คำพิพากษา คำสั่งคำร้องและคำวินิจฉัยศาลฎีกา

ทั้งหมด 133,243 รายการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 14948/2557
#580214
เปิดฉบับเต็ม

จำเลยที่ 1 เจาะรูทำรอยแผลในตำแหน่งเป็นเกลียวเวียนขึ้นไปตามลำต้นกฤษณาแล้วเสียบท่อเข้าไปในรูโดยให้ปลายท่อยาวโผล่พ้นลำต้น ซึ่งแตกต่างกับการทำรอยแผลรูปสี่เหลี่ยมเป็นแนวแล้วเจาะรูตามข้อถือสิทธิในสิทธิบัตรของโจทก์ จึงไม่เป็นการใช้กรรมวิธีตามข้อถือสิทธิในสิทธิบัตรกรรมวิธีของโจทก์ และไม่เป็นการลัดขั้นตอนกรรมวิธีของโจทก์ การที่จำเลยที่ 1 ใช้กรรมวิธีในการสร้างสารกฤษณาแตกต่างจากกรรมวิธีตามข้อถือสิทธิดังกล่าว ย่อมไม่เป็นการละเมิดสิทธิบัตรการประดิษฐ์กรรมวิธีของโจทก์

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยทั้งหกร่วมกันชำระเงินจำนวน 134,000,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี และชำระค่าสูญเสียโอกาสเป็นรายวัน จำนวนวันละ 50,000 บาท นับถัดจากวันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ ให้จำเลยทั้งหกระงับการกระทำอันเป็นการละเมิดสิทธิบัตรของโจทก์ และห้ามมิให้กระทำการละเมิดต่อไป ริบและทำลายบรรดาผลิตภัณฑ์ที่ทำขึ้นโดยละเมิดสิทธิบัตรของโจทก์และบรรดาเครื่องมือเครื่องใช้ที่ใช้ในการผลิตและจำหน่ายผลิตภัณฑ์ที่ทำขึ้นโดยละเมิดสิทธิบัตรของโจทก์

จำเลยทั้งหกให้การขอให้ยกฟ้อง

ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางพิพากษายกฟ้อง ค่าฤชาธรรมเนียมให้เป็นพับ

โจทก์อุทธรณ์ต่อศาลฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงที่โจทก์และจำเลยทั้งหกไม่โต้แย้งกันในชั้นอุทธรณ์รับฟังได้ว่า จำเลยที่ 1 เป็นนิติบุคคลประเภทบริษัทจำกัด มีจำเลยที่ 2 ถึงที่ 6 เป็นกรรมการบริษัทผู้มีอำนาจกระทำการแทน นายโรเบิร์ตและนายเฮนรี่เป็นผู้ประดิษฐ์ อะการ์วูดหรือเครื่องหอมจากการเพาะเลี้ยง (Cultivated Agarwood อะการ์วูดเป็นเครื่องหอมที่มีราคาสูงซึ่งหาได้ยากมาก) และยื่นคำขอรับสิทธิบัตรการประดิษฐ์ดังกล่าวต่อสำนักงานสิทธิบัตรสหรัฐอเมริกาเมื่อวันที่ 24 พฤษภาคม 2544 และได้รับสิทธิบัตรสหรัฐอเมริกาเลขที่ 6,848,211 บี2 เมื่อวันที่ 1 กุมภาพันธ์ 2548 ต่อมาได้โอนสิทธิบัตรการประดิษฐ์ดังกล่าวให้แก่ รีเจนต์ส ออฟ ดิ ยูนิเวอร์ซิตี้ ออฟ มินนีโซตา (Regents of the University of Minnesota) ประเทศสหรัฐอเมริกา ต่อมารีเจนต์ส ออฟ ดิ ยูนิเวอร์ซิตี้ ออฟ มินนีโซตา ได้ยื่นคำขอรับสิทธิบัตรการประดิษฐ์อะการ์วูดหรือเครื่องหอมจากการเพาะเลี้ยงในประเทศไทยเมื่อวันที่ 12 ตุลาคม 2544 ตามสำเนาคำขอรับสิทธิบัตรและการประดิษฐ์เลขที่ 068988 และอยู่ระหว่างการพิจารณาของกรมทรัพย์สินทางปัญญา เมื่อวันที่ 20 มกราคม 2546 นายพีระพันธุ์ยื่นคำขอรับสิทธิบัตรการประดิษฐ์กรรมวิธีการกระตุ้นให้สร้างสาร "Aquilaria resin" โดยการสร้างลักษณะรอยแผลบนต้นกฤษณา "Aquilaria" และได้รับสิทธิบัตรไทยเลขที่ 18985 ต่อมานายพีระพันธุ์โอนสิทธิบัตรดังกล่าวให้แก่โจทก์ นายพีระพันธุ์ได้รับสิทธิบัตรกรรมวิธีการกระตุ้นให้สร้างสารเรซินโดยการสร้างลักษณะรอยแผลบนต้นกฤษณา เมื่อวันที่ 3 กุมภาพันธ์ 2552 ตามสิทธิบัตรสหรัฐอเมริกาเลขที่ 7,485,309 บี1 จำเลยที่ 1 เช่าที่ดินในตำบลประจันตคาม อำเภอประจันตคาม จังหวัดปราจีนบุรี ซึ่งมีต้นกฤษณาปลูกอยู่แล้วและใช้เป็นสถานที่ศึกษาวิจัยและสาธิตโดยนายโรเบิร์ตและนายโจเอลแห่งมหาวิทยาลัยมินนีโซตา

คดีมีปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของโจทก์ประการแรกว่า จำเลยที่ 1 ได้ใช้กรรมวิธีการกระตุ้นให้สร้างสาร "Aquilaria resin" โดยการสร้างรอยแผลบนต้นกฤษณาตามข้อถือสิทธิในสิทธิบัตรการประดิษฐ์กรรมวิธีเลขที่ 18985 ของโจทก์ที่ยื่นคำขอเมื่อวันที่ 20 มกราคม 2546 และออกให้เมื่อวันที่ 21 กันยายน 2548 อันเป็นการละเมิดสิทธิบัตรดังกล่าวของโจทก์หรือไม่ ที่โจทก์อุทธรณ์ว่า นายโรเบิร์ตใช้สว่านเจาะลำต้นของต้นกฤษณาให้เกิดรอยแผลเพื่อกระตุ้นให้ต้นกฤษณาหลั่งสารเรซินออกมามากกว่าธรรมชาติเพื่อรักษาบาดแผล เป็นผลให้ได้ผลิตภัณฑ์เป็นสาร "Aquilaria resin" จึงเป็นการใช้กรรมวิธีตามสิทธิบัตรเลขที่ 18985 ของโจทก์ แม้กรรมวิธีของจำเลยที่ 1 จะไม่ได้เริ่มด้วยการเอาเปลือกนอกและเนื้อเยื่อออก แต่การใช้วิธีเจาะผ่านเปลือกและเนื้อเยื่อเข้าไปในต้นเป็นการลัดขั้นตอนกรรมวิธีของโจทก์นั้น เห็นว่า โจทก์นำสืบว่า จำเลยที่ 1 ทำแผ่นพับโฆษณาซึ่งระบุว่าจำเลยที่ 1 จะนำเทคโนโลยีมาตรฐานมาช่วยเร่งการสร้างสารกฤษณาในเนื้อไม้ จากการร่วมวิจัยกับศาสตราจารย์ โรเบิร์ตและนายโจเอล ผู้เชี่ยวชาญจากมหาวิทยาลัยมินนีโซตา ประเทศสหรัฐอเมริกาเข้ามาในพื้นที่ปลูกของจังหวัดปราจีนบุรี จนเป็นที่ยอมรับ เมื่อตรวจสอบแปลงสาธิตของจำเลยที่ 1 ที่อำเภอประจันตคาม จังหวัดปราจีนบุรี พบลักษณะการเจาะรูและขั้นตอนการชักนำสารหอมระเหยในต้นกฤษณาเหมือนกับข้อถือสิทธิตามสิทธิบัตรเลขที่ 18985 ของโจทก์ในสาระสำคัญ แต่ลักษณะการเจาะรูต้นกฤษณาเป็นแนวเวียนขึ้นไปตามลำต้น แล้วเสียบท่อเข้าไปในรูโดยให้ปลายท่อยาวโผล่พ้นลำต้นเหมือนกับรูปประกอบในสำเนาคำขอรับสิทธิบัตรการประดิษฐ์เครื่องหอมจากการเพาะเลี้ยง (Cultivated Agarwood) ตามสิทธิบัตรสหรัฐอเมริกาเลขที่ 6,848,211 บี2 ที่ยื่นคำขอเมื่อวันที่ 24 พฤษภาคม 2544 และออกให้เมื่อวันที่ 1 กุมภาพันธ์ 2548 โดยจำเลยทั้งหกนำสืบว่า กรรมวิธีดังกล่าวเป็นกรรมวิธีตามสิทธิบัตรสหรัฐอเมริกาเลขที่ 6,848,211 บี2 ของรีเจนต์ส ออฟ ดิยูนิเวอร์ซิตี้ ออฟ มินนีโซตา ซึ่งนำมาขอรับสิทธิบัตรการประดิษฐ์ในประเทศไทยเมื่อวันที่ 12 ตุลาคม 2544 ตามสำเนาคำขอรับสิทธิบัตรการประดิษฐ์เลขที่ 068988 และตามสำเนาคำขอรับสิทธิบัตรดังกล่าวเป็นการประดิษฐ์อะการ์วูดหรือเครื่องหอมจากการเพาะเลี้ยงโดยมีข้อถือสิทธิโดยสรุปคือ การทำให้เกิดรอยแผลที่ทำขึ้นเข้าไปในไซเลมในต้น "Aquilaria" หรือต้น "Gonystylus" โดยการตัด การเจาะ การสับ หรือโดยการสอดตะปู ชุดของรอยแผลได้รับการจัดตำแหน่งในแบบเกลียวขึ้นไปตามต้นไม้และจัดเตรียมวิถีทางสำหรับการเติมอากาศสู่รอยแผลโดยการใช้อุปกรณ์เติมอากาศสอดเข้าไปในรอยแผลและให้ยื่นออกมาจากด้านนอกของต้นไม้ แล้วใส่ตัวกระทำเหนี่ยวนำให้เกิดยางไม้สู่เซลล์ที่ล้อมรอบรอยแผล ตัวกระทำเหนี่ยวนำให้เกิดยางไม้คือ ตัวกระทำเชิงเคมีหรือสิ่งมีชีวิตซึ่งจะกระตุ้นการผลิตยางไม้อะการ์วูดหรือเครื่องหอม ส่วนการเจาะรูและชักนำสารหอมเข้าสู่ลำต้นกฤษณาตามสิทธิบัตรการประดิษฐ์เลขที่ 18985 มีข้อถือสิทธิคือ "กรรมวิธีการกระตุ้นให้สร้างสาร "Aquilaria resin" โดยการสร้างรอยแผลบนต้นกฤษณาที่ประกอบด้วยขั้นตอนของการคัดเลือกต้นกฤษณา... การทำให้เกิดรอยแผลบนลำต้นโดยการเอาเปลือกนอกและเนื้อเยื่อออก มีลักษณะเฉพาะคือ รอยแผลดังกล่าวเป็นรอยแผลรูปสี่เหลี่ยมอย่างน้อยหนึ่งแห่งอยู่เหนือระดับพื้นดินระหว่าง 50 ถึง 70 เซนติเมตร และมีการเจาะรูผ่านเข้าไปถึงส่วนที่เป็นแก่นไม้อยู่ภายในกรอบรอยแผลรูปสี่เหลี่ยมดังกล่าวอย่างน้อยสองรู...รอยแผลรูปสี่เหลี่ยมดังกล่าวจะวางแนวเป็นระเบียบตามแนวดิ่งของต้นกฤษณาอย่างน้อยหนึ่งแนว... แนวที่อยู่ด้านหน้าและด้านข้างของลำต้น ตรงที่บริเวณที่ทำให้เกิดรอยแผลจะวางแนวเหลื่อมกัน เพื่อว่าจะไม่มีผลกระทบกับการเจริญเติบโตของต้นกฤษณา...กรรมวิธี...ยังประกอบด้วยขั้นตอนของการนำสารกระตุ้นเข้าสู่ลำต้นผ่านทางรูเจาะดังกล่าว" ดังนั้น กรรมวิธีตามข้อถือสิทธิในสิทธิบัตรของโจทก์เลขที่ 18985 จึงเป็นกรรมวิธีการทำรอยแผลบนต้นกฤษณาให้มีรูปร่าง ขนาด และตำแหน่งตามที่กำหนด แล้วเจาะรูในกรอบรอยแผลและนำสารกระตุ้นเข้าสู่ลำต้นผ่านทางรูเจาะ เมื่อจำเลยที่ 1 เจาะรูทำรอยแผลในตำแหน่งเป็นเกลียวเวียนขึ้นไปตามลำต้นกฤษณาแล้วเสียบท่อเข้าไปในรูโดยให้ปลายท่อยาวโผล่พ้นลำต้น ซึ่งแตกต่างกับการทำรอยแผลรูปสี่เหลี่ยมเป็นแนวแล้วเจาะรูตามข้อถือสิทธิในสิทธิบัตรของโจทก์ดังกล่าว จึงไม่เป็นการที่จำเลยที่ 1 ได้ใช้กรรมวิธีตามข้อถือสิทธิในสิทธิบัตรกรรมวิธีเลขที่ 18985 ของโจทก์ และไม่เป็นการลัดขั้นตอนกรรมวิธีของโจทก์ การที่จำเลยที่ 1 ใช้กรรมวิธีในการสร้างสารกฤษณาซึ่งแตกต่างจากกรรมวิธีตามข้อถือสิทธิในสิทธิบัตรกรรมวิธีเลขที่ 18985 ของโจทก์ย่อมไม่เป็นการละเมิดสิทธิบัตรการประดิษฐ์กรรมวิธีดังกล่าวของโจทก์ อุทธรณ์ของโจทก์ประการนี้ฟังไม่ขึ้น เมื่อได้วินิจฉัยดังนี้แล้ว กรณีจึงไม่จำต้องวินิจฉัยอุทธรณ์ประการอื่นของโจทก์ต่อไปเพราะไม่ทำให้ผลคดีเปลี่ยนแปลง ที่ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางพิพากษายกฟ้องโจทก์มานั้น ศาลฎีกาแผนกคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศเห็นพ้องด้วย

พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.สิทธิบัตร พ.ศ.2522 ม. 6
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — บริษัทอะการ์วู๊ด สยาม จำกัด
จำเลย — บริษัททัชวู๊ด ฟอร์เรสตรี้ จำกัด กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลาง — นายสุรพล คงลาภ
ชื่อองค์คณะ
ปริญญา ดีผดุง
นวลน้อย ผลทวี
ธัชพันธ์ ประพุทธนิติสาร
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 14934/2557
#575659
เปิดฉบับเต็ม

การที่จำเลยที่ 1 โอนที่ดินพิพาทให้แก่จำเลยที่ 2 โดยเสน่หาหลังจากจำเลยที่ 1 ทำสัญญาซื้อขายที่ดินพิพาทให้แก่โจทก์แล้วมีระยะเวลาห่างกันเพียง 1 เดือนเศษ ถือได้ว่าจำเลยที่ 1 โอนที่ดินพิพาทให้แก่จำเลยที่ 2 โดยรู้อยู่ว่าเป็นทางให้โจทก์เสียเปรียบ เมื่อเป็นการให้โดยเสน่หาจึงไม่ต้องวินิจฉัยว่าจำเลยที่ 2 ทราบหรือไม่ว่าการทำนิติกรรมดังกล่าวเป็นทางทำให้โจทก์เสียเปรียบ โจทก์ซึ่งเป็นเจ้าหนี้จึงมีสิทธิฟ้องขอให้เพิกถอนนิติกรรมการโอนระหว่างจำเลยทั้งสองได้ตาม ป.พ.พ. มาตรา 237 และมีสิทธิฟ้องขอให้จำเลยที่ 1 โอนกรรมสิทธิ์ในที่ดินพิพาทให้แก่โจทก์ได้

จำเลยที่ 1 เป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์ที่ดินโฉนดเลขที่ 21585 เนื้อที่ 3 ไร่ 2 งาน 63 ตารางวา จำเลยที่ 1 ทำสัญญาขายที่ดินพิพาทซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของที่ดินดังกล่าว 1 ไร่ และต่อมาจดทะเบียนโอนให้จำเลยที่ 2 ทั้งแปลง อันเป็นทางให้โจทก์เสียเปรียบ จึงต้องเพิกถอนการโอนที่ดินระหว่างจำเลยทั้งสองเท่ากับจำนวนเนื้อที่ตามที่จำเลยที่ 1 ขายให้โจทก์ การที่ศาลอุทธรณ์ภาค 6 พิพากษาให้เพิกถอนการโอนที่ดินระหว่างจำเลยทั้งสองโดยไม่ระบุเนื้อที่เท่ากับเป็นการเพิกถอนการโอนทั้งแปลงย่อมเป็นการมิชอบ ปัญหานี้เป็นข้อกฎหมายเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชน แม้ไม่มีคู่ความฝ่ายใดยกขึ้นอ้าง ศาลฎีกาก็มีอำนาจยกขึ้นวินิจฉัยได้ตาม ป.วิ.พ. มาตรา 142 (5), 246 และมาตรา 247

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องและแก้ไขคำฟ้องขอให้เพิกถอนนิติกรรมการให้ที่ดินโฉนดเลขที่ 21585 ตำบลท่าไม้ อำเภอชุมแสง จังหวัดนครสวรรค์ ระหว่างจำเลยที่ 1 กับที่ 2 ให้จำเลยที่ 1 รับชำระราคาที่ดินส่วนที่เหลือจากโจทก์ 16,000 บาท และให้จำเลยที่ 1 จดทะเบียนโอนกรรมสิทธิ์ที่ดินพิพาทให้แก่โจทก์ หากจำเลยที่ 1 ไม่ปฏิบัติตามให้ถือเอาคำพิพากษาแทนการแสดงเจตนาของจำเลยที่ 1

จำเลยทั้งสองให้การขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง ค่าฤชาธรรมเนียมให้เป็นพับ

โจทก์อุทธรณ์ โดยผู้พิพากษาที่ได้นั่งพิจารณาคดีในศาลชั้นต้นรับรองว่ามีเหตุสมควรที่จะอุทธรณ์ในข้อเท็จจริงได้

ศาลอุทธรณ์ภาค 6 พิพากษากลับ ให้เพิกถอนการจดทะเบียนนิติกรรมการโอนที่ดินโฉนดเลขที่ 21585 ตำบลท่าไม้ อำเภอชุมแสง จังหวัดนครสวรรค์ ระหว่างจำเลยที่ 1 กับที่ 2 ให้จำเลยที่ 1 รับชำระราคาที่ดินพิพาทส่วนที่เหลือ 16,000 บาท แล้วให้จำเลยที่ 1 จดทะเบียนโอนกรรมสิทธิ์ที่ดินพิพาทตามรูปแผนที่พิพาท ในกรอบเส้นสีเขียว เนื้อที่ 2 งาน 94 ตารางวา ให้แก่โจทก์ หากจำเลยที่ 1 ไม่ดำเนินการ ให้ถือเอาคำพิพากษาแทนการแสดงเจตนาของจำเลยที่ 1 กับให้จำเลยทั้งสองร่วมกันใช้ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสองศาลแทนโจทก์ โดยกำหนดค่าทนายความ 6,000 บาท

โจทก์และจำเลยทั้งสองฎีกา โดยผู้พิพากษาที่ได้นั่งพิจารณาคดีในศาลชั้นต้นรับรองว่ามีเหตุสมควรที่จะฎีกาในข้อเท็จจริงได้

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า มีปัญหาต้องวินิจฉัยต่อไปตามฎีกาของโจทก์ว่า ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 6 พิพากษาให้จำเลยที่ 1 จดทะเบียนโอนกรรมสิทธิ์ที่ดินพิพาทตามรูปแผนที่พิพาท ในกรอบสีเขียว เนื้อที่ 2 งาน 94 ตารางวา ให้แก่โจทก์นั้น ขัดต่อข้อเท็จจริงที่โจทก์และจำเลยที่ 1 ทำหนังสือสัญญาซื้อขายที่ดิน เนื้อที่ 1 ไร่ ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของที่ดินโฉนดเลขที่ 21585 ส่วนรูปแผนที่พิพาท เจ้าพนักงานที่ดินจังหวัดนครสวรรค์จัดทำเสนอต่อศาลเพื่อกำหนดทุนทรัพย์ในคดีนี้โดยพื้นที่ในกรอบสีเขียวเป็นพื้นที่ที่โจทก์ถมดินเท่านั้น ยังคงเหลือพื้นที่อีก 1 งาน 6 ตารางวา ที่โจทก์ยังไม่ได้ถมเพราะเกรงว่าจะรุกล้ำที่ดินของจำเลยที่ 1 นั้น เห็นว่า ข้อเท็จจริงได้ความจากโจทก์โดยจำเลยทั้งสองไม่โต้เถียงเป็นอย่างอื่นว่าโจทก์ทำหนังสือสัญญาซื้อขายที่ดินพิพาทซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของที่ดินโฉนดเลขที่ 21585 ตามสำเนาโฉนดที่ดิน จากจำเลยที่ 1 เนื้อที่ 1 ไร่ มีอาณาเขตด้านทิศตะวันออกติดคลองชลประทาน ทิศเหนือติดถนนดำ (ทางสาธารณประโยชน์) กว้าง 15 วา ยาวตลอด ตามรูปแผนที่พิพาท ในราคา 60,000 บาท แต่ศาลอุทธรณ์ภาค 6 พิพากษาให้จำเลยที่ 1 จดทะเบียนโอนกรรมสิทธิ์ที่ดินพิพาทตามรูปแผนที่พิพาท ในกรอบสีเขียว เนื้อที่ 2 งาน 94 ตารางวา ให้แก่โจทก์เท่านั้น จึงยังไม่ครบ 1 ไร่ ตามที่โจทก์และจำเลยที่ 1 ตกลงกัน ศาลฎีกาเห็นสมควรแก้ไขให้ถูกต้อง ฎีกาของโจทก์ฟังขึ้น

อนึ่ง จำเลยที่ 1 เป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์ที่ดินโฉนดเลขที่ 21585 เนื้อที่ 3 ไร่ 2 งาน 63 ตารางวา จำเลยที่ 1 ทำสัญญาขายที่ดินพิพาทซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของที่ดินดังกล่าว 1 ไร่ และต่อมาจดทะเบียนโอนให้จำเลยที่ 2 ทั้งแปลง อันเป็นทางให้โจทก์เสียเปรียบ จึงต้องเพิกถอนการโอนที่ดินระหว่างจำเลยทั้งสองเท่ากับจำนวนเนื้อที่ตามที่จำเลยที่ 1 ขายให้โจทก์ การที่ศาลอุทธรณ์ภาค 6 พิพากษาให้เพิกถอนการโอนที่ดินระหว่างจำเลยทั้งสองโดยไม่ระบุเนื้อที่เท่ากับเป็นการเพิกถอนการโอนทั้งแปลง เป็นการมิชอบ ปัญหานี้เป็นข้อกฎหมายอันเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชน แม้ไม่มีคู่ความฝ่ายใดยกขึ้นอ้าง ศาลฎีกามีอำนาจยกขึ้นวินิจฉัยได้ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่งมาตรา 142 (5), 246 และมาตรา 247

พิพากษาแก้เป็นว่า ให้เพิกถอนการจดทะเบียนนิติกรรมการโอนที่ดินโฉนดเลขที่ 21585 ตำบลท่าไม้ อำเภอชุมแสง จังหวัดนครสวรรค์ ระหว่างจำเลยที่ 1 กับที่ 2 เฉพาะส่วนเนื้อที่ 1 ไร่ ให้จำเลยที่ 1 รับชำระราคาที่ดินพิพาทส่วนที่เหลือ 16,000 บาทแล้วให้จำเลยที่ 1 จดทะเบียนโอนกรรมสิทธิ์ที่ดินพิพาทตามรูปแผนที่พิพาท เนื้อที่ 1 ไร่ ให้แก่โจทก์ หากจำเลยที่ 1 ไม่ดำเนินการให้ถือคำพิพากษาแทนการแสดงเจตนาของจำเลยที่ 1 นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 6 ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 237
ป.วิ.พ. ม. 142 (5) ม. 246 ม. 247
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นายบุญส่ง เกิดสวัสดิ์
จำเลย — นางพยุง ปั้นไล้ กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลแขวงนครสวรรค์ — นางพิมพ์ชนา รัฐศักดิ์นิชากุล
ศาลอุทธรณ์ภาค 6 — นางวราภรณ์ สหัสโพธิ์
ชื่อองค์คณะ
ประทีป เฉลิมภัทรกุล
พรเทพ อัมพรกลิ่นแก้ว
มานัส เหลืองประเสริฐ
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 14933/2557
#575658
เปิดฉบับเต็ม

การที่โจทก์ทราบดีว่า พ. ขายที่ดินพิพาทให้แก่จำเลยแล้ว แต่โจทก์ยังจดทะเบียนรับโอนที่ดินโฉนดเลขที่ 21585 รวมทั้งที่ดินพิพาทจาก พ. โดยเสน่หาซึ่งเป็นเวลาภายหลังจาก พ. ทำหนังสือสัญญาซื้อขายให้แก่จำเลยแล้ว จึงเป็นการรับโอนมาโดยไม่สุจริต แม้โจทก์มีชื่อเป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์ในที่ดินโฉนดเลขที่ 21585 ก็ตาม แต่โจทก์ก็ไม่สามารถนำมาใช้ยันจำเลยซึ่งอาศัยอยู่ในที่ดินพิพาทตามหนังสือสัญญาซื้อขาย โจทก์จึงไม่มีอำนาจฟ้องขับไล่จำเลยให้ออกไปจากที่ดินพิพาทและเรียกค่าเสียหาย

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยและบริวารรื้อถอนสิ่งปลูกสร้างออกจากที่ดินโฉนดเลขที่ 21585 ตำบลท่าไม้ อำเภอชุมแสง จังหวัดนครสวรรค์ ให้จำเลยชำระค่าเสียหาย 18,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์และให้ใช้ค่าเสียหายแก่โจทก์เดือนละ 3,000 บาท นับถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจำเลยและบริวารจะออกจากที่ดินโจทก์

จำเลยให้การขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า ให้จำเลยและบริวารออกจากที่ดินโฉนดเลขที่ 21585 ตำบลท่าไม้ อำเภอชุมแสง จังหวัดนครสวรรค์ เฉพาะส่วนเนื้อที่ 2 งาน 94 ตารางวา ตามรูปแผนที่พิพาท แนวเขตเส้นสีเขียว และให้รื้อถอนสิ่งปลูกสร้างออกจากที่ดินพิพาท กับให้จำเลยชำระเงิน 6,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันฟ้อง (ฟ้องวันที่ 25 พฤศจิกายน 2552) เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ และให้ชำระค่าเสียหายเดือนละ 1,000 บาท นับถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจำเลยและบริวารจะออกจากที่ดินพิพาท ให้จำเลยใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ โดยกำหนดค่าทนายความ 3,000 บาท

จำเลยอุทธรณ์ โดยผู้พิพากษาที่นั่งพิจารณาคดีในศาลชั้นต้นรับรองว่ามีเหตุสมควรที่จะอุทธรณ์ในข้อเท็จจริงได้

ศาลอุทธรณ์ภาค 6 พิพากษากลับ ให้ยกฟ้องโจทก์ ให้โจทก์ใช้ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสองศาลแทนจำเลย โดยกำหนดค่าทนายความรวม 6,000 บาท

โจทก์ฎีกา โดยผู้พิพากษาที่ได้นั่งพิจารณาคดีในศาลชั้นต้นรับรองว่ามีเหตุสมควรที่จะฎีกาในข้อเท็จจริงได้

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า มีปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ว่า โจทก์มีอำนาจฟ้องจำเลยหรือไม่ เห็นว่านอกจากได้ความจากนายประนอม ผู้ใหญ่บ้านหมู่ที่ 10 พยานจำเลยซึ่งโจทก์จำเลยเป็นลูกบ้านว่า จำเลยกับนางสำรี มาพบพยานที่บ้านและขอให้พยานช่วยจัดทำหนังสือสัญญาซื้อขายที่ดิน โดยที่ดินเป็นกรรมสิทธิ์ของนางพยุง พยานจึงบอกให้นางพยุงลงลายมือชื่อยินยอมการขายเสียก่อน จากนั้นจำเลยและนางสำรีบอกว่าจะกลับมาหาพยานอีกครั้งเพื่อให้จัดทำหนังสือสัญญาซื้อขาย พยานบอกว่าให้ไปหานายเศียร ผู้ช่วยผู้ใหญ่บ้านเป็นผู้จัดทำหนังสือสัญญาซื้อขายก็ได้ ต่อมาพยานเห็นจำเลยถมดินลงในที่ดินพิพาทและปลูกสร้างบ้านโดยโจทก์และนางพยุงไม่ได้มาแจ้งต่อพยานว่าจำเลยบุกรุกที่ดินพิพาท ยังได้ความจากนายแจ้ว ข้าราชการกรมชลประทานซึ่งมีหน้าที่ระวังแนวเขตพื้นที่ของกรมชลประทานรวมถึงคลองส่งน้ำของกรมชลประทานในพื้นที่หมู่ที่ 9 และที่ 10 พยานจำเลยอีกว่า เมื่อปี 2550 จำเลยมาแจ้งให้พยานไประวังแนวเขตคลองส่งน้ำของกรมชลประทานที่ติดกับที่ดินของนางพยุง ในวันที่ไประวังแนวเขตพยานพบจำเลย นางสำรี นางพยุง และนายเศียร ผู้ช่วยผู้ใหญ่บ้านหมู่ที่ 10 ต่อมานายเศียรถึงแก่ความตาย แต่จำเลยก็มีนางสมหมาย ภริยาของนายเศียรซึ่งเป็นหลานของนางพยุงมาเบิกความสนับสนุนคำพยานจำเลยดังกล่าวว่า จำเลยและนางสำรีเคยมาที่บ้านของพยานและขอให้นายเศียรช่วยจัดทำหนังสือสัญญาซื้อขายให้และมีการนำชี้ที่ดินที่จะซื้อขายกันด้วยโดยพยานไปด้วยพบจำเลย นางพยุง นางสำรีและนายแจ้วร่วมกันนำชี้แนวเขตที่ดิน เมื่อพิจารณาคำเบิกความของพยานจำเลยดังกล่าวซึ่งเป็นพยานคนกลาง ไม่มีเหตุที่จะเบิกความเพื่อช่วยเหลือฝ่ายหนึ่งฝ่ายใด จึงมีน้ำหนักให้รับฟังว่าจำเลยและนางพยุงมีการไปรังวัดที่ดินพิพาทเพื่อกำหนดแนวเขตเนื้อที่ดินที่จะทำสัญญาซื้อขาย ยิ่งกว่านั้นโจทก์เองก็ยอมรับว่าลายพิมพ์นิ้วมือในช่องผู้ขายในหนังสือสัญญาซื้อขาย เป็นลายพิมพ์นิ้วมือของนางพยุงจริงแต่อ้างว่าเหตุที่นางพยุงพิมพ์ลายนิ้วมือในหนังสือสัญญาซื้อขายดังกล่าวเพราะนายเศียรขอให้นางพยุงเป็นพยาน นางพยุงเข้าใจว่าเป็นพยานให้นายเศียรไปขอกู้ยืมเงินจากบุคคลอื่นนั้น เห็นว่า เมื่อโจทก์ยอมรับว่าลายพิมพ์นิ้วมือในช่องผู้ขายในหนังสือสัญญาซื้อขาย เป็นของนางพยุงแล้ว โจทก์จะมาฎีกาโต้เถียงในชั้นฎีกาว่า นางพยุงไม่ได้ลงลายพิมพ์นิ้วมือต่อหน้าจำเลยก็ดี ไม่มีพยานลงลายมือชื่อรับรองครบ 2 คนตามกฎหมายจึงไม่มีผลก็ดี ล้วนแต่เป็นการโต้เถียงข้อเท็จจริงที่โจทก์ยอมรับแล้ว ทั้งเป็นข้อที่มิได้ยกขึ้นว่ากล่าวมาแล้วโดยชอบในศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัยให้ส่วนที่โจทก์อ้างว่านางพยุงพิมพ์ลายนิ้วมือชื่อเพื่อเป็นพยานให้นายเศียรไปขอกู้ยืมเงินจากบุคคลอื่น นั้น ก็เป็นการกล่าวอ้างลอย ๆ จึงไม่มีน้ำหนักให้รับฟังเช่นกัน เมื่อพิจารณาพฤติการณ์ของโจทก์นับตั้งแต่ทราบว่าจำเลยนำดินเข้าไปถมที่ดินพิพาทจนกระทั่งปลูกสร้างบ้านเสร็จเรียบร้อย โจทก์ไม่เคยโต้แย้งหรือห้ามปรามแต่อย่างใด โจทก์เพิ่งมาฟ้องคดีนี้ภายหลังจากจำเลยสร้างบ้านเสร็จสิ้นแล้ว เชื่อได้ว่าโจทก์ทราบโดยตลอดมาว่านางพยุงได้ทำหนังสือสัญญาซื้อขายที่ดินพิพาท ให้แก่จำเลย โจทก์จึงไม่ได้เข้าห้ามปรามจำเลยไม่ให้เข้าไปถมที่ดินและปลูกสร้างบ้านในที่ดินพิพาท ข้อเท็จจริงฟังได้ว่า นางพยุงมีเจตนาทำหนังสือสัญญาซื้อขาย ให้แก่จำเลย ดังนั้น การที่โจทก์ทราบดีว่านางพยุงขายที่ดินพิพาทให้แก่จำเลยแล้วแต่โจทก์ยังจดทะเบียนรับโอนที่ดินโฉนดเลขที่ 21585 รวมทั้งที่ดินพิพาทจากนางพยุงโดยเสน่หาซึ่งเป็นเวลาภายหลังจากนางพยุงทำหนังสือสัญญาซื้อขาย ให้แก่จำเลยแล้ว จึงเป็นการรับโอนมาโดยไม่สุจริต แม้โจทก์มีชื่อเป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์ในที่ดินโฉนดเลขที่ 21585 ก็ตาม โจทก์ไม่สามารถนำมาใช้ยันจำเลยซึ่งอาศัยอยู่ในที่ดินพิพาทโดยอาศัยสิทธิตามหนังสือสัญญาซื้อขาย ได้ โจทก์จึงไม่มีอำนาจฟ้องขับไล่จำเลยให้ออกไปจากที่ดินพิพาทและเรียกค่าเสียหายตามฟ้องคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 6 ชอบแล้ว ฎีกาของโจทก์ฟังไม่ขึ้น

พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 1336
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นายมนัส ปั้นไล้
จำเลย — นายบุญส่ง เกิดสวัสดิ์
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลแขวงนครสวรรค์ — นางพิมพ์ชนา รัฐศักดิ์นิชากุล
ศาลอุทธรณ์ภาค 6 — นางวราภรณ์ สหัสโพธิ์
ชื่อองค์คณะ
ประทีป เฉลิมภัทรกุล
พรเทพ อัมพรกลิ่นแก้ว
มานัส เหลืองประเสริฐ
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 14931/2557
#579814
เปิดฉบับเต็ม

จำเลยที่ 1 ให้โจทก์เช่าตู้นิรภัยเพื่อเก็บรักษาทรัพย์สินโดยมีจำเลยที่ 2 ที่ 4 และที่ 5 เป็นพนักงานมีหน้าที่ในการเก็บรักษารหัสและกุญแจห้องมั่นคง การที่จำเลยที่ 2 เก็บสำเนารหัสและวิธีการเปิดห้องมั่นคงไว้ในลิ้นชักโต๊ะทำงาน จำเลยที่ 4 เก็บกุญแจห้องมั่นคงไว้ในตู้นิรภัยเล็ก และจำเลยที่ 5 เก็บกุญแจห้องมั่นคงอีกดอกหนึ่งไว้ในลิ้นชักโต๊ะทำงานอันเป็นการผิดระเบียบของจำเลยที่ 1 จนเป็นเหตุให้คนร้ายรื้อค้นพบและนำไปใช้เปิดห้องมั่นคงแล้วลักทรัพย์ของโจทก์ที่เก็บไว้ในตู้นิรภัยไปจึงต้องถือว่าเป็นความประมาทเลินเล่อของจำเลยที่ 2 ที่ 4 และที่ 5 ในการเก็บรักษารหัสและกุญแจห้องมั่นคงอันเป็นผลโดยตรงต่อเกิดเหตุลักทรัพย์ของโจทก์ มิใช่เป็นเหตุสุดวิสัยที่ไม่อาจป้องกันได้ การที่จำเลยที่ 2 ที่ 4 และที่ 5 ประมาทเลินเล่อในทางการที่จ้างของจำเลยที่ 1 จำเลยที่ 1 ซึ่งเป็นนายจ้างต้องร่วมรับผิดกับจำเลยที่ 2 ที่ 4 และที่ 5 ตาม ป.พ.พ. มาตรา 425 อีกโสตหนึ่งด้วย

ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้องจำเลยที่ 3 โดยมิได้สั่งในเรื่องค่าฤชาธรรมเนียม ศาลอุทธรณ์มิได้แก้ไข ศาลฎีกาเห็นสมควรแก้ไขให้ถูกต้อง

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยทั้งห้าร่วมกันหรือแทนกันชำระเงิน 39,626,172.46 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงิน 37,246,000 บาท นับถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์

จำเลยทั้งห้า ให้การขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยที่ 1 ที่ 2 ที่ 4 และที่ 5 ร่วมกันชำระเงิน 4,259,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันที่ 12 พฤศจิกายน 2544 เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ กับให้จำเลยที่ 1 ที่ 2 ที่ 4 และที่ 5 ร่วมกันใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ โดยกำหนดค่าทนายความ 9,000 บาท เฉพาะค่าขึ้นศาลให้ใช้แทนตามทุนทรัพย์ที่โจทก์ชนะคดี ยกฟ้องจำเลยที่ 3

โจทก์ จำเลยที่ 1 ที่ 2 ที่ 4 และที่ 5 อุทธรณ์ โดยจำเลยที่ 2 ที่ 4 และที่ 5 ได้รับอนุญาตให้อุทธรณ์อย่างคนอนาถา

ระหว่างพิจารณาของศาลอุทธรณ์ ธนาคารยูไนเต็ด โอเวอร์ซีส์ (ไทย) จำกัด(มหาชน) ยื่นคำร้องขอสวมสิทธิแทนจำเลยที่ 1 ศาลอุทธรณ์มีคำสั่งอนุญาต

ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับโจทก์

โจทก์ จำเลยที่ 1 ที่ 2 ที่ 4 และที่ 5 ฎีกา โดยจำเลยที่ 2 ที่ 4 และที่ 5 ได้รับอนุญาตให้ฎีกาอย่างคนอนาถา

ศาลฎีกาตรวจสำนวนประชุมปรึกษาแล้ว ข้อเท็จจริงเบื้องต้นฟังเป็นยุติว่า เมื่อวันที่ 15 กันยายน 2541 วันที่ 19 เมษายน 2542 และวันที่ 1 มิถุนายน 2542 โจทก์ทำสัญญาเช่าตู้นิรภัยจากจำเลยที่ 1 สาขาถนนสุขาภิบาล 3 รวม 3 ใบ หมายเลข 091, 107 และ 108 ซึ่งอยู่ในห้องมั่นคง เพื่อเก็บสิ่งของและเอกสาร ตามสำเนาสัญญาเช่าตู้นิรภัย โดยโจทก์ยินยอมให้นายเสรี และนางสุนี บิดามารดาใช้ตู้นิรภัยเก็บทรัพย์สินร่วมกับโจทก์ได้ จำเลยที่ 2 ถึงที่ 5 เป็นลูกจ้างของจำเลยที่ 1 ประจำสาขาถนนสุขาภิบาล 3 จำเลยที่ 2 เป็นผู้จัดการสาขา เป็นผู้เก็บรักษารหัสเปิดประตูห้องมั่นคง จำเลยที่ 3 เป็นผู้ช่วยผู้จัดการ เป็นผู้เก็บรักษากุญแจห้องมั่นคง 1 ดอก จำเลยที่ 4 เป็นเจ้าหน้าที่รักษาเงิน เป็นผู้เก็บรักษากุญแจห้องมั่นคงอีก 1 ดอก จำเลยที่ 5 เป็นเจ้าหน้าที่สินเชื่อ ระหว่างวันที่ 5 พฤศจิกายน 2544 ถึงวันที่ 9 พฤศจิกายน 2544 จำเลยที่ 2 มอบหมายให้จำเลยที่ 5 เก็บรักษากุญแจห้องมั่นคงดอกที่จำเลยที่ 3 จะต้องเก็บรักษา เนื่องจากจำเลยที่ 3 เดินทางไปอบรมนอกสถานที่ หลังเลิกงานวันที่ 9 พฤศจิกายน 2544 จำเลยที่ 2 เก็บสำเนารหัสเปิดห้องมั่นคงซึ่งอยู่ในแฟ้มไว้ในลิ้นชักโต๊ะทำงาน จำเลยที่ 4 เก็บกุญแจห้องมั่นคงไว้ในตู้นิรภัยเล็ก และจำเลยที่ 5 เก็บกุญแจห้องมั่นคงอีกดอกหนึ่งไว้ในลิ้นชักโต๊ะทำงาน ระหว่างวันที่ 11 พฤศจิกายน 2544 เวลา 20 นาฬิกา ถึงวันที่ 12 พฤศจิกายน 2544 เวลา 7 นาฬิกา ช่วงที่จำเลยที่ 1 หยุดทำการและไม่มีพนักงานรักษาความปลอดภัยคอยดูแล คนร้ายงัดหน้าต่างอาคารที่ทำการของจำเลยที่ 1 สาขาถนนสุขาภิบาล 3 แขวงหัวหมาก เขตบางกะปิ กรุงเทพมหานคร เข้าไปในอาคาร ตัดสัญญาณกันขโมย งัดตู้นิรภัยเล็กกับรื้อค้นโต๊ะทำงานของจำเลยที่ 2 และ ที่ 5 จนได้กุญแจห้องมั่นคงและรหัส จากนั้นคนร้ายใช้กุญแจและรหัสเปิดประตูเข้าไปในห้องมั่นคง งัดตู้นิรภัยหมายเลข 107 และ 108 ที่โจทก์เช่า รวมทั้งตู้นิรภัยที่ลูกค้าอื่นเช่าอีก 6 ใบ และลักทรัพย์ไปหลายรายการ โดยนางสุนีได้รับทรัพย์รวม 57 รายการ คืน คดีสำหรับจำเลยที่ 3 โจทก์ไม่ฎีกาจึงยุติไป

พิเคราะห์แล้ว มีประเด็นที่ต้องวินิจฉัยในข้อแรกว่า จำเลยที่ 1 ที่ 2 ที่ 4 และที่ 5 ทำละเมิดต่อโจทก์หรือไม่ จำเลยที่ 1 ฎีกาว่า การที่คนร้ายเข้าไปโจรกรรมทรัพย์สินเป็นความสามารถของคนร้าย มิใช่เป็นความประมาทของจำเลยที่ 1 ส่วนจำเลยที่ 2 ที่ 4 และที่ 5 ฎีกาว่า การที่คนร้ายเข้าไปก่อเหตุเป็นการพ้นวิสัยที่จะป้องกันได้ จำเลยที่ 2 ที่ 4 และที่ 5 มิได้ประมาท นั้น เห็นว่า จำเลยที่ 1 ประกอบธุรกิจธนาคาร โดยในสถานที่ทำการมีทั้งทรัพย์สินของจำเลยที่ 1 เองและของลูกค้าตามที่จำเลยที่ 1 ให้บริการเช่าตู้นิรภัยเพื่อการเก็บรักษาทรัพย์สิน ซึ่งตู้นิรภัยอยู่ภายในห้องมั่นคงอยู่ในความดูแลของจำเลยที่ 1 ได้ความจากพันตำรวจโทสมเกียรติ พนักงานสอบสวนในคดีอาญา และนายปัญญา ผู้รับมอบอำนาจจำเลยที่ 1 ว่า ประตูห้องมั่นคงเป็นเหล็กแกร่งไม่สามารถที่จะเข้าไปได้ด้วยการงัดแงะ ต้องใช้กุญแจห้องมั่นคงที่มี 2 ดอก ซึ่งแต่ละดอกแยกออกเป็น 2 ส่วน ร่วมกับรหัสที่เป็นตัวเลขหลายหลักและมีวิธีการเฉพาะ จึงจะสามารถเปิดประตูห้องมั่นคงได้ แสดงว่าแม้คนร้ายจะเข้าไปในอาคารที่ทำการของจำเลยที่ 1 ได้ แต่ถ้าไม่ทราบรหัสกับวิธีการเปิดและไม่มีกุญแจห้องมั่นคง คนร้ายย่อมไม่สามารถที่จะเปิดประตูเข้าไปในห้องมั่นคงได้เลย การเก็บรักษารหัสและกุญแจห้องมั่นคงของผู้มีหน้าที่รับผิดชอบ จึงต้องใช้ความระมัดระวังให้มากเป็นพิเศษด้วยเช่นกัน ที่นายปัญญาเบิกความว่า การเก็บรักษากุญแจห้องมั่นคง ไม่มีระเบียบของจำเลยที่ 1 ระบุไว้แน่นอนว่าจะเก็บไว้อย่างไร เพียงขอให้เก็บไว้ในที่ปลอดภัย ขัดกับที่นายปัญญาเคยให้ปากคำต่อพันตำรวจโทสมเกียรติ ตามสำเนาบันทึกคำให้การว่า ตามระเบียบแล้วทุกคนทราบดีว่าจะต้องนำกุญแจกลับบ้านทุกครั้ง แต่ในทางปฏิบัติจะเก็บไว้ในลิ้นชักโต๊ะทำงาน เนื่องจากคิดว่าเป็นสถานที่ปลอดภัย ซึ่งตรงกับที่จำเลยที่ 4 ให้การไว้ในชั้นสอบสวน ตามสำเนาบันทึกคำให้การเอกสารหมาย จ.21 ว่า จำเลยที่ 1 มีระเบียบว่ากุญแจทุกดอกที่รับผิดชอบจะต้องนำกลับบ้านพักจนหมดและเวลาทำการจึงจะนำไปใช้ที่ธนาคาร ที่จำเลยที่ 4 บ่ายเบี่ยงว่า เพิ่งทราบหลังเกิดเหตุ ก็ยากแก่การรับฟัง ไม่เชื่อว่าจำเลยที่ 4 ที่มีหน้าที่เก็บรักษาเงินซึ่งรับผิดชอบสูงจะทำงานไปโดยไม่ทราบระเบียบต่างๆ ของจำเลยที่ 1 ที่มีอยู่ ที่จำเลยที่ 2 เบิกความตอบทนายโจทก์ถามค้านว่า หลังเกิดเหตุ จำเลยที่ 1 เลิกจ้างจำเลยที่ 2 และไม่จ่ายค่าชดเชย โดยอ้างว่าจำเลยที่ 2 ประมาทเลินเล่อที่ไม่นำรหัสเปิดประตูห้องมั่นคงกลับบ้าน ก็เป็นข้อที่สนับสนุนว่า จำเลยที่ 1 วางระเบียบการเก็บรักษารหัสและกุญแจห้องมั่นคงว่าผู้มีหน้าที่รับผิดชอบจะต้องนำติดตัวกลับบ้านหลังเวลาทำการของจำเลยที่ 1 ด้วยทุกครั้ง จึงน่าเชื่อว่ามีระเบียบกำหนดไว้เช่นนั้นจริง ดังนี้ การที่จำเลยที่ 2 เก็บสำเนารหัสและวิธีการเปิดห้องมั่นคงไว้ในลิ้นชักโต๊ะทำงาน จำเลยที่ 4 เก็บกุญแจห้องมั่นคงไว้ในตู้นิรภัยเล็ก และจำเลยที่ 5 เก็บกุญแจห้องมั่นคงอีกดอกหนึ่งไว้ในลิ้นชักโต๊ะทำงาน อันเป็นการผิดระเบียบ จนเป็นเหตุให้คนร้ายรื้อค้นพบและนำไปใช้เปิดห้องมั่นคงแล้วลักทรัพย์ของโจทก์ที่เก็บไว้ในตู้นิรภัยไป จึงต้องถือว่าเป็นความประมาทเลินเล่อของจำเลยที่ 2 ที่ 4 และที่ 5 ในการเก็บรักษารหัสและกุญแจห้องมั่นคง อันเป็นผลโดยตรงต่อการเกิดเหตุลักทรัพย์ของโจทก์ มิใช่เป็นเหตุสุดวิสัยที่ไม่อาจป้องกันได้ เพราะหากจำเลยที่ 2 ที่ 4 และที่ 5 นำรหัสและกุญแจห้องมั่นคงติดตัวกลับบ้านในวันหยุดทำการหลายวันตามระเบียบ ไม่เก็บไว้ในที่ทำงาน คนร้ายย่อมไม่สามารถเข้าไปในห้องมั่นคงได้เลย ซึ่งเหตุลักทรัพย์ของโจทก์ก็จะไม่เกิดขึ้น ฟังได้ว่า จำเลยที่ 1 ที่ 2 ที่ 4 และที่ 5 ทำละเมิดต่อโจทก์ นอกจากนี้ การที่จำเลยที่ 2 ที่ 4 และที่ 5 ลูกจ้างของจำเลยที่ 1 ประมาทเลินเล่อในทางการที่จ้างของจำเลยที่ 1 จำเลยที่ 1 ซึ่งเป็นนายจ้างยังต้องร่วมรับผิดกับจำเลยที่ 2 ที่ 4 และที่ 5 ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 425 อีกโสตหนึ่งด้วย ฎีกาข้อนี้ของจำเลยที่ 1 ที่ 2 ที่ 4 และที่ 5 ฟังไม่ขึ้น

อนึ่ง ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้องจำเลยที่ 3 โดยมิได้สั่งในเรื่องค่าฤชาธรรมเนียมศาลอุทธรณ์มิได้แก้ไข ศาลฎีกาเห็นสมควรแก้ไขให้ถูกต้อง

พิพากษาแก้เป็นว่า ให้จำเลยที่ 1 ที่ 2 ที่ 4 และที่ 5 ชำระเงิน 4,896,700 บาท แก่โจทก์ สำหรับดอกเบี้ยและนอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ ค่าฤชาธรรมเนียมในศาลชั้นต้นระหว่างโจทก์กับจำเลยที่ 3 และชั้นฎีกาให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ. ม. 167
ป.พ.พ. ม. 420 ม. 425
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นายวิทวัส ชินบารมี
ธนาคารยูโอบี รัตนสิน จำกัด (มหาชน)
โดยธนาคารยูไนเต็ด โอเวอร์ซีส์ (ไทย) จำกัด (มหาชน)
จำเลย — ผู้เข้าเป็นคู่ความแทน กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลแพ่งกรุงเทพใต้ — นายสุรศักดิ์ ตรีรัตน์ศิริกุล
ศาลอุทธรณ์ — นางปิยนุช จรูญรัตนา
ชื่อองค์คณะ
ธีระพงศ์ จิระภาค
ประยูร ณ ระนอง
ฉัตรไชย จันทร์พรายศรี
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 14929/2557
#575686
เปิดฉบับเต็ม

ตามประกาศคณะปฏิรูปการปกครองในระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข ฉบับที่ 31 ลงวันที่ 30 กันยายน 2549 ข้อ 6 กำหนดว่า ในกรณีที่คณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติพิจารณาเห็นสมควร อาจส่งเรื่องที่มีการกล่าวหาเจ้าหน้าที่ของรัฐซึ่งมิใช่บุคคลตามมาตรา 66 ว่ากระทำความผิดฐานทุจริตต่อหน้าที่ กระทำความผิดต่อตำแหน่งหน้าที่ราชการหรือกระทำความผิดต่อตำแหน่งหน้าที่ในการยุติธรรมที่อยู่ระหว่างดำเนินการ ให้ผู้บังคับบัญชาหรือผู้มีอำนาจแต่งตั้งถอดถอนดำเนินการทางวินัยหรือดำเนินการตามอำนาจหน้าที่แล้วแต่กรณี หรือส่งเรื่องให้พนักงานสอบสวนดำเนินการตาม ป.วิ.อ. ต่อไปก็ได้ เมื่อจำเลยทั้งสองซึ่งเป็นเจ้าหน้าที่ของรัฐถูกกล่าวหาและถูกดำเนินคดีในข้อหาปฏิบัติหรือละเว้นการปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบ ปฏิบัติหรือละเว้นการปฏิบัติหน้าที่โดยทุจริต และพนักงานสอบสวนได้ส่งเรื่องกล่าวหาร้องเรียนจำเลยทั้งสองซึ่งถูกกล่าวหาว่ากระทำความผิดฐานทุจริตต่อหน้าที่หรือกระทำความผิดต่อตำแหน่งหน้าที่ราชการให้คณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติดำเนินการตามกฎหมายแล้ว ซึ่งคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติได้พิจารณาเรื่องกล่าวหาร้องเรียนจำเลยทั้งสองแล้วมีมติให้ส่งเรื่องให้พนักงานสอบสวนสถานีตำรวจภูธรคุระบุรีดำเนินการสอบสวนตาม ป.วิ.อ. ต่อไป โดยอาศัยอำนาจตามประกาศคณะปฏิรูปการปกครองในระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุขฉบับดังกล่าว ดังนั้น การสอบสวนของพนักงานสอบสวนสถานีตำรวจภูธรคุระบุรีในคดีนี้จึงชอบด้วยกฎหมาย โจทก์มีอำนาจฟ้องจำเลยทั้งสอง

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องและแก้ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยทั้งสองตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 157, 264, 265, 268, 83, 91

จำเลยทั้งสองให้การปฏิเสธ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยที่ 1 มีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 157 จำคุก 2 ปี ข้อหาอื่นสำหรับจำเลยที่ 1 ให้ยกและยกฟ้องจำเลยที่ 2

โจทก์และจำเลยที่ 1 อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 8 พิพากษาแก้เป็นว่า ให้ยกฟ้องจำเลยที่ 1 ในข้อหาตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 157 ด้วย นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

โจทก์ฎีกา โดยอัยการสูงสุดรับรองให้ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงเบื้องต้นฟังได้ว่า จำเลยทั้งสองเป็นเจ้าหน้าที่ของรัฐถูกกล่าวหาและถูกดำเนินคดีในข้อหาปฏิบัติหรือละเว้นการปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบ หรือปฏิบัติหรือละเว้นการปฏิบัติหน้าที่โดยทุจริต ปลอมและใช้เอกสารราชการปลอม

คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ว่า โจทก์มีอำนาจฟ้องหรือไม่ เห็นว่า ตามประกาศคณะปฏิรูปการปกครองในระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข ฉบับที่ 31 ลงวันที่ 30 กันยายน 2549 ข้อ 6 กำหนดว่า ในกรณีที่คณะกรรมการ ป.ป.ช. พิจารณาเห็นสมควร อาจส่งเรื่องที่มีการกล่าวหาเจ้าหน้าที่ของรัฐซึ่งมิใช่บุคคลตามมาตรา 66 ว่ากระทำความผิดฐานทุจริตต่อหน้าที่ กระทำความผิดต่อตำแหน่งหน้าที่ราชการหรือกระทำความผิดต่อตำแหน่งหน้าที่ในการยุติธรรมที่อยู่ระหว่างดำเนินการ ให้ผู้บังคับบัญชาหรือผู้มีอำนาจแต่งตั้งถอดถอนดำเนินการทางวินัยหรือดำเนินการตามอำนาจหน้าที่แล้วแต่กรณี หรือส่งเรื่องให้พนักงานสอบสวนดำเนินการตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญาต่อไปก็ได้ คดีจึงรับฟังได้ว่า จำเลยทั้งสองซึ่งเป็นเจ้าหน้าที่ของรัฐถูกกล่าวหาและถูกดำเนินคดีในข้อหาปฏิบัติหรือละเว้นการปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบ ปฏิบัติหรือละเว้นการปฏิบัติหน้าที่โดยทุจริต และพนักงานสอบสวนได้ส่งเรื่องกล่าวหาร้องเรียนจำเลยทั้งสองซึ่งถูกกล่าวหาว่ากระทำความผิดฐานทุจริตต่อหน้าที่หรือกระทำความผิดต่อตำแหน่งหน้าที่ราชการให้คณะกรรมการ ป.ป.ช. ดำเนินการตามกฎหมายแล้ว ซึ่งคณะกรรมการ ป.ป.ช. ได้พิจารณาเรื่องกล่าวหาร้องเรียนจำเลยทั้งสองแล้วมีมติให้ส่งเรื่องให้พนักงานสอบสวนสถานีตำรวจภูธรคุระบุรีดำเนินการสอบสวนตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญาต่อไป โดยอาศัยอำนาจตามประกาศคณะปฏิรูปการปกครองในระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุขฉบับดังกล่าว ดังนั้น การสอบสวนของพนักงานสอบสวนสถานีตำรวจภูธรคุระบุรีในคดีนี้จึงชอบด้วยกฎหมาย โจทก์มีอำนาจฟ้องจำเลยทั้งสอง ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 8 วินิจฉัยว่าโจทก์ไม่มีอำนาจฟ้องจำเลยทั้งสองแล้วพิพากษายกฟ้องมานั้น ศาลฎีกาไม่เห็นพ้องด้วย

พิพากษากลับ ให้ยกคำพิพากษาของศาลอุทธรณ์ภาค 8 ให้ศาลอุทธรณ์ภาค 8 พิจารณาและมีคำพิพากษาใหม่ตามรูปคดี
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.อ. ม. 120
ประกาศคณะปฏิรูปการปกครองในระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข ฉบับที่ 31
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการจังหวัดตะกั่วป่า
นางพรรณทิพย์หรืออันน์ทิพย์
จำเลย — ดุสิตพันธ์ กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดตะกั่วป่า — นายสุรศักดิ์ โสมคล้าย
ศาลอุทธรณ์ภาค 8 — นายเพิ่มศักดิ์ สายสีทอง
ชื่อองค์คณะ
สวัสดิ์ สุรวัฒนานันท์
ธัชพันธ์ ประพุทธนิติสาร
สรศักดิ์ วาจาสิทธิศิลป์
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 14919/2557
#616202
เปิดฉบับเต็ม

โจทก์ร่วมยื่นคำร้องขอให้บังคับจำเลยชดใช้ค่าปลงศพ ค่าใช้จ่ายในการจัดการศพ และค่าขาดไร้อุปการะ โจทก์ร่วมจึงมีภาระการพิสูจน์ข้อเท็จจริงเกี่ยวกับค่าสินไหมทดแทนตาม ป.วิ.พ. มาตรา 84/1 ประกอบ ป.วิ.อ. มาตรา 40 แต่ปรากฏตามรายงานกระบวนพิจารณาว่าศาลชั้นต้นไม่ได้ให้โจทก์ร่วมนำพยานเข้าสืบในคดีส่วนแพ่งและโจทก์ร่วมก็ไม่ได้แถลงว่าไม่ติดใจสืบพยานในคดีส่วนแพ่ง แม้ ป.วิ.อ. มาตรา 44/2 บัญญัติว่า "...และเมื่อพนักงานอัยการสืบพยานเสร็จ ศาลจะอนุญาตให้ผู้เสียหายนำพยานเข้าสืบถึงค่าสินไหมทดแทนได้เท่าที่จำเป็น..." ซึ่งกำหนดให้เป็นดุลพินิจของศาลชั้นต้นที่จะอนุญาตให้โจทก์ร่วมนำพยานเข้าสืบถึงค่าสินไหมทดแทนเพิ่มเติมได้เท่าที่จำเป็นก็ตาม แต่กรณีดังกล่าวต้องเป็นกรณีที่พนักงานอัยการโจทก์นำสืบเกี่ยวกับการกระทำความผิดของจำเลยและความเสียหายที่เกิดขึ้นแก่โจทก์แล้ว เมื่อคดีนี้พนักงานอัยการโจทก์ไม่ได้นำพยานเข้าสืบเกี่ยวกับการกระทำความผิดของจำเลย เนื่องจากจำเลยให้การรับสารภาพและไม่ใช่คดีที่กฎหมายกำหนดอัตราโทษอย่างต่ำไว้ให้จำคุกตั้งแต่ห้าปีตาม ป.วิ.อ. มาตรา 176 วรรคหนึ่ง เช่นนี้ ศาลชั้นต้นต้องให้โจทก์ร่วมนำพยานเข้าสืบถึงค่าสินไหมทดแทนตามคำร้องของโจทก์ร่วม เมื่อศาลชั้นต้นไม่ดำเนินการดังกล่าวแล้วกำหนดค่าสินไหมทดแทนให้แก่โจทก์ร่วมโดยวินิจฉัยตามสมควรแก่พฤติการณ์และความร้ายแรงแห่งละเมิดตาม ป.พ.พ. มาตรา 438 วรรคหนึ่ง จึงเป็นการดำเนินกระบวนพิจารณาและพิพากษาคดีไปโดยไม่ชอบ จึงต้องยกคำพิพากษาศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ภาค 6 ในคดีส่วนแพ่ง แล้วย้อนสำนวนไปให้ศาลชั้นต้นดำเนินกระบวนพิจารณาสืบพยานโจทก์ร่วมและจำเลยแล้วพิพากษาในคดีส่วนแพ่งใหม่

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 291 พระราชบัญญัติจราจรทางบก พ.ศ.2522 มาตรา 43, 78, 157, 160

จำเลยให้การรับสารภาพ

ระหว่างพิจารณา นางบุญยิ่ง ภริยานายชาญชัย ผู้ตาย ยื่นคำร้องขอเข้าร่วมเป็นโจทก์ ศาลชั้นต้นอนุญาตเฉพาะความผิดฐานกระทำโดยประมาทเป็นเหตุให้ผู้อื่นถึงแก่ความตาย และโจทก์ร่วมยื่นคำร้องขอให้บังคับจำเลยชดใช้ค่าสินไหมทดแทนเป็นค่าปลงศพ 130,900 บาท ค่าใช้จ่ายในการจัดงานศพ 83,550 บาท ค่าใช้จ่ายวันเก็บอัฐิ ทำบุญเลี้ยงพระ ทำบุญครบรอบ 100 วัน 27,250 บาท ค่าขาดไร้อุปการะ 2,880,000 บาท รวมเป็นเงิน 3,121,700 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงินดังกล่าวนับแต่วันกระทำความผิดจนถึงวันฟ้อง

จำเลยแถลงว่าค่าเสียหายสูงเกินส่วน

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 291 พระราชบัญญัติจราจรทางบก พ.ศ.2522 มาตรา 43 (4), 157, 78 วรรคหนึ่ง, 160 วรรคหนึ่ง เป็นความผิดหลายกรรมต่างกัน ให้ลงโทษทุกกรรมเป็นกระทงความผิดไปตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 ฐานขับรถโดยประมาทเป็นกรรมเดียวเป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบท ให้ลงโทษฐานกระทำโดยประมาทเป็นเหตุให้ผู้อื่นถึงแก่ความตาย ซึ่งเป็นกฎหมายบทที่มีโทษหนักที่สุดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 จำคุก 4 ปี และปรับ 10,000 บาท ฐานขับรถก่อให้เกิดความเสียหายและไม่หยุดให้ความช่วยเหลือหรือแจ้งเหตุต่อพนักงานเจ้าหน้าที่ จำคุก 2 เดือน และปรับ 4,000 บาท รวมจำคุก 4 ปี 2 เดือน และปรับ 14,000 บาท จำเลยให้การรับสารภาพ เป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้กึ่งหนึ่งตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คงจำคุก 2 ปี 1 เดือน และปรับ 7,000 บาท ไม่ปรากฏว่าจำเลยเคยได้รับโทษจำคุกมาก่อน ประกอบกับจำเลยนำเงินมาวางศาลเพื่อชดใช้ค่าเสียหาย 50,000 บาท อันเป็นการสำนึกผิด จึงให้รอการลงโทษไว้มีกำหนด 2 ปี และให้คุมความประพฤติของจำเลยไว้ 1 ปี โดยให้จำเลยไปรายงานตัวต่อพนักงานคุมประพฤติ 3 ครั้ง กับให้กระทำกิจกรรมบริการสังคมหรือสาธารณประโยชน์ตามที่พนักงานคุมประพฤติและจำเลยเห็นสมควรเป็นเวลา 12 ชั่วโมง ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 56 ไม่ชำระค่าปรับให้จัดการตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 29, 30 ส่วนค่าปลงศพ ค่าใช้จ่ายในการจัดงานศพ ค่าใช้จ่ายวันเก็บอัฐิ ทำบุญเลี้ยงพระ ทำบุญครบรอบ 100 วัน ที่โจทก์ร่วมเรียกมานั้นสูงเกินควร เห็นควรกำหนดให้ 100,000 บาท ส่วนค่าขาดไร้อุปการะที่โจทก์ร่วมเรียกมานั้น เห็นว่า ผู้ตายอายุ 65 ปี ไม่มีภาระต้องส่งเสียบุตรเพราะสำเร็จการศึกษาแล้ว เห็นควรกำหนดให้เป็นเงิน 100,000 บาท รวมเป็นค่าเสียหาย 200,000 บาท จำเลยนำเงินมาวางศาลเพื่อชดใช้ค่าเสียหายแก่โจทก์ร่วม 50,000 บาท จึงให้จำเลยชำระค่าเสียหายแก่โจทก์ร่วมอีก 150,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันที่ 18 พฤศจิกายน 2554 ถึงวันที่ 6 มีนาคม 2555

โจทก์ร่วมอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 6 พิพากษายืน

โจทก์ร่วมฎีกา ศาลชั้นต้นสั่งรับเฉพาะคดีส่วนแพ่ง

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า คดีนี้โจทก์ร่วมยื่นคำร้องขอให้บังคับจำเลยชดใช้ค่าสินไหมทดแทนตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 44/1 จึงเป็นคดีแพ่งที่เกี่ยวเนื่องกับคดีอาญา ซึ่งประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 40 บัญญัติว่า "...การพิจารณาคดีแพ่งต้องเป็นไปตามบทบัญญัติแห่งประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง" เมื่อโจทก์ร่วมยื่นคำร้องขอให้บังคับจำเลยชดใช้ค่าสินไหมทดแทนเป็นค่าปลงศพ ค่าใช้จ่ายในการจัดงานศพ ค่าใช้จ่ายวันเก็บอัฐิ ทำบุญเลี้ยงพระ ทำบุญครบรอบ 100 วัน และค่าขาดไร้อุปการะ รวมเป็นเงิน 3,121,700 บาท โจทก์ร่วมจึงมีภาระการพิสูจน์ข้อเท็จจริงเกี่ยวกับค่าสินไหมทดแทน โดยนำพยานหลักฐานมาสืบให้เห็นว่าได้รับความเสียหายเป็นเงินจำนวนดังกล่าวจริงตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 84/1 ประกอบประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 40 แต่ตามรายงานกระบวนพิจารณาฉบับลงวันที่ 27 มีนาคม 2555 ศาลชั้นต้นไม่ได้ให้โจทก์ร่วมนำพยานเข้าสืบในคดีส่วนแพ่ง และโจทก์ร่วมก็ไม่ได้แถลงว่าไม่ติดใจสืบพยานในคดีส่วนแพ่ง แม้ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 44/2 บัญญัติว่า "...และเมื่อพนักงานอัยการสืบพยานเสร็จ ศาลจะอนุญาตให้ผู้เสียหายนำพยานเข้าสืบถึงค่าสินไหมทดแทนได้เท่าที่จำเป็น..." ซึ่งกำหนดให้เป็นดุลพินิจของศาลชั้นต้นที่จะอนุญาตให้โจทก์ร่วมนำพยานเข้าสืบถึงค่าสินไหมทดแทนเพิ่มเติมได้เท่าที่จำเป็นก็ตาม แต่กรณีดังกล่าวต้องเป็นกรณีที่พนักงานอัยการโจทก์นำสืบเกี่ยวกับการกระทำความผิดของจำเลยและความเสียหายที่เกิดขึ้นแก่โจทก์ร่วมแล้ว เมื่อคดีนี้พนักงานอัยการโจทก์ไม่ได้นำพยานเข้าสืบเกี่ยวกับการกระทำความผิดของจำเลยเนื่องจากจำเลยให้การรับสารภาพและไม่ใช่คดีที่กฎหมายกำหนดอัตราโทษอย่างต่ำไว้ให้จำคุกตั้งแต่ห้าปีตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 176 วรรคหนึ่ง เช่นนี้ ศาลชั้นต้นจึงต้องให้โจทก์ร่วมนำพยานเข้าสืบถึงค่าสินไหมทดแทนตามคำร้องของโจทก์ร่วม เมื่อศาลชั้นต้นไม่ดำเนินการดังกล่าวแล้วกำหนดค่าสินไหมทดแทนให้แก่โจทก์ร่วมโดยวินิจฉัยตามสมควรแก่พฤติการณ์และความร้ายแรงแห่งละเมิดตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 438 วรรคหนึ่ง จึงเป็นการดำเนินกระบวนพิจารณาและพิพากษาคดีไปโดยมิชอบ เมื่อคดีปรากฏเหตุที่มิได้ปฏิบัติตามบทบัญญัติแห่งประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่งว่าด้วยการพิจารณา จึงต้องยกคำพิพากษาศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ภาค 6 ในคดีส่วนแพ่งแล้วย้อนสำนวนไปให้ศาลชั้นต้นดำเนินกระบวนพิจารณาสืบพยานโจทก์ร่วมและจำเลยแล้วพิพากษาในคดีส่วนแพ่งใหม่ ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 243 (2) ประกอบมาตรา 247 และประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 40 ปัญหานี้เป็นข้อกฎหมายอันเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชน ศาลฎีกายกขึ้นวินิจฉัยเองได้ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 142 (5) ประกอบประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 40

พิพากษายกคำพิพากษาศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ภาค 6 ในคดีส่วนแพ่งให้ศาลชั้นต้นดำเนินกระบวนพิจารณาสืบพยานโจทก์ร่วมและจำเลยในคดีส่วนแพ่ง แล้วพิพากษาใหม่ตามรูปคดี ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสามศาลให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.อ. ม. 40 ม. 44/2
ป.วิ.พ. ม. 84/1
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการจังหวัดพิษณุโลก
โจทก์ร่วม — นาง บ.
จำเลย — นาย บ.
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดพิษณุโลก — นายวีระเวช ลีฬหะบำรุง
ศาลอุทธรณ์ภาค 6 — นายบวร กุลทนันทน์
ชื่อองค์คณะ
ไมตรี สุเทพากุล
เกษม เกษมปัญญา
กิจชัย จิตธารารักษ์
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 14917/2557
#562718
เปิดฉบับเต็ม

โจทก์บรรยายฟ้องว่า จำเลยเป็นบุคคลคนเดียวกับจำเลยในคดีอาญาหมายเลขแดงที่ 3590/2556 ของศาลชั้นต้น กับขอให้นับโทษจำเลยต่อจากโทษของจำเลยในคดีอาญาดังกล่าว ถือว่าฟ้องโจทก์ได้บรรยายถึงข้อเท็จจริงว่า จำเลยถูกฟ้องเป็นจำเลยในคดีอาญาหมายเลขแดงที่ 3590/2556 ของศาลชั้นต้นแล้ว โดยไม่จำต้องระบุรายละเอียดว่า คดีดังกล่าวศาลพิพากษาลงโทษจำเลยหรือไม่ อย่างไร เพราะการขอให้นับโทษต่อหาได้มีกฎหมายบัญญัติว่าต้องกล่าวรายละเอียดดังกล่าวมาในคำฟ้อง

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องและแก้ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91, 147, 157 นับโทษจำเลยในคดีนี้ต่อจากโทษของจำเลยในคดีอาญาหมายเลขแดงที่ 3590/2556 ของศาลชั้นต้น

จำเลยให้การรับสารภาพและรับว่าเป็นบุคคลคนเดียวกับจำเลยในคดีที่โจทก์ขอให้นับโทษต่อ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 147 การกระทำของจำเลยเป็นความผิดหลายกรรมต่างกัน ให้ลงโทษทุกกรรมเป็นกระทงความผิดไปตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 จำคุกกระทงละ 5 ปี รวม 5 กระทง จำคุก 25 ปี จำเลยให้การรับสารภาพเป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้กึ่งหนึ่งตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คงจำคุก 12 ปี 6 เดือน นับโทษจำคุกจำเลยในคดีนี้ต่อจากโทษจำคุกของจำเลยในคดีอาญาหมายเลขแดงที่ 3590/2556 ของศาลชั้นต้น

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 7 พิพากษาแก้เป็นว่า ให้ยกคำขอนับโทษจำเลยต่อจากโทษในคดีอาญาหมายเลขแดงที่ 3590/2556 ของศาลชั้นต้น นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

โจทก์ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ที่โจทก์ฎีกาในปัญหาข้อกฎหมายขอให้นับโทษจำเลยต่อจากโทษในคดีอาญาหมายเลขแดงที่ 3590/2556 ของศาลชั้นต้นนั้น เห็นว่า โจทก์ได้บรรยายฟ้องไว้แล้วว่า จำเลยเป็นบุคคลคนเดียวกับจำเลยในคดีอาญาหมายเลขแดงที่ 3590/2556 ของศาลชั้นต้น กับขอให้นับโทษจำเลยต่อจากโทษของจำเลยในคดีอาญาดังกล่าว ถือว่าฟ้องของโจทก์ได้บรรยายถึงข้อเท็จจริงว่า จำเลยถูกฟ้องเป็นจำเลยในคดีอาญาหมายเลขแดงที่ 3590/2556 ของศาลชั้นต้นแล้ว โดยไม่จำต้องระบุรายละเอียดว่าคดีดังกล่าวศาลพิพากษาลงโทษจำเลยหรือไม่ อย่างไร เพราะการขอให้นับโทษต่อหาได้มีกฎหมายบัญญัติว่าต้องกล่าวรายละเอียดดังกล่าวมาในคำฟ้องดังที่ศาลอุทธรณ์ภาค 7 วินิจฉัยไม่ เมื่อจำเลยยอมรับข้อเท็จจริงในข้อที่ว่า จำเลยเป็นบุคคลคนเดียวกับจำเลยในคดีที่โจทก์ขอให้นับโทษต่อตามรายงานกระบวนพิจารณาของศาลชั้น โดยไม่ได้คัดค้านว่า ไม่อาจนับโทษจำเลยต่อจากโทษในคดีอาญาดังกล่าวได้ การที่ศาลชั้นต้นนับโทษจำเลยต่อจากโทษในคดีอาญาหมายเลขแดงที่ 3590/2556 ของศาลชั้นต้น จึงเป็นไปโดยชอบ ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 7 พิพากษามานั้น ศาลฎีกาไม่เห็นพ้องด้วย ฎีกาของโจทก์ฟังขึ้น

พิพากษาแก้เป็นว่า ให้นับโทษจำเลยต่อจากโทษในคดีอาญาหมายเลขแดงที่ 3590/2556 ของศาลชั้นต้น นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 7
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.อ. ม. 22
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการจังหวัดเพชรบุรี
จำเลย — นายภาสหรือประสิทธิ์ นพบุตรกานต์
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดเพชรบุรี — นายอยุทธ์ จามิกรณ์
ศาลอุทธรณ์ภาค 7 — นายบุญศักดิ์ คงฤทธิแสง
ชื่อองค์คณะ
ชาติชาย โฆษิตวัฒนฤกษ์
จินดา ปัณฑะโชติ
ตั้งใจ ศาสตร์ศศิ
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 14873 -ที่ 14889/2557
#579842
เปิดฉบับเต็ม

ตาม พ.ร.บ.ประกันสังคม พ.ศ.2533 กำหนดให้นายจ้างมีหน้าที่หักค่าจ้างที่จ่ายแก่ลูกจ้างส่งเป็นเงินสมทบกองทุนประกันสังคม และนายจ้างมีหน้าที่ต้องนำส่งเงินสมทบแก่สำนักงานประกันสังคมภายในกำหนดเวลา มิฉะนั้นต้องรับผิดชำระเงินเพิ่มกับมีโทษตามกฎหมาย เมื่อจำเลยซึ่งเป็นนายจ้างหักค่าจ้างของโจทก์ทั้งสิบเจ็ดเป็นเงินสมทบแล้วไม่นำส่งเงินสมทบ จนกระทั่งถูกสำนักงานประกันสังคมเขตพื้นที่ 10 ติดตามทวงถาม และมีการทำสัญญารับสภาพหนี้กันไว้ จึงเป็นการบังคับให้จำเลยชำระหนี้แก่สำนักงานประกันสังคมเขตพื้นที่ 10 แล้ว จำเลยจึงไม่มีหน้าที่คืนเงินค่าจ้างที่หักเป็นเงินสมทบแล้วให้แก่โจทก์ทั้งสิบเจ็ด โจทก์ทั้งสิบเจ็ดไม่มีอำนาจฟ้องเรียกร้องเป็นคดีนี้

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
รายชื่อโจทก์ทั้งสิบเจ็ดสำนวนปรากฏตามคำพิพากษาศาลแรงงานกลาง

คดีทั้งสิบเจ็ดสำนวนศาลแรงงานกลางสั่งให้รวมพิจารณาเป็นคดีเดียวกันโดยเรียกโจทก์เรียงตามลำดับสำนวนว่าโจทก์ที่ 1 ถึงที่ 17

โจทก์ทั้งสิบเจ็ดฟ้องขอให้บังคับจำเลยคืนเงินที่หักไว้ให้กับโจทก์ที่ 1 ถึงที่ 17 ตามลำดับดังนี้ 3,600 บาท 2,840 บาท 3,000 บาท 1,000 บาท 980 บาท 2,400 บาท 2,568 บาท 1,500 บาท 2,840 บาท 2,880 บาท 2,500 บาท 2,000 บาท 3,165 บาท 800 บาท 2,000 บาท 2,400 บาท และ 1,110 บาท พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี และค่าจ้างโจทก์ที่ 11 จำนวน 2,400 บาท พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 15 ต่อปี ดอกเบี้ยทุกรายการนับแต่วันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จ

จำเลยไม่ให้การ

ศาลแรงงานกลางพิพากษาให้จำเลยชำระเงินให้กับโจทก์ทั้งสิบเจ็ดตามลำดับดังนี้ 2,400 บาท 2,400 บาท 2,400 บาท 1,000 บาท 980 บาท 2,400 บาท 2,400 บาท 1,500 บาท 2,400 บาท 2,400 บาท 2,400 บาท 2,000 บาท 2,400 บาท 800 บาท 2,000 บาท 2,400 บาท และ 1,110 บาท พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับตั้งแต่วันที่ 18 กุมภาพันธ์ 2552 จนกว่าจะชำระเสร็จ คำขออื่นให้ยก

จำเลยอุทธรณ์ต่อศาลฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีแรงงานวินิจฉัยว่า มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของจำเลยข้อแรกว่า จำเลยมีหน้าที่ตามกฎหมายต้องจ่ายเงินสมทบคืนแก่โจทก์ทั้งสิบเจ็ดตามคำพิพากษาศาลแรงงานกลางหรือไม่ เห็นว่า ตามพระราชบัญญัติประกันสังคม พ.ศ.2533 ซึ่งมีเจตนารมณ์เพื่อให้การสงเคราะห์แก่ลูกจ้างโดยให้มีการจัดตั้งกองทุนประกันสังคมขึ้น กำหนดให้นายจ้างมีหน้าที่หักค่าจ้างที่จ่ายแก่ลูกจ้างส่งเป็นเงินสมทบกองทุนประกันสังคมแก่สำนักงานประกันสังคม เพื่อให้ลูกจ้างได้สิทธิเป็นผู้ประกันตนตั้งแต่วันที่ถูกนายจ้างหักค่าจ้างเป็นเงินสมทบตามมาตรา 47 วรรคแรกและนายจ้างมีหน้าที่ต้องนำส่งเงินสมทบแก่สำนักงานประกันสังคมภายในกำหนดเวลา มิฉะนั้นต้องรับผิดชำระเงินเพิ่มกับมีโทษตามกฎหมาย เมื่อจำเลยซึ่งเป็นนายจ้างหักค่าจ้างของโจทก์ทั้งสิบเจ็ดตามฟ้องเป็นเงินสมทบเข้ากองทุนประกันสังคมแล้วไม่นำส่งเงินสมทบภายในกำหนดเวลา จนกระทั่งถูกสำนักงานประกันสังคมเขตพื้นที่ 10 ติดตามทวงถามและมีการทำสัญญารับสภาพหนี้กันไว้ตามหนังสือรับสภาพหนี้ โดยจำเลยยอมรับว่าได้ค้างชำระเงินสมทบกองทุนประกันสังคมส่วนของลูกจ้างตั้งแต่เดือนมกราคม 2551 ถึงเดือนสิงหาคม 2551 และค้างชำระเงินสมทบส่วนของนายจ้าง ตั้งแต่เดือนกรกฎาคม 2550 ถึงเดือนสิงหาคม 2551 จำเลยตกลงยินยอมชำระเงินดังกล่าวแก่สำนักงานประกันสังคมเขตพื้นที่ 10 โดยขอผ่อนชำระเงินสมทบเป็นรายเดือนทุกเดือนตั้งแต่ภายในวันที่ 28 ตุลาคม 2551 ถึงวันที่ 28 สิงหาคม 2553 กับยอมชำระเงินเพิ่มให้เสร็จภายในวันที่ 28 สิงหาคม 2553 ผิดนัดงวดใดให้ถือว่าผิดนัดการผ่อนชำระหนี้ทุกงวด และยินยอมให้สำนักงานประกันสังคมเขตพื้นที่ 10 ดำเนินคดีตามกฎหมาย อันเป็นการบังคับให้จำเลยชำระหนี้แก่สำนักงานประกันสังคมเขตพื้นที่ 10 เจ้าหนี้ตามกฎหมายแล้ว จำเลยจึงไม่มีหน้าที่คืนเงินค่าจ้างที่หักเป็นเงินสมทบแล้วให้แก่โจทก์ทั้งสิบเจ็ด โจทก์ทั้งสิบเจ็ดไม่มีอำนาจฟ้องเรียกร้องเป็นคดีนี้ ที่ศาลแรงงานกลางพิพากษาให้จำเลยคืนเงินดังกล่าวแก่โจทก์ทั้งสิบเจ็ดมานั้น ไม่ต้องด้วยความเห็นของศาลฎีกา อุทธรณ์ของจำเลยข้อนี้ฟังขึ้น ส่วนที่จำเลยอุทธรณ์ข้อต่อไปว่าศาลแรงงานกลางพิพากษาให้จำเลยชำระเงินแก่โจทก์ทั้งสิบเจ็ดเกินกว่าที่จำเลยหักไว้นั้น ไม่จำต้องวินิจฉัยเพราะไม่ทำให้ผลแห่งคดีเปลี่ยนแปลงไป

พิพากษากลับ ให้ยกฟ้องโจทก์ทั้งสิบเจ็ด
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.ประกันสังคม พ.ศ.2533 ม. 47
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นางวิยะดา สุวรรณพัตร กับพวก
จำเลย — บริษัทออล ซิสเต็ม โก จำกัด
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลแรงงานกลาง — นายยงยุทธ สมัย
ชื่อองค์คณะ
วาสนา หงส์เจริญ
นิยุต สุภัทรพาหิรผล
ธีระพงศ์ จิระภาค
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 14863/2557
#579662
เปิดฉบับเต็ม

เดิมผู้ร้องกำหนดเกษียณอายุของพนักงานชายเมื่ออายุ 55 ปี พนักงานหญิงเมื่ออายุ 45 ปี ต่อมาสหภาพแรงงานทอผ้า ม. ซึ่งเป็นสหภาพแรงงานในกิจการของผู้ร้องและผู้ร้องต่างแจ้งข้อเรียกร้อง จนมีการทำข้อตกลงเกี่ยวกับสภาพการจ้างกำหนดให้พนักงานหญิงเกษียณอายุเมื่ออายุ 47 ปี แม้การทำข้อตกลงเกี่ยวกับสภาพการจ้างตาม พ.ร.บ.แรงงานสัมพันธ์ พ.ศ.2518 จะเกิดขึ้นจากเสรีภาพในการเจรจาต่อรอง แต่ข้อตกลงเกี่ยวกับสภาพการจ้างที่ทำกันขึ้นนั้นจะต้องไม่ขัดต่อกฎหมายเกี่ยวกับความสงบเรียบร้อย เมื่อ พ.ร.บ.คุ้มครองแรงงาน พ.ศ.2541 มาตรา 15 บัญญัติให้นายจ้างปฏิบัติต่อลูกจ้างชายและหญิงโดยเท่าเทียมกันในการจ้างงาน เว้นแต่ลักษณะหรือสภาพของงานไม่อาจปฏิบัติเช่นนั้นได้ ดังนั้น แม้ผู้คัดค้านจะเป็นตัวแทนของสหภาพแรงงานทอผ้า ม. เข้าร่วมเจรจาและทำบันทึกข้อตกลงเกี่ยวกับสภาพการจ้างดังกล่าวด้วยก็ตาม แต่เมื่อข้อตกลงเกี่ยวกับสภาพการจ้างในส่วนที่กำหนดให้พนักงานหญิงเกษียณอายุเมื่ออายุครบ 47 ปี แตกต่างจากกำหนดเกษียณอายุของพนักงานชายเมื่ออายุครบ 55 ปี โดยไม่ปรากฏว่าลักษณะหรือสภาพของงานแตกต่างกัน จึงเป็นการปฏิบัติต่อลูกจ้างชายและหญิงโดยไม่เท่าเทียมกัน ขัดต่อบทบัญญัติมาตรา 15 ข้อตกลงดังกล่าวจึงตกเป็นโมฆะ ตาม ป.พ.พ. มาตรา 150 ผู้ร้องจึงต้องให้ผู้คัดค้านเกษียณอายุเมื่ออายุครบ 55 ปี เท่าเทียมกับลูกจ้างชาย กรณีจึงไม่มีเหตุอนุญาตให้เลิกจ้างผู้คัดค้านตามข้อตกลงเกี่ยวกับสภาพการจ้างเรื่องการเกษียณอายุได้

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
ผู้ร้องยื่นคำร้องขอให้ศาลมีคำสั่งอนุญาตให้ผู้ร้องเลิกจ้างผู้คัดค้าน

ผู้คัดค้านยื่นคำคัดค้านขอให้ยกคำร้อง

ศาลแรงงานกลางมีคำสั่งอนุญาตให้ผู้ร้องเลิกจ้างผู้คัดค้าน

ผู้คัดค้านอุทธรณ์คำสั่งต่อศาลฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีแรงงานวินิจฉัยว่า ศาลแรงงานกลางฟังข้อเท็จจริงว่า สหภาพแรงงานทอผ้าเมโทรแจ้งข้อเรียกร้องเพื่อขอเปลี่ยนแปลงสภาพการจ้าง ต่อมาผู้ร้องซึ่งเป็นนายจ้างได้แจ้งข้อเรียกร้องขอเปลี่ยนแปลงสภาพการจ้างเช่นกัน ปรากฏว่าผู้คัดค้านเป็นผู้แทนเจรจาของสหภาพแรงงานทอผ้าเมโทรผลการเจรจาเป็นไปตามบันทึกข้อตกลงเกี่ยวกับสภาพการจ้าง ซึ่งกำหนดให้ลูกจ้างหญิงเกษียณอายุเมื่อ 47 ปี (โดยถือเอาวันสิ้นเดือนในเดือนเกิด) แล้ววินิจฉัยว่า ผู้ร้องไม่ได้กลั่นแกล้งผู้คัดค้าน แต่ผู้ร้องได้ปฏิบัติตามระเบียบข้อบังคับเกี่ยวกับการทำงานที่ทั้งสองฝ่ายได้ตกลงกันไว้ ทั้งผู้คัดค้านเองเป็นผู้แทนสหภาพแรงงานทอผ้าเมโทรในการเจรจาย่อมทราบและเข้าใจข้อตกลงเกี่ยวกับการเกษียณอายุพนักงานดี เมื่อตัวทราบแต่แรกทั้งได้เป็นผู้แทนเจรจาข้อตกลงจนทำบันทึกข้อตกลงเกี่ยวกับสภาพการจ้างและมีผลใช้บังคับเอาตลอดมา ภายหลังจะมาอ้างว่าข้อตกลงเป็นโมฆะ จึงไม่อาจอ้างได้ กรณีมีเหตุสมควรและเพียงพอที่จะอนุญาตให้ผู้ร้องเลิกจ้างผู้คัดค้านได้

มีปัญหาตามอุทธรณ์ของผู้คัดค้านประการเดียวว่า ผู้ร้องมีสิทธิเลิกจ้างผู้คัดค้านตามข้อตกลงเกี่ยวกับสภาพการจ้างเรื่องการเกษียณอายุหรือไม่ เมื่อข้อเท็จจริงในคดีได้ความว่า เดิมผู้ร้องกำหนดเกษียณอายุของพนักงานชายเมื่ออายุ 55 ปี และพนักงานหญิงเมื่ออายุ 45 ปี ตามข้อบังคับเกี่ยวกับการทำงาน ต่อมาสหภาพแรงงานทอผ้าเมโทรซึ่งเป็นสหภาพแรงงานในกิจการของผู้ร้องและผู้ร้องต่างแจ้งข้อเรียกร้องต่อกัน ซึ่งสามารถตกลงกันยุติข้อพิพาทแรงงานและทำบันทึกข้อตกลงเกี่ยวกับสภาพการจ้างกันไว้ โดยในข้อ 5 เรื่องการเกษียณอายุตกลงกำหนดให้พนักงานหญิงเกษียณอายุเมื่ออายุ 47 ปี (โดยถือเอาวันสิ้นเดือนในเดือนเกิด) นั้น เห็นว่า ในการจัดทำข้อตกลงเกี่ยวกับสภาพการจ้างตามพระราชบัญญัติแรงงานสัมพันธ์ พ.ศ.2518 แม้นายจ้างหรือสมาคมนายจ้างและลูกจ้างหรือสหภาพแรงงานจะมีเสรีภาพในการเจรจาต่อรองและทำข้อตกลงเกี่ยวกับสภาพการจ้างตามที่ตกลงกัน แต่ข้อตกลงเกี่ยวกับสภาพการจ้างนั้น จะต้องไม่ขัดต่อกฎหมายเกี่ยวกับความสงบเรียบร้อย เมื่อพระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน พ.ศ.2541 มาตรา 15 บัญญัติให้นายจ้างปฏิบัติต่อลูกจ้างชายและหญิงโดยเท่าเทียมกันในการจ้างงาน เว้นแต่ลักษณะหรือสภาพของงานไม่อาจปฏิบัติเช่นนั้นได้ บทกฎหมายดังกล่าวมีขึ้นเพื่อรักษาความเท่าเทียมกันในการปฏิบัติของนายจ้างที่กระทำต่อลูกจ้าง โดยไม่ให้มีข้อแตกต่างกันในเรื่องเพศ ดังนั้น แม้ข้อตกลงเกี่ยวกับสภาพการจ้างจะเกิดขึ้นจากการร่วมเจรจาต่อรองระหว่างสหภาพแรงงานทอผ้าเมโทรกับผู้ร้อง โดยมีผู้คัดค้านเป็นตัวแทนของสหภาพแรงงานทอผ้าเมโทรเข้าร่วมเจรจาและทำบันทึกข้อตกลงเกี่ยวกับสภาพการจ้างด้วยก็ตาม แต่เมื่อข้อตกลงเกี่ยวกับสภาพการจ้างเรื่องการเกษียณอายุ ในส่วนที่กำหนดให้พนักงานหญิงเกษียณอายุเมื่ออายุครบ 47 ปี แตกต่างจากกำหนดเกษียณอายุของพนักงานชายเมื่อ 55 ปี โดยไม่ปรากฏว่าลักษณะหรือสภาพของงานแตกต่างกัน จึงเป็นการปฏิบัติต่อลูกจ้างชายและหญิงโดยไม่เท่าเทียมกัน ข้อตกลงในส่วนดังกล่าวขัดต่อพระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน พ.ศ.2541 มาตรา 15 อันเป็นกฎหมายเกี่ยวกับความสงบเรียบร้อย จึงตกเป็นโมฆะ ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 150 ผู้ร้องจึงต้องให้ผู้คัดค้านเกษียณอายุเมื่ออายุครบ 55 ปี เท่าเทียมกับลูกจ้างชาย กรณีจึงไม่มีเหตุอนุญาตให้ผู้ร้องเลิกจ้างผู้คัดค้านตามข้อตกลงเกี่ยวกับสภาพการจ้างในเรื่องการเกษียณอายุตามคำร้อง อุทธรณ์ของผู้คัดค้านฟังขึ้น

พิพากษากลับ ให้ยกคำร้องของผู้ร้อง
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 150
พ.ร.บ.คุ้มครองแรงงาน พ.ศ.2541 ม. 15
พ.ร.บ.แรงงานสัมพันธ์ พ.ศ.2518 ม. 13
ชื่อคู่ความ
ผู้ร้อง — บริษัทเมโทร สปินนิ่ง จำกัด
ผู้คัดค้าน — นางสาวจำเนียร มะยุรา
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลแรงงานกลาง — นายศุภกฤษฎิ์ สามิบัติ
ชื่อองค์คณะ
ภาภูมิ สรอัฑฒ์
นิยุต สุภัทรพาหิรผล
วิรุฬห์ แสงเทียน
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 14839/2557
#579818
เปิดฉบับเต็ม

คดีนี้มีประเด็นข้อพิพาทว่า ผู้ร้องเป็นเจ้าหนี้บุริมสิทธิมีสิทธิได้รับชำระหนี้ก่อนเจ้าหนี้รายอื่นตาม ป.วิ.พ. มาตรา 289 หรือไม่ ส่วนคดีก่อนมีประเด็นข้อพิพาทว่า จำเลยทั้งสองเป็นหนี้กู้ยืมผู้ร้อง อันเป็นหนี้ประธานหรือไม่ ส่วนที่มีคำขอให้บังคับจำนองที่ดินพิพาทเป็นหนี้อุปกรณ์ ประเด็นข้อพิพาทตามคำร้องคดีนี้และตามคำพิพากษาในคดีก่อนจึงเป็นคนละประเด็นกัน แม้ทรัพย์จำนองจะเป็นแปลงเดียวกันและผู้ร้องกับจำเลยที่ 2 ในคดีนี้จะเป็นคู่ความเดียวกันกับคดีก่อนซึ่งพิพากษาให้บังคับจำนองที่ดินพิพาทมาด้วย ก็เป็นการรับรองสิทธิของผู้ร้องที่จะได้รับชำระหนี้จากจำเลยทั้งสองในคดีเดิมเท่านั้น เมื่อประเด็นข้อพิพาทของคำร้องคดีนี้และตามคำพิพากษาในคดีก่อนเป็นคนละประเด็นกัน โดยผู้ร้องชอบที่จะยื่นคำร้องขอรับชำระหนี้จากทรัพย์จำนองในคดีก่อนเจ้าหนี้รายอื่นได้ กรณีจึงหาเป็นเรื่องฟ้องซ้ำไม่ ที่ศาลชั้นต้นมีคำสั่งอนุญาตให้ผู้ร้องได้รับชำระหนี้บุริมสิทธิจำนองก่อนเจ้าหนี้รายอื่นชอบแล้ว อุทธรณ์ของโจทก์ฟังไม่ขึ้น

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
คดีสืบเนื่องมาจากศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยทั้งสองร่วมกันส่งมอบรถยนต์ที่เช่าซื้อคืนโจทก์ในสภาพเรียบร้อยใช้การได้ดี หากคืนไม่ได้ให้ร่วมกันใช้ราคาแทนเป็นเงิน 120,000 บาท กับให้จำเลยทั้งสองร่วมกันชำระค่าเสียหายเป็นค่าขาดประโยชน์ 36,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงิน 36,000 บาท นับถัดจากวันฟ้อง (ฟ้องวันที่ 30 มีนาคม 2543) เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จ

ผู้ร้องยื่นคำร้องลงวันที่ 21 มิถุนายน 2555 ขอรับชำระหนี้บุริมสิทธิจำนองก่อนโจทก์และเจ้าหนี้รายอื่น เนื่องจากจำเลยที่ 2 เป็นลูกหนี้ตามคำพิพากษาของผู้ร้องของศาลจังหวัดพัทยา (ที่ถูก ระยอง) ในคดีแพ่งหมายเลขแดงที่ ผบ.3822/2553 ระหว่าง บริษัทบริหารสินทรัพย์สุขุมวิท จำกัด (ผู้ร้อง) โจทก์ กับนายประจวบ ที่ 1 กับพวก รวมสองคน จำเลย ซึ่งศาลชั้นต้นมีคำพิพากษาลงวันที่ 6 ตุลาคม 2553 ให้จำเลยทั้งสองร่วมกันชำระเงิน 785,120.92 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 15 ต่อปี ของต้นเงิน 253,143.65 บาท นับถัดจากวันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ หากจำเลยทั้งสองไม่ชำระหรือชำระหนี้ไม่ครบถ้วน ให้ยึดที่ดิน น.ส. 3 ก. เลขที่ 16744 ตำบลสัตหีบ อำเภอสัตหีบ จังหวัดชลบุรี พร้อมสิ่งปลูกสร้างขายทอดตลาดนำเงินชำระหนี้โจทก์ หากได้เงินสุทธิไม่พอชำระ ให้ยึดทรัพย์สินอื่นของจำเลยทั้งสองออกขายทอดตลาดนำเงินชำระหนี้โจทก์จนครบถ้วน หลังจากนั้นจำเลยที่ 2 ยังไม่ชำระหนี้แก่ผู้ร้อง โจทก์ได้นำเจ้าพนักงานบังคับคดียึดที่ดิน น.ส. 3 ก. ของผู้ร้องออกขายทอดตลาด ซึ่งที่ดินที่โจทก์นำยึดนั้นเป็นกรรมสิทธิ์ของจำเลยที่ 2 กับนางเครือวัลย์ ลูกหนี้ตามคำพิพากษาในคดีดังกล่าว ผู้ร้องจึงอยู่ในฐานะเจ้าหนี้บุริมสิทธิจำนอง ขอให้ศาลมีคำสั่งให้ผู้ร้องได้รับชำระหนี้ก่อนเจ้าหนี้อื่น ซึ่งหากโจทก์ไม่ประสงค์จะดำเนินการบังคับคดี ขอให้ศาลมีคำสั่งให้ผู้ร้องดำเนินการบังคับคดีต่อไป

ศาลชั้นต้นมีคำสั่งอนุญาตให้ผู้ร้องได้รับชำระหนี้บุริมสิทธิจำนองก่อนเจ้าหนี้อื่น หากโจทก์สละสิทธิหรือเพิกเฉยในการบังคับคดี ให้ผู้ร้องดำเนินคดีแทนโจทก์

โจทก์อุทธรณ์เฉพาะปัญหาข้อกฎหมายโดยตรงต่อศาลฎีกา โดยได้รับอนุญาตจากศาลชั้นต้นตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 223 ทวิ

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงที่คู่ความต่างนำสืบในชั้นไต่สวนคำร้องฟังเป็นยุติได้ว่า คดีนี้ผู้ร้องยื่นคำร้องขอรับชำระหนี้บุริมสิทธิจำนองที่ดินตามหนังสือรับรองการทำประโยชน์ น.ส. 3 ก. เลขที่ 16744 ตำบลสัตหีบ อำเภอสัตหีบ จังหวัดชลบุรี ที่มีจำเลยที่ 2 คดีนี้กับนางเคลือวัลย์ เป็นเจ้าของร่วมกัน ซึ่งเป็นที่ดินแปลงเดียวกันกับที่ผู้ร้องได้เป็นโจทก์ฟ้องจำเลยที่ 2 ในคดีนี้เป็นจำเลยที่ 1 นางเคลือวัลย์ เป็นจำเลยที่ 2 เรื่องยืม จำนอง ต่อมาศาลจังหวัดระยองมีคำพิพากษาถึงที่สุด ให้จำเลยทั้งสองร่วมกันชำระหนี้แก่ผู้ร้องหากไม่ชำระให้บังคับจำนองที่ดินดังกล่าว รายละเอียดตามสำเนาคำพิพากษาศาลจังหวัดระยองคดีหมายเลขแดงที่ ผบ.3822/2553 ต่อมาวันที่ 9 กันยายน 2553 โจทก์คดีนี้ได้นำเจ้าพนักงานบังคับคดียึดที่ดินแปลงพิพาทนำออกขายทอดตลาดไว้แล้ว

คดีมีปัญหาข้อกฎหมายที่ต้องวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของโจทก์ว่า คำร้องขอรับชำระหนี้จำนองของผู้ร้องนี้เป็นฟ้องซ้ำกับคดีแพ่งของศาลจังหวัดระยอง หรือไม่ เห็นว่า คดีนี้ตามคำร้องมีประเด็นข้อพิพาทว่า ผู้ร้องเป็นเจ้าหนี้บุริมสิทธิมีสิทธิได้รับชำระหนี้ก่อนเจ้าหนี้รายอื่นตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 289 หรือไม่ สำหรับคดีแพ่งของศาลจังหวัดระยองนั้น มีประเด็นข้อพิพาทว่า จำเลยทั้งสองเป็นหนี้กู้ยืมผู้ร้องหรือไม่ อันเป็นหนี้ประธาน ส่วนที่มีคำขอให้บังคับจำนองที่ดินพิพาทเป็นหนี้อุปกรณ์ และศาลจังหวัดระยองมีคำพิพากษาให้ผู้ร้องชนะคดี ประเด็นข้อพิพาทตามคำร้องในคดีนี้ และตามคำพิพากษาในคดีเดิมจึงเป็นคนละประเด็นกัน แม้ทรัพย์จำนองจะเป็นแปลงเดียวกัน และผู้ร้องกับจำเลยที่ 2 ในคดีนี้จะเป็นคู่ความเดียวกันกับคดีของศาลจังหวัดระยอง ซึ่งพิพากษาให้บังคับจำนองที่ดินพิพาทมาด้วย ก็เป็นการรับรองสิทธิของผู้ร้องที่จะได้รับชำระหนี้จากจำเลยทั้งสองในคดีเดิมเท่านั้น เมื่อประเด็นข้อพิพาทของคำร้องคดีนี้และตามคำพิพากษาในคดีเดิมเป็นคนละประเด็นกัน โดยผู้ร้องชอบที่จะยื่นคำร้องขอรับชำระหนี้จากทรัพย์จำนองในคดีนี้ก่อนเจ้าหนี้รายอื่นได้ กรณีจึงหาใช่เป็นเรื่องฟ้องซ้ำไม่ ที่ศาลชั้นต้นมีคำสั่งอนุญาตให้ผู้ร้องได้รับชำระหนี้บุริมสิทธิจำนองก่อนเจ้าหนี้รายอื่นชอบแล้ว อุทธรณ์ของโจทก์ฟังไม่ขึ้น

พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ. ม. 148 ม. 223 ทวิ ม. 289
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — บริษัทพรีเมียร์เอ็นเตอร์ไพรซ์ จำกัด
ผู้ร้อง — บริษัทบริหารสินทรัพย์สุขุมวิท จำกัด
จำเลย — นายกฤษชัย คงวิจิตร กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลแพ่งกรุงเทพใต้ — นายบัญญัติ ตังกบดี
ชื่อองค์คณะ
สรรทัศน์ เอี่ยมวรชัย
สมศรี หรูจิตติวิวัฒน์
ธีระ เบญจรัศมีโรจน์
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 14813/2557
#575240
เปิดฉบับเต็ม

ตาม พ.ร.บ.เงินทดแทน พ.ศ.2537 มาตรา 5 "ค่ารักษาพยาบาล" หมายความว่า ค่าใช้จ่ายเกี่ยวกับการตรวจ การรักษา การพยาบาล และค่าใช้จ่ายอื่นที่จำเป็นเพื่อให้ผลของการประสบอันตรายหรือการเจ็บป่วยบรรเทาหรือหมดสิ้นไป และหมายความรวมถึงค่าใช้จ่ายเกี่ยวกับอุปกรณ์ เครื่องใช้ หรือวัตถุที่ใช้แทนหรือช่วยอวัยวะที่ประสบอันตรายด้วย ค่าห้อง ค่าอาหาร ค่าบริการพยาบาล และค่าบริการทั่วไปตามกฎกระทรวงกำหนดอัตราค่ารักษาพยาบาลที่ให้นายจ้างจ่าย พ.ศ.2551 ข้อ 6 จึงเป็นส่วนหนึ่งของ "ค่ารักษาพยาบาล" ด้วย เนื่องจากถือว่าเป็นค่าใช้จ่ายอย่างอื่นที่จำเป็น

กฎกระทรวงกำหนดอัตราค่ารักษาพยาบาลที่ให้นายจ้างจ่าย พ.ศ.2551 ข้อ 6 มีเจตนารมณ์ให้นายจ้างรับผิดในส่วนของค่าห้อง ค่าอาหาร ค่าบริการพยาบาล และค่าบริการทั่วไป โดยกำหนดให้นายจ้างจ่ายเท่าที่จ่ายจริง แต่นายจ้างหรือกองทุนเงินทดแทนรับผิดไม่เกินวันละ 1,300 บาท ค่าห้อง ค่าอาหาร ค่าบริการพยาบาล และค่าบริการทั่วไปรวมอยู่ในค่ารักษาพยาบาลที่โจทก์มีสิทธิได้รับ 110,000 บาท แล้ว โจทก์จึงไม่มีสิทธิได้รับค่าใช้จ่ายส่วนนี้เพิ่ม

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้เพิกถอนคำวินิจฉัยของจำเลยและให้จำเลยชำระเงินทดแทนค่ารักษาพยาบาลแก่โจทก์อีกจำนวน 268,024.70 บาท

จำเลยให้การขอให้ยกฟ้อง

คู่ความแถลงไม่ติดใจประเด็นอื่นนอกจากให้ศาลแรงงานภาค 3 วินิจฉัยว่า ค่าใช้จ่ายอื่นตามกฎกระทรวงกำหนดอัตราค่ารักษาพยาบาลที่ให้นายจ้างจ่าย พ.ศ.2551 ข้อ 6 รวมอยู่ในค่ารักษาพยาบาล ข้อ 2 ถึงข้อ 5 หรือไม่ เท่านั้น

ทั้งสองฝ่ายแถลงรับข้อเท็จจริงกันโดยไม่สืบพยาน

ศาลแรงงานภาค 3 พิพากษายกฟ้อง

โจทก์อุทธรณ์ต่อศาลฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีแรงงานวินิจฉัยว่า คดีนี้ศาลแรงงานภาค 3 รับฟังข้อเท็จจริงว่า นายสุธน ลูกจ้างโจทก์ ประสบอันตรายเนื่องจากการทำงานให้โจทก์ ได้รับบาดเจ็บที่มือขวามีบาดแผลฉีกขาดและกระดูกฝ่ามือเคลื่อน เข้ารับการรักษาพยาบาลที่โรงพยาบาลโชคชัย โรงพยาบาลมหาราชนครราชสีมา และโรงพยาบาลกรุงเทพ ราชสีมา แพทย์ทำการผ่าตัดรักษาหลายครั้ง ต่อมาเกิดภาวะแทรกซ้อนนิ้วก้อยมีเนื้อตาย แพทย์จึงผ่าตัดนิ้วก้อยออกโดยไม่ต้องผ่าตัดรักษากระดูกและไม่ต้องรักษาด้วยการผ่าตัดต่ออวัยวะด้วยวิธีจุลศัลยกรรม แล้ววินิจฉัยว่า กรณีเป็นการบาดเจ็บรุนแรงที่จำเป็นต้องรักษาโดยการผ่าตัดและเกิดภาวะแทรกซ้อนที่ต้องได้รับการผ่าตัดแก้ไขหรือรักษาทางยาต่อเนื่องไม่น้อยกว่า 20 วัน ตามประกาศกระทรวงแรงงาน เรื่อง การประสบอันตรายหรือเจ็บป่วยอย่างอื่นซึ่งรุนแรงและเรื้อรัง พ.ศ.2549 ข้อ 2.4 อันเป็นการประสบอันตรายหรือเจ็บป่วยอย่างอื่นซึ่งรุนแรงหรือเรื้อรังตามที่รัฐมนตรีประกาศกำหนดตามกฎกระทรวงกำหนดอัตราค่ารักษาพยาบาลที่ให้นายจ้างจ่าย พ.ศ.2551 ข้อ 3 (7) โจทก์จึงมีสิทธิได้รับค่ารักษาพยาบาลที่จ่ายจริงตามความจำเป็นไม่เกิน 110,000 บาท และค่าใช้จ่ายเกี่ยวกับค่าห้อง ค่าอาหาร ค่าบริการพยาบาล ค่าบริการทั่วไปตามข้อ 6 รวมอยู่ในค่ารักษาพยาบาลดังกล่าวด้วย โจทก์จึงไม่มีสิทธิได้รับค่าใช้จ่ายส่วนนี้เพิ่มอีก โจทก์อุทธรณ์ว่า โจทก์จัดให้นายสุธนลูกจ้างโจทก์ที่ประสบอันตรายเนื่องจากการทำงานเข้ารับการรักษากับโรงพยาบาลที่ดีที่สุดและเร็วที่สุดโดยไม่คำนึงถึงค่าใช้จ่าย เป็นการจัดให้ลูกจ้างได้รับการรักษาพยาบาลทันทีตามความเหมาะสมแก่อันตรายหรือเจ็บป่วยสมดังเจตนารมณ์แห่งพระราชบัญญัติเงินทดแทน พ.ศ.2537 มาตรา 13 โจทก์จึงมีสิทธิได้รับค่ารักษาพยาบาลเพิ่มตามที่โจทก์ได้จ่ายจริงนั้น ปรากฏข้อเท็จจริงตามรายงานกระบวนพิจารณาว่า โจทก์ขอให้ศาลแรงงานภาค 3 วินิจฉัยเพียงว่า ค่าใช้จ่ายอื่นตามกฎกระทรวงกำหนดอัตราค่ารักษาพยาบาลที่ให้นายจ้างจ่าย พ.ศ.2551 รวมอยู่ในค่ารักษาพยาบาลตามข้อ 2 ถึงข้อ 5 หรือไม่ เท่านั้น โดยไม่ติดใจประเด็นอื่นอีก อุทธรณ์ของโจทก์จึงเป็นข้อที่ไม่ได้ยกขึ้นว่ากันมาแล้วโดยชอบในศาลแรงงานภาค 3 ต้องห้ามตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 225 วรรคหนึ่ง ประกอบพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงาน พ.ศ.2522 มาตรา 31 ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัย

มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของโจทก์ว่า โจทก์มีสิทธิได้รับค่ารักษาพยาบาลเพิ่มขึ้นอีกหรือไม่ เห็นว่า กฎกระทรวงกำหนดค่ารักษาพยาบาลที่ให้นายจ้างจ่าย พ.ศ.2551 ข้อ 2 ข้อ 3 ข้อ 4 หรือข้อ 5 คือ การจ่ายค่าใช้จ่ายเกี่ยวกับการตรวจ การรักษา การพยาบาลและค่าใช้จ่ายอื่นที่จำเป็น เพื่อให้ผลของการประสบอันตรายหรือการเจ็บป่วยบรรเทาหรือหมดสิ้นไปและหมายความรวมถึงค่าใช้จ่ายเกี่ยวกับอุปกรณ์ เครื่องใช้ หรือวัตถุที่ใช้แทนหรือทำหน้าที่แทนหรือช่วยอวัยวะที่ประสบอันตรายด้วย ตามความหมายของ "ค่ารักษาพยาบาล" ในพระราชบัญญัติเงินทดแทน พ.ศ.2537 มาตรา 5 สำหรับค่าห้อง ค่าอาหาร ค่าบริการพยาบาลและค่าบริการทั่วไป เป็นส่วนหนึ่งของค่ารักษาพยาบาลด้วย เนื่องจากถือว่าเป็นค่าใช้จ่ายอย่างอื่นที่จำเป็น ตามกฎกระทรวงดังกล่าว ข้อ 6 มีเจตนารมณ์ให้นายจ้างรับผิดในส่วนของค่าห้อง ค่าอาหาร ค่าบริการพยาบาลและค่าบริการทั่วไป โดยกำหนดให้จ่ายเท่าที่จ่ายจริงแต่ไม่เกินวันละ 1,300 บาท เป็นการอธิบายขยายข้อ 2 ถึงข้อ 5 ในการกำหนดอัตราค่ารักษาพยาบาลสำหรับค่าใช้จ่ายดังกล่าว ทั้งนี้หากค่าห้อง ค่าอาหาร ค่าบริการพยาบาลและค่าบริการทั่วไปเกินวันละ 1,300 บาท นายจ้างหรือกองทุนเงินทดแทนจะรับผิดชอบจ่ายไม่เกินวันละ 1,300 บาท ค่าใช้จ่ายดังกล่าวรวมอยู่ในค่ารักษาพยาบาลที่โจทก์มีสิทธิได้รับ 110,000 บาท โจทก์จึงไม่มีสิทธิได้รับค่าใช้จ่ายส่วนนี้เพิ่ม ที่ศาลแรงงานภาค 3 พิพากษามานั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย อุทธรณ์ของโจทก์ฟังไม่ขึ้น

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.เงินทดแทน พ.ศ.2537 ม. 5
กฎกระทรวงกำหนดอัตราค่ารักษาพยาบาลที่ให้นายจ้างจ่าย พ.ศ.2551
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — บริษัทสวัสดีบรรจุภัณฑ์ จำกัด
จำเลย — สำนักงานประกันสังคมจังหวัดนครราชสีมา
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลแรงงานภาค 3 — นายวิฑูร วิมลเศรษฐ
ชื่อองค์คณะ
ทวีป ตันสวัสดิ์
ชัยวัฒน์ เวียงธีรวัฒน์
นิยุต สุภัทรพาหิรผล
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 14811/2557
#571925
เปิดฉบับเต็ม

มีการส่งคำบังคับให้จำเลยที่ 1 ปฏิบัติตามคำพิพากษาศาลแรงงานกลางโดยชอบแล้ว แม้ต่อมาจำเลยที่ 2 อุทธรณ์คำพิพากษาศาลแรงงานกลางต่อศาลฎีกาซึ่งอาจมีผลถึงจำเลยที่ 1 ที่ไม่ได้อุทธรณ์ด้วย และจำเลยที่ 2 ยื่นคำร้องขอทุเลาการบังคับ แต่ศาลฎีกามีคำสั่งว่า ได้มีคำพิพากษาแล้วจึงไม่จำต้องสั่งคำร้องขอทุเลาการบังคับ มีผลเท่ากับศาลฎีกาไม่อนุญาตให้ทุเลาการบังคับในระหว่างการพิจารณาของศาลฎีกา ดังนั้นการเริ่มต้นบังคับคดีตามคำพิพากษาศาลแรงงานกลางยังคงดำเนินต่อไป คำบังคับของศาลแรงงานกลางที่ให้จำเลยที่ 1 ปฏิบัติตามคำพิพากษาจึงมีผลใช้บังคับอยู่ ต่อมาศาลฎีกามีคำพิพากษายืนตามคำพิพากษาศาลแรงงานกลาง จึงไม่จำต้องออกคำบังคับให้จำเลยที่ 1 ปฏิบัติตามคำพิพากษาซ้ำอีก เมื่อระยะเวลาที่กำหนดไว้เพื่อให้ปฏิบัติตามคำบังคับล่วงพ้นไปแล้ว การที่ศาลแรงงานกลางออกหมายบังคับคดีจึงเป็นไปตามขั้นตอนตาม ป.วิ.พ. มาตรา 276 วรรคหนึ่ง ประกอบ พ.ร.บ.จัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงาน พ.ศ.2522 มาตรา 31 แล้ว ไม่มีเหตุที่จะให้เพิกถอนหมายบังคับคดี

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
คดีสืบเนื่องมาจากโจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยที่ 1 ในฐานะลูกจ้างของโจทก์และจำเลยที่ 2 ในฐานะผู้ค้ำประกันการทำงานของจำเลยที่ 1 ร่วมกันชำระค่าเสียหายเป็นเงิน 259,348 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ จำเลยที่ 1 ขาดนัดและขาดนัดพิจารณา จำเลยที่ 2 ให้การต่อสู้คดี ศาลแรงงานกลางพิจารณาแล้ว พิพากษาให้จำเลยทั้งสองชำระค่าเสียหายแก่โจทก์เป็นเงิน 259,348 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับถัดจากวันฟ้อง (วันที่ 19 มีนาคม 2547) เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จ

ศาลแรงงานกลางออกคำบังคับลงวันที่ 27 สิงหาคม 2547 บังคับให้จำเลยทั้งสองชำระเงินตามคำพิพากษาแก่โจทก์ภายใน 15 วัน นับแต่วันได้รับคำบังคับเป็นต้นไป ถ้าไม่ปฏิบัติตามคำบังคับภายในระยะเวลาหรือเงื่อนไขดังกล่าว จะต้องถูกยึดทรัพย์หรือถูกจับและจำขังดังที่บัญญัติไว้ในประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง และส่งคำบังคับให้จำเลยที่ 1 โดยมีผู้รับไว้แทนเมื่อวันที่ 31 สิงหาคม 2547 ส่วนจำเลยที่ 2 ส่งคำบังคับให้ไม่ได้

จำเลยที่ 2 อุทธรณ์คำพิพากษาศาลแรงงานกลางต่อศาลฎีกา ต่อมาศาลฎีกาพิพากษายืน ศาลแรงงานกลางได้ออกคำบังคับให้จำเลยที่ 2 ปฏิบัติตามคำพิพากษาศาลฎีกาภายใน 15 วัน และส่งคำบังคับให้จำเลยที่ 2 โดยมีผู้รับไว้แทน เมื่อพ้นกำหนดระยะเวลาตามคำบังคับแล้วจำเลยทั้งสองมิได้ชำระหนี้ตามคำพิพากษา ศาลแรงงานกลางได้ออกหมายบังคับคดีลงวันที่ 11 พฤศจิกายน 2551 ตามคำร้องขอของโจทก์

จำเลยที่ 2 ยื่นคำร้องลงวันที่ 7 ธันวาคม 2553 ขอให้ศาลแรงงานกลางเพิกถอนหมายบังคับคดี อ้างว่ายังไม่ได้มีการส่งคำบังคับกำหนดระยะเวลาให้จำเลยที่ 1 ปฏิบัติตามคำพิพากษาศาลฎีกาเสียก่อน

ศาลแรงงานกลางพิจารณาแล้ว เห็นว่า มีการส่งคำบังคับให้จำเลยที่ 1 โดยชอบแล้วตั้งแต่วันที่ 31 สิงหาคม 2547 ต้องถือว่าจำเลยที่ 1 ทราบคำบังคับโดยชอบด้วยกฎหมาย ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 272 และมาตรา 273 ประกอบพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงาน พ.ศ.2522 มาตรา 31 กรณีจึงไม่มีเหตุตามคำร้อง ให้ยกคำร้อง

จำเลยที่ 2 อุทธรณ์คำสั่งต่อศาลฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีแรงงานวินิจฉัยว่า มีปัญหาจะต้องวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของจำเลยที่ 2 ว่า มีเหตุที่จะเพิกถอนหมายบังคับคดีหรือไม่ เห็นว่า เมื่อมีการส่งคำบังคับให้จำเลยที่ 1 ปฏิบัติตามคำพิพากษาศาลแรงงานกลางโดยชอบแล้วตั้งแต่วันที่ 31 สิงหาคม 2547 แม้ต่อมาจำเลยที่ 2 จะได้อุทธรณ์คำพิพากษาศาลแรงงานกลางต่อศาลฎีกาซึ่งอาจมีผลถึงจำเลยที่ 1 ที่ไม่ได้อุทธรณ์ด้วย และได้ยื่นคำร้องขอทุเลาการบังคับตามคำร้องลงวันที่ 7 กันยายน 2547 ไว้ด้วยก็ตาม แต่ศาลฎีกามีคำสั่งว่า ได้มีคำพิพากษาแล้วจึงไม่จำต้องสั่งคำร้องขอทุเลาการบังคับดังกล่าว มีผลเท่ากับว่าศาลฎีกาไม่อนุญาตให้ทุเลาการบังคับในระหว่างการพิจารณาของศาลฎีกา ดังนั้นการเริ่มต้นบังคับคดีตามคำพิพากษาศาลแรงงานกลางยังคงดำเนินต่อไป คำบังคับของศาลแรงงานกลางที่ให้จำเลยที่ 1 ปฏิบัติตามคำพิพากษาจึงมีผลใช้บังคับอยู่ ทั้งต่อมาปรากฏว่าศาลฎีกาได้พิพากษายืนตามคำพิพากษาศาลแรงงานกลางโดยมิได้มีการแก้ไขเปลี่ยนแปลงแต่อย่างใด จึงไม่จำต้องออกคำบังคับให้จำเลยที่ 1 ปฏิบัติตามคำพิพากษาซ้ำอีก เมื่อระยะเวลาที่กำหนดไว้เพื่อให้ปฏิบัติตามคำบังคับได้ล่วงพ้นไปแล้ว การที่ศาลแรงงานกลางออกหมายบังคับคดีจึงเป็นการออกหมายบังคับคดีที่เป็นไปตามขั้นตอนดังที่ได้บัญญัติไว้ในมาตรา 276 วรรคหนึ่ง แห่งประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่งที่นำมาใช้กับคดีแรงงานโดยอนุโลม ตามพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงาน พ.ศ.2522 มาตรา 31 กรณีไม่มีเหตุที่จะให้เพิกถอนหมายบังคับคดี ที่ศาลแรงงานกลางมีคำสั่งยกคำร้องของจำเลยที่ 2 ลงวันที่ 7 ธันวาคม 2553 นั้น ต้องด้วยความเห็นของศาลฎีกา อุทธรณ์ของจำเลยที่ 2 ฟังไม่ขึ้น

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ. ม. 276 วรรคหนึ่ง
พ.ร.บ.จัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงาน พ.ศ.2522 ม. 31
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — บริษัทไทยน้ำทิพย์ จำกัด
จำเลย — นายวิสูตร เปียวัฒน์ กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลแรงงานกลาง — นายไพโรจน์ นิติกรไชยรัตน์
ชื่อองค์คณะ
บูรณ์ ฐาปนดุลย์
ชัยวัฒน์ เวียงธีรวัฒน์
ปดารณี ลัดพลี
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 14810/2557
#571924
เปิดฉบับเต็ม

ข้อความตามหนังสือขอรับข้อเสนอที่มีถึงกรรมการผู้จัดการของจำเลยที่ว่าขอรับข้อเสนอของจำเลย ยอมรับเงินค่าบอกกล่าวล่วงหน้า ค่าชดเชย ค่าจ้างสำหรับวันหยุดพักผ่อนประจำปี โดยไม่ติดใจจะเรียกร้องฟ้องร้องหรือค่าตอบแทนอื่นใดจากจำเลยอีกทั้งสิ้น เป็นกรณีทำคำบอกกล่าวสนองไปถึงจำเลยซึ่งเป็นผู้เสนอ เอกสารดังกล่าวจำเลยจัดเตรียมไว้ให้โจทก์ลงลายมือชื่อเป็นคำสนองของโจทก์ โจทก์ลงลายมือชื่อแล้วมีการขีดฆ่าลายมือชื่อของตนออกเสียก่อน มีการลงวันที่ในหนังสือและก่อนนำเสนอต่อกรรมการผู้จัดการของจำเลย จึงไม่มีผลเป็นคำสนองรับคำเสนอของจำเลย คำเสนอของจำเลยจึงเป็นอันสิ้นความผูกพัน ไม่ก่อให้เกิดเป็นสัญญาประนีประนอมยอมความ ไม่ใช่เรื่องการถอนการแสดงเจตนาเลิกสัญญาประนีประนอมยอมความ

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยจ่ายค่าเสียหายเป็นเงิน 1,610,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์

จำเลยให้การว่า จำเลยเลิกจ้างโจทก์เพราะภาวะเศรษฐกิจถดถอย จำเป็นต้องปรับปรุงโครงสร้างหน่วยงานเพื่อลดต้นทุนและให้บริษัทอยู่รอด โจทก์แสดงเจตนายอมรับข้อเสนอของจำเลย และได้รับเงินค่าชดเชย ค่าบอกกล่าวล่วงหน้าและวันหยุดวันลาไปครบถ้วนตามกฎหมาย จึงถือว่าโจทก์แสดงเจตนาเลิกสัญญาจ้างแรงงานด้วยความสมัครใจ โจทก์ไม่มีอำนาจฟ้องเรียกค่าเสียหาย

ศาลแรงงานกลางพิพากษาให้จำเลยชำระเงิน 600,000 บาท แก่โจทก์ พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันฟ้อง (วันที่ 18 มิถุนายน 2552) เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จสิ้น

จำเลยอุทธรณ์ต่อศาลฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีแรงงานวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงที่ศาลแรงงานกลางรับฟังเป็นยุติว่า โจทก์โอนมาเป็นลูกจ้างของจำเลยในปี 2546 โดยนับอายุงานต่อเนื่องมาจากการทำงานกับบริษัทเคพีเอ็มจีพีทมาร์วิคสุธี จำกัด ตั้งแต่วันที่ 7 กุมภาพันธ์ 2537 และบริษัทเคพีเอ็มจี ออดิท ประเทศไทย ปี 2541 ตามลำดับ รวมอายุการทำงานทั้งสิ้น 15 ปี โจทก์ทำงานเป็นผู้ตรวจสอบบัญชีตำแหน่งสุดท้ายเป็นผู้จัดการแผนกวางแผนทรัพยากร อัตราค่าจ้างเดือนละ 80,500 บาท จำเลยมีนโยบายและดำเนินการชักจูงนักศึกษาสาขาบัญชีที่ใกล้สำเร็จการศึกษาจากมหาวิทยาลัยต่าง ๆ ให้มาทำงานกับจำเลยหลังสำเร็จการศึกษาในอัตราค่าจ้างเดือนละ 20,000 บาท ในขณะที่จำเลยอ้างภาวะเศรษฐกิจถดถอยจำเป็นต้องปรับปรุงโครงสร้างหน่วยงานเพื่อลดต้นทุนให้บริษัทจำเลยอยู่รอดโดยวิธีเลือกปลดลูกจ้างประมาณ 70 คน รวมทั้งโจทก์ เมื่อวันที่ 16 มีนาคม 2552 จำเลยจัดทำหนังสือขอรับข้อเสนอให้ลูกจ้างที่ถูกเลือกปลดออก ลงลายมือชื่อยินยอมเลิกสัญญาจ้างและยอมรับค่าชดเชย ค่าจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้าและค่าจ้างสำหรับวันหยุดพักผ่อนประจำปีที่ยังไม่ได้ใช้สิทธิหยุดตามกฎหมาย โดยไม่ติดใจเรียกร้องและฟ้องร้องหรือเรียกค่าตอบแทนอื่นใดจากจำเลยอีก ครั้งแรกโจทก์ลงลายมือชื่อในหนังสือขอรับข้อเสนอไปแล้ว ต่อมาโจทก์คิดทบทวนใหม่จึงตามไปขีดฆ่าลายมือชื่อของตนออกและวันรุ่งขึ้นโจทก์ส่งมอบทรัพย์สินของบริษัทคืนจำเลยไม่ได้ทำงานกับจำเลยอีก จำเลยติดต่อให้โจทก์ลงลายมือชื่อในหนังสือขอรับข้อเสนออีกแต่โจทก์ไม่ยินยอม จำเลยจึงมีหนังสือส่งถึงโจทก์ทางไปรษณีย์ตอบรับ แจ้งการเลิกจ้างโจทก์ระบุเหตุเลิกจ้างว่าเนื่องจากปรับโครงสร้างขององค์กรในด้านผลการประกอบกิจการของจำเลยปรากฏว่า มีกำไรมาโดยตลอด ในปี 2551 จำเลยมีกำไร 62,540,000 บาท ลดลงจากปี 2550 เพียง 3,000,000 บาท ซึ่งจำเลยอ้างว่าผลกำไรเกิดจากการที่จำเลยลดค่าใช้จ่ายโดยปลดลูกจ้างออกเพื่อปรับปรุงโครงสร้างให้เหมาะสม ขณะเดียวกันจำเลยจ้างพนักงานด้านบัญชีใหม่ประมาณ 200 คน และยังคงประชาสัมพันธ์รับพนักงานใหม่ทางอินเทอร์เน็ตอยู่ แล้ววินิจฉัยว่า จำเลยเลิกจ้างโจทก์ในขณะที่ผลประกอบการมีกำไร ย่อมเป็นการเลิกจ้างที่ยังไม่มีเหตุอันควร จึงถือเป็นการเลิกจ้างที่ไม่เป็นธรรม

มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของจำเลยประการแรกว่า หนังสือขอรับข้อเสนอที่โจทก์ลงลายมือชื่อไปแล้วขีดฆ่าออกภายหลังมีผลใช้บังคับตามกฎหมายหรือไม่ เห็นว่า ข้อความตามหนังสือขอรับข้อเสนอที่มีถึงกรรมการผู้จัดการของจำเลยขอรับข้อเสนอของจำเลย ยอมรับเงินค่าบอกกล่าวล่วงหน้า ค่าชดเชย และค่าจ้างสำหรับวันหยุดพักผ่อนประจำปี รวมเป็นเงินสุทธิ 911,041 บาท โดยไม่ติดใจจะเรียกร้อง ฟ้องร้องหรือเรียกค่าตอบแทนอื่นใดจากจำเลยอีกทั้งสิ้นนั้น เป็นกรณีทำคำบอกกล่าวสนองไปถึงจำเลยซึ่งเป็นผู้เสนอ เมื่อเอกสารดังกล่าวฝ่ายจำเลยจัดเตรียมไว้ให้โจทก์ลงลายมือชื่อเป็นคำสนองของโจทก์ โจทก์ลงลายมือชื่อแล้วมีการแก้ไขขีดฆ่าลายมือชื่อของตนออกเสีย ก่อนมีการลงวันที่ในหนังสือและก่อนนำเสนอต่อกรรมการผู้จัดการของจำเลย จึงไม่มีผลเป็นคำสนองรับคำเสนอของจำเลย คำเสนอของจำเลยจึงเป็นอันสิ้นความผูกพันไป ไม่ก่อให้เกิดเป็นสัญญาประนีประนอมยอมความที่จะมีผลผูกพันบังคับกันได้ กรณีจึงไม่ใช่เรื่องการถอนการแสดงเจตนาเลิกสัญญาประนีประนอมยอมความดังที่จำเลยอุทธรณ์ ที่ศาลแรงงานกลางวินิจฉัยว่า เป็นเรื่องที่โจทก์และจำเลยต่างสมัครใจยกเลิกหนังสือขอรับข้อเสนอไม่อาจบังคับตามหนังสือนั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วยในผล ส่วนที่จำเลยอุทธรณ์ว่า โจทก์มิได้เข้าปฏิบัติงานกับจำเลยนับแต่วันที่ 18 มีนาคม 2552 จนถึงวันฟ้อง ถือว่าโจทก์ขาดงานเกินกว่า 3 วัน ติดต่อกัน เข้าข้อยกเว้นที่จำเลยไม่ต้องจ่ายค่าชดเชยหรือเงินสิทธิประโยชน์ใด ๆ แก่โจทก์ การที่จำเลยจ่ายค่าชดเชยและเงินอื่น ๆ แก่โจทก์ไปด้วย จึงเป็นการเลิกจ้างที่เป็นธรรมแล้วนั้น เป็นข้อที่จำเลยมิได้ยกขึ้นต่อสู้ในคำให้การ จึงเป็นข้อที่มิได้ยกขึ้นว่ากันมาแล้วในศาลแรงงานกลางต้องห้ามมิให้อุทธรณ์ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 225 วรรคหนึ่ง ประกอบพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงาน พ.ศ.2522 มาตรา 31 ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัยในส่วนนี้

มีปัญหาที่จำเลยอุทธรณ์ประการต่อมาว่า ศาลแรงงานกลางรับฟังคำพยานโจทก์โดยขัดต่อประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 89 วรรคสอง นั้น เห็นว่า การสืบพยานในคดีแรงงานมีพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงาน พ.ศ.2522 มาตรา 45 วรรคสอง บัญญัติวิธีการซักถามพยานไว้โดยเฉพาะแล้วว่า ให้ศาลแรงงานเท่านั้นเป็นผู้ซักถามพยานของฝ่ายโจทก์หรือของฝ่ายจำเลยหรือพยานที่ศาลแรงงานเรียกมาเอง ฝ่ายโจทก์หรือฝ่ายจำเลยไม่มีสิทธิซักถามพยานที่ตนอ้างมาหรือพยานที่อีกฝ่ายหนึ่งอ้างหรือที่ศาลแรงงานเรียกมาเอง เว้นแต่ศาลแรงงานจะอนุญาตให้ซักถามได้เท่านั้น ทั้งการถามพยานฝ่ายที่ตนอ้างหรือพยานที่อีกฝ่ายหนึ่งอ้างนั้น ก็บัญญัติให้เป็นการซักถามทั้งสิ้น การซักถามพยานที่อีกฝ่ายหนึ่งอ้าง จึงไม่เป็นการถามค้านตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 89 เมื่อการสืบพยานในคดีแพ่งทั่วไปแตกต่างจากการสืบพยานในคดีแรงงาน จึงไม่อาจนำบทบัญญัติตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 89 วรรคสอง มาอนุโลมใช้บังคับแก่การพิจารณาสืบพยานในศาลแรงงานได้ ดังนั้นการที่ศาลแรงงานกลางรับฟังพยานหลักฐานของโจทก์ ซึ่งนำสืบในภายหลังโดยโจทก์มิได้ซักถามพยานจำเลยเกี่ยวกับเรื่องที่โจทก์จะนำสืบในภายหลัง เพื่อให้พยานจำเลยได้อธิบายถึงข้อความเหล่านั้นก่อน จึงไม่เป็นการรับฟังพยานหลักฐานที่ขัดต่อกฎหมายแต่อย่างใด อุทธรณ์ข้อนี้ของจำเลยฟังไม่ขึ้น

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 361
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นางสาววันทนีย์ เจียงวัฒนชัยกุล
จำเลย — บริษัทเคพีเอ็มจีภูมิไชยสอบบัญชี จำกัด
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลแรงงานกลาง — นางอมรา พงค์ศิริกูล
ชื่อองค์คณะ
วาสนา หงส์เจริญ
ชัยวัฒน์ เวียงธีรวัฒน์
สุนันท์ ชัยชูสอน
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 14785/2557
#579850
เปิดฉบับเต็ม

วันที่ 4 พฤศจิกายน 2548 โจทก์ร่วมร้องทุกข์ขอให้พนักงานสอบสวนดำเนินคดีแก่จำเลยทั้งสองโดยอ้างว่าโจทก์ร่วมและจำเลยทั้งสองร่วมกันประกอบกิจการขายรถยนต์ใช้แล้วด้วยกัน โดยโจทก์ร่วมเป็นผู้ออกเงินทุนซื้อรถยนต์ใช้แล้วจากนั้นนำไปมอบให้จำเลยทั้งสองเสนอขาย เมื่อขายได้โจทก์ร่วมจะได้รับเงินทุนคืนพร้อมเงินกำไรร้อยละหกสิบ ส่วนจำเลยทั้งสองจะได้เฉพาะเงินกำไรร้อยละสี่สิบ โจทก์ร่วมนำรถยนต์ 6 คันตามฟ้องไปมอบให้จำเลยทั้งสองเสนอขาย เมื่อจำเลยทั้งสองขายได้แล้วจำเลยทั้งสองร่วมกันเบียดบังเอาเงินที่ขายได้ไปโดยทุจริต ซึ่งเป็นการร้องทุกข์กล่าวหาว่าจำเลยทั้งสองร่วมกันยักยอกเงินที่ได้จากการขายรถยนต์ของโจทก์ร่วม แต่หลังจากนั้นในวันที่ 18 เมษายน 2549 พนักงานสอบสวน สอบสวนโจทก์ร่วมเพิ่มเติมว่าจำเลยทั้งสองร่วมกันยักยอกรถยนต์ของโจทก์ร่วม ซึ่งไม่ใช่เป็นเรื่องที่โจทก์ร่วมได้ร้องทุกข์ไว้ในวันที่ 4 พฤศจิกายน 2548 การสอบสวนเพิ่มเติมดังกล่าวจึงเป็นการสอบสวนที่ไม่ชอบด้วย ป.วิ.อ. มาตรา 121 วรรคสอง เพราะมิใช่เรื่องที่โจทก์ร่วมร้องทุกข์ไว้ โจทก์จึงไม่มีอำนาจฟ้องจำเลยทั้งสองในข้อหาร่วมกันยักยอกรถยนต์ของโจทก์ร่วมเป็นคดีนี้ ตาม ป.วิ.อ. มาตรา 120

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยทั้งสองตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83, 91, 352 และให้จำเลยทั้งสองคืนรถยนต์ 6 คัน ดังกล่าว หรือใช้เงิน 1,822,000 บาท แก่ผู้เสียหาย

จำเลยทั้งสองให้การปฏิเสธ

ระหว่างพิจารณา นายชัยรัตน์ ผู้เสียหาย ยื่นคำร้องขอเข้าร่วมเป็นโจทก์ ศาลชั้นต้นอนุญาต

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยที่ 1 มีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 352 วรรคแรก จำคุก 1 ปี 6 เดือน ให้จำเลยที่ 1 คืนรถยนต์หมายเลขทะเบียน ผจ 8052 เชียงใหม่ หรือชดใช้เงินจำนวน 452,000 บาทและคืนรถยนต์หมายเลขทะเบียน ภฉ 7981 กรุงเทพมหานคร หรือชดใช้เงิน 280,000บาท แก่โจทก์ร่วม ส่วนจำเลยที่ 2 และความผิดกรรมอื่นให้ยกฟ้อง

โจทก์ร่วมและจำเลยที่ 1 อุทธรณ์ โดยผู้พิพากษาซึ่งพิจารณาและลงชื่อในคำพิพากษาศาลชั้นต้นอนุญาตให้โจทก์ร่วมอุทธรณ์ในปัญหาข้อเท็จจริง

ศาลอุทธรณ์พิพากษากลับ ให้ยกฟ้อง

โจทก์ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยทั้งสองในความผิดฐานร่วมกันยักยอกตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 352 อันเป็นความผิดต่อส่วนตัว ซึ่งตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 121 วรรคสอง ห้ามมิให้พนักงานสอบสวนทำการสอบสวนเว้นแต่จะมีคำร้องทุกข์ตามระเบียบแล้วโจทก์และโจทก์ร่วมนำสืบว่า วันที่ 4 พฤศจิกายน 2548 โจทก์ร่วมร้องทุกข์ขอให้พนักงานสอบสวนสถานีตำรวจนครบาลตลิ่งชันดำเนินคดีแก่จำเลยทั้งสอง โดยอ้างว่าโจทก์ร่วมและจำเลยทั้งสองร่วมกันประกอบกิจการขายรถยนต์ใช้แล้วด้วยกัน โดยโจทก์ร่วมเป็นผู้ออกเงินทุนซื้อรถยนต์ใช้แล้ว จากนั้นนำไปมอบให้จำเลยทั้งสองเสนอขาย เมื่อขายได้โจทก์ร่วมจะได้รับเงินทุนคืนพร้อมเงินกำไรร้อยละหกสิบ ส่วนจำเลยทั้งสองจะได้เฉพาะเงินกำไรเพียงร้อยละสี่สิบ โจทก์ร่วมนำรถยนต์ 6 คัน ตามฟ้อง และรถยนต์อื่นอีก 1 คันไปมอบให้จำเลยทั้งสองเสนอขาย เมื่อจำเลยทั้งสองขายได้แล้วจำเลยทั้งสองร่วมกันเบียดบังเอาเงินที่ขายได้จำนวน 2,326,216 บาท โดยทุจริต ตามสำเนาบันทึกคำให้การของผู้กล่าวหา และสำเนารายงานประจำวันเกี่ยวกับคดี ซึ่งเป็นการร้องทุกข์กล่าวหาว่าจำเลยทั้งสองร่วมกันยักยอกเงินที่ได้จากการขายรถยนต์ของโจทก์ร่วม แต่หลังจากนั้นในวันที่ 18 เมษายน 2549 พนักงานสอบสวนสอบสวนโจทก์ร่วมเพิ่มเติมว่าจำเลยทั้งสองร่วมกันยักยอกรถยนต์ของโจทก์ร่วม ตามใบต่อคำให้การของผู้กล่าวหา ซึ่งไม่ใช่เป็นเรื่องที่โจทก์ร่วมได้ร้องทุกข์ไว้ในวันที่ 4 พฤศจิกายน 2548 การสอบสวนเพิ่มเติมดังกล่าวจึงเป็นการสอบสวนที่ไม่ชอบด้วยประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 121 วรรคสอง เพราะมิใช่เรื่องที่โจทก์ร่วมร้องทุกข์ไว้โจทก์จึงไม่มีอำนาจฟ้องจำเลยทั้งสองในข้อหาร่วมกันยักยอกรถยนต์ของโจทก์ร่วมเป็นคดีนี้ ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 120 ปัญหานี้เป็นข้อกฎหมายที่เกี่ยวกับความสงบเรียบร้อย ศาลฎีกาจึงมีอำนาจยกขึ้นวินิจฉัยเองได้ ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 195 วรรคสอง ประกอบมาตรา 225 กรณีไม่จำเป็นต้องวินิจฉัยฎีกาของโจทก์ ที่ศาลอุทธรณ์พิพากษายกฟ้องมานั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วยในผล

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.อ. ม. 352
ป.วิ.อ. ม. 120 ม. 121
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการ สำนักงานอัยการสูงสุด
โจทก์ร่วม — นายชัยรัตน์ เอื้อโภศิณธ์
จำเลย — นายสมยศหรือกรกฤต วราฤทธิชัย กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดตลิ่งชัน — นางสาวนวพร สาระคุณ
ศาลอุทธรณ์ — นายกำจัด พ่วงสวัสดิ์
ชื่อองค์คณะ
ฉัตรไชย จันทร์พรายศรี
วรงค์พร จิระภาค
สุภัทร์ สุทธิมนัส
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 14778/2557
#575247
เปิดฉบับเต็ม

การที่จำเลยนำรถยนต์ตู้โดยสารซึ่งจดทะเบียนในประเภทรถยนต์นั่งส่วนบุคคลเกิน 7 คน ซึ่งไม่ใช่รถของบริษัทหรือรถที่ใช้ในกิจการของบริษัทที่ตนเป็นลูกจ้างบรรทุกคนต่างด้าวจำนวน 13 คน จากอำเภอเมืองสมุทรสาครไปส่งยังจังหวัดระนองและรับกลับมาส่งยังอำเภอเมืองสมุทรสาคร แม้คนต่างด้าวจะเป็นลูกค้าของบริษัทแต่ก็ต้องเสียค่าโดยสาร ถือได้ว่าเป็นการขนส่งเพื่อสินจ้างโดยไม่จำกัดเส้นทาง แม้จำเลยจะได้รับเงินเดือนจากบริษัท แต่จำเลยก็เบิกความตอบคำถามค้านของโจทก์ว่า ในการเดินทางแต่ละเที่ยวจำเลยจะได้รับค่าอาหาร 200 บาท และในชั้นจับกุมจำเลยรับว่าจำเลยรับจ้างขนส่งแรงงานต่างด้าวเพื่อไปพิสูจน์สัญชาติยังจังหวัดระนอง และกำลังเดินทางกลับตามบันทึกการจับกุมเอกสารหมาย จ. 1 ส่วนในชั้นสอบสวนจำเลยให้การว่า เป็นผู้ขับรถยนต์พาคนต่างด้าวเดินทางไปพิสูจน์สัญชาติที่จังหวัดระนอง จำนวน 13 คน ได้ค่าจ้างขับรถ ค่าน้ำมันและค่าก๊าซจำนวน 2,500 บาท ฟังได้ว่าจำเลยได้รับค่าจ้างในการขับรถดังกล่าว ถือได้ว่าจำเลยเป็นผู้ประกอบการขนส่งโดยไม่ประจำทางแล้ว เมื่อจำเลยไม่ได้รับใบอนุญาตให้ประกอบการขนส่งไม่ประจำทางจากนายทะเบียน การกระทำของจำเลยจึงเป็นความผิดตามฟ้อง

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามพระราชบัญญัติการขนส่งทางบก พ.ศ.2522 มาตรา 23, 126

จำเลยให้การปฏิเสธ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามพระราชบัญญัติการขนส่งทางบก พ.ศ.2522 มาตรา 23 วรรคหนึ่ง, 126 จำคุก 1 ปี และปรับ 20,000 บาท ไม่ปรากฏว่าจำเลยเคยได้รับโทษจำคุกมาก่อนเห็นควรให้โอกาสจำเลยกลับตนเป็นคนดี โทษจำคุกให้รอไว้มีกำหนด 2 ปี ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 56 หากไม่ชำระค่าปรับให้จัดการตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 29, 30

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์วินิจฉัยว่า จำเลยขับรถยนต์ตู้ซึ่งใช้ในกิจการของบริษัทเอ.ไอ.เค.อินเตอร์กรุ๊ป จำกัด ขนส่งคนต่างด้าวเพื่อพิสูจน์สัญชาติอันเป็นวัตถุประสงค์ในการดำเนินธุรกิจของบริษัท ซึ่งเป็นการกระทำไปในทางการที่จ้างตามที่ได้รับมอบหมายจากนายจ้างโดยจำเลยมิได้เรียกเก็บค่าโดยสารเพื่อเป็นค่าตอบแทนส่วนตนโดยเฉพาะ แม้ว่าจำเลยได้รับเงินเดือนในตำแหน่งพนักงานขับรถจากบริษัทก็เป็นเพียงค่าตอบแทนจากการทำงานตามปกติ ซึ่งถือว่าเป็นค่าจ้าง ตามพระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน พ.ศ.2541 เท่านั้น การกระทำของจำเลยจึงไม่ถือว่าเป็นการขนส่งเพื่อสินจ้างตามความหมายของพระราชบัญญัติการขนส่งทางบก พ.ศ.2522 จำเลยจึงไม่มีความผิดฐานประกอบการขนส่งไม่ประจำทางโดยไม่ได้รับอนุญาต พิพากษายกฟ้อง

โจทก์ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ว่าจำเลยกระทำความผิดฐานประกอบการขนส่งไม่ประจำทางโดยไม่ได้รับใบอนุญาตหรือไม่ เห็นว่า คดีนี้ศาลชั้นต้นฟังว่าจำเลยเป็นพนักงานขับรถของบริษัทเอ.ไอ.เค. อินเตอร์กรุ๊ป จำกัด โจทก์มิได้แก้อุทธรณ์โต้เถียงข้อเท็จจริงดังกล่าว การที่โจทก์ยกข้อเท็จจริงดังกล่าวชั้นฎีกา ถือเป็นข้อเท็จจริงที่มิได้ยกขึ้นว่ากันมาแล้วโดยชอบในศาลอุทธรณ์ภาค 8 จึงต้องห้ามมิให้โจทก์ฎีกาตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 249 วรรคหนึ่ง ประกอบประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 15 ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัย

การที่จำเลยนำรถยนต์ตู้โดยสารซึ่งจดทะเบียนในประเภทรถยนต์นั่งส่วนบุคคลเกิน 7 คน ซึ่งไม่ใช่รถของบริษัทหรือรถที่ใช้ในกิจการของบริษัทที่ตนเป็นลูกจ้างบรรทุกคนต่างด้าวจำนวน 13 คน จากอำเภอเมืองสมุทรสาคร ไปส่งยังจังหวัดระนองและรับกลับมาส่งยังอำเภอเมืองสมุทรสาคร แม้คนต่างด้าวจะเป็นลูกค้าของบริษัท แต่ก็ต้องเสียค่าโดยสาร ถือได้ว่าเป็นการขนส่งเพื่อสินจ้างโดยไม่จำกัดเส้นทาง แม้จำเลยจะได้รับเงินเดือนจากบริษัท แต่จำเลยก็เบิกความตอบคำถามค้านของโจทก์ว่า ในการเดินทางแต่ละเที่ยว จำเลยจะได้รับค่าอาหาร 200 บาท และในชั้นจับกุม จำเลยรับว่าจำเลยรับจ้างขนส่งแรงงานต่างด้าวเพื่อไปพิสูจน์สัญชาติยังจังหวัดระนอง และกำลังเดินทางกลับตามบันทึกการจับกุม ส่วนในชั้นสอบสวนจำเลยให้การว่า เป็นผู้ขับรถยนต์พาคนต่างด้าวเดินทางไปพิสูจน์สัญชาติที่จังหวัดระนอง จำนวน 13 คน ได้ค่าจ้างขับรถ ค่าน้ำมันและค่าก๊าซ จำนวน 2,500 บาท ฟังได้ว่าจำเลยได้รับค่าจ้างในการขับรถดังกล่าว ถือได้ว่าจำเลยเป็นผู้ประกอบการขนส่งโดยไม่ประจำทางแล้ว เมื่อจำเลยไม่ได้รับใบอนุญาตให้ประกอบการขนส่งไม่ประจำทางจากนายทะเบียน การกระทำของจำเลยจึงเป็นความผิดตามฟ้อง ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 8 พิพากษายกฟ้อง ศาลฎีกาไม่เห็นพ้องด้วย ฎีกาของโจทก์ฟังขึ้น

พิพากษากลับ ให้บังคับคดีไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.การขนส่งทางบก พ.ศ.2522 ม. 23 ม. 126
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการจังหวัดระนอง
จำเลย — นายนิพนธ์หรือแป๊ะ แสงเครือ
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดระนอง — นายเกรียงศักดิ์ ปานศิลา
ศาลอุทธรณ์ภาค 8 — นายก่อเกียรติ สุพลพงษ์
ชื่อองค์คณะ
สุวัฒน์ วรรธนะหทัย
ปริญญา ดีผดุง
นิพันธ์ ช่วยสกุล
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 14768/2557
#571903
เปิดฉบับเต็ม

หลังจากศาลชั้นต้นมีคำสั่งอนุญาตให้ บบส. พ. เข้าสวมสิทธิเป็นคู่ความแทนโจทก์ และบริษัทดังกล่าวได้ดำเนินการบังคับคดีแก่จำเลยทั้งสามนั้น ไม่ปรากฏว่าจำเลยทั้งสามได้โต้แย้งคัดค้านคำสั่งของศาลชั้นต้นภายในระยะเวลาตามกฎหมาย จำเลยทั้งสามคงยื่นคำร้องคัดค้านว่า การส่งประกาศยึดทรัพย์ หมายบังคับคดี และประกาศขายทอดตลาดไม่ชอบด้วยกฎหมายเท่านั้น แม้ในระหว่างการพิจารณาของศาลฎีกา จำเลยทั้งสามจะยื่นคำร้องคัดค้านการเข้าสวมสิทธิของผู้ร้อง แต่ข้ออ้างดังกล่าวของจำเลยทั้งสามก็ไม่อาจถือได้ว่าเป็นการโต้แย้งคัดค้านคำสั่งของศาลชั้นต้นภายในระยะเวลาตามกฎหมาย ข้อเท็จจริงย่อมฟังเป็นยุติว่า บบส. พ. เป็นผู้สวมสิทธิเข้าเป็นคู่ความแทนโจทก์โดยชอบ บบส. พ. จึงอยู่ในฐานะเจ้าหนี้ตามคำพิพากษา และสามารถโอนสิทธิเรียกร้องให้แก่ผู้ร้องได้

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
คดีสืบเนื่องมาจากศาลชั้นต้นพิพากษาตามสัญญาประนีประนอมยอมความ ให้จำเลยทั้งสามร่วมกันชำระหนี้ไถ่ถอนจำนองที่ดินตามฟ้อง แต่จำเลยทั้งสามไม่ชำระหนี้ตามเงื่อนไขในสัญญา ต่อมาวันที่ 20 กันยายน 2543 โจทก์โอนสิทธิเรียกร้องที่มีต่อจำเลยทั้งสามให้แก่บริษัทบริหารสินทรัพย์พาลาภ จำกัด ครั้นวันที่ 12 กุมภาพันธ์ 2544 บริษัทดังกล่าวยื่นคำร้องขอเข้าสวมสิทธิเป็นคู่ความแทนโจทก์ ศาลชั้นต้นอนุญาต เมื่อจำเลยทั้งสามไม่ชำระหนี้ตามคำพิพากษาตามยอม ผู้เข้าสวมสิทธิจึงขอให้ศาลชั้นต้นออกหมายบังคับคดีและนำเจ้าพนักงานบังคับคดียึดทรัพย์จำนองที่ดินโฉนดเลขที่ 7366 ตำบลทางเกวียน อำเภอแกลง จังหวัดระยอง พร้อมสิ่งปลูกสร้างเพื่อออกขายทอดตลาด

บริษัทบริหารสินทรัพย์ สแตนดาร์ดชาร์เตอร์ด (ไทย) จำกัด ยื่นคำร้องขอให้ศาลมีคำสั่งอนุญาตให้ผู้ร้องเข้าสวมสิทธิแทนโจทก์ตามกฎหมาย

จำเลยทั้งสามยื่นคำคัดค้านขอให้ยกคำร้อง

ศาลชั้นต้นไต่สวนแล้ว มีคำสั่งอนุญาตให้ผู้ร้องเข้าสวมสิทธิเป็นเจ้าหนี้ตามคำพิพากษา ค่าฤชาธรรมเนียมให้เป็นพับ

จำเลยทั้งสามอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 2 พิพากษายืน ให้จำเลยทั้งสามใช้ค่าทนายความในชั้นอุทธรณ์ 3,000 บาท แทนผู้ร้อง

จำเลยทั้งสามฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยทั้งสามว่า ผู้ร้องเข้าสวมสิทธิเป็นคู่ความในคดีนี้ได้หรือไม่ เห็นว่า หลังจากศาลชั้นต้นมีคำสั่งเมื่อวันที่ 12 กุมภาพันธ์ 2544 อนุญาตให้บริษัทบริหารสินทรัพย์พาลาภ จำกัด เข้าสวมสิทธิเป็นคู่ความแทนโจทก์ได้ และบริษัทดังกล่าวได้ดำเนินการบังคับคดีแก่จำเลยทั้งสามนั้น ไม่ปรากฏว่าจำเลยทั้งสามได้โต้แย้งคัดค้านคำสั่งของศาลชั้นต้นดังกล่าวภายในระยะเวลาตามกฎหมาย คงมีแต่เพียงกรณีที่จำเลยทั้งสามยื่นคำร้องลงวันที่ 17 พฤษภาคม 2549 คัดค้านว่า มีการส่งประกาศยึดทรัพย์ หมายบังคับคดี และประกาศขายทอดตลาดไม่ชอบด้วยกฎหมาย เมื่อศาลชั้นต้นไต่สวนและมีคำสั่งว่า การส่งหมายและประกาศดังกล่าวชอบด้วยกฎหมายแล้ว จำเลยทั้งสามอุทธรณ์คำสั่งศาลชั้นต้นต่อศาลอุทธรณ์ภาค 2 ซึ่งศาลอุทธรณ์ภาค 2 พิพากษายืน หลังจากนั้นจำเลยทั้งสามฎีกาโดยยกข้ออ้างขึ้นใหม่ด้วยว่า ผู้เข้าสวมสิทธิเป็นคู่ความแทนโจทก์มิใช่เจ้าหนี้ตามคำพิพากษาโดยชอบด้วยกฎหมายและไม่มีสิทธิร้องขอให้บังคับคดี ซึ่งศาลฎีกาพิจารณาแล้วเห็นว่า เป็นฎีกาที่ไม่เป็นสาระอันควรแก่การพิจารณา จึงไม่รับคดีไว้พิจารณาพิพากษา ตามคำพิพากษาศาลฎีกาที่ 8238/2554 แม้ในระหว่างการพิจารณาของศาลฎีกา จำเลยทั้งสามจะยื่นคำร้องคัดค้านลงวันที่ 30 พฤษภาคม 2554 มีใจความคัดค้านการเข้าสวมสิทธิของผู้ร้อง ทั้งยังกล่าวอ้างว่า การโอนสินทรัพย์ระหว่างโจทก์กับบริษัทบริหารสินทรัพย์พาลาภ จำกัด ไม่ได้จดทะเบียนต่อพนักงานเจ้าหน้าที่จึงตกเป็นโมฆะ บริษัทดังกล่าวจึงไม่อาจสวมสิทธิเป็นคู่ความแทนโจทก์ได้ แต่ข้ออ้างดังกล่าวของจำเลยทั้งสามไม่อาจถือได้ว่าเป็นการโต้แย้งคัดค้านคำสั่งของศาลชั้นต้นภายในระยะเวลาตามกฎหมาย ดังนี้ ข้อเท็จจริงย่อมรับฟังเป็นยุติว่า บริษัทบริหารสินทรัพย์พาลาภ จำกัด เป็นผู้สวมสิทธิเข้าเป็นคู่ความแทนโจทก์โดยชอบ และเมื่อเป็นการรับโอนสินทรัพย์ด้อยคุณภาพรวมทั้งหลักประกันเพื่อนำมาบริหารหรือจำหน่ายจ่ายโอนต่อไป ตามพระราชกำหนดบริษัทบริหารสินทรัพย์ พ.ศ.2541 ที่มีเจตนารมณ์ในการแก้ปัญหาสินทรัพย์ด้อยคุณภาพที่ทำให้เป็นอุปสรรคต่อการเพิ่มทุนของสถาบันการเงินและกระทบกระเทือนต่อความสามารถในการให้สินเชื่อภาคเศรษฐกิจ บริษัทบริหารสินทรัพย์พาลาภ จำกัด จึงอยู่ในฐานะเจ้าหนี้ตามคำพิพากษา และสามารถดำเนินการบังคับคดีเอาแก่ที่ดินอันเป็นทรัพย์จำนองได้โดยไม่จำต้องจดทะเบียนเป็นผู้รับจำนอง รวมทั้งสามารถโอนสิทธิเรียกร้องให้แก่ผู้ร้องได้ ดังนั้น ผู้ร้องจึงเข้าสวมสิทธิเป็นคู่ความในคดีนี้ได้ ที่ศาลล่างทั้งสองพิพากษามานั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาของจำเลยทั้งสามฟังไม่ขึ้น

พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ. ม. 229
พ.ร.ก.บริษัทบริหารสินทรัพย์ พ.ศ.2541
ชื่อคู่ความ
ธนาคารไทนุ จำกัด (มหาชน) โดยบริษัทบริหาร
โจทก์ — สินทรัพย์พาลาภ จำกัด ผู้เข้าสวมสิทธิเป็นคู่ความแทน
บริษัทบริหารสินทรัพย์
ผู้ร้อง — สแตนดาร์ดชาร์เตอร์ด (ไทย) จำกัด
นายวินัย พิริยะวณิชย์ โดยนายมนัส
จำเลย — พิริยะวณิชย์ ผู้เข้าเป็นคู่ความแทน กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดระยอง — นายอนุสรณ์ สมทิพย์
ศาลอุทธรณ์ภาค 2 — นายยอน พลาบดีวัฒน
ชื่อองค์คณะ
สุทธิโชค เทพไตรรัตน์
สรศักดิ์ วาจาสิทธิศิลป์
สวัสดิ์ สุรวัฒนานันท์
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 14715/2557
#580046
เปิดฉบับเต็ม

การที่จำเลยที่ 1 และที่ 2 ร่วมกันตัดผลปาล์มของผู้เสียหายจนหล่นลงมากองอยู่บนพื้นเป็นการแยกหรือเคลื่อนที่ผลปาล์มออกจากต้น แต่ยังไม่ทันรวบรวมผลปาล์ม ผู้เสียหายก็มาพบเสียก่อน ยังถือไม่ได้ว่าจำเลยที่ 1 และที่ 2 เข้ายึดถือเอาผลปาล์มจำนวนนั้นไว้แล้วอันเป็นการเอาไปซึ่งทรัพย์ของผู้เสียหาย กรณีจึงเป็นความผิดฐานพยายามร่วมกันลักทรัพย์เท่านั้น และถือเป็นเหตุในลักษณะคดี ศาลฎีกามีอำนาจพิพากษาให้มีผลไปถึงจำเลยที่ 2 ที่มิได้ฎีกาด้วยได้

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยทั้งสามตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83, 84, 334, 335

จำเลยทั้งสามให้การปฏิเสธ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยที่ 1 และที่ 2 มีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 335 (7) (12) วรรคสอง ประกอบมาตรา 83 จำคุกคนละ 1 ปี จำเลยที่ 1 ให้การรับสารภาพในชั้นสอบสวนเป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้หนึ่งในสามตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คงจำคุกจำเลยที่ 1 มีกำหนด 8 เดือน ยกฟ้องโจทก์สำหรับจำเลยที่ 3

จำเลยที่ 1 อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 8 พิพากษายืน

จำเลยที่ 1 ฎีกา โดยผู้พิพากษาซึ่งพิจารณาและลงชื่อในคำพิพากษาศาลชั้นต้นอนุญาตให้ฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงรับฟังเป็นยุติว่า ผู้เสียหายเป็นเจ้าของสวนปาล์มน้ำมันที่เกิดเหตุ จำเลยที่ 3 เป็นลูกจ้างมีหน้าที่ดูแลสวนปาล์มน้ำมันให้ผู้เสียหาย ตามวันเวลาและสถานที่เกิดเหตุดังฟ้อง ผู้เสียหายและดาบตำรวจนิพนธ์เดินเข้าไปในสวนปาล์มน้ำมันที่เกิดเหตุได้ยินเสียงผลปาล์มตกลงพื้นและมีเสียงคนคุยกันจึงแอบซุ่มดู เห็นจำเลยที่ 1 และที่ 2 กับนายสงบกำลังตัดผลปาล์ม เมื่อจำเลยที่ 1 และที่ 2 เห็นผู้เสียหายกับดาบตำรวจนิพนธ์ก็วิ่งหลบหนีไปทันที ดาบตำรวจนิพนธ์จับกุมจำเลยที่ 1 ไว้ได้ ศาลชั้นต้นพิพากษาลงโทษจำเลยที่ 1 และที่ 2 ฐานร่วมกันลักทรัพย์ที่เป็นผลิตภัณฑ์อันได้มาจากการกสิกรรม ยกฟ้องโจทก์สำหรับจำเลยที่ 3 ฐานเป็นผู้ใช้ให้ผู้อื่นกระทำความผิด โจทก์และจำเลยที่ 2 ไม่อุทธรณ์ คดีในส่วนของจำเลยที่ 2 และที่ 3 จึงยุติไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยที่ 1 ว่า จำเลยที่ 1 ร่วมกระทำความผิดฐานลักทรัพย์ที่เป็นผลิตภัณฑ์อันได้มาจากการกสิกรรมตามคำพิพากษาของศาลอุทธรณ์ภาค 8 หรือไม่ จำเลยที่ 1 ฎีกาข้อแรกว่า แม้จำเลยที่ 1 และที่ 2 ร่วมกันตัดผลปาล์มหลุดออกจากต้นมาอยู่บนพื้นแล้ว แต่จำเลยที่ 1 และที่ 2 ยังไม่ได้แย่งการครอบครองจากเจ้าของทรัพย์ จึงเป็นเพียงการพยายามกระทำความผิดนั้น เห็นว่า การที่จำเลยที่ 1 และที่ 2 ร่วมกันตัดผลปาล์มของผู้เสียหายจนหล่นลงมากองอยู่บนพื้น เป็นการแยกหรือเคลื่อนที่ผลปาล์มออกจากต้น แต่ยังไม่ทันได้รวบรวมผลปาล์ม ผู้เสียหายก็มาพบเสียก่อนเช่นนี้ ยังถือไม่ได้ว่าจำเลยที่ 1 และที่ 2 เข้ายึดถือเอาผลปาล์มจำนวนนั้นไว้แล้ว อันเป็นการเอาไปซึ่งทรัพย์ของผู้เสียหาย กรณีจึงเป็นความผิดฐานพยายามร่วมกันลักทรัพย์เท่านั้นและถือเป็นเหตุในลักษณะคดี ศาลฎีกามีอำนาจพิพากษาให้มีผลไปถึงจำเลยที่ 2 ที่มิได้ฎีกาด้วยได้ ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 213 ประกอบมาตรา 225 ส่วนฎีกาข้อสุดท้ายของจำเลยที่ 1 ที่ว่า เมื่อศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้องจำเลยที่ 3 ซึ่งโจทก์ฟ้องว่าเป็นผู้ใช้ให้จำเลยที่ 1 และที่ 2 ไปลักตัดผลปาล์มน้ำมันในที่เกิดเหตุ ก็ต้องยกฟ้องจำเลยที่ 1 ด้วยนั้น เห็นว่า แม้ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้องโจทก์สำหรับจำเลยที่ 3 แต่ก็เนื่องมาจากพยานหลักฐานของโจทก์ยังมีความสงสัยตามสมควรว่า จำเลยที่ 3 กระทำความผิดตามฟ้องหรือไม่ ไม่ได้หมายความว่าไม่มีการกระทำความผิดตามฟ้องเกิดขึ้น เมื่อได้ความจากผู้เสียหายและดาบตำรวจนิพนธ์พยานโจทก์ว่า จำเลยที่ 1 วิ่งหลบหนีไปทันทีที่เห็นพยานโจทก์ทั้งสองและยังต่อสู้ขัดขวางไม่ยอมให้ดาบตำรวจนิพนธ์จับกุมตัวได้โดยง่าย ประกอบกับจำเลยที่ 1 เคยให้การไว้ในชั้นสอบสวนตามบันทึกคำให้การว่า จำเลยที่ 3 จ้างจำเลยที่ 1 และที่ 2 ไปตัดผลปาล์มน้ำมันร่วมกับคนงานอื่น ๆ ที่รับจ้างอยู่ในสวนปาล์มน้ำมันที่เกิดเหตุ แต่จำเลยที่ 1 กลับนำสืบต่อสู้ในชั้นพิจารณาว่า เข้าไปในสวนปาล์มน้ำมันที่เกิดเหตุเพื่อหาเห็ดและผักเพียงลำพัง พยานจำเลยที่ 1 ไม่อยู่กับร่องกับรอย จึงไม่มีน้ำหนักหักล้างพยานหลักฐานของโจทก์ ข้อเท็จจริงรับฟังว่า จำเลยที่ 1 และที่ 2 เข้าไปลักตัดผลปาล์มน้ำมันโดยผู้เสียหายมิได้ว่าจ้าง ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 8 พิพากษามานั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วยบางส่วน ฎีกาของจำเลยที่ 1 ฟังขึ้นบางส่วน

พิพากษาแก้เป็นว่า จำเลยที่ 1 และที่ 2 มีความผิดฐานร่วมกันพยายามลักทรัพย์ที่เป็นผลิตภัณฑ์อันได้มาจากการกสิกรรมตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 335 (7) (12) วรรคสอง ประกอบมาตรา 80 และ 83 จำคุกคนละ 8 เดือน คำให้การในชั้นสอบสวนของจำเลยที่ 1 เป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้หนึ่งในสามตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คงจำคุกจำเลยที่ 1 มีกำหนด 4 เดือน 40 วัน นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 8
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.อ. ม. 80 ม. 83 ม. 213 ม. 225 ม. 335 (7) ม. 335 (12) ม. 335 วรรคสอง
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการจังหวัดกระบี่
จำเลย — นายสมพงษ์ เพชรลูก กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดกระบี่ — นายเลื่องศักดิ์ คงเดช
ศาลอุทธรณ์ภาค 8 — นายอนุสรณ์ ศรีเมนต์
ชื่อองค์คณะ
สมยศ เข็มทอง
ภานุวัฒน์ ศุภะพันธุ์
สมศักดิ์ คุณเลิศกิจ
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 14704/2557
#575243
เปิดฉบับเต็ม

โจทก์และจำเลยยังนำสืบโต้แย้งเกี่ยวกับสิทธิในการครอบครองที่ดินพิพาทกันอยู่ แม้โจทก์มีชื่อเป็นเจ้าของที่ดินพิพาทตามหนังสือรับรองการทำประโยชน์เลขที่ 6869 แต่ก็รับว่าไม่เคยเข้าครอบครองทำประโยชน์ในที่ดินพิพาท ส่วนจำเลยนำสืบต่อสู้ว่าจำเลยได้สิทธิในที่ดินพิพาทมาจากเจ้าของที่ดินเดิมโดยการส่งมอบการครอบครอง และมีกรณีฟ้องร้องเพราะเหตุที่มีการออกหนังสือรับรองการทำประโยชน์เลขที่ 2434 โดยไม่ชอบทับที่ดินของบุคคลอื่นอีกหลายคดี ซึ่งที่ดินตามหนังสือรับรองการทำประโยชน์ของโจทก์แบ่งแยกมาจากหนังสือรับรองการทำประโยชน์ดังกล่าว เท่ากับจำเลยยืนยันโดยมีเหตุผลตามสมควรว่า จำเลยมีสิทธิครอบครอง เป็นเรื่องที่ต้องว่ากล่าวโต้แย้งกันทางแพ่ง จึงต้องรับฟังว่าจำเลยไม่มีเจตนากระทำความผิด การกระทำของจำเลยย่อมไม่เป็นความผิดฐานบุกรุก

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 362, 365 (2) (3)

ศาลชั้นต้นไต่สวนมูลฟ้องแล้ว เห็นว่า คดีมีมูล ให้ประทับฟ้อง

จำเลยให้การปฏิเสธ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 365 (2) (3) ประกอบมาตรา 362, 83 จำคุก 1 ปี 6 เดือนทางนำสืบของจำเลยเป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้หนึ่งในสามตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คงจำคุก 12 เดือน

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 8 พิพากษากลับ ให้ยกฟ้อง

โจทก์ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า มีปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ว่า การกระทำของจำเลยเป็นความผิดฐานบุกรุกหรือไม่ เห็นว่า แม้สำเนาหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส. 3 ก.) เลขที่ 6869 ระบุว่าโจทก์ครอบครองและทำประโยชน์ในที่ดินดังกล่าว ทั้งโจทก์มีนายรัฐหรือธัชกร เจ้าพนักงานที่ดินเป็นพยานเบิกความสนับสนุนว่า หนังสือรับรองการทำประโยชน์ของโจทก์ยังมีผลตามกฎหมายและมิได้ถูกเพิกถอนก็ตาม แต่เมื่อพิจารณาจากสำเนาคำสั่งกรมที่ดิน เรื่องตั้งคณะกรรมการสอบสวนกรณีข้าราชการกระทำผิดวินัยฐานประพฤติชั่วอย่างร้ายแรง ปรากฏว่า มีการกล่าวถึงข้อเท็จจริงกรณีที่ข้าราชการสำนักงานที่ดินร่วมมือกับนายณรงค์ และพวกนำที่ดินซึ่งนายไม มีสิทธิครอบครองอยู่ไปออกหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส. 3 ก.) เลขที่2434 ในชื่อตนเองแล้วนำไปขายได้เงินแบ่งปันกัน ซึ่งหากเป็นความจริงก็ต้องถือว่าหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส. 3 ก.) ทุกฉบับที่แบ่งแยกมาจากหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส. 3 ก.) เลขที่ 2434 เป็นเอกสารสิทธิที่ได้มาโดยมิชอบด้วยกฎหมายเมื่อโจทก์ไม่นำสืบข้อเท็จจริงให้เห็นได้เป็นอย่างอื่นนอกเหนือจากที่ปรากฏตามเอกสาร และโจทก์เบิกความด้วยว่าโจทก์ไม่เคยครอบครองทำประโยชน์ที่ดินตามหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส. 3 ก.) เลขที่ 6869 แต่อย่างใด ลำพังเพียงการที่โจทก์รังวัดแบ่งแยกที่ดินโดยไม่มีผู้ใดคัดค้าน ยังมิใช่การกระทำอันถือได้ว่าเป็นการยึดถือครอบครองใช้ประโยชน์ที่ดิน เมื่อจำเลยนำสืบต่อสู้ว่า จำเลยได้สิทธิในที่ดินแปลงดังกล่าวมาจากเจ้าของที่ดินเดิมโดยการส่งมอบการครอบครอง และมีกรณีฟ้องร้องเพราะเหตุที่มีการออกหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส. 3 ก.) เลขที่ 2434 โดยมิชอบทับที่ดินของบุคคลอื่นอีกหลายคดี รวมทั้งคดีที่มีการฟ้องนายเติม ต่อศาลชั้นต้นซึ่งเกี่ยวเนื่องกับการออกหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส. 3 ก.) ฉบับดังกล่าว เท่ากับจำเลยยืนยันโดยมีเหตุผลตามสมควรว่า จำเลยมีสิทธิครอบครองอันเป็นเรื่องที่ต้องว่ากล่าวโต้แย้งกันในทางแพ่ง จึงต้องรับฟังว่าจำเลยไม่มีเจตนากระทำความผิด การกระทำของจำเลยย่อมไม่เป็นความผิดฐานบุกรุก ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 8 พิพากษายกฟ้องมานั้นศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาของโจทก์ฟังไม่ขึ้น

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.อ. ม. 362 ม. 365
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นายสมคิด เจริญสุข
จำเลย — นางอัสนี เยิดยิ่ง
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดสุราษฎร์ธานี — นายจงจิต เพชรจันทร์กัน
ศาลอุทธรณ์ภาค 8 — นายเพิ่มศักดิ์ สายสีทอง
ชื่อองค์คณะ
เมทินี ชโลธร
ณัฏฐชัย ไวยภาษจีรกุล
สุพจน์ กิตติรักษนนท์
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 14701/2557
#579699
เปิดฉบับเต็ม

การที่ศาลอุทธรณ์ภาค 4 พิพากษาให้จำเลยออกระเบียบแก่บุคคลที่มาใช้บริการสนามกอล์ฟของจำเลย ห้ามมิให้ใช้ไม้กอล์ฟที่มีประสิทธิภาพตีไกล เช่น หัวไม้ 1 ห้ามมิให้ตั้งทีสูงเกิน 45 มิลลิเมตร ที่บริเวณชั้น 1 และกำหนดเวลาเปิดปิดตั้งแต่ 8 ถึง 20.30 นาฬิกา เป็นการคุ้มครองสิทธิของโจทก์ตาม ป.พ.พ. มาตรา 421, 1337, 1337 และ 1374 เพื่อระงับยับยั้งมิให้การใช้สิทธิของจำเลยก่อให้เกิดความเสียหายแก่โจทก์ ไม่เป็นการจำกัดเสรีภาพในการประกอบอาชีพตามรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2550 มาตรา 5 และมาตรา 43 วรรคหนึ่ง และเป็นการพิพากษาบังคับให้จำเลยในฐานะผู้ประกอบกิจการสนามฝึกซ้อมกอล์ฟโดยตรงให้กระทำการและเป็นผู้ออกระเบียบ มิใช่เป็นการบังคับบุคคลภายนอกซึ่งสภาพแห่งหนี้เปิดช่องให้กระทำได้

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยสร้างแผงตาข่ายกั้นลูกกอล์ฟร่วงหล่นขึ้นใหม่ โดยมีความสูง 30 เมตร มีหลังคาปกคลุมด้านบนมิดชิดและมีโครงสร้างมั่นคงแข็งแรงปลอดภัยเพื่อป้องกันลูกกอล์ฟหรือวัตถุอื่นใดหลุดกระเด็นหรือร่วงหล่นจากสนามฝึกซ้อมกอล์ฟของจำเลยเข้ามาในที่ดินของโจทก์ และให้จำเลยออกระเบียบมิให้บุคคลที่มาใช้บริการสนามฝึกซ้อมกอล์ฟของจำเลยใช้ไม้กอล์ฟที่มีประสิทธิภาพในการตีไกล เช่น หัวไม้ 1 ที่บริเวณชั้นสองของอาคาร และมิให้ใช้ทีตั้งลูกกอล์ฟสูงเกินกว่า 45 มิลลิเมตร ที่บริเวณชั้นหนึ่งของอาคาร รวมทั้งการเปิดปิดของสนามฝึกซ้อมกอล์ฟของจำเลยตั้งแต่เวลา 8 ถึง 20.30 นาฬิกา เป็นการถาวร หากจำเลยไม่ปฏิบัติตามให้ถือเอาคำพิพากษาของศาลแทนการแสดงเจตนาของจำเลยและให้จำเลยเป็นผู้เสียค่าใช้จ่ายทั้งหมด

จำเลยให้การขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยป้องกันลูกกอล์ฟหรือวัตถุอื่นใดกระเด็นหลุดออกจากสนามฝึกซ้อมกอล์ฟของจำเลยเข้ามาในที่ดินของโจทก์ และให้จำเลยออกระเบียบมิให้บุคคลที่มาใช้บริการสนามฝึกซ้อมกอล์ฟของจำเลยใช้ไม้กอล์ฟที่มีประสิทธิภาพในการตีไกล เช่น หัวไม้ 1 ที่บริเวณชั้นสองของอาคารและมิให้ใช้ที (TEE) ตั้งลูกกอล์ฟสูงเกินว่า 45 มิลลิเมตร ที่บริเวณชั้น 1 ของอาคาร รวมทั้งกำหนดเวลาให้สนามฝึกซ้อมกอล์ฟของจำเลยเปิดให้บริการตั้งแต่เวลา 8 นาฬิกา ถึง 20.30 นาฬิกา เป็นการถาวร ให้จำเลยใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ โดยกำหนดค่าทนายความ 5,000 บาท คำขออื่นนอกจากนี้ให้ยก ค่าใช้จ่ายในการดำเนินคดีให้เป็นพับ

โจทก์และจำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 4 พิพากษาแก้เป็นว่า ให้จำเลยสร้างแผงตาข่ายป้องกันลูกกอล์ฟกระเด็นหลุดหรือร่วงหล่นออกนอกสนามเข้าไปในที่ดินของโจทก์มีความสูงไม่ต่ำกว่า 18 เมตร และให้ทำตาข่ายคลุมด้านบนด้วย โดยให้มีมาตรฐานตามพระราชบัญญัติการสาธารณสุข พ.ศ.2535 และตามคำแนะนำแก้ไขปรับปรุงสภาพของสถานที่ประกอบกิจการของนายกเทศมนตรีตำบลบ้านเป็ด นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น ให้จำเลยใช้ค่าทนายความชั้นอุทธรณ์แทนโจทก์ 4,000 บาท

จำเลยฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า มีปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยประการแรกมีว่า โจทก์มีอำนาจฟ้องหรือไม่ เห็นว่า คดีนี้โจทก์มิได้ฟ้องว่าการที่นางสิริพรถูกลูกกอล์ฟที่ตีมาจากสนามฝึกซ้อมกอล์ฟของจำเลยเป็นการละเมิดต่อโจทก์ แต่เป็นการบรรยายฟ้องว่านางสิริพร กรรมการของโจทก์เข้าไปสำรวจที่ดินเพื่อจะว่าจ้างคนงานถมที่ดินเพื่อประกอบธุรกิจบ้านจัดสรร และถูกลูกกอล์ฟที่ตีมาจากสนามฝึกซ้อมกอล์ฟของจำเลย และต่อไปพนักงานและลูกค้าของโจทก์จะต้องเข้ามาทำงานและติดต่อธุระในที่ดินของโจทก์อาจได้รับอันตรายแก่กายและทรัพย์สินได้ การกระทำของจำเลยเป็นการกระทำละเมิดต่อโจทก์ ทำให้โจทก์ได้รับความเสียหาย โจทก์ติดต่อจำเลยเพื่อให้จำเลยติดตั้งแผงตาข่ายป้องกันลูกกอล์ฟร่วงหล่นออกนอกสนามด้านที่ติดกับที่ดินโจทก์โดยมีหลังคาคลุมหลายครั้งหลายหนแต่จำเลยปฏิเสธ คำฟ้องของโจทก์ดังกล่าวจึงเป็นการฟ้องในฐานะที่โจทก์เป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์ ผู้ครอบครองที่ดินถูกรบกวนการครอบครองโดยมิชอบด้วยกฎหมาย และเป็นการกล่าวอ้างว่าจำเลยใช้สิทธิของตนเป็นเหตุให้โจทก์ได้รับความเสียหายหรือเดือดร้อนเกินที่ควรคิด หรือคาดหมายได้ว่าจะเป็นไปตามปกติและเหตุอันควรในเมื่อเอาสภาพและตำแหน่งที่อยู่แห่งทรัพย์สินนั้นมาคำนึงประกอบ ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1374 และ มาตรา 1337 ทั้งคำฟ้องดังกล่าวยังเป็นการบรรยายฟ้องว่า การใช้สิทธิดำเนินกิจการสนามฝึกซ้อมกอล์ฟของจำเลยมีแต่จะให้เกิดความเสียหายแก่โจทก์ ซึ่งประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 421 บัญญัติว่าเป็นการอันมิชอบด้วยกฎหมาย การกระทำของจำเลยตามคำฟ้องจึงเป็นการโต้แย้งสิทธิโจทก์ โจทก์จึงมีอำนาจฟ้อง

ปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยประการต่อไปมีว่า การที่ศาลอุทธรณ์ภาค 4 ให้จำเลยออกระเบียบแก่บุคคลที่มาใช้บริการสนามกอล์ฟของจำเลยห้ามมิให้ใช้ไม้กอล์ฟที่มีประสิทธิภาพตีไกล เช่น หัวไม้ 1 ห้ามมิให้ตั้งทีสูงเกิน 45 มิลลิเมตร ที่บริเวณชั้น 1 และกำหนดเวลาเปิดปิดตั้งแต่ 8 ถึง 20.30 นาฬิกา เป็นการจำกัดสิทธิพื้นฐานในการประกอบอาชีพของจำเลยตามรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย เป็นการบังคับบุคคลภายนอกซึ่งไม่ใช่คู่ความ และสภาพแห่งหนี้ไม่เปิดช่องให้กระทำได้หรือไม่ ศาลฎีกาพิจารณาแล้ว เห็นว่า รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2550 มาตรา 5 บัญญัติว่า ประชาชนชาวไทยไม่ว่าเหล่ากำเนิด เพศ หรือศาสนาใด ย่อมอยู่ในความคุ้มครองแห่งรัฐธรรมนูญนี้เสมอกัน การใช้เสรีภาพตามรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2550 มาตรา 43 วรรคหนึ่ง ที่บัญญัติว่า บุคคลย่อมมีเสรีภาพในการประกอบกิจการหรือประกอบอาชีพและการแข่งขันโดยเสรีอย่างเป็นธรรม นั้นจึงต้องไม่ให้เกิดผลกระทบหรือเป็นการละเมิดต่อสิทธิและเสรีภาพของบุคคลอื่น ทั้งต้องเป็นการใช้สิทธิเสรีภาพภายใต้กฎหมายเท่าที่ไม่ขัดหรือแย้งต่อรัฐธรรมนูญ คำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 4 ดังกล่าวเป็นการคุ้มครองสิทธิของโจทก์ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 421, 1337 และ 1374 เพื่อระงับยับยั้งมิให้การใช้สิทธิของจำเลยก่อให้เกิดความเสียหายแก่โจทก์ ไม่เป็นการจำกัดเสรีภาพในการประกอบอาชีพตามรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทยตามที่จำเลยฎีกาแต่อย่างใด ส่วนที่จำเลยฎีกาว่าคำพิพากษาดังกล่าวเป็นการบังคับบุคคลภายนอกที่ไม่ใช่คู่ความ และสภาพแห่งหนี้ไม่เปิดช่องกระทำได้นั้น เห็นว่า คำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 4 ดังกล่าวเป็นการพิพากษาบังคับให้จำเลยในฐานะผู้ประกอบกิจการสนามฝึกซ้อมกอล์ฟโดยตรงให้กระทำการและเป็นผู้ออกระเบียบ มิใช่เป็นการบังคับบุคลภายนอกซึ่งสภาพแห่งหนี้เปิดช่องให้กระทำได้ ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 4 พิพากษามานั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาของจำเลยฟังไม่ขึ้น

พิพากษายืน ให้จำเลยใช้ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาแทนโจทก์ โดยกำหนดค่าทนายความ 4,000 บาท
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 213 ม. 421 ม. 1337 ม. 1374
รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2550 ม. 5 ม. 43 วรรคหนึ่ง
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — บริษัทสิทธาสิริ จำกัด
จำเลย — นายธีระพงษ์ ทวีวงษ์โอฬาร
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดขอนแก่น — นายธีรวรรธน์ บั้งทอง
ศาลอุทธรณ์ภาค 4 — นางจิระวรรณ ศิริบุตร
ชื่อองค์คณะ
สุริยง ลิ้มสถิรานันท์
วิรุฬห์ แสงเทียน
ประทีป ดุลพินิจธรรมา
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 14700/2557
#598047
เปิดฉบับเต็ม

โจทก์บรรยายฟ้องมีใจความว่าจำเลยที่ 1 ถึงที่ 8 และ ย. ซึ่งถึงแก่ความตายแล้ว และเป็นสามีโดยชอบด้วยกฎหมายของจำเลยที่ 9 เป็นบิดาโดยชอบด้วยกฎหมายของจำเลยที่ 10 และที่ 11 ได้บังอาจร่วมกันบุกรุกเข้าไปยึดถือครอบครองทำประโยชน์ ก่นสร้าง แผ้วถางป่า โดยตัด ฟัน โค่น เลื่อย ชักลากไม้ในป่าภายในเขตอุทยานแห่งชาติ จังหวัดกาฬสินธุ์ ซึ่งเป็นของรัฐ อันเป็นการทำให้เป็นอันตราย และทำให้เสื่อมสภาพซึ่งไม้ภายในเขตอุทยานแห่งชาติโดยผิดกฎหมาย และร่วมกันยึดถือครอบครองพื้นที่ป่าดังกล่าว ตลอดทั้งได้ปลูกพืชไร่ในท้องที่ดังกล่าวคิดเป็นเนื้อที่รวมทั้งสิ้น 1,330 ไร่ ถือได้ว่าโจทก์ได้บรรยายฟ้อง โดยเรียกร้องให้จำเลยกับพวกร่วมกันรับผิดชดใช้ค่าเสียหายให้แก่โจทก์ซึ่งเป็นหน่วยงานของรัฐ ตาม พ.ร.บ.ส่งเสริมและรักษาคุณภาพสิ่งแวดล้อมแห่งชาติ พ.ศ.2535 มาตรา 97 ซึ่งบัญญัติว่า "ผู้ใดกระทำหรือละเว้นการกระทำด้วยประการใดโดยมิชอบด้วยกฎหมาย อันเป็นการทำลาย หรือทำให้สูญหาย หรือความเสียหายแก่ทรัพยากรธรรมชาติซึ่งเป็นของรัฐหรือเป็นสาธารณสมบัติของแผ่นดิน มีหน้าที่ต้องรับผิดชอบชดใช้ค่าเสียหายให้แก่รัฐตามมูลค่าทั้งหมดของทรัพยากรธรรมชาติที่ถูกทำลายสูญหายหรือเสียหายไปนั้น" ซึ่งเป็นกฎหมายเฉพาะ มิใช่การฟ้องขอให้จำเลยกับพวกร่วมกันรับผิดชดใช้ค่าสินไหมทดแทนต่อโจทก์ในมูลละเมิด ตาม ป.พ.พ. มาตรา 420 จึงไม่อยู่ในบังคับอายุความ 1 ปี ตาม ป.พ.พ. มาตรา 448 เมื่อไม่มีกฎหมายบัญญัติกำหนดอายุความไว้โดยเฉพาะ สิทธิเรียกร้องตามคำฟ้องของโจทก์จึงอยู่ในบังคับอายุความ 10 ปี ตาม ป.พ.พ. มาตรา 193/30

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยทั้งสิบเอ็ดร่วมกันชำระเงินแก่โจทก์จำนวน 199,500,000 บาท และดอกเบี้ยถึงวันฟ้อง 116,739,344.25 บาท รวมเป็นเงินทั้งสิ้น 316,239,344.25 บาท พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงินจำนวน 199,500,000 บาท นับถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์

จำเลยทั้งสิบเอ็ดให้การ ขอให้ยกฟ้อง

ก่อนเริ่มพิจารณา จำเลยทั้งสิบเอ็ดยื่นคำร้องขอให้ศาลชั้นต้นวินิจฉัยชี้ขาดในปัญหาข้อกฎหมายว่าสิทธิเรียกร้องตามคำฟ้องของโจทก์ขาดอายุความหรือไม่ โจทก์และจำเลยทั้งสิบเอ็ดอ้างส่งคำพิพากษาศาลชั้นต้น

ระหว่างพิจารณา จำเลยที่ 8 ถึงแก่ความตาย โจทก์ยื่นคำร้องขอให้หมายเรียกนางปัด ภริยาเข้าเป็นคู่ความแทน

ศาลชั้นต้นอนุญาตพิพากษายกฟ้อง ค่าฤชาธรรมเนียมให้เป็นพับ

โจทก์อุทธรณ์

ระหว่างพิจารณาของศาลอุทธรณ์ภาค 4 จำเลยที่ 9 ถึงแก่ความตาย นางสมคิด ยื่นคำร้องขอเข้าเป็นคู่ความแทน ศาลอุทธรณ์ภาค 4 มีคำสั่งอนุญาต พิพากษายืน คืนค่าขึ้นศาลชั้นอุทธรณ์ส่วนที่เกิน 200 บาท แก่โจทก์ ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ

โจทก์ฎีกา

ระหว่างพิจารณาของศาลฎีกา จำเลยที่ 5 ถึงแก่ความตาย นายประหยัด บุตรของจำเลยที่ 5 ขอเข้าเป็นคู่ความแทน

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า คดีมีปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ว่า สิทธิเรียกร้องตามคำฟ้องโจทก์ขาดอายุความ 1 ปี ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 448 หรือไม่ โจทก์ฎีกาว่า โจทก์ได้บรรยายฟ้องถึงการกระทำและพฤติการณ์ของจำเลยกับพวกในคดีนี้ว่า การที่จำเลยกับพวกได้ยึดถือครอบครองพื้นที่ป่าดังกล่าว ตลอดทั้งได้ปลูกมันสำปะหลัง ต้นมะม่วง และพืชไร่ต่างๆ ในพื้นที่ดังกล่าวนั้น ถือได้ว่าเป็นการกระทำอันเป็นการทำให้เป็นอันตรายและทำให้เสื่อมสภาพซึ่งไม้ภายในเขตอุทยานแห่งชาติ ถือได้ว่าเป็นการบรรยายฟ้องให้รับผิดตามพระราชบัญญัติส่งเสริมและรักษาคุณภาพสิ่งแวดล้อมแห่งชาติ พ.ศ.2535 มาตรา 97 มิใช่เป็นการบรรยายฟ้องให้จำเลยกับพวกร่วมกันรับผิดต่อโจทก์ในมูลละเมิดตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 420 จึงมีอายุความ 10 ปี นับแต่วันกระทำความผิด เห็นว่า การที่โจทก์บรรยายฟ้องมีใจความว่าจำเลยที่ 1 ถึงที่ 8 และนายใย ซึ่งถึงแก่ความตายแล้ว และเป็นสามีโดยชอบด้วยกฎหมายของจำเลยที่ 9 เป็นบิดาโดยชอบด้วยกฎหมายของจำเลยที่ 10 และที่ 11 ได้บังอาจร่วมกันบุกรุกเข้าไปยึดถือครอบครองทำประโยชน์ ก่นสร้าง แผ้วถางป่า โดยตัด ฟัน โค่น เลื่อย ชักลากไม้ในป่าภายในเขตอุทยานแห่งชาติ จังหวัดกาฬสินธุ์ ซึ่งเป็นของรัฐ อันเป็นการทำให้เป็นอันตราย และทำให้เสื่อมสภาพซึ่งไม้ภายในเขตอุทยานแห่งชาติโดยผิดกฎหมาย และร่วมกันยึดถือครอบครองพื้นที่ป่าดังกล่าว ตลอดทั้งได้ปลูกพืชไร่ในท้องที่ดังกล่าวคิดเป็นเนื้อที่รวมทั้งสิ้น 1,330 ไร่ ถือได้ว่า โจทก์ได้บรรยายฟ้อง โดยเรียกร้องให้จำเลยกับพวกร่วมกันรับผิดชดใช้ค่าเสียหายให้แก่โจทก์ซึ่งเป็นหน่วยงานของรัฐ ตามพระราชบัญญัติส่งเสริมและรักษาคุณภาพสิ่งแวดล้อมแห่งชาติ พ.ศ.2535 มาตรา 97 ซึ่งบัญญัติว่า "ผู้ใดกระทำหรือละเว้นการกระทำด้วยประการใดโดยมิชอบด้วยกฎหมาย อันเป็นการทำลาย หรือทำให้สูญหาย หรือความเสียหายแก่ทรัพยากรธรรมชาติซึ่งเป็นของรัฐหรือเป็นสาธารณสมบัติของแผ่นดิน มีหน้าที่ต้องรับผิดชอบชดใช้ค่าเสียหายให้แก่รัฐตามมูลค่าทั้งหมดของทรัพยากรธรรมชาติที่ถูกทำลายสูญหายหรือเสียหายไปนั้น" ซึ่งเป็นกฎหมายเฉพาะ มิใช่การฟ้องขอให้จำเลยกับพวกร่วมกันรับผิดชดใช้ค่าสินไหมทดแทนต่อโจทก์ในมูลละเมิด ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 420 จึงไม่อยู่ในบังคับอายุความ 1 ปี ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 448 เมื่อไม่มีกฎหมายบัญญัติกำหนดอายุความไว้โดยเฉพาะ สิทธิเรียกร้องตามคำฟ้องของโจทก์จึงอยู่ในบังคับอายุความ 10 ปี ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 193/30 เมื่อโจทก์บรรยายฟ้องว่าจำเลยกับพวกรวมทั้งนายใย ซึ่งถึงแก่ความตายแล้วโดยที่จำเลยที่ 9 ถึงที่ 11 เป็นทายาท กระทำความผิดระหว่างต้นเดือนมกราคม 2542 ถึงวันที่ 13 กรกฎาคม 2543 ต่อเนื่องกันตลอดเวลา จนวันฟ้อง (วันที่ 7 พฤษภาคม 2551) ยังไม่พ้นระยะเวลา 10 ปี สิทธิเรียกร้องตามคำฟ้องจึงไม่ขาดอายุความ ที่ศาลล่างทั้งสอง วินิจฉัยว่า สิทธิเรียกร้องตามคำฟ้องของโจทก์ขาดอายุความ แล้วพิพากษายกฟ้องมานั้น ไม่ต้องด้วยความเห็นของศาลฎีกา ฎีกาของโจทก์ฟังขึ้น และเนื่องจากคดีนี้ยังมิได้มีการสืบพยาน จึงเห็นสมควรย้อนสำนวนให้ศาลชั้นต้นดำเนินกระบวนพิจารณาแล้วพิพากษาใหม่ต่อไปตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 247 ประกอบมาตรา 243 (2)

พิพากษายกคำพิพากษาศาลชั้นต้นและคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 4 ให้ศาลชั้นต้นพิจารณาสืบพยานโจทก์และจำเลยทั้งสิบเอ็ด จนสิ้นกระแสความแล้วพิพากษาใหม่ตามรูปคดี ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 193/30 ม. 420 ม. 448
พ.ร.บ.ส่งเสริมและรักษาคุณภาพสิ่งแวดล้อมแห่งชาติ พ.ศ.2535 ม. 97
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — กรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่า และพันธุ์พืช
นายแรมเล็กหรือแหลม
จำเลย — หรือแหลมเหล็ก นิลนวล กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดกาฬสินธุ์ — นายสิทธิเดช สิงห์บุระอุดม
ศาลอุทธรณ์ภาค 4 — นายสุรพล สนธยานนท์
ชื่อองค์คณะ
พิศิฏฐ์ สุดลาภา
วัชรินทร์ ปัจเจกวิญญูสกุล
ทวีศักดิ์ ทองภักดี
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา