คำพิพากษา คำสั่งคำร้องและคำวินิจฉัยศาลฎีกา

ทั้งหมด 133,243 รายการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 16527/2557
#580024
เปิดฉบับเต็ม

ตาม ป.พ.พ. มาตรา 546 บัญญัติว่า "ผู้ให้เช่าจำต้องส่งมอบทรัพย์สินซึ่งให้เช่านั้นในสภาพอันซ่อมแซมดีแล้ว" บทบัญญัติดังกล่าวเป็นการยืนยันหน้าที่ของผู้ให้เช่าในอันที่จะต้องให้ผู้เช่าได้ใช้สอยหรือได้รับประโยชน์ในทรัพย์สินที่เช่า โจทก์ในฐานะผู้ให้เช่าจึงมีหน้าที่ต้องส่งมอบที่ดินที่เช่าในสภาพที่พร้อมจะให้ผู้เช่าทำการปลูกสร้างอาคารเพื่อดำเนินธุรกิจได้มีกำหนด 30 ปีตามที่ตกลงกันไว้ในสัญญา แต่ข้อเท็จจริงกลับปรากฏว่าโจทก์เพียงแจ้งให้จำเลยเข้าปลูกสร้างอาคารโดยโจทก์ยังมิได้ขอความเห็นชอบต่อกรมการศาสนาตามที่กำหนดในกฎกระทรวง ฉบับที่ 2 (พ.ศ.2511) ซึ่งออกตามความใน พ.ร.บ.คณะสงฆ์ พ.ศ.2505 ข้อ 4 ที่ระบุว่า "การให้เช่าที่ธรณีสงฆ์ ที่กัลปนาหรือที่วัดที่กันไว้เป็นที่จัดประโยชน์ที่มีกำหนดระยะเวลาการเช่าเกินสามปี จะกระทำได้ก็ต่อเมื่อได้รับความเห็นชอบจากกรมการศาสนา" สัญญาระหว่างโจทก์และจำเลยจึงยังไม่สมบูรณ์ตามกฎหมาย และยังถือไม่ได้ว่าโจทก์ได้ส่งมอบทรัพย์ที่เช่าตรงตามวัตถุประสงค์แห่งสัญญาเช่าแล้ว โจทก์จึงไม่อาจนำเงื่อนเวลาการก่อสร้างอาคารให้แล้วเสร็จภายใน 10 เดือน นับแต่วันทำสัญญามาบังคับแก่จำเลยได้ จำเลยไม่ได้เป็นฝ่ายผิดสัญญา โจทก์ยังไม่มีสิทธิบอกเลิกสัญญาและไม่มีสิทธิเรียกค่าเสียหาย และตราบใดที่ยังไม่มีการจดทะเบียนสิทธิการเช่า จำเลยผู้เช่ายังไม่มีหน้าที่ต้องชำระค่าเช่าให้แก่โจทก์ผู้ให้เช่า โจทก์ไม่มีสิทธิเรียกค่าเช่าจากจำเลย

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องและแก้ไขคำฟ้องขอให้บังคับจำเลยและบริวารขนย้ายทรัพย์สินและรื้อถอนสิ่งปลูกสร้าง ส่งมอบที่ดินที่เช่าคืนโจทก์ในสภาพเรียบร้อย มิฉะนั้นให้ถือเอาคำพิพากษาของศาลแทนการแสดงเจตนาของจำเลยในการขนย้ายทรัพย์สินและรื้อถอนสิ่งปลูกสร้างด้วยค่าใช้จ่ายของจำเลย ให้จำเลยชำระเงิน 240,000 บาท กับอีกเดือนละ 10,000 บาท นับแต่วันฟ้องจนกว่าจำเลยและบริวารจะขนย้ายทรัพย์สิน และส่งมอบที่ดินที่เช่าแก่โจทก์

จำเลยให้การ ฟ้องแย้งและแก้ไขฟ้องแย้งขอให้ยกฟ้อง และบังคับโจทก์จดทะเบียนสิทธิการเช่าที่ดินโฉนดเลขที่ 2211 แขวงบางไส้ไก่ (หิรัญรูจี) เขตบางกอกน้อย (ที่ถูก เขตบางกอกใหญ่) (ธนบุรี) กรุงเทพมหานคร เฉพาะส่วนที่มีอาคารเลขที่ 144, 144/1, 144/2, 144/3, 144/4 และ 146/2 ตั้งอยู่ รวมเนื้อที่ 177 ตารางวา โดยถือว่าเงินที่จำเลยชำระไปแล้ว 1,230,000 บาท เป็นส่วนหนึ่งของสัญญา ให้โจทก์รับชำระค่าเช่าเดือนละ 10,000 บาท เมื่อพ้นกำหนด 10 เดือน นับแต่วันจดทะเบียนสิทธิการเช่า หากไม่ปฏิบัติตามให้ถือเอาคำพิพากษาเป็นการแสดงเจตนาแทน

โจทก์ให้การแก้ฟ้องแย้งขอให้ยกฟ้องแย้ง

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้โจทก์จดทะเบียนการเช่าที่ดินโฉนดเลขที่ 2211 แขวงบางไส้ไก่ (หิรัญรูจี) เขตบางกอกน้อย (ที่ถูก เขตบางกอกใหญ่) (ธนบุรี) กรุงเทพมหานคร เฉพาะส่วนที่มีอาคารเลขที่ 144, 144/1, 144/2, 144/3, 144/4 และ 146/2 ตั้งอยู่ รวมเนื้อที่ 177 ตารางวา ให้จำเลย หากไม่ปฏิบัติตามให้ถือเอาคำพิพากษาแทนการแสดงเจตนา ให้โจทก์ใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนจำเลย โดยกำหนดค่าทนายความ 8,000 บาท คำขออื่นตามฟ้องแย้งให้ยก ยกฟ้องโจทก์ ค่าฤชาธรรมเนียมในส่วนฟ้องโจทก์ให้เป็นพับ

โจทก์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษาแก้เป็นว่า ให้ยกฟ้องแย้งด้วย ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งฟ้องเดิมและฟ้องแย้งทั้งสองศาลให้เป็นพับ นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

โจทก์ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า มีปัญหาวินิจฉัยตามฎีกาโจทก์ว่า โจทก์มีสิทธิบอกเลิกสัญญาและเรียกค่าเสียหายหรือไม่ โจทก์ฎีกาว่า หลังทำสัญญา โจทก์แจ้งให้จำเลยเข้าก่อสร้างอาคารตั้งแต่วันที่ 19 มีนาคม 2550 ตามบันทึกการอนุญาตให้ดำเนินการก่อสร้าง แต่จำเลยไม่ดำเนินการก่อสร้าง โจทก์จึงบอกเลิกสัญญา เห็นว่า ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 546 บัญญัติว่า "ผู้ให้เช่าจำต้องส่งมอบทรัพย์สินซึ่งให้เช่านั้นในสภาพอันซ่อมแซมดีแล้ว" บทบัญญัติดังกล่าวเป็นการยืนยันหน้าที่ของผู้ให้เช่าในอันที่จะต้องให้ผู้เช่าได้ใช้สอยหรือได้รับประโยชน์ในทรัพย์สินที่เช่า โจทก์ในฐานะผู้ให้เช่าจึงมีหน้าที่ต้องส่งมอบที่ดินที่เช่าในสภาพที่พร้อมจะให้ผู้เช่าทำการปลูกสร้างอาคารเพื่อดำเนินธุรกิจได้มีกำหนด 30 ปี ตามที่ตกลงกันไว้ในสัญญา แต่ตามข้อเท็จจริงกลับปรากฏว่าโจทก์เพียงแจ้งให้จำเลยเข้าปลูกสร้างอาคารโดยโจทก์ยังมิได้ขอความเห็นชอบต่อกรมการศาสนาตามที่กำหนดในกฎกระทรวง ฉบับที่ 2 (พ.ศ.2511) ซึ่งออกตามความในพระราชบัญญัติคณะสงฆ์ พ.ศ.2505 ข้อ 4 ดังกล่าว สัญญาระหว่างโจทก์และจำเลยจึงยังไม่สมบูรณ์ตามกฎหมาย และยังถือไม่ได้ว่าโจทก์ได้ส่งมอบทรัพย์ที่เช่าตรงตามวัตถุประสงค์แห่งสัญญาเช่าแล้ว โจทก์จึงไม่อาจนำเงื่อนเวลาการก่อสร้างอาคารให้แล้วเสร็จภายใน 10 เดือน นับแต่วันทำสัญญามาบังคับแก่จำเลยได้ จำเลยไม่ได้เป็นฝ่ายผิดสัญญา โจทก์ยังไม่มีสิทธิบอกเลิกสัญญาและไม่มีสิทธิเรียกค่าเสียหาย ส่วนปัญหาว่า โจทก์มีสิทธิเรียกค่าเช่าจากจำเลยนับแต่วันทำสัญญาหรือไม่ เห็นว่า ตามหนังสือสัญญาเช่าอันมีค่าตอบแทนยิ่งกว่า ข้อ 2 ระบุว่า ในการดำเนินการจดทะเบียนสิทธิการเช่ามีกำหนด 30 ปี ผู้เช่ามีหน้าที่ชำระค่าเช่าเป็นรายเดือนให้แก่เจ้าของที่ดิน ภายในวันที่ 10 ของแต่ละเดือน ณ สำนักงานของเจ้าของที่ดิน โดยกำหนดค่าเช่าเป็นรายเดือน เดือนละ 10,000 บาท ดังนี้ ตราบใดที่ยังไม่มีการจดทะเบียนสิทธิการเช่ามีกำหนด 30 ปี จำเลยผู้เช่ายังไม่มีหน้าที่ต้องชำระค่าเช่าให้แก่โจทก์ผู้ให้เช่า โจทก์ไม่มีสิทธิเรียกค่าเช่าจากจำเลย กรณีไม่จำต้องวินิจฉัยฎีกาของโจทก์ในข้ออื่น ๆ อีกเพราะไม่ทำให้ผลของคดีเปลี่ยนแปลงไป ที่ศาลอุทธรณ์พิพากษามานั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วยในผล ฎีกาโจทก์ฟังไม่ขึ้น

พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 546
กฎกระทรวง ฉบับที่ 2 (พ.ศ.2511) ออกตามความใน พ.ร.บ.คณะสงฆ์ พ.ศ.2505
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — วัดใหญ่ศรีสุพรรณ
จำเลย — นายสามารถ จิระดำรง
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลแพ่งธนบุรี — นายวรุณ ชำนาญศรีเพ็ชร
ศาลอุทธรณ์ — นางอัจฉรา นาถะภักติ
ชื่อองค์คณะ
กฤษฎิ์จิรัฐ คุณาจิรภรณ์
วุฒิชัย หรูจิตตวิวัฒน์
สันต์ เกียรติก้อง
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 16524/2557
#590013
เปิดฉบับเต็ม

โจทก์และจำเลยมีข้อตกลงกันตามสัญญาจะซื้อจะขายที่ดิน ที่กำหนดให้จำเลยซึ่งเป็นผู้จะขายและทายาทของ ส. ต้องไปจดทะเบียนถือกรรมสิทธิ์รวมในที่ดินพิพาทและยื่นคำขอแบ่งแยกที่ดินพิพาทออกเป็นแปลงย่อยตามที่โจทก์ผู้จะซื้อเป็นผู้กำหนด นับแต่วันทำสัญญาจะซื้อจะขาย ซึ่งจำเลยและทายาท ส. จะต้องดำเนินการตามข้อตกลงดังกล่าว แต่เมื่อภายหลังจากโจทก์กับจำเลยทำสัญญาจะซื้อจะขายที่ดินพิพาทกัน ปรากฏว่าจำเลยมีข้อโต้แย้งเรื่องแนวเขตที่ดินพิพาทกับ อ. จนต่อมาจำเลยต้องฟ้องขับไล่ อ. ให้ออกจากที่ดินพิพาท ดังนั้น ระหว่างที่เป็นความคดีดังกล่าวกันอยู่เกี่ยวกับแนวเขตที่ดินพิพาท จำเลยจึงไม่มีทางที่จะดำเนินการให้แบ่งแยกที่ดินพิพาทออกเป็นแปลงย่อยตามที่ระบุไว้ในสัญญาได้ และโจทก์กับจำเลยยังได้ทำบันทึกข้อตกลงท้ายสัญญาจะซื้อจะขายที่ดินพิพาท โดยจำเลยยินยอมให้โจทก์เลื่อนกำหนดการชำระเงินค่าที่ดินบางส่วน ตามสัญญาจะซื้อจะขาย ออกไปจนกว่าจะตกลงกันเรื่องที่ อ. รุกล้ำที่ดินพิพาทเสร็จเรียบร้อยก่อน การที่โจทก์ยังไม่ชำระราคา และไม่ไปจดทะเบียนรับโอนที่ดินพิพาท จึงเป็นไปตามข้อตกลงส่วนที่เพิ่มเติมในสัญญา ไม่ใช่ความผิดของโจทก์ โจทก์ไม่ได้เป็นผู้ผิดสัญญา จำเลยจึงไม่มีสิทธิที่จะบอกเลิกสัญญากับริบเงินมัดจำได้ การบอกเลิกสัญญาของจำเลยจึงไม่ชอบด้วยกฎหมาย และสัญญาจะซื้อจะขายที่ดินพิพาท ยังคงมีผลผูกพันโจทก์จำเลยคู่สัญญาอยู่ อีกทั้งเมื่อเหตุแห่งความขัดข้องที่ทำให้ไม่อาจปฏิบัติตามสัญญาได้ยังคงมีอยู่ กับไม่ได้มีข้อตกลงเพิ่มเติมให้มีการเปลี่ยนแปลงเป็นอย่างอื่นอีก ดังนั้น การที่จำเลยยังไม่ไปขอแบ่งแยกและจดทะเบียนโอนที่ดินพิพาทให้โจทก์ก็ย่อมไม่เป็นการผิดสัญญาจะซื้อจะขายเช่นกัน โจทก์จึงยังไม่มีอำนาจฟ้องบังคับให้จำเลยปฏิบัติตามสัญญากับเรียกค่าเสียหายเป็นคดีนี้

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยจดทะเบียนโอนกรรมสิทธิ์ที่ดินโฉนดที่ดินเลขที่ 28930 ตำบลหนองทะเล อำเภอเมืองกระบี่ จังหวัดกระบี่ แก่โจทก์ หากจำเลยไม่ดำเนินการให้ถือเอาคำพิพากษาแทนการแสดงเจตนาของจำเลย และส่งมอบโฉนดที่ดินเลขที่ 28930 ตำบลหนองทะเล อำเภอเมืองกระบี่ จังหวัดกระบี่ กับใช้ค่าเสียหายเป็นเงิน 1,200,000 บาท แก่โจทก์ หากจำเลยไม่สามารถโอนกรรมสิทธิ์ที่ดินแปลงดังกล่าวให้แก่โจทก์ได้ ให้จำเลยใช้ค่าเสียหายเป็นเงิน 60,600,000 บาท แก่โจทก์

จำเลยให้การขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยคืนเงิน 1,200,000 บาทแก่โจทก์ และให้จำเลยใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ โดยกำหนดค่าทนายความ 8,000 บาทเฉพาะค่าขึ้นศาลให้จำเลยใช้แทนโจทก์ตามจำนวนทุนทรัพย์ที่โจทก์ชนะคดี คำขออื่นนอกจากนี้ให้ยก

โจทก์และจำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 8 พิพากษากลับ ให้ยกฟ้องโจทก์ ให้โจทก์ใช้ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสองศาลแทนจำเลย โดยกำหนดค่าทนายความรวม 20,000 บาท

โจทก์ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงรับฟังเป็นยุติในเบื้องต้นได้ว่า ที่ดินพิพาทโฉนดเลขที่ 28930 ตำบลหนองทะเล อำเภอเมืองกระบี่ จังหวัดกระบี่เป็นทรัพย์มรดกของนายส้าร้า วันที่ 19 สิงหาคม 2545 โจทก์ทำสัญญาจะซื้อจะขายที่ดินพิพาทจากจำเลยซึ่งเป็นผู้จัดการมรดกของนายส้าร้าในราคา 19,800,000 บาทโจทก์ชำระเงินมัดจำให้แก่จำเลยในวันทำสัญญาเป็นเงินจำนวน 1,200,000 บาท สำหรับราคาที่ดินส่วนที่เหลืออีก 18,600,000 บาท ตกลงแบ่งชำระเป็น 2 งวด งวดแรกชำระภายในวันที่ 30 กันยายน 2545 เป็นเงินจำนวน 1,300,000 บาท ส่วนที่เหลือตกลงชำระในวันจดทะเบียนโอนกรรมสิทธิ์ซึ่งจะเป็นเวลาภายใน 8 เดือน นับจากวันชำระเงินจำนวน 1,300,000 บาท โดยมีข้อตกลงให้จำเลยและทายาทของนายส้าร้าไปจดทะเบียนถือกรรมสิทธิ์รวมในที่ดินพิพาทและยื่นขอแบ่งแยกที่ดินพิพาทออกเป็นแปลงย่อยตามที่โจทก์เป็นผู้กำหนดจำนวนแปลงและจำนวนเนื้อที่แต่ละแปลงที่จะแบ่งแยก รายละเอียดตามสัญญาจะซื้อจะขายที่ดิน ภายหลังจากนั้นโจทก์ไปตรวจสอบที่ดินพิพาทพบว่า นางส่าอูน่า ปลูกบ้านรุกล้ำเข้าไปในที่ดินพิพาทเนื้อที่ 37 ตารางวา จึงแจ้งให้จำเลยทราบ วันที่ 11 กันยายน 2545 จำเลยยื่นคำขอรังวัดสอบเขตโฉนดที่ดินพิพาทต่อสำนักงานที่ดินจังหวัดกระบี่ วันที่ 29 กันยายน 2545 โจทก์กับจำเลยทำบันทึกข้อตกลงเลื่อนการชำระราคาที่ดินพิพาทออกไปจนกว่าจำเลยจะดำเนินการเรื่องที่นางส่าอูน่ารุกล้ำที่ดินให้เสร็จเรียบร้อยก่อนตามบันทึกข้อตกลงท้ายสัญญาจะซื้อจะขายครั้งที่ 1 เมื่อถึงวันนัดสอบเขต นางส่าอูน่าคัดค้านการชี้แนวเขตรังวัดที่ดินพิพาท จำเลยจึงได้ฟ้องขับไล่นางส่าอูน่าออกจากที่ดินพิพาท ในระหว่างพิจารณาคดีดังกล่าวจำเลยได้บอกเลิกสัญญาจะซื้อจะขายที่ดินพิพาทและริบเงินมัดจำ โจทก์จึงมีหนังสือบอกกล่าวให้จำเลยปฏิบัติตามสัญญาและดำเนินการจดทะเบียนโอนกรรมสิทธิ์ที่ดินพิพาทให้แก่โจทก์ แต่จำเลยไม่ปฏิบัติตาม

มีปัญหาต้องวินิจฉัยข้อแรกว่า จำเลยผิดสัญญาจะซื้อจะขายที่ดินพิพาทหรือไม่ เห็นว่า โจทก์และจำเลยมีข้อตกลงกันตามสัญญาจะซื้อจะขายที่ดินพิพาท ที่กำหนดให้จำเลยซึ่งเป็นผู้จะขายและทายาทของนายส้าร้าต้องไปจดทะเบียนถือกรรมสิทธิ์รวมในที่ดินพิพาทและยื่นคำขอแบ่งแยกที่ดินพิพาทออกเป็นแปลงย่อยตามที่โจทก์ผู้จะซื้อเป็นผู้กำหนดจำนวนแปลงและจำนวนเนื้อที่แต่ละแปลงที่จะแบ่งแยกภายใน 15 วัน นับแต่วันทำสัญญาจะซื้อจะขาย ซึ่งจำเลยและทายาทนายส้าร้าจะต้องดำเนินการตามข้อตกลงดังกล่าว แต่เมื่อภายหลังจากโจทก์กับจำเลยทำสัญญาจะซื้อจะขายที่ดินพิพาทกัน ปรากฏว่าจำเลยมีข้อโต้แย้งเรื่องแนวเขตที่ดินพิพาทกับนางส่าอูน่า จนต่อมาจำเลยต้องฟ้องขับไล่นางส่าอูน่าให้ออกจากที่ดินพิพาท ดังนั้น ระหว่างที่เป็นความคดีดังกล่าวกันอยู่เกี่ยวกับแนวเขตที่ดินพิพาท จำเลยจึงไม่มีทางที่จะดำเนินการให้แบ่งแยกที่ดินพิพาทออกเป็นแปลงย่อยตามที่ระบุไว้ในสัญญาได้ นอกจากนี้โจทก์กับจำเลยยังได้ทำบันทึกข้อตกลงท้ายสัญญาจะซื้อจะขายที่ดินพิพาทครั้งที่ 1 โดยจำเลยยินยอมให้โจทก์เลื่อนกำหนดการชำระเงินค่าที่ดินบางส่วนจำนวน 1,300,000 บาท ตามสัญญาจะซื้อจะขายข้อ 3.2.1 ออกไปจนกว่าจะตกลงกันเรื่องที่นางส่าอูน่ารุกล้ำที่ดินพิพาทเสร็จเรียบร้อยก่อน ซึ่งมีความหมายว่าโจทก์และจำเลยตกลงกันให้เลื่อนกำหนดการชำระเงินค่าที่ดินรวมทั้งการปฏิบัติตามสัญญาอื่น ๆ ต่อจากนั้นออกไปจนกว่าข้อพิพาทระหว่างจำเลยกับนางส่าอูน่าจะมีผลสรุปถึงที่สุดเสียก่อน ดังนั้น เมื่อถึงกำหนดนัดรังวัดสอบเขตในวันที่ 9 ตุลาคม 2545 นางส่าอูน่าได้คัดค้านแนวเขตและไม่สามารถตกลงกันได้ จนจำเลยต้องฟ้องขับไล่นางส่าอูน่าออกจากที่ดินพิพาทต่อศาลชั้นต้นเมื่อวันที่ 31 ตุลาคม 2545 ซึ่งเป็นเวลาใกล้ชิดต่อเนื่องกัน ส่อแสดงว่าจำเลยมีเจตนาให้มีผลสรุปโดยเร็วเพื่อจะได้มีการปฏิบัติตามสัญญาจะซื้อจะขายที่ดินพิพาทต่อไปให้แล้วเสร็จไป เป็นผลให้ต้องรอให้คดีดังกล่าวถึงที่สุดเสียก่อนอันเป็นการขจัดการรอนสิทธิที่นางส่าอูน่ารุกล้ำที่ดินพิพาทและให้เจ้าพนักงานที่ดินรังวัดแบ่งแยกที่ดินพิพาทได้ ต่อจากนั้นจำเลยกับทายาทของนายส้าร้าผู้จะขายจึงจะไปจดทะเบียนกรรมสิทธิ์รวมและยื่นคำร้องขอรังวัดแบ่งแยกเป็นแปลงย่อยตามที่โจทก์ผู้จะซื้อที่จะต้องทำผังแบ่งแยกให้ตามข้อตกลงในสัญญาจะซื้อจะขายต่อไปดังนั้น การที่โจทก์ยังไม่ชำระราคา ทำผังแบ่งแยกที่ดินพิพาทมอบให้จำเลยและไม่ไปจดทะเบียนรับโอนที่ดินพิพาท จึงเป็นไปตามข้อตกลงส่วนที่เพิ่มเติมในสัญญา ไม่ใช่ความผิดของโจทก์ โจทก์ไม่ได้เป็นผู้ผิดสัญญา จำเลยจึงไม่มีสิทธิที่จะบอกเลิกสัญญากับริบเงินมัดจำได้ การบอกเลิกสัญญาของจำเลยจึงไม่ชอบด้วยกฎหมาย และสัญญาจะซื้อจะขายที่ดินพิพาท ยังคงมีผลผูกพันโจทก์จำเลยคู่สัญญาอยู่ อีกทั้งเมื่อเหตุแห่งความขัดข้องที่ทำให้ไม่อาจปฏิบัติตามสัญญาได้ยังคงมีอยู่ กับไม่ได้มีข้อตกลงเพิ่มเติมให้มีการเปลี่ยนแปลงเป็นอย่างอื่นอีก ดังนั้น การที่จำเลยยังไม่ไปขอแบ่งแยกและจดทะเบียนโอนที่ดินพิพาทให้โจทก์ก็ย่อมไม่เป็นการผิดสัญญาจะซื้อจะขายเช่นกัน โจทก์จึงยังไม่มีอำนาจฟ้องบังคับให้จำเลยปฏิบัติตามสัญญากับเรียกค่าเสียหายเป็นคดีนี้ และไม่จำเป็นต้องวินิจฉัยฎีกาของโจทก์ข้ออื่น ๆ อีกต่อไป ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 8 พิพากษานั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วยในผล ฎีกาของโจทก์ฟังไม่ขึ้น

พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสามชั้นศาลให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 369
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นางเตือนใจ เรืองศรี
นางมิน่า เกบุตร ในฐานะส่วนตัวและ
จำเลย — ในฐานะผู้จัดการมรดกของ นายส้าร้า เกบุตร
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดกระบี่ — นายธนายุต ศิวายพราหมณ์
ศาลอุทธรณ์ภาค 8 — นายวิชิต ทัศนานุกุลกิจ
ชื่อองค์คณะ
สมศักดิ์ ตันติภิรมย์
พิศล พิรุณ
สมเกียรติ เจริญสวรรค์
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 16520/2557
#579648
เปิดฉบับเต็ม

เมื่อจำเลยชำระเงินตามสัญญาโดยหักเงินค่าปรับไว้ตามที่โจทก์ยินยอม จึงเป็นกรณีโจทก์ใช้เงินตามเบี้ยปรับแก่จำเลยแล้ว โจทก์จึงไม่อาจฟ้องเรียกขอลดเบี้ยปรับหรือขอคืนเบี้ยปรับได้ แม้ว่าเบี้ยปรับนั้นสูงเกินส่วนก็ตาม ทั้งนี้ ตาม ป.พ.พ. มาตรา 383 วรรคหนึ่ง

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยคืนเงิน 17,237,744.24 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์

จำเลยให้การขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยคืนเงินเบี้ยปรับสำหรับเครื่องทดสอบ นับแต่วันที่ 8 กุมภาพันธ์ ถึงวันที่ 21 ตุลาคม 2546 โดยหักออก 30 วัน ที่จำเลยลดหย่อนให้โจทก์คงเหลือ 226 วัน วันละ 47,443.80 บาท เป็นเงิน 10,722,294.80 บาท ส่วนเบี้ยปรับสำหรับอาคารนับแต่วันที่ 8 กุมภาพันธ์ ถึงวันที่ 30 มิถุนายน 2546 รวม 143 วัน วันละ 2,337 บาท เป็นเงิน 334,191 บาท รวมเป็นเงิน 11,056,485.80 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันฟ้อง (ฟ้องวันที่ 30 กันยายน 2548) จนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ และให้จำเลยใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ โดยกำหนดค่าทนายความ 5,000 บาท

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษากลับ ให้ยกฟ้อง ให้โจทก์ใช้ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสองศาลแทนจำเลย โดยกำหนดค่าทนายความรวม 5,000 บาท

โจทก์ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ในประเด็นว่า จำเลยต้องคืนเงินค่าปรับให้โจทก์ตามคำพิพากษาศาลชั้นต้นหรือไม่ ที่โจทก์ฎีกาว่า โจทก์มิได้ยินยอมชำระเบี้ยปรับด้วยความสมัครใจนั้น เห็นว่า ตามหนังสือซึ่งโจทก์มีถึงจำเลยแจ้งว่าโจทก์รับทราบหนังสือ ที่ระบุว่าลดค่าปรับให้โจทก์เหลือ 17,826,678.60 บาท และโจทก์ยินยอมให้ปรับตามความในหนังสือดังกล่าว ขอให้จำเลยกำหนดเวลารับเงินคงเหลือจากการปรับให้โจทก์ทราบด้วย และจำเลยมีหนังสือแจ้งว่า มีการเบิกจ่ายเงินให้โจทก์ภายใน 2 สัปดาห์นับแต่วันรับหนังสือ จึงฟังได้ว่าโจทก์ยินยอมให้จำเลยปรับตามที่ลดค่าปรับให้ดังกล่าว โดยจำเลยได้พิจารณาถึงเหตุตามที่โจทก์อ้างขอลดค่าปรับแล้วคงลดค่าปรับให้เหลือจำนวนดังกล่าว ถ้าหากโจทก์ยังไม่เห็นพ้องด้วย โจทก์ต้องโต้แย้งและขอสงวนสิทธิในการรับชำระหนี้ไว้ การที่โจทก์มีหนังสือยินยอมดังกล่าวเท่ากับโจทก์ยอมรับว่าเหตุผลของจำเลยที่ลดให้ดังกล่าวถูกต้องแล้วจะอ้างว่ามิได้เป็นความสมัครใจ เพราะหากไม่ยินยอมทำให้โจทก์ไม่ได้เงินทั้งที่ลงทุนไปแล้ว โจทก์ไม่สามารถขอกู้เงินจากธนาคารใด ๆ ได้เพราะติดบัญชีดำ ไม่มีความน่าเชื่อถือทางการเงิน และหากไม่ได้ส่งมอบงานที่ค้าง จำเลยนำไปให้ผู้อื่นประมูลทำต่อไป โจทก์ต้องรับผิดชอบในราคาที่สูงขึ้นนั้น ต้องถือว่าเป็นเรื่องที่โจทก์พิจารณาแล้วว่าจะตัดสินใจเช่นใดก่อนจะมีหนังสือดังกล่าว เพราะข้ออ้างเช่นว่านั้นเป็นเรื่องปกติทั่วไปในการเข้าทำสัญญาอยู่แล้ว หาเป็นกรณีผิดปกติหรือต่างจากการทำสัญญาเช่นนี้แต่อย่างใดไม่ อีกทั้งการปรับตามสัญญาของจำเลย โจทก์ยังคงได้รับเงินที่เหลือจากการปรับ ยังไม่ถึงกับไม่ได้รับเงิน และโจทก์มิได้ทิ้งงานหรือถูกจำเลยบอกเลิกสัญญา แล้วนำงานที่ค้างอยู่ไปให้ผู้อื่นประมูลทำต่อไปแต่อย่างใด อันจะทำให้มีผลกระทบทางด้านการขอสินเชื่อจากธนาคาร แต่ถึงแม้ว่าจะมีกรณีดังกล่าวเกิดขึ้นก็มาจากผลการกระทำของโจทก์เองในการทำงานตามสัญญา ดังนั้น เมื่อจำเลยชำระเงินตามสัญญาโดยหักเงินค่าปรับไว้ตามที่โจทก์ยินยอม จึงเป็นกรณีโจทก์ใช้เงินตามเบี้ยปรับแก่จำเลยแล้ว โจทก์จึงไม่อาจฟ้องเรียกขอลดเบี้ยปรับหรือขอคืนเบี้ยปรับได้ แม้ว่าเบี้ยปรับนั้นสูงเกินส่วนก็ตาม ทั้งนี้ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 383 วรรคหนึ่ง ที่ศาลอุทธรณ์วินิจฉัยเรื่องนี้มานั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาของโจทก์เรื่องอื่นไม่จำต้องวินิจฉัยเพราะไม่ทำให้ผลคดีเปลี่ยนแปลงเป็นอย่างอื่น ฎีกาของโจทก์ฟังไม่ขึ้น

พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 383 วรรคหนึ่ง
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — บริษัทเอลีท เทคโนโลยี จำกัด
จำเลย — สำนักงานมาตรฐานผลิตภัณฑ์อุตสาหกรรม
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลแพ่ง — นายวิชิน สุขนทีธรรม
ศาลอุทธรณ์ — นายกานต์ วงศ์ศิริ
ชื่อองค์คณะ
อุดม สิทธิวิรัชธรรม
ประยูร ณ ระนอง
ภาติยะ ดวงมณี
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 16512/2557
#582435
เปิดฉบับเต็ม

จำเลยที่ 3 มีพฤติการณ์เป็นนายหน้าชี้ช่องให้ทำการซื้อขายที่ดินพิพาท โดยจำเลยที่ 3 รับราชการอยู่ที่สำนักงานเขตมีนบุรีโดยทำหน้าที่เกี่ยวกับภาษีบำรุงท้องที่ อีกทั้งมีหลักฐานสำเนาโฉนดที่ดินพิพาทย่อมสามารถตรวจสอบสภาพที่ดินได้ตลอดเวลาว่าที่ดินพิพาทมีสภาพเป็นบ่อดิน ป่ารก มีน้ำท่วมขังซึ่งความนี้จำเลยที่ 1 เองก็ทราบจากผู้รับมอบอำนาจของตนที่ไปขอรังวัดสอบเขตที่ดิน เมื่อจำเลยที่ 3 พาจำเลยที่ 4 ไปดูที่ดินของ ส. แต่กลับอ้างว่าเป็นที่ดินพิพาท จึงถือว่าจำเลยที่ 3 ซึ่งเป็นนายหน้าของจำเลยที่ 1 ไม่แจ้งความจริงให้จำเลยที่ 4 ซึ่งเป็นนายหน้าฝ่ายโจทก์ทราบ ครั้นจำเลยที่ 4 พาโจทก์ที่ 1 ไปดูที่ดินตามที่จำเลยที่ 3 เคยนำชี้ไว้ ทำให้ฝ่ายโจทก์หลงเข้าใจผิดว่าที่ดินที่ต้องการซื้อเป็นที่ดินนา มิใช่ที่ดินมีสภาพน้ำท่วมขังอันเป็นสภาพแท้จริง นอกจากนี้แล้วในวันเจรจาจะซื้อจะขายครั้งแรก โจทก์ที่ 1 กับจำเลยที่ 4 สอบถามสภาพที่ดิน จำเลยที่ 2 และที่ 3 ก็บอกเป็นที่ดินนา เมื่อโจทก์ที่ 1 แจ้งว่ามีคนทำนาอยู่ จำเลยที่ 2 ก็รับว่าจะจัดการให้ออกไปเสียจากที่ดิน พฤติการณ์ดังกล่าวสนับสนุนได้ว่า ฝ่ายโจทก์ประสงค์ซื้อที่ดินนามิใช่ที่ดินที่มีสภาพน้ำท่วมขัง จำเลยที่ 1 เอง ขายที่ดินต่ำกว่าราคาที่ซื้อมาในปี 2535 เกือบ 3,000,000 บาท แล้วยังยอมออกค่าธรรมเนียมการโอน ค่าภาษีที่ดิน ค่านายหน้าแทนฝ่ายโจทก์อันทำให้ขาดทุนจำนวนมาก และจงใจนิ่งเสียไม่แจ้งข้อความจริงให้ฝ่ายโจทก์ทราบ นอกจากนี้จำเลยที่ 3 ซึ่งเป็นนายหน้าของจำเลยที่ 1 เป็นคนนำชี้ที่ดิน อีกทั้งตามสภาพที่ดิน แม้โจทก์ที่ 1 จะมีสำเนาโฉนดที่ดินพิพาทก็ไม่อาจตรวจสอบได้โดยง่ายยังไม่ถือว่าเป็นความประมาทเลินเล่ออย่างร้ายแรง การกระทำของจำเลยที่ 1 จึงเป็นกลฉ้อฉล อันเป็นทางให้โจทก์ทั้งหกเสียเปรียบ เมื่อโจทก์ทั้งหกส่งมอบที่ดินนาคืนแก่ ส. และมีหนังสือบอกเลิกสัญญาพร้อมทวงถามให้จำเลยที่ 1 คืนเงินค่าซื้อขายที่ดินโดยชอบแล้ว ถือว่าโจทก์ทั้งหกซึ่งถูกกลฉ้อฉลได้บอกล้างสัญญาซื้อขายอันเป็นโมฆียะกรรม แต่จำเลยที่ 1 กลับเพิกเฉย โจทก์ทั้งหกมีสิทธิขอให้เพิกถอนนิติกรรมการซื้อขายที่ดินเพื่อให้คู่กรณีกลับคืนสู่ฐานะเดิม จำเลยที่ 1 ต้องรับผิดคืนเงินค่าซื้อขายพร้อมดอกเบี้ยนับแต่วันครบกำหนดทวงถามเป็นต้นไป

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ทั้งหกฟ้องขอให้เพิกถอนนิติกรรมสัญญาขายที่ดินเฉพาะส่วนและบันทึกข้อตกลงเรื่องกรรมสิทธิ์รวม ของที่ดินโฉนดเลขที่ 1809 ตำบลทรายกองดิน อำเภอมีนบุรี กรุงเทพมหานคร ระหว่างโจทก์ทั้งหกกับจำเลยที่ 1 และให้จำเลยทั้งสี่ร่วมกันคืนเงิน 9,635,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันที่ 20 พฤษภาคม 2539 เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ทั้งหกและร่วมกันใช้ค่าเสียหายจำนวน 7,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ทั้งหก

จำเลยทั้งสี่ให้การขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยที่ 1 คืนเงิน 9,635,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันที่ 12 สิงหาคม 2541 เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ทั้งหก กับให้เพิกถอนสัญญาขายที่ดินเฉพาะส่วนและบันทึกข้อตกลงเรื่องกรรมสิทธิ์รวม (มีค่าตอบแทน) ของที่ดินโฉนดเลขที่ 1809 ตำบลทรายกองดิน อำเภอมีนบุรี (เมือง) กรุงเทพมหานคร ระหว่างโจทก์ทั้งหกกับจำเลยที่ 1 กับให้จำเลยที่ 1 ใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ (ที่ถูก โจทก์ทั้งหก) โดยกำหนดค่าทนายความ 100,000 บาท ยกฟ้องโจทก์ทั้งหกสำหรับจำเลยที่ 2 ถึงที่ 4 ค่าฤชาธรรมเนียมระหว่างโจทก์ทั้งหกกับจำเลยที่ 2 ถึงที่ 4 ให้เป็นพับ คำขออื่นนอกจากนี้ให้ยก

จำเลยที่ 1 อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษาแก้เป็นว่า ให้ยกฟ้องโจทก์ทั้งหกสำหรับจำเลยที่ 1 ด้วย ให้โจทก์ทั้งหกใช้ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสองศาลแทนจำเลยที่ 1 โดยกำหนดค่าทนายความ รวม 100,000 บาท นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

โจทก์ทั้งหกฎีกา

ระหว่างพิจารณา โจทก์ที่ 1 ถึงแก่กรรม นางศิริพร ผู้จัดการมรดกของโจทก์ที่ 1 ยื่นคำร้องขอเข้าเป็นคู่ความแทน ศาลฎีกาอนุญาต

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงในเบื้องต้นรับฟังว่า จำเลยที่ 1 เป็นเจ้าของที่ดินพิพาทโฉนดเลขที่ 1809 ตำบลทรายกองดิน อำเภอมีนบุรี (เมือง) กรุงเทพมหานคร เนื้อที่ 19 ไร่ 1 งาน 8 ตารางวา ในที่ดินพิพาทมีสภาพเป็นบ่อดิน ป่ารก บางแห่งมีน้ำท่วมขัง ส่วนนายสุเชาว์ เป็นเจ้าของที่ดินโฉนดเลขที่ 1810 ตำบลทรายของดิน อำเภอมีนบุรี (เมือง) กรุงเทพมหานคร เนื้อที่ 19 ไร่ 2 งาน 36 ตารางวา มีสภาพเป็นที่ดินนาที่ดินทั้งสองแปลง มีขนาดกว้างยาวเกือบเท่ากันและอยู่ติดกัน โดยทิศตะวันตกของที่ดินพิพาทโฉนดเลขที่ 1809 อยู่ติดกับทิศตะวันออกของโฉนดเลขที่ 1810 ยาวตลอดแนวเดียวกัน ฝ่ายโจทก์ทำสัญญาจะซื้อที่ดินพิพาทจากจำเลยที่ 1 ในราคาไร่ละ 500,000 บาท รวมเป็นเงิน 9,635,000 บาท วันทำสัญญาฝ่ายโจทก์ชำระค่าที่ดินเป็นเงิน 3,000,000 บาท ส่วนที่เหลือตกลงชำระ 2 งวด และฝ่ายโจทก์ชำระราคาครบถ้วนแล้ว จำเลยที่ 1 จดทะเบียนโอนกรรมสิทธิ์ที่ดินพิพาทแก่โจทก์ทั้งหก แต่ฝ่ายโจทก์ได้เข้าครอบครองทำนาในที่ดินโฉนดเลขที่ 1810 มาตั้งแต่ต้น ต่อมานายสุเชาว์ทักท้วงว่า ที่ดินนั้นเป็นของตน ฝ่ายโจทก์จึงแจ้งความร้องทุกข์ต่อพนักงานสอบสวนสถานีตำรวจนครบาลนิมิตรใหม่กล่าวหาว่า จำเลยที่ 1 ถึงที่ 3 ฉ้อโกง จำเลยที่ 3 ทำสัญญาประนีประนอมยอมความตกลงชดใช้ค่าสินไหมทดแทนบางส่วนเป็นเงิน 450,000 บาท

มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ทั้งหกในประการแรกว่า การที่ฝ่ายโจทก์แสดงเจตนาซื้อที่ดินพิพาทเป็นเพราะถูกกลฉ้อฉลของจำเลยที่ 1 หรือไม่ เห็นว่า ก่อนซื้อขายที่ดินพิพาทนั้น จำเลยที่ 3 มาติดต่อเจรจากับจำเลยที่ 2 ซึ่งเป็นพี่สาวจำเลยที่ 1 เจ้าของที่ดินพิพาท จนสามารถตกลงซื้อขายในราคาที่เหมาะสมกันได้แล้ว จำเลยที่ 3 ก็พาฝ่ายโจทก์ ซึ่งเป็นผู้ซื้อมาตกลงทำสัญญาจะซื้อจะขายกับจำเลยที่ 1 พฤติการณ์ของจำเลยที่ 3 เป็นการชี้ช่องให้ผู้ซื้อผู้ขายเข้าทำสัญญากัน อีกทั้งยังได้ความจากจำเลยที่ 2 ว่า ในการซื้อขายที่ดินพิพาทนี้ จำเลยที่ 2 ให้รางวัลแก่จำเลยที่ 3 จำนวน ร้อยละ 2 ของราคาซื้อขาย โดยบอกให้ฝ่ายผู้ซื้อหักเงินดังกล่าวเพื่อมอบให้จำเลยที่ 3 ก่อน จำเลยที่ 3 จึงตกลงเป็นนายหน้าให้จำเลยที่ 1 และที่ 2 ในการขายที่ดินพิพาทในครั้งนี้ ที่จำเลยที่ 1 อ้างว่า ไม่เคยให้จำเลยที่ 3 เป็นนายหน้าขายที่ดินพิพาทจึงไม่น่าเชื่อถือ จำเลยที่ 3 รับราชการอยู่ที่สำนักงานเขตมีนบุรี โดยทำหน้าที่เกี่ยวกับภาษีบำรุงท้องที่และยังเป็นนายหน้าซื้อขายที่ดิน จำเลยที่ 3 มีหลักฐานสำเนาโฉนดที่ดินพิพาทซึ่งสามารถตรวจสอบสภาพที่ดินได้ตลอดเวลา จำเลยที่ 3 จึงทราบแน่ชัดอยู่ก่อนแล้วว่า ที่ดินพิพาทมีสภาพเป็นบ่อดิน ป่ารก มีน้ำท่วมขัง สอดคล้องกับหลักฐานที่จำเลยที่ 1 เคยมอบอำนาจให้นายอรุณ ไปขอรังวัดสอบเขตที่ดินเมื่อเดือนมกราคม 2539 แต่นายอรุณไม่สามารถนำช่างทำการรังวัดได้ เพราะที่ดินรกยังไม่ได้แผ้วถางเป็นอุปสรรคต่อการรังวัด ดังนั้น จำเลยที่ 1 จึงทราบความจริงเกี่ยวกับสภาพที่ดินของตนในขณะนั้นว่าเป็นป่ารก มิใช่ที่ดินทำนาเช่นกัน สภาพที่ดินพิพาทกับที่ดินของนายสุเชาว์ซึ่งอยู่ติดกันจึงแตกต่างกันมองเห็นได้อย่างชัดเจน เมื่อจำเลยที่ 3 พาจำเลยที่ 4 ไปดูที่ดินโดยนำชี้ที่ดินของนายสุเชาว์โดยอ้างว่า เป็นที่ดินพิพาทตามโฉนดที่ดินของจำเลยที่ 1 เช่นนี้ ถือว่าจำเลยที่ 3 ซึ่งเป็นนายหน้าของจำเลยที่ 1 ไม่แจ้งความจริงให้จำเลยที่ 4 ซึ่งเป็นนายหน้าฝ่ายโจทก์ทราบ เมื่อจำเลยที่ 4 พาโจทก์ที่ 1 ไปดูที่ดินตามที่จำเลยที่ 3 เคยนำชี้ไว้ ทำให้ฝ่ายโจทก์หลงเข้าใจผิดว่าที่ดินที่ฝ่ายโจทก์ต้องการซื้อคือที่ดินนานั่นเอง ในวันเจรจาจะซื้อขายครั้งแรกโจทก์ที่ 1 กับจำเลยที่ 4 ได้สอบถามสภาพที่ดินที่ซื้อขายกัน จำเลยที่ 2 และที่ 3 บอกว่าเป็นที่ดินนา เมื่อโจทก์ที่ 1 บอกว่ามีคนอื่นทำนาอยู่จำเลยที่ 2 ก็รับว่าจะจัดการให้ออกจากที่ดินไป เป็นการยืนยันว่าฝ่ายโจทก์ต้องการซื้อที่ดินนา สอดคล้องกับหนังสือสัญญาขายที่ดิน ข้อ 4 ซึ่งระบุว่า ที่ดินที่ซื้อขายกันเป็นที่นา นอกจากนี้หลังจากทำสัญญาเสร็จเรียบร้อย ฝ่ายโจทก์ก็เข้าครอบครองใช้ที่ดินทำนาโดยทันที เป็นหลักฐานสนับสนุนว่าฝ่ายโจทก์ต้องการซื้อที่ดินแปลงที่จำเลยที่ 3 ซึ่งเป็นนายหน้าของจำเลยที่ 1 นำชี้เพื่อใช้ทำนา มิใช่ต้องการซื้อที่ดินของจำเลยที่ 1 ซึ่งเป็นบ่อดิน ป่ารก มีน้ำท่วมขังอยู่ในขณะนั้น ในการซื้อขายที่ดินพิพาทนี้จำเลยที่ 1 ยอมขายในราคาต่ำกว่าที่ซื้อมาเมื่อปี 2535 เป็นเงินเกือบ 3,000,000 บาท อีกทั้งได้ความว่า จำเลยที่ 1 ได้ออกค่าธรรมเนียมการโอน ค่าภาษีที่ดิน ค่านายหน้าแทนฝ่ายโจทก์ มูลเหตุสำคัญที่จำเลยที่ 1 ยอมขายที่ดินพิพาทในราคาขาดทุนจำนวนมาก จึงเป็นเพราะจำเลยที่ 1 ทราบดีอยู่ก่อนทำสัญญาซื้อขายว่าที่ดินของตนมีสภาพเป็นบ่อดิน ป่ารก มีน้ำท่วมขัง แต่จำเลยที่ 1 กลับจงใจนิ่งเสียไม่แจ้งข้อความจริงให้ฝ่ายโจทก์ทราบ ซึ่งโจทก์ที่ 1 เบิกความยืนยันว่า ที่ดินพิพาทของจำเลยที่ 1 หากซื้อมาเพื่อพัฒนาลงทุนต้องเสียค่าใช้จ่ายกว่า 10,000,0000 บาท ไม่คุ้มกับการลงทุน ดังนั้นหากจำเลยที่ 1 บอกความจริงให้ฝ่ายโจทก์ทราบตั้งแต่แรกว่า ที่ดินของจำเลยที่ 1 ไม่ใช่ที่ดินนา แต่เป็นที่ดินซึ่งอยู่ติดกันแล้ว สัญญาซื้อขายที่ดินพิพาทจะไม่เกิดขึ้น แม้จะได้ความว่า โจทก์ที่ 1 มีสำเนาโฉนดที่ดินพิพาทจึงสามารถตรวจสอบที่ตั้งและสภาพที่ดินได้ก่อนที่จะทำสัญญาซื้อขายกันก็ตาม แต่ตามสภาพที่ดินไม่อาจตรวจสอบได้โดยง่าย อีกทั้งจำเลยที่ 3 ซึ่งเป็นนายหน้าของจำเลยที่ 1 เป็นคนนำชี้ที่ดินด้วยตนเอง เป็นการยืนยันถึงตัวทรัพย์ที่จะซื้อขายกันชัดเจน หากจำเลยที่ 3 นำชี้ที่ดินผิดแปลง จำเลยที่ 1 หรือที่ 3 ก็ต้องบอกความจริงให้ฝ่ายโจทก์ตัดสินใจก่อนมิใช่จงใจนิ่งเสีย การที่ฝ่ายโจทก์ไม่นำโฉนดที่ดินพิพาทไปตรวจสอบถึงที่ตั้งก่อน ยังถือไม่ได้ว่าเป็นความประมาทเลินเล่ออย่างร้ายแรง การกระทำของจำเลยที่ 1 จึงเป็นกลฉ้อฉลอันเป็นทางให้โจทก์ทั้งหกเสียเปรียบ เมื่อโจทก์ทั้งหกได้ส่งมอบที่ดินนาคืนแก่นายสุเชาว์และฝ่ายโจทก์มีหนังสือบอกเลิกสัญญา พร้อมทวงถามให้จำเลยที่ 1 คืนเงินค่าซื้อขายที่ดินโดยชอบแล้ว ถือว่าโจทก์ทั้งหกซึ่งถูกกลฉ้อฉลได้บอกล้างสัญญาซื้อขายที่ดินอันเป็นโมฆียะกรรม แต่ปรากฏว่าจำเลยที่ 1 เพิกเฉย โจทก์ทั้งหกจึงมีสิทธิขอให้เพิกถอนนิติกรรมการซื้อขายที่ดินพิพาทเพื่อให้คู่กรณีกลับคืนสู่ฐานะเดิม จำเลยที่ 1 ต้องรับผิดคืนเงินค่าซื้อขายพร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันครบกำหนดทวงถามเป็นต้นไป ที่ศาลอุทธรณ์พิพากษามานั้น ศาลฎีกาไม่เห็นพ้องด้วย ฎีกาของโจทก์ทั้งหกฟังขึ้น

สำหรับฎีกาของโจทก์ทั้งหกที่ขอให้จำเลยที่ 2 ถึงที่ 4 ร่วมกันรับผิดกับจำเลยที่ 1 นั้น เห็นว่า คดีนี้ศาลชั้นต้นวินิจฉัยว่า พยานหลักฐานของฝ่ายโจทก์ไม่เพียงพอให้รับฟังว่า จำเลยที่ 2 ถึงที่ 4 ร่วมกับจำเลยที่ 1 ฉ้อฉลโจทก์ทั้งหก ซึ่งโจทก์ทั้งหกมิได้อุทธรณ์โต้แย้งถึงข้อเท็จจริงนี้ไว้เพื่อให้จำเลยที่ 2 ถึงที่ 4 ร่วมรับผิดด้วย ฎีกาของโจทก์ทั้งหกในข้อนี้ จึงเป็นข้อเท็จจริงที่มิได้ยกขึ้นว่ากันมาแล้วโดยชอบในศาลอุทธรณ์ ดังนั้น ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัยตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 249 วรรคหนึ่ง

พิพากษาแก้เป็นว่า ให้บังคับคดีจำเลยที่ 1 ตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น ให้จำเลยที่ 1 ใช้ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสามศาลแทนโจทก์ทั้งหก โดยกำหนดค่าทนายความรวม 120,000 บาท นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 159 ม. 175 ม. 176 ม. 224
ชื่อคู่ความ
นายบุญมา ภู่ระหงษ์ โดยนางสิริพร ภู่ระหงษ์หรือใยคง
โจทก์ — ผู้เป็นคู่ความแทน กับพวก
จำเลย — นางสาวเลียบ เธียรประสิทธิ์ กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดมีนบุรี — นายสุชาติ ชาติปัญญาวุฒิ
ศาลอุทธรณ์ — นายอรรถพงษ์ กุลโชครังสรรค์
ชื่อองค์คณะ
วิจิตร วิสุชาติ
อนันต์ วงษ์ประภารัตน์
ประพาฬ อนมาน
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 16502/2557
#575683
เปิดฉบับเต็ม

จำเลยที่ 1 ให้โจทก์ร่วมกู้ยืมเงินเพื่อนำไปใช้จ่ายในการเล่นการพนันโดยยึดถือรถกระบะที่โจทก์ร่วมเช่าซื้อมาจากผู้ให้เช่าซื้อเป็นหลักประกันการชำระหนี้ เมื่อจำเลยที่ 1 ยอมให้โจทก์ร่วมนำรถกระบะกลับไปใช้ และโจทก์ร่วมไม่นำรถกระบะกลับมาคืนภายในเวลาที่ตกลงกันไว้ จำเลยที่ 1 ก็ไม่มีอำนาจนำรถกระบะกลับมายึดถือครอบครองโดยโจทก์ร่วมไม่ยินยอม การที่จำเลยที่ 1 เอารถกระบะไปจากโจทก์ร่วม แม้น่าเชื่อว่าหากโจทก์ร่วมชำระหนี้แก่จำเลยที่ 1 ครบถ้วน จำเลยที่ 1 คงจะคืนรถกระบะให้ แต่ก็เห็นได้ว่าถ้าโจทก์ร่วมไม่ชำระหนี้ จำเลยที่ 1 คงไม่คืนรถกระบะให้ การที่จำเลยที่ 1 เอารถกระบะไปดังกล่าวจึงเป็นการตัดกรรมสิทธิ์ในรถกระบะของผู้ให้เช่าซื้อขณะอยู่ในความครอบครองของโจทก์ร่วมตลอดไปแล้ว และเมื่อเป็นการใช้อำนาจบังคับเพื่อให้ตนได้รับชำระหนี้โดยไม่ชอบด้วยกฎหมาย ย่อมต้องถือว่าเป็นการแสวงหาประโยชน์ที่มิควรได้โดยชอบด้วยกฎหมายสำหรับตนเอง ดังนี้ การกระทำของจำเลยที่ 1 จึงเป็นการเอาทรัพย์ของผู้อื่นไปโดยทุจริต อันเป็นความผิดฐานลักทรัพย์ และไม่ว่าโจทก์ร่วมจะผิดสัญญาเช่าซื้อหรือไม่ก็ตาม เมื่อโจทก์ร่วมเป็นผู้ครอบครองรถกระบะคันดังกล่าวในขณะที่กล่าวอ้างว่าจำเลยทั้งสองร่วมกันเอารถกระบะของผู้ให้เช่าซื้อไปโดยทุจริต โจทก์ร่วมย่อมเป็นผู้เสียหายและเข้าร่วมเป็นโจทก์ร่วมคดีนี้ได้

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยทั้งสองตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83, 334, 335 ให้จำเลยทั้งสองร่วมกันคืนรถกระบะที่ยังไม่ได้คืนหรือใช้ราคาแทนเป็นเงิน 513,590 บาท แก่ผู้เสียหาย

จำเลยทั้งสองให้การปฏิเสธ

ระหว่างพิจารณานายเวช ผู้เสียหายยื่นคำร้องขอเข้าร่วมเป็นโจทก์ ศาลชั้นต้นอนุญาต

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยที่ 1 มีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 334 จำคุก 3 ปี คำเบิกความของจำเลยที่ 1 เป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษลดโทษให้หนึ่งในสามตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คงจำคุก 2 ปี ให้จำเลยที่ 1 คืนรถกระบะที่ยังไม่ได้คืนหรือใช้ราคาแทนเป็นเงิน 513,590 บาท แก่โจทก์ร่วม ข้อหาอื่นนอกจากนี้ให้ยก และยกฟ้องโจทก์สำหรับจำเลยที่ 2

จำเลยที่ 1 อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 3 พิพากษาแก้เป็นว่า ลงโทษจำคุกจำเลยที่ 1 มีกำหนด 2 ปี คำเบิกความของจำเลยที่ 1 เป็นประโยชน์แก่การพิจารณามีเหตุบรรเทาโทษลดโทษให้หนึ่งในสามตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คงจำคุก 1 ปี 4 เดือน นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

จำเลยที่ 1 ฎีกา โดยผู้พิพากษาที่พิจารณาและลงชื่อในคำพิพากษาศาลชั้นต้นอนุญาตให้ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงฟังได้ตามที่คู่ความไม่โต้แย้งกันในชั้นนี้ว่า เมื่อวันที่ 1 มีนาคม 2553 โจทก์ร่วมกู้ยืมเงินจากจำเลยที่ 1 จำนวน 120,000 บาท โดยโจทก์ร่วมมอบรถกระบะ หมายเลขทะเบียน ถล 2059 กรุงเทพมหานคร ที่โจทก์ร่วมเช่าซื้อจากบริษัทชยภาค จำกัด ให้จำเลยที่ 1 ไว้เป็นหลักประกัน หลังจากนั้นประมาณ 1 เดือน โจทก์ร่วมไปขอรับรถกระบะคันดังกล่าวจากจำเลยที่ 1 เพื่อใช้เดินทางกลับบ้านที่จังหวัดศรีสะเกษ โดยจะนำรถไปส่งมอบคืนภายใน 10 วัน นับแต่วันรับรถ จำเลยที่ 1 ให้โจทก์ร่วมนำทรัพย์อื่นมาเป็นหลักประกันแทนรถกระบะ โจทก์ร่วมให้นางฐิติรัตน์ นำโฉนดที่ดินของนางฐิติรัตน์ไปมอบให้โจทก์ร่วมเป็นหลักประกันแทน จำเลยที่ 1 ยอมให้โจทก์ร่วมนำรถกระบะคืนไปและยึดถือโฉนดที่ดินไว้ แต่เมื่อครบกำหนด 10 วัน โจทก์ร่วมไม่นำรถกระบะไปส่งมอบคืนให้จำเลยที่ 1 ต่อมาวันที่ 8 มิถุนายน 2553 เวลาประมาณ 6 นาฬิกา นางฐิติรัตน์พาจำเลยทั้งสองซึ่งเป็นสามีภริยากันเดินทางจากกรุงเทพมหานครไปบ้านโจทก์ร่วมที่จังหวัดศรีสะเกษ ขอให้โจทก์ร่วมส่งมอบรถกระบะคืนจำเลยที่ 1 แต่ในขณะที่ยังตกลงกันไม่ได้ จำเลยที่ 1 ขับรถกระบะคันดังกล่าวออกจากบ้านโจทก์ร่วมนำไปเก็บรักษาไว้ที่บ้านของจำเลยที่ 1 ที่กรุงเทพมหานคร และมอบโฉนดที่ดินคืนนางฐิติรัตน์

ปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยที่ 1 ว่า โจทก์ร่วมเป็นผู้เสียหายหรือไม่ จำเลยที่ 1 ฎีกาว่า โจทก์ร่วมเบิกความเองว่า รู้จักจำเลยที่ 1 ขณะที่ไปเล่นพนันในบ่อนไฮโลว์ โจทก์ร่วมเสียพนัน จึงขอยืมเงินจากจำเลยที่ 1 จำนวน 120,000 บาท โดยมอบรถกระบะ หมายเลขทะเบียน ถล 2059 กรุงเทพมหานคร ที่โจทก์ร่วมเช่าซื้อจากบริษัทชยภาค จำกัด เป็นหลักประกัน เพื่อนำไปใช้จ่ายในการเล่นพนัน อันเป็นการผิดสัญญาเช่าซื้อ โจทก์ร่วมจึงไม่ใช่ผู้เสียหาย ไม่อาจเข้าเป็นโจทก์ร่วมในคดีนี้ เห็นว่า คดีนี้โจทก์ฟ้องว่าจำเลยทั้งสองร่วมกันเอารถกระบะของบริษัทชยภาค จำกัด ขณะที่อยู่ในความครอบครองของโจทก์ร่วมไปโดยทุจริต ขอให้ลงโทษฐานลักทรัพย์ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83, 334, 335 ดังนี้ ไม่ว่าการที่โจทก์ร่วมมอบรถกระบะคันดังกล่าวแก่จำเลยที่ 1 เพื่อเป็นหลักประกันการกู้ยืมเงินนำมาใช้จ่ายในเล่นการพนัน เป็นการผิดสัญญาเช่าซื้อที่โจทก์ร่วมทำกับบริษัทชยภาค จำกัด หรือไม่ก็ตาม เมื่อโจทก์ร่วมเป็นผู้ครอบครองรถกระบะคันดังกล่าวในขณะที่กล่าวอ้างว่าจำเลยทั้งสองร่วมกันเอาไปโดยทุจริต โจทก์ร่วมย่อมเป็นผู้เสียหายและเข้าเป็นโจทก์ร่วมในคดีนี้ได้ ฎีกาของจำเลยที่ 1 ข้อนี้ฟังไม่ขึ้น

พิพากษาแก้เป็นว่า ให้ปรับจำเลยที่ 1 เป็นเงิน 6,000 บาท อีกสถานหนึ่ง ลดโทษให้หนึ่งในสามตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 แล้ว คงปรับ 4,000 บาท โทษจำคุกให้รอการลงโทษไว้ 2 ปี กำหนดเงื่อนไขเพื่อคุมความประพฤติโดยให้จำเลยที่ 1 ไปรายงานตัวต่อพนักงานคุมประพฤติ 3 เดือน ต่อครั้ง ตลอดระยะเวลารอการลงโทษ กับให้จำเลยที่ 1 กระทำกิจกรรมบริการสังคมหรือสาธารณประโยชน์ตามที่พนักงานคุมประพฤติและจำเลยที่ 1 เห็นสมควรเป็นเวลา 12 ชั่วโมง ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 56 หากจำเลยที่ 1 ไม่ชำระค่าปรับ ให้จัดการตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 29, 30 นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 3
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.อ. ม. 2 (4)
ป.อ. ม. 334
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการจังหวัดศรีสะเกษ
โจทก์ร่วม — นายเวช แก้วลา
จำเลย — นางจันทร์ดี แซ่ซิ กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดศรีสะเกษ — นางสาวเกษราภรณ์ เสงี่ยม
ศาลอุทธรณ์ภาค 3 — นางสาวสมสุข ธีระกาญจน์
ชื่อองค์คณะ
อธิคม อินทุภูติ
ปริญญา ดีผดุง
นิพันธ์ ช่วยสกุล
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 16490/2557
#575700
เปิดฉบับเต็ม

โจทก์บรรยายฟ้องว่า จำเลยทั้งสองครอบครองทรัพย์ของโจทก์ร่วม เช่น อาหาร เครื่องดื่ม สิ่งของที่ใช้ประกอบอาหาร สุรา บุหรี่ และของใช้ทั่วไป แล้วร่วมกันเอาทรัพย์ของโจทก์ร่วมไปขาย และเบียดบังยักยอกเงินค่าขายทรัพย์ดังกล่าวไปเป็นประโยชน์ส่วนตัวของจำเลยทั้งสอง แต่กลับนำสืบว่าจำเลยทั้งสองร่วมกันนำทรัพย์ของโจทก์ร่วมซึ่งเป็นวัตถุดิบในการประกอบอาหารไปใช้ที่ร้านอาหารของจำเลยที่ 1 อันเป็นการยักยอกทรัพย์ซึ่งเป็นวัตถุดิบในการประกอบอาหาร ไม่ใช่ยักยอกเงินค่าขายทรัพย์ตามที่โจทก์ฟ้อง ข้อเท็จจริงตามที่ปรากฏในการพิจารณาจึงแตกต่างกับข้อเท็จจริงดังที่กล่าวในฟ้อง ในสาระสำคัญ ศาลไม่อาจลงโทษจำเลยทั้งสองได้

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องและแก้ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยทั้งสองตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83, 91, 353, 353 และนับโทษจำเลยทั้งสองต่อจากโทษของจำเลยทั้งสองในคดีอาญาหมายเลขดำที่ 1053/3547 และคดีอาญาหมายเลขดำที่ 353/3548 ของศาลชั้นต้น และนับโทษจำเลยที่ 1 ต่อจากโทษของจำเลยในคดีอาญาหมายเลขแดงที่ 1316/3548 ของศาลจังหวัดพิษณุโลก กับให้จำเลยทั้งสองร่วมกันใช้เงิน 1,356,313.34 บาท แก่ผู้เสียหาย

จำเลยทั้งสองให้การปฏิเสธ แต่รับว่าเป็นบุคคลคนเดียวกับจำเลยในคดีที่โจทก์ขอให้นับโทษต่อ

ระหว่างพิจารณา บริษัทชัยวสิทธิ์ จำกัด ผู้เสียหายยื่นคำร้องขอเข้าร่วมเป็นโจทก์ ศาลชั้นต้นอนุญาต

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยที่ 1 มีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 353 วรรคแรก, 353 จำเลยที่ 3 มีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 353 วรรคแรก การกระทำของจำเลยที่ 1 เป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบทซึ่งกฎหมายบัญญัติโทษไว้เท่ากัน จึงให้ลงโทษตามมาตรา 353 วรรคแรก การกระทำของจำเลยทั้งสองเป็นความผิดหลายกรรมต่างกัน ให้ลงโทษทุกกรรมเป็นกระทงความผิดไป ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 รวม 1,344 กรรม จำคุกกระทงละ 2 วัน รวมจำคุกจำเลยทั้งสองคนละ 2,688 วัน ทางนำสืบของจำเลยทั้งสองให้ความรู้แก่ศาลเป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้หนึ่งในสามตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คงจำคุกจำเลยทั้งสองคนละ 1,792 วัน จำเลยทั้งสองไม่เคยรับโทษจำคุกมาก่อน เห็นควรให้เปลี่ยนโทษจำคุกเป็นกักขังคนละ 1,792 วัน แทน ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 23 คดีนี้ศาลลงโทษกักขังจำเลยทั้งสอง จึงไม่อาจนับโทษต่อตามที่โจทก์ขอได้ ยกคำขออื่น

โจทก์ โจทก์ร่วมและจำเลยทั้งสองอุทธรณ์ โดยอธิบดีอัยการฝ่ายคดีศาลสูงเขต 6 ซึ่งอัยการสูงสุดได้มอบหมายรับรองให้โจทก์อุทธรณ์ในปัญหาข้อเท็จจริง

ศาลอุทธรณ์ภาค 6 พิพากษากลับ ให้ยกฟ้องโจทก์ และยกอุทธรณ์ของโจทก์ร่วม

โจทก์และโจทก์ร่วมฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงฟังได้เป็นยุติตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 6 ว่าโจทก์ร่วมเป็นนิติบุคคลประเภทบริษัทจำกัด ประกอบกิจการโรงแรมชื่อโรงแรมพิษณุโลกธานี ตั้งอยู่ที่อำเภอเมืองพิษณุโลก จังหวัดพิษณุโลก มีจำเลยที่ 1 นายพิชัยและนายวสันต์เป็นกรรมการ ขณะเกิดเหตุจำเลยที่ 1 เป็นกรรมการผู้จัดการ ส่วนจำเลยที่ 3 เป็นผู้จัดการทั่วไป เมื่อระหว่างวันที่ 6 เมษายน 3543 ถึงวันที่ 30 กันยายน 3544 จำเลยทั้งสองซึ่งครอบครองทรัพย์สินของโจทก์ร่วม ได้เอาสินค้าประเภทอาหาร เครื่องดื่ม สิ่งของที่ใช้ประกอบอาหาร สุรา บุหรี่ และของใช้ทั่วไปซึ่งเป็นของโจทก์ร่วมออกไปจากโรงแรมนำไปใช้ที่ร้านอาหารของจำเลยที่ 1 ซึ่งอยู่ภายในคลับเฮาส์ของสนามกอล์ฟดงภูเกิดเพื่อเป็นวัตถุดิบทำอาหารขายแก่บุคคลทั่วไป

มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์และโจทก์ร่วมว่า ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 6 พิพากษายกฟ้องโจทก์ เนื่องจากเห็นว่าข้อเท็จจริงที่โจทก์และโจทก์ร่วมนำสืบ โจทก์ไม่ได้กล่าวในฟ้อง จึงไม่อาจลงโทษจำเลยทั้งสองนั้นชอบหรือไม่ เห็นว่า คดีนี้ โจทก์บรรยายฟ้องว่า จำเลยทั้งสองซึ่งครอบครองทรัพย์สินของโจทก์ร่วม เช่น อาหาร เครื่องดื่ม สิ่งของที่ใช้ประกอบอาหาร สุรา บุหรี่ และของใช้ทั่วไปของโจทก์ร่วม ร่วมกันเอาทรัพย์สินดังกล่าวของโจทก์ร่วมรวมราคา 1,356,212.24 บาท ไปจำหน่ายขายที่คลับเฮาส์ของสนามกอล์ฟดงภูเกิด และจำเลยทั้งสองร่วมกันรับมอบเงินค่าขายทรัพย์สินดังกล่าวแล้วไม่ส่งมอบเงินแก่โจทก์ร่วม แต่กลับร่วมกันเบียดบังยักยอกเอาเงินจำนวนดังกล่าวไปเป็นประโยชน์ส่วนตัวของจำเลยทั้งสอง อันเป็นการฟ้องหาว่าจำเลยทั้งสองร่วมกันยักยอกเงินค่าขายทรัพย์สิน แต่ข้อเท็จจริงที่โจทก์และโจทก์ร่วมนำสืบได้ความว่าจำเลยทั้งสองร่วมกันนำทรัพย์สินของโจทก์ร่วมซึ่งเป็นวัตถุดิบในการประกอบอาหารไปใช้ที่ร้านอาหารของจำเลยที่ 1 ซึ่งอยู่ภายในคลับเฮาส์ของสนามกอล์ฟดงภูเกิดมีมูลค่า 1,356,212.24 บาท อันเป็นการยักยอกทรัพย์ซึ่งเป็นวัตถุดิบในการประกอบอาหาร ไม่ใช่ยักยอกเงินค่าขายทรัพย์ตามที่โจทก์ฟ้อง ศาลจึงต้องห้ามมิให้พิพากษาลงโทษจำเลยทั้งสองในความผิดฐานยักยอกทรัพย์ซึ่งเป็นวัตถุดิบในการประกอบอาหารเนื่องจากโจทก์ไม่ได้กล่าวในฟ้องตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 193 วรรคแรก

ที่โจทก์และโจทก์ร่วมฎีกาว่า ข้อเท็จจริงตามที่ปรากฏในทางพิจารณากับข้อเท็จจริงที่กล่าวในฟ้องไม่ได้แตกต่างกันในข้อสาระสำคัญ และจำเลยทั้งสองไม่ได้หลงต่อสู้ ศาลจึงต้องลงโทษจำเลยทั้งสองตามข้อเท็จจริงที่ได้ความตามมาตรา 193 วรรคสอง นั้น เห็นว่า ความผิดฐานยักยอกปัญหาว่าทรัพย์ที่จำเลยยักยอกเป็นทรัพย์สิ่งใด ย่อมเป็นสาระสำคัญของความผิด เมื่อโจทก์ฟ้องว่าจำเลยทั้งสองร่วมกันยักยอกเงินที่ได้จากการขายทรัพย์สิน แต่กลับนำสืบว่าจำเลยทั้งสองยักยอกทรัพย์สิน โดยไม่ปรากฏว่าจำเลยทั้งสองขายทรัพย์สินแล้วได้เงินมา ข้อเท็จจริงตามที่ปรากฏในการพิจารณาจึงแตกต่างกับข้อเท็จจริงดังที่กล่าวในฟ้อง ในสาระสำคัญ ศาลไม่อาจลงโทษจำเลยทั้งสองได้ คดีไม่จำต้องวินิจฉัย ฎีกาข้ออื่นของโจทก์และโจทก์ร่วมต่อไป ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 6 พิพากษามานั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาของโจทก์และโจทก์ร่วมฟังไม่ขึ้น

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.อ. ม. 192
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการคดีศาลแขวงพิษณุโลก
โจทก์ร่วม — บริษัทชัยวสิทธิ์ จำกัด
จำเลย — นายประสิทธิ์ ปิยะวี กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลแขวงพิษณุโลก — นายนนท์ ทันตพงษ์
ศาลอุทธรณ์ภาค 6 — นายพีรศักดิ์ ไวกาสี
ชื่อองค์คณะ
อรรถพงษ์ กุลโชครังสรรค์
ประทีป ดุลพินิจธรรมา
แก้ว เวศอุไร
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 16482/2557
#579642
เปิดฉบับเต็ม

ตามระเบียบสำนักนายกรัฐมนตรีว่าด้วยการพัสดุ พ.ศ.2535 ข้อ 18, 19 และ 39 กำหนดให้การซื้อหรือการจ้างด้วยวิธีตกลงราคาซึ่งมีราคาไม่เกิน 100,000 บาท ให้เจ้าหน้าที่พัสดุติดต่อตกลงราคากับผู้ขายหรือผู้รับจ้างโดยตรงแล้วให้หัวหน้าเจ้าหน้าที่พัสดุจัดซื้อและจัดจ้างได้ภายในวงเงินที่ได้รับความเห็นชอบจากหัวหน้าส่วนราชการ แต่หากกรณีจำเป็นและเร่งด่วนที่เกิดขึ้นโดยไม่ได้คาดหมายไว้ก่อนและไม่อาจดำเนินการตามปกติได้ทัน ให้เจ้าหน้าที่พัสดุหรือเจ้าหน้าที่ผู้รับผิดชอบในการปฏิบัติราชการนั้นดำเนินการไปก่อนได้แล้วรีบรายงานขอความเห็นชอบต่อหัวหน้าส่วนราชการ จำเลยที่ 1 ได้มีคำสั่งให้จำเลยที่ 3 ทำหน้าที่หัวหน้าเจ้าหน้าที่พัสดุศูนย์วิจัยข้าวขอนแก่นและแต่งตั้งให้จำเลยที่ 3 เป็นผู้มีสิทธิมารับสินค้าที่ได้สั่งซื้อหลายครั้งไปจากโจทก์ พฤติการณ์ดังกล่าวทำให้โจทก์ซึ่งเป็นบุคคลภายนอกมีมูลเหตุอันควรเชื่อว่าการกระทำของจำเลยที่ 3 อยู่ในขอบเขตอำนาจที่กระทำแทนจำเลยที่ 1 ส่วนระเบียบขั้นตอนการจัดจ้างหรือสั่งซื้อที่ระบุว่าจำเลยที่ 3 ละเลยไม่ปฏิบัตินั้นก็เป็นระเบียบภายในของจำเลยที่ 1 ซึ่งไม่ได้ประกาศให้บุคคลภายนอกทราบ ดังนั้นแม้จำเลยที่ 3 จะทำการจัดซื้อสินค้าจากโจทก์แทนจำเลยที่ 1 โดยผิดระเบียบขั้นตอนและเพื่อประโยชน์ของตนโดยไม่สุจริต แต่โจทก์ซึ่งเป็นบุคคลภายนอกที่ไม่ได้รู้เห็นเกี่ยวข้องกับการกระทำผิดระเบียบขั้นตอนของจำเลยที่ 3 จึงเป็นบุคคลภายนอกผู้สุจริตและต้องได้รับความคุ้มครอง

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยทั้งสามชำระเงินจำนวน 154,426 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 15 ต่อปี นับแต่วันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์

จำเลยที่ 1 และที่ 2 ให้การ ขอให้ยกฟ้อง

จำเลยที่ 3 ขาดนัดยื่นคำให้การ

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยที่ 1 และที่ 3 ร่วมกันชำระเงินจำนวน 154,426 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 15 ต่อปี ของต้นเงินดังกล่าวนับแต่วันฟ้อง (ฟ้องวันที่ 12 มิถุนายน 2555) เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ กับให้จำเลยที่ 1 และที่ 3 ร่วมกันใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ โดยกำหนดค่าทนายความ 10,000 บาท ให้ยกฟ้องจำเลยที่ 2 ค่าฤชาธรรมเนียมระหว่างโจทก์กับจำเลยที่ 2 ให้เป็นพับ

จำเลยที่ 1 อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 4 พิพากษาแก้เป็นว่า ให้ยกฟ้องเกี่ยวกับจำเลยที่ 1 ด้วย ให้โจทก์ใช้ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสองศาลแทนจำเลยที่ 1 โดยกำหนดค่าทนายความรวม 8,000 บาท และให้จำเลยที่ 3 ใช้ค่าทนายความชั้นศาลชั้นต้น 4,000 บาทแทนโจทก์ นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

โจทก์ฎีกา โดยผู้พิพากษาที่ได้นั่งพิจารณาคดีในศาลชั้นต้นรับรองว่ามีเหตุสมควรที่จะฎีกาในข้อเท็จจริง

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ที่โจทก์ฎีกาขอให้จำเลยที่ 1 และที่ 2 ร่วมกันรับผิดต่อโจทก์นั้น เนื่องจากศาลชั้นต้นยกฟ้องจำเลยที่ 2 ไม่มีคู่ความฝ่ายใดอุทธรณ์ คดีในส่วนของจำเลยที่ 2 จึงยุติไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้นแล้ว ศาลฎีกาจึงไม่รับวินิจฉัยในส่วนนี้ และข้อเท็จจริงรับฟังเป็นยุติในเบื้องต้นได้ว่า จำเลยที่ 1 เป็นนิติบุคคลมีฐานะเป็นกรม ศูนย์วิจัยข้าวขอนแก่น สังกัดสำนักวิจัยและพัฒนาข้าว กรมการข้าวของจำเลยที่ 1 มีจำเลยที่ 2 ดำรงตำแหน่งผู้อำนวยการศูนย์วิจัยข้าวขอนแก่นตั้งแต่ปี 2551 ถึงปัจจุบัน เมื่อวันที่ 24 พฤศจิกายน 2552 จำเลยที่ 1 มีคำสั่งตั้งจำเลยที่ 3เจ้าพนักงานธุรการชำนาญงานทำหน้าที่หัวหน้าเจ้าพนักงานพัสดุ ศูนย์วิจัยข้าวขอนแก่น จำเลยที่ 1 โดยศูนย์วิจัยข้าวขอนแก่นติดต่อซื้อวัสดุอุปกรณ์สำนักงานจากโจทก์มาตั้งแต่ปี 2550 โดยมีหนังสือจากศูนย์วิจัยข้าวขอนแก่นให้จำเลยที่ 3 เป็นผู้มีสิทธิมารับสินค้าจากโจทก์ และได้มีการมารับสินค้าไปจากโจทก์ตลอดมา เมื่อวันที่ 28 กุมภาพันธ์วันที่ 3, 5 และ 8 มีนาคม 2554 ตามลำดับ จำเลยที่ 3 สั่งซื้อวัสดุอุปกรณ์สำนักงานจากโจทก์และได้รับไปแล้วรวมค่าสินค้าเป็นเงิน 154,426 บาท ตามใบส่งสินค้า แต่ยังไม่ได้มีการชำระราคา โจทก์ทวงถามให้จำเลยที่ 1 ชำระ แต่จำเลยที่ 1 เพิกเฉย มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ว่า จำเลยที่ 1 ต้องรับผิดชำระหนี้ค่าวัสดุอุปกรณ์สำนักงานที่จำเลยที่ 3 สั่งซื้อจากโจทก์ตามใบส่งสินค้า ด้วยหรือไม่ เห็นว่า ตามระเบียบสำนักนายกรัฐมนตรีว่าด้วยการพัสดุ พ.ศ.2535 ข้อ 18, 19 และ 39 กำหนดให้การซื้อหรือการจ้างด้วยวิธีตกลงราคาซึ่งมีราคาไม่เกิน 100,000 บาท ให้เจ้าหน้าที่พัสดุติดต่อตกลงราคากับผู้ขายหรือผู้รับจ้างโดยตรงแล้วให้หัวหน้าเจ้าหน้าที่พัสดุจัดซื้อและจัดจ้างได้ภายในวงเงินที่ได้รับความเห็นชอบจากหัวหน้าส่วนราชการ แต่หากกรณีจำเป็นและเร่งด่วนที่เกิดขึ้นโดยไม่ได้คาดหมายไว้ก่อนและไม่อาจดำเนินการตามปกติได้ทันให้เจ้าหน้าที่พัสดุหรือเจ้าหน้าที่ผู้รับผิดชอบในการปฏิบัติราชการนั้นดำเนินการไปก่อนได้แล้วรีบรายงานขอความเห็นชอบต่อหัวหน้าส่วนราชการ โดยนายสัญญาซึ่งได้รับแต่งตั้งเป็นประธานกรรมการสอบหาข้อเท็จจริงการแอบอ้างชื่อหน่วยงานเพื่อจัดซื้อพัสดุส่วนตัวกรณีนี้เบิกความว่า การสั่งซื้อสินค้ากรณีนี้จำนวนเงินไม่เกิน 100,000 บาท อำนาจสั่งซื้ออยู่ที่เจ้าหน้าที่พัสดุ กับได้เบิกความตอบคำถามค้านของทนายโจทก์ด้วยว่า การสั่งซื้อสินค้าไม่ต้องมีใบเสนอราคา เมื่อพิจารณาประกอบกับที่จำเลยที่ 1 ได้มีคำสั่งให้จำเลยที่ 3 ทำหน้าที่หัวหน้าเจ้าหน้าที่พัสดุศูนย์วิจัยข้าวขอนแก่นเมื่อวันที่ 24 พฤศจิกายน 2552 และก่อนเกิดเหตุคดีนี้จำเลยที่ 3 ได้สั่งซื้อสินค้าจากโจทก์หลายครั้งนับแต่ปี 2550 เป็นต้นมาโดยมีหนังสือของศูนย์วิจัยข้าวขอนแก่นแต่งตั้งให้จำเลยที่ 3 เป็นผู้มีสิทธิมารับสินค้าที่ได้สั่งซื้อไปจากโจทก์และยังมิได้มีการแจ้งยกเลิกหนังสือดังกล่าวด้วย ซึ่งกรณีก็เป็นไปโดยเรียบร้อย ไม่มีพิรุธและการโต้แย้งว่าขัดต่อระเบียบและขั้นตอนอย่างใด พฤติการณ์ดังกล่าวทำให้โจทก์ซึ่งเป็นบุคคลภายนอกมีมูลเหตุอันควรเชื่อว่าการกระทำของจำเลยที่ 3 อยู่ในขอบเขตอำนาจที่กระทำแทนจำเลยที่ 1 อีกทั้งจำเลยที่ 2 ซึ่งดำรงตำแหน่งผู้อำนวยการศูนย์วิจัยข้าวขอนแก่นได้เบิกความว่า ระเบียบขั้นตอนการจัดจ้างหรือสั่งซื้อที่ระบุว่าจำเลยที่ 3 ละเลยไม่ปฏิบัติเป็นระเบียบภายในของจำเลยที่ 1 ไม่ได้ประกาศให้บุคคลภายนอกทราบ ดังนั้นแม้จำเลยที่ 3 จะทำการจัดซื้อสินค้าจากโจทก์แทนจำเลยที่ 1 ตามใบส่ง โดยผิดระเบียบขั้นตอนและเพื่อประโยชน์ของตนโดยไม่สุจริต แต่โจทก์ซึ่งเป็นบุคคลภายนอกที่ไม่ปรากฏว่าได้รู้เห็นเกี่ยวข้องกับการกระทำผิดระเบียบขั้นตอนของจำเลยที่ 3 ด้วย จึงเป็นบุคคลผู้สุจริตและต้องได้รับความคุ้มครอง ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 4 พิพากษายกฟ้องจำเลยที่ 1 นั้น ศาลฎีกาไม่เห็นพ้องด้วย ฎีกาของโจทก์ฟังขึ้น

พิพากษาแก้เป็นว่า ให้จำเลยที่ 1 ร่วมรับผิดกับจำเลยที่ 3 ต่อโจทก์ด้วยค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสามศาลระหว่างโจทก์กับจำเลยที่ 1 ให้เป็นพับ นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 4
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 821
ระเบียบสำนักนายกรัฐมนตรีว่าด้วยการพัสดุ พ.ศ. 2535
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — บริษัทศึกษาภัณฑ์ขอนแก่น จำกัด
จำเลย — กรมการข้าว กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลแขวงขอนแก่น — นายสถาบัน บุญเติม
ศาลอุทธรณ์ภาค 4 — นายพินิจ เพชรรุ่ง
ชื่อองค์คณะ
สมศักดิ์ ตันติภิรมย์
วีรา ไวยหงษ์ รินทร์ศรี
พันวะสา บัวทอง
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 16477/2557
#592937
เปิดฉบับเต็ม

จำเลยเป็นผู้ประมูลซื้อที่ดินพิพาทจากการขายทอดตลาดของเจ้าพนักงานบังคับคดี แต่ละเลยไม่ใช้ราคาส่วนที่เหลือ ต่อมาเจ้าพนักงานบังคับคดีเอาที่ดินพิพาทออกขายทอดตลาดซ้ำ ได้เงินจำนวนสุทธิไม่คุ้มราคาและค่าขายทอดตลาด จำเลยต้องรับผิดในส่วนที่ขาดตาม ป.พ.พ. มาตรา 516 ที่จำเลยอ้างว่าไม่ต้องรับผิดเนื่องจากโจทก์และ ช. สมคบกันให้โจทก์ประมูลซื้อที่ดินพิพาทนั้น จำเลยมีเพียงตนเองเบิกความลอย ๆ และ ช. ก็มิได้เบิกความถึงข้อที่จำเลยอ้าง จึงฟังไม่ได้ว่าโจทก์และ ช. สมคบกันให้โจทก์ประมูลซื้อที่ดินพิพาทในราคาต่ำ

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยชำระเงินจำนวน 560,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับถัดจากวันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์

จำเลยให้การขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยชำระเงิน 535,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับถัดจากวันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ กับให้ชำระค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ โดยกำหนดค่าทนายความ 5,000 บาท

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษากลับ ให้ยกฟ้อง ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสองศาลให้เป็นพับ

โจทก์ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ว่า จำเลยต้องรับผิดส่วนต่างของราคาดังกล่าวแก่โจทก์ตามที่ศาลชั้นต้นวินิจฉัยหรือไม่ เห็นว่า จำเลยเป็นผู้ประมูลซื้อที่ดินพิพาทได้จากการขายทอดตลาดของเจ้าพนักงานบังคับคดี แต่ละเลยไม่ใช้ราคาส่วนที่เหลือ ต่อมาเจ้าพนักงานบังคับคดีเอาที่ดินพิพาทออกขายทอดตลาดซ้ำ ได้เงินเป็นจำนวนสุทธิไม่คุ้มราคาและค่าขายทอดตลาดชั้นเดิม จำเลยจึงต้องรับผิดในส่วนที่ขาดตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 516 ที่จำเลยอ้างว่าจำเลยไม่จำต้องรับผิดส่วนต่างของราคาดังกล่าว เนื่องจากโจทก์และนายชัยเอกสมคบกันให้โจทก์ประมูลซื้อที่ดินพิพาทนั้น ในข้อนี้คงมีจำเลยอ้างตนเองเบิกความลอย ๆ แม้จำเลยนำนายชัยเอกมาเบิกความเป็นพยาน แต่นายชัยเอกกลับมิได้เบิกความถึงข้อที่จำเลยอ้างดังกล่าว จึงฟังไม่ได้ว่าโจทก์และนายชัยเอกสมคบกันให้โจทก์ประมูลซื้อที่ดินพิพาทในราคาต่ำ ส่วนที่จำเลยอ้างว่า เจ้าพนักงานบังคับคดีขายทอดตลาดที่ดินพิพาทให้โจทก์โดยไม่ชอบ จำเลยและนางสินได้ร้องขอให้เพิกถอนการขายทอดตลาดแล้วนั้น เห็นว่า ผลคดีข้อนี้ยังไม่ถึงที่สุด แต่อยู่ระหว่างการพิจารณาของศาลฎีกา การที่ศาลอุทธรณ์ภาค 1 นำผลคดีที่จำเลยและนางสินร้องขอให้เพิกถอนการขายทอดตลาดที่ยังไม่ถึงที่สุดมาวินิจฉัยให้จำเลยไม่ต้องรับผิดและพิพากษายกฟ้องโจทก์นั้น ไม่ต้องด้วยความเห็นของศาลฎีกา เมื่อข้อเท็จจริงรับฟังได้ว่าจำเลยประมูลซื้อทรัพย์พิพาทได้จากการขายทอดตลาดของเจ้าพนักงานบังคับคดี แต่ละเลยไม่ชำระราคาส่วนที่เหลือ จนเจ้าพนักงานบังคับคดีนำที่ดินพิพาทออกขายทอดตลาดซ้ำและโจทก์ประมูลซื้อได้ในราคา 690,000 บาท ซึ่งไม่คุ้มกับราคาเดิมโดยได้ความตามที่นางสาวศรัณย์ภัทร นิติกรสำนักงานบังคับคดีจังหวัดสมุทรปราการ เบิกความเป็นพยานจำเลยว่า เจ้าพนักงานบังคับคดีได้มีหมายแจ้งให้จำเลยทราบแล้วว่าหากมีการนำที่ดินพิพาทออกขายทอดตลาดซ้ำได้ราคาไม่คุ้มกับราคาเดิม จำเลยจะต้องรับผิดราคาส่วนที่ขาด และยืนยันว่าเจ้าพนักงานบังคับคดีขายทอดตลาดที่พิพาทให้โจทก์ถูกต้องตามระเบียบของกรมบังคับคดี จำเลยจึงต้องรับผิดชำระส่วนต่างอันเนื่องมาจากการที่จำเลยประมูลซื้อที่ดินพิพาทได้แล้วละเลยไม่ยอมชำระราคาส่วนที่เหลือ จนเจ้าพนักงานบังคับคดีต้องนำที่ดินพิพาทออกขายทอดตลาดซ้ำตาม มาตรา 516 ดังกล่าวแล้ว ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษามานั้น ยังไม่ต้องด้วยความเห็นของศาลฎีกา ฎีกาโจทก์ฟังขึ้น

พิพากษากลับว่า ให้บังคับคดีไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์และชั้นฎีกาให้เป็นพับ.
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 516
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นางจุไร แจ้งจรรยา
จำเลย — นายสม ปริยวัต
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดสมุทรปราการ — นายกิติพงศ์ เกษสมบูรณ์
ศาลอุทธรณ์ภาค 1 — นายสุนทร นาเนกรังสรรค์
ชื่อองค์คณะ
สมชาติ ธัญญาวินิชกุล
ธีระพงศ์ จิระภาค
สมจิตร์ ทองศรี
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 16469/2557
#582433
เปิดฉบับเต็ม

การชำระหนี้ที่ตกเป็นพ้นวิสัยตาม ป.พ.พ. มาตรา 219 มีความหมายว่า ในเวลาที่คู่สัญญาก่อหนี้นั้น วัตถุแห่งหนี้เป็นสิ่งที่สามารถชำระหนี้ได้ หากแต่มีพฤติการณ์บางอย่างที่เกิดขึ้นภายหลังจากก่อหนี้เป็นเหตุให้ลูกหนี้ไม่สามารถชำระหนี้แก่เจ้าหนี้ได้อย่างเด็ดขาดและเป็นการถาวรตลอดไป ลูกหนี้จึงจะหลุดพ้นจากหนี้ได้

จำเลยทำสัญญาจะขายอาคารชุดให้แก่โจทก์ การที่สถาบันการเงินที่ให้สินเชื่อแก่จำเลยถูกระงับไม่ให้ดำเนินกิจการ ไม่ใช่พฤติการณ์ที่ทำให้การก่อสร้างอาคารชุดของจำเลยตกเป็นอันพ้นวิสัย เป็นเพียงเหตุขัดข้องที่ทำให้จำเลยต้องแสวงหาแหล่งทุนใหม่ อันอาจทำให้จำเลยต้องเสียเวลาในการก่อสร้างอาคารชุดและเสียค่าใช้จ่ายมากขึ้นกว่าเดิม แต่ไม่ถึงกับเป็นอุปสรรคขัดขวางไม่ให้จำเลยก่อสร้างอาคารชุดอย่างสิ้นเชิง การที่สถาบันการเงินที่ให้สินเชื่อแก่จำเลยถูกปิดกิจการไม่เป็นพฤติการณ์ที่ส่งผลให้การก่อสร้างอาคารชุดตกเป็นอันพ้นวิสัย จำเลยไม่หลุดพ้นจากหน้าที่ต้องสร้างอาคารชุดแล้วโอนกรรมสิทธิ์ห้องชุดให้แก่โจทก์

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยชำระหนี้แก่โจทก์เป็นเงิน 3,898,476.82 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 12 ต่อปี ของต้นเงิน 1,480,000 บาท นับแต่วันถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจำเลยจะชำระเงินแก่โจทก์เสร็จ

จำเลยให้การขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยชำระเงินแก่โจทก์จำนวน 3,898,476.82 บาท พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 12 ต่อปี ของต้นเงิน 1,480,000 บาท นับแต่ภายหลังวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จ กับให้จำเลยใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ โดยกำหนดค่าทนายความ 20,000 บาท

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ

จำเลยฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงที่คู่ความไม่โต้เถียงกันในชั้นนี้รับฟังว่า โจทก์ทำสัญญาจะซื้อจะขายห้องชุดของโครงการอาคารชุดสาธรยูนีคทาวเวอร์จากจำเลยสองห้องในราคาห้องละ 1,083,800 บาท รวมเป็นเงิน 2,167,600 บาท โดยจำเลยกำหนดให้โจทก์ว่าจ้างบริษัทยูนีคอินทีเรีย จำกัด ตบแต่งห้องชุดทั้งสองห้องในราคาห้องละ 35,000 บาท และสั่งซื้อวัสดุที่ใช้ในการตบแต่งจากบริษัทยูนีคซัพพลายเมททีเรียล จำกัด ในราคาห้องละ 350,000 บาท หลังจากนั้นโจทก์ชำระราคาค่าห้องชุด ค่าวัสดุอุปกรณ์และค่าใช้จ่ายในการตบแต่งห้องชุดให้แก่จำเลย รวมเป็นเงินทั้งสิ้น 1,480,000 บาท แต่ปรากฏว่าจำเลยไม่สามารถก่อสร้างอาคารชุดสาธรยูนีคทาวเวอร์ให้แล้วเสร็จตามสัญญาและไม่สามารถจดทะเบียนโอนกรรมสิทธิ์ให้แก่โจทก์ได้ ต่อมาโจทก์มีหนังสือบอกเลิกสัญญาไปยังจำเลยและขอให้จำเลยคืนเงิน 1,480,000 บาท ให้แก่โจทก์ พร้อมด้วยดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 12 ต่อปี นับแต่วันที่จำเลยผิดนัดเป็นต้นไปจนกว่าจำเลยจะชำระเสร็จ แต่จำเลยปฏิเสธไม่ยอมชำระเงินคืนให้แก่โจทก์ตามที่โจทก์เรียกร้อง

มีปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยว่า สัญญาจะซื้อจะขายห้องชุดระหว่างโจทก์กับจำเลยเป็นสัญญาต่างตอบแทนชนิดพิเศษตามข้ออ้างของจำเลยหรือไม่ กล่าวคือ จำเลยมีหน้าที่หาแหล่งเงินทุนเพื่อก่อสร้างอาคารชุด รวมทั้งมีหน้าที่ก่อสร้างอาคารชุดแล้ว จดทะเบียนโอนห้องชุดให้แก่โจทก์ ส่วนโจทก์มีหน้าที่ชำระราคาห้องชุดในอัตราร้อยละห้าสิบของราคาห้องชุดแต่ละห้องให้แก่จำเลย เพื่อให้จำเลยนำไปใช้ในการก่อสร้างอาคารชุด นอกจากนี้โจทก์ยังมีหน้าที่ชำระเงินเท่ากับจำนวนเงินที่โจทก์ชำระมาแล้วให้แก่จำเลยด้วย เพื่อให้จำเลยสามารถก่อสร้างอาคารชุดจนแล้วเสร็จและพร้อมที่จะจดทะเบียนโอนให้แก่โจทก์ แต่โจทก์กลับใช้สิทธิบอกเลิกสัญญาไปยังจำเลย โดยไม่เสนอจะชำระหนี้ให้แก่จำเลยเป็นการตอบแทน การบอกเลิกสัญญาของโจทก์จึงไม่ชอบด้วยกฎหมาย โจทก์ไม่มีอำนาจฟ้องคดีต่อศาล นอกจากนี้เหตุที่โครงการก่อสร้างอาคารชุดสาธรยูนีคทาวเวอร์ไม่แล้วเสร็จตามสัญญาไม่ใช่ความผิดของจำเลย แต่เป็นผลมาจากการที่กระทรวงการคลังและธนาคารแห่งประเทศไทยมีคำสั่งให้ระงับการดำเนินกิจการของสถาบันการเงินรวม 56 แห่ง ซึ่งรวมทั้งบริษัทเงินทุนหลักทรัพย์ซึ่งให้สินเชื่อแก่จำเลยด้วย เป็นเหตุให้จำเลยไม่ได้รับสินเชื่อซึ่งตกลงกันไว้แต่เดิมประมาณ 200,000,000 บาท อันเป็นสาเหตุสำคัญที่ทำให้การก่อสร้างอาคารชุดไม่ประสบความสำเร็จ ซึ่งถือได้ว่ามีพฤติการณ์อันหนึ่งอันใดที่เกิดขึ้นภายหลังก่อหนี้ เป็นเหตุให้การชำระหนี้ตกเป็นอันพ้นวิสัยโดยไม่ใช่ความผิดของจำเลยผู้เป็นลูกหนี้ จำเลยย่อมหลุดพ้นจากการชำระหนี้ ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 219 วรรคหนึ่ง จำเลยจึงไม่ต้องรับผิดชดใช้เงินให้แก่โจทก์ เห็นว่า ตามสัญญาจะซื้อจะขายกรรมสิทธิ์ห้องชุด "โครงการอาคารชุดสาธร ยูนีค ทาวเวอร์" มีใจความโดยย่อว่า จำเลยตกลงจะขายห้องชุด เลขที่ 2107 และ 2108 ของอาคารชุด สาธร ยูนีค ทาวเวอร์ ซึ่งอยู่ในระหว่างทำการก่อสร้างให้แก่โจทก์รวมสองห้องในราคาห้องละ 1,083,800 บาท แม้ตามสัญญาจะกำหนดขั้นตอนที่โจทก์ต้องชำระราคาห้องชุดให้แก่จำเลยเป็นงวด ๆ นับแต่วันเสนอราคาขอซื้อห้องชุด วันทำสัญญาจะซื้อจะขาย ตลอดจนช่วงเวลาที่จำเลยกำลังก่อสร้างอาคารและในวันที่จำเลยจดทะเบียนโอนกรรมสิทธิ์ห้องชุดให้แก่โจทก์ แต่ใจความในสัญญาทั้งสองฉบับแสดงให้เห็นเจตนาของโจทก์และจำเลยว่า มุ่งหมายให้จำเลยมีหน้าที่จดทะเบียนโอนกรรมสิทธิ์ห้องชุดทั้งสองห้องให้แก่โจทก์เป็นสำคัญ ส่วนโจทก์มีหน้าที่ชำระราคาห้องชุดให้แก่จำเลย อันเป็นเรื่องที่โจทก์ตกลงจะซื้อจะขายห้องชุดทั้งสองห้องจากจำเลย หาใช่เป็นเรื่องที่โจทก์เข้าร่วมลงทุนก่อสร้างอาคารชุดกับจำเลย โดยโจทก์เป็นผู้ออกทุนให้จำเลยก่อสร้างอาคารชุดตามที่จำเลยฎีกาไม่ ดังจะเห็นได้จากสัญญาจะซื้อจะขายกรรมสิทธิ์ห้องชุด ข้อ 2 วรรคสอง ที่มีข้อความว่า แม้จำเลยตกลงขายห้องชุดสองห้องให้แก่โจทก์ โดยแต่ละห้องมีเนื้อที่ประมาณ 52 ตารางเมตร ก็ตาม หากปรากฏว่าห้องชุดทั้งสองห้องมีเนื้อที่เพิ่มขึ้นหรือลดน้อยลงกว่าที่ระบุในสัญญา โจทก์และจำเลยตกลงกันว่าให้คิดราคาเพิ่มหรือลดราคาลงตามเนื้อที่ที่แท้จริงในอัตราตารางเมตรละ 28,246 บาท อันเป็นข้อตกลงที่อนุโลมตามความในมาตรา 466 แห่งประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ ลักษณะ 1 ซื้อขาย ที่บัญญัติว่า "ในการซื้อขายอสังหาริมทรัพย์นั้น หากว่าได้ระบุจำนวนเนื้อที่ทั้งหมดไว้ และผู้ขายส่งมอบทรัพย์สินน้อยหรือมากไปกว่าที่ได้สัญญาไซร้ ท่านว่าผู้ซื้อจะปัดเสียหรือรับเอาไว้และใช้ราคาตามส่วนก็ได้ตามแต่จะเลือก

อนึ่ง ถ้าขาดตกบกพร่องหรือล้ำจำนวนไม่เกินกว่าร้อยละห้าแห่งเนื้อที่ทั้งหมดอันได้ระบุไว้นั้นไซร้ ท่านว่าผู้ซื้อจำต้องรับเอาและใช้ราคาตามส่วน..." เมื่อเนื้อความตามสัญญาจะซื้อจะขายทั้งสองฉบับมีข้อความระบุชัดว่า จำเลยตกลงจะขายห้องชุดให้แก่โจทก์ ทั้งไม่มีข้อสัญญาตอนใดที่ส่อให้เห็นว่าเป็นการลงทุนร่วมกันเพื่อสร้างอาคารชุดตามที่จำเลยฎีกา ดังนั้น ที่ศาลอุทธรณ์ฟังข้อเท็จจริงว่า จำเลยทำสัญญาจะขายห้องชุดให้แก่โจทก์จึงชอบแล้ว

ที่จำเลยฎีกาว่า ในช่วงเวลาที่จำเลยกำลังก่อสร้างอาคารชุดสาธร ยูนีค ทาวเวอร์ จำเลยได้รับสินเชื่อจากบริษัทเงินทุนหลักทรัพย์ไทยเม็กซ์ จำกัด (มหาชน) บริษัทเงินทุนหลักทรัพย์ธนทรัพย์ จำกัด (มหาชน) และบริษัทเงินทุนหลักทรัพย์ธนไทย จำกัด (มหาชน) รวมเป็นเงินทั้งสิ้น 640,000,000 บาท แต่จำเลยได้รับสินเชื่อมาใช้ในการก่อสร้างอาคารชุด 440,000,000 บาท ส่วนอีก 200,000,000 บาท จำเลยไม่ได้รับสินเชื่อจากบริษัทเงินทุนหลักทรัพย์เลย เนื่องจากกระทรวงการคลังและธนาคารแห่งประเทศไทยสั่งให้ระงับการดำเนินกิจการของบริษัทเงินทุนหลักทรัพย์ธนทรัพย์ จำกัด (มหาชน) และบริษัทเงินทุนหลักทรัพย์ไทยเม็กซ์ จำกัด (มหาชน) ไว้ก่อน หลังจากนั้นได้มีพระราชกำหนดการปฏิรูปสถาบันการเงิน พ.ศ.2540 ออกใช้บังคับ เป็นเหตุให้จำเลยไม่สามารถขอรับสินเชื่อจากสถาบันการเงินเหล่านั้นมาใช้ในการก่อสร้างอาคารชุดได้ ถือได้ว่ามีพฤติการณ์อันใดอันหนึ่งซึ่งเกิดขึ้นภายหลังที่ได้ก่อหนี้ซึ่งจำเลยไม่ต้องรับผิดชอบ เป็นเหตุให้การชำระหนี้ตกเป็นอันพ้นวิสัย จำเลยย่อมหลุดพ้นจากหนี้ที่ต้องโอนกรรมสิทธิ์ห้องชุดให้แก่โจทก์ โจทก์จึงไม่มีอำนาจฟ้องจำเลยต่อศาลนั้น เห็นว่า แม้ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 219 วรรคหนึ่ง บัญญัติว่า "ถ้าการชำระหนี้กลายเป็นพ้นวิสัยเพราะพฤติการณ์อันใดอันหนึ่งซึ่งเกิดขึ้นภายหลังที่ได้ก่อหนี้และซึ่งลูกหนี้ไม่ต้องรับผิดชอบนั้นไซร้ ท่านว่าลูกหนี้เป็นอันหลุดพ้นจากการชำระหนี้นั้น" แต่การชำระหนี้ที่ตกเป็นอันพ้นวิสัยตามมาตรานี้มีความหมายว่า ในเวลาที่คู่สัญญาก่อหนี้นั้นวัตถุแห่งหนี้เป็นสิ่งที่สามารถชำระหนี้ หากแต่มีพฤติการณ์บางอย่างที่เกิดขึ้นภายหลังจากก่อหนี้เป็นเหตุให้ลูกหนี้ไม่สามารถชำระหนี้แก่เจ้าหนี้ได้อย่างเด็ดขาดและเป็นการถาวรตลอดไป ลูกหนี้จึงจะหลุดพ้นจากหนี้ได้ แต่ที่จำเลยฎีกาว่า การที่สถาบันการเงินที่ให้สินเชื่อแก่จำเลยถูกระงับไม่ให้ดำเนินกิจการ ส่งผลให้จำเลยไม่มีแหล่งทุนที่สนับสนุนให้จำเลยใช้ในการก่อสร้างอาคารชุดให้สำเร็จ แม้ความจริงจะเป็นดังที่จำเลยฎีกา แต่เหตุดังกล่าวไม่ใช่พฤติการณ์ที่ทำให้การก่อสร้างอาคารชุดของจำเลยตกเป็นอันพ้นวิสัย เป็นเพียงเหตุขัดข้องที่ทำให้จำเลยต้องแสวงหาแหล่งทุนแห่งใหม่ อันอาจทำให้จำเลยต้องเสียเวลาในการก่อสร้างอาคารชุดและเสียค่าใช้จ่ายมากขึ้นกว่าเดิม แต่ไม่ถึงกับเป็นอุปสรรคขัดขวางไม่ให้จำเลยก่อสร้างอาคารชุดอย่างสิ้นเชิง ดังนั้น ที่ศาลอุทธรณ์วินิจฉัยว่า การที่สถาบันการเงินที่ให้สินเชื่อแก่จำเลยถูกปิดกิจการไม่เป็นพฤติการณ์ที่ส่งผลให้การก่อสร้างอาคารชุดตกเป็นอันพ้นวิสัย จำเลยไม่หลุดพ้นจากหน้าที่ต้องสร้างอาคารชุดแล้วโอนกรรมสิทธิ์ห้องชุดให้แก่โจทก์จึงชอบแล้ว ฎีกาของจำเลยฟังไม่ขึ้น

พิพากษายืน ให้จำเลยใช้ค่าฤชาธรรมเนียมในชั้นฎีกาแทนโจทก์ โดยกำหนดค่าทนายความ 15,000 บาท
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 219
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นายณรงค์ พุ่มโพธิ์งาม
บริษัทสาธรยูนีค จำกัด
จำเลย — หรือบริษัทสาธรยูนีค จำกัด (มหาชน)
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลแพ่งกรุงเทพใต้ — นายอนันต์ ปัทมาคม
ชื่อองค์คณะ
กำพล ภู่สุดแสวง
ปดารณี ลัดพลี
แรงรณ ปริพนธ์พจนพิสุทธิ์
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 16430/2557
#579831
เปิดฉบับเต็ม

อ. ถึงแก่ความตายเมื่อวันที่ 7 เมษายน 2524 แต่ยังไม่มีการจัดการมรดกและแบ่งทรัพย์มรดกแก่ทายาท อายุความการฟ้องคดีมรดกตาม ป.พ.พ. มาตรา 1733 และ มาตรา 1754 จึงยังไม่เริ่มนับและถือว่าจำเลยในฐานะผู้จัดการมรดกของ อ. ครอบครองทรัพย์มรดกไว้แทนทายาทโดยจำเลยไม่เคยบอกกล่าวเปลี่ยนลักษณะแห่งการยึดถือไปยังโจทก์ทั้งสี่และ พ. ว่าไม่เจตนาจะยึดถือแทนอีกต่อไป จำเลยจึงไม่อาจอ้างการครอบครองปรปักษ์ได้ตาม ป.พ.พ. มาตรา 1381 และมาตรา 1384

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ทั้งสี่ฟ้องและแก้ไขคำฟ้องขอให้บังคับจำเลยแบ่งทรัพย์มรดกรวมเป็นเงิน 32,800,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงินดังกล่าวนับแต่วันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ทั้งสี่ และให้จำเลยโอนกรรมสิทธิ์ในหุ้นของนายอุดมในบริษัทไทยโคลแดร์ อุตสาหกรรม จำกัด 56 หุ้น บริษัทเครื่องไฟฟ้ายู่ฮวด จำกัด 113 หุ้น บริษัทเครื่องไฟฟ้าเนชั่นแนล จำกัด 68 หุ้น และบริษัทเอ.พีโฮลดิ้งส์ จำกัด 28,571 หุ้น ให้แก่โจทก์ทั้งสี่ หากจำเลยไม่แบ่งหุ้นดังกล่าวให้ถือเอาคำพิพากษาเป็นการแสดงเจตนาของจำเลย เพื่อแบ่งทรัพย์มรดกโดยโอนกรรมสิทธิ์และหรือเปลี่ยนชื่อในหุ้นจำนวนดังกล่าวให้แก่โจทก์ทั้งสี่ได้ทันที

จำเลยให้การขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยชำระเงินจำนวน 32,800,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงินดังกล่าวนับแต่วันที่ 27 พฤษภาคม 2549 อันเป็นวันถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ทั้งสี่ และให้จำเลยโอนกรรมสิทธิ์ในหุ้นของนายอุดม ที่มีอยู่ในบริษัทให้แก่โจทก์ทั้งสี่ ได้แก่หุ้นในบริษัทไทยโคลแดร์อุตสาหกรรม จำกัด หมายเลขหุ้นที่ 251 ถึง 300 และ 409 ถึง 414 หุ้น ในบริษัทเครื่องไฟฟ้ายู่ฮวด จำกัด หมายเลขหุ้นที่ 417 ถึง 529 หุ้นในบริษัทเครื่องไฟฟ้าเนชั่นแนล จำกัด หมายเลขหุ้นที่ 431 ถึง 498 และหุ้นในบริษัทเอ.พี.โฮลดิ้งส์ จำกัด หมายเลขหุ้นที่ 95426 ถึง 114510 และ 197658 ถึง 207143 กับให้จำเลยใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ทั้งสี่โดยกำหนดค่าทนายความ 10,000 บาท คำขออื่นนอกจากนี้ให้ยก

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน ให้จำเลยใช้ค่าทนายความชั้นอุทธรณ์ 10,000 บาทแทนโจทก์ทั้งสี่

จำเลยฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยประการแรกว่า จำเลยในฐานะผู้จัดการมรดกของนายอุดมต้องแบ่งเงินและหุ้นให้แก่โจทก์ทั้งสี่ตามคำพิพากษาของศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์หรือไม่ เห็นว่า เดิมบิดามารดาของโจทก์ที่ 1 ที่ 3 ที่ 4 นายพีระ นายอุดม และจำเลย ประกอบธุรกิจแบบกงสี ตั้งห้างหุ้นส่วนสามัญนิติบุคคลยู่ฮวด ค้าขายสินค้าเครื่องใช้ไฟฟ้า จำเลยเป็นพี่ชายคนโตช่วยบิดามารดาดำเนินธุรกิจ ส่วนโจทก์ที่ 1 ที่ 3 ที่ 4 นายพีระ และนายอุดมยังเรียนหนังสือ ต่อมาบิดาจำเลยกับจำเลยก่อตั้งบริษัทขึ้นอีก 4 แห่ง โดยบิดาจำเลยเป็นผู้บริหาร จำเลยเป็นผู้ช่วย แสดงว่าธุรกิจของบริษัททั้งสี่แห่งที่ตั้งขึ้นใหม่ยังคงดำเนินกิจการแบบกงสี คือเป็นธุรกิจของครอบครัว สมาชิกในครอบครัวช่วยกันดำเนินกิจการ ต่อมาเมื่อบิดาและมารดาถึงแก่ความตาย ข้อเท็จจริงไม่ปรากฏว่ามีการจัดการมรดกหรือแบ่งทรัพย์มรดกกันอย่างไร กลับปรากฏว่ายังปรากฏชื่อบุตรทุกคน คือโจทก์ที่ 1 ที่ 3 ที่ 4 นายพีระ นายอุดม และจำเลยเป็นผู้ถือหุ้นทุกบริษัท แสดงว่าบริษัททั้งสี่แห่งยังเป็นกิจการของครอบครัว สมาชิกทุกคนในครอบครัวมีส่วนเป็นเจ้าของและร่วมดำเนินกิจการ ที่จำเลยอ้างว่าเป็นผู้ลงทุนจ่ายค่าหุ้นแทนน้อง ๆ ก็ไม่ปรากฏหลักฐานใดและน่าเชื่อว่าเมื่อโจทก์ที่ 1 ที่ 3 ที่ 4 นายพีระ และนายอุดมเติบโตขึ้นได้เข้ามาช่วยดูแลกิจการของครอบครัวด้วย กระทั่งเห็นว่าจำเลยบริหารกิจการไม่โปร่งใส่ จึงร่วมกันถอดถอนจำเลยออกจากการเป็นกรรมการผู้มีอำนาจดำเนินการแทนบริษัท ทำให้เกิดข้อพิพาทกันต่อมาอีกหลายคดี ดังนั้น เมื่อมีการขายหุ้นของกลุ่มครอบครัวโจทก์จำเลยในบริษัทเอ.พี. เนชั่นแนล อีเลคทริค จำกัด แก่ผู้ร่วมลงทุนชาวญี่ปุ่น แม้จำเลยได้รับมอบอำนาจให้ไปเจรจาขายหุ้นก็เป็นการกระทำแทนโจทก์ที่ 1 ที่ 3 นายพีระ และนายอุดมด้วย เงินที่ผู้ร่วมลงทุนชาวญี่ปุ่นชำระค่าหุ้นย่อมตกเป็นของสมาชิกในครอบครัวทุกคนที่มีชื่อเป็นผู้ถือหุ้นในบริษัทดังกล่าวตามสัดส่วนจำนวนหุ้น โดยนายอุดมถือหุ้น 10 หุ้น เท่ากับโจทก์ที่ 1 ที่ 3 นายพีระ จำเลยและนายประเสริฐซึ่งส่วนแบ่งที่ผู้ถือหุ้นกลุ่มครอบครัวได้รับต้องคำนวณจากจำนวนเงินราคาที่ผู้ร่วมลงทุนชาวญี่ปุ่นชำระ ไม่ใช่คำนวณจากมูลค่าหุ้นดังจำเลยอ้าง ต่อมาเมื่อนายอุดมถึงแก่ความตาย ส่วนแบ่งของนายอุดมย่อมตกเป็นมรดกแก่ทายาท จำเลยในฐานะผู้จัดการมรดกของนายอุดมมีหน้าที่ต้องแบ่งทรัพย์มรดกให้แก่ทายาท นายอุดมไม่มีบุตรภริยา และบิดามารดาถึงแก่ความตายไปก่อนแล้ว ทายาทของนายอุดมได้แก่พี่น้องร่วมบิดามารดาเดียวกัน ที่ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์พิพากษาให้จำเลยแบ่งทรัพย์มรดกของนายอุดมคือเงินและหุ้นให้แก่โจทก์ทั้งสี่จึงชอบแล้ว ฎีกาของจำเลยข้อนี้ฟังไม่ขึ้น

มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยต่อไปว่า คดีของโจทก์ทั้งสี่ขาดอายุความแล้วหรือไม่ เห็นว่า นายอุดมถึงแก่ความตายเมื่อวันที่ 7 เมษายน 2524 แต่ยังไม่มีการจัดการมรดกและแบ่งทรัพย์มรดกแก่ทายาท อายุความการฟ้องคดีมรดกตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1733 และ มาตรา 1754 จึงยังไม่เริ่มนับและถือว่าจำเลยในฐานะผู้จัดการมรดกของนายอุดมครอบครองทรัพย์มรดกไว้แทนทายาท โดยจำเลยไม่เคยบอกกล่าวเปลี่ยนลักษณะแห่งการยึดถือไปยังโจทก์ทั้งสี่และนายพีระว่าไม่เจตนาจะยึดถือแทนอีกต่อไป จำเลยจึงไม่อาจอ้างการครอบครองปรปักษ์ได้ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1381 และมาตรา 1384 ที่ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์วินิจฉัยว่าคดีโจทก์ไม่ขาดอายุความนั้นชอบแล้ว ฎีกาของจำเลยทุกข้อฟังไม่ขึ้น

พิพากษายืน ให้จำเลยใช้ค่าทนายความชั้นฎีกา 10,000 บาท แทนโจทก์ทั้งสี่
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 1733 ม. 1754 ม. 1781 ม. 1784
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นายประพจน์ อภิปุญญา กับพวก
จำเลย — นายประพัฒน์ อภิปุญญา
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลแพ่งกรุงเทพใต้ — นายวีระพงษ์ ทองอ่อน
ศาลอุทธรณ์ — นายพรชัย พุ่มกำพล
ชื่อองค์คณะ
จิรนิติ หะวานนท์
พรเทพ อัมพรกลิ่นแก้ว
พิศิฏฐ์ สุดลาภา
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 16390/2557
#579632
เปิดฉบับเต็ม

เมื่อประธานศาลอุทธรณ์มีคำวินิจฉัยว่าคดีนี้เป็นคดีผู้บริโภคแล้ว ศาลชั้นต้นจึงมีคำสั่งให้จำหน่ายคดีเสียจากสารบบความคดีแพ่งทั่วไป แล้วให้โจทก์ยื่นฟ้องจำเลยทั้งสองเข้ามาใหม่เป็นคดีผู้บริโภคภายในเวลาที่ศาลชั้นต้นกำหนด แม้การโอนคดีไปลงสารบบความคดีผู้บริโภคของศาลชั้นต้นจะสามารถกระทำได้ เพียงแต่ก่อให้เกิดความยุ่งยากในการบริหารจัดการคดีของศาลชั้นต้นก็ตาม แต่โจทก์ก็ยื่นฟ้องจำเลยทั้งสองเป็นคดีผู้บริโภคภายในระยะเวลาที่ศาลชั้นต้นกำหนด และจำเลยทั้งสองได้ยื่นคำให้การต่อสู้ในคดีดังกล่าวแล้ว จึงเห็นได้ว่าจำเลยทั้งสองไม่ได้เสียเปรียบในการต่อสู้คดี ทั้งเมื่อคดีมีการดำเนินกระบวนพิจารณาอย่างคดีผู้บริโภคย่อมเกิดความสะดวกในการพิจารณาพิพากษา และเป็นผลดีแก่จำเลยทั้งสองซึ่งเป็นผู้บริโภคมากกว่าการดำเนินคดีแพ่งทั่วไป ที่ศาลชั้นต้นมีคำสั่งให้จำหน่ายคดีออกจากสารบบความคดีแพ่งทั่วไป แล้วให้โจทก์ฟ้องคดีใหม่เป็นคดีผู้บริโภค จึงเป็นคำสั่งที่มิได้ขัดต่อกฎหมาย ทั้งเป็นการใช้ดุลพินิจที่ชอบแล้ว

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
คดีสืบเนื่องมาจากโจทก์ฟ้องและแก้ไขคำฟ้องขอให้บังคับจำเลยทั้งสองร่วมกันชำระหนี้เงินกู้เพื่อไถ่ถอนจำนอง มิฉะนั้นให้นำทรัพย์จำนองออกขายทอดตลาดเพื่อชำระหนี้แก่โจทก์

จำเลยทั้งสองให้การต่อสู้คดี ขอให้ยกฟ้อง

ก่อนวันสืบพยาน จำเลยทั้งสองยื่นคำร้องขอให้ประธานศาลอุทธรณ์วินิจฉัยว่า คดีนี้เป็นคดีผู้บริโภคหรือไม่ ศาลชั้นต้นจึงส่งคดีให้ประธานศาลอุทธรณ์วินิจฉัยตามพระราชบัญญัติวิธีพิจารณาคดีผู้บริโภค พ.ศ.2551 มาตรา 8

ประธานศาลอุทธรณ์วินิจฉัยว่า คดีของโจทก์เป็นคดีผู้บริโภค

ศาลชั้นต้นเห็นว่าเพื่อประโยชน์ในการพิจารณาพิพากษาจึงให้จำหน่ายคดีออกจากสารบบความคดีแพ่งทั่วไป แล้วให้โจทก์ฟ้องคดีเข้ามาใหม่เป็นคดีผู้บริโภคภายในกำหนด 1 เดือน

จำเลยทั้งสองอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมในชั้นนี้ให้เป็นพับ

จำเลยทั้งสองฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีผู้บริโภควินิจฉัยว่า คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยทั้งสองว่า คำสั่งศาลชั้นต้นที่ให้จำหน่ายคดีออกจากสารบบความคดีแพ่งทั่วไป แล้วให้โจทก์ฟ้องใหม่เป็นคดีผู้บริโภคภายใน 1 เดือน เป็นคำสั่งที่ชอบด้วยกฎหมายหรือไม่ เห็นว่า ตามพระราชบัญญัติวิธีพิจารณาคดีผู้บริโภค พ.ศ.2551 ได้กำหนดวิธีพิจารณาคดี กระบวนการดำเนินคดี ค่าฤชาธรรมเนียม รวมทั้งเงื่อนไขในการอุทธรณ์ฎีกาไว้แตกต่างจากคดีแพ่งทั่วไป และจำเลยทั้งสองเป็นผู้ยื่นคำร้องขอให้ศาลชั้นต้นส่งคำฟ้องคดีนี้ไปให้ประธานศาลอุทธรณ์วินิจฉัยว่าเป็นคดีผู้บริโภคหรือไม่ ตามคำร้องของจำเลยทั้งสองฉบับลงวันที่ 19 มิถุนายน 2555 แสดงว่าจำเลยทั้งสองพิจารณาแล้วเห็นว่า หากคดีนี้ได้มีการพิจารณาคดีเป็นคดีผู้บริโภค จำเลยทั้งสองย่อมได้รับประโยชน์มากกว่า ต่อมาปรากฏว่าประธานศาลอุทธรณ์ได้วินิจฉัยว่า คดีนี้เป็นคดีผู้บริโภค ตามคำวินิจฉัยของประธานศาลอุทธรณ์ลงวันที่ 16 ตุลาคม 2555 ศาลชั้นต้นจึงมีคำสั่งว่าเพื่อความสะดวกในการพิจารณาพิพากษาคดี ให้จำหน่ายคดีนี้ออกจากสารบบความคดีแพ่งทั่วไป แล้วให้โจทก์ยื่นฟ้องจำเลยทั้งสองเป็นคดีผู้บริโภคใหม่ภายใน 1 เดือน เนื่องจากหากโอนคดีนี้ไปลงสารบบความคดีผู้บริโภคอาจก่อให้เกิดความยุ่งยากในการจัดการคดีของศาลตามรายงานกระบวนพิจารณาฉบับลงวันที่ 20 ธันวาคม 2555 แม้การโอนคดีนี้ไปลงสารบบความคดีผู้บริโภคของศาลชั้นต้นจะสามารถกระทำได้ เพียงแต่ก่อให้เกิดความยุ่งยากในการบริหารจัดการคดีของศาลชั้นต้นเท่านั้นก็ตาม แต่เมื่อโจทก์ได้ปฏิบัติตามคำสั่งศาลชั้นต้นโดยโจทก์ได้ยื่นฟ้องจำเลยทั้งสองเป็นคดีผู้บริโภคเข้ามาใหม่ภายในระยะเวลาที่ศาลชั้นต้นกำหนด เป็นคดีหมายเลขดำที่ ผบ.68/2556 ของศาลชั้นต้น และจำเลยทั้งสองก็ได้ยื่นคำให้การต่อสู้คดีเข้ามาในคดีดังกล่าวแล้วเมื่อวันที่ 28 กุมภาพันธ์ 2556 จึงเห็นได้ว่าจำเลยทั้งสองไม่ได้เสียเปรียบในการต่อสู้คดีแต่อย่างใด และเมื่อคดีนี้มีการดำเนินคดีเป็นคดีผู้บริโภคย่อมทำให้เกิดความสะดวกในการพิจารณาพิพากษา และเป็นผลดีแก่จำเลยทั้งสองซึ่งเป็นผู้บริโภคมากกว่าการดำเนินคดีแพ่งทั่วไป ที่ศาลชั้นต้นมีคำสั่งให้จำหน่ายคดีนี้ออกจากสารบบความคดีแพ่งทั่วไปแล้วให้โจทก์ฟ้องคดีใหม่เป็นคดีผู้บริโภค จึงเป็นคำสั่งที่มิได้ขัดต่อกฎหมาย ทั้งเป็นการใช้ดุลพินิจชอบแล้ว ฎีกาของจำเลยทั้งสองฟังไม่ขึ้น

พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.วิธีพิจารณาคดีผู้บริโภค พ.ศ.2551
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นายจำลอง ศรีภิรมย์
จำเลย — นายสำรวย พูลปั้น กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดธัญบุรี — นายสมยศ อรุณศรีโสภณ
ศาลอุทธรณ์ภาค 1 — นางอัจฉรา วรวงศ์
ชื่อองค์คณะ
สมศรี หรูจิตตวิวัฒน์
ชาติชาย อัครวิบูลย์
กฤษฎิ์จิรัฐ คุณาจิรภรณ์
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 16386/2557
#575660
เปิดฉบับเต็ม

โจทก์ในฐานะผู้รับประกันภัยมีหน้าที่ตามสัญญาประกันภัยต้องชำระค่ารักษาพยาบาลให้แก่ ว. ผู้นั่งโดยสารรถคันที่โจทก์รับประกันภัย แล้วรับช่วงสิทธิของ ว. มาไล่เบี้ยเอาจากผู้ต้องรับผิดจากการที่รถเกิดเฉี่ยวชนกัน เมื่อเหตุที่รถเฉี่ยวชนกันเกิดจากความประมาทของผู้ขับรถคันที่โจทก์รับประกันและจำเลยที่ 1 ไม่ยิ่งหย่อนกว่ากัน จำเลยที่ 1 จึงต้องรับผิดใช้ค่าเสียหายให้ ว. เพียงครึ่งหนึ่งของจำนวนเงินค่ารักษาพยาบาล 50,000 บาท โจทก์จึงรับช่วงสิทธิของ ว. มาเรียกร้องค่าเสียหายส่วนนี้จากจำเลยที่ 1 ได้ครึ่งหนึ่งเป็นเงิน 25,000 บาท กรณีนี้มิได้นำบทบัญญัติตาม ป.พ.พ. มาตรา 442 มาใช้บังคับกับ ว. แต่อย่างใด

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องและแก้ไขคำฟ้องขอให้บังคับจำเลยทั้งสองร่วมกันชำระเงิน 142,387 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงิน 137,500 บาท นับถัดจากวันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์

จำเลยที่ 1 ให้การขอให้ยกฟ้อง

จำเลยที่ 2 ขาดนัดยื่นคำให้การและขาดนัดพิจารณา

ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง ค่าฤชาธรรมเนียมให้เป็นพับ

โจทก์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 2 พิพากษาแก้เป็นว่า ให้จำเลยทั้งสองร่วมกันชำระเงินค่ารักษาพยาบาลที่โจทก์ชดใช้ให้นางสาววราภรณ์ไปครึ่งหนึ่งเป็นเงิน 25,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงินดังกล่าวนับแต่วันที่ 19 สิงหาคม 2548 จนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

จำเลยที่ 1 ฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีพาณิชย์และเศรษฐกิจวินิจฉัยว่า คดีนี้ทุนทรัพย์ที่พิพาทในชั้นฎีกาไม่เกินสองแสนบาท ต้องห้ามฎีกาในข้อเท็จจริงตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 248 วรรคหนึ่ง จึงต้องฟังข้อเท็จจริงตามที่ศาลอุทธรณ์ภาค 2 วินิจฉัยมาแล้วว่า โจทก์เป็นผู้รับประกันภัยรถกระบะหมายเลขทะเบียน บท 2031 ฉะเชิงเทรา ไว้จากนางไฉน ส่วนจำเลยที่ 2 เป็นผู้ชำระบัญชีของบริษัทพาณิชย์การประกันภัยจำกัด ซึ่งบริษัทดังกล่าวเป็นผู้รับประกันภัยรถกระบะหมายเลขทะเบียน บท 2701 ฉะเชิงเทรา เมื่อวันที่ 7 พฤศจิกายน 2547 เวลากลางวัน จำเลยที่ 1 ขับรถที่บริษัทพาณิชย์การประกันภัย จำกัด รับประกันภัยไว้ข้างต้น ไปตามถนนพนมสารคาม - สนามชัยเขต จากด้านอำเภอพนมสารคาม มุ่งหน้าไปทางอำเภอสนามชัยเขต เมื่อมาถึงหน้าโรงเรียนกาญจนาภิเษก ตำบลเกาะขนุน อำเภอพนมสารคาม จังหวัดฉะเชิงเทรา จำเลยที่ 1 เปลี่ยนช่องเดินรถไปทางด้านขวา จึงเป็นเหตุให้เฉี่ยวชนกับรถที่โจทก์รับประกันภัยไว้ ซึ่งแล่นตามมาในทิศทางเดียวกันทางด้านขวา โดยมีนายวีรยุทธเป็นผู้ขับและมีนางสาววราภรณ์โดยสารมาด้วย จากอุบัติเหตุดังกล่าวทำให้รถทั้งสองคันได้รับความเสียหายและนางสาววราภรณ์ได้รับบาดเจ็บสาหัส เหตุที่รถทั้งสองคันเฉี่ยวชนกันเกิดจากความประมาทของนายวีรยุทธและจำเลยที่ 1 ไม่ยิ่งหย่อนกว่ากัน โจทก์ชำระค่าซ่อมรถให้นางไฉน 225,000 บาท และชำระค่ารักษาพยาบาลให้นางสาววราภรณ์ 50,000 บาท

คดีมีปัญหาข้อกฎหมายตามฎีกาของจำเลยที่ 1 ว่า โจทก์รับช่วงสิทธิจากนางสาววราภรณ์มาเรียกร้องให้จำเลยทั้งสองชำระค่ารักษาพยาบาลครึ่งหนึ่งตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 2 ได้หรือไม่ เห็นว่า ศาลอุทธรณ์ภาค 2 มิได้นำบทบัญญัติตามมาตรา 442 มาใช้บังคับกับความเสียหายที่เกิดขึ้นกับนางสาววราภรณ์แต่อย่างใด นางสาววราภรณ์เป็นผู้โดยสารมาในรถที่นายวีรยุทธขับและโจทก์รับประกันภัยไว้ ดังนั้น โจทก์ในฐานะผู้รับประกันภัยจึงมีหน้าที่ตามสัญญาประกันภัยต้องชำระค่ารักษาพยาบาลให้แก่นางสาววราภรณ์ แล้วรับช่วงสิทธิของนางสาววราภรณ์มาไล่เบี้ยเอาจากผู้ต้องรับผิดจากการที่รถเกิดเฉี่ยวชนกัน เมื่อเหตุที่รถเฉี่ยวชนกันเกิดจากความประมาทของนายวีรยุทธและจำเลยที่ 1 ไม่ยิ่งหย่อนกว่ากัน จำเลยที่ 1 จึงต้องรับผิดใช้ค่าเสียหายให้นางสาววราภรณ์เพียงครึ่งหนึ่งของจำนวนเงินค่ารักษาพยาบาล 50,000 บาท ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 2 วินิจฉัยให้โจทก์รับช่วงสิทธิของนางสาววราภรณ์มาเรียกร้องค่าเสียหายส่วนนี้จากจำเลยที่ 1 ได้ครึ่งหนึ่งเป็นเงิน 25,000 บาท ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาของจำเลยที่ 1 ฟังไม่ขึ้น

พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมในชั้นฎีกาให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 442 ม. 880 วรรคหนึ่ง
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — บริษัทอาคเนย์ประกันภัย (2000) จำกัด
จำเลย — ร้อยตำรวจตรีหรือนายไพบูลย์ จ้อยเจริญ กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดฉะเชิงเทรา — นายวีระพล บุญอารีย์
ศาลอุทธรณ์ภาค 2 — นายวันชัย ธำรงพิริยะพันธ์
ชื่อองค์คณะ
วาสนา หงส์เจริญ
วิรุฬห์ แสงเทียน
ปิยกุล บุญเพิ่ม
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 16379/2557
#580028
เปิดฉบับเต็ม

สัญญาจ้างรักษาความปลอดภัยเป็นสัญญาจ้างทำของ แต่จำเลยร่วมยังมีภาระหน้าที่จะต้องดูแลรักษาทรัพย์สินของตนเองและบุคคลอื่นด้วย เพียงแต่ผู้ว่าจ้างมอบหมายให้ผู้รับจ้างเป็นผู้ทำหน้าที่ดังกล่าวแทนตน ตามข้อความในสัญญาจ้างรักษาความปลอดภัยเป็นกรณีที่นอกจากจำเลยร่วมมอบหมายให้จำเลยที่ 1 ทำหน้าที่ดูแลรักษาความปลอดภัยแทนแล้ว การปฏิบัติหน้าที่ดูแลรักษาความปลอดภัยของจำเลยที่ 1 นั้นก็ยังอยู่ในอำนาจสั่งการหรือควบคุมดูแลของจำเลยร่วม โดยจำเลยที่ 1 ต้องรายงานผลการปฏิบัติหน้าที่ให้จำเลยร่วมทราบและต้องปฏิบัติหน้าที่ภายใต้ขอบอำนาจของจำเลยร่วมที่มอบหมายให้ทำการแทน หากจำเลยร่วมทักท้วงการปฏิบัติหน้าที่ดูแลรักษาความปลอดภัย จำเลยที่ 1 ต้องดำเนินการแก้ไขโดยทันที สัญญารักษาความปลอดภัยดังกล่าวจึงไม่ใช่เป็นกรณีที่จำเลยที่ 1 รับเอาการงานของจำเลยร่วมไปทำโดยเด็ดขาดและอิสระ ดังนั้น ในส่วนที่จำเลยที่ 1 ทำแทนนั้นย่อมถือว่าจำเลยที่ 1 เป็นตัวแทนของจำเลยร่วม เข้าลักษณะเป็นสัญญาตัวแทนด้วย สัญญารักษาความปลอดภัยดังกล่าวจึงมีทั้งสัญญาจ้างทำของและสัญญาตัวแทนรวมอยู่ในสัญญาเดียวกัน การที่จำเลยร่วมจะต้องรับผิดตามบทบัญญัติแห่งกฎหมายเรื่องใด เป็นอำนาจหน้าที่ของศาลที่จะต้องปรับข้อเท็จจริงที่ได้ความจากการนำสืบของคู่ความเข้ากับบทกฎหมายที่ถูกต้องเพื่อวินิจฉัยชี้ขาดคดี

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องและแก้ไขคำฟ้องขอให้บังคับจำเลยทั้งสองร่วมกันคืนรถยนต์หมายเลขทะเบียน ภศ 2927 กรุงเทพมหานคร หากคืนไม่ได้ให้ร่วมกันชดใช้ค่าเสียหายเป็นเงิน 700,684 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี จากต้นเงิน 660,000 บาท นับถัดจากวันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์

จำเลยที่ 1 และที่ 2 ให้การ ขอให้ยกฟ้อง

ระหว่างพิจารณาของศาลชั้นต้น โจทก์ยื่นคำร้องขอให้เรียกบริษัทบางนา เซ็นทรัล พร็อพเพอร์ตี้ จำกัด เข้ามาเป็นจำเลยร่วม อ้างว่าเป็นผู้ทำสัญญารักษาความปลอดภัยกับจำเลยที่ 1 จึงต้องร่วมรับผิดด้วย ศาลชั้นต้นมีคำสั่งอนุญาต

จำเลยร่วมให้การขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยที่ 1 และจำเลยร่วมร่วมกันส่งมอบรถยนต์หมายเลขทะเบียน ภศ 2927 กรุงเทพมหานคร คืนแก่โจทก์ หากคืนไม่ได้ให้ร่วมกันชดใช้ค่าเสียหายแก่โจทก์เป็นเงิน 660,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงินจำนวนดังกล่าวนับแต่วันที่ 2 มิถุนายน 2546 เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จ แต่ทั้งนี้ดอกเบี้ยคำนวณถึงวันฟ้อง (ฟ้องวันที่ 12 มีนาคม 2547) ต้องไม่เกิน 40,684 บาท ตามที่โจทก์ขอ กับให้จำเลยที่ 1 และจำเลยร่วมร่วมกันใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ โดยกำหนดค่าทนายความ 6,000 บาท ให้ยกฟ้องโจทก์สำหรับจำเลยที่ 2 ค่าฤชาธรรมเนียมระหว่างโจทก์กับจำเลยที่ 2 ให้เป็นพับ

จำเลยร่วมอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ

จำเลยร่วมฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีพาณิชย์และเศรษฐกิจวินิจฉัยว่า คดีมีปัญหาวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยร่วมเพียงประเด็นเดียวว่า จำเลยร่วมต้องร่วมรับผิดกับจำเลยที่ 1 ในฐานะตัวการหรือไม่ โดยจำเลยร่วมฎีกาว่า จำเลยร่วมเป็นผู้ว่าจ้างทำของตามสัญญารักษาความปลอดภัยจึงไม่ต้องร่วมรับผิดกับจำเลยที่ 1 ผู้รับจ้างนั้น เห็นว่า สัญญารักษาความปลอดภัยเป็นสัญญาจ้างทำของ แต่ก็เห็นได้ว่าจำเลยร่วมผู้ว่าจ้างยังมีภาระหน้าที่จะต้องดูแลรักษาทรัพย์สินของตนเองและบุคคลอื่นด้วย เพียงแต่ผู้ว่าจ้างมอบหมายให้ผู้รับจ้างเป็นผู้ทำหน้าที่ดังกล่าวแทนตน กล่าวคือ ตามข้อ 1 ระบุใจความว่า ผู้ว่าจ้างตกลงว่าจ้างและผู้รับจ้างตกลงรับจ้างให้บริการความคุ้มครองรักษาความปลอดภัยและจัดการจราจร ดูแลความเรียบร้อยแก่บุคคลและทรัพย์สินทั้งภายในและภายนอกอาคารศูนย์การค้าเซ็นทรัลซิตี้ บางนา ตามสัญญา ข้อ 7 ระบุใจความว่า ผู้รับจ้างจะต้องทำรายงานผลการปฏิบัติงาน และเหตุการณ์ประจำวันให้ผู้ว่าจ้างทราบทุกวันเป็นลายลักษณ์อักษร และต้องสรุปผลการปฏิบัติงาน รวบรวมสถิติทรัพย์สินสูญหายหรือเสียหายให้ผู้ว่าจ้างทราบเป็นรายเดือน และข้อ 10 ระบุใจความว่า ผู้รับจ้างจะต้องจัดระบบการจราจร การแจกบัตร รับบัตรคืนและควบคุมบัตรจอดรถให้เหมาะสม โดยผู้รับจ้างจะจัดทำบัตรจอดรถที่มีลักษณะตามที่ผู้ว่าจ้างกำหนดด้วยค่าใช้จ่ายของผู้รับจ้างเอง รับผิดชอบและแก้ไขปรับปรุงระบบการจราจร การจอดรถและระบบความปลอดภัยให้มีประสิทธิภาพอย่างดีที่สุด... ผู้ว่าจ้างมีสิทธิทักท้วงได้เมื่อเห็นว่าไม่เป็นตามเจตนาหรือจะทำให้เกิดความเสียหายหรือมีข้อบกพร่องและผู้รับจ้างจะดำเนินการแก้ไขโดยทันที จากสัญญารักษาความปลอดภัยดังกล่าวจึงเป็นกรณีที่นอกจากจำเลยร่วมมอบหมายให้จำเลยที่ 1 ทำหน้าที่ดูแลรักษาความปลอดภัยแทนแล้ว การปฏิบัติหน้าที่ดูแลรักษาความปลอดภัยของจำเลยที่ 1 นั้นก็ยังอยู่ในอำนาจสั่งการหรือควบคุมดูแลของจำเลยร่วม โดยจำเลยที่ 1 ต้องทำรายงานผลการปฏิบัติหน้าที่แจ้งให้จำเลยร่วมทราบและต้องปฏิบัติหน้าที่ภายใต้ขอบอำนาจของจำเลยร่วมที่มอบหมายให้ทำการแทน หากจำเลยร่วมทักท้วงการปฏิบัติหน้าที่ดูแลรักษาความปลอดภัย จำเลยที่ 1 ต้องดำเนินการแก้ไขโดยทันที สัญญารักษาความปลอดภัยดังกล่าวจึงไม่ใช่เป็นกรณีที่จำเลยที่ 1 รับเอาการงานของจำเลยร่วมไปทำโดยเด็ดขาดและอิสระ ดังนั้น ในส่วนที่จำเลยที่ 1 ทำแทนนั้นย่อมถือว่าจำเลยที่ 1 เป็นตัวแทนของจำเลยร่วม เข้าลักษณะเป็นสัญญาตัวแทนด้วย สัญญารักษาความปลอดภัยดังกล่าวจึงมีทั้งสัญญาจ้างทำของและสัญญาตัวแทนรวมอยู่ในสัญญาเดียวกัน การที่จำเลยร่วมจะต้องรับผิดตามบทบัญญัติแห่งกฎหมายเรื่องใด เป็นอำนาจหน้าที่ของศาลที่จะต้องปรับข้อเท็จจริงที่ได้ความจากการนำสืบของคู่ความเข้ากับบทกฎหมายที่ถูกต้องเพื่อวินิจฉัยชี้ขาดคดี เมื่อข้อเท็จจริงฟังได้ว่า จำเลยร่วมประกอบกิจการศูนย์การค้าเซ็นทรัลซิตี้ บางนาและเป็นผู้ว่าจ้างให้จำเลยที่ 1 ดูแลรักษาความปลอดภัยบริเวณศูนย์การค้าดังกล่าว ตามสัญญารักษาความปลอดภัยและการให้บริการที่จอดรถยนต์จำเลยร่วมกำหนดระเบียบให้ผู้ที่จะนำรถยนต์เข้ามาจอดต้องรับบัตรจอดรถจากพนักงานรักษาความปลอดภัยที่ทางเข้า และต้องคืนบัตรจอดรถแก่พนักงานรักษาความปลอดภัยก่อนนำรถยนต์ออกจากอาคารจอดรถ และหากทำบัตรหายต้องนำหลักฐานการเป็นเจ้าของรถ และบัตรประจำตัวประชาชนมาแสดงจึงจะอนุญาตให้นำรถออกได้ดังที่ปรากฏด้านหลังบัตรจอดรถ พฤติการณ์ดังกล่าวย่อมแสดงให้ผู้ไปใช้บริการศูนย์การค้าเข้าใจว่า จำเลยร่วมได้มอบหมายให้จำเลยที่ 1 เป็นตัวแทนดูแลรักษาความปลอดภัยรถยนต์ให้แก่ลูกค้าขณะเข้าไปซื้อสินค้าในศูนย์การค้าแทนจำเลยร่วมซึ่งเป็นตัวการ ตามพฤติการณ์เข้าลักษณะตัวการตัวแทนด้วย จำเลยร่วมในฐานะเป็นตัวการมอบหมายให้จำเลยที่ 1 เป็นตัวแทนดูแลรักษาความปลอดภัยบริเวณอาคารจอดรถของศูนย์การค้าดังกล่าว จึงต้องร่วมรับผิดในผลแห่งละเมิดซึ่งตัวแทนของจำเลยร่วมได้กระทำไปในทางการที่มอบหมายให้ทำแทน ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 427 ที่ศาลอุทธรณ์พิพากษาให้จำเลยร่วมร่วมรับผิดในฐานะตัวการมานั้นชอบแล้ว ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาของจำเลยร่วมฟังไม่ขึ้น

อนึ่ง ที่ศาลล่างทั้งสองพิพากษาให้จำเลยที่ 1 และจำเลยร่วมร่วมกันส่งมอบรถยนต์หมายเลขทะเบียน ภศ 2927 กรุงเทพมหานคร คืนแก่โจทก์ก่อน หากคืนไม่ได้ให้จำเลยที่ 1 และจำเลยร่วมร่วมกันชำระเงินพร้อมดอกเบี้ยนั้นไม่ถูกต้อง เพราะโจทก์รับช่วงสิทธิมาฟ้องเรียกค่าสินไหมทดแทนซึ่งโจทก์ได้ชดใช้แทนนางเพ็ญจันทร์ ผู้เอาประกันภัย ให้แก่ผู้รับประโยชน์ตามกรมธรรม์ประกันภัยไปแล้ว ย่อมรับช่วงสิทธิในค่าสินไหมทดแทนดังกล่าวเท่านั้น จึงไม่อาจเรียกร้องให้จำเลยที่ 1 และจำเลยร่วมร่วมกันส่งคืนรถยนต์คันดังกล่าวแก่โจทก์ได้ ศาลฎีกาเห็นสมควรแก้ไขให้ถูกต้อง

พิพากษาแก้เป็นว่า ให้ยกคำขอที่ให้จำเลยที่ 1 และจำเลยร่วมร่วมกันส่งมอบรถยนต์หมายเลขทะเบียน ภศ 2927 กรุงเทพมหานคร แก่โจทก์ คงให้ร่วมกันชดใช้ค่าเสียหายแก่โจทก์พร้อมดอกเบี้ย นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 587 ม. 797
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — บริษัทประกันภัยไทยวิวัฒน์ จำกัด (มหาชน)
จำเลย — บริษัทรอแยล การ์ด โฮลดิ้ง จำกัด กับพวก
จำเลยร่วม — บริษัทบางนา เซ็นทรัล พร็อพเพอร์ตี้ จำกัด
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลแพ่งกรุงเทพใต้ — นางรุ้งสราญ เทศสวัสดิ์
ศาลอุทธรณ์ — นายปานนท์ กัจฉาปานันท์
ชื่อองค์คณะ
ประทีป ดุลพินิจธรรมา
วิรุฬห์ แสงเทียน
ปกรณ์ มหรรณพ
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 16378/2557
#579651
เปิดฉบับเต็ม

จำเลยที่ 1 ไม่ได้ให้การปฏิเสธว่า ความเสียหายเกิดจากลักษณะและน้ำหนักของสินค้า ที่จำเลยที่ 1 ฎีกาว่า ความเสียหายเกิดจากสินค้ามีน้ำหนักไม่สมดุลและเหวี่ยงตัวเองในขณะแขวนอยู่ในลวดสลิง จึงเป็นเรื่องนอกคำให้การ แม้ในชั้นอุทธรณ์จำเลยที่ 1 ยกขึ้นอุทธรณ์และศาลอุทธรณ์รับวินิจฉัยให้ ก็ไม่ถือว่าเป็นข้อที่ได้ยกขึ้นว่ากันมาแล้วโดยชอบในศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ เป็นฎีกาต้องห้ามตาม ป.วิ.พ. มาตรา 249 วรรคหนึ่ง

จำเลยที่ 4 มีวิชาชีพเฉพาะในการขนถ่ายสินค้าเพื่อขนส่ง หากพนักงานของจำเลยที่ 4 เห็นว่ารถบรรทุกของจำเลยที่ 2 ไม่เหมาะที่จะใช้บรรทุกสินค้าแล้วต้องปฏิเสธไม่ให้ใช้รถดังกล่าว จะอ้างว่าพนักงานของจำเลยที่ 1 ยินยอมให้ขนถ่ายสินค้ามิได้เพราะพนักงานของจำเลยที่ 1 มิได้มีความชำนาญการในการขนถ่ายสินค้าเช่นพนักงานของจำเลยที่ 4 เมื่อพนักงานของจำเลยที่ 4 ทราบอยู่แล้วว่าการขนถ่ายสินค้าไม่น่าจะดำเนินการได้โดยปลอดภัย แต่ก็ยินยอมขนถ่ายสินค้าให้จนเกิดความเสียหาย กรณีถือได้ว่าจำเลยที่ 4 กระทำโดยประมาทปราศจากความระมัดระวังแล้ว

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยทั้งสี่ร่วมกันชำระเงิน 1,999,280.65 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงิน 1,880,281.98 บาท นับถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจำเลยทั้งสี่จะชำระให้โจทก์เสร็จสิ้น

จำเลยที่ 1 และที่ 4 ให้การ ขอให้ยกฟ้อง

จำเลยที่ 2 และที่ 3 ขาดนัดยื่นคำให้การและขาดนัดพิจารณา

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยทั้งสี่ร่วมกันชำระเงินแก่โจทก์ 1,519,382.89 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันที่ 16 ธันวาคม 2540 เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จ กับให้ร่วมกันใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ โดยกำหนดค่าทนายความให้ 8,000 บาท

โจทก์ จำเลยที่ 1 และที่ 4 อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ

จำเลยที่ 1 และที่ 4 ฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีพาณิชย์และเศรษฐกิจวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงเบื้องต้นฟังเป็นยุติว่า โจทก์รับประกันภัยสินค้าประเภทเครื่องจักรและอุปกรณ์เกี่ยวกับการติดตั้งประกอบในโรงงานรีดเหล็กร้อนของบริษัทนครไทยสตริปมิล จำกัด (มหาชน) และคุ้มครองสินค้าที่ขนส่งจากเมืองท่าต่าง ๆ ทั่วโลก จนถึงสถานที่ติดตั้งเครื่องจักรซึ่งอยู่ในนิคมอุตสาหกรรมชลบุรี ตำบลบ่อวิน อำเภอศรีราชา จังหวัดชลบุรี รวมทั้งคุ้มครองการส่งสินค้าไปซ่อมแซมยังต่างประเทศ วงเงิน 250,000,000 ดอลลาร์สหรัฐ หากสินค้าเกิดความเสียหายหรือสูญหายในระหว่างการขนส่ง ตามสำเนากรมธรรม์เปิดทางทะเล โจทก์ออกกรมธรรม์ย่อยประกันภัยสินค้าให้แก่บริษัทนครไทยสตริปมิล จำกัด (มหาชน) ผู้เอาประกันภัยในวงเงิน 1,030,719.61 ดอลลาร์สหรัฐ บวกอีกร้อยละ 15 คิดเป็นเงิน 30,842,222.85 บาท ตามสำเนากรมธรรม์ประกันภัยสินค้าทางทะเล เมื่อวันที่ 17 มีนาคม 2540 ระหว่างอายุสัญญาประกันภัยบริษัทนครไทยสตริปมิล จำกัด (มหาชน) ได้ว่าจ้างจำเลยที่ 1 ขนส่งสินค้าส่วนประกอบหัวรถเครนไฟฟ้าจากท่าเรือขึ้นรถบรรทุกเพื่อนำไปที่โรงงานของบริษัทนครไทยสตริปมิล จำกัด (มหาชน) จำเลยที่ 1 ว่าจ้างให้จำเลยที่ 2 จัดรถบรรทุกไปรับสินค้าที่ท่าเรือเพื่อขนส่ง จำเลยที่ 3 เป็นหุ้นส่วนผู้จัดการของจำเลยที่ 2 ส่วนจำเลยที่ 4 ประกอบกิจการท่าเรือรับขนถ่ายสินค้าและเป็นผู้ขนสินค้าขึ้นรถบรรทุกที่จำเลยที่ 2 จัดหามา ระหว่างการขนย้ายสินค้าดังกล่าวขึ้นรถบรรทุกปรากฏว่าสินค้าแกว่งตัวกระแทกอุปกรณ์อื่นที่วางอยู่บนพื้นเป็นเหตุให้สินค้าที่เป็นโครงรถเครนไฟฟ้าได้รับความเสียหาย โจทก์ชดใช้ค่าเสียหาย 1,880,281.98 บาท ให้แก่บริษัทนครไทยสตริปมิล จำกัด (มหาชน) แล้วรับช่วงสิทธิมาฟ้องคดีนี้ ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยทั้งสี่ร่วมกันรับผิดต่อโจทก์ จำเลยที่ 2 และที่ 3 มิได้อุทธรณ์ คดีสำหรับจำเลยที่ 2 และที่ 3 เป็นอันยุติว่า จำเลยที่ 2 และที่ 3 ต้องร่วมกันรับผิดชดใช้ค่าเสียหายแก่โจทก์

มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยที่ 4 ว่า จำเลยที่ 4 ต้องร่วมรับผิดต่อโจทก์หรือไม่ เห็นว่า จำเลยที่ 4 มีวิชาชีพเฉพาะในการขนถ่ายสินค้าจากท่าเรือขึ้นรถบรรทุกเพื่อขนส่ง หากพนักงานของจำเลยที่ 4 เห็นว่ารถบรรทุกของจำเลยที่ 2 มีสภาพไม่เหมาะสมที่จะใช้บรรทุกสินค้า จำเลยที่ 4 จะต้องปฏิเสธมิให้ใช้รถดังกล่าวมาบรรทุกสินค้าเพื่อหลีกเลี่ยงความเสียหายที่อาจเกิดขึ้นในความรับผิดชอบของตน จำเลยที่ 4 จะอ้างว่าพนักงานของจำเลยที่ 1 ยืนยันให้ขนถ่ายสินค้ามิได้ เพราะพนักงานของจำเลยที่ 1 มิได้มีความชำนาญการขนถ่ายสินค้าเช่นพนักงานของจำเลยที่ 4 ที่จะเล็งเห็นถึงความเสียหายจากการขนถ่ายสินค้าได้ โดยเฉพาะข้อเท็จจริงที่ได้จากคำเบิกความของเรือโทเอกชัย ผู้ช่วยผู้จัดการของจำเลยที่ 4 ซึ่งควบคุมการขนถ่ายสินค้าอยู่ด้วยว่า รถที่มารับสินค้าจะบรรทุกสินค้าตามฟ้องไปไม่ได้ เพราะเป็นรถบรรทุกสิบล้อที่ใช้บรรทุกตู้คอนเทนเนอร์ซึ่งไม่เหมาะสมกับสินค้า รถที่จะใช้บรรทุกสินค้าตามฟ้องได้ต้องใช้รถบรรทุกชนิดทรงเตี้ยและมีล้อรองรับน้ำหนักบรรทุกมากกว่าสิบล้อ เพื่อไม่ให้น้ำหนักของสินค้ารวมศูนย์และให้กระจายน้ำหนักไปตามวัตถุที่รองรับ แต่ตัวแทนเจ้าของสินค้ายืนยันว่าจะบรรทุกสินค้าไป พยานจึงสั่งให้พนักงานของจำเลยที่ 4 ใช้เครนยกสินค้าใส่รถบรรทุก เมื่อหย่อนสินค้าลงแตะตัวถังรถ รถยุบตัวลง พยานจึงสั่งให้ผู้ควบคุมเครนหยุดการหย่อนสินค้าและยกขึ้นใหม่ และปรับตำแหน่งในการรับสินค้าใหม่ แล้วจึงหย่อนสินค้าลงอีกครั้งจนกระทั่งเกิดความเสียหายขึ้น แสดงให้เห็นว่า พนักงานของจำเลยที่ 4 ทราบอยู่แล้วว่าการขนถ่ายสินค้าดังกล่าวไม่น่าจะดำเนินการได้โดยปลอดภัย แต่พนักงานของจำเลยที่ 4 ยังยินยอมขนถ่ายสินค้าให้ เช่นนี้ถือได้ว่าจำเลยที่ 4 กระทำโดยประมาทปราศจากความระมัดระวัง ซึ่งจำเลยที่ 4 อาจใช้ความระมัดระวังเช่นนี้ได้ แต่หาได้ใช้ให้เพียงพอไม่ ที่ศาลอุทธรณ์พิพากษาให้จำเลยที่ 4 ร่วมรับผิดต่อโจทก์นั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาของจำเลยที่ 4 ข้อนี้ฟังไม่ขึ้น

ส่วนปัญหาข้อสุดท้ายตามฎีกาของจำเลยที่ 1 และที่ 4 ที่ว่า ค่าเสียหายของโจทก์สูงเกินไปหรือไม่นั้น เห็นว่า ศาลอุทธรณ์ได้วินิจฉัยปัญหานี้ไว้โดยละเอียด ชอบด้วยเหตุผลแล้ว ซึ่งศาลฎีกาเห็นพ้องด้วยไม่จำต้องวินิจฉัยซ้ำอีก ฎีกาของจำเลยที่ 1 และที่ 4 ข้อนี้ฟังไม่ขึ้น

พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 420
ป.วิ.พ. ม. 249
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — บริษัททิพยประกันภัย จำกัด (มหาชน)
จำเลย — บริษัททิสเซ่น แฮนนีล โลจิสติกส์ (ประเทศไทย) จำกัด กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลแพ่งกรุงเทพใต้ — นายพสุ แก้วตระกูลพงษ์
ศาลอุทธรณ์ — นางชนากานต์ ธีรเวชพลกุล
ชื่อองค์คณะ
ประทีป ดุลพินิจธรรมา
วิรุฬห์ แสงเทียน
ธีระพงศ์ จิระภาค
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 16376/2557
#611869
เปิดฉบับเต็ม

ขณะจำเลยที่ 1 ทำสัญญากู้ยืมเงินกับโจทก์ โจทก์ประกาศอัตราดอกเบี้ย ณ วันที่ 29 ธันวาคม 2536 กำหนดอัตราดอกเบี้ยเงินกู้สำหรับลูกค้ารายใหญ่ชั้นดี (เอ็ม แอล อาร์) ร้อยละ 11.5 ต่อปี ลูกค้ารายย่อยชั้นดี (เอ็ม อาร์ อาร์) ร้อยละ 13.25 ต่อปี แต่ในสัญญากู้ยืมเงินระบุดอกเบี้ยไว้อัตราร้อยละ 19 ต่อปี ซึ่งเป็นอัตราดอกเบี้ยในกรณีลูกค้าผิดเงื่อนไขการชำระหนี้ แม้ว่าโจทก์เป็นธนาคารพาณิชย์ การคิดอัตราดอกเบี้ยมิได้อยู่ภายใต้บทบัญญัติแห่ง ป.พ.พ. มาตรา 654 แต่การคิดอัตราดอกเบี้ยของโจทก์พึงต้องอยู่ภายใต้บทบัญญัติของ พ.ร.บ.การธนาคารพาณิชย์ พ.ศ.2505 มาตรา 14 ซึ่งกำหนดให้ธนาคารแห่งประเทศไทยออกประกาศธนาคารแห่งประเทศไทย กำหนดให้ธนาคารพาณิชย์ปฏิบัติในเรื่องดอกเบี้ยและส่วนลด ซึ่งโจทก์ออกประกาศดอกเบี้ยและส่วนลดตามอัตราดอกเบี้ยแต่ละกรณีตามประกาศดังกล่าว ดังนั้น การที่โจทก์กำหนดอัตราดอกเบี้ยในสัญญาเกินกว่าประกาศธนาคารแห่งประเทศไทย และประกาศของโจทก์ดังกล่าวข้างต้น จึงถือว่าเป็นการปฏิบัติฝ่าฝืนต่อ พ.ร.บ.การธนาคารพาณิชย์ฯ อันต้องห้ามตาม พ.ร.บ.ห้ามเรียกดอกเบี้ยเกินอัตรา พ.ศ.2475 มาตรา 3 (ก) จึงเป็นโมฆะ โจทก์มีสิทธิเรียกดอกเบี้ยเงินกู้จากจำเลยที่ 1 ที่ 4 ถึงที่ 7 เพียงอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับตั้งแต่วันผิดนัดเป็นต้นไป โจทก์มีหนังสือทวงถามให้จำเลยที่ 1 ชำระหนี้ทั้งหมดให้เสร็จสิ้นภายใน 15 วัน นับแต่วันได้รับหนังสือ โดยมีการส่งหนังสือทางไปรษณีย์ไปตามภูมิลำเนาของจำเลยที่ 1 แต่ส่งไม่ได้เนื่องจากไม่มารับภายในกำหนด กำหนดระยะเวลาที่ให้จำเลยที่ 1 ปฏิบัติตามข้อความในหนังสือยังไม่อาจเริ่มนับ จึงให้ถือเอาวันที่โจทก์ฟ้องคดีนี้เป็นวันที่เริ่มคิดดอกเบี้ยเงินกู้

ส่วนดอกเบี้ยสำหรับหนี้กู้เบิกเงินเกินบัญชีที่ศาลอุทธรณ์กำหนดให้คิดในอัตราร้อยละ 12.75 ต่อปี คงที่นับแต่วันที่ 21 มกราคม 2538 เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จนั้น เป็นการคิดดอกเบี้ยสำหรับเงินกู้เบิกเงินเกินบัญชีในอัตราสำหรับลูกค้ารายย่อยชั้นดี (เอ็ม อาร์ อาร์) ซึ่งข้อเท็จจริงปรากฏตามบันทึกการคำนวณดอกเบี้ยและประกาศอัตราดอกเบี้ยว่าโจทก์ประกาศเปลี่ยนแปลงอัตราดอกเบี้ยเป็นระยะ ๆ ดังนั้นหากนับถัดจากวันที่ 21 มกราคม 2538 เป็นต้นไป โจทก์ประกาศอัตราดอกเบี้ยเงินให้กู้ยืมสำหรับลูกค้ารายย่อยชั้นดี (เอ็ม อาร์ อาร์) ในอัตราที่ต่ำกว่าร้อยละ 12.75 ต่อปี จะทำให้การคิดดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 12.75 ต่อปี ดังกล่าวเป็นการคิดดอกเบี้ยที่เกินกว่าประกาศของโจทก์ในช่วงนั้นได้ จึงเห็นสมควรแก้ไขโดยกำหนดให้จำเลยที่ 1 ที่ 4 ถึงที่ 7 ชำระดอกเบี้ยแก่โจทก์นับแต่วันที่ 21 มกราคม 2538 เป็นอัตราสำหรับลูกค้ารายย่อยชั้นดี (เอ็ม อาร์ อาร์) ปรับเปลี่ยนขึ้นลงตามประกาศของโจทก์ แต่ไม่เกินกว่าอัตราร้อยละ 12.75 ต่อปี ทั้งนี้ เพื่อให้เป็นไปตามภาวะตลาดการเงิน ตามประกาศธนาคารแห่งประเทศไทยและประกาศของโจทก์ ซึ่งออกตามความในมาตรา 14 แห่ง พ.ร.บ.การธนาคารพาณิชย์ฯ กรณีเป็นปัญหาข้อกฎหมายอันเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชน ศาลฎีกามีอำนาจยกขึ้นวินิจฉัยและแก้ไขให้ถูกต้องได้ตาม ป.วิ.พ. มาตรา 142 (5)

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องและแก้ไขคำฟ้องขอให้บังคับจำเลยทั้งเจ็ดร่วมกันหรือแทนกันชำระเงิน 220,594,139.57 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 15 ต่อปี ของต้นเงิน 167,543,699 บาท นับถัดจากวันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์

จำเลยที่ 1 ที่ 4 ถึงที่ 7 ให้การขอให้ยกฟ้อง

ระหว่างพิจารณา ศาลชั้นต้นอนุญาตให้โจทก์ถอนฟ้องจำเลยที่ 2 และที่ 3 และอนุญาตให้บริษัทบริหารสินทรัพย์เพชรบุรี จำกัด เข้าสวมสิทธิเป็นคู่ความแทนโจทก์

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยที่ 1 ที่ 4 ถึงที่ 7 โดยจำเลยที่ 5 ถึงที่ 7 ในฐานะส่วนตัวและในฐานะทายาทโดยธรรมของนายสมเชษฐ ร่วมกันชำระเงิน 120,705,358.87 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 12.75 ต่อปี ของต้นเงิน 36,657,490.04 บาท นับแต่วันที่ 21 มกราคม 2538 เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จ โดยหักเงิน 29,000,000 บาท ออกจากยอดหนี้ค้างชำระในวันที่ 10 กรกฎาคม 2539 ชำระดอกเบี้ยก่อนชำระต้นเงิน ดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 19 ต่อปี ของต้นเงิน 75,178,422.80 บาท นับแต่วันที่ 27 ธันวาคม 2540 ถึงวันที่ 10 มิถุนายน 2540 ของต้นเงิน 3,714,737.27 บาท นับแต่วันที่ 4 กรกฎาคม 2540 ถึงวันที่ 10 มิถุนายน 2542 ดอกเบี้ยของต้นเงิน 78,893,159.97 บาท อัตราร้อยละ 18.5 ต่อปี นับแต่วันที่ 11 มิถุนายน 2542 ถึงวันที่ 19 มิถุนายน 2542 อัตราร้อยละ 18 ต่อปี นับแต่วันที่ 20 มิถุนายน 2542 ถึงวันที่ 14 สิงหาคม 2542 อัตราร้อยละ 17 ต่อปี นับแต่วันที่ 15 สิงหาคม 2542 ถึงวันที่ 7 ธันวาคม 2542 อัตราร้อยละ 16 ต่อปี นับแต่วันที่ 8 ธันวาคม 2542 ถึงวันที่ 15 พฤษภาคม 2542 และอัตราร้อยละ 15 ต่อปี นับแต่วันที่ 16 พฤษภาคม 2542 จนกว่าจะชำระเสร็จ ดอกเบี้ยถึงวันฟ้อง (วันที่ 16 พฤษภาคม 2543) กำหนดให้ไม่เกิน 53,050,440.57 บาท เท่าที่โจทก์ขอมา กับให้จำเลยที่ 1 ที่ 4 ถึงที่ 7 ร่วมกันใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ โดยกำหนดค่าทนายความ 80,000 บาท

โจทก์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษาแก้เป็นว่า ให้จำเลยที่ 1 ที่ 4 ถึงที่ 7 ร่วมกันชำระดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 19 ต่อปี ของต้นเงิน 75,178,422.80 บาท นับแต่วันที่ 27 ธันวาคม 2540 ถึงวันที่ 10 เมษายน 2542 ของต้นเงิน 3,714,737.27 บาท นับแต่วันที่ 4 กรกฎาคม 2540 ถึงวันที่ 10 เมษายน 2542 ดอกเบี้ยของต้นเงิน 78,893,159.97 บาท อัตราร้อยละ 18.5 ต่อปี นับแต่วันที่ 11 เมษายน 2542 ถึงวันที่ 19 มิถุนายน 2542 กับอัตราร้อยละ 16 ต่อปี นับแต่วันที่ 8 ธันวาคม 2542 ถึงวันที่ 15 พฤษภาคม 2543 ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

ก่อนศาลชั้นต้นมีคำสั่งรับฎีกาได้อนุญาตให้บรรษัทบริหารสินทรัพย์ไทยสวมสิทธิเข้าเป็นคู่ความแทนโจทก์

โจทก์ฎีกา

ระหว่างพิจารณาของศาลฎีกา บริษัทบริหารสินทรัพย์สุขุมวิท จำกัด ยื่นคำร้องขอเข้าสวมสิทธิเป็นคู่ความแทนบรรษัทบริหารสินทรัพย์ไทยผู้เข้าสวมสิทธิเป็นคู่ความแทนโจทก์ พิเคราะห์แล้ว ปรากฏว่า ผู้ร้องเป็นนิติบุคคลโดยจดทะเบียนเป็นบริษัทบริหารสินทรัพย์ตามพระราชกำหนดบริษัทบริหารสินทรัพย์ พ.ศ.2541 เมื่อบรรษัทบริหารสินทรัพย์ไทยผู้เข้าสวมสิทธิเป็นคู่ความแทนโจทก์ได้โอนสินทรัพย์และ

สิทธิเรียกร้องทั้งหมดในคดีนี้แก่ผู้ร้องแล้ว ผู้ร้องย่อมสวมสิทธิเข้าเป็นคู่ความแทนผู้เข้าสวมสิทธิเป็นคู่ความแทนโจทก์ได้ ตามพระราชกำหนดบริษัทบริหารสินทรัพย์ พ.ศ.2541 มาตรา 7 จึงอนุญาตให้ผู้ร้องเข้าสวมสิทธิเป็นคู่ความแทนผู้เข้าสวมสิทธิเป็นคู่ความแทนโจทก์ตามขอ

ศาลฎีกาแผนกคดีพาณิชย์และเศรษฐกิจวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงเบื้องต้นฟังได้ว่า วันที่ 23 กุมภาพันธ์ 2531 จำเลยที่ 1 เปิดบัญชีเงินฝากกระแสรายวันกับโจทก์ เลขที่ 019 - 1 - 06015 - 0 ตกลงใช้เช็คเบิกถอนเงินจากบัญชี และวันที่ 22 มีนาคม 2531 ทำสัญญากู้เบิกเงินเกินบัญชีกับโจทก์ ในวงเงิน 1,000,000 บาท ต่อมาวันที่ 17 สิงหาคม 2531 และวันที่ 29 ธันวาคม 2536 เพิ่มวงเงินครั้งที่ 1 และที่ 2 จำนวน 20,000,000 บาท และ 4,000,000 บาท ตามลำดับ รวมเป็นวงเงิน 25,000,000 บาท ตกลงดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 15 ต่อปี ยอมให้โจทก์ปรับเปลี่ยนอัตราดอกเบี้ยได้โดยไม่ต้องแจ้ง ตามประกาศโจทก์ ประกาศธนาคารแห่งประเทศไทยกำหนดชำระดอกเบี้ยทุกสิ้นเดือน หากผิดนัดยอมให้คิดดอกเบี้ยทบต้น ตามคำขอเปิดบัญชีเงินฝากกระแสรายวัน สัญญาเบิกเงินเกินบัญชีและบันทึกข้อตกลงแก้ไขสัญญาเบิกเงินเกินบัญชีครั้งที่ 1 และครั้งที่ 2 กับวันที่ 29 ธันวาคม 2536 จำเลยที่ 1 ทำสัญญากู้เงินและรับเงินไปจากโจทก์ 2 ฉบับ ฉบับแรก 80,000,000 บาท และฉบับที่สองอีก 8,000,000 บาท ตกลงดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 19 ต่อปี ตามสัญญากู้ยืมเงิน เพื่อเป็นประกันหนี้ วันที่ 22 มีนาคม 2531 จำเลยที่ 2 และนายสมเชษฐ ทำสัญญาค้ำประกันหนี้ของจำเลยที่ 1 ในวงเงิน 11,000,000 บาท โดยยอมรับผิดอย่างลูกหนี้ร่วม วันที่ 12 กรกฎาคม 2531 จำเลยที่ 3 และนายสมเชษฐทำสัญญาค้ำประกันหนี้ของจำเลยที่ 1 ในวงเงิน 10,500,000 บาท โดยยอมรับผิดอย่างลูกหนี้ร่วม และจำเลยที่ 2 ถึงที่ 7 ร่วมกับนายสมเชษฐและนายวินัย ทำสัญญาค้ำประกันหนี้ทุกประเภทของจำเลยที่ 1 รวม 10 ฉบับ เมื่อวันที่ 1 พฤษภาคม 2534 นายสมเชษฐถึงแก่ความตาย มีจำเลยที่ 5 ถึงที่ 7 เป็นทายาท ระหว่างวันที่ 10 กรกฎาคม 2539 ถึงวันที่ 24 ธันวาคม 2540 จำเลยที่ 4 และที่ 5 มอบอำนาจให้นายพิชิต โอนทรัพย์จำนองตั้งอยู่ที่อำเภอคุระบุรี จังหวัดพังงา โดยมีที่ดินที่โจทก์ตกลงรับโอนรวม 20 แปลง ตีราคาชำระหนี้ของจำเลยที่ 1 เป็นเงิน 82,478,814 บาท ศาลชั้นต้นฟังข้อเท็จจริงว่า การโอนทรัพย์จำนองตีใช้หนี้โจทก์ดังกล่าว โจทก์ได้นำไปหักกลบลบหนี้ประเภทตั๋วสัญญาใช้เงินค่าสินค้าต่างประเทศซึ่งจำเลยที่ 1 เป็นหนี้โจทก์ นอกเหนือจากหนี้ที่โจทก์นำมาฟ้องเป็นคดีนี้แล้วยังมีเงินเหลืออีก 264,594 บาท ซึ่งโจทก์จะต้องนำไปหักออกจากหนี้กู้ยืมเงิน แต่โจทก์ไม่ได้นำเงินที่เหลือจากการหักกลบลบหนี้ประเภทตั๋วสัญญาใช้เงินค่าสินค้าต่างประเทศไปหักหนี้ตามสัญญากู้ยืมเงินยอดหนี้ตามฟ้อง จึงไม่ถูกต้องและต้องนำเงินที่เหลือจำนวน 264,594 บาท ไปหักกับดอกเบี้ยค้างชำระตามสัญญากู้เงินเสียก่อน โจทก์อุทธรณ์ว่า โจทก์นำเงินที่เหลือจากการหักกลบลบหนี้ประเภทตั๋วสัญญาใช้เงินค่าสินค้าต่างประเทศไปหักทอนหนี้ตามบัญชีเงินกู้แล้วตามการ์ดบัญชีเงินกู้ ศาลชั้นต้นพิพากษาให้นำเงินจำนวนเดียวกันไปหักชำระหนี้ดอกเบี้ยค้างชำระตามสัญญากู้เงินซ้ำอีก เป็นการไม่ชอบ ศาลอุทธรณ์วินิจฉัยว่า โจทก์มีภาระต้องพิสูจน์ว่าได้นำเงินที่จำเลยที่ 4 ถึงที่ 7 โอนทรัพย์จำนองตีใช้หนี้ไปหักทอนหนี้จากบัญชีเงินกู้จำนวนเท่าใด แต่ทางนำสืบโจทก์ยังรับฟังไม่ได้ว่ามีการหักทอนเงินจำนวนดังกล่าวออกจากบัญชีเงินกู้ตามที่โจทก์อุทธรณ์ ที่ศาลชั้นต้นนำเงินจำนวนดังกล่าวไปหักออกจากดอกเบี้ยค้างชำระตามสัญญากู้เงินชอบแล้ว

ปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์มีว่า ที่ศาลอุทธรณ์ฟังข้อเท็จจริงว่า โจทก์ยังนำมูลค่าทรัพย์จำนองหักชำระหนี้ไม่ครบถ้วนเป็นการวินิจฉัยในข้อที่มิได้กล่าวในฟ้องนอกเหนือประเด็นข้อพิพาท และเป็นการฟังข้อเท็จจริงผิดไปจากภาระการพิสูจน์หรือไม่ โดยโจทก์ฎีกาว่า คดีนี้จำเลยที่ 1 ที่ 4 ถึงที่ 7 ให้การรับว่า จำเลยที่ 1 ทำสัญญากู้เบิกเงินเกินบัญชีและสัญญากู้เงินโจทก์จริง แต่มีการโอนกรรมสิทธิ์ทรัพย์จำนองหักชำระหนี้ ภาระการพิสูจน์จึงตกแก่ฝ่ายจำเลย ฝ่ายจำเลยนำสืบไม่ได้ ข้อเท็จจริงจึงต้องรับฟังตามที่โจทก์นำสืบรายการชำระหนี้ตามการ์ดบัญชีเงินกู้และการ์ดบัญชีตามสัญญาใช้เงินค่าสินค้าต่างประเทศว่ามีการหักชำระหนี้ครบถ้วนแล้วนั้น ข้อเท็จจริงปรากฏว่า จำเลยที่ 1 ที่ 4 ถึงที่ 7 ให้การรับและกล่าวอ้างข้อเท็จจริงใหม่ดังที่โจทก์ฎีกาจริง แต่เมื่อจำเลยที่ 1 ที่ 4 ถึงที่ 7 นำสืบไม่ได้ว่าหนี้ทั้งหมดระงับไปโดยการหักกลบลบหนี้ดังกล่าว จึงมีประเด็นที่ศาลจะต้องวินิจฉัยต่อไปว่า การโอนกรรมสิทธิ์ทรัพย์จำนองหักชำระหนี้นั้น โจทก์นำไปหักชำระหนี้เพียงใด เพื่อนำไปสู่ประเด็นข้อพิพาทตามคำฟ้องของโจทก์ว่า จำเลยที่ 1 ที่ 4 ถึงที่ 7 ต้องรับผิดต่อโจทก์เพียงใด ซึ่งเป็นประเด็นข้อพิพาทที่โจทก์ต้องมีภาระการพิสูจน์ ดังนั้น ที่ศาลอุทธรณ์ฟังข้อเท็จจริงว่า โจทก์ยังนำมูลค่าทรัพย์จำนองหักชำระหนี้ไม่ครบถ้วนจึงมิใช่เป็นการวินิจฉัยในข้อที่มิได้กล่าวในฟ้อง หากแต่เป็นการวินิจฉัยตามประเด็นข้อพิพาทและเป็นการฟังข้อเท็จจริงตามภาระการพิสูจน์โดยชอบแล้ว ฎีกาของโจทก์ฟังไม่ขึ้น

อนึ่ง ขณะจำเลยที่ 1 ทำสัญญากู้ยืมเงินกับโจทก์ โจทก์ประกาศอัตราดอกเบี้ยซึ่ง ณ วันที่ 29 ธันวาคม 2536 กำหนดอัตราดอกเบี้ยเงินกู้สำหรับลูกค้ารายใหญ่ชั้นดี (เอ็ม แอล อาร์) ร้อยละ 11.5 ต่อปี ลูกค้ารายย่อยชั้นดี (เอ็ม อาร์ อาร์) ร้อยละ 13.25 ต่อปี แต่ในสัญญากู้ยืมเงินระบุดอกเบี้ยไว้อัตราร้อยละ 19 ต่อปี ซึ่งเป็นอัตราดอกเบี้ยในกรณีลูกค้าผิดเงื่อนไขการชำระหนี้ แม้ว่าโจทก์เป็นธนาคารพาณิชย์ การคิดอัตราดอกเบี้ยมิได้อยู่ภายใต้บทบัญญัติแห่งประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 654 แต่การคิดอัตราดอกเบี้ยของโจทก์พึงต้องอยู่ภายใต้บทบัญญัติของพระราชบัญญัติการธนาคารพาณิชย์ พ.ศ.2505 มาตรา 14 ซึ่งกำหนดให้ธนาคารแห่งประเทศไทยออกประกาศธนาคารแห่งประเทศไทย กำหนดให้ธนาคารพาณิชย์ปฏิบัติในเรื่องดอกเบี้ยและส่วนลด ซึ่งโจทก์ออกประกาศดอกเบี้ยและส่วนลดตามอัตราดอกเบี้ยแต่ละกรณีตามเอกสารดังกล่าว ดังนั้น ที่โจทก์กำหนดอัตราดอกเบี้ยในสัญญาเกินกว่าประกาศธนาคารแห่งประเทศไทย และประกาศของโจทก์ดังกล่าวข้างต้น จึงถือว่าเป็นการปฏิบัติฝ่าฝืนต่อพระราชบัญญัติการธนาคารพาณิชย์ พ.ศ.2505 อันต้องห้ามตามพระราชบัญญัติห้ามเรียกดอกเบี้ยเกินอัตรา พุทธศักราช 2475 มาตรา 3 (ก) จึงเป็นโมฆะ โจทก์มีสิทธิเรียกดอกเบี้ยเงินกู้จากจำเลยที่ 1 ที่ 4 ถึงที่ 7 เพียงอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับตั้งแต่วันผิดนัดเป็นต้นไป โจทก์มีหนังสือทวงถามให้จำเลยที่ 1 ชำระหนี้ทั้งหมดให้เสร็จสิ้นภายใน 15 วัน นับแต่วันได้รับหนังสือ โดยมีการส่งหนังสือทางไปรษณีย์ไปตามภูมิลำเนาของจำเลยที่ 1 แต่ส่งไม่ได้เนื่องจากไม่มารับภายในกำหนด ตามสำเนาหนังสือทวงถามพร้อมซองจดหมาย กำหนดระยะเวลาที่ให้จำเลยที่ 1 ปฏิบัติตามข้อความในหนังสือยังไม่อาจเริ่มนับ จึงให้ถือเอาวันที่โจทก์ฟ้องคดีนี้เป็นวันที่เริ่มคิดดอกเบี้ยเงินกู้ ส่วนดอกเบี้ยสำหรับหนี้กู้เบิกเงินเกินบัญชีที่ศาลอุทธรณ์กำหนดให้คิดในอัตราร้อยละ 12.75 ต่อปี คงที่นับแต่วันที่ 21 มกราคม 2538 เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จนั้น เป็นการคิดดอกเบี้ยสำหรับเงินกู้เบิกเงินเกินบัญชีในอัตราสำหรับลูกค้ารายย่อยชั้นดี (เอ็ม อาร์ อาร์) ซึ่งข้อเท็จจริงปรากฏตามบันทึกการคำนวณดอกเบี้ยและประกาศอัตราดอกเบี้ยว่าโจทก์ประกาศเปลี่ยนแปลงอัตราดอกเบี้ยเป็นระยะ ๆ ดังนั้นหากนับถัดจากวันที่ 21 มกราคม 2538 เป็นต้นไป โจทก์ประกาศอัตราดอกเบี้ยเงินให้กู้ยืมสำหรับลูกค้ารายย่อยชั้นดี (เอ็ม อาร์ อาร์) ในอัตราที่ต่ำกว่าร้อยละ 12.75 ต่อปี จะทำให้การคิดดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 12.75 ต่อปี ดังกล่าวเป็นการคิดดอกเบี้ยที่เกินกว่าประกาศของโจทก์ในช่วงนั้นได้ จึงเห็นสมควรแก้ไขโดยกำหนดให้จำเลยที่ 1 ที่ 4 ถึงที่ 7 ชำระดอกเบี้ยแก่โจทก์นับแต่วันที่ 21 มกราคม 2538 เป็นอัตราสำหรับลูกค้ารายย่อยชั้นดี (เอ็ม อาร์ อาร์) ปรับเปลี่ยนขึ้นลงตามประกาศของโจทก์ แต่ไม่เกินกว่าอัตราร้อยละ 12.75 ต่อปี ทั้งนี้ เพื่อให้เป็นไปตามภาวะตลาดการเงิน ตามประกาศธนาคารแห่งประเทศไทยและประกาศของโจทก์ ซึ่งออกตามความในมาตรา 14 แห่งพระราชบัญญัติการธนาคารพาณิชย์ พ.ศ.2505 ปัญหาตามที่กล่าวมาเป็นปัญหาข้อกฎหมายอันเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชน ศาลฎีกามีอำนาจยกขึ้นวินิจฉัยและแก้ไขให้ถูกต้องได้ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 142 (5)

พิพากษาแก้เป็นว่า สำหรับหนี้กู้เบิกเงินเกินบัญชี ให้จำเลยที่ 1 ที่ 4 ถึงที่ 7 ชำระเงิน 36,657,490.04 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราดอกเบี้ยเงินให้กู้ยืมสำหรับลูกค้ารายย่อยชั้นดี (เอ็ม อาร์ อาร์) นับแต่วันที่ 21 มกราคม 2538 ตามประกาศธนาคารนครหลวงไทย จำกัด ที่ประกาศปรับเปลี่ยนในแต่ละช่วงเวลา แต่นับแต่วันที่บริษัทบริหารสินทรัพย์เพชรบุรี จำกัด รับโอนหนี้จากธนาคารนครหลวงไทย จำกัด เป็นต้นไป การคิดดอกเบี้ยให้เป็นไปตามหลักเกณฑ์ที่ธนาคารแห่งประเทศไทยกำหนดตามพระราชกำหนดบริษัทบริหารสินทรัพย์ พ.ศ.2541 มาตรา 10 วรรคหนึ่ง จนกว่าจะชำระเสร็จ โดยให้นำเงิน 29,000,000 บาท หักออกจากยอดหนี้ค้างชำระในวันที่ 10 กรกฎาคม 2539 โดยให้ใช้ดอกเบี้ยก่อนต้นเงิน ทั้งนี้ ดอกเบี้ยที่ปรับเปลี่ยนต้องมีอัตราไม่เกินกว่าร้อยละ 12.75 ต่อปี สำหรับหนี้เงินกู้ให้จำเลยที่ 1 ที่ 4 ถึงที่ 7 ชำระต้นเงิน 78,893,159.97 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงินดังกล่าวนับแต่วันฟ้อง (ฟ้องวันที่ 16 พฤษภาคม 2543) จนกว่าจะชำระเสร็จทั้งนี้ให้นำเงินที่จำเลยที่ 1 ชำระหนี้เงินกู้และเงินที่เหลือจากการที่โจทก์หักชำระหนี้อื่นแล้ว 264,594 บาท ไปหักออกจากยอดหนี้ที่ค้างชำระตามวันที่ชำระหนี้เงินกู้ แล้วจึงคำนวณเป็นยอดหนี้ใหม่ นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 654
ป.วิ.พ. ม. 142 (5)
พ.ร.บ.การธนาคารพาณิชย์ พ.ศ.2505 ม. 14
พ.ร.บ.ห้ามเรียกดอกเบี้ยเกินอัตรา พ.ศ.2475 ม. 3 (ก)
ประกาศธนาคารแห่งประเทศไทย เรื่อง การกำหนดให้ธนาคารพาณิชย์ปฎิบัติในเรื่องดอกเบี้ยและส่วนลด
ชื่อคู่ความ
ธนาคารนครหลวงไทย จำกัด โดย
บริษัทบริหารสินทรัพย์เพชรบุรี จำกัด
บรรษัทบริหารสินทรัพย์ไทย และบริษัทบริหารสินทรัพย์
โจทก์ — สุขุมวิท จำกัด ผู้สวมสิทธิเป็นคู่ความแทน
จำเลย — บริษัทบางกอกข้าวหอม จำกัด กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลแพ่งกรุงเทพใต้ — นางสาวสุจิตรา โพทะยะ
ศาลอุทธรณ์ — นางอมรรัตน์ ดีศรีวงศ์
ชื่อองค์คณะ
นิยุต สุภัทรพาหิรผล
เกษม เกษมปัญญา
ทวี ประจวบลาภ
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 16352/2557
#572044
เปิดฉบับเต็ม

ศาลชั้นต้นลงโทษจำเลยฐานร่วมกันฉ้อโกงตาม ป.อ. มาตรา 341 ประกอบมาตรา 83 และศาลอุทธรณ์พิพากษายืน ดังนี้ศาลล่างทั้งสองจึงลงโทษจำเลยในความผิดฐานร่วมกันฉ้อโกง เมื่อโจทก์มีคำขอให้จำเลยคืนหรือใช้เงินจำนวน 7,655,000 บาท แก่โจทก์ร่วม การที่ศาลล่างทั้งสองให้จำเลยคืนหรือใช้เงิน 7,655,000 บาท แก่โจทก์ร่วมจึงชอบด้วย ป.วิ.อ. มาตรา 43 แล้ว

ความผิดฐานร่วมกันปลอมขึ้นซึ่งรอยตราของทบวงการเมืองหรือเจ้าพนักงานและฐานร่วมกันใช้รอยตราที่ทำปลอมขึ้น อันเป็นความผิดตาม ป.อ. มาตรา 251 และ 252 เมื่อจำเลยซึ่งเป็นผู้กระทำความผิดฐานร่วมกันปลอมขึ้นซึ่งรอยตราของทบวงการเมืองหรือเจ้าพนักงานตาม ป.อ. มาตรา 251 ได้กระทำความผิดฐานร่วมกันใช้รอยตราที่ทำปลอมขึ้นตาม ป.อ. มาตรา 252 จึงต้องลงโทษจำเลยตาม ป.อ. มาตรา 251 แต่กระทงเดียวตาม ป.อ. มาตรา 263

การที่จำเลยกับพวกร่วมกันปลอมเอกสารสัญญาที่จะออกหนังสืออนุญาตการทำงานสำหรับชาวต่างชาติ ปลอมเอกสารการอนุญาตให้คนหางานเดินทางเข้าไปในสาธารณรัฐโปแลนด์ (วีซ่า) ของสถานเอกอัครราชทูตแห่งสาธารณรัฐโปแลนด์ ปลอมหนังสือของกองคุ้มครองและดูแลผลประโยชน์คนไทยในต่างประเทศ กรมการกงสุล ถึง กรมการจัดหางาน ปลอมรอยตราประทับของสถานเอกอัครราชทูตไทย ณ กรุงวอร์ซอ ขึ้น แล้วนำรอยตราปลอมที่ทำขึ้นดังกล่าวไปใช้ประทับลงในเอกสารหนังสือความต้องการลูกจ้าง หนังสือมอบอำนาจ และหนังสือสัญญาจ้างแรงงานของบริษัท ซ. จากนั้นนำเอกสารปลอม เอกสารราชการปลอม และเอกสารที่มีรอยตราปลอมดังกล่าวไปแสดงแก่โจทก์ร่วม เป็นการกระทำที่ล้วนมีจุดประสงค์เพียงอย่างเดียวคือหลอกลวงโจทก์ร่วมให้หลงเชื่อแล้วจ่ายเงินเป็นค่าดำเนินการเพื่อจัดส่งคนหางานไปทำงานในต่างประเทศเท่านั้น การกระทำของจำเลยจึงเป็นการกระทำกรรมเดียวแต่ผิดต่อกฎหมายหลายบท ต้องลงโทษตาม ป.อ. มาตรา 251 ซึ่งเป็นกฎหมายบทที่มีโทษหนักที่สุดตาม ป.อ. มาตรา 90 ปัญหาดังกล่าวเป็นข้อกฎหมายที่เกี่ยวกับความสงบเรียบร้อย แม้ไม่มีคู่ความฎีกา ศาลฎีกาก็มีอำนาจยกขึ้นวินิจฉัยได้ตาม ป.วิ.อ. มาตรา 195 ประกอบมาตรา 225

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 32, 83, 91, 251, 252, 264, 265, 268, 341 ริบเอกสารปลอมและเอกสารที่มีรอยตราประทับปลอม กับให้จำเลยคืนหรือใช้เงิน 7,655,000 บาท แก่ผู้เสียหาย

จำเลยให้การปฏิเสธ

ระหว่างพิจารณา นางจันทนี ผู้เสียหาย ยื่นคำร้องขอเข้าร่วมเป็นโจทก์ ศาลชั้นต้นอนุญาตเฉพาะข้อหาร่วมกันใช้เอกสารและเอกสารราชการปลอม ร่วมกันใช้ดวงตราหรือรอยตราปลอมของทบวงการเมืองหรือของเจ้าพนักงาน และร่วมกันฉ้อโกง

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 251, 252, 264 วรรคแรก, 265, 268 วรรคแรก, 341 ประกอบมาตรา 83 การกระทำของจำเลยเป็นความผิดหลายกรรมต่างกัน ให้ลงโทษทุกกรรมเป็นกระทงความผิดไปตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 ฐานร่วมกันทำปลอมรอยตราของทบวงการเมืองหรือของเจ้าพนักงาน จำคุก 2 ปี ความผิดฐานร่วมกันปลอมเอกสารและร่วมกันปลอมเอกสารราชการกับความผิดฐานร่วมกันใช้เอกสารปลอมและร่วมกันใช้เอกสารราชการปลอม จำเลยกับพวกร่วมกันทำปลอมเอกสารนั้นเอง ให้ลงโทษฐานร่วมกันใช้เอกสารปลอมและร่วมกันใช้เอกสารราชการปลอมแต่กระทงเดียวตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 268 วรรคสอง อันเป็นการกระทำกรรมเดียวกับความผิดฐานร่วมกันใช้รอยตราปลอมของทบวงการเมืองหรือของเจ้าพนักงานและฐานร่วมกันฉ้อโกง ซึ่งโจทก์บรรยายฟ้องความผิดส่วนนี้มาในข้อเดียวกันประสงค์ให้ลงโทษแต่เพียงกระทงเดียว จึงให้ลงโทษฐานร่วมกันใช้รอยตราปลอมของทบวงการเมืองหรือของเจ้าพนักงานซึ่งเป็นกฎหมายบทที่มีโทษหนักที่สุดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 จำคุก 2 ปี รวมจำคุก 4 ปี ริบเอกสารปลอมและเอกสารที่มีรอยตราประทับปลอม และให้จำเลยคืนหรือใช้เงิน 7,655,000 บาท แก่โจทก์ร่วม

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน

จำเลยฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า คดีมีปัญหาข้อกฎหมายต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยข้อแรกว่า ที่ศาลล่างทั้งสองให้จำเลยคืนหรือใช้เงิน 7,655,000 บาท แก่โจทก์ร่วมชอบหรือไม่ เห็นว่า ศาลชั้นต้นลงโทษจำเลยฐานร่วมกันฉ้อโกงตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 341 ประกอบมาตรา 83 และศาลอุทธรณ์พิพากษายืน ดังนี้ ศาลล่างทั้งสองจึงลงโทษจำเลยในความผิดฐานร่วมกันฉ้อโกง เมื่อโจทก์มีคำขอให้จำเลยคืนหรือใช้เงินจำนวน 7,655,000 บาท แก่โจทก์ร่วม การที่ศาลล่างทั้งสองให้จำเลยคืนหรือใช้เงิน 7,655,000 บาท แก่โจทก์ร่วมจึงชอบด้วยประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 43 แล้ว ฎีกาของจำเลยข้อนี้ฟังไม่ขึ้น

มีปัญหาข้อกฎหมายที่ต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยข้อต่อไปว่า ที่ศาลล่างทั้งสองลงโทษจำเลยตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 251 อีกกระทงหนึ่งชอบหรือไม่ เห็นว่า ในการวินิจฉัยปัญหาข้อกฎหมายดังกล่าว ศาลฎีกาต้องฟังข้อเท็จจริงตามที่ศาลอุทธรณ์ได้วินิจฉัยมาจากพยานหลักฐานในสำนวนตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 222 ข้อเท็จจริงฟังได้ว่า จำเลยกับพวกร่วมกันปลอมรอยตราประทับของสถานเอกอัครราชทูตไทย ณ กรุงวอร์ซอ ซึ่งเป็นรอยตราประทับของทบวงการเมืองและเป็นรอยตราของเจ้าพนักงานสถานเอกอัครราชทูตไทย ณ กรุงวอร์ซอ ขึ้นมาทั้งดวง แล้วนำรอยตราปลอมที่ทำขึ้นดังกล่าวไปใช้ประทับลงในเอกสารหนังสือความต้องการลูกจ้าง หนังสือมอบอำนาจ และหนังสือสัญญาจ้างแรงงานของบริษัทแซดโพล กอสโปรดาร์สทู อ๊อคร๊อคนิคซ์ หลังจากนั้นจำเลยกับพวกร่วมกันนำเอกสารที่มีรอยตราประทับปลอมดังกล่าวไปใช้แสดงและมอบให้แก่โจทก์ร่วม การกระทำของจำเลยจึงเป็นความผิดฐานร่วมกันปลอมขึ้นซึ่งรอยตราของทบวงการเมืองหรือเจ้าพนักงานและฐานร่วมกันใช้รอยตราที่ทำปลอมขึ้น อันเป็นความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 251 และ 252 เมื่อจำเลยซึ่งเป็นผู้กระทำความผิดฐานร่วมกันปลอมขึ้นซึ่งรอยตราของทบวงการเมืองหรือเจ้าพนักงานตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 251 ได้กระทำความผิดฐานร่วมกันใช้รอยตราที่ทำปลอมขึ้นตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 252 จึงต้องลงโทษจำเลยตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 251 แต่กระทงเดียว ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 263 ที่ศาลล่างทั้งสองลงโทษจำเลยตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 251 อีกกระทงหนึ่ง จึงเป็นการไม่ชอบ ฎีกาของจำเลยข้อนี้ฟังขึ้น

นอกจากนี้ การที่จำเลยกับพวกร่วมกันปลอมเอกสารสัญญาที่จะออกหนังสืออนุญาตการทำงานสำหรับชาวต่างชาติ ปลอมเอกสารการอนุญาตให้คนหางานเดินทางเข้าไปในสาธารณรัฐโปแลนด์ (วีซ่า) ของสถานเอกอัครราชทูตแห่งสาธารณรัฐโปแลนด์ ปลอมหนังสือของกองคุ้มครองและดูแลผลประโยชน์คนไทยในต่างประเทศ กรมการกงสุล ถึง กรมการจัดหางาน ปลอมรอยตราประทับของสถานเอกอัครราชทูตไทย ณ กรุงวอร์ซอ ขึ้น แล้วนำรอยตราปลอมที่ทำขึ้นดังกล่าวไปใช้ประทับลงในเอกสารหนังสือความต้องการลูกจ้าง หนังสือมอบอำนาจ และหนังสือสัญญาจ้างแรงงานของบริษัทแซดโพล กอสโปรดาร์สทู อ๊อคร๊อคนิคซ์ จากนั้นนำเอกสารปลอม เอกสารราชการปลอม และเอกสารที่มีรอยตราปลอมดังกล่าวไปแสดงแก่โจทก์ร่วม เป็นการกระทำที่ล้วนมีจุดประสงค์เพียงอย่างเดียวคือ หลอกลวงโจทก์ร่วมให้หลงเชื่อแล้วจ่ายเงินเป็นค่าดำเนินการเพื่อจัดส่งคนหางานไปทำงานในต่างประเทศเท่านั้น การกระทำของจำเลยจึงเป็นการกระทำกรรมเดียว แต่ผิดต่อกฎหมายหลายบท ต้องใช้กฎหมายบทที่มีโทษหนักที่สุดลงโทษแก่จำเลยตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 ปัญหาดังกล่าวเป็นข้อกฎหมายที่เกี่ยวกับความสงบเรียบร้อย แม้ไม่มีคู่ความฎีกา ศาลฎีกาก็มีอำนาจยกขึ้นวินิจฉัยได้ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 195 วรรคสอง ประกอบมาตรา 225

พิพากษาแก้เป็นว่า ความผิดฐานร่วมกันปลอมขึ้นซึ่งรอยตราของทบวงการเมืองหรือเจ้าพนักงานตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 251 และความผิดฐานร่วมกันใช้รอยตราที่ทำปลอมขึ้นตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 252 ให้ลงโทษจำเลยตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 251 แต่กระทงเดียว ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 263 การกระทำของจำเลยเป็นกรรมเดียวเป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบท ให้ลงโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 251 ซึ่งเป็นกฎหมายบทที่มีโทษหนักที่สุดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 จำคุก 2 ปี นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.อ. ม. 90 ม. 251 ม. 252 ม. 263 ม. 264 ม. 265 ม. 268 ม. 341
ป.วิ.อ. ม. 43 ม. 195 วรรคสอง ม. 225
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการ สำนักงานอัยการสูงสุด
โจทก์ร่วม — นางจันทนี อภิศักดิ์กุล
จำเลย — นางจิรากร ตนุภัทรสกุล
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลอาญา — นายพิสิษฐ์ เจริญสุข
ศาลอุทธรณ์ — นายกำจัด พ่วงสวัสดิ์
ชื่อองค์คณะ
อดิศักดิ์ ปัตรวลี
ทวีศักดิ์ ทองภักดี
เฉลิมศักดิ์ ภัทรสุมันต์
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 16310/2557
#581406
เปิดฉบับเต็ม

การที่โจทก์ซึ่งเป็นพนักงานขายของจำเลย ดำเนินการขายรถยนต์ให้แก่บริษัท ย. ในนามตัวแทนของจำเลย รับดำเนินการทางทะเบียนรถยนต์ให้แก่บริษัท ย. โดยมิได้มีหน้าที่โดยตรงแล้วอาศัยโอกาสเรียกให้บริษัท ย. โอนเงินเข้าบัญชีโจทก์ 15,000 บาท แล้วนำส่งจำเลยเป็นค่ามัดจำป้ายทะเบียนรถยนต์ป้ายแดง 4,000 บาท และค่าจดทะเบียนรถยนต์ 3,800 บาท ส่วนที่เหลือ 7,200 บาท ไม่คืนให้แก่บริษัท ย. เป็นเหตุให้บริษัท ย. ร้องทุกข์ต่อพนักงานสอบสวนเพื่อดำเนินคดีอาญาข้อหายักยอกทรัพย์ เป็นการประพฤติตนไม่ซื่อตรงต่อหน้าที่ คดโกง ถือได้ว่าทุจริตต่อหน้าที่ตาม พ.ร.บ.คุ้มครองแรงงาน พ.ศ.2541 มาตรา 119 วรรคหนึ่ง (1) และกระทำความผิดอย่างร้ายแรงตาม ป.พ.พ. มาตรา 583 จำเลยจึงไม่ต้องจ่ายค่าชดเชยและสินจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้าแก่โจทก์

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องและแก้ไขคำฟ้องขอให้บังคับจำเลยจ่ายสินจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้าเป็นเงิน 9,360 บาท ค่าชดเชยเป็นเงิน 28,000 บาท และค่าเสียหายจากการเลิกจ้างที่ไม่เป็นธรรมเป็นเงิน 1,572,480 บาท พร้อมดอกเบี้ยตามฟ้องแก่โจทก์

จำเลยให้การและแก้ไขคำให้การขอให้ยกฟ้อง

ศาลแรงงานกลางพิพากษาให้จำเลยจ่ายสินจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้าแก่โจทก์ 9,360 บาท พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี จากต้นเงินดังกล่าว และค่าชดเชยแก่โจทก์ 28,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 15 ต่อปี จากต้นเงินดังกล่าว นับแต่วันฟ้อง (วันที่ 8 ธันวาคม 2551) เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จ คำขอนอกจากนี้ให้ยก

จำเลยอุทธรณ์ต่อศาลฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีแรงงานวินิจฉัยว่า มีปัญหาวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของจำเลยว่า การกระทำของโจทก์เป็นการทุจริตต่อหน้าที่หรือไม่ โดยจำเลยอุทธรณ์ว่า การกระทำของโจทก์ที่โจทก์ทราบดีอยู่แล้วว่าการจดทะเบียนรถยนต์ให้ลูกค้านั้น จำเลยจะดำเนินการให้แก่ลูกค้าซึ่งเป็นการดำเนินธุรกิจปกติของจำเลย แต่โจทก์ไปตกลงกับลูกค้าเพื่อรับดำเนินการเอง แล้วให้ลูกค้าโอนเงินเข้าบัญชีโจทก์ จึงเป็นการทุจริตต่อหน้าที่นั้น เห็นว่า ศาลแรงงานกลางฟังข้อเท็จจริงในเบื้องต้นว่า บริษัทเยทา จำกัด ได้ร้องทุกข์ต่อพนักงานสอบสวนให้ดำเนินคดีอาญาแก่โจทก์ข้อหายักยอกทรัพย์ค่าดำเนินการทะเบียนรถยนต์และได้วินิจฉัยว่าบริษัทเยทา จำกัด มีความเชื่อถือว่าจะได้รับรถยนต์และทะเบียนรถยนต์ตามที่ต้องการ หากโจทก์ไม่ได้เป็นพนักงานของจำเลยแล้ว ไม่น่าเชื่อว่าบริษัทเยทา จำกัด จะโอนเงินดังกล่าวเข้าบัญชีโจทก์ และไม่ปรากฏข้อเท็จจริงว่าโจทก์มีหน้าที่ดำเนินการทางทะเบียนรถยนต์ ดังนั้นการที่โจทก์ซึ่งเป็นพนักงานขายของจำเลย ดำเนินการขายรถยนต์ให้แก่บริษัทเยทา จำกัด ในนามตัวแทนของจำเลย แต่กลับรับดำเนินการทางทะเบียนรถยนต์ให้แก่บริษัทเยทา จำกัด โดยมิได้มีหน้าที่โดยตรงต้องกระทำเช่นนั้น แล้วอาศัยโอกาสจากการเป็นพนักงานขายของจำเลยเรียกให้บริษัทเยทา จำกัด โอนเงินเข้าบัญชีโจทก์ 15,000 บาท แล้วโจทก์นำส่งจำเลยเป็นค่ามัดจำป้ายทะเบียนรถยนต์ป้ายแดง 4,000 บาท และนำเงินส่วนหนึ่งจำนวน 3,800 บาท เป็นค่าจดทะเบียนรถยนต์ แล้วไม่นำเงินส่วนที่เหลืออีก 7,200 บาท คืนให้แก่บริษัทเยทา จำกัด เป็นเหตุให้บริษัทเยทา จำกัด ร้องทุกข์ต่อพนักงานสอบสวน สถานีตำรวจภูธรอำเภอบ้านบึง จังหวัดชลบุรี เพื่อดำเนินคดีอาญาข้อหายักยอกทรัพย์แก่โจทก์ การกระทำของโจทก์จึงเป็นการประพฤติตนไม่ซื่อตรงต่อหน้าที่ เป็นการประพฤติที่คดโกงถือได้ว่าเป็นการทุจริตต่อหน้าที่ตามพระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน พ.ศ.2541 มาตรา 119 วรรคหนึ่ง (1) อันเป็นการกระทำความผิดอย่างร้ายแรงตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 583 จำเลยจึงไม่ต้องจ่ายค่าชดเชยและสินจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้าแก่โจทก์ ที่ศาลแรงงานกลางพิพากษาให้จำเลยจ่ายเงินดังกล่าวแก่โจทก์นั้น ไม่ต้องด้วยความเห็นของศาลฎีกา อุทธรณ์ของจำเลยฟังขึ้น กรณีไม่จำต้องวินิจฉัยอุทธรณ์ของจำเลยข้ออื่นอีกต่อไปเพราะไม่ทำให้ผลคดีเปลี่ยนแปลง

พิพากษาแก้เป็นว่า ให้ยกฟ้องโจทก์ทั้งหมด
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.คุ้มครองแรงงาน พ.ศ.2541 ม. 119 วรรคหนึ่ง (1)
ป.พ.พ. ม. 583
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นางสาวดฤกนก เสน่ห์ศรี
จำเลย — บริษัทชัยรัชการ (กรุงเทพ) จำกัด
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลแรงงานกลาง — นายศุภกฤษฎิ์ สามิบัติ
ชื่อองค์คณะ
วิธวิทย์ หิรัญรุจิพงศ์
ชัยวัฒน์ เวียงธีรวัฒน์
พงษ์เทพ ศิริพงศ์ติกานนท์
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 16300/2557
#579998
เปิดฉบับเต็ม

พ.ร.บ.เลื่อยโซ่ยนต์ พ.ศ.2545 มาตรา 3 ให้ความหมายของคำว่า "เลื่อยโซ่ยนต์" ไว้ว่า เครื่องมือสำหรับใช้ตัดไม้หรือแปรรูปไม้ที่มีฟันเลื่อยติดกับโซ่ซึ่งขับเคลื่อนด้วยกำลังเครื่องจักรกล และให้หมายความรวมถึงส่วนหนึ่งส่วนใดที่เป็นส่วนประกอบของเครื่องมือดังกล่าวด้วย ทั้งนี้ ตามที่รัฐมนตรีกำหนดในกฎกระทรวง และกฎกระทรวงกำหนดลักษณะเลื่อยโซ่ยนต์และส่วนประกอบของเลื่อยโซ่ยนต์ พ.ศ.2551 ซึ่งใช้บังคับในขณะเกิดเหตุ กำหนดความหมายของคำว่า "เลื่อยโซ่ยนต์" ไว้ว่า

(1) เครื่องมือสำหรับใช้ตัดไม้หรือแปรรูปไม้ที่มีฟันเลื่อยติดกับโซ่ ซึ่งขับเคลื่อนด้วยกำลังเครื่องจักรกลที่ผลิตและประกอบสำเร็จรูปเพื่อการใช้งาน ที่มีต้นกำลังเกินกว่า 2 แรงม้า โดยมีแผ่นบังคับโซ่ที่มีขนาดความยาวเกินกว่า 12 นิ้ว

(2) ส่วนหนึ่งส่วนใดที่เป็นส่วนประกอบของเครื่องมือตาม (1) ดังต่อไปนี้

(ก) เครื่องจักรกลต้นกำลังที่มีการออกแบบตัวเครื่องและอุปกรณ์ประกอบตัวเครื่องให้มีลักษณะหรือสภาพเพื่อนำมาประกอบเป็นเครื่องมือตาม (1) โดยเฉพาะ ที่มีต้นกำลังเกินกว่า 2 แรงม้า

(ข) แผ่นบังคับโซ่ที่มีขนาดความยาวเกินกว่า 12 นิ้ว

คดีนี้โจทก์บรรยายฟ้องว่า เลื่อยโซ่ยนต์ของกลางเป็นเครื่องมือสำหรับใช้ตัดไม้ หรือแปรรูปไม้ที่มีฟันเลื่อยติดกับโซ่ซึ่งขับเคลื่อนด้วยกำลังเครื่องจักรกล ชนิดใช้น้ำมันเชื้อเพลิง ขนาดกำลังแรงม้าไม่ชัดเจน แต่แผ่นบังคับโซ่มีขนาดความยาวเกิน 12 นิ้ว แม้โจทก์ไม่ได้กล่าวยืนยันมาว่าเลื่อยโซ่ยนต์ของกลางมีต้นกำลังเกินกว่า 2 แรงม้า คงกล่าวแต่เพียงว่า แผ่นบังคับโซ่มีขนาดความยาวเกินกว่า 12 นิ้ว เท่านั้นก็ตาม แต่ก็ต้องด้วยความหมายของคำว่า เลื่อยโซ่ยนต์ ตามกฎกระทรวงที่กำหนดลักษณะเลื่อยโซ่ยนต์และส่วนประกอบของเลื่อยโซ่ยนต์ พ.ศ.2551 แล้ว เพราะใน (2) กำหนดความหมายเลื่อยโซ่ยนต์ ให้หมายถึงส่วนหนึ่งส่วนใดที่เป็นส่วนประกอบของเครื่องมือตาม (1) แห่งกฎกระทรวงดังกล่าวด้วย ซึ่งก็คือเครื่องจักรกลต้นกำลังหรือแผ่นบังคับโซ่ การที่โจทก์บรรยายฟ้องเพียงส่วนใดส่วนหนึ่งซึ่งเป็นองค์ประกอบของเลื่อยโซ่ยนต์ของกลางข้างต้น จึงเป็นการบรรยายฟ้องที่ครบองค์ประกอบความผิดฐานมีเลื่อยโซ่ยนต์ไว้ในครอบครองโดยไม่ได้รับใบอนุญาต เป็นฟ้องที่ชอบด้วยกฎหมาย

โจทก์ขอให้ริบของกลางตาม พ.ร.บ.ป่าไม้ พ.ศ.2484 มาตรา 74 ทวิ ซึ่งศาลล่างทั้งสองมิได้พิพากษาให้ริบ เป็นข้อกฎหมายอันเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยและศีลธรรมอันดีของประชาชนตาม ป.วิ.อ. มาตรา 195 วรรคสอง ประกอบมาตรา 215 และมาตรา 225 ที่ศาลฎีกามีอำนาจยกขึ้นวินิจฉัยได้ นอกจากนี้ ระหว่างพิจารณาของศาลฎีกา ได้มีประกาศของคณะรักษาความสงบแห่งชาติ ฉบับที่ 106/2557 เรื่อง แก้ไขเพิ่มเติมกฎหมายว่าด้วยป่าไม้ ข้อ 5 ให้ยกเลิกความในวรรคสอง มาตรา 73 แห่ง พ.ร.บ.ป่าไม้ พ.ศ.2484 และให้ใช้ข้อความใหม่แทน แต่กฎหมายที่แก้ไขใหม่ไม่เป็นคุณแก่จำเลยจึงต้องใช้กฎหมายเดิมซึ่งเป็นกฎหมายที่ใช้ในขณะกระทำความผิดบังคับแก่จำเลย

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามพระราชบัญญัติป่าไม้ พ.ศ.2484 มาตรา 4, 11, 69, 73, 74, 74 ทวิ, 74 จัตวา พระราชบัญญัติเลื่อยโซ่ยนต์ พ.ศ.2545 มาตรา 3, 4, 17 ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 32, 33, 91 ริบไม้พะยูงและเลื่อยโซ่ยนต์ของกลางและจ่ายเงินสินบนนำจับตามกฎหมาย

จำเลยให้การรับสารภาพ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามพระราชบัญญัติเลื่อยโซ่ยนต์ พ.ศ.2545 มาตรา 4 วรรคหนึ่ง, 17 (ที่ถูก วรรคหนึ่ง) พระราชบัญญัติป่าไม้ พ.ศ.2484 มาตรา 11 (ที่ถูก วรรคหนึ่ง), 69 (ที่ถูก วรรคหนึ่ง), 73 (ที่ถูก วรรคหนึ่ง) การกระทำของจำเลยเป็นความผิดหลายกรรมต่างกัน ให้ลงโทษทุกกรรมเป็นกระทงความผิดไปตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 ฐานมีเลื่อยโซ่ยนต์โดยไม่ได้รับอนุญาต จำคุก 6 เดือน ฐานทำไม้หวงห้ามประเภท ก. โดยไม่ได้รับอนุญาต จำคุก 3 เดือน และฐานมีไม้ซึ่งยังไม่ได้แปรรูปจำคุก 3 เดือน รวมจำคุก 12 เดือน จำเลยให้การรับสารภาพเป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 กึ่งหนึ่ง คงจำคุก 6 เดือน ให้จ่ายเงินสินบนนำจับตามกฎหมาย

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 3 แผนกคดีสิ่งแวดล้อมพิพากษาแก้เป็นว่า ให้ยกคำขอที่ขอให้จ่ายเงินสินบนนำจับตามกฎหมายเสีย นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

จำเลยฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีสิ่งแวดล้อมวินิจฉัยว่า คดีมีปัญหาวินิจฉัยในข้อกฎหมายเพียงว่า ฟ้องโจทก์ในความผิดฐานมีเลื่อยโซ่ยนต์ไว้ในครอบครองโดยไม่ได้รับใบอนุญาตเป็นฟ้องที่ชอบด้วยกฎหมายหรือไม่ เห็นว่า พระราชบัญญัติเลื่อยโซ่ยนต์ พ.ศ.2545 มาตรา 3 ให้ความหมายของคำว่า "เลื่อยโซ่ยนต์" ไว้ว่า เครื่องมือสำหรับใช้ตัดไม้หรือแปรรูปไม้ที่มีฟันเลื่อยติดกับโซ่ซึ่งขับเคลื่อนด้วยกำลังเครื่องจักรกล และให้หมายความรวมถึงส่วนหนึ่งส่วนใดที่เป็นส่วนประกอบของเครื่องมือดังกล่าวด้วย ทั้งนี้ ตามที่รัฐมนตรีกำหนดในกฎกระทรวง และกฎกระทรวงกำหนดลักษณะเลื่อยโซ่ยนต์และส่วนประกอบของเลื่อยโซ่ยนต์ พ.ศ.2551 ซึ่งใช้บังคับในขณะเกิดเหตุ กำหนดความหมายของคำว่า "เลื่อยโซ่ยนต์" ไว้ว่า

(1) เครื่องมือสำหรับใช้ตัดไม้หรือแปรรูปไม้ที่มีฟันเลื่อยติดกับโซ่ ซึ่งขับเคลื่อนด้วยกำลังเครื่องจักรกลที่ผลิตและประกอบสำเร็จรูปเพื่อการใช้งาน ที่มีต้นกำลังเกินกว่า 2 แรงม้า โดยมีแผ่นบังคับโซ่ที่มีขนาดความยาวเกินกว่า 12 นิ้ว

(2) ส่วนหนึ่งส่วนใดที่เป็นส่วนประกอบของเครื่องมือตาม (1) ดังต่อไปนี้

(ก) เครื่องจักรกลต้นกำลังที่มีการออกแบบตัวเครื่องและอุปกรณ์ประกอบตัวเครื่องให้มีลักษณะหรือสภาพเพื่อนำมาประกอบเป็นเครื่องมือตาม (1) โดยเฉพาะ ที่มีต้นกำลังเกินกว่า 2 แรงม้า

(ข) แผ่นบังคับโซ่ ที่มีขนาดความยาวเกินกว่า 12 นิ้ว

คดีนี้โจทก์บรรยายฟ้องว่า เลื่อยโซ่ยนต์ของกลางเป็นเครื่องมือสำหรับใช้ตัดไม้ หรือแปรรูปไม้ที่มีฟันเลื่อยติดกับโซ่ซึ่งขับเคลื่อนด้วยกำลังเครื่องจักรกล ชนิดใช้น้ำมันเชื้อเพลิงขนาดกำลังแรงม้าไม่ชัดเจน แต่แผ่นบังคับโซ่มีขนาดความยาวเกิน 12 นิ้ว แม้โจทก์ไม่ได้กล่าวยืนยันมาว่าเลื่อยโซ่ยนต์ของกลางมีต้นกำลังเกินกว่า 2 แรงม้า คงกล่าวแต่เพียงว่า แผ่นบังคับโซ่มีขนาดความยาวเกินกว่า 12 นิ้ว เท่านั้นก็ตาม แต่ก็ต้องด้วยความหมายของคำว่า เลื่อยโซ่ยนต์ ตามกฎกระทรวงที่กำหนดลักษณะเลื่อยโซ่ยนต์และส่วนประกอบของเลื่อยโซ่ยนต์ พ.ศ.2551 แล้ว เพราะใน (2) กำหนดความหมายเลื่อยโซ่ยนต์ ให้หมายถึงส่วนหนึ่งส่วนใดที่เป็นส่วนประกอบของเครื่องมือตาม (1) แห่งกฎกระทรวงดังกล่าวด้วย ซึ่งก็คือ เครื่องจักรกลต้นกำลังหรือแผ่นบังคับโซ่ ดังนั้น การที่โจทก์บรรยายฟ้องเพียงส่วนใดส่วนหนึ่งซึ่งเป็นองค์ประกอบของเลื่อยโซ่ยนต์ของกลางข้างต้น จึงเป็นการบรรยายฟ้องที่ครบองค์ประกอบความผิดฐานมีเลื่อยโซ่ยนต์ไว้ในครอบครองโดยไม่ได้รับใบอนุญาต เป็นฟ้องที่ชอบด้วยกฎหมาย ฎีกาของจำเลยฟังไม่ขึ้น

อนึ่ง ตามที่โจทก์ขอให้ริบของกลางตามพระราชบัญญัติป่าไม้ พ.ศ.2484 มาตรา 74 ทวิ ซึ่งศาลล่างทั้งสองมิได้พิพากษาให้ริบ เป็นข้อกฎหมายอันเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยและศีลธรรมอันดีของประชาชน ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 195 วรรคสอง ประกอบมาตรา 215 และมาตรา 225 ที่ศาลฎีกามีอำนาจยกขึ้นวินิจฉัยได้ สมควรแก้ไขให้ถูกต้อง นอกจากนี้ ระหว่างพิจารณาของศาลฎีกา ได้มีประกาศของคณะรักษาความสงบแห่งชาติ ฉบับที่ 106/2557 เรื่องแก้ไขเพิ่มเติมกฎหมายว่าด้วยป่าไม้ ข้อ 5 ให้ยกเลิกความในวรรคสอง มาตรา 73 แห่งระราชบัญญัติป่าไม้ พุทธศักราช 2484 และให้ใช้ข้อความใหม่แทน แต่กฎหมายที่แก้ไขใหม่ไม่เป็นคุณแก่จำเลยจึงต้องใช้กฎหมายเดิมซึ่งเป็นกฎหมายที่ใช้ในขณะกระทำความผิดบังคับแก่จำเลย

พิพากษายืน ริบไม้พะยูงและเลื่อยโซ่ยนต์ของกลาง นอกจากที่แก้คงให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 3
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.อ. ม. 195 ม. 215 ม. 225
พ.ร.บ.ป่าไม้ พ.ศ.2484 ม. 74 ทวิ
พ.ร.บ.เลื่อยโซ่ยนต์ พ.ศ.2545 ม. 3
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการจังหวัดศรีสะเกษ
จำเลย — นายยอน กัลยาโพธิ์
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดศรีสะเกษ — นายเฉลิมศักดิ์ ชโลธร
ศาลอุทธรณ์ภาค 3 — นายสรชัย จตุรภัทรวงศ์
ชื่อองค์คณะ
สวัสดิ์ สุรวัฒนานันท์
อุบลรัตน์ ลุยวิกกัย
สรศักดิ์ วาจาสิทธิศิลป์
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 16275/2557
#581451
เปิดฉบับเต็ม

แม้ขณะที่จำเลยทำหนังสือ พจนานุกรมฉบับราชบัณฑิตยสถาน พ.ศ.2542 ซึ่งพิมพ์เผยแพร่ในขณะนั้นจะไม่ปรากฏคำว่า "แกนนำ" แต่ก็เป็นถ้อยคำที่ใช้กันอยู่อย่างแพร่หลายทั้งในสื่อมวลชนแขนงต่าง ๆ และในสังคมไทยที่มีการชุมนุมกันทางการเมืองของกลุ่มต่าง ๆ มากมาย โดยเป็นการนำความหมายของคำว่า "แกน" ซึ่งเป็นคำนามหมายความว่า วัตถุแข็งที่อยู่ตรงกลางของสิ่งอื่นสำหรับยึดให้อยู่ และความหมายของคำว่า " นำ" ซึ่งเป็นคำกริยาหมายความว่า ไปข้างหน้า เช่น นำขบวนหรือออกหน้ามากล่าวรวมกันเป็น "แกนนำ" เพื่อบ่งบอกว่า ผู้ที่ทำหน้าที่เป็นแกนนำในการชุมนุมกันทางการเมืองนั้น เป็นผู้ทำหน้าที่เป็นหลักยึดเป็นผู้นำให้แก่ผู้ร่วมชุมนุมนั่นเอง ซึ่งต่อมาพจนานุกรมฉบับราชบัณฑิตยสถาน พ.ศ.2554 ก็ให้ความหมายในทำนองนี้ว่า "แกนนำ" เป็นคำนามแปลว่า ผู้ที่เป็นหลักในการเจรจาเพื่อดำเนินการเรื่องใดเรื่องหนึ่ง จึงอาจถือเอาตามความหมายที่รู้และเข้าใจกันในการสื่อสารในสังคมไทยในขณะนั้นเพื่อพิจารณาว่าข้อความที่จำเลยกล่าวนั้นเป็นการหมิ่นประมาทโจทก์หรือไม่

จำเลยเชื่อโดยสุจริตว่าโจทก์ซึ่งเป็นลูกน้องคนสนิทของ ด. เป็นแกนนำในการจัดกำลังพนักงานพิทักษ์ป่าและเคลื่อนกำลังไปชนกับกลุ่มของ ส. ที่ชุมนุมกันอยู่ ทำให้เกิดความวุ่นวายและความไม่สงบขึ้นกับบ้านเมืองจริงตามข้อความที่จำเลยเขียน ดังนั้น แม้ข้อเท็จจริงที่จำเลยนำสืบยังไม่ชัดแจ้งเพียงพอที่จะพิสูจน์ได้ว่าโจทก์เป็นแกนนำกระทำการดังที่จำเลยกล่าวใส่ความจริง แต่จำเลยสำคัญผิดว่ามีอยู่จริง จำเลยย่อมได้รับยกเว้นโทษตาม ป.อ. มาตรา 62 ประกอบมาตรา 330 และปัญหาว่า การกระทำของจำเลยได้รับยกเว้นโทษเพราะสำคัญผิดในข้อที่หาว่าหมิ่นประมาท เป็นปัญหาข้อกฎหมายที่เกี่ยวกับความสงบเรียบร้อยของประชาชน ศาลฎีกามีอำนาจหยิบยกขึ้นวินิจฉัยได้เองตาม ป.วิ.อ. มาตรา 195 วรรคสอง ประกอบมาตรา 225

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องและแก้ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91, 137, 326, 328 และ 332 ให้จำเลยลงโฆษณาคำพิพากษาของศาลในหนังสือพิมพ์รายวัน 5 ฉบับ เป็นเวลา 7 วัน ติดต่อกัน โดยจำเลยชำระค่าใช้จ่าย

ศาลจังหวัดเชียงใหม่ไต่สวนมูลให้ยกฟ้องโจทก์ในความผิดดังกล่าว

จำเลยยื่นคำร้องขอโอนการพิจารณาคดีนี้ไปศาลชั้นต้น

ศาลจังหวัดเชียงใหม่มีคำสั่งโอนคดีไปพิจารณาที่ศาลชั้นต้น

จำเลยให้การปฏิเสธ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 326 จำคุก 2 เดือน และปรับ 10,000 บาท โทษจำคุกให้รอการลงโทษ1 ปี หากไม่ชำระค่าปรับให้จัดการตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 29, 30 กับให้จำเลยโฆษณาคำพิพากษาในหนังสือพิมพ์มติชน ข่าวสด และไทยรัฐ 3 ฉบับ ด้วยตัวอักษรขนาดเท่าที่หนังสือพิมพ์ทั่วไปเสนอข่าวตามปกติเป็นเวลา 7 วันติดต่อกัน โดยจำเลยเป็นผู้ชำระค่าใช้จ่าย คำขออื่นนอกจากนี้ให้ยก

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 5 พิพากษากลับ ให้ยกฟ้องโจทก์

โจทก์ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า คดีมีปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ว่า ข้อความในหนังสือของจำเลยดังกล่าวเป็นการหมิ่นประมาทโจทก์หรือไม่ เห็นว่า แม้ข้อความในข้อ 2.1 ตอนต้นมีเนื้อหาที่จะมุ่งถึงการกระทำของนายดำรงค์ อธิบดีกรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่า และพันธุ์พืช ว่ามีพฤติกรรมที่ไม่เหมาะสม เพราะสั่งให้ผู้อำนวยการสำนักทั่วประเทศจัดกำลังเจ้าหน้าที่พิทักษ์ป่าซึ่งดูแลรักษาป่าทั่วประเทศเคลื่อนกำลังไปกรุงเทพมหานครหลายครั้ง เพื่อชนกับกลุ่มพันธมิตรของนายสนธิ ทำให้เกิดความวุ่นวายและก่อความไม่สงบขึ้นทั่วประเทศ โดยจำเลยมิได้กล่าวถึงโจทก์ก็ตาม แต่ข้อความถัดต่อมาที่ว่า "โดยมีลูกน้องคนสำคัญคือนายเก่งกาจ กับพวก เป็นแกนนำ" นั้น แม้จำเลยมิได้กล่าวโดยชัดแจ้งว่าโจทก์ได้กระทำอย่างไร หรือมีพฤติการณ์เช่นไร อันจะเป็นเหตุให้เกิดความวุ่นวายหรือก่อความไม่สงบในบ้านเมืองดังที่ศาลอุทธรณ์ภาค 5 กล่าวอ้างในคำวินิจฉัยก็ตาม แต่เมื่ออ่านรวมกับข้อความในตอนต้นแล้ว ผู้อ่านย่อมเข้าใจได้ทันทีว่า นายเก่งกาจ ซึ่งก็คือโจทก์ กับพวกซึ่งเป็นผู้ใต้บังคับบัญชาของนายดำรงค์เป็นแกนนำในการนำกำลังเจ้าหน้าที่พิทักษ์ป่าทั่วประเทศเคลื่อนกำลังไปที่กรุงเทพมหานครหลายครั้งเพื่อชนกับการชุมนุมของกลุ่มพันธมิตรของนายสนธินั่นเอง ส่วนที่ศาลอุทธรณ์ภาค 5 วินิจฉัยว่า ทางพิจารณาโจทก์ไม่ได้นำสืบให้เป็นที่ประจักษ์ว่า คำว่า "แกนนำ" เป็นคำที่มีความหมายอย่างไร และตามพจนานุกรมฉบับราชบัณฑิตยสถาน พ.ศ.2542 ซึ่งเป็นหนังสือรวบรวมคำที่มีใช้อยู่ในภาษาไทยในขณะที่จำเลยทำ ก็ไม่ปรากฏว่า "แกนนำ" เป็นคำที่มีการใช้อยู่ นั้น เห็นว่าแม้ตามพจนานุกรมฉบับดังกล่าวจะไม่ปรากฏคำว่า "แกนนำ" อยู่ในขณะนั้นก็ตาม แต่ก็เป็นถ้อยคำที่ใช้กันอยู่อย่างแพร่หลายทั้งในสื่อมวลชนแขนงต่าง ๆ และในสังคมไทยที่มีการชุมนุมกันทางการเมืองของกลุ่มต่าง ๆ มากมาย โดยเป็นการนำความหมายของคำว่า "แกน" ซึ่งเป็นคำนามหมายความว่า วัตถุแข็งที่อยู่ตรงกลางของสิ่งอื่นสำหรับยึดให้อยู่ และความหมายของคำว่า "นำ" ซึ่งเป็นคำกริยาหมายความว่า ไปข้างหน้า เช่น นำขบวนหรือออกหน้ามากล่าวรวมกันเป็น "แกนนำ" เพื่อบ่งบอกว่า ผู้ที่ทำหน้าที่เป็นแกนนำในการชุมนุมกันทางการเมืองนั้น เป็นผู้ที่ทำหน้าที่เป็นหลักยึดเป็นผู้นำให้แก่ผู้ร่วมชุมนุมนั่นเอง ซึ่งต่อมาตามพจนานุกรมฉบับราชบัณฑิตยสถาน พ.ศ.2554 ก็ให้ความหมายในทำนองนี้ว่า "แกนนำ"เป็นคำนามแปลว่า ผู้ที่เป็นหลักหรือหัวหน้าของกลุ่มที่ชุมนุมเพื่อเรียกร้องหรือประท้วงเรื่องใดเรื่องหนึ่ง หรือผู้ที่เป็นหลักในการเจรจาเพื่อดำเนินการเรื่องใดเรื่องหนึ่ง ดังนั้น แม้ขณะที่จำเลยทำหนังสือ ตามพจนานุกรมฉบับราชบัณฑิตยสถานที่พิมพ์เผยแพร่อยู่ในขณะนั้นจะมิได้ปรากฏคำว่า "แกนนำ" เป็นคำที่มีการใช้อยู่ในขณะนั้นก็ตาม แต่ก็อาจถือเอาตามความหมายที่รู้และเข้าใจกันในการสื่อสารในสังคมไทยในขณะนั้นเพื่อพิจารณาว่าข้อความที่จำเลยกล่าวนั้นเป็นการหมิ่นประมาทโจทก์หรือไม่ ซึ่งตามข้อความในข้อ 2.1 ที่จำเลยเขียนถึงพลโทสพรั่ง แม่ทัพภาคที่ 3 กล่าวหาว่า นายดำรงค์ อธิบดีกรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่า และพันธุ์พืช สั่งให้ผู้อำนวยการสำนักทั่วประเทศจัดกำลังเจ้าหน้าที่พิทักษ์ป่าทั่วประเทศเคลื่อนกำลังไปชนกับกลุ่มพันธมิตรของนายสนธิที่กรุงเทพมหานครหลายครั้ง ทำให้เกิดความวุ่นวายและก่อความไม่สงบขึ้นกับประเทศ โดยมีโจทก์ซึ่งเป็นลูกน้องคนสำคัญของนายดำรงค์เป็นหลักหรือผู้นำในการจัดกำลังและเคลื่อนกำลังไป จึงเป็นการใส่ความโจทก์ต่อบุคคลที่สามโดยประการที่น่าจะทำให้โจทก์ผู้ถูกใส่ความนั้น เสียชื่อเสียง ถูกดูหมิ่น หรือถูกเกลียดชัง เข้าเกณฑ์เป็นความผิดฐานหมิ่นประมาทโจทก์ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 326 ได้ ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 5 วินิจฉัยว่า ข้อความที่ปรากฏในเอกสาร ข้อ 2 และข้อ 2.1 ไม่อาจเป็นความผิดฐานหมิ่นประมาท นั้น ศาลฎีกาไม่เห็นพ้องด้วย ฎีกาข้อนี้ของโจทก์ฟังขึ้น อย่างไรก็ตาม ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 330 ได้บัญญัติยกเว้นโทษให้แก่การกระทำความผิดฐานหมิ่นประมาทว่า "ในกรณีหมิ่นประมาท ถ้าผู้ถูกกล่าวหาว่ากระทำความผิดพิสูจน์ได้ว่าข้อที่หาว่าเป็นหมิ่นประมาทนั้นเป็นความจริง ผู้นั้นไม่ต้องรับโทษ แต่ห้ามไม่ให้พิสูจน์ ถ้าข้อที่หาว่าเป็นหมิ่นประมาทนั้นเป็นการใส่ความในเรื่องส่วนตัว และการพิสูจน์จะไม่เป็นประโยชน์แก่ประชาชน" ซึ่งศาลฎีกาเห็นว่า โจทก์เป็นข้าราชการระดับ 8 ตำแหน่งเจ้าหน้าที่บริหารการจัดการพื้นที่อนุรักษ์ที่ 8 ขอนแก่น กรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่า และพันธุ์พืช การพิสูจน์ความจริงว่า โจทก์เป็นผู้ใต้บังคับบัญชาคนสำคัญของนายดำรงค์ อธิบดีกรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่า และพันธุ์พืช ที่เป็นแกนนำในการจัดนำกำลังเจ้าหน้าที่พิทักษ์ป่าทั่วประเทศให้เคลื่อนกำลังไปชนกับกลุ่มพันธมิตรของนายสนธิที่กรุงเทพมหานครหลายครั้ง ทำให้เกิดความวุ่นวายและความไม่สงบขึ้นกับบ้านเมือง ย่อมมิใช่เป็นการใส่ความกันในเรื่องส่วนตัว และการพิสูจน์จะเป็นประโยชน์แก่ประชาชน จึงไม่ต้องห้ามไม่ให้พิสูจน์ความจริงตามมาตรา 330 วรรคสอง ดังกล่าวข้างต้น คดีจึงมีปัญหาต้องวินิจฉัยต่อไปว่า ข้อความที่จำเลยเขียนหนังสือ ข้อ 2 และข้อ 2.1 เป็นความจริงหรือไม่ ซึ่งเมื่อพิจารณาข้อเท็จจริงจากหนังสือพิมพ์ที่ลงข่าวและหนังสือของคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ รวมทั้งข้อมูลจากประธานคณะกรรมาธิการสิ่งแวดล้อมวุฒิสภา ประกอบคำเบิกความของจำเลยที่เบิกความว่า จำเลยทราบจากพนักงานพิทักษ์ป่าที่เข้าอบรมหลายคนว่ามีการจัดอบรมผิดปกติโดยมีการซ้อมให้ร้องตะโกนว่า ไม่เอา ๆ และร้องเพลงรักเมืองไทย เช่นเดียวกับกลุ่มที่ไปชุมนุมต่อต้านการจัดรายการเมืองไทยรายสัปดาห์สัญจร ครั้งที่ 15 วันที่ 20 มกราคม 2549 ของนายสนธิ ซึ่งการอบรมของกรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่า และพันธุ์พืช ไม่เคยมีการจัดคนจำนวนมากเข้ารับการอบรมถึง 1,850 คน และไปดูงานที่สวนลุมพินีมาก่อน จำเลยจึงเชื่อว่าการจัดอบรมครั้งนี้ผู้จัดมีเจตนาอื่นแอบแฝงอยู่ จำเลยทราบว่าโจทก์เดินทางมาสวนลุมพินีเพื่อนำพนักงานพิทักษ์ป่าหรือที่ทหารเรียกว่าหน่วยเสือไฟ ซึ่งอยู่ในอำนาจสั่งการของโจทก์ในฐานะผู้อำนวยการส่วนป้องกันและปราบปรามที่ 3 (ภาคเหนือ) ซึ่งรับผิดชอบอยู่ในเขต 17 จังหวัดภาคเหนือ เข้าร่วมชุมนุมกับกลุ่มพนักงานพิทักษ์ป่าที่มาจากเขาใหญ่เพราะนอกจากนายดำรงค์จะสั่งให้นำพนักงานพิทักษ์ป่าไปร่วมอบรมที่เขาใหญ่แล้ว นายดำรงค์ยังสั่งการแก่จำเลยด้วยวาจา ให้จำเลยนำพนักงานพิทักษ์ป่าและคนงานในหน่วยงานสังกัดสำนักบริหารพื้นที่อนุรักษ์ที่ 10 (อุดรธานี) ของจำเลยให้มาร่วมชุมนุมคัดค้านการจัดรายการเมืองไทยรายสัปดาห์สัญจร ครั้งที่ 15 ที่สวนลุมพินีด้วย ยิ่งไปกว่านั้น จำเลยยังเบิกความว่า โจทก์เป็นลูกน้องคนสนิทของนายดำรงค์ที่นายดำรงค์แต่งตั้งให้เลื่อนตำแหน่งจากระดับ 7 ขึ้นมาเป็นระดับ 8 ทั้ง ๆ ที่โจทก์เพิ่งได้รับการเลื่อนตำแหน่งจากระดับ 6 มาเป็นระดับ 7 ได้เพียง 5 เดือนเศษ เป็นการเลื่อนระดับข้ามอาวุโสข้าราชการอื่นหลายร้อยคน และโจทก์เป็นคนโทรศัพท์ถึงจำเลยให้จำเลยจัดกำลังเจ้าหน้าที่จากสำนักบริหารพื้นที่อนุรักษ์ที่ 10 (อุดรธานี) มาสมทบเพิ่มเติมที่สวนลุมพินีในวันที่ 20 มกราคม 2549 ซึ่งต่อมานายดำรงค์ก็ได้โทรศัพท์ย้ำเตือนจำเลยให้นำพนักงานพิทักษ์ป่ามาสมทบเพิ่มเติมดังที่โจทก์เคยโทรศัพท์มาบอกจำเลยด้วย พฤติการณ์แห่งคดีดังที่ได้วินิจฉัยมามีเหตุผลเกี่ยวเนื่องเชื่อมโยงกันให้เชื่อได้ว่า จำเลยเชื่อโดยสุจริตว่าโจทก์ซึ่งเป็นลูกน้องคนสนิทของนายดำรงค์เป็นแกนนำในการจัดกำลังพนักงานพิทักษ์ป่าและเคลื่อนกำลังไปชนกับกลุ่มพันธมิตรของนายสนธิที่ชุมนุมกันอยู่ในการจัดรายการเมืองไทยรายสัปดาห์สัญจรที่สวนลุมพินี ทำให้เกิดความวุ่นวายและความไม่สงบขึ้นกับบ้านเมืองจริงตามข้อความที่จำเลยเขียนใน ข้อ 2 และข้อ 2.1 ดังนั้น แม้ข้อเท็จจริงที่จำเลยนำสืบยังไม่ชัดแจ้งเพียงพอที่จะพิสูจน์ได้ว่าโจทก์เป็นแกนนำกระทำการดังที่จำเลยกล่าวใส่ความจริง แต่จำเลยสำคัญผิดว่ามีอยู่จริงจำเลยย่อมได้รับยกเว้นโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 62 ประกอบมาตรา 330 และปัญหาว่า การกระทำของจำเลยได้รับยกเว้นโทษเพราะสำคัญผิดในข้อที่หาว่าหมิ่นประมาทเป็นปัญหาข้อกฎหมายที่เกี่ยวกับความสงบเรียบร้อย แม้คู่ความจะมิได้อุทธรณ์ฎีกา ศาลฎีกาก็มีอำนาจหยิบยกขึ้นวินิจฉัยเองได้ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 195วรรคสอง ประกอบมาตรา 225 ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 5 พิพากษากลับให้ยกฟ้องโจทก์มานั้นศาลฎีกาเห็นพ้องด้วยในผล

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.อ. ม. 62 ม. 330
ป.วิ.อ. ม. 195 วรรคสอง ม. 225
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นายเก่งกาจ ศรีหาสาร
จำเลย — นายวรวิทย์ เชื้อสุวรรณ
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลแขวงเชียงใหม่ — นางดรุณี สุรีฉัตรไชยยันต์
ศาลอุทธรณ์ภาค 5 — นายเดชวิมล สุมาวงศ์
ชื่อองค์คณะ
ธานิศ เกศวพิทักษ์
เมทินี ชโลธร
ณัฏฐชัย ไวยภาษจีรกุล
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 16273/2557
#579640
เปิดฉบับเต็ม

การยื่นคำขออนุญาตก่อสร้างอาคารต่อทางราชการมิใช่แบบของนิติกรรมที่กฎหมายบังคับให้ต้องมีพยานเอกสารมาแสดง โจทก์จึงสามารถนำพยานบุคคลมาสืบให้เห็นว่าเป็นตัวแทนกันได้ไม่เป็นการต้องห้ามตาม ป.วิ.พ. มาตรา 94 อาคารที่ถูกเวนคืนตั้งอยู่บนที่ดินอันเป็นกรรมสิทธิ์ของผู้อื่นที่ยินยอมให้อาคารนั้นตั้งอยู่ อาคารดังกล่าวไม่ตกเป็นส่วนควบของที่ดินและไม่มีเอกสารสิทธิตามกฎหมายที่แสดงว่าผู้ใดเป็นเจ้าของอาคารประกอบกับโจทก์มีหนังสือโต้แย้งคัดค้านว่า จำเลยที่ 1 เป็นผู้มีสิทธิได้รับเงินค่าทดแทน จำเลยที่ 5 ซึ่งมีหน้าที่จ่ายเงินค่าทดแทนจึงควรไต่สวนค้นหาความจริงให้รอบด้านว่าผู้ใดเป็นเจ้าของอาคารตามความเป็นจริงหรือมิฉะนั้น จำเลยที่ 5 ควรรอคำวินิจฉัยของศาลตามคำร้องขอของโจทก์ การที่จำเลยที่ 5 ด่วนจ่ายเงินค่าทดแทนให้แก่จำเลยที่ 2 ไป โดยข้อเท็จจริงฟังได้ว่า จำเลยที่ 2 มิใช่ผู้มีสิทธิได้รับเงินค่าทดแทน จำเลยที่ 5 จึงไม่อาจอ้างได้ว่าจ่ายเงินค่าทดแทนไปโดยถูกต้องและชอบด้วยกฎหมาย

จำเลยที่ 1 เป็นนิติบุคคลแยกต่างหากจากจำเลยที่ 2 ผู้เป็นตัวแทน เมื่อจำเลยที่ 2 รับเงินค่าทดแทนจากอาคารของจำเลยที่ 1 ถูกทางราชการเวนคืน อันเกี่ยวด้วยการเป็นตัวแทนแล้วไม่ยอมส่งมอบให้แก่จำเลยที่ 1 ซึ่งเป็นตัวการ จำเลยที่ 1 จึงมีสิทธิเรียกร้องให้จำเลยที่ 2 ส่งมอบเงินดังกล่าวแก่จำเลยที่ 1 ตาม ป.พ.พ. มาตรา 810 เมื่อจำเลยที่ 1 เพิกเฉย โจทก์ซึ่งเป็นเจ้าหนี้ตามคำพิพากษาของจำเลยที่ 1 และต้องเสียประโยชน์จากการเพิกเฉยของจำเลยที่ 1 ก็ย่อมใช้สิทธิเรียกร้องในนามของตนเองแทนจำเลยที่ 1 เพื่อป้องกันสิทธิของตนตาม ป.พ.พ. มาตรา 233 ได้ ในขณะเดียวกันเมื่อจำเลยที่ 5 และที่ 6 ไม่จ่ายเงินค่าทดแทนให้แก่จำเลยที่ 1 ผู้มีสิทธิได้รับค่าทดแทนที่แท้จริง และจำเลยที่ 1 เพิกเฉยไม่ทวงถามเอาจากจำเลยที่ 5 และที่ 6 โจทก์ในฐานะเจ้าหนี้ของจำเลยที่ 1 จึงสามารถใช้สิทธิเรียกร้องของจำเลยที่ 1 ในนามของตนเองตามมาตรา 233 บังคับจำเลยที่ 5 และที่ 6 ให้จ่ายเงินค่าทดแทนให้ถูกต้องตามกฎหมายเพื่อประโยชน์แก่โจทก์ได้

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องและแก้ไขคำฟ้องขอให้บังคับจำเลยที่ 2 ถึงที่ 4 คืนสิทธิในเงินค่าทดแทนสิ่งปลูกสร้างลำดับที่ 313-324 ซึ่งปลูกสร้างบนที่ดินโฉนดเลขที่ 2191 ตำบลบางพรม อำเภอตลิ่งชัน กรุงเทพมหานคร ตามบัญชีการกำหนดค่าทดแทนที่ดินและพืชผลต้นไม้ที่ถูกเวนคืนตามพระราชกฤษฎีกากำหนดเขตที่ดินในบริเวณที่ที่จะเวนคืนเพื่อสร้างทางหลวงเทศบาล สายเชื่อมระหว่างถนนจรัญสนิทวงศ์กับถนนพุทธมณฑลสาย 4 พ.ศ.2539 ให้แก่จำเลยที่ 1 ให้จำเลยที่ 5 และที่ 6 แก้ไขชื่อผู้มีสิทธิรับเงินค่าทดแทนราคาสิ่งปลูกสร้างดังกล่าวในบัญชีการกำหนดค่าทดแทนจากชื่อจำเลยที่ 2 และนายวิชิต เป็นชื่อของจำเลยที่ 1 ให้จำเลยที่ 5 และที่ 6 ส่งเงินค่าทดแทนตามสิทธิของจำเลยที่ 1 จำนวน 4,712,226 บาท พร้อมดอกเบี้ยร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงิน 3,115,000 บาท นับถัดจากวันฟ้องถึงวันที่ส่งเงินดังกล่าวไปยังกรมบังคับคดี ในคดีแพ่งหมายเลขแดงที่ 7857/2541 ของศาลแพ่งธนบุรี

จำเลยที่ 1 ขาดนัดยื่นคำให้การ

จำเลยที่ 2 ที่ 3 ที่ 4 ที่ 5 และที่ 6 ให้การขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยที่ 2 ที่ 5 และที่ 6 ร่วมกันชำระเงิน 4,712,226 บาท พร้อมดอกเบี้ยร้อยละ 7.5 ต่อปี ของเงินต้น 3,115,000 บาท นับถัดจากวันฟ้อง (ฟ้องวันที่ 5 กุมภาพันธ์ 2546) จนกว่าจะชำระเสร็จแก่เจ้าพนักงานบังคับคดีในคดีหมายเลขดำที่ 3385/2541 คดีหมายเลขแดงที่ 7857/2541 ของศาลแพ่งธนบุรี กับให้จำเลยที่ 2 ที่ 5 และที่ 6 ใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ โดยกำหนดค่าทนายความรวม 20,000 บาท คำขออื่นนอกจากนี้ยก และยกฟ้องโจทก์สำหรับจำเลยที่ 3 และที่ 4 ค่าฤชาธรรมเนียมระหว่างโจทก์กับจำเลยที่ 3 และที่ 4 ให้เป็นพับ

จำเลยที่ 2 ที่ 5 และที่ 6 อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน ให้จำเลยที่ 2 ที่ 5 และที่ 6 ร่วมกันใช้ค่าทนายความชั้นอุทธรณ์ 10,000 บาท แทนโจทก์

จำเลยที่ 5 และที่ 6 ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยที่ 5 และที่ 6 ว่า จำเลยที่ 2 และนายวิชิตเป็นผู้มีสิทธิได้รับเงินค่าทดแทนจากการเวนคืนอาคารหรือไม่ เห็นว่า คำขออนุญาตก่อสร้างอาคารของจำเลยที่ 2 และนายวิชิตตามสำเนาคำขออนุญาตก่อสร้างอาคาร นอกจากจะปรากฏว่า อาคารที่ขออนุญาตก่อสร้างมีที่ตั้งอยู่บนที่ดินโฉนดเลขที่ 68838 และ 2191 ตำบลบางเชือกหนัง อำเภอตลิ่งชัน กรุงเทพมหานคร ซึ่งเป็นกรรมสิทธิ์ของนายศักดา นายชัยวัฒน์และนายสุนทรตามทางนำสืบของคู่ความแล้ว ข้อเท็จจริงยังได้ความว่าจำเลยที่ 2 และนายศักดา ได้ระบุจุดประสงค์ของการก่อสร้างอาคารเพื่อใช้เป็นที่พักอาศัย - ร้านค้า ซึ่งเมื่อพิจารณาถึงลักษณะของอาคารที่ตั้งของอาคารและประโยชน์ใช้สอยของอาคารตามภาพถ่ายแผ่นปลิวโฆษณา ที่จำเลยที่ 1 จัดทำขึ้น จะเห็นได้ว่าอาคารที่จำเลยที่ 2 และนายวิชิตขออนุญาตก่อสร้างเป็นรูปแบบของอาคารสำนักงานพร้อมพักอาศัยที่ตั้งอยู่บนที่ดินโฉนดเลขที่ 68838 และ 2191 ในโครงการ "เศรษฐีวงแหวน" ของจำเลยที่ 1 ตรงตามคำโฆษณาในภาพถ่ายแผ่นปลิวดังกล่าว ทั้งเมื่อจำเลยที่ 1 โดยจำเลยที่ 2 ซึ่งเป็นผู้มีอำนาจกระทำการแทนจำเลยที่ 1 ตกลงทำสัญญาจะขายอาคารสำนักงานพักอาศัยพร้อมที่ดินในโครงการของจำเลยที่ 1 ให้แก่โจทก์ตามสำเนาสัญญาจะซื้อจะขายที่ดิน และหลังจากนั้นจำเลยที่ 2 และนายวิชิตก็ได้ขออนุญาตก่อสร้างอาคารบนที่ดินสองแปลงในโครงการ "เศรษฐีวงแหวน" ในระยะเวลาต่อเนื่องกันไปเช่นนี้ นับเป็นพยานหลักฐานที่บ่งชี้อีกประการหนึ่งว่า จำเลยที่ 2 และนายวิชิตมิได้ตั้งใจที่จะก่อสร้างอาคารเพื่อกิจการของตนเอง แม้จำเลยที่ 2 และนายวิชิตจะยื่นคำขออนุญาตก่อสร้างอาคารในนามส่วนตัวดังที่จำเลยที่ 5 และที่ 6 ฎีกา แต่เมื่ออาคารดังกล่าวอยู่ในโครงการประกอบธุรกิจของจำเลยที่ 1 ประกอบกับจำเลยที่ 2 มิได้นำสืบโต้แย้งหักล้างหรือฎีกาต่อสู้ให้เห็นว่า จำเลยที่ 2 ขออนุญาตก่อสร้างอาคารเพื่อใช้เป็นที่พักอาศัยส่วนตัวของจำเลยที่ 2 และนายวิชิต พฤติการณ์แห่งการกระทำของจำเลยที่ 2 และนายวิชิตที่วินิจฉัยมาข้างต้น จึงเป็นกรณีที่จำเลยที่ 2 และนายวิชิตขออนุญาตก่อสร้างอาคารในฐานะเป็นตัวแทนของจำเลยที่ 1 และเพื่อประโยชน์ในทางธุรกิจของจำเลยที่ 1 ดังที่โจทก์นำสืบ ที่จำเลยที่ 5 และที่ 6 ฎีกาว่า การนำสืบของโจทก์ในประเด็นเรื่องจำเลยที่ 2 และนายวิชิตเป็นตัวแทนขออนุญาตก่อสร้างอาคารแทนจำเลยที่ 1 เป็นการนำสืบที่ฝ่าฝืนต่อบทบัญญัติตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 94 จึงต้องห้ามไม่ให้รับฟังนั้น เห็นว่า การยื่นคำขออนุญาตก่อสร้างอาคารต่อทางราชการมิใช่แบบของนิติกรรมที่กฎหมายบังคับให้ต้องมีพยานเอกสารมาแสดง โจทก์จึงสามารถนำพยานบุคคลมาสืบให้เห็นว่าจำเลยที่ 2 และนายวิชิตเป็นเพียงตัวแทนของจำเลยที่ 1 ในการขออนุญาตก่อสร้างอาคารได้ ไม่เป็นการต้องห้ามตามบทกฎหมายดังกล่าวและเมื่ออาคารรวม 12 หลังที่ถูกทางราชการเวนคืนเป็นอาคารที่อยู่ในโครงการประกอบธุรกิจของจำเลยที่ 1 จำเลยที่ 1 จึงเป็นผู้มีสิทธิที่จะได้รับเงินค่าทดแทนการเวนคืนอาคารแต่เพียงผู้เดียว ที่จำเลยที่ 5 และที่ 6 ฎีกาต่อไปว่า อาคารที่ถูกเวนคืนไม่มีการโอนกรรมสิทธิ์ให้เป็นของจำเลยที่ 1 ทั้งเมื่อจำเลยที่ 5 จ่ายเงินค่าทดแทนให้แก่จำเลยที่ 2 ในฐานะส่วนตัวและในฐานะผู้จัดการมรดกของนายวิชิตที่เสียชีวิตรับไปแล้ว กรณีไม่ปรากฏว่าจำเลยที่ 1 หรือผู้มีส่วนได้เสียคัดค้านคดีจึงฟังว่าจำเลยที่ 5 จ่ายเงินค่าทดแทนไปโดยถูกต้องและชอบด้วยกฎหมายนั้น เห็นว่า อาคารที่ถูกเวนคืนตั้งอยู่บนที่ดินอันเป็นกรรมสิทธิ์ของผู้อื่นที่ยินยอมให้อาคารนั้นตั้งอยู่ อาคารดังกล่าวจึงไม่ตกเป็นส่วนควบของที่ดินและไม่มีเอกสารสิทธิตามกฎหมายที่แสดงว่าผู้ใดเป็นเจ้าของอาคารประกอบกับโจทก์มีหนังสือโต้แย้งคัดค้านว่า จำเลยที่ 1 เป็นผู้มีสิทธิได้รับเงินค่าทดแทน จำเลยที่ 5 ซึ่งมีหน้าที่จ่ายเงินค่าทดแทนจึงควรไต่สวนค้นหาความจริงให้รอบด้านว่าผู้ใดเป็นเจ้าของอาคารตามความเป็นจริงหรือมิฉะนั้น จำเลยที่ 5 ก็ควรรอคำวินิจฉัยของศาลตามคำร้องขอของโจทก์ แต่จำเลยที่ 5 มิได้กระทำเช่นนั้น การที่จำเลยที่ 5 ด่วนจ่ายเงินค่าทดแทนให้แก่จำเลยที่ 2 ไปโดยข้อเท็จจริงฟังได้ว่า จำเลยที่ 2 มิใช่ผู้มีสิทธิได้รับเงินค่าทดแทนจำเลยที่ 5 จึงไม่อาจอ้างได้ว่าจ่ายเงินค่าทดแทนไปโดยถูกต้องและชอบด้วยกฎหมาย ส่วนที่จำเลยที่ 1 ไม่คัดค้านการรับเงินค่าทดแทนของจำเลยที่ 2 นั้น เห็นว่า จำเลยที่ 1 เป็นนิติบุคคลที่มีจำเลยที่ 2 เป็นกรรมการผู้มีอำนาจกระทำการแทนจำเลยที่ 1 เมื่อจำเลยที่ 2 ซึ่งเป็นผู้แทนนิติบุคคลมีผลประโยชน์ส่วนตัวทับซ้อนกับผลประโยชน์ของนิติบุคคล การที่จำเลยที่ 2 ไม่ทำหน้าที่รักษาผลประโยชน์ของนิติบุคคลอย่างตรงไปตรงมาจึงมิใช่เรื่องที่อยู่นอกเหนือความคาดหมาย ที่จำเลยที่ 5 และที่ 6 ฎีกาอีกว่า เมื่อจำเลยที่ 5 จ่ายเงินค่าทดแทนให้แก่จำเลยที่ 2 ซึ่งเป็นตัวแทนของจำเลยที่ 1 แล้ว เงินดังกล่าวจึงตกเป็นของจำเลยที่ 1 ผู้เป็นตัวการ และโจทก์จะเรียกให้จำเลยที่ 5 และที่ 6 จ่ายเงินค่าทดแทนให้แก่เจ้าพนักงานบังคับคดีอีกไม่ได้ โดยโจทก์ต้องไปเรียกร้องเอาจากจำเลยที่ 2 เองเพราะจำเลยที่ 2 รับเงินไว้แทนจำเลยที่ 1 ตามบทบัญญัติแห่งประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 810 นั้น เห็นว่า จำเลยที่ 1 เป็นนิติบุคคลแยกต่างหากจากจำเลยที่ 2 ผู้เป็นตัวแทน เมื่อจำเลยที่ 2 รับเงินค่าทดแทนอันเกี่ยวด้วยการเป็นตัวแทนแล้วไม่ยอมส่งมอบให้แก่จำเลยที่ 1 ซึ่งเป็นตัวการ จำเลยที่ 1 จึงมีสิทธิเรียกร้องให้จำเลยที่ 2 ส่งมอบเงินดังกล่าวแก่จำเลยที่ 1 ได้ตามมาตรา 810 แต่เมื่อจำเลยที่ 1 เพิกเฉย โจทก์ซึ่งเป็นเจ้าหนี้ของจำเลยที่ 1 ตามสำเนาคำพิพากษา และต้องเสียประโยชน์จากการเพิกเฉยของจำเลยที่ 1 ก็ย่อมใช้สิทธิเรียกร้องในนามของตนเองแทนจำเลยที่ 1 เพื่อป้องกันสิทธิของตนได้ตามมาตรา 233 ในขณะเดียวกันเมื่อจำเลยที่ 5 และที่ 6 ไม่จ่ายเงินค่าทดแทนให้แก่จำเลยที่ 1 ซึ่งเป็นผู้มีสิทธิได้รับเงินค่าทดแทนที่แท้จริง และจำเลยที่ 1 เพิกเฉยทั้งไม่ทวงถามเอาจากจำเลยที่ 5 และที่ 6 แม้โจทก์จะเป็นเพียงผู้ทำสัญญาจะซื้อจะขายอาคารพร้อมที่ดินกับจำเลยที่ 1 ดังที่จำเลยที่ 5 และที่ 6 ฎีกา แต่โจทก์ก็อยู่ในฐานะเป็นเจ้าหนี้ของจำเลยที่ 1 จึงสามารถใช้สิทธิเรียกร้องของจำเลยที่ 1 ในนามของตนเองตามมาตรา 233 บังคับจำเลยที่ 5 และที่ 6 ให้จ่ายเงินค่าทดแทนให้ถูกต้องตามกฎหมายเพื่อประโยชน์แก่โจทก์ได้ และเมื่อข้อเท็จจริงฟังเป็นยุติว่า จำเลยที่ 5 และที่ 6 จ่ายเงินค่าทดแทนให้แก่ผู้ที่ไม่มีสิทธิได้รับเงินค่าทดแทนตามกฎหมาย หน้าที่และความรับผิดชอบในการจ่ายเงินค่าทดแทนของจำเลยที่ 5 และที่ 6 จึงยังไม่ระงับสิ้นไป ที่ศาลอุทธรณ์พิพากษาให้จำเลยที่ 5 และที่ 6 ร่วมรับผิดกับจำเลยที่ 2 ชำระเงินแก่เจ้าพนักงานบังคับคดีมานั้นชอบแล้ว ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาของจำเลยที่ 5 และที่ 6 ฟังไม่ขึ้น

พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมในชั้นฎีกาให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ. ม. 94
ป.พ.พ. ม. 233
พ.ร.บ.ว่าด้วยการเวนคืนอสังหาริมทรัพย์ พ.ศ.2530
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — ห้างหุ้นส่วนจำกัด คงกระพันขนส่ง
จำเลย — บริษัททวีผล เคหะการ จำกัด กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลแพ่งธนบุรี — อำนวย โอภาพันธ์
ศาลอุทธรณ์ — นายสันติ วงศ์รัตนานนท์
ชื่อองค์คณะ
ภานุวัฒน์ ศุภะพันธุ์
สมยศ เข็มทอง
สมศักดิ์ คุณเลิศกิจ
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา