คำพิพากษา คำสั่งคำร้องและคำวินิจฉัยศาลฎีกา

ทั้งหมด 133,243 รายการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 17604 -ที่ 17605/2557
#579664
เปิดฉบับเต็ม

ขณะที่จำเลยยังไม่มีคำสั่งแต่งตั้งโจทก์ทั้งสองเป็นนักบริหาร 8 หัวหน้าแผนก โจทก์ทั้งสองยังคงเป็นนักบริหาร 7 รองหัวหน้าแผนก ซึ่งมีสิทธิเบิกค่าล่วงเวลา ค่าทำงานในวันหยุดและค่าล่วงเวลาในวันหยุดได้โดยชอบตามข้อบังคับเกี่ยวกับการทำงานของจำเลย แม้ต่อมาวันที่ 26 มกราคม 2554 จำเลยจะมีคำสั่งแต่งตั้งโจทก์ทั้งสองเป็นนักบริหาร 8 หัวหน้าแผนก โดยให้มีผลย้อนหลังตั้งแต่วันที่ 1 ตุลาคม 2553 ซึ่งตามข้อบังคับเกี่ยวกับการทำงานของจำเลยกำหนดให้ผู้ดำรงตำแหน่งดังกล่าวมีสิทธิเบิกเฉพาะเบี้ยเลี้ยงตามอัตราที่ผู้ว่าการของจำเลยกำหนดเท่านั้น โดยไม่มีสิทธิเบิกค่าล่วงเวลา ค่าทำงานในวันหยุดและค่าล่วงเวลาในวันหยุดก็ตาม ก็ย่อมไม่กระทบสิทธิในการเบิกค่าล่วงเวลา ค่าทำงานในวันหยุดและค่าล่วงเวลาในวันหยุดซึ่งโจทก์ทั้งสองมีอยู่ก่อนแล้วและไม่อาจมีผลในทางที่ไม่เป็นคุณแก่โจทก์ทั้งสองได้ จำเลยจึงไม่มีสิทธิหักเงินที่โจทก์ทั้งสองเบิกไปเกินกว่าเบี้ยเลี้ยงระหว่างวันที่ 1 ตุลาคม 2553 ถึงวันที่ 25 มกราคม 2554 ออกจากค่าจ้างของโจทก์ทั้งสองในเดือนกุมภาพันธ์และเดือนมีนาคม 2554 ได้

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
คดีทั้งสองสำนวนนี้ ศาลแรงงานกลางสั่งให้รวมพิจารณาเป็นคดีเดียวกัน โดยให้เรียกโจทก์เรียงตามลำดับสำนวนว่า โจทก์ที่ 1 และที่ 2

โจทก์ทั้งสองฟ้องขอให้บังคับจำเลยคืนเงินที่หักไปในเดือนกุมภาพันธ์ 2554 เป็นเงิน 16,541.06 บาท พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันที่ 1 มีนาคม 2554 จนถึงวันฟ้องเป็นเงิน 1,125.60 บาท ที่หักไปในเดือนมีนาคม 2554 เป็นเงิน 10,973.22 บาท พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันที่ 1 เมษายน 2554 จนถึงวันฟ้องเป็นเงิน 678.12 บาท รวมเป็นเงิน 29,318 บาท แก่โจทก์ที่ 1 พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงิน 27,514.28 บาท นับถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จและให้จำเลยคืนเงินที่หักไปในเดือนกุมภาพันธ์ 2554 เป็นเงิน 36,951.48 บาท พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันที่ 1 มีนาคม 2554 จนถึงวันฟ้องเป็นเงิน 2,517.33 บาท ที่หักไปในเดือนมีนาคม 2554 เป็นเงิน 16,993.13 บาท พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันที่ 1 เมษายน 2554 จนถึงวันฟ้องเป็นเงิน 1,050.14 บาท รวมเป็นเงิน 57,512.08 บาท แก่โจทก์ที่ 2 พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงิน 53,944.61 บาท นับถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จ

จำเลยให้การขอให้ยกฟ้อง

ศาลแรงงานกลางพิพากษาให้จำเลยคืนค่าล่วงเวลาของเดือนกุมภาพันธ์ 2554 เป็นเงิน 16,541.06 บาท และค่าล่วงเวลาของเดือนมีนาคม 2554 เป็นเงิน 10,973.22 บาท พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงินแต่ละจำนวนนับแต่วันที่ 1 มีนาคม 2554 และวันที่ 1 เมษายน 2554 ตามลำดับ เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ที่ 1 ทั้งนี้ดอกเบี้ยของต้นเงินแต่ละจำนวนนับถึงวันฟ้องต้องไม่เกิน 1,125.60 บาท และ 678.12 บาท และให้จำเลยคืนค่าล่วงเวลาของเดือนกุมภาพันธ์ 2554 เป็นเงิน 36,951.48 บาท และค่าล่วงเวลาของเดือนมีนาคม 2554 เป็นเงิน 16,993.13 บาท พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงินแต่ละจำนวนนับแต่วันที่ 1 มีนาคม 2554 และวันที่ 1 เมษายน 2554 ตามลำดับเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ที่ 2 ทั้งนี้ดอกเบี้ยของต้นเงินแต่ละจำนวนนับถึงวันฟ้องต้องไม่เกิน 2,517.33 บาท และ 1,050.14 บาท

จำเลยอุทธรณ์ต่อศาลฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีแรงงานวินิจฉัยว่า ศาลแรงงานกลางฟังข้อเท็จจริงว่า จำเลยเป็นนิติบุคคลประเภทรัฐวิสาหกิจ จัดตั้งขึ้นตามพระราชบัญญัติการไฟฟ้านครหลวง พ.ศ.2501 โจทก์ทั้งสองเป็นพนักงานของจำเลย อยู่ภายใต้บังคับตามพระราชบัญญัติแรงงานรัฐวิสาหกิจสัมพันธ์ พ.ศ.2543 และประกาศคณะกรรมการแรงงานรัฐวิสาหกิจสัมพันธ์ เรื่อง มาตรฐานขั้นต่ำของสภาพการจ้างในรัฐวิสาหกิจ ลงวันที่ 31 พฤษภาคม 2549 จำเลยมีคำสั่งที่ ฝทม.22/2554 แต่งตั้งให้โจทก์ทั้งสองเป็นนักบริหาร 8 หัวหน้าแผนก โดยให้มีผลตั้งแต่วันที่ 1 ตุลาคม 2553 การทำงานของพนักงานจำเลยตกอยู่ภายใต้การคุ้มครองแรงงานตามประกาศคณะกรรมการแรงงานรัฐวิสาหกิจสัมพันธ์ดังกล่าวซึ่งข้อ 31 วรรคหนึ่ง กำหนดห้ามนายจ้างหักค่าจ้าง ค่าล่วงเวลา ค่าทำงานในวันหยุด และค่าล่วงเวลาในวันหยุด เว้นแต่เป็นการหักเพื่อ (1) ชำระภาษีเงินได้ตามจำนวนที่ลูกจ้างต้องจ่ายหรือชำระเงินอื่นตามที่มีกฎหมายบัญญัติไว้ (2) ชำระค่าบำรุงสหภาพแรงงานรัฐวิสาหกิจ หรือเพื่อชำระเงินอื่นอันเป็นสวัสดิการที่สหภาพแรงงานฯ จัดให้เพื่อประโยชน์ของลูกจ้างฝ่ายเดียว โดยได้รับความยินยอมล่วงหน้าจากลูกจ้าง (3) ชำระหนี้สหกรณ์ออมทรัพย์หรือสหกรณ์อื่นที่มีลักษณะเดียวกันกับสหกรณ์ออมทรัพย์หรือหนี้ที่เป็นไปเพื่อประโยชน์ของลูกจ้างฝ่ายเดียว โดยได้รับความยินยอมล่วงหน้าจากลูกจ้าง (4) เป็นเงินประกันความเสียหายหรือชดใช้ค่าเสียหายแก่นายจ้าง ซึ่งลูกจ้างได้กระทำโดยจงใจหรือประมาทเลินเล่ออย่างร้ายแรง โดยได้รับความยินยอมล่วงหน้าจากลูกจ้าง และฟังข้อเท็จจริงต่อไปว่า เงินที่จำเลยหักไว้จากค่าจ้างของโจทก์ทั้งสองตามปัญหาในคดีนี้ เป็นเงินค่าล่วงเวลาของโจทก์ทั้งสอง โดยจำเลยหักออกจากค่าจ้างของโจทก์ทั้งสองในเดือนกุมภาพันธ์และเดือนมีนาคม 2554 แล้ววินิจฉัยว่า การที่จำเลยหักเงินค่าล่วงเวลาของโจทก์ที่ 1 ในเดือนกุมภาพันธ์ จำนวน 16,541.06 บาท ในเดือนมีนาคม 2554 จำนวน 10,973.22 บาท และหักเงินค่าล่วงเวลาของโจทก์ที่ 2 ในเดือนกุมภาพันธ์ 2554 จำนวน 36,951.48 บาท ในเดือนมีนาคม 2554 จำนวน 16,993.13 บาท โดยไม่ปรากฏว่ามีข้อยกเว้นที่จะหักได้ เป็นการไม่ปฏิบัติตามประกาศคณะกรรมการแรงงานรัฐวิสาหกิจสัมพันธ์ เรื่อง มาตรฐานขั้นต่ำของสภาพการจ้างในรัฐวิสาหกิจ ลงวันที่ 31 พฤษภาคม 2549 ข้อ 31

มีปัญหาจะต้องวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของจำเลยว่า จำเลยมีสิทธิหักเงินจากค่าจ้างของโจทก์ทั้งสองในเดือนกุมภาพันธ์ 2554 จำนวน 16,541.06 บาท และจำนวน 36,951.48 บาท ในเดือนมีนาคม 2554 จำนวน 10,973.22 บาท และจำนวน 16,993.13 บาท ตามลำดับได้หรือไม่ เห็นว่า ขณะที่จำเลยยังไม่มีคำสั่งแต่งตั้งโจทก์ทั้งสองเป็นนักบริหาร 8 หัวหน้าแผนก โจทก์ทั้งสองยังคงมีสิทธิเบิกค่าล่วงเวลา ค่าทำงานในวันหยุดและค่าล่วงเวลาในวันหยุดได้โดยชอบตามข้อบังคับเกี่ยวกับการทำงานของจำเลย แม้ต่อมาจำเลยจะมีคำสั่งที่ ฝทม.22/2554 แต่งตั้งโจทก์ทั้งสองเป็นนักบริหาร 8 หัวหน้าแผนก โดยให้มีผลย้อนหลังตั้งแต่วันที่ 1 ตุลาคม 2553 ก็ย่อมไม่กระทบสิทธิในการเบิกค่าล่วงเวลา ค่าทำงานในวันหยุดและค่าล่วงเวลาในวันหยุดซึ่งโจทก์ทั้งสองมีอยู่ก่อนแล้ว และไม่อาจมีผลในทางที่ไม่เป็นคุณแก่โจทก์ทั้งสองได้ จำเลยจึงไม่มีสิทธิหักเงินจากค่าจ้างดังกล่าวของโจทก์ทั้งสอง ที่ศาลแรงงานกลางพิพากษามานั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วยในผล อุทธรณ์ของจำเลยฟังไม่ขึ้น

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.แรงงานรัฐวิสาหกิจสัมพันธ์ พ.ศ.2543 ม. 13 วรรคหนึ่ง (1)
ประกาศคณะกรรมการแรงงานรัฐวิสาหกิจสัมพันธ์ เรื่อง มาตรฐานขั้นต่ำของสภาพการจ้างในรัฐวิสาหกิจ
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นายศรชัย เศรษฐชัยชาญ กับพวก
จำเลย — การไฟฟ้านครหลวง
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลแรงงานกลาง — นายนราพงษ์ จิรมณีงาม
ชื่อองค์คณะ
บูรณ์ ฐาปนดุลย์
นิยุต สุภัทรพาหิรผล
ธีระยุทธ ทรัพย์นภาพร
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 17597 -ที่ 17598/2557
#585466
เปิดฉบับเต็ม

แม้บริษัท พ. ซึ่งเป็นบริษัทแม่จะถือหุ้นร้อยเปอร์เซ็นต์ของบริษัทจำเลยที่ 1 และจำเลยที่ 3 ซึ่งเป็นบริษัทลูกก็ตาม แต่ก็เป็นนิติบุคคลต่างหากจากกัน การที่โจทก์ซึ่งดำรงตำแหน่งกรรมการรองผู้จัดการของบริษัท พ. อยู่แล้วได้รับมอบหมายจากบริษัท พ. ให้ไปปฏิบัติงานในตำแหน่งกรรมการผู้จัดการของจำเลยที่ 1 และจำเลยที่ 3 ด้วย การที่โจทก์ไปดำรงตำแหน่งกรรมการผู้จัดการ ย่อมมีอำนาจในการบริหารวางแผนและมีอำนาจสูงสุด จำเลยที่ 1 และจำเลยที่ 3 มิได้แต่งตั้งโจทก์ให้ดำรงตำแหน่งดังกล่าว โจทก์จึงมิใช่ผู้ที่ต้องทำงานภายใต้การควบคุมบังคับบัญชาของจำเลยที่ 1 และจำเลยที่ 3 แม้ค่าตอบแทนในการบริหารงานที่โจทก์ได้รับจากการบริหารงานในบริษัทต่าง ๆ หลายบริษัทซึ่งรวมทั้งเงินที่ได้รับจากจำเลยที่ 1 และจำเลยที่ 3 อยู่ด้วย ก็เป็นเรื่องที่ผู้บริหารระดับสูงบริษัทกลุ่ม พ. กำหนดไว้ว่าจะได้รับจากบริษัทใดจำนวนเท่าใด ไม่ทำให้เข้าใจไปได้ว่าจำเลยที่ 1 และจำเลยที่ 3 กำหนดค่าตอบแทนให้แก่โจทก์จำนวนเท่าใดได้เอง ส่วนการหักภาษีเงินได้และเงินกองทุนประกันสังคมในแต่ละบริษัทเห็นได้ว่าเป็นการคำนวณจากค่าตอบแทนที่โจทก์ได้รับจากการที่ผู้บริหารระดับสูงบริษัทกลุ่ม พ. กำหนดให้กระจายความรับผิดชอบไปให้แต่ละบริษัทที่โจทก์เข้าไปบริหารงานนั่นเอง เมื่อโจทก์มิใช่ผู้ที่ต้องทำงานภายใต้การควบคุมบังคับบัญชาของจำเลยที่ 1 และจำเลยที่ 3 แต่กลับเป็นผู้ได้รับมอบหมายให้ไปเป็นผู้บริหารงานและมีอำนาจสูงสุดในการบริหารบริษัทจำเลยที่ 1 และจำเลยที่ 3 เช่นนี้ โจทก์จึงมิใช่ลูกจ้างของจำเลยที่ 1 และจำเลยที่ 3

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
คดีทั้งสองสำนวนนี้ศาลแรงงานภาค 2 สั่งให้รวมพิจารณาเป็นคดีเดียวกัน โดยให้เรียกจำเลยทั้งสองในสำนวนแรกว่า จำเลยที่ 1 และจำเลยที่ 2 ตามลำดับ และเรียกจำเลยทั้งสองในสำนวนหลังว่าจำเลยที่ 3 และจำเลยที่ 2 ตามลำดับ

สำนวนแรกโจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยที่ 1 จ่ายสินจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้าเป็นเงิน 53,333.33 บาท เงินโบนัสเป็นเงิน 1,092,000 บาท และค่าเสียหายจากการเลิกจ้างที่ไม่เป็นธรรมเป็นเงิน 6,240,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันผิดนัดจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ ค่าจ้างสำหรับวันหยุดพักผ่อนประจำปีเป็นเงิน 8,000 บาท และค่าชดเชยเป็นเงิน 400,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 15 ต่อปี นับแต่วันผิดนัดและให้จ่ายเงินเพิ่มอัตราร้อยละ 15 ของค่าชดเชยที่ค้างจ่ายทุก 7 วันจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ และให้จำเลยที่ 2 จ่ายเงินสมทบและผลประโยชน์เป็นเงิน 55,495.08 บาท แก่โจทก์

สำนวนหลังโจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยที่ 3 จ่ายสินจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้าเป็นเงิน 53,333.33 บาท เงินโบนัสเป็นเงิน 1,092,000 บาท และค่าเสียหายจากการเลิกจ้างที่ไม่เป็นธรรมเป็นเงิน 6,240,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันผิดนัดจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ ค่าจ้างสำหรับวันหยุดพักผ่อนประจำปีเป็นเงิน 8,000 บาท และค่าชดเชยเป็นเงิน 240,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 15 ต่อปี นับแต่วันผิดนัด และให้เสียเงินเพิ่มร้อยละ 15 ของค่าชดเชยที่ค้างจ่ายทุกระยะ 7 วัน จนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ และให้จำเลยที่ 2 จ่ายเงินสมทบและผลประโยชน์เป็นเงิน 32,400 บาท แก่โจทก์

จำเลยทั้งสามให้การขอให้ยกฟ้อง

ระหว่างการพิจารณาคู่ความแถลงร่วมกันว่า คู่ความตกลงท้ากันประเด็นว่าโจทก์เป็นลูกจ้างของจำเลยที่ 1 และจำเลยที่ 3 หรือไม่ และได้กำหนดประเด็นข้อพิพาทดังนี้

1. โจทก์เป็นลูกจ้างของจำเลยที่ 1 และจำเลยที่ 3 หรือไม่ หากฟังว่าโจทก์เป็นลูกจ้างของจำเลยที่ 1 และจำเลยที่ 3 จำเลยที่ 1 และจำเลยที่ 3 จะชำระค่าชดเชยและสินจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้ารวมเป็นเงิน 720,000 บาท แก่โจทก์ หากฟังไม่ได้ว่าโจทก์เป็นลูกจ้างของจำเลยที่ 1 และจำเลยที่ 3 ให้ศาลพิพากษายกฟ้อง

2. โจทก์มีสิทธิได้รับค่าเสียหายหรือไม่ หากศาลพิจารณาว่าโจทก์เป็นลูกจ้างจำเลยที่ 1 และจำเลยที่ 3 ค่าเสียหายส่วนนี้โจทก์และจำเลยที่ 1 และจำเลยที่ 3 ไม่สืบพยาน ให้ศาลใช้ดุลพินิจกำหนดค่าเสียหายในส่วนนี้ให้

3. เงินสมทบกองทุนสำรองเลี้ยงชีพ หากฟังได้ว่าโจทก์เป็นลูกจ้างจำเลยที่ 1 และจำเลยที่ 3 โจทก์จะได้รับเงินสมทบและผลประโยชน์ตามที่กองทุนสำรองเลี้ยงชีพจ่ายให้ตามจริง หากฟังไม่ได้ว่าโจทก์เป็นลูกจ้างของจำเลยที่ 1 และจำเลยที่ 3 โจทก์จะไม่ได้รับเงินส่วนนี้

ศาลแรงงานภาค 2 พิพากษายกฟ้อง

โจทก์อุทธรณ์ต่อศาลฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีแรงงานวินิจฉัยว่า ศาลแรงงานภาค 2 รับฟังข้อเท็จจริงว่า โจทก์ทำงานในบริษัทแพนเอเซียฟุตแวร์ จำกัด (มหาชน) ต่อมาโจทก์ได้เข้าทำงานกับจำเลยที่ 1 เมื่อวันที่ 11 มิถุนายน 2540 ในตำแหน่งกรรมการผู้จัดการ ได้รับเงินเดือน เดือนละ 40,000 บาท ต่อมาโจทก์ได้เข้าทำงานกับจำเลยที่ 3 เมื่อวันที่ 30 ธันวาคม 2546 ในตำแหน่งกรรมการผู้จัดการ ได้รับเงินเดือน เดือนละ 40,000 บาท จนกระทั่งในวันที่ 11 พฤศจิกายน 2551 จำเลยที่ 1 และจำเลยที่ 3 ได้เลิกจ้างโจทก์ แล้ววินิจฉัยข้อเท็จจริงที่ได้ความจากการนำสืบของโจทก์และจำเลยทั้งสามต่อไปว่า บริษัทกลุ่มแพนมีประมาณ 60 บริษัท มีการแบ่งโซนโดยพลเอกเชิญชัย รับผิดชอบโซนศรีราชา กบินทร์บุรี ระยอง มีบริษัทแพนเอเซียฟุตแวร์ จำกัด (มหาชน) เป็นบริษัทแม่และถือหุ้นร้อยเปอร์เซ็นต์ในจำเลยที่ 1 และจำเลยที่ 3 โดยบริษัทต่าง ๆ ในเครือจะแบ่งหน้าที่กันผลิตสินค้าอุปกรณ์รองเท้าและส่งให้บริษัทแพนเอเซียฟุตแวร์ จำกัด (มหาชน) เป็นผู้ผลิต โจทก์ดำรงตำแหน่งกรรมการ (ที่ถูกน่าจะเป็นกรรมการรองผู้จัดการ) ผู้จัดการบริษัทแพนเอเซียฟุตแวร์ จำกัด (มหาชน) ด้วย นอกจากนี้พลเอกเชิญชัยยังได้มอบหมายให้โจทก์เป็นกรรมการผู้จัดการจำเลยที่ 1 และจำเลยที่ 3 อีกทั้งยังมอบหมายให้ปฏิบัติงานในกลุ่มบริษัทแพนอีกหลายบริษัท รวมเงินเดือนที่โจทก์ได้รับทั้งสิ้น 214,900 บาท และการปฏิบัติงานต่าง ๆ โจทก์ไม่จำต้องเข้าปฏิบัติงานเต็มเวลา โดยปกติจะสั่งงานทางโทรศัพท์และเข้าประชุมพนักงานและจะเข้าบริษัทต่าง ๆ สัปดาห์ละ 1 วัน การที่โจทก์ดำรงตำแหน่งกรรมการรองผู้จัดการบริษัทแพนเอเซียฟุตแวร์ จำกัด (มหาชน) และยังได้รับมอบหมายให้เป็นกรรมการผู้จัดการของจำเลยที่ 1 จำเลยที่ 3 และกรรมการบริหารบริษัทในเครืออีกหลายบริษัททำให้เห็นว่าการทำงานในตำแหน่งกรรมการผู้จัดการจำเลยที่ 1 จำเลยที่ 3 โจทก์มีอำนาจในการบริหาร วางแผน ไม่ต้องทำงานตามเวลา โจทก์จึงไม่อยู่ภายใต้การบังคับบัญชาของจำเลยที่ 1 และจำเลยที่ 3 จึงถือว่าเป็นผู้มีอำนาจกระทำการแทนจำเลยที่ 1 จำเลยที่ 3 แม้โจทก์จะได้รับค่าตอบแทนเป็นเงินเดือนแต่อัตราเงินเดือนของโจทก์น้อยกว่ากรรมการรองผู้จัดการ แต่เมื่อรวมเงินเดือนแต่ละบริษัทรวมกันกลับมีเงินเดือนถึง 214,900 บาท และหากเสร็จภารกิจในบริษัทในเครือแพน พลเอกเชิญชัยก็เรียกตัวโจทก์กลับบริษัทแพนเอเซียฟุตแวร์ จำกัด (มหาชน) ซึ่งเป็นบริษัทแม่ที่ถือหุ้นร้อยเปอร์เซ็นต์เต็มได้ การทำงานของโจทก์จึงขึ้นอยู่กับผลงานและมติของคณะกรรมการบริหารบริษัทแพนเอเซียฟุตแวร์ จำกัด (มหาชน) ส่วนการหักเงินสมทบประกันสังคมเพื่อส่งเข้ากองทุนประกันสังคมตามกฎหมายนั้นเป็นเพียงการปฏิบัติตามกฎหมายเพื่อนำมาคำนวณรายได้ หากหักไว้เกินตามกฎหมายกำหนดก็มีสิทธิขอคืนจากกรมสรรพากรหรือสำนักงานประกันสังคมแล้วแต่กรณี ลำพังการหักเงินเดือนดังกล่าวยังไม่ถือว่าเป็นลูกจ้างตามกฎหมาย แม้โจทก์จะอ้างว่าตนมิได้เป็นผู้ก่อตั้งจำเลยที่ 1 และจำเลยที่ 3 แต่โจทก์ได้รับแต่งตั้งจากผู้ถือหุ้นส่วนใหญ่คือบริษัทแพนเอเซียฟุตแวร์ จำกัด (มหาชน) เข้าเป็นกรรมการผู้จัดการและกระทำการแทนจำเลยที่ 1 และจำเลยที่ 3 แล้วในการบริหารจำเลยที่ 1 และจำเลยที่ 3 โจทก์มีอำนาจสูงสุด มีอิสระ ถือว่าโจทก์เป็นนายจ้างตามพระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน พ.ศ.2541 เมื่อโจทก์และจำเลยทั้งสามท้ากันในประเด็นว่าโจทก์เป็นลูกจ้างจำเลยที่ 1 และจำเลยที่ 3 หรือไม่ และข้อเท็จจริงฟังได้ว่าโจทก์เป็นนายจ้างจำเลยที่ 1 และจำเลยที่ 3 จึงถือว่าตรงตามคำท้ากัน โจทก์จึงต้องแพ้ตามคำท้า ไม่จำต้องวินิจฉัยในประเด็นข้อพิพาทข้ออื่น

ปัญหาที่จะต้องวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของโจทก์มีว่า โจทก์เป็นลูกจ้างของจำเลยที่ 1 และจำเลยที่ 3 หรือไม่ เห็นว่า แม้บริษัทแพนเอเซียฟุตแวร์ จำกัด (มหาชน) ซึ่งเป็นบริษัทแม่จะเป็นผู้ถือหุ้นร้อยเปอร์เซ็นต์ของบริษัทจำเลยที่ 1 และจำเลยที่ 3 ซึ่งเป็นบริษัทลูกก็ตาม แต่ก็เป็นนิติบุคคลต่างหากจากกัน การที่โจทก์ได้รับมอบหมายจากพลเอกเชิญชัย ผู้รับผิดชอบโซนศรีราชา กบินทร์บุรี ระยอง อันมีบริษัทแพนเอเซียฟุตแวร์ จำกัด (มหาชน) ซึ่งเป็นบริษัทแม่ให้ไปเป็นกรรมการผู้จัดการจำเลยที่ 1 และจำเลยที่ 3 ด้วย โจทก์ซึ่งดำรงตำแหน่งกรรมการรองผู้จัดการบริษัทแพนเอเซียฟุตแวร์ จำกัด (มหาชน) อยู่แล้วก็ต้องไปปฏิบัติงานในตำแหน่งกรรมการผู้จัดการของจำเลยที่ 1 และจำเลยที่ 3 ตามที่ได้รับมอบหมายจากพลเอกเชิญชัย การที่โจทก์ไปดำรงตำแหน่งกรรมการผู้จัดการ โจทก์ย่อมมีอำนาจในการบริหารวางแผนและมีอำนาจสูงสุด จำเลยที่ 1 และจำเลยที่ 3 มิได้แต่งตั้งโจทก์ให้ดำรงตำแหน่งดังกล่าว โจทก์จึงมิใช่ผู้ที่ต้องทำงานภายใต้การควบคุมบังคับบัญชาของจำเลยที่ 1 และจำเลยที่ 3 และแม้ค่าตอบแทนในการบริหารงานที่โจทก์ได้รับจากการบริหารงานในบริษัทต่าง ๆ หลายบริษัทซึ่งรวมทั้งเงินที่ได้รับจากจำเลยที่ 1 และจำเลยที่ 3 อยู่ด้วยก็เป็นเรื่องที่ผู้บริหารระดับสูงกลุ่มแพนกำหนดไว้ว่าจะได้รับจากบริษัทใดจำนวนเท่าใด ไม่ทำให้เข้าใจไปได้ว่าจำเลยที่ 1 และจำเลยที่ 3 กำหนดค่าตอบแทนให้แก่โจทก์จำนวนเท่าใดได้เอง ส่วนการหักภาษีเงินได้และเงินกองทุนประกันสังคมในแต่ละบริษัทเห็นได้ว่า เป็นการคำนวณจากค่าตอบแทนที่โจทก์ได้รับจากการที่ผู้บริหารระดับสูงกลุ่มแพนกำหนดให้กระจายความรับผิดชอบไปให้แต่ละบริษัทที่โจทก์เข้าไปบริหารงานนั่นเอง เมื่อโจทก์มิใช่ผู้ที่ต้องทำงานภายใต้การควบคุมบังคับบัญชาของจำเลยที่ 1 และจำเลยที่ 3 แต่กลับเป็นผู้ได้รับมอบหมายให้ไปเป็นผู้บริหารงานและมีอำนาจสูงสุดในการบริหารบริษัทจำเลยที่ 1 และจำเลยที่ 3 เช่นนี้ โจทก์จึงมิใช่ลูกจ้างของจำเลยที่ 1 และจำเลยที่ 3 ศาลแรงงานภาค 2 วินิจฉัยให้โจทก์แพ้ตามคำท้าและพิพากษายกฟ้อง โดยไม่วินิจฉัยในประเด็นข้ออื่นชอบแล้ว ส่วนที่โจทก์อุทธรณ์ขอให้จำเลยที่ 2 จ่ายเงินสมทบในส่วนของจำเลยที่ 1 และจำเลยที่ 3 โดยอ้างว่าเป็นกองทุนคนละกองกับในส่วนของบริษัทแพนเอเซียฟุตแวร์ จำกัด (มหาชน) นั้น เมื่อโจทก์แพ้ตามคำท้า โจทก์จึงไม่ได้รับเงินส่วนนี้ตามคำท้า ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัยเป็นอย่างอื่นให้นอกเหนือคำท้าได้ อุทธรณ์ของโจทก์ฟังไม่ขึ้น

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 575
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นายบุญรอด อินดามณี
จำเลย — บริษัทเอ็กซ์เซลเล้นท์รับเบอร์ จำกัด กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลแรงงานภาค 2 — นายธีระ กิ่งแก้ว
ชื่อองค์คณะ
พิทยา บุญชู
นิยุต สุภัทรพาหิรผล
พงษ์เทพ ศิริพงศ์ติกานนท์
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 17591 -ที่ 17594/2557
#579665
เปิดฉบับเต็ม

โจทก์ที่ 2 ถึงที่ 4 และที่ 6 ฟ้องขอให้จำเลยจ่ายค่าเสียหายจากการเลิกจ้างที่ไม่เป็นธรรม จำเลยให้การว่าจำเลยประสบปัญหาทางเศรษฐกิจ ทำให้ต้องลดจำนวนลูกจ้างเพื่อลดค่าใช้จ่าย จำเลยจึงเลิกจ้างลูกจ้างจำนวน 7 คน ซึ่งรวมถึงโจทก์ที่ 2 ถึงที่ 4 และที่ 6 ด้วยเนื่องจากโจทก์ที่ 2 ถึงที่ 4 และที่ 6 มีผลการทำงานย้อนหลัง 3 ปี ต่ำกว่ามาตรฐาน ขาดงาน ลาป่วย ลากิจ ละทิ้งหน้าที่จำนวนมาก และเคยถูกลงโทษทางวินัย ศาลแรงงานภาค 1 จดประเด็นข้อพิพาทว่าจำเลยเลิกจ้างโจทก์ที่ 2 ถึงที่ 4 และที่ 6 โดยไม่เป็นธรรมหรือไม่ แล้วฟังข้อเท็จจริงและวินิจฉัยในประเด็นดังกล่าวว่าการใช้สิทธิลาของโจทก์ที่ 2 ถึงที่ 4 และที่ 6 ไม่ทำให้จำเลยเสียหาย การเลิกจ้างมีเหตุผลมาจากจำเลยต้องการลดจำนวนลูกจ้างเพื่อลดต้นทุนการผลิต การที่จำเลยนำเรื่องการทำงานของโจทก์ที่ 2 ถึงที่ 4 และที่ 6 มาพิจารณาเพื่อเลิกจ้างโจทก์ที่ 2 ถึงที่ 4 และที่ 6 จึงเป็นการเลือกปฏิบัติ เป็นการเลิกจ้างที่ไม่เป็นธรรม ซึ่งเป็นการให้เหตุผลเพื่อนำไปสู่การวินิจฉัยในประเด็นข้อพิพาทนั้นแล้ว แม้ศาลแรงงานภาค 1 จะวินิจฉัยโดยให้เหตุผลรวบรัดไปบ้าง แต่ก็ได้กล่าวหรือแสดงข้อเท็จจริงโดยสรุปและวินิจฉัยในประเด็นแห่งคดีพร้อมเหตุผลแห่งคำวินิจฉัยครบถ้วน คำพิพากษาของศาลแรงงานภาค 1 จึงชอบด้วย พ.ร.บ.จัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงาน พ.ศ.2522 มาตรา 51 วรรคหนึ่ง

การพิจารณาว่าการเลิกจ้างเป็นการเลิกจ้างที่ไม่เป็นธรรมตาม พ.ร.บ.จัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงาน พ.ศ.2522 มาตรา 49 หรือไม่ ต้องพิจารณาจากเหตุแห่งการเลิกจ้างว่ามีเหตุอันสมควรเพียงพอหรือไม่ จำเลยอ้างเหตุว่าคำสั่งซื้อจากลูกค้าของจำเลยลดลงตั้งแต่กลางปี 2551 ทำให้กิจการของจำเลยประสบภาวะการขาดทุนและเป็นเหตุให้ต้องเลิกจ้างลูกจ้างเพื่อความอยู่รอดของกิจการจำเลย นับจากเวลาที่คำสั่งซื้อลดลงจนถึงวันที่จำเลยมีคำสั่งเลิกจ้างโจทก์ที่ 2 ถึงที่ 4 และที่ 6 มีระยะเวลาเพียงประมาณ 6 เดือน โดยในช่วงระยะเวลาดังกล่าวไม่ปรากฏว่าจำเลยได้พยายามใช้วิธีการอื่นใดปรับปรุงการบริหารจัดการเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพในการทำงานหรือลดค่าใช้จ่ายของจำเลยลงหรือให้โจทก์ที่ 2 ถึงที่ 4 และที่ 6 ไปช่วยทำงานในหน้าที่อื่นแต่อย่างใด การที่จำเลยเลือกใช้วิธีการเลิกจ้างในทันทีเพื่อลดค่าใช้จ่ายของจำเลย โดยมิได้มีการดำเนินการอย่างหนึ่งอย่างใดก่อนการเลิกจ้าง เป็นการกระทำเพื่อประโยชน์ของจำเลยเพียงฝ่ายเดียว จึงยังไม่มีเหตุอันสมควรและเพียงพอที่จำเลยจะเลิกจ้างโจทก์ที่ 2 ถึงที่ 4 และที่ 6 ได้ เป็นการเลิกจ้างที่ไม่เป็นธรรม

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
คดีทั้งหกสำนวนนี้ศาลแรงงานภาค 1 สั่งให้รวมพิจารณาเป็นคดีเดียวกัน โดยให้เรียกโจทก์เรียงตามลำดับสำนวนว่าโจทก์ที่ 1 ถึงที่ 6

โจทก์ทั้งหกฟ้องขอให้บังคับจำเลยจ่ายสินจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้า ค่าชดเชย ค่าชดเชยพิเศษ ค่าเสียหายจากการเลิกจ้างที่ไม่เป็นธรรม และเงินโบนัสพร้อมดอกเบี้ยตามคำขอท้ายฟ้องของโจทก์แต่ละสำนวน

จำเลยให้การขอให้ยกฟ้อง

ระหว่างพิจารณา โจทก์ที่ 1 และที่ 5 กับจำเลยตกลงกันได้ ศาลแรงงานภาค 1 จึงมีคำพิพากษาตามยอมในคดีของโจทก์ที่ 1 และที่ 5 เหลือโจทก์ที่ 2 ถึงที่ 4 และ ที่ 6

ศาลแรงงานภาค 1 พิพากษาให้จำเลยจ่ายค่าเสียหายจากการเลิกจ้างที่ไม่เป็นธรรมให้แก่โจทก์ที่ 2 จำนวน 40,000 บาท โจทก์ที่ 3 จำนวน 50,000 บาท โจทก์ที่ 4 จำนวน 50,000 บาท และโจทก์ที่ 6 จำนวน 50,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ที่ 2 ถึงที่ 4 และที่ 6 คำขออื่นนอกจากนี้ให้ยกเสีย

จำเลยอุทธรณ์ต่อศาลฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีแรงงานวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงที่คู่ความไม่โต้แย้งกันได้ความว่า โจทก์ที่ 2 ถึงที่ 4 และที่ 6 เข้าทำงานเป็นลูกจ้างจำเลยตั้งแต่วันที่ 25 มีนาคม 2539 วันที่ 4 มีนาคม 2540 วันที่ 1 กรกฎาคม 2540 และวันที่ 26 มิถุนายน 2540 ได้รับค่าจ้างอัตราสุดท้ายเดือนละ 9,230 บาท 10,078 บาท 10,139 บาท และ 10,405 บาท ตามลำดับ จำเลยมีลูกจ้างประมาณ 400 คน เมื่อวันที่ 17 ธันวาคม 2551 จำเลยเลิกจ้างโจทก์ที่ 2 ถึงที่ 4 และที่ 6 โดยอ้างเหตุผลในการเลิกจ้างตามประกาศ เรื่อง เลิกจ้างพนักงาน ผลการปฏิบัติงาน สถิติการขาดงาน ลางาน การกระทำความผิดและการลงโทษทางวินัยของโจทก์ที่ 2 ถึงที่ 4 และที่ 6

คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของจำเลยประการแรกว่า คำพิพากษาของศาลแรงงานภาค 1 ชอบด้วยกฎหมายหรือไม่ เห็นว่า โจทก์ที่ 2 ถึงที่ 4 และที่ 6 ฟ้องขอให้จำเลยจ่ายค่าเสียหายจากการเลิกจ้างที่ไม่เป็นธรรม จำเลยให้การว่าเหตุที่จำเลยเลิกจ้างโจทก์ที่ 2 ถึงที่ 4 และที่ 6 เนื่องจากประสบปัญหาทางเศรษฐกิจ ทำให้ต้องลดจำนวนลูกจ้างเพื่อลดค่าใช้จ่าย จำเลยจึงเลิกจ้างลูกจ้างจำนวน 7 คน ซึ่งรวมถึงโจทก์ที่ 2 ถึงที่ 4 และที่ 6 ด้วยเนื่องจากโจทก์ที่ 2 ถึงที่ 4 และที่ 6 มีผลการทำงานย้อนหลัง 3 ปี ต่ำกว่ามาตรฐาน ขาดงาน ลาป่วย ลากิจ ละทิ้งหน้าที่จำนวนมาก และเคยถูกลงโทษทางวินัย ศาลแรงงานภาค 1 จดประเด็นข้อพิพาทว่าจำเลยเลิกจ้างโจทก์ที่ 2 ถึงที่ 4 และที่ 6 โดยไม่เป็นธรรมหรือไม่ แล้วฟังข้อเท็จจริงและวินิจฉัยในประเด็นดังกล่าวว่าการเลิกจ้างโจทก์ที่ 2 ถึงที่ 4 และที่ 6 ของจำเลยเป็นการเลิกจ้างที่ไม่เป็นธรรม โดยให้เหตุผลว่าการใช้สิทธิลาของโจทก์ที่ 2 ถึงที่ 4 และที่ 6 ไม่ทำให้จำเลยเสียหาย การเลิกจ้างมีเหตุผลมาจากจำเลยเองที่ต้องการลดคนงานเพื่อลดต้นทุนการผลิต การที่จำเลยนำเรื่องการทำงานของโจทก์ที่ 2 ถึงที่ 4 และที่ 6 มาพิจารณาเพื่อเลิกจ้างโจทก์ที่ 2 ถึงที่ 4 และที่ 6 จึงเป็นการเลือกปฏิบัติ ซึ่งเป็นการให้เหตุผลเพื่อนำไปสู่การวินิจฉัยในประเด็นข้อพิพาทนั้นแล้ว แม้ศาลแรงงานภาค 1 จะวินิจฉัยโดยให้เหตุผลรวบรัดไปบ้าง แต่เมื่อพิจารณาคำวินิจฉัยตามประเด็นข้อพิพาทที่ตั้งไว้ก็ได้กล่าวหรือแสดงข้อเท็จจริงโดยสรุปและวินิจฉัยในประเด็นแห่งคดีพร้อมเหตุผลแห่งคำวินิจฉัยครบถ้วน คำพิพากษาของศาลแรงงานภาค 1 จึงชอบด้วยพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงาน พ.ศ.2522 มาตรา 51 วรรคหนึ่ง อุทธรณ์ของจำเลยข้อนี้ฟังไม่ขึ้น

ปัญหาต้องวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของจำเลยประการต่อมาว่า การที่จำเลยเลิกจ้างโจทก์ที่ 2 ถึงที่ 4 และที่ 6 เป็นการเลิกจ้างที่ไม่เป็นธรรมหรือไม่ เห็นว่า ตามประกาศ เรื่อง เลิกจ้างพนักงาน และข้อเท็จจริงที่ได้ความปรากฏชัดว่า เหตุผลที่จำเลยนำมากล่าวอ้างเพื่อเลิกจ้างโจทก์ที่ 2 ถึงที่ 4 และที่ 6 คือจำเลยประสบปัญหาทางเศรษฐกิจขาดทุนอย่างรุนแรง จึงต้องปรับปรุงองค์กรและประสิทธิภาพในการทำงาน ดังนั้น การที่จะพิจารณาว่าการเลิกจ้างโจทก์ที่ 2 ถึงที่ 4 และที่ 6 ของจำเลยเป็นการเลิกจ้างที่ไม่เป็นธรรมตามพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงาน พ.ศ.2522 มาตรา 49 หรือไม่ จึงต้องพิจารณาจากเหตุแห่งการเลิกจ้างดังกล่าวก่อนว่ามีเหตุอันสมควรเพียงพอหรือไม่ จำเลยอ้างเหตุว่าคำสั่งซื้อจากลูกค้าของจำเลยลดลงตั้งแต่กลางปี 2551 ทำให้กิจการของจำเลยประสบภาวะการขาดทุน และเป็นเหตุให้ต้องเลิกจ้างลูกจ้างเพื่อความอยู่รอดของกิจการจำเลย เมื่อวันที่ 17 ธันวาคม 2551 จำเลยเลิกจ้างลูกจ้างรวมทั้งโจทก์ที่ 2 ถึงที่ 4 และที่ 6 จำนวน 7 คน จากลูกจ้างประมาณ 400 คน นับจากเวลาที่คำสั่งซื้อลดลงจนถึงวันที่จำเลยมีคำสั่งเลิกจ้างโจทก์ที่ 2 ถึงที่ 4 และที่ 6 มีระยะเวลาเพียงประมาณ 6 เดือน โดยในช่วงระยะเวลาดังกล่าวไม่ปรากฏว่าจำเลยได้พยายามใช้วิธีการอื่นใดปรับปรุงการบริหารจัดการเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพในการทำงานหรือลดค่าใช้จ่ายของจำเลยลงหรือให้โจทก์ที่ 2 ถึงที่ 4 และที่ 6 ไปช่วยทำงานในหน้าที่อื่นแต่อย่างใด การที่จำเลยเลือกใช้วิธีการเลิกจ้างโจทก์ที่ 2 ถึงที่ 4 และที่ 6 รวมกับลูกจ้างอื่นเพียงจำนวน 7 คน ในทันทีเพื่อลดค่าใช้จ่ายของจำเลย โดยมิได้มีการดำเนินการอย่างหนึ่งอย่างใดก่อนการเลิกจ้าง จึงเป็นการกระทำเพื่อประโยชน์ของจำเลยเพียงฝ่ายเดียว ทั้งที่จำเลยอ้างว่าประสบภาวะขาดทุน แต่เอกสารอันเป็นเอกสารแสดงฐานะทางการเงินของจำเลยก็เป็นเอกสารที่สรุปงบการเงิน ณ วันที่ 31 ธันวาคม 2551 หลังจากวันที่จำเลยเลิกจ้างโจทก์ที่ 2 ถึงที่ 4 และที่ 6 ไปแล้ว ที่จำเลยเลิกจ้างโจทก์ที่ 2 ถึงที่ 4 และที่ 6 อ้างเหตุว่าเพื่อลดค่าใช้จ่ายและปรับปรุงประสิทธิภาพในการทำงานจึงยังไม่มีเหตุอันสมควรและเพียงพอที่จำเลยจะเลิกจ้างโจทก์ที่ 2 ถึงที่ 4 และที่ 6 ได้ เป็นการเลิกจ้างที่ไม่เป็นธรรม ที่ศาลแรงงานภาค 1 พิพากษาให้จำเลยจ่ายค่าเสียหายจากการเลิกจ้างที่ไม่เป็นธรรมให้แก่โจทก์ที่ 2 ถึงที่ 4 และที่ 6 นั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วยในผล อุทธรณ์ของจำเลยข้อนี้ฟังไม่ขึ้นเช่นกัน

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.จัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงาน พ.ศ.2522 ม. 49 ม. 51 วรรคหนึ่ง
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นายสมพิศ เพ็งสลุง กับพวก
จำเลย — บริษัทไทยอคริลิคไฟเบอร์ จำกัด
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลแรงงานภาค 1 — นายองอาจ แน่นหนา
ชื่อองค์คณะ
วิธวิทย์ หิรัญรุจิพงศ์
นิยุต สุภัทรพาหิรผล
ธีระพงศ์ จิระภาค
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 17584 -ที่ 17585/2557
#583430
เปิดฉบับเต็ม

ข้อบังคับของการประปานครหลวง ฉบับที่ 60 ว่าด้วยความรับผิดของพนักงานหรือลูกจ้างในทางแพ่ง พ.ศ.2522 ข้อ 7 ระบุว่า "เมื่อผู้ว่าการได้รับรายงานผลการสอบสวนแล้วให้สั่งการให้เสร็จสิ้นภายในกำหนดสี่สิบห้าวัน ตามแต่กรณีดังต่อไปนี้ (ก) ถ้าหากเห็นว่าผู้ใดต้องรับผิด ก็ให้สั่งการเรียกเงินชดใช้ค่าเสียหายให้เสร็จไป หรือให้ทำหนังสือยอมรับสภาพหนี้ไว้เป็นหลักฐานภายในกำหนดสามสิบวันนับแต่วันที่สั่งการ แต่ถ้าหากผู้ต้องรับผิดคนใดปฏิเสธไม่ยอมชดใช้เงินหรือบิดพลิ้ว ประวิงเวลาหรือ ไม่ยอมทำหนังสือสัญญารับสภาพหนี้ ให้สั่งการดำเนินคดีภายในกำหนดเวลาเก้าสิบวันนับแต่วันสิ้นระยะเวลาให้ชดใช้ค่าเสียหายหรือให้รับสภาพหนี้..." ข้อบังคับดังกล่าวเป็นระเบียบปฏิบัติที่กำหนดขั้นตอนและระยะเวลาที่ผู้ว่าการการประปานครหลวงจะต้องดำเนินการภายหลังจากที่ได้รับรายงานผลการสอบสวน อันเป็นระเบียบภายในของโจทก์ ทั้งตามข้อบังคับนั้นก็ไม่มีกำหนดห้ามมิให้โจทก์ฟ้องคดีถ้ายังมิได้ปฏิบัติตามขั้นตอนในข้อบังคับครบถ้วน ดังนั้น ไม่ว่าโจทก์จะปฏิบัติตามข้อบังคับดังกล่าวครบถ้วนหรือไม่ โจทก์ย่อมมีอำนาจนำคดีมาฟ้องต่อศาลได้

จำเลยทั้งสองอุทธรณ์เพียงว่าฟ้องโจทก์เคลือบคลุม โดยมิได้ยกเหตุเป็นข้อโต้แย้งคัดค้านคำพิพากษาศาลแรงงานกลางที่วินิจฉัยว่าฟ้องโจทก์ไม่เคลือบคลุมว่าไม่ถูกต้องอย่างไร จึงเป็นอุทธรณ์ที่ไม่ชัดแจ้ง ไม่ชอบด้วย ป.วิ.พ. มาตรา 225 วรรคหนึ่ง ประกอบ พ.ร.บ.จัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงาน พ.ศ.2522 มาตรา 31

โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยทั้งสองชดใช้ค่าเสียหาย โดยบรรยายฟ้องถึงความสัมพันธ์ระหว่างโจทก์กับจำเลยทั้งสองว่าจำเลยทั้งสองเป็นพนักงานของโจทก์ จำเลยทั้งสองปฏิบัติหน้าที่บกพร่อง ประมาทเลินเล่อไม่ตรวจสอบการปฏิบัติงานของผู้ใต้บังคับบัญชา เป็นเหตุให้โจทก์ได้รับความเสียหาย จึงเป็นการฟ้องให้จำเลยทั้งสองรับผิดทั้งในมูลละเมิดและมูลสัญญาจ้างแรงงาน แม้ความรับผิดของจำเลยทั้งสองจะเกิดขึ้นใน 2 ช่วงเวลา คือ ระหว่างวันที่ 9 เมษายน 2539 ถึงวันที่ 14 พฤศจิกายน 2539 ก่อน พ.ร.บ.ความรับผิดทางละเมิดของเจ้าหน้าที่ พ.ศ.2539 จะใช้บังคับ หรือระหว่างวันที่ 15 ถึงวันที่ 19 พฤศจิกายน 2539 หลังวันที่ พ.ร.บ. ดังกล่าวมีผลใช้บังคับแล้วก็ตาม แต่เมื่อในเรื่องผิดสัญญาจ้างแรงงานมิได้บัญญัติอายุความไว้โดยเฉพาะจึงมีกำหนด 10 ปี ตาม ป.พ.พ. มาตรา 193/30 เหตุคดีนี้เกิดขึ้นอย่างช้าในวันที่ 19 พฤศจิกายน 2539 นับถึงวันฟ้องคือวันที่ 26 กันยายน 2549 คดีของโจทก์จึงยังไม่ขาดอายุความ

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
คดีทั้งสองสำนวนนี้ ศาลแรงงานกลางมีคำสั่งให้รวมพิจารณาเป็นคดีเดียวกันโดยให้เรียกจำเลยเรียงตามลำดับสำนวนว่า จำเลยที่ 1 และที่ 2

โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยที่ 1 และที่ 2 ปฏิบัติตามคำสั่งการประปานครหลวง ที่ 404/2541 โดยให้จำเลยที่ 1 และที่ 2 ชำระเงินจำนวน 599.110.63 บาท และ 68,989.86 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ตั้งแต่วันที่ 1 ธันวาคม 2541 เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์

จำเลยทั้งสองให้การขอให้ยกฟ้อง

ศาลแรงงานกลางพิพากษาให้จำเลยที่ 1 ชำระค่าเสียหายเป็นจำนวนเงิน 599,110.63 บาท จำเลยที่ 2 ชำระค่าเสียหายเป็นเงินจำนวน 68,989.86 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี จากต้นเงินที่แต่ละคนจะต้องชำระ นับแต่ผิดนัด คือวันที่ 1 กรกฎาคม 2548 เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ คำขออื่นนอกจากนี้ให้ยก

จำเลยทั้งสองอุทธรณ์ต่อศาลฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีแรงงานวินิจฉัยว่า ศาลแรงงานกลางฟังข้อเท็จจริงว่า จำเลยที่ 1 เคยเป็นพนักงานของโจทก์ โดยดำรงตำแหน่งผู้อำนวยการกองรายได้ 1 สำนักงานประปาสาขาบางเขนตั้งแต่วันที่ 4 พฤศจิกายน 2537 ถึงวันที่ 30 กันยายน 2539 ต่อมาได้รับคำสั่งให้รักษาในตำแหน่งหัวหน้าส่วนจัดเก็บและรับเงิน 1 กองรายได้ 1 สำนักงานประปาสาขาบางเขนอีกตำแหน่งหนึ่งเป็นการชั่วคราวตั้งแต่วันที่ 23 พฤษภาคม 2539 ถึงวันที่ 8 พฤศจิกายน 2539 และเคยดำรงตำแหน่งผู้อำนวยการกองรายได้ สำนักงานประปาสาขาลาดพร้าวตั้งแต่วันที่ 1 ตุลาคม 2539 จำเลยที่ 1 พ้นจากการเป็นพนักงานของโจทก์เนื่องจากเกษียณอายุเมื่อวันที่ 1 ตุลาคม 2549 จำเลยที่ 2 ยังคงเป็นพนักงานของโจทก์ ปัจจุบันดำรงตำแหน่งผู้อำนวยการกองรายได้ สำนักงานประปาสาขาสุขุมวิท ก่อนดำรงตำแหน่งดังกล่าวระหว่างวันที่ 1 พฤศจิกายน 2536 ถึงวันที่ 22 พฤษภาคม 2539 จำเลยที่ 2 ดำรงตำแหน่งหัวหน้าส่วนจัดเก็บและรับเงิน กองรายได้ สำนักงานประปาสาขาบางเขน นางสาววาสนา นางพัชยา และนางสาวพรปวีณ์ เคยเป็นพนักงานของโจทก์ โดยนางวาสนาตำแหน่งวิทยากร 5 และได้รับการแต่ตั้งให้เป็นผู้รักษาการแทนหัวหน้าส่วนจัดเก็บและรับเงิน 1 ในกรณีที่ผู้บังคับบัญชาในหน่วยงานไม่สามารถปฏิบัติหน้าที่ได้ตั้งแต่วันที่ 26 มกราคม 2539 นางพัชยา ดำรงตำแหน่งนักบัญชี 3 และนางสาวพรปวีณ์ ดำรงตำแหน่งพนักงานรายได้ 2 ระหว่างวันที่ 9 เมษายน 2539 ถึงวันที่ 19 พฤศจิกายน 2539 นางวาสนา นางพัชยา และนางสาวพรปวีณ์ร่วมกันนำเงินรายได้ของโจทก์ไปใช้เป็นประโยชน์ส่วนตนหรือของผู้อื่นโดยทุจริตหลายครั้งรวมเป็นเงินจำนวน 3,755,555.58 (ที่ถูก 3,775,555.58) บาท โจทก์แต่งตั้งคณะกรรมการสอบสวนแล้วมีคำสั่งให้ลงโทษปลดนางวาสนา และนางสาวพรปวีณ์ออกจากการเป็นพนักงานตั้งแต่วันที่ 20 ธันวาคม 2539 เป็นต้นไป ต่อมาวันที่ 27 ธันวาคม 2539 โจทก์มีคำสั่งแต่งตั้งคณะกรรมการสอบสวนทางวินัยและหาตัวผู้รับผิดทางแพ่ง คณะกรรมการสอบสวนแล้วเห็นว่า นางวาสนา และนางสาวพรปวีณ์ร่วมกันยักยอกเงินรายได้จำนวน 3,745,555.58 บาท บุคคลทั้งสามต้องรับผิดชำระเงินคืนให้แก่โจทก์และให้โจทก์ดำเนินคดีแพ่งและอาญาแก่บุคคลทั้งสามต่อไป สำหรับจำเลยทั้งสองซึ่งเป็นผู้บังคับบัญชาของบุคคลทั้งสามในขณะดำรงตำแหน่งหัวหน้าส่วนจัดเก็บและรับเงิน 1 มีความผิดเนื่องจากมิได้ควบคุมดูแลการปฏิบัติงานของบุคคลทั้งสามอย่างใกล้ชิดเป็นการกระทำโดยประมาทเลินเล่อ อันเป็นความผิดวินัยตามข้อบังคับของโจทก์ ฉบับที่ 50 ว่าด้วยวินัย การลงโทษพนักงานและการอุทธรณ์คำสั่ง พ.ศ.2540 ข้อ 5 (5) แต่การกระทำของจำเลยทั้งสองไม่เป็นการประมาทเลินเล่ออย่างร้ายแรง จึงเห็นควรให้ตัดเงินเดือนจำเลยทั้งสอง แต่เนื่องจากจำเลยทั้งสองปฏิบัติหน้าที่เสียสละและด้วยความวิริยะอุสาหะ ประกอบกับการกระทำดังกล่าวเป็นความผิดวินัยเล็กน้อยและเป็นความผิดครั้งแรก จึงมีเหตุอันควรลดโทษให้ภาคทัณฑ์จำเลยทั้งสอง จำเลยทั้งสองไม่ต้องรับผิดทางแพ่ง เห็นควรยุติเรื่องสำหรับจำเลยทั้งสอง ต่อมาวันที่ 8 มกราคม 2541 โจทก์มีคำสั่งแต่งตั้งคณะกรรมการสอบสวนจำเลยทั้งสอง เนื่องจากจำเลยทั้งสองเป็นผู้บังคับบัญชานางวาสนา นางพัชยาและนางสาวพรปวีณ์ในขณะเกิดเหตุโดยจำเลยที่ 1 ปฏิบัติหน้าที่หัวหน้าส่วนจัดเก็บและรับเงิน สำนักงานประปาสาขาลาดพร้าวอีกตำแหน่งหนึ่งในช่วงวันที่ 23 พฤษภาคม 2539 ถึงวันที่ 6 พฤศจิกายน 2539 จำเลยที่ 2 ปฏิบัติหน้าที่ในตำแหน่งหัวหน้าส่วนจัดเก็บและรับเงิน สำนักงานประปาสาขาบางเขน ในช่วงวันที่ 9 เมษายน 2539 ถึงวันที่ 22 พฤษภาคม 2539 คณะกรรมการสอบสวนดังกล่าวแล้วเห็นว่า การกระทำของจำเลยทั้งสองเป็นความผิดวินัยฐานไม่เอาใจใส่ต่อหน้าที่ ไม่รับผิดชอบและไม่ระมัดระวังรักษาประโยชน์แต่เป็นความผิดวินัยที่ไม่ร้ายแรง จึงให้ลงโทษตัดเงินเดือนจำเลยที่ 1 อัตราร้อยละ 5 รวม 3 เดือน กับให้ภาคทัณฑ์จำเลยที่ 2 ซึ่งต่อมาโจทก์มีคำสั่งลงโทษทางวินัยแก่จำเลยทั้งสองตามความเห็นของคณะกรรมการสอบสวนนั้น และมีคำสั่งให้จำเลยทั้งสองชดใช้ค่าเสียหายให้แก่โจทก์จำนวน 87.70 ส่วน และจำนวน 6.73 ส่วนของค่าเสียหายตามลำดับ โจทก์มีหนังสือแจ้งให้จำเลยทั้งสองชดใช้ค่าเสียหายแก่โจทก์เป็นเงิน 599,110.63 บาท และ 68,989.86 บาทตามลำดับภายในเวลาที่กำหนด เมื่อครบกำหนดโจทก์จึงดำเนินการหักเงินเดือนของจำเลยทั้งสองเดือนละ 8,231 บาท และ 1,326.73 บาท ตามลำดับ ตั้งแต่เดือนมิถุนายน 2548 เป็นต้นไป จำเลยทั้งสองจึงยื่นฟ้องโจทก์เป็นจำเลยที่ 1 ต่อศาลแรงงานกลาง ขอให้เพิกถอนคำสั่งการประปานครหลวง ที่ 404/2541 คืนเงินที่โจทก์หักไว้และระงับการหักเงินเดือนดังกล่าว ศาลแรงงานกลางพิพากษาให้โจทก์ชำระเงินเดือนที่หักไว้คืนให้จำเลยทั้งสอง แต่ไม่เพิกถอนคำสั่งการประปานครหลวง ที่ 404/2541 ตามคดีหมายเลขแดงที่ 3939 - 3940/2549 ผู้ว่าการการประปานครหลวงรู้ถึงการละเมิดและรู้ตัวผู้จะพึงต้องใช้ค่าสินไหมทดแทนเมื่อวันที่ 26 ธันวาคม 2540 พนักงานอัยการยื่นฟ้องนางวาสนา นางพัชยาและนางสาวพรปวีณ์ต่อศาลอาญา ต่อมาวันที่ 21 สิงหาคม 2546 ศาลอาญาพิพากษาลงโทษจำคุกคนละ 50 ปี ตามคดีหมายเลขแดงที่ 2589/2546 โจทก์โดยนางชวนพิศ ผู้ว่าการของโจทก์ทราบและรู้ตัวผู้ที่จะต้องชดใช้ค่าเสียหายเมื่อวันที่ 26 ธันวาคม 2540

คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของจำเลยทั้งสองประการแรกว่า โจทก์มีอำนาจฟ้องหรือไม่ เห็นว่า ตามข้อบังคับการประปานครหลวง ฉบับที่ 60 ว่าด้วยความรับผิดของพนักงานหรือลูกจ้างในทางแพ่ง พ.ศ.2522 ข้อ 7 มีข้อความระบุว่า "เมื่อผู้ว่าการได้รับรายงานผลการสอบสวนแล้วให้สั่งการให้เสร็จสิ้นภายในกำหนดสี่สิบห้าวัน ตามแต่กรณีดังต่อไปนี้ (ก) ถ้าหากเห็นว่าผู้ใดต้องรับผิด ก็ให้สั่งการเรียกเงินชดใช้เงินค่าเสียหายให้เสร็จไป หรือให้ทำหนังสือยอมรับสภาพหนี้ไว้เป็นหลักฐาน ภายในกำหนดสามสิบวันนับแต่วันที่สั่งการ แต่ถ้าหากผู้ต้องรับผิดคนใดปฏิเสธไม่ยอมรับชดใช้เงินหรือบิดพลิ้ว ประวิงเวลาหรือไม่ยอมทำหนังสือสัญญารับสภาพหนี้ ให้สั่งการดำเนินคดีภายในกำหนดเวลาเก้าสิบวันนับแต่วันสิ้นระยะเวลาให้ชดใช้ค่าเสียหายหรือให้รับสภาพหนี้..." ข้อบังคับดังกล่าวเป็นระเบียบปฏิบัติที่กำหนดให้ผู้ว่าการประปานครหลวงออกคำสั่งภายหลังจากได้รับรายงานผลการสอบสวนแล้วว่ามีขั้นตอนที่จะต้องดำเนินการอย่างไร มีกำหนดระยะเวลาเท่าไหร่ ซึ่งเป็นระเบียบปฏิบัติภายในของโจทก์ อีกทั้งตามข้อบังคับดังกล่าวไม่มีข้อกำหนดห้ามมิให้โจทก์ฟ้องคดีถ้ายังมิได้ปฏิบัติตามขั้นตอนในข้อบังคับครบถ้วน ดังนั้น ไม่ว่าโจทก์จะปฏิบัติตามข้อบังคับดังกล่าวครบถ้วนหรือไม่ก็ตาม โจทก์ย่อมมีอำนาจนำคดีมาฟ้องต่อศาลได้ อุทธรณ์ข้อนี้ของจำเลยทั้งสองฟังไม่ขึ้น

ปัญหาตามอุทธรณ์ของจำเลยทั้งสองในเรื่องฟ้องเคลือบคลุมนั้น จำเลยทั้งสองเพียงแต่อุทธรณ์ว่าฟ้องโจทก์เคลือบคลุม แต่จำเลยทั้งสองมิได้ยกเหตุขึ้นเป็นข้อโต้แย้งคัดค้านคำพิพากษาศาลแรงงานกลางที่วินิจฉัยว่าฟ้องโจทก์ไม่เคลือบคลุมว่าไม่ถูกต้องอย่างไร จึงเป็นอุทธรณ์ที่ไม่ชัดแจ้ง ไม่ชอบด้วยประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 225 วรรคหนึ่ง ประกอบพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงาน พ.ศ.2522 มาตรา 31 ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัย

ปัญหาต้องวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของจำเลยทั้งสองประการต่อไปมีว่า คดีโจทก์ขาดอายุความหรือไม่ เห็นว่า คดีนี้โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยทั้งสองชดใช้ค่าเสียหาย โดยบรรยายฟ้องถึงความสัมพันธ์ระหว่างโจทก์กับจำเลยทั้งสองว่าจำเลยทั้งสองเป็นพนักงานของโจทก์ จำเลยทั้งสองปฏิบัติหน้าที่บกพร่องประมาทเลินเล่อไม่ตรวจสอบการปฏิบัติงานของผู้ใต้บังคับบัญชา ทำให้ผู้ใต้บังคับบัญชานำเงินรายได้ของโจทก์ไปโดยทุจริต เป็นเหตุให้โจทก์ได้รับความเสียหาย คำฟ้องของโจทก์จึงเป็นการฟ้องขอให้จำเลยทั้งสองรับผิดทั้งในมูลละเมิดและมูลสัญญาจ้างแรงงาน แม้ความรับผิดของจำเลยทั้งสองจะเกิดขึ้นใน 2 ช่วงเวลา คือ ระหว่างวันที่ 9 เมษายน 2539 ถึงวันที่ 14 พฤศจิกายน 2539 ก่อนพระราชบัญญัติความรับผิดทางละเมิดของเจ้าหน้าที่ พ.ศ.2539 จะมีผลใช้บังคับ หรือเกิดขึ้นระหว่างวันที่ 15 ถึงวันที่ 19 พฤศจิกายน 2539 หลังวันที่พระราชบัญญัติดังกล่าวมีผลใช้บังคับก็ตาม แต่เมื่อในเรื่องผิดสัญญาจ้างแรงงานมิได้บัญญัติอายุความไว้โดยเฉพาะจึงมีกำหนด 10 ปี ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 193/30 เหตุคดีนี้เกิดขึ้นอย่างช้าในวันที่ 19 พฤศจิกายน 2539 เมื่อนับถึงวันฟ้องคือวันที่ 26 กันยายน 2549 ฟ้องโจทก์จึงหาขาดอายุความตามที่จำเลยทั้งสองอุทธรณ์ไม่ ที่ศาลแรงงานกลางพิพากษามานั้นชอบแล้ว อุทธรณ์ข้อนี้ของจำเลยทั้งสองฟังไม่ขึ้น

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 193/30
ป.วิ.พ. ม. 225 วรรคหนึ่ง
พ.ร.บ.จัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงาน พ.ศ.2522 ม. 8 วรรคสอง ม. 31
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — การประปานครหลวง
จำเลย — นางนฤมล นุ่นแก้ว กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลแรงงานกลาง — นางสาวฉันทนา เจริญศักดิ์
ชื่อองค์คณะ
อนันต์ ชุมวิสูตร
นิยุต สุภัทรพาหิรผล
บูรณ์ ฐาปนดุลย์
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 17582/2557
#579991
เปิดฉบับเต็ม

องค์การค้าของคุรุสภาโอนมาเป็นองค์การค้าของสำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมสวัสดิการและสวัสดิภาพครูและบุคลากรทางการศึกษาหรือจำเลยที่ 1 ตาม พ.ร.บ.สภาครูและบุคลากรทางการศึกษา พ.ศ.2546 โดยพนักงานยังคงได้รับเงินเดือนจากองค์การค้าของคุรุสภาไม่ได้รับจากงบประมาณแผ่นดิน เมื่อ พ.ร.บ.สภาครูและบุคลากรทางการศึกษา พ.ศ.2546 ไม่ได้บัญญัติยกเว้นการนำ พ.ร.บ.คุ้มครองแรงงาน พ.ศ.2541 มาใช้บังคับแก่กิจการของจำเลยที่ 1 ทั้ง พ.ร.บ.คุ้มครองแรงงาน พ.ศ.2541 ก็ไม่ได้บัญญัติยกเว้นไม่ให้นำมาใช้บังคับแก่หน่วยงานอื่นใดของรัฐที่จัดตั้งขึ้นตามกฎหมายเฉพาะ จำเลยที่ 1 จึงอยู่ภายใต้บังคับของ พ.ร.บ.คุ้มครองแรงงาน พ.ศ.2541 ดังนั้น จึงใช้ พ.ร.บ.คุ้มครองแรงงาน พ.ศ.2541 บังคับแก่จำเลยที่ 1 ในส่วนของโจทก์ซึ่งเป็นพนักงานขององค์การค้าของคุรุสภาได้

ตามระเบียบคุรุสภาว่าด้วยการบริหารองค์การค้าของคุรุสภา พ.ศ.2503 กำหนดให้การสั่งซื้อสินค้าตามใบสั่งหนึ่ง ๆ ตั้งแต่ 10 ล้านบาท ลงมา ให้ผู้อำนวยการองค์การค้าของคุรุสภาเป็นผู้อนุมัติ แต่หากเกินกว่า 10 ล้านบาท ขึ้นไปถึง 20 ล้านบาท ให้ประธานกรรมการองค์การค้าของคุรุสภาเป็นผู้อนุมัติ โจทก์ทำงานด้านจัดซื้อมา 10 ปีเศษ การที่โจทก์เสนอให้แบ่งการจัดซื้อออกเป็นงวด ๆ เพื่อให้แต่ละงวดมีวงเงินไม่เกินอำนาจของผู้อำนวยการองค์การค้าของคุรุสภา จนในที่สุดมีการอนุมัติตามที่โจทก์เสนอแนะ เป็นกรณีที่โจทก์มีเจตนาเสนอให้มีการหลีกเลี่ยงระเบียบคำสั่งเกี่ยวกับการเงิน ซึ่งเป็นระเบียบที่ใช้เพื่อป้องกันความเสียหายด้านการเงิน ทั้งการกระทำของโจทก์เปิดช่องให้มีการทุจริตในการจัดซื้อได้โดยง่ายจึงเป็นการกระทำผิดวินัยเป็นกรณีที่ร้ายแรง โจทก์ไม่มีสิทธิได้รับเงินตามฟ้อง

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยทั้งเจ็ดร่วมกันชำระเงิน 18,464,636.14 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 15 ต่อปี ของต้นเงิน 16,010,434 บาท นับแต่วันถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์

จำเลยทั้งเจ็ดให้การขอให้ยกฟ้อง

ศาลแรงงานกลางพิพากษาให้จำเลยที่ 1 ชำระค่าเสียหาย 1,050,000 บาท ค่าชดเชย 383,400 บาท สินจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้า 26,838 บาท ค่าจ้างสำหรับวันหยุดพักผ่อนประจำปี 21,726 บาท และเงินบำเหน็จ 690,120 บาท พร้อมทั้งดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 15 ต่อปี ของค่าชดเชยและค่าจ้างสำหรับวันหยุดพักผ่อนประจำปี นับแต่วันที่ 24 พฤษภาคม 2547 ดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของค่าเสียหาย สินจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้า และเงินบำเหน็จ นับแต่วันฟ้อง (วันที่ 25 พฤษภาคม 2548) เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ ยกฟ้องจำเลยที่ 2 ถึงที่ 7

จำเลยที่ 1 อุทธรณ์ต่อศาลฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีแรงงานวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงที่คู่ความไม่โต้แย้งกันได้ความว่า คุรุสภาจัดตั้งขึ้นมีฐานะเป็นนิติบุคคลตามพระราชบัญญัติครู พ.ศ.2488 มาตรา 4 พระราชบัญญัติสภาครูและบุคลากรทางการศึกษา พ.ศ.2546 ซึ่งมีผลใช้บังคับเมื่อวันที่ 12 มิถุนายน 2546 ในมาตรา 3 ให้ยกเลิกพระราชบัญญัติครู พ.ศ.2488 มาตรา 7 บัญญัติให้มีคุรุสภา และมาตรา 67 บัญญัติให้มีสำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมสวัสดิการและสวัสดิภาพครูและบุคลากรทางการศึกษา (จำเลยที่ 1) โดยให้คุรุสภาและจำเลยที่ 1 เป็นนิติบุคคลในกำกับของกระทรวงศึกษาธิการ คู่ความไม่โต้แย้งความมีอยู่และความถูกต้องของเอกสาร

มีปัญหาวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของจำเลยที่ 1 ประการแรกว่า พระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน พ.ศ.2541 ใช้บังคับแก่จำเลยที่ 1 ในส่วนของโจทก์ซึ่งเป็นพนักงานขององค์การค้าของคุรุสภาได้หรือไม่ พิเคราะห์แล้วเห็นว่า พระราชบัญญัติครู พ.ศ.2488 มาตรา 5 (3) บัญญัติให้คุรุสภามีรายได้จากผลประโยชน์จากการจัดตั้งองค์การจัดหาผลประโยชน์ของคุรุสภาและตามระเบียบคุรุสภาว่าด้วยการบริหารองค์การค้าของคุรุสภา พ.ศ.2503 ข้อ 1 ระบุว่า วัตถุประสงค์ในการจัดตั้งองค์การค้าของคุรุสภาก็เพื่อจัดหาผลประโยชน์ให้แก่คุรุสภา หมายความว่าคุรุสภาเป็นผู้จัดตั้งองค์การค้าของคุรุสภาขึ้นเองเพื่อแสวงหาประโยชน์ให้แก่คุรุสภา ไม่ใช่การจัดตั้งโดยตราเป็นพระราชกฤษฎีกา องค์การค้าของคุรุสภาจึงไม่ใช่องค์การที่จัดตั้งขึ้นตามพระราชบัญญัติว่าด้วยการจัดตั้งองค์การของรัฐบาล พ.ศ.2496 ตามพระราชบัญญัติครู พ.ศ.2488 มาตรา 4 บัญญัติให้คุรุสภาผู้เป็นเจ้าขององค์การค้าของคุรุสภาเป็นนิติบุคคลแยกต่างหากจากกระทรวงศึกษาธิการ มาตรา 6 บัญญัติให้คุรุสภามีอำนาจหน้าที่ให้ความเห็นแก่กระทรวงศึกษาธิการในเรื่องการจัดการศึกษาโดยทั่วไป รวมทั้งการปกครองดูแลและคุ้มครองสิทธิของผู้ประกอบวิชาชีพครูโดยเฉพาะ แต่ไม่มีอำนาจหน้าที่ปกครองดูแลหรือดำเนินการใด ๆ แก่ประชาชนทั่วไป เมื่อพระราชบัญญัติปรับปรุงกระทรวง ทบวง กรม พ.ศ.2534 บังคับใช้ มาตรา 26 ก็ไม่ได้บัญญัติให้คุรุสภาเป็นส่วนราชการของกระทรวงศึกษาธิการ จนกระทั่งพระราชบัญญัติฉบับนี้ถูกยกเลิกโดยพระราชบัญญัติปรับปรุงกระทรวง ทบวง กรม พ.ศ.2545 มาตรา 3 และตามหมวด 18 ที่ว่าด้วยกระทรวงศึกษาธิการก็ไม่ได้บัญญัติให้คุรุสภาเป็นส่วนราชการของกระทรวงศึกษาธิการเช่นกัน ประกอบกับข้อเท็จจริงที่ศาลแรงงานกลางฟังมาว่า การที่องค์การค้าของคุรุสภาโอนมาเป็นองค์การค้าของจำเลยที่ 1 ตามพระราชบัญญัติสภาครูและบุคลากรทางการศึกษา พ.ศ.2546 พนักงานยังคงได้รับเงินเดือนจากองค์การค้าของคุรุสภา ไม่ได้รับจากงบประมาณแผ่นดิน เมื่อพระราชบัญญัติสภาครูและบุคลากรทางการศึกษา พ.ศ.2546 ไม่ได้บัญญัติยกเว้นการนำพระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน พ.ศ.2541 มาใช้บังคับแก่กิจการของจำเลยที่ 1 ทั้งพระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน พ.ศ.2541 ก็ไม่ได้บัญญัติยกเว้นไม่ให้นำมาใช้บังคับแก่หน่วยงานอื่นใดของรัฐที่จัดตั้งขึ้นตามกฎหมายเฉพาะในลักษณะของจำเลยที่ 1 ด้วยแล้ว จำเลยที่ 1 จึงอยู่ภายใต้บังคับของพระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน พ.ศ.2541 รวมทั้งโจทก์ด้วย ดังนั้น จึงใช้พระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน พ.ศ.2541 บังคับแก่จำเลยที่ 1 ในส่วนของโจทก์ซึ่งเป็นพนักงานขององค์การค้าของคุรุสภาได้ อุทธรณ์ของจำเลยที่ 1 ข้อนี้ฟังไม่ขึ้น

มีปัญหาวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของจำเลยที่ 1 ประการสุดท้ายว่า การกระทำของโจทก์ในกรณีขออนุมัติซื้อสื่อวีดิทัศน์พร้อมหนังสือคู่มือชุดกีฬาเป็นการทำผิดวินัยหรือไม่ เป็นกรณีร้ายแรงหรือไม่ พิเคราะห์แล้วเห็นว่า ประวัติย่อของโจทก์ ปี 2531 ทำหน้าที่หัวหน้าหมวดซื้อวัสดุ 2 ปี 2536 โจทก์เป็นหัวหน้าหน่วยบริหารงานจัดซื้อจัดหากลาง วันที่ 9 มีนาคม 2541 โจทก์เป็นหัวหน้าส่วนจัดซื้อและทำหน้าที่รักษาการหัวหน้าหน่วยบริหารงานจัดซื้อจัดหากลางจนถึงวันที่ 30 มิถุนายน 2542 รวมเป็นเวลาที่โจทก์ทำงานด้านจัดซื้อถึง 20 ปีเศษ จากนั้นโจทก์จึงดำรงตำแหน่งเป็นหัวหน้าศูนย์เทคโนโลยีทางการศึกษา ต่อมาจึงรักษาการหัวหน้าฝ่ายวางแผนการตลาดและพัฒนาผลิตภัณฑ์ ในวันที่ 2 ตุลาคม 2543 จนดำรงตำแหน่งเป็นหัวหน้าฝ่ายวางแผนการตลาดและพัฒนาผลิตภัณฑ์ตั้งแต่วันที่ 16 มีนาคม 2543 ถึงวันที่ 8 กันยายน 2543 ซึ่งเป็นช่วงเวลาที่เกิดเหตุคดีนี้ ในระหว่างที่โจทก์ทำงานด้านจัดซื้ออยู่นั้น ปรากฏว่าวันที่ 21 มิถุนายน 2542 คุรุสภาทำสัญญาการเป็นผู้จัดจำหน่ายกับบริษัทต้นอ้อ 1999 จำกัด วันที่ 30 มิถุนายน 2542 องค์การค้าของคุรุสภาออกคำสั่ง ที่ 182/2541 - 42 เรื่อง ปรับปรุงโครงสร้าง ตั้งหน่วยงาน แต่งตั้งและโอนสังกัดเจ้าหน้าที่องค์การค้าของคุรุสภาในภาคการค้า หลังจากโจทก์ดำรงตำแหน่งหัวหน้าฝ่ายวางแผนการตลาดและพัฒนาผลิตภัณฑ์แล้ว วันที่ 24 เมษายน 2544 บริษัทต้นอ้อ 1999 จำกัด ทำใบเสนอราคาสื่อวีดิทัศน์พร้อมหนังสือคู่มือชุดกีฬาประกอบด้วยชุดกีฬากรีฑาฯ รวม 12 รายการ จำนวนรายการละ 1,500 ชุด วันที่ 30 เมษายน 2544 บริษัทต้นอ้อ 1999 จำกัด ทำใบเสนอราคาสื่อวีดิทัศน์พร้อมหนังสือคู่มือชุดกีฬา 12 รายการ จำนวนรายการละ 1,500 ชุด ซึ่งเป็นรายการและจำนวนเดียวกับใบเสนอราคาลงวันที่ 24 เมษายน 2544 วันที่ 9 พฤษภาคม 2544 บริษัทศูนย์การศึกษานครพิงค์ จำกัด สั่งซื้อสื่อวีดิทัศน์พร้อมหนังสือคู่มือชุดกีฬา 16 รายการ รายการละ 3,000 ชุด ในจำนวนที่สั่งซื้อมี 12 รายการ ที่ตรงตามใบเสนอราคาของบริษัทต้นอ้อ 1999 จำกัด วันที่ 11 พฤษภาคม 2544 โจทก์ในฐานะหัวหน้าฝ่ายวางแผนการตลาดและพัฒนาผลิตภัณฑ์ทำบันทึกถึงผู้อำนวยการองค์การค้าของคุรุสภาว่า บริษัทศูนย์การศึกษานครพิงค์ จำกัด สั่งซื้อสื่อวีดิทัศน์พร้อมหนังสือคู่มือชุดกีฬา 12 รายการ รายการละ 3,000 ชุด ซึ่งระบุรายการตรงกับใบเสนอราคาลงวันที่ 24, 30 เมษายน 2544 ของบริษัทต้นอ้อ 1999 จำกัด โดยโจทก์เสนอต่อผู้อำนวยการองค์การค้าของคุรุสภาให้ "พิจารณา 1. อนุมัติจัดซื้อ 12 รายการ เป็นเงิน 17,100,000 บาท 2. หากอนุมัติตาม 1. เห็นควรมอบ ฝช. (ฝ่ายจัดซื้อ) ดำเนินการจัดซื้อทยอยส่งคลัง 2 (ส่วนคลังสินค้า 2) 2 งวด ๆ ละ 1,500 ชุด (12 รายการ)" ส่วนรายการตามหนังสือสั่งซื้อชุดกีฬาเซปักตะกร้อฯ รวม 4 รายการ รายการละ 3,000 ชุด ไม่มีการกล่าวถึงและไม่มีการดำเนินการใด ๆ อีกเลย การที่คุรุสภา (องค์การค้าของคุรุสภา) ทำสัญญาเป็นผู้จัดจำหน่ายกับบริษัทต้นอ้อ 1999 จำกัด โดยระบุรายการสินค้าของบริษัทต้นอ้อ 1999 จำกัด ที่องค์การค้าของคุรุสภาต้องซื้อนำไปจัดจำหน่ายไว้ตามเอกสารผนวกซึ่งครอบคลุมถึงสื่อวีดิทัศน์พร้อมหนังสือคู่มือชุดกีฬาทั้ง 16 รายการ ที่บริษัทศูนย์ศึกษานครพิงค์ จำกัด สั่งซื้อจากองค์การค้าของคุรุสภาด้วย แต่ปรากฏตามสัญญาข้อ 4 ว่า องค์การค้าของคุรุสภาจะซื้อสินค้าตามเอกสารผนวกไม่ต่ำกว่า 5,000 ชิ้นหรือเล่ม ต่อสินค้า 1 รายการ ที่ตกลงซื้อขายกัน โดยต้องทยอยซื้อให้ครบ 5,000 ชิ้นหรือเล่ม ดังกล่าวภายใน 90 วัน นับแต่วันถัดจากวันสั่งซื้อครั้งแรก หมายความว่าองค์การค้าของคุรุสภาต้องสั่งซื้อสินค้าก่อนแล้วจึงต้องสั่งซื้อสินค้ารายการเดียวกันนี้ให้ครบ 5,000 ชิ้นหรือเล่ม ภายใน 90 วัน นับแต่วันสั่งซื้อครั้งแรก สำหรับสื่อวีดิทัศน์พร้อมหนังสือคู่มือชุดกีฬานั้น องค์การค้าของคุรุสภาไม่ได้สั่งซื้อมาก่อน จึงไม่อยู่ในข้อสัญญาที่ต้องสั่งซื้อภายใน 90 วัน การสั่งซื้อสื่อวีดิทัศน์พร้อมหนังสือคู่มือชุดกีฬาตามบันทึกของโจทก์ไม่ใช่กรณีที่ต้องดำเนินการอย่างเร่งด่วนตามสัญญาฉบับนี้ ตามระเบียบคุรุสภาว่าด้วยการบริหารองค์การค้าของคุรุสภา พ.ศ.2503 ข้อ 10 ก. ในการสั่งซื้อสินค้าตามใบสั่งหนึ่ง ๆ ตั้งแต่ 10,000,000 บาท ลงมา ให้ผู้อำนวยการองค์การค้าของคุรุสภาเป็นผู้อนุมัติ ข. เกินกว่า 10,000,000 บาท ขึ้นไปถึง 20,000,000 บาท ให้ประธานกรรมการองค์การค้าของคุรุสภาเป็นผู้อนุมัติ ดังนั้น ราคาสั่งซื้อสินค้าสื่อวีดิทัศน์พร้อมหนังสือคู่มือชุดกีฬา 12 รายการ รายการละ 3,000 ชุด จากบริษัทต้นอ้อ 1999 จำกัด เพื่อมาขายให้บริษัทศูนย์การศึกษานครพิงค์ จำกัด ด้วยใบสั่งซื้อเพียงฉบับเดียวเป็นเงิน 17,100,000 บาท จึงเกินอำนาจสั่งซื้อของผู้อำนวยการองค์การค้าของคุรุสภา ที่โจทก์เสนอให้ผู้อำนวยการองค์การค้าของคุรุสภาพิจารณาอนุมัติซื้อนั้น ตามคำสั่งองค์การค้าของคุรุสภาที่ 11/2538 - 39 เรื่อง หลักเกณฑ์มอบอำนาจการซื้อสินค้าและวัสดุหรืออุปกรณ์ ข้อ 1. การขออนุมัติจัดซื้อหมายความถึงการขออนุมัติซื้อในจำนวนของสิ่งของ ข้อ 2. การจัดซื้อหมายถึงวงเงินการจัดซื้อครั้งละโดยจัดซื้อจากผู้จำหน่ายรายเดียวกันและในวันเดียวกัน ข้อเสนอของโจทก์ตามบันทึกลงวันที่ 11 พฤษภาคม 2544 ให้ผู้อำนวยการองค์การค้าของคุรุสภาพิจารณาอนุมัติซื้อสื่อวีดิทัศน์พร้อมหนังสือคู่มือชุดกีฬา 12 รายการ เป็นการดำเนินการตามคำสั่งองค์การค้าของคุรุสภาที่ 11/2538 - 39 ข้อ 1. แต่ข้อเสนอที่ให้ดำเนินการจัดซื้อเป็น 2 งวด งวดละ 12 รายการ รายการละ 1,500 ชุด เป็นการเสนอให้มีการหลีกเลี่ยงความหมายของคำว่า "การจัดซื้อ" ตามข้อ 2. ที่เป็นวงเงินจัดซื้อแต่ละครั้งจากบริษัทต้นอ้อ 1999 จำกัด ผู้จำหน่ายเพียงรายเดียวและในวันเดียวกัน ซึ่งจำนวนเงินที่จัดซื้อในครั้งเดียวถูกจำกัดวงเงินซื้อสินค้าของผู้อำนวยการองค์การค้าของคุรุสภาไม่ให้เกิน 10,000,000 บาท ปรากฏตามคำนำในเอกสารว่า องค์การค้าของคุรุสภาจัดทำระเบียบสำนักนายกรัฐมนตรีว่าด้วยการพัสดุ พ.ศ.2535 สำหรับเป็นคู่มือในการจัดซื้อจัดจ้าง หมายความว่า องค์การค้าของคุรุสภาใช้ระเบียบสำนักนายกรัฐมนตรีว่าด้วยการพัสดุ พ.ศ.2535 ในการจัดซื้อจัดจ้าง ซึ่งในข้อ 22 วรรคสอง ระบุว่า "การแบ่งซื้อหรือแบ่งจ้างโดยลดวงเงินที่จัดซื้อหรือจัดจ้างในครั้งเดียวกันเพื่อให้วงเงินต่ำกว่าที่กำหนดโดยวิธีหนึ่งวิธีใด หรือเพื่อให้อำนาจสั่งซื้อสั่งจ้างเปลี่ยนไปจะกระทำมิได้" บันทึกของโจทก์ลงวันที่ 11 พฤษภาคม 2544 ระบุชัดแจ้งว่า การจัดซื้อครั้งนี้เป็นสื่อวีดิทัศน์พร้อมหนังสือคู่มือชุดกีฬา 12 รายการ รายการละ 3,000 ชุด เป็นราคา 17,100,000 บาท ซึ่งเกินอำนาจซื้อของผู้อำนวยการองค์การค้าของคุรุสภา ทั้งที่บริษัทต้นอ้อ 1999 จำกัด ส่งใบเสนอราคามาแล้ว 2 ฉบับ ฉบับละ 12 รายการ รายการละ 1,500 ชุด รวมเป็นจำนวน 12 รายการ รายการละ 3,000 ชุด หมายความว่า บริษัทต้นอ้อ 1999 จำกัด มีสินค้าพร้อมส่งให้องค์การค้าของคุรุสภาครบถ้วน ตามจำนวนที่บริษัทศูนย์การศึกษานครพิงค์ จำกัด สั่งซื้อ แต่โจทก์เสนอให้แบ่งการจัดซื้อออกเป็น 2 งวด โดยไม่ปรากฏว่ามีเหตุผลหรือความจำเป็นใด มีผลทำให้การชำระราคาสินค้า 17,100,000 บาท ถูกแบ่งออกเป็น 2 งวด ด้วย แต่ละงวดเป็นเงิน 8,550,000 บาท ซึ่งอยู่ในอำนาจซื้อของผู้อำนวยการองค์การค้าของคุรุสภา แสดงว่าโจทก์เจตนาเสนอให้มีการหลีกเลี่ยงระเบียบของคุรุสภาว่าด้วยการบริหารองค์การค้าของคุรุสภา พ.ศ.2503 ข้อ 10 และระเบียบสำนักนายกรัฐมนตรีว่าด้วยการพัสดุ พ.ศ.2535 ข้อ 22 วรรคสอง พฤติการณ์ทั้งหมดตั้งแต่บริษัทต้นอ้อ 1999 จำกัด ทำใบเสนอราคาลงวันที่ 24, 30 เมษายน 2544 ส่งมายังองค์การค้าของคุรุสภาตั้งแต่ยังไม่มีใบสั่งซื้อสินค้าจากลูกค้าขององค์การค้าของคุรุสภา โดยแต่ละฉบับมี 12 รายการ รายการละ 1,500 บาท เป็นราคาสินค้าฉบับละ 8,550,000 บาท วันที่ 18 พฤษภาคม 2544 บริษัทศูนย์การศึกษานครพิงค์ จำกัด มีหนังสือสั่งซื้อสินค้า 12 รายการ รายการละ 3,000 ชุด กับอีก 4 รายการ รายการละ 3,000 ชุด มายังองค์การค้าของคุรุสภา วันที่ 11 พฤษภาคม 2544 โจทก์ทำบันทึกถึงผู้อำนวยการองค์การค้าของคุรุสภาเสนอให้อนุมัติจัดซื้อสินค้า 12 รายการ ที่ตรงกับใบเสนอราคาของบริษัทต้นอ้อ 1999 จำกัด รายการละ 3,000 ชุด ตรงกับจำนวนที่บริษัทศูนย์การศึกษานครพิงค์ จำกัด สั่งซื้อ แต่โจทก์เสนอให้แบ่งการจัดซื้อเป็น 2 งวด งวดละ 12 รายการ รายการละ 1,500 ชุด ซึ่งเท่ากับราคาสินค้างวดละ 8,550,000 บาท เพื่อให้อยู่ในอำนาจซื้อสินค้าของผู้อำนวยการองค์การค้าของคุรุสภา จนในที่สุดผู้อำนวยการองค์การค้าของคุรุสภาสั่งอนุมัติตามที่โจทก์เสนอแนะและฝ่ายจัดซื้อผู้มีหน้าที่จัดซื้อสินค้าเพื่อจำหน่าย ก็จัดซื้อสินค้าเป็น 2 งวด ตามที่โจทก์เสนอแนะตามใบสั่งซื้อของคุรุสภา (องค์การค้าของคุรุสภา) ส่วนรายการตามหนังสือสั่งซื้ออีก 4 รายการ รายการละ 3,000 ชุด ซึ่งอยู่ในเอกสารผนวกที่องค์การค้าของคุรุสภาต้องซื้อจากบริษัทต้นอ้อ 1999 จำกัด ด้วย โจทก์ไม่ได้ดำเนินการเลยโดยไม่มีเหตุผลว่า เหตุใดจึงไม่จัดซื้อมาเพื่อขายให้เป็นรายได้ขององค์การค้าของคุรุสภา การกระทำทั้งหมดเป็นการดำเนินการเป็นขบวนการ มีการส่งต่อการดำเนินการเป็นทอด ๆ โดยเฉพาะอย่างยิ่งโจทก์เป็นผู้ทำงานด้านจัดซื้อเป็นเวลา 10 ปีเศษ ก่อนมีการเสนอให้จัดซื้อสื่อวีดิทัศน์พร้อมหนังสือคู่มือชุดกีฬาในครั้งนี้ ระเบียบคำสั่งขององค์การค้าของคุรุสภาที่ใช้มาตั้งแต่ที่โจทก์ทำงานจัดซื้อก็ยังคงใช้บังคับอยู่ โจทก์อ้างไม่ได้ว่าไม่รู้ระเบียบคำสั่งนั้น โจทก์เจตนาเสนอให้มีการหลีกเลี่ยงระเบียบคำสั่งเกี่ยวกับการเงินที่จำกัดอำนาจของผู้อำนวยการองค์การค้าของคุรุสภาไว้ อันเป็นระเบียบที่ใช้เพื่อป้องกันความเสียหายด้านการเงินขององค์การค้าของคุรุสภา ให้การจัดซื้อสินค้าที่มีราคาตามใบสั่งแต่ละฉบับที่เกิน 10,000,000 บาท ต้องได้รับการกลั่นกรองจากผู้ที่มีอำนาจเหนือผู้อำนวยการองค์การค้าของคุรุสภาขึ้นไปตามลำดับ การกระทำของโจทก์เป็นการเสนอแนะให้มีการสั่งซื้อโดยฝ่าฝืนระเบียบเกี่ยวกับการเงิน ไม่เป็นการปฏิบัติหน้าที่ด้วยความซื่อสัตย์สุจริต เจตนาหลีกเลี่ยงไม่ปฏิบัติตามระเบียบเกี่ยวกับการเงินโดยเกี่ยวข้องกับเงินจำนวนมากถึง 17,100,000 บาท เปิดช่องให้มีการทุจริตในการจัดซื้อได้ง่าย เป็นการกระทำผิดวินัยเจ้าหน้าที่ขององค์การค้าของคุรุสภาตามระเบียบองค์การค้าของคุรุสภาว่าด้วยการทำงานของเจ้าหน้าที่ขององค์การค้าของคุรุสภา พ.ศ.2518 ข้อ 30 (2) (5) อันเป็นกรณีร้ายแรง ไม่จำต้องวินิจฉัยต่อไปว่าการกระทำของโจทก์ในกรณีซื้อหนังสือ 171 รายการ จากบริษัทต้นอ้อ 1999 จำกัด เป็นการทำผิดวินัยหรือไม่ เป็นกรณีร้ายแรงหรือไม่ และคำฟ้องในส่วนค่าเสียหายเคลือบคลุมหรือไม่ ตามที่จำเลยที่ 1 อุทธรณ์เพราะไม่ทำให้ผลแห่งคดีเปลี่ยนแปลง อุทธรณ์ของจำเลยที่ 1 ข้อนี้ฟังขึ้น

พิพากษากลับ ให้ยกฟ้องโจทก์
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 575
พ.ร.บ.คุ้มครองแรงงาน พ.ศ.2541 ม. 17 ม. 67 ม. 119
พ.ร.บ.จัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงาน พ.ศ.2522 ม. 49
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นางสาววิริยา จริยเศรษฐวงศ์
สำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมสวัสดิการและ
จำเลย — สวัสดิภาพครูและบุคลากรทางการศึกษา กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลแรงงานกลาง — นายสละ เทศรำพรรณ
ชื่อองค์คณะ
วิธวิทย์ หิรัญรุจิพงศ์
นิยุต สุภัทรพาหิรผล
ธีระพงศ์ จิระภาค
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 17549/2557
#579691
เปิดฉบับเต็ม

โจทก์เป็นเจ้าหนี้ตามคำพิพากษาและเป็นผู้ซื้อทรัพย์จากการขายทอดตลาด แต่จำเลยร้องคัดค้านการยึดทรัพย์ ร้องขอมิให้ขายทอดตลาดทรัพย์ที่ยึด อ้างว่าจะขอจัดการทรัพย์และร้องขอเพิกถอนการขายทอดตลาดหลายครั้ง ทำให้โจทก์ไม่ได้รับชำระหนี้เป็นเวลาหลายปี พฤติการณ์ของจำเลยเป็นการใช้สิทธิโดยไม่สุจริต ขัดขวางการได้รับชำระหนี้ของโจทก์ ไม่อาจถือได้ว่าโจทก์ได้รับชำระหนี้แล้วเสร็จในวันขายทอดตลาด และไม่แน่ว่าโจทก์จะได้รับชำระหนี้เมื่อใด กรณีจึงทำให้โจทก์ยังมีสิทธิได้รับดอกเบี้ยต่อไปตามสิทธิที่ปรากฏในคำพิพากษา เมื่อปรากฏข้อเท็จจริงว่า จำเลยยื่นคำร้องขอเพิกถอนการขายทอดตลาดที่โจทก์ซื้อทรัพย์ได้ คดีอยู่ระหว่างการพิจารณาของศาลฎีกา จำเลยผู้ฎีกายื่นคำร้องขอถอนฎีกา ศาลฎีกาอนุญาต ศาลชั้นต้นอ่านให้คู่ความฟังวันใด ถือว่าวันดังกล่าวโจทก์ได้รับชำระหนี้จากจำเลยเพราะไม่มีข้อขัดแย้งใด ๆ มาขัดข้องต่อการได้รับชำระหนี้ของโจทก์อีก

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
คดีสืบเนื่องจากโจทก์และจำเลยทั้งสองทำสัญญาประนีประนอมยอมความ โดยศาลชั้นต้นมีคำพิพากษาตามยอมให้จำเลยทั้งสองชำระหนี้แก่โจทก์ หากไม่ชำระให้ยึดทรัพย์จำนองออกขายทอดตลาดชำระหนี้แก่โจทก์ จำเลยทั้งสองผิดนัดไม่ชำระหนี้ โจทก์จึงนำเจ้าพนักงานบังคับคดียึดทรัพย์จำนองออกขายทอดตลาด

โจทก์ยื่นคำร้องว่า เจ้าพนักงานบังคับคดีคิดบัญชีแสดงรายการรับ - จ่ายเงิน ให้โจทก์ถึงวันที่ขายทอดตลาดทรัพย์จำนองที่จังหวัดอุดรธานี คือ วันที่ 19 พฤศจิกายน 2546 ตามบัญชีแสดงรายการรับ - จ่ายเงิน ครั้งที่ 1 (ปรับปรุงครั้งที่ 3) ไม่ถูกต้อง ที่ถูกต้องคิดบัญชีแสดงรายการรับ - จ่ายเงิน ถึงวันที่จำเลยทั้งสองยื่นคำร้องขอถอนฎีกา (คำร้องขอเพิกถอนการขายทอดตลาดทรัพย์จำนองที่จังหวัดอุดรธานี) ซึ่งศาลฎีกาอนุญาตเมื่อวันที่ 28 พฤษภาคม 2551 ด้วยเหตุว่า จำเลยทั้งสองประวิงคดีมาโดยตลอดนับแต่โจทก์บังคับคดียึดทรัพย์ โดยการยื่นคำร้องขอจัดการทรัพย์และยื่นคำร้องขอเพิกถอนการขายทอดตลาด เป็นการใช้สิทธิโดยไม่สุจริตทำให้โจทก์เสียหายไม่อาจบังคับคดีได้ ขอให้ศาลมีคำสั่งให้เจ้าพนักงานบังคับคดีคิดบัญชีแสดงรายการรับ - จ่ายเงิน ภาระหนี้ให้โจทก์ถึงวันที่ศาลชั้นต้นอ่านคำพิพากษาศาลฎีกาซึ่งเป็นวันที่คดีขอให้เพิกถอนการขายทอดตลาดถึงที่สุด คือ วันที่ 28 พฤษภาคม 2551

จำเลยทั้งสองไม่ยื่นคำคัดค้าน

เจ้าพนักงานบังคับคดีรายงานข้อเท็จจริงเกี่ยวกับการจัดทำบัญชีแสดงรายการรับ - จ่ายเงิน ต่อศาลชั้นต้น

ศาลชั้นต้นไต่สวนแล้ว มีคำสั่งให้ยกคำร้อง ค่าฤชาธรรมเนียมให้เป็นพับ

โจทก์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 3 วินิจฉัยว่า คำร้องของโจทก์เป็นการดำเนินกระบวนพิจารณาซ้ำ แล้วพิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมในชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ

โจทก์ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงรับฟังได้ในเบื้องต้นว่า คดีนี้กับคดีหมายเลขแดงที่ 2049/2534 ของศาลชั้นต้น ศาลชั้นต้นพิพากษาตามสัญญาประนีประนอมยอมความให้จำเลยทั้งสองร่วมกันชำระเงินแก่โจทก์ โดยคดีนี้ ให้จำเลยทั้งสองร่วมกันชำระเงินจำนวน 6,504,631.91 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 17.5 ต่อปี ของเงินจำนวน 5,355,397.67 บาท นับถัดจากวันฟ้องไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ โดยผ่อนชำระเป็นงวด งวดแรกชำระวันที่ 9 ธันวาคม 2534 หากผิดนัดชำระงวดหนึ่งงวดใดให้ถือว่าผิดนัดทั้งหมดและให้โจทก์ยึดทรัพย์จำนองที่ดินโฉนดเลขที่ 12230 และ 12231 ตำบลในเมือง (บ้านเกาะ) อำเภอเมืองนครราชสีมา จังหวัดนครราชสีมา พร้อมสิ่งปลูกสร้างของจำเลยที่ 1 และที่ดินโฉนดเลขที่ 1789 และ1916 ตำบลหมากแข้ง อำเภอเมืองอุดรธานี จังหวัดอุดรธานี พร้อมสิ่งปลูกสร้างของจำเลยทั้งสองออกขายทอดตลาดชำระหนี้ หากไม่พอให้ยึดทรัพย์สินอื่นของจำเลยทั้งสองชำระหนี้จนครบถ้วน ส่วนคดีหมายเลขแดงที่ 2049/2543 ให้จำเลยทั้งสองร่วมกันชำระเงินจำนวน 757,120.21 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 18 ต่อปี ของเงินจำนวน 696,689.61 บาท นับถัดจากวันฟ้องไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ โดยผ่อนชำระเป็นงวด งวดแรกชำระวันที่ 9 ธันวาคม 2534 หากผิดนัดชำระงวดหนึ่งงวดใดให้ถือว่าผิดนัดทั้งหมดและให้โจทก์ยึดทรัพย์จำนองที่ดินโฉนดเลขที่ 1789 และ 1916 ตำบลหมากแข้ง อำเภอเมืองอุดรธานี จังหวัดอุดรธานี พร้อมสิ่งปลูกสร้างของจำเลยทั้งสองออกขายทอดตลาดชำระหนี้ หากไม่พอให้ยึดทรัพย์สินอื่นของจำเลยทั้งสองชำระหนี้จนครบถ้วน ต่อมาจำเลยทั้งสองไม่ปฏิบัติตามคำพิพากษา โจทก์ขอให้บังคับคดีทั้งสองสำนวน เจ้าพนักงานบังคับคดียึดที่ดินโฉนดเลขที่ 12230 และ 122331 และเจ้าพนักงานบังคับคดียึดที่ดินโฉนดเลขที่ 1789 และ 1916 เพื่อนำออกขายทอดตลาด แต่จำเลยทั้งสองยื่นคำร้องขอเป็นผู้จัดการอสังหาริมทรัพย์ในที่ดินโฉนดเลขที่ 12230 และ 12231 เพื่อนำรายได้มาชำระหนี้ให้โจทก์ปีละไม่ต่ำกว่า 600,000 บาท และ 800,000 บาท ตามลำดับ ศาลชั้นต้นไต่สวนแล้วมีคำสั่งยกคำร้อง จำเลยทั้งสองอุทธรณ์และฎีกาคัดค้านคำสั่ง ต่อมาศาลฎีกามีคำพิพากษาศาลฎีกาที่ 5865/2538 พิพากษายืน ให้ยกคำร้องของจำเลยทั้งสอง โดยศาลชั้นต้นอ่านคำพิพากษาศาลฎีกาในวันที่ 30 พฤศจิกายน2538 สำหรับที่ดินโฉนดเลขที่ 1789 และ1916 เจ้าพนักงานบังคับคดียึดทรัพย์เพื่อนำออกขายทอดตลาด แต่จำเลยที่ 1 ยื่นคำร้องขอจัดการทรัพย์และแถลงของดการขายทอดตลาด ศาลชั้นต้นมีคำสั่งยกคำร้อง จำเลยที่ 1 อุทธรณ์และฎีกา คดีถึงที่สุดโดยคำพิพากษาศาลฎีกา โดยศาลชั้นต้นอ่านคำพิพากษาศาลฎีกาเมื่อวันที่ 18 เมษายน 2543 ต่อมาจำเลยที่ 2 ยื่นขอจัดการทรัพย์ ศาลชั้นต้นมีคำสั่งไม่รับคำร้องจำเลยที่ 2 อุทธรณ์และฎีกา ศาลอุทธรณ์และศาลฎีกาพิพากษายืน จากนั้นเจ้าพนักงานบังคับคดีทำการขายทอดตลาดที่ดินโฉนดเลขที่ 1789 และ 1916 ตำบลหมากแข้ง อำเภอเมืองอุดรธานี จังหวัดอุดรธานี พร้อมสิ่งปลูกสร้างโดยโจทก์เป็นผู้ประมูลซื้อได้ในราคา 21,500,000 บาท และชำระราคาด้วยการหักส่วนได้ใช้แทนจากหนี้ตามคำพิพากษาในสำนวนคดีนี้ และนำหนี้ตามคำพิพากษาในสำนวนคดีหมายเลขแดงที่ 2049/2534 ของศาลชั้นต้น มาหักชำระโดยการขอเฉลี่ยทรัพย์แล้วจำเลยทั้งสองยื่นคำร้องขอเพิกถอนการขายทอดตลาด เจ้าพนักงานบังคับคดีจึงงดทำบัญชีแสดงรายการรับ - จ่ายเงิน ศาลชั้นต้นไต่สวนแล้วมีคำสั่งยกคำร้อง ศาลอุทธรณ์ภาค 3 พิพากษายกอุทธรณ์ของจำเลยที่ 1 และพิพากษายืนในส่วนของจำเลยที่ 2 จำเลยที่ 2 ยื่นฎีกาและต่อมาได้ยื่นคำร้องขอถอนฎีกาซึ่งศาลชั้นต้นได้อ่านคำสั่งของศาลฎีกาที่อนุญาตให้จำเลยที่ 2 ถอนฎีกา แล้วเจ้าพนักงานบังคับคดีได้จัดทำบัญชีแสดงรายการรับ - จ่ายเงิน และปรับปรุงบัญชีใหม่ตามข้อทักท้วงของจำเลยทั้งสองโดยคำนวณดอกเบี้ยที่โจทก์มีสิทธิได้รับจากจำเลยทั้งสองตามคำพิพากษาของศาลชั้นต้นทั้งสองสำนวนจนถึงวันที่โจทก์ประมูลซื้อที่ดินพร้อมสิ่งปลูกสร้างทั้งสองแปลงได้ ตามบัญชีแสดงรายการรับ - จ่ายเงินครั้งที่ 1 (ปรับปรุงครั้งที่ 3) ลงวันที่ 15 ตุลาคม 2552

มีปัญหาวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ว่า คำร้องขอให้พิจารณาว่า โจทก์ควรมีสิทธิได้รับดอกเบี้ยเพียงใด เป็นการดำเนินกระบวนพิจารณาซ้ำหรือไม่ โดยเมื่อเจ้าพนักงานบังคับคดีขายทอดตลาดที่ดินจำนองโฉนดเลขที่ 1789 และ 1916 โจทก์ซึ่งเป็นเจ้าหนี้ตามคำพิพากษา เป็นผู้ซื้อทรัพย์ได้ในราคา 21,500,000 บาท แต่จำเลยทั้งสองยื่นคำร้องขอให้เพิกถอนการขายทอดตลาด ต่อมาเดือนพฤษภาคม 2548 โจทก์บังคับคดียึดที่ดินโฉนดเลขที่ 12230 และ 12231 ออกขายทอดตลาด แต่จำเลยทั้งสองขอเจรจาต่อรองลดยอดหนี้คงเหลือ 1,700,000 บาท พร้อมชำระเงินจำนวนดังกล่าวแก่โจทก์ จากนั้นจำเลยทั้งสองฟ้องเรียกเงินจำนวนดังกล่าวคืน อ้างว่าโจทก์ได้รับชำระหนี้โดยเป็นผู้ซื้อทรัพย์ที่ดินมีโฉนดเลขที่ 1789 และ 1916 โดยคิดดอกเบี้ยได้เพียงถึงวันที่ 19 พฤศจิกายน 2546 คดีดังกล่าวศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ภาค 3 ได้มีคำวินิจฉัยในประเด็นว่าโจทก์มีสิทธิคิดดอกเบี้ยถึงวันที่ 19 พฤศจิกายน 2546 และคดีถึงที่สุดแล้ว ศาลอุทธรณ์ภาค 3 จึงมีคำวินิจฉัยว่า อุทธรณ์ของโจทก์เป็นข้อที่เป็นกระบวนพิจารณาซ้ำ พิพากษายืนตามคำสั่งของศาลชั้นต้นที่ยกคำร้องของโจทก์โดยมิได้วินิจฉัยในประเด็นอื่นต่อไปนั้น เห็นว่า เมื่อโจทก์เป็นผู้ซื้อทรัพย์จากการขายทอดตลาด เมื่อวันที่ 19 พฤศจิกายน 2546 แต่โจทก์ยังมิได้รับชำระหนี้ เพราะจำเลยทั้งสองยื่นคำร้องขอเพิกถอนการขายทอดตลาด ทำให้มีข้อโต้แย้งระหว่างโจทก์ จำเลยทั้งสองและเจ้าพนักงานบังคับคดีว่ากรณีในคดีนี้ เจ้าพนักงานบังคับคดีสมควรคิดดอกเบี้ยให้แก่โจทก์ถึงวันใด ถ้าคิดดอกเบี้ยถึงเพียงวันที่ 19 พฤศจิกายน 2546 โจทก์ก็ไม่อาจเรียกให้จำเลยทั้งสองชำระหนี้จำนวน 1,700,000 บาท อีกได้ เพราะราคาทรัพย์จากการขายทอดตลาดคุ้มหนี้แล้ว แต่ถ้าโจทก์ยังมีสิทธิได้รับดอกเบี้ยต่อไปอีก โจทก์ก็ยังมีสิทธิได้รับชำระหนี้เพิ่มเติมจากจำเลยทั้งสอง ส่วนจะมีสิทธิได้ในจำนวนใด ย่อมต้องพิจารณาในข้อเท็จจริงว่าวันไหนเป็นวันที่จำเลยทั้งสองได้ชำระหนี้แก่โจทก์ครบถ้วนแล้ว ดังนั้น คำฟ้องของจำเลยทั้งสองที่ขอเรียกเงินจำนวน 1,700,000 บาท คืนจากโจทก์จึงเป็นคำฟ้องที่มีเงื่อนไขขึ้นอยู่กับผลของคดีนี้ ว่าโจทก์มีสิทธิคิดดอกเบี้ยเอาแก่จำเลยทั้งสองถึงเมื่อใด ดังนั้น คำฟ้องในคดีดังกล่าวจึงยังมีเงื่อนไขไม่แน่นอน ไม่ถือว่าสิทธิของจำเลยทั้งสองถูกโต้แย้งอันจะนำคดีไปฟ้องร้องต่อศาลได้ ต้องห้ามตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 55 การที่ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ภาค 3 รับคำฟ้องของจำเลยทั้งสองดังกล่าวไว้ จึงไม่ชอบและคำวินิจฉัยของศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ภาค 3 ในคดีดังกล่าวไม่ชอบเช่นกัน ดังนั้น คำวินิจฉัยในคดีดังกล่าวจึงหามีผลผูกพันในคดีนี้ไม่ เมื่อโจทก์ยื่นคำร้องและฟ้องอุทธรณ์ว่าโจทก์มีสิทธิได้รับชำระดอกเบี้ยเมื่อใด จึงหามีข้อต้องห้ามเพราะเป็นการดำเนินกระบวนพิจารณาซ้ำดังที่ศาลอุทธรณ์ภาค 3 วินิจฉัยไม่ ฎีกาของโจทก์ฟังขึ้น

มีปัญหาว่าโจทก์มีสิทธิคิดดอกเบี้ยถึงเมื่อใด ปัญหาข้อนี้ศาลอุทธรณ์ภาค 3 ยังมิได้วินิจฉัย แต่เมื่อคดีอยู่ที่ศาลฎีกาและมีข้อเท็จจริงปรากฏในสำนวนพร้อมวินิจฉัยแล้ว ศาลฎีกาสมควรวินิจฉัยปัญหาข้อนี้ไปโดยไม่ย้อนสำนวนลงไปให้ศาลอุทธรณ์ภาค 3 วินิจฉัยก่อน เห็นว่า คดีนี้ศาลชั้นต้นมีคำพิพากษาตามสัญญาประนีประนอมยอมความให้จำเลยทั้งสองชำระต้นเงิน พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 17.5 ต่อปี นับถัดจากวันฟ้องไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ แม้โจทก์เจ้าหนี้จะเป็นผู้ซื้อทรัพย์จากการขายทอดตลาดและพร้อมจะหักหนี้ของโจทก์ส่วนได้ใช้แทน ที่ทำให้โจทก์ไม่ต้องนำเงินค่าซื้อที่ดินมาวางชำระและไม่ต้องรับเงินจากการขายทอดตลาดไป หากมีกรณีดังกล่าวขึ้นต้องถือว่าวันขายทอดตลาดเป็นวันที่จำเลยทั้งสองชำระหนี้แก่โจทก์เสร็จสิ้น อันทำให้สิทธิได้รับดอกเบี้ยของโจทก์มีเพียงวันที่มีการขายทอดตลาดเท่านั้น ตามนัยคำพิพากษาของศาลฎีกาที่ 5378/2544 แต่คดีนี้ข้อเท็จจริงแตกต่างจากข้อเท็จจริงตามคำพิพากษาของศาลฎีกาฉบับดังกล่าว ด้วยเหตุที่จำเลยทั้งสองร้องคัดค้านการยึดทรัพย์ ร้องขอมิให้ขายทอดตลาดทรัพย์ที่ยึดอ้างว่าจะขอจัดการทรัพย์ เมื่อไม่สำเร็จก็ได้ร้องขอเพิกถอนการขายทอดตลาดหลายครั้งหลายคราว ทำให้คดีที่จำเลยทั้งสองยอมรับจะชำระหนี้แก่โจทก์หากไม่ชำระ ยอมให้ยึดทรัพย์จำนองออกขายทอดตลาด ซึ่งศาลชั้นต้นมีคำพิพากษาตามยอมตั้งแต่วันที่ 7 พฤศจิกายน 2534 ยังไม่อาจมีการจัดการให้โจทก์ได้รับชำระหนี้จนแล้วเสร็จได้ อันเป็นเวลาถึง 23 ปี พฤติการณ์ในการดำเนินคดีต่าง ๆ ของจำเลยทั้งสองเป็นที่ประจักษ์ว่าเป็นการใช้สิทธิโดยไม่สุจริต ขัดขวางการได้รับชำระหนี้ของโจทก์ ด้วยการยื่นคำร้องต่าง ๆ เข้ามาเป็นระยะ กรณีจึงไม่อาจถือได้ว่าโจทก์ได้รับชำระหนี้แล้วเสร็จในวันขายทอดตลาด หากยังมีการร้องคัดค้านด้วยวิธีการต่าง ๆ จากจำเลยทั้งสองอยู่ ดังนั้น เมื่อโจทก์ซื้อทรัพย์จำนองพิพาทจากการขายทอดตลาด แต่ถูกจำเลยทั้งสองร้องขอให้เพิกถอนการขายทอดตลาดจึงเป็นที่เห็นได้ว่า โจทก์ยังไม่อาจได้รับชำระหนี้จากจำเลยทั้งสองและไม่แน่ว่าจะได้รับชำระเมื่อใด กรณีจึงทำให้โจทก์ยังมีสิทธิได้รับดอกเบี้ยต่อไปตามสิทธิที่ปรากฏในคำพิพากษา ดังนั้น เมื่อข้อเท็จจริงได้ความว่าจำเลยทั้งสองยื่นคำร้องขอเพิกถอนการขายทอดตลาดที่โจทก์เป็นผู้ซื้อทรัพย์ได้ ต่อมาระหว่างที่คดีอยู่ในการพิจารณาของศาลฎีกา จำเลยที่ 2 ผู้ฎีกายื่นคำร้องต่อศาลฎีกาขอถอนฎีกา ศาลฎีกามีคำสั่งคำร้องที่ ท.216/2551 อนุญาตให้จำเลยที่ 2 ถอนฎีกาและศาลชั้นต้นอ่านคำสั่งคำร้องของศาลฎีกาให้คู่ความฟังในวันที่ 28 พฤษภาคม 2551 จึงถือว่าวันดังกล่าวเป็นวันที่โจทก์ได้รับชำระหนี้จากจำเลยทั้งสอง เพราะไม่มีข้อโต้แย้งใด ๆ มาขัดข้องต่อการรับชำระหนี้ของโจทก์อีก โจทก์จึงมีสิทธิได้รับดอกเบี้ยคิดจนถึงวันที่มีการอ่านคำสั่งคำร้องของศาลฎีกาดังกล่าว

พิพากษากลับให้เจ้าพนักงานบังคับคดีจัดทำบัญชีแสดงรายการรับ - จ่ายเงิน โดยให้โจทก์มีสิทธิได้รับดอกเบี้ยถึงวันที่ 28 พฤษภาคม 2551 แล้วดำเนินการต่อไป ค่าฤชาธรรมเนียมในชั้นฎีกาให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ. ม. 316 ม. 318
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — ธนาคารกรุงเทพ จำกัด (มหาชน)
จำเลย — นางพรทิพย์ เปรมฤทัยรัตน์ กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดนครราชสีมา — นายธนทัต แท่งทอง
ศาลอุทธรณ์ภาค 3 — นายวิวัฒน์ สุวัณณะสังข์
ชื่อองค์คณะ
นพพร โพธิรังสิยากร
สุรศักดิ์ วิมลรัตน์
ปกรณ์ วงศาโรจน์
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 17523/2557
#585455
เปิดฉบับเต็ม

ข้อตกลงระหว่างโจทก์กับจำเลยเป็นสัญญาต่างตอบแทน โดยทั้งโจทก์และจำเลยต่างมีสิทธิและหน้าที่ตามสัญญาต่อกัน หากฝ่ายหนึ่งฝ่ายใดประพฤติผิดสัญญาอีกฝ่ายย่อมมีสิทธิงดเว้นหรือเพิกเฉยไม่ปฏิบัติตามสัญญาได้ เมื่อโจทก์ไม่เคยชำระดอกเบี้ยหรือต้นเงินให้แก่จำเลยนับแต่ทำสัญญาเป็นต้นมา การที่จำเลยยอมทำหนังสือยินยอมให้โจทก์ไปดำเนินการรวมโฉนดและแบ่งแยกที่ดินนั้นถือว่าเป็นการผ่อนผันให้โจทก์ติดต่อเจ้าพนักงานที่ดินเบื้องต้น แต่ที่ไม่ยอมส่งมอบโฉนดที่ดินทั้ง 8 ฉบับ ไปด้วยก็สืบเนื่องจากโจทก์ผิดนัดชำระดอกเบี้ยแก่จำเลยตามสัญญา กรณีจะฟังว่าจำเลยประพฤติผิดสัญญาหาได้ไม่

การที่จำเลยฟ้องโจทก์เพื่อให้ชำระหนี้เงินกู้และบังคับจำนอง โจทก์จำเลยได้ตกลงขอให้ศาลจัดทำสัญญาประนีประนอมยอมความว่า โจทก์ชำระเงินกู้ 14,000,000 บาท แก่จำเลย แต่แล้วโจทก์เพิกเฉยเป็นเหตุให้จำเลยขอศาลตั้งเจ้าพนักงานบังคับคดีทำการยึดที่ดินที่จำนองทั้ง 8 แปลง ออกขายทอดตลาดนำเงินชำระหนี้ โจทก์จึงฟ้องจำเลยเป็นคดีนี้ พฤติการณ์แห่งคดีบ่งชี้ให้เห็นว่า โจทก์เองเป็นฝ่ายประพฤติผิดสัญญามาแต่แรก การฟ้องคดีของโจทก์เป็นการใช้สิทธิโดยไม่สุจริตและประวิงคดีที่จำเลยขอให้เจ้าพนักงานบังคับคดีขายทอดตลาดที่ดินที่จำนองให้ล่าช้าออกไปนั้นเอง โจทก์จึงไม่มีอำนาจฟ้องจำเลยให้รับผิดชดใช้ค่าเสียหายพร้อมดอกเบี้ย

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องและแก้ไขคำฟ้องขอให้บังคับจำเลยชำระเงิน 107,566,355 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงิน 107,566,355 บาท นับแต่วันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์

จำเลยให้การขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง ให้โจทก์ใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนจำเลย โดยกำหนดค่าทนายความ 50,000 บาท

โจทก์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ

โจทก์ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า มีปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ว่าจำเลยประพฤติผิดสัญญาข้อตกลงเป็นเหตุให้โจทก์ได้รับความเสียหายตามฟ้องหรือไม่ เห็นว่า โจทก์ซื้อที่ดินทั้ง 8 แปลง จากเจ้าของเดิมแล้วในวันเดียวกันก็นำที่ดินดังกล่าวจดทะเบียนจำนองเป็นประกันเงินกู้ไว้แก่จำเลยในราคาที่ใกล้เคียงกับที่ซื้อที่ดินมา ที่ดินทั้ง 8 แปลง เนื้อที่ติดต่อกันรวมแล้วเนื้อที่ 147 ไร่เศษ นับว่าเป็นที่ดินแปลงใหญ่ โจทก์คงไม่ปล่อยทิ้งไว้โดยไม่ก่อให้เกิดรายได้แน่นอนการกู้เงินจำนวนมากในราคาที่ใกล้เคียงกับที่ดินซื้อมา ย่อมเป็นการลงทุนในเบื้องต้น โจทก์ต้องหาช่องทางพัฒนาที่ดินให้เกิดรายได้โดยเร็ว การที่โจทก์จัดทำแผนผังลักษณะแบ่งแยกที่ดินเป็นแปลงย่อย ๆ แล้วเสนอขายพร้อมประชาสัมพันธ์ให้บุคคลผู้สนใจเข้าติดต่อรับจองเลือกซื้อที่ดินตามแปลงย่อยที่จัดแสดงไว้ มีผู้สนใจถึง 63 ราย นับว่าโจทก์มีความประสงค์แต่แรกที่จะรวมโฉนดและแบ่งแยกที่ดินทั้ง 8 แปลง เป็นแปลงย่อย ๆ เพื่อจัดสรรขายให้แก่ผู้สนใจจึงรีบดำเนินการประชาสัมพันธ์จัดทำรูปแบบแผนผังและปรับปรุงที่ดินให้อยู่ในสภาพที่ดูสวยงาม ทั้งนี้จำเลยผู้รับจำนองย่อมทราบดีเช่นกันว่า โจทก์ต้องการนำที่ดินทั้ง 8 แปลง ที่ตนเองรับจำนองนั้นไปจัดสรรแบ่งเป็นแปลงย่อยแล้วขายให้แก่บุคคลทั่วไป จำเลยจะปฏิเสธอ้างว่าไม่ทราบการดำเนินการหรือไม่มีส่วนรู้เห็นยินยอมหาได้ไม่ แต่ตามสัญญากู้เงินและหนังสือสัญญาจำนองมีข้อตกลงไว้ชัดเจนว่า โจทก์ยินยอมให้จำเลยเป็นฝ่ายยึดถือโฉนดที่ดินจำนองทั้ง 8 ฉบับ และโจทก์ต้องชำระดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 15 ต่อปี แก่จำเลยทุกเดือน การที่โจทก์เข้าทำการปรับปรุงสภาพที่ดินโดยจัดแบ่งเป็นแปลงย่อยชัดเจนเพื่อให้ผู้สนใจเข้าชมและเลือกซื้อรับจองนั้น ต้องใช้เวลาปรับปรุงและตกแต่งนานพอสมควร จำเลยทราบวัตถุประสงค์ของโจทก์จึงมิได้โต้แย้งคัดค้านพฤติการณ์รูปคดีชี้ให้เห็นว่า โจทก์กับจำเลยได้ทำข้อตกลงเกี่ยวกับการมอบโฉนดที่ดินทั้ง 8 ฉบับ ไปให้เจ้าพนักงานที่ดินรังวัดรวมโฉนดเป็นแปลงเดียวกันแล้วแบ่งแยกเป็นแปลงย่อย ๆ อันเป็นข้อกำหนดให้จำเลยต้องส่งมอบโฉนดที่ดินที่รับจำนองทั้ง 8 ฉบับ แก่โจทก์ไปดำเนินการ ขณะเดียวกันโจทก์เองในฐานะผู้จำนองย่อมมีหน้าที่ต้องปฏิบัติตามสัญญากู้เงินและสัญญาจำนองในเรื่องการชำระดอกเบี้ยและเงินกู้แก่จำเลย ข้อตกลงเช่นว่านี้เป็นสัญญาต่างตอบแทนโดยทั้งโจทก์และจำเลยต่างมีสิทธิและหน้าที่ตามสัญญาต่อกัน ฉะนั้น หากฝ่ายหนึ่งฝ่ายใดประพฤติผิดสัญญาอีกฝ่ายย่อมมีสิทธิงดเว้นหรือเพิกเฉยไม่ปฏิบัติตามสัญญาเช่นว่านี้ได้เช่นกัน ข้อเท็จจริงได้ความว่าโจทก์เปิดโครงการจัดสรรที่ดินที่จำนองทั้ง 8 แปลง ให้แก่ผู้สนใจเข้าชมและรับจองโดยมีผู้เข้าทำสัญญาถึง63 ราย ชำระราคาบางส่วนทุกรายได้เงินเป็นจำนวนมาก แต่โจทก์ไม่เคยชำระดอกเบี้ยหรือต้นเงินให้แก่จำเลยนับแต่ทำสัญญาเป็นต้นมา การที่จำเลยยอมทำหนังสือยินยอมให้โจทก์ไปดำเนินการรวมโฉนดและแบ่งแยกที่ดินนั้นถือว่าเป็นการผ่อนผันให้โจทก์ติดต่อเจ้าพนักงานที่ดินเบื้องต้น แต่ที่ไม่ยอมส่งมอบโฉนดที่ดินทั้ง 8 ฉบับ ไปด้วยนั้นก็สืบเนื่องจากโจทก์ผิดนัดชำระดอกเบี้ยแก่จำเลยตามสัญญานั้นเอง กรณีจะฟังว่าจำเลยประพฤติผิดสัญญาหาได้ไม่โจทก์เองไม่ขวนขวายนำเงินดอกเบี้ยชำระแก่จำเลย เป็นเหตุให้จำเลยฟ้องโจทก์เพื่อให้ชำระหนี้เงินกู้และบังคับจำนอง โจทก์จำเลยจึงได้ตกลงขอให้ศาลจัดทำสัญญาประนีประนอมยอมความว่า โจทก์ชำระเงินกู้ 14,000,000 บาท แก่จำเลย แต่แล้วโจทก์เพิกเฉยเป็นเหตุให้จำเลยขอศาลตั้งเจ้าพนักงานบังคับคดีทำการยึดที่ดินที่จำนองทั้ง 8 แปลง ออกขายทอดตลาดนำเงินชำระหนี้ โจทก์จึงฟ้องจำเลยเป็นคดีนี้ พฤติการณ์แห่งคดีบ่งชี้ ให้เห็นว่า โจทก์เองเป็นฝ่ายประพฤติผิดสัญญามาแต่แรก การฟ้องคดีของโจทก์เป็นการใช้สิทธิโดยไม่สุจริตและประวิงคดีที่จำเลยขอให้เจ้าพนักงานบังคับคดีขายทอดตลาดที่ดินที่จำนองให้ล่าช้าออกไปนั้นเอง โจทก์จึงไม่มีอำนาจฟ้องจำเลยให้รับผิดชดใช้ค่าเสียหายพร้อมดอกเบี้ยตามฟ้อง ที่ศาลอุทธรณ์พิพากษามานั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วยในผล ฎีกาของโจทก์ฟังไม่ขึ้น

พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 5 ม. 369
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นางอำนวยหรือตวงพร อิ่มสมบัติ
จำเลย — นายมีน ธเนศวาณิชย์
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลแพ่ง — นายวีระพล บุญอารีย์
ศาลอุทธรณ์ — นายประชา งามลำยวง
ชื่อองค์คณะ
สรรทัศน์ เอี่ยมวรชัย
สมศรี หรูจิตตวิวัฒน์
ธีระ เบญจรัศมีโรจน์
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 17522/2557
#580215
เปิดฉบับเต็ม

คำร้องของโจทก์ฉบับลงวันที่ 18 มกราคม 2553 ซึ่งศาลอุทธรณ์ได้มีคำพิพากษาถึงที่สุดไปแล้ว เป็นการคัดค้านคำสั่งเจ้าพนักงานบังคับคดีที่ไม่ดำเนินการยึดที่ดินโฉนดเลขที่ 4692 ของจำเลยเช่นเดียวกับคำร้องนี้ แม้จะเป็นการคัดค้านคำสั่งของเจ้าพนักงานบังคับคดีคนละคราวกัน แต่ก็เป็นผลสืบเนื่องมาจากโจทก์ยื่นคำแถลงขอให้เจ้าพนักงานบังคับคดียึดที่ดินแปลงเดียวกันโดยอาศัยเหตุอย่างเดียวกันว่าทรัพย์จำนองไม่เพียงพอชำระหนี้โจทก์ ซึ่งคำร้องฉบับหลังโจทก์อ้างเพียงว่ามีภาระหนี้ที่เพิ่มขึ้นเท่านั้นอันมีผลสืบเนื่องมาจากการที่โจทก์ไม่รีบดำเนินการบังคับคดีแก่ทรัพย์จำนอง โดยความรับผิดในส่วนดอกเบี้ยของจำเลยนี้มีมาแต่เดิมและมีอยู่แล้วในขณะที่โจทก์ยื่นคำร้องฉบับลงวันที่ 18 มกราคม 2553 คำร้องของโจทก์จึงต้องห้ามตาม ป.วิ.พ. มาตรา 144

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
คดีสืบเนื่องมาจากศาลชั้นต้นพิพากษาตามสัญญาประนีประนอมยอมความให้จำเลยชำระเงิน 599,726.98 บาท พร้อมดอกเบี้ย โดยผ่อนชำระรายเดือนไม่ต่ำกว่าเดือนละ 6,400 บาท ภายในทุกวันที่ 15 ของเดือน เริ่มตั้งแต่วันที่ 15 กุมภาพันธ์ 2545 เป็นต้นไป ภายใน 15 ปี และชำระเบี้ยประกันภัยที่โจทก์ออกแทนไป รวมทั้งค่าฤชาธรรมเนียมที่ศาลไม่สั่งคืนและค่าทนายความด้วย หากจำเลยผิดนัดงวดใดงวดหนึ่งถือว่าผิดนัดทั้งหมด ยอมให้โจทก์บังคับคดีในหนี้ส่วนที่ค้างชำระโดยยึดทรัพย์จำนองที่ดินโฉนดเลขที่ 80991 ตำบลบึงทองหลาง อำเภอลำลูกกา จังหวัดปทุมธานี พร้อมสิ่งปลูกสร้างออกขายทอดตลาดนำเงินชำระหนี้โจทก์จนเสร็จสิ้น หากได้เงินไม่พอชำระหนี้ให้ยึดทรัพย์สินอื่นของจำเลยออกขายทอดตลาดนำเงินชำระหนี้โจทก์จนกว่าจะครบถ้วน ต่อมาวันที่ 25 ธันวาคม 2546 โจทก์ขอบังคับคดีตามคำพิพากษาโดยอ้างว่าจำเลยไม่ชำระหนี้ให้โจทก์ วันที่ 14 ตุลาคม 2547 โจทก์นำเจ้าพนักงานบังคับคดีดำเนินการยึดทรัพย์จำนองเพื่อบังคับคดีตามคำพิพากษา วันที่ 18 มกราคม 2553 โจทก์ยื่นคำร้องคัดค้านคำสั่งเจ้าพนักงานบังคับคดีที่ไม่ดำเนินการยึดทรัพย์สินอื่นของจำเลยตามคำขอของโจทก์ ศาลชั้นต้นพิจารณาแล้วมีคำสั่งให้ยกคำร้อง ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษายืน คู่ความไม่ฎีกา วันที่ 17 กุมภาพันธ์ 2555 โจทก์ยื่นคำร้องคัดค้านคำสั่งเจ้าพนักงานบังคับคดีที่ไม่ดำเนินการยึดทรัพย์สินอื่นของจำเลยตามคำขอของโจทก์ ขอให้เจ้าพนักงานบังคับคดีดำเนินการยึดทรัพย์สินอื่นของจำเลยต่อไป และขอขยายระยะเวลาบังคับคดี

เจ้าพนักงานบังคับคดีรายงานข้อเท็จจริง

ศาลชั้นต้นมีคำสั่งให้ยกคำร้อง

โจทก์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสองศาลให้เป็นพับ

โจทก์ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงในชั้นนี้ฟังเป็นยุติได้ว่า ศาลชั้นต้นมีคำพิพากษาตามสัญญาประนีประนอมยอมความให้จำเลยชำระเงิน 599,726.98 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 15 ต่อปี ของต้นเงิน 483,764.65 บาท นับถัดจากวันฟ้อง (ฟ้องวันที่ 8 พฤศจิกายน 2544) เป็นต้นไป โดยผ่อนชำระรายเดือนไม่ต่ำกว่าเดือนละ 6,400 บาท ภายในทุกวันที่ 15 ของเดือน เริ่มตั้งแต่วันที่ 15 กุมภาพันธ์ 2545 เป็นต้นไป ภายใน 15 ปี และชำระเบี้ยประกันภัยที่โจทก์ออกแทนไป รวมทั้งค่าฤชาธรรมเนียมที่ศาลไม่สั่งคืนและค่าทนายความด้วย หากจำเลยผิดนัดงวดใดงวดหนึ่งถือว่าผิดนัดทั้งหมด ยอมให้โจทก์บังคับคดีในหนี้ส่วนที่ค้างชำระโดยยึดทรัพย์จำนองที่ดินโฉนดเลขที่ 80991 ตำบลบึงทองหลาง อำเภอลำลูกกา จังหวัดปทุมธานี พร้อมสิ่งปลูกสร้างออกขายทอดตลาดนำเงินชำระหนี้โจทก์จนเสร็จสิ้น หากได้เงินไม่พอชำระหนี้ให้ยึดทรัพย์สินอื่นของจำเลยออกขายทอดตลาดนำเงินชำระหนี้โจทก์จนกว่าจะครบถ้วน ต่อมาจำเลยไม่ชำระหนี้โจทก์ เมื่อวันที่ 14 ตุลาคม 2547 โจทก์นำเจ้าพนักงานบังคับคดียึดทรัพย์จำนองเพื่อบังคับคดี ต่อมาวันที่ 18 มกราคม 2553 โจทก์ยื่นคำร้องคัดค้านคำสั่งเจ้าพนักงานบังคับคดีที่ไม่ดำเนินการยึดที่ดินโฉนดเลขที่ 4692 ตำบลแม่ก๊า อำเภอสันป่าตอง จังหวัดเชียงใหม่ ซึ่งเป็นทรัพย์สินอื่นของจำเลยตามคำขอของโจทก์ ศาลชั้นต้นพิจารณาแล้วมีคำสั่งให้ยกคำร้องของโจทก์ ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษายืน โจทก์ไม่ฎีกา ประเด็นตามคำร้องขอของโจทก์จึงถึงที่สุดไปแล้ว ต่อมาวันที่ 17 กุมภาพันธ์ 2555 โจทก์ยื่นคำร้องคัดค้านคำสั่งเจ้าพนักงานบังคับคดีที่ไม่ดำเนินการยึดที่ดินแปลงดังกล่าวซึ่งเป็นทรัพย์สินอื่นของจำเลยตามคำขอของโจทก์อีกครั้ง คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ว่า คำร้องของโจทก์ฉบับลงวันที่ 17 กุมภาพันธ์ 2555เป็นประเด็นเดียวกันกับคำร้องของโจทก์ฉบับลงวันที่ 18 มกราคม 2553 หรือไม่ และกรณีมีเหตุที่จะขยายระยะเวลาบังคับคดีให้แก่โจทก์หรือไม่ เห็นว่า คำร้องของโจทก์ฉบับลงวันที่ 18 มกราคม 2553 เป็นการคัดค้านคำสั่งเจ้าพนักงานบังคับคดีที่ไม่ดำเนินการยึดที่ดินโฉนดเลขที่ 4692 ของจำเลยเช่นเดียวกับคำร้องนี้ แม้จะเป็นการคัดค้านคำสั่งของเจ้าพนักงานบังคับคดีคนละคราวกัน แต่ก็เป็นผลสืบเนื่องมาจากโจทก์ยื่นคำแถลงขอให้เจ้าพนักงานบังคับคดียึดที่ดินแปลงเดียวกันโดยอาศัยเหตุอย่างเดียวกันว่าทรัพย์จำนองไม่เพียงพอชำระหนี้โจทก์ ซึ่งตามสัญญาประนีประนอมยอมความเมื่อวันที่ 5 กุมภาพันธ์ 2545 ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยชำระหนี้ 599,726.98 บาท แก่โจทก์ และตามรายงานการยึดทรัพย์ของเจ้าพนักงานบังคับคดีในสำนวนอันดับที่ 37 พบว่า ทรัพย์จำนองที่ดินโฉนดเลขที่ 80991 พร้อมสิ่งปลูกสร้างมีราคาประเมินถึง 634,800 บาท สูงกว่าภาระหนี้ที่จำเลยมีต่อโจทก์ ทั้งที่ตามคำขอออกหมายบังคับคดีของโจทก์ฉบับลงวันที่ 25 ธันวาคม 2546 ก็ปรากฏว่าจำเลยไม่ได้ชำระหนี้ตามสัญญาประนีประนอมยอมความแต่อย่างใด ดังนั้น หากโจทก์รีบดำเนินการบังคับคดียึดทรัพย์จำนองออกขายทอดตลาดอาจทำให้ได้เงินเพียงพอแก่การรับชำระหนี้ แต่โจทก์กลับปล่อยเวลาให้เนิ่นนานโดยดำเนินการยึดทรัพย์จำนองวันที่ 14 ตุลาคม 2547 และขอให้ยึดที่ดินโฉนดเลขที่ 4692 เมื่อวันที่ 7 มกราคม 2553 หลังจากศาลชั้นต้นมีคำพิพากษาตามสัญญาประนีประนอมยอมความถึง 2 ปี 8 เดือน และ 8 ปี ตามลำดับ ทำให้จำเลยซึ่งต้องรับผิดในดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 15 ต่อปี ของต้นเงิน 483,764.65 บาท มีภาระหนี้เพิ่มขึ้นมาก อันมีผลสืบเนื่องมาจากการที่โจทก์ไม่รีบดำเนินการบังคับคดีแก่ทรัพย์จำนอง ซึ่งความรับผิดในส่วนดอกเบี้ยของจำเลยนี้มีมาแต่เดิมและมีอยู่แล้วในขณะที่โจทก์ยื่นคำร้องฉบับลงวันที่ 18 มกราคม 2553 มิใช่พฤติการณ์พิเศษที่ทำให้โจทก์ไม่อาจอ้างได้มาก่อน คำร้องของโจทก์จึงต้องห้ามตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 144 เมื่อโจทก์ไม่อาจดำเนินการยึดทรัพย์สินอื่นของจำเลยได้ก่อนมีการขายทอดตลาดทรัพย์จำนองแล้ว และการขายทอดตลาดทรัพย์จำนองที่ยึดไว้ภายในกำหนดระยะเวลาบังคับคดียังสามารถทำได้แม้จะล่วงเลยระยะเวลาบังคับคดี กรณีจึงไม่มีเหตุขยายระยะเวลาบังคับคดีให้แก่โจทก์ ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษามานั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาของโจทก์ฟังไม่ขึ้น

พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ. ม. 144 ม. 271
ชื่อคู่ความ
ธนาคารอาคารสงเคราะห์ โดยบริษัทบริหารสินทรัพย์
โจทก์ — กรุงเทพพาณิชย์ จำกัด ผู้เข้าสวมสิทธิเป็นคู่ความแทน
จำเลย — นายวรคม อุดเถิน
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดธัญบุรี — นางสาวหทยา กุลชัยรัตนา
ศาลอุทธรณ์ภาค 1 — นายประมวล สุขสมพร
ชื่อองค์คณะ
สมจิตร์ ทองศรี
ธีระพงศ์ จิระภาค
สมชาติ ธัญญาวินิชกุล
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 17502/2557
#583694
เปิดฉบับเต็ม

เมื่อโจทก์ฟ้องจำเลยในฐานะส่วนตัวผู้รับโอนทรัพย์มรดกและในฐานะผู้จัดการมรดกของ ส. อ้างว่าจำเลยจัดการมรดกโดยไม่ชอบเพื่อขอให้ศาลเพิกถอนนิติกรรมการโอนและให้จำเลยโอนที่ดินซึ่งเป็นทรัพย์มรดกกลับคืนมาเป็นกองมรดกของ พ. เป็นการฟ้องเรียกทรัพย์มรดกจากทายาทคนหนึ่ง จึงเป็นคดีมรดก จำเลยมีสิทธิยกอายุความตาม ป.พ.พ. มาตรา 1754 ขึ้นต่อสู้โจทก์ได้

เมื่อข้อเท็จจริงปรากฏว่า โจทก์และบุตรทุกคนของ พ. ไม่เคยติดตามการจัดการทรัพย์มรดกของ ส. และการที่โจทก์นำคดีนี้มาฟ้องเมื่อวันที่ 30 มิถุนายน 2551 เป็นเวลา 22 ปี นับแต่ พ. ถึงแก่ความตายและเกือบ 20 ปี นับแต่วันที่ ส. โอนที่ดินดังกล่าวให้แก่จำเลย สิทธิเรียกร้องของโจทก์ในทรัพย์มรดกของ พ. จึงเป็นอันขาดอายุความตาม ป.พ.พ. มาตรา 1754 วรรคท้าย โจทก์ไม่มีสิทธิฟ้องขอให้เพิกถอนนิติกรรมที่ ส. โอนที่ดินให้แก่จำเลย

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้มีคำพิพากษาถอนจำเลยจากการเป็นผู้จัดการมรดก ให้จำเลยในฐานะผู้จัดการมรดกโอนที่ดินโฉนดเลขที่ 14929 กึ่งหนึ่งมาเป็นชื่อผู้จัดการมรดกของนางสุพรรณีเจ้ามรดก ซึ่งกำลังอยู่ระหว่างร้องขอให้ตั้งผู้จัดการมรดก ให้จำเลยในฐานะผู้รับโอนโอนชื่อผู้ถือกรรมสิทธิ์ในส่วนของนางสุพรรณีในที่ดินโฉนดเลขที่ 18314 กลับมาเป็นชื่อนางสุพรรณีเจ้ามรดก ให้จำเลยในฐานะผู้จัดการมรดกนำเงินบัญชีทรัพย์ของมรดกที่เปิดไว้ที่ธนาคารยูโอบี รัตนสิน สาขาสุขุมวิท ประเภทฝากประจำ ซึ่งเป็นสินสมรสระหว่างนายสายัณห์และนางสุพรรณีมาเป็นของนางสุพรรณีกึ่งหนึ่ง ให้โอนหุ้นในบริษัทศรีสหะค้าข้าว จำกัด พร้อมอาคาร 1 หลัง มาเป็นชื่อของผู้จัดการมรดกของนางสุพรรณีกึ่งหนึ่ง พร้อมเงินปันผลและดอกเบี้ยร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันได้รับเงินจนถึงวันฟ้อง ให้จำเลยทำบัญชีการจัดการทรัพย์มรดกให้แก่ทายาทพร้อมนำเงินรายได้จากกองมรดกพร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่การจัดการมรดกมาแต่ต้นมาวางศาลเพื่อจัดการแบ่งทรัพย์มรดกให้แก่ทายาทตามส่วน และให้กำจัดจำเลยมิให้รับมรดกส่วนของนางสุพรรณี

จำเลยให้การขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า ให้ยกฟ้อง ค่าฤชาธรรมเนียมให้เป็นพับ

โจทก์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ

โจทก์ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า มีปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามฎีกาโจทก์ประการแรกว่า การที่โจทก์นำคดีมาฟ้องจำเลยในฐานะส่วนตัวและในฐานะผู้จัดการมรดกของนายสายัณห์ โดยที่นายสายัณห์ซึ่งเป็นผู้จัดการมรดกของนางสุพรรณีโอนที่ดินโฉนดเลขที่ 18314 ส่วนที่เป็นสินสมรสและมรดกของนางสุพรรณีให้แก่จำเลยเป็นการจัดการมรดกโดยไม่ชอบ จำเลยรับโอนไว้โดยไม่สุจริต ดังนั้นจำเลยต้องถูกกำจัดมิให้รับมรดกของนางสุพรรณี และจำเลยต้องโอนที่ดินส่วนของนางสุพรรณีกลับสู่กองมรดกของนางสุพรรณีเป็นอันขาดอายุความหรือไม่ ข้อนี้ศาลอุทธรณ์วินิจฉัยว่า ฟ้องโจทก์เป็นการฟ้องเรียกทรัพย์มรดกจากทายาท จึงเป็นคดีมรดก จำเลยมีสิทธิยกอายุความขึ้นต่อสู้ได้ คดีโจทก์ขาดอายุความ เห็นว่า เมื่อวันที่ 5 มิถุนายน 2529 นางสุพรรณีถึงแก่ความตาย เมื่อวันที่ 23 สิงหาคม 2529 ศาลมีคำสั่งตั้งนายสายัณห์เป็นผู้จัดการมรดกของนางสุพรรณี ต่อมาวันที่ 19 ธันวาคม 2531 นายสายัณห์ในฐานะผู้จัดการมรดกได้โอนที่ดินโฉนดเลขที่ 18314 ในส่วนของนางสุพรรณีและส่วนของตนให้แก่จำเลย อันเป็นการจัดการมรดกของนางสุพรรณี เมื่อโจทก์ฟ้องจำเลยในฐานะส่วนตัวผู้รับโอนมรดกและในฐานะผู้จัดการมรดกของนายสายัณห์อ้างว่าจำเลยจัดการมรดกโดยไม่ชอบเพื่อขอให้ศาลเพิกถอนนิติกรรมการโอนและให้จำเลยโอนที่ดินซึ่งเป็นทรัพย์มรดกกลับคืนมาเป็นกองมรดกของนางสุพรรณี เป็นการฟ้องเรียกทรัพย์มรดกจากทายาทคนหนึ่ง จึงเป็นคดีมรดก จำเลยมีสิทธิยกอายุความตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1754 ขึ้นต่อสู้โจทก์ได้ ข้อเท็จจริงปรากฏว่า โจทก์และบุตรทุกคนของนางสุพรรณีไม่เคยติดตามการจัดการทรัพย์มรดกของนายสายัณห์เลย การที่โจทก์นำคดีนี้มาฟ้องเมื่อวันที่ 30 มิถุนายน 2551 เป็นเวลา 22 ปี นับแต่นางสุพรรณีถึงแก่ความตายและเกือบ 20 ปี นับแต่วันที่นายสายัณห์โอนที่ดินดังกล่าวให้แก่จำเลย สิทธิเรียกร้องของโจทก์ในทรัพย์มรดกของนางสุพรรณีจึงเป็นอันขาดอายุความตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1754 วรรคท้าย โจทก์ไม่มีสิทธิฟ้องขอให้เพิกถอนนิติกรรมที่นายสายัณห์โอนที่ดินให้แก่จำเลย ที่ศาลล่างทั้งสองพิพากษาต้องกันว่าคดีโจทก์ขาดอายุความนั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาโจทก์ฟังไม่ขึ้น กรณีไม่มีประโยชน์ที่จะต้องวินิจฉัยในประเด็นอื่นอีกต่อไป

พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 1754 วรรคท้าย
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นางสุพัตรา วัฒนวรกิจกุล
นางพรรณพนัช ภู่สถาพรหรือวิกิตเศรษฐ์
ในฐานะส่วนตัวและในฐานะผู้จัดการมรดก
จำเลย — ของนายสายัณห์ วิกิตเศรษฐ์
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลแพ่ง — นายสุริน ชูแก้ว
ศาลอุทธรณ์ — นายสิทธิชัย รุ่งตระกูล
ชื่อองค์คณะ
ฐานันท์ วรรณโกวิท
นพพร โพธิรังสิยากร
ปกรณ์ วงศาโรจน์
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 17411/2557
#594393
เปิดฉบับเต็ม

การที่คณะกรรมการนิติบุคคลหมู่บ้านจัดสรรจำเลยที่ 1 มีมติให้ก่อสร้างอาคารสำนักงานนิติบุคคลในที่ดินอันเป็นสวนสาธารณะโดยสมาชิกของโครงการหมู่บ้านจัดสรรเสียงส่วนใหญ่เห็นชอบด้วยก็ตาม แต่ก็มีสมาชิกคัดค้านถึง 25 ราย การก่อสร้างอาคารดังกล่าวนอกจากเป็นการใช้สาธารณูปโภคคนละประเภทยังเป็นการขัดต่อวัตถุประสงค์ในการใช้สาธารณูปโภคตามที่ผู้จัดสรรได้จดทะเบียนไว้ ทั้งยังเป็นการขัดต่อ พ.ร.บ.การจัดสรรที่ดิน พ.ศ.2543 มาตรา 44 วรรคหนึ่ง (1) ประกอบมาตรา 43 วรรคหนึ่ง ที่ระบุให้หน้าที่ของจำเลยที่ 1 ที่ได้รับมอบที่ดินสวนสาธารณะจากผู้จัดสรรที่ดิน จะต้องบำรุงรักษาสาธารณูปโภคดังกล่าวที่มีอยู่แล้วให้คงสภาพดังเช่นที่ได้จัดทำขึ้นนั้นต่อไป และยังทำให้สภาพสวนสาธารณะเปลี่ยนแปลงไป พื้นที่สวนสาธารณะต้องลดลง ถือได้ว่าประโยชน์แห่งภาระจำยอมในการใช้สอยที่ดินดังกล่าวลดไปหรือเสื่อมความสะดวก แม้จำเลยที่ 1 จะอ้างว่าเป็นการกระทำเพื่อให้เกิดประโยชน์สูงสุดแก่สมาชิกโดยส่วนรวม แต่ทั้งนี้สวนสาธารณะดังกล่าวตกอยู่ในภาระจำยอมของที่ดินทุกแปลงในโครงการ การเปลี่ยนแปลงการใช้สาธารณูปโภคจะทำให้ประโยชน์แห่งภาระจำยอมของที่ดินบางแปลงลดไปหรือเสื่อมความสะดวกไป ย่อมมิอาจกระทำได้

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ทั้งสี่ฟ้องขอให้ศาลมีคำพิพากษาหรือคำสั่งเพิกถอนมติที่ประชุมคณะกรรมการหมู่บ้านชวนชื่นลาดพร้าว ครั้งที่ 11/2550 ลงวันที่ 11 พฤศจิกายน 2550 และครั้งที่ 12/2550 ลงวันที่ 1 ธันวาคม 2550 และให้บังคับจำเลยทั้งสิบสองระงับการก่อสร้างอาคารอเนกประสงค์หรือสำนักงานนิติบุคคลจำเลยที่ 1 ลงบนที่ดินโฉนดเลขที่ 6683 ตำบลลาดพร้าว อำเภอลาดพร้าว กรุงเทพมหานคร กับให้จำเลยทั้งสิบสองร่วมกันรื้อถอนสิ่งปลูกสร้างบนที่ดินดังกล่าว และปรับสภาพที่ดินให้คืนสู่สภาพเดิมโดยให้จำเลยที่ 2 ถึงที่ 12 เป็นผู้เสียค่าใช้จ่ายหรือให้โจทก์ทั้งสี่รื้อถอนโดยให้จำเลยทั้งสิบสองเสียค่าใช้จ่าย หากไม่ปฏิบัติตามให้ถือเอาคำพิพากษาแทนการแสดงเจตนาของจำเลยทั้งสิบสอง

จำเลยที่ 1 ถึงที่ 9 ที่ 11 และที่ 12 ให้การขอให้ยกฟ้อง

จำเลยที่ 10 ขาดนัดยื่นคำให้การ

ระหว่างพิจารณา โจทก์ทั้งสี่ขอถอนฟ้องจำเลยที่ 10 ศาลชั้นต้นอนุญาต จำหน่ายคดีโจทก์ทั้งสี่เฉพาะจำเลยที่ 10 ออกจากสารบบความ และโจทก์ที่ 4 ถึงแก่ความตาย ไม่มีผู้ใดเข้าเป็นคู่ความแทน ศาลชั้นต้นมีคำสั่งจำหน่ายคดีในส่วนของโจทก์ที่ 4 ออกจากสารบบความ

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้เพิกถอนมติที่ประชุมคณะกรรมการหมู่บ้านชวนชื่นลาดพร้าว ครั้งที่ 11/2550 ลงวันที่ 11 พฤศจิกายน 2550 และครั้งที่ 12/2550 ลงวันที่ 1 ธันวาคม 2550 ให้จำเลยที่ 1 ถึงที่ 9 ที่ 11 และที่ 12 ร่วมกันรื้อถอนอาคารอเนกประสงค์หรืออาคารสำนักงานบนที่ดินโฉนดเลขที่ 6683 ตำบลลาดพร้าว อำเภอลาดพร้าว กรุงเทพมหานคร และปรับสภาพที่ดินให้คืนสู่สภาพเดิม โดยให้จำเลยที่ 1 ถึงที่ 9 ที่ 11 และที่ 12 เป็นผู้เสียค่าใช้จ่าย คำขออื่นนอกจากนี้ให้ยก กับให้จำเลยที่ 1 ถึงที่ 9 ที่ 11 และที่ 12 ใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ที่ 1 ถึงที่ 3 โดยกำหนดค่าทนายความ 15,000 บาท

จำเลยที่ 1 ถึงที่ 9 ที่ 11 และที่ 12 อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษากลับ ให้ยกฟ้อง ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสองศาลให้เป็นพับ

โจทก์ที่ 1 ถึงที่ 3 ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ที่ 1 ถึงที่ 3 ว่า มติที่ประชุมคณะกรรมการของจำเลยที่ 1 ครั้งที่ 11/2550 และที่ 12/2550 ดังกล่าวชอบหรือไม่ ตามพระราชบัญญัติการจัดสรรที่ดิน พ.ศ.2543 มาตรา 43 วรรคหนึ่ง บัญญัติว่าสาธารณูปโภคที่ผู้จัดสรรที่ดิน ได้จัดให้มีขึ้นเพื่อการจัดสรรที่ดินตามแผนผังและโครงการที่ได้รับอนุญาต เช่น ถนน สวน สนามเด็กเล่น ให้ตกอยู่ในภาระจำยอมเพื่อประโยชน์แก่ที่ดินจัดสรร และให้เป็นหน้าที่ของผู้จัดสรรที่ดินที่จะบำรุงรักษาสาธารณูปโภคดังกล่าวให้คงสภาพดังเช่นที่ได้จัดทำขึ้นนั้นต่อไป และจะกระทำการใดอันเป็นเหตุให้ประโยชน์แห่งภาระจำยอมลดไปหรือเสื่อมความสะดวกมิได้ และตามประกาศคณะกรรมการจัดสรรที่ดินกลาง เรื่องกำหนดนโยบายจัดสรรที่ดินเพื่อที่อยู่อาศัยและพาณิชยกรรม ซึ่งอาศัยอำนาจตามความในมาตรา 8 (1) และมาตรา 16 แห่งพระราชบัญญัติการจัดสรรที่ดิน พ.ศ.2543 ข้อ 5.3 บัญญัติว่า ผู้จัดสรรที่ดินต้องกันพื้นที่ไว้เพื่อจัดทำสาธารณูปโภคหรือบริการสาธารณะ ดังนี้ (1) สวน สนามเด็กเล่นและหรือสนามกีฬาโดยคำนวณจากพื้นที่จัดจำหน่ายไม่น้อยกว่าร้อยละ 5 ดังนั้นบริษัทมั่นคงเคหะการ จำกัด (มหาชน) ผู้จัดสรรที่ดินจึงมีหน้าที่ต้องกันพื้นที่ไว้เพื่อจัดทำสาธารณูปโภคหรือบริการสาธารณะ และพื้นที่ส่วนที่กันไว้ดังกล่าวให้ตกอยู่ในภาระจำยอม เพื่อประโยชน์แก่ที่ดินจัดสรรทั้งหมด ซึ่งบริษัทมั่นคงเคหะการ จำกัด (มหาชน) ได้กันที่ดินโฉนดเลขที่ 3425, 6683 และ 6342 ให้เป็นถนนภายในหมู่บ้าน สวนสาธารณะ และอาคารสำนักงานนิติบุคคล ตามลำดับ โดยได้จดทะเบียนต่อเจ้าพนักงานที่ดินระบุไว้โดยชัดแจ้งในสารบัญจดทะเบียนของที่ดินแต่ละแปลงตามสำเนาโฉนดที่ดิน ที่ดินทั้งสามแปลงดังกล่าวตกอยู่ในภาระจำยอม เพื่อประโยชน์แก่ที่ดินจัดสรรทุกแปลงในโครงการทั้งหมด โดยผู้จัดสรรมีหน้าที่ตามกฎหมายที่จะต้องบำรุงรักษาสาธารณูปโภคดังกล่าว แต่ต่อมาเมื่อมีการจัดตั้งนิติบุคคลจำเลยที่ 1 หน้าที่ของผู้จัดสรรที่ดินตามกฎหมายดังกล่าวย่อมตกเป็นของจำเลยที่ 1 จากนั้นคณะกรรมการของจำเลยที่ 1 มีมติให้ย้ายสถานที่ก่อสร้างอาคารสำนักงานนิติบุคคลจากที่ดินโฉนดเลขที่ 6342 มาก่อสร้างในที่ดินโฉนดเลขที่ 6683 ซึ่งผู้จัดสรรได้กันและจดทะเบียนให้เป็นสวนสาธารณะ แม้สมาชิกของโครงการหมู่บ้านจัดสรรจะมีมติโดยเสียงส่วนใหญ่เห็นชอบด้วยก็ตาม แต่เมื่อพิจารณาจากภาพถ่ายปรากฏว่าผู้จัดสรรที่ดินได้ดำเนินการจัดทำเป็นสวนสาธารณะในที่ดินดังกล่าวแล้ว โดยปลูกต้นไม้ทั้งต้นไม้เล็กและต้นไม้ใหญ่ สร้างความร่มรื่น การที่คณะกรรมการของจำเลยที่ 1 มีมติให้ก่อสร้างอาคารสำนักงานนิติบุคคลในที่ดินอันเป็นสวนสาธารณะ การก่อสร้างอาคารดังกล่าว นอกจากเป็นการใช้สาธารณูปโภคคนละประเภทยังเป็นขัดต่อวัตถุประสงค์ในการใช้สาธารณูปโภคตามที่ผู้จัดสรรได้จดทะเบียนไว้ ทั้งยังเป็นการขัดต่อพระราชบัญญัติการจัดสรรที่ดิน พ.ศ.2543 มาตรา 43 วรรคหนึ่ง ประกอบมาตรา 44 วรรคหนึ่ง (1) ที่ระบุให้หน้าที่ของจำเลยที่ 1 ที่ได้รับมอบที่ดินสวนสาธารณะจากผู้จัดสรรที่ดิน จะต้องบำรุงรักษาสาธารณูปโภคดังกล่าวที่มีอยู่แล้วให้คงสภาพดังเช่นที่ได้จัดทำขึ้นนั้นต่อไป และยังทำให้สภาพสวนสาธารณะเปลี่ยนแปลงไป พื้นที่สวนสาธารณะต้องลดลง ถือได้ว่าประโยชน์แห่งภาระจำยอมในการใช้สอยที่ดินดังกล่าวลดไปหรือเสื่อมความสะดวก แม้จำเลยที่ 1 จะอ้างว่าเป็นการกระทำเพื่อให้เกิดประโยชน์สูงสุดแก่สมาชิกโดยส่วนรวม แต่ทั้งนี้สวนสาธารณะดังกล่าวตกอยู่ในภาระจำยอมของที่ดินทุกแปลงในโครงการ การเปลี่ยนแปลงการใช้สาธารณูปโภคจะทำให้ประโยชน์แห่งภาระจำยอมของที่ดินบางแปลงลดไปหรือเสื่อมความสะดวกไป ย่อมมิอาจกระทำได้ โดยเฉพาะอย่างยิ่งปรากฏว่ามีสมาชิกคัดค้านการเปลี่ยนแปลง 25 ราย นอกจากนี้ปรากฏว่าโจทก์ที่ 1 ถึงที่ 3 ซื้อที่ดินพร้อมสิ่งปลูกสร้างในราคาสูงกว่าที่ดินแปลงอื่น เนื่องจากที่ดินของโจทก์ที่ 1 ถึงที่ 3 อยู่ใกล้กับสวนสาธารณะ โจทก์ที่ 1 ถึงที่ 3 ต้องการความร่มรื่นและความสวยงามของธรรมชาติในสวนสาธารณะ ดังนั้น มติที่ประชุมคณะกรรมการของจำเลยที่ 1 ครั้งที่ 11/2550 และครั้งที่ 12/2550 จึงเป็นมติที่มิชอบ และขัดต่อเจตนารมณ์ของกฎหมาย จำเลยที่ 1 และจำเลยที่ 2 ถึงที่ 9, ที่ 11 และที่ 12 ในฐานะกรรมการของจำเลยที่ 1 จึงต้องรับผิดต่อโจทก์ที่ 1 ถึงที่ 3 โดยการร่วมกันรื้อถอนอาคารสิ่งปลูกสร้างในที่ดินโฉนดเลขที่ 6683 และปรับที่ดินให้คืนสู่สภาพเดิม ที่ศาลอุทธรณ์พิพากษามานั้น ไม่ต้องด้วยความเห็นของศาลฎีกา ฎีกาของโจทก์ที่ 1 ถึงที่ 3 ฟังขึ้น

พิพากษากลับ ให้บังคับคดีไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น ค่าฤชาธรรมเนียมในศาลอุทธรณ์และศาลฎีกาให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.การจัดสรรที่ดิน พ.ศ.2543 ม. 43 ม. 44
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นายศิริศักดิ์ ศรีเพริศ กับพวก
จำเลย — นิติบุคคลหมู่บ้านจัดสรร ชวนชื่นลาดพร้าว กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลแพ่ง — นางสาวธัญญา จูฑะประชากุล
ศาลอุทธรณ์ — นายประทีป เหมือนเตย
ชื่อองค์คณะ
สมศักดิ์ คุณเลิศกิจ
สมยศ เข็มทอง
ภานุวัฒน์ ศุภะพันธุ์
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 17401/2557
#572050
เปิดฉบับเต็ม

คดีความผิดเกี่ยวกับยาเสพติด การที่จำเลยที่ 1 ยื่นคำร้องขอให้เพิกถอนกระบวนพิจารณาที่ผิดระเบียบโดยอ้างว่าโจทก์ไม่มีอำนาจฟ้องนั้น จึงอยู่ในบังคับของ พ.ร.บ.วิธีพิจารณาคดียาเสพติด พ.ศ.2550 เมื่อจำเลยที่ 1 ฎีกาโดยไม่ได้ปฏิบัติตามมาตรา 19 วรรคหนึ่ง กล่าวคือไม่ขออนุญาตศาลฎีกาให้รับฎีกาของจำเลยที่ 1 ไว้วินิจฉัย คำพิพากษาศาลอุทธรณ์จึงเป็นที่สุดตามมาตรา 18 วรรคหนึ่ง ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัย

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
คดีสืบเนื่องมาจากศาลอุทธรณ์มีคำพิพากษาถึงที่สุดเมื่อวันที่ 26 กรกฎาคม 2555 ให้ลงโทษจำเลยที่ 1 ตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 มาตรา 15 วรรคหนึ่ง วรรคสาม (2), 66 วรรคสอง, 100 พระราชบัญญัติอาวุธปืน เครื่องกระสุนปืน วัตถุระเบิด ดอกไม้เพลิง และสิ่งเทียมอาวุธปืน พ.ศ.2490 มาตรา 7, 55, 72 วรรคหนึ่ง วรรคสาม, 78 วรรคหนึ่ง

จำเลยที่ 1 ยื่นคำร้องว่า เดิมเจ้าพนักงานตำรวจจับกุมจำเลยที่ 1 ได้พร้อมเมทแอมเฟตามีน 400 เม็ด ซึ่งซุกซ่อนอยู่ในรถยนต์กระบะที่จำเลยที่ 1 ขับ เหตุเกิดที่จังหวัดนครศรีธรรมราช และต่อมาจำเลยที่ 1 นำเจ้าพนักงานตำรวจไปตรวจค้นที่บ้านเลขที่ 50 หมู่ที่ 9 ตำบลขุนทะเล อำเภอลานสกา จังหวัดนครศรีธรรมราช พบจำเลยที่ 2 ยึดได้เมทแอมเฟตามีนอีก 400 เม็ด โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยที่ 1 ในความผิดฐานมีเมทแอมเฟตามีน 400 เม็ด ซึ่งซุกซ่อนอยู่ในรถยนต์กระบะไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่าย จำเลยที่ 1 ให้การรับสารภาพ ศาลชั้นต้นพิพากษาลงโทษไปแล้ว ต่อมาโจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยทั้งสองเป็นคดีนี้ในข้อหาร่วมกันมีเมทแอมเฟตามีนอีก 400 เม็ด ซึ่งยึดได้ที่บ้านจำเลยที่ 1 เลขที่ 50 หมู่ที่ 9 ตำบลขุนทะเล อำเภอลานสกา จังหวัดนครศรีธรรมราช และข้อหาความผิดเกี่ยวกับอาวุธปืน จำเลยที่ 1 ให้การรับสารภาพ แต่ต่อมาจำเลยที่ 1 เห็นว่า เมทแอมเฟตามีน 400 เม็ดแรก และ 400 เม็ดหลัง จำเลยที่ 1 ถูกจับกุมในคราวเดียวกันเพียงแต่เมทแอมเฟตามีนแยกกันเก็บเท่านั้น การกระทำของจำเลยที่ 1 จึงเป็นความผิดกรรมเดียว เมื่อศาลพิพากษาลงโทษจำเลยที่ 1 ในคดีแรกไปแล้ว โจทก์มาฟ้องจำเลยที่ 1 เป็นคดีหลังนี้อีกไม่ได้ ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 39 (4) ที่ศาลชั้นต้นพิพากษาลงโทษจำเลยที่ 1 อีกจึงเป็นการไม่ชอบ อีกประการหนึ่งจำเลยที่ 1 ถูกจับในเขตอำนาจของสถานีตำรวจภูธรเมืองนครศรีธรรมราช แต่พนักงานสอบสวนส่งตัวจำเลยที่ 1 ไปดำเนินคดีที่สถานีตำรวจภูธรลานสกา จังหวัดนครศรีธรรมราช เป็นการสอบสวนโดยพนักงานสอบสวนที่ไม่ใช่พนักงานผู้รับผิดชอบ โจทก์จึงไม่มีอำนาจฟ้องจำเลยที่ 1 ต่อศาลชั้นต้น ขอให้ศาลมีคำสั่งเพิกถอนกระบวนพิจารณาที่ผิดระเบียบ เนื่องด้วยมิได้ปฏิบัติตามบทบัญญัติแห่งประมวลกฎหมายที่เกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยและศีลธรรมอันดีของประชาชน

ศาลชั้นต้นมีคำสั่งว่า คดีนี้จำเลยที่ 1 ให้การรับสารภาพ ศาลอุทธรณ์พิพากษายืนตามศาลชั้นต้น ให้ลงโทษจำเลยที่ 1 ในความผิดเกี่ยวกับยาเสพติด ทั้งจำเลยที่ 1 ก็มิได้ยื่นฎีกาพร้อมกับคำร้องต่อศาลฎีกา เพื่อให้ศาลฎีการับฎีกาของจำเลยที่ 1 ไว้วินิจฉัยแต่อย่างใด คดีนี้คำพิพากษาศาลอุทธรณ์จึงถึงที่สุดแล้ว ตามพระราชบัญญัติวิธีพิจารณาคดียาเสพติด พ.ศ.2550 มาตรา 18 ให้ยกคำร้อง

จำเลยที่ 1 อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์แผนกคดียาเสพติดพิพากษายืน

จำเลยที่ 1 ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า คดีนี้เป็นคดีความผิดเกี่ยวกับยาเสพติด การที่จำเลยที่ 1 ยื่นคำร้องขอให้เพิกถอนกระบวนพิจารณาที่ผิดระเบียบโดยอ้างว่าโจทก์ไม่มีอำนาจฟ้องคดีนี้นั้น จึงอยู่ในบังคับของพระราชบัญญัติวิธีพิจารณาคดียาเสพติด พ.ศ.2550 ซึ่งมาตรา 18 วรรคหนึ่ง แห่งพระราชบัญญัติดังกล่าว บัญญัติว่า "ให้ศาลอุทธรณ์พิจารณาพิพากษาหรือมีคำสั่งโดยมิชักช้า และภายใต้บังคับแห่งบทบัญญัติ มาตรา 16 และมาตรา 19 คำพิพากษาหรือคำสั่งของศาลอุทธรณ์เฉพาะการกระทำซึ่งเป็นความผิดเกี่ยวกับยาเสพติดให้เป็นที่สุด" และมาตรา 19 วรรคหนึ่ง บัญญัติว่า "ในกรณีที่ศาลอุทธรณ์พิพากษาหรือมีคำสั่งในคดีความผิดเกี่ยวกับยาเสพติดตามมาตรา 18 วรรคหนึ่ง แล้ว คู่ความอาจยื่นคำขอโดยทำเป็นคำร้องไปพร้อมกับฎีกาต่อศาลฎีกาภายในกำหนดหนึ่งเดือน นับแต่วันอ่านหรือถือว่าได้อ่านคำพิพากษาหรือคำสั่งของศาลนั้นให้คู่ความฝ่ายที่ขออนุญาตฎีกาฟัง เพื่อขอให้พิจารณารับฎีกาไว้วินิจฉัยก็ได้" ดังนี้ เมื่อจำเลยที่ 1 ฎีกาโดยไม่ได้ปฏิบัติตามมาตรา 19 วรรคหนึ่ง คำพิพากษาศาลอุทธรณ์จึงเป็นที่สุดตามมาตรา 18 วรรคหนึ่ง ที่ศาลชั้นต้นรับฎีกาจำเลยที่ 1 จึงเป็นการไม่ชอบ ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัย

พิพากษายกฎีกาจำเลยที่ 1
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.วิธีพิจารณาคดียาเสพติด พ.ศ.2550 ม. 18 วรรคหนึ่ง ม. 19 วรรคหนึ่ง
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการจังหวัดนครศรีธรรมราช
จำเลย — พลทหารโสภณหรือแอ็ด วรรณวงศ์ กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดนครศรีธรรมราช — นายฉันทพัฒน์ อุไรกุล
ศาลอุทธรณ์ — นายวิชาญ กาญจนะ
ชื่อองค์คณะ
อดิศักดิ์ ปัตรวลี
ทวีศักดิ์ ทองภักดี
เฉลิมศักดิ์ ภัทรสุมันต์
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 17391/2557
#579858
เปิดฉบับเต็ม

การที่จำเลยไปหยิบอาวุธปืนจากรถยนต์มาเพื่อป้องกันบุตรของตน และเหตุที่กระสุนปืนลั่นเกิดจากการแย่งอาวุธปืนระหว่างจำเลยกับโจทก์ร่วม อันสืบเนื่องมาจากจำเลยใช้อาวุธปืนเพื่อป้องกันบุตรของตนดังกล่าว มิได้เกิดจากความประมาทของจำเลย การกระทำของจำเลยจึงเป็นการป้องกันตนพอสมควรแก่เหตุ

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 33, 80, 91, 288, 371, 376 พระราชบัญญัติอาวุธปืน เครื่องกระสุนปืน วัตถุระเบิด ดอกไม้เพลิง และสิ่งเทียมอาวุธปืน พ.ศ.2490 มาตรา 8 ทวิ, 72 ทวิ ริบอาวุธปืน ซองบรรจุเครื่องกระสุนปืน ปลอกกระสุนปืนและซองพกแบบหนังที่ใช้ใส่อาวุธปืนของกลาง

ระหว่างพิจารณา นายอภิรักษ์ ผู้เสียหายที่ 3 โดยนายไพโรจน์ ผู้แทนโดยชอบธรรมยื่นคำร้องขอเข้าร่วมเป็นโจทก์ ศาลชั้นต้นอนุญาตเฉพาะความผิดฐานพยายามฆ่า และโจทก์ร่วมยื่นคำร้องขอให้บังคับจำเลยชดใช้ค่าสินไหมทดแทนรวมเป็นเงิน 441,530 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงินดังกล่าวนับแต่วันถัดจากวันยื่นคำร้อง

จำเลยให้การปฏิเสธและให้การในคดีส่วนแพ่งขอให้ยกคำร้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 288 ประกอบมาตรา 72, 80 พระราชบัญญัติอาวุธปืน เครื่องกระสุนปืนวัตถุระเบิด ดอกไม้เพลิง และสิ่งเทียมอาวุธปืน พ.ศ.2490 มาตรา 8 ทวิ วรรคหนึ่ง, 72 ทวิ วรรคสอง การกระทำของจำเลยเป็นความผิดหลายกรรมต่างกัน ให้เรียงกระทงลงโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 ฐานพยายามฆ่าสองกระทง จำคุกกระทงละ10 ปี ฐานพยายามฆ่าโดยบันดาลโทสะ จำคุก 6 ปี ฐานพาอาวุธ จำคุก 6 เดือนรวมสี่กระทง เป็นจำคุก 26 ปี 6 เดือน ริบอาวุธปืน ซองบรรจุเครื่องกระสุนปืนปลอกกระสุนปืนและซองพกแบบหนังที่ใช้ใส่อาวุธปืนของกลาง ให้จำเลยใช้เงินแก่โจทก์ร่วม 240,000 บาท (สองแสนสี่หมื่นบาท) พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปีนับแต่วันเกิดเหตุ (วันที่ 20 สิงหาคม 2552) เป็นต้นไปจนกว่าชำระเสร็จแก่โจทก์ร่วม

โจทก์ร่วมและจำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษาแก้เป็นว่า จำเลยมีความผิดฐานกระทำโดยประมาทเป็นเหตุให้ผู้อื่นรับอันตรายสาหัสและฐานยิงปืนซึ่งใช้ดินระเบิดโดยใช่เหตุตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 300 และมาตรา 376 การกระทำของจำเลยเป็นกรรมเดียวเป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบท ให้ลงโทษตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 300 ซึ่งเป็นกฎหมายบทที่มีโทษหนักที่สุดตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 90 จำคุก 2 ปี และปรับ 6,000 บาท ฐานพาอาวุธปืน ตามพระราชบัญญัติอาวุธปืน เครื่องกระสุนปืน วัตถุระเบิด ดอกไม้เพลิง และสิ่งเทียมอาวุธปืน พ.ศ.2490 มาตรา 8 ทวิ วรรคหนึ่ง, 72 ทวิ วรรคสาม ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 371 การกระทำของจำเลยเป็นกรรมเดียวเป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบท ให้ลงโทษตามพระราชบัญญัติอาวุธปืนฯ ซึ่งเป็นกฎหมายบทที่มีโทษหนักที่สุดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 ปรับ 2,000 บาท รวมจำคุก 2 ปี และปรับ 8,000 บาท โทษจำคุกให้รอการลงโทษไว้ 2 ปี ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 56 ไม่ชำระค่าปรับให้จัดการตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 29, 30 ให้ยกฟ้องข้อหาพยายามฆ่าผู้เสียหายที่ 1 และที่ 2 คืนของกลางแก่จำเลย ให้จำเลยชำระค่าเสียหายเป็นเงิน 150,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันยื่นคำร้องขอเรียกค่าสินไหมทดแทน (วันที่ 11 สิงหาคม 2553) เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ร่วม ค่าฤชาธรรมเนียมส่วนคดีแพ่งชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

โจทก์และโจทก์ร่วมฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงในเบื้องต้นรับฟังเป็นยุติว่า ในวันและเวลาตามฟ้อง จำเลย นายอัครวินท์ และนางวนิดา บุตรและภริยาของจำเลยเข้าไปในโรงอาหารของโรงเรียนนนทบุรีพิทยาคม ที่โจทก์ร่วม ผู้เสียหายที่ 1 ที่ 2 และบุตรของจำเลยศึกษาอยู่ เมื่อจำเลยพบโจทก์ร่วมผู้เสียหายที่ 1และที่ 2 จำเลยได้สอบถามโจทก์ร่วมว่า ใครเป็นคนรุมทำร้ายบุตรจำเลย จากนั้นนายอัครวินท์ชกต่อยกับโจทก์ร่วมได้สักครู่หนึ่งก็มีนางภัทธิกานันท์ซึ่งเป็นครูเข้ามาห้าม และให้โจทก์ร่วมไปพบครูผู้ปกครองที่ห้องผู้บริหาร มีผู้เสียหายที่ 1 ที่ 2 กับพวกนั่งรออยู่ที่หน้าห้อง ส่วนจำเลยกับบุตรและภริยานั่งรออยู่ที่ม้าหินริมสนามฟุตบอลห่างจากห้องบริหารของโรงเรียนประมาณ 30 ถึง 40 เมตร ระหว่างโจทก์ร่วมอยู่กับนางขนิษฐาซึ่งเป็นครูผู้ปกครอง นางขนิษฐาได้กล่าวตำหนิโจทก์ร่วมอย่างรุนแรง โจทก์ร่วมวิ่งออกจากห้องดังกล่าวมีผู้เสียหายที่ 1 และที่ 2 กับพวกตามไปด้วย โจทก์ร่วมเข้าไปชกนายอัครวินท์ จำเลยจึงไปหยิบอาวุธปืนที่รถยนต์ของจำเลยออกมา ต่อมาโจทก์ร่วมแย่งอาวุธปืนจากจำเลย เป็นเหตุให้กระสุนถูกบริเวณโคนขาของโจทก์ร่วมได้รับบาดเจ็บตามรายงานชันสูตรบาดแผลของแพทย์ คดีคงมีปัญหาที่จะต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์และโจทก์ร่วมว่า จำเลยมีความผิดฐานพยายามฆ่าโจทก์ร่วม ผู้เสียหายที่ 1 และที่ 2 หรือไม่ และค่าเสียหายที่โจทก์ร่วมได้รับมีเพียงใด ศาลฎีกาเห็นว่าจากคำเบิกความของโจทก์ร่วมเองได้ความว่า โจทก์ร่วมเป็นผู้ก่อภยันตรายขึ้นก่อนโดยวิ่งเข้าไปชกนายอัครวินท์จนล้มลง และน่าเชื่อว่านอกจากมีผู้เสียหายที่ 1 และที่ 2 กับพวกวิ่งตามไปแล้วยังมีผู้อื่นวิ่งตามไปด้วยเพราะก่อนหน้านี้พวกของผู้เสียหายได้นั่งรอโจทก์ร่วมอยู่ จากคำเบิกความของร้อยตำรวจโทสมควรและบันทึกการจับกุม ก็ได้ความว่านายอัครวินท์บุตรของจำเลยถูกทำร้ายก่อน สอดคล้องกับคำเบิกความของนางบุญศิริ ครูโรงเรียนนนทบุรีพิทยาคม พยานจำเลยซึ่งอยู่ในเหตุการณ์ขณะที่บุตรของจำเลยถูกทำร้ายว่า ขณะที่พยานเดินไปที่รถยนต์ของพยานเห็นเด็กถูกรุมทำร้ายด้วยของแข็งและท่อน้ำ พยานได้ตะโกนบอกให้ทุกคนหยุด แต่ไม่มีใครฟัง ซึ่งคนที่ถูกทำร้ายก็คือบุตรของจำเลย น่าเชื่อว่าพยานเบิกความไปตามจริงเพราะไม่มีส่วนได้เสียกับฝ่ายใดเมื่อพิจารณารายงานตรวจชันสูตรบาดแผลของแพทย์ที่ได้ตรวจร่างกายนายอัครวินท์ บันทึกแจ้งความของจำเลย ว่าบุตรของจำเลยถูกรุมทำร้ายและภาพถ่ายบาดแผล สอดคล้องไปในทางเดียวกันว่านายอัครวินท์ถูกรุมทำร้ายจริงมีรอยฟกช้ำหลายแห่ง ดังนั้นการที่จำเลยไปหยิบอาวุธปืนจากรถยนต์มาเพื่อป้องกันบุตรของตน จึงเป็นเรื่องปกติธรรมดาของผู้เป็นบิดาและเหตุที่กระสุนปืนลั่นก็เกิดจากแย่งอาวุธปืนระหว่างจำเลยกับโจทก์ร่วมอันสืบเนื่องมาจากจำเลยใช้อาวุธปืนเพื่อป้องกันบุตรของตนดังกล่าว มิได้เกิดจากความประมาทของจำเลยดังที่ศาลอุทธรณ์ภาค 1 วินิจฉัยแต่ประการใด ตามหลักฐาน จำเลยเป็นสมาชิกวิสามัญชมรมยิงปืน ศูนย์รักษาความปลอดภัยแห่งชาติ เชื่อว่าหากจำเลยประสงค์จะฆ่าโจทก์ร่วมย่อมกระทำได้ เพราะมีความรู้ความถนัดในการใช้อาวุธปืนการจ้องปืนไปที่โจทก์ร่วมไม่น่าจะมีเจตนาฆ่า เพียงแต่ต้องการยุติการที่บุตรของตนถูกทำร้าย การกระทำของจำเลยจึงเป็นการป้องกันตนพอสมควรแก่เหตุ จึงไม่เป็นความผิดดังนั้นที่ศาลอุทธรณ์ภาค 1 ลงโทษจำเลยตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 300 และมาตรา 376 ศาลฎีกาไม่เห็นพ้องด้วย ปัญหาดังกล่าวเป็นข้อกฎหมายเกี่ยวกับความสงบเรียบร้อย ศาลฎีกายกขึ้นวินิจฉัยได้เองตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 195 วรรคสอง ประกอบมาตรา 225 เมื่อฟังข้อเท็จจริงว่าการกระทำของจำเลยเป็นการป้องกันโดยชอบด้วยกฎหมาย คำพิพากษาคดีส่วนอาญาต้องผูกพันคดีส่วนแพ่งตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 46 จำเลยจึงไม่ต้องรับผิดชดใช้ค่าสินไหมทดแทนให้แก่โจทก์ร่วมตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 449 วรรคแรก ประกอบประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 47 ปัญหาดังกล่าวแม้จำเลยจะมิได้หยิบยกขึ้นฎีกา แต่เป็นปัญหาเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชน ศาลฎีกายกขึ้นวินิจฉัยได้เองตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 249 วรรคสอง ประกอบประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 40 ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วยกับศาลอุทธรณ์ภาค 1 บางส่วน ฎีกาของโจทก์และโจทก์ร่วมฟังไม่ขึ้น

พิพากษาแก้เป็นว่า ให้ยกฟ้องจำเลยในข้อหากระทำโดยประมาทเป็นเหตุให้ผู้อื่นรับอันตรายสาหัส และข้อหายิงปืนซึ่งใช้ดินระเบิดโดยใช่เหตุในเมือง หมู่บ้าน หรือที่ชุมนุมชนตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 300, 376 ให้ยกคำร้องขอเข้าร่วมเป็นโจทก์และคำร้องขอให้บังคับจำเลยชดใช้ค่าสินไหมทดแทนของผู้เสียหายที่ 3 ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาให้เป็นพับ นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 1
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.อ. ม. 300 ม. 376
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการจังหวัดนนทบุรี
นายอภิรักษ์ ศรีสังข์ โดยนายไพโรจน์ ศรีสังข์
โจทก์ร่วม — ผู้แทนโดยชอบธรรม
จำเลย — นายอนุพงษ์ นิวาศานนท์
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดนนทบุรี — นางสาวนภาวรรณ ขุนอักษร
ศาลอุทธรณ์ภาค 1 — นายศักดิ์ชัย รังษีวงศ์
ชื่อองค์คณะ
หม่อมหลวงไกรฤกษ์ เกษมสันต์
เมทินี ชโลธร
ณัฏฐชัย ไวยภาษจีรกุล
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 17245/2557
#579978
เปิดฉบับเต็ม

สัญญารับจ้างสำรวจและประเมินราคาทรัพย์สินเอกสารหมาย จ.6 และ จ.7 มีข้อตกลงในข้อ 6 ว่า จำเลยที่ 1 ยอมรับผิดในการสำรวจและประเมินราคาทรัพย์สินหรือรายงานผลการก่อสร้างอาคาร ไม่ว่าจะเกิดโดยความประมาทเลินเล่อ จงใจ หรือทุจริต ซึ่งมีผลให้มูลค่าทรัพย์สินที่ประเมินราคาสูงขึ้น หรือต่ำกว่าตามปกติที่เป็นจริง หรือผิดไปจากวิชาชีพการประเมินราคา โดยจำเลยที่ 1 ผู้จัดการ พนักงาน ลูกจ้าง หรือตัวแทนของจำเลยที่ 1 ความรับผิดดังกล่าวนั้นจำเลยที่ 1 ยินยอมชดใช้ค่าเสียหายตามจำนวนที่โจทก์เป็นผู้กำหนดขึ้น เมื่อข้อเท็จจริงฟังได้ว่าพนักงานของจำเลยที่ 1 ประเมินราคาหลักประกันลูกค้าของโจทก์ทั้งสามรายไม่ถูกต้อง โดยประเมินราคาหลักประกันลูกค้ารายที่ 1 และที่ 2 สูงกว่าความเป็นจริง และรายที่ 3 ไม่ได้รายงานผลการปลูกสร้างสิ่งปลูกสร้างรุกล้ำถนนสาธารณะซึ่งต้องไม่ประเมินราคาสิ่งปลูกสร้างดังกล่าว ทำให้ราคาประเมินสูงกว่าความเป็นจริงอันเป็นการไม่ปฏิบัติตามสัญญา ถือเป็นการผิดสัญญา จำเลยที่ 1 ต้องรับผิดชดใช้ค่าเสียหายให้แก่โจทก์

แม้ข้อเท็จจริงไม่ปรากฏว่า สตอ. ส. จสต. อ. และ ว. ลูกค้าของโจทก์ผิดนัดชำระหนี้ และโจทก์ได้ฟ้องบังคับคดีขายทอดตลาดหลักประกันแล้วได้เงินไม่พอชำระหนี้ โดยคณะทำงานดำเนินการเรื่องค่าเสียหายของโจทก์ได้กำหนดวิธีชดใช้ค่าเสียหาย เงื่อนไขหลุดพ้นความรับผิดชอบ และการฟ้องบังคับคดีลูกหนี้ตามเอกสารหมาย จ.16 ข้อ 3.3.1 และข้อ 3.3.2 ว่า กรณีลูกหนี้ผ่อนชำระปกติให้บริษัทประเมินรับสภาพหนี้เอาไว้ก่อน ยังไม่ต้องชำระค่าเสียหาย ถ้าลูกหนี้ผ่อนชำระหนี้ลดลงจนหลักประกันคุ้มยอดหนี้ ให้ถือว่าบริษัทประเมินหลุดพ้นจากการรับสภาพหนี้ และกรณีลูกหนี้ผิดนัดชำระหนี้ให้ฟ้องบังคับคดีและเอาหนี้ส่วนที่ขาดจากบริษัทประเมินตามที่ได้รับสภาพหนี้ไว้ก็ตาม แต่การที่จำเลยที่ 1 ผิดสัญญาโดยประเมินราคาหลักประกันสูงกว่าความเป็นจริงและไม่รายงานสภาพที่แท้จริงของหลักประกัน ย่อมทำให้โจทก์ใช้ราคาประเมินดังกล่าวมาเป็นฐานในการคำนวณวงเงินกู้และอนุมัติเงินกู้ให้แก่ลูกค้าสูงกว่ามูลค่า ที่แท้จริงของหลักประกัน ทำให้เกิดความเสี่ยงในการได้รับชำระหนี้คืนในส่วนยอดหนี้ที่เกินกว่าราคาหลักประกันมีผลถึงการประกอบกิจการโดยรวมของโจทก์ กรณีย่อมถือได้ว่าโจทก์ได้รับความเสียหายจากการผิดสัญญาของจำเลยที่ 1 ที่ไม่ชำระหนี้ให้ต้องตามความประสงค์อันแท้จริงแห่งมูลหนี้แล้ว หาใช่เป็นกรณีที่ความเสียหายที่แท้จริงยังไม่เกิดขึ้น แต่ที่โจทก์เรียกค่าเสียหายเป็นเงิน 890,000 บาทนั้น ค่าเสียหายดังกล่าวโจทก์กำหนดตามข้อสัญญาที่ว่า จำเลยที่ 1 ยินยอมชดใช้ค่าเสียหายตามจำนวนที่โจทก์เป็นผู้กำหนดขึ้น และโจทก์กำหนดตามราคาประเมินหลักประกันของลูกค้าทั้งสามรายที่สูงกว่าความเป็นจริง กรณีจึงเป็นค่าเสียหายที่กำหนดไว้ล่วงหน้ามีลักษณะเป็นเบี้ยปรับเมื่อตนไม่ชำระหนี้ให้ถูกต้องสมควร ซึ่งศาลมีอำนาจลดลงเป็นจำนวนพอสมควรได้โดยพิเคราะห์ถึงทางได้เสียของเจ้าหนี้ทุกอย่างอันชอบด้วยกฎหมายตาม ป.พ.พ. มาตรา 383 วรรคหนึ่ง

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยที่ 1 ชำระเงิน 890,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงินดังกล่าว นับถัดจากวันฟ้องไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ ให้จำเลยที่ 2 ร่วมรับผิดกับจำเลยที่ 1 เป็นเงิน 500,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงินดังกล่าว นับถัดจากวันฟ้องไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์

จำเลยที่ 1 ที่ 2 ให้การว่าขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง ค่าฤชาธรรมเนียมให้เป็นพับ

โจทก์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน ให้โจทก์ใช้ค่าทนายความชั้นอุทธรณ์แทนจำเลยที่ 1 และที่ 2 คนละ 8,000 บาท

โจทก์ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ว่า จำเลยทั้งสองต้องร่วมกันรับผิดชดใช้ค่าเสียหายให้แก่โจทก์ตามฟ้องหรือไม่ เห็นว่า ตามสำเนาสัญญารับจ้างสำรวจและประเมินราคาทรัพย์สิน มีข้อตกลงในข้อ 6 ว่า จำเลยที่ 1 ยอมรับผิดในการสำรวจและประเมินราคาทรัพย์สินหรือรายงานผลการก่อสร้างอาคาร ไม่ว่าจะเกิดโดยความประมาทเลินเล่อ จงใจ หรือทุจริต ซึ่งมีผลให้มูลค่าทรัพย์สินที่ประเมินราคาสูงขึ้น หรือต่ำกว่าตามปกติที่เป็นจริง หรือผิดไปจากวิชาชีพการประเมินราคา โดยจำเลยที่ 1 ผู้จัดการ พนักงาน ลูกจ้าง หรือตัวแทนของจำเลยที่ 1 ความรับผิดดังกล่าวนั้นจำเลยที่ 1 ยินยอมชดใช้ค่าเสียหายตามจำนวนที่โจทก์เป็นผู้กำหนดขึ้น เมื่อข้อเท็จจริงรับฟังได้ว่าจำเลยที่ 1 โดยพนักงานของจำเลยที่ 1 ประเมินราคาหลักประกันลูกค้าของโจทก์ทั้งสามรายไม่ถูกต้อง โดยประเมินราคาหลักประกันลูกค้ารายที่ 1 และที่ 2 สูงกว่าความเป็นจริง และรายที่ 3 ไม่ได้รายงานผลการปลูกสร้างสิ่งปลูกสร้างรุกล้ำถนนสาธารณะซึ่งต้องไม่ประเมินราคาสิ่งปลูกสร้างดังกล่าว ทำให้ราคาประเมินสูงกว่าความเป็นจริง อันเป็นการไม่ปฏิบัติตามสัญญา ถือเป็นการผิดสัญญา จำเลยที่ 1 ต้องรับผิดชดใช้ค่าเสียหายให้แก่โจทก์ตามสัญญา สำหรับค่าเสียหายของโจทก์นั้น แม้ข้อเท็จจริงไม่ปรากฏว่าสิบตำรวจเอกสมยศ จ่าสิบตำรวจอุบลเวสย์ และนางวันเพ็ญลูกค้าของโจทก์ทั้งสามรายผิดนัดชำระหนี้ และโจทก์ได้ดำเนินการฟ้องบังคับคดีขายทอดตลาดหลักประกันแล้วได้เงินไม่พอชำระหนี้ โดยคณะทำงานดำเนินการเรื่องค่าเสียหายของโจทก์ได้กำหนดวิธีชดใช้ค่าเสียหาย เงื่อนไขหลุดพ้นความรับผิดชอบ และการฟ้องบังคับคดีลูกหนี้ กรณีลูกหนี้ผ่อนชำระปกติให้บริษัทประเมินรับสภาพหนี้เอาไว้ก่อน ยังไม่ต้องชำระค่าเสียหาย ถ้าลูกหนี้ผ่อนชำระหนี้ลดลงจนหลักประกันคุ้มยอดหนี้ ให้ถือว่าบริษัทประเมินหลุดพ้นจากการรับสภาพหนี้ และกรณีลูกหนี้ผิดนัดชำระหนี้ให้ฟ้องบังคับคดีและเอาหนี้ส่วนที่ขาดจากบริษัทประเมินตามที่ได้รับสภาพหนี้ไว้ก็ตาม แต่การที่จำเลยที่ 1 ผิดสัญญาโดยประเมินราคาหลักประกันสูงกว่าความเป็นจริงและไม่รายงานสภาพที่แท้จริงของหลักประกัน ย่อมทำให้โจทก์ใช้ราคาประเมินดังกล่าวมาเป็นฐานในการคำนวณวงเงินกู้และอนุมัติเงินกู้ให้แก่ลูกค้าสูงกว่ามูลค่าที่แท้จริงของหลักประกัน ทำให้เกิดความเสี่ยงในการได้รับชำระหนี้คืนในส่วนยอดหนี้ที่เกินกว่าราคาหลักประกันมีผลถึงการประกอบกิจการโดยรวมของโจทก์ กรณีย่อมถือได้ว่าโจทก์ได้รับความเสียหายจากการผิดสัญญาของจำเลยที่ 1 ที่ไม่ชำระหนี้ให้ต้องตามความประสงค์อันแท้จริงแห่งมูลหนี้แล้ว หาใช่เป็นกรณีที่ความเสียหายที่แท้จริงยังไม่เกิดขึ้นดังที่ศาลอุทธรณ์วินิจฉัยไม่ แต่ที่โจทก์เรียกค่าเสียหายเป็นเงิน 890,000 บาทนั้น ค่าเสียหายดังกล่าวโจทก์กำหนดตามข้อสัญญาที่ว่า จำเลยที่ 1 ยินยอมชดใช้ค่าเสียหายตามจำนวนที่โจทก์เป็นผู้กำหนดขึ้น และโจทก์กำหนดตามราคาประเมินหลักประกันของลูกค้าทั้งสามรายที่สูงกว่าความเป็นจริง กรณีจึงเป็นค่าเสียหายที่กำหนดไว้ล่วงหน้ามีลักษณะเป็นเบี้ยปรับเมื่อตนไม่ชำระหนี้ให้ถูกต้องสมควร ซึ่งศาลมีอำนาจลดลงเป็นจำนวนพอสมควรได้โดยพิเคราะห์ถึงทางได้เสียของเจ้าหนี้ทุกอย่างอันชอบด้วยกฎหมายตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 383 วรรคหนึ่ง เมื่อค่าเสียหายตามที่โจทก์กำหนดเป็นค่าเสียหายที่ยังไม่แน่นอนด้วยเหตุที่ลูกค้าของโจทก์อาจผ่อนชำระหนี้จนหลักประกันคุ้มยอดหนี้ หรือโจทก์อาจฟ้องบังคับคดีขายทอดตลาดหลักประกันได้เงินเพียงพอชำระหนี้ และโจทก์ไม่สามารถพิสูจน์ถึงค่าเสียหายส่วนอื่นที่แน่นอนได้ ค่าเสียหายของโจทก์จึงยังไม่ชัดแจ้งพอที่จะทำให้โจทก์ได้รับค่าเสียหายอันเป็นเบี้ยปรับเต็มจำนวนที่โจทก์กำหนดตามข้อสัญญา เมื่อพิเคราะห์ถึงทางได้เสียทุกอย่างของโจทก์ผู้เป็นเจ้าหนี้แล้ว เห็นสมควรกำหนดให้จำเลยที่ 1 ชำระค่าเสียหายให้โจทก์เป็นเงิน 50,000 บาท ซึ่งจำเลยที่ 2 ผู้ค้ำประกันต้องร่วมกันรับผิดชำระเงินดังกล่าวให้แก่โจทก์ด้วย และกรณีไม่จำต้องวินิจฉัยฎีกาข้ออื่นของโจทก์อีกต่อไปเพราะไม่ทำให้ผลของคดีเปลี่ยนแปลง ที่ศาลล่างทั้งสองพิพากษามานั้น ไม่ต้องด้วยความเห็นของศาลฎีกา ฎีกาของโจทก์ฟังขึ้น

พิพากษากลับ ให้จำเลยทั้งสองร่วมกันชำระเงิน 50,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงินดังกล่าว นับถัดจากวันฟ้อง (ฟ้องวันที่ 29 กันยายน 2553) เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ กับให้จำเลยทั้งสองร่วมกันใช้ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสามศาลแทนโจทก์ตามทุนทรัพย์เท่าที่โจทก์ชนะคดี โดยกำหนดค่าทนายความรวม 10,000 บาท
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 369 ม. 381 วรรคหนึ่ง ม. 383 วรรคหนึ่ง
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — ธนาคารอาคารสงเคราะห์
จำเลย — บริษัทบีซีเอ.ประเมินราคา จำกัด กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลแพ่ง — นางสาวลัดดาวรรณ หลวงอาจ
ศาลอุทธรณ์ — นายทินกร ก่อเพียรเจริญ
ชื่อองค์คณะ
นุจรินทร์ จันทร์พรายศรี
วิวรรต นิ่มละมัย
ปกรณ์ มหรรณพ
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 17227/2557
#580000
เปิดฉบับเต็ม

เดิมศาลชั้นต้นโดยผู้พิพากษาคนเดียวพิจารณาและพิพากษาลงโทษจำคุก มีกำหนด 1 ปี ซึ่งเกินอำนาจผู้พิพากษาคนเดียวที่จะพิพากษาลงโทษ ตามพระธรรมนูญศาลยุติธรรม มาตรา 25 (5) ต่อมาศาลอุทธรณ์มีคำพิพากษายกคำพิพากษาศาลชั้นต้นดังกล่าว และย้อนสำนวนให้ศาลชั้นต้นดำเนินกระบวนพิจารณาและพิพากษาใหม่ หากผู้พิพากษาเจ้าของสำนวนยังเห็นควรลงโทษจำคุกจำเลยเกินกว่าหกเดือน ย่อมถือว่าเป็นเหตุจำเป็นอื่นอันมิอาจก้าวล่วงได้ ตามพระธรรมนูญศาลยุติธรรม มาตรา 31 (2) ต้องให้ผู้พิพากษาหัวหน้าศาลในขณะทำคำพิพากษาฉบับใหม่นี้ตรวจสำนวนและลงลายมือชื่อร่วมเป็นองค์คณะด้วยตามพระธรรมนูญศาลยุติธรรม มาตรา 29 (3) โดยไม่อาจย้อนกลับไปให้ผู้พิพากษาหัวหน้าศาลในขณะที่มีคำพิพากษาฉบับเดิมลงลายมือชื่อร่วมเป็นองค์คณะทำคำพิพากษาได้ เนื่องจากคำพิพากษาฉบับเดิมได้ถูกยกไปโดยคำพิพากษาศาลอุทธรณ์แล้ว

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 353 ให้จำเลยคืนหรือใช้เงิน61,597,988.70 บาท แก่ผู้เสียหาย

จำเลยให้การปฏิเสธ

ระหว่างพิจารณาบริษัทไทม์เว็นเจอร์ส จำกัด ผู้เสียหายยื่นคำร้องขอเข้าร่วมเป็นโจทก์ ศาลชั้นต้นอนุญาต

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 353 จำคุก 1 ปี ให้จำเลยคืนหรือใช้เงิน 61,597,988.70 บาท แก่โจทก์ร่วม

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน

จำเลยฎีกา โดยผู้พิพากษาซึ่งพิจารณาและลงชื่อในคำพิพากษาศาลชั้นต้นอนุญาตให้ฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยประการสุดท้ายว่า คำพิพากษาของศาลชั้นต้นชอบด้วยกฎหมายหรือไม่ เห็นว่า เดิมคดีนี้ศาลชั้นต้นโดยผู้พิพากษาคนเดียว คือ นางนุชนาถ เป็นองค์คณะพิจารณาและพิพากษาลงโทษจำคุก จำเลยมีกำหนด 1 ปี ซึ่งเกินอำนาจผู้พิพากษาคนเดียวที่จะพิพากษาลงโทษได้ ตามพระธรรมนูญศาลยุติธรรม มาตรา 25 (5) ต่อมาศาลอุทธรณ์มีคำพิพากษายกคำพิพากษาศาลชั้นต้นดังกล่าว และย้อนสำนวนให้ศาลชั้นต้นดำเนินกระบวนพิจารณาและพิพากษาใหม่ ดังนี้ ในการดำเนินกระบวนพิจารณาและพิพากษาใหม่ตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ของศาลชั้นต้น ผู้พิพากษาเจ้าของสำนวนจึงเพียงแต่ดำเนินกระบวนพิจารณาลงโทษจำเลยและมีคำพิพากษาใหม่เท่านั้น หากยังเห็นควรลงโทษจำคุกจำเลยเกินกว่าหกเดือน ย่อมถือว่าเป็นเหตุจำเป็นอื่นอันมิอาจก้าวล่วงได้ ตามพระธรรมนูญศาลยุติธรรม มาตรา 31 (2) ต้องให้ผู้พิพากษาหัวหน้าศาลในขณะทำคำพิพากษาฉบับใหม่นี้ตรวจสำนวนและลงลายมือชื่อร่วมเป็นองค์คณะด้วยตามพระธรรมนูญศาลยุติธรรม มาตรา 29 (3) ไม่อาจย้อนกลับไปให้ผู้พิพากษาหัวหน้าศาลในขณะที่มีคำพิพากษาฉบับเดิมลงลายมือชื่อ ร่วมเป็นองค์คณะทำคำพิพากษาได้ เนื่องจากคำพิพากษาฉบับเดิมได้ถูกยกไปโดยคำพิพากษาศาลอุทธรณ์แล้ว ดังนั้น คำพิพากษาศาลชั้นต้น ฉบับใหม่ซึ่งมีนางนุชนาถ ผู้พิพากษาเจ้าของสำนวน และนางจรีรัตน์ ผู้พิพากษาหัวหน้าศาลในขณะทำคำพิพากษาได้ตรวจสำนวนคดีนี้แล้วลงลายมือชื่อเป็นองค์คณะทำคำพิพากษาลงโทษจำคุกจำเลย 1 ปี จึงเป็นคำพิพากษาที่ชอบด้วยบทบัญญัติแห่งกฎหมายดังกล่าว ที่ศาลอุทธรณ์พิพากษามานั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาของจำเลยข้อนี้ฟังไม่ขึ้นเช่นกัน

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พระธรรมนูญศาลยุติธรรม ม. 25 (5) ม. 29 (3) ม. 31 (2)
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการ สำนักงานอัยการสูงสุด
โจทก์ร่วม — บริษัทไทม์เว็นเจอร์ส จำกัด
จำเลย — นายศุภมิธ สุลี้รักษ์
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลแขวงพระนครเหนือ — นางนุชนาถ ชาลีกุล ทับน้อย
ศาลอุทธรณ์ — นายประสิทธิ์ ตันติเสรี
ชื่อองค์คณะ
วรงค์พร จิระภาค
ฉัตรไชย จันทร์พรายศรี
สุภัทร์ สุทธิมนัส
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 17225/2557
#580002
เปิดฉบับเต็ม

เมื่อจำเลยยื่นคำแถลงและวางเงินเพื่อบรรเทาผลร้ายให้แก่โจทก์ร่วมต่อศาลชั้นต้นแล้ว จำเลยขอถอนคำให้การเดิมที่ให้การปฏิเสธและขอให้การรับสารภาพ กับแถลงขอให้ศาลลงโทษสถานเบาและรอการลงโทษแก่จำเลย การที่จำเลยวางเงินต่อศาลชั้นต้นดังกล่าวมีวัตถุประสงค์เพื่อแสดงว่าจำเลยได้พยายามบรรเทาความเสียหายอันเป็นผลที่เกิดจากจำเลยกระทำละเมิดต่อโจทก์ร่วมเพื่อประกอบดุลพินิจของศาลในการพิจารณาพิพากษา เมื่อศาลชั้นต้นพิพากษารอการลงโทษให้แก่จำเลย แม้คดีจะถึงที่สุด โจทก์ร่วมก็ยังมีสิทธิขอรับเงินที่จำเลยวางต่อศาลเพื่อชำระค่าเสียหายแก่โจทก์ร่วมได้ เมื่อข้อเท็จจริงไม่ปรากฏว่าโจทก์ร่วมแสดงเจตนาโดยชัดแจ้งหรือโดยปริยายว่าไม่ประสงค์จะรับเงินค่าเสียหายที่จำเลยวางไว้ดังกล่าว จำเลยจึงไม่มีสิทธิมาขอรับเงินจำนวนดังกล่าวคืน

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
คดีสืบเนื่องจากโจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91, 295, 358 ระหว่างพิจารณาของศาลชั้นต้น นางสาวยาดา ผู้เสียหาย ยื่นคำร้องขอเข้าร่วมเป็นโจทก์ ศาลชั้นต้นอนุญาต และจำเลยยื่นคำแถลงขอวางเงินเพื่อบรรเทาผลร้ายให้แก่โจทก์ร่วม จำนวน 5,000 บาท ศาลชั้นต้นมีคำสั่งให้รวมสำนวน ต่อมาจำเลยขอถอนคำให้การเดิมที่ให้การปฏิเสธและให้การใหม่เป็นรับสารภาพ ศาลชั้นต้นพิพากษาว่าจำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 295, 358 การกระทำเป็นความผิดหลายกรรมต่างกัน ให้ลงโทษทุกกรรมเป็นกระทงความผิดไปตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 ฐานทำร้ายร่างกาย จำคุก 4 เดือน และปรับ 4,000 บาท ฐานทำให้เสียทรัพย์ จำคุก 4 เดือน และปรับ 4,000 บาท รวมจำคุก 8 เดือน และปรับ 8,000 บาท จำเลยให้การรับสารภาพเป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้กึ่งหนึ่ง คงจำคุก 4 เดือน และปรับ 4,000 บาท โทษจำคุกให้รอการลงโทษไว้มีกำหนด 2 ปี ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 56 หากไม่ชำระค่าปรับให้จัดการตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 29, 30 เมื่อคดีถึงที่สุด จำเลยยื่นคำร้องขอรับเงินที่วางศาลเพื่อบรรเทาผลร้ายให้แก่โจทก์ร่วม จำนวน 5,000 บาท คืน ศาลชั้นต้นมีคำสั่งว่า คดีนี้ศาลรอการลงโทษเพราะจำเลยวางเงินค่าเสียหายชำระให้แก่โจทก์ร่วม จึงไม่คืนให้ ให้ยกคำร้อง

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน

จำเลยฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยว่า มีเหตุที่จะสั่งคืนเงินจำนวน 5,000 บาท ที่จำเลยวางไว้ต่อศาลชั้นต้นให้จำเลยหรือไม่ เห็นว่า คดีนี้โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยฐานทำร้ายร่างกายและทำให้เสียทรัพย์ ของโจทก์ร่วม จำเลยให้การปฏิเสธ แต่จำเลยได้ยื่นคำแถลงและวางเงินเพื่อบรรเทาผลร้ายให้แก่โจทก์ร่วม จำนวน 5,000 บาท ต่อศาลชั้นต้น หลังจากนั้นจำเลยได้ขอถอนคำให้การเดิมที่ให้การปฏิเสธ และขอให้การรับสารภาพกับแถลงขอให้ศาลลงโทษสถานเบาและรอการลงโทษแก่จำเลย การที่จำเลยวางเงินจำนวน 5,000 บาท ต่อศาลชั้นต้นดังกล่าวมีวัตถุประสงค์เพื่อแสดงว่าจำเลยได้พยายามบรรเทาความเสียหายอันเป็นผลที่เกิดจากจำเลยกระทำละเมิดต่อโจทก์ร่วมเพื่อให้ศาลใช้ประกอบดุลพินิจในการพิจารณาพิพากษาลงโทษแก่จำเลย เมื่อศาลชั้นต้นได้พิจารณาจากข้อเท็จจริงแห่งคดี และพิพากษารอการลงโทษแก่จำเลย แม้คดีจะถึงที่สุดโจทก์ร่วมก็ยังมีสิทธิขอรับเงินที่จำเลยวางต่อศาลเพื่อชำระค่าเสียหายแก่โจทก์ร่วมได้เมื่อข้อเท็จจริงแห่งคดีไม่ปรากฏว่าโจทก์ร่วมแสดงเจตนาโดยชัดแจ้งหรือโดยปริยายว่า ไม่ประสงค์จะรับเงินค่าเสียหายที่จำเลยวางไว้ดังกล่าว จำเลยจึงไม่มีสิทธิมาขอรับเงินจำนวนดังกล่าวคืน ที่ศาลอุทธรณ์พิพากษามานั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาของจำเลยฟังไม่ขึ้น

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.อ. ม. 56
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการ สำนักงานอัยการสูงสุด
โจทก์ร่วม — นางสาวยาดา เศวตตานุสรณ์
จำเลย — นายไพโรจน์ อุ่นเรือน
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลแขวงธนบุรี — นายสมชาย พงษ์พัฒนาศิลป์
ศาลอุทธรณ์ — นายชาลี ทัพภวิมล
ชื่อองค์คณะ
ชัยวัฒน์ เวียงธีรวัฒน์
ชัยยุทธ ศรีจำนงค์
สุทัศน์ ศิริมหาพฤกษ์
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 17217/2557
#579655
เปิดฉบับเต็ม

ผู้มีเงินได้ซื้อหน่วยลงทุนในกองทุนรวมเพื่อการเลี้ยงชีพเกินกว่าที่กฎหมายกำหนดก็สามารถทำได้เพราะไม่มีกฎหมายบัญญัติห้ามไว้ แต่ส่วนที่เกินกว่ากฎหมายกำหนดไว้จะไม่ได้รับยกเว้นภาษีเงินได้ ดังนั้น หากผู้มีเงินได้ต้องการขายในส่วนที่ซื้อไว้เกินกว่าที่กฎหมายกำหนดไว้ก่อนครบ 5 ปี ก็ย่อมกระทำได้ โจทก์จึงมีสิทธิที่จะขายหน่วยลงทุนที่เหลือเกินจากการใช้สิทธินำไปหักลดหย่อนภาษีดังกล่าวได้โดยไม่จำต้องถือไว้จนครบ 5 ปี และได้รับประโยชน์จากส่วนต่างของราคาหน่วยลงทุนที่เพิ่มขึ้น 1,545.84 บาท ซึ่งโจทก์ต้องเสียภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาจากส่วนต่างดังกล่าวในปีที่ขายหน่วยลงทุน โดยโจทก์ยังมีสิทธิได้รับยกเว้นภาษีเงินได้จากการซื้อหน่วยลงทุนในส่วนที่มีสิทธิหักลดหย่อนได้ตามกฎหมาย

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องและแก้ไขคำฟ้องขอให้เพิกถอนหนังสือแจ้งการสั่งคืนเงินภาษีอากรผิดพลาดของสรรพากรพื้นที่ลพบุรี เลขที่ กค 0712.06 กว/533, 536, 539, 542 และ 545 จำนวน 5 ฉบับ ลงวันที่ 22 มกราคม 2551 หนังสือแจ้งการยกเลิกหนังสือแจ้งคืนเงินภาษีอากรของสรรพากรพื้นที่ลพบุรี เลขที่ กค 0712.06 กว/535, 537, 541, 543 และ 549 จำนวน 5 ฉบับ ลงวันที่ 22 มกราคม 2551 หนังสือแจ้งคำสั่งการอุทธรณ์คำสั่งแจ้งคืนเงินภาษีอากรผิดพลาดของกรมสรรพากร สำนักงานสรรพากรภาค 4 เลขที่ กค 0708.กร/58 ฉบับลงวันที่ 20 กุมภาพันธ์ 2551 เลขที่ กค 0708.ก3/1605 ฉบับลงวันที่ 8 เมษายน 2551 (ที่ถูก หนังสือการอุทธรณ์คำสั่งคืนเงินภาษีอากรผิดพลาดของสรรพากรพื้นที่ลพบุรี ที่ กค 0708 .03 กร/58 ลงวันที่ 20 กุมภาพันธ์ 2551 และหนังสือการอุทธรณ์คำสั่งแจ้งคืนเงินภาษีอากรผิดพลาดของสรรพากรภาค 4 ที่ กค 0708 ก3/1605 ลงวันที่ 8 เมษายน 2551) ให้งดหรือลดเบี้ยปรับหรือเงินเพิ่มตามหนังสือแจ้งการสั่งคืนเงินภาษีอากรผิดพลาดและหนังสือแจ้งยกเลิกหนังสือแจ้งคืนเงินภาษีอากรของสรรพากรพื้นที่ลพบุรีและหนังสือการอุทธรณ์คำสั่งแจ้งคืนเงินภาษีผิดพลาดของสรรพากรภาค 4

จำเลยให้การและแก้ไขคำให้การขอให้ยกฟ้อง

ศาลภาษีอากรกลางพิพากษายกฟ้อง ค่าฤชาธรรมเนียมให้เป็นพับ

โจทก์อุทธรณ์ต่อศาลฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีภาษีอากรวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงเป็นยุติในเบื้องต้นตามที่โจทก์และจำเลยไม่ได้อุทธรณ์ว่า ปีภาษี 2545 โจทก์ซื้อหน่วยลงทุนในกองทุนรวมเพื่อการเลี้ยงชีพจำนวน 30,000.00 หน่วย ราคาหน่วยละ 10 บาท เป็นเงิน 300,000 บาท นำไปเป็นค่าลดหย่อน 300,000 บาท ปีภาษี 2546 โจทก์ซื้อหน่วยลงทุนในกองทุนรวมเพื่อการเลี้ยงชีพจำนวน 28,212.9330 หน่วย ราคาหน่วยละ 10.6337 บาท เป็นเงิน 300,000 บาท นำไปเป็นค่าลดหย่อน 263,304.89 บาท ปีภาษี 2547 โจทก์ซื้อหน่วยลงทุนในกองทุนรวมเพื่อการเลี้ยงชีพจำนวน 23,340.9269 หน่วย ราคาหน่วยละ 10.7108 บาท เป็นเงิน 197,163 บาท นำไปเป็นค่าลดหย่อน 250,000 บาท ปีภาษี 2548 โจทก์ซื้อหน่วยลงทุนในกองทุนรวมเพื่อการเลี้ยงชีพจำนวน 28,925.9784 หน่วย ราคาหน่วยละ 10.3713 บาท เป็นเงิน 300,000 บาท นำไปเป็นค่าลดหย่อน 189,508.03 บาท และปีภาษี 2549 โจทก์ซื้อหน่วยลงทุนในกองทุนรวมเพื่อการเลี้ยงชีพจำนวน 18,821.1372 หน่วย ราคาหน่วยละ 10.476 บาท เป็นเงิน 200,000 บาท นำไปเป็นค่าลดหย่อน 192,000 บาท ต่อมาในเดือนพฤษภาคม 2549 ขายหน่วยลงทุนในกองทุนรวมเพื่อการเลี้ยงชีพจำนวน 10,653.6278 หน่วย ราคาหน่วยละ 10.5164 บาท เป็นเงิน 112,037.81 บาท มีกำไรจากการขาย 2,649.69 จำเลยมีหนังสือแจ้งการยกเลิกหนังสือแจ้งคืนเงินภาษีอากร แจ้งว่าโจทก์ขายคืนหน่วยลงทุนภายใน 5 ปี มิได้ปฏิบัติให้เป็นไปตามประกาศอธิบดีกรมสรรพากรเกี่ยวกับภาษีเงินได้ (ฉบับที่ 90) เรื่อง กำหนดหลักเกณฑ์ วิธีการ และเงื่อนไข เพื่อการยกเว้นภาษีเงินได้สำหรับเงินได้เท่าที่จ่ายเป็นค่าซื้อหน่วยลงทุนในกองทุนรวม เพื่อการเลี้ยงชีพและการถือหน่วยลงทุนในกองทุนรวมเพื่อการเลี้ยงชีพ ข้อ 1 (2) จึงไม่ได้สิทธิได้รับการยกเว้นเงินได้สำหรับเงินได้เท่าที่จ่ายเป็นค่าซื้อหน่วยลงทุนในกองทุนรวมเพื่อการเลี้ยงชีพ ตามประมวลรัษฎากร มาตรา 42 (17) ประกอบกับกฎกระทรวง ฉบับที่ 126 (พ.ศ.2509) ออกตามความในประมวลรัษฎากร ว่าด้วยการยกเว้นรัษฎากร ข้อ 2 (55) และประกาศอธิบดีกรมสรรพากรเกี่ยวกับภาษีเงินได้ (ฉบับที่ 90) ข้อ 6 และ 8 และมีหนังสือแจ้งการสั่งคืนเงินภาษีอากรผิดพลาด ลงวันที่ 22 มกราคม 2551 จำนวน 5 ฉบับ ให้โจทก์นำเงินไปส่งคืนจำเลย 82,915.69 บาท 166,167.40 บาท 49,803.69 บาท 30,489.07 บาท และ 83,498.29 บาท โจทก์มีหนังสือลงวันที่ 5 กุมภาพันธ์ 2551 เรื่อง แจ้งคัดค้านคำสั่งคืนเงินภาษีอากรผิดพลาด จำเลยมีหนังสือลงวันที่ 8 เมษายน 2551 เรื่อง การอุทธรณ์คำสั่งคืนเงินภาษีอากรผิดพลาด ว่าคำสั่งแจ้งคืนเงินภาษีอากรผิดพลาด (ค.31) เลขที่ กค 0712.06 กว/533, 536, 539, 542 และ 545 ลงวันที่ 22 มกราคม 2551 และหนังสือแจ้งการยกเลิกหนังสือแจ้งคืนเงินภาษีอากร (ค.37) เลขที่ กค 0712.06 กว/534, 535, 537, 538, 540, 541, 543, 544, 549 และ 550 ลงวันที่ 22 มกราคม 2551 ชอบแล้ว โจทก์ไม่เห็นพ้องด้วย

มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของโจทก์ข้อแรกว่า สรรพากรภาคมีอำนาจพิจารณาอุทธรณ์คำสั่งของโจทก์หรือไม่ โจทก์อุทธรณ์ว่า คำสั่งกรมสรรพากรที่ ท.ป. 164/2550 เรื่อง มอบอำนาจให้สรรพากรภาคสั่งและปฏิบัติราชการแทนอธิบดีกรมสรรพากร ลงวันที่ 19 ธันวาคม 2550 ขัดแย้งต่อประมวลรัษฎากร คำสั่งกรมสรรพากรดังกล่าวจึงไม่มีผลบังคับใช้นั้น ศาลฎีกาแผนกคดีภาษีอากรเห็นว่า คำสั่งกรมสรรพากรที่ ท.ป. 164/2550 เรื่อง มอบอำนาจให้สรรพากรภาคสั่งและปฏิบัติราชการแทนอธิบดีกรมสรรพากร เป็นคำสั่งที่ออกมาเพื่อให้การพิจารณาอุทธรณ์คำสั่งทางปกครองเกี่ยวกับการคืนเงินภาษีอากรและคำสั่งเกี่ยวกับการคืนเงินภาษีมูลค่าเพิ่ม ตามมาตรา 45 วรรคสองและวรรคสาม แห่งพระราชบัญญัติวิธีปฏิบัติราชการทางปกครอง พ.ศ.2539 ประกอบกับข้อ 2 (3) แห่งกฎกระทรวง ฉบับที่ 4 (พ.ศ.2540) ออกตามความในพระราชบัญญัติวิธีปฏิบัติราชการทางปกครอง พ.ศ.2539 และข้อ 4 (9) - (20) (ข) ของกฎกระทรวงแบ่งส่วนราชการกรมสรรพากร กระทรวงการคลัง พ.ศ.2545 มีความรวดเร็วและเป็นการอำนวยความสะดวกแก่ประชาชน ตลอดจนกระจายความรับผิดชอบให้แก่สรรพากรภาคและนักวิชาการสรรพากร 9 ชช. อาศัยอำนาจตามความในมาตรา 38 แห่งพระราชบัญญัติระเบียบบริหารราชการแผ่นดิน พ.ศ.2534 ซึ่งแก้ไขเพิ่มเติมโดยพระราชบัญญัติระเบียบบริหารราชการแผ่นดิน (ฉบับที่ 7) พ.ศ.2550 ประกอบกับพระราชกฤษฎีกา ว่าด้วยการมอบอำนาจ พ.ศ.2550 มาตรา 2 แห่งประมวลรัษฎากร และข้อ 4 (9) - (20) (ข) ของกฎกระทรวงแบ่งส่วนราชการกรมสรรพากร กระทรวงการคลัง พ.ศ.2545 อธิบดีกรมสรรพากรจึงมีคำสั่งดังต่อไปนี้ ข้อ 1 ให้เพิ่มความต่อไปนี้เป็น (9) ของข้อ 2 ของคำสั่งกรมสรรพากรที่ ท.ป.130/2546 เรื่อง มอบอำนาจให้สรรพากรภาคสั่งและปฏิบัติราชการแทนอธิบดีกรมสรรพากร ลงวันที่ 10 กันยายน พ.ศ.2546 คำสั่งกรมสรรพากร ที่ ท.ป. 164/2550 จึงเป็นคำสั่งที่ออกโดยอาศัยประมวลรัษฎากร มาตรา 2 ที่บัญญัติว่า ในประมวลรัษฎากรนี้ เว้นแต่ข้อความจะแสดงให้เห็นเป็นอย่างอื่น "อธิบดี" หมายความว่า อธิบดีกรมสรรพากร หรือผู้ที่อธิบดีกรมสรรพากรมอบหมาย คำสั่งกรมสรรพากรที่ ท.ป. 164/2550 จึงไม่ขัดต่อประมวลรัษฎากรตามที่โจทก์อุทธรณ์ ที่โจทก์อุทธรณ์ว่า คำสั่งกรมสรรพากร ที่ ท.ป. 164/2550 เป็นคำสั่งที่ออกหลังจากปี 2549 ที่มีข้อพิพาทเกี่ยวกับการยื่นแบบแสดงรายการภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาและขอคืนภาษีของโจทก์ สรรพากรภาคจึงไม่มีอำนาจหน้าที่พิจารณาหรือปฏิบัติหน้าที่ในข้อพิพาทในคดีนี้ได้นั้น เห็นว่า แม้กรณีพิพาทระหว่างโจทก์กับจำเลยจะเป็นภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาที่เกิดขึ้นในปี 2545 ถึงปี 2549 แต่หนังสือกรมสรรพากร ที่ กค 0708.ก3/1605 เรื่อง การอุทธรณ์คำสั่งแจ้งคืนเงินภาษีอากรผิดพลาด ที่มีไปถึงโจทก์ตามหนังสืออุทธรณ์คำสั่งคืนเงินภาษีอากรผิดพลาด ลงวันที่ 5 กุมภาพันธ์ 2551 และวันที่ 14 กุมภาพันธ์ 2551 ซึ่งลงนามโดยนางสาววิมล ในฐานะเจ้าหน้าที่บริหารงานสรรพากร 9 ปฏิบัติหน้าที่ราชการสรรพากรภาค 4 ปฏิบัติราชการแทนอธิบดีกรมสรรพากร ทำขึ้นในวันที่ 8 เมษายน 2551 อันเป็นวันที่หลังจากคำสั่งกรมสรรพากร ที่ ท.ป. 164/2550 มีผลใช้บังคับแล้ว สรรพากรภาคจึงมีอำนาจหน้าที่พิจารณาหรือปฏิบัติหน้าที่ในข้อพิพาทในคดีนี้ได้ และที่โจทก์อุทธรณ์ต่อมาว่า ในการปฏิบัติหน้าที่ของสรรพากรภาค 4 เรื่องเกี่ยวกับการพิจารณาอุทธรณ์และการกำหนดระยะเวลา หากโจทก์ประสงค์จะฟ้องคดีกรณีไม่คืนเงินภาษีอากรให้ฟ้องคดีต่อศาลภาษีอากรภายในกำหนด 30 วัน นับแต่วันได้รับแจ้งการพิจารณานี้ ตามมาตรา 7 (3) และมาตรา 9 แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลภาษีอากรและวิธีพิจารณาคดีภาษีอากร พ.ศ.2528 เป็นคำสั่งที่ไม่ชอบอาจส่งผลให้โจทก์ได้รับความเสียหายไม่ได้รับภาษีคืน นั้น เห็นว่า การที่จำเลยโดยสำนักงานสรรพากรภาค 4 มีหนังสือแจ้งเรื่องการอุทธรณ์คำสั่งแจ้งคืนเงินภาษีอากรผิดพลาดตามที่โจทก์ยื่นอุทธรณ์คำสั่งแจ้งคืนเงินภาษีอากรผิดพลาดและหนังสือแจ้งการยกเลิกหนังสือแจ้งคืนเงินภาษีอากรว่า คำสั่งแจ้งคืนเงินภาษีอากรผิดพลาดและหนังสือแจ้งการยกเลิกหนังสือแจ้งคืนเงินภาษีอากรถูกต้องชอบด้วยกฎหมายแล้วนั้น ถือว่าเป็นการวินิจฉัยอุทธรณ์คำสั่งแจ้งคืนเงินภาษีอากรผิดพลาดและแจ้งการยกเลิกหนังสือแจ้งคืนเงินภาษีอากรของโจทก์ ซึ่งหากโจทก์ไม่เห็นด้วย โจทก์จะต้องฟ้องเพิกถอนคำวินิจฉัยอุทธรณ์คำสั่งดังกล่าวต่อศาลภาษีอากร แม้เจ้าหน้าที่บริหารงานสรรพากร 9 ปฏิบัติหน้าที่ราชการสรรพากรภาค 4 ปฏิบัติราชการแทนอธิบดีกรมสรรพากร จะจัดทำหมายเหตุดังที่โจทก์อุทธรณ์ซึ่งไม่ถูกต้องก็ตาม แต่ตามข้อเท็จจริงที่ปรากฏในคดีไม่ปรากฏว่า โจทก์ได้รับความเสียหายจากความผิดพลาดที่อาจส่งผลให้โจทก์ได้รับความเสียหายไม่ได้รับภาษีคืน เนื่องจากโจทก์ได้ฟ้องเพิกถอนคำวินิจฉัยอุทธรณ์คำสั่งต่อศาลภาษีอากรภายในระยะเวลาที่กฎหมายกำหนดแล้ว อุทธรณ์ของโจทก์ในข้อนี้ฟังไม่ขึ้น

มีปัญหาตามอุทธรณ์ของโจทก์ข้อต่อไปว่า โจทก์มีสิทธิได้รับยกเว้นภาษีเงินได้จากการซื้อหน่วยลงทุนในกองทุนรวมเพื่อการเลี้ยงชีพตามฟ้องหรือไม่ โดยโจทก์อุทธรณ์ว่า เมื่อวันที่ 29 พฤษภาคม 2549 โจทก์ขายคืนหน่วยลงทุนเพื่อการเลี้ยงชีพจำนวน 10,653.6278 หน่วย ตามคำแนะนำของบริษัทหลักทรัพย์จัดการกองทุนธนชาติ จำกัด แต่ยังถือหน่วยลงทุนครบตามจำนวนที่ได้ใช้สิทธิยกเว้นภาษีตั้งแต่ปี 2545 จนถึงปี 2549 โดยแยกจากหน่วยลงทุนที่ได้ใช้สิทธิยกเว้นภาษีได้อย่างชัดเจนมิใช่ละคนปนกันไปหมดจนไม่สามารถแยกได้ ศาลฎีกาแผนกภาษีอากรเห็นว่า เงินได้พึงประเมินที่จะได้รับยกเว้นไปต้องนำมารวมคำนวณเพื่อเสียภาษีเงินได้ตามประมวลรัษฎากร มาตรา 42 (17) นั้น กฎกระทรวงฉบับที่ 126 (พ.ศ.2509) ออกตามความในประมวลรัษฎากรว่าด้วยการยกเว้นรัษฎากร ข้อ 2 (55) ซึ่งแก้ไขเพิ่มเติมโดยกฎกระทรวง ฉบับที่ 228 (พ.ศ.2544) บัญญัติว่า "เงินได้พึงประเมินตามมาตรา 40 (1) (2) (7) และ (8) แห่งประมวลรัษฎากร และเงินได้พึงประเมินประเภทค่าแห่งลิขสิทธิ์ที่มิได้รับโอนมาโดยทางมรดก เท่าที่ได้จ่ายเป็นค่าซื้อหน่วยลงทุนในกองทุนรวมเพื่อการเลี้ยงชีพตามกฎหมายว่าด้วยหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ในอัตราไม่เกินร้อยละ 15 ของเงินได้ ทั้งนี้ จะต้องมีจำนวนไม่เกิน 300,000 บาท สำหรับปีภาษีนั้น

กรณีที่ผู้มีเงินได้จ่ายเงินสะสมเข้ากองทุนสำรองเลี้ยงชีพตามกฎหมายว่าด้วยกองทุนบำเหน็จบำนาญข้าราชการด้วย เงินที่ได้รับตามวรรคหนึ่ง เมื่อรวมกับเงินสะสมที่จ่ายเข้ากองทุนสำรองเลี้ยงชีพหรือกองทุนบำเหน็จบำนาญข้าราชการต้องไม่เกิน 300,000 บาท

เงินได้ที่ได้รับยกเว้นตามวรรคหนึ่งและวรรคสอง และการถือหน่วยลงทุนในกองทุนรวมเพื่อการเลี้ยงชีพให้เป็นไปตามหลักเกณฑ์ วิธีการ และเงื่อนไขที่อธิบดีกรมสรรพากรกำหนด

ในกรณีที่ผู้มีเงินได้ไม่ปฏิบัติตามหลักเกณฑ์ วิธีการ และเงื่อนไขที่กำหนดในวรรคสาม ให้ผู้มีเงินได้หมดสิทธิได้รับยกเว้นตามวรรคหนึ่ง และต้องเสียภาษีเงินได้สำหรับเงินได้ที่ได้รับยกเว้นตามวรรคหนึ่งมาแล้วด้วย"

อธิบดีกรมสรรพากรได้ออกประกาศอธิบดีกรมสรรพากรเกี่ยวกับภาษีเงินได้ (ฉบับที่ 90) โดยกำหนดหลักเกณฑ์ วิธีการ และเงื่อนไขเพื่อยกเว้นภาษีเงินได้สำหรับเงินได้เท่าที่ใช้จ่ายเป็นค่าซื้อหน่วยลงทุนในกองทุนรวมเพื่อการเลี้ยงชีพและการถือหน่วยลงทุนในกองทุนรวมเพื่อการเลี้ยงชีพไว้ดังนี้

ข้อ 1. เงินได้เท่าที่จ่ายเป็นค่าซื้อหน่วยลงทุนในกองทุนรวมเพื่อการเลี้ยงชีพ...ที่จะได้รับยกเว้นไม่ต้องรวมคำนวณเพื่อเสียภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา ต้องเป็นไปตามหลักเกณฑ์ วิธีการและเงื่อนไข ดังนี้

(1) ...

(2) ... ผู้มีเงินได้จะต้องถือหน่วยลงทุนในกองทุนรวมเพื่อการเลี้ยงชีพไว้ไม่น้อยกว่า 5 ปี นับตั้งแต่วันซื้อหน่วยลงทุนครั้งแรกและไถ่ถอนหน่วยลงทุนดังกล่าว เมื่อผู้มีเงินได้นั้นมีอายุไม่ต่ำกว่า 55 ปีบริบูรณ์ ...

ข้อ 6. การยกเว้นภาษีเงินได้สำหรับเงินได้ที่จ่ายเป็นค่าซื้อหน่วยลงทุน... ให้ยกเว้นเท่าที่ได้จ่ายเป็นค่าซื้อหน่วยลงทุนในกองทุนรวมเพื่อการเลี้ยงชีพ...ในอัตราไม่เกินร้อยละ 15 ของเงินได้ ทั้งนี้จะต้องมีจำนวนไม่เกิน 300,000 บาท สำหรับปีภาษีนั้น ...

ข้อ 8. กรณีผู้มีเงินได้ได้ซื้อหน่วยเงินทุนในกองทุนรวมพื่อการเลี้ยงชีพและได้ใช้สิทธิยกเว้นภาษีเงินได้ตามข้อ 6 แล้ว และต่อมาได้ปฏิบัติไม่เป็นไปตามหลักเกณฑ์ของข้อ 1 ข้อ 2 ...ผู้มีเงินได้หมดสิทธิได้รับยกเว้นภาษีเงินได้ตามข้อ 6 และต้องเสียภาษีเงินได้สำหรับปีภาษีที่ได้นำเงินค่าซื้อหน่วยลงทุนไปหักออกจากเงินได้เพื่อยกเว้นภาษีเงินได้มาแล้วที่อยู่ในช่วงระยะเวลาไม่เกิน 5 ปี นับตั้งแต่วันที่ได้ยื่นแบบแสดงรายการภาษีเงินได้ของปีภาษีนั้น ๆ จนถึงวันที่ได้ยื่นแบบแสดงรายการภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาเพิ่มเติมของปีภาษีดังกล่าวพร้อมเงินเพิ่มตามมาตรา 27

เห็นว่า เหตุผลที่มีการออกกฎกระทรวง ฉบับที่ 228 (พ.ศ.2544) นั้น ระบุไว้ในหมายเหตุท้ายกฎกระทรวงดังกล่าวว่า เหตุที่มีการจัดตั้งกองทุนรวมเพื่อการเลี้ยงชีพตามกฎหมายหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ขึ้นนั้น เพื่อเพิ่มทางเลือกในการออมเงินระยะยาวเพื่อการเลี้ยงชีพของลูกจ้างหรือข้าราชการที่มีความสามารถออมได้มากกว่าที่กฎหมายกำหนด และผู้มีเงินได้โดยทั่วไป และเพื่อส่งเสริมการลงทุนในสถาบันในตลาดทุนของไทยเพิ่มมากขึ้น จึงกำหนดให้เงินได้ที่ได้จ่ายเป็นค่าซื้อหน่วยลงทุนในกองทุนรวมดังกล่าวและเงินหรือผลประโยชน์ใด ๆ ที่ผู้ถือหน่วยลงทุนได้รับจากกองทุนรวมดังกล่าวเป็นเงินได้พึงประเมินที่ไม่ต้องนำมารวมคำนวณเพื่อเสียภาษีเงินได้และสมควรกำหนดให้เงินหรือผลประโยชน์ใด ๆ ที่ได้รับเนื่องจากการขายหน่วยลงทุนคืนให้แก่กองทุนรวมเพื่อการเลี้ยงชีพ เป็นเงินได้พึงประเมินที่ต้องเสียภาษีเงินได้ เพื่อทำให้ผู้ที่ไม่ออมเงินตามหลักเกณฑ์และเงื่อนไขของกองทุนรวมดังกล่าวมีภาระต้องเสียภาษีเงินได้อันส่งผลทำให้มีการออมเงินผ่านกองทุนรวมนี้ในระยะยาว ดังนั้น จะเห็นได้ว่า เหตุที่จัดตั้งกองทุนรวมเพื่อการเลี้ยงชีพขึ้นนั้นก็เพื่อเพิ่มทางเลือกในการออมเงินในระยะยาวเพื่อการเลี้ยงชีพของลูกจ้าง ข้าราชการและผู้มีเงินได้โดยทั่วไป ที่มีความสามารถออมเงินได้มากกว่าที่กฎหมายกำหนด แต่จะจำกัดเงินออมที่รัฐสนับสนุนโดยไม่ต้องนำเงินได้ที่นำไปซื้อหน่วยลงทุนมารวมคำนวณเพื่อเสียภาษีเงินได้ไว้ว่าต้องไม่เกินร้อยละ 15 ของเงินได้ แต่ต้องไม่เกิน 300,000 บาท ในปีภาษีนั้น ส่วนลูกจ้างหรือข้าราชการที่จ่ายเงินสะสมเข้ากองทุนสำรองเลี้ยงชีพตามกฎหมายว่าด้วยกองทุนบำเหน็จบำนาญข้าราชการด้วย เมื่อรวมกับเงินที่จ่ายเป็นค่าซื้อหน่วยลงทุนในกองทุนรวมเพื่อการเลี้ยงชีพที่จัดตั้งขึ้นตามกฎหมายหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์แล้วต้องไม่เกิน 300,000 บาท หากผู้มีเงินได้ต้องการออมเงินเพิ่มขึ้นโดยซื้อหน่วยลงทุนในกองทุนรวมเพื่อการเลี้ยงชีพเกินกว่าที่กฎหมายกำหนดก็สามารถทำได้เพราะไม่มีกฎหมายบัญญัติห้ามไว้ แต่เงินได้พึงประเมินส่วนที่นำไปซื้อหน่วยลงทุนในกองทุนรวมเพื่อการเลี้ยงชีพเกินกว่าที่กฎหมายกำหนดไว้จะไม่ได้รับยกเว้นภาษีเงินได้ ดังนั้น หากผู้มีเงินได้ต้องการขายหน่วยลงทุนในกองทุนรวมเพื่อการเลี้ยงชีพในส่วนที่ซื้อไว้เกินกว่าที่กฎหมายกำหนดไว้ก่อนครบ 5 ปี ก็ย่อมกระทำได้ ในกรณีของโจทก์นั้น ปรากฏว่าในปีภาษี 2548 โจทก์ซื้อกองทุนรวมเพื่อการเลี้ยงชีพจากบริษัทหลักทรัพย์จัดการกองทุนธนชาติ จำกัด จำนวน 28,925.9784 หน่วย ราคาหน่วยละ 10.3713 บาท เป็นเงิน 300,000 บาท โดยนำไปเป็นค่าลดหย่อนในปีภาษีดังกล่าวเพียง 189,508.03 บาท ดังนั้น ในปีภาษีดังกล่าวโจทก์จึงซื้อหน่วยลงทุนในกองทุนรวมเพื่อการเลี้ยงชีพเกินกว่าสิทธิที่โจทก์นำไปใช้เป็นค่าลดหย่อนภาษี จำนวน 110,491.97 บาท เมื่อคำนวณมูลค่าหน่วยลงทุนที่โจทก์ซื้อไปในปีภาษีดังกล่าวในราคาหน่วยละ 10.3713 บาท แล้วจะเห็นได้ว่าโจทก์ยังเหลือหน่วยลงทุนที่ซื้อมาในปีภาษี 2548 เกินกว่าหน่วยลงทุนที่นำไปใช้สิทธิลดหย่อนภาษีเงินได้ จำนวน 10,653.6278 หน่วย โจทก์จึงมีสิทธิที่จะขายหน่วยลงทุนที่เหลือเกินจากการใช้สิทธินำไปหักลดหย่อนภาษีดังกล่าวได้โดยไม่จำต้องถือไว้จนครบ 5 ปี แม้ข้อเท็จจริงจะฟังได้ว่าในปี 2549 โจทก์ขายหน่วยลงทุนส่วนที่โจทก์ซื้อเกินสิทธิในปี 2548 จำนวน 10,653.6278 หน่วย ดังกล่าวไปในราคาหน่วยละ 10.5164 บาท เป็นเงิน 112.037.81 บาท เป็นเหตุให้โจทก์ได้รับประโยชน์จากส่วนต่างของราคาหน่วยลงทุนที่เพิ่มขึ้นจำนวน 1545.84 บาท ซึ่งโจทก์ต้องเสียภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาจากส่วนต่างดังกล่าวในปีที่ขายหน่วยลงทุน แต่หน่วยลงทุนที่โจทก์ใช้สิทธินำไปหักลดหย่อนภาษีแล้วก็มิได้ลดน้อยลง โจทก์จึงยังคงมีสิทธิได้รับยกเว้นภาษีเงินได้จากการซื้อหน่วยลงทุนในกองทุนรวมเพื่อการเลี้ยงชีพตามฟ้อง ที่ศาลภาษีอากรกลางพิพากษายกฟ้องโจทก์นั้น ศาลฎีกาแผนกคดีภาษีอากรไม่เห็นพ้องด้วย

พิพากษากลับ ให้เพิกถอนหนังสือแจ้งการสั่งคืนเงินภาษีอากรผิดพลาด หนังสือแจ้งการยกเลิกหนังสือแจ้งคืนเงินภาษีอากรและหนังสือแจ้งคำสั่งการอุทธรณ์คำสั่งแจ้งคืนเงินภาษีอากรผิดพลาดตามฟ้อง ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสองศาลให้เป็นพับ คำขออื่นนอกจากนี้ให้ยก
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.รัษฎากร ม. 42 (17)
กฎกระทรวง ฉบับที่ 126 (พ.ศ.2509) ออกตามความในประมวลรัษฎากร ว่าด้วยการยกเว้นรัษฎากร
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นางอัมพรศรี ตั้งโสภณ
จำเลย — กรมสรรพากร
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลภาษีอากรกลาง — นายเฉลิมชัย จินะปริวัตอาภรณ์
ชื่อองค์คณะ
นพพร โพธิรังสิยากร
ไสลเกษ วัฒนพันธุ์
ไมตรี ศรีอรุณ
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 17216/2557
#579656
เปิดฉบับเต็ม

มาตรา 3 เบญจ แห่ง ป.รัษฎากร หาใช่เป็นบทบัญญัติเรื่องกำหนดระยะเวลาให้เจ้าพนักงานประเมินมีอำนาจออกหมายเรียกตัวผู้ยื่นรายการมาไต่สวนไม่ หากแต่เป็นบทบัญญัติที่ให้อำนาจอธิบดีเข้าไปหรือออกคำสั่งเป็นหนังสือให้เจ้าพนักงานสรรพากรเข้าไปในสถานที่หรือยานพาหนะใดเพื่อทำการตรวจค้น ยึดหรืออายัดบัญชีเอกสาร หรือหลักฐานอื่นที่เกี่ยวกับหรือสันนิษฐานว่าเกี่ยวกับภาษีอากร ซึ่งต่อมาเมื่อมีการตรวจค้น ยึดหรืออายัดเอกสารมาตรวจสอบแล้ว ผลปรากฏว่ามีเหตุอันควรเชื่อว่ารายการที่ผู้เสียภาษียื่นไม่ถูกต้องตามความเป็นจริงหรือไม่บริบูรณ์ เจ้าพนักงานย่อมมีอำนาจออกหมายเรียกตัวผู้ยื่นรายการมาไต่สวนตามมาตรา 19 เป็นลำดับถัดไป คดีนี้เจ้าพนักงานทำการสืบสวนการดำเนินกิจการของโจทก์แล้วเห็นว่า โจทก์มียอดขายสูงกว่าที่ยื่นแบบและมิได้ออกใบกำกับภาษีแก่ผู้ซื้อสินค้าทันที แสดงว่าเป็นกรณีมีเหตุอันควรเชื่อว่ามีการหลีกเลี่ยงการเสียภาษีอากรแล้ว อธิบดีกรมสรรพากรย่อมมีอำนาจออกคำสั่งเป็นหนังสือให้เจ้าพนักงานสรรพากรเข้าไปในสถานที่ทำการของโจทก์เพื่อทำการตรวจค้น ยึดหรืออายัดบัญชีเอกสาร หรือหลักฐานอื่นที่เกี่ยวกับหรือสันนิษฐานว่าเกี่ยวกับภาษีอากรที่จะต้องเสียได้ แม้เจ้าพนักงานจะบันทึกว่า ได้มาทำการตรวจค้นตามคำสั่งเพื่อประโยชน์ในการเร่งรัดภาษีอากรค้างรายโจทก์ก็ตาม ก็หามีผลทำให้คำสั่งของอธิบดีที่ออกมาแล้วโดยชอบตามกฎหมายกลับเป็นคำสั่งที่ไม่ชอบขึ้นมาได้ ส่วนภาษีมูลค่าเพิ่มนั้นเจ้าพนักงานมีอำนาจเข้าไปในสถานประกอบการของผู้ประกอบการตามมาตรา 88/3 และมีอำนาจออกหมายเรียกตามมาตรา 88/4 ได้เองอยู่แล้ว จึงไม่อยู่ในบังคับของมาตรา 19

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้เพิกถอนการประเมินภาษีตามหนังสือแจ้งภาษีเงินได้นิติบุคคลเลขที่ 01001130-25470130-002-00041-42 ลงวันที่ 30 มกราคม 2547 จำนวน 2 ฉบับ และตามหนังสือแจ้งการประเมินภาษีมูลค่าเพิ่มเลขที่ 01001130-25470130-005-00116-00119 ลงวันที่ 30 มกราคม 2547 จำนวน 4 ฉบับ ของจำเลยที่ 1 เสีย ให้เพิกถอนคำวินิจฉัยอุทธรณ์เลขที่ สภ.1./อธ.1/83-88/2548 ลงวันที่ 17 พฤศจิกายน 2548 จำนวน 6 ฉบับ ของจำเลยที่ 2 ถึงที่ 4 และให้ลดหรืองดเบี้ยปรับและเงินเพิ่มตามหนังสือแจ้งการประเมินและคำวินิจฉัยอุทธรณ์เสียทั้งหมด รวมถึงกรณีที่โจทก์ได้ชำระภาษีไปแล้วก่อนหน้านี้ทุกกรณีด้วย

จำเลยทั้งสี่ให้การขอให้ยกฟ้อง

ศาลภาษีอากรกลางพิพากษาให้แก้ไขการประเมินตามหนังสือแจ้งภาษีเงินได้นิติบุคคล เลขที่ 01001130-25470130-002-00041 ถึง 42 และแก้ไขตามหนังสือแจ้งภาษีมูลค่าเพิ่ม เลขที่ 01001130-25470130-005-00116 ถึง 00118 ให้เพิกถอนหนังสือแจ้งภาษีมูลค่าเพิ่ม เลขที่ 01001130-25470130-005-00119 ให้แก้ไขคำวินิจฉัยอุทธรณ์ เลขที่ สภ.1/อธ.1/83,84,85,87,88/2548 และให้เพิกถอนคำวินิจฉัยอุทธรณ์ เลขที่ สภ 1 /อธ.1/86/2548 ค่าฤชาธรรมเนียมให้เป็นพับ

โจทก์และจำเลยทั้งสี่อุทธรณ์ต่อศาลฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีภาษีอากรตรวจวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงที่โจทก์และจำเลยทั้งสี่มิได้โต้แย้งกันรับฟังเป็นยุติว่า โจทก์ประกอบกิจการจำหน่ายทองรูปพรรณและ ทองคำแท่ง มีสถานประกอบการเป็นสำนักงานแห่งใหญ่ 1 แห่งและสาขาอีก 2 แห่ง เมื่อวันที่ 18 กุมภาพันธ์ 2540 เจ้าพนักงานของจำเลยที่ 1 เข้าไปตรวจค้นที่ทำการของโจทก์ตามคำสั่งให้ตรวจค้นที่ 4/2540 แล้วยึดใบรับทองคำและสมุดบัญชีคุมสินค้า (ภาษาจีน) มาตรวจสอบ วันที่ 9 สิงหาคม 2542 เจ้าพนักงานประเมินออกหมายเรียกโจทก์ไปให้ถ้อยคำและนำหลักฐานไปส่งมอบให้แก่เจ้าพนักงาน ต่อมาปี 2545 โจทก์ยื่นแบบแสดงรายการชำระภาษีเพิ่มเติมทั้งภาษีเงินได้นิติบุคคลและภาษีมูลค่าเพิ่ม จำนวน 4,871,182.33 บาท แต่มิได้ชำระเบี้ยปรับ วันที่ 30 มกราคม 2547 เจ้าพนักงานประเมินมีหนังสือแจ้งการประเมินมายังโจทก์ ฉบับแรกตามหนังสือแจ้งภาษีเงินได้นิติบุคคลสำหรับรอบระยะเวลาบัญชีตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม 2539 ถึงวันที่ 31 ธันวาคม 2539 ประเมินภาษี เบี้ยปรับ และเงินเพิ่มซึ่งคำนวณถึงวันที่ 29 กุมภาพันธ์ 2547 รวมเป็นเงิน 3,045,331.71 บาท ฉบับที่ 2 ตามหนังสือแจ้งภาษีเงินได้นิติบุคคลสำหรับรอบระยะเวลาบัญชีตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม 2540 ถึงวันที่ 31 ธันวาคม 2540 ประเมินภาษี เบี้ยปรับ และเงินเพิ่มซึ่งคำนวณถึงวันที่ 29 กุมภาพันธ์ 2547 รวมเป็นเงิน 10,928,619.24 บาท ฉบับที่ 3 ตามหนังสือแจ้งการประเมินภาษีมูลค่าเพิ่ม (ภ.พ.73.1) สำหรับเดือนภาษีตุลาคม 2539 ประเมินภาษี เบี้ยปรับ และเงินเพิ่มซึ่งคำนวณถึงวันที่ 15 กุมภาพันธ์ 2547 รวมเป็นเงิน 5,637,828.67 บาท ฉบับที่ 4 ตามหนังสือแจ้งการประเมินภาษีมูลค่าเพิ่ม (ภ.พ.73.1) สำหรับเดือนภาษีพฤศจิกายน 2539 ประเมินภาษี เบี้ยปรับ และเงินเพิ่มซึ่งคำนวณถึงวันที่ 15 กุมภาพันธ์ 2547 รวมเป็นเงิน 11,572,847.70 บาท ฉบับที่ 5 ตามหนังสือแจ้งการประเมินภาษีมูลค่าเพิ่ม (ภ.พ.73.1) สำหรับเดือนภาษีมกราคม 2540 ประเมินภาษี เบี้ยปรับ และเงินเพิ่มซึ่งคำนวณถึงวันที่ 15 กุมภาพันธ์ 2547 รวมเป็นเงิน 18,157,595.72 บาท และฉบับที่ 6 ตามหนังสือแจ้งการประเมินภาษีมูลค่าเพิ่ม (ภ.พ.73.1) สำหรับเดือนภาษีกุมภาพันธ์ 2540 ประเมินภาษี เบี้ยปรับ และเงินเพิ่มซึ่งคำนวณถึงวันที่ 15 กุมภาพันธ์ 2547 รวมเป็นเงิน 14,701,972.45 บาท โจทก์ยื่นอุทธรณ์การประเมินดังกล่าว วันที่ 17 พฤศจิกายน 2548 คณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์มีคำวินิจฉัยให้ลดภาษีที่เรียกเก็บลงดังนี้ ภาษีเงินได้นิติบุคคลสำหรับรอบระยะเวลาบัญชีตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม 2539 ถึงวันที่ 31 ธันวาคม 2539 คงเหลือเรียกเก็บภาษี 119,245.55 บาท เบี้ยปรับ 802,418.81 บาท เงินเพิ่ม 119,245.55 บาท รวม 1,040,909.91 บาท ภาษีเงินได้นิติบุคคลสำหรับรอบระยะเวลาบัญชีตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม 2540 ถึงวันที่ 31 ธันวาคม 2540 คงเหลือเรียกเก็บภาษี 3,079,571.25 บาท เบี้ยปรับ 1,849,219.24 บาท เงินเพิ่ม 3,079,571.25 บาท รวม 8,008,361.74 บาท ภาษีมูลค่าเพิ่มสำหรับเดือนภาษีตุลาคม 2539 คงเหลือเรียกเก็บภาษี 403,910.61 บาท เบี้ยปรับ 1,194,592.41 บาท เงินเพิ่ม 403,910.61 บาท รวม 2,002,413.63 บาท ภาษีมูลค่าเพิ่มสำหรับเดือนภาษีพฤศจิกายน 2539 คงเหลือเรียกเก็บ 2,237,800.68 บาท เบี้ยปรับ 2,054,539.36 บาท เงินเพิ่ม 2,237,800.68 บาท รวม 6,521,140.72 บาท ภาษีมูลค่าเพิ่มสำหรับเดือนภาษีมกราคม 2540 คงเหลือเรียกเก็บภาษี 3,455,032.27 บาท เบี้ยปรับ 4,421,363.20 บาท เงินเพิ่ม 3,455,032.27 บาท รวม 11,331,427.74 บาท ภาษีมูลค่าเพิ่มสำหรับเดือนภาษีกุมภาพันธ์ 2540 คงเหลือเรียกเก็บภาษี 3,465,340.52 บาท เบี้ยปรับ 3,246,962.79 บาท เงินเพิ่ม 3,465,340.52 บาท รวม 10,177,643.83 บาท ตามคำวินิจฉัยอุทธรณ์ โจทก์ยังไม่เห็นด้วยจึงฟ้องเป็นคดีนี้

มีปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของโจทก์ว่า การออกหมายเรียกและคำสั่งอธิบดีกรมสรรพากรที่ 4/2540 ลงวันที่ 18 กุมภาพันธ์ 2540 ที่สั่งให้ตรวจค้นที่ทำการโจทก์นั้นชอบด้วยกฎหมายหรือไม่ โจทก์อุทธรณ์ว่า ตามมาตรา 3 เบญจ วรรคหนึ่ง แห่งประมวลรัษฎากร ให้อำนาจแก่อธิบดีกรมสรรพากรในการที่จะออกคำสั่งเป็นหนังสือให้เจ้าพนักงานสรรพากรเข้าไปตรวจค้น ยึดหรืออายัดบัญชี เอกสารหรือหลักฐานอื่น ๆ ที่เกี่ยวข้องได้เฉพาะแต่ในกรณีที่มีเหตุอันควรเชื่อว่ามีการหลีกเลี่ยงการเสียภาษี ซึ่งเหตุนั้นจะต้องมีพฤติการณ์ที่ร้ายแรงและมีเจตนาที่จะหลีกเลี่ยงการเสียภาษีอย่างชัดแจ้ง อันแตกต่างกับการออกหมายเรียกเพื่อตรวจสอบภาษีตามมาตรา 19 และมาตรา 88/4 แห่งประมวลรัษฎากร แต่เจ้าพนักงานของจำเลยที่ 1 บันทึกเป็นหลักฐานว่า ได้มาทำการตรวจค้นตามหนังสือคำสั่งให้ตรวจค้นที่ 4/2540 ลงวันที่ 18 กุมภาพันธ์ 2540 เพื่อประโยชน์ในการเร่งรัดภาษีอากรค้างรายโจทก์เท่านั้น ซึ่งเป็นคนละเหตุผลกับที่อธิบดีกรมสรรพากรกล่าวอ้างและไม่ปรากฏว่าเป็นกรณีที่ร้ายแรง คำสั่งของอธิบดีกรมสรรพากรจึงไม่ชอบด้วยกฎหมาย นั้น ศาลฎีกาแผนกคดีภาษีอากรเห็นว่า มาตรา 3 เบญจ วรรคหนึ่ง แห่งประมวลรัษฎากร บัญญัติว่า "เมื่อมีเหตุอันควรเชื่อว่ามีการหลีกเลี่ยงการเสียภาษีอากร ให้อธิบดีมีอำนาจเข้าไปหรือออกคำสั่งเป็นหนังสือให้เจ้าพนักงานสรรพากรเข้าไปในสถานที่หรือยานพาหนะใดเพื่อทำการตรวจค้น ยึดหรืออายัดบัญชี เอกสารหรือหลักฐานอื่นที่เกี่ยวกับ หรือสันนิษฐานว่าเกี่ยวกับภาษีอากรที่จะต้องเสียได้ทั่วราชอาณาจักร" ตามบทบัญญัติดังกล่าวหาใช่เป็นบทบัญญัติเรื่องกำหนดระยะเวลาให้เจ้าพนักงานประเมินภาษีมีอำนาจออกหมายเรียกตัวผู้ยื่นรายการมาไต่สวนไม่ หากแต่เป็นบทบัญญัติให้อำนาจอธิบดีเข้าไปหรือออกคำสั่งเป็นหนังสือให้เจ้าพนักงานสรรพากรเข้าไปในสถานที่หรือยานพาหนะใดเพื่อทำการตรวจค้น ยึดหรืออายัดบัญชีเอกสาร หรือหลักฐานอื่นที่เกี่ยวกับหรือสันนิษฐานว่าเกี่ยวกับภาษีอากร ซึ่งเมื่อต่อมามีการตรวจค้น ยึดหรืออายัดเอกสารหลักฐานมาตรวจสอบแล้ว ผลปรากฏว่ามีเหตุอันควรเชื่อว่ารายการที่ผู้เสียภาษียื่นไม่ถูกต้องตามความเป็นจริงหรือไม่บริบูรณ์ เจ้าพนักงานประเมินย่อมมีอำนาจออกหมายเรียกตัวผู้ยื่นรายการมาไต่สวนตามมาตรา 19 แห่งประมวลรัษฎากร เป็นลำดับต่อไป คดีนี้เจ้าพนักงานประเมินกองตรวจและปฏิบัติการพิเศษทำการสืบสวนการดำเนินกิจการของโจทก์ก่อนเข้าทำการตรวจค้นแล้วเห็นว่า โจทก์ควรจะมียอดขายสูงกว่าที่ยื่นแบบแสดงรายการภาษีมูลค่าเพิ่ม (ภ.พ.30) และพบว่าโจทก์มิได้ออกใบกำกับภาษีให้แก่ผู้ซื้อสินค้าทันที สันนิษฐานว่าน่าจะมีการหลีกเลี่ยงภาษี แสดงว่าเป็นกรณีที่มีเหตุอันควรเชื่อว่ามีการหลีกเลี่ยงการเสียภาษีอากรแล้ว อธิบดีกรมสรรพากรย่อมมีอำนาจออกคำสั่งเป็นหนังสือให้เจ้าพนักงานสรรพากรเข้าไปในสถานที่ทำการของโจทก์เพื่อทำการตรวจค้น ยึดหรืออายัดบัญชีเอกสารหรือหลักฐานอื่นที่เกี่ยวกับหรือสันนิษฐานว่าเกี่ยวกับภาษีอากรที่จะต้องเสียได้ แม้เจ้าพนักงานของจำเลยที่ 1 จะบันทึกว่า ได้มาทำการตรวจค้นตามคำสั่งเพื่อประโยชน์ในการเร่งรัดภาษีอากรค้างรายโจทก์ก็ตาม ก็หามีผลทำให้คำสั่งของอธิบดีกรมสรรพากรที่ออกมาแล้วโดยชอบตามกฎหมายกลับเป็นคำสั่งที่ไม่ชอบขึ้นมาได้ ในส่วนภาษีมูลค่าเพิ่มนั้นเจ้าพนักงานมีอำนาจเข้าไปในสถานประกอบการของผู้ประกอบการตามมาตรา 88/3 แห่งประมวลรัษฎากร และมีอำนาจออกหมายเรียกตามมาตรา 88/4 แห่งประมวลรัษฎากร ได้เองอยู่แล้ว จึงไม่อยู่ในบังคับของมาตรา 19 แห่งประมวลรัษฎากร

พิพากษากลับ ให้ยกฟ้อง ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสองศาลให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.รัษฎากร ม. 3 เบญจ ม. 19 ม. 88/3 ม. 88/4
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — บริษัทห้างขายทองจินฮั้วเฮง จำกัด
จำเลย — กรมสรรพากร กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลภาษีอากรกลาง — นางณัชชา พาณิชวราห์
ชื่อองค์คณะ
อดิเทพ ถิระวัฒน์
กรองเกียรติ คมสัน
โสฬส สุวรรณเนตร์
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 17215/2557
#575666
เปิดฉบับเต็ม

แม้แบบแจ้งการประเมินอากรทั้งสองฉบับระบุแต่เพียงเลขแฟ้มคดี แต่ก็เป็นเลขแฟ้มคดีเดียวกันกับแบบแจ้งการประเมินอากรอีก 9 ฉบับ ที่เป็นการนำเข้าสินค้าพิพาทประเภทเดียวกัน ในช่วงเวลาใกล้เคียงกัน ในชั้นอุทธรณ์การประเมินและในชั้นยื่นคำฟ้องโจทก์ทั้งสามก็บรรยายฟ้องโดยโต้แย้งเหตุผลการประเมินของพนักงานเจ้าหน้าที่ได้ถูกต้อง จึงถือว่าโจทก์ทั้งสามทราบเหตุผลในการออกคำสั่งตามแบบแจ้งการประเมินดังกล่าวแล้ว จำเลยจึงไม่ต้องระบุเหตุผลเกี่ยวกับข้อเท็จจริงอันเป็นสาระสำคัญ ข้อกฎหมายที่อ้างอิง ข้อพิจารณาและข้อสนับสนุนในการใช้ดุลพินิจอีก เนื่องจากเหตุผลนั้นเป็นที่รู้อยู่แล้วโดยไม่จำต้องระบุอีกตาม พ.ร.บ.วิธีปฏิบัติราชการทางปกครอง พ.ศ.2539 มาตรา 37 วรรคสาม (2)

คณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์ของจำเลยพิจารณาอุทธรณ์ตามแบบแจ้งการประเมินอากรฉบับเดิมที่ไม่มีการลงลายมือชื่อ แต่ในระหว่างการพิจารณาคำอุทธรณ์ จำเลยได้ออกแบบแจ้งการประเมินอากรทั้งสองฉบับใหม่แทนฉบับเดิม ซึ่งไม่มีการเพิ่มเติมประเด็นหรือภาระภาษี เมื่อจำเลยทำการแก้ไขข้อบกพร่องย่อมถือได้ว่าแบบแจ้งการประเมินอากรดังกล่าวได้ระบุชื่อและตำแหน่งของเจ้าหน้าที่ผู้ทำคำสั่ง พร้อมทั้งมีลายมือชื่อของเจ้าหน้าที่ผู้ทำคำสั่งนั้นตาม พ.ร.บ.วิธีปฏิบัติราชการทางปกครอง พ.ศ.2539 มาตรา 36 แล้ว

พ.ร.ก.พิกัดอัตราศุลกากร พ.ศ.2530 มาตรา 15 วรรคท้าย บัญญัติให้การตีความในพิกัดอัตราศุลกากร ให้ถือตามหลักเกณฑ์การตีความพิกัดอัตราศุลกากรในภาค 1 ท้ายพระราชกำหนดนี้ประกอบคำอธิบายพิกัดศุลกากรระบบไฮโมไนซ์ของคณะมนตรีความร่วมมือทางศุลกากรฯ นอกจากนี้ ตามหลักเกณฑ์การตีความพิกัดอัตราศุลกากรในภาค 1 ท้ายพระราชกำหนดดังกล่าวหลักเกณฑ์ข้อ 3 (ค) เมื่อของใดไม่อาจจำแนกประเภทตามหลักเกณฑ์ข้อ 3 (ก) หรือ 3 (ข) ได้ ให้จำแนกเข้าประเภทที่ลำดับไว้หลังสุด ในบรรดาประเภทที่อาจจำแนกเข้าได้โดยเท่าเทียมกัน สินค้าพิพาททั้งสามรุ่นมีลักษณะเป็นปั้นจั่นที่ติดตั้งอยู่บนยานยนต์หรือโครงยานยนต์หรือรถบรรทุกสมบูรณ์แบบ และมีวัตถุประสงค์ที่แสดงลักษณะอันเป็นสาระสำคัญทั้ง 2 ประการ สินค้าพิพาทจึงมีลักษณะเป็นของที่ไม่อาจจำแนกประเภทตามหลักเกณฑ์ข้อ 3 (ก) หรือ 3 (ข) ได้ ซึ่งหลักเกณฑ์ข้อ 3 (ค) ให้จำแนกเข้าประเภทที่ลำดับไว้หลังสุด ในบรรดาประเภทที่อาจจำแนกเข้าได้โดยเท่าเทียมกัน ดังนั้น สินค้าพิพาททั้งสามรุ่นดังกล่าวจึงต้องจัดเข้าประเภทพิกัด 87.05

(ประชุมใหญ่ครั้งที่ 11/2557)

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ทั้งสามฟ้องขอให้ศาลมีคำพิพากษาว่าปั้นจั่นที่โจทก์ทั้งสามในนามกิจการร่วมค้าบีบีซีดีได้นำเข้ามาในคดีนี้จัดอยู่ในประเภทพิกัดอัตราศุลกากรที่ 84.26 พิกัดย่อย 8426.411 อัตราร้อยละ 5 ให้เพิกถอนการประเมินตามแบบแจ้งการประเมินอากรขาเข้า/ขาออก ภาษีสรรพสามิตและภาษีมูลค่าเพิ่ม (กรณีอื่นๆ) ทุกฉบับของพนักงานเจ้าหน้าที่ศุลกากรและคำวินิจฉัยอุทธรณ์ของคณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์ในคดีนี้ งดหรือลดค่าปรับส่วนคดี เบี้ยปรับและเงินเพิ่มของภาษีมูลค่าเพิ่มทั้งหมดตามการประเมินของพนักงานเจ้าหน้าที่และคำวินิจฉัยอุทธรณ์ของคณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์

จำเลยให้การ ขอให้ยกฟ้อง

ศาลภาษีอากรกลางพิพากษาให้เพิกถอนแบบแจ้งการประเมินอากรขาเข้า/ขาออก ภาษีสรรพสามิตและภาษีมูลค่าเพิ่ม (กรณีอื่นๆ) ที่ กค. 0506 (2)/4871/3-3-02841 และที่ กค. 0506 (2)/4872/3-3-02842 ลงวันที่ 17 พฤศจิกายน 2546 และคำวินิจฉัยอุทธรณ์ของคณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์ในส่วนที่เกี่ยวกับแบบแจ้งการประเมินอากรขาเข้า/ขาออก ภาษีสรรพสามิตและภาษีมูลค่าเพิ่ม (กรณีอื่นๆ) ทั้งสองฉบับดังกล่าว ค่าฤชาธรรมเนียมและค่าทนายความให้เป็นพับ คำขออื่นนอกจากนี้ให้ยก

โจทก์ทั้งสามและจำเลยอุทธรณ์ต่อศาลฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีภาษีอากรวินิจฉัยว่า ปัญหาตามอุทธรณ์ของจำเลยมีเพียงข้อเดียวว่า แบบแจ้งการประเมินอากรขาเข้า/ขาออก ภาษีสรรพามิตและภาษีมูลค่าเพิ่ม (กรณีอื่นๆ) ที่ กค.0506 (2)/4871/3-3-02841 และที่ กค. 0506 (2)/4872/3-3-02842 ลงวันที่ 17 พฤศจิกายน 2546 เป็นคำสั่งที่ชอบด้วยพระราชบัญญัติวิธีปฏิบัติราชการทางปกครอง พ.ศ.2539 หรือไม่ ที่จำเลยอุทธรณ์โต้แย้งว่า พระราชบัญญัติศุลกากร พ.ศ.2469 ได้กำหนดวิธีการประเมินไว้โดยเฉพาะ และมีหลักเกณฑ์ที่ประกันความเป็นธรรมหรือมีมาตรฐานไม่ต่ำกว่าหลักเกณฑ์ที่กำหนดไว้ในพระราชบัญญัติวิธีปฏิบัติราชการทางปกครอง พ.ศ.2539 โดยหลังจากการประเมินของเจ้าพนักงานประเมินแล้ว พระราชบัญญัติศุลกากร พ.ศ.2469 ยังกำหนดให้ผู้เสียภาษีใช้สิทธิอุทธรณ์การประเมินต่อคณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์ได้ ซึ่งผู้เสียภาษีสามารถชี้แจงและส่งเอกสารให้ตรวจสอบได้ และแม้คณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์ได้มีคำวินิจฉัยอุทธรณ์แล้วพระราชบัญญัติศุลกากร พ.ศ.2469 ยังกำหนดให้ผู้เสียภาษีสามารถอุทธรณ์ต่อศาลได้ จึงมีมาตรฐานไม่ต่ำกว่าพระราชบัญญัติวิธีปฏิบัติราชการทางปกครอง พ.ศ.2539 ทั้งเป็นกฎหมายให้สิทธิแก่รัฐในการจัดเก็บภาษีเพื่อความสงบเรียบร้อยและประโยชน์ในการพัฒนาประเทศนั้น เห็นว่า ข้ออุทธรณ์ของจำเลยดังกล่าวเป็นเพียงขั้นตอนที่กำหนดไว้ในพระราชบัญญัติศุลกากร พ.ศ.2469 แต่เนื่องจากพระราชบัญญัติศุลกากร พ.ศ.2469 มิได้บัญญัติให้เจ้าพนักงานศุลกากรต้องให้เหตุผลในแบบแจ้งการประเมินอากร ส่วนพระราชบัญญัติวิธีปฏิบัติราชการทางปกครอง พ.ศ.2539 มาตรา 37 วรรคหนึ่ง ต้องให้เหตุผลไว้ด้วยและเหตุผลนั้นอย่างน้อยต้องประกอบด้วยข้อเท็จจริงอันเป็นสาระสำคัญ ข้อกฎหมายที่อ้างอิง ข้อพิจารณาและข้อสนับสนุนในการใช้ดุลพินิจ ดังนั้น พระราชบัญญัติศุลกากร พ.ศ.2469 ในเรื่องการให้เหตุผลในแบบแจ้งการประเมินอากรจึงเป็นกฎหมายที่มีหลักเกณฑ์ที่ประกันความเป็นธรรมหรือมีมาตรฐานในการปฏิบัติราชการต่ำกว่าหลักเกณฑ์ที่กำหนดไว้ในพระราชบัญญัติวิธีปฏิบัติราชการทางปกครอง พ.ศ.2539 จำเลยจึงต้องใช้หลักเกณฑ์ตามที่ระบุไว้ในพระราชบัญญัติวิธีปฏิบัติราชการทางปกครอง พ.ศ.2539 มาตรา 37 วรรคหนึ่ง ที่จำเลยอุทธรณ์โต้แย้งต่อมาว่า แบบแจ้งการประเมินอากรทั้งสองฉบับ จำเลยแจ้งการประเมินให้โจทก์ทั้งสามทราบในนามกิจการร่วมค้าบีบีซีดีโดยได้ระบุรายละเอียดต่างๆ เช่น ใบขนสินค้าขาเข้าพร้อมแบบแสดงรายการภาษีสรรพสามิตและภาษีมูลค่าเพิ่ม เลขที่ชำระอากร ชื่อยานพาหนะ วันนำเข้า/ส่งออก โดยระบุเหตุผลที่ตรวจพบว่า ชำระอากรขาดเนื่องจากสำแดงประเภทพิกัดไม่ถูกต้อง (แฟ้มคดี ล.277/16 ต.ค. 40) นอกจากนี้ในแบบแจ้งการประเมินอากรได้แสดงรายละเอียดของจำนวนเงินค่าภาษีประเภทต่างๆ ที่โจทก์ทั้งสามต้องชำระไว้ พร้อมระบุรายละเอียดระยะเวลาในการปฏิบัติพิธีการศุลกากรชำระค่าภาษีเพิ่มเติมภายใน 30 วัน และยังได้บอกถึงสิทธิในการอุทธรณ์การประเมินหากโจทก์ทั้งสามไม่พอใจการประเมินอีกด้วย รวมทั้งข้อกฎหมายที่เกี่ยวข้อง ปัญหานี้พระราชบัญญัติวิธีปฏิบัติราชการทางปกครอง พ.ศ.2539 มาตรา 37 วรรคหนึ่ง บัญญัติหลักเกณฑ์ไว้ว่า คำสั่งทางปกครองที่ทำเป็นหนังสือและการยืนยันคำสั่งทางปกครองเป็นหนังสือต้องจัดให้มีเหตุผลไว้ด้วย และเหตุผลนั้นอย่างน้อยต้องประกอบด้วย (1) ข้อเท็จจริงอันเป็นสาระสำคัญ (2) ข้อกฎหมายที่อ้างอิง (3) ข้อพิจารณาและข้อสนับสนุนในการใช้ดุลพินิจ ศาลฎีกาแผนกคดีภาษีอากรเห็นว่า ตามแบบแจ้งการประเมินอากรขาเข้า/ขาออก ภาษีสรรพสามิตและภาษีมูลค่าเพิ่ม (กรณีอื่นๆ) สองฉบับที่พิพาทตามอุทธรณ์ของจำเลย ระบุเพียงว่า ตามใบขนสินค้าที่อ้างถึงกรมศุลกากรตรวจพบว่า แฟ้มคดี ล.277/16 ต.ค. 40 เป็นเหตุให้ค่าภาษีอากรขาดโดย... จึงขอให้ท่านชำระภาษีอากรเพิ่มเติมดังต่อไปนี้... ซึ่งระบุแต่เพียงภาษีอากรที่ต้องชำระ ภาษีอากรที่ชำระไว้แล้ว ภาษีอากรที่ต้องชำระเพิ่ม เบี้ยปรับเงินเพิ่มและเงินค่าปรับส่วนคดีจำนวนเท่าใด แม้แบบแจ้งการประเมินอากรดังกล่าวจะมีข้อความให้ไปชำระภาษีภายในกำหนดเวลาและสถานที่ใด หากไม่ชำระภายในเวลาที่กำหนดจะเกิดผลประการใด และบอกรายละเอียดเกี่ยวกับสิทธิในการอุทธรณ์การประเมินก็ตาม แต่แบบแจ้งการประเมินอากรดังกล่าวยังไม่ปรากฏข้อเท็จจริงอันเป็นสาระสำคัญ ข้อกฎหมายที่อ้างอิง ข้อพิจารณาและข้อสนับสนุนในการใช้ดุลพินิจในการประเมินของเจ้าพนักงานประเมินที่ประเมินเรียกเก็บภาษีอากรโจทก์ทั้งสามเพิ่มเติม คงมีแต่ข้อกฎหมายที่อ้างอิงเกี่ยวกับสิทธิในการอุทธรณ์การประเมินเท่านั้น ดังนั้น แบบแจ้งการประเมินอากรขาเข้า/ขาออกภาษีสรรพสามิตและภาษีมูลค่าเพิ่ม(กรณีอื่นๆ) ที่ กค.0506 (2)/4871/3-3-02841 และที่ กค. 0506 (2)/4872/3-3-02842 ลงวันที่ 17 พฤศจิกายน 2546 จึงขัดต่อบทบัญญัติที่กล่าวมาข้างต้น ส่วนที่จำเลยอุทธรณ์โต้แย้งข้อสุดท้ายว่า นอกจากนี้การนำเข้าสินค้าของโจทก์ทั้งสามเป็นการนำเข้าสินค้าประเภทเดียวกันในคราวเดียวกัน ใบขนสินค้าขาเข้าพร้อมแบบแสดงรายการภาษีสรรพสามิตและภาษีมูลค่าเพิ่มที่โจทก์ทั้งสามยื่นต่อจำเลยก็ยื่นเข้ามาพร้อมกันทั้ง 11 ฉบับ รายละเอียดต่างๆ ที่ระบุในใบขนสินค้าก็เป็นรายละเอียดที่โจทก์ทั้งสามผู้นำเข้าเป็นผู้ทำการสำแดง แบบแจ้งการประเมินอากรอีก 9 ฉบับ ที่จำเลยแจ้งให้โจทก์ทั้งสามทราบได้ระบุเหตุผลไว้ด้วยว่า ชำระอากรขาด เนื่องจากสำแดงประเภทพิกัดไว้ไม่ถูกต้อง และระบุว่า (แฟ้มคดี ล.277/16 ต.ค. 40) ซึ่งเป็นเลขแฟ้มคดีเดียวกันทั้ง 11 ฉบับ จำเลยได้จัดส่งแบบแจ้งการประเมินอากรทั้ง 11 ฉบับ ให้โจทก์ทั้งสามได้รับไว้พร้อมกันเมื่อวันที่ 12 กุมภาพันธ์ 2547 แล้ว แม้แบบแจ้งการประเมินอากรทั้งสองฉบับระบุเพียงว่า แฟ้มคดี ล.277/16 ต.ค. 40 ถือว่าเป็นเหตุผลที่โจทก์ทั้งสามรู้อยู่แล้วโดยไม่จำต้องระบุอีก เพราะระบุกรณีแฟ้มคดีเช่นเดียวกับในแบบแจ้งการประเมินอากรอีก 9 ฉบับ ซึ่งโจทก์เข้าใจในเหตุผลแห่งการประเมิน ปัญหานี้พระราชบัญญัติวิธีปฏิบัติราชการทางปกครอง พ.ศ.2539 มาตรา 37 วรรคสาม บัญญัติว่า บทบัญญัติตามวรรคหนึ่งไม่ให้ใช้บังคับกับกรณีดังต่อไปนี้... (2) เหตุผลนั้นเป็นที่รู้กันอยู่แล้วโดยไม่จำต้องระบุอีก เห็นว่า แม้แบบแจ้งการประเมินอากรขาเข้า/ขาออก ภาษีสรรพสามิต และภาษีมูลค่าเพิ่ม (กรณีอื่นๆ) ทั้งสองฉบับที่พิพาท จะระบุแต่เพียงเลขแฟ้มคดีแต่ก็เป็นแฟ้มคดีเดียวกันกับแบบแจ้งการประเมินอากรอีก 9 ฉบับ ที่เป็นการนำเข้าสินค้าพิพาทประเภทเดียวกันในช่วงเวลาใกล้เคียงกัน และพนักงานเจ้าหน้าที่ได้ทำการประเมินและมีหนังสือแจ้งการประเมินพร้อมกันในคราวเดียวกัน โดยระบุเหตุผลไว้แล้วว่าคือ สำแดงประเภทพิกัดไว้ไม่ถูกต้อง ในชั้นอุทธรณ์การประเมินโจทก์ทั้งสามก็ให้เหตุผลโต้แย้งในเรื่องพิกัดของสินค้า ในชั้นยื่นคำฟ้อง โจทก์ทั้งสามก็บรรยายฟ้องโดยโต้แย้งเหตุผลการประเมินของพนักงานเจ้าหน้าที่ได้ถูกต้อง จึงถือได้ว่าโจทก์ทั้งสามทราบเหตุผลในการออกคำสั่งตามแบบแจ้งการประเมินดังกล่าวแล้ว จำเลยจึงไม่ต้องระบุเหตุผลเกี่ยวกับข้อเท็จจริงอันเป็นสาระสำคัญ ข้อกฎหมายที่อ้างอิง ข้อพิจารณาและข้อสนับสนุนในการใช้ดุลพินิจอีก เนื่องจากเหตุผลนั้นเป็นที่รู้อยู่แล้วโดยไม่จำต้องระบุอีกตามมาตรา 37 วรรคสาม (2) แห่งพระราชบัญญัติวิธีปฏิบัติราชการทางปกครอง พ.ศ.2539 ดังนั้น แบบแจ้งการประเมินอากรขาเข้า/ขาออก ภาษีสรรพสามิต และภาษีมูลค่าเพิ่ม (กรณีอื่นๆ) สองฉบับที่พิพาทจึงเป็นคำสั่งที่ชอบด้วยกฎหมายแล้ว อุทธรณ์ของจำเลยฟังขึ้น

ปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของโจทก์ทั้งสามข้อแรกว่า แบบแจ้งการประเมินอากรขาเข้า/ขาออก ภาษีสรรพสามิตและภาษีมูลค่าเพิ่ม (กรณีอื่นๆ) ที่ กค. 0506 (2)/4873/3-3-02843 และที่ กค. 0506 (2)/4874/3-3-02844 ลงวันที่ 17 พฤศจิกายน 2546 ชอบด้วยกฎหมายหรือไม่ ที่โจทก์ทั้งสามอุทธรณ์โต้แย้งว่า เมื่อแบบแจ้งการประเมินอากรตามอุทธรณ์ของโจทก์ทั้งสามไม่มีชื่อและลายมือชื่อของพนักงานเจ้าหน้าที่ผู้ทำคำสั่ง ทั้งนายปรีชา ไม่ใช่พนักงานเจ้าหน้าที่ผู้ทำคำสั่ง แบบแจ้งการประเมินอากรทั้งสองฉบับจึงเป็นคำสั่งทางปกครองที่ไม่ชอบด้วยกฎหมายวิธีปฏิบัติราชการทางปกครอง แม้จำเลยออกแบบแจ้งการประเมินอากรฉบับใหม่แทนฉบับเดิม แต่การออกแบบแจ้งการประเมินอากรฉบับใหม่ออกล่วงเลยกำหนดเวลาที่โจทก์ทั้งสามจะยื่นอุทธรณ์การประเมิน ซึ่งคณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์ของจำเลยยังพิจารณาตามแบบแจ้งการประเมินฉบับเดิม การแก้ไขคำสั่งของจำเลยหลังจากล่วงเลยเวลาไปแล้วไม่เป็นการแก้ไขหรือออกคำสั่งใหม่ อีกทั้งไม่ทำให้คำสั่งทางปกครองที่ไม่ชอบด้วยกฎหมายมาแต่ต้นกลับเป็นคำสั่งที่ชอบด้วยกฎหมายในภายหลังได้ นั้น ปัญหานี้พระราชบัญญัติวิธีปฏิบัติราชการทางปกครอง พ.ศ.2539 มาตรา 36 บัญญัติว่า คำสั่งทางปกครองที่ทำเป็นหนังสืออย่างน้อยต้องระบุ วัน เดือนและปีที่ทำคำสั่ง ชื่อและตำแหน่งของเจ้าหน้าที่ผู้ทำคำสั่ง พร้อมทั้งมีลายมือชื่อของเจ้าหน้าที่ผู้ทำคำสั่งนั้น ศาลฎีกาแผนกคดีภาษีอากร เห็นว่า ตามแบบแจ้งการประเมินอากรที่พิพาททั้งสองฉบับ ปรากฏลายมือชื่อเจ้าหน้าที่ประเมินอากร 6 และเจ้าหน้าที่ประเมินอากร 6 ว. เพียงแต่ไม่ปรากฏลายมือชื่อผู้อำนวยการส่วนหรือนายด่านเท่านั้น แต่โจทก์ทั้งสามได้ยื่นอุทธรณ์การประเมินตามแบบแจ้งการประเมินอากรดังกล่าวต่อคณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์ และคณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์ของจำเลยได้รับคำอุทธรณ์ของโจทก์ทั้งสามไว้พิจารณาแล้ว แม้จะเป็นการพิจารณาตามแบบแจ้งการประเมินอากรฉบับเดิมที่ไม่มีการลงลายมือชื่อ แต่ในระหว่างการพิจารณาคำอุทธรณ์ของโจทก์ทั้งสามนั้นจำเลยได้ออกแบบแจ้งการประเมินอากรทั้งสองฉบับใหม่แทนฉบับเดิมโดยมีลายมือชื่อสารวัตรศุลกากร 7 ปฏิบัติราชการแทนผู้อำนวยการส่วนบริการศุลกากร สทบ ในส่วนของผู้อำนวยการส่วนหรือนายด่านในแบบแจ้งการประเมินอากรทั้งสองฉบับแล้ว ซึ่งแบบแจ้งการประเมินอากรดังกล่าวไม่มีการเพิ่มเติมประเด็นหรือภาระภาษีนอกเหนือไปจากแบบแจ้งการประเมินอากรฉบับเดิมที่ทำให้โจทก์ทั้งสามต้องชำระภาษีอากรเพิ่มเติมนอกเหนือไปจากการประเมินของเจ้าพนักงานประเมินในครั้งแรก อันจะทำให้โจทก์ทั้งสามต้องใช้สิทธิอุทธรณ์การประเมินตามแบบแจ้งการประเมินอากรในครั้งหลังใหม่แต่อย่างใด เมื่อจำเลยทำการแก้ไขข้อบกพร่องโดยดำเนินการออกแบบแจ้งการประเมินอากรฉบับใหม่แทนแบบแจ้งการประเมินอากรฉบับเดิมก่อนสิ้นสุดกระบวนการพิจารณาอุทธรณ์ และไม่ทำให้โจทก์ทั้งสามเสียสิทธิในการอุทธรณ์การประเมินต่อคณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์ ดังนี้ ย่อมถือได้ว่าแบบแจ้งการประเมินอากรดังกล่าวได้ระบุชื่อและตำแหน่งของเจ้าหน้าที่ผู้ทำคำสั่ง พร้อมทั้งมีลายมือชื่อของเจ้าหน้าที่ผู้ทำคำสั่งนั้นตามบทบัญญัติที่กล่าวมาข้างต้นแล้ว ที่ศาลภาษีอากรกลางวินิจฉัยว่า แบบแจ้งการประเมินอากรดังกล่าวชอบแล้ว นั้น ศาลฎีกาแผนกคดีภาษีอากรเห็นพ้องด้วย อุทธรณ์ของโจทก์ทั้งสามข้อนี้ฟังไม่ขึ้น

มีปัญหาต้องวินิจฉัยต่อไปว่า ลักษณะของสินค้าพิพาททั้งสามรุ่นควรจัดอยู่ในพิกัดอัตราศุลกากรที่ 87.05 หรือพิกัด 84.26 ปัญหานี้ ตามพระราชกำหนดพิกัดอัตราศุลกากร พ.ศ.2530 มาตรา 15 วรรคท้าย บัญญัติให้การตีความในพิกัดอัตราศุลกากรให้ถือตามหลักเกณฑ์การตีความพิกัดอัตราศุลกากรในภาค 1 ท้ายพระราชกำหนดนี้ ประกอบกับคำอธิบายพิกัดศุลกากรระบบฮาร์โมไนซ์ของคณะมนตรีความร่วมมือทางศุลกากรที่จัดตั้งขึ้นตามอนุสัญญาว่าด้วยการจัดตั้งคณะมนตรีความร่วมมือทางศุลกากร เมื่อปรากฏว่าคำอธิบายพิกัดศุลกากรระบบฮาร์โมไนซ์ของคณะมนตรีความร่วมมือทางศุลกากรและคำแปลตาม ได้ให้ความหมายของพิกัด 84.26 ที่ระบุถึง รถใช้งาน(เวิร์กทรัก) ที่มีปั้นจั่นติดอยู่ด้วยว่าหมายถึง รถใช้งานซึ่งออกแบบสำหรับเคลื่อนย้ายของบรรทุกในระยะใกล้ ๆ ในโรงงาน โรงพักสินค้า บริเวณท่าเรือ หรือท่าอากาศยานโดยใช้ปั้นจั่นน้ำหนักเบา... แต่สินค้าพิพาทสามารถยกของหนักตั้งแต่ 4.5 ตัน ถึง 400 ตัน และเคลื่อนที่ไปตามท้องถนนในระยะไกลด้วยความเร็วสูงสุดมากกว่า 70 กิโลเมตรต่อชั่วโมง สินค้าพิพาทจึงไม่อาจถือเป็นรถปั้นจั่น ตามพิกัด 84.26 แต่เป็นยานยนต์สำหรับใช้งานพิเศษ นอกจากยานยนต์ที่ออกแบบสำหรับขนส่งบุคคลหรือของเป็นหลัก (เช่น...รถปั้นจั่น) ตามพิกัด 87.05 นอกจากนี้ตามหลักเกณฑ์การตีความพิกัดอัตราศุลกากรในภาค 1 ท้ายพระราชกำหนดดังกล่าว กำหนดว่า การจำแนกประเภทของของในพิกัดอัตราศุลกากรนี้ให้ถือหลักเกณฑ์ดังต่อไปนี้ หลักเกณฑ์ข้อที่ 1 ชื่อของหมวด ตอน และตอนย่อย ได้กำหนดขึ้นเพื่อให้สะดวกแก่การอ้างอิงเท่านั้น ตามวัตถุประสงค์ของกฎหมาย การจำแนกประเภทให้จำแนกตามความของประเภทนั้นๆ ตามหมายเหตุของหมวดหรือของตอนที่เกี่ยวข้องและตามข้อกำหนดดังต่อไปนี้ หากว่าประเภทหรือหมายเหตุดังกล่าว ไม่ได้ระบุไว้เป็นอย่างอื่น หลักเกณฑ์ข้อ 2 (ก) ... (ข) ประเภทที่ระบุถึงวัตถุหรือสารใด ให้หมายความรวมถึงของผสมหรือของรวมที่มีวัตถุหรือสารนั้นรวมอยู่กับวัตถุหรือสารอื่น ความที่ระบุถึงของที่ทำด้วยวัตถุหรือสารใดให้หมายความรวมถึงของที่ประกอบด้วยวัตถุหรือสารนั้นล้วนๆ หรือเพียงบางส่วน การจำแนกประเภทของของที่ประกอบด้วยวัตถุหรือสารมากกว่าหนึ่งชนิดขึ้นไป ให้จำแนกตามหลักเกณฑ์ข้อ 3 หลักเกณฑ์ข้อ 3 ของที่อาจจำแนกประเภทได้ตั้งแต่สองประเภทขึ้นไปตามหลักเกณฑ์ข้อ 2 (ข) หรือตามเหตุผลอื่นใดก็ตาม ให้จำแนกประเภทโดยถือหลักเกณฑ์ดังต่อไปนี้ (ก) ถ้าประเภทหนึ่งระบุลักษณะของของไว้โดยเฉพาะและประเภทอื่นระบุไว้อย่างกว้างๆ ให้จัดของนั้นเข้าประเภทที่ระบุไว้โดยเฉพาะวรรคสองบัญญัติว่า อย่างไรก็ตามเมื่อมีประเภทตั้งแต่สองประเภทขึ้นไปต่างก็ระบุถึงวัตถุหรือสารส่วนหนึ่งส่วนใดที่มีอยู่ในของผสมหรือในของรวม หรือระบุถึงของบางชนิดในของที่จัดทำขึ้นเป็นชุดเพื่อการขายปลีก ให้ถือว่าประเภทเหล่านั้นระบุโดยเฉพาะถึงของดังกล่าวเท่าเทียมกันถึงแม้ว่าประเภทใดในประเภทต่างๆ เหล่านั้นระบุถึงลักษณะของของได้สมบูรณ์หรือตรงกว่าก็ตาม (ข) ของผสม ของรวม ที่ประกอบด้วยวัตถุต่างชนิดกัน หรือทำขึ้นจากองค์ประกอบต่างกันและของที่จัดทำขึ้นเป็นชุดเพื่อการขายปลีก ซึ่งไม่อาจจำแนกประเภทตามหลักเกณฑ์ข้อ 3 (ก) ได้ ให้จำแนกประเภทโดยถือเสมือนว่าของนั้นประกอบด้วยวัตถุหรือองค์ประกอบที่แสดงลักษณะอันเป็นสาระสำคัญของของนั้นเท่าที่จะใช้หลักนี้ได้ (ค) เมื่อของใดไม่อาจจำแนกประเภทตามหลักเกณฑ์ข้อ 3 (ก) หรือ 3 (ข) ได้ ให้จำแนกเข้าประเภทที่ลำดับไว้หลังสุด ในบรรดาประเภทที่อาจจำแนกเข้าได้โดยเท่าเทียมกัน ศาลฎีกาโดยมติที่ประชุมใหญ่ เห็นว่า สินค้าพิพาททั้งสามรุ่นที่โจทก์ทั้งสามนำเข้ามีลักษณะเป็นปั้นจั่นที่ติดตั้งอยู่บนยานยนต์หรือโครงยานยนต์หรือรถบรรทุกสมบูรณ์แบบที่มีคุณสมบัติดังที่ได้วินิจฉัยข้างต้น และมีวัตถุประสงค์ที่จะแสดงลักษณะอันเป็นสาระสำคัญทั้ง 2 ประการ คือ เป็นสินค้าที่มีวัตถุประสงค์ใช้ยกของหนักจากที่แห่งหนึ่งไปยังที่อีกแห่งหนึ่ง และมีวัตถุประสงค์ในการบรรทุกปั้นจั่นแล่นหรือเคลื่อนที่ไปโดยขณะแล่นหรือเคลื่อนที่ไม่ต้องถอดตัวปั้นจั่นออกจากรถด้วยเช่นกัน สินค้าพิพาทที่โจทก์ทั้งสามนำเข้ามาในราชอาณาจักรจึงมีลักษณะเป็นของที่ไม่อาจจำแนกประเภทตามหลักเกณฑ์ข้อ 3 (ก) หรือ 3 (ข) ได้ ซึ่งหลักเกณฑ์ข้อ 3 (ค) ให้จำแนกเข้าประเภทที่ลำดับไว้หลังสุด ในบรรดาประเภทที่อาจจำแนกเข้าได้โดยเท่าเทียมกัน ดังนั้น สินค้าพิพาทดังกล่าวจึงต้องจัดเข้าประเภทพิกัด 87.05 ที่โจทก์ทั้งสามอุทธรณ์โต้แย้งต่อมาว่า ก่อนที่โจทก์ทั้งสามจะนำเข้าสินค้าพิพาทได้มีคำวินิจฉัยของคณะกรรมการพิจารณาปัญหาพิกัดอัตราศุลกากร ที่ 80/2515 วางหลักเกณฑ์การจำแนกประเภทพิกัดของสินค้าพิพาทไว้ อีกทั้งแนวทางปฏิบัติของพนักงานเจ้าหน้าที่ของจำเลยมีการวินิจฉัยถึงลักษณะของสินค้าที่ถูกนำเข้าก่อนหน้านี้อยู่ในพิกัด 84.26 ซึ่งสินค้าพิพาทที่โจทก์ทั้งสามนำเข้ามีลักษณะสอดคล้องกับหลักเกณฑ์วินิจฉัยดังกล่าว การที่คณะกรรมการพิจารณาปัญหาพิกัดอัตราศุลกากรประชุมเกี่ยวกับปัญหานี้รวม 6 ครั้ง โดยมีอธิบดีของจำเลยเข้าร่วมการประชุมในฐานะประธานที่ประชุมทุกครั้ง โดยครั้งหลังเป็นการประชุมครั้งที่ 81/3/2554 อธิบดีของจำเลยประธานในที่ประชุมได้มีมติให้จัดสินค้าที่โจทก์ทั้งสามนำเข้าเป็นพิกัด 87.05 มาเป็นหลักเกณฑ์ประกอบการวินิจฉัย มีผลเท่ากับอธิบดีของจำเลยประกาศแจ้งพิกัดอัตราศุลกากรสำหรับสินค้าพิพาทที่โจทก์ทั้งสามนำเข้าย้อนหลังไปใช้บังคับกับสินค้าที่โจทก์ทั้งสามนำเข้าก่อนที่อธิบดีของจำเลยจะประกาศแจ้งพิกัด ทั้งเป็นการเปลี่ยนแปลงหลักเกณฑ์ที่ใช้บังคับอยู่เดิมในขณะนำเข้าอีกด้วย การตีความพิกัดอัตราศุลกากรของจำเลยเกี่ยวกับสินค้าพิพาทจึงเป็นการตีความพิกัดอัตราศุลกากรให้มีผลย้อนหลัง นั้น เห็นว่า ตามพระราชกำหนดพิกัดอัตราศุลกากร พ.ศ.2530 มาตรา 15 วรรคหนึ่ง บัญญัติว่า อธิบดีกรมศุลกากรมีอำนาจตีความในพิกัดอัตราศุลกากรท้ายพระราชกำหนดนี้ โดยวิธีออกประกาศแจ้งพิกัดอัตราศุลกากร และวรรคสองบัญญัติว่า การตีความตามวรรคหนึ่ง มิให้มีผลย้อนหลัง แต่จากคำอุทธรณ์ของโจทก์ทั้งสามและทางนำสืบของโจทก์ทั้งสามไม่ปรากฏว่า อธิบดีของจำเลยได้ออกประกาศแจ้งพิกัดอัตราศุลกากรสำหรับสินค้าพิพาทที่โจทก์ทั้งสามนำเข้ามาแต่อย่างใด อุทธรณ์ของโจทก์ทั้งสามข้อนี้จึงฟังไม่ขึ้น และที่โจทก์ทั้งสามอุทธรณ์โต้แย้งว่า การประเมินของพนักงานเจ้าหน้าที่ของจำเลยขาดอายุความแล้ว เนื่องจากการประเมินเรียกเก็บอากรจากโจทก์ทั้งสามเป็นเพราะคำนวณค่าอากรผิด ปัญหานี้ พระราชบัญญัติศุลกากร พ.ศ.2469 มาตรา 10 วรรคสาม บัญญัติว่า เว้นแต่ในกรณีที่มีการหลีกเลี่ยงหรือพยายามหลีกเลี่ยงอากร สิทธิของกรมศุลกากรที่จะเรียกเงินอากรที่ขาดเพราะเหตุอันเกี่ยวกับชนิด คุณภาพ ปริมาณ น้ำหนัก หรือราคาแห่งของใดๆ หรือเกี่ยวกับอัตราอากรสำหรับของใดๆ นั้น ให้มีอายุความสิบปี แต่ในเหตุที่ได้คำนวณจำนวนเงินอากรผิดให้มีอายุความสองปี ทั้งนี้นับจากวันที่นำของเข้าหรือส่งของออก ซึ่งกรณีของโจทก์ทั้งสามดังที่ได้วินิจฉัยข้างต้นหาใช่กรณีการคำนวณจำนวนเงินอากรผิดไม่ คดีของโจทก์ทั้งสามจึงไม่ใช่คดีที่มีอายุความสองปีนับแต่วันที่โจทก์ทั้งสามนำของเข้ามาในราชอาณาจักรดังที่โจทก์ทั้งสามอุทธรณ์ การประเมินของเจ้าพนักงานประเมินและคำวินิจฉัยอุทธรณ์ของคณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์ชอบด้วยกฎหมายแล้ว ที่ศาลภาษีอากรกลางวินิจฉัยว่าสินค้าพิพาทที่โจทก์ทั้งสามนำเข้ามาในราชอาณาจักรจัดเข้าอยู่ในประเภทพิกัดย่อยที่ 8705.10 และการประเมินของพนักงานเจ้าหน้าที่ของจำเลยอยู่ภายในกำหนดอายุความนั้นชอบแล้ว ศาลฎีกาแผนกคดีภาษีอากรเห็นพ้องด้วยในผล อุทธรณ์ของโจทก์ทั้งสามข้อนี้ฟังไม่ขึ้น

ปัญหาตามอุทธรณ์ของโจทก์ทั้งสามข้อสุดท้ายว่า มีเหตุงดหรือลดเบี้ยปรับส่วนคดีและเงินเพิ่มแก่โจทก์ทั้งสามหรือไม่ ที่โจทก์ทั้งสามอุทธรณ์โต้แย้งว่า เหตุที่มาของการประเมินภาษีอากรเกิดจากการตีความพิกัดอัตราศุลกากรของสินค้าที่โจทก์ทั้งสามนำเข้ามาในราชอาณาจักร มิได้เกิดจากการจงใจหรือเจตนาหลีกเลี่ยงการเสียอากรขาเข้าแต่อย่างใด แต่เป็นความเห็นที่แตกต่างกันของโจทก์ทั้งสามและจำเลย ซึ่งในครั้งแรกจำเลยเห็นด้วยกับความเห็นของโจทก์ทั้งสาม จึงรับรองให้นำสินค้าขาเข้าออกจากอารักขาของจำเลย แต่ภายหลังจำเลยกลับสงสัยว่าสินค้าที่โจทก์ทั้งสามนำเข้าอยู่ในพิกัดใด จึงให้คณะกรรมการพิจารณาปัญหาพิกัดอัตราศุลกากรพิจารณา แม้แต่คณะกรรมการดังกล่าวเองก็ยังต้องประชุมกันหลายครั้ง โดยตอนแรกก็มีความเห็นว่า ปั้นจั่นที่โจทก์ทั้งสามนำเข้าเป็นสินค้าพิกัด 84.26 ไม่ใช่พิกัด 87.05 นั้น เห็นว่า อุทธรณ์ของโจทก์ทั้งสามดังกล่าวไม่ได้โต้แย้งคำพิพากษาของศาลภาษีอากรว่าไม่ถูกต้องเพราะเหตุใด จึงเป็นอุทธรณ์ที่ไม่ชัดแจ้ง ต้องห้ามอุทธรณ์ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 225 วรรคหนึ่ง ประกอบพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลภาษีอากรและวิธีพิจารณาคดีภาษีอากร พ.ศ.2528 มาตรา 29 ศาลฎีกาแผนกคดีภาษีอากรไม่รับวินิจฉัย

พิพากษาแก้เป็นว่า ให้ยกฟ้องโจทก์ทั้งสาม ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.วิธีปฏิบัติราชการทางปกครอง พ.ศ.2539 ม. 36 ม. 37
พ.ร.ก.พิกัดอัตราศุลกากร พ.ศ.2530 ม. 15
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — บริษัทบิลฟิงเกอร์ เบอร์เกอร์ เอจี กับพวก
จำเลย — กรมศุลกากร
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลภาษีอากรกลาง — นางสาวจิรฉวี อินทจาร
ชื่อองค์คณะ
ไมตรี ศรีอรุณ
ไสลเกษ วัฒนพันธุ์
อดิเทพ ถิระวัฒน์
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 17210/2557
#579844
เปิดฉบับเต็ม

จำเลยที่ 1 เป็นผู้ทำสัญญาเช่าซื้อรถกับโจทก์โดยมีจำเลยที่ 2 และที่ 3 เป็นผู้ค้ำประกัน เมื่อโจทก์เข้าสู่กระบวนการฟื้นฟูกิจการและเจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์พบว่าโจทก์มีสิทธิเรียกร้องให้จำเลยทั้งสามชำระหนี้จึงดำเนินการทวงหนี้ จนศาลล้มละลายกลางออกคำบังคับให้จำเลยทั้งสามชำระหนี้ โดยจำเลยทั้งสามมิได้ปฏิเสธหนี้ภายในกำหนดเวลา 14 วัน นับแต่วันได้รับแจ้งความ ถือได้ว่าจำเลยทั้งสามเป็นหนี้โจทก์ตามจำนวนที่เจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์แจ้งไปเป็นการเด็ดขาดตาม พ.ร.บ.ล้มละลาย พ.ศ.2483 มาตรา 90/39 วรรคสอง จำเลยที่ 2 และที่ 3 อ้างแต่เพียงว่าไม่ทราบเรื่องการทวงถามหนี้โดยเจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์จึงมิได้ปฏิเสธ แต่ก็มิได้โต้แย้งหรือขอให้ศาลเพิกถอนคำบังคับ คำบังคับดังกล่าวจึงผูกพันจำเลยทั้งสาม โจทก์ไม่จำต้องนำสืบอ้างส่งพยานหลักฐานสัญญาเช่าซื้อ สัญญาค้ำประกัน รายการคำนวณยอดหนี้และรายการค่าเสียหาย ภาระหนี้หลังการขายทอดตลาดแต่อย่างใด จำเลยที่ 2 และที่ 3 ก็ไม่อาจอ้างได้ว่าหนี้ที่ทวงถามโดยเจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ขาดอายุความ

ก่อนฟ้องโจทก์มีหนังสือทวงถามให้จำเลยที่ 2 และที่ 3 ชำระหนี้ 2 ครั้ง ครั้งแรกวันที่ 3 มิถุนายน 2551 ครั้งที่สองวันที่ 18 สิงหาคม 2551 โดยส่งทางไปรษณีย์ลงทะเบียนตอบรับไปยังภูมิลำเนาของจำเลยที่ 2 และที่ 3 แม้การส่งครั้งแรกพนักงานไปรษณีย์จะแจ้งเหตุขัดข้องในการนำส่งว่า "ไม่มีผู้รับตามจ่าหน้า" แต่ก็ปรากฏตามแบบรับรองรายการทะเบียนราษฎรท้ายคำแถลงขอจัดส่งคำคู่ความว่า จำเลยที่ 2 และที่ 3 มีภูมิลำเนาอยู่ตามสถานที่โจทก์นำส่งหนังสือทวงถามจริง และในการนำส่งหนังสือทวงถามครั้งที่สอง ก็ปรากฏว่ามีผู้เกี่ยวพันเป็นหลานสาวคือ ส. ซึ่งเป็นบุคคลเดียวกับผู้ที่รับหมายเรียกคดีล้มละลายคดีนี้แทนจำเลยที่ 2 และที่ 3 ลงลายมือชื่อรับหนังสือไว้แทน พฤติการณ์แสดงชัดว่าจำเลยที่ 2 และที่ 3 หลีกเลี่ยงไม่ยอมรับหนังสือทวงถาม ถือได้ว่าจำเลยที่ 2 และที่ 3 ได้รับหนังสือและทราบการทวงถามโดยชอบแล้วตาม พ.ร.บ.ล้มละลาย พ.ศ.2483 มาตรา 8 (9)

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องและแก้ไขคำฟ้องขอให้มีคำสั่งพิทักษ์ทรัพย์ของจำเลยทั้งสามเด็ดขาด และพิพากษาให้เป็นบุคคลล้มละลาย

จำเลยที่ 1 ไม่ยื่นคำให้การและขาดนัดพิจารณา

จำเลยที่ 2 และที่ 3 ให้การขอให้ยกฟ้อง

ศาลล้มละลายกลางมีคำสั่งพิทักษ์ทรัพย์ของจำเลยทั้งสามเด็ดขาดตามพระราชบัญญัติล้มละลาย พ.ศ.2483 มาตรา 14 และให้จำเลยทั้งสามใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์โดยให้หักจากกองทรัพย์สินของจำเลยทั้งสาม เฉพาะค่าทนายความให้เจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์กำหนดตามที่เห็นสมควร

จำเลยที่ 2 และที่ 3 อุทธรณ์ต่อศาลฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีล้มละลายวินิจฉัยว่า มีปัญหาที่จะต้องวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของจำเลยที่ 2 และที่ 3 ในข้อแรกมีว่า จำเลยที่ 2 และที่ 3 เป็นหนี้โจทก์ตามฟ้องหรือไม่ เห็นว่า จำเลยที่ 1 เป็นผู้ทำสัญญาเช่าซื้อรถกับโจทก์ โดยมีจำเลยที่ 2 และที่ 3 เป็นผู้ค้ำประกัน เมื่อโจทก์เข้าสู่กระบวนการฟื้นฟูกิจการและเจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์พบว่าโจทก์มีสิทธิเรียกร้องให้จำเลยทั้งสามชำระหนี้จึงดำเนินการทวงหนี้ จนศาลล้มละลายกลางออกคำบังคับให้จำเลยทั้งสามชำระหนี้ โดยจำเลยทั้งสามมิได้ปฏิเสธหนี้ภายในกำหนดเวลา 14 วัน นับแต่วันได้รับแจ้งความ ถือได้ว่าจำเลยทั้งสามเป็นหนี้โจทก์ตามจำนวนที่เจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์แจ้งไปเป็นการเด็ดขาด ตามพระราชบัญญัติล้มละลาย พ.ศ.2483 มาตรา 90/39 วรรคสอง จำเลยที่ 2 และที่ 3 อ้างแต่เพียงว่าไม่ทราบเรื่องการทวงถามหนี้โดยเจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์จึงมิได้ปฏิเสธ แต่ก็มิได้โต้แย้งหรือขอให้ศาลในคดีหมายเลขแดงที่ 667/2548 เพิกถอนคำบังคับดังกล่าวแต่อย่างใด คำบังคับดังกล่าวจึงผูกพันจำเลยทั้งสาม โดยโจทก์ไม่จำต้องนำสืบอ้างส่งพยานหลักฐานสัญญาเช่าซื้อ สัญญาค้ำประกัน รายการคำนวณยอดหนี้และรายการค่าเสียหาย ภาระหนี้หลังการขายทอดตลาดแต่อย่างใด และจำเลยที่ 2 และที่ 3 ไม่อาจอ้างได้ว่าหนี้ที่ทวงถามโดยเจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ขาดอายุความ ข้อเท็จจริงฟังได้ว่า จำเลยที่ 2 และที่ 3 เป็นหนี้โจทก์ตามฟ้อง อุทธรณ์ของจำเลยที่ 2 และที่ 3 ข้อนี้ฟังไม่ขึ้น

ปัญหาที่จะต้องวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของจำเลยที่ 2 และที่ 3 ข้อต่อไปมีว่า จำเลยที่ 2 และที่ 3 มีหนี้สินล้นพ้นตัวหรือไม่ เห็นว่า แม้การส่งครั้งแรกพนักงานไปรษณีย์จะแจ้งเหตุขัดข้องในการนำส่งตามว่า "ไม่มีผู้รับตามจ่าหน้า" แต่ก็ปรากฏตามแบบรับรองรายการทะเบียนราษฎรท้ายคำแถลงขอจัดส่งคำคู่ความฉบับลงวันที่ 22 กันยายน 2551 ว่า จำเลยที่ 2 และที่ 3 มีภูมิลำเนาอยู่ตามสถานที่โจทก์นำส่งหนังสือทวงถามจริง และในการส่งหนังสือทวงถามครั้งที่สอง ก็ยังปรากฏว่ามีผู้เกี่ยวพันเป็นหลานคือเสาวณีย์ ซึ่งเป็นบุคคลเดียวกับผู้ที่รับหมายเรียกคดีล้มละลายคดีนี้แทนจำเลยที่ 2 และที่ 3 ลงลายมือชื่อรับหนังสือไว้แทน พฤติการณ์แสดงชัดว่าจำเลยที่ 2 และที่ 3 หลีกเลี่ยงไม่ยอมรับหนังสือทวงถาม ถือได้ว่าจำเลยที่ 2 และที่ 3 ได้รับหนังสือและทราบการทวงถามนั้นแล้วโดยชอบ ที่จำเลยที่ 2 และที่ 3 กล่าวอ้างในอุทธรณ์ว่า จำเลยที่ 2 และที่ 3 ไม่เคยได้รับหนังสือทวงถามจากโจทก์ ผู้ลงลายมือชื่อรับหนังสือไม่ได้เกี่ยวข้องหรือเกี่ยวพันหรือเป็นบริวารของจำเลยที่ 2 และที่ 3 นั้น เป็นการกล่าวอ้างลอย ๆ ไม่น่าเชื่อถือ ข้อเท็จจริงฟังได้ว่า จำเลยที่ 2 และที่ 3 ได้รับหนังสือทวงถามให้ชำระหนี้จากโจทก์แล้วไม่น้อยกว่าสองครั้งซึ่งมีระยะเวลาห่างกันไม่น้อยกว่าสามสิบวัน และจำเลยที่ 2 และที่ 3 ไม่ชำระหนี้ ต้องข้อสันนิษฐานตามพระราชบัญญัติล้มละลาย พ.ศ.2483 มาตรา 8 (9) ว่าจำเลยที่ 2 และที่ 3 มีหนี้สินล้นพ้นตัว เมื่อจำเลยที่ 2 และที่ 3 ไม่นำสืบพยานหลักฐานแสดงให้เห็นว่าตนมีทรัพย์สินพอที่จะชำระหนี้ได้ อุทธรณ์ของจำเลยที่ 2 และที่ 3 ข้อนี้จึงฟังไม่ขึ้นเช่นกัน ศาลล้มละลายกลางมีคำสั่งพิทักษ์ทรัพย์ของจำเลยที่ 2 และที่ 3 เด็ดขาด ชอบแล้ว ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย

พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมในชั้นนี้ให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.ล้มละลาย พ.ศ.2483 ม. 8 (9) ม. 90/39 วรรคสอง
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — บริษัทสินบัวหลวงลิสซิ่ง จำกัด
จำเลย — บริษัท ส.พงศ์วิวัฒน์ จำกัด กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลล้มละลายกลาง — นางสาวญาณาภัค มันตารัตน์
ชื่อองค์คณะ
สุพจน์ กิตติรักษนนท์
ทัศนีย์ จั่นสัญจัย ธรรมเกณฑ์
สมศักดิ์ คุณเลิศกิจ
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 17023/2557
#579997
เปิดฉบับเต็ม

โจทก์ฟ้องว่าจำเลยค้างจ่ายค่าจ้างตั้งแต่เดือนเมษายน 2553 ถึงวันที่การเลิกจ้างมีผลในวันที่ 8 ธันวาคม 2553 พร้อมระบุจำนวนเงินค่าจ้างค้างจ่ายทั้งหมด จำเลยซึ่งเป็นนายจ้างย่อมตรวจสอบได้ว่าช่วงเวลาดังกล่าวโจทก์ทำงานให้แก่จำเลยหรือไม่ จำเลยจ่ายค่าจ้างโจทก์แล้วหรือยังและค้างจ่ายค่าจ้างตามฟ้องหรือไม่ เพียงใด การที่จำเลยให้การต่อสู้คดีว่าไม่ได้ค้างจ่ายค่าจ้างก็ย่อมเป็นผลจากการตรวจสอบรายละเอียดการทำงานและการจ่ายค่าจ้างแล้ว ทั้งรายละเอียดค่าจ้างค้างจ่ายแต่ละเดือนนั้น โจทก์สามารถนำสืบได้ในชั้นพิจารณา ถือว่าคำฟ้องได้แสดงโดยแจ้งชัดซึ่งสภาพแห่งข้อหาและคำขอบังคับ ทั้งข้ออ้างที่อาศัยเป็นหลักแห่งข้อหาเช่นว่านั้น ทำให้จำเลยเข้าใจและต่อสู้คดีได้ตาม ป.วิ.พ. มาตรา 172 วรรคสอง ประกอบ พ.ร.บ.จัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงาน พ.ศ.2522 มาตรา 31 ฟ้องของโจทก์ไม่เคลือบคลุม

พ.ร.บ.คุ้มครองแรงงาน พ.ศ.2541 มาตรา 9 วรรคหนึ่ง บัญญัติว่า "ในกรณีที่นายจ้างไม่จ่ายค่าจ้างภายในเวลาที่กำหนดตามมาตรา 70 หรือค่าชดเชยตามมาตรา 118 ให้นายจ้างเสียดอกเบี้ยให้แก่ลูกจ้างในระหว่างเวลาผิดนัดร้อยละ 15 ต่อปี" ซึ่งเป็นกฎหมายที่กำหนดให้นายจ้างเสียดอกเบี้ยในระหว่างเวลาผิดนัดในหนี้ค่าจ้างและค่าชดเชยไว้โดยเฉพาะแล้ว จึงมิอาจนำอัตราดอกเบี้ยในระหว่างเวลาผิดนัดร้อยละ 7.5 ต่อปี ตาม ป.พ.พ. มาตรา 224 วรรคหนึ่ง ซึ่งเป็นกฎหมายทั่วไปมาใช้บังคับได้ เมื่อจำเลยซึ่งเป็นนายจ้างผิดนัดไม่จ่ายค่าจ้างและค่าชดเชยแก่โจทก์ซึ่งเป็นลูกจ้าง จำเลยจึงต้องเสียดอกเบี้ยให้แก่โจทก์ในระหว่างเวลาผิดนัดร้อยละ 15 ต่อปี ตาม พ.ร.บ.คุ้มครองแรงงาน พ.ศ.2541 มาตรา 9 วรรคหนึ่ง

การที่ศาลแรงงานกลางสั่งอนุญาตให้โจทก์แก้ไขคำฟ้อง คำสั่งดังกล่าวเป็นคำสั่งระหว่างพิจารณาซึ่งตาม ป.วิ.พ. มาตรา 226 (2) ประกอบ พ.ร.บ.จัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงาน พ.ศ.2522 มาตรา 31 จะต้องโต้แย้งคำสั่งไว้ก่อนจึงจะมีสิทธิอุทธรณ์ได้ ที่จำเลยแถลงคัดค้านคำร้องขอแก้ไขคำฟ้องของโจทก์เป็นเพียงการคัดค้านก่อนที่ศาลแรงงานกลางจะมีคำสั่ง แต่ภายหลังจากที่ศาลแรงงานกลางมีคำสั่งอนุญาตให้โจทก์แก้ไขคำฟ้องแล้ว จำเลยมิได้โต้แย้งคำสั่งดังกล่าวของศาลแรงงานกลาง ถือว่าจำเลยไม่ได้โต้แย้งคำสั่งของศาลแรงงานกลางไว้ อุทธรณ์ของจำเลยจึงต้องห้ามตาม ป.วิ.พ. มาตรา 226 (2) ประกอบ พ.ร.บ.จัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงาน พ.ศ.2522 มาตรา 31

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องและแก้ไขคำฟ้องขอให้บังคับจำเลยจ่ายค่าชดเชย 799,500บาท และค่าจ้าง 151,220 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 15 ต่อปี ของต้นเงินค่าชดเชยและค่าจ้าง กับสินจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้า 146,575 บาท และค่าเสียหายจากการเลิกจ้างที่ไม่เป็นธรรม 1,359,150 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงินสินจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้าและค่าเสียหายจากการเลิกจ้างที่ไม่เป็นธรรม นับแต่วันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์

จำเลยให้การขอให้ยกฟ้อง

ศาลแรงงานกลางพิพากษาให้จำเลยจ่ายค่าจ้างที่ค้างจำนวน93,750 บาท และค่าชดเชยจำนวน 620,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 15 ต่อปี นับแต่วันฟ้อง (วันที่ 17 มกราคม 2554) เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์

จำเลยอุทธรณ์ต่อศาลฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีแรงงานวินิจฉัยว่า คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของจำเลยประการแรกว่า คำฟ้องในส่วนค่าจ้างค้างจ่ายเคลือบคลุมหรือไม่ โดยจำเลยอุทธรณ์ว่า โจทก์ไม่ได้บรรยายฟ้องว่าค้างจ่ายค่าจ้างแต่ละเดือนเป็นเงินเท่าใด เป็นการบรรยายฟ้องโดยไม่ชัดแจ้งซึ่งสภาพแห่งข้อหา ทั้งข้ออ้างที่อาศัยเป็นหลักแห่งข้อหา ทำให้จำเลยไม่สามารถต่อสู้คดีได้ เป็นคำฟ้องเคลือบคลุม เห็นว่า โจทก์ฟ้องว่าจำเลยค้างจ่ายค่าจ้างตั้งแต่เดือนเมษายน 2553 ถึงวันที่การเลิกจ้างมีผลในวันที่ 8 ธันวาคม 2553 พร้อมระบุจำนวนเงินค่าจ้างค้างจ่ายทั้งหมด จำเลยซึ่งเป็นนายจ้างย่อมตรวจสอบได้ว่าช่วงเวลาดังกล่าวโจทก์ทำงานให้แก่จำเลยหรือไม่ จำเลยจ่ายค่าจ้างโจทก์แล้วหรือยัง และค้างจ่ายค่าจ้างตามฟ้องหรือไม่ เพียงใด การที่จำเลยให้การต่อสู้คดีว่าไม่ได้ค้างจ่ายค่าจ้างก็ย่อมเป็นผลจากการตรวจสอบรายละเอียดการทำงานและการจ่ายค่าจ้างแล้ว ทั้งรายละเอียดค่าจ้างค้างจ่ายแต่ละเดือนนั้น โจทก์สามารถนำสืบได้ในชั้นพิจารณา ถือว่าคำฟ้องได้แสดงโดยแจ้งชัดซึ่งสภาพแห่งข้อหาและคำขอบังคับทั้งข้ออ้างที่อาศัยเป็นหลักแห่งข้อหาเช่นว่านั้นทำให้จำเลยเข้าใจและต่อสู้คดีได้แล้วตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 172 วรรคสอง ประกอบพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงาน พ.ศ.2522 มาตรา 31 ฟ้องของโจทก์ไม่เคลือบคลุม ที่ศาลแรงงานกลางพิพากษามานั้นชอบแล้ว อุทธรณ์ของจำเลยข้อนี้ฟังไม่ขึ้น

คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของจำเลยประการต่อไปว่า ที่ศาลแรงงานกลางพิพากษาให้จำเลยจ่ายดอกเบี้ยในระหว่างเวลาผิดนัดของจำนวนเงินค่าจ้างและค่าชดเชยร้อยละ 15 ต่อปี ชอบหรือไม่นั้น เห็นว่า พระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน พ.ศ.2541 มาตรา 9 วรรคหนึ่ง บัญญัติว่า "ในกรณีที่นายจ้างไม่จ่ายค่าจ้างภายในเวลาที่กำหนดตามมาตรา 70 หรือค่าชดเชยตามมาตรา 118 ให้นายจ้างเสียดอกเบี้ยให้แก่ลูกจ้างในระหว่างเวลาผิดนัดร้อยละ 15 ต่อปี" ซึ่งเป็นกฎหมายที่กำหนดให้นายจ้างเสียดอกเบี้ยในระหว่างเวลาผิดนัดในหนี้ค่าจ้างและค่าชดเชยไว้โดยเฉพาะแล้ว กรณีจึงไม่อาจนำอัตราดอกเบี้ยในระหว่างผิดนัดร้อยละ 7.5 ต่อปี ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 224 วรรคหนึ่ง ซึ่งเป็นกฎหมายทั่วไปมาใช้บังคับแก่กรณีนี้ได้ เมื่อจำเลยซึ่งเป็นนายจ้างผิดนัดไม่จ่ายค่าจ้างและค่าชดเชยแก่โจทก์ซึ่งเป็นลูกจ้าง จำเลยจึงต้องเสียดอกเบี้ยให้แก่โจทก์ในระหว่างเวลาผิดนัดร้อยละ 15 ต่อปี ตามพระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน พ.ศ.2541 มาตรา 9 วรรคหนึ่ง ที่ศาลแรงงานกลางพิพากษามานั้นชอบแล้ว อุทธรณ์ของจำเลยข้อนี้ฟังไม่ขึ้นเช่นกัน

ส่วนที่จำเลยอุทธรณ์ว่า การที่ศาลแรงงานกลางอนุญาตให้โจทก์แก้ไขคำฟ้องว่าเป็นการเลิกจ้างที่ไม่เป็นธรรมและเรียกค่าเสียหายเพิ่มเติมตามคำร้องที่โจทก์ยื่นเข้ามาภายหลังจากศาลแรงงานกลางชี้สองสถานและมีคำสั่งอนุญาตภายหลังสืบพยานจำเลยและโจทก์เสร็จแล้ว ซึ่งจำเลยได้แถลงคัดค้านด้วยวาจาแล้วเป็นการไม่ชอบนั้น เห็นว่า การที่ศาลแรงงานกลางสั่งอนุญาตให้โจทก์แก้ไขคำฟ้องตามคำร้องของโจทก์ฉบับลงวันที่ 14 มีนาคม 2554 นั้น คำสั่งดังกล่าวเป็นคำสั่งในระหว่างพิจารณาซึ่งตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 226 (2) ประกอบพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงาน พ.ศ.2522 มาตรา 31 จะต้องโต้แย้งคำสั่งไว้ก่อนจึงจะมีสิทธิอุทธรณ์ได้ การที่จำเลยแถลงคัดค้านคำร้องขอแก้ไขคำฟ้องของโจทก์ดังกล่าวดังปรากฏตามรายงานกระบวนพิจารณาฉบับลงวันที่ 14 กรกฎาคม 2554 เป็นเพียงการคัดค้านก่อนที่ศาลแรงงานกลางจะมีคำสั่ง แต่ภายหลังจากที่ศาลแรงงานกลางมีคำสั่งอนุญาตให้โจทก์แก้ไขคำฟ้องในรายงานฉบับดังกล่าวแล้ว จำเลยมิได้โต้แย้งคำสั่งดังกล่าวของศาลแรงงานกลางแต่อย่างใด จึงถือว่าจำเลยไม่ได้โต้แย้งคำสั่งของศาลแรงงานกลางไว้ อุทธรณ์ของจำเลยในข้อนี้จึงต้องห้ามตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 226 (2) ประกอบพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงาน พ.ศ.2522 มาตรา 31 ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัย ไม่จำต้องวินิจฉัยอุทธรณ์ของจำเลยข้ออื่นอีกต่อไปเพราะไม่ทำให้ผลคดีเปลี่ยนแปลง

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 224 วรรคหนึ่ง
ป.วิ.พ. ม. 172 วรรคสอง ม. 226 (2)
พ.ร.บ.คุ้มครองแรงงาน พ.ศ.2541 ม. 9 วรรคหนึ่ง ม. 70 ม. 118
พ.ร.บ.จัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงาน พ.ศ.2522 ม. 31
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นายสุคนธศักดิ์ เจริญจิตร
จำเลย — บริษัทสุพรรณฟุตแวร์ จำกัด
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลแรงงานกลาง — นายธีรศักดิ์ เตียวัฒนานนท์
ชื่อองค์คณะ
สุนทร ทรงฤกษ์
นิยุต สุภัทรพาหิรผล
ปดารณี ลัดพลี
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา