คำพิพากษา คำสั่งคำร้องและคำวินิจฉัยศาลฎีกา

ทั้งหมด 133,243 รายการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 15711/2557
#580832
เปิดฉบับเต็ม

แม้การกระทำความผิดตาม พ.ร.บ.ภาพยนตร์และวีดิทัศน์ พ.ศ.2551 มาตรา 80 ประกอบมาตรา 43 และมาตรา 80 ประกอบมาตรา 58 ในคำฟ้องข้อ 2.2 ถึงข้อ 2.5 และข้อ 2.6 ถึงข้อ 2.9 จะเกิดขึ้นเมื่อวันที่ 23 เมษายน 2555 เวลากลางวัน จนถึงวันที่ 4 กรกฎาคม 2555 เวลากลางวันต่อเนื่องกัน และเมื่อวันที่ 21 มิถุนายน 2553 เวลากลางวันจนถึงวันที่ 4 กรกฎาคม 2555 เวลากลางวันต่อเนื่องกัน ตามลำดับ อันเป็นความผิด 2 กรรม ดังที่โจทก์อุทธรณ์ก็ตาม แต่โจทก์บรรยายฟ้องในข้อ 2.2 ถึงข้อ 2.5 และข้อ 2.6 ถึงข้อ 2.9 ในส่วนที่เกี่ยวกับภาพยนตร์และวีดิทัศน์ว่า จำเลยซึ่งเป็นผู้ได้รับใบอนุญาตประกอบกิจการให้เช่า แลกเปลี่ยน หรือจำหน่ายภาพยนตร์และวีดิทัศน์ที่ร้าน บ. และที่ร้าน น. อันได้มีไว้ในสถานที่ประกอบกิจการของตนซึ่งแผ่นซีดีและแผ่นดีวีดีภาพยนต์และวีดิทัศน์ที่ไม่มีการแสดงเครื่องหมายการอนุญาต ประเภทของภาพยนตร์ และหมายเลขรหัสและไม่ผ่านการตรวจพิจารณาและได้รับอนุญาตจากคณะกรรมการพิจารณาภาพยนตร์และวีดิทัศน์จำนวนกี่แผ่นเท่านั้น โจทก์ไม่ได้บรรยายฟ้องให้เห็นถึงข้อเท็จจริงอันเป็นองค์ประกอบของความผิดตาม พ.ร.บ.ภาพยนตร์และวีดิทัศน์ พ.ศ.2551 มาตรา 80 ประกอบมาตรา 43 และมาตรา 80 ประกอบมาตรา 58 ว่า ภาพยนตร์และวีดิทัศน์นั้นเป็นภาพยนตร์และวีดิทัศน์เรื่องใด จัดอยู่ในภาพยนตร์ประเภทใด เช่น เป็นภาพยนตร์ที่เหมาะสมกับผู้ดูทั่วไปดังที่บัญญัติไว้ในมาตรา 26 (2) ภาพยนตร์และวีดิทัศน์นั้นมีเนื้อหาที่เป็นการบ่อนทำลาย ขัดต่อความสงบเรียบร้อยหรือศีลธรรมอันดีของประชาชน หรืออาจกระทบกระเทือนต่อความมั่นคงของรัฐและเกียรติภูมิของประเทศไทยดังที่บัญญัติไว้ในมาตรา 29 วรรคหนึ่ง และมาตรา 51 ประกอบมาตรา 29 วรรคหนึ่ง หรือไม่ เพื่อแสดงให้เห็นว่าภาพยนตร์นั้นมีเนื้อหาสาระเช่นเดียวกับภาพยนตร์ที่ผ่านการตรวจพิจารณาและได้รับอนุญาตจากคณะกรรมการพิจารณาภาพยนตร์และวีดิทัศน์ดังที่บัญญัติไว้ในมาตรา 43 หรือเพื่อแสดงให้เห็นว่าวีดิทัศน์นั้นมีลักษณะเช่นเดียวกับวีดิทัศน์ที่ผ่านการตรวจพิจารณาและได้รับอนุญาตจากคณะกรรมการพิจารณาภาพยนตร์และวีดิทัศน์ดังที่บัญญัติไว้ในมาตรา 58 เมื่อโจทก์มิได้บรรยายฟ้องถึงข้อเท็จจริงอันเป็นองค์ประกอบของความผิดตาม พ.ร.บ.ภาพยนตร์และวีดิทัศน์ พ.ศ.2551 มาตรา 80 ประกอบมาตรา 43 และมาตรา 80 ประกอบมาตรา 58 คำฟ้องของโจทก์ในข้อ 2.2 ถึงข้อ 2.5 และข้อ 2.6 ถึง ข้อ 2.9 จึงเป็นคำฟ้องที่มิได้บรรยายถึงข้อเท็จจริงเกี่ยวกับการกระทำทั้งหลายที่อ้างว่าจำเลยได้กระทำความผิดให้ครบองค์ประกอบของความผิดตามบัญญัติแห่งกฎหมายดังกล่าว คำฟ้องของโจทก์ย่อมเป็นคำฟ้องที่ไม่ชอบด้วย พ.ร.บ.จัดตั้งศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศและวิธีพิจารณาคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศ พ.ศ.2539 มาตรา 26 ประกอบ ป.วิ.อ. มาตรา 158 (5) แม้จำเลยให้การรับสารภาพ ก็ไม่อาจพิพากษาลงโทษจำเลยในข้อหาความผิดตาม พ.ร.บ.ภาพยนตร์และวีดิทัศน์ พ.ศ.2551 มาตรา 80 ประกอบมาตรา 43 และมาตรา 80 ประกอบมาตรา 58 ได้

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษตามพระราชบัญญัติลิขสิทธิ์ พ.ศ.2537 มาตรา 4, 6, 15, 31, 61, 70, 75 และ 76 พระราชบัญญัติภาพยนตร์และวีดิทัศน์ พ.ศ.2551 มาตรา 25, 38, 43, 47, 54, 58, 78, 79, 80, 81 และ 82 ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 ให้ของกลางที่ทำขึ้นโดยละเมิดลิขสิทธิ์จำนวน 858 แผ่น ตกเป็นของเจ้าของลิขสิทธิ์ และให้จ่ายค่าปรับที่ได้ชำระตามคำพิพากษาจำนวนกึ่งหนึ่งแก่ผู้เสียหายทั้งยี่สิบเอ็ดเจ้าของลิขสิทธิ์ และริบแผ่นซีดีและแผ่นดีวีดีภาพยนตร์และวีดิทัศน์ซึ่งไม่แสดงเครื่องหมายการอนุญาตและไม่ผ่านการตรวจพิจารณาจากคณะกรรมการพิจารณาภาพยนตร์และวีดิทัศน์รวมจำนวน 7,268 แผ่น

จำเลยให้การรับสารภาพ

ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามพระราชบัญญัติลิขสิทธิ์ พ.ศ.2537 มาตรา 70 วรรคสอง ประกอบมาตรา 31 (1) พระราชบัญญัติภาพยนตร์และวีดิทัศน์ พ.ศ.2551 มาตรา 25, 38, 43, 47, 54, 58, 78, 79, 80, 81 และ 82 การกระทำของจำเลยเป็นความผิดหลายกรรมต่างกัน ให้เรียงกระทงลงโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 ฐานละเมิดลิขสิทธิ์ของผู้อื่นเพื่อการค้า จำคุก 6 เดือน และปรับ 180,000 บาท ฐานประกอบกิจการให้เช่า แลกเปลี่ยน หรือจำหน่ายภาพยนตร์และวีดิทัศน์โดยทำเป็นธุรกิจหรือได้รับประโยชน์ตอบแทนโดยไม่ได้รับใบอนุญาต ฐานมีไว้ในสถานที่ประกอบกิจการเพื่อนำออกฉาย ให้เช่า แลกเปลี่ยน หรือจำหน่ายแผ่นภาพยนตร์และวีดิทัศน์ที่ไม่มีการแสดงเครื่องหมายการอนุญาตและหมายเลขรหัสของวีดิทัศน์ และฐานประกอบกิจการให้เช่า แลกเปลี่ยน หรือจำหน่ายภาพยนตร์หรือวีดิทัศน์ที่ไม่ผ่านการตรวจพิจารณาและได้รับอนุญาตจากคณะกรรมการพิจารณาภาพยนตร์และวีดิทัศน์เป็นการกระทำกรรมเดียวผิดต่อกฎหมายหลายบท ให้ลงโทษฐานประกอบกิจการให้เช่า แลกเปลี่ยน หรือจำหน่ายภาพยนตร์โดยทำเป็นธุรกิจหรือได้รับประโยชน์ตอบแทนโดยไม่ได้รับใบอนุญาต ซึ่งเป็นบทที่มีโทษหนักที่สุด ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 ปรับ 200,000 บาท รวมจำคุก 6 เดือน และปรับ 380,000 บาท จำเลยให้การรับสารภาพ เป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้กึ่งหนึ่ง ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คงจำคุก 3 เดือน และปรับ 190,000 บาท โทษจำคุกให้รอการลงโทษไว้มีกำหนด 1 ปี ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 56 หากจำเลยไม่ชำระค่าปรับ ให้บังคับตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 29 และ 30 โดยให้กักขังแทนค่าปรับเป็นระยะเวลาไม่เกิน 1 ปี ของกลางที่ทำขึ้นโดยละเมิดลิขสิทธิ์ตามฟ้องให้ตกเป็นของเจ้าของลิขสิทธิ์ และให้จ่ายเงินค่าปรับที่ได้ชำระตามคำพิพากษาฐานละเมิดลิขสิทธิ์เป็นจำนวนกึ่งหนึ่งให้แก่ผู้เสียหายทั้งยี่สิบเอ็ดซึ่งเป็นเจ้าของลิขสิทธิ์

โจทก์อุทธรณ์ต่อศาลฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศ ที่โจทก์อุทธรณ์สรุปได้ว่า จำเลยมีความผิดฐานประกอบกิจการให้เช่า แลกเปลี่ยน หรือจำหน่ายภาพยนตร์และวีดิทัศน์โดยทำเป็นธุรกิจหรือได้รับประโยชน์ตอบแทนโดยไม่ได้รับใบอนุญาตตามคำฟ้องข้อ 2.1 กรรมหนึ่ง ฐานเป็นผู้ได้รับใบอนุญาตประกอบกิจการให้เช่า แลกเปลี่ยน หรือจำหน่ายภาพยนตร์และวีดิทัศน์มีไว้ในสถานที่ประกอบกิจการของตนซึ่งภาพยนตร์และวีดิทัศน์เพื่อนำออกฉาย ให้เช่า แลกเปลี่ยน หรือจำหน่ายโดยไม่ผ่านการตรวจพิจารณาและได้รับอนุญาตจากคณะกรรมการพิจารณาภาพยนตร์และวีดิทัศน์ และไม่มีการแสดงเครื่องหมายการอนุญาต ประเภทของภาพยนตร์ และหมายเลขรหัสภาพยนตร์และวีดิทัศน์ตามคำฟ้องข้อ 2.2 ถึงข้อ 2.5 และข้อ 2.6 ถึงข้อ 2.9 อีก 2 กรรม และฐานละเมิดลิขสิทธิ์ของผู้อื่นเพื่อการค้าตามคำฟ้องข้อ 2.10 ถึงข้อ 2.30 อีกกรรมหนึ่ง รวมเป็น 4 กรรม และขอให้ริบแผ่นซีดีและแผ่นดีวีดีภาพยนตร์และวีดิทัศน์ของกลางที่นำออกฉาย ให้เช่า แลกเปลี่ยน หรือจำหน่ายโดยไม่ผ่านการตรวจพิจารณาและได้รับอนุญาตจากคณะกรรมการพิจารณาภาพยนตร์และวีดิทัศน์ และไม่มีการแสดงเครื่องหมายการอนุญาต ประเภทของภาพยนตร์ และหมายเลขรหัสภาพยนตร์และวีดิทัศน์ นั้น เห็นว่า ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางพิพากษาว่าจำเลยมีความผิดฐานประกอบกิจการให้เช่า แลกเปลี่ยน หรือจำหน่ายภาพยนตร์และวีดิทัศน์โดยทำเป็นธุรกิจหรือได้รับประโยชน์ตอบแทนโดยไม่ได้รับใบอนุญาตตามคำฟ้องข้อ 2.1 และฐานละเมิดลิขสิทธิ์ของผู้อื่นเพื่อการค้าตามคำฟ้อง ข้อ 2.10 ถึงข้อ 2.30 แล้ว ส่วนความผิดฐานเป็นผู้ได้รับใบอนุญาตประกอบกิจการให้เช่า แลกเปลี่ยน หรือจำหน่ายภาพยนตร์และวีดิทัศน์มีไว้ในสถานที่ประกอบกิจการของตนซึ่งภาพยนตร์และวีดิทัศน์เพื่อนำออกฉาย ให้เช่า แลกเปลี่ยน หรือจำหน่ายโดยไม่ผ่านการตรวจพิจารณาและได้รับอนุญาตจากคณะกรรมการพิจารณาภาพยนตร์และวีดิทัศน์ และไม่มีการแสดงเครื่องหมายการอนุญาต ประเภทของภาพยนตร์ และหมายเลขรหัสภาพยนตร์และวีดิทัศน์ ตามพระราชบัญญัติภาพยนตร์และวีดิทัศน์ พ.ศ.2551 มาตรา 80 ประกอบมาตรา 43 และมาตรา 80 ประกอบมาตรา 58 ตามคำฟ้องข้อ 2.2 ถึงข้อ 2.5 และข้อ 2.6 ถึงข้อ 2.9 นั้น มาตรา 43 และมาตรา 58 แห่งพระราชบัญญัติดังกล่าวบัญญัติไว้ดังนี้

มาตรา 43 ภาพยนตร์ที่ผู้รับใบอนุญาตตาม...มาตรา 38 จะมีไว้ในสถานที่ประกอบกิจการของตนเพื่อนำออกฉาย ให้เช่า แลกเปลี่ยน หรือจำหน่ายจะต้องเป็นภาพยนตร์ที่มีเนื้อหาสาระเช่นเดียวกับภาพยนตร์ที่ผ่านการตรวจพิจารณาและได้รับอนุญาตตามมาตรา 25 และมีการแสดงเครื่องหมายการอนุญาต ประเภทของภาพยนตร์และหมายเลขรหัสเช่นเดียวกับ มาตรา 31

มาตรา 58 วีดิทัศน์ที่ผู้รับใบอนุญาตตาม...มาตรา 54 จะมีไว้ในสถานที่ประกอบกิจการของตนเพื่อนำออกฉาย ให้เช่า แลกเปลี่ยน หรือจำหน่ายจะต้องมีลักษณะเช่นเดียวกับวีดิทัศน์ที่ผ่านการตรวจพิจารณาและได้รับอนุญาตตามมาตรา 47 และมีการแสดงเครื่องหมายการอนุญาตและหมายเลขรหัสเช่นเดียวกับมาตรา 31 ซึ่งนำมาใช้บังคับโดยอนุโลมตามมาตรา 51 ผู้รับใบอนุญาตตามมาตรา 38 หรือมาตรา 54 ผู้ใดฝ่าฝืนมาตรา 43 หรือมาตรา 58 ต้องระวางโทษปรับตั้งแต่สองหมื่นบาทถึงหนึ่งแสนบาท ตามมาตรา 80 แห่งพระราชบัญญัตินี้ มาตรา 38 มาตรา 54 มาตรา 25 มาตรา 47 และมาตรา 31 แห่งพระราชบัญญัติเดียวกันบัญญัติไว้ดังนี้

มาตรา 38 ห้ามผู้ใดประกอบกิจการให้เช่า แลกเปลี่ยน หรือจำหน่ายภาพยนตร์โดยทำเป็นธุรกิจหรือได้รับประโยชน์ตอบแทน เว้นแต่ได้รับใบอนุญาตจากนายทะเบียน

ใบอนุญาตนั้น ให้ออกสำหรับสถานที่ให้เช่า แลกเปลี่ยน หรือจำหน่ายภาพยนตร์แต่ละแห่ง

การขอใบอนุญาตและการออกใบอนุญาตให้เป็นไปตามหลักเกณฑ์ วิธีการ และเงื่อนไขที่กำหนดในกฎกระทรวง

มาตรา 54 ห้ามผู้ใดประกอบกิจการให้เช่า แลกเปลี่ยน หรือจำหน่ายวีดิทัศน์โดยทำเป็นธุรกิจหรือได้รับประโยชน์ตอบแทน เว้นแต่ได้รับใบอนุญาตจากนายทะเบียน

ใบอนุญาตนั้น ให้ออกสำหรับสถานที่ให้เช่า แลกเปลี่ยน หรือจำหน่ายวีดิทัศน์แต่ละแห่ง

การขอใบอนุญาตและการออกใบอนุญาตให้เป็นไปตามหลักเกณฑ์ วิธีการ และเงื่อนไขที่กำหนดในกฎกระทรวง

มาตรา 25 ภาพยนตร์ที่จะนำออกฉาย ให้เช่า แลกเปลี่ยน หรือจำหน่ายในราชอาณาจักรต้องผ่านการตรวจพิจารณาและได้รับอนุญาตจากคณะกรรมการพิจารณาภาพยนตร์และวีดิทัศน์

การขออนุญาตและการอนุญาตให้เป็นไปตามหลักเกณฑ์ วิธีการ และเงื่อนไขที่คณะกรรมการกำหนดโดยประกาศในราชกิจจานุเบกษา

มาตรา 47 วีดิทัศน์ที่จะนำออกฉาย ให้เช่า แลกเปลี่ยน หรือจำหน่ายในราชอาณาจักรต้องผ่านการตรวจพิจารณาและได้รับอนุญาตจากคณะกรรมการพิจารณาภาพยนตร์และวีดิทัศน์

การขออนุญาตและการอนุญาตให้เป็นไปตามหลักเกณฑ์ วิธีการ และเงื่อนไขที่คณะกรรมการกำหนดโดยประกาศในราชกิจจานุเบกษา

มาตรา 31 ให้นายทะเบียนกลางกำหนดหมายเลขรหัสและประทับตราเครื่องหมายการอนุญาต ประเภทของภาพยนตร์ และหมายเลขรหัสลงบนภาพยนตร์ที่ผ่านการตรวจพิจารณาและได้รับอนุญาตตามมาตรา 25

ในกรณีที่นายทะเบียนกลางเห็นสมควรอาจสั่งให้ผู้ยื่นคำขออัดหรือบันทึกคำบอกแจ้งว่าภาพยนตร์ดังกล่าวได้ผ่านการตรวจพิจารณาและได้รับอนุญาต รวมทั้งประเภทของภาพยนตร์ไว้บนภาพยนตร์และบนหีบห่อที่บรรจุภาพยนตร์นั้นด้วยก็ได้

การกำหนดหมายเลขรหัส ลักษณะเครื่องหมายการอนุญาตและประเภทของภาพยนตร์ หรือคำบอกแจ้งว่าภาพยนตร์ได้ผ่านการตรวจพิจารณาและได้รับอนุญาตแล้วให้เป็นไปตามหลักเกณฑ์ วิธีการ และเงื่อนไขที่คณะกรรมการประกาศกำหนด

แม้การกระทำความผิดตามพระราชบัญญัติภาพยนตร์และวีดิทัศน์ พ.ศ.2551 มาตรา 80 ประกอบมาตรา 43 และมาตรา 80 ประกอบมาตรา 58 ในคำฟ้องข้อ 2.2 ถึงข้อ 2.5 และข้อ 2.6 ถึงข้อ 2.9 จะเกิดขึ้นเมื่อวันที่ 23 เมษายน 2555 เวลากลางวัน จนถึงวันที่ 4 กรกฎาคม 2555 เวลากลางวันต่อเนื่องกัน และเมื่อวันที่ 21 มิถุนายน 2553 เวลากลางวันจนถึงวันที่ 4 กรกฎาคม 2555 เวลากลางวันต่อเนื่องกัน ตามลำดับ อันเป็นความผิด 2 กรรม ดังที่โจทก์อุทธรณ์ก็ตาม แต่โจทก์บรรยายฟ้องในข้อ 2.2 ถึงข้อ 2.5 และข้อ 2.6 ถึงข้อ 2.9 ในส่วนที่เกี่ยวกับภาพยนตร์และวีดิทัศน์ว่า จำเลยซึ่งเป็นผู้ได้รับใบอนุญาตประกอบกิจการให้เช่า แลกเปลี่ยน หรือจำหน่ายภาพยนตร์และวีดิทัศน์ที่ร้านบิ๊ก บิ๊ก ซีดี ซึ่งตั้งอยู่ที่เลขที่ 154/316 - 317 ถนนศรีสุริยวงศ์ ตำบลหน้าเมือง อำเภอเมืองราชบุรี จังหวัดราชบุรี และที่ร้าน บ้านไร่ ซีดี (บิ๊ก บิ๊ก ซีดี สาขา 3) ซึ่งตั้งอยู่ที่เลขที่ 216/6 ถนนมนตรีสุริยวงศ์ ตำบลหน้าเมือง อำเภอเมืองราชบุรี จังหวัดราชบุรี ได้มีไว้ในสถานที่ประกอบกิจการของตนซึ่งแผ่นซีดีและแผ่นดีวีดีภาพยนตร์และวีดิทัศน์ที่ไม่มีการแสดงเครื่องหมายการอนุญาต ประเภทของภาพยนตร์ และหมายเลขรหัส และไม่ผ่านการตรวจพิจารณาและได้รับอนุญาตจากคณะกรรมการพิจารณาภาพยนตร์และวีดิทัศน์จำนวนกี่แผ่นเท่านั้น โจทก์ไม่ได้บรรยายฟ้องให้เห็นถึงข้อเท็จจริงอันเป็นองค์ประกอบของความผิดตามพระราชบัญญัติภาพยนตร์และวีดิทัศน์ พ.ศ.2551 มาตรา 80 ประกอบมาตรา 43 และมาตรา 80 ประกอบมาตรา 58 ว่า ภาพยนตร์และวีดิทัศน์นั้นเป็นภาพยนตร์และวีดิทัศน์เรื่องใด จัดอยู่ในภาพยนตร์ประเภทใด เช่น เป็นภาพยนตร์ที่เหมาะสมกับผู้ดูทั่วไปดังที่บัญญัติไว้ในมาตรา 26 (2) ภาพยนตร์และวีดิทัศน์นั้นมีเนื้อหาที่เป็นการบ่อนทำลาย ขัดต่อความสงบเรียบร้อยหรือศีลธรรมอันดีของประชาชน หรืออาจกระทบกระเทือนต่อความมั่นคงของรัฐและเกียรติภูมิของประเทศไทยดังที่บัญญัติไว้ในมาตรา 29 วรรคหนึ่ง และมาตรา 51 ประกอบมาตรา 29 วรรคหนึ่ง หรือไม่ เพื่อแสดงให้เห็นว่าภาพยนตร์นั้นมีเนื้อหาสาระเช่นเดียวกับภาพยนตร์ที่ผ่านการตรวจพิจารณาและได้รับอนุญาตจากคณะกรรมการพิจารณาภาพยนตร์และวีดิทัศน์ดังที่บัญญัติไว้ในมาตรา 43 หรือเพื่อแสดงให้เห็นว่าวีดิทัศน์นั้นมีลักษณะเช่นเดียวกับวีดิทัศน์ที่ผ่านการตรวจพิจารณาและได้รับอนุญาตจากคณะกรรมการพิจารณาภาพยนตร์และวีดิทัศน์ดังที่บัญญัติไว้ในมาตรา 58 เมื่อโจทก์มิได้บรรยายฟ้องถึงข้อเท็จจริงอันเป็นองค์ประกอบของความผิดตามพระราชบัญญัติภาพยนตร์และวีดิทัศน์ พ.ศ.2551 มาตรา 80 ประกอบมาตรา 43 และมาตรา 80 ประกอบมาตรา 58 คำฟ้องของโจทก์ในข้อ 2.2 ถึงข้อ 2.5 และข้อ 2.6 ถึงข้อ 2.9 จึงเป็นคำฟ้องที่มิได้บรรยายถึงข้อเท็จจริงเกี่ยวกับการกระทำทั้งหลายที่อ้างว่าจำเลยได้กระทำความผิดให้ครบองค์ประกอบของความผิดตามบทบัญญัติแห่งกฎหมายดังกล่าว คำฟ้องของโจทก์ย่อมเป็นคำฟ้องที่ไม่ชอบด้วยพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศและวิธีพิจารณาคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศ พ.ศ.2539 มาตรา 26 ประกอบประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 158 (5) แม้จำเลยให้การรับสารภาพ ก็ไม่อาจพิพากษาลงโทษจำเลยในข้อหาความผิดตามพระราชบัญญัติภาพยนตร์และวีดิทัศน์ พ.ศ.2551 มาตรา 80 ประกอบมาตรา 43 และมาตรา 80 ประกอบมาตรา 58 ได้ ส่วนแผ่นซีดีกับแผ่นดีวีดีภาพยนตร์และวีดิทัศน์ของกลางที่โจทก์ขอให้ริบนั้น เห็นว่า ของกลางดังกล่าวไม่ใช่ทรัพย์สินที่จำเลยมีไว้เป็นความผิด ได้ใช้หรือมีไว้เพื่อใช้ในการกระทำความผิดในข้อหาดังกล่าวอันจะต้องริบหรือพึงริบได้ ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 32 และ 33 กรณีจึงไม่อาจริบของกลางดังกล่าวได้ อุทธรณ์ของโจทก์ฟังไม่ขึ้น

พิพากษาแก้เป็นว่า จำเลยมีความผิดตามพระราชบัญญัติภาพยนตร์และวีดิทัศน์ พ.ศ.2551 มาตรา 79 ประกอบมาตรา 38 วรรคหนึ่ง และมาตรา 82 ประกอบมาตรา 54 วรรคหนึ่ง ฐานประกอบกิจการให้เช่า แลกเปลี่ยน หรือจำหน่ายภาพยนตร์และวีดิทัศน์โดยทำเป็นธุรกิจหรือได้รับประโยชน์ตอบแทนโดยไม่ได้รับใบอนุญาต เป็นการกระทำกรรมเดียวเป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบท ให้ลงโทษฐานประกอบกิจการให้เช่า แลกเปลี่ยน หรือจำหน่ายภาพยนตร์โดยทำเป็นธุรกิจหรือได้รับประโยชน์ตอบแทนโดยไม่ได้รับใบอนุญาต ตามพระราชบัญญัติภาพยนตร์และวีดิทัศน์ พ.ศ.2551 มาตรา 79 ประกอบมาตรา 38 วรรคหนึ่ง ซึ่งเป็นกฎหมายบทที่มีโทษหนักที่สุด ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 ให้ยกฟ้องสำหรับข้อหาความผิดตามพระราชบัญญัติภาพยนตร์และวีดิทัศน์ พ.ศ.2551 มาตรา 80 ประกอบมาตรา 43 และมาตรา 80 ประกอบมาตรา 58 และให้ยกคำขอให้ริบของกลาง สำหรับโทษและนอกจากที่แก้คงให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลาง
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.ภาพยนตร์และวีดิทัศน์ พ.ศ.2551 ม. 43 ม. 58 ม. 80
พ.ร.บ.จัดตั้งศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศและวิธีพิจารณาคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศ พ.ศ.2539 ม. 26
ป.อ. ม. 90 ม. 91
ป.วิ.อ. ม. 158 (5) ม. 185
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการ สำนักงานอัยการสูงสุด
จำเลย — นายเนกขัม มาลีวัลย์
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลาง — นางถวิลวงศ์ จิตร์วิวัฒน์
ชื่อองค์คณะ
ปริญญา ดีผดุง
นวลน้อย ผลทวี
ธัชพันธ์ ประพุทธนิติสาร
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 15707/2557
#580012
เปิดฉบับเต็ม

ปัญหาว่าการกระทำของจำเลยที่ 1 ที่ 2 และที่ 3 เป็นการร่วมกันละเมิดลิขสิทธิ์โดยแพร่เสียงแพร่ภาพซ้ำซึ่งงานแพร่เสียงแพร่ภาพรายการโทรทัศน์ "National Geographic" อันมีลิขสิทธิ์ในประเทศไทยของโจทก์ร่วมเพื่อการค้า ตาม พ.ร.บ.ลิขสิทธิ์ พ.ศ.2537 มาตรา 69 วรรคสอง ประกอบมาตรา 29 (2) ดังที่โจทก์ฟ้องหรือไม่นั้น โจทก์และโจทก์ร่วมต้องนำสืบหรือแสดงพยานหลักฐานที่พิสูจน์ข้อเท็จจริงให้เห็นว่า จำเลยที่ 1 ที่ 2 และที่ 3 ได้กระทำการแพร่เสียงแพร่ภาพซ้ำโดยกระทำต่องานแพร่เสียงแพร่ภาพรายการโทรทัศน์ "National Geographic" อันมีลิขสิทธิ์ของโจทก์ร่วมที่ได้รับความคุ้มครองในประเทศไทยทั้งนี้เพราะการคุ้มครองลิขสิทธิ์ต้องเป็นไปตามหลักดินแดน กล่าวคือ จำเลยที่ 1 ที่ 2 และที่ 3 ต้องกระทำการละเมิดลิขสิทธิ์ต่องานแพร่เสียงแพร่ภาพอันมีลิขสิทธิ์ของโจทก์ร่วมที่ได้รับความคุ้มครองในประเทศไทยและการละเมิดลิขสิทธิ์นั้นต้องเป็นการกระทำที่เกิดขึ้นภายในอาณาเขตประเทศไทย โจทก์ร่วมจึงจะขอให้บังคับใช้สิทธิในลิขสิทธิ์สำหรับงานแพร่เสียงแพร่ภาพของโจทก์ร่วมดังกล่าวได้ ปรากฏว่ารายการ "National Geographic" เป็นรายการเกี่ยวกับชีวิตของสัตว์และคนซึ่งโจทก์ร่วมเป็นผู้สร้างสรรค์เอง เมื่อโจทก์ร่วมได้สร้างสรรค์งานดังกล่าวแล้วจะอนุญาตให้แพร่เสียงแพร่ภาพผ่านทางเคเบิลทีวีซึ่งจะต้องมีการจ่ายค่าตอบแทนจึงจะสามารถแพร่เสียงแพร่ภาพรายการของโจทก์ร่วมได้ การแพร่เสียงแพร่ภาพทางเคเบิลทีวีอาจดำเนินการทางระบบสายและระบบจานโดยผู้ที่ได้รับอนุญาตให้เผยแพร่รายการของโจทก์ร่วมในประเทศไทยคือบริษัท ย. กับบริษัท บ. โจทก์ร่วมจะยิงสัญญาณงานแพร่เสียงแพร่ภาพรายการดังกล่าวไปยังดาวเทียม จากนั้นดาวเทียมจะส่งสัญญาณกลับมาที่ภาคพื้นดินโดยสมาชิกจะต้องใช้จานหรือเครื่องรับสัญญาณซึ่งต้องมีสมาร์ตการ์ด จึงจะสามารถรับสัญญาณดาวเทียมและชมรายการของโจทก์ร่วมได้ สัญลักษณ์ "National Geographic" เป็นสัญลักษณ์ของโจทก์ร่วมและเป็นสิ่งแสดงว่ารายการนั้นเป็นลิขสิทธิ์ของโจทก์ร่วม ในกรณีที่มีการรับสัญญาณรายการ "National Geographic" ผ่านบริษัท ย. จะปรากฏทั้งสัญลักษณ์ "National Geographic" และสัญลักษณ์ "UBC" ที่หน้าจอโทรทัศน์ โดยสัญลักษณ์นั้นจะปรากฏอยู่คนละด้านกัน จากข้อเท็จจริงดังกล่าวแสดงให้เห็นว่างานแพร่เสียงแพร่ภาพรายการโทรทัศน์ "National Geographic" ที่โจทก์ร่วมมีลิขสิทธิ์ในประเทศไทยต้องเป็นงานแพร่เสียงแพร่ภาพที่ส่งสัญญาณผ่านบริษัท ย. ไปยังเครื่องรับโทรทัศน์ของสมาชิกเคเบิลทีวีของบริษัท ย. โดยที่หน้าจอโทรทัศน์จะปรากฏสัญลักษณ์ "National Geographic" และสัญลักษณ์ "UBC" อยู่คนละด้าน เมื่อปรากฏว่าที่จอโทรทัศน์ในบ้านที่เกิดเหตุของผู้เป็นสมาชิกเคเบิลทีวีของจำเลยที่ 1 มีภาพแสดงรายการโทรทัศน์ "National Geographic" ซึ่งมีสัญลักษณ์"National Geographic" เท่านั้น ไม่มีสัญลักษณ์ "UBC" แต่อย่างใด จึงถือไม่ได้ว่าจำเลยที่ 1 ที่ 2 และที่ 3 ได้แพร่เสียงแพร่ภาพซ้ำซึ่งรายการโทรทัศน์ "National Geographic" โดยกระทำต่องานแพร่เสียงแพร่ภาพอันมีลิขสิทธิ์ที่ได้รับความคุ้มครองในประเทศไทยของโจทก์ร่วม แต่เป็นการที่จำเลยที่ 1 ที่ 2 และที่ 3 รับสัญญาณงานแพร่เสียงแพร่ภาพจากดาวเทียมอื่นซึ่งไม่ใช่ดาวเทียมที่โจทก์ร่วมยิงสัญญาณงานแพร่เสียงแพร่ภาพรายการโทรทัศน์ "National Geographic" ผ่านบริษัท ย. ในประเทศไทย จึงเป็นการที่จำเลยที่ 1 ที่ 2 และที่ 3 กระทำต่องานแพร่เสียงแพร่ภาพอื่นที่มิใช่งานอันมีลิขสิทธิ์ของโจทก์ร่วม การกระทำของจำเลยที่ 1 ที่ 2 และที่ 3 ย่อมไม่เป็นความผิดฐานร่วมกันละเมิดลิขสิทธิ์โดยแพร่เสียงแพร่ภาพซ้ำซึ่งงานแพร่เสียงแพร่ภาพรายการโทรทัศน์ "National Geographic" อันมีลิขสิทธิ์ในประเทศไทยของโจทก์ร่วมเพื่อการค้า ตาม พ.ร.บ.ลิขสิทธิ์ พ.ศ.2537 มาตรา 69 วรรคสอง ประกอบมาตรา 29 (2)

เมื่อจำเลยทั้งสี่ไม่ได้กระทำความผิดตามฟ้อง ของกลางที่โจทก์ฟ้องว่าเป็นสิ่งที่จำเลยทั้งสี่ได้ใช้ในการกระทำความผิดขอให้ริบนั้นจึงรับฟังไม่ได้ว่าเป็นสิ่งที่ใช้ในการกระทำความผิด ไม่อาจริบตาม พ.ร.บ.ลิขสิทธิ์ พ.ศ.2537 มาตรา 75 ได้ จึงต้องคืนของกลางทั้งหมดแก่เจ้าของ

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยทั้งสี่ตามพระราชบัญญัติลิขสิทธิ์ พ.ศ.2537 มาตรา 4, 6, 8, 15, 29, 61, 69, 75, 76 และ 78 ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 32, 33 และ 83 ริบของกลาง สั่งจ่ายเงินค่าปรับฐานละเมิดลิขสิทธิ์กึ่งหนึ่งให้แก่ผู้เสียหายซึ่งเป็นเจ้าของลิขสิทธิ์ และนับโทษจำเลยที่ 2 และที่ 3 ต่อจากโทษในคดีอาญาหมายเลขดำที่ 63/2551 และ 64/2551 ของศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลาง

จำเลยทั้งสี่ให้การปฏิเสธ แต่จำเลยที่ 2 และที่ 3 รับว่าเป็นบุคคลคนเดียวกับจำเลยในคดีที่โจทก์ขอให้นับโทษต่อ

ระหว่างพิจารณาบริษัทเอ็นจีซีเน็ทเวอร์คเอเชียแอลแอลซี จำกัด ผู้เสียหายยื่นคำร้องขอเข้าร่วมเป็นโจทก์ ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางอนุญาต

ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลาง พิพากษาว่าจำเลยที่ 1 ที่ 2 และที่ 3 มีความผิดตามพระราชบัญญัติลิขสิทธิ์ พ.ศ.2537 มาตรา 29 (1), 69 วรรคสอง (ที่ถูก มาตรา 69 วรรคสอง ประกอบมาตรา 29 (2)) ฐานละเมิดลิขสิทธิ์ของผู้อื่นเพื่อการค้า ลงโทษปรับรายละ 200,000 บาท หากจำเลยที่ 1 ไม่ชำระค่าปรับให้บังคับตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 29 สำหรับจำเลยที่ 2 และที่ 3 หากไม่ชำระค่าปรับ ให้บังคับตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 29 และ 30 หากต้องกักขังจำเลยที่ 2 และที่ 3 แทนค่าปรับ ให้กักขังไม่เกิน 1 ปี จ่ายเงินค่าปรับที่ได้ชำระตามคำพิพากษาจำนวนกึ่งหนึ่งให้แก่โจทก์ร่วมซึ่งเป็นเจ้าของลิขสิทธิ์ ริบของกลาง เนื่องจากศาลไม่ได้พิพากษาลงโทษจำคุกจำเลยที่ 2 และที่ 3 จึงไม่อาจนับโทษต่อได้ ให้ยกคำขอส่วนนี้ กับยกฟ้องโจทก์และโจทก์ร่วมในส่วนของจำเลยที่ 4

จำเลยที่ 1 ที่ 2 และที่ 3 อุทธรณ์ต่อศาลฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศวินิจฉัยว่า ปัญหาว่าการกระทำของจำเลยที่ 1 ที่ 2 และที่ 3 เป็นการร่วมกันละเมิดลิขสิทธิ์โดยแพร่เสียงแพร่ภาพซ้ำซึ่งงานแพร่เสียงแพร่ภาพรายการโทรทัศน์ "National Geographic" อันมีลิขสิทธิ์ในประเทศไทยของโจทก์ร่วมเพื่อการค้า ตามพระราชบัญญัติลิขสิทธิ์ พ.ศ.2537 มาตรา 69 วรรคสอง ประกอบมาตรา 29 (2) ดังที่โจทก์ฟ้องหรือไม่นั้น โจทก์และโจทก์ร่วมต้องนำสืบหรือแสดงพยานหลักฐานที่พิสูจน์ข้อเท็จจริงให้เห็นว่า จำเลยที่ 1 ที่ 2และที่ 3 ได้กระทำการแพร่เสียงแพร่ภาพซ้ำโดยกระทำต่องานแพร่เสียงแพร่ภาพรายการโทรทัศน์ "National Geographic" อันมีลิขสิทธิ์ของโจทก์ร่วมที่ได้รับความคุ้มครองในประเทศไทยทั้งนี้เพราะการคุ้มครองลิขสิทธิ์ต้องเป็นไปตามหลักดินแดน กล่าวคือ จำเลยที่ 1 ที่ 2 และที่ 3 ต้องกระทำการละเมิดลิขสิทธิ์ต่องานแพร่เสียงแพร่ภาพอันมีลิขสิทธิ์ของโจทก์ร่วมที่ได้รับความคุ้มครองในประเทศไทยและการละเมิดลิขสิทธิ์นั้นต้องเป็นการกระทำที่เกิดขึ้นภายในอาณาเขตประเทศไทย โจทก์ร่วมจึงจะขอให้บังคับใช้สิทธิในลิขสิทธิ์สำหรับงานแพร่เสียงแพร่ภาพของโจทก์ร่วมดังกล่าวได้ ในข้อนี้โจทก์และโจทก์ร่วมนำสืบโดยมีนายสุรมนต์ที่ปรึกษากฎหมายของบริษัทโจทก์ร่วมมาเบิกความยืนยันว่า รายการ "National Geographic" เป็นรายการเกี่ยวกับชีวิตของสัตว์และคนซึ่งโจทก์ร่วมเป็นผู้สร้างสรรค์เอง เมื่อโจทก์ร่วมได้สร้างสรรค์งานดังกล่าวแล้วจะอนุญาตให้แพร่เสียงแพร่ภาพผ่านทางเคเบิลทีวีซึ่งจะต้องมีการจ่ายค่าตอบแทนจึงจะสามารถแพร่เสียงแพร่ภาพรายการของโจทก์ร่วมได้ การแพร่เสียงแพร่ภาพทางเคเบิลทีวีอาจดำเนินการทางระบบสายและระบบจานโดยผู้ที่ได้รับอนุญาตให้เผยแพร่รายการของโจทก์ร่วมในประเทศไทยคือบริษัทยูบีซีเคเบิ้ลเน็ทเวอร์ค จำกัด กับบริษัทยูไนเต็ดบรอดแคสติง คอร์ปอเรชัน จำกัด (มหาชน) โจทก์ร่วมจะยิงสัญญาณงานแพร่เสียงแพร่ภาพรายการดังกล่าวไปยังดาวเทียม จากนั้นดาวเทียมจะส่งสัญญาณกลับมาที่ภาคพื้นดินโดยสมาชิกจะต้องใช้จานหรือเครื่องรับสัญญาณซึ่งต้องมีสมาร์ตการ์ด จึงจะสามารถรับสัญญาณดาวเทียมและชมรายการของโจทก์ร่วมได้ สัญลักษณ์ "National Geographic" เป็นสัญลักษณ์ของโจทก์ร่วมและเป็นสิ่งแสดงว่ารายการนั้นเป็นลิขสิทธิ์ของโจทก์ร่วม ในกรณีที่มีการรับสัญญาณรายการ "National Geographic" ผ่านบริษัทยูบีซีเคเบิ้ลเน็ทเวอร์ค จำกัด จะปรากฏทั้งสัญลักษณ์ "National Geographic" และสัญลักษณ์ "UBC" ที่หน้าจอโทรทัศน์ โดยสัญลักษณ์นั้นจะปรากฏอยู่คนละด้านกัน จากคำเบิกความของนายสุรมนต์ดังกล่าวแสดงให้เห็นว่างานแพร่เสียงแพร่ภาพรายการโทรทัศน์ "National Geographic" ที่โจทก์ร่วมมีลิขสิทธิ์ในประเทศไทยต้องเป็นงานแพร่เสียงแพร่ภาพที่ส่งสัญญาณผ่านบริษัทยูบีซีเคเบิ้ลเน็ทเวอร์ค จำกัด ไปยังเครื่องรับโทรทัศน์ของสมาชิกเคเบิลทีวีของบริษัทยูบีซีเคเบิ้ลเน็ทเวอร์ค จำกัด โดยที่หน้าจอโทรทัศน์จะปรากฏสัญลักษณ์ "National Geographic" และสัญลักษณ์ "UBC" อยู่คนละด้าน ในข้อนี้ปรากฏจากคำเบิกความนายสุรมนต์และนายอนุชิตผู้ร่วมตรวจค้นบ้านที่เกิดเหตุในวันที่ 5 ตุลาคม 2545 ว่าที่จอโทรทัศน์ในบ้านที่เกิดเหตุของผู้เป็นสมาชิกเคเบิลทีวีของจำเลยที่ 1 มีภาพแสดงรายการโทรทัศน์ "National Geographic" ซึ่งมีสัญลักษณ์"National Geographic" เท่านั้น ไม่มีสัญลักษณ์ "UBC" แต่อย่างใด เมื่อศาลฎีกาแผนกคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศได้ดูวิดีโอเทปที่บันทึกภาพจากจอโทรทัศน์ในบ้านที่เกิดเหตุเมื่อวันที่ 5 ตุลาคม 2545 ก็ปรากฏว่าภาพรายการโทรทัศน์ดังกล่าวมีสัญลักษณ์ "National Geographic" ที่มุมด้านซ้ายของจอโทรทัศน์เท่านั้นโดยไม่ปรากฏสัญลักษณ์ "UBC" อยู่ด้วย ดังนี้ พยานหลักฐานของโจทก์และโจทก์ร่วมดังกล่าวจึงรับฟังไม่ได้ว่าจำเลยที่ 1 ที่ 2 และที่ 3 ได้แพร่เสียงแพร่ภาพซ้ำซึ่งรายการโทรทัศน์ "National Geographic" โดยกระทำต่องานแพร่เสียงแพร่ภาพอันมีลิขสิทธิ์ที่ได้รับความคุ้มครองในประเทศไทยของโจทก์ร่วม แต่เป็นการที่จำเลยที่ 1 ที่ 2 และที่ 3 รับสัญญาณงานแพร่เสียงแพร่ภาพจากดาวเทียมอื่นซึ่งไม่ใช่ดาวเทียมที่โจทก์ร่วมยิงสัญญาณงานแพร่เสียงแพร่ภาพรายการโทรทัศน์ "National Geographic" ผ่านบริษัทยูบีซีเคเบิ้ลเน็ทเวอร์ค จำกัด ในประเทศไทย จึงเป็นการที่จำเลยที่ 1 ที่ 2 และที่ 3 กระทำต่องานแพร่เสียงแพร่ภาพอื่นที่มิใช่งานอันมีลิขสิทธิ์ของโจทก์ร่วม การกระทำของจำเลยที่ 1 ที่ 2 และที่ 3 ย่อมไม่เป็นความผิดฐานร่วมกันละเมิดลิขสิทธิ์โดยแพร่เสียงแพร่ภาพซ้ำซึ่งงานแพร่เสียงแพร่ภาพรายการโทรทัศน์ "National Geographic" อันมีลิขสิทธิ์ในประเทศไทยของโจทก์ร่วมเพื่อการค้า ตามพระราชบัญญัติลิขสิทธิ์ พ.ศ.2537 มาตรา 69 วรรคสอง ประกอบมาตรา 29 (2) ดังที่โจทก์ฟ้อง เมื่อข้อเท็จจริงรับฟังไม่ได้ว่าจำเลยทั้งสี่กระทำความผิดตามฟ้อง ของกลางที่โจทก์ฟ้องว่าเป็นสิ่งที่จำเลยทั้งสี่ได้ใช้ในการกระทำความผิดขอให้ริบนั้นจึงรับฟังไม่ได้ว่าเป็นสิ่งที่ใช้ในการกระทำความผิด ไม่อาจริบตามพระราชบัญญัติลิขสิทธิ์พ.ศ.2537 มาตรา 75 ได้ จึงต้องคืนของกลางทั้งหมดแก่เจ้าของ

พิพากษาแก้เป็นว่า ให้ยกฟ้องสำหรับจำเลยที่ 1 ที่ 2 และที่ 3 เสียด้วยคืนของกลางทั้งหมดแก่เจ้าของ นอกจากที่แก้คงให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลาง
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.ลิขสิทธิ์ พ.ศ.2537 ม. 4 ม. 6 ม. 29 (2) ม. 69 วรรคสอง ม. 75
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการจังหวัดประจวบคีรีขันธ์
โจทก์ร่วม — บริษัท เอ็นจีซี เน็ทเวอร์ค เอเชีย แอลแอลซี จำกัด
จำเลย — บริษัท หัวหินเคเบิ้ลทีวี จำกัด กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลาง — นางกรกันยา สุวรรณพานิช
ชื่อองค์คณะ
ปริญญา ดีผดุง
อร่าม เสนามนตรี
ธัชพันธ์ ประพุทธนิติสาร
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 15705 -ที่ 15706/2557
#580014
เปิดฉบับเต็ม

การกระทำที่จะเป็นความผิดฐานเลียนเครื่องหมายการค้าของบุคคลอื่นที่ได้จดทะเบียนแล้วในราชอาณาจักรตาม พ.ร.บ.เครื่องหมายการค้า พ.ศ.2534 มาตรา 109 นั้น ต้องเป็นการใช้เครื่องหมายการค้าที่คล้ายกับเครื่องหมายการค้าของบุคคลอื่นที่ได้จดทะเบียนแล้วกับสินค้าจำพวกเดียวกันหรือต่างจำพวกกันแต่มีลักษณะอย่างเดียวกันกับสินค้าที่เครื่องหมายการค้าของบุคคลอื่นนั้นได้รับการจดทะเบียนจนอาจทำให้สาธารณชนสับสนหรือหลงผิดในความเป็นเจ้าของของสินค้าหรือแหล่งกำเนิดของสินค้าโดยไม่ได้รับอนุญาตจากเจ้าของเครื่องหมายการค้าที่ได้รับการจดทะเบียนทั้งนี้ โดยผู้กระทำการเลียนเครื่องหมายการค้านั้นมีเจตนาเพื่อให้ประชาชนหลงเชื่อว่าเป็นเครื่องหมายการค้าที่ได้รับการจดทะเบียนของบุคคลอื่น

โจทก์ที่ 2 เป็นเจ้าของเครื่องหมายการค้า ที่ได้รับการจดทะเบียนในราชอาณาจักรกับสินค้าจำพวก 30 รายการสินค้า ข้าว เมื่อวันที่ 27 กรกฎาคม 2543 ตามทะเบียนเครื่องหมายการค้าเลขที่ ค179957 ในวันที่ 20 กุมภาพันธ์ 2551 ซึ่งเป็นวันเกิดเหตุเวลาประมาณ 10 นาฬิกา บริษัทจำเลยที่ 1 โดยจำเลยที่ 2 กำลังจะส่งออกไปต่างประเทศซึ่งสินค้าข้าวสารนึ่งบรรจุกระสอบจำนวน 3,491 กระสอบ ปรากฏว่าที่ด้านหลังกระสอบบรรจุข้าวดังกล่าว ตรงลูกศรชี้ข้างล่างมีชื่อและที่อยู่บริษัทโจทก์ที่ 2 พร้อมตราสัญลักษณ์ที่คล้ายกับรูปประดิษฐ์นกอินทรีบนลูกโลกและช่อรวงข้าวผูกริบบิ้นในเครื่องหมายการค้าจดทะเบียนของโจทก์ที่ 2 ตามทะเบียนเครื่องหมายการค้า ดังภาพ ซึ่งเห็นได้ว่าตราสัญลักษณ์ ที่คล้ายกับรูปประดิษฐ์ในเครื่องหมายการค้าของโจทก์ที่ 2 มีขนาดเล็กมากเมื่อเทียบกับตราเครื่องหมายการค้าที่ปรากฏอยู่ที่ด้านหน้ากระสอบ ชื่อและที่อยู่ของบริษัทโจทก์ที่ 2 ที่ปรากฏอยู่บนกระสอบด้านหลังข้างล่างนั้นเป็นชื่อและที่อยู่ของผู้ส่งออกซึ่งต้องระบุไว้ที่สินค้าที่ส่งออกตามระเบียบของกระทรวงพาณิชย์ว่าด้วยการส่งสินค้าออกไปนอกราชอาณาจักร ซึ่งการระบุชื่อและที่อยู่ของโจทก์ที่ 2 ดังกล่าวไม่ถูกต้องตามใบอนุญาตให้ส่งสินค้าออกไปนอกราชอาณาจักร (ข้าว) (เพื่อกิจการที่เป็นการค้า) ซึ่งระบุชื่อบริษัทจำเลยที่ 1 เป็นผู้ส่งออก ประกอบกับโจทก์ทั้งสองก็มิได้นำสืบให้เห็นว่าการที่มีตราเครื่องหมายขนาดเล็กที่คล้ายกับเครื่องหมายการค้าจดทะเบียนของโจทก์ที่ 2 ตามทะเบียนเครื่องหมายการค้าเลขที่ ค179957 ปรากฏติดกับชื่อและที่อยู่ของโจทก์ที่ 2 ที่ด้านล่างกระสอบวัตถุพยาน โจทก์ที่ 2 ก็ได้ใช้ตราเครื่องหมายการค้าจดทะเบียนของโจทก์ที่ 2 ติดกับชื่อและที่อยู่ของโจทก์ที่ 2 ในลักษณะทำนองเดียวกันดังกล่าวกับสินค้าข้าวที่โจทก์ที่ 2 ส่งออกอย่างเครื่องหมายการค้าเพื่อทำหน้าที่แยกแยะความแตกต่างของสินค้าข้าวของโจทก์ที่ 2 กับสินค้าข้าวของบุคคลอื่นโดยมิใช่เพื่อแสดงถึงชื่อและที่อยู่ของผู้ส่งออก ดังนี้ การที่มีตราเครื่องหมายที่คล้ายกับเครื่องหมายการค้าจดทะเบียนของโจทก์ที่ 2 ตามทะเบียนเครื่องหมายการค้าเลขที่ ค179957 ปรากฏอยู่ติดกับชื่อและที่อยู่ของโจทก์ที่ 2 บนกระสอบ จึงเป็นเพียงสัญลักษณ์ส่วนประกอบส่วนหนึ่งของชื่อบริษัทผู้ส่งออกเท่านั้น การใช้ตราเครื่องหมายที่คล้ายกับเครื่องหมายการค้าจดทะเบียนของโจทก์ที่ 2 ตามทะเบียนเครื่องหมายการค้า เพื่อแสดงถึงชื่อและที่อยู่ของผู้ส่งออกดังกล่าวมิใช่การใช้ตราเครื่องหมายนั้นอย่างเครื่องหมายการค้าเพื่อแสดงว่าสินค้าข้าวที่ส่งออกแตกต่างกับสินค้าข้าวที่ใช้เครื่องหมายการค้าของบุคคลอื่น เครื่องหมายที่ทำหน้าที่เครื่องหมายการค้าที่ใช้กับสินค้าข้าวที่จำเลยที่ 1 โดยจำเลยที่ 2 ส่งออกในวันเกิดเหตุเพื่อแยกแยะความแตกต่างของสินค้าว่าเป็นของผู้ใดหรือมีแหล่งกำเนิดมาจากที่ใดนั้นปรากฏอยู่เต็มพื้นที่ด้านหน้ากระสอบ คือเครื่องหมาย ซึ่งไม่มีลักษณะเหมือนหรือคล้ายกับเครื่องหมายการค้า ของโจทก์ที่ 2 ตามทะเบียนเครื่องหมายการค้าแต่อย่างใด เมื่อจำเลยที่ 1 โดยจำเลยที่ 2 ไม่ได้ใช้เครื่องหมายที่คล้ายกับเครื่องหมายการค้าจดทะเบียนของโจทก์ที่ 2 ตามที่ปรากฏอยู่หน้าชื่อและที่อยู่ของโจทก์ที่ 2 อย่างเครื่องหมายการค้าเพื่อระบุว่าสินค้าข้าวนั้นเป็นของผู้ผลิตรายใดและเพื่อแยกแยะสินค้าข้าวนั้นว่าแตกต่างจากสินค้าข้าวของบุคคลอื่น การที่ปรากฏเครื่องหมายที่คล้ายกับเครื่องหมายการค้าจดทะเบียนของโจทก์ที่ 2 ที่กระสอบด้านหลังข้างล่างที่มีขนาดเล็กมากเมื่อเทียบกับเครื่องหมายการค้าของจำเลยที่ 1 ที่ปรากฏอยู่เต็มพื้นที่ด้านหน้ากระสอบ ซึ่งเป็นกระสอบที่ใช้บรรจุสินค้าข้าวเพื่อส่งออกไปต่างประเทศในวันเกิดเหตุ จึงถือไม่ได้ว่าเป็นการที่จำเลยที่ 1 และที่ 2 ใช้เครื่องหมายการค้าเลียนเครื่องหมายการค้าของโจทก์ที่ 2 ที่ได้จดทะเบียนแล้วในราชอาณาจักรโดยมีเจตนาเพื่อให้ประชาชนหลงเชื่อว่าเป็นเครื่องหมายการค้าของโจทก์ที่ 2 อันจะเป็นความผิดตาม พ.ร.บ.เครื่องหมายการค้า พ.ศ.2534 มาตรา 109

เมื่อสินค้าข้าวจำนวน 3,491 กระสอบ ของกลางมิใช่สินค้าที่มีเครื่องหมายการค้าเลียนเครื่องหมายการค้าจดทะเบียนของโจทก์ที่ 2 ซึ่งจำเลยที่ 1 และที่ 2 มีไว้เพื่อจำหน่าย จึงไม่อาจริบตาม พ.ร.บ.เครื่องหมายการค้า พ.ศ.2534 มาตรา 115 ได้ ส่วนรถยนต์บรรทุกพร้อมหางพ่วงจำนวน 5 คัน ของกลางที่ใช้บรรทุกข้าวสารนึ่งจำนวน 3,491 กระสอบ ของกลาง และอุทธรณ์ขอให้ริบตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 33 นั้น เมื่อการกระทำของจำเลยที่ 1 และที่ 2 ไม่เป็นความผิดฐานเลียนเครื่องหมายการค้าจดทะเบียนของบุคคลอื่นตาม พ.ร.บ.เครื่องหมายการค้า พ.ศ.2534 รถยนต์บรรทุกพร้อมหางพ่วงจำนวน 5 คัน ของกลางจึงมิใช่ทรัพย์ที่ใช้ในการกระทำความผิด ไม่อาจริบตาม ป.อ. มาตรา 33 ได้

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ที่ 1 ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยทั้งแปด ตามพระราชบัญญัติเครื่องหมายการค้า พ.ศ.2534 มาตรา 4, 109, 110, 114 และ 115 ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 32, 33 และ 83 ริบข้าวสารนึ่งบรรจุกระสอบที่มีเครื่องหมายการค้าเลียนเครื่องหมายการค้าจดทะเบียนของโจทก์ที่ 2 จำนวน 3,491 กระสอบ รถยนต์บรรทุกพ่วงและหางพ่วงจำนวน 5 คันของกลาง

จำเลยทั้งแปดให้การปฏิเสธ

ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางพิพากษาว่า จำเลยที่ 1 และที่ 2 มีความผิดตามพระราชบัญญัติเครื่องหมายการค้า พ.ศ.2534 มาตรา 109, 110, 114 ประกอบประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83 (ที่ถูก มาตรา 109 ประกอบมาตรา 114 และประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83) ให้ลงโทษจำคุกจำเลยที่ 2 มีกำหนด 8 เดือน และปรับจำเลยที่ 1 และที่ 2 คนละ 100,000 บาท ทางนำสืบของจำเลยที่ 1 และที่ 2 มีประโยชน์แก่การพิจารณาอยู่บ้างเห็นสมควรลดโทษให้หนึ่งในสี่ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คงจำคุกจำเลยที่ 2 มีกำหนด 6 เดือน และปรับจำเลยที่ 1 และที่ 2 คนละ 75,000 บาท กรณีไม่ปรากฏว่าจำเลยที่ 2 เคยต้องโทษจำคุกมาก่อน เห็นสมควรให้โอกาสจำเลยที่ 2 กลับตัวเป็นพลเมืองดีต่อไป โทษจำคุกให้รอการลงโทษไว้มีกำหนด 1 ปี (ที่ถูก ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 56) ไม่ชำระค่าปรับให้จัดการตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 29, 30 (ที่ถูก หากจำเลยที่ 1 ไม่ชำระค่าปรับ ให้บังคับตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 29 ส่วนจำเลยที่ 2 หากไม่ชำระค่าปรับ ให้บังคับตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 29 และ 30) ริบข้าวสารนึ่งบรรจุกระสอบจำนวน 3,491 กระสอบ ยกฟ้องโจทก์สำหรับจำเลยที่ 3 ถึงที่ 8 คำขออื่นนอกจากนี้ให้ยก

โจทก์ที่ 1 จำเลยที่ 1 และที่ 2 อุทธรณ์ต่อศาลฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศตรวจวินิจฉัยว่า ที่ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางพิพากษายกฟ้องสำหรับจำเลยที่ 3 ถึงที่ 8 และยกฟ้องจำเลยที่ 1 และที่ 2 ข้อหาความผิดฐานร่วมกันจำหน่าย เสนอจำหน่าย และมีไว้เพื่อจำหน่ายซึ่งสินค้าข้าวสารนึ่งจำนวน 3,491 กระสอบ ที่มีเครื่องหมายการค้าเลียนเครื่องหมายการค้าจดทะเบียนของโจทก์ที่ 2 ตามพระราชบัญญัติเครื่องหมายการค้า พ.ศ.2534 มาตรา 110 (1) ประกอบมาตรา 109 และประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83 โจทก์ทั้งสองไม่อุทธรณ์ คดีสำหรับจำเลยที่ 3 ถึงที่ 8 และสำหรับจำเลยที่ 1 และที่ 2 ในข้อหาความผิดฐานดังกล่าวจึงเป็นอันยุติไปตามคำพิพากษาศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลาง คงมีปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของจำเลยที่ 1 และที่ 2 ว่า บริษัทจำเลยที่ 1 และจำเลยที่ 2 ซึ่งเป็นกรรมการบริษัทจำเลยที่ 1 ผู้มีอำนาจกระทำการแทนกระทำความผิดฐานร่วมกันเลียนเครื่องหมายการค้า ของโจทก์ที่ 2 ซึ่งได้จดทะเบียนไว้ในราชอาณาจักรกับสินค้าจำพวก 30 รายการสินค้าข้าว เพื่อให้ประชาชนหลงเชื่อว่าเป็นเครื่องหมายการค้าของโจทก์ที่ 2 ดังกล่าว ตามพระราชบัญญัติเครื่องหมายการค้า พ.ศ.2534 มาตรา 109 ประกอบมาตรา 114 ดังที่ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางพิพากษาหรือไม่ เห็นว่า การกระทำที่จะเป็นความผิดฐานเลียนเครื่องหมายการค้าของบุคคลอื่นที่ได้จดทะเบียนแล้วในราชอาณาจักรตามพระราชบัญญัติเครื่องหมายการค้า พ.ศ.2534 มาตรา 109 นั้น ต้องเป็นการใช้เครื่องหมายการค้าที่คล้ายกับเครื่องหมายการค้าของบุคคลอื่นที่ได้จดทะเบียนแล้วกับสินค้าจำพวกเดียวกันหรือต่างจำพวกกันแต่มีลักษณะอย่างเดียวกันกับสินค้าที่เครื่องหมายการค้าของบุคคลอื่นนั้นได้รับการจดทะเบียนจนอาจทำให้สาธารณชนสับสนหรือหลงผิดในความเป็นเจ้าของของสินค้าหรือแหล่งกำเนิดของสินค้าโดยไม่ได้รับอนุญาตจากเจ้าของเครื่องหมายการค้าที่ได้รับการจดทะเบียนทั้งนี้ โดยผู้กระทำการเลียนเครื่องหมายการค้านั้นมีเจตนาเพื่อให้ประชาชนหลงเชื่อว่าเป็นเครื่องหมายการค้าที่ได้รับการจดทะเบียนของบุคคลอื่น ปัญหาว่า จำเลยที่ 1 และที่ 2 กระทำความผิดตามพระราชบัญญัติเครื่องหมายการค้า พ.ศ.2534 มาตรา 109 หรือไม่นั้นปรากฏข้อเท็จจริงตามทางนำสืบของโจทก์ทั้งสองกับจำเลยที่ 1 และที่ 2 ซึ่งทั้งสองฝ่ายไม่โต้แย้งกันว่า โจทก์ที่ 2 เป็นเจ้าของเครื่องหมายการค้า ที่ได้รับการจดทะเบียนในราชอาณาจักรกับสินค้าจำพวก 30 รายการสินค้า ข้าว เมื่อวันที่ 27 กรกฎาคม 2543 ตามทะเบียนเครื่องหมายการค้าเลขที่ ค179957 ในวันที่ 20 กุมภาพันธ์ 2551 ซึ่งเป็นวันเกิดเหตุเวลาประมาณ 10 นาฬิกา บริษัทจำเลยที่ 1 โดยจำเลยที่ 2 กำลังจะส่งออกไปต่างประเทศซึ่งสินค้าข้าวสารนึ่งบรรจุกระสอบจำนวน 3,491 กระสอบ ที่อยู่ที่ลานบรรจุสินค้าของบริษัทเอเวอร์กรีน จำกัด แขวงคลองสามประเวศ เขตลาดกระบัง กรุงเทพมหานคร ปรากฏว่าที่ด้านหลังกระสอบบรรจุข้าวดังกล่าวตรงลูกศรชี้ข้างล่างมีชื่อและที่อยู่บริษัทโจทก์ที่ 2 พร้อมตราสัญลักษณ์ที่คล้ายกับรูปประดิษฐ์นกอินทรีบนลูกโลกและช่อรวงข้าวผูกริบบิ้นในเครื่องหมายการค้าจดทะเบียนของโจทก์ที่ 2 ตามทะเบียนเครื่องหมายการค้าดังภาพ ซึ่งเห็นได้ว่าตราสัญลักษณ์ ที่คล้ายกับรูปประดิษฐ์ในเครื่องหมายการค้าของโจทก์ที่ 2 มีขนาดเล็กมากเมื่อเทียบกับตราเครื่องหมายการค้าที่ปรากฏอยู่ที่ด้านหน้ากระสอบตามวัตถุพยานหรือภาพถ่าย ซึ่งในข้อนี้ปรากฏจากทางนำสืบของโจทก์ทั้งสองว่า ชื่อและที่อยู่ของบริษัทโจทก์ที่ 2 ที่ปรากฏอยู่บนกระสอบด้านหลังข้างล่างตามวัตถุพยานหรือภาพถ่าย นั้น เป็นชื่อและที่อยู่ของผู้ส่งออกซึ่งต้องระบุไว้ที่สินค้าที่ส่งออกตามระเบียบของกระทรวงพาณิชย์ว่าด้วยการส่งสินค้าออกไปนอกราชอาณาจักร ซึ่งการระบุชื่อและที่อยู่ของโจทก์ที่ 2 ดังกล่าวไม่ถูกต้องตามใบอนุญาตให้ส่งสินค้าออกไปนอกราชอาณาจักร (ข้าว) (เพื่อกิจการที่เป็นการค้า) ซึ่งระบุชื่อบริษัทจำเลยที่ 1 เป็นผู้ส่งออก ประกอบกับโจทก์ทั้งสองก็มิได้นำสืบให้เห็นว่าการที่มีตราเครื่องหมายขนาดเล็กที่คล้ายกับเครื่องหมายการค้าจดทะเบียนของโจทก์ที่ 2 ตามทะเบียนเครื่องหมายการค้าเลขที่ ค179957 ปรากฏติดกับชื่อและที่อยู่ของโจทก์ที่ 2 ที่ด้านล่างกระสอบวัตถุพยาน โจทก์ที่ 2 ก็ได้ใช้ตราเครื่องหมายการค้าจดทะเบียนของโจทก์ที่ 2 ติดกับชื่อและที่อยู่ของโจทก์ที่ 2 ในลักษณะทำนองเดียวกันดังกล่าวกับสินค้าข้าวที่โจทก์ที่ 2 ส่งออกอย่างเครื่องหมายการค้าเพื่อทำหน้าที่แยกแยะความแตกต่างของสินค้าข้าวของโจทก์ที่ 2 กับสินค้าข้าวของบุคคลอื่นโดยมิใช่เพื่อแสดงถึงชื่อและที่อยู่ของผู้ส่งออก ดังนี้ การที่มีตราเครื่องหมายที่คล้ายกับเครื่องหมายการค้าจดทะเบียนของโจทก์ที่ 2 ตามทะเบียนเครื่องหมายการค้าเลขที่ ค179957 ปรากฏอยู่ติดกับชื่อและที่อยู่ของโจทก์ที่ 2 บนกระสอบจึงเป็นเพียงสัญลักษณ์ส่วนประกอบส่วนหนึ่งของชื่อบริษัทผู้ส่งออกเท่านั้น การใช้ตราเครื่องหมายที่คล้ายกับเครื่องหมายการค้าจดทะเบียนของโจทก์ที่ 2 ตามทะเบียนเครื่องหมายการค้าเพื่อแสดงถึงชื่อและที่อยู่ของผู้ส่งออกดังกล่าวมิใช่การใช้ตราเครื่องหมายนั้นอย่างเครื่องหมายการค้าเพื่อแสดงว่าสินค้าข้าวที่ส่งออกแตกต่างกับสินค้าข้าวที่ใช้เครื่องหมายการค้าของบุคคลอื่น เครื่องหมายที่ทำหน้าที่เครื่องหมายการค้าที่ใช้กับสินค้าข้าวที่จำเลยที่ 1 โดยจำเลยที่ 2 ส่งออกในวันเกิดเหตุเพื่อแยกแยะความแตกต่างของสินค้าว่าเป็นของผู้ใดหรือมีแหล่งกำเนิดมาจากที่ใดนั้นปรากฏอยู่เต็มพื้นที่ด้านหน้ากระสอบคือเครื่องหมาย ซึ่งไม่มีลักษณะเหมือนหรือคล้ายกับเครื่องหมายการค้า ของโจทก์ที่ 2 ตามทะเบียนเครื่องหมายการค้าแต่อย่างใด เมื่อพยานหลักฐานของโจทก์ทั้งสองยังไม่มีน้ำหนักและเหตุผลให้รับฟังได้ว่าจำเลยที่ 1 โดยจำเลยที่ 2 ได้ใช้เครื่องหมายที่คล้ายกับเครื่องหมายการค้าจดทะเบียนของโจทก์ที่ 2 ที่ปรากฏอยู่หน้าชื่อและที่อยู่ของโจทก์ที่ 2 อย่างเครื่องหมายการค้าเพื่อระบุว่าสินค้าข้าวนั้นเป็นของผู้ผลิตรายใดและเพื่อแยกแยะสินค้าข้าวนั้นว่าแตกต่างจากสินค้าข้าวของบุคคลอื่น การที่ปรากฏเครื่องหมายที่คล้ายกับเครื่องหมายการค้าจดทะเบียนของโจทก์ที่ 2 ที่กระสอบด้านหลังข้างล่างที่มีขนาดเล็กมากเมื่อเทียบกับเครื่องหมายการค้าของจำเลยที่ 1 ที่ปรากฏอยู่เต็มพื้นที่ด้านหน้ากระสอบดังที่ปรากฏในวัตถุพยานหรือภาพถ่ายซึ่งเป็นกระสอบที่ใช้บรรจุสินค้าข้าวเพื่อส่งออกไปต่างประเทศในวันเกิดเหตุจึงยังรับฟังไม่ได้ว่าเป็นการที่จำเลยที่ 1 และที่ 2 ใช้เครื่องหมายการค้าเลียนเครื่องหมายการค้าของโจทก์ที่ 2 ที่ได้จดทะเบียนแล้วในราชอาณาจักรโดยมีเจตนาเพื่อให้ประชาชนหลงเชื่อว่าเป็นเครื่องหมายการค้าของโจทก์ที่ 2 อันจะเป็นความผิดตามพระราชบัญญัติเครื่องหมายการค้า พ.ศ.2534 มาตรา 109 เมื่อสินค้าข้าวจำนวน 3,491 กระสอบ ของกลางมิใช่สินค้าที่มีเครื่องหมายการค้าเลียนเครื่องหมายการค้าจดทะเบียนของโจทก์ที่ 2 ซึ่งจำเลยที่ 1 และที่ 2 มีไว้เพื่อจำหน่าย จึงไม่อาจริบตามพระราชบัญญัติเครื่องหมายการค้า พ.ศ.2534 มาตรา 115 ได้ ส่วนรถยนต์บรรทุกพร้อมหางพ่วงจำนวน 5 คัน ของกลาง ที่โจทก์ที่ 1 อ้างว่าเป็นทรัพย์ที่ใช้บรรทุกข้าวสารนึ่งจำนวน 3,491 กระสอบ ของกลาง และอุทธรณ์ขอให้ริบตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 33 นั้น เมื่อการกระทำของจำเลยที่ 1 และที่ 2 ไม่เป็นความผิดฐานเลียนเครื่องหมายการค้าจดทะเบียนของบุคคลอื่นตามพระราชบัญญัติเครื่องหมายการค้า พ.ศ.2534 รถยนต์บรรทุกพร้อมหางพ่วงจำนวน 5 คัน ของกลางจึงมิใช่ทรัพย์ที่ใช้ในการกระทำความผิด ไม่อาจริบตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 33 ได้ ที่ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางพิพากษาว่าจำเลยที่ 1 และที่ 2 มีความผิดตามพระราชบัญญัติเครื่องหมายการค้า พ.ศ.2534 มาตรา 109 ประกอบมาตรา 114 และประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83 และให้ริบข้าวสารนึ่งบรรจุกระสอบจำนวน 3,491 กระสอบ ของกลางนั้น ศาลฎีกาแผนกคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศไม่เห็นพ้องด้วย อุทธรณ์ของจำเลยที่ 1และที่ 2 ฟังขึ้น ส่วนที่ศาลดังกล่าวพิพากษาให้ยกคำขอริบรถยนต์บรรทุกพร้อมหางพ่วงจำนวน 5 คัน ของกลาง เพราะเห็นว่าไม่ใช่ทรัพย์ที่ใช้ในการกระทำความผิดอันจะพึงริบตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 33 ได้นั้น ศาลฎีกาแผนกคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศเห็นพ้องด้วยในผล อุทธรณ์ของโจทก์ฟังไม่ขึ้น

พิพากษาแก้เป็นว่า ให้ยกฟ้องโจทก์สำหรับจำเลยที่ 1 และที่ 2 ด้วย และให้ยกคำขอริบข้าวสารนึ่งบรรจุกระสอบจำนวน 3,491 กระสอบ ของกลาง นอกจากที่แก้คงให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลาง
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.เครื่องหมายการค้า พ.ศ.2534 ม. 4 ม. 109 ม. 115
ป.อ. ม. 33
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการ สำนักงานอัยการสูงสุด
จำเลย — บริษัท ขาณุพืชผล จำกัด กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลาง — นางสาวสมรศรี ตีระวัฒนานนท์
ชื่อองค์คณะ
ปริญญา ดีผดุง
นวลน้อย ผลทวี
ธัชพันธ์ ประพุทธนิติสาร
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 15702/2557
#575648
เปิดฉบับเต็ม

แม้ปัญหาที่ว่าคดีใดอยู่ในอำนาจพิจารณาของศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศหรือไม่ เป็นอำนาจของประธานศาลฎีกาผู้เดียวเป็นผู้วินิจฉัย และศาลที่รับคดีไว้จะต้องเสนอปัญหาให้ประธานศาลฎีกาวินิจฉัย ตาม พ.ร.บ.จัดตั้งศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศและวิธีพิจารณาคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศ พ.ศ.2539 มาตรา 9 ก็ตาม แต่คดีนี้โจทก์ฟ้องบรรยายสภาพแห่งข้อหาว่า จำเลยว่าจ้างโจทก์ให้ดำเนินการขนส่งสินค้าจากประเทศไทยไปยังลูกค้าที่อยู่ต่างประเทศโดยการขนส่งทางทะเลและทางอากาศรวม 91 รายการ แยกเป็นรายการค่าขนส่ง ค่าใช้จ่ายระหว่างประเทศและค่าแรงงาน โดยอ้างส่งใบแจ้งหนี้แต่ละรายการมาท้ายฟ้อง อันเข้าใจได้ว่าค่าขนส่งและค่าแรงงานเป็นค่าใช้จ่ายที่เกี่ยวเนื่องกับการรับขนส่งสินค้าไปต่างประเทศ การที่ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางตรวจคำฟ้องแล้วมีคำสั่งให้รับคำฟ้องไว้พิจารณา ย่อมแสดงว่าศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางพิจารณาแล้วเห็นว่ามูลคดีตามฟ้องโจทก์ทั้ง 91 รายการ อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศ เมื่อจำเลยต้องการโต้แย้งว่าศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางไม่มีอำนาจพิจารณาพิพากษาคดีนี้ จำเลยก็ต้องกล่าวโดยชัดแจ้งว่าการขนส่งรายการใดไม่เกี่ยวข้องกับการขนส่งระหว่างประเทศเพราะเหตุใด การที่จำเลยยกขึ้นโต้แย้งในคำให้การเพียงว่า จำเลยตกลงว่าจ้างโจทก์ให้ขนส่งสินค้าจากโรงงานของจำเลยไปส่งยังท่าเรือเท่านั้น ไม่ได้ว่าจ้างให้ขนส่งไปต่างประเทศ จึงเป็นข้อโต้แย้งที่ไม่ชัดแจ้ง ถือไม่ได้ว่าเป็นกรณีมีปัญหาว่าคดีนี้อยู่ในอำนาจพิจารณาของศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศหรือไม่

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยชำระเงิน 1,854,012.54 บาท พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี จากต้นเงิน 1,666,528.13 บาท นับถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์

จำเลยให้การขอให้ยกฟ้อง

ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางพิพากษาให้จำเลยชำระเงิน 1,090,857.15 บาท พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี จากต้นเงินดังกล่าวนับแต่วันที่ 27 ตุลาคม 2553 เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ กับให้จำเลยชำระค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์แต่ไม่เกินจำนวนทุนทรัพย์ที่โจทก์ชนะคดี โดยกำหนดค่าทนายความให้ 10,000 บาท

จำเลยอุทธรณ์ต่อศาลฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงรับฟังได้ในเบื้องต้นว่า ระหว่างวันที่ 16 กรกฎาคม 2553 ถึงวันที่ 6 พฤศจิกายน 2553 จำเลยว่าจ้างโจทก์ให้ขนส่งสินค้าจำนวน 91 รายการ รวมเป็นเงิน 1,666,528.13 บาท แต่ระหว่างการขนส่งสินค้าโจทก์ทำให้สินค้าของจำเลยได้รับความเสียหาย 2,996,053.36 บาท ต่อมาบริษัทที่รับประกันภัยได้ชดใช้เงินค่าเสียหายให้แก่จำเลยบางส่วนเป็นเงิน 2,420,382.38 บาท โจทก์มีภาระที่จะต้องชดใช้ค่าเสียหายแก่จำเลยอีกจำนวน 575,670.98 บาท เมื่อนำยอดเงินที่โจทก์จะต้องชำระให้แก่จำเลยมาหักออกจากหนี้ค่าขนส่งสินค้าดังกล่าวข้างต้นแล้ว จำเลยยังค้างชำระเงินให้แก่โจทก์จำนวน 1,090,857.15 บาท

คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของจำเลยข้อแรกว่า การที่ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางไม่ส่งปัญหาเรื่องคดีอยู่ในอำนาจของศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศหรือไม่ไปให้ประธานศาลฎีกาวินิจฉัย เป็นการไม่ชอบ หรือไม่ เห็นว่า แม้ปัญหาที่ว่าคดีใดจะอยู่ในอำนาจพิจารณาของศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศหรือไม่จะถือเป็นอำนาจของประธานศาลฎีกาผู้เดียวเป็นผู้วินิจฉัย และศาลที่รับคดีไว้จะต้องเสนอปัญหาให้ประธานศาลฎีกาวินิจฉัย ตามพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศและวิธีพิจารณาคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศ พ.ศ.2539 มาตรา 9 ก็ตาม แต่คดีนี้โจทก์ฟ้องบรรยายสภาพแห่งข้อหาว่า จำเลยว่าจ้างโจทก์ให้ดำเนินการขนส่งสินค้าจากประเทศไทยไปยังลูกค้าที่อยู่ต่างประเทศโดยการขนส่งทางทะเลและทางอากาศรวม 91 รายการ แยกเป็นรายการค่าขนส่ง ค่าใช้จ่ายระหว่างประเทศและค่าแรงงาน โดยอ้างส่งใบแจ้งหนี้แต่ละรายการมาท้ายฟ้อง อันเข้าใจได้ว่าค่าขนส่งและค่าแรงงานเป็นค่าใช้จ่ายที่เกี่ยวเนื่องกับการรับขนส่งสินค้าไปต่างประเทศ การที่ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางตรวจคำฟ้องแล้วมีคำสั่งให้รับคำฟ้องไว้พิจารณา ย่อมแสดงว่าศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางพิจารณาแล้วเห็นว่ามูลคดีตามฟ้องโจทก์ทั้ง 91 รายการ อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศเมื่อจำเลยต้องการโต้แย้งว่าศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางไม่มีอำนาจพิจารณาพิพากษาคดีนี้ จำเลยก็ต้องกล่าวโดยชัดแจ้งว่าการขนส่งรายการใดไม่เกี่ยวข้องกับการขนส่งระหว่างประเทศเพราะเหตุใด การที่จำเลยยกขึ้นโต้แย้งในคำให้การเพียงว่า จำเลยตกลงว่าจ้างโจทก์ให้ขนส่งสินค้าจากโรงงานของจำเลยไปส่งยังท่าเรือเท่านั้น ไม่ได้ว่าจ้างให้ขนส่งไปต่างประเทศ จึงเป็นข้อโต้แย้งที่ไม่ชัดแจ้ง ถือไม่ได้ว่าเป็นกรณีมีปัญหาว่าคดีนี้อยู่ในอำนาจพิจารณาของศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศหรือไม่ ที่ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางมิได้งดการพิจารณาและส่งข้อโต้แย้งของจำเลยไปให้ประธานศาลฎีกาวินิจฉัยโดยเห็นว่าเป็นกรณีไม่มีปัญหานั้น ศาลฎีกาแผนกคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศเห็นพ้องด้วยในผล อุทธรณ์ของจำเลยข้อนี้ฟังไม่ขึ้น

พิพากษายืน โจทก์ไม่แก้อุทธรณ์จึงไม่กำหนดค่าทนายความชั้นอุทธรณ์ให้
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.จัดตั้งศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศและวิธีพิจารณาคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศ พ.ศ.2539 ม. 9
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — บริษัทโซนิค อินเตอร์เฟรท จำกัด
จำเลย — บริษัทเอ็มเอ็มพี คอร์ปอเรชั่น จำกัด
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลาง — นายชุตินธร ห่อวโนทยาน
ชื่อองค์คณะ
สุวัฒน์ วรรธนะหทัย
นวลน้อย ผลทวี
ไมตรี สุเทพากุล
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 15698/2557
#599051
เปิดฉบับเต็ม

คำว่า หรือ ของเครื่องหมายบริการ และ ตามคำขอทั้งสี่คำขอของโจทก์มาจากตัวอักษรโรมันคำว่า ซึ่งเป็นชื่อของโจทก์ ไม่ปรากฏจากทางนำสืบของจำเลยว่ามีแหล่งข้อมูลอื่นที่ให้ความหมายคำว่า เป็นคำย่อในภาษาเยอรมันซึ่งหมายถึงสมาคมที่ให้ความช่วยเหลือทางด้านเทคนิคเช่นเดียวกับเอกสารที่จำเลยอ้าง ทั้งปรากฏในเอกสารดังกล่าวด้วยว่าคำดังกล่าวซึ่งเป็นคำย่อยังมีอีกหลายความหมาย จำเลยก็ไม่ได้นำสืบให้เห็นว่าบุคคลที่มีความรู้ภาษาเยอรมันหรือบุคคลที่มีความรู้ทางด้านการให้คำแนะนำทางเทคนิคต่าง ๆ ทราบดีว่า คำว่า เป็นคำย่อในภาษาเยอรมันซึ่งหมายถึงสมาคมที่ให้ความช่วยเหลือทางด้านเทคนิค แม้คำว่า เป็นคำย่อซึ่งหมายถึงสมาคมที่ให้ความช่วยเหลือด้านเทคนิคก็ตาม แต่คำดังกล่าวก็ไม่เป็นคำที่ผู้ใช้บริการสามารถทราบได้ว่าเกี่ยวข้องกับบริการจำพวกที่ 35 และ 42 ตามที่โจทก์ขอจดทะเบียน คำว่า และ ที่โจทก์ขอจดทะเบียนจึงไม่ใช่คำหรือข้อความที่เล็งถึงลักษณะหรือคุณสมบัติของบริการโดยตรง เครื่องหมายบริการของโจทก์ทั้งสี่คำขอ จึงมีลักษณะบ่งเฉพาะตามมาตรา 6 และ มาตรา 7 ประกอบมาตรา 80 แห่ง พ.ร.บ.เครื่องหมายการค้า พ.ศ.2534 อันพึงรับจดทะเบียนได้

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้พิพากษาว่า เครื่องหมายบริการ และ ตามคำขอเลขที่ 703847, 703848, 703850, และ 703851 มีลักษณะอันพึงรับจดทะเบียนได้ ให้เพิกถอนคำสั่งของนายทะเบียนเครื่องหมายการค้าที่ พณ 0704/15558 ลงวันที่ 23 มิถุนายน 2552, พณ 0704/14553 ลงวันที่ 15 มิถุนายน 2552, พณ 0704/14554 ลงวันที่ 15 มิถุนายน 2552 และ พณ 0704/15559 ลงวันที่ 23 มิถุนายน 2552 และเพิกถอนคำวินิจฉัยของคณะกรรมการเครื่องหมายการค้าที่ 233/2554, 234/2554, 235/2554 และ 236/2554 และให้จำเลยดำเนินการเกี่ยวกับคำขอจดทะเบียนเครื่องหมายบริการคำขอเลขที่ 703847, 703848, 703850 และ 703851 ของโจทก์ต่อไป

จำเลยให้การขอให้ยกฟ้อง

ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางพิพากษาว่า เครื่องหมายบริการ และของโจทก์ ตามคำขอเลขที่ 703847, 703848, 703850 และ 703851 มีลักษณะบ่งเฉพาะอันพึงรับจดทะเบียนได้ ให้เพิกถอนคำสั่งของนายทะเบียนเครื่องหมายการค้าตามหนังสือที่ พณ 0704/15558 ลงวันที่ 23 มิถุนายน 2552, พณ 0704/14553 ลงวันที่ 15 มิถุนายน 2552, พณ 0704/14554 ลงวันที่ 15 มิถุนายน 2552 และ พณ 0704/15559 ลงวันที่ 23 มิถุนายน 2552 และคำวินิจฉัยอุทธรณ์ของคณะกรรมการเครื่องหมายการค้าที่ 233/2554, 234/2554, 235/2554 และ 236/2554 ให้จำเลยดำเนินการเกี่ยวกับคำขอจดทะเบียนเครื่องหมายบริการคำขอเลขที่ 703847, 703848, 703850 และ 703851 ของโจทก์ต่อไป ค่าฤชาธรรมเนียมให้เป็นพับ

จำเลยอุทธรณ์ต่อศาลฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงที่คู่ความมิได้โต้แย้งกันในชั้นนี้รับฟังเป็นยุติว่า โจทก์ยื่นคำขอจดทะเบียนเครื่องหมายบริการ และ รวม 4 คำขอตามคำขอเลขที่ 703847, 703848, 703850 และ 703851 เพื่อใช้กับบริการจำพวกที่ 35 รายการบริการ บริการให้คำแนะนำเชิงเศรษฐกิจ องค์กร และวิทยาศาสตร์ในด้านการป้องกันสิ่งแวดล้อม การป้องกันไฟไหม้ การป้องกันเสียง ฯลฯ และบริการจำพวกที่ 42 รายการบริการ บริการให้คำปรึกษาเชิงเทคนิค ประเมิน ทดสอบ และออกใบรับรองด้านสิ่งแวดล้อม การป้องกันไฟ การป้องกันเสียง ฯลฯ ตามสำเนาคำขอจดทะเบียน แต่นายทะเบียนเครื่องหมายการค้ามีคำสั่งไม่รับจดทะเบียนเครื่องหมายของโจทก์ทั้งสี่คำขอดังกล่าว เนื่องจากไม่มีลักษณะบ่งเฉพาะเพราะคำว่า TUV เป็นภาษาเยอรมันย่อมาจากคำว่า TECHNISCHER UBERWACHUNGS VEREIN คือสมาคมที่ให้ความช่วยเหลือทางด้านเทคนิค คำว่า NORD แปลว่าทิศเหนือ รวมกันคือความหมายได้ว่าสมาคมที่ให้ความช่วยเหลือทางด้านเทคนิคทางทิศเหนือ นับว่าเล็งถึงลักษณะหรือคุณสมบัติของบริการโดยตรงตามสำเนาคำสั่งของนายทะเบียนเครื่องหมายการค้า โจทก์อุทธรณ์คำสั่งดังกล่าวต่อคณะกรรมการเครื่องหมายการค้า คณะกรรมการเครื่องหมายการค้ามีคำวินิจฉัยยืนตามคำสั่งของนายทะเบียนเครื่องหมายการค้า

คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของจำเลยว่า เครื่องหมายบริการ และ เป็นเครื่องหมายบริการที่มีลักษณะบ่งเฉพาะอันพึงรับจดทะเบียนได้ตามกฎหมายหรือไม่ เห็นว่า โจทก์มีนางดารานีย์ ให้ถ้อยคำตามบันทึกถ้อยคำยืนยันข้อเท็จจริงหรือความเห็นว่า เครื่องหมายบริการ และเครื่องหมายบริการ มาจากส่วนหนึ่งของชื่อบริษัทโจทก์ซึ่งมีคำว่า แปลไม่ได้ ส่วนคำว่า NORD แปลว่าทิศเหนือ เมื่อนำคำทั้งสองมารวมกันแล้ว แปลไม่ได้ คำว่า จึงถือเป็นคำประดิษฐ์ขึ้นใหม่ที่มีลักษณะบ่งเฉพาะเครื่องหมายบริการ และเครื่องหมายบริการที่โจทก์ได้คิดประดิษฐ์ขึ้นเพื่อให้เป็นที่หมายและเกี่ยวข้องกับบริการของโจทก์ โดยไม่เป็นเครื่องหมายที่เล็งถึงลักษณะหรือคุณสมบัติของบริการของโจทก์โดยตรง ส่วนจำเลยมีนายวัชระ เปียแก้วนักวิชาการพาณิชย์ชำนาญการพิเศษ และนางสาวอรรถพร นิติกรชำนาญการของจำเลยให้ถ้อยคำตามบันทึกถ้อยคำยืนยันข้อเท็จจริงหรือความเห็นทำนองเดียวกันว่าคำว่า ตามที่หาความหมายในเว็บไซต์ www.Onelook.com เป็นคำย่อในภาษาเยอรมันจากคำว่า TECHNICHER UBERWACHUNGS VEREIN ซึ่งแปลเป็นภาษาไทยได้ว่า สมาคมที่ให้ความช่วยเหลือทางด้านเทคนิค ส่วนคำว่า Nord ในพจนานุกรม Oxford Colour German Dictionary Plus แปลว่า ทิศเหนือ เมื่อนำทั้งสองคำมารวมกันแปลได้ความว่าสมาคมที่ให้ความช่วยเหลือทางด้านเทคนิคทางทิศเหนือ เมื่อนำมาขอจดทะเบียนเพื่อใช้กับบริการจำพวกที่ 35 และ 42 นับเป็นคำที่เล็งถึงลักษณะของบริการโดยตรง จึงไม่มีลักษณะบ่งเฉพาะตามมาตรา 7 วรรคสอง (2) แห่งพระราชบัญญัติเครื่องหมายการค้า พ.ศ.2534 นายทะเบียนเครื่องหมายการค้าจึงปฏิเสธไม่รับจดทะเบียนเครื่องหมายบริการตามคำขอของโจทก์ทั้ง 4 คำขอ ซึ่งเมื่อทางนำสืบของโจทก์และจำเลยรับกันว่า คำอักษรโรมันที่มีปัญหาในการรับจดทะเบียนเครื่องหมายบริการตามคำขอของโจทก์ที่สี่คำขอนั้นมีเพียงคำว่า หรือ คำว่า โดยโจทก์นำสืบว่าคำดังกล่าวมาจากอักษรโรมันคำว่า ซึ่งเป็นชื่อของโจทก์โดยมีเอกสารแสดงความเป็นมาของบริษัทโจทก์ มาแสดงสนับสนุน ส่วนจำเลยนำสืบว่า คำว่า ในภาษาเยอรมันเป็นคำย่อมาจากคำว่า TECHNICHER UBERWACHUNGS VEREIN แปลได้ว่าสมาคมที่ให้ความช่วยเหลือทางด้านเทคนิค โดยมีเพียงเอกสาร ที่พิมพ์จากเว็บไซต์ชื่อ www.Onelook.com ฉบับเดียวมาแสดงต่อศาลเท่านั้น เมื่อไม่ปรากฏจากทางนำสืบของจำเลยว่ามีแหล่งข้อมูลอื่นที่ให้ความหมายคำว่า ว่าเป็นคำย่อในภาษาเยอรมันซึ่งหมายถึงสมาคมที่ให้ความช่วยเหลือทางด้านเทคนิคเช่นเดียวกับที่ปรากฏในเอกสารด้วยหรือไม่ ทั้งยังปรากฏในเอกสารดังกล่าวด้วยว่าคำว่า ซึ่งเป็นคำย่อยังมีความหมายอีกหลายความหมาย เช่นหมายถึง Traditional Unionist Voice Northern irish political party in favour Of Union with Great Britain หรือ Technishche Universittat Wien (Vienna University of Technology) เมื่อจำเลยไม่ได้นำสืบให้เห็นว่าบุคคลที่มีความรู้ภาษาเยอรมันหรือบุคคลที่มีความรู้ทางด้านการให้คำแนะนำทางเทคนิคด้านต่าง ๆ ทราบดีว่าคำว่า เป็นคำย่อในภาษาเยอรมันซึ่งหมายถึงสมาคมที่ให้ความช่วยเหลือทางด้านเทคนิคตามความหมายในเอกสาร พยานหลักฐานที่จำเลยนำสืบมาจึงยังไม่มีน้ำหนักให้รับฟังได้ว่า คำว่า เป็นคำย่อในภาษาเยอรมันที่มีความหมายทั่วไปซึ่งเข้าใจกันได้ว่าหมายถึงสมาคมที่ให้ความช่วยเหลือทางด้านเทคนิค นอกจากนี้หากจะรับฟังว่าคำดังกล่าวหมายถึงสมาคมที่ให้ความช่วยเหลือทางด้านเทคนิคจริง คำดังกล่าวก็เป็นเพียงคำย่อในภาษาเยอรมัน ซึ่งเมื่อพิจารณาคำแต่ละคำตามที่โจทก์นำสืบมาว่า อักษร T ย่อมาจากคำว่า TECHNISCHER ในภาษาเยอรมันที่แปลเป็นภาษาไทยว่า เทคนิค ซึ่งหมายถึง ศิลปะฝีมือ หลักวิชาหรือความสามารถ ดังนั้นแม้สาธารณชนอาจเข้าใจว่าอักษร T ย่อมาจาก TECHNISHER ในภาษาเยอรมัน แต่หากไม่มีคำอื่นมาช่วยขยายความด้วยแล้วก็ยากที่สาธารณชนทั่วไปจะเข้าใจได้ว่าโจทก์ให้บริการให้คำแนะนำและให้คำปรึกษาเชิงเทคนิคด้านใด ดังนั้นแม้คำว่า เป็นคำย่อซึ่งหมายถึงสมาคมที่ให้ความช่วยเหลือทางด้านเทคนิคก็ตาม แต่คำดังกล่าวก็ไม่เป็นคำที่ผู้ใช้บริการสามารถทราบได้ว่าเกี่ยวข้องกับบริการตามที่โจทก์ขอจดทะเบียนเครื่องหมายบริการจำพวกที่ 35 ซึ่งเป็นบริการให้คำแนะนำเชิงเศรษฐกิจ องค์กร และวิทยาศาสตร์ในด้านการป้องกันสิ่งแวดล้อม การป้องกันไฟไหม้ การป้องกันเสียง ฯลฯ และบริการจำพวกที่ 42 ซึ่งเป็นบริการให้คำปรึกษาเชิงเทคนิค ประเมิน ทดสอบ และออกใบรับรองด้านสิ่งแวดล้อม การป้องกันไฟการป้องกันเสียง ฯลฯ ตามคำขอจดทะเบียน คำว่า และที่โจทก์ขอจดทะเบียนจึงไม่ใช่เป็นคำหรือข้อความที่เล็งถึงลักษณะหรือคุณสมบัติของบริการโดยตรงดังที่จำเลยอ้างเป็นเหตุไม่รับจดทะเบียน เครื่องหมายบริการของโจทก์ตามคำขอเลขที่ 703847, 703848, 703850 และ 703851 จึงมีลักษณะบ่งเฉพาะตามมาตรา 6 และมาตรา 7 ประกอบมาตรา 80 แห่งพระราชบัญญัติเครื่องหมายการค้า พ.ศ.2534 อันพึงรับจดทะเบียนได้ อุทธรณ์ของจำเลยข้อนี้ฟังไม่ขึ้น กรณีไม่มีเหตุต้องวินิจฉัยอุทธรณ์ข้ออื่นของจำเลยอีก เนื่องจากไม่ทำให้ผลคดีเปลี่ยนแปลง ที่ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางพิพากษาให้เพิกถอนคำสั่งของนายทะเบียนเครื่องหมายการค้าและคำวินิจฉัยของคณะกรรมการเครื่องหมายการค้า และให้จำเลยดำเนินการเกี่ยวกับคำขอจดทะเบียนเครื่องหมายบริการของโจทก์ทั้งสี่คำขอต่อไปนั้นต้องด้วยความเห็นของศาลฎีกาแผนกคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศ

พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.เครื่องหมายการค้า พ.ศ.2534 ม. 6 ม. 7 ม. 80
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — ทูฟ นอร์ด เอจี
จำเลย — กรมทรัพย์สินทางปัญญา
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลาง — นางล้อมเพชร ไวทยานุวัตติ
ชื่อองค์คณะ
อร่าม เสนามนตรี
นวลน้อย ผลทวี
ไมตรี สุเทพากุล
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 15697/2557
#580011
เปิดฉบับเต็ม

โจทก์เป็นฝ่ายกล่าวอ้างจึงมีภาระการพิสูจน์ว่า รายชื่อและข้อมูลเกี่ยวกับลูกค้าของโจทก์ที่จำเลยที่ 1 เอาไปนั้นคือข้อมูลใดและเป็นความลับทางการค้าของโจทก์อย่างไร โจทก์ไม่นำสืบให้เห็นว่าข้อมูลดังกล่าวมีลักษณะพิเศษอย่างไรจึงเป็นข้อมูลการค้าซึ่งยังไม่รู้จักกันโดยทั่วไป แต่กลับได้ความจากพยานโจทก์ว่า รายชื่อลูกค้าอาจได้มาจากสื่อสิ่งพิมพ์ที่บริษัทต่างๆ ลงประกาศรับสมัครงานหรือจากเว็บไซต์ ดังนั้นรายชื่อลูกค้า ชื่อคนติดต่อ และหมายเลขโทรศัพท์ รวมทั้งที่อยู่ทางจดหมายอิเล็กทรอนิกส์ต่าง ๆ ของลูกค้าจึงเป็นเพียงข้อมูลการค้าทั่วไปเท่านั้น แม้จะมีประโยชน์ในทางพาณิชย์ต่อโจทก์อยู่บ้างแต่ก็ไม่เป็นความลับทางการค้าเพราะไม่มีคุณค่าทางพาณิชย์ตามความหมายใน พ.ร.บ.ความลับทางการค้า พ.ศ.2545 มาตรา 3 เนื่องจากข้อมูลการค้าที่มีประโยชน์ในทางพาณิชย์ดังกล่าวต้องมีผลต่อการดำรงคงอยู่ของธุรกิจการค้าที่กระทำอยู่หรือที่กำลังจะทำต่อไปในอนาคต หรือการดำรงคงอยู่ของธุรกิจนั้นขึ้นอยู่กับข้อมูลดังกล่าวเป็นสำคัญ และผู้เป็นเจ้าของข้อมูลการค้าได้ใช้เวลาและความพยายามกับค่าใช้จ่ายจำนวนมากเพื่อจะได้ข้อมูลนั้นมา ซึ่งคู่แข่งทางการค้าที่ได้ข้อมูลนี้ไปโดยไม่ชอบจะทุ่นเวลาและแรงงานในการหาหรือเข้าถึงข้อมูลดังกล่าวเป็นอย่างมาก และทำให้เจ้าของความลับเสียเปรียบในทางการค้าอย่างไม่เป็นธรรม

แม้ข้อเท็จจริงฟังได้ว่า โจทก์มีรหัสให้พนักงานเข้าถึงข้อมูลดังกล่าวได้ แต่เมื่อข้อมูลการค้าดังกล่าวบุคคลหรือบริษัทซึ่งประกอบธุรกิจรับจัดหางานทั่วไปสามารถเข้าถึงได้ไม่ว่าจะทางสื่อสิ่งพิมพ์หรือเว็บไซต์ต่างๆ ได้ จึงถือไม่ได้ว่าข้อมูลดังกล่าวเป็นความลับทางการค้าซึ่งโจทก์มีสิทธิในการเปิดเผยหรือใช้เพียงผู้เดียวตาม พ.ร.บ.ความลับทางการค้าฯ มาตรา 5 การที่จำเลยที่ 2 นำชื่อลูกค้าของโจทก์ไปประกาศโฆษณาในอินเตอร์เน็ต หรือการที่จำเลยที่ 2 รับจัดหาพนักงานให้บริษัทซึ่งเป็นลูกค้าของโจทก์จึงไม่ใช่การละเมิดสิทธิในความลับทางการค้าของโจทก์ตาม พ.ร.บ.ความลับทางการค้าฯ มาตรา 6

ส่วนสัญญาและกลยุทธ์ทางการค้าที่โจทก์นำสืบว่าเป็นความลับทางการค้าของโจทก์นั้น โจทก์ไม่ได้บรรยายในฟ้องและไม่สามารถนำสืบได้ว่ากลยุทธ์และสัญญาของโจทก์มีลักษณะที่พิเศษแตกต่างจากกลยุทธ์และสัญญาอื่นๆ อย่างไร หากกลยุทธ์ดังกล่าวเป็นความชำนาญหรือทักษะเฉพาะตัวของจำเลยที่ 1 ที่เกิดจากการทำงานกับโจทก์ก็มิใช่ความลับทางการค้าและจำเลยที่ 1 มีสิทธินำความชำนาญและทักษะดังกล่าวไปใช้ทำงานที่อื่นได้หากไม่มีการจำกัดสิทธิดังกล่าวในสัญญา

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องและแก้ไขคำฟ้อง ขอให้บังคับจำเลยที่ 2 หยุดประกอบกิจการค้า และห้ามมิให้จำเลยทั้งสองละเมิดสิทธิในความลับทางการค้าของโจทก์อีกต่อไป กับให้จำเลยทั้งสองร่วมกันชดใช้ค่าสินไหมทดแทนเป็นค่าเสียหายแก่โจทก์เป็นเงินจำนวน 2,400,000 บาท

จำเลยทั้งสองให้การ ขอให้ยกฟ้อง

ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางพิพากษายกฟ้อง ค่าฤชาธรรมเนียมให้เป็นพับ

โจทก์และจำเลยทั้งสองอุทธรณ์ต่อศาลฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศวินิจฉัยว่ามีปัญหาต้องวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของโจทก์ว่า รายชื่อและข้อมูลเกี่ยวกับบริษัทลูกค้าของโจทก์ที่ประสงค์จะว่าจ้างพนักงานเป็นความลับทางการค้าและจำเลยทั้งสองร่วมกันละเมิดความลับทางการค้าดังกล่าวของโจทก์อันจะต้องใช้ค่าสินไหมทดแทนแก่โจทก์หรือไม่ เพียงใด เห็นว่า ตามพระราชบัญญัติความลับทางการค้า พ.ศ.2545 มาตรา 3 นิยาม "ความลับทางการค้า" หมายความว่า ข้อมูลการค้าซึ่งยังไม่รู้จักกันโดยทั่วไป หรือยังเข้าถึงไม่ได้ในหมู่บุคคลซึ่งโดยปกติแล้วต้องเกี่ยวข้องกับข้อมูลดังกล่าว โดยเป็นข้อมูลที่มีประโยชน์ในเชิงพาณิชย์เนื่องจากการเป็นความลับและเป็นข้อมูลที่ผู้ควบคุมความลับทางการค้าได้ใช้มาตรการที่เหมาะสมเพื่อรักษาไว้เป็นความลับ โจทก์ซึ่งเป็นฝ่ายกล่าวอ้างจึงมีภาระการพิสูจน์ให้เห็นว่ารายชื่อและข้อมูลเกี่ยวกับลูกค้าของโจทก์ที่จำเลยที่ 1 เอาไปนั้นคือข้อมูลใดและเป็นความลับทางการค้าของโจทก์อย่างไร ซึ่งในข้อนี้โจทก์มีเพียงนายลักษณ์ กรรมการผู้จัดการโจทก์มาเบิกความเพียงว่า ข้อมูลที่จำเลยทั้งสองเอาไปเป็นรายชื่อลูกค้าและข้อมูลต่าง ๆ เกี่ยวกับลูกค้าของโจทก์ โดยไม่มีรายละเอียดว่าข้อมูลต่าง ๆ ที่เบิกความนั้นมีข้อมูลอะไรบ้าง แม้พยานดังกล่าวจะเบิกความตอบคำถามค้านทนายจำเลยทั้งสองว่า เป็นรายชื่อลูกค้า ชื่อคนติดต่อ หมายเลขโทรศัพท์ ที่อยู่ทางไปรษณีย์อิเล็กทรอนิกส์ สัญญาและกลยุทธ์ในการทำธุรกิจ แต่ก็ไม่นำสืบให้เห็นว่าข้อมูลดังกล่าวมีลักษณะพิเศษอย่างไรจึงเป็นข้อมูลการค้าซึ่งยังไม่รู้จักกันโดยทั่วไป หรือเป็นข้อมูลซึ่งบริษัทที่ให้บริการจัดหาบุคคลเข้าทำงานเช่นเดียวกับโจทก์เข้าถึงข้อมูลไม่ได้ เช่น เป็นรายชื่อผู้สมัครงานในตำแหน่งต่าง ๆ ที่โจทก์รับสมัครไว้เพื่อนำไปเสนอให้แก่บริษัทที่เป็นลูกค้าของโจทก์ ซึ่งรายชื่อผู้สมัครงานเหล่านี้หากโจทก์ได้ขวนขวายหามาและรวบรวมเป็นหมวดหมู่โดยที่ยังไม่เคยเปิดเผยก็เป็นความลับทางการค้าได้ แต่กลับได้ความจากคำเบิกความของนายลักษณ์พยานโจทก์ว่า รายชื่อลูกค้าอาจได้มาจากสื่อสิ่งพิมพ์ที่บริษัทต่างๆ ลงประกาศรับสมัครงานหรือจากเว็บไซต์ ดังนั้นรายชื่อลูกค้า ชื่อคนติดต่อและหมายเลขโทรศัพท์ รวมทั้งที่อยู่ทางไปรษณีย์อิเล็กทรอนิกส์ต่าง ๆ ของลูกค้าจึงเป็นเพียงข้อมูลการค้าทั่วไปเท่านั้น แม้จะมีประโยชน์ในเชิงพาณิชย์ต่อโจทก์อยู่บ้าง แต่ก็ไม่เป็นความลับทางการค้าเพราะไม่มีคุณค่าทางพาณิชย์ตามความหมายในพระราชบัญญัติความลับทางการค้า พ.ศ.2545 มาตรา 3 เนื่องจากข้อมูลการค้าที่มีประโยชน์ในเชิงพาณิชย์ตามมาตราดังกล่าวต้องเป็นข้อมูลการค้าที่มีผลต่อการดำรงคงอยู่ของธุรกิจการค้าที่กระทำอยู่หรือที่กำลังจะทำต่อไปในอนาคต หรือการดำรงคงอยู่ของธุรกิจนั้นขึ้นอยู่กับข้อมูลดังกล่าวเป็นสำคัญ และผู้เป็นเจ้าของข้อมูลการค้าได้ใช้เวลาและความพยายามกับค่าใช้จ่ายจำนวนมากเพื่อจะได้ข้อมูลนั้นมา ซึ่งคู่แข่งทางการค้าที่ได้ข้อมูลนี้ไปโดยไม่ชอบจะทุ่นเวลาและแรงงานในการหาหรือเข้าถึงข้อมูลดังกล่าวเป็นอย่างมาก และทำให้เจ้าของความลับเสียเปรียบในทางการค้าอย่างไม่เป็นธรรม ซึ่งในข้อนี้จำเลยทั้งสองก็นำสืบโต้แย้งด้วยว่า รายชื่อลูกค้าและหมายเลขโทรศัพท์ติดต่อเป็นข้อมูลทั่วไปซึ่งหาได้ทั่วไปในสื่อสิ่งพิมพ์ต่าง ๆ และทางเว็บไซต์ ดังนั้นแม้ข้อเท็จจริงจากทางนำสืบของโจทก์ซึ่งจำเลยทั้งสองไม่โต้แย้งรับฟังได้ว่า โจทก์จะมีรหัสให้พนักงานเข้าถึงข้อมูลดังกล่าวได้ อันแสดงให้เห็นว่าโจทก์ไม่ต้องการให้พนักงานทั่วไปเข้าถึงข้อมูลดังกล่าวได้โดยง่ายและข้อมูลการค้าดังกล่าวอาจถือว่าเป็นความลับของโจทก์ก็ตาม แต่เมื่อข้อมูลการค้าดังกล่าวบุคคลหรือบริษัทซึ่งประกอบธุรกิจรับจัดหางานทั่วไปสามารถเข้าถึงได้ไม่ว่าจะทางสื่อสิ่งพิมพ์หรือเว็บไซต์ต่าง ๆ จึงถือไม่ได้ว่า รายชื่อลูกค้า ชื่อคนติดต่อ หมายเลขโทรศัพท์ ที่อยู่ทางไปรษณีย์อิเล็กทรอนิกส์ เป็นความลับทางการค้าซึ่งโจทก์มีสิทธิในการเปิดเผยหรือใช้เพียงผู้เดียวตามมาตรา 5 แห่งพระราชบัญญัติความลับทางการค้า พ.ศ.2545 การที่จำเลยที่ 2 นำชื่อลูกค้าของโจทก์ไปประกาศโฆษณาในอินเทอร์เน็ต หรือการที่จำเลยที่ 2 รับจัดหาพนักงานให้บริษัทซึ่งเป็นลูกค้าของโจทก์จึงไม่ใช่การละเมิดสิทธิในความลับทางการค้าของโจทก์ตามพระราชบัญญัติความลับทางการค้า พ.ศ.2545 มาตรา 6 ส่วนสัญญาและกลยุทธ์ทางการค้าที่โจทก์นำสืบว่าเป็นความลับทางการค้าของโจทก์นั้น โจทก์ไม่ได้บรรยายในฟ้องและไม่สามารถนำสืบได้ว่ากลยุทธ์และสัญญาของโจทก์มีลักษณะที่พิเศษแตกต่างจากกลยุทธ์และสัญญาอื่น ๆ อย่างไรจึงมีลักษณะเป็นความลับทางการค้า หากกลยุทธ์ดังกล่าวเป็นความชำนาญหรือทักษะเฉพาะตัวของจำเลยที่ 1 ที่เกิดจากการทำงานกับโจทก์ก็มิใช่ความลับทางการค้าและจำเลยที่ 1 มีสิทธินำความชำนาญและทักษะดังกล่าวไปใช้ทำงานที่อื่นได้หากไม่มีการจำกัดสิทธิดังกล่าวในสัญญา พยานหลักฐานที่จำเลยทั้งสองนำสืบมามีน้ำหนักรับฟังได้ยิ่งกว่าพยานหลักฐานของโจทก์ จึงรับฟังไม่ได้ว่ารายชื่อลูกค้าและข้อมูลต่าง ๆ เกี่ยวกับลูกค้าของโจทก์ตามที่โจทก์นำสืบมาเป็นความลับทางการค้าของโจทก์ จำเลยทั้งสองจึงไม่ได้ร่วมกันละเมิดความลับทางการค้าของโจทก์ ที่ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางพิพากษายกฟ้องโจทก์ต้องด้วยความเห็นของศาลฎีกาแผนกคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศ อุทธรณ์ของโจทก์ฟังไม่ขึ้น ส่วนที่จำเลยทั้งสองอุทธรณ์ว่า ฟ้องโจทก์คดีนี้เป็นฟ้องซ้อนกับคดีหมายเลขดำที่ 5112/2553 ของศาลแรงงานกลางนั้น ไม่จำต้องวินิจฉัยเพราะไม่ทำให้ผลแห่งคดีเปลี่ยนแปลง

พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.ความลับทางการค้า พ.ศ.2545 ม. 3 ม. 5 ม. 6
ชื่อคู่ความ
บริษัทจัดหางาน พี.อาร์.แอนด์ บิสซิเนส
โจทก์ — แมเนจเม้นท์ จำกัด
จำเลย — นางสาวทรรศนีย์ อัศวสกุลดี กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลาง — นายเรืองสิทธิ์ ตันกาญจนานุรักษ์
ชื่อองค์คณะ
ไมตรี สุเทพากุล
นวลน้อย ผลทวี
อนันต์ วงษ์ประภารัตน์
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 15591/2557
#579816
เปิดฉบับเต็ม

การขอออกหมายจับบุคคลใด ย่อมส่งผลกระทบต่อสิทธิและเสรีภาพของผู้ที่ถูกออกหมายจับนั้น พนักงานสอบสวนจึงต้องรวบรวมพยานหลักฐานให้เพียงพอที่จะเชื่อได้ว่าผู้ต้องหากระทำความผิดจริง ซึ่งจำต้องกระทำด้วยความรอบคอบรัดกุม โดยเฉพาะอย่างยิ่งต้องแน่ใจว่าบุคคลที่ขอออกหมายจับเป็นบุคคลคนเดียวกับคนร้ายที่ได้มาจากการรวบรวมพยานหลักฐาน

คดีนี้แม้การออกหมายจับที่ระบุชื่อโจทก์เป็นคนร้ายจะสืบเนื่องมาจากคำให้การของผู้เสียหายและพยาน แต่ผู้เสียหายยังระบุยืนยันว่าคนร้ายมีภูมิลำเนาอยู่ที่ตำบลนาราชควาย อำเภอเมืองนครพนม จังหวัดนครพนม แต่ฐานข้อมูลทะเบียนราษฎรที่พนักงานสอบสวนอ้างเป็นพยานระบุว่าโจทก์มีภูมิลำเนาอยู่ที่แขวงรองเมือง เขตปทุมวัน กรุงเทพมหานคร มาโดยตลอดไม่เคยย้ายไปอยู่ที่จังหวัดนครพนม และยังมีภาพถ่ายของโจทก์ปรากฏอยู่ด้วย พนักงานสอบสวนต้องตรวจสอบข้อเท็จจริงให้แน่ชัดเสียก่อนว่าบุคคลที่ขอออกหมายจับเป็นบุคคลคนเดียวกับคนร้ายหรือไม่ โดยจัดให้ผู้เสียหายหรือพยานชี้ภาพถ่ายของโจทก์ว่าใช่คนร้ายหรือไม่ก่อนที่จะขอออกหมายจับ แต่พนักงานสอบสวนกลับขอให้ศาลออกหมายจับโดยระบุชื่อโจทก์เป็นคนร้ายไปเลย แม้การขอให้ออกหมายจับของพนักงานสอบสวนดังกล่าวจะฟังไม่ได้ว่ามีเจตนากลั่นแกล้งโจทก์ แต่ก็เป็นการปฏิบัติหน้าที่โดยปราศจากความระมัดระวังไม่ตรวจสอบให้รอบคอบ ถือได้ว่าเป็นการกระทำโดยประมาทเลินเล่อจนเป็นเหตุให้มีการออกหมายจับผิดตัว ทำให้โจทก์ต้องถูกจับกุมตัวไปดำเนินคดีต่างท้องที่ เป็นเหตุให้โจทก์ได้รับความเสียหาย เป็นการกระทำละเมิดต่อโจทก์ จำเลยในฐานะหน่วยงานของรัฐต้นสังกัดของพนักงานสอบสวนสถานีตำรวจภูธรอำเภอเมืองนครพนมที่ออกหมายจับโจทก์ผิดตัวจึงต้องรับผิดชดใช้ค่าสินไหมทดแทนจากการปฏิบัติหน้าที่บกพร่องดังกล่าว

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องโดยได้รับยกเว้นค่าธรรมเนียมศาล ขอให้บังคับจำเลยชดใช้เงิน 5,085,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงินดังกล่าวนับตั้งแต่วันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จให้แก่โจทก์

จำเลยให้การขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยชดใช้ค่าเสียหายเป็นเงิน 201,500 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงินดังกล่าวนับแต่วันฟ้อง (ฟ้องวันที่ 18 พฤษภาคม 2555) เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ กับให้จำเลยใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ โดยกำหนดค่าทนายความ 10,000 บาท สำหรับค่าฤชาธรรมเนียมศาลที่โจทก์ได้รับยกเว้นให้จำเลยนำมาชำระต่อศาลในนามโจทก์ เฉพาะค่าขึ้นศาลให้แทนเท่าทุนทรัพย์ที่โจทก์ชนะคดี

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษากลับ ให้ยกฟ้อง ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสองศาลให้เป็นพับ

โจทก์ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงรับฟังได้ในเบื้องต้นว่าเมื่อวันที่ 21 เมษายน 2541 นายเพิ่มสุข ได้แจ้งความร้องทุกข์ต่อพนักงานสอบสวนสถานีตำรวจภูธรอำเภอเมืองนครพนม ขอให้ดำเนินคดีแก่นายสิงห์ ไม่ทราบนามสกุล ซึ่งร่วมประเวณีกับเด็กหญิง น. บุตรสาวของตน อายุ 14 ปี พนักงานสอบสวนได้สอบปากคำนายเพิ่มสุขและเด็กหญิง น. ไว้ ตามบันทึกคำให้การของพยาน ในวันเดียวกันนั้นพนักงานสอบสวนส่งตัวเด็กหญิง น. ไปพบแพทย์ตรวจชันสูตรที่โรงพยาบาลนครพนม ผลการตรวจพบว่า ภายในช่องคลอดพบเยื่อพรหมจรรย์มีรอยฉีกขาดใหม่หลายแห่ง และยังพบตัวอสุจิและสารอะซิคฟอสฟาเตสในช่องคลอด ตามผลการตรวจชันสูตรของแพทย์ ต่อมาวันที่ 12 พฤษภาคม 2541 พนักงานสอบสวนไปตรวจสถานที่เกิดเหตุและจัดทำแผนที่สังเขปแสดงสถานที่เกิดเหตุตามบันทึกการตรวจสถานที่เกิดเหตุคดีอาญา แล้วยังได้สอบปากคำนายแพทย์สมเกียรติ แพทย์ผู้ตรวจร่างกายเด็กหญิง น. ตามบันทึกคำให้การของแพทย์ ขณะนั้นพนักงานสอบสวนเห็นว่าการกระทำของนายสิงห์ ไม่ทราบนามสกุล มีเหตุอันสมควรเชื่อได้ว่ากระทำความผิดฐานกระทำชำเราเด็กหญิงอายุยังไม่เกินสิบห้าปี ซึ่งมิใช่ภริยาของตน โดยเด็กหญิงนั้นยินยอม จึงเห็นควรจับกุมตัวนายสิงห์ ไม่ทราบนามสกุล มาเพื่อดำเนินคดีต่อไปจึงรวบรวมพยานหลักฐานเสนอขอความเห็นชอบ เมื่อวันที่ 25 พฤษภาคม 2541 พนักงานสอบสวนได้ทำบันทึกขอความเห็นชอบจับกุมหรือออกหมายจับนายสิงห์ ไม่ทราบนามสกุลต่อนายอำเภอเมืองนครพนม ซึ่งนายอำเภอเมืองนครพนมเห็นว่าคดีมีพยานหลักฐานเพียงพอเชื่อว่านายสิงห์ ไม่ทราบนามสกุล ได้ทำความผิดตามบันทึกขอความเห็นชอบจับกุมหรือออกหมายจับ ต่อมาวันที่ 2 มิถุนายน 2541 พนักงานสอบสวนได้นำสำนวนคดีอาญาที่ 435/2541 พร้อมหมายจับและตำหนิรูปพรรณ เสนอต่อผู้บังคับบัญชาเพื่อออกหมายจับนายสิงห์ ไม่ทราบนามสกุล ผู้บังคับบัญชาเห็นว่ามีเหตุสมควรจึงให้จับนายสิงห์ ไม่ทราบนามสกุล ตามความผิดดังกล่าว ตามหมายจับฉบับที่ 37/2541 จากนั้นจึงรวบรวมพยานหลักฐานส่งสำนวนคดีให้พนักงานอัยการจังหวัดนครพนม ตามรายงานการสอบสวนคดีอาญาและหนังสือสถานีตำรวจภูธรอำเภอเมืองนครพนม ต่อมามีการแก้ไขประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา ให้สอดคล้องกับรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2540 ที่บัญญัติให้อำนาจศาลเท่านั้นเป็นผู้มีอำนาจออกหมายจับ พนักงานสอบสวนดำเนินการเปลี่ยนหมายจับ และตรวจสอบชื่อและนามสกุลกับข้อมูลทางทะเบียนราษฎร ปรากฏว่ามีชื่อนายทศพล ที่ปรากฏในฐานข้อมูลทะเบียนราษฎร โดยมีหมายเลขประจำตัวประชาชน 3-1007-00257-19-9 อยู่บ้านเลขที่ 199/1 ถนนพระราม 1 แขวงรองเมือง เขตปทุมวัน กรุงเทพมหานคร จากนั้นได้มีการออกหมายเรียกผู้ต้องหาสองครั้งโดยให้นายทศพลไปที่สถานีตำรวจภูธรอำเภอเมืองนครพนม เพื่อพบพนักงานสอบสวน โดยส่งทางไปรษณีย์ตอบรับ แต่ไม่สามารถส่งหมายเรียกตามที่อยู่ที่ปรากฏตามข้อมูลทะเบียนราษฎรได้ ในวันที่ 4 มีนาคม 2547 พนักงานสอบสวนจึงยื่นคำร้องขอหมายจับจากศาลตามหมายจับเดิม พนักงานสอบสวนรวบรวมพยานหลักฐานซึ่งเป็นบันทึกคำให้การของพยานต่างๆ หมายเรียกผู้ต้องหาทั้งสองครั้ง หมายจับลำดับที่ 37/2541 ลงวันที่ 2 มิถุนายน 2541 และตำหนิรูปพรรณผู้กระทำผิดที่ศาลไต่สวนคำร้องขอออกหมายจับ แล้วมีคำสั่งอนุญาตให้ออกหมายจับนายทศพลหรือสิงห์ ตามขอ ตามรายงานกระบวนพิจารณาของศาลจังหวัดนครพนม ลงวันที่ 4 มีนาคม 2547 และได้ออกหมายจับที่ จ.232/2547 ต่อมาวันที่ 20 พฤษภาคม 2554 เวลาประมาณ 17 นาฬิกา ขณะที่โจทก์ขับรถจักรยานยนต์บริเวณถนนริมทางรถไฟสายเก่า เขตคลองเตย กรุงเทพมหานคร ถูกเจ้าพนักงานตำรวจสถานีตำรวจนครบาลทองหล่อที่ตั้งด่านตรวจจับกุมในข้อหาขาดต่อทะเบียนรถ จากนั้นได้นำตัวโจทก์ไปยังสถานีตำรวจนครบาลทองหล่อตรวจสอบบัตรประจำตัวประชาชนปรากฏว่าโจทก์ถูกศาลจังหวัดนครพนมออกหมายจับที่ จ.232/2547 ในข้อหากระทำชำเราเด็กหญิงอายุยังไม่เกินสิบห้าปีซึ่งมิใช่ภริยาตน โดยเด็กหญิงนั้นยินยอมตามหมายจับ โจทก์ให้การปฏิเสธ วันรุ่งขึ้นเจ้าพนักงานตำรวจนำตัวโจทก์ไปส่งพนักงานสอบสวนสถานีตำรวจภูธรอำเภอเมืองนครพนม ซึ่งได้แจ้งข้อกล่าวหาดังกล่าวแก่โจทก์ โจทก์ให้การปฏิเสธ ตามบันทึกคำให้การ ต่อมาวันที่ 22 พฤษภาคม 2554 โจทก์ถูกส่งตัวไปควบคุมต่อที่สถานพินิจและคุ้มครองเด็กและเยาวชนจังหวัดนครพนม และในวันรุ่งขึ้นโจทก์ได้รับการปล่อยตัวชั่วคราวโดยมีประกันต่อมาวันที่ 29 พฤษภาคม 2554 พนักงานสอบสวนจัดให้นาง น. ผู้เสียหายชี้ตัวโจทก์ว่าเป็นผู้กระทำความผิดหรือไม่ นาง น. ยืนยันว่าโจทก์ไม่ใช่ผู้กระทำความผิดตามใบต่อคำให้การและภาพถ่ายประกอบคดีอาญาภายหลังพนักงานสอบสวนยื่นคำร้องขอให้ปล่อยตัวโจทก์ต่อศาลเยาวชนและครอบครัวจังหวัดนครพนม ศาลมีคำสั่งอนุญาต และได้รายงานต่อพนักงานอัยการว่าโจทก์ไม่ใช่ผู้กระทำผิดจึงไม่ประสงค์ดำเนินคดีอีกต่อไป วันที่ 20 ธันวาคม 2554 พนักงานอัยการมีคำสั่งเด็ดขาดไม่ฟ้องโจทก์ ตามหนังสือแจ้งคำสั่งไม่ฟ้อง คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ว่า จำเลยต้องรับผิดต่อโจทก์ตามคำพิพากษาศาลชั้นต้นหรือไม่ เดิมการขอให้ออกหมายจับคนร้ายของพนักงานสอบสวนที่เป็นเหตุแห่งคดีนี้ได้ระบุชื่อคนร้ายว่าชื่อนายสิงห์ ไม่ทราบนามสกุล ตามที่ผู้เสียหายและพยานได้ให้การไว้ต่อร้อยตำรวจโทพิชัยรัชช์ พนักงานสอบสวนคนเดิมเท่านั้นมิได้ปรากฏชื่อโจทก์แต่อย่างใด แต่เหตุที่มีการระบุชื่อโจทก์ว่าเป็นบุคคลคนเดียวกับนายสิงห์คนร้าย ก็เพราะพันตำรวจตรี (ยศขณะเบิกความ) ทองพูน พนักงานสอบสวนซึ่งรับสำนวนต่อจากพนักงานสอบสวนคนเดิม และมีหน้าที่ขอเปลี่ยนหมายจับเดิมซึ่งออกโดยเจ้าพนักงานตำรวจให้เป็นหมายจับที่ต้องออกโดยศาลเพื่อให้เป็นไปตามรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2540 และประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญาที่แก้ไขใหม่บัญญัติไว้ ได้ตรวจสำนวนการสอบสวนในคดีดังกล่าวแล้ว พบว่าผู้เสียหายและพยานต่างให้การเพิ่มเติมไว้ต่อร้อยตำรวจโทปรียะวัฒน์ พนักงานสอบสวน ซึ่งรับสำนวนต่อจากร้อยตำรวจโทพิชัยรัชช์ว่า นายสิงห์คนร้ายมีชื่อจริงว่านายทศพล ซึ่งเป็นชื่อของโจทก์ พันตำรวจตรีทองพูนจึงได้ขอให้ศาลออกหมายจับระบุชื่อคนร้ายว่าเป็นนายทศพลหรือสิงห์ ตามสำเนาหมายจับ เป็นเหตุให้โจทก์ถูกเจ้าพนักงานตำรวจสถานีตำรวจนครบาลทองหล่อจับกุมตามหมายจับดังกล่าวและถูกส่งตัวไปดำเนินคดีที่อำเภอเมืองนครพนมท้องที่เกิดเหตุ เห็นว่า แม้การออกหมายจับที่ระบุชื่อโจทก์เป็นคนร้ายจะสืบเนื่องมาจากคำให้การของผู้เสียหายและพยานก็ตาม แต่การขอให้ออกหมายจับบุคคลใด ย่อมส่งผลกระทบต่อสิทธิและเสรีภาพของผู้ที่ถูกออกหมายจับนั้น ดังนั้น พนักงานสอบสวนจึงมีหน้าที่ต้องรวบรวมพยานหลักฐานให้เพียงพอที่จะเชื่อได้ว่าผู้ต้องหากระทำผิดจริง ซึ่งจำต้องกระทำด้วยความรอบคอบรัดกุม มิให้เกิดความผิดพลาด โดยเฉพาะอย่างยิ่งต้องเป็นที่แน่ใจว่าบุคคลที่ขอให้ออกหมายจับนั้น เป็นบุคคลคนเดียวกับคนร้ายที่ได้มาจากการรวบรวมพยานหลักฐาน สำหรับคดีนี้นอกจากผู้เสียหายและพยานจะระบุว่าคนร้ายมีชื่อจริงว่านายทศพล ซึ่งเป็นชื่อของโจทก์แล้ว ผู้เสียหายและพยานยังระบุยืนยันว่าคนร้ายมีภูมิลำเนาอยู่ที่ตำบลนาราชควาย อำเภอเมืองนครพนม จังหวัดนครพนม และศึกษาอยู่ที่โรงเรียนนครพนมวิทยาคมด้วย แต่พนักงานสอบสวนกลับไม่นำพาต่อข้อมูลดังกล่าว ทั้งที่ข้อมูลจากฐานข้อมูลทะเบียนราษฎร กรมการปกครองที่พนักงานสอบสวนอ้างเป็นพยานหลักฐานในการขอให้ออกหมายจับโจทก์ตามสำเนาข้อมูลส่วนบุคคลนั้น ระบุไว้ชัดเจนว่าโจทก์มีภูมิลำเนาอยู่ที่บ้านเลขที่ 199/1 ถนนพระราม 1 แขวงรองเมือง เขตปทุมวัน กรุงเทพมหานคร มาโดยตลอดมิได้มีภูมิลำเนาอยู่ที่ตำบลนาราชควาย อำเภอเมืองนครพนม จังหวัดนครพนม ทั้งข้อมูลส่วนบุคคลนี้ก็มีภาพถ่ายของโจทก์ปรากฏอยู่ด้วย เมื่อข้อเท็จจริงขัดแย้งกันเช่นนี้ ย่อมต้องเป็นหน้าที่ของพนักงานสอบสวนที่จะต้องตรวจสอบให้แน่ชัดเสียก่อนว่าบุคคลที่ถูกขอให้ออกหมายจับเป็นบุคคลคนเดียวกับคนร้ายหรือไม่ อย่างน้อยที่สุดก็โดยการจัดให้ผู้เสียหายหรือพยานชี้ภาพถ่ายของโจทก์ที่ปรากฏอยู่ว่าใช่คนร้ายหรือไม่ก่อนที่จะขอให้ออกหมายจับ การที่พนักงานสอบสวนอ้างเหตุเพียงว่าตามข้อมูลทะเบียนราษฎรดังกล่าวมีชื่อนายทศพล เพียงคนเดียว จึงได้ขอให้ศาลออกหมายจับระบุชื่อโจทก์เป็นคนร้ายไปเลย โดยไม่ดำเนินการตรวจสอบข้อมูลที่ขัดแย้งกันอยู่ให้เป็นที่กระจ่างชัดเสียก่อนถือไม่ได้ว่าเป็นการใช้ดุลพินิจรวบรวมพยานหลักฐานให้เพียงพอที่จะเชื่อได้ว่าผู้ที่ขอให้ออกหมายจับเป็นผู้ได้กระทำผิดจริง เป็นการบกพร่องต่อหน้าที่ ที่จำเลยอ้างว่า พนักงานสอบสวนไม่อาจดำเนินการดังกล่าวได้ เพราะจะเป็นการใช้อำนาจสอบสวนเพิ่มเติมโดยพลการ เนื่องจากข้อเท็จจริงนี้เพิ่งปรากฏภายหลังจากที่พนักงานสอบสวนส่งสำนวนให้พนักงานอัยการแล้วนั้น เห็นว่า แม้หากจะฟังตามที่จำเลยอ้าง ก็ถือไม่ได้ว่าเป็นการใช้อำนาจสอบสวนเพิ่มเติมของพนักงานสอบสวน แต่เป็นการตรวจสอบให้แน่ชัดว่าบุคคลที่ถูกออกหมายจับมาดำเนินคดีเป็นคนร้ายตัวจริงหรือไม่มากกว่า ดังที่พันตำรวจโทสุขสวัสดิ์ พนักงานสอบสวนซึ่งได้รับสำนวนต่อมาหลังจากที่มีการจับกุมโจทก์ได้ดำเนินการ โดยเมื่อพันตำรวจโทสุขสวัสดิ์รับสำนวนต่อมาแล้วเกิดความสงสัยว่าโจทก์เป็นบุคคลคนเดียวกันกับคนร้ายหรือไม่ จึงนำตัวโจทก์ไปให้ผู้เสียหายชี้ตัว แต่ผู้เสียหายยืนยันว่าโจทก์ไม่ใช่คนร้าย หลังจากนั้นเมื่อพันตำรวจโทสุขสวัสดิ์ดำเนินการตรวจสอบจนเป็นที่ประจักษ์ชัดว่าโจทก์มิใช่คนร้ายจริงแล้ว ก็เสนอรายงานต่อผู้บังคับบัญชาและยื่นคำร้องขอให้ศาลปล่อยตัวโจทก์ในที่สุด แม้การขอให้ออกหมายจับของพนักงานสอบสวนดังกล่าวจะฟังไม่ได้ว่ามีเจตนากลั่นแกล้งโจทก์ให้ปราศจากเสรีภาพในร่างกายแต่ก็เป็นการปฏิบัติหน้าที่โดยปราศจากความระมัดระวัง ไม่ตรวจสอบให้รอบคอบ ถือได้ว่าเป็นการกระทำโดยประมาทเลินเล่อ จนเป็นเหตุให้มีการออกหมายจับผิดตัว ทำให้โจทก์ต้องถูกจับกุมตัวไปดำเนินคดีต่างท้องที่ เป็นเหตุให้โจทก์ได้รับความเสียหาย เป็นการทำละเมิดต่อโจทก์ จำเลยในฐานะหน่วยงานของรัฐต้นสังกัดของพนักงานสอบสวนสถานีตำรวจภูธรอำเภอเมืองนครพนมที่ออกหมายจับโจทก์ผิดตัวจึงต้องรับผิดใช้ค่าสินไหมทดแทนจากการปฏิบัติหน้าที่บกพร่องดังกล่าว สำหรับค่าสินไหมทดแทนที่ศาลชั้นต้นกำหนดเป็นค่าขาดรายได้ ค่าเสื่อมเสียชื่อเสียงและค่าสูญเสียอิสรภาพให้แก่โจทก์เป็นจำนวนเพียง 201,500 บาท พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันฟ้อง ซึ่งโจทก์ก็พอใจและไม่ติดใจฎีกานั้น เมื่อจำเลยมิได้ตั้งประเด็นข้อนี้ไว้ในคำแก้ฎีกา และศาลฎีกาเห็นว่าเป็นค่าสินไหมทดแทนที่เหมาะสมแก่พฤติการณ์และความร้ายแรงแห่งละเมิดแล้ว ย่อมไม่มีเหตุที่ศาลฎีกาจะเปลี่ยนแปลง ที่ศาลอุทธรณ์พิพากษายกฟ้องโจทก์มานั้น ไม่ต้องด้วยความเห็นของศาลฎีกา ฎีกาของโจทก์ฟังขึ้น

พิพากษากลับ ให้บังคับคดีไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น ค่าฤชาธรรมเนียมในชั้นอุทธรณ์และชั้นฎีกาให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.ความรับผิดทางละเมิดของเจ้าหน้าที่ พ.ศ.2539 ม. 5
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นายทศพล ส่องศรี
จำเลย — สำนักงานตำรวจแห่งชาติ
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลแพ่งกรุงเทพใต้ — นายณัฐพล พิทักษ์วงศาโรจน์
ศาลอุทธรณ์ — นายมานิตย์ สุขอนันต์
ชื่อองค์คณะ
วรงค์พร จิระภาค
ฉัตรไชย จันทร์พรายศรี
สุภัทร์ สุทธิมนัส
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 15561/2557
#579685
เปิดฉบับเต็ม

การกีฬาแห่งประเทศไทยเพิกถอนใบอนุญาตที่ให้โจทก์จัดตั้งเป็นสมาคมแต่โจทก์อุทธรณ์คำสั่งดังกล่าวต่อศาลปกครองและคดีอยู่ระหว่างพิจารณา ข้อเท็จจริงจึงยังไม่ยุติ ทั้งการเลิกสมาคมต้องเป็นไปตาม ป.พ.พ. มาตรา 101 (6) ที่บัญญัติให้สมาคมเลิกกันเมื่อนายทะเบียนถอนชื่อสมาคมจากทะเบียน เมื่อไม่ปรากฏว่านายทะเบียนได้ถอนชื่อโจทก์ออกจากทะเบียน โจทก์จึงยังมีสถานะเป็นนิติบุคคลและมีอำนาจฟ้องตาม ป.พ.พ. มาตรา 83

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้บังคับห้ามจำเลยทั้งสองกับพวกและคณะบุคคลที่จัดประชุมเมื่อวันที่ 25 สิงหาคม 2554 ใช้ชื่อว่า สมาคมมวยสากลแห่งประเทศไทย และห้ามนำชื่อดังกล่าวไปจดทะเบียนและให้โจทก์มีสิทธิใช้ชื่อสมาคมมวยสากลสมัครเล่นแห่งประเทศไทยในพระบรมราชูปถัมภ์ได้ตลอดไป เพิกถอนมติที่ประชุมจำเลยทั้งสองกับพวกในวันที่ 25 สิงหาคม 2554 ที่ให้จัดตั้งสมาคมมวยสากลแห่งประเทศไทย และลงมติเลือกจำเลยที่ 1 เป็นนายกสมาคม กับให้จำเลยทั้งสองร่วมกันใช้ค่าเสียหายเป็นเงิน 10,000,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับจากวันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ และร่วมกันใช้ค่าเสียหายอีกวันละ 10,000 บาท นับจากวันฟ้องจนกว่าจำเลยทั้งสองกับพวกจะเลิกใช้ชื่อสมาคมมวยสากลแห่งประเทศไทย

ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง ค่าฤชาธรรมเนียมให้เป็นพับ

โจทก์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษายกคำพิพากษาของศาลชั้นต้น ให้ศาลชั้นต้นรับคำฟ้องและดำเนินการพิจารณาต่อไปแล้วมีคำพิพากษาใหม่ ค่าฤชาธรรมเนียมในชั้นนี้ให้ศาลชั้นต้นรวมสั่งเมื่อมีคำพิพากษาใหม่

จำลยที่ 2 ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า คดีมีปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยที่ 2 แต่เพียงว่า โจทก์เป็นนิติบุคคลและมีอำนาจฟ้องหรือไม่ เห็นว่า โจทก์ฟ้องว่า โจทก์เป็นนิติบุคคลประเภทสมาคมตามประมวลกฎมายแพ่งและพาณิชย์ โดยก่อตั้งขึ้นตั้งแต่ปี 2496 และนายทะเบียนรับจดทะเบียนโจทก์เป็นสมาคมและได้ออกใบสำคัญแสดงการจดทะเบียนให้แก่โจทก์แล้ว ตามใบอนุญาตจัดตั้งสมาคมหรือองค์การ ซึ่งตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 83 บัญญัติให้สมาคมที่ได้จดทะเบียนแล้วเป็นนิติบุคคล ส่วนที่การกีฬาแห่งประเทศไทยกล่าวอ้างว่า เป็นผู้ออกใบอนุญาตให้จัดตั้งโจทก์เป็นสมาคมตามพระราชบัญญัติการกีฬาแห่งประเทศไทย พ.ศ.2528 มาตรา 53 และมาตรา 59 แต่โจทก์ดำเนินการโดยฝ่าฝืนข้อบังคับของสมาคมและจงใจฝ่าฝืนกฎหมาย ก่อให้เกิดความเสียหายต่อการกีฬาแห่งประเทศไทย จึงให้เพิกถอนใบอนุญาตที่ให้ไว้แก่โจทก์โดยโจทก์ต้องเลิกและหยุดดำเนินการทันที ตามหนังสือของการกีฬาแห่งประเทศไทย ข้อนี้ได้ความว่าโจทก์ได้ยื่นอุทธรณ์คำสั่งของการกีฬาแห่งประเทศไทยและได้ฟ้องคดีต่อศาลปกครอง คดีอยู่ระหว่างการพิจารณาของศาลปกครอง เช่นนี้ เมื่อยังมีการโต้แย้งคำสั่งของการกีฬาแห่งประเทศไทยที่ให้เพิกถอนใบอนุญาตจัดตั้งสมาคมของโจทก์ดังกล่าวและข้อเท็จจริงยังไม่เป็นที่ยุติ ทั้งกรณีเลิกสมาคมต้องเป็นไปตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 101 (6) ที่บัญญัติให้สมาคมเลิกกันเมื่อนายทะเบียนถอนชื่อสมาคมจากทะเบียน... เมื่อไม่ปรากฏว่านายทะเบียนที่ได้ออกใบอนุญาตให้จัดตั้งสมาคมของโจทก์ได้ถอนชื่อโจทก์ออกจากทะเบียนตามบทกฎหมายดังกล่าวแล้ว โจทก์ย่อมยังมีสถานะเป็นนิติบุคคลตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 83 ที่ศาลอุทธรณ์พิพากษายกคำพิพากษาของศาลชั้นต้นที่วินิจฉัยว่า โจทก์ไม่มีฐานะเป็นนิติบุคคลตามกฎหมายและไม่มีอำนาจฟ้อง โดยให้ศาลชั้นต้นรับคำฟ้องและดำเนินการพิจารณาต่อไปแล้วมีคำพิพากษาใหม่นั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาของจำเลยที่ 2 ฟังไม่ขึ้น

พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมระหว่างโจทก์กับจำเลยที่ 2 ในชั้นนี้ให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 83 ม. 101 (6)
พ.ร.บ.การกีฬาแห่งประเทศไทย พ.ศ.2528 ม. 53 ม. 59
ชื่อคู่ความ
สมาคมมวยสากลสมัครเล่น
โจทก์ — แห่งประเทศไทยในพระบรมราชูปถัมภ์
จำเลย — พลเอกบุญเลิศ แก้วประสิทธิ์ กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลแพ่ง — นายพิเชฏฐ์ รื่นเจริญ
ศาลอุทธรณ์ — นายสุวัฒน์ วรรธนะหทัย
ชื่อองค์คณะ
ประทีป เฉลิมภัทรกุล
พรเทพ อัมพรกลิ่นแก้ว
มานัส เหลืองประเสริฐ
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 15533/2557
#571907
เปิดฉบับเต็ม

เป็นที่รู้กันอยู่ทั่วไปว่าการบริหารองค์กรไม่ว่าบริหารภาครัฐหรือเอกชน การคัดเลือกบุคคลเข้าสู่ตำแหน่ง การโยกย้าย หรือการพิจารณาความดีความชอบจะต้องใช้หลักคุณธรรม และเป็นไปตามระเบียบแบบแผน เพื่อให้ได้คนดีเข้ามาทำหน้าที่นั้นเป็นประโยชน์ต่อองค์กร สังคมและประเทศชาติ สำนักงานตำรวจแห่งชาติเป็นหน่วยงานของรัฐที่มีความสำคัญยิ่ง เพราะมีหน้าที่ป้องกันและปราบปรามอาชญากรรม บำบัดทุกข์บำรุงสุขให้แก่ประชาชน และยังเป็นกระบวนการยุติธรรมชั้นต้นหรือเสาหลักแห่งกระบวนการยุติธรรมที่จะต้องสร้างความเป็นธรรมให้เกิดขึ้นในสังคม ถ้าสำนักงานตำรวจแห่งชาติมีตำรวจที่ประพฤติมิชอบ ย่อมก่อให้เกิดความไม่สงบเรียบร้อยและวุ่นวายขึ้นในบ้านเมือง ตามบันทึกข้อตกลงระหว่างโจทก์กับจำเลย ไม่มีข้อความตอนใดที่โจทก์ขอให้จำเลยทำให้ผู้มีอำนาจเข้าใจในตัวโจทก์ถูกต้อง กลับให้จำเลยไปพูดกับผู้บังคับบัญชาหรือผู้ใหญ่ในบ้านเมืองที่รู้จักกันเกี่ยวกับความก้าวหน้าในตำแหน่งหน้าที่ของโจทก์อย่างเต็มที่ โดยสัญญาแบบผู้มีความรับผิดชอบให้ได้รับตำแหน่งสูงสุด และหากโจทก์ขอความช่วยเหลือ จำเลยจะต้องให้ความสะดวกและช่วยเหลือโจทก์ได้มีตำแหน่งสูงขึ้นโดยไม่คำนึงถึงกฎหมาย ระเบียบแบบแผนและวิธีการของทางราชการ บันทึกข้อตกลงดังกล่าวจึงขัดต่อความสงบเรียบร้อยหรือศีลธรรมอันดีของประชาชนย่อมตกเป็นโมฆะไม่อาจบังคับได้ตาม ป.พ.พ. มาตรา 150

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยชำระเงินจำนวน 2,000,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงินดังกล่าว นับถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ ให้จำเลยไปพูดกับผู้บังคับบัญชาหรือผู้ใหญ่ในบ้านเมืองที่รู้จักกันเกี่ยวกับความก้าวหน้าในตำแหน่งหน้าที่การงานของผู้เสียหายอย่างเต็มที่และเต็มความสามารถโดยสัญญาแบบผู้มีความรับผิดชอบให้ได้รับตำแหน่งสูงขึ้นคือ เป็นรองผู้กำกับการและจะได้หรือไม่เป็นอีกเรื่องหนึ่งต่างหาก และถ้าไปขอความช่วยเหลือก็จะให้ความสะดวกเต็มความสามารถและจะให้ความสะดวกเต็มที่

จำเลยให้การขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง ค่าฤชาธรรมเนียมให้เป็นพับ

โจทก์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 5 พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ

โจทก์ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงในเบื้องต้นรับฟังเป็นยุติว่า ก่อนโจทก์ฟ้องจำเลยเป็นคดีนี้ พนักงานอัยการได้ฟ้องจำเลยกับพวกเป็นคดีอาญาข้อหาหมิ่นประมาทโจทก์โดยการโฆษณาต่อศาลจังหวัดฝาง ตามคดีอาญาหมายเลขดำที่ 490/2547 ตามสำเนาคำฟ้องและโจทก์ฟ้องจำเลยกับพวกว่าร่วมกันกระทำละเมิดหมิ่นประมาทโจทก์ โดยการโฆษณาต่อศาลแพ่งตามคดีหมายเลขดำที่ 2222/2546 ตามสำเนาคำฟ้อง ต่อมาโจทก์ได้ทำความตกลงกับจำเลยในคดีที่พนักงานอัยการฟ้องจำเลยเป็นคดีอาญา เพื่อยุติการดำเนินคดีอาญาและคดีแพ่งต่อไป บันทึกข้อตกลงระหว่างโจทก์และจำเลยในข้อ 4 ของเอกสาร ซึ่งเป็นมูลที่โจทก์นำมาฟ้องว่า จำเลยผิดสัญญาและเรียกค่าเสียหาย 2,000,000 บาท มีความว่า "จำเลยรับว่าจะไปพูดกับผู้บังคับบัญชาหรือผู้ใหญ่ในบ้านเมืองที่รู้จักกันเกี่ยวกับความก้าวหน้าในตำแหน่งหน้าที่การงานของผู้เสียหายอย่างเต็มที่และเต็มความสามารถโดยสัญญาแบบผู้มีความรับผิดชอบให้ได้รับตำแหน่งสูงขึ้นคือ เป็นรองผู้กำกับการและจะได้หรือไม่ เป็นอีกเรื่องหนึ่งต่างหากและถ้าไปขอความช่วยเหลือก็จะให้ความสะดวกเต็มความสามารถ และจะให้ความสะดวกเต็มที่" ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ภาค 5 พิพากษายกฟ้อง โดยฟังข้อเท็จจริงว่าโจทก์นำสืบไม่ได้ความว่า จำเลยมิได้ปฏิบัติตามสัญญาอย่างไร

มีปัญหาที่จะต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ว่า จำเลยผิดสัญญาตามข้อตกลงดังกล่าวข้างต้นหรือไม่ ศาลฎีกาเห็นว่า ควรวินิจฉัยเสียก่อนว่าข้อตกลงข้อ 4 เป็นข้อตกลงที่ขัดต่อกฎหมายและขัดต่อความสงบเรียบร้อยหรือศีลธรรมอันดีของประชาชนหรือไม่ ข้อกฎหมายดังกล่าวนี้แม้จำเลยจะยกขึ้นต่อสู้ในศาลชั้นต้นเท่านั้น แต่เป็นข้อกฎหมายอันเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อย ศาลฎีกาหยิบยกขึ้นวินิจฉัยเองได้ ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 142 (5) ประกอบมาตรา 246 และมาตรา 247 เห็นว่า เป็นที่รู้กันอยู่ทั่วไปว่าการบริหารองค์กรไม่ว่าบริหารภาครัฐหรือเอกชน การคัดเลือกบุคคลเข้าสู่ตำแหน่ง การโยกย้าย หรือการพิจารณาความดีความชอบจะต้องใช้หลักคุณธรรม และเป็นไปตามระเบียบแบบแผน เพื่อให้ได้คนดีเข้ามาทำหน้าที่นั้นเป็นประโยชน์ต่อองค์กร สังคมและประเทศชาติ สำนักงานตำรวจแห่งชาติเป็นหน่วยงานของรัฐที่มีความสำคัญยิ่ง เพราะมีหน้าที่ป้องกันและปราบปรามอาชญากรรม บำบัดทุกข์บำรุงสุขให้แก่ประชาชน และยังเป็นกระบวนการยุติธรรมชั้นต้นหรือเสาหลักแห่งกระบวนการยุติธรรมที่จะต้องสร้างความเป็นธรรมให้เกิดขึ้นในสังคม ถ้าสำนักงานตำรวจแห่งชาติมีตำรวจที่ประพฤติมิชอบ ย่อมก่อให้เกิดความไม่สงบเรียบร้อยและวุ่นวายขึ้นในบ้านเมือง พันตำรวจเอกนิทัศน์ รับราชการอยู่ที่กองกำลังพล สำนักงานตำรวจแห่งชาติตั้งแต่ปี 2530 จนถึงขณะเบิกความปี 2551 เบิกความว่า การแต่งตั้งโยกย้ายข้าราชการตำรวจระดับสารวัตรขึ้นไป จะมีพระราชบัญญัติสำนักงานตำรวจแห่งชาติ พ.ศ.2547 และมีกฎ ก.ตร. ว่าด้วยหลักและวิธีการแต่งตั้งและโยกย้ายข้าราชการตำรวจระดับสารวัตรถึงจเรตำรวจแห่งชาติ และรองผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ พ.ศ.2549 ใช้ในการพิจารณาตามเอกสารของศาลแพ่งกรุงเทพใต้ ในการเลื่อนตำแหน่งสารวัตรเป็นรองผู้กำกับการจะต้องมีระยะเวลาในการดำรงตำแหน่งสารวัตรมาไม่น้อยกว่า 5 ปี และมีประสบการณ์ตรงตามตำแหน่งที่จะได้รับแต่งตั้ง และตอบคำถามค้านทนายโจทก์ว่า แม้จะดำรงตำแหน่งสารวัตรได้ไม่ถึง 5 ปี แต่ถ้าหากผู้บังคับบัญชาเห็นว่า มีความสามารถโดดเด่นเป็นพิเศษและโดยความเห็นชอบของ ก.ตร. ก็สามารถขึ้นมาดำรงตำแหน่งได้ และตอบคำถามติงของจำเลยว่า ช่วงที่พยานรับราชการในตำแหน่งนี้มา 3 ปี ยังไม่มีการพิจารณาให้ผู้ที่ครองตำแหน่งสารวัตรไม่ถึง 5 ปี ขึ้นเป็นรองผู้กำกับการ เห็นว่า ขณะทำบันทึกข้อตกลง ข้อ 4 นั้น โจทก์ดำรงตำแหน่งสารวัตรมาประมาณ 3 ปี ตามทางนำสืบของโจทก์เองได้ความว่า โจทก์เคยถูกไล่ออกจากราชการเป็นเวลา 3 ปี ต่อมาได้กลับเข้ารับราชการใหม่ โจทก์เคยมีปัญหากับหนังสือพิมพ์เดลินิวส์ ซึ่งมีจำเลยเป็นบรรณาธิการหลายครั้ง จากข้อเท็จจริงดังกล่าวแสดงให้เห็นอยู่ในตัวว่า โจทก์มีคุณสมบัติยังไม่ครบที่จะได้รับการเลื่อนตำแหน่งเป็นรองผู้กำกับการ และไม่ปรากฏว่ามีผลงานโดดเด่น ทั้งจำเลยก็ไม่มีอำนาจหน้าที่ในสำนักงานตำรวจแห่งชาติ กลับได้ความจากทางนำสืบโจทก์ว่า โจทก์เห็นว่าจำเลยมีอิทธิพลรู้จักนักการเมืองและผู้ใหญ่เป็นจำนวนมาก จำเลยเคยถูกออกหมายจับก็ไม่มีตำรวจคนใดกล้าจับ จำเลยยังเคยดำรงตำแหน่งวุฒิสมาชิก แสดงว่าโจทก์ประสงค์จะให้จำเลยใช้อำนาจนอกเหนือไปจากวิธีการแต่งตั้งเจ้าพนักงานตำรวจตามระเบียบและหลักเกณฑ์ตามกฎหมาย ตามบันทึกข้อตกลงก็ไม่มีข้อความตอนใดที่โจทก์ขอให้จำเลยทำให้ผู้มีอำนาจเข้าใจในตัวโจทก์ถูกต้อง กลับให้จำเลยไปพูดกับผู้บังคับบัญชาหรือผู้ใหญ่ในบ้านเมืองที่รู้จักกันเกี่ยวกับความก้าวหน้าในตำแหน่งหน้าที่ของผู้เสียหาย (โจทก์) อย่างเต็มที่ โดยสัญญาแบบผู้มีความรับผิดชอบให้ได้รับตำแหน่งสูงสุด และหากโจทก์ขอความช่วยเหลือ จำเลยจะต้องให้ความสะดวกและช่วยเหลือเต็มความสามารถ ข้อความดังกล่าวเป็นข้อยืนยันอยู่ในตัวว่า โจทก์ขอให้จำเลยช่วยเหลือโจทก์ได้มีตำแหน่งสูงขึ้นโดยไม่คำนึงถึงกฎหมาย ระเบียบแบบแผนและวิธีการของทางราชการ บันทึกข้อตกลงดังกล่าว จึงขัดต่อความสงบเรียบร้อยหรือศีลธรรมอันดีของประชาชนย่อมตกเป็นโมฆะ ไม่อาจบังคับได้ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 150 ที่ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ภาค 5 พิพากษายกฟ้องโจทก์ ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วยในผล ฎีกาของโจทก์ฟังไม่ขึ้น

พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 150
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พันตำรวจโทไพฑูรย์ สันติมโนกุล
จำเลย — นายประชา เหตระกูล
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดฝาง — นายอภิชาต บัวเล็ก
ศาลอุทธรณ์ภาค 5 — นายอนุสรณ์ ศรีเมนต์
ชื่อองค์คณะ
หม่อมหลวงไกรฤกษ์ เกษมสันต์
เมทินี ชโลธร
ณัฏฐชัย ไวยภาษจีรกุล
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 15525/2557
#580009
เปิดฉบับเต็ม

โจทก์ฎีกาว่า ศาลอุทธรณ์ภาค 3 ควรรับฟังพยานหลักฐานเช่นเดียวกับศาลชั้นต้นเป็นฎีกาทำนองว่าคำพิพากษาศาลชั้นต้นชอบแล้ว แต่ฎีกาของโจทก์มิได้โต้แย้งว่าคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 3 ไม่ถูกต้องหรือไม่ชอบด้วยกฎหมายอย่างไร และโจทก์ไม่เห็นด้วยกับคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 3 เพราะเหตุใด จึงเป็นฎีกาที่มิได้คัดค้านคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 3 ไม่ชอบด้วย ป.วิ.อ. มาตรา 216 วรรคหนึ่ง ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัย

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยทั้งสิบเอ็ดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83, 341, 352, 353, 354

ศาลชั้นต้นไต่สวนมูลฟ้องแล้ว เห็นว่า คดีมีมูลเฉพาะข้อหาตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 341, 352 วรรคแรก, 353 ส่วนข้อหาอื่นให้ยกฟ้อง

จำเลยทั้งสิบเอ็ดให้การปฏิเสธ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยที่ 1 มีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 353 จำคุก 3 ปี ส่วนข้อหาฉ้อโกงให้ยก และยกฟ้องโจทก์สำหรับจำเลยที่ 2 ถึงที่ 11

จำเลยที่ 1 อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 3 พิพากษาแก้เป็นว่า ให้ยกฟ้องโจทก์สำหรับจำเลยที่ 1 ในความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 353 ด้วย นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

โจทก์ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า เห็นสมควรวินิจฉัยก่อนว่าฎีกาของโจทก์ชอบด้วยกฎหมายหรือไม่ เห็นว่า คดีนี้ศาลอุทธรณ์ภาค 3 วินิจฉัยว่าทางนำสืบของโจทก์ไม่ได้ความว่าจำเลยที่ 1 ทำสัญญาซื้อขายเครื่องชั่งอิเล็กทรอนิกส์และสัญญาประนีประนอมยอมความกับห้างหุ้นส่วนจำกัด ราชสีมา ง่วนฮงหลี เครื่องชั่งตลอดจนยกทรัพย์สินของโจทก์ตีชำระหนี้ตามคำพิพากษาตามยอมแก่ห้างดังกล่าวเพื่อแสวงหาผลประโยชน์ที่มิชอบด้วยกฎหมายสำหรับตนเองหรือผู้อื่น ประกอบกับได้ความจากพยานจำเลยที่ 1 ว่า การยกทรัพย์สินของโจทก์ตีชำระหนี้ถือเอาราคาประเมินของเจ้าพนักงานบังคับคดีเป็นเกณฑ์ ซึ่งเป็นการประเมินแบบอสังหาริมทรัพย์ต้องมีค่ารื้อถอนและค่าซ่อมแซมอุปกรณ์ที่ส่วนใหญ่ใช้งานไม่ได้ ทั้งจำเลยที่ 1 ยังขอเวลาห้างหุ้นส่วนจำกัด ราชสีมา ง่วนฮงหลี เครื่องชั่ง ให้ชะลอการขนย้ายทรัพย์สินออกไป 2 เดือน เพื่อจำเลยที่ 1 จะขอความช่วยเหลือทางด้านการเงินจากสหกรณ์จังหวัดสุรินทร์อันเป็นการขวนขวายหาเงินมาชำระหนี้เพื่อไม่ให้ทรัพย์สินของโจทก์ถูกบังคับชำระหนี้อันเป็นข้อบ่งชี้ว่าจำเลยที่ 1 ไม่มีเจตนาทุจริตในการจัดการทรัพย์สินของโจทก์ ฟังไม่ได้ว่าจำเลยที่ 1 กระทำความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 353 โจทก์ฎีกาว่าศาลอุทธรณ์ (ที่ถูก ศาลอุทธรณ์ภาค 3) ควรรับฟังพยานหลักฐานเช่นเดียวกับศาลชั้นต้นว่าจำเลยที่ 1 ครอบครองและได้รับมอบหมายให้จัดการทรัพย์สินของโจทก์ แล้วเบียดบังทรัพย์สินนั้นไปให้แก่ห้างหุ้นส่วนจำกัด ราชสีมา ง่วนฮงหลี เครื่องชั่ง โดยทุจริต เป็นฎีกาในทำนองว่าคำพิพากษาศาลชั้นต้นชอบแล้ว แต่ฎีกาของโจทก์มิได้โต้แย้งว่าคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 3 ไม่ถูกต้องหรือไม่ชอบด้วยกฎหมายอย่างไร และโจทก์ไม่เห็นด้วยกับคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 3 เพราะเหตุใด จึงเป็นฎีกาที่มิได้คัดค้านคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 3 ไม่ชอบด้วยประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 216 วรรคหนึ่ง ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัย

พิพากษายกฎีกาของโจทก์
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.อ. ม. 216 วรรคหนึ่ง
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — สหกรณ์การเกษตร สกอ.ทุ่งกุลาพัฒนาอาชีพ จำกัด
จำเลย — นายสุรทิน โสภาชัย กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดรัตนบุรี — นายวิฑูรย์ ตรีสุนทรรัตน์
ศาลอุทธรณ์ภาค 3 — นายวีรภัทร ไพบูลย์วัฒนกิจ
ชื่อองค์คณะ
สุพจน์ กิตติรักษนนท์
เมทินี ชโลธร
ณัฏฐชัย ไวยภาษจีรกุล
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 15518/2557
#585119
เปิดฉบับเต็ม

จำเลยกับพวกร่วมกันกระชากตัวโจทก์ร่วมลงจากรถแท็กซี่และรุมทำร้ายโจทก์ร่วม แล้วนำตัวโจทก์ร่วมขึ้นรถกระบะแล่นออกไปยังบ่อปลาแห่งหนึ่งโดยระหว่างที่อยู่ในรถกระบะจำเลยกับพวกทำร้ายร่างกายโจทก์ร่วมตลอดทางโดยใช้ขวดเบียร์และท่อนเหล็กเป็นอาวุธ และจำเลยได้ล้วงเงิน 10,000 บาท ของโจทก์ร่วมไป เมื่อจำเลยกระทำความผิดโดยมีอาวุธในเวลากลางคืนและใช้ยานพาหนะ การกระทำของจำเลยจึงเป็นความผิดฐานชิงทรัพย์ตาม ป.อ. มาตรา 339 วรรคสอง ประกอบมาตรา 335 (1) (7), 340 ตรี

การที่จำเลยและ น. เรียกร้องเงินจำนวน 23,000 บาท เพื่อแลกเปลี่ยนกับการปล่อยตัวโจทก์ร่วม โดยจำเลยเชื่อว่าโจทก์ร่วมโกงเงิน น. ย่อมเป็นเพียงความเชื่อของจำเลย หาเป็นเหตุให้โจทก์ร่วมเป็นหนี้ น. ไม่ ดังนั้น เงินจำนวน 23,000 บาท ที่จำเลยเรียกร้องเพื่อแลกกับการปล่อยตัวโจทก์ร่วมจึงเป็นค่าไถ่ การกระทำของจำเลยจึงเป็นความผิดต่อเสรีภาพตามมาตรา 313 วรรคแรก

อนึ่ง เนื่องจากจำเลยจัดให้โจทก์ร่วมได้รับเสรีภาพก่อนศาลชั้นต้นพิพากษาโดยโจทก์ร่วมมิได้รับอันตรายสาหัสหรือตกอยู่ในภาวะอันใกล้จะเป็นอันตรายต่อชีวิต จึงลงโทษน้อยกว่าที่กฎหมายกำหนดไว้ไม่น้อยกว่ากึ่งหนึ่ง ตามมาตรา 316

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83, 91, 313, 337, 340, 340 ตรี และให้จำเลยคืนหรือใช้ราคาทรัพย์ 33,000 บาท แก่ผู้เสียหาย

จำเลยให้การปฏิเสธ แต่เมื่อสืบพยานโจทก์ไปบ้างแล้ว จำเลยขอถอนคำให้การเดิมและให้การใหม่เป็นรับสารภาพเฉพาะข้อหาความผิดต่อเสรีภาพและกรรโชก และวางเงิน 23,000 บาท ต่อศาลเพื่อคืนให้แก่ผู้เสียหาย

ระหว่างพิจารณา นายสุรินทร์ ผู้เสียหาย ยื่นคำร้องขอเข้าร่วมเป็นโจทก์ ศาลชั้นต้นอนุญาต และโจทก์ร่วมยื่นคำร้องขอให้บังคับจำเลยชดใช้ค่าสินไหมทดแทนเพราะเหตุได้รับอันตรายแก่กายอันเนื่องมาจากการกระทำของจำเลยกับพวกเป็นเงิน 530,489 บาท พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันที่ 20 ธันวาคม 2553 เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ร่วม

จำเลยให้การในคดีส่วนแพ่งขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 313 วรรคแรก, 337 วรรคสอง ประกอบมาตรา 83, 339 วรรคสอง ประกอบมาตรา 335 (1) (7), 340 ตรี การกระทำของจำเลยเป็นความผิดหลายกรรมต่างกันให้ลงโทษทุกกรรมเป็นกระทงความผิดไป ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 ความผิดต่อเสรีภาพกับความผิดฐานกรรโชกเป็นการกระทำอันเป็นกรรมเดียวเป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบท ให้ลงโทษฐานความผิดต่อเสรีภาพ ตามมาตรา 313 วรรคแรก จำคุก 15 ปี จำเลยให้การรับสารภาพในความผิดฐานนี้เป็นประโยชน์แก่การพิจารณามีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้กึ่งหนึ่งตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คงจำคุก 7 ปี 6 เดือน ความผิดฐานชิงทรัพย์โดยมีอาวุธในเวลากลางคืนและใช้ยานพาหนะ จำคุก 15 ปี ทางนำสืบของจำเลยเป็นประโยชน์แก่การพิจารณาของศาล ประกอบกับเหตุจูงใจที่ทำให้จำเลยกระทำความผิดก็สืบเนื่องมาจากมารดาจำเลยบอกแก่จำเลยว่าโจทก์ร่วมโกงเงินมารดาจำเลย ทำให้จำเลยตกอยู่ในอารมณ์โกธรและเคียดแค้น จึงกระทำไปเพื่อแก้แค้นแทนมารดาโดยอารมณ์หุนหันพลันแล่นเนื่องจากจำเลยอายุยังน้อย กรณีมีเหตุบรรเทาโทษตามมาตรา 78 ลดโทษในส่วนนี้ให้แก่จำเลยสองในห้า คงจำคุก 9 ปี รวม 2 กระทง จำคุก 16 ปี 6 เดือน ให้จำเลยคืนเงิน 10,000 บาท แก่โจทก์ร่วม และให้จำเลยชดใช้ค่าสินไหมทดแทนเป็นเงิน 110,489 บาท พร้อมดอกเบี้ยร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันที่ 20 ธันวาคม 2553 เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ร่วม

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษาแก้เป็นว่า ให้ลงโทษจำเลยตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 337 (2) วรรคสอง ประกอบมาตรา 83 จำคุก 2 ปี ลดโทษให้กึ่งหนึ่งตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คงจำคุก 1 ปี ให้ยกฟ้องความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 313 วรรคแรก ประกอบมาตรา 83 มาตรา 339 วรรคสอง ประกอบมาตรา 335 (1) (7), 340 ตรี และให้ยกคำสั่งคืนเงิน 10,000 บาท แก่โจทก์ร่วม นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาของศาลชั้นต้น ค่าฤชาธรรมเนียมในส่วนแพ่งทั้งสองศาลให้เป็นพับ

โจทก์ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ข้อแรกว่า จำเลยกระทำความผิดฐานชิงทรัพย์หรือไม่ โจทก์และโจทก์ร่วมมีโจทก์ร่วมเป็นพยานเบิกความว่า ระหว่างที่อยู่ในรถกระบะ จำเลยกับพวกทำร้ายร่างกายโจทก์ร่วมตลอดทาง ระหว่างนั้นจำเลยล้วงเงิน 10,000 บาท ที่โจทก์ร่วมใส่ไว้ในกระเป๋ากางเกงด้านหน้าซ้ายไป เห็นว่า การที่โจทก์ร่วมสามารถทำกำไรได้ถึง 65,000 บาท และนำเงินส่วนหนึ่ง 55,000 บาท ไปฝากไว้ที่นางสาววรรณาก่อนที่จะไปบ้านนางนิดาเพื่อเอากระเป๋ากลับคืน โดยในการเดินทางไปนั้นโจทก์ร่วมอาศัยรถแท็กซี่ซึ่งจะต้องเสียค่าจ้าง จึงเป็นเรื่องปกติที่โจทก์ร่วมจะต้องมีเงินติดตัวไปด้วย นอกจากนี้โจทก์และโจทก์ร่วมยังมีนางสาววรรณาเบิกความสนับสนุนว่า โจทก์ร่วมนำเงินประมาณ 50,000 บาท มาฝากไว้ก่อนที่จะไปหานางนิดาโดยโจทก์ร่วมบอกว่ามีเงินติดตัวไป 10,000 บาท และเมื่อนางสาววรรณาไปเยี่ยมโจทก์ที่โรงพยาบาล โจทก์ร่วมก็เล่าให้ฟังว่าจำเลยกับพวกรุมทำร้ายโจทก์ร่วมและจำเลยเอาเงิน 10,000 บาทไป คำเบิกความของโจทก์ร่วมมีรายละเอียดตั้งแต่ก่อนเกิดเหตุ ในระหว่างเกิดเหตุ จนกระทั่งเหตุการณ์สิ้นสุดลง โดยไม่ปรากฏว่าโจทก์ร่วมมีอาการหลงลืมหรือจดจำเหตุการณ์สับสน ทั้งคำเบิกความของโจทก์ร่วมและนางสาววรรณาก็สอดคล้องต้องกัน ที่สำคัญโจทก์ร่วมและนางสาววรรณาไม่เคยมีสาเหตุโกธรเคืองกับจำเลยมาก่อน จึงไม่มีเหตุควรระแวงสงสัยว่าจะปรักปรำจำเลย พยานหลักฐานของโจทก์และโจทก์ร่วมจึงรับฟังได้ปราศจากข้อสงสัยว่า จำเลยทำร้ายร่างกายโจทก์ร่วมแล้วเอาเงิน 10,000 บาทไป การกระทำของจำเลยจึงเป็นความผิดฐานชิงทรัพย์ ส่วนที่จำเลยนำสืบว่า ไม่ได้เอาเงิน 10,000 บาท ของโจทก์ร่วมไป เห็นว่า ในชั้นสอบสวนจำเลยให้การปฏิเสธโดยไม่ได้ให้รายละเอียดใด ๆ ส่วนในชั้นพิจารณาจำเลยก็ให้การปฏิเสธจนกระทั่งโจทก์ร่วมและนางสาววรรณาเบิกความไปแล้ว จำเลยจึงขอถอนคำให้การเดิมและให้การใหม่เป็นรับสารภาพเฉพาะความผิดต่อเสรีภาพและความผิดฐานกรรโชก ซึ่งเท่ากับจำเลยยอมรับว่ามีเหตุการณ์ที่จำเลยกับพวกรุมทำร้ายและหน่วงเหนี่ยวกักขังโจทก์ร่วมตลอดจนขู่กรรโชกทรัพย์อันเป็นการเสริมให้คำเบิกความของโจทก์ร่วมและนางสาววรรณามีน้ำหนักน่าเชื่อถือยิ่งขึ้น ดังนั้นที่จำเลยนำสืบปฏิเสธลอย ๆ ว่า ไม่ได้เอาเงิน 10,000 บาท ของโจทก์ร่วมไปโดยไม่มีพยานหลักฐานอื่นใดมาสนับสนุน จึงไม่มีน้ำหนักรับฟังหักล้างพยานหลักฐานของโจทก์และโจทก์ร่วมได้ ที่ศาลอุทธรณ์พิพากษายกฟ้องในความผิดฐานนี้จึงไม่ต้องด้วยความเห็นของศาลฎีกา ฎีกาของโจทก์ในข้อนี้ฟังขึ้น

คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ในข้อสุดท้ายว่า เงิน 23,000 บาท ที่นางสาววรรณา มอบให้แก่นางนิดา ตามที่จำเลยและนางนิดาเรียกร้องเพื่อแลกเปลี่ยนกับการปล่อยตัวโจทก์ร่วมเป็น "ค่าไถ่" หรือไม่ เห็นว่า แม้เหตุที่โจทก์ร่วมสามารถซื้อตะกั่วก้อนจากนายนฤทธิ์แล้วนำไปขายต่อจนได้กำไรถึง 65,000 บาท สืบเนื่องมาจากนางนิดาเป็นผู้แนะนำและนางนิดากำลังเจรจาจะซื้อตะกั่วก้อนดังกล่าวจากนายนฤทธิ์ซึ่งหากโจทก์ร่วมไม่ชิงตัดหน้าซื้อตะกั่วก้อนไปก่อนนางนิดาจะเป็นผู้ที่ได้กำไรก็ตาม ไม่ทำให้การซื้อขายตะกั่วก้อนระหว่างโจทก์ร่วมกับนายนฤทธิ์เป็นการละเมิดหรือผิดสัญญาต่อนางนิดา อันจะเป็นเหตุให้โจทก์ร่วมเป็นหนี้นางนิดา ดังนั้น ถึงแม้ว่าจำเลยจะเชื่อว่าโจทก์ร่วมโกงนางนิดา ย่อมเป็นเพียงความเชื่อของจำเลย หาเป็นเหตุให้โจทก์ร่วมเป็นหนี้นางนิดา ดังนั้นเงิน 23,000 บาท ที่นางสาววรรณามอบให้แก่นางนิดาตามที่จำเลยและนางนิดาเรียกร้องเพื่อแลกเปลี่ยนกับการปล่อยตัวโจทก์ร่วมจึงเป็น ค่าไถ่ การกระทำของจำเลยจึงเป็นความผิดต่อเสรีภาพตามฟ้องโจทก์ ที่ศาลอุทธรณ์พิพากษามานั้น ไม่ต้องด้วยความเห็นของศาลฎีกา ฎีกาของโจทก์ในข้อนี้ฟังขึ้นเช่นกัน

อนึ่ง เนื่องจากจำเลยจัดให้โจทก์ร่วมได้รับเสรีภาพก่อนศาลชั้นต้นพิพากษาโดยโจทก์ร่วมมิได้รับอันตรายสาหัสหรือตกอยู่ในภาวะอันใกล้จะเป็นอันตรายต่อชีวิต จึงให้ลงโทษน้อยกว่าที่กฎหมายกำหนดไว้ไม่น้อยกว่ากึ่งหนึ่ง ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 316

พิพากษาแก้เป็นว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 313 วรรคแรก, 337 วรรคสอง ประกอบมาตรา 83, 339 วรรคสอง ประกอบมาตรา 335 (1) (7), 340 ตรี การกระทำของจำเลยเป็นความผิดหลายกรรมต่างกันให้ลงโทษทุกกรรมเป็นกระทงความผิดไป ตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 91 ความผิดต่อเสรีภาพกับความผิดฐานกรรโชกเป็นการกระทำอันเป็นกรรมเดียวเป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบท ให้ลงโทษฐานความผิดต่อเสรีภาพ ตามมาตรา 313 วรรคแรก ซึ่งเป็นบทที่มีโทษหนักสุด ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 ให้ลงโทษจำเลยน้อยกว่าที่กฎหมายกำหนด ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 316 จำคุก 8 ปี จำเลยให้การรับสารภาพในความผิดฐานนี้เป็นประโยชน์แก่การพิจารณามีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้กึ่งหนึ่งตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คงจำคุก 4 ปี ความผิดฐานชิงทรัพย์โดยมีอาวุธในเวลากลางคืนและใช้ยานพาหนะ จำคุก 15 ปี ทางนำสืบของจำเลยเป็นประโยชน์แก่การพิจารณามีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษในส่วนนี้ให้แก่จำเลยสองในห้า ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คงจำคุก 9 ปี รวม 2 กระทง จำคุก 13 ปี ให้จำเลยคืนเงิน 10,000 บาท แก่โจทก์ร่วม นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.อ. ม. 313 วรรคแรก ม. 316 ม. 335 (1) ม. 335 (7) ม. 339 วรรคสอง ม. 340 ตรี
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการ สำนักงานอัยการสูงสุด
โจทก์ร่วม — นายสุรินทร์ แตงอ่อน
จำเลย — นายพิชานัน แม้นจริง
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดตลิ่งชัน — นายศุภกิจ บุญพ้นทุกข์
ศาลอุทธรณ์ — นายสมสันต์ ศุภศาสตรสิน
ชื่อองค์คณะ
กึกก้อง สมเกียรติเจริญ
ประยูร ณ ระนอง
ภาติยะ ดวงมณี
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 15496/2557
#579637
เปิดฉบับเต็ม

จ่าสิบตำรวจ ว. เป็นข้าราชการตำรวจ ในสังกัดของจำเลยซึ่งเป็นหน่วยงานของรัฐ การที่จ่าสิบตำรวจ ว. เดินทางไปเบิกความเป็นพยานต่อศาลในการไต่สวนการตายตามหมายเรียกพยานบุคคลของศาล ย่อมเป็นการกระทำในการปฏิบัติหน้าที่และเหตุผลในการประกาศใช้ พ.ร.บ.ความรับผิดทางละเมิดของเจ้าหน้าที่ พ.ศ.2539 เนื่องจากเห็นสมควรกำหนดให้เจ้าหน้าที่ต้องรับผิดทางละเมิดในการปฏิบัติงานในหน้าที่เฉพาะเมื่อเป็นการจงใจกระทำเพื่อการเฉพาะตัว หรือจงใจให้เกิดความเสียหาย หรือประมาทเลินเล่ออย่างร้ายแรงเท่านั้น เมื่ออุบัติเหตุจราจรที่เกิดขึ้นในระหว่างที่จ่าสิบตำรวจ ว. เดินทางไปเป็นพยานศาลเป็นการกระทำโดยประมาทธรรมดา จ่าสิบตำรวจ ว. จึงไม่ต้องรับผิดเป็นการเฉพาะตัว โจทก์เป็นผู้เสียหายมีอำนาจฟ้องจำเลยซึ่งเป็นหน่วยงานของรัฐตาม พ.ร.บ.ความรับผิดทางละเมิดของเจ้าหน้าที่ พ.ศ.2539 มาตรา 5 ได้

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยชำระเงิน 3,947,615 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี จากต้นเงินดังกล่าวนับแต่วันถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์

จำเลยให้การขอให้ยกฟ้อง

คู่ความแถลงรับข้อเท็จจริงกัน ศาลชั้นต้นเห็นว่า ข้อเท็จจริงพอวินิจฉัยได้ โดยไม่ต้องสืบพยานต่อไป จึงมีคำสั่งให้งดสืบพยาน

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยชำระเงิน 1,592,615 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี จากต้นเงินจำนวนดังกล่าวนับแต่วันถัดจากวันฟ้อง (วันที่ 27 เมษายน 2555) เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ กับให้จำเลยใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ โดยกำหนดค่าทนายความ 10,000 บาท และค่าใช้จ่ายในการดำเนินคดี 3,000 บาท คำขออื่นนอกจากนี้ให้ยก

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 5 พิพากษายืน ให้จำเลยใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ โดยกำหนดค่าทนายความ 10,000 บาท และค่าใช้จ่ายในการดำเนินคดี 5,000 บาท

ก่อนศาลชั้นต้นมีคำสั่งรับฎีกา โจทก์ถึงแก่ความตาย นางสมศรี ทายาทของโจทก์ยื่นคำร้องขอเข้าเป็นคู่ความแทน ศาลชั้นต้นอนุญาต

จำเลยฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยว่า จำเลยต้องรับผิดในผลละเมิดของจ่าสิบตำรวจวรวิทย์ ตามคำพิพากษาศาลล่างทั้งสองหรือไม่ โดยจำเลยอ้างในฎีกาว่า การที่จ่าสิบตำรวจวรวิทย์เดินทางไปเป็นพยานต่อศาลจังหวัดเทิงในการไต่สวนการตาย ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 150 หน้าที่ในการเบิกความเป็นพยานต่อศาลนั้น เป็นหน้าที่อย่างเดียวกับประชาชนทั่วไปที่จะต้องปฏิบัติตามหมายเรียกหรือคำสั่งของศาล หาใช่หน้าที่โดยตรงอันสืบเนื่องมาจากการเป็นเจ้าพนักงานผู้สืบสวนจับกุมอันเป็นเหตุให้นายรส ผู้ตายถึงแก่ความตาย จึงมิใช่การปฏิบัติการตามตำแหน่งหน้าที่ตามที่กฎหมายบัญญัติหรือได้รับมอบหมายแต่อย่างใด ตามนัยคำพิพากษาฎีกาที่ 1262/2547 การกระทำละเมิดของจ่าสิบตำรวจวรวิทย์มิใช่การกระทำในการปฏิบัติหน้าที่ราชการ โจทก์ต้องฟ้องเรียกค่าสินไหมทดแทนจากจ่าสิบตำรวจวรวิทย์หรือทายาท แต่จะฟ้องจำเลยซึ่งเป็นหน่วยงานของรัฐไม่ได้ โจทก์ไม่มีอำนาจฟ้องจำเลย ตามพระราชบัญญัติความรับผิดทางละเมิดของเจ้าหน้าที่ พ.ศ.2539 มาตรา 6 เห็นว่า ตามพระราชบัญญัติความรับผิดทางละเมิดของเจ้าหน้าที่ พ.ศ.2539 มาตรา 5 บัญญัติว่า หน่วยงานของรัฐต้องรับผิดต่อผู้เสียหายในผลแห่งละเมิดที่เจ้าหน้าที่ของตนได้กระทำในการปฏิบัติหน้าที่ ในกรณีนี้ผู้เสียหายอาจฟ้องหน่วยงานของรัฐได้โดยตรง แต่จะฟ้องเจ้าหน้าที่ไม่ได้ จ่าสิบตำรวจวรวิทย์เป็นข้าราชการตำรวจ ในสังกัดของจำเลย ซึ่งเป็นหน่วยงานของรัฐ ปัญหาว่าการเดินทางไปเบิกความต่อศาลเป็นการกระทำในการปฏิบัติหน้าที่หรือไม่ ได้ความการสอบข้อเท็จจริงความรับผิดทางละเมิด ข้อ 4.2 ผลการสอบข้อเท็จจริงเบื้องต้นว่า ตามบันทึกข้อความที่ สตช. ทำไว้กับกระทรวงยุติธรรมลงวันที่ 17 มิถุนายน 2547 และหนังสือ สตช. ด่วนที่สุดที่ 0004.6/1879 ลงวันที่ 11 กุมภาพันธ์ 2545 กำหนดให้เจ้าพนักงานตำรวจไปเป็นพยานศาลโดยเคร่งครัดและถือเป็นราชการสำคัญ หากถูกโยกย้ายไปดำรงตำแหน่งที่อื่นก็ให้เดินทางกลับไปเบิกความที่ศาลเดิม โดยให้ถือเป็นการเดินทางไปปฏิบัติราชการ กรณีอุบัติเหตุจราจรทางบกในระหว่างเดินทางไปเป็นพยานศาลของจ่าสิบตำรวจวรวิทย์ตามหมายเรียกพยานบุคคลของศาลจังหวัดเทิง จึงถือว่าเป็นอุบัติเหตุระหว่างการเดินทางไปปฏิบัติราชการ แสดงว่าการเดินทางไปเบิกความต่อศาลเป็นการกระทำในการปฏิบัติหน้าที่แล้ว และเมื่อพิจารณาเหตุผลในการประกาศใช้พระราชบัญญัติดังกล่าว การที่เจ้าหน้าที่ดำเนินกิจการต่าง ๆ ของหน่วยงานของรัฐนั้น หาได้เป็นไปเพื่อประโยชน์อันเป็นการเฉพาะตัวไม่ การปล่อยให้ความรับผิดทางละเมิดของเจ้าหน้าที่ในกรณีที่ปฏิบัติงานในหน้าที่และเกิดความเสียหายแก่เอกชนเป็นไปตามหลักกฎหมายแพ่ง เป็นการไม่เหมาะสมก่อให้เกิดความเข้าใจผิดว่า เจ้าหน้าที่จะต้องรับผิดในการกระทำต่าง ๆ เป็นการเฉพาะตัว ก่อให้เกิดความไม่เป็นธรรมแก่เจ้าหน้าที่ จึงสมควรกำหนดให้เจ้าหน้าที่ต้องรับผิดทางละเมิดในการปฏิบัติงานในหน้าที่เฉพาะเมื่อเป็นการจงใจกระทำเพื่อการเฉพาะตัว หรือจงใจให้เกิดความเสียหาย หรือประมาทเลินเล่ออย่างร้ายแรงเท่านั้น เมื่ออุบัติเหตุที่เกิดขึ้นเป็นการกระทำโดยประมาทธรรมดา จ่าสิบตำรวจวรวิทย์จึงไม่ต้องรับผิดเป็นการเฉพาะตัว โจทก์เป็นผู้เสียหายมีอำนาจฟ้องจำเลยได้ตามบทบัญญัติดังกล่าว ส่วนคำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1262/2547 ที่จำเลยอ้างข้อเท็จจริงไม่ตรงกับคดีนี้ โดยฎีกาดังกล่าวเป็นเรื่องความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 144 ที่ให้ทรัพย์สินหรือประโยชน์อื่นใดแก่เจ้าพนักงานเพื่อจูงใจให้กระทำการ ไม่กระทำการอันมิชอบด้วยหน้าที่ ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า การที่เจ้าพนักงานตำรวจผู้จับกุมผู้กระทำความผิดมีหน้าที่ต้องเบิกความต่อศาลตามความสัจจริงในระหว่างเป็นพยานในคดีที่ผู้กระทำความผิดถูกฟ้องนั้น เป็นหน้าที่อย่างเดียวกับประชาชนทั่วไป หาใช่เป็นหน้าที่โดยตรงอันสืบเนื่องมาจากที่เป็นเจ้าพนักงานผู้จับกุมผู้กระทำความผิดไม่ หน้าที่ที่ต้องเบิกความตามความสัจจริงจึงไม่เป็นการกระทำในหน้าที่ของเจ้าพนักงานโดยเฉพาะ แม้จำเลยจะให้และรับว่าจะให้เงินแก่เจ้าพนักงานตำรวจเพื่อจูงใจเจ้าพนักงานดังกล่าวเบิกความผิดไปจากความจริงจึงไม่เป็นความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 144 แสดงว่าคำเบิกความเป็นการกระทำเฉพาะตัว ไม่ใช่การปฏิบัติงานในหน้าที่ ผิดกับการเดินทางไปเบิกความ เป็นการปฏิบัติงานในหน้าที่ ฎีกาของจำเลยฟังไม่ขึ้น

พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 420
พ.ร.บ.ความรับผิดทางละเมิดของเจ้าหน้าที่ พ.ศ.2539 ม. 5
ชื่อคู่ความ
นายคำปัน มังคลาด โดยนางสมศรี มังคลาด
โจทก์ — ผู้เข้าเป็นคู่ความแทน
จำเลย — สำนักงานตำรวจแห่งชาติ
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดเชียงราย — นายสมคิด ใจกระเสน
ศาลอุทธรณ์ภาค 5 — นายจตุรงค์ ฉิมวิวัฒน์
ชื่อองค์คณะ
ฐานันท์ วรรณโกวิท
สุทธิโชค เทพไตรรัตน์
ไมตรี ศรีอรุณ
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 15451/2557
#567480
เปิดฉบับเต็ม

พ.ร.บ.จัดตั้งศาลแขวงและวิธีพิจารณาความอาญาในศาลแขวง พ.ศ.2499 มาตรา 22 ทวิ เป็นบทบัญญัติในส่วนของดุลพินิจของผู้พิพากษาซึ่งพิจารณาหรือลงชื่อในคำพิพากษาจะอนุญาตให้อุทธรณ์ปัญหาข้อเท็จจริงหรือไม่ จึงต้องถือเจตนารมณ์ของผู้อนุญาตและความยุติธรรมที่คู่ความพึงจะได้รับเป็นสำคัญยิ่งกว่าถ้อยคำแต่ละคำในตัวบท มิฉะนั้นแล้วผลจะกลายเป็นว่าผู้พิพากษาซึ่งพิจารณาและลงชื่อในคำพิพากษาเห็นควรนำปัญหาข้อเท็จจริงซึ่งเป็นปัญหาสำคัญสู่การวินิจฉัยของศาลอุทธรณ์ภาค 1 ตามที่คู่ความร้องขอ แต่ใช้ข้อความคลาดเคลื่อนไปจากตัวบท กลับเป็นผลร้ายแก่คู่ความซึ่งประสงค์จะให้ศาลอุทธรณ์ภาค 1 วินิจฉัยข้อเท็จจริงอันเป็นปัญหาสำคัญอีกครั้งหนึ่ง

คดีนี้ผู้พิพากษาซึ่งพิจารณาและลงชื่อในคำพิพากษาศาลชั้นต้นสั่งในคำร้องของโจทก์ที่ขออนุญาตอุทธรณ์ในปัญหาข้อเท็จจริงว่า อนุญาตให้โจทก์อุทธรณ์ในปัญหาข้อเท็จจริง แม้ไม่ปรากฏข้อความที่แสดงว่าข้อความที่ตัดสินนั้นเป็นปัญหาสำคัญอันควรสู่ศาลอุทธรณ์ภาค 1 ก็ตาม แต่ข้อความดังกล่าวก็แสดงให้เห็นชัดเจนแล้วว่าผู้พิพากษาซึ่งพิจารณาและลงชื่อในคำพิพากษาศาลชั้นต้นได้พิจารณาแล้วเห็นว่า ข้อความที่ตัดสินเป็นปัญหาสำคัญอันควรสู่ศาลอุทธรณ์ภาค 1 จึงอนุญาตให้โจทก์อุทธรณ์ได้และมีคำสั่งรับอุทธรณ์โจทก์ในวันเดียวกัน กรณีย่อมถือได้ว่ามีการอนุญาตให้โจทก์อุทธรณ์โดยชอบด้วย พ.ร.บ.จัดตั้งศาลแขวงและวิธีพิจารณาความอาญาในศาลแขวง พ.ศ.2499 มาตรา 22 ทวิ แล้ว โจทก์จึงไม่ต้องห้ามอุทธรณ์ในปัญหาข้อเท็จจริง

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องและแก้ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91, 352 และให้จำเลยคืนเงินที่ยักยอก 50,000 บาท ให้แก่โจทก์

ศาลชั้นต้นไต่สวนมูลฟ้องแล้ว เห็นว่า คดีมีมูล ให้ประทับฟ้อง

จำเลยให้การปฏิเสธ

ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง

โจทก์อุทธรณ์ โดยผู้พิพากษาซึ่งพิจารณาและลงชื่อในคำพิพากษาศาลชั้นต้นอนุญาตให้อุทธรณ์ในปัญหาข้อเท็จจริง

ศาลอุทธรณ์ภาค 1 วินิจฉัยว่า ผู้พิพากษาซึ่งพิจารณาและลงชื่อในคำพิพากษาศาลชั้นต้นอนุญาตให้อุทธรณ์ในปัญหาข้อเท็จจริงโดยไม่มีข้อความแสดงว่า ข้อความที่ตัดสินนั้นเป็นปัญหาสำคัญอันควรสู่ศาลอุทธรณ์ จึงเป็นคำสั่งที่ไม่ชอบด้วยพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลแขวงและวิธีพิจารณาความอาญาในศาลแขวง พ.ศ.2499 มาตรา 22 ทวิ ถือไม่ได้ว่าเป็นการอนุญาตให้โจทก์อุทธรณ์ในปัญหาข้อเท็จจริง พิพากษายกอุทธรณ์ของโจทก์

โจทก์ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาโจทก์ว่า การที่ผู้พิพากษาซึ่งพิจารณาและลงชื่อในคำพิพากษาศาลชั้นต้นมีคำสั่งในคำร้องของโจทก์ที่ขออนุญาตอุทธรณ์ในปัญหาข้อเท็จจริงเพียงว่า อนุญาตให้โจทก์อุทธรณ์ในปัญหาข้อเท็จจริงชอบด้วยพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลแขวงและวิธีพิจารณาความอาญาในศาลแขวง พ.ศ.2499 มาตรา 22 ทวิ หรือไม่ เห็นว่า บทบัญญัติดังกล่าวเป็นดุลพินิจของผู้พิพากษาซึ่งพิจารณาหรือลงชื่อในคำพิพากษาจะอนุญาตให้อุทธรณ์ปัญหาข้อเท็จจริงหรือไม่ จึงต้องถือเจตนารมณ์ของผู้อนุญาตและความยุติธรรมที่คู่ความพึงจะได้รับเป็นสำคัญยิ่งกว่าถ้อยคำแต่ละคำในตัวบท มิฉะนั้นแล้วผลจะกลายเป็นว่าผู้พิพากษาซึ่งพิจารณาและลงชื่อในคำพิพากษาเห็นควรนำปัญหาข้อเท็จจริงซึ่งเป็นปัญหาสำคัญสู่การวินิจฉัยของศาลอุทธรณ์ภาค 1 ตามที่คู่ความร้องขอ แต่ใช้ข้อความคลาดเคลื่อนไปจากตัวบท กลับเป็นผลร้ายแก่คู่ความซึ่งประสงค์จะให้ศาลอุทธรณ์ภาค 1 วินิจฉัยข้อเท็จจริงอันเป็นปัญหาสำคัญอีกครั้งหนึ่ง คดีนี้ผู้พิพากษาซึ่งพิจารณาและลงชื่อในคำพิพากษาศาลชั้นต้นสั่งในคำร้องของโจทก์ที่ขออนุญาตอุทธรณ์ในปัญหาข้อเท็จจริงว่า อนุญาตให้โจทก์อุทธรณ์ในปัญหาข้อเท็จจริง แม้ไม่ปรากฏข้อความที่แสดงว่า ข้อความที่ตัดสินนั้นเป็นปัญหาสำคัญอันควรสู่ศาลอุทธรณ์ภาค 1 ก็ตาม แต่ข้อความแสดงให้เห็นชัดเจนแล้วว่า ผู้พิพากษาซึ่งพิจารณาและลงชื่อในคำพิพากษาศาลชั้นต้นได้พิจารณาแล้วเห็นว่า ข้อความที่ตัดสินเป็นปัญหาสำคัญอันควรสู่ศาลอุทธรณ์ภาค 1 จึงอนุญาตให้โจทก์อุทธรณ์ได้และมีคำสั่งรับอุทธรณ์โจทก์ในวันเดียวกัน กรณีย่อมถือได้ว่ามีการอนุญาตให้โจทก์อุทธรณ์โดยชอบด้วยพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลแขวงและวิธีพิจารณาความอาญาในศาลแขวง พ.ศ.2499 มาตรา 22 ทวิ แล้ว โจทก์จึงไม่ต้องห้ามอุทธรณ์ในปัญหาข้อเท็จจริง ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษายกอุทธรณ์ของโจทก์นั้น ศาลฎีกาไม่เห็นพ้องด้วย ฎีกาของโจทก์ฟังขึ้น

พิพากษายกคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 1 ให้ศาลอุทธรณ์ภาค 1 รับอุทธรณ์ของโจทก์ไว้พิจารณาแล้วพิพากษาใหม่ตามรูปคดี
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.จัดตั้งศาลแขวงและวิธีพิจารณาความอาญาในศาลแขวง พ.ศ.2499 ม. 22 ทวิ
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นายปรีชา ชลาพัฒน์
จำเลย — นางมยุรี ผดุงชีพ
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลแขวงพระนครศรีอยุธยา — นายพิเชษฐ โตประสิทธิ์
ศาลอุทธรณ์ภาค 1 — นายพฤกษ์ อากาศน่วม
ชื่อองค์คณะ
ชาติชาย โฆษิตวัฒนฤกษ์
จินดา ปัณฑะโชติ
ตั้งใจ ศาสตร์ศศิ
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 15450/2557
#562719
เปิดฉบับเต็ม

คดีที่โจทก์อ้างเป็นเหตุขอให้เพิ่มโทษจำเลยที่ 1 นั้น ศาลชั้นต้นลงโทษจำเลยที่ 1 ในความผิดฐานผู้ขับรถเสพเมทแอมเฟตามีน ซึ่งเป็นความผิดตาม พ.ร.บ.ยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 มาตรา 57, 91 พ.ร.บ.จราจรทางบก พ.ศ.2522 มาตรา 43 ทวิ วรรคหนึ่ง, 157/1 วรรคสอง อันเป็นความผิดกรรมเดียวผิดต่อกฎหมายหลายบท และต้องลงโทษตาม พ.ร.บ.จราจรทางบก พ.ศ.2522 มาตรา 157/1 วรรคสอง ประกอบ พ.ร.บ.ยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 มาตรา 91 ซึ่งเป็นบทที่มีโทษหนักที่สุดตาม ป.อ. มาตรา 90 เท่ากับจำเลยที่ 1 กระทำความผิดตาม พ.ร.บ.ยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 ด้วย เพียงแต่ศาลชั้นต้นลงโทษจำเลยที่ 1 ตาม พ.ร.บ.จราจรทางบก พ.ศ.2522 มาตรา 157/1 วรรคสอง ซึ่งเป็นกฎหมายบทที่มีโทษหนักที่สุดเท่านั้น เมื่อศาลอุทธรณ์พิพากษาลงโทษจำคุกจำเลยที่ 1 กรณีฐานมีเมทแอมเฟตามีนไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่ายและพยายามจำหน่ายเมทแอมเฟตามีนในครั้งหลังจึงต้องเพิ่มโทษจำเลยที่ 1 กึ่งหนึ่งตาม พ.ร.บ.ยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 มาตรา 97

โจทก์ได้บรรยายฟ้องไว้แล้วว่า จำเลยที่ 1 เป็นบุคคลคนเดียวกับจำเลยในคดีอาญาหมายเลขแดงที่ 4068/2554 ของศาลชั้นต้น กับขอให้นับโทษจำเลยที่ 1 ต่อจากโทษของจำเลยในคดีอาญาดังกล่าว ถือว่าฟ้องของโจทก์ได้บรรยายถึงข้อเท็จจริงว่า จำเลยที่ 1 ถูกฟ้องเป็นจำเลยในคดีอาญาหมายเลขแดงที่ 4068/2554 ของศาลชั้นต้นแล้ว โดยไม่จำต้องระบุรายละเอียดว่าคดีดังกล่าวศาลพิพากษาลงโทษจำเลยที่ 1 หรือไม่อย่างไรเพราะการขอให้นับโทษต่อหาได้มีกฎหมายบัญญัติว่าต้องกล่าวรายละเอียดมาในคำฟ้อง เมื่อจำเลยที่ 1 ไม่ได้คัดค้านว่าไม่อาจนับโทษต่อได้ จึงนับโทษจำเลยที่ 1 ต่อจากโทษในคดีอาญาหมายเลขแดงที่ 4068/2554 ของศาลชั้นต้นได้

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยทั้งสองตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 มาตรา 4, 7, 8, 15, 66, 97, 100/1, 102 พระราชบัญญัติมาตรการในการปราบปรามผู้กระทำความผิดเกี่ยวกับยาเสพติด พ.ศ.2534 มาตรา 7 ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 32, 33, 83, 91 ริบเมทแอมเฟตามีน โทรศัพท์เคลื่อนที่ และรถจักรยานยนต์ของกลาง เพิ่มโทษจำเลยที่ 1 กึ่งหนึ่งตามกฎหมาย นับโทษจำเลยที่ 1 ต่อจากโทษของจำเลยในคดีอาญาหมายเลขแดงที่ 4068/2554 ของศาลชั้นต้น

จำเลยที่ 1 ให้การรับสารภาพและรับว่าเป็นบุคคลคนเดียวกับจำเลยในคดีที่โจทก์ขอให้เพิ่มโทษ

จำเลยที่ 2 ให้การปฏิเสธ ศาลชั้นต้นมีคำสั่งให้โจทก์แยกฟ้องเป็นคดีใหม่

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยที่ 1 มีความผิดตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 มาตรา 15 วรรคหนึ่ง และวรรคสาม (2), 66 วรรคสอง, 97 พระราชบัญญัติมาตรการในการปราบปรามผู้กระทำความผิดเกี่ยวกับยาเสพติด พ.ศ.2534 มาตรา 7 ประกอบประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83, 91 การกระทำของจำเลยที่ 1 เป็นความผิดหลายกรรมต่างกันให้ลงโทษทุกกรรมเป็นกระทงความผิดไปตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 ฐานร่วมกันมีเมทแอมเฟตามีนไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่าย จำคุก 6 ปี และปรับ 500,000 บาท ฐานร่วมกันพยายามจำหน่ายเมทแอมเฟตามีนต้องระวางโทษเช่นเดียวกับผู้กระทำความผิดสำเร็จ จำคุก 6 ปี และปรับ 500,000 บาท รวมจำคุก 12 ปี และปรับ 1,000,000 บาท เพิ่มโทษตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 มาตรา 97 กึ่งหนึ่ง เป็นจำคุก 18 ปี และปรับ 1,500,000 บาท จำเลยที่ 1 ให้การรับสารภาพเป็นประโยชน์แก่การพิจารณามีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 กึ่งหนึ่ง คงจำคุก 9 ปี และปรับ 750,000 บาท ไม่ชำระค่าปรับให้จัดการตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 29, 30 หากต้องกักขังแทนค่าปรับให้กักขังไม่เกิน 2 ปี ริบเมทแอมเฟตามีน โทรศัพท์เคลื่อนที่ และรถจักรยานยนต์ของกลาง นับโทษจำเลยที่ 1 ต่อจากโทษของจำเลยในคดีอาญาหมายเลขแดงที่ 4068/2554 ของศาลชั้นต้น

จำเลยที่ 1 อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์แผนกคดียาเสพติดพิพากษาแก้เป็นว่า ให้จำคุกกระทงละ 6 ปี และปรับกระทงละ 400,000 บาท เพิ่มโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 92 กระทงละหนึ่งในสาม เป็นจำคุกกระทงละ 8 ปี และปรับกระทงละ 533,333.33 บาท ลดโทษให้ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 กระทงละกึ่งหนึ่งแล้ว คงจำคุกกระทงละ 4 ปี และปรับกระทงละ 266,666.66 บาท รวม 2 กระทง เป็นจำคุก 8 ปี และปรับ 533,333.33 บาท ยกคำขอให้นับโทษต่อ นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

โจทก์ฎีกา โดยศาลฎีกาอนุญาตให้ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาโจทก์ว่า ที่ศาลอุทธรณ์ไม่เพิ่มโทษจำเลยกึ่งหนึ่งตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 มาตรา 97 และนับโทษจำเลยที่ 1 ต่อจากโทษของจำเลยในคดีอาญาหมายเลขแดงที่ 4068/2554 ของศาลชั้นต้น ชอบหรือไม่ โดยโจทก์ฎีกาว่า ความผิดฐานขับรถเสพเมทแอมเฟตามีนไม่ใช่ความผิดตามพระราชบัญญัติจราจรทางบก พ.ศ.2522 โดยตรง เพราะองค์ประกอบความผิดจำเลยที่ 1 ต้องกระทำความผิดฐานเสพเมทแอมเฟตามีนตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 มาก่อนแล้วขับรถ และพระราชบัญญัติจราจรทางบก พ.ศ.2522 ก็ไม่ได้กำหนดโทษโดยตรง เพียงแต่กำหนดให้ต้องระวางโทษตามที่กำหนดไว้ในกฎหมายว่าด้วยยาเสพติดอีกหนึ่งในสาม ความผิดฐานขับรถเสพเมทแอมเฟตามีนจึงต้องยึดโยงกันระหว่างความผิดตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 และพระราชบัญญัติจราจรทางบก พ.ศ. 2522 ไม่อาจแยกเป็นความผิดตามพระราชบัญญัติจราจรทางบก พ.ศ.2522 เพียงอย่างเดียวได้ การที่ศาลลงโทษจำเลยที่ 1 ตามพระราชบัญญัติจราจรทางบก พ.ศ.2522 ซึ่งเป็นบทหนัก ก็เป็นการลงโทษตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 นั่นเอง และการขอให้นับโทษต่อไม่มีกฎหมายบัญญัติว่าจะต้องกล่าวรายละเอียดในคำฟ้องนั้น เห็นว่า คดีอาญาหมายเลขแดงที่ 2161/2552 ของศาลชั้นต้นที่โจทก์อ้างเป็นเหตุขอให้เพิ่มโทษจำเลยที่ 1 นั้น ศาลชั้นต้นลงโทษจำเลยที่ 1 ในความผิดฐานผู้ขับรถเสพเมทแอมเฟตามีน ซึ่งเป็นความผิดตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 มาตรา 57, 91 พระราชบัญญัติจราจรทางบก พ.ศ.2522 มาตรา 43 ทวิ วรรคหนึ่ง, 157/1 วรรคสอง อันเป็นความผิดกรรมเดียวผิดต่อกฎหมายหลายบท และต้องลงโทษตามพระราชบัญญัติจราจรทางบก พ.ศ.2522 มาตรา 157/1 วรรคสองประกอบพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 มาตรา 91 ซึ่งเป็นบทที่มีโทษหนักที่สุดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 เท่ากับจำเลยที่ 1 กระทำความผิดตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 ด้วย เพียงแต่ศาลชั้นต้นลงโทษจำเลยที่ 1 ตามพระราชบัญญัติจราจรทางบก พ.ศ.2522 มาตรา 157/1 วรรคสอง ซึ่งเป็นกฎหมายบทที่มีโทษหนักที่สุดเท่านั้น เมื่อพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ. 2522 มาตรา 97 บัญญัติว่า " ผู้ใดต้องคำพิพากษาถึงที่สุดให้ลงโทษจำคุกสำหรับความผิดตามพระราชบัญญัตินี้ ถ้ากระทำความผิดตามพระราชบัญญัตินี้อีกในระหว่างที่ยังต้องรับโทษอยู่หรือภายในเวลาห้าปีนับแต่วันพ้นโทษ หากศาลจะพิพากษาลงโทษครั้งหลังถึงจำคุก ให้เพิ่มโทษที่จะลงแก่ผู้นั้นอีกกึ่งหนึ่งของโทษที่ศาลกำหนดสำหรับความผิดครั้งหลัง" และศาลอุทธรณ์พิพากษาลงโทษจำคุกจำเลยที่ 1 กรณีจึงต้องเพิ่มโทษจำเลยที่ 1 กึ่งหนึ่งตามบทบัญญัติดังกล่าว นอกจากนี้โจทก์ได้บรรยายฟ้องไว้แล้วว่า จำเลยที่ 1 เป็นบุคคลคนเดียวกับจำเลยในคดีอาญาหมายเลขแดงที่ 4068/2554 ของศาลชั้นต้น กับขอให้นับโทษจำเลยที่ 1 ต่อจากโทษของจำเลยในคดีอาญาดังกล่าว ถือว่าฟ้องของโจทก์ได้บรรยายถึงข้อเท็จจริงว่า จำเลยที่ 1 ถูกฟ้องเป็นจำเลยในคดีอาญาหมายเลขแดงที่ 4068/2554 ของศาลชั้นต้นแล้ว โดยไม่จำต้องระบุรายละเอียดว่าคดีดังกล่าวศาลพิพากษาลงโทษจำเลยที่ 1 หรือไม่อย่างไรเพราะการขอให้นับโทษต่อหาได้มีกฎหมายบัญญัติว่าต้องกล่าวรายละเอียดมาในคำฟ้องดังที่ศาลอุทธรณ์วินิจฉัยไม่ เมื่อจำเลยที่ 1 ไม่ได้คัดค้านว่าไม่อาจนับโทษจำเลยที่ 1 ต่อจากโทษในคดีอาญาดังกล่าวได้ จึงนับโทษจำเลยที่ 1 ต่อจากโทษในคดีอาญาหมายเลขแดงที่ 4068/2554 ของศาลชั้นต้นได้ ที่ศาลอุทธรณ์พิพากษามานั้น ศาลฎีกาไม่เห็นพ้องด้วย ฎีกาของโจทก์ฟังขึ้น

พิพากษาแก้เป็นว่า เพิ่มโทษจำเลยที่ 1 กระทงละกึ่งหนึ่งตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 มาตรา 97 เป็นจำคุกกระทงละ 9 ปี และปรับกระทงละ 600,000 บาท เมื่อลดโทษให้กึ่งหนึ่งตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 แล้ว คงจำคุกกระทงละ 4 ปี 6 เดือน และปรับ 300,000 บาท รวม 2 กระทง เป็นจำคุก 9 ปี และปรับ 600,000 บาท นับโทษจำเลยที่ 1 ต่อจากโทษของจำเลยในคดีอาญาหมายเลขแดงที่ 4068/2554 ของศาลชั้นต้น นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.อ. ม. 22
พ.ร.บ.ยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 ม. 91 ม. 97
พ.ร.บ.จราจรทางบก พ.ศ.2522 ม. 157/1 วรรคสอง
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการจังหวัดเพชรบุรี
จำเลย — นายสิทธิศักดิ์หรือเฟียส พจนศิลป กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดเพชรบุรี — นางสาวพิชชาภา สาครมณีรัตน์
ศาลอุทธรณ์ — นายขจรศักดิ์ อำไพสัมพันธกุล
ชื่อองค์คณะ
ชาติชาย โฆษิตวัฒนฤกษ์
จินดา ปัณฑะโชติ
ตั้งใจ ศาสตร์ศศิ
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 15438 -ที่ 15440/2557
#579653
เปิดฉบับเต็ม

ป. ใช้ให้จำเลยที่ 1 ขับรถกระบะพา ป. ไปทำธุรกิจที่เมืองพัทยา จังหวัดชลบุรี โดย ป. นั่งไปด้วย ย่อมถือได้ว่า ป. เป็นตัวการ จำเลยที่ 1 เป็นตัวแทนของ ป. ในกิจการนี้โดยปริยาย เมื่อจำเลยที่ 1 ขับรถกระบะไปชนรถแท็กซี่เป็นเหตุให้ ป. กับ ส. ถึงแก่ความตาย และโจทก์ที่ 1 ที่ 3 และที่ 4 ได้รับบาดเจ็บสาหัส จำเลยที่ 1 จึงทำละเมิดภายในขอบอำนาจของตัวแทน ป. ซึ่งเป็นตัวการต้องรับผิดในผลแห่งละเมิดที่จำเลยที่ 1 กระทำไป จำเลยที่ 2 เป็นภริยาของ ป. เป็นทายาทโดยธรรมต้องร่วมรับผิด

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
คดีสามสำนวนนี้ ศาลชั้นต้นพิจารณาและพิพากษารวมกัน โดยให้เรียกโจทก์สำนวนแรกว่า โจทก์ที่ 1 เรียกโจทก์สำนวนที่สองว่า โจทก์ที่ 2 เรียกโจทก์ที่ 1 และที่ 2 สำนวนที่สามว่า โจทก์ที่ 3 และโจทก์ที่ 4 และเรียกนายวิชัยว่า จำเลยที่ 1 เรียกนางละออง ว่า จำเลยที่ 2 เรียกนายอุดม ว่า จำเลยที่ 3 เรียกบริษัทสตาร์ปิโตรเลียมริไฟน์นิ่ง จำกัด ว่า จำเลยที่ 4 เรียกบริษัททิพยประกันภัย จำกัด (มหาชน) ว่า จำเลยที่ 5

โจทก์ที่ 3 และที่ 4 ฟ้องโดยได้รับอนุญาตให้ดำเนินคดีอย่างคนอนาถา

โจทก์ทั้งสี่ฟ้องทั้งสามสำนวนโดยโจทก์ที่ 1 ขอให้บังคับจำเลยทั้งห้าร่วมกันชำระเงิน 740,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับถัดจากวันฟ้อง โจทก์ที่ 2 ถึงที่ 4 ขอให้บังคับจำเลยที่ 1 ที่ 3 ถึงที่ 5 ร่วมกันชำระเงินแก่โจทก์ที่ 2 จำนวน 1,482,048 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับถัดจากวันฟ้อง และร่วมกันชำระเงินแก่โจทก์ที่ 3 และที่ 4 คนละ 1,000,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับถัดจากวันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จ

จำเลยทั้งห้าให้การขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยที่ 1 และที่ 2 ร่วมกันใช้ค่าสินไหมทดแทนแก่โจทก์ที่ 1 จำนวน 413,333 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับตั้งแต่วันที่โจทก์ที่ 1 ฟ้อง (ฟ้องวันที่ 18 ตุลาคม 2542) เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ที่ 1 แต่จำเลยที่ 2 ไม่ต้องใช้เงินแก่โจทก์ที่ 1 เกินกว่าที่จำเลยที่ 2 ได้รับจากกองมรดกของนายปิยะและให้จำเลยที่ 3 ที่ 4 และที่ 5 ร่วมกันใช้ค่าสินไหมทดแทนแก่โจทก์ที่ 1 จำนวน 206,667 บาท นับตั้งแต่วันที่โจทก์ที่ 1 ฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ที่ 1 ให้จำเลยที่ 1 ใช้ค่าสินไหมทดแทนแก่โจทก์ที่ 2 จำนวน 850,667 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับตั้งแต่วันละเมิด (วันที่ 20 ตุลาคม 2541) เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ที่ 2 และให้จำเลยที่ 3 ที่ 4 และที่ 5 ร่วมกันใช้ค่าสินไหมทดแทนแก่โจทก์ที่ 2 จำนวน 425,333 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับตั้งแต่วันละเมิดเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ที่ 2 (แต่ทั้งนี้ให้จำเลยที่ 5 ร่วมรับผิดใช้ค่าสินไหมทดแทนแก่โจทก์ที่ 2 ไม่เกินจำนวน 250,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับตั้งแต่วันละเมิดเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ที่ 2) ให้จำเลยที่ 1 ใช้ค่าสินไหมทดแทนแก่โจทก์ที่ 3 จำนวน 613,333 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับตั้งแต่วันที่โจทก์ที่ 3 ฟ้อง (ฟ้องวันที่ 19 ตุลาคม 2542) เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ที่ 3 และให้จำเลยที่ 3 ที่ 4 และที่ 5 ร่วมกันใช้ค่าสินไหมทดแทนแก่โจทก์ที่ 3 จำนวน 306,667 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับตั้งแต่วันที่โจทก์ที่ 3 ฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ที่ 3 (แต่ทั้งนี้ให้จำเลยที่ 5 ร่วมรับผิดใช้ค่าสินไหมทดแทนแก่โจทก์ที่ 3 ไม่เกินจำนวน 250,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับตั้งแต่วันที่โจทก์ที่ 3 ฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ที่ 3) ให้จำเลยที่ 1 ใช้ค่าสินไหมทดแทนแก่โจทก์ที่ 4 จำนวน 660,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับตั้งแต่วันที่โจทก์ที่ 4 ฟ้อง (ฟ้องวันที่ 19 ตุลาคม 2542) เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ที่ 4 และให้จำเลยที่ 3 ที่ 4 และที่ 5 ร่วมกันใช้ค่าสินไหมทดแทนแก่โจทก์ที่ 4 จำนวน 330,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับตั้งแต่วันที่โจทก์ที่ 4 ฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ที่ 4 (แต่ทั้งนี้ให้จำเลยที่ 5 ร่วมรับผิดใช้ค่าสินไหมทดแทนแก่โจทก์ที่ 4 ไม่เกินจำนวน 250,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับตั้งแต่วันที่โจทก์ที่ 4 ฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ที่ 4) ให้จำเลยแต่ละสำนวนร่วมกันใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์โดยกำหนดค่าทนายความให้โจทก์คนละ 10,000 บาท (เฉพาะค่าทนายความให้จำเลยที่ 2 ร่วมใช้ค่าทนายความแก่โจทก์ที่ 1 เท่านั้น) เฉพาะค่าขึ้นศาลให้ร่วมใช้แทนตามจำนวนทุนทรัพย์ที่โจทก์แต่ละคนชนะคดีในแต่ละคดี สำหรับค่าฤชาธรรมเนียมที่โจทก์ที่ 3 และที่ 4 ได้รับอนุญาตให้ดำเนินคดีอย่างคนอนาถาในสำนวนคดีที่ 3 นั้น ให้จำเลยที่ 1 ที่ 3 ที่ 4 และที่ 5 ร่วมกันชำระต่อศาลในนามของโจทก์ที่ 3 และที่ 4 คำขออื่นให้ยก

จำเลยที่ 2 ถึงที่ 5 อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษาแก้เป็นว่า ให้ยกฟ้องในส่วนจำเลยที่ 3 ที่ 4 และที่ 5 สำหรับค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ในส่วนจำเลยที่ 2 (ที่ถูก ระหว่างโจทก์ที่ 1 กับจำเลยที่ 2) ให้เป็นพับ กับค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสองศาลในส่วนจำเลยที่ 3 ที่ 4 และที่ 5 (ที่ถูก ระหว่างโจทก์ทั้งสี่กับจำเลยที่ 3 ที่ 4 และที่ 5 ทั้งสามสำนวน) ให้เป็นพับ นอกจากที่แก้คงให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

โจทก์ทั้งสี่และจำเลยที่ 2 ฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีพาณิชย์และเศรษฐกิจวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงในชั้นนี้รับฟังเป็นยุติว่า นายสมประสงค์ บุตรของโจทก์ที่ 2 เป็นผู้ขับรถแท็กซี่หมายเลขทะเบียน 5 ท - 8533 กรุงเทพมหานคร มีโจทก์ที่ 1 ที่ 3 และที่ 4 นั่งโดยสารมาในรถคันดังกล่าว จำเลยที่ 1 เป็นผู้ขับรถกระบะหมายเลขทะเบียน 7 ป - 7635 กรุงเทพมหานคร ของนายปิยะ ซึ่งเป็นสามีของจำเลยที่ 2 และนายปิยะนั่งโดยสารมาในรถคันดังกล่าว จำเลยที่ 3 เป็นผู้ขับรถยนต์หมายเลขทะเบียน 2 อ - 1648 กรุงเทพมหานคร ของจำเลยที่ 4 นายจ้างไปในทางการที่จ้าง จำเลยที่ 5 เป็นผู้รับประกันภัยรถยนต์คันดังกล่าวจากจำเลยที่ 4 จำเลยที่ 1 ขับรถกระบะมาตามถนนเลี่ยงเมืองพัทยาสาย 36 จากอำเภอเมืองชลบุรีมุ่งหน้าเมืองพัทยา นายสมประสงค์ขับรถแท็กซี่ในช่องเดินรถ สวนทางมาจากเมืองพัทยามุ่งหน้าสู่อำเภอเมืองชลบุรี จังหวัดชลบุรี และจำเลยที่ 3 ขับรถยนต์ตามหลังรถแท็กซี่ที่นายสมประสงค์ขับ เมื่อมาถึงที่เกิดเหตุบริเวณแยกหนองแขวะ ตำบลบึง อำเภอศรีราชา จังหวัดชลบุรี รถยนต์ทั้งสามคันเฉี่ยวชนกันเป็นเหตุให้นายสมประสงค์และนายปิยะถึงแก่ความตาย และโจทก์ที่ 1 ที่ 3 และที่ 4 ได้รับบาดเจ็บ ภายหลังเกิดเหตุพนักงานอัยการจังหวัดชลบุรีเป็นโจทก์ฟ้องจำเลยที่ 1 และที่ 3 ข้อหาขับรถยนต์โดยประมาทเป็นเหตุให้ผู้อื่นถึงแก่ความตายและรับอันตรายสาหัส

มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยที่ 2 ว่า จำเลยที่ 2 ต้องร่วมรับผิดต่อโจทก์หรือไม่ โดยจำเลยที่ 2 ฎีกาว่า จำเลยที่ 1 มิได้ขับรถยนต์โดยประมาทเลินเล่อ นายปิยะผู้ตายมิได้เป็นตัวการในการขับรถยนต์ของจำเลยที่ 1 ศาลอุทธรณ์พิพากษานอกคำฟ้องและค่าเสียหายที่กำหนดให้โจทก์ที่ 1 สูงเกินจริง นั้น เห็นว่า แม้ก่อนเกิดเหตุจะได้ความว่า โจทก์ที่ 1 และที่ 4 นั่งหลับมาในรถแท็กซี่ แต่โจทก์ที่ 3 มิได้นั่งหลับมา เมื่อเห็นว่ารถแท็กซี่จะถูกชนแน่นอนแล้ว โจทก์ที่ 3 ได้รีบก้มศีรษะลง ดังนี้ การที่โจทก์ที่ 3 ก้มศีรษะลงหลบภยันตรายที่กำลังจะเกิดขึ้นข้างหน้า พฤติการณ์ย่อมแสดงให้เห็นว่าโจทก์ที่ 3 เห็นเหตุการณ์ขณะจำเลยที่ 1 ขับรถกระบะล้ำเข้ามาในช่องเดินรถของรถแท็กซี่ ข้อเท็จจริงฟังว่า จำเลยที่ 1 กับนายปิยะต่างประกอบอาชีพที่แตกต่างกัน เชื่อว่านายปิยะได้ใช้ให้จำเลยที่ 1 ขับรถกระบะเพื่อพานายปิยะไปทำธุรกิจเมืองพัทยา จังหวัดชลบุรีโดยนายปิยะนั่งไปด้วย ย่อมถือได้ว่านายปิยะเป็นตัวการ จำเลยที่ 1 เป็นตัวแทนของนายปิยะในกิจการนี้โดยปริยาย เมื่อจำเลยที่ 1 ขับรถกระบะไปชนรถแท็กซี่จนเป็นเหตุให้นายปิยะกับนายสมประสงค์ถึงแก่ความตายและโจทก์ที่ 1 ที่ 3 และที่ 4 ได้รับบาดเจ็บสาหัส จำเลยที่ 1 จึงทำละเมิดภายในขอบอำนาจของตัวแทน นายปิยะซึ่งเป็นตัวการย่อมต้องรับผิดในผลแห่งละเมิดที่จำเลยที่ 1 กระทำไป จำเลยที่ 2 เป็นภริยาของนายปิยะเป็นทายาทโดยธรรมของนายปิยะจึงต้องร่วมรับผิด สำหรับแนวคำพิพากษาศาลฎีกาที่จำเลยที่ 2 อ้างมานั้นไม่ตรงกับข้อเท็จจริงในคดีนี้ ส่วนที่ศาลอุทธรณ์วินิจฉัยว่า ประเด็นการเป็นตัวการตัวแทนดังกล่าวไม่เป็นการพิพากษานอกคำฟ้องตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 142 วรรคแรก นั้น เห็นว่า ศาลอุทธรณ์พิพากษามาชอบด้วยเหตุและผลแล้ว จึงไม่จำต้องกล่าวซ้ำ สำหรับค่าเสียหายที่จำเลยที่ 2 ฎีกาว่า โจทก์ที่ 1 เสียค่ารักษาพยาบาลรวมกันแล้วไม่เกิน 300,000 บาท และศาลชั้นต้นกำหนดค่าสินไหมทดแทนเนื่องจากขาดรายได้สูงเกินไปเพราะโจทก์ที่ 1 ไม่ได้ทำงานเป็นหลักแหล่งเพียงช่วยเหลือกิจการของบุตรเล็กน้อยและไม่ได้รับเงินเดือนจากบุตรนั้น เห็นว่า ที่ศาลล่างทั้งสองกำหนดค่ารักษาพยาบาล 500,000 บาท และค่าสินไหมทดแทนเนื่องจากขาดรายได้ 120,000 บาท ให้แก่โจทก์ที่ 1 ซึ่งทำงานเป็นครูบายศรี โดยให้จำเลยที่ 2 ร่วมรับผิดกับจำเลยที่ 1 ชดใช้ค่าเสียหายดังกล่าวสองในสามส่วนเป็นเงิน 413,333 บาท พร้อมดอกเบี้ยเหมาะสมแก่พฤติการณ์แห่งละเมิดแล้ว ฎีกาของจำเลยที่ 2 ฟังไม่ขึ้น

พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาทั้งสามสำนวนให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 797 วรรคสอง ม. 820
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นางวรรณา โชติธนะ กับพวก
จำเลย — นายวิชัย สุธีพงศ์โสภณ กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลแพ่ง — นายชยุตม์ ประภากมล
ศาลอุทธรณ์ — นายอาคม รุ่งแจ้ง
ชื่อองค์คณะ
วาสนา หงส์เจริญ
วิรุฬห์ แสงเทียน
สุนันท์ ชัยชูสอน
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 15433/2557
#575662
เปิดฉบับเต็ม

โจทก์มีหนังสือบอกกล่าวทวงถามแจ้งให้จำเลยที่ 1 ชำระหนี้ค่าเช่าซื้อที่ค้างชำระงวดที่ 16 ถึง 18 ภายใน 10 วัน หากเพิกเฉยขอถือเป็นการแสดงเจตนาบอกเลิกสัญญา จำเลยที่ 1 รับหนังสือวันที่ 12 มิถุนายน 2546 ครบกำหนด 10 วัน ในวันที่ 22 มิถุนายน 2546 หากจำเลยที่ 1 ไม่ชำระย่อมถือว่าสัญญาเลิกกัน แต่หลังจากโจทก์มีหนังสือบอกกล่าวทวงถามแล้ว โจทก์มีหนังสือบอกกล่าวทวงถามอีกฉบับ เรียกให้จำเลยที่ 1 ชำระค่าเช่าซื้อที่ค้างเบี้ยปรับและค่าติดตามภายใน 10 วัน หากไม่ชำระจะถือเป็นการแสดงเจตนาบอกเลิกสัญญากับจำเลยที่ 1 อีก เท่ากับโจทก์สละประโยชน์จากเงื่อนไขในหนังสือบอกกล่าวทวงถามในฉบับแรก โดยโจทก์จะถือเอาเงื่อนไขตามการบอกกล่าวทวงถามและการบอกเลิกสัญญาในฉบับที่สองแทน เมื่อข้อเท็จจริงฟังยุติแล้วว่า จำเลยที่ 1 ชำระค่าเช่าซื้องวดที่ 16 แล้ว การที่จำเลยที่ 1 นำเงินค่างวดที่ 17 และ 18 ไปวางทรัพย์ที่สำนักงานบังคับคดีในวันที่ 30 มิถุนายน 2546 จึงเป็นการวางเงินเพื่อชำระหนี้แก่โจทก์ตามกำหนด โดยจำเลยที่ 1 มีเหตุจำเป็นและสมควรที่จะต้องวางทรัพย์แทนการนำไปชำระหนี้ที่ภูมิลำเนาของโจทก์เพราะมีปัญหาการชำระหนี้ก่อนหน้าว่าเป็นค่าเช่าซื้อหรือเบี้ยปรับ จึงถือว่าเป็นการชำระหนี้แก่โจทก์โดยชอบด้วยกฎหมาย แม้ยอดเงินจะไม่ครบถ้วนตามหนังสือบอกกล่าวโดยขาดเงินเบี้ยปรับและค่าติดตาม แต่เมื่อโจทก์มิได้ฟ้องเรียกค่าเบี้ยปรับและค่าติดตามมา ดังนั้น จึงถือว่าจำเลยที่ 1 ได้ชำระเงินครบถ้วนตามสัญญาและตามสิทธิที่โจทก์อ้างมาก่อนครบกำหนดหนังสือบอกเลิกสัญญา ฉบับหลังแล้ว สัญญาเช่าซื้อระหว่างโจทก์กับจำเลยที่ 1 จึงไม่เลิกกัน

ที่โจทก์ฎีกาว่า สัญญาเช่าซื้อเลิกกันตั้งแต่จำเลยที่ 1 ผิดนัดสองงวดติดต่อกันโดยมิต้องบอกกล่าวก่อนตามสัญญาข้อ 12 วรรคสอง นั้น ศาลชั้นต้นวินิจฉัยว่า การเลิกสัญญามีผลเมื่อครบกำหนดเงื่อนไขในหนังสือบอกกล่าวทวงถาม โจทก์มิได้อุทธรณ์หรือคัดค้านปัญหานี้ไว้ในคำแก้อุทธรณ์ จึงเป็นข้อที่มิได้ยกขึ้นว่ากันมาแล้วโดยชอบในศาลอุทธรณ์ ต้องห้ามมิให้ฎีกาตาม ป.วิ.พ. มาตรา 249 วรรคหนึ่ง

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยทั้งสองร่วมกันส่งมอบรถยนต์ที่เช่าซื้อคืนในสภาพเรียบร้อยใช้การได้ดี หากส่งมอบคืนไม่ได้ให้ใช้ราคาแทนเป็นเงิน 76,701 บาท และให้ร่วมกันชำระค่าเสียหายเป็นค่าขาดประโยชน์เป็นเงิน 288,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 15 ต่อปี นับถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์กับค่าขาดประโยชน์วันละ 300 บาท นับถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะส่งมอบรถยนต์ที่เช่าซื้อคืน

จำเลยที่ 1 ขอให้ยกฟ้องและฟ้องแย้งขอให้บังคับโจทก์จดทะเบียนโอนกรรมสิทธิ์รถยนต์ หมายเลขทะเบียน บพ 2229 ขอนแก่น ให้แก่จำเลยที่ 1

จำเลยที่ 2 ขาดนัดยื่นคำให้การ

โจทก์ให้การแก้ฟ้องแย้งขอให้ยกฟ้องแย้ง

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยทั้งสองร่วมกันหรือแทนกันส่งมอบรถยนต์กระบะ หมายเลขทะเบียน บพ 2229 ขอนแก่น คืนโจทก์ หากคืนไม่ได้ให้ร่วมกันหรือแทนกันใช้ราคาแทนเป็นเงิน 40,000 บาท และใช้ค่าเสียหายเป็นค่าขาดประโยชน์ 48,000 บาท กับให้จำเลยทั้งสองใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ โดยกำหนดค่าทนายความ 8,000 บาท เฉพาะค่าขึ้นศาลให้ใช้แทนเท่าทุนทรัพย์ที่โจทก์ชนะคดี คำขออื่นนอกจากนี้ให้ยก ยกฟ้องแย้งของจำเลยที่ 1 ค่าฤชาธรรมเนียมในส่วนฟ้องแย้งให้เป็นพับ

จำเลยทั้งสองอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 4 พิพากษากลับ ให้ยกฟ้องโจทก์ และให้โจทก์ดำเนินการจดทะเบียนโอนกรรมสิทธิ์รถยนต์คันที่เช่าซื้อให้แก่จำเลยที่ 1 ตามสัญญาเช่าซื้อ หากโจทก์ไม่ปฏิบัติตามให้ถือเอาคำพิพากษานี้แทนการแสดงเจตนาของโจทก์ คืนค่าขึ้นศาลในศาลชั้นต้นจำนวน 7,200 บาท แก่จำเลยที่ 1 ค่าฤชาธรรมเนียมสำหรับฟ้องของโจทก์และฟ้องแย้งของจำเลยที่ 1 ทั้งสองศาลให้เป็นพับ

โจทก์ฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีพาณิชย์และเศรษฐกิจวินิจฉัยว่า คดีมีทุนทรัพย์ไม่เกินสองแสนบาทต้องห้ามฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 248 โจทก์ฎีกาในปัญหาข้อกฎหมาย ในการวินิจฉัยข้อกฎหมายดังกล่าว ศาลฎีกาจำต้องฟังข้อเท็จจริงตามที่ศาลล่างได้วินิจฉัยจากพยานหลักฐานในสำนวนตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 238 ประกอบมาตรา 247 ซึ่งรับฟังได้ว่า จำเลยที่ 1 ทำสัญญาเช่าซื้อรถยนต์ หมายเลขทะเบียน บพ 2229 ขอนแก่น ไปจากโจทก์ ในราคา 590,206 บาท ตกลงชำระเงินดาวน์รวม 130,000 บาท ส่วนที่เหลือชำระเป็น 18 งวด งวดละ 25,567 บาท ต่อเดือน เริ่มชำระงวดแรกวันที่ 30 พฤศจิกายน 2542 งวดต่อไปชำระภายในวันที่ 30 ของเดือนถัดไปจนกว่าจะครบ โดยมีจำเลยที่ 2 เป็นผู้ค้ำประกันยอมรับผิดอย่างลูกหนี้ร่วม จำเลยที่ 1 ชำระค่าเช่าซื้อให้โจทก์จนถึงงวดที่ 16 แล้ว ไม่ชำระค่าเช่าซื้อให้โจทก์อีก โจทก์มีหนังสือบอกกล่าวทวงถามแล้ว จำเลยที่ 1 นำเงินค่าเช่าซื้องวดที่ 17 และ 18 จำนวน 51,134 บาท ไปวางทรัพย์ที่สำนักงานบังคับคดีจังหวัดขอนแก่น

มีปัญหาวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ว่า สัญญาเช่าซื้อเลิกกันแล้วหรือไม่ โดยโจทก์ฎีกาว่า เมื่อจำเลยที่ 1 ไม่ชำระค่าเช่าซื้อที่ค้างแก่โจทก์ภายในระยะเวลาที่ระบุไว้ในหนังสือบอกกล่าวทวงถามสัญญาจึงเลิกกัน โดยมีผลในวันที่ 23 มิถุนายน 2546 ก่อนที่จำเลยที่ 1 จะนำเงินค่าเช่าซื้อไปวางที่สำนักงานบังคับคดีเมื่อวันที่ 30 มิถุนายน 2546 เห็นว่า หนังสือเอกสารที่โจทก์มีไปถึงจำเลยที่ 1 เป็นเรื่องบอกกล่าวให้ชำระหนี้ โดยเนื้อหาแจ้งให้จำเลยที่ 1 ชำระหนี้ค่าเช่าซื้อที่ค้างชำระอยู่ 3 งวด คือ งวดที่ 16 ถึง 18 จำนวน 76,701 บาท ภายใน 10 วัน หากเพิกเฉย โจทก์ขอถือเป็นการแสดงเจตนาบอกเลิกสัญญา จำเลยที่ 1 ได้รับหนังสือเมื่อวันที่ 12 มิถุนายน 2546 ตามใบตอบรับ จึงครบกำหนด 10 วัน ในวันที่ 22 มิถุนายน 2546 ฉะนั้น หากจำเลยที่ 1 ไม่ชำระภายในกำหนดดังกล่าว โจทก์ย่อมถือว่าสัญญาเช่าซื้อเลิกกันในวันที่ 23 มิถุนายน 2546 ดังที่โจทก์อ้างมาได้ แต่หลังจากโจทก์มีหนังสือบอกกล่าวทวงถามเอกสาร แล้วโจทก์ได้มีหนังสือบอกกล่าวทวงถามตามเอกสาร เรียกให้จำเลยที่ 1 ชำระค่าเช่าซื้อที่ค้างเบี้ยปรับและค่าติดตามรวม 159,640 บาท ภายใน 10 วัน หากไม่ชำระ โจทก์จะถือเป็นการแสดงเจตนาบอกเลิกสัญญากับจำเลยที่ 1 อีก จึงเท่ากับว่าโจทก์สละประโยชน์จากเงื่อนไขที่ระบุไว้ในหนังสือบอกกล่าวให้ชำระหนี้และบอกเลิกสัญญาตามเอกสาร ที่ถือเป็นการบอกเลิกสัญญากับจำเลยที่ 1 เมื่อครบกำหนดเวลาในหนังสือสัญญาแล้ว โดยโจทก์ประสงค์จะถือเอาเงื่อนไขตามการบอกกล่าวทวงถามและการบอกเลิกสัญญาตามเอกสารแทน หนังสือดังกล่าว เมื่อข้อเท็จจริงฟังยุติแล้วว่า จำเลยที่ 1 ชำระค่าเช่าซื้องวดที่ 16 ไปแล้ว การที่จำเลยที่ 1 นำเงินค่าเช่าซื้องวดที่ 17 และ 18 ไปวางทรัพย์ที่สำนักงานบังคับคดีในวันที่ 30 มิถุนายน 2546 จึงเป็นการวางเงินเพื่อชำระแก่โจทก์ภายในระยะเวลาที่โจทก์กำหนด ทั้งการที่จำเลยที่ 1 ต้องนำเงินไปวางทรัพย์ที่สำนักงานบังคับคดีแทนการไปชำระที่ภูมิลำเนาของโจทก์ก็มีเหตุจำเป็นและสมควร เพราะมีปัญหาโต้แย้งเกี่ยวกับการชำระเงินก่อนหน้านี้ว่าเป็นค่าเช่าซื้อหรือเป็นเบี้ยปรับ จึงถือเป็นการชำระหนี้ให้โจทก์โดยชอบด้วยกฎหมาย แม้ยอดเงินจะไม่ครบถ้วนตามเอกสาร โดยขาดเงินเบี้ยปรับและค่าติดตาม แต่เบี้ยปรับและค่าติดตาม โจทก์มิได้ฟ้องเรียกร้องมาแต่อย่างใด ดังนั้นถือว่าจำเลยที่ 1 ได้ชำระเงินให้ครบถ้วนตามสิทธิที่โจทก์อ้างมา ก่อนครบกำหนดในหนังสือบอกเลิกสัญญาเอกสาร สัญญาเช่าซื้อระหว่างโจทก์กับจำเลยที่ 1 จึงไม่เลิกกันและถือว่าจำเลยที่ 1 ชำระค่าเช่าซื้อแก่โจทก์ครบถ้วนตามสัญญาแล้ว ฎีกาโจทก์ข้อนี้ฟังไม่ขึ้น

ที่โจทก์ฎีกาว่า สัญญาเช่าซื้อเลิกแล้วตั้งแต่จำเลยที่ 1 ผิดนัดค่าเช่าซื้อสองงวดติดต่อกันโดยมิต้องบอกกล่าวก่อนตามสัญญาเช่าซื้อ เห็นว่า ศาลชั้นต้นวินิจฉัยในปัญหานี้ว่า เมื่อคู่สัญญามิได้ถือเอากำหนดเวลาการชำระค่าเช่าซื้อเป็นสาระสำคัญ การที่จำเลยที่ 1 ชำระค่าเช่าซื้อล่าช้าไม่ตรงตามกำหนดเวลา จึงไม่ถือว่าจำเลยที่ 1 ผิดนัด แล้ววินิจฉัยต่อไปว่า การเลิกสัญญามีผลเมื่อครบกำหนดเงื่อนไขในหนังสือบอกกล่าวทวงถาม โจทก์มิได้อุทธรณ์หรือคัดค้านปัญหานี้ไว้ในคำแก้อุทธรณ์แต่อย่างใด ฎีกาของโจทก์ส่วนนี้จึงเป็นข้อที่มิได้ยกขึ้นว่ากันมาแล้วโดยชอบในศาลอุทธรณ์ต้องห้ามมิให้ฎีกาตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 249 วรรคหนึ่ง ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัย เมื่อจำเลยที่ 1 ผู้เช่าซื้อได้ชำระเงินค่าเช่าซื้อครบถ้วนตามกำหนดไว้ในสัญญาแล้ว กรรมสิทธิ์ในรถยนต์ที่เช่าซื้อย่อมตกเป็นสิทธิแก่จำเลยที่ 1 โดยผลของกฎหมาย โจทก์จึงมีหน้าที่จัดการโอนทะเบียนรถยนต์นั้นให้จำเลยที่ 1 ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 4 พิพากษายกฟ้องโจทก์และให้โจทก์จัดการโอนทะเบียนรถยนต์ให้จำเลยที่ 1 ตามฟ้องแย้งนั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย

พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาทั้งหมดให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 386 ม. 387
ป.วิ.พ. ม. 249
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — บริษัทโค้วยู่ฮะเมืองพล จำกัด
จำเลย — นายสุรเชฏฐ พงศ์นพรัตน์ กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดพล — นางกาญจนา ผาณิตมาส
ศาลอุทธรณ์ภาค 4 — นางณณัฏฐ์ ธีราทรง
ชื่อองค์คณะ
เมทินี ชโลธร
วิรุฬห์ แสงเทียน
ประทีป ดุลพินิจธรรมา
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 15427/2557
#575679
เปิดฉบับเต็ม

ระหว่างการพิจารณาคดีล้มละลาย จำเลยที่ 1 ยื่นคำร้องขอฟื้นฟูกิจการ ศาลจึงงดการพิจารณาคดีล้มละลายไว้ ต่อมาศาลมีคำสั่งยกคำร้องขอฟื้นฟูกิจการของจำเลยที่ 1 และมีเจ้าหนี้ของจำเลยที่ 1 ยื่นคำร้องขอฟื้นฟูกิจการของจำเลยที่ 1 อีกครั้ง แต่ศาลมีคำสั่งยกคำร้องขอ ศาลจึงไม่งดการพิจารณาคดีล้มละลาย ซึ่งพ.ร.บ.ล้มละลาย พ.ศ.2483 มาตรา 90/12 (4) บัญญัติให้ศาลที่พิจารณาคดีล้มละลายของจำเลยแล้ว หลังจากนั้นศาลได้รับคำร้องขอฟื้นฟูกิจการของจำเลยจะต้องงดการพิจารณาคดีล้มละลายไว้จนกระทั่งคดีฟื้นฟูกิจการดังกล่าวมีเหตุที่ไม่อาจดำเนินกระบวนพิจารณาฟื้นฟูกิจการต่อไป ดังนั้น เมื่อศาลในคดีที่มีการร้องขอฟื้นฟูกิจการของจำเลยที่ 1 มีคำสั่งยกคำร้องขอ แม้มีการอุทธรณ์คำสั่งดังกล่าวก็ตาม กรณีไม่ต้องด้วยบทบัญญัติตาม พ.ร.บ.ล้มละลาย พ.ศ.2483 มาตรา 90/12 (4) ที่ศาลในคดีล้มละลายจะต้องงดการพิจารณา

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้มีคำสั่งพิทักษ์ทรัพย์ของจำเลยทั้งสามเด็ดขาดและพิพากษาให้เป็นบุคคลล้มละลาย

จำเลยทั้งสามไม่ยื่นคำให้การ

ศาลล้มละลายกลางมีคำสั่งพิทักษ์ทรัพย์ของจำเลยทั้งสามเด็ดขาดตามพระราชบัญญัติล้มละลาย พ.ศ.2483 มาตรา 14 และให้จำเลยทั้งสามใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์โดยหักจากกองทรัพย์สินของจำเลยทั้งสาม เฉพาะค่าทนายความให้เจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์กำหนดตามที่เห็นสมควร

จำเลยที่ 1 อุทธรณ์ต่อศาลฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีล้มละลายวินิจฉัยว่า คดีในส่วนของจำเลยที่ 2 และที่ 3 ไม่มีคู่ความอุทธรณ์ จึงยุติไปตามคำสั่งของศาลล้มละลายกลาง คดีคงมีปัญหาพิจารณาเฉพาะจำเลยที่ 1 ซึ่งข้อเท็จจริงเบื้องต้นที่คู่ความมิได้อุทธรณ์โต้แย้งกันรับฟังเป็นยุติว่า จำเลยที่ 1 เป็นหนี้โจทก์ตามคำพิพากษาตามยอมของศาลแพ่งธนบุรี คดีหมายเลขแดงที่ 1726/2551 ภายหลังศาลมีคำพิพากษาจำเลยที่ 1 และจำเลยร่วมอื่นตามคำพิพากษาไม่ชำระหนี้ คำนวณภาระหนี้ตามคำพิพากษาจนถึงวันฟ้องคดีนี้ จำเลยที่ 1 คงเป็นหนี้โจทก์จำนวน 23,385,393.63 บาท จำเลยที่ 1 มีหนี้สินล้นพ้นตัว ระหว่างพิจารณา จำเลยที่ 1 ยื่นคำร้องขอฟื้นฟูกิจการ ศาลล้มละลายกลางจึงมีคำสั่งงดการพิจารณาคดีนี้เฉพาะจำเลยที่ 1 ต่อมาศาลมีคำสั่งยกคำร้องขอฟื้นฟูกิจการของจำเลยที่ 1 ตามคดีหมายเลขแดงที่ ฟ.15/2555 เจ้าหนี้ของจำเลยที่ 1 รวม 10 ราย ยื่นคำร้องขอฟื้นฟูกิจการของจำเลยที่ 1 อีกครั้ง แต่ศาลมีคำสั่งยกคำร้องขอ ตามคดีหมายเลขแดงที่ ฟ.19/2555

มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของจำเลยที่ 1 ว่า การที่ศาลล้มละลายกลางมีคำสั่งพิทักษ์ทรัพย์ของจำเลยที่ 1 เด็ดขาดในคดีนี้ โดยไม่งดการพิจารณาเพื่อรอให้คดีฟื้นฟูกิจการของจำเลยที่ 1 ในคดีหมายเลขแดงที่ ฟ.19/2555 ถึงที่สุดก่อนชอบหรือไม่ เห็นว่า ตามพระราชบัญญัติล้มละลาย พ.ศ.2483 มาตรา 90/12 บัญญัติว่า "ภายใต้บังคับมาตรา 90/13 และมาตรา 90/14 นับแต่วันที่ศาลมีคำสั่งรับคำร้องขอไว้เพื่อพิจารณาจนถึงวันครบกำหนดระยะเวลาดำเนินการตามแผน หรือวันที่ดำเนินการเป็นผลสำเร็จตามแผนหรือวันที่ศาลมีคำสั่งยกคำร้องขอ (4) และห้ามมิให้ฟ้องลูกหนี้เป็นคดีล้มละลาย ในกรณีที่มีการฟ้องคดีหรือเสนอข้อพิพาทให้อนุญาโตตุลาการชี้ขาดไว้ก่อนแล้ว ให้งดการพิจารณาไว้ เว้นแต่ศาลที่รับคำร้องขอจะมีคำสั่งเป็นอย่างอื่น" จะเห็นได้ว่าบทบัญญัติดังกล่าวบัญญัติให้ศาลที่พิจารณาคดีล้มละลายของจำเลยแล้ว หลังจากนั้นศาลได้รับคำร้องขอฟื้นฟูกิจการของจำเลยจะต้องงดการพิจารณาคดีล้มละลายไว้จนกระทั่งคดีฟื้นฟูกิจการมีเหตุที่ไม่อาจดำเนินกระบวนพิจารณาฟื้นฟูกิจการต่อไป ดังนั้น เมื่อศาลในคดีที่มีการร้องขอฟื้นฟูกิจการของจำเลยที่ 1 มีคำสั่งยกคำร้องขอแล้ว กรณีไม่ต้องด้วยบทบัญญัติตามพระราชบัญญัติล้มละลาย พ.ศ.2483 มาตรา 90/12 (4) ที่ศาลในคดีล้มละลายจะต้องงดการพิจารณา แม้ว่าคดีฟื้นฟูกิจการจะมีการอุทธรณ์คำสั่งยกคำร้องขอก็ตาม ทั้งนี้ เมื่อคดีนี้ข้อเท็จจริงเบื้องต้นรับฟังยุติได้ว่า จำเลยที่ 1 เป็นหนี้โจทก์จำนวน 23,385,393.63 บาท และมีหนี้สินล้นพ้นตัว โดยที่จำเลยที่ 1 ไม่นำสืบพยานหลักฐานในคดีนี้เลยว่า จำเลยที่ 1 อาจชำระหนี้ได้ทั้งหมด หรือกรณีมีเหตุอื่นที่ไม่ควรให้จำเลยที่ 1 ล้มละลาย ดังนั้น แม้ว่าเจ้าหนี้ของจำเลยที่ 1 จะยื่นคำร้องขอฟื้นฟูกิจการของจำเลยที่ 1 ซึ่งศาลมีคำสั่งยกคำร้องขอและเจ้าหนี้ของจำเลยที่ 1 จะยื่นอุทธรณ์คำสั่งดังกล่าวก็ตาม กรณีก็มิใช่เหตุอื่นที่ไม่ควรให้จำเลยที่ 1 ล้มละลาย การที่ศาลล้มละลายกลางมีคำสั่งพิทักษ์ทรัพย์ของจำเลยที่ 1 เด็ดขาด จึงชอบแล้ว ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย อุทธรณ์ของจำเลยที่ 1 ฟังไม่ขึ้น

พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมในชั้นนี้ให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.ล้มละลาย พ.ศ.2483 ม. 90/12 (4)
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — บริษัทบริหารสินทรัพย์สุขุมวิท จำกัด
จำเลย — บริษัทสยามโมเบลอร์ จำกัด กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลล้มละลายกลาง — นายวันเดิม สู่ทรัพย์
ชื่อองค์คณะ
ทัศนีย์ จั่นสัญจัย ธรรมเกณฑ์
มนูพงศ์ รุจิกัณหะ
สมควร วิเชียรวรรณ
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 15402/2557
#579693
เปิดฉบับเต็ม

การที่ศาลชั้นต้นดำเนินการไต่สวนและมีคำสั่งให้ผู้ร้องได้กรรมสิทธิ์ในที่ดินโดยการครอบครองปรปักษ์ แม้ผู้คัดค้านจะไม่ได้ร้องคัดค้านเข้ามาในคดีก่อนที่ศาลชั้นต้นจะมีคำสั่งแสดงกรรมสิทธิ์ ถือว่าผู้คัดค้านเป็นบุคคลภายนอกคดีมีสิทธิพิสูจน์ว่าผู้คัดค้านมีสิทธิในที่ดินพิพาทดีกว่าผู้ร้อง และคำสั่งศาลชั้นต้นที่แสดงกรรมสิทธิ์ไม่ผูกพันผู้คัดค้านตาม ป.วิ.พ. มาตรา 145 (2) ก็ตาม แต่คดีนี้คำสั่งศาลชั้นต้นถึงที่สุดไปแล้ว โดยข้อเท็จจริงไม่ปรากฏว่า ผู้ร้องนำคำสั่งศาลชั้นต้นไปแสดงต่อเจ้าพนักงานที่ดินเพื่อเปลี่ยนแปลงทางทะเบียน หรือดำเนินการขอให้ผู้คัดค้านรื้อถอนสิ่งปลูกสร้างออกไปจากที่ดิน อันจะถือได้ว่าเป็นการดำเนินการชั้นบังคับตามคำพิพากษาหรือคำสั่ง และคำร้องขอของผู้คัดค้านเพียงแต่ขอให้ศาลมีคำสั่งเพิกถอนกระบวนพิจารณาและคำสั่งศาลชั้นต้นที่ให้ที่ดินแปลงดังกล่าวตกเป็นของผู้ร้องโดยการครอบครองปรปักษ์เท่านั้น มิได้ขอให้ศาลมีคำสั่งแสดงว่าผู้คัดค้านมีสิทธิเหนือที่ดินแปลงดังกล่าวแต่อย่างใด ผู้คัดค้านจึงไม่อาจร้องคัดค้านเข้ามาเป็นคู่ความเพื่อให้ได้ความรับรอง คุ้มครอง หรือบังคับตามสิทธิของตนได้ ตาม ป.วิ.พ. มาตรา 57 (1)

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
คดีสืบเนื่องจากศาลชั้นต้นมีคำสั่งว่า ที่ดินโฉนดเลขที่ 38020 ถึง 38024 ตำบลหนองปรือ อำเภอบางละมุง จังหวัดชลบุรี ตกเป็นกรรมสิทธิ์ของผู้ร้องตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1382 คดีถึงที่สุดแล้ว

ผู้คัดค้านยื่นคำร้องขอให้ไต่สวนและเพิกถอนคำสั่งที่ว่า ที่ดินโฉนดเลขที่ 38020 ถึง 28024 ตำบลหนองปรือ อำเภอบางละมุง จังหวัดชลบุรี ตกเป็นกรรมสิทธิ์ของผู้ร้องตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1382

ศาลชั้นต้นพิจารณาแล้วมีคำสั่งยกคำร้อง

ผู้คัดค้านอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 2 พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ

ผู้คัดค้านฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของผู้คัดค้านว่า ผู้คัดค้านจะร้องขอให้เพิกถอนกระบวนพิจารณาและคำสั่งดังกล่าวของศาลชั้นต้นได้หรือไม่ เห็นว่า คดีนี้ผู้ร้องยื่นคำร้องขอให้ศาลมีคำสั่งแสดงกรรมสิทธิ์ในที่ดินโดยการครอบครองปรปักษ์ เป็นการใช้สิทธิทางศาล ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 55 โดยไม่มีบุคคลใดโต้แย้งสิทธิหรือหน้าที่ของผู้ร้อง จึงเป็นคดีที่ไม่มีข้อพิพาท ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 188 ซึ่งไม่มีบทบัญญัติบังคับให้ต้องมีการส่งหมายและสำเนาคำร้องขอให้แก่ผู้คัดค้าน การที่ศาลชั้นต้นประกาศคำร้องขอโดยกำหนดวันนัดไต่สวน และให้ผู้ที่จะคัดค้านคำร้องขอให้ยื่นคำร้องคัดค้านต่อศาลภายในกำหนดในหนังสือพิมพ์รายวัน กับส่งหมายและสำเนาคำร้องขอแก่ผู้ชำระบัญชีของบริษัทพัทยาแลนด์ จำกัด ซึ่งมีชื่อถือกรรมสิทธิ์ในที่ดินแปลงดังกล่าวก่อนการไต่สวน เมื่อไม่มีผู้ใดคัดค้านภายในกำหนด ศาลชั้นต้นดำเนินการไต่สวน และมีคำสั่งให้ผู้ร้องได้กรรมสิทธิ์ในที่ดินโดยการครอบครองปรปักษ์ จึงมิใช่เป็นการดำเนินกระบวนพิจารณาที่ผิดระเบียบอันจะขอให้เพิกถอนเสียได้ และแม้ผู้คัดค้านจะไม่ได้ร้องคัดค้านเข้ามาในคดีก่อนที่ศาลชั้นต้นจะมีคำสั่งแสดงกรรมสิทธิ์ ถือว่าผู้คัดค้านเป็นบุคคลภายนอกคดีมีสิทธิพิสูจน์ว่าผู้คัดค้านมีสิทธิในที่ดินพิพาทดีกว่าผู้ร้อง และคำสั่งศาลชั้นต้นที่แสดงกรรมสิทธิ์ไม่ผูกพันผู้คัดค้านตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 145 (2) ก็ตาม แต่คดีนี้คำสั่งศาลชั้นต้นถึงที่สุดไปแล้ว โดยข้อเท็จจริงไม่ปรากฏว่า ผู้ร้องนำคำสั่งศาลชั้นต้นไปแสดงต่อเจ้าพนักงานที่ดินเพื่อเปลี่ยนแปลงทางทะเบียน หรือดำเนินการขอให้ผู้คัดค้านรื้อถอนสิ่งปลูกสร้างออกไปจากที่ดินแปลงดังกล่าวอันจะถือได้ว่าเป็นการดำเนินการในชั้นบังคับตามคำพิพากษาหรือคำสั่งและคำร้องขอของผู้คัดค้านเพียงแต่ขอให้ศาลมีคำสั่งเพิกถอนกระบวนพิจารณาและคำสั่งศาลชั้นต้นที่ให้ที่ดินแปลงดังกล่าวตกเป็นของผู้ร้องโดยการครอบครองปรปักษ์เท่านั้น มิได้ขอให้ศาลมีคำสั่งแสดงว่าผู้คัดค้านมีสิทธิเหนือที่ดินแปลงดังกล่าวแต่อย่างใด ผู้คัดค้านจึงไม่อาจร้องคัดค้านเข้ามาเป็นคู่ความเพื่อให้ได้ความรับรอง คุ้มครอง หรือบังคับตามสิทธิของตนได้ ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 57 (1) ชอบที่ผู้คัดค้านจะไปว่ากล่าวเอาแก่ผู้ร้องเป็นคดีอื่นอีกเรื่องหนึ่งต่างหาก ดังนั้น ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 2 มีคำสั่งยกคำร้องของผู้คัดค้านโดยไม่ได้ไต่สวนเสียก่อนนั้นชอบแล้ว ฎีกาของผู้คัดค้านฟังไม่ขึ้น

พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ. ม. 57 ม. 145 (2)
ชื่อคู่ความ
ผู้ร้อง — นายสสิริ สสิริน
ผู้คัดค้าน — ธนาคารทหารไทย จำกัด (มหาชน)
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดพัทยา — นางสาวกมลรัตน์ สุวรรณหิตาธร
ศาลอุทธรณ์ภาค 2 — นายศิริภูมิ เด่นวุฒิวรกาญจน์
ชื่อองค์คณะ
ประทีป เฉลิมภัทรกุล
พรเทพ อัมพรกลิ่นแก้ว
มานัส เหลืองประเสริฐ
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 15400/2557
#572042
เปิดฉบับเต็ม

ฎีกาของจำเลยที่ปฏิเสธว่าไม่ได้กระทำความผิดฐานลักทรัพย์และไม่มีเจตนากระทำความผิด ซึ่งขัดกับคำให้การรับสารภาพของจำเลยและไม่ใช่ข้อที่ได้ยกขึ้นว่ากันมาแล้วโดยชอบในศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ จึงเป็นการยกข้อเท็จจริงขึ้นใหม่ในชั้นฎีกา ไม่ชอบด้วย ป.วิ.พ. มาตรา 249 วรรคหนึ่ง ประกอบด้วย ป.วิ.อ. มาตรา 15 ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัย

ขณะเกิดเหตุรถจักรยานยนต์ที่ถูกลักไปมีราคา 30,400 บาท เท่ากับจำนวนเงินที่ผู้รับประกันภัยชดใช้ค่าเสียหายให้แก่ผู้เสียหาย ผู้เสียหายจึงมีสิทธิเรียกร้องราคารถจักรยานยนต์ที่สูญเสียไปเนื่องจากการกระทำความผิดคืนตาม ป.วิ.อ. มาตรา 43 เป็นเงิน 30,400 บาท ไม่ใช่ 80,000 บาทตามฟ้อง เมื่อจำเลยชำระเงินจำนวนดังกล่าวให้แก่ผู้รับประกันภัยซึ่งรับช่วงสิทธิจากผู้เสียหายและผู้รับประกันภัยไม่ติดใจเรียกร้องทั้งทางแพ่งและทางอาญาอีก จำเลยจึงไม่จำต้องชำระราคาในส่วนที่ขาดเป็นเงิน 49,600 บาท เพราะมิฉะนั้นผู้เสียหายย่อมได้กำไรเกินกว่าราคาที่สูญเสียไป

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 334 และให้จำเลยคืนรถจักรยานยนต์ยี่ห้อยามาฮ่า รุ่นมีโอ หมายเลขทะเบียน วงว กทม 207 หรือใช้ราคาเป็นเงิน 80,000 บาท แก่ผู้เสียหาย

จำเลยให้การรับสารภาพ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 334 จำคุก 1 ปี จำเลยให้การรับสารภาพเป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้กึ่งหนึ่งตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คงจำคุก 6 เดือน สำหรับคำขอให้จำเลยคืนรถจักรยานยนต์ ยี่ห้อยามาฮ่า รุ่นมีโอ หมายเลขทะเบียน วงว กทม 207 ปรากฏว่าจำเลยได้ชดใช้เงินแก่บริษัทผู้รับประกันภัย 30,400 บาท แล้ว กรณีจึงไม่อาจคืนรถจักรยานยนต์ดังกล่าวได้ แต่เห็นสมควรให้ใช้ราคาส่วนที่ขาดเป็นเงิน 49,600 บาท แก่ผู้เสียหาย คำขออื่นให้ยก

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน

จำเลยฎีกา โดยผู้พิพากษาซึ่งพิจารณาและลงชื่อในคำพิพากษาศาลชั้นต้นอนุญาตให้ฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยข้อแรกว่า ที่ศาลอุทธรณ์ให้จำเลยใช้ราคารถจักรยานยนต์ส่วนที่ขาดเป็นเงิน 49,600 บาท แก่ผู้เสียหายชอบหรือไม่ โดยจำเลยฎีกาว่า บริษัทศรีอยุธยา เจนเนอรัล ประกันภัย จำกัด (มหาชน) เป็นผู้รับประกันภัย รถจักรยานยนต์ หมายเลขทะเบียน วงว กทม 207 โดยมีผู้เสียหายเป็นผู้ให้เช่าซื้อ เมื่อรถจักรยานยนต์คันดังกล่าวสูญหาย บริษัทผู้รับประกันภัยได้ชำระราคารถให้แก่ผู้เสียหายแล้ว ซึ่งเป็นการชำระราคารถจักรยานยนต์ทั้งคัน บริษัทผู้รับประกันภัยจึงรับช่วงสิทธิจากผู้เสียหาย การที่จำเลยชำระเงินให้แก่บริษัทผู้รับประกันภัยเป็นเงิน 30,400 บาท และบริษัทผู้รับประกันภัยไม่ติดใจเรียกร้องทางแพ่งและทางอาญาอีก จึงเป็นการชำระราคาเต็มจำนวนแล้วนั้น เห็นว่า ผู้รับมอบอำนาจผู้เสียหายแถลงต่อศาลตามรายงานกระบวนพิจารณาฉบับลงวันที่ 30 กรกฎาคม 2556 ว่า ผู้เสียหายได้รับค่าสินไหมทดแทนกรณีรถจักรยานยนต์สูญหายจากบริษัทประกันภัยแล้ว ต่อมาวันที่ 13 สิงหาคม 2556 จำเลยยื่นคำให้การว่า จำเลยได้ชำระค่าเสียหายให้แก่บริษัทศรีอยุธยา เจนเนอรัล ประกันภัย จำกัด (มหาชน) ซึ่งเป็นผู้รับช่วงสิทธิจากผู้เสียหายที่ได้รับค่าสินไหมทดแทนกรณีรถจักรยานยนต์สูญหายจากบริษัทประกันภัยไปแล้ว บริษัทดังกล่าวได้รับเงินจากจำเลยจนเป็นที่พอใจและไม่ประสงค์ติดใจเอาความกับจำเลยอีก ตามใบเสร็จรับเงินเอกสารท้ายคำให้การ ศาลชั้นต้นได้สำเนาคำให้การดังกล่าวให้แก่โจทก์แล้ว โจทก์ไม่คัดค้านให้ปรากฏข้อเท็จจริงเป็นอย่างอื่น ดังนี้ ข้อเท็จจริงจึงฟังได้ว่าขณะเกิดเหตุรถจักรยานยนต์มีราคา 30,400 บาท เท่ากับจำนวนเงินที่บริษัทศรีอยุธยา เจนเนอรัล ประกันภัย จำกัด (มหาชน) ชดใช้ให้แก่ผู้เสียหาย ดังนี้ ผู้เสียหายจึงมีสิทธิเรียกร้องราคารถจักรยานยนต์ที่สูญเสียไปเนื่องจากการกระทำผิดคืนตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 43 เป็นเงิน 30,400 บาท ไม่ใช่ 80,000 บาทตามฟ้อง เพราะมิฉะนั้นผู้เสียหายย่อมได้กำไรเกินกว่าราคาที่สูญเสียไป เมื่อบริษัทศรีอยุธยา เจนเนอรัล ประกันภัย จำกัด (มหาชน) ชดใช้ค่าเสียหายให้แก่ผู้เสียหาย และจำเลยชดใช้เงินจำนวนดังกล่าวแก่บริษัทศรีอยุธยา เจนเนอรัล ประกันภัย จำกัด (มหาชน) แล้ว จำเลยจึงไม่จำต้องใช้ราคารถจักรยานยนต์ส่วนที่ขาดเป็นเงิน 49,600 บาท แก่ผู้เสียหาย ตามที่ศาลอุทธรณ์พิพากษา ฎีกาของจำเลยข้อนี้ฟังขึ้น

มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยข้อสุดท้ายว่า มีเหตุที่จะรอการลงโทษจำคุกให้แก่จำเลยหรือไม่ เห็นว่า การลักรถจักรยานยนต์สร้างความเดือดร้อนแก่ประชาชนโดยทั่วไป โดยเฉพาะอย่างยิ่งผู้มีรายได้น้อยซึ่งต้องอาศัยรถจักรยานยนต์เป็นยานพาหนะในการเดินทาง พฤติการณ์แห่งคดีเป็นเรื่องร้ายแรง แม้จำเลยชดใช้ราคารถจักรยานยนต์ให้แก่บริษัทศรีอยุธยา เจนเนอรัล ประกันภัย จำกัด(มหาชน) และชดใช้ค่าเสียหายให้แก่ผู้เสียหายตามใบเสร็จรับเงินและหนังสือรับรองการชำระหนี้ก็ตาม แต่การชดใช้ดังกล่าวเป็นความรับผิดทางแพ่งที่จำเลยต้องรับผิดต่อบริษัทศรีอยุธยา เจนเนอรัล ประกันภัย จำกัด (มหาชน) และผู้เสียหายอยู่แล้ว ส่วนที่จำเลยมีภาระต้องเลี้ยงดูมารดา ก็ยังไม่มีเหตุเพียงพอที่จะรอการลงโทษจำคุกให้แก่จำเลย ที่ศาลอุทธรณ์ใช้ดุลพินิจลงโทษจำคุกจำเลยโดยไม่รอการลงโทษนั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาของจำเลยข้อนี้ฟังไม่ขึ้น

พิพากษาแก้เป็นว่า ให้ยกคำขอให้จำเลยคืนหรือใช้ราคาทรัพย์แก่ผู้เสียหาย นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ. ม. 249 วรรคหนึ่ง
ป.วิ.อ. ม. 15 ม. 43
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการ สำนักงานอัยการสูงสุด
จำเลย — นายเจษฎา เวทยาวงศ์
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลแขวงพระนครเหนือ — นายประเสริฐ เชิดทวีทรัพย์
ศาลอุทธรณ์ — นายวีระชัย เมธารัตนารักษ์
ชื่อองค์คณะ
ชาติชาย โฆษิตวัฒนฤกษ์
จินดา ปัณฑะโชติ
ตั้งใจ ศาสตร์ศศิ
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 15363/2557
#580031
เปิดฉบับเต็ม

กรณีหนี้จำนองมีจำนวนน้อยกว่าหนี้ประธาน หากเอาทรัพย์จำนองหลุดและทรัพย์สินนั้นมีราคาต่ำกว่าจำนวนเงินที่ค้างชำระ หรือถ้าเอาทรัพย์จำนองออกขายทอดตลาดใช้หนี้ ได้เงินจำนวนสุทธิน้อยกว่าจำนวนเงินที่ค้างชำระ เงินยังขาดอยู่เท่าใดลูกหนี้ไม่ต้องรับผิดในเงินที่ขาดนั้น แต่ในส่วนที่เกินกว่าวงเงินจำนอง ลูกหนี้ต้องรับผิดชำระหนี้ประธานต่อเจ้าหนี้จนครบจำนวนต่อไป ตามหนังสือสัญญาจำนองที่ดินระหว่างจำเลยที่ 5 กับโจทก์ จำเลยที่ 5 ตกลงจำนองที่ดินแก่โจทก์เพื่อเป็นประกันการผ่อนชำระหนี้ค่าภาษีอากร 593,750 บาท จากหนี้ค่าภาษีอากรซึ่งเป็นหนี้ประธาน 1,255,291.40 บาท โดยไม่มีข้อตกลงยกเว้นตาม ป.พ.พ. มาตรา 733 ถ้านำที่ดินของจำเลยที่ 5 ขายทอดตลาดแล้วได้เงินจำนวนสุทธิน้อยกว่า 593,750 บาท เงินยังขาดจากจำนวน 593,750 บาท อยู่เท่าใด จำเลยที่ 1 ถึงที่ 5 ไม่ต้องรับผิดในส่วนของจำนวนเงินตามสัญญาจำนองที่ยังขาดอยู่ แต่หากนำที่ดินของจำเลยที่ 5 ดังกล่าวออกขายทอดตลาดแล้วได้เงินจำนวนสุทธิมากกว่า 593,750 บาท เงินส่วนที่เกินจากจำนวน 593,750 บาท โจทก์ต้องคืนให้แก่จำเลยที่ 5 เนื่องจากเกินวงเงินจำนองที่จำเลยที่ 5 มีเจตนาทำสัญญาจำนองที่ดินเพื่อเป็นประกันหนี้ค่าภาษีอากรของจำเลยที่ 1 สำหรับจำนวนหนี้ค่าภาษีอากรที่จำเลยที่ 1 ค้างชำระแก่โจทก์ในส่วนที่เกินจำนวน 593,750 บาท ตามที่กำหนดไว้ในหนังสือสัญญาจำนองที่ดินซึ่งเป็นหนี้ประธานนั้น จำเลยที่ 1 ยังต้องรับผิดต่อโจทก์ในหนี้ค่าภาษีอากรค้างส่วนที่เกินจากวงเงินจำนองจนครบถ้วนต่อไป ดังนั้น จำเลยที่ 2 ในฐานะหุ้นส่วนผู้จัดการและจำเลยที่ 3 ถึงที่ 5 ในฐานะผู้ค้ำประกัน จึงต้องรับผิดในหนี้ค่าภาษีอากรค้างของจำเลยที่ 1 เพราะเป็นความรับผิดต่างหากจากสัญญาจำนองในหนี้ค่าภาษีอากรที่เกินจากวงเงินจำนองจนครบถ้วนต่อไปด้วย

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยทั้งห้าร่วมกันชำระเงินค่าภาษีอากรค้างชำระ 1,584,932.35 บาท หากจำเลยทั้งห้าไม่ชำระค่าภาษีอากรค้างชำระดังกล่าว ขอศาลได้สั่งยึดทรัพย์จำนองของจำเลยที่ 5 จำนวน 2 แปลง ออกขายทอดตลาดนำเงินมาชำระหนี้ให้โจทก์

จำเลยที่ 1 ที่ 2 และที่ 4 ขาดนัดยื่นคำให้การ

จำเลยที่ 3 และที่ 5 ให้การ ขอให้ยกฟ้อง

ศาลภาษีอากรกลางพิพากษาให้จำเลยทั้งห้าร่วมกันชำระภาษีอากรค้าง 1,584,932.35 บาท แก่โจทก์ หากจำเลยทั้งห้าไม่ชำระ ให้ยึดทรัพย์จำนองออกขายทอดตลาดนำเงินไปชำระหนี้แก่โจทก์ หากขายทอดตลาดได้เงินไม่พอชำระหนี้ จำเลยทั้งห้าไม่ต้องรับผิดในส่วนที่ขาด ให้จำเลยทั้งห้าร่วมกันใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ โดยกำหนดค่าทนายความ 3,000 บาท คำขออื่นนอกจากนี้ให้ยก

โจทก์อุทธรณ์ต่อศาลฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีภาษีอากรวินิจฉัยว่า ปัญหาตามอุทธรณ์ของโจทก์ว่า หากขายทอดตลาดที่ดินที่จำเลยที่ 5 นำมาจำนองเป็นประกันการชำระภาษีอากรค้างของจำเลยที่ 1 ได้เงินไม่พอชำระหนี้ จำเลยทั้งห้าต้องรับผิดในส่วนที่ขาดหรือไม่ ที่โจทก์อุทธรณ์ว่า การที่โจทก์ในฐานะผู้รับจำนองใช้สิทธิบังคับจำนองที่ดินทั้งสองแปลงที่จำเลยที่ 5 นำมาจำนองเป็นประกันการชำระภาษีอากรค้างของจำเลยที่ 1 ต่อโจทก์ ตามสัญญาจำนอง หากได้เงินสุทธิมากกว่า 593,750 บาท โจทก์มีสิทธิที่จะได้รับชำระหนี้ตามสัญญาจำนองเพียง 593,750 บาท หรือหากได้เงินสุทธิน้อยกว่า 593,750 บาท จำเลยที่ 5 ไม่ต้องรับผิดต่อโจทก์ในจำนวน 593,750 บาท ตามสัญญาจำนองเช่นเดียวกัน ส่วนที่ขาดจำนวนจาก 593,750 บาท จำเลยที่ 1 และที่ 5 ไม่ต้องรับผิดต่อโจทก์ตามสัญญาจำนอง สำหรับหนี้ภาษีอากรที่จำเลยที่ 1 ยังคงค้างชำระต่อโจทก์ซึ่งเกินจากหนี้จำนอง 593,750 บาท ไม่ระงับสิ้นไป หากจำเลยทั้งห้าไม่ชำระหนี้และโจทก์ใช้สิทธิบังคับจำนองที่ดินทั้งสองแปลงดังกล่าวขายทอดตลาด หนี้ภาษีอากรที่ค้างชำระส่วนที่เกินจากสัญญาจำนอง 991,182.35 บาท จำเลยที่ 2 ในฐานะหุ้นส่วนไม่จำกัดความรับผิดและหุ้นส่วนผู้จัดการต้องร่วมรับผิดกับจำเลยที่ 1 ต่อโจทก์ตามกฎหมายจำเลยที่ 3 ถึงที่ 5 ในฐานะผู้ค้ำประกันตามสัญญาค้ำประกันการผ่อนชำระหนี้ภาษีอากรค้างจึงต้องร่วมรับผิดต่อโจทก์ในหนี้ภาษีอากรที่ยังค้างชำระ 991,182.35 บาท นั้น ปัญหานี้ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 733 บัญญัติว่า ถ้าเอาทรัพย์จำนองหลุดและราคาทรัพย์สินนั้นมีประมาณต่ำกว่าจำนวนเงินที่ค้างชำระกันอยู่ก็ดี หรือถ้าเอาทรัพย์สินซึ่งจำนองออกขายทอดตลาดใช้หนี้ ได้เงินจำนวนสุทธิน้อยกว่าจำนวนเงินที่ค้างชำระกันอยู่นั้นก็ดีเงินยังขาดจำนวนอยู่เท่าใด ลูกหนี้ไม่ต้องรับผิดในเงินนั้น ศาลฎีกาแผนกคดีภาษีอากรเห็นว่า ในกรณีที่หนี้จำนองมีจำนวนน้อยกว่าหนี้ประธาน หากเอาทรัพย์จำนองหลุดและราคาทรัพย์สินนั้นมีราคาต่ำกว่าจำนวนเงินที่ค้างชำระกันอยู่ หรือถ้าเอาทรัพย์สินซึ่งจำนองออกขายทอดตลาดใช้หนี้ ได้เงินจำนวนสุทธิน้อยกว่าจำนวนเงินที่ค้างชำระกันอยู่ เงินยังขาดอยู่เท่าใดลูกหนี้ไม่ต้องรับผิดในเงินที่ขาดนั้น แต่ในส่วนที่เกินกว่าวงเงินจำนอง ลูกหนี้ต้องรับผิดชำระหนี้ประธานต่อเจ้าหนี้จนครบจำนวนต่อไป เมื่อข้อเท็จจริงปรากฏตามหนังสือสัญญาจำนองที่ดินระหว่างจำเลยที่ 5 กับโจทก์ จำเลยที่ 5 ตกลงจำนองที่ดินโฉนดเลขที่ 54077 และ 54078 ตำบลเมืองศรีไค อำเภอวารินชำราบ จังหวัดอุบลราชธานี แก่โจทก์ โดยไม่มีข้อตกลงยกเว้นตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 733 แต่ตามหนังสือสัญญาจำนองที่ดินดังกล่าวระบุว่า จำเลยที่ 5 ตกลงจำนองที่ดินตามสัญญาจำนองแก่โจทก์เพื่อเป็นประกันการผ่อนชำระหนี้ค่าภาษีอากรเป็นจำนวนเงินเพียง 593,750 บาท ซึ่งมีจำนวนน้อยกว่าหนี้ค่าภาษีอากรซึ่งเป็นหนี้ประธานที่มีจำนวน 1,245,291.40 บาท การทำหนังสือสัญญาจำนองที่ดินดังกล่าวย่อมแสดงให้เห็นว่าจำเลยที่ 1 ในฐานะลูกหนี้ค่าภาษีอากรได้แสดงเจตนาขอผ่อนชำระหนี้ค่าภาษีอากรที่ค้างชำระให้แก่โจทก์จนครบจำนวน โดยมีจำเลยที่ 5 เป็นผู้จำนองที่ดินเพื่อเป็นหลักประกันการชำระหนี้ค่าภาษีอากรที่ค้างชำระเพียง 593,750 บาท ดังนั้น ถ้านำที่ดินของจำเลยที่ 5 ดังกล่าวออกขายทอดตลาดแล้วได้เงินจำนวนสุทธิน้อยกว่า 593,750 บาท ตามที่กำหนดไว้ในหนังสือสัญญาจำนองที่ดิน เงินยังขาดจากจำนวน593,750 บาท อยู่เท่าใด จำเลยที่ 1 ถึงที่ 5 ไม่ต้องรับผิดในส่วนของจำนวนเงินตามสัญญาจำนองที่ยังขาดอยู่ แต่หากนำที่ดินของจำเลยที่ 5 ดังกล่าวออกขายทอดตลาดแล้วได้เงินจำนวนสุทธิมากกว่า 593,750 บาท ตามที่กำหนดไว้ในหนังสือสัญญาจำนองที่ดินเงินส่วนที่เกินจากจำนวน 593,750 บาท โจทก์ต้องคืนให้แก่จำเลยที่ 5 เนื่องจากเกินวงเงินจำนองที่จำเลยที่ 5 มีเจตนาทำสัญญาจำนองที่ดินเพื่อเป็นประกันหนี้ค่าภาษีอากรของจำเลยที่ 1 สำหรับจำนวนหนี้ค่าภาษีอากรที่จำเลยที่ 1 ค้างชำระแก่โจทก์ในส่วนที่เกินจากจำนวน 593,750 บาท ตามที่กำหนดไว้ในหนังสือสัญญาจำนองที่ดินซึ่งเป็นหนี้ประธานนั้นจำเลยที่ 1 ยังต้องรับผิดต่อโจทก์ในหนี้ค่าภาษีอากรค้างส่วนที่เกินจากวงเงินจำนองจนครบถ้วนต่อไป เมื่อวินิจฉัยเช่นนี้ จำเลยที่ 2 ในฐานะหุ้นส่วนผู้จัดการ จำเลยที่ 3 ถึงที่ 5 ในฐานะผู้ค้ำประกัน จึงต้องรับผิดในหนี้ค่าภาษีอากรค้างของจำเลยที่ 1 เพราะเป็นความรับผิดต่างหากจากสัญญาจำนองดังกล่าวในหนี้ค่าภาษีอากรที่เกินจากวงเงินจำนองต่อโจทก์จนครบถ้วนต่อไปด้วย ที่ศาลภาษีอากรกลางวินิจฉัยว่า หากโจทก์เลือกบังคับชำระหนี้แก่ทรัพย์จำนอง หากได้เงินไม่พอชำระหนี้ จำเลยที่ 1 ย่อมไม่ต้องรับผิดชำระหนี้ในส่วนที่ขาดตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 733 ตามคำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3535/2550 ระหว่างกรมสรรพากรโจทก์ กับบริษัทพิษณุโลกอาเขต กับพวก จำเลยที่ 2 ซึ่งเป็นหุ้นส่วนผู้จัดการ จำเลยที่ 3 ถึงที่ 5 ซึ่งเป็นผู้ค้ำประกันย่อมไม่ต้องรับผิดในหนี้ส่วนที่ขาดด้วยเช่นกัน ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 698 นั้น เนื่องจากข้อเท็จจริงตามคำพิพากษาฎีกาดังกล่าวไม่ตรงกับคดีนี้ ศาลฎีกาแผนกคดีภาษีอากรไม่เห็นพ้องด้วย อุทธรณ์ของโจทก์ฟังขึ้น

พิพากษาแก้เป็นว่า หากจำเลยทั้งห้าไม่ชำระค่าภาษีอากรค้างดังกล่าวให้ยึดโฉนดที่ดินเลขที่ 54077 และ 54078 ตำบลเมืองศรีไค อำเภอวารินชำราบ จังหวัดอุบลราชธานี ของจำเลยที่ 5 ออกขายทอดตลาดนำเงินมาชำระหนี้ค่าภาษีอากรค้างเพียง 593,750 บาท แต่หากขายทอดตลาดได้เงินไม่ถึงจำนวนดังกล่าว จำเลยที่ 1 ถึงที่ 5 ไม่ต้องรับผิดในส่วนของจำนวนเงินที่ยังขาดอยู่จากจำนวน 593,750 บาท แต่สำหรับค่าภาษีอากรค้างที่จำเลยที่ 1 ค้างชำระแก่โจทก์ในส่วนที่เกินจากจำนวน 593,750 บาท จำเลยทั้งห้ายังต้องรับผิดต่อโจทก์จนครบถ้วนต่อไป นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลภาษีอากรกลาง ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 698 ม. 733
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — กรมสรรพากร
จำเลย — ห้างหุ้นส่วนจำกัด อุบลตะวันบริการ กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลภาษีอากรกลาง — นายสรายุทธ์ วุฒยาภรณ์
ชื่อองค์คณะ
ไมตรี ศรีอรุณ
กรองเกียรติ คมสัน
อดิเทพ ถิระวัฒน์
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา