คำพิพากษา คำสั่งคำร้องและคำวินิจฉัยศาลฎีกา

ทั้งหมด 133,243 รายการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 16251/2557
#575682
เปิดฉบับเต็ม

โจทก์บรรยายฟ้องว่า วันที่ 11 กรกฎาคม 2544 จำเลยที่ 1 ได้รับเงินโดยการโอนเข้าบัญชีของจำเลยที่ 2 ซึ่งเป็นภริยาเป็นค่ารับรอง ค่าเลี้ยงดู เป็นเงินจำนวน 100,000 บาท ทั้งนี้จำเลยที่ 1 ในฐานะที่เป็นผู้ควบคุมงานได้เสนอเรื่องให้ ช. พวกของจำเลยทั้งสองใช้อำนาจในฐานะที่เป็นประธานกรรมการตรวจการจ้างได้มีคำสั่งให้บริษัท ซ. หยุดงานในวันที่ 9 กรกฎาคม 2544 อ้างว่าเนื่องจากแนวส่งท่อน้ำมีปัญหาจะต้องมีการแก้ไขแบบในการก่อสร้าง แทนที่จะใช้อำนาจดังกล่าวมาตั้งแต่ก่อนผิดสัญญา โดยไม่ได้บรรยายฟ้องว่า จำเลยที่ 1 เป็นเจ้าพนักงานรับทรัพย์สินสำหรับตนเอง เพื่อกระทำการหรือไม่กระทำการอย่างใดในตำแหน่ง ไม่ว่าการนั้นจะชอบหรือมิชอบด้วยหน้าที่ ตาม ป.อ. มาตรา 149 ซึ่งองค์ประกอบความผิดเพื่อกระทำการหรือไม่กระทำการอย่างใดต้องเป็นเหตุการณ์ในอนาคต การที่ศาลล่างทั้งสองลงโทษจำเลยที่ 1 ในความผิดดังกล่าวจึงไม่ชอบ เพราะเป็นเรื่องที่มิได้กล่าวมาในฟ้อง ตาม ป.วิ.อ. มาตรา 192 วรรคหนึ่ง

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
คดีนี้ เดิมศาลชั้นต้นพิจารณาและพิพากษารวมกับคดีอาญาหมายเลขแดงที่ 8226/2555 ของศาลชั้นต้น แต่คดีสำนวนดังกล่าวยุติไปแล้วตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น คงขึ้นมาสู่ศาลฎีกาเฉพาะคดีนี้

โจทก์ฟ้องและแก้ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยทั้งสองตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83, 86, 149, 157 พระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริต พ.ศ.2542 มาตรา 103, 122

จำเลยทั้งสองให้การปฏิเสธ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยที่ 1 มีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 149 พระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริต พ.ศ.2542 มาตรา 103 วรรคหนึ่ง ประกอบมาตรา 122 วรรคหนึ่ง จำเลยที่ 2 มีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 149 ประกอบมาตรา 86 การกระทำของจำเลยที่ 1 เป็นกรรมเดียวเป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบท ให้ลงโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 149 ซึ่งเป็นกฎหมายบทที่มีโทษหนักที่สุดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 จำคุกจำเลยที่ 1 มีกำหนด 5 ปี จำคุกจำเลยที่ 2 มีกำหนด 3 ปี 4 เดือน ข้อหาอื่นให้ยก

จำเลยทั้งสองอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 7 พิพากษายืน

จำเลยทั้งสองฎีกาโดยผู้พิพากษาซึ่งพิจารณาและลงชื่อในคำพิพากษาศาลชั้นต้นอนุญาตให้ฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยทั้งสองว่า จำเลยทั้งสองกระทำความผิดตามคำพิพากษาศาลล่างทั้งสองหรือไม่ คดีคงเหลือแต่บริษัทซี.เอ.คอนสทรัคชั่น 1994 จำกัด ซึ่งเป็นบริษัทผู้รับจ้างได้จ่ายเงินให้แก่จำเลยที่ 1 โดยโอนเงินเข้าบัญชีของจำเลยที่ 2 ซึ่งเป็นภริยาเป็นค่ารับรอง ค่าเลี้ยงดู เป็นเงินจำนวน 100,000 บาท และเงินจำนวนดังกล่าวจำเลยที่ 1 ไม่มีสิทธิโดยชอบด้วยกฎหมายที่จะได้รับตามคำวินิจฉัยศาลล่างทั้งสอง เห็นว่า โจทก์บรรยายฟ้องว่า จำเลยที่ 1 ได้รับเงินโดยการโอนเข้าบัญชีของจำเลยที่ 2 จำนวน 100,000 บาท ทั้งนี้จำเลยที่ 1 ในฐานะที่เป็นผู้ควบคุมงานได้เสนอเรื่องให้นายชัยชนะ พวกของจำเลยทั้งสองใช้อำนาจในฐานะที่เป็นประธานกรรมการตรวจการจ้างได้มีคำสั่งให้บริษัทซี.เอ.คอนสทรัคชั่น 1994 จำกัด หยุดงานในวันที่ 9 กรกฎาคม 2544 อ้างว่าเนื่องจากแนวส่งท่อน้ำมีปัญหาจะต้องมีการแก้ไขแบบในการก่อสร้าง แทนที่จะใช้อำนาจดังกล่าวมาตั้งแต่ก่อนผิดสัญญา อันเป็นการกระทำการในตำแหน่งโดยมิชอบด้วยหน้าที่และเป็นการปฏิบัติหน้าที่โดยทุจริต ดังนี้ ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้องในความผิดฐานเป็นเจ้าพนักงานปฏิบัติหน้าที่โดยทุจริต ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 157 และโจทก์ไม่อุทธรณ์ โจทก์ไม่ได้บรรยายฟ้องว่า จำเลยที่ 1 เป็นเจ้าพนักงานรับทรัพย์สินสำหรับตนเอง เพื่อกระทำการหรือไม่กระทำการอย่างใดในตำแหน่งไม่ว่าการนั้นจะชอบหรือมิชอบด้วยหน้าที่ ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 149 ซึ่งองค์ประกอบความผิดเพื่อกระทำการหรือไม่กระทำการอย่างใดต้องเป็นเหตุการณ์ในอนาคต หลังจากรับทรัพย์สินมาแล้ว ดังนั้น ห้ามมิให้พิพากษาที่มิได้กล่าวในฟ้อง ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 192 วรรคหนึ่ง ที่ศาลล่างทั้งสองพิพากษาลงโทษจำเลยทั้งสองตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 149 มานั้นไม่ชอบ คดีคงเหลือแต่จำเลยทั้งสองกระทำความผิดกฐานเป็นเจ้าหน้าที่ของรัฐรับทรัพย์สินจากบุคคล นอกเหนือจากทรัพย์สินอันควรได้ตามกฎหมาย ตามพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริต พ.ศ.2542 มาตรา 103 วรรคหนึ่ง หรือไม่ ซึ่งมีบทกำหนดโทษตามมาตรา 122 วรรคหนึ่ง ต้องระวางโทษจำคุกไม่เกินสามปี หรือปรับไม่เกินหกหมื่นบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ จึงมีอายุความสิบปี สำหรับความผิดต้องระวางโทษจำคุกกว่าหนึ่งปีถึงเจ็ดปี ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 95 (3) โจทก์ฟ้องคดีนี้วันที่ 3 พฤศจิกายน 2554 เกินสิบปีนับแต่วันที่ 11 กรกฎาคม 2544 ซึ่งเป็นวันกระทำความผิด คดีเป็นอันขาดอายุความ ให้ศาลยกฟ้องโจทก์ปล่อยจำเลยทั้งสองไป ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 185 วรรคหนึ่ง ประกอบมาตรา 215, 225 ที่ศาลล่างทั้งสองพิพากษาลงโทษจำเลยทั้งสองมานั้นไม่ชอบ ฎีกาของจำเลยทั้งสองฟังขึ้น

พิพากษาแก้เป็นว่า ให้ยกฟ้องโจทก์สำหรับจำเลยทั้งสองทุกข้อหา
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.อ. ม. 149
ป.วิ.อ. ม. 158 ม. 192
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการจังหวัดกาญจนบุรี
จำเลย — นายสุธรรม ผิวเหลือง กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดกาญจนบุรี — นายประชานาถ ทาบรรหาร
ศาลอุทธรณ์ภาค 7 — นางสาวชูชีพ ปิณฑะสิริ
ชื่อองค์คณะ
สุรพันธุ์ ละอองมณี
ธราธร ศิลปโอสถ
สุพจน์ ธำรงเวียงผึ้ง
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 16250/2557
#580006
เปิดฉบับเต็ม

การที่จำเลยยื่นคำร้องขอคุ้มครองพยานพร้อมยื่นคำร้องขอความเป็นธรรมต่อคณะกรรมการนโยบายตำรวจแห่งชาติ และคณะกรรมการข้าราชการตำรวจ และการให้สัมภาษณ์หรือให้ข้อมูลแก่ผู้สื่อข่าวโดยมีข้อความใส่ความโจทก์ว่า โจทก์กับพวกคุกคามข่มขู่จำเลยกับพยาน เป็นข้อความที่เกี่ยวเนื่องเป็นเรื่องเดียวกัน เป็นการกระทำความผิดในคราวเดียวกันต่อเนื่องด้วยเจตนาเดียวกัน การกระทำของจำเลยเป็นการกระทำความผิดกรรมเดียว แม้จำเลยจะจัดส่งหนังสือร้องเรียนดังกล่าวไปให้บุคคล และคณะบุคคลต่างรายกันก็หาทำให้เกิดผลเป็นความผิดหลายกรรมต่างกันไม่ การที่โจทก์แยกฟ้องจำเลยในข้อหาหมิ่นประมาทในคดีก่อนต่อศาลแขวงดุสิตในเรื่องที่จำเลยทำหนังสือร้องเรียนดังกล่าว แล้วโจทก์ได้ฟ้องจำเลยในข้อหาหมิ่นประมาทในคดีนี้ต่อศาลชั้นต้นอีก เมื่อคดีของศาลแขวงดุสิตที่โจทก์ฟ้องจำเลยในคดีก่อน ศาลมีคำพิพากษาแล้ว แต่คดีนี้ศาลชั้นต้นพิพากษาภายหลังศาลแขวงดุสิตได้มีคำพิพากษาแล้ว แม้คดียังไม่ถึงที่สุดก็ถือได้ว่าศาลแขวงดุสิตได้มีคำพิพากษาเสร็จเด็ดขาดในความผิดที่ได้ฟ้องแล้ว สิทธินำคดีอาญามาฟ้องของโจทก์ในคดีนี้ย่อมระงับไปตาม ป.วิ.อ. มาตรา 39 (4) ประกอบ พ.ร.บ.จัดตั้งศาลแขวงและวิธีพิจารณาความอาญาในศาลแขวง พ.ศ.2499 มาตรา 4

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องและแก้ไขคำฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 326 และนับโทษจำเลยต่อจากโทษในคดีอาญาหมายเลขแดงที่ 5989/2550 และ 2031-2032/2551 ของศาลแขวงดุสิต และคดีอาญาหมายเลขแดงที่ 1879/2550 ของศาลจังหวัดตราด

ศาลชั้นต้นไต่สวนมูลฟ้องแล้ว เห็นว่าคดีมีมูล ให้ประทับฟ้อง

จำเลยให้การปฏิเสธ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 326 จำคุก 2 เดือน ให้นับโทษจำคุกจำเลยคดีนี้ต่อจากคดีหมายเลขแดงที่ 5989/2550 และ 2031-2032/2551 ของศาลแขวงดุสิต และคดีหมายเลขแดงที่ 1879/2550 ของศาลจังหวัดตราด

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษากลับ ให้ยกฟ้อง

โจทก์ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ว่า คดีนี้เป็นฟ้องซ้ำกับคดีอาญาหมายเลขแดงที่ 2031-2032/2551 ของศาลแขวงดุสิตหรือไม่ โจทก์ฎีกาว่า การที่จำเลยยื่นหนังสือร้องเรียนกล่าวหาโจทก์ต่อบุคคลหรือกลุ่มบุคคลต่างกัน มีเจตนาให้เกิดความเสียหายแก่โจทก์อย่างแพร่หลาย ไม่ได้เป็นการกระทำในคราวเดียวกัน กรรมเดียวกัน ทั้งคดีของศาลแขวงดุสิตดังกล่าวคดียังไม่ถึงที่สุด จึงยังไม่มีคำพิพากษาเสร็จเด็ดขาดในความผิดที่ฟ้องไม่เป็นฟ้องซ้ำนั้น เห็นว่า การที่จำเลยยื่นคำร้องขอคุ้มครองพยานพร้อมยื่นคำร้องขอความเป็นธรรมต่อคณะกรรมการนโยบายตำรวจแห่งชาติและคณะกรรมการข้าราชการตำรวจ การให้สัมภาษณ์หรือให้ข้อมูลแก่ผู้สื่อข่าวโดยมีข้อความใส่ความโจทก์ว่า โจทก์กับพวกคุกคามข่มขู่จำเลยกับพยาน จึงเป็นข้อความที่เกี่ยวเนื่องเป็นเรื่องเดียวกัน เป็นการกระทำความผิดในคราวเดียวต่อเนื่องกัน ด้วยเจตนาเดียวกันคือ เพื่อยับยั้งไม่ให้แต่งตั้งโจทก์เป็นผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ อันเนื่องมาจากจำเลยฟ้องโจทก์เป็นคดีอาญาที่ศาลอาญาในข้อหาปฏิบัติหน้าที่โดยไม่ชอบ บุกรุกและทำให้เสียทรัพย์ ทั้งเป็นการยื่นคำร้องขอต่อคณะบุคคลที่มีอำนาจหน้าที่ในการนี้ การกระทำของจำเลยเป็นการกระทำผิดกรรมเดียวกัน แม้จำเลยจะจัดส่งหนังสือร้องเรียนดังกล่าวไปให้บุคคลและคณะบุคคลต่างรายกันก็หาทำให้เกิดผลเป็นความผิดหลายกรรมต่างกันไม่ เมื่อการกระทำของจำเลยเป็นการกระทำผิดกรรมเดียวกัน การที่โจทก์แยกฟ้องจำเลยในข้อหาหมิ่นประมาทในคดีก่อนต่อศาลแขวงดุสิตตามคดีอาญาหมายเลขแดงที่ 2031-2032/2551 ในเรื่องจำเลยทำหนังสือร้องเรียนดังกล่าว แล้วโจทก์ได้ฟ้องจำเลยในข้อหาหมิ่นประมาทในคดีนี้ต่อศาลชั้นต้นอีก เมื่อคดีของศาลแขวงดุสิตที่โจทก์ฟ้องจำเลยในคดีก่อน ศาลมีคำพิพากษาแล้วเมื่อวันที่ 6 พฤษภาคม 2551 แต่คดีนี้ศาลชั้นต้นพิพากษาในวันที่ 19 มกราคม 2552 ภายหลังศาลแขวงดุสิตได้มีคำพิพากษาแล้ว แม้คดียังไม่ถึงที่สุดก็ถือได้ว่าศาลแขวงดุสิตได้มีคำพิพากษาเสร็จเด็ดขาดในความผิดที่ได้ฟ้องแล้ว สิทธินำคดีอาญามาฟ้องของโจทก์ในคดีนี้ย่อมระงับไปตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 39 (4) ประกอบพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลแขวงและวิธีพิจารณาความอาญาในศาลแขวง พ.ศ.2499 มาตรา 4 คดีนี้จึงเป็นฟ้องซ้ำกับคดีก่อน ส่วนฎีกาข้ออื่นของโจทก์ไม่จำต้องวินิจฉัยเพราะไม่มีผลเปลี่ยนแปลงคดี ที่ศาลอุทธรณ์พิพากษายกฟ้อง ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาของโจทก์ฟังไม่ขึ้น

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.อ. ม. 39 (4)
พ.ร.บ.จัดตั้งศาลแขวงและวิธีพิจารณาความอาญาในศาลแขวง พ.ศ.2499 ม. 4
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พลตำรวจเอกเสรีพิศุทธ์ เตมียาเวส
จำเลย — นายไพรจิตร ธรรมโรจน์พินิจ
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลแขวงพระนครเหนือ — นายธนฤทธิ์ โทวรรธนะ
ศาลอุทธรณ์ — นายประจวบ พัชนีรัตนกรณ์
ชื่อองค์คณะ
พันวะสา บัวทอง
วีรา ไวยหงษ์ รินทร์ศรี
สมชาย พงษธา
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 16249/2557
#575671
เปิดฉบับเต็ม

จำเลยที่ 1 อ้างเหตุที่โจทก์ไม่มีสิทธิได้รับประโยชน์ทดแทนในกรณีว่างงานว่าโจทก์ถูกเลิกจ้างเนื่องจากทำให้จำเลยที่ 2 ซึ่งเป็นนายจ้างได้รับความเสียหาย ฝ่าฝืนระเบียบและกระทำความผิดร้ายแรงอันเป็นเหตุตามมาตรา 78 (2) แห่ง พ.ร.บ.ประกันสังคม พ.ศ.2533 เมื่อศาลแรงงานภาค 8 วินิจฉัยแล้วว่า จำเลยที่ 2 เลิกจ้างโจทก์โดยโจทก์มิได้กระทำความผิดซึ่งจำเลยที่ 1 ก็มิได้โต้แย้งคำวินิจฉัยส่วนนี้ โจทก์จึงมีสิทธิได้รับประโยชน์ทดแทนในกรณีว่างงานตามมาตรา 78 ข้ออ้างของจำเลยที่ 1 ที่ว่าจำเลยที่ 1 มีคำสั่งไปตามข้อเท็จจริงที่จำเลยที่ 1 ตรวจสอบได้ มิใช่เหตุตามกฎหมายที่ทำให้โจทก์ไม่มีสิทธิได้รับประโยชน์ทดแทนในกรณีว่างงาน จำเลยที่ 1 เป็นคู่ความในคดีนี้ ข้อเท็จจริงที่ได้ความจากการพิจารณาของศาลแรงงานภาค 8 แม้จำเลยที่ 2 จะไม่ต่อสู้คดีก็ย่อมมีผลผูกพันจำเลยที่ 1

ตามคำฟ้องของโจทก์ขอให้จำเลยที่ 1 จ่ายเงินทดแทนในกรณีว่างงานตาม พ.ร.บ.ประกันสังคม พ.ศ.2533 และตามคำขอท้ายฟ้องขอให้มีคำสั่งให้โจทก์ได้รับประโยชน์ทดแทนในกรณีว่างงานตาม พ.ร.บ.ประกันสังคม พ.ศ.2533 ไว้ด้วย แต่ศาลแรงงานภาค 8 ไม่ได้มีคำสั่งในส่วนนี้อันเป็นการไม่ปฏิบัติตาม พ.ร.บ.ประกันสังคม พ.ศ.2533 ปัญหานี้เป็นข้อกฎหมายเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชน แม้ไม่มีคู่ความฝ่ายใดอุทธรณ์โดยตรงต่อศาลฎีกา ศาลฎีกายกขึ้นแก้ไขเสียให้ถูกต้องโดยมีคำสั่งให้จำเลยที่ 1 จ่ายประโยชน์ทดแทนเป็นเงินทดแทนในกรณีว่างงานตาม พ.ร.บ.ประกันสังคม พ.ศ.2533 มาตรา 78 ประกอบกฎกระทรวงกำหนดหลักเกณฑ์และอัตราการได้รับประโยชน์ทดแทนในกรณีว่างงาน พ.ศ.2547 ข้อ 1 (1) แก่โจทก์ได้ตาม ป.วิ.พ. มาตรา 142 (5), 246 ประกอบ พ.ร.บ.จัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงาน พ.ศ.2522 มาตรา 31 เมื่อมีคำสั่งให้จำเลยที่ 1 จ่ายเงินทดแทนในกรณีว่างงานให้แก่โจทก์แล้ว ทั้งตามคำขอท้ายฟ้องโจทก์ที่ขอให้จำเลยที่ 2 เปลี่ยนแปลงคำสั่งจากการเลิกจ้างโดยกระทำความผิดร้ายแรงเป็นการเลิกจ้างโดยที่โจทก์ไม่ได้กระทำความผิดก็เพื่อไปขอรับสิทธิประโยชน์ทดแทนในกรณีว่างงานคดีนี้ กรณีจึงไม่มีเหตุบังคับให้จำเลยที่ 2 เปลี่ยนแปลงคำสั่งเลิกจ้างเพื่อการดังกล่าวตามคำขอให้โจทก์อีกต่อไป

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้เพิกถอนคำวินิจฉัยที่ 37/2553 ของคณะกรรมการอุทธรณ์และมีคำสั่งให้โจทก์ได้รับประโยชน์ทดแทนในกรณีว่างงานและให้จำเลยที่ 1 จ่ายเงินทดแทนในกรณีว่างงานตามพระราชบัญญัติประกันสังคม พ.ศ.2533 ให้จำเลยที่ 2 เปลี่ยนแปลงคำสั่งจากการเลิกจ้างโดยกระทำความผิดร้ายแรงเป็นการเลิกจ้างโดยที่โจทก์ไม่ได้กระทำความผิดเพื่อให้โจทก์ได้รับสิทธิประโยชน์ทดแทนในกรณีว่างงาน

จำเลยที่ 1 ให้การขอให้ยกฟ้อง

จำเลยที่ 2 ขาดนัด ศาลพิจารณาชี้ขาดตัดสินคดีไปฝ่ายเดียวตามพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงาน พ.ศ.2522 มาตรา 40 วรรคสอง

ศาลแรงงานภาค 8 พิพากษาให้มีคำสั่งเพิกถอนคำวินิจฉัยที่ 37/2553 ของคณะกรรมการอุทธรณ์ และให้จำเลยที่ 2 เปลี่ยนแปลงคำสั่งจากการเลิกจ้างโดยกระทำความผิดร้ายแรงเป็นการเลิกจ้างโดยที่โจทก์ไม่ได้กระทำความผิด หากไม่ปฏิบัติตามให้ถือเอาคำพิพากษาแทนการแสดงเจตนา

จำเลยที่ 1 อุทธรณ์ต่อศาลฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีแรงงานวินิจฉัยว่า ศาลแรงงานภาค 8 ฟังข้อเท็จจริงว่า โจทก์เป็นลูกจ้างของจำเลยที่ 2 จำเลยที่ 2 ให้โจทก์ออกจากงาน โจทก์ไปยื่นคำขอรับประโยชน์ทดแทนในกรณีว่างงานต่อจำเลยที่ 1 แต่จำเลยที่ 1 โดยสำนักงานประกันสังคมจังหวัดภูเก็ตมีคำสั่งว่า โจทก์ไม่มีสิทธิได้รับเงินประโยชน์ทดแทนในกรณีว่างงาน เนื่องจากสิ้นสภาพความเป็นผู้ประกันตนตามมาตรา 78 (2) แห่งพระราชบัญญัติประกันสังคม พ.ศ.2533 โจทก์อุทธรณ์คำสั่งต่อคณะกรรมการอุทธรณ์และคณะกรรมการอุทธรณ์มีมติให้ยกอุทธรณ์ตามคำวินิจฉัยที่ 37/2553 และโจทก์ได้ยื่นฟ้องจำเลยที่ 2 เรื่องเลิกจ้างที่ไม่เป็นธรรม คู่ความตกลงกันได้โดยที่จำเลยที่ 2 ตกลงจ่ายเงินช่วยเหลือแก่โจทก์ 130,000 บาท โจทก์จึงถอนฟ้อง จำเลยที่ 2 เลิกจ้างโจทก์โดยที่โจทก์ไม่ได้กระทำความผิด แต่มีสาเหตุมาจากกรรมการของจำเลยที่ 2 ไม่พอใจที่โจทก์ไปรับที่สนามบินนานาชาติภูเก็ตไม่ตรงเวลา ไม่ได้มีเจตนาจะเลิกจ้าง แต่เมื่อโจทก์ยื่นฟ้องทำให้จำเลยที่ 2 ไม่พอใจจึงทำหนังสือไล่ออก แล้ววินิจฉัยว่า การกระทำของโจทก์ดังกล่าวเป็นเพียงการทำงานบกพร่อง ยังถือไม่ได้ว่าเป็นความผิดที่ร้ายแรง จำเลยที่ 2 เลิกจ้างโจทก์โดยโจทก์ไม่มีความผิด โจทก์จึงมีสิทธิได้รับประโยชน์ทดแทนในกรณีว่างงาน จำเลยที่ 1 มีคำสั่งว่าโจทก์ไม่มีสิทธิได้รับประโยชน์ทดแทนในกรณีว่างงานเนื่องจากได้รับข้อมูลที่ไม่ถูกต้องจากจำเลยที่ 2 จึงเห็นควรให้เพิกถอนคำวินิจฉัยที่ 37/2553 ของคณะกรรมการอุทธรณ์

มีปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของจำเลยที่ 1 ว่า ศาลแรงงานภาค 8 มีคำสั่งให้เพิกถอนคำวินิจฉัยที่ 37/2553 ของคณะกรรมการอุทธรณ์ชอบหรือไม่ โดยจำเลยที่ 1 อุทธรณ์ว่า ในคดีที่โจทก์ฟ้องจำเลยที่ 2 ซึ่งเป็นนายจ้างที่ศาลแรงงานภาค 8 โจทก์ถอนฟ้องเนื่องจากตกลงกันได้ คำสั่งของจำเลยที่ 2 ที่เลิกจ้างโจทก์เพราะเหตุโจทก์มีความผิดถึงไล่ออกยังคงมีอยู่ การที่สำนักงานประกันสังคมจังหวัดภูเก็ตและคณะกรรมการอุทธรณ์วินิจฉัยว่า โจทก์ไม่มีสิทธิได้รับประโยชน์ทดแทนในกรณีว่างงานเนื่องจากสิ้นสภาพความเป็นผู้ประกันตนตามมาตรา 78 (2) แห่งพระราชบัญญัติประกันสังคม พ.ศ.2533 จึงชอบด้วยกฎหมาย จำเลยที่ 1 ยื่นคำให้การโดยตรวจสอบข้อเท็จจริงที่เกิดขึ้นจากจำเลยที่ 2 ซึ่งเป็นนายจ้างและจากตัวโจทก์เอง ข้อเท็จจริงที่ได้จากการพิจารณาของศาลทำให้เกิดผลเสียหายแก่จำเลยที่ 1 จึงไม่มีผลผูกพันจำเลยที่ 1 ชอบที่จะยกฟ้องโจทก์เสียนั้น เห็นว่า จำเลยที่ 1 อ้างเหตุที่โจทก์ไม่มีสิทธิได้รับประโยชน์ทดแทนในกรณีว่างงานว่า โจทก์ถูกเลิกจ้างเนื่องจากทำให้จำเลยที่ 2 ซึ่งเป็นนายจ้างได้รับความเสียหาย ฝ่าฝืนระเบียบและกระทำความผิดร้ายแรงอันเป็นเหตุตามมาตรา 78 (2) แห่งพระราชบัญญัติประกันสังคม พ.ศ.2533 เมื่อศาลแรงงานภาค 8 วินิจฉัยแล้วว่า จำเลยที่ 2 เลิกจ้างโจทก์โดยโจทก์มิได้กระทำความผิดซึ่งจำเลยที่ 1 ก็มิได้โต้แย้งคำวินิจฉัยส่วนนี้ โจทก์จึงมีสิทธิได้รับประโยชน์ทดแทนในกรณีว่างงานตามพระราชบัญญัติประกันสังคม พ.ศ.2533 มาตรา 78 ข้ออ้างตามอุทธรณ์ของจำเลยที่ 1 ที่ว่า จำเลยที่ 1 มีคำสั่งไปตามข้อเท็จจริงที่จำเลยที่ 1 ตรวจสอบได้ มิใช่เหตุตามกฎหมายที่ทำให้โจทก์ไม่มีสิทธิได้รับประโยชน์ทดแทนในกรณีว่างงาน จำเลยที่ 1 เป็นคู่ความในคดีนี้ ข้อเท็จจริงที่ได้ความจากการพิจารณาของศาลแรงงานภาค 8 แม้จำเลยที่ 2 จะไม่ต่อสู้คดีก็ย่อมมีผลผูกพันจำเลยที่ 1 ที่ศาลแรงงานภาค 8 พิพากษามานั้นชอบแล้ว อุทธรณ์ของจำเลยที่ 1 ฟังไม่ขึ้น

อนึ่ง ตามคำฟ้องของโจทก์ได้ขอให้จำเลยที่ 1 จ่ายเงินทดแทนในกรณีว่างงานตามพระราชบัญญัติประกันสังคม พ.ศ.2533 และตามคำขอท้ายฟ้องได้ขอให้มีคำสั่งให้โจทก์ได้รับประโยชน์ทดแทนในกรณีว่างงานตามพระราชบัญญัติประกันสังคม พ.ศ.2533 ไว้ด้วย แต่ศาลแรงงานภาค 8 ไม่ได้มีคำสั่งในส่วนนี้อันเป็นการไม่ปฏิบัติตามพระราชบัญญัติประกันสังคม พ.ศ.2533 ปัญหานี้เป็นปัญหาข้อกฎหมายเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชน แม้ไม่มีคู่ความฝ่ายใดอุทธรณ์โดยตรงต่อศาลฎีกา ศาลฎีกายกขึ้นแก้ไขเสียให้ถูกต้องโดยมีคำสั่งให้จำเลยที่ 1 จ่ายประโยชน์ทดแทนเป็นเงินทดแทนในกรณีว่างงานตามพระราชบัญญัติประกันสังคม พ.ศ.2533 มาตรา 78 ประกอบกฎกระทรวงกำหนดหลักเกณฑ์และอัตราการได้รับประโยชน์ทดแทนในกรณีว่างงาน พ.ศ.2547 ข้อ 1 (1) แก่โจทก์ได้ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 142 (5) และ 246 ประกอบพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงาน พ.ศ.2522 มาตรา 31 เมื่อมีคำสั่งให้จำเลยที่ 1 จ่ายเงินทดแทนในกรณีว่างงานให้แก่โจทก์แล้ว ทั้งตามคำขอท้ายฟ้องโจทก์ที่ขอให้จำเลยที่ 2 เปลี่ยนแปลงคำสั่งจากการเลิกจ้างโดยกระทำความผิดร้ายแรงเป็นการเลิกจ้างโดยที่โจทก์ไม่ได้กระทำความผิดก็เพื่อไปขอรับสิทธิประโยชน์ทดแทนในกรณีว่างงานคดีนี้ กรณีจึงไม่มีเหตุบังคับให้จำเลยที่ 2 เปลี่ยนแปลงคำสั่งเลิกจ้างเพื่อการดังกล่าวตามคำขอให้โจทก์อีกต่อไป

พิพากษาแก้เป็นว่า ให้จำเลยที่ 1 จ่ายประโยชน์ทดแทนเป็นเงินทดแทนในกรณีว่างงานตามพระราชบัญญัติประกันสังคม พ.ศ.2533 มาตรา 78 ประกอบกฎกระทรวงกำหนดหลักเกณฑ์และอัตราการได้รับประโยชน์ทดแทนในกรณีว่างงาน พ.ศ.2547 ข้อ 1 (1) แก่โจทก์ตามสิทธิและให้ยกฟ้องโจทก์สำหรับคำขอในส่วนที่ขอให้จำเลยที่ 2 เปลี่ยนแปลงคำสั่งเลิกจ้างใหม่นั้นเสีย นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลแรงงานภาค 8
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ. ม. 142 (5) ม. 246
กฎกระทรวงกำหนดหลักเกณฑ์และอัตราการได้รับประโยชน์ทดแทนในกรณีว่างงาน พ.ศ.2547
พ.ร.บ.จัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงาน พ.ศ.2522 ม. 31
พ.ร.บ.ประกันสังคม พ.ศ.2533 ม. 78 ม. 78 (2)
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นายชูศักดิ์ เฉลิมสุข
จำเลย — สำนักงานประกันสังคม กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลแรงงานภาค 8 — นางสาวยุวิสส์ร์ชญา ยกซิ่ว
ชื่อองค์คณะ
พิทยา บุญชู
นิยุต สุภัทรพาหิรผล
พงษ์เทพ ศิริพงศ์ติกานนท์
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 16228/2557
#593243
เปิดฉบับเต็ม

การที่ผู้บังคับบัญชาชั้นต้นมีคำสั่งลงโทษภาคทัณฑ์โจทก์สำหรับการกระทำที่ถูกกล่าวหาไปแล้ว แต่จำเลยที่ 1 มีคำสั่งตั้งคณะกรรมการสอบสวนทางวินัยขึ้นสอบสวนใหม่แล้วมีคำสั่งลงโทษทางวินัยให้ไล่โจทก์ออกจากงานเนื่องจากเห็นว่าโจทก์กระทำทุจริตต่อหน้าที่และประพฤติชั่วอย่างร้ายแรงนั้น เมื่อตามระเบียบข้อบังคับของจำเลยที่ 1 กำหนดขั้นตอนการลงโทษทางวินัยโดยให้ผู้บังคับบัญชาชั้นต้นมีอำนาจลงโทษพนักงานลูกจ้างสำหรับความผิดเล็กน้อยไม่ร้ายแรงได้ แต่ให้อยู่ภายใต้การทบทวนของผู้บังคับบัญชาระดับสูงขึ้นไปเพื่อให้การลงโทษนั้นเหมาะสม โดยระเบียบข้อบังคับกำหนดให้ผู้บังคับบัญชาชั้นต้นที่มีคำสั่งลงโทษในชั้นต้นมีหน้าที่ต้องรายงานการดำเนินการลงโทษทางวินัยนั้นไปยังผู้บังคับบัญชาระดับสูงจนถึงกรรมการผู้จัดการใหญ่เพื่อพิจารณาทบทวนได้ หากผู้บังคับบัญชาระดับสูงพิจารณาแล้วลงโทษเป็นอย่างอื่นก็ให้การลงโทษโดยผู้บังคับบัญชาชั้นต้นถูกยกเลิกเพิกถอนไป กรณีนี้จึงมิใช่เป็นการลงโทษซ้ำสำหรับการกระทำเดียวกัน

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องและแก้ไขคำฟ้องขอให้บังคับจำเลยที่ 1 รับโจทก์กลับเข้าทำงานโดยจ่ายค่าจ้างเท่ากับอัตราค่าจ้างที่ได้รับในขณะที่เลิกจ้างและให้นับอายุงานต่อเนื่อง หากไม่สามารถรับกลับเข้าทำงานได้ ให้จำเลยทั้งสองร่วมกันชดใช้ค่าเสียหายจากการเลิกจ้างที่ไม่เป็นธรรม 12,851,560 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงินค่าเสียหายนับถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไป ค่าเสียหายจากการขาดรายได้นับแต่วันเลิกจ้างถึงวันฟ้องพร้อมดอกเบี้ยถึงวันฟ้องเป็นเงิน 381,137.62 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงิน 356,620 บาท นับถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปค่าจ้างเดือนละ 32,420 บาท นับถัดจากวันฟ้องจนถึงวันที่รับโจทก์กลับเข้าทำงาน พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี สินจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้าพร้อมดอกเบี้ยถึงวันฟ้องเป็นเงิน 68,142.36 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงิน 63,750.94 บาท นับถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปและค่าชดเชยพร้อมดอกเบี้ยถึงวันฟ้องเป็นเงิน 368,777.50 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 15 ต่อปี ของต้นเงินค่าชดเชย 324,200 บาท นับถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์

จำเลยทั้งสองให้การขอให้ยกฟ้อง

ศาลแรงงานกลางพิพากษายกฟ้อง

โจทก์อุทธรณ์ต่อศาลฎีกา

ระหว่างพิจารณาของศาลฎีกา โจทก์ถึงแก่กรรม นางสาวสายชล ภริยาของโจทก์ขอเข้าเป็นคู่ความแทน ศาลแรงงานกลางมีคำสั่งอนุญาต เมื่อคดีอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลฎีกาแล้ว ศาลแรงงานกลางไม่มีอำนาจสั่งให้นางสาวสายชลเข้าเป็นคู่ความแทนโจทก์ได้ คำสั่งของศาลแรงงานกลางจึงไม่ชอบ ศาลฎีกาเห็นสมควรให้เพิกถอนคำสั่งของศาลแรงงานกลางดังกล่าวแล้วมีคำสั่งใหม่เป็นอนุญาตให้นางสาวสายชล ภริยาของโจทก์ เข้าเป็นคู่ความแทนโจทก์ได้

ศาลฎีกาแผนกคดีแรงงานวินิจฉัยว่า ศาลแรงงานกลางรับฟังข้อเท็จจริงว่า จำเลยที่ 1 เป็นรัฐวิสาหกิจ มีจำเลยที่ 2 เป็นกรรมการผู้มีอำนาจกระทำการแทน โจทก์เป็นลูกจ้างของจำเลยที่ 1 มีตำแหน่งสุดท้ายเป็นพนักงานไปรษณีย์ 4 ประจำที่ทำการไปรษณีย์พยุหะคีรี ได้รับค่าจ้างอัตราสุดท้ายเดือนละ 32,420 บาท เมื่อวันที่ 21 กรกฎาคม 2551 และวันที่ 31 กรกฎาคม 2551 ผู้ใช้บริการรายศูนย์สุขภาพจิตที่ 9 (จังหวัดนครสวรรค์) และผู้ใช้บริการรายสำนักงานที่ดินจังหวัดนครสวรรค์ สาขาพยุหะคีรี ให้เจ้าหน้าที่มาชำระเงินค่าบริการรับฝากไปรษณียภัณฑ์รายเดือน ณ ที่ทำการไปรษณีย์พยุหะคีรี เป็นเงิน 3,581 บาท และ 3,442 บาท ตามลำดับ โจทก์เป็นผู้ให้บริการและรับเงินค่าบริการจากผู้ใช้บริการทั้งสองรายโดยออกใบเสร็จรับเงินตามแบบ ป.250 ให้ผู้ใช้บริการ แต่ไม่นำเงินเข้าระบบเคาน์เตอร์ไปรษณีย์อัตโนมัติ (CA POS) ของจำเลยที่ 1 ในวันที่รับเงิน และไม่ได้ออกใบเสร็จรับเงิน/ใบกำกับภาษีอย่างย่อ ที่พิมพ์ออกจากเครื่องคอมพิวเตอร์ให้แก่ผู้ใช้บริการ ต่อมานายเกษม หัวหน้าที่ทำการไปรษณีย์พยุหะคีรีและเป็นผู้บังคับบัญชาชั้นต้นของโจทก์ตรวจพบความผิดปกติจึงให้โจทก์ชี้แจงข้อเท็จจริง โจทก์ชี้แจงว่าศูนย์สุขภาพจิตที่ 9 (จังหวัดนครสวรรค์) นำใบแจ้งหนี้ ป.250 มาชำระค่าฝากส่งรายเดือนโดยไม่ได้นำหนังสือรับรองการหักภาษี ณ ที่จ่ายมาด้วย โจทก์จึงให้คืนใบเสร็จ และให้นำหนังสือรับรองการหักภาษี ณ ที่จ่ายมาให้ภายหลังผู้ใช้บริการนำเงินมาชำระในวันที่ 4 สิงหาคม 2551 และได้นำเงินเข้าระบบแล้ว ส่วนสำนักงานที่ดินจังหวัดนครสวรรค์สาขาพยุหะคีรีนำเงินมาชำระในวันที่ 1 สิงหาคม 2551 ได้นำเงินเข้าระบบแล้ววันที่ 4 สิงหาคม 2551 แต่ในชั้นให้ถ้อยคำต่อนายเกษมโจทก์ให้ถ้อยคำว่าผู้ใช้บริการรายศูนย์สุขภาพจิตที่ 9 (จังหวัดนครสวรรค์) ชำระเงินในวันที่ 21 กรกฎาคม 2551 แต่ไม่ได้นำหนังสือรับรองการหักภาษี ณ ที่จ่ายมาแสดง ระหว่างที่รอหนังสือรับรองการหักภาษี ณ ที่จ่าย โจทก์เก็บเงินค่าบริการไว้ในลิ้นชักแล้วหลงลืม เมื่อนึกได้จึงติดต่อผู้ใช้บริการขอหนังสือรับรองการหักภาษี ณ ที่จ่าย แต่ผู้ใช้บริการบอกว่าไม่ประสงค์จะหักภาษี ณ ที่จ่าย โจทก์จึงนำเงินเข้าฝากในระบบในวันที่ 5 สิงหาคม 2551 ส่วนผู้ใช้บริการรายสำนักงานที่ดินจังหวัดนครสวรรค์สาขาพยุหะคีรีนั้นโจทก์หลงลืมเงินไว้ในลิ้นชัก เมื่อนึกได้จึงนำเงินเข้าระบบของจำเลยที่ 1 ซึ่งนายเกษมพิจารณาแล้วเห็นว่าโจทก์ชี้แจงข้อเท็จจริงอันเป็นเท็จ จึงมีคำสั่งลงโทษภาคทัณฑ์โจทก์แล้วรายงานให้ผู้บังคับบัญชาทราบ จำเลยที่ 1 เห็นว่าเป็นการทุจริตต่อหน้าที่จึงให้ตั้งคณะกรรมการขึ้นสอบสวนทางวินัย คณะกรรมการสอบสวนทางวินัยเห็นว่าเป็นความผิดฐานทุจริตและประพฤติชั่วอย่างร้ายแรง จำเลยที่ 1 โดยจำเลยที่ 2 จึงมีคำสั่งลงโทษให้ไล่โจทก์ออกจากงานโดยไม่จ่ายค่าชดเชย โจทก์นำคดีมาฟ้องศาล ในชั้นพิจารณาโจทก์เบิกความว่า ได้รับชำระเงินค่าบริการฝากส่งไปรษณีย์จากผู้ใช้บริการรายศูนย์สุขภาพจิตที่ 9 (จังหวัดนครสวรรค์) เมื่อวันที่ 21 กรกฎาคม 2551 และได้รับจากผู้ใช้บริการรายสำนักงานที่ดินจังหวัดนครสวรรค์สาขาพยุหะคีรีเมื่อวันที่ 31 กรกฎาคม 2551 แล้ววินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงที่โจทก์ยกขึ้นอ้างในชั้นศาลแตกต่างจากที่ยกขึ้นชี้แจงต่อนายเกษมหัวหน้างาน ไม่น่าเชื่อว่าการที่โจทก์ไม่นำเงินค่าบริการฝากส่งไปรษณีย์ของผู้ใช้บริการทั้งสองรายเข้าระบบเคาน์เตอร์ไปรษณีย์อัตโนมัติของจำเลยที่ 1 ในวันรับชำระค่าบริการเพราะโจทก์รอหนังสือรับรองการหักภาษี ณ ที่จ่ายจากผู้ใช้บริการหรือหลงลืมดังที่โจทก์อ้าง เป็นการกระทำโดยทุจริตและประพฤติชั่วอย่างร้ายแรงตามข้อบังคับเกี่ยวกับการทำงาน การที่จำเลยที่ 1 เลิกจ้างโจทก์นับว่ามีเหตุผลสมควรเพียงพอ จำเลยทั้งสองจึงไม่ต้องจ่ายสินจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้า ค่าชดเชยและค่าเสียหายใด ๆ ให้แก่โจทก์ คำสั่งลงโทษของนายเกษมหาได้เป็นที่สุด แต่ยังมีกระบวนการตรวจสอบโดยผู้บังคับบัญชาระดับสูงซึ่งอาจถูกเปลี่ยนแปลงได้ การลงโทษไล่ออกจึงชอบด้วยข้อบังคับของจำเลยที่ 1 ไม่ถือเป็นการลงโทษซ้ำ ข้อบังคับดังกล่าวไม่ได้ขัดต่อกฎหมาย

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.แรงงานรัฐวิสาหกิจสัมพันธ์ พ.ศ.2543 ม. 13 (1)
ประกาศคณะกรรมการแรงงานรัฐวิสาหกิจสัมพันธ์ เรื่อง มาตรฐานขั้นต่ำของสภาพการจ้างในรัฐวิสาหกิจ
ชื่อคู่ความ
นายบัณฑิตย์ ว่องการไถ โดยนางสาวสายชล มากรุง
โจทก์ — ผู้เข้าเป็นคู่ความแทน
จำเลย — บริษัทไปรษณีย์ไทย จำกัด กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลแรงงานกลาง — นายชัยรัตน์ ศักดิ์โกศล
ชื่อองค์คณะ
ไสลเกษ วัฒนพันธุ์
นิยุต สุภัทรพาหิรผล
ธีระพงศ์ จิระภาค
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 16202/2557
#579833
เปิดฉบับเต็ม

จำเลยที่ 3 มิได้ใช้ความระมัดระวังในการตรวจสอบในฐานะเป็นผู้ประกอบอาชีพรับซื้อของเก่าจักต้องมีตามวิสัยและพฤติการณ์ เสมือนไม่ใส่ใจหรือไม่รับรู้ว่าจะเป็นทรัพย์สินที่ผู้นำมาขายได้มาโดยผิดกฎหมายหรือไม่ จึงเป็นการรับซื้อทรัพย์สินไว้โดยประมาท มีผลทำให้บริษัท ส. เจ้าของทรัพย์สินได้รับความเสียหาย แม้ในคดีอาญาที่จำเลยที่ 3 ถูกฟ้องข้อหารับของโจรจะวินิจฉัยว่า พยานหลักฐานของโจทก์ในคดีอาญายังไม่พอรับฟังว่า จำเลยที่ 3 กระทำความผิดฐานรับของโจร แต่ก็เป็นข้อเท็จจริงในประเด็นที่ว่าจำเลยที่ 3 มิได้กระทำโดยเจตนาเท่านั้น ยังไม่มีการวินิจฉัยรับฟังข้อเท็จจริงว่าจำเลยที่ 3 กระทำโดยประมาทหรือไม่ ศาลย่อมวินิจฉัยรับฟังข้อเท็จจริงจากพยานหลักฐานที่คู่ความนำสืบกันมาในสำนวนคดีนี้ได้ว่า จำเลยที่ 3 รับซื้อทรัพย์สินไว้โดยประมาทเลินเล่อ อันเป็นการกระทำละเมิดต่อบริษัท ส. โจทก์ซึ่งเป็นผู้รับขนส่งยอมรับผิดชำระค่าเสียหายแก่บริษัท ส. ในการที่ของอันเขาได้มอบหมายแก่ตนให้ขนส่งนั้นสูญหายไป ย่อมรับช่วงสิทธิจากบริษัทดังกล่าวเรียกค่าเสียหายจากจำเลยที่ 3 ซึ่งเป็นผู้กระทำละเมิดได้ตาม ป.พ.พ. มาตรา 226, 227 และ 616

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยทั้งสี่ร่วมกันชำระเงินจำนวนดังกล่าว พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับจากวันที่โจทก์ใช้เงินไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ ดอกเบี้ยคิดถึงวันฟ้อง 42,124.39 บาท รวมเป็นจำนวนเงินทั้งสิ้น 891,694.01 บาท

จำเลยที่ 1 ขาดนัดยื่นคำให้การ

จำเลยที่ 2 ที่ 3 ที่ 4 ให้การขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยที่ 1 และที่ 2 ร่วมกันชำระเงิน 849,569.62 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันที่ 31 สิงหาคม 2551 เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ แต่ดอกเบี้ยถึงวันฟ้อง (ฟ้องวันที่ 29 เมษายน 2552) ต้องไม่เกิน 42,124.39 บาท กับให้จำเลยที่ 1 และที่ 2 ใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ โดยกำหนดค่าทนายความ 8,000 บาท ยกฟ้องจำเลยที่ 3 และที่ 4 ค่าฤชาธรรมเนียมระหว่างโจทก์กับจำเลยที่ 3 และที่ 4 ให้เป็นพับ

โจทก์อุทธรณ์

ระหว่างพิจารณาของศาลอุทธรณ์ภาค 1 จำเลยที่ 4 ถึงแก่ความตาย โจทก์ยื่นคำร้องขอให้หมายเรียกนางสุภาพ ทายาทของจำเลยที่ 4 เข้าเป็นคู่ความแทน ศาลอุทธรณ์ภาค 1 มีคำสั่งตั้งบุคคลผู้ถูกเรียกเป็นคู่ความแทน

ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษาแก้เป็นว่า ให้จำเลยทั้งสี่ร่วมกันชดใช้ค่าเสียหาย 849,269.62 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันที่ 31 สิงหาคม 2551 เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ แต่ดอกเบี้ยถึงวันฟ้องต้องไม่เกิน 42,124.39 บาท กับให้จำเลยทั้งสี่ร่วมกันใช้ค่าฤชาธรรมเนียมในศาลชั้นต้นแทนโจทก์ โดยกำหนดค่าทนายความให้รวม 8,000 บาท ค่าฤชาธรรมเนียมในชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

จำเลยที่ 3 ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยที่ 3 ว่า จำเลยที่ 3 ต้องร่วมรับผิดกับจำเลยที่ 1 ที่ 2 และที่ 4 ตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 1 หรือไม่ เห็นว่า โจทก์มีนายกฤษฎ์ ผู้รับมอบอำนาจโจทก์เบิกความได้ความว่า ทรัพย์ที่ถูกลักไปเป็นชิ้นส่วนโครงเหล็กเครื่องปรับอากาศ มีลักษณะตามภาพถ่าย และได้ความตามคำเบิกความของจำเลยที่ 3 ว่า ชิ้นส่วนโครงเหล็กเครื่องปรับอากาศที่รับซื้อจากจำเลยที่ 1 ที่ 2 และที่ 4 มีน้ำหนักถึง 7 ตันเศษ รับซื้อไว้เป็นเงิน 120,000 ถึง 130,000 บาท โดยจำเลยที่ 1 ได้มาติดต่อขอขายเศษเหล็ก อ้างว่าเป็นเจ้าของ เป็นเหล็กผิดขนาด ล้างสต็อกจากโรงงาน จำเลยที่ 3 ขึ้นไปตรวจสอบบนรถบรรทุกแล้ว ภายในรถมีเศษเหล็กระเกะระกะมีลักษณะยาว บาง และสั้นสลับกัน ไม่เท่ากัน มีทั้งยาว 40, 50 และ 60 เซนติเมตร เหล็กมีลักษณะคดงอ จึงเห็นว่าไม่มีปัญหาและได้รับซื้อไว้ในราคาตามท้องตลาดทั่วไป แม้จำเลยที่ 3 จะมีนายบุญฤทธิ์ ซึ่งมีอาชีพรับซื้อพลาสติกเก่าและใหม่อยู่ใกล้บ้านจำเลยที่ 3 มาเป็นพยานเบิกความว่า นายบุญฤทธิ์เห็นเหล็กที่จำเลยที่ 3 รับซื้อเป็นรูปสี่เหลี่ยม ลักษณะบาง สั้นบ้างยาวบ้าง เป็นกองใหญ่ ลักษณะวางกองกระจายไม่ได้เป็นหีบห่อ มีลักษณะงอบ้าง แต่นายบุญฤทธิ์ตอบทนายโจทก์ถามค้านว่า นายบุญฤทธิ์เห็นเมื่อเหล็กถูกนำลงจากรถแล้วจึงวางกระจัดกระจาย แสดงว่านายบุญฤทธิ์ไม่ได้เห็นสภาพของชิ้นส่วนโครงเหล็กขณะที่ยังอยู่ในรถบรรทุก คงมีเพียงคำเบิกความของจำเลยที่ 3 ที่อ้างว่าชิ้นส่วนโครงเหล็กวางระเกะระกะอยู่ในรถบรรทุก แต่เมื่อพิจารณาถึงสภาพของชิ้นส่วนโครงเหล็กตามภาพถ่าย เห็นได้อย่างชัดเจนว่าเป็นของใหม่ แบ่งแยกเป็นพวก ๆ ตามขนาดและรูปร่างที่วางซ้อนกันเป็นระเบียบ ประกอบกับโดยสภาพของเหล็กซึ่งเป็นโลหะมีน้ำหนักมาก เมื่อเรียงซ้อนกันเพื่อการขนส่ง น่าจะต้องจัดวางให้เป็นระเบียบเรียบร้อย ไม่น่าจะวางระเกะระกะ การที่จำเลยที่ 3 เบิกความลอย ๆ เพียงเพื่อพยายามบิดเบือนข้อเท็จจริงให้เห็นว่าเหล็กที่จำเลยที่ 3 รับซื้อไว้เป็นเศษเหล็ก จึงไม่มีน้ำหนักแก่การรับฟัง ทั้งจำเลยที่ 3 ก็เบิกความตอบทนายโจทก์ถามค้านว่า ลักษณะของรถที่ขนสินค้าเหล็กเป็นรถตู้ปิดทึบ จำเลยที่ 3 ไม่ได้ตรวจสอบว่าเป็นเหล็กล้างสต็อกจริงหรือไม่ โดยที่ไม่เคยซื้อเหล็กจากจำเลยที่ 1 มาก่อน ขัดแย้งกับที่จำเลยที่ 3 อ้างว่าเวลารับซื้อของจะตรวจสอบลักษณะการบรรจุหีบห่อหรือเป็นมัดหรือเป็นชิ้นงาน ถ้าเป็นสายไฟ สายโทรศัพท์ ท่อน้ำที่สงสัยว่าเป็นของราชการหรือสาธารณะจะไม่รับซื้อ ทั้งยังรับซื้อไว้ในราคาของเก่าด้วยวิธีชั่งน้ำหนัก ลำพังการสอบถามแล้วจำเลยที่ 1 อ้างว่าเป็นเหล็กล้างสต็อกเพราะทำมาผิดขนาด ยังไม่เพียงพอจะถือว่าจำเลยที่ 3 ใช้ความระมัดระวังตรวจสอบเสียให้ดีในฐานะเป็นผู้ประกอบอาชีพรับซื้อของเก่าจักต้องมีตามวิสัยและพฤติการณ์ เสมือนไม่ใส่ใจหรือไม่รับรู้ว่าจะเป็นทรัพย์สินที่ผู้นำมาขายได้มาโดยผิดกฎหมายหรือไม่ จึงเป็นการรับซื้อทรัพย์สินไว้โดยประมาท มีผลทำให้บริษัทสยามคูล อินเตอร์เนชั่นแนล จำกัด เจ้าของทรัพย์สินนั้นได้รับความเสียหาย แม้ในคดีอาญาหมายเลขแดงที่ 261/2553 ของศาลจังหวัดราชบุรี ซึ่งจำเลยที่ 3 ถูกฟ้องข้อหารับของโจร ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง และศาลอุทธรณ์ภาค 7 พิพากษายืน เท่ากับวินิจฉัยว่าพยานหลักฐานของโจทก์ในคดีอาญายังไม่พอรับฟังว่าจำเลยที่ 3 กระทำความผิดฐานรับของโจร แต่ก็เป็นข้อเท็จจริงในประเด็นที่ว่าจำเลยที่ 3 มิได้กระทำความผิดโดยเจตนาเท่านั้น ยังไม่มีการวินิจฉัยรับฟังข้อเท็จจริงว่าจำเลยที่ 3 กระทำการโดยประมาทหรือไม่ ศาลย่อมวินิจฉัยรับฟังข้อเท็จจริงดังกล่าวข้างต้นจากพยานหลักฐานที่คู่ความนำสืบกันมาในสำนวนคดีนี้ได้ว่า จำเลยที่ 3 รับซื้อทรัพย์สินไว้โดยประมาทเลินเล่อ อันเป็นการกระทำละเมิดต่อบริษัทสยามคูล อินเตอร์เนชั่นแนล จำกัด โจทก์ซึ่งเป็นผู้รับขนส่งยอมรับผิดชำระค่าเสียหายแก่บริษัทสยามคูล อินเตอร์เนชั่นแนล จำกัด ในการที่ของอันเขาได้มอบหมายแก่ตนให้ขนส่งนั้นสูญหายไป ย่อมรับช่วงสิทธิจากบริษัทดังกล่าวเรียกค่าเสียหายจากจำเลยที่ 3 ซึ่งเป็นผู้กระทำละเมิดได้ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 226, 227 และ 616 ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษาให้จำเลยที่ 3 ร่วมรับผิดกับจำเลยอื่นนั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วยในผล ฎีกาของจำเลยที่ 3 ฟังไม่ขึ้น ฎีกาข้ออื่นไม่จำต้องวินิจฉัยเพราะไม่ทำให้ผลคดีเปลี่ยนแปลงไป

พิพากษายืน ให้จำเลยที่ 3 ใช้ค่าทนายความชั้นฎีกา 5,000 บาท แทนโจทก์
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 420
ป.วิ.อ. ม. 46
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — บริษัทซี. เค. เค. เซอร์วิส จำกัด
จำเลย — นายศักดิ์ชัย วรรณอุดม กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดปทุมธานี — นางสาวศุภลักษณ์ ลาภทวีโชค
ศาลอุทธรณ์ภาค 1 — นายปลื้ม นวลนิ่ม
ชื่อองค์คณะ
อภิรัตน์ ลัดพลี
จรูญ ชีวิตโสภณ
บุญไชย ธนาพันธ์สิน
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 16161 -ที่ 16162/2557
#572045
เปิดฉบับเต็ม

การที่ ท. พนักงานขายของผู้เสียหายส่งมอบรถยนต์คันดังกล่าวให้แก่จำเลยทั้งสามมิได้เกิดจากการที่จำเลยทั้งสามหลอกลวงด้วยการแสดงข้อความ และโดยการหลอกลวงดังว่านั้นได้ไปซึ่งทรัพย์สินของผู้เสียหาย แต่เกิดจากเชื่อว่าจำเลยทั้งสามสามารถชำระราคารถยนต์ได้ การที่จำเลยทั้งสามร่วมกันใช้สำเนาหนังสือ ส.ป.ก. 4 - 01 ข ปลอม เพื่อให้พนักงานขายของผู้เสียหายตกลงขายรถยนต์ให้แก่จำเลยทั้งสาม จึงเป็นเพียงวิธีการที่จะทำให้จำเลยทั้งสามเอารถยนต์ของผู้เสียหายไปเท่านั้น การกระทำของจำเลยทั้งสามเป็นกรณีมีเจตนาทุจริตที่จะเอารถยนต์ของผู้เสียหายไปตั้งแต่ต้นแล้ว จึงมิใช่เป็นความผิดฐานร่วมกันฉ้อโกง แต่เป็นความผิดฐานร่วมกันลักทรัพย์โดยร่วมกันกระทำความผิดด้วยกันตั้งแต่สองคนขึ้นไปตาม ป.อ. มาตรา 335 (7) วรรคแรก ซึ่งการที่จำเลยทั้งสามร่วมกันนำเอกสารสิทธิอันเป็นเอกสารราชการปลอมไปแสดงต่อพนักงานขายของผู้เสียหาย เพื่อให้พนักงานขายของผู้เสียหายขายรถยนต์ให้แก่จำเลยทั้งสามและจำเลยทั้งสามเอารถยนต์ของผู้เสียหายไปนั้น เป็นการกระทำที่มีเจตนามุ่งหมายเพื่อให้ได้รถยนต์ของผู้เสียหายเท่านั้น แม้การกระทำแต่ละอย่างจะเป็นความผิดก็เป็นการกระทำกรรมเดียวผิดต่อกฎหมายหลายบท หาใช่เป็นความผิดหลายกรรม

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
คดีทั้งสองสำนวนนี้ ศาลชั้นต้นพิจารณาและพิพากษารวมกัน โดยให้เรียกโจทก์ทั้งสองสำนวนว่า โจทก์ เรียกจำเลยที่ 1 และที่ 2 ในสำนวนแรกว่า จำเลยที่ 1 และที่ 2 และเรียกจำเลยในสำนวนหลังว่า จำเลยที่ 3

โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยทั้งสามตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 58, 83, 91, 266, 268, 335 ให้จำเลยทั้งสามร่วมกันคืนหรือใช้ราคารถกระบะเป็นเงิน 725,000 บาท แก่ผู้เสียหายและบวกโทษของจำเลยที่ 2 ที่รอการลงโทษไว้ในคดีอาญาหมายเลขแดงที่ 241/2555 ของศาลชั้นต้นเข้ากับโทษในคดีนี้

จำเลยที่ 1 และที่ 3 ให้การปฏิเสธ

จำเลยที่ 2 ให้การรับสารภาพในข้อหาร่วมกันลักทรัพย์ ส่วนข้อหาอื่นนอกจากนี้ให้การปฏิเสธ แต่รับว่าเป็นบุคคลคนเดียวกับจำเลยในคดีที่โจทก์ขอให้บวกโทษ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยทั้งสามมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 335 (7) วรรคแรก ประกอบมาตรา 83 และจำเลยที่ 1 และที่ 3 มีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 268 วรรคแรก ประกอบมาตรา 266 (1), 83 อีกกระทงหนึ่ง การกระทำของจำเลยที่ 1 และที่ 3 เป็นความผิดหลายกรรมต่างกัน ลงโทษทุกกรรมเป็นกระทงความผิดไปตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 ลงโทษจำเลยทั้งสามฐานร่วมกันลักทรัพย์ จำคุกคนละ 5 ปี และลงโทษจำเลยที่ 1 และที่ 3 ฐานร่วมกันใช้เอกสารสิทธิอันเป็นเอกสารราชการปลอม จำคุกคนละ 2 ปี รวมจำคุกจำเลยที่ 1 และที่ 3 คนละ 7 ปี เฉพาะจำเลยที่ 2 ให้การรับสารภาพเป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 กึ่งหนึ่ง คงจำคุก 2 ปี 6 เดือน บวกโทษจำคุก 9 เดือน ที่รอการลงโทษไว้ในคดีอาญาหมายเลขแดงที่ 241/2555 ศาลชั้นต้น เข้ากับโทษคดีนี้ เป็นจำคุกจำเลยที่ 2 มีกำหนด 2 ปี 15 เดือน ให้จำเลยทั้งสามร่วมกันคืนรถยนต์หรือชำระเงิน 725,000 บาท แทนการคืนรถยนต์แก่ผู้เสียหาย (ที่ถูก ต้องระบุด้วยว่า ความผิดฐานร่วมกันปลอมเอกสารสิทธิอันเป็นเอกสารราชการสำหรับจำเลยที่ 1 และที่ 3 และความผิดฐานร่วมกันปลอมเอกสารสิทธิอันเป็นเอกสารราชการและร่วมกันใช้เอกสารสิทธิอันเป็นเอกสารราชการปลอมสำหรับจำเลยที่ 2 ให้ยกฟ้อง)

โจทก์ จำเลยที่ 1 และที่ 3 อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 4 พิพากษาแก้เป็นว่า จำเลยทั้งสามมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 268 วรรคแรก ประกอบมาตรา 266 (1), 341 ประกอบมาตรา 83 เป็นกรรมเดียวเป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบท ให้ลงโทษฐานใช้เอกสารสิทธิอันเป็นเอกสารราชการปลอม ซึ่งเป็นกฎหมายบทที่มีโทษหนักที่สุดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 จำคุกคนละ 2 ปี บวกโทษจำคุก 9 เดือน ที่รอการลงโทษไว้ในคดีอาญาหมายเลขแดงที่ 241/2555 ของศาลชั้นต้น เข้ากับโทษจำคุกของจำเลยที่ 2 รวมจำคุกจำเลยที่ 2 มีกำหนด 2 ปี 9 เดือน นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

โจทก์ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงรับฟังเป็นยุติในชั้นฎีกาโดยคู่ความไม่โต้แย้งว่า ก่อนเกิดเหตุจำเลยที่ 3 เคยนำลูกค้ามาซื้อรถยนต์มือสองที่บริษัทเจริญพานรัตนสิน จำกัด ผู้เสียหาย โดยผู้เสียหายให้ค่าตอบแทนแก่จำเลยที่ 3 จำเลยทั้งสามไปที่บริษัทผู้เสียหาย จำเลยที่ 3 แจ้งต่อนายทนงศักดิ์ พนักงานของผู้เสียหายว่าต้องการซื้อรถยนต์ยี่ห้อโต้โยต้าชนิด 4 ประตู ยกสูงหรือฟรีแลนด์เนอร์ ซึ่งขณะนั้นผู้เสียหายมีรถยนต์หมายเลขทะเบียน ฌจ 3215 กรุงเทพมหานคร ตรงตามที่จำเลยที่ 3 ต้องการซื้อ จำเลยที่ 3 แจ้งว่าจำเลยที่ 1 จะเป็นผู้ซื้อด้วยวิธีการผ่อนชำระ โดยจำเลยที่ 3 จะค้ำประกันให้และจำเลยที่ 3 นำสำเนาหนังสืออนุญาตให้เข้าทำประโยชน์ในเขตปฏิรูปที่ดิน (ส.ป.ก. 4 -01 ข) ซึ่งเป็นเอกสารสิทธิอันเป็นเอกสารราชการปลอม แสดงต่อนายทนงศักดิ์และพนักงานขายคนอื่น ระหว่างนั้นจำเลยที่ 1 แจ้งว่าทำงานดูแลรีสอร์ตของพี่สาว โดยจำเลยที่ 2 พูดสนับสนุนจำเลยที่ 1 และบอกด้วยว่าจำเลยที่ 3 มีสวนยางพารา เพื่อให้นายทนงศักดิ์และพนักงานขายเชื่อถือ ในการขายรถยนต์ด้วยวิธีผ่อนชำระจะต้องทำสัญญาเช่าซื้อกับสถาบันการเงินก่อนหรืออย่างช้าในวันรับรถ แต่เนื่องจากช่วงเกิดเหตุเป็นช่วงใกล้เทศกาลสงกรานต์ สถาบันการเงินผู้ให้เช่าซื้อไม่สะดวกที่จะมารับเอกสารหรือทำสัญญาเช่าซื้อ ประกอบกับนายทนงศักดิ์เชื่อใจจำเลยทั้งสามเพราะจำเลยที่ 3 เคยติดต่อบริษัทผู้เสียหายหลายครั้ง จึงตกลงขายรถยนต์หมายเลขทะเบียน ฌจ 3215 กรุงเทพมหานคร ให้จำเลยที่ 1 ในราคา 725,000 บาท ตกลงเงินดาวน์ 75,000 บาท จำเลยที่ 1 ชำระในวันดังกล่าว 40,000 บาท ส่วนที่เหลือจะชำระในภายหลังโดยโอนเงินเข้าบัญชีธนาคารของผู้เสียหาย ตามหนังสือสัญญาจะซื้อจะขายและนัดหมายให้จำเลยทั้งสามมาทำสัญญาเช่าซื้อวันที่ 19 เมษายน 2555 หลังจากนั้นจำเลยทั้งสามรับรถยนต์คันดังกล่าวจากผู้เสียหายไป เมื่อถึงกำหนดจำเลยทั้งสามไม่ไปตามนัด ความผิดฐานร่วมกันปลอมเอกสารสิทธิอันเป็นเอกสารราชการและร่วมกันใช้เอกสารสิทธิอันเป็นเอกสารราชการปลอมยุติไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ภาค 4

มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ว่า การกระทำของจำเลยทั้งสามเป็นความผิดฐานร่วมกันลักทรัพย์และความผิดฐานร่วมกันลักทรัพย์กับความผิดฐานร่วมกันใช้เอกสารสิทธิอันเป็นเอกสารราชการปลอมเป็นความผิดหลายกรรมต่างกันหรือไม่ โดยโจทก์ฎีกาว่า จำเลยทั้งสามมีเจตนาร่วมกันลักรถยนต์ของผู้เสียหายมาตั้งแต่แรกโดยวิธีการวางแผนทำสัญญาจะซื้อจะขายและแสดงสำเนาหนังสืออนุญาตให้เข้าทำประโยชน์ในเขตปฏิรูปที่ดิน (ส.ป.ก. 4 -01 ข) ซึ่งเป็นเพียงกลอุบายแย่งเอารถยนต์คันดังกล่าวไปจากความครอบครองของผู้เสียหายโดยมีลักษณะเป็นการแบ่งหน้าที่กันทำนั้น เห็นว่า การที่นายทนงศักดิ์ พนักงานขายของผู้เสียหายยอมขายรถยนต์หมายเลขทะเบียน ฌจ 3215 กรุงเทพมหานคร ให้แก่จำเลยทั้งสามนั้น เป็นเพราะจำเลยทั้งสามร่วมกันแสดงสำเนาหนังสืออนุญาตให้เข้าทำประโยชน์ในเขตปฏิรูปที่ดิน (ส.ป.ก. 4 -01 ข) ปลอม และเชื่อใจจำเลยที่ 3 ที่เคยติดต่อซื้อรถยนต์จากผู้เสียหายหลายครั้ง หากจำเลยทั้งสามไม่ร่วมกันแสดงสำเนาหนังสืออนุญาตให้เข้าทำประโยชน์ในเขตปฏิรูปที่ดิน (ส.ป.ก. 4 -01 ข) ปลอม นายทนงศักดิ์คงไม่ตกลงขายรถยนต์ให้แก่จำเลยทั้งสามด้วยวิธีผ่อนชำระ การที่นายทนงศักดิ์ส่งมอบรถยนต์คันดังกล่าวให้แก่จำเลยทั้งสามจึงมิได้เกิดจากการที่จำเลยทั้งสามหลอกลวงด้วยการแสดงข้อความ และโดยการหลอกลวงดังว่านั้นได้ไปซึ่งทรัพย์สินของผู้เสียหาย แต่เกิดจากเชื่อว่าจำเลยทั้งสามสามารถชำระราคารถยนต์ได้ การที่จำเลยทั้งสามร่วมกันใช้สำเนาหนังสืออนุญาตให้เข้าทำประโยชน์ในเขตปฏิรูปที่ดิน (ส.ป.ก. 4 -01 ข) ปลอม เพื่อให้พนักงานขายของผู้เสียหายตกลงขายรถยนต์ให้แก่จำเลยทั้งสาม จึงเป็นเพียงวิธีการที่จะทำให้จำเลยทั้งสามเอารถยนต์ของผู้เสียหายไปเท่านั้น การกระทำของจำเลยทั้งสามเป็นกรณีมีเจตนาทุจริตที่จะเอารถยนต์ของผู้เสียหายไปตั้งแต่ต้นแล้ว จึงมิใช่เป็นความผิดฐานร่วมกันฉ้อโกงดังที่ศาลอุทธรณ์ภาค 4 วินิจฉัย แต่เป็นความผิดฐานร่วมกันลักทรัพย์โดยร่วมกระทำความผิดด้วยกันตั้งแต่สองคนขึ้นไปตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 335 (7) วรรคแรก ซึ่งการที่จำเลยทั้งสามร่วมกันนำเอกสารสิทธิอันเป็นเอกสารราชการปลอมไปแสดงต่อพนักงานขายของผู้เสียหายเพื่อให้พนักงานขายของผู้เสียหายขายรถยนต์ให้แก่จำเลยทั้งสามและจำเลยทั้งสามเอารถยนต์ของผู้เสียหายไปนั้น เป็นการกระทำที่มีเจตนามุ่งหมายเพื่อให้ได้รถยนต์ของผู้เสียหายเท่านั้น แม้การกระทำแต่ละอย่างจะเป็นความผิดก็เป็นการกระทำกรรมเดียวผิดต่อกฎหมายหลายบท หาใช่เป็นความผิดหลายกรรมดังที่ศาลชั้นต้นวินิจฉัยไม่ ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 4 พิพากษามานั้น ศาลฎีกาไม่เห็นพ้องด้วย ฎีกาของโจทก์ฟังขึ้นบางส่วน

พิพากษาแก้เป็นว่า จำเลยทั้งสามมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 268 วรรคแรก ประกอบมาตรา 226 (1), 335 (7) วรรคแรก ประกอบมาตรา 83 การกระทำของจำเลยทั้งสามเป็นกรรมเดียวเป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบท ให้ลงโทษฐานใช้เอกสารสิทธิอันเป็นเอกสารราชการปลอม ซึ่งเป็นกฎหมายบทที่มีโทษหนักที่สุดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 โทษและนอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 4
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.อ. ม. 90 ม. 266 ม. 268 ม. 335
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการจังหวัดอุดรธานี
จำเลย — นายนาวา บริกุล กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดอุดรธานี — นายภัทรภณ ขวัญเมือง
ศาลอุทธรณ์ภาค 4 — นายสมัย เฮงมีชัย
ชื่อองค์คณะ
อดิศักดิ์ ปัตรวลี
ทวีศักดิ์ ทองภักดี
เฉลิมศักดิ์ ภัทรสุมันต์
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 16137/2557
#575739
เปิดฉบับเต็ม

การจะริบทรัพย์ตาม พ.ร.บ.มาตรการในการปราบปรามผู้กระทำความผิดเกี่ยวกับยาเสพติด พ.ศ.2534 มาตรา 30 วรรคหนึ่ง นั้น ผู้ร้องมีหน้าที่นำพยานหลักฐานมาไต่สวนให้ได้ความว่าทรัพย์สินดังกล่าวเกี่ยวข้องในการกระทำความผิดเกี่ยวกับยาเสพติด ซึ่งเป็นคนละส่วนกับคดีที่ผู้กระทำความผิดเกี่ยวกับยาเสพติดถูกฟ้องอันเป็นคดีหลัก แม้ในคดีหลักจำเลยจะให้การรับสารภาพ แต่เมื่อทางนำสืบของผู้ร้องได้ความเพียงว่าเจ้าพนักงานตำรวจตรวจค้นพบเมทแอมเฟตามีนของกลางได้ที่ตัวจำเลย โดยซุกซ่อนไว้ที่ขอบกางเกงที่จำเลยสวมอยู่ และผู้ร้องไม่นำสืบให้เห็นว่า จำเลยใช้รถจักรยานยนต์ของกลางเป็นยานพาหนะสำหรับการมีเมทแอมเฟตามีนไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่ายอย่างไร หรือจำเลยมีเจตนาที่จะใช้รถจักรยานยนต์ของกลางเป็นประโยชน์ในการกระทำความผิดคดีนี้อย่างไร ดังนั้น รถจักรยานยนต์ของกลางเป็นเพียงยานพาหนะที่จำเลยใช้เดินทางมายังสถานที่เกิดเหตุ มิใช่เป็นยานพาหนะที่จำเลยได้ใช้ในการกระทำความผิด หรือใช้เป็นอุปกรณ์ให้ได้รับผลในการกระทำความผิด หรือมีไว้เพื่อใช้ในการกระทำความผิดเกี่ยวกับยาเสพติด อันจะพึงริบได้ตามมาตรา 30 วรรคหนึ่ง

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
คดีนี้สืบเนื่องมาจากผู้ร้องเคยเป็นโจทก์ฟ้องนายสุธีหรือไปป์หรือไปรส์ ในความผิดฐานมีเมทแอมเฟตามีน อันเป็นยาเสพติดให้โทษในประเภท 1 ไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่ายตามคดีอาญาหมายเลขดำที่ 219/2556 ของศาลชั้นต้นต่อมาผู้ร้องยื่นคำร้องว่า เมื่อวันที่ 17 พฤษภาคม 2556 เจ้าพนักงานจับกุมจำเลยได้พร้อมยึดเมทแอมเฟตามีน จำนวน 19 เม็ด น้ำหนักสุทธิ 1.720 กรัม และยึดรถจักรยานยนต์ ยี่ห้อฮอนด้า หมายเลขทะเบียน ขงว กาญจนบุรี 584 เป็นของกลาง รถจักรยานยนต์ ของกลางเป็นเครื่องมือ เครื่องใช้ ยานพาหนะ หรือทรัพย์สินที่ใช้ในการกระทำความผิดเกี่ยวกับยาเสพติด หรือใช้เป็นอุปกรณ์ให้ได้รับผลในการกระทำความผิดเกี่ยวกับยาเสพติดหรือมีไว้เพื่อใช้ในการกระทำความผิดเกี่ยวกับยาเสพติด จำเลยได้ใช้รถจักรยานยนต์คันดังกล่าวเป็นยานพาหนะขับไปในการติดต่อซื้อขายเมทแอมเฟตามีนให้แก่สายลับผู้ล่อซื้อ ขอให้ริบรถจักรยานยนต์ของกลางให้ตกเป็นของกองทุนป้องกันและปราบปรามยาเสพติด ตามพระราชบัญญัติมาตรการในการปราบปรามผู้กระทำความผิดเกี่ยวกับยาเสพติด พ.ศ.2534 มาตรา 30, 31 ศาลประกาศหนังสือพิมพ์ที่มีจำหน่ายแพร่หลายในท้องถิ่นสองวันติดต่อกันเพื่อให้บุคคลอื่นซึ่งอาจอ้างว่าเป็นเจ้าของทรัพย์สินมายื่นคำร้องขอเข้ามาในคดีตามกฎหมายแล้ว

ผู้คัดค้านยื่นคำร้องขอให้มีคำสั่งยกคำร้องของผู้ร้องดังกล่าว

ศาลชั้นต้นไต่สวนแล้ว มีคำสั่งยกคำร้อง ให้คืนรถจักรยานยนต์ ยี่ห้อฮอนด้า หมายเลขทะเบียน ขงว กาญจนบุรี 584 ของกลางให้แก่ผู้คัดค้าน

ผู้ร้องอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 7 แผนกคดีเยาวชนและครอบครัวพิพากษายืน

ผู้ร้องฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีเยาวชนและครอบครัววินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงเบื้องต้นฟังได้ว่า ตามวันเวลาและสถานที่เกิดเหตุในคดีอาญาหมายเลขแดงที่ 158/2556 ของศาลชั้นต้น เจ้าพนักงานตำรวจได้เรียกให้จำเลยซึ่งขับรถจักรยานยนต์ยี่ห้อฮอนด้า หมายเลขทะเบียน ขงว กาญจนบุรี 584 ของกลาง มีชายวัยรุ่นอีกคนหนึ่งซ้อนท้ายหยุดรถเพื่อทำการตรวจค้น จากการตรวจค้นตัวจำเลยพบเมทแอมเฟตามีน อันเป็นยาเสพติดให้โทษในประเภท 1 จำนวน 19 เม็ด บรรจุอยู่ในถุงพลาสติกสีขาวเหน็บอยู่ที่ขอบกางเกงของจำเลย เจ้าพนักงานตำรวจจึงยึดเมทแอมเฟตามีนและรถจักรยานยนต์ดังกล่าวไว้เป็นของกลางในคดีอาญาหมายเลขแดงที่ 158/2556 ของศาลชั้นต้น จำเลยให้การรับสารภาพว่า มีเมทแอมเฟตามีนของกลางไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่าย มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของผู้ร้องว่า รถจักรยานยนต์คันดังกล่าวเป็นทรัพย์อันต้องริบตกเป็นของกองทุนป้องกันและปราบปรามยาเสพติดหรือไม่ เห็นว่าตามพระราชบัญญัติมาตรการในการปราบปรามผู้กระทำความผิดเกี่ยวกับยาเสพติด พ.ศ.2534 มาตรา 30 วรรคหนึ่ง บัญญัติว่า "บรรดาเครื่องมือ เครื่องใช้ ยานพาหนะเครื่องจักรกล หรือทรัพย์สินอื่นใดที่ใช้ในการกระทำความผิดเกี่ยวกับยาเสพติด หรือใช้เป็นอุปกรณ์ให้ได้รับผลในการกระทำความผิดเกี่ยวกับยาเสพติด หรือมีไว้เพื่อใช้ในการกระทำความผิดเกี่ยวกับยาเสพติด ให้ริบเสียทั้งสิ้นไม่ว่าจะมีผู้ถูกลงโทษตามคำพิพากษาหรือไม่ก็ตาม" ตามบทบัญญัติดังกล่าว ผู้ร้องจึงมีหน้าที่จะต้องนำพยานหลักฐานมาไต่สวนให้ได้ความว่า ทรัพย์สินดังกล่าวเกี่ยวข้องในการกระทำความผิดเกี่ยวกับยาเสพติด ซึ่งเป็นคนละส่วนกับคดีที่ผู้กระทำความผิดเกี่ยวกับยาเสพติดถูกฟ้องอันเป็นคดีหลัก แม้จำเลยจะให้การรับสารภาพ

ในคดีอาญาหมายเลขแดงที่ 158/2556 ของศาลชั้นต้น ซึ่งเป็นคดีหลักก็ตาม เมื่อทางนำสืบของผู้ร้องได้ความเพียงว่าเจ้าพนักงานตำรวจตรวจค้นพบเมทแอมเฟตามีนของกลางได้ที่ตัวจำเลย โดยซุกซ่อนไว้ที่ขอบกางเกงที่จำเลยสวมอยู่ โดยไม่ปรากฏว่าจำเลยนำรถจักรยานยนต์ของกลางมาใช้เป็นยานพาหนะสำหรับการมีเมทแอมเฟตามีนไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่ายอย่างไร และผู้ร้องไม่นำสืบให้เห็นว่า จำเลยใช้รถจักรยานยนต์ของกลางเป็นยานพาหนะนำเมทแอมเฟตามีนไปส่งเพื่อจำหน่ายอย่างไร หรือจำเลยมีเจตนาที่จะใช้รถจักรยานยนต์ของกลางเป็นประโยชน์ในการกระทำความผิดคดีนี้อย่างไร รถจักรยานยนต์ของกลางจึงไม่ใช่ยานพาหนะที่จำเลยใช้เป็นอุปกรณ์ให้ได้รับผลในการกระทำความผิดรถจักรยานยนต์ของกลางเป็นเพียงยานพาหนะที่ใช้สัญจรไปมาเท่านั้น ประชาชนทั่วไปสามารถมีไว้เพื่อใช้งานตามปกติ ถือไม่ได้ว่าเป็นทรัพย์ที่มีไว้เพื่อใช้ในการกระทำความผิดโดยตรง ดังนั้น รถจักรยานยนต์ของกลางจึงเป็นเพียงยานพาหนะที่จำเลยใช้เดินทางมายังสถานที่เกิดเหตุ มิใช่เป็นยานพาหนะที่จำเลยได้ใช้ในการกระทำความผิด หรือใช้เป็นอุปกรณ์ให้ได้รับผลในการกระทำความผิดหรือมีไว้เพื่อใช้ในการกระทำความผิดเกี่ยวกับยาเสพติดอันจะพึงริบได้ตามมาตรา 30 วรรคหนึ่ง ที่ศาลล่างทั้งสองไม่ริบรถจักรยานยนต์ของกลางนั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาของผู้ร้องฟังไม่ขึ้น

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.มาตรการในการปราบปรามผู้กระทำความผิดเกี่ยวกับยาเสพติด พ.ศ.2534 ม. 30 วรรคหนึ่ง
ชื่อคู่ความ
พนักงานอัยการสำนักงานอัยการ
ผู้ร้อง — คดีเยาวชนและครอบครัวจังหวัดกาญจนบุรี
ผู้คัดค้าน — นายสุดใจ ปาสาเท
จำเลย — นายสุธีหรือไปป์หรือไปรส์ ปาสาเท
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลเยาวชนและครอบครัวจังหวัดกาญจนบุรี — นายไพศาล ไพบูลย์วัฒนกิจ
ศาลอุทธรณ์ภาค 7 — นายกีรติ วรพุทธพงศ์
ชื่อองค์คณะ
วีรา ไวยหงษ์ รินทร์ศรี
พฤษภา พนมยันตร์
อาเล็ก จรรยาทรัพย์กิจ
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 16136/2557
#575235
เปิดฉบับเต็ม

จากพฤติการณ์ของจำเลยที่ 2 ที่พบเห็นผู้เสียหายที่ 1 ขับรถจักรยานยนต์พาเด็กหญิง ม. ซึ่งเคยเป็นคนรักของจำเลยที่ 2 มาซื้อของ จำเลยที่ 2 จึงขับรถจักรยานยนต์ติดตามไปปาดหน้ารถของผู้เสียหายที่ 1 และใช้อาวุธมีดชี้หน้าบังคับให้หยุดรถ หลังจากนั้นจำเลยที่ 1 ขับรถจักรยานยนต์ติดตามมาโดยมีคนร้ายนั่งซ้อนท้ายมาจอดในบริเวณที่เกิดเหตุ แล้วคนร้ายใช้อาวุธมีดฟันผู้เสียหายที่ 1 ทันที และหลบหนี้ไปด้วยกันย่อมบ่งชี้ชัดว่า จำเลยที่ 2 มีเจตนาร่วมสมคบกับพวกมาทำร้ายผู้เสียหายที่ 1 ฟังได้ว่า จำเลยที่ 2 มีเจตนาร่วมกับพวกในการใช้อาวุธมีดฟันผู้เสียหายที่ 1 จริง แต่การที่พวกของจำเลยที่ 2 ใช้อาวุธมีดฟันผู้เสียหายที่ 1 ที่ศีรษะซึ่งเป็นอวัยวะสำคัญ แต่ก็ฟันเพียงครั้งเดียว ในขณะที่ผู้เสียหายที่ 1 ไม่ทันระวังตัว ไม่ได้ต่อสู้หรือมีผู้ใดขัดขวาง หลังจากนั้นก็ไม่ปรากฏว่าพวกจำเลยที่ 2 ฟันผู้เสียหายที่ 1 ซ้ำอีก ทั้งบาดแผลที่ผู้เสียหายที่ 1 ได้รับ มีความยาว 5 เซนติเมตร ไม่ลึกถึงกะโหลกศีรษะ สามารถรักษาได้ภายใน 7 ถึง 14 วัน แสดงว่าไม่ได้ฟันโดยแรง ทั้ง ๆ ที่เป็นอาวุธมีดขนาดใหญ่ที่สามารถใช้ฟัน อันตรายต่อชีวิตได้โดยฟันครั้งเดียว พฤติการณ์แห่งคดีคงฟังได้เพียงว่าจำเลยที่ 2 กับพวกมีเจตนาทำร้ายผู้เสียหายที่ 1 เท่านั้น ไม่มีเจตนาฆ่า ผู้เสียหายที่ 1 จำเลยที่ 2 จึงไม่ผิดฐานพยายามฆ่า และเป็นเหตุในส่วนลักษณะคดี จำเลยที่ 1 ซึ่งถูกฟ้องกล่าวหาว่าร่วมกระทำความผิดย่อมได้รับประโยชน์ด้วย แม้คดีส่วนของจำเลยที่ 1 จะยุติแล้ว ศาลฎีกาก็มีอำนาจพิพากษาตลอดไปถึงจำเลยที่ 1 ได้ ตาม ป.วิ.อ. มาตรา 185 ประกอบมาตรา 215 และ 225

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
คดีนี้ เดิมศาลชั้นต้นมีคำสั่งให้พิจารณาและพิพากษารวมกับคดีอาญาหมายเลขแดงที่ 71/2556 ของศาลชั้นต้น โดยจำเลยในคดีอาญาดังกล่าวคือจำเลยที่ 1 ในคดีนี้ และคดีหมายเลขแดงที่ 71/2556 ของศาลชั้นต้นยุติแล้วตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 6 คงขึ้นมาสู่การพิจารณาของศาลฎีกาเฉพาะคดีนี้

โจทก์ฟ้องทั้งสองสำนวนขอให้ลงโทษจำเลยตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 33, 80, 83, 91, 288, 371 ริบอาวุธมีดดาบของกลาง และนับโทษหรือระยะเวลาควบคุมเพื่อฝึกอบรมของจำเลยที่ 1 ทั้งสองคดีต่อเนื่องกัน

จำเลยทั้งสองให้การปฏิเสธ แต่ก่อนสืบพยาน จำเลยทั้งสองขอถอนคำให้การเดิมและให้การใหม่เป็นรับสารภาพ และจำเลยที่ 1 รับว่าเป็นบุคคลคนเดียวกับจำเลยในคดีที่โจทก์ขอให้นับโทษต่อ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยทั้งสองมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 288 ประกอบมาตรา 80, 83, 371 ประกอบมาตรา 83 การกระทำของจำเลยทั้งสองเป็นความผิดหลายกรรมต่างกัน ให้ลงโทษทุกกรรมเป็นกระทงความผิดไปตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 ขณะกระทำความผิดจำเลยที่ 1 มีอายุ 15 ปีเศษ จำเลยที่ 2 อายุ 16 ปีเศษ ลดมาตราส่วนโทษให้คนละกึ่งหนึ่ง ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 75 ฐานร่วมกันพยายามฆ่าผู้อื่น จำเลยที่ 1 กระทำความผิดสองกระทง จำคุกกระทงละ 5 ปี รวมจำคุก 10 ปี จำคุกจำเลยที่ 2 มีกำหนด 5 ปี ฐานร่วมกันพาอาวุธติดตัวไปในเมือง หมู่บ้านหรือทางสาธารณะโดยเปิดเผยหรือโดยไม่มีเหตุสมควร ปรับคนละ 50 บาท จำเลยที่ 1 กระทำความผิดสองกระทง รวมปรับ 100 บาท ปรับจำเลยที่ 2 เป็นเงิน 50 บาท รวมจำคุกจำเลยที่ 1 มีกำหนด 10 ปี และปรับ 100 บาท จำคุกจำเลยที่ 2 มีกำหนด 5 ปี และปรับ 50 บาท จำเลยทั้งสองให้การรับสารภาพ เป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้กระทงละกึ่งหนึ่งตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คงจำคุกจำเลยที่ 1 มีกำหนด 5 ปี และปรับ 50 บาท จำคุกจำเลยที่ 2 มีกำหนด 2 ปี 6 เดือน และปรับ 25 บาท อาศัยอำนาจตามพระราชบัญญัติศาลเยาวชนและครอบครัวและวิธีพิจารณาคดีเยาวชนและครอบครัว พ.ศ.2553 มาตรา 142 (1) ให้เปลี่ยนโทษจำคุกเป็นส่งจำเลยทั้งสองให้ไปฝึกอบรมที่ศูนย์ฝึกและอบรมเด็กและเยาวชนเขต 6 จังหวัดนครสวรรค์ สำหรับจำเลยที่ 1 มีกำหนด 5 ปี สำหรับจำเลยที่ 2 มีกำหนด 2 ปี 6 เดือน นับแต่วันพิพากษา หากจำเลยอายุครบ 24 ปีบริบูรณ์ ก่อนครบกำหนดระยะเวลาฝึกอบรม ให้ส่งจำเลยทั้งสองไปจำคุกในเรือนจำจังหวัดพิจิตรเท่ากับระยะเวลาฝึกอบรมที่เหลืออยู่ หากจำเลยทั้งสองไม่ชำระค่าปรับ ให้ส่งตัวไปควบคุมเพื่อฝึกอบรมที่ศูนย์ฝึกและอบรมเด็กและเยาวชน เขต 6 จังหวัดนครสวรรค์ มีกำหนดคนละ 1 วัน ตามพระราชบัญญัติศาลเยาวชนและครอบครัวและวิธีพิจารณาคดีเยาวชนและครอบครัว พ.ศ.2553 มาตรา 145 วรรคหนึ่ง ริบอาวุธมีดของกลาง

จำเลยทั้งสองอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 6 แผนกคดีเยาวชนและครอบครัวพิพากษาแก้เป็นว่าให้ยกฟ้องจำเลยที่ 2 ในข้อหาพยายามฆ่า นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

โจทก์ฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีเยาวชนและครอบครัววินิจฉัยว่า มีปัญหาที่จะต้องวินิจฉัยตามฎีกาโจทก์มีว่า จำเลยที่ 2 มีเจตนาร่วมกับคนร้ายใช้มีดฟันผู้เสียหายที่ 1 หรือไม่ เห็นว่า โจทก์ฟ้องว่าจำเลยที่ 2 ร่วมกับพวกใช้อาวุธมีดฟันผู้เสียหายที่ 1 โดยมีเจตนาฆ่า จำเลยที่ 2 ให้การรับสารภาพ โจทก์มีพยานเข้าสืบประกอบคำรับสารภาพของจำเลยที่ 2 คือ ผู้เสียหายที่ 1 กับคำให้การในชั้นสอบสวนของเด็กหญิงมาลัย มานำสืบเพื่อพิสูจน์ความผิดของจำเลยที่ 2 ผู้เสียหายที่ 1 เบิกความยืนยันชัดเจนว่า จำเลยที่ 2 ถืออาวุธมีดปลายแหลม ตอนกลางโค้ง ยาวประมาณ 1 ไม้บรรทัด ขับรถจักรยานยนต์ปาดหน้าแล้วใช้อาวุธมีดชี้หน้าบังคับให้หยุดรถ เมื่อผู้เสียหายที่ 1 หยุดรถกำลังพูดคุยกับจำเลยที่ 2 จำเลยที่ 1 ขับรถจักรยานยนต์มีคนร้ายนั่งซ้อนท้ายมาจอดในบริเวณที่เกิดเหตุ แล้วคนร้ายที่นั่งซ้อนท้ายเข้ามาใช้อาวุธมีดฟันผู้เสียหายที่ 1 ทันที หลังจากนั้นก็ขับรถหลบหนีไปทางเดียวกัน สอดคล้องกับคำให้การชั้นสอบสวนของเด็กหญิงมาลัย ผู้เสียหายที่ 1 ไม่รู้จักจำเลยที่ 1 และคนร้ายที่ใช้อาวุธมีดฟันผู้เสียหายที่ 1 มาก่อน แต่พฤติการณ์ที่จำเลยที่ 2 พบเห็นผู้เสียหายที่ 1 ขับรถจักรยานยนต์พาเด็กหญิงมาลัย ซึ่งเคยเป็นคนรักของจำเลยที่ 2 มาซื้อของ ก็ถืออาวุธมีดขับรถติดตามไปปาดหน้า หลังจากนั้นพวกของจำเลยที่ 2 ขับรถจักรยานยนต์ติดตามมาแล้วใช้อาวุธมีดฟันผู้เสียหายที่ 1 ทันที และหลบหนีไปด้วยกัน ย่อมบ่งชี้ชัดว่าจำเลยที่ 2 มีเจตนาร่วมสมคบกันมาทำร้ายผู้เสียหายที่ 1 ในชั้นอุทธรณ์จำเลยที่ 2 ก็โต้แย้งเพียงว่า การกระทำของพวกของจำเลยมีเพียงเจตนาทำร้ายผู้เสียหายที่ 1 เท่านั้น ไม่มีเจตนาฆ่า ไม่ได้โต้แย้งว่าไม่ได้มีเจตนาร่วมกับพวกในการทำร้ายผู้เสียหายที่ 1 พยานหลักฐานที่โจทก์นำสืบประกอบคำรับสารภาพของจำเลยที่ 2 ฟังได้เป็นที่พอใจแล้วว่า จำเลยที่ 2 มีเจตนาร่วมกับพวกในการใช้อาวุธมีดฟันผู้เสียหายที่ 1 ฎีกาโจทก์ข้อนี้ฟังขึ้น สำหรับปัญหาว่า การกระทำของจำเลยที่ 2 กับพวก แสดงว่ามีเจตนาฆ่าผู้เสียหายที่ 1 หรือไม่ เห็นว่า แม้พวกของจำเลยที่ 2 จะใช้อาวุธมีดฟันผู้เสียหายที่ศีรษะซึ่งเป็นอวัยวะสำคัญ แต่พวกจำเลยก็ฟันเพียงครั้งเดียว ในขณะที่ผู้เสียหายไม่ทันระวังตัว ไม่ได้ต่อสู้ หรือมีผู้ใดเข้าขัดขวาง หลังจากนั้นก็ไม่ปรากฏว่าพวกจำเลยฟันผู้เสียหายซ้ำอีก ทั้งบาดแผลที่ผู้เสียหายที่ 1 ได้รับ มีความยาว 5 เซนติเมตร ไม่ลึกถึงกะโหลกศีรษะ สามารถรักษาให้หายได้ภายใน 7 ถึง 14 วัน แสดงว่าพวกจำเลยไม่ได้ฟันโดยแรง ทั้ง ๆ ที่เป็นอาวุธมีดขนาดใหญ่ที่สามารถใช้ฟันทำอันตรายต่อชีวิตได้โดยฟันเพียงครั้งเดียว พฤติการณ์แห่งคดีคงฟังได้ว่าจำเลยที่ 2 กับพวกมีเจตนาทำร้ายผู้เสียหายที่ 1 เท่านั้น ไม่มีเจตนาฆ่าผู้เสียหายที่ 1 ฎีกาโจทก์ข้อนี้ฟังไม่ขึ้น

อนึ่ง พฤติการณ์ที่พวกของจำเลยที่ 2 ใช้มีดฟันผู้เสียหายที่ 1 โดยมีเจตนาเพียงทำร้ายร่างกาย ย่อมเป็นเหตุในส่วนลักษณะคดี จำเลยที่ 1 ซึ่งถูกฟ้องกล่าวหาว่าร่วมกระทำความผิดย่อมได้รับประโยชน์ด้วย ดังนั้น แม้คดีส่วนของจำเลยที่ 1 จะยุติแล้ว ศาลฎีกาก็มีอำนาจพิพากษาตลอดไปถึงจำเลยที่ 1 ได้ ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 185 ประกอบมาตรา 215 และ 225

พิพากษาแก้เป็นว่า จำเลยทั้งสองมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 295, 83 ลดมาตราส่วนโทษคนละกึ่งหนึ่งแล้ว คงจำคุกคนละ 1 ปี จำเลยทั้งสองให้การรับสารภาพ ลดโทษให้อีกกึ่งหนึ่งตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คงจำคุกคนละ 6 เดือน สำหรับจำเลยที่ 1 เมื่อรวมกับโทษพยายามฆ่าในสำนวนหลัง กับความผิดฐานพาอาวุธมีดแล้ว เป็นจำคุกจำเลยที่ 1 มีกำหนด 5 ปี 6 เดือน ปรับ 100 บาท ส่วนจำเลยที่ 2 เมื่อรวมกับความผิดฐานพาอาวุธมีดแล้วเป็นจำคุก 6 เดือน ปรับ 50 บาท อาศัยอำนาจตามพระราชบัญญัติศาลเยาวชนและครอบครัวและวิธีพิจารณาคดีเยาวชนและครอบครัว พ.ศ.2553 มาตรา 142 (1) และวรรคท้าย ให้เปลี่ยนโทษจำคุกเป็นส่งจำเลยที่ 1 ไปฝึกอบรมที่ศูนย์ฝึกอบรมเด็กและเยาวชนเขต 2 (จังหวัดนครสวรรค์) มีกำหนด 1 ปี และส่งจำเลยที่ 2 ฝึกอบรมมีกำหนด 6 เดือน นับแต่วันฟังคำพิพากษา หากจำเลยทั้งสองมีอายุครบ 24 ปีบริบูรณ์ ก่อนครบกำหนดฝึกอบรม ให้ส่งจำคุกเท่ากับระยะเวลาฝึกอบรมที่เหลืออยู่ ยกฟ้องสำหรับจำเลยที่ 1 ในข้อหาพยายามฆ่า นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 6
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.อ. ม. 185 ม. 215 ม. 225
ป.อ. ม. 288 ม. 295 ม. 83
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการคดีเยาวชนและครอบครัวจังหวัดพิจิตร
จำเลย — นายณัฐชัยหรือมิค มีเทียม กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลเยาวชนและครอบครัวจังหวัดพิจิตร — นายวุฒิเกียรติ กิติคุณไพโรจน์
ศาลอุทธรณ์ภาค 6 — นายลิขิต รัตนประภาพรรณ
ชื่อองค์คณะ
จรูญ ชีวิตโสภณ
พฤษภา พนมยันตร์
บุญไชย ธนาพันธ์สิน
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 16134/2557
#579658
เปิดฉบับเต็ม

แม้โจทก์กับจำเลยที่ 1 เป็นสามีภริยากันโดยชอบด้วยกฎหมาย และที่ดินพิพาทเป็นสินสมรสของโจทก์กับจำเลยที่ 1 แต่การที่จำเลยที่ 1 แจ้งจำเลยที่ 2 ผู้ซื้อฝากที่ดินพิพาทและเจ้าพนักงานที่ดินว่า จำเลยที่ 1 แยกกันอยู่กับโจทก์ ไม่สามารถตามโจทก์มาลงลายมือชื่อให้ความยินยอมได้ ทั้งอ้างว่าที่ดินพิพาทเป็นของจำเลยที่ 1 เจือสมกับที่โจทก์เบิกความตอบคำถามค้านของทนายจำเลยที่ 2 ว่า ได้แยกกันอยู่กับจำเลยที่ 1 ตั้งแต่ปี 2553 ดังนั้น การที่ปรากฏจากการจดทะเบียนว่าหลังจากจำเลยที่ 1 ได้ที่ดินพิพาทจำเลยที่ 1 ทำนิติกรรมแต่เพียงผู้เดียวมาหลายครั้ง โดยโจทก์ไม่เคยให้ความยินยอมย่อมทำให้มีเหตุให้จำเลยที่ 2 เชื่อโดยสุจริตว่าสามารถทำนิติกรรมได้ จึงไม่ถือว่าจำเลยที่ 2 มีความประมาทแต่อย่างใด เมื่อจำเลยที่ 2 ทำนิติกรรมขายฝากกับจำเลยที่ 1 โดยสุจริตในราคา 265,000 บาท ต่อมาเมื่อจำเลยที่ 1 ไม่สามารถไถ่ถอนได้ก็มีการเพิ่มราคาให้เป็น 300,000 บาท ถือว่าเป็นราคาที่สมควรเพราะโจทก์อ้างในคำขอท้ายคำฟ้องว่า หากโอนที่ดินพร้อมสิ่งปลูกสร้างคืนโจทก์ไม่ได้ให้ใช้ราคา 230,672 บาท แก่โจทก์ จึงฟังได้ว่า จำเลยที่ 2 รับซื้อฝากโดยสุจริตและเสียค่าตอบแทน เมื่อจำเลยที่ 2 นำที่ดินพร้อมสิ่งปลูกสร้างไปขายให้แก่จำเลยร่วมทั้งสองจึงถือว่าจำเลยร่วมทั้งสองได้รับความคุ้มครอง ตาม ป.พ.พ. มาตรา 1480 วรรคแรก ตอนท้าย โจทก์ไม่สามารถฟ้องขอเพิกถอนนิติกรรมได้

การฟ้องคดีของโจทก์เป็นการฟ้องเพิกถอนนิติกรรม เมื่อโจทก์ไม่มีสิทธิฟ้องเพิกถอนนิติกรรมและจำเลยที่ 1 ต้องรับผิดต่อโจทก์ก็ตาม แต่เมื่อโจทก์และจำเลยที่ 1 ยังคงสมรสกันกรณียังไม่อาจแบ่งสินสมรสหรือให้ชดใช้ราคาแทนตามคำขอของโจทก์ได้

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้เพิกถอนนิติกรรมขายฝากที่ดินพร้อมสิ่งปลูกสร้างดังกล่าว ให้จำเลยทั้งสองจดทะเบียนโอนกรรมสิทธิ์ที่ดินแปลงดังกล่าวใส่ชื่อโจทก์และจำเลยที่ 1 ในฐานะสินสมรสด้วยค่าใช้จ่ายของจำเลยทั้งสอง หากจำเลยทั้งสองไม่สามารถโอนกรรมสิทธิ์คืนได้ ให้จำเลยทั้งสองชดใช้ราคาแก่โจทก์เป็นเงิน 230,672 บาท และหากจำเลยทั้งสองไม่ดำเนินการให้ถือเอาคำพิพากษาแทนการแสดงเจตนาของจำเลยทั้งสอง

ระหว่างพิจารณา โจทก์ยื่นคำร้องขอให้เรียกเด็กหญิง ส . และเด็กหญิง ก. โดยนางบุญเรือน ผู้แทนโดยชอบธรรมเข้ามาเป็นจำเลยร่วม เนื่องจากจำเลยที่ 2 โอนขายที่ดินพร้อมสิ่งปลูกสร้างให้แก่จำเลยร่วมศาลชั้นต้นอนุญาต

จำเลยที่ 1 ขาดนัดยื่นคำให้การ

จำเลยที่ 2 ให้การว่าขอให้ยกฟ้อง

จำเลยร่วมทั้งสองให้การขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง ค่าฤชาธรรมเนียมให้เป็นพับ

โจทก์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 8 แผนกคดีเยาวชนและครอบครัวพิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ

โจทก์ฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีเยาวชนและครอบครัววินิจฉัยว่า มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ว่า โจทก์มีอำนาจฟ้องขอให้เพิกถอนนิติกรรมขายฝากที่ดินระหว่างจำเลยที่ 1 กับจำเลยที่ 2 และนิติกรรมซื้อขายระหว่างจำเลยที่ 2 กับจำเลยร่วมทั้งสองหรือไม่ เห็นว่า ที่ดินพร้อมสิ่งปลูกสร้าง บิดาจำเลยที่ 1 ซื้อให้นางสาวอรทัย ต่อมานางสาวอรทัยไปทำงานที่จังหวัดอื่น บิดาจึงได้ยกให้แก่จำเลยที่ 1 ตั้งแต่ปี 2542 บ้านดังกล่าวอยู่ติดกับบ้านบิดามารดาของจำเลยที่ 1 เมื่อจำเลยที่ 1 ได้ที่ดินมาเมื่อปี 2542 จำเลยที่ 1 ได้ทำนิติกรรมเกี่ยวกับที่ดินหลายครั้ง โดยทำการขายฝากเมื่อปี 2545 ไถ่ถอนเมื่อปี 2547 จากนั้นจดทะเบียนจำนอง ต่อมาไถ่ถอนจำนอง และนำมาขายฝากแก่จำเลยที่ 2 ในวันเดียวกันโดยไม่ปรากฏว่าโจทก์ได้ให้ความยินยอมในการทำนิติกรรมของจำเลยที่ 1 แต่อย่างใด โจทก์เพิ่งมากล่าวอ้างการทำนิติกรรมครั้งสุดท้าย พฤติกรรมของโจทก์มีพิรุธ ในขณะที่จำเลยที่ 2 เบิกความว่าในวันจดทะเบียนขายฝาก จำเลยที่ 1 แจ้งว่าเลิกกับสามีนานแล้ว ติดตามสามีมาลงชื่อให้ความยินยอมไม่ได้ ทั้งอ้างว่าที่ดินเป็นของจำเลยที่ 1 อีกด้วย จึงมีเหตุผลน่าเชื่อว่า จำเลยที่ 1 แจ้งเช่นนั้นจริง ทั้งจำเลยที่ 1 ก็ไม่ให้การต่อสู้คดี นอกจากนั้นโจทก์ยังเบิกความตอบคำถามค้านทนายจำเลยที่ 2 ว่า ได้แยกกันอยู่กับจำเลยที่ 1 ตั้งแต่ปี 2543 การที่จำเลยที่ 1 แจ้งจำเลยที่ 2 และพนักงานที่ดินว่า จำเลยที่ 1 แยกกันอยู่กับโจทก์ ไม่สามารถตามโจทก์มาลงลายมือชื่อให้ความยินยอมได้ว่าเป็นการเบิกความไปตามความจริงมารดาของจำเลยที่ 1 ก็ยืนยันกับจำเลยที่ 2 ว่า จำเลยที่ 1 เลิกร้างกับสามีนานแล้ว การที่จำเลยที่ 1 ทำนิติกรรมแต่เพียงผู้เดียว โดยโจทก์ไม่เคยให้ความยินยอมมาตั้งแต่ได้ที่ดินมาทำให้จำเลยที่ 2 เชื่อโดยสุจริตใจว่าสามารถนำนิติกรรมได้ ไม่ถือว่าจำเลยที่ 2 มีความประมาทแต่อย่างใด จำเลยที่ 2 จึงได้ทำนิติกรรมขายฝากกับจำเลยที่ 1 โดยสุจริตในราคา 265,000 บาท ต่อมาเมื่อจำเลยที่ 1 ไม่สามารถไถ่ถอนได้ก็มีการเพิ่มราคาให้รวมเป็น 300,000 บาท ถือว่าเป็นราคาที่สมควรเพราะโจทก์อ้างในคำขอท้ายฟ้องว่า หากโอนที่ดินพร้อมสิ่งปลูกสร้างคืนโจทก์ไม่ได้ ให้ใช้ราคา 230,672 บาท แก่โจทก์ข้อเท็จจริงจึงฟังได้ว่า จำเลยที่ 2 รับซื้อฝากโดยสุจริตและเสียค่าตอบแทน นอกจากนั้น จำเลยที่ 2 ได้นำที่ดินพร้อมสิ่งปลูกสร้างไปขายให้แก่จำเลยร่วมทั้งสอง จำเลยร่วมทั้งสองซื้อที่ดินโดยสุจริตและเสียค่าตอบแทน เพราะมีความต้องการจะซื้อที่ดินพร้อมสิ่งปลูกสร้างเพื่อใช้เป็นที่อยู่อาศัยและได้ปรับปรุงสิ่งปลูกสร้างเพิ่มเติมอีกเป็นเงินประมาณ 80,000 บาท จึงถือว่าจำเลยร่วมทั้งสองได้รับความคุ้มครอง ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1480 วรรคแรกตอนท้าย โจทก์จึงไม่สามารถฟ้องขอเพิกถอนนิติกรรมได้ ฎีกาของโจทก์ข้อนี้ฟังไม่ขึ้น

ส่วนที่โจทก์ฎีกาขอให้ศาลมีคำพิพากษาให้จำเลยทั้งสองชดใช้ราคา230,672 บาท ตามคำขอท้ายฟ้อง กรณีไม่สามารถโอนที่ดินกลับมาเป็นสินสมรสได้นั้นเห็นว่า การฟ้องคดีของโจทก์เป็นการฟ้องเพิกถอนนิติกรรม เมื่อโจทก์ไม่มีสิทธิฟ้องเพิกถอนนิติกรรมและจำเลยที่ 1 ต้องรับผิดต่อโจทก์ก็ตาม แต่เมื่อโจทก์และจำเลยที่ 1 ยังคงสมรสกัน กรณียังไม่อาจแบ่งสินสมรสหรือให้ชดใช้ราคาแทนตามคำขอของโจทก์ได้ ที่ศาลล่างทั้งสองไม่มีคำสั่งเรื่องดังกล่าวตามคำขอดังกล่าวจึงชอบแล้ว ฎีกาของโจทก์ฟังไม่ขึ้น

พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมในชั้นฎีกาให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 1480 วรรคแรก
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นายประทีป เกลี้ยงกลม
จำเลย — นางงามตา เกลี้ยงกลม กับพวก
เด็กหญิง ส. จิตประพันธ์ และเด็กหญิง ก.
จิตประพันธ์ โดยนางบุญเรือน จิตประพันธ์
จำเลยร่วม — ผู้แทนโดยชอบธรรม
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลเยาวชนและครอบครัวจังหวัดนครศรีธรรมราช — นายจิรายุ มกราพันธุ์
ศาลอุทธรณ์ภาค 8 — นายเพิ่มศักดิ สายสีทอง
ชื่อองค์คณะ
วีรา ไวยหงษ์ รินทร์ศรี
พฤษภา พนมยันตร์
สมเกียรติ เจริญสวรรค์
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 16130/2557
#579683
เปิดฉบับเต็ม

ป.วิ.พ. มาตรา 249 วรรคหนึ่ง ได้วางหลักในการยื่นฎีกาประการหนึ่งว่า ข้อเท็จจริงหรือข้อกฎหมายที่จะยกขึ้นอ้างนั้น คู่ความจะต้องกล่าวไว้โดยชัดแจ้งในฎีกา คดีนี้โจทก์ฎีกาว่า โจทก์ไม่เห็นพ้องด้วยกับคำวินิจฉัยของศาลอุทธรณ์ที่พิพากษากลับให้ยกฟ้องโจทก์ และโจทก์คัดค้านคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ดังกล่าวโดยคัดลอกคำแก้อุทธรณ์ของโจทก์ชนิดคำต่อคำ ซึ่งข้อความในคำแก้อุทธรณ์ของโจทก์นั้นล้วนมุ่งหมายที่จะโต้แย้งคัดค้านโดยตรงในประเด็นที่จำเลยหยิบยกขึ้นกล่าวอ้างเพื่อคัดค้านคำพิพากษาของศาลชั้นต้นเท่านั้น โดยโจทก์อาศัยข้อเท็จจริงและอ้างอิงเหตุผลแห่งคำวินิจฉัยของศาลชั้นต้นมาเป็นข้อสนับสนุนแทบทั้งสิ้น ไม่มีข้อความตอนใดระบุเลยว่าที่ศาลอุทธรณ์วินิจฉัยมานั้นเป็นการไม่ชอบเพราะเหตุใด และรายละเอียดส่วนใด หากยกขึ้นวินิจฉัยแล้วผลจะเป็นอย่างไร นอกจากนี้ปัญหาตามข้อวินิจฉัยของศาลชั้นต้นนั้น ศาลอุทธรณ์ก็ได้วินิจฉัยข้อเท็จจริงและแสดงเหตุผลแห่งคำวินิจฉัยไว้หลายประการที่ไม่เห็นพ้องด้วยกับคำวินิจฉัยของศาลชั้นต้น ซึ่งแตกต่างไปจากเหตุผลทั้งข้อเท็จจริงและข้อกฎหมายที่ศาลชั้นต้นได้ยกขึ้นวินิจฉัยอีกด้วย ฎีกาของโจทก์จะต้องโต้แย้งคัดค้านคำพิพากษาศาลอุทธรณ์โดยชัดแจ้งว่า คำวินิจฉัยของศาลอุทธรณ์ที่รับฟังข้อเท็จจริงและแสดงเหตุผลมานั้น ไม่ถูกต้องหรือไม่ชอบด้วยข้อเท็จจริงอย่างไรและด้วยเหตุผลใด มิใช่อ้างแต่เพียงคำวินิจฉัยและคำพิพากษาของศาลชั้นต้นนั้นถูกต้องชอบด้วยข้อเท็จจริง ข้อกฎหมายและเหตุผลแล้วเท่านั้น ฎีกาของโจทก์ในลักษณะเช่นนี้จึงเป็นฎีกาที่ถือเอาคำพิพากษาศาลชั้นต้นเป็นฎีกาของโจทก์นั่นเอง ซึ่งคำพิพากษาของศาลชั้นต้นได้ถูกกลับโดยคำพิพากษาของศาลอุทธรณ์ไปแล้ว ไม่มีคำพิพากษาของศาลชั้นต้นเหลืออยู่ที่ศาลฎีกาจะวินิจฉัยได้ต่อไป จึงเป็นฎีกาที่ไม่ได้คัดค้านคำพิพากษาศาลอุทธรณ์และถือไม่ได้ว่าได้กล่าวอ้างข้อเท็จจริงหรือข้อกฎหมายโดยชัดแจ้งแล้ว แม้ศาลชั้นต้นจะสั่งรับฎีกาของโจทก์มาก็เป็นการไม่ชอบ

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยชำระเงิน 374,974.21 บาท พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 15 ต่อปี ของต้นเงิน 314,164.84 บาท นับถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์

จำเลยให้การขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยชำระเงิน 276,066.21 บาท พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงิน 272,434.84 บาท นับแต่วันที่ 1 พฤศจิกายน 2553 เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ แต่ดอกเบี้ยถึงวันฟ้อง (วันที่ 7 กันยายน 2554) ไม่เกิน 37,918 บาท ตามที่ขอกับให้จำเลยใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ โดยกำหนดค่าทนายความ 10,000 บาท คำขออื่นนอกจากนี้ให้ยก

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษากลับ ให้ยกฟ้องและให้โจทก์ใช้ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสองศาลแทนจำเลย โดยกำหนดค่าทนายความ 15,000 บาท

โจทก์ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 249 วรรคหนึ่ง ได้วางหลักในการยื่นฎีกาประการหนึ่งว่า ข้อเท็จจริงหรือข้อกฎหมายที่จะยกขึ้นอ้างนั้น คู่ความจะต้องกล่าวไว้โดยชัดแจ้งในฎีกา คดีนี้โจทก์ฎีกาว่า โจทก์ไม่เห็นพ้องด้วยกับคำวินิจฉัยของศาลอุทธรณ์ที่พิพากษากลับให้ยกฟ้องโจทก์และโจทก์คัดค้านคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ โดยคัดลอกคำแก้อุทธรณ์ของโจทก์ชนิดคำต่อคำ ซึ่งข้อความในคำแก้อุทธรณ์ของโจทก์นั้น ล้วนแต่มุ่งหมายที่จะโต้แย้งคัดค้านโดยตรงในประเด็นที่จำเลยหยิบยกขึ้นกล่าวอ้างเพื่อคัดค้านคำพิพากษาของศาลชั้นต้นเท่านั้น โดยโจทก์อาศัยข้อเท็จจริงและอ้างอิงเหตุผลแห่งคำวินิจฉัยของศาลชั้นต้นมาเป็นข้อสนับสนุนแทบทั้งสิ้น ไม่มีข้อความตอนใด ระบุเลยว่าที่ศาลอุทธรณ์วินิจฉัยมานั้น เป็นการไม่ชอบเพราะเหตุใดและรายละเอียดส่วนใด หากยกขึ้นวินิจฉัยแล้วผลจะเป็นอย่างไร นอกจากนี้ปัญหาตามข้อวินิจฉัยของศาลชั้นต้นนั้น ศาลอุทธรณ์ก็ได้วินิจฉัยข้อเท็จจริงและแสดงเหตุผลแห่งคำวินิจฉัยไว้หลายประการที่ไม่เห็นพ้องด้วยกับคำวินิจฉัยของศาลชั้นต้น ซึ่งแตกต่างไปจากเหตุผลทั้งข้อเท็จจริงและข้อกฎหมายที่ศาลชั้นต้นได้ยกขึ้นวินิจฉัยอีกด้วย ฎีกาของโจทก์จะต้องโต้แย้งคัดค้านคำพิพากษาศาลอุทธรณ์โดยชัดแจ้งว่า คำวินิจฉัยของศาลอุทธรณ์ที่รับฟังข้อเท็จจริงและแสดงเหตุผลมานั้น ไม่ถูกต้องหรือไม่ชอบด้วยข้อเท็จจริงอย่างไรและด้วยเหตุผลใด มิใช่อ้างแต่เพียงว่าคำวินิจฉัยและคำพิพากษาของศาลชั้นต้นถูกต้องชอบด้วยข้อเท็จจริงข้อกฎหมายและเหตุผลแล้วเท่านั้น ฎีกาของโจทก์ในลักษณะเช่นนี้จึงเป็นฎีกาที่ถือเอาคำพิพากษาศาลชั้นต้นเป็นฎีกาของโจทก์นั่นเอง ซึ่งคำพิพากษาของศาลชั้นต้นได้ถูกกลับโดยคำพิพากษาของศาลอุทธรณ์ไปแล้ว ไม่มีคำพิพากษาของศาลชั้นต้นเหลืออยู่ที่ศาลฎีกาจะวินิจฉัยได้ต่อไป จึงเป็นฎีกาที่มิได้คัดค้านคำพิพากษาศาลอุทธรณ์และถือไม่ได้ว่าได้กล่าวอ้างข้อเท็จจริงหรือข้อกฎหมายโดยชัดแจ้งแล้ว แม้ศาลชั้นต้นจะสั่งรับฎีกาของโจทก์มาก็เป็นการไม่ชอบ ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัยให้

พิพากษายกฎีกา ให้คืนค่าขึ้นศาลชั้นฎีกาทั้งหมดแก่โจทก์
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ. ม. 249 วรรคหนึ่ง
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — บริษัทโกลเด้น ดรากอน เซลล์ แอนด์ เซอร์วิส จำกัด
จำเลย — บริษัทเอก - ชัย ดีสทริบิวชั่น ซิสเทม จำกัด
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลแพ่ง — นายวัฒนศักดิ์ วงษ์วัฒนพงษ์
ศาลอุทธรณ์ — นายวิชัย วิริยะสุนทรวงศ์
ชื่อองค์คณะ
สมศักดิ์ อเนกพุฒิ
ประยูร ณ ระนอง
อุดม สิทธิวิรัชธรรม
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 16115/2557
#579819
เปิดฉบับเต็ม

ตามสัญญาจะซื้อขายที่ดินมีข้อความชัดแจ้งว่า ที่ดินที่จำเลยทั้งสองจะขายให้แก่โจทก์นั้นมีภาระติดพันเพียงการจำนองที่ดินไว้แก่ธนาคารเท่านั้น และจำเลยทั้งสองรับรองว่าที่ดินที่จะขายให้แก่โจทก์ไม่มีภาระติดพันหรือการรอนสิทธิใด ๆ ทั้งสิ้น ซึ่งหมายรวมถึงที่ดินของจำเลยทั้งสองนั้นไม่มีภาระจำยอมในที่ดินพิพาท การที่จำเลยทั้งสองเบิกความขัดแย้งกับสัญญาจะซื้อขายจึงเป็นการนำสืบเปลี่ยนแปลงแก้ไขข้อความในเอกสารอันเป็นการต้องห้ามตาม ป.วิ.พ. มาตรา 94 (ข) ถือว่าขณะมีการตกลงทำสัญญาซื้อขายนั้น จำเลยทั้งสองปกปิดความจริงว่าที่ดินพิพาทที่มีการทำสัญญาจะซื้อขายรวมกับที่ดินแปลงอื่นมีภาระจำยอมติดอยู่ แต่จำเลยทั้งสองปกปิดไม่ยอมแจ้งเรื่องดังกล่าวให้โจทก์ทราบ ถือว่าจำเลยทั้งสองทำให้โจทก์สำคัญผิดในคุณสมบัติของทรัพย์สินซึ่งตามปกติถือว่าเป็นสาระสำคัญ หากจำเลยทั้งสองแจ้งให้โจทก์ทราบว่าที่ดินพิพาทมีภาระติดพันคือภาระจำยอมอยู่ในที่ดินดังกล่าว โจทก์ย่อมไม่เข้าทำสัญญาจะซื้อขายกับจำเลยทั้งสอง นิติกรรมจึงตกเป็นโมฆียะตาม ป.พ.พ. มาตรา 157 โจทก์จึงมีสิทธิในการบอกล้างนิติกรรมการทำสัญญาจะซื้อขายดังกล่าวได้ตาม ป.พ.พ. มาตรา 175 วรรคหนึ่ง (3)

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยทั้งสองร่วมกันชำระเงินแก่โจทก์ 165,351,652 บาท พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงิน 165,000,000 บาท นับแต่วันถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จ

จำเลยทั้งสองให้การและแก้ไขคำให้การขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยทั้งสองร่วมกันชำระเงินแก่โจทก์ 15,500,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงิน 1,000,000 บาท นับแต่วันที่ 24 เมษายน 2549 เป็นต้นไป ของต้นเงิน 14,000,000 บาท นับแต่วันที่ 2 พฤษภาคม 2549 เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จ แต่ดอกเบี้ยดังกล่าวคำนวณถึงวันฟ้อง (24 สิงหาคม 2549) ให้แก่โจทก์ ไม่เกิน 351,652 บาท ตามที่โจทก์ขอและให้ชำระดอกเบี้ยในอัตราเดียวกันของต้นเงิน 500,000 บาท นับแต่วันถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จ กับให้ร่วมกันใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ โดยกำหนดค่าทนายความ 20,000 บาท

จำเลยทั้งสองอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน ให้จำเลยทั้งสองร่วมกันใช้ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์แทนโจทก์ โดยกำหนดค่าทนายความ 10,000 บาท

จำเลยทั้งสองฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงเบื้องต้นฟังได้ว่า เมื่อวันที่ 24 เมษายน 2549 โจทก์ตกลงทำสัญญาจะซื้อขายที่ดินจากจำเลยทั้งสองเป็นที่ดินโฉนดเลขที่ 78374 ถึง 78376, 73197, 36497, 36498 และที่ดินตามหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส. 3 ก.) เลขที่ 869 ตำบลกะรน อำเภอเมืองภูเก็ต จังหวัดภูเก็ต รวม 7 แปลง ในราคา 100,000,000 บาท โจทก์วางเงินมัดจำแก่จำเลยทั้งสองในวันทำสัญญาเป็นเงิน 1,000,000 บาท และชำระราคาแก่จำเลยทั้งสองอีก 2 งวด งวดแรก 14,000,000 บาท ส่วนงวดที่ 2 โจทก์ชำระด้วยเช็ค 85,000,000 บาท โดยกำหนดสั่งจ่ายในวันที่ 15 สิงหาคม 2549 ซึ่งเป็นวันที่กำหนดการโอนที่ดินตามสัญญาจะซื้อจะขายที่ดิน โดยในสัญญาดังกล่าวข้อ 6 มีข้อความระบุว่า ผู้จะขายยืนยันว่า ที่ดินดังกล่าวในข้อ 1 ที่จะซื้อจะขายกันตามสัญญานี้เป็นของผู้จะขายทั้งสอง แต่ขณะทำสัญญานี้ที่ดินตามข้อ 1.5 (หมายถึงที่ดินโฉนดเลขที่ 36497) และข้อ 1.6 (หมายถึงโฉนดที่ดินเลขที่ 36498) ได้จดทะเบียนจำนองไว้แก่ธนาคารกรุงเทพ จำกัด (มหาชน) ซึ่งผู้จะขายซึ่งหมายถึงจำเลยทั้งสองรับรองว่าในวันโอนกรรมสิทธิ์ที่ดินดังกล่าวจะโอนให้แก่ผู้จะซื้อโดยปลอดจากภาระผูกพันหรือภาระติดพันใด ๆ ทั้งสิ้น และผู้จะขายรับรองว่านอกเหนือจากการติดจำนองดังกล่าวแล้ว ที่ดินจะซื้อจะขายนี้ไม่มีภาระผูกพันและการรอนสิทธิในเรื่องอื่น ๆ อีกแต่อย่างใด แต่ข้อเท็จจริงปรากฏว่า โฉนดที่ดินเลขที่ 36497 และ 36498 บางส่วนตกเป็นภาระจำยอมในเรื่องทางรถยนต์ของที่ดินตามหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส. 3 ก.) เลขที่ 626 ตำบลกะรน อำเภอเมืองภูเก็ต จังหวัดภูเก็ต ซึ่งมีการบันทึกข้อตกลงในเรื่องภาระจำยอมลงวันที่ 15 มิถุนายน 2535 นอกจากนี้ที่ดินดังกล่าวซึ่งเป็นที่ดินพิพาททั้งสองแปลง จำเลยทั้งสองนำไปจำนองไว้แก่ธนาคารกรุงเทพ จำกัด (มหาชน) เมื่อวันที่ 7 เมษายน 2548 ต่อมาโจทก์พบว่าที่ดินพิพาท 2 แปลงดังกล่าวมีภาระจำยอมเรื่องทางรถยนต์ซึ่งเป็นภาระติดพันในที่ดินแปลงอื่นที่มีสิทธิใช้เป็นถนนผ่านออกไปยังทางสาธารณะได้ โจทก์เห็นว่าที่ดินพิพาทมีภาระจำยอมเป็นภาระติดพันไม่ตรงต่อข้อสัญญาที่จำเลยตกลงไว้แก่โจทก์จึงบอกเลิกสัญญาแก่จำเลยทั้งสองและขอให้จำเลยทั้งสองคืนเงินที่โจทก์จ่ายให้แก่จำเลยทั้งสองไปและเรียกเบี้ยปรับซึ่งมีข้อตกลงกันไว้ว่า หากผิดสัญญาจำเลยทั้งสองจะต้องชำระเบี้ยปรับ 10 เท่า ของจำนวนเงินที่โจทก์จ่ายให้แก่จำเลยทั้งสอง แต่จำเลยทั้งสองโต้แย้งว่า จำเลยทั้งสองได้แจ้งให้โจทก์ทราบถึงภาระจำยอมในที่ดินพิพาทแล้ว โจทก์มีความประมาทเลินเล่ออย่างร้ายแรงในการเข้าทำสัญญากับจำเลยทั้งสอง โจทก์จึงไม่มีสิทธิบอกล้างนิติกรรมและไม่มีสิทธิเรียกคืนเงินที่โจทก์ชำระไปแก่จำเลยทั้งสองแล้ว เนื่องจากจำเลยทั้งสองมีสิทธิริบเงินดังกล่าว

คดีมีปัญหาตามฎีกาของจำเลยทั้งสองที่ต้องวินิจฉัยว่า โจทก์มีสิทธิบอกล้างนิติกรรมตามสัญญาจะซื้อจะขายที่ดินที่พิพาทแก่จำเลยทั้งสองหรือไม่ และโจทก์มีสิทธิเรียกเงินที่ชำระแก่จำเลยทั้งสองไปพร้อมเบี้ยปรับตามคำพิพากษาศาลชั้นต้นหรือไม่ เห็นว่า โจทก์มีพยานบุคคลเข้าเบิกความว่า จำเลยทั้งสองปกปิดไม่ยอมแจ้งว่าในที่ดินพิพาท 2 แปลง ดังกล่าวมีทางภาระจำยอมติดอยู่ซึ่งเป็นภารยทรัพย์อันทำให้โจทก์ผู้ทำสัญญาจะซื้อที่ดินพิพาทรวมทั้งที่ดินแปลงอื่นไม่สามารถพัฒนาที่ดินเพื่อนำไปขายต่อได้ และโจทก์ยังเบิกความว่าหากจำเลยทั้งสองแจ้งให้ทราบว่ามีภาระจำยอมอยู่ในที่ดินพิพาททั้งสองแปลงดังกล่าวแล้วจะไม่เข้าทำสัญญา ทั้งเมื่อพิเคราะห์ถึงสัญญาจะซื้อจะขายที่ดินพิพาท ข้อที่ 6 ก็มีความชัดแจ้งว่าขณะทำสัญญาที่ดินตามข้อ 1.5 และ 1.6 ซึ่งหมายถึงที่ดินโฉนดเลขที่ 36497 และ 36498 ได้จดทะเบียนจำนองไว้แก่ธนาคารกรุงเทพ จำกัด (มหาชน) ซึ่งผู้จะขายรับรองว่าในวันโอนกรรมสิทธิ์ที่ดินดังกล่าวจะโอนให้แก่ผู้จะซื้อโดยปลอดจากภาระผูกพันหรือภาระติดพันใด ๆ ทั้งสิ้น และผู้จะขายรับรองว่านอกเหนือจากการติดจำนองดังกล่าวแล้ว ที่ดินที่จะซื้อจะขายนี้ไม่มีภาระผูกพันและการรอนสิทธิในเรื่องอื่น ๆ อีกแต่อย่างใด ข้อสัญญาดังกล่าวมีความหมายชัดแจ้งว่าที่ดินที่จะขายให้แก่โจทก์นั้นมีภาระติดพันเพียงการจำนองที่ดินไว้แก่ธนาคารเท่านั้น และจำเลยทั้งสองรับรองว่าที่ดินที่จะขายให้แก่โจทก์ไม่มีภาระติดพันหรือการรอนสิทธิใด ๆ ทั้งสิ้นซึ่งหมายรวมถึงที่ดินของจำเลยทั้งสองนั้นไม่มีภาระจำยอมในที่ดินพิพาท การที่จำเลยทั้งสองเบิกความขัดแย้งกับสัญญาจะซื้อจะขายที่ดินพิพาทเช่นนี้ ยังเป็นการนำสืบเปลี่ยนแปลงแก้ไขข้อความในเอกสารอันเป็นการต้องห้ามตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 94 (ข) ทำให้พยานหลักฐานของจำเลยทั้งสองนั้นมีน้ำหนักน้อยกว่าพยานหลักฐานโจทก์ มีเหตุผลเชื่อว่าขณะมีการตกลงทำสัญญาจะซื้อขายนั้น จำเลยทั้งสองปกปิดความจริงไม่แจ้งเรื่องที่ที่ดินโฉนดเลขที่ 36497 และ 36498 ซึ่งเป็นที่ดินพิพาทที่มีการทำสัญญาจะซื้อขายรวมกับที่ดินแปลงอื่นนั้นมีภาระจำยอมติดอยู่แต่จำเลยทั้งสองปกปิดไม่ยอมแจ้งเรื่องดังกล่าวให้โจทก์ทราบ กรณีย่อมถือว่าจำเลยทั้งสองทำให้โจทก์สำคัญผิดในคุณสมบัติของทรัพย์สินซึ่งตามปกติถือว่าเป็นสาระสำคัญ ซึ่งหากจำเลยทั้งสองแจ้งให้โจทก์ทราบว่าที่ดินพิพาทมีภาระติดพันคือภาระจำยอมอยู่ในที่ดินดังกล่าว โจทก์ย่อมไม่เข้าทำสัญญาจะซื้อขายกับจำเลยทั้งสอง นิติกรรมจึงตกเป็นโมฆียะตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 157 กรณีไม่อาจฟังว่าโจทก์ประมาทเลินเล่ออย่างร้ายแรงดังข้อต่อสู้ของจำเลยทั้งสอง โจทก์จึงมีสิทธิในการบอกล้างนิติกรรมการทำสัญญาจะซื้อขายดังกล่าวได้ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 175 วรรคหนึ่ง (3) และจำเลยทั้งสองจะต้องคืนเงินที่โจทก์ชำระราคาแก่จำเลยทั้งสองรวมทั้งเบี้ยปรับ ที่ศาลล่างทั้งสองพิพากษามานั้น ต้องด้วยความเห็นของศาลฎีกา ฎีกาของจำเลยทั้งสองฟังไม่ขึ้น

พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ. ม. 94 (ข)
ป.พ.พ. ม. 157 ม. 175 วรรคหนึ่ง (3)
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นายชูวงษ์ แซ่ตั๊ง
จำเลย — นายประสิทธิ์ ชินประเสริฐ กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลแพ่ง — นายวีระพงษ์ วิเศษรัตน์
ศาลอุทธรณ์ — นายดลจรัส รัตนโศภิต
ชื่อองค์คณะ
ศรีอัมพร ศาลิคุปต์
ธีระพงศ์ จิระภาค
อาเล็ก จรรยาทรัพย์กิจ
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 16097/2557
#579696
เปิดฉบับเต็ม

ได้ความว่า เมื่อวันที่ 1 กรกฎาคม 2553 ซึ่งเป็นวันครบกำหนดการขายฝาก โจทก์ทั้งสองพยายามติดต่อจำเลยแต่ไม่สามารถติดต่อได้ ย่อมถือว่าเป็นการแสดงเจตนาปฏิเสธบอกปัดไม่ยอมรับการไถ่ถอนหรือไม่ยอมรับชำระหนี้อยู่ในตัว กรณีจึงมีเหตุให้โจทก์ทั้งสองใช้สิทธิวางทรัพย์ตาม ป.พ.พ. มาตรา 331 เมื่อโจทก์ทั้งสองวางทรัพย์อันเป็นสินไถ่ต่อสำนักงานบังคับคดีจังหวัดชลบุรี สาขาพัทยา โดยมีหลักฐานแคชเชียร์เช็คลงวันที่ 1 กรกฎาคม 2553 จ่ายสำนักงานบังคับคดีจำนวนเงิน 10,000,000 บาท ซึ่งเป็นวันที่ยังอยู่ภายในกำหนดเวลาไถ่ถอน นอกจากนี้โจทก์ที่ 1 ยังได้ไปแจ้งความไว้เป็นหลักฐานว่า วันที่ 1 กรกฎาคม 2553 โจทก์ที่ 1 นำเงินมาไถ่ถอนที่ดินตามสัญญาขายฝากซึ่งครบกำหนดแล้ว แต่จำเลยไม่มาตามนัดและไม่สามารถติดต่อได้ ตามรายงานประจำวันรับแจ้งเป็นหลักฐาน การแจ้งความเป็นหลักฐานระบุเวลา 17.15 นาฬิกา อันเป็นเวลาที่ทางราชการปิดทำการแล้ว จึงเป็นข้อบ่งชี้ว่าโจทก์ทั้งสองดำเนินการตามคำแนะนำของเจ้าพนักงานสำนักงานบังคับคดีและวันที่ 2 กรกฎาคม 2553 โจทก์ทั้งสองนำแคชเชียร์เช็คฉบับดังกล่าวที่สั่งจ่ายแก่สำนักงานบังคับคดีจังหวัดชลบุรี สาขาพัทยา ไปวางทรัพย์ต่อเจ้าพนักงานวางทรัพย์ที่สำนักงานบังคับคดีโดยมีบันทึกรายงานเจ้าพนักงานเป็นหลักฐาน ยิ่งเป็นข้อชี้ชัดว่าโจทก์ทั้งสองมีเงินสินไถ่ พร้อมที่จะชำระให้แก่จำเลยตามสัญญาขายฝากในวันครบกำหนดจริง พฤติการณ์ดังกล่าวถือว่าโจทก์ทั้งสองผู้ขายฝากพร้อมที่จะไถ่ถอนได้ภายในกำหนดแล้ว ส่วนการจะนำแคชเชียร์เช็คไปวางที่สำนักงานวางทรัพย์หรือวางแล้วถอนคืนไป ก็มิใช่กรณีที่นำมาวินิจฉัยว่าโจทก์ทั้งสองไม่ได้มีสิทธิไถ่คืน การวางทรัพย์เป็นเพียงหลักฐานแสดงว่าผู้ขายฝากมีเงินสินไถ่มาทำการไถ่คืนทรัพย์สินที่ขายฝากกับผู้รับซื้อฝาก

ตาม ป.พ.พ. มาตรา 492 วรรคหนึ่ง บัญญัติว่า "ในกรณีที่มีการไถ่ทรัพย์สินซึ่งขายฝากภายในเวลาที่กำหนดไว้ในสัญญาหรือภายในเวลาที่กฎหมายกำหนดหรือผู้ไถ่ได้วางทรัพย์อันเป็นสินไถ่ต่อสำนักงานวางทรัพย์ภายในกำหนดเวลาไถ่โดยสละสิทธิถอนทรัพย์ที่ได้วางไว้" ในกรณีวางทรัพย์บทบัญญัติดังกล่าวมิได้บังคับให้โจทก์ทั้งสองผู้ไถ่ต้องชำระค่าฤชาธรรมเนียมซึ่งจะต้องใช้ให้แก่จำเลยผู้ซื้อฝากพร้อมกับสินไถ่ที่โจทก์ทั้งสองวางแคชเชียร์เช็คจำนวนเงิน 10,000,000 บาท อันเป็นสินไถ่เท่าที่ระบุไว้ในสัญญาขายฝาก จึงเป็นการใช้สิทธิไถ่คืนทรัพย์สินที่ขายฝากโดยชอบแล้ว

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยไปรับสินไถ่และจดทะเบียนไถ่ถอนที่ดินโฉนดเลขที่ 27957 ตำบลนาจอมเทียน อำเภอสัตหีบ จังหวัดชลบุรี จากการขายฝากพร้อมทั้งส่งมอบโฉนดที่ดินแก่โจทก์ทั้งสอง กับให้จำเลยใช้ค่าเสียหายเดือนละ 100,000 บาท นับถัดจากวันฟ้องจนกว่าจำเลยจะจดทะเบียนไถ่ถอนการขายฝากและส่งมอบโฉนดที่ดินแก่โจทก์ทั้งสอง

จำเลยให้การขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง ค่าฤชาธรรมเนียมให้เป็นพับ

โจทก์ทั้งสองอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 2 พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ

โจทก์ทั้งสองฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงในเบื้องต้นฟังเป็นยุติว่า โจทก์ทั้งสองเป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์ที่ดินพิพาทโฉนดเลขที่ 27957 ตำบลนาจอมเทียน อำเภอสัตหีบ จังหวัดชลบุรี โจทก์ทั้งสองทำสัญญาขายฝากที่ดินพิพาทแก่จำเลย เป็นเงิน 10,000,000 บาท ครบกำหนดไถ่ถอน ภายหลังมีการทำสัญญาขยายกำหนดเวลาไถ่ถอนออกไปอีก 2 เดือน ครบกำหนดไถ่ถอนวันที่ 1 กรกฎาคม 2553 ตามโฉนดที่ดินหนังสือสัญญาขายฝากและหนังสือขอขยายกำหนดเวลาการไถ่ถอนการขายฝาก

มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ทั้งสองว่า โจทก์ทั้งสองได้ใช้สิทธิไถ่ที่ดินพิพาทที่ขายฝากคืนภายในกำหนดแล้วหรือไม่ เห็นว่า คดีนี้ได้ความว่า เมื่อวันที่ 1 กรกฎาคม 2553 ซึ่งเป็นวันครบกำหนด การขายฝาก โจทก์ทั้งสองพยายามติดต่อจำเลยแต่ไม่สามารถติดต่อได้ ย่อมถือว่าเป็นการแสดงเจตนาปฏิเสธบอกปัดไม่ยอมรับการไถ่ถอนหรือไม่ยอมรับชำระหนี้อยู่ในตัว กรณีจึงมีเหตุให้โจทก์ทั้งสองใช้สิทธิวางทรัพย์ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 331 เมื่อโจทก์ทั้งสองวางทรัพย์อันเป็นสินไถ่ต่อสำนักงานบังคับคดีจังหวัดชลบุรี สาขาพัทยา โดยมีหลักฐานแคชเชียร์เช็คลงวันที่ 1 กรกฎาคม 2553 จ่ายสำนักงานบังคับคดีจำนวนเงิน 10,000,000 บาท ซึ่งเป็นวันที่ยังอยู่ภายในกำหนดเวลาไถ่ถอน นอกจากนี้โจทก์ที่ 1 ยังได้ไปแจ้งความไว้เป็นหลักฐานว่า วันที่ 1 กรกฎาคม 2553 โจทก์ที่ 1 นำเงินมาไถ่ถอนที่ดินตามสัญญาขายฝากซึ่งครบกำหนดแล้ว แต่จำเลยไม่มาตามนัดและไม่สามารถติดต่อได้ ตามรายงานประจำวันรับแจ้งเป็นหลักฐาน การแจ้งความเป็นหลักฐานระบุเวลา 17.15 นาฬิกา อันเป็นเวลาที่ทางราชการปิดทำการแล้ว จึงเป็นข้อบ่งชี้ว่าโจทก์ทั้งสองดำเนินการตามคำแนะนำของเจ้าพนักงานสำนักงานบังคับคดี และวันที่ 2 กรกฎาคม 2553 โจทก์ทั้งสองนำแคชเชียร์เช็คฉบับดังกล่าวที่สั่งจ่ายแก่สำนักงานบังคับคดีจังหวัดชลบุรี สาขาพัทยา ไปวางทรัพย์ต่อเจ้าพนักงานวางทรัพย์ ที่สำนักงานบังคับคดีโดยมีบันทึกรายงานเจ้าพนักงาน เป็นหลักฐานสอดคล้องกับข้อเท็จจริงที่โจทก์ทั้งสองนำสืบ ยิ่งเป็นข้อชี้ชัดว่าโจทก์ทั้งสองมีเงินสินไถ่พร้อมที่จะชำระให้แก่จำเลยตามสัญญาขายฝากในวันครบกำหนดจริง พฤติการณ์ดังกล่าวถือว่าโจทก์ทั้งสองผู้ขายฝากพร้อมที่จะไถ่ถอนได้ภายในกำหนดแล้ว พยานหลักฐานของโจทก์ทั้งสองจึงมีน้ำหนักมากกว่าพยานหลักฐานของจำเลยฟังได้ว่า โจทก์ทั้งสองไปสำนักงานที่ดินและใช้สิทธิไถ่ที่ดินพิพาทจากจำเลยภายในกำหนดเวลาตามสัญญาขายฝากแล้ว ที่จำเลยอ้างว่าโจทก์ทั้งสองได้ถอนคืนเงินจากสำนักงานวางทรัพย์ถือว่าไม่ได้วางทรัพย์และไม่ประสงค์จะชำระหนี้แก่จำเลย นั้น เห็นว่า การไถ่ทรัพย์ที่ขายฝากไม่ใช่ต้องไปดำเนินการที่สำนักงานวางทรัพย์ แต่ต้องไปทำการจดทะเบียนไถ่ทรัพย์สินซึ่งขายฝากไว้ ณ สำนักงานที่ดิน เมื่อข้อเท็จจริงได้ความว่า โจทก์ทั้งสองไปยังสำนักงานที่ดินเพื่อใช้สิทธิไถ่ทรัพย์โดยมีเงินสินไถ่พร้อมที่จะชำระแก่จำเลยตามสัญญาขายฝากแล้ว ก็ถือได้ว่าโจทก์ทั้งสองขอใช้สิทธิไถ่คืนภายในกำหนดโดยชอบแล้ว การจะนำแคชเชียร์เช็คไปวางที่สำนักงานวางทรัพย์หรือวางแล้วถอนคืนไป ก็มิใช่กรณีที่นำมาวินิจฉัยว่าโจทก์ทั้งสองไม่ได้ใช้สิทธิไถ่คืน การวางทรัพย์เป็นเพียงหลักฐานแสดงว่าผู้ขายฝากมีเงินสินไถ่มาทำการไถ่คืนทรัพย์สินที่ขายฝากกับผู้รับซื้อฝาก ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 2 วินิจฉัยว่า โจทก์ทั้งสองนำแคชเชียร์เช็คจำนวนเงิน 10,000,000 บาท ไปวางทรัพย์คงมีแต่ค่าสินไถ่ ไม่มีค่าฤชาธรรมเนียมการขายฝากซึ่งโจทก์ทั้งสองเป็นผู้ไถ่จะต้องใช้ให้แก่จำเลยผู้ซื้อฝากพร้อมสินไถ่ด้วยนั้น เห็นว่า ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 492 วรรคหนึ่ง บัญญัติว่า "ในกรณีที่มีการไถ่ทรัพย์สินซึ่งขายฝากภายในเวลาที่กฎหมายกำหนดไว้ในสัญญาหรือภายในเวลาที่กฎหมายกำหนดหรือผู้ไถ่ได้วางทรัพย์อันเป็นสินไถ่ต่อสำนักงานวางทรัพย์ภายในกำหนดเวลาไถ่โดยสละสิทธิถอนทรัพย์ที่ได้วางไว้" ในกรณีวางทรัพย์บทบัญญัติดังกล่าวมิได้บังคับให้โจทก์ทั้งสองผู้ไถ่ต้องชำระค่าฤชาธรรมเนียมซึ่งจะต้องใช้ให้แก่จำเลยผู้ซื้อฝากพร้อมกับสินไถ่ ที่โจทก์ทั้งสองวางแคชเชียร์เช็คจำนวนเงิน 10,000,000 บาท อันเป็นสินไถ่เท่าที่ระบุไว้ในสัญญาขายฝากจึงเป็นการใช้สิทธิไถ่คืนทรัพย์สินที่ขายฝากโดยชอบแล้ว ฎีกาข้อนี้ของโจทก์ทั้งสองฟังขึ้น

พิพากษาแก้เป็นว่า ให้จำเลยรับค่าสินไถ่จำนวนเงิน 10,000,000 บาท และให้จำเลยไปจดทะเบียนไถ่ถอนการขายฝากที่ดินโฉนดเลขที่ 27957 ตำบลนาจอมเทียน อำเภอสัตหีบ จังหวัดชลบุรี โดยค่าภาษีอากร ค่าธรรมเนียม ตลอดจนค่าใช้จ่ายในการจดทะเบียนไถ่ถอน ให้โจทก์ทั้งสองเป็นฝ่ายรับผิดและส่งมอบโฉนดที่ดินคืนแก่โจทก์ทั้งสอง นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 2 ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 331 ม. 492 วรรคหนึ่ง
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นายศิริศักดิ์ ลิ้มภักดี กับพวก
จำเลย — นางสาวโสภิตา ธรรมสังคีติ
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดพัทยา — นางสาวภัสราพร เจริญสวามิภักดิ์
ศาลอุทธรณ์ภาค 2 — นายธวัชชัย รัตนเหลี่ยม
ชื่อองค์คณะ
ประทีป เฉลิมภัทรกุล
พรเทพ อัมพรกลิ่นแก้ว
มานัส เหลืองประเสริฐ
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 16093/2557
#579690
เปิดฉบับเต็ม

เมื่อสัญญาประกอบอาหาร/เครื่องดื่ม ศูนย์อาหารเรนทรี ฟู้ด สแควร์ เป็นสัญญาที่ทำเป็นลายลักษณ์อักษร โดยมีการกำหนดข้อสัญญาที่เป็นสาระสำคัญไว้ล่วงหน้า ซึ่งจำเลยที่ 1 นำมาใช้แก่ผู้ค้าที่ประสงค์จะทำสัญญาประกอบอาหาร/เครื่องดื่มในศูนย์อาหารดังกล่าวทุกคน สัญญาดังกล่าวจึงเป็นสัญญาสำเร็จรูป จำเลยที่ 1 เป็นผู้กำหนดสัญญาสำเร็จรูป ข้อตกลงในส่วนที่เกี่ยวกับค่าธรรมเนียมแรกเข้าจึงเป็นข้อสัญญาที่ไม่เป็นธรรมและมีผลบังคับได้เพียงเท่าที่เป็นธรรมและพอสมควรแก่กรณีเท่านั้นตาม พ.ร.บ.ว่าด้วยข้อสัญญาที่ไม่เป็นธรรม พ.ศ.2540 มาตรา 4 โดยมิพักต้องคำนึงว่าสัญญาดังกล่าวเป็นสัญญาระหว่างผู้บริโภคกับผู้ประกอบธุรกิจการค้าหรือไม่ ข้อเท็จจริงปรากฏว่า ค่าธรรมเนียมแรกเข้าจำนวน 720,000 บาท โจทก์ได้จ่ายเพื่อได้สิทธิในการประกอบอาหารในศูนย์อาหารดังกล่าวเป็นระยะเวลา 3 ปี เท่ากับเฉลี่ยเดือนละ 20,000 บาท แม้ในการประกอบธุรกิจศูนย์อาหารของจำเลยที่ 1 นี้จะมีค่าใช้จ่ายและค่าบริหารจัดการ และจำเลยที่ 1 ได้รับประโยชน์ตอบแทนจากส่วนแบ่งรายได้ของยอดขายอาหารของโจทก์ ก็หาทำให้สัญญาระหว่างโจทก์กับจำเลยที่ 1 เป็นสัญญาร่วมลงทุนไม่ เมื่อได้ความว่าโจทก์เข้าใช้ประโยชน์ตามสิทธิที่ระบุในสัญญาได้เพียงประมาณ 6 เดือน แล้วมีการเลิกสัญญาและไม่ปรากฏว่าหลังจากนั้นจำเลยที่ 1 หาผู้มาใช้ประโยชน์ต่อจากโจทก์ไม่ได้ ข้อตกลงในสัญญากำหนดให้โจทก์ไม่มีสิทธิรับเงินค่าธรรมเนียมแรกเข้าคืนเลยย่อมไม่เป็นธรรมแก่โจทก์ ดังนั้นการที่ศาลอุทธรณ์คิดหักค่าใช้ประโยชน์จากศูนย์อาหารดังกล่าวตามระยะเวลาที่โจทก์ได้ใช้สิทธิออกจากเงินค่าธรรมเนียมแรกเข้าแล้วกำหนดให้จำเลยที่ 1 คืนเงินจำนวน 600,000 บาท ที่เหลือแก่โจทก์ แต่เนื่องจากศาลชั้นต้นกำหนดให้จำเลยที่ 1 คืนเงินค่าธรรมเนียมแรกเข้าแก่โจทก์เพียง 515,500 บาท และโจทก์พอใจไม่อุทธรณ์โต้แย้งนับว่าเป็นคุณแก่จำเลยที่ 1 แล้ว ศาลอุทธรณ์จึงกำหนดเงินค่าธรรมเนียมแรกเข้าที่จำเลยที่ 1 ต้องคืนให้แก่โจทก์เท่ากับที่ศาลชั้นต้นกำหนดมานับเป็นการใช้ดุลพินิจพิเคราะห์ถึงอำนาจต่อรอง ฐานะทางเศรษฐกิจและทางได้เสียทุกอย่างของคู่สัญญา เพื่อให้ข้อสัญญาดังกล่าวมีผลบังคับได้เพียงเท่าที่เป็นธรรมและพอสมควรแก่กรณีโดยชอบแล้ว

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยทั้งสองร่วมกันชำระเงิน 2,270,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์

จำเลยที่ 1 ให้การฟ้องแย้งและแก้ไขฟ้องแย้ง ขอให้ยกฟ้อง และบังคับให้โจทก์ขนย้ายทรัพย์สินพร้อมบริวารออกไป ส่งมอบสถานประกอบการให้แก่จำเลยที่ 1 ในสภาพเรียบร้อยและใช้การได้ให้โจทก์ชำระเงิน 199,125 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 15 ต่อปี และค่าทวงถามอัตราร้อยละ 4 ต่อปี นับถัดจากวันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จแก่จำเลยที่ 1

จำเลยที่ 2 ให้การขอให้ยกฟ้อง

โจทก์ให้การแก้ฟ้องแย้ง ขอให้ยกฟ้องแย้ง

ระหว่างพิจารณา โจทก์ยื่นคำร้องขอถอนฟ้องจำเลยที่ 2 ศาลชั้นต้นมีคำสั่งอนุญาต และจำหน่ายคดีเฉพาะจำเลยที่ 2 ออกจากสารบบความ

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยที่ 1 ชำระเงิน 589,350 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ กับให้จำเลยที่ 1 ใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์เฉพาะค่าขึ้นศาลให้ใช้แทนตามจำนวนทุนทรัพย์ที่ชนะคดี โดยกำหนดค่าทนายความ 15,000 บาท ยกฟ้องแย้ง ค่าฤชาธรรมเนียมฟ้องแย้งให้เป็นพับ

จำเลยที่ 1 อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษาแก้เป็นว่า ให้จำเลยที่ 1 ชำระเงิน 565,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ

จำเลยที่ 1 ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า คดีคงมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยที่ 1 ว่า จำเลยที่ 1 ต้องคืนเงินค่าธรรมเนียมแรกเข้าและค่าประกันให้แก่โจทก์ตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์หรือไม่ จำเลยที่ 1 ฎีกาว่า จำเลยที่ 1 ไม่ต้องคืนเงินค่าธรรมเนียมแรกเข้าให้แก่โจทก์ เพราะเป็นเงินกินเปล่าที่ผู้ประกอบการต้องชำระเพียงครั้งเดียวตลอดอายุสัญญา ซึ่งตามสัญญาระบุไว้ชัดเจนว่าผู้ประกอบการไม่มีสิทธิเรียกคืนไม่ว่าด้วยเหตุใดทั้งสิ้น เห็นว่า แม้ตามข้อ 2 ของสัญญาประกอบอาหาร/เครื่องดื่ม ศูนย์อาหารเรนทรี ฟู้ด สแควร์ จะมีข้อความตามที่จำเลยที่ 1 ฎีกามาก็ตาม แต่เมื่อโจทก์มีหนังสือบอกเลิกสัญญา จำเลยที่ 1 ได้รับหนังสือแล้วมิได้โต้แย้ง สัญญาประกอบอาหาร/เครื่องดื่ม ศูนย์อาหารเรนทรี ฟู้ด สแควร์ จึงเป็นอันเลิกกัน และข้อเท็จจริงฟังเป็นยุติตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ว่า การเลิกสัญญานี้ถือไม่ได้ว่าเป็นความผิดของคู่สัญญาฝ่ายใด ดังนั้น คู่สัญญาแต่ละฝ่ายจำต้องให้อีกฝ่ายหนึ่งได้กลับคืนสู่ฐานะดังที่เป็นอยู่เดิมตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 391 วรรคหนึ่ง โดยไม่มีสิทธิเรียกร้องค่าเสียหายต่อกัน ข้อตกลงที่กำหนดให้คู่สัญญาอีกฝ่ายไม่อาจเรียกเงินค่าธรรมเนียมแรกเข้าคืนไม่ว่าด้วยเหตุใด ๆ โดยไม่คำนึงถึงระยะเวลาที่คู่สัญญานี้ได้เข้าใช้สถานที่ หรือว่าเป็นความผิดของคู่สัญญาดังกล่าวหรือไม่ ย่อมเป็นที่เห็นได้ว่าเป็นข้อตกลงที่ทำให้โจทก์ต้องรับภาระมากกว่าที่ควรจะเป็น ทำให้จำเลยที่ 1 ได้เปรียบโจทก์เกินสมควร เมื่อสัญญาประกอบอาหาร/เครื่องดื่ม ศูนย์อาหารเรนทรี ฟู้ด สแควร์ เป็นสัญญาที่ทำเป็นลายลักษณ์อักษร โดยมีการกำหนดข้อสัญญาที่เป็นสาระสำคัญไว้ล่วงหน้า ซึ่งจำเลยที่ 1 นำมาใช้แก่ผู้ค้าที่ประสงค์จะทำสัญญาประกอบอาหาร/เครื่องดื่มในศูนย์อาหารดังกล่าวทุกคน สัญญาดังกล่าวจึงเป็นสัญญาสำเร็จรูป จำเลยที่ 1 เป็นผู้กำหนดสัญญาสำเร็จรูป ข้อตกลงในส่วนที่เกี่ยวกับค่าธรรมเนียมแรกเข้านี้จึงเป็นข้อสัญญาที่ไม่เป็นธรรมและมีผลบังคับได้เพียงเท่าที่เป็นธรรมและพอสมควรแก่กรณีเท่านั้น ตามพระราชบัญญัติว่าด้วยข้อสัญญาที่ไม่เป็นธรรม พ.ศ.2540 มาตรา 4 โดยมิพักต้องคำนึงว่าสัญญาดังกล่าวเป็นสัญญาระหว่างผู้บริโภคกับผู้ประกอบธุรกิจการค้าหรือไม่ ข้อเท็จจริงปรากฏว่า ค่าธรรมเนียมแรกเข้าจำนวน 720,000 บาท นี้ โจทก์ได้จ่ายเพื่อได้สิทธิในการประกอบอาหารในศูนย์อาหารดังกล่าวเป็นระยะเวลา 3 ปี เท่ากับเฉลี่ยเดือนละ 20,000 บาท แม้ในการประกอบธุรกิจศูนย์อาหารของจำเลยที่ 1 นี้ จะมีค่าใช้จ่ายและค่าบริหารจัดการ และจำเลยที่ 1 ได้รับประโยชน์ตอบแทนจากส่วนแบ่งรายได้ของยอดขายอาหารของโจทก์ ก็หาทำให้สัญญาระหว่างโจทก์กับจำเลยที่ 1 เป็นสัญญาร่วมลงทุนไม่ เมื่อได้ความว่าโจทก์เข้าใช้ประโยชน์ตามสิทธิที่ระบุในสัญญาได้เพียงประมาณ 6 เดือน และไม่ปรากฏว่าหลังจากนั้นจำเลยที่ 1 หาผู้มาใช้ประโยชน์ต่อจากโจทก์ไม่ได้ การที่จะให้โจทก์ไม่มีสิทธิรับเงินค่าธรรมเนียมแรกเข้าคืนเลย ย่อมไม่เป็นธรรมแก่โจทก์ ดังนั้น การที่ศาลอุทธรณ์คิดหักค่าใช้ประโยชน์จากศูนย์อาหารดังกล่าวตามระยะเวลาที่โจทก์ได้ใช้สิทธิออกจากเงินค่าธรรมเนียมแรกเข้า แล้วกำหนดให้จำเลยที่ 1 คืนเงินจำนวน 600,000 บาท ที่เหลือแก่โจทก์ แต่เนื่องจากศาลชั้นต้นกำหนดให้จำเลยที่ 1 คืนเงินค่าธรรมเนียมแรกเข้าแก่โจทก์เพียง 515,500 บาท และโจทก์พอใจไม่อุทธรณ์โต้แย้ง นับว่าเป็นคุณแก่จำเลยที่ 1 แล้ว ศาลอุทธรณ์จึงกำหนดเงินค่าธรรมเนียมแรกเข้าที่จำเลยที่ 1 ต้องคืนให้แก่โจทก์เท่ากับที่ศาลชั้นต้นกำหนดมา นับเป็นการใช้ดุลพินิจพิเคราะห์ถึงอำนาจต่อรอง ฐานะทางเศรษฐกิจ และทางได้เสียทุกอย่างของคู่สัญญา เพื่อให้ข้อสัญญาดังกล่าวมีผลบังคับได้เพียงเท่าที่เป็นธรรมและพอสมควรแก่กรณีโดยชอบแล้ว ไม่มีเหตุที่ศาลฎีกาจะเปลี่ยนแปลงแก้ไข สำหรับเงินค่าประกันจำนวน 50,000 บาท นั้น จำเลยที่ 1 ฎีกาว่า แม้ตามสัญญาจะมิได้กำหนดให้โจทก์ไม่มีสิทธิเรียกคืนได้ แต่ตามข้อ 1.7 ของสัญญาประกอบอาหาร/เครื่องดื่ม ศูนย์อาหารเรนทรี ฟู้ด สแควร์ ก็กำหนดให้จำเลยที่ 1 นำไปหักกลบลบหนี้ได้ แต่เมื่อข้อเท็จจริงฟังเป็นยุติตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ว่า โจทก์มิได้ก่อให้เกิดความเสียหายแก่จำเลยที่ 1 จำเลยที่ 1 ก็ไม่มีสิทธิไม่คืนเงินค่าประกันจำนวนดังกล่าวให้แก่โจทก์หลังจากสัญญาเลิกกันแล้ว ที่ศาลอุทธรณ์พิพากษามาชอบแล้ว ฎีกาของจำเลยที่ 1 ฟังไม่ขึ้น

อนึ่ง การสั่งค่าฤชาธรรมเนียมตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 161 ศาลต้องสั่งให้ชัดแจ้งว่าเป็นค่าฤชาธรรมเนียมสำหรับฟ้องเดิมหรือฟ้องแย้ง แต่ศาลอุทธรณ์สั่งเพียงให้ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ โดยมิได้กำหนดให้ชัดแจ้ง ศาลฎีกาเห็นสมควรแก้ไขให้ถูกต้อง

พิพากษายืน และให้ยกฎีกาในส่วนที่เกี่ยวกับฟ้องแย้งของจำเลยที่ 1 คืนค่าขึ้นศาลฟ้องแย้งทั้งหมดให้แก่จำเลยที่ 1 ค่าฤชาธรรมเนียมฟ้องเดิมและฟ้องแย้งชั้นอุทธรณ์และชั้นฎีกานอกจากที่ศาลสั่งคืนให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.ว่าด้วยข้อสัญญาที่ไม่เป็นธรรม พ.ศ.2540 ม. 4
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นางสาวภารดี ตั้งจิตชัชวาล
จำเลย — บริษัทจามจุรี สแควร์ จำกัด กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลแพ่งกรุงเทพใต้ — นางปราณี เชาวลิต
ศาลอุทธรณ์ — นายสุภัทร อยู่ถนอม
ชื่อองค์คณะ
วรงค์พร จิระภาค
ฉัตรไชย จันทร์พรายศรี
สุภัทร์ สุทธิมนัส
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 16075/2557
#579719
เปิดฉบับเต็ม

จำเลยร้องคัดค้านการเลือกตั้งต่อคณะกรรมการการเลือกตั้งประจำจังหวัดนครพนม กล่าวหาโจทก์ทั้งสองกระทำความผิดต่อกฎหมายเลือกตั้งโดยให้ตัวแทนจ่ายเงินให้แก่ ว. และ บ. เป็นการตอบแทนที่ไปฟังโจทก์ทั้งสองปราศรัยหาเสียงเพื่อลงคะแนนเลือกตั้งให้แก่โจทก์ทั้งสอง เพื่อให้คณะกรรมการการเลือกตั้งมีคำสั่งเพิกถอนสิทธิเลือกตั้งของโจทก์ทั้งสอง และจัดให้มีการเลือกตั้งใหม่ซึ่งเป็นการกระทำคราวเดียวกัน แม้ผลจะเกิดกับโจทก์ที่ 1 และโจทก์ที่ 2 ซึ่งได้รับการเลือกตั้งคนละตำแหน่งกันก็เป็นความผิดกระทงเดียว

ตาม พ.ร.บ.การเลือกตั้งสมาชิกสภาท้องถิ่นหรือผู้บริหารท้องถิ่น พ.ศ.2545 มาตรา 114 วรรคสาม แบ่งเป็นสี่วรรค วรรคหนึ่ง เป็นความผิดที่กระทำการอันเป็นเท็จ เพื่อให้ผู้อื่นเข้าใจผิดว่าผู้สมัครผู้ใดกระทำการฝ่าฝืนหรือไม่ปฏิบัติตาม พ.ร.บ.นี้ วรรคสอง ถ้าการกระทำตามวรรคหนึ่งเป็นการกลั่นแกล้งให้ผู้สมัครนั้นถูกเพิกถอนสิทธิการเลือกตั้ง ส่วนวรรคสาม ถ้าการกระทำตามวรรคหนึ่งเป็นการแจ้งหรือให้ถ้อยคำต่อคณะกรรมการการเลือกตั้งซึ่งตามกฎหมายดังกล่าวกำหนดโทษและให้ศาลสั่งเพิกถอนสิทธิเลือกตั้งแก่ผู้กระทำความผิดหนักเบาแตกต่างกัน สำหรับคณะกรรมการการเลือกตั้งนั้นตามมาตรา 4 ให้คำนิยามหมายความว่า คณะกรรมการการเลือกตั้งตามกฎหมายประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยคณะกรรมการการเลือกตั้ง ตาม พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยคณะกรรมการการเลือกตั้ง พ.ศ.2550 หมวดที่ 1 คณะกรรมการการเลือกตั้ง มาตรา 6 คณะกรรมการการเลือกตั้งตาม พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญมีองค์ประกอบตามที่บัญญัติไว้ในรัฐธรรมนูญ และตามรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2550 ที่ใช้บังคับในขณะเกิดเหตุ หมวด 11 องค์กรตามรัฐธรรมนูญ ส่วนที่ 1 องค์กรอิสระตามรัฐธรรมนูญ 1. คณะกรรมการการเลือกตั้ง มาตรา 229 คณะกรรมการการเลือกตั้ง ประกอบด้วย ประธานกรรมการคนหนึ่งและกรรมการอื่นอีกสี่คน ดังนั้น จึงเห็นได้ว่า คณะกรรมการการเลือกตั้ง หมายถึงคณะกรรมการการเลือกตั้งที่อยู่ในส่วนกลาง หรือกรุงเทพมหานคร ส่วนคณะกรรมการการเลือกตั้งประจำจังหวัดมิได้อยู่ในความหมายคณะกรรมการการเลือกตั้ง ซึ่งการกระทำของจำเลยต้องปรับบทความผิดตาม พ.ร.บ.การเลือกตั้งสมาชิกสภาท้องถิ่นหรือผู้บริหารท้องถิ่น พ.ศ.2545 มาตรา 114 วรรคสอง

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ทั้งสองฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83, 90, 91, 137, 172, 179 พระราชบัญญัติการเลือกตั้งสมาชิกสภาท้องถิ่นหรือผู้บริหารท้องถิ่น พ.ศ.2545 มาตรา 114 และให้เพิกถอนสิทธิเลือกตั้งของจำเลยมีกำหนด 20 ปี กับให้จำเลยชดใช้ค่าสินไหมทดแทนแก่โจทก์ที่ 1 จำนวน 1,000,000 บาท แก่โจทก์ที่ 2 จำนวน 500,000 บาท รวมเป็นเงิน 1,500,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จ

ศาลชั้นต้นไต่สวนมูลฟ้องแล้ว เห็นว่า คดีมีมูล ให้ประทับฟ้อง

จำเลยให้การปฏิเสธคดีส่วนอาญาและให้การคดีส่วนแพ่งว่า จำเลยไม่ต้องรับผิดชดใช้ค่าสินไหมทดแทนแก่โจทก์ทั้งสอง ขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 137, 172, 179 พระราชบัญญัติการเลือกตั้งสมาชิกสภาท้องถิ่นหรือผู้บริหารท้องถิ่น พ.ศ.2545 มาตรา 114 วรรคหนึ่ง วรรคสอง และวรรคสาม ประกอบประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83 การกระทำของจำเลยเป็นความผิดกรรมเดียวผิดต่อกฎหมายหลายบท ให้ลงโทษตามพระราชบัญญัติการเลือกตั้งสมาชิกสภาท้องถิ่นหรือผู้บริหารท้องถิ่น พ.ศ.2545 มาตรา 114 วรรคสาม ซึ่งเป็นกฎหมายบทที่มีโทษหนักที่สุดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 จำคุกกระทงละ 7 ปี รวมสองกระทง จำคุก 14 ปี และให้เพิกถอนสิทธิเลือกตั้งของจำเลยมีกำหนด 20 ปี นับแต่วันที่มีคำพิพากษา กับให้จำเลยชดใช้ค่าสินไหมทดแทนแก่โจทก์ที่ 1 เป็นเงิน 320,000 บาท โจทก์ที่ 2 เป็นเงิน 100,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงินดังกล่าวนับแต่วันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จ กับให้จำเลยใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ทั้งสอง โดยกำหนดค่าทนายความ 20,000 บาท เฉพาะค่าขึ้นศาลให้ใช้แทนตามทุนทรัพย์ที่โจทก์ชนะคดี

จำเลยอุทธรณ์ ศาลชั้นต้นมีคำสั่งไม่รับอุทธรณ์ของจำเลยเฉพาะคดีส่วนแพ่ง เนื่องจากจำเลยไม่ชำระค่าขึ้นศาลชั้นอุทธรณ์ภายในกำหนด คดีจึงขึ้นมาสู่ศาลอุทธรณ์ภาค 4 เฉพาะคดีส่วนอาญาเท่านั้น

ศาลอุทธรณ์ภาค 4 พิพากษากลับ ให้ยกฟ้องโจทก์ทั้งสองทั้งคดีส่วนอาญาและคดีส่วนแพ่ง ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสองศาลให้เป็นพับ

โจทก์ทั้งสองฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า มีปัญหาต้องวินิจฉัยต่อไปว่า การกระทำของจำเลยเป็นความผิดกระทงเดียวหรือสองกระทง โดยศาลชั้นต้นวินิจฉัยว่า การที่จำเลยกระทำต่อโจทก์ทั้งสองแม้จะกระทำในคราวเดียวกัน แต่จำเลยมีเจตนาที่ต้องการให้เกิดผลต่อโจทก์ที่ 1 กับโจทก์ที่ 2 แยกต่างหากจากกัน เนื่องจากโจทก์ที่ 1 กับโจทก์ที่ 2 ได้รับการเลือกตั้งคนละตำแหน่งกัน การกระทำของจำเลยจึงเป็นความผิดสองกระทง ข้อเท็จจริงได้ความว่า จำเลยร้องคัดค้านการเลือกตั้งต่อคณะกรรมการการเลือกตั้งประจำจังหวัดนครพนม กล่าวหาโจทก์ทั้งสองกระทำความผิดต่อกฎหมายเลือกตั้งโดยให้ตัวแทนจ่ายเงินให้แก่นางเหวยและนางบท เป็นการตอบแทนที่ไปฟังโจทก์ทั้งสองปราศรัยหาเสียง เพื่อลงคะแนนเลือกตั้งให้แก่โจทก์ทั้งสอง เพื่อให้คณะกรรมการการเลือกตั้งมีคำสั่งเพิกถอนสิทธิเลือกตั้งของโจทก์ทั้งสอง และจัดให้มีการเลือกตั้งใหม่ ซึ่งเป็นการกระทำคราวเดียวกัน แม้ผลจะเกิดกับโจทก์ที่ 1 และโจทก์ที่ 2 ก็เป็นความผิดกระทงเดียว ที่ศาลชั้นต้นวินิจฉัยมา ไม่ต้องด้วยความเห็นของศาลฎีกา

ปัญหาต่อไปที่ศาลชั้นต้นปรับบทความผิดตามพระราชบัญญัติการเลือกตั้งสมาชิกสภาท้องถิ่นหรือผู้บริหารท้องถิ่น พ.ศ.2545 มาตรา 114 วรรคสาม ถูกต้องหรือไม่ ศาลฎีกาเห็นว่า ตามมาตรา 114 แบ่งเป็นสี่วรรค วรรคหนึ่ง เป็นความผิดที่กระทำการอันเป็นเท็จ เพื่อให้ผู้อื่นเข้าใจผิดว่าผู้สมัครผู้ใดกระทำการฝ่าฝืนหรือไม่ปฏิบัติตามพระราชบัญญัตินี้ วรรคสองถ้าการกระทำตามวรรคหนึ่งเป็นการกลั่นแกล้งให้ผู้สมัครนั้นถูกเพิกถอนสิทธิการเลือกตั้ง ส่วนวรรคสามถ้าการกระทำตามวรรคหนึ่งเป็นการแจ้งหรือให้ถ้อยคำต่อคณะกรรมการการเลือกตั้ง ซึ่งตามกฎหมายดังกล่าวกำหนดโทษและให้ศาลสั่งเพิกถอนสิทธิเลือกตั้งแก่ผู้กระทำความผิดหนักเบาแตกต่างกัน สำหรับคณะกรรมการการเลือกตั้งนั้น ตามมาตรา 4 ให้คำนิยามหมายความว่า คณะกรรมการการเลือกตั้งตามกฎหมายประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยคณะกรรมการการเลือกตั้ง ตามพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยคณะกรรมการการเลือกตั้ง พ.ศ.2550 หมวดที่ 1 คณะกรรมการการเลือกตั้ง มาตรา 6 คณะกรรมการการเลือกตั้งตามพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญมีองค์ประกอบตามที่บัญญัติไว้ในรัฐธรรมนูญ และตามรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2550 ที่ใช้บังคับในขณะเกิดเหตุ หมวด 11 องค์กรตามรัฐธรรมนูญ ส่วนที่ 1 องค์กรอิสระตามรัฐธรรมนูญ 1. คณะกรรมการการเลือกตั้ง มาตรา 229 คณะกรรมการการเลือกตั้ง ประกอบด้วย ประธานกรรมการคนหนึ่งและกรรมการอื่นอีกสี่คน ดังนั้น จึงเห็นได้ว่า คณะกรรมการการเลือกตั้ง หมายถึงคณะกรรมการการเลือกตั้งที่อยู่ในส่วนกลาง หรือกรุงเทพมหานคร ส่วนคณะกรรมการการเลือกตั้งประจำจังหวัดมิได้อยู่ในความหมายคณะกรรมการการเลือกตั้ง ซึ่งการกระทำของจำเลยต้องปรับบทความผิดตามมาตรา 114 วรรคสอง ที่ศาลชั้นต้นปรับบท มาตรา 114 วรรคสาม มานั้น ศาลฎีกาไม่เห็นพ้องด้วย การปรับบทกฎหมายเป็นข้อกฎหมายที่เกี่ยวกับความสงบเรียบร้อย ศาลฎีกายกขึ้นและแก้ไขให้ถูกต้องได้ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 195 วรรคสอง ประกอบมาตรา 225

พิพากษากลับว่า ให้ลงโทษจำเลยตามพระราชบัญญัติการเลือกตั้งสมาชิกสภาท้องถิ่นหรือผู้บริหารท้องถิ่น พ.ศ.2545 มาตรา 114 วรรคสอง จำคุก 5 ปี และให้เพิกถอนสิทธิเลือกตั้งมีกำหนดสิบปี คดีส่วนแพ่งให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น ให้จำเลยใช้ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสามศาลแทนโจทก์ทั้งสอง โดยกำหนดค่าทนายความรวม 30,000 บาท
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.อ. ม. 90
พ.ร.บ.การเลือกตั้งสมาชิกสภาท้องถิ่นหรือผู้บริหารท้องถิ่น พ.ศ.2545 ม. 114 วรรคสอง
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นายสมชอบ นิติพจน์ กับพวก
จำเลย — นายศุภฤกษ์ ทากิระ
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดนครพนม — นายวีระพงษ์ กล่อมมิตร
ศาลอุทธรณ์ภาค 4 — นายนพรัตน์ สี่ทิศประเสริฐ
ชื่อองค์คณะ
ฐานันท์ วรรณโกวิท
สมยศ เข็มทอง
ไมตรี ศรีอรุณ
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 16022/2557
#579988
เปิดฉบับเต็ม

พนักงานเจ้าหน้าที่ประเมินค่ารายปีประจำปีภาษี 2551 ที่พิพาท โดยอาศัยค่ารายปีประจำปีภาษี 2550 ที่ล่วงมาแล้วเป็นหลักตาม พ.ร.บ.ภาษีโรงเรือนและที่ดิน พ.ศ.2475 มาตรา 18 แต่เมื่อจำเลยกำหนดราคาค่าเช่ามาตรฐานกลางใหม่ตามบันทึกข้อความกรุงเทพมหานคร ที่ กท 1302/222 ก่อนที่โจทก์จะยื่นแบบแจ้งรายการเพื่อเสียภาษีโรงเรือนและที่ดินประจำปีภาษี 2551 พนักงานเจ้าหน้าที่ของจำเลยควรจะนำอัตราค่าเช่ามาตรฐานกลางดังกล่าวมาประกอบการพิจารณาในการกำหนดค่ารายปีประจำปีภาษีพิพาทด้วย เนื่องจากเป็นการกำหนดเพื่อให้พนักงานเจ้าหน้าที่ใช้เป็นแนวทางประกอบการประเมิน แม้บันทึกข้อความกรุงเทพมหานครดังกล่าวจะมิได้บังคับให้ต้องกำหนดค่ารายปีเท่ากับอัตราค่าเช่ามาตรฐานกลางและมิได้ห้ามให้กำหนดค่ารายปีสูงกว่าอัตราค่าเช่ามาตรฐานกลาง แต่เมื่อปรากฏตามบันทึกดังกล่าวว่าสถานที่ตั้งโรงเรือนและที่ดินของโจทก์ถูกกำหนดให้อยู่กลุ่ม 2 เปลี่ยนแปลงจากเดิมที่อยู่ในกลุ่ม 1 ซึ่งมีค่ารายปีสูงกว่า จึงไม่อาจใช้ค่ารายปีของปีภาษี 2550 ที่ล่วงมาแล้วเป็นหลักในการกำหนดค่ารายปีในปีภาษีพิพาท การที่พนักงานเจ้าหน้าที่นำโรงเรือนและที่ดินของโจทก์ไปเทียบเคียงกับโรงเรือนเลขที่ 455/1-2 ซึ่งตั้งอยู่ถนนพระรามที่ 3 ซึ่งมีความกว้างมากกว่าถนนเจริญราษฎร์อันเป็นที่ตั้งโรงเรือนของโจทก์ และมีราคาประเมินที่ดินสูงกว่า ย่อมแสดงให้เห็นว่าสภาพเศรษฐกิจของสถานที่ตั้งโรงเรือนและที่ดินของโจทก์ ทำเลที่ตั้ง และบริการสาธารณะที่โรงเรือนและที่ดินของโจทก์ที่ได้รับประโยชน์มีการเปลี่ยนแปลงไปจากเดิม ดังนั้น การที่พนักงานเจ้าหน้าที่ประเมินทรัพย์สินของโจทก์สูงกว่าอัตราค่าเช่ามาตรฐานกลาง แม้จะเท่ากับค่ารายปีที่ล่วงมาแล้ว แต่เนื่องจากทรัพย์สินของโจทก์มีสภาพเศรษฐกิจแตกต่างไปจากเดิม การกำหนดค่ารายปีของพนักงานเจ้าหน้าที่และคำชี้ขาดจึงมิได้เป็นไปตาม พ.ร.บ.ภาษีโรงเรือนและที่ดิน พ.ศ.2475 มาตรา 8 และมาตรา 18 ประกอบแนวทางปฏิบัติตามบันทึกกรุงเทพมหานครดังกล่าว การกำหนดค่ารายปีและคำชี้ขาดจึงไม่ชอบ

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องและแก้ไขคำฟ้องขอให้เพิกถอนการประเมินและคำชี้ขาดและให้จำเลยชำระเงิน 404,994 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับถัดจากวันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์

จำเลยให้การขอให้ยกฟ้อง

ศาลภาษีอากรกลางพิพากษายกฟ้อง ให้โจทก์ใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนจำเลย กำหนดค่าทนายความให้ 4,000 บาท

โจทก์อุทธรณ์ต่อศาลฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีภาษีอากรวินิจฉัยว่า ปัญหาวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของโจทก์มีว่า การประเมินค่ารายปีและค่าภาษีโรงเรือนและที่ดินสำหรับโรงเรือนและสิ่งปลูกสร้างของโจทก์ประจำปีภาษี 2551 ชอบด้วยกฎหมายหรือไม่ โจทก์อุทธรณ์ว่า จำเลยประกาศอัตราค่าเช่ามาตรฐานกลางใหม่ในปี 2550 ซึ่งมีอัตราค่าเช่าต่ำลง แต่จำเลยกลับนำโรงเรือนของโจทก์ไปเทียบเคียงกับโรงเรือนอื่นเพื่อเก็บภาษีโรงเรือนและที่ดินในอัตราเดิม ทั้งโรงเรือนที่จำเลยนำเทียบเคียงมีทำเลในทางการค้าและคมนาคมดีกว่าที่ตั้งโรงเรือนของโจทก์ รวมทั้งมีราคาประเมินของกรมที่ดินสูงกว่าด้วย จำเลยจึงต้องนำอัตราค่าเช่ามาตรฐานกลางมาใช้ให้เกิดความเป็นธรรมแก่โจทก์นั้น ศาลฎีกาแผนกคดีภาษีอากรเห็นว่าพระราชบัญญัติภาษีโรงเรือนและที่ดิน พ.ศ.2475 มาตรา 8 วรรคสอง บัญญัติว่า ค่ารายปี หมายความว่า จำนวนเงินซึ่งทรัพย์สินนั้นสมควรให้เช่าได้ในปีหนึ่ง ๆ และวรรคสาม บัญญัติว่า ในกรณีที่ทรัพย์สินนั้นให้เช่า ให้ถือว่าค่าเช่านั้นคือค่ารายปี แต่ถ้าเป็นกรณีที่มีเหตุอันสมควรที่ทำให้พนักงานเจ้าหน้าที่เห็นว่าค่าเช่านั้นมิใช่จำนวนเงินอันสมควรที่จะให้เช่าได้ หรือเป็นกรณีที่หาค่าเช่าไม่ได้เนื่องจากเจ้าของทรัพย์สินดำเนินกิจการเองหรือด้วยเหตุประการอื่น ให้พนักงานเจ้าหน้าที่มีอำนาจประเมินค่ารายปีได้ โดยคำนึงถึงลักษณะของทรัพย์สิน ขนาด พื้นที่ ทำเลที่ตั้ง และบริการสาธารณะที่ทรัพย์สินนั้นได้รับประโยชน์ ทั้งนี้ ตามหลักเกณฑ์ที่รัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทยกำหนดโดยประกาศในราชกิจจานุเบกษา นอกจากนี้มาตรา 18 บัญญัติว่า ค่ารายปีของปีที่ล่วงแล้วนั้น ท่านให้เป็นหลักสำหรับการคำนวณค่าภาษีซึ่งจะต้องเสียในปีต่อมา คดีนี้พนักงานเจ้าหน้าที่ของจำเลยประเมินค่ารายปีโรงเรือนและที่ดินของโจทก์ประจำปีภาษี 2551 ที่พิพาทเท่ากับค่ารายปีประจำปีภาษี 2548 ถึงปีภาษี 2550 ซึ่งค่ารายปีประจำปีภาษี 2548 ถึง 2550 โจทก์ยินยอมชำระค่าภาษีโรงเรือนและที่ดินตามการประเมินของพนักงานเจ้าหน้าที่ดังกล่าว โดยไม่ได้มีการร้องขอให้พิจารณาการประเมินใหม่ อันเป็นกรณีที่พนักงานเจ้าหน้าที่ของจำเลยได้คำนวณค่าภาษีโรงเรือนและที่ดินซึ่งโจทก์จะต้องชำระในปีต่อมาคือประจำปีภาษี 2551 โดยอาศัยค่ารายปีประจำปีภาษี 2550 ที่ล่วงมาแล้วเป็นหลักตามพระราชบัญญัติภาษีโรงเรือนและที่ดินฯ มาตรา 18 แต่เมื่อจำเลยกำหนดราคาค่าเช่ามาตรฐานกลางใหม่ตามบันทึกข้อความกรุงเทพมหานคร ที่ กท 1302/222 ลงวันที่ 28 กุมภาพันธ์ 2550 เรื่อง การกำหนดอัตราค่าเช่ามาตรฐานกลางเพื่อใช้ประกอบในการประเมินค่ารายปีภาษีโรงเรือนและที่ดิน ก่อนที่โจทก์จะยื่นแบบแจ้งรายการเพื่อเสียภาษีโรงเรือนและที่ดินสำหรับทรัพย์สินของโจทก์ประจำปีภาษี 2551 พนักงานเจ้าหน้าที่ของจำเลยควรจะนำอัตราค่าเช่ามาตรฐานกลางดังกล่าวมาประกอบการพิจารณาในการกำหนดค่ารายปีประจำปีภาษีพิพาทด้วย เนื่องจากราคาค่าเช่ามาตรฐานกลางเฉลี่ยต่อตารางเมตรที่จำเลยกำหนดขึ้นนั้นเป็นการกำหนดเพื่อให้พนักงานเจ้าหน้าที่ใช้เป็นแนวทางประกอบการประเมินค่ารายปี ซึ่งกำหนดเป็นอัตราขั้นต่ำต่อตารางเมตรต่อเดือน แม้บันทึกข้อความกรุงเทพมหานครดังกล่าวมิได้บังคับให้พนักงานเจ้าหน้าที่ของจำเลยต้องกำหนดค่ารายปีเท่ากับอัตราค่าเช่ามาตรฐานกลางและมิได้ห้ามพนักงานเจ้าหน้าที่ของจำเลยกำหนดค่ารายปีในจำนวนที่สูงกว่าอัตราค่าเช่ามาตรฐานกลาง แต่เมื่อตามบันทึกดังกล่าวปรากฏว่าสถานที่ตั้งโรงเรือนและที่ดินของโจทก์ถูกกำหนดให้อยู่ในกลุ่มที่ 2 เปลี่ยนแปลงจากเดิมที่อยู่ในกลุ่มที่ 1 ซึ่งมีค่ารายปีสูงกว่า จึงไม่อาจใช้ค่ารายปีของปีภาษี 2550 ที่ล่วงมาแล้วเป็นหลักในการกำหนดค่ารายปีของปีภาษี 2551 ที่พิพาท ซึ่งมีค่ารายปีต่ำกว่าได้ ประกอบกับการกำหนด ค่ารายปีสำหรับอาคารประเภทเดียวกันอาจแตกต่างกันได้ หากปรากฏว่าโรงเรือนแต่ละแห่งมีลักษณะของทรัพย์สิน ขนาด พื้นที่การใช้ประโยชน์ ทำเลที่ตั้ง และบริการสาธารณะที่ทรัพย์สินนั้นได้รับประโยชน์แตกต่างกัน การที่พนักงานเจ้าหน้าที่ของจำเลยนำโรงเรือนและที่ดินของโจทก์ไปเทียบเคียงกับโรงเรือนเลขที่ 455/1-2 ซึ่งตั้งอยู่ถนนพระรามที่ 3 แขวงบางโคล่ เขตบางคอแหลม กรุงเทพมหานคร แต่โรงเรือนที่นำเทียบเคียงดังกล่าวตั้งอยู่ติดถนนพระรามที่ 3 ซึ่งมีความกว้างมากกว่าถนนเจริญราษฎร์อันเป็นที่ตั้งโรงเรือนของโจทก์ และยังมีราคาประเมินของกรมที่ดินตารางวาละ 170,000 บาท ในขณะที่ที่ดินที่ตั้งโรงเรือนโจทก์มีราคาประเมินเพียงตารางวาละ 125,000 บาท ซึ่งจำเลยมิได้นำสืบพยานหลักฐานโต้แย้งข้อเท็จจริงดังกล่าวให้เห็นเป็นอย่างอื่น พยานหลักฐานที่โจทก์และจำเลยนำสืบมาย่อมแสดงให้เห็นว่าสภาพเศรษฐกิจของสถานที่ตั้งโรงเรือนและที่ดินของโจทก์ ทำเลที่ตั้ง และบริการสาธารณะที่โรงเรือนและที่ดินของโจทก์ได้รับประโยชน์มีการเปลี่ยนแปลงไปจากเดิม ดังนั้น การที่พนักงานเจ้าหน้าที่ของจำเลยประเมินค่ารายปีทรัพย์สินของโจทก์สูงกว่าอัตราค่าเช่ามาตรฐานกลาง แม้จะเท่ากับค่ารายปีของปีที่ล่วงมาแล้ว แต่เนื่องจากทรัพย์สินของโจทก์มีสภาพเศรษฐกิจแตกต่างไปจากเดิม การกำหนดค่ารายปีของพนักงานเจ้าหน้าที่ของจำเลยและคำชี้ขาดจึงมิได้เป็นไปตามพระราชบัญญัติภาษีโรงเรือนและที่ดิน ฯ มาตรา 8 และมาตรา 18 ประกอบกับแนวทางปฏิบัติตามบันทึกข้อความกรุงเทพมหานครฉบับดังกล่าว การกำหนดค่ารายปีและค่าภาษีโรงเรือนและที่ดินสำหรับโรงเรือนโจทก์ประจำปีภาษี 2551 ของพนักงานเจ้าหน้าที่ของจำเลยและคำชี้ขาดจึงไม่ชอบ จำเลยจึงต้องรับผิดคืนเงินค่าภาษีโรงเรือนและที่ดินให้แก่โจทก์ แต่เนื่องจากโจทก์ยื่นคำร้องขอให้พิจารณาการประเมินภาษีโรงเรือนและที่ดินตามมาตรา 25, 41 แห่งพระราชบัญญัติภาษีโรงเรือนและที่ดิน พ.ศ.2475 ว่า โจทก์พอใจชำระภาษีโรงเรือนและที่ดินเป็นเงินรวม 399,111 บาท โจทก์จึงมีสิทธิได้รับคืนภาษีโรงเรือนและที่ดินที่ชำระเกินเป็นเงิน 266,074 บาท เท่านั้น ศาลไม่อาจพิพากษาให้โจทก์ได้รับคืนภาษีโรงเรือนและที่ดินเกินไปกว่าคำร้องขอให้พิจารณาการประเมินภาษีโรงเรือนและที่ดินของโจทก์ ฉะนั้น การที่โจทก์มาฟ้องขอคืนเงินค่าภาษีโรงเรือนและที่ดินเป็นเงิน 380,668 บาท จึงเกินกว่าที่ปรากฏในคำร้องขอให้พิจารณาการประเมินภาษีโรงเรือนและที่ดินของโจทก์ โจทก์จึงมีสิทธิได้รับคืนเงินภาษีโรงเรือนและที่ดินเป็นเงินจำนวน 266,074 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ตามที่โจทก์ขอนับแต่วันพ้นกำหนดสามเดือนนับแต่วันมีคำพิพากษาถึงที่สุด ที่ศาลภาษีอากรกลางพิพากษายกฟ้องโจทก์มานั้น ศาลฎีกาแผนกคดีภาษีอากรไม่เห็นพ้องด้วย อุทธรณ์ของโจทก์ฟังขึ้น

พิพากษากลับ ให้แก้ไขการประเมินตามใบแจ้งรายการประเมินและคำชี้ขาดตามใบแจ้งคำชี้ขาดตามฟ้อง โดยให้จำเลยชำระเงิน 266,074 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันพ้นกำหนดสามเดือนนับแต่วันมีคำพิพากษาถึงที่สุด ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสองศาลให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.ภาษีโรงเรือนและที่ดิน พ.ศ.2475 ม. 8 ม. 18
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — บริษัทโตโยต้า บางกอก จำกัด
จำเลย — กรุงเทพมหานคร
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลภาษีอากรกลาง — นายวิวัฒน์ สุวัณณะสังข์
ชื่อองค์คณะ
ชัยสิทธิ์ ตราชูธรรม
กรองเกียรติ คมสัน
สมชาย สินเกษม
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 16001/2557
#575652
เปิดฉบับเต็ม

มูลคดีเดียวกันนี้ พนักงานอัยการ สำนักงานอัยการสูงสุด เคยฟ้องจำเลยทั้งสองกับพวกเป็นจำเลยในคดีอาญาข้อหาแจ้งข้อความอันเป็นเท็จ มีโจทก์ในคดีนี้ได้เข้าร่วมเป็นโจทก์ในคดีดังกล่าว คดีนี้จึงเป็นคดีแพ่งที่เกี่ยวเนื่องกับคดีอาญา โดยคดีอาญาคดีถึงที่สุด ข้อเท็จจริงฟังยุติว่า พฤติการณ์ของโจทก์ร่วม ทำให้จำเลยที่ 1 เข้าใจว่าโจทก์ร่วมถอนเงินที่วางประกันไว้ไปใช้ประโยชน์อื่น นอกจากข้อตกลงอันเป็นความผิดอาญา จำเลยที่ 1 จึงแจ้งเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นจริงแก่พนักงานสอบสวน อันเป็นการใช้สิทธิตามกฎหมาย การกระทำของจำเลยที่ 1 จึงไม่มีความผิดฐานแจ้งข้อความอันเป็นเท็จ

ดังนั้น คดีนี้จึงต้องถือข้อเท็จจริงตามที่ปรากฏในคำพิพากษาคดีส่วนอาญาดังกล่าวว่า จำเลยที่ 1 ใช้สิทธิตามกฎหมาย ไม่ได้แจ้งข้อความอันเป็นเท็จต่อพนักงานสอบสวนจึงไม่มีความผิดและมีผลไปถึงจำเลยที่ 2 ที่ลงลายมือชื่อในหนังสือมอบอำนาจให้ผู้อื่นไปแจ้งความร้องทุกข์ดำเนินคดีอาญาต่อโจทก์ ไม่มีความผิดตามไปด้วย การกระทำของจำเลยทั้งสองจึงไม่เป็นละเมิดต่อโจทก์

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยทั้งสองร่วมกันชดใช้ค่าเสียหาย 100,000,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับถัดจากวันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์

จำเลยทั้งสองให้การขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยทั้งสองร่วมกันชำระเงิน 200,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับถัดจากวันฟ้อง (ฟ้องวันที่ 11 ธันวาคม 2545) จนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ และให้ใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ โดยกำหนดค่าขึ้นศาลใช้แทนตามทุนทรัพย์ที่โจทก์ชนะคดีและกำหนดค่าทนายความให้ 20,000 บาท

โจทก์และจำเลยทั้งสองอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษาแก้เป็นว่า ให้จำเลยทั้งสองร่วมกันชำระเงิน 5,000,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์และให้จำเลยทั้งสองใช้ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์แทนโจทก์ โดยกำหนดค่าขึ้นศาลใช้แทนตามทุนทรัพย์ที่โจทก์ชนะคดี และกำหนดค่าทนายความให้รวม 60,000 บาท นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น จำเลยทั้งสองฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงรับฟังเป็นยุติในเบื้องต้นโดยคู่ความไม่ฎีกาโต้แย้งว่า จำเลยทั้งสองเป็นสามีภริยากัน เมื่อปี 2534 โจทก์กับจำเลยที่ 2 ตกลงเข้าหุ้นกันซื้อที่ดินเนื้อที่ประมาณ 100 ตารางวา ตามโฉนดเลขที่ 39686 ตำบลบางอ้อ อำเภอบางกอกน้อย (บางซื่อ) กรุงเทพมหานคร แล้วสร้างอาคารพาณิชย์ 6 คูหา ในที่ดินดังกล่าวเพื่อขายนำเงินมาแบ่งกันคนละครึ่งโดยได้แบ่งแยกที่ดินเป็น 4 แปลง แต่ขายได้คูหาเดียว ซึ่งได้แบ่งผลประโยชน์กันแล้ว ต่อมาโจทก์กับจำเลยที่ 1 ทำบันทึกข้อตกลงหุ้นส่วนที่ดินและอาคารตึกแถวแบ่งที่ดินพร้อมอาคารพาณิชย์ที่เหลือว่าโจทก์และจำเลยที่ 1 เป็นหุ้นส่วนคนละครึ่งในที่ดินโฉนดเลขที่ 39686, 39687, 39688 และ 39689 ตำบลบางอ้อ อำเภอบางกอกน้อย (บางซื่อ) กรุงเทพมหานคร พร้อมอาคารพาณิชย์ (ตึกแถว) 4 คูหา เลขที่ 109/354, 109/355, 109/356 และ109/357 จำเลยที่ 1 และโจทก์มีชื่อถือกรรมสิทธิ์รวมในที่ดินโฉนดเลขที่ 39689 พร้อมตึกแถวเลขที่ 109/356 ส่วนที่ดินโฉนดเลขที่ 39686, 39687 และ 39688 พร้อมอาคารตึกแถวที่ตั้งอยู่ในแต่ละแปลง จำเลยที่ 1 ให้โจทก์มีชื่อถือกรรมสิทธิ์เพียงผู้เดียว โดยถือแทนจำเลยที่ 1 ไว้กึ่งหนึ่งเพื่อความสะดวกบางประการ ในการทำนิติกรรมขายที่ดินและตึกแถวทุกแปลง หากภายหลังไม่ว่าเวลาใดถูกทางราชการเก็บค่าธรรมเนียมการโอน ค่าอากรเพิ่มรวมทั้งโจทก์ถูกเรียกเก็บภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาอันเกิดจากการขายที่ดินทุกแปลง โจทก์และจำเลยที่ 1 ตกลงเสียกันคนละครึ่งทุกครั้งไป เพื่อเป็นหลักประกันการปฏิบัติตามสัญญา จำเลยที่ 1 จะนำเงิน 200,000 บาท ไปฝากธนาคารในนามโจทก์เพียงผู้เดียวในวันที่ 7 ตุลาคม 2535 เป็นเวลา 8 ปี หากครบกำหนดแล้วไม่มีการเรียกเก็บเงินใดๆ โจทก์จะคืนเงินแก่จำเลยที่ 1 และทั้งสองฝ่ายจะทำสัญญารับผิดชอบในเรื่องนี้กันใหม่ต่อไป ต่อมาโจทก์ได้เปิดบัญชีเงินฝากประจำที่ธนาคารศรีนคร จำกัด (มหาชน) สาขาบางพลัด โดยจำเลยที่ 2 สั่งจ่ายเช็คจำนวนเงิน 200,000 บาท ไปฝากเปิดบัญชีดังกล่าวเพื่อเป็นหลักประกันตามข้อตกลง ต่อมาโจทก์ถอนเงินจากบัญชี 100,000 บาท และโจทก์ถอนเงินที่เหลือทั้งหมด 2544 จำเลยที่ 1 มอบอำนาจให้นายสมชายไปแจ้งความร้องทุกข์ต่อพนักงานสอบสวน สถานีตำรวจนครบาลบางพลัด ให้ดำเนินคดีแก่โจทก์กล่าวหาว่า โจทก์ถอนเงินเอาไปใช้เป็นการส่วนตัวโดยทุจริต

มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยทั้งสองว่า จำเลยทั้งสองทำละเมิดต่อโจทก์หรือไม่ โจทก์บรรยายฟ้องว่า จำเลยทั้งสองร่วมกันมอบอำนาจให้นายสมชายไปแจ้งความร้องทุกข์ต่อพนักงานสอบสวน สถานีตำรวจนครบาลบางพลัด ตามข้อความดังกล่าวข้างต้นอันเป็นการหมิ่นประมาทโจทก์ ทำให้โจทก์เสียหายเป็นการทำละเมิดต่อโจทก์ เห็นว่า มูลคดีเดียวกันนี้ พนักงานอัยการ สำนักงานอัยการสูงสุดฟ้องจำเลยทั้งสอง คดีนี้กับพวกเป็นจำเลย เรื่อง ความผิดต่อเจ้าพนักงานในการยุติธรรม ขอให้ลงโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 172 และ 174 ซึ่งโจทก์คดีนี้ได้เข้าร่วมเป็นโจทก์ในคดีดังกล่าวด้วย คดีนี้จึงเป็นคดีแพ่งที่เกี่ยวเนื่องกับคดีอาญา ศาลฎีกาในคดีดังกล่าววินิจฉัยข้อเท็จจริงว่า โจทก์และโจทก์ร่วมมิได้นำสืบให้เห็นว่า ข้อความที่จำเลยที่ 1 ได้มอบอำนาจให้จำเลยที่ 2 ไปแจ้งความร้องทุกข์ต่อพนักงานสอบสวนนั้น มีข้อความใดหรือส่วนใดเป็นเท็จและวินิจฉัยข้อเท็จจริงกล่าวโดยสรุปว่า พฤติการณ์ของโจทก์ร่วมในคดีดังกล่าว ทำให้จำเลยที่ 1 เข้าใจว่าโจทก์ร่วมถอนเงินที่วางประกันไว้ไปใช้ประโยชน์อื่น นอกจากข้อตกลงอันเป็นความผิดทางอาญา จำเลยที่ 1 แจ้งเหตุการณ์ตามที่เกิดขึ้นจริงต่อเจ้าพนักงาน เป็นการใช้สิทธิตามกฎหมาย การกระทำของโจทก์ร่วมจะเป็นความผิดทางอาญาหรือไม่ อย่างไร เป็นอำนาจโดยเฉพาะของพนักงานสอบสวนที่จะรวบรวมพยานหลักฐานและเสนอความเห็นไปยังพนักงานอัยการต่อไป การกระทำของจำเลยที่ 1 ที่มอบอำนาจให้จำเลยที่ 2 ไปแจ้งความร้องทุกข์ให้ดำเนินคดีแก่โจทก์ร่วมนั้น จึงไม่เป็นความผิด ตามคำพิพากษาศาลฎีกาที่ 261/2554 ระหว่าง พนักงานอัยการ สำนักงานอัยการสูงสุด โจทก์ นางสาววิไล (โจทก์คดีนี้) โจทก์ร่วม นางกาญจนา (จำเลยที่ 1 คดีนี้) ที่ 1 นายสมชาย ที่ 2 นายวิชิต (จำเลยที่ 2 คดีนี้) ที่ 3 จำเลย คดีนี้จึงต้องถือข้อเท็จจริงตามที่ปรากฏในคำพิพากษาคดีอาญาดังกล่าว เมื่อศาลในคดีอาญาฟังข้อเท็จจริงว่า จำเลยที่ 1 ไม่ได้แจ้งข้อความอันเป็นเท็จต่อพนักงานสอบสวนและเป็นการใช้สิทธิตามกฎหมาย จึงไม่มีความผิดและมีผลไปถึงจำเลยที่ 2 ที่ลงลายมือชื่อในหนังสือมอบอำนาจให้นายสมชายไปแจ้งความร้องทุกข์ว่า ไม่มีความผิดตามไปด้วย การกระทำของจำเลยทั้งสองจึงไม่เป็นละเมิดต่อโจทก์ ไม่ต้องชดใช้ค่าเสียหาย ที่ศาลอุทธรณ์พิพากษามายังไม่ต้องด้วยความเห็นของศาลฎีกา ฎีกาของจำเลยทั้งสองฟังขึ้น

พิพากษากลับ ให้ยกฟ้อง ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสามศาลให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.อ. ม. 46
ป.พ.พ. ม. 420
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นางสาววิไล วัฒนินธ์วงศ์
จำเลย — นางกาญจนา เพชรดำรงค์สกุล กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลแพ่งธนบุรี — นายอำนวย โอภาพันธ์
ศาลอุทธรณ์ — นายเฉลียว พลวิเศษ
ชื่อองค์คณะ
นิพันธ์ ช่วยสกุล
ปริญญา ดีผดุง
อธิคม อินทุภูติ
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 16000/2557
#583429
เปิดฉบับเต็ม

การที่พยานโจทก์เพียงแจ้งให้จำเลยที่ 2 ทราบหลังเกิดเหตุครั้งแรกว่ามีสายเคเบิลใยแก้วนำแสงของโจทก์ติดตั้งอยู่แต่ไม่มีความชัดเจนว่าฝังอยู่จุดใดบ้าง ประกอบกับห้างหุ้นส่วนจำกัด ส. ผู้รับเหมาช่วงซึ่งดำเนินการวางท่อประปามาแล้วประมาณ 50 กิโลเมตร ขุดไม่โดนสายเคเบิลของโจทก์เลย เหลือระยะทางที่จะต้องวางท่อประปาอีกประมาณ 135 กิโลเมตร ซึ่งห้างหุ้นส่วนจำกัด ส. ยังคงขุดเพื่อวางท่อประปาต่อไปตามแนวเขตที่ได้รับอนุญาตโดยปฏิบัติเหมือนกับ 50 กิโลเมตรแรก จึงฟังได้ว่าฝ่ายจำเลยมิได้จงใจหรือประมาทเลินเล่อ แม้จะก่อให้เกิดความเสียหายแก่สายเคเบิลของโจทก์ก็ไม่ถือว่าเป็นการกระทำละเมิดต่อโจทก์ โจทก์จึงไม่มีสิทธิเรียกค่าสินไหมทดแทนจากจำเลยที่ 2 กับจำเลยที่ 3 ซึ่งเป็นหุ้นส่วนผู้จัดการของจำเลยที่ 2 และจำเลยที่ 1 ผู้ว่าจ้างจำเลยที่ 2 จึงไม่ต้องร่วมรับผิดชดใช้ค่าสินไหมทดแทนแก่โจทก์เช่นกัน

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
คดีนี้เดิมศาลชั้นต้นพิจารณาและพิพากษารวมกันมากับคดีแพ่งหมายเลขแดงที่ 3922/2549 ของศาลชั้นต้น แต่คดีดังกล่าวถึงที่สุดโดยคู่ความมิได้ฎีกา คงขึ้นมาสู่การพิจารณาของศาลฎีกาเฉพาะคดีนี้

โจทก์ฟ้องและแก้ไขคำฟ้องขอให้บังคับจำเลยทั้งสามร่วมกันชดใช้ค่าเสียหายเป็นเงิน 4,769,289.85 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงิน 4,555,739.61 บาท นับถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์

จำเลยทั้งสามให้การขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยทั้งสามร่วมกันชำระเงินจำนวน 3,189,017.73 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงินดังกล่าว นับแต่วันที่ 30 มกราคม 2547 เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ กับให้จำเลยทั้งสามร่วมกันใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ โดยกำหนดค่าทนายความ 15,000 บาท เฉพาะ ค่าขึ้นศาลให้ใช้แทนตามที่โจทก์ชนะคดี

จำเลยทั้งสามอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษาแก้เป็นว่า ให้จำเลยทั้งสามร่วมกันชำระเงิน 2,277,869.81 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงินดังกล่าว นับแต่วันที่ 30 มกราคม 2547 เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ ให้จำเลยทั้งสามร่วมกันใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ โดยกำหนดค่าทนายความ 15,000 บาท เฉพาะค่าขึ้นศาลให้ใช้แทนตามทุนทรัพย์ที่โจทก์ชนะคดี นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

จำเลยทั้งสามฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงที่คู่ความไม่โต้เถียงกันในชั้นนี้รับฟังเป็นยุติว่า จำเลยที่ 1 เป็นนิติบุคคลตามพระราชบัญญัติการประปาส่วนภูมิภาค พ.ศ.2522 จำเลยที่ 2 เป็นนิติบุคคลประเภทห้างหุ้นส่วนจำกัด มีจำเลยที่ 3 เป็นหุ้นส่วนผู้จัดการ จำเลยที่ 1 ว่าจ้างให้จำเลยที่ 2 วางท่อประปาขยายเขตจำหน่ายน้ำเข้าบริเวณโดยรอบนิคมอุตสาหกรรมมาบตาพุด อำเภอเมืองระยอง จังหวัดระยอง โดยใช้ท่อพีวีซี, พีอี ขนาด 100 ถึง 500 มิลลิเมตร ความยาว 185,000 เมตร ภายในบริเวณที่ได้รับอนุญาตจากอธิบดีกรมทางหลวง ในฐานะผู้อำนวยการทางหลวงแผ่นดิน โดยดำเนินการช่วงปลายปี 2546 ถึงปลายเดือนมกราคม 2547 มีห้างหุ้นส่วนจำกัด สามประสิทธิ์รับจ้างช่วงงานต่อจากจำเลยที่ 2 เป็นผู้ดำเนินการ โจทก์เป็นนิติบุคคลจดทะเบียน ณ ประเทศฝรั่งเศส ได้รับอนุญาตให้ประกอบธุรกิจจากอธิบดีกรมพัฒนาธุรกิจการค้า ตามมาตรา 17 แห่งพระราชบัญญัติการประกอบธุรกิจของคนต่างด้าว พ.ศ.2542 เป็นผู้ดำเนินงานก่อสร้าง วางสายเคเบิลใยแก้วนำแสง ตามโครงการขยายโครงข่ายขององค์การโทรศัพท์แห่งประเทศไทย บริเวณทางหลวงหมายเลข 3 ชุมสายโทรศัพท์แหลมฉบัง - ชุมสายโทรศัพท์มาบตาพุด ซึ่งในช่วงที่จำเลยที่ 2 วางท่อประปาขยายเขตจำหน่ายน้ำเข้าบริเวณโดยรอบนิคมอุตสาหกรรมมาบตาพุด อำเภอเมืองระยอง จังหวัดระยอง โจทก์วางสายเคเบิลใยแก้วนำแสงแล้วเสร็จ อยู่ระหว่างรอส่งมอบงานให้แก่องค์การโทรศัพท์แห่งประเทศไทย ขณะผู้รับจ้างช่วงขุดดินเพื่อวางท่อน้ำโดยใช้รถแบ็กโฮขุดดินวางท่อช่วงปลายปี 2546 ถึงปลายเดือนมกราคม 2547 รถแบ็กโฮขุดดินตามแนวเขตที่ได้รับอนุญาตจากกรมทางหลวงบริเวณทางหลวงหมายเลข 3 กิโลเมตรที่ 199 + 405 ไปถูกสายเคเบิลใยแก้วนำแสงที่โจทก์วางไว้ได้รับความเสียหาย โจทก์แจ้งให้จำเลยที่ 1 ทราบ และขอให้ชดใช้ค่าเสียหายเป็นเงิน 497,999,86 บาท ต่อมาจำเลยที่ 2 ใช้รถแบ็กโฮขุดดินวางท่อตามแนวเขตที่ได้รับอนุญาตจากกรมทางหลวงเช่นเดิม แล้วการขุดไปถูกสายเคเบิลใยแก้วนำแสงบริเวณทางหลวงหมายเลข 3 กิโลเมตรที่ 198 + 500, 202 + 000, 197 + 330 และบริเวณทางแยกเข้านิคมอุตสาหกรรมมาบตาพุดรวม 4 จุด เป็นเหตุให้ได้รับความเสียหาย

มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยทั้งสามว่า จำเลยทั้งสามต้องร่วมกันรับผิดต่อโจทก์ตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์หรือไม่ โดยจำเลยทั้งสามฎีกาว่า โจทก์ได้รับอนุญาตจากกรมทางหลวงในการวางสายเคเบิลใยแก้วนำแสง แต่โจทก์ปฏิบัติผิดข้อกำหนดของกรมทางหลวง คือไม่วางสายเคเบิลใยแก้วนำแสงในระยะ 4 เมตร จากเขตทางหลวง ไม่ติดตั้งป้ายแสดงแนวสายเคเบิลใยแก้วนำแสงเพื่อให้บุคคลภายนอกทราบ ไม่ติดตั้งแผ่นเตือนคอนกรีตเพื่อป้องกันมิให้ผู้ใดขุดเจาะโดนสายเคเบิล เมื่อได้รับแจ้งจากโจทก์หลังเกิดเหตุครั้งแรก จำเลยที่ 2 ที่ 3 ก็มิได้วางท่อประปาเกิน 1.80 เมตร จากเขตทางหลวง จุดเกิดเหตุครั้งที่ 2 ถึงที่ 4 ไม่ได้อยู่เกินกว่า 1.80 เมตร แม้แต่จุดเดียว ไม่มีวิธีการหรือมาตรฐานการระมัดระวังใด ๆ ที่จะนำมาใช้เพื่อไม่ให้การขุดทางท่อประปาไปเกี่ยวสายเคเบิลของโจทก์ได้และไม่สามารถคาดหมายได้ว่าจะเกี่ยวสายเคเบิลของโจทก์หรือไม่ เพราะจำเลยที่ 2 ที่ 3 ไม่เคยขุดล้ำเข้าไปในเขตที่โจทก์วางสายเคเบิลใยแก้วนำแสงเลย แต่การเกี่ยวสายเคเบิลใยแก้วนำแสงของโจทก์ทุกจุดเกิดจากโจทก์วางสายเคเบิลใยแก้วนำแสงล้ำเข้ามาในเขตวางท่อประปาของจำเลยที่ 2 ที่ 3 ทั้งสิ้น จำเลยที่ 2 ที่ 3 จึงมิได้ประมาท จำเลยทั้งสามไม่ต้องรับผิดต่อโจทก์ นั้น ในเรื่องนี้ นายนรสิทธิ์ ผู้รับมอบอำนาจโจทก์เบิกความว่า หลังเกิดเหตุครั้งแรก พยานได้แจ้งให้จำเลยที่ 2 ทราบแล้วว่าในแนวเขตทางหลวง 4 เมตร มีสายเคเบิลใยแก้วนำแสงของโจทก์ติดตั้งอยู่ตลอดแนว นั้น ไม่มีความชัดเจนว่ามีรายละเอียดอย่างไร ทั้งไม่ปรากฏว่ามีเอกสารแจ้งแนวเขตที่แน่นอนประกอบกับไม่มีป้ายแจ้งแนวเขตและแผ่นเตือนคอนกรีตวางอยู่เหนือสายเคเบิลใยแก้วนำแสงของโจทก์ตามเงื่อนไขที่ปรากฏในหนังสืออนุญาต ฝ่ายจำเลยย่อมไม่อาจทราบได้ว่าสายเคเบิลของโจทก์ฝังอยู่จุดใด ทั้งได้ความจากนายนิพัฒน์พยานจำเลยที่ 2 ที่ 3 ว่า ก่อนเกิดเหตุครั้งแรกห้างหุ้นส่วนจำกัด สามประสิทธิ์ดำเนินการวางท่อประปายาวมากกว่า 50 กิโลเมตร แล้ว จุดที่ขุดโดนสายเคเบิลของโจทก์ 5 จุด มีระยะทาง 5 กิโลเมตร และอยู่ในแนวเขตที่ฝ่ายจำเลยได้รับอนุญาตจากกรมทางหลวงให้ขุดวางท่อประปา ดังนี้ การที่พยานโจทก์เพียงแจ้งให้จำเลยที่ 2 ทราบหลังเกิดเหตุครั้งแรกว่า มีสายเคเบิลใยแก้วนำแสงของโจทก์ติดตั้งอยู่ แต่ไม่มีความชัดเจนว่าฝังอยู่จุดใดบ้าง ประกอบกับห้างหุ้นส่วนจำกัด สามประสิทธิ์ ผู้รับเหมาช่วงซึ่งดำเนินการวางท่อประปามาแล้วประมาณ 50 กิโลเมตร ขุดไม่โดนสายเคเบิลของโจทก์เลย เหลือระยะทางที่จะต้องวางท่อประปาอีกประมาณ 135 กิโลเมตร ซึ่งห้างหุ้นส่วนจำกัด สามประสิทธิ์ยังคงขุดเพื่อวางท่อประปาต่อไป ตามแนวเขตที่ได้รับอนุญาตโดยปฏิบัติเหมือนกับ 50 กิโลเมตรแรก จึงฟังได้ว่าฝ่ายจำเลยมิได้จงใจหรือประมาทเลินเล่อ แม้จะก่อให้เกิดความเสียหายแก่สายเคเบิลของโจทก์ก็ไม่ถือว่าเป็นการกระทำละเมิดต่อโจทก์ โจทก์จึงไม่มีสิทธิเรียกค่าสินไหมทดแทนจากจำเลยที่ 2 กับจำเลยที่ 3 ซึ่งเป็นหุ้นส่วนผู้จัดการของจำเลยที่ 2 และจำเลยที่ 1 ผู้ว่าจ้างจำเลยที่ 2 จึงไม่ต้องร่วมรับผิดชดใช้ค่าสินไหมทดแทนแก่โจทก์เช่นกัน ที่ศาลอุทธรณ์พิพากษามานั้น ไม่ต้องด้วยความเห็นของศาลฎีกา ฎีกาของจำเลยทั้งสามฟังขึ้น

พิพากษากลับให้ยกฟ้อง ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสามศาลให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 420
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — อัลคาเทล เคเบิ้ล ฟรานซ์
จำเลย — การประปาส่วนภูมิภาค กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลแพ่ง — นางสาวธัญญา จูฑะประชากุล
ศาลอุทธรณ์ — นางชนากานต์ ธีรเวชพลกุล
ชื่อองค์คณะ
ศรีอัมพร ศาลิคุปต์
ธีระพงศ์ จิระภาค
พิษณุ ดำรงเกียรติวัฒนา
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 15979/2557
#575208
เปิดฉบับเต็ม

ตามสัญญาก่อตั้งทรัสต์ในส่วนข้อกำหนดและเงื่อนไขของตราสารหนี้ ข้อ 16 การบังคับสิทธิเรียกร้องกำหนดให้เฉพาะทรัสตีใช้ดุลพินิจดำเนินการต่อ บ. และจำเลย เพื่อบังคับตามสิทธิของผู้ถือตราสารหนี้โดยไม่ต้องบอกกล่าวก่อน แต่ไม่ผูกพันทรัสตีที่จะต้องดำเนินการดังกล่าว เว้นแต่เป็นมติพิเศษของผู้ถือตราสารหนี้หรือผู้ถือตราสารหนี้อย่างน้อยหนึ่งในสี่ร้องขอเป็นหนังสือและทรัสตีได้รับการประกันความเสียหายตามที่พอใจ ผู้ถือตราสารไม่มีสิทธิดำเนินการโดยตรงต่อ บ. และจำเลย เว้นแต่ทรัสตีไม่กระทำการภายในระยะเวลาที่สมควรและไม่กระทำการใด ๆ ต่อไป ข้อ 16 จึงเป็นเพียงกรณีกำหนดอำนาจและหน้าที่ของทรัสตีในการดำเนินการบังคับสิทธิเรียกร้องต่อ บ. และจำเลยแทนผู้ถือตราสารหนี้ หากทรัสตีไม่กระทำการผู้ถือตราสารหนี้ก็มีสิทธิบังคับสิทธิเรียกร้องโดยตรงต่อ บ. และจำเลย นอกจากนั้น ข้อ 14 อายุความ กำหนดว่า สิทธิเรียกร้องเงินต้น พรีเมียมและดอกเบี้ยจะขาดอายุความถ้าไม่ใช้สิทธิเรียกร้องภายในระยะเวลา 10 ปี สำหรับเงินต้นหรือพรีเมียม หรือ 5 ปี สำหรับดอกเบี้ยตามลำดับ นับแต่วันที่เกี่ยวข้องตามที่ให้คำจำกัดความไว้ในข้อ 12 (c) และข้อ 12 (c) (i) ระบุว่า วันที่เกี่ยวข้องหมายถึงวันถึงกำหนดชำระของตราสารหนี้ เมื่อข้อเท็จจริงฟังได้ว่าผู้ถือตราสารหนี้ก่อนโจทก์ใช้สิทธิไถ่ถอนตราสารหนี้แล้ว วันดังกล่าวจึงเป็นวันถึงกำหนดชำระของตราสารหนี้ อายุความจึงเริ่มนับแต่ดังกล่าวอันเป็นวันถึงกำหนดชำระของตราสารหนี้และอาจบังคับสิทธิเรียกร้องได้ ไม่ใช่นับแต่วันที่ทรัสตีบอกกล่าวให้ บ. และจำเลยชำระเงินตามตราสารหนี้

การรับสภาพหนี้ต้องกระทำภายในกำหนดอายุความ รายงานประจำปีของจำเลย ไม่ใช่เอกสารที่จำเลยทำให้ไว้ต่อโจทก์โดยยอมรับว่าเป็นหนี้โจทก์ แต่เอกสารดังกล่าวแสดงข้อมูลรายละเอียดเกี่ยวกับการเงินของบริษัทจำเลย จึงฟังไม่ได้ว่าเป็นการรับสภาพหนี้

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยชำระเงินจำนวน 1,665,810.38 ดอลลาร์สหรัฐ พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 4.5 ต่อปี ของต้นเงิน 1,107,300 ดอลลาร์สหรัฐ นับถัดจากวันฟ้องจนถึงวันชำระเสร็จแก่โจทก์

จำเลยให้การและแก้ไขคำให้การขอให้ยกฟ้อง

ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางพิพากษายกฟ้อง ค่าฤชาธรรมเนียมให้เป็นพับ

โจทก์และจำเลยอุทธรณ์ต่อศาลฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศวินิจฉัยว่า ปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของโจทก์มีว่า สิทธิเรียกร้องตามคำฟ้องของโจทก์ขาดอายุความหรือไม่ ที่โจทก์อุทธรณ์โดยสรุปว่า ตามสัญญาก่อตั้งทรัสต์ ข้อ 16 ผู้ถือตราสารหนี้ไม่อาจบังคับสิทธิเรียกร้องตามตราสารหนี้ได้เอง ต้องให้ทรัสตีเป็นผู้ดำเนินการ เมื่อทรัสตีไม่ฟ้องผู้ถือตราสารหนี้หรือโจทก์จึงอาจบังคับสิทธิเรียกร้องต่อบริษัทบางกอกแลนด์ (เคย์แมน ไอส์แลนด์) จำกัด และจำเลยนับแต่วันบอกกล่าวคือ วันที่ 2 กุมภาพันธ์ 2542 หรือวันที่ 5 กุมภาพันธ์ 2542 ไม่ใช่นับแต่วันที่ 13 ตุลาคม 2541 เมื่อโจทก์ฟ้องคดีนี้ภายในกำหนดเวลา 10 ปี ประกอบกับจำเลยยอมรับสภาพหนี้ตามสิทธิเรียกร้องของโจทก์ตลอดมา ฟ้องโจทก์จึงไม่ขาดอายุความนั้น เห็นว่า ตามสัญญาก่อตั้งทรัสต์ ในส่วนข้อกำหนดและเงื่อนไขของตราสารหนี้ ข้อ 16 การบังคับสิทธิเรียกร้องกำหนดให้เฉพาะทรัสตีใช้ดุลพินิจดำเนินการต่อบริษัทบางกอกแลนด์ (เคย์แมน ไอส์แลนด์) จำกัด และจำเลยเพื่อบังคับตามสิทธิของผู้ถือตราสารหนี้โดยไม่ต้องบอกกล่าวก่อน แต่ไม่ผูกพันทรัสตีที่จะต้องดำเนินการดังกล่าว เว้นแต่เป็นมติพิเศษของผู้ถือตราสารหนี้ หรือผู้ถือตราสารหนี้จำนวนอย่างน้อยหนึ่งในสี่ของตราสารหนี้ที่ต่อมาค้างชำระร้องขอเป็นหนังสือและทรัสตีได้รับการประกันความเสียหายตามที่พอใจ ผู้ถือตราสารหนี้ไม่มีสิทธิดำเนินการโดยตรงต่อบริษัทบางกอกแลนด์ (เคย์แมน ไอส์แลนด์) จำกัด และจำเลย เว้นแต่ทรัสตีซึ่งผูกพันที่จะต้องดำเนินการดังกล่าวนั้นไม่กระทำการภายในระยะเวลาที่สมควรและไม่กระทำการใด ๆ ต่อไป ดังนั้น ข้อ 16 จึงเป็นเพียงกรณีที่กำหนดให้เป็นอำนาจและหน้าที่ของทรัสตีในการดำเนินการบังคับสิทธิเรียกร้องต่อบริษัทบางกอกแลนด์ (เคย์แมน ไอส์แลนด์) จำกัด และจำเลยแทนผู้ถือตราสารหนี้ หากทรัสตีไม่กระทำการผู้ถือตราสารหนี้ก็มีสิทธิบังคับสิทธิเรียกร้องโดยตรงต่อบริษัทบางกอกแลนด์ (เคย์แมน ไอส์แลนด์) จำกัด และจำเลย นอกจากนั้น ข้อ 14 อายุความ กำหนดว่า สิทธิเรียกร้องเงินต้น พรีเมียม และดอกเบี้ย จะขาดอายุความถ้าไม่ใช้สิทธิเรียกร้องภายในระยะเวลา 10 ปี (สำหรับเงินต้นหรือพรีเมียม) หรือ 5 ปี (สำหรับดอกเบี้ย) ตามลำดับ นับแต่วันที่เกี่ยวข้องตามที่ให้คำจำกัดความไว้ในข้อ 12 (C) และข้อ 12 (C) (i) ระบุว่า วันที่เกี่ยวข้องหมายถึงวันถึงกำหนดชำระของตราสารหนี้ ดังนั้นเมื่อข้อเท็จจริงฟังได้ว่า ผู้ถือตราสารหนี้ก่อนโจทก์ใช้สิทธิไถ่ถอนตราสารหนี้แล้วเมื่อวันที่ 13 ตุลาคม 2541 ตามข้อ 10 (C) วันที่ 13 ตุลาคม 2541 จึงเป็นวันถึงกำหนดชำระของตราสารหนี้ดังกล่าว สอดคล้องกับหนังสือที่ทรัสตีแจ้งบริษัทบางกอกแลนด์ (เคย์แมน ไอส์แลนด์) จำกัด ซึ่งระบุว่า ... 1. บริษัทบางกอกแลนด์ (เคย์แมน ไอส์แลนด์) จำกัด ไม่ได้ชำระเงินต้นและพรีเมียมตามตราสารหนี้ที่ผู้ถือตราสารหนี้ใช้สิทธิไถ่ถอนและถึงกำหนดชำระเมื่อวันที่ 13 ตุลาคม 2541 ... 2. ตามที่กำหนดไว้ในข้อ 13 ผู้ถือตราสารหนี้อย่างน้อยร้อยละ 25 ของจำนวนเงินตามตราสารหนี้ที่ยังไม่ถึงกำหนดชำระร้องขอเป็นหนังสือให้ทรัสตีแจ้งบริษัทบางกอกแลนด์ (เคย์แมน ไอส์แลนด์) จำกัด ว่าตราสารหนี้ที่ยังไม่ถึงกำหนดเวลาสำหรับการไถ่ถอนถือว่าถึงกำหนดชำระทันที ... เพื่อหลีกเลี่ยงข้อสงสัย ตราสารหนี้ที่ถึงกำหนดชำระสำหรับการไถ่ถอนในวันที่ 13 ตุลาคม 2541 นั้นถึงกำหนดชำระในวันดังกล่าวและต้องชำระเป็นจำนวนร้อยละ 110.73 ของจำนวนเงินตามตราสารหนี้ ... ดังนั้น อายุความจึงเริ่มนับแต่วันที่ 13 ตุลาคม 2541 อันเป็นวันถึงกำหนดชำระของตราสารหนี้และอาจบังคับสิทธิเรียกร้องได้ ไม่ใช่นับแต่วันที่ทรัสตีบอกกล่าวให้บริษัทบางกอกแลนด์ (เคย์แมน ไอส์แลนด์) จำกัด และจำเลยชำระเงินตามตราสารหนี้เมื่อวันที่ 2 กุมภาพันธ์ 2542 และวันที่ 5 กุมภาพันธ์ 2542 ตามลำดับ

ส่วนที่โจทก์อุทธรณ์ว่า ตามรายงานประจำปี ข้อมูลรายงานโครงสร้างเงินทุน งบการเงิน ข้อมูลของบริษัทจำเลยในตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย และรายงานประจำปีของจำเลยระบุถึงรายละเอียดของตราสารหนี้และการผิดนัดชำระหนี้ แสดงว่าจำเลยยอมรับสภาพหนี้ตามสิทธิเรียกร้องของผู้ถือตราสารหนี้และโจทก์แล้วนั้น เห็นว่า การรับสภาพหนี้ต้องกระทำภายในกำหนดอายุความ และเอกสารดังกล่าวไม่ใช่เอกสารที่จำเลยทำให้ไว้ต่อโจทก์โดยยอมรับรองว่าเป็นหนี้โจทก์แต่เอกสารดังกล่าวแสดงข้อมูลรายละเอียดเกี่ยวกับการเงินของบริษัทจำเลยและมีข้อความที่เกี่ยวข้องกับกรณีนี้เพียงว่า ... บริษัทบางกอกแลนด์ (เคย์แมน ไอส์แลนด์) จำกัด ผิดนัดชำระหนี้ดอกเบี้ยและเงินต้นตามตราสารหนี้ซึ่งใช้สิทธิไถ่ถอนแล้วตั้งแต่วันที่ 13 ตุลาคม 2541 จนถึงปัจจุบัน จึงฟังไม่ได้ว่าเป็นการรับสภาพหนี้ ดังนั้น เมื่อโจทก์ฟ้องคดีนี้วันที่ 2 กุมภาพันธ์ 2552 สิทธิเรียกร้องของโจทก์จึงขาดอายุความ ที่ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางพิพากษายกฟ้องโจทก์นั้น ศาลฎีกาแผนกคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศเห็นพ้องด้วย อุทธรณ์ของโจทก์ฟังไม่ขึ้น ส่วนที่จำเลยอุทธรณ์ว่า โจทก์ไม่มีอำนาจฟ้องและโจทก์มิใช่ผู้ถือตราสารหนี้โดยชอบด้วยกฎหมายนั้น กรณีไม่จำต้องวินิจฉัยให้เพราะไม่ทำให้ผลคดีเปลี่ยนแปลง

พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมในชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 193/30
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — อิสทรอส ลิมิเต็ด
จำเลย — บริษัทบางกอกแลนด์ จำกัด (มหาชน)
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลาง — นายสมศักดิ์ พลายเพ็ชร์
ชื่อองค์คณะ
ประพาฬ อนมาน
นวลน้อย ผลทวี
อนันต์ วงษ์ประภารัตน์
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 15978/2557
#581439
เปิดฉบับเต็ม

การวินิจฉัยว่าคดีในส่วนของจำเลยที่ 2 ขาดอายุความหรือไม่ ศาลฎีกาจะต้องวินิจฉัยปัญหาข้อเท็จจริงก่อนว่าวันที่โจทก์ที่ 2 มีสิทธิบังคับตามสิทธิเรียกร้องให้จำเลยทั้งสามชดใช้ค่าสินไหมทดแทนตามฟ้องอันเป็นวันเริ่มนับอายุความนั้น เริ่มต้นตั้งแต่เมื่อใด จึงจะสามารถวินิจฉัยปัญหาข้อกฎหมายต่อไปว่าคดีโจทก์ที่ 2 ขาดอายุความหรือไม่ เมื่อฎีกาของโจทก์ที่ 2 เป็นฎีกาที่ต้องวินิจฉัยข้อเท็จจริงเพื่อนำไปสู่ข้อกฎหมายจึงเป็นฎีกาในข้อเท็จจริง ซึ่งต้องพิจารณาทุนทรัพย์ที่พิพาทในชั้นฎีกา เมื่อโจทก์ที่ 2 เรียกให้จำเลยทั้งสามร่วมกันชดใช้ค่าสินไหมทดแทนเป็นเงิน 90,000 บาท ซึ่งทุนทรัพย์ระหว่างโจทก์ที่ 1 และที่ 2 เป็นมูลหนี้ที่แบ่งแยกจากกันได้ คดีในส่วนของโจทก์ที่ 2 ทุนทรัพย์ที่พิพาทจึงไม่เกิน 200,000 บาท ต้องห้ามฎีกาในข้อเท็จจริงตาม ป.วิ.พ. มาตรา 248 วรรคหนึ่ง

ภายหลังเกิดเหตุโจทก์ที่ 2 ให้การปฏิเสธต่อพนักงานสอบสวนว่ามิได้เป็นฝ่ายขับรถโดยประมาท แสดงว่าโจทก์ทั้งสองทราบอยู่แล้วว่าโจทก์ที่ 2 มิได้เป็นฝ่ายขับรถโดยประมาทก่อให้เกิดเหตุในคดีนี้ ทั้งในวันเกิดเหตุโจทก์ทั้งสองได้พบกับจำเลยที่ 1 ซึ่งเป็นผู้กระทำละเมิดต่อโจทก์ทั้งสองที่สถานีตำรวจภูธรหนองแค โจทก์ทั้งสองจึงทราบถึงตัวผู้จะพึงต้องใช้ค่าสินไหมทดแทนแล้วเมื่อวันที่ 11 สิงหาคม 2544 โจทก์ที่ 1 ย่อมใช้สิทธิเรียกร้องค่าสินไหมทดแทนในทางละเมิดต่อจำเลยทั้งสามได้นับแต่วันดังกล่าว โดยไม่จำต้องรอให้ศาลในคดีส่วนอาญามีคำพิพากษาว่าโจทก์ที่ 2 มิได้เป็นฝ่ายกระทำโดยประมาทแต่อย่างใด โจทก์ที่ 1 ฟ้องคดีเมื่อพ้นกำหนด 1 ปี ตาม ป.พ.พ. มาตรา 448 วรรคหนึ่ง ฟ้องโจทก์ที่ 1 ในส่วนของจำเลยที่ 1 และที่ 2 จึงขาดอายุความ

ป.พ.พ. มาตรา 448 วรรคหนึ่ง เป็นเรื่องการใช้สิทธิเรียกร้องของผู้เสียหายที่จะเรียกร้องเอาค่าเสียหายจากผู้กระทำละเมิดภายในกำหนด 1 ปี นับแต่วันที่ผู้เสียหายรู้ถึงการละเมิดและรู้ตัวผู้จะพึงต้องใช้ค่าสินไหมทดแทน แต่คดีนี้โจทก์ทั้งสองฟ้องจำเลยที่ 3 ให้รับผิดใช้ค่าสินไหมทดแทนในฐานะผู้รับประกันภัยค้ำจุนซึ่งมีอายุความ 2 ปี นับแต่วันวินาศภัย ตาม ป.พ.พ. มาตรา 882 วรรคหนึ่ง จะนำอายุความในมูลละเมิดตาม ป.พ.พ. มาตรา 448 วรรคหนึ่ง มาใช้บังคับกับจำเลยที่ 3 มิได้ เหตุเกิดวันที่ 11 สิงหาคม 2544 โจทก์ทั้งสองยื่นฟ้องคดีวันที่ 12 มีนาคม 2546 คดีโจทก์ทั้งสองในส่วนของจำเลยที่ 3 จึงไม่ขาดอายุความ ทั้งโจทก์ทั้งสองฟ้องให้จำเลยที่ 3 ผู้รับประกันภัยร่วมรับผิดกับจำเลยที่ 2 ผู้เอาประกันภัย แม้จำเลยที่ 2 และที่ 3 แต่ละคนต้องชำระหนี้ตามฟ้องให้โจทก์ทั้งสองโดยสิ้นเชิงเพียงครั้งเดียว จำเลยที่ 2 และที่ 3 จึงเป็นลูกหนี้ร่วมตาม ป.พ.พ. มาตรา 291 ซึ่งมาตรา 295 บัญญัติให้กำหนดอายุความของลูกหนี้ร่วมคนใด ก็ย่อมเป็นไปเพื่อคุณและโทษแต่เฉพาะแก่ลูกหนี้คนนั้น ดังนี้ แม้ฟ้องของโจทก์ทั้งสองสำหรับจำเลยที่ 2 ผู้เอาประกันภัยได้ขาดอายุความไปแล้วก็เป็นคุณเฉพาะแก่จำเลยที่ 2 เท่านั้น หามีผลถึงจำเลยที่ 3 ผู้รับประกันภัยซึ่งเป็นลูกหนี้ร่วมกับจำเลยที่ 2 ไม่ และการที่คดีขาดอายุความสำหรับจำเลยที่ 2 ก็ไม่ใช่เหตุทำให้หนี้ดังกล่าวระงับไป ดังนี้ ที่ศาลล่างทั้งสองพิพากษาว่าฟ้องโจทก์ทั้งสองขาดอายุความ 1 ปี ยกฟ้องถึงจำเลยที่ 3 ผู้รับประกันภัยด้วยนั้น จึงเป็นการวินิจฉัยไม่ชอบด้วยบทบัญญัติของกฎหมายดังกล่าว ปัญหาข้อที่ว่าจะใช้บทบัญญัติอายุความละเมิดหรืออายุความประกันวินาศภัยมาใช้บังคับนั้นเป็นปัญหาข้อกฎหมายอันเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชน ศาลฎีกาเห็นสมควรหยิบยกขึ้นวินิจฉัยให้ถูกต้องได้

กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 291 ม. 448 วรรคหนึ่ง
ป.วิ.พ. ม. 248 วรรคหนึ่ง
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — ห้างหุ้นส่วนจำกัดชำนาญช่างค้าไม้ กับพวก
จำเลย — นายสิทธิ์ ทองปั้น กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดสระบุรี — นายพินิจ สุริยะจันทร์
ศาลอุทธรณ์ภาค 1 — นางยุรี วัฒนวรลักษณ์
ชื่อองค์คณะ
ธีระพงศ์ จิระภาค
วิรุฬห์ แสงเทียน
อาเล็ก จรรยาทรัพย์กิจ
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 15977/2557
#581397
เปิดฉบับเต็ม

สิทธิเรียกร้องของโจทก์ในฐานะผู้รับประกันภัยรถยนต์ที่เสียหาย ที่ได้จ่ายค่าสินไหมทดแทนให้แก่ผู้รับประโยชน์และอยู่ในฐานะผู้เข้ารับช่วงสิทธิจากผู้เอาประกันภัยที่มีอยู่ในมูลหนี้ต่อบุคคลภายนอก ตาม ป.พ.พ. มาตรา 880 ประกอบ 226 วรรคหนึ่งนั้น ในการนับอายุความของโจทก์ดังกล่าว ต้องนับตามสิทธิของผู้เอาประกันภัย คดีนี้เมื่อสิทธิของผู้เอาประกันภัยที่จะฟ้องมีอายุความ 1 ปี นับแต่วันที่รู้ถึงการละเมิดและรู้ตัวผู้จะพึงต้องใช้ค่าสินไหมทดแทน ตาม ป.พ.พ. มาตรา 448 วรรคหนึ่ง โจทก์ในฐานะผู้รับประกันภัยที่เข้ารับช่วงสิทธิ ก็ย่อมมีสิทธิเช่นเดียวกับผู้เอาประกันภัย คือ ต้องฟ้องภายใน 1 ปี นับแต่วันที่ผู้เอาประกันภัยหรือตัวแทนของผู้เอาประกันได้รู้ถึงการละเมิดและรู้ตัวผู้ที่จะพึงต้องใช้ค่าสินไหมทดแทนดังกล่าวเช่นกัน หาใช่นับอายุความ ตั้งแต่วันที่โจทก์รู้ตัวผู้จะพึงใช้ค่าสินไหมทดแทนไม่ เมื่อได้ความว่า ผู้ขับรถคันที่โจทก์รับประกัน ซึ่งถือเป็นตัวแทนของผู้เอาประกันภัยได้รู้ตัวผู้ขับรถยนต์อีกฝ่ายว่าเป็นผู้ใดในวันที่ 3 เมษายน 2546 ซึ่งเป็นวันที่พนักงานสอบสวนนัดผู้ขับรถของผู้เอาประกันมาตกลงกับจำเลยที่ 1 และเป็นวันที่ผู้ขับรถของผู้เอาประกันภัยพบกับพนักงานตรวจสอบอุบัติเหตุของโจทก์เป็นครั้งแรก ฉะนั้น เมื่อโจทก์ฟ้องคดีนี้วันที่ 8 ธันวาคม 2548 จึงเกินกว่า 1 ปี เมื่อนับแต่วันที่ 3 เมษายน 2546 ดังกล่าว คดีโจทก์จึงขาดอายุความ

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยทั้งสองร่วมกันชำระเงิน 484,120 บาท พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงิน 428,244 บาท นับถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์

จำเลยที่ 1 ให้การขอให้ยกฟ้อง

จำเลยที่ 2 ให้การว่า คดีโจทก์ขาดอายุความ 1 ปี ขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยที่ 1 ชำระเงิน 359,100 บาท พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันที่ 12 พฤศจิกายน 2546 เป็นต้นไป จนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ และชำระเงิน 69,144 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันที่ 25 มีนาคม 2547 เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ และให้จำเลยที่ 1 ใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ โดยกำหนดค่าทนายความ 8,000 บาท ยกฟ้องโจทก์สำหรับจำเลยที่ 2 ค่าฤชาธรรมเนียมระหว่างโจทก์กับจำเลยที่ 2 ให้ตกเป็นพับ

จำเลยที่ 1 อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษาแก้เป็นว่า ให้ยกฟ้องโจทก์สำหรับจำเลยที่ 1 ด้วย ค่าฤชาธรรมเนียมระหว่างโจทก์กับจำเลยที่ 1 ทั้งสองศาลให้เป็นพับ นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

โจทก์ฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีพาณิชย์และเศรษฐกิจวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงฟังเป็นยุติว่า โจทก์เป็นผู้รับประกันภัยรถยนต์หมายเลขทะเบียน วก 7578 กรุงเทพมหานคร จากบริษัทอิคาซาวะพรีซิสชั่น (ไทยแลนด์) จำกัด เมื่อวันที่ 13 ธันวาคม 2545 เวลาประมาณ 2 นาฬิกา ซึ่งอยู่ในระยะเวลาประกันภัย นายคมสันต์ ขับรถยนต์ที่โจทก์รับประกันภัยไปตามถนนติวานนท์มุ่งหน้าไปอำเภอปากเกร็ด จังหวัดนนทบุรี มีนางสาวอรุณวรรณ และนายสายชล โดยสารไปด้วย เมื่อไปถึงสามแยกสามัคคีที่เกิดเหตุมีจำเลยที่ 1 ขับรถยนต์หมายเลขทะเบียน จธ 9081 (เดิม หมายเลขทะเบียน 1 ธ 9081) กรุงเทพมหานคร ออกจากสถานีบริการน้ำมันโดยประมาทเลินเล่อตัดหน้ารถที่โจทก์รับประกันภัยรถทั้งสองคันเฉี่ยวชนกันเป็นเหตุให้นายคมสันต์กับนางสาวอรุณวรรณได้รับบาดเจ็บ รถยนต์ที่โจทก์รับประกันภัยได้รับความเสียหาย พันตำรวจโทโสภณ พนักงานสอบสวน ตรวจสถานที่เกิดเหตุ แล้วลงบันทึกไว้ในรายงานประจำวันเกี่ยวกับคดีในวันเกิดเหตุนั้นเอง ตามสำเนารายงานประจำวันเกี่ยวกับคดี โจทก์ชดใช้ค่าสินไหมทดแทนเกี่ยวกับรถยนต์คันที่โจทก์รับประกันภัยเป็นเงิน 630,000 บาท ให้แก่ผู้รับประโยชน์ตามกรมธรรม์ประกันภัย โจทก์นำซากรถยนต์ที่โจทก์รับประกันภัยออกขายได้เงิน 270,900 บาท โจทก์โอนทะเบียนรถแก่ผู้ซื้อไปแล้วเมื่อวันที่ 12 พฤศจิกายน 2546 โจทก์ได้รับความเสียหายในส่วนนี้เป็นเงิน 359,100 บาท และโจทก์ชดใช้ค่ารักษาพยาบาลแก่นายคมสันต์กับนางสาวอรุณวรรณรวมเป็นเงิน 69,144 บาท เมื่อวันที่ 25 มีนาคม 2547 ตามใบสรุปยอดสินไหม

มีปัญหาวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์เพียงว่า ฟ้องโจทก์ขาดอายุความหรือไม่ โจทก์ฎีกาว่าขณะโจทก์ฟ้องคดีนี้ยังไม่ทราบว่าฝ่ายใดประมาทเพิ่งมาทราบในวันที่พันตำรวจโทโสภณ พนักงานสอบสวนมาเบิกความเป็นพยานในคดีนี้ว่าจำเลยที่ 1 เป็นฝ่ายประมาท ฟ้องโจทก์จึงไม่ขาดอายุความ และโจทก์ฟ้องในฐานะรับช่วงสิทธิจากผู้เอาประกันภัยฟ้องให้จำเลยทั้งสองร่วมกันใช้ค่าสินไหมทดแทนตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 887 มิได้ใช้อายุความที่ผู้เอาประกันภัยฟ้องผู้ทำละเมิดตามมาตรา 448 เห็นว่า โจทก์ผู้รับประกันภัยได้ชดใช้ค่าสินไหมทดแทนให้แก่ผู้เอาประกันภัย ย่อมรับช่วงสิทธิของผู้เอาประกันภัยที่มีอยู่ในมูลหนี้ต่อจำเลยทั้งสองซึ่งเป็นบุคคลภายนอก ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 880 วรรคหนึ่ง ประกอบมาตรา 226 วรรคหนึ่ง เมื่อสิทธิของผู้เอาประกันภัยที่จะฟ้องคดีนี้มีกำหนดอายุความ 1 ปี นับแต่วันที่รู้ถึงการละเมิดและรู้ตัวผู้จะพึงต้องใช้ค่าสินไหมทดแทนตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 448 วรรคหนึ่ง โจทก์ผู้รับประกันภัยรับช่วงสิทธิของผู้เอาประกันภัย ก็ย่อมมีสิทธิเช่นเดียวกับผู้เอาประกันภัยจึงต้องฟ้องภายในอายุความ 1 ปี นับแต่วันที่ผู้เอาประกันภัยรู้ถึงการละเมิดและรู้ตัวผู้ที่จะพึงต้องใช้ค่าสินไหมทดแทน หาใช่อายุความเริ่มนับแต่วันที่โจทก์รู้ตัวผู้จะพึงใช้ค่าสินไหมทดแทนดังที่โจทก์ฎีกาไม่ เมื่อคดีได้ความตามคำเบิกความของนายคมสันต์ ผู้ขับรถยนต์คันที่โจทก์รับประกันภัยว่าเมื่อเกิดเหตุนายคมสันต์หมดสติและตามคำเบิกความของพันตำรวจโทโสภณพนักงานสอบสวนพยานโจทก์ได้ความว่าพยานได้รับแจ้งเหตุออกไปที่เกิดเหตุทันที พบจำเลยที่ 1 และพยานขอใบอนุญาตขับรถยนต์ของจำเลยที่ 1 ถ่ายเอกสารไว้กับทำรายงานประจำวันเกี่ยวกับคดีไว้ซึ่งรายงานประจำวันเกี่ยวกับคดีดังกล่าวแม้ระบุชื่อและที่อยู่ของจำเลยที่ 1 และนายคมสันต์ ผู้ขับรถยนต์ทั้งสองคันที่ชนกันไว้แต่ไม่ปรากฏว่าในวันเกิดเหตุนั้นนายคมสันต์ซึ่งถือเป็นตัวแทนของผู้เอาประกันภัยได้รู้ตัวผู้ขับรถยนต์คู่กรณีอีกฝ่ายหนึ่งว่าเป็นผู้ใด จึงถือว่าในวันเกิดเหตุวันที่ 13 ธันวาคม 2545 นายคมสันต์ยังไม่รู้ตัวผู้ที่จะต้องใช้ค่าสินไหมทดแทนให้แก่ผู้เอาประกันภัย จนกระทั่งวันที่ 3 เมษายน 2546 คดีได้ความว่าพันตำรวจโทโสภณนัดนายคมสันต์และจำเลยที่ 1 มาตกลงกันแต่จำเลยที่ 1 ไม่มาพบตามรายงานประจำวันเกี่ยวกับคดี เมื่อนายคมสันต์ลงลายมือชื่อในรายงานประจำวันดังกล่าวและนายวณัฐชา พนักงานตรวจสอบอุบัติเหตุของโจทก์เบิกความตอบทนายจำเลยที่ 1 ถามค้านว่า พยานพบนายคมสันต์ครั้งแรกเมื่อวันที่ 3 เมษายน 2546 นายคมสันต์ให้การว่ามิได้ประมาทเลินเล่อ เช่นนี้นับแต่วันที่ 3 เมษายน 2546 นายคมสันต์ซึ่งถือว่าเป็นตัวแทนของผู้เอาประกันภัยได้รู้ถึงการละเมิดและรู้ตัวว่าจำเลยที่ 1 จะต้องเป็นผู้ใช้ค่าสินไหมทดแทนแล้ว ฉะนั้นเมื่อโจทก์ฟ้องคดีวันที่ 8 ธันวาคม 2548 จึงมิได้ฟ้องคดีภายในระยะเวลา 1 ปี นับแต่วันดังกล่าว คดีโจทก์จึงขาดอายุความ ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 1 เห็นว่าฟ้องโจทก์ขาดอายุความ 1 ปี และพิพากษายกฟ้องนั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาของโจทก์ฟังไม่ขึ้น

พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 226 ม. 448 ม. 880 ม. 887
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — บริษัทมิตรแท้ประกันภัย จำกัด
จำเลย — นายกิตติ สระป้อมแก้ว กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดนนทบุรี — นางสาวศนิวันท์ เกื้อสุวรรณ
ศาลอุทธรณ์ภาค 1 — นายเศกสิทธิ์ สุขใจ
ชื่อองค์คณะ
ประทีป ดุลพินิจธรรมา
วีระวัฒน์ ปวราจารย์
วิรุฬห์ แสงเทียน
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา