คำพิพากษา คำสั่งคำร้องและคำวินิจฉัยศาลฎีกา

ทั้งหมด 133,243 รายการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 15351/2557
#575224
เปิดฉบับเต็ม

บุคคลภายนอกที่จะร้องสอดเข้ามาในชั้นบังคับคดีตาม ป.วิ.พ. มาตรา 57 (1) นั้นจะต้องเป็นผู้ที่มีสิทธิเรียกร้องเกี่ยวเนื่องด้วยการบังคับคดีตามคำพิพากษาหรือคำสั่ง แต่เมื่อปรากฏว่าโจทก์ได้นำเจ้าพนักงานบังคับคดีไปดำเนินการส่งมอบการครอบครองเครื่องพิมพ์พิพาทให้แก่โจทก์ตามคำพิพากษาศาลชั้นต้นแล้ว การบังคับคดีตามคำพิพากษาหรือคำสั่งแก่ทรัพย์สินที่ต้องถูกบังคับเสร็จสิ้นแล้ว ความจำเป็นที่ผู้ร้องจะร้องสอดเข้ามาในชั้นบังคับคดีนี้เพื่อยังให้ได้รับความรับรอง คุ้มครองหรือบังคับตามสิทธิของผู้ร้องที่มีอยู่ย่อมหมดไป ไม่ชอบที่จะร้องสอดเข้ามาเป็นคู่ความอีก

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
คดีสืบเนื่องมาจากศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยส่งมอบเครื่องพิมพ์ไฮเดลเบริก หมายเลขเครื่อง เอสแอลเอ็นโอ 505140 คืนแก่โจทก์ หากคืนไม่ได้ให้ใช้ราคาแทนเป็นเงิน 500,000 บาท และให้จำเลยใช้ค่าขาดประโยชน์ 63,000 บาท และเดือนละ 9,000 บาท นับแต่วันฟ้องจนกว่าจะส่งมอบเครื่องพิมพ์ที่เช่าซื้อคืนแก่โจทก์หรือใช้ราคาแทน แต่ทั้งนี้ไม่เกิน 6 เดือน กับให้จำเลยใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ จำเลยไม่ปฏิบัติตามคำพิพากษา โจทก์ขอให้บังคับคดี เจ้าพนักงานบังคับคดีได้ดำเนินการส่งมอบเครื่องพิมพ์พิพาทให้โจทก์ครอบครองแล้ว

ผู้ร้องยื่นคำร้องขอให้ปล่อยเครื่องพิมพ์พิพาทคืนให้แก่ผู้ร้อง

โจทก์ให้การขอให้ยกคำร้องขอ

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้โจทก์คืนเครื่องพิมพ์ไฮเดลเบริก หมายเลขเครื่อง เอสแอลเอ็นโอ 505140 ให้แก่ผู้ร้อง กับให้โจทก์ใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนผู้ร้อง โดยกำหนดค่าทนายความ 5,000 บาท

โจทก์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ

โจทก์ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า มีปัญหาข้อกฎหมายตามฎีกาของโจทก์ว่า คำร้องขอของผู้ร้องที่ขอให้ปล่อยเครื่องพิมพ์พิพาทเป็นคำร้องสอดตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 57 (1) หรือไม่ เห็นว่า การที่บุคคลภายนอกจะเข้ามาเป็นคู่ความในคดีได้ด้วยการร้องสอดในชั้นบังคับคดีตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 57 (1) บุคคลภายนอกนั้นจะต้องเป็นผู้ที่มีสิทธิเรียกร้องเกี่ยวเนื่องด้วยการบังคับคดีตามคำพิพากษาหรือคำสั่ง กล่าวคือ สิทธิของบุคคลภายนอกอาจได้รับความเสียหายหรือต้องถูกกระทบกระเทือนจากการบังคับคดีตามคำพิพากษาหรือคำสั่งของศาล จึงเป็นการจำเป็นเพื่อยังให้ได้รับการรับรอง คุ้มครอง หรือบังคับตามสิทธิของตนที่มีอยู่ ดังนั้น เมื่อปรากฏว่าโจทก์ได้นำเจ้าพนักงานบังคับคดีไปดำเนินการบังคับคดีส่งมอบการครอบครองเครื่องพิมพ์พิพาทให้แก่โจทก์ตามคำพิพากษาศาลชั้นต้นแล้วตั้งแต่วันที่ 14 กุมภาพันธ์ 2555 การบังคับตามคำพิพากษาหรือคำสั่งแก่ทรัพย์สินที่ต้องถูกบังคับคดีของโจทก์ในส่วนนี้จึงเป็นอันเสร็จสิ้นแล้ว ความจำเป็นที่ผู้ร้องจะร้องสอดเข้ามาในชั้นบังคับคดีนี้เพื่อยังให้ได้รับความรับรอง คุ้มครองหรือบังคับตามสิทธิของผู้ร้องที่มีอยู่ย่อมหมดไป ไม่ชอบที่จะร้องสอดเข้ามาเป็นคู่ความอีกได้ หากแต่ผู้ร้องจะต้องว่ากล่าวเป็นคดีใหม่ต่างหากจากคดีนี้ ที่ศาลล่างทั้งสองรับคำร้องขัดทรัพย์ของผู้ร้องไว้ไต่สวนโดยเห็นว่าเป็นคำร้องสอด ศาลฎีกาไม่เห็นพ้องด้วย ฎีกาของโจทก์ฟังขึ้น และมีผลให้ต้องยกคำร้องขอของผู้ร้อง

พิพากษากลับ ให้ยกคำร้องขอของผู้ร้อง ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสามศาลให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ. ม. 57 (1)
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นายมนต์ชัย ตันติสิทธิกุล หรือกิตติ์ปภิณตันติจิราวัชร์
ผู้ร้อง — นายธนากร ลิ้มศิริ
จำเลย — นางสาวปัทมาส ตุลากันย์
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลแพ่งธนบุรี — นายจำนง เตือนวีระเดช
ศาลอุทธรณ์ — นายอนันต์ เสนคุ้ม
ชื่อองค์คณะ
ไพโรจน์ วายุภาพ
กษิดิ์เดช จีนสลุต
สมพงษ์ เหมวิมล
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 15349/2557
#579697
เปิดฉบับเต็ม

เจ้าพนักงานบังคับคดีมีหนังสือถึงศาลชั้นต้นอายัดเงินค่าเช่าที่จำเลยนำมาวางต่อศาลชั้นต้นตามคำสั่งคุ้มครองชั่วคราวก่อนพิพากษา การที่ศาลชั้นต้นมีคำสั่งให้เงินค่าเช่าที่จำเลยได้นำมาวางศาลเพื่อชำระหนี้ตามคำพิพากษาไม่จำต้องทำการยึดหรืออายัดอีก แต่ไม่ให้นำไปชำระหนี้แก่โจทก์ตามคำพิพากษาจนกว่าคดีจะถึงที่สุด เป็นเหตุให้โจทก์ไม่อาจบังคับคดีเอาแก่เงินจำนวนดังกล่าวได้ทันที จึงไม่ใช่ความผิดของโจทก์ คำสั่งของศาลชั้นต้นจึงเป็นคำสั่งไม่ชอบ ที่ถูกศาลชั้นต้นจะต้องส่งเงินจำนวนดังกล่าวให้แก่เจ้าพนักงานบังคับคดีไปตามหนังสือขออายัดซึ่งมีผลเท่ากับเจ้าพนักงานบังคับคดีได้อายัดทรัพย์สินของจำเลยซึ่งเป็นลูกหนี้ตามคำพิพากษาไว้แทนโจทก์ตาม ป.วิ.พ. มาตรา 290 วรรคหนึ่ง อย่างช้าสุดนับแต่วันที่ 10 มกราคม 2546 อันเป็นวันที่ศาลชั้นต้นได้รับหนังสืออายัด ทั้งตาม พ.ร.บ.ล้มละลาย พ.ศ.2483 มาตรา 110 บัญญัติว่า "คำสั่งศาลชั้นต้นที่ให้ยึดหรืออายัดทรัพย์สินของลูกหนี้ไว้ชั่วคราว หรือหมายบังคับคดีแก่ทรัพย์สินของลูกหนี้นั้น จะใช้ยันแก่เจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ของลูกหนี้ไม่ได้ เว้นแต่การบังคับคดีนั้น สำเร็จบริบูรณ์แล้วก่อนวันที่ศาลมีคำสั่งพิทักษ์ทรัพย์" และตามวรรคสองของบทบัญญัติดังกล่าวบัญญัติว่า "การบังคับคดีนั้น ให้ถือว่าสำเร็จบริบูรณ์เมื่อพ้นกำหนดเวลาที่อนุญาตให้เจ้าหนี้อื่นยื่นคำขอเฉลี่ยตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง" เมื่อถือว่ามีการอายัดเงินค่าเช่านับแต่วันที่ 10 มกราคม 2546 เจ้าหนี้อื่นมีสิทธิยื่นคำขอเฉลี่ยทรัพย์ตาม ป.วิ.พ. มาตรา 290 วรรคห้า ได้ภายในวันที่ 24 มกราคม 2546 จำเลยถูกศาลมีคำสั่งพิทักษ์ทรัพย์เด็ดขาดวันที่ 18 สิงหาคม 2552 การบังคับคดีจึงสำเร็จบริบูรณ์ก่อนวันที่ศาลมีคำสั่งพิทักษ์ทรัพย์เด็ดขาดแล้วย่อมใช้ยันเจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ได้ แม้คดีนี้ต่อมาวันที่ 1 เมษายน 2548 โจทก์จะมีการยื่นคำร้องขอให้ศาลชั้นต้นส่งเงินไปให้เจ้าพนักงานบังคับคดีเพื่อโจทก์จะได้บังคับเอากับเงินดังกล่าว และศาลล่างทั้งสองยกคำร้องของโจทก์ ก็ไม่ทำให้สิทธิของโจทก์ที่มีอยู่ต้องเสียไป

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
คดีสืบเนื่องมาจากโจทก์ฟ้องขอให้ขับไล่จำเลยและบริวารออกไปจากที่ดินและสิ่งปลูกสร้างที่พิพาทและเรียกค่าเสียหาย จำเลยให้การและฟ้องแย้ง โจทก์ให้การแก้ฟ้องแย้ง

ระหว่างพิจารณาของศาลชั้นต้นโจทก์ยื่นคำร้องลงวันที่ 12 มีนาคม 2544 ขอให้คุ้มครองประโยชน์ชั่วคราวก่อนพิพากษา โดยให้จำเลยนำเงินค่าเช่า ค่าปรับ ค่าธรรมเนียมศาล ค่าทนายความ และค่าใช้จ่ายต่าง ๆ มาวางศาลเป็นเงิน 19,200,000 บาท ศาลชั้นต้นไต่สวนแล้วมีคำสั่งให้จำเลยนำเงินเฉพาะค่าเช่าเดือนละ 60,000 บาท มาวางศาลนับแต่วันที่ 30 กันยายน 2543 รวม 24 เดือน เป็นเงิน 1,440,000 บาท แต่จำเลยไม่ปฏิบัติตามคำสั่งของศาลชั้นต้น ศาลชั้นต้นจึงออกหมายบังคับคดี โจทก์ขอให้เจ้าพนักงานบังคับคดีอายัดเงินในบัญชีเงินฝากของจำเลย ซึ่งเจ้าพนักงานบังคับคดีได้อายัดเงินในบัญชีเงินฝากของจำเลย ต่อมาวันที่ 11 กรกฎาคม 2545 จำเลยนำเงินค่าเช่าจำนวน 1,440,000 บาท ไปวางต่อเจ้าพนักงานบังคับคดี เจ้าพนักงานบังคับคดีจึงถอนการอายัดและส่งเงินจำนวนดังกล่าวต่อศาลตามหนังสือส่งเงินลงวันที่ 21 สิงหาคม 2545 ศาลชั้นต้นรับเงินเมื่อวันที่ 5 กันยายน 2545

วันที่ 15 สิงหาคม 2545 ศาลชั้นต้นพิพากษาให้ขับไล่จำเลยและบริวารออกไปจากที่ดินโฉนดเลขที่ 170482, 163341, 30174, 30175 ตำบลสวนหลวง (พระโขนงฝั่งใต้) อำเภอพระโขนง กรุงเทพมหานคร และออกไปจากอาคารเลขที่ 1312 หมู่ที่ 1 แขวงสวนหลวง เขตสวนหลวง กรุงเทพมหานคร ซึ่งปลูกสร้างอยู่บนที่ดินดังกล่าว ให้จำเลยชำระค่าเสียหายแก่โจทก์ในอัตราเดือนละ 600,000 บาท นับแต่วันที่ 1 ตุลาคม 2543 เป็นต้นไป จนกว่าจำเลยจะส่งมอบที่ดินและสิ่งปลูกสร้างดังกล่าวแก่โจทก์หรือจนกว่าโจทก์จะได้กลับเข้าครอบครองที่ดินและสิ่งปลูกสร้างดังกล่าว ให้จำเลยใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ โดยกำหนด ค่าทนายความ 50,000 บาท ยกฟ้องแย้งจำเลย สำหรับคำสั่งคุ้มครองประโยชน์ของโจทก์ในระหว่างพิจารณาที่ศาลได้สั่งไว้แล้วนั้น เนื่องจากศาลพิพากษาให้โจทก์ชนะคดีโดยให้จำเลยใช้ค่าสินไหมทดแทนเป็นจำนวนเงินที่สูงกว่าจำนวนเงินที่ศาลได้มีคำสั่งให้จำเลยนำมาวางต่อศาล ดังนั้น จึงให้คำสั่งดังกล่าวเป็นอันยกเลิกไปเมื่อศาลได้ออกหมายบังคับคดีตามคำพิพากษานี้ และหากมีการบังคับคดีแก่ทรัพย์สินของจำเลยตามหมายบังคับคดีในชั้นคุ้มครองประโยชน์ในระหว่างพิจารณาแล้ว ให้ถือเป็นการบังคับคดีตามหมายบังคับคดีที่ออกใหม่นั้นต่อไป

วันที่ 9 ตุลาคม 2545 ศาลชั้นต้นออกหมายบังคับคดี

วันที่ 27 ธันวาคม 2545 เจ้าพนักงานบังคับคดีมีหนังสือถึงศาลชั้นต้นขออายัดเงินค่าเช่าจำนวน 1,440,000 บาท ที่จำเลยวางต่อศาลชั้นต้น ศาลชั้นต้นมีคำสั่งว่าเงินจำนวนดังกล่าวเป็นเงินที่จำเลยวางศาลเพื่อชำระหนี้ตามคำพิพากษาจึงไม่จำต้องยึดหรืออายัดอีก และเนื่องจากคดียังไม่ถึงที่สุดยังไม่เห็นควรให้นำไปชำระหนี้แก่โจทก์ตามคำพิพากษาจนกว่าคดีจะถึงที่สุด

วันที่ 1 เมษายน 2548 โจทก์ยื่นคำร้องขอให้ศาลชั้นต้นส่งเงินค่าเช่าจำนวน 1,440,000 บาท ไปให้เจ้าพนักงานบังคับคดีเพื่อโจทก์จะได้บังคับคดีเอากับเงินจำนวนดังกล่าว เนื่องจากศาลอุทธรณ์มีคำสั่งไม่อนุญาตให้ทุเลาการบังคับจำเลยในระหว่างอุทธรณ์ ศาลชั้นต้นมีคำสั่งยกคำร้อง โจทก์อุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์พิพากษายืนตามคำสั่งของศาลชั้นต้น

วันที่ 18 สิงหาคม 2552 ศาลล้มละลายกลางมีคำสั่งพิทักษ์ทรัพย์ของจำเลยเด็ดขาดในคดีหมายเลขแดงที่ ล.14700/2552

วันที่ 30 กรกฎาคม 2553 ศาลชั้นต้นอ่านคำพิพากษาศาลฎีกา ซึ่งพิพากษาให้จำเลยชำระค่าเสียหายแก่โจทก์เดือนละ 120,000 บาท นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาของศาลอุทธรณ์

วันที่ 18 พฤศจิกายน 2553 โจทก์ยื่นคำแถลงขอรับเงินจำนวน 1,440,000 บาท ที่จำเลยมาวางต่อศาลเพื่อเป็นประกันหนี้ตามคำพิพากษา

ศาลชั้นต้นมีคำสั่งยกคำขอรับเงิน โดยวินิจฉัยว่าเป็นทรัพย์สินที่เจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์จะต้องเก็บรวบรวมไว้ในกองทรัพย์สินของจำเลย

โจทก์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ

โจทก์ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า คดีนี้ศาลชั้นต้นได้มีคำสั่งเกี่ยวกับวิธีการชั่วคราวก่อนพิพากษาไว้ในคำพิพากษาว่า "...ให้คำสั่งดังกล่าวเป็นอันยกเลิกไปเมื่อศาลได้ออกหมายบังคับคดีตามคำพิพากษานี้..." ดังนั้น เมื่อศาลชั้นต้นออกคำบังคับให้จำเลยปฏิบัติตามคำพิพากษาแล้วแต่จำเลยไม่ปฏิบัติตามคำบังคับ โดยไม่ปรากฏว่าจำเลยได้รับอนุญาตให้ทุเลาการบังคับแต่อย่างใดโจทก์จึงชอบที่จะขอให้ศาลชั้นต้นออกหมายบังคับคดีเพื่อบังคับคดีต่อไป โดยเมื่อวันที่ 9 ตุลาคม 2545 ศาลชั้นต้นออกหมายบังคับคดี ดังนั้น วิธีการชั่วคราวก่อนพิพากษาจึงเป็นอันสิ้นผลไปตามที่ศาลชั้นต้นได้กล่าวถึงไว้ในคำพิพากษา ต่อมาวันที่ 27 ธันวาคม 2545 เจ้าพนักงานบังคับคดีมีหนังสือถึงศาลชั้นต้นขออายัดเงิน จำนวน 1,440,000 บาท ที่จำเลยมาวางต่อศาลชั้นต้น โดยศาลชั้นต้นได้รับหนังสือดังกล่าวเมื่อวันที่ 10 มกราคม 2546 แต่เหตุที่เจ้าพนักงานบังคับคดีไม่ได้รับเงินไปก็เนื่องจากศาลชั้นต้นมีคำสั่งว่า "เงินจำนวนนี้ถือว่าเป็นเงินที่จำเลยได้นำมาวางศาลเพื่อชำระหนี้ตามคำพิพากษา จึงไม่จำต้องทำการยึดหรืออายัดอีกและเนื่องจากคดียังไม่ถึงที่สุดยังไม่เห็นควรให้นำไปชำระหนี้แก่โจทก์ ตามคำพิพากษาจนกว่าคดีจะถึงที่สุด..." ซึ่งการที่ศาลชั้นต้นมีคำสั่งดังกล่าวเป็นเหตุให้โจทก์ไม่อาจบังคับคดีเอาแก่เงินจำนวนดังกล่าวได้ในทันที ทั้งที่ไม่ใช่ความผิดของโจทก์ คำสั่งของศาลชั้นต้นจึงเป็นคำสั่งที่ไม่ชอบ ที่ถูกต้องศาลชั้นต้นจะต้องส่งเงินจำนวนดังกล่าวให้แก่เจ้าพนักงานบังคับคดีไปตามหนังสือขออายัดซึ่งมีผลเท่ากับเจ้าพนักงานบังคับคดีได้อายัดทรัพย์สินของจำเลยซึ่งเป็นลูกหนี้ตามคำพิพากษาไว้แทนโจทก์ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 290 วรรคหนึ่ง อย่างช้าสุดนับแต่วันที่ 10 มกราคม 2546 อันเป็นวันที่ศาลชั้นต้นได้รับหนังสืออายัด ทั้งตามพระราชบัญญัติล้มละลาย พ.ศ.2483 มาตรา 110 บัญญัติว่า "คำสั่งของศาลที่ให้ยึดหรืออายัดทรัพย์สินของลูกหนี้ไว้ชั่วคราว หรือหมายบังคับคดีแก่ทรัพย์สินของลูกหนี้นั้น จะใช้ยันแก่เจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ของลูกหนี้ไม่ได้ เว้นแต่การบังคับคดีนั้นสำเร็จบริบูรณ์แล้วก่อนวันที่ศาลมีคำสั่งพิทักษ์ทรัพย์" และตามวรรคสองของบทบัญญัติดังกล่าวบัญญัติว่า "การบังคับคดีนั้น ให้ถือว่าสำเร็จบริบูรณ์เมื่อพ้นกำหนดเวลาที่อนุญาตให้เจ้าหนี้อื่นยื่นคำขอเฉลี่ยตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง" เมื่อถือว่าการอายัดเงิน 1,440,000 บาท นับแต่วันที่ 10 มกราคม 2546 เจ้าหนี้อื่นมีสิทธิยื่นคำขอเฉลี่ยทรัพย์ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 290 วรรคห้า ได้ภายในวันที่ 24 มกราคม 2546 จำเลยถูกศาลมีคำสั่งพิทักษ์ทรัพย์เด็ดขาดวันที่ 18 สิงหาคม 2552 การบังคับคดีจึงสำเร็จบริบูรณ์ก่อนวันที่ศาลมีคำสั่งพิทักษ์ทรัพย์เด็ดขาดแล้วย่อมใช้ยันเจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ได้ แม้คดีนี้ต่อมาวันที่ 1 เมษายน 2548 โจทก์จะมีการยื่นคำร้องขอให้ศาลชั้นต้นส่งเงินไปให้เจ้าพนักงานบังคับคดีเพื่อโจทก์จะได้บังคับเอากับเงินจำนวนดังกล่าวและศาลล่างทั้งสองยกคำร้องของโจทก์ ก็ไม่ทำให้สิทธิของโจทก์ที่มีอยู่เดิมต้องเสียไป ปัญหาข้อนี้เป็นข้อกฎหมายอันเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชน ศาลฎีกายกขึ้นอ้างและแก้ไขให้ถูกต้องได้ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 142 (5), 246, 247 ส่วนปัญหาข้ออื่นตามฎีกาของโจทก์ และคำแก้ฎีกาของเจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ ไม่ทำให้ผลของคดีเปลี่ยนแปลงไป ศาลฎีกาไม่จำต้องวินิจฉัย ที่ศาลอุทธรณ์พิพากษามานั้น ศาลฎีกาไม่เห็นพ้องด้วย ฎีกาของโจทก์ฟังขึ้น

พิพากษากลับ ให้จ่ายเงินจำนวน 1,440,000 บาท ให้แก่โจทก์ ตามคำแถลงขอรับเงินลงวันที่ 18 พฤศจิกายน 2553 ค่าฤชาธรรมเนียมในชั้นอุทธรณ์และชั้นฎีกาให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ. ม. 264 ม. 290 วรรคห้า
พ.ร.บ.ล้มละลาย พ.ศ.2483 ม. 110 วรรคหนึ่ง
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นางรุ่งจิตต์ ปริชาตปรีชา
ผู้ร้อง — ธนาคารกสิกรไทย จำกัด (มหาชน)
จำเลย — บริษัทมิตซู - อินเตอร์ จำกัด
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลแพ่งกรุงเทพใต้ — นายอดิศักดิ์ เทียนกริม
ศาลอุทธรณ์ — นางจรรยา จีระเรืองรัตนา
ชื่อองค์คณะ
สุทธิโชค เทพไตรรัตน์
สรศักดิ์ วาจาสิทธิศิลป์
สวัสดิ์ สุรวัฒนานันท์
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 15315/2557
#585120
เปิดฉบับเต็ม

มีผู้ปลอมสัญญาจะซื้อจะขายโดยมีการปลอมลายมือชื่อของโจทก์ร่วมในฐานะผู้จะขายแล้วนำเอกสารปลอมดังกล่าวไปใช้ติดต่อขอกู้เงินจากธนาคารกรุงไทย จำกัด (มหาชน) ย่อมทำให้โจทก์ร่วมได้รับความเสียหายฐานปลอมเอกสารสิทธิและใช้เอกสารสิทธิปลอม โจทก์ร่วมย่อมเป็นผู้เสียหายมีอำนาจยื่นคำร้องขอเข้าร่วมเป็นโจทก์กับพนักงานอัยการได้

ความผิดฐานใช้เอกสารปลอมตาม ป.อ. มาตรา 268 วรรคแรก ประกอบด้วยเอกสารหลายประเภท ดังที่บัญญัติว่า "ผู้ใดใช้หรืออ้างเอกสารอันเกิดจากการกระทำความผิดตามมาตรา 264 มาตรา 265 มาตรา 266 หรือมาตรา 267 ในประการที่น่าจะเกิดความเสียหายแก่ผู้อื่นหรือประชาชน ต้องระวางโทษตามที่บัญญัติไว้ในมาตรานั้นๆ" เมื่อเอกสารที่จำเลยที่ 1 ที่ 2 และที่ 4 ใช้เป็นเอกสารสิทธิอันเกิดจากการกระทำความผิดตาม ป.อ. มาตรา 265 จึงต้องปรับบทและนำโทษตามที่บัญญัติไว้ในมาตรา 265 มาใช้บังคับแก่คดี ศาลล่างทั้งสองพิพากษาว่าจำเลยที่ 1 ที่ 2 และที่ 4 มีความผิดตาม ป.อ. มาตรา 268 วรรคแรก ประกอบมาตรา 83 ให้ลงโทษตาม ป.อ. มาตรา 265 นั้น จึงเป็นการไม่ถูกต้อง ปัญหาดังกล่าวเป็นข้อกฎหมายที่เกี่ยวกับความสงบเรียบร้อย ศาลฎีกามีอำนาจยกขึ้นอ้างและปรับบทกฎหมายให้ถูกต้อง ตาม ป.วิ.อ. มาตรา 195 วรรคสอง ประกอบมาตรา 225

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องและแก้ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยทั้งสี่ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83, 91, 264, 265, 268

จำเลยทั้งสี่ให้การปฏิเสธ

ระหว่างพิจารณา นางจิรวัฒน์ ผู้เสียหาย ยื่นคำร้องขอเข้าร่วมเป็นโจทก์ ศาลชั้นต้นอนุญาต

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยที่ 1 ที่ 2 และที่ 4 มีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 268 วรรคแรก ประกอบมาตรา 83 ให้ลงโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 265 จำคุกจำเลยที่ 1 และที่ 2 คนละ 2 ปี และปรับคนละ 10,000 บาท ลงโทษจำเลยที่ 4 (ที่ถูก ปรับจำเลยที่ 4) เป็นเงิน 10,000 บาท โทษจำคุกจำเลยที่ 1 และที่ 2 ให้รอการลงโทษไว้มีกำหนด 2 ปี หากจำเลยที่ 1 และที่ 2 ไม่ชำระค่าปรับให้จัดการตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 29, 30 หากจำเลยที่ 4 ไม่ชำระค่าปรับให้จัดการตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 30 ให้ยกฟ้องจำเลยที่ 3 คำขอและข้อหาอื่นนอกจากนี้ให้ยก

โจทก์ร่วม จำเลยที่ 1 ที่ 2 และที่ 4 อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษาแก้เป็นว่า จำเลยที่ 3 มีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 268 วรรคแรก ประกอบมาตรา 83 ด้วย ลงโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 265 จำคุกจำเลยที่ 1 ที่ 2 และที่ 3 คนละ 1 ปี โดยไม่รอการลงโทษและไม่ปรับจำเลยที่ 1 และที่ 2 นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

จำเลยที่ 1 ถึงที่ 3 ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงฟังได้ว่า มีผู้ปลอมเอกสารสิทธิสัญญาจะซื้อจะขายที่ดินฉบับลงวันที่ 10 มีนาคม 2547 ขึ้นทั้งฉบับ โดยระบุว่าโจทก์ร่วมเป็นผู้จะขายที่ดินเนื้อที่ 55 ไร่ 2 งาน 62 ตารางวา ตั้งอยู่ตำบลเกาะช้างใต้ กิ่งอำเภอเกาะช้าง จังหวัดตราด ให้แก่จำเลยที่ 1 ผู้จะซื้อในราคาหกร้อยหกสิบหกล้านบาท ต่อมาประมาณวันที่ 27 พฤษภาคม 2547 จำเลยที่ 4 ดำเนินการขอสินเชื่อจากธนาคารกรุงไทย จำกัด (มหาชน) สำนักธุรกิจชลบุรี โดยมีการนำเอกสารสัญญาจะซื้อจะขายปลอมดังกล่าวยื่นประกอบการขอสินเชื่อโครงการรีสอร์ทของจำเลยที่ 4 ชื่อโครงการรีสอร์ทเกาะช้าง วงเงินขอสินเชื่อประมาณแปดร้อยล้านบาท แต่เมื่อธนาคารไปดำเนินการประเมินราคาและวิเคราะห์โครงการของจำเลยที่ 4 แล้ว ไม่อนุมัติสินเชื่อแก่จำเลยที่ 4 ที่ดินบนเกาะช้างที่จำเลยที่ 4 นำไปขอสินเชื่อนั้น เป็นที่ดิน น.ส. 3 ก. เลขที่ 41 ซึ่งเป็นที่ดิน 1 ใน 6 แปลง ที่กลุ่มผู้ถือหุ้นก่อนก่อตั้งบริษัทจำเลยที่ 4 ร่วมทุนกันมอบหมายให้จำเลยที่ 1 กับนางอัจฉรา ซึ่งเป็นมารดาจำเลยที่ 3 ตกลงทำสัญญาจะซื้อจะขายกับโจทก์ร่วมตามสำเนาสัญญาจะซื้อจะขายที่ดินลงวันที่ 27 กุมภาพันธ์ 2547 ซึ่งต่อมามีการขอเลื่อนการโอนที่ดินกับจ่ายเงินมัดจำเพิ่มและเพิ่มราคาที่ดิน ตามบันทึกข้อตกลง การทำบันทึกข้อตกลงนั้น จำเลยที่ 4 โดยจำเลยที่ 2 และที่ 3 โอนเงินจากบัญชีของจำเลยที่ 4 จำนวนห้าสิบล้านบาท เข้าบัญชีธนาคารของโจทก์ร่วม จำเลยที่ 4 เปิดบัญชีเงินฝากที่ธนาคารกรุงไทย จำกัด (มหาชน) สาขาบางขุนนนท์ เมื่อวันที่ 22 เมษายน 2547 โดยจำเลยที่ 1 ถึงที่ 3 ลงลายมือชื่อขอเปิดบัญชีในนามของจำเลยที่ 4

จำเลยที่ 1 ถึงที่ 3 ฎีกาว่า จำเลยที่ 1 ถึงที่ 3 มิได้กระทำความผิดตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ และหากจำเลยที่ 1 ถึงที่ 3 กระทำความผิดก็ขอให้รอการลงโทษจำคุกแก่จำเลยที่ 1 ถึงที่ 3 กับจำเลยที่ 2 และที่ 3 ฎีกาเป็นปัญหาข้อกฎหมายว่าโจทก์ร่วมไม่ใช่ผู้เสียหายจึงไม่มีอำนาจขอเข้าร่วมเป็นโจทก์กับพนักงานอัยการนั้น เห็นควรวินิจฉัยฎีกาข้อกฎหมายของจำเลยที่ 2 และที่ 3 เป็นข้อแรกว่า โจทก์ร่วมเป็นผู้เสียหายหรือไม่ เห็นว่า ข้อเท็จจริงได้ความว่า มีผู้ปลอมสัญญาจะซื้อจะขาย ของศาลจังหวัดระยอง โดยมีการปลอมลายมือชื่อของโจทก์ร่วมในฐานะผู้จะขายแล้วนำเอกสารปลอมดังกล่าวไปใช้ติดต่อขอกู้เงินจากธนาคารกรุงไทย จำกัด (มหาชน) ต่อมาพนักงานอัยการเป็นโจทก์ยื่นฟ้องจำเลยทั้งสี่ร่วมกันปลอมเอกสารสิทธิและใช้เอกสารสิทธิปลอมต่อศาล จะเห็นได้ว่าการปลอมเอกสารสิทธิและใช้เอกสารสิทธิปลอมโดยมีผู้ปลอมลายมือชื่อของโจทก์ร่วม ย่อมทำให้โจทก์ร่วมได้รับความเสียหายในการกระทำผิดฐานปลอมเอกสารสิทธิและใช้เอกสารสิทธิปลอม โจทก์ร่วมย่อมเป็นผู้เสียหายมีอำนาจยื่นคำร้องขอเข้าร่วมเป็นโจทก์กับพนักงานอัยการได้ ฎีกาของจำเลยที่ 2 และที่ 3 ข้อนี้ฟังไม่ขึ้น

อนึ่ง ความผิดฐานใช้เอกสารปลอมตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 268 วรรคแรก ประกอบด้วยเอกสารหลายประเภท ดังที่บัญญัติว่า "ผู้ใดใช้หรืออ้างเอกสารอันเกิดจากการกระทำความผิดตามมาตรา 264 มาตรา 265 มาตรา 266 หรือมาตรา 267 ในประการที่น่าจะเกิดความเสียหายแก่ผู้อื่นหรือประชาชน ต้องระวางโทษตามที่บัญญัติไว้ในมาตรานั้น ๆ" เมื่อเอกสารที่จำเลยที่ 1 ที่ 2 และที่ 4 ใช้เป็นเอกสารสิทธิอันเกิดจากการกระทำความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 265 จึงต้องปรับบทและนำโทษตามที่บัญญัติไว้ในมาตรา 265 มาใช้บังคับแก่คดี การที่ศาลล่างทั้งสองพิพากษาว่าจำเลยที่ 1 ที่ 2 และที่ 4 มีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 268 วรรคแรก ประกอบมาตรา 83 ให้ลงโทษตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 265 นั้น จึงเป็นการไม่ถูกต้อง ปัญหาดังกล่าวเป็นข้อกฎหมายที่เกี่ยวกับความสงบเรียบร้อย ศาลฎีกาจึงมีอำนาจยกขึ้นอ้างและปรับบทกฎหมายให้ถูกต้อง ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 195 วรรคสอง ประกอบมาตรา 225

พิพากษาแก้เป็นว่า จำเลยที่ 1 ที่ 2 และที่ 4 มีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 268 วรรคแรก ประกอบมาตรา 265, 83 ให้ยกฟ้องโจทก์สำหรับจำเลยที่ 3 โทษและนอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.อ. ม. 265 ม. 268 วรรคแรก
ป.วิ.อ. ม. 2 (4) ม. 195 วรรคสอง ม. 225
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการ สำนักงานอัยการสูงสุด
โจทก์ร่วม — นางจิรวัฒน์ ศรีสัตนา
จำเลย — นางจิราภรณ์ ตั้งพิรุฬห์ธรรม กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดตลิ่งชัน — นายวีระ สากุล
ศาลอุทธรณ์ — นายแก้ว เวศอุไร
ชื่อองค์คณะ
สบโชค สุขารมณ์
บุญมี ฐิตะศิริ
จตุรงค์ นาสมใจ
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 15308/2557
#576002
เปิดฉบับเต็ม

คดีเดิมของศาลชั้นต้น เรื่องขอจัดการมรดก ศาลชั้นต้นวินิจฉัยว่า ร. ทำพินัยกรรมยกทรัพย์มรดกทั้งหมดให้แก่ผู้ร้องและตั้งผู้ร้องเป็นผู้จัดการมรดก ผู้ร้องจึงเป็นผู้มีส่วนได้เสียในทรัพย์มรดกของ ร. เมื่อ ร. ถึงแก่ความตายและมีเหตุขัดข้องในการจัดการทรัพย์มรดก จึงมีคำสั่งตั้งผู้ร้องเป็นผู้จัดการมรดกของ ร. คดีนี้ข้อเท็จจริงฟังยุติได้ว่า ว. ผู้คัดค้านที่ 1 ในคดีดังกล่าวเป็นพี่น้องร่วมบิดามารดาเดียวกับโจทก์ บิดาของโจทก์และ ว. คือ ม. เป็นพี่น้องร่วมบิดามารดาเดียวกันกับ ร. เจ้ามรดก ร. หย่ากับสามีและไม่มีบุตร ม. ถึงแก่ความตายก่อน ร. ส่วน ธ. บุตรบุญธรรมของ ร. ขอสละมรดก ว. และโจทก์ซึ่งเป็นผู้รับมรดกแทนที่ ม. ทายาทโดยธรรมในลำดับที่ 3 จึงมีสิทธิรับมรดกของ ร. ถือว่า ว. และโจทก์อยู่ในฐานะเดียวกัน เมื่อศาลชั้นต้นวินิจฉัยไว้ในคดีดังกล่าวแล้วว่า ร. ทำพินัยกรรมยกทรัพย์มรดกทั้งหมดให้แก่ผู้ร้องและตั้งผู้ร้องซึ่งเป็นจำเลยในคดีนี้เป็นผู้จัดการมรดก อันเป็นการวินิจฉัยว่าพินัยกรรมดังกล่าวมีผลบังคับได้ตามกฎหมาย มิใช่พินัยกรรมปลอมหรือเกิดจากการถูกหลอกลวง การที่โจทก์มาฟ้องจำเลยเป็นคดีนี้อีกโดยอ้างว่า ร. ไม่มีเจตนาทำพินัยกรรมยกทรัพย์มรดกให้จำเลย แต่เกิดจากจำเลยกับพวกใช้อุบายหลอกลวง จึงเป็นการดำเนินกระบวนพิจารณาในประเด็นที่ศาลชั้นต้นวินิจฉัยชี้ขาดไว้แล้ว อันเป็นการดำเนินกระบวนพิจารณาซ้ำ ตาม ป.วิ.พ. มาตรา 144

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องว่า พินัยกรรมของนางราศรี ที่จำเลยนำมาแสดงต่อศาลชั้นต้นเป็นพินัยกรรมที่ทำขึ้นโดยไม่ชอบด้วยกฎหมาย ขอให้เพิกถอนพินัยกรรม

จำเลยให้การขอให้ยกฟ้อง

ระหว่างพิจารณา ศาลชั้นต้นสั่งงดสืบพยานโจทก์และพยานจำเลยแล้ว พิพากษายกฟ้อง ค่าฤชาธรรมเนียมให้เป็นพับ

โจทก์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษายกคำพิพากษาและคำสั่งของศาลชั้นต้น ให้ศาลชั้นต้นดำเนินกระบวนพิจารณาสืบพยานโจทก์และจำเลยต่อไป และวินิจฉัยในประเด็นอื่นที่ยังมิได้วินิจฉัยแล้วพิพากษาใหม่ตามรูปคดี ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นนี้ให้ศาลชั้นต้นรวมสั่งเมื่อมีคำพิพากษาใหม่

จำเลยฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า มีปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยในประการแรกว่า ฟ้องคดีนี้เป็นการดำเนินกระบวนพิจารณาซ้ำกับคดีหมายเลขดำที่ 1520/2548 หมายเลขแดงที่ 3808/2548 ของศาลชั้นต้นหรือไม่ เห็นว่า คดีหมายเลขดำที่ 1520/2547 หมายเลขแดงที่ 3808/2548 ของศาลชั้นต้น ระหว่าง นายโชคชัย ผู้ร้อง นางวิไลวรรณ ที่ 1 นายธราธิป ที่ 2 ผู้คัดค้าน เรื่องขอจัดการมรดก ศาลชั้นต้นวินิจฉัยไว้แล้วว่า นางราศรี ทำพินัยกรรมยกทรัพย์มรดกทั้งหมดให้แก่ผู้ร้องและตั้งผู้ร้องเป็นผู้จัดการมรดก ผู้ร้องจึงเป็นผู้มีส่วนได้เสียในทรัพย์มรดกของนางราศรี เมื่อนางราศรีถึงแก่ความตายและมีเหตุขัดข้องในการจัดการทรัพย์มรดก จึงมีคำสั่งตั้งผู้ร้องเป็นผู้จัดการมรดกของนางราศีในคดีนี้ ข้อเท็จจริงฟังยุติได้ว่า นางวิไลวรรณ ผู้คัดค้านที่ 1 ในคดีดังกล่าวเป็นพี่น้องร่วมบิดามารดาเดียวกับโจทก์ บิดาของโจทก์และนางวิไลวรรณคือนายมิลินทร์ เป็นพี่น้องร่วมบิดามารดาเดียวกันกับนางราศรี เจ้ามรดก นางราศรีหย่ากับสามีและไม่มีบุตร นายมิลินทร์ถึงแก่ความตายก่อนนางราศรี ส่วนนายธราธิป บุตรบุญธรรมของนางราศรีขอสละมรดก นางวิไลวรรณและโจทก์ซึ่งเป็นผู้รับมรดกแทนที่ นายมิลินทร์ทายาทโดยธรรมในลำดับที่ 3 จึงมีสิทธิรับมรดกของนางราศรี ถือว่านางวิไลวรรณและโจทก์อยู่ในฐานะเดียวกัน เมื่อศาลชั้นต้นวินิจฉัยไว้ในคดีดังกล่าวแล้วว่า นางราศรีได้ทำพินัยกรรมยกทรัพย์มรดกทั้งหมดให้แก่ผู้ร้องและตั้งผู้ร้องซึ่งเป็นจำเลยในคดีนี้เป็นผู้จัดการมรดกอันเป็นการวินิจฉัยว่า พินัยกรรมมีผลบังคับได้ตามกฎหมาย มิใช่พินัยกรรมปลอมหรือเกิดจากการถูกหลอกลวง การที่โจทก์มาฟ้องจำเลยเป็นคดีนี้อีกโดยอ้างว่า นางราศรีไม่มีเจตนาทำพินัยกรรมยกทรัพย์มรดกให้จำเลย แต่เกิดจากจำเลยกับพวกใช้อุบายหลอกลวง จึงเป็นการดำเนินกระบวนพิจารณาในประเด็นที่ศาลชั้นต้นวินิจฉัยชี้ขาดไว้แล้ว อันเป็นการดำเนินกระบวนพิจารณาซ้ำ ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 144 ซึ่งบทบัญญัติมุ่งประสงค์ที่จะให้คู่ความรวมทั้งผู้ที่อยู่ในฐานะเดียวกันต้องผูกพันตามคำพิพากษาหรือคำสั่งของศาลที่วินิจฉัยไว้แล้ว ห้ามดำเนินกระบวนพิจารณาซ้ำอีก หากไม่พอใจคำพิพากษาหรือคำสั่งของศาลต้องอุทธรณ์และฎีกาตามบทบัญญัติว่าด้วยการอุทธรณ์และฎีกาต่อไป มิฉะนั้นแล้วคู่ความหรือผู้ที่อยู่ในฐานะเดียวกับคู่ความอาจขอให้ศาลวินิจฉัยใหม่ในประเด็นที่วินิจฉัยมาแล้วอีก ทำให้กระบวนพิจารณาไม่อาจดำเนินต่อไปได้ ที่ศาลอุทธรณ์พิพากษามานั้นไม่ต้องด้วยความเห็นของศาลฎีกา ฎีกาของจำเลยในข้อนี้ฟังขึ้นและไม่จำต้องวินิจฉัยฎีกาของจำเลยในข้ออื่น เพราะไม่ทำให้ผลคดีเปลี่ยนแปลงไป

พิพากษากลับ ให้ยกฟ้อง ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ. ม. 144
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นายกมล หทัยธรรม
จำเลย — นายโชคชัย สุดดี
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลแพ่ง — นายสัมพันธ์ ผาสุข
ศาลอุทธรณ์ — นายศุภวัฒน์ รมยานนท์
ชื่อองค์คณะ
พิษณุ ดำรงเกียรติวัฒนา
อภิรัตน์ ลัดพลี
บุญไชย ธนาพันธ์สิน
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 15306/2557
#579976
เปิดฉบับเต็ม

หนี้ที่เกิดจากเจ้าของร่วมมีหน้าที่ชำระตาม พ.ร.บ.อาคารชุด พ.ศ.2522 มิได้ห้ามมิให้บุคคลอื่นชำระหนี้แทนเจ้าของห้องชุดที่เป็นเจ้าของร่วม เมื่อโจทก์ฟ้องคดีโดยมีคำขอบังคับให้จำเลยทั้งสองร่วมกันออกหนังสือรับรองการปลอดหนี้ จึงจำเป็นอยู่เองที่ศาลจะต้องวินิจฉัยว่าโจทก์ต้องชำระหนี้ค่าใช้จ่ายและค่าปรับให้แก่จำเลยทั้งสองหรือไม่ เพียงใด ศาลย่อมมีอำนาจวินิจฉัยในประเด็นดังกล่าวโดยไม่จำต้องให้จำเลยทั้งสองฟ้องแย้งเข้ามาในคดีก่อน

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องและแก้ไขคำฟ้องขอให้บังคับจำเลยที่ 1 ชำระค่าขาดประโยชน์ 30,000 บาท และต่อไปอีกเดือนละ 5,000 บาท นับถัดจากวันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ ให้จำเลยที่ 1 รับชำระหนี้ค่าใช้จ่ายส่วนกลาง ค่าบำบัดน้ำเสียเป็นเงิน 59,760 บาท ส่วนเบี้ยปรับให้ตกเป็นโมฆะ ให้จำเลยทั้งสองออกใบหรือหนังสือปลอดหนี้ของห้องชุดเลขที่ 52/372 ชั้นที่ 4 ชื่ออาคารชุด เดอะมาเจสติค จอมเทียน ตำบลหนองปรือ อำเภอบางละมุง จังหวัดชลบุรี ภายใน 15 วัน นับแต่วันที่ศาลมีคำพิพากษา หากจำเลยทั้งสองเพิกเฉยให้ถือเอาคำพิพากษาของศาลเป็นการแสดงเจตนาแทน ให้จำเลยที่ 2 พ้นจากการเป็นผู้จัดการนิติบุคคลอาคารชุดเดอะมาเจสติค จอมเทียน และให้จำเลยที่ 1 จัดให้มีการประชุมใหญ่ประจำปีภายใน 30 วัน นับแต่วันมีคำพิพากษา

จำเลยทั้งสองให้การ ขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยที่ 1 รับชำระหนี้ค่าใช้จ่ายส่วนกลางที่ค้างจ่ายและค่าบำบัดน้ำเสียพร้อมดอกเบี้ย 84,696 บาท ให้จำเลยทั้งสองออกใบหรือหนังสือปลอดหนี้ของห้องชุดเลขที่ 52/372 ชั้นที่ 4 อาคารชุดเดอะมาเจสติค จอมเทียน ตำบลหนองปรือ อำเภอบางละมุง จังหวัดชลบุรี หากเพิกเฉยให้ถือเอาคำพิพากษาแทนการแสดงเจตนาในการทำนิติกรรมโอนกรรมสิทธิ์ห้องชุดดังกล่าว ค่าฤชาธรรมเนียมให้เป็นพับ คำขออื่นนอกจากนี้ให้ยก

จำเลยทั้งสองอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 2 พิพากษากลับ ให้ยกฟ้อง ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสองศาลให้เป็นพับ

โจทก์ฎีกาโดยผู้พิพากษาที่ได้นั่งพิจารณาคดีในศาลชั้นต้นรับรองว่ามีเหตุสมควรที่จะฎีกาในข้อเท็จจริง

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงเบื้องต้นรับฟังยุติในชั้นฎีกาว่า โจทก์เป็นผู้ประมูลซื้อห้องชุดเลขที่ 52/372 ชั้นที่ 4 ทะเบียนอาคารชุดเลขที่ 33/2535 ชื่ออาคารชุด "เดอะมาเจสติค จอมเทียน" ตั้งอยู่ตำบลหนองปรือ อำเภอบางละมุง จังหวัดชลบุรี ได้จากการขายทอดตลาดของเจ้าพนักงานบังคับคดี ตามคำสั่งของศาลแพ่งกรุงเทพใต้ คดีหมายเลขแดงที่ 12818/2544 อาคารชุดดังกล่าวมีจำเลยที่ 1 เป็นนิติบุคคลอาคารชุดและมีจำเลยที่ 2 เป็นผู้จัดการนิติบุคคลอาคารชุด

ศาลฎีกาเห็นควรวินิจฉัยปัญหาว่า โจทก์ต้องรับผิดชำระค่าใช้จ่ายส่วนกลางและค่าปรับแก่จำเลยที่ 1 เพียงใด เห็นว่า พระราชบัญญัติอาคารชุด พ.ศ.2522 มาตรา 18 วรรคหนึ่ง (เดิม) ที่ใช้บังคับแก่คดีนี้บัญญัติให้เจ้าของร่วม ต้องร่วมกันออกค่าใช้จ่ายที่เกิดขึ้นจากบริการส่วนรวมและที่เกิดจากเครื่องมือเครื่องใช้ที่มีไว้เพื่อประโยชน์ร่วมกัน (ค่าใช้จ่ายส่วนกลาง) ตามส่วนแห่งประโยชน์ที่มีต่อห้องชุดตามที่กำหนดไว้ในข้อบังคับนิติบุคคลอาคารชุด ซึ่งตามข้อบังคับของจำเลยที่ 1 กำหนดว่าค่าใช้จ่ายประการใดบ้างที่เจ้าของร่วมแต่ละรายต้องรับผิดชอบตามอัตราส่วนกรรมสิทธิ์ที่มีในทรัพย์สินส่วนกลาง และข้อ 17 กำหนดให้เจ้าของร่วมต้องชำระค่าใช้จ่ายภายใน 30 วัน นับแต่วันรับรายการแจ้งจากผู้จัดการนิติบุคคลอาคารชุด ในกรณีที่ชำระหลังกำหนดดังกล่าวต้องชำระค่าปรับในอัตราร้อยละ 5 ต่อเดือน ดังนั้น หนี้อันเกิดจากค่าใช้จ่ายตามข้อบังคับดังกล่าวจึงมีทั้งค่าใช้จ่ายส่วนกลางและค่าปรับตามกฎหมายและตามข้อบังคับทั่วไปที่ไม่ขัดต่อพระราชบัญญัติอาคารชุด พ.ศ.2522 มาตรา 18 (เดิม) โจทก์ซึ่งเป็นผู้ซื้อห้องชุดจึงต้องรับทั้งสิทธิและหน้าที่ของเจ้าของร่วมเดิมและต้องถือว่าค่าปรับอันเกิดจากการผิดนัดชำระค่าใช้จ่ายส่วนกลางเป็นส่วนหนึ่งของค่าใช้จ่ายส่วนกลางที่โจทก์ต้องรับผิดชอบด้วย ข้อเท็จจริงได้ความจากนายเจริญ ซึ่งเป็นกรรมการผู้จัดการจำเลยที่ 1 ว่า ค่าใช้จ่ายส่วนกลางกำหนดให้เจ้าของร่วมชำระปีละ 2 งวด งวดละ 2,988 บาท งวดที่ 1 เป็นค่าใช้จ่ายส่วนกลางของเดือนมกราคมถึงเดือนมิถุนายน กำหนดให้ชำระภายในเดือนกุมภาพันธ์ ส่วนงวดที่ 2 เป็นค่าใช้จ่ายส่วนกลางของเดือนกรกฎาคมถึงเดือนธันวาคม กำหนดให้ชำระภายในเดือนสิงหาคม หากไม่ชำระในกำหนดจะเริ่มคิดค่าปรับในอัตราร้อยละ 5 ต่อเดือน สำหรับค่าใช้จ่ายส่วนกลางค้างจ่ายตั้งแต่งวดที่ 2 ปี 2539 นับถึงงวดที่ 1 ปี 2549 รวม 20 งวด เป็นเงิน 59,760 บาท และค่าบำบัดน้ำเสียปีละ 360 บาท เป็นเวลา 11 ปี เป็นเงิน 3,960 บาท ตามหนังสือแจ้งยอดหนี้คงค้างดังนั้น ค่าใช้จ่ายส่วนกลางที่โจทก์ต้องชำระมีจำนวน 63,720 บาท ซึ่งโจทก์ต้องชำระพร้อมค่าปรับให้ครบถ้วนก่อนจึงขอให้จำเลยที่ 1 ออกหนังสือรับรองการปลอดหนี้ได้ โจทก์จึงต้องจ่ายค่าปรับให้แก่จำเลยที่ 1 นับแต่วันผิดนัดเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จตามข้อบังคับ โดยค่าใช้จ่ายส่วนกลางในงวดที่ 1 ของแต่ละปีที่ค้างชำระให้คิดค่าปรับตั้งแต่วันที่ 1 มีนาคมของแต่ละปีเป็นต้นไป เฉพาะค่าบำบัดน้ำเสียนั้นได้ความจากนายเจริญเบิกความว่าเมืองพัทยาจะเรียกเก็บค่าบำบัดน้ำเสียจากจำเลยที่ 1 เป็นรายปีปีละ 360 บาท จำเลยที่ 1 จะชำระแทนไปก่อน เมื่อไม่ปรากฏว่าโจทก์มีหน้าที่ต้องชำระค่าบำบัดน้ำเสียเมื่อใด จึงต้องถือว่าหนี้ค่าบำบัดน้ำเสียถึงกำหนดในวันสิ้นปีของแต่ละปี และโจทก์ต้องรับผิดชำระค่าปรับในส่วนนี้ในแต่ละปีตั้งแต่วันที่ 1 มกราคมของปีถัดไปจนกว่าจะชำระเสร็จ แต่ที่จำเลยที่ 1 คิดค่าปรับจากการผิดนัดไม่ชำระค่าใช้จ่ายส่วนกลางในอัตราร้อยละ 5 ต่อเดือนนั้น เห็นว่า ค่าปรับดังกล่าวมีลักษณะเป็นเบี้ยปรับ หากสูงเกินส่วนศาลจะลดลงเป็นจำวนพอสมควรก็ได้ เมื่อพิเคราะห์ถึงทางได้เสียของจำเลยที่ 1 ทุกอย่างอันชอบด้วยกฎหมายแล้ว เห็นควรปรับลดค่าปรับลง โดยกำหนดให้ในอัตราร้อยละ 1.5 ต่อเดือน

พิพากษาแก้เป็นว่า ให้โจทก์ชำระเงินค่าใช้จ่ายส่วนกลาง (รวมค่าบำบัดน้ำเสียแล้ว) ตั้งแต่งวดที่ 2 (เดือนกรกฎาคมถึงเดือนธันวาคม) ของปี 2539 ถึงงวดที่ 1 (เดือนมกราคมถึงเดือนมิถุนายน) ของปี 2549 รวมเป็นเงิน 63,720 บาท พร้อมค่าปรับในอัตราร้อยละ 1.5 ต่อเดือน โดยค่าใช้จ่ายส่วนกลางในงวดที่ 1 (จำนวนเงิน 2,988 บาท) ของแต่ละปีที่ค้างชำระให้คิดค่าปรับตั้งแต่วันที่ 1 มีนาคมของแต่ละปีเป็นต้นไป ส่วนงวดที่ 2 (จำนวนเงิน 2,988 บาท) ของแต่ละปีที่ค้างชำระให้คิดค่าปรับตั้งแต่วันที่ 1 กันยายนของแต่ละปีเป็นต้นไป เฉพาะค่าบำบัดน้ำเสีย (จำนวนเงิน 360 บาท) ของแต่ละปี ให้คิดค่าปรับตั้งแต่วันที่ 1 มกราคมของปีถัดไปจนกว่าจะชำระเสร็จ กับให้โจทก์ชำระค่าใช้จ่ายส่วนกลางตั้งแต่งวดที่ 2 (เดือนกรกฎาคมถึงเดือนธันวาคม) ของปี 2549 และงวดถัดไปตามอัตราที่จำเลยที่ 1 เรียกเก็บตามข้อบังคับ กับค่าบำบัดน้ำเสียตามที่จำเลยที่ 1 ชำระแก่เมืองพัทยาและค่าปรับ (ถ้าหากมี) ในกรณีที่ต้องชำระค่าปรับให้โจทก์ชำระค่าปรับตามอัตราที่จำเลยที่ 1 เรียกเก็บเว้นแต่อัตราที่จำเลยที่ 1 เรียกเก็บจะสูงเกินกว่าร้อยละ 1.5 ต่อเดือน ก็ให้ปรับลดลงมาเหลือร้อยละ 1.5 ต่อเดือน ส่วนการเริ่มคิดค่าปรับนั้นให้ปฏิบัติตามวิธีการเดียวกันกับที่กล่าวมาแล้วข้างต้น เมื่อโจทก์ชำระค่าใช้จ่ายส่วนกลางพร้อมค่าปรับ (ถ้าหากมี) ครบถ้วนเมื่อใด ให้จำเลยที่ 1 ออกหนังสือรับรองการปลอดหนี้ให้แก่โจทก์ หากจำเลยที่ 1 ไม่ปฏิบัติตามให้ถือเอาคำพิพากษาแทนการแสดงเจตนาของจำเลยที่ 1 นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 2 ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสามศาลให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ. ม. 55
พ.ร.บ.อาคารชุด พ.ศ.2522 ม. 18 วรรคหนึ่ง (เดิม)
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นางฐิตาภรณ์ แสงเทียนประไพ
จำเลย — นิติบุคคลอาคารชุดเดอะมาเจสติค จอมเทียน กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดชลบุรี — นางประทุม กำเนิดฤทธิ์
ศาลอุทธรณ์ภาค 2 — นางสาวรุ่งกานต์ ศรีตระกูลชัย
ชื่อองค์คณะ
ภาภูมิ สรอัฑฒ์
อดิเทพ ถิระวัฒน์
พิทักษ์ คงจันทร์
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 15250/2557
#562716
เปิดฉบับเต็ม

คำร้องขอลดค่าปรับเป็นผลสืบเนื่องมาจากผู้ประกันทั้งสองผิดสัญญาประกันไม่ส่งตัวจำเลยต่อศาลตามนัดในคดีความผิดฐานมีเมทแอมเฟตามีนไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่าย ซึ่งการจะลดค่าปรับให้แก่ผู้ประกันทั้งสองหรือไม่ ศาลต้องพิจารณาถึงพฤติการณ์ที่จำเลยกระทำความผิด ความหนักเบาแห่งข้อหาและการผิดสัญญาประกันประกอบด้วย ดังนั้น คำร้องขอลดค่าปรับถือว่าเกี่ยวเนื่องกับการกระทำความผิดตาม พ.ร.บ.ยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 เป็นคดีความผิดเกี่ยวกับยาเสพติด อันอยู่ในบังคับของ พ.ร.บ.วิธีพิจารณาคดียาเสพติด พ.ศ.2550 มาตรา 15 วรรคหนึ่ง ซึ่งให้อุทธรณ์คำสั่งดังกล่าวไปยังศาลอุทธรณ์แผนกคดียาเสพติด และกรณีผิดสัญญาประกันและขอลดค่าปรับ พ.ร.บ.วิธีพิจารณาคดียาเสพติด พ.ศ.2550 มิได้บัญญัติไว้โดยเฉพาะ จึงต้องนำบทบัญญัติแห่ง ป.วิ.อ. มาตรา 119 มาใช้บังคับตาม พ.ร.บ.วิธีพิจารณาคดียาเสพติด พ.ศ.2550 มาตรา 3 เมื่อศาลอุทธรณ์พิพากษายืนตามคำสั่งของศาลชั้นต้น คำพิพากษาศาลอุทธรณ์ย่อมเป็นที่สุดตาม ป.วิ.อ. มาตรา 119 วรรคหนึ่ง

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
คดีสืบเนื่องมาจากศาลชั้นต้นอนุญาตให้ผู้ประกันทั้งสองประกันตัวจำเลยไปในระหว่างพิจารณา โดยทำสัญญาประกันไว้ต่อศาลในวงเงิน 600,000 บาท ต่อมาผู้ประกันทั้งสองผิดสัญญาประกันไม่ส่งตัวจำเลยต่อศาลในวันนัดสืบพยานโจทก์ ศาลชั้นต้นสั่งปรับผู้ประกันทั้งสองตามสัญญา วันที่ 3 กรกฎาคม 2556 ผู้ประกันยื่นคำร้องขอให้ลดค่าปรับ ศาลชั้นต้นมีคำสั่งให้ลดค่าปรับโดยให้ปรับ 280,000 บาท

ผู้ประกันทั้งสองอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์แผนกคดียาเสพติดพิพากษายืน

ผู้ประกันที่ 1 ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า เห็นว่า การยื่นคำร้องขอลดค่าปรับคดีนี้เป็นผลสืบเนื่องมาจากผู้ประกันทั้งสองผิดสัญญาประกันไม่ส่งตัวจำเลยต่อศาลตามนัดในคดีความผิดฐานมีเมทแอมเฟตามีนไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่าย ซึ่งการจะลดค่าปรับให้แก่ผู้ประกันทั้งสองหรือไม่ ศาลต้องพิจารณาถึงพฤติการณ์ที่จำเลยกระทำความผิด ความหนักเบาแห่งข้อหาและการผิดสัญญาประกันประกอบด้วย ดังนั้น คำร้องขอลดค่าปรับถือว่าเกี่ยวเนื่องกับการกระทำความผิดตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 จึงเป็นคดีความผิดเกี่ยวกับยาเสพติด อันอยู่ในบังคับของพระราชบัญญัติวิธีพิจารณาคดียาเสพติด พ.ศ.2550 มาตรา 15 วรรคหนึ่ง ซึ่งให้อุทธรณ์คำสั่งดังกล่าวไปยังศาลอุทธรณ์แผนกคดียาเสพติด และกรณีผิดสัญญาประกันและขอลดค่าปรับ พระราชบัญญัติวิธีพิจารณาคดียาเสพติด พ.ศ.2550 มิได้บัญญัติไว้โดยเฉพาะ จึงต้องนำบทบัญญัติแห่งประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 119 มาใช้บังคับตามพระราชบัญญัติวิธีพิจารณาคดียาเสพติด พ.ศ.2550 มาตรา 3 เมื่อศาลอุทธรณ์แผนกคดียาเสพติดพิพากษายืนตามคำสั่งของศาลชั้นต้นที่ลดค่าปรับให้ผู้ประกันทั้งสองโดยปรับ 280,000 บาท คำพิพากษาศาลอุทธรณ์แผนกคดียาเสพติดย่อมเป็นที่สุดตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 119 วรรคหนึ่ง ที่ศาลชั้นต้นรับฎีกาของผู้ประกันที่ 1 จึงเป็นการไม่ชอบ ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัย

พิพากษายกฎีกาของผู้ประกันที่ 1
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.อ. ม. 119 วรรคหนึ่ง
พ.ร.บ.วิธีพิจารณาคดียาเสพติด พ.ศ.2550 ม. 3 ม. 15 วรรคหนึ่ง
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการจังหวัดสุราษฎร์ธานี
ผู้ประกัน — นางสาวพนาพร ช่วยรอด กับพวก
จำเลย — นายกิตติพลหรือบี ศรีทิพย์
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดสุราษฎร์ธานี — นายสิงห์ฐาน จันทรา
ศาลอุทธรณ์ — นางบุษยา รอดยินดี
ชื่อองค์คณะ
ไมตรี สุเทพากุล
เกษม เกษมปัญญา
อดิเทพ ถิระวัฒน์
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 15248 -ที่ 15249/2557
#575687
เปิดฉบับเต็ม

จำเลยเป็นพนักงานมหาวิทยาลัยของโจทก์ ซึ่งพนักงานมหาวิทยาลัยดังกล่าวคือ พนักงานในสถาบันอุดมศึกษาตามความในมาตรา 4 แห่ง พ.ร.บ.ระเบียบข้าราชการพลเรือนในสถาบันอุดมศึกษา พ.ศ.2547 พ.ร.บ.ฉบับนี้กำหนดคำนิยามของ "พนักงานในสถาบันอุดมศึกษา" ว่า หมายถึง บุคคลซึ่งได้รับการจ้างตามสัญญาจ้างให้ทำงานในสถาบันอุดมศึกษา โดยได้รับค่าจ้างหรือค่าตอบแทนจากเงินงบประมาณแผ่นดินหรือเงินรายได้ของสถาบันอุดมศึกษา ซึ่งความหมายของ "พนักงานในสถาบันอุดมศึกษา" ตามกฎหมายฉบับนี้แตกต่างจากความหมายของ "ข้าราชการพลเรือนในสถาบันอุดมศึกษา" ตามกฎหมายฉบับเดียวกัน กล่าวคือ "ข้าราชการพลเรือนในสถาบันอุดมศึกษา" หมายถึง บุคคลซึ่งได้รับบรรจุและแต่งตั้งให้รับราชการตาม พ.ร.บ.นี้ โดยได้รับเงินเดือนจากเงินงบประมาณประเภทเงินเดือนในสถาบันอุดมศึกษา หากเปรียบเทียบข้อแตกต่างสำคัญแล้ว จะเห็นได้ชัดว่า "ข้าราชการพลเรือนในสถาบันอุดมศึกษา" เป็นบุคคลที่ได้รับการบรรจุและแต่งตั้งให้เป็นข้าราชการ โดยได้รับเงินเดือนจากเงินงบประมาณประเภทเงินเดือนในสถาบันอุดมศึกษา จึงมีฐานะเป็นเจ้าพนักงานตามประมวลกฎหมายอาญา ส่วน "พนักงานในสถาบันอุดมศึกษา" เป็นบุคคลที่ได้รับการจ้างตามสัญญาจ้างให้เป็นพนักงาน จึงถือไม่ได้ว่าเป็นข้าราชการ อีกทั้งค่าจ้างหรือค่าตอบแทนพนักงานในสถาบันอุดมศึกษาก็มิใช่เงินเดือนอันมีที่มาจากเงินงบประมาณประเภทเงินเดือนในสถาบันอุดมศึกษา แม้ พ.ร.บ.ฉบับนี้จะระบุว่า พนักงานในสถาบันอุดมศึกษาได้รับค่าจ้างหรือค่าตอบแทนจากเงินงบประมาณแผ่นดินก็ตาม แต่เมื่อพิจารณาความหมายของพนักงานมหาวิทยาลัยทั้งสายวิชาการและสายสนับสนุนตามข้อ 4 แห่งข้อบังคับมหาวิทยาลัยราชภัฏชัยภูมิแล้ว ล้วนได้ความตรงกันว่าพนักงานมหาวิทยาลัยทั้งสองประเภทได้รับค่าจ้างหรือค่าตอบแทนจากเงินงบประมาณแผ่นดินหมวดเงินอุดหนุนทั่วไปหรือเงินรายได้ของมหาวิทยาลัย เมื่อจำเลยเป็นพนักงานมหาวิทยาลัยหรือพนักงานในสถาบันอุดมศึกษาซึ่งมิใช่ข้าราชการพลเรือนในสถาบันอุดมศึกษาและไม่ได้รับเงินเดือนจากเงินงบประมาณประเภทเงินเดือนในสถาบันอุดมศึกษา ประกอบกับไม่มีกฎหมายหรือข้อบังคับใดกำหนดให้พนักงานในสถาบันอุดมศึกษาเป็นเจ้าพนักงาน จำเลยจึงไม่อยู่ในฐานะเป็นเจ้าพนักงานตาม ป.อ. และศาลไม่อาจลงโทษจำเลยในฐานะเป็นเจ้าพนักงานผู้กระทำความผิดตาม ป.อ. มาตรา 147, 157 และ 161 ได้

จำเลยมีหน้าที่รับผิดชอบในงานเบิก - จ่ายเงินงบประมาณแผ่นดิน ตรวจสอบเอกสารเงินยืม ติดตามเงินยืมและตัดยอดเงินยืม ดังนั้น แม้จำเลยจะจัดทำเอกสารเกี่ยวกับงานการเงินในหน้าที่รับผิดชอบของจำเลยไม่ตรงกับความเป็นจริงและใช้หรืออ้างเอกสารดังกล่าวเสนอต่อผู้บังคับบัญชา ก็ถือไม่ได้ว่าจำเลยกระทำความผิดตาม ป.อ. มาตรา 264 ฐานปลอมเอกสาร มาตรา 268 ฐานใช้เอกสารปลอม และมาตรา 137 ฐานแจ้งข้อความอันเป็นเท็จแก่เจ้าพนักงาน เพราะจำเลยเป็นผู้บันทึกข้อความลงในเอกสารต่าง ๆ ด้วยตนเอง โดยจำเลยมิได้เป็นผู้แจ้งข้อความดังกล่าวแก่เจ้าพนักงานอื่นแต่อย่างใด

เงินตามเช็คเป็นเงินงบประมาณแผ่นดินของโจทก์ที่ ธ. ในฐานะเลขานุการโครงการต้นกล้าอาชีพทำหนังสือขอให้โจทก์อนุมัติเพื่อนำไปชำระเงินยืมที่โครงการยืมเงินกลางของโจทก์มาใช้จ่าย เงินจำนวนนี้จึงมิใช่เงินส่วนตัวของ ธ. ทั้ง ธ. ก็ไม่ได้เป็นเจ้าหนี้ของโจทก์ซึ่งโจทก์จะต้องชำระหนี้ให้แก่ ธ. การที่ ธ. มีชื่อเป็นผู้รับเงินตามเช็ค จึงเป็นกรณีที่ ธ. ได้รับมอบหมายจากโจทก์ให้มีหน้าที่รับเงินตามเช็คแล้วนำไปชำระเงินยืมให้แก่โจทก์ เมื่อเงินจำนวนดังกล่าวเป็นเงินของโจทก์ที่ถูกจำเลยเบียดบังไป โจทก์จึงเป็นผู้เสียหายที่มีอำนาจฟ้องจำเลยเป็นคดีนี้ได้

แม้โจทก์จะฟ้องว่าจำเลยกระทำความผิดฐานเป็นเจ้าพนักงานเบียดบังทรัพย์ของโจทก์ตาม ป.อ. มาตรา 147 แต่เมื่อทางพิจารณาได้ความว่า จำเลยเบียดบังทรัพย์ของโจทก์ไปในฐานะบุคคลธรรมดาซึ่งโจทก์ได้บรรยายฟ้องกล่าวถึงข้อเท็จจริงอันเป็นองค์ประกอบของความผิดฐานยักยอกตาม ป.อ. มาตรา 352 ไว้แล้ว ศาลย่อมมีอำนาจลงโทษจำเลยในความผิดตาม ป.อ. มาตรา 352 วรรคแรก ได้ตาม ป.วิ.อ. มาตรา 192 วรรคท้าย ประกอบมาตรา 215 และ 225

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
คดีทั้งสองสำนวนนี้ ศาลชั้นต้นพิจารณาและพิพากษารวมกัน โดยให้เรียกโจทก์ทั้งสองสำนวนว่า โจทก์ และเรียกจำเลยทั้งสองสำนวนว่า จำเลย

โจทก์ทั้งสองสำนวนฟ้องและแก้ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90, 91 92, 137, 147, 157, 161 และ 268 ให้จำเลยคืนเงิน 508,780 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี จากต้นเงินดังกล่าวนับแต่วันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์และให้นับโทษของจำเลยในสำนวนหลังต่อจากโทษของจำเลยในสำนวนแรก

ศาลชั้นต้นไต่สวนมูลฟ้องแล้ว เห็นว่า คดีมีมูล ให้ประทับฟ้องทั้งสองสำนวน

จำเลยให้การปฏิเสธ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 352 วรรคแรก การกระทำของจำเลยเป็นความผิดหลายกรรมต่างกัน ให้ลงโทษทุกกรรมเป็นกระทงความผิดไปตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 จำนวน 5 กระทง ลงโทษจำคุกกระทงละ 3 เดือน รวมจำคุก 15 เดือน ทางนำสืบของจำเลยเป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 ลดโทษให้หนึ่งในห้า คงจำคุก 12 เดือน ให้จำเลยคืนเงิน 473,350 บาท แก่โจทก์ คำขออื่นนอกจากนี้ให้ยก

โจทก์และจำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 3 พิพากษาแก้เป็นว่า ลดโทษให้ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 หนึ่งในสาม คงจำคุก 10 เดือน นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

โจทก์และจำเลยฎีกา โดยผู้พิพากษาซึ่งพิจารณาและลงชื่อในคำพิพากษาศาลชั้นต้นอนุญาตให้โจทก์ฎีกาและให้จำเลยฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงที่คู่ความไม่โต้เถียงกันในชั้นฎีการับฟังว่า ขณะเกิดเหตุจำเลยเป็นพนักงานของโจทก์และได้รับมอบหมายจากโจทก์ให้ทำหน้าที่เจ้าหน้าที่การเงิน โดยรับผิดชอบในงานเบิก - จ่ายเงินงบประมาณแผ่นดิน ตรวจสอบเอกสารเงินยืม ติดตามเงินยืม และตัดยอดเงินยืม ในส่วนของงานเบิก - จ่ายเงินงบประมาณแผ่นดินเพื่อเบิกจ่ายเงินเดือนให้แก่ข้าราชการและพนักงานของโจทก์ โดยจำเลยจัดทำรายการโอนเงินเดือนผ่านบัญชีธนาคารกรุงไทย จำกัด (มหาชน) สาขาชัยภูมิ เพื่อให้ธนาคารโอนเงินเข้าบัญชีของข้าราชการและพนักงานของโจทก์แต่ละคนที่มีสิทธิจะได้รับประจำเดือนตุลาคม 2551 เดือนธันวาคม 2551 เดือนพฤษภาคม 2552 และเดือนมิถุนายน 2552 นั้น ข้อเท็จจริงได้ความว่า เมื่อปี 2552 โจทก์ได้จัดทำโครงการต้นกล้าอาชีพขึ้นในมหาวิทยาลัย โดยผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร.สวาสดิ์ หัวหน้าโครงการได้ทำสัญญายืมเงินกลางของมหาวิทยาลัยโจทก์จำนวน 828,390 บาท ไปทดรองจ่ายในโครงการก่อน โจทก์อนุมัติให้ยืมเงินดังกล่าวได้ ต่อมานายชนสิทธิ์ เลขานุการโครงการต้นกล้าอาชีพได้ทำหนังสือถึงโจทก์ขออนุญาตจ่ายเงินงบประมาณแผ่นดิน จำนวน 473,350 บาท เพื่อนำไปชำระเงินยืมบางส่วนที่กล่าวแล้วข้างต้น โดยจำเลยลงลายมือชื่อรับทราบในฐานะเจ้าหน้าที่การเงิน หลังจากโจทก์อนุมัติตามคำขอของนายชนสิทธิ์แล้ว จำเลยได้เขียนข้อความในเช็คสั่งจ่ายเงินให้แก่นายชนสิทธิ์ จำนวน 473,350 บาท โดยไม่ได้ขีดฆ่าคำว่า "หรือผู้ถือ" ออก จากนั้นจำเลยเป็นผู้นำเช็ค ไปเรียกเก็บเงิน ต่อมานายชนสิทธิ์ทำหนังสือแจ้งแก่โจทก์ว่า ยังไม่ได้รับเงินตามเช็คและยังไม่ได้คืนเงินยืมให้แก่โจทก์ โจทก์มีคำสั่งให้ตรวจสอบข้อเท็จจริงและทราบว่าจำเลยเป็นผู้เบิกเงินตามเช็คจำนวน 473,350 บาท ไปโดยไม่ได้นำไปล้างเงินยืมให้แก่โจทก์

มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ประการแรกว่า จำเลยมีฐานะเป็นเจ้าพนักงานตามประมวลกฎหมายอาญาหรือไม่ ข้อเท็จจริงตามทางนำสืบของคู่ความฟังว่า ขณะเกิดเหตุ จำเลยเป็นพนักงานมหาวิทยาลัยของโจทก์ ซึ่งพนักงานมหาวิทยาลัยดังกล่าวคือ พนักงานในสถาบันอุดมศึกษาตามความในมาตรา 4 แห่งพระราชบัญญัติระเบียบข้าราชการพลเรือนในสถาบันอุดมศึกษา พ.ศ.2547 พระราชบัญญัติฉบับนี้กำหนดคำนิยามของ "พนักงานในสถาบันอุดมศึกษา" ว่า หมายถึง บุคคลซึ่งได้รับการจ้างตามสัญญาจ้างให้ทำงานในสถาบันอุดมศึกษา โดยได้รับค่าจ้างหรือค่าตอบแทนจากเงินงบประมาณแผ่นดินหรือเงินรายได้ของสถาบันอุดมศึกษา ซึ่งความหมายของ "พนักงานในสถาบันอุดมศึกษา" ตามกฎหมายฉบับนี้แตกต่างจากความหมายของ "ข้าราชการพลเรือนในสถาบันอุดมศึกษา" ตามกฎหมายฉบับเดียวกัน กล่าวคือ "ข้าราชการพลเรือนในสถาบันอุดมศึกษา" หมายถึง บุคคลซึ่งได้รับบรรจุและแต่งตั้งให้รับราชการตามพระราชบัญญัตินี้ โดยได้รับเงินเดือนจากเงินงบประมาณประเภทเงินเดือนในสถาบันอุดมศึกษา โดยหากเปรียบเทียบข้อแตกต่างสำคัญระหว่าง "ข้าราชการพลเรือนในสถาบันอุดมศึกษา" กับ "พนักงานในสถาบันอุดมศึกษา" แล้ว จะเห็นได้ชัดว่า "ข้าราชการพลเรือนในสถาบันอุดมศึกษา" เป็นบุคคลที่ได้รับการบรรจุและแต่งตั้งให้เป็นข้าราชการ โดยได้รับเงินเดือนจากเงินงบประมาณประเภทเงินเดือนในสถาบันอุดมศึกษา จึงมีฐานะเป็นเจ้าพนักงานตามประมวลกฎหมายอาญา ส่วน "พนักงานในสถาบันอุดมศึกษา" เป็นบุคคลที่ได้รับการจ้างตามสัญญาจ้างให้เป็นพนักงาน จึงถือไม่ได้ว่าเป็นข้าราชการ อีกทั้งค่าจ้างหรือค่าตอบแทนพนักงานในสถาบันอุดมศึกษาก็มิใช่เงินเดือนอันมีที่มาจากเงินงบประมาณประเภทเงินเดือนในสถาบันอุดมศึกษา แม้พระราชบัญญัติฉบับนี้จะระบุว่า พนักงานในสถาบันอุดมศึกษาได้รับค่าจ้างหรือค่าตอบแทนจากเงินงบประมาณแผ่นดินก็ตาม แต่เมื่อพิจารณาความหมายของพนักงานมหาวิทยาลัยทั้งสายวิชาการและสายสนับสนุนตามข้อ 4 แห่งสำเนาข้อบังคับมหาวิทยาลัยราชภัฎชัยภูมิ แล้ว ล้วนได้ความตรงกันว่าพนักงานมหาวิทยาลัยทั้งสองประเภทได้รับค่าจ้างหรือค่าตอบแทนจากเงินงบประมาณแผ่นดินหมวดเงินอุดหนุนทั่วไปหรือเงินรายได้ของมหาวิทยาลัย เมื่อจำเลยเป็นพนักงานมหาวิทยาลัยหรือพนักงานในสถาบันอุดมศึกษาซึ่งมิใช่ข้าราชการพลเรือนในสถาบันอุดมศึกษาและไม่ได้รับเงินเดือนจากเงินงบประมาณประเภทเงินเดือนในสถาบันอุดมศึกษา ประกอบกับไม่มีกฎหมายหรือข้อบังคับใดกำหนดให้พนักงานในสถาบันอุดมศึกษาเป็นเจ้าพนักงาน จำเลยจึงไม่อยู่ในฐานะเป็นเจ้าพนักงานตามประมวลกฎหมายอาญาดังที่โจทก์ฎีกาและศาลย่อมไม่อาจลงโทษจำเลยในฐานะเป็นเจ้าพนักงานผู้กระทำความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 147, 157 และ 161 ตามที่โจทก์ฟ้องได้ และเนื่องจากจำเลยมีหน้าที่รับผิดชอบในงานเบิก - จ่ายเงินงบประมาณแผ่นดิน ตรวจสอบเอกสารเงินยืม ติดตามเงินยืมและตัดยอดเงินยืม ดังนั้น แม้จำเลยจะจัดทำเอกสารเกี่ยวกับงานการเงินในหน้าที่รับผิดชอบของจำเลยไม่ตรงกับความเป็นจริงและใช้หรืออ้างเอกสารเสนอต่อผู้บังคับบัญชา ก็ถือไม่ได้ว่าจำเลยกระทำความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 264 ฐานปลอมเอกสาร มาตรา 268 ฐานใช้เอกสารปลอมและมาตรา 137 ฐานแจ้งข้อความอันเป็นเท็จแก่เจ้าพนักงาน เพราะจำเลยเป็นผู้บันทึกข้อความลงในเอกสารต่าง ๆ ด้วยตนเอง โดยจำเลยมิได้เป็นผู้แจ้งข้อความแก่เจ้าพนักงานอื่นแต่อย่างใด

มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยว่า โจทก์เป็นผู้เสียหายที่มีอำนาจฟ้องจำเลยในกรณีจำเลยนำเช็คไปเรียกเก็บเงินจำนวน 473,350 บาท ได้หรือไม่ ที่จำเลยฎีกาว่า เช็คสั่งจ่ายให้แก่นายชนสิทธิ์ สิทธิในการรับเงินตามเช็คจึงเป็นของนายชนสิทธิ์ โดยนายชนสิทธิ์เป็นผู้ทรงเช็คโดยชอบด้วยกฎหมาย การที่จำเลยนำเช็คไปเรียกเก็บเงินจำนวน 473,350 บาท แล้วไม่ได้มอบเงินดังกล่าวให้แก่นายชนสิทธิ์ จึงเป็นเรื่องที่จำเลยยักยอกเงินของนายชนสิทธิ์มิใช่เงินของโจทก์ โจทก์จึงไม่เป็นผู้เสียหายตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 2 (4) ไม่มีอำนาจฟ้องจำเลยได้นั้น เห็นว่า ข้อเท็จจริงตามทางนำสืบของโจทก์ได้ความว่า เงินจำนวน 473,350 บาท ตามเช็คเป็นเงินงบประมาณแผ่นดินของโจทก์ที่นายชนสิทธิ์ในฐานะเลขานุการโครงการต้นกล้าอาชีพทำหนังสือขอให้โจทก์อนุมัติเพื่อนำไปชำระเงินยืมในโครงการต้นกล้าอาชีพที่โครงการยืมเงินกลางของโจทก์มาใช้จ่าย เงินจำนวนนี้จึงมิใช่เงินส่วนตัวของนายชนสิทธิ์ ทั้งนายชนสิทธิ์ก็ไม่ได้เป็นเจ้าหนี้ของโจทก์ ซึ่งโจทก์จะต้องชำระหนี้ให้แก่นายชนสิทธิ์ การที่นายชนสิทธิ์มีชื่อเป็นผู้รับเงินตามเช็ค จึงเป็นกรณีที่นายชนสิทธิ์ได้รับมอบหมายจากโจทก์ให้มีหน้าที่รับเงินตามเช็ค แล้วนำไปชำระเงินยืมให้แก่โจทก์ เมื่อเงินจำนวนดังกล่าวเป็นเงินของโจทก์ที่ถูกจำเลยเบียดบังไป โจทก์จึงเป็นผู้เสียหายตามกฎหมายที่มีอำนาจฟ้องจำเลยเป็นคดีนี้ได้และแม้โจทก์จะฟ้องว่าจำเลยกระทำความผิดฐานเป็นเจ้าพนักงานเบียดบังทรัพย์ของโจทก์ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 147 แต่เมื่อทางพิจารณาได้ความว่า จำเลยเบียดบังทรัพย์ของโจทก์ไปในฐานะบุคคลธรรมดาซึ่งโจทก์ได้บรรยายฟ้องกล่าวถึงข้อเท็จจริงอันเป็นองค์ประกอบของความผิดฐานยักยอกตามมาตรา 352 ไว้แล้ว ศาลก็ย่อมมีอำนาจลงโทษจำเลยในความผิดตามมาตรา 352 วรรคแรก ได้ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 192 วรรคท้าย ประกอบมาตรา 215 และ 225 ที่จำเลยฎีกาต่อไปทำนองว่า เงินเดือนที่โอนเข้าบัญชีของจำเลยเกินกว่าสิทธิที่จำเลยจะได้รับประจำเดือนตุลาคม 2551 เดือนธันวาคม 2551 เดือนพฤษภาคม 2552 และเดือนมิถุนายน 2552 เป็นเงินเดือนของพนักงานและลูกจ้างของโจทก์ ซึ่งเข้าทำงานใหม่และยังไม่ได้เปิดบัญชีเงินฝากไว้กับธนาคารกรุงไทย จำกัด (มหาชน) สาขาชัยภูมิ จำเลยในฐานะเจ้าหน้าที่การเงินจึงแก้ปัญหาด้วยการให้ธนาคารโอนเงินเดือนของพนักงานและลูกจ้างเข้าบัญชีเงินฝากของจำเลย จากนั้นจำเลยได้เบิกถอนเงินแล้วแจ้งให้พนักงานและลูกจ้างมาลงชื่อในสมุดคุมและรับเงินไปครบถ้วน จำเลยจึงมิได้กระทำความผิดตามฟ้องนั้น เห็นว่า ในตอนเบิกความตอบคำถามค้านของทนายความโจทก์ จำเลยได้ยอมรับว่า อธิการบดีของโจทก์และหัวหน้างานการเงินของจำเลยไม่ว่าเป็นบุคคลใด ๆ ไม่เคยออกหนังสือ ระเบียบ ข้อบังคับ หรือคำสั่งอนุญาตให้จำเลยมีอำนาจรับเงินเดือนแทนพนักงานและลูกจ้างของโจทก์ซึ่งเข้าทำงานใหม่ ทั้งพนักงานและลูกจ้างของโจทก์ก็ไม่เคยมีหนังสือมอบอำนาจให้จำเลยนำเงินเดือนของตนไปเข้าบัญชีของจำเลย ดังนี้ การที่จำเลยจัดทำเอกสารทางการเงินเพื่อให้ธนาคารโอนเงินงบประมาณของโจทก์ที่จำเลยไม่มีสิทธิได้รับไปเข้าบัญชีของจำเลย จึงเป็นการกระทำโดยพลการโดยปราศจากอำนาจและไม่มีระเบียบหรือกฎหมายใดรองรับ คดีรับฟังได้ว่า จำเลยครอบครองเงินงบประมาณของโจทก์ประจำเดือนตุลาคม 2551 เดือนธันวาคม 2551 เดือนพฤษภาคม 2552 และเดือนมิถุนายน 2552 ไว้ในบัญชีของจำเลยแล้วเบียดบังเอาเงินดังกล่าวไปเป็นของจำเลยโดยทุจริต จำเลยจึงมีความผิดฐานยักยอกตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 352 วรรคแรก อีก 4 กระทง นอกเหนือจากความผิดฐานยักยอกเงินในโครงการต้นกล้าอาชีพที่วินิจฉัยแล้วข้างต้น ที่จำเลยฎีกาว่า โจทก์โดยอธิการบดีรู้เรื่องความผิดและรู้ตัวว่า จำเลยเป็นผู้กระทำความผิดตั้งแต่วันที่ 5 สิงหาคม 2552 การที่โจทก์ไปร้องทุกข์ดำเนินคดีแก่จำเลยเมื่อวันที่ 18 พฤศจิกายน 2552 จึงเป็นเวลาเกิน 3 เดือน คดีโจทก์ย่อมขาดอายุความตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 96 แล้วนั้น เห็นว่า แม้สำเนาบันทึกข้อความจะรับฟังได้ว่า โจทก์โดยอธิการบดีได้ทราบเรื่องความผิดพลาดในการเบิกจ่ายเงินงบประมาณแผ่นดินประเภทเงินเดือนประจำเดือนมิถุนายน 2552 เมื่อวันที่ 5 สิงหาคม 2552 ก็ตาม แต่วันดังกล่าว โจทก์ยังไม่ทราบแน่ชัดว่า เจ้าหน้าที่ผู้ปฏิบัติงานผิดพลาดเป็นผู้ใด อายุความจึงยังไม่เริ่มนับ ต่อมาข้อเท็จจริงปรากฏตามสำเนาบันทึกข้อความว่า โจทก์โดยอธิการบดีได้ทราบเรื่องที่จำเลยนำเช็คในโครงการต้นกล้าอาชีพไปเรียกเก็บเงินแล้วไม่นำเงินไปชำระเงินยืมของโจทก์เมื่อวันที่ 10 กันยายน 2552 ดังนั้น การที่โจทก์ไปร้องทุกข์ให้พนักงานสอบสวนดำเนินคดีแก่จำเลยเมื่อวันที่ 18 พฤศจิกายน 2552 ตามสำเนารายงานประจำวันเกี่ยวกับคดี จึงไม่เกินระยะเวลา 3 เดือน ตามกฎหมาย คดีโจทก์จึงไม่ขาดอายุความ ที่ศาลล่างทั้งสองวินิจฉัยว่า จำเลยกระทำความผิดฐานยักยอกตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 352 มานั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาของโจทก์ฟังไม่ขึ้น

พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสามศาลให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.อ. ม. 137 ม. 147 ม. 157 ม. 161 ม. 264 ม. 268 ม. 352
ป.วิ.อ. ม. 2 (4) ม. 192 วรรคท้าย ม. 215 ม. 225 ม. 4
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — มหาวิทยาลัยราชภัฏชัยภูมิ
จำเลย — นางสาวศิยารัช คำลอยฟ้า
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดชัยภูมิ — นายสุรพล ศุขอัจจะสกุล
ศาลอุทธรณ์ภาค 3 — นางสาวสิริกานต์ มีจุล
ชื่อองค์คณะ
ภานุวัฒน์ ศุภะพันธุ์
สมยศ เข็มทอง
สมศักดิ์ คุณเลิศกิจ
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 15243/2557
#579674
เปิดฉบับเต็ม

ความผิดฐานฟ้องเท็จเกิดขึ้นเมื่อมีการยื่นฟ้องคดีต่อศาล การถอนฟ้องในระหว่างชั้นไต่สวนมูลฟ้องคงเป็นเหตุให้ศาลใช้ดุลพินิจกำหนดโทษน้อยกว่าที่กฎหมายกำหนดไว้หรือจะไม่ลงโทษเลยก็ได้ตาม ป.อ. มาตรา 176

คำฟ้องไม่มีลายมือชื่อโจทก์ทั้งสองเป็นฟ้องไม่ถูกต้องตามกฎหมาย แต่เมื่อมีการยื่นคำร้องขอแก้ไขฟ้องโดยลงลายมือชื่อโจทก์ทั้งสองมาในส่วนของคำขอท้ายฟ้องก่อนวันนัดไต่สวนมูลฟ้องและศาลชั้นต้นมีคำสั่งอนุญาต ดังนี้ กรณีถือได้ว่าศาลชั้นต้นได้สั่งโจทก์ให้แก้ฟ้องให้ถูกต้องตาม ป.วิ.อ. มาตรา 161 วรรคหนึ่ง จนเห็นได้ว่าเป็นฟ้องถูกต้องตามกฎหมายแล้ว

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องและแก้ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยทั้งสามตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83,84, 90, 175, 181

ศาลชั้นต้นไต่สวนมูลฟ้องแล้ว เห็นว่า คดีมีมูล ให้ประทับฟ้อง

จำเลยทั้งสามให้การปฏิเสธ

ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง

โจทก์ทั้งสองอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 2 พิพากษากลับเป็นว่า จำเลยทั้งสามมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 175 ประกอบมาตรา 181 (1) ให้จำคุกจำเลยทั้งสามคนละ 1 ปี และปรับคนละ 10,000 บาท เมื่อไม่ปรากฏว่าจำเลยทั้งสามได้รับโทษจำคุกมาก่อน ประกอบกับจำเลยทั้งสามมีอาชีพการงานเป็นหลักแหล่งแน่นอน จึงเห็นสมควรรอการลงโทษจำคุกไว้มีกำหนดคนละ 2 ปี ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 56 หากไม่ชำระค่าปรับให้จัดการตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 29, 30

โจทก์ทั้งสองและจำเลยทั้งสามฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงในเบื้องต้นรับฟังว่า โจทก์ทั้งสองทำงานอยู่ที่บริษัทจัดเก็บลิขสิทธิ์ไทย จำกัด ซึ่งมีวัตถุประสงค์ในการรับจ้างเจ้าของลิขสิทธิ์ในการจัดเก็บลิขสิทธิ์ โดยโจทก์ที่ 1 เป็นผู้อำนวยการสายงานกฎหมายและปราบปราม ส่วนโจทก์ที่ 2 เป็นผู้จัดการฝ่ายกฎหมาย ขณะเกิดเหตุบริษัทจัดเก็บลิขสิทธิ์ไทย จำกัด รับจ้างจัดเก็บลิขสิทธิ์ให้แก่บริษัทอาร์เอส จำกัด (มหาชน) จำเลยที่ 1 และที่ 2 ได้ยื่นฟ้องสรุปว่า โจทก์ทั้งสองกับพวกรวม 11 คน ร่วมกันกระทำความผิด ฐานปล้นทรัพย์ กรรโชกทรัพย์ ทำให้เสียทรัพย์ ซึ่งตู้คาราโอเกะของจำเลยที่ 1 และที่ 2 ขณะอยู่ในความครอบครองของนางสาววาสนา นายสุขสันต์ นายอัศวิน นางลำดวน นายประทีปและนางสาวสุพรรณา เจ้าของร้านค้าบริเวณตำบลแกลงและตำบลเพ โดยจำเลยที่ 3 เป็นทนายความให้จำเลยที่ 1 และที่ 2 ในชั้นไต่สวนมูลฟ้อง จำเลยที่ 1 และที่ 2 ยื่นคำร้องของถอนฟ้อง ศาลชั้นต้นมีคำสั่งอนุญาตและได้จำหน่ายคดีออกจากสารบบความ ตามคดีอาญาหมายเลขแดงที่ 2636/2551 ของศาลชั้นต้น คดีถึงที่สุดแล้ว โจทก์ทั้งสองจึงฟ้องจำเลยทั้งสามเป็นคดีนี้

มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยทั้งสามในประการแรกว่า จำเลยทั้งสามกระทำความผิดตามฟ้องหรือไม่ โจทก์ทั้งสองเบิกความยืนยันว่า ก่อนเกิดเหตุได้มีหนังสือแจ้งเจ้าของร้านให้ดำเนินการขอใช้ลิขสิทธิ์เปิดเพลงของบริษัทอาร์เอส จำกัด (มหาชน) ให้ถูกต้อง แต่เจ้าของร้านดังกล่าวเพิกเฉย ดังนั้น การที่โจทก์ที่ 2 นำเจ้าพนักงานตำรวจมาที่ร้านค้าพร้อมแสดงหมายค้นให้ตรวจดู เจ้าของร้านทุกร้านย่อมทราบดีว่าเจ้าพนักงานตำรวจมาขอตรวจค้นแผ่นเสียงซึ่งอยู่ภายในตู้คาราโอเกะตามที่เคยได้รับการแจ้งเตือนไว้ แม้จะได้ความว่าขณะตรวจค้นพันตำรวจโทคมสรรกับเจ้าพนักงานตำรวจแต่งกายนอกเครื่องแบบ แต่ทุกคนก็คล้องบัตรประจำตัวไว้ที่คอซึ่งบัตรได้ระบุชื่อและตำแหน่งไว้เป็นการแสดงออกว่าทุกคนทำงานตามหน้าที่ราชการ นอกจากนี้การที่พนักงานของโจทก์ที่ 2 ช่วยกันขนตู้คาราโอเกะขึ้นรถบรรทุกก็อยู่ในความควบคุมของเจ้าพนักงานตำรวจทั้งสิ้น อีกทั้งบริเวณร้านค้าแต่ละร้านอยู่ใกล้แหล่งท่องเที่ยวมีคนสัญจรอยู่ตลอดเวลา โจทก์ที่ 2 และเจ้าพนักงานตำรวจคงไม่กล้าใช้กำลังบังคับขู่เข็ญเอาตู้คาราโอเกะไปโดยมิชอบ ประกอบกับเจ้าของร้านหรือผู้ดูแลร้านได้ลงลายมือชื่อในบันทึกการตรวจยึด รับรองข้อความว่าเจ้าพนักงานตำรวจชุดตรวจยึดมิได้บังคับขู่เข็ญหรือทำร้ายร่างกายและมิได้ทำให้ทรัพย์สินของผู้ใดเสียหาย เสื่อมค่า ไร้ประโยชน์ จึงเป็นหลักฐานสนับสนุนว่าการยึดตู้คาราโอเกะออกจากร้านค้าไปเป็นการกระทำโดยชอบตามกฎหมาย เมื่อการตรวจยึดครั้งนี้ไม่ได้จับกุมเจ้าของร้านค้าหรือผู้ดูแลร้านค้าเป็นผู้ต้องหาในความผิดฐานใดฐานหนึ่ง ทั้งยังได้ความในขณะตรวจยึดนั้น แผ่นเสียงที่ละเมิดลิขสิทธิ์ถูกบรรจุอยู่ในตู้คาราโอเกะไม่สามารถนำออกมาได้เพราะตู้คาราโอเกะถูกล็อกไว้ หากจะนำแผ่นเสียงออกมาจะต้องทำลายกุญแจที่ล็อกไว้อาจเกิดความเสียหาย รวมถึงมีเงินเหรียญหยอดอยู่ในตู้คาราโอเกะด้วย ดังนั้น เจ้าของร้านหรือผู้ดูแลร้านค้าย่อมทราบความจริงดีว่าเป็นการยึดตู้คาราโอเกะของกลาง เพื่อไปตรวจสอบเกี่ยวกับแผ่นเสียงภายในตู้ซึ่งมีการละเมิดลิขสิทธิ์เท่านั้นตามวิสัย ไม่อาจแปลการกระทำของโจทก์ที่ 2 และเจ้าพนักงานตำรวจว่า มีเจตนากลั่นแกล้งเอาตู้คาราโอเกะไปโดยทุจริตแต่อย่างใด พยานโจทก์ทั้งสองที่นำสืบมามีน้ำหนักน่าเชื่อถือ ที่จำเลยทั้งสามเบิกความต่อสู้ว่า วันเกิดเหตุจำเลยที่ 2 ได้รับแจ้งจากเจ้าของร้านหรือผู้ดูแลร้านค้าว่า มีกลุ่มชายฉกรรจ์มายกตู้คาราโอเกะขึ้นรถบรรทุกไป จำเลยที่ 2 และที่ 3 เดินทางมายังร้านค้าดังกล่าว พบกลุ่มชายหลายคนไม่ได้แสดงตนว่าเป็นเจ้าพนักงานและพูดจาข่มขู่ไม่ให้จำเลยที่ 2 กับที่ 3 เข้ามายุ่งเกี่ยว เมื่อสอบถามกลุ่มชายดังกล่าวว่ามาจากไหนและขอให้แสดงหมายหรือเอกสารที่เกี่ยวข้องก็ไม่ได้รับคำตอบ จำเลยที่ 2 และที่ 3 จึงแจ้งเรื่องให้จำเลยที่ 1 ทราบ จากนั้นจึงฟ้องโจทก์ทั้งสองกับพวกเป็นคดีอาญา เห็นว่า จำเลยทั้งสามไม่รู้เห็นเหตุการณ์ขณะโจทก์ที่ 2 นำเจ้าพนักงานตำรวจเข้าตรวจค้นและยึดตู้คาราโอเกะ แม้จำเลยทั้งสามจะมีนายสุขสันต์ เจ้าของร้านอาหารมาเบิกความเป็นพยานว่า ขณะเกิดเหตุกลุ่มคนที่นำตู้คาราโอเกะขึ้นรถบรรทุกไม่มีเจ้าพนักงานตำรวจร่วมกระทำการ ไม่มีการแสดงเอกสารราชการ ไม่มีหมายศาลหรือบันทึกอื่นใด กลุ่มคนดังกล่าวบอกว่าเป็นเรื่องเกี่ยวกับลิขสิทธิ์เพลงก็ตาม แต่นายสุขสันต์ก็ไม่ได้เบิกความยืนยันว่า ถูกโจทก์ที่ 2 หรือเจ้าพนักงานตำรวจหรือพนักงานของโจทก์ที่ 2 คนใดคนหนึ่งใช้กำลังบังคับขู่ว่าจะเตะต่อยหรือตีด้วยของแข็ง หรือข่มขืนใจด้วยประการใด ๆ ก่อนที่ยกตู้คาราโอเกะขึ้นรถบรรทุก นอกจากนี้ยังได้ความว่า หลังจากพันตำรวจโทคมสรรกับพวกยึดตู้คาราโอเกะ 6 ตู้มาไว้ที่สถานีตำรวจภูธรตำบลเพแล้ว จำเลยที่ 3 ได้ตามมาพบพนักงานสอบสวนที่สถานีตำรวจและถ่ายรูปตู้คาราโอเกะที่ถูกยึดไว้ ดังนั้น ตามวิสัยของจำเลยที่ 3 ซึ่งเป็นทนายความย่อมทราบได้โดยทันทีว่า การยึดตู้คาราโอเกะมาไว้ที่สถานีตำรวจก็เพื่อตรวจสอบแผ่นเสียงอันละเมิดลิขสิทธิ์ อันเป็นการกระทำโดยชอบด้วยกฎหมาย ผู้ตรวจยึดไม่ได้กระทำไปเพื่อแสวงหาประโยชน์ที่มิชอบสำหรับตนเอง จำเลยที่ 1 และที่ 2 จึงทราบข้อเท็จจริงจากจำเลยที่ 3 ซึ่งเป็นทนายความของตนว่า โจทก์ทั้งสองไม่ได้กระทำความผิดในทางอาญา การกระทำของจำเลยที่ 1 และที่ 2 จึงเป็นการเอาความอันเท็จฟ้องผู้อื่นต่อศาลว่ากระทำความผิดอาญา ส่วนจำเลยที่ 3 เป็นทนายความผู้เรียงคำฟ้องทั้ง ๆ ที่รู้อยู่ก่อนแล้วว่าจำเลยที่ 1 และที่ 2 ไม่รู้เห็นเหตุการณ์โดยตรง แต่จำเลยที่ 3 ก็ไม่ได้สอบถามเจ้าของร้านหรือผู้ดูแลร้านค้าให้ถี่ถ้วน จำเลยที่ 3 กลับแนะนำให้จำเลยที่ 1 ฟ้องคดี พฤติการณ์ของจำเลยที่ 3 มีลักษณะรู้เห็นหรือร่วมเป็นใจกับจำเลยที่ 1 และที่ 2 เอาความอันเป็นเท็จฟ้องโจทก์ทั้งสองกับพวกมาตั้งแต่ต้น จึงถือว่าจำเลยที่ 3 เป็นตัวการร่วมกระทำความผิดกับจำเลยที่ 1 และที่ 2 ฎีกาของจำเลยทั้งสามในข้อนี้ฟังไม่ขึ้น ที่จำเลยที่ 2 ฎีกาอ้างว่า ในคดีอาญาหมายเลขแดงที่ 2636/2551 ของศาลชั้นต้น จำเลยที่ 1 และที่ 2 ได้ขอถอนฟ้องในขณะอยู่ระหว่างไต่สวนมูลฟ้องและศาลยังไม่ได้ประทับฟ้องไว้พิจารณา การกระทำของจำเลยที่ 2 ยังไม่ได้เป็นการฟ้องเท็จนั้น เห็นว่า ตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 175 บัญญัติว่า "ผู้ใดเอาความอันเป็นเท็จฟ้องผู้อื่นต่อศาลว่ากระทำความผิดอาญา..." ซึ่งมีความหมายว่าความผิดได้เกิดขึ้นตั้งแต่จำเลยที่ 1 และที่ 2 ได้นำคดีไปยื่นฟ้องต่อศาลชั้นต้นเมื่อวันที่ 27 มิถุนายน 2550 แล้ว แม้คดีจะอยู่ในชั้นไต่สวนมูลฟ้องและศาลชั้นต้นยังไม่ได้สั่งประทับฟ้องไว้พิจารณา ก็ไม่ทำให้ความรับผิดของจำเลยที่ 1 และที่ 2 ต้องเปลี่ยนแปลงไป การที่จำเลยที่ 1 และที่ 2 ขอถอนฟ้องในระหว่างชั้นไต่สวนมูลฟ้อง คงให้ศาลใช้ดุลพินิจที่จะลงโทษจำเลยทั้งสามน้อยกว่าที่กฎหมายกำหนดไว้หรือจะไม่ลงโทษเลยก็ได้ ตามที่บัญญัติไว้ในประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 176 ฎีกาของจำเลยที่ 2 ในข้อนี้ฟังไม่ขึ้น

ที่จำเลยที่ 1 ฎีกาว่า คดีนี้โจทก์ทั้งสองยื่นฟ้อง แต่โจทก์ทั้งสองไม่ได้ลงชื่อเป็นโจทก์คงมีทนายความลงชื่อในช่องโจทก์ในคำขอท้ายฟ้องเท่านั้น คำฟ้องจึงไม่ถูกต้องตามกฎหมาย เห็นว่า เมื่อคำฟ้องไม่มีลายมือชื่อโจทก์ทั้งสองจึงเป็นฟ้องไม่ถูกต้องตามกฎหมาย ซึ่งตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 161 วรรคแรก บัญญัติให้ศาลสั่งโจทก์ให้แก้ฟ้องให้ถูกต้อง หรือยกฟ้องหรือไม่ประทับฟ้อง ดังนั้น การที่ศาลชั้นต้นมีคำสั่งนัดไต่สวนมูลฟ้องไปโดยทันทีจึงไม่ชอบด้วยกฎหมาย แต่เมื่อปรากฏว่าโจทก์ทั้งสองได้ยื่นคำร้องขอแก้ไขฟ้องโดยลงลายมือชื่อโจทก์ทั้งสองมาในส่วนของคำขอท้ายฟ้อง ซึ่งโจทก์ทั้งสองได้ยื่นคำขอแก้ไขฟ้องมาตั้งแต่ยังไม่ถึงวันนัดไต่สวนมูลฟ้อง และศาลชั้นต้นมีคำสั่งอนุญาต กรณีถือได้ว่าศาลชั้นต้นได้สั่งโจทก์แก้ฟ้องให้ถูกต้องจนเห็นได้ว่าฟ้องถูกต้องตามกฎหมายแล้ว ดังนั้น การที่ศาลชั้นต้นให้โจทก์ทั้งสองนำพยานเข้าสืบในชั้นไต่สวนมูลฟ้องและประทับฟ้องไว้พิจารณา จึงชอบด้วยกฎหมาย ฎีกาข้อนี้ของจำเลยที่ 1 ฟังไม่ขึ้น

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.อ. ม. 158 (7) ม. 161 วรรคหนึ่ง
ป.อ. ม. 175 ม. 176
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นายสุทธิศักดิ์ ประศาสน์ครุการ กับพวก
จำเลย — นายวิจิตร ลิ้มสมบัติอนันต์ กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดระยอง — นายศิรวรรธน์ คูตระกูล
ศาลอุทธรณ์ภาค 2 — นางสาวจันทิมา ยิ่งชล
ชื่อองค์คณะ
วิจิตร วิสุชาติ
อนันต์ วงษ์ประภารัตน์
ประพาฬ อนมาน
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 15241/2557
#575688
เปิดฉบับเต็ม

ระหว่างพิจารณาของศาลอุทธรณ์ภาค 7 ได้มี พ.ร.บ.ป้องกันและปราบปรามการค้ามนุษย์ พ.ศ.2551 มาตรา 3 ยกเลิก พ.ร.บ.มาตรการในการป้องกันและปราบปรามการค้าหญิงและเด็ก พ.ศ.2540 แม้ความผิดฐานสมคบและรับ หน่วงเหนี่ยว หรือกักขัง ซึ่งเด็ก ที่โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษ ยังคงเป็นความผิดตาม พ.ร.บ.ป้องกันและปราบปรามการค้ามนุษย์ พ.ศ.2551 โดยให้ถือว่าเป็นความผิดฐานค้ามนุษย์ตามมาตรา 6 และมาตรา 9 ก็ตาม แต่องค์ประกอบความผิดตามกฎหมายใหม่ต้องเป็นการกระทำ "เพื่อแสวงหาประโยชน์โดยมิชอบ" โดยมาตรา 4 นิยามคำว่า "แสวงหาประโยชน์โดยมิชอบ" หมายความว่า การแสวงหาประโยชน์จากการค้าประเวณี การผลิตหรือเผยแพร่วัตถุหรือสื่อลามก การแสวงหาประโยชน์ทางเพศในรูปแบบอื่น การเอาคนลงเป็นทาส การนำคนมาขอทาน การบังคับใช้แรงงานหรือบริการ การบังคับตัดอวัยวะเพื่อการค้า หรือการอื่นใดที่คล้ายคลึงกันอันเป็นการขูดรีดบุคคล ไม่ว่าบุคคลนั้นจะยินยอมหรือไม่ก็ตาม ดังนั้น ฟ้องโจทก์ต้องบรรยายฟ้องให้ครบองค์ประกอบความผิดดังกล่าวด้วย เมื่อโจทก์บรรยายฟ้องโดยไม่ปรากฏว่าการกระทำของจำเลยที่ 1 และที่ 3 เป็นการกระทำ "เพื่อแสวงหาประโยชน์โดยมิชอบ" ตามที่กฎหมายใหม่บัญญัติไว้ ฟ้องโจทก์จึงขาดองค์ประกอบความผิด ไม่อาจฟังลงโทษจำเลยที่ 1 และที่ 3 ตามกฎหมายใหม่ได้ เป็นกรณีที่ตามบทบัญญัติของกฎหมายที่บัญญัติในภายหลังให้การกระทำตามฟ้องไม่เป็นความผิดต่อไป จำเลยที่ 1 และที่ 3 จึงพ้นจากการเป็นผู้กระทำความผิดตาม ป.อ. มาตรา 2 วรรคสอง

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยทั้งสี่ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83, 91, 310 พระราชบัญญัติมาตรการในการป้องกันและปราบปรามการค้าหญิงและเด็ก พ.ศ.2540 มาตรา 4, 5, 7

จำเลยทั้งสี่ให้การปฏิเสธ

ระหว่างพิจารณา จำเลยที่ 4 หลบหนี ศาลชั้นต้นออกหมายจับและให้จำหน่ายคดีเฉพาะจำเลยที่ 4 ชั่วคราว

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยทั้งสาม (ที่ถูก จำเลยที่ 1 ที่ 2 และที่ 3) มีความผิดตามพระราชบัญญัติมาตรการในการป้องกันและปราบปรามการค้าหญิงและเด็ก พ.ศ.2540 มาตรา 5, 7 วรรคหนึ่ง และวรรคสอง ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 310 วรรคแรก ประกอบมาตรา 83 การกระ ทำของจำเลย (ที่ถูก จำเลยที่ 1 ที่ 2 และที่ 3) เป็นความผิดหลายกรรมต่างกัน ให้ลงโทษทุกกรรมเป็นกระทงความผิดไป ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 ฐานสมคบกัน รับ หน่วงเหนี่ยว กักขังเด็ก จำคุกคนละ 3 ปี ฐานร่วมกันหน่วงเหนี่ยวกักขังผู้อื่นให้ปราศจากเสรีภาพในร่างกาย จำคุกคนละ 2 ปี รวมสองกระทง จำคุกคนละ 5 ปี

จำเลยที่ 1 ที่ 2 และที่ 3 อุทธรณ์

ระหว่างพิจารณาของศาลอุทธรณ์ภาค 7 จำเลยที่ 2 ถึงแก่ความตาย ศาลอุทธรณ์ภาค 7 มีคำสั่งให้จำหน่ายคดีเฉพาะจำเลยที่ 2 เสียจากสารบบความ

ศาลอุทธรณ์ภาค 7 พิพากษากลับ ให้ยกฟ้อง

โจทก์ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ปัญหาตามฎีกาของโจทก์มีว่า จำเลยที่ 1 และที่ 3 กระทำความผิดตามพระราชบัญญัติมาตรการในการป้องกันและปราบปรามการค้าหญิงและเด็ก พ.ศ.2540 ตามฟ้องโจทก์หรือไม่ เห็นว่า ระหว่างพิจารณาของศาลอุทธรณ์ภาค 7 ได้มีพระราชบัญญัติป้องกันและปราบปรามการค้ามนุษย์ พ.ศ.2551 มาตรา 3 ยกเลิกพระราชบัญญัติมาตรการในการป้องกันและปราบปรามการค้าหญิงและเด็ก พ.ศ.2540 แม้ความผิดฐานสมคบและรับ หน่วงเหนี่ยว หรือกักขัง ซึ่งเด็ก ที่โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษเป็นคดีนี้ ยังคงเป็นความผิดตามพระราชบัญญัติป้องกันและปราบปรามการค้ามนุษย์ พ.ศ.2551 โดยให้ถือว่าเป็นความผิดฐานค้ามนุษย์ตามมาตรา 6 และมาตรา 9 ก็ตาม แต่องค์ประกอบความผิดตามกฎหมายใหม่ต้องเป็นการกระทำ "เพื่อแสวงหาประโยชน์โดยมิชอบ" โดยมาตรา 4 นิยามคำว่า "แสวงหาประโยชน์โดยมิชอบ" หมายความว่า การแสวงหาประโยชน์จากการค้าประเวณี การผลิตหรือเผยแพร่วัตถุหรือสื่อลามก การแสวงหาประโยชน์ทางเพศในรูปแบบอื่น การเอาคนลงเป็นทาส การนำคนมาขอทาน การบังคับใช้แรงงานหรือบริการ การบังคับตัดอวัยวะเพื่อการค้า หรือการอื่นใดที่คล้ายคลึงกันอันเป็นการขูดรีดบุคคล ไม่ว่าบุคคลนั้นจะยินยอมหรือไม่ก็ตาม ดังนั้น ฟ้องโจทก์ต้องบรรยายฟ้องให้ปรากฏครบถ้วนถึงองค์ประกอบความผิดดังกล่าวด้วย เมื่อโจทก์บรรยายฟ้องเพียงว่าการกระทำของจำเลยที่ 1 และที่ 3 เป็นการกระทำเพื่อรับเงินค่าตอบแทนในการจัดส่งคนไปทำงานกับบุคคลอื่น อันเป็นการใช้วิธีการหาเงินอันมิควรได้โดยชอบด้วยกฎหมายโดยเด็กไม่ยินยอม โดยไม่ปรากฏว่าการกระทำของจำเลยที่ 1 และที่ 3 เป็นการกระทำ "เพื่อแสวงหาประโยชน์โดยมิชอบ" ตามที่กฎหมายใหม่บัญญัติไว้ ฟ้องโจทก์จึงขาดองค์ประกอบความผิด ไม่อาจฟังลงโทษจำเลยที่ 1 และที่ 3 ตามกฎหมายใหม่ได้ เป็นกรณีที่ตามบทบัญญัติของกฎหมายที่บัญญัติในภายหลังให้การกระทำตามฟ้องไม่เป็นความผิดต่อไป จำเลยที่ 1 และที่ 3 จึงพ้นจากการเป็นผู้กระทำความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 2 วรรคสอง ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 7 หยิบยกปัญหาข้อกฎหมายที่เกี่ยวกับความสงบเรียบร้อยนี้ขึ้นวินิจฉัย แม้ไม่มีคู่ความฝ่ายใดอุทธรณ์ชอบแล้ว ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาของโจทก์ข้อนี้ฟังไม่ขึ้นเช่นกัน

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.อ. ม. 2 วรรคสอง
พ.ร.บ.มาตรการในการป้องกันและปราบปรามการค้าหญิงและเด็ก พ.ศ.2540 ม. 4 ม. 5 ม. 7
พ.ร.บ.ป้องกันและปราบปรามการค้ามนุษย์ พ.ศ.2551 ม. 6 ม. 9
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการจังหวัดสมุทรสาคร
จำเลย — นายประสารหรือมา หมวกชา กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดสมุทรสาคร — นายธนิต ภูริเวทย์
ศาลอุทธรณ์ภาค 7 — นายกงจักร์ โพธิ์พร้อม
ชื่อองค์คณะ
วรงค์พร จิระภาค
ฉัตรไชย จันทร์พรายศรี
สุภัทร์ สุทธิมนัส
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 15239/2557
#575249
เปิดฉบับเต็ม

พ.ร.บ.ป้องกันและปราบปรามการค้าประเวณี พ.ศ.2539 มาตรา 4 บัญญัตินิยามคำว่า "สถานการค้าประเวณี" หมายความว่า สถานที่ที่จัดไว้เพื่อการค้าประเวณีหรือยอมให้มีการค้าประเวณีและให้หมายความรวมถึงสถานที่ที่ใช้ในการติดต่อหรือจัดหาบุคคลอื่นเพื่อการกระทำการค้าประเวณีด้วย ซึ่งเมื่อพิจารณาคำว่า สถานการค้าประเวณีตามบทบัญญัติดังกล่าวอาจไม่มีอยู่จริงตามกฎหมาย เนื่องจากไม่ได้หมายความเพียงแต่สถานที่อันมีไว้เพื่อค้าประเวณีโดยเฉพาะเช่น ซ่องโสเภณี แต่ยังให้หมายรวมถึงสถานที่ทั่วไปที่ยอมให้มีการค้าประเวณีหรือใช้ในการติดต่อจัดหาบุคคลเพื่อวัตถุประสงค์ในการค้าประเวณีอีกด้วย เช่น ในโรงแรม ร้านทำผม ร้านอาหาร และสถานที่อื่น ๆ ซึ่งบุคคลภายนอกทั่วไปไม่รู้ว่ามีการค้าประเวณีแอบแฝง คงรู้แต่เฉพาะกลุ่มบุคคลใดบุคคลหนึ่ง เป็นต้น การที่จำเลยที่ 1 พา น. ไปขายบริการทางเพศให้แก่จำเลยที่ 2 และที่ 3 ที่บังกะโล ซึ่งจำเลยที่ 2 และที่ 3 ต่างรู้กันว่า บังกะโลนี้เป็นสถานที่ติดต่อสำหรับค้าประเวณีได้ แม้เจ้าของหรือผู้ควบคุมบังกะโลจะรู้เห็นยินยอมหรือไม่ก็ตาม สถานที่ดังกล่าวก็เข้าองค์ประกอบความผิดตาม พ.ร.บ.ป้องกันและปราบปรามการค้าประเวณี พ.ศ.2539 มาตรา 8 วรรคหนึ่ง จึงฟังได้ว่า จำเลยที่ 2 และที่ 3 กระทำชำเรา น. ในสถานการค้าประเวณีแล้ว

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
คดีทั้งสองสำนวนนี้ ศาลชั้นต้นพิจารณาและพิพากษารวมกัน โดยให้เรียกโจทก์ทั้งสองสำนวนว่า โจทก์ เรียกจำเลยสำนวนแรกว่า จำเลยที่ 1 เรียกจำเลยที่ 1 และที่ 2 ในสำนวนหลังว่า จำเลยที่ 2 และที่ 3 ตามลำดับ

โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยทั้งสามตามพระราชบัญญัติป้องกันและปราบปรามการค้าประเวณี พ.ศ.2539 มาตรา 4, 8, 9 ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83, 91, 282, 319 และนับโทษจำเลยที่ 1 ต่อจากโทษของจำเลยในคดีอาญาหมายเลขดำที่ 1149/2548 ของศาลชั้นต้น กับนับโทษจำเลยที่ 2 ต่อจากโทษของจำเลยที่ 3 ในคดีอาญาหมายเลขดำที่ 1865/2548 ของศาลชั้นต้น

จำเลยทั้งสามให้การปฏิเสธ แต่จำเลยที่ 1 และที่ 2 รับว่าเป็นบุคคลคนเดียวกันกับจำเลยในคดีที่โจทก์ขอให้นับโทษต่อ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยที่ 1 มีความผิดตามพระราชบัญญัติป้องกันและปราบปรามการค้าประเวณี พ.ศ.2539 มาตรา 9 วรรคสอง ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 282 วรรคสอง, 319 วรรคแรก ประกอบมาตรา 83 การกระทำของจำเลยที่ 1 เป็นความผิดหลายกรรมเรียงกระทงลงโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 ฐานร่วมกันพรากผู้เยาว์อายุกว่าสิบห้าปี แต่ยังไม่เกินสิบแปดปีไปเสียจากบิดามารดา โดยปราศจากเหตุอันสมควรเพื่อการอนาจาร โดยผู้เยาว์เต็มใจไปด้วย จำคุก 2 ปี จำนวน 3 กระทง ฐานเป็นธุระจัดหา ล่อไป หรือพาไปเพื่อการอนาจารซึ่งหญิงอายุเกินสิบห้าปีแต่ยังไม่เกินสิบแปดปี โดยหญิงนั้นยินยอมเป็นกรรมเดียวผิดต่อกฎหมายหลายบท ให้ลงโทษตามพระราชบัญญัติป้องกันและปราบปรามการค้าประเวณี พ.ศ.2539 มาตรา 9 วรรคสอง ซึ่งเป็นกฎหมายบทที่มีโทษหนักที่สุดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 จำคุก 5 ปี จำนวน 3 กระทง รวมจำคุกจำเลยที่ 1 มีกำหนด 21 ปี คำให้การชั้นสอบสวนของจำเลยที่ 1 เป็นประโยชน์แก่การพิจารณาคดีอยู่บ้าง มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้หนึ่งในสามตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คงจำคุก จำเลยที่ 1 มีกำหนด 14 ปี จำเลยที่ 2 และที่ 3 มีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 319 วรรคแรก ประกอบมาตรา 83 พระราชบัญญัติป้องกันและปราบปรามการค้าประเวณี พ.ศ.2539 มาตรา 8 วรรคหนึ่ง การกระทำของจำเลยที่ 2 และที่ 3 เป็นความผิดหลายกรรมเรียงกระทงลงโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 ฐานร่วมกับจำเลยที่ 1 พรากผู้เยาว์อายุกว่าสิบห้าปี แต่ยังไม่เกินสิบแปดปีไปเสียจากบิดามารดาโดยปราศจากเหตุอันสมควรเพื่อการอนาจาร โดยผู้เยาว์นั้นเต็มใจไปด้วย จำคุกจำเลยที่ 2 และที่ 3 คนละ 2 ปี ฐานกระทำชำเราบุคคลอายุกว่าสิบห้าปีแต่ยังไม่เกินสิบแปดปีในสถานการค้าประเวณีโดยบุคคลนั้นยินยอม จำคุกจำเลยที่ 2 และที่ 3 คนละ 1 ปี รวมจำคุกจำเลยที่ 2 และที่ 3 มีกำหนดคนละ 3 ปี เนื่องจากคดีที่โจทก์ขอให้นับโทษจำคุกของจำเลยที่ 1 และที่ 2 ในคดีนี้ต่อ ศาลยังมิได้พิพากษา จึงให้ยกคำขอในส่วนนี้

จำเลยทั้งสามอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 5 พิพากษาแก้เป็นว่า ลดมาตราส่วนโทษให้จำเลยที่ 1 กึ่งหนึ่งตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 76 ฐานพรากผู้เยาว์อายุกว่าสิบห้าปี แต่ยังไม่เกินสิบแปดปีไปเสียจากบิดามารดาเพื่อการอนาจารโดยผู้เยาว์เต็มใจไปด้วย จำคุกกระทงละ 1 ปี รวม 3 กระทง จำคุก 3 ปี ฐานเป็นธุระจัดหา ล่อไป หรือชักพาไปซึ่งบุคคลใดเพื่อให้บุคคลนั้นค้าประเวณี จำคุกกระทงละ 2 ปี 6 เดือน รวม 3 กระทง จำคุก 6 ปี 18 เดือน รวมทุกกระทง จำคุก 9 ปี 18 เดือน เมื่อลดโทษให้หนึ่งในสามตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 แล้ว คงจำคุก 6 ปี 12 เดือน ให้ยกฟ้องโจทก์สำหรับจำเลยที่ 2 และที่ 3 ในข้อหากระทำชำเราบุคคลอายุกว่าสิบห้าปีแต่ยังไม่เกินสิบแปดปีในสถานการค้าประเวณี โดยบุคคลนั้นยินยอมตามพระราชบัญญัติป้องกันและปราบปรามการค้าประเวณี พ.ศ.2539 มาตรา 8 วรรคหนึ่ง คงจำคุกจำเลยที่ 2 และที่ 3 ในกระทงที่เหลือตามคำพิพากษาศาลชั้นต้นคนละ 2 ปี นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

โจทก์และจำเลยที่ 2 ที่ 3 ฎีกา โดยผู้พิพากษาซึ่งพิจารณาและลงชื่อในคำพิพากษาศาลชั้นต้นอนุญาตให้จำเลยที่ 2 ที่ 3 ฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงเบื้องต้นรับฟังว่า นางสาว น. อายุ 15 ปีเศษ เป็นบุตรของนาย ส. และนาง ง. พักอาศัยอยู่กับบิดามารดาและนาย ว. พี่ชาย ต่อมานางสาว น. ขับรถจักรยานยนต์ออกจากบ้านแล้วหายตัวไป จนกระทั่งวันที่ 1 พฤศจิกายน 2547 ซึ่งเป็นวันเปิดภาคเรียน นางสาว น. ได้กลับมาที่บ้านและในเดือนมกราคม 2548 นาย ส. บิดาทราบเรื่องจากนาย ถ. อาจารย์ฝ่ายปกครองของโรงเรียนว่า นางสาว น. มีพฤติการณ์ค้าประเวณี โดยมีจำเลยที่ 1 เป็นธุระจัดหา ล่อไปหรือชักพาไปเพื่อบุคคลนั้นกระทำการค้าประเวณี ซึ่งคดีสำหรับจำเลยที่ 1 ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ภาค 5 พิพากษาว่า จำเลยที่ 1 มีความผิดฐานพรากผู้เยาว์อายุกว่าสิบห้าปี แต่ยังไม่เกินสิบแปดปีไปเสียจากบิดามารดาเพื่อการอนาจารโดยผู้เยาว์เต็มใจไปด้วย และเป็นธุระจัดหา ล่อไปหรือพาไปเพื่อให้บุคคลนั้นค้าประเวณี โดยจำเลยที่ 1 พานางสาว น. ไปขายบริการให้แก่จำเลยที่ 2 และที่ 3 ซึ่งจำเลยที่ 1 ไม่ฎีกาคัดค้านคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 5 จึงถือว่าจำเลยที่ 1 พอใจในผลคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 5 แล้ว

มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ว่า จำเลยที่ 2 และที่ 3 มีความผิดฐานกระทำชำเราบุคคลอายุกว่าสิบห้าปี แต่ยังไม่เกินสิบแปดปีในสถานการค้าประเวณีหรือไม่ เห็นว่า ตามพระราชบัญญัติป้องกันและปราบปรามการค้าประเวณี พ.ศ.2539 มาตรา 4 บัญญัตินิยามคำว่า "สถานการค้าประเวณี" หมายความว่า สถานที่ที่จัดไว้เพื่อการค้าประเวณีหรือยอมให้มีการค้าประเวณีและให้หมายความรวมถึงสถานที่ที่ใช้ในการติดต่อหรือจัดหาบุคคลอื่นเพื่อการกระทำการค้าประเวณีด้วย ซึ่งเมื่อพิจารณาคำว่าสถานการค้าประเวณีตามบทบัญญัติดังกล่าว อาจไม่มีอยู่จริงตามกฎหมายเนื่องจากไม่ได้หมายความเพียงแต่สถานที่อันมีไว้เพื่อค้าประเวณีโดยเฉพาะเช่นซ่องโสเภณี แต่ยังให้หมายรวมถึงสถานที่ทั่วไปที่ยอมให้มีการค้าประเวณีหรือใช้ในการติดต่อหรือจัดหาบุคคลเพื่อวัตถุประสงค์ในการค้าประเวณีอีกด้วย เช่น ในโรงแรม ร้านทำผม ร้านอาหารหรือสถานที่อื่น ๆ ซึ่งบุคคลภายนอกทั่วไปไม่รู้ว่ามีการค้าประเวณีแอบแฝง คงรู้แต่เฉพาะกลุ่มบุคคลใดบุคคลหนึ่ง เป็นต้น คดีนี้ได้ความว่า จำเลยที่ 1 พานางสาว น. ไปขายบริการทางเพศให้แก่จำเลยที่ 2 และที่ 3 ที่บังกะโล ซึ่งจำเลยที่ 2 และที่ 3 ต่างรู้กันว่าบังกะโลนี้เป็นสถานที่ติดต่อสำหรับค้าประเวณีได้ แม้เจ้าของหรือผู้ควบคุมบังกะโลจะรู้เห็นยินยอมหรือไม่ก็ตาม สถานที่ดังกล่าวก็เข้าองค์ประกอบความผิดตามพระราชบัญญัติป้องกันและปราบปรามการค้าประเวณี พ.ศ.2539 มาตรา 8 วรรคหนึ่ง แล้ว จึงฟังได้ว่าจำเลยที่ 2 และที่ 3 กระทำชำเรานางสาว น. ในสถานการค้าประเวณี ฎีกาของโจทก์ข้อนี้ฟังขึ้น

มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยที่ 2 และที่ 3 ต่อไปว่า จำเลยที่ 2 และที่ 3 กระทำผิดฐานพรากผู้เยาว์อายุกว่าสิบห้าปี แต่ยังไม่เกินสิบแปดปีไปเสียจากบิดามารดาเพื่อการอนาจารหรือไม่ โจทก์มีนางสาว น. เป็นพยานเบิกความว่า ขณะเกิดเหตุพยานพักอยู่กับบิดามารดาและพี่ชาย ต่อมาพยานขับรถจักรยานยนต์ออกไปจากบ้านไปหาจำเลยที่ 1 พร้อมกับนางสาว อ. ชวนกันไปหาจำเลยที่ 1 เพื่อติดต่อลูกค้าเพื่อค้าประเวณี จากนั้นในช่วงเดือนตุลาคม จำเลยที่ 2 ได้นัดพยานไปที่บังกะโลเพื่อร่วมหลับนอนโดยจำเลยที่ 1 เป็นผู้พาพยานไปส่ง ต่อมาพยานโทรศัพท์สอบถามว่ามีลูกค้าหรือไม่ จำเลยที่ 1 จึงพาพยานไปส่งให้แก่จำเลยที่ 3 ร่วมหลับนอนอีก นาย ส. บิดาและนาย ว. พี่ชายของนางสาว น. เบิกความเป็นพยานต่อมาว่า นางสาว น. ขับรถจักรยานยนต์ออกไปจากบ้าน พยานทั้งสองออกติดตาม แต่ไม่พบ ต่อมานางสาว น. กลับเข้ามาที่บ้านและทราบภายหลังว่าไปค้าประเวณีมา จึงแจ้งความต่อเจ้าพนักงานตำรวจว่า มีผู้พรากนางสาว น. บุตรสาวไป ส่วนจำเลยที่ 2 และที่ 3 เบิกความว่า เคยซื้อบริการทางเพศกับผู้หญิงที่อายุกว่า 18 ปี โดยสังเกตจากรูปร่าง การแต่งหน้าแต่งตัว ไม่เคยซื้อบริการเด็ก และไม่ทราบว่านางสาว น. เป็นผู้เยาว์อายุต่ำกว่าสิบแปดปี เห็นว่า จำเลยที่ 2 และที่ 3 อายุ 52 ปี และ 58 ปี โดยจำเลยที่ 3 รับราชการเป็นครูมาก่อน ทั้งสองคนผ่านโลกและมีประสบการณ์ในชีวิตพอสมควร ทั้งยังแต่งงานแล้วและมีบุตรด้วย ย่อมจะพิจารณาได้ว่าเด็กหรือเยาวชนนั้นมีอายุประมาณเท่าใด ชั้นจับกุมและชั้นสอบสวนจำเลยที่ 2 และที่ 3 ก็มิได้ให้การว่า จำเลยที่ 2 และที่ 3 สำคัญผิดในเรื่องอายุของนางสาว น. แต่อย่างใด กรณีหากเป็นเรื่องสำคัญผิดในข้อเท็จจริงอันเป็นองค์ประกอบของความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 62 วรรคแรก จะต้องมีพฤติการณ์หรือเหตุจูงใจให้สำคัญผิดโดยสุจริต มิใช่คาดคะเนเอาเอง พฤติการณ์ของจำเลยที่ 2 และที่ 3 เช่นนี้จึงไม่มีเหตุผลเพียงพอที่จะยกขึ้นกล่าวอ้างเพื่อแก้ตัวว่าจำเลยที่ 2 และที่ 3 สำคัญผิดในข้อเท็จจริงโดยสุจริต ดังนั้น เมื่อจำเลยที่ 2 และที่ 3 กระทำชำเราผู้เยาว์อายุกว่าสิบห้าปีแต่ยังไม่เกินสิบแปดปีในสถานการค้าประเวณี จึงเป็นความผิดตามพระราชบัญญัติป้องกันและปราบปรามการค้าประเวณี พ.ศ.2539 มาตรา 8 วรรคหนึ่ง ฎีกาของจำเลยที่ 2 และที่ 3 ฟังไม่ขึ้น ส่วนการที่จำเลยที่ 2 และที่ 3 อ้างว่าได้นัดให้จำเลยที่ 1 นำผู้หญิงมาส่งที่บังกะโล โดยจำเลยที่ 2 และที่ 3 มิได้ระบุว่าผู้หญิงนั้นจะมีอายุมากน้อยเพียงใด จึงไม่อาจถือได้ว่าจำเลยที่ 2 และที่ 3 ประสงค์จะให้นำผู้เยาว์ซึ่งมีอายุกว่าสิบห้าปีแต่ยังไม่เกินสิบแปดปีมาอันเป็นความผิดฐานพรากผู้เยาว์นั้น ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 317 ถึง 319 ในความผิดฐานพรากผู้เยาว์ มุ่งคุ้มครองอำนาจปกครองของบิดามารดาผู้ปกครองหรือผู้ดูแล กฎหมายมิได้จำกัดว่าพรากโดยวิธีการอย่างใดและไม่ว่าผู้เยาว์จะเป็นฝ่ายออกจากบ้านเองโดยผู้มีชักนำหรือไม่มีผู้ชักนำก็ตาม ก็ย่อมเป็นความผิดทั้งสิ้น การที่จำเลยที่ 1 ร่วมกับนางสาว น. ผู้เยาว์ เดินทางมาพบกับจำเลยที่ 2 และที่ 3 ตามที่นัดหมายแล้ว แม้จำเลยที่ 2 และที่ 3 มิได้เป็นฝ่ายชักชวนก็ตาม แต่หลังจากจำเลยที่ 2 และที่ 3 ร่วมประเวณีนางสาว น. โดยไม่ได้รับอนุญาตหรือความยินยอมจากบิดามารดาของนางสาว น. ย่อมทำให้อำนาจปกครองของนาย ส. และนาง ง. บิดาและมารดาถูกพรากจากไปโดยปริยาย การกระทำของจำเลยที่ 2 และที่ 3 จึงยังเป็นความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 319 วรรคแรก อยู่ ฎีกาข้อนี้ของจำเลยที่ 2 และที่ 3 ฟังไม่ขึ้น

พิพากษาแก้เป็นว่า สำหรับจำเลยที่ 2 และที่ 3 ให้บังคับคดีไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.ป้องกันและปราบปรามการค้าประเวณี พ.ศ.2539 ม. 4 ม. 8 วรรคหนึ่ง
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการจังหวัดเชียงราย
จำเลย — นางสาวกนกวรรณหรือหญิง ศิรินันท์ กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดเชียงราย — นายปริญญา ปานเพชร
ศาลอุทธรณ์ภาค 5 — นายจตุรงค์ ฉินวิวัฒน์
ชื่อองค์คณะ
ประพาฬ อนมาน
อนันต์ วงษ์ประภารัตน์
วิจิตร วิสุชาติ
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 15204/2557
#581395
เปิดฉบับเต็ม

ศาลพิพากษาให้โจทก์และ ด. ร่วมกันใช้ค่าสินไหมทดแทนพร้อมด้วยค่าฤชาธรรมเนียมแก่ผู้เสียหาย ตามคดีซึ่งคดีถึงที่สุดแล้ว เมื่อโจทก์ได้ใช้เงินให้แก่ผู้เสียหายไปตามคำพิพากษาแล้ว ย่อมรับช่วงสิทธิของเจ้าหนี้ไล่เบี้ยเอาแก่จำเลยที่ 1 ถึงที่ 8 ในฐานะทายาทผู้สืบสิทธิของเจ้ามรดกผู้ทำละเมิดตามสัญญารถร่วมได้ ตาม ป.พ.พ. มาตรา 229 (3) กรณีมิใช่โจทก์ฟ้องร้องบังคับตามสิทธิเรียกร้องอันมีต่อเจ้ามรดก เพราะสิทธิเรียกร้องของโจทก์เกิดขึ้นหลังจากเจ้ามรดกถึงแก่ความตายไปแล้ว จึงนำอายุความตามมาตรา 1754 วรรคสาม มาใช้บังคับไม่ได้ สิทธิเรียกร้องนี้ไม่มีกฎหมายบัญญัติอายุความไว้ จึงต้องถือว่ามีอายุความสิบปีตามมาตรา 193/30 เมื่อสิทธิไล่เบี้ยของโจทก์เพิ่งมีขึ้นนับแต่วันที่โจทก์ได้ชำระค่าสินไหมทดแทนเป็นต้นไป การนับอายุความจึงต้องเริ่มนับแต่ขณะที่อาจบังคับสิทธิเรียกร้องได้ตาม มาตรา 193/12 ซึ่งเป็นวันที่โจทก์ได้ชำระหนี้ให้แก่ผู้เสียหายตามคำพิพากษาของศาลชั้นต้น

หนังสือสัญญาค้ำประกันซึ่งจำเลยที่ 9 ทำไว้ให้แก่โจทก์เพื่อเป็นประกันสัญญารถร่วมระหว่างโจทก์กับผู้ตายอยู่ในเล่มเดียวกับหนังสือสัญญารถร่วม มีข้อความระบุว่า จำเลยที่ 9 ยอมรับผิดต่อโจทก์กรณีผู้ตายทำสัญญารถร่วมไว้กับโจทก์ตามหนังสือสัญญาลงวันที่ 28 มิถุนายน 2526 ซึ่งกำหนดเวลาของสัญญารถร่วมระบุไว้ในข้อ 9 ว่า สัญญาฉบับดังกล่าวมีอายุจนถึงวันที่ 31 ธันวาคม 2526 โดยไม่ปรากฏว่าเมื่อครบกำหนดแล้วผู้ตายไปต่อสัญญารถร่วมในปีต่อมา หรือหลังจากผู้ตายถึงแก่ความตายและจำเลยที่ 1 ไปต่อสัญญารถร่วม จำเลยที่ 9 ได้ไปทำสัญญาค้ำประกันการต่อสัญญารถร่วมให้ไว้แก่โจทก์อีก หรือยินยอมให้หนังสือสัญญาค้ำประกันที่ทำไว้มีผลต่อไป อีกทั้งในหนังสือสัญญาค้ำประกันก็ไม่มีข้อความระบุว่าหากมีการต่อสัญญารถร่วมให้ถือว่าการค้ำประกันของจำเลยที่ 9 มีผลต่อไปด้วย ซึ่งสัญญาค้ำประกันเป็นสัญญาที่ผู้ค้ำประกันมีความรับผิดแต่เพียงฝ่ายเดียว การตีความจึงต้องเป็นไปโดยเคร่งครัด ความผูกพันตามสัญญาค้ำประกันของจำเลยที่ 9 ย่อมสิ้นไปเมื่อสัญญารถร่วมครบกำหนดในวันที่ 31 ธันวาคม 2526 เมื่อเหตุรถคันพิพาทชนกับรถคันอื่น เกิดขึ้นเมื่อวันที่ 17 เมษายน 2537 จำเลยที่ 9 จึงไม่ต้องร่วมรับผิดต่อโจทก์

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องและแก้ไขคำฟ้องขอให้บังคับจำเลยทั้งเก้าร่วมกันชำระเงิน 12,668,852 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงิน 11,784,979.10 บาท นับแต่วันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์

จำเลยที่ 1 ถึงที่ 9 ให้การขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง ค่าฤชาธรรมเนียมให้เป็นพับ

โจทก์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษายกคำพิพากษาศาลชั้นต้น ให้ศาลชั้นต้นพิพากษาใหม่ตามรูปคดี

ค่าฤชาธรรมเนียมในชั้นอุทธรณ์ให้ศาลชั้นต้นรวมสั่งเมื่อมีคำพิพากษาใหม่

จำเลยทั้งเก้าฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงฟังเป็นยุติว่า จำเลยที่ 1 เป็นภริยาโดยชอบด้วยกฎหมาย และเป็นผู้จัดการมรดกของนายทรง ผู้ตาย จำเลยที่ 2 ถึงที่ 8 เป็นบุตรจำเลยที่ 1 กับผู้ตาย เมื่อปี 2526 ผู้ตายทำสัญญารถร่วมกับโจทก์นำรถคันพิพาทหมายเลขทะเบียน 10 - 0261 สิงห์บุรี เข้าร่วมในกิจการรับส่งคนโดยสารกับโจทก์ ในเส้นทางเดินรถสายสุพรรณบุรี - โคกสำโรง สัญญามีผลถึงวันที่ 17 ธันวาคม 2538 เมื่อวันที่ 13 กุมภาพันธ์ 2532 ผู้ตายถึงแก่ความตาย ต่อมาวันที่ 17 เมษายน 2537 รถคันพิพาทเกิดอุบัติเหตุชนกับรถคันหมายเลขทะเบียน 4 อ - 8572 กรุงเทพมหานคร ที่อำเภอทองแสนขัน จังหวัดอุตรดิตถ์ เป็นเหตุให้ผู้โดยสารถึงแก่ความตายและได้รับบาดเจ็บ ผู้เสียหายจากอุบัติเหตุดังกล่าวได้เป็นโจทก์ยื่นฟ้องโจทก์เป็นจำเลยที่ 3 ต่อศาลชั้นต้น ในคดีแพ่งหมายเลขแดงที่ 6790/2542 เรียกค่าสินไหมทดแทน ศาลชั้นต้นมีคำพิพากษาให้โจทก์และนายอดิเรกร่วมกันใช้ค่าสินไหมทดแทนแก่ผู้เสียหาย คดีถึงที่สุด วันที่ 30 มีนาคม 2543 โจทก์นำเงิน 11,784,979.20 บาท ไปวางต่อศาลชั้นต้นเพื่อชำระหนี้ตามคำพิพากษา และได้ทวงถามให้จำเลยทั้งเก้าชำระเงินดังกล่าวแก่โจทก์ จำเลยทั้งเก้าไม่ชำระโจทก์จึงฟ้องคดีนี้ เมื่อวันที่ 29 มีนาคม 2544

มีปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยทั้งเก้าว่า ฟ้องโจทก์ขาดอายุความหรือไม่ เห็นว่า ศาลพิพากษาให้โจทก์และนายดิเรกร่วมกันใช้ค่าสินไหมทดแทนพร้อมด้วยค่าฤชาธรรมเนียมแก่ผู้เสียหาย ตามคดีแพ่งหมายเลขแดงที่ 6790/2542 คดีถึงที่สุดแล้ว เมื่อโจทก์ได้ใช้เงินแก่ผู้เสียหายไปตาม

คำพิพากษาแล้ว ย่อมรับช่วงสิทธิของเจ้าหนี้ไล่เบี้ยเอาแก่จำเลยที่ 1 ถึงที่ 8 ในฐานะทายาทผู้สืบสิทธิตามสัญญารถร่วมได้ ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 229 (3) กรณีมิใช่โจทก์ฟ้องร้องบังคับตามสิทธิเรียกร้องอันมีต่อเจ้ามรดก เพราะสิทธิเรียกร้องของโจทก์เกิดขึ้นหลังจากเจ้ามรดกถึงแก่ความตายไปแล้ว จึงนำอายุความตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1754 วรรคสาม มาใช้บังคับไม่ได้ สิทธิเรียกร้องนี้ไม่มีกฎหมายบัญญัติอายุความไว้ จึงต้องถือว่ามีอายุความสิบปี ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 193/30 เมื่อสิทธิไล่เบี้ยของโจทก์เพิ่งมีขึ้นนับแต่วันที่โจทก์ได้ชำระ

ค่าสินไหมทดแทนเป็นต้นไป การนับอายุความจึงต้องเริ่มนับแต่ขณะที่อาจบังคับสิทธิเรียกร้องได้

ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 193/12 คือ วันที่ 30 มีนาคม 2543 ซึ่งเป็นวันที่โจทก์ได้ชำระหนี้ให้แก่ผู้เสียหายตามคำพิพากษาของศาลชั้นต้น โจทก์นำคดีมาฟ้อง เมื่อวันที่ 29 มีนาคม 2544 ยังไม่พ้นสิบปีนับแต่โจทก์มีสิทธิเรียกร้องเอาแก่จำเลยที่ 1 ถึงที่ 8 ฟ้องของโจทก์จึงไม่ขาดอายุความ

ที่ศาลอุทธรณ์พิพากษามานั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วยในผล ฎีกาของจำเลยทั้งเก้าฟังไม่ขึ้น

ปัญหาต้องวินิจฉัยประการต่อไปมีว่า จำเลยที่ 9 ต้องร่วมรับผิดต่อโจทก์ในฐานะผู้ค้ำประกันหรือไม่ เห็นว่า หนังสือสัญญาค้ำประกันซึ่งจำเลยที่ 9 ทำไว้ให้แก่โจทก์เพื่อเป็นประกันสัญญารถร่วมระหว่างโจทก์กับผู้ตายอยู่ในเล่มเดียวกับหนังสือสัญญารถร่วม อยู่ในหน้า 28 ถึงหน้า 30 มีข้อความระบุว่า จำเลยที่ 9 ยอมรับผิดต่อโจทก์กรณีผู้ตายทำสัญญารถร่วมไว้กับโจทก์ตามหนังสือสัญญาลงวันที่ 28 มิถุนายน 2526 ซึ่งกำหนดเวลาของสัญญารถร่วมระบุไว้ในข้อ 9 ว่า สัญญาฉบับดังกล่าวมีอายุจนถึงวันที่ 31 ธันวาคม 2526 โดยไม่ปรากฏว่าเมื่อครบกำหนดแล้วผู้ตายไปต่อสัญญารถร่วมในปีต่อมา หรือหลังจากผู้ตายถึงแก่ความตายและจำเลยที่ 1 ไปต่อสัญญารถร่วม จำเลยที่ 9 ได้ไปทำสัญญาค้ำประกันการต่อสัญญารถร่วมให้ไว้แก่โจทก์อีก หรือยินยอมให้หนังสือสัญญาค้ำประกันที่ทำไว้มีผลต่อไป อีกทั้งในหนังสือสัญญาค้ำประกัน ก็ไม่มีข้อความระบุว่าหากมีการต่อสัญญารถร่วมให้ถือว่าการค้ำประกันของจำเลยที่ 9 มีผลต่อไปด้วยแต่อย่างไร ซึ่งสัญญาค้ำประกันเป็นสัญญาที่ผู้ค้ำประกันมีความรับผิดแต่เพียงฝ่ายเดียว การตีความจึงต้องเป็นไปโดยเคร่งครัด ความผูกพันตามสัญญาค้ำประกันของจำเลยที่ 9 ย่อมสิ้นไปเมื่อสัญญารถร่วม ครบกำหนดในวันที่ 31 ธันวาคม 2526 เมื่อเหตุรถคันพิพาทชนกับรถคันหมายเลขทะเบียน 4 อ - 8572 กรุงเทพมหานคร เกิดขึ้นเมื่อวันที่ 17 เมษายน 2537 จำเลยที่ 9 จึงไม่ต้องร่วมรับผิดต่อโจทก์ พิพากษาให้จำเลยที่ 1 ถึงที่ 8 ชำระเงินจำนวน 11,784,979.10 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงินดังกล่าว นับแต่วันที่ 30 มีนาคม 2543 เป็นต้นไป จนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ แต่ดอกเบี้ยคิดถึงวันฟ้อง (ฟ้องวันที่ 29 มีนาคม 2544) ต้องไม่เกิน 883,872.42 บาท ทั้งนี้จำเลยที่ 1 ถึงที่ 8 ไม่ต้องรับผิดเกินทรัพย์มรดกของนายทรง ที่ตกได้แก่ตน ให้จำเลยที่ 1 ถึงที่ 8 ร่วมกันชำระค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสามศาลแทนโจทก์ โดยกำหนดค่าทนายความรวม 50,000 บาท

ยกฟ้องโจทก์สำหรับจำเลยที่ 9 ค่าฤชาธรรมเนียมระหว่างโจทก์กับจำเลยที่ 9 ทั้งสามศาลให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 193/12 ม. 193/30 ม. 229 (3) ม. 680
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — บริษัทขนส่ง จำกัด
จำเลย — นางลักษมี บุญมาฑิต กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลแพ่ง — นายจุฬา อินอิว
ชื่อองค์คณะ
ชูเกียรติ ตันทวีวงศ์
ศรีอัมพร ศาลิคุปต์
ประทีป ดุลพินิจธรรมา
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 15200/2557
#580844
เปิดฉบับเต็ม

หน้าที่ของบิดามารดาที่ต้องอุปการะเลี้ยงดูบุตรนั้นให้กระทำขณะเป็นผู้เยาว์ หรือหากต้องอุปการะเลี้ยงดูบุตรที่บรรลุนิติภาวะก็เฉพาะที่ทุพพลภาพหาเลี้ยงตัวเองไม่ได้ตาม ป.พ.พ. มาตรา 1564 แสดงว่าการอุปการะเลี้ยงดูบุตรต้องกระทำจนถึงบุตรบรรลุนิติภาวะ ซึ่งอาจบรรลุนิติภาวะได้ทั้งการสมรสเมื่ออายุ 17 ปีบริบูรณ์ หรือมีอายุครบ 20 ปีบริบูรณ์ การที่ศาลล่างกำหนดค่าอุปการะเลี้ยงดูผู้เยาว์ให้จำเลยซึ่งเป็นบิดาชำระเป็นช่วงระยะเวลาจนถึงบุตรผู้เยาว์อายุ 20 ปี นั้น จึงไม่ถูกต้อง เห็นควรแก้ไขให้จำเลยชำระค่าอุปการะเลี้ยงดูจนกว่าบุตรผู้เยาว์บรรลุนิติภาวะ ส่วนการที่จำเลยฎีกาอ้างว่า มีภาระค่าใช้จ่ายมาก มีหนี้สิน และต้องเลี้ยงดูบุตรที่เกิดกับภริยาที่จดทะเบียนสมรสอีก 3 คน เพื่อขอลดค่าอุปการะเลี้ยงดูนั้น ล้วนเป็นเหตุส่วนตัวของจำเลยไม่เป็นเหตุให้ยกอ้าง และถ้าหากเป็นเช่นนั้นจำเลยสามารถยื่นคำร้องขอต่อศาลให้ปรับเปลี่ยนแก้ไขได้ตาม ป.พ.พ. มาตรา 1598/39

พ.ร.บ.ศาลเยาวชนและครอบครัวและวิธีพิจารณาคดีเยาวชนและครอบครัว พ.ศ.2553 มาตรา 155 บัญญัติว่า ในการยื่นคำฟ้องหรือคำร้องตลอดจนการดำเนินกระบวนพิจารณาใด ๆ ในคดีครอบครัวเพื่อเรียกค่าอุปการะเลี้ยงดูหรือค่าเลี้ยงชีพ ให้ได้รับยกเว้นไม่ต้องชำระค่าขึ้นศาลและค่าฤชาธรรมเนียม คดีนี้มีประเด็นในชั้นอุทธรณ์เพียงเรื่องค่าอุปการะเลี้ยงดู ดังนั้นการที่ศาลอุทธรณ์พิพากษาให้ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับจึงไม่ชอบ เห็นควรให้ยกคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ที่สั่งดังกล่าว

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้พิพากษาว่า เด็กชาย น. เป็นบุตรชอบด้วยกฎหมายของจำเลย ให้จำเลยจ่ายค่าอุปการะเลี้ยงดู 160,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ กับจ่ายค่าอุปการะเลี้ยงดูบุตรเดือนละ 20,000 บาท นับแต่เดือนสิงหาคม 2554 เป็นต้นไปจนถึงอายุ 5 ปี ค่าอุปการะเลี้ยงดูเดือนละ 25,000 บาท นับตั้งแต่อายุ 6 ปี จนถึงอายุ 10 ปี ค่าอุปการะเลี้ยงดูเดือนละ 30,000 บาท นับตั้งแต่อายุ 11 ปี จนถึงอายุ 15 ปี และค่าอุปการะเลี้ยงดูเดือนละ 40,000 บาท นับตั้งแต่อายุ 16 ปี จนถึงอายุ 20 ปี

จำเลยขาดนัดยื่นคำให้การ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า เด็กชาย น. ผู้เยาว์ เป็นบุตรชอบด้วยกฎหมายของจำเลย ให้โจทก์เป็นผู้ใช้อำนาจปกครองผู้เยาว์แต่เพียงฝ่ายเดียว ให้จำเลยชดใช้ค่าอุปการะเลี้ยงดูที่โจทก์ได้จ่ายไปแล้วเป็นเงิน 120,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ และให้จำเลยจ่ายค่าอุปการะเลี้ยงดูบุตรเป็นรายเดือน เดือนละ 15,000 บาท นับแต่เดือนกันยายน 2554 เป็นต้นไปจนถึงอายุครบ 7 ปี แล้วเพิ่มเป็นเดือนละ 25,000 บาท จนถึงอายุครบ 14 ปี แล้วเพิ่มเป็นเดือนละ 30,000 บาท จนถึงจะมีอายุครบ 20 ปีบริบูรณ์หรือจบการศึกษาชั้นอุดมศึกษา ค่าฤชาธรรมเนียมให้เป็นพับ คำขออื่นนอกจากนี้ให้ยก

จำเลยยื่นคำขอพิจารณาคดีใหม่ ศาลชั้นต้นมีคำสั่งอนุญาต

จำเลยให้การและแก้ไขคำให้การขอให้ยกฟ้อง

ระหว่างการพิจารณาของศาลชั้นต้น คู่ความตกลงท้ากันว่า คู่ความจะไปตรวจลายพิมพ์ดีเอ็นเอเพื่อพิสูจน์ความสัมพันธ์ในการเป็นบิดาและบุตรระหว่างจำเลยกับผู้เยาว์ที่โรงพยาบาลรามาธิบดี หากผลการตรวจรายงานว่าผู้เยาว์เป็นบุตรของจำเลย หรือไม่พบข้อขัดแย้งในการเป็นบุตรของจำเลยตามหลักการถ่ายทอดทางพันธุกรรม จำเลยยอมรับผู้เยาว์เป็นบุตรชอบด้วยกฎหมายของจำเลย แต่หากผลการตรวจรายงานว่าผู้เยาว์ไม่ใช่บุตรของจำเลยหรือพบข้อขัดแย้งในการเป็นบุตรของจำเลยตามหลักการถ่ายทอดทางพันธุกรรม โจทก์ยอมถอนฟ้องหรือยอมแพ้คดี ปรากฏผลการตรวจลายพิมพ์ดีเอ็นเอว่าผู้เยาว์เป็นบุตรของโจทก์และจำเลยจริงตามคำท้าตามรายงานผลการตรวจลายพิมพ์ ดีเอ็นเอ จำเลยจึงยอมรับว่า ผู้เยาว์เป็นบุตรชอบด้วยกฎหมายของจำเลย

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า เด็กชาย น. ผู้เยาว์ เป็นบุตรชอบด้วยกฎหมายของจำเลย ให้จำเลยจ่ายค่าอุปการะเลี้ยงดูบุตรในอัตราเดือนละ 5,000 บาท นับถัดจากวันที่ 1 ธันวาคม 2554 เป็นต้นไปจนถึงอายุครบ 7 ปี เมื่ออายุกว่า 7 ปี จนถึงอายุ 14 ปี ในอัตราเดือนละ 7,500 บาท เมื่ออายุกว่า 14 ปี จนถึงอายุ 20 ปี ในอัตราเดือนละ 12,000 บาท ให้จำเลยใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ โดยกำหนดค่าทนายความให้ 6,000 บาท คำขออื่นนอกจากนี้ให้ยก

โจทก์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์แผนกคดีเยาวชนและครอบครัวพิพากษาแก้เป็นว่า ให้จำเลยจ่ายค่าอุปการะเลี้ยงดูบุตรในอัตราเดือนละ 6,000 บาท นับถัดจากวันที่ 1 ธันวาคม 2554 เป็นต้นไปจนถึงอายุครบ 3 ปี เมื่ออายุกว่า 3 ปี จนถึงอายุครบ 6 ปี ในอัตราเดือนละ 7,000 บาท เมื่ออายุกว่า 6 ปี จนถึงอายุครบ 14 ปี ในอัตราเดือนละ 8,000 บาท นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ

จำเลยฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีเยาวชนและครอบครัววินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงเบื้องต้นรับฟังเป็นยุติว่า เมื่อปี 2553 โจทก์และจำเลยมีความสัมพันธ์กันฉันชู้สาว มีบุตรด้วยกัน 1 คน คือ เด็กชาย น. ซึ่งเกิดเมื่อวันที่ 11 มกราคม 2554 ทั้งสองฝ่ายท้ากันให้มีการตรวจลายพิมพ์ดีเอ็นเอเพื่อพิสูจน์ความสัมพันธ์ในการเป็นบิดาและบุตรที่โรงพยาบาลรามาธิบดี ผลการตรวจปรากฏว่าเด็กชาย น. เป็นบุตรของจำเลยตามรายงานผลการตรวจลายพิมพ์ดีเอ็นเอ

อนึ่ง ตามพระราชบัญญัติศาลเยาวชนและครอบครัวและวิธีพิจารณาคดีเยาวชนและครอบครัว พ.ศ.2553 มาตรา 155 บัญญัติว่า ในการยื่นคำฟ้องหรือคำร้องตลอดจนการดำเนินกระบวนพิจารณาใด ๆ ในคดีครอบครัวเพื่อเรียกค่าอุปการะเลี้ยงดูหรือค่าเลี้ยงชีพให้ได้รับการยกเว้นไม่ต้องชำระค่าขึ้นศาลและค่าฤชาธรรมเนียม กรณีนี้คดีขึ้นมาสู่ศาลอุทธรณ์เฉพาะประเด็นค่าอุปการะเลี้ยงดู จำเลยจึงได้รับยกเว้นค่าฤชาธรรมเนียม ดังนั้นการที่ศาลอุทธรณ์พิพากษาให้ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับจึงไม่ชอบ อีกทั้งการที่ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยจ่ายค่าอุปการะเลี้ยงดูบุตรในช่วงอายุกว่า 14 ปี จนถึงอายุ 20 ปี ในอัตราเดือนละ 12,000 บาท และศาลอุทธรณ์พิพากษายืนในส่วนนี้นั้น เห็นว่า หน้าที่ของบิดามารดาที่ต้องอุปการะเลี้ยงดูบุตรนั้นให้กระทำในขณะบุตรผู้เยาว์ หรือจะต้องอุปการะเลี้ยงดูบุตรที่บรรลุนิติภาวะก็เฉพาะ ที่ทุพพลภาพหาเลี้ยงตัวเองมิได้ ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1564 แสดงว่า การอุปการะเลี้ยงดูบุตรต้องกระทำจนถึงบุตรบรรลุนิติภาวะ ซึ่งอาจมีการบรรลุนิติภาวะได้ทั้งการสมรสเมื่ออายุ 17 ปีบริบูรณ์หรือมีอายุครบ 20 ปีบริบูรณ์ ที่ศาลล่างกำหนดอายุที่จะได้รับการอุปการะเลี้ยงดูจนถึงอายุ 20 ปี จึงไม่ถูกต้องเห็นสมควรแก้ไขทั้งสองประเด็นดังกล่าวให้ถูกต้อง

พิพากษาแก้เป็นว่า ให้จำเลยจ่ายค่าอุปการะเลี้ยงดูบุตรเมื่ออายุกว่า 14 ปี จนถึงบรรลุนิติภาวะในอัตราเดือนละ 12,000 บาท ยกคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ที่สั่งให้ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 1564 ม. 1598/39
พ.ร.บ.ศาลเยาวชนและครอบครัวและวิธีพิจารณาคดีเยาวชนและครอบครัว พ.ศ.2553 ม. 155
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นาง ร.
จำเลย — นาย ธ.
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลเยาวชนและครอบครัวกลาง — นางสุรัชดา เตชะภาสรนันทน์
ศาลอุทธรณ์ — นายนิติ เอื้อจรัสพันธุ์
ชื่อองค์คณะ
สมเกียรติ เจริญสวรรค์
พฤษภา พนมยันตร์
กิจชัย จิตธารารักษ์
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 15186 -ที่ 15192/2557
#580038
เปิดฉบับเต็ม

สัญญาจ้างลูกจ้างชั่วคราวระบุว่า ป. กรรมการบริษัทจำเลยที่ 1 ทำสัญญาจ้างโจทก์ทั้งเจ็ดเข้าทำงานในโครงการก่อสร้างสะพานท่าเทียบเรือที่จำเลยที่ 1 รับจ้างเหมาจากจำเลยที่ 2 แม้สัญญาจ้างลูกจ้างชั่วคราวจะไม่ได้ประทับตราสำคัญของจำเลยที่ 1 แต่กฎหมายมิได้บังคับให้สัญญาจ้างแรงงานต้องทำเป็นหนังสือหรือมีหลักฐานเป็นหนังสือ เมื่อมีการเข้าทำงานก่อสร้างในโครงการดังกล่าวบางส่วนและจำเลยที่ 1 มีหนังสือทวงถามให้จำเลยที่ 2 ชำระค่าจ้างในส่วนของงานที่ก่อสร้างไปแล้ว หากโจทก์ทั้งเจ็ดเข้าทำงานในส่วนดังกล่าว ย่อมแสดงให้เห็นว่าจำเลยที่ 1 เข้ารับเอาผลงานที่โจทก์ทั้งเจ็ดเข้าทำงาน พฤติการณ์ดังกล่าวถือได้ว่าการทำสัญญาจ้างโจทก์ทั้งเจ็ดของ ป. เป็นการทำไปในฐานะตัวแทนของจำเลยที่ 1 ตาม ป.พ.พ. มาตรา 797 จำเลยที่ 1 ย่อมเป็นผู้ซึ่งตกลงรับโจทก์ทั้งเจ็ดเข้าทำงานโดยจ่ายค่าจ้างให้อันเป็นนายจ้างตาม พ.ร.บ.คุ้มครองแรงงาน พ.ศ.2541 มาตรา 5 จำเลยที่ 1 ต้องจ่ายค่าจ้างให้แก่โจทก์ทั้งเจ็ดตามมาตรา 70 และตามมาตรา 12 วรรคหนึ่ง บัญญัติให้ในกรณีที่นายจ้างเป็นผู้รับเหมาช่วงให้ผู้รับเหมาช่วงถัดขึ้นไปหากมีตลอดสายจนถึงผู้รับเหมาชั้นต้นร่วมรับผิดกับผู้รับเหมาช่วงซึ่งเป็นนายจ้างในค่าจ้าง เมื่อจำเลยที่ 2 ตกลงรับจ้างก่อสร้างในโครงการก่อสร้างสะพานท่าเทียบเรือให้แก่องค์การบริหารส่วนตำบลเทพกระษัตรีผู้ว่าจ้าง จำเลยที่ 2 จึงเป็นผู้ซึ่งตกลงรับจะดำเนินงานทั้งหมดหรือแต่บางส่วนของงานก่อสร้างดังกล่าวจนสำเร็จประโยชน์ของผู้ว่าจ้าง และจำเลยที่ 1 เป็นผู้ซึ่งทำสัญญาจ้างเหมาค่าแรงงานพร้อมแบบหล่อคอนกรีตกับจำเลยที่ 2 โดยรับจะดำเนินงานแต่บางส่วนของงานดังกล่าวอันเป็นงานในความรับผิดชอบของจำเลยที่ 2 เพื่อประโยชน์แก่ผู้ว่าจ้าง จำเลยที่ 2 จึงเป็นผู้รับเหมาชั้นต้นและจำเลยที่ 1 เป็นผู้รับเหมาช่วงตามบทนิยามในมาตรา 5 ดังนั้น หากโจทก์ทั้งเจ็ดเข้าทำงานแล้วจำเลยที่ 1 ไม่จ่ายค่าจ้างให้แก่โจทก์ทั้งเจ็ด จำเลยที่ 2 ก็ต้องร่วมรับผิดกับจำเลยที่ 1 ในเงินค่าจ้างที่ค้างจ่ายด้วยตามมาตรา 12 วรรคหนึ่ง และมีสิทธิไล่เบี้ยเงินค่าจ้างที่จ่ายให้โจทก์ทั้งเจ็ดคืนจากจำเลยที่ 1 ตามมาตรา 12 วรรคสอง

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ทั้งเจ็ดฟ้องในทำนองเดียวกันขอให้บังคับจำเลยทั้งสองร่วมกันชำระค่าจ้างให้แก่โจทก์ที่ 2 เป็นเงิน 100,000 บาท และโจทก์ที่ 1 ที่ 3 ถึงที่ 7 คนละ 75,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 15 ต่อปี จากต้นเงินจำนวนดังกล่าวนับจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าชำระเสร็จ

จำเลยที่ 1 ทุกสำนวนขาดนัด

จำเลยที่ 2 ทุกสำนวนให้การขอให้ยกฟ้อง

ศาลแรงงานภาค 8 พิพากษายกฟ้อง

โจทก์ทั้งเจ็ดอุทธรณ์ต่อศาลฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีแรงงานวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงที่ยุติในชั้นพิจารณาของศาลแรงงานภาค 8 ปรากฏว่า จำเลยที่ 1 มีนายประสิทธิ์ และนางสาวศิรินทรา เป็นกรรมการผู้มีอำนาจลงลายมือชื่อร่วมกันและประทับตราสำคัญของจำเลยที่ 1 กระทำการแทนจำเลยที่ 1 ได้ตามหนังสือรับรอง จำเลยที่ 2 ตกลงรับจ้างก่อสร้างในโครงการก่อสร้างสะพานท่าเทียบเรือบ้านแหลมทรายจากองค์การบริหารส่วนตำบลเทพกระษัตรี ตามสัญญาจ้าง จำเลยที่ 2 จึงได้ทำสัญญาจ้างเหมาค่าแรงงานพร้อมแบบหล่อคอนกรีต ให้จำเลยที่ 1 ดำเนินการอันเป็นส่วนหนึ่งของโครงการก่อสร้างสะพานท่าเทียบเรือบ้านแหลมทราย โดยสัญญาดังกล่าวทำขึ้นเมื่อวันที่ 20 พฤษภาคม 2554 ซึ่งในวันเดียวกันนี้นายประสิทธิ์กรรมการบริษัทจำเลยที่ 1 ได้ทำสัญญาจ้างลูกจ้างชั่วคราวจ้างโจทก์ทั้งเจ็ดเข้าทำงานเป็นลูกจ้างโดยมีเนื้อความในสัญญาระบุว่า นายประสิทธิ์กรรมการผู้มีอำนาจลงนามของจำเลยที่ 1 เป็นผู้ว่าจ้างโจทก์ทั้งเจ็ดเข้าปฏิบัติงานในหน้าที่ต่าง ๆ เพื่อทำงานที่หน่วยงานก่อสร้างท่าเทียบเรือบ้านแหลมทรายขององค์การบริหารส่วนตำบลเทพกระษัตรี มีกำหนด 5 เดือน นับแต่วันที่ 21 พฤษภาคม 2554

มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของโจทก์ทั้งเจ็ดว่าจำเลยที่ 1 เป็นนายจ้างของโจทก์ทั้งเจ็ดและจำเลยทั้งสองต้องร่วมรับผิดจ่ายค่าจ้างแก่โจทก์ทั้งเจ็ดตามฟ้องหรือไม่ เห็นว่า ตามข้อเท็จจริงที่ยุติตามสัญญาจ้างลูกจ้างชั่วคราว ระบุว่า นายประสิทธิ์ กรรมการบริษัทจำเลยที่ 1 ทำสัญญาจ้างโจทก์ทั้งเจ็ดเข้าทำงานเป็นลูกจ้างชั่วคราวในโครงการก่อสร้างสะพานท่าเทียบเรือบ้านแหลมทราย ซึ่งจำเลยที่ 1 รับจ้างเหมาตามสัญญาจ้างเหมาค่าแรงงานพร้อมแบบหล่อคอนกรีต จากจำเลยที่ 2 จะไม่ได้ประทับตราสำคัญของจำเลยที่ 1 แต่กฎหมายมิได้บังคับให้สัญญาจ้างแรงงานต้องทำเป็นหนังสือหรือมีหลักฐานเป็นหนังสือ ทั้งข้อเท็จจริงยุติตามที่คู่ความไม่โต้เถียงกันว่ามีการเข้าทำงานก่อสร้างตามที่จำเลยที่ 1 รับจ้างเหมาจากจำเลยที่ 2 บางส่วน และจำเลยที่ 1 มีหนังสือทวงถาม ให้จำเลยที่ 2 ชำระค่าจ้างในส่วนของงานที่ก่อสร้างไปแล้ว หากโจทก์ทั้งเจ็ดเข้าทำงานในส่วนดังกล่าว ย่อมแสดงให้เห็นว่าจำเลยที่ 1 เข้ารับเอาผลงานที่โจทก์ทั้งเจ็ดเข้าทำงาน พฤติการณ์ดังกล่าวถือได้ว่าการทำสัญญาจ้างโจทก์ทั้งเจ็ดของนายประสิทธิ์เป็นการทำในฐานะตัวแทนของจำเลยที่ 1 ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 797 จำเลยที่ 1 ก็ย่อมเป็นผู้ซึ่งตกลงรับโจทก์ทั้งเจ็ดเข้าทำงานโดยจ่ายค่าจ้างให้อันเป็นนายจ้างตามพระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน พ.ศ.2541 มาตรา 5 ดังนั้นหากโจทก์ทั้งเจ็ดเข้าทำงานตามสัญญาจ้างลูกจ้างชั่วคราว จำเลยที่ 1 ก็ต้องจ่ายค่าจ้างให้แก่โจทก์ทั้งเจ็ดให้ถูกต้องและตามกำหนดเวลาตามมาตรา 70 และตามมาตรา 12 วรรคหนึ่ง บัญญัติให้ในกรณีที่นายจ้างเป็นผู้รับเหมาช่วงให้ผู้รับเหมาช่วงถัดขึ้นไปหากมีตลอดสายจนถึงผู้รับเหมาชั้นต้นร่วมรับผิดกับผู้รับเหมาช่วงซึ่งเป็นนายจ้างในค่าจ้างและเงินอื่นตามที่บัญญัติไว้ด้วย ซึ่งจำเลยที่ 2 ตกลงรับจ้างก่อสร้างในโครงการก่อสร้างสะพานท่าเทียบเรือบ้านแหลมทรายให้แก่องค์การบริหารส่วนตำบลเทพกระษัตรีตามสัญญาจ้างจำเลยที่ 2 จึงเป็นผู้ซึ่งตกลงรับจะดำเนินงานทั้งหมดหรือแต่บางส่วนของงานก่อสร้างดังกล่าวจนสำเร็จประโยชน์ขององค์การบริหารส่วนตำบลเทพกระษัตรีผู้ว่าจ้าง จึงเป็นผู้รับเหมาชั้นต้น ตามบทนิยามในมาตรา 5 แห่งพระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน พ.ศ.2541 ส่วนจำเลยที่ 1 เป็นผู้ซึ่งทำสัญญาจ้างเหมาค่าแรงงานพร้อมแบบหล่อคอนกรีตกับจำเลยที่ 2 ซึ่งเป็นผู้รับเหมาชั้นต้นโดยรับจะดำเนินงานแต่บางส่วนของงานดังกล่าวอันเป็นงานในความรับผิดชอบของจำเลยที่ 2 เพื่อประโยชน์แก่องค์การบริหารส่วนตำบลเทพกระษัตรีผู้ว่าจ้าง จำเลยที่ 1 จึงเป็นผู้รับเหมาช่วงตามบทนิยามในมาตรา 5 ด้วยเช่นกัน ดังนั้นหากโจทก์ทั้งเจ็ดเข้าทำงานแล้วจำเลยที่ 1 ซึ่งเป็นนายจ้างไม่จ่ายค่าจ้างให้แก่โจทก์ทั้งเจ็ดให้ถูกต้องและตามกำหนดเวลาตามมาตรา 70 จำเลยที่ 2 ซึ่งเป็นผู้รับเหมาชั้นต้นจึงต้องร่วมรับผิดกับจำเลยที่ 1 ผู้รับเหมาช่วงซึ่งเป็นนายจ้างในเงินค่าจ้างที่ค้างจ่ายด้วยตามมาตรา 12 วรรคหนึ่ง และมีสิทธิไล่เบี้ยเงินค่าจ้างที่ได้จ่ายให้โจทก์ทั้งเจ็ดคืนจากจำเลยที่ 1 ซึ่งเป็นนายจ้างตามมาตรา 12 วรรคสอง อย่างไรก็ตามแม้ว่าโจทก์ทั้งเจ็ดจะได้ฟ้องให้จำเลยทั้งสองร่วมกันจ่ายเงินค่าจ้างที่ค้างจ่าย แต่ศาลแรงงานภาค 8 ยังมิได้รับฟังข้อเท็จจริงว่าแท้จริงแล้ว โจทก์ทั้งเจ็ดเข้าทำงานตามฟ้องจริงหรือไม่ เป็นระยะเวลาที่ทำงานจริงคิดเป็นจำนวนชั่วโมงและจำนวนวันแล้วเป็นจำนวนเท่าใด โจทก์ทั้งเจ็ดได้รับค่าจ้างอัตราเท่าใด จำเลยที่ 1 ค้างจ่ายค่าจ้างแก่โจทก์ทั้งเจ็ดหรือไม่ และหากค้างจ่ายจริงจำนวนเงินค่าจ้างที่ค้างจ่ายมีเท่าใด จึงยังไม่อาจนำข้อเท็จจริงดังกล่าวไปวินิจฉัยปัญหานี้ตามอุทธรณ์ของโจทก์ทั้งเจ็ดได้ เห็นสมควรให้ย้อนสำนวนไปให้ศาลแรงงานภาค 8 วินิจฉัยข้อเท็จจริงเพิ่มเติมเกี่ยวกับการทำงานและการค้างจ่ายค่าจ้างข้างต้นเสียก่อน

พิพากษายกคำพิพากษาศาลแรงงานภาค 8 ให้ศาลแรงงานภาค 8 วินิจฉัยรับฟังข้อเท็จจริงเกี่ยวกับการทำงานของโจทก์ทั้งเจ็ดและการค้างจ่ายค่าจ้างดังกล่าว แล้วพิพากษาใหม่ตามรูปคดี
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 797
พ.ร.บ.คุ้มครองแรงงาน พ.ศ.2541 ม. 5 ม. 12 ม. 70
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นายมนตรี คงนาม กับพวก
จำเลย — บริษัทอะมีน อัศมะอาน (1432) จำกัด กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลแรงงานภาค 8 — นางสาวยุวิสส์ร์ชญา ยกซิ่ว
ชื่อองค์คณะ
อนันต์ ชุมวิสูตร
นิยุต สุภัทรพาหิรผล
ปดารณี ลัดพลี
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 15164/2557
#575678
เปิดฉบับเต็ม

โจทก์ทำงานเป็นพนักงานนวดสปา จำเลยไม่มีระเบียบข้อบังคับเกี่ยวกับการทำงานว่าด้วยการมาทำงาน การลาหยุดและวันหยุด โจทก์จะมาทำงานหรือไม่ก็ได้ เมื่อมาทำงานแล้วโจทก์จะกลับไปก็เพียงแจ้งให้ผู้จัดการของจำเลยทราบ วันใดที่โจทก์ไม่มาทำงานก็จะไม่มีค่าแรงแบ่งให้ โจทก์ขาดงานโดยไม่แจ้งผู้จัดการของจำเลยทราบก็ไม่มีบทลงโทษโจทก์ จำเลยไม่มีอำนาจบังคับบัญชาโจทก์ การที่จำเลยจัดคิวทำงานก่อนหลังให้แก่พนักงานซึ่งรวมถึงโจทก์ด้วยเป็นการจัดลำดับการทำงานก่อนหลังของพนักงานเพื่อความเป็นระเบียบทั้งป้องกันการทะเลาะวิวาทกัน ไม่ใช่การใช้อำนาจบังคับบัญชา เมื่อจำเลยไม่มีอำนาจบังคับบัญชาโจทก์อย่างลูกจ้าง ความสัมพันธ์ระหว่างโจทก์และจำเลยจึงมิใช่นายจ้างลูกจ้างตาม พ.ร.บ.คุ้มครองแรงงาน พ.ศ.2541

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยชำระเงิน 84,240 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 15 ต่อปี จากต้นเงิน 29,120 บาท และอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี จากต้นเงิน 55,120 บาท นับแต่วันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์

จำเลยให้การขอให้ยกฟ้อง

ศาลแรงงานภาค 8 พิพากษาให้จำเลยชำระเงิน 84,240 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 15 ต่อปี จากต้นเงิน 29,120 บาท และอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี จากต้นเงิน 55,120 บาท นับแต่วันฟ้องคือวันที่ 24 มกราคม 2554 เป็นต้นไปจนกว่าชำระเสร็จแก่โจทก์

จำเลยอุทธรณ์ต่อศาลฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีแรงงานวินิจฉัยว่า ศาลแรงงานภาค 8 คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของจำเลยว่าโจทก์เป็นลูกจ้างจำเลยหรือไม่ เห็นว่า จำเลยไม่มีระเบียบข้อบังคับเกี่ยวกับการทำงานว่าด้วยการมาทำงาน การลาหยุด และวันหยุดงาน การมาทำงานโจทก์จะมาทำงานหรือไม่ก็ได้ เมื่อมาทำงานแล้วโจทก์จะกลับไปก็เพียงแจ้งให้ผู้จัดการของจำเลยทราบ วันใดที่โจทก์ไม่มาทำงานก็จะไม่มีค่าแรงแบ่งให้ หากโจทก์ขาดงานโดยไม่แจ้งให้ผู้จัดการของจำเลยทราบจำเลยก็ไม่มีบทลงโทษโจทก์ จำเลยไม่มีอำนาจบังคับบัญชาโจทก์ เมื่อพนักงานของจำเลยเข้าทำงานรวมถึงโจทก์ด้วยจำเลยจะจัดคิวทำงานก่อนหลังให้แก่พนักงาน ซึ่งการจัดคิวของจำเลยมิใช่การใช้อำนาจบังคับบัญชาแต่เป็นการจัดลำดับการทำงานก่อนหลังของพนักงานเพื่อความเป็นระเบียบทั้งป้องกันการทะเลาะกันเมื่อจำเลยไม่มีอำนาจบังคับบัญชาโจทก์อย่างลูกจ้าง ความสัมพันธ์ระหว่างโจทก์และจำเลย จึงมิใช่นายจ้างลูกจ้างตามกฎหมายคุ้มครองแรงงาน ที่ศาลแรงงานภาค 8 วินิจฉัยว่าโจทก์เป็นลูกจ้างจำเลยนั้น จึงไม่ต้องด้วยความเห็นของศาลฎีกา อุทธรณ์ของจำเลยฟังขึ้นและอุทธรณ์ข้ออื่นของจำเลยไม่จำเป็นต้องวินิจฉัยอีกต่อไปเพราะไม่ทำให้ผลของคดีเปลี่ยนแปลง

พิพากษากลับ ให้ยกฟ้องโจทก์
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.คุ้มครองแรงงาน พ.ศ.2541 ม. 5
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นางสาวจิราพร พระชัย
จำเลย — บริษัทลากูนซาวน่า จำกัด
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลแรงงานภาค 8 — นางสาวยุวิสส์ร์ชญา ยกซิ่ว
ชื่อองค์คณะ
ธีระยุทธ ทรัพย์นภาพร
ชัยวัฒน์ เวียงธีรวัฒน์
ธีระพงศ์ จิระภาค
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 15124/2557
#575779
เปิดฉบับเต็ม

ข้อความที่ระบุในแผ่นพับโฆษณาให้เช่าพื้นที่อาคารของจำเลยที่ 1 เป็นต้นว่า มีร้านค้ากว่า 250 ร้าน โดยชั้นล่างเป็นพื้นที่จำหน่ายสินค้า ชั้น 2 เป็นพื้นที่ศูนย์อาหารและร้านค้า ชั้น 3 เป็นพื้นที่สถาบันสอนภาษาและกวดวิชา ศูนย์อาหาร และสำหรับสถานที่จอดรถมีพื้นที่รองรับได้ร่วม 100 คัน ล้วนเป็นการชักจูงให้ผู้ประกอบธุรกิจสนใจโดยเชื่อมั่นว่าหากข้อเท็จจริงเป็นดังที่ระบุไว้ การเข้าประกอบธุรกิจในสถานที่นี้ย่อมจะบังเกิดผลดีแก่ตน และจำเลยที่ 1 ยังออกบู๊ธประชาสัมพันธ์โครงการ ติดแผ่นป้ายโฆษณา และพนักงานของจำเลยที่ 1 อธิบายต่อผู้สนใจซึ่งรวมทั้งโจทก์ว่า ในศูนย์การค้านี้จะมีร้านค้าที่มีชื่อเสียง รวมตลอดทั้งจำเลยที่ 1 จะทำแผนการตลาดให้ทีมบริหารที่มีความสามารถทำการชักจูงลูกค้าให้เข้าใช้บริการประกอบธุรกิจภายในอาคาร แต่ข้อเท็จจริงมิได้เป็นเช่นนั้น ดังนี้ สัญญาให้ได้รับสิทธิการเช่าบู๊ธและสัญญาเช่าพื้นที่ในอาคารระหว่างโจทก์กับจำเลยที่ 1 ที่ทำไว้ต่อกัน เป็นสัญญาต่างตอบแทนซึ่งทั้งสองฝ่ายมีสิทธิและหน้าที่ต่อกันแม้แผ่นพับโฆษณามิได้แนบรวมอยู่ในสัญญาด้วยก็ตาม ต้องถือว่าข้อเท็จจริงที่โฆษณาไว้เป็นสาระสำคัญที่จำเลยที่ 1 มีเจตนาชักจูงใจให้โจทก์เข้าทำสัญญาด้วย เมื่อจำเลยที่ 1 มิได้ดำเนินการให้เป็นไปตามที่โฆษณา จึงถือมิได้ว่าโจทก์ได้รับมอบพื้นที่ให้เช่าตรงตามที่ตกลงกันไว้ จำเลยที่ 1 ต้องคืนเงินเพื่อให้ได้รับสิทธิในการเช่าแก่โจทก์ รวมทั้งค่าเสียหายอันเป็นค่าใช้จ่ายในการตกแต่งสถานที่ที่โจทก์เสียไปในการเข้าดำเนินการตามสิทธิแห่งสัญญา

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยที่ 1 และหรือจำเลยที่ 2 ชำระเงินจำนวน 292,482.51 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงิน 263,910 บาท นับถัดจากวันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์

จำเลยที่ 1 ที่ 2 ให้การขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยที่ 1 ชำระเงินจำนวน 140,600 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันที่ 7 ธันวาคม 2548 ซึ่งเป็นวันผิดนัดตามหนังสือบอกเลิกสัญญาจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ กับให้จำเลยที่ 1 ใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ โดยกำหนดค่าทนายความ 5,000 บาท คำขออื่นนอกจากนี้ให้ยก และยกฟ้องจำเลยที่ 2 ค่าฤชาธรรมเนียมระหว่างโจทก์กับจำเลยที่ 2 ให้เป็นพับ

จำเลยที่ 1 อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษาแก้เป็นว่า ให้ยกฟ้องจำเลยที่ 1 ค่าฤชาธรรมเนียมระหว่างโจทก์กับจำเลยที่ 1 ทั้งสองศาลให้เป็นพับ นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

โจทก์ฎีกา โดยผู้พิพากษาที่ได้นั่งพิจารณาคดีในศาลชั้นต้นรับรองว่ามีเหตุสมควรที่จะฎีกาในข้อเท็จจริงได้

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ว่า แผ่นพับโฆษณา เป็นสาระสำคัญแห่งสัญญาหรือไม่ สัญญาที่โจทก์และจำเลยที่ 1 ทำไว้ต่อกันเป็นสัญญาต่างตอบแทน ซึ่งทั้งสองฝ่ายต่างมีสิทธิและหน้าที่ต่อกัน และแม้แผ่นพับโฆษณา มิได้แนบรวมอยู่ในสัญญาด้วยก็ตาม ก็ต้องถือว่าข้อเท็จจริงที่โฆษณาไว้เป็นสาระสำคัญที่จำเลยที่ 1 มีเจตนาชักจูงให้โจทก์เข้าทำสัญญาด้วย ฉะนั้น เมื่อจำเลยที่ 1 มิได้ดำเนินการให้เป็นไปตามที่โฆษณาไว้ จึงถือมิได้ว่าโจทก์ได้รับมอบพื้นที่ให้เช่าตรงตามที่ตกลงกันไว้ อันจะเป็นเหตุให้จำเลยที่ 1 มิต้องคืนเงิน 120,000 บาท เพื่อให้ได้รับสิทธิในการเช่าให้แก่โจทก์ตามที่กำหนดในสัญญาข้อ 1 ของสัญญาให้ได้รับสิทธิในการเช่าบู๊ธ จำเลยที่ 1 จึงต้องคืนเงินจำนวนดังกล่าว รวมทั้งค่าเสียหายอันเป็นค่าใช้จ่ายในการตกแต่งสถานที่จำนวน 20,600 บาท ที่โจทก์เสียไปในการเข้าดำเนินการตามสิทธิแห่งสัญญา ที่ศาลอุทธรณ์พิพากษาแก้คำพิพากษาศาลชั้นต้นโดยให้ยกฟ้องจำเลยที่ 1 ด้วยนั้น ไม่ต้องด้วยความเห็นของศาลฎีกา ฎีกาของโจทก์ฟังขึ้น

พิพากษาแก้เป็นว่า ให้บังคับคดีจำเลยที่ 1 ไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้นให้จำเลยที่ 1 ใช้ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์และฎีกาแทนโจทก์ โดยกำหนดค่าทนายความรวม 6,000 บาท นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 369
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นางสาวเอมอร วุฒิภาพภิญโญ
จำเลย — บริษัทมารวย มาเก็ต (2004) จำกัด กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลแขวงดุสิต — วิทูร จันทร์แจ้งดี
ศาลอุทธรณ์ — ภคพงศ์ วงศ์ศรีภูมิเทศ
ชื่อองค์คณะ
สมชาย จุลนิติ์
สรรทัศน์ เอี่ยมวรชัย
สมศรี หรูจิตตวิวัฒน์
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 15079/2557
#579989
เปิดฉบับเต็ม

สัมปทานเก็บรังนกในเขตพื้นที่จังหวัดชุมพรตามประกาศคณะกรรมการพิจารณาจัดเก็บอากรรังนกอีแอ่นจังหวัดชุมพรได้แบ่งพื้นที่การประมูลเงินอากรรังนกอีแอ่นออกเป็น 5 พื้นที่ การยื่นซองประมูลเงินอากรเก็บรังนกอีแอ่นได้กำหนดให้ผู้เสนอประมูลจะต้องเสนอประมูลเงินอากรเก็บรังนกอีแอ่นในแต่ละพื้นที่ในเขต 5 พื้นที่ดังกล่าวไม่ต่ำกว่าที่กำหนดไว้ นอกจากนี้ยังมีการทำสัญญาสัมปทานเก็บรังนกอีแอ่นแยกต่างหากจากกันในแต่ละพื้นที่ดังกล่าวด้วย ดังนี้ ย่อมแสดงให้เห็นว่า ประกาศคณะกรรมการพิจารณาจัดเก็บอากรรังนกอีแอ่นจังหวัดชุมพร มีการลงทุนในกิจการของรัฐแยกออกเป็น 5 โครงการ ทั้งห้าโครงการมีการประมูลได้รวมเกินหนึ่งพันล้านบาทตามที่จำเลยทั้งสามอ้าง แต่เมื่อสัญญาแต่ละฉบับประมูลได้ไม่เกินฉบับละหนึ่งพันล้านบาท โจทก์ในฐานะหน่วยงานเจ้าของโครงการที่ประสงค์จะให้เอกชนเข้าร่วมงานหรือดำเนินการในโครงการสัมปทานเก็บรังนกในเขตพื้นที่โจทก์ จึงไม่ต้องปฏิบัติตามหลักเกณฑ์และขั้นตอนของ พ.ร.บ.ว่าด้วยการให้เอกชนเข้าร่วมงานหรือดำเนินการในกิจการของรัฐ พ.ศ.2535

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้จำเลยที่ 1 ชำระอากรค้างตามสัญญาสัมปทานเก็บรังนกอีแอ่นในเขตเทศบาลตำบลปากตะโก ประจำปี 2547 และ 2548 จำนวน 85,781,833.34 บาท ดอกเบี้ยผิดนัดในอัตราร้อยละ 8 ต่อปีของต้นเงินอากรค้างชำระ นับแต่วันผิดนัดในแต่ละงวดจนถึงวันฟ้องจำนวน 22,373,967.14 บาท และนับแต่วันถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเงินอากรรังนกอีแอ่นตามสัญญาแก่โจทก์เสร็จสิ้นเงินเพิ่มจากการผิดนัดชำระเงินอากรรังนกอีแอ่นในอัตราร้อยละ 1.5 ต่อเดือนหรือเศษของเดือน นับแต่วันผิดนัดในแต่ละงวดจนถึงวันฟ้อง 51,620,767.50 บาท และนับแต่วันถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจำเลยที่ 1 จะชำระเงินอากรรังนกอีแอ่นตามสัญญาแก่โจทก์เสร็จสิ้น ค่าใช้จ่ายและค่าเสียหายที่เกิดขึ้นระหว่างจำเลยที่ 1 ผิดนัดชำระเงินอากรจำนวน 329,500 บาท ค่าเสียหายจากส่วนต่างการทำสัญญาสัมปทานใหม่ภายหลังจากที่จำเลยที่ 1 ผิดสัญญาจำนวน 180,646,666.67 บาท ให้จำเลยที่ 2 ร่วมกับจำเลยที่ 1 รับผิดอย่างลูกหนี้ร่วมชำระเงินอากรค้างชำระ เงินค่าดอกเบี้ยจากการผิดนัด เงินเพิ่มจากการผิดนัดชำระเงินอากร เงินค่าใช้จ่ายและค่าเสียหายที่เกิดขึ้นระหว่างจำเลยที่ 1 ผิดนัด และเงินค่าเสียหายจากส่วนต่างการทำสัญญาสัมปทานใหม่ตามวงเงินค้ำประกันการทำสัญญาสัมปทานเก็บรังนกอีแอ่นในเขตเทศบาลตำบลปากตะโก เลขที่ ซี 02152/21003500/841 จำนวน 97,850,000 บาท ค่าเสียหายในระหว่างจำเลยที่ 2 ผิดนัดชำระเงินตามหนังสือค้ำประกันคิดเป็นดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงินตามหนังสือค้ำประกันดังกล่าว นับแต่วันถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจำเลยที่ 2 จะชำระเงินตามหนังสือค้ำประกันแก่โจทก์เสร็จสิ้น ให้จำเลยที่ 3 ร่วมกับจำเลยที่ 1 รับผิดอย่างลูกหนี้ร่วมชำระเงินอากรค้างชำระ เงินค่าดอกเบี้ยจากการผิดนัด เงินเพิ่มจากการผิดนัดชำระเงินอากร เงินค่าใช้จ่ายและค่าเสียหายที่เกิดขึ้นระหว่างจำเลยที่ 1 ผิดนัด และเงินค่าเสียหายจากส่วนต่างการทำสัญญาสัมปทานใหม่ตามวงเงินค้ำประกันการทำสัญญาสัมปทานเก็บรังนกอีแอ่นในเขตเทศบาลตำบลปากตะโก เลขที่ 940805002633 จำนวน 20,548,500 บาท ค่าเสียหายในระหว่างจำเลยที่ 3 ผิดนัดชำระเงินตามหนังสือค้ำประกันคิดเป็นดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงินตามหนังสือค้ำประกันดังกล่าวนับแต่วันถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจำเลยที่ 3 จะชำระเงินตามหนังสือค้ำประกันแก่โจทก์เสร็จสิ้น และให้จำเลยที่ 1 ชำระเงินอากรค้างตามสัญญาสัมปทานเก็บรังนกอีแอ่นในเขตองค์การบริหารส่วนตำบลปากน้ำชุมพร ประจำปี 2547 และ 2548 จำนวน 37,977,200 บาท ดอกเบี้ยจากการผิดนัดชำระเงินอากรตามสัญญาสัมปทานในอัตราร้อยละ 8 ต่อปี ของต้นเงินอากรค้างชำระ นับแต่วันผิดนัดในแต่ละงวดจนถึงวันฟ้องจำนวน 9,903,542.02 บาท และนับแต่วันถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจำเลยที่ 1 จะชำระเงินอากรรังนกอีแอ่นตามสัญญาแก่โจทก์เสร็จสิ้น เงินเพิ่มจากการผิดนัดชำระเงินอากรรังนกอีแอ่นตามสัญญาสัมปทานในอัตราร้อยละ 1.5 ต่อเดือนหรือเศษของเดือน นับแต่วันผิดนัดในแต่ละงวดจนถึงวันฟ้องจำนวน 22,853,466 บาท และนับแต่วันถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจำเลยที่ 1 จะชำระเงินอากรรังนกอีแอ่นตามสัญญาแก่โจทก์เสร็จสิ้น ค่าใช้จ่ายและค่าเสียหายที่เกิดขึ้นระหว่างจำเลยที่ 1 ผิดนัดชำระเงินอากรตามสัญญาสัมปทานจำนวน 148,000 บาท ค่าเสียหายจากส่วนต่างการทำสัญญาสัมปทานใหม่ภายหลังจากที่จำเลยที่ 1 ผิดสัญญาสัญญาสัมปทานจำนวน 96,800,000 บาท ให้จำเลยที่ 3 ร่วมกับจำเลยที่ 1 รับผิดอย่างลูกหนี้ร่วมชำระเงินอากรค้างชำระ ดอกเบี้ยจากการผิดนัดเงินเพิ่มจากการผิดนัดชำระเงินอากร ค่าใช้จ่ายและค่าเสียหายที่เกิดขึ้นระหว่างจำเลยที่ 1 ผิดนัด และเงินค่าเสียหายจากส่วนต่างการทำสัญญาสัมปทานใหม่ ตามวงเงินค้ำประกันการทำสัญญาสัมปทานเลขที่ แอล 46-0554 และเลขที่ 940805002645 จำนวน 52,417,200 บาท ค่าเสียหายในระหว่างจำเลยที่ 3 ผิดนัดชำระเงินตามหนังสือค้ำประกันทั้งสองฉบับ โดยคิดเป็นดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงินตามหนังสือค้ำประกันทั้งสองฉบับดังกล่าว นับถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจำเลยที่ 3 จะชำระเงินตามหนังสือค้ำประกันแก่โจทก์เสร็จสิ้น

จำเลยที่ 1 ให้การ แก้ไขคำให้การและฟ้องแย้งขอให้ยกฟ้อง และการกระทำของโจทก์ดังกล่าวทำให้จำเลยที่ 1 ได้รับความเสียหายขอให้โจทก์คืนหนังสือค้ำประกันสัญญา คืนเงินค่าอากรทั้งหมดที่โจทก์ได้รับจากจำเลยที่ 1 จำนวน 148,674,300 บาท ชดใช้ค่าใช้จ่ายที่จำเลยที่ 1 จะต้องสูญเสียจากการดำเนินงานตามสัญญาสัมปทานจำนวน 46,784,873.82 บาท และชดใช้ค่าขาดประโยชน์และค่าสูญเสียกำไรทางธุรกิจที่จำเลยที่ 1 มีสิทธิได้รับหากมีการดำเนินงานตามสัญญาสัมปทานต่อไปจำนวน 100,000,000 บาท รวมทั้งสิ้น 295,459,173.82 บาท พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของเงินจำนวนดังกล่าวแก่จำเลยที่ 1

จำเลยที่ 2 และที่ 3 ให้การขอให้ยกฟ้อง

โจทก์ให้การแก้ฟ้องแย้งขอให้ยกฟ้องแย้งของจำเลยที่ 1

ศาลภาษีอากรกลางพิพากษาให้จำเลยที่ 1 ชำระหนี้อากรค้างชำระสำหรับสัญญาสัมปทานที่ 1 จำนวน 85,781,833.34 บาท และต้องรับผิดชำระค่าอากรค้างสัญญาสัมปทานที่ 2 จำนวน 37,977,200 บาท ให้จำเลยที่ 1 ชำระเงินเพิ่มตามสัญญาสัมปทานที่ 1 จำนวน 51,620,767.50 บาท ตามสัญญาสัมปทานที่ 2 จำนวน 22,853,466 บาท และชำระเงินเพิ่มอีกร้อยละ 1.5 ต่อเดือนหรือเศษของเดือน ของเงินอากรที่ต้องชำระในแต่ละงวดนับแต่วันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเงินค่าอากรรังนกดังกล่าวเสร็จสิ้นแก่โจทก์ด้วย ให้จำเลยที่ 1 ชำระค่าใช้จ่ายอันเป็นค่าเบี้ยเลี้ยงแก่เจ้าพนักงานตำรวจและสมาชิกอาสาสมัครซึ่งทำหน้าที่เฝ้าระวังดูแลรักษาเกาะรังนกระหว่างผิดสัญญา ตามสัญญาสัมปทานที่ 1 จำนวน 329,500 บาท และตามสัญญาสัมปทานที่ 2 จำนวน 148,000 บาท ให้จำเลยที่ 1 ชำระเงินค่าใช้จ่ายจากส่วนต่างจากการทำสัญญาสัมปทานใหม่แทนสัญญาสัมปทานที่ 1 จำนวน 180,646,666.67 บาท และแทนสัญญาสัมปทานที่ 2 จำนวน 96,800,000 บาท แก่โจทก์ ให้จำเลยที่ 2 ร่วมกับจำเลยที่ 1 ชำระหนี้สัญญาสัมปทานที่ 1 ตามหนังสือค้ำประกันสัญญาเลขที่ ซี 02152/21003500841 ลงวันที่ 18 มิถุนายน 2546 จำนวน 97,850,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปีของต้นเงินดังกล่าวนับแต่วันถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ ให้จำเลยที่ 3 ร่วมกับจำเลยที่ 1 ชำระหนี้สัญญาสัมปทานที่ 1 ตามหนังสือค้ำประกันเลขที่ 940805002633 ลงวันที่ 11 กุมภาพันธ์ 2548 จำนวน 20,548,000 (ที่ถูก 20,548,500) บาท พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปีของต้นเงินดังกล่าวนับแต่วันถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเงินเสร็จแก่โจทก์ นอกจากนี้จำเลยที่ 3 ร่วมกับจำเลยที่ 1 ชำระหนี้ตามสัญญาสัมปทานที่ 2 ตามหนังสือค้ำประกันเลขที่ แอล 46-0554 ลงวันที่ 20 มิถุนายน 2546 จำนวน 43,320,000 บาท และหนังสือค้ำประกันเลขที่ 940805002645 ลงวันที่ 11 กุมภาพันธ์ 2548 จำนวน 9,097,200 บาท พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปีของต้นเงินตามหนังสือค้ำประกันแต่ละฉบับดังกล่าวนับแต่วันถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ กับให้จำเลยทั้งสองร่วมกันใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์โดยกำหนดค่าทนายความ 20,000 บาท คำขออื่นให้ยกและให้ยกฟ้องแย้งจำเลยที่ 1 ค่าฤชาธรรมเนียมฟ้องแย้งให้เป็นพับ

จำเลยทั้งสามอุทธรณ์ต่อศาลฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีภาษีอากรวินิจฉัยว่า สัมปทานเก็บรังนกในเขตพื้นที่จังหวัดชุมพรตามประกาศคณะกรรมการพิจารณาจัดเก็บอากรรังนกอีแอ่นจังหวัดชุมพรดังกล่าวได้แบ่งพื้นที่การประมูลเงินอากรรังนกอีแอ่นออกเป็น 5 พื้นที่ การยื่นซองประมูลเงินอากรเก็บรังนกอีแอ่นได้กำหนดให้ผู้เสนอประมูลจะต้องเสนอประมูลเงินอากรเก็บรังนกอีแอ่นในแต่ละพื้นที่ในเขต 5 พื้นที่ดังกล่าวไม่ต่ำกว่าที่กำหนดไว้ นอกจากนี้ยังมีการทำสัญญาสัมปทานเก็บรังนกอีแอ่นแยกต่างหากจากกันในแต่ละพื้นที่ดังกล่าวด้วย ดังนี้ ย่อมแสดงให้เห็นว่า ประกาศคณะกรรมการพิจารณาจัดเก็บอากรรังนกอีแอ่นจังหวัดชุมพร เรื่อง ประมูลเงินอากรรังนกอีแอ่น มีการลงทุนในกิจการของรัฐแยกออกเป็น 5 โครงการ ทั้งแบบสัญญาสัมปทานเก็บรังนกอีแอ่นระหว่างโจทก์กับจำเลยที่ 1 ฉบับลงวันที่ 24 มิถุนายน 2546 ข้อ 2 ระบุว่า จำเลยที่ 1 ในฐานะผู้รับสัมปทานตกลงเก็บรังนกอีแอ่นตามที่กล่าวในข้อ 1 และยินยอมเสียเงินอากรรังนกอีแอ่นให้แก่โจทก์ผู้ให้สัมปทานเป็นเงินอากรทั้งสิ้น 515,000,000 บาท ส่วนแบบสัญญาสัมปทานเก็บรังนกอีแอ่นระหว่างโจทก์กับจำเลยที่ 1 ฉบับลงวันที่ 1 กรกฎาคม 2546 ข้อ 2 ระบุว่า จำเลยที่ 1 ในฐานะผู้รับสัมปทานตกลงเก็บรังนกอีแอ่นตามที่กล่าวในข้อ 1. และยินยอมเสียเงินอากรรังนกอีแอ่นให้แก่โจทก์ผู้ให้สัมปทานเป็นเงินอากรทั้งสิ้น 228,000,000 บาท เพราะฉะนั้นแบบสัญญาสัมปทานเก็บรังนกอีแอ่นระหว่างโจทก์กับจำเลยที่ 1 ทั้งสองฉบับจึงมีวงเงินหรือทรัพย์สินไม่ถึงหนึ่งพันล้านบาทโจทก์ในฐานะหน่วยงานเจ้าของโครงการที่ประสงค์จะให้เอกชนเข้าร่วมงานหรือดำเนินการในโครงการสัมปทานเก็บรังนกในเขตพื้นที่โจทก์ จึงไม่ต้องปฏิบัติตามหลักเกณฑ์และขั้นตอนของพระราชบัญญัติว่าด้วยการให้เอกชนเข้าร่วมงานหรือดำเนินการในกิจการของรัฐ พ.ศ.2535 ดังที่จำเลยทั้งสามอุทธรณ์ เมื่อวินิจฉัยเช่นนี้แล้วที่จำเลยทั้งสามอุทธรณ์ต่อมาว่า จำเลยที่ 1 เข้าทำสัญญาสัมปทานทั้งสองฉบับกับโจทก์โดยไม่รู้ข้อเท็จจริงอันเป็นสาระสำคัญว่า โจทก์ไม่ได้ดำเนินโครงการประมูลเงินอากรรังนกอีแอ่นจังหวัดชุมพรตามหลักเกณฑ์และขั้นตอนของพระราชบัญญัติดังกล่าวหรือการที่โจทก์ไม่ได้ดำเนินโครงการประมูลเงินอากรรังนกอีแอ่นจังหวัดชุมพรตามหลักเกณฑ์และขั้นตอนที่ได้กำหนดไว้ในพระราชบัญญัติดังกล่าวย่อมทำให้การดำเนินโครงการและการทำสัญญาสัมปทานตามโครงการดังกล่าวไม่ชอบด้วยกฎหมาย ไม่ว่าโจทก์จะมีเจตนาที่จะหลีกเลี่ยงกฎหมายหรือไม่ จึงไม่จำต้องวินิจฉัย เพราะไม่ทำให้ผลของคดีเปลี่ยนแปลงไป ที่ศาลภาษีอากรกลางวินิจฉัยว่า โครงการประมูลอากรรังนกของโจทก์ ขณะที่จัดทำขึ้นโดยประกาศของผู้ว่าราชการจังหวัดมีวงเงินรวมกันไม่ถึงหนึ่งพันล้านบาท หลังจากที่ประมูลได้ผู้ชนะการประมูลทุกรายต่างเข้าทำสัญญาสัมปทานเฉพาะในส่วนพื้นที่ที่ตนเองประมูลได้โดยสมัครใจ และโจทก์ได้ส่งมอบพื้นที่ตามสัมปทานให้จำเลยที่ 1 ครอบครอง ส่วนจำเลยที่ 1 ก็เข้าครอบครองและเก็บผลประโยชน์ในพื้นที่สัมปทานมาโดยตลอดโดยไม่เคยทักท้วง กรณีเป็นการทำสัญญาสัมปทานโดยแยกพื้นที่ของแต่ละองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น โดยสัญญาสัมปทานแต่ละฉบับไม่เกี่ยวข้องกันและสัญญาแต่ละฉบับคู่สัญญาก็มีเจตนาผูกนิติสัมพันธ์ก่อให้เกิดภาระหน้าที่ระหว่างกันถูกต้องตรงตามเจตนาของทั้งสองฝ่าย เมื่อไม่ปรากฏว่าการทำสัญญาสัมปทานดังกล่าวโจทก์ได้กระทำโดยมีเจตนาที่จะแบ่งแยกสัญญาเพื่อเป็นการหลีกเลี่ยงบทบัญญัติของกฎหมาย แต่ข้อเท็จจริงกลับปรากฏได้ความว่าการแบ่งแยกสัมปทานออกเป็นตามพื้นที่ เป็นการเปิดโอกาสให้มีผู้เข้าร่วมประมูลจำนวนมากขึ้นและสามารถป้องกันการสมยอมราคาได้ เมื่อจำเลยที่ 1 ไม่สามารถนำพยานหลักฐานมานำสืบให้เห็นได้ว่า การกระทำของโจทก์หรือคณะกรรมการพิจารณาจัดเก็บอากรรังนกอีแอ่นจังหวัดชุมพรคนใดได้กระทำการโดยมีเจตนาจูงใจใดเพื่อหลีกเลี่ยงกฎหมาย หรือมีเจตนาที่จะกระทำการหรือไม่กระทำการอันไม่ถูกต้องไม่ชอบด้วยกฎหมาย หรือกระทำการเพื่อช่วยเหลือผู้หนึ่งผู้ใดเป็นพิเศษ ดังนั้นสัญญาสัมปทานที่จำเลยที่ 1 ทำไว้กับโจทก์รวม 2 ฉบับ จึงชอบด้วยกฎหมาย ศาลฎีกาแผนกคดีภาษีอากรเห็นพ้องด้วย อุทธรณ์ของจำเลยทั้งสามในข้อนี้ฟังไม่ขึ้น

พิพากษายืน ให้จำเลยทั้งสามใช้ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์แทนโจทก์ โดยกำหนดค่าทนายความ 20,000 บาท
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.อากรรังนกอีแอ่น พ.ศ.2540 ม. 15 วรรคหนึ่ง
พ.ร.บ.ว่าด้วยการให้เอกชนเข้าร่วมงานหรือดำเนินการในกิจการของรัฐ พ.ศ.2535 ม. 5
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — องค์การบริหารส่วนจังหวัดชุมพร
จำเลย — บริษัทโกลเด้นเสตท จำกัด กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลภาษีอากรกลาง — นายอวิรุทธ์ ชาญชัยกิตติกร
ชื่อองค์คณะ
นพพร โพธิรังสิยากร
สุทัศน์ ศิริมหาพฤกษ์
ปกรณ์ วงศาโรจน์
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 15067/2557
#582985
เปิดฉบับเต็ม

แม้อาการป่วยของโจทก์จะเกิดขึ้นจากความผิดปกติในร่างกายของโจทก์เอง โดยจำเลยทั้งสองมิได้เป็นผู้ก่อให้เกิดขึ้นหรือกระทำการใด ๆ ให้โจทก์เกิดโรคมะเร็งก็ตาม แต่การแจ้งผลการตรวจผิดพลาดทำให้อาการโรคมะเร็งไตของโจทก์ลุกลามแพร่กระจายไปยังอวัยวะอื่น ๆ อีกโดยตามใบมรณบัตรยังระบุว่าโรคมะเร็งของโจทก์ลุกลามแพร่กระจายไปยังสมองเป็นเหตุให้โจทก์ถึงแก่ความตายในที่สุด ฎีกาของจำเลยที่ 1 ในประเด็นที่ว่าจำเลยทั้งสองมิได้ร่วมกันทำละเมิดต่อโจทก์จึงฟังไม่ขึ้น

อายุความฟ้องเรียกค่าเสียหายอันเกิดแต่มูลละเมิด ตาม ป.พ.พ. มาตรา 448 วรรคหนึ่ง บัญญัติว่า ขาดอายุความเมื่อพ้นปีหนึ่งนับแต่วันที่ผู้ต้องเสียหายรู้ถึงการละเมิดและรู้ตัวผู้จะพึงต้องใช้ค่าสินไหมทดแทนนั้น อายุความจะเริ่มนับต่อเมื่อผู้ต้องเสียหายรู้ถึงการละเมิดและรู้ตัวผู้พึงจะต้องใช้ค่าสินไหมทดแทน เมื่อโจทก์ทราบว่าจำเลยที่ 1 และที่ 2 แจ้งผลการตรวจสุขภาพประจำปีผิดพลาดไปจากความจริงเมื่อวันที่ 5 กรกฎาคม 2550 ซึ่งเมื่อนับถึงวันฟ้องคืนวันที่ 26 มิถุนายน 2551 ยังไม่พ้นกำหนด 1 ปี คดีของโจทก์จึงยังไม่ขาดอายุความตาม ป.พ.พ. มาตรา 448 วรรคหนึ่ง ฎีกาข้อนี้ของจำเลยที่ 1 ฟังไม่ขึ้นเช่นกัน

อนึ่ง ทุนทรัพย์ที่พิพาทในชั้นอุทธรณ์สำหรับจำเลยทั้งสองเป็นเงิน 1,687,592 บาท ซึ่งต้องเสียค่าขึ้นศาลชั้นอุทธรณ์เป็นเงิน 33,751 บาท แต่จำเลยทั้งสองชำระค่าขึ้นศาลชั้นอุทธรณ์มาเพียงคนละ 32,711 บาท จึงชำระค่าขึ้นศาลชั้นอุทธรณ์ขาดไปคนละ 1,040 บาท ส่วนทุนทรัพย์ที่พิพาทกันในชั้นฎีกาสำหรับจำเลยทั้งสองเป็นเงิน 315,000 บาท ซึ่งต้องเสียค่าขึ้นศาลชั้นฎีกาเป็นเงิน 6,300 บาท และจำเลยทั้งสองเสียถูกต้องครบถ้วน แต่เนื่องจากคดีนี้จำเลยทั้งสองเป็นจำเลยร่วมในคดีที่มูลความแห่งคดีเป็นการชำระหนี้อันไม่อาจแบ่งแยกได้ และจำเลยทั้งสองต่างได้ยื่นอุทธรณ์และยื่นฎีกาแยกกัน โดยต่างได้เสียค่าขึ้นศาลในชั้นอุทธรณ์และฎีกาดังกล่าวซึ่งค่าขึ้นศาลเช่นว่านั้น เมื่อรวมกันแล้วมีจำนวนสูงกว่าที่จำเลยทั้งสองต้องชำระในกรณียื่นอุทธรณ์และยื่นฎีการ่วมกัน กรณีจึงต้องด้วย ป.วิ.พ. มาตรา 150 วรรคห้า ที่ศาลอุทธรณ์และศาลฎีกาจะต้องมีคำสั่งคืนค่าขึ้นศาลส่วนที่เกินแก่จำเลยทั้งสองตามส่วนของค่าชั้นศาลชั้นอุทธรณ์และชั้นฎีกาที่แต่ละคนได้ชำระเกินไป เมื่อศาลอุทธรณ์มิได้สั่งคืนค่าขึ้นศาลส่วนที่เกินแก่จำเลยทั้งสอง ศาลฎีกาจึงเห็นสมควรแก้ไข้ให้ถูกต้องได้

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องและแก้ไขคำฟ้องขอให้บังคับจำเลยทั้งสองร่วมกันหรือแทนกันชำระเงิน 8,039,292 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงินดังกล่าวนับถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์

จำเลยทั้งสองให้การขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยทั้งสองร่วมกันชำระเงินจำนวน 1,687,592 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของเงินจำนวน ดังกล่าว นับถัดจากวันฟ้อง (วันที่ 26 มิถุนายน 2551) เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ กับให้จำเลยทั้งสองร่วมกันใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์โดยกำหนดค่าทนายความให้ 8,000 บาท เฉพาะค่าขึ้นศาลให้ใช้แทนเท่าทุนทรัพย์ที่โจทก์ชนะคดี

จำเลยที่ 1 และที่ 2 อุทธรณ์

ระหว่างพิจารณาของศาลอุทธรณ์โจทก์ถึงแก่ความตาย นายกฤษฎา ทายาทของโจทก์ยื่นคำร้องขอเข้าเป็นคู่ความแทน ศาลอุทธรณ์มีคำสั่งอนุญาต

ศาลอุทธรณ์พิพากษาแก้เป็นว่า ให้จำเลยทั้งสองร่วมกันชำระเงิน 315,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงินดังกล่าวนับถัดจากวันฟ้อง (วันที่ 26 มิถุนายน 2551) เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ กับให้จำเลยทั้งสองใช้ค่าทนายความชั้นอุทธรณ์แทนโจทก์ 8,000 บาท นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

โจทก์กับจำเลยที่ 1 และที่ 2 ฎีกา

ศาลฎีกาตรวจวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงที่ศาลอุทธรณ์รับฟังมาซึ่งโจทก์กับจำเลยที่ 1 และที่ 2 มิได้ฎีกาโต้เถียงเป็นอย่างอื่นรับฟังได้เป็นยุติว่า จำเลยที่ 1 เป็นนิติบุคคลประเภทบริษัทจำกัด ประกอบกิจการโรงพยาบาลเอกชน จำเลยที่ 2 เป็นแพทย์ประจำโรงพยาบาลจำเลยที่ 1 เมื่อวันที่ 4 สิงหาคม 2549 โจทก์ไปรับบริการการตรวจสุขภาพที่โรงพยาบาลจำเลยที่ 1 และจำเลยที่ 1 มอบหมายให้จำเลยที่ 2 เป็นแพทย์ผู้ตรวจร่างกายของโจทก์ ต่อมาจำเลยทั้งสองส่งผลการตรวจตามรายงานการตรวจสุขภาพ ให้แก่โจทก์ โดยจำเลยที่ 2 ลงลายมือชื่อเป็นแพทย์ผู้ตรวจ ระบุผลการตรวจเอกซเรย์ ในข้อที่ 4 ว่า ตรวจเอกซเรย์ช่องท้องส่วนบน U/S upper Abdomen เพื่อตรวจดูตับ ถุงน้ำดี ตับอ่อน ม้าม ไตทั้งสองข้างปกติ ครั้นต่อมาประมาณปลายเดือนมิถุนายน 2550 โจทก์มีอาการปวดท้องและท้องอืด จึงไปตรวจรักษากับแพทย์ที่โรงพยาบาลธนบุรี 1 โรงพยาบาลธนบุรี 2 และโรงพยาบาลราชวิถี กลับตรวจพบว่า โจทก์มีก้อนเนื้อมะเร็งที่บริเวณไตข้างขวา จึงเข้ารับการรักษาโดยผ่าตัดไตข้างขวาออก คดีมีปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์กับจำเลยที่ 1 และที่ 2 ว่า จำเลยทั้งสองทำละเมิดต่อโจทก์หรือไม่ เห็นว่า นอกจากมรณบัตรที่แสดงสาเหตุความตายของโจทก์จะเป็นเอกสารประกอบการยื่นคำร้องขอเข้าเป็นคู่ความแทนที่โจทก์ผู้มรณะ มิใช่พยานหลักฐานในคดีนี้ที่จำเลยที่ 1 จะนำมากล่าวอ้างในฎีกาได้แล้ว แม้หากจะรับฟังถึงสาเหตุการตายของโจทก์ตามมรณบัตรฉบับนี้ก็ยังเป็นข้อสนับสนุนให้เห็นว่า ผลแห่งการระบุในรายงานการตรวจสุขภาพ ทำให้โรคมะเร็งไตของโจทก์ลุกลามแพร่กระจายไปยังสมองเป็นเหตุให้ในที่สุดโจทก์ถึงแก่ความตายด้วยโรคมะเร็งสมองนั่นเองเพราะปรากฏตามบทความทางวิชาการ ด้วยว่าอาการลุกลามไปยังอวัยวะอื่น ๆ มะเร็งไตอาจลุกลามไปยังอวัยวะอื่น ๆ อันได้แก่ปอด กระดูก หรือสมองก็ได้ จึงยิ่งเป็นเหตุผลสนับสนุนให้เห็นถึงการร่วมกันทำละเมิดของจำเลยทั้งสองต่อโจทก์ให้มีน้ำหนักเชื่อถือได้มากยิ่งขึ้น ฎีกาของจำเลยที่ 1 ในประเด็นว่าจำเลยทั้งสองมิได้ร่วมกันทำละเมิดต่อโจทก์จึงฟังไม่ขึ้น

ปัญหาที่ต้องวินิจฉัยในประเด็นสุดท้ายที่จำเลยที่ 1 ฎีกาว่าคดีโจทก์ขาดอายุความโดยจำเลยที่ 1 ฎีกาว่า เมื่อวันที่ 24 มิถุนายน 2550 โจทก์ไปตรวจร่างกายด้วยเครื่องเอกซเรย์คอมพิวเตอร์ที่โรงพยาบาลธนบุรี 1 ผลการตรวจปรากฏว่ามีก้อนเนื้อที่บริเวณไตข้างขวามาหลายปีแล้ว เนื่องจากก้อนเนื้อมีขนาดใหญ่ แสดงว่าโจทก์ต้องทราบผลการตรวจตั้งแต่วันดังกล่าว แต่โจทก์นำคดีมาฟ้องจำเลยทั้งสองในวันที่ 26 มิถุนายน 2551 จึงเกินกำหนดอายุความ 1 ปี นั้น เห็นว่า อายุความฟ้องเรียกร้องค่าเสียหายอันเกิดแต่มูลละเมิด ซึ่งประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 448 วรรคหนึ่ง บัญญัติว่า ขาดอายุความเมื่อพ้นปีหนึ่งนับแต่วันที่ผู้ต้องเสียหายรู้ถึงการละเมิดและรู้ตัวผู้จะพึงต้องใช้ค่าสินไหมทดแทนนั้น อายุความจะเริ่มนับก็ต่อเมื่อผู้ต้องเสียหายรู้ถึงการละเมิดและรู้ตัวผู้จะพึงต้องใช้ค่าสินไหมทดแทน ในวันที่ 24 มิถุนายน 2550 ที่โรงพยาบาลธนบุรี แจ้งผลการตรวจด้วยเครื่องเอกซเรย์คอมพิวเตอร์ว่าปรากฏว่ามีก้อนเนื้อที่บริเวณไตข้างขวามานานหลายปีแล้วตาม ลำพังข้อเท็จจริงเพียงเท่านี้ยังไม่เพียงพอที่จะรับฟังว่าโจทก์ผู้ต้องเสียหายรู้ถึงการร่วมกันทำละเมิดของจำเลยทั้งสอง ข้อเท็จจริงเพียงเท่าที่กล่าวอาจทำให้โจทก์รู้สึกฉงนสงสัยว่า เหตุใดจึงแตกต่างขัดแย้งกับผลการตรวจสุขภาพประจำปี ของจำเลยที่ 1 และที่ 2 จึงระบุว่าผลการตรวจอัลตร้าซาวด์ช่องท้องส่วนบน "ปกติ" เป็นเหตุให้โจทก์ต้องขอรายงานผลการตรวจช่องท้องด้วยเครื่องตรวจคลื่นเสียงความถี่สูงหรือใบอัลตร้าซาวด์ มาจากจำเลยที่ 1 เมื่อวันที่ 5 กรกฎาคม 2550 จึงทราบข้อเท็จจริงว่าจำเลยที่ 1 และที่ 2 แจ้งผลการตรวจสุขภาพประจำปี ตามรายงานการตรวจสุขภาพ ผิดพลาดไปจากความจริง กรณีจึงต้องถือว่าโจทก์เพิ่งรู้ถึงการทำละเมิดของจำเลยที่ 1 และที่ 2 และรู้ตัวว่าจำเลยที่ 1 และที่ 2 จะพึงต้องใช้ค่าสินไหมทดแทนให้แก่โจทก์ในวันดังกล่าว คือวันที่ 5 กรกฎาคม 2550 ซึ่งเมื่อนับถึงวันฟ้องคือวันที่ 26 มิถุนายน 2551 ยังไม่พ้นกำหนด 1 ปี คดีของโจทก์จึงยังไม่ขาดอายุความตามประมวลกฏหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 448 วรรคหนึ่ง ฎีกาข้อนี้ของจำเลยที่ 1 ฟังไม่ขึ้นเช่นกัน

อนึ่ง ทุนทรัพย์ที่พิพาทกันในชั้นอุทธรณ์สำหรับจำเลยทั้งสองเป็นเงิน 1,687,592 บาท ซึ่งต้องเสียค่าขึ้นศาลชั้นอุทธรณ์เป็นเงิน 33,751 บาท แต่จำเลยทั้งสองชำระค่าขึ้นศาลชั้นอุทธรณ์มาเพียงคนละ 32,711 บาท จึงชำระค่าขึ้นศาลชั้นอุทธรณ์ขาดไปคนละ 1,040 บาท ส่วนทุนทรัพย์พิพาทกันในชั้นฎีกาสำหรับจำเลยทั้งสองเป็นเงิน 315,000 บาท ซึ่งต้องเสียค่าขึ้นศาลชั้นฎีกาเป็นเงิน 6,300 บาท และจำเลยทั้งสองเสียถูกต้องครบถ้วน แต่เนื่องจากคดีนี้จำเลยทั้งสองเป็นจำเลยร่วมในคดีที่มูลความแห่งคดีเป็นการชำระหนี้อันไม่อาจแบ่งแยกได้ และจำเลยทั้งสองต่างได้ยื่นอุทธรณ์และยื่นฎีกาแยกกัน โดยต่างได้เสียค่าขึ้นศาลในชั้นอุทธรณ์และชั้นฎีกาดังกล่าวซึ่งค่าขึ้นศาลเช่นว่านั้น เมื่อรวมกันแล้วมีจำนวนสูงกว่าที่จำเลยทั้งสองต้องชำระในกรณียื่นอุทธรณ์และยื่นฎีการ่วมกัน กรณีจึงต้องด้วยประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 150 วรรคห้า ที่ศาลอุทธรณ์และศาลฎีกาจะต้องมีคำสั่งคืนค่าขึ้นศาลส่วนที่เกินแก่จำเลยทั้งสองตามส่วนของค่าชั้นศาลชั้นอุทธรณ์และชั้นฎีกาที่แต่ละคนได้ชำระเกินไป เมื่อศาลอุทธรณ์มิได้สั่งคืนค่าขึ้นศาลส่วนที่เกินแก่จำเลยทั้งสอง ศาลฎีกาจึงเห็นสมควรสั่งแก้ไขเสียให้ถูกต้องด้วย

พิพากษาแก้เป็นว่า ให้บังคับจำเลยที่ 1 และที่ 2 ไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น ให้จำเลยทั้งสองร่วมกันชดใช้ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาแทนโจทก์ โดยกำหนดค่าทนายความชั้นฎีกา 8,000 บาท คืนค่าขึ้นศาลชั้นอุทธรณ์และค่าขึ้นศาลชั้นฎีกาตามส่วนที่จำเลยทั้งสองชำระเกินแก่จำเลยทั้งสอง นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 420 ม. 432 ม. 448 วรรคหนึ่ง
ป.วิ.พ. ม. 150 วรรคห้า
ชื่อคู่ความ
นายวิจิตร ธารณเจษฎา โดยนายกฤษฎา ธารณเจษฎา
โจทก์ — ผู้เข้าเป็นคู่ความแทน
จำเลย — บริษัทโรงพยาบาลพญาไท 1 จำกัด กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลแพ่ง — นายภูมิชัย พันธพฤกร์พยัต
ศาลอุทธรณ์ — นายณรงค์ ธนะปกรณ์
ชื่อองค์คณะ
ธานิศ เกศวพิทักษ์
เมทินี ชโลธร
ณัฏฐชัย ไวยภาษจีรกุล
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 15064/2557
#579971
เปิดฉบับเต็ม

โจทก์เป็นผู้ประกอบกิจการรับเหมาก่อสร้าง และงานก่อสร้างทุกชนิด ฟ้องเรียกร้องให้บังคับจำเลยที่ 1 ชำระหนี้ค่าจ้างส่วนที่ค้างชำระตามสัญญา โดยจำเลยที่ 1 ทำสัญญาว่าจ้างให้โจทก์ส่งช่างพ่นสีและช่างพ่นทรายพร้อมอุปกรณ์ไปทำงานให้จำเลยที่ 1 ซึ่งรับเหมาก่อสร้างโรงไฟฟ้าเขื่อนน้ำเทินที่สาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนลาว เงินค่าจ้างที่จำเลยที่ 1 ต้องชำระให้แก่โจทก์นั้น เป็นค่าแรงงาน ค่าเช่าอุปกรณ์ และค่าทำงานล่วงเวลาของคนงานโจทก์ ย่อมถือได้ว่าเป็นการที่โจทก์ซึ่งเป็นผู้ประกอบการอุตสาหกรรม ใช้สิทธิเรียกร้องให้จำเลยที่ 1 ใช้ค่าการงานที่ได้ทำ และงานที่ได้ทำก็เพื่อกิจการของจำเลยที่ 1 อยู่ด้วย กรณีจึงตกอยู่ในบังคับของ ป.พ.พ. มาตรา 193/34 (1) ตอนท้ายที่ว่า เว้นแต่เป็นการที่ได้ทำเพื่อกิจการของฝ่ายลูกหนี้นั้นเอง ดังนั้น อายุความสิทธิเรียกร้องของโจทก์จึงมีกำหนด 5 ปี ตาม ป.พ.พ. มาตรา 193/33 (5) หาใช่อายุความ 2 ปีไม่ โจทก์ฟ้องคดีนี้ภายในกำหนด 5 ปีนับแต่ขณะที่อาจบังคับสิทธิเรียกร้องได้ ฟ้องโจทก์จึงไม่ขาดอายุความ

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องและแก้ไขคำฟ้องขอให้บังคับจำเลยทั้งสามร่วมกันชำระเงิน 451,813.50 บาท แก่โจทก์ พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงิน 398,050 บาท นับแต่วันถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จ

จำเลยทั้งสามให้การขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง ค่าฤชาธรรมเนียมให้เป็นพับ

โจทก์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษาแก้เป็นว่า ให้จำเลยที่ 1 ชำระเงิน 418,050 บาท แก่โจทก์ พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงิน 398,050 บาท ตามที่โจทก์ขอนับแต่วันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จ ให้จำเลยที่ 1 ใช้ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสองศาลแทนโจทก์ โดยกำหนดค่าทนายความรวม 10,000 บาท นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

จำเลยที่ 1 ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยว่า คดีโจทก์มีอายุความเท่าไร และขาดอายุความแล้วหรือไม่ เห็นว่า ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 193/34 บัญญัติว่า "สิทธิเรียกร้องดังต่อไปนี้ ให้มีกำหนดอายุความสองปี (1) ผู้ประกอบการค้าหรืออุตสาหกรรม ผู้ประกอบหัตถกรรม ผู้ประกอบศิลปอุตสาหกรรมหรือช่างฝีมือ เรียกเอาค่าของที่ได้ส่งมอบ ค่าการงานที่ได้ทำ หรือค่าดูแลกิจการของผู้อื่น รวมทั้งเงินที่ได้ออกทดรองไป เว้นแต่เป็นการที่ได้ทำเพื่อกิจการของฝ่ายลูกหนี้นั้นเอง ..." และมาตรา 193/33 บัญญัติว่า "สิทธิเรียกร้องดังต่อไปนี้ให้มีกำหนดอายุความห้าปี (1)...(5) สิทธิเรียกร้องตามมาตรา 193/34 (1) (2) และ (5) ที่ไม่อยู่ในบังคับอายุความสองปี" คดีนี้โจทก์เป็นผู้ประกอบกิจการรับเหมาก่อสร้างและงานก่อสร้างทุกชนิด ฟ้องเรียกร้องให้บังคับจำเลยที่ 1 ชำระหนี้ค่าจ้างส่วนที่ค้างชำระตามสัญญา โดยจำเลยที่ 1 ทำสัญญาว่าจ้างให้โจทก์ส่งช่างพ่นสีและช่างพ่นทรายพร้อมอุปกรณ์ไปทำงานให้จำเลยที่ 1 ซึ่งรับเหมาก่อสร้างโรงไฟฟ้าเขื่อนน้ำเทินที่สาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนลาว เงินค่าจ้างที่จำเลยที่ 1 ต้องชำระให้แก่โจทก์นั้น เป็นค่าแรงงาน ค่าเช่าอุปกรณ์ และค่าทำงานล่วงเวลาของคนงานโจทก์ ย่อมถือได้ว่าเป็นการที่โจทก์ซึ่งเป็นผู้ประกอบการอุตสาหกรรม ใช้สิทธิเรียกร้องให้จำเลยที่ 1 ใช้ค่าการงานที่ได้ทำ และงานที่ได้ทำก็เพื่อกิจการของจำเลยที่ 1 อยู่ด้วย กรณีจึงตกอยู่ในบังคับของประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 193/34 (1) ตอนท้ายที่ว่า เว้นแต่เป็นการที่ได้ทำเพื่อกิจการของฝ่ายลูกหนี้นั้นเอง ดังนั้น อายุความสิทธิเรียกร้องของโจทก์จึงมีกำหนด 5 ปี ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 193/33 (5) หาใช่อายุความ 2 ปี ตามที่จำเลยที่ 1 ฎีกาไม่ โจทก์ฟ้องคดีนี้ภายในกำหนด 5 ปีนับแต่ขณะที่อาจบังคับสิทธิเรียกร้องได้ ฟ้องโจทก์จึงไม่ขาดอายุความ ที่ศาลอุทธรณ์พิพากษามานั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วยในผล ฎีกาจำเลยที่ 1 ปัญหานี้ฟังไม่ขึ้นเช่นกัน

พิพากษายืน ให้จำเลยที่ 1 ใช้ค่าทนายความชั้นฎีกา 10,000 บาท แทนโจทก์ ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกานอกจากนี้ให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 193/33 ม. 193/34
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — บริษัทโคทแมกเนท จำกัด
จำเลย — บริษัทโปรเมค เอ็นเนอร์ยี่ จำกัด กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลแพ่งกรุงเทพใต้ — นางนงนุช ตะวันพิทักษ์
ศาลอุทธรณ์ — นายจำรัส เพ็ชรสุวรรณ์
ชื่อองค์คณะ
สรศักดิ์ วาจาสิทธิศิลป์
สุทธิโชค เทพไตรรัตน์
นิพันธ์ ช่วยสกุล
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 15028/2557
#583705
เปิดฉบับเต็ม

โจทก์ยกบ้านพิพาทให้จำเลยในระหว่างสมรส เป็นนิติกรรมสัญญาเกี่ยวกับทรัพย์สินที่โจทก์จำเลยทำไว้ต่อกันในระหว่างเป็นสามีภริยากัน ซึ่งตาม ป.พ.พ. มาตรา 1469 บัญญัติให้ฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งจะบอกล้างเสียในเวลาใดที่เป็นสามีภริยากันอยู่หรือภายในกำหนดหนึ่งปีนับแต่วันขาดจากการเป็นสามีภริยากันก็ได้ ตามทางนำสืบโจทก์ไม่ปรากฏแน่ชัดว่าโจทก์บอกล้างการให้เมื่อใด แต่เมื่อโจทก์ยื่นฟ้องหย่าและขอให้เพิกถอนการให้บ้านพิพาท ให้จำเลยคืนบ้านพิพาทแก่โจทก์ ถือได้ว่าเป็นการแสดงเจตนาบอกล้างในขณะที่ยังเป็นสามีภริยากันอยู่ สัญญาจึงไม่มีผลบังคับอีกต่อไป โจทก์มีสิทธิเรียกคืนบ้านพิพาทจากจำเลยได้โดยไม่จำต้องคำนึงว่าข้อเท็จจริงจะฟังได้หรือไม่ได้ว่าจำเลยประพฤติเนรคุณโจทก์

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้พิพากษาให้โจทก์กับจำเลยหย่าขาดจากการเป็นสามีภริยากัน ให้เพิกถอนคืนการให้บ้านเลขที่ 263 หมู่ที่ 3 ตำบลสระใคร อำเภอสระใคร จังหวัดหนองคาย และทรัพย์สินทั้งหมดโอนคืนให้แก่โจทก์ หากไม่ปฏิบัติตามให้ถือเอาคำพิพากษาแทนการแสดงเจตนาของจำเลย ให้โจทก์มีสิทธิอยู่อาศัยในบ้านดังกล่าวได้ตลอดชีวิต เมื่อโจทก์ถึงแก่ความตายขอทำพินัยกรรมยกให้แก่โรงเรียนสระใคร อำเภอสระใคร จังหวัดหนองคาย

จำเลยให้การขอให้ยกฟ้อง และฟ้องแย้งขอให้โจทก์และจำเลยหย่าขาดจากการเป็นสามีภริยากัน ให้แบ่งสินสมรสบ้านเลขที่ 263 หมู่ที่ 3 ตำบลสระใคร อำเภอสระใคร จังหวัดหนองคาย ให้แก่จำเลยกึ่งหนึ่ง หากแบ่งไม่ได้ให้นำออกขายทอดตลาดแล้วนำเงินมาแบ่งกันคนละครึ่ง

โจทก์ให้การแก้ฟ้องแย้งขอให้ยกฟ้องแย้ง

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้โจทก์กับจำเลยหย่าขาดจากการเป็นสามีภริยากัน และเพิกถอนคืนการให้บ้านเลขที่ 263 หมู่ที่ 3 ตำบลสระใคร อำเภอสระใคร จังหวัดหนองคาย ให้จำเลยโอนคืนแก่โจทก์ หากไม่ปฏิบัติตามให้ถือเอาคำพิพากษาแทนการแสดงเจตนา กับให้จำเลยใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ โดยกำหนดค่าใช้จ่ายในการดำเนินคดี 3,000 บาท และค่าทนายความ 5,000 บาท ฟ้องแย้งของจำเลยให้ยก ค่าฤชาธรรมเนียมในส่วนฟ้องแย้งให้เป็นพับ คำขออื่นให้ยก

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 4 แผนกคดีเยาวชนและครอบครัว พิพากษาแก้เป็นว่า ให้แบ่งบ้านเลขที่ 263 หมู่ที่ 3 ตำบลสระใคร อำเภอสระใคร จังหวัดหนองคาย ให้แก่โจทก์ครึ่งหนึ่ง หากแบ่งไม่ได้ให้นำออกขายทอดตลาดแล้วนำเงินมาแบ่งให้แก่โจทก์ครึ่งหนึ่ง คืนค่าขึ้นศาลในชั้นอุทธรณ์ส่วนที่เสียเกินมาจำนวน 4,000 บาท ให้แก่จำเลย ให้โจทก์ใช้ค่าฤชาธรรมเนียมในชั้นอุทธรณ์แทนจำเลย โดยกำหนดค่าทนายความให้ 4,000 บาท นอกจากที่แก้คงให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

โจทก์ฎีกาโดยผู้พิพากษาที่นั่งพิจารณาคดีในศาลชั้นต้นรับรองว่ามีเหตุสมควรที่จะฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริงได้

ศาลฎีกาแผนกคดีเยาวชนและครอบครัววินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงเบื้องต้นฟังเป็นยุติว่า โจทก์เป็นชาวเยอรมัน โจทก์และจำเลยเป็นสามีภริยากันโดยชอบด้วยกฎหมาย จดทะเบียนสมรสกันเมื่อวันที่ 31 กรกฎาคม 2552 และอยู่อาศัยด้วยกันที่บ้านเลขที่ 263 หมู่ที่ 3 ตำบลสระใคร อำเภอสระใคร จังหวัดหนองคาย ซึ่งปลูกสร้างบนที่ดินของพี่สาวจำเลย และมีชื่อจำเลยเป็นเจ้าบ้าน คดีมีปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ประการแรกว่า บ้านพิพาทเลขที่ 263 หมู่ที่ 3 ตำบลสระใคร อำเภอสระใคร จังหวัดหนองคาย เป็นสินส่วนตัวของโจทก์ที่ยกให้จำเลยหรือไม่ โดยโจทก์ฎีกาว่า บ้านพิพาทเป็นของโจทก์ที่ยกให้จำเลย มิใช่เป็นสินสมรสดังที่จำเลยกล่าวอ้าง เห็นว่า ได้ความจากทางนำสืบของโจทก์และจำเลยว่า โจทก์ตกลงปลูกบ้านพิพาทเพื่อใช้เป็นที่อยู่อาศัยของโจทก์กับจำเลยในประเทศไทย โจทก์เป็นฝ่ายออกเงินค่าก่อสร้างบ้านทั้งหมดและบ้านสร้างเสร็จก่อนที่โจทก์กับจำเลยจดทะเบียนสมรสกัน ดังนี้ บ้านพิพาทจึงเป็นทรัพย์สินของโจทก์และเป็นทรัพย์สินที่โจทก์มีอยู่ก่อนสมรส บ้านพิพาทจึงมิใช่สินสมรส แต่เป็นสินส่วนตัวของโจทก์ที่ยกให้จำเลย เมื่อจำเลยรับยกให้แล้วบ้านพิพาทจึงเป็นสินส่วนตัวของจำเลย

มีปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ต่อไปว่า โจทก์มีสิทธิเรียกคืนบ้านพิพาทจากจำเลยหรือไม่ ได้ความจากทางนำสืบของโจทก์ว่า โจทก์ยกบ้านพิพาทให้จำเลยในระหว่างสมรส ดังนี้ นิติกรรมการให้จึงเป็นสัญญาที่เกี่ยวกับทรัพย์สินที่โจทก์จำเลยทำไว้ต่อกันในระหว่างเป็นสามีภริยากัน ซึ่งตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1469 บัญญัติให้ฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งจะบอกล้างเสียในเวลาใดที่เป็นสามีภริยากันอยู่หรือภายในกำหนดหนึ่งปี นับแต่วันที่ขาดจากการเป็นสามีภริยากันก็ได้ ตามทางนำสืบโจทก์ไม่ปรากฏแน่ชัดว่าโจทก์บอกล้างการให้เมื่อใด แต่เมื่อโจทก์ยื่นฟ้องหย่าและขอให้เพิกถอนการให้บ้านพิพาท ให้จำเลยคืนบ้านพิพาทแก่โจทก์ ก็ถือได้ว่าเป็นการแสดงเจตนาบอกล้างในขณะที่ยังเป็นสามีภริยากันอยู่ สัญญาจึงไม่มีผลบังคับอีกต่อไป โจทก์มีสิทธิเรียกคืนบ้านพิพาทจากจำเลยได้โดยไม่จำต้องคำนึงว่าข้อเท็จจริงจะฟังได้หรือไม่ได้ว่าจำเลยประพฤติเนรคุณโจทก์หรือไม่ ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 4 พิพากษามานั้น ศาลฎีกาไม่เห็นพ้องด้วย ฎีกาของโจทก์ฟังขึ้น

พิพากษาแก้เป็นว่า ให้จำเลยคืนบ้านเลขที่ 263 หมู่ที่ 3 ตำบลสระใคร อำเภอสระใคร จังหวัดหนองคาย ให้แก่โจทก์ในสภาพเรียบร้อย นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 4 ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาในส่วนฟ้องเดิมและฟ้องแย้งให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 1469
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นายวอล์ฟดีเทอร์ แวร์เนอร์ มึลเลอร์
จำเลย — นางสาวจารุพร จารุพรโสภาพรหรือมึลเลอร์
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลเยาวชนและครอบครัวจังหวัดหนองคาย — นายธีรารัตน์ สัมมา
ศาลอุทธรณ์ภาค 4 — นายก่อเกียรติ เอี่ยมบุตรลบ
ชื่อองค์คณะ
ชาตรี สุริยะวิจิตรวงศ์
พฤษภา พนมยันตร์
พศวัจณ์ กนกนาก
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 14975/2557
#580053
เปิดฉบับเต็ม

แม้พระราชบัญญัติจราจรทางบก พ.ศ.2522 มาตรา 40 วรรคหนึ่ง บัญญัติว่า "ผู้ขับขี่ต้องขับรถให้ห่างรถคันหน้าพอสมควรในระยะที่จะหยุดรถได้โดยปลอดภัยในเมื่อจำเป็นต้องหยุดรถ" ก็ตาม แต่ได้ความว่าก่อนเกิดเหตุจำเลยขับรถจักรยานยนต์เยื้องไปทางด้านหลังซ้ายรถยนต์ที่ ร. ขับ ดังนี้ จำเลยจึงขับรถอยู่คนละช่องเดินรถกับรถที่ ร. ขับ และเหตุที่รถที่จำเลยขับชนรถที่ ร. ขับเนื่องมาจาก ร. เบี่ยงรถมาทางด้านซ้าย กรณีจึงถือไม่ได้ว่ารถที่ ร. ขับเป็นรถคันหน้าที่จำเลยต้องขับรถให้ห่างพอสมควรที่จะหยุดรถได้โดยปลอดภัยเมื่อจำเป็นต้องหยุดรถตามบทบัญญัติดังกล่าว ทั้งได้ความว่าจำเลยขับรถด้วยความเร็วเพียง 30 กิโลเมตรต่อชั่วโมง ข้อเท็จจริงยังฟังไม่ได้ว่าจำเลยขับรถโดยประมาทอันอาจเกิดอันตรายแก่ทรัพย์สิน จำเลยจึงไม่มีความผิด

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามพระราชบัญญัติจราจรทางบก พ.ศ.2522 มาตรา 40, 43 (1), 157

จำเลยให้การปฏิเสธ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามพระราชบัญญัติจราจรทางบก พ.ศ.2522 มาตรา 40 วรรคหนึ่ง, 43 (4), 157 ปรับ 800 บาท ไม่ชำระค่าปรับให้จัดการตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 29, 30

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษากลับ ให้ยกฟ้อง

โจทก์ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า คดีนี้ศาลชั้นต้นลงโทษปรับจำเลย 800 บาท จึงต้องห้ามคู่ความมิให้อุทธรณ์คำพิพากษาศาลชั้นต้นในปัญหาข้อเท็จจริงตามพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลแขวงและวิธีพิจารณาความอาญาในศาลแขวง พ.ศ.2490 มาตรา 22 ข้อเท็จจริงรับฟังเป็นยุติตามคำพิพากษาศาลชั้นต้นว่า วันเวลาเกิดเหตุนายรังสรรพ์ ขับรถยนต์ หมายเลขทะเบียน กจ 1069 ปทุมธานี ไปตามถนนศรีนครินทร์จากแยกศรีอุดมบางนา - ตราด มุ่งหน้าแยกสวนหลวง อ่อนนุช ส่วนจำเลยขับรถจักรยานยนต์ หมายเลขทะเบียน ฬกฬ กรุงเทพมหานคร 88 เยื้องไปทางด้านหลังซ้ายรถที่นายรังสรรพ์ขับ เมื่อถึงบริเวณที่เกิดเหตุเลยสี่แยกพาราไดซ์หรือสี่แยกพาราไดซ์พาร์ค ซึ่งถนนบริเวณดังกล่าวไม่มีเส้นแบ่งช่องเดินรถ รถที่นายรังสรรพ์ขับเบี่ยงมาทางด้านซ้าย เป็นเหตุให้รถจักรยานยนต์ที่จำเลยขับเฉี่ยวชนกับท่อไอเสียด้านท้ายล่างมุมซ้ายของรถยนต์คันที่นายรังสรรพ์ขับ ทำให้รถทั้งสองคันได้รับความเสียหายและจำเลยได้รับอันตรายสาหัส

มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ว่า จำเลยกระทำความผิดตามคำพิพากษาศาลชั้นต้นหรือไม่ เห็นว่า แม้พระราชบัญญัติจราจรทางบก พ.ศ.2522 มาตรา 40 วรรคหนึ่ง บัญญัติว่า "ผู้ขับขี่ต้องขับรถให้ห่างรถคันหน้าพอสมควรในระยะที่จะหยุดรถได้โดยปลอดภัย ในเมื่อจำเป็นต้องหยุดรถ" ก็ตาม แต่ได้ความว่าก่อนเกิดเหตุจำเลยขับรถจักรยานยนต์เยื้องไปทางด้านหลังซ้ายรถที่นายรังสรรพ์ขับ ดังนี้ จำเลยจึงขับรถจักรยานยนต์อยู่คนละช่องเดินรถกับรถที่นายรังสรรพ์ขับ และเหตุที่รถจักรยานยนต์ชนรถที่นายรังสรรพ์ขับเนื่องมาจากนายรังสรรพ์เบี่ยงรถมาทางด้านซ้าย กรณีดังกล่าวจึงถือไม่ได้ว่ารถที่นายรังสรรพ์ขับเป็นรถคันหน้าที่จำเลยต้องขับรถให้ห่างพอสมควรที่จะหยุดรถได้โดยปลอดภัยเมื่อจำเป็นต้องหยุดรถตามบทบัญญัติดังกล่าว ทั้งได้ความว่าจำเลยขับรถจักรยานยนต์ด้วยความเร็วเพียง 30 กิโลเมตรต่อชั่วโมง ข้อเท็จจริงยังฟังไม่ได้ว่า จำเลยขับรถโดยประมาทอันอาจเกิดอันตรายแก่ทรัพย์สิน จำเลยจึงไม่มีความผิดตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น ที่ศาลอุทธรณ์พิพากษามานั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาของโจทก์ฟังไม่ขึ้น

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.จราจรทางบก พ.ศ.2522 ม. 40 วรรคหนึ่ง ม. 22
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการ สำนักงานอัยการสูงสุด
จำเลย — นายธนบดี สวัสดิ์ศรี
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดพระโขนง — นางสาวปรีญาพันธ์ ผ่องผุดพันธ์
ศาลอุทธรณ์ — นายวีระศักดิ์ นิศามณี
ชื่อองค์คณะ
ไมตรี สุเทพากุล
เกษม เกษมปัญญา
โสฬส สุวรรณเนตร์
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา