คำพิพากษา คำสั่งคำร้องและคำวินิจฉัยศาลฎีกา

ทั้งหมด 133,243 รายการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 17020 -ที่ 17021/2557
#575673
เปิดฉบับเต็ม

หลังจากผู้แทนลูกจ้างทำข้อตกลงเกี่ยวกับสภาพการจ้างกับโจทก์แล้ว โจทก์ได้ทยอยเรียกให้ลูกจ้างที่เกี่ยวข้องเข้าทำงานเป็นชุดโดยวิธีโทรศัพท์แจ้งลูกจ้างเป็นรายบุคคล ส่วนลูกจ้างที่ยังไม่ได้เรียกโจทก์ให้รออยู่ที่พัก ไม่ต้องเข้ารายงานตัวหรือลงเวลาที่บริษัท ไม่ได้มอบหมายงานให้ ลูกจ้างมีอิสระที่จะไปไหนได้ แต่ถ้าโจทก์โทรศัพท์แจ้งให้เข้าทำงานลูกจ้างต้องเข้าทำงานตามที่โจทก์กำหนด และโจทก์ยังจ่ายค่าจ้างและให้สวัสดิการตามระเบียบของบริษัท พฤติการณ์ดังกล่าวถือได้ว่าโจทก์มีคำสั่งเกี่ยวกับการปฏิบัติงานของลูกจ้างในวันทำงานตามปกติ ดังนั้นการที่โจทก์ได้กำหนดวันหยุดพักผ่อนประจำปีของลูกจ้างโดยแจ้งให้ทราบล่วงหน้าในช่วงที่รอเรียกตัวเข้าทำงานดังกล่าวอันเป็นวันทำงานตามปกติ จึงเป็นการปฏิบัติตาม พ.ร.บ.คุ้มครองแรงงาน พ.ศ.2541 มาตรา 30 วรรคหนึ่ง และถือได้ว่าโจทก์จัดให้ลูกจ้างหยุดพักผ่อนประจำปีตามกฎหมายแล้ว โจทก์จึงไม่ต้องจ่ายค่าทำงานในวันหยุดพักผ่อนประจำปีแก่ลูกจ้างตามมาตรา 64

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
คดีทั้งสองสำนวนนี้ศาลแรงงานภาค 2 สั่งให้รวมพิจารณาเป็นคดีเดียวกัน

โจทก์ฟ้องขอให้เพิกถอนคำสั่งของพนักงานตรวจแรงงาน สำนักงานสวัสดิการและคุ้มครองแรงงานจังหวัดชลบุรี ที่ 144/2553 ลงวันที่ 17 มิถุนายน 2553, ที่ 170/2553 ลงวันที่ 9 กรกฎาคม 2553 และที่ 259/2553 ลงวันที่ 28 กันยายน 2553 ของจำเลย

จำเลยให้การขอให้ยกฟ้อง

ระหว่างพิจารณา ศาลแรงงานภาค 2 อนุญาตให้นายธนกร ลูกจ้างของโจทก์เข้าเป็นจำเลยร่วมในสำนวนแรก

ศาลแรงงานภาค 2 พิพากษาให้เพิกถอนคำสั่งของพนักงานตรวจแรงงาน สำนักงานสวัสดิการและคุ้มครองแรงงานจังหวัดชลบุรี ที่ 144/2553ลงวันที่ 17 มิถุนายน 2553 ที่ 170/2553 ลงวันที่ 9 กรกฎาคม 2553 และที่ 259/2553 ลงวันที่ 28 กันยายน 2553 ของจำเลย

จำเลยและจำเลยร่วมอุทธรณ์ต่อศาลฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ศาลแรงงานภาค 2 ฟังข้อเท็จจริงตามที่คู่ความแถลงรับกันโดยไม่มีการสืบพยานว่า โจทก์กำหนดสภาพการทำงานของลูกจ้างไว้คือ วันทำงาน จันทร์ถึงอาทิตย์ วันหยุดประจำสัปดาห์ 1 วัน หมุนเวียนกันเวลาทำงาน แบ่งเป็น 3 กะ กะที่ 1 ตั้งแต่เวลา 6 ถึง 14 นาฬิกา กะที่ 2 ตั้งแต่เวลา14 ถึง 22 นาฬิกา กะที่ 3 ตั้งแต่เวลา 22 ถึง 6 นาฬิกา หมุนเวียนกันพักคนละ 1 ชั่วโมง โจทก์กำหนดวันหยุดพักผ่อนประจำปีให้แก่ลูกจ้างคนละไม่น้อยกว่าหกวันทำงานแล้วแต่อายุงาน หากพนักงานหยุดพักผ่อนประจำปีไม่หมดโดยมีวันหยุดพักผ่อนประจำปีเหลืออยู่ให้นำวันหยุดพักผ่อนประจำปีที่เหลือในปีนั้นไปสมทบกับวันหยุดพักผ่อนประจำปีของปีถัดไปได้แต่ไม่เกินหกวันทำงานปกติ หากโจทก์มิได้จัดให้พนักงานหยุดพักผ่อนประจำปีหรือวันหยุดพักผ่อนประจำปีน้อยกว่าที่กำหนดไว้ โจทก์จะจ่ายเงินเป็นค่าทำงานในวันหยุดเสมือนเป็นการทำงานในวันหยุด หลังจากที่ผู้แทนลูกจ้างได้ทำข้อตกลงเกี่ยวกับสภาพการจ้างกับโจทก์เมื่อวันที่ 28 เมษายน 2552 โจทก์ได้รับลูกจ้างที่เกี่ยวข้องกับข้อตกลงกลับเข้าทำงานโดยทยอยเรียกให้ลูกจ้างที่เกี่ยวข้องเข้าทำงานเป็นชุด ชุดละประมาณ 10 ถึง 30 คนโดยวิธีโทรศัพท์แจ้งลูกจ้างเป็นรายบุคคล ซึ่งโจทก์ได้จ่ายค่าจ้างและสวัสดิการให้แก่ลูกจ้างทุกคนตามปกติตั้งแต่วันที่ 28 เมษายน 2552 เป็นต้นมา ส่วนผู้ที่ยังไม่ได้เรียกเข้าทำงานโจทก์ให้ลูกจ้างดังกล่าวรออยู่ที่พัก ไม่ต้องเข้าไปรายงานตัวหรือลงเวลาที่บริษัท ไม่ได้มอบหมายงานให้แก่ลูกจ้าง ลูกจ้างมีอิสระที่จะไปไหนก็ได้ แต่ถ้าโจทก์โทรศัพท์แจ้งให้ลูกจ้างเข้าทำงานลูกจ้างต้องเข้าทำงานตามที่โจทก์กำหนด คำสั่งดังกล่าวเป็นคำสั่งที่ชอบด้วยกฎหมายและถือว่าลูกจ้างทำงานในเวลาทำงานปกติ การที่โจทก์จ่ายค่าจ้างและให้สวัสดิการตามระเบียบหาใช่เป็นเพียงการรักษาสถานภาพการเป็นลูกจ้างของลูกจ้างไม่ ดังนั้น เมื่อโจทก์มีอำนาจในการจัดวันหยุดพักผ่อนประจำปีให้แก่ลูกจ้างทั้งสิบแปด และแจ้งให้ลูกจ้างทั้งสิบแปดทราบล่วงหน้าและกำหนดระยะเวลาดังกล่าวเป็นวันทำงานปกติ โจทก์จึงไม่มีหน้าที่ต้องจ่ายค่าทำงานในวันหยุดให้แก่ลูกจ้างทั้งสิบแปด คำสั่งของจำเลยจึงไม่ชอบด้วยกฎหมาย

คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของจำเลยและจำเลยร่วมว่า โจทก์ได้จัดให้ลูกจ้างทั้งสิบแปดคนหยุดพักผ่อนประจำปีตามกฎหมายหรือไม่ เห็นว่า พระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน พ.ศ.2541 มาตรา 30 วรรคหนึ่ง กำหนดให้ลูกจ้างซึ่งทำงานติดต่อกันมาแล้วครบหนึ่งปีมีสิทธิหยุดพักผ่อนประจำปีได้ปีหนึ่งไม่น้อยกว่าหกวันทำงาน โดยให้นายจ้างเป็นผู้กำหนดวันหยุดพักผ่อนประจำปีดังกล่าวให้แก่ลูกจ้างล่วงหน้าหรือกำหนดให้ตามที่นายจ้างและลูกจ้างตกลงกัน และตามมาตรา 5 วันทำงาน หมายถึงวันที่กำหนดให้ลูกจ้างทำงานตามปกติคดีนี้แม้โจทก์ยังไม่เรียกให้ลูกจ้างทั้งสิบแปดเข้าทำงาน โดยให้รออยู่ที่พัก ไม่ต้องเข้ามารายงานตัวที่บริษัท ไม่ต้องลงเวลาทำงาน ไม่มอบหมายงานให้ทำ แต่โจทก์ก็ยังคงจ่ายค่าจ้างและให้สวัสดิการตามระเบียบของบริษัท และแม้ลูกจ้างมีอิสระที่จะไปไหนก็ได้แต่ถ้าโจทก์โทรศัพท์แจ้งให้ลูกจ้างเข้าทำงาน ลูกจ้างต้องเข้าทำงานตามที่โจทก์กำหนด พฤติการณ์ดังกล่าวถือได้ว่าโจทก์มีคำสั่งเกี่ยวกับการปฏิบัติงานของลูกจ้างทั้งสิบแปดในวันทำงานตามปกติ ดังนั้น การที่โจทก์ได้กำหนดวันหยุดพักผ่อนประจำปีของลูกจ้างทั้งสิบแปด โดยแจ้งให้ทราบล่วงหน้าในช่วงที่รอเรียกตัวเข้าทำงานดังกล่าวอันเป็นวันทำงานตามปกติ จึงเป็นการปฏิบัติตามพระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน พ.ศ.2541 มาตรา 30 วรรคหนึ่ง และถือได้ว่าโจทก์ได้จัดให้ลูกจ้างทั้งสิบแปดหยุดพักผ่อนประจำปีตามกฎหมายแล้ว โจทก์จึงไม่ต้องจ่ายค่าทำงานในวันหยุดให้แก่ลูกจ้าง ตามพระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน พ.ศ.2541 มาตรา 64 ที่ศาลแรงงานภาค 2 พิพากษาให้เพิกถอนคำสั่งของจำเลยมานั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย อุทธรณ์ของจำเลยและจำเลยร่วมฟังไม่ขึ้น

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.คุ้มครองแรงงาน พ.ศ.2541 ม. 30 วรรคหนึ่ง ม. 64
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — บริษัทสยามมิชลิน จำกัด
จำเลยร่วม — นายธนกร สมสิน
จำเลย — นายนิสัย สุขระ ในฐานะพนักงานตรวจแรงงาน
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลแรงงานภาค 2 — นายธวัชชัย ถาวรสุจริตกุล
ชื่อองค์คณะ
วาสนา หงส์เจริญ
นิยุต สุภัทรพาหิรผล
สุนันท์ ชัยชูสอน
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 16999/2557
#575661
เปิดฉบับเต็ม

ศาลฎีกาวินิจฉัยแล้วว่า แม้สัญญาประกันชีวิตที่โจทก์ฟ้องคดีก่อนและสัญญาประกันชีวิตที่ฟ้องคดีนี้ทำขึ้นในวันเดียวกันและรวมอยู่ในกรมธรรม์ประกันภัยฉบับเดียวกัน แต่ก็เป็นสัญญาแยกต่างหากจากกันได้เพราะมิได้มีกฎหมายใดกำหนดให้สัญญาประกันชีวิตแบบพิเศษในคดีนี้เป็นสัญญาอุปกรณ์ของสัญญาประกันภัยแบบสะสมทรัพย์ในคดีก่อน สัญญาประกันชีวิตแต่ละฉบับมีความสมบูรณ์อยู่ในตัวเองทั้งสัญญาก็แยกคนละฉบับและเงื่อนไขแยกจากกัน ถือได้ว่าฟ้องโจทก์คดีนี้มิได้อาศัยเหตุอย่างเดียวกับคดีก่อน จึงไม่เป็นฟ้องซ้ำ ดังนี้ แม้ประเด็นแห่งคดีที่ศาลต้องวินิจฉัยทั้งสองคดีมีว่า ผู้เอาประกันภัยรู้อยู่แล้วละเว้นเสียไม่เปิดเผยข้อความจริงและจำเลยบอกล้างสัญญาแล้วจะเป็นเรื่องเดียวกัน แต่ก็เกิดจากสัญญาประกันชีวิตคนละฉบับซึ่งมีข้อกำหนดและเงื่อนไขแยกจากกัน ข้อเท็จจริงตามคำพิพากษาในคดีก่อนจึงไม่ผูกพันคู่ความในคดีนี้

ป. ไปพบแพทย์หญิง ศ. ที่คลีนิกเพื่อรักษาอาการไอและเป็นไข้ ผลตรวจและเอกซเรย์ปอดพบว่า ป. มีอาการหลอดลมอักเสบจากเชื้อแบคทีเรีย ส่วนที่ ป. ต้องนอนรักษาตัวที่โรงพยาบาลเพราะต้องได้รับยาฉีดและดูอาการ แสดงว่าโรคที่ได้รับเชื้อแบคทีเรียทำให้หลอดลมอักเสบมิใช่โรคที่ได้รับเชื้อแบคทีเรียทำให้เป็นโรคร้ายแรงที่จำเป็นต้องนอนพักรักษาอาการในโรงพยาบาล ส่วนแผลเป็นและก้อนเนื้อที่ปอดเป็นมานานมากแล้ว แพทย์หญิง ศ. ไม่ได้ยืนยันว่าเป็นวัณโรค ผลตรวจเสมหะไม่พบเชื้อโรค ทั้งไม่มีการตรวจปอดว่าแท้จริงแผลเป็นและก้อนเนื้อที่ปอดเป็นเพราะสาเหตุใด เป็นอันตรายร้ายแรงต่อชีวิตหรือไม่ ป. ตายด้วยโรคโลหิตเป็นพิษและความดันโลหิตต่ำ มิใช่เป็นผลจากแผลเป็นและก้อนเนื้อในปอด ถือไม่ได้ว่าขณะที่ ป. ทำสัญญาประกันชีวิตกับจำเลย ป. รู้อยู่แล้วแต่ละเว้นเสียไม่เปิดเผยความจริงซึ่งอาจจะจูงใจให้จำเลยเรียกเบี้ยประกันภัยเพิ่มขึ้นหรือบอกปัดไม่ทำสัญญา หรือ ป. รู้อยู่แล้วแต่แถลงข้อความอันเป็นเท็จตาม ป.พ.พ. มาตรา 865 วรรคหนึ่ง

คำสั่งนายทะเบียนที่ 13/2541 ข้อ 1 ระบุว่า เอกสารแนบท้ายกรมธรรม์ประกันภัยที่เพิ่มเติมตามคำสั่งนี้ให้รวมถึงผู้เอาประกันภัยที่บริษัทได้รับประกันภัยไว้ก่อนวันที่คำสั่งนี้มีผลใช้บังคับด้วย ฉะนั้น บันทึกสลักหลังแนบท้ายกรมธรรม์ประกันภัยตามคำสั่งฉบับดังกล่าวจึงใช้บังคับกับสัญญาประกันชีวิตก่อนวันที่คำสั่งมีผลใช้บังคับด้วย

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยชดใช้ค่าสินไหมทดแทนแก่โจทก์เป็นเงิน 504,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 12 ต่อปีในต้นเงิน 400,000 บาท นับถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จ

จำเลยให้การขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง

โจทก์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 6 พิพากษาให้ยกคำพิพากษาศาลชั้นต้น ให้ศาลชั้นต้นดำเนินกระบวนพิจารณาสืบพยานโจทก์ที่เหลือให้สิ้นกระแสความแล้วมีคำพิพากษาใหม่ รวมทั้งสั่งค่าฤชาธรรมเนียมตามรูปคดี ให้จำเลยใช้ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ โดยกำหนดค่าทนายความ 8,000 บาท แทนโจทก์

จำเลยฎีกา

ระหว่างการพิจารณาของศาลฎีกา นางอารมย์ ผู้แทนโดยชอบธรรมของโจทก์ถึงแก่ความตาย ศาลฎีกามีคำสั่งตั้งนางสาวชีวรัตน์ เป็นผู้แทนเฉพาะคดีของโจทก์

ศาลฎีกาพิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาให้ศาลชั้นต้นรวมสั่งเมื่อมีคำพิพากษาใหม่

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยชำระเงินค่าสินไหมทดแทนจำนวน 400,000 บาท พร้อมด้วยดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 12 ต่อปี ของต้นเงินดังกล่าวนับแต่วันที่ 1 กรกฎาคม 2541 เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จ กับให้จำเลยใช้ค่าฤชาธรรมเนียมในศาลชั้นต้นและในชั้นฎีกาแทนโจทก์ โดยกำหนดค่าทนายความทั้งสองศาลรวมเป็นเงิน 15,000 บาท

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 6 พิพากษายืน ให้จำเลยใช้ค่าทนายความชั้นอุทธรณ์ 3,000 บาท แทนโจทก์

จำเลยฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีพาณิชย์และเศรษฐกิจวินิจฉัยว่า มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยประการแรกว่า ข้อเท็จจริงตามคำพิพากษาคดีก่อนผูกพันคู่ความในคดีนี้หรือไม่ เห็นว่า แม้ประเด็นแห่งคดีทั้งสองที่ศาลต้องวินิจฉัยว่าผู้เอาประกันชีวิตรู้อยู่แล้วละเว้นเสียไม่เปิดเผยข้อความจริงและจำเลยบอกล้างสัญญาแล้วจะเป็นเรื่องเดียวกันแต่ก็เกิดจากมูลคดีจากสัญญาประกันชีวิตคนละฉบับกันซึ่งมีข้อกำหนดและเงื่อนไขแยกจากกัน ข้อเท็จจริงตามคำพิพากษาในคดีก่อนจึงไม่ผูกพันคู่ความในคดีนี้ ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 6 พิพากษามานั้น ศาลฎีกาไม่เห็นพ้องด้วย ฎีกาของจำเลยข้อนี้ฟังขึ้น

ปัญหาต้องวินิจฉัยประการต่อไปตามฎีกาของจำเลยมีว่า จำเลยต้องรับผิดชดใช้ค่าสินไหมทดแทนแก่โจทก์หรือไม่ เห็นว่า นางประมวญไปพบแพทย์หญิงศิริพรที่คลินิกเพื่อรักษาอาการไอและเป็นไข้ เมื่อแพทย์หญิงศิริพรได้ตรวจรักษารวมทั้งได้เอกซเรย์ปอดของนางประมวญแล้ว เบิกความว่า นางประมวญมีอาการหลอดลมอักเสบอันเนื่องมาจากได้รับเชื้อแบคทีเรียเท่านั้น เมื่อให้ยาฆ่าเชื้อแบคทีเรียโดยฉีดเข้าเส้น นางประมวญก็มีอาการดีขึ้น ส่วนการที่นางประมวญต้องนอนพักที่โรงพยาบาล แพทย์หญิงศิริพรเบิกความว่า เป็นเพราะประสงค์จะให้ยาฉีดแก่นางประมวญ จากคำเบิกความของแพทย์หญิงศิริพรดังกล่าว แสดงว่าโรคที่ได้รับเชื้อแบคทีเรียทำให้หลอดลมอักเสบของนางประมวญนั้นมิใช่โรคที่ได้รับเชื้อแบคทีเรียทำให้เป็นโรคร้ายแรงที่จำเป็นต้องรับตัวให้นอนพักรักษาอาการโรคที่โรงพยาบาล แต่การที่แพทย์หญิงศิริพรแนะนำให้นางประมวญให้นอนพักที่โรงพยาบาลก็เพื่อดูอาการของนางประมวญและให้ฉีดยาแก่นางประมวญเท่านั้น ส่วนที่ปอดของนางประมวญมีแผลเป็นและก้อนเนื้อ ก็ได้ความว่าเป็นแผลเป็นและก้อนเนื้อเก่า เป็นมานานมากแล้ว พบได้ในผู้ป่วยหลายรายและไม่จำเป็นต้องรับการรักษา ส่วนที่แพทย์หญิงศิริพรเชื่อว่านางประมวญอาจเป็นวัณโรคโดยไม่รู้ตัวก็เป็นเพียงความเห็นเท่านั้น แพทย์หญิงศิริพรไม่ได้เบิกความยืนยันว่านางประมวญเคยเป็นวัณโรคหรือแจ้งแก่นางประมวญว่าสงสัยว่านางประมวญจะเป็นวัณโรคซึ่งได้ตรวจเสมหะและไม่พบเชื้อโรค ทั้งไม่มีการตรวจปอดของนางประมวญว่า แท้จริงแล้วแผลเป็นและก้อนเนื้อที่ปอดมีขึ้นเพราะสาเหตุใด เป็นอันตรายร้ายแรงต่อชีวิตหรือไม่ สาเหตุที่นางประมวญถึงแก่ความตายด้วยโรคโลหิตเป็นพิษและความดันโลหิตต่ำก็มิใช่เป็นผลจากแผลเป็นและก้อนเนื้อที่อยู่ในปอด นอกจากนี้จำเลยไม่มีพยานหลักฐานใดอันจะพิสูจน์ถึงความไม่สุจริตของนางประมวญในขณะทำสัญญาประกันชีวิตกับจำเลย จึงถือไม่ได้ว่าในขณะที่นางประมวญทำสัญญาประกันชีวิตกับจำเลย นางประมวญรู้อยู่แล้วแต่ละเว้นเสียไม่เปิดเผยความจริงซึ่งอาจจะจูงใจให้จำเลยเรียกเบี้ยประกันภัยเพิ่มขึ้นหรือบอกปัดไม่ทำสัญญา หรือนางประมวญรู้อยู่แล้วแต่แถลงข้อความอันเป็นเท็จ ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 865 วรรคหนึ่ง จำเลยไม่มีสิทธิบอกล้างสัญญาประกันชีวิตตามฟ้อง และต้องชดใช้ค่าสินไหมทดแทนแก่โจทก์ ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 6 พิพากษามานั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วยในผล ฎีกาจำเลยข้อนี้ฟังไม่ขึ้น

ปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยประการสุดท้ายมีว่า จำเลยต้องรับผิดดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 12 ต่อปี ในค่าสินไหมทดแทนตามคำสั่งนายทะเบียนที่ 13/2541 ของสำนวนคดีหมายเลขแดงที่ 990/2543 ที่พ่วงรวมหรือไม่ เห็นว่า ตามคำสั่งนายทะเบียนดังกล่าว ข้อ 1 ระบุไว้ว่า เอกสารแนบท้ายกรมธรรม์ประกันภัยที่เพิ่มเติมตามคำสั่งนี้ ให้รวมถึงผู้เอาประกันภัยที่บริษัทได้รับประกันภัยไว้ก่อนวันที่คำสั่งนี้มีผลใช้บังคับด้วย ดังนี้ บันทึกสลักหลังแนบท้ายกรมธรรม์ประกันภัยตามคำสั่งนายทะเบียนที่ 13/2541 จึงใช้บังคับกับสัญญาประกันชีวิต ก่อนวันที่คำสั่งมีผลใช้บังคับด้วย ฎีกาของจำเลยข้อนี้ฟังไม่ขึ้นเช่นกัน

พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ. ม. 145
ป.พ.พ. ม. 865
พ.ร.บ.ประกันชีวิต พ.ศ.2535
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — เด็กหญิงจิตตวดี ภู่ดี โดยนางสาวชีวรัตน์ นุชท่าโก
ผู้แทนเฉพาะคดี
จำเลย — บริษัทไทยประกันชีวิต จำกัด
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดพิษณุโลก — นายอนุรุท กิ่งเนตร
ศาลอุทธรณ์ภาค 6 — นายเอกศักดิ์ ยันตรปกรณ์
ชื่อองค์คณะ
จรูญ ชีวิตโสภณ
วิรุฬห์ แสงเทียน
อภิรัตน์ ลัดพลี
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 16994/2557
#579701
เปิดฉบับเต็ม

ในขณะที่ ศ. และ อ. ร่วมกันลงลายมือชื่อในหนังสือมอบอำนาจให้ ช. กระทำการต่าง ๆ รวมทั้งอำนาจลงลายมือชื่อทำสัญญาเช่าซื้อแทนโจทก์ ศ. และ อ. ยังเป็นกรรมการของโจทก์ ตราบใดที่โจทก์ยังมิได้ยกเลิกหรือเพิกถอนหนังสือมอบอำนาจดังกล่าว ช. ย่อมมีอำนาจกระทำการต่าง ๆ ตามที่ระบุไว้แทนโจทก์ได้ตลอดไป

ค่าขาดประโยชน์จากการใช้ทรัพย์รายเดือนที่ผู้เช่าซื้อจะต้องรับผิด ตามปกติย่อมคิดเทียบได้กับดอกเบี้ยซึ่งผู้ให้เช่าซื้อคิดรวมไว้ล่วงหน้าตามจำนวนปีหรืองวดที่ผ่อนชำระจากราคารถที่เช่าซื้อที่แท้จริง เพราะเงินส่วนนี้คือส่วนที่ทำให้ผู้ให้เช่าซื้อขาดประโยชน์ไปในแต่ละเดือน รถที่เช่าซื้อเป็นรถเทรลเลอร์ดั๊มเป็นตัวพ่วงไม่มีเครื่องยนต์ การใช้งานจะนำรถเทรลเลอร์ดั๊มไปพ่วงกับรถบรรทุก รถที่เช่าซื้อมิใช่รถยนต์รับจ้างทั่วไปที่อาจนำรถออกไปทำธุรกิจให้บุคคลทั่ว ๆ ไปเช่าเป็นรายเดือนได้ทุกเดือนดังที่โจทก์บรรยายฟ้องมา และเมื่อจำเลยที่ 1 ผิดนัดชำระค่าเช่าซื้อตามสัญญาเช่าซื้อกำหนดให้โจทก์มีสิทธิที่จะบอกเลิกสัญญาเช่าซื้อได้ แต่โจทก์ไม่ดำเนินการกลับปล่อยปละละเลยไปนานร่วม 5 ปีเศษ จึงไปติดตามยึดรถที่เช่าซื้อคืนอันเป็นเหตุให้สัญญาเช่าซื้อเลิกกัน แม้โจทก์จะได้รับความเสียหายตลอดเวลาจนกว่าจะได้รถที่เช่าซื้อคืน ซึ่งจำเลยที่ 1 ก็สามารถผ่อนปรนความเสียหายโดยการรีบส่งมอบรถที่เช่าซื้อคืนโจทก์ได้ แต่เมื่อโจทก์ละเลยไม่รีบดำเนินการใด ๆ ตามข้อสัญญาภายในเวลาอันควรโดยไม่ปรากฏเหตุข้อจำเป็นหรือเหตุขัดข้องประการอื่นแล้ว ถือว่าโจทก์มีส่วนผิดเช่นกัน การกำหนดให้จำเลยที่ 1 รับผิดชำระค่าขาดประโยชน์นานถึง 69 เดือน ย่อมทำให้โจทก์จะได้ผลประโยชน์ตอบแทนมากกว่ากรณีที่ปฏิบัติตามสัญญาเสียอีก เมื่อคำนึงถึงประโยชน์ที่โจทก์ได้จากการเช่าซื้อและราคารถที่ขายได้ เห็นสมควรกำหนดค่าขาดประโยชน์ให้แก่โจทก์เป็นเวลา 24 เดือน

ค่าเบี้ยประกันภัยเป็นเงินที่โจทก์ทดรองจ่ายไปตามสัญญาเช่าซื้อ เป็นเรื่องที่ตัวแทนเรียกเอาเงินที่ทดรองจ่ายไปชดใช้จากตัวการ ซึ่งไม่มีกฎหมายบัญญัติเรื่องอายุความไว้ ต้องใช้อายุความ 10 ปี ตาม ป.พ.พ. มาตรา 193/30

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยทั้งสามร่วมกันชำระเงิน 637,469 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงิน 629,126 บาท นับถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์

จำเลยทั้งสามให้การและแก้ไขคำให้การขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยทั้งสามร่วมกันชำระเงิน 158,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับถัดจากวันฟ้อง (วันที่ 8 สิงหาคม 2549) เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ โดยกำหนด ค่าทนายความ 5,000 บาท เฉพาะค่าขึ้นศาลให้ใช้แทนเท่าที่โจทก์ชนะคดี คำขออื่นนอกจากนี้ให้ยก

โจทก์และจำเลยทั้งสามอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษาแก้เป็นว่า ให้จำเลยทั้งสามร่วมกันชำระเงิน 305,950 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงิน 297,607 บาท นับถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ

จำเลยทั้งสามฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีพาณิชย์และเศรษฐกิจวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงฟังเป็นยุติว่า โจทก์เป็นนิติบุคคลประเภทบริษัทจำกัด ประกอบกิจการให้เช่าและเช่าซื้อรถยนต์ จำเลยที่ 1 เป็นนิติบุคคลประเภทห้างหุ้นส่วนจำกัด มีจำเลยที่ 2 เป็นหุ้นส่วนผู้จัดการ จำเลยที่ 1 โดยจำเลยที่ 2 ทำสัญญาเช่าซื้อรถเทรลเลอร์ดั๊มจากโจทก์ ในราคา 772,000 บาท ตกลงชำระค่าเช่าซื้อรวม 49 งวด งวดละเดือน งวดแรกชำระวันที่ 30 เมษายน 2539 จำนวน 100,000 บาท งวดต่อไปชำระงวดละ 14,000 บาท ทุกวันที่ 1 ของเดือนจนกว่าจะครบ มีจำเลยที่ 3 เป็นผู้ค้ำประกันยอมรับผิดอย่างลูกหนี้ร่วม ในสัญญาเช่าซื้อรถยนต์มีนายเชิดชัย ลงลายมือชื่อและประทับตราสำคัญของโจทก์ในช่องเจ้าของ หลังจากทำสัญญาจำเลยที่ 1 ชำระค่าเช่าซื้อรวม 16 งวด เป็นเงิน 310,000 บาท แล้วผิดนัดตั้งแต่งวดที่ 17 ประจำวันที่ 1 กันยายน 2540 เป็นต้นไป โจทก์ยึดรถที่เช่าซื้อคืน ถือว่าคู่สัญญาต่างสมัครใจเลิกสัญญาในวันดังกล่าว โจทก์ไม่มีสิทธิเรียกค่าขาดราคา คงมีสิทธิเรียกได้เฉพาะค่าขาดประโยชน์จากการใช้ทรัพย์ โจทก์ขายรถได้ราคา 200,000 บาท โจทก์ทดรองจ่ายเบี้ยประกันภัยรถที่เช่าซื้อประจำปี 2541 จำนวน 21,607 บาท

มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยทั้งสามประการแรกว่า โจทก์มีอำนาจฟ้องหรือไม่ จำเลยทั้งสามฎีกาว่า โจทก์ไม่ได้นำสืบพยานหลักฐานให้เห็นว่า ขณะทำสัญญาเช่าซื้อรถยนต์ นายศักดิ์ชัยและนางสาวอุทัยวรรณเป็นกรรมการผู้มีอำนาจกระทำการแทนโจทก์ได้จนถึงวันที่ 29 เมษายน 2539 การที่นายเชิดชัยทำสัญญาเช่าซื้อรถยนต์กับจำเลยที่ 1 ถือไม่ได้ว่าทำสัญญาในนามโจทก์ สัญญาเช่าซื้อรถยนต์เป็นสัญญาที่ไม่ได้ทำเป็นหนังสือ ตกเป็นโมฆะนั้น เห็นว่า จากคำเบิกความของนางขวัญจิตร พยานโจทก์ที่ว่า การลงนามในสัญญาเช่าซื้อ โจทก์มอบอำนาจให้นายเชิดชัย มีอำนาจลงชื่อแทน ซึ่งตามสำเนาหนังสือรับรองระบุว่า ระหว่างวันที่ 13 ธันวาคม 2537 ถึงวันที่ 21 กันยายน 2538 กรรมการโจทก์มี 6 คน คือ นายสาโรจน์ นายศักดิ์ชัย นายเชิดชัย นายสัมฤทธิ์ นายอัครพล นางสาวอุทัยวรรณ จำนวนและกรรมการซึ่งลงชื่อผูกพันบริษัทได้ คือ นายสาโรจน์ นายศักดิ์ชัย นายเชิดชัย กรรมการคนใดคนหนึ่งลงลายมือชื่อร่วมกับนายสัมฤทธิ์ หรือนายอัครพล หรือนางสาวอุทัยวรรณ รวมเป็นสองคนและประทับตราสำคัญของบริษัท โดยที่จำเลยทั้งสามมิได้นำสืบโต้แย้งข้อเท็จจริงข้างต้นว่าไม่ถูกต้องแต่อย่างใด จึงฟังได้ว่า ระหว่างวันที่ที่ระบุไว้ในสำเนาหนังสือรับรองดังกล่าว นายศักดิ์ชัยและนางสาวอุทัยวรรณเป็นกรรมการผู้มีอำนาจกระทำการแทนโจทก์ นายศักดิ์ชัยและนางสาวอุทัยวรรณร่วมกันลงลายมือชื่อและประทับตราสำคัญของโจทก์มอบอำนาจให้นายเชิดชัยมีอำนาจกระทำการต่าง ๆ ตามที่ระบุไว้รวมทั้งมีอำนาจกระทำนิติกรรมสัญญาใด ๆ แทนโจทก์ได้ ดังนั้น ขณะนายศักดิ์ชัยและนางสาวอุทัยวรรณร่วมกันลงลายมือชื่อในหนังสือมอบอำนาจนั้น บุคคลทั้งสองยังเป็นกรรมการผู้มีอำนาจของโจทก์ หนังสือมอบอำนาจจึงมีผลให้นายเชิดชัยมีอำนาจกระทำการต่าง ๆ ตามที่ระบุไว้รวมทั้งมีอำนาจลงลายมือชื่อทำสัญญาเช่าซื้อแทนโจทก์ ตราบใดโจทก์ยังมิได้ยกเลิกหรือเพิกถอนหนังสือมอบอำนาจ นายเชิดชัยย่อมมีอำนาจกระทำการต่าง ๆ ตามที่ระบุไว้ทั้งหมดแทนโจทก์ได้ตลอดไป เมื่อไม่ปรากฏข้อเท็จจริงว่าโจทก์ได้ยกเลิกหรือเพิกถอนสำเนาหนังสือมอบอำนาจ นายเชิดชัยจึงมีอำนาจลงลายมือชื่อทำสัญญาเช่าซื้อรถยนต์กับจำเลยที่ 1 แทนโจทก์ ข้อเท็จจริงจึงฟังได้ว่า นายศักดิ์ชัยและนางสาวอุทัยวรรณกรรมการผู้มีอำนาจของโจทก์มอบอำนาจให้นายเชิดชัยมีอำนาจทำสัญญาเช่าซื้อแทนโจทก์ สัญญาเช่าซื้อรถยนต์ไม่ตกเป็นโมฆะ โจทก์จึงมีอำนาจฟ้อง ฎีกาข้อนี้ของจำเลยทั้งสามฟังไม่ขึ้น

มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยทั้งสามประการต่อไปว่า จำเลยทั้งสามต้องรับผิดชำระ ค่าขาดประโยชน์แก่โจทก์เพียงใด จำเลยทั้งสามฎีกาว่า ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 1 กำหนดให้จำเลยทั้งสามร่วมกันชำระค่าขาดประโยชน์แก่โจทก์เดือนละ 4,000 บาท นับแต่วันที่จำเลยที่ 1 ผิดนัดจนถึงวันที่โจทก์ยึดรถคืนเป็นเวลา 69 เดือน เป็นเงิน 276,000 บาท สูงเกินไปนั้น เห็นว่า ค่าขาดประโยชน์จากการใช้ทรัพย์เป็นรายเดือนที่ผู้เช่าซื้อจะต้องรับผิดนี้ ตามปกติย่อมคิดเทียบได้กับดอกเบี้ยซึ่งผู้ให้เช่าซื้อคิดรวมกันไว้ล่วงหน้าตามจำนวนปีหรืองวดที่ผ่อนชำระจากราคารถที่เช่าซื้อที่แท้จริง เพราะเงินส่วนนี้คือส่วนที่ทำให้ผู้ให้เช่าซื้อขาดประโยชน์ไปในแต่ละเดือนนั่นเอง ได้ความจากคำเบิกความของนางขวัญจิตรพยานโจทก์ว่า รถที่เช่าซื้อมีราคาแท้จริง 580,000 บาท จำเลยที่ 1 ชำระค่าเช่าซื้องวดแรก 100,000 บาท ถือว่าเป็นเงินดาวน์ คงเหลือราคา 480,000 บาท โจทก์คิดดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 10 ต่อปี รวมกับภาษีมูลค่าเพิ่ม เมื่อคำนวณจากราคารถที่คงเหลือ 480,000 บาท และดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 10 ต่อปี แล้วเป็นดอกเบี้ยปีละ 48,000 บาท หรือเดือนละ 4,000 บาท จึงเป็นค่าขาดประโยชน์จำนวนที่เหมาะสมแล้ว แต่จากคำเบิกความของนางขวัญจิตรตอบทนายจำเลยทั้งสามถามค้านที่ว่า รถที่เช่าซื้อเป็นรถเทรลเลอร์ดั๊ม เป็นตัวพ่วงที่ไม่มีเครื่องยนต์ การใช้งานจะนำรถเทรลเลอร์ดั๊มไปพ่วงกับรถบรรทุก ดังนี้ รถที่เช่าซื้อมิใช่รถยนต์รับจ้างทั่วไป โจทก์ไม่อาจนำรถดังกล่าวออกไปทำธุรกิจให้บุคคลทั่ว ๆ ไปเช่าเป็นรายเดือนได้ทุกเดือนดังที่โจทก์บรรยายฟ้องมา ครั้นเมื่อจำเลยที่ 1 ผิดนัดชำระค่าเช่าซื้อตั้งแต่งวดที่ 17 ประจำวันที่ 1 กันยายน 2540 เป็นต้นไปแล้วไม่ชำระค่าเช่าซื้ออีก ตามสัญญาเช่าซื้อรถยนต์ข้อ 8 กำหนดให้โจทก์มีสิทธิที่จะบอกเลิกสัญญาเช่าซื้อได้ แต่โจทก์มิได้ดำเนินการใด ๆ ตามข้อสัญญาดังกล่าว กลับปล่อยให้ระยะเวลาล่วงเลยไปนานร่วม 5 ปีเศษ จึงไปติดตามยึดรถที่เช่าซื้อคืนอันเป็นเหตุให้สัญญาเช่าซื้อเลิกกัน แม้ความเสียหายจะเกิดขึ้นแก่โจทก์ตลอดเวลาจนกว่าโจทก์จะได้รับรถที่เช่าซื้อคืนก็ตาม ซึ่งจำเลยที่ 1 ก็สามารถผ่อนปรนความเสียหายโดยการรีบส่งมอบรถที่เช่าซื้อคืนแก่โจทก์ได้ แต่เมื่อโจทก์ก็ละเลยไม่รีบดำเนินการใด ๆ ตามข้อสัญญาภายในเวลาอันสมควรโดยไม่ปรากฏข้อจำเป็นหรือเหตุขัดข้องประการอื่นแล้ว ถือว่าโจทก์มีส่วนผิดด้วยเช่นกัน การกำหนดให้จำเลยที่ 1 รับผิดชำระค่าขาดประโยชน์แก่โจทก์เป็นเวลานานถึง 69 เดือน ย่อมทำให้โจทก์จะได้ผลประโยชน์ตอบแทนจากจำเลยที่ 1 มากกว่ากรณีที่ปฏิบัติตามสัญญาเสียอีก เมื่อคำนึงถึงประโยชน์ที่โจทก์ได้จากการเช่าซื้อครั้งนี้ ประกอบกับราคารถที่โจทก์ขายได้ 200,000 บาท แล้ว เห็นสมควรกำหนดค่าขาดประโยชน์แก่โจทก์เดือนละ 4,000 บาท เป็นเวลา 24 เดือน เป็นเงิน 96,000 บาท ฎีกาข้อนี้ของจำเลยทั้งสามฟังขึ้นบางส่วน

มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยทั้งสามประการสุดท้ายว่า ฟ้องโจทก์ในส่วนที่เกี่ยวกับค่าเบี้ยประกันภัยขาดอายุความหรือไม่ เห็นว่า ในปัญหาข้อนี้ศาลอุทธรณ์ภาค 1 ได้วินิจฉัยไว้โดยละเอียดแล้วว่า ค่าเบี้ยประกันภัยเป็นเงินที่โจทก์ทดรองจ่ายไปตามสัญญาเช่าซื้อ ข้อ 7 เป็นเรื่องที่ตัวแทนเรียกเอาเงินที่ทดรองจ่ายไปชดใช้จากตัวการ ซึ่งไม่มีกฎหมายบัญญัติเรื่องอายุความไว้ ต้องใช้อายุความ 10 ปี ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 193/30 ค่าเบี้ยประกันภัยจึงไม่ขาดอายุความ ซึ่งชอบด้วยกฎหมายแล้ว ศาลฎีกาไม่จำต้องวินิจฉัยซ้ำอีก ฎีกาข้อนี้ของจำเลยทั้งสามฟังไม่ขึ้น เมื่อรวมค่าเบี้ยประกันภัย พร้อมดอกเบี้ยถึงวันฟ้องเป็นเงิน 29,950 บาท และค่าขาดประโยชน์ 96,000 บาท แล้วเป็นเงิน 125,950 บาท

พิพากษาแก้เป็นว่า ให้จำเลยทั้งสามร่วมกันชำระเงิน 125,950 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงิน 117,607 บาท นับถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสามศาลให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 193/30 ม. 391 ม. 572
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — บริษัทสระบุรี เอส ไอ ที ลิสซิ่ง จำกัด
จำเลย — ห้างหุ้นส่วนจำกัด รัชฎาการโยธา สระบุรี กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดสระบุรี — นายสังคม เมฆอรุณลักษณ์
ศาลอุทธรณ์ภาค 1 — นางสุรางคนา กมลละคร
ชื่อองค์คณะ
สุนันท์ ชัยชูสอน
วิรุฬห์ แสงเทียน
วาสนา หงส์เจริญ
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 16918/2557
#584762
เปิดฉบับเต็ม

ศาลชั้นต้นวินิจฉัยว่า จำเลยที่ 4 ต้องร่วมรับผิดกับจำเลยที่ 1 ต่อโจทก์ตามสัญญาจำนองที่ดินโฉนดเลขที่ 3225 ในวงเงินจำนองเพียง 1,500,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยเท่านั้น แต่การที่ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยทั้งสี่ร่วมกันชำระหนี้ตามสัญญากู้ยืมเงินฉบับที่ 1 เป็นเงินถึง 19,143,180.49 บาท พร้อมดอกเบี้ย หากยึดที่ดินจำนองโฉนดเลขที่ 1441 ของจำเลยที่ 1 ออกขายทอดตลาดชำระหนี้แก่โจทก์แล้วไม่พอให้ยึดทรัพย์สินอื่นของจำเลยทั้งสี่ออกขายทอดตลาดชำระหนี้แก่โจทก์จนครบ จึงไม่เป็นไปตามที่ได้วินิจฉัยไว้ ซึ่งที่ถูกต้องพิพากษาให้จำเลยที่ 1 ถึงที่ 3 ร่วมกันชำระหนี้ดังกล่าวแก่โจทก์ หากยึดที่ดินจำนองของจำเลยที่ 1 ออกขายทอดตลาดชำระหนี้แก่โจทก์แล้วไม่พอ ให้ยึดทรัพย์สินอื่นของจำเลยที่ 1 ถึงที่ 3 ออกขายทอดตลาดชำระหนี้แก่โจทก์จนครบ เนื่องจากจำเลยที่ 4 ไม่ได้ทำสัญญาผูกพันตนเข้าร่วมรับผิดกับจำเลยที่ 1 ในหนี้ดังกล่าว คำพิพากษาของศาลชั้นต้นสำหรับจำเลยที่ 4 ในหนี้ตามสัญญากู้ยืมเงินฉบับที่ 1 ดังกล่าวจึงเป็นการผิดหลง ศาลย่อมมีอำนาจที่จะแก้ไขข้อผิดหลงนั้นให้ถูกต้องสอดคล้องกับข้อเท็จจริงและคำวินิจฉัยของศาลได้แม้คดีจะถึงที่สุด

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
คดีสืบเนื่องมาจากโจทก์ฟ้องว่า จำเลยที่ 1 ทำสัญญากู้ยืมเงินบริษัทเงินทุนหลักทรัพย์ไอเอฟซีที ไฟแนนซ์ จำกัด (มหาชน) ตามสัญญากู้ฉบับที่ 1 และจำนองที่ดินโฉนดเลขที่ 1441 และ 1446 (ที่ดินโฉนดเลขที่ 1466 มีการปลดจำนองไปแล้ว) ตำบลบ่อยาง อำเภอเมืองสงขลา จังหวัดสงขลา เป็นประกันการชำระหนี้ จำเลยที่ 2 และที่ 3 เป็นผู้ค้ำประกันยอมรับผิดอย่างลูกหนี้ร่วม หลังจากนั้นบริษัทเงินทุนหลักทรัพย์ไอเอฟซีที ไฟแนนซ์ จำกัด (มหาชน) ถูกควบรวมกิจการพร้อมโอนสินทรัพย์และหนี้สินให้แก่โจทก์ จำเลยที่ 1 กับโจทก์ทำสัญญาการปรับปรุงโครงสร้างหนี้โดยโจทก์ลดยอดหนี้ให้ ต่อมาจำเลยที่ 1 ทำสัญญากู้ยืมเงินโจทก์ตามสัญญากู้ฉบับที่ 2 จำนวน 1,500,000 บาท มีจำเลยที่ 2 เป็นผู้ค้ำประกัน จำเลยที่ 4 จำนองที่ดินโฉนดเลขที่ 3225 ตำบลบางปะกอก อำเภอราษฎร์บูรณะ กรุงเทพมหานคร เป็นประกันการชำระหนี้ตามสัญญากู้ฉบับที่ 2 จำเลยที่ 1 ผิดนัดชำระหนี้ ขอให้บังคับจำเลยที่ 1 และที่ 2 ร่วมกันชำระหนี้แก่โจทก์จำนวน 31,241,880.93 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 15 ต่อปี ของต้นเงิน 20,522,012.87 บาท นับถัดจากวันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จ ให้จำเลยที่ 3 ร่วมรับผิดกับจำเลยที่ 1 ชำระหนี้แก่โจทก์ จำนวน 29,338,422.03 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 15 ต่อปี ของต้นเงิน 19,022,012.87 บาท นับถัดจากวันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จ ให้จำเลยที่ 4 ร่วมรับผิดกับจำเลยที่ 1 ชำระหนี้แก่โจทก์ จำนวน 1,949,818.90 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 15 ต่อปี ของต้นเงิน 1,500,000 บาท นับถัดจากวันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จ หากจำเลยทั้งสี่ไม่ชำระ ให้ยึดทรัพย์จำนองที่ดินโฉนดเลขที่ 1441 ตำบลบ่อยาง อำเภอเมืองสงขลา จังหวัดสงขลา และที่ดินโฉนดเลขที่ 3225 ตำบลบางปะกอก อำเภอราษฎร์บูรณะ กรุงเทพมหานคร พร้อมสิ่งปลูกสร้างบนที่ดินออกขายทอดตลาดชำระหนี้โจทก์จนครบถ้วน หากได้เงินสุทธิไม่พอชำระหนี้ ให้ยึดทรัพย์สินอื่นของจำเลยทั้งสี่ออกขายทอดตลาดชำระหนี้แก่โจทก์จนครบถ้วน

จำเลยทั้งสี่ให้การขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยทั้งสี่ร่วมกันชำระเงินตามสัญญากู้ฉบับที่ 1 จำนวน 9,143,180.49 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 10 ต่อปี ของต้นเงิน 19,022,012.87 บาท นับแต่วันฟ้อง (วันที่ 23 กันยายน 2544) จนถึงวันฟ้อง (ฟ้องวันที่ 23 มีนาคม 2546) รวมต้นเงินและดอกเบี้ยมิให้เกิน 29,292,062.03 บาท และถัดจากวันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จ หากไม่ชำระหรือชำระไม่ครบถ้วน ให้ยึดที่ดินโฉนดเลขที่ 1441 ตำบลบ่อยาง อำเภอเมืองสงขลา จังหวัดสงขลา พร้อมสิ่งปลูกสร้าง ออกขายทอดตลาดชำระหนี้แก่โจทก์ หากไม่พอให้ยึดทรัพย์สินอื่นของจำเลยทั้งสี่ออกขายทอดตลาดชำระหนี้แก่โจทก์จนเสร็จ ให้จำเลยที่ 1 ที่ 2 และที่ 4 ร่วมกันชำระเงินตามสัญญากู้ฉบับที่ 2 บันทึกข้อตกลงแก้ไขเพิ่มเติมสัญญาการปรับปรุงโครงสร้างหนี้ครั้งที่ 1 ฉบับลงวันที่ 4 กรกฎาคม 2542 จำนวน 1,509,554.79 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราเดียวกันของต้นเงิน 1,500,000 บาท นับตั้งแต่วันที่ 23 กันยายน 2544 จนถึงวันฟ้อง รวมต้นเงินและดอกเบี้ยถึงวันฟ้องมิให้เกิน 1,903,454.90 บาท และถัดจากวันฟ้องจนกว่าจำเลยที่ 1 ที่ 2 และที่ 4 จะร่วมกันชำระหนี้แก่โจทก์เสร็จ หากไม่ชำระหนี้หรือชำระไม่ครบถ้วนให้ยึดที่ดินโฉนดเลขที่ 3225 ตำบลบางปะกอก อำเภอราษฎร์บูรณะ กรุงเทพมหานคร พร้อมสิ่งปลูกสร้างออกขายทอดตลาดชำระหนี้แก่โจทก์ หากไม่พอให้ยึดทรัพย์สินอื่นของจำเลยที่ 1 ที่ 2 และที่ 4 ออกขายทอดตลาดชำระหนี้แก่โจทก์จนเสร็จ กับให้จำเลยทั้งสี่ร่วมกันใช้ ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ โดยกำหนดค่าทนายความให้รวม 10,000 บาท เฉพาะค่าขึ้นศาลให้จำเลยทั้งสี่ร่วมกันใช้แทนตามจำนวนทุนทรัพย์ที่โจทก์ชนะคดี คำขออื่นให้ยก คดีถึงที่สุด

ต่อมาระหว่างบังคับคดี ศาลชั้นต้นมีคำสั่งอนุญาตให้บริษัทบริหารสินทรัพย์กรุงเทพพาณิชย์ จำกัด เข้าสวมสิทธิเป็นคู่ความแทนโจทก์

หลังจากคดีถึงที่สุดแล้ว จำเลยที่ 4 ยื่นคำร้องต่อศาลชั้นต้นว่า คำพิพากษาศาลชั้นต้นที่ถูก ต้องพิพากษาให้จำเลยที่ 1 ถึงที่ 3 ร่วมกันชำระเงินตามสัญญากู้ฉบับที่ 1 มิใช่ให้จำเลยทั้งสี่ร่วมกันชำระ หลังจากศาลชั้นต้นมีคำพิพากษา โจทก์กับจำเลยที่ 4 ทำสัญญาการปรับปรุงโครงสร้างหนี้ฉบับลงวันที่ 25 กันยายน 2550 โดยโจทก์ตกลงลดยอดหนี้ให้จำเลยที่ 4 คงเหลือยอดเงินที่ต้องชำระ จำนวน 1,300,000 บาท ตามหนังสือสัญญาการปรับปรุงโครงสร้างหนี้ จำเลยที่ 4 จึงขายที่ดินซึ่งจำนองเป็นประกัน นำเงินมาชำระหนี้แก่โจทก์รวมค่าธรรมเนียม จำนวน 1,311,300 บาท จำเลยที่ 4 จึงไม่ต้องรับผิดต่อโจทก์อีกต่อไป แต่โจทก์กลับถือโอกาสเอาข้อคลาดเคลื่อนผิดหลงเล็กน้อยในคำพิพากษาของศาลชั้นต้นที่มีข้อผิดพลาดหรือผิดหลงดังกล่าวมาเพิ่มความรับผิดให้จำเลยที่ 4 ต้องรับผิดในหนี้ตามสัญญากู้ฉบับที่ 1 อีก ด้วยการขอให้ศาลชั้นต้นออกหมายบังคับคดีมาดำเนินการบังคับคดียึดทรัพย์ของจำเลยที่ 4 ออกขายทอดตลาดชำระหนี้แก่โจทก์ การกระทำของโจทก์เป็นการใช้สิทธิไม่สุจริต ไม่ชอบและฝ่าฝืนต่อบทบัญญัติแห่งกฎหมายว่าด้วยการบังคับคดี ทำให้จำเลยที่ 4 ได้รับความเสียหาย ขอให้แก้ไขคำพิพากษาซึ่งมีข้อผิดพลาดหรือผิดหลงที่ว่า "ให้จำเลยทั้งสี่ร่วมกันชำระเงินตามสัญญากู้ฉบับที่ 1" เป็น "ให้จำเลยที่ 1 ถึงที่ 3 ร่วมกันชำระเงินตามสัญญากู้ฉบับที่ 1"

ศาลชั้นต้นมีคำสั่งว่า กรณีมิใช่เป็นข้อผิดพลาดเล็กน้อยหรือข้อผิดหลงเล็กน้อย ดังนั้น จำเลยที่ 4 จึงไม่อาจแก้ไขคำพิพากษาตามคำร้องได้ ให้ยกคำร้อง

จำเลยที่ 4 อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 9 พิพากษากลับว่า ให้แก้ไขคำพิพากษาศาลชั้นต้นคดีหมายเลขแดงที่ 1303/2548 หน้าที่ 14 ข้อความที่ว่า "ให้จำเลยทั้งสี่ร่วมกันชำระเงินตามสัญญากู้ฉบับที่ 1" เป็น "ให้จำเลยที่ 1 ถึงที่ 3 ร่วมกันชำระเงินตามสัญญากู้ฉบับที่ 1" และแก้ไขข้อความที่ว่า "หากไม่พอให้ยึดทรัพย์สินอื่นของจำเลยทั้งสี่ออกขายทอดตลาดนำเงินชำระหนี้แก่โจทก์จนเสร็จ" เป็น "หากไม่พอให้ยึดทรัพย์สินอื่นของจำเลยที่ 1 ถึงที่ 3 ออกขายทอดตลาดนำเงินชำระหนี้แก่โจทก์จนเสร็จ" นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น ค่าฤชาธรรมเนียมในชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ

โจทก์ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ว่า คำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 9 ที่ให้แก้ไขคำพิพากษาศาลชั้นต้นชอบหรือไม่ ข้อเท็จจริงรับฟังเป็นยุติในเบื้องต้นว่า โจทก์ระบุในคำฟ้องว่าเมื่อวันที่ 18 เมษายน 2540 จำเลยที่ 1 กู้ยืมเงินโจทก์ 65,000,000 บาท โดยจำเลยที่ 1 จดทะเบียนจำนองที่ดินโฉนดเลขที่ 1441 และ 1466 ตำบลบ่อยาง อำเภอเมืองสงขลา จังหวัดสงขลา เพื่อเป็นประกันการชำระหนี้ต่อโจทก์ (ต่อมามีการปลดจำนองที่ดินโฉนดเลขที่ 1466 ไปแล้ว) นอกจากนี้จำเลยที่ 2 และที่ 3 ยังเป็นผู้ค้ำประกันการชำระหนี้ของจำเลยที่ 1 ดังกล่าวต่อโจทก์โดยยอมรับผิดอย่างลูกหนี้ร่วมด้วย ต่อมาจำเลยที่ 1 ทำสัญญาการปรับปรุงโครงสร้างหนี้กับโจทก์ หลังจากนั้น จำเลยที่ 1 ขอกู้ยืมเงินโจทก์เพิ่มเติมอีก 1,500,000 บาท มีจำเลยที่ 2 เป็นผู้ค้ำประกัน และจำเลยที่ 4 จดทะเบียนจำนองที่ดินโฉนดเลขที่ 3225 ตำบลบางปะกอก อำเภอราษฎร์บูรณะ กรุงเทพมหานคร ไว้เป็นประกันการชำระหนี้ของจำเลยที่ 1 ดังกล่าวไว้ต่อโจทก์ในวงเงิน 1,500,000 บาท ต่อมาจำเลยที่ 1 ผิดนัดชำระหนี้ จำเลยที่ 4 ในฐานะของผู้จำนองจึงต้องร่วมรับผิดกับจำเลยที่ 1 ตามสัญญากู้ยืมเงิน เพิ่มเติมเป็นต้นเงิน 1,500,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยที่ค้างชำระ และโจทก์ระบุคำขอท้ายฟ้องให้บังคับจำเลยที่ 4 ร่วมรับผิดกับจำเลยที่ 1 ชำระหนี้แก่โจทก์ รวม 1,949,818.90 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 15 ต่อปี ของต้นเงิน 1,500,000 บาท นับถัดจากวันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ หากจำเลยทั้งสี่ไม่ชำระหนี้ ให้ยึดทรัพย์จำนองที่ดินโฉนดเลขที่ 1441 ของจำเลยที่ 1 และที่ดินโฉนดเลขที่ 3225 ของจำเลยที่ 4 พร้อมสิ่งปลูกสร้างออกขายทอดตลาดชำระหนี้แก่โจทก์ หากได้เงินไม่พอ ให้ยึดทรัพย์สินอื่นของจำเลยทั้งสี่ออกขายทอดตลาดชำระหนี้แก่โจทก์จนครบ ศาลชั้นต้นฟังข้อเท็จจริงเป็นยุติเกี่ยวกับนิติสัมพันธ์ระหว่างโจทก์กับจำเลยที่ 1 ถึงที่ 4 ตามคำฟ้องของโจทก์ดังกล่าว และในการวินิจฉัยประเด็นข้อพิพาทว่า จำเลยทั้งสี่ต้องร่วมกันรับผิดต่อโจทก์หรือไม่ เพียงใดนั้น ศาลชั้นต้นวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงรับฟังได้ว่าจำเลยทั้งสี่ผิดนัดชำระหนี้ต่อโจทก์ จำเลยทั้งสี่จึงต้องร่วมกันรับผิดต่อโจทก์ตามสัญญาที่ตนเข้าผูกพัน หากจำเลยทั้งสี่ไม่ชำระหนี้ดังกล่าว โจทก์มีสิทธิบังคับชำระหนี้จากทรัพย์สินของจำเลยทั้งสี่ หากไม่พอโจทก์มีสิทธิยึดทรัพย์สินอื่นของจำเลยทั้งสี่ชำระหนี้แก่โจทก์ตามที่จำเลยทั้งสี่ยอมผูกพันตนตามสัญญาแต่ละฉบับ แต่ศาลชั้นต้นกลับพิพากษาให้จำเลยทั้งสี่ร่วมกันชำระหนี้ตามสัญญากู้ยืมเงินฉบับที่ 1 ก่อนที่จะมีการทำสัญญาการปรับปรุงโครงสร้างหนี้เป็นเงิน 19,143,180.49 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 10 ต่อปี ของต้นเงิน 19,022,012.87 บาท หากจำเลยทั้งสี่ไม่ชำระให้ยึดที่ดินโฉนดเลขที่ 1441 ของจำเลยที่ 1 พร้อมสิ่งปลูกสร้างออกขายทอดตลาดชำระหนี้แก่โจทก์ หากไม่พอ ให้ยึดทรัพย์สินอื่นของจำเลยทั้งสี่ออกขายทอดตลาดชำระหนี้แก่โจทก์จนครบ และให้จำเลยที่ 1 ที่ 2 และที่ 4 ร่วมกันชำระหนี้ตามสัญญากู้ยืมเงินฉบับที่ 2 ซึ่งเป็นการกู้ยืมเงินเพิ่มเติมตามบันทึกข้อตกลงแก้ไขเพิ่มเติมสัญญาการปรับปรุงโครงสร้างหนี้เป็นเงิน 1,509,554.79 บาท พร้อมดอกเบี้ยในอัตราเดียวกันของต้นเงิน 1,500,000 บาท หากจำเลยที่ 1 ที่ 2 และที่ 4 ไม่ชำระหนี้ ให้ยึดที่ดินโฉนดเลขที่ 3225 ของจำเลยที่ 4 พร้อมสิ่งปลูกสร้างออกขายทอดตลาดชำระหนี้แก่โจทก์ หากไม่พอ ให้ยึดทรัพย์สินอื่นของจำเลยที่ 1 ที่ 2 และที่ 4 ออกขายทอดตลาดชำระหนี้แก่โจทก์จนครบ เห็นว่า จากข้อเท็จจริงที่รับฟังเป็นยุติตามคำฟ้อง คำวินิจฉัยและคำพิพากษาส่วนที่ให้บังคับจำเลยแต่ละคนดังกล่าวข้างต้นจะเห็นได้ว่า ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยที่ 4 ร่วมรับผิดกับจำเลยที่ 1 ต่อโจทก์ ไม่เป็นไปตามที่ได้วินิจฉัยไว้โดยศาลชั้นต้นวินิจฉัยว่า จำเลยที่ 4 ต้องร่วมรับผิดกับจำเลยที่ 1 ตามสัญญาที่ตนผูกพัน ซึ่งจำเลยที่ 4 ต้องผูกพันตนร่วมรับผิดกับจำเลยที่ 1 ต่อโจทก์ตามสัญญาจำนองที่ดินโฉนดเลขที่ 3225 ในวงเงินจำนองเพียง 1,500,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยเท่านั้น การที่ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยทั้งสี่ร่วมกันชำระหนี้ตามสัญญากู้ยืมเงินฉบับที่ 1 เป็นเงินถึง 19,143,180.49 บาท พร้อมดอกเบี้ย หากยึดที่ดินจำนองโฉนดเลขที่ 1441 ของจำเลยที่ 1 ออกขายทอดตลาดชำระหนี้แก่โจทก์แล้วไม่พอ ให้ยึดทรัพย์สินอื่นของจำเลยทั้งสี่ออกขายทอดตลาดชำระหนี้แก่โจทก์จนครบ ซึ่งที่ถูกต้องพิพากษาให้จำเลยที่ 1 ถึงที่ 3 ร่วมกันชำระหนี้ดังกล่าวแก่โจทก์ หากยึดที่ดินจำนองของจำเลยที่ 1 ออกขายทอดตลาดชำระหนี้แก่โจทก์แล้วไม่พอ ให้ยึดทรัพย์สินอื่นของจำเลยที่ 1 ถึงที่ 3 ออกขายทอดตลาดชำระหนี้แก่โจทก์จนครบ เนื่องจากจำเลยที่ 4 ไม่ได้ทำสัญญาผูกพันตนเข้าร่วมรับผิดกับจำเลยที่ 1 ในหนี้ดังกล่าว คำพิพากษาของศาลชั้นต้นสำหรับจำเลยที่ 4 ในหนี้ตามสัญญากู้ยืมเงินฉบับที่ 1 ดังกล่าวจึงเป็นการผิดหลง และเป็นผลให้จำเลยที่ 4 ต้องร่วมกับจำเลยที่ 1 รับผิดต่อโจทก์ในหนี้ที่ตนไม่ได้มีส่วนผูกพัน ศาลย่อมมีอำนาจที่จะแก้ไขข้อผิดหลงนั้นให้ถูกต้องสอดคล้องกับข้อเท็จจริงและคำวินิจฉัยของศาลได้แม้คดีจะถึงที่สุด ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 9 พิพากษาให้แก้ไขคำพิพากษาศาลชั้นต้นหน้าที่ 14 ข้อความที่ว่า "ให้จำเลยทั้งสี่ร่วมกันชำระเงินตามสัญญากู้ฉบับที่ 1" เป็น "ให้จำเลยที่ 1 ถึงที่ 3 ร่วมกันชำระเงินตามสัญญากู้ฉบับที่ 1" และแก้ไขข้อความที่ว่า "หากไม่พอ ให้ยึดทรัพย์สินอื่นของจำเลยทั้งสี่ออกขายทอดตลาดนำเงินชำระหนี้แก่โจทก์จนเสร็จ" เป็น "หากไม่พอ ให้ยึดทรัพย์สินอื่นของจำเลยที่ 1 ถึงที่ 3 ออกขายทอดตลาดนำเงินชำระหนี้แก่โจทก์จนเสร็จ" ซึ่งเป็นข้อที่เกี่ยวเนื่องกับการแก้ไขในส่วนแรกมานั้นชอบแล้ว ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาของโจทก์ฟังไม่ขึ้น

พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมในชั้นฎีกาให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ. ม. 143
ชื่อคู่ความ
ธนาคารไทยธนาคาร จำกัด (มหาชน)
โดยบริษัทบริหารสินทรัพย์กรุงเทพพาณิชย์ จำกัด
โจทก์ — ผู้เข้าสวมสิทธิเป็นคู่ความแทน
ห้างหุ้นส่วนจำกัด ซี.เค.หาดใหญ่คอนสตรั๊คชั่น
จำเลย — จำกัด (1994) กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดสงขลา — นายณรงค์ พรหมอยู่
ศาลอุทธรณ์ภาค 9 — นายพีระพงษ์ เธียรประดับ
ชื่อองค์คณะ
ชาญวิทย์ รักษ์กุลชน
ธงชัย เสนามนตรี
สัณธาน ขันธมณี
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 16911/2557
#582399
เปิดฉบับเต็ม

คำฟ้องของโจทก์เป็นคำฟ้องที่เสนอเกี่ยวเนื่องกับการบังคับคดีตามคำพิพากษาของศาล ซึ่งเจ้าพนักงานบังคับคดีได้ดำเนินการไปตามหมายบังคับคดีของศาลนั้นในอันที่จะปฏิบัติตามวิธีการที่บัญญัติไว้ในภาค 4 แห่ง ป.วิ.พ. เพื่อบังคับตามคำพิพากษาหรือคำสั่ง รวมทั้งมีอำนาจดำเนินการใด ๆ ที่เกี่ยวข้องกับการบังคับคดีได้โดยให้ถือเสมือนเป็นเจ้าพนักงานศาล ตาม ป.วิ.พ. มาตรา 278 วรรคหนึ่ง ประกอบมาตรา 1 (14) แม้เจ้าพนักงานบังคับคดีคดีนี้เป็นเจ้าพนักงานในสังกัดจำเลย แต่เมื่อจำเลยมิใช่เจ้าพนักงานบังคับคดีตามหมายบังคับคดีของศาล จำเลยจึงไม่มีอำนาจเพิกถอนคำสั่งริบเงินมัดจำและให้นำทรัพย์นั้นออกขายใหม่ของเจ้าพนักงานบังคับคดีที่ได้ดำเนินการไปตามอำนาจหน้าที่ในการบังคับคดีตามหมายบังคับคดีของศาลและตามวิธีการที่บัญญัติไว้ในภาค 4 แห่ง ป.วิ.พ. ในฐานะเสมือนเจ้าพนักงานศาลได้ คำขอบังคับตามคำฟ้องของโจทก์ในส่วนนี้ย่อมไม่อาจบังคับได้

จำเลยมิใช่เจ้าพนักงานบังคับคดีซึ่งเป็นคู่สัญญาซื้อขายทอดตลาดกับโจทก์ โจทก์จึงไม่มีอำนาจที่จะบังคับให้จำเลยปฏิบัติตามสัญญาซื้อขายทอดตลาดได้ คำขอบังคับท้ายคำฟ้องของโจทก์จึงไม่อาจบังคับได้ตามกฎหมาย ศาลชอบที่จะพิพากษายกฟ้องโจทก์เสียได้ ปัญหานี้เป็นข้อกฎหมายอันเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชน ศาลฎีกายกขึ้นวินิจฉัยได้เองแม้ไม่มีคู่ความฝ่ายใดยกขึ้นอ้าง ตาม ป.วิ.พ. มาตรา 142 (5) ประกอบมาตรา 246 และมาตรา 247

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้พิพากษาให้จำเลยเพิกถอนคำสั่งริบเงินมัดจำลงวันที่ 9 มกราคม 2552 และให้เจ้าพนักงานบังคับคดีพื้นที่เขตมีนบุรี ผู้แทนจำเลยนำทรัพย์ออกขายใหม่ในคดีแพ่งหมายเลขแดงที่ 9763/2540 ของศาลแพ่ง ระหว่าง พันตำรวจตรีประมุข กับพวก โจทก์ บริษัทยูพีเอส คอนสตรัคชั่นกรุ๊ป จำกัด จำเลย และให้จำเลยปฏิบัติตามสัญญาซื้อขายทอดตลาดส่งมอบที่ดินและโอนกรรมสิทธิ์ที่ดินจำนวน 8 แปลง โฉนดเลขที่ 43032 ถึง 43037, 59175 และ 59176 ตำบลลำปลาทิว อำเภอลาดกระบัง (แสนแสบ) กรุงเทพมหานคร พร้อมสิ่งปลูกสร้างโครงการบ้านเดี่ยวสองชั้นจำนวน 560 หลัง ให้แก่โจทก์ โดยโจทก์จะชำระราคาที่เหลือจำนวน 67,780,000 บาท ให้แก่จำเลย หากจำเลยไม่สามารถส่งมอบให้ครบถ้วนให้จำเลยส่งมอบและโอนกรรมสิทธิ์ที่ดินจำนวน 8 แปลงดังกล่าวให้แก่โจทก์และรับชำระราคาเฉพาะค่าที่ดินจำนวน 28,364,400 บาท

จำเลยให้การขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง ค่าฤชาธรรมเนียมให้เป็นพับ

โจทก์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ

โจทก์ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ตามคำฟ้องของโจทก์มีคำขอบังคับให้ศาลพิพากษาให้จำเลยเพิกถอนคำสั่งริบเงินมัดจำลงวันที่ 9 มกราคม 2552 และให้เจ้าพนักงานบังคับคดีพื้นที่เขตมีนบุรี ผู้แทนจำเลยนำทรัพย์ออกขายใหม่ในคดีแพ่งหมายเลขแดงที่ 9763/2540 ของศาลแพ่ง ระหว่าง พันตำรวจตรีประมุข กับพวก โจทก์ บริษัทยูพีเอส คอนสตรัคชั่นกรุ๊ป จำกัด จำเลย อันเป็นคำฟ้องที่เสนอเกี่ยวเนื่องกับการบังคับคดีตามคำพิพากษาของศาล ซึ่งเจ้าพนักงานบังคับคดีได้ดำเนินการไปตามหมายบังคับคดีของศาลนั้นในอันที่จะปฏิบัติตามวิธีการที่บัญญัติไว้ในภาค 4 แห่งประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง เพื่อบังคับตามคำพิพากษาหรือคำสั่ง รวมทั้งมีอำนาจดำเนินการใด ๆ ที่เกี่ยวข้องกับการบังคับคดีได้โดยให้ถือเสมือนเป็นเจ้าพนักงานศาล ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 278 วรรคหนึ่ง ประกอบมาตรา 1 (14) แม้เจ้าพนักงานบังคับคดีคดีนี้เป็นเจ้าพนักงานในสังกัดจำเลย แต่เมื่อจำเลยมิใช่เจ้าพนักงานบังคับคดีตามหมายบังคับคดีของศาล จำเลยจึงไม่มีอำนาจเพิกถอนคำสั่งริบเงินมัดจำและให้นำทรัพย์นั้นออกขายใหม่ของเจ้าพนักงานบังคับคดีที่ได้ดำเนินการไปตามอำนาจหน้าที่ในการบังคับคดีตามหมายบังคับคดีของศาลและตามวิธีการที่บัญญัติไว้ในภาค 4 แห่งประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง ในฐานะเสมือนเจ้าพนักงานศาลได้ คำขอบังคับตามคำฟ้องของโจทก์ในส่วนนี้ย่อมไม่อาจบังคับได้ และที่โจทก์มีคำขอให้จำเลยปฏิบัติตามสัญญาซื้อขายทอดตลาดส่งมอบที่ดินและโอนกรรมสิทธิ์ที่ดินจำนวน 8 แปลง พร้อมสิ่งปลูกสร้าง โครงการบ้านเดี่ยวสองชั้นจำนวน 560 หลัง ให้แก่โจทก์ โดยโจทก์จะชำระราคาที่เหลือจำนวน 67,780,000 บาท ให้แก่จำเลย หากจำเลยไม่สามารถส่งมอบให้ครบถ้วนให้จำเลยส่งมอบและโอนกรรมสิทธิ์ที่ดินจำนวน 8 แปลงให้แก่โจทก์ และรับชำระราคาจำนวน 28,364,400 บาท เห็นว่า จำเลยมิใช่เจ้าพนักงานบังคับคดีซึ่งเป็นคู่สัญญาซื้อขายทอดตลาดกับโจทก์ โจทก์จึงไม่มีอำนาจที่จะบังคับให้จำเลยปฏิบัติตามสัญญาซื้อขายทอดตลาดได้ คำขอบังคับท้ายคำฟ้องของโจทก์จึงไม่อาจบังคับได้ตามกฎหมาย ศาลชอบที่จะพิพากษายกฟ้องโจทก์เสียได้ ปัญหานี้เป็นข้อกฎหมายอันเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชน ศาลฎีกายกขึ้นวินิจฉัยได้เองแม้ไม่มีคู่ความฝ่ายใดยกขึ้นอ้าง ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 142 (5) ประกอบมาตรา 246 และมาตรา 247 ที่ศาลล่างทั้งสองมีคำพิพากษายกฟ้องโจทก์นั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วยในผล คดีไม่จำต้องวินิจฉัยฎีกาของโจทก์ ฎีกาของโจทก์ฟังไม่ขึ้น

พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ. ม. 1 (14) ม. 142 (5) ม. 246 ม. 247 ม. 278 วรรคหนึ่ง
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — ห้างหุ้นส่วนจำกัด หลวงบำรุง
จำเลย — กรมบังคับคดี
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดมีนบุรี — นายวราเชน ชูพงศ์
ศาลอุทธรณ์ — นางจรรยา จีระเรืองรัตนา
ชื่อองค์คณะ
ไพโรจน์ วายุภาพ
ธีระพงศ์ จิระภาค
ประมวญ รักศิลธรรม
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 16906/2557
#582983
เปิดฉบับเต็ม

โจทก์ทั้งห้าฟ้องว่าจำเลยทั้งแปดจงใจกลั่นแกล้งเป็นเหตุให้นายทะเบียนไม่ยอมรับการจดทะเบียนโจทก์ทั้งห้าเป็นกรรมการสหภาพแรงงานรัฐวิสาหกิจการบินไทยและเรียกค่าสินไหมทดแทนอันเกิดจากมูลละเมิด เมื่อโจทก์ที่ 1 ทราบคำสั่งของนายทะเบียนคืออธิบดีกรมสวัสดิการและคุ้มครองแรงงานที่ไม่รับจดทะเบียนโจทก์ทั้งห้าเป็นกรรมการเมื่อวันที่ 28 กรกฎาคม 2547 ย่อมแสดงให้เห็นชัดเจนว่าโจทก์ทั้งห้าซึ่งเป็นผู้เสียหายได้รู้ถึงการละเมิดและรู้ตัวผู้จะพึงต้องใช้ค่าสินไหมทดแทนแก่โจทก์ทั้งห้าตั้งแต่วันดังกล่าว แต่โจทก์ทั้งห้านำคดีมาฟ้องจำเลยทั้งแปดเพื่อเรียกค่าสินไหมทดแทนอันเกิดจากมูลละเมิดวันที่ 16 พฤศจิกายน 2549 เกินกำหนด 1 ปี นับแต่ขณะที่อาจบังคับสิทธิเรียกร้องได้ คดีของโจทก์ทั้งห้าจึงขาดอายุความตาม ป.พ.พ. มาตรา 448 วรรคหนึ่ง ส่วนการที่โจทก์ทั้งห้าฟ้องคดีต่อศาลแรงงานกลางเพื่อขอเพิกถอนคำสั่งที่นายทะเบียนไม่รับจดทะเบียนโจทก์ทั้งห้าเป็นกรรมการนั้นเป็นการกระทำของโจทก์ทั้งห้าภายหลังอันเป็นเพียงผลที่เกิดจากการกระทำละเมิดของจำเลยทั้งแปดตามที่โจทก์ทั้งห้ากล่าวอ้าง มิใช่การกระทำละเมิดต่อเนื่องกันมาจนถึงวันที่ศาลฎีกามีคำสั่งถึงที่สุด

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ทั้งห้าฟ้องขอให้บังคับจำเลยทั้งแปดร่วมกันชดใช้ค่าสินไหมทดแทนแก่โจทก์ทั้งห้าคนละ 315,000 บาท รวมเป็นเงินจำนวน 1,575,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงินคนละ 315,000 บาท นับแต่วันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จ

จำเลยทั้งแปดให้การขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง ค่าฤชาธรรมเนียมให้เป็นพับ

โจทก์ทั้งห้าอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษายกคำพิพากษาศาลชั้นต้น ให้ศาลชั้นต้นวินิจฉัยประเด็นอื่นต่อไปแล้วพิพากษาใหม่ตามรูปคดี ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ

จำเลยทั้งแปดฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า คดีมีปัญหาตามฎีกาของจำเลยทั้งแปดว่า คดีโจทก์ขาดอายุความหรือไม่ ข้อเท็จจริงในเบื้องต้นรับฟังเป็นยุติว่า เมื่อวันที่ 12 มีนาคม 2547 จำเลยที่ 1 รักษาการในตำแหน่งประธานสหภาพแรงงานรัฐวิสาหกิจการบินไทย จำเลยที่ 2 ถึงที่ 8 รักษาการในตำแหน่งกรรมการสหภาพแรงงานรัฐวิสาหกิจการบินไทย จำเลยที่ 1 มีหน้าที่จัดการประชุมใหญ่วิสามัญประจำปีเพื่อให้สมาชิกสหภาพแรงงานรับรองการลงคะแนนเสียงเลือกตั้งคณะกรรมการบริหารสหภาพแรงงานรัฐวิสาหกิจการบินไทย จำเลยทั้งแปดมีหน้าที่ตรวจสอบองค์ประชุม ต่อมานายประพนธ์ ผู้ตรวจสอบกิจการสหภาพแรงงานได้คัดค้านการจดทะเบียนต่ออธิบดีกรมสวัสดิการและคุ้มครองแรงงานในฐานะนายทะเบียนว่าการประชุมใหญ่วิสามัญดังกล่าวมีผู้ไม่ได้เป็นสมาชิกสหภาพจำนวน 4 คน เข้าร่วมประชุมทำให้องค์ประชุมไม่ครบ เป็นเหตุให้นายทะเบียนมีคำสั่งว่าการเลือกตั้งเป็นโมฆะเพราะการประชุมไม่ครบองค์ประชุมตามที่กำหนดในข้อบังคับสหภาพแรงงาน จึงไม่สามารถที่จะรับจดทะเบียนกรรมการสหภาพแรงงานรัฐวิสาหกิจการบินไทยที่โจทก์ทั้งห้าได้รับเลือกตั้งในวันประชุมใหญ่วิสามัญเมื่อวันที่ 12 มีนาคม 2547 ได้ โจทก์ที่ 1 ทราบคำสั่งตามหนังสือเรื่องไม่รับจดทะเบียนกรรมการลงวันที่ 28 กรกฎาคม 2547 โดยนายสุเทพ รองอธิบดีปฏิบัติราชการแทนอธิบดีกรมสวัสดิการและคุ้มครองแรงงานลงชื่อ เห็นว่า โจทก์ทั้งห้าฟ้องว่าจำเลยทั้งแปดจงใจกลั่นแกล้งเป็นเหตุให้นายทะเบียนไม่ยอมรับการจดทะเบียนโจทก์ทั้งห้าเป็นกรรมการสหภาพแรงงานรัฐวิสาหกิจการบินไทยและเรียกค่าสินไหมทดแทนอันเกิดจากมูลละเมิด เมื่อโจทก์ที่ 1 ทราบคำสั่งของนายทะเบียนคืออธิบดีกรมสวัสดิการและคุ้มครองแรงงานแล้วย่อมแสดงให้เห็นชัดเจนว่าโจทก์ทั้งห้าซึ่งเป็นผู้เสียหายได้รู้ถึงการละเมิดและรู้ตัวผู้จะพึงต้องใช้ค่าสินไหมทดแทนแก่โจทก์ทั้งห้าตั้งแต่วันที่ 28 กรกฎาคม 2547 แต่โจทก์ทั้งห้านำคดีมาฟ้องจำเลยทั้งแปดเพื่อเรียกค่าสินไหมทดแทนอันเกิดจากมูลละเมิดวันที่ 16 พฤศจิกายน 2549 เกินกำหนด 1 ปี นับแต่ขณะที่อาจบังคับสิทธิเรียกร้องได้ คดีของโจทก์ทั้งห้าจึงขาดอายุความ 1 ปี ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 448 วรรคหนึ่ง ส่วนปัญหาที่ว่าโจทก์ทั้งห้าได้ฟ้องคดีต่อศาลแรงงานกลางเพื่อขอเพิกถอนคำสั่งที่นายทะเบียนไม่รับจดทะเบียนโจทก์ทั้งห้าเป็นกรรมการสหภาพแรงงานรัฐวิสาหกิจการบินไทยและศาลฎีกามีคำสั่งถึงที่สุดเมื่อวันที่ 31 มกราคม 2549 นั้น เห็นว่า โจทก์ทั้งห้าฟ้องคดีต่อศาลแรงงานกลางเป็นการกระทำของโจทก์ทั้งห้าภายหลังอันเป็นเพียงผลที่เกิดจากการกระทำละเมิดของจำเลยทั้งแปดตามที่โจทก์ทั้งห้ากล่าวอ้าง มิใช่การกระทำละเมิดต่อเนื่องกันมาจนถึงวันที่ศาลฎีกามีคำสั่งถึงที่สุด ที่ศาลอุทธรณ์พิพากษามานั้น ศาลฎีกาไม่เห็นพ้องด้วย ฎีกาของจำเลยทั้งแปดฟังขึ้น

อนึ่ง คดีนี้โจทก์ทั้งห้าอุทธรณ์โดยขอให้ศาลอุทธรณ์พิพากษาให้โจทก์ทั้งห้าชนะคดีตามฟ้อง และชำระค่าขึ้นศาลชั้นอุทธรณ์มาอย่างคดีมีทุนทรัพย์ เมื่อศาลอุทธรณ์วินิจฉัยว่า คดีโจทก์ทั้งห้าไม่ขาดอายุความแล้วมิได้วินิจฉัยประเด็นอื่นต่อไป แต่ย้อนสำนวนไปให้ศาลชั้นต้นวินิจฉัยแล้วพิพากษาใหม่ จึงชอบที่จะเรียกเก็บค่าขึ้นศาลชั้นอุทธรณ์อย่างคดีไม่มีทุนทรัพย์เป็นเงิน 200 บาท และชั้นฎีกา จำเลยทั้งแปดฎีกาขอให้พิพากษากลับคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ที่พิพากษายกคำพิพากษาศาลชั้นต้น ให้ศาลชั้นต้นวินิจฉัยแล้วพิพากษาใหม่ จึงเป็นคดีไม่มีทุนทรัพย์ ต้องเสียค่าขึ้นศาล 200 บาท เช่นกัน แต่โจทก์ทั้งห้าและจำเลยทั้งแปดเสียค่าขึ้นศาลชั้นอุทธรณ์และชั้นฎีกาอย่างคดีมีทุนทรัพย์ จึงต้องคืนค่าขึ้นศาลส่วนที่เกินให้แก่โจทก์ทั้งห้าและจำเลยทั้งแปด

พิพากษากลับ ให้ยกฟ้อง คืนค่าขึ้นศาลชั้นอุทธรณ์และชั้นฎีกาส่วนที่เกิน 200 บาท ให้แก่โจทก์ทั้งห้าและจำเลยทั้งแปดตามลำดับ ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 448 วรรคหนึ่ง
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นางแจ่มศรี สุกโชติรัตน์ กับพวก
จำเลย — นายสมศักดิ์ ศรีนวล กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลแพ่ง — นายสุรพันธ์ อรัญนารถ
ศาลอุทธรณ์ — นายนิพนธ์ พิชยพาณิชย์
ชื่อองค์คณะ
พรเทพ อัมพรกลิ่นแก้ว
จิรนิติ หะวานนท์
พิศิฏฐ์ สุดลาภา
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 16897/2557
#579695
เปิดฉบับเต็ม

โจทก์เสียสิทธิในที่ดินทั้งสองแปลงไปเพราะถูกศาลพิพากษาเพิกถอนการโอนขายเพื่อให้กลับสู่กองทรัพย์สินของพันจ่าอากาศเอกหญิง น. ในคดีล้มละลายเพื่อประโยชน์แก่เจ้าหนี้ทุกคนตาม พ.ร.บ.ล้มละลาย พ.ศ.2483 มาตรา 115 (เดิม) ไม่ใช่กรณีที่โจทก์เพียงถูกก่อการรบกวนขัดสิทธิในอันที่จะครองทรัพย์สินที่ซื้อมาโดยปกติสุขตาม ป.พ.พ. มาตรา 475 และ 476 แต่เป็นกรณีที่ที่ดินทั้งสองแปลงหลุดไปจากโจทก์ทั้งหมดเพราะการรอนสิทธิตามมาตรา 479 ซึ่งบัญญัติว่า "ถ้าทรัพย์สินซึ่งซื้อขายกันหลุดไปจากผู้ซื้อทั้งหมดหรือแต่บางส่วนเพราะเหตุการรอนสิทธิ... และซึ่งผู้ซื้อหาได้รู้ในเวลาซื้อขายไม่ก็ดี ท่านว่าผู้ขายต้องรับผิด" ดังนั้น จำเลยที่ 1 หรือจำเลยทั้งสองจะต้องรับผิดต่อโจทก์หรือไม่ข้อเท็จจริงต้องปรากฏว่าในเวลาที่ทำสัญญาซื้อขายโจทก์รู้หรือไม่ว่าเหตุรอนสิทธินั้นมีอยู่แล้ว จากพยานหลักฐานน่าเชื่อว่า โจทก์โดยกรรมการของโจทก์ ก็ได้รับรู้ข่าวเกี่ยวกับแชร์น้ำมันของพันจ่าอากาศเอกหญิง น. ดังนั้น แม้จำเลยที่ 1 จะไม่ได้แจ้งข้อเท็จจริงในขณะซื้อขายว่าที่ดินพิพาทจำเลยที่ 1 รับโอนมาโดยไม่ชอบและอาจถูกเพิกถอนได้ แต่โจทก์ก็สามารถตรวจสอบข้อเท็จจริงจนรู้ได้เองอยู่แล้ว การที่จำเลยที่ 1 นิ่งเสียเช่นนั้นไม่ใช่กรณีที่จะถือว่าเป็นกลฉ้อฉลตาม ป.พ.พ. มาตรา 162 จำเลยที่ 1 หรือจำเลยทั้งสองจึงไม่ต้องรับผิดต่อโจทก์ตาม ป.พ.พ. มาตรา 479

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยทั้งสองชดใช้เงิน 190,694,061 บาท พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงิน 91,800,000 บาท และค่าเสียหายที่โจทก์อาจให้เช่าได้อีกเดือนละ 121,000 บาท นับแต่วันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระให้แก่โจทก์เสร็จสิ้น

จำเลยทั้งสองให้การ ขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง ค่าฤชาธรรมเนียมให้เป็นพับ

โจทก์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมในชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ

โจทก์ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า คดีมีปัญหาตามฎีกาของโจทก์ว่า จำเลยทั้งสองต้องรับผิดคืนเงินค่าที่ดินทั้งสองแปลงพร้อมดอกเบี้ยแก่โจทก์หรือไม่ ศาลล่างทั้งสองเห็นพ้องกันในปัญหาข้อเท็จจริงว่า โจทก์ผู้ซื้อที่ดินทั้งสองแปลงรู้ถึงสิทธิของผู้ก่อการรบกวนขัดสิทธิอยู่แล้วในเวลาซื้อขายและวินิจฉัยข้อกฎหมายว่า ผู้ขายคือจำเลยที่ 1 ไม่ต้องรับผิดต่อโจทก์ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 476 โจทก์อุทธรณ์ว่าโจทก์ได้รับประโยชน์จากข้อสันนิษฐานตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 6 ว่าเป็นผู้สุจริต จำเลยทั้งสองมีภาระการพิสูจน์ว่าโจทก์ไม่สุจริต แม้หนังสือพิมพ์รายวันจะลงข่าวเกี่ยวกับกรณีของพันจ่าอากาศเอกหญิงนกแก้ว ตามหนังสือพิมพ์ก็ไม่อาจสันนิษฐานว่าประชาชนทุกคนรู้ข่าวนั้น ทั้งเป็นข่าวเกี่ยวกับการฉ้อโกงประชาชนไม่ใช่เรื่องการล้มละลาย เห็นว่า คดีนี้เป็นกรณีที่โจทก์เสียสิทธิในที่ดินทั้งสองแปลงไปเพราะถูกศาลพิพากษาเพิกถอนการโอนขายเพื่อให้กลับสู่กองทรัพย์สินของพันจ่าอากาศเอกหญิงนกแก้ว ในคดีล้มละลายเพื่อประโยชน์แก่เจ้าหนี้ทุกคนตามพระราชบัญญัติล้มละลาย พ.ศ.2483 มาตรา 115 (เดิม) จึงไม่ใช่กรณีที่โจทก์เพียงถูกก่อการรบกวนขัดสิทธิในอันที่จะครองทรัพย์สินที่ซื้อมาโดยปกติสุขตามมาตรา 475 และ 476 แต่เป็นกรณีที่ที่ดินทั้งสองแปลงหลุดไปจากโจทก์ทั้งหมดเพราะการรอนสิทธิตามมาตรา 479 ซึ่งบัญญัติว่า "ถ้าทรัพย์สินซึ่งซื้อขายกันหลุดไปจากผู้ซื้อทั้งหมดหรือแต่บางส่วนเพราะเหตุการรอนสิทธิ... และซึ่งผู้ซื้อหาได้รู้ในเวลาซื้อขายไม่ก็ดี ท่านว่าผู้ขายต้องรับผิด" ดังนั้น จำเลยที่ 1 หรือจำเลยทั้งสองแล้วแต่กรณีจะต้องรับผิดต่อโจทก์หรือไม่ข้อเท็จจริงต้องปรากฏว่าในเวลาที่ทำสัญญาซื้อขายโจทก์รู้หรือไม่ว่าเหตุรอนสิทธินั้นมีอยู่แล้ว โดยเหตุรอนสิทธิในคดีนี้คือ การที่ที่ดินทั้งสองแปลงอาจถูกเพิกถอนการโอนได้ และโดยที่มาตรา 479 ใช้ถ้อยคำว่า "และซึ่งผู้ซื้อหาได้รู้ในเวลาซื้อขายไม่" จึงเป็นกรณีที่จำเลยทั้งสองต้องพิสูจน์ในทางยืนยันว่า ในเวลาที่ซื้อขาย โจทก์รู้เหตุนั้นอยู่แล้ว ซึ่งตามคำให้การของจำเลยทั้งสองก็ได้ต่อสู้ว่า ก่อนซื้อที่ดินทั้งสองแปลง โจทก์ได้ตรวจสอบและรู้แล้วว่าที่ดินทั้งสองแปลงนี้มีความเป็นมาอย่างไร และรู้อยู่ด้วยว่าพันจ่าอากาศเอกหญิงนกแก้วถูกฟ้องล้มละลาย ถูกพิทักษ์ทรัพย์เด็ดขาด และถูกพิพากษาล้มละลาย ซึ่งในชั้นพิจารณาจำเลยที่ 2 เป็นพยานจำเลยทั้งสองเบิกความว่า ปี 2527 ถึง 2528 เกิดวิกฤตการณ์ทางเศรษฐกิจเกี่ยวกับแชร์น้ำมันแม่นกแก้ว ที่พันจ่าอากาศเอกหญิงนกแก้วเป็นผู้ก่อตั้ง และต่อมาถูกดำเนินคดีฐานฉ้อโกงประชาชน หนังสือพิมพ์รายวันลงข่าวเรื่องนี้ให้ประชาชนทราบตามหนังสือพิมพ์รายวัน และพันจ่าอากาศเอกหญิงนกแก้วถูกฟ้องล้มละลายในที่สุด ซึ่งเมื่อตรวจดูหนังสือพิมพ์ดังกล่าวเป็นหนังสือพิมพ์ไทยรัฐฉบับวันที่ 2, 4, 24 พฤษภาคม 2528 ฉบับวันที่ 25 มิถุนายน 2528 ฉบับวันที่ 6 และ 11 กันยายน 2528 และฉบับวันที่ 5 พฤศจิกายน 2528 และหนังสือพิมพ์มติชน ฉบับวันที่ 8 และ 24 พฤษภาคม 2528 มีข่าวเรื่องแชร์แม่นกแก้ว ลงติดต่อกันหลายฉบับเป็นเวลาหลายเดือน ส่วนเรื่องการซื้อที่ดินทั้งสองแปลง พยานดังกล่าวเบิกความว่า นายสมพร และนายวัฒนา กรรมการของโจทก์ในขณะนั้นได้ติดต่อพยาน เพื่อให้ช่วยหาที่ดินสร้างสถานีบริการน้ำมัน พยานจึงแนะนำให้ติดต่อจำเลยที่ 1 เจ้าของที่ดินทั้งสองแปลง ซึ่งพยานโจทก์โดยนายรุจิภาส ทนายโจทก์ เบิกความว่า ขณะซื้อขายกรรมการผู้มีอำนาจของโจทก์คือ นายพูลผล บุตรของนายวัฒนา และเป็นการติดต่อผ่านมาทางนายวัฒนา พยานโจทก์อีกผู้หนึ่งคือ นายขจร กรรมการปัจจุบันของโจทก์ ตอบทนายจำเลยทั้งสองถามค้านว่า บริษัทโจทก์มีฝ่ายกฎหมายตรวจสอบเอกสารต่าง ๆ นายพูลผล เป็นกรรมการผู้มีอำนาจของโจทก์เป็นผู้สั่งจ่ายเช็ค ซึ่งโจทก์นำสืบว่า เป็นส่วนหนึ่งของค่าที่ดินทั้งสองแปลง เห็นว่า แม้โจทก์จะมีนายรุจิภาสกับนายขจรเป็นพยาน แต่ทั้งสองคนก็เพียงแต่เบิกความตามเอกสาร ไม่ได้เป็นผู้รู้เห็นด้วยตนเองโดยตรงในเรื่องราวที่เกิดขึ้นขณะที่ตกลงซื้อขาย ส่วนพยานจำเลยทั้งสองคือจำเลยที่ 2 จากพยานหลักฐานของทั้งสองฝ่ายน่าเชื่อว่าจำเลยที่ 2 ซึ่งเป็นสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรด้วยในขณะนั้นได้ทำตัวเป็นผู้ติดต่อแนะนำเกี่ยวกับการซื้อขายที่ดินทั้งสองแปลงโดยผ่านทางนายวัฒนา กรรมการคนหนึ่งของโจทก์ ซึ่งมีความประสงค์จะซื้อที่ดินเพื่อสร้างสถานีบริการน้ำมันตามวัตถุประสงค์ของบริษัทโจทก์ และโดยที่ในปี 2538 ขณะที่มีการติดต่อซื้อขายที่ดินทั้งสองแปลงกันนั้น นอกจากโจทก์จะมีฝ่ายตรวจสอบของตนเองที่สามารถตรวจสอบรายละเอียดที่ปรากฏในโฉนดที่ดินทั้งสองฉบับได้ในเบื้องต้นจนรู้ความเป็นมาของที่ดินทั้งสองแปลง โดยเฉพาะข้อเท็จจริงที่ว่ามีใครเป็นเจ้าของมาก่อนบ้างก่อนจะถึงมือของจำเลยที่ 1 ประกอบกับข่าวเกี่ยวกับแชร์น้ำมันของพันจ่าอากาศเอกหญิงนกแก้วที่จำเลยทั้งสองอ้างส่งจะเป็นการลงข่าวในช่วงปี 2527 ถึง 2528 ในเวลาที่เกิดเหตุเกี่ยวกับแชร์น้ำมันซึ่งก็เห็นได้ว่าข่าวดังกล่าวเป็นข่าวครึกโครม มีความสำคัญ ส่งผลกระทบ กระเทือนต่อบุคคลจำนวนมากในหลายวงการ จึงน่าเชื่อว่า โจทก์โดยกรรมการของโจทก์ ก็ได้รับรู้ข่าวดังกล่าวนี้ด้วยเช่นกัน ประกอบกับลักษณะของข่าวและข้อเท็จจริงที่เกิดขึ้นเกี่ยวกับแชร์น้ำมันเป็นเรื่องเกี่ยวกับการเงินของผู้ที่นำเงินมาลงทุน ซึ่งในฐานะผู้ประกอบธุรกิจเช่นโจทก์ย่อมคาดเห็นได้ว่าในที่สุดแล้วผลจะลงเอยเช่นใด ดังนั้น แม้โจทก์จะซื้อที่ดินพิพาทจากจำเลยที่ 1 หลังจากข่าวในหน้าหนังสือพิมพ์ดังกล่าวถึง 10 ปี ก็ไม่ใช่ข้อที่จะทำให้สงสัยและทำลายน้ำหนักทางนำสืบของจำเลยทั้งสองว่า ในขณะซื้อที่ดินพิพาท โจทก์ไม่รู้เหตุที่จะต้องถูกรอนสิทธิส่วนที่โจทก์ฎีกาว่า จำเลยทั้งสองไม่แจ้งให้โจทก์ทราบในขณะซื้อขายว่าที่ดินพิพาทจำเลยที่ 1 รับโอนมาโดยไม่ชอบและอาจถูกเพิกถอนได้นั้น เห็นว่า แม้จำเลยที่ 1 จะไม่ได้แจ้งข้อเท็จจริงดังกล่าว แต่โจทก์ก็สามารถตรวจสอบข้อเท็จจริงได้ดังวินิจฉัยข้างต้นจนรู้ได้เองอยู่แล้ว การที่จำเลยที่ 1 แม้หากจะได้นิ่งเสียเช่นนั้นก็ตามก็ไม่ใช่กรณีที่จะถือว่าเป็นกลฉ้อฉลตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 162 พยานหลักฐานของจำเลยทั้งสองมีน้ำหนักดีกว่าพยานหลักฐานของโจทก์ ข้อเท็จจริงฟังได้ว่า โจทก์รู้อยู่แล้วในเวลาที่ซื้อขายที่ดินทั้งสองแปลงว่ามีเหตุที่จะถูกรอนสิทธิได้ จำเลยที่ 1 หรือจำเลยทั้งสองแล้วแต่กรณีจึงไม่ต้องรับผิดต่อโจทก์ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 479 ปัญหาตามฎีกาของโจทก์ที่ว่า จำเลยที่ 2 ต้องร่วมรับผิดด้วยเพราะเป็นหุ้นส่วนกับจำเลยที่ 1 หรือไม่ก็ดี จำเลยทั้งสองต้องรับผิดต่อโจทก์เพียงใดก็ดี จึงไม่จำต้องวินิจฉัยเพราะไม่ทำให้ ผลคดีเปลี่ยนแปลงไป ศาลล่างทั้งสองพิพากษามาชอบแล้ว ฎีกาของโจทก์ฟังไม่ขึ้น

พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 162 ม. 475 ม. 476 ม. 479
พ.ร.บ.ล้มละลาย พ.ศ.2483 ม. 115 (เดิม)
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — บริษัทเอ็ม พี ปิโตรเลียม จำกัด
จำเลย — นางศรีอุษา แจ้วจิรา กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลแพ่ง — นางอุบลรัตน์ ศรีนวล
ศาลอุทธรณ์ — นายสมชัย วิชญไพศิฐสกุล
ชื่อองค์คณะ
ธราธร ศิลปโอสถ
สุรพันธุ์ ละอองมณี
ประสิทธิ์ เจริญถาวรโภคา
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 16889/2557
#580025
เปิดฉบับเต็ม

แม้การที่ศาลชั้นต้นสั่งคำร้องขอขยายระยะเวลาฎีกาของโจทก์เมื่อพ้นระยะเวลาฎีกาแล้วจะทำให้โจทก์เสียสิทธิในการยื่นฎีกาภายในกำหนดเวลาที่ยังเหลืออยู่ก็ตาม โจทก์ย่อมคาดหมายได้ว่าศาลชั้นต้นอาจสั่งไม่อนุญาตก็ได้ กรณีไม่อาจนำเหตุที่ศาลชั้นต้นสั่งคำร้องของโจทก์หลังจากพ้นกำหนดระยะเวลาฎีกาแล้ว 4 วัน มาเป็นเหตุที่จะอนุญาตให้โจทก์ขยายระยะเวลาฎีกาได้

การพิจารณาว่ามีเหตุที่จะอนุญาตให้โจทก์ขยายระยะเวลาฎีกาได้หรือไม่ ต้องพิจารณาตาม ป.วิ.พ. มาตรา 23 ว่า เหตุที่โจทก์อ้างตามคำร้องเป็นพฤติการณ์พิเศษหรือไม่ การที่โจทก์ไม่สามารถยื่นฎีกาได้ภายในกำหนดเพราะกรรมการบริษัทโจทก์ซึ่งอาศัยต่างประเทศยังไม่เดินทางกลับประเทศไทยเพื่อสั่งจ่ายเช็คค่าฤชาธรรมเนียมที่จะต้องชำระและนำมาวางศาล เป็นความบกพร่องของตัวโจทก์และทนายโจทก์เอง ถือไม่ได้ว่าเป็นพฤติการณ์พิเศษตามบทบัญญัติดังกล่าว

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
คดีสืบเนื่องมาจากเมื่อวันที่ 7 พฤษภาคม 2556 ศาลชั้นต้นอ่านคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ให้คู่ความฟัง วันที่ 6 มิถุนายน 2556 วันที่ 4 กรกฎาคม 2556 และวันที่ 6 สิงหาคม 2556 โจทก์ยื่นคำร้องขอขยายระยะเวลาฎีกา ศาลชั้นต้นอนุญาตถึงวันที่ 9 กันยายน 2556 ต่อมาวันที่ 6 กันยายน 2556 โจทก์ยื่นคำร้องขอขยายระยะเวลาฎีกาออกไปจนถึงวันที่ 9 ตุลาคม 2556 อ้างว่า กรรมการบริษัทโจทก์อาศัยอยู่ต่างประเทศและต้องเดินทางไปยังสาขาของโจทก์ที่ต่างประเทศจะเดินทางกลับประเทศไทยเพื่อสั่งจ่ายเช็คค่าใช้จ่ายบริษัทเดือนละครั้ง พนักงานบริษัทโจทก์ได้ดำเนินการขอเบิกค่าฤชาธรรมเนียมแล้ว แต่เนื่องจากกรรมการบริษัทโจทก์ยังไม่เดินทางกลับประเทศไทย โจทก์จึงไม่สามารถยื่นฎีกาพร้อมค่าฤชาธรรมเนียมวางศาลได้ ศาลชั้นต้นมีคำสั่งเมื่อวันที่ 13 กันยายน 2556 ว่า ศาลให้โอกาสโจทก์ขยายระยะเวลายื่นฎีกามาแล้วถึง 3 ครั้ง และในการอนุญาตครั้งที่ 3 ตามคำร้องฉบับลงวันที่ 6 สิงหาคม 2556 ศาลระบุว่าจะอนุญาตเป็นครั้งสุดท้าย แต่โจทก์กลับไม่ยื่นฎีกาภายในกำหนด กลับมายื่นคำร้องขอขยายระยะเวลายื่นฎีกาอีก พิเคราะห์แล้ว เห็นว่า ข้ออ้างดังกล่าวเป็นความบกพร่องของโจทก์เอง จึงมิใช่กรณีที่มีพฤติการณ์พิเศษอันจะทำให้ศาลอนุญาตให้ขยายระยะเวลายื่นฎีกาได้ จึงให้ยกคำร้อง

โจทก์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษากลับ ให้ยกคำสั่งศาลชั้นต้นที่ไม่อนุญาตให้โจทก์ขยายระยะเวลาฎีกา โดยอนุญาตให้โจทก์ขยายระยะเวลาฎีกามีกำหนด 15 วัน นับแต่วันฟังคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ แล้วให้ศาลชั้นต้นดำเนินการต่อไปตามกฎหมาย ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสองศาลให้เป็นพับ

จำเลยฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยว่า มีเหตุที่จะขยายระยะเวลาฎีกาให้โจทก์หรือไม่ โดยจำเลยฎีกาว่า คำวินิจฉัยของศาลอุทธรณ์ไม่ชอบด้วยกฎหมาย กล่าวคือ เมื่อศาลชั้นต้นอนุญาตให้โจทก์ขยายระยะเวลาฎีกาถึงวันที่ 9 กันยายน 2556 แล้ว โจทก์ไม่ยื่นฎีกาภายในกำหนดเวลาดังกล่าว แม้ต่อมาศาลชั้นต้นมีคำสั่งยกคำร้องขอขยายระยะเวลาฎีกาครั้งที่ 4 ของโจทก์ภายหลังจากระยะเวลายื่นฎีกาได้ล่วงพ้นไปแล้ว ก็ไม่มีบทบัญญัติแห่งกฎหมายใดที่จะบังคับศาลให้ต้องพิจารณาและมีคำสั่งตามคำร้องของโจทก์ภายในระยะเวลาที่ศาลได้อนุญาตให้ขยายระยะเวลาไว้ ซึ่งหากตีความเช่นนั้น ต้องถือว่ามีเหตุอนุญาตให้ขยายระยะเวลาฎีกาได้ทุกกรณี อันขัดต่อประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 23 เพราะศาลต้องพิจารณาจากพฤติการณ์พิเศษที่ทำให้คู่ความไม่อาจยื่นฎีกาได้ภายในระยะเวลาที่กำหนด ทั้งข้ออ้างที่โจทก์ระบุในคำร้องขอขยายระยะเวลาฎีกาเป็นความบกพร่องของโจทก์เอง จึงมิใช่กรณีที่มีพฤติการณ์พิเศษอันจะทำให้ศาลอนุญาตให้ขยายระยะเวลาฎีกาได้นั้น เห็นว่า คดีนี้ ศาลชั้นต้นอนุญาตให้โจทก์ขยายระยะเวลาฎีกาครั้งที่ 3 ถึงวันที่ 9 กันยายน 2556 โจทก์ยื่นคำร้องขอขยายระยะเวลาฎีกาครั้งที่ 4 เมื่อวันที่ 6 กันยายน 2556 ซึ่งเหลือระยะเวลาเพียง 3 วันก็จะครบกำหนดระยะเวลายื่นฎีกาแล้ว ทนายโจทก์ย่อมทราบดีว่า เมื่อยื่นคำร้องดังกล่าวแล้วเจ้าพนักงานศาลต้องปฏิบัติหน้าที่ไปตามระบบงานที่เป็นอยู่ เนื่องจากเป็นที่รู้กันอยู่ว่าในแต่ละวันมีคู่ความหรือประชาชนไปติดต่อกับเจ้าพนักงานศาลเป็นจำนวนมาก ไม่ได้มีเฉพาะคดีของโจทก์เพียงคดีเดียว ดังเห็นได้ว่า มีข้อความประทับไว้ตอนล่างคำร้องขอขยายระยะเวลาฎีกาของโจทก์ครั้งที่ 4 ว่า ถ้าศาลไม่อาจสั่งได้ในวันนี้ ผู้ยื่นจะมาติดตามเพื่อทราบคำสั่งทุก ๆ 7 วัน มิฉะนั้นถือว่าทราบคำสั่งแล้ว ซึ่งแสดงว่า ศาลชั้นต้นอาจสั่งคำร้องของทนายโจทก์ในวันอื่นถัดจากวันยื่นคำร้องก็ได้ เป็นหน้าที่ของทนายโจทก์ที่จะต้องมาติดตามคำสั่งของศาลชั้นต้นเอง มิฉะนั้นถือว่าทนายโจทก์ทราบคำสั่งแล้ว ประกอบกับไม่มีบทบัญญัติของกฎหมายระบุไว้ว่าศาลชั้นต้นต้องมีคำสั่งคำร้องในวันที่คู่ความยื่นคำร้องหรือภายในระยะเวลากี่วัน แม้การที่ศาลชั้นต้นสั่งคำร้องของโจทก์เมื่อพ้นระยะเวลาฎีกาแล้วจะทำให้โจทก์เสียสิทธิในการยื่นฎีกาภายในกำหนดเวลาที่ยังเหลืออยู่ก็ตาม แต่เมื่อโจทก์ยื่นคำร้องขอขยายระยะเวลาฎีกา โจทก์ย่อมคาดหมายได้ว่า ศาลชั้นต้นอาจสั่งไม่อนุญาตก็ได้ ทนายโจทก์ควรต้องเตรียมยื่นฎีกาภายในกำหนดเวลาที่เหลืออยู่ไว้ด้วย กรณีจึงไม่อาจนำเหตุที่ศาลชั้นต้นสั่งคำร้องขอขยายระยะเวลาฎีกาของโจทก์หลังจากพ้นกำหนดระยะเวลาฎีกาแล้ว 4 วัน มาเป็นเหตุอนุญาตให้โจทก์ขยายระยะเวลาฎีกาได้ดังที่ศาลอุทธรณ์วินิจฉัยไว้ ดังนี้ การที่จะพิจารณาว่ามีเหตุที่จะอนุญาตให้โจทก์ขยายระยะเวลาฎีกาได้หรือไม่นั้น ต้องพิจารณาตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 23 เมื่อโจทก์ยื่นคำร้องขอขยายระยะเวลาฎีกาก่อนสิ้นระยะเวลา จึงต้องพิจารณาว่า เหตุที่โจทก์อ้างตามคำร้องเป็นพฤติการณ์พิเศษหรือไม่ เห็นว่า ตามคำร้องขอขยายระยะเวลาฎีกาครั้งที่ 3 ของโจทก์ ฉบับลงวันที่ 6 สิงหาคม 2556 ระบุว่า ทนายโจทก์เพิ่งได้รับแจ้งให้ยื่นฎีกา แสดงให้เห็นว่า โจทก์รู้ว่าจะยื่นฎีกาคดีนี้ตั้งแต่วันดังกล่าวเป็นอย่างช้า เมื่อศาลชั้นต้นอนุญาตให้โจทก์ขยายระยะเวลาฎีกาครั้งที่ 3 ถึงวันที่ 9 กันยายน 2556 โจทก์ย่อมมีเวลาพอที่จะเตรียมเงินค่าฤชาธรรมเนียมที่จะต้องชำระและนำมาวางศาลได้ทัน การที่โจทก์ไม่สามารถยื่นฎีกาได้ภายในกำหนด เพราะกรรมการบริษัทโจทก์ซึ่งอาศัยอยู่ต่าง ประเทศยังไม่เดินทางกลับประเทศไทยเพื่อสั่งจ่ายเช็คค่าฤชาธรรมเนียมที่จะต้องชำระและนำมาวางศาล จึงเป็นเพราะความบกพร่องของตัวโจทก์และทนายโจทก์เอง ถือไม่ได้ว่าเป็นพฤติการณ์พิเศษตามบทบัญญัติดังกล่าว อันศาลจะพึงขยายระยะเวลาฎีกาให้โจทก์ได้ ที่ศาลอุทธรณ์พิพากษามานั้น ศาลฎีกาไม่เห็นพ้องด้วย ฎีกาจำเลยฟังขึ้น

พิพากษากลับ ให้ยกคำร้อง ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ. ม. 23
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — บริษัทฮันเตอร์ ดักลาส (ประเทศไทย) จำกัด
จำเลย — บริษัทรวมนครก่อสร้าง (ประเทศไทย) จำกัด
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลแพ่ง — นายบัณฑิต แก้วทอง
ศาลอุทธรณ์ — นายศักดิ์ชัย รังษีวงศ์
ชื่อองค์คณะ
ไมตรี สุเทพากุล
เกษม เกษมปัญญา
กิจชัย จิตธารารักษ์
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 16887/2557
#571585
เปิดฉบับเต็ม

ศาลชั้นต้นมีคำสั่งในฎีกาของจำเลยว่า ให้จำเลยวางเงินค่านำส่งตามข้อบังคับว่าด้วยการส่งคำคู่ความและเอกสารทางคดีในวันถัดไป จำเลยจึงมีหน้าที่ต้องวางเงินค่านำส่งดังกล่าวภายในเวลาที่ศาลกำหนด เมื่อจำเลยไม่วางเงินค่านำส่งสำเนาฎีกาตามคำสั่งของศาลและศาลฎีกามีคำสั่งว่าจำเลยทิ้งฎีกา ให้จำหน่ายคดีเสียจากสารบบความแล้ว คดีย่อมถึงที่สุด จำเลยไม่มีสิทธิที่จะยื่นคำร้องขอขยายระยะเวลาเพื่อคัดค้านคำสั่งของศาลฎีกาได้อีก

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
คดีสืบเนื่องมาจากศาลอุทธรณ์พิพากษาให้จำเลยชำระเงินแก่โจทก์จำเลยยื่นฎีกาเมื่อวันที่ 5 มิถุนายน 2551 ศาลชั้นต้นมีคำสั่งว่า รับเป็นฎีกาของจำเลยสำเนาให้โจทก์แก้ภายใน 15 วัน ให้จำเลยวางเงินค่านำส่งตามข้อบังคับว่าด้วยการส่งคำคู่ความและเอกสารทางคดีในวันถัดไป มิฉะนั้นถือว่าทิ้งฎีกา ต่อมาเจ้าหน้าที่รายงานว่าไม่ปรากฏว่าจำเลยมาดำเนินการนำส่งคำคู่ความแต่อย่างใด ศาลชั้นต้นส่งสำนวนมายังศาลฎีกา ศาลฎีกามีคำสั่งว่าพฤติการณ์ถือได้ว่าจำเลยทิ้งฎีกา ให้จำหน่ายคดีเสียจากสารบบความของศาลฎีกา

วันที่ 20 ตุลาคม 2554 จำเลยยื่นคำร้องขอขยายเวลาคัดค้านคำสั่งศาลฎีกา 30 วัน ศาลชั้นต้นมีคำสั่งอนุญาต ต่อมาวันที่ 21 พฤศจิกายน 2554 จำเลยยื่นคำร้องขอขยายเวลาคัดค้านคำสั่งศาลฎีกาเป็นครั้งที่ 2 ศาลชั้นต้นมีคำสั่งว่ากรณีคำสั่งศาลฎีกาเป็นที่สุด ยกคำร้อง

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ

จำเลยฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า คดีนี้ศาลชั้นต้นมีคำสั่งไว้ชัดแจ้งในฎีกาของจำเลยว่า ให้จำเลยวางเงินค่านำส่งตามข้อบังคับว่าด้วยการส่งคำคู่ความและเอกสารทางคดีในวันถัดไป จำเลยจึงมีหน้าที่ต้องวางเงินค่านำส่งดังกล่าวภายในเวลาที่ศาลกำหนด ต่อมาเจ้าหน้าที่รายงานว่า บัดนี้เวลาได้ล่วงเลยมานานแล้ว ไม่ปรากฏว่าจำเลยมาดำเนินการนำส่งคำคู่ความแต่อย่างใด ดังนี้ การที่จำเลยไม่วางเงินค่านำส่งสำเนาฎีกาตามคำสั่งของศาล ถือว่าจำเลยไม่ปฏิบัติตามคำสั่งของศาล เมื่อศาลฎีกามีคำสั่งว่าจำเลยทิ้งฎีกาและให้จำหน่ายคดีเสียจากสารบบความแล้ว คดีย่อมถึงที่สุด จำเลยไม่มีสิทธิที่จะยื่นคำร้องขอขยายระยะเวลาเพื่อคัดค้านคำสั่งของศาลฎีกาได้อีก ที่ศาลอุทธรณ์พิพากษามานั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาของจำเลยฟังไม่ขึ้น

พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ. ม. 174
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — ธนาคารไทยธนาคาร จำกัด (มหาชน)
จำเลย — นางจินตนา ไล้สุวรรณ
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดมีนบุรี — นายปริญญา จารวัฒน์
ศาลอุทธรณ์ — นายอำนาจ เย็นยิ่ง
ชื่อองค์คณะ
โสฬส สุวรรณเนตร์
อดิเทพ ถิระวัฒน์
ไมตรี สุเทพากุล
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 16867/2557
#579866
เปิดฉบับเต็ม

ก่อนเกิดเหตุผู้ตายทั้งสอง และผู้เสียหายทั้งสี่ข้ามเรือโดยสารจากคลองสานไปท่าเรือสี่พระยา ขณะเรือเทียบท่าเรือสี่พระยา กลุ่มวัยรุ่นประมาณ 10 คน มีจำเลยที่ 1 ถึงที่ 6 รวมอยู่ด้วยลงมาที่เรือ มีผู้ชกต่อยเตะถีบโดยมีคนพูดว่าวันนี้เปิดเทอมวันแรก กลุ่มผู้เสียหายข้ามฝั่งมาทำไม ให้ว่ายน้ำกลับไป มีลักษณะข่มขู่ให้โดดลงแม่น้ำ เป็นเหตุให้ผู้ตายทั้งสองและผู้เสียหายทั้งสี่ตกลงไปในแม่น้ำเจ้าพระยา ผู้ตายทั้งสองจมน้ำหายไป ผู้เสียหายทั้งสี่มีผู้ช่วยขึ้นจากน้ำได้ แม้ไม่ปรากฏว่าจำเลยที่ 1 ถึงที่ 3 ที่ 5 และที่ 6 ร่วมกับพวกทำร้ายผู้เสียหายทั้งสี่และผู้ตายทั้งสองจนตกลงไปหรือยอมกระโดดลงไปในแม่น้ำเจ้าพระยาก็ตาม แต่หากไม่ได้รู้เห็นเป็นใจด้วย น่าจะต้องห้ามปรามพวกของตนไม่ให้กระทำเช่นนั้น หรือหากห้ามปรามแล้วไม่ฟัง ก็น่าจะต้องรีบปลีกตัวออกมาทันที อีกทั้งเมื่อผู้เสียหายทั้งสี่และผู้ตายทั้งสองลงไปอยู่ในแม่น้ำแล้ว จำเลยที่ 1 ถึงที่ 6 ออกไปจากที่เกิดเหตุพร้อมกับพวกคนอื่น แสดงให้เห็นว่าจำเลยที่ 1 ถึงที่ 6 มีส่วนร่วมรู้เห็นเป็นใจกับพวกในการกระทำดังกล่าวด้วย แต่ก่อนเกิดเหตุไม่ปรากฏว่าจำเลยที่ 1 ถึงที่ 6 กับผู้ตายทั้งสองและผู้เสียหายทั้งสี่มีสาเหตุโกรธเคืองกันรุนแรงถึงขนาดจะต้องฆ่ากันให้ตายและเมื่อผู้ตายทั้งสองและผู้เสียหายทั้งสี่ลงไปอยู่ในแม่น้ำแล้ว จำเลยที่ 1 ถึงที่ 6 กับพวก ก็พากันออกมากจากเรือข้ามฟากที่เกิดเหตุ โดยไม่ได้ขัดขวางหรือห้ามไม่ให้ใครเข้าไปช่วยเหลือผู้ตายทั้งสองและผู้เสียหายทั้งสี่ กรณีมีเหตุให้เชื่อได้ว่าจำเลยที่ 1 ถึงที่ 6 เพียงแต่มีเจตนาทำร้ายผู้ตายทั้งสองและผู้เสียหายทั้งสี่ด้วยความคึกคะนองเพื่อให้เกิดความอับอาย โดยมิได้ประสงค์ให้ผู้ตายทั้งสองและผู้เสียหายทั้งสี่ถึงแก่ความตาย ก่อนที่จะมีคนช่วยเหลือขึ้นมาจากแม่น้ำ ผู้เสียหายทั้งสี่ยังสามารถพยุงตัวลอยอยู่ในน้ำได้ แสดงว่าขณะนั้นแม่น้ำเจ้าพระยาไม่ได้ไหลเชี่ยวมากนัก ขณะที่กระทำการดังกล่าวจำเลยที่ 1 ถึงที่ 6 ไม่น่าจะเล็งเห็นอยู่แล้วว่าอาจทำให้ผู้ตายทั้งสองและผู้เสียหายทั้งสี่ถึงแก่ความตายได้ แต่เมื่อการกระทำดังกล่าวก่อให้เกิดผลเกินเจตนา กล่าวคือเป็นเหตุให้ผู้ตายทั้งสองถึงแก่ความตาย จำเลยที่ 1 ถึงที่ 6 ย่อมต้องมีความผิดฐานร่วมกันทำร้ายผู้ตายทั้งสองเป็นเหตุให้ถึงแก่ความตาย และฐานร่วมกันทำร้ายผู้เสียหายทั้งสี่ไม่ถึงกับเป็นเหตุให้ได้รับอันตรายแก่กายหรือจิตใจ

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยทั้งแปดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 288, 83, 80

จำเลยทั้งแปดให้การปฏิเสธ แต่ก่อนสืบพยานโจทก์ จำเลยที่ 5 แก้คำให้การเป็นรับสารภาพในข้อหาทำร้ายร่างกายตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 295 แต่ปฏิเสธว่าไม่ได้ร่วมกันฆ่าผู้อื่นและพยายามฆ่าผู้อื่น และเมื่อสืบพยานโจทก์ไปบ้างแล้ว จำเลยที่ 1 ถึงที่ 4 และที่ 6 ขอแก้คำให้การเป็นรับสารภาพในข้อหาทำร้ายร่างกายตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 295 แต่ปฏิเสธว่าไม่ได้ร่วมกันฆ่าผู้อื่นและพยายามฆ่าผู้อื่น

ระหว่างพิจารณา นายอุดร บิดานายอนันต์ ผู้ตายที่ 1 และนางสาวฉวี มารดานายดนุพล ผู้ตายที่ 2 ยื่นคำร้องขอเข้าร่วมเป็นโจทก์ ศาลชั้นต้นอนุญาต ต่อมาก่อนศาลชั้นต้นพิพากษา โจทก์ร่วมทั้งสองขอถอนคำร้องขอเข้าร่วมเป็นโจทก์และเรียกค่าสินไหมทดแทน เนื่องจากได้รับเงิน 800,000 บาท จากจำเลยทั้งแปดแล้ว ไม่มีความประสงค์จะดำเนินคดีแก่จำเลยทั้งแปด ศาลชั้นต้นอนุญาต

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยที่ 1 ถึงที่ 6 และที่ 8 มีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 290 วรรคแรก, 391 ประกอบมาตรา 83 เป็นกรรมเดียวผิดต่อกฎหมายหลายบท ให้ลงโทษตามมาตรา 290 วรรคแรก ซึ่งเป็นกฎหมายบทที่มีโทษหนักที่สุดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 จำคุกคนละ 4 ปี คำให้การชั้นพิจารณาและทางนำสืบของจำเลยที่ 1 ถึงที่ 6 เป็นประโยชน์แก่การพิจารณา ลดโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คนละหนึ่งในสี่ คงจำคุกจำเลยที่ 1 ถึงที่ 6 มีกำหนด 3 ปี ยกฟ้องฐานร่วมกันฆ่าผู้อื่นและร่วมกันพยายามฆ่าผู้อื่น กับยกฟ้องโจทก์สำหรับจำเลยที่ 7

โจทก์ จำเลยที่ 1 ถึงที่ 6 และที่ 8 อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษาแก้เป็นว่า จำเลยที่ 1 ถึงที่ 6 มีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 288, 288 ประกอบมาตรา 80 และมาตรา 391 ประกอบมาตรา 83 ให้ลงโทษตามมาตรา 288 ซึ่งเป็นกฎหมายบทที่มีโทษหนักที่สุดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 จำคุกคนละ 15 ปี ลดโทษให้คนละหนึ่งในสามตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คงจำคุกคนละ 10 ปี ยกฟ้องโจทก์สำหรับจำเลยที่ 8 นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

โจทก์และจำเลยที่ 1 ถึงที่ 6 ฎีกา โดยอัยการสูงสุดรับรองให้โจทก์ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงฟังได้ในเบื้องต้นตามที่คู่ความมิได้โต้แย้งกันในชั้นนี้ว่า ก่อนเกิดเหตุนายอนันต์ ผู้ตายที่ 1 นายดนุพล ผู้ตายที่ 2 นายพงศ์ธร ผู้เสียหายที่ 1 นายณัฐวุฒิ ผู้เสียหายที่ 2 นายบี ผู้เสียหายที่ 3 และนายบุญส่ง ผู้เสียหายที่ 4 ข้ามเรือจากท่าเรือคลองสานไปท่าเรือสี่พระยาเพื่อไปสมัครเรียนที่โรงเรียน ส. ขณะที่เรือโดยสารเข้าเทียบท่าเรือสี่พระยา กลุ่มวัยรุ่นประมาณ 10 คน มีจำเลยที่ 1 ถึงที่ 6 รวมอยู่ด้วยลงมาที่เรือ มีผู้ชกต่อย เตะ ถีบ และจับผู้ตายที่ 1 โยนลงแม่น้ำเจ้าพระยา ชกต่อย เตะ ถีบผู้เสียหายที่ 3 และที่ 4 จนตกลงไปในแม่น้ำเจ้าพระยา และชกต่อย เตะ ถีบผู้เสียหายที่ 1 และที่ 2 กับผู้ตายที่ 2 แล้วขู่เข็ญและบังคับให้ผู้เสียหายที่ 1 ที่ 2 และผู้ตายที่ 2 กระโดดลงแม่น้ำเจ้าพระยา ผู้ตายทั้งสองจมน้ำหายไป ส่วนผู้เสียหายทั้งสี่มีผู้ช่วยเหลือให้ขึ้นจากน้ำ ภายหลังเกิดเหตุผู้เสียหายที่ 1 และที่ 4 ไปแจ้งความที่สถานีตำรวจ พันตำรวจโทประภัส พนักงานสอบสวนตรวจสอบกล้องวงจรปิดของกรมเจ้าท่าพบว่าจำเลยที่ 1 ถึงที่ 6 กับพวกเป็นนักศึกษา ขอภาพถ่ายผู้ต้องสงสัยจากกองบังคับการตำรวจนครบาล 8 นำไปให้กลุ่มผู้เสียหายดู ขออนุมัติออกหมายจับจำเลยทั้งแปด จำเลยที่ 1 ถึงที่ 4 และจำเลยที่ 6 ถึงที่ 8 เข้ามอบตัว เจ้าพนักงานตำรวจแจ้งข้อหาฆ่าและพยายามฆ่าผู้อื่น จำเลยให้การปฏิเสธ ต่อมาเจ้าพนักงานตำรวจจับจำเลยที่ 5 ได้ เจ้าพนักงานตำรวจแจ้งข้อหาฆ่าและพยายามฆ่าผู้อื่นเช่นเดียวกัน จำเลยที่ 5 ให้การรับสารภาพ พันตำรวจโทประภัสจัดให้ผู้เสียหายทั้งสี่ชี้ตัวจำเลยทั้งแปด ชั้นสอบสวนพันตำรวจโทประภัสแจ้งข้อหาจำเลยทั้งแปดเช่นเดียวกับชั้นจับกุม จำเลยที่ 1 ถึงที่ 4 และจำเลยที่ 6 ถึงที่ 8 ให้การปฏิเสธ ส่วนจำเลยที่ 5 ยังคงให้การรับสารภาพ

มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยที่ 1 ถึงที่ 6 ข้อแรกว่า จำเลยที่ 1 ถึงที่ 6 ร่วมกับพวกกระทำความผิดฐานฆ่าผู้ตายทั้งสองและพยายามฆ่าผู้เสียหายทั้งสามหรือไม่ จำเลยที่ 1 และที่ 4 ฎีกาว่า จำเลยที่ 1 และที่ 4 มีเจตนาเพียงทำร้ายกลุ่มผู้ตายและผู้เสียหายโดยมิได้เจาะจงว่าเป็นคนหนึ่งคนใดโดยเฉพาะตามลำพัง ไม่ได้ร่วมทำร้ายและไม่ได้มีเจตนาฆ่าผู้ตายทั้งสองและผู้เสียหายทั้งสี่ร่วมกับบุคคลอื่นแต่อย่างใด จำเลยที่ 2 ที่ 3 ที่ 5 และที่ 6 ฎีกาว่า จำเลยที่ 2 ที่ 3 ที่ 5 และที่ 6 เพียงแต่เข้าไปร่วมทำร้ายกลุ่มผู้ตายทั้งสองและผู้เสียหายทั้งสี่ด้วยความคึกคะนอง ไม่ได้มีเจตนาฆ่าผู้ตายทั้งสองและผู้เสียหายทั้งสี่ เห็นว่า ข้อเท็จจริงฟังว่า มีคนในกลุ่มของจำเลยที่ 1 ถึงที่ 6 บังคับขู่เข็ญและทำร้ายจนผู้เสียหายทั้งสี่และผู้ตายทั้งสองจนตกลงไปหรือยอมกระโดดลงไปในแม่น้ำเจ้าพระยาจริงตามคำเบิกความของผู้เสียหายทั้งสี่ เมื่อพิเคราะห์ประกอบกับจำเลยที่ 1 ถึงที่ 6 ต่างนำสืบยอมรับเข้ามาว่า วันเกิดเหตุจำเลยที่ 1 ถึงที่ 6 ร่วมกับพวกทำร้ายกลุ่มของผู้เสียหายที่ 1 จริง เพียงแต่อ้างว่าเพราะเข้าใจว่าเพื่อนถูกทำร้ายจึงเข้าไปช่วยและเมื่อพิจารณาสภาพเรือข้ามฟากที่เกิดเหตุ ปรากฏว่าไม่ได้มีขนาดกว้างขวางมากนัก จำเลยที่ 1 ถึงที่ 6 กับพวกทุกคนที่อยู่ในเรือข้ามฟากในขณะเกิดเหตุต้องทราบดีว่ามีพวกของตนประสงค์ให้ผู้เสียหายทั้งสี่และผู้ตายทั้งสองตกลงไปในแม่น้ำเจ้าพระยา โดยพูดขู่บังคับให้กระโดดลงไป แม้มีผู้เสียหายที่ 2 เพียงปากเดียวยืนยันว่า จำเลยที่ 4 ถีบผู้เสียหายที่ 2 จนตกลงไปในแม่น้ำเจ้าพระยา และมีผู้เสียหายที่ 4 เพียงปากเดียวยืนยันว่า เมื่อกลุ่มวัยรุ่นกรูกันมาในเรือ จำเลยที่ 3 เป็นคนพูดว่าวันนี้เป็นวันเปิดเทอมวันแรก กลุ่มผู้เสียหายทั้งสี่และผู้ตายทั้งสองข้ามมาฝั่งนี้ทำไม ให้ว่ายน้ำข้ามกลับไปฝั่งเดิม โดยไม่ปรากฏว่าจำเลยที่ 1 ถึงที่ 3 ที่ 5 และที่ 6 ร่วมกับพวกทำร้ายผู้เสียหายทั้งสี่และผู้ตายทั้งสองจนตกลงไปหรือยอมกระโดดลงไปในแม่น้ำเจ้าพระยาก็ตาม แต่หากจำเลยที่ 1 ที่ 2 และที่ 4 ถึงที่ 6 ไม่ได้รู้เห็นเป็นใจด้วย น่าจะต้องห้ามปรามพวกของตนไม่ให้กระทำเช่นนั้น หรือหากห้ามปรามแล้วไม่ฟัง ก็น่าจะต้องปลีกตัวออกมาทันที แต่ตามคำเบิกความของนายวิสุทธิ์ไม่ปรากฏว่า มีจำเลยคนใดห้ามปรามพวกเดียวกันไม่ให้กระทำเช่นนั้น อีกทั้งเมื่อผู้เสียหายทั้งสี่และผู้ตายทั้งสองลงไปอยู่ในแม่น้ำเจ้าพระยาแล้ว จำเลยที่ 1 ถึงที่ 6 ออกไปจากเรือข้ามฟากที่เกิดเหตุไปที่ท่าเรือสี่พระยาพร้อมกับพวกคนอื่น แสดงให้เห็นว่าจำเลยที่ 1 ถึงที่ 6 มีส่วนร่วมรู้เห็นเป็นใจกับพวกของจำเลยที่ 1 ถึงที่ 6 ในการกระทำดังกล่าวด้วย และแม้ได้ความจากนายวิสุทธิ์ว่า ขณะเกิดเหตุแม่น้ำเจ้าพระยาเป็นช่วงน้ำลง น้ำไหลเชี่ยว และเวลามีเรือแล่นสวนกันมีคลื่นกระทบกันเป็นลูกคลื่นสูง แต่ก่อนเกิดเหตุไม่ปรากฏว่าจำเลยที่ 1 ถึงที่ 6 กับผู้ตายทั้งสองและผู้เสียหายทั้งสี่มีสาเหตุโกรธเคืองกันรุนแรงถึงขนาดจะต้องฆ่ากันให้ตาย และเมื่อผู้ตายทั้งสองและผู้เสียหายทั้งสี่ลงไปอยู่ในแม่น้ำเจ้าพระยาแล้ว จำเลยที่ 1 ถึงที่ 6 กับพวก ก็พากันออกมาจากเรือข้ามฟากที่เกิดเหตุ โดยไม่ได้ขัดขวางหรือห้ามไม่ให้ใครเข้าไปช่วยเหลือผู้ตายทั้งสองและผู้เสียหายทั้งสี่ กรณีมีเหตุให้เชื่อได้ว่าจำเลยที่ 1 ถึงที่ 6 เพียงแต่มีเจตนาทำร้ายผู้ตายทั้งสองและผู้เสียหายทั้งสี่ด้วยความคึกคะนองเพื่อให้เกิดความอับอาย โดยมิได้ประสงค์ให้ผู้ตายทั้งสองและผู้เสียหายทั้งสี่ถึงแก่ความตาย ทั้งข้อเท็จจริงปรากฏว่าก่อนที่จะมีคนช่วยเหลือขึ้นมาจากแม่น้ำ ผู้เสียหายทั้งสี่ยังสามารถพยุงตัวลอยอยู่ในน้ำได้ แสดงว่าขณะนั้นแม่น้ำเจ้าพระยาไม่ได้ไหลเชี่ยวมากนัก ประกอบกับขณะเกิดเหตุจำเลยที่ 2 ถึงที่ 6 อายุระหว่าง 19 ถึง 22 ปี ส่วนจำเลยที่ 1 แม้ขณะเกิดเหตุอายุ 27 ปี แต่ศึกษาอยู่เพียงชั้นปีที่ 2 แสดงว่าวุฒิภาวะของจำเลยที่ 1 ถึงที่ 6 ยังมีไม่มากนัก ขณะที่กระทำการดังกล่าวไม่น่าจะเล็งเห็นอยู่แล้วว่า อาจทำให้ผู้ตายทั้งสองและผู้เสียหายทั้งสี่ถึงแก่ความตายได้ แต่เมื่อการกระทำดังกล่าวก่อให้เกิดผลเกินเจตนา กล่าวคือเป็นเหตุให้ผู้ตายทั้งสองถึงแก่ความตาย จำเลยที่ 1 ถึงที่ 6 ย่อมต้องมีความผิดฐานร่วมกันทำร้ายผู้ตายทั้งสองเป็นเหตุให้ถึงแก่ความตาย และฐานร่วมกันทำร้ายผู้เสียหายทั้งสี่ไม่ถึงกับเป็นเหตุให้ได้รับอันตรายแก่กายหรือจิตใจ ที่ศาลอุทธรณ์พิพากษาในส่วนที่เกี่ยวกับจำเลยที่ 1 ถึงที่ 6 มานั้น ไม่ต้องด้วยความเห็นของศาลฎีกา ฎีกาของจำเลยที่ 1 ถึงที่ 6 ข้อนี้ฟังขึ้นบางส่วน

พิพากษาแก้เป็นว่า จำเลยที่ 1 ถึงที่ 6 มีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 290 วรรคแรก, 391 ประกอบมาตรา 83 เป็นความผิดกรรมเดียวผิดต่อกฎหมายหลายบท ให้ลงโทษตามมาตรา 290 วรรคแรก ซึ่งเป็นกฎหมายบทที่มีโทษหนักที่สุดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 จำคุกจำเลยที่ 1 ถึงที่ 6 คนละ 4 ปี คำให้การชั้นพิจารณาและทางนำสืบของจำเลยที่ 1 ถึงที่ 6 เป็นประโยชน์แก่การพิจารณา ลดโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คนละหนึ่งในสี่ คงจำคุกจำเลยที่ 1 ถึงที่ 6 มีกำหนด 3 ปี นอกจากที่แก้คงให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.อ. ม. 59 ม. 288 ม. 290 วรรคแรก ม. 391
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการ สำนักงานอัยการสูงสุด
โจทก์ร่วม — นายอุดร กิจสาโต กับพวก
จำเลย — นายศาสตราวุธ ไชยเขียว กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลอาญาธนบุรี — นายชวลิต ช่างสลัก
ศาลอุทธรณ์ — นายพูนศักดิ์ จงกลนี
ชื่อองค์คณะ
อธิคม อินทุภูติ
ปริญญา ดีผดุง
นิพันธ์ ช่วยสกุล
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 16836/2557
#580840
เปิดฉบับเต็ม

สิทธิที่จะได้กรรมสิทธิ์ในทรัพย์สินตามสัญญาเช่าซื้อเป็นทรัพย์มรดกที่ตกทอดแก่ทายาทได้ เมื่อจำเลยที่ 1 เป็นทายาทผู้มีสิทธิรับมรดกของผู้ตาย และมีพฤติการณ์เข้ารับเอาทรัพย์สินนั้นด้วยการชำระค่าเช่าซื้อ ย่อมถือได้ว่าจำเลยที่ 1 ได้เข้าสืบสิทธิตามสัญญาเช่าซื้อแล้วโดยมิจำต้องทำสัญญาเช่าซื้อฉบับใหม่เข้าเป็นคู่สัญญาโดยตรงกับโจทก์อีก การที่จำเลยที่ 1 เป็นผู้ชำระค่าเช่าซื้อรถยนต์ของผู้ตายแก่โจทก์ภายในกำหนด 1 ปี อันเป็นการรับสภาพหนี้ต่อเจ้าหนี้ตาม ป.พ.พ. มาตรา 193/14 (3) เป็นเหตุให้อายุความสะดุดหยุดลง ต้องเริ่มนับอายุความขึ้นใหม่ตามอายุความแห่งมูลหนี้คือสิบปี นับแต่วันที่จำเลยที่ 1 มิได้ชำระค่าเช่าซื้อแก่โจทก์เป็นต้นไป

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้บังคับให้จำเลยทั้งเจ็ดร่วมกันหรือแทนกันส่งมอบรถยนต์ที่เช่าซื้อคืนโจทก์ในสภาพเรียบร้อยใช้การได้ดี หากคืนไม่ได้ให้ใช้ราคาแทนเป็นเงิน 352,639 บาท ดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 15 ต่อปี นับถัดจากวันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จ ร่วมกันชำระค่าเสียหายอันเป็นค่าขาดประโยชน์จากการนำรถออกให้ผู้อื่นเช่าเดือนละ 10,500 บาท เป็นเวลา 7 เดือน เป็นเงิน 73,500 บาท และค่าเสียหายอีกเดือนละ 10,500 บาท นับถัดจากวันฟ้องจนกว่าจะส่งมอบรถยนต์ที่เช่าซื้อคืนโจทก์หรือใช้ราคาแทน

ระหว่างพิจารณา นายสมเกียรติ จำเลยที่ 4 ยื่นคำร้องขอเข้าเป็นจำเลยร่วมในฐานะผู้จัดการมรดกของนายสมศักดิ์ ผู้ตาย ศาลชั้นต้นอนุญาต

จำเลยทั้งเจ็ดและจำเลยร่วมให้การและแก้ไขคำให้การขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง ค่าฤชาธรรมเนียมให้เป็นพับ

โจทก์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษาแก้เป็นว่า ให้จำเลยที่ 1 จำเลยที่ 4 (ที่ถูก จำเลยร่วม) และที่ 7 ร่วมกันชำระค่าเสียหายเป็นเงิน 218,000 บาท พร้อมด้วยดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันที่ 5 เมษายน 2546 เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ ค่าฤชาธรรมเนียมและค่าทนายความในชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

จำเลยที่ 1 ที่ 7 และจำเลยร่วมฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีพาณิชย์และเศรษฐกิจวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงที่คู่ความมิได้โต้เถียงกันในชั้นนี้รับฟังเป็นยุติได้ว่า เมื่อวันที่ 23 เมษายน 2544 นายสมศักดิ์ทำสัญญาเช่าซื้อรถยนต์พิพาทจากโจทก์ในราคาเช่าซื้อ 677,424 บาท กำหนดชำระค่าเช่าซื้อ 48 งวด งวดละเดือน เดือนละ 14,113 บาท เริ่มชำระงวดแรกวันที่ 5 พฤษภาคม 2544 และงวดต่อไปทุกวันที่ 5 ของเดือนถัดไปจนกว่าจะครบถ้วน โดยมีจำเลยที่ 7 เป็นผู้ค้ำประกันยอมรับผิดอย่างลูกหนี้ร่วม ต่อมาวันที่ 3 มีนาคม 2545 นายสมศักดิ์ถึงแก่ความตายโดยมิได้ทำพินัยกรรมไว้ จำเลยที่ 1 เป็นมารดาและเป็นทายาทผู้มีสิทธิรับมรดกของผู้ตายเพียงคนเดียว ส่วนจำเลยที่ 2 ถึงที่ 6 เป็นพี่น้องร่วมบิดามารดาเดียวกันของผู้ตาย และจำเลยร่วมเป็นผู้จัดการมรดกของผู้ตายตามคำสั่งศาล หลังจากผู้ตายถึงแก่ความตายแล้ว จำเลยที่ 6 ได้ชำระค่าเช่าซื้อรถยนต์พิพาทแก่โจทก์ต่อมา จนกระทั่งวันที่ 4 เมษายน 2546 รถยนต์ดังกล่าวสูญหายไป สัญญาเช่าซื้อจึงเป็นอันเลิกกัน และจำเลยที่ 6 มิได้ชำระค่าเช่าซื้อแก่โจทก์อีกนับแต่งวดที่ 24 ตรงกับวันที่ 5 เมษายน 2546 เป็นต้นไป โจทก์ทราบถึงการตายของผู้ตายแล้วตั้งแต่ระหว่างวันที่ 3 มิถุนายน 2545 ถึงวันที่ 16 ตุลาคม 2545 และนำคดีนี้มาฟ้องเมื่อวันที่ 11 พฤศจิกายน 2546 ศาลอุทธรณ์วินิจฉัยว่า คดีโจทก์ไม่ขาดอายุความเพราะจำเลยที่ 6 ชำระค่าเช่าซื้อแทนจำเลยที่ 1 ซึ่งเป็นทายาทผู้มีสิทธิรับมรดกของผู้ตายภายในกำหนด 1 ปี นับแต่วันที่โจทก์รู้ถึงการตายนั้น มีผลเป็นการที่จำเลยที่ 1 รับสภาพหนี้ต่อเจ้าหนี้อันเป็นเหตุให้อายุความสะดุดหยุดลง จึงต้องเริ่มนับอายุความตั้งแต่วันที่ 5 เมษายน 2546 อันเป็นวันที่จำเลยที่ 6 ไม่ชำระค่าเช่าซื้อเป็นต้นไป นับถึงวันฟ้องยังไม่เกินกำหนดอายุความ 10 ปี

คดีมีปัญหาวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยที่ 1 ที่ 7 และจำเลยร่วมประการแรกว่า คดีโจทก์ขาดอายุความหรือไม่ เห็นว่า ได้ความจากคำเบิกความของจำเลยที่ 6 ว่า หลังจากผู้ตายถึงแก่ความตาย จำเลยที่ 1 ซึ่งเป็นมารดาผู้ตายจะนำรถยนต์ที่เช่าซื้อมาใช้ต่อ และหลังจากนั้นจำเลยที่ 6 ก็ติดต่อแจ้งเรื่องการตายของผู้ตายให้โจทก์ทราบและชำระค่าเช่าซื้อแก่โจทก์ตลอดมาจนรถยนต์ดังกล่าวสูญหายไป เมื่อพิจารณาว่าจำเลยที่ 1 เป็นทายาทผู้มีสิทธิรับมรดกของผู้ตายแต่ผู้เดียวเนื่องจากผู้ตายไม่มีบุตรและภริยา ส่วนจำเลยที่ 6 เป็นบุตรสาวจำเลยที่ 1 และเป็นน้องสาวผู้ตาย จำเลยที่ 6 เบิกความรับว่าเป็นผู้จัดการเรื่องทรัพย์สินและหนี้สินของผู้ตาย ดังนี้เมื่อจำเลยที่ 1 ประสงค์จะใช้รถยนต์ที่ผู้ตายอยู่ระหว่างการเช่าซื้อต่อไป การที่จำเลยที่ 6 ผ่อนชำระค่าเช่าซื้อรถยนต์ดังกล่าวแก่โจทก์ต่อมาจึงน่าเชื่อว่าเป็นไปตามความประสงค์ของจำเลยที่ 1 ซึ่งเป็นทายาทผู้สืบสิทธิของผู้ตายตามสัญญาเช่าซื้อดังที่จำเลยที่ 6 เบิกความนั่นเอง ประกอบกับจำเลยที่ 1 กับจำเลยที่ 6 พักอาศัยอยู่บ้านเดียวกัน การชำระค่าเช่าซื้ออันเป็นส่วนหนึ่งของการจัดการทรัพย์สินของผู้ตายในช่วงนั้นจึงย่อมอยู่ในความรู้เห็นของจำเลยที่ 1 ด้วย ที่จำเลยที่ 1 ที่ 7 และจำเลยร่วมอ้างว่า จำเลยที่ 1 ไม่ได้เป็นคู่สัญญากับโจทก์ ไม่อาจมอบอำนาจให้จำเลยที่ 6 ชำระหนี้แทนได้นั้น เห็นว่า สิทธิที่จะได้กรรมสิทธิ์ในทรัพย์สินตามสัญญาเช่าซื้อเป็นทรัพย์มรดกที่ตกทอดแก่ทายาทได้ เมื่อจำเลยที่ 1 เป็นทายาทผู้มีสิทธิรับมรดกของผู้ตาย และมีพฤติการณ์เข้ารับเอาทรัพย์สินนั้นด้วยการชำระค่าเช่าซื้อย่อมถือได้ว่าจำเลยที่ 1 ได้เข้าสืบสิทธิตามสัญญาเช่าซื้อแล้ว โดยมิจำต้องทำสัญญาเช่าซื้อฉบับใหม่เข้าเป็นคู่สัญญาโดยตรงกับโจทก์อีก ข้อเท็จจริงจึงรับฟังได้ว่า จำเลยที่ 1 เป็นผู้ชำระหนี้ค่าเช่าซื้อรถยนต์ของผู้ตายให้แก่โจทก์ภายในกำหนด 1 ปี อันเป็นการรับสภาพหนี้ต่อเจ้าหนี้ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 193/14 (1) เป็นเหตุให้อายุความสะดุดหยุดลง ต้องเริ่มนับอายุความขึ้นใหม่ตามอายุความแห่งมูลหนี้คือสิบปีนับแต่เมื่อเหตุที่ทำให้อายุความสะดุดหยุดลงนั้นสิ้นสุดลงคือวันที่ 5 เมษายน 2546 ซึ่งเป็นวันที่จำเลยที่ 1 มิได้ชำระค่าเช่าซื้อแก่โจทก์เป็นต้นไป เมื่อโจทก์นำคดีนี้มาฟ้องวันที่ 11 พฤศจิกายน 2546 คดีโจทก์จึงไม่ขาดอายุความ ที่ศาลอุทธรณ์วินิจฉัยว่าคดีโจทก์ไม่ขาดอายุความนั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาของจำเลยที่ 1 ที่ 7 และจำเลยร่วมข้อนี้ฟังไม่ขึ้น

พิพากษาแก้เป็นว่า ให้จำเลยที่ 1 ที่ 7 และจำเลยร่วมร่วมกันชดใช้ค่าเสียหาย 70,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันฟ้อง (ฟ้องวันที่ 11 พฤศจิกายน 2546) เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ แต่ทั้งนี้จำเลยที่ 1 ไม่ต้องรับผิดเกินกว่าทรัพย์มรดกของผู้ตายที่ตกได้แก่ตน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาให้เป็นพับ นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 193/14 (3)
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — บริษัทโตโยต้า ลีสซิ่ง (ประเทศไทย) จำกัด
จำเลย — นางเมือง วงศ์ศิริภัทร์ กับพวก
นายสมเกียรติ วงศ์ศิริภัทร์ ในฐานะผู้จัดการมรดกของ
จำเลยร่วม — นายสมศักดิ์ วงศ์ศิริภัทร์
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลแพ่งกรุงเทพใต้ — นางสาวกันยา ติรเศรษฐเสมา
ศาลอุทธรณ์ — นางจรรยา จีระเรืองรัตนา
ชื่อองค์คณะ
เมทินี ชโลธร
วีระวัฒน์ ปวราจารย์
นิยุต สุภัทรพาหิรผล
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 16789/2557
#585474
เปิดฉบับเต็ม

จำเลยทั้งสี่นำสืบว่า จำเลยที่ 1 เรียกให้ผู้เสียหายกับพวกออกมาที่หน้าบ้านเกิดเหตุ และจำเลยที่ 1 ชกต่อยกับผู้เสียหายกับพวกที่บริเวณหน้าบ้าน จำเลยที่ 2 ถึงที่ 4 เข้าห้ามปรามโดยจำเลยทั้งสี่ไม่ได้เข้าไปในบ้านเกิดเหตุ ฎีกาของจำเลยทั้งสี่ที่ว่า จำเลยที่ 1 เข้าไปในบ้านเกิดเหตุโดยขาดเจตนาในการกระทำความผิด จึงไม่มีความผิดฐานบุกรุก จำเลยที่ 2 ถึงที่ 4 ก็ไม่มีความผิดฐานบุกรุกด้วยเพราะเป็นเหตุในลักษณะคดี จึงเป็นข้อที่ไม่ได้ยกขึ้นว่ากันมาแล้วโดยชอบในศาลชั้นต้น ต้องห้ามมิให้ฎีกาตาม ป.วิ.พ. มาตรา 249 วรรคหนึ่ง ประกอบ ป.วิ.อ. มาตรา 15 ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัย

ตามพฤติการณ์เชื่อว่าผู้เสียหายกับพวกครอบครองบ้านเกิดเหตุอยู่โดยอาศัยสิทธิของ จ. และขณะเกิดเหตุบ้านเกิดเหตุยังอยู่ในความครอบครองของผู้เสียหายกับพวก แม้จะรับฟังได้ตามที่จำเลยทั้งสี่นำสืบและฎีกาว่า จ. เคยฟ้องมารดาของจำเลยทั้งสามกับพวกเกี่ยวกับที่ดินที่ปลูกสร้างบ้านที่เกิดเหตุ และศาลมีคำพิพากษาว่าที่ดินดังกล่าวไม่ใช่ของ จ. ก็ตาม แต่ตามสำเนาคำพิพากษาของศาลอุทธรณ์ภาค 9 ปรากฏว่า จ. ซึ่งถูกมารดาของจำเลยทั้งสามฟ้องขับไล่ยังคงโต้แย้งสิทธิในที่ดินที่บ้านเกิดเหตุตั้งอยู่ และศาลอุทธรณ์ภาค 9 เพิ่งมีคำพิพากษาภายหลังเกิดเหตุคดีนี้ให้ยกอุทธรณ์ของ จ. ดังนี้ ขณะเกิดเหตุผู้เสียหายกับพวกจึงยังมีสิทธิอยู่ในบ้านเกิดเหตุ และเมื่อฟังว่าผู้เสียหายเป็นเจ้าของทรัพย์ที่ถูกจำเลยทั้งสี่ร่วมกันทำให้เสียหาย ผู้เสียหายจึงเป็นผู้เสียหายในความผิดฐานร่วมกันบุกรุกและฐานร่วมกันทำให้เสียทรัพย์ ย่อมมีสิทธิร้องทุกข์ในความผิดทั้งสองฐานดังกล่าวได้

ฟ้องโจทก์บรรยายการกระทำความผิดของจำเลยทั้งสี่กับพวกในข้อหาร่วมกันบุกรุกและข้อหาร่วมกันพยายามฆ่าผู้อื่นโดยไตร่ตรองไว้ก่อนมาในข้อเดียวกันคือ ข้อ ค. โดยโจทก์มิได้บรรยายฟ้องแยกแยะการกระทำความผิดของจำเลยทั้งสี่กับพวกให้ปรากฏชัดแจ้งพอที่จะเห็นได้ว่าโจทก์ประสงค์ให้ลงโทษจำเลยทั้งสี่ตามฟ้องข้อ ค. ในแต่ละข้อหาเป็นแต่ละกรรมแยกต่างหากจากกัน เมื่อทางพิจารณาได้ความว่าจำเลยทั้งสี่ร่วมกันบุกรุกและร่วมกันทำร้ายผู้อื่นจนเป็นเหตุให้เกิดอันตรายแก่กาย ศาลจะพิพากษาลงโทษจำเลยทั้งสี่ในความผิดฐานร่วมกันบุกรุกและความผิดฐานร่วมกันทำร้ายผู้อื่นจนเป็นเหตุให้เกิดอันตรายแก่กายเป็นสองกรรมเกินจากที่ได้กล่าวในฟ้องหาได้ไม่ เพราะเป็นการขัดต่อ ป.วิ.อ. มาตรา 192 วรรคหนึ่ง

จำเลยทั้งสี่มีเจตนาร่วมกันบุกรุกเข้าไปในบ้านเกิดเหตุเพื่อถามหาน้องชายของผู้เสียหาย แต่เมื่อไม่พบจึงได้ร่วมกันทำลายทรัพย์ของผู้เสียหาย ซึ่งเป็นเจตนาแยกต่างหากจากเจตนาแรกที่บุกรุกเข้าไปถามหาน้องชายของผู้เสียหาย ความผิดฐานร่วมกันบุกรุกจึงเป็นความผิดต่างกรรมกับความผิดฐานร่วมกันทำให้เสียทรัพย์

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยทั้งสี่ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 32, 33, 83, 91, 289, 340, 340 ตรี, 358, 364, 365 พระราชบัญญัติอาวุธปืน เครื่องกระสุนปืน วัตถุระเบิด ดอกไม้เพลิง และสิ่งเทียมอาวุธปืน พ.ศ.2490 มาตรา 7, 8 ทวิ, 72, 72 ทวิ ริบแกนลูกกระสุนปืนของกลาง และให้จำเลยทั้งสี่ร่วมกันคืนเงิน 4,000 บาท แก่ผู้เสียหาย

จำเลยทั้งสี่ให้การปฏิเสธ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยทั้งสี่มีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 295, 358, 365 (1) (2) (3) ประกอบมาตรา 364 พระราชบัญญัติอาวุธปืน เครื่องกระสุนปืน วัตถุระเบิด ดอกไม้เพลิง และสิ่งเทียมอาวุธปืน พ.ศ.2490 มาตรา 7, 8 ทวิ วรรคหนึ่ง, 72 วรรคสาม, 72 ทวิ วรรคสอง ประกอบประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83 และจำเลยที่ 4 มีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 335 (1) (8) วรรคสอง อีกกระทงหนึ่ง การกระทำของจำเลยทั้งสี่เป็นความผิดหลายกรรมต่างกัน ให้ลงโทษทุกกรรมเป็นกระทงความผิดไปตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 ฐานร่วมกันทำร้ายผู้อื่นจนเป็นเหตุให้เกิดอันตรายแก่กาย จำคุกคนละ 6 เดือน ฐานร่วมกันทำให้เสียทรัพย์ จำคุกคนละ 3 เดือน ฐานร่วมกันบุกรุกเคหสถานโดยใช้กำลังประทุษร้ายโดยมีอาวุธโดยร่วมกระทำความผิดด้วยกันตั้งแต่สองคนขึ้นไปในเวลากลางคืน จำคุกคนละ 1 ปี ฐานร่วมกันมีอาวุธปืนที่เป็นของผู้อื่นซึ่งได้รับใบอนุญาตให้มีและใช้ตามกฎหมายไว้ในครอบครองโดยไม่ได้รับใบอนุญาต จำคุกคนละ 6 เดือน ฐานร่วมกันพาอาวุธปืนไปในเมือง หมู่บ้าน หรือทางสาธารณะโดยไม่ได้รับใบอนุญาต จำคุกคนละ 4 เดือน และลงโทษจำเลยที่ 4 ฐานลักทรัพย์ในเคหสถานในเวลากลางคืน จำคุก 2 ปี รวมจำคุกจำเลยที่ 1 ที่ 2 และที่ 3 คนละ 1 ปี 19 เดือน จำคุกจำเลยที่ 4 มีกำหนด 3 ปี 19 เดือน ริบของกลาง (ที่ถูก ริบแกนลูกกระสุนปืนของกลาง) และให้จำเลยที่ 4 คืนเงิน 4,000 บาท แก่ผู้เสียหาย ข้อหาและคำขออื่นให้ยก

จำเลยทั้งสี่อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 9 พิพากษาแก้เป็นว่า ให้ยกฟ้องสำหรับจำเลยที่ 2 ถึงที่ 4 ในความผิดฐานร่วมกันมีอาวุธปืนที่เป็นของผู้อื่นซึ่งได้รับใบอนุญาตให้มีและใช้ตามกฎหมายไว้ในครอบครองโดยไม่ได้รับใบอนุญาต และฐานร่วมกันพาอาวุธปืนไปในเมือง หมู่บ้าน หรือทางสาธารณะโดยไม่ได้รับใบอนุญาต คงจำคุกจำเลยที่ 1 รวม 1 ปี 19 เดือน จำคุกจำเลยที่ 2 และที่ 3 คนละ 1 ปี 9 เดือน จำคุกจำเลยที่ 4 มีกำหนด 3 ปี 9 เดือน นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

จำเลยทั้งสี่ฎีกา โดยผู้พิพากษาซึ่งพิจารณาและลงชื่อในคำพิพากษาศาลชั้นต้นอนุญาตให้ฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงรับฟังเป็นยุติในเบื้องต้นว่า ในวันเวลาและสถานที่เกิดเหตุตามฟ้อง นายนิรุตน์ ผู้เสียหาย ถูกทำร้ายจนเป็นเหตุให้เกิดอันตรายแก่กาย สำหรับความผิดฐานร่วมกันพยายามฆ่าผู้อื่นโดยไตร่ตรองไว้ก่อนและฐานร่วมกันปล้นทรัพย์ ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง โจทก์ไม่ได้อุทธรณ์ ความผิดทั้งสองฐานดังกล่าวจึงยุติไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น และศาลอุทธรณ์ภาค 9 พิพากษายกฟ้องสำหรับจำเลยที่ 2 ถึงที่ 4 ในความผิดฐานร่วมกันมีอาวุธปืนที่เป็นของผู้อื่นซึ่งได้รับใบอนุญาตให้มีและใช้ตามกฎหมายไว้ในครอบครองโดยไม่ได้รับใบอนุญาต และฐานร่วมกันพาอาวุธปืนไปในเมือง หมู่บ้าน หรือทางสาธารณะโดยไม่ได้รับใบอนุญาต โจทก์ไม่ได้ฎีกา ความผิดทั้งสองฐานนี้สำหรับจำเลยดังกล่าวจึงยุติไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 9

คงมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยทั้งสี่ประการแรกว่า จำเลยทั้งสี่กระทำความผิดตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 9 หรือไม่ โจทก์มีผู้เสียหายเป็นพยานเบิกความว่า วันเกิดเหตุ เวลา 0.30 นาฬิกา ขณะที่ผู้เสียหาย นางสาวแพรวพรรณ ภริยาของผู้เสียหาย นายวิสุตร น้องชายของผู้เสียหาย และภริยาของนายวิสุตรอยู่ที่บ้านเกิดเหตุ จำเลยที่ 1 ขับรถเก๋งโดยมีจำเลยที่ 2 ถึงที่ 4 และนายเมรวัฒน์หรือต้วย ซึ่งเป็นเยาวชนนั่งโดยสารมาด้วย แล่นมาจอดที่หน้าบ้านดังกล่าว จำเลยทั้งสี่กับพวกซึ่งมีอาการเมาสุราลงจากรถเก๋ง และเรียกนายวิสุตรหลายครั้ง แต่นายวิสุตรไม่ออกไป ผู้เสียหายเชื่อว่าฝ่ายจำเลยทั้งสี่ไม่พอใจนายวิสุตรในเรื่องการปลูกสร้างขนำหน้าบ้าน ผู้เสียหายบอกให้นายวิสุตรหลบหนีออกไปทางหลังบ้าน จำเลยที่ 1 ใช้อาวุธปืนพกชนิดลูกโม่สีดำยิงขึ้นฟ้า 1 นัด จากนั้นจำเลยทั้งสี่กับพวกช่วยกันดึงตาข่ายประตูเหล็กหน้าบ้านและเข้ามาบริเวณหน้าบ้าน แล้วจำเลยทั้งสี่กับพวกผลักประตูไม้เข้ามาภายในบ้าน จำเลยที่ 1 ถามหานายวิสุตร ผู้เสียหายตอบว่า ไม่ทราบ จำเลยที่ 1 พูดว่า "มึงเหมือนกัน" แล้วใช้อาวุธปืนพกตีผู้เสียหายที่ขมับซ้าย 1 ครั้ง จำเลยที่ 2 ถึงที่ 4 เข้ารุมทำร้ายผู้เสียหายโดยการเตะและต่อย ผู้เสียหายล้มลงกับพื้น จำเลยทั้งสี่จับศีรษะของผู้เสียหายไว้ จำเลยที่ 1 ใช้อาวุธปืนจี้ผู้เสียหายและถามว่า นายวิสุตรไปไหน ระหว่างที่จำเลยทั้งสี่รุมทำร้ายผู้เสียหาย จำเลยที่ 4 ล้วงเอาเงิน 4,000 บาทเศษ ในกระเป๋ากางเกงข้างขวาของผู้เสียหายไป จำเลยที่ 1 พูดว่า บ้านหลังนี้ไม่ให้ผู้เสียหายอยู่ ให้ไปอยู่ที่อื่น เมื่อจำเลยทั้งสี่ปล่อยตัวผู้เสียหาย มีจำเลยคนหนึ่งพูดว่า "ยิงมันเลย" จำเลยที่ 1 จ้องเล็งอาวุธปืนมาที่ศีรษะของผู้เสียหาย ผู้เสียหายจึงวิ่งเข้าไปหาจำเลยที่ 1 และจับมือของจำเลยที่ 1 เพื่อแย่งอาวุธปืนเป็นเหตุให้อาวุธปืนลั่นขึ้น 1 นัด กระสุนปืนถูกกระเบื้องมุงหลังคาซึ่งวางไว้ที่พื้น ต่อมามีญาติของจำเลยที่ 1 มายังที่เกิดเหตุ และให้จำเลยทั้งสี่กลับไป ส่วนจำเลยทั้งสี่นำสืบต่อสู้ประกอบกันว่า บ้านเกิดเหตุเดิมเป็นของนางจบ ซึ่งเป็นพี่ของนางสาว มารดาของจำเลยที่ 1 และนางเนี่ยม มารดาของจำเลยที่ 2 และที่ 3 นางจบเคยฟ้องนางสาวกับพวกเกี่ยวกับที่ดินที่ปลูกสร้างบ้านเกิดเหตุ ศาลมีคำพิพากษาว่า ที่ดินดังกล่าวไม่ใช่ของนางจบ นางจบจึงย้ายไปอยู่ที่จังหวัดปัตตานี บ้านเกิดเหตุมักมีกลุ่มวัยรุ่นเข้าไปมั่วสุมเสพยาเสพติด วันเกิดเหตุ เวลาประมาณ 20 นาฬิกา จำเลยที่ 1 ขับรถเก๋งโดยมีจำเลยที่ 3 ที่ 4 และนายเมรวัฒน์ นั่งโดยสารมาด้วยกลับมาจากงานเลี้ยงน้ำชา เมื่อไปถึงบ้านเกิดเหตุ จำเลยที่ 1 เห็นรถจักรยานยนต์จอดที่หน้าบ้านประมาณ 4 ถึง 5 คัน และมีแสงเทียนส่องสว่างในบ้าน จำเลยที่ 1 จึงเรียกบุคคลในบ้านให้ออกมาพูดคุยกัน ผู้เสียหาย นายเสรี และนายนิว ไม่ปรากฏชื่อจริงและชื่อสกุลออกมา จำเลยที่ 1 บอกผู้เสียหายกับพวกว่า ห้ามมิให้เข้าไปมั่วสุมในบ้านเกิดเหตุ ผู้เสียหายกับพวกด่าจำเลยที่ 1 และมีการโต้เถียงกัน จำเลยที่ 1 จึงชกผู้เสียหายที่ใบหน้า 1 ครั้ง ผู้เสียหายกับพวกเข้ารุมชกต่อยจำเลยที่ 1 บริเวณหน้าบ้านเกิดเหตุ จำเลยที่ 3 และที่ 4 รวมทั้งจำเลยที่ 2 ซึ่งขับรถจักรยานยนต์กลับบ้านที่อยู่บริเวณที่เกิดเหตุเห็นเหตุการณ์จึงช่วยกันห้ามปราม ต่อมานางสาวและนางเนี่ยมมายังที่เกิดเหตุและช่วยห้ามปรามด้วย จำเลยทั้งสี่จึงแยกย้ายกันกลับ เห็นว่า แม้โจทก์มีผู้เสียหายเป็นประจักษ์พยานเพียงปากเดียวที่ยืนยันถึงการกระทำความผิดของจำเลยทั้งสี่ แต่ผู้เสียหายก็เบิกความถึงเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นในวันเกิดเหตุตั้งแต่ก่อนเกิดเหตุจนภายหลังเกิดเหตุไปตามลำดับขั้นตอนของเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น ปราศจากพิรุธสงสัย และแม้เหตุเกิดในเวลากลางคืน แต่ผู้เสียหายเบิกความว่า บริเวณที่เกิดเหตุมีแสงไฟจากหลอดไฟซึ่งติดไว้ที่บริเวณถนนสาธารณะ และมีแสงไฟจากหลอดไฟซึ่งติดอยู่ในบ้านเกิดเหตุเป็นหลอดไฟขนาด 20 วัตต์ สามารถมองเห็นกันได้ชัดเจน เชื่อว่าบริเวณที่เกิดเหตุมีแสงสว่างเพียงพอให้ผู้เสียหายมองเห็นเหตุการณ์ต่าง ๆ ที่เกิดขึ้นและมองเห็นการกระทำของจำเลยทั้งสี่ได้ นอกจากนี้ได้ความจากคำให้การในชั้นสอบสวนของผู้เสียหายว่า วันเกิดเหตุจำเลยทั้งสี่กับพวกร่วมกันดึงตาข่ายหน้าบ้านเกิดเหตุจนฉีกขาดเสียหาย คิดเป็นค่าเสียหายประมาณ 1,000 บาท ร่วมกันกระชากประตูเหล็กหน้าบ้านจนนอตหลุดออกจากเสา คิดเป็นค่าเสียหายประมาณ 1,000 บาท ร่วมกันเตะพัดลมตั้งพื้นจนหัก คิดเป็นค่าเสียหายประมาณ 600 บาท ร่วมกันรื้อค้นเสื้อผ้าจนกระจัดกระจายและบางตัวมีการดึงฉีกจนขาด คิดเป็นค่าเสียหายประมาณ 5,000 บาท และร่วมกันกระทืบรถจักรยานยนต์ 2 คัน จนอุปกรณ์ชำรุดและแตก คิดเป็นค่าเสียหายประมาณ 1,200 บาท รวมราคาทรัพย์ที่ได้รับความเสียหายประมาณ 8,800 บาท ซึ่งผู้เสียหายให้การไว้ในชั้นสอบสวน เชื่อว่ายังจดจำรายละเอียดของเหตุการณ์ต่าง ๆ ที่เกิดขึ้นในขณะเกิดเหตุได้เป็นอย่างดี แม้คำให้การในชั้นสอบสวนของผู้เสียหายเป็นพยานบอกเล่า แต่เมื่อพิจารณาจากสภาพ ลักษณะ แหล่งที่มา และข้อเท็จจริงแวดล้อมของพยานบอกเล่านั้น น่าเชื่อว่าจะพิสูจน์ความจริงได้ และมีเหตุผลหนักแน่นรับฟังได้ จึงรับฟังคำให้การในชั้นสอบสวนของผู้เสียหายประกอบพยานหลักฐานอื่นของโจทก์ได้ ประกอบกับผู้เสียหายไม่มีสาเหตุโกรธเคืองกับจำเลยทั้งสี่มาก่อน จึงไม่มีข้อระแวงสงสัยว่าจะปั้นแต่งสร้างเรื่องราวอันเป็นเท็จขึ้นเพื่อกลั่นแกล้งปรักปรำจำเลยทั้งสี่ ที่จำเลยทั้งสี่ฎีกาว่า มารดาของจำเลยที่ 1 เป็นเจ้าของบ้านเกิดเหตุ การเข้าไปในบ้านเกิดเหตุของจำเลยที่ 1 จึงเป็นการกระทำที่ขาดเจตนาในการกระทำความผิดเนื่องจากมีข้อโต้แย้งในเรื่องการครอบครองที่ดินและบ้านเกิดเหตุซึ่งเป็นส่วนควบของที่ดิน จำเลยที่ 1 จึงไม่มีความผิดฐานบุกรุก และจำเลยที่ 2 ถึงที่ 4 ก็ไม่มีความผิดฐานบุกรุกด้วยเพราะเป็นเหตุในลักษณะคดีนั้น เห็นว่า ชั้นพิจารณาของศาลชั้นต้น จำเลยทั้งสี่นำสืบประกอบกันทำนองว่า จำเลยที่ 1 เรียกให้ผู้เสียหายกับพวกออกมาที่หน้าบ้านเกิดเหตุ และจำเลยที่ 1 ชกต่อยกับผู้เสียหายกับพวกที่บริเวณหน้าบ้านเกิดเหตุ จากนั้นจำเลยที่ 2 ถึงที่ 4 เข้าห้ามปรามโดยจำเลยทั้งสี่ไม่ได้เข้าไปในบ้านเกิดเหตุแต่ประการใด ฎีกาของจำเลยทั้งสี่ที่ว่า จำเลยที่ 1 เข้าไปในบ้านเกิดเหตุโดยขาดเจตนาในการกระทำความผิด จึงไม่มีความผิดฐานบุกรุก และจำเลยที่ 2 ถึงที่ 4 ก็ไม่มีความผิดฐานบุกรุกด้วยเพราะเป็นเหตุในลักษณะคดีตามที่กล่าวไปแล้วนั้น จึงเป็นข้อที่ไม่ได้ยกขึ้นว่ากันมาแล้วโดยชอบในศาลชั้นต้น ต้องห้ามมิให้ฎีกาตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 249 วรรคหนึ่ง ประกอบประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 15 ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัย

ส่วนที่จำเลยที่ 1 ฎีกาว่า โจทก์ไม่มีอาวุธปืนมาเป็นหลักฐาน ไม่มีการตรวจเขม่าดินปืนจากจำเลยที่ 1 และแกนกระสุนปืนของกลางก็เก็บได้หลังเกิดเหตุหลายชั่วโมง ไม่ทราบแน่ชัดว่าเป็นแกนกระสุนปืนชนิดใด ขนาดใด นอกจากนี้ผู้เสียหายเบิกความว่า จำเลยที่ 1 ยิงปืนขึ้นฟ้า 1 นัด และกระสุนปืนลั่น 1 นัด ถูกกระเบื้องมุงหลังคาที่พิงอยู่ที่ผนังบ้าน แต่พยานหลักฐานของโจทก์พบเพียงแกนกระสุนปืน 1 นัด ไม่พบปลอกกระสุนปืน หรือร่องรอยกระสุนปืนที่กระเบื้องหลังคาที่ถูกกระสุนปืนหรือร่องรอยกระสุนปืนที่ผนังบ้านแต่อย่างใด ที่โจทก์นำสืบมาจึงยังมีข้อระแวงสงสัยว่า จำเลยที่ 1 มีอาวุธปืนไว้ในครอบครองและพาอาวุธปืนจริงหรือไม่นั้น เห็นว่า แม้โจทก์ไม่มีอาวุธปืนมาเป็นหลักฐาน และไม่มีการตรวจเขม่าดินปืนจากจำเลยที่ 1 ก็ตาม แต่ผู้เสียหายเบิกความยืนยันว่า จำเลยที่ 1 ถืออาวุธปืนพกชนิดลูกโม่สีดำ และใช้อาวุธปืนดังกล่าวยิงขึ้นฟ้า 1 นัด จากนั้นเมื่อจำเลยทั้งสี่เข้ามาในบ้านเกิดเหตุ จำเลยที่ 1 จ้องเล็งอาวุธปืนมาที่ศีรษะของผู้เสียหาย ผู้เสียหายจึงวิ่งเข้าไปหาจำเลยที่ 1 และจับมือของจำเลยที่ 1 เพื่อแย่งอาวุธปืน เป็นเหตุให้อาวุธปืนลั่นขึ้น 1 นัด กระสุนปืนถูกกระเบื้องมุงหลังคาซึ่งวางไว้ที่พื้น ซึ่งจะเห็นได้ว่าอาวุธปืนที่จำเลยที่ 1 ใช้เป็นอาวุธปืนพกชนิดลูกโม่ เมื่อยิงออกไปแล้วปลอกกระสุนปืนย่อมคงอยู่ในลูกโม่ปืน การที่ไม่พบปลอกกระสุนปืนในที่เกิดเหตุจึงไม่ใช่ข้อพิรุธ และเมื่อพิจารณาจากภาพถ่ายประกอบสำนวนแล้ว จะเห็นได้ว่า มีร่องรอยของกระสุนปืนที่กระเบื้องมุงหลังคาที่วางพิงผนังบ้านตามที่ผู้เสียหายเบิกความ ที่จำเลยที่ 1 ฎีกาว่า ไม่พบร่องรอยกระสุนปืนที่กระเบื้องมุงหลังคาจึงไม่ตรงกับข้อเท็จจริงที่เกิดขึ้น ส่วนที่ไม่พบร่องรอยกระสุนปืนที่ผนังบ้านเนื่องจากตำแหน่งของวิถีกระสุนปืนตามภาพถ่ายประกอบสำนวนดังกล่าวอยู่ในลักษณะทิศทางจากบนลงล่าง ทำให้กระสุนปืนตกไปถูกพื้นซึ่งไม่ใช่ข้อพิรุธเช่นกัน สำหรับแกนกระสุนปืนของกลางแม้จะไม่ทราบแน่ชัดว่าเป็นแกนกระสุนปืนชนิดใด ขนาดใด นั้น ไม่ใช่ข้อสาระสำคัญ เพราะผู้เสียหายยืนยันแล้วว่า เป็นกระสุนปืนซึ่งถูกยิงมาจากอาวุธปืนที่จำเลยที่ 1 มีและพามา ฎีกาของจำเลยที่ 1 ในเรื่องนี้จึงรับฟังไม่ได้ และที่จำเลยทั้งสี่ฎีกาว่า เดิมบ้านเกิดเหตุเป็นของนางจบ ต่อมานางจบแพ้คดีต่อมารดาของจำเลยที่ 1 ถึงที่ 3 นางจบจึงย้ายไปอยู่ที่จังหวัดปัตตานี และปล่อยบ้านทิ้งเป็นบ้านร้างเป็นที่มั่วสุมเสพยาเสพติด โดยไม่ปรากฏว่านางจบให้ผู้ใดครอบครองดูแลแทน การที่ผู้เสียหายเข้าไปอยู่ในบ้านเกิดเหตุจึงเป็นการเข้าไปอยู่โดยพลการ ผู้เสียหายจึงไม่ใช่ผู้เสียหายในความผิดฐานร่วมกันบุกรุกเคหสถานโดยใช้กำลังประทุษร้ายโดยมีอาวุธโดยร่วมกระทำความผิดด้วยกันตั้งแต่สองคนขึ้นไปในเวลากลางคืน และฐานร่วมกันทำให้เสียทรัพย์นั้น เห็นว่า ได้ความจากผู้เสียหายว่า บ้านเกิดเหตุเป็นบ้านของนางจบมารดาภริยาของนายวิสุตร น้องชายของผู้เสียหาย โดยผู้เสียหาย ภริยาของผู้เสียหาย นายวิสุตร และภริยาของนายวิสุตรพักอาศัยอยู่ด้วยกันในบ้านเกิดเหตุ และผู้เสียหายเบิกความตอบทนายจำเลยทั้งสี่ถามค้านว่า นางจบย้ายออกไปจากบ้านเกิดเหตุ หลังจากนั้นผู้เสียหายและนายวิสุตรเข้ามาพักในบ้านเกิดเหตุ นอกจากนี้เมื่อพิจารณาจากภาพถ่ายประกอบสำนวน จะเห็นได้ว่า ขณะเกิดเหตุบ้านเกิดเหตุมีลักษณะเป็นที่อยู่อาศัย ไม่ได้มีลักษณะถูกทิ้งเป็นบ้านร้างดังที่จำเลยทั้งสี่กล่าวอ้างในฎีกา พฤติการณ์แห่งคดีมีเหตุผลเชื่อได้ว่าผู้เสียหายกับพวกครอบครองบ้านเกิดเหตุอยู่โดยอาศัยสิทธิของนางจบ และขณะเกิดเหตุบ้านเกิดเหตุยังอยู่ในความครอบครองของผู้เสียหายกับพวก ซึ่งแม้จะรับฟังได้ตามที่จำเลยทั้งสี่นำสืบและฎีกาว่า นางจบเคยฟ้องนางสาว มารดาของจำเลยที่ 1 และนางเนี่ยม มารดาของจำเลยที่ 2 และที่ 3 กับพวกอีกคนหนึ่งเกี่ยวกับที่ดินที่ปลูกสร้างบ้านที่เกิดเหตุ และศาลมีคำพิพากษาว่า ที่ดินดังกล่าวไม่ใช่ของนางจบก็ตาม แต่ตามสำเนาคำพิพากษาของศาลอุทธรณ์ภาค 9 ปรากฏว่า นางจบซึ่งเป็นจำเลยในคดีดังกล่าวยังคงโต้แย้งสิทธิในที่ดินที่บ้านเกิดเหตุตั้งอยู่ และศาลอุทธรณ์ภาค 9 เพิ่งมีคำพิพากษาเมื่อวันที่ 21 กรกฎาคม 2554 ซึ่งเป็นเวลาภายหลังเกิดเหตุคดีนี้ ให้ยกอุทธรณ์ของนางจบ ดังนี้ ขณะเกิดเหตุผู้เสียหายกับพวกจึงยังมีสิทธิอยู่ในบ้านเกิดเหตุ และเมื่อฟังได้ว่าผู้เสียหายเป็นเจ้าของทรัพย์ที่ถูกจำเลยทั้งสี่ร่วมกันทำให้เสียหาย ผู้เสียหายจึงเป็นผู้เสียหายในความผิดฐานร่วมกันบุกรุกเคหสถานโดยใช้กำลังประทุษร้ายโดยมีอาวุธโดยร่วมกระทำความผิดด้วยกันตั้งแต่สองคนขึ้นไปในเวลากลางคืน และฐานร่วมกันทำให้เสียทรัพย์ ย่อมมีสิทธิร้องทุกข์ในความผิดทั้งสองฐานดังกล่าวได้ ฎีกาของจำเลยทั้งสี่ในเรื่องนี้จึงรับฟังไม่ได้ พยานหลักฐานของโจทก์ที่นำสืบมานั้นมีน้ำหนักมั่นคง ข้อเท็จจริงรับฟังได้โดยปราศจากความสงสัยว่า จำเลยทั้งสี่ร่วมกันบุกรุกเข้าไปในบ้านเกิดเหตุโดยจำเลยที่ 1 มีและพาอาวุธปืนไปด้วย จากนั้นจำเลยทั้งสี่ร่วมกันทำร้ายผู้เสียหาย และจำเลยที่ 4 ลักเงิน 4,000 บาทเศษ ของผู้เสียหายไป แล้วจำเลยทั้งสี่ร่วมกันทำลายทรัพย์ของผู้เสียหายในบ้านเกิดเหตุ จำเลยทั้งสี่จึงกระทำความผิดตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ ฎีกาข้อนี้ของจำเลยทั้งสี่ฟังไม่ขึ้น

มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยทั้งสี่ประการต่อมาว่า การกระทำของจำเลยทั้งสี่ในความผิดฐานร่วมกันบุกรุกเคหสถานโดยใช้กำลังประทุษร้ายโดยมีอาวุธโดยร่วมกระทำความผิดด้วยกันตั้งแต่สองคนขึ้นไปในเวลากลางคืน ฐานร่วมกันทำร้ายผู้อื่นจนเป็นเหตุให้เกิดอันตรายแก่กาย และฐานร่วมกันทำให้เสียทรัพย์เป็นกรรมเดียวเป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบทหรือไม่ เห็นว่า ฟ้องโจทก์บรรยายการกระทำความผิดของจำเลยทั้งสี่กับพวกในข้อหาฐานร่วมกันบุกรุกเคหสถานโดยใช้กำลังประทุษร้ายโดยมีอาวุธโดยร่วมกระทำความผิดด้วยกันตั้งแต่สองคนขึ้นไปในเวลากลางคืน และข้อหาร่วมกันพยายามฆ่าผู้อื่นโดยไตร่ตรองไว้ก่อนมาในข้อเดียวกันคือข้อ ค. โดยการกระทำที่บรรยายฟ้องในข้อดังกล่าว โจทก์มิได้บรรยายฟ้องแยกแยะการกระทำความผิดของจำเลยทั้งสี่กับพวกให้ปรากฏชัดแจ้งพอที่จะเห็นได้ว่าโจทก์ประสงค์ให้ลงโทษจำเลยทั้งสี่ตามฟ้องข้อ ค. ในแต่ละข้อหาเป็นแต่ละกรรมแยกต่างหากจากกัน ดังนั้น เมื่อทางพิจารณาได้ความว่า จำเลยทั้งสี่ร่วมกันบุกรุกและร่วมกันทำร้ายผู้อื่นจนเป็นเหตุให้เกิดอันตรายแก่กาย ศาลจะพิพากษาลงโทษจำเลยทั้งสี่ในความผิดฐานร่วมกันบุกรุกเคหสถานโดยใช้กำลังประทุษร้ายโดยมีอาวุธโดยร่วมกระทำความผิดด้วยกันตั้งแต่สองคนขึ้นไปในเวลากลางคืน และความผิดฐานร่วมกันทำร้ายผู้อื่นจนเป็นเหตุให้เกิดอันตรายแก่กายเป็นสองกรรมเกินจากที่ได้กล่าวในฟ้องหาได้ไม่ เพราะเป็นการขัดต่อประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 192 วรรคหนึ่ง ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 9 พิพากษาลงโทษจำเลยทั้งสี่ในความผิดทั้งสองฐานดังกล่าวเรียงกระทงมานั้นจึงเป็นการไม่ชอบ แต่สำหรับความผิดฐานร่วมกันทำให้เสียทรัพย์นั้น จากข้อเท็จจริงในคดีเห็นได้ว่า จำเลยทั้งสี่มีเจตนาร่วมกันบุกรุกเข้าไปในบ้านเกิดเหตุเพื่อถามหานายวิสุตร น้องชายของผู้เสียหาย แต่เมื่อไม่พบนายวิสุตร จึงได้ร่วมกันทำลายทรัพย์ของผู้เสียหายโดยเตะพัดลมตั้งพื้นจนหัก รื้อค้นเสื้อผ้าจนกระจัดกระจายและบางตัวมีการดึงฉีกจนขาด และกระทืบรถจักรยานยนต์ 2 คัน จนอุปกรณ์ชำรุดและแตก ซึ่งเป็นเจตนาแยกต่างหากจากเจตนาแรกที่บุกรุกเข้าไปถามหานายวิสุตร จึงเป็นความผิดต่างกรรมกัน ฎีกาข้อนี้ของจำเลยทั้งสี่ฟังขึ้นบางส่วน

ปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยทั้งสี่ประการสุดท้ายมีว่า สมควรรอการลงโทษจำคุกให้แก่จำเลยทั้งสี่หรือไม่ เห็นว่า จำเลยทั้งสี่ร่วมกันบุกรุกเข้าไปทำร้ายผู้เสียหายในบ้านเกิดเหตุในเวลากลางคืนโดยจำเลยที่ 1 มีและพาอาวุธปืนไปด้วยและจำเลยที่ 4 ลักเงินของผู้เสียหายไป นอกจากนี้จำเลยทั้งสี่ยังร่วมกันทำลายทรัพย์ของผู้เสียหายอีกด้วย นับเป็นการกระทำความผิดอย่างอุกอาจ ไม่เคารพยำเกรงต่อกฎหมาย และกระทบต่อความสงบสุขของสังคมส่วนรวม ประกอบกับจำเลยทั้งสี่ให้การปฏิเสธและต่อสู้คดีมาโดยตลอด หาได้รู้สำนึกในการกระทำความผิดของตนไม่ พฤติการณ์แห่งคดีจึงเป็นเรื่องที่ร้ายแรง ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 9 ใช้ดุลพินิจไม่รอการลงโทษจำคุกให้แก่จำเลยทั้งสี่นั้น เหมาะสมแก่พฤติการณ์แห่งคดีแล้ว ฎีกาข้อนี้ของจำเลยทั้งสี่ฟังไม่ขึ้น

พิพากษาแก้เป็นว่า การกระทำของจำเลยทั้งสี่ในความผิดฐานร่วมกันบุกรุกเคหสถานโดยใช้กำลังประทุษร้ายโดยมีอาวุธโดยร่วมกระทำความผิดด้วยกันตั้งแต่สองคนขึ้นไปในเวลากลางคืน และความผิดฐานร่วมกันทำร้ายผู้อื่นจนเป็นเหตุให้เกิดอันตรายแก่กาย เป็นกรรมเดียวเป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบท ให้ลงโทษฐานร่วมกันบุกรุกเคหสถานโดยใช้กำลังประทุษร้ายโดยมีอาวุธโดยร่วมกระทำความผิดด้วยกันตั้งแต่สองคนขึ้นไปในเวลากลางคืนซึ่งเป็นกฎหมายบทที่มีโทษหนักที่สุดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 จำคุกจำเลยทั้งสี่คนละ 1 ปี เมื่อรวมกับโทษในความผิดฐานอื่นที่จำเลยทั้งสี่กระทำแล้ว คงจำคุกจำเลยที่ 1 มีกำหนด 1 ปี 13 เดือน จำคุกจำเลยที่ 2 และที่ 3 คนละ 1 ปี 3 เดือน และจำคุกจำเลยที่ 4 มีกำหนด 3 ปี 3 เดือน นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 9
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.อ. ม. 2 (4) ม. 15 ม. 123 ม. 158 ม. 192 วรรคหนึ่ง
ป.วิ.พ. ม. 249 วรรคหนึ่ง
ป.อ. ม. 90 ม. 91 ม. 289 (4) ม. 358 ม. 364 ม. 365
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการจังหวัดนาทวี
จำเลย — นายสุภาพหรือหริ่ง แก้วแก้ว กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดนาทวี — นายไพฑูรย์ ตุกชูแสง
ศาลอุทธรณ์ภาค 9 — นางสาวเบญจภา วิทิตางกูร
ชื่อองค์คณะ
อนันต์ วงษ์ประภารัตน์
วีระชาติ เอี่ยมประไพ
ประสิทธิ์ สนามชวด
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 16781/2557
#575697
เปิดฉบับเต็ม

การดำเนินคดีอาญาแก่คณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติมีบัญญัติไว้เป็นการเฉพาะในรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2550 มาตรา 249 ที่มีผลใช้บังคับขณะที่โจทก์ฟ้องคดีนี้ และ พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญ ว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริต พ.ศ.2542 มาตรา 17 ทั้ง พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญ ว่าด้วยวิธีพิจารณาคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง พ.ศ.2542 มาตรา 9 (3) บัญญัติให้ศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองมีอำนาจพิจารณาพิพากษาคดีซึ่งประธานวุฒิสภาส่งคำร้องให้ศาลพิจารณาพิพากษาข้อกล่าวหาว่า กรรมการ ป.ป.ช. กระทำความผิดฐานทุจริตต่อหน้าที่หรือกระทำความผิดต่อตำแหน่งหน้าที่ราชการและมีบทบัญญัติในหมวด 4 มาตรา 36 ถึงมาตรา 44 ว่าด้วยการดำเนินคดีต่อกรรมการ ป.ป.ช. กำหนดกระบวนการในการไต่สวนและการพิจารณาพิพากษาคดีของศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองภายหลังได้รับคำร้องจากประธานวุฒิสภา บทบัญญัติแห่งกฎหมายดังกล่าวมีเจตนารมณ์เพื่อให้ความคุ้มครองแก่คณะกรรมการ ป.ป.ช. มิให้ผู้ที่ถูกตรวจสอบและไต่สวนหรือบุคคลที่ได้รับผลกระทบจากการปฏิบัติหน้าที่ของกรรมการ ป.ป.ช. กลั่นแกล้งฟ้องร้องคณะกรรมการ ป.ป.ช. ได้โดยง่าย เพื่อให้คณะกรรมการ ป.ป.ช. ปฏิบัติหน้าที่ได้อย่างเต็มที่ แต่บทบัญญัติดังกล่าวก็มิได้มีผลให้กรรมการ ป.ป.ช. ที่กระทำผิดฐานทุจริตต่อหน้าที่หรือกระทำความผิดต่อตำแหน่งหน้าที่ราชการหลุดพ้นจากความผิดทางอาญา เพราะผู้เสียหายอาจร้องเรียนต่อสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรหรือสมาชิกวุฒิสภาเพื่อตรวจสอบและกลั่นกรองข้อเท็จจริงในเบื้องต้นว่ากรณีมีมูลตามข้อกล่าวหาหรือไม่ แล้วเข้าชื่อกันร้องขอต่อประธานวุฒิสภาเพื่อส่งคำร้องดังกล่าวไปยังศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองเพื่อพิจารณาพิพากษาต่อไป ซึ่งต้องถือว่าบทบัญญัติแห่งกฎหมายดังกล่าวมีผลเป็นการตัดสิทธิผู้เสียหายที่จะยื่นฟ้องกรรมการ ป.ป.ช. ต่อศาลที่มีอำนาจพิจารณาพิพากษาคดีอาญาปกติ โจทก์จึงไม่มีอำนาจฟ้อง

แม้ในขณะที่ศาลฎีกามีคำพิพากษาคดีนี้ รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2550 เป็นอันสิ้นสุดลงแล้ว ยกเว้นหมวด 2 พระมหากษัตริย์ ตามประกาศคณะรักษาความสงบแห่งชาติ ฉบับที่ 11 ลงวันที่ 22 พฤษภาคม 2557 มีผลให้รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2550 มาตรา 249 ไม่มีผลใช้บังคับแล้ว แต่คณะรักษาความสงบเรียบร้อยแห่งชาติได้มีประกาศคณะรักษาความสงบแห่งชาติ ฉบับที่ 24 ลงวันที่ 23 พฤษภาคม 2557 ให้ พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญ ว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริตฯ และ พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญ ว่าด้วยวิธีพิจารณาคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองฯ ยังคงมีผลใช้บังคับต่อไป และรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย (ฉบับชั่วคราว) พุทธศักราช 2557 มาตรา 6 วรรคสอง บัญญัติให้สภานิติบัญญัติแห่งชาติทำหน้าที่สภาผู้แทนราษฎร วุฒิสภา และรัฐสภา การดำเนินคดีอาญาแก่กรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติตาม พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญ ว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริตฯ มาตรา 17 และ พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญ ว่าด้วยวิธีพิจารณาคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองฯ หมวด 4 มาตรา 36 ถึงมาตรา 44 จึงยังสามารถดำเนินการได้

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยทั้งเก้าตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 157 ประกอบมาตรา 83, 84, 91 พระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริต พ.ศ.2542 มาตรา 125

ศาลชั้นต้นไต่สวนมูลฟ้องแล้วเห็นว่า คดีไม่มีมูล พิพากษายกฟ้อง

โจทก์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน

โจทก์ฎีกา โดยผู้พิพากษาที่พิจารณาและลงชื่อในคำพิพากษาศาลชั้นต้นอนุญาตให้ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงฟังได้ในเบื้องต้นว่า ขณะเกิดเหตุ โจทก์ดำรงตำแหน่งผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ จำเลยที่ 1 เป็นหน่วยงานอิสระ ตามพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริต พ.ศ.2542 จำเลยที่ 2 ถึงที่ 9 เป็นเจ้าพนักงานตำแหน่งกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ มีจำเลยที่ 2 เป็นประธานกรรมการ เมื่อวันที่ 7 กันยายน 2552 คณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติมีมติเสียงข้างมากโดยจำเลยที่ 2 ถึงที่ 9 ชี้มูลความผิดของโจทก์ว่ากระทำความผิดทางวินัยอย่างร้ายแรง ฐานกระทำการอันได้ชื่อว่าเป็นผู้ประพฤติชั่วอย่างร้ายแรง และฐานละเว้นการกระทำใด ๆ อันเป็นเหตุให้เสียหายแก่ทางราชการอย่างร้ายแรง ตามพระราชบัญญัติตำรวจแห่งชาติ พ.ศ.2547 มาตรา 79 (5) (6) และมีมูลความผิดทางอาญาฐานเป็นเจ้าพนักงานปฏิบัติหรือละเว้นการปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบ เพื่อให้เกิดความเสียหายแก่ผู้หนึ่งผู้ใด ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 157 ต่อมาโจทก์ถูกย้ายไปปฏิบัติราชการที่สำนักนายกรัฐมนตรีและถูกปลดออกจากราชการ โจทก์อุทธรณ์คำสั่งดังกล่าวต่อคณะกรรมการข้าราชการตำรวจ คณะกรรมการข้าราชการตำรวจพิจารณาแล้ว เห็นว่าอุทธรณ์ของโจทก์ฟังขึ้น ให้สั่งยกโทษ คณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติส่งรายงานการไต่สวนโจทก์กับพวกไปยังอัยการสูงสุดเพื่อยื่นฟ้องต่อศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง อัยการสูงสุดเห็นว่ากรณียังมีข้อที่ไม่สมบูรณ์เพียงพอที่จะยื่นฟ้อง และแจ้งข้อไม่สมบูรณ์แก่คณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติเพื่อให้ตั้งคณะทำงานร่วมกันตามกฎหมาย คดีสำหรับจำเลยที่ 1 ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง โจทก์มิได้อุทธรณ์ จึงเป็นอันยุติไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

มีปัญหาต้องวินิจฉัยในชั้นนี้ตามฎีกาของโจทก์ว่า โจทก์มีอำนาจฟ้องจำเลยที่ 2 ถึงที่ 9 ต่อศาลชั้นต้นหรือไม่ เห็นว่า การดำเนินคดีอาญาแก่คณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ มีบัญญัติไว้เป็นการเฉพาะในรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2550 มาตรา 249 ที่มีผลใช้บังคับในขณะที่โจทก์ฟ้องคดีนี้ และพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริต พ.ศ.2542 มาตรา 17 มีข้อความทำนองเดียวกันว่า สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร สมาชิกวุฒิสภา หรือสมาชิกของทั้งสองสภามีจำนวนไม่น้อยกว่าหนึ่งในห้าของจำนวนสมาชิกทั้งหมดเท่าที่มีอยู่ของทั้งสองสภา มีสิทธิเข้าชื่อร้องขอต่อศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองว่า กรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติผู้ใดร่ำรวยผิดปกติ กระทำความผิดฐานทุจริตต่อหน้าที่ หรือกระทำความผิดต่อตำแหน่งหน้าที่ราชการ และเมื่อประธานวุฒิสภาได้รับคำร้องแล้ว ให้ส่งคำร้องดังกล่าวไปยังศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองเพื่อพิจารณาพิพากษา โดยมีพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยวิธีพิจารณาคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง พ.ศ.2542 มาตรา 9 (3) บัญญัติรองรับให้ศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองมีอำนาจพิจารณาพิพากษาคดีซึ่งประธานวุฒิสภาส่งคำร้องให้ศาลพิจารณาพิพากษาข้อกล่าวหาว่ากรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติกระทำความผิดฐานทุจริตต่อหน้าที่หรือกระทำความผิดต่อตำแหน่งหน้าที่ราชการ และมีบทบัญญัติในหมวด 4 มาตรา 36 ถึงมาตรา 44 ว่าด้วยการดำเนินคดีต่อกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ กำหนดกระบวนการในการไต่สวนและการพิจารณาพิพากษาคดีของศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองภายหลังได้รับคำร้องจากประธานวุฒิสภา บทบัญญัติแห่งกฎหมายดังกล่าวมีเจตนารมณ์เพื่อให้ความคุ้มครองแก่คณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติมิให้ผู้ที่ถูกตรวจสอบและไต่สวนหรือบุคคลที่ได้รับผลกระทบจากการปฏิบัติหน้าที่ของกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติกลั่นแกล้งฟ้องร้องคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติได้โดยง่าย ทั้งนี้ เนื่องจากการปฏิบัติหน้าที่ของคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ ซึ่งมีจำนวนตามพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริต พ.ศ.2542 มาตรา 6 เพียง 9 คน ต้องเกี่ยวข้องกับผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองและเจ้าหน้าที่ของรัฐจำนวนหลายหมื่นคน และอำนาจหน้าที่ของคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติในการตรวจสอบและไต่สวนทั้งในกรณีที่มีการกล่าวหาว่าผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองหรือเจ้าหน้าที่ของรัฐกระทำความผิดฐานทุจริตต่อหน้าที่ กระทำความผิดต่อตำแหน่งหน้าที่ราชการ กระทำความผิดต่อตำแหน่งหน้าที่ราชการในการยุติธรรม หรือร่ำรวยผิดปกติ และในกรณีที่มีการกล่าวหาว่าจงใจไม่ยื่นบัญชีทรัพย์สินและหนี้สินหรือยื่นเท็จ ตามที่บัญญัติไว้ในพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริต พ.ศ.2542 มาตรา 19 อาจนำไปสู่การพ้นจากตำแหน่งหรือการถอดถอนจากตำแหน่ง การลงโทษทางวินัย การลงโทษทางอาญา และการต้องห้ามดำรงตำแหน่งภายในระยะเวลาที่กำหนดของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองและเจ้าหน้าที่ของรัฐที่ถูกตรวจสอบและไต่สวนได้ การให้ความคุ้มครองแก่คณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติมิให้ถูกกลั่นแกล้งฟ้องร้องดำเนินคดีได้โดยง่ายจึงเป็นเรื่องจำเป็น เพื่อให้คณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติปฏิบัติตามอำนาจหน้าที่ได้อย่างเต็มที่ ไม่ต้องเสียเวลากับการแก้ข้อกล่าวหาในศาลมากจนเกินไป แต่บทบัญญัติดังกล่าวก็มิได้มีผลให้กรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติที่กระทำความผิดฐานทุจริตต่อหน้าที่หรือกระทำความผิดต่อตำแหน่งหน้าที่ราชการหลุดพ้นจากความผิดทางอาญา เพราะยังมีช่องทางให้ผู้ได้รับความเสียหายจากการกระทำความผิดของกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติร้องเรียนกล่าวหาต่อสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรหรือสมาชิกวุฒิสภาเพื่อตรวจสอบและกลั่นกรองข้อเท็จจริงในเบื้องต้นว่ากรณีมีมูลตามข้อกล่าวหาหรือไม่ แล้วเข้าชื่อกันร้องขอต่อประธานวุฒิสภาเพื่อส่งคำร้องดังกล่าวไปยังศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองเพื่อพิจารณาพิพากษาลงโทษทางอาญาแก่กรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติต่อไป โดยหากข้อเท็จจริงฟังได้ว่ากรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติผู้ใดกระทำความผิดตามข้อกล่าวหา จะต้องระวางโทษสองเท่าของโทษที่กำหนดไว้สำหรับความผิดนั้น ตามพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริต พ.ศ.2542 มาตรา 125 อีกด้วย แม้ในขณะที่ศาลฎีกามีคำพิพากษาคดีนี้ รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2550 เป็นอันสิ้นสุดลงแล้ว ยกเว้นหมวด 2 พระมหากษัตริย์ ตามประกาศคณะรักษาความสงบแห่งชาติ ฉบับที่ 11 ลงวันที่ 22 พฤษภาคม 2557 มีผลให้รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2550 มาตรา 249 ไม่มีผลใช้บังคับแล้ว แต่คณะรักษาความสงบเรียบร้อยแห่งชาติก็ได้มีประกาศคณะรักษาความสงบแห่งชาติ ฉบับที่ 24 ลงวันที่ 23 พฤษภาคม 2557 ให้พระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริต พ.ศ.2542 และพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยวิธีพิจารณาคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง พ.ศ.2542 ยังคงมีผลใช้บังคับต่อไป และแม้ขณะที่ศาลฎีกามีคำพิพากษาคดีนี้ ไม่มีสมาชิก สภาผู้แทนราษฎรและสมาชิกวุฒิสภาที่มีอำนาจเข้าชื่อกันร้องขอต่อประธานวุฒิสภา ตามความในพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริต พ.ศ.2542 มาตรา 17 วรรคหนึ่ง แต่รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย (ฉบับชั่วคราว) พุทธศักราช 2557 มาตรา 6 วรรคสอง บัญญัติให้สภานิติบัญญัติแห่งชาติทำหน้าที่สภาผู้แทนราษฎร วุฒิสภา และรัฐสภา การดำเนินคดีอาญาแก่กรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติตามพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริต พ.ศ.2542 มาตรา 17 และพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยวิธีพิจารณาคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง พ.ศ.2542 หมวด 4 มาตรา 36 ถึงมาตรา 44 จึงยังสามารถดำเนินการได้

ส่วนที่โจทก์ฎีกาว่า รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2550 มาตรา 249 เพียงแต่กำหนดหลักเกณฑ์พิเศษเพิ่มเติมในส่วนที่เกี่ยวข้องกับสภาผู้แทนราษฎรหรือสมาชิกวุฒิสภาในเรื่องทางการเมือง นอกเหนือจากหลักเกณฑ์การตรวจสอบการใช้อำนาจของเจ้าพนักงานของรัฐตามปกติในกระบวนการยุติธรรมทางอาญานั้น เห็นว่า การพิจารณาพิพากษาคดีที่กรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติถูกกล่าวหาว่ากระทำความผิดฐานทุจริตต่อหน้าที่หรือกระทำความผิดต่อตำแหน่งหน้าที่ราชการเสียเองโดยศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางเมืองนั้น หากข้อเท็จจริงฟังได้ว่ากรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติกระทำความผิดจริงตามข้อกล่าวหา กรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติผู้นั้นย่อมต้องถูกลงโทษทางอาญา ซึ่งอาจถึงจำคุกหรือจำคุกตลอดชีวิตก็เป็นได้ การที่สภาผู้แทนราษฎรหรือสมาชิกวุฒิสภาเข้าชื่อกันยื่นคำร้องต่อศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองกล่าวหาว่ากรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติกระทำความผิดฐานทุจริตต่อหน้าที่ หรือกระทำความผิดต่อตำแหน่งหน้าที่ราชการ จึงหาได้เป็นเพียงหลักเกณฑ์พิเศษเพิ่มเติมในส่วนที่เกี่ยวข้องกับสภาผู้แทนราษฎรหรือสมาชิกวุฒิสภาในเรื่องทางการเมืองดังที่โจทก์กล่าวฎีกาไม่ และที่โจทก์ฎีกาว่า แม้พระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยวิธีพิจารณาคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง พ.ศ.2542 มาตรา 9 (3) บัญญัติรับรองอำนาจของศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองในคดีที่ประธานวุฒิสภาส่งคำร้องดังกล่าวมาให้พิจารณาพิพากษาก็เพียงให้อำนาจพิจารณาคดีประเภทนี้ มิใช่บทบัญญัติตัดสิทธิของผู้เสียหายที่จะยื่นฟ้องกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติต่อศาลที่มีอำนาจพิจารณาคดีอาญาตามปกตินั้น เห็นว่า เมื่อพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริต พ.ศ.2542 มาตรา 17 และพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยวิธีพิจารณาคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง พ.ศ.2542 หมวด 4 มาตรา 36 ถึงมาตรา 44 มีเจตนารมณ์เพื่อให้ความคุ้มครองแก่กรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติมิให้ถูกฟ้องร้องได้โดยง่ายดังวินิจฉัยมาข้างต้น ย่อมต้องถือว่าบทบัญญัติแห่งกฎหมายดังกล่าวมีผลเป็นการตัดสิทธิผู้เสียหายที่จะยื่นฟ้องกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติต่อศาลที่มีอำนาจพิจารณาพิพากษาคดีอาญาตามปกติ โจทก์จึงไม่มีอำนาจฟ้องจำเลยที่ 2 ถึงที่ 9 ต่อศาลชั้นต้นเป็นคดีนี้ ฎีกาของโจทก์ในข้อนี้ฟังไม่ขึ้น และกรณีไม่จำต้องวินิจฉัยฎีกาของโจทก์ข้ออื่น เพราะไม่อาจทำให้ผลของคดีเปลี่ยนแปลงไป

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2550 ม. 249
รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย (ฉบับชั่วคราว) พุทธศักราช 2557
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พลตำรวจเอกพัชรวาท วงษ์สุวรรณ
สำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปราม
จำเลย — การทุจริตแห่งชาติ กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลอาญา — อยุทธ์ จามิกรณ์
ศาลอุทธรณ์ — สมชาย พวงภู่
ชื่อองค์คณะ
อธิคม อินทุภูติ
ปริญญา ดีผดุง
นิพันธ์ ช่วยสกุล
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 16750/2557
#575664
เปิดฉบับเต็ม

โจทก์เป็นบริษัทเฉพาะกิจ ตั้งขึ้นตามมติที่ประชุมผู้บริหารบรรษัทบริหารสินทรัพย์ไทย (บสท.) มีวัตถุประสงค์รับเป็นผู้จัดการดูแลผลประโยชน์และเก็บผลประโยชน์จากการรับโอนหลักประกันของลูกหนี้ รายบริษัทคันทรี่ฯ ซึ่งปรับโครงสร้างหนี้กับ (บสท.) โดยผ่านกระบวนการฟื้นฟูของศาลล้มละลายกลาง การที่โจทก์รับโอนกรรมสิทธิ์อสังหาริมทรัพย์ในโครงการคันทรี่ มารีน่า ซิตี้ ซึ่งเป็นหลักประกันการชำระหนี้ของบริษัทคันทรี่ฯ แล้วขายคืนให้แก่นิติบุคคลทั้งสามที่ลูกหนี้เสนอซื้อก็เป็นไปเพื่อแก้ไขฟื้นฟูกิจการของลูกหนี้ให้สามารถประกอบกิจการต่อไปได้ และมีวัตถุประสงค์ในการบริหารสินทรัพย์ด้อยคุณภาพของ (บสท.) เพื่อประโยชน์แก่การฟื้นฟูเศรษฐกิจหรือความมั่นคงของประเทศ ย่อมถือได้ว่าการขายอสังหาริมทรัพย์ซึ่งเป็นหลักประกันของลูกหนี้ของโจทก์เป็นการขายแทน บสท. เมื่อ บสท. ได้รับยกเว้นค่าธรรมเนียมและภาษีอากรจากกฎหมายทั้งปวงในการโอนสินทรัพย์ด้อยคุณภาพตามมาตรา 43 แห่ง พ.ร.ก.บรรษัทบริหารสินทรัพย์ไทย พ.ศ.2544 จึงไม่มีภาษีธุรกิจเฉพาะที่โจทก์จะต้องชำระแก่จำเลย

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้เพิกถอนการประเมินภาษีธุรกิจเฉพาะ เบี้ยปรับ เงินเพิ่ม ตามหนังสือแจ้งการประเมินภาษีธุรกิจเฉพาะ เลขที่ ภธ.73.1 - 01003140 - 25501010 - 006 - 00001 ลงวันที่ 10 ตุลาคม 2550 และคำวินิจฉัยอุทธรณ์ของคณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์เลขที่ สภ.1 (0ธ.1)/87/2551 หรือพิจารณางดเบี้ยปรับ เงินเพิ่มแก่โจทก์

จำเลยให้การขอให้ยกฟ้อง

ศาลภาษีอากรกลางพิพากษายกฟ้อง ให้โจทก์ใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนจำเลย โดยกำหนดค่าทนายความ 50,000 บาท

โจทก์อุทธรณ์ต่อศาลฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีภาษีอากรวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงรับฟังตามที่คู่ความมิได้โต้แย้งกันว่า บริษัทคันทรี่ (ประเทศไทย) จำกัด (มหาชน) เป็นลูกหนี้และมีหนี้ซึ่งเป็นสินทรัพย์ด้อยคุณภาพของบริษัทบริหารสินทรัพย์สุขุมวิท จำกัด ธนาคารกรุงไทย จำกัด (มหาชน) บริษัทบริหารสินทรัพย์รัตนสิน จำกัด และธนาคารไทยธนาคาร จำกัด (มหาชน) ต่อมาวันที่ 15 มิถุนายน 2544 บริษัทบริหารสินทรัพย์สุขุมวิทได้ยื่นคำร้องขอฟื้นฟูกิจการของบริษัทคันทรี่ (ประเทศไทย) จำกัด (มหาชน) และศาลล้มละลายกลางมีคำสั่งให้ฟื้นฟูกิจการและแต่งตั้งผู้ทำแผน เมื่อวันที่ 31 ตุลาคม 2544 บรรษัทบริหารสินทรัพย์ไทยได้รับโอนหนี้ของบริษัทคันทรี่ (ประเทศไทย) จำกัด (มหาชน) ซึ่งเป็นสินทรัพย์ด้อยคุณภาพมาจาก 4 สถาบันการเงินตามพระราชกำหนดบรรษัทบริหารสินทรัพย์ไทย พ.ศ.2544 โดยมีภาระหนี้เป็นเงินต้น 8,936,328,633.62 บาท และดอกเบี้ยค้างรับตามสิทธิ 4,152,230,543.90 บาท หนี้ดังกล่าวมีหลักทรัพย์จำนองเป็นประกันหนี้ คือ ที่ดินโฉนดเลขที่ 376, 9678, 13438 และ 18007 ตำบลบางปะกง อำเภอบางปะกง จังหวัดฉะเชิงเทรา พร้อมสิ่งปลูกสร้าง ที่ดินโฉนดเลขที่ 377 และ 6426 ตำบลบางปะกง อำเภอบางปะกง จังหวัดฉะเชิงเทรา ห้องชุดเลขที่ 87/1-87/60 และ 88/1-88/180 อาคารชุดคันทรี่ มาริน่าริเวอร์ คอนโดวิว ตั้งอยู่บนที่ดินโฉนดเลขที่ 6990 ตำบลบางปะกง อำเภอบางปะกง จังหวัดฉะเชิงเทรา ที่ดินโฉนดเลขที่ 373 ตำบลบางปะกง อำเภอบางปะกง จังหวัดฉะเชิงเทรา เมื่อวันที่ 12 กุมภาพันธ์ 2547 ที่ประชุมผู้บริหารของบรรษัทบริหารสินทรัพย์ไทยมีมติให้ตั้งบริษัทโจทก์และให้ผู้บริหารของบรรษัทบริหารสินทรัพย์ไทยเข้าเป็นผู้ถือหุ้นทั้งหมดของโจทก์ โดยจัดตั้งบริษัทโจทก์ขึ้นเมื่อวันที่ 3 กุมภาพันธ์ 2546 ตามข้อ 6.3.1 (2) (ข) ของแผนฟื้นฟูกิจการของบริษัทคันทรี่ (ประเทศไทย) จำกัด (มหาชน) ต่อมาวันที่ 28 เมษายน 2547 โจทก์รับโอนกรรมสิทธิ์โครงการคันทรี่มารีน่าซิตี้ซึ่งเป็นหลักประกันในการชำระหนี้โดยติดจำนองในราคา 836,500,000 บาท ตามแผนการปรับปรุงโครงสร้างหนี้ เมื่อวันที่ 9 ธันวาคม 2547 โจทก์โอนกรรมสิทธิ์ทรัพย์หลักประกันโดยปลอดจำนองให้แก่บริษัทมายคันทรี่ จำกัด บริษัทมายสมุย จำกัด บริษัทวันพลัส พร๊อพเพอร์ตี้ จำกัด ในราคา 866,149,914.38 บาท ตามเงื่อนไขของการปรับปรุงโครงสร้างหนี้ระหว่างบรรษัทบริหารสินทรัพย์ไทยกับบริษัทคันทรี่ (ประเทศไทย) จำกัด (มหาชน) และแผนฟื้นฟูกิจการ วันที่ 7 พฤศจิกายน 2550 โจทก์ได้รับหนังสือแจ้งการประเมินภาษีธุรกิจเฉพาะจากเจ้าพนักงานประเมินว่า ในเดือนธันวาคม 2547 โจทก์มิได้ยื่นแบบแสดงรายการภาษีธุรกิจเฉพาะ (ภ.ธ.40) เจ้าพนักงานประเมินจึงประเมินเรียกเก็บภาษีธุรกิจเฉพาะจำนวน 44,896,841.82 บาท เบี้ยปรับ 89,793,683.64 บาท เงินเพิ่ม 22,897,389.33 บาท และภาษีส่วนท้องถิ่น 15,758,791.48 บาท รวมเป็นเงิน 173,346,706 บาท โจทก์อุทธรณ์การประเมิน คณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์มีคำวินิจฉัยให้ยกอุทธรณ์ของโจทก์ โจทก์ไม่เห็นด้วยจึงฟ้องเป็นคดีนี้

มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของโจทก์ว่า โจทก์ได้รับยกเว้นภาษีธุรกิจเฉพาะจากการขายอสังหาริมทรัพย์ของโจทก์ตามมาตรา 29 วรรคสอง และมาตรา 43 แห่งพระราชกำหนดบรรษัทบริหารสินทรัพย์ไทย พ.ศ.2544 หรือไม่ โดยโจทก์อุทธรณ์ว่า ที่ประชุมผู้บริหารของบรรษัทบริหารสินทรัพย์ไทยได้มีมติจัดตั้งบริษัทโจทก์ขึ้นเพื่อมีวัตถุประสงค์รับจัดการดูแลผลประโยชน์จากการรับโอนหลักประกันของลูกหนี้รายบริษัทคันทรี่ (ประเทศไทย) จำกัด (มหาชน) ที่ปรับปรุงโครงสร้างหนี้กับบรรษัทบริหารสินทรัพย์ไทย หลังจากจัดตั้งบริษัทโจทก์ โจทก์ได้รับโอนกรรมสิทธิ์ทรัพย์หลักประกันโดยติดจำนองตามแผนการปรับปรุงโครงสร้างหนี้และแผนฟื้นฟูกิจการตามคำสั่งศาลล้มละลายกลาง โจทก์จึงมีสถานะเป็นลูกหนี้จำนองตามแผนฟื้นฟูกิจการ ต่อมาบริษัทคันทรี่ (ประเทศไทย) จำกัด (มหาชน) ลูกหนี้ได้ใช้สิทธิซื้อคืน โจทก์ได้ดำเนินการโอนกรรมสิทธิ์ทรัพย์หลักประกันโดยปลอดจำนองให้แก่นิติบุคคลทั้ง 3 บริษัท ที่ลูกหนี้เสนอชื่อ เป็นการชำระหนี้และไถ่ถอนจำนองให้แก่บรรษัทบริหารสินทรัพย์ไทย ดังนั้น โจทก์จึงเป็นบริษัทเฉพาะกิจและเป็นตัวแทนในการดำเนินงานของบรรษัทบริหารสินทรัพย์ไทยได้รับยกเว้นภาษีธุรกิจเฉพาะตามมาตรา 29 วรรคสอง และมาตรา 43 นั้น

ศาลฎีกาแผนกคดีภาษีอากร เห็นว่า เมื่อพิจารณาแผนฟื้นฟูกิจการของบริษัทคันทรี่ (ประเทศไทย) จำกัด (มหาชน) ข้อ 6.3.1 (2) (ข) ที่กำหนดให้บริษัทคันทรี่ (ประเทศไทย) จำกัด (มหาชน) ดำเนินการโอนกรรมสิทธิ์โครงการคันทรี่ มารีน่า ซิตี้ ชำระหนี้ให้แก่เจ้าหนี้มีประกันกลุ่มที่ 1 คือ บรรษัทบริหารสินทรัพย์ไทยภายในระยะเวลา 90 วัน นับแต่วันที่ศาลมีคำสั่งเห็นชอบด้วยแผนฟื้นฟูกิจการ โดยการโอนกรรมสิทธิ์ในโครงการคันทรี่ มารีน่า ซิตี้ ในลักษณะติดจำนองให้แก่โจทก์ซึ่งจะจัดตั้งโดยผู้บริหารแผนและผู้ถือหุ้นทั้งหมดโดยบรรษัทบริหารสินทรัพย์ไทย ทั้งนี้ภายในระยะเวลา 5 ปี นับแต่วันที่จดทะเบียนโอนกรรมสิทธิ์ทรัพย์หลักประกันเพื่อชำระหนี้ บริษัทคันทรี่ (ประเทศไทย) จำกัด (มหาชน) มีสิทธิซื้อคืนทรัพย์หลักประกันจากเจ้าหนี้ได้ในราคาที่โอนทรัพย์ชำระหนี้บวกด้วยดอกเบี้ยอัตราเอ็มแอลอาร์ของธนาคารกรุงไทย จำกัด (มหาชน) คำนวณนับตั้งแต่วันที่โอนทรัพย์ชำระหนี้จนถึงวันที่จดทะเบียนโอนกรรมสิทธิ์ในการขายทรัพย์หลักประกันคืนแก่บริษัทคันทรี่ (ประเทศไทย) จำกัด (มหาชน) เพื่อให้การดำเนินการตามแผนฟื้นฟูกิจการที่ผ่านความเห็นชอบจากที่ประชุมเจ้าหนี้และศาลล้มละลายกลางดำเนินการต่อไปได้ บรรษัทบริหารสินทรัพย์ไทยโดยที่ประชุมผู้บริหารจึงมีมติจัดตั้งบริษัทโจทก์ขึ้น โดยมีบรรษัทบริหารสินทรัพย์ไทยถือหุ้น 994 หุ้น ส่วนผู้บริหารของบรรษัทบริหารสินทรัพย์ไทยถือหุ้นคนละ 1 หุ้น รวมเป็น 1,000 หุ้น และได้จดทะเบียนเป็นบริษัทจำกัดเมื่อวันที่ 3 กุมภาพันธ์ 2546 มีวัตถุประสงค์เพื่อรับโอนทรัพย์หลักประกันในโครงการคันทรี่ มารีน่า ซิตี้ และจัดเก็บผลประโยชน์จากการรับโอนหลักประกัน หลังจากโจทก์รับโอนกรรมสิทธิ์ทรัพย์หลักประกันแล้ว บริษัทคันทรี่ (ประเทศไทย) จำกัด (มหาชน) ลูกหนี้ได้ใช้สิทธิซื้อคืนโดยเสนอชื่อ บริษัทมายคันทรี่ จำกัด บริษัทมายสมุย จำกัด และบริษัทวันพลัส พร๊อพเพอร์ตี้ จำกัด มายังบรรษัทบริหารสินทรัพย์ไทย ซึ่งตามวาระการประชุมคณะกรรมการบริหารบรรษัทบริหารสินทรัพย์ไทยครั้งที่ 39/2548 วาระที่ 4.0.1 ขออนุมัติดำเนินการโอนขายคืนทรัพย์สินโครงการคันทรี่ มารีน่า ซิตี้ ตามแผนฟื้นฟูกิจการ ปรากฏข้อเท็จจริงว่าที่ประชุมคณะกรรมการบริหารบรรษัทบริหารสินทรัพย์ไทยมีมติอนุมัติให้ดำเนินการโอนขายคืนทรัพย์ตามแผนฟื้นฟูกิจการ โดยให้ผู้ซื้อคืนทรัพย์หลักประกันโครงการคันทรี่ มารีน่า ซิตี้ ชำระราคาคืนตามที่แผนฟื้นฟูกิจการกำหนดไว้ โดยให้บรรษัทบริหารสินทรัพย์ไทยรับชำระค่าซื้อคืนทรัพย์หลักประกันด้วยตั๋วสัญญาใช้เงินของบริษัทวันพลัส พร็อพเพอร์ตี้ จำกัด ซึ่งอาวัลโดยธนาคารกรุงไทย จำกัด (มหาชน) และปราศจากเงื่อนไขในการจ่ายเงิน สั่งจ่ายในชื่อบรรษัทบริหารสินทรัพย์ไทยมีกำหนดใช้เงินไม่เกิน 1 ปี นับจากวันจดทะเบียนโอนกรรมสิทธิ์ในการขายทรัพย์โครงการคันทรี่ มารีน่า ซิตี้ คืน โดยระบุจำนวนเงินเท่ากับราคาซื้อคืนทรัพย์จำนวน 836,500,000 บาท บวกด้วยดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 2.75 ต่อปี คำนวณนับตั้งแต่วันที่จดทะเบียนโอนกรรมสิทธิ์ในการขายหลักประกันดังกล่าวคืนจนถึงวันที่กำหนดใช้เงินตามที่ระบุไว้ในตั๋วสัญญาใช้เงิน ก่อนดำเนินการไถ่ถอนจำนองและจดทะเบียนโอนกรรมสิทธิ์ ให้บรรษัทบริหารสินทรัพย์ไทยดำเนินการออกหนังสือถึงธนาคารกรุงไทย จำกัด (มหาชน) ยืนยันการอาวัลตั๋วสัญญาใช้เงิน เมื่อบรรษัทบริหารสินทรัพย์ไทยได้รับตั๋วสัญญาใช้เงินแล้ว ให้บรรษัทบริหารสินทรัพย์ไทยไถ่ถอนจำนองทรัพย์หลักประกันและให้โจทก์โอนกรรมสิทธิ์ทรัพย์โครงการคันทรี่ มารีน่า ซิตี้ ให้แก่บริษัทที่ลูกหนี้เสนอชื่อ โดยให้บรรษัทบริหารสินทรัพย์ไทยทดรองจ่ายค่าใช้จ่ายต่าง ๆ ในการจดทะเบียนโอนกรรมสิทธิ์ตามจำนวนเงินที่โจทก์ในฐานะผู้ขายมีหน้าที่ต้องจ่ายตามกฎหมาย และหักคืนเงินที่บรรษัทบริหารสินทรัพย์ไทยทดรองจ่ายดังกล่าวจากรายรับที่ได้จากการขายทรัพย์สินโครงการคันทรี่มารีน่า ซิตี้ และนำเงินส่วนที่เหลือนำไปชำระหนี้ไถ่ถอนจำนอง บริษัทที่ลูกหนี้เสนอชื่อจะชำระ แสดงให้เห็นว่าการที่โจทก์โอนกรรมสิทธิ์ทรัพย์หลักประกันโดยปลอดจำนองให้แก่นิติบุคคลทั้งสามบริษัทที่ลูกหนี้เสนอชื่อ เป็นการดำเนินการตามเงื่อนไขของการปรับปรุงโครงสร้างหนี้ระหว่างบรรษัทบริหารสินทรัพย์ไทยกับบริษัทคันทรี่ (ประเทศไทย) จำกัด (มหาชน) และเป็นไปตามแผนฟื้นฟูกิจการของบริษัทคันทรี่ (ประเทศไทย) จำกัด (มหาชน) โจทก์เป็นบริษัทที่มีทุนจดทะเบียนเพียง 10,000 บาท และไม่ได้ประกอบกิจการอื่นใดนอกจากการรับโอนและขายคืนทรัพย์หลักประกันในคดีนี้ ทั้งมีบรรษัทบริหารสินทรัพย์ไทยเป็นผู้ถือหุ้น 994 หุ้น กับมีที่ตั้งสำนักงานแห่งใหญ่แห่งเดียวกับบรรษัทบริหารสินทรัพย์ไทย ประกอบกับเงินที่โจทก์ได้รับจากการขายคืนทรัพย์หลักประกัน โจทก์ก็นำไปชำระหนี้และไถ่ถอนจำนองที่ดินให้แก่บรรษัทบริหารสินทรัพย์ไทยเจ้าหนี้ผู้รับจำนอง โดยไม่มีกระแสเงินสดของการขายทรัพย์หลักประกันผ่านเข้าบริษัทโจทก์แต่อย่างใด ดังนั้น การดำเนินการของโจทก์ที่รับโอนกรรมสิทธิ์อสังหาริมทรัพย์ในโครงการคันทรี่ มารีน่า ซิตี้ ซึ่งเป็นทรัพย์หลักประกันการชำระหนี้ของบริษัทคันทรี่ (ประเทศไทย) จำกัด (มหาชน) แล้วขายคืนให้แก่นิติบุคคลทั้งสามที่ลูกหนี้เสนอชื่อก็เป็นไปเพื่อแก้ไขฟื้นฟูกิจการของลูกหนี้ให้สามารถประกอบกิจการต่อไปได้ และมีวัตถุประสงค์ในการบริหารสินทรัพย์ด้อยคุณภาพของบรรษัทบริหารสินทรัพย์ไทยเพื่อประโยชน์แก่การฟื้นฟูเศรษฐกิจหรือความมั่นคงของประเทศ ย่อมถือได้ว่าการขายอสังหาริมทรัพย์ซึ่งเป็นทรัพย์หลักประกันของลูกหนี้ของโจทก์เป็นการขายแทนบรรษัทบริหารสินทรัพย์ไทย เมื่อบรรษัทบริหารสินทรัพย์ไทยได้รับยกเว้นค่าธรรมเนียมและภาษีอากรจากกฎหมายทั้งปวงในการโอนสินทรัพย์ด้อยคุณภาพตามมาตรา 43 แห่งพระราชกำหนดบรรษัทบริหารสินทรัพย์ไทย พ.ศ.2544 จึงไม่มีภาษีธุรกิจเฉพาะที่โจทก์จะต้องชำระแก่จำเลย จำเลยจึงไม่อาจประเมินเรียกเก็บภาษีธุรกิจเฉพาะ เบี้ยปรับและเงินเพิ่มจากโจทก์ได้ อุทธรณ์ของโจทก์ฟังขึ้น กรณีไม่จำต้องวินิจฉัยอุทธรณ์ข้ออื่นของโจทก์เพราะไม่ทำให้ผลคดีเปลี่ยนแปลงไป ที่ศาลภาษีอากรกลางวินิจฉัยว่า การประเมินและคำวินิจฉัยอุทธรณ์ของจำเลยชอบแล้ว จึงไม่ต้องด้วยความเห็นของศาลฎีกาแผนกคดีภาษีอากร

พิพากษากลับ ให้เพิกถอนการประเมินภาษีธุรกิจเฉพาะ เบี้ยปรับ และเงินเพิ่มตามหนังสือแจ้งการประเมินภาษีธุรกิจเฉพาะเลขที่ ภธ. 73.1 - 01003140 - 25501010 - 006 - 00001 ลงวันที่ 10 ตุลาคม 2550 และเพิกถอนคำวินิจฉัยอุทธรณ์ของคณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์ เลขที่ สภ.1 (0ธ.1)/87/2551 ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสองศาลให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.รัษฎากร ม. 91/5 (6)
พ.ร.ก.บรรษัทบริหารสินทรัพย์ไทย พ.ศ.2544 ม. 29 วรรคสอง ม. 43
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — บริษัทคันทรี่ เอส.พี.วี 1 จำกัด
จำเลย — กรมสรรพากร
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลภาษีอากรกลาง — นางสุพัตรา สืบสม อนันตพงศ์
ชื่อองค์คณะ
ธัชพันธ์ ประพุทธนิติสาร
กรองเกียรติ คมสัน
นิพันธ์ ช่วยสกุล
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 16748/2557
#579839
เปิดฉบับเต็ม

บริษัทตามกฎหมายว่าด้วยปิโตรเลียมซึ่งได้รับสัมปทานหรือมีส่วนได้เสียร่วมกันในสัมปทานมีหน้าที่เสียภาษีเงินได้เป็นรายรอบระยะเวลาบัญชีของกำไรสุทธิที่ได้จากกิจการปิโตรเลียมและยังมีหน้าที่ต้องเสียภาษีเงินได้ของเงินกำไรที่เหลือจากการชำระภาษีเงินได้เป็นรายรอบระยะเวลาบัญชี หรือเงินประเภทอื่นใดที่กันไว้จากกำไรดังกล่าว หรือที่ถือว่าเป็นเงินกำไรดังกล่าว เฉพาะจำนวนที่จำหน่ายออกนอกราชอาณาจักรและจะได้รับเครดิตสำหรับปิโตรเลียมที่ผลิตได้เพื่อใช้ในราชอาณาจักรเป็นจำนวนเงินตามอัตราของยอดเงินได้จากการขายปิโตรเลียมหรือมูลค่าของปิโตรเลียมที่จำหน่ายหรือมูลค่าของปิโตรเลียมที่ส่งชำระเป็นค่าภาคหลวงตามมาตรา 65 นว วรรคหนึ่ง ทั้งการได้เครดิตหรือไม่ เพียงใดยังต้องอยู่ภายใต้ข้อจำกัดตามมาตรา 65 นว วรรคท้าย กล่าวคือ เครดิตที่เกิดขึ้นในรอบระยะเวลาบัญชีใด จะมีได้เป็นจำนวนเท่าที่ไม่เกินภาษีเงินได้เป็นรายรอบระยะเวลาบัญชีและภาษีเงินได้ของเงินกำไรที่เหลือจากการชำระภาษีเงินได้ที่เป็นรายรอบระยะเวลาบัญชีดังกล่าวสำหรับกำไรที่ได้ในรอบระยะเวลาบัญชีนั้นและเครดิตที่จะนำมาหักในรอบระยะเวลาบัญชีใด จะต้องไม่เกินภาษีเงินได้ของเงินกำไรที่เหลือจากการชำระภาษีเงินได้ที่เป็นรายรอบระยะเวลาบัญชีนั้นด้วย การที่โจทก์จะได้รับเครดิตตามมาตรา 65 นว วรรคหนึ่ง หรือไม่นั้น จะต้องพิจารณาทั้งตามมาตรา 65 นว วรรคหนึ่ง รวมกับข้อจำกัดตามมาตรา 65 นว วรรคสอง ประกอบกัน ซึ่งการจะทราบจำนวนเครดิตที่เกิดขึ้นดังกล่าวได้ ก็ต่อเมื่อมีการคำนวณกำไรหรือขาดทุนสุทธิเมื่อสิ้นรอบระยะเวลาบัญชี เพื่อให้ทราบว่าโจทก์มีภาษีเงินได้เป็นรายรอบระยะเวลาบัญชีและมีเงินกำไรที่เหลือจากการชำระภาษีเงินได้เป็นรายรอบระยะเวลาบัญชีตามมาตรา 65 จัตวา เสียก่อน และเครดิตที่เกิดขึ้นจะนำมาหักในรอบระยะเวลาบัญชีใด ต้องใช้บังคับแก่กำไรสุทธิที่ต้องเสียภาษีเงินได้ปิโตรเลียมสำหรับรอบระยะเวลาบัญชีนั้นเท่านั้น

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้เพิกถอนการประเมินของเจ้าพนักงานประเมิน สำนักงานบริหารภาษีธุรกิจขนาดใหญ่ กรมสรรพากร รวม 4 ฉบับ คือ หนังสือแจ้งภาษีเงินได้ปิโตรเลียม ที่ กค 0724/ก.01/01005300/03/00001 ถึง 00004 ลงวันที่ 31 พฤษภาคม 2547 และคำวินิจฉัยอุทธรณ์ของคณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์ (ภ.ส. 7) เลขที่ ภญ.(อธ.2)/2 ถึง 5/2550 หรืองดหรือลดเบี้ยปรับและเงินเพิ่มให้แก่โจทก์

จำเลยให้การขอให้ยกฟ้อง

ศาลภาษีอากรกลางพิพากษาให้แก้ไขการประเมินของจำเลยและคำวินิจฉัยของคณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์ในส่วนที่เกี่ยวกับการประเมินภาษีสำหรับการจำหน่ายเงินกำไรออกนอกราชอาณาจักร โดยให้นำเครดิตที่เกิดขึ้นและกำหนดจำนวนได้แน่นอนเมื่อสิ้นรอบระยะเวลาบัญชีปี 2541 ไปหักออกจากค่าภาษีที่มีการประเมินสำหรับการจำหน่ายเงินกำไรของโจทก์ซึ่งได้กระทำในรอบระยะเวลาบัญชีปี 2542 ในจำนวนไม่เกินที่กำหนดไว้ตามมาตรา 65 นว วรรคสอง (2) แห่งพระราชบัญญัติภาษีเงินได้ปิโตรเลียม พ.ศ.2514 แก้ไขเพิ่มเติมโดยพระราชบัญญัติภาษีเงินได้ปิโตรเลียม (ฉบับที่ 3) พ.ศ.2522 และให้นำเครดิตที่เกิดขึ้นและกำหนดจำนวนได้แน่นอนเมื่อสิ้นรอบระยะเวลาบัญชีปี 2542 บวกด้วยเครดิตที่เหลือจากการหักออกจากค่าภาษีในการจำหน่ายเงินกำไรที่ได้กระทำในรอบระยะเวลาบัญชีปี 2542 (ถ้ามี) ไปหักออกจากค่าภาษีในการประเมินสำหรับการจำหน่ายเงินกำไรที่ได้กระทำในรอบระยะเวลาบัญชีปี 2543 ให้งดเบี้ยปรับแก่โจทก์ และให้โจทก์ใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนจำเลยโดยกำหนดค่าทนายความ 50,000 บาท คำขออื่นนอกจากนี้ให้ยก

โจทก์และจำเลยอุทธรณ์ต่อศาลฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีภาษีอากรวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงเป็นยุติโดยโจทก์และจำเลยมิได้อุทธรณ์โต้แย้งว่า โจทก์ได้รับสัมปทานประกอบกิจการปิโตรเลียมในประเทศไทยตั้งแต่ปี 2511 โดยบริษัทยูโนแคลคอร์ปอเรชั่น จำกัด ในประเทศสหรัฐอเมริกาเป็นผู้ประกอบอุตสาหกรรมปิโตรเลียมและลงทุนสำรวจและผลิตปิโตรเลียมในประเทศต่าง ๆ สำหรับประเทศไทยเดิมบริษัทได้จัดตั้งแต่บริษัทยูโนแคลไทยแลนด์ จำกัดเข้ารับสัมปทานในประเทศไทยร่วมกับผู้รับสัมปทานรายอื่นด้วย และในปี 2529 มีการจัดตั้งบริษัทโจทก์ขึ้นมารับโอนสัมปทานและรับโอนสิทธิกับหน้าที่จากบริษัทยูโนแคลไทยแลนด์ จำกัดทั้งหมด ส่วนบริษัทยูเนี่ยนออยล์คัมพะนีออฟแคลิฟอร์เนีย จำกัด ในประเทศสหรัฐอเมริกาก็เป็นบริษัทในกลุ่มบริษัทยูโนแคล คอร์ปอเรชั่น จำกัด เป็นบริษัทที่ความรู้ความเชี่ยวชาญในการสำรวจขุดเจาะผลิตปิโตรเลียมและบริหารจัดการ กรณีพิพาทคดีนี้สืบเนื่องจากจำเลยออกหมายเรียกตรวจสอบภาษีเงินได้ปิโตรเลียมของโจทก์สำหรับรอบระยะเวลาบัญชีตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม ถึงวันที่ 31 ธันวาคม 2541 และวันที่ 1 มกราคม ถึงวันที่ 31 ธันวาคม 2542 ผลการตรวจสอบสัญญาร่วมปฏิบัติการ (Joint Operating Agreement หรือ JOA) พบประเด็นความผิดคือ ตามสัญญาร่วมปฏิบัติการนั้น โจทก์เป็นผู้ปฏิบัติการ (Operator) มีอำนาจที่จะทำเพื่อและในนามของผู้ร่วมสัมปทานทุกราย และผู้เข้าร่วมสัมปทานจะร่วมรับผิดชอบในค่าใช้จ่ายที่เกิดขึ้นจากการทำงานตามสัดส่วนสิทธิประโยชน์ในสัมปทาน การที่โจทก์ทำสัญญาว่าจ้างบริษัทยูเนียนออยล์คัมพะนีออฟแคลิฟอร์เนีย จำกัด ในการบริหารงานตามสัญญาบริการการจัดการ (Management Services Agreement) จึงเป็นการทำเพื่อและในนามของผู้ร่วมสัมปทานทุกราย โดยผู้ร่วมสัมปทานไม่ได้เข้าเป็นคู่สัญญาโดยตรง การบริการที่บริษัททำให้แก่โจทก์ผู้ร่วมสัมปทานจึงได้รับผลประโยชน์ด้วย ผู้ร่วมสัมปทานควรที่จะร่วมกันรับผิดชอบค่าใช้จ่ายในส่วนของตนตามสัดส่วนสิทธิประโยชน์ในสัมปทาน แต่เมื่อโจทก์ได้รับใบแจ้งหนี้จากบริษัท ซึ่งระบุจำนวนเงินแยกไว้ชัดเจนว่าเป็นส่วนของโจทก์และของผู้ร่วมสัมปทาน โจทก์บันทึกบัญชีเป็นรายจ่ายเพียงเท่าที่เป็นส่วนของโจทก์ ส่วนจำนวนเงินตามใบแจ้งหนี้ที่เป็นส่วนของผู้ร่วมสัมปทาน โจทก์มิได้เรียกเก็บจากผู้ร่วมสัมปทานตามใบแจ้งหนี้ที่โจทก์ได้รับ แต่จะเรียกเก็บเงินค่าบริหารงานตามจำนวนที่ได้ตกลงกันไว้ในสัญญาร่วมปฏิบัติการแทน ด้วยเหตุนี้ จำนวนเงินที่โจทก์เรียกเก็บจากผู้ร่วมสัมปทานสำหรับค่าบริหารงานจึงเป็นการเรียกเก็บตามสัญญาร่วมปฏิบัติการระหว่างโจทก์กับผู้ร่วมสัมปทาน มิใช่การเรียกเก็บการแบ่งค่าใช้จ่ายที่เกิดขึ้นตามสัญญาบริการการจัดการ (Management Services Agreement) ตามสัดส่วนความเป็นเจ้าของที่ต้องรับภาระ จึงถือได้ว่าเงินที่เรียกเก็บเป็นเงินได้อื่นใดที่ได้รับเนื่องจากการประกอบกิจการปิโตรเลียมตามพระราชบัญญัติภาษีเงินได้ปิโตรเลียม พ.ศ.2514 มาตรา 22 (5) ถึงแม้ว่าผู้ร่วมสัมปทานจะจ่ายเงินไปยังสำนักงานใหญ่ของโจทก์ โจทก์จะต้องรับรู้เป็นรายได้ในประเทศไทยสำหรับรอบระยะเวลาบัญชีปี 2541 จำนวน 161,807,387.85 บาท และสำหรับรอบระยะเวลาบัญชีปี 2542 จำนวน 89,425,056.79 บาท เพราะเป็นเงินได้ที่เกิดขึ้นเนื่องจากกิจการในประเทศไทย และได้ตรวจสอบรายจ่ายตามสัญญาบริการการจัดการพบประเด็นความผิดคือ โจทก์ไม่สามารถนำเอารายจ่ายตามสัญญามาถือเป็นรายจ่ายในการคำนวณกำไรสุทธิเพื่อเสียภาษีได้ เนื่องจากเป็นรายจ่ายที่ไม่สามารถพิสูจน์ได้ว่าเป็นรายจ่ายตามปกติและจำเป็นในจำนวนไม่เกินสมควรและได้จ่ายไปทั้งหมดเฉพาะในกิจการปิโตรเลียมตามมาตรา 65 ฉ และมาตรา 65 สัตต แห่งพระราชบัญญัติภาษีเงินได้ปิโตรเลียม พ.ศ.2514 แก้ไขเพิ่มเติมโดยพระราชบัญญัติภาษีเงินได้ปิโตรเลียม (ฉบับที่ 3) พ.ศ.2522 มาตรา 3 โดยตรวจสอบสำเนาใบแจ้งหนี้ที่โจทก์ส่งมอบให้เจ้าพนักงานประเมิน ซึ่งโจทก์แจ้งว่าเป็นเอกสารที่โจทก์ได้รับจากบริษัทยูเนี่ยนออยล์คัมพะนีออฟแคลิฟอร์เนีย จำกัด พบว่า โจทก์ปันส่วนค่าใช้จ่ายของบริษัทตามอัตราส่วนร้อยละของแต่ละรายการ แต่จากเอกสารที่ส่งมอบให้แก่เจ้าพนักงานของจำเลยไม่สามารถพิสูจน์ได้ถึงความถูกต้องของรายจ่ายของบริษัทที่โจทก์รับปันส่วนมาว่าเป็นรายจ่ายที่เกิดขึ้นจริง อีกทั้งไม่สามารถพิสูจน์ได้ถึงความสมควรของอัตราส่วนที่รับปันส่วนมา รายจ่ายทั้งหมดที่โจทก์จ่ายให้แก่บริษัทตามสัญญาบริการการจัดการจึงพิสูจน์ไม่ได้ว่าเป็นรายจ่ายตามปกติ จำเป็น ในจำนวนไม่เกินสมควรและได้จ่ายไปทั้งหมดเฉพาะในกิจการปิโตรเลียมของโจทก์ โจทก์ต้องนำรายจ่าย 114,570,910 บาท สำหรับรอบระยะเวลาบัญชีปี 2541 และ 128,924,524 บาท สำหรับรอบระยะเวลาบัญชีปี 2542 ตามที่บันทึกเป็นรายจ่ายไว้มารวมในการคำนวณกำไรสุทธิด้วย สำหรับกรณีการจำหน่ายเงินกำไร โจทก์ทยอยส่งเงินกำไรที่คำนวณได้ตามบัญชีไปที่ประเทศสหรัฐอเมริกา ทุกครั้งที่มีการส่งออกเงินกำไรโจทก์จะยื่นแบบแสดงรายการภาษีเงินได้ปิโตรเลียม สำหรับกรณีจำหน่ายเงินกำไรออกนอกราชอาณาจักร (ภ.ง.ป. 74) และคำนวณภาษีเงินได้ตามมาตรา 65 จัตวา (2) หักด้วยเครดิตภาษีตามมาตรา 65 นว วรรคหนึ่ง (2) โดยการคำนวณเครดิตจะถือว่ามีเครดิตทันทีที่โจทก์นำส่งค่าภาคหลวง โจทก์จะจำหน่ายเงินกำไรเพียงเท่าที่เป็นกำไรในทางบัญชีหลังหักภาษีเงินได้ปิโตรเลียมเท่านั้น จากกระดาษทำการกระทบยอดของโจทก์พบว่าในการจำหน่ายเงินกำไรที่ระบุในแบบแสดงรายการภาษีเงินได้ปิโตรเลียม สำหรับกรณีจำหน่ายเงินกำไรออกนอกราชอาณาจักร (ภ.ง.ป. 74) เป็นกำไรของรอบระยะเวลาบัญชีปี 2541 จำนวน 11,197,990,000 บาท ประกอบด้วยกำไรของรอบระยะเวลาบัญชีก่อนปี 2541 จำนวน 442,993,248 บาท กำไรของรอบระยะเวลาบัญชีปี 2541 จำนวน 9,988,211,936 บาท และกำไรของรอบระยะเวลาบัญชีปี 2542 จำนวน 766,784,816 บาท ตามแบบแสดงรายการภาษีเงินได้ปิโตรเลียม สำหรับกรณีจำหน่ายเงินกำไรออกนอกราชอาณาจักร (ภ.ง.ป. 74) ระบุว่าเป็นการจำหน่ายเงินกำไรของรอบระยะเวลาบัญชีปี 2542 จำนวน 7,876,569,026.85 บาท โจทก์จึงมีภาระภาษีตามมาตรา 65 จัตวา (2) ซึ่งต้องเสียภาษีเงินได้ในอัตราร้อยละ 23.08 ของเงินกำไรที่เหลือจากการชำระภาษีเงินได้ตามมาตรา 65 จัตวา (1) หรือเงินประเภทอื่นใดที่กันไว้จากกำไรหรือที่ถือว่าเป็นเงินกำไรเฉพาะจำนวนที่จำหน่ายออกนอกราชอาณาจักร เมื่อโจทก์มีเงินได้ที่ต้องเสียภาษีตามมาตรา 65 จัตวา (2) โจทก์จะได้รับเครดิตเพื่อหักออกจากภาษีสำหรับปิโตรเลียมที่ผลิตได้เพื่อใช้ในราชอาณาจักร โดยมีข้อจำกัดในการที่นำเครดิตมาหักคือเครดิตที่เกิดขึ้นในรอบระยะเวลาบัญชีใดจะต้องมีจำนวนไม่เกินภาษีตามมาตรา 65 จัตวา (1) และ (2) สำหรับกำไรที่ได้ในรอบระยะเวลาบัญชีนั้น และเครดิตที่จะนำมาหักในรอบระยะเวลาบัญชีใดจะต้องไม่เกินภาษีที่ต้องเสียตามมาตรา 65 จัตวา (2) สำหรับรอบระยะเวลาบัญชีนั้น ถ้ายังมีเครดิตเหลืออยู่ให้ยกเครดิตส่วนที่เหลือนั้นไปหักในรอบระยะเวลาบัญชีต่อไปได้ โจทก์จะทราบจึงต้องทราบถึงจำนวนภาษีที่ต้องเสียตามมาตรา 65 จัตวา (1) และ (2) ก่อน จึงจะรู้ว่ามีเครดิตจำนวนเท่าใดในระหว่างรอบระยะเวลาบัญชีโจทก์จึงยังไม่ทราบว่ากิจการจะมีกำไรสุทธิทางภาษีเท่าใดก็ย่อมไม่ทราบจำนวนภาษีที่ต้องชำระ และย่อมเป็นข้อจำกัดของจำนวนเครดิตที่จะนำมาใช้ได้จนกว่าจะสิ้นรอบระยะเวลาบัญชีและทราบว่ามีกำไรสุทธิและภาษีต้องชำระเท่าใด จากประเด็นจำนวนเงินที่เรียกเก็บจากผู้ร่วมสัมปทาน ซึ่งถือว่าเป็นเงินได้อื่นใดที่โจทก์ได้รับเนื่องจากการประกอบกิจการปิโตรเลียมตามมาตรา 22 (5) และผู้ร่วมสัมปทานได้จ่ายเงินตรงไปยังสำนักงานใหญ่ของโจทก์แล้ว และประเด็นรายจ่ายค่าบริการตามสัญญาบริการการจัดการที่ไม่ให้ถือเป็นรายจ่ายและโจทก์ได้จ่ายเงินไปยังประเทศสหรัฐอเมริกาแล้ว จึงถือเสมือนว่าเป็นเงินกำไรที่ได้จำหน่ายออกนอกราชอาณาจักรตามนัยมาตรา 65 จัตวา (2) โจทก์จึงมีหน้าที่ต้องเสียภาษีเงินได้จากการจำหน่ายเงินกำไรเฉพาะกำไรส่วนที่เหลือจากการคำนวณภาษีเงินได้ปิโตรเลียมตาม มาตรา 65 จัตวา (1) ดังนี้ รอบระยะเวลาบัญชีปี 2541 โจทก์มีรายได้เรียกเก็บจากผู้ร่วมสัมปทานตามสัญญาร่วมปฏิบัติการ จำนวน 161,807,387.85 บาท มีรายจ่ายต้องห้ามตามสัญญาบริการการจัดการจำนวน 114,570,910 บาท หักภาษีตามมาตรา 65 จัตวา (1) ที่ประเมินเพิ่ม 96,732,403.81 บาท จำนวนเงินกำไรที่จำหน่าย 179,645,894.04 บาท รอบระยะเวลาบัญชีปี 2542 โจทก์มีรายได้เรียกเก็บจากผู้ร่วมสัมปทานตามสัญญาร่วมปฏิบัติการ จำนวน 89,425,056.79 บาท มีรายจ่ายต้องห้ามตามสัญญาบริการการจัดการ จำนวน 128,924,524 บาท หักด้วยภาษีตามมาตรา 65 จัตวา (1) ที่ประเมินเพิ่ม 76,422,353.18 บาท จำนวนเงินกำไรที่จำหน่าย 141,927,227.61 บาท เมื่อทำการกระทบยอดจำนวนเงินกำไรที่โจทก์จำหน่ายไปทั้งหมดของรอบระยะเวลาบัญชีปี 2541 จะเท่ากับจำนวนเงินกำไรตามบัญชี 9,988,211,936 บาท บวกรายได้ที่เรียกเก็บจากผู้ร่วมสัมปทาน 161,807,387.85 บาท และรายจ่ายต้องห้ามตามสัญญาบริการจัดการ 114,570,910 บาท หักภาษีตามมาตรา 65 จัตวา (1) ที่ประเมินเพิ่ม 96,732,403.81 บาท รวมทั้งสิ้น 10,167,857,830.04 บาท ซึ่งไม่เกินกำไรสุทธิทางภาษีหลังหักภาษีเงินได้ปิโตรเลียม 10,373,434,822.78 บาท จึงถือว่าโจทก์จำหน่ายเงินกำไรออกไปจากประเทศไทย 10,167,857,830.04 บาท ส่วนรอบระยะเวลาบัญชีปี 2542 โจทก์จำหน่ายเงินกำไรเท่ากับจำนวนที่ระบุว่าเป็นการจำหน่ายเงินกำไรของรอบระยะเวลาบัญชีปี 2541 จำนวน 766,784,816 บาท บวกเงินกำไรที่จำหน่ายซึ่งระบุว่าเป็นของรอบระยะเวลาบัญชีปี 2542 จำนวน 7,876,569,026.85 บาท รายได้ที่เรียกเก็บจากผู้ร่วมสัมปทาน 89,425,056.79 บาท รายจ่ายต้องห้ามตามสัญญาบริการจัดการ 128,924,524 บาท หักภาษีตามมาตรา 65 จัตวา (1) ที่ประเมินเพิ่ม 76,422,353 บาท รวมทั้งสิ้น 8,785,281,070.46 บาท ซึ่งไม่เกินกำไรสุทธิทางภาษีหลังหักภาษีเงินได้ปิโตรเลียม 8,830,961,950.91 บาท ถือว่าโจทก์ได้จำหน่ายเงินกำไรทั้งจำนวน 8,785,281,070.46 บาท เมื่อทำการปรับปรุงกระดาษทำการเกี่ยวกับการจำหน่ายเงินกำไร โจทก์จึงมีภาษีต้องชำระเพิ่ม 65,297,716.98 บาท เบี้ยปรับ 121,893,731.16 บาท เงินเพิ่ม 77,222,343.81 บาท สำหรับรอบระยะเวลาบัญชีปี 2541 และภาษีต้องชำระเพิ่ม 8,921,359.50 บาท เบี้ยปรับ 302,620,061.81 บาท เงินเพิ่ม 77,821,751.07 บาท สำหรับรอบระยะเวลาบัญชีปี 2542 คำนวณแล้วโจทก์มีภาษีที่ต้องชำระเพิ่มเติม เงินเพิ่มภาษีเงินได้ปิโตรเลียมตามมาตรา 65 จัตวา (1) คำนวณถึงวันที่ 31 พฤษภาคม 2547 ทั้งสองรอบระยะเวลาบัญชี ส่วนเงินเพิ่มสำหรับภาษีเงินได้ปิโตรเลียมตามมาตรา 65 จัตวา (2) มีการคำนวณดังนี้ 1. กรณีที่เงินภาษีได้ถูกหักกลบโดยเครดิตภาษี คำนวณเงินเพิ่มถึงวันที่ 31 พฤษภาคม 2542 และวันที่ 31 พฤษภาคม 2543 สำหรับรอบระยะเวลาบัญชีปี 2541 และ 2542 ตามลำดับ 2. กรณีที่เงินภาษีมิได้ถูกหักกลบโดยเครดิตภาษี คำนวณเงินเพิ่มถึงวันที่ 8 มิถุนายน 2547 และวันที่ 7 มิถุนายน 2547 สำหรับแบบแสดงรายการภาษีเงินได้ปิโตรเลียม สำหรับกรณีจำหน่ายเงินกำไรออกนอกราชอาณาจักร (ภ.ง.ป. 74) ที่ยื่นแสดงว่าเป็นการยื่นรายการของรอบระยะเวลาบัญชีปี 2541 และ 2542 ตามลำดับ โจทก์ได้รับหนังสือแจ้งภาษีเงินได้ปิโตรเลียมโดยชอบแล้ว โจทก์ไม่เห็นด้วยกับการประเมินจึงได้ยื่นอุทธรณ์การประเมินดังกล่าวเมื่อวันที่ 30 มิถุนายน 2547 ต่อมา ผู้รับมอบอำนาจของโจทก์ได้มาพบเจ้าพนักงานเพื่อชี้แจงข้อเท็จจริงเพิ่มเติม ต่อมาคณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์ได้พิจารณาแล้วเห็นว่า 1. ประเด็นที่โจทก์ขอให้ยกเลิกการประเมินภาษีเงินได้ปิโตรเลียม กรณีรายจ่ายค่าบริการตามสัญญาร่วมปฏิบัติการ โจทก์ได้ยินยอมสละในประเด็นนี้แล้วและไม่ขอโต้แย้งการประเมิน โดยยอมรับว่าโจทก์มีรายได้ตามสัญญาร่วมปฏิบัติการจากผู้ร่วมสัมปทานสำหรับรอบระยะเวลาบัญชีปี 2541 จำนวน 161,807,387.85 บาท และรอบระยะเวลาบัญชีปี 2542 จำนวน 89,425,056.79 บาท และยินยอมนำรายได้ดังกล่าวไปยื่นชำระภาษีเงินได้ตามการประเมินสำหรับรอบระยะเวลาบัญชีปี 2541 จำนวน 56,632,586 บาท และรอบระยะเวลาบัญชีปี 2542 จำนวน 31,298,770 บาท จึงไม่มีประเด็นต้องพิจารณา 2. ประเด็นขอให้ยกเลิกการประเมินภาษีเงินได้ปิโตรเลียม กรณีรายจ่ายค่าบริการตามสัญญาบริการการจัดการและกรณีการจำหน่ายเงินกำไรนั้น คณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์เห็นว่า การประเมินของเจ้าพนักงานประเมินถูกต้องแล้วจึงมีมติให้ยกอุทธรณ์ กรณีไม่มีเหตุอันควรงดหรือลดเบี้ยปรับ ส่วนเงินเพิ่มไม่มีบทบัญญัติแห่งกฎหมายให้งดหรือลดได้ จำเลยแจ้งคำวินิจฉัยอุทธรณ์ให้โจทก์ทราบแล้ว โจทก์ไม่เห็นด้วยจึงฟ้องเป็นคดีนี้

มีปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของโจทก์ว่า การประเมินภาษีเงินได้ปิโตรเลียมของจำเลยและคำวินิจฉัยอุทธรณ์ของคณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์ในส่วนที่เกี่ยวกับการจ่ายค่าบริการตามสัญญาบริการการจัดการของโจทก์เป็นไปโดยชอบด้วยกฎหมายหรือไม่ โดยโจทก์อุทธรณ์ว่า โจทก์ทำสัญญาบริการการจัดการกับบริษัทยูเนี่ยนออยล์คัมพะนีออฟแคลิฟอร์เนีย จำกัด ขณะทำสัญญาโจทก์ใช้ชื่อบริษัทยูโนแคลไทยแลนด์ จำกัด เดิมโจทก์กับบริษัทที่ร่วมสัมปทานกับโจทก์ได้ทำสัญญาร่วมปฏิบัติการ ต่อมาโจทก์เพียงผู้เดียวทำสัญญาบริการการจัดการ เนื่องจากโจทก์ไม่สามารถดำเนินกิจการปิโตรเลียมได้เองทั้งหมด โจทก์ต้องได้รับความช่วยเหลือจากบริษัทและบริษัทมีบุคคลากรที่มีความรู้ความเชี่ยวชาญที่สามารถให้บริการเรื่องปิโตรเลียมแก่โจทก์ได้ เมื่อสัญญาดังกล่าวไม่ขัดต่อกฎหมาย คู่สัญญาต้องปฏิบัติหน้าที่ของตนตามที่ระบุในสัญญา การที่บริษัทได้ให้บริการแก่โจทก์ตามสัญญา โจทก์ต้องจ่ายค่าบริการและค่าใช้จ่ายให้แก่บริษัท ซึ่งตามสัญญาได้กำหนดวิธีการคิดคำนวณ จำนวนค่าบริการและค่าใช้จ่ายที่จะเรียกเก็บ วิธีการเรียกเก็บและวิธีการชำระค่าบริการไว้ชัดแจ้งและโจทก์จ่ายเงินให้แก่บริษัทจริง สำหรับค่าใช้จ่ายในการประกอบกิจการปิโตรเลียม มาตรา 77 แห่งพระราชบัญญัติปิโตรเลียม พ.ศ.2514 กำหนดให้ผู้รับสัมปทานเสนองบบัญชีค่าใช้จ่ายในการประกอบกิจการปิโตรเลียมต่อกรมทรัพยากรธรณีตามหลักเกณฑ์และวิธีการที่กรมทรัพยากรธรณีกำหนด ซึ่งในรอบระยะเวลาบัญชีปี 2541 และปี 2542 โจทก์จัดทำงบบัญชีค่าใช้จ่ายในการประกอบกิจการปิโตรเลียมเสนอต่อกรมทรัพยากรธรณีแล้วและเจ้าพนักงานประเมินรวมทั้งคณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์ไม่ได้แจ้งให้โจทก์พิสูจน์ว่าค่าใช้จ่ายส่วนใดจำนวนเท่าใดเป็นค่าใช้จ่ายที่เกินสมควรและไม่ได้จ่ายไปทั้งหมดเฉพาะในกิจการปิโตรเลียม จึงเป็นการยากที่โจทก์จะนำพยานหลักฐานมาพิสูจน์ ปัญหานี้ ศาลฎีกาแผนกคดีภาษีอากร เห็นว่า ตามพระราชบัญญัติภาษีเงินได้ปิโตรเลียม พ.ศ.2514 แก้ไขเพิ่มเติมโดยพระราชบัญญัติภาษีปิโตรเลียม (ฉบับที่ 3) พ.ศ.2522 มาตรา 65 ฉ บัญญัติว่า "ภายใต้บังคับมาตรา 65 สัตต และมาตรา 65 อัฏฐ รายจ่ายตามปกติและจำเป็นให้จำกัดอยู่เฉพาะแต่รายจ่ายที่บริษัทสามารถพิสูจน์ได้ว่าเป็นรายจ่ายตามปกติและจำเป็นในจำนวนไม่เกินสมควร และได้จ่ายไปทั้งหมดเฉพาะในกิจการปิโตรเลียม ไม่ว่าจะจ่ายในหรือนอกราชอาณาจักร..." ดังนั้น โจทก์จึงมีหน้าที่พิสูจน์ข้อเท็จจริงเกี่ยวกับรายจ่ายตามที่โจทก์กล่าวอ้างให้ได้ความตามเงื่อนไขแห่งกฎหมายนี้ โดยในข้อนี้โจทก์กับบริษัทยูเนี่ยนออยล์คัมพะนีออฟแคลิฟอร์เนีย จำกัด ตกลงทำสัญญาบริการการจัดการ ตามสัญญาดังกล่าวโจทก์ตกลงให้บริษัทให้บริการด้านการบริหารจัดการ การซื้อ การเงิน การบัญชี การประกันภัย การกฎหมาย การว่าจ้าง และการบริการอื่นที่เกี่ยวเนื่องกับการตรวจสอบการประเมินโอกาสการลงทุนเกี่ยวกับอุตสาหกรรมปิโตรเลียม ตลอดถึงการสำรวจและผลิตทรัพยากรธรรมชาติให้โจทก์โดยโจทก์ตกลงจ่ายค่าตอบแทนและค่าใช้จ่ายต่างๆ ที่เกิดจากการบริการให้แก่บริษัท คำนวณตามเวลาการทำงานของพนักงานที่บริษัทให้บริการแก่โจทก์เป็นรายชั่วโมงตามอัตราต้นทุนในการว่าจ้างพนักงานของบริษัท รวมทั้งค่าใช้จ่ายต่างๆ ที่เกิดขึ้นจากการให้บริการตามส่วนเฉลี่ยด้วย บริษัทจะต้องเสียค่าใช้จ่ายในการให้บริการบริหารจัดการแก่กิจการของโจทก์ในประเทศไทย จึงต้องเรียกเก็บค่าบริการบริหารจัดการกับโจทก์ ซึ่งเป็นเรื่องของบริษัท โจทก์ไม่สามารถก้าวก่ายได้ เมื่อโจทก์ตกลงทำสัญญากับบริษัทแล้วก็เป็นหน้าที่ของโจทก์ต้องจ่ายค่าบริการบริหารและค่าใช้จ่ายให้แก่บริษัท ซึ่งเป็นความจำเป็นที่โจทก์ต้องจ่ายให้แก่บริษัท เนื่องจากการประกอบอุตสาหกรรมการปิโตรเลียมเป็นธุรกิจที่ต้องใช้เทคโนโลยีสูง ต้องใช้บุคลากรที่มีความรู้ความสามารถและความชำนาญในหลายๆ ด้าน โจทก์จ่ายค่าใช้จ่ายตามหลักเกณฑ์และวิธีการที่กรมทรัพยากรธรณีกำหนดตามมาตรา 77 แห่งพระราชบัญญัติปิโตรเลียม พ.ศ.2514 ค่าใช้จ่ายเหล่านั้นรวมทั้งค่าใช้จ่ายในการสนับสนุน (Administrative Overhead) ที่ต้องจ่ายให้แก่บริษัทตามใบแจ้งหนี้ที่บริษัทเรียกเก็บเอกสาร ซึ่งรวมถึงค่าเบี้ยประกันภัยตาม Insurance Invoice กรมทรัพยากรธรณีไม่เคยโต้แย้งว่าไม่ถูกต้อง รายจ่ายตามสัญญาบริการการจัดการ ที่โจทก์ทำกับบริษัทยูเนี่ยนออยล์คอมพะนีออฟแคลิฟอร์เนีย จำกัด โดยโจทก์ตกลงให้บริษัทให้บริการในด้านการบริหารจัดการ การซื้อ การเงิน การบัญชี งานกฎหมาย การว่าจ้างและบริการอื่นที่เกี่ยวข้อง รวมทั้งการบริหารจัดการที่เกี่ยวเนื่องกับการตรวจสอบ การประเมินโอกาสในการลงทุนเกี่ยวกับอุตสาหกรรมปิโตรเลียม ตลอดถึงการสำรวจและผลิตทรัพยากรธรรมชาติ โจทก์ตกลงจ่ายค่าตอบแทนและค่าใช้จ่ายที่เกี่ยวกับการบริหาร โดยคำนวณตามเวลาทำงานของพนักงานที่บริษัทให้บริการแก่โจทก์เป็นรายชั่วโมงตามอัตราต้นทุนในการว่าจ้างพนักงานของบริษัททั้งหมด รวมค่าใช้จ่ายต่างๆ ที่เกิดขึ้นจริงจากการให้บริการตามส่วนเฉลี่ย โดยตามคำอุทธรณ์การประเมินของโจทก์ว่า รายจ่ายแบ่งออกได้เป็น 2 กลุ่ม ใหญ่ๆ กล่าวคือ 1. รายจ่ายเพื่อกิจการของโจทก์แต่เพียงผู้เดียว ซึ่งโจทก์จะรับภาระค่าใช้จ่ายเอง ทั้งจำนวน 2. รายจ่ายเพื่อกิจการของโจทก์และผู้ร่วมสัมปทาน ซึ่งโจทก์และผู้ร่วมสัมปทานจะรับภาระค่าใช้จ่ายตามสัดส่วนผลประโยชน์ในสัมปทาน โดยตกลงคิดวิธีการคำนวณในส่วนที่ผู้ร่วมสัมปทานต้องจ่ายตามที่กำหนดในสัญญาร่วมปฏิบัติการ ในการคำนวณรายจ่ายที่บริษัทยูเนี่ยนออยล์คอมพะนีออฟแคลิฟอร์เนีย จำกัด ก่อให้เกิดขึ้นเพื่อกิจการสัมปทานในประเทศไทย ทั้งในส่วนที่โจทก์จะต้องรับผิดชอบทั้งจำนวนและในส่วนรายการที่โจทก์จะรับผิดชอบตามสัดส่วนผลประโยชน์ในสัมปทานนั้น บริษัทจะคิดตามหลักการมาตรฐานทางบัญชีที่รองรับทั่วไปในอุตสาหกรรมปิโตรเลียม หากรายจ่ายรายการใดเป็นรายการที่บริษัทก่อให้เกิดขึ้นเพื่อกิจการของโจทก์ในประเทศไทยเป็นกรณีเฉพาะ บริษัทก็จะเรียกเก็บค่าใช้จ่ายในรายการมายังโจทก์ทั้งจำนวน หากการให้ความช่วยเหลือรายการใดจัดทำขึ้นเพื่อบริษัทในครือหลายๆ แห่ง รวมทั้งในประเทศไทย บริษัทจะใช้วิธีการทางบัญชีที่เหมาะสมมาปรับใช้เพื่อคำนวณค่าใช้จ่ายแก่โจทก์ ซึ่งสรุปวิธีการคำนวณค่าใช้จ่ายของรอบระยะเวลาบัญชีปี 2541 และปี 2542 ได้ดังต่อไปนี้ 1. ฝ่ายการเงิน ก. การเอาประกันความรับผิด 728,397 ดอลลาร์สหรัฐ และ 685,004 ดอลลาร์สหรัฐ ตามลำดับ เรียกเก็บจากโจทก์ทั้งจำนวน เนื่องจากไม่รวมพนักงานของผู้ร่วมสัมปทาน วิธีการคำนวณค่าเบี้ยประกันภัยที่แท้จริงคิดตามสัดส่วนของจำนวนพนักงานในประเทศไทยต่อจำนวนพนักงานทั่วโลกที่รวมอยู่ในกรมธรรม์ประกันภัย ข. การเอาประกันสินทรัพย์ 716,876 ดอลลาร์สหรัฐ และ 710,789 ดอลลาร์สหรัฐ ตามลำดับ เรียกเก็บจากโจทก์ทั้งจำนวน เนื่องจากไม่รวมถึงสินทรัพย์ของผู้ร่วมสัมปทาน วิธีการคำนวณค่าเบี้ยประกันภัยที่แท้จริงตามสัดส่วนมูลค่าสินทรัพย์ในต่างประเทศในประเทศไทยต่อมูลค่าของสินทรัพย์ทั่วโลกที่รวมอยู่ในกรมธรรม์ประกันภัย ค. ค่าใช้จ่ายในด้านการธนาคาร 87,214 ดอลลาร์สหรัฐ 13,020 ดอลลาร์สหรัฐ 781,000 ดอลลาร์สหรัฐ และ 87,863 ดอลลาร์สหัฐ 781,000 ดอลลาร์สหรัฐ ตามลำดับ เรียกเก็บจากโจทก์ทั้งจำนวน เนื่องจากเป็นการทำธุรกรรมกู้ยืมเงินและธุรกรรมธนาคารอื่นๆ เฉพาะของโจทก์เท่านั้น ไม่รวมของผู้ร่วมสัมปทานอื่นๆ หรือเนื่องจากสัญญากู้ทำเพื่อโจทก์ไม่รวมถึงผู้ร่วมสัมปทาน วิธีการคำนวณค่าใช้จ่ายทางตรงที่บริษัทดังกล่าวทดรองออกให้หรือก่อให้เกิดขึ้นโดยเฉพาะ เช่น ค่าธรรมเนียมธนาคาร ค่าธรรมเนียมการค้ำประกัน บวกด้วยค่าใช้จ่ายของพนักงานที่เกี่ยวข้อง หรือใช้หลัก Time Sheet หรือต้นทุนส่วนของโจทก์ในการจัดหาสัญญากู้ยืมเงินโดยบริษัทและเรียกเก็บจากโจทก์ อัตราขึ้นอยู่กับค่าธรรมเนียมธนาคารที่เรียกเก็บจากบริษัท ง. ค่าใช้จ่ายของพนักงานฝ่ายการประกันภัย 38,528 ดอลลาร์สหรัฐ และ 33,430 ดอลลาร์สหรัฐ ตามลำดับ เรียกเก็บจากโจทก์ทั้งจำนวน เนื่องจากเป็นพนักงานที่ให้ความช่วยเหลือแก่โจทก์ วิธีการคำนวณ ค่าใช้จ่ายของพนักงานบริษัทที่เกี่ยวข้อง โดยจัดสรรให้โจทก์ตามสัดส่วนของค่าเบี้ยประกันที่โจทก์ต้องรับผิดชอบต่อค่าเบี้ยประกันทั้งสิ้นของบริษัท 2. สายงานด้านภาษี 8,178 ดอลลาร์สหรัฐ ส่วนในรอบระยะเวลาบัญชีปี 2542 ไม่มีค่าใช้จ่ายในส่วนนี้ เรียกเก็บจากโจทก์ทั้งจำนวน วิธีการคำนวณ ใช้หลัก Time Sheet 3. สายบุคคลากร ก. บริการด้านเงินเดือนและสวัสดิการที่ให้แก่พนักงานต่างชาติที่เข้ามาเป็นลูกจ้างโจทก์ 18,471 ดอลลาร์สหรัฐ และ 23,101 ดอลลาร์สหรัฐ ตามลำดับ เรียกเก็บจากโจทก์ตามสัดส่วนผลประโยชน์ในสัมปทาน วิธีการคำนวณ คำนวณค่าใช้จ่ายตามความเป็นจริง โดยใช้สัดส่วนของพนักงานต่างด้าวในไทยต่อจำนวนพนักงานทั้งหมดที่อยู่ในระบบเงินเดือนและสวัสดิการ ข. บริการบุคคลากรที่ให้แก่พนักงานต่างชาติ 99,301 ดอลลาร์สหรัฐ และ 89,460 ดอลลาร์สหรัฐ ตามลำดับ เรียกเก็บจากโจทก์ตามสัดส่วนผลประโยชน์ในสัมปทาน วิธีการคำนวณ คำนวณค่าใช้จ่ายตามความเป็นจริง โดยใช้สัดส่วนของพนักงานต่างด้าวในไทยต่อจำนวนพนักงานทั้งหมดที่อยู่ในระบบเงินเดือนและสวัสดิการ 4. สายงานด้านสุขอนามัย ความปลอดภัยและสิ่งแวดล้อม ก. โครงการศึกษาเรื่องปรอท 28,068 ดอลลาร์สหัฐ และ 1,906 ดอลลาร์สหรัฐ ตามลำดับ โจทก์รับภาระตามสัดส่วนผลประโยชน์ในสัมปทาน วิธีการคำนวณ ใช้หลัก Time Sheet ข. บริการทางด้านมาตรฐานอุตสาหกรรม ความปลอดภัย การป้องกันการสูญเสีย การฝึกหัดพนักงาน 37,643 ดอลลาร์สหรัฐ ส่วนในรอบระยะเวลาบัญชีปี 2542 ไม่มีค่าใช้จ่ายในส่วนนี้ โจทก์รับภาระตามสัดส่วนผลประโยชน์ในสัมปทาน วิธีการคำนวณ ใช้หลัก Time Sheet ค. บริการด้านการแพทย์และสุขภาพของพนักงานจากสำนักงาน Sugarland 30,231 ดอลลาร์สหรัฐ และ 8,359 ดอลลาร์สหรัฐ ตามลำดับ โจทก์รับภาระตามสัดส่วนผลประโยชน์ในสัมปทาน วิธีการคำนวณ ใช้หลัก Time Sheet ง. บริการด้านการแพทย์และสุขภาพของพนักงานจาก Singapore Office 44,843 ดอลลาร์สหรัฐ และ 226,045 ดอลลาร์สหรัฐ ตามลำดับ โจทก์รับภาระตามสัดส่วนผลประโยชน์ในสัมปทาน วิธีการคำนวณ ใช้หลัก Time Sheet 5. สายงานด้านกฎหมาย 34,060 ดอลลาร์สหัฐ และ 40,244 ดอลลาร์สหรัฐ ตามลำดับ เรียกเก็บจากโจทก์ทั้งจำนวน วิธีการคำนวณ ใช้หลัก Time Sheet 6. สายงานด้านการพัฒนาองค์กร 8,808 ดอลลาร์สหรัฐ ส่วนในรอบระยะเวลาบัญชีปี 2542 ไม่มีค่าใช้จ่ายในส่วนนี้ โจทก์รับภาระตามสัดส่วนผลประโยชน์ในสัมปทาน วิธีการคำนวณ ใช้หลัก Time Sheet 7. บริการด้านอื่น ก. เทคนิคการสำรวจการผลิต และการจัดซื้อ 249,209 ดอลลาร์สหรัฐ และ 440,644 ดอลลาร์สหรัฐ ตามลำดับ โจทก์รับภาระตามสัดส่วนผลประโยชน์ในสัมปทาน วิธีการคำนวณ ใช้หลัก Time Sheet ข. เทคนิคการสำรวจทางธรณีวิทยา 63,128 ดอลลาร์สหรัฐ และ 161,046 ดอลลาร์สหรัฐ ตามลำดับ เรียกเก็บจากโจทก์ทั้งจำนวน วิธีการคำนวณ ใช้หลัก Time Sheet ค. สายงานเทคโนโลยีสารสนเทศ - CIS สนับสนุนด้าน Email 44,189 ดอลลาร์สหรัฐ และ 16,362 ดอลลาร์สหรัฐ ตามลำดับ เรียกเก็บจากโจทก์ทั้งจำนวน วิธีการคำนวณค่าใช้จ่ายเพื่อสนับสนุนงานด้าน Email ที่เรียกเก็บตามจำนวนผู้ใช้ Email ในบริษัทโจทก์ ปัญหาปี 2000 (Y2K) งานระบบการสนับสนุนด้าน Wan & CAT 24,536 ดอลลาร์สหัฐ และ 32,457 ดอลลาร์สหรัฐ ตามลำดับ โจทก์รับภาระตามสัดส่วนผลประโยชน์ในสัมปทาน วิธีการคำนวณ ใช้หลัก Time Sheet 8. สายงานด้านบัญชีระหว่างประเทศ 90,865 ดอลลาร์สหัฐ และ 62,601 ดอลลาร์สหรัฐ ตามลำดับ เรียกเก็บจากโจทก์ทั้งจำนวน วิธีการคำนวณ ใช้หลัก Time Sheet ในการคำนวณต้นทุนต่อชั่วโมงหรือต่อวันของพนักงานบริษัทดังกล่าวนั้น ค่าใช้จ่ายเกี่ยวกับพนักงานโดยตรงและค่าใช้จ่ายเกี่ยวกับพนักงานโดยอ้อม เช่น เงินโบนัสประจำปี หุ้นพนักงาน ค่าใช้จ่ายในการปฏิบัติงานตามกฎหมาย ค่าสมทบเงินกองทุน เป็นต้น จะถูกนำมาเป็นต้นทุนค่าใช้จ่ายของแต่ละแผนก โดยพิจารณาปริมาณงานที่แต่ละแผนกได้ให้แก่บริษัทในเครือและ/หรือสาขาซึ่งรวมถึงโจทก์ตามส่วนของปริมาณงานที่ทำตามความเป็นจริง (Working Capacity) หรือที่เรียกว่า Time Sheet Basis ในกรณีของค่าเบี้ยประกันความเสียหายและค่าเบี้ยประกันความสูญเสียในทรัพย์สินนั้น บริษัทได้เข้าซื้อการประกันภัยหมู่เพื่อประโยชน์ของกิจการบริษัทในเครือทั่วโลก เนื่องจากจะทำให้มีต้นทุนที่ต่ำกว่าที่บริษัทในเครือแต่ละแห่งจะจัดซื้อกรมธรรม์ด้วยตนเอง โดยในการคิดค่าเบี้ยประกันนั้นบริษัทที่รับทำประกันภัยจะศึกษาปริมาณความเสี่ยง จำนวนพนักงานและมูลค่าทรัพย์สินของบริษัทในเครือแต่ละประเทศ และจะจัดทำคำเสนอพร้อมแจงรายละเอียดค่าเบี้ยประกันภัยของแต่ละประเทศให้บริษัทต่อไป เมื่อบริษัทจะซื้อประกันภัยหมู่ (Group Insurance) กับบริษัทประกันภัยแล้ว ก็จะเรียกเก็บเงินค่าเบี้ยประกันจากโจทก์ตามความเป็นจริงโดยใช้เอกสารการคำนวณค่าเบี้ยประกันที่แจงรายละเอียดของแต่ละประเทศจากบริษัทประกันภัยซึ่งเป็นบุคคลภายนอก อนึ่ง โจทก์ได้เรียกให้ผู้รับประกันภัยชดใช้ค่าสินไหมทดแทนความเสียหายที่เกิดจากอุบัติเหตุต่างๆ หลายครั้ง ซึ่งพิสูจน์ให้เห็นได้ว่าการเอาประกันภัยมีอยู่จริงและเป็นเรื่องปกติที่กลุ่มบริษัทจะจัดซื้อประกันภัยร่วมกันเพื่อประโยชน์ทางด้านราคาค่าเบี้ยประกัน ในกรณีของรายจ่ายด้านการธนาคาร โจทก์มีความจำเป็นต้องกู้ยืมเงินและเปิดเลตเตอร์ออฟเครดิตหรือใช้หนังสือค้ำประกันจากธนาคารในการประกอบกิจการของโจทก์ ซึ่งหากโจทก์จะดำเนินการโดยตนเองก็ย่อมจะมีต้นทุนค่าใช้จ่ายที่แพง บริษัทได้ดำเนินการเปิดวงเงินจำนวนมากกับสถาบันการเงินในนามของบริษัทเอง ซึ่งมีผลให้ต้นทุนทางการเงินมีจำนวนต่ำกว่าที่โจทก์จะติดต่อธนาคารโดยตนเอง จากนั้นบริษัทจะคิดค่าใช้จ่ายจากโจทก์ โดยพิจารณาจากวงเงินที่โจทก์ใช้ในแต่ละปี เทียบกับวงเงินที่บริษัทเปิดไว้กับธนาคาร และคิดค่าใช้จ่ายจากโจทก์ตามความเป็นจริงตามปริมาณวงเงินที่โจทก์ได้ใช้ไปในแต่ละปี อนึ่ง ค่าใช้จ่ายในการจัดหาหนังสือค้ำประกันธนาคารส่วนหนึ่งก็เพื่อประโยชน์ของจำเลยเองในการประเมินภาษีโจทก์ในรอบระยะเวลาบัญชีปี 2532 ถึงปี 2533 โจทก์เห็นว่ารายจ่ายทั้งหมดเป็นรายจ่ายที่เกิดขึ้นโดยจำเป็นและสมควรที่เกี่ยวข้องกับกิจการในประเทศไทย เนื่องจากบริษัทเรียกเก็บค่าใช้จ่ายจากโจทก์เพียงเท่าที่ค่าใช้จ่ายได้เกิดขึ้นเพื่อกิจการในประเทศไทยตามความเป็นจริง และงานที่ทำขึ้นเป็นงานที่เกี่ยวข้องกับกิจการของโจทก์ ซึ่งไม่อาจถือเป็นรายจ่ายของบริษัทหรือของบริษัทในเครืออื่นๆ โดยเฉพาะเจาะจงได้ ด้วยเหตุนี้ โจทก์จึงสามารถนำรายจ่ายมาถือเป็นรายจ่ายให้แก่กิจการในประเทศไทยได้ เนื่องจากบริษัทในฐานะผู้ให้บริการมิได้มีเจตนาที่จะโอนถ่ายกำไรระหว่างบริษัทในเครือในแต่ละประเทศและมิได้มุ่งประสงค์จะแสวงหากำไรจากการให้บริการ จึงมิได้มีการบวกกำไรในค่าใช้จ่ายแต่ละรายการ ค่าใช้จ่ายดังกล่าวจึงเป็นต้นทุนที่แท้จริงที่โจทก์ชดเชยให้แก่บริษัทตามที่บริษัททำงานให้แก่โจทก์ตามความเป็นจริง จากพยานหลักฐานของโจทก์ดังกล่าวมาข้างต้นนี้เป็นเพียงพยานหลักฐานในภาพรวมแต่โจทก์ไม่ได้นำสืบพยานหลักฐานในรายละเอียดให้เห็นถึงการทำข้อตกลงระหว่างบริษัทกับคู่สัญญาซึ่งเป็นที่มาของค่าใช้จ่าย หลักฐานการจ่ายเงินของบริษัทที่ได้นำมาจัดสรรเป็นรายจ่ายสำหรับโจทก์ ทั้งนี้โดยค่าใช้จ่ายที่โจทก์ได้รับการจัดสรรส่วนใหญ่เป็นการใช้หลัก Time Sheet หรือสัดส่วนของพนักงานหรือทรัพย์สินในประเทศไทยเปรียบเทียบกับพนักงานและทรัพย์สินทั่วโลกและส่วนใบแจ้งหนี้ที่บริษัทเรียกเก็บมายังโจทก์ แม้จะแสดงถึงวิธีการจัดสรรรายจ่ายต่างๆ แต่ไม่มีการแสดงความสัมพันธ์ระหว่างขอบเขตของงานบริการที่โจทก์ร้องขอไปยังบริษัทกับค่าใช้จ่ายที่โจทก์ได้รับการจัดสรร อีกทั้งงานบริการเป็นงานที่กระทำในประเทศสหรัฐอเมริกาเป็นส่วนใหญ่ การที่โจทก์ทำสัญญาบริการการจัดการกับบริษัทยูเนี่ยนออยล์คัมพะนีออฟแคลิฟอร์เนีย จำกัด ในวันที่ 28 พฤษภาคม 2542 ซึ่งเป็นเวลาภายหลังที่โจทก์ทราบคำพิพากษาศาลฎีกา ที่ 5544/2541 แล้วว่า รายจ่ายที่จัดสรรจากบริษัทไม่สามารถนำมาเป็นรายจ่ายในการคำนวณกำไรสุทธิได้ และยังระบุให้สัญญาดังกล่าวมีผลบังคับย้อนหลังไปถึงวันที่ 1 มกราคม 2541 แสดงให้เห็นได้ว่าเป็นการทำสัญญาขึ้นให้มีผลย้อนหลังเพื่อให้โจทก์สามารถนำรายจ่ายที่จัดสรรจากบริษัทไปหักเป็นรายจ่ายในการคำนวณกำไรขาดทุนสุทธิได้ พยานหลักฐานของโจทก์เท่าที่นำสืบมาจึงยังไม่เพียงพอที่จะพิสูจน์ให้เห็นได้ว่า รายจ่ายตามสัญญาบริการการจัดการที่โจทก์จ่ายให้แก่บริษัทยูเนี่ยนออยล์คอมพะนีออฟแคลิฟอร์เนียจำกัด เป็นรายจ่ายตามปกติในจำนวนที่ไม่เกินสมควรและได้จ่ายไปทั้งหมดเฉพาะในกิจการปิโตรเลียมอันจะถือว่าเป็นรายจ่ายตามปกติและจำเป็นตามบทบัญญัติมาตรา 65 ฉ ดังกล่าวมาข้างต้น อุทธรณ์ของโจทก์ในข้อนี้ฟังไม่ขึ้น

มีปัญหาที่ต้องวินิจฉัยต่อไปตามอุทธรณ์ของโจทก์และจำเลยว่า การประเมินภาษีของจำเลยและคำวินิจฉัยของคณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์ในส่วนที่เกี่ยวกับการจำหน่ายเงินกำไรออกนอกราชอาณาจักรเป็นไปโดยชอบหรือไม่ โดยโจทก์อุทธรณ์ว่า เมื่อโจทก์ขายหรือจำหน่ายปิโตรเลียมหรือเมื่อส่งชำระเป็นค่าภาคหลวงเมื่อใด เครดิตภาษีย่อมเกิดขึ้นทันทีตามมาตรา 65 นว วรรคหนึ่ง แห่งพระราชบัญญัติภาษีเงินได้ปิโตรเลียม พ.ศ.2514 แก้ไขเพิ่มเติมโดยพระราชบัญญัติภาษีเงินได้ปิโตรเลียม (ฉบับที่ 3) พ.ศ.2522 และจำนวนเครดิตภาษีที่จะนำไปใช้ในแต่ละครั้งมีกำหนดเป็นเงื่อนไขไว้ในมาตรา 65 นว วรรคสอง ว่า ต้องไม่เกินกว่าจำนวนเงินภาษีที่ต้องเสียตามรอบระยะเวลาบัญชีบวกด้วยจำนวนภาษีเงินได้สำหรับการจำหน่ายเงินกำไรออกนอกราชอาณาจักร โดยไม่มีบทบัญญัติใดที่กำหนดว่า เครดิตภาษีที่สามารถจะนำไปหักจากค่าภาษีการจำหน่ายได้นั้นต้องรอจนกว่าจะรู้จำนวนภาษีเงินได้ปิโตรเลียมที่คำนวณจากกำไรสุทธิในรอบระยะเวลาบัญชีที่แน่นอนก่อนแต่อย่างใด ส่วนจำเลยอุทธรณ์ว่า การที่โจทก์จะได้รับเครดิตภาษีตามมาตรา 65 นว วรรคหนึ่ง (2) แห่งพระราชบัญญัติภาษีเงินได้ปิโตรเลียม พ.ศ.2514 แก้ไขเพิ่มเติมโดยพระราชบัญญัติภาษีเงินได้ปิโตรเลียม (ฉบับที่ 3) พ.ศ.2522 หรือไม่ ต้องพิจารณาตามมาตรา 65 นว วรรคสอง ประกอบด้วย กล่าวคือ เครดิตที่เกิดขึ้นในรอบระยะเวลาบัญชีใดจะต้องมีจำนวนไม่เกินภาษีตามมาตรา 65 จัตวา (1) และ (2) สำหรับกำไรที่ได้ในรอบระยะเวลาบัญชีนั้น และเครดิตที่หักในรอบระยะเวลาบัญชีใดจะต้องไม่เกินภาษีที่ต้องเสียตามมาตรา 65 จัตวา (2) สำหรับรอบระยะเวลาบัญชีนั้น ถ้ามีเครดิตเหลืออยู่ให้ยกเครดิตส่วนที่เหลือไปหักในรอบระยะเวลาบัญชีต่อไปได้ ดังนั้น เครดิตภาษีจะเกิดขึ้นได้ต่อเมื่อรอบระยะเวลาบัญชีนั้นโจทก์ต้องมีกำไรสุทธิ ซึ่งจะทราบแน่นอนว่ามีกำไรสุทธิหรือไม่ เป็นจำนวนเท่าใดและมีภาษีที่ต้องชำระเป็นจำนวนเท่าใด ก็ต้องรอให้ถึงสิ้นรอบระยะเวลาบัญชี หากรอบระยะเวลาบัญชีใดไม่มีกำไรสุทธิ เครดิตภาษีจะไม่เกิดขึ้น และเมื่อสิ้นรอบระยะเวลาบัญชีโจทก์ต้องจัดทำงบดุล บัญชีทำการ และบัญชีกำไรขาดทุนที่มีผู้สอบบัญชีรับอนุญาตรับรอง และยังต้องทำการปรับปรุงรายการรายได้ รายจ่าย เพื่อให้กำไรสุทธิเป็นไปตามพระราชบัญญัติภาษีเงินได้ปิโตรเลียม พ.ศ.2514 ก่อนการคำนวณภาษีเงินได้ปิโตรเลียม เห็นว่า พระราชบัญญัติภาษีเงินได้ปิโตรเลียม พ.ศ.2514 มาตรา 65 จัตวา วรรคหนึ่ง บัญญัติว่า "บริษัทมีหน้าที่เสียภาษีเงินได้ดังต่อไปนี้ (1) ภาษีเงินได้เป็นรายรอบระยะเวลาบัญชีในอัตราที่กำหนดโดยพระราชกฤษฎีกา ซึ่งต้องไม่น้อยกว่าร้อยละ 35 แต่ไม่เกินร้อยละ 48 ของกำไรสุทธิที่ได้จากกิจการปิโตรเลียม (2) ภาษีเงินได้ในอัตราร้อยละ 23.08 ของเงินกำไรที่เหลือจากการชำระภาษีเงินได้ตาม (1) หรือเงินประเภทอื่นใดที่กันไว้จากกำไรดังกล่าวหรือที่ถือว่าเป็นเงินกำไรดังกล่าว ทั้งนี้เฉพาะจำนวนที่จำหน่ายออกนอกราชอาณาจักร" และในวรรคสองบัญญัติว่า "เพื่อประโยชน์ในการคำนวณภาษีเงินได้ตาม (2) ให้ถือภาษีเงินได้ตาม(2) นั้น เป็นเงินกำไรที่จำหน่ายออกนอกราชอาณาจักรด้วย" ส่วนมาตรา 65 นว วรรคหนึ่งบัญญัติว่า "ในกรณีที่บริษัทมีเงินได้ที่ต้องเสียภาษีเงินได้ตามมาตรา 65 จัตวา (2) ... ในรอบระยะเวลาบัญชีใด ให้บริษัทได้รับเครดิตเพื่อหักออกจากภาษีสำหรับปิโตรเลียมที่ผลิตได้เพื่อใช้ในราชอาณาจักรเป็นจำนวนเงินตามอัตราดังต่อไปนี้ (1) ร้อยละ 4.375 ของยอดเงินได้จากการขายปิโตรเลียมหรือมูลค่าของปิโตรเลียมที่จำหน่ายหรือมูลค่าของปิโตรเลียมที่ส่งชำระเป็นค่าภาคหลวงตามมาตรา 22 (1) (2) และ (3) สำหรับปิโตรเลียมที่ผลิตจากแปลงสำรวจที่กรมเชื้อเพลิงธรรมชาติกำหนดว่าเป็นแปลงสำรวจในทะเลที่มีน้ำลึกเกิน 200 เมตร (2) ร้อยละ 6.25 ของยอดเงินได้จากการขายปิโตรเลียมหรือมูลค่าของปิโตรเลียมที่จำหน่ายหรือมูลค่าของปิโตรเลียมที่ส่งชำระเป็นค่าภาคหลวงตามมาตรา 22 (1) (2) และ (3) สำหรับปิโตรเลียมที่ผลิตจากแปลงสำรวจนอกจาก (1)" และวรรคสองบัญญัติว่า "การนำเครดิตมาหักจากภาษีตามวรรคหนึ่ง ให้อยู่ภายใต้ข้อจำกัดดังต่อไปนี้ (1) เครดิตที่เกิดขึ้นในรอบระยะเวลาบัญชีใด จะต้องมีจำนวนไม่เกินภาษีตามมาตรา 65 จัตวา (1) และ (2) สำหรับกำไรที่ได้ในรอบระยะเวลาบัญชีนั้น หรือภาษีตามมาตรา 65 จัตวา (1) และมาตรา 65 เบญจ วรรคสามแล้วแต่กรณี (2) เครดิตที่จะนำมาหักในรอบระยะเวลาบัญชีใด จะต้องไม่เกินภาษีที่ต้องเสียตามมาตรา 65 จัตวา (2) สำหรับรอบระยะเวลาบัญชีนั้น... ถ้ายังมีเครดิตเหลืออยู่ ให้ยกเครดิตส่วนที่เหลือนั้นไปหักในรอบระยะเวลาบัญชีต่อๆ ไปได้" จึงเห็นได้ว่าบริษัทตามกฎหมายว่าด้วยปิโตรเลียมซึ่งได้รับสัมปทานหรือมีส่วนได้เสียร่วมกันในสัมปทานมีหน้าที่เสียภาษีเงินได้เป็นรายรอบระยะเวลาบัญชีของกำไรสุทธิที่ได้จากกิจการปิโตรเลียม และยังมีหน้าที่ต้องเสียภาษีเงินได้ของเงินกำไรที่เหลือจากการชำระภาษีเงินได้เป็นรายรอบระยะเวลาบัญชี หรือเงินประเภทอื่นใดที่กันไว้จากกำไร หรือที่ถือว่าเป็นเงินกำไรเฉพาะจำนวนที่จำหน่ายออกนอกราชอาณาจักรและจะได้รับเครดิตสำหรับปิโตรเลียมที่ผลิตได้เพื่อใช้ในราชอาณาจักรเป็นจำนวนเงินตามอัตราของยอดเงินได้จากการขายปิโตรเลียมหรือมูลค่าของปิโตเลียมหรือมูลค่าของปิโตรเลียมที่ส่งชำระเป็นค่าภาคหลวงตามมาตรา 65 นว วรรคหนึ่ง ทั้งการได้เครดิตหรือไม่เพียงใดยังต้องอยู่ภายใต้ข้อจำกัดตามมาตรา 65 นว วรรคสองด้วย กล่าวคือเครดิตที่เกิดขึ้นในรอบระยะเวลาบัญชีใด จะมีได้เป็นจำนวนเท่าที่ไม่เกินภาษีเงินได้เป็นรายรอบระยะเวลาบัญชีและภาษีเงินได้ของเงินกำไรที่เหลือจากการชำระภาษีเงินได้ที่เป็นรายรอบระยะเวลาบัญชีดังกล่าวสำหรับกำไรที่ได้ในรอบระยะเวลาบัญชีนั้น และเครดิตที่จะนำมาหักในรอบระยะเวลาบัญชีใด จะต้องไม่เกินภาษีเงินได้ของเงินกำไรที่เหลือจากการชำระภาษีเงินได้ที่เป็นรายรอบระยะเวลาบัญชีดังกล่าวสำหรับรอบระยะเวลาบัญชีนั้นด้วย ดังนี้ ย่อมแสดงให้เห็นว่า การที่โจทก์จะได้รับเครดิตภาษีตามมาตรา 65 นว วรรคหนึ่ง แห่งพระราชบัญญัติภาษีเงินได้ปิโตรเลียม (ฉบับที่ 3) พ.ศ.2522 หรือไม่ นั้น จะต้องพิจารณาทั้งตามเงื่อนไขตามมาตรา 65 นว วรรคหนึ่ง รวมกับข้อจำกัดตามมาตรา 65 นว วรรคสอง ประกอบกันดังกล่าวมาข้างต้น ซึ่งการจะทราบจำนวนเครดิตที่เกิดขึ้นดังกล่าวได้ก็ต่อเมื่อมีการคำนวณกำไรหรือขาดทุนสุทธิเมื่อสิ้นรอบระยะเวลาบัญชีเพื่อให้ทราบว่าโจทก์มีภาษีเงินได้เป็นรายรอบระยะเวลาบัญชีและมีเงินกำไรที่เหลือจากการชำระภาษีเงินได้เป็นรายรอบระยะเวลาบัญชีตามมาตรา 65 จัตวา เสียก่อน และเครดิตที่เกิดขึ้นจะนำมาหักในรอบระยะเวลาบัญชีใด และต้องใช้บังคับแก่กำไรสุทธิที่ต้องเสียภาษีเงินได้ปิโตรเลียมสำหรับรอบระยะเวลาบัญชีนั้นเท่านั้น นอกจากนี้ตามมาตรา 65 อัฏฐ ที่บัญญัติว่า การคำนวณรายได้ รายจ่าย และกำไรสุทธิตามหมวดนี้ให้เป็นไปดังต่อไปนี้ (1) กำไรสุทธิต้องคำนวณเป็นรายรอบระยะเวลาบัญชี ดังนั้น วิธีของโจทก์จึงมิใช่คำนวณกำไรสุทธิเป็นรายรอบระยะเวลาบัญชีดังที่โจทก์กล่าวอ้าง ซึ่งไม่สอดคล้องกับบทบัญญัติที่กล่าวมาข้างต้น การประเมินของเจ้าพนักงานประเมินและคำวินิจฉัยของคณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์ในส่วนนี้ชอบแล้ว ส่วนที่โจทก์อุทธรณ์ต่อมาว่า โจทก์จดทะเบียนจัดตั้งเป็นนิติบุคคลขึ้นตามกฎหมายของดินแดนเบอร์มิวด้า ส่วนบริษัทยูเนี่ยนออยล์คอมพะนีออฟแคลิฟอร์เนีย จำกัด จดทะเบียนจัดตั้งขึ้นตามกฎหมายของรัฐแคลิฟอร์เนีย ประเทศสหรัฐอเมริกา เป็นคนละนิติบุคคลแยกต่างหากจากโจทก์ เงินที่ผู้ร่วมสัมปทานจ่ายให้แก่บริษัทตามสัญญาร่วมปฏิบัติการ ซึ่งเจ้าพนักงานประเมินอ้างว่าโจทก์ต้องรับรู้เป็นรายได้ของโจทก์นั้นโจทก์มิใช่ผู้จำหน่าย ส่วนเงินค่าบริการที่โจทก์จ่ายตามสัญญาบริการการจัดการ ซึ่งเจ้าพนักงานประเมินอ้างว่าเป็นรายจ่ายต้องห้าม โจทก์ไม่ได้ส่งเงินกำไรออกไปให้แก่สำนักงานใหญ่ของโจทก์ เพราะบริษัทไม่ใช่สำนักงานใหญ่ของโจทก์นั้น โจทก์มิได้กล่าวอ้างปัญหานี้ไว้ในชั้นอุทธรณ์การประเมินต่อคณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์และในคำฟ้องเพื่ออุทธรณ์คำวินิจฉัยอุทธรณ์ต่อศาล แต่โจทก์เพิ่งยกขึ้นกล่าวอ้างในชั้นอุทธรณ์คำพิพากษาศาลชั้นต้น จึงเป็นข้อที่มิได้ยกขึ้นว่ากันมาแล้วโดยชอบในศาลภาษีอากรกลาง เป็นอุทธรณ์ที่ไม่ชอบด้วยประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 225 วรรคหนึ่ง ประกอบพระราชบัญญัติ จัดตั้งศาลภาษีอากรและวิธีพิจารณาคดีภาษีอากร พ.ศ.2528 มาตรา 29 ศาลฎีกาแผนกคดีภาษีอากรไม่รับวินิจฉัย

มีปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของจำเลยข้อสุดท้ายว่า มีเหตุอันควรงดเบี้ยปรับแก่โจทก์หรือไม่ โดยจำเลยอุทธรณ์ว่า ตามพฤติการณ์โจทก์พยายามหลีกเลี่ยงการเสียภาษี แม้โจทก์จะให้ความร่วมมือในการตรวจสอบภาษีของเจ้าพนักงานประเมิน ก็ไม่อาจถือเป็นเหตุอันควรที่จะงดเบี้ยปรับแก่โจทก์ ประกอบการเรียกเบี้ยป
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.ภาษีเงินได้ปิโตรเลียม พ.ศ.2514 ม. 65 จัตวา ม. 65 นว
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — บริษัทเชฟรอนประเทศไทยสำรวจและผลิต จำกัด
จำเลย — กรมสรรพากร
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลภาษีอากรกลาง — นายประภาศ คงเอียด
ชื่อองค์คณะ
ธัชพันธ์ ประพุทธนิติสาร
กรองเกียรติ คมสัน
นิพันธ์ ช่วยสกุล
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 16563/2557
#579970
เปิดฉบับเต็ม

สำหรับในข้อหาความผิดตาม พ.ร.บ.ลิขสิทธิ์ พ.ศ.2537 มาตรา 69 วรรคสอง ประกอบมาตรา 27 และมาตรา 70 วรรคสอง ประกอบมาตรา 31 การพิจารณาว่าคำฟ้องเคลือบคลุมหรือไม่ จึงต้องพิจารณาจากข้อเท็จจริงเท่าที่โจทก์บรรยายไว้แล้วในคำฟ้องเท่านั้น โดยเทียบเคียงบทบัญญัติตามมาตราในกฎหมายที่โจทก์มีคำขอให้ลงโทษจำเลยว่า โจทก์บรรยายฟ้องถึงข้อเท็จจริงอันเป็นองค์ประกอบของความผิดที่บัญญัติไว้ในมาตราเหล่านั้นครบถ้วนหรือไม่ เพราะปัญหาว่าคำฟ้องของโจทก์เคลือบคลุมหรือไม่เป็นปัญหาข้อกฎหมาย ไม่ใช่ปัญหาข้อเท็จจริง จึงไม่ต้องพิจารณาว่าในชั้นไต่สวนมูลฟ้องโจทก์ได้นำสืบข้อเท็จจริงว่าอย่างไร ครบองค์ประกอบของความผิดนั้นหรือไม่ เพราะคำฟ้องต้องชอบด้วยกฎหมายที่ศาลจะรับไว้พิจารณาพิพากษาต่อไปได้เสียก่อน การที่โจทก์จะอุทธรณ์จึงต้องอุทธรณ์เพื่อโต้แย้งคำพิพากษาศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางว่า เมื่อพิจารณาจากการบรรยายฟ้องแล้ว โจทก์เห็นว่าคำบรรยายฟ้องนั้นชอบด้วยกฎหมายในส่วนนี้แล้วอย่างไร คำวินิจฉัยของศาลขัดหรือคลาดเคลื่อนกับที่โจทก์บรรยายฟ้องไว้อย่างไร เพื่อให้เห็นได้ว่าศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางวินิจฉัยปัญหาข้อกฎหมายนี้ไม่ชอบด้วยกฎหมายอย่างไร เมื่อโจทก์เพียงแต่อุทธรณ์โดยยกเอาข้อเท็จจริงตามคำเบิกความชั้นไต่สวนมูลฟ้องของพยานโจทก์มากล่าวอ้างว่าได้เบิกความไว้ว่าอย่างไรแล้วสรุปว่าคำบรรยายฟ้องของโจทก์แจ้งชัดแล้ว จึงไม่ใช่การอุทธรณ์ในข้อกฎหมายเพื่อโต้แย้งข้อวินิจฉัยในคำพิพากษาศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลาง อุทธรณ์ของโจทก์ดังกล่าวเป็นอุทธรณ์ที่ไม่ชัดแจ้ง ไม่ชอบด้วย พ.ร.บ.จัดตั้งศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศและวิธีพิจารณาคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศ พ.ศ.2539 มาตรา 38 ประกอบ ป.วิ.อ. มาตรา 15 และ ป.วิ.พ. มาตรา 225 วรรคหนึ่ง ศาลฎีกาแผนกคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศไม่รับวินิจฉัยอุทธรณ์ข้อนี้ของโจทก์

ข้อมูลที่จะเป็นความลับทางการค้าตาม พ.ร.บ.ความลับทางการค้า พ.ศ.2545 มาตรา 3 ต้องเป็นข้อมูลการค้า แต่ตามฟ้องโจทก์ก็มิได้ระบุว่าข้อมูลเกี่ยวกับที่ตั้งโรงไฟฟ้า สถานที่ติดตั้งเครื่องกำเนิดไฟฟ้า แผนผังของโรงไฟฟ้าและข้อมูลอื่น ๆ ที่โจทก์ศึกษาเป็นข้อมูลการค้า โจทก์มิได้ระบุในฟ้องว่าข้อมูลในการผลิตกระแสไฟฟ้าโดยใช้พลังงานลมเป็นต้นกำลังเกี่ยวกับเรื่องใดที่โจทก์ซึ่งอ้างว่าเป็นผู้ควบคุมความลับทางการค้าเก็บไว้เป็นความลับ แม้โจทก์จะไม่ต้องระบุถึงรายละเอียดของข้อมูลที่เก็บเป็นความลับนั้น โจทก์ก็ต้องระบุในฟ้องว่าเป็นข้อมูลเกี่ยวกับเรื่องใดและใช้มาตรการใดที่เหมาะสมเพื่อรักษาข้อมูลนั้นไว้เป็นความลับ แต่โจทก์หาได้ระบุถึงข้อเท็จจริงดังกล่าวไว้ในฟ้องไม่ ทั้งโจทก์มิได้ระบุในฟ้องว่าข้อมูลที่โจทก์เก็บเป็นความลับเป็นข้อมูลที่มีประโยชน์ในเชิงพาณิชย์เนื่องจากการเป็นความลับอย่างไร รวมทั้งการกระทำที่จะเป็นความผิดตาม พ.ร.บ.ความลับทางการค้า พ.ศ.2545 มาตรา 33 โจทก์ก็ต้องระบุในฟ้องว่า จำเลยทั้งห้าเปิดเผยความลับทางการค้าของโจทก์เรื่องใดให้เป็นที่ล่วงรู้โดยทั่วไปในประการที่ทำให้ความลับทางการค้านั้นสิ้นสภาพการเป็นความลับทางการค้าโดยเจตนากลั่นแกล้งให้โจทก์ผู้ควบคุมความลับทางการค้าได้รับความเสียหายในการประกอบธุรกิจด้วยการโฆษณาด้วยเอกสาร การกระจายเสียง หรือการแพร่ภาพ หรือการเปิดเผยด้วยวิธีอื่นใด แต่โจทก์หาได้บรรยายฟ้องถึงข้อเท็จจริงอันเป็นองค์ประกอบของความผิดตามมาตรา 33 ดังกล่าวไม่ นอกจากนี้โจทก์ก็มิได้บรรยายฟ้องถึงข้อเท็จจริงอันเป็นองค์ประกอบของความผิดตามมาตรา 35 แห่ง พ.ร.บ.ความลับทางการค้า พ.ศ.2545 ว่า จำเลยทั้งห้าได้เปิดเผยข้อเท็จจริงใดเกี่ยวกับกิจการของโจทก์ซึ่งเป็นผู้ควบคุมความลับทางการค้าอันเป็นข้อเท็จจริงที่ตามปกติวิสัยจะพึงสงวนไว้ไม่เปิดเผย ซึ่งจำเลยทั้งห้าได้มาหรือล่วงรู้เนื่องจากการปฏิบัติการใดตามพระราชบัญญัตินี้ โจทก์คงบรรยายฟ้องแต่เพียงว่า จำเลยทั้งห้าร่วมกันเปิดเผย เอาไป หรือใช้ซึ่งความลับทางการค้าในเอกสารประกอบคำร้องขอเสนอขายไฟฟ้าในโครงการหาดกังหัน 1 หาดกังหัน 2 และหาดกังหัน 3 ของโจทก์โดยไม่ได้รับความยินยอมจากโจทก์อันมีลักษณะขัดต่อแนวทางปฏิบัติในเชิงพาณิชย์ที่สุจริตต่อกัน ทั้งนี้จำเลยทั้งห้ามีเหตุอันควรจะได้รู้ว่าการกระทำดังกล่าวเป็นการกระทำขัดต่อแนวทางเช่นว่านั้นโดยนำไปทำเป็นเอกสารประกอบของคำร้องขอเสนอขายไฟฟ้าแก่การไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทยของจำเลยที่ 1 แม้โจทก์จะบรรยายฟ้องด้วยว่า จำเลยที่ 2 เคยเป็นกรรมการและกรรมการบริหารของโจทก์และจำเลยที่ 4 เคยเป็นผู้บริหารระดับสูงของโจทก์ จำเลยที่ 2 และที่ 4 จึงทราบข้อมูลอันเป็นความลับทางการค้าทั้งหมดตามคำร้องขอเสนอขายไฟฟ้าและเอกสารประกอบในคำร้องขอเสนอขายไฟฟ้าในโครงการหาดกังหัน 2 ของโจทก์เป็นอย่างดีและสามารถเข้าถึงข้อมูลดังกล่าวได้ก็ตาม แต่ก็เป็นการบรรยายฟ้องอ้างว่าจำเลยที่ 2 และที่ 4 ละเมิดสิทธิในความลับทางการค้าของโจทก์ในทางแพ่งตามที่บัญญัติไว้ในมาตรา 6 แห่ง พ.ร.บ.ความลับทางการค้า พ.ศ.2545 เท่านั้น มิใช่การบรรยายฟ้องถึงข้อเท็จจริงอันเป็นองค์ประกอบของความผิดตามมาตรา 33 และมาตรา 35 แห่งพระราชบัญญัติดังกล่าวที่โจทก์ขอให้ลงโทษจำเลยทั้งห้าแต่อย่างใด ดังนี้ ที่โจทก์บรรยายฟ้องมาดังกล่าวจึงเป็นการบรรยายฟ้องที่ขาดข้อเท็จจริงอันเป็นองค์ประกอบของความผิดตามมาตรา 33 และมาตรา 35 แห่ง พ.ร.บ.ความลับทางการค้า พ.ศ.2545 คำฟ้องของโจทก์ในข้อหาความผิดตาม พ.ร.บ.ความลับทางการค้า พ.ศ.2545 มาตรา 33 และมาตรา 35 จึงเป็นคำฟ้องที่ไม่ชอบด้วย พ.ร.บ.จัดตั้งศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศและวิธีพิจารณาคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศ พ.ศ.2539 มาตรา 26 ประกอบ ป.วิ.อ. มาตรา 158 (5) แม้ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางจะมิได้วินิจฉัยปัญหานี้ไว้ แต่ปัญหานี้เป็นปัญหาข้อกฎหมายที่เกี่ยวกับความสงบเรียบร้อย ศาลฎีกาแผนกคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศมีอำนาจยกขึ้นวินิจฉัยได้ ตาม พ.ร.บ.จัดตั้งศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศและวิธีพิจารณาคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศ พ.ศ.2539 มาตรา 45 ประกอบ ป.วิ.อ. มาตรา 195 วรรคสอง

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องและแก้ไขคำฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยทั้งห้าตามพระราชบัญญัติความลับทางการค้า พ.ศ.2545 มาตรา 3, 6, 33 และ 35 พระราชบัญญัติลิขสิทธิ์ พ.ศ.2537 มาตรา 4, 6, 8, 15, 27, 31, 69, 70, 74 และ 76 และประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83, 90 และ 91

ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางไต่สวนมูลฟ้องแล้วเห็นว่า คดีไม่มีมูล พิพากษายกฟ้อง

โจทก์อุทธรณ์ต่อศาลฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศวินิจฉัยว่า คดีมีปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของโจทก์ว่า คำฟ้องในข้อหาความผิดตามพระราชบัญญัติลิขสิทธิ์ พ.ศ.2537 มาตรา 69 วรรคสอง ประกอบมาตรา 27 และมาตรา 70 วรรคสอง ประกอบมาตรา 31 เคลือบคลุมหรือไม่ และคำฟ้องในข้อหาความผิดตามพระราชบัญญัติความลับทางการค้า พ.ศ.2545 มาตรา 33 และ 35 มีมูลหรือไม่ สำหรับในข้อหาความผิดตามพระราชบัญญัติลิขสิทธิ์ พ.ศ.2537 มาตรา 69 วรรคสอง ประกอบมาตรา 27 และมาตรา 70 วรรคสอง ประกอบมาตรา 31 นั้น ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางวินิจฉัยข้อกฎหมายโดยพิจารณาข้อเท็จจริงเท่าที่โจทก์บรรยายไว้ในคำฟ้องเกี่ยวกับข้อหาความผิดทั้งสองข้อหาแล้วจึงวินิจฉัยว่าคำฟ้องเป็นคำฟ้องที่เคลือบคลุมเพราะโจทก์บรรยายฟ้องขาดข้อเท็จจริงอันเป็นองค์ประกอบของความผิดตามพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศและวิธีพิจารณาคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศ พ.ศ.2539 มาตรา 26 ประกอบประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 158 (5) ดังนั้น ในการพิจารณาว่าคำฟ้องเคลือบคลุมหรือไม่ จึงต้องพิจารณาจากข้อเท็จจริงเท่าที่โจทก์บรรยายไว้แล้วในคำฟ้องเท่านั้น โดยเทียบเคียงบทบัญญัติตามมาตราในกฎหมายที่โจทก์มีคำขอให้ลงโทษจำเลยว่า โจทก์บรรยายฟ้องถึงข้อเท็จจริงอันเป็นองค์ประกอบของความผิดที่บัญญัติไว้ในมาตราเหล่านั้นหรือไม่ โดยไม่ต้องพิจารณาว่าในชั้นไต่สวนมูลฟ้องโจทก์ได้นำสืบข้อเท็จจริงว่าอย่างไร ครบองค์ประกอบของความผิดนั้นหรือไม่ เพราะคำฟ้องต้องชอบด้วยกฎหมายที่ศาลจะรับไว้พิจารณาพิพากษาต่อไปได้เสียก่อน การที่โจทก์จะอุทธรณ์จึงต้องอุทธรณ์เพื่อโต้แย้งคำพิพากษาศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางว่า เมื่อพิจารณาจากการบรรยายฟ้องแล้ว โจทก์เห็นว่าคำบรรยายฟ้องนั้นชอบด้วยกฎหมายในส่วนนี้แล้วอย่างไร คำวินิจฉัยของศาลขัดหรือคลาดเคลื่อนกับที่โจทก์บรรยายฟ้องไว้อย่างไร เพื่อให้เห็นได้ว่าศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางวินิจฉัยปัญหาข้อกฎหมายนี้ไม่ชอบด้วยกฎหมายอย่างไร เมื่อโจทก์เพียงแต่อุทธรณ์โดยยกเอาข้อเท็จจริงตามคำเบิกความชั้นไต่สวนมูลฟ้องของพยานโจทก์มากล่าวอ้างว่าได้เบิกความไว้ว่าอย่างไรแล้วสรุปว่าคำบรรยายฟ้องของโจทก์แจ้งชัดแล้ว จึงไม่ใช่การอุทธรณ์ในข้อกฎหมายเพื่อโต้แย้งข้อวินิจฉัยในคำพิพากษาศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลาง อุทธรณ์ของโจทก์ดังกล่าวเป็นอุทธรณ์ที่ไม่ชัดแจ้ง ไม่ชอบด้วยพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศและวิธีพิจารณาคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศ พ.ศ.2539 มาตรา 38 ประกอบประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 15 และประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 225 วรรคหนึ่ง ศาลฎีกาแผนกคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศไม่รับวินิจฉัยอุทธรณ์ข้อนี้ของโจทก์

สำหรับข้อความผิดตามพระราชบัญญัติความลับทางการค้า พ.ศ.2545 มาตรา 33 และมาตรา 35 นั้น ก่อนจะวินิจฉัยอุทธรณ์ของโจทก์ว่า คดีของโจทก์มีมูลสำหรับข้อหาความผิดดังกล่าวหรือไม่ ศาลฎีกาแผนกคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศเห็นสมควรวินิจฉัยในปัญหาข้อกฎหมายเสียก่อนว่า คำฟ้องที่โจทก์บรรยายสำหรับข้อหาความผิดดังกล่าวเป็นคำฟ้องที่ชอบด้วยพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศและวิธีพิจารณาคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศ พ.ศ.2539 มาตรา 26 ประกอบประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 158 (5) หรือไม่ ในปัญหานี้พระราชบัญญัติความลับทางการค้า พ.ศ.2545 มาตรา 33 และมาตรา 35 บัญญัติว่า

"มาตรา 33 ผู้ใดเปิดเผยความลับทางการค้าของผู้อื่นให้เป็นที่ล่วงรู้โดยทั่วไปในประการที่ทำให้ความลับทางการค้านั้นสิ้นสภาพการเป็นความลับทางการค้า โดยเจตนากลั่นแกล้งให้ผู้ควบคุมความลับทางการค้าได้รับความเสียหายในการประกอบธุรกิจไม่ว่าจะกระทำโดยการโฆษณาด้วยเอกสาร การกระจายเสียง หรือการแพร่ภาพ หรือการเปิดเผยด้วยวิธีอื่นใด ต้องระวางโทษจำคุกไม่เกินหนึ่งปี หรือปรับไม่เกินสองแสนบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ

มาตรา 35 ผู้ใดเปิดเผยข้อเท็จจริงใดเกี่ยวกับกิจการของผู้ควบคุมความลับทางการค้าอันเป็นข้อเท็จจริงที่ตามปกติวิสัยจะพึงสงวนไว้ไม่เปิดเผย ซึ่งตนได้มาหรือล่วงรู้ เนื่องจากการปฏิบัติการตามพระราชบัญญัตินี้ ต้องระวางโทษจำคุกตั้งแต่ห้าปีถึงเจ็ดปี หรือปรับตั้งแต่ห้าแสนบาทถึงหนึ่งล้านบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ เว้นแต่เป็นการเปิดเผยในการปฏิบัติราชการหรือเพื่อประโยชน์ในการสอบสวน หรือการพิจารณาคดี

ผู้ใดได้มาหรือล่วงรู้ข้อเท็จจริงใดจากบุคคลตามวรรคหนึ่งเนื่องในการปฏิบัติราชการหรือการสอบสวนหรือการพิจารณาคดี แล้วเปิดเผยข้อเท็จจริงนั้น ต้องระวางโทษเช่นเดียวกัน" และในมาตรา 3 แห่งพระราชบัญญัติดังกล่าวได้ให้ความหมายของคำว่า"ความลับทางการค้า" "ข้อมูลการค้า" "เจ้าของความลับทางการค้า" และ "ผู้ควบคุมความลับทางการค้า" ไว้ดังนี้

"ความลับทางการค้า" หมายความว่า ข้อมูลการค้าซึ่งยังไม่รู้จักกันโดยทั่วไปหรือยังเข้าถึงไม่ได้ในหมู่บุคคลซึ่งโดยปกติแล้วต้องเกี่ยวข้องกับข้อมูลดังกล่าว โดยเป็นข้อมูลที่มีประโยชน์ในเชิงพาณิชย์เนื่องจากการเป็นความลับ และเป็นข้อมูลที่ผู้ควบคุมความลับทางการค้าได้ใช้มาตรการที่เหมาะสมเพื่อรักษาไว้เป็นความลับ

"ข้อมูลทางการค้า" หมายความว่า สิ่งที่สื่อความหมายให้รู้ข้อความเรื่องราวข้อเท็จจริง หรือสิ่งใดไม่ว่าการสื่อความหมายนั้นจะผ่านวิธีการใด ๆ และไม่ว่าจะจัดทำไว้ในรูปใด ๆ และให้หมายความรวมถึงสูตร รูปแบบ งานที่ได้รวบรวมหรือประกอบขึ้น โปรแกรม วิธีการ เทคนิค หรือกรรมวิธีด้วย

"เจ้าของความลับทางการค้า" หมายความว่า ผู้ค้นพบ คิดค้น รวบรวมหรือสร้างสรรค์ข้อมูลการค้าที่เป็นความลับทางการค้าโดยมิได้เป็นการละเมิดสิทธิในความลับทางการค้าของผู้อื่น หรือผู้มีสิทธิโดยชอบในผลการทดสอบหรือข้อมูลการค้าที่เป็นความลับทางการค้า และให้หมายความรวมถึงผู้รับโอนสิทธิตามพระราชบัญญัตินี้ด้วย

"ผู้ควบคุมความลับทางการค้า" หมายความว่า เจ้าของความลับทางการค้าและให้หมายความรวมถึงผู้ครอบครอง ควบคุม หรือดูแลรักษาความลับทางการค้าด้วยส่วนการละเมิดสิทธิในความลับทางการค้า มาตรา 6 แห่งพระราชบัญญัติความลับทางการค้า พ.ศ.2545 บัญญัติว่า "การละเมิดสิทธิในความลับทางการค้าตามพระราชบัญญัตินี้ ได้แก่การกระทำที่เป็นการเปิดเผย เอาไป หรือใช้ซึ่งความลับทางการค้าโดยไม่ได้รับความยินยอมจากเจ้าของความลับทางการค้านั้น อันมีลักษณะขัดต่อแนวทางปฏิบัติในเชิงพาณิชย์ที่สุจริตต่อกันทั้งนี้ ผู้ละเมิดจะต้องรู้หรือมีเหตุอันควรรู้ว่าการกระทำดังกล่าวเป็นการขัดต่อแนวทางปฏิบัติเช่นว่านั้น

การกระทำที่มีลักษณะขัดต่อแนวทางปฏิบัติในเชิงพาณิชย์ที่สุจริตต่อกันตามวรรคหนึ่ง หมายความรวมถึงการผิดสัญญา การละเมิดหรือการกระทำในประการที่เป็นการจูงใจให้ละเมิดความลับอันเป็นที่ไว้เนื้อเชื่อใจต่อกัน การติดสินบน การข่มขู่ การฉ้อโกง การลักทรัพย์การรับของโจร หรือการจารกรรม โดยใช้วิธีการทางอิเล็กทรอนิกส์หรือวิธีการอื่นใดด้วย" โจทก์บรรยายฟ้องเกี่ยวกับความผิดตามพระราชบัญญัติความลับทางการค้า พ.ศ.2545 มาตรา 33 และมาตรา 35 ว่า "ในการผลิตกระแสไฟฟ้าโดยใช้พลังงานลมเป็นต้นกำลัง โจทก์ศึกษาข้อมูลเกี่ยวกับที่ตั้งโรงไฟฟ้า สถานที่ติดตั้งเครื่องกำเนิดไฟฟ้า และแผนผังของโรงไฟฟ้า ตลอดจนข้อมูลเบื้องต้นของขั้นตอนและกระบวนการผลิตภายในโรงงาน รวมทั้งรายละเอียดของเครื่องกำเนิดไฟฟ้า เครื่องต้นกำลังพร้อมข้อประกอบทางเทคนิค ประกอบกับแผนภูมิของระบบไฟฟ้า ระบบมาตรวัดไฟฟ้าและระบบป้องกันที่จะเชื่อมกับระบบของการไฟฟ้า ปริมาณพลังไฟฟ้า พลังงานไฟฟ้าที่จะจ่ายเข้าระบบของการไฟฟ้า ณ จุดเชื่อมโยงระบบไฟฟ้าฯลฯ และปริมาณพลังไฟฟ้าสำรองที่ผู้ผลิตไฟฟ้ารายเล็กต้องการขอใช้จากการไฟฟ้าและอื่น ๆ ซึ่งทั้งหมดนี้ถือว่าเป็นข้อมูลที่โจทก์เป็นเจ้าของและเป็นความลับทางการค้าของโจทก์ ซึ่งเป็นข้อมูลทางการค้าที่ยังไม่รู้จักกันโดยทั่วไปหรือยังเข้าถึงไม่ได้ในหมู่บุคคลซึ่งโดยปกติแล้วต้องเกี่ยวข้องกับข้อมูลดังกล่าว โดยเป็นข้อมูลที่เป็นประโยชน์เชิงพาณิชย์ เนื่องจากเป็นความลับทางการค้า และเป็นข้อมูลที่โจทก์ผู้ควบคุมความลับทางการค้าได้ใช้มาตรการเพื่อเก็บรักษาข้อมูลต่าง ๆ ไว้เป็นความลับอย่างดีมาโดยตลอด โดยข้อมูลดังกล่าวข้างต้นจะมีเฉพาะคณะกรรมการและกรรมการบริหารของโจทก์เท่านั้นที่รับทราบ ... วันที่ 25 พฤษภาคม 2555 จำเลยทั้งห้าได้ร่วมกันกระทำผิดต่อกฎหมายโดยบังอาจร่วมกันละเมิดสิทธิในความลับทางการค้าและลิขสิทธิ์ในข้อมูลในเอกสารประกอบคำร้องขอเสนอขายไฟฟ้าในโครงการหาดกังหัน 1, 2, 3 ของโจทก์โดยจำเลยทั้งห้าได้ร่วมกันเปิดเผย เอาไปหรือใช้ซึ่งความลับทางการค้าของโจทก์โดยไม่ได้รับความยินยอมจากโจทก์อันมีลักษณะขัดต่อแนวทางปฏิบัติในเชิงพาณิชย์ที่สุจริตต่อกัน ทั้งนี้จำเลยทั้งห้ามีเหตุอันควรจะรู้ได้ว่าการกระทำดังกล่าวเป็นการกระทำขัดต่อแนวทางเช่นว่านั้นโดยนำไปทำเป็นเอกสารประกอบของคำร้องขอเสนอขายไฟฟ้าให้แก่การไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทยของจำเลยที่ 1 ซึ่งได้ยื่นเสนอขายให้การไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทยเลขที่ "WIND.1205001" ภายใต้ชื่อ "โครงการระโนดวินด์ฟาร์ม" เมื่อวันที่ 28 พฤษภาคม 2555 โดยไม่ได้รับความยินยอมจากโจทก์ ... การละเมิดสิทธิในความลับทางการค้าของจำเลยทั้งห้าจึงมีเจตนาเพื่อก่อให้เกิดความเสียหายแก่โจทก์ ... จำเลยที่ 2 เคยเป็นกรรมการและกรรมการบริหารของโจทก์จนกระทั่งเดือนเมษายน 2555 และจำเลยที่ 3 เคยเป็นผู้บริหารระดับสูงของโจทก์จนกระทั่งถึงเดือนกรกฎาคม 2555 ทั้งนี้จำเลยทั้งสองทราบข้อมูลอันเป็นความลับทางการค้าทั้งหมดตามคำร้องขอเสนอขายไฟฟ้าและเอกสารประกอบในคำร้องขอเสนอขายไฟฟ้าในโครงการหาดกังหัน 2 ของโจทก์เป็นอย่างดีและสามารถเข้าถึงข้อมูลดังกล่าวได้" เห็นว่า ข้อมูลที่จะเป็นความลับทางการค้าตามพระราชบัญญัติความลับทางการค้า พ.ศ.2545 มาตรา 3 ต้องเป็นข้อมูลการค้า แต่ตามฟ้องโจทก์ก็มิได้ระบุว่าข้อมูลเกี่ยวกับที่ตั้งโรงไฟฟ้า สถานที่ติดตั้งเครื่องกำเนิดไฟฟ้า แผนผังของโรงไฟฟ้าและข้อมูลอื่น ๆ ที่โจทก์ศึกษาเป็นข้อมูลการค้า โจทก์มิได้ระบุในฟ้องว่าข้อมูลในการผลิตกระแสไฟฟ้าโดยใช้พลังงานลมเป็นต้นกำลังเกี่ยวกับเรื่องใดที่โจทก์ซึ่งอ้างว่าเป็นผู้ควบคุมความลับทางการค้าเก็บไว้เป็นความลับ แม้โจทก์จะไม่ต้องระบุถึงรายละเอียดของข้อมูลที่เก็บเป็นความลับนั้น โจทก์ก็ต้องระบุในฟ้องว่าเป็นข้อมูลเกี่ยวกับเรื่องใดและใช้มาตรการใดที่เหมาะสมเพื่อรักษาข้อมูลนั้นไว้เป็นความลับ แต่โจทก์หาได้ระบุถึงข้อเท็จจริงดังกล่าวไว้ในฟ้องไม่ ทั้งโจทก์มิได้ระบุในฟ้องว่าข้อมูลที่โจทก์เก็บเป็นความลับเป็นข้อมูลที่มีประโยชน์ในเชิงพาณิชย์เนื่องจากการเป็นความลับอย่างไร รวมทั้งการกระทำที่จะเป็นความผิดตามพระราชบัญญัติความลับทางการค้า พ.ศ.2545 มาตรา 33 โจทก์ก็ต้องระบุในฟ้องว่า จำเลยทั้งห้าเปิดเผยความลับทางการค้าของโจทก์เรื่องใดให้เป็นที่ล่วงรู้โดยทั่วไปในประการที่ทำให้ความลับทางการค้านั้นสิ้นสภาพการเป็นความลับทางการค้าโดยเจตนากลั่นแกล้งให้โจทก์ผู้ควบคุมความลับทางการค้าได้รับความเสียหายในการประกอบธุรกิจด้วยการโฆษณาด้วยเอกสาร การกระจายเสียง หรือการแพร่ภาพ หรือการเปิดเผยด้วยวิธีอื่นใด แต่โจทก์หาได้บรรยายฟ้องถึงข้อเท็จจริงอันเป็นองค์ประกอบของความผิดตามมาตรา 33 ดังกล่าวไม่ นอกจากนี้โจทก์ก็มิได้บรรยายฟ้องถึงข้อเท็จจริงอันเป็นองค์ประกอบของความผิดตามมาตรา 35 แห่งพระราชบัญญัติความลับทางการค้า พ.ศ.2545 ว่า จำเลยทั้งห้าได้เปิดเผยข้อเท็จจริงใดเกี่ยวกับกิจการของโจทก์ซึ่งเป็นผู้ควบคุมความลับทางการค้าอันเป็นข้อเท็จจริงที่ตามปกติวิสัยจะพึงสงวนไว้ไม่เปิดเผย ซึ่งจำเลยทั้งห้าได้มาหรือล่วงรู้เนื่องจากการปฏิบัติการใดตามพระราชบัญญัตินี้ โจทก์คงบรรยายฟ้องแต่เพียงว่า จำเลยทั้งห้าร่วมกันเปิดเผย เอาไป หรือใช้ซึ่งความลับทางการค้าในเอกสารประกอบคำร้องขอเสนอขายไฟฟ้าในโครงการหาดกังหัน 1 หาดกังหัน 2 และหาดกังหัน 3 ของโจทก์โดยไม่ได้รับความยินยอมจากโจทก์อันมีลักษณะขัดต่อแนวทางปฏิบัติในเชิงพาณิชย์ที่สุจริตต่อกัน ทั้งนี้จำเลยทั้งห้ามีเหตุอันควรจะได้รู้ว่าการกระทำดังกล่าวเป็นการกระทำขัดต่อแนวทางเช่นว่านั้นโดยนำไปทำเป็นเอกสารประกอบของคำร้องขอเสนอขายไฟฟ้าแก่การไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทยของจำเลยที่ 1 แม้โจทก์จะบรรยายฟ้องด้วยว่า จำเลยที่ 2 เคยเป็นกรรมการและกรรมการบริหารของโจทก์และจำเลยที่ 4 เคยเป็นผู้บริหารระดับสูงของโจทก์ จำเลยที่ 2 และที่ 4 จึงทราบข้อมูลอันเป็นความลับทางการค้าทั้งหมดตามคำร้องขอเสนอขายไฟฟ้าและเอกสารประกอบในคำร้องขอเสนอขายไฟฟ้าในโครงการหาดกังหัน 2 ของโจทก์เป็นอย่างดีและสามารถเข้าถึงข้อมูลดังกล่าวได้ก็ตาม แต่ก็เป็นการบรรยายฟ้องอ้างว่าจำเลยที่ 2 และที่ 4 ละเมิดสิทธิในความลับทางการค้าของโจทก์ในทางแพ่งตามที่บัญญัติไว้ในมาตรา 6 แห่งพระราชบัญญัติความลับทางการค้า พ.ศ.2545 เท่านั้น มิใช่การบรรยายฟ้องถึงข้อเท็จจริงอันเป็นองค์ประกอบของความผิดตามมาตรา 33 และมาตรา 35 แห่งพระราชบัญญัติดังกล่าวที่โจทก์ขอให้ลงโทษจำเลยทั้งห้าแต่อย่างใด ดังนี้ ที่โจทก์บรรยายฟ้องมาดังกล่าวจึงเป็นการบรรยายฟ้องที่ขาดข้อเท็จจริงอันเป็นองค์ประกอบของความผิดตามมาตรา 33 และมาตรา 35 แห่งพระราชบัญญัติความลับทางการค้า พ.ศ.2545 คำฟ้องของโจทก์ในข้อหาความผิดตามพระราชบัญญัติความลับทางการค้า พ.ศ.2545 มาตรา 33 และมาตรา 35 จึงเป็นคำฟ้องที่ไม่ชอบด้วยพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศและวิธีพิจารณาคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศ พ.ศ.2539 มาตรา 26 ประกอบประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 158 (5) เช่นกัน แม้ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางจะมิได้วินิจฉัยปัญหานี้ไว้ แต่ปัญหานี้เป็นปัญหาข้อกฎหมายที่เกี่ยวกับความสงบเรียบร้อย ศาลฎีกาแผนกคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศมีอำนาจยกขึ้นวินิจฉัยได้ ตามพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศและวิธีพิจารณาคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศ พ.ศ.2539 มาตรา 45 ประกอบประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 195 วรรคสอง เมื่อได้วินิจฉัยดังนี้แล้ว จึงเป็นอันไม่จำต้องวินิจฉัยอุทธรณ์ของโจทก์เกี่ยวกับข้อหาความผิดตามพระราชบัญญัติความลับทางการค้า พ.ศ. 2545 มาตรา 33 และมาตรา 35 ว่ามีมูลหรือไม่อีกต่อไป เพราะไม่ทำให้ผลแห่งคดีเปลี่ยนแปลง

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.ลิขสิทธิ์ พ.ศ.2537 ม. 27 ม. 31 ม. 69 ม. 70
พ.ร.บ.ความลับทางการค้า พ.ศ.2545 ม. 3 ม. 6 ม. 33 ม. 35
พ.ร.บ.จัดตั้งศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศและวิธีพิจารณาคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศ พ.ศ.2539 ม. 26 ม. 38 ม. 45
ป.วิ.อ. ม. 158 (5) ม. 195 วรรคสอง
ป.วิ.พ. ม. 225 วรรคหนึ่ง
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — บริษัท พลังงานบริสุทธิ์ จำกัด (มหาชน)
จำเลย — บริษัท วินด์ แอนด์ ซัน พาวเวอร์ จำกัด กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลาง — นางสาวสุจินต์ เจนพาณิชพงศ์
ชื่อองค์คณะ
ปริญญา ดีผดุง
นวลน้อย ผลทวี
ธัชพันธ์ ประพุทธนิติสาร
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 16562/2557
#575650
เปิดฉบับเต็ม

สำหรับในข้อหาความผิดตาม พ.ร.บ.ลิขสิทธิ์ พ.ศ.2537 มาตรา 69 วรรคสอง ประกอบมาตรา 27 และมาตรา 70 วรรคสอง ประกอบมาตรา 31 การพิจารณาว่าคำฟ้องเคลือบคลุมหรือไม่ จึงต้องพิจารณาจากข้อเท็จจริงเท่าที่โจทก์บรรยายไว้แล้วในคำฟ้องเท่านั้น โดยเทียบเคียงบทบัญญัติตามมาตราในกฎหมายที่โจทก์มีคำขอ ให้ลงโทษจำเลยว่า โจทก์บรรยายฟ้องถึงข้อเท็จจริงอันเป็นองค์ประกอบของความผิดที่บัญญัติไว้ในมาตราเหล่านั้นครบถ้วนหรือไม่ เพราะปัญหาว่าคำฟ้องของโจทก์เคลือบคลุมหรือไม่เป็นปัญหาข้อกฎหมาย ไม่ใช่ปัญหาข้อเท็จจริง จึงไม่ต้องพิจารณาว่าในชั้นไต่สวนมูลฟ้องโจทก์นำสืบข้อเท็จจริงว่าอย่างไร ครบองค์ประกอบของความผิดนั้นหรือไม่ เพราะคำฟ้องต้องชอบด้วยกฎหมายที่ศาลจะรับไว้พิจารณาต่อไปได้เสียก่อน การที่โจทก์จะอุทธรณ์จึงต้องอุทธรณ์เพื่อโต้แย้งคำพิพากษาศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางว่า เมื่อพิจารณาจากการบรรยายฟ้องแล้ว โจทก์เห็นว่าคำบรรยายฟ้องนั้นชอบด้วยกฎหมายในส่วนนี้แล้วอย่างไร คำวินิจฉัยของศาลขัดหรือคลาดเคลื่อนกับที่โจทก์บรรยายฟ้องไว้อย่างไร เพื่อให้เห็นได้ว่าศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางวินิจฉัยปัญหาข้อกฎหมายนี้ไม่ชอบด้วยกฎหมายอย่างไร เมื่อโจทก์เพียงแต่อุทธรณ์โดยยกเอาข้อเท็จจริงตามคำเบิกความชั้นไต่สวนมูลฟ้องของพยานโจทก์มากล่าวอ้างว่าได้เบิกความไว้ว่าอย่างไร แล้วสรุปว่าคำบรรยายฟ้องของโจทก์แจ้งชัดแล้ว จึงไม่ใช่การอุทธรณ์ในข้อกฎหมายเพื่อโต้แย้งข้อวินิจฉัยในคำพิพากษาศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลาง อุทธรณ์ของโจทก์ดังกล่าวเป็นอุทธรณ์ที่ไม่ชัดแจ้ง ไม่ชอบด้วย พ.ร.บ.จัดตั้งศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศและวิธีพิจารณาคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศ พ.ศ.2539 มาตรา 38 ประกอบ ป.วิ.อ. มาตรา 15 และ ป.วิ.พ. มาตรา 225 วรรคหนึ่ง

ข้อมูลที่จะเป็นความลับทางการค้าตาม พ.ร.บ.ความลับทางการค้า พ.ศ.2545 มาตรา 3 ต้องเป็นข้อมูลการค้า แต่ฟ้องโจทก์มิได้ระบุว่าข้อมูลเกี่ยวกับที่ตั้งโรงไฟฟ้า สถานที่ติดตั้งเครื่องกำเนิดไฟฟ้า แผนผังของโรงไฟฟ้าและข้อมูลอื่น ๆ ที่โจทก์ศึกษาเป็นข้อมูลการค้าและข้อมูลในการผลิตกระแสไฟฟ้าโดยใช้พลังงานลมเป็นต้นกำลังเกี่ยวกับเรื่องใดที่โจทก์ซึ่งอ้างว่าเป็นผู้ควบคุมความลับทางการค้าเก็บไว้เป็นความลับ แม้โจทก์จะไม่ต้องระบุถึงรายละเอียดของข้อมูลที่เก็บเป็นความลับนั้น โจทก์ก็ต้องระบุในฟ้องว่าเป็นข้อมูลเกี่ยวกับเรื่องใดและใช้มาตรการใดที่เหมาะสมเพื่อรักษาข้อมูลนั้นไว้เป็นความลับ ทั้งมิได้ระบุในฟ้องว่าข้อมูลที่โจทก์เก็บเป็นความลับเป็นข้อมูลที่มีประโยชน์ในเชิงพาณิชย์เนื่องจากการเป็นความลับอย่างไร ทั้งการกระทำที่เป็นความผิดตาม พ.ร.บ.ความลับทางการค้าฯ มาตรา 33 ต้องระบุในฟ้องว่า จำเลยทั้งสามเปิดเผยความลับทางการค้าของโจทก์เรื่องใดให้เป็นที่ล่วงรู้โดยทั่วไปในประการที่ทำให้ความลับทางการค้านั้นสิ้นสภาพการเป็นความลับทางการค้าโดยเจตนากลั่นแกล้งให้โจทก์ผู้ควบคุมความลับทางการค้าได้รับความเสียหายในการประกอบธุรกิจด้วยการโฆษณาด้วยเอกสาร การกระจายเสียง หรือการแพร่ภาพ หรือการเปิดเผยด้วยวิธีอื่นใด นอกจากนี้โจทก์ก็มิได้บรรยายฟ้องถึงข้อเท็จจริง อันเป็นองค์ประกอบของความผิดตามมาตรา 35 แห่ง พ.ร.บ.ความลับทางการค้าฯ ว่า จำเลยทั้งสามได้เปิดเผยข้อเท็จจริงใดเกี่ยวกับกิจการของโจทก์ซึ่งเป็นผู้ควบคุมความลับทางการค้าอันเป็นข้อเท็จจริงที่ตามปกติวิสัยจะพึงสงวนไว้ไม่เปิดเผย ซึ่งจำเลยทั้งสามได้มาหรือล่วงรู้เนื่องจากการปฏิบัติการใดตามพระราชบัญญัตินี้ โจทก์คงบรรยายฟ้องแต่เพียงว่า จำเลยทั้งสามร่วมกันเปิดเผย เอาไปหรือใช้ซึ่งความลับทางการค้าในเอกสารประกอบคำร้องขอเสนอขายไฟฟ้าในโครงการหาดกังหัน 3 ของโจทก์โดยไม่ได้รับความยินยอมจากโจทก์อันมีลักษณะขัดต่อแนวทางปฏิบัติในเชิงพาณิชย์ที่สุจริตต่อกัน ทั้งนี้จำเลยทั้งสามมีเหตุอันควรจะได้รู้ว่าการกระทำดังกล่าวเป็นการกระทำขัดต่อแนวทางเช่นว่านั้นโดยนำไปทำเป็นเอกสารประกอบของคำร้องขอเสนอขายไฟฟ้าแก่การไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทยของจำเลยที่ 1 ซึ่งเป็นข้ออ้างว่า จำเลยทั้งสามละเมิดสิทธิในความลับทางการค้าของโจทก์ในทางแพ่งเท่านั้น ที่โจทก์อ้างว่า จำเลยทั้งสามกระทำการที่มีลักษณะขัดต่อแนวทางปฏิบัติในเชิงพาณิชย์ที่สุจริตต่อกันอันเป็นการละเมิดสิทธิในความลับทางการค้าในทางแพ่งดังกล่าว ก็ไม่ปรากฏว่าจำเลยทั้งสามได้ปฏิบัติผิดสัญญาใดต่อโจทก์หรือจำเลยทั้งสามกระทำละเมิดหรือกระทำในประการที่เป็นการจูงใจผู้ใดให้ละเมิดความลับอันเป็นที่ไว้เนื้อเชื่อใจต่อกัน จำเลยทั้งสามได้ติดสินบนผู้ใด หรือจำเลยทั้งสามได้ข่มขู่ผู้ใด ฉ้อโกงผู้ใด ลักทรัพย์ของผู้ใด รับของโจรของผู้ใด หรือจำเลยทั้งสามกระทำการจารกรรมหรือใช้วิธีการทางอิเล็กทรอนิกส์ หรือวิธีการอื่นใดตามความหมายของ "การกระทำที่มีลักษณะเป็นการขัดต่อแนวทางปฏิบัติในเชิงพาณิชย์ที่สุจริตต่อกัน" ตามบทบัญญัติมาตรา 3 แห่ง พ.ร.บ.ความลับทางการค้าฯ ดังนี้ เมื่อโจทก์มิได้บรรยายฟ้องถึงข้อเท็จจริงอันเป็นองค์ประกอบของความผิดตามมาตรา 33 และมาตรา 35 คำฟ้องของโจทก์จึงเป็นคำฟ้องที่ขาดองค์ประกอบความผิดในข้อหาดังกล่าวจึงเป็นคำฟ้องที่ไม่ชอบด้วย พ.ร.บ.จัดตั้งศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศและวิธีพิจารณาคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศฯ มาตรา 26 ประกอบ ป.วิ.อ. มาตรา 158 (5) ปัญหานี้เป็นปัญหาข้อกฎหมายที่เกี่ยวกับความสงบเรียบร้อย ศาลฎีกาแผนกคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศมีอำนาจยกขึ้นวินิจฉัยได้ ตาม พ.ร.บ.จัดตั้งศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศและวิธีพิจารณาคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศฯ มาตรา 45 ประกอบ ป.วิ.อ. มาตรา 195 วรรคสอง

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องและแก้ไขคำฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยทั้งสามตามพระราชบัญญัติความลับทางการค้า พ.ศ.2545 มาตรา 3, 6, 33 และ 35 พระราชบัญญัติลิขสิทธิ์ พ.ศ.2537 มาตรา 4, 6, 8, 15, 27, 31, 69, 70, 74 และ 76 และประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83, 90 และ 91

ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางไต่สวนมูลฟ้องแล้ว เห็นว่า คดีไม่มีมูล พิพากษายกฟ้อง

โจทก์อุทธรณ์ต่อศาลฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศวินิจฉัยว่า คดีมีปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของโจทก์ว่า คำฟ้องในข้อหาความผิดตามพระราชบัญญัติลิขสิทธิ์ พ.ศ.2537 มาตรา 69 วรรคสอง ประกอบมาตรา 27 และมาตรา 70 วรรคสอง ประกอบมาตรา 31 เคลือบคลุมหรือไม่ และคำฟ้องในข้อหาความผิดตามพระราชบัญญัติความลับทางการค้า พ.ศ.2545 มาตรา 33 และ 35 มีมูลหรือไม่ สำหรับในข้อหาความผิดตามพระราชบัญญัติลิขสิทธิ์ พ.ศ.2537 มาตรา 69 วรรคสอง ประกอบมาตรา 27 และมาตรา 70 วรรคสอง ประกอบมาตรา 31 นั้น ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางวินิจฉัยข้อกฎหมายโดยพิจารณาข้อเท็จจริงเท่าที่โจทก์บรรยายไว้ในคำฟ้องเกี่ยวกับข้อหาความผิดทั้งสองข้อหาแล้ว จึงวินิจฉัยว่า คำฟ้องเป็นคำฟ้องที่เคลือบคลุมเพราะโจทก์บรรยายฟ้องขาดข้อเท็จจริงอันเป็นองค์ประกอบของความผิดดังกล่าว ตามพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศและวิธีพิจารณาคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศ พ.ศ.2539 มาตรา 26 ประกอบประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 158 (5) ดังนั้น ในการพิจารณาว่าคำฟ้องเคลือบคลุมหรือไม่ จึงต้องพิจารณาจากข้อเท็จจริงเท่าที่โจทก์บรรยายไว้แล้วในคำฟ้องเท่านั้น โดยเทียบเคียงบทบัญญัติตามมาตราในกฎหมายที่โจทก์มีคำขอให้ลงโทษจำเลยว่า โจทก์บรรยายฟ้องถึงข้อเท็จจริงอันเป็นองค์ประกอบของความผิดที่บัญญัติไว้ในมาตราเหล่านั้นครบถ้วนหรือไม่ เพราะปัญหาว่าคำฟ้องของโจทก์เคลือบคลุมหรือไม่เป็นปัญหาข้อกฎหมาย ไม่ใช่ปัญหาข้อเท็จจริง จึงไม่ต้องพิจารณาว่าในชั้นไต่สวนมูลฟ้องโจทก์ได้นำสืบข้อเท็จจริงว่าอย่างไร ครบองค์ประกอบของความผิดนั้นหรือไม่ เพราะคำฟ้องต้องชอบด้วยกฎหมายที่ศาลจะรับไว้พิจารณาพิพากษาต่อไปได้เสียก่อน การที่โจทก์จะอุทธรณ์จึงต้องอุทธรณ์เพื่อโต้แย้งคำพิพากษาศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางว่า เมื่อพิจารณาจากการบรรยายฟ้องแล้ว โจทก์เห็นว่าคำบรรยายฟ้องนั้นชอบด้วยกฎหมายในส่วนนี้แล้วอย่างไร คำวินิจฉัยของศาลขัดหรือคลาดเคลื่อนกับที่โจทก์บรรยายฟ้องไว้อย่างไร เพื่อให้เห็นได้ว่าศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางวินิจฉัยปัญหาข้อกฎหมายนี้ไม่ชอบด้วยกฎหมายอย่างไร เมื่อโจทก์เพียงแต่อุทธรณ์โดยยกเอาข้อเท็จจริง ตามคำเบิกความชั้นไต่สวนมูลฟ้องของพยานโจทก์มากล่าวอ้างว่าได้เบิกความไว้ว่าอย่างไร แล้วสรุปว่าคำบรรยายฟ้องของโจทก์แจ้งชัดแล้ว จึงไม่ใช่การอุทธรณ์ในข้อกฎหมายเพื่อโต้แย้งข้อวินิจฉัยในคำพิพากษาศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลาง อุทธรณ์ของโจทก์ดังกล่าวเป็นอุทธรณ์ที่ไม่ชัดแจ้ง ไม่ชอบด้วยพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศและวิธีพิจารณาคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศ พ.ศ.2539 มาตรา 38 ประกอบประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 15 และประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 225 วรรคหนึ่ง ศาลฎีกาแผนกคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศไม่รับวินิจฉัยอุทธรณ์ข้อนี้ของโจทก์

สำหรับข้อหาความผิดตามพระราชบัญญัติความลับทางการค้า พ.ศ.2545 มาตรา 33 และ มาตรา 35 นั้น ก่อนจะวินิจฉัยอุทธรณ์ของโจทก์ว่า คดีของโจทก์มีมูลสำหรับข้อหาความผิดดังกล่าวหรือไม่ ศาลฎีกาแผนกคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศเห็นสมควรวินิจฉัยในปัญหาข้อกฎหมายเสียก่อนว่า คำฟ้องที่โจทก์บรรยายสำหรับข้อหาความผิดดังกล่าวเป็นคำฟ้องที่ชอบด้วยพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศและวิธีพิจารณาคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศ พ.ศ.2539 มาตรา 26 ประกอบประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 158 (5) หรือไม่ ในปัญหานี้พระราชบัญญัติความลับทางการค้า พ.ศ. 2545 มาตรา 33 และ มาตรา 35 บัญญัติว่า

"มาตรา 33 ผู้ใดเปิดเผยความลับทางการค้าของผู้อื่นให้เป็นที่ล่วงรู้โดยทั่วไปในประการที่ทำให้ความลับทางการค้านั้นสิ้นสภาพการเป็นความลับทางการค้า โดยเจตนากลั่นแกล้งให้ผู้ควบคุมความลับทางการค้าได้รับความเสียหายในการประกอบธุรกิจไม่ว่าจะกระทำโดยการโฆษณาด้วยเอกสาร การกระจายเสียง หรือการแพร่ภาพ หรือการเปิดเผยด้วยวิธีอื่นใด ต้องระวางโทษจำคุกไม่เกินหนึ่งปี หรือปรับไม่เกินสองแสนบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ

มาตรา 35 ผู้ใดเปิดเผยข้อเท็จจริงใดเกี่ยวกับกิจการของผู้ควบคุมความลับทางการค้าอันเป็นข้อเท็จจริงที่ตามปกติวิสัยจะพึงสงวนไว้ไม่เปิดเผย ซึ่งตนได้มาหรือล่วงรู้เนื่องจากการปฏิบัติการตามพระราชบัญญัตินี้ ต้องระวางโทษจำคุกตั้งแต่ห้าปีถึงเจ็ดปี หรือปรับตั้งแต่ห้าแสนบาทถึงหนึ่งล้านบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ เว้นแต่เป็นการเปิดเผยในการปฏิบัติราชการ หรือเพื่อประโยชน์ในการสอบสวน หรือการพิจารณาคดี

ผู้ใดได้มาหรือล่วงรู้ข้อเท็จจริงใดจากบุคคลตามวรรคหนึ่งเนื่องในการปฏิบัติราชการหรือการสอบสวนหรือการพิจารณาคดีแล้วเปิดเผยข้อเท็จจริงนั้น ต้องระวางโทษเช่นเดียวกัน"

และในมาตรา 3 แห่งพระราชบัญญัติดังกล่าวได้ให้ความหมายของคำว่า "ความลับทางการค้า" "ข้อมูลการค้า" "เจ้าของความลับทางการค้า" และ "ผู้ควบคุมความลับทางการค้า" ไว้ดังนี้

"ความลับทางการค้า" หมายความว่า ข้อมูลการค้าซึ่งยังไม่รู้จักกันโดยทั่วไป หรือยังเข้าถึงไม่ได้ในหมู่บุคคลซึ่งโดยปกติแล้วต้องเกี่ยวข้องกับข้อมูลดังกล่าว โดยเป็นข้อมูลที่มีประโยชน์ในเชิงพาณิชย์เนื่องจากการเป็นความลับ และเป็นข้อมูลที่ผู้ควบคุมความลับทางการค้าได้ใช้มาตรการที่เหมาะสมเพื่อรักษาไว้เป็นความลับ

"ข้อมูลการค้า" หมายความว่า สิ่งที่สื่อความหมายให้รู้ข้อความ เรื่องราว ข้อเท็จจริง หรือสิ่งใด ไม่ว่าการสื่อสารความหมายนั้นจะผ่านวิธีการใด ๆ และไม่ว่าจะจัดทำไว้ในรูปใด ๆ และให้หมายความรวมถึงสูตร รูปแบบ งานที่ได้รวบรวมหรือประกอบขึ้น โปรแกรม วิธีการ เทคนิค หรือกรรมวิธีด้วย

"เจ้าของความลับทางการค้า" หมายความว่า ผู้ค้นพบ คิดค้น รวบรวม หรือสร้างสรรค์ข้อมูลการค้าที่เป็นความลับทางการค้าโดยมิได้เป็นการละเมิดสิทธิในความลับทางการค้าของผู้อื่น หรือผู้มีสิทธิโดยชอบในผลการทดสอบหรือข้อมูลการค้าที่เป็นความลับทางการค้า และให้หมายความรวมถึงผู้รับโอนสิทธิตามพระราชบัญญัตินี้ด้วย

"ผู้ควบคุมความลับทางการค้า" หมายความว่า เจ้าของความลับทางการค้า และให้หมายความรวมถึงผู้ครอบครองควบคุม หรือดูแลรักษาความลับทางการค้าด้วย

ส่วนการละเมิดสิทธิในความลับทางการค้า มาตรา 6 แห่งพระราชบัญญัติความลับทางการค้า พ.ศ.2545 บัญญัติว่า "การละเมิดสิทธิในความลับทางการค้าตามพระราชบัญญัตินี้ ได้แก่ การกระทำที่เป็นการเปิดเผย เอาไป หรือใช้ซึ่งความลับทางการค้าโดยไม่ได้รับความยินยอมจากเจ้าของความลับทางการค้านั้น อันมีลักษณะขัดต่อแนวทางปฏิบัติในเชิงพาณิชย์ที่สุจริตต่อกัน ทั้งนี้ ผู้ละเมิดจะต้องรู้หรือมีเหตุอันควรรู้ว่าการกระทำดังกล่าวเป็นการขัดต่อแนวทางปฏิบัติเช่นว่านั้น

การกระทำที่มีลักษณะขัดต่อแนวทางปฏิบัติในเชิงพาณิชย์ที่สุจริตต่อกันตามวรรคหนึ่ง หมายความรวมถึงการผิดสัญญา การละเมิดหรือการกระทำในประการที่เป็นการจูงใจให้ละเมิดความลับอันเป็นที่ไว้เนื้อเชื่อใจต่อกัน การติดสินบน การข่มขู่ การฉ้อโกง การลักทรัพย์ การรับของโจร หรือการจารกรรม โดยใช้วิธีการทางอิเล็กทรอนิกส์หรือวิธีการอื่นใดด้วย"

โจทก์บรรยายฟ้องเกี่ยวกับความผิดตามพระราชบัญญัติความลับทางการค้า พ.ศ.2545 มาตรา 33 และมาตรา 35 ว่า "ในการผลิตกระแสไฟฟ้าโดยใช้พลังงานลมเป็นต้นกำลัง โจทก์ศึกษาข้อมูลเกี่ยวกับที่ตั้งโรงไฟฟ้า สถานที่ตั้งเครื่องกำเนิดไฟฟ้าและแผนผังของโรงไฟฟ้า ตลอดจนข้อมูลเบื้องต้นของขั้นตอนและกระบวนการผลิตภายในโรงงาน รวมทั้งรายละเอียดของเครื่องกำเนิดไฟฟ้า เครื่องต้นกำลัง พร้อมข้อประกอบทางเทคนิค ประกอบกับแผนภูมิของระบบไฟฟ้า ระบบการจัดไฟฟ้าและระบบป้องกันที่จะเชื่อมกับระบบของการไฟฟ้า ปริมาณพลังไฟฟ้า พลังงานไฟฟ้าที่จะจ่ายเข้าระบบของการไฟฟ้า ณ จุดเชื่อมโยงระบบไฟฟ้า ฯลฯ และปริมาณพลังไฟฟ้าสำรองที่ผู้ผลิตไฟฟ้ารายเล็กต้องการขอใช้จากการไฟฟ้าและอื่น ๆ ซึ่งทั้งหมดนี้ถือว่าเป็นข้อมูลที่โจทก์เป็นเจ้าของและเป็นความลับทางการค้าของโจทก์ซึ่งเป็นข้อมูลทางการค้าที่ยังไม่รู้จักกันโดยทั่วไปหรือยังเข้าถึงไม่ได้ในหมู่บุคคลซึ่งโดยปกติแล้วต้องเกี่ยวข้องกับข้อมูลดังกล่าว โดยเป็นข้อมูลที่เป็นประโยชน์เชิงพาณิชย์ เนื่องจากเป็นความลับทางการค้าและเป็นข้อมูลที่โจทก์ผู้ควบคุมความลับทางการค้าได้ใช้มาตรการเพื่อเก็บรักษาข้อมูลต่าง ๆ ไว้เป็นความลับอย่างดีมาโดยตลอด โดยข้อมูลดังกล่าวข้างต้นจะมีเฉพาะคณะกรรมการและกรรมการบริหารของโจทก์เท่านั้นที่รับทราบวันที่ 25 พฤษภาคม 2555 จำเลยทั้งสามได้ร่วมกันกระทำผิดต่อกฎหมายโดยบังอาจร่วมกันละเมิดสิทธิในความลับทางการค้าและลิขสิทธิ์ในข้อมูลในเอกสารประกอบคำร้องขอเสนอขายไฟฟ้าในโครงการหาดกังหัน 3 ของโจทก์ โดยจำเลยทั้งสามได้ร่วมกันเปิดเผย เอาไปหรือใช้ซึ่งความลับทางการค้าของโจทก์โดยไม่ได้รับความยินยอมจากโจทก์อันมีลักษณะขัดต่อแนวทางปฏิบัติในเชิงพาณิชย์ที่สุจริตต่อกัน ทั้งนี้ จำเลยทั้งสามมีเหตุอันควรจะรู้ได้ว่าการกระทำดังกล่าวเป็นการกระทำขัดต่อแนวทางเช่นว่านั้นโดยนำไปทำเป็นเอกสารประกอบของคำร้องขอเสนอขายไฟฟ้าให้แก่การไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทยของจำเลยที่ 1 ซึ่งได้ยื่นเสนอขายให้การไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย เลขที่ เอ็นยูอี 001/2555 ภายใต้ชื่อ "โครงการปากพนังวินด์ฟาร์ม" เมื่อวันที่ 25 พฤษภาคม 2555 ไม่ได้รับความยินยอมจากโจทก์ การละเมิดสิทธิในความลับทางการค้าของจำเลยทั้งสาม จึงมีเจตนาเพื่อก่อให้เกิดความเสียหายแก่โจทก์" เห็นว่า ข้อมูลที่จะเป็นความลับทางการค้าตามพระราชบัญญัติความลับทางการค้า พ.ศ.2545 มาตรา 3 ต้องเป็นข้อมูลการค้า แต่ตามฟ้องโจทก์ก็มิได้ระบุว่าข้อมูลเกี่ยวกับที่ตั้งโรงไฟฟ้า สถานที่ติดตั้งเครื่องกำเนิดไฟฟ้า แผนผังของโรงไฟฟ้าและข้อมูลอื่น ๆ ที่โจทก์ศึกษาเป็นข้อมูลการค้า โจทก์มิได้ระบุในฟ้องว่า ข้อมูลในการผลิตกระแสไฟฟ้าโดยใช้พลังงานลมเป็นต้นกำลังเกี่ยวกับเรื่องใดที่โจทก์ซึ่งอ้างว่าเป็นผู้ควบคุมความลับทางการค้าเก็บไว้เป็นความลับ แม้โจทก์จะไม่ต้องระบุถึงรายละเอียดของข้อมูลที่เก็บเป็นความลับนั้น โจทก์ก็ต้องระบุในฟ้องว่าเป็นข้อมูลเกี่ยวกับเรื่องใดและใช้มาตรการใดที่เหมาะสมเพื่อรักษาข้อมูลนั้นไว้เป็นความลับ แต่โจทก์หาได้ระบุถึงข้อเท็จจริงดังกล่าวไว้ในฟ้องไม่ ทั้งโจทก์มิได้ระบุในฟ้องว่าข้อมูลที่โจทก์เก็บเป็นความลับเป็นข้อมูลที่มีประโยชน์ในเชิงพาณิชย์เนื่องจากการเป็นความลับอย่างไร รวมทั้งการกระทำที่จะเป็นความผิดตามพระราชบัญญัติความลับทางการค้า พ.ศ.2545 มาตรา 33 โจทก์ต้องระบุในฟ้องว่า จำเลยทั้งสามเปิดเผยความลับทางการค้าของโจทก์เรื่องใดให้เป็นที่ล่วงรู้โดยทั่วไปในประการที่ทำให้ความลับทางการค้านั้นสิ้นสภาพการเป็นความลับทางการค้าโดยเจตนากลั่นแกล้งให้โจทก์ผู้ควบคุมความลับทางการค้าได้รับความเสียหายในการประกอบธุรกิจด้วยการโฆษณาด้วยเอกสาร การกระจายเสียง หรือการแพร่ภาพ หรือการเปิดเผยด้วยวิธีอื่นใด แต่โจทก์หาได้บรรยายฟ้องถึงข้อเท็จจริงอันเป็นองค์ประกอบของความผิดตามมาตรา 33 ดังกล่าวไม่ นอกจากนี้โจทก์ก็มิได้บรรยายฟ้องถึงข้อเท็จจริง อันเป็นองค์ประกอบของความผิดตามมาตรา 35 แห่งพระราชบัญญัติความลับทางการค้า พ.ศ.2545 ว่า จำเลยทั้งสามได้เปิดเผยข้อเท็จจริงใด เกี่ยวกับกิจการของโจทก์ซึ่งเป็นผู้ควบคุมความลับทางการค้าอันเป็นข้อเท็จจริงที่ตามปกติวิสัยจะพึงสงวนไว้ไม่เปิดเผย ซึ่งจำเลยทั้งสามได้มาหรือล่วงรู้เนื่องจากการปฏิบัติการใดตามพระราชบัญญัตินี้ โจทก์คงบรรยายฟ้องแต่เพียงว่า จำเลยทั้งสามร่วมกันเปิดเผย เอาไปหรือใช้ซึ่งความลับทางการค้าในเอกสารประกอบคำร้องขอเสนอขายไฟฟ้าในโครงการหาดกังหัน 3 ของโจทก์โดยไม่ได้รับความยินยอมจากโจทก์อันมีลักษณะขัดต่อแนวทางปฏิบัติในเชิงพาณิชย์ที่สุจริตต่อกัน ทั้งนี้จำเลยทั้งสามมีเหตุอันควรจะได้รู้ว่าการกระทำดังกล่าวเป็นการกระทำขัดต่อแนวทางเช่นว่านั้นโดยนำไปทำเป็นเอกสารประกอบของคำร้องขอเสนอขายไฟฟ้าแก่การไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทยของจำเลยที่ 1 ซึ่งเป็นข้ออ้างว่าจำเลยทั้งสามละเมิดสิทธิในความลับทางการค้าของโจทก์ในทางแพ่งเท่านั้น ที่โจทก์อ้างว่าจำเลยทั้งสามกระทำการที่มีลักษณะขัดต่อแนวทางปฏิบัติในเชิงพาณิชย์ที่สุจริตต่อกันอันเป็นการละเมิดสิทธิในความลับทางการค้าในทางแพ่งดังกล่าว ก็ไม่ปรากฏว่าจำเลยทั้งสามได้ปฏิบัติผิดสัญญาใดต่อโจทก์หรือจำเลยทั้งสามกระทำละเมิดหรือกระทำในประการที่เป็นการจูงใจผู้ใดให้ละเมิดความลับอันเป็นที่ไว้เนื้อเชื่อใจต่อกัน จำเลยทั้งสามได้ติดสินบนผู้ใด หรือจำเลยทั้งสามได้ข่มขู่ผู้ใด ฉ้อโกงผู้ใด ลักทรัพย์ของผู้ใด รับของโจรของผู้ใด หรือจำเลยทั้งสามกระทำการจารกรรมหรือใช้วิธีการทางอิเล็กทรอนิกส์ หรือวิธีการอื่นใด ตามความหมายของ "การกระทำที่มีลักษณะเป็นการขัดต่อแนวทางปฏิบัติในเชิงพาณิชย์ที่สุจริตต่อกัน "ดังที่บัญญัติไว้ในมาตรา 3 แห่งพระราชบัญญัติความลับทางการค้า พ.ศ.2545 ดังนี้เมื่อโจทก์มิได้บรรยายฟ้องถึงข้อเท็จจริงอันเป็นองค์ประกอบของความผิดตามมาตรา 33 และมาตรา 35 แห่งพระราชบัญญัติดังกล่าว คำฟ้องของโจทก์จึงเป็นคำฟ้องที่บรรยายขาดข้อเท็จจริงอันเป็นองค์ประกอบของความผิดตามมาตรา 33 และมาตรา 35 แห่งพระราชบัญญัติความลับทางการค้า พ.ศ.2545 คำฟ้องของโจทก์ในข้อหาความผิดตามพระราชบัญญัติความลับทางการค้า พ.ศ.2545 มาตรา 33 และมาตรา 35 จึงเป็นคำฟ้องที่ไม่ชอบด้วยพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศและวิธีพิจารณาคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศ พ.ศ.2539 มาตรา 26 ประกอบประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 158 (5) เช่นกัน แม้ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศไทยกลางจะมิได้วินิจฉัยปัญหานี้ไว้ แต่ปัญหานี้เป็นปัญหาข้อกฎหมายที่เกี่ยวกับความสงบเรียบร้อย ศาลฎีกาแผนกคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศมีอำนาจยกขึ้นวินิจฉัยได้ ตามพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศและวิธีพิจารณาคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศ พ.ศ.2539 มาตรา 45 ประกอบประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 195 วรรคสอง เมื่อได้วินิจฉัยดังนี้แล้ว จึงเป็นอันไม่จำต้องวินิจฉัยอุทธรณ์ของโจทก์เกี่ยวกับข้อหาความผิดตามพระราชบัญญัติความลับทางการค้า พ.ศ.2545 มาตรา 33 และ มาตรา 35 ว่ามีมูลหรือไม่อีกต่อไป เพราะไม่ทำให้ผลแห่งคดีเปลี่ยนแปลง

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.อ. ม. 158 (5) ม. 195 วรรคสอง
ป.วิ.พ. ม. 225 วรรคหนึ่ง
พ.ร.บ.ลิขสิทธิ์ พ.ศ.2537 ม. 27 ม. 31 ม. 69 ม. 70
พ.ร.บ.ความลับทางการค้า พ.ศ.2545 ม. 3 ม. 6 ม. 33 ม. 35
พ.ร.บ.จัดตั้งศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศและวิธีพิจารณาคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศ พ.ศ.2539 ม. 26 ม. 38 ม. 45
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — บริษัทพลังงานบริสุทธิ์ จำกัด (มหาชน)
จำเลย — บริษัทณุศา เอ็นเนอร์จี จำกัด กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลาง — นางสาวสุจินต์ เจนพาณิชพงศ์
ชื่อองค์คณะ
ปริญญา ดีผดุง
นวลน้อย ผลทวี
ธัชพันธ์ ประพุทธนิติสาร
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 16561/2557
#580013
เปิดฉบับเต็ม

โจทก์เพียงแต่อุทธรณ์โดยยกเอาข้อเท็จจริงตามคำเบิกความชั้นไต่สวนมูลฟ้องของพยานโจทก์มากล่าวอ้างว่าได้เบิกความไว้ว่าอย่างไร แล้วสรุปว่าคำบรรยายฟ้องของโจทก์แจ้งชัดแล้ว จึงไม่ใช่การอุทธรณ์ในข้อกฎหมายเพื่อโต้แย้งข้อวินิจฉัยในคำพิพากษาศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลาง จึงเป็นอุทธรณ์ที่ไม่ชัดแจ้งไม่ชอบด้วย พ.ร.บ.จัดตั้งศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศและวิธีพิจารณาคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศ พ.ศ.2539 มาตรา 38 ประกอบ ป.วิ.อ. มาตรา 15 และ ป.วิ.พ. มาตรา 225 วรรคหนึ่ง

ข้อมูลที่จะเป็นความลับทางการค้าตาม พ.ร.บ.ความลับทางการค้า พ.ศ.2545 มาตรา 3 ต้องเป็นข้อมูลการค้า แต่ตามฟ้องโจทก์มิได้ระบุว่าข้อมูลต่างๆ ที่โจทก์ศึกษาเป็นข้อมูลการค้า ทั้งโจทก์มิได้ระบุในฟ้องว่าข้อมูลในการผลิตกระแสไฟฟ้าโดยใช้พลังงานลมเป็นต้นกำลังเกี่ยวกับเรื่องใดที่โจทก์ซึ่งอ้างว่าเป็นผู้ควบคุมความลับทางการค้าเก็บไว้เป็นความลับ แม้โจทก์จะไม่ต้องระบุถึงรายละเอียดของข้อมูลที่เก็บเป็นความลับนั้น โจทก์ก็ต้องระบุในฟ้องว่าเป็นข้อมูลเกี่ยวกับเรื่องใดและใช้มาตรการใดที่เหมาะสมเพื่อรักษาข้อมูลนั้นไว้เป็นความลับ แต่โจทก์หาได้ระบุถึงข้อเท็จจริงดังกล่าวไว้ในฟ้องไม่ ทั้งโจทก์มิได้ระบุในฟ้องว่าข้อมูลที่โจทก์เก็บเป็นความลับเป็นข้อมูลที่มีประโยชน์ในเชิงพาณิชย์เนื่องจากการเป็นความลับอย่างไร รวมทั้งการกระทำที่จะเป็นความผิดตาม พ.ร.บ.ความลับทางการค้า พ.ศ.2545 มาตรา 33 นี้โจทก์ต้องระบุในฟ้องว่า จำเลยทั้งห้าเปิดเผยความลับทางการค้าของโจทก์เรื่องใดให้เป็นที่ล่วงรู้โดยทั่วไปในประการที่ทำให้ความลับทางการค้านั้นสิ้นสภาพการเป็นความลับทางการค้า โดยเจตนากลั่นแกล้งให้โจทก์ผู้ควบคุมความลับทางการค้าได้รับความเสียหายในการประกอบธุรกิจด้วยการโฆษณาด้วยเอกสาร การกระจายเสียง หรือการแพร่ภาพ หรือการเปิดเผยด้วยวิธีอื่นใด แต่โจทก์ก็หาได้บรรยายฟ้องถึงข้อเท็จจริงอันเป็นองค์ประกอบความผิดตามมาตราดังกล่าวไม่ นอกจากนี้โจทก์ก็มิได้บรรยายฟ้องถึงข้อเท็จจริงอันเป็นองค์ประกอบความผิดตามมาตรา 35 แห่งพระราชบัญญัติดังกล่าวว่า จำเลยทั้งห้าได้เปิดเผยข้อเท็จจริงใดเกี่ยวกับกิจการของโจทก์ซึ่งเป็นผู้ควบคุมความลับทางการค้าอันเป็นข้อเท็จจริงที่ตามปกติวิสัยจะพึงสงวนไว้ไม่เปิดเผย ซึ่งจำเลยทั้งห้าได้มาหรือล่วงรู้เนื่องจากการปฏิบัติการใดตามพระราชบัญญัตินี้ การบรรยายฟ้องของโจทก์อ้างว่าจำเลยที่ 2 และที่ 3 ละเมิดสิทธิในความลับทางการค้าของโจทก์จึงเป็นการบรรยายฟ้องว่าจำเลยที่ 2 และที่ 3 ละเมิดสิทธิในทางแพ่งมาตรา 6 แห่งพระราชบัญญัตินี้เท่านั้น ฟ้องโจทก์จึงไม่ชอบด้วย พ.ร.บ.จัดตั้งศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศและวิธีพิจารณาคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศ พ.ศ.2539 มาตรา 26 ประกอบ ป.วิ.อ. มาตรา 158 (5)

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องและแก้ไขคำฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยทั้งห้าตามพระราชบัญญัติความลับทางการค้า พ.ศ.2545 มาตรา 3, 6, 33 และ 35 พระราชบัญญัติลิขสิทธิ์ พ.ศ.2537 มาตรา 4, 6, 8, 15, 27, 31, 69, 70, 74 และ 76 และประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83, 90, 91

ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางไต่สวนมูลฟ้องแล้ว เห็นว่า คดีไม่มีมูล พิพากษายกฟ้อง

โจทก์อุทธรณ์ต่อศาลฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศวินิจฉัยว่า คดีมีปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของโจทก์ว่า คำฟ้องในข้อหาความผิดตามพระราชบัญญัติลิขสิทธิ์ พ.ศ.2537 มาตรา 69 วรรคสอง ประกอบมาตรา 27 และมาตรา 70 วรรคสอง ประกอบมาตรา 31 เคลือบคลุมหรือไม่ และคำฟ้องในข้อหาความผิดตามพระราชบัญญัติความลับทางการค้า พ.ศ.2545 มาตรา 33 และ 35 มีมูลหรือไม่ วินิจฉัยว่า คำฟ้องเป็นคำฟ้องที่เคลือบคลุมเพราะโจทก์บรรยายฟ้องขาดข้อเท็จจริงอันเป็นองค์ประกอบของความผิดตามพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศและวิธีพิจารณาคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศ พ.ศ.2539 มาตรา 26 ประกอบประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 158 (5) ดังนั้น ในการพิจารณาว่าคำฟ้องเคลือบคลุมหรือไม่ จึงต้องพิจารณาจากข้อเท็จจริงเท่าที่โจทก์บรรยายไว้แล้วในคำฟ้องเท่านั้น โดยเทียบเคียงบทบัญญัติตามมาตราในกฎหมายที่โจทก์มีคำขอให้ลงโทษจำเลยว่าโจทก์บรรยายฟ้องถึงข้อเท็จจริงอันเป็นองค์ประกอบของความผิดที่บัญญัติไว้ในมาตราเหล่านั้นหรือไม่ โดยไม่ต้องพิจารณาว่าในชั้นไต่สวนมูลฟ้องโจทก์ได้นำสืบข้อเท็จจริงว่าอย่างไร ครบองค์ประกอบของความผิดนั้นหรือไม่ เพราะคำฟ้องต้องชอบด้วยกฎหมายที่ศาลจะรับไว้พิจารณาพิพากษาต่อไปได้เสียก่อน การที่โจทก์จะอุทธรณ์จึงต้องอุทธรณ์เพื่อโต้แย้งคำพิพากษาศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางว่า เมื่อพิจารณาจากการบรรยายฟ้องแล้ว โจทก์เห็นว่าคำบรรยายฟ้องนั้นชอบด้วยกฎหมายในส่วนนี้แล้วอย่างไร คำวินิจฉัยของศาลขัดหรือคลาดเคลื่อนกับที่โจทก์บรรยายฟ้องไว้อย่างไร เพื่อให้เห็นได้ว่าศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางวินิจฉัยปัญหาข้อกฎหมายนี้ไม่ชอบด้วยกฎหมายอย่างไร เมื่อโจทก์เพียงแต่อุทธรณ์โดยยกเอาข้อเท็จจริงตามคำเบิกความชั้นไต่สวนมูลฟ้องของพยานโจทก์มากล่าวอ้างว่าได้เบิกความไว้ว่าอย่างไร แล้วสรุปว่าคำบรรยายฟ้องของโจทก์แจ้งชัดแล้ว จึงไม่ใช่การอุทธรณ์ในข้อกฎหมายเพื่อโต้แย้งข้อวินิจฉัยในคำพิพากษาศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลาง อุทธรณ์ของโจทก์ดังกล่าวเป็นอุทธรณ์ที่ไม่ชัดแจ้งไม่ชอบด้วยพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศและวิธีพิจารณาคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศ พ.ศ.2539 มาตรา 38 ประกอบประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 15 และประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 225 วรรคหนึ่ง ศาลฎีกาแผนกคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศไม่รับวินิจฉัยอุทธรณ์ข้อนี้ของโจทก์

สำหรับข้อหาความผิดตามพระราชบัญญัติความลับทางการค้า พ.ศ.2545 มาตรา 33 และมาตรา 35 นั้น ก่อนจะวินิจฉัยอุทธรณ์ของโจทก์ว่า คดีของโจทก์มีมูลสำหรับข้อหาความผิดดังกล่าวหรือไม่ ศาลฎีกาแผนกคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศเห็นสมควรวินิจฉัยในปัญหาข้อกฎหมายเสียก่อนว่า คำฟ้องที่โจทก์บรรยายสำหรับข้อหาความผิดดังกล่าวเป็นคำฟ้องที่ชอบด้วยพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศและวิธีพิจารณาคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศ พ.ศ.2539 มาตรา 26 ประกอบประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 158 (5) หรือไม่ เห็นว่า ข้อมูลที่จะเป็นความลับทางการค้าตามพระราชบัญญัติความลับทางการค้า พ.ศ.2545 มาตรา 3 ต้องเป็นข้อมูลการค้า แต่ตามฟ้องโจทก์ก็มิได้ระบุว่าข้อมูลเกี่ยวกับที่ตั้งโรงไฟฟ้า สถานที่ติดตั้งเครื่องกำเนิดไฟฟ้า แผนผังของโรงไฟฟ้าและข้อมูลอื่น ๆ ที่โจทก์ศึกษาเป็นข้อมูลการค้า โจทก์มิได้ระบุในฟ้องว่าข้อมูลในการผลิตกระแสไฟฟ้าโดยใช้พลังงานลมเป็นต้นกำลังเกี่ยวกับเรื่องใดที่โจทก์ซึ่งอ้างว่าเป็นผู้ควบคุมความลับทางการค้าเก็บไว้เป็นความลับแม้โจทก์จะไม่ต้องระบุถึงรายละเอียดของข้อมูลที่เก็บเป็นความลับนั้น โจทก์ก็ต้องระบุในฟ้องว่าเป็นข้อมูลเกี่ยวกับเรื่องใดและใช้มาตรการใดที่เหมาะสมเพื่อรักษาข้อมูลนั้นไว้เป็นความลับ แต่โจทก์หาได้ระบุถึงข้อเท็จจริงดังกล่าวไว้ในฟ้องไม่ ทั้งโจทก์มิได้ระบุในฟ้องว่าข้อมูลที่โจทก์เก็บเป็นความลับเป็นข้อมูลที่มีประโยชน์ในเชิงพาณิชย์เนื่องจากการเป็นความลับนั้นอย่างไร รวมทั้งการกระทำที่จะเป็นความผิดตามพระราชบัญญัติความลับทางการค้า พ.ศ.2545 มาตรา 33 โจทก์ต้องระบุในฟ้องว่า จำเลยทั้งห้าเปิดเผยความลับทางการค้าของโจทก์เรื่องใดให้เป็นที่ล่วงรู้โดยทั่วไปในประการที่ทำให้ความลับทางการค้านั้นสิ้นสภาพการเป็นความลับทางการค้าโดยเจตนากลั่นแกล้งให้โจทก์ผู้ควบคุมความลับทางการค้าได้รับความเสียหายในการประกอบธุรกิจด้วยการโฆษณาด้วยเอกสาร การกระจายเสียง หรือการแพร่ภาพ หรือการเปิดเผยด้วยวิธีอื่นใด แต่โจทก์ก็หาได้บรรยายฟ้องถึงข้อเท็จจริงอันเป็นองค์ประกอบของความผิดตามมาตรา 33 ดังกล่าวไม่ นอกจากนี้โจทก์ก็มิได้บรรยายฟ้องถึงข้อเท็จจริงอันเป็นองค์ประกอบของความผิดตามมาตรา 35 แห่งพระราชบัญญัติความลับทางการค้า พ.ศ.2545 ว่าจำเลยทั้งห้าได้เปิดเผยข้อเท็จจริงใดเกี่ยวกับกิจการของโจทก์ซึ่งเป็นผู้ควบคุมความลับทางการค้าอันเป็นข้อเท็จจริงที่ตามปกติวิสัยจะพึงสงวนไว้ไม่เปิดเผย ซึ่งจำเลยทั้งห้าได้มาหรือล่วงรู้เนื่องจากการปฏิบัติการใดตามพระราชบัญญัตินี้ โจทก์คงบรรยายฟ้องแต่เพียงว่า จำเลยทั้งห้าร่วมกันเปิดเผย เอาไป หรือใช้ซึ่งความลับทางการค้าในเอกสารประกอบคำร้องขอเสนอขายไฟฟ้าในโครงการหาดกังหัน 1 หาดกังหัน 2 และหาดกังหัน 3 ของโจทก์โดยไม่ได้รับความยินยอมจากโจทก์อันมีลักษณะขัดต่อแนวทางปฏิบัติในเชิงพาณิชย์ที่สุจริตต่อกัน ทั้งนี้จำเลยทั้งห้ามีเหตุอันควรจะได้รู้ว่าการกระทำดังกล่าวเป็นการกระทำที่ขัดต่อแนวทางเช่นว่านั้นโดยนำไปทำเป็นเอกสารประกอบของคำร้องขอเสนอขายไฟฟ้าแก่การไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทยของจำเลยที่ 1 แม้โจทก์จะบรรยายฟ้องด้วยว่า จำเลยที่ 2 เคยเป็นกรรมการและกรรมการบริหารของโจทก์ และจำเลยที่ 3 เคยเป็นผู้บริหารระดับสูงของโจทก์ จำเลยที่ 2 และที่ 3 จึงทราบข้อมูลอันเป็นความลับทางการค้าทั้งหมดตามคำร้องขอเสนอขายไฟฟ้าและเอกสารประกอบในคำร้องขอเสนอขายไฟฟ้าในโครงการหาดกังหัน 2 ของโจทก์เป็นอย่างดีและสามารถเข้าถึงข้อมูลดังกล่าวได้ก็ตาม แต่ก็เป็นการบรรยายฟ้องอ้างว่าจำเลยที่ 2 และที่ 3 ละเมิดสิทธิในความลับทางการค้าของโจทก์ในทางแพ่งตามที่บัญญัติไว้ในมาตรา 6 แห่งพระราชบัญญัติความลับทางการค้า พ.ศ.2545 เท่านั้น มิใช่การบรรยายฟ้องถึงข้อเท็จจริงอันเป็นองค์ประกอบของความผิดตามมาตรา 33 และมาตรา 35 แห่งพระราชบัญญัติดังกล่าว ที่โจทก์ขอให้ลงโทษจำเลยทั้งห้าแต่อย่างใด ดังนี้ ที่โจทก์บรรยายฟ้องมาดังกล่าวจึงเป็นการบรรยายฟ้องที่ขาดข้อเท็จจริงอันเป็นองค์ประกอบของความผิดตามมาตรา 33 และมาตรา 35 แห่งพระราชบัญญัติความลับทางการค้า พ.ศ.2545 คำฟ้องของโจทก์ในข้อหาความผิดตามพระราชบัญญัติความลับทางการค้า พ.ศ.2545 มาตรา 33 และมาตรา 35 จึงเป็นคำฟ้องที่ไม่ชอบด้วยพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศและวิธีพิจารณาคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศ พ.ศ.2539 มาตรา 26 ประกอบประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 158 (5) เช่นกัน แม้ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางจะมิได้วินิจฉัยปัญหานี้ไว้ แต่ปัญหานี้เป็นปัญหาข้อกฎหมายที่เกี่ยวกับความสงบเรียบร้อย ศาลฎีกาแผนกคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศมีอำนาจยกขึ้นวินิจฉัยได้ ตามพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศและวิธีพิจารณาคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศ พ.ศ.2539 มาตรา 45 ประกอบประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 195 วรรคสอง เมื่อได้วินิจฉัยดังนี้แล้ว จึงเป็นอันไม่จำต้องวินิจฉัยอุทธรณ์ของโจทก์เกี่ยวกับข้อหาความผิดตามพระราชบัญญัติความลับทางการค้า พ.ศ.2545 มาตรา 33 และมาตรา 35 ว่ามีมูลหรือไม่อีกต่อไป เพราะไม่ทำให้ผลแห่งคดีเปลี่ยนแปลง

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.อ. ม. 158 (5)
พ.ร.บ.ความลับทางการค้า พ.ศ.2545 ม. 6 ม. 33 ม. 35
พ.ร.บ.จัดตั้งศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศและวิธีพิจารณาคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศ พ.ศ.2539 ม. 26
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — บริษัทพลังงานบริสุทธิ์ จำกัด (มหาชน)
จำเลย — บริษัทฟาร์ม เอ็นเนอร์ยี่ จำกัด กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลาง — นางสาวสุจินต์ เจนพาณิชพงศ์
ชื่อองค์คณะ
ปริญญา ดีผดุง
นวลน้อย ผลทวี
ธัชพันธ์ ประพุทธนิติสาร
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 16559/2557
#579628
เปิดฉบับเต็ม

เมื่อเปรียบเทียบเครื่องหมายการค้า ของจำเลยที่ 3 กับเครื่องหมายการค้า และ ของโจทก์ แม้รูปคชหงส์จะเป็นรูปลายไทยมีรายละเอียดแตกต่างกับรูปไก่ชน แต่ลักษณะจัดวางรูปคชหงส์และรูปไก่ชนให้ยืนหันหน้าเข้าหากันโดยมีตัวอักษรโรมันอยู่ด้านบนเหมือนกัน ทำให้ภาพรวมของเครื่องหมายการค้าคล้ายกัน ประกอบกับตัวอักษรโรมันด้านบนเครื่องหมายการค้าของโจทก์เรียกขานได้ว่า ลำปำ จันทรา และลำปำ ตามลำดับ ส่วนตัวอักษรโรมันประดิษฐ์ด้านบนเครื่องหมายการค้าของจำเลยที่ 3 แม้ตามสำเนาคำขอจดทะเบียนเครื่องหมายการค้าระบุว่า อ่านไม่ได้ แปลไม่ได้ แต่ก็เห็นได้ว่าเป็นตัวอักษรโรมันที่ประดิษฐ์จากคำว่า LAMPAM ซึ่งเรียกขานได้ว่า ลำปำ เหมือนกัน เครื่องหมายการค้าของจำเลยที่ 3 จึงคล้ายกับของโจทก์จนอาจทำให้สาธารณชนสับสนหรือหลงผิดในความเป็นเจ้าของของสินค้าหรือแหล่งกำเนิดของสินค้า เมื่อเครื่องหมายการค้าของโจทก์เป็นเครื่องหมายมีชื่อเสียงแพร่หลายทั่วไป เครื่องหมายการค้าของจำเลยที่ 3 จึงต้องห้ามมิให้รับจดทะเบียนสำหรับสินค้าทุกจำพวก

แม้จำเลยที่ 3 ยื่นคำขอจดทะเบียนเครื่องหมายการค้าเจตนาเลียนเครื่องหมายการค้าของโจทก์ แต่รูปคชหงส์เป็นรูปของสัตว์ซึ่งไม่มีอยู่จริง โดยจำเลยที่ 3 อ้างว่านำลักษณะเด่นของหงส์ ช้าง และสิงโต มารวมกันแล้วเขียนขึ้นใหม่ในลักษณะรูปลายไทย รูปคชหงส์จึงเป็นรูปที่จำเลยที่ 3 สร้างสรรค์ขึ้นใหม่ให้มีความแตกต่างกับรูปไก่ชน ไม่ได้เกิดจากการนำรูปไก่ชนมาดัดแปลง ลำพังการจัดองค์ประกอบของรูปให้มีคชหงส์สองตัวหันหน้าเข้าหากันซึ่งบุคคลทั่วไปก็สามารถทำได้ไม่ใช่การทำซ้ำ ข้อเท็จจริงฟังได้ว่า จำเลยที่ 3 ทำหรือก่อให้เกิดงานโดยได้ใช้ความวิริยะอุตสาหะในการสร้างสรรค์ จึงไม่ได้ละเมิดลิขสิทธิ์งานศิลปกรรมรูปไก่ชนสองตัวหันหน้าหากันของโจทก์

แม้ข้อเท็จจริงฟังได้ว่า เครื่องหมายการค้าของจำเลยที่ 3 คล้ายกับเครื่องหมายการค้าของโจทก์ แต่การที่จำเลยที่ 3 สร้างสรรค์รูปคชหงส์แล้วนำไปยื่นคำขอจดทะเบียนเครื่องหมายการค้า และจำเลยทั้งสามจำหน่ายสินค้าโดยใช้เครื่องหมายการค้าที่ได้รับการจดทะเบียน ทั้งการโฆษณาก็ระบุเครื่องหมายการค้าพร้อมที่มาของการออกแบบรูปคชหงส์เป็นเครื่องหมายการค้าใหม่ จำเลยทั้งสามไม่มีเจตนาลวงขายสินค้า ไม่เป็นละเมิดต่อโจทก์

การสั่งให้คู่ความฝ่ายใดรับผิดชั้นที่สุดสำหรับค่าฤชาธรรมเนียมจำนวนมากน้อยเพียงใดนั้น เป็นดุลพินิจของศาล การที่โจทก์ฟ้องจำเลยทั้งสามโดยไม่ได้ฟ้องผู้ละเมิดเครื่องหมายการค้าของโจทก์รายอื่นด้วยไม่ใช่เป็นการใช้สิทธิโดยไม่สุจริต

ที่โจทก์อุทธรณ์ขอให้จำเลยทั้งสามยุติการจำหน่ายสินค้าที่ใช้ภาคส่วนอักษรโรมันคำว่า LAMPAM รูป รอยประดิษฐ์ และเครื่องหมายการค้าหงส์คู่ หรือเครื่องหมายการค้าอื่นใดที่เหมือนหรือคล้ายนั้น เมื่อข้อเท็จจริงฟังได้ว่า เครื่องหมายการค้าของจำเลยที่ 3 คล้ายกับเครื่องหมายการค้าของโจทก์ซึ่งเป็นเครื่องหมายมีชื่อเสียงแพร่หลายทั่วไปจนอาจทำให้สาธารณชนสับสนหรือหลงผิดในความเป็นเจ้าของของสินค้าหรือแหล่งกำเนิดของสินค้า ศาลย่อมมีอำนาจบังคับให้ตามคำขอ

ที่โจทก์อุทธรณ์ให้จำเลยทั้งสามยุติการใช้และผลิตสินค้าที่ใช้ภาคส่วนอักษรโรมัน คำว่า LAMPAM รูป รอยประดิษฐ์ และเครื่องหมายการค้าหงส์คู่ หรือเครื่องหมายการค้าอื่นใดที่เหมือนหรือคล้ายนั้น เมื่อพิพากษาให้เพิกถอนการจดทะเบียนเครื่องหมายการค้าของจำเลยที่ 3 แล้ว จำเลยทั้งสามย่อมไม่มีสิทธิใช้เครื่องหมายการค้านั้นอีกต่อไป คำขอดังกล่าวมุ่งบังคับการกระทำในอนาคตซึ่งครอบคลุมถึงการกระทำของจำเลยทั้งสามที่เกินไปกว่าที่ปรากฏในคดีนี้ ที่ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางยกคำขอของโจทก์ส่วนนี้ชอบแล้ว

ที่ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางพิพากษาให้เพิกถอนคำขอจดทะเบียนเครื่องหมายการค้าโดยจำเลยที่ 3 ไม่ต้องขอถอนคำขอจดทะเบียนเครื่องหมายการค้านั้น ไม่ถูกต้อง เมื่อการยื่นคำขอจดทะเบียนเครื่องหมายการค้าเป็นการโต้แย้งสิทธิต่อโจทก์ จึงชอบที่จะบังคับให้จำเลยที่ 3 ถอนคำขอจดทะเบียนเครื่องหมายการค้า หากจำเลยที่ 3 ไม่ปฏิบัติก็ชอบที่จะใช้คำพิพากษาแทนการแสดงเจตนาถอนคำขอจดทะเบียนเครื่องหมายการค้าของจำเลยที่ 3

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องและแก้ไขคำฟ้องขอให้บังคับจำเลยทั้งสามร่วมกันหรือแทนกันใช้เงินจำนวน 15,400,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับถัดจากวันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ ให้เพิกถอนเครื่องหมายการค้าคำขอเลขที่ 625538 ทะเบียนเลขที่ ค257294 คำขอเลขที่ 625539 ทะเบียนเลขที่ ค257295 คำขอเลขที่ 625536 ทะเบียนเลขที่ ค258217 คำขอเลขที่ 625540 ทะเบียนเลขที่ ค258234 คำขอเลขที่ 674891 ทะเบียนเลขที่ ค290078 เพิกถอนคำขอจดทะเบียนเครื่องหมายการค้าเลขที่ 625542 และเลขที่ 624127 ออกจากทะเบียนและสารบบเครื่องหมายการค้า กรมทรัพย์สินทางปัญญา และเพิกถอนคำขอแจ้งข้อมูลลิขสิทธิ์เลขคำขอ ลข. 150812 ถึง ลข. 150814 ซึ่งเป็นทะเบียนข้อมูลเลขที่ ศ3.485 และ ศ5.1935 ออกจากทะเบียนและสารบบข้อมูลลิขสิทธิ์ กรมทรัพย์สินทางปัญญา หากไม่ปฏิบัติตามให้ถือเอาคำพิพากษาแทนการแสดงเจตนาของจำเลยที่ 3 กับห้ามจำเลยทั้งสามใช้หรือยุ่งเกี่ยวกับรูปแบบภาคส่วนคำและรูปรอยประดิษฐ์ที่มีลักษณะเหมือนหรือคล้ายกับรูปประดิษฐ์ของโจทก์ ให้จำเลยทั้งสามยุติการใช้ ผลิต และจำหน่ายสินค้าที่ใช้ภาคส่วนอักษรโรมัน คำว่า LAMPAM รูป รอยประดิษฐ์ และเครื่องหมายการค้าหงส์คู่หรือเครื่องหมายการค้าอื่นใดที่เหมือนหรือคล้ายกับเครื่องหมายดังกล่าว กับทั้งให้เรียกคืนสินค้าของจำเลยทั้งสามจากท้องตลาดด้วยค่าใช้จ่ายของจำเลยทั้งสามเองเพื่อทำลาย ให้จำเลยทั้งสามร่วมกันหรือแทนกันใช้ค่าเสียหายเดือนละ 50,000 บาท นับถัดจากวันฟ้องจนกว่าจะหยุดจำหน่ายสินค้าที่ใช้ภาคส่วนคำ รูป รอยประดิษฐ์ และเครื่องหมายการค้า

จำเลยทั้งสามให้การขอให้ยกฟ้อง

ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางพิพากษาให้เพิกถอนเครื่องหมายการค้าคำขอเลขที่ 625538 ทะเบียนเลขที่ ค257294 คำขอเลขที่ 625539 ทะเบียนเลขที่ ค257295 คำขอเลขที่ 625536 ทะเบียนเลขที่ ค258217 คำขอเลขที่ 625540 ทะเบียนเลขที่ ค258234 คำขอเลขที่ 674891 ทะเบียนเลขที่ ค290078 คำขอเลขที่ 625542 และคำขอเลขที่ 624127 กับให้จำเลยทั้งสามร่วมกันใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ โดยกำหนดค่าทนายความ 20,000 บาท คำขออื่นให้ยก

โจทก์และจำเลยทั้งสามอุทธรณ์ต่อศาลฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงเบื้องต้นที่คู่ความไม่โต้เถียงกันในชั้นนี้รับฟังว่า โจทก์และจำเลยที่ 1 เป็นนิติบุคคลประเภทบริษัทจำกัด จำเลยที่ 2 เป็นกรรมการผู้มีอำนาจกระทำการแทนจำเลยที่ 1 จำเลยที่ 3 เป็นผู้ถือหุ้นของจำเลยที่ 1 โจทก์เป็นเจ้าของเครื่องหมายการค้า และเครื่องหมายการค้าที่คล้ายกับเครื่องหมายการค้าดังกล่าวอีกหลายเครื่องหมายสำหรับสินค้าจำพวก 5, 14, 16 ถึง 18, 20, 21, 25 และ 31 โจทก์เป็นเจ้าของลิขสิทธิ์งานสร้างสรรค์ศิลปกรรม (ภาพวาด) ไก่ชนน้ำเงินแดง จำเลยที่ 3 เคยเป็นผู้ถือหุ้นของโจทก์ เมื่อออกจากบริษัทโจทก์ จำเลยที่ 3 จัดตั้งบริษัทสมาร์ท ไฟท์ติ้ง จำกัด จำหน่ายสินค้าประเภทเดียวกับโจทก์โดยใช้เครื่องหมายการค้ารูปไก่ชนสองตัวหันหน้าชนกัน ต่อมาจำเลยที่ 2 และที่ 3 จัดตั้งบริษัทลำปำ แล็บบอราทอรี จำกัด จำหน่ายผลิตภัณฑ์เสริมอาหารสำหรับไก่ชนโดยใช้เครื่องหมายการค้าที่มีคำว่า LAMPAM และรูปไก่ชนสองตัวหันหน้าชนกัน ห้างหุ้นส่วนจำกัด จันทรา ซัพพลาย ซึ่งเป็นห้างในเครือของโจทก์ฟ้องบริษัทลำปำ แล็บบอราทอรี จำกัด กับจำเลยที่ 2 และที่ 3 เป็นคดีแพ่งหมายเลขแดงที่ ทป.112/2549 ของศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางและคู่ความทำสัญญาประนีประนอมยอมความโดยฝ่ายจำเลยตกลงไม่ใช้เครื่องหมายการค้ารูปไก่ชนสองตัวหันหน้าชนกัน แต่ไม่ห้ามใช้คำว่า ลำปำ (LAMPAM) จำเลยที่ 2 และที่ 3 จัดตั้งบริษัทจำเลยที่ 1 จำเลยที่ 3 ได้รับการจดทะเบียนเครื่องหมายการค้า สำหรับสินค้าจำพวก 18, 20, 16, 22 และ 5 เป็นทะเบียนเครื่องหมายการค้าเลขที่ ค257294 ค257295 ค258217 ค258234 และ ค290078 ตามลำดับ และยื่นคำขอจดทะเบียนเครื่องหมายการค้า สำหรับสินค้าจำพวก 31 เป็นคำขอเลขที่ 625542 และ 624127 จำเลยที่ 3 แจ้งข้อมูลลิขสิทธิ์ภาพพิมพ์คชหงส์ ตามสำเนาคำขอแจ้งข้อมูลลิขสิทธิ์และหนังสือรับรองการแจ้งข้อมูลลิขสิทธิ์

มีปัญหาที่ต้องวินิจฉัยข้อแรกตามอุทธรณ์ของจำเลยทั้งสามว่า เครื่องหมายการค้าของจำเลยที่ 3 คล้ายกับเครื่องหมายการค้าของโจทก์จนอาจทำให้สาธารณชนสับสนหรือหลงผิดในความเป็นเจ้าของของสินค้าหรือแหล่งกำเนิดของสินค้าหรือไม่ เห็นว่า เมื่อเปรียบเทียบเครื่องหมายการค้า ของจำเลยที่ 3 และเครื่องหมายการค้า และ ของโจทก์ แม้รูปคชหงส์จะเป็นรูปลายไทยมีรายละเอียดแตกต่างกับรูปไก่ชน แต่ลักษณะจัดวางรูปคชหงส์และรูปไก่ชนให้ยืนหันหน้าเข้าหากันโดยมีตัวอักษรโรมันอยู่ด้านบนเหมือนกัน ทำให้ภาพรวมของเครื่องหมายการค้าคล้ายกัน ประกอบกับตัวอักษรโรมันด้านบนเครื่องหมายการค้าของโจทก์เรียกขานได้ว่า ลำปำ จันทรา และลำปำ ตามลำดับ ส่วนตัวอักษรโรมันประดิษฐ์ด้านบนเครื่องหมายการค้าของจำเลยที่ 3 แม้ตามสำเนาคำขอจดทะเบียนเครื่องหมายการค้า จะระบุว่า อ่านไม่ได้ แปลไม่ได้ แต่ก็เห็นได้ว่าเป็นตัวอักษรโรมันที่ประดิษฐ์จากคำว่า LAMPAM ซึ่งเรียกขานได้ว่า ลำปำ เหมือนกัน ตรงตามที่จำเลยทั้งสามให้การว่า คิดตัวอักษรโรมันประดิษฐ์คำว่า LAMPAM มาใช้เป็นเครื่องหมายการค้าและนายสุรพลพยานจำเลยทั้งสามเบิกความว่า ลูกค้าเรียกสินค้าของฝ่ายจำเลยว่า ลำปำณัฐวุฒิ ดังนั้นเมื่อภาพรวมของเครื่องหมายการค้าในการสังเกตจดจำคล้ายกันและเสียงเรียกขานเหมือนกัน จึงมีเหตุที่อาจทำให้สาธารณชนสับสนหรือหลงผิดในความเป็นเจ้าของของสินค้าแหล่งกำเนิดของสินค้าและเมื่อข้อเท็จจริงฟังได้ว่า โจทก์ใช้เครื่องหมายการค้า และ มานานแล้ว ประกอบโจทก์นำสืบว่า โจทก์โฆษณาประชาสัมพันธ์เผยแพร่เครื่องหมายการค้าของโจทก์ในเว็บไซต์ ww.lampamfarm.com นิตยสารเซียนไก่ชน หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ นิตยสารสื่อปศุสัตว์และหนังสือไก่ชนคนดัง ซึ่งมีข้อความว่า โจทก์ใช้เครื่องหมายการค้ามานานกว่า 20 ปี และรายชื่อลูกค้าและตัวแทน พยานหลักฐานของโจทก์ดังกล่าวจึงแสดงให้เห็นว่า สินค้าของโจทก์มีการจำหน่ายหรือมีการใช้หรือมีการโฆษณา หรือได้มีการใช้เครื่องหมายโดยวิธีใด ๆ อย่างแพร่หลายตามปกติโดยสุจริตจนทำให้สาธารณชนในสาขาที่เกี่ยวข้องในประเทศไทยรู้จักเป็นอย่างดีและมีชื่อเสียงเป็นที่ยอมรับในหมู่ผู้บริโภค เครื่องหมายการค้าของโจทก์จึงเป็นเครื่องหมายมีชื่อเสียงแพร่หลายทั่วไป เครื่องหมายการค้าของจำเลยที่ 3 จึงต้องห้ามมิให้รับจดทะเบียนสำหรับสินค้าทุกจำพวก อุทธรณ์ข้อนี้ของจำเลยทั้งสามฟังไม่ขึ้น

มีปัญหาที่ต้องวินิจฉัยข้อต่อไปตามอุทธรณ์ของโจทก์ว่า จำเลยทั้งสามละเมิดลิขสิทธิ์โจทก์ในงานศิลปกรรมรูปไก่ชนสองตัวหันหน้าหากันหรือไม่ เห็นว่า แม้ข้อเท็จจริงจะฟังได้ว่า หลังจากจำเลยที่ 2 และที่ 3 ทำสัญญาประนีประนอมยอมความว่าจะไม่ใช้เครื่องหมายการค้ารูปไก่ชนสองตัวหันหน้าชนกันแล้ว จำเลยที่ 3 ยื่นคำขอจดทะเบียนเครื่องหมายการค้า ซึ่งแสดงให้เห็นได้อย่างชัดเจนว่า จำเลยที่ 3 เจตนาออกแบบเครื่องหมายการค้าเลียนเครื่องหมายการค้าของโจทก์ แต่รูปคชหงส์เป็นรูปของสัตว์ซึ่งไม่มีอยู่จริงตามธรรมชาติโดยจำเลยที่ 3 อ้างว่า นำลักษณะเด่นของหงส์ ช้าง และสิงโต มารวมกันแล้วเขียนขึ้นใหม่ในลักษณะรูปลายไทย รูปคชหงส์จึงเป็นรูปที่จำเลยที่ 3 สร้างสรรค์ขึ้นใหม่ให้มีความแตกต่างกับรูปไก่ชน รูปคชหงส์ไม่ได้เกิดจากการนำรูปไก่ชนมาดัดแปลง ลำพังการจัดองค์ประกอบของรูปให้มีคชหงส์สองตัวหันหน้าเข้าหากันซึ่งบุคคลทั่วไปก็สามารถทำได้ไม่ใช่การทำซ้ำ ข้อเท็จจริงฟังได้ว่าจำเลยที่ 3 ทำหรือก่อให้เกิดงานโดยได้ใช้ความวิริยะอุตสาหะในการสร้างสรรค์ จำเลยทั้งสามจึงไม่ได้ละเมิดลิขสิทธิ์งานศิลปกรรมรูปไก่ชนสองตัวหันหน้าหากันของโจทก์ อุทธรณ์ข้อนี้ของโจทก์ฟังไม่ขึ้น

มีปัญหาที่ต้องวินิจฉัยข้อต่อไปตามอุทธรณ์ของโจทก์ว่า จำเลยทั้งสามต้องร่วมกันชำระค่าสินไหมทดแทนแก่โจทก์หรือไม่ เพียงใด ที่โจทก์อุทธรณ์ว่า จำเลยทั้งสามนำสินค้าของจำเลยทั้งสามไปลวงขายว่า เป็นสินค้าของโจทก์อันถือเป็นการกระทำละเมิดต่อโจทก์นั้น เห็นว่า แม้ข้อเท็จจริงฟังได้ว่าเครื่องหมายการค้าของจำเลยที่ 3 คล้ายกับเครื่องหมายการค้าของโจทก์จนอาจทำให้สาธารณชนสับสนหรือหลงผิดในความเป็นเจ้าของของสินค้าหรือแหล่งกำเนิดของสินค้า แต่การที่จำเลยที่ 3 สร้างสรรค์รูปคชหงส์แล้วนำไปยื่นคำขอจดทะเบียนเครื่องหมายการค้าและได้รับทะเบียนเลขที่ ค257294 ค257295 ค258217 ค258234 และ ค290078 และจำเลยทั้งสามจำหน่ายสินค้าโดยใช้เครื่องหมายการค้าที่ได้รับการจดทะเบียน ทั้งการโฆษณาสินค้าของจำเลยที่ 1 ก็ระบุเครื่องหมายการค้า พร้อมที่มาของการออกแบบรูปคชหงส์เป็นเครื่องหมายการค้าใหม่ จึงฟังได้ว่าจำเลยทั้งสามไม่มีเจตนาที่จะลวงขายสินค้าของจำเลยทั้งสามให้สาธารณชนเข้าใจว่าเป็นสินค้าของโจทก์ จำเลยทั้งสามมิได้กระทำละเมิดต่อโจทก์ จำเลยทั้งสามจึงไม่ต้องรับผิดชำระค่าสินไหมทดแทนแก่โจทก์ อุทธรณ์ข้อนี้ของโจทก์ฟังไม่ขึ้น

มีปัญหาที่ต้องวินิจฉัยข้อสุดท้ายตามอุทธรณ์ของจำเลยทั้งสามว่า ที่ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางมีคำพิพากษาให้จำเลยทั้งสามใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์เป็นการชอบด้วยกฎหมายหรือไม่ เห็นว่า ตามพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศและวิธีพิจารณาคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศ พ.ศ.2539 มาตรา 26 ประกอบประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 161 บัญญัติให้คู่ความฝ่ายที่แพ้คดีเป็นผู้รับผิดในชั้นที่สุดสำหรับค่าฤชาธรรมเนียมทั้งปวง แต่ไม่ว่าคู่ความฝ่ายใดจะชนะคดีเต็มตามข้อหาหรือแต่บางส่วน ศาลมีอำนาจที่จะพิพากษาให้คู่ความฝ่ายที่ชนะคดีนั้นรับผิดในค่าฤชาธรรมเนียมทั้งปวง หรือให้คู่ความแต่ละฝ่ายรับผิดในค่าฤชาธรรมเนียมส่วนของตนหรือตามส่วนแห่งค่าฤชาธรรมเนียมซึ่งคู่ความทั้งสองฝ่ายได้เสียไปก่อนได้ตามที่ศาลจะใช้ดุลพินิจ โดยคำนึงถึงเหตุสมควรและความสุจริตในการดำเนินคดี ดังนั้นการสั่งให้คู่ความฝ่ายใดรับผิดชั้นที่สุดสำหรับค่าฤชาธรรมเนียมจำนวนมากน้อยเพียงใดนั้น เป็นดุลพินิจของศาลและการที่โจทก์ฟ้องจำเลยทั้งสามโดยไม่ได้ฟ้องผู้ละเมิดเครื่องหมายการค้าของโจทก์รายอื่นด้วย ไม่ใช่เป็นการใช้สิทธิโดยไม่สุจริต ที่ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางพิพากษายกฟ้องในส่วนค่าเสียหายที่โจทก์เรียกจากจำเลยทั้งสาม แต่กำหนดให้จำเลยทั้งสามร่วมกันใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ จึงเป็นการใช้ดุลพินิจตามที่กฎหมายบัญญัติไว้ อุทธรณ์ข้อนี้ของจำเลยทั้งสามฟังไม่ขึ้น

ที่โจทก์อุทธรณ์ขอให้จำเลยทั้งสามยุติการจำหน่ายสินค้าที่ใช้ภาคส่วนอักษรโรมันคำว่า LAMPAM รูป รอยประดิษฐ์ และเครื่องหมายการค้าหงส์คู่หรือเครื่องหมายการค้าอื่นใดที่เหมือนหรือคล้ายกับเครื่องหมายดังกล่าวนั้น เห็นว่า เมื่อข้อเท็จจริงฟังได้ว่า เครื่องหมายการค้าของจำเลยที่ 3 คล้ายกับเครื่องหมายการค้าของโจทก์ซึ่งเป็นเครื่องหมายมีชื่อเสียงแพร่หลายทั่วไปจนอาจทำให้สาธารณชนสับสนหรือหลงผิดในความเป็นเจ้าของของสินค้าหรือแหล่งกำเนิดของสินค้า ศาลย่อมมีอำนาจบังคับให้ตามคำขอ และที่โจทก์อุทธรณ์ให้จำเลยทั้งสามยุติการใช้และผลิตสินค้าที่ใช้ภาคส่วนอักษรโรมัน คำว่า LAMPAM รูป รอยประดิษฐ์ และเครื่องหมายการค้าหงส์คู่หรือเครื่องหมายการค้าอื่นใดที่เหมือนหรือคล้ายกับเครื่องหมายดังกล่าวนั้น เห็นว่า เมื่อพิพากษาให้เพิกถอนการจดทะเบียนเครื่องหมายการค้าของจำเลยที่ 3 แล้ว จำเลยทั้งสามย่อมไม่มีสิทธิใช้เครื่องหมายการค้านั้นอีกต่อไปและคำขอดังกล่าวมุ่งบังคับการกระทำในอนาคตซึ่งครอบคลุมถึงการกระทำของจำเลยทั้งสามที่เกินไปกว่าที่ปรากฏในคดีนี้ ที่ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางให้ยกคำขอของโจทก์ในส่วนนี้จึงชอบแล้ว

อนึ่ง ที่ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางพิพากษาให้เพิกถอนคำขอจดทะเบียนเครื่องหมายการค้าเลขที่ 625542 และเลขที่ 624127 โดยจำเลยที่ 3 ไม่ต้องขอถอนคำขอจดทะเบียนเครื่องหมายการค้านั้น ไม่ถูกต้อง เมื่อการยื่นคำขอจดทะเบียนเครื่องหมายการค้าดังกล่าวเป็นการโต้แย้งสิทธิต่อโจทก์ จึงชอบที่จะบังคับให้จำเลยที่ 3 ถอนคำขอจดทะเบียนเครื่องหมายการค้าดังกล่าว โดยหากจำเลยที่ 3 ไม่ปฏิบัติก็ชอบที่จะใช้คำพิพากษาแทนการแสดงเจตนาถอนคำขอจดทะเบียนเครื่องหมายการค้าของจำเลยที่ 3

พิพากษาแก้เป็นว่า ให้จำเลยที่ 3 ถอนคำขอจดทะเบียนเครื่องหมายการค้าเลขที่ 625542 และเลขที่ 624127 ต่อนายทะเบียนเครื่องหมายการค้า หากไม่ปฏิบัติตามให้ถือคำพิพากษาแทนการแสดงเจตนาของจำเลยที่ 3 ให้จำเลยทั้งสามยุติการจำหน่ายสินค้าที่ใช้ภาคส่วนอักษรโรมันคำว่า LAMPAM รูป รอยประดิษฐ์ และเครื่องหมายการค้าหงส์คู่ หรือเครื่องหมายการค้าอื่นใดที่เหมือนหรือคล้ายกับเครื่องหมายดังกล่าวและให้เรียกคืนสินค้าของจำเลยทั้งสามจากท้องตลาด นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลาง ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.เครื่องหมายการค้า พ.ศ.2534 ม. 6 ม. 8 ม. 44
พ.ร.บ.ลิขสิทธิ์ พ.ศ.2537 ม. 8 ม. 15
ป.วิ.พ. ม. 161
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — บริษัทลำปำฟาร์ม จำกัด
จำเลย — บริษัทฟาร์มไก่ชนลำปำ จำกัด กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลาง — นายธนัชพันธ์ วิสิทธวงศ์
ชื่อองค์คณะ
สุวัฒน์ วรรธนะหทัย
นวลน้อย ผลทวี
ไมตรี สุเทพากุล
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 16533/2557
#579826
เปิดฉบับเต็ม

แม้ในรายงานการประชุม คณะกรรมการการเช่าที่ดินเพื่อเกษตรกรรม (คชก.) ตำบลหนามแดง ผู้ทำหน้าที่เลขา คชก. ตำบลหนามแดงได้สรุปมติที่ประชุมไม่ครบถ้วนโดยขาดข้อความที่มีการตกลงให้เช่านาต่อไปอีก 4 ปี อันเป็นเพียงการผิดพลาดโดยผิดหลง แต่เนื้อหาก็มีปรากฏชัดเจนในรายงานการประชุมอยู่แล้ว หาทำให้ข้อตกลงเป็นอันสิ้นผลแต่ประการใดไม่ เมื่อจำเลยนำค่าเช่าไปชำระแก่โจทก์ตามข้อตกลงในการประชุม คชก. ตำบลหนามแดง จำเลยจึงสามารถอยู่ทำนาในที่ดินของโจทก์ต่อไปได้อีก 4 ปี นับแต่วันประชุม คชก. ตำบลหนามแดง ในวันที่ 13 สิงหาคม 2552 โจทก์นำคดีมาฟ้องจำเลยในวันที่ 15 มิถุนายน 2555 ยังไม่พ้นระยะเวลา 4 ปี โจทก์จึงไม่มีอำนาจขับไล่จำเลยและเรียกค่าเสียหาย

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องและแก้ไขคำฟ้องขอให้บังคับจำเลยขนย้ายข้าวเปลือกที่หว่านในที่ดินที่เช่า ห้ามจำเลยและบริวารเกี่ยวข้องกับที่ดินของโจทก์ และให้จำเลยชำระค่าเสียหาย 416,000 บาท ต่อการทำนาแต่ละครั้ง นับถัดจากวันฟ้องจนกว่าจะออกจากที่ดินของโจทก์

จำเลยให้การขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยขนย้ายทรัพย์สินออกจากที่ดิน โฉนดเลขที่ 3830 ตำบลหนามแดง อำเภอเมืองฉะเชิงเทรา จังหวัดฉะเชิงเทรา แปลงที่ 38 ให้จำเลยชำระค่าเสียหายเดือนละ 100,000 บาท นับถัดจากวันที่ 15 มิถุนายน 2555 จนกว่าจำเลยจะออกจากที่ดินของโจทก์ กับให้จำเลยใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ โดยกำหนดค่าทนายความ 10,000 บาท ให้ยกคำขออื่น

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 2 พิพากษาแก้เป็นว่า ให้จำเลยชำระเงินแก่โจทก์ปีละ 22,000 บาท นับถัดจากวันที่ 15 มิถุนายน 2555 จนกว่าจำเลยจะออกจากที่ดินของโจทก์ นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ คืนค่าขึ้นศาลส่วนที่เกิน 8,120 บาท แก่จำเลย

จำเลยฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยว่า โจทก์มีอำนาจฟ้องขับไล่จำเลยและเรียกค่าเสียหายหรือไม่ เห็นว่า แม้โจทก์มีหนังสือถึงจำเลยและประธานคณะกรรมการการเช่าที่ดินเพื่อเกษตรกรรมหรือ คชก. ตำบลหนามแดง เพื่อขอเลิกการเช่านากับจำเลย แต่เมื่อพิจารณาจากรายงานการประชุมในหน้าที่ 3 ที่มีการบันทึกถ้อยคำของทนายความของโจทก์ว่า ได้มีการเจรจาต่อรองกับผู้เช่านาแล้ว ให้เช่าต่อไปได้แต่ต้องชำระค่าเช่าค้างเก่าให้ครบถ้วนภายใน 2 ปี และให้เช่านาไปอีก 4 ปี ส่วนข้อความต่อมาที่มีการบันทึกถ้อยคำของนายเกรียงศักดิ์ ประธาน คชก. ตำบลหนามแดง ที่ว่า ตามกฎหมายผู้ไม่ชำระค่าเช่านารวมกันเป็นเวลาสองปี จะถือว่าสิ้นสุดการเช่านา แต่ทางโจทก์สามารถให้มีการชำระและทำนากันต่อไปได้ ดังนั้น เมื่อจำเลยนำค่าเช่าไปชำระแก่โจทก์ในวันที่ 19 สิงหาคม และ วันที่ 21 ธันวาคม 2552 ตามหลักฐานใบสำคัญรับ ซึ่งโจทก์ยอมรับไว้ว่าเป็นค่าเช่าค้างเก่าและมิได้ปฏิเสธการชำระเงินดังกล่าวว่าไม่ถูกต้อง จึงต้องฟังว่าจำเลยชำระค่าเช่านารายนี้แล้วภายหลังจากที่มีการประชุม คชก. ตำบลหนามแดงแม้โจทก์อ้างว่าเป็นการให้ความอนุเคราะห์ตามที่มีการไกล่เกลี่ยของ คชก. ตำบลหนามแดงแต่ไม่เป็นการเช่านาต่อและจำเลยมีสิทธิอยู่ในที่ดินของโจทก์ตามสัญญาเช่าเดิมที่เริ่มตั้งแต่ปี 2549 ถึง 2554 และเมื่อครบกำหนดจำเลยไม่มีสิทธิอยู่ในที่ดินอีกต่อไป แต่เห็นว่าข้อความในรายงานการประชุม คชก. หน้าที่ 3 มีการตกลงให้ ผู้เช่าที่ค้างชำระค่าเช่าสามารถชำระค่าเช่าให้ครบถ้วนภายใน 2 ปี แล้วจะให้เช่านาไปอีก 4 ปี ซึ่งในข้อนี้จำเลยนำสืบว่าได้นำค่าเช่าไปชำระแก่โจทก์แล้วตามหลักฐานใบสำคัญรับนอกจากนี้นายเกรียงศักดิ์ ประธาน คชก. ตำบลหนามแดง พยานจำเลย เบิกความยืนยันว่า ที่ประชุมมีมติให้จำเลยทำนาในที่ดินอีก 4 ปี นับแต่ปี 2554 จึงเป็นหลักฐานยืนยันให้เห็นเด่นชัดว่ามีการตกลงให้ผู้เช่าที่ค้างชำระค่าเช่า สามารถนำค่าเช่ามาชำระภายใน 2 ปี แล้วสามารถอยู่ทำนาไปอีก 4 ปี แม้รายงานการประชุม คชก. ตำบลหนามแดง ผู้ทำหน้าที่เลขา คชก. ตำบลหนามแดง ได้สรุปมติที่ประชุมไม่ครบถ้วนโดยขาดข้อความที่มีการตกลงให้เช่านาไปอีก 4 ปี ก็เป็นเพียงผิดพลาดโดยผิดหลง แต่เนื้อหาดังกล่าวมีปรากฏชัดเจนในรายงานการประชุมอยู่แล้ว หาทำให้ข้อตกลงเป็นอันสิ้นสุดผลแต่ประการใดไม่ เมื่อจำเลยนำค่าเช่าไปชำระแก่โจทก์ตามข้อตกลงในการประชุม คชก. ตำบลหนามแดง จำเลยจึงสามารถอยู่ทำนาในที่ดินของโจทก์ได้อีก 4 ปี นับแต่วันประชุมคณะกรรมการการเช่าที่ดินเพื่อเกษตรกรรม (คชก.) ตำบลหนามแดง ในวันที่ 13 สิงหาคม 2552 เมื่อโจทก์นำคดีมาฟ้องจำเลยในวันที่ 15 มิถุนายน 2555 ยังไม่พ้นระยะเวลา 4 ปี โจทก์จึงไม่มีอำนาจฟ้องขับไล่จำเลยและเรียกค่าเสียหาย ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 2 พิพากษามานั้น ศาลฎีกาไม่เห็นพ้องด้วย ฎีกาของจำเลยฟังขึ้น

พิพากษากลับเป็นว่า ให้ยกฟ้องโจทก์ ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสามศาลให้เป็นพับ คืนค่าขึ้นศาลชั้นอุทธรณ์ส่วนที่เกิน 8,120 บาท แก่จำเลย
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.การเช่าที่ดินเพื่อเกษตรกรรม พ.ศ.2524 ม. 13 (2) ม. 34 ม. 35
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — มิสซังโรมันคาทอลิกกรุงเทพฯ
จำเลย — นางจันทร์เพ็ญ ชะอุ่ม
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดฉะเชิงเทรา — นางสาวเสาวภาคย์ วงศ์ไวทยากูร
ศาลอุทธรณ์ภาค 2 — นายสุรศักดิ์ สุวรรณประกร
ชื่อองค์คณะ
ประยูร ณ ระนอง
อุดม สิทธิวิรัชธรรม
ภาติยะ ดวงมณี
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา