คำพิพากษา คำสั่งคำร้องและคำวินิจฉัยศาลฎีกา

ทั้งหมด 133,243 รายการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 18591 -ที่ 18632/2557
#607132
เปิดฉบับเต็ม

เมื่อปรากฏว่างานที่โจทก์ทั้งสี่สิบสองทำเป็นงานขนส่งทางบกและจำเลยไม่ได้ตกลงจ่ายค่าล่วงเวลาให้แก่โจทก์ทั้งสี่สิบสอง แม้โจทก์ทั้งสี่สิบสองจะไม่มีสิทธิได้รับค่าล่วงเวลาก็ตามแต่ก็มีสิทธิได้รับค่าตอบแทนเป็นเงินเท่ากับอัตราค่าจ้างต่อชั่วโมงในวันทำงานตามจำนวนชั่วโมงที่ทำ ตาม พ.ร.บ.คุ้มครองแรงงาน พ.ศ.2541 มาตรา 65 (9) ประกอบกฎกระทรวง ฉบับที่ 12 (พ.ศ.2541) ออกตามความใน พ.ร.บ.คุ้มครองแรงงาน พ.ศ.2541 ข้อ 6 จำเลยจึงมีหน้าที่ต้องจ่ายค่าตอบแทนการทำงานหากโจทก์ทั้งสี่สิบสองได้ทำงานล่วงเวลา หาใช่ว่าเมื่อลูกจ้างไม่มีสิทธิได้รับค่าล่วงเวลาแล้วจะถูกตัดสิทธิมิให้ได้รับค่าจ้างธรรมดาไปด้วยไม่

เมื่อศาลแรงงานกลางยังไม่ได้ฟังข้อเท็จจริงเกี่ยวกับโจทก์แต่ละคนเพียงพอที่ศาลฎีกาจะพิพากษาถึงการจ่ายค่าตอบแทนการทำงานล่วงเวลาให้โจทก์แต่ละคนได้ จึงต้องย้อนสำนวนไปให้ศาลแรงงานกลางฟังข้อเท็จจริงเกี่ยวกับโจทก์แต่ละคนว่าได้ทำงานล่วงเวลาหรือไม่ ทำงานล่วงเวลาจำนวนกี่ชั่วโมง ได้รับค่าจ้างเฉลี่ยชั่วโมงละเท่าใด กรณีที่ศาลแรงงานกลางเห็นว่าข้อเท็จจริงที่ฟังใหม่จะเป็นผลให้คำพิพากษาเปลี่ยนแปลงก็ให้ศาลแรงงานกลางพิพากษาคดีส่วนนี้ใหม่ตามรูปคดี ตาม พ.ร.บ.จัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงาน พ.ศ.2522 มาตรา 56 วรรคสองและวรรคสาม

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
รายชื่อโจทก์ปรากฏตามคำพิพากษาศาลแรงงานกลาง เว้นแต่ นายอำนาจ โจทก์ที่ 19 ที่ถูกเป็น นายอำนาจ โดยนางปราณี ผู้เข้าเป็นคู่ความแทน นายอนนท์ โจทก์ที่ 47 ที่ถูกเป็น นายอนนท์หรืออนนต์ โจทก์ที่ 47

คดีทั้งสี่สิบสองสำนวนนี้เดิมศาลแรงงานกลางสั่งให้รวมพิจารณาเป็นคดีเดียวกันกับคดีหมายเลขแดงที่ 2618/2555, 2664/2555, 2835 - 2839/2555 และ 3190/2555 ของศาลแรงงานกลาง โดยให้เรียกโจทก์ทั้งห้าสิบเรียงตามลำดับสำนวนว่าโจทก์ที่ 1 ถึงที่ 50 ตามลำดับ แต่คดีดังกล่าวยุติไปแล้วโดยการถอนฟ้องและศาลแรงงานกลางมีคำสั่งจำหน่ายคดีเสียจากสารบบความ คงขึ้นมาสู่ศาลฎีกาเฉพาะคดีทั้งสี่สิบสองสำนวนนี้

โจทก์ทั้งสี่สิบสองสำนวนฟ้องและแก้ไขคำฟ้องว่าขอให้บังคับจำเลยจ่ายค่าล่วงเวลาและค่าขาดรายได้ที่ถูกพักงาน คืนเงินที่หักจากค่าจ้างเป็นค่าล้างรถยนต์ ค่าปรับที่ไม่ลงชื่อในเอกสาร กรณีจอดรถยนต์หยุดพักระหว่างขับรับส่งผู้โดยสาร ค่าอุบัติเหตุจากการขับรถยนต์และเงินประกันการทำงาน พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 15 ต่อปี นับแต่วันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ทั้งสี่สิบสองตามคำขอของโจทก์แต่ละคน และยกเลิกระเบียบข้อบังคับที่เอาเปรียบลูกจ้าง

จำเลยทั้งสี่สิบสองสำนวนให้การขอให้ยกฟ้องและฟ้องแย้งขอให้โจทก์ที่ 2 ที่ 12 ที่ 16 ถึงที่ 18 ที่ 20 ที่ 26 และที่ 47 ชดใช้ค่าเสื่อมสภาพและค่าขาดประโยชน์จากการใช้รถยนต์วันละ 4,000 บาท และรถยนต์ต้องเสียสภาพในการซ่อมครั้งละ 3,000 บาท สำหรับโจทก์แต่ละคน

โจทก์ที่ 2 ที่ 12 ที่ 16 ถึงที่ 18 ที่ 20 ที่ 26 และที่ 47 ให้การแก้ฟ้องแย้ง ขอให้ยกฟ้องแย้ง

ระหว่างพิจารณา โจทก์ทั้งสี่สิบสองแถลงสละประเด็นที่เรียกร้องเงินที่จำเลยหักเป็นค่าล้างรถยนต์ เงินประกันการทำงาน ประเด็นข้อต่อสู้ว่าฟ้องแย้งขาดอายุความ และประเด็นที่มีคำขอให้ยกเลิกระเบียบข้อบังคับของจำเลยที่เอาเปรียบลูกจ้าง โจทก์ที่ 12 และที่ 18 แถลงสละประเด็นที่เรียกร้องเงินที่จำเลยหักเป็นค่าปรับที่ไม่ลงชื่อในเอกสาร และโจทก์ที่ 17 และที่ 18 แถลงสละประเด็นที่เรียกร้องเงินที่จำเลยหักกรณีจอดรถยนต์หยุดพักระหว่างขับรับส่งผู้โดยสาร

ศาลแรงงานกลางพิพากษาให้จำเลยชำระเงินแก่โจทก์ที่ 2 จำนวน 20,490 บาท โจทก์ที่ 20 และที่ 26 จำนวน 6,000 บาท (ที่ถูกเป็น คนละจำนวน 6,000 บาท) โจทก์ที่ 12 ที่ 17 ที่ 18 และที่ 47 จำนวน 3,000 บาท (ที่ถูกเป็น คนละจำนวน 3,000 บาท) และโจทก์ที่ 16 จำนวน 12,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จ ฟ้องแย้งและคำขออื่นของโจทก์ทั้งสี่สิบสองนอกจากนี้ให้ยก

โจทก์ทั้งสี่สิบสองและจำเลยอุทธรณ์ต่อศาลฎีกา

ระหว่างพิจารณาของศาลฎีกา โจทก์ที่ 19 ถึงแก่ความตาย นางปราณี มารดาของโจทก์ที่ 19 ยื่นคำร้องขอเข้าเป็นคู่ความแทน ศาลฎีกาอนุญาต

ศาลฎีกาแผนกคดีแรงงานวินิจฉัยว่า ศาลแรงงานกลางฟังข้อเท็จจริงและปรากฏข้อเท็จจริงที่คู่ความไม่โต้แย้งกันว่า ตามข้อบังคับของจำเลยหมวดที่ 2 ข้อ 14 และ 15 กำหนดวันทำงานสัปดาห์ละ 6 วัน ตั้งแต่วันจันทร์ถึงวันเสาร์ (อาจมีการเปลี่ยนแปลงเพื่อให้เหมาะสมกับลักษณะของงานสำหรับบางตำแหน่ง) เวลาทำงานปกติ 8.30 ถึง 17 นาฬิกา สำหรับกะจะมีชั่วโมงทำงานเปลี่ยนแปลงไป กะปกติเวลา 8.30 ถึง 17 นาฬิกา กะเช้าเวลา 8 ถึง 17 นาฬิกา กะบ่ายเวลา 16.55 ถึง 1.30 นาฬิกา และกะดึกเวลา 0.30 ถึง 8.10 นาฬิกา โจทก์ทั้งสี่สิบสองกับจำเลยตกลงกำหนดเวลาทำงานวันละ 24 ชั่วโมง แต่จำเลยกำหนดให้โจทก์ทั้งสี่สิบสองทำงาน 3 วัน หยุด 3 วัน บางครั้งลูกจ้างที่อยู่ไกลจะขอพักเพียงวันเดียวแล้วขอทำงานต่อ ซึ่งการทำงานลูกจ้างไม่ได้ขับรถยนต์ตลอด 24 ชั่วโมง ขึ้นอยู่กับจำนวนผู้โดยสารที่มาใช้บริการ ตามรายงานการเดินรถประจำวัน โจทก์ทั้งสี่สิบสองได้รับค่าจ้างโดยคำนวณตามผลงานที่ลูกจ้างทำได้คือเป็นเงิน 12 เปอร์เซ็นต์ ของรายได้จากการขับรถยนต์รับส่งผู้โดยสารทั้งเดือน จำเลยไม่ได้ตกลงจ่ายค่าล่วงเวลาในการทำงานล่วงเวลาให้แก่ลูกจ้าง แล้ววินิจฉัยว่า เมื่อกิจการของจำเลยและงานที่โจทก์ทั้งสี่สิบสองทำเป็นงานขนส่งทางบกซึ่งมีบัญญัติไว้เป็นกฎกระทรวงเพราะสภาพการจ้างและการทำงานแตกต่างจากการจ้างงานทั่วไปที่ต้องการให้เกิดความปลอดภัยไม่เฉพาะผู้ขับแต่เพื่อความปลอดภัยของผู้โดยสารและผู้ใช้รถใช้ถนนด้วย ดังนั้นการกำหนดเวลาทำงานล่วงเวลาของจำเลยกับโจทก์ทั้งสี่สิบสองจึงเป็นการฝ่าฝืนกฎกระทรวง ฉบับที่ 12 (พ.ศ.2541) ในข้อ 2 และข้อ 6 ที่กำหนดเวลาทำงานปกติของลูกจ้างในงานขนส่งทางบกวันหนึ่งไม่เกิน 8 ชั่วโมง และห้ามมิให้นายจ้างให้ลูกจ้างทำงานล่วงเวลา เว้นแต่ได้รับความยินยอมเป็นหนังสือจากลูกจ้าง โดยจะทำงานล่วงเวลาได้วันหนึ่งไม่เกิน 2 ชั่วโมง และได้รับค่าจ้างเป็นค่าตอบแทนการทำงานล่วงเวลา อย่างไรก็ตามงานขับรถยนต์รับส่งผู้โดยสารของสนามบินสุวรรณภูมิมีลักษณะหรือสภาพต้องออกไปทำงานนอกสถานที่และไม่อาจกำหนดเวลาทำงานที่แน่นอนได้ ประกอบกับตามรายงานการเดินรถประจำวัน ที่แสดงว่าโจทก์ทั้งสี่สิบสองมิได้ทำงานตลอด 24 ชั่วโมง บางวันโจทก์บางคนทำงานขับรถยนต์เกิน 8 ชั่วโมง โจทก์บางคนทำงานไม่ถึง 8 ชั่วโมง ขึ้นอยู่กับจำนวนผู้โดยสารที่มาใช้บริการในแต่ละวัน เมื่อโจทก์ทั้งสี่สิบสองได้รับค่าจ้างโดยคำนวณตามผลงานที่ลูกจ้างทำได้คือเป็นเงิน 12 เปอร์เซ็นต์ ของรายได้จากการขับรถยนต์รับส่งผู้โดยสารทั้งเดือน ดังนั้นโจทก์ทั้งสี่สิบสองจึงไม่มีสิทธิได้รับค่าล่วงเวลาหรือค่าตอบแทนการทำงานล่วงเวลาตามพระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน พ.ศ.2541 มาตรา 65 (7) (9) ประกอบกฎกระทรวง ฉบับที่ 12 (พ.ศ. 2541) จำเลยต้องจ่ายค่าขาดรายได้จากการพักงานแก่โจทก์ที่ 2 เป็นเวลา 23 วัน จำเลยหักเงินค่าอุบัติเหตุจากการขับรถยนต์ โดยพิสูจน์ไม่ได้ว่าเกิดจากความผิดของลูกจ้าง จำเลยจึงต้องคืนเงินส่วนนี้แก่โจทก์ที่ 2 ที่ 12 ที่ 16 ถึงที่ 18 ที่ 20 ที่ 26 และที่ 47 ส่วนค่าขาดประโยชน์จากการใช้รถยนต์และค่าเสื่อมสภาพนั้นจำเลยกำหนดขึ้นเองตามอำเภอใจจึงไม่กำหนดให้

คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของโจทก์ทั้งสี่สิบสองว่า โจทก์ทั้งสี่สิบสองมีสิทธิได้รับค่าตอบแทนการทำงานหรือค่าล่วงเวลาจากการทำงานล่วงเวลาหรือไม่ นั้น เห็นว่า เมื่อปรากฏข้อเท็จจริงตามที่ศาลแรงงานกลางฟังและยุติตามที่คู่ความไม่โต้แย้งกันและวินิจฉัยมาแล้วว่า งานที่โจทก์ทั้งสี่สิบสองทำเป็นงานขนส่งทางบกตามกฎกระทรวง ฉบับที่ 12 (พ.ศ.2541) ออกตามความในพระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน พ.ศ.2541 และจำเลยไม่ได้ตกลงจ่ายค่าล่วงเวลาให้แก่โจทก์ทั้งสี่สิบสอง แม้โจทก์ทั้งสี่สิบสองจะไม่มีสิทธิได้รับค่าล่วงเวลาก็ตาม แต่ก็มีสิทธิได้รับค่าตอบแทนเป็นเงินเท่ากับอัตราค่าจ้างต่อชั่วโมงในวันทำงานตามจำนวนชั่วโมงที่ทำ ตามพระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน พ.ศ.2541 มาตรา 65 (9) ประกอบกฎกระทรวง ฉบับที่ 12 (พ.ศ.2541) ออกตามความในพระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน พ.ศ.2541 ข้อ 6 จำเลยจึงมีหน้าที่ต้องจ่ายค่าตอบแทนการทำงานหากโจทก์ทั้งสี่สิบสองได้ทำงานล่วงเวลา หาใช่ว่าเมื่อลูกจ้างไม่มีสิทธิได้รับค่าล่วงเวลาแล้วจะถูกตัดสิทธิมิให้ได้รับค่าจ้างธรรมดาไปด้วยไม่ โจทก์ทั้งสี่สิบสองจึงมีสิทธิที่จะได้รับค่าตอบแทนการทำงานล่วงเวลาเป็นเงินเท่ากับอัตราค่าจ้างต่อชั่วโมงในวันทำงานตามจำนวนชั่วโมงที่ทำ อุทธรณ์ของโจทก์ทั้งสี่สิบสองฟังขึ้น

อนึ่ง ศาลแรงงานกลางยังไม่ได้ฟังข้อเท็จจริงเกี่ยวกับโจทก์แต่ละคนเพียงพอที่ศาลฎีกาจะพิพากษาถึงการจ่ายค่าตอบแทนการทำงานล่วงเวลาให้โจทก์แต่ละคนได้ จึงต้องย้อนสำนวนไปให้ศาลแรงงานกลางฟังข้อเท็จจริงเกี่ยวกับโจทก์แต่ละคนว่าได้ทำงานล่วงเวลาหรือไม่ ทำงานล่วงเวลาจำนวนกี่ชั่วโมง ได้รับค่าจ้างเฉลี่ยชั่วโมงละเท่าใด กรณีที่ศาลแรงงานกลางเห็นว่าข้อเท็จจริงที่ฟังใหม่จะเป็นผลให้คำพิพากษาเปลี่ยนแปลง ก็ให้ศาลแรงงานกลางพิพากษาคดีส่วนนี้ใหม่ตามรูปคดี ตามพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงาน พ.ศ.2522 มาตรา 56 วรรคสองและวรรคสาม

พิพากษาแก้เป็นว่า ให้ยกคำพิพากษาศาลแรงงานกลางเฉพาะในส่วนที่เกี่ยวกับค่าตอบแทนการทำงานล่วงเวลาของโจทก์ทั้งสี่สิบสอง โดยให้ศาลแรงงานกลางฟังข้อเท็จจริงเพิ่มเติมเกี่ยวกับโจทก์แต่ละคนว่าทำงานล่วงเวลาหรือไม่ คนละจำนวนกี่ชั่วโมง แต่ละคนได้รับค่าจ้างเฉลี่ยชั่วโมงละเท่าใด กรณีที่ศาลแรงงานกลางเห็นว่าข้อเท็จจริงที่ฟังใหม่จะเป็นผลให้คำพิพากษาเปลี่ยนแปลง ก็ให้ศาลแรงงานกลางพิพากษาคดีในส่วนนี้ใหม่ตามรูปคดีตามพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงาน พ.ศ.2522 มาตรา 56 วรรคสองและวรรคสาม นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลแรงงานกลาง
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.คุ้มครองแรงงาน พ.ศ.2541 ม. 65 (9)
พ.ร.บ.จัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงาน พ.ศ.2522 ม. 56 วรรคสอง ม. 56 วรรคสาม
กฎกระทรวง ฉบับที่ 12 (พ.ศ.2541) ออกตามความใน พ.ร.บ.คุ้มครองแรงงาน พ.ศ.2541
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นายไพศาล บุญศรี กับพวก
จำเลย — บริษัททองหล่อ คาร์ เซลส์ จำกัด
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลแรงงานกลาง — นางจารุภา เพิ่มสมบัติ
ชื่อองค์คณะ
อนันต์ ชุมวิสูตร
นิยุต สุภัทรพาหิรผล
ธีระยุทธ ทรัพย์นภาพร
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 18574 -ที่ 18577/2557
#579666
เปิดฉบับเต็ม

สัญญาร่วมดำเนินกิจการให้บริการโทรทัศน์ระบบบอกรับเป็นสมาชิกระหว่างจำเลยที่ 1 กับบริษัท ท. จำกัด เป็นสัญญาที่ทำขึ้นระหว่างหน่วยงานของรัฐกับเอกชน โดยมีวัตถุประสงค์แห่งสัญญาเป็นการให้เอกชนเข้าร่วมใช้ความถี่สื่อสาร โดยในขณะทำสัญญาจำเลยที่ 1 มีฐานะเป็นรัฐวิสาหกิจตาม พ.ร.ฎ.จัดตั้งองค์การสื่อสารมวลชนแห่งประเทศไทย พ.ศ. 2520 มีวัตถุประสงค์หลักในการประกอบกิจการสื่อสารมวลชน ใช้กิจการสื่อสารมวลชนเป็นสื่อในการเผยแพร่ความรู้ สร้างความเข้าใจเพื่อพัฒนาคุณภาพชีวิตของประชากร ส่งเสริมคุณภาพและจริยธรรมของคนในชาติและรักษาความมั่นคงของรัฐ ส่งเสริมสนับสนุนให้ประชาชนมีโอกาสในการรับรู้ข่าวที่ถูกต้องและรวดเร็ว ตลอดจนสาระความรู้และสาระบันเทิงที่มีประโยชน์ จึงเป็นการให้บริการเพื่อตอบสนองความต้องการของสังคมและปัจเจกชนอันเป็นบริการสาธารณะ การให้บริษัท ท. จำกัด ดำเนินการจึงต้องอยู่ในวัตถุประสงค์ดังกล่าวด้วย และสัญญายังเป็นการมอบหมายให้บริษัท ท. จำกัด ซึ่งเป็นเอกชนดำเนินการรับผิดชอบและเสี่ยงภัยในกิจการนั้นตลอดระยะเวลาที่กำหนดในสัญญาโดยได้รับค่าตอบแทนจากผู้รับบริการซึ่งเป็นสมาชิกที่รับบริการปลายทางในรูปแบบของการสัมปทานเพื่อจัดการบริการสาธารณะในลักษณะเดียวกันกับการให้สัมปทานตามประกาศของคณะปฏิวัติ ฉบับที่ 58 ลงวันที่ 26 มกราคม 2515 อันเป็นกฎหมายที่ใช้อยู่ในขณะนั้น และให้อำนาจหน่วยงานของรัฐที่จะต้องเห็นชอบหรืออนุญาตให้กระทำการใดหรือไม่ให้กระทำการใด รวมทั้งมีอำนาจควบคุมการดำเนินงานและบอกเลิกสัญญาได้ฝ่ายเดียวตามสัญญาดังกล่าวในข้อ 7 อันเป็นข้อกำหนดในสัญญาที่มีลักษณะพิเศษที่แสดงถึงเอกสิทธิของหน่วยงานของรัฐ เพื่อให้การดำเนินงานดังกล่าวอันเป็นบริการสาธารณะบรรลุผล อีกทั้งเมื่อหมดเวลาตามที่กำหนดในสัญญาแล้วบริษัท ท. จำกัด ยังต้องส่งมอบทรัพย์สินทั้งหมดคืนให้แก่จำเลยที่ 1 ตามสัญญาในข้อ 8 ความสัมพันธ์ระหว่างจำเลยที่ 1 กับบริษัท ท. จำกัด ตามสัญญาร่วมดำเนินกิจการให้บริการโทรทัศน์ระบบบอกรับเป็นสมาชิก จึงมีลักษณะเป็นสัญญาทางปกครอง มิใช่การตกลงเข้ากันเพื่อกระทำกิจการร่วมกันในลักษณะแห่งความเสมอภาคของคู่สัญญาในการก่อให้เกิดสัญญา การปฏิบัติตามสัญญา การแก้ไขและการเลิกสัญญาในลักษณะของคู่สัญญาจัดตั้งห้างหุ้นส่วน

ข้อสัญญาที่กำหนดให้บริษัท ท. จำกัด ต้องจ่ายค่าตอบแทนในการเข้าร่วมดำเนินกิจการตามสัญญาให้แก่จำเลยที่ 1 เป็นเงินร้อยละ 6.5 ของรายได้ทั้งหมดแต่ละปีก่อนหักค่าใช้จ่ายใด ๆ ตลอดอายุสัญญา หากชำระล่าช้าจะต้องเสียดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 15 ต่อปี ทั้งต้องนำหลักประกันจำนวน 5,000,000 บาท มอบให้แก่จำเลยที่ 1 เพื่อเป็นหลักประกันการปฏิบัติตามสัญญา เป็นการกำหนดค่าตอบแทนจากการที่ร่วมดำเนินกิจการตามสัญญาเท่านั้น ไม่ว่าการดำเนินกิจการของบริษัท ท. จำกัด จะมีกำไรหรือไม่ก็ยังต้องจ่ายค่าตอบแทนตามสัญญาดังกล่าวแก่จำเลยที่ 1 ข้อตกลงตามสัญญาดังกล่าวจึงมิได้เป็นการตกลงเข้ากันด้วยประสงค์จะแบ่งปันกำไรอันพึงได้แต่กิจการที่ทำนั้น ส่วนการที่บริษัท ท. จำกัด จะต้องโอนหุ้นซึ่งชำระมูลค่าหุ้นครบถ้วนแล้วจำนวนร้อยละ 7 ของหุ้นทั้งหมดให้แก่จำเลยที่ 1 เป็นผู้ถือหุ้น หรือที่จะต้องให้จำเลยที่ 1 หรือผู้แทนเข้าร่วมเป็นกรรมการของบริษัท ท. จำกัด ตลอดเวลาที่จำเลยที่ 1 ยังคงเป็นผู้ถือหุ้นอยู่ก็เป็นเพียงการกำหนดค่าตอบแทนเพิ่มเติมนอกจากเงินร้อยละ 6.5 ของรายได้ทั้งหมดแต่ละปี และเพื่อให้มีผู้แทนของจำเลยที่ 1 ซึ่งเป็นหน่วยงานของรัฐคอยควบคุมการดำเนินงานในลักษณะของความมีอำนาจเหนือกว่าคู่สัญญาฝ่ายเอกชนนั่นเอง สัญญาระหว่างจำเลยที่ 1 กับบริษัท ท. จำกัด ตามสำเนาสัญญาร่วมดำเนินกิจการให้บริการโทรทัศน์ระบบบอกรับเป็นสมาชิก จึงมิใช่สัญญาจัดตั้งห้างหุ้นส่วนตามความสัมพันธ์ทางแพ่งตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ บรรพ 3 เอกเทศสัญญา ลักษณะ 22 หุ้นส่วนและบริษัท

การที่จำเลยที่ 1 มอบหมายให้บริษัท ท. จำกัด จัดการบริการสาธารณะในรูปแบบของการสัมปทาน ซึ่งบริษัท ท. จำกัด จะต้องจัดทำบริการสาธารณะดังกล่าวแทนจำเลยที่ 1 ซึ่งเป็นหน่วยงานของรัฐภายในระยะเวลาที่กำหนดด้วยทุนทรัพย์และความเสี่ยงภัยของบริษัท ท. จำกัด โดยจำเลยที่ 1 ยอมให้บริษัท ท. จำกัด ใช้ความถี่สื่อสารที่ได้รับจัดสรรจากคณะกรรมการประสานงานการจัดและบริหารความถี่วิทยุแห่งชาติเพื่อดำเนินการเองในนามของจำเลยที่ 1 อันเป็นลักษณะของสัญญาทางปกครองแล้วเช่นนี้ สัญญาดังกล่าวจึงมิใช่ตัวแทนหรือตัวแทนเชิดตามความสัมพันธ์ทางแพ่งตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ บรรพ 3 เอกเทศสัญญา ลักษณะ 15 ตัวแทน ด้วยเช่นกัน จำเลยทั้งสองจึงไม่ต้องร่วมรับผิดตามสัญญาจ้างแรงงานกับบริษัท ท. จำกัด ซึ่งเป็นนายจ้างของโจทก์ทั้งสี่ตามฟ้อง

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
คดีทั้งสี่สำนวนนี้ศาลแรงงานกลางสั่งให้รวมพิจารณาเป็นคดีเดียวกัน โดยให้เรียกโจทก์เรียงตามลำดับสำนวนว่าโจทก์ที่ 1 ถึงที่ 4

โจทก์ทั้งสี่ฟ้องขอให้บังคับจำเลยทั้งสองร่วมกันจ่ายค่าจ้างค้างจ่ายและเงินประกันการทำงานพร้อมดอกเบี้ยตามคำขอท้ายฟ้องของโจทก์ในแต่ละสำนวน

จำเลยทั้งสองให้การและแก้ไขคำให้การขอให้ยกฟ้อง

ศาลแรงงานกลางพิพากษายกฟ้อง

โจทก์ทั้งสี่อุทธรณ์ต่อศาลฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีแรงงานวินิจฉัยว่า มีปัญหาวินิจฉัยประการแรกว่าสัญญาระหว่างจำเลยที่ 1 กับบริษัทไทยสกายเคเบิลทีวี จำกัด (มหาชน) เป็นสัญญาจัดตั้งห้างหุ้นส่วนสามัญหรือจำเลยที่ 1 เชิดบริษัทไทยสกายเคเบิลทีวี จำกัด (มหาชน) ให้เป็นตัวแทนในการประกอบธุรกิจหรือไม่ และจำเลยทั้งสองต้องร่วมกันจ่ายเงินตามฟ้องให้แก่โจทก์ทั้งสี่หรือไม่นั้น เห็นว่า ตามสำเนาสัญญาร่วมดำเนินกิจการให้บริการโทรทัศน์ระบบบอกรับเป็นสมาชิกเป็นการทำสัญญาระหว่างจำเลยที่ 1 ในชื่อเดิมว่า องค์การสื่อสาร มวลชนแห่งประเทศไทย และในสัญญาเรียกว่า "อ.ส.ม.ท." ซึ่งเป็นรัฐวิสาหกิจตามพระราชกฤษฎีกาจัดตั้งองค์การสื่อสารมวลชนแห่งประเทศไทย พ.ศ.2520 กับบริษัทไทยสกายเคเบิลทีวี จำกัด (มหาชน) ในชื่อเดิมว่า บริษัทสยามบรอดแคสติ้งแอนด์คอมมิวนิเคชั่น จำกัด ซึ่งในสัญญาเรียกว่า "บริษัท" โดยมีเงื่อนไขและรายละเอียดที่สำคัญคือ บริษัทดังกล่าวจะต้องเป็นผู้ลงทุนทั้งหมดเพื่อใช้ในการดำเนินกิจการในวงเงินไม่น้อยกว่า 50 ล้านบาท เป็นค่าใช้จ่ายในการจัดหาเครื่องมืออุปกรณ์ต่างๆ เช่น เครื่องส่ง ห้องส่ง อุปกรณ์ห้องส่ง สายอากาศ และส่งมอบให้เป็นกรรมสิทธิ์ของจำเลยที่ 1 เพื่อใช้ในการดำเนินกิจการตามสัญญานี้ โดยจำเลยที่ 1 จะตอบแทนโดยให้บริษัทดังกล่าวเข้าร่วมดำเนินกิจการให้บริการโทรทัศน์ระบบบอกรับเป็นสมาชิกโดยใช้ความถี่สื่อสารจำนวน 3 ความถี่ คือ 2614, 2628 และ 2642 MHz ซึ่งเป็นคลื่นความถี่ที่คณะกรรมการประสานงานการจัดและบริหารความถี่วิทยุแห่งชาติได้จัดสรรให้จำเลยที่ 1 โดยบริษัทดังกล่าวจะต้องออกค่าใช้จ่ายในการดำเนินการเองทั้งสิ้น และบริษัทดังกล่าวจะต้องดำเนินการเองในนามจำเลยที่ 1 มีกำหนด 20 ปี ในระหว่างอายุสัญญาถ้ามติคณะรัฐมนตรี เห็นว่ามีความจำเป็นเพื่อความมั่นคงของรัฐ จำเลยที่ 1 มีสิทธิบอกเลิกสัญญาทั้งหมดหรือบางส่วนได้ บริษัทดังกล่าวจะต้องดำเนินกิจการให้บริการตามสัญญานี้ให้เป็นไปตามนโยบายของรัฐบาลและปฏิบัติตามกฎหมาย มติคณะรัฐมนตรี กฎข้อบังคับ และระเบียบต่างๆ ของทางราชการภายใต้การควบคุมของจำเลยที่ 1 เพื่อให้เป็นไปตามนั้น และตามสัญญาร่วมดำเนินกิจการให้บริการโทรทัศน์ระบบบอกรับเป็นสมาชิกฉบับแก้ไขเพิ่มเติมครั้งที่ 1 ยังกำหนดให้คู่สัญญาได้ตกลงร่วมกันส่งเสริมให้มีการผลิตรายการโทรทัศน์ที่มีคุณภาพขึ้นในประเทศ เพื่อการพัฒนาอุตสาหกรรมการผลิตรายการและบุคลากรในกิจการสื่อสารมวลชนโดยแพร่ภาพรายการที่ผลิตในประเทศในอัตราร้อยละ 10 ของเวลาที่ให้บริการทั้งหมดให้ได้ภายใน 7 ปี นับแต่วันทำสัญญา จึงเห็นได้ว่าสัญญาร่วมดำเนินกิจการให้บริการโทรทัศน์ระบบบอกรับเป็นสมาชิกระหว่างจำเลยที่ 1 กับบริษัทดังกล่าวเป็นสัญญาที่ทำขึ้นระหว่างหน่วยงานของรัฐกับเอกชน โดยมีวัตถุประสงค์แห่งสัญญาเป็นการให้เอกชนเข้าร่วมใช้ความถี่สื่อสาร โดยในขณะทำสัญญาจำเลยที่ 1 มีฐานะเป็นรัฐวิสาหกิจตามพระราชกฤษฎีกาจัดตั้งองค์การสื่อสารมวลชนแห่งประเทศไทย พ.ศ.2520 มีวัตถุประสงค์หลักในการประกอบกิจการสื่อสารมวลชน ใช้กิจการสื่อสารมวลชนเป็นสื่อในการเผยแพร่ความรู้ สร้างความเข้าใจเพื่อพัฒนาคุณภาพชีวิตของประชากร ส่งเสริมคุณภาพและจริยธรรมของคนในชาติและรักษาความมั่นคงของรัฐ ส่งเสริมสนับสนุนให้ประชาชนมีโอกาสในการรับรู้ข่าวที่ถูกต้องและรวดเร็วตลอดจนสาระความรู้และสาระบันเทิงที่มีประโยชน์ จึงเป็นการให้บริการเพื่อตอบสนองความต้องการของสังคมและปัจเจกชนอันเป็นบริการสาธารณะ การให้บริษัทดังกล่าวดำเนินการจึงต้องอยู่ในวัตถุประสงค์ดังกล่าวด้วย และสัญญายังเป็นการมอบหมายให้บริษัทดังกล่าวซึ่งเป็นเอกชนดำเนินการรับผิดชอบและเสี่ยงภัยในกิจการนั้นตลอดระยะเวลาที่กำหนดในสัญญาโดยได้รับค่าตอบแทนจากผู้รับบริการซึ่งเป็นสมาชิกที่รับบริการปลายทางในรูปแบบของการสัมปทานเพื่อจัดการบริการสาธารณะในลักษณะเดียวกันกับการให้สัมปทานตามประกาศของคณะปฏิวัติ ฉบับที่ 58 ลงวันที่ 26 มกราคม 2515 อันเป็นกฎหมายที่ใช้อยู่ในขณะนั้นและให้อำนาจหน่วยงานของรัฐที่จะต้องเห็นชอบหรืออนุญาตให้กระทำการใดหรือไม่ให้กระทำการใด รวมทั้งมีอำนาจควบคุมการดำเนินงานและบอกเลิกสัญญาได้ฝ่ายเดียวตามสัญญาดังกล่าวในข้อ 7 อันเป็นข้อกำหนดในสัญญาที่มีลักษณะพิเศษที่แสดงถึงเอกสิทธิของหน่วยงานของรัฐเพื่อให้การดำเนินงานดังกล่าวอันเป็นบริการสาธารณะบรรลุผล อีกทั้งเมื่อหมดเวลาตามที่กำหนดในสัญญาแล้ว บริษัทดังกล่าวยังต้องส่งมอบทรัพย์สินทั้งหมดคืนให้แก่จำเลยที่ 1 ตามสัญญาในข้อ 8 ความสัมพันธ์ระหว่างจำเลยที่ 1 กับบริษัทดังกล่าวตามสัญญาร่วมดำเนินกิจการให้บริการโทรทัศน์ระบบบอกรับเป็นสมาชิก จึงมีลักษณะเป็นสัญญาทางปกครอง มิใช่การตกลงเข้ากันเพื่อกระทำกิจการร่วมกันในลักษณะแห่งความเสมอภาคของคู่สัญญาในการก่อให้เกิดสัญญา การปฏิบัติตามสัญญา การแก้ไขและการเลิกสัญญาในลักษณะของคู่สัญญาจัดตั้งห้างหุ้นส่วน อีกทั้งข้อสัญญาที่กำหนดให้บริษัทดังกล่าวต้องจ่ายค่าตอบแทนในการเข้าร่วมดำเนินกิจการตามสัญญาให้แก่จำเลยที่ 1 เป็นเงินร้อยละ 6.5 ของรายได้ทั้งหมดแต่ละปีก่อนหักค่าใช้จ่ายใดๆ ตลอดอายุสัญญา หากชำระล่าช้าจะต้องเสียดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 15 ต่อปี ทั้งต้องนำหลักประกันจำนวน 5,000,000 บาทมอบให้แก่จำเลยที่ 1 เพื่อเป็นหลักประกันการปฏิบัติตามสัญญาก็เป็นการกำหนดค่าตอบแทนจากการที่ร่วมดำเนินกิจการตามสัญญาเท่านั้น ไม่ว่าการดำเนินกิจการของบริษัทดังกล่าว จะมีกำไรหรือไม่ก็ยังต้องจ่ายค่าตอบแทนตามสัญญาดังกล่าวแก่จำเลยที่ 1 ข้อตกลงตามสัญญาดังกล่าวจึงมิได้เป็นการตกลงเข้ากันด้วยประสงค์จะแบ่งปันกำไรอันพึงได้แต่กิจการที่ทำนั้น ส่วนการที่บริษัทดังกล่าวจะต้องโอนหุ้นซึ่งชำระมูลค่าหุ้นครบถ้วนแล้วจำนวนร้อยละ 7 ของหุ้นทั้งหมดให้แก่จำเลยที่ 1 เป็นผู้ถือหุ้น หรือที่จะต้องให้จำเลยที่ 1 หรือผู้แทนเข้าร่วมเป็นกรรมการของบริษัทดังกล่าวตลอดเวลาที่จำเลยที่ 1 ยังคงเป็นผู้ถือหุ้นอยู่ก็เป็นเพียงการกำหนดค่าตอบแทนเพิ่มเติมนอกจากเงินร้อยละ 6.5 ของรายได้ทั้งหมดแต่ละปี และเพื่อให้มีผู้แทนของจำเลยที่ 1 ซึ่งเป็นหน่วยงานของรัฐคอยควบคุมการดำเนินงานในลักษณะของความมีอำนาจเหนือกว่าคู่สัญญาฝ่ายเอกชนนั่นเอง สัญญาระหว่างจำเลยที่ 1 กับบริษัทดังกล่าวตามสำเนาสัญญาร่วมดำเนินกิจการให้บริการโทรทัศน์ระบบบอกรับเป็นสมาชิก จึงมิใช่สัญญาจัดตั้งห้างหุ้นส่วนตามความสัมพันธ์ทางแพ่งตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ บรรพ 3 เอกเทศสัญญา ลักษณะ 22 หุ้นส่วนและบริษัทดังที่โจทก์ทั้งสี่อุทธรณ์แต่อย่างใด และดังที่ได้วินิจฉัยแล้วข้างต้นว่าการที่จำเลยที่ 1 มอบหมายให้บริษัทดังกล่าวจัดการบริการสาธารณะในรูปแบบของการสัมปทาน ซึ่งบริษัทดังกล่าวจะต้องจัดทำบริการสาธารณะดังกล่าวแทนจำเลยที่ 1 ซึ่งเป็นหน่วยงานของรัฐภายในระยะเวลาที่กำหนดด้วยทุนทรัพย์และความเสี่ยงภัยของบริษัทดังกล่าว โดยจำเลยที่ 1 ยอมให้บริษัทดังกล่าวใช้ความถี่สื่อสารที่ได้รับจัดสรรจากคณะกรรมการประสานงานการจัดและบริหารความถี่วิทยุแห่งชาติเพื่อดำเนินการเองในนามของจำเลยที่ 1 อันเป็นลักษณะของสัญญาทางปกครองแล้วเช่นนี้ สัญญาดังกล่าวจึงมิใช่ตัวแทนหรือตัวแทนเชิดตามความสัมพันธ์ทางแพ่งตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์บรรพ 3 เอกเทศสัญญา ลักษณะ 15 ตัวแทน ด้วยเช่นกัน จำเลยทั้งสองจึงไม่ต้องร่วมรับผิดตามสัญญาจ้างแรงงานกับบริษัทไทยสกายเคเบิลทีวีจำกัด (มหาชน) ซึ่งเป็นนายจ้างของโจทก์ทั้งสี่ตามฟ้อง ที่ศาลแรงงานกลางพิพากษามานั้นชอบแล้ว อุทธรณ์ของโจทก์ทั้งสี่ฟังไม่ขึ้น

สำหรับอุทธรณ์ประการอื่นของโจทก์ทั้งสี่ซึ่งเป็นการอุทธรณ์ในปัญหาที่ศาลแรงงานกลางมิได้วินิจฉัยมานั้น เห็นว่า ไม่ว่าศาลฎีกาจะวินิจฉัยไปทางใดก็ไม่มีผลเปลี่ยนแปลงคำวินิจฉัยข้างต้นได้ จึงเป็นอุทธรณ์ที่ไม่เป็นสาระแก่คดีอันควรได้รับการวินิจฉัย ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 225 วรรคหนึ่ง ประกอบพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงาน พ.ศ.2522 มาตรา 31 ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัย

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 575 ม. 797 ม. 1012
ประกาศของคณะปฏิวัติ ฉบับที่ 58
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นางหนึ่งฤทัย สุนายนตร์ กับพวก
จำเลย — บริษัท อสมท จำกัด (มหาชน) กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลแรงงานกลาง — นายไพโรจน์ นิติกรไชยรัตน์
ชื่อองค์คณะ
ธีระยุทธ ทรัพย์นภาพร
นิยุต สุภัทรพาหิรผล
วิรุฬห์ แสงเทียน
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 18571 -ที่ 18572/2557
#580039
เปิดฉบับเต็ม

หนังสือเตือนตาม พ.ร.บ.คุ้มครองแรงงาน พ.ศ.2541 มาตรา 119 (4) จะต้องประกอบด้วยข้อความซึ่งแสดงข้อเท็จจริงเกี่ยวกับการฝ่าฝืนข้อบังคับเกี่ยวกับการทำงานหรือระเบียบหรือคำสั่งของนายจ้างให้เพียงพอที่ลูกจ้างจะเข้าใจการกระทำของตนและต้องมีข้อความที่มีลักษณะเป็นการเตือนโดยห้ามไม่ให้ลูกจ้างกระทำการเช่นนั้นซ้ำอีก เมื่อพิจารณาเอกสารทีมผู้บริหารได้แจ้งจำเลยที่ 2 ให้ทราบถึงความไม่เป็นมืออาชีพในการทำงานและพฤติการณ์ส่วนตัวในระหว่างที่จำเลยที่ 2 ปฏิบัติงานโดยละเอียด และในเรื่องวิธีการทำงานของจำเลยที่ 2 ที่ทำให้เกิดความเสียหายแก่ชื่อเสียงและภาพพจน์ของบริษัท เป็นลักษณะการทำงานที่เสียเวลาและเสียพลังงานโดยใช่เหตุ ข้อความดังกล่าวนี้ได้แสดงถึงเหตุในการกระทำความผิดของจำเลยที่ 2 ไว้อย่างครบถ้วน และทำให้จำเลยที่ 2 เข้าใจได้ว่าตนกระทำความผิดอย่างไรแล้ว และยังมีข้อความในวรรคท้ายว่าผู้บริหารได้ขอให้จำเลยที่ 2 ปรับปรุงวิธีการทำงานให้ดีขึ้นภายในเดือนหน้า มิฉะนั้นบริษัทจะพิจารณาให้จำเลยที่ 2 ออกจากบริษัทต่อไป จึงเป็นข้อความที่มีลักษณะเป็นการเตือนโดยห้ามมิให้จำเลยที่ 2 กระทำซ้ำในเหตุที่โจทก์ได้กล่าวอ้างอีก จึงมีลักษณะเป็นหนังสือเตือนตาม พ.ร.บ.คุ้มครองแรงงาน พ.ศ.2541 มาตรา 119 (4) แล้ว เมื่อต่อมาจำเลยที่ 1 ได้กระทำความผิดอีกโดยไม่สามารถจัดเตรียมรายงานประจำปีอันเป็นงานในความรับผิดชอบของตนได้เรียบร้อย จึงเป็นการกระทำความผิดซ้ำคำเตือน โจทก์จึงย่อมมีสิทธิเลิกจ้างจำเลยที่ 2 ได้โดยไม่จำต้องจ่ายค่าชดเชยและค่าจ้างสำหรับวันหยุดพักผ่อนประจำปี

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
คดีทั้งสองสำนวนนี้ ศาลแรงงานกลางสั่งให้รวมพิจารณาเป็นคดีเดียว โดยให้เรียกโจทก์ในสำนวนแรกกับจำเลยที่ 2 ในสำนวนที่สองว่าโจทก์ เรียกจำเลยในสำนวนแรกกับจำเลยที่ 1 ในสำนวนที่สองว่าจำเลยที่ 1 และเรียกโจทก์ในสำนวนที่สองว่าจำเลยที่ 2

สำนวนแรกโจทก์ฟ้องขอให้เพิกถอนคำสั่งของจำเลยที่ 1 ที่ รง.0507.6/161 (ที่ถูก คำสั่งที่ 8/2546) ฉบับลงวันที่ 4 เมษายน 2546

จำเลยที่ 1 ให้การขอให้ยกฟ้อง

สำนวนหลัง จำเลยที่ 2 ฟ้องและแก้ไขคำฟ้องขอให้เพิกถอนคำสั่งพนักงานตรวจแรงงานกลุ่มงานสวัสดิการและคุ้มครองแรงงานพื้นที่ 6 ที่ 8/2546 และบังคับให้โจทก์จ่ายสินจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้า 184,000 บาท ค่าเสียหายจากการเลิกจ้างที่ไม่เป็นธรรม 300,000 บาท และเงินทดรองจ่าย 3,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ค่าล่วงเวลา 2,300 บาท ค่าทำงานในวันหยุด 6,900 บาท ค่าจ้างสำหรับวันหยุดพักผ่อนประจำปี 64,400 บาท ค่าล่วงเวลาในวันหยุด 1,149 บาท ค่าชดเชย 276,000 บาท และดอกเบี้ยของค่าจ้างระหว่างผิดนัด 197 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 15 ต่อปี นับแต่วันที่ 13 มกราคม 2546 และโบนัส 138,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันที่ 21 ธันวาคม 2545 จนกว่าจะชำระเสร็จแก่จำเลยที่ 2

จำเลยที่ 1 และโจทก์ให้การขอให้ยกฟ้อง

ศาลแรงงานกลางพิพากษาให้เพิกถอนคำสั่งของจำเลยที่ 1 ที่ รง.0507.6/161 ฉบับลงวันที่ 4 เมษายน 2546 (ที่ถูก คำสั่งที่ 8/2546 และยกฟ้องจำเลยที่ 2 ด้วย)

จำเลยที่ 2 อุทธรณ์ต่อศาลฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีแรงงานวินิจฉัยว่า ศาลแรงงานกลางฟังข้อเท็จจริงว่า จำเลยที่ 2 เป็นลูกจ้างโจทก์ตั้งแต่วันที่ 1 กันยายน 2544 ในตำแหน่งผู้จัดการฝ่ายบัญชีและการเงิน ซึ่งตำแหน่งของจำเลยที่ 2 ดังกล่าวถือว่าเป็นผู้บริหาร ต่อมาวันที่ 13 มกราคม 2546 โจทก์ได้บอกเลิกจ้างจำเลยที่ 2 โดยมีผลทันทีในวันนั้น ต่อมาในวันที่ 4 กุมภาพันธ์ 2546 จำเลยที่ 2 ได้ยื่นคำร้องต่อจำเลยที่ 1 ว่า โจทก์เลิกจ้างโดยไม่จ่ายค่าชดเชย สินจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้า ค่าล่วงเวลาและค่าจ้างสำหรับวันหยุดพักผ่อนประจำปี จำเลยที่ 1 ได้สอบสวนข้อเท็จจริงตามพยานหลักฐานของโจทก์และจำเลยที่ 2 แล้วมีคำสั่งให้โจทก์จ่ายค่าชดเชยจำนวน 276,000 บาท และค่าจ้างสำหรับวันหยุดพักผ่อนประจำปีจำนวน 64,399.66 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 15 ต่อปี นับตั้งแต่วันที่ 13 มกราคม 2546 เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่จำเลยที่ 2 แต่ไม่มีสิทธิได้รับสินจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้าและค่าทำงานล่วงเวลา และโจทก์เคยมีหนังสือเตือนจำเลยที่ 2 รวม 2 ครั้ง แล้ววินิจฉัยว่า หนังสือเตือนฉบับแรกเป็นเพียงหนังสือแจ้งความผิดที่จำเลยที่ 2 ได้กระทำไปเท่านั้นหาใช่หนังสือเตือนไม่ การกระทำของจำเลยที่ 2 จึงยังถือไม่ได้ว่ากระทำผิดซ้ำคำเตือน ส่วนหนังสือเตือนฉบับที่ 2 ลงวันที่ 9 มกราคม 2546 ปรากฏว่ามีข้อความมีลักษณะเป็นการตักเตือนหรือลงโทษจำเลยที่ 2 หากกระทำผิดซ้ำคำเตือนอีกโจทก์จะเลิกจ้างจำเลยที่ 2 ทันที ดังนั้นหนังสือฉบับที่ 2 จึงเป็นหนังสือเตือนจำเลยที่ 2 และต่อมาในวันที่ 13 มกราคม 2546 โจทก์ก็ได้มีหนังสือเลิกจ้าง ที่ระบุว่าจำเลยที่ 2 ยังไม่จัดเตรียมรายงานประจำปีให้อยู่ในรูปแบบและเนื้อหาที่เป็นที่ยอมรับของบรรดาผู้สอบบัญชีของโจทก์ โจทก์จึงขอยกเลิกสัญญาจ้างงานระดับบริหารกับจำเลยที่ 2 ถือได้ว่าโจทก์ได้มีหนังสือเตือนฉบับแรกในวันที่ 9 มกราคม 2546 แล้วแต่จำเลยที่ 2 ยังกระทำผิดซ้ำคำเตือนอีกครั้งในวันที่ 13 มกราคม 2546 ถือว่าเป็นการกระทำความผิดซ้ำคำเตือน การกระทำของจำเลยที่ 2 เป็นการฝ่าฝืนข้อบังคับเกี่ยวกับการทำงานหรือระเบียบหรือคำสั่งของนายจ้างอันชอบด้วยกฎหมายและเป็นธรรมและนายจ้างได้ตักเตือนเป็นหนังสือแล้วตามมาตรา 119 (4) แห่งพระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน พ.ศ.2541 นายจ้างไม่จำต้องจ่ายค่าชดเชยและค่าจ้างสำหรับวันหยุดพักผ่อนประจำปีให้แก่ลูกจ้าง

คดีมีปัญหาตามอุทธรณ์ของจำเลยที่ 2 ซึ่งศาลฎีกามีคำสั่งให้รับอุทธรณ์เพียงประการเดียวว่า จำเลยที่ 2 กระทำผิดซ้ำคำเตือนหรือไม่ เห็นว่า หนังสือเตือนตามพระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน พ.ศ.2541 มาตรา 119 (4) จะต้องประกอบด้วยข้อความซึ่งแสดงข้อเท็จจริงเกี่ยวกับการฝ่าฝืนข้อบังคับเกี่ยวกับการทำงานหรือระเบียบหรือคำสั่งของนายจ้างให้เพียงพอที่ลูกจ้างจะเข้าใจการกระทำของตนและต้องมีข้อความที่มีลักษณะเป็นการเตือนโดยห้ามไม่ให้ลูกจ้างกระทำการเช่นนั้นซ้ำอีก เมื่อพิจารณาเนื้อความในเอกสารที่ระบุว่า ทีมผู้บริหารได้แจ้งจำเลยที่ 2 ให้ทราบถึงความไม่เป็นมืออาชีพในการทำงานและพฤติการณ์ส่วนตัวในระหว่างที่จำเลยที่ 2 ปฏิบัติงานโดยละเอียด และในเรื่องวิธีการทำงานของจำเลยที่ 2 ที่ทำให้เกิดความเสียหายแก่ชื่อเสียงและภาพพจน์ของบริษัท เป็นลักษณะการทำงานที่เสียเวลาและเสียพลังงานโดยใช่เหตุ ข้อความดังกล่าวนี้ได้แสดงถึงเหตุในการกระทำความผิดของจำเลยที่ 2 ไว้อย่างครบถ้วน และทำให้จำเลยที่ 2 เข้าใจได้ว่าตนกระทำความผิดอย่างไรแล้ว และยังมีข้อความในวรรคท้ายว่าผู้บริหารได้ขอให้จำเลยที่ 2 ปรับปรุงวิธีการทำงานให้ดีขึ้นภายในเดือนหน้า มิฉะนั้นบริษัทจะพิจารณาให้จำเลยที่ 2 ออกจากบริษัทต่อไป จึงเป็นข้อความที่มีลักษณะเป็นการเตือนโดยห้ามมิให้จำเลยที่ 2 กระทำซ้ำในเหตุที่โจทก์ได้กล่าวอ้างอีก จึงมีลักษณะเป็นหนังสือเตือนตามพระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน พ.ศ.2541 มาตรา 119 (4) แล้ว เมื่อต่อมาจำเลยที่ 1 ได้กระทำความผิดอีกโดยไม่สามารถจัดเตรียมรายงานประจำปีอันเป็นงานในความรับผิดชอบของตนได้เรียบร้อย จึงเป็นการกระทำความผิดซ้ำคำเตือน โจทก์จึงย่อมมีสิทธิเลิกจ้างจำเลยที่ 2 ได้โดยไม่จำต้องจ่ายค่าชดเชยและค่าจ้างสำหรับวันหยุดพักผ่อนประจำปี อุทธรณ์ของจำเลยที่ 2 ฟังไม่ขึ้น

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.คุ้มครองแรงงาน พ.ศ.2541 ม. 119 (4)
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — บริษัทคล็อกเนอร์ เพนทาพลาสท์ (ไทยแลนด์) จำกัด
นางสาวกอบกุล เก่งอนันตานนท์
จำเลย — ในฐานะพนักงานตรวจแรงงาน กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลแรงงานกลาง — นายธีระพงศ์ ฮั่นไพศาล
ชื่อองค์คณะ
นิยุต สุภัทรพาหิรผล
ชัยวัฒน์ เวียงธีรวัฒน์
ธีระพงศ์ จิระภาค
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 18570/2557
#579992
เปิดฉบับเต็ม

ตาม พ.ร.บ.จัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงาน พ.ศ.2522 มาตรา 49 ให้อำนาจศาลแรงงานอาจสั่งให้นายจ้างรับลูกจ้างกลับเข้าทำงาน แต่ถ้าศาลแรงงานเห็นว่า ลูกจ้างกับนายจ้างไม่อาจทำงานร่วมกันต่อไปได้ ให้ศาลแรงงานกำหนดจำนวนค่าเสียหายให้นายจ้างชดใช้ให้แทน จำเลยที่ 1 ไม่ประสงค์รับโจทก์กลับเข้าทำงาน จึงเป็นกรณีที่ลูกจ้างกับนายจ้างไม่อาจทำงานร่วมกันต่อไปได้ เห็นควรกำหนดให้จำเลยที่ 1 จ่ายค่าเสียหายจากการเลิกจ้างที่ไม่เป็นธรรมแก่โจทก์แทน

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยที่ 1 และที่ 2 ร่วมกันจ่ายค่าเสียหายจากการขาดรายได้ 8,000,000 บาท ค่าเสียหายต่อเกียรติยศชื่อเสียง 5,000,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของเงินดังกล่าวนับแต่วันเลิกจ้างจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ ให้จำเลยที่ 1 ตีพิมพ์คำพิพากษาในหนังสือพิมพ์บางกอกโพสต์เป็นเวลา 15 วัน ติดต่อกัน ให้จำเลยที่ 1 รับโจทก์กลับเข้าทำงานในตำแหน่งและอัตราค่าจ้างไม่น้อยกว่าอัตราเดิมก่อนถูกเลิกจ้างและให้จ่ายค่าเสียหายเดือนละ 69,768 บาท นับแต่วันเลิกจ้างจนกว่าจะรับโจทก์กลับเข้าทำงาน ให้จำเลยที่ 1 และที่ 3 ร่วมกันจ่ายเงินกองทุนสำรองเลี้ยงชีพในส่วนเงินสมทบของจำเลยที่ 1 (ส่วนของนายจ้าง) จำนวน 623,700.08 บาท พร้อมดอกเบี้ยแก่โจทก์

จำเลยทั้งสามให้การขอให้ยกฟ้อง

ศาลแรงงานกลางพิพากษาให้จำเลยที่ 1 รับโจทก์กลับเข้าทำงานในตำแหน่งและอัตราค่าจ้างที่ไม่ต่ำกว่าที่โจทก์เคยได้รับในขณะเลิกจ้าง ให้จำเลยที่ 3 จ่ายเงินกองทุนสำรองเลี้ยงชีพในส่วนเงินสมทบของจำเลยที่ 1 (ส่วนของนายจ้าง) จำนวน 623,700.08 บาท พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของเงินดังกล่าวนับแต่วันเลิกจ้างจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ คำขออื่นนอกจากนี้ให้ยก และให้ยกฟ้องจำเลยที่ 2

โจทก์ จำเลยที่ 1 และที่ 3 อุทธรณ์ต่อศาลฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีแรงงานวินิจฉัยว่า ศาลแรงงานกลางรับฟังข้อเท็จจริงว่า เมื่อวันที่ 6 ธันวาคม 2526 จำเลยที่ 1 ว่าจ้างโจทก์ให้ทำงานเป็นลูกจ้าง ตำแหน่งนักข่าว โจทก์มีตำแหน่งสุดท้ายเป็นหัวหน้าข่าวประจำสายข่าวความมั่นคงและอาชญากรรมประจำกองบรรณาธิการข่าว (โต๊ะข่าว) การเมืองทั่วไปของหนังสือพิมพ์บางกอกโพสต์ เมื่อวันที่ 5 สิงหาคม 2548 โจทก์เสนอข่าวต่อที่ประชุมข่าวของหนังสือพิมพ์บางกอกโพสต์ มีสาระสำคัญว่า "นายกรัฐมนตรีได้ให้ทีมช่างเทคนิคจากสหรัฐอเมริกามาตรวจสอบปัญหารันเวย์ (runway) ของสนามบินสุวรรณภูมิ ผลการตรวจสอบพบว่ามีรอยแตกร้าวบนรันเวย์อันจะเป็นอันตรายเมื่อเครื่องบินลงจอด และต้องมีการปรับปรุงรันเวย์ใหม่ ซึ่งทีมช่างเทคนิคจะทำรายงานในเรื่องนี้เสนอต่อนายกรัฐมนตรี" โดยแจ้งให้ที่ประชุมข่าวทราบ กองบรรณาธิการหนังสือพิมพ์บางกอกโพสต์พิจารณาแล้วนำข่าวลงตีพิมพ์ในหนังสือพิมพ์บางกอกโพสต์ ฉบับวันที่ 6 สิงหาคม 2548 ในวันที่ 8 สิงหาคม 2549 โจทก์แจ้งต่อที่ประชุมข่าวในวันนี้ว่า "แหล่งข่าวได้โทรศัพท์หาโจทก์แจ้งให้ทราบว่าแหล่งข่าวมีรายงานของผู้เชี่ยวชาญจากสหรัฐอเมริกาซึ่งได้ไปตรวจสอบรันเวย์สนามบินสุวรรณภูมิอยู่โดยรายงานระบุว่ามีรอยร้าวบนรันเวย์แต่แหล่งข่าวไม่อาจให้โจทก์ดูหรืออ่านรายงานดังกล่าวให้ฟังได้เพราะต้องให้นายกรัฐมนตรีดูก่อน รอยร้าวที่ทางการพาผู้สื่อข่าวไปดูเมื่อวันอาทิตย์เป็นคนละจุดกับรอยร้าวที่แหล่งข่าวโจทก์แจ้งมา โจทก์ยืนยันต่อว่าแหล่งข่าวของโจทก์เชื่อถือได้และมั่นใจว่าข่าวดังกล่าวเป็นความจริง กองบรรณาธิการหนังสือพิมพ์บางกอกโพสต์พิจารณานำข่าวดังกล่าวลงตีพิมพ์ในหนังสือพิมพ์บางกอกโพสต์ ฉบับวันที่ 9 สิงหาคม 2548 ภายหลังตีพิมพ์ข่าวจำเลยที่ 1 ตัดสินใจลงถอนข่าวในวันรุ่งขึ้น (10 สิงหาคม 2548) จำเลยที่ 1 ถูกเจ้าพนักงานการพิมพ์มีคำสั่งให้ลงข่าวแก้ไขข้อเท็จจริงและถูกบริษัทท่าอากาศยานไทย จำกัด (มหาชน) และบริษัทท่าอากาศยานสากลกรุงเทพแห่งใหม่ จำกัด ฟ้องคดีอาญา ต่อมาวันที่ 29 สิงหาคม 2548 จำเลยที่ 1 โดยจำเลยที่ 2 เลิกจ้างโจทก์ตามหนังสือเลิกจ้างโดยจ่ายค่าชดเชยและสินจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้าตามกฎหมายให้โจทก์ แล้ววินิจฉัยว่า โจทก์เป็นผู้นำเสนอข่าวเข้าสู่กองบรรณาธิการหนังสือพิมพ์บางกอกโพสต์ แต่ไม่มีอำนาจตัดสินใจให้มีการลงตีพิมพ์ข่าว การที่จะลงตีพิมพ์ข่าวในหนังสือพิมพ์บางกอกโพสต์อยู่ในอำนาจของกองบรรณาธิการ แม้ข่าวที่โจทก์นำเสนอมีลักษณะเป็นการเตือนภัยสาธารณะให้สังคมได้รับทราบ แต่ข่าวที่โจทก์เสนอว่าพบรอยร้าวของรันเวย์บริเวณจุดที่ล้อเครื่องบินลงสัมผัสพื้นรันเวย์ในขณะลงจอด ต้องรื้อและสร้างรันเวย์ใหม่นั้น อาจสร้างความตื่นตระหนกต่อสาธารณชน และมีผลกระทบต่อความน่าเชื่อถือตลอดจนชื่อเสียงของประเทศโดยส่วนรวมได้ เมื่อพิเคราะห์ถึงสถานะของโจทก์ซึ่งมีตำแหน่งเป็นถึงหัวหน้าข่าวด้านความมั่นคง การเมือง และอาชญากรรม มีประสบการณ์ในการทำงานเป็นนักข่าวหนังสือพิมพ์บางกอกโพสต์มาเป็นเวลานานกว่า 22 ปี แต่การที่โจทก์ได้ข้อมูลในมิติด้านเดียวจากแหล่งข่าวเพียงแหล่งเดียว แล้วเสนอเข้าที่ประชุมข่าวในวันที่ 5 สิงหาคม 2548 นับได้ว่าการเสนอข่าวในคราวดังกล่าวเป็นการเสนอข่าวที่ยังไม่ครบถ้วนรอบด้าน แม้ภายหลังที่โจทก์เสนอข่าวเข้าที่ประชุมข่าวแล้ว โจทก์พยายามเสาะแสวงหาแหล่งข่าวแหล่งที่สองซึ่งก็ไม่ได้ข้อเท็จจริงอะไรเพิ่มเติม และเป็นการแสวงหาแหล่งข่าวแหล่งที่สองภายหลังจากที่มีการเสนอข่าวเข้าที่ประชุมข่าวแล้ว โดยเฉพาะภายหลังเสนอข่าวต่อที่ประชุมข่าวเมื่อวันที่ 5 สิงหาคม 2548 แล้วโจทก์มีเวลาตรวจสอบข่าวอีก 3 วัน ก่อนนำเสนอเข้าที่ประชุมข่าวในวันที่ 8 สิงหาคม 2548 ทั้งในวันที่ 7 และ 8 สิงหาคม 2548 ทางราชการเปิดโอกาสให้นักข่าวเข้าไปตรวจสอบ โจทก์ก็ไม่ลงพื้นที่หรือมอบให้นักข่าวใต้บังคับบัญชาไปร่วมตรวจสอบ เมื่อข่าวยังไม่มีความชัดเจน โจทก์ควรชะลอการนำเสนอข่าวเข้าสู่ที่ประชุมข่าว แต่กลับเสนอข่าวเข้าสู่ที่ประชุมข่าวในวันที่ 8 สิงหาคม 2548 อีก โดยมีเนื้อหาสาระที่ไม่แตกต่างไปจากเดิม จึงนับได้ว่าการเสนอข่าวของโจทก์ยังไม่ได้สัดส่วนกับสถานะตำแหน่งของโจทก์ แต่การที่จำเลยที่ 1 มีขั้นตอนและธรรมเนียมการปฏิบัติตลอดจนวัฒนธรรมการทำงานโดยยอมรับการนำเสนอข่าวในแบบเฉพาะส่วนเข้าสู่ที่ประชุมข่าวเพื่อให้กองบรรณาธิการเป็นผู้กลั่นกรองและบริหารข่าวที่เสนอเข้ามาโดยประมวลหรือบูรณาการรับข่าวที่ได้มาจากแหล่งอื่น ๆ แล้วตัดสินใจเลือกนำตีพิมพ์ แสดงให้เห็นว่านอกจากจำเลยที่ 1 ยอมรับการเสนอข่าวเฉพาะส่วนของนักข่าวเข้าสู่ที่ประชุมข่าวแล้ว ทางปฏิบัติที่ผ่านมาของจำเลยที่ 1 นักข่าวไม่จำต้องรับผิดชอบต่อการทำและนำเสนอข่าวในกรณีที่ข่าวที่เสนอยังขาดความสมบูรณ์ครอบคลุมรอบด้านด้วย เมื่อที่ประชุมข่าวไม่ได้มอบหมายหน้าที่ให้โจทก์เป็นผู้รับผิดชอบในการตรวจสอบข่าวแต่เพียงผู้เดียว ย่อมหมายความว่าผู้บริหารข่าวหรือผู้รับผิดชอบต่อข่าวนี้ยังคงเป็นหน้าที่ของที่ประชุมข่าวของกองบรรณาธิการจำเลยที่ 1 อยู่ ไม่ใช่โจทก์ โจทก์จึงเป็นเพียงผู้เสนอข่าวที่ลงตีพิมพ์ในหนังสือพิมพ์บางกอกโพสต์ แต่ไม่มีอำนาจตัดสินใจให้มีการลงตีพิมพ์ การที่จะลงตีพิมพ์หรือไม่เป็นอำนาจของกองบรรณาธิการแล้ว ดังนั้นถ้าข่าวดังกล่าวไม่เป็นความจริง หากมีความเสียหายเกิดขึ้น ก็คงเป็นผลโดยตรงจากการตัดสินใจลงตีพิมพ์ของกองบรรณาธิการที่วิเคราะห์และให้น้ำหนักความน่าเชื่อถือของข่าวผิดพลาด หาได้เกิดจากการนำเสนอข่าวของโจทก์ไม่ ดังนั้นหากการทำข่าวของโจทก์ไม่ครอบคลุมรอบด้าน ก็เป็นเรื่องความสามารถของนักข่าวแต่ละคนซึ่งมีไม่เท่ากันหรือมีความถนัดแตกต่างกัน ส่วนการที่จำเลยที่ 1 ต้องลงถอนข่าวและขออภัยผู้อ่านนั้น ก็เป็นเรื่องที่จำเลยที่ 1 ด่วนตัดสินใจลงถอนข่าวไปโดยไม่พิสูจน์ความจริงก่อนว่าเป็นเช่นไร หากการลงถอนข่าวมีผลเป็นการทำลายความน่าเชื่อถือของหนังสือพิมพ์บางกอกโพสต์ ก็เป็นผลมาจากการกระทำของจำเลยที่ 1 เอง กรณีจึงถือไม่ได้ว่าจำเลยที่ 1 ได้รับความเสียหายจากการเสนอข่าวของโจทก์ นอกจากจะทำให้การกระทำของโจทก์ไม่เป็นการกระทำโดยประมาทเลินเล่อทำให้จำเลยที่ 1 ได้รับความเสียหายอย่างร้ายแรงแล้ว ยังมีผลทำให้การกระทำของโจทก์ไม่เป็นการฝ่าฝืนระเบียบข้อบังคับเกี่ยวกับการทำงานของจำเลยที่ 1 สำหรับคำสั่งของนายสุทธิเกียรติตามบันทึกพบว่าเป็นคำสั่งที่นายสุทธิเกียรติมีถึงผู้บริหารระดับสูงของจำเลยที่ 1 โดยระบุชื่อลูกจ้างระดับผู้อำนวยการฝ่ายซึ่งเป็นบุคคลผู้รับคำสั่งไว้เฉพาะเจาะจง ไม่มีข้อความตอนใดระบุว่าให้ลูกจ้างในระดับผู้อำนวยการฝ่ายนำคำสั่งไปแจ้งหรือถ่ายทอดให้ผู้ใต้บังคับบัญชาทราบและยึดถือปฏิบัติด้วย แม้ว่าจะมีการนำคำสั่งไปปิดประกาศไว้ที่บอร์ดประกาศข่าวของกองบรรณาธิการ แต่เมื่อคำสั่งดังกล่าวระบุเจาะจงตัวผู้รับคำสั่งชัดเจนว่าเป็นคำสั่งที่มีถึงลูกจ้างในระดับผู้อำนวยฝ่าย โดยไม่ปรากฏข้อเท็จจริงว่ามีการแทงสั่งจากผู้อำนวยการฝ่ายที่เป็นผู้บังคับบัญชาโจทก์ลงมาเพื่อเวียนให้ลูกจ้างคนอื่นหรือโจทก์ทราบหรือถือปฏิบัติ กรณีจึงไม่อาจถือได้ว่าคำสั่งของนายสุทธิเกียรติมีผลผูกพันใช้บังคับกับโจทก์ด้วย เมื่อในคดีนี้ภายหลังจากที่โจทก์ได้รายงานข่าวที่ได้จากแหล่งข่าวตามความจริงที่ตนเองได้รับทราบมาต่อที่ประชุมข่าวแล้ว โจทก์ก็ได้พยายามตรวจสอบข้อเท็จจริงโดยขอให้นางยุวดี นักข่าวสายทำเนียบตรวจสอบข้อมูลกับนายกรัฐมนตรีในขณะนั้น ซึ่งเป็นแหล่งข่าวของโจทก์อีกแหล่งหนึ่งเพื่อตรวจสอบข่าว จึงถือได้ว่าโจทก์ได้พยายามค้นหาความจริงในระดับหนึ่งแล้ว กรณีถือไม่ได้ว่าโจทก์ไม่ได้ค้นหาความจริงและรายงานความจริงให้ทราบ การกระทำของโจทก์จึงไม่เป็นการฝ่าฝืนนโยบายร่วมของกองบรรณาธิการแต่อย่างใด เมื่อคำสั่งลงวันที่ 27 พฤษภาคม 2546 ของนายสุทธิเกียรติ กรรมการผู้จัดการจำเลยที่ 1 ไม่มีผลผูกพันบังคับใช้กับโจทก์และโจทก์ไม่ได้ฝ่าฝืนนโยบายร่วมของกองบรรณาธิการแล้ว จึงไม่มีกรณีที่เป็นการละเลยคำสั่งของหัวหน้างานหรือกระทำการอื่น ๆ อันไม่สมควรแก่การปฏิบัติหน้าที่ของตนให้ลุล่วงไปโดยถูกต้อง สุจริต อันจะเป็นการฝ่าฝืนระเบียบข้อบังคับของจำเลยที่ 1 การที่จำเลยที่ 1 เลิกจ้างโจทก์จึงเป็นการเลิกจ้างที่ไม่เป็นธรรม จำเลยที่ 1 และที่ 3 จึงต้องรับผิดต่อโจทก์

โจทก์อุทธรณ์ว่า การที่ศาลแรงงานกลางพิพากษาให้นายจ้างรับลูกจ้างกลับเข้าทำงานโดยไม่กำหนดค่าเสียหายให้โจทก์ทำให้โจทก์เสียหายและจำกัดสิทธิโจทก์ตามกฎหมายนั้น เห็นว่า เมื่อคดีนี้เป็นคดีที่จำเลยที่ 1 เลิกจ้างโจทก์ โดยเป็นการเลิกจ้างที่ไม่เป็นธรรม ซึ่งตามพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงาน พ.ศ.2522 มาตรา 49 ให้อำนาจศาลแรงงานอาจสั่งให้นายจ้างรับลูกจ้างผู้นั้นเข้าทำงานต่อไปในอัตราค่าจ้างที่ได้รับในขณะที่เลิกจ้าง ถ้าศาลแรงงานเห็นว่าลูกจ้างกับนายจ้างไม่อาจทำงานร่วมกันต่อไปได้ ให้ศาลแรงงานกำหนดจำนวนค่าเสียหายให้นายจ้างชดใช้ให้แทน เมื่อคดีนี้จำเลยที่ 1 เลิกจ้างโจทก์ตั้งแต่วันที่ 29 สิงหาคม 2548 และพิเคราะห์เหตุเลิกจ้างที่ศาลแรงงานกลางรับฟังมา ทั้งจำเลยที่ 1 ไม่ประสงค์รับโจทก์กลับเข้าทำงาน จึงเป็นกรณีที่ลูกจ้างกับนายจ้างไม่อาจทำงานร่วมกันต่อไปได้ เห็นควรกำหนดให้จำเลยที่ 1 จ่ายค่าเสียหายจากการเลิกจ้างที่ไม่เป็นธรรมแก่โจทก์แทน โดยย้อนสำนวนให้ศาลแรงงานกลางกำหนดจำนวนค่าเสียหายจากการเลิกจ้างที่ไม่เป็นธรรมตามหลักเกณฑ์ของพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงาน พ.ศ.2522 มาตรา 49 โดยคำนึงถึงอายุของโจทก์ขณะเลิกจ้างที่มีอายุ 51 ปี ระยะเวลาการทำงานของโจทก์ที่มีอายุงาน 22 ปี มูลเหตุแห่งการเลิกจ้าง ความเดือดร้อนของโจทก์ เมื่อถูกเลิกจ้าง และค่าชดเชยที่โจทก์ได้รับประกอบการพิจารณา อุทธรณ์ของโจทก์ฟังขึ้นบางส่วน

พิพากษาแก้เป็นว่า จำเลยที่ 1 ไม่ต้องรับโจทก์กลับเข้าทำงาน แต่ให้จำเลยที่ 1 จ่ายค่าเสียหายจากการเลิกจ้างที่ไม่เป็นธรรมแก่โจทก์แทน โดยให้ศาลแรงงานพิจารณากำหนดจำนวนค่าเสียหายตามนัยที่กล่าวข้างต้น แล้วพิพากษาใหม่ตามรูปคดี นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลแรงงานกลาง
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.จัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงาน พ.ศ.2522 ม. 49
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นายเสริมสุข กษิติประดิษฐ์
จำเลย — บริษัทโพสต์พับลิชชิ่ง จำกัด (มหาชน) กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลแรงงานกลาง — นายชัยรัตน์ ศักดิ์โกศล
ชื่อองค์คณะ
ธีระพงศ์ จิระภาค
นิยุต สุภัทรพาหิรผล
สุนันท์ ชัยชูสอน
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 18514/2557
#582428
เปิดฉบับเต็ม

เดิมบริษัท บ. เป็นเจ้าของที่ดินและสิ่งปลูกสร้าง โจทก์ประสงค์จะเช่า แต่บริษัท บ. มีหนี้สินจำนวนมาก จึงทำหนังสือยินยอมให้สิทธิแก่จำเลยที่ 1 ใช้สอยที่ดินและสิ่งปลูกสร้าง จำเลยที่ 1 จึงให้โจทก์เช่าที่ดินพร้อมสิ่งปลูกสร้างโดยวางเงินประกันความเสียหายไว้ ต่อมาบรรษัทบริหารสินทรัพย์ไทยรับโอนกรรมสิทธิ์ที่ดินและสิ่งปลูกสร้างจากเจ้าหนี้ของบริษัท ก. แล้วนำออกขายทอดตลาด โจทก์เข้าประมูลราคาจากการขายทอดตลาดได้ ย่อมถือว่ากรรมสิทธิ์ในทรัพย์ดังกล่าวตกแก่โจทก์ สิทธิใดๆ ที่จำเลยที่ 1 ได้รับจากบริษัท ก. เจ้าของเดิมจึงหมดไป โดยไม่สามารถกล่าวอ้างได้ว่ามีสิทธิเหนือที่ดินและสิ่งปลูกสร้างที่จะทำให้สัญญาเช่าระหว่างโจทก์ กับจำเลยที่ 1 ยังคงอยู่ โจทก์มีสิทธิในทรัพย์ดังกล่าวเหนือกว่าจำเลยที่ 1 โดยจำเลยที่ 1 ไม่อาจกล่าวอ้างหรือแสดงสิทธิผ่านสัญญาเช่าระหว่างโจทก์กับจำเลยที่ 1 ได้อีกต่อไป เมื่อโจทก์บอกเลิกสัญญาและไม่ชำระค่าเช่าแก่จำเลยที่ 1 แล้ว จึงไม่ถือว่าโจทก์กระทำผิดสัญญาเช่าต่อจำเลยที่ 1 และจำเลยที่ 1 ย่อมไม่มีสิทธิริบเงินประกันความเสียหายที่โจทก์วางไว้แก่จำเลยที่ 1 กับทั้งจำเลยที่ 1 มีหน้าที่ต้องคืนเงินประกันความเสียหายแก่โจทก์พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จ

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้อง ขอให้บังคับจำเลยทั้งสามร่วมกันชำระเงิน 410,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงินดังกล่าวนับแต่วันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์

จำเลยทั้งสามให้การขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง ค่าฤชาธรรมเนียมให้เป็นพับ

โจทก์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษาแก้เป็นว่า ให้จำเลยที่ 1 คืนเงินประกันความเสียหายตามสัญญาเช่า 410,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงินดังกล่าวนับแต่วันฟ้อง (ฟ้องวันที่ 25 กรกฎาคม 2551) เป็นต้นไป จนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

จำเลยที่ 1 ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงเบื้องต้นฟังได้ว่า เดิมบริษัทกรุงเทพฯ วนิชชาเท็กซ์ไทล์ จำกัด เป็นเจ้าของและผู้ครอบครองที่ดินและสิ่งปลูกสร้าง ครั้งแรกโจทก์ประสงค์จะเช่าที่ดินและสิ่งปลูกสร้างของบริษัทดังกล่าว แต่เนื่องจากบริษัทดังกล่าวมีเหตุขัดข้องเนื่องจากมีหนี้สินเป็นจำนวนมาก จึงทำหนังสือยินยอมให้สิทธิแก่จำเลยที่ 1 เป็นผู้มีสิทธิใช้สอยที่ดินและสิ่งปลูกสร้างตามฟ้อง และจำเลยที่ 1 เป็นผู้ทำสัญญาให้โจทก์เช่าที่ดินและสิ่งปลูกสร้างตามฟ้องดังกล่าวมีข้อตกลงตามสัญญาเช่าโรงงาน โดยครั้งแรกกำหนดระยะเวลาการเช่า 3 ปี นับแต่วันที่ 1 ตุลาคม 2545 เป็นต้นไปโดยกำหนดค่าเช่าเดือนละ 120,000 บาท และโจทก์วางเงินประกันความเสียหายให้แก่จำเลยที่ 1 เป็นเงิน 350,000 บาท เมื่อครบกำหนดเวลาการเช่าครั้งแรก โจทก์ทำสัญญาเช่าที่ดินและสิ่งปลูกสร้างตามฟ้องกับจำเลยที่ 1 ครั้งที่ 2 มีกำหนดเวลา 3 ปี นับแต่วันที่ 1 ตุลาคม 2548 คิดค่าเช่าเดือนละ 144,000 บาท โดยมีข้อตกลงให้นำเงินประกันความเสียหายตามสัญญาเช่าฉบับแรกมาเป็นเงินประกันความเสียหายตามสัญญาเช่าฉบับที่ 2 ต่อมาวันที่ 27 ธันวาคม 2549 โจทก์ทำสัญญาเช่าที่ดินเพิ่มเติมพร้อมอาคารโรงงานและโกดังอีกบางส่วนจากจำเลยที่ 1 นับแต่วันที่ 18 มกราคม 2550 ถึงวันที่ 30 กันยายน 2551 คิดค่าเช่าในส่วนที่เช่าเพิ่มเติมอีกเดือนละ 30,000 บาท และโจทก์วางเงินประกันความเสียหายตามสัญญาเช่าที่เพิ่มขึ้นใหม่นี้อีก 60,000 บาท ต่อมาวันที่ 17 สิงหาคม 2548 บรรษัทบริหารสินทรัพย์ไทยรับโอนกรรมสิทธิ์ที่ดินและสิ่งปลูกสร้างดังกล่าวจากเจ้าหนี้ของบริษัทกรุงเทพฯ วนิชชาเท็กซ์ไทล์ จำกัด แล้วนำที่ดินและสิ่งปลูกสร้างดังกล่าวตามฟ้องออกขายทอดตลาดเมื่อวันที่ 23 พฤษภาคม 2551 และโจทก์เข้าประมูลราคาจากการขายทอดตลาดดังกล่าวและซื้อที่ดินพร้อมสิ่งปลูกสร้างซึ่งเดิมเป็นของบริษัทกรุงเทพฯ วนิชชาเท็กซ์ไทล์ จำกัด ได้ โจทก์เห็นว่าเมื่อโจทก์ซื้อที่ดินและสิ่งปลูกสร้างดังกล่าวตามฟ้องได้แล้ว กรรมสิทธิ์จึงตกแก่โจทก์ โจทก์จึงบอกเลิกการเช่าที่ดินและสิ่งปลูกสร้างตามฟ้อง และเรียกให้จำเลยที่ 1 คืนเงินประกันความเสียหายที่โจทก์วางไว้ตามสัญญาเช่าเดิมจำนวน 410,000 บาท แต่จำเลยที่ 1 ไม่คืนเงินประกันความเสียหายจำนวนดังกล่าวแก่โจทก์ จำเลยที่ 2 และที่ 3 เป็นกรรมการของจำเลยที่ 1 ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์พิพากษายกฟ้อง โจทก์ไม่ฎีกา คดีสำหรับจำเลยที่ 2 และที่ 3 จึงยุติตามคำพิพากษาของศาลล่างทั้งสอง คดีมีปัญหาตามฎีกาของจำเลยที่ 1 ที่ต้องวินิจฉัยว่า จำเลยที่ 1 จะต้องคืนเงินประกันความเสียหายตามสัญญาเช่าแก่โจทก์ตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์หรือไม่ เห็นว่า แม้จะฟังข้อเท็จจริงว่า ก่อนที่โจทก์จะประมูลซื้อที่ดินและสิ่งปลูกสร้างตามฟ้องจากการขายทอดตลาดของบรรษัทบริหารสินทรัพย์ไทยในวันที่ 23 พฤษภาคม 2551 โจทก์ได้ทำสัญญาเช่าที่ดินและสิ่งปลูกสร้างตามฟ้องตามสัญญาครั้งที่ 2 ตั้งแต่วันที่ 1 ตุลาคม 2548 และสัญญาเช่าเพิ่มเติมเมื่อวันที่ 27 ธันวาคม 2549 กับมีการวางเงินประกันความเสียหายแก่จำเลยที่ 1 รวม 410,000 บาท ก็ตาม ในระหว่างนั้นถือว่าสัญญาเช่าฉบับที่ 2 และสัญญาเช่าเพิ่มเติมนั้นมีผลบังคับ โดยจำเลยที่ 1 ได้รับสิทธิในการนำที่ดินและสิ่งปลูกสร้างตามฟ้องจากเจ้าของเดิมคือ บริษัทกรุงเทพฯ วนิชชาเท็กซ์ไทล์ จำกัด ออกให้เช่าก็ตาม และสัญญาเช่ามีผลผูกพันถึงเดือนกันยายน 2551 แต่เมื่อบรรษัทบริหารสินทรัพย์ไทยได้รับโอนกรรมสิทธิ์ที่ดินและสิ่งปลูกสร้างตามฟ้องจากบริษัทกรุงเทพฯ วนิชชาเท็กซ์ไทล์ จำกัด เจ้าของเดิมแล้ว กรรมสิทธิ์ของเจ้าของเดิมย่อมหมดไปและกรรมสิทธิ์ในที่ดินและสิ่งปลูกสร้างตามฟ้องย่อมตกเป็นของบรรษัทบริหารสินทรัพย์ไทยซึ่งเป็นเจ้าของใหม่ สิทธิใด ๆ ที่จำเลยที่ 1 ได้รับจากบริษัทกรุงเทพฯ วนิชชาเท็กซ์ไทล์ จำกัด เจ้าของเดิมจึงหมดไป จำเลยที่ 1 จะกล่าวอ้างว่าจำเลยที่ 1 ยังมีสิทธิเหนือที่ดินและสิ่งปลูกสร้างตามฟ้องที่จะทำให้สัญญาเช่าระหว่างโจทก์กับจำเลยที่ 1 ยังคงอยู่นั้นจึงไม่อาจรับฟังได้ ทั้งปรากฏข้อเท็จจริงต่อมาว่าในวันที่ 23 พฤษภาคม 2551 โจทก์ประมูลซื้อที่ดินพร้อมสิ่งปลูกสร้างตามฟ้องจากการนำออกขายทอดตลาดของเจ้าของใหม่คือบรรษัทบริหารสินทรัพย์ไทย โจทก์จึงมีสิทธิในที่ดินตามฟ้องเหนือกว่าจำเลยที่ 1 จำเลยที่ 1 ไม่อาจกล่าวอ้างหรือแสวงสิทธิผ่านสัญญาเช่าระหว่างโจทก์กับจำเลยที่ 1 ในที่ดินและสิ่งปลูกสร้างตามฟ้องได้อีกต่อไป ดังนั้น การที่โจทก์ได้บอกเลิกสัญญาแก่จำเลยที่ 1 และไม่ชำระค่าเช่าแก่จำเลยที่ 1 จึงไม่ถือว่าโจทก์กระทำการผิดสัญญาเช่าต่อจำเลยที่ 1 เพราะจำเลยที่ 1 เป็นผู้ไม่มีสิทธิเหนือที่ดินและสิ่งปลูกสร้างตามฟ้องอีกต่อไป การที่โจทก์ไม่ชำระค่าเช่าแก่จำเลยที่ 1 จึงไม่เป็นการผิดสัญญาเช่าต่อจำเลยที่ 1 และจำเลยที่ 1 ไม่มีสิทธิริบเงินประกันความเสียหายที่โจทก์วางไว้แก่จำเลยที่ 1 ดังนั้น เมื่อโจทก์แจ้งให้จำเลยที่ 1 คืนเงินประกันความเสียหายจำนวน 410,000 บาท แก่โจทก์ จำเลยที่ 1 จึงมีหน้าที่ต้องคืนเงินประกันความเสียหายแก่โจทก์พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จ ที่ศาลอุทธรณ์พิพากษามานั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาของจำเลยที่ 1 ฟังไม่ขึ้น

พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 569 ม. 1336
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — บริษัทอินเตอร์พรีทีฟ จำกัด
จำเลย — บริษัทบี วี ที เท็กซ์ไทล์ จำกัด กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดพระโขนง — นายวีรภัทร ชัยรัตน์
ศาลอุทธรณ์ — นายสันติชัย วัฒนวิกย์กรรม์
ชื่อองค์คณะ
ศรีอัมพร ศาลิคุปต์
ธีระพงศ์ จิระภาค
สมชาย สินเกษม
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 18464/2557
#579694
เปิดฉบับเต็ม

พ.ร.บ.อาคารชุด พ.ศ.2522 มาตรา 33 วรรคสอง และมาตรา 39 บัญญัติให้นิติบุคคลอาคารชุดซึ่งมีหน้าที่จัดการและดูแลทรัพย์ส่วนกลางสามารถใช้สิทธิของเจ้าของกรรมสิทธิ์ร่วมในการต่อสู้บุคคลภายนอกหรือเรียกร้องเอาทรัพย์สินเฉพาะที่เป็นทรัพย์ส่วนกลางคืนได้เพื่อประโยชน์แก่เจ้าของร่วมทั้งหมด แต่ในกรณีที่เป็นความเสียหายที่เกิดแก่ทรัพย์ส่วนบุคคลซึ่งเกิดจากการกระทำของบุคคลอื่น ย่อมเป็นสิทธิของบุคคลผู้ได้รับความเสียหายที่จะใช้สิทธิเรียกร้องเอาค่าสินไหมทดแทนเอง คดีนี้จำเลยฟ้องแย้งเรียกค่าเสียหายจากการที่โจทก์ซึ่งเป็นเจ้าของห้องชุดครอบครองทรัพย์ส่วนกลาง โดยอ้างว่าทำให้จำเลยได้รับความเสียหายเป็นเหตุให้เจ้าของกรรมสิทธิ์ร่วมคนอื่น ๆ ในอาคารชุดไม่สามารถค้าขายได้ดีเช่นเดิม ทำให้ยอดขายของเจ้าของกรรมสิทธิ์ร่วมลดลง เห็นได้ชัดเจนว่าเป็นการเรียกค่าเสียหายซึ่งเจ้าของกรรมสิทธิ์ร่วมแต่ละรายได้รับจากการกระทำของโจทก์ซึ่งมิใช่บุคคลภายนอก จำเลยจึงไม่มีอำนาจฟ้องแย้งเรียกค่าเสียหายในส่วนนี้

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้บังคับห้ามมิให้จำเลยและบริวารรบกวนการครอบครองพื้นที่ห้องชุดเลขที่ 833/279 พื้นที่หน้าห้องชุดและพื้นที่บันไดหน้าห้องชุดดังกล่าว

จำเลยให้การและฟ้องแย้งขอให้ยกฟ้อง และให้บังคับห้ามโจทก์และบริวารตั้งวางสิ้นค้าออกมาภายนอกห้องชุดเลขที่ 833/279 ห้ามตั้งวางสินค้ารุกล้ำทางเดินที่อยู่ด้านหน้า ด้านข้างและบันไดข้างห้องชุดโจทก์อันเป็นพื้นที่ส่วนกลาง ให้โจทก์ใช้ค่าเสียหายแก่จำเลยเดือนละ 300,000 บาท นับแต่วันฟ้องแย้งเป็นต้นไปจนกว่าโจทก์และบริวารจะขนย้ายสินค้าออกจากพื้นที่ทรัพย์ส่วนกลาง

โจทก์ให้การแก้ฟ้องแย้งขอให้ยกฟ้องแย้ง

ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้องโจทก์ และห้ามโจทก์และบริวารตั้งวางสินค้าในบริเวณพื้นที่บันไดข้างห้องชุดเลขที่ 833/279 กับห้ามโจทก์และบริวารตั้งวางสินค้ารุกล้ำเข้ามาในบริเวณทางเดินหรือพื้นที่ว่างซึ่งอยู่ติดกับพื้นที่บันไดข้างห้องชุดดังกล่าวในส่วนที่เกินกว่า 50 เซนติเมตร จากห้องชุดโจทก์ และให้โจทก์ใช้ค่าเสียหายเดือนละ 30,000 บาท นับแต่วันฟ้องแย้ง (ฟ้องแย้งวันที่ 21 กรกฎาคม 2551) เป็นต้นไปจนกว่าจะขนย้ายสินค้าออกจากบริเวณทางเดินหรือพื้นที่ว่างด้านข้างและบริเวณพื้นที่บันไดข้างห้องชุดดังกล่าวแก่จำเลย กับให้โจทก์ใช้ค่าฤชาธรรมเนียม (ที่ถูก ค่าฤชาธรรมเนียมส่วนฟ้องแย้ง) แทนจำเลย โดยกำหนดค่าทนายความ 6,000 บาท ค่าใช้จ่ายในการดำเนินคดี 2,000 บาท คำขออื่นของจำเลยนอกจากนี้ให้ยก

โจทก์และจำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ทั้งฟ้องโจทก์และฟ้องแย้งของจำเลยทั้งสองฝ่ายให้เป็นพับ

โจทก์และจำเลยฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า มีปัญหาวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ประการแรกว่า พื้นที่ว่างด้านหน้าและพื้นที่บันไดหน้าห้องชุดโจทก์เป็นทรัพย์ส่วนบุคคลของโจทก์หรือไม่ เห็นว่า ตามพระราชบัญญัติอาคารชุด พ.ศ.2522 มาตรา 4 ให้คำนิยาม "อาคารชุด" หมายความว่า อาคารที่บุคคลสามารถแยกการถือกรรมสิทธิ์ออกได้เป็นส่วน ๆ โดยแต่ละส่วนประกอบด้วยกรรมสิทธิ์ในทรัพย์ส่วนบุคคลและกรรมสิทธิ์ร่วมในทรัพย์ส่วนกลาง "ทรัพย์ส่วนบุคคล" หมายความว่า ห้องชุด และหมายความรวมถึงสิ่งปลูกสร้างหรือที่ดินที่จัดไว้ให้เป็นของเจ้าของห้องชุดแต่ละราย และนิยาม "ทรัพย์ส่วนกลาง" หมายความว่า ส่วนของอาคารชุดที่มิใช่ห้องชุด ที่ดินที่ตั้งอาคารชุด และที่ดินหรือทรัพย์สินอื่นที่มีไว้เพื่อใช้หรือเพื่อประโยชน์ร่วมกันสำหรับเจ้าของร่วม เห็นได้ว่า ทรัพย์ส่วนบุคคลก็คือที่เป็นกรรมสิทธิ์ส่วนบุคคล ส่วนทรัพย์ส่วนกลางก็คือที่เป็นกรรมสิทธิ์ร่วมกันของเจ้าของร่วม รวมทั้งที่เป็นส่วนของอาคารชุดที่มิใช่ห้องชุด ที่ดิน ที่ตั้งอาคารชุด และที่ดินหรือทรัพย์สินอื่นที่มีไว้เพื่อใช้หรือเพื่อประโยชน์ร่วมกันสำหรับเจ้าของร่วม สำหรับกรรมสิทธิ์ของโจทก์ในอาคารชุดพิพาทได้ความตามหนังสือกรรมสิทธิ์ห้องชุด คือ ห้องชุดเลขที่ 833/279 กว้าง 4 เมตร ยาว 8.50 เมตร เนื้อที่ 34 ตารางเมตร ซึ่งมีรายละเอียดในส่วนขนาดและพื้นที่ตรงกับหนังสือจองซื้อร้านค้าอาคารชุดและแผนผังแสดงพื้นที่ร้านค้าอาคารชุด สัญญาจะซื้อจะขายร้านค้าอาคารชุดและสัญญาส่งเสริมพัฒนาโครงการที่โจทก์ทำไว้กับบริษัทเอ.บี.ซี ดีพาร์ทเม้นท์สโตร์ จำกัด และสอดคล้องกับหนังสือสำคัญการจดทะเบียนอาคารชุด ซึ่งมีการบันทึกรายละเอียดทรัพย์ส่วนบุคคลและทรัพย์ส่วนกลางประกอบการจดทะเบียนไว้ในข้อ 4 ว่า ทรัพย์ส่วนบุคคลคือ ห้องชุด 801 ห้อง เลขที่ 833/1 ถึง 833/801 ทรัพย์ส่วนกลางรายละเอียดตามบัญชีแนบท้าย โดยตามบัญชีแนบท้ายในข้อ 2 คือ โครงสร้างและสิ่งก่อสร้างเพื่อความมั่นคง และเพื่อป้องกันความเสียหายต่อตัวอาคารชุด ได้แก่ เสาเข็ม ... บันได ... ข้อ 3 อาคารหรือส่วนของอาคาร และเครื่องอุปกรณ์มีไว้เพื่อใช้หรือเพื่อประโยชน์ร่วมกัน ได้แก่ ... ทางเดินร่วมระหว่างห้องชุดทุกชั้น ... อันมีลักษณะสอดคล้องที่แสดงให้เห็นว่า ทรัพย์ส่วนบุคคลที่เป็นของโจทก์คือส่วนที่เป็นพื้นที่ห้องชุดเท่านั้น ส่วนที่โจทก์นำสืบว่า ก่อนทำสัญญาบริษัทเอ.บี.ซี ดีพาร์ทเม้นท์สโตร์ จำกัด ให้คำมั่นว่าจะก่อสร้างบันไดเพิ่มเป็นแนวยาว 8.50 เมตร เท่ากับขนาดความยาวของห้อง เพื่อให้โจทก์เปิดเป็นหน้าร้านเชื่อมกับซอยเพชรบุรี 21 และใช้เป็นทางเข้าออก เป็นที่ตั้งวางสินค้าของห้องชุดโจทก์โดยเฉพาะ ตามเอกสารแนบท้ายสัญญาจะซื้อจะขายร้านค้าอาคารชุดนั้น เห็นว่า ตามเอกสารดังกล่าวรวมตลอดถึงสัญญาที่ทำไว้ระหว่างกันไม่มีข้อความใดที่แสดงให้เห็นว่ามีข้อตกลงให้พื้นที่พิพาทเป็นทรัพย์ส่วนบุคคลของโจทก์ ซึ่งหากมีข้อตกลงเช่นว่านั้นจริงก็ควรมีการบันทึกไว้ให้ชัดแจ้งในสัญญาเพื่อให้มีผลบังคับตามกฎหมาย จากเหตุผลดังวินิจฉัยมาแล้ว ข้อเท็จจริงรับฟังได้ว่า พื้นที่ว่างด้านหน้าและพื้นที่บันไดหน้าห้องชุดโจทก์ไม่เป็นทรัพย์ส่วนบุคคลของโจทก์ และเนื่องจากโดยสภาพของพื้นที่หน้าห้องชุดและบันไดที่เชื่อมต่อกันเป็นส่วนหนึ่งของอาคารชุดที่ไม่ใช่ห้องชุดจึงเป็นทรัพย์ส่วนกลาง ตามคำนิยามของพระราชบัญญัติอาคารชุด พ.ศ.2522 มาตรา 4 เป็นกรรมสิทธิ์ร่วมของเจ้าของร่วมที่เจ้าของร่วมทุกคนมีสิทธิใช้ประโยชน์ได้ และในกรณีเช่นนี้จึงไม่จำเป็นต้องมีการสืบพยานเพื่อให้ฟังได้ว่ามีการใช้ประโยชน์ร่วมกันจริงหรือไม่ดังที่โจทก์ฎีกามา ที่ศาลอุทธรณ์วินิจฉัยมาว่าพื้นที่หน้าห้องชุดและพื้นที่บันไดเป็นทรัพย์ส่วนกลางชอบแล้ว ฎีกาโจทก์ในประเด็นนี้ฟังไม่ขึ้น

มีปัญหาวินิจฉัยตามฎีกาโจทก์ต่อมาว่า ฟ้องแย้งจำเลยในส่วนค่าเสียหายเคลือบคลุมและจำเลยมีอำนาจฟ้องแย้งเรียกค่าเสียหายตามฟ้องแย้งหรือไม่ เห็นว่า ปัญหาว่าฟ้องแย้งจำเลยในส่วนค่าเสียหายเคลือบคลุมหรือไม่ มิใช่เป็นข้อกฎหมายอันเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชน เมื่อโจทก์มิได้ยกปัญหาดังกล่าวขึ้นอ้างในศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ โจทก์จึงไม่อาจยกขึ้นอ้างในชั้นฎีกาได้ เป็นฎีกาที่ไม่ชอบตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 249 วรรคหนึ่ง ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัย ส่วนที่โจทก์ฎีกาว่าจำเลยจะฟ้องแย้งเรียกค่าเสียหายแทนเจ้าของกรรมสิทธิ์ร่วมไม่ได้นั้น เห็นว่า ตามพระราชบัญญัติอาคารชุด พ.ศ.2522 มาตรา 33 วรรคสอง บัญญัติว่า "นิติบุคคลอาคารชุดมีวัตถุประสงค์เพื่อจัดการ และดูแลรักษาทรัพย์ส่วนกลาง และให้มีอำนาจกระทำการใด ๆ เพื่อประโยชน์ตามวัตถุประสงค์ดังกล่าว ทั้งนี้ ตามมติของเจ้าของร่วมภายใต้บังคับแห่งพระราชบัญญัตินี้" มาตรา 39 บัญญัติว่า "นิติบุคคลอาคารชุดอาจใช้สิทธิของเจ้าของร่วมครอบไปถึงทรัพย์ส่วนกลางทั้งหมด ในการต่อสู้บุคคลภายนอก หรือเรียกร้องเอาทรัพย์สินคืน เพื่อประโยชน์ของเจ้าของร่วมทั้งหมดได้" ตามบทบัญญัติดังกล่าวนี้ให้นิติบุคคลอาคารชุดซึ่งมีหน้าที่จัดการและดูแลทรัพย์ส่วนกลางสามารถใช้สิทธิของเจ้าของกรรมสิทธิ์ร่วมในการต่อสู้บุคคลภายนอกหรือเรียกร้องเอาทรัพย์สินเฉพาะที่เป็นทรัพย์ส่วนกลางคืนได้เพื่อประโยชน์แก่เจ้าของร่วมทั้งหมด แต่ในกรณีที่เป็นความเสียหายที่เกิดแก่ทรัพย์ส่วนบุคคลหรือแก่เจ้าของทรัพย์ส่วนบุคคลซึ่งเกิดจากการกระทำของบุคคลอื่น ย่อมเป็นสิทธิของบุคคลผู้ได้รับความเสียหายที่จะใช้สิทธิเรียกร้องเอาค่าสินไหมทดแทนเอง คดีนี้จำเลยฟ้องแย้งเรียกค่าเสียหายจากการที่โจทก์ซึ่งเป็นเจ้าของห้องชุดครอบครองทรัพย์ส่วนกลาง โดยอ้างว่าทำให้จำเลยได้รับความเสียหายเป็นเหตุให้เจ้าของกรรมสิทธิ์ร่วมคนอื่น ๆ ในอาคารชุดไม่สามารถค้าขายได้ดีเช่นเดิม ทำให้ยอดขายของเจ้าของกรรมสิทธิ์ร่วมลดลงอย่างเห็นได้ชัด คิดเป็นค่าเสียหายเดือนละ 300,000 บาท เห็นได้ชัดเจนว่าเป็นการเรียกค่าเสียหายซึ่งเจ้าของกรรมสิทธิ์ร่วมแต่ละรายได้รับจากการกระทำของโจทก์ซึ่งมิใช่บุคคลภายนอก จำเลยจึงไม่มีอำนาจฟ้องแย้งเรียกค่าเสียหายในส่วนนี้ ที่ศาลชั้นต้นให้โจทก์ชำระค่าเสียหายแก่จำเลยเดือนละ 30,000 บาท นับแต่วันฟ้องแย้งและศาลอุทธรณ์พิพากษายืนมานั้น ไม่ต้องด้วยความเห็นของศาลฎีกา ฎีกาของโจทก์ในข้อนี้ฟังขึ้น และเมื่อได้วินิจฉัยดังนี้แล้ว จึงไม่จำต้องวินิจฉัยประเด็นตามฎีกาโจทก์และจำเลยเกี่ยวกับจำนวนค่าเสียหายอีก

อนึ่ง คดีนี้ จำเลยอุทธรณ์และฎีกาขอให้ศาลอุทธรณ์และศาลฎีกากำหนดค่าเสียหายหลังฟ้องแย้งเพิ่มจากเดือนละ 30,000 บาท เป็นเดือนละ 300,000 บาท เป็นคดีที่มีคำขอให้ปลดเปลื้องทุกข์อันไม่อาจคำนวณเป็นราคาเงินได้ และเป็นเงินที่ให้จ่ายมีกำหนดเป็นระยะเวลาในอนาคต จำเลยต้องเสียค่าขึ้นศาล 200 บาท และ 100 บาท ตามลำดับ รวม 300 บาท ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง ตาราง 1 ค่าธรรมเนียมศาล (ค่าขึ้นศาล) ข้อ (2) (ก) และข้อ 4 จำเลยเสียค่าขึ้นศาลในชั้นอุทธรณ์และฎีกามาชั้นละ 6,750 บาท เกินไปกว่ากฎหมาย เห็นสมควรคืนค่าขึ้นศาลส่วนที่เสียเกินมาทั้งสองชั้นศาลให้แก่จำเลย นอกจากนี้ศาลชั้นต้นพิพากษาคดีโดยมิได้มีคำสั่งค่าฤชาธรรมเนียมในส่วนฟ้องโจทก์เป็นการไม่ชอบตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 141 (5) ศาลฎีกาเห็นสมควรมีคำสั่งเพิ่มเติมให้ถูกต้อง

พิพากษาแก้เป็นว่า ให้ยกฟ้องแย้งจำเลยในส่วนค่าเสียหาย นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ ค่าฤชาธรรมเนียมสำหรับฟ้องโจทก์ในศาลชั้นต้นและสำหรับฟ้องโจทก์และฟ้องแย้งจำเลยในชั้นฎีกาให้เป็นพับ คืนค่าขึ้นศาลชั้นอุทธรณ์และชั้นฎีกาที่จำเลยเสียเกินมาชั้นศาลละ 6,450 บาท แก่จำเลย
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ. ม. 55
พ.ร.บ.อาคารชุด พ.ศ.2522 ม. 33 ม. 39
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นางสมจิตต์ จินดาบรรเจิด
จำเลย — นิติบุคคลอาคารชุด ซิตี้คอมเพล็กซ์
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลแพ่ง — นางวิสารินี เหมพิจิตร สนิทไชย
ศาลอุทธรณ์ — นายชูศักดิ์ จำปา
ชื่อองค์คณะ
นิติ เอื้อจรัสพันธุ์
วิชัย เอื้ออังคณากุล
วัชรินทร์ สุขเกื้อ
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 18460/2557
#580017
เปิดฉบับเต็ม

การขยายกำหนดเวลาไถ่ทรัพย์สินที่ขายฝากกฎหมายมิได้บังคับให้ต้องทำเป็นหนังสือและจดทะเบียนต่อพนักงานเจ้าหน้าที่ เพียงแต่อย่างน้อยต้องมีหลักฐานเป็นหนังสือลงลายมือชื่อผู้รับไถ่ จึงจะบังคับกันได้

การไม่นำหนังสือหรือหลักฐานเป็นหนังสือไปจดทะเบียนหรือจดแจ้งต่อพนักงานเจ้าหน้าที่ คงมีผลทำให้คู่สัญญาไม่อาจยกการขยายเวลาขึ้นเป็นข้อต่อสู้บุคคลภายนอกผู้ได้สิทธิมาโดยเสียค่าตอบแทนโดยสุจริตและได้จดทะเบียนสิทธิโดยสุจริตแล้วเท่านั้น ตาม ป.พ.พ. มาตรา 496 วรรคสอง ดังนั้น การตกลงขยายกำหนดเวลาไถ่ตามหนังสือขอต่อสัญญาขายฝาก ซึ่งมีจำเลยที่ 1 ผู้รับไถ่ลงลายมือชื่อไว้ แม้มิได้นำไปจดทะเบียนหรือจดแจ้งต่อพนักงานเจ้าหน้าที่ก็มีผลผูกพันจำเลยที่ 1 ส่วนจำเลยที่ 2 แม้ไม่ได้ลงลายมือชื่อ แต่การที่จำเลยที่ 2 รู้เห็นยินยอมในการกระทำของจำเลยที่ 1 กรณีถือได้ว่าจำเลยที่ 2 เชิดจำเลยที่ 1 หรือยอมให้จำเลยที่ 1 เชิดตัวเองออกแสดงเป็นตัวแทนของจำเลยที่ 2 ในการตกลงและทำหนังสือขยายกำหนดเวลาไถ่ให้แก่โจทก์ การลงลายมือชื่อของจำเลยที่ 1 จึงเป็นการกระทำในฐานะตัวแทนของจำเลยที่ 2 ซึ่งเป็นผู้รับไถ่ด้วย หนังสือขยายกำหนดเวลาไถ่จึงมีผลผูกพันจำเลยทั้งสอง เมื่อจำเลยทั้งสองไม่ปฏิบัติตามข้อตกลงโดยนำทรัพย์สินที่รับซื้อฝากไปขายก่อนครบกำหนดเวลาไถ่ทำให้โจทก์ได้รับความเสียหาย จึงต้องร่วมกันรับผิดต่อโจทก์

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยทั้งสองร่วมกันชำระเงิน 1,432,600 บาท พร้อมดอกเบี้ยร้อยละ 7.5 ต่อปี นับถัดจากวันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์

จำเลยทั้งสองให้การขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยทั้งสองร่วมกันใช้เงิน 670,600 บาท พร้อมดอกเบี้ยร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงินดังกล่าว นับถัดจากวันฟ้อง (ฟ้องวันที่ 22 มิถุนายน 2552) เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ กับให้จำเลยทั้งสองร่วมกันใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ โดยกำหนดค่าทนายความ 50,000 บาท เฉพาะค่าขึ้นศาลให้ใช้แทนเท่าทุนทรัพย์ที่โจทก์ชนะคดี

จำเลยทั้งสองอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ

จำเลยทั้งสองฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงในชั้นฎีการับฟังเป็นยุติในเบื้องต้นว่า เมื่อวันที่ 14 พฤศจิกายน 2550 โจทก์จดทะเบียนขายฝากที่ดินโฉนดเลขที่ 23663 ตำบลดงขี้เหล็ก อำเภอเมืองปราจีนบุรี จังหวัดปราจีนบุรี ให้ไว้แก่จำเลยทั้งสองเป็นเงิน 450,000 บาท มีกำหนดเวลาไถ่ 1 ปี ต่อมาวันที่ 9 พฤศจิกายน 2551 จำเลยที่ 1 ทำหนังสือขยายกำหนดเวลาไถ่ออกไปอีก 1 ปี นับจากวันที่ 14 พฤศจิกายน 2551 ถึงวันที่ 14 พฤศจิกายน 2552 มอบให้แก่นายสมศักดิ์ ผู้รับมอบอำนาจโจทก์ ตามหนังสือเรื่องขอต่อสัญญาขายฝาก โดยจำเลยที่ 1 ได้รับประโยชน์ตอบแทนเป็นค่าดอกเบี้ย 90,000 บาท ต่อมาวันที่ 16 กุมภาพันธ์ 2552 จำเลยทั้งสองจดทะเบียนโอนขายที่ดินแปลงดังกล่าวให้แก่บุคคลภายนอกในราคา 800,000 บาท โดยที่ดินดังกล่าวมีราคาประเมิน 1,020,600 บาท และผลอาสินในที่ดินเสียหายเป็นเงิน 100,000 บาท

คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยทั้งสองว่า หนังสือขยายกำหนดเวลาไถ่ทรัพย์สินที่ขายฝากมีผลผูกพันจำเลยทั้งสองหรือไม่ เห็นว่า การขยายกำหนดเวลาไถ่ทรัพย์สินที่ขายฝากกฎหมายมิได้บังคับให้ต้องทำเป็นหนังสือและจดทะเบียนต่อพนักงานเจ้าหน้าที่ เพียงแต่อย่างน้อยต้องมีหลักฐานเป็นหนังสือลงลายมือชื่อผู้รับไถ่ จึงจะบังคับกันได้ การไม่นำหนังสือหรือหลักฐานเป็นหนังสือไปจดทะเบียนหรือจดแจ้งต่อพนักงานเจ้าหน้าที่ คงมีผลทำให้คู่สัญญาไม่อาจยกการขยายเวลาขึ้นเป็นข้อต่อสู้บุคคลภายนอกผู้ได้สิทธิมาโดยเสียค่าตอบแทนและโดยสุจริตและได้จดทะเบียนสิทธิโดยสุจริตแล้วเท่านั้น ซึ่งเป็นไปตามบทบัญญัติแห่งประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 496 วรรคสอง ดังนั้น การตกลงขยายกำหนดเวลาไถ่ตามหนังสือเรื่องขอต่อสัญญาขายฝาก ซึ่งมีจำเลยที่ 1 ผู้รับไถ่ลงลายมือชื่อไว้ แม้มิได้นำไปจดทะเบียนหรือจดแจ้งต่อพนักงานเจ้าหน้าที่ก็มีผลผูกพันจำเลยที่ 1 ส่วนจะมีผลผูกพันจำเลยที่ 2 หรือไม่นั้น คงต้องพิจารณาว่าจำเลยที่ 2 ได้ให้ความยินยอมและมอบหมายให้จำเลยที่ 1 กระทำการแทนหรือไม่ ข้อเท็จจริงได้ความจากทางนำสืบของคู่ความทั้งสองฝ่ายว่า ในการตกลงทำสัญญาขายฝาก โจทก์โดยนายสมศักดิ์ได้ติดต่อกับจำเลยที่ 1 และนายสำราญ ซึ่งเป็นคู่เขยกับจำเลยที่ 1 ตลอดมา โดยจำเลยที่ 1 เป็นผู้ตกลงเรื่องราคาและรายละเอียดต่างๆ รวมทั้งค่านายหน้า ค่าธรรมเนียมและภาษี ในการจดทะเบียนขายฝาก และเป็นผู้มอบเงินตามสัญญาขายฝากให้นายสมศักดิ์รับไปแทนโจทก์ ทั้งนี้ จำเลยที่ 2 เบิกความยอมรับว่า จำเลยที่ 2 มอบหมายให้จำเลยที่ 1 ดำเนินการเกี่ยวกับที่ดินที่รับซื้อฝาก และให้จำเลยที่ 1 ร่วมลงลายมือชื่อเป็นผู้รับซื้อฝากเพื่อให้โจทก์ติดต่อกับจำเลยที่ 1 ในกรณีที่จำเลยที่ 2 ไม่สามารถดำเนินการใดๆ เกี่ยวกับที่ดินแปลงดังกล่าวได้ ทั้งจำเลยทั้งสองให้การอ้างว่า การที่โจทก์และนายสมศักดิ์ไม่ไปพบจำเลยทั้งสองที่สำนักงานที่ดินจังหวัดปราจีนบุรีในวันครบกำหนดเวลาไถ่และก่อนหน้านั้นอีก 1 วัน เป็นการละเลยต่อหน้าที่ที่จะต้องไปจดทะเบียนขยายกำหนดเวลาไถ่โดยไม่แจ้งเหตุ แม้จะรอต่อไปนานถึง 3 เดือน ฝ่ายโจทก์ก็ยังคงเพิกเฉย แสดงว่าจำเลยที่ 2 รู้เห็นยินยอมในการกระทำของจำเลยที่ 1 โดยมอบหมายให้จำเลยที่ 1 ตกลงขยายกำหนดเวลาไถ่และรับประโยชน์ตอบแทนจากโจทก์แทนจำเลยที่ 2 ด้วย พฤติการณ์ของจำเลยทั้งสองดังกล่าวย่อมทำให้โจทก์เชื่อว่าจำเลยที่ 1 มีอำนาจกระทำการแทนจำเลยที่ 2 จึงเจรจาตกลงและมอบประโยชน์ตอบแทนให้แก่จำเลยที่ 1 กรณีถือได้ว่าจำเลยที่ 2 เชิดจำเลยที่ 1 หรือยอมให้จำเลยที่ 1 เชิดตัวเองออกแสดงเป็นตัวแทนของจำเลยที่ 2 ในการตกลงและทำหนังสือขยายกำหนดเวลาไถ่ให้แก่โจทก์ การลงลายมือชื่อของจำเลยที่ 1 จึงเป็นการกระทำในฐานะตัวแทนของจำเลยที่ 2 ซึ่งเป็นผู้รับไถ่ด้วย หนังสือขยายกำหนดเวลาไถ่ตามหนังสือเรื่องขอต่อสัญญาขายฝาก จึงมีผลผูกพันจำเลยทั้งสอง เมื่อจำเลยทั้งสองไม่ปฏิบัติตามข้อตกลงโดยนำทรัพย์สินที่รับซื้อฝากไปขายให้แก่บุคคลภายนอกก่อนครบกำหนดเวลาไถ่ตามข้อตกลงขยายกำหนดเวลาไถ่ ทำให้โจทก์ได้รับความเสียหายต้องสูญเสียที่ดินและผลอาสินในที่ดินที่ขายฝาก จำเลยทั้งสองจึงต้องร่วมกันรับผิดต่อโจทก์ ที่ศาลล่างทั้งสองพิพากษามานั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาของจำเลยทั้งสองฟังไม่ขึ้น

พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 496 วรรคสอง ม. 821
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นางสาวสมร ชมภูนุช
จำเลย — นายสมศักดิ์ รมยาคม กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดพระโขนง — นายอารี อารยวัฒนกุล
ศาลอุทธรณ์ — นายธนพจน์ อารยลักษณ์
ชื่อองค์คณะ
นุจรินทร์ จันทร์พรายศรี
วิวรรต นิ่มละมัย
ปกรณ์ มหรรณพ
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 18406 -ที่ 18412/2557
#580847
เปิดฉบับเต็ม

การคุ้มครองแรงงานเฉพาะในส่วนที่เกี่ยวกับครูใหญ่และครูสำหรับนายจ้างซึ่งประกอบกิจการโรงเรียนเอกชนตามกฎหมายว่าด้วยโรงเรียนเอกชนนั้น พ.ร.บ.คุ้มครองแรงงาน พ.ศ.2541 มาตรา 4 และมาตรา 6 ประกอบกฎกระทรวง (พ.ศ.2541) ออกตามความในพระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน พ.ศ.2541 ลงวันที่ 19 สิงหาคม 2541 กำหนดไว้ว่ามิให้ใช้ พ.ร.บ.คุ้มครองแรงงาน พ.ศ.2541 บังคับแก่นายจ้างซึ่งประกอบกิจการโรงเรียนเอกชนตามกฎหมายว่าด้วยโรงเรียนเอกชนเฉพาะในส่วนที่เกี่ยวกับครูใหญ่และครู ดังนั้นการคุ้มครองแรงงานของครูของนายจ้างซึ่งประกอบกิจการโรงเรียนเอกชนตามกฎหมายว่าด้วยโรงเรียนเอกชนจึงอยู่ในบังคับแห่งกฎหมายว่าด้วยโรงเรียนเอกชน ซึ่งขณะเกิดเหตุพิพาทคดีนี้คือ พ.ร.บ.โรงเรียนเอกชน พ.ศ.2550 ตามบทกฎหมายว่าด้วยโรงเรียนเอกชนดังกล่าวได้กำหนดการคุ้มครองแรงงานในส่วนที่เกี่ยวกับครูไว้ในมาตรา 86 วรรคหนึ่ง ซึ่งบัญญัติว่า กิจการของโรงเรียนในระบบเฉพาะในส่วนของผู้อำนวยการ ครูและบุคลากรทางการศึกษาไม่อยู่ภายใต้บังคับกฎหมายว่าด้วยการคุ้มครองแรงงาน กฎหมายว่าด้วยแรงงานสัมพันธ์ กฎหมายว่าด้วยการประกันสังคมและกฎหมายว่าด้วยเงินทดแทน แต่ผู้อำนวยการ ครูและบุคลากรทางการศึกษาของโรงเรียนต้องได้รับประโยชน์ตอบแทนไม่น้อยกว่าที่กำหนดไว้ในกฎหมายว่าด้วยการคุ้มครองแรงงานและวรรคสองบัญญัติว่า การคุ้มครองการทำงาน การจัดให้มีคณะกรรมการคุ้มครองการทำงานและประโยชน์ตอบแทนขั้นต่ำของผู้อำนวยการครูและบุคลากรทางการศึกษาของโรงเรียนในระบบ ให้เป็นไปตามระเบียบที่คณะกรรมการกำหนดและขณะเกิดเหตุพิพาทคดีนี้ คณะกรรมการดังกล่าวซึ่งหมายถึงคณะกรรมการส่งเสริมการศึกษาเอกชนยังมิได้ ออกระเบียบดังกล่าวมาใช้บังคับ พ.ร.บ.โรงเรียนเอกชน พ.ศ.2550 จึงกำหนดรับรองไว้ในบทเฉพาะกาล มาตรา 166 ว่า ในระหว่างที่ยังมิได้ออกกฎกระทรวง ระเบียบ และประกาศเพื่อปฏิบัติการตาม พ.ร.บ.นี้ให้นำกฎกระทรวง ระเบียบ และประกาศที่ออกตาม พ.ร.บ.โรงเรียนเอกชน พ.ศ.2525 มาใช้บังคับโดยอนุโลม เท่าที่ไม่ขัดหรือแย้งกับ พ.ร.บ. นี้ ระเบียบดังกล่าวที่ว่าคือ ระเบียบกระทรวงศึกษาธิการว่าด้วยการคุ้มครองการทำงานของครูใหญ่และครูโรงเรียนเอกชน พ.ศ.2542 จำเลยที่ 1 เป็นโรงเรียนนานาชาติตามความหมายของโรงเรียนนานาชาติที่ถือเป็นโรงเรียนในระบบประเภทหนึ่งตามประกาศคณะกรรมการส่งเสริมการศึกษาเอกชน เรื่อง กำหนดประเภทและระดับของโรงเรียนในระบบที่ออกตาม พ.ร.บ.โรงเรียนเอกชน พ.ศ.2550 มาตรา 17 และถือเป็นโรงเรียนในระบบตาม พ.ร.บ.โรงเรียนเอกชน พ.ศ.2550 มาตรา 4 ดังนั้น กิจการในโรงเรียนของจำเลยที่ 1 และการคุ้มครองการทำงานของโจทก์ทั้งเจ็ดซึ่งเป็นครูจึงอยู่ภายใต้บังคับตาม พ.ร.บ.โรงเรียนเอกชน พ.ศ.2550 มาตรา 86 มาตรา 166 ประกอบระเบียบกระทรวงศึกษาธิการว่าด้วยการคุ้มครองการทำงานของครูใหญ่และครูโรงเรียนเอกชน พ.ศ.2542 การคุ้มครองแรงงานเกี่ยวกับค่าชดเชยจึงเป็นไปตามที่กำหนดไว้ในระเบียบกระทรวงศึกษาธิการว่าด้วยการคุ้มครองการทำงานของครูใหญ่และครูโรงเรียนเอกชน พ.ศ.2542 หมวด 4 การเลิกสัญญาการเป็นครูและค่าชดเชย เท่าที่ไม่ขัดหรือแย้งกับ พ.ร.บ.โรงเรียนเอกชน พ.ศ.2550 มาตรา 86 วรรคหนึ่ง เมื่อระเบียบกระทรวงศึกษาธิการว่าด้วยการคุ้มครองการทำงานของครูใหญ่และครูโรงเรียนเอกชน พ.ศ.2542 กำหนดให้การคุ้มครองการทำงานเกี่ยวกับค่าชดเชยตามข้อ 35 (2) ว่า ลูกจ้างที่เป็นครูชาวต่างประเทศที่ออกเพราะเหตุที่ครบกำหนดตามสัญญาจ้างจะไม่มีสิทธิได้รับค่าชดเชย ซึ่งแตกต่างกับการคุ้มครองแรงงานเกี่ยวกับค่าชดเชยสำหรับลูกจ้างทั่วไปตาม พ.ร.บ.คุ้มครองแรงงาน พ.ศ.2541 แสดงว่าระเบียบกระทรวงศึกษาธิการว่าด้วยการคุ้มครองการทำงานของครูใหญ่และครูโรงเรียนเอกชน พ.ศ.2542 ให้ประโยชน์ตอบแทนน้อยกว่า พ.ร.บ.คุ้มครองแรงงาน พ.ศ.2541 อันเป็นการไม่สอดคล้องกับ พ.ร.บ.โรงเรียนเอกชน พ.ศ.2550 มาตรา 86 วรรคหนึ่ง ระเบียบดังกล่าวเกี่ยวกับค่าชดเชยในส่วนนี้จึงใช้บังคับไม่ได้ เมื่อจำเลยทั้งสองทำสัญญาจ้างโจทก์ทั้งเจ็ดเข้าทำงานเป็นครูสอนหนังสือ โดยทำสัญญาจ้างเป็นรายปีการศึกษาและโจทก์ทั้งเจ็ดออกจากการเป็นครูเพราะเหตุครบกำหนดตามสัญญาจ้างเมื่อวันที่ 31 กรกฎาคม 2552 ถือเป็นการถูกจำเลยทั้งสองเลิกสัญญาโดยไม่ปรากฏว่าโจทก์ทั้งเจ็ดกระทำผิดใดอันจะเข้าข้อยกเว้นที่ไม่มีสิทธิได้รับค่าชดเชยในเหตุข้ออื่นตามระเบียบกระทรวงศึกษาธิการว่าด้วยการคุ้มครองการทำงานของครูใหญ่และครูโรงเรียนเอกชน พ.ศ.2542 ข้อ 35 โจทก์ทั้งเจ็ดจึงมีสิทธิได้รับค่าชดเชยตามข้อ 32 และข้อ 33 จำเลยที่ 1 เป็นนิติบุคคล โดยมีจำเลยที่ 2 เป็นผู้รับใบอนุญาตและเป็นผู้แทนของจำเลยที่ 1 ตาม พ.ร.บ.โรงเรียนเอกชน พ.ศ.2550 มาตรา 24 เนื่องจาก พ.ร.บ.โรงเรียนเอกชน พ.ศ.2550 กำหนดให้ผู้รับใบอนุญาตให้จัดตั้งโรงเรียนเอกชนในระบบมีฐานะเป็นผู้แทนของโรงเรียนและการดำเนินกิจการของโรงเรียนให้ผู้รับใบอนุญาตดำเนินการให้มีคณะกรรมการบริหารเพื่อบริหารกิจการโรงเรียนโดยที่ไม่ได้กำหนดเรื่องความรับผิดของผู้รับใบอนุญาตไว้เป็นการเฉพาะต่างหาก ดังนั้นจึงต้องบังคับตาม ป.พ.พ. มาตรา 77 ประกอบมาตรา 820 เมื่อการกระทำของจำเลยที่ 2 เป็นการกระทำแทนจำเลยที่ 1 ในขอบอำนาจ จำเลยที่ 2 จึงไม่ต้องร่วมรับผิดกับจำเลยที่ 1 เมื่อค่าชดเชยตาม พ.ร.บ.โรงเรียนเอกชน พ.ศ.2550 มาตรา 86 วรรคสองและมาตรา 166 ประกอบระเบียบกระทรวงศึกษาธิการว่าด้วยการคุ้มครองการทำงานของครูใหญ่และครูโรงเรียนเอกชน พ.ศ.2542 ข้อ 4 ได้กำหนดความในคำนิยามว่า เป็นเงินที่จ่ายให้ครูเมื่อเลิกสัญญาการเป็นครู ดังนั้นจำเลยที่ 1 จึงมีหน้าที่ต้องจ่ายให้โจทก์ทั้งเจ็ดนับแต่วันเลิกสัญญาโจทก์ทั้งเจ็ดคือ นับแต่วันที่ 31 กรกฎาคม 2552 เมื่อจำเลยที่ 1 ไม่จ่ายนับแต่วันดังกล่าวถือว่าผิดนัด จึงต้องรับผิดเสียดอกเบี้ยในต้นเงินค่าชดเชยของโจทก์แต่ละคนในอัตราร้อยละ 15 ต่อปี ตาม พ.ร.บ.โรงเรียนเอกชน พ.ศ.2550 มาตรา 86 วรรคสอง และมาตรา 166 ประกอบระเบียบกระทรวงศึกษาธิการว่าด้วยการคุ้มครองการทำงานของครูใหญ่และครูโรงเรียนเอกชน พ.ศ.2542 ข้อ 13 วรรคหนึ่ง นับแต่วันที่ 31 กรกฎาคม 2552 เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จ ส่วนที่โจทก์ทั้งเจ็ดขอเงินเพิ่มนั้น เมื่อจำเลยที่ 1 ไม่จ่ายค่าชดเชยอ้างเหตุตามระเบียบกระทรวงศึกษาธิการว่าด้วยการคุ้มครองการทำงานของครูใหญ่และครูโรงเรียนเอกชน พ.ศ.2542 ข้อ 8 วรรคหนึ่ง และข้อ 35 (2) ไม่ถือว่าจงใจไม่จ่ายค่าชดเชยโดยปราศจากเหตุผลอันสมควร จำเลยที่ 1 จึงไม่ต้องรับผิดจ่ายเงินเพิ่ม

เมื่อกิจการในโรงเรียนของจำเลยที่ 1 และการคุ้มครองการทำงานของโจทก์ทั้งเจ็ดซึ่งเป็นครูของจำเลยที่ 1 อันเป็นกิจการที่เป็นนายจ้างซึ่งประกอบกิจการโรงเรียนเอกชนตามกฎหมายว่าด้วยโรงเรียนเอกชน อยู่ภายใต้บังคับตาม พ.ร.บ.โรงเรียนเอกชน พ.ศ.2550 มาตรา 86 มาตรา 166 ประกอบระเบียบกระทรวงศึกษาธิการว่าด้วยการคุ้มครองการทำงานของครูใหญ่และครูโรงเรียนเอกชน พ.ศ.2542 หมวด 2 เวลาทำการของครู ซึ่งแยกต่างหากจากการคุ้มครองแรงงานของนายจ้างซึ่งประกอบกิจการทั่วไปตาม พ.ร.บ.คุ้มครองแรงงาน พ.ศ.2541 โดยตามระเบียบกระทรวงศึกษาธิการว่าด้วยการคุ้มครองการทำงานของครูใหญ่และครูโรงเรียนเอกชน พ.ศ.2542 ได้ให้คำนิยามของคำว่า "วันหยุด" ในข้อ 4 ว่า หมายความว่า วันที่กำหนดให้ครูหยุดประจำสัปดาห์ วันหยุดตามประเพณี วันปิดภาคเรียน วันที่โรงเรียนสั่งให้หยุดหรือวันที่กำหนดให้หยุด และได้กำหนด ให้ความคุ้มครองไว้ในข้อ 15 ว่า ในปีการศึกษาหนึ่ง ครูมีวันหยุดทำงานดังนี้ (1) วันหยุดประจำสัปดาห์ตามที่ได้รับอนุญาต (2) วันหยุดภาคเรียน (3) วันหยุดตามประเพณี (4) วันหยุดตามประกาศหรือคำสั่งของทางราชการ และ (5) วันที่โรงเรียนสั่งให้หยุด ซึ่งการคุ้มครองเกี่ยวกับวันหยุดของลูกจ้างที่เป็นครูสำหรับนายจ้างซึ่งประกอบกิจการโรงเรียนเอกชนตามกฎหมายว่าด้วยโรงเรียนเอกชนจะมีสิทธิใดอันจะได้รับการคุ้มครองจึงต้องเป็นไปตามระเบียบกระทรวงศึกษาธิการว่าด้วยการคุ้มครองการทำงานของครูใหญ่และครูโรงเรียนเอกชน พ.ศ.2542 หมวด 2 เวลาทำการของครูเท่าที่ไม่ขัดหรือแย้งกับ พ.ร.บ.โรงเรียนเอกชน พ.ศ.2550 มาตรา 86 วรรคหนึ่ง เมื่อปรากฏว่าการคุ้มครองเกี่ยวกับวันหยุดตามระเบียบดังกล่าวมิได้กำหนด ให้สิทธิวันหยุดพักผ่อนประจำปีแก่ครู ดังนั้นโจทก์ทั้งเจ็ดจึงไม่มีสิทธิหยุดพักผ่อนประจำปีหรือได้รับค่าจ้างสำหรับวันหยุดพักผ่อนประจำปีเช่นแรงงานทั่วไปตาม พ.ร.บ.คุ้มครองแรงงาน พ.ศ.2541 ที่โจทก์ทั้งเจ็ดอ้างว่าเป็นการได้รับประโยชน์ตอบแทนเกี่ยวกับการหยุดที่น้อยกว่ากฎหมายว่าด้วยการคุ้มครองแรงงานตามที่ พ.ร.บ.โรงเรียนเอกชน พ.ศ.2550 มาตรา 86 วรรคหนึ่ง กำหนดไว้นั้น หากเปรียบเทียบถึงการคุ้มครองเกี่ยวกับสิทธิในวันหยุดของโจทก์ทั้งเจ็ดกับการคุ้มครองแรงงานทั่วไปตาม พ.ร.บ.คุ้มครองแรงงาน พ.ศ.2541 แล้ว ต่างก็มีสิทธิหยุดประจำสัปดาห์และหยุดตามประเพณีเช่นกัน ส่วนที่แตกต่างในสิทธิคือการที่แรงงานทั่วไปได้รับสิทธิหยุดพักผ่อนประจำปี แม้โจทก์ทั้งเจ็ดไม่มีสิทธิดังกล่าวซึ่งเป็นไปตามการคุ้มครองแรงงานสำหรับนายจ้างซึ่งประกอบกิจการโรงเรียนเอกชนตามกฎหมายว่าด้วยโรงเรียนเอกชนก็ตาม แต่ตามระเบียบกระทรวงศึกษาธิการว่าด้วยการคุ้มครองการทำงานของครูใหญ่และครูโรงเรียนเอกชน พ.ศ.2542 ก็กำหนด ให้ครูมีสิทธิหยุดในวันปิดภาคเรียน ซึ่งแรงงานทั่วไปไม่มีสิทธิดังกล่าว รวมทั้งให้สิทธิหยุดในวันที่โรงเรียนสั่งให้หยุดหรือในวันที่ราชการกำหนดให้หยุดอีกด้วย ดังที่ปรากฏว่าปีการศึกษา 2551 ถึง 2552 กิจการในโรงเรียนของจำเลยที่ 1 กำหนดให้โจทก์ทั้งเจ็ดทำงานในวันเปิดภาคเรียนหรือเรียกว่า Student Days จำนวนไม่เกิน 188 วัน และมีสิทธิหยุดในวันปิดภาคเรียนด้วย จึงมิได้เป็นการได้รับประโยชน์ตอบแทนเกี่ยวกับการหยุดที่น้อยกว่ากฎหมายว่าด้วยการคุ้มครองแรงงานตามที่ พ.ร.บ.โรงเรียนเอกชน พ.ศ.2550 มาตรา 86 วรรคหนึ่ง กำหนดไว้แต่อย่างใด

สัญญาจ้างระหว่างโจทก์ทั้งเจ็ดกับจำเลยทั้งสองระหว่างปีการศึกษา 2550 ถึง 2551 และปีการศึกษา 2551 ถึง 2552 เรื่องการเติบโตในอาชีพ กำหนดทำนองว่า ลูกจ้างมีสิทธิได้รับผลประโยชน์ตอบแทนการเติบโตทางอาชีพ ปีละ 20,000 บาท และสะสมต่อได้ถึง 80,000 บาท ค่าตอบแทนสะสมจากปีก่อนจะต้องใช้ก่อนเริ่มต้นปีสุดท้ายของสัญญาและค่าตอบแทนปีสุดท้ายจะต้องใช้ภายในภาคการศึกษาแรกของปีสุดท้ายที่สัญญาจ้างสิ้นสุด เมื่อโจทก์ทั้งเจ็ดตกลงยินยอมลงชื่อต่ออายุสัญญาจ้างครั้งสุดท้ายระหว่างปลายเดือนพฤษภาคม 2551 ถึงต้นเดือนมิถุนายน 2552 โดยให้ใช้เงื่อนไขตามสัญญาจ้างข้างต้น โจทก์ทั้งเจ็ดชอบที่จะปฏิบัติตามเงื่อนไขและข้อตกลงการเบิกค่าตอบแทนพัฒนาความก้าวหน้าในวิชาชีพตามสัญญาจ้าง ทั้งไม่มีเหตุแสดงให้เห็นว่าจำเลยทั้งสองได้ทำข้อตกลงตามสัญญาจ้างดังกล่าวเอาเปรียบโจทก์ทั้งเจ็ดเกินสมควรแต่อย่างใด ข้อตกลงตามสัญญาจ้างดังกล่าวจึงไม่มีลักษณะทำให้จำเลยทั้งสองได้เปรียบโจทก์ทั้งเจ็ดซึ่งเป็นลูกจ้างเกินสมควรถึงขนาดเป็นข้อสัญญาที่ไม่เป็นธรรมตาม พ.ร.บ.ว่าด้วยข้อสัญญาที่ไม่เป็นธรรม พ.ศ.2540 มาตรา 5 ข้อตกลงตามสัญญาจ้างดังกล่าวจึงมีผลใช้บังคับ เมื่อโจทก์ทั้งเจ็ดไม่ได้ใช้สิทธิภายในกำหนดเวลาตามข้อตกลงในสัญญาจ้างดังกล่าว จึงย่อมสิ้นสิทธิและไม่มีสิทธิมาเรียกร้องเอาในค่าตอบแทนพัฒนาความก้าวหน้าในวิชาชีพแล้ว

โจทก์ที่ 2 ถึงที่ 7 รับทราบข้อตกลงตามสัญญาจ้างที่ทำกับจำเลยทั้งสองแต่แรกว่า จำเลยทั้งสองจะจ่ายค่าที่พักให้ถึงเดือนมิถุนายนของปีที่ยกเลิกสัญญาจ้างหรือถึงวันที่สัญญาเช่าสิ้นสุดแล้วแต่ว่าอย่างไหนเกิดก่อน ซึ่งโจทก์ที่ 2 ถึงที่ 7 ยินยอมต่ออายุสัญญาจ้างกับจำเลยทั้งสองเรื่อยมาและไม่เคยโต้แย้งคัดค้านข้อตกลงตามสัญญาจ้างดังกล่าวมาก่อน ทั้งไม่มีเหตุแสดงให้เห็นว่าจำเลยทั้งสองได้ทำข้อตกลงตามสัญญาจ้างดังกล่าวเอาเปรียบโจทก์ที่ 2 ถึงที่ 7 เกินสมควรแต่อย่างใด ข้อตกลงตามสัญญาจ้างดังกล่าวจึงไม่มีลักษณะทำให้จำเลยทั้งสองได้เปรียบโจทก์ที่ 2 ถึงที่ 7 ซึ่งเป็นลูกจ้างเกินสมควรถึงขนาดเป็นข้อสัญญาที่ไม่เป็นธรรมตาม พ.ร.บ.ว่าด้วยข้อสัญญาที่ไม่เป็นธรรม พ.ศ.2540 มาตรา 5 ข้อตกลงตามสัญญาจ้างดังกล่าวจึงมีผลใช้บังคับ เมื่อตามข้อตกลงในสัญญาจ้างดังกล่าวมีข้อตกลงให้สิทธิโจทก์ที่ 2 ถึงที่ 7 ได้รับค่าที่พักถึงเดือนมิถุนายนของปี 2552 ซึ่งเป็นปีที่ยกเลิกสัญญาจ้าง โจทก์ที่ 2 ถึงที่ 7 จึงไม่มีสิทธิได้รับและเรียกร้องเอาค่าที่พักเดือนกรกฎาคม 2552

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
คดีทั้งเจ็ดสำนวนนี้ศาลแรงงานภาค 2 สั่งให้รวมพิจารณาเป็นคดีเดียวกัน โดยเรียกโจทก์เรียงตามลำดับสำนวนว่าโจทก์ที่ 1 ถึงที่ 7

โจทก์ทั้งเจ็ดสำนวนฟ้องขอให้บังคับจำเลยทั้งสองร่วมกันจ่ายค่าชดเชยและค่าจ้างสำหรับวันหยุดพักผ่อนประจำปีพร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 15 ต่อปี และเงินเพิ่มร้อยละ 15 ทุกระยะเวลาเจ็ดวันนับแต่วันผิดนัดจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ทั้งเจ็ด ค่าตอบแทนพัฒนาความก้าวหน้าในวิชาชีพพร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันผิดนัดจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ทั้งเจ็ด และค่าที่พักเดือนกรกฎาคม 2552 พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันผิดนัดจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ที่ 2 ถึงที่ 7 ตามคำขอท้ายฟ้องของโจทก์แต่ละคน

จำเลยทั้งสองทั้งเจ็ดสำนวนให้การและแก้ไขคำให้การขอให้ยกฟ้อง

ศาลแรงงานภาค 2 พิพากษายกฟ้อง

โจทก์ทั้งเจ็ดอุทธรณ์ต่อศาลฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีแรงงานวินิจฉัยว่า มีปัญหาวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของโจทก์ทั้งเจ็ดประการแรกว่า โจทก์ทั้งเจ็ดมีสิทธิได้รับค่าชดเชยจากจำเลยทั้งสองหรือไม่ เพียงใด โดยโจทก์ทั้งเจ็ดอุทธรณ์ว่า ไม่เห็นด้วยกับที่ศาลแรงงานภาค 2 วินิจฉัยว่า พระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน พ.ศ.2541 มาตรา 118 วรรคสามและวรรคสี่ และมาตรา 119 บัญญัติตัดสิทธิค่าชดเชยกรณีลูกจ้างกระทำความผิดและกรณีเลิกจ้างเมื่อครบกำหนดสัญญาจ้าง ระเบียบกระทรวงศึกษาธิการว่าด้วยการคุ้มครองการทำงานของครูใหญ่และครูโรงเรียนเอกชน พ.ศ.2542 ที่ไม่จ่ายค่าชดเชยให้แก่ครูชาวต่างประเทศที่ออกจากงานเพราะสัญญาจ้างครบกำหนด จึงขัดต่อพระราชบัญญัติโรงเรียนเอกชน พ.ศ.2550 มาตรา 86 วรรคหนึ่ง ด้วยเหตุที่พระราชบัญญัติฉบับนี้ให้ความคุ้มครองครูไทยและครูชาวต่างประเทศเท่ากัน และมาตรา 86 วรรคหนึ่ง กำหนดให้ผู้ปฏิบัติงานของโรงเรียนต้องได้รับประโยชน์ตอบแทนไม่น้อยกว่าที่กำหนดไว้ในกฎหมายว่าด้วยการคุ้มครองแรงงาน ระเบียบกระทรวงศึกษาธิการที่ให้ประโยชน์ตอบแทนน้อยกว่าดังกรณีตัดสิทธิค่าชดเชยครูชาวต่างประเทศ จึงใช้บังคับไม่ได้ การเทียบเคียงพระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน พ.ศ.2541 มาตรา 118 วรรคสามและวรรคสี่ ว่าเป็นเช่นเดียวกับกรณีตัดสิทธิค่าชดเชยครูชาวต่างประเทศไม่ถูกต้อง เห็นว่า การคุ้มครองแรงงานเฉพาะในส่วนที่เกี่ยวกับครูใหญ่และครูสำหรับนายจ้างซึ่งประกอบกิจการโรงเรียนเอกชนตามกฎหมายว่าด้วยโรงเรียนเอกชนนั้น พระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน พ.ศ.2541 มาตรา 4 และมาตรา 6 ประกอบกฎกระทรวง (พ.ศ.2541) ออกตามความในพระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน พ.ศ.2541 ลงวันที่ 19 สิงหาคม 2541 กำหนดไว้ว่ามิให้ใช้พระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน พ.ศ.2541 บังคับแก่นายจ้างซึ่งประกอบกิจการโรงเรียนเอกชนตามกฎหมายว่าด้วยโรงเรียนเอกชนเฉพาะในส่วนที่เกี่ยวกับครูใหญ่และครู ดังนั้นการคุ้มครองแรงงานของครูของนายจ้างซึ่งประกอบกิจการโรงเรียนเอกชนตามกฎหมายว่าด้วยโรงเรียนเอกชนจึงอยู่ในบังคับแห่งกฎหมายว่าด้วยโรงเรียนเอกชน ซึ่งขณะเกิดเหตุพิพาทคดีนี้คือ พระราชบัญญัติโรงเรียนเอกชน พ.ศ.2550 ตามบทกฎหมายว่าด้วยโรงเรียนเอกชนได้กำหนดการคุ้มครองแรงงานในส่วนเกี่ยวกับครูไว้ในมาตรา 86 วรรคหนึ่ง ซึ่งบัญญัติว่า กิจการของโรงเรียนในระบบเฉพาะในส่วนของผู้อำนวยการ ครูและบุคลากรทางการศึกษาไม่อยู่ภายใต้บังคับกฎหมายว่าด้วยการคุ้มครองแรงงาน กฎหมายว่าด้วยแรงงานสัมพันธ์ กฎหมายว่าด้วยการประกันสังคมและกฎหมายว่าด้วยเงินทดแทน แต่ผู้อำนวยการครูและบุคลากรทางการศึกษาของโรงเรียนต้องได้รับประโยชน์ตอบแทนไม่น้อยกว่าที่กำหนดไว้ในกฎหมายว่าด้วยการคุ้มครองแรงงาน และวรรคสองบัญญัติว่า การคุ้มครองการทำงาน การจัดให้มีคณะกรรมการคุ้มครองการทำงานและประโยชน์ตอบแทนขั้นต่ำของผู้อำนวยการ ครูและบุคลากรทางการศึกษาของโรงเรียนในระบบ ให้เป็นไปตามระเบียบที่คณะกรรมการกำหนดและขณะเกิดเหตุพิพาทคดีนี้ คณะกรรมการซึ่งหมายถึงคณะกรรมการส่งเสริมการศึกษาเอกชนยังมิได้ออกระเบียบดังกล่าวมาใช้บังคับ พระราชบัญญัติโรงเรียนเอกชน พ.ศ.2550 จึงกำหนดรับรองไว้ในบทเฉพาะกาล มาตรา 166 ว่า ในระหว่างที่ยังมิได้ออกกฎกระทรวง ระเบียบ และประกาศเพื่อปฏิบัติการตามพระราชบัญญัตินี้ให้นำกฎกระทรวง ระเบียบ และประกาศที่ออกตามพระราชบัญญัติโรงเรียนเอกชน พ.ศ.2525 มาใช้บังคับโดยอนุโลม เท่าที่ไม่ขัดหรือแย้งกับพระราชบัญญัตินี้ ระเบียบดังกล่าวที่ว่าคือ ระเบียบกระทรวงศึกษาธิการว่าด้วยการคุ้มครองการทำงานของครูใหญ่และครูโรงเรียนเอกชน พ.ศ.2542 จำเลยที่ 1 เป็นโรงเรียนนานาชาติ ซึ่งจัดการศึกษาโดยใช้หลักสูตรต่างประเทศหรือหลักสูตรต่างประเทศที่ปรับรายละเอียดเนื้อหารายวิชาใหม่ หรือหลักสูตรที่จัดทำขึ้นเองที่ไม่ใช่หลักสูตรของกระทรวงศึกษาธิการและใช้ภาษาต่างประเทศเป็นสื่อในการเรียนการสอนให้กับนักเรียนโดยไม่จำกัดเชื้อชาติ ศาสนา และไม่ขัดต่อศีลธรรมและความมั่นคงของประเทศ ตามความหมายของโรงเรียนนานาชาติที่ถือเป็นโรงเรียนในระบบประเภทหนึ่งตามประกาศคณะกรรมการส่งเสริมการศึกษาเอกชน เรื่อง กำหนดประเภทและระดับของโรงเรียนในระบบที่ออกตามพระราชบัญญัติโรงเรียนเอกชน พ.ศ.2550 มาตรา 17 และถือเป็นโรงเรียนที่จัดการศึกษาโดยกำหนดจุดมุ่งหมาย วิธีการศึกษา หลักสูตร ระยะเวลาของการศึกษา การวัดและประเมินผลซึ่งเป็นเงื่อนไขของการสำเร็จการศึกษาที่แน่นอน อันเป็นโรงเรียนในระบบตามพระราชบัญญัติโรงเรียนเอกชน พ.ศ.2550 มาตรา 4 ดังนั้นกิจการในโรงเรียนของจำเลยที่ 1 และการคุ้มครองการทำงานของโจทก์ทั้งเจ็ดซึ่งเป็นครูจึงอยู่ภายใต้บังคับตามพระราชบัญญัติโรงเรียนเอกชน พ.ศ.2550 มาตรา 86 มาตรา 166 ประกอบระเบียบกระทรวงศึกษาธิการว่าด้วยการคุ้มครองการทำงานของครูใหญ่และครูโรงเรียนเอกชน พ.ศ.2542 การคุ้มครองแรงงานเกี่ยวกับค่าชดเชยจึงเป็นไปตามที่กำหนดไว้ในระเบียบกระทรวงศึกษาธิการว่าด้วยการคุ้มครองการทำงานของครูใหญ่และครูโรงเรียนเอกชน พ.ศ.2542 หมวด 4 การเลิกสัญญาการเป็นครูและค่าชดเชย เท่าที่ไม่ขัดหรือแย้งกับพระราชบัญญัติโรงเรียนเอกชน พ.ศ.2550 มาตรา 86 วรรคหนึ่ง เมื่อระเบียบกระทรวงศึกษาธิการว่าด้วยการคุ้มครองการทำงานของครูใหญ่และครูโรงเรียนเอกชน พ.ศ.2542 กำหนดให้การคุ้มครองการทำงานเกี่ยวกับค่าชดเชยตามข้อ 35 (2) ว่า ลูกจ้างที่เป็นครูชาวต่างประเทศที่ออกเพราะเหตุที่ครบกำหนดตามสัญญาจ้างจะไม่มีสิทธิได้รับค่าชดเชย ซึ่งแตกต่างกับการคุ้มครองแรงงานเกี่ยวกับค่าชดเชยสำหรับลูกจ้างทั่วไปตามพระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน พ.ศ.2541 แสดงว่าระเบียบกระทรวงศึกษาธิการว่าด้วยการคุ้มครองการทำงานของครูใหญ่และครูโรงเรียนเอกชน พ.ศ.2542 ให้ประโยชน์ตอบแทนน้อยกว่าพระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน พ.ศ.2541 อันเป็นการไม่สอดคล้องกับพระราชบัญญัติโรงเรียนเอกชน พ.ศ.2550 มาตรา 86 วรรคหนึ่ง ระเบียบดังกล่าวเกี่ยวกับค่าชดเชยในส่วนนี้จึงใช้บังคับไม่ได้ เมื่อปรากฏข้อเท็จจริงรับฟังยุติว่า จำเลยทั้งสองทำสัญญาจ้างโจทก์ทั้งเจ็ดเข้าทำงานเป็นครูสอนหนังสือ โดยทำสัญญาจ้างเป็นรายปีการศึกษาและโจทก์ทั้งเจ็ดออกจากการเป็นครูเพราะเหตุครบกำหนดตามสัญญาจ้าง ถือเป็นการถูกจำเลยทั้งสองเลิกสัญญาโดยไม่ปรากฏว่าโจทก์ทั้งเจ็ดกระทำผิดใดอันจะเข้าข้อยกเว้นที่ไม่มีสิทธิได้รับค่าชดเชยในเหตุข้ออื่นตามระเบียบกระทรวงศึกษาธิการว่าด้วยการคุ้มครองการทำงานของครูใหญ่และครูโรงเรียนเอกชน พ.ศ.2542 ข้อ 35 โจทก์ทั้งเจ็ดจึงมีสิทธิได้รับค่าชดเชยตามระเบียบกระทรวงศึกษาธิการว่าด้วยการคุ้มครองการทำงานของครูใหญ่และครูโรงเรียนเอกชน พ.ศ.2542 ข้อ 32 และข้อ 33 เมื่อข้อเท็จจริงรับฟังยุติว่า จำเลยทั้งสองทำสัญญาจ้างโจทก์ทั้งเจ็ดเป็นครูสอนหนังสือ ซึ่งจำเลยที่ 1 เป็นนิติบุคคล โดยมีจำเลยที่ 2 เป็นผู้รับใบอนุญาตและเป็นผู้แทนของจำเลยที่ 1 ตามพระราชบัญญัติโรงเรียนเอกชน พ.ศ.2550 มาตรา 24 เนื่องจากพระราชบัญญัติโรงเรียนเอกชน พ.ศ.2550 กำหนดให้ผู้รับใบอนุญาตให้จัดตั้งโรงเรียนเอกชนในระบบ มีฐานะเป็นผู้แทนของโรงเรียนและการดำเนินกิจการของโรงเรียนให้ผู้รับใบอนุญาตดำเนินการให้มีคณะกรรมการบริหารเพื่อบริหารกิจการโรงเรียนโดยที่ไม่ได้กำหนดเรื่องความรับผิดของผู้รับใบอนุญาตไว้เป็นการเฉพาะต่างหาก ดังนั้นจึงต้องบังคับตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 77 ประกอบมาตรา 820 เมื่อการกระทำของจำเลยที่ 2 เป็นการกระทำแทนจำเลยที่ 1 ในขอบอำนาจ จำเลยที่ 2 จึงไม่ต้องร่วมรับผิดกับจำเลยที่ 1 เมื่อค่าชดเชยตามพระราชบัญญัติโรงเรียนเอกชน พ.ศ.2550 มาตรา 86 วรรคสองและมาตรา 166 ประกอบระเบียบกระทรวงศึกษาธิการว่าด้วยการคุ้มครองการทำงานของครูใหญ่และครูโรงเรียนเอกชน พ.ศ.2542 ข้อ 4 ได้กำหนดความในคำนิยามใน ข้อ 4 ว่า เป็นเงินที่จ่ายให้ครูเมื่อเลิกสัญญาการเป็นครู ดังนั้นจำเลยที่ 1 จึงมีหน้าที่ต้องจ่ายให้โจทก์ทั้งเจ็ดนับแต่วันเลิกสัญญาโจทก์ทั้งเจ็ดคือ นับแต่วันที่ 31 กรกฎาคม 2552 อันเป็นวันครบกำหนดตามสัญญาจ้างเมื่อจำเลยที่ 1 ไม่จ่ายนับแต่วันดังกล่าวถือว่าผิดนัด จึงต้องรับผิดเสียดอกเบี้ยในต้นเงินค่าชดเชยของโจทก์ทั้งเจ็ดแต่ละคนในอัตราร้อยละ 15 ต่อปี ให้แก่โจทก์ทั้งเจ็ดด้วย ตามพระราชบัญญัติโรงเรียนเอกชน พ.ศ.2550 มาตรา 86 วรรคสอง และมาตรา 166 ประกอบระเบียบกระทรวงศึกษาธิการว่าด้วยการคุ้มครองการทำงานของครูใหญ่และครูโรงเรียนเอกชน พ.ศ.2542 ข้อ 13 วรรคหนึ่ง ทั้งนี้ นับแต่วันที่ 31 กรกฎาคม 2552 อันเป็นวันเลิกสัญญาจ้างเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จ ที่โจทก์ทั้งเจ็ดขอเงินเพิ่มนั้น เมื่อปรากฏข้อเท็จจริงว่า จำเลยที่ 1 ไม่จ่ายค่าชดเชยอ้างเหตุตามระเบียบกระทรวงศึกษาธิการว่าด้วยการคุ้มครองการทำงานของครูใหญ่และครูโรงเรียนเอกชน พ.ศ.2542 ข้อ 8 วรรคหนึ่ง และข้อ 35 (2) ไม่ถือว่าจงใจไม่จ่ายค่าชดเชยโดยปราศจากเหตุผลอันสมควร จำเลยที่ 1 จึงไม่ต้องรับผิดจ่ายเงินเพิ่ม ที่ศาลแรงงานภาค 2 พิพากษามานั้น ศาลฎีกาไม่เห็นพ้องด้วยที่วินิจฉัยว่า โจทก์ทั้งเจ็ดไม่มีสิทธิได้รับค่าชดเชย แต่เห็นพ้องด้วยในผลที่ยกฟ้องจำเลยที่ 2 อุทธรณ์ของโจทก์ทั้งเจ็ดข้อนี้ฟังขึ้นบางส่วน

มีปัญหาวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของโจทก์ทั้งเจ็ดประการที่สองว่า โจทก์ทั้งเจ็ดมีสิทธิได้รับค่าจ้างสำหรับวันหยุดพักผ่อนประจำปีจากจำเลยทั้งสองหรือไม่ เพียงใด โดยโจทก์ทั้งเจ็ดอุทธรณ์ว่า เมื่อระเบียบกระทรวงศึกษาธิการว่าด้วยการคุ้มครองการทำงานของครูใหญ่และครูโรงเรียนเอกชน พ.ศ.2542 ที่ไม่ให้สิทธิหยุดพักผ่อนประจำปี เป็นการให้ประโยชน์ตอบแทนน้อยกว่าที่กำหนดไว้ในกฎหมายว่าด้วยการคุ้มครองแรงงาน โจทก์ทั้งเจ็ดย่อมมีสิทธิหยุดพักผ่อนประจำปีหรือได้รับค่าจ้างสำหรับวันหยุดพักผ่อนประจำปีตามกฎหมายว่าด้วยการคุ้มครองแรงงาน เห็นว่า เมื่อกิจการในโรงเรียนของจำเลยที่ 1 และการคุ้มครองการทำงานของโจทก์ทั้งเจ็ดซึ่งเป็นครูอยู่ภายใต้บังคับตามพระราชบัญญัติโรงเรียนเอกชน พ.ศ.2550 มาตรา 86 และมาตรา 166 ประกอบระเบียบกระทรวงศึกษาธิการว่าด้วยการคุ้มครองการทำงานของครูใหญ่และครูโรงเรียนเอกชน พ.ศ.2542 หมวด 2 เวลาทำการของครู ซึ่งแยกต่างหากจากการคุ้มครองแรงงานของนายจ้างที่ประกอบกิจการทั่วไป ตามพระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน พ.ศ.2541 โดยตามระเบียบกระทรวงศึกษาธิการว่าด้วยการคุ้มครองการทำงานของครูใหญ่และครูโรงเรียนเอกชน พ.ศ.2542 ได้ให้คำนิยามของ "วันหยุด" ในข้อ 4 ว่า หมายความว่า วันที่กำหนดให้ครูหยุดประจำสัปดาห์ วันหยุดตามประเพณี วันปิดภาคเรียน วันที่โรงเรียนสั่งให้หยุดหรือวันที่กำหนดให้หยุด และได้กำหนดให้ความคุ้มครองไว้ข้อ 15 ว่า ในปีการศึกษาหนึ่ง ครูมีวันหยุดทำงานดังนี้ (1) วันหยุดประจำสัปดาห์ตามที่ได้รับอนุญาต (2) วันหยุดภาคเรียน (3) วันหยุดตามประเพณี (4) วันหยุดตามประกาศหรือคำสั่งของทางราชการ และ (5) วันที่โรงเรียนสั่งให้หยุด เมื่อการคุ้มครองแรงงานของโจทก์ทั้งเจ็ดซึ่งเป็นครูของโรงเรียนจำเลยที่ 1 อันเป็นกิจการที่เป็นนายจ้างซึ่งประกอบกิจการโรงเรียนเอกชนตามกฎหมายว่าด้วยโรงเรียนเอกชนได้กำหนดการคุ้มครองแรงงานแยกต่างหากจากการคุ้มครองแรงงานของนายจ้างซึ่งประกอบกิจการทั่วไปตามพระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน พ.ศ.2541 ซึ่งการคุ้มครองเกี่ยวกับวันหยุดที่ลูกจ้างที่เป็นครูสำหรับนายจ้างซึ่งประกอบกิจการโรงเรียนเอกชนตามกฎหมายว่าด้วยโรงเรียนเอกชนจะมีสิทธิใดอันจะได้รับการคุ้มครองจึงต้องเป็นไปตามระเบียบกระทรวงศึกษาธิการว่าด้วยการคุ้มครองการทำงานของครูใหญ่และครูโรงเรียนเอกชน พ.ศ.2542 หมวด 2 เวลาทำการของครู เท่าที่ไม่ขัดหรือแย้งกับพระราชบัญญัติโรงเรียนเอกชน พ.ศ.2550 มาตรา 86 วรรคหนึ่ง เมื่อปรากฏว่าการคุ้มครองเกี่ยวกับวันหยุดตามระเบียบดังกล่าวมิได้กำหนดให้สิทธิวันหยุดพักผ่อนประจำปีแก่ครู ดังนั้นโจทก์ทั้งเจ็ดจึงไม่มีสิทธิหยุดพักผ่อนประจำปีหรือได้รับค่าจ้างสำหรับวันหยุดพักผ่อนประจำปีเช่นแรงงานทั่วไปตามพระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน พ.ศ.2541 ส่วนข้อที่โจทก์ทั้งเจ็ดอ้างว่าเป็นการได้รับประโยชน์ตอบแทนเกี่ยวกับการหยุดที่น้อยกว่ากฎหมายว่าด้วยการคุ้มครองแรงงานตามที่พระราชบัญญัติโรงเรียนเอกชน พ.ศ.2550 มาตรา 86 วรรคหนึ่ง กำหนดไว้นั้น เห็นว่า หากเปรียบเทียบถึงการคุ้มครองเกี่ยวกับสิทธิในวันหยุดของโจทก์ทั้งเจ็ดกับการคุ้มครองแรงงานทั่วไปตามพระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน พ.ศ.2541 แล้ว ที่โจทก์ทั้งเจ็ดซึ่งเป็นครูและแรงงานทั่วไปต่างก็มีสิทธิหยุดประจำสัปดาห์และหยุดตามประเพณีเช่นกัน ส่วนที่แตกต่างในสิทธิเกี่ยวกับวันหยุดที่เหลืออีกประการหนึ่งคือ การที่แรงงานทั่วไปได้รับสิทธิหยุดพักผ่อนประจำปีนั้น แม้โจทก์ทั้งเจ็ดไม่มีสิทธิดังกล่าวซึ่งเป็นไปตามการคุ้มครองแรงงานสำหรับนายจ้างซึ่งประกอบกิจการโรงเรียนเอกชนตามกฎหมายว่าด้วยโรงเรียนเอกชนก็ตาม แต่ก็ปรากฏตามระเบียบกระทรวงศึกษาธิการว่าด้วยการคุ้มครองการทำงานของครูใหญ่และครูโรงเรียนเอกชน พ.ศ.2542 ก็กำหนดให้ครูมีสิทธิหยุดในวันปิดภาคเรียนซึ่งแรงงานทั่วไปไม่มีสิทธิ รวมทั้งให้สิทธิหยุดในวันที่โรงเรียนสั่งให้หยุดหรือในวันที่ราชการกำหนดให้หยุดอีกด้วย ดังที่ปรากฏข้อเท็จจริงที่รับฟังยุติว่า ในปีการศึกษา 2551 ถึง 2552 กิจการในโรงเรียนของจำเลยที่ 1 กำหนดให้โจทก์ทั้งเจ็ดทำงานในวันเปิดภาคเรียนหรือเรียกว่า Student Days จำนวนไม่เกิน 188 วัน และโจทก์ทั้งเจ็ดมีสิทธิได้หยุดในวันปิดภาคเรียนด้วย จึงมิได้เป็นการได้รับประโยชน์ตอบแทนเกี่ยวกับการหยุดที่น้อยกว่ากฎหมายว่าด้วยการคุ้มครองแรงงานตามที่พระราชบัญญัติโรงเรียนเอกชน พ.ศ.2550 มาตรา 86 วรรคหนึ่ง กำหนดไว้ตามที่โจทก์ทั้งเจ็ดอ้างแต่อย่างใด ที่ศาลแรงงานภาค 2 พิพากษามานั้นชอบแล้ว อุทธรณ์ของโจทก์ทั้งเจ็ดข้อนี้ฟังไม่ขึ้น

มีปัญหาวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของโจทก์ทั้งเจ็ดประการที่สามว่า โจทก์ทั้งเจ็ดมีสิทธิได้รับค่าตอบแทนพัฒนาความก้าวหน้าในวิชาชีพจากจำเลยทั้งสองหรือไม่ เพียงใด โดยโจทก์ทั้งเจ็ดอุทธรณ์ว่า กำหนดเวลาใช้สิทธิเบิกค่าตอบแทนพัฒนาความก้าวหน้าในวิชาชีพสั้นมาก และเป็นช่วงเปิดภาคเรียนโจทก์ทั้งเจ็ดไม่สามารถใช้สิทธิพัฒนาความก้าวหน้าในวิชาชีพได้ ทำให้โจทก์ทั้งเจ็ดเสียเปรียบอย่างมากและเป็นข้อสัญญาที่ไม่เป็นธรรม เห็นว่า สัญญาจ้างระหว่างโจทก์ทั้งเจ็ดกับจำเลยทั้งสองระหว่างปีการศึกษา 2550 ถึง 2551 และปีการศึกษา 2551 ถึง 2552 เรื่องการเติบโตในอาชีพ กำหนดทำนองว่า ลูกจ้างมีสิทธิได้รับผลประโยชน์ตอบแทนการเติบโตทางอาชีพ ปีละ 20,000 บาท และสะสมต่อได้ถึง 80,000 บาท ค่าตอบแทนสะสมจากปีก่อนจะต้องใช้ก่อนเริ่มต้นปีสุดท้ายของสัญญาและค่าตอบแทนปีสุดท้ายจะต้องใช้ภายในภาคการศึกษาแรกของปีสุดท้ายที่สัญญาจ้างสิ้นสุด เมื่อโจทก์ทั้งเจ็ดตกลงยินยอมลงชื่อต่ออายุสัญญาจ้างครั้งสุดท้ายระหว่างปลายเดือนพฤษภาคม 2551 ถึงต้นเดือนมิถุนายน 2552 โดยให้ใช้เงื่อนไขตามสัญญาจ้างข้างต้น โจทก์ทั้งเจ็ดชอบที่จะปฏิบัติตามเงื่อนไขและข้อตกลงการเบิกค่าตอบแทนพัฒนาความก้าวหน้าในวิชาชีพตามสัญญาจ้าง ทั้งไม่มีเหตุแสดงให้เห็นว่าจำเลยทั้งสองได้ทำข้อตกลงตามสัญญาจ้างเอาเปรียบโจทก์ทั้งเจ็ดเกินสมควรแต่อย่างใด สัญญาจึงไม่มีลักษณะทำให้จำเลยทั้งสองได้เปรียบโจทก์ทั้งเจ็ดซึ่งเป็นลูกจ้างเกินสมควรถึงขนาดเป็นข้อสัญญาที่ไม่เป็นธรรมตามพระราชบัญญัติว่าด้วยข้อสัญญาที่ไม่เป็นธรรม พ.ศ.2540 มาตรา 5 ข้อตกลงตามสัญญาจ้างจึงมีผลใช้บังคับ เมื่อโจทก์ทั้งเจ็ดไม่ได้ใช้สิทธิภายในกำหนดเวลาตามข้อตกลงในสัญญาจ้าง จึงย่อมสิ้นสิทธิและไม่มีสิทธิมาเรียกร้องเอาในค่าตอบแทนพัฒนาความก้าวหน้าในวิชาชีพแล้ว ที่ศาลแรงงานภาค 2 พิพากษามานั้นชอบแล้ว อุทธรณ์ของโจทก์ทั้งเจ็ดข้อนี้ฟังไม่ขึ้น

มีปัญหาวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของโจทก์ที่ 2 ถึงที่ 7 ว่า โจทก์ที่ 2 ถึงที่ 7 มีสิทธิได้รับค่าที่พักเดือนกรกฎาคม 2552 จากจำเลยทั้งสองหรือไม่ เพียงใด โดยโจทก์ที่ 2 ถึงที่ 7 อุทธรณ์ว่า สัญญาจ้างครบกำหนดเมื่อสิ้นเดือนกรกฎาคม 2552 และโจทก์ที่ 2 ถึงที่ 7 ต้องพักอาศัยในประเทศไทยถึงสิ้นเดือนกรกฎาคม 2552 แต่ข้อตกลงจ่ายค่าที่พักถึงเดือนมิถุนายน 2552 เท่านั้น ทำให้โจทก์ที่ 2 ถึงที่ 7 เสียเปรียบอย่างมากและไม่เป็นธรรม เห็นว่า โจทก์ที่ 2 ถึงที่ 7 รับทราบข้อตกลงตามสัญญาจ้างที่ทำกับจำเลยทั้งสองแต่แรกว่า จำเลยทั้งสองจะจ่ายค่าที่พักให้ถึงเดือนมิถุนายนของปีที่ยกเลิกสัญญาจ้างหรือถึงวันที่สัญญาเช่าสิ้นสุดแล้ว แต่ว่าอย่างไหนเกิดก่อน ซึ่งโจทก์ที่ 2 ถึงที่ 7 ยินยอมต่ออายุสัญญาจ้างกับจำเลยทั้งสองเรื่อยมาและไม่เคยโต้แย้งคัดค้านข้อตกลงตามสัญญาจ้างมาก่อน ทั้งไม่มีเหตุแสดงให้เห็นว่าจำเลยทั้งสองได้ทำข้อตกลงตามสัญญาจ้างเอาเปรียบโจทก์ที่ 2 ถึงที่ 7 เกินสมควรแต่อย่างใด ข้อตกลงตามสัญญาจ้างจึงไม่มีลักษณะทำให้จำเลยทั้งสองได้เปรียบโจทก์ที่ 2 ถึงที่ 7 ซึ่งเป็นลูกจ้างเกินสมควรถึงขนาดเป็นข้อสัญญาที่ไม่เป็นธรรมตามพระราชบัญญัติว่าด้วยข้อสัญญาที่ไม่เป็นธรรม พ.ศ.2540 มาตรา 5 ข้อตกลงตามสัญญาจ้างจึงมีผลใช้บังคับ เมื่อกรณีของโจทก์ที่ 2 ถึงที่ 7 ตามข้อตกลงในสัญญาจ้างมีข้อตกลงให้สิทธิโจทก์ที่ 2 ถึงที่ 7 ได้รับค่าที่พักถึงเดือนมิถุนายนของปี 2552 ซึ่งเป็นปีที่ยกเลิกสัญญาจ้าง โจทก์ที่ 2 ถึงที่ 7 จึงไม่มีสิทธิได้รับและเรียกร้องเอาค่าที่พักเดือนกรกฎาคม 2552 ที่ศาลแรงงานภาค 2 พิพากษามานั้นชอบแล้ว อุทธรณ์ของโจทก์ที่ 2 ถึงที่ 7 ฟังไม่ขึ้น

พิพากษาแก้เป็นว่า ให้จำเลยที่ 1 จ่ายค่าชดเชยให้แก่โจทก์ที่ 1 จำนวน 1,678,490 บาท โจทก์ที่ 2 จำนวน 1,624,080 บาท โจทก์ที่ 3 จำนวน 794,862 บาท โจทก์ที่ 4 จำนวน 1,438,160 บาท โจทก์ที่ 5 จำนวน 794,862 บาท โจทก์ที่ 6 จำนวน 1,624,080 บาท และโจทก์ที่ 7 จำนวน 1,153,536 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 15 ต่อปี นับแต่วันที่ 31 กรกฎาคม 2552 อันเป็นวันเลิกสัญญาจ้างจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ทั้งเจ็ด นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาของศาลแรงงานภาค 2
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 77 ม. 820
พ.ร.บ.คุ้มครองแรงงาน พ.ศ.2541 ม. 4 ม. 6 ม. 118
พ.ร.บ.โรงเรียนเอกชน พ.ศ.2550 ม. 4 ม. 17 ม. 24 ม. 86 ม. 166
พ.ร.บ.ว่าด้วยข้อสัญญาที่ไม่เป็นธรรม พ.ศ.2540 ม. 5
ประกาศคณะกรรมการส่งเสริมการศึกษาเอกชน เรื่อง กำหนดประเภทและระดับของโรงเรียนในระบบที่ออกตามพระราชบัญญัติโรงเรียนเอกชน พ.ศ.2550 ม. 17
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นางลินเด็น พันธุ์โพธิ์ กับพวก
จำเลย — โรงเรียนนานาชาติภาคตะวันออก กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลแรงงานภาค 2 — นายอัศวิน ครุฑปราการ
ชื่อองค์คณะ
วาสนา หงส์เจริญ
ชัยวัฒน์ เวียงธีรวัฒน์
สุนันท์ ชัยชูสอน
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 18403/2557
#586549
เปิดฉบับเต็ม

สำเนาใบรับเงินชั่วคราวระบุข้อความเกี่ยวกับการรับประกันชีวิตว่า "การชำระเงินตามใบรับเงินชั่วคราวฉบับนี้พร้อมกับใบคำขอเอาประกันภัย... บริษัทจะพิจารณาออกกรมธรรม์... ให้ภายใน 30 วัน นับแต่วันถัดจากวันที่สำนักงานใหญ่หรือสำนักงานสาขาที่ได้รับมอบอำนาจให้กระทำการได้รับใบคำขอเอาประกันภัยหรือคำร้องขอและได้รับเงินแล้ว หากบริษัทมิได้ออกกรมธรรม์...ให้ภายในเวลาที่กำหนด หรือปฏิเสธการขอเอาประกันภัยหรือแจ้งเหตุขัดข้องในการรับประกันภัย ให้ถือว่าบริษัทตกลงรับสัญญาหรือคำร้องขอซึ่งบริษัทใช้อยู่ในกิจการหลังสุด โดยให้เริ่มมีผลใช้บังคับได้ตั้งแต่วันสิ้นระยะเวลา 30 วัน ดังกล่าวข้างต้น" แม้จำเลยจะนำสืบระเบียบการประกันชีวิตที่ รบ.2-137/2542 ประกอบคู่มือการตรวจใบคำขอเอาประกันภัยว่า สำนักงานสาขาของจำเลยไม่มีอำนาจในการพิจารณาแบบประกันชีวิตของผู้ตายและสำนักงานสาขาของจำเลยต้องส่งให้สำนักงานใหญ่พิจารณาอนุมัติและออกกรมธรรม์ก็ตาม แต่ระเบียบดังกล่าวเป็นเรื่องการบริหารภายในระหว่างสำนักงานสาขากับสำนักงานใหญ่ของจำเลยเท่านั้น จำเลยไม่อาจยกขึ้นเป็นเหตุปฏิเสธความรับผิดต่อบุคคลภายนอกได้ ดังนั้น ระยะเวลา 30 วัน ที่จำเลยต้องพิจารณาออกกรมธรรม์หรือปฏิเสธการขอเอาประกันหรือแจ้งเหตุขัดข้องในการรับประกันจึงต้องเริ่มนับแต่วันถัดจากวันที่สำนักงานสาขาของจำเลยได้รับใบคำขอเอาประกันและเงินค่าเบี้ยประกัน สำนักงานสาขาสวรรคโลกของจำเลยได้รับใบคำขอเอาประกันและเงินค่าเบี้ยประกันจากผู้ตายเมื่อวันที่ 31 สิงหาคม 2545 จำเลยจะต้องพิจารณาออกกรมธรรม์หรือปฏิเสธการขอเอาประกันหรือแจ้งเหตุขัดข้องในการรับประกันภายใน 30 วัน นับแต่วันถัดจากวันดังกล่าว คือภายในวันที่ 30 กันยายน 2545 แม้จำเลยจะมีหนังสือลงวันที่ 19 กันยายน 2545 แจ้งผู้ตายว่า ขณะนี้การทำประกันชีวิตของผู้ตายอยู่ระหว่างขั้นตอนพิจารณาดำเนินการของบริษัท ซึ่งหากดำเนินการเรียบร้อยแล้วจะแจ้งผลให้ผู้ตายทราบอีกครั้งหนึ่ง โดยผู้ตายได้รับหนังสือดังกล่าวในวันที่ 27 กันยายน 2545 อันเป็นเวลาภายในกำหนด 30 วัน ก็ตาม แต่ข้อความในหนังสือดังกล่าวไม่มีลักษณะเป็นการปฏิเสธการขอเอาประกันหรือการแจ้งเหตุขัดข้องในการรับประกัน ไม่อาจรับฟังว่าจำเลยได้ปฏิเสธการขอเอาประกันหรือแจ้งเหตุขัดข้องในการรับประกันให้ผู้ตายทราบภายในกำหนดระยะเวลา 30 วัน สัญญาประกันชีวิตระหว่างจำเลยกับผู้ตายจึงมีผลใช้บังคับเมื่อสิ้นระยะเวลา 30 วัน นับแต่วันที่สำนักงานสาขาสวรรคโลกของจำเลยได้รับใบคำขอเอาประกันและเงินค่าเบี้ยประกันจากผู้ตาย คือมีผลใช้บังคับตั้งแต่วันที่ 1 ตุลาคม 2545 เวลา 0.01 นาฬิกา เป็นต้นไป การที่จำเลยมีหนังสือต่อมาอีกฉบับหนึ่งลงวันที่ 10 ตุลาคม 2545 ปฏิเสธการรับประกันและคืนเงินค่าเบี้ยประกันไปยังผู้ตาย อันเป็นระยะเวลาภายหลังจากวันที่สัญญาประกันชีวิตมีผลใช้บังคับแล้วย่อมไม่ทำให้สัญญาประกันชีวิตที่เกิดขึ้นแล้วสิ้นผลไปได้ เมื่อผู้ตายถึงแก่ความตายด้วยอุบัติเหตุจมน้ำตายในวันที่ 1 ตุลาคม 2545 เวลา 23 นาฬิกา ภายในระยะเวลาที่สัญญาประกันชีวิตมีผลใช้บังคับแล้ว จำเลยจึงต้องรับผิดชดใช้เงิน 500,000 บาท ตามกรมธรรม์ประกันชีวิตให้แก่โจทก์ซึ่งเป็นผู้รับประโยชน์

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยจ่ายค่าสินไหมทดแทนแก่โจทก์เป็นเงินจำนวน 500,000 บาท

จำเลยให้การขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยชำระเงินจำนวน 500,000 บาท แก่โจทก์ กับให้จำเลยใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ โดยกำหนดค่าทนายความ 10,000 บาท

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 6 พิพากษากลับ ให้ยกฟ้องโจทก์ ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสองศาลให้เป็นพับ

โจทก์ฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีพาณิชย์และเศรษฐกิจตรวจวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงเบื้องต้นฟังเป็นยุติว่า จำเลยเป็นนิติบุคคลตามกฎหมาย มีวัตถุประสงค์เพื่อทำการรับประกันชีวิต มีสาขาอยู่ที่อำเภอสวรรคโลก จังหวัดสุโขทัย เมื่อวันที่ 31 สิงหาคม 2545 นายจำเนียร ผู้ตายได้ยื่นคำขอเอาประกันชีวิตแบบประกันคุ้มทวี 5 เท่า วงเงินจำนวน 100,000 บาท โดยระบุให้โจทก์เป็นผู้รับประโยชน์พร้อมกับชำระเงินเบี้ยประกันชีวิตจำนวน 8,190 บาท ต่อนายวิชัย ตัวแทนขายประกันชีวิตของจำเลยสาขาสวรรคโลก ตามสำเนาใบคำขอเอาประกันภัยและสำเนาใบรับเงินชั่วคราว สำนักงานสาขาสวรรคโลกส่งคำขอเอาประกันชีวิตดังกล่าวไปให้สำนักงานใหญ่ของจำเลยพิจารณาโดยสำนักงานใหญ่ของจำเลยได้รับเรื่องในวันที่ 9 กันยายน 2545 ต่อมาจำเลยมีหนังสือลงวันที่ 19 กันยายน 2545 แจ้งให้ผู้ตายทราบว่าการขอทำประกันชีวิตดังกล่าวอยู่ระหว่างขั้นตอนพิจารณาดำเนินการของจำเลย ตามสำเนาหนังสือเรื่องการพิจารณาการรับประกันชีวิตและไปรษณีย์ตอบรับ ต่อมาวันที่ 1 ตุลาคม 2545 เวลา 23 นาฬิกา ผู้ตายถึงแก่ความตายตามสำเนามรณบัตร วันที่ 10 ตุลาคม 2545 โจทก์ยื่นคำร้องขอรับผลประโยชน์ต่อจำเลย ตามสำเนาคำร้องขอรับผลประโยชน์ตามกรมธรรม์จำเลยมีหนังสือลงวันที่ 10 ตุลาคม 2545 ปฏิเสธการรับประกันภัยและแจ้งคืนเบี้ยประกันภัยโดยบุตรของผู้ตายได้รับหนังสือดังกล่าวเมื่อวันที่ 12 ตุลาคม 2545 ตามสำเนาหนังสือปฏิเสธการรับประกันภัยและคืนเบี้ยประกันกับไปรษณีย์ตอบรับ

คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ว่า จำเลยต้องรับผิดชดใช้เงินตามกรมธรรม์ประกันชีวิตให้แก่โจทก์หรือไม่ เห็นว่า ตามสำเนาใบรับเงินชั่วคราวระบุข้อความเกี่ยวกับการรับประกันชีวิตว่า "ข้อสังเกต...2. การชำระเงินตามใบรับเงินชั่วคราวฉบับนี้พร้อมกับใบคำขอเอาประกันภัย...บริษัทจะพิจารณาออกกรมธรรม์...ให้ภายใน 30 วัน นับแต่วันถัดจากวันที่สำนักงานใหญ่หรือสำนักงานสาขาที่ได้รับมอบอำนาจให้กระทำการได้รับใบคำขอเอาประกันภัยหรือคำร้องขอและได้รับเงินแล้ว หากบริษัทมิได้ออกกรมธรรม์...ให้ภายในเวลาที่กำหนด หรือปฏิเสธการขอเอาประกันภัยหรือแจ้งเหตุขัดข้องในการรับประกันภัย ให้ถือว่าบริษัทตกลงรับสัญญาหรือคำร้องขอซึ่งบริษัทใช้อยู่ในกิจการหลังสุด โดยให้เริ่มมีผลใช้บังคับได้ตั้งแต่วันสิ้นระยะเวลา 30 วัน ดังกล่าวข้างต้น" แม้จำเลยจะนำสืบระเบียบการประกันชีวิตที่ รบ.2 - 137/2542 ประกอบคู่มือการตรวจใบคำขอเอาประกันภัย สำนักงานสาขาของจำเลยไม่มีอำนาจในการพิจารณาแบบประกันชีวิตของผู้ตายและสำนักงานสาขาของจำเลยต้องส่งให้สำนักงานใหญ่พิจารณาอนุมัติและออกกรมธรรม์ก็ตาม แต่ระเบียบดังกล่าวเป็นเรื่องการบริหารภายในระหว่างสำนักงานสาขากับสำนักงานใหญ่ของจำเลยเท่านั้น จำเลยไม่อาจยกขึ้นเป็นเหตุปฏิเสธความรับผิดต่อบุคคลภายนอกได้ ดังนั้น ระยะเวลา 30 วัน ที่จำเลยต้องพิจารณาออกกรมธรรม์หรือปฏิเสธการขอเอาประกันหรือแจ้งเหตุขัดข้องในการรับประกันเริ่มนับแต่วันถัดจากวันที่สำนักงานสาขาของจำเลยได้รับใบคำขอเอาประกันและเงินค่าเบี้ยประกัน เมื่อปรากฏว่า สำนักงานสาขาสวรรคโลกของจำเลยได้รับใบคำขอเอาประกันและเงินค่าเบี้ยประกันจากผู้ตายเมื่อวันที่ 31 สิงหาคม 2545 จำเลยจะต้องพิจารณาออกกรมธรรม์หรือปฏิเสธการขอเอาประกันหรือแจ้งเหตุขัดข้องในการรับประกันภายใน 30 วัน นับแต่วันถัดจากวันดังกล่าว คือภายในวันที่ 30 กันยายน 2545 แม้จำเลยจะมีหนังสือลงวันที่ 19 กันยายน 2545 แจ้งผู้ตายว่า ขณะนี้การทำประกันชีวิตของผู้ตายอยู่ระหว่างขั้นตอนพิจารณาดำเนินการของบริษัท ซึ่งหากดำเนินการเรียบร้อยแล้วจะแจ้งผลให้ผู้ตายทราบอีกครั้งหนึ่ง โดยผู้ตายได้รับหนังสือดังกล่าวในวันที่ 27 กันยายน 2545 อันเป็นเวลาภายในกำหนด 30 วัน ก็ตาม แต่ข้อความในหนังสือดังกล่าวไม่มีลักษณะเป็นการปฏิเสธการขอเอาประกันหรือการแจ้งเหตุขัดข้องในการรับประกัน ไม่อาจรับฟังว่าจำเลยได้ปฏิเสธการขอเอาประกันหรือแจ้งเหตุขัดข้องในการรับประกันให้ผู้ตายทราบภายในกำหนดระยะเวลา 30 วัน สัญญาประกันชีวิตระหว่างจำเลยกับผู้ตายจึงมีผลใช้บังคับเมื่อสิ้นระยะเวลา 30 วัน นับแต่วันที่สำนักงานสาขาสวรรคโลกของจำเลยได้รับใบคำขอเอาประกันและเงินค่าเบี้ยประกันจากผู้ตาย คือมีผลใช้บังคับตั้งแต่วันที่ 1 ตุลาคม 2545 เวลา 0.01 นาฬิกา เป็นต้นไป การที่จำเลยมีหนังสือต่อมาอีกฉบับหนึ่งลงวันที่ 10 ตุลาคม 2545 ปฏิเสธการรับประกันและคืนเงินค่าเบี้ยประกันไปยังผู้ตาย อันเป็นระยะเวลาภายหลังจากวันที่สัญญาประกันชีวิตมีผลใช้บังคับแล้วย่อมไม่ทำให้สัญญาประกันชีวิตที่เกิดขึ้นแล้วสิ้นผลไปได้ เมื่อผู้ตายถึงแก่ความตายด้วยอุบัติเหตุจมน้ำตายในวันที่ 1 ตุลาคม 2545 เวลา 23 นาฬิกา ภายหลังจากสัญญาประกันชีวิตมีผลใช้บังคับแล้ว จำเลยจึงต้องรับผิดชดใช้เงิน 500,000 บาท ตามกรมธรรม์ประกันชีวิตให้แก่โจทก์ซึ่งเป็นผู้รับประโยชน์ ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 6 พิพากษายกฟ้องโจทก์นั้น ศาลฎีกาไม่เห็นพ้องด้วย ฎีกาของโจทก์ฟังขึ้น

พิพากษากลับ ให้บังคับคดีตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น ให้จำเลยใช้ค่าฤชาธรรมเนียมในชั้นอุทธรณ์และชั้นฎีกาแทนโจทก์ โดยกำหนดค่าทนายความรวม 20,000 บาท
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 861 ม. 889
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นายจำลอง พรมเสน
จำเลย — บริษัทไทยประกันชีวิต จำกัด
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดสวรรคโลก — นายเด่น จันทร
ศาลอุทธรณ์ภาค 6 — นายวุฒิชัย ไวยภาษ
ชื่อองค์คณะ
วาสนา หงส์เจริญ
วิรุฬห์ แสงเทียน
สุนันท์ ชัยชูสอน
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 18368/2557
#579983
เปิดฉบับเต็ม

แม้ชั้นบังคับคดีในคดีก่อน จำเลยที่ 4 ยื่นคำร้องขอให้ปล่อยทรัพย์พิพาทที่ยึด โจทก์ยื่นคำคัดค้านว่าผู้ร้อง (จำเลยที่ 4 คดีนี้) ไม่มีสิทธิยื่นคำร้อง โดยอ้างเหตุแห่งการนั้นเช่นเดียวกับคำฟ้องคดีนี้ก็ตาม ซึ่งศาลชั้นต้นในคดีก่อนวินิจฉัยในสาระสำคัญว่า ผู้ร้อง (จำเลยที่ 4 คดีนี้) ฟ้องจำเลยที่ 3 (จำเลยที่ 1 คดีนี้) ต่อศาลแขวงนครราชสีมาและศาลมีคำพิพากษาให้โอนกรรมสิทธิ์ที่ดินพิพาทแก่ผู้ร้อง (จำเลยที่ 4 คดีนี้) แล้ว ถือว่าผู้ร้อง (จำเลยที่ 4 คดีนี้) เป็นผู้มีส่วนได้เสียตาม ป.วิ.พ. มาตรา 287 จึงอยู่ในฐานะที่จะจดทะเบียนสิทธิของตนได้อยู่ก่อน การทำสัญญาจะซื้อขายที่ดินพิพาทระหว่างผู้ร้อง (จำเลยที่ 4 คดีนี้) กับจำเลยที่ 3 (จำเลยที่ 1 คดีนี้) จะทำให้โจทก์เสียหายหรือไม่เพียงใดไม่มีประเด็นพิจารณาในคดีก่อน ดังนี้ คดีก่อนศาลชั้นต้นยังมิได้วินิจฉัยชี้ขาดว่าสัญญาจะซื้อขายที่ดินพิพาทเป็นโมฆะและการกระทำของจำเลยทั้งสี่เป็นการสมคบกันทำการฉ้อฉลโจทก์หรือไม่ การที่โจทก์มาฟ้องจำเลยทั้งสี่คดีนี้จึงมิใช่เป็นเรื่องที่ศาลมีคำพิพากษาหรือคำสั่งวินิจฉัยชี้ขาดคดีในประเด็นที่ต้องวินิจฉัยเป็นอย่างเดียวกันอันจะเป็นการดำเนินกระบวนพิจารณาซ้ำตาม ป.วิ.พ. มาตรา 144

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้บังคับเพิกถอนนิติกรรมการซื้อขายที่ดินโฉนดเลขที่ 4967 ตำบลพลับพลา อำเภอโชคชัย จังหวัดนครราชสีมา พร้อมสิ่งปลูกสร้างเลขที่ 38/1 หมู่ที่ 12 ตำบลพลับพลา อำเภอโชคชัย จังหวัดนครราชสีมา ของจำเลยทั้งสี่ และเพิกถอนคำพิพากษาของศาลแขวงนครราชสีมา คดีแพ่งหมายเลขแดงที่ 27/2555

จำเลยทั้งสี่ให้การขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้เพิกถอนนิติกรรมการทำหนังสือสัญญาจะซื้อขายที่ดินโฉนดเลขที่ 4967 ตำบลพลับพลา อำเภอโชคชัย จังหวัดนครราชสีมา พร้อมสิ่งปลูกสร้างเลขที่ 38/1 หมู่ที่ 12 ตำบลพลับพลา อำเภอโชคชัย จังหวัดนครราชสีมา ของจำเลยทั้งสี่ กับให้จำเลยทั้งสี่ใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ โดยกำหนดค่าทนายความ 5,000 บาท คำขออื่นให้ยก

จำเลยทั้งสี่อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 3 พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ

จำเลยทั้งสี่ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงเบื้องต้นรับฟังได้ว่า โจทก์เป็นเจ้าหนี้ตามคำพิพากษาของจำเลยที่ 1 ซึ่งเป็นจำเลยที่ 3 ในคดีแพ่งหมายเลขแดงที่ ผบ.658/2552 ของศาลจังหวัดสีคิ้ว แต่ลูกหนี้ตามคำพิพากษาคดีดังกล่าวมิได้ปฏิบัติตามคำพิพากษา เมื่อวันที่ 29 สิงหาคม 2554 โจทก์นำยึดที่ดินพิพาทโฉนดเลขที่ 4967 ตำบลพลับพลา อำเภอโชคชัย จังหวัดนครราชสีมา เนื้อที่ 202 ตารางวา พร้อมสิ่งปลูกสร้างที่จำเลยที่ 1 ถือกรรมสิทธิ์รวมกับจำเลยที่ 2 และที่ 3 ในคดีนี้ เพื่อนำออกขายทอดตลาดนำเงินมาชำระหนี้ วันที่ 9 ธันวาคม 2554 จำเลยที่ 4 เป็นโจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยที่ 1 ถึงที่ 3 โอนกรรมสิทธิ์ในที่ดินพิพาทพร้อมสิ่งปลูกสร้างแก่จำเลยที่ 4 ตามสัญญาจะซื้อขาย ต่อมาวันที่ 30 มกราคม 2555 ศาลแขวงนครราชสีมา มีคำพิพากษาตามคดีแพ่งหมายเลขแดงที่ 27/2555 ให้จำเลยที่ 1 ถึงที่ 3 จดทะเบียนโอนกรรมสิทธิ์ที่ดินพิพาทพร้อมสิ่งปลูกสร้างแก่จำเลยที่ 4 ซึ่งเป็นโจทก์ในคดีดังกล่าว ครั้นวันที่ 2 มีนาคม 2555 จำเลยที่ 4 ยื่นคำร้องต่อศาลชั้นต้น (บังคับคดีแทนศาลจังหวัดสีคิ้ว) ขอให้มีคำสั่งให้ปล่อยทรัพย์พิพาทที่ยึด โจทก์ยื่นคำคัดค้าน และวันที่ 9 สิงหาคม 2555 ศาลชั้นต้นมีคำสั่งให้เพิกถอนการยึดทรัพย์พิพาท

มีปัญหาวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยทั้งสี่ข้อแรกว่า ฟ้องโจทก์คดีนี้เป็นการดำเนินกระบวนพิจารณาซ้ำกับคดีแพ่งหมายเลขแดงที่ ผบ.658/2552 (ชั้นบังคับคดี) ของศาลจังหวัดสีคิ้วหรือไม่ เห็นว่า แม้ชั้นบังคับคดีในคดีก่อน จำเลยที่ 4 ยื่นคำร้องขอให้ปล่อยทรัพย์พิพาทที่ยึด โจทก์ยื่นคำคัดค้านว่าผู้ร้อง (จำเลยที่ 4 คดีนี้) ไม่มีสิทธิยื่นคำร้อง โดยอ้างเหตุแห่งการนั้นเช่นเดียวกับคำฟ้องคดีนี้ก็ตาม ซึ่งศาลชั้นต้นในคดีก่อนวินิจฉัยในสาระสำคัญว่า ผู้ร้อง (จำเลยที่ 4 คดีนี้) ฟ้องจำเลยที่ 3 (จำเลยที่ 1 คดีนี้) ต่อศาลแขวงนครราชสีมาและศาลมีคำพิพากษาให้โอนกรรมสิทธิ์ที่ดินพิพาทแก่ผู้ร้อง (จำเลยที่ 4 คดีนี้) แล้ว ถือว่าผู้ร้อง (จำเลยที่ 4 คดีนี้) เป็นผู้มีส่วนได้เสียตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 287 จึงอยู่ในฐานะที่จะจดทะเบียนของตนได้อยู่ก่อน การทำสัญญาจะซื้อขายที่ดินพิพาทระหว่างผู้ร้อง (จำเลยที่ 4 คดีนี้) กับจำเลยที่ 3 (จำเลยที่ 1 คดีนี้) จะทำให้โจทก์เสียหายหรือไม่เพียงใดไม่มีประเด็นพิจารณาในคดีก่อน ดังนี้ คดีก่อนศาลชั้นต้นยังมิได้วินิจฉัยชี้ขาดว่าสัญญาจะซื้อขายที่ดินพิพาทเป็นโมฆะและการกระทำของจำเลยทั้งสี่เป็นการสมคบกันทำการฉ้อฉลโจทก์หรือไม่ การที่โจทก์มาฟ้องจำเลยทั้งสี่คดีนี้จึงมิใช่เป็นเรื่องที่ศาลมีคำพิพากษาหรือคำสั่งวินิจฉัยชี้ขาดคดีในประเด็นที่ต้องวินิจฉัยเป็นอย่างเดียวกันอันจะเป็นการดำเนินกระบวนพิจารณาซ้ำ ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 144 ฎีกาข้อนี้ของจำเลยทั้งสี่ฟังไม่ขึ้น

พิพากษาแก้เป็นว่า ให้เพิกถอนนิติกรรมซื้อขายที่ดินโฉนดเลขที่ 4967 ตำบลพลับพลา อำเภอโชคชัย จังหวัดนครราชสีมา พร้อมสิ่งปลูกสร้างระหว่างจำเลยที่ 1 ถึงที่ 3 กับจำเลยที่ 4 เฉพาะส่วนของจำเลยที่ 1 ยกฟ้องโจทก์สำหรับจำเลยที่ 2 และที่ 3 ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีการะหว่างโจทก์กับจำเลยที่ 1 และที่ 4 ให้เป็นพับ และค่าฤชาธรรมเนียมระหว่างโจทก์กับจำเลยที่ 2 และที่ 3 ทั้งสามศาลให้เป็นพับ นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 3
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ. ม. 144
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — ธนาคารทิสโก้ จำกัด (มหาชน)
นางหรือนางสาววรรณา ปลื้มสันเทียะหรือเกี้ยวกระโทก
จำเลย — กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดนครราชสีมา — นายเกียรติชัย พิษณุวงษ์
ศาลอุทธรณ์ภาค 3 — นายอิศเรศ ชัยรัตน์
ชื่อองค์คณะ
จตุรงค์ นาสมใจ
ธีระพงศ์ จิระภาค
พิศิฏฐ์ สุดลาภา
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 18347/2557
#594403
เปิดฉบับเต็ม

คดีนี้ตามคำฟ้องโจทก์กล่าวอ้างว่า จำเลยกล่าวแก่โจทก์ว่า "แม่แก่แล้วอายุตั้ง 90 ปี พูดกลับไปกลับมา แม่ใหญ่ได้แค่ในห้องนี้แหละ ข้างนอกฉันใหญ่ ถ้าไม่มีแม่ ฉันก็ดูแลทุกอย่างเองได้ ออกไปจากบ้านเถอะ" ต่อมาชั้นสืบพยานโจทก์เบิกความแต่เพียงว่า จำเลยกล่าวแก่โจทก์ว่า "แม่อายุ 90 ปี แล้ว พูดกลับไปกลับมา แม่ไม่อยู่ไม่มีแม่เค้าก็ทำได้" และจำเลยบอกคนดูแลโจทก์ให้จูงโจทก์ออกไปข้างนอก แม้ในข้อนี้จำเลยจะให้การปฏิเสธว่าไม่ได้พูดข้อความเช่นนั้นและอ้างว่าวันเกิดเหตุจำเลยเดินทางไปต่างจังหวัดก็ตาม เมื่อพิจารณาข้อความดังกล่าวเป็นเพียงการพูดจาโดยไม่มีสัมมาคารวะและไม่เคารพยำเกรงโจทก์ผู้เป็นมารดาเท่านั้น ไม่ถึงขนาดเป็นการหมิ่นประมาทโจทก์อย่างร้ายแรง อันจะถือได้ว่าจำเลยประพฤติเนรคุณต่อโจทก์ โจทก์ไม่มีสิทธิเรียกถอนคืนการให้ได้ ตาม ป.พ.พ. มาตรา 531 (2)

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องและแก้ไขคำฟ้องขอให้บังคับจำเลยจดทะเบียนสิทธิและนิติกรรมโอนที่ดินทั้งห้าโฉนดคืนโจทก์ หากจำเลยไม่กระทำการดังกล่าวให้ถือเอาคำพิพากษาแทนการแสดงเจตนา

จำเลยให้การและแก้ไขคำให้การขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง ค่าฤชาธรรมเนียมให้เป็นพับ ให้โจทก์ใช้ค่าทนายความแทนจำเลย 5,000 บาท

โจทก์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ

โจทก์ฎีกา

ระหว่างพิจารณาของศาลฎีกา โจทก์ถึงแก่ความตาย นางนิรมลและนางศรีประไพ ยื่นคำร้องขอเข้าเป็นคู่ความแทน

จำเลยคัดค้านว่า ผู้ร้องทั้งสองไม่เหมาะที่จะเข้าเป็นคู่ความแทนโจทก์

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงฟังว่า นางนิรมลและนางศรีประไพเป็นทายาทของโจทก์ จึงมีคำสั่งอนุญาตให้นางนิรมลและนางศรีประไพเข้าเป็นคู่ความแทนโจทก์ผู้มรณะต่อไป ข้อเท็จจริงที่คู่ความไม่ได้โต้เถียงกันในชั้นฎีการับฟังเป็นยุติว่า โจทก์ประกอบธุรกิจห้างหุ้นส่วนสามัญนิติบุคคล จำเลยเป็นบุตรสาวคนโตของโจทก์ โดยโจทก์มีบุตรคนอื่นที่ยังมีชีวิตอยู่อีก 5 คน คือ นายหาญ นางนิรมล นางถิระศิริ นางพจนีย์และนางศรีประไพ เดิมโจทก์เป็นผู้ถือกรรมสิทธิ์ที่ดิน 5 แปลง ได้แก่ ที่ดินโฉนดเลขที่ 7043, 14766 และ 113348 ตำบลพระโขนง (บางจาก) อำเภอพระโขนง จังหวัดพระนคร ที่ดินโฉนดเลขที่ 14767 ตำบลพระโขนงเหนือ (บางจาก) อำเภอวัฒนา (พระโขนง) จังหวัดพระนคร และที่ดินโฉนดเลขที่ 38859 ตำบลสวนหลวง (พระโขนงฝั่งเหนือ) อำเภอสวนหลวง (พระโขนง) จังหวัดพระนคร เมื่อวันที่ 17 กรกฎาคม 2518 โจทก์ทำนิติกรรมยกที่ดินโฉนดเลขที่ 113348 ให้แก่จำเลย วันที่ 14 ธันวาคม 2531 โจทก์ทำนิติกรรมยกที่ดินโฉนดเลขที่ 14767 ให้แก่จำเลย วันที่ 13 พฤศจิกายน 2543 โจทก์ทำนิติกรรมยกที่ดินโฉนดเลขที่ 7043 และ 14766 ให้แก่จำเลยถือกรรมสิทธิ์ร่วมกับโจทก์ วันที่ 17 กันยายน 2547 โจทก์ทำนิติกรรมยกที่ดินโฉนดเลขที่ 38859 ให้แก่จำเลยและนายหาญโดยมีกรรมสิทธิ์ร่วมกัน ซึ่งเป็นการยกให้โดยเสน่หาไม่มีค่าตอบแทนทั้งห้าแปลง

มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ว่า จำเลยประพฤติเนรคุณต่อโจทก์โดยหมิ่นประมาทโจทก์อย่างร้ายแรง อันจะเป็นเหตุให้โจทก์ถอนคืนการให้ได้หรือไม่ เห็นว่า ตามคำฟ้องโจทก์กล่าวอ้างว่า จำเลยกล่าวแก่โจทก์ว่า "แม่แก่แล้วอายุตั้ง 90 ปี พูดกลับไปกลับมา แม่ใหญ่ได้แค่ในห้องนี้แหละ ข้างนอกฉันใหญ่ ถ้าไม่มีแม่ ฉันก็ดูแลทุกอย่างเองได้ ออกไปจากบ้านเถอะ" ต่อมาในชั้นสืบพยานโจทก์เบิกความแต่เพียงว่า จำเลยกล่าวแก่โจทก์ว่า "แม่อายุ 90 ปี แล้ว พูดกลับไปกลับมา แม่ไม่อยู่ไม่มีแม่เค้าก็ทำได้" และจำเลยบอกคนดูแลโจทก์ให้จูงโจทก์ออกไปข้างนอก แม้ในข้อนี้จำเลยจะให้การปฏิเสธว่าไม่ได้พูดข้อความเช่นนั้นและอ้างว่าวันเกิดเหตุจำเลยเดินทางไปต่างจังหวัดก็ตาม เมื่อพิจารณาข้อความดังกล่าวเป็นเพียงการพูดจาโดยไม่มีสัมมาคารวะและไม่เคารพยำเกรงโจทก์ผู้เป็นมารดาเท่านั้น ไม่ถึงขนาดเป็นการหมิ่นประมาทโจทก์อย่างร้ายแรง อันจะถือได้ว่าจำเลยประพฤติเนรคุณต่อโจทก์ โจทก์จึงไม่มีสิทธิเรียกถอนคืนการให้ได้ ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 531 (2) ที่ศาลล่างทั้งสองพิพากษามานั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาของโจทก์ฟังไม่ขึ้น

พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 531 (2)
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นางกฐิน กุยยกานนท์
จำเลย — นางเรือนแก้ว กุยยกานนท์
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลแพ่งกรุงเทพใต้ — นายยงยศ นิสภัครกุล
ศาลอุทธรณ์ — นายคัมภีร์ กิตติปริญญาพงศ์
ชื่อองค์คณะ
สุทธิโชค เทพไตรรัตน์
สรศักดิ์ วาจาสิทธิศิลป์
สวัสดิ์ สุรวัฒนานันท์
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 18330/2557
#579680
เปิดฉบับเต็ม

คำสั่งรับฟ้องแย้งเป็นคำสั่งระหว่างพิจารณา เมื่อโจทก์ไม่ได้โต้แย้งคำสั่งไว้จึงไม่มีสิทธิอุทธรณ์คำสั่งดังกล่าวได้ตาม พ.ร.บ.จัดตั้งศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศและวิธีพิจารณาคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศ พ.ศ.2539 มาตรา 45 ประกอบ ป.วิ.พ. มาตรา 226 (2) ศาลฎีกาแผนกคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศไม่รับวินิจฉัย

สิทธิบัตรของโจทก์เป็นสิทธิบัตรกรรมวิธีการกระตุ้นให้สร้างสารกฤษณา โดยการสร้างลักษณะรอยแผลบนต้นกฤษณาเป็นการกระทำเพื่อกระตุ้นเอาผลิตภัณฑ์ซึ่งเป็นสารที่มีอยู่แล้วในธรรมชาติของต้นไม้มาใช้ประโยชน์ในเชิงพาณิชย์โดยเห็นได้จากสาระสำคัญตามข้อถือสิทธิของสิทธิบัตรที่มุ่งเน้นวิธีการควบคุมปริมาณการหลั่งของสารกฤษณาได้มากกว่าธรรมชาติจากกรรมวิธีการสร้างรอยแผลดังที่ระบุไว้ในข้อถือสิทธิ การพิจารณาออกสิทธิบัตรกรรมวิธีที่คิดค้นขึ้นอันเป็นผลให้ได้มาซึ่งผลผลิตหรือผลิตภัณฑ์ที่ได้จากธรรมชาติอย่างเช่นสิทธิบัตรของโจทก์ต้องให้ความสำคัญกับเทคนิคพิเศษเฉพาะด้านของการประดิษฐ์ในแต่ละรายที่ทำให้เกิดผลผลิตดังกล่าวว่า กรรมวิธีนั้นเป็นที่ประจักษ์โดยง่ายแก่บุคคลที่มีความชำนาญในระดับสามัญสำหรับการคิดค้นกรรมวิธีเพื่อให้ได้มาซึ่งสารกฤษณาหรือไม่ โดยกรรมวิธีนั้นมิใช่เพียงกระบวนการที่ไม่มีเทคนิคพิเศษเพื่อให้ได้มาซึ่งสารกฤษณาดังกล่าว หากกรรมวิธีนั้นมิได้เกิดขึ้นจากการกระทำหรือการแทรกแซงของผู้ประดิษฐ์จนถึงขั้นที่ถือได้ว่าเป็นการคิดค้นหรือคิดทำขึ้นอันเป็นผลให้ได้มาซึ่งกรรมวิธีใหม่ตามมาตรา 3 แห่ง พ.ร.บ.สิทธิบัตร พ.ศ.2522 กรรมวิธีนั้นก็ไม่อาจเกิดขึ้นได้ เมื่อข้อถือสิทธิตามสิทธิบัตรของโจทก์เป็นกรรมวิธีที่เป็นประจักษ์โดยง่ายแก่บุคคลที่มีความชำนาญในระดับสามัญสำหรับการคิดค้นกรรมวิธีในการสร้างสารกฤษณาอันถือไม่ได้ว่าเป็นกรรมวิธีที่มีขั้นการประดิษฐ์สูงขึ้น การออกสิทธิบัตรดังกล่าวย่อมเป็นการออกที่ไม่ชอบด้วยมาตรา 5 แห่ง พ.ร.บ.สิทธิบัตร พ.ศ.2522

อนึ่ง ที่ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางวินิจฉัยว่า สิทธิบัตรของโจทก์ไม่สมบูรณ์ตาม พ.ร.บ.สิทธิบัตร พ.ศ.2522 แต่ไม่มีคำพิพากษาให้เพิกถอนสิทธิบัตรเนื่องจากศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางได้มีคำพิพากษาในคดีหมายเลขแดงที่ ทป.82/2553 ให้เพิกถอนสิทธิบัตรของโจทก์แล้วนั้น ไม่ถูกต้อง แม้จำเลยที่ 1 ไม่อุทธรณ์ ศาลฎีกาแผนกคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศก็มีอำนาจยกขึ้นวินิจฉัยและแก้ไขให้ถูกต้องได้ตาม พ.ร.บ.จัดตั้งศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศและวิธีพิจารณาคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศ พ.ศ.2539 มาตรา 45 ประกอบ ป.วิ.พ. มาตรา 246 และมาตรา 142 (5)

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยทั้งห้าร่วมกันชำระเงินจำนวน 30,600,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี และชำระค่าสูญเสียโอกาสเป็นรายวัน วันละ 50,000 บาท นับถัดจากฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ ให้จำเลยทั้งห้าระงับการกระทำอันเป็นการละเมิดและห้ามมิให้กระทำการละเมิดต่อไป ริบและทำลายบรรดาผลิตภัณฑ์ที่ละเมิดและบรรดาเครื่องมือเครื่องใช้ที่ใช้ในการผลิตและจำหน่ายผลิตภัณฑ์ที่ละเมิด

จำเลยที่ 1 ให้การขอให้ยกฟ้อง และฟ้องแย้งขอให้เพิกถอนสิทธิบัตรกรรมวิธีการกระตุ้นให้สร้างสาร Aquilaria resin โดยการสร้างลักษณะรอยแผลบนต้นกฤษณา (Aquilaria) เลขที่ 18985 และแจ้งคำสั่งให้นายทะเบียนสิทธิบัตรเพิกถอนสิทธิบัตรดังกล่าวออกจากสารบบของสำนักงานสิทธิบัตร ให้โจทก์ใช้ค่าเสียหายเป็นเงิน 600,000,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับถัดจากวันฟ้องแย้งจนกว่าโจทก์จะชำระค่าเสียหายเสร็จ และค่าเสียหายรายเดือน เดือนละ 500,000 บาท นับถัดจากวันฟ้องแย้งจนกว่าโจทก์จะได้ปฏิบัติตามฟ้องแย้งแก่จำเลยที่ 1 ให้โจทก์ลงโฆษณาคำพิพากษาของศาลทั้งฉบับในหนังสือพิมพ์รายวัน ที่แพร่หลายอย่างน้อยจำนวน 3 ฉบับ เป็นเวลา 3 วัน ติดต่อกัน ด้วยค่าใช้จ่ายของโจทก์ และให้โจทก์ส่งสำเนาคำพิพากษาซึ่งรับรองสำเนาถูกต้องไปยังลูกค้าของจำเลยที่ 1 ทางไปรษณีย์ลงทะเบียนตอบรับด้วยค่าใช้จ่ายของโจทก์

จำเลยที่ 2 ถึงที่ 5 ให้การทำนองเดียวกันว่าขอให้ยกฟ้อง

โจทก์ให้การแก้ฟ้องแย้ง ขอให้ยกฟ้องแย้ง

ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางพิพากษายกฟ้องและยกฟ้องแย้ง ค่าฤชาธรรมเนียมให้เป็นพับ

โจทก์อุทธรณ์ต่อศาลฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงที่คู่ความไม่โต้แย้งกันในชั้นนี้รับฟังได้ยุติในเบื้องต้นว่า เมื่อวันที่ 20 มกราคม 2546 นายพีระพันธุ์ ยื่นคำขอรับสิทธิบัตรการประดิษฐ์กรรมวิธีการกระตุ้นให้สร้างสาร Aquilaria resin โดยการสร้างลักษณะรอยแผลบนต้นกฤษณา (Aquilaria) และได้รับสิทธิบัตรเลขที่ 18985 ตามสำเนาสิทธิบัตรการประดิษฐ์ ต่อมานายพีระพันธุ์โอนสิทธิบัตรดังกล่าวให้แก่โจทก์ นายพีระพันธุ์ได้รับสิทธิบัตรสหรัฐอเมริกาเลขที่ ยูเอส 7,485,309 บี 1 (US 7,485,309 B1) เมื่อวันที่ 3 กุมภาพันธ์ 2552 ตามสำเนาสิทธิบัตร

พิเคราะห์แล้วที่โจทก์อุทธรณ์ว่า ฟ้องแย้งของจำเลยที่ 1 ในส่วนขอให้เพิกถอนสิทธิบัตรเลขที่ 18985 ของโจทก์ไม่เกี่ยวกับฟ้องเดิม การที่ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางมีคำสั่งรับฟ้องแย้งไม่ชอบด้วยกฎหมายนั้น เห็นว่า คำสั่งรับฟ้องแย้งของศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางเป็นคำสั่งระหว่างพิจารณา เมื่อโจทก์ไม่ได้โต้แย้งคำสั่งไว้จึงไม่มีสิทธิอุทธรณ์คำสั่งดังกล่าวได้ตามพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศและวิธีพิจารณาคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศ พ.ศ.2539 มาตรา 45 ประกอบประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 226 (2) ศาลฎีกาแผนกคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศไม่รับวินิจฉัย

คดีคงมีปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของโจทก์ว่า สิทธิบัตรเลขที่ 18985 ของโจทก์เป็นสิทธิบัตรที่ออกให้โดยชอบด้วยกฎหมายหรือไม่ เห็นว่า สิทธิบัตรของโจทก์เป็นสิทธิบัตรกรรมวิธีการกระตุ้นให้สร้างสารกฤษณาหรือ Aquilaria resin โดยการสร้างลักษณะรอยแผลบนต้นกฤษณา (Aquilaria) เป็นการกระทำเพื่อกระตุ้นเอาผลิตภัณฑ์ซึ่งเป็นสารที่มีอยู่แล้วในธรรมชาติของต้นไม้มาใช้ประโยชน์ในเชิงพาณิชย์ โดยเห็นได้จากสาระสำคัญตามข้อถือสิทธิของสิทธิบัตรที่มุ่งเน้นวิธีการควบคุมปริมาณการหลั่งของสารกฤษณาได้มากกว่าธรรมชาติจากกรรมวิธีการสร้างรอยแผลดังที่ระบุไว้ในข้อถือสิทธิ แม้พระราชบัญญัติสิทธิบัตร พ.ศ.2522 ไม่ได้กำหนดหลักเกณฑ์เกี่ยวกับชนิดและประเภทของกรรมวิธีการประดิษฐ์สิ่งที่เกี่ยวข้องกับสัตว์หรือพืชที่อาจออกสิทธิบัตรให้ได้ไว้เป็นการเฉพาะ คงกล่าวถึงการประดิษฐ์ที่ขอรับสิทธิบัตรได้ไว้ในมาตรา 5 ว่า การประดิษฐ์ที่ขอรับสิทธิบัตรได้ต้องประกอบด้วย 1) เป็นการประดิษฐ์ขึ้นใหม่ 2) เป็นการประดิษฐ์ที่มีขั้นการประดิษฐ์สูงขึ้น และ 3) เป็นการประดิษฐ์ที่สามารถประยุกต์ในทางอุตสาหกรรม โดยมาตรา 3 ระบุว่า การประดิษฐ์ หมายความว่า การคิดค้นหรือคิดทำขึ้น อันเป็นผลให้ได้มาซึ่งผลิตภัณฑ์หรือกรรมวิธีใดขึ้นใหม่ หรือการกระทำใด ๆ ที่ทำให้ดีขึ้นซึ่งผลิตภัณฑ์หรือกรรมวิธี การพิจารณาออกสิทธิบัตรกรรมวิธีที่คิดค้นขึ้นอันเป็นผลให้ได้มาซึ่งผลผลิตหรือผลิตภัณฑ์ที่ได้จากธรรมชาติอย่างเช่นสิทธิบัตรของโจทก์ต้องให้ความสำคัญกับเทคนิคพิเศษเฉพาะด้านของการประดิษฐ์ในแต่ละรายที่ทำให้เกิดผลผลิตดังกล่าวว่า กรรมวิธีนั้นเป็นที่ประจักษ์โดยง่ายแก่บุคคลที่มีความชำนาญในระดับสามัญสำหรับการคิดค้นกรรมวิธีเพื่อให้ได้มาซึ่งสารกฤษณาหรือไม่ โดยกรรมวิธีนั้นมิใช่เพียงกระบวนการที่ไม่มีเทคนิคพิเศษเพื่อให้ได้มาซึ่งสารกฤษณาดังกล่าว หากกรรมวิธีนั้นมิได้เกิดขึ้นจากการกระทำหรือการแทรกแซงของผู้ประดิษฐ์จนถึงขั้นที่ถือได้ว่าเป็นการคิดค้นหรือคิดทำขึ้นอันเป็นผลให้ได้มาซึ่งกรรมวิธีใหม่ตามมาตรา 3 แห่งพระราชบัญญัติสิทธิบัตร พ.ศ.2522 กรรมวิธีนั้นก็ไม่อาจเกิดขึ้นได้ สำหรับข้อถือสิทธิตามสิทธิบัตรของโจทก์ เป็นกรรมวิธีการกระตุ้นให้สร้างสาร Aquilaria resin โดยการสร้างรอยแผลบนต้นกฤษณาที่ประกอบด้วยขั้นตอนของการคัดเลือกต้นกฤษณาที่มีอายุระหว่าง 5 ถึง 9 ปี ที่มีขนาดของลำต้นมีเส้นผ่าศูนย์กลางระหว่าง 35 ถึง 55 เซนติเมตร การทำให้เกิดรอยแผลบนลำต้น โดยเอาเปลือกนอกและเนื้อเยื่อออก มีลักษณะเฉพาะ คือ รอยแผลดังกล่าวเป็นรอยแผลรูปสี่เหลี่ยมอย่างน้อยหนึ่งแห่งอยู่เหนือระดับพื้นดินระหว่าง 50 ถึง 70 เซนติเมตร และมีการเจาะรูผ่านเข้าไปถึงส่วนที่เป็นแก่นไม้อยู่ภายในกรอบรอยแผลรูปสี่เหลี่ยมดังกล่าวอย่างน้อยสองรู ซึ่งรอยแผลรูปสี่เหลี่ยมดังกล่าวจะวางแนวเป็นระเบียบตามแนวดิ่งของต้นกฤษณาอย่างน้อยหนึ่งแนว โดยแต่ละแนวที่อยู่ด้านหน้าและด้านข้างของลำต้นจะวางแนวเหลื่อมกัน ซึ่งความสูงที่ดีที่สุดของแผลเหนือระดับพื้นดินเป็น 60 เซนติเมตร และรอยแผลรูปสี่เหลี่ยมมีความกว้างระหว่าง 10 ถึง 15 เซนติเมตร ความยาวระหว่าง 20 ถึง 75 เซนติเมตร และความลึก 1 ถึง 3 เซนติเมตร ตามขนาดเส้นผ่าศูนย์กลางของลำต้น และยังประกอบด้วยขั้นตอนของการนำสารกระตุ้นเข้าสู่ลำต้นผ่านทางรูเจาะดังกล่าว เห็นได้ว่ารายละเอียดดังกล่าวล้วนเป็นขั้นตอนของวิธีการเพื่อจะกระตุ้นให้ต้นกฤษณาสร้างสาร Aquilaria resin วิธีการหนึ่ง แม้จะเป็นกระบวนการที่มีหลายขั้นตอนแตกต่างจากวิธีการได้มาซึ่งสารกฤษณาตามที่ปรากฏในภูมิปัญญาของชาวบ้าน กรรมวิธีการกระตุ้นให้สร้างสารกฤษณาที่ปรากฏตามข้อถือสิทธิตามสิทธิบัตรของโจทก์จึงเป็นกรรมวิธีที่เป็นประจักษ์โดยง่ายแก่บุคคลที่มีความชำนาญในระดับสามัญสำหรับการคิดค้นกรรมวิธีในการสร้างสารกฤษณาอันถือไม่ได้ว่าเป็นกรรมวิธีที่มีขั้นการประดิษฐ์สูงขึ้น การออกสิทธิบัตรเลขที่ 18985 ให้แก่นายพีระพันธุ์ย่อมเป็นการออกสิทธิบัตรที่ไม่ชอบด้วยมาตรา 5 แห่งพระราชบัญญัติสิทธิบัตร พ.ศ.2522 แม้จะได้ความจากนายพีระพันธุ์ว่ากรรมวิธีการกระตุ้นดังกล่าวนำไปใช้ได้ในเชิงการค้าและประสบผลสำเร็จตามสัญญาร่วมลงทุนก็ตาม แต่เมื่อกรรมวิธีในข้อถือสิทธิตามสิทธิบัตรดังกล่าวไม่มีขั้นการประดิษฐ์สูงขึ้น จึงหาทำให้กรรมวิธีการกระตุ้นดังกล่าวตามสิทธิบัตรของโจทก์กลับกลายเป็นกรรมวิธีการประดิษฐ์ที่อาจออกสิทธิบัตรให้ได้โดยชอบตามกฎหมายไม่ อุทธรณ์ของโจทก์ฟังไม่ขึ้น

อนึ่ง ที่ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางวินิจฉัยว่าสิทธิบัตรของโจทก์ไม่สมบูรณ์ตามพระราชบัญญัติสิทธิบัตร พ.ศ.2522 แต่ไม่มีคำพิพากษาให้เพิกถอนสิทธิบัตรเนื่องจากศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางได้มีคำพิพากษาในคดีหมายเลขแดงที่ ทป.82/2553 ให้เพิกถอนสิทธิบัตรของโจทก์แล้วนั้น ไม่ถูกต้อง แม้จำเลยที่ 1 ไม่อุทธรณ์ ศาลฎีกาแผนกคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศก็มีอำนาจยกขึ้นวินิจฉัยและแก้ไขให้ถูกต้องได้ตามพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศและวิธีพิจารณาคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศ พ.ศ.2539 มาตรา 45 ประกอบประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 246 และมาตรา 142 (5)

พิพากษาแก้เป็นว่า ให้เพิกถอนสิทธิบัตรเลขที่ 18985 ของโจทก์ นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลาง ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ. ม. 142 (5) ม. 226 (2) ม. 246
พ.ร.บ.สิทธิบัตร พ.ศ.2522 ม. 3 ม. 5
พ.ร.บ.จัดตั้งศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศและวิธีพิจารณาคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศ พ.ศ.2539 ม. 45
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — บริษัทอะการ์วู๊ด สยาม จำกัด
จำเลย — บริษัทกฤษณา พนาสิน จำกัด กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลาง — นายสุรพล คงลาภ
ชื่อองค์คณะ
อนันต์ วงษ์ประภารัตน์
นวลน้อย ผลทวี
ประพาฬ อนมาน
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 18329/2557
#582420
เปิดฉบับเต็ม

สิทธิบัตรพิพาทเป็นสิทธิบัตรกรรมวิธีการกระตุ้นให้สร้างสารกฤษณาโดยการสร้างรอยแผลบนต้นกฤษณาเป็นการกระทำเพื่อกระตุ้นเอาผลิตภัณฑ์ซึ่งเป็นสารที่มีอยู่แล้วในธรรมชาติของต้นไม้มาใช้ประโยชน์ในเชิงพาณิชย์ โดยเห็นได้จากสาระสำคัญตามข้อถือสิทธิของสิทธิบัตรที่มุ่งเน้นวิธีการควบคุมปริมาณการหลั่งของสารกฤษณาได้มากกว่าธรรมชาติจากกรรมวิธีการสร้างรอยแผลดังที่ระบุไว้ในข้อถือสิทธิ การพิจารณาออกสิทธิบัตรกรรมวิธีที่คิดค้นขึ้นอันเป็นผลให้ได้มาซึ่งผลผลิตหรือผลิตภัณฑ์ที่ได้จากธรรมชาติอย่างเช่นสิทธิบัตรพิพาทในคดีนี้ต้องให้ความสำคัญกับเทคนิคพิเศษเฉพาะด้านของการประดิษฐ์ในแต่ละรายที่ทำให้เกิดผลผลิตดังกล่าวว่า กรรมวิธีนั้นเป็นที่ประจักษ์โดยง่ายแก่บุคคลที่มีความชำนาญในระดับสามัญสำหรับการคิดค้นกรรมวิธีเพื่อให้ได้มาซึ่งสารกฤษณาหรือไม่ โดยกรรมวิธีนั้นมิใช่เพียงกระบวนการที่ไม่มีเทคนิคพิเศษเพื่อให้ได้มาซึ่งสารกฤษณาดังกล่าว หากกรรมวิธีนั้นมิได้เกิดขึ้นจากการกระทำหรือการแทรกแซงของผู้ประดิษฐ์จนถึงขั้นที่ถือได้ว่าเป็นการคิดค้นหรือคิดทำขึ้นอันเป็นผลให้ได้มาซึ่งกรรมวิธีใหม่ตามมาตรา 3 แห่ง พ.ร.บ.สิทธิบัตร พ.ศ.2522 กรรมวิธีนั้นก็ไม่อาจเกิดขึ้นได้ เมื่อกรรมวิธีตามข้อถือสิทธิบัตรพิพาทเป็นกรรมวิธีที่เป็นประจักษ์โดยง่ายแก่บุคคลที่มีความชำนาญในระดับสามัญสำหรับการคิดค้นกรรมวิธีในการสร้างสารกฤษณาอันถือไม่ได้ว่าเป็นกรรมวิธีที่มีขั้นการประดิษฐ์สูงขึ้น การออกสิทธิบัตรดังกล่าวย่อมเป็นการออกที่ไม่ชอบด้วยมาตรา 5 แห่ง พ.ร.บ.สิทธิบัตร พ.ศ.2522

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องและแก้ไขคำฟ้องขอให้เพิกถอนคำสั่งของจำเลยที่ 2 เกี่ยวกับการเสนอให้ออกสิทธิบัตรเลขที่ 18985 เพิกถอนคำสั่งของจำเลยที่ 3 ที่ให้รับจดทะเบียนการประดิษฐ์และออกสิทธิบัตรเลขที่ 18985 เพิกถอนสิทธิบัตรเลขที่ 18985 ของจำเลยที่ 1 และห้ามจำเลยที่ 1 ใช้หรืออ้างอิงสิทธิใด ๆ จากสิทธิบัตรเลขที่ 18985

จำเลยที่ 1 ให้การและแก้ไขคำให้การขอให้ยกฟ้อง

จำเลยที่ 2 และที่ 3 ให้การขอให้ยกฟ้อง

ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางพิพากษาให้เพิกถอนสิทธิบัตรเลขที่ 18985 ของจำเลยที่ 1 คำขออื่นให้ยก ค่าฤชาธรรมเนียมให้เป็นพับ

จำเลยทั้งสามอุทธรณ์ต่อศาลฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงที่คู่ความไม่โต้เถียงกันรับฟังเป็นยุติในชั้นนี้ได้ว่า โจทก์เป็นนิติบุคคลประเภทบริษัทจำกัด ประกอบกิจการปลูกป่าจัดการโดยการจัดซื้อที่ดินและปลูกต้นไม้ต่าง ๆ รวมทั้งต้นกฤษณาบนที่ดิน รวมทั้งจัดการบริหารเพื่อประโยชน์ของผู้ลงทุนซึ่งเป็นลูกค้าของโจทก์และบริษัทในเครือ โจทก์และบริษัทในเครือได้รับอนุญาตให้ใช้สิทธิในเรื่องที่เกี่ยวข้องกับวิธีการสำหรับการผลิตอะการ์วูด (Agarwood) หรือสารกฤษณา รวมทั้งวิธีการทำให้เกิดรอยแผลที่ทำขึ้นในไซเลมในต้น Aquilaria หรือต้น Gonystylus และการจัดเตรียมวิถีทางสำหรับการเติมอากาศสู่รอยแผล อันป็นกรรมวิธีตามสิทธิบัตรที่ประดิษฐ์ขึ้นโดย Dr. Robert A. Blanchette และ Mr. Henry Heuveling Van Beek และได้รับสิทธิบัตรในนามของ รีเจนท์ส ออฟ ดิ ยูนิเวอร์ซิตี้ ออฟ มินนิสโซต้า (Regents of the University of Minnesota) แห่งประเทศสหรัฐอเมริกา เมื่อวันที่ 1 กุมภาพันธ์ 2548 รีเจนท์ส ออฟ ดิ ยูนิเวอร์ซิตี้ ออฟ มินนิสโซต้า ได้นำกรรมวิธีดังกล่าวมายื่นคำขอรับสิทธิบัตรในประเทศไทย เป็นคำขอรับสิทธิบัตรเลขที่ 068988 ซึ่งอยู่ในชั้นของการตรวจสอบการประดิษฐ์ จำเลยที่ 1 เป็นนิติบุคคลประเภทบริษัทจำกัดและเป็นผู้ทรงสิทธิบัตรการประดิษฐ์ชื่อ "กรรมวิธีการกระตุ้นให้สร้างสาร Aquilaria resin โดยการสร้างรอยแผลบนต้นกฤษณา (Aquilaria)" ตามสิทธิบัตรเลขที่ 18985 โดยรับโอนสิทธิบัตรมาจากนายพีระพันธุ์ ส่วนจำเลยที่ 2 เป็นส่วนราชการสังกัดกระทรวงพาณิชย์ มีจำเลยที่ 3 เป็นหัวหน้าส่วนราชการระดับกรม มีอำนาจหน้าที่ในการควบคุมดูแลการออกสิทธิบัตร ข้อถือสิทธิตามสิทธิบัตรเลขที่ 18985 มี 6 ข้อ ได้แก่ (1) กรรมวิธีการกระตุ้นให้สร้างสาร Aquilaria resin โดยการสร้างรอยแผลบนต้นกฤษณาที่ประกอบด้วยขั้นตอนของการคัดเลือกต้นกฤษณาที่มีอายุระหว่าง 5 ถึง 9 ปี ที่มีขนาดลำต้นที่มีเส้นผ่าศูนย์กลางระหว่าง 35 ถึง 55 เซนติเมตร การทำให้เกิดรอยแผลบนลำต้น โดยการเอาเปลือกนอกและเนื้อเยื่อออก มีลักษณะเฉพาะคือ รอยแผลดังกล่าวเป็นรอยแผลรูปสี่เหลี่ยมอย่างน้อยหนึ่งแห่งอยู่เหนือระดับพื้นดินระหว่าง 50 ถึง 70 เซนติเมตร และมีการเจาะรูผ่านเข้าไปถึงส่วนที่เป็นแก่นไม้อยู่ภายในกรอบรอยแผลรูปสี่เหลี่ยมดังกล่าวอย่างน้อยสองรู ที่ซึ่งการทำให้เกิดรอยแผลและการเจาะรูดังกล่าวต้องไม่มีผลกระทบกับการเจริญเติบโตของต้นกฤษณา (2) กรรมวิธีตามข้อ (1) ที่ซึ่งรอยแผลรูปสี่เหลี่ยมดังกล่าวจะวางแนวเป็นระเบียบตามแนวดิ่งของต้นกฤษณาอย่างน้อยหนึ่งแนว (3) กรรมวิธีตามข้อ (2) ที่ซึ่งแนวของรอยแผลรูปสี่เหลี่ยมดังกล่าวแต่ละแนวที่อยู่ด้านหน้าและด้านข้างของลำต้น ตรงที่บริเวณที่ทำให้เกิดรอยแผลและวางแนวเหลื่อมกันเพื่อว่าจะไม่มีผลกระทบกับการเจริญเติบโตของต้นกฤษณา (4) กรรมวิธีตามข้อ (1) ซึ่งความสูงที่ดีที่สุดของรอยแผลเหนือระดับพื้นดินดังกล่าวเป็น 60 เซนติเมตร (5) กรรมวิธีตามข้อ (1) ถึงข้อ (4) ข้อใดข้อหนึ่งที่ซึ่งรอยแผลรูปสี่เหลี่ยมดังกล่าวมีขนาดความกว้างระหว่าง 10 ถึง 15 เซนติเมตร ความยาวระหว่าง 20 ถึง 75 เซนติเมตร และความลึกระหว่าง 1 ถึง 3 เซนติเมตร ตามขนาดเส้นผ่าศูนย์กลางของลำต้น (6) กรรมวิธีตามข้อใดข้อหนึ่งข้างต้นยังประกอบด้วยขั้นตอนของการนำสารกระตุ้นเข้าสู่ลำต้นผ่านทางรูเจาะดังกล่าว

คดีมีปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของจำเลยทั้งสามว่า กรรมวิธีการกระตุ้นให้สร้างสาร Aquilaria resin โดยการสร้างรอยแผลบนต้นกฤษณาตามสิทธิบัตรเลขที่ 18985 เป็นสิทธิบัตรที่ออกให้โดยชอบด้วยกฎหมายหรือไม่ เห็นว่า สิทธิบัตรพิพาทเป็นกรรมวิธีการกระตุ้นให้สร้างสาร Aquilaria resin โดยสร้างรอยแผลบนต้นกฤษณาเพื่อให้เกิดการสร้างสารกฤษณาของต้นกฤษณา ซึ่งเป็นการกระทำเพื่อกระตุ้นเอาผลิตภัณฑ์ซึ่งเป็นสารที่มีอยู่แล้วในธรรมชาติของต้นไม้มาใช้ประโยชน์ในเชิงพาณิชย์ โดยเห็นได้จากสาระสำคัญตามข้อถือสิทธิของสิทธิบัตรพิพาทที่มุ่งเน้นวิธีการควบคุมปริมาณการหลั่งของสารกฤษณาได้มากกว่าธรรมชาติจากกรรมวิธีการสร้างรอยแผลดังที่ระบุไว้ในข้อถือสิทธิ แม้พระราชบัญญัติสิทธิบัตร พ.ศ.2522 ไม่ได้กำหนดหลักเกณฑ์เกี่ยวกับชนิดและประเภทของกรรมวิธีการประดิษฐ์สิ่งที่เกี่ยวข้องกับสัตว์หรือพืชที่อาจออกสิทธิบัตรให้ได้ไว้เป็นการเฉพาะ คงกล่าวถึงการประดิษฐ์ที่ขอรับสิทธิบัตรได้ไว้ในมาตรา 5 ว่า การประดิษฐ์ที่ขอรับสิทธิบัตรได้ต้องประกอบด้วย 1) เป็นการประดิษฐ์ขึ้นใหม่ 2) เป็นการประดิษฐ์ที่มีขั้นการประดิษฐ์สูงขึ้น และ 3) เป็นการประดิษฐ์ที่สามารถประยุกต์ในทางอุตสาหกรรม โดยมาตรา 3 ระบุว่า การประดิษฐ์ หมายความว่า การคิดค้นหรือคิดทำขึ้น อันเป็นผลให้ได้มาซึ่งผลิตภัณฑ์หรือกรรมวิธีใดขึ้นใหม่ หรือการกระทำใด ๆ ที่ทำให้ดีขึ้นซึ่งผลิตภัณฑ์หรือกรรมวิธี การพิจารณาออกสิทธิบัตรกรรมวิธีที่คิดค้นขึ้นอันเป็นผลให้ได้มาซึ่งผลผลิตหรือผลิตภัณฑ์ที่ได้จากธรรมชาติอย่างเช่นสิทธิบัตรพิพาทในคดีนี้ต้องให้ความสำคัญกับเทคนิคพิเศษเฉพาะด้านของการประดิษฐ์ในแต่ละรายที่ทำให้เกิดผลผลิตดังกล่าวว่ากรรมวิธีนั้นเป็นที่ประจักษ์โดยง่ายแก่บุคคลที่มีความชำนาญในระดับสามัญสำหรับการคิดค้นกรรมวิธีเพื่อให้ได้มาซึ่งสารกฤษณาหรือไม่ โดยกรรมวิธีนั้นมิใช่เป็นเพียงกระบวนการที่ไม่มีเทคนิคพิเศษเพื่อให้ได้มาซึ่งสารกฤษณาดังกล่าว หากกรรมวิธีนั้นมิได้เกิดขึ้นจากการกระทำหรือการแทรกแซงของผู้ประดิษฐ์จนถึงขั้นที่ถือได้ว่าเป็นการคิดค้นหรือคิดทำขึ้นอันเป็นผลให้ได้มาซึ่งกรรมวิธีใหม่ตามมาตรา 3 แห่งพระราชบัญญัติสิทธิบัตร พ.ศ.2522 กรรมวิธีนั้นก็ไม่อาจเกิดขึ้นได้ สำหรับข้อถือสิทธิตามสิทธิบัตรเลขที่ 18985 ของนายพีระพันธุ์ เป็นกรรมวิธีการกระตุ้นให้สร้างสาร Aquilaria resin โดยการสร้างรอยแผลบนต้นกฤษณาที่ประกอบด้วยขั้นตอนของการคัดเลือกต้นกฤษณาที่มีอายุระหว่าง 5 ถึง 9 ปี ที่มีขนาดของลำต้นมีเส้นผ่าศูนย์กลางระหว่าง 35 ถึง 55 เซนติเมตร การทำให้เกิดรอยแผลบนลำต้น โดยเอาเปลือกนอกและเนื้อเยื่อออก มีลักษณะเฉพาะ คือ รอยแผลดังกล่าวเป็นรอยแผลรูปสี่เหลี่ยมอย่างน้อยหนึ่งแห่งอยู่เหนือระดับพื้นดินระหว่าง 50 ถึง 70 เซนติเมตร และมีการเจาะรูผ่านเข้าไปถึงส่วนที่เป็นแก่นไม้อยู่ภายในกรอบรอยแผลรูปสี่เหลี่ยมดังกล่าวอย่างน้อยสองรู ซึ่งรอยแผลรูปสี่เหลี่ยมดังกล่าวจะวางแนวเป็นระเบียบตามแนวดิ่งของต้นกฤษณาอย่างน้อยหนึ่งแนว โดยแต่ละแนวที่อยู่ด้านหน้าและด้านข้างของลำต้นจะวางแนวเหลื่อมกัน ซึ่งความสูงที่ดีที่สุดของแผลเหนือระดับพื้นดินเป็น 60 เซนติเมตร และรอยแผลรูปสี่เหลี่ยมมีความกว้างระหว่าง 10 ถึง 15 เซนติเมตร ความยาวระหว่าง 20 ถึง 75 เซนติเมตร และความลึก 1 ถึง 3 เซนติเมตร ตามขนาดเส้นผ่าศูนย์กลางของลำต้น และยังประกอบด้วยขั้นตอนของการนำสารกระตุ้นเข้าสู่ลำต้นผ่านทางรูเจาะดังกล่าว เห็นได้ว่ารายละเอียดดังกล่าวล้วนเป็นขั้นตอนของวิธีการเพื่อจะกระตุ้นให้ต้นกฤษณาสร้างสาร Aquilaria resin วิธีการหนึ่ง แม้จะเป็นกระบวนการที่มีหลายขั้นตอนแตกต่างจากวิธีการได้มาซึ่งสารกฤษณาตามที่ปรากฏในภูมิปัญญาของชาวบ้าน โดยมีผู้เชี่ยวชาญด้านสรีระวิทยาของพืชซึ่งสำเร็จการศึกษาระดับปริญญาเอกทางด้านสรีระกายวิภาคของไม้ยืนต้นเบิกความสนับสนุนว่า สารกฤษณาเป็นสิ่งที่มีอยู่แล้วในต้นกฤษณาและเกิดขึ้นได้เองหากมีการกระตุ้นให้ต้นกฤษณาสร้างสารนั้นอย่างถูกวิธี ไม่ว่าจะเป็นการกระตุ้นโดยการกระทำของมนุษย์ด้วยวิธีการต่าง ๆ ข้างต้น หรือการกระตุ้นที่เกิดขึ้นโดยเชื้อราที่มีอยู่แล้วตามธรรมชาติ ทำนองเดียวกับวิธีการกรีดยางบนลำต้นของยางพาราเพื่อให้ได้น้ำยางพารามากที่สุด กรรมวิธีการกระตุ้นทางกลนั้นมีลักษณะกรรมวิธีการกระตุ้นให้เกิดผลเช่นเดียวกันกับกรรมวิธีการกระตุ้นให้สร้างสารกฤษณาตามสิทธิบัตรเลขที่ 18985 ของนายพีระพันธุ์ จึงเชื่อว่าการคิดค้นกรรมวิธีการกระตุ้นให้สร้างสารดังกล่าวของนายพีระพันธุ์น่าจะเกิดจากการเรียนรู้สิ่งที่เกิดขึ้นโดยธรรมชาติของต้นกฤษณาและพยายามค้นหาวิธีการเพื่อหาเอาประโยชน์จากต้นกฤษณาให้ได้ผลิตผลมากที่สุด โดยกระบวนการสร้างกรรมวิธีให้เกิดผลผลิตทางธรรมชาติด้วยวิธีการที่ใช้กันอยู่ตามปกติซึ่งมีลักษณะเช่นเดียวกับการให้สารกระตุ้นหรือให้ปุ๋ยเร่งดอกผลแก่พืชที่เพาะปลูก กรรมวิธีการกระตุ้นให้สร้างสารกฤษณาที่ปรากฏตามข้อถือสิทธิตามสิทธิบัตรเลขที่ 18985 ของนายพีระพันธุ์จึงเป็นกรรมวิธีที่เป็นที่ประจักษ์โดยง่ายแก่บุคคลที่มีความชำนาญในระดับสามัญสำหรับการคิดค้นกรรมวิธีในการสร้างสารกฤษณาอันถือไม่ได้ว่าเป็นกรรมวิธีที่มีขั้นการประดิษฐ์สูงขึ้น การออกสิทธิบัตรเลขที่18985 ให้แก่นายพีระพันธุ์ย่อมเป็นการออกสิทธิบัตรที่ไม่ชอบด้วยมาตรา 5 แห่งพระราชบัญญัติสิทธิบัตร พ.ศ.2522 แม้จะได้ความจากนายพีระพันธุ์ว่ากรรมวิธีการกระตุ้นดังกล่าวนำไปใช้ได้ในเชิงการค้าและประสบผลสำเร็จตามสัญญาร่วมลงทุนในต่างประเทศก็ตาม แต่เมื่อกรรมวิธีในข้อถือสิทธิตามสิทธิบัตรเลขที่ 18985 ไม่มีขั้นการประดิษฐ์สูงขึ้น จึงหาทำให้กรรมวิธีการกระตุ้นดังกล่าวตามสิทธิบัตรของนายพีระพันธุ์กลับกลายเป็นกรรมวิธีการประดิษฐ์ที่อาจออกสิทธิบัตรให้ได้โดยชอบตามกฎหมายไม่ เมื่อวินิจฉัยเช่นนี้แล้ว อุทธรณ์ข้ออื่นของจำเลยทั้งสามก็ไม่จำต้องวินิจฉัย เพราะไม่ทำให้ผลแห่งคดีเปลี่ยนแปลงไป ที่ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางพิพากษาเพิกถอนสิทธิบัตรเลขที่ 18985 ของจำเลยที่ 1 นั้น ศาลฎีกาแผนกคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศเห็นพ้องด้วย อุทธรณ์ของจำเลยทั้งสามฟังไม่ขึ้น

พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.สิทธิบัตร พ.ศ.2522 ม. 3 ม. 5
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — บริษัททัชวู๊ด ฟอร์เรสตรี้ จำกัด
จำเลย — บริษัทอะการ์วู๊ด สยาม จำกัด กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลาง — นายสุรพล คงลาภ
ชื่อองค์คณะ
อนันต์ วงษ์ประภารัตน์
นวลน้อย ผลทวี
ไมตรี สุเทพากุล
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 18316/2557
#578728
เปิดฉบับเต็ม

โจทก์ทั้งสองฎีกาว่า จำเลยทั้งสองปิดกั้นทางสาธารณะ แต่ไม่มีคำขอให้บังคับจำเลยทั้งสองใช้ค่าเสียหายแก่โจทก์ในส่วนนี้ ฎีกาของโจทก์ทั้งสองในข้อนี้ซึ่งถือเป็นคำฟ้อง จึงไม่ชอบด้วย ป.วิ.พ. มาตรา 172 วรรคสอง ประกอบมาตรา 246, 247 ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัย

คำฟ้องของโจทก์ทั้งสองกล่าวอ้างว่า จำเลยทั้งสองขุดทำลายทางจำเป็นและปลูกต้นไม้ล้ำเข้ามาในทางจำเป็นโดยจงใจทำให้โจทก์ทั้งสองกับผู้ใช้ทางอื่นไม่ได้รับความสะดวก อันเป็นละเมิด ซึ่งขัดแย้งกับข้อเท็จจริงที่ได้ความตามทางพิจารณาว่า จำเลยทั้งสองเข้าปรับปรุงทางพิพาทเนื่องจากมีข้อตกลงในการสร้างทางภาระจำยอมเพื่อใช้แทนทางจำเป็น หากการก่อสร้างทางดังกล่าวไม่เป็นไปตามข้อตกลง ก็ชอบที่โจทก์ทั้งสองจะฟ้องบังคับให้จำเลยทั้งสองแก้ไขให้ถูกต้องได้ การกระทำของจำเลยทั้งสองตามที่โจทก์กล่าวอ้างมาจึงไม่เป็นละเมิด

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ทั้งสองฟ้องขอให้บังคับจำเลยทั้งสองร่วมกันรื้อถอนต้นไม้และสิ่งกีดขวางออกตลอดแนวทางจำเป็น (ทางพิพาท) ตามที่ระบายด้วยสีแดงตามเอกสารท้ายฟ้องและให้ทางจำเป็น (ทางพิพาท) กลับคืนสู่สภาพเดิม ห้ามจำเลยทั้งสองและบริวารรบกวนการใช้ทางจำเป็น (ทางพิพาท) ของโจทก์ทั้งสองและบริวาร และให้จำเลยทั้งสองร่วมกันชดใช้ค่าเสียหาย 8,730,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ทั้งสองและค่าเสียหายอีกวันละ 10,000 บาท นับแต่วันถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจำเลยทั้งสองจะรื้อถอนต้นไม้และสิ่งกีดขวางออกจากทางจำเป็น (ทางพิพาท) และทำให้ทางจำเป็น (ทางพิพาท) กลับคืนสู่สภาพเดิม

จำเลยทั้งสองให้การขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง ค่าฤชาธรรมเนียมให้เป็นพับ

โจทก์ทั้งสองอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 8 พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ

โจทก์ทั้งสองฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า คำขอท้ายฎีกาของโจทก์ทั้งสองขอให้บังคับจำเลยทั้งสองไปตามคำขอท้ายฟ้องข้อ 2 ถึงข้อ 5 ไม่ได้ขอให้จำเลยทั้งสองใช้ค่าเสียหายตามคำขอท้ายฟ้องข้อ 1 อันเนื่องมาจากจำเลยทั้งสองกระทำละเมิดโดยปิดกั้นทางสาธารณะที่เชื่อมต่อไปถึงที่ดินของโจทก์ที่ 2 ดังนี้ แม้โจทก์ทั้งสองจะฎีกาคัดค้านคำพิพากษาของศาลอุทธรณ์ภาค 8 มาตามข้อ 2.2 ว่า การกระทำของจำเลยทั้งสองเป็นการปิดกั้นทางสาธารณะ แต่เมื่อไม่มีคำขอบังคับในส่วนนี้ ฎีกาของโจทก์ทั้งสองในข้อนี้ซึ่งถือเป็นคำฟ้อง จึงไม่ชอบด้วยประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 172 วรรคสอง ประกอบมาตรา 246, 247 ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัย

มีปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ทั้งสองตามข้อ 2.1 ว่า การที่จำเลยทั้งสองขุดทำลายและปลูกต้นไม้ล้ำเข้ามาตลอดแนวทางจำเป็นตามเส้นสีแดงในแผนที่สังเขป เป็นการกระทำละเมิดต่อโจทก์ทั้งสองหรือไม่นั้น เห็นว่า ข้อเท็จจริงตามที่โจทก์ทั้งสองและจำเลยทั้งสองไม่โต้แย้งกันฟังว่า เดิมโจทก์ทั้งสองใช้ทางจำเป็นเข้าออกสู่ทางสาธารณะซึ่งเชื่อมต่อกับทางดังกล่าว ต่อมาจำเลยทั้งสองจะก่อสร้างโรงแรม จึงทำข้อตกลงกับโจทก์ทั้งสองและเจ้าของที่ดินในบริเวณดังกล่าว โดยจะก่อสร้างทางภาระจำยอมเพื่อใช้แทนทางจำเป็น ในการก่อสร้างทางโจทก์ทั้งสองอ้างว่าจำเลยทั้งสองไม่ได้ทำตามข้อตกลง จึงมีหนังสือแจ้งให้จำเลยทั้งสองแก้ไข ในระหว่างนั้นจะขอใช้ทางจำเป็นไปก่อน แต่จำเลยทั้งสองแจ้งว่า การก่อสร้างทางเป็นไปตามข้อตกลงแล้ว ส่วนทางจำเป็นนั้นได้ก่อสร้างสิ่งปลูกสร้างลงแล้ว ไม่สามารถใช้เป็นทางจำเป็นได้อีก โจทก์ทั้งสองจึงมาฟ้องเป็นคดีนี้ ซึ่งตามคำฟ้องของโจทก์ทั้งสองในข้อ 6 ไม่ได้กล่าวถึงทางภาระจำยอมตามบันทึกข้อตกลงการใช้ทางภาระจำยอม เพื่อใช้แทนทางจำเป็นแต่กล่าวอ้างว่า จำเลยทั้งสองขุดทำลายทางจำเป็นและปลูกต้นไม้ล้ำเข้ามาในทาง โดยจงใจทำให้โจทก์ทั้งสองกับผู้ใช้ทางอื่นไม่ได้รับความสะดวก อันเป็นการทำละเมิด ซึ่งขัดกับข้อเท็จจริงที่ได้ความตามทางพิจารณาว่า จำเลยทั้งสองเข้าปรับปรุงทางพิพาท เนื่องจากมีข้อตกลงในการก่อสร้างทางภาระจำยอมเพื่อใช้แทนทางจำเป็น หากการก่อสร้างทางไม่เป็นไปตามข้อตกลง ก็ชอบที่โจทก์ทั้งสองจะฟ้องบังคับให้จำเลยทั้งสองแก้ไขให้ถูกต้องได้ การกระทำของจำเลยทั้งสองตามที่โจทก์ทั้งสองกล่าวอ้างมาตามฎีกาข้อนี้ จึงไม่เป็นการกระทำละเมิดและไม่จำต้องวินิจฉัยฎีกาในข้ออื่นอีก ที่ศาลล่างทั้งสองพิพากษามานั้นชอบแล้ว ฎีกาของโจทก์ทั้งสองฟังไม่ขึ้น

พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ. ม. 172 วรรคสอง ม. 246 ม. 247
ป.พ.พ. ม. 420
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — ห้างหุ้นส่วนจำกัด แม่น้ำวิลล่า กับพวก
จำเลย — บริษัทอัมบูรายา เรสซิเด้นซ์ (เกาะสมุย) จำกัด กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดเกาะสมุย — นายสรายุทธ วราโห
ศาลอุทธรณ์ภาค 8 — นางอุบลรัตน์ ศรีนวล
ชื่อองค์คณะ
พิษณุ ดำรงเกียรติวัฒนา
อภิรัตน์ ลัดพลี
จรูญ ชีวิตโสภณ
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 18297/2557
#570041
เปิดฉบับเต็ม

คดีอาญาที่โจทก์ขอให้เพิ่มโทษจำเลยนั้น ศาลชั้นต้นลงโทษจำเลยในความผิดฐานเป็นผู้ขับรถเสพเมทแอมเฟตามีน ซึ่งเป็นความผิดตาม พ.ร.บ.ยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 มาตรา 57, 91 พ.ร.บ.จราจรทางบก พ.ศ.2522 มาตรา 43 ทวิ วรรคหนึ่ง, 157/1 วรรคสอง อันเป็นกรรมเดียวเป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบท และต้องลงโทษตาม พ.ร.บ.จราจรทางบก พ.ศ.2522 มาตรา 157/1 วรรคสอง ประกอบ พ.ร.บ.ยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 มาตรา 91 ซึ่งเป็นกฎหมายบทที่มีโทษหนักที่สุด เท่ากับจำเลยกระทำความผิดตาม พ.ร.บ.ยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 ด้วย เพียงแต่ศาลชั้นต้นลงโทษจำเลยตาม พ.ร.บ.จราจรทางบก พ.ศ.2522 มาตรา 157/1 วรรคสอง ซึ่งเป็นกฎหมายบทที่มีโทษหนักที่สุดเท่านั้น เมื่อคดีที่โจทก์อ้างเป็นเหตุเพิ่มโทษจำเลยเป็นการกระทำความผิดต่อ พ.ร.บ.ยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 และจำเลยมากระทำความผิดคดีนี้อีกภายในเวลาห้าปีนับแต่วันพ้นโทษ กรณีจึงต้องเพิ่มโทษจำเลยกึ่งหนึ่งตาม พ.ร.บ.ยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 มาตรา 97

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 มาตรา 4, 7, 8, 15, 66, 97, 100/1, 102 ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 32, 91 ริบเมทแอมเฟตามีนของกลาง เพิ่มโทษจำเลยตามกฎหมาย

จำเลยให้การรับสารภาพ และรับว่าเป็นบุคคลคนเดียวกับจำเลยในคดีที่โจทก์ขอให้เพิ่มโทษ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 มาตรา 15 วรรคหนึ่ง, 66 วรรคหนึ่ง การกระทำของจำเลยเป็นความผิดหลายกรรมต่างกัน ให้ลงโทษทุกกรรมเป็นกระทงความผิดไปตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 ฐานมีเมทแอมเฟตามีนไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่าย จำคุก 4 ปี ฐานจำหน่ายเมทแอมเฟตามีน จำคุก 4 ปี รวมจำคุก 8 ปี เพิ่มโทษหนึ่งในสามตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 92 เป็นจำคุก 10 ปี 8 เดือน จำเลยให้การรับสารภาพ เป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 ให้กึ่งหนึ่ง คงจำคุก 5 ปี 4 เดือน ริบของกลาง คำขออื่นให้ยก

โจทก์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์แผนกคดียาเสพติดพิพากษายืน

โจทก์ฎีกา โดยศาลฎีกาอนุญาตให้ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาโจทก์ว่า ที่ศาลอุทธรณ์ไม่เพิ่มโทษจำเลยกึ่งหนึ่งตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 มาตรา 97 ชอบหรือไม่ เห็นว่า คดีอาญาหมายเลขแดงที่ 2143/2554 ของศาลชั้นต้นที่โจทก์ขอให้เพิ่มโทษจำเลย นั้น ศาลชั้นต้นลงโทษจำเลยในความผิดฐานเป็นผู้ขับรถเสพเมทแอมเฟตามีน ซึ่งเป็นความผิดตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 มาตรา 57, 91 พระราชบัญญัติจราจรทางบก พ.ศ.2522 มาตรา 43 ทวิ วรรคหนึ่ง, 157/1 วรรคสอง อันเป็นความผิดกรรมเดียวผิดต่อกฎหมายหลายบท และต้องลงโทษตามพระราชบัญญัติจราจรทางบก พ.ศ.2522 มาตรา 157/1 วรรคสอง ประกอบพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 มาตรา 91 ซึ่งเป็นกฎหมายบทที่มีโทษหนักที่สุดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 เท่ากับจำเลยกระทำความผิดตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 ด้วย เพียงแต่ศาลชั้นต้นลงโทษจำเลยตามพระราชบัญญัติจราจรทางบก พ.ศ.2522 มาตรา 157/1 วรรคสอง ซึ่งเป็นกฎหมายบทที่มีโทษหนักที่สุดเท่านั้น เมื่อพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ. 2522 มาตรา 97 บัญญัติว่า "ผู้ใดต้องคำพิพากษาถึงที่สุดให้ลงโทษจำคุกสำหรับความผิดตามพระราชบัญญัตินี้ ถ้ากระทำความผิดตามพระราชบัญญัตินี้อีกในระหว่างที่ยังต้องรับโทษอยู่หรือภายในเวลาห้าปีนับแต่วันพ้นโทษ หากศาลจะพิพากษาลงโทษครั้งหลังถึงจำคุก ให้เพิ่มโทษที่จะลงแก่ผู้นั้นอีกกึ่งหนึ่งของโทษที่ศาลกำหนดสำหรับความผิดครั้งหลัง" และศาลอุทธรณ์พิพากษาลงโทษจำคุกจำเลย กรณีจึงต้องเพิ่มโทษจำเลยกึ่งหนึ่งตามบทบัญญัติดังกล่าว ที่ศาลอุทธรณ์พิพากษามานั้น ศาลฎีกาไม่เห็นพ้องด้วย ฎีกาของโจทก์ฟังขึ้น

พิพากษาแก้เป็นว่า เพิ่มโทษจำเลยกระทงละกึ่งหนึ่งตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 มาตรา 97 ฐานมีเมทแอมเฟตามีนไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่าย จำคุก 6 ปี ฐานจำหน่ายเมทแอมเฟตามีน จำคุก 6 ปี รวมจำคุก 12 ปี เมื่อลดโทษให้กึ่งหนึ่งแล้ว คงจำคุก 6 ปี นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.ยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 ม. 91 ม. 97
พ.ร.บ.จราจรทางบก พ.ศ.2522 ม. 157/1
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการจังหวัดเพชรบุรี
จำเลย — นายกาวินหรือโน้ตหรือโน็ต มีทรัพย์
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดเพชรบุรี — นางชุลีภรณ์ เฟื่องฟุ้ง ตรียุทธนากุล
ศาลอุทธรณ์ — นายนภาศักดิ์ เล้าภาภรณ์
ชื่อองค์คณะ
นุจรินทร์ จันทร์พรายศรี
ธีระพงศ์ จิระภาค
ปกรณ์ มหรรณพ
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 18280/2557
#580856
เปิดฉบับเต็ม

จำเลยเป็นนักโทษเด็ดขาดและยังไม่ได้ถูกกักขังแทนค่าปรับก่อนที่พระราชกฤษฎีกาพระราชทานอภัยโทษ พ.ศ.2553 ใช้บังคับ ซึ่งมาตรา 5 วรรคหนึ่ง แห่งพระราชกฤษฎีกาดังกล่าว บัญญัติว่า "ผู้ต้องโทษ ดังต่อไปนี้ ให้ได้รับพระราชทานอภัยโทษปล่อยตัวไป (1) ผู้ต้องกักขัง..." และมาตรา 5 วรรคสอง บัญญัติว่า "กรณีผู้ต้องกักขังตามวรรคหนึ่ง (1) ซึ่งเป็นนักโทษเด็ดขาดและยังไม่ได้รับโทษกักขังแทนโทษจำคุกหรือยังไม่ได้ถูกกักขังแทนค่าปรับ ให้ผู้ต้องกักขังนั้นได้รับพระราชทานอภัยโทษปล่อยตัวไปในส่วนของโทษกักขังแทนโทษจำคุกหรือในส่วนของการกักขังแทนค่าปรับ แล้วแต่กรณี" ดังนั้น จำเลยจึงได้รับประโยชน์ตามมาตรา 5 วรรคสอง แห่งพระราชกฤษฎีกาดังกล่าว เฉพาะในส่วนที่ไม่ต้องถูกกักขังแทนค่าปรับหากจำเลยยังไม่ชำระค่าปรับ แต่พระราชกฤษฎีกาดังกล่าวไม่ได้ให้จำเลยพ้นจากโทษปรับด้วย โทษปรับตามคำพิพากษาของจำเลยยังคงมีอยู่ เมื่อจำเลยไม่ชำระค่าปรับ โจทก์จึงขอให้ศาลออกหมายบังคับคดีอายัดสิทธิเรียกร้องเงินของจำเลยจำนวน 100,000 บาท ได้ กรณีไม่มีเหตุที่จะยกเลิกหมายบังคับคดีและคืนเงินดังกล่าวให้แก่จำเลย

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
คดีสืบเนื่องมาจาก เมื่อวันที่ 28 พฤษภาคม 2551 ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 มาตรา 15 วรรคสาม (2), 66 วรรคสอง จำคุก 10 ปี และปรับ 650,000 บาท จำเลยให้การรับสารภาพ เป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้กึ่งหนึ่งตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 78 คงจำคุก 5 ปี และปรับ 325,000 บาท หากไม่ชำระค่าปรับจัดการตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 29, 30 กรณีกักขังแทนค่าปรับให้กักขังเกิน 1 ปีได้ แต่ทั้งนี้ต้องไม่เกิน 2 ปี ริบเมทแอมเฟตามีนที่เหลือจากการตรวจพิสูจน์และโทรศัพท์เคลื่อนที่ของกลาง จำเลยอุทธรณ์ขอให้ลงโทษสถานเบาศาลอุทธรณ์ภาค 5 พิพากษายืน โดยศาลชั้นต้นอ่านคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 5 ให้คู่ความฟังเมื่อวันที่ 25 มีนาคม 2552 และวันที่ 30 เมษายน 2552 ศาลชั้นต้นออกหมายจำคุกและกักขังเมื่อคดีถึงที่สุด โดยระบุในหมายดังกล่าวว่า คดีถึงที่สุดวันที่ 27 เมษายน 2552 ต่อมาวันที่ 30 มิถุนายน 2553 โจทก์ยื่นคำขอออกหมายบังคับคดีเพื่อแต่งตั้งเจ้าพนักงานบังคับคดี ยึดหรืออายัดทรัพย์สินของจำเลยแทนค่าปรับ ศาลชั้นต้นมีคำสั่งหมายตั้งเจ้าพนักงานบังคับคดี และออกหมายบังคับคดีเมื่อวันที่ 1 กรกฎาคม 2553 จำเลยยื่นคำร้องว่า จำเลยได้รับประโยชน์จากพระราชกฤษฎีกาพระราชทานอภัยโทษ พ.ศ.2553 ในส่วนของโทษปรับแล้ว การตั้งเจ้าพนักงานบังคับคดีเพื่อยึดทรัพย์สินและอายัดสิทธิเรียกร้องของจำเลยเพื่อนำมาชำระค่าปรับจึงยุติ ขอให้ยกเลิกหมายบังคับคดีตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 295 (3)

ศาลชั้นต้นมีคำสั่งว่า แม้จะมีการพระราชทานอภัยโทษตามพระราชกฤษฎีกาพระราชทานอภัยโทษ พ.ศ.2553 มาตรา 5 วรรคสอง ให้ผู้ต้องโทษกักขังแทนค่าปรับได้รับพระราชทานอภัยโทษโดยได้รับการปล่อยตัว แต่การพระราชทานอภัยโทษดังกล่าวเป็นการพระราชทานอภัยโทษเฉพาะการกักขังแทนค่าปรับเท่านั้น ไม่ได้พระราชทานอภัยโทษค่าปรับ กรณีจึงไม่มีเหตุที่จะให้เพิกถอนการบังคับคดี ยกคำร้อง

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 5 พิพากษากลับ ให้ยกเลิกหมายบังคับคดีลงวันที่ 1 กรกฎาคม 2553 ที่ให้เจ้าพนักงานบังคับคดียึดหรืออายัดทรัพย์สินของจำเลยเพื่อนำเงินมาชำระค่าปรับ กับให้ศาลชั้นต้นดำเนินการให้ผู้ที่ไม่มีสิทธิยึดถือไว้คืนทรัพย์สินของจำเลยที่ได้ยึดหรืออายัดไว้ตามหมายบังคับคดีฉบับดังกล่าวแก่จำเลย

โจทก์ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ว่า จำเลยต้องชำระค่าปรับตามคำพิพากษาเพราะไม่ได้รับประโยชน์จากพระราชกฤษฎีกาพระราชทานอภัยโทษ พ.ศ.2553 หรือไม่ เห็นว่า จำเลยเป็นนักโทษเด็ดขาดและยังไม่ได้ถูกกักขังแทนค่าปรับก่อนที่พระราชกฤษฎีกาดังกล่าวใช้บังคับ ซึ่งมาตรา 5 วรรคหนึ่ง แห่งพระราชกฤษฎีกาดังกล่าว บัญญัติว่า "ผู้ต้องโทษ ดังต่อไปนี้ ให้ได้รับพระราชทานอภัยโทษปล่อยตัวไป (1) ผู้ต้องกักขัง..." และมาตรา 5 วรรคสอง บัญญัติว่า "กรณีผู้ต้องกักขังตามวรรคหนึ่ง (1) ซึ่งเป็นนักโทษเด็ดขาดและยังไม่ได้รับโทษกักขังแทนโทษจำคุกหรือยังไม่ได้ถูกกักขังแทนค่าปรับ ให้ผู้ต้องกักขังนั้นได้รับพระราชทานอภัยโทษปล่อยตัวไปในส่วนของโทษกักขังแทนโทษจำคุกหรือในส่วนของการกักขังแทนค่าปรับ แล้วแต่กรณี" ดังนั้น จำเลยจึงได้รับประโยชน์ตามมาตรา 5 วรรคสอง แห่งพระราชกฤษฎีกาดังกล่าว เฉพาะในส่วนที่ไม่ต้องถูกกักขังแทนค่าปรับหากจำเลยจะยังไม่ชำระค่าปรับ พระราชกฤษฎีกาดังกล่าวไม่ได้ให้จำเลยพ้นจากโทษปรับด้วย โทษปรับตามคำพิพากษาของจำเลยยังคงมีอยู่ เมื่อจำเลยไม่ชำระค่าปรับ โจทก์จึงขอให้ศาลออกหมายบังคับคดีอายัดสิทธิเรียกร้องเงินของจำเลยจำนวน 100,000 บาท ได้ กรณีไม่มีเหตุที่จะยกเลิกหมายบังคับคดีและคืนเงินดังกล่าวให้แก่จำเลย ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 5 พิพากษามานั้น ศาลฎีกาไม่เห็นพ้องด้วย ฎีกาของโจทก์ฟังขึ้น

พิพากษากลับ ให้บังคับคดีไปตามคำสั่งศาลชั้นต้น
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.อ. ม. 29
พ.ร.ฎ.พระราชทานอภัยโทษ พ.ศ.2553 ม. 5 วรรคสอง
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการจังหวัดลำพูน
จำเลย — นายสมบูรณ์ จันตา
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดลำพูน — นายสมศักดิ์ ทิมพิทักษ์
ศาลอุทธรณ์ภาค 5 — นายเดชวิมล สุมาวงศ์
ชื่อองค์คณะ
นิพันธ์ ช่วยสกุล
ปริญญา ดีผดุง
อธิคม อินทุภูติ
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 18279/2557
#584787
เปิดฉบับเต็ม

ศาลชั้นต้นฟังข้อเท็จจริงว่า จำเลยที่ 1 ไม่ได้ร่วมกับ ย. วางแผนฆ่าผู้ตายและไม่รู้มาก่อนว่า ย. มีและพาอาวุธปืนติดตัวมาด้วย จำเลยที่ 1 จึงไม่มีความผิดฐานเป็นตัวการร่วมกันฆ่าผู้อื่นโดยไตร่ตรองไว้ก่อนตามฟ้องและโจทก์มิได้อุทธรณ์ ข้อเท็จจริงจึงฟังได้เป็นยุติว่า ขณะที่ ย. ยิงผู้ตายนั้นจำเลยที่ 1 ไม่ได้รู้เห็นเป็นใจด้วย จำเลยที่ 1 จะมีความผิดฐานเป็นผู้สนับสนุนให้ ย. ฆ่าผู้ตายนั้น ข้อเท็จจริงต้องฟังได้ว่า จำเลยที่ 1 รู้มาก่อนแล้วว่า ย. ให้จำเลยที่ 1 ขับรถพาไปหาผู้ตายเพื่อฆ่าผู้ตาย เมื่อจำเลยที่ 1 ไม่รู้ข้อเท็จจริงดังกล่าวมาก่อน การที่ ย. ยิงผู้ตายนัดแรกขณะที่นั่งซ้อนท้ายรถที่จำเลยที่ 1 ขับมาแล้วลงจากรถตรงไปยิงผู้ตายซ้ำ อันเป็นการกระทำต่อเนื่องกัน แม้จำเลยที่ 1 จะมิได้ขับรถหลบหนีไปจากที่เกิดเหตุ แต่ขับรถวกกลับมารับ ย. ตามเสียงตะโกนเรียกของ ย. และพาหลบหนีไป ก็มิใช่เป็นการช่วยเหลือหรือให้ความสะดวกแก่ ย. ฆ่าผู้ตาย

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยทั้งสองตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 32, 33, 58, 83, 86, 91, 289, 371 พระราชบัญญัติอาวุธปืน เครื่องกระสุนปืน วัตถุระเบิด ดอกไม้เพลิง และสิ่งเทียมอาวุธปืน พ.ศ.2490 มาตรา 7, 8 ทวิ, 72, 72 ทวิ ริบปลอกกระสุนปืนของกลาง และบวกโทษจำเลยที่ 2 ในคดีนี้เข้ากับโทษจำคุกในคดีอาญาหมายเลขแดงที่ 763/2550 ของศาลชั้นต้น

จำเลยทั้งสองให้การปฏิเสธ แต่จำเลยที่ 2 รับว่าเป็นบุคคลคนเดียวกับจำเลยในคดีที่โจทก์ขอให้บวกโทษ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยทั้งสองมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 289 (4) ประกอบมาตรา 86 จำคุกจำเลยทั้งสองตลอดชีวิตคำให้การของจำเลยทั้งสองในชั้นสอบสวนเป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษลดโทษให้ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 หนึ่งในสาม คงลงโทษจำคุกคนละ 33 ปี 4 เดือน ให้บวกโทษจำคุกจำเลยที่ 2 ในคดีอาญาหมายเลขแดงที่ 763/2550 ของศาลชั้นต้นเข้ากับโทษในคดีนี้ รวมจำคุกจำเลยที่ 2 มีกำหนด 33 ปี 13 เดือนข้อหาและคำขออื่นให้ยก ริบของกลาง

จำเลยทั้งสองอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 7 พิพากษาแก้เป็นว่า จำเลยที่ 1 ไม่มีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 289 (4) ประกอบมาตรา 86 ให้ยกฟ้องจำเลยที่ 1ในความผิดฐานนี้ด้วย และยกฟ้องโจทก์สำหรับจำเลยที่ 2 นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

โจทก์ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า พิเคราะห์แล้ว ข้อเท็จจริงที่คู่ความไม่ได้โต้เถียงกันในชั้นฎีการับฟังยุติว่า เมื่อวันที่ 3 พฤศจิกายน 2551 เวลาประมาณ 19 ถึง 21 นาฬิกา จำเลยที่ 1 ขับรถจักรยานยนต์มีนายยอดรักหรือเก่ง นั่งซ้อนท้ายตามนายพิฑูร ผู้ตาย ซึ่งขับรถจักรยานยนต์ของจำเลยที่ 2 ที่นายยอดรักยืมจากจำเลยที่ 2 ให้ผู้ตายยืมขับอีกทอดหนึ่ง ผู้ตายขับรถไปถึงบริเวณหลังวัดเขาหลวงใกล้สำนักแม่ชีไทย ตำบลธงชัย อำเภอเมืองเพชรบุรี จังหวัดเพชรบุรี ก่อน ขณะที่ผู้ตายจอดรถหันหน้ารถมาทางรถจำเลยที่ 1 นายยอดรักใช้อาวุธปืนยิงผู้ตาย 1 นัด ในระยะห่างประมาณ 2 เมตร แล้วกระโดดลงจากรถยิงผู้ตายซ้ำอีก 4 ถึง 5 นัด จำเลยที่ 1 ขับรถเลยไปแล้ววกกลับมาหานายยอดรักตามเสียงเรียกของนายยอดรักแล้วขับรถพากันหลบหนีจากที่เกิดเหตุ หลังเกิดเหตุนายยอดรักให้เงิน 40,000 บาท แก่จำเลยที่ 2 ดัดแปลงรถโดยเปลี่ยนเฟรมรถจากเดิมเป็นสีชมพู พันตำรวจตรีณรงค์ ผู้จับกุม และร้อยตำรวจโทณัฐวัฒน์ พนักงานสอบสวน ตรวจที่เกิดเหตุพบโทรศัพท์เคลื่อนที่ของผู้ตายกับนายยอดรักซึ่งโทรศัพท์เคลื่อนที่ของนายยอดรักบันทึกหมายเลขโทรศัพท์จำเลยที่ 1 ไว้ จึงเรียกจำเลยที่ 1 มาสอบถาม จำเลยที่ 1 รับว่าขับรถพานายยอดรักยิงผู้ตายและเขียนคำรับสารภาพ เจ้าพนักงานตำรวจขอศาลชั้นต้นออกหมายจับจำเลยที่ 1 และจับจำเลยที่ 1 โดยแจ้งข้อหาว่า ร่วมกับพวกฆ่าผู้อื่นโดยไตร่ตรองไว้ก่อน มีและพาอาวุธปืนโดยไม่ได้รับใบอนุญาตและไม่มีเหตุสมควร จำเลยที่ 1 ให้การปฏิเสธ และเรียกจำเลยที่ 2 มาสอบถาม จำเลยที่ 2 รับว่าให้นายยอดรักยืมรถจักรยานยนต์ไปใช้และได้รับเงิน 40,000 บาท เพื่อเปลี่ยนสีรถ พนักงานสอบสวนขอศาลชั้นต้นออกหมายจับจำเลยที่ 2 และจับจำเลยที่ 2 โดยแจ้งข้อหาว่า กระทำผิดฐานเป็นผู้สนับสนุนจำเลยที่ 1 กับนายยอดรักฆ่าผู้อื่นโดยไตร่ตรองไว้ก่อน ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยทั้งสองมีความผิดฐานเป็นผู้สนับสนุนให้นายยอดรักฆ่าผู้อื่นโดยไตร่ตรองไว้ก่อน จำเลยทั้งสองอุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์ภาค 7 พิพากษาแก้เป็นว่า จำเลยที่ 1 ไม่มีความผิดฐานเป็นผู้สนับสนุนให้นายยอดรักฆ่าผู้อื่นโดยไตร่ตรองไว้ก่อนและยกฟ้องจำเลยที่ 2 ส่วนความผิดฐานร่วมกันมีและพาอาวุธปืนโดยไม่ได้รับใบอนุญาตสำหรับจำเลยที่ 1 ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้องและโจทก์มิได้อุทธรณ์ ความผิดเกี่ยวกับอาวุธปืนทั้งสองฐานดังกล่าวจึงเป็นอันยุติตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ว่า จำเลยทั้งสองกระทำผิดตามคำพิพากษาศาลชั้นต้นหรือไม่ สำหรับจำเลยที่ 1 นั้น โจทก์ฎีกาว่า ข้อเท็จจริงรับฟังได้ว่า เมื่อนายยอดรักลงมือยิงผู้ตายนัดแรกจำเลยที่ 1 ก็ย่อมรู้ได้ในทันทีตั้งแต่การยิงยังไม่เสร็จสิ้นว่า นายยอดรักให้จำเลยที่ 1 ขับรถพาไปเพื่อฆ่าผู้ตาย เมื่อนายยอดรักกระโดดลงจากรถแล้วเข้าไปยิงผู้ตายซ้ำ จำเลยที่ 1 ก็ไม่ได้หลบหนีไป แต่กลับอยู่รอเพื่อจะพานายยอดรักหลบหนีออกจากที่เกิดเหตุ ซึ่งขณะนั้นการกระทำความผิดของนายยอดรักยังไม่ขาดตอน นายยอดรักกำลังอยู่ในขณะกระทำความผิดอันเป็นการช่วยเหลือหรือให้ความสะดวกขณะที่นายยอดรักฆ่าผู้ตาย การกระทำของจำเลยที่ 1 เป็นการสนับสนุนให้นายยอดรักฆ่าผู้ตายโดยไตร่ตรองไว้ก่อนแล้ว เห็นว่า ศาลชั้นต้นฟังข้อเท็จจริงว่า จำเลยที่ 1 ไม่ได้ร่วมกับนายยอดรักวางแผนฆ่าผู้ตายและไม่รู้มาก่อนว่านายยอดรักมีและพาอาวุธปืนติดตัวมาด้วย จำเลยที่ 1 จึงไม่มีความผิดฐานเป็นตัวการร่วมกันฆ่าผู้อื่นโดยไตร่ตรองไว้ก่อนตามฟ้องและโจทก์มิได้อุทธรณ์ ข้อเท็จจริงจึงฟังได้เป็นยุติว่า ขณะที่นายยอดรักยิงผู้ตายนั้นจำเลยที่ 1 ไม่ได้รู้เห็นเป็นใจด้วย จำเลยที่ 1 จะมีความผิดฐานเป็นผู้สนับสนุนให้นายยอดรักฆ่าผู้ตายนั้นข้อเท็จจริงต้องฟังได้ว่า จำเลยที่ 1 รู้มาก่อนแล้วว่านายยอดรักให้จำเลยที่ 1 ขับรถพาไปหาผู้ตายเพื่อฆ่าผู้ตาย เมื่อจำเลยที่ 1 ไม่รู้ข้อเท็จจริงดังกล่าวนั้นมาก่อน การที่นายยอดรักยิงผู้ตายนัดแรกขณะที่นั่งซ้อนท้ายรถที่จำเลยที่ 1 ขับมาแล้วลงจากรถตรงไปยิงผู้ตายซ้ำอันเป็นการกระทำต่อเนื่องกัน แม้จำเลยที่ 1 จะมิได้ขับรถหลบหนีไปจากที่เกิดเหตุ แต่ขับรถวกกลับมารับนายยอดรักตามเสียงตะโกนเรียกของนายยอดรักและพาหลบหนีไป ก็มิใช่เป็นการช่วยเหลือหรือให้ความสะดวกแก่นายยอดรักฆ่าผู้ตาย ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 7 พิพากษาว่าการกระทำของจำเลยที่ 1 ไม่เป็นความผิดฐานเป็นผู้สนับสนุนให้นายยอดรักฆ่าผู้อื่นโดยไตร่ตรองไว้ก่อนนั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.อ. ม. 86 ม. 288 ม. 289 (4)
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการจังหวัดเพชรบุรี
จำเลย — นายพิชญ์หรือแฟลต พิมพ์สะอาด กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดเพชรบุรี — นายไกรสร โสมจันทร์
ศาลอุทธรณ์ภาค 7 — นางสุวิชา นาควัชระ
ชื่อองค์คณะ
โสฬส สุวรรณเนตร์
สุภกิจ กิตสัมบันท์
วิวัธน ทองลงยา
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 18235/2557
#580023
เปิดฉบับเต็ม

แม้สิทธิในการได้รับค่าเสียหายเบื้องต้นตาม พ.ร.บ.คุ้มครองผู้ประสบภัยจากรถ พ.ศ.2535 มาตรา 20 เป็นสิทธิทางแพ่งที่ผู้ประสบภัยหรือทายาทโดยธรรมของผู้ประสบภัยจะได้รับเพื่อเยียวยาบรรเทาความเดือดร้อนเบื้องต้นดังที่ศาลอุทธรณ์ภาค 1 วินิจฉัยมาแล้วก็ตาม แต่มาตรา 25 วรรคสอง บัญญัติไว้ชัดแจ้งว่า ให้ถือว่าค่าเสียหายเบื้องต้นเป็นส่วนหนึ่งของเงินค่าสินไหมทดแทนตาม ป.พ.พ. และมาตรา 4 บัญญัติว่า ค่าเสียหายเบื้องต้น หมายความว่า ค่ารักษาพยาบาล ค่าใช้จ่ายอันจำเป็นเกี่ยวกับการรักษาพยาบาล ค่าปลงศพ ค่าใช้จ่ายเกี่ยวกับการจัดการศพ รวมทั้งค่าเสียหายและค่าใช้จ่ายที่จำเป็นอย่างอื่นเพื่อบรรเทาความเดือดร้อนของผู้ประสบภัยในเบื้องต้น... เมื่อคดีนี้โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยชดใช้ค่าสินไหมทดแทนเฉพาะค่าปลงศพและค่าใช้จ่ายอันจำเป็นเกี่ยวกับการจัดการศพ ช. กับค่าเสียหายของรถจักรยานสองล้อเท่านั้น โดยไม่ปรากฏว่าโจทก์เรียกร้องค่าเสียหายอย่างอื่นหรือต้องนำค่าเสียหายเบื้องต้นไปชดใช้ค่าเสียหายอย่างอื่นอันเกิดขึ้นจากการที่จำเลยกระทำละเมิดจนเป็นเหตุให้นายชิ้นถึงแก่ความตาย จึงต้องนำเงินค่าเสียหายเบื้องต้น 200,000 บาท ที่โจทก์ได้รับไปแล้วและถือว่าเป็นค่าเสียหายส่วนหนึ่งตาม ป.พ.พ. ไปหักออกจ่าค่าเสียหายดังกล่าวด้วย และเมื่อข้อเท็จจริงฟังเป็นยุติได้ว่า เงินค่าเสียหายเบื้องต้นที่โจทก์ได้รับไปแล้วมีจำนวนเท่ากับค่าปลงศพและค่าใช้จ่ายอันจำเป็นเกี่ยวกับการจัดการศพที่ศาลล่างทั้งสองกำหนดให้จำเลยรับผิดต่อโจทก์จำเลยจึงไม่ต้องรับผิดชำระค่าปลงศพและค่าใช้จ่ายอันจำเป็นเกี่ยวกับการจัดการศพแก่โจทก์อีก

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องว่า ขอให้บังคับจำเลยชำระเงินจำนวน 401,054 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงิน 360,800 บาท นับถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์

จำเลยให้การขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยชำระเงิน 202,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันที่ 20 ธันวาคม 2553 เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ กับให้จำเลยใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ โดยกำหนดค่าทนายความ 6,000 บาท

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษายืน ให้จำเลยใช้ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์แทนโจทก์ โดยกำหนดค่าทนายความ 5,000 บาท

จำเลยฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงที่คู่ความมิได้โต้แย้งกันในชั้นนี้รับฟังเป็นยุติได้ในเบื้องต้นว่า เมื่อวันที่ 20 ธันวาคม 2553 จำเลยขับรถยนต์โดยประมาทชนนายชิ้น บิดาโจทก์ถึงแก่ความตาย และรถจักรยานสองล้อของนายชิ้นได้รับความเสียหายเป็นเงิน 2,000 บาท โจทก์ได้จัดการงานศพนายชิ้น โดยโจทก์ได้รับเงินค่าเสียหายเบื้องต้นจากกองทุนผู้ประสบภัยจากรถ ตามพระราชบัญญัติคุ้มครองผู้ประสบภัยจากรถ พ.ศ.2535 จำนวน 200,000 บาท และได้รับเงินที่จำเลยนำไปวางศาลในคดีอาญา จำนวน 120,000 บาท สำหรับค่าเสียหายรถจักรยานสองล้อที่ศาลชั้นต้นกำหนดให้จำเลยรับผิดเป็นเงิน 2,000 บาท นั้น เป็นอันยุติไปโดยคู่ความมิได้อุทธรณ์ฎีกา คงมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยว่า จำเลยต้องรับผิดใช้ค่าสินไหมทดแทนเป็นค่าปลงศพและค่าใช้จ่ายเกี่ยวกับการจัดการศพนายชิ้นหรือไม่ เพียงใด เห็นว่า แม้สิทธิในการได้รับค่าเสียหายเบื้องต้น ตามพระราชบัญญัติคุ้มครองผู้ประสบภัยจากรถ พ.ศ.2535 มาตรา 20 เป็นสิทธิทางแพ่งที่ผู้ประสบภัยหรือทายาทโดยธรรมของผู้ประสบภัยจะได้รับเพื่อเยียวยาบรรเทาความเดือดร้อนเบื้องต้นดังที่ศาลอุทธรณ์ภาค 1 วินิจฉัยมาแล้วก็ตาม แต่มาตรา 25 วรรคสอง บัญญัติไว้ชัดแจ้งว่า ให้ถือว่าค่าเสียหายเบื้องต้นเป็นส่วนหนึ่งของเงินค่าสินไหมทดแทนตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ และมาตรา 4 บัญญัติว่า ค่าเสียหายเบื้องต้น หมายความว่า ค่ารักษาพยาบาล ค่าใช้จ่ายอันจำเป็นเกี่ยวกับการรักษาพยาบาล ค่าปลงศพ ค่าใช้จ่ายเกี่ยวกับการจัดการศพ รวมทั้งค่าเสียหายและค่าใช้จ่ายที่จำเป็นอย่างอื่นเพื่อบรรเทาความเดือดร้อนของผู้ประสบภัยในเบื้องต้น... เมื่อคดีนี้โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยชดใช้ค่าสินไหมทดแทนเฉพาะค่าปลงศพและค่าใช้จ่ายอันจำเป็นเกี่ยวกับการจัดการศพนายชิ้น กับค่าเสียหายของรถจักรยานสองล้อเท่านั้น โดยไม่ปรากฏว่าโจทก์เรียกร้องค่าเสียหายอย่างอื่นหรือต้องนำค่าเสียหายเบื้องต้นไปชดใช้ค่าเสียหายอย่างอื่นอันเกิดขึ้นจากการที่จำเลยกระทำละเมิดจนเป็นเหตุให้นายชิ้นถึงแก่ความตาย จึงต้องนำเงินค่าเสียหายเบื้องต้น 200,000 บาท ที่โจทก์ได้รับไปแล้วและถือว่าเป็นค่าเสียหายส่วนหนึ่งตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ไปหักออกจากค่าเสียหายดังกล่าวด้วย และเมื่อข้อเท็จจริงฟังเป็นยุติได้ว่า เงินค่าเสียหายเบื้องต้นที่โจทก์ได้รับไปแล้วมีจำนวนเท่ากับค่าปลงศพและค่าใช้จ่ายอันจำเป็นเกี่ยวกับการจัดการศพที่ศาลล่างทั้งสองกำหนดให้จำเลยรับผิดต่อโจทก์จำเลยจึงไม่ต้องรับผิดชำระค่าปลงศพและค่าใช้จ่ายอันจำเป็นเกี่ยวกับการจัดการศพแก่โจทก์อีก ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษามานั้น ไม่ต้องด้วยความเห็นของศาลฎีกา กรณีไม่จำต้องวินิจฉัยฎีกาของจำเลยต่อไปว่าศาลล่างทั้งสองกำหนดค่าสินไหมทดแทนเป็นค่าปลงศพ 200,000 บาท สูงเกินไปหรือไม่

พิพากษาแก้เป็นว่า จำเลยไม่ต้องรับผิดใช้ค่าปลงศพ จำนวน 200,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยแก่โจทก์ นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 1 ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 4
พ.ร.บ.คุ้มครองผู้ประสบภัยจากรถ พ.ศ.2535 ม. 20 ม. 25 วรรคสอง
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — ดาบตำรวจสมชาย ดนตรี
จำเลย — นายกิตติเดช นัยเพียร
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดพระนครศรีอยุธยา — นายปราโมทย์ ฉิมพินิจ
ศาลอุทธรณ์ภาค 1 — นายปิติ นาถะภักติ
ชื่อองค์คณะ
สมชาติ ธัญญาวินิชกุล
ประทีป ดุลพินิจธรรมา
สมจิตร์ ทองศรี
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 18225/2557
#592165
เปิดฉบับเต็ม

เมื่อผู้ร้องไม่นำเงินค่าขึ้นศาลชั้นฎีกามาชำระให้ครบถ้วนภายในเวลาที่ศาลชั้นต้นกำหนด จึงเป็นกรณีที่ผู้ร้องเพิกเฉยไม่ดำเนินคดีภายในระยะเวลาตามที่ศาลชั้นต้นกำหนด ถือได้ว่าผู้ร้องทิ้งอุทธรณ์ตาม ป.วิ.พ. มาตรา 174 (2) ประกอบด้วยมาตรา 246, 247

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
ผู้ร้องยื่นคำร้องขอให้เพิกถอนคำชี้ขาดของอนุญาโตตุลาการดังกล่าว

ผู้คัดค้านให้การขอให้ยกคำร้อง

ศาลแพ่งมีคำสั่งยกคำร้อง ค่าฤชาธรรมเนียมให้เป็นพับ

ผู้ร้องอุทธรณ์ต่อศาลฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า คดีนี้มีทุนทรัพย์พิพาทกันในชั้นฎีกาตามจำนวนค่าสินไหมทดแทนที่อนุญาโตตุลาการชี้ขาดให้ผู้ร้องต้องรับผิดต่อผู้คัดค้าน แต่ผู้ร้องยื่นอุทธรณ์โดยเสียค่าขึ้นศาลชั้นฎีกาอย่างคดีไม่มีทุนทรัพย์เพียง 200 บาท ซึ่งไม่ถูกต้อง ศาลฎีกาจึงมีคำสั่งให้ศาลชั้นต้นเรียกค่าขึ้นศาลเพิ่มเติมตามจำนวนทุนทรัพย์ที่พิพาทกันในชั้นฎีกาให้ครบถ้วนภายในระยะเวลาที่ศาลชั้นต้นกำหนด หากผู้ร้องไม่ชำระให้ส่งสำนวนและคำพิพากษาศาลฎีกาคืนศาลฎีกาเพื่อดำเนินการต่อไป ปรากฏว่าศาลชั้นต้นได้มีหมายนัดแจ้งให้ผู้ร้องนำเงินค่าขึ้นศาลชั้นฎีกามาวางเพิ่ม แต่ผู้ร้องไม่นำเงินค่าขึ้นศาลชั้นฎีกาที่ยังขาดมาชำระต่อศาลชั้นต้นภายในกำหนด ศาลชั้นต้นจึงงดอ่านคำพิพากษาศาลฎีกา และส่งสำนวนพร้อมด้วยคำพิพากษาของศาลฎีกาคืนศาลฎีกาเพื่อดำเนินการต่อไป

พิเคราะห์แล้วเห็นว่า เมื่อผู้ร้องไม่นำเงินค่าขึ้นศาลชั้นฎีกามาชำระให้ครบถ้วนภายในเวลาที่ศาลชั้นต้นกำหนด จึงเป็นกรณีที่ผู้ร้องเพิกเฉยไม่ดำนินคดีภายในระยะเวลาตามที่ศาลชั้นต้นกำหนด ถือได้ว่าผู้ร้องทิ้งอุทธรณ์ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 174 (2) ประกอบด้วยมาตรา 246, 247

ให้จำหน่ายคดีออกจากสารบบความของศาลฎีกา ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ. ม. 174 (2) ประกอบด้วย มาตรา 246, 247
ชื่อคู่ความ
ผู้ร้อง — บริษัทสินทรัพย์ประกันภัย จำกัด
ผู้คัดค้าน — บริษัทสินมั่นคงประกันภัย จำกัด
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลแพ่ง — นายอร่ามศักดิ์ ไทพาณิชย์
ชื่อองค์คณะ
ปดารณี ลัดพลี
ชัยรัตน์ ศิลาลาย
ปานนท์ กัจฉปานันท์
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 18217/2557
#579834
เปิดฉบับเต็ม

พ.ร.บ.อนุญาโตตุลาการ พ.ศ.2545 มาตรา 40 วรรคหนึ่ง บัญญัติว่า "การคัดค้านคำชี้ขาดของคณะอนุญาโตตุลาการอาจทำได้โดยการขอให้ศาลที่มีเขตอำนาจเพิกถอนคำชี้ขาดตามที่บัญญัติไว้ในมาตรานี้" วรรคสอง บัญญัติว่า "คู่พิพาทฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งอาจขอให้เพิกถอนคำชี้ขาดได้ โดยยื่นคำร้องต่อศาลที่มีเขตอำนาจภายในเก้าสิบวันนับแต่วันได้รับสำเนาคำชี้ขาด..." วรรคสาม บัญญัติว่า "ให้ศาลเพิกถอนคำชี้ขาดได้ในกรณีดังต่อไปนี้ (1) คู่พิพาทฝ่ายที่ขอให้เพิกถอนคำชี้ขาดสามารถพิสูจน์ได้ว่า... (ง) คำชี้ขาดวินิจฉัยข้อพิพาทซึ่งไม่อยู่ในขอบเขตของสัญญาอนุญาโตตุลาการหรือคำชี้ขาดวินิจฉัยเกินขอบเขตแห่งข้อตกลงในการเสนอข้อพิพาทต่อคณะอนุญาโตตุลาการ... (จ)... กระบวนพิจารณาของคณะอนุญาโตตุลาการมิได้เป็นไปตามที่คู่พิพาทได้ตกลงกันไว้..." ดังนั้น หากโจทก์ซึ่งเป็นคู่พิพาทฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งประสงค์จะคัดค้านคำชี้ขาดของคณะอนุญาโตตุลาการสามารถกระทำได้โดยการขอให้ศาลเพิกถอนคำชี้ขาดตามมาตรา 40 วรรคสอง แห่งพระราชบัญญัติดังกล่าว ซึ่งตามคำฟ้องของโจทก์บรรยายโดยแจ้งชัดถึงสภาพแห่งข้อหาและข้ออ้างที่อาศัยเป็นหลักแห่งข้อหาว่าคำวินิจฉัยชี้ขาดของจำเลยในฐานะคณะอนุญาโตตุลาการขัดต่อความสงบเรียบร้อยหรือศีลธรรมอันดีของประชาชน ทั้งไม่อยู่ในขอบเขตของสัญญาอนุญาโตตุลาการหรือคำชี้ขาดวินิจฉัยเกินขอบเขตแห่งข้อตกลงในการเสนอข้อพิพาทต่อคณะอนุญาโตตุลาการ และกระบวนพิจารณาของคณะอนุญาโตตุลาการมิได้เป็นไปตามที่คู่พิพาทได้ตกลงกันไว้ตามมาตรา 40 วรรคสาม (1) (ง) (จ) แห่งพระราชบัญญัติดังกล่าว ทั้งมีคำขอบังคับให้เพิกถอนคำชี้ขาดของจำเลยในฐานะคณะอนุญาโตตุลาการ คำฟ้องของโจทก์จึงเป็นเรื่องขอให้เพิกถอนคำชี้ขาดของคณะอนุญาโตตุลาการ โจทก์ต้องยื่นคำร้องต่อศาลตาม พ.ร.บ.อนุญาโตตุลาการ พ.ศ.2545 มาตรา 40 วรรคสอง หาใช่ฟ้องจำเลยเพื่อขอเพิกถอนคำชี้ขาดของคณะอนุญาโตตุลาการ ทั้งการกระทำที่โจทก์บรรยายฟ้องถึงสภาพแห่งข้อหาดังกล่าว จำเลยไม่ว่าจะในฐานะส่วนตัวหรือในฐานะคณะอนุญาโตตุลาการหาได้โต้แย้งสิทธิหรือหน้าที่ของโจทก์ไม่และกรณีหาใช่เป็นการเสนอคดีมีข้อพิพาทหรือคดีไม่มีข้อพิพาทต่อศาลตาม ป.วิ.พ. มาตรา 55 หรือกรณีควรคืนคำฟ้องนั้นไปให้โจทก์ทำมาใหม่ตาม ป.วิ.พ. มาตรา 18 ไม่

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้เพิกถอนคำชี้ขาดของจำเลยในข้อพิพาทระหว่างโจทก์กับบริษัทชุน โว คอนสตรัคชั่น แอนด์ เอ็นจิเนียริ่ง จำกัด ลงวันที่ 13 ธันวาคม 2553

ศาลแพ่งตรวจคำฟ้องแล้วมีคำสั่งว่า การคัดค้านคำชี้ขาดของอนุญาโตตุลาการโดยขอให้ศาลเพิกถอนตามพระราชบัญญัติอนุญาโตตุลาการ พ.ศ.2545 มาตรา 40 นั้นฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งอาจขอให้เพิกถอนได้โดยยื่นคำร้องต่อศาลตามวรรคสองของมาตราดังกล่าว มิใช่กรณีที่โจทก์ฟ้องผู้เป็นอนุญาโตตุลาการต่อศาล จึงไม่รับคำฟ้อง คืนค่าขึ้นศาลทั้งหมดแก่โจทก์

โจทก์อุทธรณ์ต่อศาลฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า พระราชบัญญัติอนุญาโตตุลาการ พ.ศ.2545 มาตรา 40 วรรคหนึ่ง บัญญัติว่า "การคัดค้านคำชี้ขาดของคณะอนุญาโตตุลาการอาจทำได้โดยการขอให้ศาลที่มีเขตอำนาจเพิกถอนคำชี้ขาดตามที่บัญญัติไว้ในมาตรานี้" วรรคสอง บัญญัติว่า "คู่พิพาทฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งอาจขอให้เพิกถอนคำชี้ขาดได้ โดยยื่นคำร้องต่อศาลที่มีเขตอำนาจภายในเก้าสิบวันนับแต่วันได้รับสำเนาคำชี้ขาด..." วรรคสาม บัญญัติว่า "ให้ศาลเพิกถอนคำชี้ขาดได้ในกรณีดังต่อไปนี้ (1) คู่พิพาทฝ่ายที่ขอให้เพิกถอนคำชี้ขาดสามารถพิสูจน์ได้ว่า... (ง) คำชี้ขาดวินิจฉัยข้อพิพาทซึ่งไม่อยู่ในขอบเขตของสัญญาอนุญาโตตุลาการหรือคำชี้ขาดวินิจฉัยเกินขอบเขตแห่งข้อตกลงในการเสนอข้อพิพาทต่อคณะอนุญาโตตุลาการ... (จ)... กระบวนพิจารณาของคณะอนุญาโตตุลาการมิได้เป็นไปตามที่คู่พิพาทได้ตกลงกันไว้..." ดังนั้น หากโจทก์ซึ่งเป็นคู่พิพาทฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งประสงค์จะคัดค้านคำชี้ขาดของคณะอนุญาโตตุลาการสามารถกระทำได้โดยการขอให้ศาลเพิกถอนคำชี้ขาดตามมาตรา 40 วรรคสอง แห่งพระราชบัญญัติดังกล่าว ซึ่งตามคำฟ้องของโจทก์บรรยายโดยแจ้งชัดถึงสภาพแห่งข้อหาและข้ออ้างที่อาศัยเป็นหลักแห่งข้อหาว่าคำวินิจฉัยชี้ขาดของจำเลยในฐานะคณะอนุญาโตตุลาการขัดต่อความสงบเรียบร้อยหรือศีลธรรมอันดีของประชาชน ทั้งไม่อยู่ในขอบเขตของสัญญาอนุญาโตตุลาการหรือคำชี้ขาดวินิจฉัยเกินขอบเขตแห่งข้อตกลงในการเสนอข้อพิพาทต่อคณะอนุญาโตตุลาการ และกระบวนพิจารณาของคณะอนุญาโตตุลาการมิได้เป็นไปตามที่คู่พิพาทได้ตกลงกันไว้ตามมาตรา 40 วรรคสาม (1) (ง) (จ) แห่งพระราชบัญญัติดังกล่าว ทั้งมีคำขอบังคับให้เพิกถอนคำชี้ขาดของจำเลยในฐานะคณะอนุญาโตตุลาการ คำฟ้องของโจทก์จึงเป็นเรื่องขอให้เพิกถอนคำชี้ขาดของคณะอนุญาโตตุลาการ ดังนี้ โจทก์ต้องยื่นคำร้องต่อศาลตามพระราชบัญญัติอนุญาโตตุลาการ พ.ศ.2545 มาตรา 40 วรรคสอง หาใช่ฟ้องจำเลยเพื่อขอเพิกถอนคำชี้ขาดของคณะอนุญาโตตุลาการ ทั้งการกระทำที่โจทก์บรรยายฟ้องถึงสภาพแห่งข้อหาดังกล่าว จำเลยไม่ว่าจะในฐานะส่วนตัวหรือในฐานะคณะอนุญาโตตุลาการหาได้โต้แย้งสิทธิหรือหน้าที่ของโจทก์ไม่และกรณีหาใช่เป็นการเสนอคดีมีข้อพิพาทหรือคดีไม่มีข้อพิพาทต่อศาลตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 55 หรือกรณีควรคืนคำฟ้องนั้นไปให้โจทก์ทำมาใหม่ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 18 ดังที่โจทก์อุทธรณ์ไม่ ที่ศาลชั้นต้นมีคำสั่งมานั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย อุทธรณ์ของโจทก์ฟังไม่ขึ้น

พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นนี้ให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.อนุญาโตตุลาการ พ.ศ.2545 ม. 40
ชื่อคู่ความ
บริษัทยูนิค เอ็นจิเนียริ่ง แอนด์ คอนสตรัคชั่น
โจทก์ — จำกัด (มหาชน)
จำเลย — นายเนลหรือนีล แคปแลน
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลแพ่ง — นางสาวธิติมา เอกธำรงค์กุล
ชื่อองค์คณะ
ลาชิต ไชยอนงค์
ไสลเกษ วัฒนพันธุ์
โสฬส สุวรรณเนตร์
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา