คำพิพากษา คำสั่งคำร้องและคำวินิจฉัยศาลฎีกา

ทั้งหมด 133,243 รายการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 15972/2557
#579996
เปิดฉบับเต็ม

ในการจ่ายค่าทดแทนสำหรับกรณีที่ลูกจ้างถึงแก่ความตายหรือสูญหายซึ่งกฎหมายบัญญัติให้จ่ายเป็นรายเดือนมีกำหนด 8 ปี ตาม พ.ร.บ.เงินทดแทน พ.ศ.2537 มาตรา 18 (4) นั้น ผู้มีหน้าที่ต้องจ่ายกับผู้มีสิทธิได้รับค่าทดแทนดังกล่าวจะตกลงกันจ่ายค่าทดแทนในคราวเดียวเต็มจำนวนหรือเป็นระยะเวลาอย่างอื่นก็ได้ตามมาตรา 24 แม้ บ. ซึ่งเป็นผู้มีสิทธิตามมาตรา 20 (2) ได้ขอรับค่าทดแทนในคราวเดียวเต็มจำนวนจากจำเลยก็ตาม แต่เมื่อจำเลยพิจารณาแล้วเห็นควรที่จะจ่ายค่าทดแทนให้ บ. คราวเดียวได้ไม่เกินกึ่งหนึ่งของสิทธิที่สมควรได้รับตามแนวปฏิบัติการพิจารณาจ่ายค่าทดแทนตามมาตรา 18 (4) คราวเดียวเต็มจำนวน การที่ บ. ยอมรับค่าทดแทนจากจำเลยส่วนแรกเป็นจำนวนกึ่งหนึ่งไปก่อนจึงถือเป็นข้อตกลงระหว่างจำเลยกับ บ. เกี่ยวกับการจ่ายค่าทดแทนตามมาตรา 24 มีผลทำให้ค่าทดแทนส่วนที่เหลืออีกกึ่งหนึ่งของ บ. จะถึงกำหนดจ่ายหลังจากได้รับเงินครั้งแรกไปแล้ว 4 ปี

แม้จะปรากฏต่อมาว่าสิทธิในการได้รับค่าทดแทนของ บ. ได้สิ้นสุดลงเพราะ บ. ถึงแก่ความตายไปก่อนที่จะถึงกำหนดจ่ายค่าทดแทนส่วนที่เหลืออีกกึ่งหนึ่งก็ตาม กรณีก็ต้องนำส่วนที่เหลืออีกกึ่งหนึ่งดังกล่าวของ บ. ผู้หมดสิทธิไปเฉลี่ยให้แก่ผู้มีสิทธิอื่นต่อไปตามมาตรา 21 วรรคสอง ดังนั้น สิทธิในการได้รับค่าทดแทนตามมาตรา 18 (4) จึงเป็นสิทธิเฉพาะตัวของผู้มีสิทธิตามมาตรา 20 ไม่เป็นมรดกตกทอดแก่ทายาทตาม ป.พ.พ. มาตรา 1600 โจทก์ซึ่งแม้จะเป็นบุตรและผู้จัดการมรดกของ บ. แต่ก็มิใช่ผู้มีสิทธิตามมาตรา 20 จึงไม่มีสิทธิขอรับค่าทดแทนเมื่อถึงกำหนดจ่ายส่วนที่เหลืออีกกึ่งหนึ่งจากจำเลย

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้เพิกถอนคำวินิจฉัยคณะกรรมการกองทุนเงินทดแทนมีคำวินิจฉัยที่ 224/2554และให้โจทก์มีสิทธิได้รับเงินทดแทนในส่วนที่เหลือ 380,160 บาท จากกองทุนเงินทดแทน

จำเลยให้การขอให้ยกฟ้อง

ศาลแรงงานกลางพิพากษายกฟ้อง

โจทก์อุทธรณ์ต่อศาลฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีแรงงานวินิจฉัยว่า ศาลแรงงานกลางฟังข้อเท็จจริงว่า โจทก์เป็นบุตรโดยชอบด้วยกฎหมายของนายบุญทัน และนางบุญตา นายบุญทันเป็นลูกจ้างตำแหน่งพนักงานขับรถของบริษัทซุปเปอร์ลิฟท์ เซอร์วิสส์ จำกัด เมื่อวันที่ 28 เมษายน 2550 ขณะทำงาน นายบุญทันขึ้นไปเก็บผ้าใบที่คลุมสินค้าบนรถแล้วพลัดตกลงมาเสียชีวิต สำนักงานประกันสังคมเขตพื้นที่ 2 พิจารณาแล้วเห็นว่านายบุญทันประสบอันตรายเสียชีวิต และนางบุญตาภรรยาเป็นผู้มีสิทธิได้รับค่าทดแทนกรณีลูกจ้างถึงแก่ความตายเป็นเวลาแปดปี หรือ 96 เดือน จำนวน 760,320 บาท นางบุญตาแจ้งต่อเจ้าพนักงานว่าขอรับเงินก้อนคราวเดียวเพื่อนำไปชำระค่าบ้าน แต่สำนักงานประกันสังคมเขตพื้นที่ 2 จ่ายค่าทดแทนให้เพียงกึ่งหนึ่งหรือ 48 เดือน หักส่วนลดแล้วคงเหลือ 366,498 บาท ที่เหลืออีกกึ่งหนึ่งจะได้รับหลังจากรับเงินครั้งแรกแล้ว 4 ปี ต่อมาวันที่ 12 ธันวาคม 2550 นางบุญตาเสียชีวิตด้วยโรคเลือดออกในสมอง โจทก์ยื่นคำร้องขอรับเงินส่วนที่เหลือ แต่สำนักงานประกันสังคมเขตพื้นที่ 2 มีคำวินิจฉัยที่ รง 0623/11953 ลงวันที่ 10 มิถุนายน 2554 ว่าโจทก์ไม่มีสิทธิได้รับค่าทดแทนส่วนที่เหลือ โจทก์อุทธรณ์ คณะกรรมการกองทุนเงินทดแทนมีคำวินิจฉัยที่ 224/2554 ลงวันที่ 23 กันยายน 2554 ยกอุทธรณ์ โจทก์ทราบคำวินิจฉัยเมื่อวันที่ 14 ธันวาคม 2554 และมายื่นฟ้องเป็นคดีนี้เมื่อวันที่ 11 มกราคม 2555 และศาลแรงงานกลางวินิจฉัยว่า กองทุนเงินทดแทนซึ่งมีหน้าที่จ่ายค่าทดแทนแก่ลูกจ้างหรือผู้มีสิทธิแทนนายจ้างอาจตกลงกับลูกจ้างหรือผู้มีสิทธิตามมาตรา 20 เพื่อที่จะจ่ายค่าทดแทนในคราวเดียวเต็มจำนวนหรือเป็นระยะเวลาอย่างอื่นตามมาตรา 24 แห่งพระราชบัญญัติเงินทดแทน พ.ศ.2537 การที่นางบุญตาซึ่งขอรับค่าทดแทนเต็มจำนวน แต่กองทุนเงินทดแทนจ่ายให้นางบุญตาเพียงครึ่งเดียวตามแนวปฏิบัติการพิจารณาจ่ายค่าทดแทนตามมาตรา 18 (4) คราวเดียวเต็มจำนวนเท่ากับกองทุนเงินทดแทนตกลงกับนางบุญตาในการจ่ายค่าทดแทนตามระยะเวลาตามมาตรา 24 ดังกล่าวแล้ว สำหรับค่าทดแทนที่เหลืออีกครึ่งหนึ่งซึ่งยังไม่ถึงกำหนดที่จะจ่ายนั้น ตามมาตรา 21 วรรคสอง บัญญัติว่า "ในกรณีที่สิทธิได้รับเงินทดแทนสิ้นสุดลงเพราะผู้มีสิทธิตามมาตรา 20 ผู้หนึ่งผู้ใดถึงแก่ความตาย... ให้นำส่วนแบ่งของผู้หมดสิทธิเพราะเหตุหนึ่งเหตุใดดังกล่าวไปเฉลี่ยให้แก่ผู้มีสิทธิอื่นต่อไป" แสดงว่า ผู้มีสิทธิตามมาตรา 20 ผู้ใดถึงแก่ความตาย สิทธิได้รับค่าทดแทนย่อมสิ้นสุดลงทันที สิทธิได้รับค่าทดแทนของผู้มีสิทธิตามมาตรา 20 จึงเป็นสิทธิเฉพาะตัว เมื่อผู้มีสิทธิคือนางบุญตาถึงแก่ความตาย กองทุนเงินทดแทนจึงไม่ต้องจ่ายค่าทดแทนที่เหลืออีก 48 เดือน จำนวน 380,160 บาท และเงินจำนวนดังกล่าวมิได้เป็นทรัพย์สิน สิทธิ หน้าที่ และความรับผิดต่าง ๆ ของนางบุญตาที่จะตกเป็นมรดกตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1600 โจทก์ในฐานะบุตรและผู้จัดการมรดกของนางบุญตามิได้เป็นผู้มีสิทธิได้รับค่าทดแทนกรณีที่นายบุญทันถึงแก่ความตายตามพระราชบัญญัติเงินทดแทน พ.ศ.2537 มาตรา 20 จึงไม่มีสิทธิได้รับค่าทดแทนตามฟ้อง ไม่มีเหตุเพิกถอนคำวินิจฉัยของสำนักงานประกันสังคมเขตพื้นที่ 2 และคำวินิจฉัยของคณะกรรมการกองทุนเงินทดแทนดังกล่าวข้างต้น

ปัญหาต้องวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของโจทก์มีว่า มีเหตุเพิกถอนคำวินิจฉัยของสำนักงานประกันสังคมเขตพื้นที่ 2 ที่ รง 0623/11953 และคำวินิจฉัยของคณะกรรมการกองทุนเงินทดแทนที่ 224/2554 หรือไม่ เห็นว่า ในการจ่ายค่าทดแทนสำหรับกรณีที่ลูกจ้างถึงแก่ความตายหรือสูญหายซึ่งกฎหมายบัญญัติให้จ่ายเป็นรายเดือนมีกำหนด 8 ปี ตามพระราชบัญญัติเงินทดแทน พ.ศ.2537 มาตรา 18 (4) นั้น ผู้มีหน้าที่ต้องจ่ายกับผู้มีสิทธิได้รับค่าทดแทนดังกล่าวจะตกลงกันจ่ายค่าทดแทนในคราวเดียวเต็มจำนวนหรือเป็นระยะเวลาอย่างอื่นก็ได้ตามมาตรา 24 แม้ข้อเท็จจริงจะได้ความตามที่ศาลแรงงานกลางรับฟังมาว่า นางบุญตา ซึ่งเป็นผู้มีสิทธิตามมาตรา 20 (2) ได้ขอรับค่าทดแทนในคราวเดียวเต็มจำนวนจากจำเลยก็ตาม แต่เมื่อจำเลยพิจารณาแล้วเห็นควรที่จะจ่ายค่าทดแทนให้นางบุญตาคราวเดียวได้ไม่เกินกึ่งหนึ่งของสิทธิที่สมควรได้รับตามแนวปฏิบัติการพิจารณาจ่ายค่าทดแทนตามมาตรา 18 (4) คราวเดียวเต็มจำนวน การที่นางบุญตายอมรับค่าทดแทนจากจำเลยส่วนแรกเป็นจำนวนกึ่งหนึ่งไปก่อนจึงถือเป็นข้อตกลงระหว่างจำเลยกับนางบุญตาเกี่ยวกับการจ่ายค่าทดแทนตามมาตรา 24 มีผลทำให้ค่าทดแทนส่วนที่เหลืออีกกึ่งหนึ่งของนางบุญตาจะถึงกำหนดจ่ายหลังจากได้รับเงินครั้งแรกไปแล้ว 4 ปี และแม้จะปรากฏต่อมาว่าสิทธิในการได้รับค่าทดแทนของนางบุญตาได้สิ้นสุดลงเพราะนางบุญตาถึงแก่ความตายไปก่อนที่จะถึงกำหนดจ่ายค่าทดแทนส่วนที่เหลืออีกกึ่งหนึ่งก็ตาม กรณีก็ต้องนำส่วนที่เหลืออีกกึ่งหนึ่งดังกล่าวของนางบุญตาผู้หมดสิทธิไปเฉลี่ยให้แก่ผู้มีสิทธิอื่นต่อไปตามมาตรา 21 วรรคสอง ดังนั้น สิทธิในการได้รับค่าทดแทนตามมาตรา 18 (4) จึงเป็นสิทธิเฉพาะตัวของผู้มีสิทธิตามมาตรา 20 ไม่เป็นมรดกตกทอดแก่ทายาทตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1600 โจทก์ซึ่งแม้จะเป็นบุตรและผู้จัดการมรดกของนางบุญตาแต่ก็มิใช่ผู้มีสิทธิตามมาตรา 20 จึงไม่มีสิทธิขอรับค่าทดแทนเมื่อถึงกำหนดจ่ายส่วนที่เหลืออีกกึ่งหนึ่งจากจำเลย กรณีไม่มีเหตุที่จะต้องเพิกถอนคำวินิจฉัยของสำนักงานประกันสังคมเขตพื้นที่ 2 ที่ รง 0623/11953 และคำวินิจฉัยของคณะกรรมการกองทุนเงินทดแทนที่ 224/2554 ที่ศาลแรงงานกลางพิพากษามานั้นชอบแล้ว ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย อุทธรณ์ของโจทก์ฟังไม่ขึ้น

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 1600
พ.ร.บ.เงินทดแทน พ.ศ.2537 ม. 18 (4) ม. 20 ม. 21 วรรคสอง ม. 24
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นางสาวปราณี อัตโท
จำเลย — สำนักงานประกันสังคม
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลแรงงานกลาง — นางจารุภา เพิ่มสมบัติ
ชื่อองค์คณะ
ธีระ เบญจรัศมีโรจน์
นิยุต สุภัทรพาหิรผล
เสรี เพศประเสริฐ
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 15968/2557
#579661
เปิดฉบับเต็ม

สำนักงานประกันสังคม (จำเลย) ยึดถือปฏิบัติตาม พ.ร.บ.ประกันสังคม พ.ศ.2533 ด้วยการประกาศท้องที่และรายชื่อสถานพยาบาลประจำปีในราชกิจจานุเบกษาและดำเนินการให้ผู้ประกันตนใช้สิทธิพิจารณาเลือกสถานพยาบาลที่มีมาตรฐานทางการแพทย์เพื่อเข้ารับบริการทางการแพทย์ไว้ได้หนึ่งแห่งจากรายชื่อนั้น หากผู้ประกันตนต้องการเปลี่ยนสถานพยาบาลในภายหลังก็ทำได้ กำหนดอัตราขั้นสูงของค่าบริการทางการแพทย์ ประเภทยาและเวชภัณฑ์ที่ใช้รักษาโรค โดยระบบจัดเก็บเงินอยู่ในรูปไตรภาคีที่ผู้ประกันตน นายจ้าง รัฐบาลร่วมกันจ่ายเงินสมทบเข้ากองทุนประกันสังคม อันเป็นการมุ่งประสงค์เพื่อประโยชน์ของผู้ประกันตนควบคู่ไปกับประสิทธิผลของการบริหารจัดการกองทุนประกันสังคม ในกรณีที่ผู้ประกันตนประสบอันตรายหรือเจ็บป่วยฉุกเฉินและมีความจำเป็นทำให้ไม่สามารถไปรับบริการทางการแพทย์จากสถานพยาบาลที่สำนักงานประกันสังคมกำหนดให้ (ตามที่ผู้ประกันตนเลือก) สำนักงานประกันสังคมต้องจ่ายเงินเป็นค่าบริการทางการแพทย์ให้แก่ผู้ประกันตนหรือสถานพยาบาลที่ให้บริการทางการแพทย์ตามประกาศคณะกรรมการการแพทย์ ตามพระราชบัญญัติประกันสังคม เรื่อง หลักเกณฑ์และจำนวนเงินทดแทนค่าบริการทางการแพทย์กรณีประสบอันตรายหรือเจ็บป่วยฉุกเฉิน ลงวันที่ 11 เมษายน 2548 ข้อ 3 ประกาศคณะกรรมการการแพทย์ไม่ถึงขนาดเป็นการจำกัดเสรีภาพของผู้ประกันตนในการเข้าถึงบริการทางการแพทย์ที่ได้มาตรฐาน คณะกรรมการการแพทย์ออกประกาศโดยอาศัยอำนาจตาม พ.ร.บ.ประกันสังคม พ.ศ.2533 มาตรา 15 (2), 59, 63 ประกาศคณะกรรมการการแพทย์ฉบับนี้จึงไม่ขัดต่อ พ.ร.บ.ประกันสังคม พ.ศ.2533 และไม่ขัดต่อความสงบเรียบร้อยของประชาชน มีผลใช้บังคับได้

การที่โจทก์เข้ารับการตรวจรักษาจากสถานพยาบาลตามสิทธิในวันที่ 2 มกราคม 2551 แต่ยังคงมีอาการเจ็บปวด ต่อมาในวันที่ 3 มกราคม 2551 โจทก์ได้โทรศัพท์ขอนัดทำการผ่าตัดที่โรงพยาบาล อ. ซึ่งไม่ใช่โรงพยาบาลตามสิทธิและไปถึงโรงพยาบาลเวลา 7.31 นาฬิกา ได้รับการผ่าตัดเวลา 19.15 นาฬิกา แพทย์ที่ทำการผ่าตัดให้ยอมรับว่าแม้โจทก์ไม่ได้รับการผ่าตัดริดสีดวงทวารในวันและเวลาดังกล่าวก็ไม่มีผลอันอาจเป็นอันตรายถึงแก่ชีวิตและการที่โจทก์ไปให้แพทย์โรงพยาบาล อ. ผ่าตัดเย็บแผลผ่าตัดริดสีดวงทวารเดิมที่ปริออกทำให้เลือดซึมออกมาเพราะแผลไม่แห้งสนิทอันเป็นผลจากการเข้ารับการผ่าตัดครั้งแรก แพทย์ไม่ได้ผ่าตัดเย็บแผลเดิมใหม่ให้ทันที แต่กลับรอดูอาการถึงกว่า 1 วัน ก่อนแล้วจึงผ่าตัดเย็บแผลให้ใหม่อีกครั้ง แสดงว่าไม่ใช่กรณีเจ็บป่วยฉุกเฉิน และโจทก์ไม่ได้แจ้งให้สถานพยาบาลตามสิทธิทราบหรือเดินทางไปเข้ารับการรักษาที่สถานพยาบาลตามสิทธิเพราะมีความต้องการให้โรงพยาบาล อ. ทำการรักษาให้ต่อไป โจทก์จึงไม่มีสิทธิขอรับเงินทดแทนค่าบริการทางการแพทย์จากจำเลย

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้เพิกถอนคำสั่งของสำนักงานประกันสังคมจังหวัดอุบลราชธานี ที่ อบ 00252/587 และที่ อบ 00252/588 ลงวันที่ 29 มกราคม 2551 และคำวินิจฉัยของคณะกรรมการอุทธรณ์ที่ 1692/2551 ลงวันที่ 19 กันยายน 2551 และให้จ่ายเงินทดแทนค่าบริการทางการแพทย์จำนวน 23,975 บาท และจำนวน 22,402 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์

จำเลยให้การขอให้ยกฟ้อง

ศาลแรงงานภาค 3 พิพากษายกฟ้อง

ศาลฎีกาแผนกคดีแรงงานวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงรับฟังยุติตามการรับฟังข้อเท็จจริงของศาลแรงงานภาค 3 และทางนำสืบของโจทก์กับจำเลยที่รับกันและไม่โต้แย้งกันว่า โจทก์ทำงานเป็นลูกจ้างของบริษัทโตโยต้าดีเยี่ยม จำกัด ตั้งอยู่ที่อำเภอเมืองอุบลราชธานี จังหวัดอุบลราชธานี และเป็นผู้ประกันตนซึ่งมีการจัดส่งเงินสะสมและเงินสมทบเข้ากองทุนประกันสังคมจนเกิดสิทธิประโยชน์ทดแทนตามพระราชบัญญัติประกันสังคม พ.ศ.2533 โรงพยาบาลราชเวชอุบลราชธานีเป็นสถานพยาบาลตามสิทธิของโจทก์ โจทก์เข้ารับบริการทางการแพทย์กับสถานพยาบาลตามสิทธิแห่งนี้ด้วยโรคริดสีดวงทวารรวม 3 ครั้ง ครั้งแรกวันที่ 25 พฤษภาคม 2548 แพทย์ตรวจพบว่าโจทก์เป็นโรคดังกล่าว สั่งยาให้ไปรับประทาน ให้ยาไปสอดทวารหนัก แนะนำให้รับประทานอาหารย่อยง่าย งดเครื่องดื่มแอลกอฮอล์และพักผ่อนให้เพียงพอ ครั้งที่สองวันที่ 21 สิงหาคม 2549 แพทย์ทำการดันริดสีดวงที่ยื่นออกมาเข้าไปในทวารหนัก ให้การรักษาและคำแนะนำเหมือนเดิม และครั้งที่สามวันที่ 2 มกราคม 2551 แพทย์ดันริดสีดวงเข้าไปในทวารหนัก ให้การรักษาและคำแนะนำเหมือนเดิม มีเพิ่มเติมในส่วนให้แช่ก้นในน้ำอุ่น และออกหนังสือรับรองให้หยุดงาน 2 วัน หลังจากรับการตรวจรักษาครั้งที่สามโจทก์กลับบ้าน แต่ยังคงมีอาการปวดและมีเมือกไหลออกจากทวารหนัก รุ่งเช้าของวันที่ 3 มกราคม 2551 โจทก์โทรศัพท์นัดหมายขอให้แพทย์โรงพยาบาลอุบลรักษ์ธนบุรีผ่าตัดริดสีดวงทวารให้แล้วเดินทางไปพบแพทย์ตามนัดหมายในช่วงเช้าของวันนั้นเอง แพทย์ตรวจดูอาการ ฉีดยาและให้ยารับประทานบรรเทาอาการปวด สั่งงดอาหารและน้ำกับเสียบสายให้น้ำเกลือเพื่อรอดูอาการและเตรียมความพร้อมก่อนทำการผ่าตัด วันเดียวกันเวลาประมาณ 19 นาฬิกา โจทก์ได้รับการผ่าตัดริดสีดวงทวาร แพทย์ที่ทำการผ่าตัดให้ความเห็นว่าหากโจทก์ไม่ได้รับการผ่าตัดตามวันเวลาดังกล่าว โจทก์ก็ยังไม่มีอันตรายถึงแก่ชีวิต โจทก์พักฟื้นหลังผ่าตัดถึงวันที่ 5 มกราคม 2551 จึงออกจากโรงพยาบาล โจทก์จ่ายเงินค่าบริการทางการแพทย์แก่โรงพยาบาลอุบลรักษ์ธนบุรีครั้งนี้ไป 23,975 บาท แพทย์นัดตรวจผลการรักษาในวันที่ 12 มกราคม 2551 แต่ปรากฏว่าวันที่ 9 มกราคม 2551 เวลาประมาณ 21.54 นาฬิกา โจทก์ขับถ่ายมีเลือดออกมากและรู้สึกอ่อนเพลีย จึงไปพบแพทย์ของโรงพยาบาลอุบลรักษ์ธนบุรี แพทย์เสียบสายให้น้ำเกลือ สั่งงดอาหารและน้ำและเจาะเลือด ผลการตรวจเลือดมีค่าปกติ วันที่ 10 มกราคม 2551 แพทย์ที่ทำการผ่าตัดคนเดิมได้ตรวจดูแผลผ่าตัด พบมีเลือดซึม รักษาด้วยการใช้ผ้าปิดแผล ให้ยาปฏิชีวนะ ให้นอนพักรอดูอาการ แต่เลือดยังคงซึมออกจากแผลผ่าตัดที่เย็บไว้เดิม จึงทำการผ่าตัดเย็บแผลบริเวณดังกล่าวให้อีกครั้งในวันดังกล่าว ครั้งหลังโจทก์จ่ายเงินค่าบริการทางการแพทย์แก่โรงพยาบาลอุบลรักษ์ธนบุรีไปอีก 22,402 บาท ระหว่างเข้ารับบริการทางการแพทย์ทั้งสองครั้งโจทก์ไม่ได้แจ้งให้สถานพยาบาลตามสิทธิทราบ แล้ววินิจฉัยว่า เป็นกรณีที่โจทก์สมัครใจให้แพทย์โรงพยาบาลอุบลรักษ์ธนบุรีทำการผ่าตัดให้ และการผ่าตัดครั้งหลังสืบเนื่องจากการผ่าตัดครั้งแรก ซึ่งทั้งสองครั้งไม่ใช่กรณีเจ็บป่วยฉุกเฉิน และไม่มีเหตุสมควรที่จะเข้ารับบริการทางการแพทย์ที่โรงพยาบาลอุบลรักษ์ธนบุรี ตามพระราชบัญญัติประกันสังคม พ.ศ.2533 มาตรา 59 และมาตรา 63 ประกอบประกาศคณะกรรมการการแพทย์ตามพระราชบัญญัติประกันสังคม เรื่อง หลักเกณฑ์และจำนวนเงินทดแทนค่าบริการทางการแพทย์กรณีประสบอันตรายหรือเจ็บป่วยฉุกเฉิน ดังนั้น โจทก์ไม่มีสิทธิได้รับเงินทดแทนค่าบริการทางการแพทย์จากจำเลย

ปัญหาที่โจทก์อุทธรณ์ข้อแรกว่า ประกาศคณะกรรมการการแพทย์ตามพระราชบัญญัติประกันสังคม เรื่อง หลักเกณฑ์และจำนวนเงินทดแทนค่าบริการทางการแพทย์กรณีประสบอันตรายและเจ็บป่วยฉุกเฉินที่ให้ผู้ประกันตนมีสิทธิขอรับเงินทดแทนค่าบริการทางการแพทย์จากสำนักงานประกันสังคมเมื่อไปรับบริการทางการแพทย์จากสถานพยาบาลอื่นที่ไม่ใช่สถานพยาบาลตามสิทธิในกรณีเจ็บป่วยฉุกเฉินขัดต่อความสงบเรียบร้อยและพระราชบัญญัติประกันสังคม พ.ศ.2533 มาตรา 59 วรรคสาม ใช้บังคับไม่ได้ เนื่องจากจำกัดสิทธิเสรีภาพไม่ให้ผู้ประกันตนเข้ารับบริการทางการแพทย์จากสถานพยาบาลอื่นโดยเฉพาะที่ให้บริการและรักษาดีกว่า ทั้งเป็นช่องว่างให้สถานพยาบาลตามสิทธิทำการรักษาโดยไม่ได้มาตรฐาน นั้น เห็นว่า ระบบการจัดบริการทางการแพทย์ที่สำนักงานประกันสังคมยึดถือปฏิบัติตามพระราชบัญญัติประกันสังคม พ.ศ.2533 คือการจัดให้มีสถานพยาบาลซึ่งมีทั้งโรงพยาบาลหรือสถานพยาบาลของรัฐและเอกชนที่ได้ขึ้นทะเบียนไว้กับสำนักงานประกันสังคม สำนักงานประกันสังคมโดยเลขาธิการจะได้ประกาศท้องที่และรายชื่อสถานพยาบาลประจำปีในราชกิจจานุเบกษา และสำนักงานประกันสังคมจะดำเนินการให้ผู้ประกันตนใช้สิทธิพิจารณาเลือกสถานพยาบาลที่มีมาตรฐานทางการแพทย์เพื่อเข้ารับบริการทางการแพทย์ไว้ได้หนึ่งแห่งตามรายชื่อดังกล่าว โดยจะต้องเป็นสถานพยาบาลที่อยู่ในเขตจังหวัดท้องที่หรือเขตจังหวัดรอยต่อที่ผู้ประกันตนทำงานประจำหรือพักอาศัยอยู่จริง หากผู้ประกันตนต้องการเปลี่ยนสถานพยาบาลในภายหลังก็ทำได้โดยยื่นคำขอต่อสำนักงานประกันสังคม ทั้งนี้ยังคงอยู่ภายใต้เงื่อนไขว่าเป็นสถานพยาบาลในเขตจังหวัดท้องที่หรือเขตจังหวัดรอยต่อที่ทำงานอยู่หรือพักอาศัยอยู่จริง นอกจากนี้ยังได้กำหนดอัตราขั้นสูงของค่าจัดบริการทางการแพทย์ ประเภทยาและเวชภัณฑ์ที่ใช้รักษาโรคไว้ และระบบการจัดเก็บเงินทำในรูปไตรภาคีที่ผู้ประกันตน นายจ้าง และรัฐบาลร่วมกันจ่ายเงินสมทบเข้ากองทุนประกันสังคม การจัดเก็บเงินสมทบจำต้องกำหนดให้เหมาะสม การดำเนินการในเรื่องระบบจัดการบริการทางการแพทย์นี้มุ่งประสงค์เพื่อประโยชน์ของผู้ประกันตนควบคู่ไปกับประสิทธิผลของการบริการจัดการกองทุนประกันสังคม ดังนั้น ผู้ประกันตนที่ได้ใช้สิทธิเลือกสถานพยาบาลตามสิทธิไว้แล้วตั้งแต่แรกย่อมผูกพันว่าจะได้รับประโยชน์ทดแทนค่าบริการทางการแพทย์เมื่อเข้ารับบริการทางการแพทย์จากสถานพยาบาลตามสิทธิ อย่างไรก็ตามกรณีที่ผู้ประกันตนจำเป็นต้องได้รับบริการทางการแพทย์ในกรณีฉุกเฉิน กล่าวคือประสบอันตรายหรือเจ็บป่วยฉุกเฉินด้วยโรคหรืออาการของโรคซึ่งเกิดขึ้นโดยเฉียบพลันที่มีลักษณะรุนแรงอันอาจเป็นอันตรายถึงแก่ชีวิต หรือจำเป็นต้องได้รับการรักษาพยาบาลเป็นการด่วน และจำเป็นต้องรับการบริการทางการแพทย์จากสถานพยาบาลอื่น ก็จำเป็นที่ต้องจัดให้มีการจ่ายค่าบริการทางการแพทย์เป็นเงินให้แก่ผู้ประกันตนได้ตามสมควร รายละเอียดของการจัดบริการทางการแพทย์ดังกล่าวถูกนำไปกำหนดไว้ในประกาศคณะกรรมการการแพทย์ตามพระราชบัญญัติประกันสังคม เรื่อง หลักเกณฑ์และจำนวนเงินทดแทนค่าบริการทางการแพทย์กรณีประสบอันตรายหรือเจ็บป่วยฉุกเฉิน ที่ได้ประกาศ ณ วันที่ 11 เมษายน 2548 ซึ่งข้อ 3. ระบุว่า ในกรณีที่ผู้ประกันตนประสบอันตรายหรือเจ็บป่วยฉุกเฉินอันมิใช่เนื่องจากการทำงานและมีความจำเป็นทำให้ไม่สามารถไปรับบริการทางการแพทย์จากสถานพยาบาลที่สำนักงานกำหนดให้สำหรับผู้ประกันตนนั้น เมื่อผู้ประกันตนได้เข้ารับบริการทางการแพทย์ ณ สถานพยาบาลอื่น ให้สำนักงานจ่ายเงินเป็นค่าบริการทางการแพทย์ให้แก่ผู้ประกันตนหรือสถานพยาบาลที่ให้บริการทางการแพทย์แล้วแต่กรณี เช่นนี้ นับว่าข้อกำหนดตามประกาศฉบับดังกล่าวไม่ถึงขนาดเป็นการจำกัดสิทธิเสรีภาพของผู้ประกันตนในการเข้าถึงบริการทางการแพทย์ที่ได้มาตรฐาน และไม่เป็นการขัดต่อความสงบเรียบร้อยของประชาชน นอกจากนี้ในการออกประกาศฉบับดังกล่าวคณะกรรมการการแพทย์อาศัยอำนาจตามความในมาตรา 15 (2) มาตรา 59 และมาตรา 63 แห่งพระราชบัญญัติประกันสังคม พ.ศ.2533 ซึ่งมาตรา 15 (2) บัญญัติให้คณะกรรมการการแพทย์มีอำนาจหน้าที่กำหนดหลักเกณฑ์และอัตราสำหรับประโยชน์ทดแทนในการรับบริการทางการแพทย์ของผู้ประกันตนตามมาตรา 59 และมาตรา 63 ไว้ด้วย และในส่วนของมาตรา 59 วรรคสาม ได้บัญญัติรองรับอำนาจหน้าที่ของคณะกรรมการการแพทย์ว่า ให้ผู้ประกันตนมีสิทธิได้รับเงินทดแทนค่าบริการทางการแพทย์ที่ต้องจ่ายให้แก่สถานพยาบาลอื่นนั้น ตามจำนวนที่สำนักงานกำหนด โดยคำนึงถึงสภาพของการประสบอันตรายหรือเจ็บป่วย การคลอดบุตร สภาพเศรฐกิจของแต่ละเขตท้องที่ และลักษณะของการบริการทางการแพทย์ที่ได้รับ ทั้งนี้ จะต้องไม่เกินอัตราที่คณะกรรมการการแพทย์กำหนดโดยความเห็นชอบของคณะกรรมการ ประกอบกับมาตรา 63 บัญญัติว่า ประโยชน์ทดแทนในกรณีประสบอันตรายหรือเจ็บป่วยอันมิใช่เนื่องจากการทำงานได้แก่ (1) ค่าตรวจวินิจฉัยโรค (6) ค่าบริการอื่นที่จำเป็น ทั้งนี้ ตามหลักเกณฑ์และอัตราที่คณะกรรมการการแพทย์กำหนดโดยความเห็นชอบของคณะกรรมการ ดังนั้น คณะกรรมการการแพทย์จึงมีอำนาจออกประกาศกำหนดหลักเกณฑ์และอัตราค่าบริการทางการแพทย์ที่จะจ่ายให้แก่ผู้ประกันตนในกรณีเจ็บป่วยฉุกเฉินและมีความจำเป็นต้องเข้ารับบริการทางการแพทย์จากสถานพยาบาลอื่นได้ ประกาศของคณะกรรมการการแพทย์ดังกล่าวจึงไม่ขัดต่อพระราชบัญญัติประกันสังคม พ.ศ.2533 มาตรา 59 วรรคสาม และไม่ขัดต่อความสงบเรียบร้อยของประชาชน จึงใช้บังคับได้ อุทธรณ์ของโจทก์ข้อนี้ฟังไม่ขึ้น

ปัญหาที่โจทก์อุทธรณ์ข้อต่อมาว่า การที่โจทก์เข้ารับบริการทางการแพทย์นอกเหนือจากสถานพยาบาลตามสิทธิจะมีสิทธิได้รับเงินทดแทนค่าบริการทางการแพทย์หรือไม่นั้น เห็นว่า ตามพระราชบัญญัติประกันสังคม พ.ศ.2533 มาตรา 59 และมาตรา 63 ประกอบประกาศคณะกรรมการการแพทย์ตามพระราชบัญญัติประกันสังคม เรื่อง หลักเกณฑ์และจำนวนเงินทดแทนค่าบริการทางการแพทย์กรณีประสบอันตรายหรือเจ็บป่วยฉุกเฉิน ที่ได้ประกาศ ณ วันที่ 11 เมษายน 2548 ข้อ 2 และข้อ 3 สิทธิของผู้ประกันตนที่จะขอรับเงินทดแทนค่าบริการทางการแพทย์ที่ได้จ่ายให้แก่สถานพยาบาลอื่นที่ไม่ใช่สถานพยาบาลตามสิทธิที่เลขาธิการสำนักงานประกันสังคมประกาศไว้ในราชกิจจานุเบกษา มีได้ในกรณีที่ผู้ประกันตนเจ็บป่วยฉุกเฉิน ซึ่งการเจ็บป่วยฉุกเฉินหมายถึงโรคหรืออาการของโรคซึ่งเกิดขึ้นโดยเฉียบพลันที่มีลักษณะรุนแรงอันอาจเป็นอันตรายถึงแก่ชีวิต หรือจำเป็นต้องได้รับการรักษาพยาบาลเป็นการด่วน ข้อเท็จจริงคดีนี้มีว่า วันที่ 2 มกราคม 2551 โจทก์เข้ารับการตรวจรักษาจากสถานพยาบาลตามสิทธิ แต่เมื่อกลับถึงบ้านโจทก์ยังคงมีอาการเจ็บปวดขณะเบ่งขับถ่ายเนื่องจากริดสีดวงทวารยื่นออกมาด้านนอกทวารหนัก และมีเมือกไหลออกมาจากทวารหนัก โจทก์ตัดสินใจไม่กลับไปรับการรักษาต่อที่โรงพยาบาลตามสิทธิอีกเพราะแพทย์ที่โรงพยาบาลดังกล่าวไม่ยอมผ่าตัดให้ รุ่งเช้าของวันที่ 3 มกราคม 2551 โจทก์ได้โทรศัพท์ขอนัดทำการผ่าตัดที่โรงพยาบาลอุบลรักษ์ธนบุรีซึ่งไม่ใช่โรงพยาบาลตามสิทธิที่สำนักงานประกันสังคมประกาศในราชกิจจานุเบกษา และไปถึงโรงพยาบาลแห่งนี้เวลาประมาณ 7.31 นาฬิกา แต่กลับไม่ได้รับการผ่าตัดทันที การผ่าตัดมีขึ้นเวลาประมาณ 19.15 นาฬิกา แพทย์ที่ทำการผ่าตัดให้ก็ยอมรับว่าแม้โจทก์ไม่ได้รับการผ่าตัดริดสีดวงทวารในวันและเวลาดังกล่าวก็ไม่มีผลอันอาจเป็นอันตรายถึงแก่ชีวิต นับว่าอาการโรคริดสีดวงทวารขณะนั้นของโจทก์ไม่ได้เกิดขึ้นโดยเฉียบพลันรุนแรงที่อาจเป็นอันตรายถึงแก่ชีวิตหากไม่ได้ทำการรักษาด้วยการผ่าตัดเป็นการด่วน จึงไม่ใช่กรณีเจ็บป่วยฉุกเฉิน ประกอบกับตลอดเวลานับแต่ติดต่อกำหนดนัดหมายขอทำการผ่าตัดที่โรงพยาบาลอุบลรักษ์ธนบุรีจนกระทั่งก่อนได้รับการผ่าตัดโจทก์ไม่ได้แจ้งให้สถานพยาบาลตามสิทธิทราบเพื่อให้สถานพยาบาลตามสิทธิพิจารณาเรื่องการรักษาต่อไปทั้งที่โจทก์ยังคงมีสติสัมปชัญญะรู้ตัว อันเป็นเหตุผลที่แสดงว่าโจทก์ไม่ประสงค์รับบริการทางการแพทย์ที่สถานพยาบาลตามสิทธิ เช่นเดียวกับการที่โจทก์ไปให้แพทย์โรงพยาบาลอุบลรักษ์ธนบุรีผ่าตัดเย็บแผลผ่าตัดริดสีดวงทวารเดิมที่ปริออกทำให้มีเลือดซึมออกมาเพราะแผลไม่แห้งสนิทอันเป็นผลจากการเข้ารับการผ่าตัดครั้งแรกดังกล่าว แพทย์ไม่ได้ผ่าตัดเย็บแผลเดิมใหม่ให้ทันที แต่กลับรอดูอาการถึงกว่าหนึ่งวันก่อนแล้วค่อยทำการผ่าตัดเย็บแผลให้ใหม่อีกครั้ง แสดงว่าไม่ใช่กรณีเจ็บป่วยฉุกเฉิน และโจทก์ก็ไม่ได้แจ้งให้สถานพยาบาลตามสิทธิทราบหรือเดินทางไปเข้ารับการรักษาที่สถานพยาบาลตามสิทธิแต่อย่างใดเพราะมีความต้องการให้โรงพยาบาลอุบลรักษ์ธนบุรีทำการรักษาให้ต่อไป ดังนั้น โจทก์จึงไม่มีสิทธิขอรับเงินทดแทนค่าบริการทางการแพทย์จากจำเลย คำสั่งของสำนักงานประกันสังคมจังหวัดอุบลราชธานีและคำวินิจฉัยของคณะกรรมการอุทธรณ์ชอบแล้ว ไม่มีเหตุเพิกถอน ที่ศาลแรงงานภาค 3 วินิจฉัยมานั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย อุทธรณ์ของโจทก์ข้อนี้ฟังไม่ขึ้นเช่นกัน

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.ประกันสังคม พ.ศ.2533 ม. 15 (2) ม. 59 ม. 63
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นายประยง คิมหันตา
จำเลย — สำนักงานประกันสังคม
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลแรงงานภาค 3 — นายอิทธิธรรม อารัมภ์วิโรจน์
ชื่อองค์คณะ
พงษ์เทพ ศิริพงศ์ติกานนท์
นิยุต สุภัทรพาหิรผล
พิทยา บุญชู
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 15952/2557
#571912
เปิดฉบับเต็ม

ข้อเท็จจริงรับฟังได้ในเบื้องต้นว่า โจทก์กับมารดาโจทก์เปิดบัญชีร่วมกันประเภทบัญชีเงินฝากประจำและฝากเงินไว้ต่อธนาคารจำเลยสาขาฝาง ว. ทำสัญญากู้และรับเงินกู้ไปจากจำเลย โดยจำนองที่ดินพร้อมสิ่งปลูกสร้างเป็นประกัน และ ส. กับโจทก์ทำสัญญาค้ำประกันยอมรับผิดร่วมกับ ว. อย่างลูกหนี้ร่วม ว. ผิดนัดผิดสัญญา จำเลยฟ้อง ว. ส. และโจทก์ให้รับผิดชำระหนี้ตามสัญญากู้และสัญญาค้ำประกันดังกล่าวศาลชั้นต้นพิพากษาให้ ว. ส. และโจทก์ร่วมกันชำระหนี้ หากไม่ชำระหรือชำระไม่ครบให้บังคับคดีเอาจากทรัพย์จำนอง หากได้เงินไม่พอชำระหนี้ให้ยึดทรัพย์สินอื่นของบุคคลทั้งสามออกขายทอดตลาดนำเงินมาชำระหนี้แก่จำเลยจนครบ จำเลยนำหนี้ที่เป็นเจ้าหนี้อยู่นั้นฟ้องบุคคลทั้งสามเป็นคดีล้มละลาย ต่อมาจำเลยพบว่าโจทก์กับมารดาโจทก์มีบัญชีเงินฝากดังกล่าวอยู่ที่จำเลยสาขาฝาง จำเลยจึงดำเนินการหักเงินจากบัญชีดังกล่าวมาชำระหนี้จำเลย ต่อมาจำเลยถอนฟ้องคดีล้มละลาย

มีปัญหาวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยว่า จำเลยมีสิทธินำเงินจากบัญชีเงินฝากของโจทก์ที่ฝากไว้ต่อจำเลยมาหักกับหนี้ตามคำพิพากษาที่โจทก์เป็นหนี้จำเลยอยู่หรือไม่ เห็นว่า ตามฟ้องและคำให้การคดีนี้เป็นเรื่องจำเลยหักกลบลบหนี้กับโจทก์ตาม ป.พ.พ. มาตรา 341 และ 342 ซึ่งโจทก์และจำเลยมีความผูกพันซึ่งกันและกันโดยมูลหนี้ที่จะต้องชำระเงินแก่กันอันเป็นมูลหนี้ที่มีวัตถุเป็นอย่างเดียวกัน กล่าวคือโจทก์เป็นหนี้จำเลยที่จะต้องชำระเงินแก่จำเลยตามคำพิพากษา ส่วนจำเลยก็เป็นหนี้โจทก์ที่จะต้องชำระเงินที่โจทก์ฝากไว้แก่โจทก์ จำเลยย่อมหักกลบลบหนี้ได้ และตามข้อเท็จจริงที่รับฟังมาดังกล่าวเห็นได้ว่าจำเลยแสดงเจตนาต่อโจทก์ขอหักกลบลบหนี้และได้ดำเนินการหักกลบลบหนี้แล้ว การหักกลบลบหนี้ย่อมมีผลสมบูรณ์ตามบทกฎหมายมาตราดังกล่าว ซึ่งไม่ได้กำหนดเป็นเงื่อนไขไว้แต่ประการใดว่า การหักกลบลบหนี้ระหว่างกันนั้นจะต้องตกลงกันหรือได้รับอนุญาตหรือได้รับความยินยอมของอีกฝ่ายหนึ่งหรือต้องแจ้งเจ้าพนักงานบังคับคดีก่อน เมื่อข้อเท็จจริงไม่ปรากฏว่าทั้งสองฝ่ายได้แสดงเจตนาไม่ให้นำหนี้ที่มีอยู่แก่กันนั้นมาหักกลบลบกัน จำเลยย่อมมีสิทธิที่จะนำหนี้ดังกล่าวมาหักกลบลบหนี้กันได้ แม้โจทก์ไม่เคยตกลงและไม่อนุญาตให้จำเลยหักเงิน จำเลยหักเงินของโจทก์ไปเองโดยไม่แจ้งเจ้าพนักงานบังคับคดีตามที่โจทก์ฟ้องและนำสืบก็หาเป็นการละเมิดหรือผิดสัญญารับฝากเงินตามที่โจทก์ฟ้องไม่

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยคืนเงิน 385,442.90 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงิน 374,975 บาท นับแต่วันถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์

จำเลยให้การและแก้ไขคำให้การขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยชำระเงิน 374,975 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงินจำนวนดังกล่าว นับแต่วันที่ 21 ตุลาคม 2553 เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ แต่ดอกเบี้ยคำนวณถึงวันฟ้องต้องไม่เกิน 10,467.90 บาท กับให้จำเลยใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ โดยกำหนดค่าทนายความ 5,000 บาท

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 5 พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ

จำเลยฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงรับฟังได้ในเบื้องต้นว่า เมื่อวันที่ 6 มิถุนายน 2539 โจทก์กับนางบุญศรี มารดาโจทก์ เปิดบัญชีร่วมกันประเภทบัญชีเงินฝากประจำ และฝากเงินไว้ต่อจำเลยสาขาฝาง ตามบัญชีเงินฝากประจำประเภท 3 เดือน เลขที่ 374-211430-3 ต่อมาวันที่ 11 มิถุนายน 2539 นายวีระพล ทำสัญญากู้และรับเงินกู้ไปจากจำเลยสาขาฝาง 900,000 บาท โดยนายวีระพลจำนองที่ดินพร้อมสิ่งปลูกสร้างเป็นประกัน และนางสมสวัสดิ์ กับโจทก์ทำสัญญาค้ำประกันยอมรับผิดร่วมกับนายวีระพลอย่างลูกหนี้ร่วม หลังจากกู้ไปแล้วนายวีระพลผิดนัดผิดสัญญา ต่อมาวันที่ 25 กุมภาพันธ์ 2543 จำเลยฟ้องนายวีระพล นางสมสวัสดิ์ และโจทก์ให้รับผิดชำระหนี้ตามสัญญากู้และสัญญาค้ำประกันดังกล่าว ศาลชั้นต้นพิพากษาเมื่อวันที่ 8 มิถุนายน 2543 ให้นายวีระพล นางสมสวัสดิ์และโจทก์ร่วมกันชำระหนี้ 882,585.55 บาท พร้อมดอกเบี้ย หากไม่ชำระหรือชำระไม่ครบให้บังคับคดีเอาจากทรัพย์จำนอง หากได้เงินไม่พอชำระหนี้ให้ยึดทรัพย์สินอื่นของบุคคลทั้งสามออกขายทอดตลาดนำเงินมาชำระหนี้แก่ธนาคารจำเลยจนครบ ตามคดีหมายเลขแดงที่ ย.75/2543 ของศาลชั้นต้น บุคคลทั้งสามไม่ชำระ จำเลยขอให้ออกหมายบังคับคดี ศาลชั้นต้นออกหมายบังคับคดีลงวันที่ 21 ธันวาคม 2543 เจ้าพนักงานบังคับคดียึดทรัพย์จำนองนำออกขายทอดตลาด ก็ขายทอดตลาดได้ เจ้าพนักงานบังคับคดีทำบัญชีแสดงรายการรับจ่ายเงินครั้งที่ 1 เมื่อวันที่ 7 มิถุนายน 2553 ว่าเมื่อคิดถึงวันที่ 4 สิงหาคม 2550 จำเลยเป็นเจ้าหนี้ 1,734,979.42 บาท จ่ายเงินที่ได้จากการขายทอดตลาดทรัพย์จำนองแก่จำเลย 354,501 บาท จำเลยยังเป็นเจ้าหนี้อยู่ 1,380,478.42 บาท จำเลยนำหนี้ที่เป็นเจ้าหนี้อยู่นั้นฟ้องบุคคลทั้งสามเป็นคดีล้มละลายเมื่อวันที่ 8 มิถุนายน 2553 โดยจำเลยคำนวณต้นเงินและดอกเบี้ยถึงวันฟ้องล้มละลายรวมเป็นเงิน 1,518,475.71 บาท ต่อมาจำเลยพบว่าโจทก์กับนางบุญศรีมีบัญชีเงินฝากดังกล่าวอยู่ที่จำเลยสาขาฝาง ซึ่งเมื่อคิดถึงวันที่ 7 มิถุนายน 2553 มีเงินอยู่ในบัญชี 749,950 บาท ดังนั้น ในวันที่ 21 ตุลาคม 2553 จำเลยจึงดำเนินการหักเงินจากบัญชีดังกล่าว โดยหักครึ่งหนึ่งจากจำนวนเงินที่มีอยู่ในวันที่ 7 มิถุนายน 2553 ซึ่งก็คือหัก 374,975 บาท จากเงิน 749,950 บาท มาชำระหนี้จำเลย เดือนพฤศจิกายน 2553 จำเลยถอนฟ้องคดีล้มละลาย จำเลยมีหนังสือลงวันที่ 13 ธันวาคม 2553 ถึงโจทก์ว่า นายวีระพลกับโจทก์เป็นหนี้จำเลยตามคำพิพากษาคดีดังกล่าว คิดคำนวณถึงวันที่ 7 มิถุนายน 2553 เป็นหนี้ต้นเงิน 407,332.48 บาท ดอกเบี้ย 1,111,143.23 บาท รวม 1,518,475.71 บาท และเนื่องจากโจทก์มีบัญชีเงินฝากดังกล่าวอยู่กับจำเลย เพียงวันที่ 7 มิถุนายน 2553 มียอดเงินฝากคงเหลือ 749,950 บาท โดยหนังสือฉบับนี้ จำเลยขอหักกลบลบหนี้ตามคำพิพากษาเป็นจำนวนเงิน 374,975 บาท เมื่อหักแล้วโจทก์ยังมีภาระหนี้ค้างอยู่ 1,144,413.37 บาท โจทก์ฟ้องคดีนี้เมื่อวันที่ 9 มีนาคม 2554

มีปัญหาวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยว่า จำเลยมีสิทธินำเงินจากบัญชีเงินฝากของโจทก์ที่ฝากไว้ต่อจำเลยมาหักกับหนี้ตามคำพิพากษาที่โจทก์เป็นหนี้จำเลยอยู่หรือไม่ เห็นว่า ตามฟ้องและคำให้การคดีนี้เป็นเรื่องจำเลยหักกลบลบหนี้กับโจทก์ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 341, 342 ซึ่งโจทก์และจำเลยมีความผูกพันซึ่งกันและกันโดยมูลหนี้ที่จะต้องชำระเงินแก่กันอันเป็นมูลหนี้ที่มีวัตถุเป็นอย่างเดียวกัน กล่าวคือ โจทก์เป็นหนี้จำเลยที่จะต้องชำระเงินแก่จำเลยตามคำพิพากษา ส่วนจำเลยก็เป็นหนี้โจทก์ที่จะต้องชำระเงินที่โจทก์ฝากไว้แก่โจทก์ จำเลยย่อมหักกลบลบหนี้กันได้ และตามข้อเท็จจริงที่รับฟังมาดังกล่าวเห็นได้ว่าจำเลยแสดงเจตนาต่อโจทก์ขอหักกลบลบหนี้และได้ดำเนินการหักกลบลบหนี้แล้ว การหักกลบลบหนี้ย่อมมีผลสมบูรณ์ตามบทกฎหมายมาตราดังกล่าว ซึ่งไม่ได้กำหนดเป็นเงื่อนไขไว้แต่ประการใดว่า การหักกลบลบหนี้ระหว่างกันนั้น จะต้องตกลงกันหรือได้รับอนุญาตหรือได้รับความยินยอมของอีกฝ่ายหนึ่งหรือต้องแจ้งเจ้าพนักงานบังคับคดีก่อน เมื่อข้อเท็จจริงไม่ปรากฏว่าทั้งสองฝ่ายได้แสดงเจตนาไม่ให้นำหนี้ที่มีอยู่แก่กันนั้นมาหักกลบลบกัน จำเลยย่อมมีสิทธิที่จะนำหนี้ดังกล่าวมาหักกลบลบหนี้กันได้ แม้โจทก์ไม่เคยตกลงและไม่อนุญาตให้จำเลยหักเงิน จำเลยหักเงินของโจทก์ไปเองโดยไม่แจ้งเจ้าพนักงานบังคับคดีตามที่โจทก์ฟ้องและนำสืบก็หาเป็นการละเมิดหรือผิดสัญญารับฝากเงินตามที่โจทก์ฟ้องไม่ และตามที่จำเลยนำสืบก็รับฟังได้ว่าเมื่อหักกลบลบหนี้กันแล้วโจทก์ยังคงเป็นหนี้จำเลยอยู่อีก จำเลยจึงไม่ต้องรับผิดต่อโจทก์ตามฟ้อง

พิพากษากลับ ให้ยกฟ้อง ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสามศาลให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 341 ม. 342
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นายเสริมเกียรติ จันทรศัพท์
จำเลย — ธนาคารกรุงเทพ จำกัด (มหาชน)
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดฝาง — นายกิตติ คูวิจิตรสุวรรณ
ศาลอุทธรณ์ — นางมาลิน ภู่พงศ์ จุลมนต์
ชื่อองค์คณะ
ประทีป ดุลพินิจธรรมา
อิสสระ นิ่มละมัย
ทรงศิลป์ ธรรมรัตน์
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 15948/2557
#579980
เปิดฉบับเต็ม

สัญญาจ้างแปรสภาพมันสำปะหลัง ข้อ 11 เป็นข้อตกลงระหว่างโจทก์และจำเลยที่ 1 มีกำหนดเวลาการส่งมอบมันสำปะหลังเส้นตามที่โจทก์จะกำหนดให้ส่งมอบในแต่ละคราว หากจำเลยที่ 1 ไม่ส่งมอบได้ทันตามเวลาที่โจทก์กำหนดหรือส่งมอบไม่ครบจำนวน และจำเลยที่ 1 มิได้บอกเลิกสัญญา จำเลยที่ 1 ตกลงชำระค่าปรับแก่โจทก์ เมื่อจำเลยที่ 1 ผิดสัญญาไม่ส่งมอบมันสำปะหลังเส้นแก่โจทก์และไม่บอกเลิกสัญญาแก่โจทก์ โจทก์มีสิทธิเรียกค่าปรับจากจำเลยที่ 1 ตามสัญญา แม้โจทก์บอกเลิกสัญญาเมื่อล่วงเลยเกินกว่า 7 ปี จะถือว่าคู่สัญญาไม่ถือเอากำหนดเวลาส่งมอบงานเป็นสาระสำคัญหาได้ไม่ เพราะตามสัญญาดังกล่าวมิได้กำหนดหน้าที่ให้โจทก์ต้องบอกเลิกสัญญาแก่จำเลยที่ 1 ก่อน จึงจะมีสิทธิเรียกค่าปรับได้ แต่ที่โจทก์มิได้บอกเลิกสัญญาภายในเวลาอันสมควรแต่ปล่อยปละละเลยจนค่าปรับมีจำนวนสูงเกินสมควร ถือว่าโจทก์มีส่วนก่อให้เกิดความเสียหายด้วยการละเลยไม่บำบัดปัดป้องหรือบรรเทาความเสียหาย ศาลย่อมมีอำนาจลดลงเป็นจำนวนพอสมควรตาม ป.พ.พ. มาตรา 223

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยทั้งสองร่วมกันชำระเงิน 3,014,437.92 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ7.5 ต่อปี ของต้นเงิน 483,099.81 บาท นับถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์

จำเลยทั้งสองให้การขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยทั้งสองร่วมกันชำระเงิน 3,014,437.92 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงิน 483,099.81 บาท นับถัดจากวันฟ้อง (ฟ้องวันที่ 11 กุมภาพันธ์ 2548) เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ กับให้จำเลยทั้งสองร่วมกันใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ โดยกำหนดค่าทนายความ 10,000 บาท

จำเลยทั้งสองอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษาแก้เป็นว่า ให้จำเลยทั้งสองร่วมกันชำระเงิน 483,099.81 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันที่ 29 กันยายน 2547 เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ ดอกเบี้ยคำนวณถึงวันฟ้อง (ฟ้องวันที่ 11 กุมภาพันธ์ 2548) ให้ไม่เกิน 10,522.31 บาท ตามที่โจทก์ขอ ให้จำเลยทั้งสองร่วมกันใช้ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสองศาลแทนโจทก์ เฉพาะค่าขึ้นศาลให้ใช้ตามทุนทรัพย์ที่โจทก์ชนะคดีในชั้นอุทธรณ์ โดยกำหนดค่าทนายความ 25,000 บาท

โจทก์ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงซึ่งคู่ความมิได้โต้แย้งกันในชั้นนี้รับฟังเป็นยุติตามคำวินิจฉัยของศาลอุทธรณ์ว่า เหตุที่จำเลยที่ 1 ส่งมอบมันสำปะหลังเส้นให้โจทก์ไม่ทันตามกำหนดและครบจำนวนที่กำหนดนั้น มิใช่เกิดจากเหตุสุดวิสัยหรือจากความผิดของโจทก์ จำเลยที่ 1 ผิดสัญญาจึงต้องรับผิดชำระเงินค่ามันสำปะหลังเส้นที่จำเลยที่ 1 ยังมิได้ส่งมอบแก่โจทก์เป็นเงิน 483,099.81 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันที่ 29 กันยายน 2547 เป็นต้นไปจนกว่าชำระเสร็จแก่โจทก์และจำเลยที่ 2 ในฐานะผู้ค้ำประกันต้องร่วมรับผิดกับจำเลยที่ 1 ชำระหนี้แก่โจทก์มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ว่า จำเลยทั้งสองต้องร่วมกันรับผิดชำระค่าปรับอัตราร้อยละ 0.2 ต่อวัน ของต้นเงินค่ามันสำปะหลังที่ยังไม่ส่งมอบแก่โจทก์เป็นเงิน 2,520,815.80 บาท ตามสัญญาจ้างแปรสภาพมันสำปะหลัง แก่โจทก์หรือไม่ เห็นว่า ตามสัญญาจ้างแปรสภาพมันสำปะหลังระบุว่า ผู้รับจ้างจะต้องทำมันสำปะหลังเส้นให้ครบจำนวนตามที่ผู้ว่าจ้างกำหนด และจะต้องทำการขนส่งและส่งมอบมันสำปะหลังเส้นให้แก่ผู้ซื้อมันสำปะหลังเส้นจากผู้ว่าจ้างให้ครบตามจำนวน และทันตามกำหนดเวลาที่ผู้ว่าจ้างจะได้แจ้งให้ทราบในแต่ละคราว หากผู้รับจ้างไม่สามารถทำมันสำปะหลังเส้นให้ได้ครบจำนวนตามที่ผู้ว่าจ้างกำหนด และส่งมันสำปะหลังเส้นได้ทันตามกำหนดเวลา หรือส่งมอบไม่ครบจำนวนตามที่ผู้ว่าจ้างได้แจ้งให้ทราบนั้นมาจากความล่าช้า หรือความบกพร่องของผู้รับจ้างก็ดี และผู้รับจ้างยังมิได้บอกเลิกสัญญา ผู้รับจ้างตกลงชำระค่าปรับให้แก่ผู้ว่าจ้างในอัตราร้อยละ 0.2 ของจำนวนมันสำปะหลังเส้นที่ยังมิได้ส่งมอบ นับถัดจากวันครบกำหนดส่งมอบจนถึงวันส่งมอบให้แก่ผู้ว่าจ้างเสร็จสิ้นเรียบร้อยในแต่ละคราว ดังนี้ ข้อสัญญาดังกล่าวบ่งชี้ว่า ข้อตกลงระหว่างโจทก์และจำเลยที่ 1 มีกำหนดเวลาการส่งมอบมันสำปะหลังเส้นตามที่โจทก์จะกำหนด ให้ส่งมอบในแต่ละคราว แต่จำเลยที่ 1 ไม่สามารถส่งมอบได้ทันตามเวลาที่โจทก์กำหนดหรือส่งมอบไม่ครบจำนวน และจำเลยที่ 1 ยังมิได้บอกเลิกสัญญา จำเลยที่ 1 ตกลงชำระค่าปรับแก่โจทก์ เมื่อข้อเท็จจริงฟังเป็นยุติว่าจำเลยที่ 1 ผิดสัญญาไม่ส่งมอบมันสำปะหลังเส้นแก่โจทก์เป็นเงิน 483,099.81 บาท และไม่ปรากฏว่าจำเลยที่ 1 บอกเลิกสัญญาแก่โจทก์ โจทก์จึงมีสิทธิเรียกค่าปรับจากจำเลยที่ 1 ได้ตามสัญญาดังกล่าว ที่โจทก์บอกเลิกสัญญาแก่จำเลยทั้งสอง ก็เป็นการใช้สิทธิบอกเลิกสัญญาตามสัญญาจ้างแปรสภาพมันสำปะหลัง แม้โจทก์บอกเลิกสัญญาเมื่อล่วงเลยเกินกว่า 7 ปีแล้วก็ตาม จะถือว่าคู่สัญญาไม่ถือเอากำหนดเวลาส่งมอบงานเป็นสาระสำคัญหาได้ไม่ เพราะตามสัญญาข้อ 11 ดังกล่าวมิได้กำหนดหน้าที่ให้โจทก์ต้องบอกเลิกสัญญาแก่จำเลยที่ 1 ก่อนจึงจะมีสิทธิเรียกค่าปรับได้ แต่ที่โจทก์เรียกค่าปรับและคำนวณมาเป็นเงิน 2,520,815.80 บาท นั้น เห็นว่า โจทก์มิได้บอกเลิกสัญญาเสียภายในเวลาอันสมควรแต่ปล่อยปละละเลยไว้จนค่าปรับมีจำนวนสูงเกินสมควรเช่นนี้ ถือได้ว่าโจทก์มีส่วนก่อให้เกิดความเสียหายด้วยการละเลยไม่บำบัดปัดป้องหรือบรรเทาความเสียหายนั้นด้วยตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 223 ศาลฎีกาย่อมมีอำนาจลดลงเป็นจำนวนพอสมควรได้ โดยกำหนดค่าปรับให้โจทก์เป็นเงิน 200,000 บาท จำเลยที่ 1 ต้องชำระค่าปรับจำนวนดังกล่าวแก่โจทก์ และจำเลยที่ 2 ในฐานะผู้ค้ำประกันยอมรับผิดอย่างลูกหนี้ร่วมจึงต้องร่วมรับผิดต่อโจทก์ด้วย ที่ศาลอุทธรณ์พิพากษาในส่วนนี้ ไม่ต้องด้วยความเห็นของศาลฎีกา ฎีกาของโจทก์ฟังขึ้นบางส่วน

พิพากษาแก้เป็นว่า ให้จำเลยทั้งสองร่วมกันชำระเงินค่าปรับ 200,000 บาทแก่โจทก์ นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 223 ม. 381 ม. 391
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — องค์การคลังสินค้า
จำเลย — นายชูชัย วารีทิพย์ขจร กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลแพ่ง — นางอุบลรัตน์ ศรีนวล
ศาลอุทธรณ์ — นายสถาพร วงศ์ตระกูลรักษา
ชื่อองค์คณะ
สมชาติ ธัญญาวินิชกุล
ธีระพงศ์ จิระภาค
สมจิตร์ ทองศรี
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 15933/2557
#575684
เปิดฉบับเต็ม

การที่จำเลยเข้าครอบครองทำประโยชน์ในที่ดินที่เกิดเหตุระหว่างที่โจทก์ร่วมครอบครองอยู่ แม้ขณะนั้นที่ดินที่เกิดเหตุเป็นที่ดินในเขตปฏิรูปที่ดินซึ่งคณะกรรมการปฏิรูปที่ดินจังหวัดบุรีรัมย์ออกหนังสืออนุญาตให้จำเลยเข้าทำประโยชน์แล้วก็ตาม แต่เมื่อจำเลยยังไม่ได้สิทธิครอบครองอย่างสมบูรณ์ เพราะมิได้เข้าครอบครองที่ดินที่ทางราชการจัดสรรให้ โดยโจทก์ร่วมกลับเป็นฝ่ายครอบครองอยู่ก่อนแล้ว การกระทำของจำเลยจึงเป็นการขัดขวางรบกวนการครอบครองอสังหาริมทรัพย์โดยปกติสุขของโจทก์ร่วม โจทก์ร่วมจึงเป็นผู้เสียหายโดยนิตินัยตาม ป.วิ.อ. มาตรา 2 (4) มีอำนาจยื่นคำร้องขอเข้าร่วมเป็นโจทก์และขอให้บังคับจำเลยชดใช้ค่าสินไหมทดแทน กับทั้งความผิดฐานบุกรุกในเวลากลางคืนเป็นความผิดอาญาแผ่นดิน ไม่ใช่ความผิดต่อส่วนตัว พนักงานสอบสวนมีอำนาจสอบสวนได้โดยไม่ต้องมีคำร้องทุกข์ตาม ป.วิ.อ. มาตรา 121 วรรคหนึ่ง โจทก์จึงมีอำนาจฟ้อง เมื่อศาลอุทธรณ์ภาค 3 ยังไม่ได้วินิจฉัยอุทธรณ์ของจำเลยในข้ออื่น จึงเห็นสมควรย้อนสำนวนไปให้ศาลอุทธรณ์ภาค 3 วินิจฉัยอุทธรณ์ของจำเลยที่ยังไม่ได้วินิจฉัยแล้วพิพากษาใหม่ตามรูปคดี

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 362, 365

จำเลยให้การปฏิเสธ

ระหว่างพิจารณา นายอนุชา ผู้เสียหาย ยื่นคำร้องขอเข้าร่วมเป็นโจทก์ ศาลชั้นต้นอนุญาต และโจทก์ร่วมยื่นคำร้องขอให้บังคับจำเลยชดใช้ค่าสินไหมทดแทนเป็นเงิน 100,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันที่ 21 มิถุนายน 2555 เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จ

จำเลยให้การในคดีส่วนแพ่งขอให้ยกคำร้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 365 (3) ประกอบมาตรา 362 จำคุก 3 ปี ทางนำสืบของจำเลยเป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษหนึ่งในสามตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คงจำคุก 2 ปี ให้จำเลยชดใช้ค่าสินไหมทดแทนแก่โจทก์ร่วม 100,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงินดังกล่าว นับแต่วันที่ 21 มิถุนายน 2555 เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเงินเสร็จแก่โจทก์ร่วม ค่าฤชาธรรมเนียมให้เป็นพับ

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 3 พิพากษากลับ ให้ยกฟ้อง ให้ยกคำร้องขอเข้าร่วมเป็นโจทก์ และคำร้องขอให้บังคับจำเลยชดใช้ค่าสินไหมทดแทนของนายอนุชา

โจทก์และโจทก์ร่วมฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงที่คู่ความไม่โต้เถียงกันรับฟังได้ว่า ที่ดินที่เกิดเหตุเป็นที่ดินในเขตปฏิรูปที่ดินแปลงเลขที่ 18 ระวาง ส.ป.ก. กลุ่มที่ 3588 เลขที่ 6774 เล่ม 68 หน้า 74 อำเภอละหานทราย จังหวัดบุรีรัมย์ เนื้อที่ 15 ไร่ 1 งาน 45 ตารางวา คณะกรรมการปฏิรูปที่ดินจังหวัดบุรีรัมย์ออกหนังสืออนุญาตให้จำเลยเข้าทำประโยชน์เมื่อวันที่ 30 มีนาคม 2543 ตามสำเนาหนังสืออนุญาตให้เข้าทำประโยชน์ในเขตปฏิรูปที่ดิน โจทก์ร่วมเป็นบุตรของนายสงวน จำเลยเคยให้นายสงวนเข้าไปทำกินในที่ดินที่เกิดเหตุ เมื่อปี 2550 นายสงวนถึงแก่ความตาย หลังจากนั้นโจทก์ร่วมครอบครองทำประโยชน์ในที่ดินที่เกิดเหตุตลอดมา จำเลยเคยฟ้องขับไล่โจทก์ร่วมออกจากที่ดินที่เกิดเหตุ แต่ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้องคดีถึงที่สุด ตามสำเนาคำพิพากษามีปัญหาข้อกฎหมายต้องวินิจฉัยตามฎีกาโจทก์และโจทก์ร่วมว่า โจทก์ร่วมเป็นผู้เสียหายและโจทก์มีอำนาจฟ้องหรือไม่ เห็นว่า ข้อเท็จจริงได้ความว่า นายสงวนบิดาโจทก์ร่วมและโจทก์ร่วมครอบครองทำประโยชน์ในที่ดินที่เกิดเหตุตลอดมา ทั้งตามคำฟ้องของโจทก์ปรากฏข้อเท็จจริงว่าจำเลยเพิ่งเข้าไปครอบครองที่ดินที่เกิดเหตุระหว่างต้นเดือนมีนาคม 2555 เวลากลางคืนก่อนเที่ยง ถึงวันที่ 21 มิถุนายน 2555 เวลากลางคืนหลังเที่ยงต่อเนื่องกัน แม้ที่ดินที่เกิดเหตุเป็นที่ดินในเขตปฏิรูปที่ดินซึ่งคณะกรรมการปฏิรูปที่ดินจังหวัดบุรีรัมย์ออกหนังสืออนุญาตให้จำเลยเข้าทำประโยชน์ เมื่อวันที่ 30 มีนาคม 2543 ก็ตาม แต่เมื่อจำเลยยังไม่ได้สิทธิครอบครองอย่างสมบูรณ์เพราะยังไม่ได้เข้าครอบครองที่ดินที่ทางราชการจัดสรรให้ ดังนี้ การที่จำเลยเข้าครอบครองทำประโยชน์ในที่ดินที่เกิดเหตุระหว่างที่โจทก์ร่วมครอบครองที่ดินที่เกิดเหตุจึงเป็นการขัดขวางรบกวนการครอบครองอสังหาริมทรัพย์โดยปกติสุขของโจทก์ร่วม โจทก์ร่วมย่อมเป็นผู้ได้รับความเสียหายจากการกระทำของจำเลยดังกล่าว จึงเป็นผู้เสียหายโดยนิตินัยตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 2 (4) มีอำนาจยื่นคำร้องขอเข้าร่วมเป็นโจทก์และขอให้บังคับจำเลยชดใช้ค่าสินไหมทดแทน ทั้งความผิดฐานบุกรุกในเวลากลางคืน ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 365 (3) ประกอบมาตรา 362 ตามฟ้องโจทก์ เป็นความผิดอาญาแผ่นดิน ไม่ใช่ความผิดต่อส่วนตัว พนักงานสอบสวนมีอำนาจสอบสวนได้โดยไม่ต้องมีคำร้องทุกข์ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 121 วรรคหนึ่ง โจทก์จึงมีอำนาจฟ้อง ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 3 พิพากษามานั้น ศาลฎีกาไม่เห็นพ้องด้วย ฎีกาของโจทก์และโจทก์ร่วมฟังขึ้น แต่ศาลอุทธรณ์ภาค 3 ยังไม่ได้วินิจฉัยอุทธรณ์ของจำเลยในข้ออื่น จึงเห็นสมควรย้อนสำนวนไปให้ศาลอุทธรณ์ภาค 3 วินิจฉัยอุทธรณ์ของจำเลยดังกล่าว

พิพากษายกคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 3 ให้ย้อนสำนวนไปให้ศาลอุทธรณ์ภาค 3 วินิจฉัยอุทธรณ์ของจำเลยที่ยังไม่ได้วินิจฉัยแล้วพิพากษาใหม่ตามรูปคดี
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.อ. ม. 2 (4) ม. 121 วรรคหนึ่ง
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการจังหวัดนางรอง
โจทก์ร่วม — นายอนุชา ศักดิ์วิเศษวัฒนา
จำเลย — นายเมือง นวสิมัยนาม
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดนางรอง — นายคงสิทธิ์ รักขิตกูล
ศาลอุทธรณ์ภาค 3 — นางสาวอรุณี วีระรัศมี
ชื่อองค์คณะ
อดิเทพ ถิระวัฒน์
พิศล พิรุณ
ไมตรี สุเทพากุล
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 15913/2557
#579848
เปิดฉบับเต็ม

โจทก์บรรยายฟ้องในคำฟ้องอ้างเหตุที่เป็นความผิดอันยอมความไม่ได้ว่า จำเลยที่ 1 ข่มขืนกระทำชำเราผู้เสียหายในลักษณะเป็นการโทรมหญิงเท่านั้น แม้ทางพิจารณาจะได้ความว่า จำเลยที่ 1 ข่มขืนกระทำชำเราผู้เสียหายต่อหน้าธารกำนัล แต่เมื่อโจทก์มิได้บรรยายฟ้องว่าการกระทำความผิดฐานข่มขืนกระทำชำเราผู้เสียหายของจำเลยที่ 1 เกิดขึ้นต่อหน้าธารกำนัล ข้อเท็จจริงที่ปรากฏในทางพิจารณาจึงแตกต่างกับข้อเท็จจริงที่กล่าวในฟ้อง แสดงว่าโจทก์มิได้ประสงค์ให้ความผิดที่โจทก์ฟ้องเป็นความผิดอันยอมความไม่ได้เพราะเหตุที่จำเลยที่ 1 กระทำความผิดต่อหน้าธารกำนัล และเมื่อข้อเท็จจริงในทางพิจารณารับฟังไม่ได้ว่าการร่วมข่มขืนกระทำชำเราผู้เสียหายที่ 1 มีลักษณะเป็นการโทรมหญิงตาม ป.อ. มาตรา 276 วรรคสาม คงเป็นความผิดตามมาตรา 276 วรรคหนึ่ง อันเป็นความผิดต่อส่วนตัวเท่านั้น ย่อมตกลงยอมความกันได้ตามมาตรา 281 เมื่อมีการยอมความกันโดยถูกต้องตามกฎหมาย สิทธินำคดีอาญามาฟ้องจำเลยที่ 1 ในความผิดฐานข่มขืนกระทำชำเราตามมาตรา 276 วรรคหนึ่ง ของโจทก์จึงเป็นอันระงับไปตาม ป.วิ.อ. มาตรา 39 (2)

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยทั้งสอง ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83 และ 276

จำเลยทั้งสองให้การปฏิเสธ แต่ก่อนสืบพยานจำเลยทั้งสองขอถอนคำให้การเดิมและให้การใหม่ว่าร่วมกันข่มขืนกระทำชำเรานางสาวชุ่มชื่น ผู้เสียหายจริง แต่มิได้ร่วมกระทำความผิดด้วยกันอันมีลักษณะเป็นการโทรมหญิง

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่าจำเลยทั้งสองมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 276 วรรคหนึ่ง ประกอบมาตรา 83 ขณะกระทำความผิดจำเลยที่ 2 อายุ 18 ปีเศษ เห็นสมควรลดมาตราส่วนโทษให้หนึ่งในสามตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 76 (เดิม) จำคุกจำเลยที่ 1 มีกำหนด 8 ปี จำคุกจำเลยที่ 2 มีกำหนด 5 ปี 4 เดือน จำเลยทั้งสองให้การรับสารภาพ เป็นประโยชน์แก่การพิจารณามีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้กึ่งหนึ่ง ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คงจำคุกจำเลยที่ 1 มีกำหนด 4 ปี จำคุกจำเลยที่ 2 มีกำหนด 2 ปี 8 เดือน

โจทก์และจำเลยทั้งสองอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 3 พิพากษาแก้เป็นว่า จำเลยที่ 2 มีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 278 เมื่อลดมาตราส่วนโทษหนึ่งในสามตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 76 (เดิม) แล้ว จำคุกจำเลยที่ 2 มีกำหนด 2 ปี คำให้การชั้นสอบสวนเป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้หนึ่งในสามตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คงจำคุกจำเลยที่ 2 มีกำหนด 1 ปี 4 เดือน นอกจากที่แก้คงให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

จำเลยทั้งสองฎีกา โดยผู้พิพากษาซึ่งพิจารณาและลงชื่อในคำพิพากษาศาลชั้นต้นอนุญาตให้จำเลยที่1 ฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ส่วนที่จำเลยที่ 1 ฎีกาว่าผู้เสียหายไม่ติดใจเอาความแก่จำเลยที่ 1 แล้ว และข้อหาข่มขืนกระทำชำเราเป็นความผิดอันยอมความได้ ศาลจึงลงโทษจำเลยที่ 1 ไม่ได้ ในปัญหานี้ศาลอุทธรณ์ภาค 3 วินิจฉัยว่า เมื่อนายพิพัฒน์ เข้าไปในห้องน้ำแล้วเห็นนายนิวัฒน์กำลังกระทำชำเราผู้เสียหายอยู่ แสดงว่านายนิวัฒน์กำลังกระทำชำเราผู้เสียหายต่อหน้าธารกำนัล จำเลยที่ 1 ซึ่งเป็นตัวการร่วมกระทำความผิดกับนายนิวัฒน์ย่อมไม่อาจยกเอาเรื่องที่ผู้เสียหายไม่ติดใจเอาความมาเป็นเหตุให้ศาลยกฟ้องได้ เห็นว่า แม้จะฟังข้อเท็จจริงตามที่ศาลอุทธรณ์ภาค 3 วินิจฉัยว่า จำเลยที่ 1 เป็นตัวการร่วมกับนายนิวัฒน์ข่มขืนกระทำชำเราผู้เสียหายต่อหน้าธารกำนัลก็ตาม แต่ปรากฏตามที่โจทก์บรรยายในคำฟ้องอ้างเหตุที่เป็นความผิดอันยอมความไม่ได้ว่าจำเลยที่ 1 ข่มขืนกระทำชำเราผู้เสียหายในลักษณะเป็นการโทรมหญิงเท่านั้น มิได้บรรยายในคำฟ้องอ้างว่าจำเลยที่ 1 ข่มขืนกระทำชำเราผู้เสียหายต่อหน้าธารกำนัลด้วย แม้ข้อเท็จจริงที่ว่าการที่จำเลยที่ 1 ข่มขืนกระทำชำเราผู้เสียหายได้กระทำต่อหน้าธารกำนัลจะมิใช่องค์ประกอบของความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 276 วรรคสาม ที่โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยที่ 1 ก็ตาม แต่ข้อเท็จจริงที่ว่าการกระทำความผิดตามมาตรา 276 วรรคหนึ่ง ได้เกิดขึ้นต่อหน้าธารกำนัลเป็นข้อเท็จจริงอันเป็นสาระสำคัญเกี่ยวกับอำนาจฟ้องของพนักงานอัยการโจทก์ในคดีนี้ เพราะปรากฏตามคำฟ้องของโจทก์ว่าผู้เสียหายได้รับค่าสินไหมทดแทนจากฝ่ายจำเลยที่ 1 จำนวน 225,000 บาท จนเป็นที่พอใจแล้วและไม่ติดใจเอาความแก่จำเลยที่ 1 อีกต่อไป ตามบันทึกการมอบเงินค่าสินไหมทดแทนทางแพ่งลงวันที่ 21 เมษายน 2551 ท้ายคำฟ้อง ซึ่งข้อเท็จจริงที่ผู้เสียหายไม่ติดใจเอาความแก่จำเลยที่ 1 ดังกล่าวถือได้ว่าผู้เสียหายได้ยอมความกับจำเลยที่ 1 โดยถูกต้องตามกฎหมาย ย่อมส่งผลให้สิทธินำคดีอาญามาฟ้องของโจทก์ในความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 276 วรรคหนึ่ง ซึ่งเป็นความผิดต่อส่วนตัวระงับไป ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 39 (2) และโจทก์ไม่มีอำนาจฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยที่ 1 ในความผิดดังกล่าวซึ่งศาลต้องพิพากษายกฟ้อง ข้อเท็จจริงเรื่องการข่มขืนกระทำชำเราผู้เสียหายที่จำเลยที่ 1 ได้กระทำต่อหน้าธารกำนัลจึงเป็นข้อเท็จจริงอันเป็นสาระสำคัญที่โจทก์ต้องบรรยายในคำฟ้อง เพื่อเปิดโอกาสให้จำเลยที่ 1 ซึ่งเป็นจำเลยในคดีอาญาสามารถต่อสู้คดีโดยเฉพาะในปัญหาเกี่ยวกับอำนาจฟ้องของโจทก์ได้อย่างเต็มที่ ดังนี้ แม้ทางพิจารณาจะได้ความว่า จำเลยที่ 1 ร่วมกับนายนิวัฒน์ข่มขืนกระทำชำเราผู้เสียหายต่อหน้าธารกำนัล แต่เมื่อโจทก์มิได้บรรยายฟ้องว่าการกระทำความผิดฐานข่มขืนกระทำชำเราผู้เสียหายของจำเลยที่ 1 เกิดขึ้นต่อหน้าธารกำนัล ข้อเท็จจริงที่ปรากฏในทางพิจารณาจึงแตกต่างกับข้อเท็จจริงที่กล่าวในฟ้องแสดงว่าโจทก์มิได้ประสงค์ให้ความผิดที่โจทก์ฟ้องเป็นความผิดอันยอมความไม่ได้เพราะเหตุที่จำเลยที่ 1 กระทำความผิดต่อหน้าธารกำนัล และเมื่อข้อเท็จจริงในทางพิจารณารับฟังไม่ได้ว่าการร่วมข่มขืนกระทำชำเราผู้เสียหายของจำเลยที่ 1 มีลักษณะเป็นการโทรมหญิงตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 276 วรรคสาม คงเป็นความผิดตามมาตรา 276 วรรคหนึ่ง อันเป็นความผิดต่อส่วนตัวเท่านั้น ย่อมตกลงยอมความกันได้ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 281 บันทึกการมอบเงินค่าสินไหมทดแทนลงวันที่ 21 เมษายน 2551 ท้ายคำฟ้องจึงเป็นการยอมความกันโดยถูกต้องตามกฎหมาย สิทธินำคดีอาญามาฟ้องจำเลยที่ 1 ในความผิดฐานข่มขืนกระทำชำเราผู้เสียหายตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 276 วรรคหนึ่ง ของโจทก์จึงเป็นอันระงับไปตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 39 (2) โจทก์ย่อมไม่มีอำนาจฟ้องจำเลยที่ 1 ในความผิดดังกล่าว ฎีกาของจำเลยที่ 1 ข้อนี้ฟังขึ้น

พิพากษาแก้เป็นว่า ให้ยกฟ้องโจทก์สำหรับจำเลยที่ 1 ส่วนจำเลยที่ 2 เมื่อลดมาตราส่วนโทษหนึ่งในสามตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 76 (เดิม) แล้ว จำคุกจำเลยที่ 2 มีกำหนด 2 ปี และปรับ 9,000 บาท และเมื่อลดโทษให้หนึ่งในสามตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 แล้ว คงจำคุกจำเลยที่ 2 มีกำหนด 1 ปี 4 เดือน และปรับ 6,000 บาท โทษจำคุกให้รอการลงโทษไว้มีกำหนด 2 ปี ให้คุมความประพฤติของจำเลยที่ 2 ตลอดระยะเวลารอการลงโทษ โดยให้จำเลยที่ 2 ไปรายงานตัวต่อพนักงานคุมประพฤติทุก 4 เดือน และให้จำเลยที่ 2 กระทำกิจกรรมบริการสังคมหรือสาธารณประโยชน์ตามที่พนักงานคุมประพฤติและจำเลยที่ 2 เห็นสมควรกำหนดเป็นเวลา 72 ชั่วโมง ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 56 หากจำเลยที่ 2 ไม่ชำระค่าปรับให้จัดการตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 29, 30 นอกจากที่แก้คงให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 3
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.อ. ม. 39 (2) ม. 158 (5) ม. 192
ป.อ. ม. 276 ม. 281
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการจังหวัดบัวใหญ่
จำเลย — นายสุราษฎร์หรือมัน วงศ์แก้ว กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดบัวใหญ่ — นายกิตติ ตรีขจรเกียรติ
ศาลอุทธรณ์ภาค 3 — นายอนันต์ ยมจินดา
ชื่อองค์คณะ
สุนทร ทรงฤกษ์
สุรทิน สาเรือง
สิทธิชัย โชคสวัสดิ์ไพศาล
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 15899/2557
#586015
เปิดฉบับเต็ม

คำฟ้องของโจทก์เป็นเรื่องละเมิด เรียกค่าเสียหาย โดยบรรยายชัดแจ้งว่า จำเลยที่ 1 โดยจำเลยที่ 2 ใช้ให้พนักงานของจำเลยที่ 1 ใส่กุญแจประตูทางเข้าบริเวณที่เช่า เป็นเหตุให้โจทก์ไม่สามารถเข้าออก ใช้สอยและผลิตสินค้าในที่เช่าได้ เป็นการกล่าวหาว่าจำเลยที่ 1 กระทำละเมิดต่อโจทก์ และยอมรับว่าจำเลยที่ 1 เป็นนิติบุคคลหน่วยงานของรัฐ จำเลยที่ 2 เป็นผู้อำนวยการซึ่งเป็นเจ้าหน้าที่ของรัฐใช้ให้พนักงานของจำเลยที่1 กระทำการดังกล่าว แม้จะบรรยายในลักษณะว่าจำเลยทั้งสองร่วมกันกระทำละเมิดก็ตาม จำเลยที่ 2 เป็นผู้แทนจำเลยที่ 1 การแสดงออกถึงวัตถุประสงค์ของจำเลยที่ 1 ย่อมผ่านทางจำเลยที่ 2 ในฐานะผู้อำนวยการผู้รับผิดชอบโดยตรง กรณีต้องด้วยมาตรา 5 วรรคหนึ่ง แห่ง พ.ร.บ.ความรับผิดทางละเมิดของเจ้าหน้าที่ พ.ศ.2539 ที่บัญญัติให้หน่วยงานของรัฐต้องรับผิดต่อผู้เสียหายในผลแห่งละเมิดที่เจ้าหน้าที่ของตนได้กระทำในการปฏิบัติหน้าที่ โจทก์ชอบที่จะฟ้องจำเลยที่ 1 ซึ่งเป็นหน่วยงานของรัฐได้โดยตรง จำเลยที่ 2 ปฏิบัติตามอำนาจหน้าที่ในขอบเขตของตนจึงไม่ต้องร่วมรับผิดต่อโจทก์ โจทก์ไม่มีอำนาจฟ้องจำเลยที่ 2

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยทั้งสองร่วมกันชดใช้ค่าเสียหายเป็นเงิน 784,075,494.17 บาท แก่โจทก์ พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จ

จำเลยทั้งสองให้การขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง ค่าฤชาธรรมเนียมให้เป็นพับ

โจทก์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษายืน ให้โจทก์ใช้ค่าฤชาธรรมเนียมในชั้นอุทธรณ์แทนจำเลยที่ 1 โดยกำหนดค่าทนายความ 500,000 บาท

โจทก์ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงที่คู่ความนำสืบรับกันฟังได้ว่า โจทก์เป็นนิติบุคคลประเภทบริษัทจำกัด จำเลยที่ 1 เป็นนิติบุคคลหน่วยงานของรัฐ มีจำเลยที่ 2 เป็นผู้อำนวยการ เมื่อวันที่ 23 มิถุนายน 2546 โจทก์ได้ทำสัญญาเช่าพื้นที่บางส่วนของอาคารโรงงานต้นแบบศูนย์พันธุวิศวกรรมและเทคโนโลยีชีวภาพแห่งชาติและสัญญาให้บริการในพื้นที่ซึ่งโจทก์เช่าพื้นที่อาคารโรงงานต้นแบบตามสำเนาสัญญาเช่าพื้นที่อาคารโรงงานต้นแบบและสัญญาให้บริการ โจทก์ค้างชำระค่าเช่าและค่าน้ำประปาค่าไฟฟ้าตลอดจนค่าใช้จ่ายต่างๆ ตลอดมา เมื่อจำเลยที่ 1 บอกเลิกสัญญาแล้ว วันที่ 30 พฤศจิกายน 2549 จำเลยที่ 1 โดยจำเลยที่ 2 มีคำสั่งให้พนักงานเจ้าหน้าที่ของจำเลยที่ 1 ใส่กุญแจประตูทางเข้าบริเวณพื้นที่เช่าดังกล่าว โจทก์ไม่สามารถใช้สอยอาคารที่เช่าและเครื่องมือเครื่องจักรเพื่อผลิตสินค้าได้ตามปกติ หลังจากที่โจทก์ฟ้องคดีนี้แล้ว จำเลยที่ 1 เป็นโจทก์ฟ้องโจทก์เป็นจำเลยเรื่องผิดสัญญาเช่าพื้นที่อาคารโรงงานต้นแบบและสัญญาให้บริการ ต่อศาลจังหวัดพระโขนง ศาลจังหวัดพระโขนงมีคำพิพากษาให้โจทก์ชำระค่าเช่าและค่าบริการแก่จำเลยที่ 1 ตามสำเนาคำพิพากษา คู่ความไม่อุทธรณ์ คดีถึงที่สุดแล้ว คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ข้อแรกว่า โจทก์มีอำนาจฟ้องจำเลยที่ 2 หรือไม่ เห็นว่า คำฟ้องของโจทก์เป็นเรื่องละเมิด เรียกค่าเสียหาย โดยบรรยายชัดแจ้งว่า จำเลยที่ 1 โดยจำเลยที่ 2 ใช้ให้พนักงานของจำเลยที่ 1 ใส่กุญแจประตูทางเข้าบริเวณที่เช่า เป็นเหตุให้โจทก์ไม่สามารถเข้าออก ใช้สอยและผลิตสินค้าในที่เช่าได้ ซึ่งเป็นการรบกวนการครอบครองของโจทก์ เป็นการกล่าวหาว่าจำเลยที่ 1 กระทำละเมิด ต่อโจทก์โดยกระทำให้โจทก์ได้รับความเสียหาย และยอมรับว่าจำเลยที่ 1 เป็นนิติบุคคลหน่วยงานของรัฐ จำเลยที่ 2 เป็นผู้อำนวยการซึ่งเป็นเจ้าหน้าที่ของรัฐใช้ให้พนักงานของจำเลยที่ 1 กระทำการดังกล่าว แม้จะบรรยายในลักษณะว่าจำเลยทั้งสองร่วมกันกระทำละเมิดก็ตาม จำเลยที่ 2 เป็นผู้แทนจำเลยที่ 1 ซึ่งเป็นนิติบุคคลตามกฎหมาย การแสดงออกถึงวัตถุประสงค์ของจำเลยที่ 1 ย่อมผ่านทางจำเลยที่ 2 ในฐานะผู้อำนวยการผู้รับผิดชอบโดยตรง กรณีต้องด้วยมาตรา 5 วรรคหนึ่ง แห่งพระราชบัญญัติความรับผิดทางละเมิดของเจ้าหน้าที่ พ.ศ.2539 ที่บัญญัติให้หน่วยงานของรัฐต้องรับผิดต่อผู้เสียหายในผลแห่งละเมิดที่เจ้าหน้าที่ของตนได้กระทำในการปฏิบัติหน้าที่ เช่นนี้ โจทก์ชอบที่จะฟ้องจำเลยที่ 1 ซึ่งเป็นหน่วยงานของรัฐได้โดยตรง จำเลยที่ 2 ปฏิบัติตามอำนาจหน้าที่ในขอบเขตของตนจึงไม่ต้องร่วมรับผิดต่อโจทก์ ประกอบกับคำฟ้องของโจทก์ไม่ปรากฏว่าจำเลยที่ 2 กระทำการนอกเหนือหน้าที่ขอบอำนาจของจำเลยที่ 1 แต่ประการใด โจทก์จึงไม่มีอำนาจฟ้องจำเลยที่ 2 ได้ ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษาว่า โจทก์ไม่มีอำนาจฟ้องจำเลยที่ 2 จึงชอบแล้ว ฎีกาของโจทก์ข้อนี้ฟังไม่ขึ้น

อนึ่ง ศาลอุทธรณ์ภาค 1 ไม่ได้สั่งเรื่องค่าฤชาธรรมเนียมระหว่างโจทก์กับจำเลยที่ 2 เป็นการไม่ชอบด้วยประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 141 (5) และ 167 วรรคหนึ่ง ศาลฎีกาแก้ไขให้ถูกต้องได้

พิพากษายืน ให้โจทก์ใช้ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาแทนจำเลยที่ 1 โดยกำหนดค่าทนายความ 100,000 บาท ส่วนจำเลยที่ 2 ไม่ยื่นคำแก้อุทธรณ์และคำแก้ฎีกา จึงไม่กำหนดค่าทนายความชั้นอุทธรณ์และชั้นฎีกาให้
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.ความรับผิดทางละเมิดของเจ้าหน้าที่ พ.ศ.2539 ม. 5 วรรคหนึ่ง
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — บริษัทเอ.พี.แซด.คอร์ปอเรชั่น จำกัด
สำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ
จำเลย — กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดธัญบุรี — นายทศพรรณ คงเพียรธรรม
ศาลอุทธรณ์ภาค 1 — นายอนุวัตร มุทิกากร
ชื่อองค์คณะ
สรรทัศน์ เอี่ยมวรชัย
พิศล พิรุณ
ธีระ เบญจรัศมีโรจน์
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 15866/2557
#579862
เปิดฉบับเต็ม

ความผิดฐานเรียกดอกเบี้ยเกินอัตราตามที่กฎหมายกำหนดนั้นเกิดขึ้นเป็นความผิดสำเร็จตั้งแต่วันที่มีการให้กู้ยืมเงินด้วยการทำสัญญากันและจำเลยเรียกดอกเบี้ยจากผู้เสียหายเกินอัตราตามที่กฎหมายกำหนด หาใช่ความผิดต่อเนื่องตลอดระยะเวลาตราบเท่าที่จำเลยยังคงเรียกเก็บดอกเบี้ยเกินอัตราอยู่และผู้เสียหายแต่ละคนได้ผ่อนชำระดอกเบี้ยนั้นดังที่โจทก์ฎีกาไม่ เมื่อข้อเท็จจริงฟังได้ว่าโจทก์ฟ้องคดีนี้ในวันที่ 25 กันยายน 2551 เกินกว่า 5 ปี นับแต่วันกระทำผิดสำเร็จ จึงเป็นอันขาดอายุความตาม ป.อ. มาตรา 95 (4)

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องและแก้ไขฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามพระราชบัญญัติห้ามเรียกดอกเบี้ยเกินอัตรา พ.ศ.2475 มาตรา 3 ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 และนับโทษจำเลยต่อจากโทษในคดีอาญาหมายเลขแดงที่ 1447/2551 ของศาลจังหวัดอุบลราชธานี

จำเลยให้การปฏิเสธ แต่รับว่าเป็นบุคคลคนเดียวกับจำเลยในคดีที่โจทก์ขอให้นับโทษต่อ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามพระราชบัญญัติห้ามเรียกดอกเบี้ยเกินอัตรา พ.ศ.2475 มาตรา 3 (1) วรรคหนึ่ง (ที่ถูก มาตรา 3 (ก)) เป็นความผิดหลายกรรมต่างกัน ให้ลงโทษทุกกรรมเป็นกระทงความผิดไปตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 รวม 11 กระทง จำคุกกระทงละ 4 เดือน รวมจำคุก 44 เดือน นับโทษจำเลยต่อจากโทษในคดีอาญาหมายเลขแดงที่ 1447/2551 ของศาลจังหวัดอุบลราชธานี ยกฟ้องข้อ 1.4, 1.5, 1.7, 1.8, 1.9, 1.10, 1.11, 1.15 ถึง 1.24, 1.26, 1.27, 1.29 ถึง 1.31, 1.33, 1.34 และ 1.36

โจทก์อุทธรณ์ โดยอธิบดีอัยการฝ่ายคดีศาลสูง เขต 3 ซึ่งอัยการสูงสุดได้มอบหมายรับรองให้อุทธรณ์ในปัญหาข้อเท็จจริง และจำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 3 พิพากษากลับ ให้ยกฟ้อง

โจทก์ฎีกา โดยอัยการสูงสุดรับรองให้ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า คดีมีปัญหาข้อกฎหมายตามฎีกาของโจทก์ว่า ความผิดตามฟ้องข้อ 1.1, 1.2, 1.3, 1.4, 1.5, 1.6, 1.7, 1.19, 1.20, 1.25, 1.29, 1.32, 1.36 และ ข้อ 1.9 ถึง 1.14, 1.17, 1.22, 1.23, 1.26, 1.28, 1.30, 1.34, 1.35 ขาดอายุความหรือไม่ โดยโจทก์ฎีกาว่าความผิดตามพระราชบัญญัติห้ามเรียกดอกเบี้ยเกินอัตรา พ.ศ.2475 มาตรา 3 ไม่ใช่เป็นความผิดเฉพาะตอนทำสัญญากู้ยืมเงินเท่านั้น แต่เป็นความผิดต่อเนื่องตราบเท่าที่มีการผ่อนชำระดอกเบี้ยเกินอัตราตามที่กฎหมายกำหนด หรือตราบเท่าที่จำเลยยังคงเรียกดอกเบี้ยเกินอัตราอยู่นั่นเอง เมื่อนับถึงวันที่ผู้เสียหายแต่ละคนชำระดอกเบี้ยให้แก่จำเลยจนถึงวันฟ้องยังไม่เกิน 5 ปี คดีโจทก์จึงยังไม่ขาดอายุความ เห็นว่า ความผิดฐานเรียกดอกเบี้ยเกินอัตราตามที่กฎหมายกำหนดนั้นเกิดขึ้นเป็นความผิดสำเร็จตั้งแต่วันที่มีการให้กู้ยืมเงินด้วยการทำสัญญากันและจำเลยเรียกดอกเบี้ยจากผู้เสียหายเกินอัตราตามที่กฎหมายกำหนด หาใช่ความผิดต่อเนื่องตลอดระยะเวลาตราบเท่าที่จำเลยยังคงเรียกเก็บดอกเบี้ยเกินอัตราอยู่และผู้เสียหายแต่ละคนได้ผ่อนชำระดอกเบี้ยนั้นดังที่โจทก์ฎีกาไม่ เมื่อข้อเท็จจริงฟังได้ว่าโจทก์ฟ้องคดีนี้ในวันที่ 25 กันยายน 2551 เกินกว่า 5 ปี นับแต่วันกระทำผิดสำเร็จ จึงเป็นอันขาดอายุความตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 95 (4) ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 3 วินิจฉัยมานั้นชอบแล้ว ฎีกาของโจทก์ข้อนี้ฟังไม่ขึ้น

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.อ. ม. 95 (4)
พ.ร.บ.ห้ามเรียกดอกเบี้ยเกินอัตรา พ.ศ.2475 ม. 3
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการคดีศาลแขวงอุบลราชธานี
จำเลย — นายกำพล ไชยสงคราม
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลแขวงอุบลราชธานี — นายธวัช บัวพิทักษ์
ศาลอุทธรณ์ภาค 3 — นายวิรัตน์ รีชัยพิชิตกุล
ชื่อองค์คณะ
สันต์ เกียรติก้อง
กฤษฎิ์จิรัฐ คุณาจิรภรณ์
วุฒิชัย หรูจิตตวิวัฒน์
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 15846/2557
#575212
เปิดฉบับเต็ม

ในการโฆษณาให้เช่าพื้นที่โครงการของจำเลยระบุว่าให้มีสถานบริการประเภทร้านค้า ร้านอาหารและ สถานที่ออกกำลังกายภายในพื้นที่โครงการของจำเลย แสดงว่าโครงการของจำเลยมีเจตนาจัดให้มีสถานบริการเพื่อจูงใจให้ลูกค้าเข้าจองสิทธิและทำสัญญาเช่าพื้นที่ภายในศูนย์การค้ายูเนี่ยมมอลล์ในโครงการ การทำสัญญาเช่าพื้นที่ศูนย์การค้าของโจทก์กับจำเลยจึงเกิดจากเจตนาของจำเลยที่เสนอจะจัดให้มีสถานบริการดังกล่าวในพื้นที่ตามที่จำเลยได้โฆษณาไว้และโจทก์แสดงเจตนาสนองรับเข้าทำสัญญาเช่าเพราะเชื่อตามที่จำเลยได้โฆษณา แม้ข้อความในสัญญาเช่าจะไม่ได้ระบุข้อความว่าจำเลยจะต้องจัดให้มีกิจการตามคำโฆษณาในศูนย์การค้าของจำเลยก็ตาม แต่จำเลยก็ต้องผูกพันและมีหน้าที่ต้องจัดให้มีกิจการตามคำโฆษณาในศูนย์การค้าของจำเลย คำโฆษณาของจำเลยถือว่าเป็นส่วนหนึ่งของสัญญาเช่าพื้นที่ศูนย์การค้าระหว่างโจทก์กับจำเลยด้วย เมื่อปรากฏว่าในวันเปิดศูนย์การค้าของจำเลย จำเลยยังดำเนินการจัดให้มีกิจการตามคำโฆษณาในศูนย์การค้าของจำเลยไม่ครบถ้วนตามที่โฆษณาไว้โดยไม่ปรากฏเหตุแห่งความล่าช้าที่อยู่นอกเหนือการควบคุมของจำเลย จำเลยจึงเป็นฝ่ายผิดสัญญา โจทก์มีสิทธิบอกเลิกสัญญาแก่จำเลย โดยโจทก์และจำเลยคู่สัญญาแต่ละฝ่ายจำต้องให้อีกฝ่ายหนึ่งได้กลับคืนสู่ฐานะดังที่เป็นอยู่เดิม ตาม ป.พ.พ. มาตรา 391 วรรคหนึ่ง ส่วนจำเลยที่ 2 เป็นกรรมการของบริษัทจำเลยที่ 1 กระทำการภายในขอบอำนาจของบริษัทจำเลยที่ 1 จึงไม่ต้องรับผิดส่วนตัว

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องและแก้ไขคำฟ้องขอให้บังคับจำเลยทั้งสองชำระเงิน 209,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปีของต้นเงิน 206,000 บาท นับถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์

จำเลยทั้งสองให้การขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยทั้งสองร่วมกันชำระเงิน 209,000บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงิน 206,000 บาท นับแต่วันที่ 26 กรกฎาคม 2550 เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ กับให้จำเลยทั้งสองใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ โดยกำหนดค่าทนายความ 5,000 บาท

จำเลยทั้งสองอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ

จำเลยทั้งสองฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงฟังยุติโดยไม่มีคู่ความฝ่ายใดฎีกาโต้แย้งว่า จำเลยที่ 1 เป็นเจ้าของโครงการศูนย์การค้ายูเนี่ยนมอลล์ มีจำเลยที่ 2 เป็นกรรมการผู้มีอำนาจกระทำการแทน จำเลยทั้งสองทำหนังสือโฆษณาเชิญชวนประชาชนโดยทั่วไปที่สนใจเข้าลงทุนเช่าพื้นที่เพื่อประกอบธุรกิจหรือค้าขายในศูนย์การค้ายูเนี่ยนมอลล์ตามหนังสือโฆษณา เมื่อวันที่ 21 กุมภาพันธ์ 2546 โจทก์จองพื้นที่เพื่อประกอบการค้าในศูนย์การค้ายูเนี่ยนมอลล์ของจำเลยที่ 1 ในราคาสิทธิการเช่า 201,000 บาท ชำระเงินจองไป 20,000 บาท และวันที่ 9 มีนาคม 2546 โจทก์ทำสัญญาผ่อนชำระสิทธิการเช่าพื้นที่ที่จองไว้ดังกล่าวกับจำเลยที่ 1 ชำระเงินวันทำสัญญาอีก 30,000 บาท ที่เหลือตกลงผ่อนชำระ 24 งวด โดยจำเลยที่ 1 ตกลงจะก่อสร้างอาคารศูนย์การค้าให้แล้วเสร็จและส่งมอบพื้นที่ให้โจทก์เข้าตกแต่งร้านภายใน 24 เดือนนับแต่วันทำสัญญา ทั้งนี้กำหนดเวลาดังกล่าวอาจขยายออกไปได้อีกไม่เกิน 6 เดือน นับแต่วันครบกำหนด หากพ้นกำหนดเวลาแล้วยังก่อสร้างไม่เสร็จตามสัญญา จำเลยที่ 1 ยินยอมคืนเงินที่โจทก์ชำระไว้ทั้งหมดพร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 4 ต่อปี ตามสัญญาผ่อนชำระสิทธิการเช่า ภายหลังทำสัญญาโจทก์ผ่อนชำระเงินค่าสิทธิการเช่าจนครบ ต่อมาวันที่ 9 ธันวาคม 2548 โจทก์ได้ทำสัญญาเช่าพื้นที่กับจำเลยที่ 1 โดยเปลี่ยนพื้นที่ที่จองไว้จากเดิมเลขที่ บีดี - 16 เป็นเลขที่ บีเค - 07 ในอัตราค่าเช่าเดือนละ 3,010 บาท ตกลงกำหนดเวลาเช่า 3 ปี นับแต่วันที่เปิดศูนย์การค้าอย่างเป็นทางการซึ่งกำหนดไว้ในวันที่ 1 ธันวาคม 2548 ตามสัญญาเช่า ภายหลังทำสัญญาโจทก์รับมอบพื้นที่เช่าแล้ว แต่โจทก์ไม่ตกแต่งร้านและไม่เปิดร้านค้าขาย จำเลยที่ 1 เปิดศูนย์การค้าอย่างเป็นทางการในวันที่ 11 มีนาคม 2549 ต่อมาวันที่ 31 มีนาคม 2549 จำเลยที่ 1 เรียกเก็บเงินค่าเช่าและค่าบริการส่วนกลางจากโจทก์ โจทก์ปฎิเสธโดยมีหนังสือบอกเลิกสัญญาเช่าว่าจำเลยทั้งสองไม่สามารถก่อสร้างศูนย์การค้าให้เสร็จสมบูรณ์ได้ จึงขอเลิกสัญญาและให้จำเลยทั้งสองคืนเงินค่าสิทธิการเช่าที่โจทก์ชำระไป ตามหนังสือบอกเลิกสัญญา

คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยทั้งสองว่า การที่จำเลยทั้งสองมิได้ปฏิบัติตามคำโฆษณามีผลทำให้โจทก์มีสิทธิบอกเลิกสัญญาหรือไม่ จำเลยทั้งสองฎีกาว่า คำโฆษณาไม่ได้เป็นสาระสำคัญที่ทำให้โจทก์ตัดสินใจเข้าทำสัญญาเช่ากับจำเลยทั้งสองจำเลยทั้งสองไม่ต้องผูกพันตามแผ่นพับโฆษณา ดังนั้นโจทก์จึงไม่มีสิทธิบอกเลิกสัญญา เห็นว่า ในการโฆษณาให้เช่าพื้นที่ในศูนย์การค้ายูเนี่ยนมอลล์ของจำเลยทั้งสอง โครงการของจำเลยทั้งสองจะมีสถานบริการดังกล่าว แสดงให้เห็นว่าในโครงการยูเนี่ยนมอลล์นั้นจำเลยทั้งสองมีเจตนาจัดให้มีสถานบริการดังกล่าว เพื่อจูงใจให้ลูกค้าเข้าจองสิทธิและทำสัญญาเช่าพื้นที่ภายในศูนย์การค้ายูเนี่ยนมอลล์ในโครงการดังกล่าว การทำสัญญาเช่าพื้นที่ศูนย์การค้าระหว่างโจทก์กับจำเลยทั้งสอง มีเหตุผลให้เชื่อว่าเกิดจากเจตนาของจำเลยทั้งสองที่เสนอจะจัดให้มีสถานบริการดังกล่าว ในพื้นที่ศูนย์การค้าตามที่จำเลยทั้งสองได้โฆษณาไว้ และโจทก์แสดงเจตนาสนองรับเข้าทำสัญญาเช่าดังกล่าวก็เพราะเชื่อตามที่จำเลยทั้งสองได้โฆษณาไว้ดังกล่าวซึ่งจะทำให้ศูนย์การค้าดังกล่าวเป็นศูนย์การค้าที่ทันสมัยมีผู้คนไปจับจ่ายใช้สอยจำนวนมาก ทำให้โจทก์มีโอกาสที่จะจำหน่ายสินค้าของโจทก์ได้มากขึ้น คุ้มค่ากับการลงทุนเช่าพื้นที่ แม้ข้อความในสัญญาเช่าจะไม่ได้ระบุข้อความว่าจำเลยทั้งสองจะต้องจัดให้มีกิจการตามคำโฆษณาในศูนย์การค้าของจำเลยทั้งสองก็ตาม แต่จำเลยทั้งสองก็ต้องผูกพันและมีหน้าที่ต้องจัดให้มีกิจการตามคำโฆษณาในศูนย์การค้าของจำเลยทั้งสองตามที่โฆษณาไว้ต่อโจทก์ คำโฆษณาของจำเลยทั้งสองนั้นถือได้ว่าเป็นส่วนหนึ่งของสัญญาเช่าพื้นที่ศูนย์การค้าระหว่างโจทก์กับจำเลยทั้งสองด้วย เมื่อปรากฏว่าในวันเปิดศูนย์การค้าของจำเลยทั้งสอง จำเลยทั้งสองยังดำเนินการจัดให้มีกิจการตามคำโฆษณาในศูนย์การค้าของจำเลยทั้งสองไม่ครบถ้วนตามที่จำเลยทั้งสองได้โฆษณาไว้ โดยไม่ปรากฏเหตุแห่งความล่าช้าที่อยู่นอกเหนือการควบคุมของจำเลยทั้งสอง จำเลยทั้งสองจึงเป็นฝ่ายประพฤติผิดสัญญาดังกล่าว โจทก์ย่อมมีสิทธิบอกเลิกสัญญาแก่จำเลยทั้งสอง โดยโจทก์และจำเลยทั้งสองคู่สัญญาแต่ละฝ่ายจำต้องให้อีกฝ่ายหนึ่งได้กลับคืนสู่ฐานะดังที่เป็นอยู่เดิมตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 391 วรรคหนึ่ง ที่ศาลอุทธรณ์วินิจฉัยในประเด็นนี้ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาข้อนี้ของจำเลยทั้งสองฟังไม่ขึ้น

ปัญหาที่ต้องวินิจฉัยในประการต่อมามีว่า จำเลยที่ 2 เป็นกรรมการของบริษัทจำเลยที่ 1 จึงไม่ต้องรับผิดโดยส่วนตัวหรือไม่ ปัญหานี้แม้ไม่ได้ยกขึ้นฎีกา แต่เป็นปัญหาเกี่ยวกับความสงบเรียบร้อย ศาลฎีกายกขึ้นวินิจฉัยเองได้ ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 142 (5) ประกอบมาตรา 246 และ 247 เห็นว่า จำเลยที่ 2 เป็นกรรมการของบริษัทจำเลยที่ 1 กระทำการภายในขอบอำนาจของบริษัทจำเลยที่ 1 จึงไม่ต้องรับผิดส่วนตัว

พิพากษายืน สำหรับจำเลยที่ 1 ให้ยกฟ้องในส่วนจำเลยที่ 2 ค่าฤชาธรรมเนียมในชั้นฎีกาให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 387 ม. 391 วรรคหนึ่ง
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นายสมโชค คงปาน
จำเลย — บริษัทสยามจตุจักร จำกัด กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลแขวงพระนครเหนือ — นางเนตินาฎ คงทอง ธรรม์ญาณเนตร์
ศาลอุทธรณ์ — นายอมรเทพ การะโชติ
ชื่อองค์คณะ
ประยูร ณ ระนอง
อุดม สิทธิวิรัชธรรม
ภาติยะ ดวงมณี
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 15837/2557
#580854
เปิดฉบับเต็ม

การที่จำเลยเข้าไปซ่อมแซมตัดต่อท่อประปาที่หน้าวัดอ่างทองสามัคคีธรรมเนื่องจากระบบท่อน้ำประปาที่คุ้มโนนไม่ไหล จึงเป็นที่ประจักษ์ว่าการเข้าไปซ่อมแซมตัดต่อท่อประปาเป็นเรื่องมีเหตุฉุกเฉิน เพราะน้ำประปาในชุมชุนไม่ไหล การที่จำเลยนำท่อประปาเข้าไปซ่อมแซมจึงเป็นการบรรเทาความเดือดร้อนของชาวบ้านเฉพาะหน้า หลังจากซ่อมแซมระบบประปาแล้ว จำเลยก็ไม่เคยนำผลงานดังกล่าวไปโฆษณาหาเสียงอันจะเป็นประโยชน์ในการเลือกตั้งของจำเลยแต่อย่างใด แม้การกระทำของจำเลยดังกล่าวจะอยู่ในระหว่างประกาศหาเสียงเลือกตั้ง แต่ลักษณะการกระทำของจำเลยมีเจตนาเพียงต้องการช่วยเหลือชุมชนที่เดือดร้อนเพราะน้ำประปาไม่ไหล ไม่ได้มีเจตนาพิเศษเพื่อจูงใจให้ผู้มีสิทธิเลือกตั้งลงคะแนนเลือกตั้งให้แก่จำเลย การกระทำของจำเลยจึงไม่เป็นความผิดตาม พ.ร.บ.การเลือกตั้งสมาชิกสภาท้องถิ่นหรือผู้บริหารท้องถิ่น พ.ศ.2545 มาตรา 57 วรรคหนึ่ง (2), 118

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามพระราชบัญญัติการเลือกตั้งสมาชิกสภาท้องถิ่นหรือผู้บริหารท้องถิ่น พ.ศ.2535 มาตรา 57, 118 และสั่งเพิกถอนสิทธิเลือกตั้งของจำเลยมีกำหนดสิบปี

จำเลยให้การปฏิเสธ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามพระราชบัญญัติการเลือกตั้งสมาชิกสภาท้องถิ่นหรือผู้บริหารท้องถิ่น พ.ศ.2535 มาตรา 57 วรรคหนึ่ง(2), 118 จำคุก 2 ปี และปรับ 23,000 บาท ทางนำสืบของจำเลยเป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 หนึ่งในสาม คงจำคุก 1 ปี 3 เดือน และปรับ 16,000 บาท โทษจำคุกให้รอการลงโทษไว้ 2 ปี ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 56 หากไม่ชำระค่าปรับให้จัดการตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 29, 30 และให้เพิกถอนสิทธิเลือกตั้งของจำเลยมีกำหนดสิบปี

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 3 พิพากษากลับ ให้ยกฟ้อง

โจทก์ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาโจทก์ว่า จำเลยได้กระทำความผิดตามที่ศาลชั้นต้นพิพากษาหรือไม่ เห็นว่า แม้โจทก์จะมีนายประสิทธิ์ และนายสำรอง เบิกความยืนยันว่า ในวันเกิดเหตุจำเลยกับพวกกำลังซ่อมแซมท่อน้ำประปาซึ่งชำรุดอยู่ที่ทางเข้าวัดอ่างทองสามัคคีธรรม แต่ก็ได้ความจากนายสำรองว่า เหตุที่จำเลยไปซ่อมแซมตัดต่อท่อประปาเนื่องจากระบบท่อน้ำประปาที่มีอยู่แล้วน้ำประปาที่คุ้มโนนไม่ไหล เมื่อจำเลยต่อท่อน้ำประปาอ้อมไปทางหนึ่งทำให้น้ำประปาไหลทั่วคุ้มโนน จึงเป็นที่ประจักษ์ว่าการที่จำเลยเข้าไปซ่อมแซมตัดต่อท่อประปาที่หน้าวัดดังกล่าวเป็นเรื่องมีเหตุฉุกเฉินเพราะน้ำประปาในชุมชนไม่ไหล ชาวบ้านได้รับความเดือดร้อนการที่จำเลยนำท่อประปาเข้าไปซ่อมแซมจึงเป็นการบรรเทาความเดือดร้อนของชาวบ้านเฉพาะหน้า หลังจากที่จำเลยซ่อมแซมระบบน้ำประปาของชุมชนหน้าวัดให้น้ำไหล จำเลยก็ไม่เคยนำผลงานดังกล่าวไปโฆษณาหาเสียงอันจะเป็นประโยชน์ในการเลือกตั้งของจำเลยแต่อย่างใด แม้การกระทำของจำเลยดังกล่าวจะอยู่ในระหว่างประกาศหาเสียงเลือกตั้ง แต่ลักษณะการกระทำของจำเลยมีเจตนาเพียงต้องการช่วยเหลือชุมชนที่เดือดร้อนเพราะน้ำประปาไม่ไหล ไม่ได้มีเจตนาพิเศษเพื่อจูงใจให้ผู้มีสิทธิเลือกตั้งลงคะแนนเลือกตั้งให้แก่จำเลย การกระทำของจำเลยจึงไม่เป็นความผิดดังที่ศาลชั้นต้นพิพากษา ศาลอุทธรณ์ภาค 3 พิพากษายกฟ้องโจทก์ชอบแล้ว ฎีกาโจทก์ฟังไม่ขึ้น

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.การเลือกตั้งสมาชิกสภาท้องถิ่นหรือผู้บริหารท้องถิ่น พ.ศ.2545 ม. 57 ม. 118
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการจังหวัดขอนแก่น
จำเลย — นายประเสริฐ เชื้อชนิด
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดขอนแก่น — นายนรวัฒน์ สวยงาม
ศาลอุทธรณ์ภาค 4 — นายสัญญา ภูริภักดี
ชื่อองค์คณะ
พิทักษ์ คงจันทร์
ธีระพงศ์ จิระภาค
ศรีอัมพร ศาลิคุปต์
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 15833/2557
#588120
เปิดฉบับเต็ม

แม้ ช. เป็นผู้ร่วมกระทำผิดกับจำเลยทั้งสอง และคำให้การของ ช. จะเป็นคำซัดทอดก็ตาม แต่ตาม ป.วิ.อ. มาตรา 227/1 มิได้ห้ามมิให้ศาลรับฟังพยานซัดทอด เพียงแต่ว่าในการรับฟังพยานดังกล่าวศาลจะต้องกระทำด้วยความระมัดระวังและไม่ควรเชื่อพยานหลักฐานนั้นโดยลำพังเพื่อลงโทษจำเลย เว้นแต่มีเหตุผลอันหนักแน่น มีพฤติการณ์พิเศษแห่งคดีหรือมีพยานหลักฐานประกอบอื่นมาสนับสนุน

บันทึกถ้อยคำของ อ. ในชั้นสืบสวนสอบสวน แม้เป็นเพียงพยานบอกเล่า แต่กรณีมีเหตุจำเป็น เนื่องจากโจทก์ไม่สามารถนำ อ. มาเบิกความได้และมีเหตุผลสมควรเพื่อประโยชน์แห่งความยุติธรรมที่จะรับฟังพยานบอกเล่านั้น ตาม ป.วิ.อ. มาตรา 226/3 วรรคสอง (2) ศาลจึงนำมารับฟังประกอบพยานหลักฐานอื่นของโจทก์ได้

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยทั้งสองตามพระราชบัญญัติการเลือกตั้งสมาชิกสภาท้องถิ่นหรือผู้บริหารท้องถิ่น พ.ศ.2545 มาตรา 4, 57, 97, 118 ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83 และเพิกถอนสิทธิเลือกตั้งของจำเลยทั้งสอง

จำเลยทั้งสองให้การปฏิเสธ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยทั้งสองมีความผิดตามพระราชบัญญัติการเลือกตั้งสมาชิกสภาท้องถิ่นหรือผู้บริหารท้องถิ่น พ.ศ.2545 มาตรา 57 (1) วรรคหนึ่ง (ที่ถูก มาตรา 57 (1) วรรคหนึ่งและวรรคสอง), 118 ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83 จำคุกคนละ 1 ปี และปรับคนละ 20,000 บาท โทษจำคุกให้รอการลงโทษไว้มีกำหนด 1 ปี ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 56 ไม่ชำระค่าปรับให้จัดการตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 29, 30 ให้เพิกถอนสิทธิการเลือกตั้งจำเลยทั้งสองมีกำหนด 10 ปี

จำเลยทั้งสองอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 4 พิพากษาแก้เป็นว่า ให้ยกฟ้องจำเลยที่ 2 นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

โจทก์และจำเลยที่ 1 ฎีกา โดยผู้พิพากษาซึ่งพิจารณาและลงชื่อในคำพิพากษา ศาลชั้นต้นอนุญาตให้จำเลยที่ 1 ฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาโจทก์และจำเลยที่ 1 ว่า จำเลยทั้งสองได้กระทำความผิดตามที่ศาลชั้นต้นพิพากษาหรือไม่ เห็นว่า แม้นายไชยาจะเป็นผู้ร่วมกระทำผิดกับจำเลยทั้งสอง และคำให้การของนายไชยาจะเป็นคำซัดทอดก็ตาม แต่ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 227/1 มิได้ห้ามมิให้ศาลรับฟังพยานซัดทอด เพียงแต่ว่าในการรับฟังพยานดังกล่าวศาลจะต้องกระทำด้วยความระมัดระวังและไม่ควรเชื่อพยานหลักฐานนั้นโดยลำพังเพื่อลงโทษจำเลย เว้นแต่มีเหตุผลอันหนักแน่นมีพฤติการณ์พิเศษแห่งคดีหรือมีพยานหลักฐานประกอบอื่นมาสนับสนุน ซึ่งในคดีนี้ได้ความจากจำเลยที่ 1 ว่า นายไชยาเป็นคนในหมู่บ้านของบิดามารดาจำเลยที่ 1 ซึ่งจำเลยที่ 1 ได้ร่วมทำธุรกิจอยู่อีกทั้งเป็นทีมงานช่วยหาเสียงให้จำเลยที่ 1 ขณะที่นายไชยาถูกจับกุม เจ้าพนักงานตำรวจค้นพบกระดาษรายชื่อบุคคลในหมู่บ้านเขียนโดยลายมือนายไชยา ซึ่งรายชื่อดังกล่าวเป็นบุคคลเป้าหมายที่จะนำเงินไปแจก เจ้าพนักงานตำรวจได้สอบปากคำนายไชยาไว้ทันทีที่นายไชยาให้การรับสารภาพ นอกจากนี้นายไชยาได้ให้ถ้อยคำต่อคณะอนุกรรมการสืบสวนสอบสวน ซึ่งสอดคล้องกับคำเบิกความในชั้นพิจารณาของนายไชยา คดีนี้แม้โจทก์จะไม่ได้ตัวนายอภิชลมาเบิกความ แต่โจทก์ก็ได้ส่งอ้างบันทึกถ้อยคำของนายอภิชลที่ให้ไว้ต่อนายวิเชียร อนุกรรมการการสืบสวนสอบสวน สำนักงานคณะกรรมการการเลือกตั้งประจำจังหวัดอุดรธานี ซึ่งยืนยันว่าได้รับเงินจากนายไชยาจริง บันทึกถ้อยคำดังกล่าวแม้เป็นเพียงพยานบอกเล่า แต่กรณีมีเหตุจำเป็น เนื่องจากโจทก์ไม่สามารถนำนายอภิชลมาเบิกความได้ และมีเหตุผลสมควรเพื่อประโยชน์แห่งความยุติธรรมที่จะรับฟังพยานบอกเล่านั้น ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 226/3 วรรคสอง (2) ศาลจึงนำมารับฟังประกอบพยานหลักฐานอื่นของโจทก์ได้ ที่จำเลยทั้งสองนำสืบต่อสู้ว่า ไม่เคยมอบเงินให้นายไชยาเพื่อไปซื้อเสียงผู้มีสิทธิเลือกตั้งเพื่อให้เลือกจำเลยที่ 1 นั้นแม้จำเลยที่ 1 จะมิใช่เป็นผู้มอบเงินให้แก่นายไชยาโดยตรง แต่นายไชยาได้รับมอบเงินจากจำเลยที่ 2 ณ ที่ศูนย์ประสานงานการเลือกตั้งในหมู่บ้านของจำเลยที่ 1 จึงมีมูลเชื่อว่าจำเลยที่ 1 ได้รู้ถึงการกระทำดังกล่าวของจำเลยที่ 2 พยานหลักฐานโจทก์ที่นำสืบมามีน้ำหนักมั่นคงเชื่อได้ว่าจำเลยทั้งสองได้กระทำความผิดตามที่ศาลชั้นต้นพิพากษา ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 4 พิพากษายกฟ้องจำเลยที่ 2 ไม่ต้องด้วยความเห็นของศาลฎีกา ฎีกาของโจทก์ฟังขึ้น ส่วนฎีกาของจำเลยที่ 1 ฟังไม่ขึ้น

พิพากษาแก้เป็นว่า ให้บังคับคดีไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.อ. ม. 226/3 ม. 227/1
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการจังหวัดอุดรธานี
จำเลย — นายวชิระ ธาราชีพ กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดอุดรธานี — นายวัฒนา พานนนท์
ศาลอุทธรณ์ภาค 4 — นายปรัชญา โกไศยกานนท์
ชื่อองค์คณะ
พิทักษ์ คงจันทร์
อนันต์ วงษ์ประภารัตน์
ชัยวัฒน์ เวียงธีรวัฒน์
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 15794/2557
#579703
เปิดฉบับเต็ม

ตามคำสั่งกรมบังคับคดีที่ 333/2551 เรื่องการปฏิบัติงานเกี่ยวกับการจำหน่ายทรัพย์สิน เมื่อมีผู้ยื่นคำร้องขอเพิกถอนการขายทอดตลาด ไม่มีข้อกำหนดให้เจ้าพนักงานบังคับคดีเรียกให้ผู้ซื้อทรัพย์วางเงินให้ครบร้อยละ 5.5 ของราคาที่ซื้อทรัพย์ได้จากการขายทอดตลาด ส่วนในข้อ 14 ของคำสั่งดังกล่าวที่ว่า "ในกรณีมีการขอเพิกถอนการขายทอดตลาดทรัพย์สิน หากผู้ซื้อประสงค์จะได้รับเงินคืน ให้เจ้าพนักงานบังคับคดีคืนเงินแก่ผู้ซื้อ โดยเหลือไว้ร้อยละ 5.5 ของราคาที่ซื้อขาย" เป็นเรื่องการขอคืนเงิน มิใช่เป็นการให้อำนาจแก่เจ้าพนักงานบังคับคดีเรียกเงินจากผู้ซื้อทรัพย์เพิ่มเติมให้ครบร้อยละ 5.5 ประกอบกับคู่มือการนำระเบียบ คำสั่ง กฎหมาย มาใช้กับการบังคับคดีแพ่งได้ให้คำอธิบายว่า "กรณีมีผู้ร้องขอให้เพิกถอนการขายทอดตลาดนั้น ผู้ซื้อไม่ต้องวางเงิน หากมีการชำระราคาครบถ้วนหรือวางมัดจำเกินร้อยละ 5.5 ของราคาซื้อขาย ให้คืนเงินส่วนเกิน คงเหลือไว้ร้อยละ 5.5" ดังนั้น เมื่อผู้ซื้อทรัพย์ยื่นคำร้องต่อเจ้าพนักงานบังคับคดีขอชะลอการชำระราคาที่ดินส่วนที่เหลือ เนื่องจากจำเลยทั้งสี่ยื่นคำร้องขอเพิกถอนการขายตลาดที่ดินที่เจ้าพนักงานบังคับคดีขายแก่ผู้ซื้อทรัพย์ แต่เจ้าพนักงานบังคับคดีกลับมีคำสั่งให้ผู้ซื้อทรัพย์วางเงินให้ครบร้อยละ 5.5 ของราคาที่ดินที่ซื้อได้ จึงไม่ชอบ เพราะเจ้าพนักงานบังคับคดีไม่มีอำนาจเรียกให้ผู้ซื้อทรัพย์ชำระเงินให้ครบร้อยละ 5.5 ของราคาซื้อดังกล่าวได้ ส่วนการที่ผู้ซื้อทรัพย์ไม่ชำระเงินให้ครบร้อยละ 5.5 ตามคำสั่งของเจ้าพนักงานบังคับคดีและเจ้าพนักงานบังคับคดีมีคำสั่งริบเงินมัดจำ จำนวน 2,000,000 บาท แล้วประกาศให้ขายทอดตลาดใหม่นั้น ระเบียบกรมบังคับคดีข้อ 12 กำหนดว่า กรณีที่ผู้ซื้อทรัพย์ไม่ชำระราคาทรัพย์ส่วนที่เหลือภายในกำหนด เจ้าพนักงานบังคับคดีมีอำนาจริบมัดจำ แต่กรณีนี้ไม่ใช่เป็นการชำระราคาทรัพย์ส่วนที่เหลือ แต่เป็นกรณีเรียกให้ผู้ซื้อทรัพย์วางเงินให้ครบร้อยละ 5.5 ของราคาซื้อ จึงหมายความว่า เจ้าพนักงานบังคับคดีมีอำนาจริบเงินมัดจำ หากเรียกให้ผู้ซื้อทรัพย์ชำระราคาส่วนที่เหลือ แล้วไม่ปฏิบัติตาม เมื่อกรณีนี้มีการร้องขอเพิกถอนการขายทอดตลาด แล้วผู้ซื้อทรัพย์มีสิทธิขอคืนเงินได้ตามเงื่อนไขที่กำหนดไว้ในข้อ 14 ทั้งยังไม่แน่นอนว่า เมื่อมีผู้ยื่นคำร้องขอเพิกถอนการขายทอดตลาดแล้ว ผู้ซื้อทรัพย์จะได้ซื้อทรัพย์ตามที่ประมูลหรือไม่ จึงไม่มีเหตุให้เจ้าพนักงานบังคับคดีริบเงินมัดจำของผู้ซื้อทรัพย์ดังกล่าว คำสั่งเจ้าพนักงานบังคับคดีที่ให้ริบเงินมัดจำและสั่งให้ขายทอดตลาดใหม่จึงไม่ชอบ

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
คดีสืบเนื่องมาจากศาลฎีกาพิพากษาให้จำเลยที่ 1 ในฐานะผู้จัดการมรดกแบ่งที่ดินโฉนดเลขที่ 12806 ตำบลบางนา อำเภอพระโขนง จังหวัดพระนคร กึ่งหนึ่ง และที่ดินโฉนดเลขที่ 11358 ตำบลพระโขนง (ที่ 11 พระโขนงฝั่งเหนือ) อำเภอพระโขนง จังหวัดพระนคร กึ่งหนึ่ง พร้อมอาคารเลขที่ 80 เฉพาะบนที่ดินหนึ่งในสี่ และหุ้นที่นายพูลชัยผู้ตาย เป็นผู้ถือหุ้นในบริษัทจำเลยที่ 2 จำนวน 37.8 หุ้น และหุ้นในโรงพยาบาลจำเลยที่ 4 จำนวน 3 หุ้น ให้แก่โจทก์ หากตกลงแบ่งกันไม่ได้ ให้นำทรัพย์ทั้งหมดออกขายทอดตลาดนำเงินมาแบ่งกันตามส่วน ต่อมาโจทก์กับจำเลยที่ 1 ตกลงแบ่งทรัพย์กันไม่ได้ โจทก์จึงให้เจ้าพนักงานบังคับคดีดำเนินการขายทอดตลาดที่ดินทั้งสองแปลง

เจ้าพนักงานบังคับคดีขายที่ดิน โฉนดเลขที่ 12806 ตำบลบางนา อำเภอพระโขนง จังหวัดพระนคร พร้อมสิ่งปลูกสร้าง แก่ผู้ซื้อทรัพย์ในราคา 55,170,000 บาท และเจ้าพนักงานบังคับคดีขายที่ดินโฉนดเลขที่ 11358 ตำบลพระโขนง (ที่ 11 พระโขนงฝั่งเหนือ) อำเภอพระโขนง จังหวัดพระนคร พร้อมสิ่งปลูกสร้าง แก่ผู้ซื้อทรัพย์ในราคา 102,800,000 บาท โดยผู้ซื้อทรัพย์วางเงินมัดจำ แปลงละ 1,000,000 บาท รวมเป็นเงิน 2,000,000 บาท แก่เจ้าพนักงานบังคับคดีซึ่งถือเป็นส่วนหนึ่งของการชำระราคาที่ดิน

จำเลยทั้งสี่ยื่นคำร้องว่า เจ้าพนักงานบังคับคดีสั่งงดการขายทอดตลาดในวันที่ 9 และ 17 ธันวาคม 2553 ตามคำร้องของจำเลยที่ 4 ลงวันที่ 2 ธันวาคม 2553 ไว้ก่อนแล้ว ซึ่งหากขายทอดตลาดอีกต่อไป ต้องดำเนินการส่งประกาศขายทอดตลาดให้จำเลยทั้งหมดและผู้ที่เกี่ยวข้องทราบก่อนล่วงหน้าไม่น้อยกว่า 15 วัน แต่ไม่ปรากฏว่าเจ้าพนักงานบังคับคดีได้ส่งประกาศขายทอดตลาดให้โจทก์และจำเลยทั้งสี่ทราบทำให้การขายทอดตลาดวันที่ 9 และ 17 ธันวาคม 2553 ไม่มีใครไปดูแลการขายทอดตลาดเพราะเข้าใจว่า ถูกยกเลิกไปแล้ว ดังนั้น การขายทอดตลาดจึงเป็นไปโดยไม่ชอบ ขอให้เพิกถอนการขายทอดตลาดที่ดินทั้งสองแปลง ปรากฏตามคำร้อง ลงวันที่ 17 และ 28 ธันวาคม 2553

โจทก์ยื่นคำคัดค้านว่า เจ้าพนักงานบังคับคดีมิได้สั่งให้งดการขายทอดตลาดในวันที่ 9 และ 17 ธันวาคม 2553 คงให้ขายไปตามประกาศกำหนดเดิม การขายทอดตลาดในวันดังกล่าว จึงมิใช่การประกาศขายใหม่ ไม่จำต้องส่งประกาศขายทอดตลาดใหม่ให้โจทก์และจำเลยทั้งสี่ทราบอีก เจ้าพนักงานบังคับคดีดำเนินการขายทอดตลาดที่ดินทั้งสองแปลงโดยชอบแล้ว ขอให้ยกคำร้อง

ผู้ซื้อทรัพย์ยื่นคำร้องต่อเจ้าพนักงานบังคับคดีขอชะลอการชำระราคาที่ดินส่วนที่เหลือ เนื่องจากมีผู้ยื่นคำร้องขอเพิกถอนการขายทอดตลาดและคดีอยู่ระหว่างพิจารณาของศาล เจ้าพนักงานบังคับคดีเห็นว่าผู้ซื้อทรัพย์ยังไม่ต้องชำระราคาที่ดินส่วนที่เหลือ แต่ผู้ซื้อทรัพย์ต้องวางเงินไว้ร้อยละ 5.5 ของราคาที่ซื้อได้ ตามคำสั่งกรมบังคับคดีที่ 333/2551 จึงมีคำสั่งให้ผู้ซื้อทรัพย์วางเงินเพิ่มเพื่อให้ครบร้อยละ 5.5 ของราคาซื้อที่ดินโฉนดเลขที่ 12806 จำนวน 2,034,350 บาท ภายในวันที่ 24 มีนาคม 2554 และที่ดินโฉนดเลขที่ 11358 จำนวน 4,654,000 บาท ภายในวันที่ 1 เมษายน 2554 แต่ผู้ซื้อทรัพย์ไม่ดำเนินการ เจ้าพนักงานบังคับคดีจึงมีคำสั่งริบเงินมัดจำ 2,000,000 บาท และให้นำทรัพย์ออกขายทอดตลาดใหม่

ศาลชั้นต้นมีคำสั่งว่า เมื่อเจ้าพนักงานบังคับคดียกเลิกการขายทอดตลาดและประกาศขายใหม่แล้ว จึงไม่ต้องสั่งเพิกถอนการขายทอดตลาด ยกคำร้อง

ผู้ซื้อทรัพย์ยื่นคำร้องว่า การที่เจ้าพนักงานบังคับคดีมีคำสั่งให้ผู้ซื้อทรัพย์วางเงินเพิ่มสำหรับราคาที่ดินทั้งสองแปลงนั้น ขัดต่อคำสั่งกรมบังคับคดี ที่กำหนดว่า กรณีมีการขอเพิกถอนการขายทอดตลาด ผู้ซื้อทรัพย์ไม่ต้องวางเงินเพิ่ม หมายถึง กรณียังไม่มีการวางเงิน ก็ไม่ต้องวางเงิน หาได้หมายถึงการวางมัดจำไม่ เพราะการวางมัดจำมิใช่การชำระราคาและเมื่อผู้ซื้อทรัพย์ไม่ปฏิบัติตามเจ้าพนักงานบังคับคดีก็สั่งริบมัดจำ 2,000,000 บาท ที่ผู้ซื้อทรัพย์วางไว้และให้นำที่ดินทั้งสองแปลงออกขายทอดตลาดใหม่ จึงเป็นคำสั่งที่ไม่ชอบด้วยกฎหมาย ขอให้เพิกถอนคำสั่งริบมัดจำของเจ้าพนักงานบังคับคดีและสั่งคืนมัดจำ เป็นเงิน 2,000,000 บาท แก่ผู้ซื้อทรัพย์

โจทก์ยื่นคำคัดค้านว่า ตามคำสั่งกรมบังคับคดีที่ 333/2551 ข้อ 12 กรณีที่เคาะไม้ขายทอดตลาดให้แก่ผู้เสนอให้ราคาสูงสุดแล้ว ต่อมาผู้ซื้อไม่ชำระราคาทรัพย์ส่วนที่เหลือภายในกำหนด ให้มีคำสั่งริบมัดจำได้ทันที เจ้าพนักงานบังคับคดีดำเนินการโดยชอบแล้วขอให้ยกคำร้อง

ศาลชั้นต้นมีคำสั่งว่า เจ้าพนักงานบังคับคดีมีสิทธิริบมัดจำ 2,000,000 บาท ได้โดยชอบ ยกคำร้องของผู้ซื้อทรัพย์

จำเลยทั้งสี่และผู้ซื้อทรัพย์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์แผนกคดีเยาวชนและครอบครัวพิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ

จำเลยทั้งสี่และผู้ซื้อทรัพย์ฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีเยาวชนและครอบครัววินิจฉัยว่า มีปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามฎีกาของผู้ซื้อทรัพย์ว่า เจ้าพนักงานบังคับคดีมีคำสั่งริบเงินมัดจำ 2,000,000 บาท ของผู้ซื้อทรัพย์ และมีคำสั่งให้นำทรัพย์ออกขายทอดตลาดใหม่เป็นคำสั่งที่ชอบด้วยกฎหมายหรือไม่ ข้อเท็จจริงได้ความว่า เมื่อผู้ซื้อทรัพย์ยื่นคำร้องลงวันที่ 23 มีนาคม 2554 ต่อเจ้าพนักงานบังคับคดี ขอชะลอการชำระราคาที่ดินส่วนที่เหลือ โดยอ้างเหตุผลว่า เนื่องจากจำเลยทั้งสี่ยื่นคำร้องขอเพิกถอนการขายทอดตลาด เจ้าพนักงานบังคับคดีมีคำสั่งว่าให้ผู้ซื้อทรัพย์วางเงินเพิ่มให้ครบเป็นจำนวนร้อยละ 5.5 ของราคาที่ซื้อได้เสียก่อน แล้วจึงอนุญาตให้ผู้ซื้อทรัพย์ขยายเวลาการวางเงินส่วนที่เหลือไปจนกว่าศาลจะมีคำสั่งถึงที่สุดเรื่องการเพิกถอนการขายทอดตลาด เห็นว่า ตามระเบียบของกรมบังคับคดีที่ 333/2551 เรื่อง การปฏิบัติงานเกี่ยวกับการจำหน่ายทรัพย์สิน นั้น เมื่อมีผู้ยื่นคำร้องขอเพิกถอนการขายทอดตลาด ไม่มีข้อกำหนดให้เจ้าพนักงานบังคับคดี เรียกให้ผู้ซื้อทรัพย์วางเงินให้ครบร้อยละ 5.5 ของราคาที่ผู้ซื้อทรัพย์ซื้อทรัพย์ได้จากการขายทอดตลาด หลักเกณฑ์ที่เจ้าพนักงานบังคับคดีนำมาอ้างเพื่อมีคำสั่งให้ผู้ซื้อทรัพย์วางเงินเพิ่มร้อยละ 5.5 ของราคาขาย คือ ในข้อ 14 ของคำสั่งดังกล่าว ซึ่งกำหนดว่า "ในกรณีที่มีการร้องขอให้เพิกถอนการขายทอดตลาดทรัพย์สิน หากผู้ซื้อประสงค์ที่จะได้รับเงินคืน และผู้อำนวยการกอง ผู้อำนวยการสำนักงานบังคับคดีจังหวัดหรือสาขาแล้วแต่กรณี มีคำสั่งให้คืนเงินแก่ผู้ซื้อ ให้เจ้าพนักงานบังคับคดีคืนเงินแก่ผู้ซื้อโดยเหลือไว้ร้อยละ 5.5 ของราคาที่ซื้อขาย" เมื่อพิจารณาแล้วคำสั่งข้อ 14. เป็นเรื่องการขอเงินคืน มิใช่เป็นการให้อำนาจแก่เจ้าพนักงานบังคับคดีเรียกเงินจากผู้ซื้อทรัพย์เพิ่มเติมให้ครบร้อยละ 5.5 ของราคาขาย จึงเป็นคนละกรณีกัน ทั้งปรากฏในคู่มือการนำระเบียบ คำสั่ง กฎหมาย มาใช้กับการบังคับคดีแพ่งของกรมบังคับคดี หน้า 37 ได้ให้คำอธิบายกรณีมีผู้ร้องเพิกถอนการขายทอดตลาดว่า ผู้ซื้อไม่ต้องวางเงินและหากมีการชำระราคาครบถ้วนหรือวางมัดจำเกินร้อยละ 5.5 ของราคาซื้อขาย ให้คืนเงินส่วนเกินคงเหลือไว้ร้อยละ 5.5 คู่มือดังกล่าว ได้จัดทำขึ้นโดยผู้เชี่ยวชาญเฉพาะด้านการบังคับคดีแพ่งเพื่อให้เจ้าพนักงานของกรมบังคับคดีที่มีหน้าที่เกี่ยวข้องกับการบังคับคดีถือปฏิบัติ ย่อมเป็นการอธิบายขยายความคำสั่งของกรมบังคับคดีดังกล่าว เชื่อว่าผู้จัดทำคู่มือย่อมจัดทำขึ้นได้ถูกต้องและตรงตามวัตถุประสงค์ของการออกคำสั่งกล่าว ส่วนกรณีที่เจ้าพนักงานบังคับคดีมีอำนาจริบมัดจำของผู้ซื้อทรัพย์นั้น ได้กำหนดไว้ในข้อ 12. ว่า เป็นกรณีที่ผู้ซื้อทรัพย์ไม่ชำระราคาทรัพย์ส่วนที่เหลือภายในกำหนด แต่กรณีนี้ไม่ใช่เป็นการชำระราคาทรัพย์ส่วนที่เหลือทั้งหมด แต่เป็นกรณีที่เจ้าพนักงานบังคับคดีเรียกให้ผู้ซื้อทรัพย์วางเงินให้ครบร้อยละ 5.5 ของราคาซื้อได้ ดังนั้น ตามระเบียบของกรมบังคับคดี ข้อ 12. จึงน่าจะมีความหมายว่า เจ้าพนักงานบังคับคดีมีอำนาจริบเงินมัดจำ หากเรียกให้ผู้ซื้อทรัพย์ชำระราคาทรัพย์ส่วนที่เหลือทั้งหมดแล้วผู้ซื้อทรัพย์ไม่ปฏิบัติตามเท่านั้น แต่เมื่อมีการร้องขอเพิกถอนการขายทอดตลาดแล้ว ผู้ซื้อทรัพย์มีสิทธิขอเงินคืนได้ ตามเงื่อนไขที่กำหนดไว้ในข้อ 14. ทั้งยังไม่แน่นอนว่า เมื่อมีผู้ยื่นคำร้องขอเพิกถอนการขายทอดตลาดแล้ว ผู้ซื้อทรัพย์จะได้ซื้อทรัพย์ตามที่ประมูลได้หรือไม่ จึงไม่มีเหตุที่จะเรียกให้ผู้ซื้อทรัพย์ชำระราคาเพิ่มอีก ที่ศาลอุทธรณ์พิพากษาว่า เจ้าพนักงานบังคับคดีมีอำนาจออกคำสั่งให้ริบเงินมัดจำและสั่งให้ดำเนินการขายทอดตลาดใหม่นั้น ศาลฎีกายังไม่เห็นพ้องด้วย ฎีกาของผู้ซื้อทรัพย์ฟังขึ้น

มีปัญหาที่ต้องวินิจฉัยต่อไปตามฎีกาของจำเลยทั้งสี่ว่า เจ้าพนักงานบังคับคดีขายทอดตลาดทรัพย์คดีนี้เมื่อวันที่ 9 และ 17 ธันวาคม 2553 ชอบหรือไม่ แม้ปัญหาข้อนี้ศาลล่างทั้งสองยังไม่ได้วินิจฉัย เพราะเห็นว่าเมื่อผู้ซื้อทรัพย์ไม่วางเงินตามที่เจ้าพนักงานบังคับคดีกำหนด เจ้าพนักงานบังคับคดีมีคำสั่งให้ริบเงินมัดจำและสั่งให้ขายทอดตลาดใหม่แล้ว จึงไม่จำต้องวินิจฉัยปัญหาที่จำเลยทั้งสี่ฎีกาดังกล่าวอีก แต่เมื่อสำนวนขึ้นสู่การพิจารณาของศาลฎีกาและศาลฎีกาวินิจฉัยว่า เจ้าพนักงานบังคับคดีมีคำสั่งริบเงินมัดจำและสั่งขายทอดตลาดใหม่ไม่ชอบแล้ว เพื่อมิให้คดีชักช้า ศาลฎีกาเห็นสมควรหยิบยกปัญหาดังกล่าวขึ้นวินิจฉัยโดยไม่จำต้องย้อนสำนวนลงไป จำเลยทั้งสี่ฎีกาว่า ก่อนจะมีการขายทอดตลาด จำเลยที่ 4 (ผู้ร้อง) ยื่นคำร้องเมื่อวันที่ 2 ธันวาคม 2553 ขอให้ระงับการทอดตลาด โดยเหตุผลว่า ทรัพย์ที่เจ้าพนักงานบังคับคดียึดและประกาศขายทอดตลาดนั้น มิใช่เป็นทรัพย์ของจำเลยที่ 2 แต่เป็นทรัพย์ของจำเลยที่ 4 และในวันดังกล่าวเจ้าพนักงานบังคับคดีมีคำสั่งให้งดการขายทอดตลาดแล้ว ทำให้จำเลยทั้งสี่เข้าใจโดยสุจริต ไม่ได้ไปในวันประมูล ทำให้สูญเสียโอกาสในการเข้าประมูลซื้อทรัพย์คืน เห็นว่า เมื่อจำเลยที่ 4 ยื่นคำร้องขอให้ระงับการขายทอดตลาด เจ้าพนักงานบังคับคดีมีคำสั่งว่า เนื่องจากผู้ร้อง (จำเลยที่ 4) เคยยื่นคำร้องขัดทรัพย์ต่อศาลเมื่อวันที่ 11 พฤศจิกายน 2553 และการที่ผู้ร้องยื่นคำร้องต่อเจ้าพนักงานวันนี้ ก็เป็นเหตุผลเดียวกับคำร้องขัดทรัพย์ ให้ผู้ร้องคัดคำสั่งศาลในคำร้องลงวันที่ 11 พฤศจิกายน 2553 มายื่นต่อเจ้าพนักงานก่อนเพื่อพิจารณาสั่งต่อไป เจ้าพนักงานบังคับคดีหาได้มีคำสั่งให้งดการขายทอดตลาดดังที่จำเลยทั้งสี่อ้างมาในฎีกาไม่ เมื่อจำเลยทั้งสี่ไม่ได้ฎีกาโต้แย้งว่าได้ปฏิบัติตามคำสั่งของเจ้าพนักงานบังคับคดีแล้ว ก็ย่อมแสดงว่าเจ้าพนักงานบังคับคดีหาได้มีคำสั่งให้งดการขายทอดตลาดไม่ ฎีกาของจำเลยทั้งสี่จึงไม่มีเหตุผลและไม่มีเหตุที่จำเลยทั้งสี่จะอ้างว่าเข้าใจโดยสุจริตทำให้ไม่ได้ไปสถานที่ที่มีการขายทอดตลาดจึงไม่ได้เข้าร่วมการประมูล ฎีกาของจำเลยทั้งสี่ไม่มีเหตุผลที่จะเพิกถอนการขายทอดตลาดของเจ้าพนักงานบังคับคดีได้ ที่ศาลล่างทั้งสองยกคำร้องของจำเลยทั้งสี่ ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วยในผล ฎีกาของจำเลยทั้งสี่ฟังไม่ขึ้น

พิพากษาแก้เป็นว่า ให้เพิกถอนคำสั่งของเจ้าพนักงานบังคับคดีที่ให้ริบเงินมัดจำและสั่งให้ขายทอดตลาดใหม่ โดยให้เจ้าพนักงานบังคับคดีมีคำสั่งให้ผู้ซื้อทรัพย์นำเงินค่าซื้อทรัพย์ส่วนที่เหลือทั้งหมดมาชำระตามระเบียบของกรมบังคับคดีและดำเนินการต่อไป ให้จำเลยทั้งสี่ร่วมกันใช้ค่าทนายความทั้งสามชั้นศาลเป็นเงิน 70,000 บาท แทนโจทก์ ค่าฤชาธรรมเนียมในชั้นฎีกานอกจากนี้ให้เป็นพับ นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ. ม. 309 ทวิ วรรคสอง
ชื่อคู่ความ
นางชมา ชเนศร์ โดยนางสรัสวดี หังสสูต ผู้อนุบาล
โจทก์ — และนางสุรัชนี วัฒนะ ผู้เข้าเป็นคู่ความแทน
ผู้ร้องสอด — นางอุไรศรี งามเจริญ
ผู้ซื้อทรัพย์ — นายศาสนัย ชเนศร์
นายศรัณยู ชเนศร์ ในฐานะผู้จัดการมรดกของ
จำเลย — นายพูลชัย ชเนศร์ และในฐานะส่วนตัว กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลเยาวชนและครอบครัวกลาง — นายวิรุฬห์ แย้มละม้าย
ศาลอุทธรณ์ — นางวาสนา อัจฉรานุวัฒน์
ชื่อองค์คณะ
จรูญ ชีวิตโสภณ
พฤษภา พนมยันตร์
บุญไชย ธนาพันธ์สิน
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 15793/2557
#575665
เปิดฉบับเต็ม

แม้เงินชดเชยค่าก๊าซที่โจทก์ได้รับจาก กฟผ. จะมิใช่รายได้ที่เกิดจากการผลิตพลังงานไฟฟ้าจำหน่ายเชิงพาณิชย์อันเป็นการประกอบกิจการที่ได้รับการส่งเสริมการลงทุนโดยตรงของโจทก์ เนื่องจากเป็นเงินที่จ่ายในขั้นตอนการทดสอบกำลังการผลิตพลังงานไฟฟ้า และศาลภาษีอากรกลางวินิจฉัยว่าโจทก์เริ่มมีรายได้จากกิจการที่ได้รับการส่งเสริมการลงทุนตั้งแต่วันที่ 15 สิงหาคม 2543 ก็มีผลเพียงทำให้รายได้เงินชดเชยค่าก๊าซมิใช่เป็นรายได้จากกิจการที่ได้รับการส่งเสริมการลงทุนโดยตรง แต่เมื่อเงินชดเชยค่าก๊าซเป็นการตอบแทนค่าพลังงานตามที่ระบุไว้ในสัญญาระหว่างโจทก์กับ กฟผ. จึงต้องถือว่าเป็นรายได้ที่โจทก์มีสิทธิได้รับจากกิจการที่โจทก์กระทำในรอบระยะเวลาบัญชีตาม ป.รัษฎากร มาตรา 65 วรรคแรก ส่วนมาตรา 65 วรรคสอง บัญญัติให้นำรายได้ที่เกิดขึ้นในรอบระยะเวลาบัญชีใดแม้ว่าจะยังไม่ได้รับชำระในรอบระยะเวลาบัญชีนั้นมารวมคำนวณเป็นรายได้ในรอบระยะเวลาบัญชีนั้น แม้โจทก์เรียกเก็บเงินชดเชยค่าก๊าซจาก กฟผ. ในปี 2543 แต่เมื่อเงินจำนวนดังกล่าวมีความแน่นอนที่โจทก์มีสิทธิได้รับชำระตามสัญญา และโจทก์บันทึกรายการซื้อก๊าซจากการปิโตรเลียมแห่งประเทศไทยไว้ในสมุดแยกประเภทปี 2542 ซึ่งแสดงให้เห็นว่าเงินชดเชยค่าก๊าซดังกล่าวเป็นจำนวนแน่นอนสามารถลงบัญชีรับรู้ได้ ดังนั้น โจทก์จึงต้องนำเงินชดเชยค่าก๊าซมาลงบัญชีเป็นรายได้ในการคำนวณกำไรสุทธิในรอบระยะเวลาบัญชีปี 2542 ตามมาตรา 65 วรรคสอง

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้เพิกถอนหนังสือแจ้งการประเมิน หนังสือแจ้งการเปลี่ยนแปลงผลขาดทุนสุทธิ ที่ กค.0709.05/ก 07/5517 ลงวันที่ 28 มีนาคม 2546 เพิกถอนหนังสือแจ้งเปลี่ยนแปลงวันเริ่มมีรายได้ของกิจการที่ได้รับการส่งเสริมการลงทุน ที่ กค.0709.05/ก 07/5518 ลงวันที่ 28 มีนาคม 2546 และคำวินิจฉัยอุทธรณ์ เลขที่ สภ.1(อธ.1)/268/2550

จำเลยให้การขอให้ยกฟ้อง

ศาลภาษีอากรกลางพิพากษาให้เพิกถอนหนังสือแจ้งเปลี่ยนแปลงผลขาดทุนสุทธิ ที่ กค.0709.05/ก 07/5517 ลงวันที่ 28 มีนาคม 2546 และเพิกถอนหนังสือแจ้งเปลี่ยนแปลงวันเริ่มมีรายได้ของกิจการที่ได้รับส่งเสริมการลงทุน ที่ กค.0709.05/ก 07/5518 ลงวันที่ 28 มีนาคม 2546 และคำวินิจฉัยอุทธรณ์ (ภ.ส. 7) เลขที่ สภ.1 (อธ.1)/268/2550 ลงวันที่ 25 กันยายน 2550 ให้จำเลยใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์โดยกำหนดค่าทนายความ 50,000 บาท

จำเลยอุทธรณ์ต่อศาลฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีภาษีอากรวินิจฉัยว่า ปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของจำเลยจึงมีเพียงประการเดียวว่า หนังสือแจ้งเปลี่ยนแปลงผลขาดทุนสุทธิและคำวินิจฉัยอุทธรณ์ของคณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์เกี่ยวกับเงินค่าชดเชยก๊าซที่โจทก์ได้รับจากการไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทยชอบด้วยกฎหมายหรือไม่โดยจำเลยอุทธรณ์ว่า แม้รายได้ค่าชดเชยก๊าซไม่ถือเป็นรายได้จากการขายพลังงานไฟฟ้า แต่เมื่อเป็นรายได้ของโจทก์ ย่อมเป็นเงินได้พึงประเมินที่โจทก์ได้รับจากกิจการหรือเนื่องจากกิจการที่โจทก์กระทำในรอบระยะเวลาบัญชี ทั้งเป็นรายได้เกิดก่อนที่โจทก์ได้รับอนุมัติให้ได้รับสิทธิประโยชน์ตามบัตรส่งเสริมการลงทุน โจทก์จึงต้องนำมารวมคำนวณหากำไรสุทธิเพื่อเสียภาษีเงินได้นิติบุคคลด้วย นั้น ศาลฎีกาแผนกคดีภาษีอากรเห็นว่า ตามประมวลรัษฎากรมาตรา 65 บัญญัติในเรื่องการเก็บภาษีเงินได้นิติบุคคลว่า เงินได้ที่ต้องเสียภาษีตามความในส่วนนี้คือ กำไรสุทธิซึ่งคำนวณได้จากรายได้จากกิจการหรือเนื่องจากกิจการที่กระทำในรอบระยะเวลาบัญชีหักด้วยรายจ่ายตามเงื่อนไขที่ระบุไว้ในมาตรา 65 ทวิ และมาตรา 65 ตรีและวรรคสองบัญญัติให้นำรายได้ที่เกิดขึ้นในรอบระยะเวลาบัญชีใดแม้ว่าจะยังไม่ได้รับชำระในรอบระยะเวลาบัญชีนั้นมารวมคำนวณเป็นรายได้ในรอบระยะเวลาบัญชีนั้น กรณีของโจทก์ตามสัญญาซื้อขายพลังงานระหว่างโจทก์กับการไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย ข้อ 2.11.1 กำหนดว่า ก่อนวันปฏิบัติการเชิงพาณิชย์ โจทก์ผู้ผลิตจะทำการทดสอบกำลังการผลิตสุทธิเพื่อประเมินปริมาณการผลิตสุทธิที่ทดสอบ ข้อ 2.11.6 กำหนดว่า โจทก์ผู้ผลิตไฟฟ้าเป็นผู้รับผิดชอบชำระเงินและค่าใช้จ่ายในการทดสอบความสามารถในการผลิตสุทธิทั้งหมด และข้อ 3.1.3 ระบุอีกว่า เป็นการตอบแทนค่าพลังงานเพื่อการทดสอบซึ่งผลิตจากโรงไฟฟ้าก่อนเกิดการปฏิบัติเชิงพาณิชย์ การไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทยจะชำระจำนวนเงินให้แก่โจทก์ผู้ผลิตที่เท่าเทียมกันกับค่าเชื้อเพลิงตามมูลค่าจริง สำหรับเชื้อเพลิงซึ่งผู้ผลิตใช้ไปเพื่อพลังงานทดสอบ นอกจากนั้นได้ความจากนางดารณี ผู้จัดการฝ่ายการเงินและบริหารบริษัทโจทก์ พยานโจทก์เบิกความตอบทนายจำเลยถามค้านว่า รายการค่าก๊าซที่ใช้สำหรับการทดลองเดินเครื่องผลิตไฟฟ้าที่เกิดขึ้นในเดือนตุลาคมถึงธันวาคม 2542 การปิโตรเลียมแห่งประเทศไทย (ปตท.) จะวางบิลให้แก่โจทก์เดือนละ 1 ครั้ง แล้วโจทก์จะวางบิลค่าก๊าซดังกล่าวต่อการไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย ต่อมาการไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทยได้จ่ายเงินชดเชยค่าก๊าซแก่โจทก์โดยหักภาษีเงินได้ ณ ที่จ่ายไว้ เห็นได้ว่า สัญญาระบุชัดแจ้งให้โจทก์มีหน้าที่ทดสอบกำลังการผลิตโดยโจทก์ต้องออกค่าใช้จ่ายทั้งหมดอันเป็นรายจ่ายของโจทก์เอง ส่วนที่การไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทยชำระเงินให้แก่โจทก์เท่ากับค่าเชื้อเพลิงที่โจทก์ใช้ในการทดสอบนั้น โจทก์มีสิทธิที่จะเรียกให้การไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทยชำระเงินได้ตามข้อตกลงในสัญญา และการไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทยชำระเงินให้แก่โจทก์โดยหักภาษี ณ ที่จ่ายไว้ด้วย เงินจำนวนนี้จึงย่อมตกเป็นรายได้ของโจทก์เอง แม้เงินค่าชดเชยก๊าซที่โจทก์ได้รับจากการไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทยจะมิใช่รายได้ที่เกิดจากการผลิตพลังงานไฟฟ้าจำหน่ายเชิงพาณิชย์อันเป็นการประกอบกิจการที่ได้รับการส่งเสริมการลงทุนโดยตรงของโจทก์ เนื่องจากเป็นเงินที่จ่ายในขั้นตอนการทดสอบกำลังการผลิตพลังงานไฟฟ้า และศาลภาษีอากรกลางวินิจฉัยว่าโจทก์เริ่มมีรายได้จากกิจการที่ได้รับการส่งเสริมการลงทุนตั้งแต่วันที่ 15 สิงหาคม 2543 ก็มีผลเป็นเพียงทำให้รายได้เงินชดเชยค่าก๊าซมิใช่เป็นรายได้จากกิจการที่ได้รับการส่งเสริมการลงทุนโดยตรง แต่เมื่อเงินชดเชยค่าก๊าซนั้นโจทก์ได้รับเป็นการตอบแทนค่าพลังงานตามที่ระบุไว้ในสัญญาระหว่างโจทก์กับการไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย จึงต้องถือว่าเป็นรายได้ที่โจทก์มีสิทธิได้รับจากกิจการที่โจทก์กระทำในรอบระยะเวลาบัญชีตามประมวลรัษฎากร มาตรา 65 วรรคแรก ที่โจทก์ยกข้ออ้างในคำแก้อุทธรณ์ว่า สัญญาระหว่างโจทก์กับการไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทยเป็นสัญญาซื้อขายความพร้อมของการผลิตไฟฟ้าในระบบ INDEPENDENTPOWER PRODUCER นั้น ไม่เป็นเหตุที่จะทำให้รายได้ที่โจทก์ได้รับตามสัญญากลับกลาย เป็นรายได้ที่ไม่ต้องเสียภาษีเงินได้นิติบุคคลไปได้แต่ประการใด ส่วนที่โจทก์อ้างว่า รายได้เงินชดเชยค่าก๊าซ 35,768,080.93 บาท เป็นการเรียกเก็บจากการไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทยในปี 2543 จึงมิใช่เงินได้ที่โจทก์จะรับรู้ได้ในปี 2542 นั้น เงินชดเชยค่าก๊าซจำนวนนี้มีความแน่นอนที่โจทก์มีสิทธิจะได้รับชำระตามสัญญาแล้ว ดังจะเห็นได้จากที่นางสาวสุภาพรรณ พนักงานบัญชีบริษัทโจทก์ พยานโจทก์เบิกความว่า โจทก์บันทึกรายการซื้อก๊าซจากการปิโตรเลียมแห่งประเทศไทยเดือนกันยายนถึงเดือนธันวาคม 2542 รวมเป็นเงิน 90,582,525.88 บาท ไว้ในสมุดบัญชีแยกประเภทปี 2542 แสดงให้เห็นว่าเงินชดเชยค่าก๊าซ 35,768,080.93 บาท ซึ่งรวมอยู่ในจำนวน 90,582,525.88 บาท นั้น เป็นจำนวนที่แน่นอนสามารถลงบัญชีรับรู้ได้ ส่วนวิธีการและกำหนดเวลาวางบิลเรียกให้ชำระเงินที่โจทก์และการไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทยปฏิบัติต่อกันจะนำมาเปลี่ยนแปลงหลักเกณฑ์การจัดเก็บภาษีอากรตามประมวลรัษฎากร มาตรา 65 วรรคสอง หาได้ไม่ ดังนั้น โจทก์จึงต้องนำเงินชดเชยค่าก๊าซมาลงบัญชีเป็นรายได้ในการคำนวณกำไรสุทธิในรอบระยะเวลาบัญชี เมื่อข้อเท็จจริงเป็นยุติว่า โจทก์มีสิทธิจะได้รับเงินชดเชยค่าก๊าซจากการไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทยสำหรับปี 2542 จำนวน 54,573,793.88 บาท กับ 35,768,080.93 บาท ซึ่งรวมทั้งปีเป็นเงิน 90,582,525.88 บาท และปี 2543 เป็นเงิน 419,380,466.79 บาท แต่โจทก์ไม่ได้ลงรายการนี้เป็นหมวดรายได้ จึงฟังได้ว่า โจทก์บันทึกรายได้สำหรับรอบระยะเวลาบัญชีปี 2542 ต่ำไป 90,582,525.88 บาท ส่วนปี 2543 โจทก์ไม่นำรายได้เงินชดเชยค่าก๊าซจำนวน 419,380,466.79 บาท ที่เกิดขึ้นก่อนจะได้รับการส่งเสริมการลงทุนไปบันทึกรายได้ของกิจการที่ต้องนำมาคำนวณเพื่อเสียภาษีเงินได้นิติบุคคล ดังนั้น เจ้าพนักงานประเมินมีอำนาจแจ้งเปลี่ยนแปลงผลขาดทุนสุทธิของโจทก์ให้ถูกต้องตามเงื่อนไขแห่งประมวลรัษฎากร มาตรา 65 ได้ การประเมินของเจ้าพนักงานประเมินและคำวินิจฉัยอุทธรณ์ของคณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์เกี่ยวกับเงินค่าชดเชยก๊าซที่โจทก์ได้รับจากการไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทยจึงชอบแล้ว ที่ศาลภาษีอากรกลางพิพากษามานั้น ศาลฎีกาแผนกคดีภาษีอากรไม่เห็นพ้องด้วย อุทธรณ์ของจำเลยฟังขึ้น

พิพากษาแก้เป็นว่า ไม่เพิกถอนหนังสือแจ้งเปลี่ยนแปลงผลขาดทุนสุทธิที่ กค.0709.05/ก 07/5517 ลงวันที่ 28 มีนาคม 2546 และคำวินิจฉัยอุทธรณ์ (ภ.ส.7)เลขที่ สภ.1 (อธ.1)/268/2550 ลงวันที่ 25 กันยายน 2550 นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลภาษีอากรกลาง ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสองศาลให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.รัษฎากร ม. 65 วรรคแรก ม. 65 วรรคสอง
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — บริษัทผลิตไฟฟ้าอิสระ (ประเทศไทย) จำกัด
จำเลย — กรมสรรพากร
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลภาษีอากรกลาง — นายศรีณัฐ พสุนธราธรรม
ชื่อองค์คณะ
เมทินี ชโลธร
กรองเกียรติ คมสัน
อดิเทพ ถิระวัฒน์
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 15734/2557
#579849
เปิดฉบับเต็ม

ความผิดฐานเสพเมทแอมเฟตามีนของจำเลยที่ 2 นั้น แม้ศาลอุทธรณ์รอการลงโทษจำคุกจำเลยที่ 2 อันเป็นการแก้ไขมากก็ตาม แต่เมื่อศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์พิพากษาลงโทษจำคุกจำเลยไม่เกิน 2 ปี คดีจึงต้องห้ามฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง ตาม ป.วิ.อ. มาตรา 219 เมื่อโจทก์ฎีกาขอให้ไม่รอการลงโทษนั้นเป็นการโต้แย้งดุลพินิจในการกำหนดโทษจึงเป็นฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริงและต้องห้ามฎีกาตามบทบัญญัติกฎหมายดังกล่าว

เมทแอมเฟตามีน และ 3, 4 - เมทิลลีนไดออกซีเมทแอมเฟตามีนที่จำเลยที่ 1 มีไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่าย แม้จะเป็นยาเสพติดให้โทษคนละชนิดกันแต่ก็เป็นยาเสพติดให้โทษในประเภท 1 ตาม พ.ร.บ.ยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 เหมือนกันและเจ้าพนักงานตำรวจตรวจค้นยาเสพติดให้โทษทั้งสองชนิดในเวลาต่อเนื่องกระชั้นชิดกันแสดงว่าจำเลยที่ 1 มีเจตนามีเมทแอมเฟตามีนและ 3, 4 - เมทิลลีนไดออกซีเมทแอมเฟตามีนตามคำฟ้องข้อ ก. กับข้อ ข. ไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่ายด้วยกันจึงเป็นความผิดกรรมเดียวกัน ที่ศาลล่างทั้งสองพิพากษา ลงโทษจำเลยที่ 1 เป็น 2 กรรมนั้น จึงเป็นการมิชอบ ปัญหาดังกล่าวเป็นข้อกฎหมายที่เกี่ยวกับความสงบเรียบร้อย ศาลฎีกายกขึ้นวินิจฉัยได้เองตาม ป.วิ.อ. มาตรา 195 วรรคสอง ประกอบมาตรา 225

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยทั้งสองตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 มาตรา 4, 7, 8, 15, 26, 57, 66, 76, 91, 97 ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83, 91 เพิ่มโทษจำเลยที่ 1 กึ่งหนึ่งตามกฎหมาย และนับโทษจำคุกจำเลยที่ 2 ต่อจากโทษจำคุกในคดีอาญาหมายเลขดำที่ อย.542/2549 ของศาลชั้นต้น

จำเลยทั้งสองให้การรับสารภาพเฉพาะข้อหาเสพเมทแอมเฟตามีน และจำเลยที่ 1 รับว่าเป็นบุคคลคนเดียวกับจำเลยในคดีที่โจทก์อ้างเป็นเหตุขอให้เพิ่มโทษ ส่วนจำเลยที่ 2 รับว่าเป็นบุคคลคนเดียวกับจำเลยในคดีที่โจทก์ขอให้นับโทษต่อ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยทั้งสองมีความผิดตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 มาตรา 15 วรรคหนึ่ง วรรคสาม (2), (ที่ถูก มาตรา 15 วรรคสาม (2)), 26 วรรคหนึ่ง, 57, 66 วรรคหนึ่ง และวรรคสอง, 76 วรรคหนึ่ง, 91 ประกอบประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83 การกระทำของจำเลยทั้งสองเป็นความผิดต่อกฎหมายหลายกรรมต่างกัน ลงโทษทุกกรรมเป็นกระทงความผิดไปตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 ฐานเสพเมทแอมเฟตาแอมเฟตามีน จำคุกคนละ 6 เดือน ฐานมีเมทแอมเฟตามีนไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่าย จำคุกคนละ 4 ปี และปรับคนละ 400,000 บาท ฐานมี 3, 4 - เมทิลลีนไดออกซีเมทแอมเฟตามีนไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่าย จำคุกคนละ 4 ปี ฐานมีกัญชาไว้ในครอบครอง จำคุกคนละ 4 เดือน จำเลยทั้งสองให้การรับสารภาพข้อหาเสพเมทแอมเฟตามีน เป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษลดโทษให้กึ่งหนึ่ง ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คงจำคุกคนละ 3 เดือน รวม 4 กระทง จำคุกคนละ 8 ปี 7 เดือน และปรับคนละ 400,000 บาท หากจำเลยทั้งสองไม่ชำระค่าปรับให้จัดการตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 29, 30 นับโทษจำคุกจำเลยที่ 2 ต่อจากโทษจำคุกในคดีอาญาหมายเลขแดงที่ อย.1458/2550 ของศาลชั้นต้นและยกคำขอเพิ่มโทษจำเลยที่ 1

จำเลยที่ 2 อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษาแก้เป็นว่า ข้อหาเสพเมทแอมเฟตามีนให้ลงโทษปรับจำเลยที่ 2 เป็นเงิน 10,000 บาท อีกสถานหนึ่ง ลดโทษให้กึ่งหนึ่งตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คงปรับ 5,000 บาท โทษจำคุกให้รอการลงโทษไว้ 2 ปี ให้คุมความประพฤติจำเลยที่ 2 ไว้ 1 ปี นับแต่วันที่ได้อ่านคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ให้จำเลยที่ 2 ฟัง โดยให้จำเลยที่ 2 ไปรายงานตัวต่อพนักงานคุมประพฤติ 4 เดือนต่อครั้ง ให้จำเลยที่ 2 กระทำกิจกรรมบริการสังคมหรือสาธารณประโยชน์ตามที่พนักงานคุมประพฤติและจำเลยที่ 2 เห็นสมควรมีกำหนด 12 ชั่วโมง ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 56 หากจำเลยที่ 2 ไม่ชำระค่าปรับให้จัดการตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 29,30 ให้ยกคำขอของโจทก์ในส่วนที่ขอให้นับโทษต่อและยกฟ้องโจทก์สำหรับจำเลยที่ 2 ในข้อหาร่วมกันมีเมทแอมเฟตามีนและ 3, 4 - เมทิลลีนไดออกซีเมทแอมเฟตามีนไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่าย กับข้อหามีกัญชาไว้ในครอบครองโดยไม่ได้รับอนุญาต นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

โจทก์ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์มีว่า พยานหลักฐานตามทางนำสืบโจทก์รับฟังได้โดยปราศจากข้อสงสัยว่า จำเลยที่ 2 ร่วมกับจำเลยที่ 1 และนางสาวสุนิสามีเมทแอมเฟตามีน อันเป็นยาเสพติดให้โทษในประเภท 1 จำนวน 2 ซอง น้ำหนักสุทธิ 0.428 กรัม คำนวณเป็นสารบริสุทธิ์ได้ 0.401 กรัม กับ 3, 4 - เมทิลลีนไดออกซีเมทแอมเฟตามีน อันเป็นยาเสพติดให้โทษในประเภท 1 จำนวน 5 เม็ด น้ำหนักสุทธิ 0.933 กรัม คำนวณเป็นสารบริสุทธิ์ได้ 0.168 กรัม ไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่าย และมีกัญชา อันเป็นยาเสพติดให้โทษในประเภท 5 จำนวน 1 ซอง น้ำหนักสุทธิ 2.686 กรัม ไว้ในครอบครอง อันเป็นกระทำความผิดเกี่ยวกับยาเสพติดตามฟ้องหรือไม่ พยานหลักฐานตามทางนำสืบโจทก์ปราศจากสาระสำคัญที่จะเชื่อมโยงเหตุการณ์ได้เป็นลำดับขั้นตอนอย่างมีเหตุและผล ไม่มีน้ำหนักมั่นคงพอแก่การรับฟังข้อเท็จจริงให้เป็นยุติเชื่อได้ว่า ในวันเกิดเหตุ จำเลยที่ 2 ร่วมกับจำเลยที่ 1 และนางสาวสุนิสา มีเมทแอมเฟตามีน อันเป็นยาเสพติดให้โทษในประเภท 1 จำนวน 2 ซอง น้ำหนักสุทธิ 0.428 กรัม คำนวณเป็นสารบริสุทธิ์ได้ 0.401 กรัม กับ 3, 4 - เมทิลลีนไดออกซีเมทแอมเฟตามีน อันเป็นยาเสพติดให้โทษในประเภท 1 จำนวน 5 เม็ด น้ำหนักสุทธิ 0.933 กรัม คำนวณเป็นสารบริสุทธิ์ได้ 0.168 กรัม ไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่าย และมีกัญชา อันเป็นยาเสพติดให้โทษในประเภท 5 จำนวน 1 ซอง น้ำหนักสุทธิ 2.686 กรัม ไว้ในครอบครอง คดีมีความสงสัยตามสมควรว่าจำเลยที่ 2 ได้กระทำความผิดฐานร่วมกันมีเมทแอมเฟตามีนไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่าย ฐานร่วมกันมี 3, 4 - เมทิลลีนไดออกซีเมทแอมเฟตามีนไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่าย และฐานร่วมกันมีกัญชาไว้ในครอบครองตามฟ้องหรือไม่ ที่ศาลอุทธรณ์ให้ยกประโยชน์แห่งความสงสัยนั้นให้จำเลยที่ 2 ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 227 วรรคสอง โดยพิพากษายกฟ้องในความผิดทั้งสามฐานนี้มานั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ส่วนฎีกาในข้ออื่นของโจทก์ที่โต้แย้งดุลพินิจในการรับฟังพยานหลักฐานของศาลอุทธรณ์ไม่อาจหักล้างเป็นอย่างอื่นและเปลี่ยนแปลงผลแห่งคดีไปได้ ไม่เป็นสาระอันควรได้รับการวินิจฉัย ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 249 วรรคหนึ่ง ประกอบประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 15 ฎีกาของโจทก์ในข้อนี้ฟังไม่ขึ้น สำหรับความผิดฐานเสพเมทแอมเฟตามีนของจำเลยที่ 2 นั้น แม้ศาลอุทธรณ์จะรอการลงโทษจำคุกจำเลยที่ 2 อันเป็นการแก้ไขมากก็ตาม แต่เมื่อศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์พิพากษาลงโทษจำคุกจำเลยไม่เกิน 2 ปี คดีจึงต้องห้ามฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 219 เมื่อโจทก์ฎีกาขอให้ไม่รอการลงโทษนั้นเป็นการโต้แย้งดุลพินิจในการกำหนดโทษจึงเป็นฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริงและต้องห้ามฎีกาตามบทบัญญัติกฎหมายดังกล่าว ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัย

อนึ่งเมทแอมเฟตามีน และ 3, 4 - เมทิลลีนไดออกซีเมทแอมเฟตามีนที่จำเลยที่ 1 มีไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่าย แม้จะเป็นยาเสพติดให้โทษคนละชนิดกันแต่ก็เป็นยาเสพติดให้โทษในประเภท 1 ตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 เหมือนกันและเจ้าพนักงานตำรวจตรวจค้นยาเสพติดให้โทษทั้งสองชนิดในเวลาต่อเนื่องกระชั้นชิดกันไปแสดงว่าจำเลยที่ 1 มีเจตนามีเมทแอมเฟตามีนและ3, 4 - เมทิลลีนไดออกซีเมทแอมเฟตามีนตามคำฟ้องข้อ ก. กับข้อ ข. ไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่ายด้วยกันจึงเป็นความผิดกรรมเดียวกัน ที่ศาลล่างทั้งสองพิพากษา ลงโทษจำเลยที่ 1 เป็น 2 กรรมนั้น จึงเป็นการมิชอบ ปัญหาดังกล่าวเป็นข้อกฎหมายที่เกี่ยวกับความสงบเรียบร้อย ศาลฎีกายกขึ้นวินิจฉัยได้เองตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญามาตรา 195 วรรคสอง ประกอบมาตรา 225

พิพากษาแก้เป็นว่า จำเลยที่ 1 มีความผิดฐานมียาเสพติดให้โทษในประเภท 1 (เมทแอมเฟตามีน และ3, 4 - เมทิลลีนไดออกซีเมทแอมเฟตามีน) ไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่ายเพียงกระทงเดียว จำคุก 4 ปี และปรับ 400,000 บาท เมื่อรวมกับความผิดฐานมีกัญชาไว้ในครอบครอง และเสพเมทแอมเฟตามีนแล้ว คงจำคุก 4 ปี 7 เดือน และปรับ 400,000 บาท นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.อ. ม. 90
ป.วิ.อ. ม. 195 ม. 219 ม. 225
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการ สำนักงานอัยการสูงสุด
จำเลย — นายเมธีหรือเอ เอี่ยมปรีชา กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลอาญา — นายณรงค์ทัต แจ่มจรรยา
ศาลอุทธรณ์ — นายพงศ์วริศ มีนพัฒนสันติ
ชื่อองค์คณะ
ธานิศ เกศวพิทักษ์
เมทินี ชโลธร
ณัฏฐชัย ไวยภาษจีรกุล
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 15733/2557
#575701
เปิดฉบับเต็ม

โจทก์ร่วมประกอบกิจการค้าวัสดุก่อสร้าง มี ส. และ ณ. เป็นกรรมการผู้มีอำนาจกระทำการแทน ขณะเกิดเหตุจำเลยที่ 1 เป็นพนักงานบัญชีมีหน้าที่ตั้งเรื่องเบิกจ่ายเสนอให้ ณ. พิจารณาอนุมัติและสั่งจ่ายเช็คเพื่อชำระหนี้แก่เจ้าหนี้ของโจทก์ร่วม จำเลยที่ 2 เป็นพนักงานขาย มีหน้าที่นำเช็คที่ ณ. สั่งจ่ายไปถอนเงินและโอนเงินชำระหนี้ให้แก่เจ้าหนี้ของโจทก์ร่วม การที่จำเลยที่ 1 เสนอเรื่องให้ ณ. อนุมัติและลงชื่อสั่งจ่ายเช็คตามฟ้อง ทั้งที่ไม่มีหนี้ต้องชำระ หรือมีหนี้แต่ให้ออกเช็คสั่งจ่ายเงินมีจำนวนสูงกว่ายอดหนี้ที่แท้จริง เป็นพฤติการณ์ที่บ่งชี้ว่าจำเลยที่ 1 มีเจตนาทุจริตแต่แรก โดยทำใบสำคัญจ่ายฉบับใหม่อำพรางให้เข้าใจว่ามีการโอนเงินที่ ณ. อนุมัติเบิกจ่ายทั้งหมดให้แก่เจ้าหนี้ถูกต้องครบถ้วน เพื่อยักยอกเงินตามเช็คหรือเงินส่วนต่างที่เหลือจากการโอนชำระหนี้เป็นของตนกับพวก จำเลยที่ 1 จึงมีความผิดฐานยักยอก

แม้จำเลยที่ 1 มีอำนาจหน้าที่ในการจัดทำใบสำคัญจ่าย แต่ต้องเสนอให้ ณ. พิจารณาอนุมัติก่อนจึงจะมีการจ่ายเงินชำระหนี้ได้ ดังนั้นใบสำคัญจ่ายที่ ณ. ลงชื่ออนุมัติย่อมเป็นหลักฐานการเบิกจ่ายเงินที่เสร็จสมบูรณ์ จำเลยที่ 1 ไม่มีอำนาจแก้ไขโดยพลการ การที่จำเลยที่ 1 ทำใบสำคัญจ่ายฉบับใหม่แทนฉบับเดิม โดยมีจำนวนเงินที่อนุมัติสั่งจ่ายลดลงจากเดิมเพื่อยักยอกเงินส่วนต่างของโจทก์ร่วม เป็นการทำเอกสารปลอมขึ้นทั้งฉบับเพื่อให้ผู้อื่นหลงเชื่อว่าเป็นเอกสารที่แท้จริง และทำให้โจทก์ร่วมเสียหาย มิใช่การกระทำตามอำนาจหน้าที่ จำเลยที่ 1 จึงมีความผิดฐานปลอมเอกสาร

จำเลยที่ 1 ยักยอกเงินตามฟ้อง 674,903 บาท โดยจำเลยที่ 2 ร่วมกับจำเลยที่ 1 ยักยอกเป็นเงิน 600,366 บาท แต่ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยที่ 1 คืนหรือใช้เงินแก่โจทก์ร่วม 674,954 บาท และให้จำเลยที่ 2 ร่วมกับจำเลยที่ 1 คืนหรือใช้เงินดังกล่าวแก่โจทก์ร่วม 600,417 บาท เป็นการพิพากษาเกินคำขอ ไม่ชอบด้วย ป.วิ.อ. มาตรา 192 วรรคหนึ่ง แม้ไม่มีคู่ความฝ่ายใดฎีกา แต่เป็นปัญหาข้อกฎหมายที่เกี่ยวกับความสงบเรียบร้อย ศาลฎีกาเห็นสมควรยกขึ้นวินิจฉัยและแก้ไขให้ถูกต้องตาม ป.วิ.อ. มาตรา 195 วรรคสอง ประกอบมาตรา 225

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยทั้งสองตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83, 91, 264, 352 ให้จำเลยทั้งสองร่วมกันคืนหรือใช้เงิน 728,197 บาท แก่ผู้เสียหาย

จำเลยทั้งสองให้การปฏิเสธ

ระหว่างพิจารณา บริษัทเอส.ที.รีมิกซ์ จำกัด ผู้เสียหาย ยื่นคำร้องขอเข้าร่วมเป็นโจทก์ ศาลชั้นต้นอนุญาต

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยทั้งสองมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 352 (ที่ถูก มาตรา 352 วรรคแรก) ประกอบมาตรา 83 และจำเลยที่ 1 มีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 264 ด้วย การกระทำของจำเลยทั้งสองเป็นความผิดหลายกรรมต่างกัน ให้ลงโทษทุกกรรมเป็นกระทงความผิดไปตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 การกระทำของจำเลยที่ 1 ในความผิดฐานยักยอกและฐานปลอมเอกสาร รวม 12 กระทง เป็นกรรมเดียวเป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบทแต่ละบทมีโทษเท่ากัน ให้ลงโทษฐานร่วมกันยักยอกตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 จำคุกกระทงละ 1 เดือน รวม 12 กระทง จำคุก 12 เดือน ฐานยักยอกอีก 4 กระทง จำคุกกระทงละ 1 เดือน รวมเป็นจำคุกจำเลยที่ 1 มีกำหนด 16 เดือน จำคุกจำเลยที่ 2 กระทงละ 1 เดือน รวม 12 กระทง จำคุก 12 เดือน ให้จำเลยที่ 1 คืนหรือใช้เงิน 674,954 บาท แก่โจทก์ร่วม โดยให้จำเลยที่ 2 ร่วมกับจำเลยที่ 1 คืนหรือใช้เงินดังกล่าวแก่โจทก์ร่วม 600,417 บาท

จำเลยทั้งสองอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 6 พิพากษาแก้เป็นว่า ให้ยกฟ้องโจทก์สำหรับจำเลยที่ 1 ทุกข้อหา และยกคำขอ ให้จำเลยที่ 1 คืนหรือใช้เงิน 674,954 บาท แก่โจทก์ร่วม ไม่ปรับบทตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83 นอกจากที่แก้คงให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

โจทก์ และจำเลยที่ 2 ฎีกา โดยผู้พิพากษาซึ่งพิจารณาและลงชื่อในคำพิพากษาศาลชั้นต้นอนุญาตให้จำเลยที่ 2 ฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ศาลชั้นต้นยกฟ้องโจทก์สำหรับจำเลยที่ 1 ในความผิดฐานยักยอกตามฟ้องข้อ 1.1 และ 1.27 กับฐานปลอมเอกสารตามฟ้องข้อ 1.2 และ 1.28 และยกฟ้องโจทก์สำหรับจำเลยที่ 2 ในความผิดฐานยักยอกตามฟ้องข้อ 1.1, 1.3, 1.5, 1.7, 1.9, 1.27 กับฐานปลอมเอกสารตามฟ้องทุกข้อ โจทก์และโจทก์ร่วมไม่อุทธรณ์ ความผิดของจำเลยทั้งสองในข้อหาดังกล่าวจึงเป็นอันยุติไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น ข้อเท็จจริงในชั้นนี้ฟังได้ตามที่คู่ความไม่ฎีกาโต้แย้งเป็นอย่างอื่นว่า โจทก์ร่วมประกอบกิจการค้าวัสดุก่อสร้าง มีนางสุภานันท์ และนางณิชกุล เป็นกรรมการผู้มีอำนาจกระทำการแทน ขณะเกิดเหตุจำเลยที่ 1 เป็นพนักงานบัญชีมีหน้าที่ตั้งเรื่องเบิกจ่ายเสนอให้นางณิชกุลพิจารณาอนุมัติและสั่งจ่ายเช็คเพื่อชำระหนี้แก่เจ้าหนี้ของโจทก์ร่วม จำเลยที่ 2 เป็นพนักงานขาย มีหน้าที่นำเช็คที่นางณิชกุลสั่งจ่ายดังกล่าวไปเบิกถอนและโอนเงินชำระหนี้ให้แก่เจ้าหนี้ของโจทก์ร่วม เมื่อวันที่ 11 มิถุนายน 2547 โจทก์ร่วมตรวจสอบพบว่า เช็คที่นางณิชกุลอนุมัติสั่งจ่ายตามที่จำเลยที่ 1 เสนอมีการเรียกเก็บเงินไปแล้ว แต่โอนเงินชำระหนี้ให้แก่บริษัทโสสุโก้ เซรามิค จำกัด และบริษัทไทยเยอรมัน เซรามิค อินดัสทรี่ จำกัด (มหาชน) เจ้าหนี้ของโจทก์ร่วมเพียงบางส่วน หรือไม่มีการโอนเงินชำระหนี้เลย ซึ่งเช็คที่ตรวจพบตามฟ้องข้อ 1.3 สั่งจ่ายเงิน 47,912 บาท แต่โอนเงินชำระหนี้ 14,237 บาท ตามสำเนาเช็ค สำเนาบัญชีกระแสรายวันและใบรับฝาก เช็คตามฟ้องข้อ 1.5 สั่งจ่ายเงิน 49,049 บาท แต่โอนเงินชำระหนี้ 33,588 บาท ตามสำเนาเช็ค สำเนาใบแจ้งรายการบัญชีเดินสะพัดและใบรับฝาก เช็คตามฟ้องข้อ 1.7 สั่งจ่ายเงิน 36,148 บาท แต่โอนเงินชำระหนี้ 23,361 บาท ตามสำเนาเช็ค สำเนาใบแจ้งรายการบัญชีเดินสะพัดและใบรับฝาก เช็คตามฟ้องข้อ 1.9 สั่งจ่ายเงิน 51,507 บาท แต่โอนเงินชำระหนี้ 38,705 บาท ตามสำเนาเช็ค สำเนาใบแจ้งรายการบัญชีเดินสะพัดและใบรับฝาก เช็คตามฟ้องข้อ 1.11 สั่งจ่ายเงิน 117,815 บาท แต่โอนเงินชำระหนี้ 81,092 บาท ตามสำเนาเช็ค สำเนาใบแจ้งรายการบัญชีเดินสะพัดและใบรับฝาก เช็คตามฟ้องข้อ 1.13 สั่งจ่ายเงิน 89,373 บาท แต่โอนเงินชำระหนี้ 49,060 บาท ตามสำเนาเช็ค สำเนาใบแจ้งรายการบัญชีเดินสะพัดและใบรับฝาก เช็คตามฟ้องข้อ 1.15 สั่งจ่ายเงิน 94,481 บาท แต่โอนเงินชำระหนี้ 80,596 บาท ตามสำเนาเช็ค สำเนาใบแจ้งรายการบัญชีเดินสะพัดและใบรับฝาก เช็คตามฟ้องข้อ 1.17 สั่งจ่ายเงิน 112,720 บาท แต่โอนเงินชำระหนี้ 47,706 บาท ตามสำเนาเช็ค สำเนาบัญชีกระแสรายวันและชุดใบเสร็จรับเงินฝาก เช็คตามฟ้องข้อ 1.19 สั่งจ่ายเงิน 66,189 บาท แต่โอนเงินชำระหนี้ 42,151 บาท ตามสำเนาเช็ค สำเนาบัญชีกระแสรายวันและใบรับฝาก เช็คตามฟ้องข้อ 1.21 สั่งจ่ายเงิน 87,717 บาท แต่โอนเงินชำระหนี้ 39,624 บาท ตามสำเนาเช็ค สำเนาบัญชีกระแสรายวันและชุดใบเสร็จรับเงินฝาก เช็คตามฟ้องข้อ 1.23 และข้อ 1.24 สั่งจ่ายเงิน 55,489 บาท และ 46,855 บาท ตามลำดับ แต่ไม่มีการโอนเงินชำระหนี้ให้แก่เจ้าหนี้ ตามสำเนาเช็คและสำเนาบัญชีกระแสรายวัน เช็คตามฟ้องข้อ 1.25 สั่งจ่ายเงิน 88,192 บาท แต่โอนเงินชำระหนี้ 14,472 บาท ตามสำเนาเช็ค สำเนาบัญชีกระแสรายวันและชุดใบเสร็จรับเงินฝาก เช็คตามฟ้องข้อ 1.29 สั่งจ่ายเงิน 99,157 บาท แต่โอนเงินชำระหนี้ 1,230 บาท ตามสำเนาเช็ค สำเนาบัญชีกระแสรายวันและชุดใบเสร็จรับเงินฝาก เช็คตามฟ้องข้อ 1.31 และข้อ 1.32 สั่งจ่ายเงิน 47,905 บาท และ 50,835.84 บาท ตามลำดับ แต่ไม่มีการโอนเงินชำระหนี้ให้แก่เจ้าหนี้ ตามสำเนาเช็คและสำเนาบัญชีกระแสรายวัน โจทก์ร่วมจึงมอบอำนาจให้นายเชิดพันธุ์ ไปแจ้งความดำเนินคดีนี้แก่จำเลยทั้งสอง คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยข้อแรกตามฎีกาของโจทก์ว่าจำเลยที่ 1 กระทำความผิดตามคำพิพากษาของศาลชั้นต้นหรือไม่ เห็นว่า จำเลยที่ 1 เป็นผู้ตั้งเรื่องเสนอให้มีการเบิกจ่ายเงินชำระหนี้แก่บริษัทโสสุโก้ เซรามิค จำกัด และบริษัทไทยเยอรมัน เซรามิค อินดัสทรี่ จำกัด (มหาชน) ย่อมทราบดีว่าโจทก์ร่วมมีหนี้ที่ต้องชำระตามใบสั่งซื้อหรือใบแจ้งหนี้มากน้อยเพียงใด โดยเฉพาะในกรณีชดเชยเงินรางวัลให้แก่โจทก์ร่วม จำเลยที่ 1 และเจ้าหน้าที่บริษัทไทยเยอรมัน เซรามิค อินดัสทรี่ จำกัด (มหาชน) จะส่งโทรสารบอกกล่าวการใช้สิทธิหักเงินรางวัลและยอดหนี้ที่ต้องชำระแก่กัน จำเลยที่ 1 ยิ่งต้องทราบว่ายังมีหนี้ที่จะสั่งจ่ายเช็คชำระอีกหรือไม่ เพียงใด การที่จำเลยที่ 1 เสนอเรื่องให้นางณิชกุลอนุมัติและลงชื่อสั่งจ่ายเช็คตามฟ้องดังกล่าวทั้งที่ไม่มีหนี้ต้องชำระ หรือมีหนี้แต่ให้ออกเช็คสั่งจ่ายเงินมีจำนวนสูงกว่ายอดหนี้ที่แท้จริง เป็นพฤติการณ์บ่งชี้ว่าจำเลยที่ 1 มีเจตนาทุจริตแต่แรก โดยทำใบสำคัญจ่ายฉบับใหม่อำพรางให้เข้าใจว่ามีการโอนเงินที่นางณิชกุลอนุมัติเบิกจ่ายทั้งหมดให้แก่เจ้าหนี้ถูกต้องครบถ้วน เพื่อยักยอกเงินตามเช็คหรือเงินส่วนต่างที่เหลือจากการโอนชำระหนี้เป็นของตนเองกับพวก พยานหลักฐานจำเลยที่ 1 เป็นพิรุธน่าสงสัย ไม่มีน้ำหนักให้รับฟังหักล้างพยานหลักฐานของโจทก์และโจทก์ร่วม คดีฟังได้โดยปราศจากข้อสงสัยว่า จำเลยที่ 1 กระทำผิดฐานยักยอกตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น ส่วนใบสำคัญจ่ายฉบับใหม่ที่จำเลยที่ 1 ทำขึ้นตามฟ้องข้อ 1.4, 1.6, 1.8, 1.10, 1.12, 1.14, 1.16, 1.18, 1.20, 1.22, 1.26 และ 1.30 แม้จำเลยที่ 1 มีอำนาจหน้าที่ในการจัดทำใบสำคัญจ่าย แต่ต้องเสนอให้นางณิชกุลพิจารณาอนุมัติก่อน จึงจะมีการเบิกจ่ายเงินชำระหนี้ได้ ดังนี้ใบสำคัญจ่ายที่นางณิชกุลลงชื่ออนุมัติย่อมเป็นหลักฐานการเบิกจ่ายเงินที่เสร็จสมบูรณ์ จำเลยที่ 1 ไม่มีอำนาจแก้ไขได้โดยพลการ การที่จำเลยที่ 1 ทำใบสำคัญจ่ายใหม่แทนฉบับเดิม โดยมีจำนวนเงินที่อนุมัติสั่งจ่ายลดลงจากเดิมเพื่อยักยอกเงินส่วนต่างของโจทก์ร่วม เป็นการทำเอกสารปลอมขึ้นทั้งฉบับเพื่อให้ผู้อื่นหลงเชื่อว่าเป็นเอกสารที่แท้จริง และทำให้โจทก์ร่วมเสียหาย มิใช่เป็นการกระทำตามอำนาจหน้าที่ จำเลยที่ 1 จึงมีความผิดฐานปลอมเอกสารตามที่ศาลชั้นต้นพิพากษา ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 6 ยกฟ้องโจทก์สำหรับจำเลยที่ 1 ในความผิดฐานยักยอกและฐานปลอมเอกสารมานั้น ไม่ต้องด้วยความเห็นของศาลฎีกา ฎีกาของโจทก์ฟังขึ้น

อนึ่ง จำเลยที่ 1 ยักยอกเงินตามฟ้องรวม 674,903 บาท โดยจำเลยที่ 2 ร่วมกับจำเลยที่ 1 ยักยอกเป็นเงิน 600,366 บาท แต่ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยที่ 1 คืนหรือใช้เงินแก่โจทก์ร่วม 674,954 บาท และให้จำเลยที่ 2 ร่วมกับจำเลยที่ 1 คืนหรือใช้เงินดังกล่าวแก่โจทก์ร่วม 600,417 บาท เป็นการพิพากษาเกินคำขอ ไม่ชอบด้วยประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 192 วรรคหนึ่ง แม้ไม่มีคู่ความฝ่ายใดฎีกา แต่เป็นปัญหาข้อกฎหมายที่เกี่ยวกับความสงบเรียบร้อย ศาลฎีกาเห็นควรยกขึ้นวินิจฉัยและแก้ไขให้ถูกต้อง ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 195 วรรคสอง ประกอบมาตรา 225

พิพากษาแก้เป็นว่า ให้บังคับคดีในส่วนอาญาสำหรับจำเลยที่ 1 ไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น ให้จำเลยที่ 1 คืนหรือใช้เงิน 674,903 บาท แก่โจทก์ร่วม โดยให้จำเลยที่ 2 ร่วมกับจำเลยที่ 1 คืนหรือใช้เงิน 600,366 บาท แก่โจทก์ร่วม นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 6
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.อ. ม. 192 วรรคหนึ่ง ม. 195 วรรคสอง ม. 225
ป.อ. ม. 264 ม. 352 วรรคแรก
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการคดีศาลแขวงนครสวรรค์
โจทก์ร่วม — บริษัทเอส. ที. รีมิกซ์ จำกัด
จำเลย — นางอภิญญา ถมมูลหรือเทียนชัย กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลแขวงนครสวรรค์ — นายอิสระ ภูสีน้อย
ศาลอุทธรณ์ภาค 6 — นายอำนาจ โชติชะวารานนท์
ชื่อองค์คณะ
สุพจน์ กิตติรักษนนท์
เมทินี ชโลธร
ณัฏฐชัย ไวยภาษจีรกุล
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 15732/2557
#579675
เปิดฉบับเต็ม

จำเลยที่ 2 อ้างว่า ผู้เสียหายเป็นหนี้แล้วไม่จ่าย ขอให้จำเลยที่ 1 จัดการกับผู้เสียหายโดยวิธีใดก็ได้ให้ผู้เสียหายไปอยู่ที่อื่น หรือหายไปจากโลกได้ยิ่งดีแล้วจะมีรางวัลให้แก่จำเลยที่ 1 เป็นเงิน 50,000 บาท ข้อความดังกล่าวย่อมหมายความว่าจำเลยที่ 2 ใช้จำเลยที่ 1 ไปทำให้ผู้เสียหายเกรงกลัวไม่อาจใช้ชีวิตอยู่ในที่อยู่อาศัยจนต้องย้ายไปอยู่ที่อื่นหรือฆ่าผู้เสียหายอันเป็นผลกระทบต่อจิตใจและชีวิตของผู้เสียหายเท่านั้น มิได้มุ่งประสงค์ต่อผลในการแสวงหาประโยชน์จากทรัพย์ของผู้เสียหาย จึงมิได้มีเจตนาให้จำเลยที่ 1 ไปชิงทรัพย์ผู้เสียหาย การที่จำเลยที่ 1 ไปชิงทรัพย์ผู้เสียหายย่อมเกินไปจากขอบเขตที่จำเลยที่ 2 ใช้ และโดยพฤติการณ์จำเลยที่ 2 ไม่อาจเล็งเห็นได้ว่าจำเลยที่ 1 จะไปชิงทรัพย์ผู้เสียหาย จำเลยที่ 2 จึงไม่ต้องรับผิดฐานเป็นผู้ใช้ให้จำเลยที่ 1 ร่วมกับผู้อื่นชิงทรัพย์ผู้เสียหาย ตาม ป.อ. มาตรา 87 วรรคแรก และไม่อาจลงโทษจำเลยที่ 2 ฐานเป็นผู้สนับสนุนการกระทำความผิดฐานชิงทรัพย์ของจำเลยที่ 1 ได้

ศาลชั้นต้นวินิจฉัยว่า จำเลยที่ 2 จ้างวานให้จำเลยที่ 1 ก่อเหตุคดีนี้ โจทก์หาได้โต้แย้งคำพิพากษาศาลชั้นต้นว่า จำเลยที่ 2 เป็นผู้สนับสนุนไม่ ที่โจทก์ฎีกาว่า จำเลยที่ 2 เป็นผู้สนับสนุนจำเลยที่ 1 กระทำความผิดฐานชิงทรัพย์ จึงมิใช่เป็นข้อที่ได้ยกขึ้นว่ากันมาแล้วโดยชอบในศาลอุทธรณ์ภาค 3 ต้องห้ามมิให้ฎีกาตาม ป.วิ.พ. มาตรา 249 วรรคหนึ่ง ประกอบ ป.วิ.อ. มาตรา 15

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องและแก้ไขฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยทั้งสองตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 33, 83, 339 ริบหมวกไหมพรม กระดาษกาวแล็กซีน และผ้าเทปกาวสีดำ ของกลาง และให้จำเลยทั้งสองร่วมกันคืนจี้พระเลี่ยมทอง (พระสมเด็จจิตรลดา) 1 องค์ ราคา 6,000 บาท นาฬิกาเรือนทอง 1 เรือน ราคา 3,000 บาท และบัตรเอทีเอ็ม ธนาคารกรุงเทพ จำกัด (มหาชน) ธนาคารออมสิน ธนาคารกสิกรไทย จำกัด (มหาชน) ธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร ธนาคารละ 1 ใบ รวม 4 ใบ หรือใช้ราคาทรัพย์เป็นเงิน 9,000 บาท แก่ผู้เสียหาย นับโทษจำคุกของจำเลยทั้งสองต่อจากโทษของจำเลยที่ 1 และที่ 2 ในคดีอาญาหมายเลขดำที่ 2802/2552 ของศาลจังหวัดร้อยเอ็ด

จำเลยทั้งสองให้การปฏิเสธ แต่รับว่าเป็นบุคคลคนเดียวกับจำเลยที่ 1 และที่ 2 ในคดีที่โจทก์ขอให้นับโทษต่อ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยที่ 1 มีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 339 วรรคสอง ประกอบมาตรา 83 ลงโทษจำคุก 12 ปี จำเลยที่ 2 มีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 339 วรรคสอง ประกอบมาตรา 86 ลงโทษจำคุก 8 ปี คำให้การของจำเลยที่ 1 ในชั้นสอบสวนเป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษลดโทษให้หนึ่งในสาม ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 ลดโทษให้หนึ่งในสาม คงจำคุกจำเลยที่ 1 มีกำหนด 8 ปี ริบหมวกไหมพรม และกระดาษกาวแล็กซีนของกลาง ให้จำเลยทั้งสองร่วมกันคืนจี้พระสมเด็จจิตรลดาเลี่ยมทอง 1 องค์ ราคา 6,000 บาท นาฬิกาเรือนทอง 1 เรือน ราคา 3,000 บาท บัตรเอทีเอ็ม ธนาคารกรุงเทพ จำกัด (มหาชน) ธนาคารออมสิน ธนาคารกสิกรไทย จำกัด (มหาชน) และธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร รวม 4 ใบ หรือใช้ราคาทรัพย์เป็นเงิน 9,000 บาท แก่ผู้เสียหาย คำขออื่นนอกจากนี้ให้ยก และให้คืนกระดาษกาว (ที่ถูก ผ้าเทปกาว) สีดำแก่เจ้าของ

จำเลยทั้งสองอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 3 พิพากษาแก้เป็นว่า ให้ยกฟ้องโจทก์สำหรับจำเลยที่ 2 นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

โจทก์และจำเลยที่ 1 ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงที่คู่ความมิได้โต้เถียงกันในชั้นนี้รับฟังเป็นยุติว่า จำเลยที่ 1 รับราชการเป็นทหารอยู่ที่ค่ายสมเด็กจพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกมหาราช ตั้งอยู่ที่จังหวัดร้อยเอ็ด ส่วนนายศุภลักษณ์ ผู้เสียหาย พักอาศัยอยู่บ้านเดียวกับนางทิพวรรณ ซึ่งเป็นน้าที่บ้านเลขที่ 70 หมู่ 4 ตำบลเกษตรวิสัย อำเภอเกษตรวิสัย จังหวัดร้อยเอ็ด และรับราชการอยู่ด้วยกันที่โรงพยาบาลเกษตรวิสัย อำเภอเกษตรวิสัย จังหวัดร้อยเอ็ด ผู้เสียหายทำงานตำแหน่งพนักงานรังสีการแพทย์จนถึงเดือนตุลาคม 2548 จึงย้ายไปรับราชการที่โรงพยาบาลสังขะ จังหวัดสุรินทร์ ในตำแหน่งพนักงานรังสีการแพทย์ระดับ 5 สำหรับจำเลยที่ 2 เข้าทำงานเป็นลูกจ้างชั่วคราวแผนกเอกซเรย์ ทำหน้าที่หัวหน้าแผนกรังสีวินิจฉัยที่โรงพยาบาลเกษตรวิสัย เมื่อปี 2549 ต่อมาวันที่ 2 กันยายน 2551 ผู้เสียหายย้ายกลับมารับราชการที่โรงพยาบาลเกษตรวิสัย ตำแหน่งพนักงานรังสีการแพทย์ระดับ 6 ได้รับแต่งตั้งเป็นหัวหน้าแผนกแทนจำเลยที่ 2 และมีบริษัทจำหน่ายฟิล์มเอกซเรย์แจ้งโรงพยาบาลเกษตรวิสัยให้ชำระค่าฟิล์มเอกซเรย์ที่สั่งซื้อไปก่อนหน้านั้น แต่ผู้เสียหายไม่อาจตรวจจ่ายเงินได้ เมื่อผู้อำนวยการโรงพยาบาลทราบเรื่องได้เรียกผู้เสียหายกับจำเลยที่ 2 ไปพบและแจ้งว่าจำเลยที่ 2 ทำผิดระเบียบ มีโทษถึงไล่ออก ผู้เสียหายได้ขอร้องผู้อำนวยการโรงพยาบาลให้จำเลยที่ 2 เซ็นจ่ายเงินตามใบเสร็จ แล้วโรงพยาบาลได้จ่ายเงินแก่บริษัทดังกล่าวไป เมื่อวันที่ 22 ธันวาคม 2551 เวลาประมาณ 16 นาฬิกา ผู้เสียหายไปร้องทุกข์ต่อเจ้าพนักงานตำรวจสถานีตำรวจภูธรรัตนบุรีว่า ในวันดังกล่าวเวลา 12 นาฬิกา ผู้เสียหายขับรถกระบะหมายเลขทะเบียน ตช 9415 กรุงเทพมหานคร ออกจากโรงพยาบาลไปรับประทานอาหารที่บ้านแล้วจอดรถไว้หน้าบ้าน และถูกคนร้าย 2 คน ใช้วัตถุลักษณะคล้ายอาวุธปืนจี้บริเวณสีข้างบังคับให้ผู้เสียหายเข้าไปนั่งในรถกระบะโดยคนร้ายขับรถกระบะคันดังกล่าวไปทางจังหวัดสุรินทร์ และเอาสร้อยคอทองคำหนัก 1 บาท ราคา 13,000 บาท จี้พระเลี่ยมทองหนัก 50 สตางค์ 1 องค์ ราคา 6,000 บาท นาฬิกาเรือนทอง 1 เรือน ราคา 3,000 บาท โทรศัพท์เคลื่อนที่พร้อมซิมการ์ด ราคา 2,000 บาท บัตรเอทีเอ็ม ธนาคารกรุงเทพ จำกัด (มหาชน) ธนาคารออมสิน ธนาคารกสิกรไทย จำกัด (มหาชน) และธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร ธนาคารละ 1 ใบ รวม 4 ใบ ของผู้เสียหายไป และทิ้งผู้เสียหายไว้ในป่ายูคาลิปตัส ที่ตำบลรัตนบุรี จังหวัดสุรินทร์ แล้วขับรถหนีไป ตามบัญชีทรัพย์ถูกประทุษร้ายและบันทึกคำให้การของผู้ร้องทุกข์

มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ว่า จำเลยที่ 2 ใช้ให้จำเลยที่ 1 ชิงทรัพย์ของผู้เสียหายหรือไม่ โจทก์ฎีกาว่า จำเลยที่ 2 ใช้ให้จำเลยที่ 1 ไปกระทำโดยวิธีใดก็ได้อันทำให้ผู้เสียหายได้รับความเดือดร้อนจึงย่อมรวมถึงการชิงทรัพย์ด้วย ในปัญหาดังกล่าวข้อเท็จจริงได้ความตามคำให้การของจำเลยที่ 1 ในชั้นสอบสวนตามบันทึกคำให้การผู้ต้องหา เป็นยุติว่า จำเลยที่ 2 อ้างว่า ผู้เสียหายเป็นหนี้แล้วไม่จ่าย ขอให้จำเลยที่ 1 จัดการกับผู้เสียหายโดยวิธีใดก็ได้ให้ผู้เสียหายไปอยู่ที่อื่นหรือหายไปจากโลกได้ยิ่งดีแล้วจะมีรางวัลให้แก่จำเลยที่ 1 เป็นเงิน 50,000 บาท ข้อความดังกล่าวย่อมหมายความว่าจำเลยที่ 2 ใช้จำเลยที่ 1 ไปทำให้ผู้เสียหายเกรงกลัว ไม่อาจใช้ชีวิตอยู่ในที่อยู่อาศัยจนต้องย้ายไปอยู่ที่อื่นหรือฆ่าผู้เสียหาย อันเป็นผลกระทบต่อจิตใจและชีวิตผู้เสียหายเท่านั้น มิได้มุ่งประสงค์ต่อผลในการแสวงหาประโยชน์จากทรัพย์ของผู้เสียหาย กรณีจึงมิได้มีเจตนาให้จำเลยที่ 1 ไปชิงทรัพย์ผู้เสียหาย การที่จำเลยที่ 1 ไปชิงทรัพย์ผู้เสียหายจึงเกินไปจากขอบเขตที่จำเลยที่ 2 ใช้ และโดยพฤติการณ์จำเลยที่ 2 ไม่อาจเล็งเห็นได้ว่าจำเลยที่ 1 จะไปชิงทรัพย์ผู้เสียหาย จำเลยที่ 2 จึงไม่ต้องรับผิดฐานเป็นผู้ใช้ให้จำเลยที่ 1 ร่วมกับผู้อื่นชิงทรัพย์ผู้เสียหาย ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 87 วรรคแรก จึงไม่อาจลงโทษจำเลยที่ 2 ฐานเป็นผู้สนับสนุนการกระทำความผิดฐานชิงทรัพย์ของจำเลยที่ 1 ได้ ส่วนที่โจทก์ฎีกาข้อเท็จจริงว่า ก่อนเกิดเหตุจำเลยที่ 2 ให้ข้อมูลของผู้เสียหายแก่จำเลยที่ 1 และพาจำเลยที่ 1 ไปดูบ้านผู้เสียหาย 2 ครั้ง จึงถือว่าเป็นการช่วยเหลือให้ความสะดวกแก่จำเลยที่ 1 ก่อนการกระทำความผิด อันเป็นการสนับสนุนการกระทำความผิดของจำเลยที่ 1 ฐานชิงทรัพย์นั้น เห็นว่า เมื่อศาลชั้นต้นวินิจฉัยข้อเท็จจริงว่า จำเลยที่ 2 ได้จ้างวานให้จำเลยที่ 1 ก่อเหตุคดีนี้ โจทก์หาได้โต้แย้งคำพิพากษาศาลชั้นต้นว่า จำเลยที่ 2 เป็นผู้สนับสนุนไม่ ที่โจทก์ฎีกาข้อเท็จจริงดังกล่าวว่า จำเลยที่ 2 เป็นผู้สนับสนุนจำเลยที่ 1 กระทำความผิดฐานชิงทรัพย์ จึงมิใช่เป็นข้อที่ได้ยกขึ้นว่ากันมาแล้วโดยชอบในศาลอุทธรณ์ภาค 3 ต้องห้ามมิให้ฎีกาตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 249 วรรคหนึ่ง ประกอบประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 15 ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัย ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 3 พิพากษามานั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาของโจทก์และจำเลยที่ 1 ฟังไม่ขึ้น

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.อ. ม. 15
ป.วิ.พ. ม. 249 วรรคหนึ่ง
ป.อ. ม. 87 วรรคแรก ม. 83 ม. 86 ม. 339 วรรคสอง
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการจังหวัดรัตนบุรี
จำเลย — สิบเอกสัญญา ตะสน กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดรัตนบุรี — นายธราพงษ์ ทวีนุช
ศาลอุทธรณ์ภาค 3 — นายวิวัฒน์ สุวัณณะสังข์
ชื่อองค์คณะ
สมยศ เข็มทอง
ภานุวัฒน์ ศุภะพันธุ์
สมศักดิ์ คุณเลิศกิจ
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 15726/2557
#570020
เปิดฉบับเต็ม

โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยฐานบุกรุกตาม ป.อ. มาตรา 362 โดยบรรยายฟ้องในข้อ 1 และข้อ 5 เพียงว่า จำเลยได้บุกรุกเข้าไปในเคหสถานของโจทก์ ไม่ได้กล่าวบรรยายในฟ้องถึงองค์ประกอบความผิดดังกล่าวว่าเป็นการเข้าไปในอสังหาริมทรัพย์ของโจทก์เพื่อถือการครอบครองอสังหาริมทรัพย์นั้นทั้งหมดหรือแต่บางส่วน หรือเข้าไปกระทำการใด ๆ อันเป็นการรบกวนการครอบครองอสังหาริมทรัพย์ของโจทก์โดยปกติสุขมาด้วย แม้จำเลยให้การรับสารภาพ ศาลอุทธรณ์ภาค 8 ก็พิพากษาลงโทษจำเลยตามมาตรา 362 มิได้ เพราะต้องห้ามตาม ป.วิ.อ. มาตรา 192 วรรคหนึ่ง ประกอบมาตรา 215 และ พ.ร.บ.จัดตั้งศาลแขวงและวิธีพิจารณาความอาญาในศาลแขวง พ.ศ.2499 มาตรา 4

สำหรับความผิดฐานทำให้เสียทรัพย์ตาม ป.อ. มาตรา 358 โจทก์บรรยายฟ้องข้อ 1 ว่า เหตุเกิดวันที่ 28 มกราคม 2554 โจทก์มิได้ร้องทุกข์ต่อพนักงานสอบสวนเพราะประสงค์จะดำเนินคดีเอง เมื่อโจทก์ฟ้องคดีนี้วันที่ 28 ตุลาคม 2554 โดยมิได้ร้องทุกข์ในความผิดฐานทำให้เสียทรัพย์ที่เกิดขึ้นในวันที่ 28 มกราคม 2554 จึงฟ้องเกินกว่าสามเดือนนับแต่วันรู้เรื่องความผิดและรู้ตัวผู้กระทำความผิด คดีโจทก์สำหรับความผิดฐานทำให้เสียทรัพย์ตามฟ้องข้อ 1 จึงขาดอายุความตาม ป.อ. มาตรา 96 และข้อเท็จจริงปรากฏตามรายงานกระบวนพิจารณาฉบับลงวันที่ 28 กันยายน 2555 ว่า ศาลชั้นต้นอนุญาตให้โจทก์ถอนฟ้องในความผิดฐานทำร้ายร่างกายแล้ว การที่ศาลอุทธรณ์ภาค 8 วินิจฉัยเกี่ยวกับความผิดฐานดังกล่าวและพิพากษายกฟ้องโจทก์ในความผิดตาม ป.อ. มาตรา 295 จึงเป็นการไม่ชอบ ปัญหาดังกล่าวเป็นข้อกฎหมายที่เกี่ยวกับความสงบเรียบร้อย แม้ไม่มีคู่ความฝ่ายใดฎีกา ศาลฎีกาก็มีอำนาจยกขึ้นวินิจฉัยได้ตาม ป.วิ.อ. มาตรา 195 วรรคสอง ประกอบมาตรา 225 และ พ.ร.บ.จัดตั้งศาลแขวงและวิธีพิจารณาความอาญาในศาลแขวง พ.ศ.2499 มาตรา 4

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องและแก้ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 91, 295, 310 ทวิ, 326, 358, 362, 392, 393

ศาลชั้นต้นไต่สวนมูลฟ้องแล้ว เห็นว่า คดีมีมูล ให้ประทับฟ้อง ต่อมาศาลชั้นต้นมีคำสั่งให้เพิกถอนคำสั่งที่รับฟ้อง (ที่ถูก ประทับฟ้อง) ในข้อหาทำให้ผู้อื่นปราศจากเสรีภาพในร่างกายตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 310 ทวิ และมีคำสั่งไม่รับฟ้อง (ที่ถูก ยกฟ้อง) ในข้อหาดังกล่าว

จำเลยให้การปฏิเสธ แต่ก่อนสืบพยานโจทก์ จำเลยขอถอนคำให้การเดิมและให้การใหม่เป็นรับสารภาพ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 358, 310 ทวิ, 326, 392, 393 การกระทำของจำเลยเป็นความผิดหลายกรรมต่างกัน เรียงกระทงลงโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 ฐานทำให้เสียทรัพย์ ปรับ 1,000 บาท ฐานกระทำโดยประการใดให้ผู้อื่นปราศจากเสรีภาพ จำคุก 1 เดือน และปรับ 2,000 บาท ฐานหมิ่นประมาทและดูหมิ่นซึ่งหน้าเป็นกรรมเดียวเป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบท ลงโทษฐานหมิ่นประมาทซึ่งเป็นกฎหมายบทที่มีโทษหนักที่สุด ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 ปรับ 1,000 บาท ฐานทำให้ผู้อื่นเกิดความกลัวหรือความตกใจโดยการขู่เข็ญ ปรับ 1,000 บาท รวมจำคุก 1 เดือน และปรับ 5,000 บาท จำเลยให้การรับสารภาพเป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้กึ่งหนึ่งตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คงจำคุก 15 วัน และปรับ 2,500 บาท โทษจำคุกให้รอการลงโทษไว้มีกำหนด 2 ปี ไม่ชำระค่าปรับให้จัดการตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 29, 30

โจทก์อุทธรณ์ โดยผู้พิพากษาซึ่งพิจารณาและลงชื่อในคำพิพากษาศาลชั้นต้นอนุญาตให้อุทธรณ์ในปัญหาข้อเท็จจริง

ศาลอุทธรณ์ภาค 8 พิพากษาแก้เป็นว่า จำเลยมีความผิดฐานทำให้เสียทรัพย์ 3 กระทง ความผิดฐานทำให้ผู้อื่นเกิดความกลัวหรือความตกใจโดยการขู่เข็ญ 2 กระทง ยกคำพิพากษาศาลชั้นต้นที่ให้ลงโทษจำเลยฐานกระทำโดยประการใดให้ผู้อื่นปราศจากเสรีภาพตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 310 ทวิ ยกฟ้องโจทก์สำหรับความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 295, 362 คงลงโทษปรับ 1,500 บาท ตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

โจทก์ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ว่า ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 8 ไม่ลงโทษจำเลยตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 362 ชอบหรือไม่ เห็นว่า แม้คำขอท้ายฟ้องระบุอ้างประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 362 ไว้ด้วย แต่ฟ้องโจทก์ข้อ 1 และข้อ 5 บรรยายฟ้องเพียงว่า จำเลยได้บุกรุกเข้าไปในเคหสถานของโจทก์ โดยไม่ได้กล่าวบรรยายในฟ้องถึงองค์ประกอบความผิดดังกล่าวว่าเป็นการเข้าไปในอสังหาริมทรัพย์ของโจทก์เพื่อถือการครอบครองอสังหาริมทรัพย์นั้นทั้งหมดหรือแต่บางส่วน หรือเข้าไปกระทำการใด ๆ อันเป็นการรบกวนการครอบครองอสังหาริมทรัพย์ของโจทก์โดยปกติสุขมาด้วย แม้จำเลยให้การรับสารภาพ ศาลอุทธรณ์ภาค 8 ก็พิพากษาลงโทษจำเลยตามมาตรา 362 มิได้ เพราะต้องห้ามตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 192 วรรคหนึ่ง ประกอบมาตรา 215 และพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลแขวงและวิธีพิจารณาความอาญาในศาลแขวง พ.ศ.2499 มาตรา 4 ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 8 พิพากษามานั้นชอบแล้ว ฎีกาของโจทก์ฟังไม่ขึ้น

อนึ่ง ความผิดฐานทำให้เสียทรัพย์ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 358 เป็นความผิดอันยอมความได้ โจทก์ต้องร้องทุกข์หรือฟ้องภายในสามเดือนนับแต่วันรู้เรื่องความผิดและรู้ตัวผู้กระทำความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 96 คดีนี้โจทก์บรรยายฟ้องข้อ 1 ว่า เมื่อวันที่ 28 มกราคม 2554 เวลากลางวัน จำเลยทำให้ทรัพย์สินของโจทก์เสียหาย และบรรยายฟ้องต่อไปว่า โจทก์มิได้ร้องทุกข์ต่อพนักงานสอบสวนเพราะประสงค์จะดำเนินคดีเอง ประกอบกับข้อเท็จจริงปรากฏตามคำเบิกความของพันตำรวจโทอธิวุฒิ พยานโจทก์ในชั้นไต่สวนมูลฟ้องว่า เมื่อวันที่ 1 กุมภาพันธ์ 2554 โจทก์มาขอแจ้งความลงบันทึกประจำวันเพื่อนำไปดำเนินคดีแก่จำเลย ตามรายงานประจำวันรับแจ้งเป็นหลักฐาน เมื่อโจทก์ฟ้องคดีนี้วันที่ 28 ตุลาคม 2554 โดยมิได้ร้องทุกข์ในความผิดฐานทำให้เสียทรัพย์ที่เกิดขึ้นในวันที่ 28 มกราคม 2554 จึงฟ้องเกินกว่าสามเดือนนับแต่วันรู้เรื่องความผิดและรู้ตัวผู้กระทำความผิดแล้ว คดีโจทก์สำหรับความผิดฐานทำให้เสียทรัพย์ตามฟ้องข้อ 1 จึงขาดอายุความตามบทบัญญัติดังกล่าวข้างต้น และข้อเท็จจริงปรากฏตามรายงานกระบวนพิจารณาฉบับลงวันที่ 28 กันยายน 2555 ศาลชั้นต้นอนุญาตให้โจทก์ถอนฟ้องในความผิดฐานทำร้ายร่างกายแล้ว การที่ศาลอุทธรณ์ภาค 8 วินิจฉัยเกี่ยวกับความผิดฐานดังกล่าวและพิพากษายกฟ้องโจทก์ในความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 295 จึงเป็นการไม่ชอบ ปัญหาดังกล่าวเป็นข้อกฎหมายที่เกี่ยวกับความสงบเรียบร้อย แม้ไม่มีคู่ความฝ่ายใดฎีกา ศาลฎีกาก็มีอำนาจยกขึ้นวินิจฉัยได้ ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 195 วรรคสอง ประกอบมาตรา 225 และพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลแขวงและวิธีพิจารณาความอาญาในศาลแขวง พ.ศ.2499 มาตรา 4

พิพากษาแก้เป็นว่า ให้ยกฟ้องโจทก์สำหรับความผิดฐานทำให้เสียทรัพย์ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 358 ตามฟ้องโจทก์ข้อ 1 ยกคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 8 ที่ยกฟ้องโจทก์ในความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 295 สำหรับโทษและนอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 8
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.อ. ม. 192 วรรคหนึ่ง ม. 195 วรรคสอง ม. 215 ม. 225
ป.อ. ม. 91 ม. 96 ม. 295 ม. 358 ม. 310 ทวิ ม. 326 ม. 392 ม. 393
พ.ร.บ.จัดตั้งศาลแขวงและวิธีพิจารณาความอาญาในศาลแขวง พ.ศ.2499 ม. 4
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นางนฤมล ดำรงค์สินธุ์
จำเลย — นายประเสริฐหรือสายชล เงินสองสี
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลแขวงนครศรีธรรมราช — นางพิลาสลักษณ์ รัตนพันธุ์
ศาลอุทธรณ์ภาค 8 — นายชูดิษฐ์ ตันทวีวงศ์
ชื่อองค์คณะ
นุจรินทร์ จันทร์พรายศรี
สมยศ เข็มทอง
ปกรณ์ มหรรณพ
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 15719/2557
#572101
เปิดฉบับเต็ม

ข้อเท็จจริงที่ว่าจำเลยที่ 3 เป็นบุคคลคนเดียวกับจำเลยในคดีอาญาหมายเลขแดงที่ 767/2548 ของศาลชั้นต้นที่โจทก์ขอให้เพิ่มโทษนั้น เป็นข้อเท็จจริงต่างหากจากข้อเท็จจริงที่โจทก์บรรยายว่าการกระทำของจำเลยที่ 3 เป็นความผิด และเป็นข้อเท็จจริงที่โจทก์มีหน้าที่นำสืบให้ปรากฏ คดีนี้จำเลยที่ 3 ให้การรับสารภาพตามฟ้องโจทก์ ซึ่งเป็นการรับสารภาพว่าจำเลยที่ 3 ได้กระทำความผิดตามฟ้องเท่านั้น มิได้ให้การรับด้วยว่าเป็นบุคคลคนเดียวกับจำเลยในคดีที่โจทก์ขอให้เพิ่มโทษจำเลยที่ 3 จึงยังถือไม่ได้ว่าจำเลยที่ 3 รับในเรื่องการเพิ่มโทษและมิใช่ข้อเท็จจริงที่ศาลรู้เอง แม้โจทก์มีพนักงานสอบสวนเป็นพยานเบิกความว่า พยานได้ส่งลายพิมพ์นิ้วมือของจำเลยที่ 3 ไปตรวจสอบประวัติ ผลการตรวจสอบระบุว่า จำเลยที่ 3 ถูกดำเนินคดีข้อหาปล้นทรัพย์โดยมีอาวุธ โดยใช้ยานพาหนะเพื่อความสะดวกแก่การกระทำผิดหรือพาทรัพย์นั้นไป ตามคดีอาญาหมายเลขแดงที่ 767/2548 ศาลพิพากษาเมื่อวันที่ 16 กันยายน 2548 ว่าจำเลยที่ 3 มีความผิดตาม ป.อ. มาตรา 83, 340 วรรคสอง, 340 ตรี จำคุก 22 ปี 6 เดือน รับลดกึ่งหนึ่ง จำคุก 11 ปี 3 เดือน ก็ตาม แต่พยานปากดังกล่าวมิได้เบิกความว่า คดีอาญาดังกล่าวถึงที่สุดแล้วหรือไม่ เมื่อโจทก์มิได้นำสืบให้ปรากฏข้อเท็จจริงชัดเจนว่าจำเลยที่ 3 เคยต้องคำพิพากษาถึงที่สุดให้ลงโทษจำคุกตามคดีอาญาหมายเลขแดงที่ 767/2548 ของศาลชั้นต้น และคดีดังกล่าวถึงที่สุดแล้ว จำเลยที่ 3 ได้กระทำผิดในคดีนี้ซ้ำในอนุมาตราเดียวกันอีกภายในเวลาสามปีนับแต่วันพ้นโทษ จึงไม่อาจเพิ่มโทษจำเลยที่ 3 ได้

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยทั้งสี่ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83, 91, 92, 93, 340, 340 ตรี, 362, 364, 365, 371 ให้จำเลยทั้งสี่ร่วมกันคืนหรือใช้ราคาทรัพย์ที่ยังไม่ได้คืน 25,000 บาท แก่ผู้เสียหาย เพิ่มโทษจำเลยที่ 1 ที่ 2 และที่ 3 ตามกฎหมายและนับโทษจำคุกจำเลยทั้งสี่ต่อจากโทษจำคุกในคดีอาญาหมายเลขดำที่ 2310/2555 ของศาลชั้นต้น

จำเลยที่ 1 และที่ 2 ให้การปฏิเสธ แต่ก่อนสืบพยาน จำเลยที่ 2 ขอถอนคำให้การเดิมและให้การใหม่เป็นรับสารภาพ และรับว่าเป็นบุคคลคนเดียวกับจำเลยในคดีที่โจทก์ขอให้เพิ่มโทษและนับโทษต่อ

จำเลยที่ 3 และที่ 4 ให้การรับสารภาพ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยที่ 2 ที่ 3 และที่ 4 มีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 340 วรรคสอง, 340 ตรี, 365 (2) (3) ประกอบมาตรา 364, 371, 83 การกระทำของจำเลยที่ 2 ที่ 3 และที่ 4 เป็นกรรมเดียวเป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบท ให้ลงโทษตามมาตรา 340 วรรคสอง 340 ตรี ซึ่งเป็นบทที่มีโทษหนักที่สุด จำคุกคนละ 18 ปี เพิ่มโทษจำเลยที่ 2 และที่ 3 หนึ่งในสามตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 92 เป็นจำคุกจำเลยที่ 2 และที่ 3 คนละ 24 ปี และเพิ่มโทษจำเลยที่ 4 กึ่งหนึ่งตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 93 เป็นจำคุก 27 ปี ปรับคนละ 100 บาท จำเลยที่ 2 ที่ 3 และที่ 4 ให้การรับสารภาพเป็นประโยชน์แก่การพิจารณามีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้คนละกึ่งหนึ่งตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คงจำคุกจำเลยที่ 2 และที่ 3 คนละ 12 ปี จำเลยที่ 4 จำนวน 13 ปี 6 เดือน และปรับคนละ 50 บาท ยกคำขอของโจทก์ที่ขอให้นับโทษต่อ ให้จำเลยที่ 2 ที่ 3 และที่ 4 ร่วมกันคืนทรัพย์ที่ยังไม่ได้คืน หากคืนไม่ได้ให้ใช้ราคาแทนจำนวน 25,000 บาท แก่ผู้เสียหาย ยกฟ้องโจทก์สำหรับจำเลยที่ 1 หากจำเลยที่ 2 ที่ 3 และที่ 4 ไม่ชำระค่าปรับให้จัดการตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 29

โจทก์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 9 พิพากษาแก้เป็นว่า การกระทำของจำเลยที่ 2 ที่ 3 และที่ 4 เป็นความผิดหลายกรรมต่างกัน ให้ลงโทษทุกกรรมเป็นกระทงความผิดไปตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 ความผิดฐานร่วมกันปล้นทรัพย์โดยมีอาวุธและใช้ยานพาหนะกับฐานร่วมกันบุกรุกเคหสถานในเวลากลางคืน เป็นกรรมเดียวเป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบท ให้ลงโทษฐานร่วมกันปล้นทรัพย์โดยมีอาวุธและใช้ยานพาหนะ ซึ่งเป็นบทที่มีโทษหนักที่สุดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 และให้ลงโทษจำเลยที่ 2 ที่ 3 และที่ 4 ความผิดฐานร่วมกันพาอาวุธไปในเมือง หมู่บ้าน หรือทางสาธารณะโดยไม่มีเหตุสมควร ปรับคนละ 100 บาท ยกคำขอให้เพิ่มโทษจำเลยที่ 3 และไม่เพิ่มโทษจำเลยที่ 4 คงลงโทษจำเลยที่ 3 และที่ 4 จำคุกคนละ 18 ปี และปรับคนละ 100 บาท ลดโทษให้คนละกึ่งหนึ่งตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คงจำคุกจำเลยที่ 3 และที่ 4 คนละ 9 ปี และปรับคนละ 50 บาท นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

โจทก์ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ว่า การที่ศาลอุทธรณ์ภาค 9 ไม่เพิ่มโทษจำเลยที่ 3 ชอบหรือไม่ โดยโจทก์ฎีกาว่า โจทก์บรรยายฟ้องเกี่ยวกับคดีของจำเลยที่ 3 ที่ขอให้เพิ่มโทษและมีคำขอท้ายฟ้องระบุประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 93 ไว้อย่างชัดเจน เมื่อจำเลยที่ 3 ให้การรับสารภาพตามฟ้องข้อเท็จจริงที่จำเลยที่ 3 เคยต้องโทษจำคุกมาก่อน จึงรับฟังได้เป็นที่ยุติตามฟ้องโจทก์และคำรับสารภาพของจำเลยที่ 3 โจทก์จึงไม่จำต้องนำพยานหลักฐานสืบถึงข้อเท็จจริงดังกล่าวอีกนั้น เห็นว่า ข้อเท็จจริงที่ว่าจำเลยที่ 3 เป็นบุคคลคนเดียวกับจำเลยในคดีอาญาหมายเลขแดงที่ 767/2548 ของศาลชั้นต้นที่โจทก์ขอให้เพิ่มโทษนั้น เป็นข้อเท็จจริงต่างหากจากข้อเท็จจริงที่โจทก์บรรยายว่าการกระทำของจำเลยที่ 3 เป็นความผิด และเป็นข้อเท็จจริงที่โจทก์มีหน้าที่นำสืบให้ปรากฏ คดีนี้จำเลยที่ 3 ให้การรับสารภาพตามฟ้องโจทก์ ตามคำให้การจำเลยฉบับลงวันที่ 23 พฤศจิกายน 2555 ซึ่งเป็นการรับสารภาพว่าจำเลยที่ 3 ได้กระทำความผิดตามฟ้องเท่านั้น มิได้ให้การรับด้วยว่าเป็นบุคคลคนเดียวกับจำเลยในคดีที่โจทก์ขอให้เพิ่มโทษจำเลยที่ 3 เมื่อจำเลยที่ 3 ไม่ได้ให้การรับในประเด็นดังกล่าว จึงยังถือไม่ได้ว่าจำเลยที่ 3 รับในเรื่องการเพิ่มโทษและมิใช่ข้อเท็จจริงที่ศาลรู้เอง แม้โจทก์มีร้อยตำรวจโทปฐมพงศ์ พนักงานสอบสวนเป็นพยานเบิกความว่า พยานได้ส่งลายพิมพ์นิ้วมือของจำเลยที่ 3 ไปตรวจสอบประวัติ ผลการตรวจสอบประวัติของจำเลยที่ 3 ตามผลการตรวจสอบลายพิมพ์นิ้วมือผู้ต้องหา ซึ่งตามเอกสารดังกล่าว แผ่นที่ 5 ระบุว่า จำเลยที่ 3 ถูกดำเนินคดีข้อหาปล้นทรัพย์โดยมีอาวุธ โดยใช้ยานพาหนะเพื่อความสะดวกแก่การกระทำผิดหรือการพาทรัพย์นั้นไป ตามคดีอาญาหมายเลขแดงที่ 767/2548 ศาลพิพากษาเมื่อวันที่ 16 กันยายน 2548 ว่าจำเลยที่ 3 มีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83, 340 วรรคสอง, 340 ตรี จำคุก 22 ปี 6 เดือน รับลดกึ่งหนึ่ง จำคุก 11 ปี 3 เดือน ก็ตาม แต่พยานปากดังกล่าวก็มิได้เบิกความว่า คดีอาญาดังกล่าว ถึงที่สุดแล้วหรือไม่ เมื่อโจทก์มิได้นำสืบให้ปรากฏข้อเท็จจริงชัดเจนว่าจำเลยที่ 3 เคยต้องคำพิพากษาถึงที่สุดให้ลงโทษจำคุกตามคดีอาญาหมายเลขแดงที่ 767/2548 ของศาลชั้นต้น และคดีดังกล่าวถึงที่สุดแล้ว จำเลยที่ 3 ได้กระทำผิดในคดีนี้ซ้ำในอนุมาตราเดียวกันอีกภายในเวลาสามปีนับแต่วันพ้นโทษ จึงไม่อาจเพิ่มโทษจำเลยที่ 3 ได้ ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 9 ไม่เพิ่มโทษจำเลยที่ 3 นั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาของโจทก์ฟังไม่ขึ้น

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.อ. ม. 176
ป.อ. ม. 93 ม. 340 วรรคสอง ม. 340 ตรี
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการจังหวัดยะลา
จำเลย — นายบิสซอบ เจ๊ะแต กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดยะลา — นายบรรเทิง แต้มแก้ว
ศาลอุทธรณ์ภาค 9 — นายเดชา สร้อยสุวรรณ
ชื่อองค์คณะ
โสฬส สุวรรณเนตร์
อดิเทพ ถิระวัฒน์
ไมตรี สุเทพากุล
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 15718/2557
#572100
เปิดฉบับเต็ม

โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยทั้งสองตาม ป.อ. มาตรา 352 และมาตรา 358 ซึ่งความผิดทั้งสองฐานมีอัตราโทษจำคุกอย่างสูงไม่เกินสามปี หรือปรับไม่เกินหกพันบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ คดีจึงต้องห้ามมิให้อุทธรณ์ในปัญหาข้อเท็จจริง ตาม ป.วิ.อ. มาตรา 193 ทวิ การที่โจทก์ร่วมอุทธรณ์ขอให้ไม่รอการลงโทษจำคุกจำเลยทั้งสองเป็นอุทธรณ์ในปัญหาข้อเท็จจริงจึงต้องห้ามตามบทบัญญัติดังกล่าว เมื่อจำเลยทั้งสองไม่ได้อุทธรณ์โต้เถียงคำพิพากษาศาลชั้นต้นในส่วนอาญา คงอุทธรณ์เฉพาะส่วนแพ่ง ความผิดทั้งสองฐานดังกล่าวจึงยุติไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น ศาลอุทธรณ์ภาค 6 จึงไม่มีอำนาจพิจารณาและพิพากษาคดีส่วนอาญา อันมีผลทำให้ไม่มีคำพิพากษาของศาลอุทธรณ์ภาค 6 เฉพาะในส่วนอาญาให้จำเลยทั้งสองฎีกา ศาลฎีกาไม่จำต้องวินิจฉัยฎีกาของจำเลยทั้งสองที่ขอให้รอการลงโทษต่อไปอีก

อนึ่ง โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยทั้งสองฐานยักยอก และทำให้เสียทรัพย์ตาม ป.อ. มาตรา 352 และมาตรา 358 จำเลยทั้งสองให้การรับสารภาพ โจทก์และจำเลยทั้งสองไม่ติดใจสืบพยาน ปรากฏว่าศาลชั้นต้นฟังข้อเท็จจริงเกี่ยวกับการกระทำผิดของจำเลยทั้งสองว่า จำเลยทั้งสองร่วมกันลักทรัพย์ของโจทก์ร่วม ศาลย่อมลงโทษจำเลยทั้งสองในความผิดฐานลักทรัพย์ตาม ป.อ. มาตรา 334 แต่จะลงโทษจำเลยทั้งสองตามมาตรา 335 (7) วรรคแรก ไม่ได้ เพราะโจทก์มิได้อ้างมาตรานี้มาในฟ้อง ทั้งโทษตามมาตรา 335 (7) วรรคแรก ก็หนักกว่าโทษตามมาตรา 352 และมาตรา 358 ที่โจทก์ฟ้อง ปัญหานี้เป็นปัญหาข้อกฎหมายที่เกี่ยวกับความสงบเรียบร้อย ศาลฎีกามีอำนาจยกขึ้นวินิจฉัยและแก้ไขให้ถูกต้องได้ตาม ป.วิ.อ. มาตรา 195 วรรคสอง ประกอบมาตรา 225

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยทั้งสองตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83, 91, 352, 358 และให้จำเลยทั้งสองร่วมกันคืนหรือใช้ราคาทรัพย์ 1,000,000 บาท แก่ผู้เสียหาย

จำเลยทั้งสองให้การปฏิเสธ แต่ก่อนสืบพยาน จำเลยทั้งสองขอถอนคำให้การเดิมและให้การใหม่เป็นรับสารภาพ

ระหว่างพิจารณาวัดศรีธงชัย ผู้เสียหายยื่นคำร้องขอเข้าร่วมเป็นโจทก์ ศาลชั้นต้นอนุญาต

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยทั้งสองมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 335 (7) (ที่ถูก มาตรา 335 (7) วรรคแรก), 358 ประกอบมาตรา 83 การกระทำของจำเลยทั้งสองเป็นกรรมเดียวเป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบท ให้ลงโทษฐานร่วมกันลักทรัพย์ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 335 (7) (ที่ถูก มาตรา 335 (7) วรรคแรก) อันเป็นกฎหมายบทที่มีโทษหนักที่สุดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 จำคุกคนละ 1 ปี และปรับคนละ 6,000 บาท จำเลยทั้งสองให้การรับสารภาพเป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้กึ่งหนึ่งตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คงจำคุกคนละ 6 เดือน และปรับคนละ 3,000 บาท โทษจำคุกให้รอการลงโทษไว้มีกำหนด 2 ปี ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 56 และให้คุมความประพฤติจำเลยทั้งสอง โดยให้ไปรายงานตัวต่อพนักงานคุมประพฤติ 4 ครั้ง ภายในระยะเวลา 1 ปี หากจำเลยทั้งสองไม่ชำระค่าปรับให้จัดการตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 29, 30 ให้จำเลยทั้งสองร่วมกันคืนไม้ที่ร่วมกันรื้อถอนจากอาคารของโจทก์ร่วม หากคืนไม่ได้ให้ใช้ราคาเป็นเงิน 300,000 บาท

โจทก์ร่วมและจำเลยทั้งสองอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 6 พิพากษาแก้เป็นว่า ให้นำโทษจำคุก 2 ปี ของจำเลยที่ 2 ที่รอการลงโทษไว้ในคดีอาญาหมายเลขแดงที่ 74/2554 ของศาลชั้นต้น บวกเข้ากับโทษจำคุกของจำเลยที่ 2 ในคดีนี้ รวมลงโทษจำคุกจำเลยที่ 2 มีกำหนด 2 ปี 6 เดือน ไม่ปรับ ไม่รอการลงโทษ และไม่คุมความประพฤติจำเลยทั้งสอง นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

จำเลยทั้งสองฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ที่จำเลยทั้งสองฎีกาว่า อุทธรณ์ของโจทก์ร่วมต้องห้ามตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 193 ทวิ ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 6 รับวินิจฉัยอุทธรณ์ของโจทก์ร่วมจึงไม่ชอบนั้น เห็นว่า โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยทั้งสองตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 352 และ มาตรา 358 ซึ่งความผิดทั้งสองฐานมีอัตราโทษจำคุกอย่างสูงไม่เกินสามปี หรือปรับไม่เกินหกพันบาทหรือทั้งจำทั้งปรับ คดีจึงต้องห้ามมิให้อุทธรณ์ในปัญหาข้อเท็จจริง ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 193 ทวิ การที่โจทก์ร่วมอุทธรณ์ขอให้ไม่รอการลงโทษจำคุกจำเลยทั้งสอง เป็นอุทธรณ์ในปัญหาข้อเท็จจริงจึงต้องห้ามตามบทบัญญัติดังกล่าว เมื่อจำเลยทั้งสองไม่ได้อุทธรณ์โต้เถียงคำพิพากษาศาลชั้นต้นในส่วนอาญา คงอุทธรณ์เฉพาะส่วนแพ่ง ความผิดทั้งสองฐานดังกล่าวจึงยุติไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น ศาลอุทธรณ์ภาค 6 จึงไม่มีอำนาจในการพิจารณาและพิพากษาคดีส่วนอาญา อันมีผลทำให้ไม่มีคำพิพากษาของศาลอุทธรณ์ภาค 6 เฉพาะในส่วนอาญาให้จำเลยทั้งสองฎีกา ศาลฎีกาไม่จำต้องวินิจฉัยฎีกาของจำเลยทั้งสองที่ขอให้รอการลงโทษอีกต่อไป

อนึ่ง โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยทั้งสองฐานยักยอก และทำให้เสียทรัพย์ ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 352 และ มาตรา 358 จำเลยทั้งสองให้การรับสารภาพ โจทก์และจำเลยทั้งสองไม่ติดใจสืบพยาน ปรากฏว่าศาลชั้นต้นฟังข้อเท็จจริงเกี่ยวกับการกระทำผิดของจำเลยทั้งสองว่า จำเลยทั้งสองร่วมกันลักทรัพย์ของโจทก์ร่วม ศาลย่อมลงโทษจำเลยทั้งสองในความผิดฐานลักทรัพย์ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 334 แต่จะลงโทษจำเลยทั้งสองตาม มาตรา 335 (7) วรรคแรก ไม่ได้ เพราะโจทก์มิได้อ้างมาตรานี้มาในฟ้อง ทั้งโทษตามมาตรา 335 (7) วรรคแรก ก็หนักกว่าโทษตามมาตรา 352 และมาตรา 358 ที่โจทก์ฟ้อง ปัญหานี้เป็นปัญหาข้อกฎหมายที่เกี่ยวกับความสงบเรียบร้อย ศาลฎีกามีอำนาจยกขึ้นวินิจฉัยและแก้ไขให้ถูกต้องได้ ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 195 วรรคสอง ประกอบมาตรา 225

พิพากษาแก้เป็นว่า จำเลยทั้งสองมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 334 ประกอบมาตรา 83 โทษให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น และให้ยกคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 6 เฉพาะส่วนอาญา นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 6
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.อ. ม. 193 ทวิ ม. 195 วรรคสอง ม. 225
ป.อ. ม. 334 ม. 335 ม. 352 ม. 358
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการจังหวัดเพชรบูรณ์
โจทก์ร่วม — วัดศรีธงชัย
จำเลย — นางปาริชาติ ยอดปาน กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดเพชรบูรณ์ — นายกุณฑล ศุขถุงทอง
ศาลอุทธรณ์ภาค 6 — นางสาวอรพิน พรแสงจันทร์
ชื่อองค์คณะ
ชำนาญ รวิวรรณพงษ์
วาส ลักษณ์เลิศกุล
พิชัย นิลทองคำ
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 15717/2557
#573492
เปิดฉบับเต็ม

ความผิดฐานทำซ้ำหรือดัดแปลง เผยแพร่ต่อสาธารณชนซึ่งงานอันมีลิขสิทธิ์โดยไม่ได้รับอนุญาตเพื่อการค้า และฐานให้เช่า เสนอให้เช่า งานที่ได้ทำขึ้นโดยละเมิดลิขสิทธิ์ของผู้อื่นเพื่อหากำไรและเพื่อการค้าตาม พ.ร.บ.ลิขสิทธิ์ พ.ศ.2537 มาตรา 27, 28, 31, 69 และ 70 ซึ่งมีองค์ประกอบความผิดในส่วนของการกระทำคือ มีการทำซ้ำหรือดัดแปลง เผยแพร่ต่อสาธารณชนซึ่งงานอันมีลิขสิทธิ์โดยไม่ได้รับอนุญาตเพื่อการค้า และการให้เช่า เสนอให้เช่า เผยแพร่ต่อสาธารณชน หรือแจกจ่ายในลักษณะที่อาจก่อให้เกิดความเสียหายแก่เจ้าของลิขสิทธิ์โดยรู้อยู่แล้วหรือมีเหตุอันควรรู้ว่างานใดได้ทำขึ้นโดยละเมิดลิขสิทธิ์ของผู้อื่น และได้กระทำแก่งานนั้นเพื่อหากำไรและเพื่อการค้า ซึ่งงานอันมีลิขสิทธิ์ของผู้อื่นนั้นต้องเป็นงานสร้างสรรค์ที่กฎหมายลิขสิทธิ์ให้ความคุ้มครอง กล่าวคือ ต้องเป็นงานที่กฎหมายลิขสิทธิ์รับรองว่าเป็นงานอันมีลิขสิทธิ์ ตามมาตรา 6 และมาตรา 7 แห่ง พ.ร.บ.ลิขสิทธิ์ พ.ศ.2537 และการได้มาซึ่งลิขสิทธิ์ต้องเป็นไปตามวิธีการที่กฎหมายกำหนด เช่น ได้มาโดยการสร้างสรรค์งานเองตามมาตรา 6 หรือได้มาโดยการรับโอนลิขสิทธิ์ตามมาตรา 17 ทั้งยังต้องเป็นไปตามเงื่อนไขของการได้มาที่กฎหมายกำหนดในมาตรา 8 นอกจากนี้ งานอันมีลิขสิทธิ์นั้นต้องอยู่ในอายุแห่งการคุ้มครองลิขสิทธิ์ตามกฎหมายเพราะลิขสิทธิ์เป็นสิทธิที่มีจำกัดเวลาให้ได้รับความคุ้มครองอยู่ภายในช่วงเวลาหนึ่งเท่านั้น หลังจากพ้นกำหนดอายุการคุ้มครองแล้ว งานอันมีลิขสิทธิ์จะตกเป็นสมบัติสาธารณะที่สาธารณชนสามารถใช้ประโยชน์จากงานนั้นได้ ฉะนั้นหลักเกณฑ์หรือองค์ประกอบของงานสร้างสรรค์ที่จะเป็นงานอันมีลิขสิทธิ์ดังกล่าวจึงเป็นองค์ประกอบความผิดฐานละเมิดลิขสิทธิ์ที่เป็นสาระสำคัญ

โจทก์บรรยายฟ้องว่าผู้สร้างสรรค์เป็นบุคคลธรรมดา การที่จะรู้ว่างานสร้างสรรค์ใดยังอยู่ในอายุแห่งการคุ้มครองลิขสิทธิ์อยู่หรือไม่ ก็ย่อมต้องรู้ว่าผู้สร้างสรรค์ยังมีชีวิตอยู่หรือไม่หรืองานสร้างสรรค์นั้นมีการโฆษณางานครั้งแรกเมื่อใด เนื่องจากมาตรา 19 วรรคหนึ่ง บัญญัติว่า ภายใต้บังคับมาตรา 21 และมาตรา 22 ลิขสิทธิ์ตามพระราชบัญญัตินี้ให้มีอยู่ตลอดอายุของผู้สร้างสรรค์ และมีอยู่ต่อไปอีกเป็นเวลาห้าสิบปีนับแต่ผู้สร้างสรรค์ถึงแก่ความตาย และมาตรา 19 วรรคสาม บัญญัติว่า ถ้าผู้สร้างสรรค์... ถึงแก่ความตายก่อนที่ได้มีการโฆษณางานนั้น ให้ลิขสิทธิ์ดังกล่าวมีอายุห้าสิบปีนับแต่ได้มีการโฆษณาเป็นครั้งแรก ดังนั้นการบรรยายในคำฟ้องว่างานที่บุคคลธรรมดาเป็นผู้สร้างสรรค์ ผู้สร้างสรรค์ยังมีชีวิตอยู่หรือไม่หรือถึงแก่ความตายเมื่อใด หรือมีการโฆษณางานครั้งแรกเมื่อใด จึงเป็นส่วนสาระสำคัญ มิใช่เป็นเพียงรายละเอียดเล็กน้อย และไม่อาจจะนำเอาข้อสันนิษฐานต่าง ๆ หรืออนุมานเอาเอง เมื่อคำฟ้องของโจทก์ไม่ได้บรรยายให้ปรากฏว่าผู้สร้างสรรค์ยังมีชีวิตอยู่หรือไม่ หรือผู้สร้างสรรค์ถึงแก่ความตายเมื่อใด หรือบรรยายให้ปรากฏถึงวันเวลาที่ได้มีการโฆษณางานดังกล่าวเป็นครั้งแรกไว้อย่างชัดแจ้ง จึงย่อมเป็นคำฟ้องที่ขาดองค์ประกอบความผิด อันเป็นคำฟ้องที่ไม่ชอบด้วย พ.ร.บ.จัดตั้งศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศและวิธีพิจารณาคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศ พ.ศ.2539 มาตรา 26 ประกอบ ป.วิ.อ. มาตรา 158 (5)

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยทั้งสามตามพระราชบัญญัติลิขสิทธิ์ พ.ศ.2537 มาตรา 4, 6, 15, 17, 27, 28, 31, 69, 70, 74, 76 ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83 จ่ายค่าปรับที่จำเลยทั้งสามต้องชำระตามคำพิพากษากึ่งหนึ่งให้แก่โจทก์

ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางมีคำสั่งให้นัดไต่สวนมูลฟ้องเฉพาะจำเลยที่ 1 ส่วนจำเลยที่ 2 และที่ 3 ไม่รับฟ้อง

ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางมีคำสั่งให้งดไต่สวนมูลฟ้อง และเห็นว่าคดีไม่มีมูล พิพากษายกฟ้อง

โจทก์อุทธรณ์ต่อศาลฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศวินิจฉัยว่า คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของโจทก์ว่าฟ้องของโจทก์ขาดองค์ประกอบความผิดหรือไม่ เห็นว่า ตามพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศและวิธีพิจารณาคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศ พ.ศ.2539 มาตรา 26 ประกอบประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 158 (5) บัญญัติว่า ฟ้องต้องมีการกระทำทั้งหลายที่อ้างว่าจำเลยได้กระทำผิด โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยที่ 1 ในความผิดฐานทำซ้ำหรือดัดแปลง เผยแพร่ต่อสาธารณชนซึ่งงานอันมีลิขสิทธิ์โดยไม่ได้รับอนุญาตเพื่อการค้า และฐานให้เช่า เสนอให้เช่างานที่ได้ทำขึ้นโดยละเมิดลิขสิทธิ์ของผู้อื่นเพื่อหากำไรและเพื่อการค้า ตามพระราชบัญญัติลิขสิทธิ์ พ.ศ.2537 มาตรา 27, 28, 31, 69 และ 70 ซึ่งมีองค์ประกอบความผิดในส่วนของการกระทำคือ มีการทำซ้ำหรือดัดแปลง เผยแพร่ต่อสาธารณชนซึ่งงานอันมีลิขสิทธิ์โดยไม่ได้รับอนุญาตเพื่อการค้า และการให้เช่า เสนอให้เช่า เผยแพร่ต่อสาธารณชนหรือแจกจ่ายในลักษณะที่อาจก่อให้เกิดความเสียหายแก่เจ้าของลิขสิทธิ์โดยรู้อยู่แล้วหรือมีเหตุอันควรรู้ว่างานใดได้ทำขึ้นโดยละเมิดลิขสิทธิ์ของผู้อื่น และได้กระทำแก่งานนั้นเพื่อหากำไรและเพื่อการค้า ซึ่งงานอันมีลิขสิทธิ์ของผู้อื่นต้องเป็นงานสร้างสรรค์ที่กฎหมายลิขสิทธิ์ให้ความคุ้มครอง กล่าวคือ ต้องเป็นงานที่กฎหมายลิขสิทธิ์รับรองว่าเป็นงานอันมีลิขสิทธิ์ ทั้งนี้ตามมาตรา 6 และมาตรา 7 แห่งพระราชบัญญัติลิขสิทธิ์ พ.ศ.2537 และการได้มาซึ่งลิขสิทธิ์ต้องเป็นไปตามวิธีการที่กฎหมายกำหนด เช่น ได้มาโดยการสร้างสรรค์งานเองตามมาตรา 6 หรือได้มาโดยการรับโอนลิขสิทธิ์ตามมาตรา 17 ทั้งยังต้องเป็นไปตามเงื่อนไขของการได้มาที่กฎหมายกำหนดในมาตรา 8 นอกจากนี้ งานอันมีลิขสิทธิ์นั้นต้องอยู่ในอายุแห่งการคุ้มครองลิขสิทธิ์ตามกฎหมายเพราะลิขสิทธิ์เป็นสิทธิที่มีจำกัดเวลาให้ได้รับความคุ้มครองอยู่ภายในช่วงเวลาหนึ่งเท่านั้น หลังจากพ้นกำหนดอายุการคุ้มครองแล้ว งานอันมีลิขสิทธิ์จะตกเป็นสมบัติสาธารณะที่สาธารณชนสามารถใช้ประโยชน์จากงานนั้นได้ ฉะนั้นหลักเกณฑ์หรือองค์ประกอบของงานสร้างสรรค์ที่จะเป็นงานอันมีลิขสิทธิ์ดังกล่าวมาจึงเป็นองค์ประกอบความผิดฐานละเมิดลิขสิทธิ์ที่เป็นสาระสำคัญ ในส่วนขององค์ประกอบความผิดที่ว่างานอันมีลิขสิทธิ์ต้องอยู่ในอายุแห่งการคุ้มครองลิขสิทธิ์ตามกฎหมายนั้น โจทก์บรรยายฟ้องว่าผู้สร้างสรรค์เป็นบุคคลธรรมดา การที่จะรู้ว่างานสร้างสรรค์ใดยังอยู่ในอายุแห่งการคุ้มครองลิขสิทธิ์อยู่หรือไม่ ก็ย่อมต้องรู้ว่าผู้สร้างสรรค์ยังมีชีวิตอยู่หรือไม่หรืองานสร้างสรรค์นั้นมีการโฆษณางานครั้งแรกเมื่อใด เนื่องจากมาตรา 19 วรรคหนึ่ง บัญญัติว่า ภายใต้บังคับมาตรา 21 และมาตรา 22 ลิขสิทธิ์ตามพระราชบัญญัตินี้ให้มีอยู่ตลอดอายุของ ผู้สร้างสรรค์ และมีอยู่ต่อไปอีกเป็นเวลาห้าสิบปีนับแต่ผู้สร้างสรรค์ถึงแก่ความตายและมาตรา 19 วรรคสาม บัญญัติว่า ถ้าผู้สร้างสรรค์...ถึงแก่ความตายก่อนที่ได้มีการโฆษณางานนั้น ให้ลิขสิทธิ์ดังกล่าวมีอายุห้าสิบปีนับแต่ได้มีการโฆษณาเป็นครั้งแรก ดังนั้นการบรรยายในคำฟ้องว่างานที่บุคคลธรรมดาเป็นผู้สร้างสรรค์ ผู้สร้างสรรค์ยังมีชีวิตอยู่หรือไม่หรือถึงแก่ความตายเมื่อใด หรือมีการโฆษณางานครั้งแรกเมื่อใด จึงเป็นส่วนสาระสำคัญ มิใช่รายละเอียดเล็กน้อย และไม่อาจจะนำเอาข้อสันนิษฐานต่าง ๆ หรืออนุมานเอาเองดังที่โจทก์อ้างในอุทธรณ์แต่อย่างใด เมื่อคำฟ้องของโจทก์ไม่ได้บรรยายให้ปรากฏว่าผู้สร้างสรรค์ยังมีชีวิตอยู่หรือไม่ หรือผู้สร้างสรรค์ถึงแก่ความตายเมื่อใด หรือบรรยายให้ปรากฏถึงวันเวลาที่ได้มีการโฆษณางานดังกล่าวเป็นครั้งแรกไว้อย่างชัดแจ้ง จึงย่อมเป็นคำฟ้องที่ขาดองค์ประกอบความผิด อันเป็นคำฟ้องที่ไม่ชอบด้วยพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศและวิธีพิจารณาคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศ พ.ศ.2539 มาตรา 26 ประกอบประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 158 (5) ที่ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางพิพากษายกฟ้องเพราะเหตุว่าฟ้องของโจทก์ขาดองค์ประกอบความผิดเนื่องจากไม่บรรยายว่ามีการสร้างสรรค์งานหรือมีการโฆษณางานเมื่อใด จึงชอบแล้ว อุทธรณ์ของโจทก์ฟังไม่ขึ้น

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.อ. ม. 158 (5)
พ.ร.บ.ลิขสิทธิ์ พ.ศ.2537 ม. 19
พ.ร.บ.จัดตั้งศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศและวิธีพิจารณาคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศ พ.ศ.2539 ม. 26
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — บริษัทเสียงสยามแผ่นเสียง - เทป จำกัด
จำเลย — บริษัทเอส.ดี.พัฒนา จำกัด กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลาง — นายสุธี ปิ่นนิกร
ชื่อองค์คณะ
ธัชพันธ์ ประพุทธนิติสาร
นวลน้อย ผลทวี
ปริญญา ดีผดุง
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา