คำพิพากษา คำสั่งคำร้องและคำวินิจฉัยศาลฎีกา

ทั้งหมด 133,243 รายการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 18196/2557
#579636
เปิดฉบับเต็ม

ผู้ร้องเป็นผู้จัดการมรดกของ ก. ซึ่งออกเงินค่าใช้จ่ายเพื่อประโยชน์อันร่วมกันของกองมรดก จึงเป็นผู้มีบุริมสิทธิเหนือทรัพย์สินของกองมรดกที่เจ้าพนักงานบังคับคดียึดไว้เพื่อขายทอดตลาด การบังคับคดีแก่ทรัพย์สินดังกล่าวย่อมไม่อาจกระทบถึงสิทธิของผู้ร้องตาม ป.วิ.พ. มาตรา 287 แต่ผู้ร้องจะใช้สิทธิได้ต่อเมื่อมีการบังคับคดีโดยนำทรัพย์สินนั้นออกขายทอดตลาดหรือจำหน่ายโดยวิธีอื่นเพื่อนำเงินมาชำระหนี้ให้แก่โจทก์ในฐานะเจ้าหนี้ผู้รับจำนองก่อน ทั้งบุริมสิทธิของผู้ร้องไม่ปรากฏทางทะเบียน ดังนี้ ผู้ร้องย่อมสามารถร้องขอให้บังคับตามสิทธิของตนได้ก่อนที่เจ้าพนักงานบังคับคดีจะจ่ายเงินให้แก่เจ้าหนี้ตามคำพิพากษา ตาม ป.วิ.พ. มาตรา 318 ถึง 321

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
คดีสืบเนื่องจากศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยที่ 1 ที่ 2 ที่ 5 ถึงที่ 7 ร่วมกันชำระเงิน 8,928,897.61 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 19 ต่อปี ของต้นเงินดังกล่าวนับแต่วันที่ 26 กรกฎาคม 2539 จนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ ทั้งนี้ดอกเบี้ยคิดถึงวันฟ้อง (ฟ้องวันที่ 16 ตุลาคม 2539) ต้องไม่เกิน 385,777.30 บาท โดยให้จำเลยที่ 5 ถึงที่ 7 ร่วมกันรับผิดไม่เกินทรัพย์มรดกที่ได้รับ หากจำเลยที่ 1 ที่ 2 ที่ 5 ถึงที่ 7 ไม่ชำระหรือชำระไม่ครบถ้วน ให้ยึดที่ดินพร้อมสิ่งปลูกสร้างของโฉนดเลขที่ 44108 ตำบลบางนา อำเภอพระโขนง กรุงเทพมหานคร และที่ดินโฉนดเลขที่ 133576, 214652 ตำบลบางแก้ว (สำโรงฝั่งเหนือ) อำเภอบางพลี (พระโขนง) จังหวัดสมุทรปราการ ออกขายทอดตลาดนำเงินมาชำระหนี้โจทก์ หากได้เงินไม่พอชำระหนี้ให้ยึดทรัพย์มรดกของนายกมล ออกขายทอดตลาดนำเงินมาชำระหนี้แก่โจทก์จนครบ ยกฟ้องโจทก์เฉพาะจำเลยที่ 3 และที่ 4 ต่อมาโจทก์นำเจ้าพนักงานบังคับคดียึดที่ดินโฉนดเลขที่ 133576 และ 214652 ตำบลบางแก้ว (สำโรงฝั่งเหนือ) อำเภอบางพลี (พระโขนง) จังหวัดสมุทรปราการ ของนายกมล ออกขายทอดตลาด และต่อมาศาลชั้นต้นมีคำสั่งอนุญาตให้บริษัทบริหารสินทรัพย์สุขุมวิท จำกัด เข้าสวมสิทธิแทนโจทก์

ผู้ร้องยื่นคำร้องขอให้กันเงินที่ได้จากการขายทอดตลาดที่ดินโฉนดเลขที่ 133576 และ 214652 จำนวน 5,116,666 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี เพื่อชำระหนี้ให้แก่ผู้ร้อง

โจทก์ยื่นคำคัดค้าน ขอให้ยกคำร้อง

จำเลยที่ 5 ถึงที่ 7 ยื่นคำคัดค้านว่า คดีผู้ร้องขาดอายุความ 10 ปี นับแต่วันที่ผู้ร้องได้ชำระหนี้แทนไป

ศาลชั้นต้นมีคำสั่งให้ยกคำร้อง ค่าฤชาธรรมเนียมให้เป็นพับ

ผู้ร้องอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษากลับ ให้กันเงินที่ได้จากการขายทอดตลาดที่ดินโฉนดเลขที่ 133576 และ 214652 ตำบลบางแก้ว (สำโรงฝั่งเหนือ) อำเภอบางพลี (พระโขนง) จังหวัดสมุทรปราการ ภายหลังจากชำระหนี้แก่โจทก์แล้วชำระแก่ผู้ร้องเป็นเงิน 5,116,666 บาท พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันที่ 18 กันยายน 2552 เป็นต้นไปจนถึงวันชำระเสร็จ ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสองศาลให้เป็นพับ

จำเลยที่ 5 ถึงที่ 7 ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงรับฟังได้ว่า นายกมล เป็นหนี้โจทก์โดยนำที่ดินโฉนดเลขที่ 133576 และ 214652 ตำบลบางแก้ว (สำโรงฝั่งเหนือ) อำเภอบางพลี (พระโขนง) จังหวัดสมุทรปราการ จดทะเบียนจำนองเป็นประกัน หลังจากนายกมลถึงแก่ความตาย ผู้ร้องเป็นผู้จัดการมรดกของนายกมล ในระหว่างที่ผู้ร้องเป็นผู้จัดการมรดกของนายกมล ผู้ร้องนำที่ดินโฉนดเลขที่ 133576 และ 214652 ทำสัญญาจะซื้อจะขายกับนายสุภัค โดยได้รับเงินมัดจำ 5,000,000 บาท ผู้ร้องนำเงินจำนวนดังกล่าวเข้าบัญชีโจทก์เพื่อลดยอดหนี้ที่นายกมล ค้างชำระ ต่อมาผู้ร้องไม่สามารถโอนที่ดินดังกล่าวให้แก่นายสุภัคได้ นายสุภัคจึงบอกเลิกสัญญาจะซื้อจะขายและขอเงินมัดจำคืนพร้อมดอกเบี้ยและค่าเสียหายตามสัญญา ผู้ร้องจึงนำเงินส่วนตัวจำนวน 5,116,666 บาท ชำระคืนให้แก่นายสุภัค ต่อมาวันที่ 31 สิงหาคม 2542 โจทก์ในฐานะผู้จำนองนำยึดที่ดินโฉนดเลขที่ 133576 และ 214652 เพื่อขายทอดตลาดนำเงินมาชำระหนี้ ผู้ร้องจึงยื่นคำร้องเป็นคดีนี้เพื่อกันเงินที่ได้จากการขายทอดตลาดที่ดินดังกล่าวนำมาชำระหนี้แก่ผู้ร้อง

ที่โจทก์แก้ฎีกาว่า ผู้ร้องไม่ใช่เจ้าหนี้บุริมสิทธิจึงไม่มีอำนาจยื่นคำร้องนั้น เป็นการขอให้ศาลฎีกาเปลี่ยนแปลงคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ซึ่งต้องกระทำโดยการยื่นเป็นคำฟ้องฎีกาคัดค้านคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ มิใช่ขอมาในคำแก้ฎีกา จึงไม่เป็นประเด็นที่ศาลฎีกาต้องวินิจฉัยให้

ที่จำเลยที่ 5 ถึงที่ 7 ฎีกาว่า สัญญาจะซื้อจะขายที่ดินระหว่างผู้ร้องกับนายสุภัค มีการกำหนดวันโอนกรรมสิทธิ์ไว้ แต่เมื่อถึงวันนัดปรากฏว่านายสุภัคไม่มารับโอนและชำระเงินค่าที่ดินส่วนที่เหลือ ผู้ร้องในฐานะผู้จัดการมรดกมีหน้าที่ต้องริบเงินมัดจำ แต่ผู้ร้องกลับไม่ดำเนินการและนำเงินส่วนตัวไปชำระให้แก่นายสุภัค เงินจำนวนดังกล่าวจึงไม่ใช่ค่าใช้จ่ายเพื่อประโยชน์ร่วมกันของกองมรดกนั้น เป็นข้อที่จำเลยที่ 5 ถึงที่ 7 ไม่ได้ให้การไว้ จึงเป็นฎีกาในข้อที่ไม่ได้ยกขึ้นว่ากันมาแล้วโดยชอบในศาลล่างทั้งสอง ไม่ชอบด้วยประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 249 วรรคหนึ่ง ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัย

ที่จำเลยที่ 5 ถึงที่ 7 ฎีกาว่า ผู้ร้องนำเงินชำระคืนให้แก่นายสุภัคเมื่อวันที่ 28 พฤศจิกายน 2539 แต่กลับไม่ใช้สิทธิเรียกร้องภายในกำหนดสิบปีนับแต่วันที่ได้ชำระเงินแทนไป สิทธิเรียกร้องของผู้ร้องจึงขาดอายุความและล่วงเลยกำหนดระยะเวลาบังคับคดีนั้น เห็นว่า ผู้ร้องเป็นผู้ทรงบุริมสิทธิเหนือทรัพย์สินของกองมรดกที่เจ้าพนักงานบังคับคดียึดไว้เพื่อขายทอดตลาด การบังคับคดีแก่ทรัพย์สินดังกล่าวย่อมไม่อาจกระทบถึงสิทธิของผู้ร้อง ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 287 ผู้ร้องจะใช้สิทธิได้ต่อเมื่อมีการบังคับคดีโดยนำทรัพย์สินดังกล่าวออกขายทอดตลาดหรือจำหน่ายโดยวิธีอื่นเพื่อนำเงินมาชำระหนี้ให้แก่โจทก์ ทั้งบุริมสิทธิของผู้ร้องไม่ปรากฏในทางทะเบียน ผู้ร้องย่อมสามารถร้องขอให้บังคับตามสิทธิของตนได้ก่อนที่เจ้าพนักงานบังคับคดีจะจ่ายเงินให้แก่เจ้าหนี้ตามคำพิพากษา ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 318 ถึง 321 จึงถือไม่ได้ว่าผู้ร้องบังคับคดีเกินกำหนดระยะเวลาตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 271 ที่ศาลอุทธรณ์พิพากษามานั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วยในผล ฎีกาของจำเลยที่ 5 ถึงที่ 7 ข้อนี้ฟังไม่ขึ้น

พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ. ม. 287 ม. 318 ม. 319 ม. 320 ม. 321
ชื่อคู่ความ
ธนาคารมหานคร จำกัด (มหาชน)
โดยบริษัทบริหารสินทรัพย์สุขุมวิท จำกัด
โจทก์ — ผู้เข้าสวมสิทธิเป็นคู่ความแทน
ผู้ร้อง — นายกษิณ อร่ามเสรีวงศ์
จำเลย — นางสาวหรือนางวรลดา อร่ามเสรีวงศ์ กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลแพ่งกรุงเทพใต้ — นางณัฐา อิสสระวิทย์
ศาลอุทธรณ์ — นายเกรียงศักดิ์ วชิรเดชวงศ์
ชื่อองค์คณะ
ปกรณ์ มหรรณพ
เกษม เกษมปัญญา
ไมตรี สุเทพากุล
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 18162/2557
#579710
เปิดฉบับเต็ม

วิทยาลัย ฉ. ได้รับใบอนุญาตให้จัดตั้งสถาบันอุดมศึกษาเอกชนจึงมีฐานะเป็นนิติบุคคลตามมาตรา 4 แห่ง พ.ร.บ.สถาบันอุดมศึกษาเอกชน พ.ศ.2546 ส่วนวิทยาลัย ฉ.ศูนย์นครศรีธรรมราชเป็นหน่วยงานหนึ่งของวิทยาลัย ฉ. อันเป็นการจัดการศึกษานอกสถานที่ตั้งของวิทยาลัย ฉ. ตามมาตรา 20 เท่านั้น ตามฟ้องโจทก์ที่กล่าวหาว่าจำเลยหมิ่นประมาทวิทยาลัย ฉ.ศูนย์นครศรีธรรมราชซึ่งเป็นเพียงหน่วยงานหนึ่งของวิทยาลัย ฉ. มีผลเป็นการหมิ่นประมาทวิทยาลัย ฉ.นั่นเอง วิทยาลัย ฉ. จึงเป็นผู้เสียหายในคดีนี้ เมื่อ ส. อธิการบดีวิทยาลัย ฉ. ได้มอบอำนาจให้ บ. แจ้งความดำเนินคดีแก่จำเลยในข้อหาหมิ่นประมาทซึ่งเป็นความผิดต่อส่วนตัว ถือว่าผู้เสียหายได้ร้องทุกข์แล้ว พนักงานสอบสวนจึงมีอำนาจสอบสวน และโจทก์จึงมีอำนาจยื่นฟ้องจำเลยต่อศาลตาม ป.วิ.อ. มาตรา 120, 121 ประกอบ พ.ร.บ.จัดตั้งศาลแขวงและวิธีพิจารณาความอาญาในศาลแขวง พ.ศ.2499 มาตรา 4

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 326

จำเลยให้การปฏิเสธ

ระหว่างพิจารณา วิทยาลัยเฉลิมกาญจนา ผู้เสียหายยื่นคำร้องขอเข้าร่วมเป็นโจทก์ ศาลชั้นต้นอนุญาต

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 326 จำคุก 1 เดือน และปรับ 10,000 บาท โทษจำคุกให้รอการลงโทษไว้มีกำหนด 1 ปี ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 56 หากไม่ชำระค่าปรับให้จัดการตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 29, 30

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 8 พิพากษากลับ ให้ยกฟ้อง

โจทก์และโจทก์ร่วมฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์และโจทก์ร่วมว่า โจทก์มีอำนาจฟ้องหรือไม่ เห็นว่า วิทยาลัยเฉลิมกาญจนาได้รับใบอนุญาตให้จัดตั้งสถาบันอุดมศึกษาเอกชน ซึ่งมาตรา 4 แห่งพระราชบัญญัติสถาบันอุดมศึกษาเอกชน พ.ศ.2546 กำหนดให้สถาบันอุดมศึกษาเอกชนที่จัดตั้งขึ้นและเป็นสถาบันอุดมศึกษาเอกชนตามพระราชบัญญัติดังกล่าวมีสภาพเป็นนิติบุคคล วิทยาลัยเฉลิมกาญจนาจึงมีฐานะเป็นนิติบุคคล เมื่อพระราชบัญญัติสถาบันอุดมศึกษาเอกชน พ.ศ.2546 มาตรา 20 บัญญัติว่า สถาบันอุดมศึกษาเอกชนอาจจัดการศึกษาในสาขาวิชาใดนอกสถานที่ตั้งได้ รูปแบบ วิธีการจัด การขออนุญาตและการอนุญาต ให้เป็นไปตามหลักเกณฑ์ วิธีการ และเงื่อนไขที่กำหนดในกฎกระทรวง ดังนี้ วิทยาลัยเฉลิมกาญจนาศูนย์นครศรีธรรมราชจึงเป็นหน่วยงานหนึ่งของวิทยาลัยเฉลิมกาญจนาที่เปิดสอนนักศึกษา อันเป็นการจัดการศึกษานอกสถานที่ตั้งของวิทยาลัยเฉลิมกาญจนาเท่านั้น ตามฟ้องโจทก์ที่กล่าวหาว่าจำเลยหมิ่นประมาทวิทยาลัยเฉลิมกาญจนาศูนย์นครศรีธรรมราชซึ่งเป็นเพียงหน่วยงานหนึ่งของวิทยาลัยเฉลิมกาญจนา มีผลเป็นการหมิ่นประมาทวิทยาลัยเฉลิมกาญจนานั่นเอง วิทยาลัยเฉลิมกาญจนาจึงเป็นผู้เสียหายในคดีนี้ เมื่อข้อเท็จจริงปรากฏตามคำเบิกความของนางสาวเบญญรัศมิ์ พยานโจทก์และโจทก์ร่วม ผู้รับมอบอำนาจ และหนังสือมอบอำนาจว่า นางสุชีราภรณ์ อธิการบดีวิทยาลัยเฉลิมกาญจนา ได้มอบอำนาจให้นางสาวเบญญรัศมิ์แจ้งความดำเนินคดีแก่จำเลยในข้อหาหมิ่นประมาทซึ่งเป็นความผิดต่อส่วนตัว ถือว่าวิทยาลัยเฉลิมกาญจนาซึ่งเป็นผู้เสียหายได้ร้องทุกข์แล้ว พนักงานสอบสวนจึงมีอำนาจสอบสวน และโจทก์จึงมีอำนาจยื่นฟ้องจำเลยต่อศาลตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 120, 121 ประกอบพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลแขวงและวิธีพิจารณาความอาญาในศาลแขวง พ.ศ.2499 มาตรา 4 ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 8 พิพากษามานั้น ศาลฎีกาไม่เห็นพ้องด้วย ฎีกาของโจทก์และโจทก์ร่วมฟังขึ้น เมื่อศาลอุทธรณ์ภาค 8 ยังไม่ได้วินิจฉัยอุทธรณ์ของจำเลย และหากศาลอุทธรณ์ภาค 8 วินิจฉัยอุทธรณ์ของจำเลยแล้ว คดีอาจมีผลต่อการฎีกาของคู่ความตามกฎหมายได้ ศาลฎีกาจึงเห็นสมควรย้อนสำนวนไปให้ศาลอุทธรณ์ภาค 8 พิจารณาพิพากษาใหม่ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 208 (2) ประกอบมาตรา 225 และพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลแขวงและวิธีพิจารณาความอาญาในศาลแขวง พ.ศ.2499 มาตรา 4

พิพากษายกคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 8 ให้ศาลอุทธรณ์ภาค 8 วินิจฉัยอุทธรณ์ของจำเลยแล้วพิพากษาใหม่ตามรูปคดี
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.อ. ม. 326
ป.วิ.อ. ม. 2 (4) ม. 120 ม. 121
พ.ร.บ.จัดตั้งศาลแขวงและวิธีพิจารณาความอาญาในศาลแขวง พ.ศ.2499 ม. 4
พ.ร.บ.สถาบันอุดมศึกษาเอกชน พ.ศ.2546 ม. 4 ม. 20
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการคดีศาลแขวงนครศรีธรรมราช
โจทก์ร่วม — วิทยาลัยเฉลิมกาญจนา
จำเลย — นางสาวศศิชาหรืออ้อย สุบรรณ์
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลแขวงนครศรีธรรมราช — นายสุวรรณ ทองเนื้อแข็ง
ศาลอุทธรณ์ภาค 8 — นายก่อเกียรติ สุพลพงษ์
ชื่อองค์คณะ
ทวีศักดิ์ ทองภักดี
อดิศักดิ์ ปัตรวลี
เฉลิมศักดิ์ ภัทรสุมันต์
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 18161/2557
#584783
เปิดฉบับเต็ม

การกระทำอันจะเป็นความผิดตาม ป.อ. มาตรา 157 ผู้กระทำต้องเป็นเจ้าพนักงานตามความในประมวลกฎหมายอาญา ซึ่งหมายถึงผู้ปฏิบัติหน้าที่ในหน่วยงานของรัฐที่เป็นส่วนราชการตามกฎหมายว่าด้วยการบริหารราชการแผ่นดิน หรือผู้ปฏิบัติหน้าที่ในหน่วยงานของรัฐอื่นที่มีกฎหมายบัญญัติให้เป็นเจ้าพนักงานตามความในประมวลกฎหมายอาญา หรือผู้ที่มีกฎหมายบัญญัติว่าหากได้รับแต่งตั้งจากผู้มีอำนาจหน้าที่ให้ถือว่าเป็นเจ้าพนักงานตามความในประมวลกฎหมายอาญา

สถาบันวิจัยวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งประเทศไทย จัดตั้งขึ้นตาม พ.ร.บ.สถาบันวิจัยวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งประเทศไทย พ.ศ.2522 มีฐานะเป็นหน่วยงานของรัฐ แต่เมื่อพิจารณา พ.ร.บ.ปรับปรุงกระทรวง ทบวง กรม พ.ศ.2545 มาตรา 39 ที่ว่าด้วยส่วนราชการของกระทรวงวิทยาศาสตร์เทคโนโลยี ไม่ปรากฏว่าสถาบันแห่งนี้เป็นส่วนราชการในสังกัดของกระทรวงวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีด้วย จำเลยจึงมิใช่ผู้ปฏิบัติหน้าที่ในหน่วยงานของรัฐที่เป็นส่วนราชการตามกฎหมายว่าด้วยการบริหารราชการแผ่นดิน และไม่ปรากฏว่ามีบทมาตราใดบัญญัติว่าการปฏิบัติหน้าที่ของผู้ปฏิบัติหน้าที่ในสถาบันแห่งนี้เป็นเจ้าพนักงานตามความในประมวลกฎหมายอาญาด้วย การปฏิบัติหน้าที่ของจำเลยในฐานะประธานกรรมการสถาบันวิจัยวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งประเทศไทยในการพิจารณาและวินิจฉัยอุทธรณ์ของโจทก์ตามฟ้องจึงไม่อาจเป็นความผิดตาม ป.อ. มาตรา 157 ได้

แม้การปฏิบัติหน้าที่ของจำเลยดังกล่าวอาจเป็นความผิดตาม พ.ร.บ.ว่าด้วยความผิดของพนักงานในองค์การหรือหน่วยงานของรัฐ พ.ศ.2502 อันเป็นบทบัญญัติว่าด้วยความรับผิดทางอาญาของพนักงานในองค์การหรือหน่วยงานของรัฐที่ไม่มีกฎหมายบัญญัติให้เป็นเจ้าพนักงานตามประมวลกฎหมายอาญา แต่ก็เป็นกฎหมายคนละฉบับกัน และโจทก์มิได้กล่าวมาในคำฟ้อง จะลงโทษจำเลยตามบทบัญญัติแห่งกฎหมายดังกล่าวย่อมมิได้ เพราะจะเป็นการพิพากษาหรือสั่งเกินคำขอ ทั้งไม่ใช่เป็นเรื่องที่โจทก์ประสงค์ให้ลงโทษ ตาม ป.วิ.อ. มาตรา 192 วรรคหนึ่ง วรรคสอง และวรรคสี่

ขณะเกิดเหตุจำเลยมีตำแหน่งเป็นรองปลัดกระทรวงวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี เป็นข้าราชการพลเรือนและรับเงินเดือนจากงบประมาณแผ่นดิน ทำหน้าที่ประธานกรรมการสถาบันวิจัยวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งประเทศไทยตามคำสั่งของผู้บังคับบัญชา การปฏิบัติหน้าที่ของจำเลยตามฟ้องเป็นการใช้อำนาจหน้าที่ของประธานกรรมการสถาบันวิจัยวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งประเทศไทย มิได้เป็นการใช้อำนาจหน้าที่ของรองปลัดกระทรวงวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี ซึ่งสถาบันวิจัยวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งประเทศไทย และกระทรวงวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีเป็นนิติบุคคลแยกต่างหากจากกัน จะถือว่าการใช้อำนาจหน้าที่ในฐานะประธานกรรมการสถาบันวิจัยวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งประเทศไทยของจำเลยเป็นการใช้อำนาจหน้าที่ในฐานะรองปลัดกระทรวงวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีด้วยมิได้

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 157

ศาลชั้นต้นไต่สวนมูลฟ้องแล้ว เห็นว่า คดีไม่มีมูล พิพากษายกฟ้อง

โจทก์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษายืน

โจทก์ฎีกา โดยผู้พิพากษาซึ่งพิจารณาและลงชื่อในคำพิพากษาศาลชั้นต้นอนุญาตให้ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ว่า การกระทำของจำเลยในฐานะประธานกรรมการสถาบันวิจัยวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งประเทศไทยในการพิจารณาและวินิจฉัยอุทธรณ์ของโจทก์ตามคำฟ้อง เป็นความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 157 ได้หรือไม่ โจทก์ฎีกาว่า จำเลยเป็นข้าราชการพลเรือน ดำรงตำแหน่งรองปลัดกระทรวงวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี ได้รับคำสั่งแต่งตั้งจากรัฐมนตรีว่าการกระทรวงวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีให้ไปดำรงตำแหน่งประธานกรรมการสถาบันวิจัยวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งประเทศไทย อันเป็นหน่วยงานที่จัดตั้งขึ้นโดยรัฐบาลไทย รัฐมนตรีว่าการกระทรวงวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีเป็นผู้กำกับดูแล และมีอำนาจแต่งตั้งประธานกรรมการสถาบันวิจัยวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งประเทศไทย การปฏิบัติหน้าที่ของจำเลยในตำแหน่งดังกล่าวจึงเป็นการปฏิบัติหน้าที่ราชการตามที่ได้รับมอบหมาย เมื่อจำเลยปฏิบัติหน้าที่ขัดต่อระเบียบสถาบันวิจัยวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งประเทศไทย ว่าด้วยการอุทธรณ์และการพิจารณาวินิจฉัยอุทธรณ์ พ.ศ.2554 ซึ่งออกตามความในพระราชบัญญัติสถาบันวิจัยวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งประเทศไทย พ.ศ.2522 จำเลยจึงมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 157 ได้ เห็นว่า การกระทำอันจะเป็นความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 157 ผู้กระทำต้องเป็นเจ้าพนักงานตามความในประมวลกฎหมายอาญา ซึ่งหมายถึงผู้ปฏิบัติหน้าที่ในหน่วยงานของรัฐที่เป็นส่วนราชการตามกฎหมายว่าด้วยการบริหารราชการแผ่นดิน หรือผู้ปฏิบัติหน้าที่ในหน่วยงานของรัฐอื่นที่มีกฎหมายบัญญัติให้เป็นเจ้าพนักงานตามความในประมวลกฎหมายอาญา หรือผู้ที่มีกฎหมายบัญญัติว่าหากได้รับแต่งตั้งจากผู้มีอำนาจหน้าที่ ให้ถือว่าเป็นเจ้าพนักงานตามความในประมวลกฎหมายอาญา สำหรับสถาบันวิจัยวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งประเทศไทย จัดตั้งขึ้นโดยพระราชบัญญัติสถาบันวิจัยวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งประเทศไทย พ.ศ.2522 มาตรา 6 มีวัตถุประสงค์เกี่ยวกับการวิจัย การให้บริการและการฝึกอบรมตามมาตรา 6 (1) ถึง (5) และตามที่ระบุในหมายเหตุท้ายพระราชบัญญัติฉบับนี้ว่า เพื่อให้มีการใช้วิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีก่อประโยชน์ต่อการพัฒนาเศรษฐกิจ สังคม และสิ่งแวดล้อมอย่างเหมาะสมและถูกต้องกับวิวัฒนาการทางด้านวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี โดยรัฐมนตรีว่าการกระทรวงวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีมีอำนาจกำกับโดยทั่วไปซึ่งกิจการของสถาบัน ตามมาตรา 11 ทั้งมีอำนาจแต่งตั้งประธานกรรมการ ผู้ว่าการ และกรรมการผู้ทรงคุณวุฒิ โดยคำแนะนำของเลขาธิการคณะกรรมการพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ เลขาธิการคณะกรรมการวิจัยแห่งชาติและเลขาธิการคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน ตามมาตรา 13 วรรคสามด้วย ส่วนรายได้หลักสถาบันมาจากเงินอุดหนุนที่รัฐบาลจัดสรรให้ เงินอุดหนุนจากแหล่งอื่นและเงินที่มีผู้อุทิศให้ ค่าตอบแทนในการวิจัยและค่าบริการในการให้บริการภายในอำนาจหน้าที่ของสถาบัน กับดอกเบี้ยและผลประโยชน์ตอบแทนอย่างอื่นจากการให้กู้ยืม การลงทุนและจากทรัพย์สินของสถาบัน ตามมาตรา 8 วรรคหนึ่ง (1) ถึง (4) และในกรณีที่รายได้มีจำนวนไม่พอสำหรับค่าใช้จ่ายในการดำเนินงานของสถาบันและไม่สามารถหาเงินจากทางอื่นได้ มาตรา 8 วรรคสอง บัญญัติว่า รัฐพึงจ่ายเงินให้แก่สถาบันเท่าจำนวนที่จำเป็น นอกจากนี้ทรัพย์สินของสถาบันยังไม่อยู่ในข่ายแห่งการบังคับคดีตามมาตรา 10 อีกด้วย บทบัญญัติดังกล่าวข้างต้นแสดงให้เห็นได้อย่างชัดเจนว่า สถาบันแห่งนี้มีฐานะเป็นหน่วยงานของรัฐ แต่เมื่อพิจารณาพระราชบัญญัติปรับปรุงกระทรวง ทบวง กรม พ.ศ.2545 มาตรา 39 ที่ว่าด้วยส่วนราชการของกระทรวงวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี ไม่ปรากฏว่าสถาบันแห่งนี้เป็นส่วนราชการในสังกัดของกระทรวงวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีด้วย จำเลยจึงมิใช่ผู้ปฏิบัติหน้าที่ในหน่วยงานของรัฐที่เป็นส่วนราชการตามกฎหมายว่าด้วยการบริหารราชการแผ่นดิน และเมื่อพิจารณาพระราชบัญญัติสถาบันวิจัยวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งประเทศไทย พ.ศ.2522 ทั้งฉบับ ไม่ปรากฏว่ามีบทมาตราใดบัญญัติว่าการปฏิบัติหน้าที่ของผู้ปฏิบัติหน้าที่ในสถาบันแห่งนี้เป็นเจ้าพนักงานตามความในประมวลกฎหมายอาญาด้วย การปฏิบัติหน้าที่ของจำเลยในฐานะประธานกรรมการสถาบันวิจัยวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งประเทศไทยในการพิจารณาและวินิจฉัยอุทธรณ์ของโจทก์ตามคำฟ้อง จึงไม่อาจเป็นความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 157 ได้ และแม้การปฏิบัติหน้าที่ของจำเลยในเรื่องดังกล่าวอาจเป็นความผิดตามพระราชบัญญัติว่าด้วยความผิดของพนักงานในองค์การหรือหน่วยงานของรัฐ พ.ศ.2502 อันเป็นบทบัญญัติว่าด้วยความรับผิดทางอาญาของพนักงานในองค์การหรือหน่วยงานของรัฐที่ไม่มีกฎหมายบัญญัติให้เป็นเจ้าพนักงานตามประมวลกฎหมายอาญา แต่การกระทำของจำเลยซึ่งอาจเป็นความผิดตามบทบัญญัติแห่งกฎหมายก็เป็นกฎหมายคนละฉบับกันและโจทก์ไม่ได้กล่าวมาในคำฟ้อง จะลงโทษจำเลยตามบทบัญญัติแห่งกฎหมายย่อมมิได้ เพราะจะเป็นการพิพากษาหรือสั่งเกินคำขอ ทั้งไม่ใช่เป็นเรื่องที่โจทก์ประสงค์ให้ลงโทษ ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 192 วรรคหนึ่ง วรรคสอง และวรรคสี่ ส่วนที่โจทก์ฎีกาว่า ขณะเกิดเหตุ จำเลยมีตำแหน่งหน้าที่ทางราชการเป็นรองปลัดกระทรวงวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี เป็นข้าราชการพลเรือนและรับเงินเดือนจากงบประมาณแผ่นดิน เพียงแต่เข้าไปทำหน้าที่ประธานกรรมการสถาบันวิจัยวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งประเทศไทยตามคำสั่งของผู้บังคับบัญชา ต้องถือว่าการปฏิบัติหน้าที่ของจำเลยในตำแหน่งประธานกรรมการสถาบันวิจัยวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งประเทศไทยเป็นการปฏิบัติหน้าที่ราชการอันอาจเป็นความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 157 ได้นั้น เห็นว่า การปฏิบัติหน้าที่ของจำเลยตามคำฟ้องเป็นการใช้อำนาจหน้าที่ของประธานกรรมการสถาบันวิจัยวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งประเทศไทย มิได้เป็นการใช้อำนาจหน้าที่ของรองปลัดกระทรวงวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีและสถาบันวิจัยวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งประเทศไทยเป็นนิติบุคคลตามพระราชบัญญัติสถาบันวิจัยวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งประเทศไทย พ.ศ.2522 มาตรา 6 ส่วนกระทรวงวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีเป็นนิติบุคคลตามพระราชบัญญัติระเบียบบริหารราชการแผ่นดิน พ.ศ.2534 หน่วยงานของรัฐทั้งสองแห่งจึงเป็นนิติบุคคลแยกต่างหากจากกัน จะถือว่าการใช้อำนาจหน้าที่ในฐานะประธานกรรมการสถาบันวิจัยวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งประเทศไทยของจำเลยเป็นการใช้อำนาจหน้าที่ในฐานะรองปลัดกระทรวงวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีด้วยมิได้ ฎีกาของโจทก์ข้อนี้ฟังไม่ขึ้น ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษายกฟ้องโจทก์มานั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วยในผลและกรณีไม่จำต้องวินิจฉัยฎีกาของโจทก์ข้ออื่น เพราะไม่อาจทำให้ผลของคดีเปลี่ยนแปลงไป

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.อ. ม. 192 วรรคหนึ่ง ม. 192 วรรคสอง ม. 192 วรรคสี่
ป.อ. ม. 157
พ.ร.บ.ว่าด้วยความผิดของพนักงานในองค์การหรือหน่วยงานของรัฐ พ.ศ.2502 ม. 11
พ.ร.บ.ปรับปรุงกระทรวง ทบวง กรม พ.ศ.2545 ม. 39
พ.ร.บ.สถาบันวิจัยวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งประเทศไทย พ.ศ.2522 ม. 6 ม. 8 วรรคหนึ่ง (1) ถึง ม. 8 (4) ม. 8 วรรคสอง ม. 10 ม. 11 ม. 13 วรรคสาม
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นายชวลิต ลีลาศิวพร
จำเลย — นายวีระพงษ์ แพสุวรรณ
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดธัญบุรี — นางสาวสุนิธยา แจ่มจันทร์
ศาลอุทธรณ์ภาค 1 — นายโสภณ บางยี่ขัน
ชื่อองค์คณะ
อธิคม อินทุภูติ
ปริญญา ดีผดุง
นิพันธ์ ช่วยสกุล
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 18122/2557
#580015
เปิดฉบับเต็ม

อายุความฟ้องคดีเกี่ยวกับลิขสิทธิ์ตาม พ.ร.บ.ลิขสิทธิ์ พ.ศ.2537 แบ่งเป็นอายุความฟ้องคดีแพ่งตามมาตรา 63 และอายุความฟ้องคดีอาญาตามมาตรา 66 โดยอายุความคดีอาญาต้องนำ ป.อ. มาตรา 95 มาใช้บังคับ เมื่อโจทก์และโจทก์ร่วมบรรยายฟ้องซึ่งต้องระวางโทษปรับตั้งแต่สองหมื่นบาทถึงสองแสนบาท อายุความในคดีนี้จึงเป็นอายุความฟ้องคดีอาญาสำหรับความผิดต้องระวางโทษอย่างอื่นซึ่งไม่ใช่โทษจำคุก ตาม ป.อ. มาตรา 95 (5) อันมีอายุความหนึ่งปีนับแต่วันกระทำความผิด เมื่อโจทก์และโจทก์ร่วมบรรยายฟ้องว่า จำเลยทั้งสามร่วมกันกระทำความผิดระหว่างวันที่ 15 ธันวาคม 2552 ถึงวันที่ 22 ธันวาคม 2552 แต่ฟ้องและได้ตัวจำเลยทั้งสามมายังศาลในวันที่ 17 ธันวาคม 2555 ฟ้องโจทก์และโจทก์ร่วมสำหรับความผิดตาม พ.ร.บ.ลิขสิทธิ์ พ.ศ.2537 มาตรา 69 วรรคหนึ่งจึงขาดอายุความแล้ว ทั้งหากเทียบเคียงกับกฎหมายลิขสิทธิ์ก่อนหน้านั้นจะเห็นได้ว่ากฎหมายลิขสิทธิ์ของไทยบัญญัติแยกอายุความคดีแพ่งและคดีอาญาจากกันตลอดมา โดยปัจจุบัน พ.ร.บ.ลิขสิทธิ์ พ.ศ.2537 กำหนดอายุความคดีแพ่งไว้ในมาตรา 63 ส่วนมาตรา 66 มิได้กำหนดอายุความคดีอาญาไว้โดยเฉพาะ จึงต้องนำบทบัญญัติในประมวลกฎหมายอาญา ภาค 1 หมวด 9 ว่าด้วยอายุความมาใช้กับความผิดในคดีนี้ ฟ้องโจทก์และโจทก์ร่วมจึงขาดอายุความและสิทธินำคดีอาญามาฟ้องย่อมระงับไป

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยทั้งสามตามพระราชบัญญัติลิขสิทธิ์ พ.ศ.2537 มาตรา 4, 6, 8, 15, 28, 29, 69, 74, 75 และ 76 ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83 และ 91 สั่งจ่ายค่าปรับฐานละเมิดลิขสิทธิ์กึ่งหนึ่งให้แก่ผู้เสียหายซึ่งเป็นเจ้าของลิขสิทธิ์

จำเลยทั้งสามให้การปฏิเสธ

ระหว่างพิจารณา บริษัทกรุงเทพโทรทัศน์และวิทยุ จำกัด ผู้เสียหายยื่นคำร้องขอเข้าร่วมเป็นโจทก์ ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางอนุญาต

ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางพิพากษายกฟ้อง

โจทก์ร่วมอุทธรณ์ต่อศาลฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศวินิจฉัยว่า ปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของโจทก์ร่วมมีว่า ความผิดตามคำฟ้องโจทก์และโจทก์ร่วมขาดอายุความหรือไม่ เห็นว่า อายุความฟ้องคดีเกี่ยวกับลิขสิทธิ์ตามพระราชบัญญัติลิขสิทธิ์ พ.ศ.2537 แบ่งเป็นอายุความฟ้องคดีแพ่งซึ่งบัญญัติไว้ในพระราชบัญญัติลิขสิทธิ์ พ.ศ.2537 มาตรา 63 ว่า "ห้ามมิให้ฟ้องคดีละเมิดลิขสิทธิ์หรือสิทธิของนักแสดงเมื่อพ้นกำหนดสามปีนับแต่วันที่เจ้าของลิขสิทธิ์หรือสิทธิของนักแสดงรู้ถึงการละเมิดและรู้ตัวผู้กระทำละเมิด แต่ทั้งนี้ต้องไม่เกินสิบปีนับแต่วันที่มีการละเมิดลิขสิทธิ์หรือสิทธิของนักแสดง" ส่วนอายุความฟ้องคดีอาญา พระราชบัญญัติลิขสิทธิ์ พ.ศ.2537 มาตรา 66 บัญญัติว่า "ความผิดตามพระราชบัญญัตินี้เป็นความผิดอันยอมความได้" อายุความฟ้องคดีอาญาจึงต้องนำประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 95 มาใช้บังคับ เมื่อโจทก์และโจทก์ร่วมบรรยายฟ้องในข้อ 2 (ข) ว่า การกระทำของจำเลยทั้งสามมิใช่เพื่อการค้าหรือหากำไร และคำขอท้ายฟ้องระบุว่าจำเลยทั้งสามร่วมกันกระทำความผิดตามพระราชบัญญัติลิขสิทธิ์ พ.ศ.2537 มาตรา 4, 6, 8, 15, 28, 29, 69, 74, 75 และ 76 จึงต้องใช้ระวางโทษตามมาตรา 69 วรรคหนึ่ง ซึ่งบัญญัติว่า "ผู้ใดกระทำการละเมิดลิขสิทธิ์หรือสิทธิของนักแสดงตามมาตรา 27 มาตรา 28 มาตรา 29 มาตรา 30 หรือมาตรา 52 ต้องระวางโทษปรับตั้งแต่สองหมื่นบาทถึงสองแสนบาท" ดังนั้น อายุความในคดีนี้จึงเป็นอายุความฟ้องคดีอาญาสำหรับความผิดต้องระวางโทษอย่างอื่นซึ่งไม่ใช่โทษจำคุก ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 95 (5) มีอายุความหนึ่งปีนับแต่วันกระทำความผิด โจทก์และโจทก์ร่วมบรรยายฟ้องว่า จำเลยทั้งสามร่วมกันกระทำความผิดระหว่างวันที่ 15 ธันวาคม 2552 ถึงวันที่ 22 ธันวาคม 2552 แต่โจทก์และโจทก์ร่วมฟ้องและได้ตัวจำเลยทั้งสามมายังศาลเมื่อวันที่ 17 ธันวาคม 2555 คำฟ้องโจทก์และโจทก์ร่วมสำหรับความผิดตามพระราชบัญญัติลิขสิทธิ์ พ.ศ.2537 มาตรา 69 วรรคหนึ่ง จึงขาดอายุความแล้ว ที่โจทก์ร่วมอ้างในอุทธรณ์ว่า คำว่า "คดีละเมิดลิขสิทธิ์" ที่บัญญัติไว้ในพระราชบัญญัติลิขสิทธิ์ พ.ศ.2537 มาตรา 63 ใช้บังคับได้ทั้งคดีแพ่งและคดีอาญา ไม่อาจตีความอย่างแคบว่าใช้บังคับเฉพาะในคดีแพ่งเท่านั้น เนื่องจากไม่มีมาตราใดที่บัญญัติว่าใช้มาตรา 63 ดังกล่าวกับคดีแพ่งเท่านั้น และมาตรา 63 อยู่ในหมวดเดียวกับมาตรา 62 ซึ่งบัญญัติไว้ชัดเจนว่าใช้บังคับทั้งคดีแพ่งและคดีอาญา คือ หมวด 6 ว่าด้วยคดีเกี่ยวกับลิขสิทธิ์และสิทธิของนักแสดง เมื่อมาตรา 63 เป็นบทบัญญัติต่อเนื่องจากมาตรา 62 ย่อมต้องมีความประสงค์เช่นเดียวกับมาตรา 62 ว่าประสงค์ให้ใช้บังคับทั้งคดีแพ่งและคดีอาญานั้น เห็นว่า หากเทียบเคียงพระราชบัญญัติลิขสิทธิ์ พ.ศ.2537 กับกฎหมายลิขสิทธิ์ฉบับก่อนหน้านั้นจะพบว่ากฎหมายแยกอายุความคดีแพ่งและคดีอาญาออกจากกันมาโดยตลอด กล่าวคือ พระราชบัญญัติคุ้มครองวรรณกรรมและศิลปกรรม พ.ศ.2474 มาตรา 24 บัญญัติเกี่ยวกับอายุความคดีแพ่งว่า "คดีละเมิดลิขสิทธิ์นั้น ท่านมิให้ฟ้องเมื่อพ้นสามปีนับแต่วันละเมิด" มาตราดังกล่าวอยู่ในส่วนที่ 4 ว่าด้วย สิทธิแก้ในทางแพ่งซึ่งการละเมิดลิขสิทธิ์ ส่วนอายุความคดีอาญาอยู่ในมาตรา 27 ที่บัญญัติว่า "คดีละเมิดตามบทบัญญัติในหมวดนี้ ท่านว่าให้ฟ้องได้ต่อเมื่อเจ้าทุกข์ว่ากล่าวขึ้น" มาตราดังกล่าวอยู่ในส่วนที่ 5 ว่าด้วยบทกำหนดโทษ ส่วนพระราชบัญญัติลิขสิทธิ์ พ.ศ.2521 อายุความคดีแพ่งอยู่ในมาตรา 29 ซึ่งบัญญัติว่า "ห้ามมิให้ฟ้องคดีละเมิดลิขสิทธิ์เมื่อพ้นกำหนดสามปีนับแต่วันที่เจ้าของลิขสิทธิ์รู้ถึงการละเมิดและรู้ตัวผู้กระทำละเมิด แต่ทั้งนี้ต้องไม่เกินสิบปีนับแต่วันที่มีการละเมิดลิขสิทธิ์" มาตราดังกล่าวอยู่ในหมวด 4 ว่าด้วย การละเมิดลิขสิทธิ์ ส่วนอายุความคดีอาญามีมาตรา 48 บัญญัติว่า "ความผิดตามพระราชบัญญัตินี้เป็นความผิดอันยอมความได้" มาตราดังกล่าวอยู่ในหมวด 7 ว่าด้วย บทกำหนดโทษ จึงกล่าวได้ว่าในเรื่องคดีเกี่ยวกับลิขสิทธิ์ กฎหมายลิขสิทธิ์ของไทยบัญญัติแยกอายุความคดีแพ่งและคดีอาญาแยกจากกัน โดยในปัจจุบันพระราชบัญญัติลิขสิทธิ์ พ.ศ. 2537 กำหนดอายุความคดีแพ่งหรือที่ใช้คำว่า "คดีละเมิดลิขสิทธิ์" ไว้ในมาตรา 63 ส่วนมาตรา 66 มิได้กำหนดอายุความคดีอาญาไว้โดยเฉพาะ จึงตกอยู่ในบังคับของประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 17 ซึ่งให้นำบทบัญญัติในภาค 1 แห่งประมวลกฎหมายอาญามาใช้ในกรณีแห่งความผิดตามกฎหมายอื่นด้วย ทำให้ต้องนำบทบัญญัติในประมวลกฎหมายอาญา ภาค 1 หมวด 9 ว่าด้วยอายุความมาใช้กับความผิดตามพระราชบัญญัติลิขสิทธิ์ พ.ศ.2537 ในคดีนี้ ข้ออ้างของโจทก์ร่วมรับฟังไม่ได้ ที่ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางวินิจฉัยว่า ฟ้องโจทก์และโจทก์ร่วมขาดอายุความและสิทธินำคดีอาญามาฟ้องระงับไป ตามพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศและวิธีพิจารณาคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศ พ.ศ.2539 มาตรา 26 ประกอบประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 39 (6) นั้น ศาลฎีกาแผนกคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศเห็นพ้องด้วย อุทธรณ์ของโจทก์ร่วมฟังไม่ขึ้น

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.อ. ม. 39 (6)
ป.อ. ม. 95
พ.ร.บ.ลิขสิทธิ์ พ.ศ.2537 ม. 63 ม. 66
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการ สำนักงานอัยการสูงสุด
โจทก์ร่วม — บริษัทกรุงเทพโทรทัศน์และวิทยุ จำกัด
จำเลย — บริษัททรัยคาสท์ จำกัด กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลาง — นายชุตินธร ห่อวโนทยาน
ชื่อองค์คณะ
ปริญญา ดีผดุง
นวลน้อย ผลทวี
ธัชพันธ์ ประพุทธนิติสาร
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 18117/2557
#587635
เปิดฉบับเต็ม

โจทก์ฟ้องโดยมีคำขอส่วนหนึ่งให้เพิกถอนการประชุมสามัญผู้ถือหุ้นในวาระที่ 1 ที่ 3 ที่ 4 และที่ 8 อันเป็นการไม่ชอบ เป็นการฟ้องโดยอาศัยสิทธิตาม ป.พ.พ. มาตรา 1195 ซึ่งบัญญัติว่า "การประชุมใหญ่นั้นถ้าได้นัดเรียกหรือได้ประชุมกัน หรือได้ลงมติฝ่าฝืนบทบัญญัติในลักษณะนี้ก็ดี หรือฝ่าฝืนข้อบังคับของบริษัทก็ดี เมื่อกรรมการหรือผู้ถือหุ้นคนหนึ่งคนใดร้องขึ้นแล้วให้ศาลเพิกถอนมติของที่ประชุมใหญ่อันผิดระเบียบนั้นเสีย..." จำเลยทั้งสองต่อสู้ว่า การประชุมและลงมติวาระตามฟ้องเป็นไปโดยชอบด้วยกฎหมาย ในการวินิจฉัยชี้ขาดประเด็นตามคำฟ้องและคำให้การดังกล่าว ศาลต้องพิจารณาว่ามีเหตุตามที่บัญญัติไว้ในมาตรา 1195 ที่ศาลจะเพิกถอนมติที่ประชุมอันผิดระเบียบนั้นหรือไม่อันเป็นเรื่องระหว่างผู้ถือหุ้นกับบริษัทโดยไม่ต้องพิจารณาข้อตกลงในสัญญาผู้ถือหุ้นระหว่างโจทก์กับจำเลยที่ 1 แต่อย่างใด คำฟ้องและคำขอบังคับในส่วนนี้จึงมิใช่ข้อพิพาทตามสัญญาผู้ถือหุ้นซึ่งโจทก์จะต้องดำเนินการทางอนุญาโตตุลาการตามสัญญาผู้ถือหุ้นเสียก่อน โจทก์จึงมีอำนาจฟ้องคดีในส่วนนี้

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้พิพากษาว่า จำเลยที่ 1 ไม่มีสิทธิลงคะแนนเสียงหรือใช้สิทธิใด ๆ ในหุ้นจำนวน 850,995 หุ้น ของจำเลยที่ 1 ต่อไป และให้ถือว่าสิทธิลงคะแนนในหุ้นดังกล่าวตกเป็นของโจทก์ ตั้งแต่วันที่ 6 มกราคม 2548 เป็นต้นมา ให้เพิกถอนมติที่ประชุมสามัญผู้ถือหุ้นประจำปี 2548 ของบริษัทบรูเนท์ อินเตอร์เนชั่นแนล (ไทยแลนด์) จำกัด ในวาระที่ 1 ที่ 3 ที่ 4 และที่ 8 ห้ามจำเลยทั้งสองและผู้แทนของจำเลยที่ 1 กระทำการใด ๆ ตามมติหรือโดยอาศัยมติดังกล่าว หากมีการกระทำใด ๆ ไปแล้วให้เพิกถอนเสีย

จำเลยที่ 1 จำเลยที่ 2 ให้การขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิจารณาแล้วมีคำสั่งให้งดการสืบพยาน และพิพากษายกฟ้องโจทก์ค่าฤชาธรรมเนียมให้เป็นพับ

โจทก์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 7 พิพากษาให้ยกคำพิพากษาของศาลชั้นต้น ให้ศาลชั้นต้นดำเนินกระบวนพิจารณาเกี่ยวกับคำฟ้องและคำขอของโจทก์ที่ขอให้เพิกถอนมติที่ประชุมสามัญผู้ถือหุ้น ประจำปี 2548 ของบริษัท บรูเนท์ อินเตอร์เนชั่นแนล (ไทยแลนด์) จำกัด ในวาระที่ 1 ที่ 3 ที่ 4 และที่ 8 กับที่ขอให้ห้ามจำเลยทั้งสองและผู้แทนของจำเลยที่ 1 กระทำการใด ๆ ตามมติหรือโดยอาศัยมติดังกล่าว และหากมีการกระทำใด ๆ ไปแล้วให้เพิกถอนเสียใหม่ เริ่มตั้งแต่การสืบพยานโจทก์และพยานจำเลยทั้งสองใหม่ แล้วมีคำพิพากษาตามรูปคดีต่อไป ค่าฤชาธรรมเนียมในชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ

จำเลยทั้งสองฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีพาณิชย์และเศรษฐกิจวินิจฉัยว่า คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยทั้งสองประการเดียวว่า คำฟ้องโจทก์และคำขอบังคับส่วนที่ขอให้เพิกถอนมติที่ประชุมสามัญผู้ถือหุ้นประจำปี 2548 เป็นข้อพิพาทตามสัญญาผู้ถือหุ้นซึ่งโจทก์จะต้องดำเนินการทางอนุญาโตตุลาการตามสัญญาผู้ถือหุ้นเสียก่อนหรือไม่ เห็นว่า โจทก์บรรยายฟ้องระบุข้ออ้างอันอาศัยเป็นหลักแห่งข้อหาในส่วนนี้ว่า ในการประชุมสามัญผู้ถือหุ้นประจำปี 2548 จำเลยที่ 1 มอบหมายให้นายแอนเดรียส เข้าประชุมแทน มีจำเลยที่ 2 ทำหน้าที่เป็นผู้ดำเนินการประชุม จัดให้มีการประชุมรวม 8 วาระ โดยไม่สุจริตเพื่อแสวงหาประโยชน์ที่ไม่ชอบในการร่วมกันดำเนินกิจการของบริษัทและขัดต่อกฎหมาย วาระที่ 1 เรื่องการรับรองรายงานการประชุมผู้ถือหุ้นครั้งก่อน จำเลยทั้งสองนับคะแนนเสียงในการประชุมว่าจำเลยที่ 1 มีคะแนนเสียงชนะโจทก์เป็นการไม่ชอบ วาระที่ 3 เรื่องการพิจารณางบการเงินและบัญชีกำไรขาดทุนของบริษัทประจำปี 2547 จำเลยทั้งสองดำเนินการประชุมไม่ถูกต้องและไม่สุจริต ไม่เปิดโอกาสให้มีการสอบถามรายละเอียดงบการเงินและการนับคะแนนเสียงลงมติไม่ชอบ วาระที่ 4 เรื่องการพิจารณาแต่งตั้งกรรมการแทนผู้ที่พ้นจากตำแหน่งเพราะครบวาระและพิจารณาเรื่องอำนาจกรรมการ จำเลยทั้งสองไม่ให้โจทก์เสนอชื่อและลงมติในการแต่งตั้งกรรมการ ทั้งนายแอนเดรียสยังเสนอถอดถอนนายสุวัฒน์ กรรมการคนหนึ่งออกจากการเป็นกรรมการโดยมิได้กำหนดเรื่องนี้ไว้ในวาระการประชุม จนที่ประชุมลงมติถอดถอนนายสุวัฒน์อันเป็นการประชุมที่ไม่ชอบ และจำเลยทั้งสองยังนับคะแนนเสียงลงมติไม่ชอบด้วย วาระที่ 8 เรื่องการดำเนินกิจการของบริษัท จำเลยทั้งสองนับคะแนนเสียงลงมติไม่ชอบและการลงมติให้หยุดกิจการของบริษัทและย้ายที่ทำการของบริษัทเป็นการไม่ชอบ โดยมีคำขอบังคับให้เพิกถอนการประชุมสามัญผู้ถือหุ้นในวาระที่ 1 ที่ 3 ที่ 4 และที่ 8 ดังกล่าว อันเป็นการฟ้องโดยอาศัยสิทธิตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1195 ซึ่งบัญญัติว่า "การประชุมใหญ่นั้นถ้าได้นัดเรียกหรือได้ประชุมกัน หรือได้ลงมติฝ่าฝืนบทบัญญัติในลักษณะนี้ก็ดี หรือฝ่าฝืนข้อบังคับของบริษัทก็ดี เมื่อกรรมการหรือผู้ถือหุ้นคนหนึ่งคนใดร้องขึ้นแล้ว ให้ศาลเพิกถอนมติของที่ประชุมใหญ่อันผิดระเบียบนั้นเสีย..." จำเลยทั้งสองต่อสู้ทำนองเดียวกันว่า การนับคะแนนเสียงในการประชุมถือตามผู้มีชื่อเป็นผู้ถือหุ้น ณ วันประชุม ตามจำนวนหุ้นที่ผู้ถือหุ้นถืออยู่ตามหลักฐานทะเบียนผู้ถือหุ้น การประชุมวาระตามฟ้องเป็นการลงมติโดยผู้ถือหุ้นเสียงข้างมากจึงชอบด้วยกฎหมาย การลงมติแต่งตั้งกรรมการแทนผู้ที่พ้นจากตำแหน่งและการถอดถอนกรรมการอื่นเป็นไปตามมาตรา 1156 และข้อบังคับของบริษัท การลงมติย้ายที่ทำการบริษัทสืบเนื่องจากสัญญาเช่าที่ดินเดิมครบกำหนดและผู้ให้เช่าปฏิเสธไม่ต่อสัญญา บริษัทจึงต้องหยุดประกอบการและขนย้ายทรัพย์สินออกจากที่เช่าเดิมอันเป็นสิทธิโดยชอบด้วยกฎหมายของบริษัท การลงมติมิได้ทำให้บริษัทเสียหายจึงเป็นการกระทำโดยชอบแล้ว ในการวินิจฉัยชี้ขาดประเด็นตามคำฟ้องและคำให้การดังกล่าว ศาลต้องพิจารณาว่ามีเหตุตามที่บัญญัติไว้ในมาตรา 1195 ที่ศาลจะเพิกถอนมติที่ประชุมอันผิดระเบียบนั้นหรือไม่อันเป็นเรื่องระหว่างผู้ถือหุ้นกับบริษัทโดยไม่ต้องพิจารณาข้อตกลงในสัญญาผู้ถือหุ้นระหว่างโจทก์กับจำเลยที่ 1 แต่อย่างใด คำฟ้องและคำขอบังคับในส่วนนี้จึงมิใช่ข้อพิพาทตามสัญญาผู้ถือหุ้นซึ่งโจทก์จะต้องดำเนินการทางอนุญาโตตุลาการตามสัญญาผู้ถือหุ้นเสียก่อน ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 7 เห็นว่า โจทก์มีอำนาจฟ้องคดีในส่วนนี้ ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาของจำเลยทั้งสองฟังไม่ขึ้น

พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 1195
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — บริษัทโกการ์ จำกัด
บริษัทอินเตอร์เนชั่นแนล
จำเลย — โปร-อินเวสท์ จำกัด กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดนครปฐม — นายวิชัย เหลืองวิไล
ศาลอุทธรณ์ภาค 7 — นายสรศักดิ์ จันเกษม
ชื่อองค์คณะ
ธีระพงศ์ จิระภาค
วิรุฬห์ แสงเทียน
วาสนา หงส์เจริญ
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 18056/2557
#582408
เปิดฉบับเต็ม

มาตรา 8 วรรคสอง แห่ง พ.ร.บ.ศุลกากรฯ บัญญัติให้อำนาจอธิบดีเรียกประกันจากเจ้าของหรือผู้ปกครองคลังสินค้าทัณฑ์บน เพื่อประกันค่าภาษีอากรหรือค่าชดใช้อย่างอื่น ดังนั้น จำเลยจึงมีอำนาจเรียกให้โจทก์ในฐานะผู้ประกอบกิจการคลังสินค้าทัณฑ์บนทำข้อตกลงหรือสัญญาประกันตามบทบัญญัตินี้ได้ ตามสัญญาระหว่างโจทก์กับจำเลย ข้อ 1 ระบุว่า โจทก์ผู้ให้สัญญาจะปฏิบัติตามกฎหมาย ระเบียบ ข้อบังคับ คำสั่ง ประกาศของกรมศุลกากร บรรดาที่มีบังคับใช้อยู่แล้วในขณะทำสัญญาประกันทัณฑ์บนนี้ หรือที่จะมีขึ้นใช้บังคับต่อไป ประกาศและคำสั่งทั่วไปกรมศุลกากรที่บังคับใช้อยู่แล้วจึงถือเป็นส่วนหนึ่งของสัญญา ดังนั้น แม้โจทก์จะเป็นเพียงผู้ประกอบการคลังสินค้าทัณฑ์บน มิได้เป็นผู้นำสินค้าพิพาทเข้ามาในราชอาณาจักร แต่หากโจทก์เก็บของในคลังสินค้าทัณฑ์บนทั่วไปเกินกำหนดที่จำเลยอนุญาต จำเลยมีอำนาจเรียกเก็บค่าอากรเป็นของใช้ภายในประเทศจากโจทก์ โดยไม่ต้องแจ้งให้ผู้นำของเข้าทราบก่อนตามสัญญาประกันและทัณฑ์บน คลังสินค้าทัณฑ์บนทั่วไปได้ เพราะมิใช่เรียกเก็บจากโจทก์ในฐานะผู้นำเข้าหรือเจ้าของสินค้าแต่อย่างใด

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ศาลพิพากษาให้จำเลยชำระเงิน 19,491,027.40 บาท พร้อมด้วยดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปีของต้นเงิน 17,000,000 บาท นับถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์

จำเลยให้การและฟ้องแย้ง ขอให้ศาลพิพากษายกฟ้องและขอให้โจทก์ชำระเงินให้แก่จำเลย 19,724,592 บาท แก่จำเลย

โจทก์ให้การแก้ฟ้องแย้งขอให้ยกฟ้องแย้ง

ศาลภาษีอากรกลางพิพากษายกฟ้อง ให้โจทก์ชำระเงิน 19,724,592 บาท แก่จำเลยตามฟ้องแย้ง ค่าฤชาธรรมเนียมให้เป็นพับ

โจทก์อุทธรณ์ต่อศาลฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีภาษีอากรวินิจฉัยว่า มีปัญหาตามอุทธรณ์ของโจทก์ว่า โจทก์ผิดสัญญาประกันและทัณฑ์บนคลังสินค้าทัณฑ์บนทั่วไป และโจทก์ต้องชำระค่าภาษีศุลกากรสำหรับสินค้าที่เก็บรักษาไว้เนื่องจากเกินกำหนดเวลาหรือไม่ เห็นว่า มาตรา 8 วรรคสอง แห่งพระราชบัญญัติศุลกากร พุทธศักราช 2469 บัญญัติให้อำนาจอธิบดีเรียกประกันจากเจ้าของหรือผู้ปกครองคลังสินค้าทัณฑ์บน โดยให้ทำทัณฑ์บนและหรืออย่างอื่นจนเป็นที่พอใจ เพื่อประกันค่าภาษีอากรหรือค่าชดใช้อย่างอื่นซึ่งกรมศุลกากรอาจเรียกได้ตามกฎหมายหรือข้อตกลง ดังนั้น จำเลยจึงมีอำนาจเรียกให้โจทก์ในฐานะผู้ประกอบกิจการคลังสินค้าทัณฑ์บนทำข้อตกลงหรือสัญญาประกันตามบทบัญญัตินี้ได้ เมื่อสัญญาประกันและทัณฑ์บน คลังสินค้าทัณฑ์บนทั่วไป ลงวันที่ 19 สิงหาคม 2548 ระหว่างโจทก์กับจำเลย ข้อ 1 ระบุว่า โจทก์ผู้ให้สัญญาจะปฏิบัติตามกฎหมาย ระเบียบ ข้อบังคับ คำสั่ง ประกาศของกรมศุลกากร บรรดาที่มีบังคับใช้อยู่แล้ว ในขณะทำสัญญาประกันทัณฑ์บนนี้ หรือที่จะมีขึ้นใช้บังคับต่อไป ซึ่งจำเลยมีนายธนศักดิ์ นายสมชาติ นายวุฒิพงศ์ และนางแสงดาว พนักงานเจ้าหน้าที่ของจำเลย เบิกความในทำนองเดียวกันได้ความว่า โจทก์รับฝากสินค้าของบริษัทปภามาศ จำกัด มูลค่าสินค้า 129,311,941.68 บาท ค่าภาษีอากรรวม 36,724,592 บาท ไว้ในคลังสินค้าทัณฑ์บนของโจทก์เกิน 2 ปี และเกินกำหนดที่จำเลยอนุญาตให้ขยายระยะเวลา จึงเป็นการไม่ปฏิบัติตามพระราชบัญญัติศุลกากร พ.ศ.2469 ประกาศกรมศุลกากรที่ 4/2547 และคำสั่งทั่วไปกรมศุลกากรที่ 1/2547 จำเลยจึงมีอำนาจเรียกเก็บภาษีอากรจำนวนดังกล่าวจากโจทก์ เมื่อพิจารณาประกาศกรมศุลกากร ที่ 4/2547 เรื่อง ระเบียบเกี่ยวกับคลังสินค้าทัณฑ์บนทั่วไป ออกโดยอาศัยอำนาจตามความในมาตรา 3 และมาตรา 8 แห่งพระราชบัญญัติศุลกากร พุทธศักราช 2469 แก้ไขเพิ่มเติมโดยประกาศของคณะปฏิวัติ ฉบับที่ 329 ลงวันที่ 13 ธันวาคม 2515 ซึ่งให้ยกเลิกประกาศกรมศุลกากรที่ 54/2546 ลงวันที่ 22 กันยายน 2546 และให้ใช้ระเบียบเกี่ยวกับคลังสินค้าทัณฑ์บนทั่วไป ดังต่อไปนี้ ... ข้อ 3 หลักเกณฑ์และเงื่อนไขการจัดตั้ง ข้อย่อย 3.3 สามารถเก็บของได้ไม่เกิน 2 ปี นับแต่วันนำเข้า หากเกินกำหนดดังกล่าว กรมศุลกากรมีอำนาจสั่งให้เจ้าของหรือผู้ปกครองคลังฯ ส่งของออกไปนอกราชอาณาจักรหรือเรียกเก็บค่าอากรเป็นของใช้ภายในประเทศ หรือดำเนินการอย่างอื่นได้ตามที่เห็นสมควร โดยมิพักต้องแจ้งให้ผู้นำของเข้าทราบก่อน ข้อ 7 ผู้ได้รับอนุมัติให้จัดตั้ง นอกจากจะมีหน้าที่ความรับผิดชอบที่จะต้องปฏิบัติตามกฎหมายว่าด้วยศุลกากรและสัญญาประกันและทัณฑ์บนโดยเคร่งครัดแล้ว จะต้องปฏิบัติตามระเบียบ คำสั่ง ข้อบังคับ และประกาศกรมศุลกากรไม่ว่าจะเป็นกฎระเบียบ คำสั่ง และประกาศกรมศุลกากรที่ใช้บังคับอยู่แล้วหรือที่จะออกใช้บังคับต่อไปในภายหน้า ซึ่งคำสั่งทั่วไปกรมศุลกากร ที่ 1/2547 เรื่อง แก้ไขเพิ่มเติมประมวลระเบียบปฏิบัติศุลกากร พ.ศ.2544 ภาค 5 หมวด 2 บทที่ 2 ว่าด้วยคลังสินค้าทัณฑ์บนทั่วไป ออกโดยอาศัยอำนาจตามความในมาตรา 3 และมาตรา 8 แห่งพระราชบัญญัติศุลกากร พุทธศักราช 2469 แก้ไขเพิ่มเติมโดยประกาศของคณะปฏิวัติ ฉบับที่ 329 ลงวันที่ 13 ธันวาคม 2515 ซึ่งมีคำสั่งให้ยกเลิกความในภาค 5 หมวด 2 บทที่ 02 ข้อ 01 - 28 แห่งประมวลระเบียบปฏิบัติศุลกากร พ.ศ.2544 เสียทั้งสิ้น และให้ใช้ความต่อไปนี้แทน บทที่ 2 คลังสินค้าทัณฑ์บนทั่วไป ข้อ 5 02 02 03 หลักเกณฑ์และเงื่อนไขการดำเนินงานคลังสินค้าทัณฑ์บนทั่วไป ข้อ 7 ของที่นำเข้าเก็บในคลังสินค้าทัณฑ์บนทั่วไปสามารถเก็บได้ 2 ปี นับแต่วันนำเข้า ข้อ 5 02 02 25 ของอยู่ในคลังสินค้าทัณฑ์บนทั่วไปเกิน 2 ปี ถ้าของใดอยู่ในคลังสินค้าทัณฑ์บนทั่วไปครบ 2 ปี ให้ผู้อำนวยการสำนักหรือผู้ที่ได้รับมอบหมายมีอำนาจสั่งให้ผู้นำของเข้าและ/หรือเจ้าของคลังสินค้าทัณฑ์บนฯ ดำเนินการชำระภาษีอากรให้แล้วเสร็จภายใน 15 วัน นับแต่วันได้รับแจ้งเป็นหนังสือ หากดำเนินการไม่แล้วเสร็จให้ผู้อำนวยการสำนักหรือผู้ที่ได้รับมอบหมายมีอำนาจสั่งไม่ไห้ผู้นำเข้ารายนั้นนำของเข้าเก็บในคลังสินค้าทัณฑ์บนนั้นๆ ตลอดจนคลังสินค้าทัณฑ์บนทั่วไปอื่นอีกต่อไป ถ้ามีของใดเก็บอยู่ในคลังสินค้าทัณฑ์บนทั่วไปจนครบ 2 ปีแล้ว หากยังมิได้ชำระภาษีอากรให้เสร็จสิ้นภายใน 6 เดือน ให้ผู้อำนวยการสำนักหรือผู้ที่ได้รับมอบหมายมีอำนาจ สั่งให้งดการนำของเข้าเก็บในคลังสินค้าทัณฑ์บนนั้นได้ ดังนี้ ประกาศกรมศุลกากร ที่ 4/2547 เรื่อง ระเบียบเกี่ยวกับคลังสินค้าทัณฑ์บนทั่วไป ซึ่งประกาศ ณ วันที่ 13 มกราคม 2547 และคำสั่งทั่วไปกรมศุลกากร ที่ 1/2547 เรื่อง แก้ไขเพิ่มเติมประมวลระเบียบปฏิบัติศุลกากร พ.ศ.2544 ที่บังคับใช้อยู่แล้วในขณะทำสัญญาประกันและทัณฑ์บน คลังสินค้าทัณฑ์บนทั่วไปพิพาท จึงเป็นส่วนหนึ่งของสัญญาประกันและทัณฑ์บน คลังสินค้าทัณฑ์บนทั่วไปพิพาทด้วยจึงมีผลใช้บังคับได้ตามข้อตกลง ข้อ 1 แห่งสัญญาดังกล่าวที่โจทก์ผู้ให้สัญญายินยอมที่จะปฏิบัติตาม ดังนั้น แม้โจทก์จะเป็นเพียงผู้ประกอบการคลังสินค้าทัณฑ์บนมิได้เป็นผู้นำสินค้าพิพาทเข้ามาในราชอาณาจักร แต่หากโจทก์เก็บของในคลังสินค้าทัณฑ์บนทั่วไปเกินกำหนดที่จำเลยอนุญาต จำเลยมีอำนาจเรียกเก็บค่าอากรเป็นของใช้ภายในประเทศจากโจทก์ โดยไม่ต้องแจ้งให้ผู้นำของเข้าทราบก่อน โดยให้ผู้อำนวยการสำนักหรือผู้ที่ได้รับมอบหมายมีอำนาจสั่งให้โจทก์ดำเนินการชำระภาษีอากรให้แล้วเสร็จภายใน 15 วัน นับแต่วันได้รับแจ้งเป็นหนังสือ ซึ่งข้อเท็จจริงเป็นที่ยุติว่า จำเลยอนุมัติให้บริษัทผู้นำเข้าขยายระยะเวลาฝากเก็บสินค้าในคลังสินค้าทัณฑ์บนของโจทก์และผ่อนผันการชำระค่าภาษีออกไปจนถึงวันที่ 1 เมษายน 2548 แผ่นที่ 25 แต่เนื่องจากบริษัทดังกล่าวไม่ชำระค่าฝากเก็บรักษาสินค้าให้แก่โจทก์ วันที่ 14 กรกฎาคม 2547 โจทก์จึงฟ้องบริษัทดังกล่าวให้ชำระค่าฝากเก็บรักษาสินค้า วันที่ 18 ตุลาคม 2547 ศาลแพ่งกรุงเทพใต้มีคำพิพากษาให้บริษัทดังกล่าวชำระเงินค่าฝากเก็บสินค้าแก่โจทก์ หากบริษัทดังกล่าวไม่ชำระเงินและนำตู้คอนเทนเนอร์บรรจุสินค้าออกไปจากคลังสินค้าทัณฑ์บนของโจทก์ภายในกำหนด 1 เดือน นับจากวันที่ศาลมีคำพิพากษา ให้นำตู้คอนเทนเนอร์บรรจุสินค้าและสินค้าของบริษัทดังกล่าวออกขายทอดตลาดได้เงินสุทธิเท่าใดให้หักชำระค่าฝากเก็บแก่โจทก์ หากยังมีเงินเหลือให้ส่งคืนแก่บริษัทดังกล่าว วันที่ 22 มีนาคม 2548 ศาลออกหมายบังคับคดี วันที่ 8 พฤศจิกายน 2548 เจ้าพนักงานบังคับคดีออกประกาศเจ้าพนักงานบังคับคดี เรื่อง การยึดทรัพย์ คดีอยู่ในระหว่างการดำเนินการขายทอดตลาดของเจ้าพนักงานบังคับคดี ซึ่งไม่ปรากฏข้อเท็จจริงว่าจำเลยได้อนุมัติให้บริษัทผู้นำเข้าขยายระยะเวลาฝากเก็บสินค้าในคลังสินค้าทัณฑ์บนของโจทก์ หลังวันที่ 1 เมษายน 2548 ต่อไปอีก เมื่อสินค้ายังอยู่ในคลังสินค้าทัณฑ์บนของโจทก์หลังวันดังกล่าว จึงเป็นกรณีที่มีการเก็บของในคลังสินค้าทัณฑ์บนทั่วไปของโจทก์เกินกำหนด จำเลยจึงมีอำนาจเรียกเก็บค่าอากรเป็นของใช้ภายในประเทศจากโจทก์ตามสัญญาประกันและทัณฑ์บน คลังสินค้าทัณฑ์บนทั่วไป ได้ มิใช่เรียกเก็บจากโจทก์ในฐานะผู้นำเข้าหรือเจ้าของสินค้าแต่อย่างใด

พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.ศุลกากร พ.ศ.2469 ม. 3 ม. 8 วรรคสอง
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — บริษัทสินธนโชติ จำกัด
จำเลย — กรมศุลกากร
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลภาษีอากรกลาง — นางสุพัตรา สืบสม อนันตพงศ์
ชื่อองค์คณะ
นิพันธ์ ช่วยสกุล
กรองเกียรติ คมสัน
อดิเทพ ถิระวัฒน์
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 18055/2557
#579702
เปิดฉบับเต็ม

ประกาศอธิบดีกรมสรรพากร เกี่ยวกับภาษีเงินได้ (ฉบับที่ 47) เรื่อง กำหนดหลักเกณฑ์ วิธีการ และเงื่อนไขการลดอัตราภาษีเงินได้ของบริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคลเฉพาะกำไรสุทธิส่วนที่ได้จากการประกอบกิจการวิเทศธนกิจ และคำสั่งกรมสรรพากรที่ ป.62/2539 เรื่อง การยื่นแบบแสดงรายการภาษีเงินได้นิติบุคคลและการขอมีเลขประจำตัวของธนาคารพาณิชย์ที่ได้รับอนุญาตให้ประกอบกิจการวิเทศธนกิจ มีวัตถุประสงค์เพื่อการคำนวณกำไรขาดทุนและการยื่นแบบแสดงรายการภาษีเงินได้บริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคล สำหรับการประกอบกิจการวิเทศธนกิจเท่านั้น ไม่รวมถึงกิจการธนาคารพาณิชย์ที่ได้รับอนุญาตให้ประกอบกิจการวิเทศธนกิจ ซึ่งมีหน้าที่ยื่นคำร้องขอมีเลขประจำตัวและบัตรประจำตัวผู้เสียภาษีอากรและต้องแยกยื่นแบบ ภ.ง.ด.50 และ ภ.ง.ด.51 พร้อมงบดุล บัญชีทำการและบัญชีกำไรขาดทุนของแต่ละกิจการ ตามอัตราภาษีร้อยละ 10 หรือร้อยละ 30 เสมือนหนึ่งเป็นคนละนิติบุคคล เนื่องจากมีอัตราภาษีเงินได้ที่ไม่เท่ากัน เมื่อพิจารณาประกอบกับประกาศกระทรวงการคลัง เรื่อง การประกอบกิจการวิเทศธนกิจของธนาคารพาณิชย์ ลงวันที่ 16 กันยายน 2535 และประกาศธนาคารแห่งประเทศไทย เรื่อง หลักเกณฑ์ วิธีการ และเงื่อนไขในการประกอบกิจการวิเทศธนกิจของธนาคารพาณิชย์ ลงวันที่ 16 กันยายน 2535 และวันที่ 17 เมษายน 2541 แล้วย่อมเห็นได้ว่า บทกฎหมายข้างต้นมีวัตถุประสงค์ให้กำไรสุทธิส่วนที่ได้จากการประกอบกิจการวิเทศธนกิจแยกต่างหากจากกำไรสุทธิส่วนที่ได้จากกิจการอื่นของธนาคาร โจทก์จึงมีหน้าที่ต้องยื่นแบบฯ สำหรับกิจการวิเทศธนกิจที่ไม่ได้รับการลดอัตราภาษีเงินได้เหลือร้อยละ 10 แยกต่างหากจากแบบฯ สำหรับกิจการวิเทศธนกิจที่ได้รับการลดอัตราภาษีเงินได้เหลือร้อยละ 10 และแยกต่างหากจากแบบฯ สำหรับกิจการอื่นของธนาคาร

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้เพิกถอนหนังสือแจ้งภาษีเงินได้นิติบุคคลเลขที่ ภ.ง.ด. 73.1-03012042-25490724-002-00003 ลงวันที่ 24 กรกฎาคม 2549 และคำวินิจฉัยอุทธรณ์ ภ.ส.7 เลขที่ ภญ. (อธ.2)/4/2541 ลงวันที่ 9 กันยายน 2551 กับให้เพิกถอนหนังสือแจ้งการประเมินภาษีเงินได้นิติบุคคลเลขที่ ภ.ง.ด.73.1-03012042-25490724-002-00004 ลงวันที่ 24 กรกฎาคม 2549 และคำวินิจฉัยอุทธรณ์ ภ.ส.7 เลขที่ ภญ.(อธ.2)/5/2551 ลงวันที่ 9 กันยายน 2551

จำเลยให้การขอให้ยกฟ้อง

ศาลภาษีอากรกลางพิพากษายกฟ้อง ให้โจทก์ชำระค่าฤชาธรรมเนียมแทนจำเลย โดยกำหนด ค่าทนายความ 5,000 บาท

โจทก์อุทธรณ์ต่อศาลฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีภาษีอากรวินิจฉัยว่า ปัญหาตามอุทธรณ์ของโจทก์ข้อแรกว่า โจทก์ต้องยื่นแบบแสดงรายการภาษีเงินได้บริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคล ตามแบบ ภ.ง.ด.50 และ ภ.ง.ด.51 สำหรับกิจการวิเทศธนกิจที่ต้องเสียภาษีเงินได้ในอัตราร้อยละ 30 ของกำไรสุทธิ แยกต่างหากจากแบบแสดงรายการภาษีเงินได้บริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคล ตามแบบ ภ.ง.ด.50 และ ภ.ง.ด.51 สำหรับกิจการธนาคารพาณิชย์อื่นที่ต้องเสียภาษีเงินได้ในอัตราร้อยละ 30 ของกำไรสุทธิหรือไม่ เห็นว่า แม้ประกาศอธิบดีกรมสรรพากร เกี่ยวกับภาษีเงินได้ (ฉบับที่ 47) เรื่อง กำหนดหลักเกณฑ์ วิธีการ และเงื่อนไขการลดอัตราภาษีเงินได้ของบริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคล เฉพาะกำไรสุทธิส่วนที่ได้จากการประกอบกิจการวิเทศธนกิจ และคำสั่งกรมสรรพากรที่ ป.66/2539 เรื่อง การยื่นแบบแสดงรายการภาษีเงินได้นิติบุคคลและการขอมีเลขประจำตัวของธนาคารพาณิชย์ที่ได้รับอนุญาตให้ประกอบกิจการวิเทศธนกิจ ไม่ได้กำหนดไว้เป็นที่ชัดเจนว่า โจทก์ต้องแยกคำนวณกำไรสุทธิและขาดทุนสุทธิรวมทั้งแยกยื่นแบบแสดงรายการภาษีเงินได้บริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคล สำหรับกิจการวิเทศธนกิจที่ต้องเสียภาษีเงินได้ในอัตราร้อยละ 30 ของกำไรสุทธิ ต่างหากจากกิจการธนาคารพาณิชย์อื่นที่ต้องเสียภาษีเงินได้ในอัตราร้อยละ 30 ของกำไรสุทธิ ก็ตาม แต่เนื่องจากหลักเกณฑ์ตามประกาศอธิบดีกรมสรรพากร เกี่ยวกับภาษีเงินได้ (ฉบับที่ 47) และคำสั่งกรมสรรพากรที่ ป.62/2539 มีวัตถุประสงค์เพื่อคำนวณกำไรสุทธิและขาดทุนสุทธิ รวมทั้งการยื่นแบบแสดงรายการภาษีเงินได้บริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคล สำหรับการประกอบกิจการวิเทศธนกิจเท่านั้น ไม่รวมถึงกิจการธนาคารพาณิชย์อื่น โดยเฉพาะคำสั่งกรมสรรพากรที่ ป. 62/2539 ข้อ 3 ที่ให้ธนาคารพาณิชย์ที่ตั้งขึ้นตามกฎหมายไทยหรือที่ตั้งขึ้นตามกฎหมายของต่างประเทศและกระทำกิจการในประเทศไทย ตามมาตรา 66 วรรคหนึ่ง แห่งประมวลรัษฎากร ที่ได้รับอนุญาตให้ประกอบกิจการวิเทศธนกิจ มีหน้าที่ยื่นคำร้องขอมีเลขประจำตัวและบัตรประจำตัวผู้เสียภาษีอากรตามแบบที่อธิบดีกำหนด สำหรับการเสียภาษีเงินได้จากการประกอบธุรกิจวิเทศธนกิจในอัตราร้อยละ 10 แยกต่างหากจากเลขประจำตัวผู้เสียภาษีอากรสำหรับการเสียภาษีในอัตราร้อยละ 30 อีกหนึ่งหมายเลข เพื่อให้สอดคล้องกับหลักเกณฑ์ในข้อ 2 ที่ให้ธนาคารพาณิชย์ดังกล่าวแยกยื่นแบบแสดงรายการภาษีเงินได้นิติบุคคล (ภ.ง.ด.50 ภ.ง.ด.51) พร้อมงบดุลบัญชีทำการและบัญชีกำไรขาดทุนของแต่ละกิจการ ตามอัตราภาษีร้อยละ 10 หรือร้อยละ 30 แล้วแต่กรณี เสมือนหนึ่งเป็นคนละนิติบุคคล ทั้งที่เป็นกำไรสุทธิจากการประกอบกิจการอย่างเดียวกัน แต่เนื่องจากมีอัตราภาษีเงินได้ที่ไม่เท่ากัน เมื่อพิจารณาประกอบกับประกาศกระทรวงการคลัง เรื่อง การประกอบกิจการวิเทศธนกิจของธนาคารพาณิชย์ ลงวันที่ 16 กันยายน 2535 และประกาศธนาคารแห่งประเทศไทย เรื่อง หลักเกณฑ์ วิธีการ และเงื่อนไขในการประกอบกิจการวิเทศธนกิจของธนาคารพาณิชย์ ลงวันที่ 16 กันยายน 2535 และวันที่ 17 เมษายน 2541 แล้วย่อมเห็นได้ว่า บทกฎหมายที่กล่าวมาข้างต้นมีวัตถุประสงค์ให้กำไรสุทธิส่วนที่ได้จากการประกอบกิจการวิเทศธนกิจแยกต่างหากจากกำไรสุทธิส่วนที่ได้จากการประกอบกิจการธนาคารพาณิชย์อื่น ซึ่งกำไรสุทธิส่วนที่ได้จากการประกอบกิจการวิเทศธนกิจยังแยกต่างหากจากกันระหว่างการประกอบกิจการวิเทศธนกิจที่ต้องเสียภาษีจากกำไรสุทธิในอัตราปกติและการประกอบกิจการวิเทศธนกิจที่ได้รับการลดอัตราภาษีเงินได้ลงเหลือร้อยละ 10 ของกำไรสุทธิ หาใช่นำกำไรสุทธิในส่วนที่ได้จากการประกอบกิจการวิเทศธนกิจที่ไม่ได้รับการลดอัตราภาษีเงินได้หรือที่ต้องเสียภาษีจากกำไรสุทธิในอัตราปกติไปรวมกับกำไรสุทธิในส่วนที่ได้จากการประกอบกิจการธนาคารพาณิชย์อื่นดังที่โจทก์อุทธรณ์ไม่ ดังนั้น โจทก์จึงมีหน้าที่ต้องยื่นแบบแสดงรายการภาษีเงินได้บริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคล สำหรับการประกอบกิจการวิเทศธนกิจที่ไม่ได้รับการลดอัตราภาษีเงินได้เหลือร้อยละ 10 ของกำไรสุทธิ แยกต่างหากจากแบบแสดงรายการภาษีเงินได้บริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคล สำหรับการประกอบกิจการวิเทศธนกิจที่ได้รับการลดอัตราภาษีเงินได้เหลือร้อยละ 10 ของกำไรสุทธิ และแยกต่างหากจากแบบแสดงรายการภาษีเงินได้บริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคล สำหรับการประกอบกิจการธนาคารพาณิชย์อื่น การที่โจทก์นำกำไรสุทธิที่ได้จากการประกอบกิจการวิเทศธนกิจที่ไม่ได้รับการลดอัตราภาษีเงินได้เหลือร้อยละ 10 ของกำไรสุทธิ ไปรวมคำนวณกับกำไรสุทธิที่ได้จากการประกอบกิจการธนาคารพาณิชย์อื่นในแบบแสดงรายการภาษีเงินได้บริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคลเดียวกันจึงไม่ชอบ ที่ศาลภาษีอากรกลางวินิจฉัยว่าโจทก์ต้องยื่นแบบแสดงรายการภาษีเงินได้บริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคล สำหรับการประกอบกิจการที่เกี่ยวกับหรือเนื่องจากกิจการวิเทศธนกิจที่ต้องเสียภาษีเงินได้ในอัตราร้อยละ 30 ของกำไรสุทธิ ต่างหากจากการประกอบกิจการธนาคารพาณิชย์ปกติที่ต้องเสียภาษีเงินได้ในอัตราร้อยละ 30 ของกำไรสุทธินั้น ศาลฎีกาแผนกคดีภาษีอากรเห็นพ้องด้วย อุทธรณ์ของโจทก์ข้อนี้ฟังไม่ขึ้น

ปัญหาตามอุทธรณ์ของโจทก์ข้อสุดท้ายว่า เจ้าพนักงานประเมินออกหมายเรียกโจทก์ภายในกำหนดระยะเวลาตามกฎหมายหรือไม่ เห็นว่า เมื่อโจทก์มีหน้าที่ต้องยื่นแบบแสดงรายการภาษีเงินได้บริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคล สำหรับการประกอบกิจการวิเทศธนกิจที่ต้องเสียภาษีในอัตราร้อยละ 30 ของกำไรสุทธิ แต่โจทก์นำกำไรสุทธิจากการประกอบกิจการดังกล่าวไปรวมในแบบแสดงรายการภาษีเงินได้บริษัทหรือห้างส่วนนิติบุคคล สำหรับการประกอบกิจการธนาคารพาณิชย์อื่น กรณีเช่นนี้มิใช่โจทก์ยื่นแบบแสดงรายการภาษีเงินได้บริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคล สำหรับการประกอบกิจการวิเทศธนกิจที่ต้องเสียภาษีในอัตราร้อยละ 30 ของกำไรสุทธิ ไม่ถูกต้องตามความเป็นจริงหรือไม่บริบูรณ์ ตามมาตรา 19 แห่งประมวลรัษฎากร แต่เป็นกรณีที่โจทก์ไม่ยื่นแบบแสดงรายการภาษีเงินได้บริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคล สำหรับการประกอบกิจการวิเทศธนกิจที่ต้องเสียภาษีในอัตราร้อยละ 30 ของกำไรสุทธิ ตามมาตรา 23 แห่งประมวลรัษฎากร ซึ่งกฎหมายไม่ได้กำหนดระยะเวลาในการออกหมายเรียกดังเช่นมาตรา 19 แต่อย่างใด ที่ศาลภาษีอากรกลางวินิจฉัยปัญหานี้ว่า การออกหมายเรียกของจำเลยเป็นกรณีที่เจ้าพนักงานประเมินออกหมายเรียกตรวจสอบไต่สวนโจทก์ตามมาตรา 23 แห่งประมวลรัษฎากร ซึ่งไม่มีกำหนดเวลาในการออกหมายเรียก การออกหมายเรียกตรวจสอบไต่สวนโจทก์ของเจ้าพนักงานประเมิน จึงกระทำโดยชอบ กรณีไม่ต้องด้วยมาตรา 19 แห่งประมวลรัษฎากร นั้น ศาลฎีกาแผนกคดีภาษีอากรเห็นพ้องด้วย อุทธรณ์ของโจทก์ข้อนี้ฟังไม่ขึ้นเช่นกัน ส่วนที่โจทก์อุทธรณ์โต้แย้งต่อมาว่า เจ้าพนักงานประเมินทำการประเมินภาษีโจทก์ในวันที่ 24 กรกฎาคม 2549 จึงเกินกว่ากำหนดเวลา 2 ปี นับแต่วันที่โจทก์ยื่นแบบแสดงรายการภาษีเงินได้บริษัทหรือห้างหุ้นส่วนบริษัท สำหรับการประกอบกิจการวิเทศธนกิจที่ต้องเสียภาษีในอัตราร้อยละ 30 ของกำไรสุทธินั้น เป็นอุทธรณ์ที่แตกต่างจากที่โจทก์บรรยายฟ้องว่า โจทก์ยื่นแบบแสดงรายการภาษีเงินได้บริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคล สำหรับรอบระยะเวลาบัญชีวันที่ 1 มกราคม ถึงวันที่ 31 ธันวาคม 2541 ซึ่งครบกำหนดในวันที่ 30 พฤษภาคม 2542 จำเลยจะต้องมีหมายเรียกภายในวันที่ 30 พฤษภาคม 2544 แต่จำเลยมีหมายเรียกดังกล่าวในวันที่ 29 ธันวาคม 2548 จึงเกินกำหนดระยะเวลาที่กฎหมายให้ไว้ และไม่ปรากฏว่าอธิบดีกรมสรรพากรอนุมัติให้ขยายระยะเวลาออกไปเกินกว่า 2 ปี การออกหมายเรียกและการประเมินดังกล่าวของจำเลยจึงขัดต่อประมวลรัษฎากร จึงไม่มีอำนาจกระทำได้ อุทธรณ์ของโจทก์ดังกล่าวเป็นข้อเท็จจริงที่โจทก์เพิ่งยกขึ้นกล่าวอ้างในชั้นอุทธรณ์ จึงเป็นข้อที่มิได้ยกขึ้นว่ากันมาแล้วโดยชอบในศาลภาษีอากรกลาง ศาลฎีกาแผนกคดีภาษีอากรไม่รับวินิจฉัยตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 225 ประกอบพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลภาษีอากรและวิธีพิจารณาคดีภาษีอากร พ.ศ.2528 มาตรา 29

พิพากษายืน ให้โจทก์ใช้ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์แทนจำเลย โดยกำหนดค่าทนายความ 10,000 บาท
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.รัษฎากร ม. 66
ประกาศอธิบดีกรมสรรพากร เกี่ยวกับภาษีเงินได้ (ฉบับที่ 47) พ.ศ.2536
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — ธนาคารซิตี้แบงค์ เอ็น.เอ.สาขากรุงเทพมหานคร
จำเลย — กรมสรรพากร
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลภาษีอากรกลาง — นางสาวจิรฉวี อินทจาร
ชื่อองค์คณะ
ภาภูมิ สรอัฑฒ์
กรองเกียรติ คมสัน
อดิเทพ ถิระวัฒน์
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 18042/2557
#581385
เปิดฉบับเต็ม

โจทก์และจำเลยที่ 1 ตกลงกำหนดความรับผิดจากการปฏิบัติผิดสัญญาตามสัญญารับจ้างสำรวจและประเมินราคาทรัพย์สิน จำเลยที่ 1 ผิดสัญญารับจ้างสำรวจและประเมินราคาทรัพย์สินราย ก. เนื่องจากไม่รายงานและประเมินราคาทรัพย์สินอันเป็นหลักประกันอย่างถูกต้องตามความจริง โจทก์คิดค่าเสียหายจากต้นเงินส่วนที่ธนาคารให้สินเชื่อไปเกินกว่าที่ควรจะเป็นตามมติคณะกรรมการควบคุมบริษัทประเมินของโจทก์ ทั้งค่าเสียหายที่โจทก์เรียกร้องเท่ากับจำนวนเงินสินเชื่อที่โจทก์อนุมัติให้ ก. กู้ก็ไม่ปรากฏว่าผู้กู้ผิดนัดชำระหนี้ มติดังกล่าวระบุด้วยว่า กรณีลูกหนี้ผ่อนชำระปกติ ให้บริษัทประเมินรับสภาพหนี้ยังไม่ต้องชำระค่าเสียหาย ถ้าลูกหนี้ผ่อนชำระหนี้จนหลักประกันคุ้มยอดหนี้ บริษัทประเมินหลุดพ้นจากการรับสภาพหนี้ แสดงว่าโจทก์เห็นว่ากรณีที่ผู้กู้ยังคงชำระหนี้ให้แก่โจทก์ยังไม่มีความเสียหายเกิดขึ้น เพียงแต่มีความเสี่ยงว่าผู้กู้จะไม่ชำระหนี้ เมื่อโจทก์ไม่นำสืบให้เห็นว่าโจทก์เสียหายอย่างอื่นหรือจะเสียประโยชน์จากการนำเงินจำนวนนี้ไปเพื่อการอย่างอื่นและจะได้ประโยชน์มากกว่าการได้ดอกเบี้ยจากการให้สินเชื่อแก่ ก. การที่โจทก์เรียกร้องค่าเสียหาย 300,000 บาท จึงสูงเกินไป

สัญญารับจ้างสำรวจและประเมินราคาทรัพย์สินกำหนดหน้าที่ของบริษัทประเมินต้องสำรวจและประเมินราคาทรัพย์สินให้ครบถ้วนตามแบบและวิธีปฏิบัติที่ธนาคารกำหนด แบบสำรวจและประเมินกำหนดรายการประเมินราคาหลักประกันไว้ คือ ราคาประเมินซึ่งเป็นราคาสำหรับการประเมินที่ดินต่อตารางวาและราคาอาคาร กับราคารับเป็นหลักประกันซึ่งเป็นการประเมินมูลค่าทรัพย์สินโดยคำนวณจากข้อมูลเปรียบเทียบ ไม่ว่าจะเป็นราคาประเมินหรือราคารับเป็นหลักประกัน จำเลยที่ 1 มีหน้าที่ต้องให้ความเห็นตามมาตรฐานหลักวิชาและจรรยาบรรณในวิชาชีพเพื่อให้โจทก์พิจารณาให้สินเชื่อได้อย่างถูกต้อง หลักประกันราย ร. จำเลยที่ 1 กำหนดราคาประเมิน 10,844,626 บาท ราคารับเป็นหลักประกัน 22,000,000 บาท โดยวิเคราะห์เปรียบเทียบกับโครงการเดียวกัน อ. นักประเมินราคาหลักทรัพย์ของโจทก์เห็นว่า จำเลยที่ 1 ประเมินราคารับเป็นหลักประกันสูงกว่าราคาประเมินของธนาคารร้อยละ 127.41 อ. ประเมินใหม่ได้ราคาประเมิน 8,081,085 บาท ราคารับเป็นหลักประกัน 9,674,000 บาท โดยเปรียบเทียบกับโครงการเดียวกัน นอกจากนี้ปรากฏว่าบริษัทประเมินอื่นรวมทั้งจำเลยที่ 1 เคยประเมินราคาในโครงการดังกล่าว ราคาประเมินกับราคารับเป็นหลักประกันจะต่างกันไม่เกินร้อยละ 30 โดยเฉพาะจำเลยที่ 1 ประเมินราคารับเป็นหลักประกันไม่เกินร้อยละ 20 มาตรฐานการประเมินราคารับเป็นหลักประกันจึงไม่เกินกึ่งหนึ่งของราคาประเมิน การที่จำเลยที่ 1 ประเมินราคารับเป็นหลักประกันถึง 22,000,000 บาท จึงเป็นการประเมินราคารับเป็นหลักประกันเกินกว่าราคาประเมินกว่าร้อยละ 100 เป็นเรื่องผิดปกติ ฟังได้ว่าจำเลยที่ 1 ไม่ได้ประเมินราคารับเป็นหลักประกันตามมาตรฐานวิชาชีพเป็นการผิดสัญญา

การให้สินเชื่อ โจทก์ต้องวิเคราะห์ข้อมูลเพื่ออนุมัติวงเงินกู้ โดยฝ่ายประเมินสินทรัพย์ของโจทก์ต้องตรวจสอบข้อมูลว่าน่าเชื่อถือมากน้อยเพียงใด ราคาที่จำเลยที่ 1 ประเมินนั้นเหมาะสมหรือไม่ และต้องพิจารณาความสามารถในการชำระหนี้ของลูกหนี้ด้วย ทั้งโจทก์ได้เสนอคณะกรรมการพิจารณาสินเชื่อเพื่อวิเคราะห์สินเชื่อด้วย ไม่ได้ใช้ราคาประเมินของจำเลยที่ 1 แต่เพียงอย่างเดียว ในการพิจารณาอนุมัติสินเชื่อ เมื่อโจทก์ได้รับรายงานการประเมินราคาจากจำเลยที่ 1 แล้วต้องทราบว่าราคาประเมินซึ่งเป็นราคาต้นทุนกับราคารับเป็นหลักประกันซึ่งเป็นราคาตลาดต่างกันกว่าร้อยละ 100 เป็นเรื่องผิดปกติ แต่ยังคงอนุมัติสินเชื่อให้แก่ผู้กู้ ต้องถือว่าโจทก์ประมาทเลินเล่อ หากจำเลยที่ 1 ต้องรับผิดทั้งหมดในส่วนต่างจากการให้สินเชื่อย่อมเป็นการโอนภาระความเสี่ยงของโจทก์แก่ผู้ประเมินราคาหลักประกัน ทั้งที่เป็นความผิดของโจทก์ที่วิเคราะห์ข้อมูลผิดพลาดและไม่ตรวจสอบความน่าเชื่อถือทางการเงินของลูกค้า

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยที่ 1 ชำระเงิน 7,077,100 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ ให้จำเลยที่ 2 ร่วมกับจำเลยที่ 1 ชำระเงิน 500,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์

จำเลยที่ 1 และที่ 2 ให้การขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง ค่าฤชาธรรมเนียมให้เป็นพับ

โจทก์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษากลับว่า ให้จำเลยที่ 1 ชำระเงิน 6,777,100 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันฟ้อง (ฟ้องวันที่ 28 พฤศจิกายน 2554) เป็นต้นไปจนกว่าชำระเสร็จแก่โจทก์ โดยจำเลยที่ 2 ในฐานะผู้ค้ำประกันต้องร่วมรับผิดด้วยในวงเงิน 500,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จ ให้จำเลยทั้งสองร่วมกันใช้ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสองศาลแทนโจทก์โดยกำหนดค่าทนายความให้รวม 100,000 บาท

โจทก์และจำเลยทั้งสองฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงรับฟังยุติว่า โจทก์ประกอบกิจการธนาคาร ทำสัญญาว่าจ้างจำเลยที่ 1 ให้สำรวจและประเมินราคาทรัพย์สินที่ลูกค้าโจทก์นำมาจำนองเป็นประกันหนี้เงินกู้กับโจทก์ จำเลยที่ 2 เป็นผู้ค้ำประกันการปฏิบัติงานของจำเลยที่ 1 โดยยอมรับผิดอย่างลูกหนี้ร่วมในวงเงิน 500,000 บาท จำเลยที่ 1 ประเมินราคาทรัพย์สินรายสิบเอกก้อน ผิดแปลง ส่วนรายนางรัตติญาพร จำเลยที่ 1 รายงานว่าหลักประกันเป็นโฉนดที่ดินเลขที่ 167029 เลขที่ดิน 2565 ตำบลท่าแร้ง (กูบแดง) อำเภอบางเขน กรุงเทพมหานคร เนื้อที่ 128 ตารางวา บนที่ดินมีอาคารตึกบ้านเดี่ยว 2 ชั้น เลขที่ 5/412 อยู่ในโครงการหมู่บ้านชัยพฤกษ์รามอินทรา จำเลยที่ 1 ประเมินราคา 10,844,626 บาท และราคารับเป็นหลักประกัน 22,000,000 บาท โจทก์ให้กู้ 15,000,000 บาท ต่อมาโจทก์ทบทวนหลักประกันใหม่ราคาเพียง 9,674,000 บาท นางรัตติญาพรผิดนัดชำระหนี้ตั้งแต่งวดแรก ศาลอุทธรณ์วินิจฉัยว่าจำเลยที่ 1 ผิดสัญญารับจ้างสำรวจและประเมินราคาทรัพย์สินรายสิบเอกก้อนคู่ความไม่ฎีกา จึงยุติตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ คงมีปัญหาวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ว่า จำเลยที่ 1 ต้องรับผิดชดใช้ค่าเสียหายอันเนื่องมาจากการผิดสัญญารายสิบเอกก้อนหรือไม่เพียงใด โจทก์ฎีกาว่า ความเสียหายอันเกิดจากการกระทำผิดสัญญาของจำเลยที่ 1 เกิดขึ้นแก่โจทก์ทันทีที่จำเลยที่ 1 รายงานผลการประเมินราคาทรัพย์สินหลักประกันไม่ถูกต้องตามความจริง และกรณีสำรวจทรัพย์สินผิดแปลงต้องรับผิดชำระค่าเสียหายเต็มจำนวนที่โจทก์หลงเชื่อ เห็นว่า โจทก์และจำเลยที่ 1 ตกลงกำหนดความรับผิดจากการปฏิบัติผิดสัญญาตามสัญญารับจ้างสำรวจและประเมินราคาทรัพย์สิน ข้อ 6 วรรคแรก ว่า "บริษัทประเมินยอมรับผิดในการสำรวจและประเมินราคาทรัพย์สินหรือรายงานผลการก่อสร้างอาคาร ไม่ว่าจะเกิดโดยความประมาทเลินเล่อ จงใจ หรือทุจริต อาทิเช่น รายงานผลการสำรวจในเรื่องตำแหน่งที่ตั้งที่ดิน หรืออาคารชุดคลาดเคลื่อนไปจากความเป็นจริง หรือรายงานผลการสำรวจที่ดินว่ามีถนนใช้เป็นทางเข้าหรือออกสู่ทางสาธารณะ ได้สะดวกอันเป็นความเท็จหรือไม่ว่าด้วยประการใดๆ ซึ่งมีผลให้มูลค่าทรัพย์สินที่ประเมินราคาสูงขึ้น หรือต่ำกว่าตามปกติที่เป็นจริง หรือผิดไปจากวิชาชีพการประเมินราคา โดยบริษัทประเมิน ผู้จัดการ พนักงาน ลูกจ้าง หรือตัวแทนของบริษัทประเมินความรับผิดดังกล่าวนั้นบริษัทประเมินยินยอมชดใช้ค่าเสียหายตามจำนวนที่ธนาคารเป็นผู้กำหนด" วรรคสอง กำหนดว่า "นอกจากความรับผิดดังกล่าวข้างต้นแล้ว บริษัทประเมินยังต้องรับผิดชดใช้ค่าเสียหายแก่ธนาคารซึ่งได้รับความเสียหายอันเกิดจากการปฏิบัติ หรือไม่ปฏิบัติตามสัญญาฉบับนี้ หรือที่บริษัทประเมิน ผู้จัดการ พนักงาน ตัวแทน บริวารก่อให้เกิดความเสียหายแก่ธนาคารไม่ว่าด้วยเหตุใดๆ " ข้อเท็จจริงรับฟังได้ตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ว่า จำเลยที่ 1 ผิดสัญญารับจ้างสำรวจและประเมินราคาทรัพย์สินรายสิบเอกก้อน เนื่องจากไม่รายงานและประเมินราคาทรัพย์สินอันเป็นหลักประกันอย่างถูกต้องตามความจริง ปัญหาว่าค่าเสียหายจากการที่จำเลยที่ 1 ไม่ปฏิบัติตามสัญญามีเพียงใด โจทก์นำสืบหลักเกณฑ์ในการคิดค่าเสียหายกรณีบริษัทประเมินสำรวจหลักประกันผิดแปลงว่า ให้คิดค่าเสียหายจากต้นเงินส่วนที่ธนาคารให้สินเชื่อไปเกินกว่าที่ควรจะเป็นตามมติคณะกรรมการควบคุมบริษัทประเมินของโจทก์ ครั้งที่ 1/2546 โดยนายสงกรานต์ ผู้รับมอบอำนาจช่วงโจทก์เบิกความว่า หากโจทก์ทราบว่าที่ดินเป็นหลักประกันเป็นที่ดินเปล่า โจทก์จะไม่อนุมัติสินเชื่อ เนื่องจากในปี 2547 โจทก์จะไม่ให้สินเชื่อแก่ผู้ขอกู้เงินเพื่อซื้อที่ดินเปล่า ค่าเสียหายที่โจทก์ได้รับจึงเป็นจำนวนเงินที่โจทก์ให้สินเชื่อแก่ผู้กู้รายนี้ 300,000 บาท เห็นว่า มติคณะกรรมการควบคุมบริษัทประเมินดังกล่าวเป็นการประชุมภายในธนาคารโจทก์เป็นหลักเกณฑ์ที่กำหนดเอาฝ่ายเดียว ทั้งค่าเสียหายที่โจทก์เรียกร้องเท่ากับจำนวนเงินสินเชื่อที่โจทก์อนุมัติให้สิบเอกก้อนกู้ก็ไม่ปรากฏว่าผู้กู้ผิดนัดชำระหนี้ โดยมติดังกล่าวระบุด้วยว่า กรณีลูกหนี้ผ่อนชำระปกติ ให้บริษัทประเมินรับสภาพหนี้ ยังไม่ต้องชำระค่าเสียหาย ถ้าลูกหนี้ผ่อนชำระหนี้จนหลักประกันคุ้มยอดหนี้ บริษัทประเมินหลุดพ้นจากการรับสภาพหนี้ แสดงว่าโจทก์ก็เห็นว่ากรณีที่ผู้กู้ยังคงชำระหนี้ให้แก่โจทก์ ยังไม่มีความเสียหายเกิดขึ้นเพียงแต่มีความเสี่ยงว่าผู้กู้จะไม่ชำระหนี้ เมื่อโจทก์ไม่นำสืบให้เห็นว่าโจทก์เสียหายอย่างอื่นหรือจะเสียประโยชน์จากการนำเงินจำนวนนี้ไปเพื่อการอย่างอื่นและจะได้ประโยชน์มากกว่าการได้ดอกเบี้ยจากการให้สินเชื่อแก่สิบเอกก้อน การที่โจทก์เรียกร้องค่าเสียหาย 300,000 บาท จึงสูงเกินไปเมื่อพิจารณาความผิดพลาดบกพร่องในการปฏิบัติหน้าที่ของจำเลยที่ 1 ประกอบความเสี่ยงที่โจทก์อาจได้รับจากการที่ผู้กู้ไม่ชำระหนี้ และค่าจ้างสำรวจและประเมินราคาทรัพย์ที่จำเลยที่ 1 ได้รับจากผู้กู้ 1,700 บาท เห็นสมควรกำหนดให้ 30,000 บาท

มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยทั้งสองว่า จำเลยที่ 1 ผิดสัญญารับจ้างสำรวจและประเมินราคาทรัพย์สินรายนางรัตติญาพร คุณสาร หรือไม่ และจำเลยทั้งสองต้องรับผิดชดใช้ค่าเสียหายหรือไม่ เพียงใด จำเลยที่ 1 ฎีกาว่า จำเลยที่ 1 ไม่ได้ปฏิบัติผิดสัญญาที่ประเมินราคาทรัพย์สินซึ่งเป็นหลักประกันสูงเกินจริง จำเลยที่ 1 ประเมินราคาทรัพย์สินรายนี้ 10,844,626 บาท และราคารับเป็นหลักประกัน 22,000,000 บาท ราคารับเป็นหลักประกันเป็นเพียงความเห็น ไม่ผูกมัดโจทก์ ความเสียหายที่เกิดขึ้นไม่ใช่ผลโดยตรงจากรายงานการประเมินของจำเลยที่ 1 แต่เกิดจากการทุจริตของพนักงานของโจทก์ เห็นว่า สัญญารับจ้างสำรวจและประเมินราคาทรัพย์สิน กำหนดหน้าที่ของบริษัทประเมินว่า "บริษัทประเมินจะต้องสำรวจและประเมินราคาทรัพย์สินหรือรายงานผลการก่อสร้างอาคารให้แล้วเสร็จและครบถ้วนตามแบบและวิธีปฏิบัติที่ธนาคารกำหนด" และแบบสำรวจและประเมินราคาหลักประกันได้กำหนดรายการประเมินราคาหลักประกันไว้สองช่อง คือ ช่องที่หนึ่ง "ราคาประเมิน" ซึ่งเป็นราคาสำหรับการประเมินที่ดินต่อตารางวาและราคาอาคาร ส่วนช่องที่สอง "ราคารับเป็นหลักประกัน" ซึ่งเป็นการประเมินมูลค่าทรัพย์สินโดยคำนวณจากข้อมูลเปรียบเทียบ เช่น ทำเลที่ตั้ง สาธารณูปโภคและราคาตลาด ทั้งสัญญาว่าจ้างจำเลยที่ 1 ประเมินราคาหลักประกันก็เพื่อประโยชน์ในการพิจารณาให้สินเชื่อของโจทก์ จำเลยที่ 1 ก็ประเมินราคารับหลักประกันให้โจทก์ตั้งแต่ปี 2544 ตามแบบสำรวจและประเมินราคาหลักประกันของนายคเชนทร์ ในบันทึกข้อความโจทก์ เรื่องการตอบชี้แจงผลการทบทวนราคาลูกค้ารายนางรัตติญาพร ดังนั้น ไม่ว่าจะเป็นราคาประเมินหรือราคารับเป็นหลักประกัน จำเลยที่ 1 มีหน้าที่ต้องให้ความเห็นตามมาตรฐานหลักวิชาและจรรยาบรรณในวิชาชีพเพื่อให้โจทก์พิจารณาให้สินเชื่อได้อย่างถูกต้อง ปัญหาว่าจำเลยที่ 1 ประเมินราคาทรัพย์สินและราคารับเป็นหลักประกันตามมาตรฐานวิชาชีพตามสัญญาหรือไม่ เห็นว่า หลักประกันรายนี้เป็นที่ดินเนื้อที่ 128 ตารางวา พร้อมอาคารตึกบ้านเดี่ยว 2 ชั้น ก่อสร้างมา 11 ปี จำนวน 1 หลัง อยู่ในโครงการหมู่บ้านชัยพฤกษ์รามอินทรา จำเลยที่ 1 ประเมินที่ดินตารางวาละ 65,000 บาท รวม 8,320,000 บาท ประเมินอาคาร 2,524,626 บาท รวม 10,844,626 บาท ประเมินราคารับเป็นหลักประกัน 22,000,000 บาท โดยจำเลยที่ 1 วิเคราะห์เปรียบเทียบกับราคาที่ดินและอาคารในโครงการเดียวกัน 3 แปลง ได้แก่ อาคารตึกบ้านเดี่ยว 2 ชั้น เนื้อที่ 127 ตารางวา (แปลงมุม) เสนอขาย 16,000,000 บาท อาคารตึกบ้านเดี่ยว 2 ชั้น เนื้อที่ 140 ตารางวา เสนอขาย 18,000,000 บาท และอาคารตึกบ้านเดี่ยว 2 ชั้น เนื้อที่ 133 ตารางวา (แปลงมุม) เสนอขาย 9,200,000 บาท ตามแบบสำรวจและประเมินราคาหลักประกัน นายอภินันท์ นักประเมินราคาหลักทรัพย์ของโจทก์เบิกความประกอบหนังสือแจ้งผู้อำนวยการสำนักตรวจสอบขอให้ทบทวนราคาประเมินหลักประกัน ลงวันที่ 16 มีนาคม 2549 ว่า ได้ตรวจสอบหลักประกันของผู้กู้รายนี้เห็นว่าจำเลยที่ 1 ประเมินราคารับเป็นหลักประกันสูงกว่าราคาประเมินของธนาคารร้อยละ 127.41 นายอภินันท์ประเมินราคาใหม่ โดยประเมินราคาที่ดินตารางวาละ 40,000 บาท เป็นเงิน 5,120,000 บาท ส่วนราคาอาคารเท่ากับที่จำเลยที่ 1 ประเมิน รวม 8,081,085 บาท และประเมินราคารับเป็นหลักประกัน 9,674,000 บาท โดยเปรียบเทียบกับที่ดินพร้อมอาคารตึกบ้านเดี่ยว 2 ชั้น จำนวน 3 หลัง ได้แก่ อาคารตึกบ้านเดี่ยว 2 ชั้น เนื้อที่ 155 ตารางวา (แปลงมุมติดถนนเมน) อยู่ภายในโครงการเดียวกันกับหลักประกัน แต่คนละแบบ ทำเลที่ตั้งและสาธารณูปโภคใกล้เคียงกับหลักประกัน อาคารสภาพถูกปล่อยทิ้งร้าง จึงด้อยกว่าหลักประกันราคาขาย 8,000,000 บาท หลังที่ 2 อาคารตึกบ้านเดี่ยว 2 ชั้น เนื้อที่ 116 ตารางวา (แปลงมุมติดถนนเมน) อยู่ภายในโครงการเดียวกับหลักประกัน มีรูปแบบอาคารเหมือนกับหลักประกัน มีเนื้อที่ดินน้อยกว่าหลักประกัน ทำเลที่ตั้งและสาธารณูปโภคดีกว่าหลักประกัน มีการต่อเติมและตกแต่งดีกว่าหลักประกัน ราคาขาย 12,300,000 บาท ส่วนหลังที่ 3 อาคารตึกบ้านเดี่ยว 2 ชั้น เนื้อที่ 188 ตารางวา (แปลงมุมติดถนนเมน) มีทำเลที่ตั้งและสาธารณูปโภคดีกว่าหลักประกัน สภาพอาคารมีการต่อเติม ราคาขาย 12,000,000 บาท นอกจากนี้ บันทึกข้อความโจทก์ เรื่องการตอบชี้แจงผลการทบทวนราคาลูกค้ารายนางรัตติญาพร ปรากฏว่าบริษัทประเมินอื่นรวมทั้งจำเลยที่ 1 เคยประเมินราคาเมื่อปี 2544 ถึงปี 2547 ในโครงการหมู่บ้านชัยพฤกษ์รามอินทรา (โซนด้านหลัง) ทำเลที่ตั้งอยู่ในกลุ่มเดียวกับหลักประกัน โดยเมื่อวันที่ 18 มิถุนายน 2544 จำเลยที่ 1 ประเมินราคาที่ดินเนื้อที่ 77 ตารางวา อาคารตึกบ้านเดี่ยว 2 ชั้น เป็นเงิน 3,252,834 บาท โดยประเมินราคาที่ดินตารางวาละ 25,000 บาท และราคารับเป็นหลักประกัน 3,800,000 บาท ต่อมาวันที่ 12 เมษายน 2547 บริษัท 1989 คอนซัลแทนส์ จำกัด ประเมินที่ดินเนื้อที่ 133 ตารางวา พร้อมอาคารตึกบ้านเดี่ยว 2 ชั้น ในโครงการเดียวกัน โซนด้านหลัง ราคา 5,862,327 บาท โดยประเมินราคาที่ดินตารางวาละ 30,000 บาท และราคารับเป็นหลักประกัน 7,000,000 บาท และวันที่ 7 ธันวาคม 2547 บริษัทจัสติสพร็อพเพอร์ตี้แอนด์แอพไพรซัล จำกัด ประเมินราคาที่ดินเนื้อที่ 70 ตารางวา พร้อมอาคารตึกบ้านเดี่ยว 2 ชั้น เป็นเงิน 3,142,550 บาท โดยประเมินราคาที่ดินตารางวาละ 32,000 บาท และราคารับเป็นหลักประกัน 4,000,000 บาท ราคาประเมินหลักประกันที่จำเลยที่ 1 บริษัท 1989 คอนซัลแทนส์ จำกัด และบริษัทจัสติสพร็อพเพอร์ตี้แอนด์แอพไพรซัล จำกัด ประเมินนั้น ราคาประเมินที่ดินและอาคารกับราคารับเป็นหลักประกันจะต่างกันไม่เกินร้อยละ 30 โดยเฉพาะจำเลยที่ 1 ประเมินราคารับเป็นหลักประกันไม่เกินร้อยละ 20 มาตรฐานการประเมินราคารับเป็นหลักประกันจึงไม่เกินกึ่งหนึ่งของราคาประเมินที่ดินพร้อมอาคาร การที่จำเลยที่ 1 ประเมินราคารับเป็นหลักประกันถึง 22,000,000 บาท จึงเป็นการประเมินราคารับเป็นหลักประกันเกินราคาประเมินที่ดินและอาคารกว่าร้อยละ 100 เป็นเรื่องผิดปกติ ฟังได้ว่าจำเลยที่ 1 ไม่ได้ประเมินราคารับเป็นหลักประกันตามมาตรฐานวิชาชีพ เป็นการผิดสัญญา ปัญหาว่าจำเลยที่ 1 ต้องรับผิดชดใช้ค่าเสียหายหรือไม่ เพียงใด นายสงกรานต์ผู้รับมอบอำนาจช่วงโจทก์เบิกความว่า การประเมินราคาผิดพลาดของจำเลยที่ 1 โจทก์หลงเชื่อจึงใช้ราคาประเมินดังกล่าวให้สินเชื่อแก่ผู้กู้ 15,000,000 บาท โจทก์คิดค่าเสียหายจากต้นเงินส่วนที่โจทก์ให้สินเชื่อเกินกว่าที่ควรจะเป็น จำเลยที่ 1 ประเมินราคารับเป็นหลักประกันที่ดินและอาคารขณะให้สินเชื่อเมื่อปี 2547 เป็นเงิน 22,000,000 บาท โจทก์อนุมัติสินเชื่อให้แก่ผู้กู้ 15,000,000 บาท โจทก์ทบทวนราคาหลักประกันใหม่เป็นเงิน 9,674,000 บาท โจทก์อนุมัติให้กู้ได้ไม่เกินร้อยละ 85 ของราคาหลักประกัน จึงอนุมัติให้กู้ได้เพียง 8,222,900 บาท ค่าเสียหายที่โจทก์ได้รับจากการที่โจทก์ให้สินเชื่อเกินกว่าที่ควรจะเป็น เป็นเงิน 6,777,100 บาท เห็นว่า การให้สินเชื่อ โจทก์ต้องวิเคราะห์ข้อมูลเพื่ออนุมัติวงเงินกู้ โดยฝ่ายประเมินสินทรัพย์ของโจทก์ต้องตรวจสอบข้อมูลว่าน่าเชื่อถือมากน้อยเพียงใด ราคาที่จำเลยที่ 1 ประเมินนั้นเหมาะสมหรือไม่ และต้องพิจารณาความสามารถในการชำระหนี้ของลูกค้าด้วยดังที่นายกิตติพงศ์ หัวหน้างานกำกับและประเมินราคาของโจทก์เบิกความตอบทนายจำเลยที่ 1 ถามค้านว่า กรณีที่หลักทรัพย์ที่นำมาเป็นหลักประกันมีมูลค่าสูง แต่ถ้าผู้กู้ไม่มีความสามารถในการชำระหนี้ โจทก์ก็ไม่ให้สินเชื่อ ทั้งโจทก์ได้เสนอคณะกรรมการพิจารณาสินเชื่อเพื่อวิเคราะห์สินเชื่อรายนี้ด้วย ไม่ได้ใช้ราคาประเมินของจำเลยที่ 1 แต่เพียงอย่างเดียวในการพิจารณาอนุมัติสินเชื่อ นอกจากนี้นายอภินันท์ตอบทนายจำเลยที่ 1 ถามค้านว่า เหตุที่โจทก์แยกราคาประเมินเป็นราคาประเมินและราคารับเป็นหลักประกัน เนื่องจากโจทก์ต้องการทราบราคาซึ่งเป็นราคาต้นทุน เมื่อโจทก์ได้รับรายงานการประเมินราคาจากจำเลยที่ 1 แล้ว ต้องทราบว่าราคาประเมินที่ดินและอาคารซึ่งเป็นราคาต้นทุนกับราคารับเป็นหลักประกันซึ่งเป็นราคาตลาดที่จำเลยที่ 1 ประเมินนั้นต่างกันกว่าร้อยละ 100 โจทก์ประกอบกิจการธนาคารต้องรู้ว่าเป็นเรื่องผิดปกติ แต่ยังคงอนุมัติสินเชื่อให้แก่ผู้กู้ ต้องถือว่าโจทก์ประมาทเลินเล่อ ที่ศาลอุทธรณ์กำหนดค่าเสียหาย 6,777,100 บาท โดยเปรียบเทียบกับผลขาดทุนที่เกิดจากการขายทอดตลาดทรัพย์สินที่เป็นหลักประกันจึงสูงเกินไป ทั้งการให้สินเชื่อของโจทก์ย่อมต้องมีความเสี่ยง และต้องระมัดระวัง หากจำเลยที่ 1 ซึ่งเป็นผู้ประเมินราคาหลักประกันต้องรับผิดทั้งหมดในส่วนต่างจากการให้สินเชื่อ ย่อมเป็นการโอนภาระความเสี่ยงของโจทก์แก่ผู้ประเมินราคาหลักประกันทั้งที่เป็นความผิดของโจทก์ที่วิเคราะห์ข้อมูลผิดพลาดและไม่ตรวจสอบความน่าเชื่อถือทางการเงินของลูกค้า จึงเห็นควรกำหนดค่าเสียหายให้จำเลยที่ 1 รับผิด 1,000,000 บาท จำเลยที่ 2 เป็นผู้ค้ำประกันจึงต้องร่วมรับผิดด้วย

พิพากษาแก้เป็นว่า ให้จำเลยที่ 1 ชำระเงิน 1,030,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ โดยให้จำเลยที่ 2 ร่วมรับผิดในวงเงิน 500,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 222 ม. 223
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — ธนาคารอาคารสงเคราะห์
จำเลย — บริษัทศศิรัชดา จำกัด กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลแพ่ง — นางสุชาดา เมธาบุตร อดุลย์ธีรกิจ
ศาลอุทธรณ์ — ธีรวัฒน์ ธีรโรจน์วิทย์
ชื่อองค์คณะ
ชำนาญ รวิวรรณพงษ์
วาส ลักษณ์เลิศกุล
พิชัย นิลทองคำ
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 18033/2557
#575653
เปิดฉบับเต็ม

จำเลยที่ 1 และที่ 2 เป็นผู้เยาว์ จำเลยที่ 4 ที่ 5 เป็นผู้ดูแลจำเลยที่ 1 ส่วนจำเลยที่ 7 ที่ 8 เป็นผู้ดูแลจำเลยที่ 2 โดย ป.พ.พ. มาตรา 430 บัญญัติว่าให้ผู้รับดูแลผู้เยาว์จำต้องร่วมรับผิดกับผู้เยาว์ในการละเมิดซึ่งผู้เยาว์ได้กระทำลงในระหว่างที่อยู่ในความดูแล ถ้าหากพิสูจน์ได้ว่าบุคคลนั้น ๆ มิได้ใช้ความระมัดระวังตามสมควร เมื่อโจทก์กล่าวอ้างจำเลยที่ 4 ที่ 5 ซึ่งดูแลจำเลยที่ 1 และจำเลยที่ 7 ที่ 8 ซึ่งดูแลจำเลยที่ 2 มิได้ใช้ความระมัดระวังตามสมควร ปล่อยปละละเลยให้จำเลยที่ 1 และที่ 2 เล่นไฟแช็กแก๊ส ซึ่งบุคคลอื่นในวัยผู้เยาว์ไม่อาจเล่นได้ จึงเป็นหน้าที่โจทก์ต้องนำสืบพิสูจน์ให้ได้ว่าจำเลยที่ 4 ที่ 5 และจำเลยที่ 7 ที่ 8 ไม่ได้ใช้ความระมัดระวังดูแลจำเลยที่ 1 และที่ 2 ตามสมควร โดยปล่อยปละละเลยให้จำเลยที่ 1 และที่ 2 เล่นไฟแช็กแก๊ส จนเกิดเพลิงไหม้ลุกลามทรัพย์สินของโจทก์ได้รับความเสียหาย แต่ทางพิจารณาโจทก์นำสืบได้ความเพียงว่า วันเกิดเหตุจำเลยที่ 1 และที่ 2 ได้พากันมาเล่นอยู่บริเวณโรงจอดรถภายในลานรับซื้อไม้ยูคาลิปตัสของโจทก์จนเป็นเหตุให้เกิดไฟไหม้ถังน้ำมันและเศษผ้าที่กองอยู่บริเวณด้านหน้ารถบรรทุกสิบล้อ หมายเลขทะเบียน 83 - 0776 อุดรธานี และไฟลุกลามไหม้รถบรรทุกสิบล้อดังกล่าว รวมทั้งรถพ่วงบรรทุกท้าย หมายเลขทะเบียน 81 - 9686 อุดรธานี กับรถแบ็คโฮ ของโจทก์ซึ่งจอดไว้ในโรงจอดรถได้รับความเสียหาย โดยไม่ปรากฏข้อเท็จจริงอย่างหนึ่งอย่างใดว่าวันเกิดเหตุจำเลยที่ 4 ที่ 5 และจำเลยที่ 7 ที่ 8 มิได้ใช้ความระมัดระวังดูแลจำเลยที่ 1 และที่ 2 ตามสมควรหรือปล่อยปละละเลยให้จำเลยที่ 1 และที่ 2 เล่นไฟแช็กแก๊ส แม้ได้ความว่า วันเกิดเหตุจำเลยที่ 1 และที่ 2 ซื้อไฟแช็กแก๊สจากร้านค้าและนำมาจุดเล่นกันบริเวณที่เกิดเหตุ แต่ข้อนี้จำเลยที่ 4 ที่ 5 และจำเลยที่ 7 ที่ 8 ต่อสู้ว่า ได้ใช้ความระมัดระวังดูแลตามสมควรแก่หน้าที่แล้ว โดยจำเลยที่ 4 ที่ 5 นำสืบว่า ไม่เคยปล่อยให้จำเลยที่ 1 เล่นไฟ ไม่เคยใช้ให้ไปจุดไฟเผาขยะหรือใช้ให้ไปซื้อไฟแช็กแก๊สที่ร้านค้า วันเกิดเหตุจำเลยที่ 1 ไปเล่นที่ลานรับซื้อไม้ยูคาลิปตัส เนื่องจากบุตรเขยของจำเลยที่ 4 ที่ 5 ซึ่งเป็นลุงของจำเลยที่ 1 ทำงานที่ลานดังกล่าว และจำเลยที่ 7 และที่ 8 นำสืบว่าวันเกิดเหตุ จำเลยที่ 7 และที่ 8 ออกจากบ้านไปงานศพตั้งแต่เช้า จึงพาจำเลยที่ 2 ไปฝากกับนางฉุยซึ่งเป็นพี่สาวของจำเลยที่ 6 โดยโจทก์มิได้คัดค้านข้อเท็จจริงที่นำสืบว่าไม่เป็นความจริง ประกอบกับโจทก์ไม่มีพยานหลักฐานมาสืบเพื่อแสดงให้เห็นว่าวันเกิดเหตุจำเลยที่ 4 ที่ 5 และจำเลยที่ 7 ที่ 8 มิได้ใช้ความระมัดระวังดูแลจำเลยที่ 1 ที่ 2 อย่างไร หรือรู้เห็นกับการที่จำเลยที่ 1 และที่ 2 ซื้อไฟแช็กแก๊สและนำมาจุดเล่นจนเกิดเพลิงลุกไหม้ทรัพย์สินโจทก์หรือเคยรู้เห็นว่าจำเลยที่ 1 ที่ 2 เล่นไฟแช็กแก๊สแล้วไม่ดูแลห้ามปราม ลำพังโจทก์เพียงปากเดียวที่เบิกความลอย ๆ จึงยังไม่มีน้ำหนักเพียงพอ จำเลยที่ 4 ที่ 5 ที่ 7 และที่ 8 จึงไม่ต้องร่วมรับผิดกับจำเลยที่ 1 และที่ 2

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยทั้งแปดร่วมกันหรือแทนกันชำระเงิน 1,023,630 บาท แก่โจทก์ พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงินดังกล่าว นับแต่วันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์

จำเลยทั้ง 8 ให้การขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยที่ 1 ที่ 2 ที่ 4 ที่ 5 ที่ 7 และที่ 8 ร่วมกันชำระเงินจำนวน 923,350 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงินดังกล่าวนับแต่วันฟ้อง (ฟ้องวันที่ 10 สิงหาคม 2555) เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ กับให้จำเลยดังกล่าวร่วมกันใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์โดยกำหนดค่าทนายความ 10,000 บาท ค่าใช้จ่ายในการดำเนินคดี 5,000 บาท ยกฟ้องจำเลยที่ 3 และที่ 6 ค่าฤชาธรรมเนียมในส่วนของจำเลยที่ 3 และที่ 6 ให้เป็นพับ

จำเลยที่ 1 ที่ 4 ที่ 5 ที่ 7 และที่ 8 อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 4 พิพากษาแก้เป็นว่า ให้ยกฟ้องจำเลยที่ 4 ที่ 5 ที่ 7 และที่ 8 เสียด้วย ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

โจทก์ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ในชั้นนี้แต่เพียงว่า จำเลยที่ 4 ที่ 5 ที่ 7 และที่ 8 ต้องร่วมรับผิดกับจำเลยที่ 1 และที่ 2 ชดใช้ค่าสินไหมทดแทนแก่โจทก์ตามฟ้อง โดยประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์มาตรา 430 บัญญัติให้ผู้รับดูแลผู้เยาว์จำต้องร่วมรับผิดกับผู้เยาว์ในการละเมิดซึ่งผู้เยาว์ได้กระทำลงในระหว่างที่อยู่ในความดูแล ถ้าหากพิสูจน์ได้ว่าบุคคลนั้น ๆ มิได้ใช้ความระมัดระวังตามสมควร เมื่อโจทก์กล่าวอ้างว่าจำเลยที่ 4 ที่ 5 ซึ่งดูแลจำเลยที่ 1 และจำเลยที่ 7 ที่ 8 ซึ่งดูแลจำเลยที่ 2 มิได้ใช้ความระมัดระวังตามสมควร ปล่อยปละละเลยให้จำเลยที่ 1 และที่ 2 เล่นไฟแช็กแก๊ส ซึ่งบุคคลอื่นในวัยผู้เยาว์ไม่อาจเล่นได้ จึงเป็นหน้าที่ของโจทก์ที่ต้องนำสืบพิสูจน์ให้ได้ว่าจำเลยที่ 4 ที่ 5 และจำเลยที่ 7 ที่ 8 ไม่ได้ใช้ความระมัดระวังดูแลจำเลยที่ 1 และที่ 2 ตามสมควร โดยปล่อยปละละเลยให้จำเลยที่ 1 และที่ 2 เล่นไฟแช็กแก๊ส จนเกิดเพลิงไหม้ลุกลามทรัพย์สินของโจทก์ได้รับความเสียหาย แต่ทางพิจารณาโจทก์นำสืบได้ความแต่เพียงว่า วันเกิดเหตุจำเลยที่ 1 และที่ 2 ได้พากันมาเล่นอยู่บริเวณโรงจอดรถภายในลานรับซื้อไม้ยูคาลิปตัสไม่มีเลขที่ หมู่ที่ 4 ตำบลบ้านจีต อำเภอกู่แก้ว จังหวัดอุดรธานี ของโจทก์จนเป็นเหตุให้เกิดไฟไหม้ถังน้ำมันและเศษผ้าที่กองอยู่บริเวณด้านหน้ารถบรรทุกสิบล้อ หมายเลขทะเบียน 83 - 0776 อุดรธานี และไฟลุกลามไหม้รถบรรทุกสิบล้อดังกล่าว รวมทั้งรถพ่วงบรรทุกท้าย หมายเลขทะเบียน 81 - 9686 อุดรธานี กับรถแบ็คโฮ ของโจทก์ซึ่งจอดไว้ในโรงจอดรถได้รับความเสียหาย ขณะเกิดเหตุจำเลยที่ 1 พักอาศัยอยู่กับจำเลยที่ 4 ที่ 5 และจำเลยที่ 2 พักอาศัยอยู่กับจำเลยที่ 7 และที่ 8 โดยจำเลยที่ 4 ที่ 5 และจำเลยที่ 7 ที่ 8 เป็นผู้รับดูแลจำเลยที่ 1 และที่ 2 แต่ไม่ปรากฏให้เห็นข้อเท็จจริงอย่างหนึ่งอย่างใดว่าวันเกิดเหตุจำเลยที่ 4 ที่ 5 และจำเลยที่ 7 ที่ 8 มิได้ใช้ความระมัดระวังดูแลจำเลยที่ 1 และที่ 2 ตามสมควรหรือปล่อยปละละเลยให้จำเลยที่ 1 และที่ 2 เล่นไฟแช็กแก็ส แม้ได้ความว่าวันเกิดเหตุจำเลยที่ 1 และที่ 2 ได้ซื้อไฟแช็กแก๊สมาจากร้านค้าและนำมาจุดเล่นกันบริเวณที่เกิดเหตุ แต่ข้อนี้ เมื่อจำเลยที่ 4 ที่ 5 และจำเลยที่ 7 ที่ 8 ต่อสู้ว่า จำเลยที่ 4 ที่ 5 และจำเลยที่ 7 ที่ 8 ได้ใช้ความระมัดระวังดูแลจำเลยที่ 1 และที่ 2 ตามสมควรแก่หน้าที่แล้ว โดยจำเลยที่ 4 ที่ 5 นำสืบว่า จำเลยที่ 4 ที่ 5 ไม่เคยปล่อยให้จำเลยที่ 1 เล่นไฟ ไม่เคยใช้ให้จำเลยที่ 1 ไปจุดไฟเผาขยะหรือใช้ให้ไปซื้อไฟแช็กแก๊สที่ร้านค้า วันเกิดเหตุจำเลยที่ 1 ไปเล่นที่ลานรับซื้อไม้ยูคาลิปตัสที่เกิดเหตุเนื่องจากบุตรเขยของจำเลยที่ 4 ที่ 5 ซึ่งเป็นลุงจำเลยที่ 1 ทำงานอยู่ที่ลานรับซื้อไม้ยูคาลิปตัสดังกล่าว และจำเลยที่ 7 และที่ 8 นำสืบยืนยันว่า วันเกิดเหตุ จำเลยที่ 7 ที่ 8 ออกจากบ้านไปงานศพตั้งแต่ช่วงเช้าจึงพาจำเลยที่ 2 ไปฝากไว้กับนางฉุยซึ่งเป็นพี่สาวของจำเลยที่ 6 โจทก์ก็มิได้โต้แย้งคัดค้านข้อเท็จจริงที่จำเลยที่ 4 ที่ 5 และจำเลยที่ 7 ที่ 8 นำสืบว่าไม่เป็นความจริง ประกอบกับโจทก์ไม่มีพยานหลักฐานอย่างหนึ่งอย่างใดมาสืบเพื่อแสดงให้เห็นว่าวันเกิดเหตุจำเลยที่ 4 ที่ 5 และจำเลยที่ 7 ที่ 8 มิได้ใช้ความระมัดระวังดูแลจำเลยที่ 1 และที่ 2 อย่างไร หรือรู้เห็นกับการที่จำเลยที่ 1 และที่ 2 ซื้อไฟแช็กแก๊สมาจากร้านค้าและนำมาจุดเล่นในบริเวณที่เกิดเหตุจนเกิดเพลิงไหม้ลุกลามทรัพย์สินของโจทก์หรือเคยรู้เห็นว่าจำเลยที่ 1 และที่ 2 เล่นไฟแช็กแก๊สแล้วไม่ดูแลห้ามปราม ลำพังตัวโจทก์เพียงปากเดียวที่เบิกความอ้างลอย ๆ ว่า จำเลยที่ 4 ที่ 5 และจำเลยที่ 7 ที่ 8 มิได้ใช้ความระมัดระวังดูแลจำเลยที่ 1 และจำเลยที่ 2 ตามสมควรนั้น ยังไม่มีน้ำหนักเพียงพอที่จะรับฟังได้ว่าจำเลยที่ 4 ที่ 5 และจำเลยที่ 7 ที่ 8 มิได้ใช้ความระมัดระวังดูแลจำเลยที่ 1 และที่ 2 ตามสมควรหรือปล่อยปละละเลยให้จำเลยที่ 1 และที่ 2 เล่นไฟแช็กแก๊สจนเกิดเหตุเพลิงไหม้ทรัพย์สินของโจทก์เสียหายดังที่โจทก์ฎีกา จำเลยที่ 4 ที่ 5 ที่ 7 และที่ 8 จึงไม่ต้องรับผิดร่วมกับจำเลยที่ 1 และที่ 2 ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 4 พิพากษาให้ยกฟ้องจำเลยที่ 4 ที่ 5 ที่ 7 และที่ 8 มานั้นศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาโจทก์ฟังไม่ขึ้น

พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 430
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นางสุพรรณี ศรีจันทร์
เด็กชาย ศ. โดยนางสาว อ. หรือ บ.
จำเลย — ผู้แทนโดยชอบธรรม กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดอุดรธานี — นายธีระโชติ ยอดไกรศรี
ศาลอุทธรณ์ภาค 4 — นายสมัย เฮงมีชัย
ชื่อองค์คณะ
สมชาติ ธัญญาวินิชกุล
ธีระพงศ์ จิระภาค
สมจิตร์ ทองศรี
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 18032/2557
#583691
เปิดฉบับเต็ม

ธรรมนูญการปกครองราชอาณาจักร พุทธศักราช 2515 ที่ใช้บังคับอยู่ในขณะนั้น มาตรา 17 วรรคหนึ่ง บัญญัติไว้ว่า "ในระหว่างที่ใช้ธรรมนูญการปกครองนี้ ในกรณีที่นายกรัฐมนตรีเห็นสมควรเพื่อประโยชน์ในการป้องกัน ระงับ หรือปราบปรามการกระทำอันเป็นการบ่อนทำลายความมั่นคงของราชอาณาจักร ราชบัลลังก์ เศรษฐกิจของประเทศ หรือราชการแผ่นดิน หรือการกระทำอันเป็นการก่อกวนหรือคุกคามความสงบเรียบร้อยหรือศีลธรรมอันดีของประชาชน หรือการกระทำอันเป็นการทำลายทรัพยากรของประเทศ หรือเป็นการบั่นทอนสุขภาพอนามัยของประชาชน ทั้งนี้ ไม่ว่าการกระทำจะเกิดขึ้นก่อนหรือหลังวันประกาศธรรมนูญการปกครองนี้ และไม่ว่าจะเกิดขึ้นภายในหรือภายนอกราชอาณาจักร ให้นายกรัฐมนตรีโดยมติของคณะรัฐมนตรีมีอำนาจสั่งการหรือกระทำการใด ๆ ได้ และให้ถือว่าคำสั่งหรือการกระทำเช่นว่านั้นรวมถึงการปฏิบัติตามคำสั่งดังกล่าวเป็นคำสั่งหรือการกระทำหรือการปฏิบัติที่ชอบด้วยกฎหมาย" และมาตรา 17 วรรคสอง บัญญัติไว้ว่า "เมื่อนายกรัฐมนตรีได้สั่งการหรือกระทำการใดไปตามความในวรรคหนึ่งแล้ว ให้นายกรัฐมนตรีแจ้งให้สภานิติบัญญัติแห่งชาติทราบ" ดังนั้น การที่นายกรัฐมนตรีโดยมติคณะรัฐมนตรีออกคำสั่งลงวันที่ 4 ตุลาคม 2516 สั่งว่าโจทก์มีความผิดฐานทุจริตต่อหน้าที่ราชการและลงโทษจำคุกโจทก์ 7 ปี เป็นการกระทำไปตามที่ธรรมนูญการปกครองราชอาณาจักร พุทธศักราช 2515 ซึ่งเป็นกฎหมายที่มีฐานะสูงสุดในขณะนั้นให้อำนาจไว้ แม้จะเป็นคำสั่งที่ว่าโจทก์กระทำความผิดทางอาญาข้อหาทุจริตต่อหน้าที่ราชการ และลงโทษจำคุกโจทก์ 7 ปี ทั้งออกคำสั่งโดยไม่ได้มีการพิจารณาพิพากษาคดีโดยศาลก็ตาม คำสั่งดังกล่าวก็เป็นคำสั่งที่มีผลบังคับได้ตามบทบัญญัติในกฎหมาย ซึ่งเมื่อไม่มีบทกฎหมายใดบัญญัติให้อุทธรณ์คำสั่งนั้นได้ คำสั่งดังกล่าวจึงเป็นที่สุด และด้วยผลของคำสั่งดังกล่าวกระทรวงกลาโหมจำเลยที่ 2 โดยรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหมจำเลยที่ 3 ในขณะนั้นได้ปฏิบัติตามระเบียบกระทรวงกลาโหม ว่าด้วยผู้ซึ่งไม่สมควรจะดำรงอยู่ในยศทหารและบรรดาศักดิ์ พ.ศ.2507 โดยออกคำสั่งกระทรวงกลาโหมให้โจทก์ออกจากประจำการ ถอดยศทหาร และย้ายประเภททหาร อันเป็นการปฏิบัติตามระเบียบของทางราชการที่กำหนดอำนาจหน้าที่ให้กระทำเช่นนั้นได้ไว้ การกระทำของจำเลยที่ 2 และที่ 3 จึงเป็นการกระทำตามอำนาจหน้าที่ที่บัญญัติในกฎหมาย โดยไม่อาจถือว่าเป็นการล่วงละเมิดต่อโจทก์ได้

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ศาลเพิกถอนมติของคณะรัฐมนตรี ลงวันที่ 4 ตุลาคม 2516 คำสั่งกระทรวงกลาโหม ที่ 541/2517 ลงวันที่ 25 กรกฎาคม 2517 ถอดยศทหารตามประกาศสำนักนายกรัฐมนตรี ลงวันที่ 29 ตุลาคม 2517 และคำสั่งกระทรวงกลาโหม ที่ 993/17 ลงวันที่ 16 ธันวาคม 2517 กับให้จำเลยทั้งสามคืนยศทหารให้แก่โจทก์ ให้คืนสิทธิเกี่ยวกับบำเหน็จบำนาญข้าราชการและประโยชน์ที่พึงมีพึงได้ตามระเบียบของทางราชการโดยมีผลย้อนหลังไปถึงวันที่ 14 มิถุนายน 2515 ซึ่งโจทก์ถูกควบคุมตัว

ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง ค่าฤชาธรรมเนียมให้เป็นพับ

โจทก์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษายกอุทธรณ์ของโจทก์ คืนค่าขึ้นศาลชั้นอุทธรณ์ทั้งหมดให้แก่โจทก์ ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์นอกจากนี้ให้เป็นพับ

โจทก์ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า อุทธรณ์ของโจทก์พอฟังเข้าใจได้ว่า โจทก์อุทธรณ์ว่า คำสั่งนายกรัฐมนตรีโดยมติคณะรัฐมนตรีลงวันที่ 4 ตุลาคม 2516 ที่สั่งว่าโจทก์มีความผิดฐานทุจริตต่อหน้าที่ราชการและลงโทษจำคุกโจทก์ 7 ปี ไม่ชอบเพราะไม่ใช่คำพิพากษาของศาล และจำเลยที่ 2 โดยรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม จำเลยที่ 3 ขณะนั้นมีคำสั่งให้โจทก์ออกจากประจำการและย้ายประเภททหารเป็นนายทหารกองหนุน ไม่มีเบี้ยหวัดบำนาญตามคำสั่งกระทรวงกลาโหมที่ 541/2517 เรื่องให้นายทหารออกจากประจำการ ลงวันที่ 25 กรกฎาคม 2517 ประกาศสำนักนายกรัฐมนตรี เรื่อง ถอดยศทหาร ลงวันที่ 25 กันยายน 2517 และคำสั่งกระทรวงกลาโหม ที่ 993/2517 เรื่องย้ายประเภททหารที่ถูกถอดยศ ลงวันที่ 16 ธันวาคม 2517 ซึ่งเป็นการกระทำที่ไม่ชอบ และโจทก์ได้ปฏิบัติตามขั้นตอนที่พระราชบัญญัติว่าด้วยวินัยทหาร พ.ศ.2476 บัญญัติไว้ก่อนที่โจทก์จะฟ้องคดีนี้แล้ว โจทก์จึงมีอำนาจฟ้อง อันเป็นการโต้แย้งคัดค้านคำพิพากษาศาลชั้นต้น อุทธรณ์ของโจทก์จึงเป็นอุทธรณ์ที่ชอบด้วยกฎหมาย ที่ศาลอุทธรณ์พิพากษายกอุทธรณ์ของโจทก์ดังกล่าวมานั้น ศาลฎีกาไม่เห็นพ้องด้วย ฎีกาของโจทก์ฟังขึ้น และเพื่อไม่ให้คดีล่าช้า ศาลฎีกาเห็นสมควรพิจารณาพิพากษาคดีนี้ไปโดยไม่ย้อนสำนวนไปให้ศาลอุทธรณ์พิจารณาพิพากษาใหม่ก่อน

ข้อเท็จจริงเบื้องต้นรับฟังเป็นยุติได้ว่า ขณะเกิดเหตุโจทก์เป็นข้าราชการทหารยศร้อยเอก ตำแหน่งผู้ช่วยสัสดีจังหวัดฉะเชิงเทรา มีสัสดีจังหวัดเป็นผู้บังคับบัญชาอยู่ในความปกครองบังคับบัญชาของสัสดีมณฑลทหารบก เมื่อวันที่ 4 ตุลาคม 2516 จอมพลถนอมกิตติขจร นายกรัฐมนตรีในขณะนั้นอาศัยอำนาจตามมาตรา 17 แห่งธรรมนูญการปกครองราชอาณาจักร พุทธศักราช 2515 ลงโทษจำคุกโจทก์มีกำหนด 7 ปี ในข้อหาร่วมและสนับสนุนกับการกระทำความผิดฐานเรียกร้องและรับทรัพย์สินสำหรับตนเองหรือผู้อื่นโดยมิชอบเพื่อกระทำการช่วยเหลือทหารกองเกินที่ต้องเข้ารับราชการทหารกองประจำการเมื่อเดือนเมษายน 2515 อันเป็นความผิดตามประมวลกฎหมายอาญาและพระราชบัญญัติรับราชการทหาร พ.ศ.2497 ต่อมากระทรวงกลาโหมจำเลยที่ 2 โดยรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหมจำเลยที่ 3 ในขณะนั้นมีคำสั่งกระทรวงกลาโหมให้โจทก์ออกจากประจำการ และเมื่อถูกถอดยศก็มีคำสั่งย้ายประเภททหารเป็นนายทหารกองหนุนประเภท 2 ไม่มีเบี้ยหวัดบำนาญและมีผลตั้งแต่วันที่ 4 ตุลาคม 2516

อนึ่ง ศาลฎีกาเห็นสมควรยกปัญหาเกี่ยวกับสถานภาพของคณะรัฐมนตรีจำเลยที่ 1 ขึ้นพิจารณาก่อนและเห็นว่า คณะรัฐมนตรีเป็นเพียงกลุ่มบุคคล เมื่อไม่มีกฎหมายใดกำหนดไว้ให้เป็นนิติบุคคล คณะรัฐมนตรีจึงไม่มีฐานะเป็นนิติบุคคล ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 65 และไม่อาจเป็นคู่ความตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 1 (11) ที่จะยื่นคำฟ้องหรือถูกฟ้องต่อศาลเป็นคดีแพ่งได้

มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของโจทก์ข้อแรกว่า ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้องโจทก์โดยอ้างว่า โจทก์ยังไม่ได้ร้องทุกข์ตามขั้นตอนที่บัญญัติไว้ในพระราชบัญญัติว่าด้วยวินัยทหาร พ.ศ.2476 ไม่มีอำนาจฟ้องคดีนี้นั้น เห็นว่า ตามพระราชบัญญัติว่าด้วยวินัยทหาร พ.ศ.2476 เป็นกฎหมายที่บัญญัติเกี่ยวกับวินัยทหารอันเป็นการปฏิบัติตามธรรมเนียมปฏิบัติของทหาร หากฝ่าฝืนผู้บังคับบัญชาทหารมีอำนาจลงทัณฑ์ได้ 5 สถาน ที่ไม่มีโทษจำคุกรวมอยู่ด้วย นายกรัฐมนตรีโดยมติคณะรัฐมนตรีมีคำสั่งลงโทษจำคุกโจทก์ รวมทั้งที่กระทรวงกลาโหมจำเลยที่ 2 โดยรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหมจำเลยที่ 3 ในขณะนั้นออกคำสั่งให้โจทก์ออกจากประจำการและย้ายประเภททหารเป็นนายทหารกองหนุนไม่มีเบี้ยหวัดบำนาญ มิใช่ด้วยเหตุเพราะโจทก์ถูกลงโทษตามกฎหมายดังกล่าว โจทก์ไม่อยู่ในบังคับที่จะต้องปฏิบัติตามกฎหมายดังกล่าวก่อนจึงจะฟ้องคดีนี้ได้ แม้โจทก์จะไม่ได้ร้องทุกข์ตามที่กฎหมายดังกล่าวกำหนดไว้ โจทก์ก็มีอำนาจที่จะฟ้องคดีนี้ อุทธรณ์ของโจทก์ข้อนี้ฟังขึ้น

ปัญหาต่อไปมีว่า คำสั่งนายกรัฐมนตรีโดยมติคณะรัฐมนตรีที่สั่งว่าโจทก์มีความผิดข้อหาทุจริตต่อหน้าที่ราชการ และคำสั่งกระทรวงกลาโหมจำเลยที่ 2 โดยรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหมจำเลยที่ 3 ในขณะนั้นที่ปลดโจทก์พ้นราชการทหารและย้ายประเภททหารชอบด้วยกฎหมายหรือไม่ เห็นว่า ธรรมนูญการปกครองราชอาณาจักร พุทธศักราช 2515 ที่ใช้บังคับอยู่ในขณะนั้นมาตรา 17 วรรคหนึ่ง บัญญัติไว้ว่า "ในระหว่างที่ใช้ธรรมนูญการปกครองนี้ ในกรณีที่นายกรัฐมนตรีเห็นสมควรเพื่อประโยชน์ในการป้องกัน ระงับ หรือปราบปรามการกระทำอันเป็นการบ่อนทำลายความมั่นคงของราชอาณาจักร ราชบัลลังก์ เศรษฐกิจของประเทศ หรือราชการแผ่นดิน หรือการกระทำอันเป็นการก่อกวน หรือคุกคามความสงบเรียบร้อยหรือศีลธรรมอันดีของประชาชน หรือการกระทำอันเป็นการทำลายทรัพยากรของประเทศ หรือเป็นการบั่นทอนสุขภาพอนามัยของประชาชน ทั้งนี้ ไม่ว่าการกระทำจะเกิดขึ้นก่อนหรือหลังวันประกาศธรรมนูญการปกครองนี้ และไม่ว่าจะเกิดขึ้นภายในหรือภายนอกราชอาณาจักร ให้นายกรัฐมนตรีโดยมติของคณะรัฐมนตรีมีอำนาจสั่งการหรือกระทำการใดๆ ได้ และให้ถือว่าคำสั่งหรือการกระทำเช่นว่านั้นรวมถึงการปฏิบัติตามคำสั่งดังกล่าวเป็นคำสั่งหรือการกระทำหรือการปฏิบัติที่ชอบด้วยกฎหมาย" และมาตรา 17 วรรคสอง บัญญัติไว้ว่า "เมื่อนายกรัฐมนตรีได้สั่งการหรือกระทำการใดไปตามความในวรรคหนึ่งแล้ว ให้นายกรัฐมนตรีแจ้งให้สภานิติบัญญัติแห่งชาติทราบ" ดังนั้น การที่นายกรัฐมนตรีโดยมติคณะรัฐมนตรีออกคำสั่งลงวันที่ 4 ตุลาคม 2516 สั่งว่าโจทก์มีความผิดฐานทุจริตต่อหน้าที่ราชการและลงโทษจำคุกโจทก์ 7 ปี เป็นการกระทำไปตามที่ธรรมนูญการปกครองราชอาณาจักร พุทธศักราช 2515 ซึ่งเป็นกฎหมายที่มีฐานะสูงสุดอยู่ในขณะนั้นให้อำนาจไว้ แม้จะเป็นคำสั่งที่ว่าโจทก์กระทำความผิดทางอาญาข้อหาทุจริตต่อหน้าที่ราชการ และลงโทษจำคุกโจทก์ 7 ปี ทั้งออกคำสั่งโดยไม่ได้มีการพิจารณาพิพากษาคดีโดยศาลก็ตาม คำสั่งดังกล่าวก็เป็นคำสั่งที่มีผลบังคับได้ตามบทบัญญัติในกฎหมาย ซึ่งเมื่อไม่มีบทกฎหมายใดบัญญัติให้อุทธรณ์คำสั่งนั้นได้ คำสั่งดังกล่าวจึงเป็นที่สุด และด้วยผลของคำสั่งดังกล่าวกระทรวงกลาโหมจำเลยที่ 2 โดยรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหมจำเลยที่ 3 ในขณะนั้นได้ปฏิบัติตามระเบียบกระทรวงกลาโหม ว่าด้วยผู้ซึ่งไม่สมควรจะดำรงอยู่ในยศทหารและบรรดาศักดิ์ พ.ศ.2507 โดยออกคำสั่งกระทรวงกลาโหมให้โจทก์ออกจากประจำการ ถอดยศทหาร และย้ายประเภททหาร อันเป็นการปฏิบัติตามระเบียบของทางราชการที่กำหนดอำนาจหน้าที่ให้กระทำเช่นนั้นได้ไว้ การกระทำของจำเลยที่ 2 และที่ 3 จึงเป็นการกระทำตามอำนาจหน้าที่ที่บัญญัติในกฎหมาย โดยไม่อาจถือว่าเป็นการล่วงละเมิดสิทธิของโจทก์ได้ อุทธรณ์ข้อนี้ฟังไม่ขึ้น ส่วนอุทธรณ์ของโจทก์ข้ออื่นๆ ไม่ทำให้ผลของคดีเปลี่ยนแปลงไป ศาลฎีกาจึงไม่วินิจฉัยในคำพิพากษา ที่ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้องมานั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วยในผล อุทธรณ์ของโจทก์ฟังไม่ขึ้น

พิพากษายกคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ โดยให้บังคับตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์และชั้นฎีกาให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ธรรมนูญการปกครองราชอาณาจักร พ.ศ.2515 ม. 17
ระเบียบกระทรวงกลาโหม ว่าด้วยผู้ซึ่งไม่สมควรจะดำรงอยู่ในยศทหารและบรรดาศักดิ์ พ.ศ.2507
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นายดุสิต เจริญกุลทรัพย์
จำเลย — คณะรัฐมนตรี กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลแพ่ง — นางกนกรดา ไกรวิชญพงศ์
ศาลอุทธรณ์ — นายสมชัย วิชญไพศิฐสกุล
ชื่อองค์คณะ
สมศักดิ์ ตันติภิรมย์
พิศล พิรุณ
สมเกียรติ เจริญสวรรค์
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 18028/2557
#579824
เปิดฉบับเต็ม

โจทก์บรรยายไว้โดยชัดแจ้งแล้วว่าโจทก์เป็นเจ้าของบ้านเช่าครึ่งตึกครึ่งไม้ 2 ชั้น เปิดให้เช่า 5 คูหา ต่อมาฟ้าผ่าเสาส่งสัญญาณโทรศัพท์เคลื่อนที่ของจำเลยที่ 1 ซึ่งยังไม่ต่อสายล่อฟ้าลงพื้นดินเป็นเหตุให้กระแสไฟฟ้าวิ่งไปตามสายไฟฟ้าเข้ามิเตอร์วัดไฟที่ต่อให้ประชาชนใช้ตามบ้านจนเกิดเพลิงไหม้อาคารบ้านเรือนรวมถึงอาคารบ้านเรือน 5 คูหาของโจทก์ แม้โจทก์จะบรรยายเลขที่บ้านเป็นเลขที่ 81 แต่ทางพิจารณาเป็นเลขที่ 16 ก็เป็นข้อแตกต่างที่ไม่เป็นสาระสำคัญ

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องและแก้ไขคำฟ้องโดยได้รับอนุญาตให้ดำเนินคดีอย่างคนอนาถาขอให้บังคับจำเลยทั้งสองร่วมกันหรือแทนกันชดใช้ค่าเสียหายจำนวน 2,132,496 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงิน 2,064,913 บาท นับแต่วันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จ และให้ใช้ค่าขาดประโยชน์เดือนละ 10,000 บาท นับถัดจากวันฟ้องจนกว่าจำเลยทั้งสองจะชำระเสร็จแก่โจทก์

จำเลยที่ 1 ให้การและแก้ไขคำให้การขอให้ยกฟ้อง

ระหว่างพิจารณา โจทก์ยื่นคำร้องขอถอนฟ้องจำเลยที่ 2 ศาลชั้นต้นอนุญาตและมีคำสั่งจำหน่ายคดีเฉพาะจำเลยที่ 2 ออกเสียจากสารบบความ และโจทก์ยื่นคำร้องขอให้ศาลออกหมายเรียกบริษัทอัลคาเทล - ลูเซ่น เซี่ยงไฮ้ เบลล์ (ฮ่องกง) ลิมิเต็ด โดยอัลคาเทล - ลูเซ่น (ประเทศไทย) จำกัด เข้ามาเป็นจำเลยร่วม

ศาลชั้นต้นอนุญาต

จำเลยร่วมให้การขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยที่ 1 ชำระเงินจำนวน 914,913 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันถัดจากวันฟ้อง (ฟ้องวันที่ 1 ธันวาคม 2549) เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จ และให้จำเลยที่ 1 ชำระเงิน เดือนละ 10,000 บาท นับถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปเป็นระยะเวลา 12 เดือน แก่โจทก์ คำขออื่นให้ยก กับให้จำเลยที่ 1 ใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ โดยกำหนดค่าทนายความ 30,000 บาท สำหรับค่าธรรมเนียมศาลที่โจทก์ได้รับอนุญาตให้ดำเนินคดีอย่างคนอนาถานั้น ให้จำเลยที่ 1 นำมาชำระต่อศาลในนามของโจทก์ (เฉพาะค่าขึ้นศาลให้ชำระเท่าที่โจทก์ชนะคดี) ยกฟ้องโจทก์สำหรับจำเลยร่วม ค่าฤชาธรรมเนียมระหว่างโจทก์กับจำเลยร่วมให้เป็นพับ

จำเลยที่ 1 อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 4 พิพากษากลับ ให้ยกฟ้องโจทก์ คืนค่าขึ้นศาลชั้นอุทธรณ์ส่วนที่จำเลยที่ 1 เสียเกินมา 17,032 บาท และคืนค่าขึ้นศาลในอนาคตชั้นอุทธรณ์แก่จำเลยที่ 1 กับให้โจทก์ใช้ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสองศาลแทนจำเลยที่ 1 โดยกำหนดค่าทนายความรวม 6,000 บาท

โจทก์ฎีกาโดยได้รับอนุญาตให้ดำเนินคดีอย่างคนอนาถา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาโจทก์ว่า จำเลยที่ 1 ต้องรับผิดชดใช้ค่าเสียหายแก่โจทก์ตามคำพิพากษาศาลชั้นต้นหรือไม่ เห็นว่า พยานโจทก์ทั้งสามปากอยู่ห่างจากเสารับสัญญาณโทรศัพท์เคลื่อนที่ของจำเลยที่ 1 ไม่เกิน 20 เมตร เมื่อพยานโจทก์ได้ยินเสียงฟ้าผ่าเสียงดังย่อมมองไปตามเสียงดังกล่าว จากคำเบิกความของนายคมสันพยานจำเลยที่ 1 ได้ความว่า เสาส่งสัญญาณโทรศัพท์เคลื่อนที่เป็นโครงเหล็กสูงถึง 47 เมตร และส่วนยอดติดตั้งแท่งล่อฟ้าเพื่อป้องกันฟ้าผ่ายาว 70 เซนติเมตร เสาส่งสัญญาณดังกล่าวเป็นจุดที่สูงที่สุดซึ่งพยานโจทก์ทั้งสามสามารถมองเห็นตั้งแต่ยอดเสาส่งสัญญาณโทรศัพท์เคลื่อนที่ลงมาได้โดยปราศจากสิ่งบดบัง พยานโจทก์ทั้งสามมิได้เป็นผู้ได้รับความเสียหายจากเหตุเพลิงไหม้จึงมิได้เป็นผู้มีส่วนได้เสีย เชื่อว่า นายนิวาส นายไพบูลย์ และนางรดี เห็นแสงไฟฟ้าเคลื่อนที่ไปตามสายไฟฟ้าจากเสาส่งสัญญาณโทรศัพท์เคลื่อนที่ไปยังหม้อแปลงของจำเลยที่ 2 ส่วนที่นายวีระพันธ์พยานจำเลยที่ 1 มาตรวจที่เกิดเหตุแล้วทำความเห็นว่า เหตุเพลิงไหม้ครั้งนี้เป็นไปได้ว่าฟ้าผ่าลงบนเสาโทรทัศน์โดยตรงเนื่องจากระยะบ้านและความสูงของเสาโทรทัศน์อยู่นอกเหนือระยะป้องกันฟ้าผ่าของสถานี และจากการที่อุปกรณ์เครื่องใช้ไฟฟ้าเพียงหลังเดียวเสียหายทั้งที่ไม่ได้เปิดใช้งานแต่เสียบปลั๊กอยู่นั้นเป็นส่วนสนับสนุนถึงความเป็นไปได้ดังกล่าว เห็นว่า นายวีระพันธ์มาตรวจสอบที่เกิดเหตุเพื่อทราบสาเหตุว่าฟ้าผ่าลงที่ใดหลังเกิดเหตุนานถึงหนึ่งปี สถานที่เกิดเหตุและสภาพแวดล้อมต่าง ๆ ย่อมเปลี่ยนแปลงไปมาก รายงานการศึกษา ระบุว่า การตรวจสอบใช้วิธีตรวจสอบภาพถ่ายและหลักฐานต่าง ๆ ของสถานียางสีสุราช ณ ขณะเกิดเหตุเพลิงไหม้ และคำบอกเล่าของชาวบ้านเกี่ยวกับอุปกรณ์ไฟฟ้า เช่น โทรทัศน์และเครื่องเสียงเสียหาย ซึ่งตามรายงานดังกล่าวไม่มีรายละเอียดของภาพถ่ายและหลักฐานต่าง ๆ ของสถานีว่ามีอะไรบ้าง และที่ว่าคำบอกเล่าของชาวบ้านเกี่ยวกับอุปกรณ์ไฟฟ้านั้น ชาวบ้านดังกล่าวเป็นใคร มีภูมิลำเนาอยู่ที่ใด ก็ไม่ปรากฏให้ตรวจสอบได้ ข้อสันนิษฐานของนายวีระพันธ์ที่ว่าฟ้าผ่าลงบนเสาโทรทัศน์โดยตรงหักล้างคำเบิกความของพยานโจทก์ทั้งสามปากไม่ได้ ข้อเท็จจริงฟังได้ว่า ในวันเกิดเหตุฟ้าผ่าลงบนเสาส่งสัญญาณโทรศัพท์เคลื่อนที่ของจำเลยที่ 1 นอกจากนี้นายคมสันพยานจำเลยเบิกความรับว่า ขณะเกิดเหตุการก่อสร้างและการติดตั้งอุปกรณ์เสาส่งสัญญาณยังไม่เสร็จสมบูรณ์ สิ่งที่ยังไม่เสร็จสมบูรณ์คือ การฝังสายกราวด์อุปกรณ์ตามระบบต่อลงดิน ซึ่งต่อลงมาจากแผ่นกราวด์ที่ติดตั้งไว้บนเสาส่งสัญญาณเพื่อฝังลงดินเท่านั้น ซึ่งสายดังกล่าวมิใช่สายล่อฟ้าหรือสายตัวนำลงดินของเสาส่งสัญญาณ ตามคำของนายคมสันข้อเท็จจริงรับฟังเพิ่มเติมได้ว่า ขณะที่ฟ้าผ่าลงเสาส่งสัญญาณโทรศัพท์เคลื่อนที่นั้น การก่อสร้างและติดตั้งอุปกรณ์เสาส่งสัญญาณยังไม่เสร็จสมบูรณ์ ที่นายคมสันเบิกความว่า สำหรับสิ่งที่ยังไม่เสร็จสมบูรณ์คือ การฝังสายกราวด์อุปกรณ์ตามระบบต่อลงดินมิใช่สายล่อฟ้านั้น นายคมสันเบิกความตอบทนายโจทก์ถามค้านว่า หลังเกิดเหตุแล้วประมาณเกือบหนึ่งปี พยานจึงไปดูเสาส่งสัญญาณโทรศัพท์เคลื่อนที่ที่อำเภอยางสีสุราช ข้อเท็จจริงที่นายคมสันเบิกความถึงความไม่เสร็จสมบูรณ์ของการก่อสร้างและติดตั้งอุปกรณ์ส่งสัญญาณโทรศัพท์เคลื่อนที่ดังกล่าว น่าจะเบิกความตามที่ได้รับรายงาน ไม่มีการตรวจสอบว่าสิ่งที่ยังทำไม่เสร็จเป็นการฝังสายกราวด์อุปกรณ์ตามระบบต่อลงดินจริงหรือไม่ ข้อเท็จจริงฟังได้ว่า ในวันเกิดเหตุฟ้าผ่าลงเสาส่งสัญญาณโทรศัพท์เคลื่อนที่ของจำเลยที่ 1 ซึ่งยังก่อสร้างและติดตั้งอุปกรณ์ไม่แล้วเสร็จ ทำให้เกิดกระแสไฟฟ้าเป็นลูกไฟเคลื่อนที่จากเสาส่งสัญญาณโทรศัพท์เคลื่อนที่ไปตามสายไฟฟ้าของจำเลยที่ 2จนถึงหม้อแปลงใหญ่เป็นเหตุให้หม้อแปลงระเบิดและเกิดเพลิงไหม้บ้านเรือนของประชาชน 9 ราย รวมโจทก์ด้วย อันเป็นการกระทำโดยประมาทเลินเล่อของจำเลยที่ 1 จึงต้องรับผิดชดใช้ค่าเสียหายแก่โจทก์ตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น ส่วนที่จำเลยที่ 1 แก้ฎีกาว่า โจทก์ฟ้องและนำสืบว่า โจทก์เป็นเจ้าของบ้านเลขที่ 81 หมู่ที่ 9 ตำบลยางสีสุราช อำเภอยางสีสุราช ซึ่งเป็นบ้านครึ่งตึกครึ่งไม้ 2 ชั้น เปิดให้เช่ารวม 5 คูหา แต่ทางพิจารณาว่า บ้านโจทก์ที่ถูกเพลิงไหม้คือบ้านเลขที่ 16 หมู่ที่ 9 ตำบลยางสีสุราช จึงแตกต่างจากข้ออ้างในคำฟ้องอันเป็นสาระสำคัญ จำเลยที่ 1 จึงไม่ต้องรับผิดนั้น เห็นว่า โจทก์บรรยายไว้โดยชัดแจ้งแล้วว่าโจทก์เป็นเจ้าของบ้านเช่าครึ่งตึกครึ่งไม้ 2 ชั้น เปิดให้เช่า 5 คูหา ต่อมาฟ้าผ่าเสาส่งสัญญาณโทรศัพท์เคลื่อนที่ของจำเลยที่ 1 ซึ่งยังไม่ต่อสายล่อฟ้าลงพื้นดิน เป็นเหตุให้เกิดกระแสไฟฟ้าวิ่งไปตามสายไฟฟ้าเข้ามิเตอร์วัดไฟที่ต่อให้ประชาชนใช้ตามบ้านจนเกิดเพลิงไหม้อาคารบ้านเรือนรวมถึงอาคารบ้านเรือน 5 คูหาของโจทก์ แม้โจทก์จะบรรยายเลขที่บ้านเป็นเลขที่ 81 แต่ทางพิจารณาเป็นเลขที่ 16 ก็เป็นข้อแตกต่างที่ไม่เป็นสาระสำคัญ ที่ศาลอุทธรณ์พิพากษายกฟ้องโจทก์มานั้น ศาลฎีกาไม่เห็นพ้องด้วย ฎีกาโจทก์ฟังขึ้น

พิพากษากลับ ให้บังคับคดีตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์นอกจากที่ศาลอุทธรณ์ภาค 4 สั่งคืนและค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ. ม. 142
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นางสมทรัพย์ สุโทวา
จำเลย — บริษัททรู มูฟ จำกัด กับพวก
บริษัทอัลคาเทล - ลูเซ่น เซี่ยงไฮ้ เบลล์
จำเลยร่วม — (ฮ่องกง) ลิมิเต็ด
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดมหาสารคาม — นายชัยพร ศรีโบราณ
ศาลอุทธรณ์ภาค 4 — นายชัยพร สมบุญวงค์
ชื่อองค์คณะ
โสฬส สุวรรณเนตร์
อภิรัตน์ ลัดพลี
ไมตรี สุเทพากุล
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 18011/2557
#581398
เปิดฉบับเต็ม

ตามหนังสือรับรองโจทก์ของกรมพัฒนาธุรกิจการค้าระบุว่า พ. เป็นกรรมการคนที่ 5 มีอำนาจลงลายมือชื่อและประทับตราสำคัญบริษัทผูกพันโจทก์ เมื่อพิจารณาประกอบหนังสือมอบอำนาจซึ่งระบุให้ ท. และ อ. ฟ้องคดีและมีอำนาจมอบอำนาจช่วง และมีผลบังคับใช้นับแต่วันที่ 5 มกราคม 2547 จนกว่าจะได้แก้ไขหรือเปลี่ยนแปลงเป็นอย่างอื่น ซึ่งจำเลยทั้งสองไม่นำสืบให้ได้ความว่าหนังสือมอบอำนาจได้ถูกยกเลิกหรือแก้ไขเป็นอย่างอื่น เช่นนี้ย่อมฟังได้ว่า พ. เป็นกรรมการผู้มีอำนาจกระทำการแทนโจทก์และทำหนังสือมอบอำนาจให้ ท. และ อ. ฟ้องคดีต่อมา ท. และ อ. ทำหนังสือมอบอำนาจช่วงให้ อ1. หรือ ศ. เป็นผู้ดำเนินคดีแทนโจทก์ โดยไม่จำต้องนำสืบหนังสือรับรองโจทก์ที่นายทะเบียนออกให้ ณ วันฟ้องว่า พ. ยังคงเป็นกรรมการผู้มีอำนาจกระทำการแทนโจทก์อีก โจทก์มีอำนาจฟ้อง

จำเลยทั้งสองไม่ได้ให้การปฏิเสธว่าจำเลยที่ 1 ไม่ได้ทำสัญญาเช่าซื้อ และจำเลยที่ 2 ไม่ได้ทำสัญญาค้ำประกันกับโจทก์ คงให้การต่อสู้ในเรื่องอำนาจฟ้องและค่าเสียหายที่โจทก์มีสิทธิเรียกร้องเท่านั้น ทั้งจำเลยที่ 1 เบิกความยอมรับว่าทำสัญญาเช่าซื้อกับโจทก์ จึงต้องฟังข้อเท็จจริงเป็นยุติตามที่ไม่มีการโต้แย้งว่าจำเลยที่ 1 ทำสัญญาเช่าซื้อและจำเลยที่ 2 ทำสัญญาค้ำประกันกับโจทก์ โดยไม่จำต้องอาศัยสัญญาเช่าซื้อและสัญญาค้ำประกันดังกล่าวเป็นพยานหลักฐาน ที่จำเลยทั้งสองเพิ่งมายกขึ้นอ้างในฎีกาว่าโจทก์มิได้ส่งสำเนาแบบคำขอเสียอากรแสตมป์เป็นตัวเงินของสัญญาเช่าซื้อและสัญญาค้ำประกันให้ก่อนสืบพยานและเอกสารดังกล่าวมิใช่ต้นฉบับจึงต้องห้ามมิให้ศาลรับฟังนั้น เป็นฎีกาที่ไม่มีผลเปลี่ยนแปลงข้อเท็จจริงที่ฟังเป็นยุติดังกล่าวแล้ว จึงไม่เป็นสาระแก่คดี ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัย

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยทั้งสองร่วมกันชำระเงิน 609,784.76 บาท พร้อมด้วยดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี จากต้นเงินดังกล่าว นับถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์

จำเลยทั้งสองให้การขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง ค่าฤชาธรรมเนียมให้เป็นพับ

โจทก์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษากลับให้จำเลยทั้งสองร่วมกันชำระเงิน 333,000 บาท แก่โจทก์ พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับถัดจากวันฟ้อง (ฟ้องวันที่ 16 พฤษภาคม 2548) เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ ให้จำเลยทั้งสองร่วมกันชำระค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสองศาลแทนโจทก์ตามทุนทรัพย์ที่โจทก์ชนะคดี โดยกำหนดค่าทนายความให้รวม 1,500 บาท

จำเลยทั้งสองฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีพาณิชย์และเศรษฐกิจวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงที่คู่ความไม่ได้โต้เถียงกันในชั้นฎีการับฟังได้ว่า เมื่อวันที่ 6 กันยายน 2547 จำเลยที่ 1 ทำสัญญาเช่าซื้อรถยนต์ยี่ห้อเบ็นซ์ หมายเลขทะเบียน พพ 2781 กรุงเทพมหานคร ไปจากโจทก์ ในราคา 1,740,022.56 บาท ตกลงชำระค่าเช่าซื้อเป็นงวดรายเดือน เดือนละ 36,250.47 บาท ระยะเวลา 48 เดือน โดยชำระทุกวันที่ 27 ของเดือน เริ่มงวดแรกวันที่ 27 กันยายน 2547 มีจำเลยที่ 2 เป็นผู้ค้ำประกันยอมรับผิดอย่างลูกหนี้ร่วม ตามสัญญาเช่าซื้อและสัญญาค้ำประกัน จำเลยที่ 1 ผิดนัดชำระค่าเช่าซื้อตั้งแต่งวดแรก หลังจากจำเลยที่ 1 ค้างชำระค่าเช่าซื้อ 3 งวดติดต่อกัน โจทก์มีหนังสือทวงถามให้ชำระค่าเช่าซื้อและบอกเลิกสัญญา ครั้นเมื่อวันที่ 13 ธันวาคม 2547 จำเลยที่ 1 คืนรถยนต์ที่เช่าซื้อให้แก่โจทก์ตามหนังสือแสดงเจตนาและใบรับรถ ต่อมาโจทก์นำรถยนต์ออกขายได้ราคา 1,247,663.55 บาท ตามสำเนาใบเสร็จรับเงิน

คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยประการแรกตามฎีกาของจำเลยทั้งสองว่า โจทก์มีอำนาจฟ้องหรือไม่ เห็นว่า ตามหนังสือรับรองโจทก์ของกรมพัฒนาธุรกิจการค้า กระทรวงพาณิชย์ ระบุว่ากรรมการของโจทก์มี 9 คน มีนายพิชัย เป็นกรรมการคนที่ 5 และในข้อ 3 ระบุว่ากรรมการซึ่งลงชื่อผูกพันโจทก์ได้คือนายพิชัย กรรมการอำนวยการ ลงลายมือชื่อและประทับตราสำคัญของบริษัท ซึ่งหนังสือรับรองดังกล่าวนายทะเบียนออกให้ ณ วันที่ 5 มกราคม 2547 เมื่อพิจารณาประกอบหนังสือมอบอำนาจ ซึ่งระบุให้นายทรงศักดิ์ และนายอรรณพ ฟ้องคดี และมีอำนาจมอบอำนาจช่วง และหนังสือมอบอำนาจนี้ให้มีผลใช้บังคับตั้งแต่วันที่ 5 มกราคม 2547 เป็นต้นไปจนกว่าบริษัทจะได้แก้ไข หรือเปลี่ยนแปลงเป็นอย่างอื่น ซึ่งจำเลยทั้งสองไม่นำสืบให้ได้ความว่าหนังสือมอบอำนาจ ได้ถูกยกเลิกหรือแก้ไขเป็นอย่างอื่น เช่นนี้ ย่อมฟังได้ว่านายพิชัยเป็นกรรมการผู้มีอำนาจกระทำการแทนโจทก์และทำหนังสือมอบอำนาจให้นายทรงศักดิ์ และนายอรรณพฟ้องคดี ต่อมานายทรงศักดิ์และนายอรรณพทำหนังสือมอบอำนาจช่วง ให้นายอภิวัฒน์ และหรือนางสาวศิริวรรณ เป็นผู้ดำเนินคดีแทนโจทก์ โดยไม่จำต้องนำสืบหนังสือรับรองโจทก์ที่นายทะเบียนออกให้ ณ วันฟ้องว่านายพิชัยยังคงเป็นกรรมการผู้มีอำนาจกระทำการแทนโจทก์อีก โจทก์จึงมีอำนาจฟ้อง ที่ศาลอุทธรณ์วินิจฉัยมา ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วยในผล ฎีกาข้อนี้ของจำเลยทั้งสองฟังไม่ขึ้น

ส่วนที่จำเลยทั้งสองฎีกาในข้อต่อไปว่า สำเนาแบบขอเสียอากรแสตมป์เป็นตัวเงิน เป็นเอกสารที่โจทก์มิได้ส่งสำเนาก่อนวันสืบพยานตามบทบัญญัติแห่งประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 90 วรรคหนึ่ง และมิใช่เอกสารต้นฉบับตามมาตรา 93 จึงต้องห้ามมิให้ศาลรับฟังเป็นพยานหลักฐานนั้น เห็นว่า จำเลยทั้งสองไม่ได้ให้การปฏิเสธว่า จำเลยที่ 1 ไม่ได้ทำสัญญาเช่าซื้อและจำเลยที่ 2 ไม่ได้ทำสัญญาค้ำประกันกับโจทก์ คงให้การต่อสู้ในเรื่องอำนาจฟ้องและค่าเสียหายที่โจทก์มีสิทธิเรียกร้องเท่านั้น ทั้งจำเลยที่ 1 เบิกความยอมรับว่าทำสัญญาเช่าซื้อกับโจทก์ ซึ่งตรงกับสัญญาเช่าซื้อ จึงต้องรับฟังข้อเท็จจริงเป็นยุติตามที่ไม่มีการโต้แย้งกันว่า จำเลยที่ 1 ทำสัญญาเช่าซื้อและจำเลยที่ 2 ทำสัญญาค้ำประกันกับโจทก์ โดยไม่จำต้องอาศัยสัญญาเช่าซื้อและสัญญาค้ำประกันดังกล่าวเป็นพยานหลักฐานที่จำเลยทั้งสองเพิ่งมายกขึ้นอ้างในฎีกาว่า โจทก์มิได้ส่งสำเนา ซึ่งเป็นแบบขอเสียอากรแสตมป์เป็นตัวเงินของสัญญาเช่าซื้อและสัญญาค้ำประกันให้ก่อนสืบพยานและเอกสารดังกล่าวมิใช่ต้นฉบับ จึงต้องห้ามมิให้ศาลรับฟังนั้น เป็นฎีกาในข้อที่ไม่มีผลเปลี่ยนแปลงข้อเท็จจริงที่ฟังเป็นยุติดังกล่าวแล้ว จึงไม่เป็นสาระแก่คดี ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัย

พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ. ม. 90
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — บริษัทเงินทุนทิสโก้ จำกัด (มหาชน)
จำเลย — นายยโสธร ประจงพันธ์ กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลแพ่งกรุงเทพใต้ — นายภชฤทธิ์ นิลสนิท
ศาลอุทธรณ์ — นายศิริชัย ศิริกุล
ชื่อองค์คณะ
ประทีป ดุลพินิจธรรมา
วิรุฬห์ แสงเทียน
ปกรณ์ มหรรณพ
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 18006/2557
#580848
เปิดฉบับเต็ม

พ.ร.บ.ล้มละลาย พ.ศ.2483 มาตรา 135 บัญญัติว่า "เมื่อผู้มีส่วนได้เสียหรือเจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์มีคำขอ ศาลมีอำนาจสั่งยกเลิกการล้มละลายได้ ถ้าปรากฏเหตุอย่างหนึ่งอย่างใดต่อไปนี้... (3) หนี้สินของบุคคลล้มละลายได้ชำระเต็มจำนวนแล้ว..." นั้น หมายความถึง การดำเนินการชำระหนี้จนเต็มจำนวนภายใต้กระบวนพิจารณาและวิธีการในคดีล้มละลายที่มีการตรวจสอบได้ทั้งจากผู้มีส่วนได้เสีย เจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์และศาล เนื่องจากหากมีการยกเลิกการล้มละลายตามอนุมาตรานี้ จำเลยจะหลุดพ้นจากหนี้สินตาม พ.ร.บ.ล้มละลาย พ.ศ.2483 มาตรา 136 ดังนั้น จำเลยที่จะได้รับประโยชน์เช่นนี้จึงเป็นจำเลยที่ดำเนินการอยู่ภายใต้กระบวนพิจารณาคดีล้มละลายและการตรวจสอบตามกฎหมาย

คดีนี้มีเจ้าหนี้ยื่นคำขอรับชำระหนี้ ต่อมาเจ้าหนี้ยื่นคำร้องเพื่อขอถอนคำขอรับชำระหนี้ จนไม่มีเจ้าหนี้ยื่นคำขอรับชำระหนี้เหลืออยู่ จึงไม่มีการดำเนินการชำระหนี้ให้แก่เจ้าหนี้ทุกรายเต็มจำนวนโดยตรงภายใต้กระบวนพิจารณาคดีล้มละลาย แต่เป็นกรณีที่ไม่มีเจ้าหนี้ขอรับชำระหนี้ในคดีล้มละลายจึงมีเหตุที่ลูกหนี้ไม่ควรถูกพิพากษาให้ล้มละลาย ซึ่งเจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์มีอำนาจรายงานศาลเพื่อสั่งยกเลิกการล้มละลายได้ตาม พ.ร.บ.ล้มละลาย พ.ศ.2483 มาตรา 135 (2) ที่ศาลล้มละลายกลางมีคำสั่งแก้ไขคำสั่งยกเลิกการล้มละลายของจำเลยโดยให้เป็นไปตาม พ.ร.บ.ล้มละลาย พ.ศ.2483 มาตรา 135 (3) จึงไม่ถูกต้อง

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
คดีสืบเนื่องมาจาก ศาลล้มละลายกลางมีคำสั่งพิทักษ์ทรัพย์ของจำเลยเด็ดขาด เมื่อวันที่ 3 กรกฎาคม 2550 และมีคำพิพากษาให้จำเลยล้มละลายเมื่อวันที่ 27 ตุลาคม 2551 ต่อมาวันที่ 27 ตุลาคม 2552 ศาลล้มละลายกลางมีคำสั่งยกเลิกการล้มละลายของจำเลย ตามรายงานของผู้คัดค้าน

จำเลยยื่นคำร้องขอให้มีคำสั่งยกเลิกการล้มละลายของจำเลยตามพระราชบัญญัติล้มละลาย พ.ศ.2483 มาตรา 135 (3) คำวินิจฉัยและการกระทำของผู้คัดค้านที่รายงานไปยังศาลจึงไม่ชอบ ขอให้มีคำสั่งยกเลิกการล้มละลายของจำเลยให้เป็นไปตามพระราชบัญญัติล้มละลาย พ.ศ.2483 มาตรา 135 (3)

ผู้คัดค้านยื่นคำคัดค้านขอให้ยกคำร้อง

ศาลล้มละลายกลางมีคำสั่งให้แก้ไขการยกเลิกการล้มละลายของจำเลย จากมาตรา 135 (2) เป็น มาตรา 135 (3) ค่าฤชาธรรมเนียมให้เป็นพับ

ผู้คัดค้านอุทธรณ์โดยได้รับอนุญาตจากศาลฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีล้มละลายวินิจฉัยว่า มีปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของผู้คัดค้านมีว่า คำสั่งของศาลล้มละลายกลางที่แก้ไขคำสั่งยกเลิกการล้มละลายของจำเลยโดยให้เป็นไปตามพระราชบัญญัติล้มละลาย พ.ศ.2483 มาตรา 135 (3) ชอบหรือไม่ เห็นว่า พระราชบัญญัติล้มละลาย พ.ศ.2483 มาตรา 135 บัญญัติว่า "เมื่อผู้มีส่วนได้เสียหรือเจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์มีคำขอ ศาลมีอำนาจสั่งยกเลิกการล้มละลายได้ ถ้าปรากฏเหตุอย่างหนึ่งอย่างใดต่อไปนี้... (3) หนี้สินของบุคคลล้มละลายได้ชำระเต็มจำนวนแล้ว..." นั้น หมายความถึง การดำเนินการชำระหนี้จนเต็มจำนวนภายใต้กระบวนพิจารณาและวิธีการในคดีล้มละลายที่มีการตรวจสอบได้ทั้งจากผู้มีส่วนได้เสีย เจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์และศาล เนื่องจากหากมีการยกเลิกการล้มละลายตามอนุมาตรานี้ จำเลยจะหลุดพ้นจากหนี้สิน ตามพระราชบัญญัติล้มละลาย พ.ศ.2483 มาตรา 136 ดังนั้น จำเลยที่จะได้รับประโยชน์เช่นนี้จึงเป็นจำเลยที่ดำเนินการอยู่ภายใต้กระบวนพิจารณาคดีล้มละลายและการตรวจสอบตามกฎหมาย แต่ในคดีนี้มีเจ้าหนี้ยื่นคำขอรับชำระหนี้ ต่อมาเจ้าหนี้มายื่นคำร้องเพื่อขอถอนคำขอรับชำระหนี้ จนไม่มีเจ้าหนี้ยื่นคำขอรับชำระหนี้เหลืออยู่ จึงไม่มีการดำเนินการชำระหนี้ให้แก่เจ้าหนี้ทุกรายเต็มจำนวนโดยตรงภายใต้กระบวนพิจารณาคดีล้มละลาย แต่เป็นกรณีที่ไม่มีเจ้าหนี้ขอรับชำระหนี้ในคดีล้มละลายจึงมีเหตุที่ลูกหนี้ไม่ควรถูกพิพากษาให้ล้มละลาย ซึ่งเจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์มีอำนาจรายงานศาลเพื่อสั่งยกเลิกการล้มละลายได้ ตามพระราชบัญญัติล้มละลาย พ.ศ.2483 มาตรา 135 (2) อุทธรณ์ของผู้คัดค้านฟังขึ้น การที่ศาลล้มละลายกลางมีคำสั่งแก้ไขคำสั่งยกเลิกการล้มละลายของจำเลยโดยให้เป็นไปตามพระราชบัญญัติล้มละลาย พ.ศ.2483 มาตรา 135 (3) จึงไม่ต้องด้วยความเห็นของศาลฎีกา

พิพากษาแก้เป็นว่า ให้ยกเลิกการล้มละลายของจำเลย ตามพระราชบัญญัติล้มละลาย พ.ศ.2483 มาตรา 135 (2) ค่าฤชาธรรมเนียมในชั้นนี้ให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.ล้มละลาย พ.ศ.2483 ม. 135 (2) ม. 135 (3) ม. 136
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — ธนาคารกรุงศรีอยุธยา จำกัด (มหาชน)
ผู้คัดค้าน — เจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์
จำเลย — นายปรัมยีตซิงห์ สัจเดย์
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลล้มละลายกลาง — นางสาวฉวีวรรณ แม้นโชติ
ชื่อองค์คณะ
สุทัศน์ ศิริมหาพฤกษ์
ทัศนีย์ จั่นสัญจัย ธรรมเกณฑ์
ชัยยุทธ ศรีจำนงค์
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 17978/2557
#585471
เปิดฉบับเต็ม

ตาม พ.ร.บ.องค์กรจัดสรรคลื่นความถี่และกำกับกิจการวิทยุกระจายเสียง วิทยุโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคม พ.ศ.2543 ที่ใช้บังคับอยู่ในขณะเกิดเหตุบัญญัติไว้ชัดเจนว่า ให้คณะกรรมการ กสช. ก็ดี คณะกรรมการ กทช. ก็ดี และพนักงานสำนักงานของคณะกรรมการดังกล่าว ก็ดี เป็นเจ้าพนักงานตาม ป.อ. แต่ในกฎหมายฉบับเดียวกัน มาตรา 49 ว่าด้วยคณะกรรมการสรรหา ที่มา และบทบาทหน้าที่ ไม่ได้กำหนดว่าคณะกรรมการสรรหากรรมการกิจการโทรคมนาคมเป็นเจ้าพนักงานตาม ป.อ. เช่นเดียวกันกับคณะกรรมการ กสช. หรือ กทช. หรือพนักงานดังกล่าว เช่นนี้ ย่อมเห็นเจตนารมณ์ของกฎหมายดังกล่าวได้ชัดเจนว่า กฎหมายไม่ได้มีเจตนารมณ์ที่จะให้คณะกรรมการสรรหากรรมการกิจการโทรคมนาคมต้องมีอำนาจหน้าที่หรือมีความรับผิดในฐานะเป็นเจ้าพนักงานตาม ป.อ. จำเลยเป็นเพียงคณะกรรมการสรรหากรรมการกิจการโทรคมนาคม จึงไม่ใช่เจ้าพนักงานที่จะต้องรับผิดในฐานะเป็นเจ้าพนักงานตาม ป.อ. มาตรา 157, 158, 161 และ 162

ตำแหน่งประธานวุฒิสภา เป็นตำแหน่งสมาชิกสภานิติบัญญัติแห่งรัฐ ไม่ใช่ตำแหน่งเจ้าพนักงานตามความหมายในลักษณะ 2 หมวด 1 แห่ง ป.อ. การยื่นรายงานเรื่องผลการพิจารณาคัดเลือกบุคคลที่สมควรได้รับการเสนอชื่อเป็น กทช. จึงไม่อาจที่จะเป็นความผิดตาม ป.อ. มาตรา 137 ได้

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องและแก้ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยทั้งสิบเก้าตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83 มาตรา 86 มาตรา 90 มาตรา 91 มาตรา 137 มาตรา 157 มาตรา 158 มาตรา 161 มาตรา 162 มาตรา 180 มาตรา 188 มาตรา 210 มาตรา 264 มาตรา 265 มาตรา 267 และมาตรา 268

ศาลชั้นต้นไต่สวนมูลฟ้องแล้ว เห็นว่าคดีไม่มีมูล พิพากษายกฟ้อง

โจทก์อุทธรณ์ โดยผู้พิพากษาซึ่งพิจารณาและลงชื่อในคำพิพากษาศาลชั้นต้นอนุญาตให้อุทธรณ์ในปัญหาข้อเท็จจริง

ระหว่างการพิจารณาของศาลอุทธรณ์ ปรากฏข้อเท็จจริงว่าจำเลยที่ 16 ถึงแก่ความตาย ศาลอุทธรณ์มีคำสั่งให้จำหน่ายคดีเฉพาะจำเลยที่ 16

ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน

โจทก์ฎีกา โดยผู้พิพากษาซึ่งพิจารณาและลงชื่อในคำพิพากษาศาลอุทธรณ์อนุญาตให้ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ทางไต่สวนโจทก์นำสืบว่า เมื่อวันที่ 4 สิงหาคม 2543 จำเลยที่ 1 ถึงที่ 16 และนายกิตติ ได้รับการแต่งตั้งเป็นคณะกรรมการสรรหามีอำนาจหน้าที่คัดเลือกบุคคลที่สมควรได้รับการเสนอรายชื่อเป็น กทช. จำนวน 14 คน ต่อประธานวุฒิสภา เพื่อให้วุฒิสภามีมติเลือกให้เหลือ 7 คน ต่อมาวันที่ 30 ตุลาคม 2543 จำเลยที่ 17 ถึงที่ 19 ได้รับการแต่งตั้งเป็นคณะกรรมการสรรหาแทนจำเลยที่ 2 และที่ 3 กับนายกิตติตามประกาศสำนักงานปลัดสำนักนายกรัฐมนตรีโดยจำเลยที่ 1 ถึงที่ 19 ได้รับค่าตอบแทนจากงบประมาณแผ่นดิน ประเภทเบี้ยประชุม จึงเป็นเจ้าพนักงานตามกฎหมาย เมื่อวันที่ 4 สิงหาคม 2543 คณะกรรมการสรรหาได้ประกาศรับสมัครบุคคลเพื่อคัดเลือกและเสนอรายชื่อเป็น กทช. เมื่อโจทก์ทราบจึงไปขอใบสมัครที่สำนักงานปลัดสำนักนายกรัฐมนตรี ในประกาศรับสมัครนั้นกำหนดว่า ผู้สมัครต้องมีคุณสมบัติตามกฎหมาย เป็นผู้มีผลงานหรือเคยปฏิบัติงานที่แสดงว่าเป็นผู้มีความรู้ความสามารถความเชี่ยวชาญหรือประสบการณ์ในกิจการโทรคมนาคม เทคโนโลยีที่เกี่ยวข้อง การศึกษา ศาสนา วัฒนธรรม เศรษฐกิจ ความมั่นคง กฎหมายมหาชน หรือกิจการท้องถิ่น รวม 9 ด้าน ในแบบพิมพ์ใบสมัครมีรายละเอียดให้ผู้สมัครกรอกมากกว่าตามที่ปรากฏในประกาศรับสมัคร โดยในแบบพิมพ์ใบสมัครข้อ 4 ระบุผลงานและประสบการณ์ โจทก์ได้กรอกรายละเอียดไว้ เนื่องจากใบสมัครไม่ได้ระบุให้เลือกว่าเชี่ยวชาญด้านใดด้านหนึ่งโดยเฉพาะ โจทก์จึงถามเจ้าหน้าที่ได้รับแจ้งว่าให้ระบุผลงานหรือความรู้ความสามารถด้านใดให้ระบุได้เต็มที่ ซึ่งในช่องสี่เหลี่ยมที่ระบุไว้ในข้อ 4 โจทก์ได้ระบุความเชี่ยวชาญไว้ทุกด้าน เพราะโจทก์ผ่านงานมามาก มีความรู้ดังกล่าว โดยโจทก์ไม่ทราบว่ามีการให้คะแนนในใบสมัครด้วย ในข้อ 5 ได้ระบุแนวคิดในการบริหารกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติโดยสรุป หากได้รับคัดเลือก ซึ่งโจทก์ได้ระบุแนวคิดไว้ โดยไม่ทราบว่าคณะกรรมการสรรหาจะยึดข้อ 5 เป็นวิสัยทัศน์ของผู้สมัครที่จะนำไปพิจารณาให้คะแนนส่วนข้อ 6 ให้ระบุประวัติการศึกษา การฝึกอบรม และการดูงานทั่วไป และข้อ 7 เรื่องคุณสมบัติต้องห้ามตามมาตรา 8 การรับสมัครในครั้งนี้ไม่ได้ระบุให้ผู้สมัครต้องส่งใบรับรองแพทย์หรือเอกสารที่รับรองว่าผู้สมัครมีสัญชาติไทยโดยการเกิดด้วย เมื่อโจทก์กรอกใบสมัครเสร็จได้ยื่นสมัครไว้ มีผู้สมัครรวม 72 คน ต่อมาคณะกรรมการสรรหา เรียกโจทก์เข้าสัมภาษณ์ในหัวข้อว่า ผลงานและประสบการณ์ของโจทก์จะเป็นประโยชน์ต่อกิจการโทรคมนาคมด้านใด และหากได้รับเลือกแล้ว เห็นว่างานใดเป็นงานสำคัญที่จะทำเป็นอย่างแรก ต่อมาเมื่อวันที่ 31 ตุลาคม 2543 มีการประกาศรายชื่อบุคคลที่จะถูกเสนอชื่อให้เป็น กทช. จำนวน 14 คน โดยไม่มีชื่อโจทก์ โจทก์ไม่ทราบมาก่อนว่าคณะกรรมการสรรหาได้แบ่งกลุ่มการให้คะแนนในการเขียนใบสมัครและแบ่งกลุ่มความเชี่ยวชาญเฉพาะด้านอย่างไรบ้าง แต่ทราบภายหลังว่ามีการให้คะแนนในใบสมัครและมีการแบ่งกลุ่มความเชี่ยวชาญเฉพาะด้านออกจากกัน โดยมีการตั้งอนุกรรมการตรวจสอบคุณสมบัติของผู้สมัคร และคณะกรรมการสรรหาได้แบ่งสาขาความเชี่ยวชาญของผู้สมัครเป็น 7 กลุ่มตามรายงานการประชุมครั้งที่ 2/2543 เมื่อวันที่ 15 สิงหาคม 2543 ซึ่งผิดจากกฎหมายกำหนดที่ให้แบ่งเป็น 9 กลุ่ม โดยมีการรวมศาสนาและวัฒนธรรมเป็นหนึ่งกลุ่ม และรวมกฎหมายมหาชนกับกิจการท้องถิ่นเป็นหนึ่งกลุ่ม อันฝ่าฝืนต่อพระราชบัญญัติองค์กรจัดสรรคลื่นความถี่และกำกับกิจการวิทยุกระจายเสียง วิทยุโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคม พ.ศ.2543 มาตรา 47 และมาตรา 10 ซึ่งทำให้ผู้สมัครในกลุ่มนั้นเสียเปรียบเพราะทำให้ต้องมีความเชี่ยวชาญทั้งสองด้าน ทั้งไม่มีเหตุผลที่จะต้องรวมกัน และกลุ่มกฎหมายมหาชนกับกิจการท้องถิ่นมีลักษณะที่ไม่สามารถรวมกันได้ ต่อมาคณะกรรมการสรรหาได้แบ่งกลุ่มผู้สมัครจำนวน 72 คน ลงตาม 7 กลุ่ม ที่กำหนดขึ้นใหม่ ดังปรากฏในการประชุมครั้งที่ 4/2543 วันที่ 6 กันยายน 2543 แล้วจัดผู้สมัครลงใน 7 กลุ่ม ดังกล่าว โดยโจทก์ถูกจัดให้อยู่ในกลุ่มที่ 5 ด้านความมั่นคง ส่วนนายวุฒิพร ถูกจัดให้อยู่ในกลุ่มที่ 6 ด้านศาสนาและวัฒนธรรม และนายเลอสรร ถูกจัดให้อยู่กลุ่มที่ 7 ด้านกฎหมายมหาชนและกิจการท้องถิ่น ดังปรากฏในรายงานหน้า 158 ทั้งยังกำหนดการให้คะแนนในเรื่องความรู้ความสามารถ เกียรติประวัติ วิสัยทัศน์ และให้กรรมการเป็นผู้ตรวจเพียง 6 คน แบ่งเป็น 3 กลุ่ม กลุ่มละ 2 คน ดังปรากฏในหน้า 159 และ 160 ทั้งนี้เพื่อเปิดโอกาสให้ช่วยเหลือพวกพ้องให้ได้รับการคัดเลือก คณะกรรมการสรรหามีมติให้คัดเลือก 3 รอบ รอบแรกจะคัดเลือกให้เหลือกลุ่มละ 8 คนรอบที่สองให้เหลือกลุ่มละ 4 คน และรอบที่สามให้เหลือกลุ่มละ 2 คน ดังปรากฏในหน้า 150 ซึ่งตามพระราชบัญญัติองค์กรจัดสรรคลื่นความถี่และกำกับกิจการวิทยุกระจายเสียง วิทยุโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคม พ.ศ.2543 มาตรา 49 คณะกรรมการสรรหา 17 คน จะต้องคัดเลือกผู้สมัคร 72 คน ด้วยตนเอง แต่ปรากฏว่าคณะกรรมการสรรหา 17 คน ได้มอบให้อนุกรรมการสรรหาจำนวน 8 คน เป็นผู้คัดเลือกแทน โดยอนุกรรมการสรรหา 8 คน ดังกล่าวเป็นชุดเดียวกับอนุกรรมการสรรหาที่ตรวจสอบคุณสมบัติของผู้สมัคร แต่ปรากฏว่าอนุกรรมการสรรหา 8 คน ไม่ได้เป็นผู้คัดเลือกโดยมอบให้อนุกรรมการสรรหาเพียง 6 คน เป็นผู้คัดเลือกแทน แต่ในอนุกรรมการสรรหาทั้งหกคนไม่ได้ร่วมกันคัดเลือก กลับแบ่งเป็น 3 กลุ่มย่อย กลุ่มละ 2 คน โดยแต่ละกลุ่มแบ่งกันว่าจะให้คะแนนในใบสมัครข้อใดบ้าง การสรรหาของอนุกรรมการกลุ่มต่าง ๆ ดังกล่าว รวมคะแนนแล้วเสนอต่อคณะกรรมการสรรหา 17 คน เพื่อให้ความเห็นชอบทั้งที่ตามรายงานการประชุมไม่ได้กำหนดให้อนุกรรมการเป็นผู้ให้คะแนน แสดงว่าคณะกรรมการสรรหาไม่ได้เห็นหรือตรวจสอบคุณสมบัติของผู้สมัครด้วยตนเอง การแบ่งกลุ่มละ 8 คนดังกล่าว เวลาปฏิบัติจริงอนุกรรมการกลับคัดเลือกจากผู้สมัครที่ได้ 60 คะแนน ขึ้นไปทำให้เหลือผู้สมัครเพียง 46 คน แทนที่จะเป็น 56 คน ตามที่แบ่งไว้เดิม จึงไม่เป็นการแบ่งตามกลุ่มจริงเพราะใช้คะแนนเป็นเกณฑ์ การแบ่งกลุ่มรอบที่สอง กำหนดให้เหลือกลุ่มละ 4 คน ก็ไม่ได้แบ่งตามเกณฑ์ดังกล่าว แต่ให้ทั้ง 46 คน ที่ผ่านโดยคะแนนสอบสัมภาษณ์แทน โดยให้ผู้ผ่านเกณฑ์ดังกล่าวมาสอบสัมภาษณ์ใน 2 หัวข้อ ข้อหนึ่งผลงานที่ผู้สมัครเชี่ยวชาญในด้านใด และข้อสอง หากได้รับเลือกเป็นกรรมการ กทช.เห็นว่าเรื่องใดเป็นเรื่องเร่งด่วนที่จะต้องทำก่อน โจทก์ซึ่งผ่านเกณฑ์ 60 คะแนน และได้รับหนังสือให้ไปสอบสัมภาษณ์ด้วย จึงเพิ่งทราบว่าจะต้องระบุว่าเป็นผู้เชี่ยวชาญด้านใดด้านหนึ่งใน 9 ด้าน นั้น ซึ่งโจทก์เลือกว่าเชี่ยวชาญในกิจการท้องถิ่น โดยไม่ทราบว่าคณะกรรมการได้รวมกิจการท้องถิ่นเข้ากับกฎหมายมหาชน ในการสัมภาษณ์โจทก์ทราบว่าคณะกรรมการมีมติให้กรรมการสรรหา 17 คน เข้าสัมภาษณ์ผู้สมัคร เพื่อความเป็นธรรมแก่ผู้สมัคร จากการสอบสัมภาษณ์มีผู้ผ่านเกณฑ์ร้อยละ 70 จำนวน 18 คนซึ่งไม่เป็นไปตามข้อกำหนดเดิมที่ให้เหลือกลุ่มละ 4 คน ซึ่งโจทก์ผ่านสัมภาษณ์เป็น 1 ใน 18 คน ด้วย ต่อมาคณะกรรมการสรรหาได้ประชุมเพื่อคัดผู้ผ่านเกณฑ์ 18 คนให้เหลือ 14 คน ตามกฎหมาย โดยคณะกรรมการสรรหาคัดจากคนที่ได้คะแนนสูงและกลุ่มสาขา 7 กลุ่ม ดังกล่าว ทำให้บางกลุ่มมีจำนวนมาก บางกลุ่มมีจำนวนน้อยและผู้ที่ผ่านเกณฑ์บางคนไม่ได้เป็นผู้เชี่ยวชาญที่ถูกจัดให้เข้ากลุ่ม แต่เพื่อให้บุคคลดังกล่าวได้รับการสรรหา ส่วนโจทก์ซึ่งอยู่ในกลุ่มกิจการท้องถิ่นได้คะแนนที่ 1 ของกลุ่ม กลับไม่ติด 1 ใน 14 คน ดังกล่าว ทำให้เสียโอกาสในกลุ่มกฎหมายมหาชนและกิจการท้องถิ่นแต่คนที่ขายโทรศัพท์เคลื่อนที่ จบวิศวกรรมศาสตร์และไม่เคยรับราชการ กลับจัดเข้ากลุ่มกฎหมายมหาชนและกิจการท้องถิ่น ในกลุ่มที่ได้รับการคัดเลือกใน 14 คน ดังกล่าวมีนายมหิดล ได้คะแนนสูงสุดเป็นอันดับ 1 ได้ถอนตัว ซึ่งควรจะเลื่อนคนที่ได้คะแนนอันดับที่ 15 คือ นายอัมมาร์ ซึ่งอยู่ในกลุ่มเศรษฐกิจขึ้นมาแทน แต่คณะกรรมการสรรหาเห็นว่าในกลุ่มเศรษฐกิจมีมากแล้ว จึงเลื่อนคนอันดับที่ 16 นายสงคราม ซึ่งทำงานอยู่ที่สภาความมั่งคงเช่นเดียวกับจำเลยที่ 5 เข้ามาแทนอยู่ในกลุ่มความมั่นคง แล้วย้ายนายเลอสรรกับนายวุฒิพรจากกลุ่มอื่นมาอยู่ในกลุ่มเดียวกับโจทก์ คือกฎหมายมหาชนและกิจการท้องถิ่น ทำให้โจทก์ตกมาอยู่ในอันดับที่ 3 แต่คณะกรรมการสรรหาต้องการให้นายเลอสรรและนายวุฒิพรได้รับการสรรหาจึงย้ายนายเลอสรรไปอยู่กลุ่มอื่น เหลือนายวุฒิพรกับโจทก์เพียง 2 คน ที่อยู่ในกลุ่มกฎหมายมหาชนและกิจการท้องถิ่น แต่เพื่อให้นายวุฒิพรได้รับคัดเลือกเพียงคนเดียวจึงจัดให้อยู่กลุ่มกฎหมายมหาชนและกิจการท้องถิ่น ทำให้นายวุฒิพรได้คะแนนสูงกว่าโจทก์ จึงได้รับการสรรหาในกลุ่มดังกล่าว ทั้งที่นายวุฒิพรไม่มีความรู้ในด้านกฎหมายมหาชนและกิจการท้องถิ่นทั้งในใบสมัครของนายวุฒิพรตาม ระบุผลงานหรือประสบการณ์ในกิจการท้องถิ่นไว้ข้อที่ 8 (5) ว่า ให้ส่งเอกสารที่แสดงให้เห็นถึงผลงานหรือประสบการณ์ดังกล่าวด้วย แต่นายวุฒิพรไม่ได้แนบส่งผลงานหรือประสบการณ์ใดๆ มาพร้อมใบสมัครซึ่งโดยหลักแล้วไม่ควรรับสมัครเพราะไม่ได้ปฏิบัติตามหลักเกณฑ์การสมัคร หรือรับสมัครก็ไม่สมควรได้คะแนนในการตรวจใบสมัครเนื่องจากไม่ได้แนบเอกสารผลงาน หากดูตามเกณฑ์การให้คะแนนในใบสมัครที่คณะกรรมการสรรหาเป็นผู้กำหนดตามที่อนุกรรมการเสนอนายวุฒิพรไม่ควรได้คะแนนในใบสมัครเนื่องจากมีหลายรายการที่ไม่กรอกข้อความหรือกรอกข้อความไม่ชัดและไม่มีการแนบเอกสารตามที่กำหนด แต่คณะกรรมการสรรหาให้คะแนนแก่นายวุฒิพรสูงตามผลการให้คะแนน นอกจากนี้ในใบสมัครของนายวุฒิพรเป็นการพิมพ์ข้อความ แต่มีการเขียนเติมข้อความเช่นในข้อ 1.5 โดยไม่มีลายมือชื่อกำกับ แสดงว่าคณะกรรมการสรรหามุ่งช่วยให้นายวุฒิพรผ่านการสรรหา โจทก์เป็นผู้ผ่านการคัดเลือก 1 ใน 18 คนโดยอยู่อันดับที่ 18 และได้คะแนนเป็นที่ 1 ของด้านกิจการท้องถิ่น เพราะโจทก์เรียนจบรัฐศาสตร์ปกครองชั้นปริญญาตรีและปริญญาโท ทำงานเป็นสมาชิกสภาท้องถิ่นกรุงเทพมหานครเป็นเวลา 7 ปี 8 เดือน และมีส่วนร่วมในการจัดตั้งสภาตำบลในปี 2517 อันเป็นกิจการที่เกี่ยวเนื่องกับกิจการท้องถิ่นโดยตรง ซึ่งผู้สมัครคนอื่นไม่มีคุณสมบัติดังกล่าวต่อมาคณะกรรมาธิการวุฒิสภาได้ทำการตรวจสอบและทำรายงานผลการสรรหาดังกล่าวโดยมีความเห็นว่าเป็นการสรรหาไม่ชอบและไม่สุจริต และได้ชี้ให้เห็นถึงความเชื่อมโยงของคณะกรรมการสรรหากับผู้สมัครบางคนซึ่งอยู่ในสมาคมโทรคมนาคมแห่งประเทศไทยเห็นได้ว่าบุคคลกลุ่มนี้มีการช่วยเหลือให้กลุ่มของตนผ่านการสรรหาอันเป็นวิธีการที่ไม่เปิดกว้างและไม่โปร่งใส ตามรายงานการพิจารณา คณะกรรมการสรรหาชุดนี้มาจากหน่วยราชการ 5 หน่วย ปรากฏว่า พลเอกธีระเดช ปลัดกระทรวงกลาโหมส่งจำเลยที่ 2 ซึ่งเป็นผู้ใต้บังคับบัญชามาเป็นคณะกรรมการสรรหา โดยพลเอกธีระเดชสมัครเข้ารับการสรรหาด้วย ทั้งที่ประชุมของคณะกรรมการสรรหายังอนุมัติให้มีการเพิ่มวุฒิการศึกษาให้แก่พลเอกธีระเดชได้ ตามรายงานการประชุมครั้งที่ 4/2543 การยอมให้มีการแก้ไขเพิ่มเติมวุฒิการศึกษาได้น่าจะทำให้ผู้สมัครได้รับคะแนนเกี่ยวกับวุฒิการศึกษาเพิ่มขึ้น นายวุฒิพรซึ่งเป็นอุปนายกของสมาคมโทรคมนาคมแห่งประเทศไทยเป็นผู้สมัครและได้รับการสรรหาด้วย จำเลยที่ 10 กรรมการสรรหาก็เป็นผู้ที่เกี่ยวข้องกับสมาคมดังกล่าว ซึ่งตามรายงานของคณะกรรมาธิการวุฒิสภาระบุว่าจำเลยที่ 10 เป็นผู้มีบทบาทสำคัญในการสรรหาครั้งนี้ ต่อมาวุฒิสภามีมติไม่รับรายชื่อบุคคลที่ได้รับการสรรหาทั้งสิบสี่คนดังกล่าวตามความเห็นของคณะกรรมาธิการวุฒิสภา โจทก์จึงฟ้องต่อศาลปกครองกลางขอให้เพิกถอนรายชื่อผู้ที่ได้รับการเสนอชื่อให้เป็นกรรมการ กทช. ทั้งสิบสี่คน คณะกรรมการสรรหาได้ยื่นคำให้การ ต่อมาศาลปกครองกลางมีคำพิพากษาว่ากระบวนพิจารณาสรรหาดังกล่าวไม่ชอบด้วยกฎหมาย คณะกรรมการสรรหาไม่เคารพหลักเกณฑ์ที่ตั้งขึ้นเองและใช้ดุลพินิจที่ไม่ชอบ จึงมีคำสั่งให้เพิกถอนประกาศรายชื่อผู้ที่ได้รับการสรรหาทั้งสิบสี่คน คณะกรรมการสรรหาได้ยื่นอุทธรณ์ ศาลปกครองสูงสุดมีคำพิพากษายืน โดยวินิจฉัยด้วยว่า คณะกรรมการสรรหามีเจตนาที่จะเลือกนายเลอสรรและนายวุฒิพรให้ได้รับการคัดเลือกมีรายชื่อใน 14 คน ต่อมาคณะกรรมการสรรหาทั้งสิบเจ็ดคนได้ลาออก ตามรายงานการประชุม มีการประชุมครั้งแรกเมื่อวันที่ 4 สิงหาคม 2543 เวลา 9.30 นาฬิกา ได้เลือกนายกิตติ เป็นประธานกรรมการและเลือกจำเลยที่ 6 เป็นเลขานุการ และมีการประกาศรับสมัครผู้ที่จะเป็นกรรมการ กทช. ตามประกาศคณะกรรมการสรรหา โดยไม่มีการประกาศให้ผู้สมัครทราบว่าคณะกรรมการสรรหาจะมีเกณฑ์การคัดเลือกหรือให้คะแนนอย่างไร คณะกรรมการ กทช. ชุดแรก ซึ่งจะดำรงตำแหน่งเป็นระยะเวลา 6 ปี แต่ต้องจับฉลากออกครึ่งหนึ่งเมื่อครบระยะเวลา 3 ปี กรรมการชุดแรกจะมีความสำคัญกว่ากรรมการชุดต่อ ๆ มา เนื่องจากจะเป็นผู้วางนโยบายจัดสรรคลื่นความถี่และเป็นผู้ออกใบอนุญาตให้แก่ผู้ประกอบกิจการโทรคมนาคมเพราะกิจการโทรคมนาคมซึ่งเป็นสมบัติของชาติมีมูลค่าหลายแสนล้านบาท และมีความสำคัญต่อความมั่นคงของประเทศ ฉะนั้นเมื่อคณะกรรมการ กทช. ชุดแรกมีความสำคัญมาก จึงมีความพยายามให้พวกพ้องของตนได้เข้าเป็นกรรมการในชุดแรก ต่อมาสำนักงานปลัดสำนักนายกรัฐมนตรีมีหนังสือลงวันที่ 15 มิถุนายน 2544 ถึงสำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา ให้พิจารณาและให้ความเห็นในปัญหาข้อกฎหมายเกี่ยวกับการสรรหาในครั้งนี้ซึ่งสำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกาให้จำเลยที่ 1 ที่ 6 และที่ 8 เข้าชี้แจงเกี่ยวกับการสรรหา การแบ่งกลุ่ม และการให้คะแนน ตามบันทึกสำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกาพบว่า กรรมการสรรหาชี้แจงไม่ตรงกับความจริง ครั้งแรกที่มีการแบ่งกลุ่มนั้นเนื่องจากเข้าใจว่าจะมีผู้สมัครมาก แต่เมื่อปิดรับสมัครแล้วมีผู้สมัครไม่กี่คน จึงน่าจะให้คะแนนตามเกณฑ์ร้อยละ 60 ไม่ว่าจะอยู่ในกลุ่มใด โดยเรียงจากมากไปหาน้อย เหตุใดคณะกรรมการสรรหาไม่ให้คะแนนแก่ผู้สมัครจากใบสมัครโดยตรง แต่มีการตั้งอนุกรรมการเป็นผู้ให้คะแนน ซึ่งมีการชี้แจงว่าเหตุที่ไม่มีการให้คะแนนผู้สมัครจากคณะกรรมการสรรหาเองเนื่องจากเห็นว่าผู้สมัครมีจำนวนมาก การให้คณะกรรมการให้คะแนนโดยตรงจะยุ่งยาก ซึ่งขัดกับเหตุผลในการชี้แจงเกี่ยวกับการแบ่งกลุ่มข้างต้น ซึ่งอ้างว่ามีผู้สมัครน้อย การให้คะแนนสัมภาษณ์ที่ต้องให้คณะกรรมการทั้งสิบเจ็ดคนเข้าร่วมให้คะแนนนั้น เพราะจะช่วยป้องกันการช่วยเหลือหรือกลั่นแกล้งกันได้ในระดับหนึ่ง และเป็นวิธีที่ใช้กันทั่วไป ในการให้คะแนนสัมภาษณ์นั้นคิดเป็นร้อยละ 30 ของคะแนนทั้งหมด ส่วนคะแนนอีกร้อยละ 70 มาจากคะแนนใบสมัคร แทนที่คณะกรรมการสรรหาทั้งสิบเจ็ดคนจะให้คะแนนเอง แต่กลับตั้งอนุกรรมการมาให้คะแนนแทน เป็นการเปิดโอกาสให้ช่วยเหลือผู้สมัครและกลั่นแกล้งกันได้ มีการแบ่งสัมภาษณ์ผู้สมัครเป็น 5 ครั้ง ซึ่งแต่ละครั้งจะต้องมีคณะกรรมการสรรหาทั้งสิบเจ็ดคนเข้าสัมภาษณ์และให้คะแนน แต่มีการประชุมครั้งที่ 10/2543 เพียงครั้งเดียวที่คณะกรรมการสรรหาเข้าประชุมครบทั้งสิบเจ็ดคน ตามบันทึกการประชุมทั้งห้าครั้ง ในการประชุมครั้งที่ 11/2543 มีมติให้ผู้สมัครที่คะแนนร้อยละ 70 ขึ้นไปโดยแบ่งเป็น 7 กลุ่ม โจทก์อยู่กลุ่มที่ 7 อันดับ 3 ในการประชุมครั้งที่ 12/2543 มีเหตุการณ์ผิดปกติคือ นายมหิดล ได้ถอนตัวจากการสมัครเป็นกรรมการ กทช. และนายกิตติ ประธานกรรมการสรรหาได้ลาออก ทำให้ไม่มีประธานกรรมการ ที่ประชุมได้เลือกจำเลยที่ 5 เป็นประธานชั่วคราว โดยปกติประธานชั่วคราวต้องทำให้มีการคัดเลือกประธานกรรมการสรรหาตัวจริง แต่จำเลยที่ 5 ได้ประชุมต่อ โดยที่ประชุมได้ย้ายนายเลอสรรจากกลุ่มที่ 7 ด้านกฎหมายมหาชนและกิจการท้องถิ่นไปอยู่กลุ่มที่ 2 และเลื่อนนายวุฒิพรเป็นลำดับที่ 1 ในกลุ่มที่ 7 ทั้งที่นายวุฒิพรไม่มีประสบการณ์ด้านกฎหมายมหาชนและกิจการท้องถิ่นเช่นเดียวกับนายเลอสรร แต่ไม่ได้ย้ายกลุ่มนายวุฒิพรด้วย ในการประชุมครั้งที่ 13/2543 มีการเลือกจำเลยที่ 6 เป็นประธานกรรมการสรรหาและเลือกจำเลยที่ 1 เป็นเลขานุการซึ่งในการประชุมครั้งที่ 12/2543 มีการเลือกประธานกรรมการสรรหาแล้วจึงไม่อาจเลือกประธานกรรมการสรรหาอีก เมื่อมีการคัดเลือก แสดงว่าจำเลยที่ 5 ไม่ใช่ประธานกรรมการที่จะประชุมได้ตามกฎหมาย นอกจากนั้นจำเลยที่ 6 มีตำแหน่งเป็นเลขานุการ เมื่อได้รับเลือกเป็นประธานจะต้องลาออกจากเลขานุการก่อน แต่กลับไม่มีการลาออก ทำให้จำเลยที่ 6 ดำรงตำแหน่ง 2 ตำแหน่ง คือ ประธานกรรมการและเลขานุการ ดังนั้นตำแหน่งเลขานุการจึงยังไม่ว่างที่จะเลือกจำเลยที่ 1 เป็นเลขานุการแทน การที่จำเลยที่ 6 ดำรงตำแหน่ง 2 ตำแหน่ง จึงไม่ชอบด้วยพระราชบัญญัติองค์กรจัดสรรคลื่นความถี่และกำกับกิจการวิทยุกระจายเสียง วิทยุโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคม พ.ศ.2543 ที่ให้มีประธาน 1 ตำแหน่ง และเลขานุการ 1 ตำแหน่ง และในการประชุมครั้งนี้จำเลยที่ 5 ไม่ได้ลาออกจากตำแหน่งประธานชั่วคราว จึงไม่สามารถเลือกจำเลยที่ 6 มาเป็นประธานแทน ทำให้การเป็นประธานของจำเลยที่ 6 และการเป็นเลขานุการของจำเลยที่ 1 ไม่ชอบด้วยกฎหมาย ส่งผลให้การประชุมครั้งนี้และครั้งต่อ ๆ ไปไม่ชอบด้วยกฎหมาย ในการประชุมครั้งที่ 13/2543 วาระที่ 4 ในการคัดเลือกบุคคลจำนวน 14 คนและมีการประกาศและแจ้งให้ผู้สมัครทั้งเจ็ดสิบสองคนทราบ และมีมติให้ทำรายละเอียดของบุคคลที่ได้รับการคัดเลือกทั้งสิบสี่คน และนำใบสมัครพร้อมประวัติและผลงานชุดต้นฉบับเสนอต่อประธานวุฒิสภา โดยให้ประธานกรรมการสรรหา เลขานุการ และฝ่ายธุรการร่วมดำเนินการและนำเสนอที่ประชุมคณะกรรมการสรรหาเพื่อพิจารณาอีกครั้งหนึ่ง ก่อนส่งให้ประธานวุฒิสภา ทำให้เห็นว่าคณะกรรมการสรรหาทั้งหมดมีส่วนร่วมในการจัดทำรายงานเพื่อเสนอต่อประธานวุฒิสภา เมื่อจำเลยที่ 1 ที่ 4 ถึงที่ 19 ส่งผลการคัดเลือกบุคคลที่สมควรได้รับการเสนอชื่อเป็นกรรมการ กทช. ไปยังประธานวุฒิสภาแล้ว ที่ประชุมวุฒิสภามีมติตั้งคณะกรรมาธิการขึ้นมาตรวจสอบกระบวนการสรรหาและคุณสมบัติของผู้ผ่านการคัดเลือกเป็นคณะกรรมการ กทช. ทั้งสิบสี่คน ผลการตรวจสอบคณะกรรมการมาธิการเห็นว่ากระบวนการสรรหาไม่ชอบด้วยกฎหมาย ให้ส่งกลับคืนไปยังสำนักงานปลัดสำนักนายกรัฐมนตรีและไม่รับรองการสรรหา โดยวุฒิสภาเห็นด้วย ในการประชุมของคณะกรรมการสรรหาในครั้งที่ 1/2543 ครั้งที่ 3/2543 ครั้งที่ 4/2543 ครั้งที่ 5/2543 ครั้งที่ 6/2543 และครั้งที่ 13/2543 เป็นการประชุมที่ไม่ชอบ เนื่องจากคณะกรรมการสรรหาให้บุคคลภายนอกซึ่งไม่ได้เป็นกรรมการสรรหาเข้าร่วมประชุมและลงมติด้วย เมื่อกลางปี 2544 ถึงต้นปี 2545 ในชั้นพิจารณาของศาลปกครองกลาง ฝ่ายจำเลยได้อ้างรายงานที่เสนอต่อประธานวุฒิสภา ซึ่งเป็นความเท็จ และนำรายงานของคณะกรรมการกฤษฎีกา ที่จำเลยที่ 1 ที่ 6 และที่ 8 ซึ่งได้รับมอบหมายจากฝ่ายจำเลยให้ไปชี้แจงต่อคณะกรรมการกฤษฎีกา อันเป็นการชี้แจงข้อความอันเป็นเท็จอ้างต่อศาลปกครองกลาง จึงเป็นการอ้างพยานหลักฐานอันเป็นเท็จต่อศาลปกครองกลาง ซึ่งเป็นสาระสำคัญในคดี โดยศาลปกครองกลางได้ยกเอกสารดังกล่าวขึ้นมาวินิจฉัยด้วย เมื่อวันที่ 12 มิถุนายน 2546 โจทก์มีหนังสือถึงสำนักงานปลัดสำนักนายกรัฐมนตรี เพื่อขอข้อมูลเกี่ยวกับรายงานการประชุมคณะกรรมการสรรหาครั้งที่ 4/2543 สำนักงานปลัดสำนักนายกรัฐมนตรีมีหนังสือถึงโจทก์ให้ไปรับผลการให้คะแนนสอบสัมภาษณ์ของผู้รับสมัครการสรรหา ส่วนใบให้คะแนนใบสมัครของผู้รับสมัครการสรรหา ฝ่ายจำเลยมิได้ส่งไปให้สำนักงานปลัดสำนักนายกรัฐมนตรี หากโจทก์ต้องการ ให้ไปขอจากประธานหรือเลขานุการคณะกรรมการสรรหา และสำนักงานปลัดสำนักนายกรัฐมนตรีมีหนังสือถึงประธานและเลขานุการคณะกรรมการสรรหา แจ้งให้ทราบว่าโจทก์ได้ขอเอกสารดังกล่าวซึ่งคณะกรรมการสรรหาไม่ได้ส่งให้ และให้โจทก์ไปติดต่อกับประธานและเลขานุการคณะกรรมการสรรหาโดยตรง โจทก์จึงมีหนังสือถึงจำเลยที่ 6 ขอเอกสารดังกล่าวต่อมาจำเลยที่ 6 มีหนังสือถึงรองปลัดสำนักนายกรัฐมนตรีแจ้งว่าไม่มีเอกสารตามรายการที่ 1อยู่ที่จำเลยที่ 6 ต่อมาสำนักงานปลัดสำนักนายกรัฐมนตรีมีหนังสือถึงโจทก์แจ้งเรื่องที่ไม่อาจส่งเอกสารการให้คะแนนใบสมัครของผู้สมัครเข้ารับการสรรหาให้แก่โจทก์ได้ จำเลยที่ 6 เป็นผู้มีบทบาทสูงที่สุด ได้รับการแต่งตั้งให้เป็นอนุกรรมการตรวจสอบคุณสมบัติผู้สมัครเข้ารับการสรรหา เมื่อมีการให้คะแนนผู้สมัครกรรมการที่ให้คะแนนต้องรวบรวมคะแนนส่งให้แก่จำเลยที่ 6 ในฐานะเลขานุการด้วยและเมื่อนายกิตติ ลาออก จำเลยที่ 6 เป็นประธานกรรมการแทน จำเลยที่ 6 จึงน่าจะทราบดีว่าใบให้คะแนนของผู้สมัครอยู่ที่ไหน แต่จำเลยที่ 6 กลับแจ้งต่อรองปลัดสำนักนายกรัฐมนตรีว่าเอกสารดังกล่าวน่าจะอยู่ที่ประธานกรรมการสรรหา ทั้งที่ขณะนั้นจำเลยที่ 6 เป็นประธานกรรมการสรรหาเอง แสดงให้เห็นว่ามีเจตนาปกปิดซ่อนเร้นเอกสารการให้คะแนนในใบสมัครของผู้สมัครเข้ารับการสรรหา ทำให้ผู้สมัครเข้ารับการสรรหาได้รับความเสียหายที่ไม่อาจตรวจสอบการให้คะแนนในใบสมัครได้ ซึ่งโจทก์ได้อ้างการให้คะแนนใบสมัครดังกล่าวต่อศาลปกครองกลาง ทำให้ศาลปกครองกลางไม่มีเอกสารประกอบการพิจารณา ซึ่งน่าจะเป็นการกระทำเพื่อปิดบัง ซ่อนเร้น เอกสารการให้คะแนน เพื่อปิดบังการกระทำความผิดของจำเลยที่ 1 ถึงที่ 15 และที่ 17 ถึงที่ 19 และช่วยเหลือพวกพ้องอันเป็นการไม่ชอบต่อพระราชบัญญัติองค์กรจัดสรรคลื่นความถี่ฯ และรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2540 และเป็นการสมคบกันตั้งแต่ห้าคนขึ้นไป เพื่อกระทำความผิดอันมีโทษจำคุกตั้งแต่หนึ่งปีขึ้นไป อันเป็นความผิดฐานซ่องโจร

พิเคราะห์แล้ว คดีมีปัญหาที่จะต้องวินิจฉัยตามที่โจทก์ฎีกาว่า พยานหลักฐานโจทก์ในชั้นไต่สวนมูลฟ้องมีน้ำหนักพอที่ศาลจะรับฟังว่าข้อหาที่โจทก์อ้างว่าจำเลยกระทำความผิดตามฟ้องมีมูลที่จะรับฟ้องไว้พิจารณาหรือไม่ ศาลฎีกาจะได้วินิจฉัยฎีกาโจทก์ไปตามลำดับ เช่นเดียวกับที่ศาลล่างวินิจฉัยและโจทก์ฎีกา ดังต่อไปนี้

ปัญหาที่จะต้องวินิจฉัยเป็นประการแรกมีตามที่โจทก์ฎีกาว่า ในวันเวลาเกิดเหตุตามฟ้อง คณะกรรมการสรรหาคณะกรรมการ กทช. เป็นเจ้าพนักงานตามประมวลกฎหมายอาญาหรือไม่ เห็นว่า ตามพระราชบัญญัติองค์กรจัดสรรคลื่นความถี่และกำกับกิจการวิทยุกระจายเสียง วิทยุโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคม พ.ศ.2543 ที่ใช้บังคับอยู่ในขณะเกิดเหตุบัญญัติไว้ชัดเจนว่า ให้คณะกรรมการ กสช. ก็ดี คณะกรรมการ กทช. ก็ดี และพนักงานของสำนักงานของคณะกรรมการดังกล่าว ก็ดี เป็นเจ้าพนักงานตามประมวลกฎหมายอาญา แต่ในกฎหมายฉบับเดียวกันนั้นเอง มาตรา 49 ว่าด้วยคณะกรรมการสรรหา ที่มาและบทบาทหน้าที่ ไม่ได้กำหนดว่าคณะกรรมการสรรหาเป็นเจ้าพนักงานตามประมวลกฎหมายอาญาเช่นเดียวกันกับคณะกรรมการ กสช. หรือ กทช. หรือพนักงานดังกล่าว เช่นนี้ย่อมเห็นเจตนารมณ์ของกฎหมายดังกล่าวได้ชัดเจนว่า กฎหมายไม่ได้มีเจตนารมณ์ที่จะให้คณะกรรมการสรรหาต้องมีอำนาจหน้าที่หรือมีความรับผิดในฐานะเป็นเจ้าพนักงานตามประมวลกฎหมายอาญา ศาลจึงไม่อาจตีความเนื้อหาหรือความหมายของตัวบทกฎหมายให้คณะกรรมการสรรหาเป็นเจ้าพนักงาน เกินไปกว่าเจตนารมณ์ที่ชัดแจ้งของกฎหมายนี้ได้เพราะจะเป็นการก้าวล่วงเข้าไปทำหน้าที่เป็นฝ่ายนิติบัญญัติเสียเอง ที่ศาลล่างทั้งสองวินิจฉัยว่าจำเลยที่ 1 ถึงที่ 15 และที่ 17 ถึงที่ 19 เป็นเพียงคณะกรรมการสรรหา จึงไม่ใช่เจ้าพนักงานที่จะต้องรับผิดในฐานะเป็นเจ้าพนักงานตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 157, 158, 161 และ 162 ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาโจทก์ข้อนี้ฟังไม่ขึ้น

ปัญหาที่จะต้องวินิจฉัยตามที่โจทก์ฎีกาว่า ตำแหน่งประธานวุฒิสภาที่มีอำนาจหน้าที่ในการดำเนินการพิจารณาคัดเลือก กทช. ตามรายงานของคณะกรรมการสรรหาเป็นเจ้าพนักงานตามประมวลกฎหมายอาญาหรือไม่ โจทก์ฟ้องว่าจำเลยที่ 1 ที่ 4 ถึงที่ 15 และที่ 17 ถึงที่ 19 ในฐานะคณะกรรมการสรรหา ส่งรายงานเรื่องผลการพิจารณาคัดเลือกบุคคลที่สมควรได้รับการเสนอชื่อเป็น กทช. ต่อประธานวุฒิสภา โดยในรายงานดังกล่าวมีการอ้างว่ามีการประชุมครั้งที่ 1/2544 ทั้งที่ไม่มีการประชุมกันจริง การกระทำของจำเลยที่ 1 ที่ 4 ถึงที่ 15 และที่ 17 ถึงที่ 19 จึงเป็นการแจ้งความเท็จต่อประธานวุฒิสภา โจทก์เห็นว่าเป็นการกระทำความผิดฐานแจ้งความเท็จต่อเจ้าพนักงานตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 137 เห็นว่า ตำแหน่งประธานวุฒิสภา เป็นตำแหน่งสมาชิกสภานิติบัญญัติแห่งรัฐ ไม่ใช่ตำแหน่งเจ้าพนักงานตามความหมายในลักษณะ 2 หมวด 1 แห่งประมวลกฎหมายอาญา การยื่นรายงานดังกล่าวจึงไม่อาจที่จะเป็นความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 137 ได้ ที่ศาลล่างทั้งสองวินิจฉัยว่าฟ้องโจทก์ในข้อหานี้ไม่มีมูล ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาโจทก์ข้อนี้ฟังไม่ขึ้น

ฎีกาโจทก์ทุกข้อฟังไม่ขึ้น

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.อ. ม. 137 ม. 157 ม. 158 ม. 161 ม. 162
พ.ร.บ.องค์กรจัดสรรคลื่นความถี่และกำกับกิจการวิทยุกระจายเสียง วิทยุโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคม พ.ศ.2543 ม. 18 ม. 39 ม. 49 ม. 50
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นายประมุท สูตะบุตร
จำเลย — นายอนันต์ วรธิติพงศ์ กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลอาญา — นายเพ็ง เพ็งนิติ
ศาลอุทธรณ์ — นางชนากานต์ ธีรเวชพลกุล
ชื่อองค์คณะ
พิศาล อัยยะวรากูล
ประยูร ณ ระนอง
อุดม สิทธิวิรัชธรรม
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 17950/2557
#581387
เปิดฉบับเต็ม

ศาลอุทธรณ์มีคำพิพากษาว่าจำเลยร่วมไม่ต้องรับผิด ทั้งข้อวินิจฉัยของศาลอุทธรณ์ไม่ได้กระทบกระเทือนสิทธิของจำเลยร่วม จำเลยร่วมจึงไม่มีสิทธิฎีกา

ขณะเกิดเหตุจำเลยที่ 1 ผู้ทำละเมิดเป็นลูกจ้างกองน้ำบาดาล ในสังกัดจำเลยที่ 2 ซึ่งเป็นหน่วยงานรัฐที่มีฐานะเป็นกรม จำเลยที่ 2 จึงต้องรับผิดต่อผู้เสียหายในผลละเมิดที่จำเลยที่ 1 ทำตาม พ.ร.บ.ความรับผิดทางละเมิดของเจ้าหน้าที่ พ.ศ.2539 มาตรา 4 และมาตรา 5 วรรคหนึ่ง แม้ต่อมาจะมี พ.ร.ฎ.ให้โอนกองน้ำบาดาลไปสังกัดจำเลยร่วม ก็เป็นการเปลี่ยนแปลงเฉพาะฐานะของกองน้ำบาดาล ความรับผิดของจำเลยที่ 2 ในฐานะนิติบุคคลที่จำเลยที่ 1 สังกัดในขณะเกิดเหตุยังมีผลผูกพันต่อไป

สำหรับค่าขาดแรงงานไม่ใช่ค่าขาดไร้อุปการะตาม ป.พ.พ. มาตรา 443 วรรคสาม เมื่อไม่ปรากฏว่าขณะผู้ตายทั้งสองยังมีชีวิตได้ช่วยดำเนินกิจการของโจทก์ที่ 4 โจทก์ที่ 4 จึงไม่สามารถเรียกค่าขาดแรงงาน

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ทั้งสี่ฟ้องและแก้ไขคำฟ้องขอให้บังคับจำเลยทั้งสองร่วมกันชำระค่าเสียหาย 1,928,250.50 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงิน 1,149,240 บาท นับถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ทั้งสี่

ศาลชั้นต้นมีคำสั่งรับฟ้องเฉพาะจำเลยที่ 2

จำเลยที่ 2 ขาดนัดยื่นคำให้การ

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยที่ 2 ชำระเงินแก่โจทก์ทั้งสี่จำนวน 150,000 บาท และชำระเงินแก่โจทก์ที่ 4 อีกจำนวน 616,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันละเมิด (วันที่ 26 กุมภาพันธ์ 2545) เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จ กับให้จำเลยที่ 2 ชำระเงินแก่โจทก์ทั้งสี่จำนวน 200,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันฟ้อง (ฟ้องวันที่ 24 กุมภาพันธ์ 2546) จนกว่าจะชำระเสร็จ ให้จำเลยที่ 2 ใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ทั้งสี่ โดยกำหนดค่าทนายความ 10,000 บาท เฉพาะค่าขึ้นศาลให้ใช้เท่าที่โจทก์ทั้งสี่ชนะคดี คำขออื่นนอกจากนี้ให้ยก

จำเลยที่ 2 ยื่นคำร้องขอให้เพิกถอนกระบวนพิจารณาผิดระเบียบและขอพิจารณาคดีใหม่

ศาลชั้นต้นพิจารณาแล้วมีคำสั่งให้ยกคำร้อง

จำเลยที่ 2 อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษายกคำพิพากษาศาลชั้นต้น ให้เพิกถอนกระบวนพิจารณาของศาลชั้นต้นเริ่มตั้งแต่สั่งรับใบแต่งทนายความของกรมทรัพยากรน้ำบาดาลและคำคัดค้านฉบับลงวันที่ 9 มิถุนายน 2546 เป็นต้นไป แล้วดำเนินกระบวนพิจารณาและพิพากษาใหม่ตามรูปคดี ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ

จำเลยที่ 2 ให้การและแก้ไขคำให้การขอให้ยกฟ้อง

ระหว่างพิจารณาโจทก์ทั้งสี่ยื่นคำร้องขอให้หมายเรียกกรมทรัพยากรน้ำบาดาล กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม เข้าเป็นจำเลยร่วม

ศาลชั้นต้นอนุญาต

จำเลยร่วมให้การขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง ค่าฤชาธรรมเนียมให้เป็นพับ

โจทก์ทั้งสี่อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษาแก้เป็นว่า ให้จำเลยที่ 2 ชำระเงิน 263,000 บาท แก่โจทก์ทั้งสี่และชำระเงิน 250,000 บาท แก่โจทก์ที่ 4 พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงินทั้งสองจำนวนนับแต่วันที่ 26 กุมภาพันธ์ 2545 จนถึงวันที่ 31 มกราคม 2546 ตามขอ และนับถัดจากวันฟ้อง (ฟ้องวันที่ 24 กุมภาพันธ์ 2546) เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จ กับให้จำเลยที่ 2 ใช้ค่าฤชาธรรมเนียมในส่วนของคดีระหว่างโจทก์ทั้งสี่กับจำเลยที่ 2 ในศาลชั้นต้นและชั้นอุทธรณ์แทนโจทก์ทั้งสี่ โดยกำหนดค่าทนายความรวม 20,000 บาท เฉพาะค่าขึ้นศาลให้ใช้เท่าที่โจทก์ทั้งสี่ชนะคดี นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

จำเลยที่ 2 และจำเลยร่วมฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า สำหรับฎีกาของจำเลยร่วมนั้น ศาลอุทธรณ์มีคำพิพากษาว่า จำเลยร่วมไม่ต้องรับผิด โดยให้เหตุผลว่าเป็นความรับผิดของจำเลยที่ 2 เท่านั้น เพราะเป็นนิติบุคคลที่จำเลยที่ 1 สังกัดอยู่ขณะเกิดเหตุ จึงสมประโยชน์ของจำเลยร่วมแล้ว ทั้งข้อวินิจฉัยของศาลอุทธรณ์ไม่ได้กระทบกระเทือนสิทธิของจำเลยร่วมแต่อย่างใด จำเลยร่วมจึงไม่มีสิทธิฎีกา ที่ศาลชั้นต้นรับฎีกาของจำเลยร่วมจึงไม่ชอบ ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัย

คงมีปัญหาต้องวินิจฉัยเฉพาะฎีกาของจำเลยที่ 2 ว่าโจทก์ทั้งสี่มีอำนาจฟ้องจำเลยที่ 2 ให้รับผิดในผลแห่งละเมิดได้หรือไม่ เห็นว่า ขณะเกิดเหตุจำเลยที่ 1 เป็นลูกจ้างประจำของกองน้ำบาดาลซึ่งเป็นหน่วยงานหนึ่งของจำเลยที่ 2 และจำเลยที่ 2 มีฐานะเป็นกรม จึงเป็นนิติบุคคลตามพระราชบัญญัติความรับผิดทางละเมิดของเจ้าหน้าที่ พ.ศ.2539 มาตรา 4 ที่บัญญัติว่า "หน่วยงานของรัฐ หมายความว่า กระทรวง ทบวง กรม หรือส่วนราชการที่เรียกชื่ออย่างอื่นและมีฐานะเป็นกรม..."และมาตรา 5 วรรคหนึ่งบัญญัติว่า "หน่วยงานของรัฐต้องรับผิดต่อผู้เสียหายในผลแห่งละเมิดที่เจ้าหน้าที่ของตนได้กระทำในการปฏิบัติหน้าที่ ในกรณีนี้ผู้เสียหายอาจฟ้องหน่วยงานของรัฐดังกล่าวได้โดยตรง แต่จะฟ้องเจ้าหน้าที่ไม่ได้" ดังนั้น เมื่อข้อเท็จจริงฟังได้ว่าในขณะเกิดเหตุ กองน้ำบาดาลเป็นหน่วยงานของจำเลยที่ 2 จำเลยที่ 1 จึงเป็นเจ้าหน้าที่ของจำเลยที่ 2 ด้วย แม้ต่อมาจะมีการจัดตั้งจำเลยร่วมขึ้นโดยพระราชบัญญัติปรับปรุงกระทรวง ทบวง กรม พ.ศ.2545 มาตรา 23 (5) (7) กับมีพระราชกฤษฎีกาโอนกิจการบริหารและอำนาจหน้าที่ของส่วนราชการให้เป็นไปตามพระราชบัญญัติปรับปรุงกระทรวง ทบวง กรม พ.ศ.2545 มาตรา 4 และมาตรา 64 บัญญัติให้โอนอำนาจหน้าที่ ทรัพย์สิน งบประมาณ หนี้ สิทธิ ภาระผูกพัน ข้าราชการ ลูกจ้าง และอัตรากำลังของกองน้ำบาดาล สังกัดจำเลยที่ 2 มาเป็นของจำเลยร่วมก็ตาม ก็เป็นการเปลี่ยนแปลงฐานะเฉพาะกองน้ำบาดาลซึ่งเป็นหน่วยงานหนึ่งที่ไม่มีฐานะเป็นนิติบุคคล ความรับผิดของจำเลยที่ 2 ในฐานะเป็นนิติบุคคลที่จำเลยที่ 1 สังกัดอยู่ด้วยในขณะเกิดเหตุยังมีผลผูกพันต่อไป โจทก์ทั้งสี่จึงมีอำนาจฟ้องจำเลยที่ 2

ปัญหาต้องวินิจฉัยต่อไปตามฎีกาของจำเลยที่ 2 มีว่า จำเลยที่ 2 ต้องรับผิดต่อโจทก์ทั้งสี่เพียงใด ส่วนที่จำเลยที่ 2 ฎีกาว่า ค่าขาดไร้อุปการะของโจทก์ที่ 4 สูงเกินไปและศาลอุทธรณ์วินิจฉัยให้เกินคำขอนั้น เห็นว่า โจทก์ที่ 4 เบิกความว่า ในขณะเกิดเหตุโจทก์ที่ 4 อายุ 19 ปี ต้องอยู่ในความอุปการะเลี้ยงดูของนายฉัตรชัยกับนางการุณผู้ตายทั้งสอง ซึ่งคำนวณเป็นค่าขาดไร้อุปการะเดือนละ 6,000 บาทเป็นเวลา 1 ปี ค่าบำรุงการศึกษาปี 2545 จำนวน 24,240 บาท รวมเป็นเงิน 96,240 บาท และโจทก์ที่ 4 ต้องขาดแรงงานและค่าใช้จ่ายในครัวเรือนด้วย เห็นว่า โจทก์ที่ 4 เรียกค่าอุปการะเลี้ยงดูจากจำเลยที่ 2 เดือนละ 6,000 บาทต่อเดือน เป็นเวลา 1 ปี ค่าบำรุงการศึกษาปี 2545 อีกจำนวน 24,240 บาท รวมเป็นเงิน 96,240 บาท ไว้แล้ว ส่วนค่าขาดแรงงานที่ผู้ตายทั้งสองไม่สามารถเลี้ยงดูและให้การศึกษาแก่โจทก์ที่ 4 ซึ่งศาลอุทธรณ์กำหนดให้อีกเป็นเงิน 153,760 บาทนั้น ค่าขาดแรงงานดังกล่าวมิใช่ค่าขาดไร้อุปการะตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 443 วรรคสาม อีกทั้งขณะผู้ตายทั้งสองยังมีชีวิตอยู่โจทก์ที่ 4 ก็มิได้ร่วมกับผู้ตายทั้งสองทำงานอันจะถือได้ว่าผู้ตายทั้งสองช่วยดำเนินกิจการของโจทก์ที่ 4 และเมื่อผู้ตายทั้งสองถึงแก่ความตายทำให้เป็นกรณีที่ต้องขาดแรงงานแต่อย่างใด โจทก์ที่ 4 จึงไม่สามารถเรียกค่าขาดแรงงานและค่าการศึกษาต่อมาอีกได้ ฎีกาข้อนี้ของจำเลยที่ 2 ฟังขึ้น

พิพากษาแก้เป็นว่า ให้จำเลยที่ 2 ชำระเงินแก่โจทก์ที่ 4 เป็นเงิน 96,240 บาท นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ ค่าฤชาธรรมเนียมในชั้นฎีกาให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 443 วรรคสาม
พ.ร.บ.ความรับผิดทางละเมิดของเจ้าหน้าที่ พ.ศ.2539 ม. 4 ม. 5 วรรคหนึ่ง ม. 64
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นางสาวแววนภา กิจแสวง กับพวก
จำเลย — นายศศิ ปนะฐี กับพวก
จำเลยร่วม — กรมทรัพยากรน้ำบาดาล
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลแพ่ง — นางสาวดุษดี พิชยภิญโญ
ศาลอุทธรณ์ — นายประสิทธิ์ ตันติเสรี
ชื่อองค์คณะ
ประพาฬ อนมาน
ณฤทธิ์ บุญปริอาทร
อรรณพ จุฬาพิมพ์พันธุ์
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 17923/2557
#575654
เปิดฉบับเต็ม

แม้สัญญาหมาย จ.1 จะระบุชื่อสัญญาว่าสัญญาเช่า แต่เมื่อพิจารณาสาระสำคัญของเนื้อหา หาใช่เป็นเรื่องโจทก์ทั้งสองประสงค์จะครอบครองที่ดินเพื่อใช้หรือได้รับประโยชน์ในที่ดินชั่วระยะเวลาตามที่กำหนดไว้ และโจทก์ทั้งสองได้ให้เงินแก่จำเลยเพื่อการนั้นตาม ป.พ.พ. มาตรา 537 โดยแท้จริงไม่ แต่จุดประสงค์แห่งสัญญามุ่งเน้นเรื่องการโอนกรรมสิทธิ์หรือสิทธิครอบครองในที่ดินจากจำเลยเพื่อก่อสิทธิตาม ป.พ.พ. มาตรา 453 อันมีลักษณะเป็นสัญญาซื้อขาย มิใช่เจตนาที่จะเช่าทรัพย์กันแต่อย่างใด สัญญาหมาย จ.1 จึงเป็นสัญญาซื้อขายมิใช่สัญญาเช่า

โจทก์ทั้งสองมีฐานะเป็นคนต่างด้าว การซื้อที่ดินเพื่อให้นิติบุคคลที่ตั้งขึ้นตามกฎหมายไทยมีชื่อถือสิทธิในที่ดินแทนโจทก์ทั้งสอง มีลักษณะให้นิติบุคคลถือสิทธิในที่ดินแต่เพียงในนามเท่านั้น แท้จริงแล้วโจทก์ทั้งสองยังคงเป็นผู้ครอบครองที่ดินเพื่อหลีกเลี่ยงกฎเกณฑ์ข้อยกเว้นการได้มาซึ่งที่ดินของคนต่างด้าว สัญญาซื้อขายจึงมีวัตถุประสงค์เป็นการต้องห้ามโดยชัดแจ้งตามมาตรา 86 แห่ง ป.ที่ดิน บทบัญญัติดังกล่าวเป็นกฎหมายที่เกี่ยวกับความสงบเรียบร้อย สัญญาซื้อขายจึงตกเป็นโมฆะตาม ป.พ.พ. มาตรา 150

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ทั้งสองฟ้องขอให้บังคับจำเลยจดทะเบียนโอนกรรมสิทธิ์หรือสิทธิครอบครองในที่ดินทั้งสองแปลงดังกล่าว ให้เป็นกรรมสิทธิ์หรือสิทธิครอบครองของบริษัทเค. เอ็ม. ซี. เนเจล จำกัด หากจำเลยไม่ปฏิบัติตามให้ถือเอาตามคำพิพากษาแทนการแสดงเจตนา

จำเลยให้การขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง ค่าฤชาธรรมเนียมให้เป็นพับ

โจทก์ทั้งสองอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 8 พิพากษากลับ ให้จำเลยจดทะเบียนโอนกรรมสิทธิ์หรือสิทธิครอบครองในที่ดินตามหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส. 3 ก.) เลขที่ 2797 และเลขที่ 2775 ตำบลแม่น้ำ อำเภอเกาะสมุย จังหวัดสุราษฎร์ธานี ให้บริษัทเค. เอ็ม. ซี. เนเจล จำกัด โดยโจทก์ทั้งสองเป็นผู้เสียค่าธรรมเนียมและค่าใช้จ่าย หากไม่ปฏิบัติตามให้ถือเอาตามคำพิพากษาแทนการแสดงเจตนาของจำเลย ให้จำเลยใช้ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสองศาลแทนโจทก์ทั้งสอง โดยกำหนดค่าทนายความรวม 30,000 บาท

จำเลยฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามฎีกาจำเลยว่า สัญญาหมาย จ.1 เป็นสัญญาเช่าหรือสัญญาซื้อขาย เห็นว่า สัญญาหมาย จ.1 มีสาระสำคัญแห่งสัญญาอยู่ที่ข้อ 3 เรื่องการชำระเงินจะชำระหนึ่งครั้งเต็มจำนวนสำหรับระยะเวลาของสัญญาหมาย จ.1 เป็นเงิน 652,500 บาท กับข้อ 6.2 เรื่องสิทธิที่จะโอนกรรมสิทธิ์ที่ดิน หากโจทก์ทั้งสองชำระเงินเต็มจำนวนในเวลาสัญญาหมาย จ.1 โจทก์ทั้งสองมีสิทธิเรียกร้องให้จำเลยโอนกรรมสิทธิ์หรือสิทธิครอบครองในที่ดินทั้งสองแปลงไปเป็นการถือครองของนิติบุคคลที่ตั้งขึ้นตามกฎหมายไทยได้ แม้สัญญาหมาย จ.1 จะระบุชื่อสัญญาว่าสัญญาเช่า แต่เมื่อพิจารณาสาระสำคัญของเนื้อหาแห่งสัญญาหมาย จ.1 ดังกล่าว หาใช่เป็นเรื่องโจทก์ทั้งสองประสงค์จะครอบครองที่ดินเพื่อใช้หรือได้รับประโยชน์ในที่ดินชั่วระยะเวลาตามที่กำหนดไว้ และโจทก์ทั้งสองได้ให้เงินแก่จำเลยเพื่อการนั้น ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 537 โดยแท้จริงไม่ แต่จุดประสงค์แห่งสัญญาหมาย จ.1 โจทก์ทั้งสองกับจำเลยมุ่งเน้นเรื่องการโอนกรรมสิทธิ์หรือสิทธิครอบครองในที่ดินจากจำเลยไปเป็นการถือครองที่ดินของนิติบุคคลอื่นที่ตั้งขึ้นตามกฎหมายไทย หรือโจทก์ทั้งสองอาจถือครองที่ดินในนามของโจทก์ทั้งสองเอง หากกฎหมายไทยอนุญาต โดยโจทก์ทั้งสองต้องชำระเงินให้จำเลยเต็มจำนวนตามที่ระบุไว้ในสัญญาหมาย จ.1 ก่อน พฤติการณ์ของโจทก์ทั้งสองกับจำเลยไม่อาจคาดหมายเป็นอย่างอื่นนอกจากโจทก์ทั้งสองกับจำเลยมีเจตนามุ่งโดยตรงต่อการผูกนิติสัมพันธ์ขึ้นระหว่างกันเพื่อก่อสิทธิตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 453 อันมีลักษณะเป็นสัญญาซื้อขาย มิใช่เจตนาที่จะเช่าทรัพย์กันแต่อย่างใด ส่วนสาเหตุที่สัญญาหมาย จ.1 ต้องระบุข้อความว่าเป็นสัญญาเช่า เนื่องจากโจทก์ทั้งสองเป็นคนต่างด้าวจะได้มาซึ่งที่ดินมิได้ เว้นแต่จะเข้ากฎเกณฑ์ตามที่กฎหมายได้บัญญัติไว้ตามประมวลกฎหมายที่ดิน มาตรา 86 สัญญาหมาย จ.1 จึงเป็นสัญญาซื้อขายมิใช่สัญญาเช่า

ปัญหาที่ต้องวินิจฉัยต่อมาว่า สัญญาซื้อขายหมาย จ.1 มีผลบังคับตามกฎหมายหรือไม่ เห็นว่า โจทก์ทั้งสองกับจำเลยมีจุดประสงค์ที่จะโอนกรรมสิทธิ์หรือสิทธิครอบครองในที่ดินทั้งสองแปลงมาตั้งแต่ต้นที่ทำสัญญาซื้อขายหมาย จ.1 การกำหนดเงื่อนไขให้นิติบุคคลที่ตั้งขึ้นตามกฎหมายไทยเข้ามารับโอนกรรมสิทธิ์หรือสิทธิครอบครองในที่ดิน ทั้ง ๆ ที่โจทก์ทั้งสองเป็นผู้ชำระราคาที่ดินโดยไม่ปรากฏข้อเท็จจริงใดว่า โจทก์ทั้งสองได้รับผลประโยชน์ตอบแทนจากนิติบุคคลดังกล่าว โจทก์ทั้งสองมีฐานะเป็นคนต่างด้าวส่อให้เห็นถึงเจตนาในการซื้อที่ดินเพื่อให้นิติบุคคลที่ตั้งขึ้นตามกฎหมายไทยมีชื่อถือสิทธิในที่ดินแทนโจทก์ทั้งสอง มีลักษณะให้นิติบุคคลดังกล่าวถือสิทธิในที่ดินแต่เพียงในนามเท่านั้น แท้จริงแล้วโจทก์ทั้งสองยังคงเป็นผู้ครอบครองที่ดิน ทั้งนี้เพื่อหลีกเลี่ยงกฎเกณฑ์ข้อยกเว้นการได้มาซึ่งที่ดินของคนต่างด้าว ตามบทบัญญัติมาตรา 86 ดังนั้น การที่โจทก์ทั้งสองซื้อที่ดินจากจำเลยแล้วเรียกร้องให้โอนกรรมสิทธิ์หรือสิทธิครอบครองในที่ดินให้บริษัท เค. เอ็ม. ซี. เนเจล จำกัด เป็นผู้มีชื่อถือกรรมสิทธิ์หรือครอบครองแทนโจทก์ทั้งสอง สัญญาซื้อขายหมาย จ.1 จึงมีวัตถุประสงค์เป็นการต้องห้ามโดยชัดแจ้งตามมาตรา 86 แห่งประมวลกฎหมายที่ดิน ซึ่งการฝ่าฝืนบทบัญญัตินี้ มีบทกำหนดโทษไว้ใน มาตรา 111 ที่บัญญัติว่า "ผู้ใดฝ่าฝืนหรือไม่ปฏิบัติตามมาตรา 86 มีความผิดต้องระวางโทษปรับไม่เกินสองหมื่นบาท หรือจำคุกไม่เกินสองปี หรือทั้งปรับทั้งจำ" บทบัญญัติดังกล่าวเป็นกฎหมายที่เกี่ยวกับความสงบเรียบร้อย สัญญาซื้อขายหมาย จ.1 จึงตกเป็นโมฆะ ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 150 โจทก์ทั้งสองจะบังคับจำเลยให้จดทะเบียนโอนกรรมสิทธิ์หรือสิทธิครอบครองในที่ดินทั้งสองแปลงให้บริษัทเค. เอ็ม. ซี. เนเจล จำกัด ตามฟ้องไม่ได้ ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 8 พิพากษามานั้น ไม่ต้องด้วยความเห็นของศาลฎีกา ฎีกาของจำเลยฟังขึ้น

พิพากษากลับ ให้ยกฟ้อง ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสามศาลให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 150 ม. 453 ม. 537
ป.ที่ดิน ม. 86
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นายฟรานซ แฮมพซิงค์ กับพวก
จำเลย — บริษัทโคโคนัท ฮิลล์ จำกัด
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดเกาะสมุย — นายธนู พุ่มพ่วง
ศาลอุทธรณ์ภาค 8 — นางวิไล นภานุเคราะห์
ชื่อองค์คณะ
บุญไชย ธนาพันธ์สิน
อภิรัตน์ ลัดพลี
จรูญ ชีวิตโสภณ
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 17905/2557
#570039
เปิดฉบับเต็ม

โจทก์ฟ้องว่า จำเลยกระทำความผิดเมื่อวันที่ 6 สิงหาคม 2539 ซึ่งขณะนั้น พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริต (ฉบับที่ 2) พ.ศ.2554 ที่ให้เพิ่มความตามมาตรา 98 แห่ง พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริต พ.ศ.2542 ซึ่งให้นำมาตรา 74/1 มาใช้บังคับโดยอนุโลมยังไม่มีผลใช้บังคับ เมื่อมาตรา 74/1 ประกอบมาตรา 98 เป็นบทบัญญัติที่มิให้นับระยะเวลาที่ผู้ถูกกล่าวหาหลบหนีรวมเป็นส่วนหนึ่งของอายุความด้วย ประกอบกับ พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริต (ฉบับที่ 2) พ.ศ.2554 มิได้มีบทเฉพาะกาลให้นำมาตรา 74/1 ประกอบมาตรา 98 มาใช้บังคับแก่คดีที่เกิดขึ้นก่อนพระราชบัญญัติดังกล่าวมีผลใช้บังคับ ดังนี้ การตีความกฎหมายจึงต้องตีความโดยเคร่งครัด จะขยายความไปถึงคดีที่เกิดขึ้นก่อนวันที่พระราชบัญญัติดังกล่าวใช้บังคับโดยที่ไม่มีกฎหมายบัญญัติไว้โดยชัดแจ้งอันจะเป็นผลร้ายแก่จำเลยหาได้ไม่ เพราะจะขัดต่อความรับผิดของบุคคลในการรับโทษทางอาญาตาม ป.อ. มาตรา 2 วรรคหนึ่ง กรณีจึงนำมาตรา 74/1 ประกอบมาตรา 98 แห่ง พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริต พ.ศ.2542 มาใช้ย้อนหลังเป็นผลร้ายแก่จำเลยมิได้ อายุความการฟ้องคดีอาญาแก่จำเลยที่คณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติไต่สวนแล้วมีมติว่าจำเลยมีความผิดอาญา จึงต้องพิจารณาตามความใน ป.อ. มาตรา 95 เมื่อความผิดตาม ป.อ. มาตรา 157 มีระวางโทษจำคุกตั้งแต่หนึ่งปีถึงสิบปี จึงมีอายุความสิบห้าปีนับแต่วันกระทำความผิดตาม ป.อ. มาตรา 95 (2) โจทก์ฟ้องคดีนี้เมื่อวันที่ 7 ธันวาคม 2554 เกินกว่าสิบห้าปีนับแต่วันกระทำความผิดแล้ว คดีโจทก์จึงขาดอายุความ

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 157

จำเลยให้การปฏิเสธ

ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง

โจทก์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน

โจทก์ฎีกา โดยอัยการสูงสุดรับรองให้ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงรับฟังเป็นยุติว่า เหตุคดีนี้เกิดวันที่ 6 สิงหาคม 2539 โจทก์ได้ตัวจำเลยมายื่นฟ้องต่อศาลเมื่อวันที่ 7 ธันวาคม 2554 มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ว่า คดีโจทก์ขาดอายุความหรือไม่ เห็นว่า คดีนี้โจทก์ฟ้องว่าจำเลยกระทำความผิดเมื่อวันที่ 6 สิงหาคม 2539 ซึ่งขณะนั้นพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริต (ฉบับที่ 2) พ.ศ.2554 ที่ให้เพิ่มความตามมาตรา 98 แห่งพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริต พ.ศ.2542 ซึ่งให้นำมาตรา 74/1 มาใช้บังคับโดยอนุโลมยังไม่มีผลใช้บังคับ เมื่อมาตรา 74/1 ประกอบมาตรา 98 เป็นบทบัญญัติที่มิให้นับระยะเวลาที่ผู้ถูกกล่าวหาหลบหนีรวมเป็นส่วนหนึ่งของอายุความด้วย ประกอบกับพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริต (ฉบับที่ 2) พ.ศ.2554 มิได้มีบทเฉพาะกาลให้นำมาตรา 74/1 ประกอบมาตรา 98 มาใช้บังคับแก่คดีที่เกิดขึ้นก่อนพระราชบัญญัติดังกล่าวมีผลใช้บังคับ ดังนี้ การตีความกฎหมายจึงต้องตีความโดยเคร่งครัด จะขยายความไปถึงคดีที่เกิดขึ้นก่อนวันที่พระราชบัญญัติดังกล่าวใช้บังคับโดยที่ไม่มีกฎหมายบัญญัติไว้โดยชัดแจ้งอันจะเป็นผลร้ายแก่จำเลยหาได้ไม่ เพราะจะขัดต่อความรับผิดของบุคคลในการรับโทษทางอาญาตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 2 วรรคหนึ่ง กรณีจึงนำมาตรา 74/1 ประกอบมาตรา 98 แห่งพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริต พ.ศ.2542 มาใช้ย้อนหลังเป็นผลร้ายแก่จำเลยมิได้ อายุความการฟ้องคดีอาญาแก่จำเลยที่คณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติไต่สวนแล้วมีมติว่าจำเลยมีความผิดทางอาญา จึงต้องพิจารณาตามความในประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 95 เมื่อความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 157 มีระวางโทษจำคุกตั้งแต่หนึ่งปีถึงสิบปี จึงมีอายุความสิบห้าปีนับแต่วันกระทำความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 95 (2) โจทก์ฟ้องคดีนี้เมื่อวันที่ 7 ธันวาคม 2554 เกินกว่าสิบห้าปีนับแต่วันกระทำความผิดแล้ว คดีโจทก์จึงขาดอายุความ ที่ศาลอุทธรณ์พิพากษามานั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาโจทก์ฟังไม่ขึ้น

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.อ. ม. 2 ม. 95 (2) ม. 157
พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญ ว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริต พ.ศ.2542 ม. 74/1 ม. 98
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการ สำนักงานอัยการสูงสุด
จำเลย — จ่าสิบตำรวจนพพลหรือสัณฑ์ ชินชัย
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลอาญา — นายทวีป วัฒนะศรี
ศาลอุทธรณ์ — นายสมสันต์ ศุภศาสตรสิน
ชื่อองค์คณะ
อดิศักดิ์ ปัตรวลี
ทวีศักดิ์ ทองภักดี
เฉลิมศักดิ์ ภัทรสุมันต์
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 17870/2557
#585096
เปิดฉบับเต็ม

จำเลยร่วมยื่นคำร้องสอดเข้าเป็นจำเลยร่วมภายหลังจากที่ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางได้ชี้สองสถานแล้ว โดยที่จำเลยร่วมได้ระบุในคำร้องสอดขอเข้าเป็นจำเลยร่วมว่า จำเลยร่วมขอถือเอาคำให้การและบัญชีพยานของจำเลยเป็นคำให้การและบัญชีพยานของจำเลยร่วมส่วนหนึ่งด้วย ในระหว่างพิจารณาจำเลยมิได้โต้แย้งคัดค้านการกำหนดประเด็นข้อพิพาทในชั้นชี้สองสถานไว้ว่าไม่ถูกต้องประการใด ด้วยเหตุนี้ การที่ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางได้กำหนดประเด็นข้อพิพาท ข้อ 1. ว่า เครื่องหมายการค้า คำขอเลขที่ 654920 ที่โจทก์ยื่นขอจดทะเบียนคล้ายกับเครื่องหมายการค้าหรือเครื่องหมายบริการ ตามคำขอเลขที่ 442167 และ 442168 จนอาจทำให้สาธารณชนสับสนหรือหลงผิดในความเป็นเจ้าของของสินค้าหรือแหล่งกำเนิดของสินค้าหรือไม่ และได้วินิจฉัยประเด็นดังกล่าวในคำพิพากษาต่อมา จึงเป็นการดำเนินกระบวนพิจารณาชอบด้วยกฎหมายแล้ว จำเลยร่วมไม่อาจโต้แย้งคัดค้านการกำหนดประเด็นข้อพิพาทดังกล่าวได้อีกเพราะจำเลยร่วมไม่อาจใช้สิทธิอย่างอื่นนอกจากสิทธิที่มีอยู่แก่จำเลยซึ่งเป็นคู่ความฝ่ายซึ่งตนเข้าเป็นจำเลยร่วม และไม่อาจใช้สิทธิเช่นว่านั้นในทางที่ขัดกับสิทธิของจำเลยเดิมตาม พ.ร.บ.จัดตั้งศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศและวิธีพิจารณาคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศ พ.ศ.2539 มาตรา 26 ประกอบด้วย ป.วิ.พ. มาตรา 57 (2) และมาตรา 58 วรรคสอง การกำหนดประเด็นข้อพิพาทของศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางชอบแล้ว ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางจึงมีอำนาจวินิจฉัยชี้ขาดประเด็นข้อพิพาทดังกล่าวได้

ในการพิจารณาว่าเครื่องหมายการค้าของโจทก์คล้ายกับเครื่องหมายการค้าของจำเลยร่วมซึ่งได้ขอจดทะเบียนไว้ก่อนจนอาจทำให้สาธารณชนสับสนหรือหลงผิดในความเป็นเจ้าของของสินค้าหรือแหล่งกำเนิดของสินค้าหรือไม่นั้น ต้องพิจารณาจากภาพรวมของลักษณะเครื่องหมายการค้าทั้งสองดังกล่าวทั้งหมด ลักษณะเด่นของเครื่องหมายการค้า และสำเนียงเรียกขานคำในเครื่องหมายการค้าทั้งสองว่าเหมือนหรือคล้ายกันเพียงใด ตลอดจนต้องพิจารณาว่าสินค้าภายใต้เครื่องหมายการค้าทั้งสองดังกล่าวเป็นสินค้าจำพวกเดียวกันหรือต่างจำพวกกันที่มีลักษณะอย่างเดียวกันจนอาจทำให้สาธารณชนสับสนหรือหลงผิดในความเป็นเจ้าของของสินค้าหรือแหล่งกำเนิดของสินค้าหรือไม่ ลักษณะเด่นของเครื่องหมายการค้า ของโจทก์กับเครื่องหมายการค้า ของจำเลยร่วมอยู่ที่คำว่า "VALENTINO" ซึ่งสะกดเหมือนกันทั้งเก้าตัวอักษร มีสำเนียงเรียกขานเหมือนกันว่า "วาเลนติโน" แตกต่างกันเพียงเล็กน้อยที่ตัวอักษรซึ่งเครื่องหมายการค้าของโจทก์เขียนคำดังกล่าวเป็นลายมือเขียน ส่วนคำนี้ในเครื่องหมายการค้าของจำเลยร่วมเขียนเป็นตัวพิมพ์ใหญ่ และในเครื่องหมายการค้าของโจทก์มีคำว่า "Rudy" ต่อท้าย ส่วนในเครื่องหมายการค้าของจำเลยมีตัวอักษร "V" ประดิษฐ์ในวงรีบนคำว่า "VALENTINO" ซึ่งคำว่า "Rudy" กับตัวอักษร "V" ประดิษฐ์ในวงรีดังกล่าวเป็นเพียงส่วนประกอบของเครื่องหมายการค้าของโจทก์กับเครื่องหมายการค้าของจำเลยร่วมเท่านั้น มิใช่ส่วนอันเป็นสาระสำคัญหรือเป็นลักษณะเด่นของเครื่องหมายการค้าทั้งสอง เครื่องหมายการค้าของโจทก์เรียกขานว่า "วาเลนติโน รูดี้" ส่วนเครื่องหมายการค้าของจำเลยร่วมเรียกขานว่า "วี วาเลนติโน" นับว่ามีสำเนียงเรียกขานคล้ายกันมากเมื่อปรากฏว่าโจทก์ได้ยื่นคำขอจดทะเบียนเครื่องหมายการค้า เพื่อใช้กับสินค้าจำพวก 25 ซึ่งเป็นสินค้าจำพวกเดียวกันกับที่จำเลยร่วมยื่นคำขอจดทะเบียนเครื่องหมายการค้า ตามคำขอเลขที่ 442167 และมีรายการสินค้าหลายรายการที่เหมือนกัน หากเครื่องหมายการค้า ของโจทก์ซึ่งคล้ายกันมากกับเครื่องหมายการค้า ของจำเลยร่วม ซึ่งได้ยื่นคำขอจดทะเบียนไว้ก่อน ได้รับการจดทะเบียนและใช้กับสินค้าจำพวก 25 รายการสินค้าเดียวกัน ย่อมทำให้สาธารณชนสับสนหรือหลงผิดในความเป็นเจ้าของของสินค้าหรือแหล่งกำเนิดของสินค้าได้ นายทะเบียนเครื่องหมายการค้าชอบที่จดทะเบียนเครื่องหมายการค้าตามคำขอที่ได้ยื่นไว้ก่อน เครื่องหมายการค้า ของโจทก์ไม่อาจได้รับการจดทะเบียนเครื่องหมายการค้าตาม พ.ร.บ.เครื่องหมายการค้า พ.ศ.2534 มาตรา 20

ตาม พ.ร.บ.เครื่องหมายการค้า พ.ศ.2534 มาตรา 27 ในกรณีที่มีผู้ขอจดทะเบียนเครื่องหมายการค้าที่เหมือนหรือคล้ายกับเครื่องหมายการค้าของบุคคลอื่นที่ได้ขอจดทะเบียนไว้ก่อนตามมาตรา 20 แห่ง พ.ร.บ.ดังกล่าวสำหรับสินค้าจำพวกเดียวกัน นายทะเบียนเครื่องหมายการค้าอาจรับจดทะเบียนเครื่องหมายการค้าตามคำขอดังกล่าวได้ในกรณีใดกรณีหนึ่งใน 2 กรณี ดังนี้คือ หากนายทะเบียนเครื่องหมายการค้าเห็นว่าเครื่องหมายการค้าดังกล่าวนั้นต่างเจ้าของต่างได้ใช้มาแล้วด้วยกันโดยสุจริตกรณีหนึ่ง หรือมีพฤติการณ์พิเศษที่นายทะเบียนเครื่องหมายการค้าเห็นสมควรรับจดทะเบียนอีกกรณีหนึ่ง ซึ่งการที่เจ้าของเครื่องหมายการค้าทั้งสองต่างได้ใช้เครื่องหมายการค้าของแต่ละคนมาแล้วด้วยกันโดยสุจริตนั้น ต้องเป็นกรณีที่ต่างคนต่างได้ใช้เครื่องหมายการค้านั้นในประเทศไทยมาก่อนที่ผู้ขอจดทะเบียนจะได้ยื่นคำขอจดทะเบียนเครื่องหมายการค้าที่เหมือนหรือคล้ายกันนั้น ส่วนกรณีมีพฤติการณ์พิเศษก็ต้องเป็นกรณีที่ผู้ขอจดทะเบียนได้ใช้เครื่องหมายการค้าที่ยื่นคำขอจดทะเบียนกับสินค้าที่ระบุในคำขอจดทะเบียนไม่ว่าจะเป็นการใช้กับตัวสินค้าหรือเป็นการใช้โดยโฆษณาสินค้าภายใต้เครื่องหมายการค้านั้นในประเทศไทยมาก่อนที่ผู้ขอจดทะเบียนจะได้ยื่นคำขอจดทะเบียนเครื่องหมายการค้าที่เหมือนหรือคล้ายกันนั้นเช่นเดียวกัน ทั้งนี้เพราะการคุ้มครองสิทธิในเครื่องหมายการค้าตาม พ.ร.บ.เครื่องหมายการค้า พ.ศ.2534 ต้องเป็นตามหลักดินแดน กล่าวคือ ผู้เป็นเจ้าของเครื่องหมายการค้าต้องได้ใช้เครื่องหมายการค้าของตนภายในอาณาเขตประเทศไทยด้วย ผู้เป็นเจ้าของเครื่องหมายการค้าจึงจะมีสิทธิในเครื่องหมายการค้านั้นและได้รับความคุ้มครองตาม พ.ร.บ.ดังกล่าว เมื่อปรากฏว่า ว. เป็นผู้อนุญาตให้โจทก์นำชื่อตัวและชื่อสกุลของตนมาใช้เป็นชื่อทางการค้าและเครื่องหมายการค้าตั้งแต่ปี 2518 การที่โจทก์นำคำว่า "VALENTINO RUDY" มาใช้เป็นเครื่องหมายการค้ากับสินค้าเครื่องนุ่งห่มและเครื่องแต่งกายซึ่งเป็นสินค้าในจำพวก 25 จึงเป็นการใช้เครื่องหมายการค้าโดยสุจริต และปรากฏตามสัญญาอนุญาตให้ใช้สิทธิในเครื่องหมายการค้าว่า โจทก์ได้อนุญาตให้บริษัท บ. ในประเทศไทยใช้เครื่องหมายการค้าคำว่า "VALENTINO RUDY" กับสินค้าในจำพวก 25 ที่โจทก์ได้ยื่นคำขอจดทะเบียนเครื่องหมายการค้าคำว่า "VALENTINO RUDY" ในลักษณะที่เป็นลายมือชื่อ โดยบริษัท บ. ได้ผลิตสินค้าเสื้อเชิ้ตบุรุษออกจำหน่ายในประเทศไทยมาก่อนที่จำเลยร่วมจะยื่นคำขอจดทะเบียนเครื่องหมายการค้า ถึงประมาณ 3 ปีเศษ ถือได้ว่าโจทก์ได้ใช้เครื่องหมายการค้าดังกล่าวกับสินค้าเสื้อในประเทศไทยมาก่อนที่จำเลยร่วมจะได้ยื่นคำขอจดทะเบียนเครื่องหมายการค้า กับสินค้าจำพวก 25 ชอบที่นายทะเบียนเครื่องหมายการค้าจะรับจดทะเบียนเครื่องหมายการค้า ของโจทก์โดยกำหนดเงื่อนไขและข้อกำจัดเกี่ยวกับวิธีการใช้และเขตแห่งการใช้เครื่องหมายการค้านั้นได้ตาม พ.ร.บ.เครื่องหมายการค้า พ.ศ.2534 มาตรา 27

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้เพิกถอนคำวินิจฉัยอุทธรณ์ของคณะกรรมการเครื่องหมายการค้าที่ 895/2552 และให้จำเลยที่ 1 ดำเนินการเกี่ยวกับคำขอจดทะเบียนเครื่องหมายการค้าตามคำขอจดทะเบียนเลขที่ 654920 ของโจทก์ต่อไป

จำเลยทั้งแปดให้การขอให้ยกฟ้อง

ระหว่างพิจารณา วาเลนติโน เอส.พี.เอ. ยื่นคำร้องขอเข้าเป็นจำเลยร่วม ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางมีคำสั่งอนุญาต

ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางพิพากษาให้เพิกถอนคำวินิจฉัยอุทธรณ์ของคณะกรรมการเครื่องหมายการค้าที่ 895/2552 โดยให้นายทะเบียนเครื่องหมายการค้าดำเนินการเกี่ยวกับคำขอจดทะเบียนเครื่องหมายการค้า คำขอเลขที่ 654920 ของโจทก์ต่อไป ค่าฤชาธรรมเนียมให้เป็นพับ

จำเลยทั้งแปดและจำเลยร่วมอุทธรณ์ต่อศาลฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศวินิจฉัยว่า มีปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของจำเลยร่วมประการแรกว่า ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางมีอำนาจวินิจฉัยในประเด็นที่ว่า เครื่องหมายการค้าที่โจทก์ขอจดทะเบียนคล้ายกับเครื่องหมายการค้าและเครื่องหมายบริการที่จำเลยร่วมได้จดทะเบียนไว้แล้วจนอาจทำให้สาธารณชนสับสนหรือหลงผิดในความเป็นเจ้าของของสินค้าหรือแหล่งกำเนิดของสินค้า ตามพระราชบัญญัติเครื่องหมายการค้า พ.ศ.2534 มาตรา 13 ดังที่ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางกำหนดไว้เป็นประเด็นข้อพิพาทในชั้นชี้สองสถานหรือไม่ ที่จำเลยร่วมอุทธรณ์ว่า ชั้นที่จำเลยร่วมอุทธรณ์คำสั่งนายทะเบียนเครื่องหมายการค้าต่อคณะกรรมการเครื่องหมายการค้าคดีมีเพียงประเด็นว่า กรณีมีพฤติการณ์พิเศษสมควรรับจดทะเบียนเครื่องหมายการค้าของโจทก์ได้ตามพระราชบัญญัติเครื่องหมายการค้า พ.ศ.2534 มาตรา 27 หรือไม่เท่านั้น คดีจึงไม่มีประเด็นว่า เครื่องหมายการค้าที่โจทก์ขอจดทะเบียนคล้ายกับเครื่องหมายการค้าที่จำเลยร่วมได้จดทะเบียนไว้แล้วจนอาจทำให้สาธารณชนสับสนหรือหลงผิดในความเป็นเจ้าของของสินค้าหรือแหล่งกำเนิดของสินค้าหรือไม่ ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางจึงไม่มีอำนาจวินิจฉัยในประเด็นดังกล่าวนั้น เห็นว่า วาเลนติโน เอส.พี.เอ. ยื่นคำร้องสอดเข้าเป็นจำเลยร่วมภายหลังจากที่ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางได้ชี้สองสถานแล้ว โดยที่จำเลยร่วมได้ระบุในคำร้องสอดขอเข้าเป็นจำเลยร่วมฉบับลงวันที่ 24 มกราคม 2554 ว่า จำเลยร่วมขอถือเอาคำให้การและบัญชีพยานของจำเลยเป็นคำให้การและบัญชีพยานของจำเลยร่วมส่วนหนึ่งด้วย ในระหว่างพิจารณาจำเลยมิได้โต้แย้งคัดค้านการกำหนดประเด็นข้อพิพาทในชั้นชี้สองสถานไว้ว่าไม่ถูกต้องแต่ประการใด ด้วยเหตุนี้ การที่ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางได้กำหนดประเด็นข้อพิพาทตามรายงานกระบวนพิจารณาฉบับลงวันที่ 4 ตุลาคม 2553 ข้อ 1 ว่า เครื่องหมายการค้า " " ตามคำขอเลขที่ 654920 ที่โจทก์ยื่นขอจดทะเบียนคล้ายกับเครื่องหมายการค้าหรือเครื่องหมายบริการ ตามคำขอเลขที่ 442167 และ 442168 จนอาจทำให้สาธารณชนสับสนหรือหลงผิดในความเป็นเจ้าของของสินค้าหรือแหล่งกำเนิดของสินค้าหรือไม่ และได้วินิจฉัยประเด็นดังกล่าวในคำพิพากษาต่อมา จึงเป็นการดำเนินกระบวนพิจารณาที่ชอบด้วยกฎหมายแล้ว จำเลยร่วมไม่อาจโต้แย้งคัดค้านการกำหนดประเด็นข้อพิพาทดังกล่าวได้อีกเพราะจำเลยร่วมไม่อาจใช้สิทธิอย่างอื่นนอกจากสิทธิที่มีอยู่แก่จำเลยซึ่งเป็นคู่ความฝ่ายซึ่งตนเข้าเป็นจำเลยร่วม และไม่อาจใช้สิทธิเช่นว่านั้นในทางที่ขัดกับสิทธิของจำเลยเดิม ตามพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศและวิธีพิจารณาคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศ พ.ศ.2539 มาตรา 26 ประกอบด้วยประมวลกฎหมายวิธีพิจาณาความแพ่ง มาตรา 57 (2) และมาตรา 58 วรรคสอง ดังนี้ เมื่อจำเลยมิได้โต้แย้งคัดค้านว่าการกำหนดประเด็นข้อพิพาทนั้นไม่ถูกต้องและจำเลยร่วมไม่อาจใช้สิทธิโต้แย้งคัดค้านดังกล่าวในทางที่ขัดกับสิทธิของจำเลยได้ จึงต้องถือว่าการกำหนดประเด็นข้อพิพาทของศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางชอบแล้ว คดีย่อมมีประเด็นข้อพิพาทว่า เครื่องหมายการค้าที่โจทก์ขอจดทะเบียนคล้ายกับเครื่องหมายการค้าและเครื่องหมายบริการที่จำเลยร่วมได้จดทะเบียนไว้แล้วจนอาจทำให้สาธารณชนสับสนหรือหลงผิดในความเป็นเจ้าของของสินค้าหรือแหล่งกำเนิดของสินค้าหรือไม่ ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางจึงมีอำนาจวินิจฉัยชี้ขาดประเด็นข้อพิพาทดังกล่าวได้ อุทธรณ์ประการนี้ของจำเลยร่วมฟังไม่ขึ้น

มีปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของจำเลยทั้งแปดและจำเลยร่วมประการต่อไปว่า เครื่องหมายการค้า "" ตามคำขอเลขที่ 654920 ที่โจทก์ยื่นขอจดทะเบียนสำหรับใช้กับสินค้าจำพวก 25 รายการสินค้า เสื้อ เสื้อชั้นใน เสื้อกีฬา กางเกง กางเกงชั้นใน กางเกงกีฬา ชุดชั้นใน ชุดใส่นอน ชุดเสื้อกระโปรง ชุดสูท กระโปรง เสื้อถัก เสื้อถักชนิดสวมหัว แถบรัดข้อมือ ผ้าพันคอ ผ้าคลุมไหล่ เนกไท ถุงมือ ถุงเท้า ถุงน่อง รองเท้า รองเท้ากีฬา หมวก แถบคาดศีรษะ เข็มขัด เมื่อวันที่ 6 มีนาคม 2550 คล้ายกับเครื่องหมายการค้าและเครื่องหมายบริการ ของจำเลยร่วมตามคำขอเลขที่ 442167 ซึ่งได้ขอจดทะเบียนสำหรับใช้กับสินค้าจำพวก 25 รายการสินค้า เครื่องนุ่งห่มหรือเครื่องแต่งกาย ได้แก่ เสื้อชนิดต่างๆ ชุดสูท กางเกง กางเกงชั้นใน กระโปรง เนกไท ผ้าพันคอ หมวก (ยกเว้นรองเท้า เข็มขัด และถุงมือ) เป็นต้น เมื่อวันที่ 26 ธันวาคม 2543 และคำขอเลขที่ 442168 ซึ่งได้จดทะเบียนสำหรับใช้กับบริการจำพวก 35 รายการบริการ บริการโฆษณา บริการจัดการธุรกิจ บริการบริหารธุรกิจบริการดำเนินงานในสำนักงานบริการจัดการธุรกิจขายปลีกสินค้า ตามทะเบียนเลขที่ บ15864 เมื่อวันที่ 26 ธันวาคม 2543 จนอาจทำให้สาธารณชนสับสนหรือหลงผิดในความเป็นเจ้าของของสินค้าหรือบริการหรือแหล่งกำเนิดของสินค้าหรือบริการหรือไม่ เห็นว่า ในการพิจารณาว่าเครื่องหมายการค้าของโจทก์คล้ายกับเครื่องหมายการค้าของจำเลยร่วมซึ่งได้ขอจดทะเบียนไว้ก่อนจนอาจทำให้สาธารณชนสับสนหรือหลงผิดในความเป็นเจ้าของของสินค้าหรือแหล่งกำเนิดของสินค้าหรือไม่นั้น ต้องพิจารณาจากภาพรวมของลักษณะเครื่องหมายการค้าทั้งสองดังกล่าวทั้งหมด ลักษณะเด่นของเครื่องหมายการค้า และสำเนียงเรียกขานคำในเครื่องหมายการค้าทั้งสองว่าเหมือนหรือคล้ายกันเพียงใด ตลอดจนต้องพิจารณาว่าสินค้าภายใต้เครื่องหมายการค้าทั้งสองดังกล่าวเป็นสินค้าจำพวกเดียวกันหรือต่างจำพวกกันที่มีลักษณะอย่างเดียวกันจนอาจทำให้สาธารณชนสับสนหรือหลงผิดในความเป็นเจ้าของของสินค้าหรือแหล่งกำเนิดของสินค้าหรือไม่ ลักษณะเด่นของเครื่องหมายการค้า " " ของโจทก์กับเครื่องหมายการค้า ของจำเลยร่วมอยู่ที่คำว่า "VALENTNO" ซึ่งสะกดเหมือนกันทั้งเก้าตัวอักษร มีสำเนียงเรียกขานเหมือนกันว่า "วาเลนติโน" แตกต่างกันเพียงเล็กน้อยที่ตัวอักษรซึ่งเครื่องหมายการค้าของโจทก์เขียนคำดังกล่าวเป็นลายมือเขียน ส่วนคำนี้ในเครื่องหมายการค้าของจำเลยร่วมเขียนเป็นตัวพิมพ์ใหญ่ และในเครื่องหมายการค้าของโจทก์มีคำว่า "Rudy" ต่อท้าย ส่วนในเครื่องหมายการค้าของจำเลยร่วมมีตัวอักษร "V" ประดิษฐ์ในวงรีอยู่บนคำว่า "VALENTINO" ซึ่งคำว่า "Rudy" กับตัวอักษร "V" ประดิษฐ์ในวงรีดังกล่าวเป็นเพียงส่วนประกอบของเครื่องหมายการค้าของโจทก์กับเครื่องหมายการค้าของจำเลยร่วมเท่านั้น มิใช่ส่วนอันเป็นสาระสำคัญหรือเป็นลักษณะเด่นของเครื่องหมายการค้าทั้งสอง เครื่องหมายการค้าของโจทก์เรียกขานว่า "วาเลนติโน รูดี้" ส่วนเครื่องหมายการค้าของจำเลยร่วมเรียกขานว่า "วี วาเลนติโน" นับว่ามีสำเนียงเรียกขานคล้ายกันมาก เมื่อปรากฏว่าโจทก์ได้ยื่นคำขอจดทะเบียนเครื่องหมายการค้า " " ตามคำขอเลขที่ 654920 เพื่อใช้กับสินค้าจำพวก 25 ซึ่งเป็นสินค้าจำพวกเดียวกันกับที่จำเลยร่วมยื่นคำขอจดทะเบียนเครื่องหมายการค้า ตามคำขอเลขที่ 442167 และมีรายการสินค้าหลายรายการเหมือนกัน ได้แก่ เสื้อ ชุดสูท กางเกง กางเกงชั้นใน กระโปรง เนกไท ผ้าพันคอ ถุงเท้า และหมวก เช่นนี้ หากเครื่องหมายการค้า " " ของโจทก์ตามคำขอเลขที่ 654920 ซึ่งคล้ายกันมากกับเครื่องหมายการค้า ของจำเลยร่วมตามคำขอเลขที่ 442167 ซึ่งได้ยื่นคำขอจดทะเบียนไว้ก่อนได้รับการจดทะเบียนและใช้กับสินค้าจำพวก 25 รายการสินค้าเดียวกันดังกล่าวย่อมทำให้สาธารณชนสับสนหรือหลงผิดในความเป็นเจ้าของของสินค้าหรือแหล่งกำเนิดของสินค้าได้ นายทะเบียนเครื่องหมายการค้าชอบที่จะจดทะเบียนเครื่องหมายการค้าตามคำขอเลขที่ 442167 ที่ได้ยื่นไว้ก่อน เครื่องหมายการค้า "" ของโจทก์ตามคำขอเลขที่ 654920 ไม่อาจได้รับการจดทะเบียนเครื่องหมายการค้า ทั้งนี้ ตามพระราชบัญญัติเครื่องหมายการค้า พ.ศ.2534 มาตรา 20 เมื่อได้วินิจฉัยว่าเครื่องหมายการค้า "" ของโจทก์ไม่อาจได้รับการจดทะเบียนตามมาตรา 20 ดังนี้แล้ว กรณีจึงไม่จำต้องวินิจฉัยต่อไปว่า เครื่องหมายการค้า "" ของโจทก์ตามคำขอเลขที่ 654920 คล้ายกับเครื่องหมายบริการ ของจำเลยร่วมตามคำขอเลขที่ 442168 ทะเบียนเลขที่ บ15864 ต่อไป ที่ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางวินิจฉัยว่าเครื่องหมายการค้า "" ตามคำขอเลขที่ 654920 ของโจทก์ไม่คล้ายกับเครื่องหมายการค้าและเครื่องหมายบริการ ตามคำขอเลขที่ 442167 และคำขอเลขที่ 442168 ของจำเลยร่วมจนอาจทำให้สาธารณชนสับสนหรือหลงผิดในความเป็นเจ้าของของสินค้าหรือแหล่งกำเนิดของสินค้า กรณีจึงไม่จำต้องวินิจฉัยในปัญหาว่าเครื่องหมายการค้า "" ตามคำขอเลขที่ 654920 ของโจทก์เป็นเครื่องหมายการค้าที่สมควรได้รับการจดทะเบียนเนื่องจากเป็นเครื่องหมายที่ต่างเจ้าของต่างได้ใช้มาแล้วด้วยกันโดยสุจริตหรือมีพฤติการณ์พิเศษตามพระราชบัญญัติเครื่องหมายการค้า พ.ศ.2534 มาตรา 27 หรือไม่อีกต่อไปนั้น ศาลฎีกาแผนกคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศไม่เห็นพ้องด้วย อุทธรณ์ของจำเลยทั้งแปดและจำเลยร่วมประการนี้ฟังขึ้น

เมื่อได้วินิจฉัยว่าเครื่องหมายการค้า " " ตามคำขอเลขที่ 654920 ของโจทก์คล้ายกับเครื่องหมายการค้า ตามคำขอเลขที่ 442167 ของจำเลยร่วมซึ่งได้ยื่นขอจดทะเบียนไว้ก่อนจนอาจทำให้สาธารณชนสับสนหรือหลงผิดในความเป็นเจ้าของของสินค้าหรือแหล่งกำเนิดของสินค้า เครื่องหมายการค้า " " ตามคำขอเลขที่ 654920 ของโจทก์ไม่อาจรับจดทะเบียนได้ตามพระราชบัญญัติเครื่องหมายการค้า พ.ศ.2534 มาตรา 20 กรณีจึงต้องวินิจฉัยต่อไปว่า เครื่องหมายการค้า " " ตามคำขอเลขที่ 654920 ของโจทก์เป็นเครื่องหมายการค้าที่สมควรได้รับการจดทะเบียนเนื่องจากเป็นเครื่องหมายที่ต่างเจ้าของต่างได้ใช้มาแล้วด้วยกันโดยสุจริตหรือมีพฤติการณ์พิเศษที่นายทะเบียนเครื่องหมายการค้าสมควรรับจดทะเบียน ตามพระราชบัญญัติเครื่องหมายการค้า พ.ศ.2534 มาตรา 27 หรือไม่ ทั้งนี้เพราะกรณีตามมาตรา 27 ดังกล่าวใช้บังคับกับกรณีตามมาตรา 20 แห่ง พ.ศ.2534 มาตรา 27 ในกรณีที่มีผู้ขอจดทะเบียนเครื่องหมายการค้าที่พระราชบัญญัติเครื่องหมายการค้า พ.ศ.2534 ด้วย เห็นว่า ตามพระราชบัญญัติเครื่องหมายการค้า เหมือนหรือคล้ายกับเครื่องหมายการค้าของบุคคลอื่นที่ได้ขอจดทะเบียนไว้ก่อนตามมาตรา 20 แห่งพระราชบัญญัติดังกล่าวสำหรับสินค้าจำพวกเดียวกันดังเช่นในคดีนี้ นายทะเบียนเครื่องหมายการค้าอาจรับจดทะเบียนเครื่องหมายการค้าตามคำขอดังกล่าวได้ในกรณีใดกรณีหนึ่งใน 2 กรณี ดังนี้คือ หากนายทะเบียนเครื่องหมายการค้าเห็นว่าเครื่องหมายการค้าดังกล่าวนั้นต่างเจ้าของต่างได้ใช้มาแล้วด้วยกันโดยสุจริตกรณีหนึ่ง หรือมีพฤติการณ์พิเศษที่นายทะเบียนเครื่องหมายการค้าเห็นสมควรรับจดทะเบียนอีกกรณีหนึ่ง ซึ่งการที่เจ้าของเครื่องหมายการค้าทั้งสองต่างคนต่างได้ใช้เครื่องหมายการค้าของแต่ละคนมาแล้วด้วยกันโดยสุจริตนั้น ต้องเป็นกรณีที่ต่างคนต่างได้ใช้เครื่องหมายการค้านั้นในประเทศไทยมาก่อนที่ผู้ขอจดทะเบียนจะได้ยื่นคำขอจดทะเบียนเครื่องหมายการค้าที่เหมือนหรือคล้ายกันนั้น ส่วนกรณีมีพฤติการณ์พิเศษก็ต้องเป็นกรณีที่ผู้ขอจดทะเบียนได้ใช้เครื่องหมายการค้าที่ยื่นคำขอจดทะเบียนกับสินค้าที่ระบุในคำขอจดทะเบียนไม่ว่าจะเป็นการใช้กับตัวสินค้าหรือเป็นการใช้โดยโฆษณาสินค้าภายใต้เครื่องหมายการค้านั้นในประเทศไทยมาก่อนที่ผู้ขอจดทะเบียนจะได้ยื่นคำขอจดทะเบียนเครื่องหมายการค้าที่เหมือนหรือคล้ายกันนั้นเช่นเดียวกัน ทั้งนี้เพราะการคุ้มครองแก่สิทธิในเครื่องหมายการค้าตามพระราชบัญญัติเครื่องหมายการค้า พ.ศ.2534 ต้องเป็นไปตามหลักดินแดน กล่าวคือ ผู้เป็นเจ้าของเครื่องหมายการค้าต้องได้ใช้เครื่องหมายการค้าของตนภายในอาณาเขตประเทศไทยด้วย ผู้เป็นเจ้าของเครื่องหมายการค้าจึงจะมีสิทธิในเครื่องหมายการค้านั้นและได้รับความคุ้มครองตามพระราชบัญญัติดังกล่าว ซึ่งในเรื่องนี้โจทก์นำสืบว่า โจทก์เป็นเจ้าของเครื่องหมายการค้า คำว่า "VALENTINO RUDY" ในลักษณะที่ปรากฏเป็นลายมือชื่อ เครื่องหมายการค้าอักษร "V" ประดิษฐ์ในกรอบสี่เหลี่ยม และเครื่องหมายการค้าคำว่า "VALENTINO RUDY" ที่ใช้ร่วมกับเครื่องหมายการค้าอักษร "V" ประดิษฐ์ในกรอบสี่เหลี่ยมในลักษณะต่างๆ คำว่า "VALENTINO RUDY"เป็นชื่อตัวและชื่อสกุลของนายวาเลนติโน รูดี้ (VALENTINO RUDY) นักออกแบบชาวอิตาเลียน ผู้มีชีวิตอยู่ระหว่างปี 2474 ถึงปี 2540 และเป็นผู้อนุญาตให้โจทก์นำชื่อตัวและชื่อสกุลของตนมาใช้เป็นชื่อทางการค้าและเครื่องหมายการค้าตั้งแต่ปี 2518 ตามหลักฐานแสดงประวัติที่มาของนายวาเลนติโน รูดี้ รวมตลอดถึงการใช้ชื่อ "VALENTINO RUDY" และ/หรือ อักษร "V" เป็นเครื่องหมายการค้าของโจทก์กับสินค้าเครื่องนุ่งห่มและเครื่องแต่งกายและสินค้าอื่น ๆ ในหนังสือเผยแพร่ของโจทก์ คำว่า "VALENTINO RUDY" ได้นำมาใช้เป็นเครื่องหมายการค้าครั้งแรกกับสินค้าเนกไท โดยนำมาใช้ครั้งแรกร่วมกับอักษร "V" ประดิษฐ์ตามรูปที่ 7 ตั้งแต่ปี 2526 จนปัจจุบันเป็นเวลาเกือบ 30 ปี แล้ว และโจทก์ได้รับการจดทะเบียนเครื่องหมายการค้าดังกล่าวในประเทศญี่ปุ่นเมื่อวันที่ 3 มีนาคม 2526 โดยเป็นการจดทะเบียนครอบคลุมถึงสินค้าเครื่องนุ่งห่มและเครื่องแต่งกายในจำพวก 25 และสินค้าในจำพวกอื่น ๆ ตามหลักฐานแสดงการได้รับจดทะเบียนเครื่องหมายการค้า คำว่า "VALENTINO RUDY" ในลักษณะที่ปรากฏเป็นลายมือชื่อทั้งที่ใช้คำดังกล่าวโดดๆ และใช้ร่วมกับอักษร "V" ประดิษฐ์ ตามแถบป้ายเครื่องหมายการค้า ป้ายราคาสินค้า สติกเกอร์ และภาพถ่ายสินค้าเครื่องนุ่งห่มและเครื่องแต่งกายและสินค้าอื่นๆ จนถึงปัจจุบันโจทก์ได้ใช้เครื่องหมายการค้าคำว่า "VALENTINO RUDY" ในลักษณะที่ปรากฏเป็นลายมือชื่อทั้งที่ใช้คำดังกล่าวโดดๆ และที่ใช้ร่วมกับอักษร "V" ประดิษฐ์กับสินค้าต่างๆ หลายชนิดหลายประเภท อันรวมถึงเสื้อ กางเกง ชุดสูท เนกไท ถุงเท้า รองเท้า อุปกรณ์เครื่องแต่งกายของทั้งชายและหญิง ผ้าพันคอ หมวก เข็มขัด กระเป๋า ผ้าเช็ดหน้า นาฬิกา เครื่องประดับ แว่นตา เครื่องสำอาง เครื่องกรองน้ำ เครื่องครัว ฯลฯ ในประเทศต่างๆ ทั่วโลก รวมทั้งในประเทศไทย ตามเอกสารเผยแพร่จากเว็บไซต์ "www.valentinorudy.com" ในประเทศไทย สินค้าเครื่องนุ่งห่มและเครื่องแต่งกายภายใต้เครื่องหมายการค้าของโจทก์ได้รับการจำหน่ายต่อเนื่องเรื่อยมาเป็นเวลาถึง 15 ปี แล้ว เดิมโจทก์มอบให้บริษัทบุญศิริอินเตอร์เนชั่นแนล จำกัด เป็นผู้รับอนุญาตให้ใช้สิทธิในการผลิตและจำหน่ายสินค้าภายใต้เครื่องหมายการค้าดังกล่าว ตามสัญญาอนุญาตให้ใช้สิทธิในเครื่องหมายการค้า ปัจจุบันโจทก์มอบให้บริษัทคาสซาร์ดี้อินเตอร์เนชั่นแนล จำกัด เป็นผู้รับอนุญาตให้ใช้สิทธิ โจทก์ได้โฆษณาและส่งเสริมการขายสินค้าต่างๆ ในประเทศต่างๆ ทั่วโลกต่อเนื่องเรื่อยมาจนถึงปัจจุบันเป็นเวลากว่า 30 ปี แล้ว โดยใช้สื่อโฆษณาและช่องทางต่างๆ ในการส่งเสริมการขายสินค้าอย่างหลากหลาย ตามหลักฐานแสดงการโฆษณาและการส่งเสริมการขายสินค้า ข้อเท็จจริงจากพยานหลักฐานของโจทก์ดังกล่าวจำเลยทั้งแปดและจำเลยร่วมมิได้โต้แย้งคัดค้าน เมื่อปรากฏว่านายวาเลนติโน รูดี้ นักออกแบบชาวอิตาเลียนเป็นผู้อนุญาตให้โจทก์นำชื่อตัวและชื่อสกุลของตนมาใช้เป็นชื่อทางการค้าและเครื่องหมายการค้าตั้งแต่ปี 2518 การที่โจทก์นำคำว่า "VALENTINO RUDY" มาใช้เป็นเครื่องหมายการค้ากับสินค้าเครื่องนุ่งห่มและเครื่องแต่งกายซึ่งเป็นสินค้าในจำพวก 25 จึงเป็นการใช้เครื่องหมายการค้าคำว่า "VALENTINO RUDY" กับสินค้าดังกล่าวโดยสุจริต ส่วนข้อเท็จจริงที่โจทก์ใช้เครื่องหมายการค้าคำว่า "VALENTINO RUDY" ในลักษณะที่เป็นลายมือชื่อกับสินค้าเครื่องนุ่งห่มและเครื่องแต่งกายซึ่งเป็นสินค้าในจำพวก 25 ในประเทศไทยก่อนที่จำเลยร่วมจะมายื่นคำขอจดทะเบียนเครื่องหมายการค้า ตามคำขอเลขที่ 442167 กับสินค้าจำพวก 25 เมื่อวันที่ 26 ธันวาคม 2543 นั้น ปรากฏตามสัญญาอนุญาตให้ใช้สิทธิในเครื่องหมายการค้าลงวันที่ 1 พฤศจิกายน 2540 ว่าโจทก์ได้อนุญาตให้บริษัทบุญศิริอินเตอร์เนชั่นแนล จำกัด ซึ่งตั้งอยู่เลขที่ 642/13 - 16 ซอยสวนพลู ถนนสาทรใต้ ยานนาวา กรุงเทพมหานคร 10120 ใช้สิทธิในเครื่องหมายการค้าคำว่า "VALENTINO RUDY" กับสินค้าเสื้อเชิ้ตบุรุษโดยผลิตและขายสินค้าดังกล่าวในประเทศไทย ประเทศสาธารณรัฐประชาชนจีน ประเทศสาธารณรัฐสิงคโปร์ และประเทศมาเลเซียได้ ข้อเท็จจริงจากสัญญาอนุญาตให้ใช้สิทธิในเครื่องหมายการค้าคำว่า "VALENTINO RUDY" ดังกล่าวมีน้ำหนักและเหตุผลให้เชื่อว่าโจทก์ได้อนุญาตให้บริษัทบุญศิริอินเตอร์เนชั่นแนล จำกัด ในประเทศไทยใช้เครื่องหมายการค้าคำว่า "VALENTINO RUDY" กับสินค้าเสื้อเชิ้ตบุรุษ ซึ่งเป็นสินค้าในจำพวก 25 ที่โจทก์ได้ยื่นคำขอจดทะเบียนเครื่องหมายการค้าคำว่า "VALENTINO RUDY" ในลักษณะที่เป็นลายมือชื่อเพื่อใช้กับสินค้าจำพวก 25 ซึ่งรวมถึงรายการสินค้าเสื้อตามคำขอเลขที่ 654920 เมื่อวันที่ 6 มีนาคม 2550 โดยบริษัทบุญศิริอินเตอร์เนชั่นแนล จำกัด ได้ผลิตสินค้าเสื้อเชิ้ตบุรุษออกจำหน่ายในประเทศไทยมาก่อนที่จำเลยร่วมจะยื่นคำขอจดทะเบียนเครื่องหมายการค้า ตามคำขอเลขที่ 442167 ถึงประมาณ 3 ปีเศษ กรณีถือได้ว่าโจทก์ผู้ขอจดทะเบียนเครื่องหมายการค้า "" กับสินค้าจำพวก 25 ซึ่งรวมถึงรายการสินค้าเสื้อตามคำขอเลขที่ 654920 ได้ใช้เครื่องหมายการค้าดังกล่าวกับสินค้าเสื้อในประเทศไทยมาก่อนที่จำเลยร่วมจะได้ยื่นคำขอจดทะเบียนเครื่องหมายการค้า ที่คล้ายกับเครื่องหมายการค้า "" ของโจทก์ กับสินค้าจำพวก 25 ซึ่งรวมถึงรายการสินค้าเสื้อตามคำขอเลขที่ 442167 ชอบที่นายทะเบียนเครื่องหมายการค้าจะรับจดทะเบียนเครื่องหมายการค้า "" ตามคำขอเลขที่ 654920 ของโจทก์โดยกำหนดเงื่อนไขและข้อจำกัดเกี่ยวกับวิธีการใช้และเขตแห่งการใช้เครื่องหมายการค้านั้นได้ ตามพระราชบัญญัติเครื่องหมายการค้า พ.ศ.2534 มาตรา 27 ที่คณะกรรมการเครื่องหมายการค้ามีคำวินิจฉัยอุทธรณ์ที่ 895/2552 ว่าหลักฐานแสดงการใช้การโฆษณาที่โจทก์ผู้ขอจดทะเบียนนำส่งนั้นปรากฏรูปเครื่องหมายการค้าคำว่า " V VALENTINO RUDY" เป็นเครื่องหมายที่แตกต่างกันกับเครื่องหมายการค้าที่โจทก์ผู้ขอจดทะเบียนได้ยื่นขอจดทะเบียน จึงไม่อาจนำมากล่าวอ้างเพื่อเป็นเหตุให้ได้รับการจดทะเบียนเครื่องหมายการค้าของโจทก์ผู้อุทธรณ์ได้ กรณีไม่นับว่ามีพฤติการณ์พิเศษสมควรรับจดทะเบียนได้ตามพระราชบัญญัติเครื่องหมายการค้า พ.ศ.2534 มาตรา 27 นั้น ศาลฎีกาแผนกคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศไม่เห็นพ้องด้วย และที่ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางพิพากษาให้เพิกถอนคำวินิจฉัยอุทธรณ์ของคณะกรรมการเครื่องหมายการค้าที่ 895/2552 นั้น ศาลฎีกาแผนกคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศเห็นพ้องด้วยในผล

พิพากษาแก้เป็นว่า ให้นายทะเบียนเครื่องหมายการค้าดำเนินการรับจดทะเบียนเครื่องหมายการค้า "" ตามคำขอเลขที่ 654920 ของโจทก์โดยกำหนดเงื่อนไขและข้อจำกัดเกี่ยวกับวิธีการใช้และเขตแห่งการใช้เครื่องหมายการค้านั้นตามที่นายทะเบียนเครื่องหมายการค้าเห็นสมควร ตามพระราชบัญญัติเครื่องหมายการค้า พ.ศ.2534 มาตรา 27 ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ นอกจากที่แก้คงให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลาง
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.เครื่องหมายการค้า พ.ศ.2534 ม. 20 ม. 27
ป.วิ.พ. ม. 57 (2) ม. 58 วรรคสอง
พ.ร.บ.จัดตั้งศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศและวิธีพิจารณาคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศ พ.ศ.2539 ม. 26
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — มัตซุดะ แอนด์ โก.
จำเลย — กรมทรัพย์สินทางปัญญา กับพวก
จำเลยร่วม — วาเลนติโน เอส.พี.เอ.
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลาง — นางจันทร์กระพ้อ ต่อสุวรรณ สินธวถาวร
ชื่อองค์คณะ
ปริญญา ดีผดุง
นวลน้อย ผลทวี
ธัชพันธ์ ประพุทธนิติสาร
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 17869/2557
#584757
เปิดฉบับเต็ม

สัญญาอนุญาตให้ใช้ลิขสิทธิ์ระหว่างโจทก์กับจำเลยทั้งสิบ ข้อ 3.4 เกี่ยวกับการห้ามใช้และถ่ายทอดเนื้อหา หลักสูตร เทคนิค และวิธีการสอนของโจทก์ทันทีที่หมดสัญญาหรือได้รับแจ้งจากโจทก์ให้หยุดใช้นั้น เมื่อสัญญาดังกล่าวเป็นสัญญาเกี่ยวกับการใช้งานวรรณกรรมแบบเรียนอันมีลิขสิทธิ์ของโจทก์ สิทธิของโจทก์ที่จะได้รับความคุ้มครองตามสัญญาข้อนี้จึงจำกัดเฉพาะงานที่โจทก์มีลิขสิทธิ์เท่านั้น ดังนั้น กรณีที่โจทก์กล่าวอ้างว่าจำเลยทั้งสิบกระทำการละเมิดลิขสิทธิ์ในงานวรรณกรรมและปฏิบัติผิดสัญญาข้อ 3.4 โจทก์จึงต้องนำสืบข้อเท็จจริงว่างานวรรณกรรมอันมีลิขสิทธิ์ชิ้นใดของโจทก์ที่ถูกละเมิดและจำเลยทั้งสิบกระทำการใดที่เป็นการละเมิดลิขสิทธิ์ แต่ตามทางนำสืบของโจทก์ไม่ได้ความแน่ชัดว่างานวรรณกรรมอันมีลิขสิทธิ์ของโจทก์ชิ้นใดที่ถูกละเมิดและจำเลยทั้งสิบใช้หรือถ่ายทอดงานอันมีลิขสิทธิ์ชิ้นนั้นอย่างไร พยานหลักฐานของโจทก์จึงรับฟังไม่ได้ว่าจำเลยทั้งสิบกระทำการละเมิดลิขสิทธิ์ในงานวรรณกรรมของโจทก์และปฏิบัติผิดสัญญาอนุญาตให้ใช้ลิขสิทธิ์ดังกล่าว

สัญญาการใช้ลิขสิทธิ์ข้อ 8.1 ระบุว่า "เกิดกรณีที่ผู้อนุญาต (โจทก์) ยกเลิกสัญญา กับสาขาที่ผู้รับอนุญาต (จำเลยทั้งสิบ) ทำการสอนอยู่ ผู้รับอนุญาต (จำเลยทั้งสิบ) สัญญาว่าจะไม่ไปรับจ้างหรือทำงานกับสถาบันที่มีลักษณะเดียวกันกับผู้อนุญาต (โจทก์) เป็นระยะเวลา 6 เดือน และจะไม่ประกอบกิจการใดที่มีลักษณะเหมือนหรือคล้ายกันกับผู้อนุญาต (โจทก์) เป็นระยะเวลา 1 ปี หากผิดสัญญา ผู้รับอนุญาต (จำเลยทั้งสิบ) ยินยอมชดใช้ค่าเสียหายให้แก่ผู้อนุญาต (โจทก์) เป็นเงินจำนวน 200,000 บาท" ข้อสัญญาดังกล่าวมีวัตถุประสงค์เพื่อคุ้มครองโจทก์ซึ่งเป็นผู้อนุญาตให้ ล. และ ด. ใช้ประโยชน์จากงานวรรณกรรมอันมีลิขสิทธิ์ของโจทก์ ตามสัญญาอนุญาตให้ใช้ลิขสิทธิ์ เมื่อโจทก์บอกเลิกสัญญาอนุญาตให้ใช้ลิขสิทธิ์ดังกล่าวแล้ว ล. และ ด. จึงไม่มีสิทธิแสวงหาประโยชน์จากงานอันมีลิขสิทธิ์ของโจทก์อีกและเป็นมาตรการที่จะป้องกันไม่ให้ ล. และ ด. ใช้ประโยชน์จากจำเลยทั้งสิบซึ่งโจทก์อบรมให้ ข้อสัญญาการใช้ลิขสิทธิ์ข้อ 8.1 ดังกล่าว มิได้ห้ามจำเลยทั้งสิบประกอบอาชีพครูโดยเด็ดขาดไม่ทำให้จำเลยทั้งสิบต้องรับภาระเกินสมควร ข้อสัญญาดังกล่าวจึงมีผลผูกพันจำเลยทั้งสิบ เมื่อจำเลยที่ 1 และที่ 3 ถึงที่ 10 ไม่ได้ให้การปฏิเสธว่า ปัจจุบันจำเลยที่ 1 และที่ 3 ถึงที่ 10 มิได้เป็นครูผู้สอนในโรงเรียนกวดวิชาของ ล. และ ด. ซึ่งได้ทำสัญญาอนุญาตให้ใช้ลิขสิทธิ์ในงานวรรณกรรมแบบเรียนของโจทก์แล้ว ส่วนจำเลยที่ 2 ขาดนัดยื่นคำให้การ เมื่อจำเลยทั้งสิบยังคงเป็นครูผู้สอนในโรงเรียนกวดวิชาของ ล. และ ด. ภายหลังที่โจทก์บอกเลิกสัญญาอนุญาตให้ใช้ลิขสิทธิ์แก่ ล. และ ด. ดังกล่าวแล้ว ย่อมถือว่าจำเลยทั้งสิบปฏิบัติผิดสัญญาการใช้ลิขสิทธิ์ ข้อ 8.1 ทำให้โจทก์ได้รับความเสียหาย แต่ที่สัญญาการใช้ลิขสิทธิ์ ข้อ 8.1 กำหนดว่า "หากผิดสัญญา ผู้รับอนุญาต (จำเลยทั้งสิบ) ยินยอมชดใช้ค่าเสียหายให้แก่ผู้อนุญาต (โจทก์) เป็นเงินจำนวน 200,000 บาท" เป็นการกำหนดค่าเสียหายล่วงหน้าฐานที่จำเลยทั้งสิบปฏิบัติผิดสัญญาอันมีลักษณะเป็นเบี้ยปรับ หากสูงเกินส่วนศาลจะลดลงเป็นจำนวนพอสมควรได้ ตาม ป.พ.พ. มาตรา 383 วรรคหนึ่ง เมื่อโจทก์กำหนดค่าเสียหายในสัญญาการใช้ลิขสิทธิ์เป็นจำนวน 200,000 บาท เท่ากันทุกฉบับโดยไม่ได้พิจารณาลักษณะการกระทำและความเสียหายที่แท้จริงที่เกิดจากการปฏิบัติผิดสัญญาการใช้ลิขสิทธิ์ของจำเลยแต่ละคน อีกทั้งจำเลยทั้งสิบประกอบวิชาชีพเป็นครูโดยทำงานอยู่กับ ล. และ ด. ตั้งแต่ก่อนที่โจทก์บอกเลิกสัญญาอนุญาตให้ใช้ลิขสิทธิ์แก่ ล. และ ด. การห้ามจำเลยทั้งสิบไม่ให้รับจ้างหรือทำงานกับ ล. และ ด. ต่อไปย่อมทำให้เกิดความยากลำบากแก่จำเลยทั้งสิบในการหางานด้วย มิใช่เป็นเรื่องที่จำเลยทั้งสิบจงใจปฏิบัติฝ่าฝืนสัญญาที่ทำกับโจทก์ การกำหนดให้จำเลยทั้งสิบต้องชำระเงินแก่โจทก์คนละ 200,000 บาท จึงสูงเกินส่วน เมื่อโจทก์มิได้แสดงพยานหลักฐานพิสูจน์ให้เห็นว่า โจทก์ได้รับความเสียหายจากการปฏิบัติผิดสัญญาของจำเลยแต่ละคนเป็นเงินคนละ 200,000 บาท และเมื่อพิเคราะห์ทางได้เสียของโจทก์ทุกทางประกอบกับโจทก์บอกเลิกสัญญาแก่ ล. และ ด. ก่อนฟ้องคดีนี้เป็นเวลาประมาณ 5 เดือน แล้ว เห็นสมควรกำหนดให้จำเลยทั้งสิบชำระเงินแก่โจทก์ในอัตราคนละ 50,000 บาท ส่วนที่โจทก์ขอให้จำเลยทั้งสิบชดใช้ค่าสูญเสียประโยชน์คนละ 50,000 บาท และค่าใช้จ่ายอันจำเป็นในการบังคับตามสิทธิจำนวน 50,000 บาท นั้น เมื่อพยานหลักฐานของโจทก์รับฟังไม่ได้ว่า จำเลยทั้งสิบกระทำการละเมิดลิขสิทธิ์ในงานวรรณกรรมของโจทก์ตามฟ้อง โจทก์จึงไม่อาจเรียกค่าเสียหายที่เป็นค่าสูญเสียประโยชน์และค่าใช้จ่ายอันจำเป็นในการบังคับตามสิทธิของโจทก์จากจำเลยทั้งสิบได้เพราะค่าเสียหายดังกล่าว พ.ร.บ.ลิขสิทธิ์ พ.ศ.2537 มาตรา 64 ให้โจทก์เรียกร้องได้เฉพาะกรณีที่มีการละเมิดลิขสิทธิ์ในงานอันมีลิขสิทธิ์ของโจทก์เท่านั้น

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยทั้งสิบชดใช้ค่าเสียหายคนละ 300,000 บาท ค่าสูญเสียประโยชน์คนละ 50,000 บาท และค่าใช้จ่ายอันจำเป็นในการบังคับตามสิทธิของโจทก์จำนวน 50,000 บาท แก่โจทก์ ให้จำเลยที่ 1 ถึงที่ 4 งดเว้นการเป็นครูสอนหนังสือที่โรงเรียนของนางสาวลำดวน สาขาพัทลุง และให้จำเลยที่ 5 ถึงที่ 10 งดเว้นการเป็นครูสอนหนังสือที่โรงเรียนของนางลัดดาวัล สาขานครศรีธรรมราช หรือสถาบันที่มีลักษณะเดียวกันกับสถาบันของโจทก์เป็นระยะเวลา 6 เดือน และห้ามจำเลยทั้งสิบประกอบกิจการใดที่มีลักษณะเหมือนหรือคล้ายกับกิจการของโจทก์เป็นระยะเวลา 1 ปี นับแต่วันที่ศาลมีคำพิพากษาเป็นต้นไป หากจำเลยคนใดไม่ปฏิบัติตามคำพิพากษาหรือปฏิบัติไม่ครบถ้วน ให้จำเลยคนนั้นชดใช้ค่าเสียหายในอัตราวันละ 100 บาท นับแต่วันที่ศาลมีคำพิพากษาเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระหนี้แก่โจทก์เสร็จสิ้น กับให้จำเลยทั้งสิบชำระดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงินค่าเสียหายแต่ละคนนับถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระหนี้แก่โจทก์เสร็จสิ้น

จำเลยที่ 1 และที่ 3 ถึงที่ 10 ให้การและแก้ไขคำให้การขอให้ยกฟ้อง

จำเลยที่ 2 ขาดนัดยื่นคำให้การและขาดนัดพิจารณา

ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางพิพากษายกฟ้อง ค่าฤชาธรรมเนียมให้เป็นพับ

โจทก์อุทธรณ์ต่อศาลฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงที่โจทก์และจำเลยทั้งสิบไม่ได้โต้แย้งกันในชั้นอุทธรณ์รับฟังว่า โจทก์ได้รับอนุญาตให้จัดตั้งโรงเรียนกวดวิชาชื่อ เลิศคณิต ตั้งอยู่ที่ตำบลบ่อยาง อำเภอเมือง-สงขลา จังหวัดสงขลา โจทก์แจ้งข้อมูลลิขสิทธิ์ประเภทงานวรรณกรรม ลักษณะงานสิ่งพิมพ์ ชื่อผลงาน "Smart Center Mental Arithmetic System" ซึ่งแบ่งเป็น "Course 1 Book 1" ถึง "Course 6 Book 2" รวมจำนวน 12 เล่ม โจทก์แจ้งข้อมูลลิขสิทธิ์ประเภทงานวรรณกรรมลักษณะงานหนังสือ ชื่อผลงาน "EngGet Smart English" ระดับ "Green 1 Book 1" และระดับ "Pre Green 1 Book 1" รวมจำนวน 2 เล่ม และโจทก์แจ้งข้อมูลลิขสิทธิ์ประเภทงานวรรณกรรม ลักษณะงานหนังสือ ชื่อผลงาน "Basic Yellow (Book 1)" และ "Basic Yellow (Book 2)" รวมจำนวน 2 เล่ม กับลักษณะงานหนังสือ ชื่อผลงาน "Yellow" ซึ่งแบ่งเป็น "Yellow 1 (Book 1)" ถึง "Yellow 4 (Book 4)" รวมจำนวน 8 เล่ม นอกจากนี้โจทก์ยังจดทะเบียนเครื่องหมายบริการคำว่า "E.M.T." ในลักษณะประดิษฐ์และคำว่า "EngGet" ในลักษณะประดิษฐ์ สำหรับบริการ การบริการให้การศึกษา โจทก์อนุญาตให้นางสาวลำดวน ใช้ลิขสิทธิ์ในงานวรรณกรรมแบบเรียนคณิตคิดเร็วและ "EngGet Smart English" และเครื่องหมายบริการคำว่า "E.M.T." และคำว่า "EngGet" ในเขตอำเภอเมืองพัทลุง จังหวัดพัทลุง โจทก์อนุญาตให้นางลัดดาวัล ใช้ลิขสิทธิ์ในงานวรรณกรรมแบบเรียนคณิตคิดเร็ว และ "EngGet Smart English" และเครื่องหมายบริการคำว่า "E.M.T." และคำว่า "EngGet" ในเขตอำเภอเมืองนครศรีธรรมราช จังหวัดนครศรีธรรมราช ตามสัญญาที่โจทก์ทำกับนางสาวลำดวนและนางลัดดาวัลดังกล่าว โจทก์ตกลงฝึกอบรมบุคลากรให้แก่บุคคลทั้งสองด้วย จำเลยที่ 1 ถึงที่ 4 เป็นลูกจ้างนางสาวลำดวน ส่วนจำเลยที่ 5 ถึงที่ 10 เป็นลูกจ้างนางลัดดาวัล ตามสัญญาการใช้ลิขสิทธิ์ทุกฉบับดังกล่าวข้อ 3.3 จำเลยทั้งสิบจะทำการสอนในเนื้อหา หลักสูตร เทคนิคและวิธีการสอนที่ได้รับการอบรมได้เฉพาะในโรงเรียนเลิศคณิตที่ได้รับอนุญาตภายใต้ขอบเขตของการอนุญาตเท่านั้น และสัญญาว่าจะไม่นำหรือเป็นผู้มีส่วนเกี่ยวข้องในการนำเนื้อหา หลักสูตร เทคนิค และวิธีการสอนของโจทก์ไปถ่ายทอด ลอกเลียน และเผยแพร่ ไม่ว่าจะด้วยวัตถุประสงค์ใดโดยทางตรงหรือทางอ้อม หรือกระทำการอันเป็นการก่อกวนลิขสิทธิ์ของโจทก์ หากผิดสัญญา จำเลยทั้งสิบยินยอมจะชดใช้ค่าเสียหายแก่โรงเรียนเลิศคณิต 1 สงขลา ของโจทก์จำนวน 300,000 บาท ในข้อ 3.4 จำเลยทั้งสิบหมดสิทธิในการใช้และถ่ายทอดเนื้อหา หลักสูตร เทคนิคและวิธีการสอนของโจทก์ทันทีที่หมดสัญญา หรือได้รับการแจ้งจากโจทก์ให้หยุดใช้ หากผิดสัญญา จำเลยทั้งสิบยินยอมจะชดใช้ค่าเสียหายให้แก่โรงเรียนเลิศคณิต 1 สงขลา ของโจทก์จำนวน 300,000 บาท และตามข้อ 8.1 ในกรณีครบกำหนดเวลาแห่งสัญญา หรือเกิดกรณีที่โจทก์ยกเลิกสัญญาต่อสาขาที่จำเลยทั้งสิบทำการสอนอยู่ หรือเกิดกรณีใดก็ตามที่ทำให้จำเลยทั้งสิบมิได้ทำการสอนหลักสูตรของโจทก์ จำเลยทั้งสิบสัญญาว่าจะไม่ไปรับจ้าง หรือทำงานกับสถาบันที่มีลักษณะเดียวกันกับสถาบันของโจทก์เป็นระยะเวลา 6 เดือน และจะไม่ประกอบกิจการใดที่ลักษณะเหมือนหรือคล้ายกันกับกิจการของโจทก์เป็นระยะเวลา 1 ปี หากผิดสัญญา จำเลยทั้งสิบยินยอมชดใช้ค่าเสียหายให้แก่โจทก์จำนวน 200,000 บาท โจทก์มอบอำนาจให้ทนายความมีหนังสือบอกเลิกสัญญาไปยังนางลัดดาวัลและนางสาวลำดวน ต่อมาโจทก์มีหนังสือไปยังจำเลยทั้งสิบแจ้งว่า โจทก์มีหนังสือบอกเลิกสัญญาแก่โรงเรียนเลิศคณิต สมาร์ทเซ็นเตอร์ สาขาพัทลุง ผู้รับอนุญาตแล้ว ขอให้จำเลยทั้งสิบในฐานะครูผู้สอนที่ได้รับอนุญาตให้สอนปฏิบัติตามเงื่อนไขที่ได้ระบุไว้ในสัญญาการใช้ลิขสิทธิ์โดยเคร่งครัด หากเพิกเฉย โรงเรียนเลิศคณิต สมาร์ทเซ็นเตอร์ สงขลา จะดำเนินการฟ้องร้องเรียกค่าเสียหาย

มีปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของโจทก์ว่า จำเลยทั้งสิบกระทำการละเมิดลิขสิทธิ์ด้วยการทำซ้ำและเผยแพร่ต่อสาธารณชนซึ่งงานวรรณกรรมหนังสือตำราเรียนของโจทก์และปฏิบัติผิดสัญญาการใช้ลิขสิทธิ์หรือไม่ เห็นว่า จำเลยทั้งสิบซึ่งเป็นเพียงลูกจ้างนางสาวลำดวนและนางลัดดาวัล ทำหน้าที่เป็นครูผู้สอนในโรงเรียนกวดวิชาของบุคคลทั้งสองดังกล่าว การที่นางสุภาวดีและนางศรีรัตน์ตรวจพบเอกสารที่ถ่ายสำเนาจากตำราเรียนซึ่งเป็นงานอันมีลิขสิทธิ์ของโจทก์อยู่ในสถานประกอบการของนางสาวลำดวนและนางลัดดาวัลยังไม่เพียงพอที่จะรับฟังข้อเท็จจริงว่า จำเลยทั้งสิบรู้เห็นเป็นใจในการละเมิดลิขสิทธิ์โดยทำซ้ำงานวรรณกรรมของโจทก์ พยานหลักฐานของโจทก์จึงรับฟังไม่ได้ว่า จำเลยทั้งสิบเป็นผู้จัดทำหนังสือ ที่โจทก์อ้างว่าได้ทำขึ้นโดยละเมิดลิขสิทธิ์ในงานวรรณกรรมของโจทก์ เมื่อโจทก์ฟ้องให้จำเลยทั้งสิบรับผิดโดยอ้างว่าจำเลยทั้งสิบกระทำการละเมิดลิขสิทธิ์ในงานวรรณกรรมของโจทก์และปฏิบัติผิดสัญญาการใช้ลิขสิทธิ์ และจำเลยที่ 1 และที่ 3 ถึงที่ 10 ให้การปฏิเสธว่า มิได้กระทำการละเมิดลิขสิทธิ์โดยการทำซ้ำด้วยการถ่ายสำเนาตำราเรียนวิชาภาษาอังกฤษและวิชาคณิตศาสตร์เพื่อเผยแพร่ต่อสาธารณชนและมิได้มีส่วนรู้เห็นเป็นใจในการกระทำดังกล่าวร่วมกับนางสาวลำดวนและนางลัดดาวัล ภาระการพิสูจน์จึงตกอยู่แก่โจทก์ แต่พยานหลักฐานเท่าที่โจทก์นำสืบมายังไม่มีน้ำหนักและเหตุผลให้รับฟังได้ว่า จำเลยทั้งสิบกระทำการละเมิดลิขสิทธิ์ในงานวรรณกรรมของโจทก์และปฏิบัติผิดสัญญาการใช้ลิขสิทธิ์ ข้อ 3.3 ส่วนสัญญาการใช้ลิขสิทธิ์ข้อ 3.4 เกี่ยวกับการห้ามใช้และถ่ายทอดเนื้อหา หลักสูตร เทคนิค และวิธีการสอนของโจทก์ทันทีที่หมดสัญญาหรือได้รับแจ้งจากโจทก์ให้หยุดใช้นั้น เมื่อสัญญาระหว่างโจทก์กับจำเลยทั้งสิบเป็นสัญญาเกี่ยวกับการใช้งานวรรณกรรมแบบเรียนอันมีลิขสิทธิ์ของโจทก์ สิทธิของโจทก์ที่จะได้รับความคุ้มครองตามสัญญาข้อนี้จึงจำกัดเฉพาะงานที่โจทก์มีลิขสิทธิ์เท่านั้น ดังนั้น กรณีที่โจทก์กล่าวอ้างว่าจำเลยทั้งสิบกระทำการละเมิดลิขสิทธิ์ในงานวรรณกรรมและปฏิบัติผิดสัญญาข้อ 3.4 โจทก์จึงต้องนำสืบข้อเท็จจริงว่า งานวรรณกรรมอันมีลิขสิทธิ์ชิ้นใดของโจทก์ที่ถูกละเมิดและจำเลยทั้งสิบกระทำการใดที่เป็นการละเมิดลิขสิทธิ์ แต่ตามทางนำสืบของโจทก์ไม่ได้ความแน่ชัดว่า งานวรรณกรรมอันมีลิขสิทธิ์ของโจทก์ชิ้นใดที่ถูกละเมิดและจำเลยทั้งสิบใช้หรือถ่ายทอดงานอันมีลิขสิทธิ์ชิ้นนั้นอย่างไร พยานหลักฐานของโจทก์จึงรับฟังไม่ได้ว่าจำเลยทั้งสิบกระทำการละเมิดลิขสิทธิ์ในงานวรรณกรรมของโจทก์และปฏิบัติผิดสัญญาการใช้ลิขสิทธิ์ ข้อ 3.4 อย่างไรก็ดี ที่โจทก์อุทธรณ์ด้วยว่า ตามคำให้การของจำเลยที่ 1 และที่ 3 ถึงที่ 10 ต่างให้การยอมรับว่า จำเลยที่ 1 และที่ 3 ถึงที่ 10 ยังคงเป็นครูผู้สอนในหลักสูตรที่เหมือนกันกับหลักสูตรการสอนของโจทก์และเป็นลูกจ้างนางสาวลำดวนและนางลัดดาวัลจริง โดยเฉพาะจำเลยที่ 2 นอกจากทำการสอนต่อที่โรงเรียนของนางสาวลำดวนแล้ว ต่อมายังออกไปเปิดโรงเรียนกวดวิชาในลักษณะเดียวกับโรงเรียนกวดวิชาของโจทก์จนถึงปัจจุบัน ถือว่าเป็นข้อเท็จจริงซึ่งจำเลยที่ 1 และที่ 3 ถึงที่ 10 ยอมรับว่าปฏิบัติผิดสัญญาการใช้ลิขสิทธิ์ ข้อ 8.1 แล้วนั้น เห็นว่า จำเลยที่ 1 และที่ 3 ถึงที่ 10 ไม่ได้ให้การปฏิเสธว่า ปัจจุบันจำเลยที่ 1 และที่ 3 ถึงที่ 10 มิได้เป็นครูผู้สอนในโรงเรียนกวดวิชาของนางสาวลำดวนและนางลัดดาวัลแล้ว ส่วนจำเลยที่ 2 ขาดนัดยื่นคำให้การ ดังนี้ จึงมีเหตุผลให้รับฟังข้อเท็จจริงตามที่โจทก์นำสืบว่า หลังจากโจทก์มีหนังสือเตือนให้จำเลยทั้งสิบปฏิบัติตามสัญญาการใช้ลิขสิทธิ์โดยเคร่งครัดแล้ว จำเลยทั้งสิบยังคงเป็นลูกจ้างนางสาวลำดวนและนางลัดดาวัล ภายหลังที่โจทก์บอกเลิกสัญญาแก่บุคคลทั้งสองแล้ว การกระทำของจำเลยทั้งสิบจึงเป็นการปฏิบัติฝ่าฝืนสัญญาการใช้ลิขสิทธิ์ ข้อ 8.1 ที่ระบุว่า "เกิดกรณีที่ผู้อนุญาต (โจทก์) ยกเลิกสัญญากับสาขาที่ผู้รับอนุญาต (จำเลยทั้งสิบ) ทำการสอนอยู่ ผู้รับอนุญาต (จำเลยทั้งสิบ) สัญญาว่าจะไม่ไปรับจ้างหรือทำงานกับสถาบันที่มีลักษณะเดียวกันกับผู้อนุญาต (โจทก์) เป็นระยะเวลา 6 เดือน และจะไม่ประกอบกิจการใดที่มีลักษณะเหมือนหรือคล้ายกันกับผู้อนุญาต (โจทก์) เป็นระยะเวลา 1 ปี หากผิดสัญญา ผู้รับอนุญาต (จำเลยทั้งสิบ) ยินยอมชดใช้ค่าเสียหายให้แก่ผู้อนุญาต (โจทก์) เป็นเงินจำนวน 200,000 บาท" ข้อสัญญาดังกล่าวมีวัตถุประสงค์เพื่อคุ้มครองโจทก์ซึ่งเป็นผู้อนุญาตให้นางสาวลำดวนและนางลัดดาวัลใช้ประโยชน์จากงานวรรณกรรมอันมีลิขสิทธิ์ของโจทก์ รวมทั้งอบรมครูผู้สอนให้แก่นางสาวลำดวนและนางลัดดาวัล ตามสัญญาอนุญาตให้ใช้ลิขสิทธิ์และเครื่องหมายบริการ เมื่อโจทก์บอกเลิกสัญญาแล้ว นางสาวลำดวนและนางลัดดาวัลจึงไม่มีสิทธิแสวงหาประโยชน์จากงานอันมีลิขสิทธิ์ของโจทก์อีก สัญญาการใช้ลิขสิทธิ์จึงเป็นมาตรการที่จะป้องกันไม่ให้นางสาวลำดวนและนางลัดดาวัลใช้ประโยชน์จากจำเลยทั้งสิบซึ่งโจทก์อบรมให้ เมื่อจำเลยทั้งสิบต่างทำสัญญาการใช้ลิขสิทธิ์โดยสมัครใจ ระยะเวลา 6 เดือน ที่จำเลยทั้งสิบสัญญาว่าจะไม่ไปรับจ้างหรือทำงานกับสถาบันที่มีลักษณะเดียวกันกับสถาบันของโจทก์และจะไม่ประกอบกิจการใดที่มีลักษณะเหมือนหรือคล้ายกันกับกิจการของโจทก์เป็นระยะเวลา 1 ปี ที่จำกัดไว้ตามข้อ 8.1 เป็นระยะเวลาพอสมควร ข้อสัญญาดังกล่าวมิได้ห้ามจำเลยทั้งสิบประกอบอาชีพครูโดยเด็ดขาด ไม่ทำให้จำเลยทั้งสิบต้องรับภาระเกินสมควร ข้อสัญญาดังกล่าวจึงมีผลผูกพันจำเลยทั้งสิบ เมื่อจำเลยทั้งสิบยังคงเป็นครูผู้สอนในโรงเรียนกวดวิชาของนางสาวลำดวนและนางลัดดาวัล ภายหลังที่โจทก์บอกเลิกสัญญาแก่บุคคลทั้งสองดังกล่าวแล้ว ย่อมถือว่าจำเลยทั้งสิบปฏิบัติผิดสัญญาการใช้ลิขสิทธิ์ ข้อ 8.1 ทำให้โจทก์ได้รับความเสียหาย แต่ที่สัญญาการใช้ลิขสิทธิ์ ข้อ 8.1 กำหนดว่า "หากผิดสัญญา ผู้รับอนุญาต (จำเลยทั้งสิบ) ยินยอมชดใช้ค่าเสียหายให้แก่ผู้อนุญาต (โจทก์) เป็นเงินจำนวน 200,000 บาท" เป็นการกำหนดค่าเสียหายล่วงหน้าฐานที่จำเลยทั้งสิบปฏิบัติผิดสัญญาอันมีลักษณะเป็นเบี้ยปรับ หากสูงเกินส่วน ศาลจะลดลงเป็นจำนวนพอสมควรได้ ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 383 วรรคหนึ่ง เมื่อโจทก์กำหนดค่าเสียหายในสัญญาการใช้ลิขสิทธิ์เป็นจำนวน 200,000 บาท เท่ากันทุกฉบับโดยไม่ได้พิจารณาลักษณะการกระทำและความเสียหายที่แท้จริงที่เกิดจากการปฏิบัติผิดสัญญาการใช้ลิขสิทธิ์ของจำเลยแต่ละคน อีกทั้งจำเลยทั้งสิบประกอบวิชาชีพเป็นครูโดยทำงานอยู่กับนางสาวลำดวนและนางลัดดาวัลตั้งแต่ก่อนที่โจทก์บอกเลิกสัญญาแก่นางสาวลำดวนและนางลัดดาวัล การห้ามจำเลยทั้งสิบไม่ให้รับจ้างหรือทำงานกับนางสาวลำดวนและนางลัดดาวัลต่อไปย่อมทำให้เกิดความยากลำบากแก่จำเลยทั้งสิบในการหางานด้วย มิใช่เป็นเรื่องที่จำเลยทั้งสิบจงใจปฏิบัติฝ่าฝืนสัญญาที่ทำกับโจทก์ การกำหนดให้จำเลยทั้งสิบต้องชำระเงินแก่โจทก์คนละ 200,000 บาท จึงสูงเกินส่วน เมื่อโจทก์มิได้แสดงพยานหลักฐานพิสูจน์ให้เห็นว่า โจทก์ได้รับความเสียหายจากการปฏิบัติผิดสัญญาของจำเลยแต่ละคนเป็นเงินคนละ 200,000 บาท และเมื่อพิเคราะห์ทางได้เสียของโจทก์ทุกทางประกอบกับโจทก์บอกเลิกสัญญาแก่นางสาวลำดวนและนางลัดดาวัลก่อนฟ้องคดีนี้เป็นเวลาประมาณ 5 เดือน แล้ว เห็นสมควรกำหนดให้จำเลยทั้งสิบชำระเงินแก่โจทก์ในอัตราคนละ 50,000 บาท ส่วนที่โจทก์ขอให้จำเลยทั้งสิบชดใช้ค่าสูญเสียประโยชน์คนละ 50,000 บาท และค่าใช้จ่ายอันจำเป็นในการบังคับตามสิทธิจำนวน 50,000 บาท นั้น เมื่อพยานหลักฐานของโจทก์รับฟังไม่ได้ว่า จำเลยทั้งสิบกระทำการละเมิดลิขสิทธิ์ในงานวรรณกรรมของโจทก์ตามคำฟ้อง โจทก์จึงไม่อาจเรียกค่าเสียหายที่เป็นค่าสูญเสียประโยชน์และค่าใช้จ่ายอันจำเป็นในการบังคับตามสิทธิของโจทก์จากจำเลยทั้งสิบได้เพราะค่าเสียหายดังกล่าวพระราชบัญญัติลิขสิทธิ์ พ.ศ.2537 มาตรา 64 ให้โจทก์เรียกร้องได้เฉพาะกรณีที่มีการละเมิดลิขสิทธิ์ในงานอันมีลิขสิทธิ์ของโจทก์เท่านั้น

พิพากษาแก้เป็นว่า ให้จำเลยทั้งสิบชำระเงินคนละ 50,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันถัดจากวันที่ 11 มกราคม 2551 อันเป็นวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ คำขออื่นให้ยก ให้จำเลยทั้งสิบร่วมกันใช้ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสองศาลแทนโจทก์ เฉพาะค่าขึ้นศาลให้ใช้แทนตามทุนทรัพย์ที่โจทก์ชนะคดีในชั้นอุทธรณ์ โดยกำหนดค่าทนายความรวม 10,000 บาท
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.ลิขสิทธิ์ พ.ศ.2537 ม. 4 ม. 15 ม. 16 ม. 64
ป.พ.พ. ม. 379 ม. 383
ป.วิ.พ. ม. 84/1 ม. 177
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นางอุไรวรรณ เอกพันธ์
จำเลย — นางสาวนิภาภรณ์ ไชยสวัสดิ์ กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลาง — นายบัว แก้วจิตร
ชื่อองค์คณะ
ปริญญา ดีผดุง
นวลน้อย ผลทวี
ธัชพันธ์ ประพุทธนิติสาร
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 17838/2557
#579982
เปิดฉบับเต็ม

เดิมโจทก์ซึ่งเป็นข้าราชการครูฟ้องร้องจำเลยที่ 1 ซึ่งเป็นข้าราชการครูและผู้ใต้บังคับบัญชาโจทก์ ในความผิดทางอาญาฐานเบิกความเท็จ นำสืบแสดงพยานหลักฐานอันเป็นเท็จ และความผิดทางแพ่งในมูลละเมิดเรียกค่าเสียหาย ในคดีแพ่งคู่ความสามารถตกลงกันได้โดยจะไปดำเนินการถอนเรื่องที่ยื่นฟ้องกันไว้ที่ศาลปกครองทั้งหมด รวมถึงคดีแพ่งและคดีอาญาที่ศาลชั้นต้นนี้ โดยจะไม่นำมาฟ้องร้องอีกเว้นแต่จะเกิดการกระทำขึ้นใหม่ ต่อมาโจทก์และจำเลยที่ 1 ถอนฟ้องและถอนอุทธรณ์ในคดีอาญา แต่จำเลยทั้งสองไม่ถอนฟ้องคดีที่ฟ้องโจทก์ต่อศาลปกครองขอนแก่น เนื่องจากโจทก์มิได้เพิกถอนคำสั่งลงโทษตัดเงินเดือนจำเลยทั้งสองและคำสั่งลงโทษภาคทัณฑ์ การที่ศาลชั้นต้นจดรายงานกระบวนพิจารณาในส่วนของข้อตกลงที่ให้ไปถอนเรื่องที่อยู่ในระหว่างดำเนินการทั้งหมดรวมทั้งเรื่องที่ยื่นฟ้องคดีที่ศาลปกครองขอนแก่น ระบุเพียงว่า โจทก์จำเลย (หมายถึงจำเลยที่ 1 ในคดีนี้) เท่านั้น โดยมิได้ระบุให้จำเลยที่ 2 ในคดีนี้ (ซึ่งอยู่ในห้องพิจารณาด้วย) ไปยื่นคำร้องขอถอนเรื่องด้วย ข้อตกลงตามรายงานดังกล่าวจึงไม่มีผลผูกพันจำเลยที่ 2 และย่อมไม่ถือว่าจำเลยที่ 2 ผิดสัญญาต่อโจทก์ โจทก์ไม่มีสิทธิเรียกค่าเสียหายจากจำเลยที่ 2 แต่สำหรับจำเลยที่ 1 เมื่อไม่ปฏิบัติตามข้อตกลงย่อมตกเป็นฝ่ายผิดสัญญาต่อโจทก์

ส่วนความรับผิดในค่าเสียหาย เมื่อจำเลยที่ 1 ถอนอุทธรณ์คดีที่ฟ้องโจทก์แล้วย่อมไม่ทำให้โจทก์เสียหายมากนัก เห็นควรไม่กำหนดค่าเสียหายในกรณีที่โจทก์ได้ถอนฟ้องคดีแพ่งและคดีอาญาแล้ว ส่วนค่าเสียหายที่โจทก์ต้องเสียค่าใช้จ่ายในการต่อสู้คดีที่ศาลปกครองนั้น เมื่อจำเลยที่ 2 ยังมีสิทธิฟ้องโจทก์ต่อศาลปกครองขอนแก่น โจทก์จึงยังต้องเสียค่าใช้จ่ายในการต่อสู้คดีที่ศาลดังกล่าวเช่นเดิม การที่โจทก์ต้องเสียค่าใช้จ่ายในการต่อสู้คดีต่อไปฟังไม่ได้ว่าเป็นความเสียหายอันเกิดจากการผิดสัญญาของจำเลยที่ 1 ส่วนค่าเสียหายเกี่ยวกับชื่อเสียงเกียรติยศของโจทก์ โจทก์มิได้บรรยายฟ้องโดยชัดแจ้งว่าประสงค์จะเรียกค่าเสียหายส่วนนี้จึงไม่อาจกำหนดได้ เพราะจะเป็นการพิพากษาให้สิ่งใด ๆ เกินไปกว่าหรือนอกจากที่ปรากฏในคำฟ้อง ต้องห้ามตาม ป.วิ.พ. มาตรา 142

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยทั้งสองร่วมกันชำระเงิน 500,000 บาท แก่โจทก์ พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงินดังกล่าวนับถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จ

จำเลยทั้งสองให้การขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง ค่าฤชาธรรมเนียมให้เป็นพับ

โจทก์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 4 พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ

โจทก์ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ประการแรกว่า จำเลยทั้งสองต้องร่วม กันรับผิดต่อโจทก์ตามฟ้องหรือไม่ โดยโจทก์ฎีกาประการแรกว่า ข้อตกลงในคดีแพ่งหมายเลขดำที่ 66/2552 เป็นสัญญาประนีประนอมยอมความตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 850 และจำเลยทั้งสองเป็นฝ่ายผิดสัญญาทำให้โจทก์ได้รับความเสียหายจากการที่โจทก์ถอนฟ้องคดีแพ่งหมายเลขดำที่ 66/2552 ที่โจทก์เรียกค่าเสียหายจากจำเลยที่ 1 เป็นเงิน 500,000 บาท และต้องเสียค่าใช้จ่ายในการเดินทางไปศาล ว่าจ้างทนายความ และเสียชื่อเสียงที่ถูกฟ้องต่อศาลโดยปราศจากมูลความจริง ซึ่งค่าเสียหายในส่วนที่เกี่ยวกับชื่อเสียงเกียรติยศของโจทก์ แม้โจทก์ไม่นำสืบ ศาลสามารถที่จะกำหนดค่าเสียหายได้ตามพฤติการณ์และความร้ายแรงแห่งการกระทำของจำเลยทั้งสองซึ่งไม่เกิน 500,000 บาท นั้น เห็นว่า แม้ตามรายงานกระบวนพิจารณาของศาลชั้นต้นในคดีแพ่งหมายเลขดำที่ 66/2552 ระบุว่า ทั้งสองฝ่าย คือ หมายถึงโจทก์และจำเลยทั้งสองจะยุติเรื่องการฟ้องร้องคดีอาญาและคดีแพ่งรวมทั้งคดีที่จำเลย (จำเลยที่ 1 คดีนี้) ยื่นฟ้องคดีต่อศาลปกครองขอนแก่น แต่ในส่วนของข้อตกลงที่ให้ไปถอนเรื่องที่อยู่ในระหว่างดำเนินการทั้งหมดรวมทั้งเรื่องที่ยื่นฟ้องคดีที่ศาลปกครองขอนแก่น ระบุเพียงว่าโจทก์จำเลย (จำเลยที่ 1 ในคดีนี้) ตกลงจะไปยื่นคำร้องขอถอนเรื่องเท่านั้น มิได้ระบุให้จำเลยที่ 2 ในคดีนี้ไปยื่นคำร้องขอถอนเรื่องด้วย ข้อตกลงตามรายงานดังกล่าวจึงไม่มีผลผูกพันจำเลยที่ 2 การที่จำเลยที่ 2 มิได้ไปยื่นคำร้องขอถอนฟ้องคดีที่ศาลปกครองขอนแก่นจึงมิได้เป็นการผิดสัญญาต่อโจทก์ โจทก์ไม่มีสิทธิฟ้องเรียกค่าเสียหายจากจำเลยที่ 2 ส่วนจำเลยที่ 1 เมื่อตามรายงานกระบวนพิจารณาของศาลชั้นต้น มิได้ระบุให้โจทก์ดำเนินการเพิกถอนคำสั่งลงโทษจำเลยทั้งสองด้วยจำเลยที่ 1 จะอ้างเป็นเหตุไม่ไปยื่นคำร้องขอถอนฟ้องคดีที่ฟ้องโจทก์ต่อศาลปกครองขอนแก่นหาได้ไม่ จำเลยที่ 1 จึงเป็นฝ่ายผิดสัญญาต่อโจทก์ มีปัญหาต้องวินิจฉัยประการต่อไปว่า จำเลยที่ 1 จะต้องรับผิดใช้ค่าเสียหายหรือไม่ เพียงใดนั้น ที่โจทก์ฟ้องและนำสืบว่า โจทก์ได้รับความเสียหายที่โจทก์ได้ถอนฟ้องสองคดีดังกล่าวไป ก็ปรากฏว่าจำเลยที่ 1 ถอนอุทธรณ์คดีที่จำเลยที่ 1 ฟ้องโจทก์ให้แล้ว ไม่ทำให้โจทก์ได้รับความเสียหายมากนัก ยังไม่สมควรกำหนดค่าเสียหายส่วนนี้ให้ ส่วนค่าเสียหายที่โจทก์ต้องเสียค่าใช้จ่ายในการต่อสู้คดีที่ศาลปกครอง เมื่อจำเลยที่ 2 ยังมีสิทธิฟ้องโจทก์ต่อศาลปกครองขอนแก่น โจทก์จึงยังต้องเสียค่าใช้จ่ายในการต่อสู้คดีที่ศาลปกครองขอนแก่นหรือศาลปกครองอุดรธานีเช่นเดิม การที่โจทก์ต้องเสียค่าใช้จ่ายในการต่อสู้คดีต่อไปในศาลปกครองฟังไม่ได้ว่าเป็นความเสียหายอันเกิดจากการผิดสัญญาของจำเลยที่ 1 สำหรับฎีกาของโจทก์ที่ขอให้จำเลยทั้งสองรับผิดค่าเสียหายเกี่ยวกับชื่อเสียงเกียรติยศของโจทก์ โจทก์มิได้บรรยายฟ้องโดยชัดแจ้งว่าโจทก์ประสงค์จะเรียกค่าเสียหายเกี่ยวกับชื่อเสียงเกียรติยศของโจทก์จากจำเลยทั้งสองด้วย ศาลย่อมไม่อาจกำหนดค่าเสียหายเกี่ยวกับชื่อเสียงเกียรติยศให้โจทก์ได้ เพราะจะเป็นการพิพากษาให้สิ่งใดๆ เกินไปกว่าหรือนอกจากที่ปรากฏในคำฟ้องต้องห้ามตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 142 ที่ศาลล่างทั้งสองพิพากษายกฟ้องโจทก์มานั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาของโจทก์ฟังไม่ขึ้น

พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 850
ป.วิ.พ. ม. 142
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นายประเวทย์ งามวิเศษ
จำเลย — นายคงเดช ราชพัฒน์ กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดหนองคาย — นายวรวุฒิ เลาลัคนา
ศาลอุทธรณ์ภาค 4 — นายพงศ์วริศ มีนพัฒนสันติ
ชื่อองค์คณะ
ประทีป ดุลพินิจธรรมา
อิสสระ นิ่มละมัย
ทรงศิลป์ ธรรมรัตน์
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา