คำพิพากษา คำสั่งคำร้องและคำวินิจฉัยศาลฎีกา

ทั้งหมด 133,243 รายการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2391/2558
#627680
เปิดฉบับเต็ม

พระราชบัญญัติอาคารชุด พ.ศ.2522 มีบทบัญญัติว่าด้วยเรื่องการประชุมใหญ่วิสามัญ แต่มิได้กล่าวถึงการเพิกถอนมติที่ประชุมใหญ่วิสามัญจึงต้องเทียบบทกฎหมายที่ใกล้เคียงอย่างยิ่งมาวินิจฉัยแก่คดี ตาม ป.พ.พ. มาตรา 4 ซึ่งกฎหมายดังกล่าวคือ ป.พ.พ. มาตรา 1195 ที่บัญญัติว่า "การประชุมใหญ่นั้น ถ้าได้นัดเรียกหรือได้ประชุมกันหรือได้ลงมติฝ่าฝืนบทบัญญัติในลักษณะนี้ก็ดี หรือฝ่าฝืนข้อบังคับของบริษัทก็ดี เมื่อกรรมการหรือผู้ถือหุ้นคนหนึ่งคนใดร้องขึ้นแล้ว ให้ศาลเพิกถอนมติของที่ประชุมใหญ่อันผิดระเบียบนั้นเสีย ..." ซึ่งในกรณีของนิติบุคคลอาคารชุดได้แก่กรรมการหรือเจ้าของร่วม อันเป็นการสอดคล้องกับเจตนารมณ์ของกฎหมายที่ต้องการให้การจัดการนิติบุคคลอาคารชุดเป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพตรงตามความประสงค์ของเจ้าของร่วมทั้งหลาย ดังนั้น ผู้มีสิทธิร้องขอให้เพิกถอนมติที่ประชุมใหญ่วิสามัญย่อมได้แก่กรรมการนิติบุคคลอาคารชุดหรือเจ้าของร่วมเท่านั้น ทั้งนิติบุคคลอาคารชุดต้องปฏิบัติตามมติของเจ้าของร่วม โจทก์ที่ 1 (นิติบุคคลอาคารชุด) จะฟ้องขอให้เพิกถอนมติที่ประชุมใหญ่วิสามัญเจ้าของร่วมเองไม่ได้

แม้การประชุมใหญ่วิสามัญเจ้าของร่วมและมติที่ประชุมใหญ่วิสามัญเจ้าของร่วมอาคารชุดไม่ชอบด้วยกฎหมายและฝ่าฝืนข้อบังคับก็ตาม แต่ก็หาทำให้การประชุมใหญ่วิสามัญเจ้าของร่วมและมติที่ประชุมใหญ่วิสามัญเจ้าของร่วมดังกล่าวเสียไปหรือตกเป็นโมฆะไม่ จนกว่าศาลจะมีคำสั่งหรือคำพิพากษาถึงที่สุดให้เพิกถอนมติที่ประชุมใหญ่วิสามัญเจ้าของร่วมอันผิดระเบียบนั้นเสียก่อน ซึ่งโจทก์ที่ 2 และที่ 3 อาจใช้สิทธิทางศาลโดยยื่นคำร้องเป็นคดีไม่มีข้อพิพาท อย่างไรก็ตามไม่มีกฎหมายห้ามไม่ให้ยื่นฟ้องเป็นคดีมีข้อพิพาท โจทก์ที่ 2 และที่ 3 อาจฟ้องผู้ที่โต้แย้งสิทธิของตนเพื่อให้บังคับตามสิทธินั้นเป็นคดีมีข้อพิพาทก็ได้ แต่คดีนี้โจทก์ที่ 2 และที่ 3 ฟ้องอ้างว่าจำเลยทั้งสองเรียกประชุม ได้ประชุมกัน และจัดให้มีการลงมติโดยฝ่าฝืนกฎหมายและข้อบังคับนิติบุคคลอาคารชุด แต่ในคำขอบังคับตามฟ้องขอเพียงให้เพิกถอนการประชุมใหญ่วิสามัญเจ้าของร่วมและมติที่ประชุมใหญ่วิสามัญ ซึ่งมีผลทำให้คณะกรรมการบริหารนิติบุคคลอาคารชุดและ พ. ผู้จัดการนิติบุคคลอาคารชุดขณะนั้นพ้นจากตำแหน่งผู้จัดการนิติบุคคล แม้หากฟังได้ตามฟ้องให้โจทก์ชนะคดี จำเลยทั้งสองก็ไม่อาจปฏิบัติตามคำพิพากษาได้ เพราะจะต้องบังคับเอาแก่นิติบุคคลอาคารชุดซึ่งมีส่วนได้ส่วนเสียโดยตรงเท่านั้น แต่โจทก์ที่ 2 และที่ 3 ไม่ได้ฟ้องนิติบุคคลอาคารชุดมาด้วย กรณีจึงไม่มีบุคคลที่อาจต้องรับผิดตามคำขอของโจทก์ที่ 2 และที่ 3 มาในฟ้อง ทั้งไม่อาจแปลคำฟ้องว่าเป็นการร้องขอให้บังคับนิติบุคคลอาคารชุดด้วย เพราะจะเป็นการพิพากษาเกินคำขอ ต้องห้ามตาม ป.วิ.พ. มาตรา 142 นอกจากนั้นโจทก์ที่ 2 และที่ 3 ก็ไม่ได้มีคำขอให้จำเลยทั้งสองรับผิดชดใช้ค่าเสียหายแก่โจทก์ที่ 2 และที่ 3 ฐานกระทำละเมิด ฟ้องโจทก์ที่ 2 และที่ 3 ก็ไม่อาจบังคับเอาแก่จำเลยทั้งสองได้ โจทก์ที่ 2 และที่ 3 ไม่มีอำนาจฟ้องจำเลยทั้งสอง

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ทั้งสามฟ้องขอให้มีคำสั่งเพิกถอนการประชุมใหญ่วิสามัญเจ้าของร่วม และมติที่ประชุมใหญ่วิสามัญเจ้าของร่วมครั้งที่ 1/2552 และครั้งที่ 2/2552 ของนิติบุคคลอาคารชุดโมเดอร์นโฮมทาวเวอร์ ดิเอ็กซคลูซีฟ เพลส

จำเลยทั้งสองให้การขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง ค่าฤชาธรรมเนียมให้เป็นพับ

โจทก์ทั้งสามและจำเลยทั้งสองอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษาแก้เป็นว่า ให้เพิกถอนการประชุมใหญ่วิสามัญเจ้าของร่วมนิติบุคคลอาคารชุดโมเดอร์นโฮมทาวเวอร์ ดิเอ็กซคลูซีฟ เพลส ครั้งที่ 1/2552 เมื่อวันที่ 18 กรกฎาคม 2552 และครั้งที่ 2/2552 เมื่อวันที่ 1 สิงหาคม 2552 พร้อมทั้งมติที่ประชุมดังกล่าว ค่าฤชาธรรมเนียมในชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

จำเลยทั้งสองฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ทางพิจารณาโจทก์ทั้งสามนำสืบว่า โจทก์ที่ 1 เป็นนิติบุคคลอาคารชุด ตามพระราชบัญญัติอาคารชุด พ.ศ.2522 โดยมีนายพรชัย เป็นผู้จัดการมีอำนาจกระทำการแทนโจทก์ที่ 1 มีข้อบังคับตามข้อบังคับนิติบุคคลอาคารชุด โจทก์ที่ 2 เป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์ในห้องชุดเลขที่ 149/105 และ 149/261 มีภูมิลำเนาตามทะเบียนราษฎรอยู่ที่บ้านเลขที่ 899/197 โจทก์ที่ 3 เป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์ห้องชุดเลขที่ 149/85 และมีภูมิลำเนาอยู่บ้านเลขที่ 72 โจทก์ที่ 2 และที่ 3 มอบอำนาจให้นายพรชัยดำเนินคดีแทน เดิมกรรมการโจทก์ที่ 1 ได้รับแต่งตั้งจากมติที่ประชุมใหญ่สามัญเจ้าของร่วมประจำปี 2550 เมื่อวันที่ 18 เมษายน 2552 ที่ประชุมใหญ่สามัญเจ้าของร่วมประจำปี 2551 แต่งตั้งให้นายพรชัยเป็นผู้จัดการนิติบุคคลอาคารชุดมีอำนาจกระทำการแทนโจทก์ที่ 1 การประชุมใหญ่ของโจทก์ที่ 1 มีข้อบังคับว่าจะต้องทำหนังสือเป็นลายลักษณ์อักษรแจ้งไปยังเจ้าของร่วมทุกคนตามสถานที่อยู่จริงของเจ้าของร่วมก่อนวันนัดประชุมใหญ่ไม่น้อยกว่า 7 วัน ในกรณีเจ้าของร่วมประสงค์จะเปิดประชุมด้วยตนเองเจ้าของร่วมจะต้องเข้าชื่อร่วมกันไม่น้อยกว่าร้อยละ 20 ของอัตราส่วนกรรมสิทธิ์ทั้งหมดของเจ้าของร่วมร้องขอให้จัดประชุมใหญ่วิสามัญ หากไม่ดำเนินการภายใน 15 วัน ให้เจ้าของร่วมดังกล่าวมีอำนาจเรียกประชุมเจ้าของร่วม ส่วนการนับองค์ประชุมจะต้องมีคะแนนเสียงจากอัตราส่วนกรรมสิทธิ์ไม่น้อยกว่าร้อยละ 25 ของเจ้าของร่วม หากไม่ครบให้เจ้าของร่วมเรียกประชุมใหม่ภายใน 15 วัน หากคะแนนเสียงไม่ถึงร้อยละ 25 ก็ให้จัดประชุมไปได้เมื่อวันที่ 27 มิถุนายน 2552 จำเลยที่ 1 มีหนังสือถึงประธานคณะกรรมการนิติบุคคลอาคารชุด อ้างว่ามีเจ้าของร่วมเข้าชื่อร่วมกันไม่น้อยกว่าร้อยละ 20 มีความประสงค์ขอให้เปิดประชุมใหญ่วิสามัญเจ้าของร่วมครั้งที่ 1/2552 ตามหนังสือเรื่องขอให้จัดประชุมใหญ่เจ้าของร่วมที่แท้จริง บางส่วนได้มีเจตนาขอให้เปิดประชุมใหญ่วิสามัญเจ้าของร่วม แต่เมื่อตรวจสอบแล้วพบว่า ผู้ลงชื่อบางส่วนไม่ได้เป็นเจ้าของร่วม มีเจ้าของร่วมที่ลงลายมือชื่อถูกต้องเพียงร้อยละ 10 ตามรายชื่อเจ้าของร่วมที่ขอเปิดประชุมประชุมใหญ่วิสามัญ จึงไม่จัดประชุมให้ตามขอ ต่อมาจำเลยที่ 1 ในฐานะส่วนตัวได้ออกหนังสือเชิญประชุมวิสามัญเจ้าของร่วมครั้งที่ 1/2552 อันเป็นการฝ่าฝืนข้อบังคับของโจทก์ที่ 1 และเปิดประชุมโดยมีเจ้าของร่วมเข้าประชุมไม่ถึงร้อยละ 25 ของอัตราส่วนกรรมสิทธิ์ทั้งหมด ต่อมาจำเลยที่ 1 มีหนังสือเปิดประชุมใหญ่วิสามัญเจ้าของร่วมครั้งที่ 2/2552 อันเป็นการฝ่าฝืนข้อบังคับของโจทก์ที่ 1 และเปิดประชุมโดยมีเจ้าของร่วมประชุมไม่ถึงร้อยละ 25 ของอัตราส่วนกรรมสิทธิ์ทั้งหมด ต่อมาจำเลยที่ 1 มีหนังสือเปิดประชุมใหญ่วิสามัญเจ้าของร่วมครั้งที่ 2/2552 โดยจำเลยที่ 2 มิได้ส่งหนังสือเชิญประชุมแก่เจ้าของร่วมทุกคนทั้งไม่ได้ส่งตามที่อยู่จริงของเจ้าของร่วม นอกจากนี้จำเลยที่ 1 ยังเรียกประชุมโดยลงลายมือชื่อในหนังสือเชิญประชุมเพียงคนเดียวเป็นการกระทำโดยที่ไม่มีอำนาจ ในการประชุมครั้งที่ 2/2552 เมื่อวันที่ 1 สิงหาคม 2552 จำเลยทั้งสองได้ทำหลักฐานไว้ ซึ่งในการประชุมเจ้าของร่วมจะต้องลงลายมือชื่อไว้ทุกครั้ง ดังที่ปรากฏตามเอกสารลงนามผู้เข้าร่วมการประชุมใหญ่วิสามัญเจ้าของร่วมครั้งที่ 2/2552 หนังสือเชิญประชุมของจำเลยที่ 1 ไม่ได้ระบุวาระเรื่องแต่งตั้งหรือถอดถอนผู้จัดการนิติบุคคล แต่กลับพิจารณาถอดถอนผู้จัดการนิติบุคคล จึงต้องขอให้ศาลเพิกถอนมติที่เกิดจากการเรียกประชุมและจัดประชุมไม่ชอบดังกล่าว

จำเลยทั้งสองนำสืบว่า มติที่ประชุมใหญ่วิสามัญเจ้าของร่วมนิติบุคคลอาคารชุดชอบด้วยกฎหมาย โจทก์ทั้งสามจึงไม่มีสิทธิขอให้ศาลมีคำสั่งเพิกถอนเหตุที่เจ้าของร่วมร่วมกันลงชื่อขอให้จัดประชุมเนื่องจากในการประชุมใหญ่ประจำปี 2551 ของนิติบุคคลอาคารชุด ซึ่งขณะนั้นมีนายพรชัยเป็นผู้จัดการนิติบุคคล นายพรชัยไม่สามารถชี้แจงรายละเอียดเกี่ยวกับค่าใช้จ่ายที่จ่ายไปจำนวน 15,000,000 บาท ได้ถือเป็นการบริหารที่ไม่โปร่งใส เจ้าของร่วมจึงขอให้จำเลยที่ 1 ดำเนินการจัดประชุม จำเลยที่ 1 รวบรวมรายชื่อเจ้าของร่วมได้ประมาณร้อยละ 22 แล้วทำหนังสือส่งถึงประธานคณะกรรมการและกรรมการของโจทก์ที่ 1 แต่ได้รับแจ้งว่า รายชื่อเจ้าของร่วมบางส่วนเป็นเพียงการลงชื่อในแบบสอบถามความคิดเห็น จึงไม่ดำเนินการจัดประชุมให้ วันที่ 2 กรกฎาคม 2552 โจทก์ที่ 1 มีหนังสือแจ้งว่าจะจัดประชุมในวันที่ 26 กรกฎาคม 2552 หรือวันที่ 2 สิงหาคม 2552 จำเลยที่ 1 ในฐานะตัวแทนของเจ้าของร่วมจึงออกหนังสือขอเชิญประชุมใหญ่วิสามัญเจ้าของร่วมครั้งที่ 1/2552 เมื่อวันที่ 8 กรกฎาคม 2552 โดยส่งหนังสือเชิญประชุมแก่เจ้าของร่วมด้วยวิธีนำไปใส่ไว้ในช่องส่งจดหมายของเจ้าของร่วมแต่ละคนที่โจทก์ที่ 1 จัดไว้ ดังที่เคยปฏิบัติกันมา ส่วนโจทก์ที่ 1 ก็ปิดประกาศแจ้งกำหนดวันประชุมใหญ่วิสามัญเจ้าของร่วมครั้งที่ 1/2552 ไว้ที่ลิฟต์ของอาคารชุดทั้งได้ส่งให้แก่เจ้าของร่วมทุกคนโดยกำหนดประชุมในวันที่ 2 สิงหาคม 2552 ตามหนังสือแจ้งกำหนดวันประชุม แต่ในวันที่ 18 กรกฎาคม 2552 มีเจ้าของร่วมเข้าประชุมเพียงประมาณร้อยละ 18 ซึ่งไม่ครบองค์ประชุม จึงนัดประชุมใหม่ในวันที่ 1 สิงหาคม 2552 โดยส่งหนังสือเชิญประชุมแก่เจ้าของร่วมด้วยวิธีนำไปใส่ไว้ในช่องส่งจดหมายของเจ้าของร่วมแต่ละคนที่โจทก์ที่ 1 จัดไว้ มีเจ้าของร่วมเข้าประชุมร้อยละ 32 ที่ประชุมมีมติถอดถอนกรรมการบางคนและตั้งกรรมการชุดใหม่ในวาระเดียวกัน จำเลยที่ 1 นำมติที่ประชุมดังกล่าวไปจดทะเบียน แต่นายพรชัยมีหนังสือคัดค้านเจ้าพนักงานที่ดินกรุงเทพมหานครจึงไม่จดทะเบียนเปลี่ยนแปลงให้ จำเลยที่ 1 อุทธรณ์คำสั่งเจ้าพนักงานที่ดินกรุงเทพมหานคร ต่อมาจำเลยที่ 1 นำเอกสาร เช่น ลายมือชื่อเจ้าของรวมที่ลงมือชื่อขอให้เรียกประชุมไปแสดงเพิ่มเติม เจ้าพนักงานที่ดินกรุงเทพมหานครจึงเพิกถอนคำสั่งที่ไม่รับจดทะเบียนกรรมการนิติบุคคลอาคารชุดในครั้งแรก และจดทะเบียนเปลี่ยนแปลงผู้จัดการนิติบุคคลให้ตามหลักฐานการจดทะเบียน

คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยทั้งสองประการแรกว่า โจทก์ที่ 1 มีอำนาจฟ้องหรือไม่ เห็นว่า พระราชบัญญัติอาคารชุด พ.ศ.2522 มีบทบัญญัติว่าด้วยเรื่องการประชุมใหญ่วิสามัญ แต่มิได้กล่าวถึงการเพิกถอนมติที่ประชุมใหญ่วิสามัญจึงต้องเทียบบทกฎหมายที่ใกล้เคียงอย่างยิ่งมาวินิจฉัยแก่คดี ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 4 ซึ่งกฎหมายดังกล่าวคือ ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1195 ที่บัญญัติว่า "การประชุมใหญ่นั้น ถ้าได้นัดเรียกหรือได้ประชุมกันหรือได้ลงมติฝ่าฝืนบทบัญญัติในลักษณะนี้ก็ดี หรือฝ่าฝืนข้อบังคับของบริษัทก็ดี เมื่อกรรมการหรือผู้ถือหุ้นคนหนึ่งคนใดร้องขึ้นแล้ว ให้ศาลเพิกถอนมติของที่ประชุมใหญ่อันผิดระเบียบนั้นเสีย ..." ซึ่งในกรณีของนิติบุคคลอาคารชุดได้แก่กรรมการหรือเจ้าของร่วม อันเป็นการสอดคล้องกับเจตนารมณ์ของกฎหมายที่ต้องการให้การจัดการนิติบุคคลอาคารชุดเป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพตรงตามความประสงค์ของเจ้าของร่วมทั้งหลาย ดังนั้น ผู้มีสิทธิร้องขอให้เพิกถอนมติที่ประชุมใหญ่วิสามัญย่อมได้แก่กรรมการนิติบุคคลอาคารชุดหรือเจ้าของร่วมเท่านั้น ทั้งนิติบุคคลอาคารชุดต้องปฏิบัติตามมติของเจ้าของร่วม โจทก์ที่ 1 จะฟ้องขอให้เพิกถอนมติที่ประชุมใหญ่วิสามัญเจ้าของร่วมเองไม่ได้ ที่ศาลอุทธรณ์วินิจฉัยว่าโจทก์ที่ 1 ไม่มีอำนาจฟ้องจำเลยทั้งสองนั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย

มีปัญหาต้องวินิจฉัยประการต่อไปว่า โจทก์ที่ 2 และที่ 3 มีอำนาจฟ้องหรือไม่ เห็นว่า แม้การประชุมใหญ่วิสามัญเจ้าของร่วมและมติที่ประชุมใหญ่วิสามัญเจ้าของร่วมอาคารชุดไม่ชอบด้วยกฎหมายและฝ่าฝืนข้อบังคับก็ตาม แต่ก็หาทำให้การประชุมใหญ่วิสามัญเจ้าของร่วมและมติที่ประชุมใหญ่วิสามัญเจ้าของร่วมดังกล่าวเสียไปหรือตกเป็นโมฆะไม่ จนกว่าศาลจะมีคำสั่งหรือคำพิพากษาถึงที่สุดให้เพิกถอนมติที่ประชุมใหญ่วิสามัญเจ้าของร่วมอันผิดระเบียบนั้นเสียก่อน ซึ่งโจทก์ที่ 2 และที่ 3 อาจใช้สิทธิทางศาลโดยยื่นคำร้องเป็นคดีไม่มีข้อพิพาท อย่างไรก็ตามไม่มีกฎหมายห้ามไม่ให้ยื่นฟ้องเป็นคดีมีข้อพิพาท โจทก์ที่ 2 และที่ 3 อาจฟ้องผู้ที่โต้แย้งสิทธิของตนเพื่อให้บังคับตามสิทธินั้นเป็นคดีมีข้อพิพาทก็ได้ แต่คดีนี้โจทก์ที่ 2 และที่ 3 ฟ้องอ้างว่าจำเลยทั้งสองเรียกประชุม ได้ประชุมกัน และจัดให้มีการลงมติโดยฝ่าฝืนกฎหมายและข้อบังคับนิติบุคคลอาคารชุด แต่ในคำขอบังคับตามฟ้อง ขอเพียงให้เพิกถอนการประชุมใหญ่วิสามัญเจ้าของร่วม และมติที่ประชุมใหญ่วิสามัญ ซึ่งมีผลทำให้คณะกรรมการบริหารนิติบุคคลอาคารชุดและนายพรชัย ผู้จัดการนิติบุคคลอาคารชุดขณะนั้นพ้นจากตำแหน่งผู้จัดการนิติบุคคล แม้หากฟังได้ตามฟ้องให้โจทก์ชนะคดี จำเลยทั้งสองก็ไม่อาจปฏิบัติตามคำพิพากษาได้ เพราะจะต้องบังคับเอาแก่นิติบุคคลอาคารชุดซึ่งมีส่วนได้ส่วนเสียโดยตรงเท่านั้น แต่โจทก์ที่ 2 และที่ 3 ไม่ได้ฟ้องนิติบุคคลอาคารชุดมาด้วย กรณีจึงไม่มีบุคคลที่อาจต้องรับผิดตามคำขอของโจทก์ที่ 2 และที่ 3 มาในฟ้อง ทั้งไม่อาจแปลคำฟ้องว่าเป็นการร้องขอให้บังคับนิติบุคคลอาคารชุดด้วย เพราะจะเป็นการพิพากษาเกินคำขอ ต้องห้ามตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 142 นอกจากนั้นโจทก์ที่ 2 และที่ 3 ก็ไม่ได้มีคำขอให้จำเลยทั้งสองรับผิดชดใช้ค่าเสียหายแก่โจทก์ที่ 2 และที่ 3 ฐานกระทำละเมิด ฟ้องโจทก์ที่ 2 และที่ 3 ก็ไม่อาจบังคับเอาแก่จำเลยทั้งสองได้ โจทก์ที่ 2 และที่ 3 ไม่มีอำนาจฟ้องจำเลยทั้งสองเช่นกัน ฎีกาของจำเลยทั้งสองข้อนี้ฟังขึ้น เมื่อวินิจฉัยดังนี้แล้ว ฎีกาข้ออื่นจำเลยทั้งสองไม่ทำให้ผลของคดีเปลี่ยนแปลงไป จึงไม่จำต้องวินิจฉัย

พิพากษาแก้เป็นว่า ให้บังคับคดีไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น ค่าฤชาธรรมเนียมในชั้นฎีกาให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 4 ม. 1195
ป.วิ.พ. ม. 142
พ.ร.บ.อาคารชุด พ.ศ.2522
ชื่อคู่ความ
นิติบุคคลอาคารชุด โมเดอร์นโฮม ทาวเวอร์
โจทก์ — ดิเอ็กซคลูซีฟ เพลส กับพวก
จำเลย — นางกลอยศรี วงศ์เชาวนาถ กับพวก
ชื่อองค์คณะ
อร่าม เสนามนตรี
ชำนาญ รวิวรรณพงษ์
สมชาย สินเกษม
แหล่งที่มา
สำนักวิชาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2381/2558
#627480
เปิดฉบับเต็ม

แม้รถยนต์หมายเลขทะเบียน กค 812 ปราจีนบุรี ของกลาง เป็นยานพาหนะที่จำเลยที่ 3 ร่วมกับพวกใช้ในการนำเมทแอมเฟตามีนของกลางไปส่งให้แก่สายลับผู้ล่อซื้อ อันเป็นยานพาหนะที่ได้ใช้ในการกระทำความผิดเกี่ยวกับยาเสพติดให้โทษ ซึ่งตาม พ.ร.บ.ยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 มาตรา 102 บัญญัติให้ริบเสียทั้งสิ้นก็ตาม แต่รถยนต์ของกลางไม่ใช่ทรัพย์สินที่กฎหมายบัญญัติไว้ว่าผู้ใดทำหรือมีไว้เป็นความผิดดังที่บัญญัติไว้ใน ป.อ. มาตรา 32 ดังนั้น เมื่อโจทก์มีคำขอให้ริบของกลางทั้งหมดที่เจ้าพนักงานเก็บรักษาไว้ ซึ่งโจทก์บรรยายฟ้องว่า เมทแอมเฟตามีนของกลางที่เหลือจากการตรวจพิสูจน์และโทรศัพท์เคลื่อนที่ของกลาง เจ้าพนักงานเก็บรักษาไว้ ดังนี้ เท่ากับโจทก์ขอให้ริบเมทแอมเฟตามีนและโทรศัพท์เคลื่อนที่ของกลางเท่านั้น โจทก์มิได้มีคำขอให้ริบรถยนต์ของกลาง เช่นนี้ศาลย่อมไม่อาจสั่งริบรถยนต์ของกลางได้เพราะจะเป็นการพิพากษาหรือสั่งเกินคำขอ ต้องห้ามตาม ป.วิ.อ. มาตรา 192 วรรคหนึ่ง ประกอบ พ.ร.บ.วิธีพิจารณาคดียาเสพติด พ.ศ.2550 มาตรา 3

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยทั้งสามตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 มาตรา 4, 7, 8, 15, 57, 66, 91, 100/1, 102 พระราชบัญญัติมาตรการในการปราบปรามผู้กระทำความผิดเกี่ยวกับยาเสพติด พ.ศ.2534 มาตรา 7 พระราชบัญญัติจราจรทางบก พ.ศ.2522 มาตรา 43 ทวิ, 157/1 พระราชบัญญัติอาวุธปืน เครื่องกระสุนปืน วัตถุระเบิด ดอกไม้เพลิง และสิ่งเทียมอาวุธปืน พ.ศ.2490 มาตรา 7, 8 ทวิ, 72, 72 ทวิ ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 32, 33, 83, 91, 371 ริบของกลางทั้งหมดที่เจ้าพนักงานเก็บรักษาไว้

จำเลยที่ 1 และที่ 2 ให้การปฏิเสธ ศาลชั้นต้นสั่งให้โจทก์แยกฟ้องเป็นคดีใหม่

จำเลยที่ 3 ให้การรับสารภาพ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยที่ 3 มีความผิดตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 มาตรา 15 วรรคหนึ่ง และวรรคสาม (2), 66 วรรคหนึ่ง และวรรคสอง พระราชบัญญัติมาตรการในการปราบปรามผู้กระทำความผิดเกี่ยวกับยาเสพติด พ.ศ.2534 มาตรา 7 ประกอบประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 80 พระราชบัญญัติอาวุธปืน เครื่องกระสุนปืน วัตถุระเบิด ดอกไม้เพลิง และสิ่งเทียมอาวุธปืน พ.ศ.2490 มาตรา 7, 8 ทวิ วรรคสอง, 72 วรรคสาม, 72 ทวิ วรรคสอง ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 371 ประกอบประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83 การกระทำของจำเลยที่ 3 เป็นความผิดหลายกรรมต่างกัน ให้ลงโทษทุกกรรมเป็นกระทงความผิดไปตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 ฐานร่วมกันมีเมทแอมเฟตามีนไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่าย จำคุก 8 ปี และปรับ 450,000 บาท ฐานร่วมกันพยายามจำหน่ายเมทแอมเฟตามีน ลงโทษเช่นเดียวกับผู้กระทำความผิดสำเร็จตามพระราชบัญญัติมาตรการในการปราบปรามผู้กระทำความผิดเกี่ยวกับยาเสพติด พ.ศ.2534 มาตรา 7 จำคุก 8 ปี ฐานร่วมกันมีอาวุธปืนมีทะเบียนของผู้อื่นไว้ในครอบครองโดยไม่ได้รับใบอนุญาต จำคุก 6 เดือน ฐานร่วมกันพาอาวุธปืนไปโดยเปิดเผย เป็นการกระทำกรรมเดียวผิดต่อกฎหมายหลายบท ลงโทษตามพระราชบัญญัติอาวุธปืนฯ ซึ่งเป็นกฎหมายที่มีโทษหนักที่สุดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 จำคุก 6 เดือน รวมจำคุก 16 ปี 12 เดือน และปรับ 450,000 บาท จำเลยที่ 3 ให้การรับสารภาพเป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้กึ่งหนึ่งตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คงจำคุก 8 ปี 6 เดือน และปรับ 225,000 บาท ไม่ชำระค่าปรับให้จัดการตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 29, 30 หากต้องกักขังแทนค่าปรับให้กักขังไม่เกิน 2 ปี ริบเมทแอมเฟตามีนและโทรศัพท์เคลื่อนที่ของกลาง

จำเลยที่ 3 อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์แผนกคดียาเสพติดพิพากษาแก้เป็นว่า ให้ริบรถยนต์ของกลาง นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

โจทก์ฎีกา โดยได้รับอนุญาตจากศาลฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาโจทก์ว่า ที่ศาลอุทธรณ์พิพากษาให้ริบรถยนต์ของกลางชอบหรือไม่ เห็นว่า แม้รถยนต์หมายเลขทะเบียน กค 812 ปราจีนบุรี ของกลาง เป็นยานพาหนะที่จำเลยที่ 3 ร่วมกับพวกใช้ในการนำเมทแอมเฟตามีนของกลางไปส่งให้แก่สายลับผู้ล่อซื้อ อันเป็นยานพาหนะที่ได้ใช้ในการกระทำความผิดเกี่ยวกับยาเสพติดให้โทษ ซึ่งตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 มาตรา 102 บัญญัติให้ริบเสียทั้งสิ้นก็ตาม แต่รถยนต์ของกลางไม่ใช่ทรัพย์สินที่กฎหมายบัญญัติไว้ว่าผู้ใดทำหรือมีไว้เป็นความผิดดังที่บัญญัติไว้ในประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 32 ดังนั้น เมื่อโจทก์มีคำขอให้ริบของกลางทั้งหมดที่เจ้าพนักงานเก็บรักษาไว้ ซึ่งโจทก์บรรยายฟ้องว่า เมทแอมเฟตามีนของกลางที่เหลือจากการตรวจพิสูจน์และโทรศัพท์เคลื่อนที่ของกลาง เจ้าพนักงานเก็บรักษาไว้ ดังนี้ เท่ากับโจทก์ขอให้ริบเมทแอมเฟตามีนและโทรศัพท์เคลื่อนที่ของกลางเท่านั้น โจทก์มิได้มีคำขอให้ริบรถยนต์ของกลาง เช่นนี้ศาลย่อมไม่อาจสั่งริบรถยนต์ของกลางได้เพราะจะเป็นการพิพากษาหรือสั่งเกินคำขอ ต้องห้ามตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 192 วรรคหนึ่ง ประกอบพระราชบัญญัติวิธีพิจารณาคดียาเสพติด พ.ศ.2550 มาตรา 3 ที่ศาลอุทธรณ์พิพากษาให้ริบรถยนต์ของกลางจึงไม่ชอบ ฎีกาของโจทก์ฟังขึ้น

พิพากษาแก้เป็นว่า ให้ยกคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ที่ให้ริบรถยนต์ของกลางนอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.อ. ม. 32
ป.วิ.อ. ม. 192 วรรคหนึ่ง
พ.ร.บ.ยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 ม. 102
พ.ร.บ.วิธีพิจารณาคดียาเสพติด พ.ศ.2550 ม. 3
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการจังหวัดฉะเชิงเทรา
จำเลย — นายสาครหรือกล้วย คล้ายสุวรรณ์ กับพวก
ชื่อองค์คณะ
นุจรินทร์ จันทร์พรายศรี
สมยศ เข็มทอง
ปกรณ์ มหรรณพ
แหล่งที่มา
สำนักวิชาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2336/2558
#581418
เปิดฉบับเต็ม

โจทก์บรรยายฟ้องว่าบริษัท ต. ผู้เสียหาย เป็นนิติบุคคลตามกฎหมายของประเทศญี่ปุ่นเป็นเจ้าของลิขสิทธิ์ในงานภาพยนตร์ละครเรื่อง "วันพีช" แม้ไม่ได้บรรยายฟ้องว่าเป็นผู้สร้างสรรค์ แต่เมื่องานสร้างสรรค์ตามที่โจทก์ฟ้องเป็นภาพยนตร์ที่มีอายุความคุ้มครองห้าสิบปีนับแต่สร้างสรรค์งาน แต่ถ้าได้มีการโฆษณางานในระยะเวลาดังกล่าวให้ลิขสิทธิ์มีอายุห้าสิบปีนับแต่ได้มีการโฆษณาครั้งแรกตามมาตรา 19 และมาตรา 21 แห่ง พ.ร.บ.ลิขสิทธิ์ พ.ศ.2537 นอกจากโจทก์จะต้องบรรยายฟ้องว่าผู้เสียหายเป็นเจ้าของลิขสิทธิ์แล้ว โจทก์ยังมีหน้าที่ต้องบรรยายฟ้องด้วยว่างานภาพยนตร์อันมีลิขสิทธิ์ที่จำเลยกระทำละเมิดนั้นได้สร้างสรรค์หรือมีการนำออกโฆษณาครั้งแรกเมื่อใด เพื่อแสดงให้เห็นว่างานภาพยนตร์ดังกล่าวยังอยู่ในระหว่างอายุการคุ้มครองคือห้าสิบปีนับแต่วันที่สร้างสรรค์หรือนับแต่วันที่ได้มีการโฆษณาครั้งแรกด้วย เมื่อโจทก์มิได้บรรยายฟ้องดังกล่าวฟ้องโจทก์จึงมิชอบด้วย พ.ร.บ.จัดตั้งศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศและวิธีพิจารณาคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศ พ.ศ.2539 มาตรา 26 ประกอบ ป.วิ.อ. มาตรา 158 (5)

โจทก์บรรยายฟ้องว่า จำเลยละเมิดลิขสิทธิ์ในงานภาพยนตร์ละครเรื่อง "วันพีช" แต่โจทก์บรรยายฟ้องเกี่ยวกับข้อเท็จจริงดังกล่าวว่า จำเลยนำสมุดภาพระบายสีที่มีตัวละครเรื่อง "วันพีช" ซึ่งเป็นงานศิลปกรรมวางจำหน่ายโดยไม่ได้รับอนุญาต มิใช่การนำภาพยนตร์ออกจำหน่าย อันจะเป็นการละเมิดลิขสิทธิ์ในงานภาพยนตร์ของผู้เสียหายตามฟ้อง กรณีจึงไม่แน่ชัดว่าเป็นการละเมิดลิขสิทธิ์ในงานประเภทใด ฟ้องโจทก์จึงเคลือบคลุม พ.ร.บ.จัดตั้งศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศและวิธีพิจารณาคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศ พ.ศ.2539 มาตรา 26 ประกอบ ป.วิ.อ. มาตรา 158 (5)

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามพระราชบัญญัติลิขสิทธิ์ พ.ศ.2537 มาตรา 4, 6, 8, 31, 69, 70, 75 และ 76 ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 33 ริบของกลาง และให้จำเลยจ่ายค่าปรับฐานละเมิดลิขสิทธิ์กึ่งหนึ่งแก่ผู้เสียหาย

จำเลยให้การรับสารภาพ

ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางพิพากษายกฟ้อง คืนของกลางแก่เจ้าของ

โจทก์อุทธรณ์ต่อศาลฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศวินิจฉัยว่า คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของโจทก์ประการเดียวว่า ฟ้องโจทก์ชอบด้วยพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศและวิธีพิจารณาคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศ พ.ศ.2539 มาตรา 26 ประกอบประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 158 (5) หรือไม่ ที่โจทก์อุทธรณ์ว่า โจทก์ไม่ได้บรรยายฟ้องว่าบริษัทผู้เสียหายเป็นผู้สร้างสรรค์งานอันมีลิขสิทธิ์ เพียงแต่บรรยายว่าบริษัทผู้เสียหายเป็นเจ้าของลิขสิทธิ์ในงานภาพยนตร์ละครเรื่อง "วันพีช" เท่านั้น และตามมาตรา 19 แห่งพระราชบัญญัติลิขสิทธิ์ พ.ศ.2537 เป็นเรื่องที่ใช้บังคับเกี่ยวกับเจ้าของลิขสิทธิ์ที่เป็นผู้สร้างสรรค์งานนั้นขึ้นมา ซึ่งเป็นคนละกรณีกับการมีลิขสิทธิ์ของผู้เสียหายที่มิได้เป็นผู้สร้างสรรค์นั้น เห็นว่า แม้โจทก์จะไม่ได้บรรยายฟ้องว่าบริษัทโตเอะ แอนิเมชั่น จำกัด ผู้เสียหายเป็นผู้สร้างสรรค์งานภาพยนตร์ละครเรื่อง "วันพีช" ที่จำเลยละเมิดลิขสิทธิ์ โดยบรรยายเพียงว่าบริษัทผู้เสียหายซึ่งเป็นนิติบุคคลตามกฎหมายของประเทศญี่ปุ่นเป็นเจ้าของลิขสิทธิ์ในงานภาพยนตร์ดังกล่าวเท่านั้น ซึ่งไม่ต้องด้วยมาตรา 19 วรรคท้าย แห่งพระราชบัญญัติลิขสิทธิ์ พ.ศ.2537 ที่บัญญัติไว้ว่า "ในกรณีที่ผู้สร้างสรรค์เป็นนิติบุคคล ให้ลิขสิทธิ์มีอายุห้าสิบปีนับแต่ผู้สร้างสรรค์ได้สร้างสรรค์ขึ้น แต่ถ้าได้มีการโฆษณางานนั้นในระหว่างระยะเวลาดังกล่าว ให้ลิขสิทธิ์มีอายุห้าสิบปีนับแต่ได้มีการโฆษณาเป็นครั้งแรก" เมื่องานสร้างสรรค์ตามที่โจทก์ฟ้องนั้นเป็นภาพยนตร์ที่มีอายุความคุ้มครองห้าสิบปีนับแต่ได้สร้างสรรค์งาน แต่ถ้าได้มีการโฆษณางานในระยะเวลาดังกล่าวให้ลิขสิทธิ์มีอายุห้าสิบปีนับแต่ได้มีการโฆษณาครั้งแรกตามมาตรา 21 แห่งพระราชบัญญัติดังกล่าวด้วย ดังนั้นนอกจากโจทก์จะต้องบรรยายฟ้องว่าผู้เสียหายเป็นเจ้าของลิขสิทธิ์แล้ว โจทก์ยังมีหน้าที่ต้องบรรยายฟ้องด้วยว่างานภาพยนตร์อันมีลิขสิทธิ์ที่จำเลยกระทำละเมิดนั้นได้สร้างสรรค์หรือมีการนำออกโฆษณาครั้งแรกเมื่อใด เพื่อแสดงให้เห็นว่างานภาพยนตร์ดังกล่าวยังอยู่ในระหว่างอายุการคุ้มครองคือห้าสิบปีนับแต่วันที่สร้างสรรค์หรือนับแต่วันที่ได้มีการโฆษณาครั้งแรก ทั้งนี้เพื่อให้จำเลยเข้าใจข้อหาได้ดีว่าการที่จำเลยขายและมีไว้เพื่อขายสมุดภาพระบายสีที่มีตัวละครเรื่อง "วันพีช" นั้นเป็นการละเมิดลิขสิทธิ์ของผู้เสียหายซึ่งยังอยู่ในระหว่างอายุการคุ้มครองตามพระราชบัญญัติลิขสิทธิ์ พ.ศ.2537 มาตรา 21 ด้วย" ทั้งโจทก์บรรยายฟ้องว่า จำเลยละเมิดลิขสิทธิ์ในงานภาพยนตร์ละครเรื่อง "วันพีช" แต่โจทก์บรรยายฟ้องเกี่ยวกับข้อเท็จจริงดังกล่าวว่า จำเลยนำสมุดภาพระบายสีที่มีตัวละครเรื่อง "วันพีช" ซึ่งเป็นงานศิลปกรรมวางจำหน่ายโดยไม่ได้รับอนุญาต มิใช่การนำภาพยนตร์ออกจำหน่าย อันจะเป็นการละเมิดลิขสิทธิ์ในงานภาพยนตร์ของผู้เสียหายตามฟ้อง กรณีจึงไม่แน่ชัดว่าเป็นการละเมิดลิขสิทธิ์ในงานประเภทใด ฟ้องโจทก์จึงเคลือบคลุม และปัญหานี้เป็นปัญหาข้อกฎหมายเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อย แม้ไม่มีคู่ความฝ่ายใดอุทธรณ์ ศาลฎีกาแผนกคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศมีอำนาจยกขึ้นวินิจฉัยได้ ตามพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศและวิธีพิจารณาคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศ พ.ศ.2539 มาตรา 45 ประกอบประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 195 วรรคสอง ดังนั้น เมื่อโจทก์ไม่ได้บรรยายข้อเท็จจริงดังกล่าวมาในฟ้องเพื่อให้จำเลยเข้าใจข้อหาได้ดี ฟ้องโจทก์จึงเป็นฟ้องที่เคลือบคลุมและไม่ชอบด้วยพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศและวิธีพิจารณาคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศ พ.ศ.2539 มาตรา 26 ประกอบประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 158 (5) ที่ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางพิพากษายกฟ้องโจทก์นั้น ศาลฎีกาแผนกคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศเห็นพ้องด้วยในผล อุทธรณ์ของโจทก์ฟังไม่ขึ้น

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.อ. ม. 158 (5)
พ.ร.บ.ลิขสิทธิ์ พ.ศ.2537 ม. 19 ม. 21
พ.ร.บ.จัดตั้งศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศและวิธีพิจารณาคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศ พ.ศ.2539 ม. 26
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการจังหวัดทุ่งสง
จำเลย — นายสิทธิ์ พรหมวันรัตน์
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลาง — นายสมจิตร์ ปอพิมาย
ชื่อองค์คณะ
อร่าม เสนามนตรี
นวลน้อย ผลทวี
ไมตรี สุเทพากุล
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2333/2558
#579679
เปิดฉบับเต็ม

ข้อหาตามฟ้องโจทก์เป็นกรณีที่โจทก์ผู้ขนส่งเรียกร้องเอาค่าระวางขนส่งทางอากาศจากจำเลยผู้ว่าจ้าง แม้จะไม่มีกฎหมายบัญญัติกำหนดอายุความในการใช้สิทธิเรียกร้องเงินค่าระวางขนส่งทางอากาศไว้โดยเฉพาะ แต่การให้บริการของโจทก์เป็นการรับขนส่งสิ่งของเพื่อบำเหน็จทางการค้าปกติ ถือเป็นกรณีที่โจทก์ผู้ขนส่งสิ่งของเรียกเอาค่าระวางขนส่งตาม ป.พ.พ. มาตรา 193/34 (3) ที่บัญญัติว่า สิทธิเรียกร้องดังกล่าวมีกำหนดอายุความ 2 ปี ดังนั้น สิทธิเรียกร้องของโจทก์ที่เรียกร้องให้จำเลยชำระค่าระวางขนส่งทางอากาศจึงตกอยู่ในบังคับอายุความ 2 ปี ตามบทกฎหมายดังกล่าว

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยชำระเงินจำนวน 400,493 บาท พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงินจำนวน 341,815 บาท นับแต่วันที่ 2 กรกฎาคม 2551 อันเป็นวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์

จำเลยให้การขอให้ยกฟ้อง

ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางพิพากษาให้จำเลยชำระเงินจำนวน 341,815 บาท พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันที่ 23 มีนาคม 2549 เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ แต่ดอกเบี้ยคำนวณถึงวันที่ 2 กรกฎาคม 2551 อันเป็นวันฟ้องต้องไม่เกินจำนวน 58,678 บาท กับให้จำเลยใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ โดยกำหนดค่าทนายความ 5,000 บาท

จำเลยอุทธรณ์ต่อศาลฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศวินิจฉัยว่า มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของจำเลยประการแรกว่า สิทธิเรียกร้องของโจทก์ขาดอายุความหรือไม่ เห็นว่า โจทก์ฟ้องโดยบรรยายสภาพแห่งข้อหาและข้ออ้างที่อาศัยเป็นหลักแห่งข้อหาว่า จำเลยได้ว่าจ้างโจทก์ให้ขนส่งสินค้าเนื้อไก่สดแช่แข็ง จำนวน 5,995 กิโลกรัม ของบริษัทสหฟาร์ม จำกัด ทางอากาศ จากท่าอากาศยานกรุงเทพไปยังกรุงลอนดอนและโจทก์ได้ดำเนินการขนส่งสินค้าจำนวนดังกล่าวไปยังกรุงลอนดอนเรียบร้อยแล้ว คิดเป็นค่าใช้จ่ายในการขนส่งสินค้าทางอากาศเป็นเงิน 834,809.84 บาท ต่อมาจำเลยชำระค่าขนส่งสินค้าบางส่วนจำนวน 492,616.48 บาท จึงยังคงค้างชำระค่าบริการขนส่งจำนวน 341,815 บาท โจทก์มีใบแจ้งหนี้ทวงถามจำเลยให้ชำระหนี้จำนวน 341,815 บาท ภายในกำหนดเวลา 30 วัน นับแต่วันที่จำเลยได้รับใบแจ้งหนี้ จำเลยได้รับใบแจ้งหนี้แต่จำเลยไม่ชำระหนี้แก่โจทก์ภายในกำหนด ทำให้โจทก์ได้รับความเสียหาย โจทก์ขอคิดดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงิน 341,815 บาท นับแต่วันที่ 23 มีนาคม 2549 ซึ่งเป็นวันผิดนัดจนถึงวันฟ้อง เป็นเวลา 2 ปี 3 เดือน 14 วัน คิดเป็นดอกเบี้ย 58,678 บาท รวมเป็นต้นเงินและดอกเบี้ยจำนวน 400,493 บาท เห็นได้ว่าข้อหาตามฟ้องโจทก์เป็นกรณีที่โจทก์ผู้ขนส่งเรียกร้องเอาค่าระวางขนส่งทางอากาศจากจำเลยผู้ว่าจ้าง แม้จะไม่มีกฎหมายบัญญัติกำหนดอายุความในการใช้สิทธิเรียกร้องเงินค่าระวางขนส่งทางอากาศไว้โดยเฉพาะ แต่การให้บริการของโจทก์เป็นการรับขนส่งสิ่งของเพื่อบำเหน็จทางการค้าปกติ ถือเป็นกรณีที่โจทก์ผู้ขนส่งสิ่งของเรียกเอาค่าระวางขนส่ง ซึ่งตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 193/34 (3) มีบัญญัติไว้แล้วว่า สิทธิเรียกร้องดังกล่าวมีกำหนดอายุความ 2 ปี ดังนั้น สิทธิเรียกร้องของโจทก์ที่เรียกร้องให้จำเลยชำระค่าระวางขนส่งทางอากาศจำนวน 341,815 บาท จึงตกอยู่ในบังคับอายุความ 2 ปี ตามบทกฎหมายดังกล่าว โจทก์จึงต้องฟ้องคดีนี้ภายในกำหนดเวลา 2 ปี นับแต่วันที่ 23 มีนาคม 2549 อันเป็นวันที่จำเลยผิดนัดชำระหนี้ฟ้องและโจทก์อาจบังคับสิทธิเรียกร้องนั้นได้ แต่โจทก์ฟ้องคดีนี้เมื่อวันที่ 2 กรกฎาคม 2551 จึงพ้นกำหนดเวลา 2 ปี สิทธิเรียกร้องตามฟ้องโจทก์จึงขาดอายุความแล้ว โจทก์ไม่มีอำนาจฟ้องเรียกร้องให้จำเลยชำระค่าระวางขนส่งตามฟ้อง คดีไม่จำต้องวินิจฉัยปัญหาตามอุทธรณ์ของจำเลยในข้ออื่นอีกต่อไป ที่ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางพิพากษาให้จำเลยชำระหนี้ค่าระวางแก่โจทก์นั้น ศาลฎีกาแผนกคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศไม่เห็นพ้องด้วย อุทธรณ์ของจำเลยฟังขึ้น

พิพากษากลับ ให้ยกฟ้อง ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสองศาลให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 193/34 (3)
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — บริษัทโทล โกลบัล ฟอร์เวิร์ดดิ้ง (ไทยแลนด์) จำกัด
จำเลย — บริษัทอินเตอร์ มารีไทม์ เฟรท จำกัด
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลาง — นางสาวกาญจนา เกิดโพธิ์ทอง
ชื่อองค์คณะ
สุวัฒน์ วรรธนะหทัย
นวลน้อย ผลทวี
สุพจน์ ธำรงเวียงผึ้ง
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2331/2558
#583698
เปิดฉบับเต็ม

เมื่อจำเลยที่ 1 ผิดนัดชำระค่าเช่าซื้อตั้งแต่งวดที่ 10 ประจำวันที่ 5 มิถุนายน 2539 และงวดที่ 11 ประจำวันที่ 5 กรกฎาคม 2539 จึงเป็นการผิดนัดสองงวดติดต่อกันตามสัญญา โจทก์จึงสามารถใช้สิทธิเรียกร้องให้จำเลยทั้งสองส่งมอบรถยนต์ที่เช่าซื้อคืนและชำระค่าขาดประโยชน์จากการใช้ทรัพย์ได้นับแต่วันที่ 6 กรกฎาคม 2539 รวมทั้งค่าขาดราคาซึ่งเป็นค่าเสียหายประการหนึ่งที่ศาลกำหนดให้ได้ตามพฤติการณ์ความเสียหายซึ่งโจทก์สามารถพิสูจน์ได้ หาจำต้องรอให้ขายรถยนต์เสียก่อนไม่ อายุความจึงต้องเริ่มนับตั้งแต่วันดังกล่าวเป็นต้นไป มิใช่เริ่มนับแต่วันที่ผู้ให้เช่าซื้อทราบถึงจำนวนค่าขาดราคาเพราะหากเป็นกรณีเป็นไปดังที่โจทก์ฎีกาแล้ว กรณีย่อมไม่แน่นอนขึ้นอยู่กับว่าโจทก์จะนำรถออกประมูลขายเมื่อใด อันมีผลทำให้โจทก์สามารถกำหนดวันเริ่มต้นที่อาจบังคับสิทธิเรียกร้องได้ซึ่งไม่ถูกต้องตาม ป.วิ.พ. มาตรา 193/12 เมื่อโจทก์นำคดีมาฟ้องจำเลยทั้งสองในวันที่ 12 มกราคม 2550 ฟ้องโจทก์จึงขาดอายุความสิบปี

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องและแก้ไขคำฟ้องขอให้บังคับจำเลยทั้งสองร่วมกันชำระค่าเสียหาย 169,562.25 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี จากต้นเงิน 123,318 บาท นับแต่วันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์

จำเลยที่ 1 ให้การและแก้ไขคำให้การขอให้ยกฟ้อง

จำเลยที่ 2 ขาดนัดยื่นคำให้การและขาดนัดพิจารณา

ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง ค่าฤชาธรรมเนียมให้เป็นพับ

โจทก์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมในชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ

โจทก์ฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีพาณิชย์และเศรษฐกิจวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงที่คู่ความไม่โต้แย้งกันในชั้นฎีการับฟังว่า จำเลยที่ 1 ทำสัญญาเช่าซื้อรถยนต์ยี่ห้อโตโยต้า หมายเลขทะเบียน 1 ฒ - 5186 กรุงเทพมหานคร จากบริษัทเงินทุนหลักทรัพย์ธนทรัพย์ จำกัด (มหาชน) ในราคา 309,552 บาท ตกลงชำระค่าเช่าซื้อรวม 48 งวด เริ่มชำระงวดแรกวันที่ 5 กันยายน 2538 งวดต่อไปชำระทุกวันที่ 5 ของเดือน หากผิดนัดสองงวดติดต่อกันให้ถือว่าสัญญาเลิกกัน มีนายกมล บิดาจำเลยที่ 2 เป็นผู้ค้ำประกันโดยยอมรับผิดอย่างลูกหนี้ร่วม หลังทำสัญญาจำเลยที่ 1 ผิดนัดชำระค่าเช่าซื้อตั้งแต่งวดที่ 10 ประจำวันที่ 5 มิถุนายน 2540 เป็นต้นไป บริษัทเงินทุนหลักทรัพย์ธนทรัพย์ จำกัด (มหาชน) ยึดรถยนต์ที่เช่าซื้อคืนและนำออกประมูลขายได้ราคา 155,000 บาท ขาดราคาตามสัญญาเช่าซื้อ 93,318 บาท ต่อมาบริษัทเงินทุนหลักทรัพย์ธนทรัพย์ จำกัด (มหาชน) ตกเป็นบุคคลล้มละลาย เจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์รวบรวมทรัพย์สินและนำสิทธิเรียกร้องบริษัทออกขายทอดตลาด โจทก์ประมูลซื้อสิทธิเรียกร้องดังกล่าวได้ และมีหนังสือแจ้งการโอนสิทธิเรียกร้องให้จำเลยทั้งสองทราบแล้ว ในส่วนของค่าขาดประโยชน์นั้น โจทก์ไม่ได้ฎีกา ค่าเสียหายจึงยุติไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์

มีปัญหาข้อกฎหมายต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ว่า ฟ้องโจทก์ที่ขอให้จำเลยทั้งสองชดใช้ค่าขาดราคานั้นขาดอายุความสิบปีแล้วหรือไม่ โจทก์ฎีกาว่า สัญญาเช่าซื้อเลิกกันเนื่องจากผู้เช่าซื้อผิดนัดชำระค่าเช่าซื้อสองงวดติดต่อกันมีผลเพียงก่อให้เกิดสิทธิผู้ให้เช่าซื้อในการติดตามรถยนต์ที่เช่าซื้อคืน ส่วนค่าขาดราคามีอยู่เท่าใดจะทราบได้ต่อเมื่อประมูลขายรถที่เช่าซื้อแล้ว สิทธิเรียกร้องค่าขาดราคาจึงเริ่มนับแต่วันถัดจากวันประมูลขายนั้น เห็นว่า ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 193/12 บัญญัติว่า อายุความให้เริ่มนับแต่ขณะที่อาจบังคับสิทธิเรียกร้องได้เป็นต้นไป ซึ่งตามสัญญาเช่าซื้อ ข้อ 14 ระบุว่า "ในกรณีที่ผู้เช่าซื้อผิดนัดชำระค่าเช่าซื้อสองงวดติดต่อกัน ไม่ว่าจะมีการบอกกล่าวทวงถามหรือไม่ก็ตาม หรือในกรณีที่ผู้เช่าซื้อประพฤติผิดสัญญาหรือไม่ประพฤติปฏิบัติตามข้อตกลงหรือเงื่อนไขที่กล่าวมาข้างต้นหรือที่จะกล่าวในข้อต่อ ๆ ไป ให้ถือว่าสัญญานี้เป็นอันยกเลิกสิ้นสุดลงทันที"เมื่อข้อเท็จจริงได้ความว่า จำเลยที่ 1 ผิดนัดชำระค่าเช่าซื้อตั้งแต่งวดที่ 10 ประจำวันที่ 5 มิถุนายน 2539 และผิดนัดในงวดที่ 11 ประจำวันที่ 5 กรกฎาคม 2539 ด้วย จึงเป็นการผิดนัดสองงวดติดต่อกัน โจทก์จึงสามารถใช้สิทธิเรียกร้องให้จำเลยทั้งสองส่งมอบรถยนต์ที่เช่าซื้อคืนและชำระค่าขาดประโยชน์จากการใช้ทรัพย์ได้นับแต่วันที่ 6 กรกฎาคม 2539 รวมทั้งค่าขาดราคาซึ่งเป็นค่าเสียหายประการหนึ่ง ที่ศาลกำหนดให้ได้ตามพฤติการณ์ความเสียหายซึ่งโจทก์สามารถนำสืบพิสูจน์ได้ หาจำต้องรอให้ขายรถยนต์เสียก่อนไม่ อายุความจึงต้องเริ่มนับตั้งแต่วันดังกล่าวเป็นต้นไป มิใช่เริ่มนับแต่วันที่ผู้ให้เช่าซื้อทราบถึงจำนวนค่าขาดราคา เพราะหากกรณีเป็นไปดังที่โจทก์ฎีกาแล้ว กรณีย่อมไม่แน่นอนขึ้นอยู่กับว่าโจทก์จะนำรถออกประมูลขายเมื่อใด อันมีผลทำให้โจทก์สามารถกำหนดวันเริ่มต้นที่อาจบังคับสิทธิเรียกร้องได้ซึ่งไม่ถูกต้องตามบทบัญญัติ มาตรา 193/12 ดังกล่าวแล้ว ดังนั้น เมื่อโจทก์นำคดีมาฟ้องจำเลยทั้งสองในวันที่ 12 มกราคม 2550 ฟ้องโจทก์จึงขาดอายุความสิบปี ที่ศาลอุทธรณ์พิพากษามานั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาของโจทก์ฟังไม่ขึ้น

พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ. ม. 193/12
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — บริษัทไวซ์ แมเนชเมนท์ จำกัด
จำเลย — นายมาโนช นฤมล กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลแขวงพระโขนง — นายวัชรพล หมายสวัสดิ์
ศาลอุทธรณ์ — นายชูศักดิ์ จำปา
ชื่อองค์คณะ
จรูญ ชีวิตโสภณ
วิรุฬห์ แสงเทียน
อภิรัตน์ ลัดพลี
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2330/2558
#585107
เปิดฉบับเต็ม

สัญญาเช่าซื้อข้อ 12 กำหนดว่า หากผู้เช่าซื้อผิดนัดชำระค่าเช่าซื้องวดใดงวดหนึ่งก็ดี ผู้เช่าซื้อยินยอมให้ผู้ให้เช่าซื้อได้กลับเข้าครอบครองทรัพย์ที่เช่าซื้อและ/หรือบอกเลิกสัญญาได้ทันที ดังนั้น เมื่อจำเลยที่ 1 ผิดนัดไม่ชำระค่าเช่าซื้อในงวดที่ 2 โจทก์จึงมีสิทธิดำเนินการตามข้อสัญญาดังกล่าว แต่เมื่อปรากฏว่าโจทก์รับชำระค่าเช่าซื้อในงวดที่ 3 และงวดที่ 4 แสดงว่าโจทก์สละสิทธิตามข้อสัญญานี้ หนังสือแจ้งให้ชำระหนี้ไม่ถือเป็นหนังสือบอกเลิกสัญญา และยังไม่ปรากฏว่าโจทก์ได้บอกเลิกสัญญา ดังนั้น สัญญาเช่าซื้อระหว่างโจทก์กับจำเลยที่ 1 ยังมีผลผูกพันอยู่ การที่ ช. ผู้รับจ้างในการติดตามรถที่เช่าซื้อรถของโจทก์ยึดรถยนต์ที่เช่าซื้อคืนโดยจำเลยที่ 1 มิได้โต้แย้ง พฤติการณ์เช่นนี้ถือได้ว่าโจทก์และจำเลยที่ 1 ต่างสมัครใจเลิกสัญญากันโดยปริยายในวันที่ยึดรถที่เช่าซื้อคืน คู่สัญญาจึงไม่มีสิทธิและหน้าที่ตามสัญญาอีกต่อไป โจทก์ผู้ให้เช่าซื้อจะฟ้องเรียกค่าขาดราคาส่วนที่ขายทรัพย์ที่เช่าซื้อไป หรือราคาทรัพย์ที่เช่าซื้อส่วนที่ขาดอยู่ตามสัญญาข้อ 15 ซึ่งระงับไปแล้วไม่ได้ แม้จำเลยทั้งสี่จะมิได้ยกขึ้นฎีกา แต่เป็นปัญหาอันเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชน ศาลฎีกามีอำนาจยกขึ้นวินิจฉัยเองได้ ตาม ป.วิ.พ. มาตรา 142 (5)

อนึ่ง คดีนี้ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยทั้งสี่ร่วมกันชำระเงิน 50,987.20 บาท พร้อมดอกเบี้ยนับถัดจากวันฟ้อง โจทก์อุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์พิพากษาแก้ให้จำเลยทั้งสี่ชำระเงิน 260,987.20 บาท พร้อมดอกเบี้ยนับถัดจากวันฟ้อง จำเลยทั้งสี่ฎีกาขอให้พิพากษาตามศาลชั้นต้น ทุนทรัพย์ในชั้นฎีกาจึงต้องหักต้นเงิน 50,987.20 บาท ที่ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยทั้งสี่ชำระแก่โจทก์ออก ที่จำเลยทั้งสี่ชำระค่าขึ้นศาลชั้นฎีกาในทุนทรัพย์ 260,987.20 บาท เป็นการชำระค่าขึ้นศาลเกินมา ให้คืนค่าขึ้นศาลส่วนที่เกินมาแก่จำเลยทั้งสี่

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยทั้งสี่ร่วมกันชำระเงิน 644,867.70 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงินดังกล่าว นับแต่วันถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์

จำเลยทั้งสี่ให้การขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยทั้งสี่ร่วมกันชำระเงิน 50,987.20 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับถัดจากวันฟ้อง (ฟ้องวันที่ 13 พฤศจิกายน 2549) เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ กับให้จำเลยทั้งสี่ร่วมกันใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ โดยกำหนดค่าทนายความ 5,000 บาท เฉพาะค่าขึ้นศาลให้ใช้แทนตามจำนวนทุนทรัพย์ที่โจทก์ชนะคดี คำขออื่นนอกจากนี้ให้ยก

โจทก์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษาแก้เป็นว่า ให้จำเลยทั้งสี่ร่วมกันชำระค่าเสียหายแก่โจทก์ 260,987.20 บาท นอกจากที่แก้คงให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ

จำเลยทั้งสี่ฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีพาณิชย์และเศรษฐกิจวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงเบื้องต้นรับฟังว่า จำเลยที่ 1 ทำสัญญาเช่าซื้อรถตักหน้า - ขุดหลัง ยี่ห้อแคทเทอร์พิลลาร์ รุ่น 424 ดี หมายเลขเครื่องยนต์ ซีอาร์ เอส 15971 หมายเลขตัวรถ ซีเอที 0424 ดีซีอาร์เอ็กซ์เอ 01147 ในราคา 2,370,919.76 บาท ไม่รวมภาษีมูลค่าเพิ่ม ชำระเงินดาวน์ในวันทำสัญญา 315,420.56 บาท ส่วนที่เหลือ 2,055,499.20 บาท จำเลยที่ 1 ตกลงผ่อนชำระ 36 งวด งวดละ 57,097.20 บาท เริ่มชำระงวดแรกวันที่ 1 พฤษภาคม 2548 งวดต่อไปชำระทุกวันที่ 1 ของเดือนถัดไปจนกว่าจะครบ จำเลยที่ 4 ทำสัญญาค้ำประกันโดยยอมรับผิดร่วมกับจำเลยที่ 1 อย่างลูกหนี้ร่วม จำเลยที่ 1 ชำระค่าเช่าซื้อให้แก่โจทก์รวม 3 งวด คือ งวดที่ 1 ที่ 3 และที่ 4 รวมเป็นเงิน 171,291.60 บาท หลังจากนั้นไม่ได้ชำระค่าเช่าซื้ออีก โจทก์มีหนังสือทวงถามให้จำเลยที่ 1 ชำระค่าเช่าซื้อภายในวันที่ 15 กันยายน 2548 หากไม่ชำระค่าเช่าซื้อตามกำหนดจะดำเนินการตามกฎหมาย จำเลยที่ 1 ได้รับหนังสือบอกกล่าวแล้วแต่เพิกเฉย โจทก์จ้างนายชุบติดตามยึดรถที่เช่าซื้อคืนที่ตำบลฉลุง อำเภอหาดใหญ่ จังหวัดสงขลา โจทก์ชำระค่าจ้างแก่นายชุบ 90,000 บาท ศาลชั้นต้นกำหนดค่าเสียหายเป็นค่าขาดประโยชน์เดือนละ 30,000 บาท เป็นเวลา 3 เดือน เป็นเงิน 90,000 บาท และให้จำเลยทั้งสี่ชำระภาษีมูลค่าเพิ่มที่โจทก์ชำระแทนไปเป็นเงิน 15,987.20 บาท โจทก์และจำเลยทั้งสี่ไม่ได้อุทธรณ์โต้แย้งในส่วนที่เกี่ยวกับค่าเสียหายสองจำนวนนี้ คำพิพากษาของศาลชั้นต้นในส่วนที่เกี่ยวกับค่าเสียหายทั้งสองจำนวนนี้จึงเป็นอันยุติแล้ว จำเลยที่ 1 ชำระค่าเสียหายแก่โจทก์ 60,000 บาท

มีปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยทั้งสี่ประการแรกว่า จำเลยทั้งสี่ต้องรับผิดในค่าขาดราคาเพียงใด เห็นว่า ตามสัญญาเช่าซื้อข้อ 12 กำหนดว่า หากผู้เช่าซื้อผิดนัดชำระค่าเช่าซื้องวดใดงวดหนึ่งก็ดี ผู้เช่าซื้อยินยอมให้ผู้ให้เช่าซื้อได้กลับเข้าครอบครองทรัพย์ที่เช่าซื้อและ/หรือบอกเลิกสัญญาได้ทันที ดังนั้น เมื่อจำเลยที่ 1 ผิดนัดไม่ชำระค่าเช่าซื้อในงวดที่ 2 โจทก์จึงมีสิทธิดำเนินการตามข้อสัญญาดังกล่าว แต่กลับปรากฏว่าโจทก์รับชำระค่าเช่าซื้อในงวดที่ 3 และงวดที่ 4 แสดงว่าโจทก์สละสิทธิตามข้อสัญญานี้ หนังสือแจ้งให้ชำระหนี้ตามเอกสารไม่ถือเป็นหนังสือบอกเลิกสัญญาและยังไม่ปรากฏว่าโจทก์ได้บอกเลิกสัญญา ดังนั้นสัญญาเช่าซื้อระหว่างโจทก์กับจำเลยที่ 1 ยังมีผลผูกพันอยู่ การที่นายชุบ ผู้รับจ้างในการติดตามรถที่เช่าซื้อรถของโจทก์ยึดรถยนต์ที่เช่าซื้อคืน โดยจำเลยที่ 1 มิได้โต้แย้งพฤติการณ์เช่นนี้ถือได้ว่า โจทก์และจำเลยที่ 1 ต่างสมัครใจเลิกสัญญากันโดยปริยายในวันที่ยึดรถที่เช่าซื้อคืน คู่สัญญาจึงไม่มีสิทธิและหน้าที่ตามสัญญาอีกต่อไป โจทก์ผู้ให้เช่าซื้อจะฟ้องเรียกค่าขาดราคาส่วนที่ขายทรัพย์ที่เช่าซื้อไป หรือราคาทรัพย์ที่เช่าซื้อส่วนที่ขาดอยู่ตามสัญญาข้อ 15 ซึ่งระงับไปแล้วไม่ได้ แม้จำเลยทั้งสี่จะมิได้ยกขึ้นฎีกา แต่เป็นปัญหาอันเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชน ศาลฎีกามีอำนาจยกขึ้นวินิจฉัยเองได้ ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 142 (5) ดังนั้น ที่ศาลอุทธรณ์กำหนดค่าขาดราคาให้โจทก์ ศาลฎีกาไม่เห็นพ้องด้วย

อนึ่ง คดีนี้ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยทั้งสี่ร่วมกันชำระเงิน 50,987.20 บาท พร้อมดอกเบี้ยนับถัดจากวันฟ้อง โจทก์อุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์พิพากษาแก้ให้จำเลยทั้งสี่ชำระเงิน 260,987.20 บาท พร้อมดอกเบี้ยนับถัดจากวันฟ้อง จำเลยทั้งสี่ฎีกาขอให้พิพากษาตามศาลชั้นต้น ทุนทรัพย์ในชั้นฎีกาจึงต้องหักต้นเงิน 50,987.20 บาท ที่ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยทั้งสี่ชำระแก่โจทก์ออก ที่จำเลยทั้งสี่ชำระค่าขึ้นศาลชั้นฎีกาในทุนทรัพย์ 260,987.20 บาท เป็นการชำระค่าขึ้นศาลเกินมา ให้คืนค่าขึ้นศาลส่วนที่เกินมาแก่จำเลยทั้งสี่

พิพากษาแก้เป็นว่า ให้จำเลยทั้งสี่ร่วมกันใช้ค่าเสียหายแก่โจทก์เป็นเงิน 60,987.20 บาท นอกจากที่แก้คงให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ คืนค่าขึ้นศาลชั้นฎีกาส่วนที่ชำระเกินมาแก่จำเลยทั้งสี่ ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกานอกจากที่สั่งคืนให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ. ม. 142 (5)
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — บริษัทแคทเทอร์พิลลาร์ ลิสซิ่ง (ประเทศไทย) จำกัด
จำเลย — ห้างหุ้นส่วนจำกัด จ.ปรีชาเจริญยนต์ (2003) กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลแพ่งกรุงเทพใต้ — นายชยันต์ เต็มเปี่ยม
ศาลอุทธรณ์ — นายสิทธิพร บุญยฤทธิ์
ชื่อองค์คณะ
ปกรณ์ มหรรณพ
วิรุฬห์ แสงเทียน
วาสนา หงส์เจริญ
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2322/2558
#579676
เปิดฉบับเต็ม

การลงลายมือชื่อปลอมของ ด. กับ ส. ผู้ซึ่งไม่ได้ไปใช้สิทธิเลือกตั้งเป็นเพียงรายละเอียดของการกระทำในการปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบเพื่อให้เกิดความเสียหายแก่ผู้หนึ่งผู้ใดตาม ป.อ. มาตรา 157 ที่โจทก์ขอให้ลงโทษ นอกเหนือจากการเป็นสาระสำคัญของการกระทำอันเป็นองค์ประกอบของความผิดฐานปลอมเอกสารราชการตาม ป.อ. มาตรา 265 ที่โจทก์ขอให้ลงอีกข้อหาหนึ่ง เมื่อศาลชั้นต้นวินิจฉัยว่า คดีมีข้อควรสงสัยว่าจำเลยทั้งสี่ร่วมกันกระทำความผิดฐานทำและใช้เอกสารราชการปลอมหรือไม่ จึงยกประโยชน์แห่งความสงสัยนั้นให้จำเลยทั้งสี่ แต่การที่จำเลยทั้งสี่ทราบเรื่องที่มีการแก้ไขเพิ่มชื่อ ด. กับ ส. ในบัญชีรายชื่อผู้มีสิทธิเลือกตั้ง กลับนิ่งเฉยปล่อยให้มีการแก้ไขโดยไม่ทักท้วงหรือให้คำแนะนำให้ปฏิบัติให้ถูกต้อง อันเป็นการปฏิบัติหรือละเว้นการปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบเพื่อให้เกิดความเสียหายแก่ผู้หนึ่งผู้ใด หรือปฏิบัติหรือละเว้นปฏิบัติหน้าที่โดยทุจริต จึงคงเป็นข้อเท็จจริงตามที่ปรากฏในการพิจารณาแตกต่างกับข้อเท็จจริงดังที่กล่าวในฟ้องในรายละเอียดมิใช่ในข้อสาระสำคัญสำหรับข้อหาความผิดตาม ป.อ. มาตรา 157 ทั้งมิใช่กรณีที่โจทก์มิได้กล่าวในฟ้องหรือเป็นเรื่องที่โจทก์ไม่ประสงค์ให้ลงโทษตาม ป.อ. มาตรา 192 วรรคหนึ่งและวรรคสี่ เมื่อจำเลยทั้งสี่มิได้หลงต่อสู้ ศาลชั้นต้นมีอำนาจลงโทษจำเลยทั้งสี่ได้ตาม ป.วิ.อ. มาตรา 192 วรรคสอง

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยทั้งสี่ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 157, 264, 265, 268, 83 พระราชบัญญัติการเลือกตั้งสมาชิกสภาท้องถิ่นหรือผู้บริหารท้องถิ่น พ.ศ. 2545 มาตรา 30, 79, 126 เพิกถอนสิทธิเลือกตั้งของจำเลยทั้งสี่มีกำหนดห้าปี

จำเลยทั้งสี่ให้การปฏิเสธ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยทั้งสี่มีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 157, 83 จำคุกคนละ 2 ปี และปรับคนละ 10,000 บาท โทษจำคุกให้รอการลงโทษมีกำหนด 2 ปี ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 56 ไม่ชำระค่าปรับให้จัดการตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 29, 30 ข้อหาอื่นให้ยก

จำเลยที่ 3 และที่ 4 อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 3 พิพากษาแก้เป็นว่า ให้ยกฟ้องจำเลยทั้งสี่ในความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 157 ประกอบมาตรา 83 เสียด้วย นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

โจทก์ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า คดีมีปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ว่า ศาลอุทธรณ์ภาค 3 พิพากษาถูกต้องหรือไม่ พิเคราะห์แล้ว คดีนี้โจทก์ฟ้องว่า ขณะจำเลยที่ 1 และที่ 2 มีตำแหน่งเป็นกรรมการ

การเลือกตั้งประจำองค์การบริหารส่วนตำบลสงเปือย จำเลยที่ 4 มีตำแหน่งเป็นผู้ประสานงานและสนับสนุนการเลือกตั้ง มีหน้าที่ดำเนินการเลือกตั้งให้เป็นไปตามพระราชบัญญัติการเลือกตั้งสมาชิกสภาท้องถิ่นหรือผู้บริหารท้องถิ่น พ.ศ. 2545 ปฏิบัติหน้าที่โดยทุจริตและโดยมิชอบ เพื่อให้เกิดความเสียหายแก่คณะกรรมการการเลือกตั้ง คณะกรรมการการเลือกตั้งประจำจังหวัดยโสธร องค์การบริหารส่วนตำบลสงเปือย กระทรวงมหาดไทย และผู้อื่น โดยในวันดังกล่าวเป็นวันเลือกตั้งนายกองค์การบริหารส่วนตำบลสงเปือย ทางราชการได้ประกาศรายชื่อและเลขประจำตัวประชาชนของผู้มีสิทธิเลือกตั้งในบัญชีรายชื่อของผู้มีสิทธิเลือกตั้ง ซึ่งมีรายชื่อของนางทองดา กับนางสาวสมพิศ พร้อมเลขประจำตัวประชาชนอยู่ในบัญชีรายชื่อขององค์การบริหารส่วนตำบลสงเปือย ประจำหน่วยเลือกตั้งที่ 1 ด้วย ผู้ใช้สิทธิเลือกตั้งมาแสดงตนพร้อมบัตรประจำตัวประชาชนต่อคณะกรรมการประจำหน่วยเลือกตั้ง โดยคณะกรรมการจะตรวจสอบความถูกต้องและลงเลขบัตรประจำตัวประชาชนของผู้มาใช้สิทธิเลือกตั้งนั้นในบัญชีรายชื่อของผู้มีสิทธิเลือกตั้งและให้ผู้มาใช้สิทธิเลือกตั้งนั้นลงลายมือชื่อในบัญชีรายชื่อที่ปรากฏชื่อของตนก่อนใช้สิทธิเลือกตั้ง ต่อมาตามวันเวลาดังกล่าว จำเลยที่ 1 ที่ 2 และที่ 4 ซึ่งเป็นเจ้าพนักงานตามกฎหมายกับจำเลยที่ 3 ซึ่งเป็นผู้ช่วยเหลือกรรมการการเลือกตั้งประจำองค์การบริหารส่วนตำบลสงเปือย ได้ร่วมกันลงลายมือชื่อปลอมของนางทองดากับนางสาวสมพิศพร้อมลงเลขบัตรประจำตัวประชาชนของบุคคลทั้งสองในบัญชีรายชื่อผู้มาใช้สิทธิเลือกตั้งขององค์การบริหารส่วนตำบลสงเปือย อันเป็นเอกสารราชการ โดยที่บุคคลทั้งสองไม่ได้ไปใช้สิทธิเลือกตั้ง ดังนี้ การลงลายมือชื่อปลอมของนางทองดากับนางสาวสมพิศผู้ซึ่งไม่ได้ไปใช้สิทธิเลือกตั้งจึงเป็นเพียงรายละเอียดของการกระทำในการปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบเพื่อให้เกิดความเสียหายแก่ผู้หนึ่งผู้ใดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 157 ที่โจทก์ขอให้ลงโทษ นอกเหนือจากการเป็นสาระสำคัญของการกระทำอันเป็นองค์ประกอบในความผิดฐานปลอมเอกสารราชการตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 265 ที่โจทก์ขอให้ลงโทษอีกข้อหาหนึ่ง เมื่อศาลชั้นต้นวินิจฉัยว่า คดีมี

ข้อสงสัยว่าจำเลยทั้งสี่ร่วมกันกระทำความผิดฐานทำและใช้เอกสารราชการปลอมหรือไม่ จึงยกประโยชน์แห่งความสงสัยให้จำเลยทั้งสี่ แต่การที่จำเลยทั้งสี่ทราบเรื่องที่มีการแก้ไขเพิ่มชื่อนางทองดากับนางสาวสมพิศในบัญชีรายชื่อผู้มีสิทธิเลือกตั้ง กลับนิ่งเฉยปล่อยให้มีการแก้ไข โดยไม่ทักท้วงหรือให้คำแนะนำให้ปฏิบัติให้ถูกต้อง อันเป็นการปฏิบัติหรือละเว้นการปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบ เพื่อให้เกิดความเสียหายแก่

ผู้หนึ่งผู้ใดหรือปฏิบัติหรือละเว้นปฏิบัติหน้าที่โดยทุจริต จึงคงเป็นข้อเท็จจริงตามที่ปรากฏในการพิจารณาแตกต่างกับข้อเท็จจริงดั่งที่กล่าวในฟ้องในรายละเอียด มิใช่ในข้อสาระสำคัญสำหรับข้อหาความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 157 ทั้งมิใช่เป็นกรณีที่โจทก์มิได้กล่าวในฟ้องหรือเป็นเรื่องที่โจทก์ไม่ประสงค์ให้ลงโทษ ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 192 วรรคหนึ่งและวรรคสี่ ดังที่ศาลอุทธรณ์ภาค 3 วินิจฉัย เมื่อจำเลยทั้งสี่มิได้หลงต่อสู้ ศาลชั้นต้นจึงมีอำนาจลงโทษจำเลยทั้งสี่ได้ ตามประมวลกฏหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 192 วรรคสอง ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 3 พิพากษายกฟ้องสำหรับจำเลยที่ 3 และที่ 4 ผู้อุทธรณ์เพราะเหตุดังกล่าว รวมตลอดไปถึงจำเลยที่ 1 และที่ 2 ที่มิได้อุทธรณ์ด้วยเป็นเหตุในลักษณะคดีมานั้น ศาลฎีกาไม่เห็นพ้องด้วย ฎีกาของโจทก์ฟังขึ้น

พิพากษาแก้เป็นว่า สำหรับจำเลยที่ 1 และที่ 2 ให้บังคับคดีไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น นอกจากที่แก้คงให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 3
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.อ. ม. 157 ม. 265
ป.วิ.อ. ม. 192 วรรคหนึ่ง ม. 192 วรรคสี่
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการจังหวัดยโสธร
จำเลย — นายสุกิจ ร่วมสุข กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดยโสธร — นายชัชชัย ชัยชาญ
ศาลอุทธรณ์ภาค 3 — นายนรินทร์ ตงศิริ
ชื่อองค์คณะ
สวัสดิ์ สุรวัฒนานันท์
สุทธิโชค เทพไตรรัตน์
ทรงศิลป์ ธรรมรัตน์
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2309/2558
#591597
เปิดฉบับเต็ม

สิทธินำคดีมาฟ้องระงับไปเมื่อมีคำพิพากษาเสร็จเด็ดขาดในความผิดซึ่งได้ฟ้องตาม ป.วิ.อ. มาตรา 39 (4) มุ่งหมายถึงการกระทำที่ก่อให้เกิดความผิดอันหนึ่งอันเดียวกันในคราวเดียวกัน ความผิดที่โจทก์ฟ้องจำเลยทั้งสองคดีเป็นการกระทำเดียวกันที่ทำให้เกิดความผิด กล่าวคือ เป็นเรื่องที่จำเลยตกลงให้โจทก์ชำระค่าซื้อที่ดินพิพาท แล้วจะให้โจทก์เป็นเจ้าของที่ดินที่ซื้อขายโดยมีสิทธิครอบครองที่ดินทั้งสองแปลงคนละครึ่ง แต่จำเลยไม่ยอมโอนที่ดินให้โจทก์ กลับนำที่ดินบางส่วนไปขายและขออกโฉนดที่ดินเป็นของตนเอง แม้โจทก์แยกฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยเป็น 2 คดี โดยคดีอาญาหมายเลขแดงที่ 945/2553 ของศาลชั้นต้น กล่าวหาว่าการกระทำดังกล่าวของจำเลยเป็นการหลอกลวงโจทก์ ขอให้ลงโทษฐานฉ้อโกง ส่วนคดีนี้กล่าวหาว่าเป็นการกระทำฐานยักยอกก็ตาม แต่ตามพฤติการณ์ การกระทำของจำเลยทั้งสองคดีตามที่โจทก์ฟ้องเป็นการกระทำความผิดในเรื่องเดียวกันและต่อเนื่องเกี่ยวพันกันโดยมีเจตนาเดียวกัน ย่อมเป็นความผิดกรรมเดียว เมื่อคดีอาญาในความผิดฐานฉ้อโกงดังกล่าวศาลชั้นต้นพิจารณาแล้วเห็นว่า การกระทำของจำเลยไม่เป็นความผิด พิพากษายกฟ้อง ถือได้ว่าศาลได้วินิจฉัยในเรื่องการกระทำความผิดของจำเลย และมีคำพิพากษาเสร็จเด็ดขาดในความผิดซึ่งได้ฟ้องแล้ว สิทธินำคดีอาญามาฟ้องของโจทก์จึงระงับไปตาม ป.วิ.อ. มาตรา 39 (4)

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 352

ศาลชั้นต้นไต่สวนมูลฟ้อง เห็นว่า คดีมีมูล ให้ประทับฟ้อง

จำเลยให้การปฏิเสธ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 352 วรรคแรก จำคุก 1 ปี

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 2 พิพากษากลับให้ยกฟ้อง

โจทก์และจำเลยฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ว่า การกระทำของจำเลยในคดีนี้เป็นกรรมเดียวกับการกระทำในคดีที่จำเลยถูกโจทก์ฟ้องในคดีอาญาหมายเลขแดงที่ 945/2553 ของศาลชั้นต้น อันทำให้สิทธินำคดีนี้มาฟ้องของโจทก์ระงับไปตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 39 (4) หรือไม่ โจทก์ฎีกาว่า ความผิดฐานฉ้อโกงในคดีอาญาหมายเลขแดงที่ 945/2553 ของศาลชั้นต้น เป็นการกระทำคนละวันเวลา คนละเจตนาและองค์ประกอบความผิดแตกต่างกับความผิดฐานยักยอกในคดีนี้ จึงเป็นความผิดต่างกรรมกัน สิทธินำคดีอาญามาฟ้องของโจทก์คดีนี้จึงไม่ระงับ เห็นว่า สิทธินำคดีมาฟ้องระงับไปเมื่อมีคำพิพากษาเสร็จเด็ดขาดในความผิดซึ่งได้ฟ้องตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 39 (4) มุ่งหมายถึงการกระทำที่ก่อให้เกิดความผิดอันหนึ่งอันเดียวกันในคราวเดียวกัน เมื่อพิจารณาตามสำเนาคำฟ้องคดีอาญาหมายเลขแดงที่ 945/2553 ของศาลชั้นต้น โจทก์บรรยายฟ้องการกระทำของจำเลยเป็นความผิดหลายกรรมต่างกันว่า วันที่ 3 พฤศจิกายน 2549 เวลากลางวัน จำเลยหลอกลวงโจทก์ให้โจทก์ชำระค่าซื้อที่ดินโดยจะให้โจทก์เป็นเจ้าของที่ดินที่ซื้อขายจนโจทก์หลงเชื่อมอบเงิน 11,000,000 บาท ให้แก่จำเลย ความจริงจำเลยได้รับเงินแล้วจำเลยขอมีสิทธิครอบครองที่ดินทั้งสองแปลงร่วมกับโจทก์คนละครึ่ง แต่จำเลยนำที่ดินบางส่วนไปขายและขอออกโฉนดที่ดินเป็นของตนเอง ไม่ยอมโอนที่ดินให้แก่โจทก์ตามที่ตกลง ขอให้ลงโทษฐานฉ้อโกง และวันที่ 25 มิถุนายน 2552 เวลากลางวันจำเลยแจ้งข้อความอันเป็นเท็จแก่เจ้าพนักงานที่ดินว่าจำเลยเป็นผู้ครอบครองที่ดินทั้งสองแปลงเพียงผู้เดียว ขอให้ลงโทษฐานแจ้งข้อความอันเป็นเท็จตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 137 เหตุเกิดที่ตำบลแหลมงอบ อำเภอแหลมงอบ จังหวัดตราด ส่วนคดีนี้โจทก์บรรยายฟ้องว่า โจทก์และจำเลยเป็นเจ้าของรวมที่ดินทั้งสองแปลง โดยซื้อมาจากนายสุธดี เมื่อวันที่ 3 พฤศจิกายน 2549 เวลากลางวัน ถึงวันที่ 29 สิงหาคม 2551 วันเวลาใดไม่ปรากฏชัดระหว่างที่จำเลยครอบครองที่ดินทั้งสองแปลงที่โจทก์เป็นเจ้าของรวมอยู่ด้วย จำเลยเบียดบังเอาที่ดินทั้งสองแปลงบางส่วนไปเป็นของตนโดยทุจริตโดยนำไปขายให้แก่ผู้อื่น เหตุเกิดที่ ตำบลเกาะกูด อำเภอเกาะกูด จังหวัดตราด ขอให้ลงโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 352 จะเห็นได้ว่า ความผิดที่โจทก์ฟ้องจำเลยทั้งสองคดีเป็นการกระทำเดียวกันที่ทำให้เกิดความผิดกล่าวคือ เป็นเรื่องที่จำเลยตกลงให้โจทก์ชำระค่าซื้อที่ดินพิพาท โดยจะให้โจทก์เป็นเจ้าของที่ดินที่ซื้อขายโดยมีสิทธิครอบครองที่ดินทั้งสองแปลงคนละครึ่ง แต่จำเลยไม่ยอมโอนที่ดินให้โจทก์กลับนำที่ดินไปขายบางส่วนและไปขอออกโฉนดที่ดินเป็นของตนเอง แม้โจทก์แยกฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยเป็น 2 คดี โดยคดีอาญาหมายเลขแดงที่ 945/2553 ของศาลชั้นต้น กล่าวหาว่าการกระทำดังกล่าวของจำเลยเป็นการหลอกลวงโจทก์ขอให้ลงโทษฐานฉ้อโกง ส่วนคดีนี้กล่าวหาว่าเป็นการกระทำฐานยักยอกก็ตาม แต่ตามพฤติการณ์การกระทำของจำเลยทั้งสองคดีตามที่โจทก์ฟ้องเป็นการกระทำความผิดในเรื่องเดียวกันและต่อเนื่องเกี่ยวพันกันโดยมีเจตนาเดียวกันย่อมเป็นความผิดกรรมเดียว เมื่อคดีอาญาในความผิดฐานฉ้อโกงดังกล่าวศาลชั้นต้นพิจารณาแล้วเห็นว่า การกระทำของจำเลยไม่เป็นความผิดพิพากษายกฟ้อง ถือได้ว่าศาลได้วินิจฉัยในเรื่องการกระทำความผิดของจำเลย และมีคำพิพากษาเสร็จเด็ดขาดในความผิดซึ่งได้ฟ้องแล้ว สิทธินำคดีอาญามาฟ้องของโจทก์ในคดีนี้จึงระงับไปตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 39 (4) ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 2 พิพากษายกฟ้อง ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาของโจทก์ฟังไม่ขึ้น เมื่อศาลพิพากษายกฟ้อง กรณีไม่จำต้องวินิจฉัยฎีกาของจำเลยต่อไป เพราะไม่ทำให้ผลแห่งคดีเปลี่ยนแปลง

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.อ. ม. 39 (4)
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นายพินิจ คนิตานนท์
จำเลย — นางกัญกิติกาหรืออัจฉรา เอกกีรติกุลหรือสุนทรหัทยา
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดตราด — นายเตชัช ฉินังกูร
ศาลอุทธรณ์ภาค 2 — นายยอน พลาบดีวัฒน
ชื่อองค์คณะ
พันวะสา บัวทอง
วีรา ไวยหงษ์ รินทร์ศรี
รังสรรค์ ดวงพัตรา
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2309/2558
#591690
เปิดฉบับเต็ม

สิทธินำคดีมาฟ้องระงับไปเมื่อมีคำพิพากษาเสร็จเด็ดขาดในความผิดซึ่งได้ฟ้องตาม ป.วิ.อ. มาตรา 39 (4) มุ่งหมายถึงการกระทำที่ก่อให้เกิดความผิดอันหนึ่งอันเดียวกันในคราวเดียวกัน

ความผิดที่โจทก์ฟ้องจำเลยทั้งสองคดีเป็นการกระทำเดียวกันที่ทำให้เกิดความผิดกล่าวคือ เป็นเรื่องที่จำเลยตกลงให้โจทก์ชำระค่าซื้อที่ดินพิพาท โดยจะให้โจทก์เป็นเจ้าของที่ดินที่ซื้อขายโดยมีสิทธิครอบครองที่ดินทั้งสองแปลงคนละครึ่ง แต่จำเลยไม่ยอมโอนที่ดินให้โจทก์กลับนำที่ดินไปขายบางส่วนและไปขอออกโฉนดที่ดินเป็นของตนเอง แม้โจทก์แยกฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยเป็น 2 คดี โดยคดีอาญาหมายเลขแดงที่ 945/2553 ของศาลชั้นต้น กล่าวหาว่าการกระทำดังกล่าวของจำเลยเป็นการหลอกลวงโจทก์ขอให้ลงโทษฐานฉ้อโกง ส่วนคดีนี้กล่าวหาว่าเป็นการกระทำฐานยักยอกก็ตาม แต่ตามพฤติการณ์การกระทำของจำเลยทั้งสองคดีตามที่โจทก์ฟ้องเป็นการกระทำความผิดในเรื่องเดียวกันและต่อเนื่องเกี่ยวพันกันโดยมีเจตนาเดียวกันย่อมเป็นความผิดกรรมเดียว เมื่อคดีอาญาในความผิดฐานฉ้อโกงดังกล่าวศาลชั้นต้นพิจารณาแล้วเห็นว่า การกระทำของจำเลยไม่เป็นความผิดพิพากษายกฟ้อง ถือได้ว่าศาลได้วินิจฉัยในเรื่องการกระทำความผิดของจำเลย และมีคำพิพากษาเสร็จเด็ดขาดในความผิดซึ่งได้ฟ้องแล้ว สิทธินำคดีอาญามาฟ้องของโจทก์ในคดีนี้จึงระงับไปตาม ป.วิ.อ. มาตรา 39 (4)

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 352

ศาลชั้นต้นไต่สวนมูลฟ้องแล้ว เห็นว่า คดีมีมูล ให้ประทับฟ้อง

จำเลยให้การปฏิเสธ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 352 วรรคแรก จำคุก 1 ปี

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 2 พิพากษากลับ ให้ยกฟ้อง

โจทก์และจำเลยฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ว่า การกระทำของจำเลยในคดีนี้เป็นกรรมเดียวกับการกระทำในคดีที่จำเลยถูกโจทก์ฟ้องในคดีอาญาหมายเลขแดงที่ 945/2553 ของศาลชั้นต้น อันทำให้สิทธินำคดีนี้มาฟ้องของโจทก์ระงับไปตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 39 (4) หรือไม่ โจทก์ฎีกาว่า ความผิดฐานฉ้อโกงในคดีอาญาหมายเลขแดงที่ 945/2553 ของศาลชั้นต้น เป็นการกระทำคนละวันเวลา คนละเจตนาและองค์ประกอบความผิดแตกต่างกับความผิดฐานยักยอกในคดีนี้ จึงเป็นความผิดต่างกรรมกัน สิทธินำคดีอาญามาฟ้องของโจทก์คดีนี้จึงไม่ระงับ เห็นว่า สิทธินำคดีมาฟ้องระงับไปเมื่อมีคำพิพากษาเสร็จเด็ดขาด ในความผิดซึ่งได้ฟ้องตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 39 (4) มุ่งหมายถึงการกระทำที่ก่อให้เกิดความผิดอันหนึ่งอันเดียวกันในคราวเดียวกัน เมื่อพิจารณาตามสำเนาคำฟ้องคดีอาญาหมายเลขแดงที่ 945/2553 ของศาลชั้นต้น โจทก์บรรยายฟ้องการกระทำของจำเลยเป็นความผิดหลายกรรมต่างกันว่า วันที่ 3 พฤศจิกายน 2549 เวลากลางวัน จำเลยหลอกลวงโจทก์ให้โจทก์ชำระค่าซื้อที่ดินโดยจะให้โจทก์เป็นเจ้าของที่ดินที่ซื้อขายจนโจทก์หลงเชื่อมอบเงิน 11,000,000 บาท ให้แก่จำเลย ความจริงจำเลยได้รับเงินแล้วจำเลยขอมีสิทธิครอบครองที่ดินทั้งสองแปลงร่วมกับโจทก์คนละครึ่ง แต่จำเลยนำที่ดินบางส่วนไปขายและขอออกโฉนดที่ดินเป็นของตนเอง ไม่ยอมโอนที่ดินให้แก่โจทก์ตามที่ตกลง ขอให้ลงโทษฐานฉ้อโกง และวันที่ 25 มิถุนายน 2552 เวลากลางวัน จำเลยแจ้งข้อความอันเป็นเท็จแก่เจ้าพนักงานที่ดินว่าจำเลยเป็นผู้ครอบครองที่ดินทั้งสองแปลง เพียงผู้เดียว ขอให้ลงโทษฐานแจ้งข้อความอันเป็นเท็จตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 137 เหตุเกิดที่ตำบลแหลมงอบ อำเภอแหลมงอบ จังหวัดตราด ส่วนคดีนี้โจทก์บรรยายฟ้องว่า โจทก์และจำเลยเป็นเจ้าของรวมที่ดินทั้งสองแปลง โดยซื้อมาจากนายสุธดี เมื่อวันที่ 3 พฤศจิกายน 2549 เวลากลางวัน ถึงวันที่ 29 สิงหาคม 2551 วันเวลาใดไม่ปรากฏชัดระหว่างที่จำเลยครอบครองที่ดินทั้งสองแปลงที่โจทก์เป็นเจ้าของรวมอยู่ด้วย จำเลยเบียดบังเอาที่ดินทั้งสองแปลงบางส่วนไปเป็นของตนโดยทุจริตโดยนำไปขายให้แก่ผู้อื่น เหตุเกิดที่ ตำบลเกาะกูด อำเภอเกาะกูด จังหวัดตราด ขอให้ลงโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 352 จะเห็นได้ว่า ความผิดที่โจทก์ฟ้องจำเลยทั้งสองคดีเป็นการกระทำเดียวกันที่ทำให้เกิดความผิดกล่าวคือ เป็นเรื่องที่จำเลยตกลงให้โจทก์ชำระค่าซื้อที่ดินพิพาท โดยจะให้โจทก์เป็นเจ้าของที่ดินที่ซื้อขายโดยมีสิทธิครอบครองที่ดินทั้งสองแปลงคนละครึ่ง แต่จำเลยไม่ยอมโอนที่ดินให้โจทก์กลับนำที่ดินไปขายบางส่วนและไปขอออกโฉนดที่ดินเป็นของตนเอง แม้โจทก์แยกฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยเป็น 2 คดี โดยคดีอาญาหมายเลขแดงที่ 945/2553 ของศาลชั้นต้น กล่าวหาว่าการกระทำดังกล่าวของจำเลยเป็นการหลอกลวงโจทก์ขอให้ลงโทษฐานฉ้อโกง ส่วนคดีนี้กล่าวหาว่าเป็นการกระทำฐานยักยอกก็ตาม แต่ตามพฤติการณ์การกระทำของจำเลยทั้งสองคดีตามที่โจทก์ฟ้องเป็นการกระทำความผิดในเรื่องเดียวกันและต่อเนื่องเกี่ยวพันกันโดยมีเจตนาเดียวกันย่อมเป็นความผิดกรรมเดียว เมื่อคดีอาญาในความผิดฐานฉ้อโกงดังกล่าวศาลชั้นต้นพิจารณาแล้วเห็นว่า การกระทำของจำเลยไม่เป็นความผิดพิพากษายกฟ้อง ถือได้ว่าศาลได้วินิจฉัยในเรื่องการกระทำความผิดของจำเลย และมีคำพิพากษาเสร็จเด็ดขาดในความผิดซึ่งได้ฟ้องแล้ว สิทธินำคดีอาญามาฟ้องของโจทก์ในคดีนี้จึงระงับไปตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 39 (4) ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 2 พิพากษายกฟ้อง ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาของโจทก์ฟังไม่ขึ้น เมื่อศาลพิพากษายกฟ้อง กรณีไม่จำต้องวินิจฉัยฎีกาของจำเลยต่อไป เพราะไม่ทำให้ผลแห่งคดีเปลี่ยนแปลง

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.อ. ม. 39 (4)
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นายพินิจ คนิตานนท์
จำเลย — นางกัญกิติกาหรืออัจฉรา เอกกีรติกุลหรือสุนทรหัทยา
ชื่อองค์คณะ
พันวะสา บัวทอง
วีรา ไวยหงษ์ รินทร์ศรี
รังสรรค์ ดวงพัตรา
แหล่งที่มา
สำนักวิชาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2270/2558
#580834
เปิดฉบับเต็ม

โจทก์ฟ้องว่า โจทก์ทำสัญญาซื้อที่ดินพร้อมบ้านจากจำเลย แต่เมื่อตรวจสอบแนวเขตที่ดินแล้วปรากฏว่า บ้านปลูกสร้างอยู่ในที่ดินของผู้อื่นบางส่วน เป็นการสำคัญผิดในคุณสมบัติของทรัพย์ โจทก์มีหนังสือบอกเลิกสัญญาไปยังจำเลยและขอให้จำเลยคืนเงิน แต่จำเลยไม่คืนเงินให้ ถือได้ว่าโจทก์มีข้อโต้แย้งสิทธิกับจำเลยแล้ว โจทก์จึงมีอำนาจฟ้อง

ข้อเท็จจริงรับฟังว่า บ้านพิพาทที่โจทก์ซื้อจากจำเลยตั้งอยู่บนที่ดินที่ซื้อบางส่วนและบางส่วนตั้งอยู่บนที่ดินของผู้อื่น กรณีถือได้ว่าโจทก์เข้าทำสัญญาซื้อขายที่ดินพร้อมสิ่งปลูกสร้างโดยสำคัญผิดในคุณสมบัติของทรัพย์สิน ตามปกติถือว่าเป็นสาระสำคัญ หากมิได้มีความสำคัญผิดการอันเป็นโมฆียะนั้นคงจะมิได้กระทำขึ้น สัญญาซื้อขายจึงตกเป็นโมฆียะตาม ป.พ.พ. มาตรา 157 โจทก์มีสิทธิบอกล้างโดยการแสดงเจตนาเลิกสัญญาแก่จำเลยซึ่งเป็นผู้ขายได้และเมื่อโจทก์บอกเลิกสัญญาแล้ว จำเลยต้องรับผิดต่อโจทก์

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องและแก้ไขคำฟ้องขอให้บังคับจำเลยชำระเงิน 892,911.47 บาท พร้อมด้วยดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 15 ต่อปี ของต้นเงิน 805,000 บาท นับถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์

จำเลยให้การขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยชำระเงิน 605,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันที่ 17 พฤษภาคม 2548 จนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ กับให้จำเลยใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ โดยกำหนดค่าทนายความ 5,000 บาท

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 8 พิพากษายืน ให้จำเลยใช้ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์แทนโจทก์ โดยกำหนด ค่าทนายความ 3,000 บาท

จำเลยฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยประการแรกว่า ฟ้องเคลือบคลุมหรือไม่ คำฟ้องโจทก์บรรยายโดยแจ้งชัดซึ่งสภาพแห่งข้อหาและคำขอบังคับ รวมทั้งข้ออ้างที่อาศัยเป็นหลักแห่งข้อหาตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาแห่งมาตรา 172 วรรคสอง ที่จำเลยฎีกาว่า โจทก์ไม่ได้บรรยายฟ้องว่า บ้านพิพาทรุกล้ำที่ดินของใครนั้น เป็นรายละเอียดที่โจทก์สามารถนำสืบได้ในชั้นพิจารณา ฎีกาข้อนี้ฟังไม่ขึ้น

มีปัญหาตามฎีกาของจำเลยประการต่อไปว่า โจทก์มีอำนาจฟ้องหรือไม่ โดยจำเลยฎีกาว่า จำเลยส่งมอบการครอบครองบ้านและที่ดินพิพาทให้โจทก์เป็นเวลากว่าหนึ่งปีแล้ว ไม่ปรากฏว่ามีบุคคลอื่นฟ้องหรือโต้แย้งว่าโจทก์รุกล้ำที่ดิน โจทก์จึงไม่ได้ถูกรอนสิทธิ ทั้งโจทก์ยังไม่มีการพิสูจน์สิทธิในที่ดิน จึงรับฟังไม่ได้ว่าบ้านพิพาทปลูกสร้างล้ำเข้าไปในที่ดินของผู้อื่น โจทก์จึงไม่มีสิทธิบอกเลิกสัญญาซื้อขายและเรียกเงินคืน เห็นว่า คดีนี้โจทก์ฟ้องว่า โจทก์ทำสัญญาซื้อที่ดินพร้อมบ้านจากจำเลย แต่เมื่อตรวจสอบแนวเขตที่ดินแล้วปรากฏว่า บ้านปลูกสร้างอยู่ในที่ดินของผู้อื่นบางส่วน เป็นการสำคัญผิดในคุณสมบัติของทรัพย์ โจทก์จึงมีหนังสือบอกเลิกสัญญาไปยังจำเลยและขอให้จำเลยคืนเงิน แต่จำเลยไม่คืนเงินให้ จึงถือได้ว่าโจทก์มีข้อโต้แย้งสิทธิกับจำเลยแล้ว โจทก์จึงมีอำนาจฟ้อง ฎีกาข้อนี้ฟังไม่ขึ้น

มีปัญหาตามฎีกาของจำเลยประการต่อไปว่า จำเลยจะต้องรับผิดต่อโจทก์หรือไม่ เห็นว่า เมื่อข้อเท็จจริงรับฟังว่า บ้านพิพาทที่โจทก์ซื้อจากจำเลยตั้งอยู่บนที่ดินที่ซื้อบางส่วนและบางส่วนตั้งอยู่บนที่ดินของผู้อื่น กรณีถือได้ว่าโจทก์เข้าทำสัญญาซื้อขายที่ดินพร้อมสิ่งปลูกสร้าง โดยสำคัญผิดในคุณสมบัติของทรัพย์สิน ซึ่งตามปกติถือว่าเป็นสาระสำคัญ ซึ่งหากมิได้มีความสำคัญผิดการอันเป็นโมฆียะนั้นคงจะมิได้กระทำขึ้น สัญญาซื้อขายจึงตกเป็นโมฆียะตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 157 โจทก์จึงมีสิทธิบอกล้างโดยการแสดงเจตนาเลิกสัญญาแก่จำเลยซึ่งเป็นผู้ขายได้และเมื่อโจทก์บอกเลิกสัญญาแล้ว จำเลยก็ต้องรับผิดต่อโจทก์ตามที่ศาลล่างพิพากษาชอบแล้ว ที่จำเลยฎีกาว่า จำเลยขายทรัพย์โดยวิธีการประมูลราคาและโจทก์มีสิทธิเข้าตรวจสอบทรัพย์ที่ขายแล้วนั้น ไม่เป็นเหตุให้จำเลยพ้นจากความรับผิด ฎีกาข้อนี้ฟังไม่ขึ้นเช่นกัน และไม่จำต้องวินิจฉัยฎีกาข้ออื่น ๆ ซึ่งเป็นประเด็นปลีกย่อยพลความ ไม่ทำให้ผลคดีเปลี่ยนแปลงไป

พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ. ม. 55
ป.พ.พ. ม. 157 ม. 453
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นายเชษฐพล จันทบูลณ์
จำเลย — ธนาคารอาคารสงเคราะห์
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดสุราษฎร์ธานี — นางสาวชุติมา วณิชย์วรนันท์
ศาลอุทธรณ์ภาค 8 — นายสมศักดิ์ ขวัญแก้ว
ชื่อองค์คณะ
สมศักดิ์ จันทรา
ปดารณี ลัดพลี
แรงรณ ปริพนธ์พนจพิสุทธิ์
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2254/2558
#578324
เปิดฉบับเต็ม

จำเลยแถลงว่า จำเลยได้ให้ข้อมูลที่สำคัญและเป็นประโยชน์อย่างยิ่งในการปราบปรามการกระทำความผิดเกี่ยวกับยาเสพติดให้โทษ และขอสืบพยานประกอบ ต่อมาจำเลยแถลงไม่ติดใจสืบพยาน จึงไม่มีข้อเท็จจริงใด ๆ ในสำนวนว่า จำเลยได้ให้ข้อมูลที่สำคัญและเป็นประโยชน์อย่างยิ่งในการปราบปรามการกระทำความผิดเกี่ยวกับยาเสพติดให้โทษต่อเจ้าพนักงานตำรวจ

การที่จำเลยอุทธรณ์ว่า จำเลยได้ให้ข้อมูลสำคัญในคดีกับเจ้าพนักงานตำรวจเกี่ยวกับห้องเช่าของจำเลยที่มียาเสพติดซุกซ่อนอยู่ ให้ความร่วมมือกับเจ้าพนักงานตำรวจในการตรวจค้นห้องเช่าจนพบเมทแอมเฟตามีนของกลาง และแหล่งที่มาของเมทแอมเฟตามีนของกลางว่าจำเลยซื้อมาจาก ด. แม้ข้อเท็จจริงดังกล่าวบางส่วนจะปรากฏตามคำร้องขอฝากขังครั้งที่ 1 และสำเนาบันทึกการจับกุมเอกสารท้ายคำร้องดังที่ศาลอุทธรณ์วินิจฉัยไว้ก็ตาม แต่เมื่อจำเลยไม่สืบพยานให้ปรากฏข้อเท็จจริงดังกล่าว ข้อเท็จจริงที่จำเลยอ้างจึงเป็นข้อเท็จจริงที่จำเลยเพิ่งยกขึ้นมาในชั้นอุทธรณ์ ถือเป็นข้อที่ไม่ได้ว่ากันมาแล้วโดยชอบในศาลชั้นต้นต้องห้ามมิให้อุทธรณ์ตาม ป.วิ.พ. มาตรา 225 วรรคหนึ่ง ประกอบ ป.วิ.อ. มาตรา 15 และพ.ร.บ.วิธีพิจารณาคดียาเสพติด พ.ศ.2550 มาตรา 3 ที่ศาลอุทธรณ์ลงโทษจำเลยน้อยกว่าอัตราโทษขั้นต่ำที่กำหนดไว้สำหรับความผิดนั้นตาม พ.ร.บ.ยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 มาตรา 100/2 จึงเป็นการไม่ชอบ

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 มาตรา 4, 7, 8, 15, 66, 97, 100/1, 102 ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 32, 33 เพิ่มโทษจำเลยกึ่งหนึ่งตามกฎหมาย ริบเมทแอมเฟตามีนและโทรศัพท์เคลื่อนที่ของกลาง

จำเลยให้การรับสารภาพ และรับว่าเป็นบุคคลคนเดียวกับจำเลยในคดีที่โจทก์ขอให้เพิ่มโทษ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 มาตรา 15 วรรคหนึ่ง และวรรคสาม (2), 66 วรรคสอง จำคุก 7 ปี และปรับ 400,000 บาท เพิ่มโทษกึ่งหนึ่งตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 มาตรา 97 เป็นจำคุก 10 ปี 6 เดือน และปรับ 600,000 บาท จำเลยให้การรับสารภาพเป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษลดโทษให้ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 กึ่งหนึ่ง คงจำคุก 5 ปี 3 เดือน และปรับ 300,000 บาท ไม่ชำระค่าปรับให้จัดการตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 29, 30 หากต้องกักขังแทนค่าปรับให้กักขังไม่เกิน 1 ปี ริบของกลาง

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์แผนกคดียาเสพติดพิพากษาแก้เป็นว่า จำเลยมีความผิดตามพระราชบัญญัติเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 มาตรา 15 วรรคสาม (2), 66 วรรคสอง ประกอบมาตรา 100/2 ให้จำคุก 5 ปี 3 เดือน และปรับ 300,000 บาท เพิ่มโทษกึ่งหนึ่งตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 มาตรา 97 เป็นจำคุก 7 ปี 10 เดือน 15 วัน และปรับ 450,000 บาท ลดโทษกึ่งหนึ่งตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 แล้ว คงจำคุก 3 ปี 11 เดือน 7 วัน และปรับ 225,000 บาท นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

โจทก์ฎีกา โดยศาลฎีกาอนุญาตให้ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ว่า การที่ศาลอุทธรณ์แผนกคดียาเสพติดลงโทษจำเลยในความผิดฐานมีเมทแอมเฟตามีนไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่ายน้อยกว่าอัตราโทษขั้นต่ำที่กำหนดไว้ตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 มาตรา 100/2 ชอบหรือไม่ เห็นว่า คดีนี้จำเลยแถลงว่าจำเลยได้ให้ข้อมูลที่สำคัญและเป็นประโยชน์อย่างยิ่งในการปราบปรามยาเสพติด และจะขอนำพยานมาสืบประกอบตามคำแถลงดังกล่าวซึ่งศาลชั้นต้นอนุญาตแล้ว แต่ต่อมาจำเลยแถลงไม่ติดใจสืบพยาน จึงไม่ปรากฏข้อเท็จจริงใดๆ ในสำนวนว่าจำเลยได้ให้ข้อมูลที่สำคัญและเป็นประโยชน์อย่างยิ่งในการปราบปรามการกระทำความผิดเกี่ยวกับยาเสพติดให้โทษต่อเจ้าพนักงานตำรวจ การที่จำเลยอุทธรณ์ว่า จำเลยได้ให้ข้อมูลสำคัญในคดีกับเจ้าพนักงานตำรวจเกี่ยวกับห้องเช่าของจำเลยที่มียาเสพติดซุกซ่อนอยู่ ให้ความร่วมมือกับเจ้าพนักงานตำรวจในการตรวจค้นห้องเช่าจนพบเมทแอมเฟตามีนของกลาง และแหล่งที่มาของเมทแอมเฟตามีนของกลางว่าจำเลยซื้อมาจากนายดอน ซึ่งพักอาศัยอยู่ย่านดอนเมือง แม้ข้อเท็จจริงดังกล่าวบางส่วนจะปรากฏตามคำร้องขอฝากขังครั้งที่ 1 และสำเนาบันทึกการจับกุมเอกสารท้ายคำร้องดังที่ศาลอุทธรณ์แผนกคดียาเสพติดวินิจฉัยไว้ก็ตาม แต่เมื่อจำเลยไม่สืบพยานให้ปรากฏข้อเท็จจริงดังกล่าว ข้อเท็จจริงที่จำเลยอ้างจึงเป็นข้อเท็จจริงที่จำเลยเพิ่งยกขึ้นมาในชั้นอุทธรณ์ ถือเป็นข้อที่ไม่ได้ว่ากันมาแล้วโดยชอบในศาลชั้นต้นต้องห้ามมิให้อุทธรณ์ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 225 วรรคหนึ่ง ประกอบประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 15 และพระราชบัญญัติวิธีพิจารณาคดียาเสพติด พ.ศ.2550 มาตรา 3 ที่ศาลอุทธรณ์แผนกคดียาเสพติดลงโทษจำเลยน้อยกว่าอัตราโทษขั้นต่ำที่กำหนดไว้สำหรับความผิดนั้นตามพระราช บัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 มาตรา 100/2 จึงเป็นการไม่ชอบ ฎีกาของโจทก์ฟังขึ้น และไม่จำต้องวินิจฉัยฎีกาข้ออื่นของโจทก์อีกเพราะไม่มีผลเปลี่ยนแปลงคำพิพากษานี้

พิพากษาแก้เป็นว่า ให้บังคับคดีไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.อ. ม. 15
ป.วิ.พ. ม. 225 วรรคหนึ่ง
พ.ร.บ.ยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 ม. 100/2
พ.ร.บ.วิธีพิจารณาคดียาเสพติด พ.ศ.2550 ม. 3
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการ สำนักงานอัยการสูงสุด
จำเลย — นายณฐกร เณรเกิด
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลอาญา — นายยุทธนา แสนจันทร์
ศาลอุทธรณ์ — นางอัจฉรา วริวงศ์
ชื่อองค์คณะ
นุจรินทร์ จันทร์พรายศรี
สมยศ เข็มทอง
ปกรณ์ มหรรณพ
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2230/2558
#636213
เปิดฉบับเต็ม

สัญญาจ้างเหมาก่อสร้างงานโครงสร้างระหว่างจำเลยและบริษัท ค. มีข้อกำหนดห้ามมิให้โอนสิทธิเรียกร้องเว้นแต่เฉพาะกับสถาบันการเงินเท่านั้น จึงเป็นกรณีที่คู่กรณีได้แสดงเจตนาเป็นอย่างอื่น ตามที่บัญญัติไว้ใน ป.พ.พ. มาตรา 303 วรรคสอง สัญญาโอนสิทธิเรียกร้องระหว่างโจทก์และบริษัท ค. จะมีผลใช้บังคับแก่จำเลยได้หากโจทก์ซึ่งเป็นบุคคลภายนอกกระทำการรับโอนสิทธิเรียกร้องโดยสุจริต เมื่อข้อเท็จจริงรับฟังไม่ได้ว่าโจทก์เป็นบุคคลภายนอกผู้กระทำการรับโอนสิทธิเรียกร้องโดยสุจริต อีกทั้งโจทก์มิใช่เป็นสถาบันการเงิน จำเลยจึงไม่ต้องรับผิดชำระหนี้ให้แก่โจทก์

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องและแก้ไขคำฟ้องขอให้บังคับจำเลยชำระเงิน 18,573,441.15 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงิน 17,800,947.88 บาท นับถัดจากวันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์

จำเลยให้การและแก้ไขคำให้การขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง ค่าฤชาธรรมเนียมเป็นพับ

โจทก์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ

โจทก์ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงที่คู่ความมิได้โต้แย้งกันในชั้นฎีการับฟังได้ว่าโจทก์และจำเลยเป็นนิติบุคคลตามกฎหมายว่าด้วยบริษัทมหาชนจำกัด จำเลยว่าจ้างบริษัทเค - เทค คอนสตรัคชั่น จำกัด (มหาชน) ก่อสร้างงานโครงสร้างและงานสถาปัตยกรรมหลัก (SUPER - STRUCTURES AND MAIN ARCHITECTURAL WORKS) โครงการ คราวน์ พลาซ่า โฮเต็ล (CROWNE PLAZA HOTEL) ถนนสุขุมวิท 27 แขวงคลองเตยเหนือ เขตวัฒนา กรุงเทพมหานคร เมื่อวันที่ 11 สิงหาคม 2543 บริษัทเค - เทค คอนสตรัคชั่น จำกัด (มหาชน) ทำสัญญาให้และรับบริการวงเงินเพื่อรับโอนสิทธิเรียกร้องกับโจทก์ ภายในวงเงินไม่เกิน 30,000,000 บาท โดยบริษัทเค - เทค คอนสตรัคชั่น จำกัด (มหาชน) มีหน้าที่ต้องแจ้งหรือบอกกล่าวการโอนไปยังลูกหนี้ ต่อมาเมื่อวันที่ 14 กันยายน 2548 บริษัทเค - เทค คอนสตรัคชั่น จำกัด (มหาชน) ได้โอนสิทธิเรียกร้องที่จะได้รับชำระหนี้ค่าก่อสร้างในการเบิกเงินงวดงานที่ 29 ตามสัญญาจ้างเหมาก่อสร้างงานโครงสร้างส่วน SUPER - STRUCTURES AND MAIN ARCHITECTURAL WORKS ลงวันที่ 15 พฤศจิกายน 2547 เป็นเงิน 18,289,101 บาท ซึ่งจะครบกำหนดชำระหนี้วันที่ 30 พฤศจิกายน 2550 ให้แก่โจทก์ โจทก์มีหนังสือบอกกล่าวแจ้งการโอนสิทธิเรียกร้องดังกล่าวให้จำเลยทราบ เมื่อถึงกำหนดชำระหนี้ตามสัญญา โจทก์แจ้งให้จำเลยชำระหนี้ตามสัญญาโอนสิทธิเรียกร้อง แต่จำเลยเพิกเฉย

คดีมีปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ว่า จำเลยต้องชำระหนี้ให้แก่โจทก์ตามสัญญาโอนสิทธิเรียกร้องหรือไม่ ข้อเท็จจริงได้ความว่า จำเลยว่าจ้างบริษัทเค - เทค คอนสตรัคชั่น จำกัด (มหาชน) ก่อสร้างงานโครงสร้างและงานสถาปัตยกรรมหลัก (SUPER - STRUCTURES AND MAIN ARCHITECTURAL WORKS) โครงการ คราวน์ พลาซ่า โฮเต็ล (CROWNE PLAZA HOTEL) ถนนสุขุมวิท 27 แขวงคลองเตยเหนือ เขตวัฒนา กรุงเทพมหานคร ซึ่งตามสัญญาระบุว่า ผู้รับจ้างตกลงจะไม่โอนสิทธิเรียกร้องตามสัญญานี้แก่บุคคลภายนอก เว้นแต่จะได้รับความยินยอมเป็นลายลักษณ์อักษรจากผู้ว่าจ้างและได้เฉพาะแต่กับสถาบันการเงินเท่านั้น การโอนสิทธิเรียกร้องนั้นประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 303 บัญญัติว่า สิทธิเรียกร้องนั้นท่านว่าจะพึงโอนกันได้ เว้นไว้แต่สภาพแห่งสิทธินั้นเองจะไม่เปิดช่องให้โอนกันได้ และวรรคสองบัญญัติว่า ความที่กล่าวมานี้ย่อมไม่ใช้บังคับ หากคู่กรณีได้แสดงเจตนาเป็นอย่างอื่น การแสดงเจตนาเช่นว่านี้ ท่านห้ามมิให้ยกขึ้นเป็นข้อต่อสู้บุคคลภายนอกผู้กระทำการโดยสุจริต ตามสัญญา ข้อ 10 ระหว่างจำเลยและบริษัทเค - เทค คอนสตรัคชั่น จำกัด (มหาชน) มีข้อกำหนดห้ามมิให้โอนสิทธิเรียกร้องเว้นแต่เฉพาะกับสถาบันการเงินเท่านั้น จึงเป็นกรณีที่คู่กรณีได้แสดงเจตนาเป็นอย่างอื่น ตามที่บัญญัติไว้ในประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 303 วรรคสอง สัญญาโอนสิทธิเรียกร้องระหว่างโจทก์และบริษัทเค - เทค คอนสตรัคชั่น จำกัด (มหาชน) จะมีผลใช้บังคับแก่จำเลยได้หากโจทก์ซึ่งเป็นบุคคลภายนอกกระทำการรับโอนสิทธิเรียกร้องโดยสุจริต ปัญหาว่าโจทก์กระทำการโดยสุจริตหรือไม่นั้น โจทก์ฎีกาอ้างว่าโจทก์เป็นบุคคลภายนอกกระทำการโดยสุจริตและเสียค่าตอบแทนให้แก่บริษัทเค - เทค คอนสตรัคชั่น จำกัด (มหาชน) ไปแล้ว จึงย่อมได้รับประโยชน์ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 303 วรรคสอง เห็นว่า นายไชยพงศ์ ผู้รับมอบอำนาจช่วงโจทก์ เบิกความตอบทนายจำเลยถามค้านว่า บริษัทโจทก์ประกอบธุรกิจในด้านรับโอนสิทธิเรียกร้องจากลูกหนี้ บริษัทโจทก์จะมีฝ่ายกฎหมายคอยตรวจสอบสัญญาให้และรับบริการวงเงินเพื่อรับโอนสิทธิเรียกร้องก่อนที่จะนำไปให้กรรมการบริษัทโจทก์ลงลายมือชื่อในเอกสาร พยานทราบว่าถ้าบริษัทจะทำการโอนสิทธิเรียกร้องในมูลหนี้รายใดจะต้องแจ้งให้คู่สัญญาทราบล่วงหน้าไม่น้อยกว่า 7 วัน โดยผู้รับสัญญาจะต้องส่งเอกสารต่าง ๆ ที่เกี่ยวกับสิทธิเรียกร้องที่จะโอน ก่อนมีการโอนสิทธิเรียกร้องบริษัทโจทก์จะต้องตรวจสอบสัญญาก่อนแล้วทุกครั้งและก่อนมีการโอนสิทธิเรียกร้องบริษัทโจทก์น่าจะมีการตรวจสอบข้อมูลในสัญญาก่อน ตามคำเบิกความของนายไชยพงศ์พยานโจทก์ดังกล่าวเมื่อพิจารณาประกอบกับการโอนสิทธิเรียกร้องรายนี้เป็นจำนวนเงินสูงถึง 18,289,101 บาท จึงเชื่อได้ว่าโจทก์ต้องได้มีการตรวจสอบสัญญา โดยละเอียดก่อนแล้วและทราบถึงข้อกำหนดห้ามโอนสิทธิเรียกร้องตามสัญญา ข้อ 10 ก่อนที่จะมีการทำสัญญาโอนสิทธิเรียกร้องกับบริษัทเค - เทค คอนสตรัคชั่น จำกัด (มหาชน) มาก่อนแล้ว เมื่อโจทก์ทราบถึงข้อกำหนดห้ามโอนสิทธิเรียกร้องดังกล่าวแล้ว แต่โจทก์ยังรับโอนสิทธิเรียกร้องดังกล่าวมาเช่นนี้ กรณีจึงไม่อาจถือได้ว่าโจทก์เป็นบุคคลภายนอกผู้กระทำการโดยสุจริต ส่วนที่โจทก์ฎีกาอ้างว่าโจทก์เป็นสถาบันการเงินนั้น เห็นว่าตามพระราชบัญญัติดอกเบี้ยเงินให้กู้ยืมของสถาบันการเงิน พ.ศ.2523 มาตรา 3 บัญญัติว่า ในพระราชบัญญัตินี้ "สถาบันการเงิน" หมายความว่า (1) ธนาคารแห่งประเทศไทย (2) ธนาคารพาณิชย์ตามกฎหมายว่าด้วยธนาคารพาณิชย์ (3) บริษัทเงินทุน บริษัทหลักทรัพย์ และบริษัทเครดิตฟองซิเอร์ ตามกฎหมายว่าด้วยการประกอบธุรกิจเงินทุน ธุรกิจหลักทรัพย์ และธุรกิจเครดิตฟองซิเอร์ (4) สถาบันการเงินอื่นที่รัฐมนตรีกำหนดโดยคำแนะนำของธนาคารแห่งประเทศไทย โดยประกาศในราชกิจจานุเบกษา ตามหนังสือรับรองการจดทะเบียนเป็นนิติบุคคลตามกฎหมายว่าด้วยบริษัทมหาชนจำกัด วัตถุประสงค์ของบริษัทมหาชนจำกัดของโจทก์มี 19 ข้อ ซึ่งวัตถุประสงค์ในข้อ 6 ระบุว่า กู้ยืมเงิน เบิกเงินเกินบัญชีจากธนาคารนิติบุคคลหรือสถาบันการเงินอื่นและให้กู้ยืมเงินหรือให้เครดิตด้วยวิธีการอื่น โดยจะมีหลักประกันหรือไม่ก็ตาม รวมถึงการรับจำนอง รับจำนำ รับไว้ซึ่งทรัพย์สินหรือหลักประกันต่าง ๆ เพื่อเป็นประกันการขายสินค้าเงินผ่อน การขายสินค้าเงินเชื่อหรือชำระหนี้ของลูกหนี้ต่อบริษัทหรือเพื่อเป็นประกันการปฏิบัติงานของพนักงานบริษัทหรือบุคคลใด ๆ ต่อบริษัทรวมตลอดจนการรับ ออก โอน และสลักหลังตั๋วเงินหรือตราสารที่เปลี่ยนมือได้อย่างอื่น เว้นแต่ในธุรกิจธนาคาร ธุรกิจเงินทุน และธุรกิจเครดิตฟองซิเอร์ ซึ่งตามวัตถุประสงค์ของโจทก์ตามที่ระบุไว้ดังกล่าวเมื่อพิจารณาประกอบกับพระราชบัญญัติดอกเบี้ยเงินให้กู้ยืมของสถาบันการเงิน พ.ศ.2523 มาตรา 3 แล้ว บ่งชี้ว่าโจทก์มิใช่เป็นสถาบันการเงิน นอกจากนี้โจทก์ก็ไม่มีพยานหลักฐานอื่นใดมายืนยันว่าโจทก์เป็นสถาบันการเงิน ข้ออ้างของโจทก์จึงเลื่อนลอยรับฟังไม่ได้ว่าโจทก์เป็นสถาบันการเงิน เมื่อข้อเท็จจริงรับฟังไม่ได้ว่าโจทก์เป็นบุคคลภายนอกผู้กระทำการรับโอนสิทธิเรียกร้องโดยสุจริต อีกทั้งโจทก์มิใช่เป็นสถาบันการเงิน ดังนั้นจำเลยจึงไม่ต้องรับผิดชำระหนี้ให้แก่โจทก์ตามฟ้อง ปัญหาตามฎีกาของโจทก์ในประการอื่นไม่จำต้องวินิจฉัยต่อไป เพราะไม่ทำให้ผลคดีเปลี่ยนแปลง ที่ศาลอุทธรณ์พิพากษามานั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาของโจทก์ฟังไม่ขึ้น

พิพากษายืน ให้โจทก์ใช้ค่าทนายความชั้นฎีกาแทนจำเลย 20,000 บาท
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 303
ชื่อคู่ความ
บริษัทสยามเจเนอรัลแฟคตอริ่ง
โจทก์ — จำกัด (มหาชน)
บริษัทแกรนด์ แอสเสท
โฮเทลส์ แอนด์ พรอพเพอร์ตี้
จำเลย — จำกัด (มหาชน)
ชื่อองค์คณะ
ชัยวัฒน์ เวียงธีรวัฒน์
ชัยยุทธ ศรีจำนงค์
สุทัศน์ ศิริมหาพฤกษ์
แหล่งที่มา
สำนักวิชาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2229/2558
#586785
เปิดฉบับเต็ม

คำฟ้องโจทก์ที่บรรยายว่า " ในระหว่างเวลาที่จำเลยทั้งเก้าดำรงตำแหน่งเป็นผู้บริหารสหกรณ์อยู่นั้น ปรากฏว่าจำเลยทั้งเก้าโดยจงใจหรือประมาทเลินเล่อก่อให้เกิดความเสียหายแก่สหกรณ์ กล่าวคือ มีการทุจริตโดยการอ้างว่ามีสมาชิกของสหกรณ์มาขอกู้ยืมเงินไป เมื่อมีการตรวจสอบปรากฏว่าเป็นความเท็จและเงินในบัญชีอีกส่วนหนึ่งได้ขาดหายไป การกระทำดังกล่าวของจำเลยทั้งเก้าเป็นเหตุให้เกิดความเสียหายแก่สหกรณ์โจทก์เป็นจำนวนเงิน 3,806,173.44 บาท..." เป็นเรื่องที่โจทก์ประสงค์จะให้จำเลยทั้งเก้ารับผิดในมูลละเมิดซึ่งตาม ป.พ.พ. มาตรา 420 โจทก์จึงต้องบรรยายฟ้องให้แจ้งชัดว่า จำเลยทั้งเก้าได้กระทำโดยจงใจหรือประมาทเลินเล่ออย่างใดถึงได้เกิดความเสียหายขึ้นแก่โจทก์ กล่าวคือ จงใจหรือประมาทเลินเล่ออย่างไรจนเป็นเหตุให้ ธ. และ น. ทุจริตยักยอกเงินของโจทก์ไปได้ แต่ตามคำฟ้องดังกล่าว โจทก์ไม่ได้บรรยายถึงการกระทำเช่นว่านั้นเลย คงกล่าวเพียงว่าจำเลยทั้งเก้าจงใจหรือประมาทเลินเล่อก่อให้เกิดความเสียหายแก่โจทก์เท่านั้น ดังนั้น คำฟ้องของโจทก์จึงเป็นคำฟ้องที่เคลือบคลุม เพราะมิได้แสดงโดยแจ้งชัดซึ่งสภาพแห่งข้อหา ทั้งข้ออ้างที่อาศัยเป็นหลักแห่งข้อหาเช่นว่านั้น ไม่ชอบด้วย ป.วิ.พ. มาตรา 172 วรรคสอง

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยทั้งเก้าร่วมกันชำระเงินจำนวน 1,118,075.44 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์

จำเลยทั้งเก้าให้การขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยทั้งเก้าร่วมกันชำระเงินจำนวน 1,118,075.44 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ ให้จำเลยทั้งเก้าร่วมกันใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ โดยกำหนดค่าทนายความ 10,000 บาท

จำเลยทั้งเก้าอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษายืน ให้จำเลยทั้งเก้าร่วมกันใช้ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์แทนโจทก์ โดยกำหนดค่าทนายความ 5,000 บาท

จำเลยทั้งเก้าฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยทั้งเก้าประการแรกว่า ฟ้องของโจทก์เคลือบคลุมหรือไม่ เห็นว่า คำฟ้องโจทก์พอจะชี้ให้เห็นถึงสภาพแห่งข้อหา ปรากฏอยู่ในข้อ 4 ที่โจทก์บรรยายว่า " ในระหว่างเวลาที่จำเลยทั้งเก้าดำรงตำแหน่งเป็นผู้บริหารสหกรณ์อยู่นั้น ปรากฏว่าจำเลยทั้งเก้าโดยจงใจหรือประมาทเลินเล่อก่อให้เกิดความเสียหายแก่สหกรณ์ กล่าวคือ มีการทุจริตโดยการอ้างว่ามีสมาชิกของสหกรณ์มาขอกู้ยืมเงินไป เมื่อมีการตรวจสอบปรากฏว่าเป็นความเท็จและเงินในบัญชีอีกส่วนหนึ่งได้ขาดหายไป การกระทำดังกล่าวของจำเลยทั้งเก้า เป็นเหตุให้เกิดความเสียหายแก่สหกรณ์โจทก์เป็นจำนวนเงิน 3,806,173.44 บาท..." จากการบรรยายฟ้องดังกล่าว เห็นได้ชัดว่าเป็นเรื่องที่โจทก์ประสงค์จะให้จำเลยทั้งเก้ารับผิดในมูลละเมิดซึ่งตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 420 โจทก์จึงต้องบรรยายฟ้องให้แจ้งชัดว่า จำเลยทั้งเก้าได้กระทำโดยจงใจหรือประมาทเลินเล่ออย่างใดถึงได้เกิดความเสียหายขึ้นแก่โจทก์ กล่าวคือจงใจหรือประมาทเลินเล่ออย่างไรจนเป็นเหตุให้นายธนกรและนางสาวธนพรทุจริตยักยอกเงินของโจทก์ไปได้ แต่ตามคำฟ้องดังกล่าว โจทก์ไม่ได้บรรยายถึงการกระทำเช่นว่านั้นเลย คงกล่าวเพียงว่าจำเลยทั้งเก้าจงใจหรือประมาทเลินเล่อก่อให้เกิดความเสียหายแก่โจทก์เท่านั้น ดังนั้น คำฟ้องของโจทก์จึงเป็นคำฟ้องที่เคลือบคลุม เพราะมิได้แสดงโดยแจ้งชัดซึ่งสภาพแห่งข้อหา ทั้งข้ออ้างที่อาศัยเป็นหลักแห่งข้อหาเช่นว่านั้น ไม่ชอบด้วยประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 172 วรรคสอง กรณีไม่จำต้องวินิจฉัยประเด็นอื่นเพราะไม่ทำให้ผลของคดีเปลี่ยนแปลง ที่ศาลล่างทั้งสองพิพากษาให้จำเลยทั้งเก้าร่วมกันรับผิดต่อโจทก์นั้น ศาลฎีกาไม่เห็นพ้องด้วย ฎีกาของจำเลยทั้งเก้าฟังขึ้น

พิพากษากลับให้ยกฟ้อง ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสามศาลให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ. ม. 172 วรรคสอง
ป.พ.พ. ม. 420
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — สหกรณ์เครดิตยูเนี่ยนแห่งพนักงานไทยฮีโน่ จำกัด
จำเลย — นายทัศน์ โสภาคดิษฐ์ กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดสมุทรปราการ — นางอรรถนัดดา สุนทรศารทูล พืชผล
ศาลอุทธรณ์ภาค 1 — นายบุญไชย ธนาพันธ์สิน
ชื่อองค์คณะ
พิศล พิรุณ
เสรี เพศประเสริฐ
สมเกียรติ เจริญสวรรค์
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2219/2558
#580841
เปิดฉบับเต็ม

โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยทั้งสองใช้ค่าขาดราคาจากการขายทอดตลาดรถยนต์ที่เช่าซื้อ ศาลชั้นต้นวินิจฉัยว่าค่าเช่าซื้อรถได้รวมดอกเบี้ยที่โจทก์คิดไว้ล่วงหน้าตามระยะเวลาค่างวดเช่าซื้อมิใช่มีแต่ราคารถเพียงอย่างเดียว จึงเอาค่าเช่าซื้อค้างชำระมาเป็นเกณฑ์เรียกราคารถพิพาทไม่ได้ เมื่อโจทก์ไม่นำสืบว่ารถพิพาทที่แท้จริงมีราคาเท่าไร เห็นสมควรกำหนดค่าเสียหายให้เป็นเงิน 57,000 บาท ซึ่งสอดคล้องกับคำขอท้ายฟ้องของโจทก์ในส่วนที่โจทก์ขอให้จำเลยทั้งสองร่วมกันหรือแทนกันชำระเงินค่าขาดราคาเช่าซื้อจากการขายทอดตลาดเพียงแต่ศาลชั้นต้นลดจำนวนเงินที่โจทก์ขอมาลงเหลือ 57,000 บาท การที่ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยทั้งสองร่วมกันส่งมอบรถยนต์ที่เช่าซื้อคืนโจทก์ จึงเป็นเรื่องที่ไม่ตรงกับคำวินิจฉัยของศาลชั้นต้น ที่โจทก์ขอให้ศาลชั้นต้นมีคำสั่งให้แก้ไขคำพิพากษานั้น จึงเป็นการขอแก้ไขเพื่อให้ถูกต้องตรงกับเหตุผลแห่งคำวินิจฉัยของศาลชั้นต้นที่กล่าวไว้ในคำพิพากษาและถือว่าเป็นการแก้ไขข้อผิดพลาดหรือข้อผิดหลงเล็กน้อย มิใช่เป็นการทำคำสั่งที่เป็นการกลับหรือแก้คำวินิจฉัยในคำพิพากษาเดิม จึงชอบที่จะมีคำสั่งแก้ไขข้อผิดพลาด หรือข้อผิดหลงเช่นว่านั้นให้ถูกต้อง ตาม ป.วิ.พ. มาตรา 143 วรรคแรก ที่ศาลอุทธรณ์พิพากษายืนตามศาลชั้นต้นให้ยกคำร้องโจทก์มานั้น ศาลฎีกาไม่เห็นพ้องด้วย ฎีกาของโจทก์ฟังขึ้น

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
คดีสืบเนื่องมาจากศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยทั้งสองร่วมกันส่งมอบรถยนต์ หมายเลขทะเบียน กง 3508 ขอนแก่น ที่เช่าซื้อคืนโจทก์ หากคืนไม่ได้ให้จำเลยทั้งสองร่วมกันใช้ราคาแทนเป็นเงิน 57,000 บาท ให้จำเลยทั้งสองร่วมกันชำระค่าเสียหายเป็นค่าขาดประโยชน์เป็นเงิน 33,000 บาท กับให้ร่วมกันใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ โดยกำหนดค่าทนายความ 600 บาท คำขออื่นให้ยก

โจทก์ยื่นคำร้องว่า โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยทั้งสองร่วมกันหรือแทนกันชำระค่าขาดราคาจากการขายทอดตลาดรถยนต์ที่เช่าซื้อ แต่คำพิพากษาศาลชั้นต้นกำหนดให้จำเลยทั้งสองร่วมกันส่งมอบรถยนต์ที่เช่าซื้อคืนโจทก์ หากคืนไม่ได้ให้ร่วมกันใช้ราคาแทน เป็นเงิน 57,000 บาท ขอให้ศาลมีคำสั่งแก้ไขคำพิพากษาศาลชั้นต้นให้ถูกต้อง

ศาลชั้นต้นมีคำสั่งยกคำร้อง

โจทก์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ

โจทก์ฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีพาณิชย์และเศรษฐกิจวินิจฉัยว่า มีปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ว่า มีเหตุที่จะแก้ไขคำพิพากษาศาลชั้นต้น ตามคำร้องของโจทก์หรือไม่ เห็นว่า โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยทั้งสองตามสัญญาเช่าซื้อและสัญญาค้ำประกัน โดยบรรยายฟ้องว่า จำเลยที่ 1 ได้เช่าซื้อรถยนต์ไปจากโจทก์โดยมีจำเลยที่ 2 เป็นผู้ค้ำประกัน จำเลยที่ 1 ผิดนัดไม่ชำระค่าเช่าซื้อ จนโจทก์มีหนังสือบอกเลิกสัญญาโดยชอบแล้ว โจทก์ติดตามยึดรถยนต์คืนและนำออกประมูลขายได้ราคาเพียงบางส่วนยังขาดราคาอยู่อีก 120,029.92 บาท และจำเลยทั้งสองต้องร่วมกันชำระค่าขาดประโยชน์ 66,000 บาท แก่โจทก์ ขอให้บังคับจำเลยทั้งสองร่วมกันหรือแทนกันชำระค่าขาดราคาเช่าซื้อจากการขายทอดตลาด 120,029.92 บาท และค่าขาดประโยชน์ 66,000 บาท แก่โจทก์ ศาลชั้นต้นวินิจฉัยกำหนดค่าขาดประโยชน์ 33,000 บาท ส่วนค่าเสียหายที่จำเลยทั้งสองไม่สามารถส่งมอบรถคืนโจทก์เป็นเงิน 120,029.92 บาท นั้น ศาลชั้นต้นวินิจฉัยว่า ค่าเช่าซื้อรถได้รวมดอกเบี้ยที่โจทก์คิดไว้ล่วงหน้าตามระยะเวลาค่างวดเช่าซื้อ มิใช่มีแต่ราคารถเพียงอย่างเดียว จึงเอาค่าเช่าซื้อค้างชำระมาเป็นเกณฑ์เรียกราคารถพิพาทไม่ได้ เมื่อโจทก์ไม่นำสืบว่ารถพิพาทที่แท้จริงมีราคาเท่าไร เห็นสมควรกำหนดค่าเสียหายให้เป็นเงิน 57,000 บาท ซึ่งสอดคล้องกับคำขอท้ายฟ้องของโจทก์ในส่วนที่โจทก์ขอให้จำเลยทั้งสองร่วมกันหรือแทนกันชำระเงินค่าขาดราคาเช่าซื้อจากการขายทอดตลาดเพียงแต่ศาลชั้นต้นลดจำนวนเงินที่โจทก์ขอมาลงเหลือ 57,000 บาท การที่ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยทั้งสองร่วมกันส่งมอบรถยนต์ที่เช่าซื้อคืนโจทก์ จึงเป็นเรื่องที่ไม่ตรงกับคำวินิจฉัยของศาลชั้นต้น ที่โจทก์ขอให้ศาลชั้นต้นมีคำสั่งให้แก้ไขคำพิพากษานั้น จึงเป็นการขอแก้ไขเพื่อให้ถูกต้องตรงกับเหตุผลแห่งคำวินิจฉัยของศาลชั้นต้นที่กล่าวไว้ในคำพิพากษาและถือว่าเป็นการแก้ไขข้อผิดพลาดหรือข้อผิดหลงเล็กน้อย มิใช่เป็นการทำคำสั่งที่เป็นการกลับหรือแก้คำวินิจฉัยในคำพิพากษาเดิม จึงชอบที่จะมีคำสั่งแก้ไขข้อผิดพลาด หรือข้อผิดหลงเช่นว่านั้นให้ถูกต้อง ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 143 วรรคแรก ที่ศาลอุทธรณ์พิพากษายืนตามศาลชั้นต้นให้ยกคำร้องโจทก์มานั้น ศาลฎีกาไม่เห็นพ้องด้วย ฎีกาของโจทก์ฟังขึ้น

พิพากษากลับว่า ให้แก้ไขคำพิพากษาศาลชั้นต้น ส่วนที่ว่า "ให้จำเลยทั้งสองร่วมกันส่งมอบรถยนต์หมายเลขทะเบียน กง 3508 ขอนแก่น ที่เช่าซื้อคืนโจทก์ หากคืนไม่ได้ให้จำเลยทั้งสองร่วมกันใช้ราคาแทนเป็นเงิน 57,000 บาท" เป็นว่า "ให้จำเลยทั้งสองร่วมกันชำระเงินค่าขาดราคารถยนต์แก่โจทก์เป็นเงิน 57,000 บาท นอกจากนี้ให้เป็นไปตามข้อความเดิม" ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสามศาลให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ. ม. 143 วรรคหนึ่ง
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — บริษัทพระนครยนตรการ จำกัด
จำเลย — นายเสริมศักดิ์ ชาวงษ์ กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลแขวงพระนครเหนือ — นางสาวอรุณรัตน์ บัณฑิตเสาวภาคย์
ศาลอุทธรณ์ — นายประสิทธิ์ ตันติเสรี
ชื่อองค์คณะ
บุญไชย ธนาพันธุ์สิน
วิรุฬห์ แสงเทียน
จรูญ ชีวิตโสภณ
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2216/2558
#636183
เปิดฉบับเต็ม

ขณะที่ผู้ตายยื่นคำขอทำสัญญาประกันชีวิตกับจำเลย ผู้ตายทราบอยู่แล้วว่าตนเข้ารับการตรวจรักษา และหรือปรึกษาปัญหาสุขภาพในระยะเวลา 5 ปี ที่ผ่านมาก่อนหน้ามาขอทำประกันชีวิตกับจำเลย แต่ละเว้นเสียไม่เปิดเผยข้อความจริงดังกล่าวเพราะอาจทำให้จำเลยบอกปัดไม่รับทำสัญญาประกันชีวิตให้แก่ตน สัญญาประกันชีวิตจึงตกเป็นโมฆียะตาม ป.พ.พ. มาตรา 865 จำเลยมีสิทธิบอกล้างสัญญาประกันชีวิตได้ เมื่อจำเลยใช้สิทธิบอกล้างสัญญาดังกล่าวแก่โจทก์ทั้งสองในฐานะผู้รับประโยชน์ สัญญาประกันชีวิตจึงตกเป็นโมฆะตาม ป.พ.พ. มาตรา 176 จำเลยไม่ต้องรับผิดต่อโจทก์

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ทั้งสองฟ้องขอให้บังคับจำเลยชำระเงิน 578,049 บาท พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงิน 516,400 บาท นับถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์

จำเลยให้การขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง ค่าฤชาธรรมเนียมให้เป็นพับ

โจทก์ทั้งสองอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน ให้โจทก์ทั้งสองใช้ค่าทนายความชั้นอุทธรณ์ 5,000 บาท แทนจำเลย

โจทก์ทั้งสองฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีพาณิชย์และเศรษฐกิจวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงเบื้องต้นฟังได้ว่า เมื่อวันที่ 21 สิงหาคม 2545 ผู้ตายทำสัญญาประกันชีวิตกับจำเลย แบบกรมธรรม์ประกันภัยอยุธยาตลอดชีพคลาสสิค มีระยะเวลาคุ้มครองตั้งแต่วันที่ 21 สิงหาคม 2545 ถึงวันที่ 21 สิงหาคม 2596 จำนวนเงินเอาประกันภัยคุ้มครองมรณกรรม 500,000 บาท และมีสัญญาเพิ่มเติมคุ้มครองสุขภาพสำหรับเงินทดแทนค่ารักษาพยาบาลต่อการเข้ารักษาพยาบาลครั้งใดครั้งหนึ่งจำนวน 30,000 บาท โดยโจทก์ทั้งสองเป็นผู้รับประโยชน์ตามสัญญาประกันภัย เมื่อวันที่ 20 กุมภาพันธ์ 2546 ผู้ตายเข้ารักษาตัวที่โรงพยาบาลปิยะเวทเสียค่ารักษาพยาบาล 16,400 บาท ผู้ตายเรียกร้องค่ารักษาพยาบาลจำนวนดังกล่าว จำเลยแจ้งว่ายังไม่สามารถพิจารณาการเรียกร้องค่าสินไหมทดแทนให้แก่ผู้ตายได้ เนื่องจากต้องขอข้อมูลเพิ่มเติมเพื่อประกอบการพิจารณา ต่อมาวันที่ 13 เมษายน 2546 ผู้ตายเสียชีวิตเนื่องจากประสบอุบัติเหตุจมน้ำตามมรณบัตร วันที่ 17 เมษายน 2546 จำเลยมีหนังสือบอกล้างสัญญาประกันชีวิตโดยอ้างว่าผู้ตายเคยมีประวัติการพบแพทย์เพื่อรักษา และ/หรือปรึกษาปัญหาสุขภาพมาก่อนขอทำประกันชีวิต แต่มิได้แถลงข้อเท็จจริงดังกล่าวให้จำเลยทราบ สัญญาประกันชีวิตจึงเป็นโมฆียะ จำเลยบอกล้างสัญญาประกันชีวิตแล้ว ตามหนังสือบอกล้างสัญญาประกันชีวิต วันที่ 25 เมษายน 2546 โจทก์ทั้งสองเรียกร้องให้จำเลยชดใช้ค่าสินไหมทดแทนกรณีมรณกรรม วันที่ 30 เมษายน 2546 จำเลยมีหนังสือยืนยันการบอกล้างสัญญาประกันชีวิต

ปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ทั้งสองมีว่า จำเลยมีสิทธิบอกล้างสัญญาประกันชีวิตหรือไม่ โดยโจทก์ทั้งสองฎีกาว่า ผู้ตายไม่รู้ว่าตนเข้ารับการผ่าตัดด้วยโรคมะเร็งลำไส้เนื่องจากญาติของผู้ตายขอให้แพทย์ที่ทำการรักษาไม่เปิดเผยโรคที่แท้จริงให้ผู้ตายทราบ เพราะผู้ตายเคยมีประวัติเกี่ยวกับโรคจิตเภทมีความวิตกกังวลเกินกว่าปกติ ผู้ตายไม่ได้ปกปิดข้อเท็จจริงอันจะเป็นเหตุให้จำเลยยกขึ้นเป็นข้ออ้างบอกล้างสัญญาประกันชีวิตได้ ในปัญหาข้อนี้จำเลยมีนางพัชรี ผู้ช่วยผู้อำนวยการฝ่ายสินไหม มีหน้าที่พิจารณาการเรียกร้องค่าสินไหมจากผู้เอาประกันภัยเป็นพยานเบิกความว่า เมื่อผู้ตายเรียกร้องค่าสินไหมสุขภาพกรณีเข้ารักษาตัวในโรงพยาบาล จำเลยตรวจสอบประวัติการรักษาตัวของผู้ตายเพื่อประกอบ การพิจารณา พบว่าผู้ตายได้รับการตรวจสุขภาพที่โรงพยาบาลบำรุงราษฎร์เมื่อวันที่ 26 เมษายน 2544 ผลการตรวจระบุว่า ผู้ตายมีน้ำตาลสูงกว่าปกติเล็กน้อย มีไขมันในเลือดสูงกว่าปกติ ตับทำหน้าที่ผิดปกติเล็กน้อย แพทย์แนะนำให้ผู้ตายควบคุมอาหาร ออกกำลังกายสม่ำเสมอ ตรวจการทำงานของตับทุก 3 ถึง 6 เดือน และตรวจสุขภาพปีละ 1 ครั้ง และเมื่อวันที่ 30 กรกฎาคม 2545 ผู้ตายเข้าตรวจสุขภาพที่โรงพยาบาลบำรุงราษฎร์ พบว่ามีโลหิตจาง เม็ดเลือดแดงผิดปกติ และมะเร็งที่ลำไส้ใหญ่ ผู้ตายรับการผ่าตัดลำไส้ ต้องนอนพักที่โรงพยาบาลตั้งแต่วันที่ 30 กรกฎาคม 2545 ถึงวันที่ 9 สิงหาคม 2545 นอกจากนี้ผู้ตายเคยได้รับการรักษาอาการทางจิตเภทมาเป็นเวลา 3 ปี ผู้ตายขอเอาประกันชีวิตกับจำเลยเมื่อวันที่ 9 สิงหาคม 2545 ตามคำขอเอาประกันภัยโดยให้ถ้อยคำเกี่ยวกับสุขภาพ ข้อ 13.3 ในเรื่องโรคซีด ข้อ 13.5 เรื่องตับ ข้อ 13.12 เรื่องมะเร็ง ข้อ 13.13 เรื่องภาวะเครียด ความผิดปกติโรคประสาท ข้อ 15 เกี่ยวกับการนอนในโรงพยาบาลเป็นผู้ป่วยใน การตรวจด้วยวิธีพิเศษ การเข้ารับการผ่าตัด และข้อ 16 ที่ต้องแจ้งรายละเอียดในเรื่องการรับการรักษา ผู้ตายทำเครื่องหมายในช่องว่า ไม่เคยและไม่มี และให้ถ้อยแถลงกับแพทย์ ข้อ 4 ข. เกี่ยวกับโรคจิต โรคทางสมองหรือระบบประสาทว่าไม่เคย ข้อ 4 จ. อาการเกี่ยวกับตับ ข้อ 4 ซ. เรื่องโรคมะเร็ง ข้อ 5 เรื่องประวัติการรักษาในระยะเวลา 5 ปีที่ผ่านมาเกี่ยวกับเรื่องการผ่าตัดหรือการตรวจด้วยเครื่องมือพิเศษ โดยทำเครื่องหมายว่าไม่เคย การตรวจสุขภาพเป็นสาระสำคัญในการพิจารณารับประกันภัย หากจำเลยทราบจะเรียกเบี้ยประกันภัยสูงขึ้นหรือบอกปัดไม่รับประกันภัย เมื่อวันที่ 17 เมษายน 2546 จำเลยมีหนังสือบอกล้างสัญญาประกันชีวิตโดยอ้างว่าสัญญาประกันชีวิตเป็นโมฆียะตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 865 ต่อมาวันที่ 25 เมษายน 2546 โจทก์ทั้งสองเรียกร้องค่าสินไหมทดแทนกรณีผู้ตายเสียชีวิตจากการจมน้ำ วันที่ 30 เมษายน 2546 จำเลยมีหนังสือยืนยันการบอกล้างสัญญาประกันชีวิต และจำเลยมีนายแพทย์อรุณ ผู้ทำการผ่าตัดลำไส้ของผู้ตายเป็นพยานเบิกความว่า เมื่อวันที่ 31 กรกฎาคม 2545 นายแพทย์เสถียร ปรึกษากับพยานว่าส่องกล้องตรวจลำไส้ใหญ่ของผู้ตายพบมะเร็งที่ลำไส้ จึงส่งตัวมาให้พยานทำการผ่าตัดในวันที่ 1 สิงหาคม 2545 จากการตรวจชิ้นเนื้อพบว่าผู้ตายเป็นมะเร็งขั้นที่ 2 พยานให้ผู้ตายกลับบ้านในวันที่ 9 สิงหาคม 2545 ส่วนโจทก์ทั้งสองมีนางสาวจินณ์เกษม ผู้รับมอบอำนาจของโจทก์ทั้งสองเป็นพยานเบิกความว่า ผู้ตายยื่นคำขอเอาประกันภัยก่อนเข้ารับการผ่าตัดมะเร็งลำไส้ การตรวจร่างกายที่โรงพยาบาลบำรุงราษฎร์เป็นการตรวจร่างกายประจำปี ผลการตรวจผู้ตายปกติ แต่ผู้ตายมีอาการอ่อนเพลียแพทย์จึงตรวจเพิ่มเติมพบว่าเป็นมะเร็งลำไส้ในระยะเริ่มต้น ต้องรับการผ่าตัด พยานไม่ได้บอกผู้ตายว่าผู้ตายเป็นมะเร็ง แต่บอกว่าผ่าตัดลำไส้เพราะเหตุลำไส้ทะลุ และมีนายแพทย์เกรียงไกร เป็นพยานเบิกความว่าพยานเป็นพี่ชายผู้ตายและเป็นแพทย์ประจำอยู่ที่โรงพยาบาลปิยะเวท เมื่อวันที่ 20 กุมภาพันธ์ 2546 ผู้ตายไปตรวจที่โรงพยาบาลปิยะเวทเนื่องจากมีอาการท้องผูก อ่อนเพลีย เบื่ออาหาร น้ำหนักลด ผู้ตายเข้ารับการผ่าตัดที่โรงพยาบาลบำรุงราษฎร์เมื่อวันที่ 1 สิงหาคม 2545 เนื่องจากเป็นมะเร็งลำไส้ในระยะเริ่มต้น แพทย์ไม่ได้แจ้งให้ผู้ตายทราบ คงมีแต่พยานและนางสาวจินณ์เกษมเท่านั้นที่ทราบว่าผู้ตายเป็นมะเร็ง หลังจากนั้น 6 เดือน ผู้ตายมาตรวจที่โรงพยาบาลปิยะเวทด้วยวิธีเจาะเลือดและตรวจโดยคอมพิวเตอร์ ผลการตรวจไม่พบการแพร่กระจายของมะเร็งในช่องท้องของผู้ตาย เห็นว่า จำเลยมีเวชระเบียนประวัติการรักษาและรายงานผลการตรวจสุขภาพของผู้ตายซึ่งเป็นพยานหลักฐานว่าผู้ตายเคยเข้ารับการตรวจร่างกายที่โรงพยาบาลบำรุงราษฎร์เมื่อวันที่ 26 เมษายน 2544 และวันที่ 30 กรกฎาคม 2545 โดยเฉพาะการตรวจเมื่อวันที่ 30 กรกฎาคม 2545 เป็นการตรวจเพราะผู้ตายมีอาการซีด โลหิตจาง เม็ดเลือดแดงผิดปกติ และอ่อนเพลีย เมื่อแพทย์ตรวจร่างกายของผู้ตายเพิ่มเติมก็พบว่าผู้ตายเป็นมะเร็งที่ลำไส้ใหญ่ นายแพทย์อรุณ ผู้ดำเนินการผ่าตัดลำไส้ใหญ่ผู้ตายเบิกความไปตามข้อเท็จจริงที่ตนรู้เห็นในการผ่าตัดเพื่อรักษาโรคมะเร็งลำไส้ของผู้ตาย โดยมีเวชระเบียนประวัติการรักษาและรายงานผลการตรวจสุขภาพของผู้ตายเป็นพยานหลักฐานสนับสนุนและไม่ปรากฏว่านายแพทย์อรุณมีส่วนได้เสียกับฝ่ายใด ไม่มีข้อระแวงสงสัยว่าจะเบิกความคลาดเคลื่อนต่อความจริงเพื่อช่วยเหลือจำเลย ทั้งโจทก์ทั้งสองไม่ได้นำสืบพยานหลักฐานหักล้างพยานหลักฐานของจำเลยว่าผู้ตายไม่เคยเข้ารับการตรวจร่างกายก่อนมาขอทำประกันชีวิตกับจำเลย พยานหลักฐานของจำเลยจึงมีน้ำหนักรับฟังยิ่งกว่าพยานหลักฐานของโจทก์ทั้งสอง ข้อเท็จจริงฟังได้ว่า ผู้ตายเคยมีประวัติการพบแพทย์เพื่อตรวจรักษา และ/หรือปรึกษาปัญหาสุขภาพภายในระยะเวลา 5 ปี ที่ผ่านมาก่อนหน้ามาขอทำประกันชีวิตกับจำเลย ผู้ตายยื่นคำขอเอาประกันชีวิตเมื่อวันที่ 9 สิงหาคม 2545 ซึ่งเป็นวันเดียวกับวันที่ผู้ตายออกจากโรงพยาบาล รูปคดีน่าเชื่อว่าขณะที่ผู้ตายยื่นคำขอทำสัญญาประกันชีวิตกับจำเลย ผู้ตายทราบอยู่แล้วว่าตนเข้ารับการตรวจรักษา และ/หรือปรึกษาปัญหาสุขภาพในระยะเวลา 5 ปี ที่ผ่านมาก่อนหน้ามาขอทำประกันชีวิตกับจำเลย แต่ละเว้นเสียไม่เปิดเผยข้อความจริงดังกล่าวเพราะอาจทำให้จำเลยบอกปัดไม่รับทำสัญญาประกันชีวิตให้แก่ตน สัญญาประกันชีวิตตามกรมธรรม์ประกันภัย จึงตกเป็นโมฆียะตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 865 จำเลยมีสิทธิบอกล้างสัญญาประกันชีวิตได้ เมื่อจำเลยใช้สิทธิบอกล้างสัญญาดังกล่าวแก่โจทก์ทั้งสองในฐานะผู้รับประโยชน์ตามหนังสือฉบับลงวันที่ 30 เมษายน 2546 สัญญาประกันชีวิตจึงตกเป็นโมฆะตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 176 จำเลยไม่ต้องรับผิดต่อโจทก์

ส่วนที่โจทก์ทั้งสองฎีกาว่า จำเลยไม่มีสิทธิบอกล้างสัญญาประกันชีวิตและสุขภาพเพราะผู้ตายให้แพทย์ซึ่งจำเลยแต่งตั้งตรวจสุขภาพของผู้ตายก่อนทำสัญญาแล้วแพทย์ผู้ตรวจร่างกายผู้ตายได้ตรวจพบและทำบันทึกรอยแผลบนร่างกายของผู้ตายไว้ในรายงานการตรวจสุขภาพ ซึ่งระบุว่าพบรอยแผลผ่าตัดบริเวณหน้าอกด้านขวา นอกจากนี้การตรวจร่างกายผู้ตายก็ทำหลังจากที่ผู้ตายได้รับการผ่าตัดลำไส้จากโรคมะเร็งบริเวณช่องท้องเพียง 20 วัน รอยแผลผ่าตัดยังเป็นแผลสดไม่หายดี ดังนั้น แพทย์ของจำเลยย่อมต้องรู้ข้อความจริงเรื่องประวัติการที่ผู้ตายเคยพบแพทย์เพื่อการรักษาหรือควรจะรู้เช่นนั้นได้ สัญญาประกันชีวิตและสุขภาพของผู้ตายจึงสมบูรณ์ไม่ตกเป็นโมฆียะตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 866 นั้น เห็นว่า โจทก์ทั้งสองฟ้องขอให้จำเลยรับผิดตามสัญญาประกันชีวิตและสัญญาเพิ่มเติมคุ้มครองสุขภาพที่ผู้ตายทำกับจำเลย ซึ่งจำเลยไม่มีสิทธิบอกล้างสัญญาได้เพราะให้แพทย์ของจำเลยตรวจสุขภาพผู้ตายแล้วเห็นว่าเป็นผู้มีสุขภาพสมบูรณ์ ไม่มีปัญหาสุขภาพที่ขัดต่อการรับประกันภัยจึงรับประกันภัยโดยมิได้บรรยายฟ้องเกี่ยวกับประวัติการรักษาตามที่ฎีกามา ฎีกาของโจทก์ทั้งสองในส่วนนี้จึงเป็นข้อเท็จจริงที่ไม่ได้ว่ากล่าวกันมาในศาลชั้นต้น แม้ศาลอุทธรณ์วินิจฉัยให้ก็เป็นข้อที่ไม่ได้ว่ากล่าวมาโดยชอบในศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ ต้องห้ามมิให้ฎีกาตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 249 วรรคหนึ่ง ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัย ดังนั้นที่ศาลล่างทั้งสองพิพากษายกฟ้องโจทก์ทั้งสองชอบแล้ว ฎีกาของโจทก์ทั้งสองฟังไม่ขึ้น

พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 176 ม. 865
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นางสาวปิยาภา สาระคุณ กับพวก
บริษัทอยุธยา อลิอันซ์ ซี.พี. ประกันชีวิต
จำเลย — จำกัด (มหาชน)
ชื่อองค์คณะ
อภิรัตน์ ลัดพลี
วิรุฬห์ แสงเทียน
จรูญ ชีวิตโสภณ
แหล่งที่มา
สำนักวิชาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2215/2558
#587394
เปิดฉบับเต็ม

เมื่อข้อเท็จจริงรับฟังได้ว่า จำเลยยังคงทำละเมิดอย่างต่อเนื่องและโจทก์ได้รับความเสียหายอย่างต่อเนื่องตลอดมาจนถึงวันฟ้องคดีนี้ ฟ้องของโจทก์จึงไม่ขาดอายุความ ตาม ป.พ.พ. มาตรา 448 วรรคหนึ่ง

โจทก์ฟ้องจำเลยที่ 1 และที่ 2 ให้รับผิดต่อโจทก์ฐานละเมิด ทำให้อาคารตึกแถวที่โจทก์ครอบครองและสินค้าของโจทก์ที่วางขายที่อาคารตึกแถวได้รับความเสียหาย ขอให้ใช้ค่าเสียหาย โดยโจทก์บรรยายฟ้องว่า โจทก์เป็นทั้งทายาทผู้มีสิทธิรับมรดกและเป็นผู้จัดการมรดก บ. บ. เป็นเจ้าของที่ดินซึ่งปลูกสร้างอาคารตึกแถวดังกล่าวตั้งแต่ขณะ บ. ยังมีชีวิตอยู่ และปรากฏว่าศาลตั้งโจทก์กับ ก. เป็นผู้จัดการมรดกของ บ. ร่วมกัน พอถือได้ว่าโจทก์ฟ้องให้รับผิดในส่วนที่เกี่ยวกับอาคารตึกแถวได้รับความเสียหายในฐานะที่โจทก์เป็นทายาทผู้มีสิทธิรับมรดกของ บ. ด้วย ซึ่งหากโจทก์ได้รับค่าเสียหายเกี่ยวกับอาคารตึกแถวมาก็เพื่อเป็นประโยชน์ต่อทายาททุกคนของ บ. มิใช่เพื่อโจทก์เพียงผู้เดียว โจทก์ผู้เดียวย่อมมีอำนาจฟ้อง ส่วนที่เกี่ยวกับค่าเสียหายอื่นที่ไม่เกี่ยวกับอาคารตึกแถว เช่น ค่าสินค้าของโจทก์ที่เสียหาย และค่าขาดประโยชน์ เป็นต้น เป็นการฟ้องเพื่อประโยชน์ของโจทก์ผู้เดียว โจทก์ผู้เดียวมีอำนาจฟ้องอยู่แล้ว ดังนั้น โจทก์ผู้เดียวย่อมมีอำนาจฟ้องคดีนี้ได้

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องและแก้ไขคำฟ้องขอให้บังคับจำเลยทั้งสามร่วมกันชำระเงิน 1,050,800 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงินดังกล่าวนับแต่วันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์

จำเลยที่ 1 ที่ 2 ที่ 3 ให้การขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง ค่าฤชาธรรมเนียมให้เป็นพับ

โจทก์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ

โจทก์ฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีพาณิชย์และเศรษฐกิจวินิจฉัยว่า มีปัญหาวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ว่า ฟ้องของโจทก์ขาดอายุความ 1 ปี หรือไม่ เห็นว่า ตามคำเบิกความของโจทก์ โจทก์มีภาพถ่ายดังกล่าวเป็นหลักฐาน ซึ่งเป็นภาพถ่ายที่ถ่ายก่อนฟ้องคดีนี้เล็กน้อยและหลังฟ้องคดีนี้ โดยเฉพาะอย่างยิ่งภาพถ่าย เป็นภาพถ่ายที่รถแบ็กโฮกำลังทำงานอยู่ใกล้แนวอาคารตึกแถวที่โจทก์ครอบครอง เมื่อพิจารณาประกอบกับคำเบิกความของนายจิระศักดิ์และนายสุชาติตามสำเนาคำเบิกความพยานเอกสาร แล้ว ทำให้คำเบิกความของโจทก์มีน้ำหนักให้รับฟัง ยิ่งกว่านั้น นายธรรมนูญ สถาปนิกและผู้ช่วยฝ่ายงานออกแบบงานโยธาของจำเลยที่ 1 เบิกความเป็นพยานจำเลยที่ 1 ตอบ คำถามค้านของทนายโจทก์ยอมรับว่าระหว่างการก่อสร้างมีการนำรถแบ็กโฮและรถขุดตามภาพถ่าย เข้ามา ซึ่งตามภาพถ่าย ถ่ายเมื่อวันที่ 16, 21 และ24 ตุลาคม 2543 เป็นภาพถ่ายรถแบ็กโฮกำลังทำงานอยู่ใกล้แนวเขตอาคารตึกแถวที่โจทก์ครอบครองเช่นเดียวกัน อันเป็นการเจือสมกับคำเบิกความและพยานหลักฐานของโจทก์ ข้อเท็จจริงรับฟังได้ตามพยานหลักฐานของโจทก์ว่า ฝ่ายจำเลยยังคงทำละเมิดอย่างต่อเนื่องและโจทก์ได้รับความเสียหายอย่างต่อเนื่องตลอดมาจนถึงวันฟ้องคดีนี้ ฟ้องของโจทก์จึงไม่ขาดอายุความ ที่ศาลล่างทั้งสองเห็นว่าฟ้องของโจทก์ขาดอายุความ ศาลฎีกาไม่เห็นพ้องด้วย ฎีกาของโจทก์ฟังขึ้น

สำหรับปัญหาข้ออื่นศาลล่างทั้งสองยังมิได้วินิจฉัย แต่เมื่อคู่ความทั้งสองฝ่ายสืบพยานกันมาจนเสร็จสิ้นกระแสความแล้ว เพื่อมิให้คดีต้องล่าช้า ศาลฎีกาเห็นสมควรวินิจฉัยไปเสียทีเดียวโดยไม่ต้องย้อนสำนวนไปให้ศาลชั้นต้นพิจารณาพิพากษาก่อน ซึ่งมีปัญหาวินิจฉัยข้อแรกตามคำให้การของจำเลยทั้งสามว่า ฟ้องของโจทก์เคลือบคลุมหรือไม่ เห็นว่า ตามคำฟ้องของโจทก์ที่ได้ยกมากล่าวไว้ข้างต้น โจทก์บรรยายฟ้องแจ้งชัดซึ่งสภาพแห่งข้อหาของโจทก์และคำขอบังคับ ทั้งข้ออ้างที่อาศัยเป็นหลักแห่งข้อหาเช่นว่านั้นแล้ว โดยบรรยายการทำละเมิดว่าเป็นการละเมิดอย่างต่อเนื่อง มิใช่ไม่ได้บรรยายถึงวันทำละเมิดว่าทำละเมิดวันใดดังที่จำเลยทั้งสามให้การ ส่วนความเสียหายที่โจทก์ได้รับมีรายการใดบ้าง เป็นจำนวนเท่าใด ดังที่จำเลยที่ 1 และที่ 3 ให้การว่าโจทก์ไม่ได้บรรยายมาในฟ้องนั้น เป็นรายละเอียดที่โจทก์อาจนำสืบได้ในชั้นพิจารณา ฟ้องของโจทก์ไม่เคลือบคลุม ข้อต่อสู้ของจำเลยทั้งสามในข้อนี้ฟังไม่ขึ้น

ปัญหาวินิจฉัยข้อต่อไปตามคำให้การของจำเลยที่ 1 และที่ 2 ว่า ฟ้องของโจทก์เป็นฟ้องซ้อนกับคดีที่นางศิริพร ฟ้องหรือไม่ เห็นว่า ผู้เป็นโจทก์ฟ้องแต่ละคดีต่างคนกัน เรียกค่าเสียหายคนละส่วนไม่เกี่ยวข้องกัน ไม่เป็นการฟ้องเรื่องเดียวกัน จึงไม่เป็นฟ้องซ้อน ข้อต่อสู้ของจำเลยที่ 1 และที่ 2 ในข้อนี้ฟังไม่ขึ้นเช่นกัน

ปัญหาวินิจฉัยข้อต่อไปตามคำให้การของจำเลยทั้งสามว่า โจทก์มีอำนาจฟ้องหรือไม่ เห็นว่า คดีนี้โจทก์ฟ้องจำเลยที่ 1 และที่ 2 ให้รับผิดต่อโจทก์ฐานละเมิด ทำให้อาคารตึกแถวที่โจทก์ครอบครองและสินค้าของโจทก์ที่วางขายที่อาคารตึกแถวได้รับความเสียหาย ขอให้ใช้ค่าเสียหาย โจทก์บรรยายฟ้องว่า โจทก์เป็นทั้งทายาทผู้มีสิทธิรับมรดกและเป็นผู้จัดการมรดกนายบุญเสริม นายบุญเสริมเป็นเจ้าของที่ดินโฉนดเลขที่ 11733 ซึ่งปลูกสร้างอาคารตึกแถวดังกล่าวตั้งแต่ขณะนายบุญเสริมยังมีชีวิตอยู่ และปรากฏว่าศาลตั้งโจทก์กับนางกนกพรรณเป็นผู้จัดการมรดกของนายบุญเสริมร่วมกัน พอถือได้ว่าโจทก์ฟ้องให้รับผิดในส่วนที่เกี่ยวกับอาคารตึกแถวได้รับความเสียหายในฐานะที่โจทก์เป็นทายาทผู้มีสิทธิรับมรดกของนายบุญเสริมด้วย ซึ่งหากโจทก์ได้รับค่าเสียหายเกี่ยวกับอาคารตึกแถวมาก็เพื่อเป็นประโยชน์ต่อทายาททุกคนของนายบุญเสริม มิใช่เพื่อโจทก์เพียงผู้เดียว โจทก์ผู้เดียวย่อมมีอำนาจฟ้อง ส่วนที่เกี่ยวกับค่าเสียหายอื่นที่ไม่เกี่ยวกับอาคารตึกแถว เช่น ค่าสินค้าของโจทก์ที่เสียหาย และค่าขาดประโยชน์ เป็นต้น เป็นการฟ้องเพื่อประโยชน์ของโจทก์ผู้เดียว โจทก์ผู้เดียวมีอำนาจฟ้องอยู่แล้ว ดังนั้น โจทก์ผู้เดียวย่อมมีอำนาจฟ้องคดีนี้ได้ ข้อต่อสู้ของจำเลยทั้งสามในข้อนี้ก็ฟังไม่ขึ้น

ปัญหาวินิจฉัยข้อสุดท้ายมีว่า จำเลยทั้งสามต้องรับผิดต่อโจทก์หรือไม่ เพียงใด โดยจำเลยที่ 1 ให้การว่า จำเลยที่ 1 เป็นเพียงเจ้าของที่ดินที่มีการก่อสร้าง ในการก่อสร้างมีบริษัทรับผิดชอบโดยตรงในการออกแบบ ควบคุมงานและเลือกหาผู้รับจ้าง จำเลยที่ 1 ไม่ได้เลือกหาผู้รับจ้างเอง จำเลยที่ 1 จึงไม่ต้องร่วมรับผิด และจำเลยที่ 1 และที่ 2 ให้การและนำสืบว่า จำเลยที่ 2 มิได้ประมาทเลินเล่อในการก่อสร้างนั้น สำหรับการกระทำที่โจทก์อ้างว่าฝ่ายจำเลยทำละเมิดวางท่อประปาในที่ดินของโจทก์ ศาลล่างทั้งสองวินิจฉัยไว้โดยละเอียดชัดแจ้งแล้วว่า จำเลยที่ 1 และที่ 2 ไม่ได้ร่วมกันทำละเมิด ซึ่งศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ไม่จำต้องวินิจฉัยซ้ำอีก ส่วนการกระทำอื่นนอกจากการวางท่อประปาเห็นว่าพยานโจทก์นอกจากมีโจทก์เบิกความดังที่ได้กล่าวมาแล้ว โจทก์ยังมีนายชาญณรงค์ วิศวกรที่โจทก์จ้างมาดูอาคารที่โจทก์ครอบครองเป็นพยานเบิกความยืนยันว่า พยานตรวจดูแล้วปรากฏว่าดินไหลจากใต้อาคารที่โจทก์ครอบครองจริง พยานร่วมประชุมกับฝ่ายจำเลย 3 ถึง 4 ครั้ง ร่วมกับฝ่ายจำเลยที่ 1 และที่ 2 ตรวจสอบความเอียงของตัวอาคารที่โจทก์ครอบครองตามภาพถ่าย ร่วมกันตรวจสอบความเสียหายหลายครั้ง ได้ทำหลักฐานรายการความเสียหายไว้ตามสำเนาเอกสารพร้อมภาพถ่าย และภาพถ่าย จำเลยที่ 2 อัดทรายเข้าไปใต้อาคารที่โจทก์ครอบครองแทนดินที่ไหลออกมา จำเลยที่ 2 ยังได้จ้างพยานควบคุมดูแลการอัดทราย นายธรรมนูญพยานจำเลยที่ 1 ก็เบิกความยอมรับว่า พยานเคยไปร่วมฟังการประชุมระหว่างโจทก์กับจำเลยที่ 2 เรื่องความเสียหายจริง ส่วนพยานฝ่ายจำเลยคงกล่าวอ้างและเบิกความลอย ๆ ว่าไม่ได้ประมาทเลินเล่อ ไม่มีน้ำหนักให้รับฟัง ข้อเท็จจริงรับฟังได้ตามพยานหลักฐานของโจทก์ว่า จำเลยที่ 2 ก่อสร้างโดยประมาทเลินเล่อทำให้โจทก์ได้รับความเสียหาย จำเลยที่ 2 ทำละเมิดต่อโจทก์จำต้องใช้ค่าเสียหายแก่โจทก์ ส่วนจำเลยที่ 1 แม้จะอ้างว่ามีบริษัทรับผิดชอบโดยตรงในการออกแบบ ควบคุมงานและเลือกหาผู้รับจ้างก็ตาม แต่เมื่อได้คำนึงถึงการก่อสร้างซึ่งเป็นตึกสูงหลายชั้น ใช้เงินก่อสร้างเป็นจำนวนที่สูงมาก ตามพฤติการณ์น่าเชื่อว่าจำเลยที่ 1 มีส่วนเลือกหาผู้รับจ้างคือจำเลยที่ 2 ด้วย จำเลยที่ 1 จึงต้องร่วมรับผิดกับจำเลยที่ 2 ต่อโจทก์ด้วย สำหรับความเสียหายที่โจทก์ได้รับนั้น เมื่อพิจารณาตามฟ้องและพยานหลักฐานของโจทก์โดยเฉพาะอย่างยิ่งภาพถ่ายแสดงความเสียหายของตัวอาคารและสินค้าภายในอาคารต่าง ๆ ที่โจทก์อ้างส่งเป็นหลักฐานดังกล่าว ค่าใช้จ่ายในการซ่อมแซมอาคาร ตลอดจนค่าสูญเสียโอกาสในการประกอบธุรกิจระหว่างซ่อมแซมอาคารกับทั้งพฤติการณ์และความร้ายแรงแห่งละเมิดแล้ว เห็นสมควรกำหนดค่าเสียหายให้โจทก์ส่วนที่เกี่ยวกับอาคารตึกแถว 300,000 บาท และค่าเสียหายอื่นที่ไม่เกี่ยวกับอาคารตึกแถว 200,000 บาท รวมเป็นเงิน 500,000 บาท จำเลยที่ 1 และที่ 2 ต้องร่วมกันรับผิดเป็นเงินตามจำนวนดังกล่าวพร้อมดอกเบี้ย ส่วนจำเลยที่ 3 ผู้รับประกันภัย ต้องร่วมรับผิด 50,000 บาท ตามกรมธรรม์ พร้อมดอกเบี้ย ข้อต่อสู้ของฝ่ายจำเลยในข้อนี้ฟังขึ้นบางส่วน

พิพากษากลับ ให้จำเลยที่ 1 และที่ 2 ร่วมกันชำระเงินแก่โจทก์ในฐานะที่โจทก์เป็นทายาทของนายบุญเสริม เพื่อประโยชน์ต่อทายาททุกคนของนายบุญเสริมรวมทั้งโจทก์ สำหรับค่าเสียหายที่เกี่ยวกับอาคารตึกแถว 300,000 บาท และร่วมกันชำระเงินแก่โจทก์ในฐานะส่วนตัวสำหรับค่าเสียหายอื่นที่ไม่เกี่ยวกับอาคารตึกแถว 200,000 บาท รวม 500,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงินดังกล่าวนับแต่วันฟ้อง (ฟ้องวันที่ 19 ตุลาคม 2543) เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จ กับให้จำเลยที่ 1 และที่ 2 ใช้ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสามศาลแทนโจทก์ สำหรับค่าขึ้นศาลให้ใช้แทนตามทุนทรัพย์ที่โจทก์ชนะคดี โดยกำหนดค่าทนายความให้รวม 50,000 บาท ในจำนวนเงินที่จำเลยที่ 1 และที่ 2 ต้องชำระเงินแก่โจทก์ 500,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยนั้น ให้จำเลยที่ 3 ร่วมรับผิด 50,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงิน 50,000 บาท นับแต่วันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจำเลยที่ 3 จะชำระเสร็จ ค่าฤชาธรรมเนียมระหว่างโจทก์กับจำเลยที่ 3 ทั้งสามศาลให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ. ม. 448 วรรคหนึ่ง ม. 55
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นางระพิพรรณ รัตน์รวีวงศ์
จำเลย — การไฟฟ้าส่วนภูมิภาค กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลแพ่ง — นายองอาจ งามมีศรี
ศาลอุทธรณ์ — นายทวี ประจวบลาภ
ชื่อองค์คณะ
ประทีป ดุลพินิจธรรมา
วิรุฬห์ แสงเทียน
ปกรณ์ มหรรณพ
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2214/2558
#583706
เปิดฉบับเต็ม

ตาม ป.วิ.พ. มาตรา 173 วรรคสอง มีความมุ่งหมายให้คดีเรื่องเดียวกันโจทก์ควรจะฟ้องร้องว่ากล่าวกันไปเสียให้เสร็จสิ้นในคราวเดียวกัน คดีก่อนโจทก์ฟ้องจำเลยที่ 2 ในฐานะนายจ้างให้รับผิดต่อโจทก์โดยอ้างเหตุว่ากรรมการจำเลยที่ 2 ซึ่งก็คือจำเลยที่ 1 ในคดีนี้ มีคำสั่งย้ายโจทก์ไปทำงานในตำแหน่งใหม่อันเป็นการลดตำแหน่งโจทก์ จึงเป็นคำสั่งที่ไม่ชอบด้วยกฎหมาย จำเลยที่ 2 เลิกจ้างโจทก์เพราะเหตุที่โจทก์ไม่ปฏิบัติตามคำสั่งดังกล่าว จึงเป็นการเลิกจ้างที่โจทก์ไม่ได้กระทำความผิดและไม่เป็นธรรม เรียกร้องให้จำเลยที่ 2 จ่ายเงินภายหลังเลิกจ้าง คดีนี้โจทก์กล่าวอ้างว่า จำเลยที่ 1 มีคำสั่งย้ายโจทก์ไปทำงานในตำแหน่งใหม่เป็นการลดตำแหน่งและค่าตอบแทนในการว่าจ้างของโจทก์ อันเป็นการเปลี่ยนแปลงสภาพการจ้างและเป็นคำสั่งที่ไม่ชอบด้วยกฎหมาย เรียกร้องค่าเสียหายจากการออกคำสั่งดังกล่าว จึงเป็นการฟ้องโดยอาศัยเหตุแห่งการออกคำสั่งย้ายงานโจทก์ของจำเลยที่ 1 ในคราวเดียวกัน ซึ่งโจทก์มีสิทธิฟ้องจำเลยทั้งสองในฐานะนายจ้างเพื่อเรียกร้องค่าเสียหายจากการออกคำสั่งที่ไม่ถูกต้องในคราวเดียวหรือแก้ไขคำฟ้องในคดีเดิมภายในกำหนดเวลาตามที่กฎหมายบัญญัติไว้ ดังนั้น เมื่อโจทก์ฟ้องคดีนี้ในขณะที่คดีก่อนยังอยู่ในระหว่างการพิจารณาคดีของศาลแรงงานกลาง จึงเป็นการยื่นคำฟ้องเรื่องเดียวกันนั้นต่อศาลเดียวกัน เป็นฟ้องซ้อนตาม ป.วิ.พ. มาตรา 173 วรรคสอง (1) ประกอบ พ.ร.บ.จัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงาน พ.ศ.2522 มาตรา 31

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยทั้งสองร่วมกันหรือแทนกันชดใช้ค่าเสียหายจำนวน 11,576,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์

จำเลยทั้งสองให้การ แก้ไขคำให้การขอให้ยกฟ้องและฟ้องแย้งขอให้บังคับโจทก์จ่ายเงินจำนวน 50,000 บาท แก่จำเลยทั้งสอง

โจทก์ให้การแก้ฟ้องแย้งขอให้ยกฟ้องแย้ง

ระหว่างพิจารณา จำเลยทั้งสองขอถอนฟ้องแย้ง ศาลแรงงานกลางอนุญาต

ศาลแรงงานกลางพิพากษายกฟ้อง

โจทก์อุทธรณ์ต่อศาลฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีแรงงานวินิจฉัยว่า ศาลแรงงานกลางฟังข้อเท็จจริงว่า จำเลยที่ 2 เป็นนิติบุคคลประกอบกิจการขายและซ่อมบำรุงรถยนต์ จำเลยที่ 1 เป็นกรรมการคนหนึ่งของจำเลยที่ 2 จำเลยที่ 1 มีคำสั่งโอนย้ายโจทก์ซึ่งเป็นผู้จัดการสาขาเจริญนครมาปฏิบัติหน้าที่พนักงานขายที่สำนักงานใหญ่ โจทก์ลงลายมือชื่อทราบคำสั่งในวันที่ 9 ธันวาคม 2546 โจทก์ยื่นฟ้องจำเลยที่ 2 ในคดีนี้ซึ่งเป็นนายจ้างเรียกสินจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้า ค่าชดเชย และค่าเสียหายจากการเลิกจ้างที่ไม่เป็นธรรมเป็นจำเลยที่ 2 ในคดีหมายเลขดำที่ 4648/2547 ของศาลแรงงานกลาง ซึ่งต่อมาศาลแรงงานกลางมีคำพิพากษาเป็นคดีหมายเลขแดงที่ 2759/2548 คดีอยู่ระหว่างอุทธรณ์ต่อศาลฎีกา แล้ววินิจฉัยว่า คดีโจทก์ไม่ขาดอายุความ โจทก์ฟ้องจำเลยที่ 2 ในคดีนี้เป็นจำเลยที่ 2 ในคดีหมายเลขดำที่ 4648/2547 ของศาลแรงงานกลางเพื่อเรียกร้องค่าเสียหายจากการที่ถูกจำเลยที่ 2 เลิกจ้าง การที่โจทก์มาฟ้องจำเลยทั้งสองเป็นคดีนี้จึงมีสภาพแห่งข้อหาและข้ออ้างที่อาศัยเป็นหลักแห่งข้อหาและคำขอบังคับเกี่ยวกับค่าเสียหายทั้งคดีนี้และคดีก่อนเป็นอย่างเดียวกันและมีประเด็นที่จะต้องวินิจฉัยโดยอาศัยเหตุอย่างเดียวกัน แม้จำเลยที่ 1 จะไม่ได้เป็นคู่ความในคดีก่อน แต่ก็เป็นกรรมการของจำเลยที่ 2 และออกคำสั่งในนามของจำเลยที่ 2 ย้ายงานโจทก์ จำเลยที่ 1 จึงอยู่ในฐานะนายจ้างโจทก์ ตามพระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน พ.ศ.2541 มาตรา 5 เช่นเดียวกับจำเลยที่ 2 ถือได้ว่าจำเลยที่ 2 ในคดีก่อนกับจำเลยที่ 1 ในคดีนี้เป็นคู่ความเดียวกัน ฟ้องโจทก์เป็นฟ้องซ้อนต้องห้ามตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 173 วรรคสอง (1) ประกอบพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงาน พ.ศ.2522 มาตรา 31

มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของโจทก์เพียงประการเดียวว่า การที่โจทก์ฟ้องคดีนี้เรียกร้องค่าเสียหายจากการกระทำละเมิดจากจำเลยทั้งสองผู้เป็นนายจ้างอันเนื่องมาจากการออกคำสั่งย้ายงานโจทก์ต่อศาลแรงงานกลางในระหว่างที่โจทก์ฟ้องจำเลยที่ 2 ในฐานะนายจ้างเป็นจำเลยที่ 2 ในคดีหมายเลขดำที่ 4648/2547 ต่อศาลแรงงานกลางเพื่อเรียกร้องสินจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้า ค่าชดเชย ค่าเสียหายจากการเลิกจ้างที่ไม่เป็นธรรม ค่าจ้างที่หักไว้ และเงินอื่น ๆ เป็นเรื่องเดียวกันอันเป็นการฟ้องซ้อนหรือไม่ เห็นว่า ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่งมาตรา 173 วรรคสอง บัญญัติว่า "นับแต่เวลาที่ได้ยื่นคำฟ้องแล้ว คดีนั้นอยู่ในระหว่างพิจารณาและผลแห่งการนี้ (1) ห้ามไม่ให้โจทก์ยื่นคำฟ้องเรื่องเดียวกันต่อศาลเดียวกันหรือศาลอื่น" ความมุ่งหมายของบทบัญญัติดังกล่าวก็คือคดีเรื่องเดียวกันโจทก์ควรจะฟ้องร้องว่ากล่าวกันไปเสียให้เสร็จสิ้นในคราวเดียวกัน เมื่อคดีก่อนโจทก์ฟ้องจำเลยที่ 2 ในฐานะนายจ้างให้รับผิดต่อโจทก์โดยกล่าวอ้างว่าจำเลยที่ 2 เลิกจ้างโจทก์โดยโจทก์ไม่ได้กระทำความผิดและเป็นการเลิกจ้างที่ไม่เป็นธรรม โดยอ้างเหตุว่าเมื่อวันที่ 9 ธันวาคม 2546 นายตุลย์ กรรมการจำเลยที่ 2 ซึ่งก็คือจำเลยที่ 1 ในคดีนี้มีคำสั่งย้ายโจทก์ไปทำงานในตำแหน่งใหม่อันเป็นการลดตำแหน่งโจทก์ จึงเป็นคำสั่งที่ไม่ชอบด้วยกฎหมาย จำเลยที่ 2 เลิกจ้างโจทก์เพราะเหตุที่โจทก์ไม่ปฏิบัติตามคำสั่ง จึงเป็นการเลิกจ้างที่ไม่เป็นธรรมและเรียกร้องให้จำเลยที่ 2 จ่ายเงินภายหลังเลิกจ้าง คดีนี้โจทก์กล่าวอ้างว่าจำเลยที่ 1 มีคำสั่งย้ายโจทก์ไปทำงานในตำแหน่งใหม่ ซึ่งเป็นการลดตำแหน่งและค่าตอบแทนในการว่าจ้างของโจทก์ อันเป็นการเปลี่ยนแปลงสภาพการจ้างและเป็นคำสั่งที่ไม่ชอบด้วยกฎหมาย เรียกร้องค่าเสียหายจากการออกคำสั่งจากจำเลยทั้งสองในฐานะนายจ้าง จึงเป็นการฟ้องโดยอาศัยเหตุเดียวกันคือเหตุแห่งการออกคำสั่งย้ายงานโจทก์ของจำเลยที่ 1 โจทก์ฟ้องคดีนี้ในขณะที่คดีก่อนยังอยู่ในระหว่างการพิจารณาคดีของศาลแรงงานกลาง การฟ้องคดีทั้งสองเรื่องต่อศาลแรงงานกลางเป็นการเรียกร้องสิทธิในมูลหนี้หรือสิทธิเรียกร้องอันเกี่ยวกับการออกคำสั่งของนายจ้างที่มีต่อโจทก์ในคราวเดียวกัน ซึ่งโจทก์มีสิทธิฟ้องจำเลยทั้งสองในฐานะนายจ้างเพื่อเรียกร้องค่าเสียหายจากการออกคำสั่งที่ไม่ถูกต้องในคราวเดียวกันหรือขอแก้ไขคำฟ้องในคดีเดิมภายในกำหนดเวลาตามที่กฎหมายบัญญัติไว้ได้ ดังนั้น เมื่อโจทก์ฟ้องคดีนี้ต่อศาลแรงงานกลางในระหว่างที่คดีหมายเลขดำที่ 4648/2547 อยู่ในระหว่างการพิจารณาของศาลแรงงานกลาง จึงเป็นการยื่นคำฟ้องเรื่องเดียวกันนั้นต่อศาลเดียวกัน จึงเป็นฟ้องซ้อนตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 173 วรรคสอง (1) ประกอบพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงาน พ.ศ.2522 มาตรา 31 ที่ศาลแรงงานกลางพิพากษามานั้นชอบแล้ว อุทธรณ์ของโจทก์ฟังไม่ขึ้น

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ. ม. 173 วรรคสอง (1)
พ.ร.บ.จัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงาน พ.ศ.2522 ม. 31
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — ว่าที่ร้อยตรีวรเมธ ดวงกุดั่น
จำเลย — นายตุลย์ วงศ์วิทวัส กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลแรงงานกลาง — นายสละ เทศรำพรรณ
ชื่อองค์คณะ
วิธวิทย์ หิรัญรุจิพงศ์
นิยุต สุภัทรพาหิรผล
บูรณ์ ฐาปนดุลย์
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2208/2558
#584761
เปิดฉบับเต็ม

การใช้สิทธิเรียกร้องหรือฟ้องร้องเกี่ยวกับสัญญาค้ำประกัน ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์มิได้กำหนดอายุความไว้โดยเฉพาะจึงต้องใช้อายุความ 10 ปี ตามมาตรา 193/30 ข้อกำหนดในสัญญาค้ำประกันระบุว่า การเรียกร้องตามหนังสือสัญญาค้ำประกันต้องกระทำภายในกำหนด 15 วัน นับแต่วันสิ้นสุดสัญญา ข้อความดังกล่าวถือได้ว่าเป็นการตกลงกันย่นอายุความตามมาตรา 193/11 จึงขัดต่อกฎหมายอันเกี่ยวกับความสงบเรียบร้อยของประชาชน ตกเป็นโมฆะตามมาตรา 150

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องและแก้ไขคำฟ้องขอให้บังคับจำเลยทั้งสี่ร่วมกันชำระเงิน 560,824.10 บาท พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 15 ต่อปี และค่าปรับในอัตราร้อยละ 24 ต่อปี ของต้นเงิน 335,029.04 บาท นับถัดจากวันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์

จำเลยที่ 1 ถึงที่ 4 ให้การและแก้ไขคำให้การ ขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยที่ 1 ถึงที่ 3 ร่วมกันหรือแทนกันใช้เงิน 296,860.80 บาท พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงินดังกล่าวนับแต่วันที่ 26 กันยายน 2551 จนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ กับให้จำเลยที่ 1 ถึงที่ 3 ใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ เฉพาะค่าขึ้นศาลให้ใช้แทนตามทุนทรัพย์ที่โจทก์ชนะคดี โดยกำหนดค่าทนายความ 6,000 บาท คำขออื่นนอกจากนี้ให้ยก ยกฟ้องโจทก์สำหรับจำเลยที่ 4 ค่าฤชาธรรมเนียมในส่วนของจำเลยที่ 4 ให้เป็นพับ

โจทก์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษาแก้เป็นว่า ให้โจทก์บังคับชำระหนี้เอากับจำเลยที่ 1 ถึงที่ 3 ก่อน หากยังมิได้รับชำระหนี้อยู่เพียงใดจึงให้บังคับชำระหนี้เอาจากจำเลยที่ 4 ทั้งนี้จำเลยที่ 4 ต้องรับผิดไม่เกิน 700,000 บาท ตามสัญญาค้ำประกัน นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น คืนค่าขึ้นศาลชั้นอุทธรณ์ส่วนที่เกิน 200 บาท ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ระหว่างโจทก์กับจำเลยที่ 4 ให้เป็นพับ

จำเลยที่ 4 ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยที่ 4 ว่า จำเลยที่ 4 จะต้องรับผิดชำระหนี้ของจำเลยที่ 1 จำนวนดังกล่าวในฐานะผู้ค้ำประกันหรือไม่ จำเลยที่ 4 ฎีกาว่า โจทก์ผ่อนเวลาการชำระหนี้ให้จำเลยที่ 1 ถึงที่ 3 โดยจำเลยที่ 4 มิได้ยินยอม และโจทก์ไม่ได้ใช้สิทธิเรียกร้องให้จำเลยที่ 4 รับผิดภายใน 15 วัน นับแต่วันสิ้นสุดสัญญาค้ำประกัน จำเลยที่ 4 จึงไม่ต้องรับผิดต่อโจทก์ เห็นว่า ตามข้อเท็จจริงการที่โจทก์ผ่อนเวลาชำระหนี้ให้แก่จำเลยที่ 1 แต่จำเลยที่ 4 ก็ยอมต่ออายุสัญญาค้ำประกันออกไป ตามสำเนาหนังสือต่ออายุสัญญาค้ำประกัน จึงฟังได้ว่า จำเลยที่ 4 ยินยอมให้โจทก์ผ่อนเวลาการชำระหนี้ให้แก่จำเลยที่ 1 ปัญหาตามฎีกาของจำเลยที่ 4 ว่า การที่โจทก์เรียกร้องให้จำเลยที่ 4 ชำระหนี้ เมื่อล่วงเลยกำหนดเวลา 15 วัน นับแต่วันสิ้นสุดระยะเวลาค้ำประกัน ตามหนังสือสัญญาค้ำประกันแต่ละฉบับทำให้จำเลยที่ 4 หลุดพ้นความรับผิดหรือไม่ เห็นว่า ข้อกำหนดในหนังสือสัญญาค้ำประกันระบุไว้ว่า การเรียกร้องตามหนังสือสัญญาจะต้องกระทำภายในกำหนด 15 วัน นับแต่วันสิ้นสุดสัญญาดังกล่าว หากพ้นกำหนดระยะเวลาดังกล่าวให้ถือว่าธนาคารทหารไทย จำกัด (มหาชน) หมดความรับผิดชอบหรือภาระผูกพันใด ๆ ทั้งสิ้น ข้อความดังกล่าวมีความหมายเป็นการกำหนดให้ใช้สิทธิเรียกร้องหรือฟ้องร้องต่อจำเลยที่ 4 เกี่ยวกับสัญญาค้ำประกันภายใน 15 วัน นับแต่วันสิ้นสุดสัญญา ซึ่งตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์มิได้กำหนดอายุความการค้ำประกันไว้โดยเฉพาะ จึงต้องใช้อายุความ 10 ปี ตามมาตรา 193/30 และตามมาตรา 193/11 บัญญัติว่า "อายุความที่กฎหมายกำหนดไว้นั้น คู่กรณีจะตกลงกันให้งดใช้หรือขยายออกหรือย่นเข้าไม่ได้" ข้อกำหนดในหนังสือสัญญาค้ำประกันดังกล่าวถือได้ว่าเป็นการย่นอายุความ จึงขัดต่อกฎหมายอันเกี่ยวกับความสงบเรียบร้อยของประชาชน ตกเป็นโมฆะตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 150 กรณีมิใช่เป็นเพียงเงื่อนไขบังคับให้โจทก์ต้องปฏิบัติโดยเรียกร้องทวงถามจำเลยที่ 4 ก่อนภายในระยะเวลาที่กำหนดอันเป็นการทำเพื่อประโยชน์ของโจทก์และจำเลยที่ 4 แต่อย่างใด ดังนั้น แม้โจทก์ไม่ได้ใช้สิทธิเรียกร้องให้จำเลยที่ 4 ผู้ค้ำประกันชำระหนี้ภายใน 15 วัน นับแต่สัญญาค้ำประกันสิ้นสุด จำเลยที่ 4 ก็ไม่หลุดพ้นความรับผิด จำเลยที่ 4 จึงต้องรับผิดในหนี้ของจำเลยที่ 1 ที่ศาลอุทธรณ์พิพากษาให้จำเลยที่ 4 รับผิดตามวินิจฉัยให้เหตุผลมานั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาของจำเลยที่ 4 ฟังไม่ขึ้น

พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 150 ม. 193/11 ม. 193/30
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — บริษัททิปโก้แอสฟัลท์ จำกัด (มหาชน)
จำเลย — ห้างหุ้นส่วนจำกัด สมพงษ์วัฒนา กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลแพ่ง — นางสุชาดา เมธาบุตร อดุลย์ธีรกิจ
ศาลอุทธรณ์ — นายณรงค์ ธนะปกรณ์
ชื่อองค์คณะ
พีรพล พิชยวัฒน์
สรรทัศน์ เอี่ยมวรชัย
สมศรี หรูจิตตวิวัฒน์
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2205/2558
#580833
เปิดฉบับเต็ม

ข้อเท็จจริงตามคำฟ้องและฎีกาของโจทก์กล่าวอ้างว่าจำเลยทั้งเก้ากระทำการชี้มูลความผิด โดยไม่สุจริต จงใจกระทำผิดและฝ่าฝืนบทบัญญัติแห่งกฎหมาย ทำให้โจทก์ได้รับความเสียหาย เป็นการละเมิดต่อโจทก์เพราะจำเลยทั้งเก้าไม่มีอำนาจชี้มูลความผิดเนื่องจากขณะนั้นโจทก์พ้นจากการเป็นเจ้าหน้าที่ของรัฐหรือหากยังเป็นเจ้าหน้าที่ของรัฐก็พ้นจากการเป็นคณะกรรมการคัดเลือกเกิน 2 ปีแล้ว และจำเลยทั้งเก้าต้องรับฟังข้อเท็จจริงรอบด้าน ไม่ใช่รับฟังข้อเท็จจริงตามคำพิพากษาศาลปกครองกลางและศาลปกครองสูงสุด ทั้งต้องรับฟังข้อเท็จจริงตามพยานหลักฐานใหม่ที่โจทก์เสนอให้พิจารณา ข้อเท็จจริงที่กล่าวอ้างดังกล่าวเป็นการโต้แย้งการที่จำเลยทั้งเก้าใช้ดุลพินิจในการทำคำวินิจฉัยตามอำนาจหน้าที่ตามกฎหมาย ซึ่งไม่เป็นไปตามความเห็นและความประสงค์ของโจทก์เท่านั้น ไม่พอฟังว่าเป็นข้อเท็จจริงที่แสดงให้เห็นว่าจำเลยทั้งเก้าใช้ดุลพินิจชี้มูลความผิดไปโดยไม่สุจริต จงใจกระทำผิดและฝ่าฝืนบทบัญญัติแห่งกฎหมาย เป็นการกลั่นแกล้งโจทก์ ทำให้โจทก์ได้รับความเสียหายอันเป็นการกระทำละเมิดต่อโจทก์ นอกจากการใช้ดุลพินิจตามกรอบภาระหน้าที่ตามกฎหมายแล้วก็ไม่ปรากฏเหตุที่จำเลยทั้งเก้าจะกระทำการใดอันเป็นการละเมิดต่อโจทก์

คดีนี้โจทก์อุทธรณ์คำพิพากษาศาลชั้นต้นที่ตรวจคำฟ้องแล้ว พิพากษายกฟ้องเพราะเห็นว่า จำเลยทั้งเก้ามีอำนาจดำเนินการตามกฎหมายแก่โจทก์และไม่ปรากฏการกระทำของจำเลยทั้งเก้าเป็นการละเมิดต่อโจทก์ การที่ศาลอุทธรณ์พิจารณาประเด็นที่โจทก์อุทธรณ์โดยรวมแล้ววินิจฉัย เห็นพ้องกับศาลชั้นต้นที่พิพากษายกฟ้องเพราะจำเลยทั้งเก้าใช้ดุลพินิจชอบธรรมตามกรอบภาระหน้าที่ของตนตามกฎหมาย ไม่เป็นการละเมิดต่อโจทก์ เป็นการวินิจฉัยประเด็นตามอุทธรณ์ของโจทก์โดยชอบแล้ว ฎีกาข้อนี้ของโจทก์ฟังไม่ขึ้น

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยทั้งเก้าร่วมกันใช้ค่าสินไหมทดแทน 500,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์เพิกถอนมติและคำสั่งทั้งหมดของจำเลยทั้งเก้าที่เกี่ยวกับโจทก์

ศาลชั้นต้น เห็นว่า จำเลยทั้งเก้ามีอำนาจดำเนินการทางกฎหมายแก่โจทก์ และไม่ปรากฏว่าจำเลยทั้งเก้ากระทำการผิดขั้นตอนตามกฎหมายหรือระเบียบปฏิบัติหรือกลั่นแกล้งโจทก์หรือกระทำโดยไม่สุจริตอันเป็นการละเมิด พิพากษายกฟ้อง ค่าฤชาธรรมเนียมให้เป็นพับ

โจทก์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ

โจทก์ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า การที่จำเลยทั้งเก้าดำเนินการตั้งอนุกรรมการไต่สวนข้อเท็จจริงและวินิจฉัยชี้ขาดมูลความผิดกับแจ้งข้อกล่าวหาโจทก์ตามคำร้องของนายไพรัช หลังจากศาลปกครองสูงสุดพิพากษาเพิกถอนคำสั่งแต่งตั้งข้าราชการ ตามข้อเสนอของโจทก์ในคณะกรรมการคัดเลือกนั้นเป็นการปฏิบัติตามอำนาจหน้าที่ตามที่กำหนดไว้ ตามพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริต พ.ศ.2542 หากจำเลยทั้งเก้าใช้ดุลพินิจในการปฏิบัติตามอำนาจหน้าที่ดังกล่าวไปโดยไม่สุจริต จงใจกระทำผิดและฝ่าฝืนบทบัญญัติแห่งกฎหมาย เป็นการกลั่นแกล้งโจทก์ทำให้โจทก์ได้รับความเสียหาย ย่อมเป็นการกระทำละเมิดต่อโจทก์ได้ แต่ข้อเท็จจริงตามคำฟ้องและฎีกาของโจทก์กล่าวอ้างว่าจำเลยทั้งเก้ากระทำการชี้มูลความผิด โดยไม่สุจริต จงใจกระทำผิดและฝ่าฝืนบทบัญญัติแห่งกฎหมาย ทำให้โจทก์ได้รับความเสียหาย เป็นการละเมิดต่อโจทก์เพราะจำเลยทั้งเก้าไม่มีอำนาจชี้มูลความผิดเนื่องจากขณะนั้นโจทก์พ้นจากการเป็นเจ้าหน้าที่ของรัฐหรือหากยังเป็นเจ้าหน้าที่ของรัฐก็พ้นจากการเป็นคณะกรรมการคัดเลือกเกิน 2 ปีแล้ว และจำเลยทั้งเก้าต้องรับฟังข้อเท็จจริงรอบด้าน ไม่ใช่รับฟังข้อเท็จจริงตามคำพิพากษาศาลปกครองกลางและศาลปกครองสูงสุด ทั้งต้องรับฟังข้อเท็จจริงตามพยานหลักฐานใหม่ที่โจทก์เสนอให้พิจารณา ข้อเท็จจริงที่กล่าวอ้างดังกล่าวเป็นการโต้แย้งการที่จำเลยทั้งเก้าใช้ดุลพินิจในการทำคำวินิจฉัยตามอำนาจหน้าที่ตามกฎหมาย ซึ่งไม่เป็นไปตามความเห็นและความประสงค์ของโจทก์เท่านั้น ไม่พอฟังว่าเป็นข้อเท็จจริงที่แสดงให้เห็นว่าจำเลยทั้งเก้าใช้ดุลพินิจชี้มูลความผิดไปโดยไม่สุจริต จงใจกระทำผิดและฝ่าฝืนบทบัญญัติแห่งกฎหมายเป็นการกลั่นแกล้งโจทก์ทำให้โจทก์ได้รับความเสียหายอันเป็นการกระทำละเมิดต่อโจทก์ นอกจากการใช้ดุลพินิจตามกรอบภาระหน้าที่ตามกฎหมายแล้วก็ไม่ปรากฏเหตุที่จำเลยทั้งเก้าจะกระทำการใดอันเป็นการละเมิดต่อโจทก์ตามกฎหมายอีกที่ศาลอุทธรณ์พิพากษายกฟ้อง ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาของโจทก์ฟังไม่ขึ้น ส่วนที่โจทก์ฎีกาว่า ศาลอุทธรณ์วินิจฉัยประเด็นตามอุทธรณ์ของโจทก์ไม่ครบทุกประเด็น เป็นการไม่ชอบตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 141 ประกอบมาตรา 142 และมาตรา 134 นั้น เห็นว่า คดีนี้โจทก์อุทธรณ์คำพิพากษาศาลชั้นต้นที่ตรวจคำฟ้องแล้ว พิพากษายกฟ้องเพราะเห็นว่า จำเลยทั้งเก้ามีอำนาจดำเนินการตามกฎหมายแก่โจทก์และไม่ปรากฏการกระทำของจำเลยทั้งเก้าเป็นการละเมิดต่อโจทก์ การที่ศาลอุทธรณ์พิจารณาประเด็นที่โจทก์อุทธรณ์โดยรวมแล้ววินิจฉัย เห็นพ้องด้วยกับศาลชั้นต้นที่พิพากษายกฟ้องเพราะจำเลยทั้งเก้าใช้ดุลพินิจชอบธรรมตามกรอบภาระหน้าที่ของตนตามกฎหมาย ไม่เป็นการละเมิดต่อโจทก์ เป็นการวินิจฉัยประเด็นตามอุทธรณ์ของโจทก์โดยชอบแล้ว ฎีกาข้อนี้ของโจทก์ฟังไม่ขึ้น ส่วนฎีกาข้ออื่นของโจทก์ไม่มีผลเปลี่ยนแปลงผลของคดีจึงไม่รับวินิจฉัยให้

พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ. ม. 134 ม. 141 ม. 142
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นายศุภรัตน์ ควัฒน์กุล
จำเลย — นายปานเทพ กล้าณรงค์ราญ กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลแพ่ง — นายธีรพงศ์ อุ่นชัย
ชื่อองค์คณะ
พันวะสา บัวทอง
วีรา ไวยหงษ์ รินทร์ศรี
รังสรรค์ ดวงพัตรา
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2185/2558
#589769
เปิดฉบับเต็ม

แม้ตามหนังสือที่ ศธ 0806/1917 มีใจความสำคัญว่า กรมสามัญศึกษาได้แจ้งการสนับสนุนให้โรงเรียนรับบริจาคเงินเพื่อการศึกษาไม่ว่าจะเป็นการบริจาคโดยมีวัตถุประสงค์หรือไม่มีวัตถุประสงค์ก็ตาม ทั้งนี้ การรับบริจาคนั้นต้องไม่มีเงื่อนไขในการรับนักเรียน และหนังสือที่ ศธ 0804/5175 กรมสามัญศึกษาซักซ้อมความเข้าใจเรื่องการรับบริจาคเงินและสิ่งของในช่วงระยะเวลาที่โรงเรียนรับสมัครนักเรียนเข้าเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 และมัธยมศึกษาปีที่ 4 ระบุว่า การรับบริจาคเงินและสิ่งของควรดำเนินการโดยไม่นำมาเป็นเงื่อนไขหรือข้อต่อรองในการรับนักเรียนเข้าเรียน ไม่ว่าจะเป็นการรับนักเรียนกรณีพิเศษ หรือรับนักเรียนในพื้นที่บริการอันเห็นได้ว่าการรับบริจาคโดยมีเงื่อนไขในการรับนักเรียนเป็นสิ่งที่ไม่ควรดำเนินการ แต่ตามหนังสือที่ ศธ 0880/1523 ผู้อำนวยการสามัญศึกษาจังหวัดสุรินทร์มีหนังสือสั่งการไปยังโรงเรียนในสังกัดว่า ถ้าโรงเรียนได้รับเงินบริจาคโดยมีเงื่อนไขในการรับนักเรียนเข้าเรียนก็ขอให้โรงเรียนคืนเงินจำนวนดังกล่าวแก่ผู้ปกครองทั้งหมด เงินที่มีผู้บริจาคโดยมีเงื่อนไขฝ่าฝืนต่อหนังสือซักซ้อมความเข้าใจของกรมสามัญศึกษา จึงเป็นเงินของทางราชการเพราะเหตุว่ายังมีหน้าที่ต้องคืนให้แก่ผู้ปกครองซึ่งเป็นผู้บริจาค และแม้ทางปฏิบัติสมาคมผู้ปกครองและครูโรงเรียน ส. เป็นผู้บริจาคเงินดังกล่าวโดยออกใบเสร็จรับเงินให้ในนามของตนเองแทนโรงเรียนก็ไม่ทำให้เงินดังกล่าวไม่เป็นเงินของทางราชการ ซึ่งอยู่ในหน้าที่จัดการหรือรักษาของจำเลยเพื่อให้เป็นไปตามระเบียบของกระทรวงศึกษาธิการและกรมสามัญศึกษา การที่จำเลยรับเงินไว้ในฐานะผู้อำนวยการโรงเรียน ซึ่งมีหน้าที่บริหารงานและกิจการการศึกษาของโรงเรียนตลอดจนบริหารงานและควบคุมดูแลด้านการเงินทุกประเภทของโรงเรียนให้เป็นไปโดยเรียบร้อย การปฏิบัติหน้าที่ของจำเลยในการรับและเก็บรักษาเงินบริจาคดังกล่าวจึงเป็นการปฏิบัติราชการตามกฎหมาย การที่จำเลยมิได้นำเงินเก็บรักษาไว้ตามระเบียบจนกระทั่งมีการร้องเรียนและตรวจสอบพบการกระทำของจำเลยจึงเป็นการเบียดบังเงินบริจาคของโรงเรียน ส. ที่อยู่ในหน้าที่จัดการหรือรักษาของจำเลย ไปโดยทุจริต อันเป็นความผิดตาม ป.อ. มาตรา 147

ป.วิ.อ. มาตรา 133 วรรคหนึ่ง บัญญัติว่า พนักงานสอบสวนมีอำนาจออกหมายเรียกผู้เสียหายหรือบุคคลใดซึ่งมีเหตุอันควรเชื่อว่าถ้อยคำของเขาอาจเป็นประโยชน์แก่คดีให้มาตามเวลาและสถานที่ในหมาย ดังนั้น การสอบสวนจึงกระทำในสถานที่ใดๆ ก็ได้ ไม่จำต้องเป็นที่สถานีตำรวจ

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 147, 149, 157 ให้จำเลยคืนเงิน 212,000 บาท ให้แก่เจ้าของ

จำเลยให้การปฏิเสธ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 147, 149 การกระทำของจำเลยเป็นความผิดหลายกรรมต่างกัน ให้เรียงกระทงลงโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 ฐานเป็นเจ้าพนักงานยักยอกทรัพย์ จำคุก 9 ปี ฐานเป็นเจ้าพนักงานเรียก รับ หรือยอมจะรับทรัพย์สินสำหรับตนเองโดยมิชอบ จำคุก 9 ปี รวมสองกระทง จำคุก 18 ปี จำเลยมีคุณความดีมาแต่ก่อน มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้หนึ่งในสามตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คงจำคุก 12 ปี ให้จำเลยคืนเงิน 150,000 บาท ที่ยังไม่ได้คืนแก่เจ้าของ คำขอและข้อหาอื่นให้ยก

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 3 พิพากษาแก้เป็นว่า ให้จำเลยคืนเงิน 128,000 บาท ที่ยังไม่ได้คืนแก่เจ้าของ นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

จำเลยฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงที่คู่ความไม่ได้โต้เถียงกันในชั้นนี้รับฟังเป็นยุติว่า ขณะเกิดเหตุจำเลยรับราชการครู สังกัดกรมสามัญศึกษา กระทรวงศึกษาธิการ ตำแหน่งผู้อำนวยการโรงเรียน ส. มีหน้าที่บริหารงานและกิจการการศึกษาของโรงเรียนตลอดจนบริหารงานและควบคุมดูแลด้านการเงินทุกประเภทของโรงเรียนให้เป็นไปโดยเรียบร้อย โรงเรียน ส. เปิดรับสมัครนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 และปีที่ 4 ปีการศึกษา 2539

มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยประการแรกว่า จำเลยกระทำความผิดฐานเป็นเจ้าพนักงานเรียก รับ หรือยอมจะรับทรัพย์สินสำหรับตนเองหรือผู้อื่นโดยมิชอบ เพื่อกระทำการหรือไม่กระทำการอย่างใดในตำแหน่งไม่ว่าการนั้นจะชอบหรือมิชอบด้วยหน้าที่ตามฟ้องหรือไม่ เห็นว่า จากคำเบิกความของพยานโจทก์ทั้งสามได้ความในข้อสำคัญว่า พยานโจทก์ทั้งสามไปติดต่อจำเลยเรื่องที่จะขอให้บุตรของแต่ละคนกลับเข้าเรียนแล้วต่างถูกจำเลยเรียกร้องเอาเงินเป็นการตอบแทนสอดคล้องกับคำเบิกความของนาย ฉ. ซึ่งขณะเกิดเหตุดำรงตำแหน่งอาจารย์ 2 ระดับ 6 ทำหน้าที่ดูแลและบริหารงานฝ่ายปกครองและความประพฤติของนักเรียน และนาย อ. อาจารย์ 2 ระดับ 6 ทำหน้าที่นายทะเบียนพยานโจทก์ว่า เด็กชาย อ. เด็กชาย พ. และเด็กชาย ส. ไปยื่นคำร้องขอกลับเข้าเรียนแต่จำเลยไม่อนุญาต นาย ฉ. เบิกความด้วยว่า ผู้ปกครองของนักเรียนทั้งสามคนบอกว่าเหตุที่นักเรียนทั้งสามไม่ได้เข้าเรียนเพราะไม่ได้บริจาคเงินให้แก่โรงเรียนตามที่จำเลยต้องการ เมื่อพยานโจทก์ทั้งหมดนี้ไม่เคยมีเหตุโกรธเคืองกับจำเลย จึงไม่มีสาเหตุที่พยานจะกลั่นแกล้งปรักปรำจำเลย สำหรับจำเลยเองก็มิได้ปฏิเสธเรื่องที่พยานโจทก์ทั้งสามปากนี้เข้าพบจำเลยในเรื่องดังกล่าว แม้นาง ป . และนาง อ. เบิกความแตกต่างกันอยู่บ้างเรื่องใครเข้าพบจำเลยก่อนหลังและได้ไปพบจำเลยเมื่อใดดังที่จำเลยฎีกา แต่ก็หาเป็นเหตุที่จะทำให้ฟังไม่ได้ว่าจำเลยได้เรียกเงินจากพยานโจทก์เพื่ออนุมัติให้บุตรของพยานโจทก์ทั้งสามกลับเข้าเรียนต่อไม่ เพราะเป็นข้อแตกต่างในรายละเอียดที่เป็นพลความเท่านั้น ส่วนที่จำเลยฎีกาว่า เหตุที่จำเลยไม่รับเด็กชาย อ. เด็กชาย พ. และเด็กชาย ส. กลับเข้าเรียนก็เพราะผู้ปกครองของนักเรียนทั้งสามไม่สามารถแสดงเอกสารเกี่ยวกับการขอพักการเรียนให้จำเลยดูได้ เมื่อจำเลยไม่รับกลับเข้าเรียนจึงทำให้พยานโจทก์ทั้งสามโกรธแค้นเบิกความปรักปรำจำเลยนั้น ในข้อนี้ได้ความจากนาง ป. ว่า นาย ก. บุตรอีกคนหนึ่งได้เข้าเรียนต่อชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 4 ส่วนกรณีการอนุญาตให้กลับเข้าเรียน กรณีพักการเรียนก็ได้ความจากนาย ว. ผู้ช่วยผู้อำนวยการโรงเรียน ส. พยานจำเลยเบิกความตอบโจทก์ถามค้านว่า จำเลยมีอำนาจรับนักเรียนกลับเข้าเรียนได้ดังที่พยานมีหนังสือถึงพนักงานสอบสวน จึงเห็นว่าหากจำเลยดำเนินการตามกฎระเบียบดังที่อ้าง ก็ไม่เห็นเหตุผลที่พยานโจทก์จะใส่ร้ายจำเลยโดยเฉพาะการที่นาง ป. ให้เด็กชาย อ. ไปเรียนหนังสือโรงเรียนอื่น ส่วนนาง อ. พาบุตรไปลาออกจากโรงเรียนและพยานสองปากนี้เพิ่งไปแจ้งความเรื่องที่เกิดขึ้นหลังเกิดเหตุนานหลายเดือนหลังจากครูอาจารย์และนักเรียนโรงเรียน ส. ก่อเหตุประท้วงจำเลย ขอให้จำเลยชี้แจงเรื่องเงินบริจาคแล้ว สำหรับนาย ฮ. เมื่อบุตรไม่ได้เข้าเรียนก็พากลับบ้านโดยไม่ได้ดำเนินการอย่างใดเลย นอกจากไปให้การเป็นพยานในชั้นสอบสวนและชั้นศาล แสดงให้เห็นว่าพยานโจทก์ทั้งสามมิได้คิดที่จะเอาเรื่องกับจำเลยมาตั้งแต่ต้น ฎีกาของจำเลยที่ว่าถูกพยานโจทก์ทั้งสามปรักปรำจึงไม่มีน้ำหนัก เมื่อได้ความว่าขณะเกิดเหตุจำเลยปฏิบัติหน้าที่ผู้อำนวยการได้พิจารณาเรื่องที่นาง ป. นาง อ. และนาย ฮ. ยื่นคำร้องขอให้บุตรของตนกลับเข้าเรียนกรณีพักการเรียนตามอำนาจหน้าที่ การที่จำเลยเรียกร้องเอาเงินจากนาง ป. นาง อ. และนาย ฮ. เพื่อจะอนุมัติให้บุตรของพยานกลับเข้าเรียนย่อมเป็นความผิดฐานเป็นเจ้าพนักงานเรียก รับ หรือยอมจะรับทรัพย์สินสำหรับตนเองหรือผู้อื่นโดยมิชอบ เพื่อกระทำการหรือไม่กระทำการอย่างใดในตำแหน่งไม่ว่าการนั้นจะชอบหรือมิชอบด้วยหน้าที่ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 149 แล้ว

มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยต่อไปว่า จำเลยกระทำความผิดฐานเป็นเจ้าพนักงานเบียดบังเงินบริจาคของผู้ปกครองนักเรียนไปโดยทุจริตตามฟ้องหรือไม่ เห็นว่า เหตุที่ผู้ปกครองเหล่านั้นเข้าพบจำเลยเพราะต้องการให้บุตรธิดาได้เข้าเรียนในปีการศึกษานั้น โดยแต่ละคนบริจาคเงินใส่ซองมอบให้จำเลยไว้ด้วย พยานบางคน เช่น นาง ป. และนาง อ. มอบเงินให้จำเลยตามที่จำเลยเรียกร้อง หรือกรณีนาย ส. ยืนยันว่ามอบเงินให้จำเลยโดยไม่ได้ใส่ซอง จึงไม่เชื่อว่าจะเป็นจริงดังที่จำเลยอ้างและหากจำเลยไม่รู้ว่าในซองจดหมายเป็นสิ่งใด ก็ไม่มีเหตุผลที่จะนำซองจดหมายและเงินบริจาคไปมอบให้นาย ป. เพราะจำเลยเป็นผู้บังคับบัญชาของนาย ป. ทั้งเป็นผู้มีอำนาจอนุมัติให้นักเรียนเหล่านั้นได้เข้าเรียน หาใช่นาย ป. หรือคณะกรรมการชุดใดของโรงเรียนไม่ สำหรับพยานโจทก์ที่เป็นผู้ปกครองซึ่งได้มอบเงินให้แก่จำเลยนี้ แม้โจทก์มิได้นำผู้ที่มีรายชื่อและตามบัญชีรายชื่อผู้ปกครอง นักเรียน ที่บริจาคเงินแล้วไม่ได้รับใบเสร็จรับเงินมาเป็นพยานเบิกความทั้งหมด แต่ได้ความว่านาย ป. มอบซองเอกสาร โดยทำบันทึกให้แก่นาย ม. ผู้ช่วยผู้อำนวยการ รักษาการในตำแหน่งผู้อำนวยการโรงเรียน ส. มีนาย ท. ลงลายมือชื่อเป็นพยานร่วมกับข้าราชการอื่นอีก 7 คน ซึ่งอยู่ด้วยในขณะนั้น รวมทั้งนาย อ. ผู้อำนวยการสามัญศึกษาจังหวัดสุรินทร์ จากนั้นนาง ผ. เจ้าหน้าที่การเงิน ตรวจนับเงินและตรวจสอบกับรายชื่อในซองเอกสาร ซึ่งนาย ม. มีคำสั่งให้นำเงิน 110,000 บาท เข้าบัญชีของชมรมผู้ปกครองและครูโรงเรียน ส. และให้ออกใบเสร็จรับเงินให้ทั้ง 17 ราย เชื่อได้ว่าจำนวนเงินและรายชื่อตรงตามความเป็นจริง ส่วนรายชื่อผู้ปกครองบัญชีชื่อผู้ปกครอง นักเรียน ที่บริจาคเงินแล้วไม่ได้รับใบเสร็จรับเงิน พยานหลักฐานของโจทก์รับฟังได้ว่า จำเลยได้รับเงินบริจาคของผู้ปกครองนักเรียนแล้วมอบให้นาย ป. เก็บรักษาไว้ ตั้งแต่เดือนเมษายน 2539 สำหรับเงินที่มีผู้บริจาคนั้น ศาลอุทธรณ์ภาค 3 วินิจฉัยว่า พยานหลักฐานของโจทก์เฉพาะกรณีของนาย ส. ไม่เพียงพอให้วินิจฉัยว่าจำเลยได้รับเงินจากนาย ส. 12,000 บาท ซึ่งโจทก์ไม่ฎีกา จึงยุติว่าจำเลยได้รับเงินบริจาคของผู้ปกครองจำนวน 128,000 บาท โดยจำเลยไม่ได้ออกใบเสร็จรับเงินและนำเงินบริจาคของผู้ปกครองฝากบัญชีธนาคารของโรงเรียน ส. ซึ่งเงินที่ผู้ปกครองบริจาคดังกล่าวนี้ แม้ตามเอกสารหนังสือที่ ศธ 0806/1917 มีใจความสำคัญว่า กรมสามัญศึกษาได้แจ้งการสนับสนุนให้โรงเรียนรับบริจาคเงินเพื่อการศึกษาไม่ว่าจะเป็นการบริจาคโดยมีวัตถุประสงค์หรือไม่มีวัตถุประสงค์ก็ตาม ทั้งนี้ การรับบริจาคนั้นต้องไม่มีเงื่อนไขในการรับนักเรียน และหนังสือที่ ศธ 0804/5175 กรมสามัญศึกษาซักซ้อมความเข้าใจเรื่องการรับบริจาคเงินและสิ่งของในช่วงระยะเวลาที่โรงเรียนรับสมัครนักเรียนเข้าเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 และมัธยมศึกษาปีที่ 4 ระบุว่า การรับบริจาคเงินและสิ่งของควรดำเนินการโดยไม่นำมาเป็นเงื่อนไขหรือข้อต่อรองในการรับนักเรียนเข้าเรียน ไม่ว่าจะเป็นการรับนักเรียนกรณีพิเศษ หรือรับนักเรียนในพื้นที่บริการ อันเห็นได้ว่าการรับบริจาคโดยมีเงื่อนไขในการรับนักเรียนเป็นสิ่งที่ไม่ควรดำเนินการ แต่ตามหนังสือที่ ศธ 0880/1523 ผู้อำนวยการสามัญศึกษาจังหวัดสุรินทร์มีหนังสือสั่งการไปยังโรงเรียนในสังกัดว่า ถ้าโรงเรียนได้รับเงินบริจาคโดยมีเงื่อนไขในการรับนักเรียนเข้าเรียนก็ขอให้โรงเรียนคืนเงินจำนวนดังกล่าวแก่ผู้ปกครองทั้งหมด เงินที่มีผู้บริจาคโดยมีเงื่อนไขฝ่าฝืนต่อหนังสือซักซ้อมความเข้าใจของกรมสามัญศึกษา จึงเป็นเงินของทางราชการเพราะเหตุว่ายังมีหน้าที่ต้องคืนให้แก่ผู้ปกครองซึ่งเป็นผู้บริจาคและแม้ทางปฏิบัติสมาคมผู้ปกครองและครูโรงเรียน ส. เป็นผู้บริจาคเงินโดยออกใบเสร็จรับเงินให้ในนามของตนเองแทนโรงเรียนก็ไม่ทำให้เงินดังกล่าวไม่เป็นเงินของทางราชการซึ่งอยู่ในหน้าที่จัดการหรือรักษาของจำเลยเพื่อให้เป็นไปตามระเบียบของกระทรวงศึกษาธิการและกรมสามัญศึกษา เมื่อข้อเท็จจริงได้ความว่า จำเลยรับเงินดังกล่าวไว้ในฐานะผู้อำนวยการโรงเรียน ซึ่งมีหน้าที่บริหารงานและกิจการการศึกษาของโรงเรียนตลอดจนบริหารงานและควบคุมดูแลด้านการเงินทุกประเภทของโรงเรียนให้เป็นไปโดยเรียบร้อย การปฏิบัติหน้าที่ของจำเลยในการรับและเก็บรักษาเงินบริจาคจึงเป็นการปฏิบัติราชการตามกฎหมาย การที่จำเลยมิได้นำเงินเก็บรักษาไว้ตามระเบียบจนกระทั่งมีการร้องเรียนและตรวจสอบพบการกระทำของจำเลยจึงเป็นการเบียดบังเงินบริจาคของโรงเรียน ส. อยู่ในหน้าที่จัดการหรือรักษาของจำเลยจำนวน 230,000 บาท ไปโดยทุจริต อันเป็นความผิดตามฟ้องและต้องคืนเงินจำนวน 128,000 บาท ที่ยังไม่ได้คืนแก่เจ้าของ

ที่จำเลยฎีกาว่า การสอบสวนไม่ชอบด้วยกฎหมายเพราะพนักงานสอบสวนไม่ได้สอบปากคำพยานที่สถานีตำรวจ แต่มีการพิมพ์ข้อความให้ผู้อื่นนำไปให้พยานบางคนลงลายมือชื่อที่บ้าน พยานบางคนไม่ทราบข้อความหรือลงลายมือชื่อในกระดาษที่ไม่มีข้อความนั้น เห็นว่า ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 133 วรรคหนึ่ง บัญญัติว่า พนักงานสอบสวนมีอำนาจออกหมายเรียกผู้เสียหายหรือบุคคลใดซึ่งมีเหตุอันควรเชื่อว่าถ้อยคำของเขาอาจเป็นประโยชน์แก่คดีให้มาตามเวลาและสถานที่ในหมาย ดังนั้น การสอบสวนจึงกระทำในสถานที่ใดๆ ก็ได้ ไม่จำต้องเป็นที่สถานีตำรวจ ซึ่งได้ความจากที่พันตำรวจ อ. เบิกความตอบทนายจำเลยถามค้านว่า พันตำรวจ อ. ไม่เคยให้บุคคลอื่นนำบันทึกคำให้การในชั้นสอบสวนไปให้พยานลงลายมือชื่อโดยไม่ได้กระทำต่อหน้าพันตำรวจ อ. และเบิกความตอบโจทก์ถามติงว่า มีบางรายที่พันตำรวจ อ. ไปสอบสวนพยานที่บ้าน แต่อย่างไรก็ตาม เรื่องที่ว่าพยานได้ไปให้การหรือไม่ หรือพยานได้อ่านข้อความในบันทึกคำให้การก่อนลงลายมือชื่อหรือไม่ น่าจะเป็นเพียงความจำที่คลาดเคลื่อนของพยานแต่ละปากเท่านั้น จึงเห็นได้ว่าพนักงานสอบสวนได้ทำการสอบสวนคดีนี้โดยชอบด้วยกฎหมายแล้ว

พิพากษาแก้เป็นว่า ให้ลงโทษจำคุกจำเลยกระทงละ 5 ปี ลดโทษให้กระทงละหนึ่งในสามตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 แล้ว คงจำคุกกระทงละ 3 ปี 4 เดือน รวม 2 กระทง เป็นจำคุก 6 ปี 8 เดือน นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 3
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.อ. ม. 147
ป.วิ.อ. ม. 133 วรรคหนึ่ง
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการจังหวัดสุรินทร์
จำเลย — นายเชียร ศิลนะชัย
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดสุรินทร์ — นายสวัสดิ์วงศ์ กุลโมรานนท์
ศาลอุทธรณ์ภาค 3 — นายภาภูมิ สรอัฑฒ์
ชื่อองค์คณะ
ธงชัย เสนามนตรี
ชาญวิทย์ รักษ์กุลชน
สัณธาน ขันทมณี
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา