คำพิพากษา คำสั่งคำร้องและคำวินิจฉัยศาลฎีกา

ทั้งหมด 133,243 รายการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 14585/2557
#575210
เปิดฉบับเต็ม

พ.ร.บ.สิทธิบัตร พ.ศ.2522 มาตรา 65 ฉ วรรคหนึ่ง กำหนดสิทธิของผู้มีส่วนได้เสียที่จะขอให้พนักงานเจ้าหน้าที่และอธิบดีตรวจสอบและมีคำสั่งเกี่ยวกับเงื่อนไขการออกอนุสิทธิบัตรว่ามีลักษณะตามมาตรา 65 ทวิ หรือไม่ ภายในหนึ่งปีนับจากวันประกาศโฆษณาการจดทะเบียนการประดิษฐ์และออกอนุสิทธิบัตร แต่มาตรา 65 นว วรรคหนึ่ง ก็บัญญัติว่า "อนุสิทธิบัตรใดได้ออกไปโดยไม่ชอบด้วยมาตรา 65 ทวิ มาตรา 65 ทศ ประกอบด้วยมาตรา 9 มาตรา 10 มาตรา 11 หรือมาตรา 14 ให้ถือว่าอนุสิทธิบัตรนั้นไม่สมบูรณ์" และวรรคสองบัญญัติว่า "ความไม่สมบูรณ์ตามวรรคหนึ่งบุคคลใดจะกล่าวอ้างขึ้นก็ได้ หรือบุคคลผู้มีส่วนได้เสียหรือพนักงานอัยการจะฟ้องต่อศาลขอให้เพิกถอนอนุสิทธิบัตรนั้นก็ได้" การฟ้องคดีนี้โจทก์ทั้งสิบเอ็ดกล่าวอ้างว่าอนุสิทธิบัตรของจำเลยเป็นอนุสิทธิบัตรที่ไม่สมบูรณ์จึงเป็นการใช้สิทธิตามมาตรา 65 นว ไม่ใช่การใช้สิทธิตามมาตรา 65 ฉ โจทก์ทั้งสิบเอ็ดจึงมีอำนาจฟ้อง

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ทั้งสิบเอ็ดฟ้องขอให้เพิกถอนอนุสิทธิบัตรเลขที่ 4333 ของจำเลย

จำเลยให้การขอให้ยกฟ้อง

ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางพิพากษาให้เพิกถอนอนุสิทธิบัตรเลขที่ 4333 คำขอเลขที่ 0603001106 ชื่อที่แสดงถึงการประดิษฐ์ "ถังใส่อาหารสำหรับเลี้ยงสุกร" ของจำเลย ให้จำเลยใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ (ที่ถูก โจทก์ทั้งสิบเอ็ด) โดยกำหนดค่าทนายความ 10,000 บาท

จำเลยอุทธรณ์ต่อศาลฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศวินิจฉัยว่า มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามที่จำเลยอุทธรณ์ข้อแรกว่า โจทก์ทั้งสิบเอ็ดมีอำนาจฟ้องหรือไม่ เห็นว่า มาตรา 65 ฉ วรรคหนึ่ง บัญญัติว่า "ภายในหนึ่งปีนับจากวันประกาศโฆษณาการจดทะเบียนการประดิษฐ์และออกอนุสิทธิบัตร บุคคลผู้มีส่วนได้เสียอาจขอให้ตรวจสอบว่าการประดิษฐ์ที่ได้รับอนุสิทธิบัตรมีลักษณะตามที่กำหนดในมาตรา 65 ทวิ หรือไม่ก็ได้" บทบัญญัติดังกล่าวกำหนดสิทธิของผู้มีส่วนได้เสียที่จะขอให้พนักงานเจ้าหน้าที่และอธิบดีตรวจสอบและมีคำสั่งเกี่ยวกับเงื่อนไขการออกอนุสิทธิบัตรว่ามีลักษณะตามมาตรา 65 ทวิ หรือไม่ ภายในหนึ่งปีนับจากวันประกาศโฆษณาการจดทะเบียนการประดิษฐ์และออกอนุสิทธิบัตร แต่มาตรา 65 นว วรรคหนึ่ง ก็บัญญัติว่า "อนุสิทธิบัตรใดได้ออกไปโดยไม่ชอบด้วยมาตรา 65 ทวิ มาตรา 65 ทศ ประกอบด้วยมาตรา 9 มาตรา 10 มาตรา 11 หรือมาตรา 14 ให้ถือว่าอนุสิทธิบัตรนั้นไม่สมบูรณ์" และวรรคสองบัญญัติว่า"ความไม่สมบูรณ์ตามวรรคหนึ่งบุคคลใดจะกล่าวอ้างขึ้นก็ได้ หรือบุคคลผู้มีส่วนได้เสียหรือพนักงานอัยการจะฟ้องต่อศาลขอให้เพิกถอนอนุสิทธิบัตรนั้นก็ได้" การฟ้องคดีนี้โจทก์ทั้งสิบเอ็ดกล่าวอ้างว่าอนุสิทธิบัตรของจำเลยเป็นอนุสิทธิบัตรที่ไม่สมบูรณ์จึงเป็นการใช้สิทธิตามมาตรา 65 นว ไม่ใช่การใช้สิทธิตามมาตรา 65 ฉ โจทก์ทั้งสิบเอ็ดจึงมีอำนาจฟ้อง อุทธรณ์ข้อนี้ของจำเลยฟังไม่ขึ้น

พิพากษายืน ให้จำเลยใช้ค่าทนายความชั้นอุทธรณ์แทนโจทก์ทั้งสิบเอ็ด 5,000 บาท
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.สิทธิบัตร พ.ศ.2522 ม. 65 ทวิ ม. 65 ฉ ม. 65 นว
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นายสุวิทย์ มหาวงศ์ กับพวก
จำเลย — นางนงนุช แซ่กั่ว หรือบุญมาติด
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลาง — นางพรหมพร มูลศาสตร์ จารุวาที
ชื่อองค์คณะ
ไมตรี ศรีอรุณ
นวลน้อย ผลทวี
ประพาฬ อนมาน
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 14583/2557
#580831
เปิดฉบับเต็ม

เครื่องหมายการค้า ที่โจทก์ขอจดทะเบียนนั้นเป็นคำที่ใช้ประกอบกัน โดยในส่วนคำว่า COKE และ โค้ก มีลักษณะบ่งเฉพาะที่โจทก์ใช้มานานจนเป็นที่รู้จักแพร่หลายอยู่แล้ว ส่วนคำว่า ZERO แม้จะมีความหมายว่า ศูนย์ หรือไม่มีค่า และคำว่า ซีโร่ เป็นคำที่เลียนมาจากคำว่า ZERO ดังกล่าวทำให้มีความหมายเช่นเดียวกันก็ตาม แต่เมื่อนำคำว่า ZERO และ ซีโร่ มาใช้ประกอบคำว่า COKE และ โค้ก ลักษณะการใช้และความหมายคำดังกล่าวยังไม่ถึงกับทำให้มีความหมายโดยตรงว่าเป็นเครื่องดื่มปราศจากน้ำตาล ส่วนการที่โจทก์อาจโฆษณาว่าผลิตภัณฑ์ที่โจทก์ใช้เครื่องหมายการค้านี้ไม่มีส่วนผสมน้ำตาล ก็เป็นเพียงการโฆษณาสื่อสารให้ผู้บริโภคทราบถึงลักษณะของสินค้าเครื่องดื่มของโจทก์ต่างหากจากความหมายของคำดังกล่าว คำว่า ZERO และ ซีโร่ เป็นเพียงคำหรือถ้อยคำที่อาจเล็งถึงลักษณะหรือคุณสมบัติของสินค้าก็ด้วยการเทียบเคียงและโฆษณาประกอบ ไม่ถึงขนาดเป็นคำที่เล็งถึงลักษณะหรือคุณสมบัติของสินค้าจำพวก 32 ที่โจทก์ขอจดทะเบียนไว้โดยตรง จึงมีลักษณะบ่งเฉพาะตาม พ.ร.บ.เครื่องหมายการค้า พ.ศ.2534 มาตรา 6 (1) ประกอบมาตรา 7 วรรคสอง (2) และไม่จำต้องให้โจทก์แสดงการปฏิเสธไม่ขอถือคำว่า ZERO และ ซีโร่ เป็นสิทธิของตนแต่ผู้เดียวหรือปฏิเสธอย่างอื่นตามมาตรา 17 (1) และ (2) เพราะนอกจากเครื่องหมายของโจทก์มีลักษณะบ่งเฉพาะทุกส่วนแล้ว คำว่า ZERO และ ซีโร่ ดังกล่าวนี้ บุคคลอื่นก็อาจนำไปใช้หรือประกอบคำอื่นในเครื่องหมายการค้าของตนเพื่อขอจดทะเบียนเครื่องหมายการค้าได้ตราบเท่าที่ไม่เหมือนหรือคล้ายกับเครื่องหมายการค้าของโจทก์ดังกล่าวจนอาจทำให้สาธารณชนสับสนหลงผิดในความเป็นเจ้าของหรือแหล่งกำเนิดของสินค้าหรือเป็นเครื่องหมายการค้าที่ไม่พึงรับจดทะเบียนได้ตาม พ.ร.บ.เครื่องหมายการค้า พ.ศ.2534 มาตรา 6 ประการอื่น

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้อง ขอให้พิพากษาเพิกถอนคำสั่งของนายทะเบียนเครื่องหมายการค้าและคำวินิจฉัยอุทธรณ์ของคณะกรรมการเครื่องหมายการค้า กับมีคำสั่งให้นายทะเบียนเครื่องหมายการค้ารับจดทะเบียนเครื่องหมายการค้าคำขอเลขที่ 697611 ของโจทก์

จำเลยให้การ ขอให้ยกฟ้อง

ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางพิพากษายกฟ้อง ค่าฤชาธรรมเนียมให้เป็นพับ

โจทก์อุทธรณ์ต่อศาลฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศวินิจฉัยว่า มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของโจทก์ว่า เครื่องหมายการค้า ที่โจทก์ขอจดทะเบียนเป็นเครื่องหมายการค้าที่มีลักษณะบ่งเฉพาะอันพึงรับจดทะเบียนได้หรือไม่ เห็นว่า เครื่องหมายการค้าคำว่า ที่โจทก์ขอจดทะเบียนนั้นเป็นคำที่ใช้ประกอบกัน โดยในส่วนของคำว่า COKE และ โค้ก มีลักษณะบ่งเฉพาะที่โจทก์ใช้มานานจนเป็นที่รู้จักกันแพร่หลายอยู่แล้ว ส่วนคำว่า ZERO แม้จะมีความหมายว่า ศูนย์ หรือไม่มีค่า และคำว่า ซีโร่ เป็นคำเลียนมาจากคำว่า ZERO ดังกล่าวทำให้เข้าใจว่ามีความหมายเช่นเดียวกันก็ตาม แต่เมื่อนำคำว่า ZERO และ ซีโร่ มาใช้ประกอบคำว่า COKE และ โค้ก ก็เพียงพอจะทำให้สาธารณชนทั่วไปเข้าใจเป็นทำนองว่าเครื่องดื่มของโจทก์มีส่วนผสมอย่างใดอย่างหนึ่งน้อยหรือไม่มีเลย โดยส่วนผสมดังกล่าวไม่แน่ว่าจะต้องเป็นน้ำตาลเสมอไป เนื่องจากไม่มีคำว่าน้ำตาลเพื่อให้เข้าใจได้ว่าเป็นเครื่องดื่มที่ไม่มีน้ำตาลโดยเฉพาะเจาะจง โดยลักษณะการใช้และความหมายของคำดังกล่าวยังไม่ถึงกับทำให้มีความหมายโดยตรงว่าเป็นเครื่องดื่มปราศจากน้ำตาล ส่วนการที่โจทก์อาจโฆษณาว่าผลิตภัณฑ์ที่โจทก์ใช้เครื่องหมายการค้านี้ไม่มีส่วนผสมน้ำตาล ก็เป็นเพียงการโฆษณาสื่อสารให้ผู้บริโภคทราบถึงคุณลักษณะของสินค้าเครื่องดื่มของโจทก์อันเป็นการทำให้ผู้บริโภคทราบคุณลักษณะสินค้าโดยการโฆษณาต่างหากจากความหมายของคำว่า ZERO หรือ ซีโร่ ซึ่งตามลำพังความหมายของคำดังกล่าวไม่ทำให้เข้าใจโดยตรงดังเช่นการโฆษณา ดังนี้คำว่า ZERO หรือ ซีโร่ ที่โจทก์ใช้ในเครื่องหมายการค้าของโจทก์และนำมาขอจดทะเบียนนี้ แม้เป็นคำที่อาจทำให้มีคน คาดเดาได้ว่าสินค้าของโจทก์ไม่มีส่วนผสมบางอย่างก็ตาม แต่ก็ไม่แน่ชัดหรือเจาะจงว่าต้องเป็นกรณีไม่มีส่วนผสมของน้ำตาลโดยเฉพาะ และจะเข้าใจเช่นนั้นก็โดยอาศัยการโฆษณาต่างหาก จึงเป็นเพียงคำหรือถ้อยคำที่อาจเล็งถึงลักษณะหรือคุณสมบัติของสินค้าก็ด้วยการเทียบเคียงและโฆษณาประกอบ ไม่ถึงขนาดเป็นคำที่เล็งถึงลักษณะหรือคุณสมบัติของสินค้าที่โจทก์ขอจดทะเบียนไว้โดยตรง และพระราชบัญญัติเครื่องหมายการค้า พ.ศ.2534 มาตรา 7 วรรคสอง (2) บัญญัติถึงคำหรือข้อความที่มีลักษณะบ่งเฉพาะต้องไม่ได้เล็งถึงลักษณะหรือคุณสมบัติของสินค้านั้นโดยตรง เมื่อคำว่า COKE ZERO หรือ โค้กซีโร่ ในเครื่องหมายการค้าของโจทก์นี้ไม่ใช่คำหรือข้อความที่เล็งถึงลักษณะและคุณสมบัติของสินค้าที่โจทก์ขอจดทะเบียนโดยตรงดังกล่าวมาข้างต้น จึงมีลักษณะบ่งเฉพาะที่นายทะเบียนพึงรับจดทะเบียนได้ตามมาตรา 6 (1) ประกอบมาตรา 7 วรรคสอง (2) แห่งพระราชบัญญัติดังกล่าว และไม่จำต้องให้โจทก์แสดงการปฏิเสธไม่ขอถือคำว่า ZERO และ ซีโร่ เป็นสิทธิของตนแต่ผู้เดียวหรือปฏิเสธอย่างอื่นตาม มาตรา 17 (1) และ (2) เพราะนอกจากเครื่องหมายการค้าของโจทก์มีลักษณะบ่งเฉพาะทุกส่วนแล้ว คำว่า ZERO และ ซีโร่ ดังกล่าวนี้บุคคลอื่นก็อาจนำไปใช้หรือใช้ประกอบคำอื่นในเครื่องหมายการค้าของตนเพื่อขอจดทะเบียนเครื่องหมายการค้าได้ตราบเท่าที่ไม่เหมือนหรือคล้ายกับเครื่องหมายการค้าคำว่า ของโจทก์จนอาจทำให้สาธารณชนสับสนหรือหลงผิดในความเป็นเจ้าของหรือแหล่งกำเนิดของสินค้า หรือเป็นเครื่องหมายการค้าที่ไม่พึงรับจดทะเบียนได้ตามมาตรา 6 ประการอื่น กรณีจึงไม่จำต้องวินิจฉัยอุทธรณ์ของโจทก์ว่าเครื่องหมายการค้าของโจทก์มีลักษณะบ่งเฉพาะจากการใช้ตามพระราชบัญญัติเครื่องหมายการค้า พ.ศ.2534 มาตรา 7 วรรคท้าย อีกต่อไป เพราะไม่ทำให้ผลคดีเปลี่ยนแปลง ที่ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางพิพากษายกฟ้องโจทก์นั้น ศาลฎีกาแผนกคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศไม่เห็นพ้องด้วย อุทธรณ์ของโจทก์ฟังขึ้น

พิพากษากลับว่า ให้เพิกถอนคำสั่งของนายทะเบียนเครื่องหมายการค้าที่ พณ 0704/24588 ลงวันที่ 11 กันยายน 2551 และคำวินิจฉัยอุทธรณ์ของคณะกรรมการเครื่องหมายการค้าที่ 508/2553 และให้นายทะเบียนเครื่องหมายการค้าดำเนินการตามคำขอจดทะเบียนเครื่องหมายการค้าเลขที่ 697611 ของโจทก์ต่อไป ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสองศาลให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.เครื่องหมายการค้า พ.ศ.2534 ม. 6 (1) ม. 7 วรรคสอง (2) ม. 17 (1) ม. 17 (2)
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — เดอะ โคคา - โคล่า คอมปานี
จำเลย — กรมทรัพย์สินทางปัญญา
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลาง — นายพีระเดช ไตรรัตน์ธนวงศ์
ชื่อองค์คณะ
ธัชพันธ์ ประพุทธนิติสาร
นวลน้อย ผลทวี
ปริญญา ดีผดุง
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 14582/2557
#575209
เปิดฉบับเต็ม

ข้อเท็จจริงฟังได้ว่า เครื่องหมายการค้าคำว่า D&G และคำว่า D&C ของจำเลยที่ 1 คล้ายกับเครื่องหมายการค้าคำว่า D&G และคำว่า D&G DOLCE & GABBANA ของโจทก์ซึ่งเป็นเครื่องหมายมีชื่อเสียงแพร่หลายทั่วไปจนอาจทำให้สาธารณชนสับสนหรือหลงผิดในความเป็นเจ้าของหรือแหล่งกำเนิดของสินค้า ที่จำเลยทั้งสองอุทธรณ์ว่า สินค้าของโจทก์มีราคาแพงและจำหน่ายในห้างสรรพสินค้าชั้นนำ สินค้าของจำเลยทั้งสองวางจำหน่ายต่างสถานที่และผู้บริโภคมีรายได้น้อย และสินค้าของจำเลยทั้งสองมีข้อความว่า MADE IN THAILAND BY KTS เพื่อให้ทราบถึงแหล่งกำเนิดในประเทศไทยนั้น เห็นว่า สินค้าของโจทก์มีหลายชนิด ทั้งเครื่องนุ่งห่ม เครื่องแต่งกาย กระเป๋า เข็มขัด แว่นตา นาฬิกา และเครื่องประดับ ไม่แน่ว่าจำเลยทั้งสองจะผลิตสินค้าที่มีลักษณะ ราคา และมีข้อความว่า MADE IN THAILAND BY KTS ตลอดจนสถานที่วางจำหน่ายต่างกับสินค้าของโจทก์ตลอดไป จึงไม่ใช่เหตุที่ไม่ทำให้สาธารณชนสับสนหรือหลงผิด อุทธรณ์ของจำเลยทั้งสองฟังไม่ขึ้น

แม้ข้อเท็จจริงฟังได้ว่าเครื่องหมายการค้าของจำเลยที่ 1 คล้ายกับเครื่องหมายการค้าของโจทก์จนอาจทำให้สาธารณชนสับสนหรือหลงผิดในความเป็นเจ้าของหรือแหล่งกำเนิดของสินค้า แต่เมื่อพิเคราะห์สินค้ากระเป๋าของจำเลยทั้งสองที่มีข้อความว่า MADE IN THAILAND BY KTS เห็นได้ชัดเจนใต้เครื่องหมายการค้า ทำให้สินค้ากระเป๋าของจำเลยทั้งสองแตกต่างกับสินค้าของโจทก์ ประกอบกับสภาพของสินค้า โดยรวมมีความแตกต่างกันมาก แสดงให้เห็นว่าแม้เครื่องหมายการค้าของจำเลยที่ 1 จะคล้ายกับเครื่องหมายการค้าของโจทก์อย่างเห็นได้ชัดแจ้ง จึงมิใช่การกระทำอันมีลักษณะเป็นการลวงขาย จำเลยทั้งสองจึงไม่ต้องร่วมกันชำระค่าสินไหมทดแทนแก่โจทก์

ที่โจทก์อุทธรณ์ขอให้จำเลยทั้งสองยุติการจำหน่ายและเสนอจำหน่ายสินค้ากระเป๋าชนิดต่าง ๆ ภายใต้เครื่องหมายการค้าคำว่า D&G และคำว่า D&C นั้น เห็นว่า เมื่อข้อเท็จจริงฟังได้ว่า เครื่องหมายการค้าของจำเลยที่ 1 คล้ายกับเครื่องหมายการค้าของโจทก์ซึ่งเป็นเครื่องหมายมีชื่อเสียงแพร่หลายทั่วไปจนอาจทำให้สาธารณชนสับสนหรือหลงผิดในความเป็นเจ้าของหรือแหล่งกำเนิดของสินค้า จึงบังคับให้ตามคำขอ

ที่โจทก์อุทธรณ์ขอให้ห้ามจำเลยทั้งสองใช้ ยื่นขอจดทะเบียนหรือเข้าเกี่ยวข้องไม่ว่าในทางใดกับเครื่องหมายการค้าของจำเลยทั้งสองรวมตลอดทั้งเครื่องหมายการค้าอื่นใดที่เหมือนหรือคล้ายกับเครื่องหมายการค้าของโจทก์ และห้ามการใช้ โฆษณา หรือทำให้ปรากฏซึ่งเครื่องหมายการค้าดังกล่าวหรือเครื่องหมายการค้าอื่นใดที่เหมือนหรือคล้ายกับเครื่องหมายการค้าของโจทก์ไม่ว่ากับสินค้าหรือเอกสารสิ่งของในการประกอบการค้าใด ๆ นั้น เห็นว่า เมื่อพิพากษาให้เพิกถอนการจดทะเบียนเครื่องหมายการค้าของจำเลยที่ 1 แล้ว จำเลยทั้งสองย่อมไม่มีสิทธิใช้เครื่องหมายการค้านั้นอีกต่อไป และคำขอดังกล่าวมุ่งบังคับการกระทำในอนาคตซึ่งครอบคลุมถึงการกระทำของจำเลยทั้งสองที่เกินไปกว่าที่ปรากฏในคดีนี้ จึงให้ยกคำขอ

ที่ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางพิพากษาให้เพิกถอนคำขอจดทะเบียนเครื่องหมายการค้าโดยจำเลยที่ 1 ไม่ต้องขอถอนคำขอจดทะเบียนเครื่องหมายการค้านั้น ไม่ถูกต้องเมื่อการยื่นคำขอจดทะเบียนเครื่องหมายการค้าดังกล่าวเป็นการโต้แย้งสิทธิต่อโจทก์ จึงชอบที่จะบังคับให้จำเลยที่ 1 ถอนคำขอจดทะเบียนเครื่องหมายการค้าดังกล่าว โดยหากจำเลยที่ 1 ไม่ปฏิบัติก็ชอบที่จะใช้คำพิพากษาแทนการแสดงเจตนาถอนคำขอจดทะเบียนเครื่องหมายการค้าของจำเลยที่ 1

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยทั้งสองร่วมกันถอนคำขอจดทะเบียนเครื่องหมายการค้าเลขที่ 612556, 774336 และ 774337 และร่วมกันถอนทะเบียนเครื่องหมายการค้าเลขที่ ค 245618 หากจำเลยทั้งสองไม่ปฏิบัติตามให้ถือเอาคำพิพากษาของศาลแทนการแสดงเจตนาของจำเลยทั้งสอง ห้ามจำเลยทั้งสองใช้ ยื่นขอจดทะเบียน หรือเข้าเกี่ยวข้องไม่ว่าในทางใดกับเครื่องหมายการค้าดังกล่าวรวมตลอดทั้งเครื่องหมายการค้าอื่นใดที่เหมือนหรือคล้ายกับเครื่องหมายการค้าของโจทก์ ให้จำเลยทั้งสองยุติการจำหน่ายและเสนอจำหน่ายสินค้ากระเป๋าชนิดต่าง ๆ ภายใต้เครื่องหมายการค้าคำว่า D&G และ D&C ห้ามการใช้ โฆษณา หรือทำให้ปรากฏซึ่งเครื่องหมายการค้าดังกล่าวหรือเครื่องหมายการค้าอื่นใดที่เหมือนหรือคล้ายกับเครื่องหมายการค้าของโจทก์ไม่ว่ากับสินค้าหรือเอกสารสิ่งของในการประกอบการค้าใด ๆ กับใช้ค่าเสียหายแก่โจทก์จากการกระทำอันเป็นการลวงขายสินค้าดังกล่าวเป็นเงินเดือนละ 1,000,000 บาท นับถัดจากวันฟ้องจนกว่าจะยุติการกระทำละเมิดดังกล่าว ให้จำเลยทั้งสองร่วมกันใช้ค่าเสียหายแก่โจทก์จากการลอกเลียนเอาเครื่องหมายการค้าของโจทก์ไปขอจดทะเบียนอันเป็นการใช้สิทธิโดยไม่สุจริตเป็นเงินเดือนละ 500,000 บาท นับถัดจากวันฟ้องจนกว่าจำเลยทั้งสองจะร่วมกันถอนคำขอจดทะเบียนเครื่องหมายการค้าและทะเบียนเครื่องหมายการค้าดังกล่าว

จำเลยทั้งสองให้การและแก้ไขคำให้การขอให้ยกฟ้อง

ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางพิพากษาให้เพิกถอนคำขอจดทะเบียนเครื่องหมายการค้าเลขที่ 612556, 774336, 774337 และทะเบียนเครื่องหมายการค้าเลขที่ ค 245618 ให้จำเลยทั้งสองร่วมกันใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ โดยกำหนดค่าทนายความ 30,000 บาท กับให้จำเลยทั้งสองร่วมกันใช้ค่าใช้จ่ายในการดำเนินคดีแก่โจทก์จำนวน 5,000 บาท คำขออื่นให้ยก

โจทก์และจำเลยทั้งสองอุทธรณ์ต่อศาลฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงที่คู่ความไม่โต้แย้งกันในชั้นนี้รับฟังได้ยุติในเบื้องต้นว่า โจทก์เป็นเจ้าของเครื่องหมายการค้าคำว่า D&G เครื่องหมายการค้าคำว่า DOLCE & GABBANA และเครื่องหมายการค้าคำว่า D&G DOLCE & GABBANA สำหรับสินค้าหลายจำพวก โจทก์ใช้เครื่องหมายการค้าดังกล่าวตั้งแต่ปี 2528 สินค้าเครื่องนุ่งห่มและแต่งกาย กระเป๋าซึ่งใช้เครื่องหมายการค้าของโจทก์ถูกนำเข้ามาจำหน่ายในประเทศไทยตั้งแต่ปี 2539 โจทก์จดทะเบียนเครื่องหมายการค้าคำว่า DOLCE & GABBANA สำหรับสินค้าจำพวก 18 เมื่อปี 2533 เครื่องหมายการค้าคำว่า D&G DOLCE & GABBANA สำหรับสินค้าจำพวก 9, 3 และ 14 เมื่อปี 2542 และปี 2543 เมื่อวันที่ 15 ธันวาคม 2548 จำเลยที่ 1 ยื่นคำขอจดทะเบียนเครื่องหมายการค้าคำว่า D&G เป็นคำขอเลขที่ 612556 สำหรับสินค้าจำพวก 18 โจทก์ยื่นคำคัดค้าน นายทะเบียนเครื่องหมายการค้ามีคำวินิจฉัยยกคำคัดค้านของโจทก์ โจทก์อุทธรณ์ คณะกรรมการเครื่องหมายการค้ามีคำวินิจฉัยให้ยกอุทธรณ์ของโจทก์ นอกจากนั้นจำเลยที่ 1 จดทะเบียนเครื่องหมายการค้าคำว่า D&C สำหรับสินค้าจำพวก 18 เป็นทะเบียนเลขที่ ค 245618 และจำเลยที่ 1 ยื่นคำขอจดทะเบียนเครื่องหมายการค้าคำว่า D&G และเครื่องหมายการค้าคำว่า D&G และรูปประดิษฐ์ช่อใบไม้เป็นคำขอเลขที่ 774336 และ 774337 ตามลำดับ สำหรับสินค้าจำพวก 25

คดีมีปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของจำเลยทั้งสองว่า เครื่องหมายการค้าของโจทก์เป็นเครื่องหมายมีชื่อเสียงแพร่หลายทั่วไปหรือไม่ และเครื่องหมายการค้าคำว่า D&G และเครื่องหมายการค้าคำว่า D&C ของจำเลยที่ 1 เหมือนหรือคล้ายกับเครื่องหมายการค้าของโจทก์จนอาจทําให้สาธารณชนสับสนหรือหลงผิดในความเป็นเจ้าของหรือแหล่งกําเนิดของสินค้าหรือไม่ เห็นว่า การพิจารณาการเป็นเครื่องหมายการค้าที่มีชื่อเสียงแพร่หลายทั่วไปต้องพิจารณาตามหลักเกณฑ์ที่รัฐมนตรีประกาศกำหนดตามพระราชบัญญัติเครื่องหมายการค้า พ.ศ. 2534 มาตรา 8 (10) และตามประกาศกระทรวงพาณิชย์ เรื่อง หลักเกณฑ์การพิจารณาเครื่องหมายที่มีชื่อเสียงแพร่หลายทั่วไป ฉบับลงวันที่ 21 กันยายน 2547 ข้อ 1 ให้ยกเลิกประกาศกระทรวงพาณิชย์ ฉบับที่ 1 (พ.ศ. 2543) เรื่อง หลักเกณฑ์การพิจารณาเครื่องหมายที่มีชื่อเสียงแพร่หลายทั่วไป ลงวันที่ 4 กรกฎาคม 2543 ซึ่งกำหนดหลักเกณฑ์ว่า เครื่องหมายนั้นต้องมีปริมาณการจำหน่ายจำนวนมาก และข้อ 2 ระบุถึงหลักเกณฑ์การพิจารณาเครื่องหมายที่มีชื่อเสียงแพร่หลายทั่วไป 2 ประการ โดยประการแรก สินค้าหรือบริการที่ใช้เครื่องหมายนั้นจะต้องมีการจำหน่ายหรือมีการใช้หรือมีการโฆษณา หรือได้มีการใช้เครื่องหมายโดยวิธีใด ๆ อย่างแพร่หลายตามปกติโดยสุจริตจนทำให้สาธารณชนทั่วไปหรือสาธารณชนในสาขาที่เกี่ยวข้องในประเทศไทยรู้จักเป็นอย่างดี และประการที่ 2 เครื่องหมายนั้นจะต้องมีชื่อเสียงเป็นที่ยอมรับในหมู่ผู้บริโภค ข้อเท็จจริงฟังได้ว่า โจทก์ใช้และโฆษณาสินค้าที่ใช้เครื่องหมายการค้าคำว่า D&G เครื่องหมายการค้า คำว่า DOLCE & GABBANA และเครื่องหมายการค้าคำว่า D&G DOLCE & GABBANA ทั่วโลกรวมทั้งในประเทศไทยจนทำให้สาธารณชนทั่วไปรู้จักเป็นอย่างดีและมีชื่อเสียงเป็นที่ยอมรับในหมู่ผู้บริโภค เครื่องหมายการค้าของโจทก์จึงเป็นเครื่องหมายมีชื่อเสียงแพร่หลายทั่วไป

ที่จำเลยทั้งสองอุทธรณ์ว่า เครื่องหมายการค้าคำว่า D&G และเครื่องหมายการค้าคำว่า D&C ของจำเลยที่ 1 มีการประดิษฐ์ให้แตกต่างกับเครื่องหมายการค้าของโจทก์นั้น เห็นว่า เครื่องหมายการค้าคำว่า D&G และเครื่องหมายการค้าคำว่า D&G DOLCE & GABBANA ของโจทก์มีสาระสำคัญอยู่ที่ตัวอักษรโรมันคำว่า D&G ซึ่งเรียกขานว่า ดี แอนด์ จี ส่วนเครื่องหมายการค้าคำว่า D&G และเครื่องหมายการค้าคำว่า D&C ของจำเลยที่ 1 แม้จะมีลักษณะเป็นภาพสามมิติ แต่สาระสำคัญของเครื่องหมายในการสังเกตและเรียกขานอยู่ที่ตัวอักษรโรมันคำว่า D&G และคำว่า D&C ซึ่งเครื่องหมายการค้าคำว่า D&G เป็นตัวอักษรโรมันตัวเดียวกับเครื่องหมายการค้าคำว่า D&G และเครื่องหมายการค้าคำว่า D&G DOLCE & GABBANA ของโจทก์และเรียกขานว่า ดี แอนด์ จี เหมือนกัน ส่วนเครื่องหมายการค้าคำว่า D&C ตัวอักษรโรมัน C ก็มีลักษณะคล้ายกับตัวอักษรโรมัน G และเรียกขานว่า ดี แอนด์ ซี คล้ายกับเสียงเรียกขานว่า ดี แอนด์ จี ของโจทก์ จึงย่อมมีเหตุที่อาจทำให้สาธารณชนสับสนหรือหลงผิดว่าเป็นเครื่องหมายการค้าของเจ้าของเดียวกันได้ เครื่องหมายการค้าคำว่า D&G และเครื่องหมายการค้าคำว่า D&C ของจำเลยที่ 1 จึงคล้ายกับเครื่องหมายการค้าคำว่า D&G และเครื่องหมายการค้า คำว่า D&G DOLCE & GABBANA ของโจทก์ซึ่งเป็นเครื่องหมายมีชื่อเสียงแพร่หลายทั่วไปจนอาจทำให้สาธารณชนสับสนหรือหลงผิดในความเป็นเจ้าของหรือแหล่งกำเนิดของสินค้า ส่วนที่จำเลยทั้งสองอุทธรณ์อ้างว่า สินค้าของโจทก์มีราคาแพงและจำหน่ายในห้างสรรพสินค้าชั้นนำ สินค้าของจำเลยทั้งสองวางจำหน่ายต่างสถานที่และผู้บริโภคมีรายได้น้อย และสินค้าของจำเลยทั้งสองมีข้อความว่า MADE IN THAILAND BY KTS เพื่อให้ทราบถึงแหล่งกำเนิดในประเทศไทยนั้น เห็นว่า สินค้าของโจทก์มีหลายชนิดทั้งเครื่องนุ่งห่ม เครื่องแต่งกาย กระเป๋า เข็มขัด แว่นตา นาฬิกา และเครื่องประดับ ไม่แน่ว่าจำเลยทั้งสองจะผลิตสินค้าที่มีลักษณะ ราคา และมีข้อความว่า MADE IN THAILAND BY KTS ตลอดจนสถานที่วางจำหน่ายต่างกับสินค้าของโจทก์ตลอดไป จึงไม่ใช่เหตุที่ไม่ทำให้สาธารณชนสับสนหรือหลงผิด อุทธรณ์ของจำเลยทั้งสองฟังไม่ขึ้น

ปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของโจทก์มีว่า จำเลยทั้งสองต้องร่วมกันชำระค่าสินไหมทดแทนแก่โจทก์หรือไม่ เพียงใด เห็นว่า แม้ข้อเท็จจริงจะฟังได้ว่า เครื่องหมายการค้าของจำเลยที่ 1 คล้ายกับเครื่องหมายการค้าของโจทก์จนอาจทำให้สาธารณชนสับสนหรือหลงผิดในความเป็นเจ้าของหรือแหล่งกำเนิดของสินค้า และปัญหานี้โจทก์นำสืบว่า การขอจดทะเบียนเป็นส่วนหนึ่งของการกระทำเพื่อลวงขายสินค้า เป็นการใช้สิทธิโดยไม่สุจริตที่มีแต่จะให้เกิดเสียหายแก่โจทก์ ค่าเสียหายที่โจทก์เรียกร้องเป็นค่าเสียหายที่โจทก์เสียเวลาและเสียค่าใช้จ่ายในการดำเนินคดีเป็นเงินจำนวนมาก แต่เมื่อพิเคราะห์สินค้ากระเป๋าของจำเลยทั้งสองซึ่งใช้เครื่องหมายการค้าคำว่า D&G ตามที่จำเลยที่ 1 ยื่นคำขอจดทะเบียนและเครื่องหมายการค้าคำว่า D&C ตามที่จำเลยทั้งสองได้รับการจดทะเบียนตามลำดับ โดยมีข้อความว่า MADE IN THAILAND BY KTS เห็นได้ชัดเจนใต้เครื่องหมายการค้า ทำให้สินค้ากระเป๋าของจำเลยทั้งสองแตกต่างกับสินค้าของโจทก์ที่ใช้เครื่องหมายการค้าคำว่า D&G หรือเครื่องหมายการค้าคำว่า D&G DOLCE & GABBANA ประกอบกับสภาพของสินค้าโดยรวมมีความแตกต่างกันมาก แสดงให้เห็นว่า แม้เครื่องหมายการค้าของจำเลยที่ 1 จะคล้ายกับเครื่องหมายการค้าของโจทก์ แต่จำเลยทั้งสองได้ทำให้สินค้าของจำเลยทั้งสองแตกต่างจากสินค้าของโจทก์อย่างเห็นได้ชัดแจ้ง จึงมิใช่การกระทำอันมีลักษณะเป็นการลวงขาย พยานหลักฐานของจำเลยทั้งสองมีน้ำหนักดีกว่าพยานหลักฐานของโจทก์ จำเลยทั้งสองจึงไม่ต้องร่วมกันชำระค่าสินไหมทดแทนแก่โจทก์

ที่โจทก์อุทธรณ์ขอให้จำเลยทั้งสองยุติการจำหน่ายและเสนอจำหน่ายสินค้ากระเป๋าชนิดต่าง ๆ ภายใต้เครื่องหมายการค้าคำว่า D&G และคำว่า D&C นั้น เห็นว่า เมื่อข้อเท็จจริงฟังได้ว่า เครื่องหมายการค้าของจำเลยที่ 1 คล้ายกับเครื่องหมายการค้าของโจทก์ซึ่งเป็นเครื่องหมายมีชื่อเสียงแพร่หลายทั่วไปจนอาจทำให้สาธารณชนสับสนหรือหลงผิดในความเป็นเจ้าของหรือแหล่งกำเนิดของสินค้า จึงบังคับให้ตามคำขอ

ส่วนที่โจทก์อุทธรณ์ขอให้ห้ามจำเลยทั้งสองใช้ ยื่นขอจดทะเบียนหรือเข้าเกี่ยวข้องไม่ว่าในทางใดกับเครื่องหมายการค้าของจำเลยทั้งสองรวมตลอดทั้งเครื่องหมายการค้าอื่นใดที่เหมือนหรือคล้ายกับเครื่องหมายการค้าของโจทก์ และห้ามการใช้ โฆษณา หรือทำให้ปรากฏซึ่งเครื่องหมายการค้าดังกล่าวหรือเครื่องหมายการค้าอื่นใดที่เหมือนหรือคล้ายกับเครื่องหมายการค้าของโจทก์ไม่ว่ากับสินค้าหรือเอกสารสิ่งของในการประกอบการค้าใด ๆ นั้น เห็นว่า เมื่อพิพากษาให้เพิกถอนการจดทะเบียนเครื่องหมายการค้าของจำเลยที่ 1 แล้ว จำเลยทั้งสองย่อมไม่มีสิทธิใช้เครื่องหมายการค้านั้นอีกต่อไป และคำขอดังกล่าวมุ่งบังคับการกระทำในอนาคตซึ่งครอบคลุมถึงการกระทำของจำเลยทั้งสองที่เกินไปกว่าที่ปรากฏในคดีนี้ จึงให้ยกคำขอ

อนึ่ง ที่ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางพิพากษาให้เพิกถอนคำขอจดทะเบียนเครื่องหมายการค้าเลขที่ 612556, 774336 และ 774337 โดยจำเลยที่ 1 ไม่ต้องขอถอนคำขอจดทะเบียนเครื่องหมายการค้านั้น ไม่ถูกต้อง เมื่อการยื่นคำขอจดทะเบียนเครื่องหมายการค้าดังกล่าวเป็นการโต้แย้งสิทธิต่อโจทก์ จึงชอบที่จะบังคับให้จำเลยที่ 1 ถอนคำขอจดทะเบียนเครื่องหมายการค้าดังกล่าว โดยหากจำเลยที่ 1 ไม่ปฏิบัติก็ชอบที่จะใช้คำพิพากษาแทนการแสดงเจตนาถอนคำขอจดทะเบียนเครื่องหมายการค้าของจำเลยที่ 1

พิพากษาแก้เป็นว่า ให้จำเลยที่ 1 ถอนคำขอจดทะเบียนเครื่องหมายการค้าเลขที่ 612556, 774336 และ 774337 ต่อนายทะเบียนเครื่องหมายการค้า หากไม่ปฏิบัติตามให้ถือคำพิพากษาศาลฎีกาแทนการแสดงเจตนาของจำเลยที่ 1 ให้จำเลยทั้งสองยุติการจำหน่ายและเสนอจำหน่ายสินค้ากระเป๋าชนิดต่างๆ ภายใต้เครื่องหมายการค้าคำว่า D&G และคำว่า D&C นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลาง ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.เครื่องหมายการค้า พ.ศ.2534 ม. 61
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — กาโด เอส. อาร์. แอล
จำเลย — บริษัทพรลดา แบ็ค จำกัด กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลาง — นายนทดล กิติกัมรา
ชื่อองค์คณะ
อนันต์ วงษ์ประภารัตน์
นวลน้อย ผลทวี
ประพาฬ อนมาน
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 14580/2557
#579629
เปิดฉบับเต็ม

งานที่จะมีลิขสิทธิ์ได้นั้นต้องเป็นงานสร้างสรรค์ซึ่งผู้สร้างสรรค์ได้ทำหรือก่อให้เกิดขึ้นด้วยการริเริ่มของตนเองโดยใช้ความรู้ความสามารถและความวิริยะอุตสาหะ จนทำให้งานนั้นสำเร็จจนถึงขนาดที่เรียกได้ว่าเป็นงานสร้างสรรค์โดยไม่ได้ทำซ้ำหรือดัดแปลงจากงานอันมีลิขสิทธิ์ของผู้อื่นโดยไม่ได้รับอนุญาต

ลายผ้าของโจทก์ร่วมเป็นเพียงการนำลายโบราณมาปรับเปลี่ยนขนาดและเพิ่มเติมรายละเอียดของลายเพียงเล็กน้อยเพื่อให้ได้จำนวนลายที่สมบูรณ์บนผ้าและเหมาะกับเครื่องทอผ้า โดยยังคงเค้าโครงหลักของลายโบราณ เป็นเพียงงานคลี่คลายลายโบราณ แต่ไม่ได้ใช้ความสามารถและจินตนาการของตนผูกลายเพิ่มขึ้นมาใหม่ในส่วนอันเป็นสาระสำคัญ การที่โจทก์ร่วมเพียงแต่นำรูปแบบลายผ้ามาเลียนหรือประกอบเข้าด้วยกันแล้วเปลี่ยนแปลงหรือเพิ่มเติมลายโบราณในส่วนของรายละเอียดเพียงเล็กน้อยมีลักษณะเป็นการคัดลอกหรือเลียนแบบหรือทำซ้ำซึ่งลวดลายของผ้าที่มีมาแต่โบราณซึ่งตกเป็นงานสาธารณะแล้วเท่านั้น ไม่ได้ทำหรือก่อให้เกิดงานโดยเปลี่ยนรูปใหม่หรือปรับปรุงแก้ไขเพิ่มเติมในส่วนอันเป็นสาระสำคัญ งานดังกล่าวจึงไม่ใช่งานดัดแปลงงานที่มีมาแต่โบราณซึ่งตกเป็นงานสาธารณะแล้วถึงขนาดที่เรียกได้ว่าเป็นงานสร้างสรรค์ประเภทงานศิลปประยุกต์อันจะถือว่าเป็นงานอันมีลิขสิทธิ์ตาม พ.ร.บ.ลิขสิทธิ์ พ.ศ.2537 มาตรา 4 และมาตรา 6

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามพระราชบัญญัติลิขสิทธิ์ พ.ศ.2537 มาตรา 4, 6, 8, 15, 27, 31, 69, 70, 75 และ 76 ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 33, 83 และ 91 ให้ผลิตภัณฑ์สิ่งทอที่ได้ทำขึ้นโดยละเมิดลิขสิทธิ์ของผู้เสียหายของกลางตกเป็นของเจ้าของลิขสิทธิ์ สั่งจ่ายเงินค่าปรับฐานละเมิดลิขสิทธิ์กึ่งหนึ่งให้แก่ผู้เสียหายซึ่งเป็นเจ้าของลิขสิทธิ์ และริบเครื่องจักรทอผ้าของกลาง

จำเลยทั้งสามให้การปฏิเสธ

ระหว่างพิจารณา บริษัทกรุงเจริญอุตสาหกรรมสิ่งทอ จำกัด ผู้เสียหายยื่นคำร้องขอเข้าร่วมเป็นโจทก์ ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางอนุญาต

ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางพิจารณาแล้ว พิพากษายกฟ้อง ให้คืนผลิตภัณฑ์สิ่งทอและเครื่องจักรทอผ้าของกลางแก่เจ้าของ

โจทก์และโจทก์ร่วมอุทธรณ์ต่อศาลฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศวินิจฉัยว่า คดีมีประเด็นที่ต้องวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของโจทก์และโจทก์ร่วมว่า จำเลยทั้งสามร่วมกันกระทำความผิดฐานละเมิดลิขสิทธิ์โดยทำซ้ำดัดแปลงลายผ้าซึ่งเป็นงานศิลปประยุกต์อันมีลิขสิทธิ์ของโจทก์ร่วมลงในผ้าและผลิตภัณฑ์สิ่งทออื่น ๆ ของจำเลยทั้งสาม และนำผลิตภัณฑ์สิ่งทอที่จำเลยทั้งสามได้ทำขึ้นโดยละเมิดลิขสิทธิ์ของโจทก์ร่วมออกขาย เสนอขาย และมีไว้เพื่อขายเพื่อหากำไรและเพื่อการค้าตามพระราชบัญญัติลิขสิทธิ์ พ.ศ.2537 มาตรา 69 วรรคสอง ประกอบมาตรา 27 และมาตรา 70 วรรคสอง ประกอบมาตรา 31 (1) ตามฟ้องหรือไม่ เห็นสมควรวินิจฉัยเสียก่อนว่า ลายผ้าทั้งเจ็ดตามวัตถุพยาน เป็นงานอันมีลิขสิทธิ์ของโจทก์ร่วมหรือไม่ เห็นว่า งานที่จะมีลิขสิทธิ์ได้นั้นต้องเป็นงานสร้างสรรค์ซึ่งผู้สร้างสรรค์ได้ทำหรือก่อให้เกิดขึ้นด้วยการริเริ่มของตนเองโดยใช้ความรู้ความสามารถและความวิริยะอุตสาหะ จนทำให้งานนั้นสำเร็จจนถึงขนาดที่เรียกได้ว่าเป็นงานสร้างสรรค์โดยไม่ได้ทำซ้ำหรือดัดแปลงจากงานอันมีลิขสิทธิ์ของผู้อื่นโดยไม่ได้รับอนุญาต โจทก์และโจทก์ร่วมมีนางสาววิภาวรรณ พนักงานบริษัทโจทก์ร่วมมาเบิกความเป็นพยานว่า พยานเป็นผู้ออกแบบลายผ้าขิดคลองลานช้างทรงเครื่องเบอร์ 1 ผ้าขิดคลองลานช้างฉัตรทองเบอร์ 1 ผ้าขิดคลองลานช้างฝนตก ผ้าขิดคลองลานลายจีนเชิงช้าง และผ้าขิดคลองลานลายมะลิเชิงช้าง ในการออกแบบลายผ้าขิดคลองลานช้างทรงเครื่องเบอร์ 1 โจทก์ร่วมต้องการให้ช้างมีลักษณะพิเศษไม่เหมือนช้างโบราณทั่วไป พยานจึงปรับปรุงแก้ไขลายช้างหลายครั้งและนำลวดลายโบราณต่าง ๆ เช่น ลายประจำยามก้ามปูซึ่งเป็นลวดลายของผ้าชาวเขาและลายดอกแก้วมาประยุกต์ใช้ ในการออกแบบลายผ้าขิดคลองลานช้างฉัตรทองเบอร์ 1 ลายช้างนั้นพยานได้ข้อมูลจากอินเทอร์เน็ต หนังสือรูปสัตว์ และแนวคิดของผู้บริหาร พยานจึงวาดลายช้างใหม่โดยมีลักษณะพิเศษคือ ชูงวงออกจากตัวและก้าวเดินไปข้างหน้า ด้านหลังช้างเป็นลายไทยซึ่งได้แนวคิดมาจากหนังสือลายไทย วาดลายภาพตัวช้างเป็นกรอบสี่เหลี่ยมโดยนำแนวคิดมาจากหนังสือผ้าไทย ส่วนสามเหลี่ยมที่เหลือทั้งสี่ด้านพยานนำแนวคิดมาจากหนังสือเส้นสายลายศิลป์ซึ่งเป็นลายตะวันตก ในการออกแบบลายผ้าขิดคลองลานช้างฝนตก พยานนำลวดลายผ้าไหมเอราวัณเบอร์ 1 ของนายวิชิต มาปรับปรุงสร้างสรรค์ขึ้นใหม่จากช้างที่มีลักษณะงวงเข้าหาตัวดัดแปลงเป็นชูงวงออกจากตัว แล้วออกแบบลายไทยและลายคั่น ในการออกแบบผ้าขิดคลองลานลายจีนเชิงช้างและผ้าขิดคลองลานลายมะลิเชิงช้างมีการออกแบบเหมือนกัน โจทก์ร่วมต้องการให้นำลายผ้าขิดคลองลานลายจีนและผ้าขิดคลองลานลายมะลิที่นายวิชิตเคยออกแบบไว้มาประยุกต์ใหม่เพื่อนำไปใช้เป็นผ้าคลุมเตียง โดยให้เชิงผ้าคลุมเตียงมีลายช้างเป็นองค์ประกอบหลัก พยานจึงนำลายช้างจากผ้าขิดคลองลานช้างฉัตรทองเบอร์ 1 มาประยุกต์ใช้ให้มีขนาดเล็กลง ส่วนเชิงผ้าพยานได้ข้อมูลจากหนังสือแฟชั่นผ้าไทย อินเทอร์เน็ต และจากการศึกษาดูงาน แล้วคิดลายเส้นนกคู่ขึ้นมาซึ่งนำมาจากผ้าแพรวา และออกแบบลายคั่น พยานจัดทำรายละเอียดที่มาและขั้นตอนการออกแบบลายผ้า และนายอภิยศ พนักงานบริษัทโจทก์ร่วมมาเบิกความเป็นพยานโจทก์และโจทก์ร่วมว่า พยานเป็นผู้ออกแบบผ้าไหมเชิงคชสารและผ้าคาดเตียงลายกนกทองโดยจัดเก็บข้อมูลรายละเอียดที่มาและขั้นตอนการออกแบบลายผ้า ในการออกแบบลายผ้าไหมเชิงคชสาร พยานออกแบบลายช้างโดยดูจากหนังสือหลักการดูช้าง คชสารของตำราไทย พยานออกแบบลายเกี้ยวเชือกซึ่งร้อยด้วยอัญมณีจำนวน 76 เม็ด ล้อมตัวช้าง ส่วนลายด้านบนและด้านล่างของช้างพยานผูกลายขึ้นใหม่โดยนำลายของใบอะแคนธัสผสมผสานกับลายเหงาซึ่งเป็นลายไทย ส่วนเชิงด้านล่างพยานผูกลายโดยนำลายเชิงพุ่มโบราณมาดัดแปลงกับใบอะแคนธัส สำหรับการออกแบบผ้าคาดเตียงลายกนกทอง พยานออกแบบโดยใช้ลายนางอัปสรซึ่งเป็นศิลปะเขมร เชิงผ้าพยานดูจากตำราลายไทยของพระเทวาภินิมมิตและปราสาทบันทายศรีซึ่งเป็นการแกะสลักหินของราชอาณาจักรกัมพูชา ส่วนช่องท้องลายของผ้าพยานออกแบบเป็นรูปดอกรักผ่าซีกซึ่งไม่เคยมีใครออกแบบมาก่อน จากพยานหลักฐานของโจทก์และโจทก์ร่วมดังกล่าว เมื่อพิเคราะห์รายละเอียดที่มาและขั้นตอนการออกแบบลายผ้า เห็นได้ว่า ลายที่นางสาววิภาวรรณและนายอภิยศประยุกต์จากลายโบราณนั้นเป็นเพียงการนำลายโบราณมาปรับเปลี่ยนขนาดและเพิ่มเติมรายละเอียดของลายเพียงเล็กน้อยเพื่อให้ได้จำนวนลายที่สมบูรณ์บนผ้าและเหมาะกับเครื่องทอผ้า โดยยังคงเค้าโครงหลักของลาย แต่ไม่ได้ใช้ความสามารถและจินตนาการของตนผูกลายเพิ่มขึ้นมาใหม่ในส่วนสาระสำคัญ ซึ่งนายเผ่าทอง พยานโจทก์และโจทก์ร่วมก็เบิกความว่า หากพิจารณาถึงลายย่อย ๆ ที่ปรากฏในผืนผ้า พยานจะรู้จักรายละเอียดของลายย่อยดังกล่าว และเบิกความตอบทนายจำเลยที่ 1 และที่ 2 ถามค้านว่า ลายผ้าทั้งเจ็ดที่มีลายช้างนั้นเป็นลายช้างซึ่งมีมาแต่โบราณทั้งหมด ลายผ้าซึ่งเป็นลายละเอียดเล็ก ๆ ที่ปรากฏในลายผ้าทั้งเจ็ดเป็นลายผ้าโบราณ ซึ่งนางสาววิภาวรรณก็เบิกความตอบทนายจำเลยที่ 1 และที่ 2 ถามค้านรับว่า ลายผ้าที่พยานออกแบบนั้นจะมีรูปช้างเป็นหลัก ส่วนลายอื่นที่เป็นองค์ประกอบนั้นคล้ายคลึงกับลายโบราณ และนายอภิยศเบิกความตอบทนายจำเลยที่ 1 และที่ 2 ถามค้านว่า ลายผ้าไหมเชิงคชสารลูกค้าจะเรียกว่าลายช้างวงกลมซึ่งมีวางขายในท้องตลาดมาก่อน ส่วนที่นายอภิยศเบิกความว่า พยานออกแบบลายเกี้ยวเชือก ผูกลายขึ้นใหม่จากลายของใบอะแคนธัสผสมผสานกับลายเหงา เชิงด้านล่างพยานผูกลายจากลายเชิงพุ่มโบราณมาดัดแปลงกับใบอะแคนธัสนั้น นายเผ่าทองก็เบิกความว่า ลายดังกล่าวเป็นลายรูปประคำ ลายก้านขด และลายกรวยเชิงหรือกรุยเชิง ซึ่งทั้งหมดล้วนเป็นลายโบราณ สำหรับการนำลายมาจัดเรียงในผ้านั้น นางสาววิภาวรรณเบิกความว่า พยานนำแนวคิดมาจากหนังสือผ้าไทย หนังสือเส้นสายลายศิลป์ อินเทอร์เน็ต และหนังสือหญิงไทย นายอภิยศเบิกความตอบทนายจำเลยที่ 1 และที่ 2 ถามค้านว่า ผ้าคาดเตียงลายกนกทอง การจัดวางรูปแบบของลายผ้านั้นเป็นรูปแบบมาตรฐาน แสดงให้เห็นว่าการจัดเรียงลายในลายผ้าทั้งเจ็ดนั้นเป็นรูปแบบลายผ้าที่มีอยู่แล้ว เจือสมกับนายวิถี ผู้เชี่ยวชาญศูนย์วัฒนธรรมล้านนาศึกษา มหาวิทยาลัยนเรศวร และผู้เชี่ยวชาญลายผ้าไทย ที่ปรึกษาของงานพิพิธภัณฑ์ธนาคารแห่งประเทศไทย สำนักงานภาคเหนือ (ด้านผ้าโบราณ) พยานจำเลยทั้งสามที่เบิกความว่า ลายผ้าทั้งเจ็ดของโจทก์ร่วมและจำเลยที่ 1 มีองค์ประกอบคล้ายกัน การจัดเรียงคล้ายคลึงกัน และคล้ายคลึงกับผ้าต้นแบบที่จำเลยที่ 1 นำมาเป็นต้นแบบในการจัดทำลายผ้าทั้งเจ็ด การออกแบบลายผ้าทั้งเจ็ดไม่จำเป็นต้องใช้ช่างฝีมือเพราะมีลายผ้าต้นแบบอยู่แล้ว การจัดเรียงและวางองค์ประกอบก็ไม่ต้องอาศัยความชำนาญพิเศษ ไม่ต้องอาศัยแรงบันดาลใจหรือพรสวรรค์พิเศษในการจัดเรียงและจัดวาง เพียงแต่ดูว่าลายผ้าดังกล่าวจะขายได้หรือไม่ ลายผ้าทั้งเจ็ดเป็นการคลี่คลายรูปแบบผ้าโบราณ คือ การเอารูปแบบโบราณมาปรับเล็กน้อยใช้ตำแหน่งของลูกหรือลวดลายของผ้าตามความคิดที่ว่าลูกค้าหรือคนที่ใช้ผ้าดังกล่าวจะเป็นที่นิยม องค์ประกอบและลายผ้าทั้งเจ็ดเป็นลายโบราณทั้งสิ้น เพียงแต่เป็นลายคลี่คลาย ย่อหด ขยาย โยกย้าย ซึ่งในงานศิลปะหรืองานช่างถือว่างานดังกล่าวเป็นงานคลี่คลายไม่ใช่งานใหม่ งานใหม่ตามแนวคิดของศิลปะที่จะถือว่าเป็นงานสร้างสรรค์นั้นจะต้องมากกว่าร้อยละ 50 แต่ลายทั้งเจ็ดแตกต่างจากลายโบราณเดิมไม่เกินร้อยละ 10 จึงถือว่าเป็นลายคลี่คลายมากกว่า ลายผ้าทั้งเจ็ดหากไม่เคยเห็นมาก่อนไม่สามารถจินตนาการสร้างสรรค์ได้ ดังนั้น การที่นางสาววิภาวรรณและนายอภิยศเพียงแต่นำรูปแบบลายผ้ามาเลียนหรือประกอบเข้าด้วยกันแล้วเปลี่ยนแปลงหรือเพิ่มเติมลายโบราณในส่วนของรายละเอียดเพียงเล็กน้อยมีลักษณะเป็นการคัดลอกหรือเลียนแบบหรือทำซ้ำซึ่งลวดลายของผ้าที่มีมาแต่โบราณซึ่งตกเป็นงานสาธารณะแล้วเท่านั้น ไม่ได้ทำหรือก่อให้เกิดงานโดยเปลี่ยนรูปใหม่หรือปรับปรุงแก้ไขเพิ่มเติมในส่วนอันเป็นสาระสำคัญ งานดังกล่าวจึงไม่ใช่งานดัดแปลงงานที่มีมาแต่โบราณซึ่งตกเป็นงานสาธารณะแล้วถึงขนาดที่เรียกได้ว่าเป็นงานสร้างสรรค์ประเภทงานศิลปประยุกต์อันจะถือว่าเป็นงานอันมีลิขสิทธิ์ ตามพระราชบัญญัติลิขสิทธิ์ พ.ศ.2537 มาตรา 4 และมาตรา 6 พยานหลักฐานที่โจทก์และโจทก์ร่วมนำสืบมายังไม่มีน้ำหนักและเหตุผลให้รับฟังได้ว่าลายผ้าทั้งเจ็ดตามวัตถุพยาน เป็นงานสร้างสรรค์ประเภทงานศิลปประยุกต์อันมีลิขสิทธิ์ นอกจากนี้โจทก์และโจทก์ร่วมก็ไม่มีพยานหลักฐานใดมายืนยันว่าจำเลยทั้งสามนำเอาลายผ้าทั้งเจ็ดของโจทก์ร่วมไปทำซ้ำหรือดัดแปลง แต่ข้อเท็จจริงกลับได้ความจากพยานหลักฐานของโจทก์ โจทก์ร่วม และจำเลยทั้งสามว่าลายผ้าทั้งเจ็ดของโจทก์ร่วมและจำเลยที่ 1 มีองค์ประกอบคล้ายกัน ข้อเท็จจริงมีเหตุผลให้เชื่อว่าจำเลยทั้งสามก็ใช้ลายผ้าที่มีมาแต่โบราณพิมพ์ลงในผ้าและผลิตภัณฑ์สิ่งทอของจำเลยทั้งสามเช่นเดียวกับโจทก์ร่วม พยานหลักฐานของโจทก์และโจทก์ร่วมจึงรับฟังไม่ได้ว่าจำเลยทั้งสามร่วมกันกระทำความผิดฐานละเมิดลิขสิทธิ์โดยทำซ้ำดัดแปลงลายผ้าของโจทก์ร่วมลงในผ้าและผลิตภัณฑ์สิ่งทอของจำเลยทั้งสามและนำผลิตภัณฑ์สิ่งทอที่จำเลยทั้งสามได้ทำขึ้นนั้นออกขาย เสนอขาย และมีไว้เพื่อขายเพื่อหากำไรและเพื่อการค้าตามพระราชบัญญัติลิขสิทธิ์ พ.ศ.2537 มาตรา 69 วรรคสอง ประกอบมาตรา 27 และมาตรา 70 วรรคสอง ประกอบมาตรา 31 (1) ที่ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางพิพากษายกฟ้องจำเลยทั้งสามมานั้น ศาลฎีกาแผนกคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศเห็นพ้องด้วย อุทธรณ์ของโจทก์และโจทก์ร่วมฟังไม่ขึ้น

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.ลิขสิทธิ์ พ.ศ.2537 ม. 4 ม. 6
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการ สำนักงานอัยการสูงสุด
โจทก์ร่วม — บริษัท กรุงเจริญอุตสาหกรรมสิ่งทอ จำกัด
จำเลย — บริษัท ไทยภัณฑ์อุตสาหกรรมสิ่งทอ จำกัด กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลาง — นายพีระเดช ไตรรัตน์ธนวงศ์
ชื่อองค์คณะ
ปริญญา ดีผดุง
นวลน้อย ผลทวี
ธัชพันธ์ ประพุทธนิติสาร
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 14578/2557
#572021
เปิดฉบับเต็ม

โจทก์บรรยายฟ้องและนำสืบว่าจำเลยที่ 1 ทำสัญญาเช่าซื้อรถยนต์จากโจทก์แล้วผิดสัญญา โจทก์มีหนังสือบอกเลิกสัญญาพร้อมเรียกให้จำเลยทั้งสองร่วมกันส่งมอบรถยนต์ที่เช่าซื้อคืนและใช้ค่าเสียหายแก่โจทก์ตามสัญญา โดยโจทก์แนบสำเนาสัญญาเช่าซื้อพร้อมคำฟ้องและอ้างส่งต่อศาล ทั้งมีคำขอบังคับให้จำเลยทั้งสองร่วมกันส่งมอบรถยนต์ที่เช่าซื้อคืนโจทก์ หากคืนไม่ได้ให้ใช้ราคาพร้อมค่าเสียหาย ซึ่งสัญญาเช่าซื้อข้อ 6 ระบุความรับผิดของผู้เช่าซื้อในกรณีทรัพย์ที่เช่าซื้อสูญหายไว้ว่า หากเป็นความผิดของผู้เช่าซื้อ ผู้เช่าซื้อตกลงรับผิดชอบชำระค่าเช่าซื้อให้แก่เจ้าของจนครบถ้วนตามสัญญา แต่หากมิใช่ความผิดของผู้เช่าซื้อ ผู้เช่าซื้อตกลงรับผิดชอบค่าเสียหายหรือเบี้ยปรับ หรือค่าใช้จ่ายเกี่ยวกับการทวงถาม หรือค่าใช้จ่ายอื่นใดเพียงเท่าที่เจ้าของได้จ่ายไปจริงตามความจำเป็นและมีเหตุผลอันสมควร ซึ่งเห็นได้ว่า แม้รถยนต์ที่เช่าซื้อสูญหายอันเป็นเหตุให้สัญญาเช่าซื้อระงับไป จำเลยที่ 1 ในฐานะผู้เช่าซื้อก็ยังคงมีความรับผิดอันจะต้องใช้ค่าเสียหายแก่โจทก์ตามข้อสัญญาที่โจทก์นำมาเป็นหลักแห่งข้อหาในการฟ้องคดีนี้ ส่วนจะใช้ค่าเสียหายอย่างไร เพียงใด ย่อมขึ้นอยู่กับว่าความสูญหายของรถยนต์ที่เช่าซื้อเกิดจากความผิดของจำเลยที่ 1 หรือไม่ ดังนั้น ตามคำฟ้องและทางนำสืบของโจทก์จึงพอถือได้ว่า โจทก์เรียกค่าเสียหายอันเนื่องมาจากการที่รถยนต์ที่เช่าซื้อสูญหายรวมอยู่ด้วยแล้ว

สัญญาเช่าซื้อข้อ 6 ข้างต้นมิได้กำหนดบังคับให้ผู้เช่าซื้อต้องรับผิดใช้ค่าเสียหายแก่เจ้าของทรัพย์โดยเด็ดขาดทุกกรณี หากแต่ได้แบ่งความรับผิดในแต่ละกรณีไว้ต่างหากจากกัน จึงมิใช่การเอาเปรียบหรือทำให้คู่สัญญาอีกฝ่ายหนึ่งต้องรับภาระเกินกว่าที่คาดหมายตามปกติ ทั้งข้อสัญญาดังกล่าวยังเป็นไปตามประกาศคณะกรรมการว่าด้วยสัญญา เรื่อง ให้ธุรกิจให้เช่าซื้อรถยนต์และรถจักรยานยนต์เป็นธุรกิจที่ควบคุมสัญญา พ.ศ.2543 ข้อ 4 (4) ซึ่งออกโดยอาศัยอำนาจตามมาตรา 35 ทวิ แห่ง พ.ร.บ.คุ้มครองผู้บริโภค พ.ศ.2522 และเป็นประกาศฉบับที่ใช้ในขณะทำสัญญาเช่าซื้อคดีนี้ ประกาศดังกล่าวเป็นประกาศที่ออกมาเพื่อคุ้มครองให้เกิดความเป็นธรรมแก่ผู้บริโภคในการเข้าทำสัญญาเช่าซื้อ ดังนี้ ข้อสัญญาดังกล่าวจึงมิใช่ข้อสัญญาที่ไม่เป็นธรรม

สัญญาเช่าซื้อข้อ 6 กำหนดว่า หากทรัพย์สินที่เช่าซื้อสูญหายโดยมิใช่ความผิดของผู้เช่าซื้อ ผู้เช่าซื้อตกลงรับผิดชอบค่าเสียหายหรือเบี้ยปรับ หรือค่าใช้จ่ายเกี่ยวกับการทวงถาม การติดตามทรัพย์ที่เช่าซื้อ ค่าทนายความ หรือค่าใช้จ่ายอื่นใดเพียงเท่าที่เจ้าของจ่ายไปจริงตามความจำเป็นและมีเหตุผลอันสมควร ดังนี้ จำเลยที่ 1 ในฐานะผู้เช่าซื้อจึงต้องผูกพันตามข้อตกลงนั้น แต่เนื่องจากโจทก์มิได้นำสืบให้ได้ความว่า โจทก์เสียค่าใช้จ่ายในการทวงถาม การติดตามทรัพย์ที่เช่าซื้อ ค่าทนายความหรือค่าใช้จ่ายอื่นไปหรือไม่ เพียงใด จึงไม่กำหนดให้ คงมีเพียงค่าเสียหายจากการที่ทรัพย์ที่เช่าซื้อสูญหายไป ซึ่งแม้สัญญาเช่าซื้อจะเป็นอันระงับไปเพราะรถยนต์ที่เช่าซื้อสูญหายอันเป็นเหตุให้โจทก์ไม่อาจเรียกค่าเสียหายเป็นราคารถยนต์นั้นได้ แต่เมื่อพิจารณาว่าหากรถยนต์ที่เช่าซื้อไม่สูญหาย และจำเลยที่ 1 ชำระค่าเช่าซื้อจนครบถ้วนทั้ง 42 งวด โจทก์จะได้รับผลประโยชน์เป็นเงินรวม 77,209.44 บาท แต่คดีนี้โจทก์ได้รับผลประโยชน์จากจำเลยที่ 1 มาเพียง 5 งวด รถยนต์ก็มาสูญหายเสียก่อน จึงเห็นควรกำหนดค่าเสียหายแก่โจทก์เป็นเงิน 68,100 บาท จำเลยที่ 2 ในฐานะผู้ค้ำประกันต้องร่วมกับจำเลยที่ 1 ใช้ค่าเสียหายดังกล่าวแก่โจทก์

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องและแก้ไขคำฟ้องขอให้บังคับจำเลยทั้งสองร่วมกันส่งมอบรถยนต์ที่เช่าซื้อคืนโจทก์ในสภาพเรียบร้อยใช้การได้ดี หากคืนไม่ได้ให้ชดใช้ราคาเป็นเงิน 197,420 บาท ให้จำเลยทั้งสองร่วมกันชดใช้ค่าเสียหาย 41,580 บาท กับอีกเดือนละ 2,970 บาท นับถัดจากวันที่ 5 กรกฎาคม 2546 เป็นต้นไปจนกว่าจะส่งมอบรถยนต์ที่เช่าซื้อแก่โจทก์ และให้จำเลยทั้งสองร่วมกันชำระดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงิน 239,000 บาท นับถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์

จำเลยทั้งสองให้การขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยทั้งสองร่วมกันชำระค่าเสียหาย 130,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงินดังกล่าว นับถัดจากวันฟ้อง (ฟ้องวันที่ 25 สิงหาคม 2546) เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ กับให้จำเลยทั้งสองใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ โดยกำหนดค่าทนายความ 4,000 บาท คำขออื่นนอกจากนี้ให้ยก

จำเลยทั้งสองอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษากลับให้ยกฟ้อง ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสองศาลให้เป็นพับ

โจทก์ฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีพาณิชย์และเศรษฐกิจวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงที่ศาลล่างทั้งสองรับฟังเป็นยุติว่า

จำเลยที่ 1 ทำสัญญาเช่าซื้อรถยนต์หมายเลขทะเบียน ยต 4912 กรุงเทพมหานคร จากโจทก์ในราคา 224,209.44 บาท ตกลงชำระค่าเช่าซื้อและภาษีมูลค่าเพิ่มรวม 42 งวด งวดละ 5,712 บาท เริ่มชำระงวดแรกวันที่ 5 มกราคม 2545 งวดต่อไปชำระทุกวันที่ 5 ของเดือนต่อไปจนกว่าจะครบ โดยมีจำเลยที่ 2 ทำสัญญาค้ำประกันยอมรับผิดร่วมกับจำเลยที่ 1 อย่างลูกหนี้ร่วม จำเลยที่ 1 ชำระค่าเช่าซื้อให้แก่โจทก์ 5 งวด เป็นเงิน 28,560 บาท ต่อมารถยนต์ที่เช่าซื้อสูญหาย โดยมิใช่เป็นความผิดของจำเลยที่ 1 จำเลยที่ 1 ร้องทุกข์ต่อพนักงานสอบสวนสถานีตำรวจนครบาลฉลองกรุง โจทก์มีหนังสือทวงถามให้จำเลยทั้งสองชำระค่าเช่าซื้อที่ค้างและบอกเลิกสัญญา

มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ประการแรกว่า ตามคำฟ้องและทางนำสืบของโจทก์พอถือได้ว่าโจทก์เรียกค่าเสียหายอันเนื่องมาจากการที่รถยนต์ที่เช่าซื้อสูญหายได้หรือไม่ เห็นว่า โจทก์บรรยายฟ้องและนำสืบว่า จำเลยที่ 1 ทำสัญญาเช่าซื้อรถยนต์พิพาทจากโจทก์ แล้วต่อมาผิดสัญญา โดยผิดนัดชำระค่าเช่าซื้อ 3 งวด ติดต่อกัน โจทก์จึงมีหนังสือบอกเลิกสัญญาพร้อมเรียกให้จำเลยที่ 1 ในฐานะผู้เช่าซื้อและจำเลยที่ 2 ในฐานะผู้ค้ำประกันร่วมกันส่งมอบรถยนต์ที่เช่าซื้อคืนและใช้ค่าเสียหายแก่โจทก์ตามสัญญา โดยโจทก์แนบสำเนาสัญญาเช่าซื้อพร้อมคำฟ้องและอ้างส่งต่อศาลตามสัญญาเช่าซื้อ ทั้งมีคำขอบังคับให้จำเลยทั้งสองร่วมกันส่งมอบรถยนต์ที่เช่าซื้อคืนโจทก์ หากคืนไม่ได้ให้ใช้ราคาพร้อมค่าเสียหาย ซึ่งสัญญาเช่าซื้อข้อ 6 ระบุความรับผิดของผู้เช่าซื้อในกรณีทรัพย์ที่เช่าซื้อสูญหายไว้ว่า หากเป็นความผิดของผู้เช่าซื้อ ผู้เช่าซื้อตกลงรับผิดชอบชำระค่าเช่าซื้อให้แก่เจ้าของจนครบถ้วนตามสัญญา แต่หากมิใช่ความผิดของผู้เช่าซื้อ ผู้เช่าซื้อตกลงรับผิดชอบค่าเสียหายหรือเบี้ยปรับ หรือค่าใช้จ่ายเกี่ยวกับการทวงถาม การติดตามทรัพย์ที่เช่าซื้อ ค่าทนายความ หรือค่าใช้จ่ายอื่นใด เพียงเท่าที่เจ้าของได้จ่ายไปจริงตามความจำเป็นและมีเหตุผลอันสมควร ซึ่งเห็นได้ว่าแม้รถยนต์ที่เช่าซื้อสูญหายอันเป็นเหตุให้สัญญาเช่าซื้อระงับไป จำเลยที่ 1 ในฐานะผู้เช่าซื้อก็ยังคงมีความรับผิดอันจะต้องใช้ค่าเสียหายแก่โจทก์ตามข้อสัญญาที่โจทก์นำมาเป็นหลักแห่งข้อหาในการฟ้องคดีนี้ ส่วนจะใช้ค่าเสียหายอย่างไร เพียงใด ย่อมขึ้นอยู่กับว่าความสูญหายของรถยนต์ที่เช่าซื้อเกิดจากความผิดของจำเลยที่ 1 หรือไม่ ดังนั้นตามคำฟ้องและทางนำสืบของโจทก์จึงพอถือได้ว่า โจทก์เรียกค่าเสียหายอันเนื่องมาจากการที่รถยนต์ที่เช่าซื้อสูญหายรวมอยู่ด้วยแล้ว ที่จำเลยทั้งสองแก้ฎีกาในทำนองว่า สัญญาเช่าซื้อ ข้อ 6 ดังกล่าวเป็นข้อสัญญาที่ไม่เป็นธรรมเพราะเป็นข้อตกลงที่มีลักษณะหรือมีผลให้คู่สัญญาอีกฝ่ายหนึ่งปฏิบัติหรือรับภาระเกินกว่าที่วิญญูชนจะพึงคาดหมายได้ตามปกติและเป็นข้อตกลงให้คู่สัญญาต้องรับผิดหรือรับภาระมากกว่าที่กฎหมายกำหนดนั้น เห็นว่า สัญญาข้อดังกล่าวมิได้กำหนดบังคับให้ผู้เช่าซื้อต้องรับผิดใช้ค่าเสียหายแก่เจ้าของทรัพย์โดยเด็ดขาดทุกกรณี หากแต่ได้แบ่งความรับผิดในแต่ละกรณีไว้ต่างหากจากกัน จึงมิใช่การเอาเปรียบหรือทำให้คู่สัญญาอีกฝ่ายหนึ่งต้องรับภาระเกินกว่าที่คาดหมายตามปกติ ทั้งข้อสัญญาดังกล่าวยังเป็นไปตามประกาศคณะกรรมการว่าด้วยสัญญา เรื่อง ให้ธุรกิจให้เช่าซื้อรถยนต์และรถจักรยานยนต์เป็นธุรกิจที่ควบคุมสัญญา พ.ศ.2543 ข้อ 4 (4) ซึ่งออกโดยอาศัยอำนาจตามมาตรา 35 ทวิ แห่งพระราชบัญญัติคุ้มครองผู้บริโภค พ.ศ.2522 และเป็นประกาศฉบับที่ใช้ในขณะทำสัญญาเช่าซื้อคดีนี้ ประกาศดังกล่าวเป็นประกาศที่ออกมาเพื่อคุ้มครองให้เกิดความเป็นธรรมแก่ผู้บริโภคในการเข้าทำสัญญาเช่าซื้อ ดังนี้ ข้อสัญญาดังกล่าวจึงมิใช่ข้อสัญญาที่ไม่เป็นธรรม ที่ศาลอุทธรณ์วินิจฉัยว่า โจทก์มิได้ฟ้องเรียกค่าเสียหายในกรณีรถยนต์สูญหายและพิพากษายกฟ้องมานั้น ไม่ต้องด้วยความเห็นของศาลฎีกา ฎีกาของโจทก์ข้อนี้ฟังขึ้น

มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ประการต่อมาว่า จำเลยทั้งสองต้องร่วมกันใช้ค่าเสียหายแก่โจทก์เพียงใด ซึ่งปัญหานี้ศาลอุทธรณ์ยังไม่ได้วินิจฉัย เนื่องจากศาลอุทธรณ์เห็นว่าโจทก์ไม่ได้ฟ้องเรียกค่าเสียหายส่วนนี้ แต่เมื่อศาลฎีกาวินิจฉัยว่า คำฟ้องของโจทก์ที่เรียกให้จำเลยทั้งสองใช้ค่าเสียหายถือได้ว่ารวมถึงการเรียกค่าเสียหายอันเนื่องมาจากรถยนต์ที่เช่าซื้อสูญหายแล้วและคู่ความสืบพยานมาจนเสร็จสิ้น ศาลฎีกาจึงเห็นควรวินิจฉัยปัญหานี้ไปเสียทีเดียว เห็นว่า สัญญาเช่าซื้อ ข้อ 6 กำหนดว่า หากทรัพย์สินที่เช่าซื้อสูญหายโดยมิใช่ความผิดของผู้เช่าซื้อ ผู้เช่าซื้อตกลงรับผิดชอบค่าเสียหายหรือเบี้ยปรับหรือค่าใช้จ่ายเกี่ยวกับการทวงถาม การติดตามทรัพย์ที่เช่าซื้อ ค่าทนายความ หรือค่าใช้จ่ายอื่นใด เพียงเท่าที่เจ้าของจ่ายไปจริงตามความจำเป็นและมีเหตุผลอันสมควร ดังนี้ จำเลยที่ 1 ในฐานะผู้เช่าซื้อจึงต้องผูกพันตามข้อตกลงนั้น แต่เนื่องจากโจทก์มิได้นำสืบให้ได้ความว่าโจทก์เสียค่าใช้จ่ายในการทวงถาม การติดตามทรัพย์ที่เช่าซื้อ ค่าทนายความหรือค่าใช้จ่ายอื่นไปหรือไม่ เพียงใด จึงไม่กำหนดให้ คงมีเพียงค่าเสียหายจากการที่ทรัพย์ที่เช่าซื้อสูญหายไป ซึ่งแม้สัญญาเช่าซื้อจะเป็นอันระงับไปเพราะรถยนต์ที่เช่าซื้อสูญหายอันเป็นเหตุให้โจทก์ไม่อาจเรียกค่าเสียหายเป็นราคารถยนต์นั้นได้ แต่เมื่อพิจารณาว่าหากรถยนต์ที่เช่าซื้อไม่สูญหายและจำเลยที่ 1 ชำระค่าเช่าซื้อจนครบถ้วนทั้ง 42 งวด โจทก์จะได้รับผลประโยชน์เป็นเงินรวม 77,209.44 บาท แต่คดีนี้โจทก์ได้รับผลประโยชน์จากจำเลยที่ 1 มาเพียง 5 งวด รถยนต์ก็มาสูญหายเสียก่อน จึงเห็นควรกำหนดค่าเสียหายแก่โจทก์เป็นเงิน 68,100 บาท จำเลยที่ 2 ในฐานะผู้ค้ำประกันต้องร่วมกับจำเลยที่ 1 ใช้ค่าเสียหายดังกล่าวแก่โจทก์ด้วย ฎีกาของโจทก์ข้อนี้ฟังขึ้นบางส่วน

พิพากษากลับ ให้จำเลยทั้งสองร่วมกันใช้ค่าเสียหาย 68,100 บาท พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงินดังกล่าว นับถัดจากวันฟ้อง (ฟ้องวันที่ 25 สิงหาคม 2546) เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ คำขออื่นให้ยก ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสามศาลให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 572
พ.ร.บ.คุ้มครองผู้บริโภค พ.ศ.2522 ม. 35 ทวิ
พ.ร.บ.ว่าด้วยข้อสัญญาที่ไม่เป็นธรรม พ.ศ.2540
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — บริษัทจีอี แคปปิตอล ออโต้ ลีส จำกัด (มหาชน)
จำเลย — นายสุไลมาน พันเต๊ะ กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลแขวงปทุมวัน — นายองอาจ เทพหัสดิน ณ อยุธยา
ศาลอุทธรณ์ — นายแก้ว เวศอุไร
ชื่อองค์คณะ
เมทินี ชโลธร
วีระวัฒน์ ปวราจารย์
นิยุต สุภัทรพาหิรผล
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 14541 -ที่ 14551/2557
#579841
เปิดฉบับเต็ม

คำฟ้องบรรยายว่านับแต่เริ่มทำงานเมื่อวันที่ 1 เมษายน 2553 จนครบ 1 ปี จำเลยไม่จัดให้โจทก์แต่ละคนหยุดพักผ่อนประจำปีโดยให้ทำงานแทน จึงขอให้บังคับจำเลยจ่ายค่าจ้างสำหรับวันหยุดพักผ่อนประจำปีนั้น พอถือได้ว่าเป็นการฟ้องเรียกค่าทำงานในวันหยุดพักผ่อนประจำปีซึ่งเกิดมีขึ้นในปี 2554 รวมมาด้วย ซึ่งจำเลยมีหน้าที่จ่ายค่าทำงานในวันหยุดพักผ่อนประจำปีแก่โจทก์แต่ละคนที่เป็นลูกจ้างรายวันแม้ไม่มีการเลิกจ้างแต่เป็นการลาออก ในอัตราไม่น้อยกว่า 2 เท่า ของอัตราค่าจ้างในวันทำงานตาม พ.ร.บ.คุ้มครองแรงงาน พ.ศ.2541 มาตรา 62 และมาตรา 64 แต่จำเลยจ่ายค่าทำงานในวันหยุดพักผ่อนประจำปีให้โจทก์แต่ละคนเท่ากับอัตราค่าจ้างรายวัน จึงต้องจ่ายส่วนที่ขาดให้แก่โจทก์แต่ละคน

นายจ้างไม่มีสิทธิหักค่าจ้างของลูกจ้างเพราะเหตุขาดงานตาม พ.ร.บ.คุ้มครองแรงงาน พ.ศ.2541 มาตรา 76 วรรคหนึ่ง จำเลยต้องคืนค่าจ้างที่หักไว้แก่โจทก์แต่ละคน ส่วนดอกเบี้ยของค่าจ้างที่หักไว้นั้นเมื่อ พ.ร.บ.คุ้มครองแรงงาน พ.ศ.2541 มาตรา 9 วรรคหนึ่ง บัญญัติให้นายจ้างเสียดอกเบี้ยให้แก่ลูกจ้างในระหว่างเวลาผิดนัดร้อยละ 15 ต่อปี ซึ่งโจทก์แต่ละคนมีคำขอท้ายคำฟ้องเรียกดอกเบี้ยอัตราดังกล่าวนับแต่วันฟ้อง แม้ศาลแรงงานกลางพิพากษาให้จำเลยเสียดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันฟ้อง และคู่ความไม่อุทธรณ์ แต่เพื่อความเป็นธรรมศาลฎีกาเห็นสมควรให้จำเลยเสียดอกเบี้ยของค่าจ้างที่หักไว้ในอัตราร้อยละ 15 ต่อปี นับแต่วันฟ้องตาม พ.ร.บ.จัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงาน พ.ศ.2522 มาตรา 52

เมื่อนายจ้างมีหน้าที่จ่ายค่าจ้างให้แก่ลูกจ้าง ณ สถานที่ทำงานของลูกจ้าง ตาม พ.ร.บ.คุ้มครองแรงงาน พ.ศ.2541 มาตรา 55 การที่จำเลยหักค่าจ้างบางส่วนของโจทก์แต่ละคนไว้ทุกเดือนแล้วนำไปชำระค่าธรรมเนียมแก่ธนาคารในการโอนค่าจ้างเข้าบัญชีเงินฝากของโจทก์แต่ละคน จึงไม่ใช่หนี้ที่เป็นไปเพื่อสวัสดิการอันเป็นประโยชน์แก่เป็นลูกจ้างแต่ฝ่ายเดียวตาม พ.ร.บ.คุ้มครองแรงงาน พ.ศ.2541 มาตรา 76 วรรคหนึ่ง (3) จำเลยต้องคืนค่าจ้างที่หักไว้พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 15 ต่อปี แก่โจทก์แต่ละคน

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ทั้งสิบเอ็ดสำนวนนี้ศาลแรงงานกลางสั่งให้รวมพิจารณาเป็นคดีเดียวกันโดยให้เรียกโจทก์เรียงตามลำดับสำนวนว่าโจทก์ที่ 1 ถึงที่ 11

โจทก์ทั้งสิบเอ็ดฟ้องขอให้บังคับจำเลยจ่ายค่าจ้างสำหรับวันหยุดพักผ่อนประจำปีแก่โจทก์ที่ 1 ถึงที่ 6 และที่ 8 ถึงที่ 11 คนละ 2,100 บาท กับจ่ายค่าจ้างแก่โจทก์ที่ 1 ถึงที่ 11 เป็นเงินคนละ 210 บาท 1,019.41 บาท 1,610 บาท 210 บาท 910 บาท 3,010 บาท 3,101 บาท 1,610 บาท 210 บาท 44,310 บาท และ 210 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 15 ต่อปี นับแต่วันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ทั้งสิบเอ็ดตามลำดับ

จำเลยให้การขอให้ยกฟ้อง

ระหว่างการพิจารณาของศาลแรงงานกลาง โจทก์ที่ 2 สละประเด็นข้อเรียกร้องในค่าล่วงเวลา ส่วนจำเลยสละประเด็นข้อต่อสู้เรื่องอำนาจฟ้องของโจทก์ที่ 1 ที่ 2 ที่ 5 และที่ 8 ถึงที่ 11

ศาลแรงงานกลางพิพากษาให้จำเลยจ่ายเงินแก่โจทก์ที่ 1 ที่ 2 ที่ 4 ที่ 9 และที่ 11 คนละ 2,310 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 15 ต่อปี โจทก์ที่ 3 จำนวน 2,660 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 15 ต่อปี ของต้นเงิน 2,310 บาท และดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงิน 350 บาท โจทก์ที่ 5 จำนวน 2,485 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 15 ต่อปี ของต้นเงิน 2,310 บาท และดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงิน 175 บาท โจทก์ที่ 6 จำนวน 3,010 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 15 ต่อปี ของต้นเงิน 2,310 บาท และดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงิน 700 บาท โจทก์ที่ 7 จำนวน 910 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 15 ต่อปี ของต้นเงิน 210 บาท และดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงิน 700 บาท โจทก์ที่ 8 จำนวน 2,650 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 15 ต่อปี ของต้นเงิน 2,310 บาท และดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงิน 350 บาท โจทก์ที่ 10 จำนวน 13,335 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 15 ต่อปี ของต้นเงิน 2,310 บาท และดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงิน 11,025 บาท โดยดอกเบี้ยให้นับแต่วันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ทั้งสิบเอ็ด คำขออื่นนอกจากนี้ให้ยก

จำเลยอุทธรณ์ต่อศาลฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีแรงงานวินิจฉัย ปัญหาที่จำเลยอุทธรณ์ข้อแรกว่าโจทก์ที่ 1 ถึงที่ 6 กับที่ 8 ถึงที่ 11 ลาออกไม่เข้าเงื่อนไขที่จะมีสิทธิได้รับค่าจ้างสำหรับวันหยุดพักผ่อนประจำปีเมื่อถูกเลิกจ้างโดยไม่มีความผิดตามมาตรา 67 และ 119 แห่งพระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน พ.ศ.2541 และโจทก์ดังกล่าวไม่ได้ฟ้องเรียกค่าจ้างสำหรับวันหยุดพักผ่อนประจำปีนั้น เห็นว่า คำฟ้องของโจทก์ที่ 1 ถึงที่ 6 กับที่ 8 ถึงที่ 11 บรรยายว่า ระหว่างการทำงานจำเลยมีข้อตกลงให้มีวันหยุดพักผ่อนประจำปีปีละ 6 วัน ให้แก่ลูกจ้างที่ทำงานติดต่อกันครบ 1 ปี ซึ่งโจทก์ที่ 1 ถึงที่ 6 กับที่ 8 ถึงที่ 11 เป็นลูกจ้างของจำเลยที่ทำงานติดต่อกันครบ 1 ปี ย่อมมีสิทธิหยุดพักผ่อนประจำปีในปี 2553 รวม 6 วัน เป็นเงิน 2,100 บาท ขอให้บังคับจำเลยจ่ายค่าจ้างสำหรับวันหยุดพักผ่อนประจำปีจำนวนดังกล่าวพร้อมดอกเบี้ยนับแต่วันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ จึงพอถือได้ว่าโจทก์ที่ 1 ถึงที่ 6 กับที่ 8 ถึงที่ 11 ฟ้องเรียกค่าทำงานในวันหยุดพักผ่อนประจำปีที่เกิดขึ้นในปี 2554 หลังจากทำงานให้แก่จำเลยติดต่อกันครบ 1 ปี นับแต่วันที่ 1 เมษายน 2553 รวมมาด้วย เมื่อจำเลยให้โจทก์ที่ 1 ถึงที่ 6 กับที่ 8 ถึงที่ 11 ซึ่งทำงานติดต่อกันครบ 1 ปี ทำงานในวันหยุดพักผ่อนประจำปี จำเลยจึงมีหน้าที่จ่ายค่าทำงานในวันหยุดพักผ่อนประจำปีแก่โจทก์ดังกล่าวแม้ไม่มีการเลิกจ้างแต่เป็นการลาออก ซึ่งต้องจ่ายให้ไม่น้อยกว่า 2 เท่าของอัตราค่าจ้างในวันทำงานเนื่องจากโจทก์ดังกล่าวเป็นลูกจ้างรายวันที่ไม่ได้รับค่าจ้างในวันหยุด ตามพระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน พ.ศ.2541 มาตรา 62 และมาตรา 64 อันเป็นคนละกรณีกับมาตรา 67 ดังที่จำเลยอุทธรณ์ เมื่อจำเลยจ่ายค่าทำงานในวันหยุดพักผ่อนประจำปีให้โจทก์ดังกล่าวคนละเท่ากับอัตราค่าจ้างรายวันจำนวน 6 วัน เป็นเงิน 2,100 บาท จึงต้องจ่ายส่วนที่ขาดให้แก่โจทก์ที่ 1 ถึงที่ 6 กับที่ 8 ถึงที่ 11 อีกคนละ 2,100 บาท ที่ศาลแรงงานกลางพิพากษาให้จำเลยจ่ายค่าทำงานในวันหยุดพักผ่อนประจำปีแก่โจทก์ดังกล่าวไม่ได้เกินไปกว่าหรือนอกจากที่ปรากฏในคำฟ้องจึงชอบด้วยพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงาน พ.ศ.2522 มาตรา 52 ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย

ปัญหาที่จำเลยอุทธรณ์ข้อต่อไปว่าจำเลยมีสิทธิหักค่าจ้างโจทก์ที่ 3 ที่ 5 ถึงที่ 8 และที่ 10 เป็น 2 เท่าของค่าจ้างรายวันเนื่องจากกระทำผิดกรณีขาดงานตามกฎระเบียบข้อบังคับเกี่ยวกับการทำงานของจำเลยหรือไม่ เห็นว่า นายจ้างจะหักค่าจ้างได้ก็ต่อเมื่อเป็นไปตามข้อยกเว้นในพระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน พ.ศ.2541 มาตรา 76 วรรคหนึ่ง ที่บัญญัติว่า "ห้ามมิให้นายจ้างหักค่าจ้าง... เว้นแต่เป็นการหักเพื่อ (1) ชำระภาษีเงินได้ตามจำนวนที่ลูกจ้างต้องจ่ายหรือชำระเงินอื่นตามที่มีกฎหมายบัญญัติไว้ (2) ชำระค่าบำรุงสหภาพแรงงานตามข้อบังคับของสหภาพแรงงาน (3) ชำระหนี้สินสหกรณ์ออมทรัพย์หรือสหกรณ์อื่นที่มีลักษณะเดียวกันกับสหกรณ์ออมทรัพย์ หรือหนี้ที่เป็นไปเพื่อสวัสดิการที่เป็นประโยชน์แก่ลูกจ้างฝ่ายเดียว โดยได้รับความยินยอมล่วงหน้าจากลูกจ้าง (4) เป็นเงินประกันตามมาตรา 10 หรือชดใช้ค่าเสียหายให้แก่นายจ้างซึ่งลูกจ้างได้กระทำโดยจงใจหรือประมาทเลินอย่างร้ายแรง โดยได้รับความยินยอมจากลูกจ้าง (5) เป็นเงินสะสมตามข้อตกลงเกี่ยวกับกองทุนเงินสะสม ..." การที่กฎระเบียบข้อบังคับเกี่ยวกับการทำงานของจำเลยและตารางแนบท้ายกำหนดว่า ขาดงานหัก 2 เท่า และจำเลยซึ่งเป็นนายจ้างหักค่าจ้างของโจทก์ที่ 3 ที่ 5 ถึงที่ 8 และที่ 10 เป็น 2 เท่าของค่าจ้างรายวันที่โจทก์ดังกล่าวได้รับในอัตราวันละ 350 บาท โดยหักค่าจ้างโจทก์ที่ 3 ซึ่งขาดงาน 2 วัน จำนวน 1,400 บาท โจทก์ที่ 5 ซึ่งขาดงาน 1 วัน จำนวน 700 บาท โจทก์ที่ 6 ซึ่งขาดงาน 4 วัน จำนวน 2,800 บาท โจทก์ที่ 7 ซึ่งขาดงาน 4 วัน จำนวน 2,800 บาท โจทก์ที่ 8 ซึ่งขาดงาน 2 วัน จำนวน 1,400 บาท และโจทก์ที่ 10 ซึ่งขาดงาน 63 วัน จำนวน 44,100 บาท เช่นนี้ เป็นกรณีที่จำเลยหักค่าจ้างเนื่องจากขาดงาน ซึ่งไม่เข้าข้อยกเว้นตามบทกฎหมายดังกล่าว จำเลยไม่มีสิทธิหักค่าจ้างจำนวนดังกล่าว เมื่อหักไว้แล้วจำเลยจึงต้องคืนค่าจ้างจำนวนที่หักไปดังกล่าวแก่โจทก์ที่ 3 ที่ 5 ถึงที่ 8 และที่ 10 ที่ศาลแรงงานกลางพิพากษาว่าเป็นโทษปรับกรณีขาดงานและให้ปรับ 1.5 เท่าของค่าจ้างรายวันมานั้น ศาลฎีกาไม่เห็นพ้องด้วย ในส่วนที่ศาลแรงงานกลางพิพากษาให้จำเลยชำระดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของค่าจ้างที่หักไว้นั้น เห็นว่า จำเลยมีหน้าที่ชำระค่าจ้างให้แก่โจทก์ที่ 3 ที่ 5 ถึงที่ 8 และที่ 10 แต่จำเลยกลับอ้างเหตุขาดงานมาหักค่าจ้างอันเป็นการไม่ชอบด้วยพระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน พ.ศ.2541 มาตรา 76 วรรคหนึ่ง จำเลยมีหน้าที่ชำระคืนค่าจ้างแก่โจทก์ดังกล่าวพร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 15 ต่อปี ตามพระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน พ.ศ.2541 มาตรา 9 วรรคหนึ่ง ซึ่งโจทก์ดังกล่าวมีคำขอท้ายฟ้องเรียกดอกเบี้ยอัตราดังกล่าวนับแต่วันฟ้องดังนี้แม้ศาลแรงงานกลางจะพิพากษาให้จำเลยจ่ายดอกเบี้ยสำหรับค่าจ้างที่หักไว้ในอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี และไม่มีคู่ความฝ่ายใดอุทธรณ์ก็ตาม แต่เพื่อความเป็นธรรม ศาลฎีกาเห็นสมควรให้จำเลยเสียดอกเบี้ยในค่าจ้างที่หักไว้อัตราร้อยละ 15 ต่อปี นับแต่วันฟ้อง ทั้งนี้ ตามพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงาน พ.ศ.2522 มาตรา 52

ปัญหาที่จำเลยอุทธรณ์ข้อสุดท้ายว่าจำเลยหักค่าจ้างโจทก์ทั้งสิบเอ็ดคนละ 10 บาท ต่อเดือน เป็นเวลา 21 เดือน เป็นค่าธรรมเนียมแก่ธนาคารในการจ่ายค่าจ้างผ่านธนาคารอันเป็นประโยชน์แก่โจทก์ทั้งสิบเอ็ด แม้ไม่ได้ทำเป็นหนังสือให้ความยินยอมแต่ข้อบังคับเกี่ยวกับการทำงานของจำเลยกำหนดให้จำเลยจ่ายค่าจ้างผ่านธนาคารได้หากลูกจ้างยินยอม ซึ่งจำเลยจ่ายค่าจ้างแก่โจทก์ทั้งสิบเอ็ดด้วยวิธีนี้ตลอดมาอันเป็นพฤติการณ์ที่แสดงให้เห็นว่ามีข้อตกลงกันไว้ชัดเจนว่าโจทก์ทุกคนยอมให้จำเลยหักค่าจ้าง จำเลยย่อมมีสิทธิหักค่าจ้างโจทก์ทั้งสิบเอ็ดได้โดยไม่ฝ่าฝืนพระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน พ.ศ.2541 มาตรา 77 นั้น เห็นว่า เมื่อจำเลยซึ่งเป็นนายจ้างมีหน้าที่ต้องจ่ายค่าจ้างแก่โจทก์ทั้งสิบเอ็ดซึ่งเป็นลูกจ้างให้ ณ สถานที่ทำงานของโจทก์ทั้งสิบเอ็ดตามพระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน พ.ศ.2541 มาตรา 55 การหักค่าจ้างชำระค่าธรรมเนียมการโอนค่าจ้างเข้าบัญชีเงินฝากของโจทก์ทั้งสิบเอ็ดจึงไม่ใช่หนี้ที่เป็นไปเพื่อสวัสดิการอันเป็นประโยชน์แก่โจทก์ทั้งสิบเอ็ดซึ่งเป็นลูกจ้างแต่ฝ่ายเดียวตามพระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน พ.ศ.2541 มาตรา 76 (3) ดังนั้นจำเลยไม่มีสิทธิหักค่าจ้างโจทก์ทั้งสิบเอ็ดเป็นค่าธรรมเนียมแก่ธนาคารจึงต้องคืนค่าจ้างที่หักไว้แก่โจทก์ทั้งสิบเอ็ด ที่ศาลแรงงานกลางพิพากษาในปัญหานี้มานั้นศาลฎีกาเห็นพ้องด้วยในผล อุทธรณ์ทุกข้อของจำเลยฟังไม่ขึ้น

พิพากษาแก้เป็นว่า ให้จำเลยชำระเงินแก่โจทก์ที่ 1 เป็นค่าจ้างที่หักไว้เป็นค่าธรรมเนียมธนาคาร 210 บาท และค่าทำงานในวันหยุดพักผ่อนประจำปี 2,100 บาท โจทก์ที่ 2 เป็นค่าจ้างที่หักไว้เป็นค่าธรรมเนียมธนาคาร 210 บาท และค่าทำงานในวันหยุดพักผ่อนประจำปี 2,100 บาท โจทก์ที่ 3 เป็นค่าจ้างที่หักไว้เป็นค่าธรรมเนียมธนาคาร 210 บาท กับที่หักไว้กรณีขาดงาน 1,400 บาท และค่าทำงานในวันหยุดพักผ่อนประจำปี 2,100 บาท โจทก์ที่ 4 เป็นค่าจ้างที่หักไว้เป็นค่าธรรมเนียมธนาคาร 210 บาท และค่าทำงานในวันหยุดพักผ่อนประจำปี 2,100 บาท โจทก์ที่ 5 เป็นค่าจ้างที่หักไว้เป็นค่าธรรมเนียมธนาคาร 210 บาท กับที่หักไว้กรณีขาดงาน 700 บาท และค่าทำงานในวันหยุดพักผ่อนประจำปี 2,100 บาท โจทก์ที่ 6 เป็นค่าจ้างที่หักไว้เป็นค่าธรรมเนียมธนาคาร 210 บาท กับที่หักไว้กรณีขาดงาน 2,800 บาท และค่าทำงานในวันหยุดพักผ่อนประจำปี 2,100 บาท โจทก์ที่ 7 เป็นค่าจ้างที่หักไว้เป็นค่าธรรมเนียมธนาคาร 210 บาท กับที่หักไว้กรณีขาดงาน 2,800 บาท โจทก์ที่ 8 เป็นค่าจ้างที่หักไว้เป็นค่าธรรมเนียมธนาคาร 210 บาท กับที่หักไว้กรณีขาดงาน 1,400 บาท และค่าทำงานในวันหยุดพักผ่อนประจำปี 2,100 บาท โจทก์ที่ 9 เป็นค่าจ้างที่หักไว้เป็นค่าธรรมเนียมธนาคาร 210 บาท และค่าทำงานในวันหยุดพักผ่อนประจำปี 2,100 บาท โจทก์ที่ 10 เป็นค่าจ้างที่หักไว้เป็นค่าธรรมเนียมธนาคาร 210 บาท กับที่หักไว้กรณีขาดงาน 44,100 บาท และค่าทำงานในวันหยุดพักผ่อนประจำปี 2,100 บาท โจทก์ที่ 11 เป็นค่าจ้างที่หักไว้เป็นค่าธรรมเนียมธนาคาร 210 บาท และค่าทำงานในวันหยุดพักผ่อนประจำปี 2,100 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 15 ต่อปี ของเงินทุกจำนวน นับแต่วันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ทั้งสิบเอ็ด
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.คุ้มครองแรงงาน พ.ศ.2541 ม. 9 วรรคหนึ่ง ม. 30 วรรคหนึ่ง ม. 55 ม. 62 ม. 64 ม. 76 วรรคหนึ่ง
พ.ร.บ.จัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงาน พ.ศ.2522 ม. 52
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นายสุพจน์ สิงหรัตน์ กับพวก
จำเลย — บริษัทสปีดี้ แพคเก็จ เอ็กซ์เพรส จำกัด
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลแรงงานกลาง — นายสุรชัย สุรัตนโสภณ
ชื่อองค์คณะ
อนันต์ ชุมวิสูตร
นิยุต สุภัทรพาหิรผล
สมจิตร์ ทองศรี
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 14508/2557
#575696
เปิดฉบับเต็ม

การที่จำเลยที่ 1 โดยจำเลยที่ 2 และที่ 3 มอบอำนาจให้จำเลยที่ 4 และจำเลยที่ 4 มอบอำนาจให้จำเลยที่ 5 นำเช็คพิพาทฟ้องโจทก์ในความผิดตาม พ.ร.บ.ว่าด้วยความผิดอันเกิดจากการใช้เช็ค ไม่เป็นการเอาความอันเป็นเท็จฟ้องผู้อื่นต่อศาลว่ากระทำความผิดอาญา ไม่มีมูลเป็นความผิดฐานฟ้องเท็จตาม ป.อ. มาตรา 175 และเมื่อเหตุดังกล่าวเป็นเหตุในส่วนลักษณะคดีและเป็นข้อกฎหมายที่เกี่ยวกับความสงบเรียบร้อยของประชาชน ศาลฎีกาจึงมีอำนาจยกขึ้นวินิจฉัยและพิพากษาตลอดไปถึงจำเลยที่ 1 และที่ 5 ที่ศาลชั้นต้นมีคำสั่งว่ามีมูลได้

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยทั้งหกตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83, 84, 90, 91, 175, 177

ศาลชั้นต้นไต่สวนมูลฟ้องแล้ว เห็นว่า ข้อหาฟ้องเท็จตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 175 คดีมีมูลเฉพาะจำเลยที่ 1 และที่ 5 ให้ประทับฟ้อง ส่วนจำเลยที่ 2 ถึงที่ 4 และข้อหาเบิกความเท็จตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 177 สำหรับจำเลยที่ 1 ถึงที่ 4 และที่ 6 ไม่มีมูล ให้ยกฟ้อง

โจทก์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน

โจทก์ฎีกา โดยผู้พิพากษาซึ่งพิจารณาและลงชื่อในคำพิพากษาศาลชั้นต้นอนุญาตให้ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงเบื้องต้นรับฟังว่า จำเลยที่ 1 เป็นนิติบุคคลประเภทบริษัทจำกัด มีจำเลยที่ 2 และที่ 3 เป็นกรรมการผู้มีอำนาจกระทำการแทนจำเลยที่ 1 เดิมบริษัทสินสยามโลหะกิจ จำกัด เป็นลูกหนี้เงินกู้ยืมของจำเลยที่ 1 จำนวน 3,500,000 บาท กำหนดผ่อนชำระหนี้ทุกวันที่ 16 ของเดือน รวม 36 เดือน เป็นเงินเดือนละ 125,328 บาท ต่อมาบริษัทสินสยามโลหะกิจ จำกัด ประสบปัญหา โจทก์และนายวฤทธิ์ซึ่งเป็นกรรมการบริษัทในขณะนั้นจึงเจรจาขอผ่อนผันการชำระหนี้ จำเลยที่ 1 ส่งตัวอย่างหนังสือขอผ่อนผันการชำระหนี้ให้แก่โจทก์ หลังจากนั้นโจทก์ทำหนังสือขอผ่อนผันการชำระหนี้ ส่งให้แก่จำเลยที่ 1 พร้อมสั่งจ่ายเช็คลงวันที่ล่วงหน้า รวม 12 ฉบับ ซึ่งมีโจทก์และนายวฤทธิ์ลงลายมือชื่อสั่งจ่ายและประทับตราบริษัทสินสยามโลหะกิจ จำกัด ให้แก่จำเลยที่ 1 ด้วย โดยเช็คพิพาท 3 ฉบับ ในคดีนี้เป็นส่วนหนึ่งของเช็คที่โจทก์ลงลายมือชื่อสั่งจ่ายดังกล่าว ต่อมาจำเลยที่ 1 นำเช็คพิพาทเรียกเก็บเงิน แต่ธนาคารตามเช็คปฏิเสธการจ่ายเงิน จำเลยที่ 1 โดยจำเลยที่ 2 และที่ 3 มอบอำนาจให้จำเลยที่ 4 ดำเนินการแทนตามหนังสือมอบอำนาจ แล้วจำเลยที่ 4 มอบอำนาจให้จำเลยที่ 5 หรือจำเลยที่ 6 ฟ้องบริษัทสินสยามโลหะกิจ จำกัด โจทก์และนายวฤทธิ์ต่อศาลแขวงพระนครใต้เป็นคดีอาญาในข้อหาความผิดต่อพระราชบัญญัติว่าด้วยความผิดอันเกิดจากการใช้เช็ค กล่าวหาว่าบริษัทสินสยามโลหะกิจ จำกัด โจทก์และนายวฤทธิ์ในฐานะกรรมการและในฐานะส่วนตัวร่วมกันสั่งจ่ายเช็คพิพาทมอบให้แก่จำเลยที่ 1 เพื่อชำระหนี้เงินกู้สินเชื่อเจ้าของกิจการซึ่งเป็นหนี้ที่มีอยู่จริงและบังคับได้ตามกฎหมาย โดยมีเจตนาที่จะไม่ให้มีการใช้เงินตามเช็ค แต่จำเลยที่ 1 ยื่นคำร้องขอถอนฟ้องในชั้นไต่สวนมูลฟ้องและศาลอนุญาตให้ถอนฟ้องแล้ว โจทก์จึงฟ้องจำเลยทั้งหกเป็นคดีนี้

มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ว่า ฟ้องโจทก์สำหรับจำเลยที่ 2 ถึงที่ 4 มีมูลความผิดข้อหาฟ้องเท็จตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 175 หรือไม่ เห็นว่า ตามตัวอย่างหนังสือแจ้งความประสงค์เป็นแบบฟอร์มการขอผ่อนผันการชำระหนี้ซึ่งระบุภาระหนี้ที่มีอยู่แก่จำเลยที่ 1 ไว้ชัดแจ้งว่า เพียงวันที่ 20 มิถุนายน 2549 เป็นเงิน 2,782,909.20 บาท และมีข้อความระบุว่าเป็นการขอผ่อนชำระหนี้เงินต้นและดอกเบี้ยในแต่ละงวด งวดละไม่น้อยกว่า 1.5% ของยอดหนี้ที่ค้างชำระจนกว่าจะชำระหนี้เสร็จสิ้นครบถ้วนและการที่จำเลยที่ 1 ยอมผ่อนผันการชำระหนี้ไม่เป็นการตัดสิทธิจำเลยที่ 1 ในอันที่จะยึดถือตามเงื่อนไขการให้สินเชื่อที่ระบุในสัญญาให้สินเชื่อและไม่ถือเป็นการแปลงหนี้ใหม่ รวมทั้งจำเลยที่ 1 อาจยกเลิกหรือเพิกถอนการผ่อนชำระหนี้เวลาใดก็ได้ตามแต่จะเห็นสมควร โดยระบุว่าต้องมีการออกเช็คสั่งจ่ายให้จำเลยที่ 1 จำนวน 12 ฉบับ ฉบับละ 42,000 บาท ลงวันที่ 16 ของทุกเดือน เริ่มเดือนสิงหาคม 2549 เป็นเอกสารประกอบการขอปรับปรุงโครงสร้างหนี้และตามหนังสือขอผ่อนผันการชำระหนี้ที่โจทก์และนายวฤทธิ์ในฐานะกรรมการบริษัทสินสยามโลหะกิจ จำกัด มีไปถึงจำเลยที่ 1 ก็มีข้อความตรงกับเอกสารที่เป็นการเสนอขอผ่อนผันการชำระหนี้ แต่ข้อตกลงในการขอผ่อนผันการชำระหนี้เป็นเพียงการขอผ่อนผันด้วยการให้ผ่อนชำระหนี้ในแต่ละงวดเป็นจำนวนเงินน้อยลงกว่าจำนวนเงินที่ต้องผ่อนชำระในแต่ละงวดตามสัญญาเท่านั้น ทั้งตามหนังสือขอผ่อนผันการชำระหนี้ก็ยังมีข้อความชัดเจนว่า การผ่อนผันการชำระหนี้ไม่ตัดสิทธิของจำเลยที่ 1 ที่จะยึดถือตามเงื่อนไขการให้สินเชื่อเดิมและไม่ถือเป็นการแปลงหนี้ใหม่ นอกจากนั้นยังไม่ปรากฏว่ามีข้อความใดในหนังสือขอผ่อนผันการชำระหนี้ ที่แสดงว่าเช็คพิพาทที่โจทก์สั่งจ่ายลงวันที่ล่วงหน้าให้แก่จำเลยที่ 1 นั้น เป็นเพียงหลักประกันหรือมีเงื่อนไขข้อตกลงให้ถือเป็นเช็คเพื่อชำระหนี้ เมื่อจำเลยที่ 1 อนุมัติให้มีการปรับปรุงโครงสร้างหนี้แล้ว ดังนั้น เมื่อปรากฏว่าขณะที่โจทก์ออกเช็คพิพาทนั้น บริษัทสินสยามโลหะกิจ จำกัด มีหนี้เงินกู้ค้างชำระอยู่แก่จำเลยที่ 1 จริงและโจทก์ออกเช็คระบุให้สั่งจ่ายเงินแก่จำเลยที่ 1 โดยลงวันที่และจำนวนเงินที่สั่งจ่ายครบถ้วน ย่อมฟังได้ว่าเป็นการออกเช็คพิพาทเพื่อชำระหนี้ที่มีอยู่จริงและบังคับได้ตามกฎหมายแล้ว จำเลยที่ 1 จึงเป็นผู้ทรงเช็คโดยชอบด้วยกฎหมายและเมื่อปรากฏว่าถึงกำหนดชำระเงินตามเช็คแล้วจำเลยที่ 1 ไม่อาจเรียกเก็บเงินตามเช็คได้เพราะธนาคารตามเช็คปฏิเสธการจ่ายเงิน การที่จำเลยที่ 1 โดยจำเลยที่ 2 และที่ 3 มอบอำนาจให้จำเลยที่ 4 และจำเลยที่ 4 มอบอำนาจให้จำเลยที่ 5 นำเช็คพิพาทฟ้องโจทก์ในความผิดตามพระราชบัญญัติว่าด้วยความผิดอันเกิดจากการใช้เช็ค จึงเป็นการดำเนินการตามสิทธิโดยสุจริตตามกฎหมาย ไม่เป็นการเอาความอันเป็นเท็จฟ้องผู้อื่นต่อศาลว่ากระทำความผิดอาญา ไม่มีมูลเป็นความผิดฐานฟ้องเท็จตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 175 และเมื่อเหตุดังกล่าวเป็นเหตุในส่วนลักษณะคดีและเป็นข้อกฎหมายที่เกี่ยวกับความสงบเรียบร้อยของประชาชน ศาลฎีกาจึงมีอำนาจยกขึ้นวินิจฉัยและพิพากษาตลอดไปถึงจำเลยที่ 1 และที่ 5 ที่ศาลชั้นต้นมีคำสั่งว่ามีมูลได้ ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 185 วรรคหนึ่ง, 195 วรรคสอง ประกอบด้วยมาตรา 213 และมาตรา 225 ส่วนปัญหาว่าคดีโจทก์มีมูลในความผิดฐานเบิกความเท็จหรือไม่ นั้น เห็นว่า เมื่อข้อเท็จจริงรับฟังว่า การกระทำของจำเลยที่ 1 ถึงที่ 5 ไม่มีมูลเป็นความผิดฐานฟ้องเท็จแล้ว การที่จำเลยที่ 6 เบิกความไปตามที่ฟ้องนั้น จึงไม่มีมูลเป็นความผิดฐานเบิกความเท็จตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 177 ฎีกาทุกข้อของโจทก์ฟังไม่ขึ้น

พิพากษาแก้เป็นว่า ให้ยกฟ้องโจทก์สำหรับจำเลยที่ 1 และที่ 5 ในข้อหาฟ้องเท็จตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 175 เสียด้วย นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.อ. ม. 175
ป.วิ.อ. ม. 170 ม. 185 วรรคหนึ่ง ม. 195 วรรคสอง ม. 213 ม. 225
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นายเสรี วัฒนวรางศิกูร
จำเลย — บริษัทบัตรกรุงไทย จำกัด (มหาชน) กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลอาญากรุงเทพใต้ — นางสาวอารีรัตน์ กิตติวินิชนันท์
ศาลอุทธรณ์ — นายธีรพงศ์ อุ่นชัย
ชื่อองค์คณะ
ภานุวัฒน์ ศุภะพันธุ์
สมยศ เข็มทอง
สมศักดิ์ คุณเลิศกิจ
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 14505/2557
#596522
เปิดฉบับเต็ม

การปลอมลายมือชื่อของผู้อื่นลงในเอกสารเป็นองค์ประกอบความผิดตาม ป.อ. มาตรา 264 วรรคแรก ส่วนการกรอกข้อความลงในเอกสารซึ่งมีลายมือชื่อของผู้อื่นโดยไม่ได้รับความยินยอมจากผู้นั้นเป็นองค์ประกอบความผิดตามมาตรา 264 วรรคสอง ซึ่งองค์ประกอบของการกระทำในมาตรา 264 วรรคแรก และวรรคสองแตกต่างกันอย่างเห็นได้ชัด กล่าวคือ เป็นการปลอมลายมือชื่อหรือเป็นการปลอมข้อความ เมื่อโจทก์ฟ้องว่าจำเลยที่ 1 ที่ 3 และที่ 4 ร่วมกันปลอมลายมือชื่อของโจทก์ จำเลยที่ 1 ที่ 3 และที่ 4 ให้การปฏิเสธซึ่งเท่ากับต่อสู้ว่าไม่ได้ปลอมลายมือชื่อของโจทก์ แต่หากทางพิจารณากลับได้ความว่าจำเลยที่ 1 ที่ 3 และที่ 4 ร่วมกันนำเอกสารที่มีลายมือชื่อโจทก์และมีข้อความซึ่งข้อความนั้นไม่ได้รับความยินยอมจากโจทก์ไปใช้อ้างแสดงโดยไม่ได้ปลอมลายมือชื่อของโจทก์เช่นนี้ ย่อมเห็นได้ว่าข้อเท็จจริงตามที่ปรากฏในการพิจารณาแตกต่างกับข้อเท็จจริงดังที่กล่าวในฟ้องในข้อสาะระสำคัญ ทั้งทำให้จำเลยที่ 1 ที่ 3 และที่ 4 ต่อสู้คดีไปโดยผิดหลง ศาลจึงไม่อาจลงโทษจำเลยที่ 1 ที่ 3 และที่ 4 ในความผิดฐานร่วมกันปลอมเอกสารได้ตาม ป.วิ.อ. มาตรา 192 วรรคสอง

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยทั้งสี่ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83, 90, 91, 137, 264, 267, 268

ศาลชั้นต้นไต่สวนมูลฟ้องแล้ว เห็นว่าคดีมีมูล ให้ประทับฟ้อง

จำเลยทั้งสี่ให้การปฏิเสธ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยที่ 1 มีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 137, 267 การกระทำของจำเลยที่ 1 เป็นกรรมเดียวเป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบท ให้ลงโทษตามมาตรา 267 ซึ่งเป็นกฎหมายบทที่มีโทษหนักที่สุดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 จำคุกกระทงละ 2 ปีรวม 2 กระทง จำคุก 4 ปี ข้อหาอื่นให้ยก และให้ยกฟ้องโจทก์สำหรับจำเลยที่ 2 ที่ 3 และที่ 4

โจทก์และจำเลยที่ 1 อุทธรณ์ โดยผู้พิพากษาซึ่งพิจารณาและลงชื่อในคำพิพากษาศาลชั้นต้นอนุญาตให้โจทก์อุทธรณ์ในปัญหาข้อเท็จจริง

ระหว่างพิจารณาของศาลอุทธรณ์ภาค 7 จำเลยที่ 2 ถึงแก่ความตายศาลอุทธรณ์ภาค 7 มีคำสั่งให้จำหน่ายคดีเฉพาะจำเลยที่ 2

ศาลอุทธรณ์ภาค 7 พิพากษายืน

โจทก์และจำเลยที่ 1 ฎีกา โดยผู้พิพากษาซึ่งพิจารณาและลงชื่อในคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 7 อนุญาตให้ฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงที่คู่ความไม่โต้เถียงกันในชั้นฎีการับฟังเป็นยุติว่า เดิมโจทก์มีชื่อและชื่อสกุลว่านางสาวใจทิพย์ ต่อมาปี 2514 โจทก์จดทะเบียนสมรสกับจำเลยที่ 1 ตามสำเนาทะเบียนการสมรส หลังจากนั้นวันที่ 25 พฤษภาคม 2531 โจทก์จดทะเบียนหย่าขาดจากจำเลยที่ 1 ตามสำเนาใบสำคัญการหย่า หลังจากโจทก์จดทะเบียนหย่าขาดจากจำเลยที่ 1 แล้ว โจทก์ได้ซื้อที่ดินโฉนดเลขที่ 3215 และ 7747 ตำบลท่าฉลอมและตำบลท่าจีน อำเภอเมืองสมุทรสาคร จังหวัดสมุทรสาคร เมื่อปี 2532 และปี 2534 ตามโฉนดที่ดิน โดยโจทก์เก็บรักษาโฉนดที่ดินทั้งสองฉบับไว้ตลอดมาจนถึงปัจจุบัน แต่ต่อมาวันที่ 22 สิงหาคม 2543 จำเลยที่ 2 นำหนังสือมอบอำนาจตามสำเนาหนังสือมอบอำนาจ ซึ่งระบุว่าโจทก์มอบอำนาจให้จำเลยที่ 2 ขอออกใบแทนโฉนดที่ดินเลขที่ 3215 และ 7747 ไปยื่นแสดงต่อเจ้าพนักงานที่ดินจังหวัดสมุทรสาครเพื่อขอออกใบแทนโฉนดที่ดินทั้งสองฉบับโดยอ้างว่าโฉนดที่ดินทั้งสองฉบับได้สูญหายไป ตามสำเนาคำขอ และในการนี้จำเลยที่ 1 และที่ 3 ได้ให้ถ้อยคำยืนยันแก่เจ้าพนักงานที่ดินจังหวัดสมุทรสาครว่า โฉนดที่ดินทั้งสองฉบับสูญหายไปจริง ตามสำเนาบันทึกถ้อยคำ เจ้าพนักงานที่ดินจังหวัดสมุทรสาครได้ออกใบแทนโฉนดที่ดินเลขที่ 3215 และ 7747 ตามคำขอโดยให้โจทก์ไปรับใบแทนโฉนดที่ดินด้วยตัวเอง แต่โจทก์ไม่ได้ไปรับ เจ้าพนักงานที่ดินจังหวัดสมุทรสาครจึงยกเลิกใบแทนโฉนดที่ดินทั้งสองฉบับ ตามสำเนาบันทึกข้อความ หลังจากนั้นปี 2545 จำเลยที่ 2 นำหนังสือมอบอำนาจตามสำเนาหนังสือมอบอำนาจ ซึ่งระบุว่าโจทก์มอบอำนาจให้จำเลยที่ 2 ขอออกใบแทนโฉนดที่ดินเลขที่ 3215 และ 7747 ไปยื่นแสดงต่อเจ้าพนักงานที่ดินจังหวัดสมุทรสาครเพื่อขอออกใบแทนโฉนดที่ดินทั้งสองฉบับดังกล่าวอีกครั้งหนึ่ง โดยอ้างว่าโฉนดที่ดินทั้งสองฉบับได้สูญหายไป ตามสำเนาคำขอ และในการนี้จำเลยที่ 3 และที่ 4 ได้ให้ถ้อยคำยืนยันแก่เจ้าพนักงานที่ดินจังหวัดสมุทรสาครว่า โฉนดที่ดินทั้งสองฉบับสูญหายไปจริง ตามสำเนาบันทึกถ้อยคำ เจ้าพนักงานที่ดินที่ดินทั้งสองฉบับไป ตามสำเนาบันทึกข้อความ ต่อมาเดือนมิถุนายน จังหวัดสมุทรสาครได้ออกใบแทนโฉนดที่ดินทั้งสองฉบับตามคำขอโดยจำเลยที่ 2 เป็นผู้รับใบแทนโฉนด 2546 จำเลยที่ 1 นำหนังสือมอบอำนาจตามสำเนาหนังสือมอบอำนาจ ซึ่งระบุว่าโจทก์มอบอำนาจให้จำเลยที่ 1 ขายที่ดินโฉนดเลขที่ 3215 และ 7747 ไปยื่นแสดงต่อเจ้าพนักงานที่ดินจังหวัดสมุทรสาครเพื่อทำนิติกรรมโอนกรรมสิทธิ์ขายที่ดินทั้งสองแปลงให้แก่จำเลยที่ 1 ตามสำเนาคำขอจดทะเบียนสิทธิและนิติกรรม โดยจำเลยที่ 4 ได้ให้ถ้อยคำยืนยันแก่เจ้าพนักงานที่ดินจังหวัดสมุทรสาครว่า ลายมือชื่อผู้มอบอำนาจเป็นลายมือชื่อของโจทก์และโจทก์มีความประสงค์ที่จะขายที่ดินให้แก่จำเลยที่ 1 จริง เจ้าพนักงานที่ดินจังหวัดสมุทรสาครได้ดำเนินการจดทะเบียนโอนกรรมสิทธิ์ขายที่ดินทั้งสองแปลงให้แก่จำเลยที่ 1 ตามสำเนาหนังสือสัญญาขายที่ดิน หลังจากนั้นจำเลยที่ 1 ได้โอนขายที่ดินทั้งสองแปลงให้แก่ผู้อื่นไปอีกทอดหนึ่ง ตามสำเนาโฉนดที่ดิน คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์และจำเลยที่ 1 ว่า จำเลยที่ 1 ที่ 3 และที่ 4 กระทำความผิดตามฟ้องหรือไม่ ฐานใด ฝ่ายโจทก์มีโจทก์อ้างตนเองเป็นพยานเบิกความได้ความว่า หลังจากโจทก์ซื้อที่ดินโฉนดเลขที่ 3215 และ 7747 เมื่อปี 2532 และปี 2534 ตามโฉนดที่ดิน แล้ว โจทก์ได้นำต้นฉบับโฉนดที่ดินทั้งสองฉบับไปเก็บรักษาไว้ในตู้นิรภัยของธนาคารกสิกรไทย จำกัด (มหาชน) สาขาบางกะปิ ตามสำเนาสัญญาใช้ตู้นิรภัย ต่อมาปี 2546 มีบุคคลมาติดต่อขอซื้อที่ดินทั้งสองแปลงดังกล่าว โจทก์จึงไปที่สำนักงานที่ดินจังหวัดสมุทรสาครเพื่อขอทราบราคาประเมิน แต่เจ้าพนักงานที่ดินจังหวัดสมุทรสาครแจ้งว่าที่ดินทั้งสองแปลงไม่ใช่ของโจทก์แล้ว โจทก์จึงขอตรวจสอบเอกสารและพบว่ามีการขอออกใบแทนโฉนดที่ดินทั้งสองฉบับโดยใช้หนังสือมอบอำนาจตามสำเนาหนังสือมอบอำนาจ เป็นหลักฐานในการขอออกใบแทนโฉนดที่ดินเมื่อปี 2543 และปี 2545 และใช้หนังสือมอบอำนาจตามสำเนาหนังสือมอบอำนาจ เป็นหลักฐานในการโอนขายที่ดินทั้งสองแปลงของโจทก์เมื่อปี 2546 ในส่วนของหนังสือมอบอำนาจตามสำเนาหนังสือมอบอำนาจ นั้น ระบุว่าจำเลยที่ 2 ได้รับมอบอำนาจจากโจทก์ให้ไปขอออกใบแทนโฉนดที่ดินทั้งสองฉบับโดยอ้างว่าโฉนดที่ดินทั้งสองฉบับได้สูญหายไป โดยมีจำเลยที่ 1 ที่ 3 และที่ 4 ให้ถ้อยคำยืนยันแก่เจ้าพนักงานที่ดินว่าโฉนดที่ดินทั้งสองฉบับได้สูญหายไปจริงอันเป็นความเท็จ เพราะโจทก์เป็นผู้เก็บรักษาโฉนดที่ดินไว้เองตลอดมา สำหรับหนังสือมอบอำนาจตามสำเนาหนังสือมอบอำนาจ ระบุว่าจำเลยที่ 1 ได้รับมอบอำนาจจากโจทก์ให้ขายที่ดินทั้งสองแปลงแก่จำเลยที่ 1 โดยมีจำเลยที่ 4 ให้ถ้อยคำยืนยันแก่เจ้าพนักงานที่ดินว่าลายมือชื่อผู้มอบอำนาจเป็นลายมือชื่อของโจทก์และโจทก์มีความประสงค์ที่จะขายที่ดินทั้งสองแปลงให้แก่จำเลยที่ 1 จริง อันเป็นความเท็จ เพราะโจทก์ไม่เคยมีความประสงค์เช่นนั้น โจทก์ตรวจสอบลายมือชื่อในช่องผู้มอบอำนาจตามสำเนาหนังสือมอบอำนาจแล้ว พบว่าลายมือชื่อของผู้มอบอำนาจไม่ใช่ลายมือชื่อของโจทก์และโจทก์ไม่เคยทำหนังสือมอบอำนาจทั้งสามฉบับ หนังสือมอบอำนาจทั้งสามฉบับดังกล่าวจึงเป็นเอกสารปลอม เห็นว่า คดีนี้ โจทก์ฟ้องกล่าวหาว่า เมื่อปี 2543 จำเลยที่ 1 และที่ 3 ร่วมกันปลอมหนังสือมอบอำนาจตามสำเนาหนังสือมอบอำนาจ เมื่อปี 2545 จำเลยที่ 1 ที่ 3 และที่ 4 ร่วมกันปลอมหนังสือมอบอำนาจตามสำเนาหนังสือมอบอำนาจ และเมื่อปี 2546 จำเลยที่ 1 และที่ 4 ร่วมกันปลอมหนังสือมอบอำนาจตามสำเนาหนังสือมอบอำนาจ เนื่องจากจำเลยที่ 1 ที่ 3 และที่ 4 ให้การปฏิเสธ โจทก์จึงมีภาระหน้าที่ที่จะต้องนำพยานหลักฐานเข้าสืบให้ฟังได้ตามฟ้อง โดยเฉพาะอย่างยิ่ง เมื่อโจทก์เบิกความยืนยันว่า ลายมือชื่อในช่องผู้มอบอำนาจตามสำเนาหนังสือมอบอำนาจ ไม่ใช่ลายมือชื่อที่แท้จริงของโจทก์แต่มีการปลอมลายมือชื่อ โจทก์จึงต้องพิสูจน์โดยแยกแยะให้เห็นกระจ่างว่า ลายมือชื่อที่แท้จริงของโจทก์มีลักษณะหรือลีลาการเขียนอย่างไรและมีข้อแตกต่างจากลายมือชื่อที่โจทก์อ้างว่ามีการปลอมขึ้นอย่างไร แต่โจทก์ไม่นำสืบเช่นนั้น ทั้งหากโจทก์ไม่สามารถพิสูจน์ด้วยตัวเองได้ โจทก์ควรส่งตัวอย่างลายมือชื่อที่แท้จริงของโจทก์และลายมือชื่อที่โจทก์อ้างว่าเป็นลายมือชื่อปลอมไปให้เจ้าพนักงานที่มีความชำนาญในการตรวจสอบลายมือชื่อเป็นผู้ตรวจพิสูจน์เปรียบเทียบและลงความเห็น แต่โจทก์ก็ไม่กระทำ ดังนี้ข้อที่โจทก์ฎีกาอ้างว่าจำเลยที่ 1 ที่ 3 และที่ 4 ร่วมกันปลอมลายมือชื่อของโจทก์ในช่องผู้มอบอำนาจตามสำเนาหนังสือมอบอำนาจ จึงเป็นการกล่าวหาที่เลื่อนลอย ไม่มีน้ำหนักให้รับฟัง ในทางกลับกัน ฝ่ายจำเลยที่ 1 ที่ 3 และที่ 4 ได้นำสืบต่อสู้ทำนองเดียวกันว่า ลายมือชื่อในช่องผู้มอบอำนาจตามสำเนาหนังสือมอบอำนาจ เป็นลายมือชื่อที่แท้จริงของโจทก์ โดยโจทก์เคยลงลายมือชื่อไว้หลายแบบตามสำเนาหนังสือสัญญาขายที่ดิน สำเนาหนังสือสัญญาจำนองที่ดิน และสำเนาหนังสือมอบอำนาจ ซึ่งเมื่อพิจารณาลายมือชื่อของโจทก์ตามเอกสารที่ฝ่ายจำเลยนำสืบเปรียบเทียบกับลายมือชื่อในช่องผู้มอบอำนาจตามสำเนาหนังสือมอบอำนาจแล้ว จะเห็นได้ว่ามีลักษณะที่คล้ายคลึงกันเป็นอย่างยิ่ง ประกอบกับข้อเท็จจริงได้ความว่าโจทก์เปลี่ยนชื่อและชื่อสกุลหลายครั้งและเคยเปลี่ยนลายมือชื่อหลายแบบเพื่อให้ตรงกับชื่อและชื่อสกุลที่เปลี่ยนไป สอดคล้องกับสำเนาหนังสือมอบอำนาจ ที่ปรากฏลายมือชื่อในช่องผู้มอบอำนาจถึง 4 แบบ ซึ่งไม่น่าเป็นไปได้ว่าจะมีการปลอมลายมือชื่อที่ยุ่งยากและซับซ้อนถึงเพียงนั้น เมื่อโจทก์ไม่สามารถนำสืบพิสูจน์ได้ว่าจำเลยที่ 1 ที่ 3 และที่ 4 ร่วมกันปลอมลายมือชื่อของโจทก์ในหนังสือมอบอำนาจ คดีจึงฟังว่าลายมือชื่อในช่องผู้มอบอำนาจตามสำเนาหนังสือมอบอำนาจ เป็นลายมือชื่อที่แท้จริงของโจทก์ โดยจำเลยที่ 1 ที่ 3 และที่ 4 มิได้ร่วมกันกระทำความผิดฐานปลอมเอกสารดังฟ้อง ที่โจทก์ฎีกาว่า แม้โจทก์จะฟ้องกล่าวหาว่าจำเลยที่ 1 ที่ 3 และที่ 4 ร่วมกันปลอมลายมือชื่อของโจทก์ แต่เมื่อข้อเท็จจริงฟังได้ว่ามีการกรอกข้อความปลอมลงในหนังสือมอบอำนาจ คดีก็ย่อมลงโทษจำเลยที่ 1 ที่ 3 และที่ 4 ได้เพราะเป็นการกระทำความผิดฐานปลอมเอกสารเช่นเดียวกันนั้น เห็นว่า การปลอมลายมือชื่อของผู้อื่นลงในเอกสารเป็นองค์ประกอบความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 264 วรรคแรก ส่วนการกรอกข้อความลงในเอกสารซึ่งมีลายมือชื่อของผู้อื่นโดยไม่ได้รับความยินยอมจากผู้นั้นเป็นองค์ประกอบความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 264 วรรคสอง ซึ่งองค์ประกอบของการกระทำในมาตรา 264 วรรคแรกและวรรคสองแตกต่างกันอย่างเห็นได้ชัด กล่าวคือ เป็นการปลอมลายมือชื่อหรือเป็นการปลอมข้อความ เมื่อโจทก์ฟ้องว่าจำเลยที่ 1 ที่ 3 และที่ 4 ร่วมกันปลอมลายมือชื่อของโจทก์จำเลยที่ 1 ที่ 3 และที่ 4 ให้การปฏิเสธซึ่งเท่ากับต่อสู้ว่าไม่ได้ปลอมลายมือชื่อของโจทก์แต่หากทางพิจารณากลับได้ความว่าจำเลยที่ 1 ที่ 3 และที่ 4 ร่วมกันนำเอกสารที่มีลายมือชื่อโจทก์และมีข้อความซึ่งข้อความนั้นไม่ได้รับความยินยอมจากโจทก์ไปใช้อ้างแสดงโดยไม่ได้ปลอมลายมือชื่อของโจทก์เช่นนี้ ย่อมเห็นได้ว่าข้อเท็จจริงตามที่ปรากฏในการพิจารณาแตกต่างกับข้อเท็จจริงดังที่กล่าวในฟ้องในข้อสาระสำคัญ ทั้งทำให้จำเลยที่ 1 ที่ 3 และที่ 4 ต่อสู้คดีไปโดยผิดหลง ศาลจึงไม่อาจลงโทษจำเลยที่ 1 ที่ 3 และที่ 4 ในความผิดฐานร่วมกันปลอมเอกสารได้ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 192 วรรคสอง และเมื่อวินิจฉัยได้ว่า ลายมือชื่อในช่องผู้มอบอำนาจตามสำเนาหนังสือมอบอำนาจ เป็นลายมือชื่อที่แท้จริงของโจทก์ มิใช่ลายมือชื่อปลอม ดังนั้น แม้หากจำเลยที่ 1 ที่ 3 และที่ 4 จะนำหนังสือมอบอำนาจทั้งสามฉบับดังกล่าวที่ลงลายมือชื่อที่แท้จริงของโจทก์ในช่องผู้มอบอำนาจไปใช้อ้างแสดงต่อเจ้าพนักงานที่ดินเพื่อขอออกใบแทนโฉนดที่ดินก็ดี หรือเพื่อโอนขายที่ดินก็ดี ก็ถือไม่ได้ว่าจำเลยที่ 1 ที่ 3 และที่ 4 กระทำความผิดฐานใช้เอกสารปลอม

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.อ. ม. 192 วรรคสอง
ป.อ. ม. 264 วรรคแรก ม. 264 วรรคสอง
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นางฐณวรรณ เอื้อภัสสรพันธุ์หรือธนศรณรงค์
จำเลย — นายเสฎฐวุฒิ หนูไพโรจน์ กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดสมุทรสาคร — นายยอดชาย ชอบทางศิลป์
ศาลอุทธรณ์ภาค 7 — นายปณัฏฐ์สรณ์ จิวัธยากูล
ชื่อองค์คณะ
ภานุวัฒน์ ศุภะพันธุ์
สมยศ เข็มทอง
สมศักดิ์ คุณเลิศกิจ
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 14472/2557
#582398
เปิดฉบับเต็ม

ดอกเบี้ยของเบี้ยปรับและค่าเสียหายที่โจทก์ต้องซื้อสินค้าในราคาที่เพิ่มขึ้น แม้เกิดขึ้นภายหลังที่ศาลมีคำสั่งพิทักษ์ทรัพย์จำเลยเด็ดขาด แต่เมื่อมูลหนี้เงินทั้งสองจำนวนดังกล่าวเป็นมูลหนี้จากสัญญาซื้อขายที่เกิดขึ้นก่อนศาลมีคำสั่งพิทักษ์ทรัพย์จำเลยเด็ดขาด จึงมิใช่มูลหนี้ที่เกิดขึ้นใหม่ โจทก์ซึ่งเป็นเจ้าหนี้จะขอรับชำระหนี้ได้ก็แต่โดยปฏิบัติตามวิธีการที่กล่าวไว้ในกฎหมายล้มละลายเท่านั้น โจทก์จะฟ้องบังคับจำเลยเป็นคดีแพ่งหาได้ไม่

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยชำระเงินแก่โจทก์ 1,507,408.49 บาท พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละเจ็ดครึ่งต่อปีของต้นเงิน 1,398,291.63 บาท นับแต่วันถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จ

เจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ของลูกหนี้ (จำเลย) ให้การและแก้ไขคำให้การขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้องโจทก์ ให้โจทก์ใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนจำเลย เจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ว่าความเองจึงไม่กำหนดค่าทนายความให้

โจทก์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสองศาลให้เป็นพับ

โจทก์ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงในเบื้องต้นรับฟังได้ว่าเมื่อวันที่ 7 มิถุนายน 2545 โจทก์ทำสัญญาซื้อเครื่องคอมพิวเตอร์และอุปกรณ์จากจำเลย 350 ชุด ราคารวม 12,995,150 บาท โดยจำเลยตกลงจะส่งมอบเครื่องคอมพิวเตอร์แก่โจทก์ 9 งวด ณ สำนักงานศาลยุติธรรมประจำภาคต่างๆ ทั้งเก้าภาค หากจำเลยไม่ปฏิบัติตามสัญญาหรือส่งมอบเครื่องคอมพิวเตอร์ไม่ครบถ้วนหรือไม่ถูกต้องโจทก์มีสิทธิเลิกสัญญา และริบหลักประกันหรือเรียกร้องจากธนาคารผู้ออกหนังสือค้ำประกันได้ และหากต้องจัดซื้อสิ่งของจากบุคคลอื่น จำเลยจะต้องชดใช้ราคาที่เพิ่มขึ้นจากราคาที่กำหนดไว้ และหากโจทก์ยังไม่ได้ใช้สิทธิเลิกสัญญา จำเลยจะต้องชำระเบี้ยปรับเป็นรายวันในอัตราร้อยละ 0.10 ของราคาเครื่องคอมพิวเตอร์ที่ยังไม่ได้รับมอบนับแต่วันถัดจากวันครบกำหนดตามสัญญาจนถึงวันส่งมอบครบถ้วน และถ้าโจทก์ได้แจ้งข้อเรียกร้องแล้ว โจทก์มีสิทธิปรับจนถึงวันบอกเลิกสัญญา โดยธนาคารไทยพาณิชย์ จำกัด (มหาชน) ได้มีหนังสือค้ำประกันการปฏิบัติตามสัญญาต่อโจทก์จำนวน 649,758 บาท ต่อมาปรากฏว่าจำเลยมิได้ส่งมอบเครื่องคอมพิวเตอร์แก่โจทก์ โจทก์จึงมีหนังสือแจ้งสงวนสิทธิการปรับตามสัญญา และมีหนังสือบอกเลิกสัญญาส่งไปยังจำเลย จำเลยทราบถึงการบอกเลิกสัญญาแล้วในวันที่ 24 กันยายน 2545 และโจทก์แจ้งให้ธนาคารผู้ค้ำประกันชำระเงินแก่โจทก์ ซึ่งธนาคารผู้ค้ำประกันได้ชำระเงินตามหนังสือค้ำประกันแล้ว ต่อมาเมื่อวันที่ 3 ธันวาคม 2545 โจทก์ซื้อเครื่องคอมพิวเตอร์จำนวนดังกล่าวจากผู้มีชื่อเป็นเงิน 14,200,000 บาท สูงกว่าราคาที่ซื้อจากจำเลย 1,204,850 บาท และการที่จำเลยไม่ส่งมอบเครื่องคอมพิวเตอร์แก่โจทก์ตั้งแต่งวดแรก โจทก์จึงมีสิทธิปรับจำเลยจนถึงวันที่ 24 กันยายน 2545 อันเป็นวันบอกเลิกสัญญาเป็นเงิน 843,199.63 บาท เมื่อนำเงินที่ได้รับจากผู้ค้ำประกันหักออกแล้ว คงเหลือเบี้ยปรับอีก 193,441.63 บาท โจทก์มีหนังสือทวงถามให้จำเลยชำระเงินเบี้ยปรับและค่าซื้อเครื่องคอมพิวเตอร์ในราคาที่สูงขึ้น แต่จำเลยเพิกเฉย จำเลยถูกศาลล้มละลายกลางมีคำสั่งพิทักษ์ทรัพย์เด็ดขาดเมื่อวันที่ 25 ตุลาคม 2545 ในคดีหมายเลขแดงที่ 1828/2545 และเจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ประกาศโฆษณาคำสั่งพิทักษ์ทรัพย์ของจำเลยเด็ดขาดในราชกิจจานุเบกษา เมื่อวันที่ 21 มกราคม 2546 ครบกำหนดการยื่นคำขอรับชำระหนี้วันที่ 21 มีนาคม 2546 และต่อมาศาลล้มละลายกลางพิพากษาให้จำเลยล้มละลายเมื่อวันที่ 24 มิถุนายน 2546 มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ว่า ศาลล่างทั้งสองพิพากษาชอบหรือไม่ คดีนี้โจทก์ฟ้องเรียกร้องดอกเบี้ยของเบี้ยปรับเป็นเงิน 41,856.75 บาท และค่าเสียหายที่โจทก์ต้องจัดซื้อเครื่องคอมพิวเตอร์ในราคาที่เพิ่มขึ้น 1,204,850 บาท จากกรณีจำเลยผิดสัญญาซื้อขายเครื่องคอมพิวเตอร์ตามฟ้อง ดอกเบี้ย 41,856.75 บาท ดังกล่าวเป็นดอกเบี้ยของเบี้ยปรับที่เกิดเนื่องจากจำเลยไม่ชำระหนี้อันเป็นมูลหนี้จากสัญญาซื้อขายเครื่องคอมพิวเตอร์ ส่วนเงินค่าเสียหายที่โจทก์ต้องจัดซื้อเครื่องคอมพิวเตอร์ในราคาที่เพิ่มขึ้น 1,204,850 บาท ก็เป็นค่าสินไหมทดแทนเพื่อความเสียหายอันเกิดจากมูลหนี้ผิดสัญญาซื้อขายเครื่องคอมพิวเตอร์ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 222 มิใช่มูลหนี้ที่เกิดขึ้นใหม่ โจทก์มีหนังสือบอกเลิกสัญญา จำเลยได้รับหนังสือในวันที่ 24 กันยายน 2545 มูลหนี้เงินที่โจทก์เรียกร้องทั้งสองจำนวนดังกล่าวจึงเกิดขึ้นก่อนวันที่ศาลมีคำสั่งพิทักษ์ทรัพย์ของจำเลยเด็ดขาดในวันที่ 25 ตุลาคม 2545 ซึ่งเมื่อศาลมีคำสั่งพิทักษ์ทรัพย์ของจำเลยเด็ดขาดแล้วเจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์แต่ผู้เดียวมีอำนาจต่อสู้คดีใด ๆ เกี่ยวกับทรัพย์สินของจำเลย และโจทก์ซึ่งเป็นเจ้าหนี้จะขอรับชำระหนี้ได้ก็แต่โดยปฏิบัติตามวิธีการที่กล่าวไว้ในกฎหมายล้มละลายเท่านั้น โดยจะต้องยื่นคำขอรับชำระหนี้ต่อเจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ภายในกำหนดสองเดือนนับแต่วันโฆษณาคำสั่งพิทักษ์ทรัพย์เด็ดขาดตามพระราชบัญญัติล้มละลาย พ.ศ.2483 มาตรา 27, 91 และ94 โจทก์จะฟ้องบังคับจำเลยเป็นคดีแพ่งหาได้ไม่ การที่โจทก์นำมูลหนี้ดังกล่าวนี้มาฟ้องในวันที่ 24 พฤศจิกายน 2548 ภายหลังวันที่ศาลมีคำสั่งพิทักษ์ทรัพย์ของจำเลยเด็ดขาดแล้ว โจทก์จึงไม่มีอำนาจฟ้องคดีนี้ ที่ศาลล่างทั้งสองพิพากษามานั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาของโจทก์ฟังไม่ขึ้น

พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.ล้มละลาย พ.ศ.2483 ม. 27 ม. 91 ม. 94
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — สำนักงานศาลยุติธรรม
จำเลย — บริษัทคอมสแควร์ จำกัด
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลแพ่ง — นางแก้วน้อย อนุชิตวงศ์
ศาลอุทธรณ์ — นายนิติ เอื้อจรัสพันธุ์
ชื่อองค์คณะ
สมศักดิ์ คุณเลิศกิจ
สมยศ เข็มทอง
ภานุวัฒน์ ศุภะพันธุ์
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 14436/2557
#575651
เปิดฉบับเต็ม

โจทก์ฟ้องว่า จำเลยซื้อผลไม้ตามโครงการช่วยเหลือเกษตรกรของโจทก์ จำเลยให้การว่า จำเลยไม่เคยซื้อผลไม้จากโจทก์ ไม่เคยค้างชำระค่าผลไม้ จำเลยซื้อผลไม้จาก ส. และ ด.โดยชำระราคาค่าผลไม้ให้แก่บุคคลทั้งสองไปแล้ว ประเด็นข้อพิพาทจึงมีว่า จำเลยซื้อผลไม้จากโจทก์และชำระราคาแล้วหรือไม่ การที่ศาลชั้นต้นวินิจฉัยว่า จำเลยชำระราคาค่าผลไม้แก่ ส. และ ด. โดยบุคคลทั้งสองเป็นตัวแทนเชิดของโจทก์ เท่ากับจำเลยได้ชำระหนี้ให้แก่โจทก์ไปครบถ้วนแล้ว จึงเป็นเรื่องที่เกี่ยวเนื่องกับประเด็นที่ว่าจำเลยชำระหนี้ให้แก่โจทก์แล้วหรือไม่ เพราะจำเลยอาจชำระหนี้แก่โจทก์โดยตรงหรือชำระผ่านตัวแทนของโจทก์ก็ได้ มิใช่เรื่องนอกประเด็น

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยชำระเงิน 283,428 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปีนับถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์

จำเลยให้การขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้องโจทก์ ค่าฤชาธรรมเนียมให้เป็นพับ

โจทก์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 4 พิพากษากลับ ให้จำเลยชำระเงิน 283,428 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับถัดจากวันฟ้อง (ฟ้องวันที่ 25 ธันวาคม 2552) เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสองศาลให้เป็นพับ

จำเลยฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยว่า ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 4 วินิจฉัยว่าคำพิพากษาของศาลชั้นต้นที่ว่านายสว่างกับนางสาวสุดาเป็นตัวแทนเชิดของโครงการโจทก์เป็นการวินิจฉัยนอกประเด็นนั้น ชอบด้วยกฎหมายหรือไม่ เห็นว่า โจทก์ฟ้องว่าจำเลยซื้อผลไม้ตามโครงการช่วยเหลือเกษตรกรของโจทก์ จำเลยให้การว่า จำเลยไม่เคยทำสัญญาซื้อขายผลไม้กับโจทก์ ไม่เคยค้างชำระค่าผลไม้ จำเลยติดต่อซื้อขายผลไม้กับนายสว่างและนางสาวสุดาโดยชำระราคากันเอง ประเด็นข้อพิพาทจึงมีว่าจำเลยซื้อผลไม้จากโจทก์และชำระราคาแล้วหรือไม่ ซึ่งประเด็นการชำระราคานั้น จำเลยให้การว่าได้ชำระให้แก่นายสว่างกับนางสาวสุดาไปแล้ว การที่ศาลชั้นต้นยกข้อเท็จจริงขึ้นวินิจฉัยว่า จำเลยชำระราคาค่าผลไม้แก่นายสว่างและนางสาวสุดา โดยบุคคลทั้งสองเป็นตัวแทนเชิดของโจทก์ เท่ากับจำเลยได้ชำระหนี้ให้แก่โจทก์ไปครบถ้วนแล้ว จึงเป็นเรื่องที่เกี่ยวเนื่องกับประเด็นที่ว่าจำเลยชำระหนี้ให้แก่โจทก์แล้วหรือไม่ เพราะจำเลยอาจชำระหนี้แก่โจทก์โดยตรงหรือชำระผ่านตัวแทนของโจทก์ก็ได้ มิใช่เรื่องนอกประเด็น ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 4 วินิจฉัยว่า ศาลชั้นต้นวินิจฉัยว่านายสว่างกับนางสาวสุดาเป็นตัวแทนเชิดของโจทก์เป็นเรื่องนอกประเด็นนั้น ศาลฎีกาไม่เห็นพ้องด้วย ฎีกาของจำเลยข้อนี้ฟังขึ้น

สำหรับปัญหาว่า นายสว่างกับนางสาวสุดาเป็นตัวแทนของโจทก์หรือไม่นั้น ศาลอุทธรณ์ภาค 4 ยังไม่ได้วินิจฉัย ศาลฎีกาเห็นสมควรวินิจฉัยไปเสียทีเดียวโดยไม่ต้องย้อนสำนวนไปให้ศาลอุทธรณ์ภาค 4 วินิจฉัยใหม่ ปัญหาดังกล่าวโจทก์มีนายสว่างกับนางสาวสุดาเป็นพยานเบิกความว่า นายสว่างเป็นประธานคณะกรรมการกลุ่มเกษตรกรจังหวัดตราด และเป็นคณะทำงานดำเนินการตามโครงการแก้ไขปัญหาราคาผลไม้ปี 2546 จังหวัดตราด ตามคำสั่งแต่งตั้งมีอำนาจหน้าที่พิจารณากำหนดราคาผลไม้ (เงาะและมังคุด) เพื่อดำเนินการระบายผลผลิตตามโครงการ และเสนอผลการพิจารณากำหนดราคาผลไม้ประจำวันให้จังหวัดตราดพิจารณาออกประกาศกำหนดราคาในแต่ละวันดังนี้ นายสว่างจึงเป็นผู้มีอำนาจหน้าที่ในการดำเนินโครงการช่วยเหลือเกษตรกรของโจทก์ข้อเท็จจริงได้ความด้วยว่า นายสว่างกับนางสาวสุดามีการติดต่อซื้อขายผลไม้กับจำเลยเป็นการส่วนตัวมาก่อน จนโจทก์ดำเนินโครงการในปี 2546 ทั้งสองฝ่ายยังติดต่อซื้อขายกันซึ่งในส่วนนี้ได้ความตามบันทึกข้อความลงวันที่ 8 มีนาคม 2549 ที่สำนักงานการค้าภายในจังหวัดขอนแก่นมีไปถึงผู้อำนวยการกองกิจการงานภูมิภาคหารือเรื่องการติดตามหนี้โครงการแก้ไขปัญหาราคาผลไม้ปี 2546 และบันทึกข้อความลงวันที่ 9 ตุลาคม 2551 ที่สำนักงานการค้าภายในจังหวัดขอนแก่นมีไปถึงผู้ว่าราชการจังหวัดขอนแก่นมีใจความโดยสรุปถึงข้อเท็จจริงที่เกิดขึ้นว่า เริ่มแรกของการดำเนินงานโครงการ สำนักงานการค้าภายในจังหวัดขอนแก่นได้รับการประสานงานจากสำนักงานการค้าภายในจังหวัดตราดว่า เกษตรกรชื่อนายสว่างและนางสาวสุดาได้มาติดต่อขายผลไม้ที่จังหวัดขอนแก่นและได้ตกลงขายผลไม้ให้แก่จำเลยผู้ซื้อ โดยการสั่งซื้อและชำระค่าผลไม้ดังกล่าว จำเลยนายสว่างและนางสาวสุดาได้ติดต่อและชำระค่าผลไม้กันเอง มิได้ติดต่อและชำระเงินผ่านสำนักงานการค้าภายในจังหวัดขอนแก่น แต่ขอให้สำนักงานการค้าภายในจังหวัดขอนแก่นช่วยดำเนินการตรวจรับผลไม้เพื่อเกษตรกรผู้ขายจะขอชดเชยค่าขนส่ง ทั้งนี้ สำนักงานการค้าภายในจังหวัดขอนแก่นได้ตรวจรับการขนส่งผลไม้ของนายสว่างและนางสาวสุดาระหว่างวันที่ 16 ถึง 22 มิถุนายน 2546 รวม 12 ครั้งแล้ว ซึ่งระยะเวลาดังกล่าวก็คือระยะเวลาที่จำเลยซื้อผลไม้ตามฟ้องตามที่ปรากฏรายละเอียดค่าผลไม้จังหวัดตราดที่จังหวัดขอนแก่นขายให้แก่จำเลย ข้อเท็จจริงตามบันทึกข้อความ แสดงว่าเมื่อสำนักงานการค้าภายในจังหวัดตราดส่งผลไม้ตามฟ้องไปยังสำนักงานการค้าภายในจังหวัดขอนแก่นเพื่อมอบแก่จำเลยผู้สั่งซื้อ สำนักงานการค้าภายในจังหวัดขอนแก่นมิได้เรียกเก็บเงินค่าผลไม้จากจำเลยแต่อย่างใด โดยยินยอมให้จำเลยชำระค่าผลไม้โดยตรงแก่นายสว่างและนางสาวสุดาตามที่ได้รับการประสานมาจากสำนักงานการค้าภายในจังหวัดตราด เท่ากับสำนักงานการค้าภายในจังหวัดขอนแก่นและสำนักงานการค้าภายในจังหวัดตราดมอบให้นายสว่างและนางสาวสุดาเป็นตัวแทนรับชำระค่าผลไม้ตามฟ้องแทน เมื่อได้ความว่าจำเลยชำระเงินโดยโอนเข้าบัญชีเงินฝากของนางสาวสุดาครบถ้วนแล้ว จำเลยจึงไม่ต้องชำระหนี้แก่โจทก์อีก ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 4 พิพากษาให้จำเลยชำระหนี้แก่โจทก์นั้น ศาลฎีกาไม่เห็นพ้องด้วย ฎีกาของจำเลยข้อนี้ฟังขึ้น

พิพากษากลับ ให้ยกฟ้องโจทก์ ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสามศาลให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ. ม. 142
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — กรมการค้าภายใน
จำเลย — นางบุญชู เทสงิ้วหรือเทศงิ้ว
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลแขวงขอนแก่น — นางแก้วน้อย อนุชิตวงศ์
ศาลอุทธรณ์ภาค 4 — นายวสันต์ ตรีสุวรรณ
ชื่อองค์คณะ
สุทัศน์ ศิริมหาพฤกษ์
ชัยยุทธ ศรีจำนงค์
ชัยวัฒน์ เวียงธีรวัฒน์
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 14405/2557
#579813
เปิดฉบับเต็ม

การที่โจทก์มิได้หักหนี้ในวันที่สัญญาเลิกกันตามที่โจทก์มีหนังสือบอกเลิกสัญญากับจำเลยตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม 2546 แต่กลับคิดดอกเบี้ยตลอดมาแล้วนำมาหักกลบลบหนี้ ให้จำเลยชำระหนี้ที่เหลือตามคำฟ้อง ตามพฤติการณ์ถือเป็นการใช้สิทธิคิดดอกเบี้ยโดยไม่สุจริต จึงไม่อาจนำดอกเบี้ยมารวมกับต้นเงินดังที่โจทก์คำนวณมาในคำฟ้อง เมื่อภาระหนี้ที่จำเลยต้องชำระแก่โจทก์มีจำนวนน้อยกว่าค่าจ้างที่โจทก์ต้องรับผิดชำระแก่จำเลย โจทก์จึงไม่มีอำนาจฟ้อง ปัญหาข้อนี้เป็นข้อกฎหมายเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชน แม้จำเลยจะมิได้อุทธรณ์ฎีกา ศาลฎีกาก็มีอำนาจยกขึ้นวินิจฉัยเองได้ ตาม ป.วิ.พ. มาตรา 142 (5) ประกอบด้วยมาตรา 246 และ 247

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยชำระเงิน 2,009,787.70 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 15 ต่อปี นับแต่วันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์

จำเลยให้การขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยชำระเงิน 2,009,787.70 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 15 ต่อปี ของต้นเงินดังกล่าว นับแต่วันฟ้อง (วันที่ 30 กรกฎาคม 2552) เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ กับให้จำเลยใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ โดยกำหนดค่าทนายความ 10,000 บาท

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษาแก้เป็นว่า ให้จำเลยชำระเงิน 862,965.61 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ

จำเลยฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า มีปัญหาตามฎีกาของจำเลยว่า จำเลยนำเงินค่าขนส่งสินค้าระหว่างเดือนตุลาคม 2543 ถึงเดือนธันวาคม 2545 ส่งมอบแก่โจทก์แล้วหรือไม่ และในการจัดส่งสินค้าแทนโจทก์ จำเลยทำสินค้าสูญหายหรือเสียหายตามฟ้องหรือไม่ เห็นว่า บัญชีงบยอดประจำวัน จำเลยเป็นผู้จัดทำแจ้งแก่โจทก์ฝ่ายเดียวว่านำเงินค่าขนส่งตามบัญชีดังกล่าวส่งมอบแก่โจทก์แล้ว แต่นางวันทนีย์ พยานโจทก์ ขณะเกิดเหตุทำงานตำแหน่งหัวหน้ากองประมวลบัญชีของโจทก์ เบิกความยืนยันว่า บัญชีงบยอดประจำวัน ที่จำเลยจัดทำส่งแจ้งแก่โจทก์ จำเลยไม่ได้นำเงินค่าขนส่งซึ่งเป็นรายได้ของโจทก์ฝากเข้าบัญชีเงินฝากของโจทก์ตามที่ปฏิบัติต่อกัน จากคำเบิกความของนางวันทนีย์แสดงว่า ในการที่จำเลยส่งมอบเงินรายได้แก่โจทก์ จำเลยนำเงินไปฝากเข้าบัญชีเงินฝากของโจทก์ หากจำเลยส่งมอบเงินรายได้ตามฟ้องแก่โจทก์จริง จำเลยสามารถนำเอกสารหลักฐานมาถามค้านคำเบิกความของนางวันทนีย์หรือนำสืบหักล้างได้โดยง่าย แต่จำเลยไม่มีพยานหลักฐานใดมาสนับสนุนข้อกล่าวอ้างดังกล่าว และได้ความว่าระหว่างเดือนมกราคม 2544 ถึงเดือนธันวาคม 2545 จำเลยมีสิทธิได้รับค่าจ้างจากโจทก์ 3,875,890.65 บาท และนางวันทนีย์เบิกความตอบทนายโจทก์ว่า จำเลยตั้งเบิกค่าจ้างดังกล่าวแล้ว แต่โจทก์ไม่ชำระจำเลยก็ไม่ได้ทวงถามแต่อย่างใด และโจทก์มีนายพิชัย พนักงานติดตามหนี้และบังคับคดีของโจทก์เป็นพยานยืนยันว่า ในการทำหน้าที่ขนส่งสินค้าแทนโจทก์ จำเลยทำสินค้าสูญหายและเสียหาย 19 ราย โจทก์ได้ชดใช้ค่าเสียหายแก่เจ้าของไปแล้ว 137,735.22 บาท ส่วนพยานโจทก์ที่เบิกความตอบทนายจำเลยถามค้านในเรื่องนี้คงมีแต่นางวันทนีย์ที่เบิกความว่า ในท้องที่จังหวัดชลบุรีมีตัวแทนของโจทก์ 2 ราย แต่ไม่มีพยานโจทก์ปากใดเบิกความว่า ความเสียหายของสินค้าที่ขนส่งไม่ได้เกิดจากการกระทำของจำเลยตามที่จำเลยฎีกา พยานหลักฐานที่โจทก์นำสืบมาดังกล่าวมีน้ำหนักรับฟังได้ว่าที่จำเลยจัดทำบัญชีงบยอดประจำวัน แจ้งแก่โจทก์ จำเลยยังไม่ได้นำส่งเงินรายได้ให้แก่โจทก์ และในการที่จำเลยทำหน้าที่ขนส่งสินค้าแทนโจทก์ จำเลยทำสินค้าสูญหายและเสียหายจนโจทก์ต้องชดใช้ค่าสินค้าแก่เจ้าของไปเป็นเงิน 137,735.22 บาท ตามที่นางวันทนีย์และนายพิชัยเบิกความ ฎีกาของจำเลยข้อนี้ฟังไม่ขึ้น แต่หนี้ตามฟ้องเกิดจากการทำหน้าที่ตัวแทนรับส่งสินค้าของจำเลยระหว่างเดือนตุลาคม 2543 ถึงเดือนธันวาคม 2545 ซึ่งในระหว่างเดือนมกราคม 2544 ถึงเดือนธันวาคม 2545 จำเลยก็มีสิทธิได้รับค่าจ้างจากโจทก์ 3,875,890.65 บาท แสดงว่าในเวลาคาบเกี่ยวกันนั้นจำเลยก็เป็นเจ้าหนี้โจทก์ 3,875,890.65 บาท ด้วยทั้งนางวันทนีย์เบิกความตอบทนายโจทก์ว่า จำเลยนำหนี้ค่าจ้างดังกล่าวมาตั้งเบิกจากโจทก์แล้ว แต่โจทก์ไม่ได้จ่ายแก่จำเลย ขณะปฏิบัติตามสัญญาต่อกันจำเลยมีภาระหนี้ต้องส่งรายได้ของโจทก์ตามบัญชีงบยอดประจำวัน จำนวน 3,582,620.55 บาท ค่าขนส่งสินค้าที่จำเลยเรียกเก็บจากผู้รับสินค้าปลายทาง 56,589 บาท ค่าธรรมเนียมกับค่าขนส่งนอกเขตที่จำเลยเบิกเกิน 15,089.30 บาท และค่าสินค้าที่ขนส่งสูญหายและเสียหาย 137,735.22 บาท รวม 3,792,034.07 บาท ภาระหนี้ของจำเลยมีเป็นจำนวนน้อยกว่าค่าจ้างที่โจทก์จะต้องรับผิดชำระแก่จำเลย ต่อมาภายหลังเจ้าหน้าที่ของโจทก์มาตรวจพบว่าจำเลยไม่นำเงินรายได้ของโจทก์ส่งมอบแก่โจทก์ แล้วมาคิดดอกเบี้ยเอาแก่จำเลยเป็นเวลา 3 ปีเศษ จึงค่อยนำค่าจ้างที่โจทก์ต้องชำระแก่จำเลยมาหักกลบลบหนี้กันจนก่อให้จำเลยมีภาระหนี้ตามฟ้อง ดังนี้ การที่โจทก์มิได้หักหนี้ในวันที่สัญญาเลิกกันตามที่โจทก์มีหนังสือบอกเลิกสัญญากับจำเลยตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม 2546 แต่กลับคิดดอกเบี้ยตลอดมาแล้วนำมาหักกลบลบหนี้ ให้จำเลยชำระหนี้ที่เหลือตามคำฟ้องตามพฤติการณ์ถือเป็นการใช้สิทธิคิดดอกเบี้ยโดยไม่สุจริต จึงไม่อาจนำดอกเบี้ยมารวมกับต้นเงินดังที่โจทก์คำนวณมาในคำฟ้อง เมื่อภาระหนี้ที่จำเลยต้องชำระแก่โจทก์มีจำนวนน้อยกว่าค่าจ้างที่โจทก์ต้องรับผิดชำระแก่จำเลย โจทก์จึงไม่มีอำนาจฟ้อง ปัญหานี้เป็นข้อกฎหมายเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชน แม้จำเลยจะมิได้อุทธรณ์ ฎีกา ศาลฎีกาก็มีอำนาจยกขึ้นวินิจฉัยเองได้ ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 142 (5) ประกอบด้วยมาตรา 246 และ 247

พิพากษากลับ ให้ยกฟ้อง ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสามศาลให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 5
ป.วิ.พ. ม. 142 (5) ม. 246 ม. 247
ชื่อคู่ความ
องค์การรับส่งสินค้าและพัสดุภัณฑ์
โจทก์ — โดยนางบุลวินิจ วัชรประทีป ผู้ชำระบัญชี
จำเลย — นายสุดเขต มั่นเข็มทอง
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลแพ่ง — นางพิทยา บรรจงประพันธ์
ศาลอุทธรณ์ — นายสิทธิพร บุญยฤทธิ์
ชื่อองค์คณะ
ชัยยุทธ ศรีจำนงค์
ปิยกุล บุญเพิ่ม
วาสนา หงส์เจริญ
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 14401/2557
#579687
เปิดฉบับเต็ม

แม้จำเลยที่ 2 และที่ 3 ลงลายมือชื่อและประทับตราสำคัญของจำเลยที่ 1 สั่งจ่ายเช็คพิพาทให้แก่โจทก์ เป็นการกระทำในฐานะผู้แทนจำเลยที่ 1 ซึ่งเป็นนิติบุคคล จึงไม่ต้องรับผิดเป็นส่วนตัวก็ตาม แต่การที่จำเลยที่ 3 ลงลายมือชื่อด้านหลังเช็คพิพาทด้วย โดยไม่ปรากฏว่าเป็นการค้ำประกันหรือข้อความอื่นใดในทำนองเดียวกัน เช่นนี้ ต้องรับฟังว่า จำเลยที่ 3 ลงลายมือชื่อในเช็คพิพาทด้วยความสมัครใจที่จะผูกพันตนในอันที่จะต้องรับผิดต่อโจทก์ซึ่งเป็นผู้ทรงเช่นเดียวกับจำเลยที่ 1 ซึ่งเป็นผู้สั่งจ่ายตาม ป.พ.พ. มาตรา 900 วรรคหนึ่ง จำเลยที่ 3 หาใช่เป็นผู้สลักหลังเช็คพิพาทที่โจทก์ในฐานะผู้ทรงเช็คต้องยื่นเช็คแก่ธนาคารเพื่อให้ใช้เงินภายในเดือนหนึ่งนับแต่วันออกเช็คตามที่บัญญัติไว้ในมาตรา 990 วรรคหนึ่ง แต่อย่างใด

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องและแก้ไขคำฟ้องขอให้บังคับจำเลยทั้งสามร่วมกันชำระเงิน 55,918,638.72 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงิน 54,528,000 บาท นับถัดจากวันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์

จำเลยที่ 1 ที่ 2 ที่ 3 ให้การขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยทั้งสามร่วมกันชำระเงิน 55,918,638.72 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงิน 54,528,000 บาท นับถัดจากวันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ กับให้ร่วมกันใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ โดยกำหนดค่าทนายความให้ 9,000 บาท

จำเลยที่ 3 อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน ให้จำเลยที่ 3 ใช้ค่าทนายความชั้นอุทธรณ์แก่โจทก์ 10,000 บาท

จำเลยที่ 3 ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่าคดีมีปัญหาที่ต้องวินิจฉัยว่าโจทก์ไม่ใช่ผู้ทรงเช็คโดยชอบด้วยกฎหมาย เห็นว่า คดีนี้โจทก์ฟ้องให้จำเลยทั้งสามร่วมกันรับผิดชำระเงินตามเช็คพิพาท เป็นการฟ้องเรียกเงินตามเช็ค เมื่อข้อเท็จจริงฟังได้แล้วว่า จำเลยที่ 1 สั่งจ่ายเช็คพิพาทเพื่อชำระหนี้ให้โจทก์ในฐานะเป็นผู้รับเงิน โจทก์ย่อมมีอำนาจฟ้องให้จำเลยทั้งสามรับผิดชำระเงินตามเช็คพิพาทได้ ฎีกาของจำเลยที่ 3 ข้อนี้ฟังไม่ขึ้น

ที่จำเลยที่ 3 ฎีกาต่อไปว่า จำเลยที่ 3 ไม่ได้ลงลายมือชื่อสั่งจ่ายและสลักหลังเช็คพิพาทนั้น เห็นว่า จำเลยที่ 3 คงให้การต่อสู้คดีแต่เพียงว่า จำเลยที่ 1 เป็นผู้สั่งจ่ายเช็ค จำเลยที่ 3 ไม่ต้องรับผิดเป็นส่วนตัว ลายมือชื่อด้านหลังเช็คพิพาทเป็นลายมือชื่อปลอม นั้น เท่ากับจำเลยที่ 3 ยอมรับว่าร่วมลงลายมือชื่อสั่งจ่ายเช็คพิพาทด้วย เพียงแต่จำเลยที่ 3 ไม่ต้องรับผิดเป็นส่วนตัวเพราะกระทำในฐานะผู้แทนของจำเลยที่ 1 ดังนั้น เมื่อโจทก์เบิกความยืนยันว่า จำเลยที่ 1 โดยจำเลยที่ 2 และที่ 3 ร่วมกันลงลายมือชื่อพร้อมประทับตราสำคัญของจำเลยที่ 1 สั่งจ่ายเช็คพิพาทซึ่งจำเลยที่ 1 และที่ 2 ไม่ได้นำสืบโต้แย้งให้เห็นเป็นอย่างอื่น ทั้งคำให้การของจำเลยที่ 3 เท่ากับยอมรับว่าร่วมลงลายมือชื่อสั่งจ่ายเช็คพิพาทด้วยดังวินิจฉัยมาแล้ว จึงฟังได้ว่า จำเลยที่ 3 ลงลายมือชื่อสั่งจ่ายเช็คพิพาทร่วมกับจำเลยที่ 2 ในฐานะผู้แทนของจำเลยที่ 1 จริง ส่วนที่จำเลยที่ 3 อ้างต่อไปว่า ลายมือชื่อด้านหลังเช็คพิพาทเป็นลายมือชื่อปลอมนั้น นอกจากโจทก์เบิกความว่าจำเลยที่ 2 และที่ 3 ยินยอมเข้าผูกพันร่วมรับผิดกับจำเลยที่ 1 โดยลงลายมือชื่อสลักหลังเช็คพิพาททั้งเก้าฉบับแล้ว จำเลยที่ 3 เองก็ไม่ได้มาเบิกความว่าลายมือชื่อด้านหลังเช็คพิพาทดังกล่าวไม่ใช่ลายมือชื่อของจำเลยที่ 3 แต่เป็นลายมือชื่อปลอม คงมีแต่ทนายจำเลยที่ 3 มาเบิกความว่า ลายมือชื่อที่ปรากฏในเช็คพิพาทไม่ใช่ลายมือชื่อของจำเลยที่ 3 โดยไม่ปรากฏว่าทนายจำเลยที่ 3 รู้เห็นเหตุการณ์เกี่ยวกับการลงลายมือชื่อในเช็คพิพาทของจำเลยที่ 3 แต่อย่างใด จึงไม่มีน้ำหนักให้รับฟัง ทั้งเมื่อพิจารณาลายมือชื่อและตราประทับที่ลงในเช็คพิพาทเปรียบเทียบกับตัวอย่างลายมือชื่อของจำเลยที่ 2 และที่ 3 ที่ใช้ในการขอเปิดบัญชี เห็นได้ว่ามีลักษณะคล้ายคลึงกัน จำเลยที่ 3 เองก็เพียงกล่าวอ้างลอย ๆ ว่าเป็นลายมือชื่อปลอม แต่ก็หาได้ขอให้ส่งลายมือชื่อด้านหลังเช็คพิพาทดังกล่าวไปตรวจพิสูจน์แต่อย่างใดไม่ ข้อเท็จจริงฟังได้ว่า จำเลยที่ 3 ลงลายมือชื่อไว้ด้านหลังเช็คพิพาทจริง หาใช่ลายมือชื่อปลอมดังที่จำเลยที่ 3 อ้างไม่ แม้ข้อเท็จจริงฟังได้ว่า จำเลยที่ 2 และที่ 3 ลงลายมือชื่อและประทับตราสำคัญของจำเลยที่ 1 สั่งจ่ายเช็คพิพาทให้แก่โจทก์ เป็นการกระทำในฐานะผู้แทนจำเลยที่ 1 ซึ่งเป็นนิติบุคคล จึงไม่ต้องรับผิดเป็นส่วนตัวก็ตาม แต่การที่จำเลยที่ 3 ลงลายมือชื่อด้านหลังเช็คพิพาทด้วย โดยไม่ปรากฏว่าเป็นการค้ำประกันหรือข้อความอื่นใดในทำนองเดียวกัน เช่นนี้ ต้องฟังว่าจำเลยที่ 3 ลงลายมือชื่อในเช็คพิพาทด้วยความสมัครใจที่จะผูกพันตนในอันที่จะต้องรับผิดต่อโจทก์ซึ่งเป็นผู้ทรงเช่นเดียวกับจำเลยที่ 1 ซึ่งเป็นผู้สั่งจ่ายตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 900 วรรคหนึ่ง จำเลยที่ 3 หาใช่เป็นผู้สลักหลังเช็คพิพาทที่โจทก์ในฐานะผู้ทรงเช็คต้องยื่นเช็คแก่ธนาคารเพื่อให้ใช้เงินภายในเดือนหนึ่งนับแต่วันออกเช็คตามที่บัญญัติไว้ในมาตรา 990 วรรคหนึ่ง แต่อย่างใด ที่ศาลล่างทั้งสองพิพากษาต้องกันมาให้จำเลยที่ 3 ร่วมกับจำเลยที่ 1 และที่ 2 รับผิดต่อโจทก์ชอบแล้ว ฎีกาของจำเลยที่ 3 ข้อนี้ฟังไม่ขึ้นเช่นกัน

พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 900 วรรคหนึ่ง ม. 990 วรรคหนึ่ง
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นายลินไท เมง
จำเลย — บริษัทสมุย เพนนินซูลา จำกัด กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลแพ่ง — นางวิไลลักษณ์ อินทุภูติ
ศาลอุทธรณ์ — นายสุภัทร อยู่ถนอม
ชื่อองค์คณะ
ประทีป เฉลิมภัทรกุล
พิศล พิรุณ
มานัส เหลืองประเสริฐ
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 14319/2557
#581422
เปิดฉบับเต็ม

โจทก์โดยสถานีวิทยุโทรทัศน์กองทัพบกช่อง 5 เป็นผู้ดำเนินการหรือบริการภายใต้ข้อตกลงตามสัญญาและเงื่อนไขตามสัญญาเช่าเวลาเพื่อออกอากาศรายการระหว่างโจทก์กับจำเลยทั้งสอง และในการดำเนินการก็ต้องเป็นไปตามระเบียบกองทัพบกว่าด้วยวิทยุกระจายเสียงและวิทยุโทรทัศน์ พ.ศ.2536 ตลอดจนการควบคุมจัดการการตกลงกำหนดวันเวลาที่จะแพร่ภาพออกอากาศที่มีการกำหนดกันไว้เป็นการแน่นอน โดยคิดค่าบริการหรือค่าตอบแทนตามอัตราที่โจทก์กำหนดไว้ ถือได้ว่าโจทก์โดยสถานีวิทยุโทรทัศน์กองทัพบกช่อง 5 เป็นผู้ค้ารับทำการงานดังกล่าวให้จำเลยทั้งสองในฐานะผู้รับบริการ โจทก์จึงเป็นผู้ประกอบการค้าซึ่งต้องใช้สิทธิเรียกร้องภายในกำหนดอายุความ 2 ปี ตาม ป.พ.พ. มาตรา 193/34 (1)

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยทั้งสองร่วมกันชำระเงิน 53,642,309.14 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 15 ต่อปี ของต้นเงิน 23,784,796.56 บาท นับถัดจากวันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์

จำเลยทั้งสองให้การขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง ค่าฤชาธรรมเนียมให้เป็นพับทั้งสองฝ่าย

โจทก์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ

โจทก์ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ว่า ฟ้องโจทก์ขาดอายุความหรือไม่ เห็นว่า เมื่อพิจารณาถึงข้อตกลง รวมทั้งเงื่อนไขการปฏิบัติตามสัญญาท้ายสัญญาทั้งสองฉบับดังกล่าวแล้วจะเห็นได้ว่า มีการกำหนดเงื่อนไขในการที่จำเลยทั้งสองประสงค์จะนำเทปโทรทัศน์ประเภทละครรวมทั้งเทปการโฆษณามาให้สถานีวิทยุโทรทัศน์กองทัพบกช่อง 5 ของโจทก์ทำการแพร่ภาพและเสียงออกอากาศว่าจะต้องนำเทปที่มีคุณภาพดีออกอากาศตามวัตถุประสงค์เพื่อให้โจทก์พิจารณาว่าสมควรออกอากาศหรือไม่เพียงใดและเมื่อมีความจำเป็นโจทก์มีสิทธิงดหรือเลื่อนการแพร่ภาพออกอากาศรายการของจำเลยทั้งสองได้โดยไม่ถือว่าเป็นการละเมิดต่อจำเลยทั้งสอง ทั้งได้กำหนดวันเวลาการแพร่ภาพออกอากาศไว้เป็นการแน่นอนตลอดจนมีการกำหนดอัตราค่าแพร่ภาพออกอากาศครั้งละเป็นจำนวนเงินตามที่ตกลงกันไว้และจะต้องชำระราคาค่าแพร่ภาพออกอากาศแต่ละครั้งก่อนหรือหลังแพร่ภาพกี่วันตามที่ตกลงกันไว้ในสัญญาและเงื่อนไขท้ายสัญญา ประกอบกับเมื่อได้พิจารณาถึงระเบียบกองทัพบกว่าด้วยวิทยุกระจายเสียงและวิทยุโทรทัศน์ พ.ศ.2536 จะเห็นได้ว่าแม้ตามระเบียบดังกล่าวในข้อ 7 ที่ระบุถึงวัตถุประสงค์ของการส่งวิทยุกระจายเสียงและวิทยุโทรทัศน์ทั้ง 10 ข้อ จะไม่ได้มีการระบุถึงวัตถุประสงค์ในการดำเนินธุรกิจก็ตาม แต่ตามระเบียบฉบับดังกล่าวเกี่ยวกับการดำเนินงานของสถานีข้อที่ 25 ข้อที่ 26.3 และข้อที่ 28.2 มีการระบุถึงหลักเกณฑ์การดำเนินการโฆษณาและบริการธุรกิจของสถานี โดยความในหมวด 2 ข้อ 10 กำหนดถึงการดำเนินการโฆษณาและบริการธุรกิจของสถานีกำหนดให้ กบว.ทบ. เป็นผู้มีอำนาจกำหนดหลักเกณฑ์ในการกำกับดูแลด้วยแล้ว เห็นได้ว่าฝ่ายโจทก์โดยสถานีวิทยุโทรทัศน์กองทัพบกช่อง 5 นอกจากจะเป็นผู้ดำเนินการหรือบริการภายใต้ข้อตกลงตามสัญญาและเงื่อนไข แล้ว ในการดำเนินการก็ต้องเป็นไปตามระเบียบกองทัพบกว่าด้วยวิทยุกระจายเสียงและวิทยุโทรทัศน์ พ.ศ.2536 ตลอดจนการควบคุมจัดการการตกลงกำหนดวันเวลาที่จะแพร่ภาพออกอากาศที่มีการกำหนดกันไว้เป็นการแน่นอนโดยคิดค่าบริการหรือค่าตอบแทนตามอัตราที่โจทก์กำหนดไว้ซึ่งถือได้ว่าโจทก์โดยสถานีวิทยุโทรทัศน์กองทัพบกช่อง 5 เป็นผู้ค้ารับทำการงานดังกล่าวให้จำเลยทั้งสองในฐานะผู้รับบริการ โจทก์จึงเป็นผู้ประกอบการค้าซึ่งต้องใช้สิทธิเรียกร้องภายในกำหนดอายุความ 2 ปี ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ 193/34 (1) ที่โจทก์ฎีกาว่าโจทก์มีฐานะเป็นส่วนราชการ สถานีวิทยุโทรทัศน์กองทัพบกช่อง 5 ซึ่งเป็นหน่วยงานของโจทก์ให้บริการและแพร่ภาพออกอากาศเพียงเพื่อให้ความบันเทิงแก่ประชาชนมิใช่เป็นการดำเนินธุรกิจเป็นเอกเทศเพื่อประโยชน์ทางการค้าจึงฟังไม่ขึ้น ที่โจทก์อ้างคำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2348/2552 ระหว่าง มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีสุรนารี โจทก์ ห้างหุ้นส่วนคิวมิคกับพวก จำเลยนั้น ข้อเท็จจริงในคดีดังกล่าวไม่ตรงกันกับข้อเท็จจริงในคดีนี้ ส่วนที่โจทก์ฎีกาด้วยว่าคำแก้อุทธรณ์ของจำเลยทั้งสองที่ระบุแต่เพียงว่าจำเลยทั้งสองไม่ต้องรับผิดชำระหนี้แก่โจทก์เพราะฟ้องของโจทก์ขาดอายุความตามประมวลกฎหมายแพ่งพาณิชย์ มาตรา 193/34 (1) เท่านั้นมิได้แสดงเหตุแห่งการปฏิเสธโดยชัดแจ้งนั้น เห็นว่า แม้คำแก้อุทธรณ์ของจำเลยทั้งสองจะระบุแต่เพียงว่าฟ้องโจทก์ขาดอายุความตามมาตรา 193/34 (1) โดยไม่ได้แสดงเหตุแห่งการปฏิเสธโดยชัดแจ้งก็ถือได้ว่าเป็นการแก้อุทธรณ์ที่กล่าวอ้างถึงเหตุแห่งการปฏิเสธไว้แล้วโดยชอบ ไม่ทำให้คำวินิจฉัยของศาลอุทธรณ์ที่วินิจฉัยว่าฟ้องโจทก์ขาดอายุความ 2 ปี ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 193/34 (1) ไม่ชอบด้วยกฎหมายไปด้วยแต่อย่างใด ส่วนฎีกาข้ออื่นของโจทก์ไม่มีผลเปลี่ยนแปลงผลแห่งคดีจึงไม่จำต้องวินิจฉัย ที่ศาลอุทธรณ์พิพากษามานั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาของโจทก์ฟังไม่ขึ้น

พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 193/34
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — กองทัพบก
จำเลย — นางกนกวรรณ ด่านอุดม กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลแพ่ง — นายวิชิน สุขนทีธรรม
ศาลอุทธรณ์ — นายนิติ เอื้อจรัสพันธุ์
ชื่อองค์คณะ
ทรงศิลป์ ธรรมรัตน์
ประทีป ดุลพินิจธรรมา
อิสสระ นิ่มละมัย
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 14301/2557
#569531
เปิดฉบับเต็ม

ความผิดฐานยื่นคำขอจดทะเบียนเครื่องหมายการค้าโดยแสดงข้อความอันเป็นเท็จแก่นายทะเบียนเครื่องหมายการค้าตามที่บัญญัติไว้ใน พ.ร.บ.เครื่องหมายการค้า พ.ศ.2534 มาตรา 107 เป็นการกระทำความผิดต่อนายทะเบียนเครื่องหมายการค้าหรือคณะกรรมการเครื่องหมายการค้า จึงเป็นความผิดต่อรัฐ รัฐเท่านั้นที่เป็นผู้เสียหาย โจทก์จึงไม่ใช่ผู้เสียหายในความผิดฐานนี้ ถึงแม้โจทก์จะอ้างว่าโจทก์ได้รับความเสียหายเนื่องจากเป็นการกระทำที่ส่งผลกระทบโดยตรงต่อโจทก์ แต่กรณีเช่นนี้ มาตรา 67 วรรคหนึ่ง แห่ง พ.ร.บ.เครื่องหมายการค้า พ.ศ.2534 ได้กำหนดกระบวนการที่จะแก้ไขความเสียหายไว้แล้วว่า ภายในห้าปีนับแต่วันที่นายทะเบียนมีคำสั่งให้จดทะเบียนเครื่องหมายการค้าใดตามมาตรา 40 ผู้มีส่วนได้เสียอาจร้องขอต่อศาลให้สั่งเพิกถอนการจดทะเบียนเครื่องหมายการค้านั้นได้ หากแสดงได้ว่าตนมีสิทธิในเครื่องหมายการค้านั้นดีกว่าผู้ซึ่งได้จดทะเบียนเป็นเจ้าของเครื่องหมายการค้านั้น อันเป็นกระบวนการพิสูจน์สิทธิของโจทก์

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยทั้งสองตามพระราชบัญญัติเครื่องหมายการค้า พ.ศ.2534 มาตรา 107 ประกอบประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 59 และ 83

ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางไต่สวนมูลฟ้องแล้ว เห็นว่า คดีไม่มีมูล พิพากษายกฟ้อง

โจทก์อุทธรณ์ต่อศาลฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศวินิจฉัยว่า คดีมีปัญหาข้อกฎหมายต้องวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของโจทก์ว่า โจทก์เป็นผู้เสียหายและมีอำนาจฟ้องจำเลยทั้งสองในความผิดฐานร่วมกันยื่นคำขอจดทะเบียนเครื่องหมายการค้าโดยแสดงข้อความอันเป็นเท็จแก่นายทะเบียนเครื่องหมายการค้าหรือไม่ ที่โจทก์อ้างในอุทธรณ์สรุปได้ว่า การที่จำเลยทั้งสองทราบดีอยู่แล้วว่าเครื่องหมายการค้าคำว่า G.Kabirski ไม่ใช่ของตนเอง แต่โดยเจตนาทุจริตไปแจ้งต่อนายทะเบียนเครื่องหมายการค้าว่าเครื่องหมายการค้าคำว่า G.Kabirski เป็นของตนเองและขอจดทะเบียนเครื่องหมายการค้าคำว่าG.Kabirski ต่อนายทะเบียนเครื่องหมายการค้า การกระทำดังกล่าวแม้จะเป็นการกระทำต่อนายทะเบียนเครื่องหมายการค้าโดยตรงแต่ก็ย่อมถือว่าโจทก์เป็นผู้เสียหายเช่นกัน เพราะเป็นเหตุให้โจทก์ไม่อาจจดทะเบียนเครื่องหมายการค้าคำว่า G.Kabirski ในประเทศไทยได้ และไม่อาจประกอบธุรกิจในประเทศไทยซึ่งเป็นตลาดอัญมณีที่ใหญ่แห่งหนึ่งของทวีปเอเชีย ทั้งหากโจทก์นำสินค้าเครื่องประดับอัญมณีของโจทก์ภายใต้เครื่องหมายการค้าคำว่า G.Kabirski เข้ามาจำหน่ายในประเทศไทย ก็อาจเป็นการละเมิดเครื่องหมายการค้าที่จำเลยทั้งสองแสดงข้อความอันเป็นเท็จแก่นายทะเบียนเครื่องหมายการค้าว่าจำเลยทั้งสองเป็นเจ้าของเครื่องหมายการค้าดังกล่าว การกระทำของจำเลยทั้งสองย่อมก่อให้เกิดความเสียหายแก่โจทก์โดยตรงนั้น เห็นว่า ความผิดฐานยื่นคำขอจดทะเบียนเครื่องหมายการค้าโดยแสดงข้อความอันเป็นเท็จแก่นายทะเบียนเครื่องหมายการค้าตามที่บัญญัติไว้ในพระราชบัญญัติเครื่องหมายการค้า พ.ศ.2534 มาตรา 107 เป็นการกระทำความผิดต่อนายทะเบียนเครื่องหมายการค้าหรือคณะกรรมการเครื่องหมายการค้าจึงเป็นความผิดต่อรัฐ รัฐเท่านั้นที่เป็นผู้เสียหาย โจทก์จึงไม่ใช่ผู้เสียหายในความผิดฐานนี้ ถึงแม้โจทก์จะอ้างว่าโจทก์ได้รับความเสียหายเนื่องจากเป็นการกระทำที่ส่งผลกระทบโดยตรงต่อโจทก์ แต่กรณีเช่นนี้มาตรา 67 วรรคหนึ่ง แห่งพระราชบัญญัติเครื่องหมายการค้า พ.ศ.2534 ได้กำหนดกระบวนการที่จะแก้ไขความเสียหายไว้แล้วว่า ภายในห้าปีนับแต่วันที่นายทะเบียนมีคำสั่งให้จดทะเบียนเครื่องหมายการค้าใดตามมาตรา 40 ผู้มีส่วนได้เสียอาจร้องขอต่อศาลให้สั่งเพิกถอนการจดทะเบียนเครื่องหมายการค้านั้นได้ หากแสดงได้ว่าตนมีสิทธิในเครื่องหมายการค้านั้นดีกว่าผู้ซึ่งได้จดทะเบียนเป็นเจ้าของเครื่องหมายการค้านั้น อันเป็นกระบวนการพิสูจน์สิทธิของโจทก์ ซึ่งโจทก์ก็ได้ดำเนินการฟ้องจำเลยที่ 1 เป็นคดีหมายเลขดำที่ ทป. 51/2553 คดีหมายเลขแดงที่ 24/2554 ของศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางแล้ว ดังนั้นการที่ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางวินิจฉัยว่าโจทก์ไม่ใช่ผู้เสียหายในความผิดฐานนี้และพิพากษายกฟ้องโจทก์ จึงต้องด้วยความเห็นของศาลฎีกาแผนกคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศ อุทธรณ์ของโจทก์ฟังไม่ขึ้น

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.เครื่องหมายการค้า พ.ศ.2534 ม. 107
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — บริษัทคาบิร์สกี้ แอนด์ โค จำกัด
จำเลย — บริษัทที แอนด์ ซี โปรเจคท์ จำกัด กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลาง — นายสุธี ปิ่นนิกร
ชื่อองค์คณะ
สุพจน์ ธำรงเวียงผึ้ง
นวลน้อย ผลทวี
สุวัฒน์ วรรธนะหทัย
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 14298/2557
#581419
เปิดฉบับเต็ม

โจทก์บรรยายฟ้องว่า โจทก์ร่วมเป็นเจ้าของลิขสิทธิ์ในฐานะผู้สร้างสรรค์งานศิลปกรรมลักษณะงานจิตรกรรมสร้างสรรค์รูปทรง งานภาพพิมพ์ ใช้ชื่องานว่า เอนไซม์ เจนิฟู้ด ตามบัญชีรายชื่อเจ้าของลิขสิทธิ์ ภาพและชื่องานศิลปกรรมที่ได้สร้างสรรค์ ข้อมูลลิขสิทธิ์ หนังสือรับรองความเป็นเจ้าของลิขสิทธิ์ วันเดือนปีและประเทศที่โฆษณาครั้งแรก เอกสารท้ายฟ้อง จึงได้รับความคุ้มครองตาม พ.ร.บ.ลิขสิทธิ์ พ.ศ.2537 จำเลยให้การรับสารภาพ ดังนี้ ข้อเท็จจริงจึงฟังได้ดังฟ้องโจทก์ การที่จำเลยกระทำด้วยวิธีใด ๆ ให้ปรากฏภาพซึ่งเป็นงานอันมีลิขสิทธิ์ของโจทก์ร่วมบนกล่องบรรจุผลิตภัณฑ์เสริมอาหารแล้วนำออกจำหน่ายโดยไม่ได้รับอนุญาตจากโจทก์ร่วมจึงเป็นความผิดฐานละเมิดลิขสิทธิ์ของโจทก์ร่วมเพื่อการค้า แม้งานอันมีลิขสิทธิ์ของโจทก์ร่วมจะถูกนำไปใช้ร่วมกับเครื่องหมายการค้าของโจทก์ร่วมก็ตาม แต่งานอันมีลิขสิทธิ์และเครื่องหมายการค้าดังกล่าวของโจทก์ร่วมก็มีลักษณะแยกต่างหากจากกันอย่างเด็ดขาด มิได้เป็นส่วนหนึ่งส่วนใดของกันและกัน จึงเป็นงานคนละประเภทแยกต่างหากจากกันและได้รับความคุ้มครองแยกจากกัน

การกระทำของจำเลยนอกจากก่อให้เกิดความเสียหายโจทก์ร่วมแล้ว ยังเกิดความเสียหายต่อผู้บริโภคทั่วไป เป็นการกระทำที่ขาดความรับผิดชอบต่อส่วนรวม พฤติการณ์แห่งคดีจึงเป็นเรื่องร้ายแรง ที่ศาลทรัพย์สินฯ พิพากษาลงโทษจำคุกโดยไม่รอการลงโทษให้นั้นเหมาะสมแล้ว

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามพระราชบัญญัติอาหาร พ.ศ.2522 มาตรา 4, 14, 25 (2), 27, 53, 59 พระราชบัญญัติเครื่องหมายการค้า พ.ศ.2534 มาตรา 4, 108, 110, 115 พระราชบัญญัติลิขสิทธิ์ พ.ศ.2537 มาตรา 4, 6, 8, 15, 27, 69, 75, 76 ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 32, 33, 91 ริบของกลาง และสั่งจ่ายเงินค่าปรับฐานละเมิดลิขสิทธิ์กึ่งหนึ่งแก่ผู้เสียหายซึ่งเป็นเจ้าของลิขสิทธิ์

จำเลยให้การรับสารภาพ

ระหว่างพิจารณาของศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลาง ผู้เสียหายยื่นคำร้องเข้าร่วมเป็นโจทก์ ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางอนุญาต (ที่ถูก เฉพาะความผิดตามพระราชบัญญัติเครื่องหมายการค้า พ.ศ.2534 และความผิดตามพระราชบัญญัติลิขสิทธิ์ พ.ศ.2537)

ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามพระราชบัญญัติเครื่องหมายการค้า พ.ศ.2534 มาตรา 108 และมาตรา 110 (1) ประกอบมาตรา 108 พระราชบัญญัติอาหาร พ.ศ.2522 มาตรา 4, 14, 25 (2), 27, 53, 59 เป็นการกระทำความผิดหลายกรรมให้ลงโทษทุกกรรมเป็นกระทงความผิดไป ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 ฐานตั้งโรงงานผลิตอาหารโดยไม่ได้รับใบอนุญาต ให้ลงโทษจำคุก 2 เดือน ฐานผลิตอาหารปลอม ให้ลงโทษจำคุก 6 เดือน ฐานปลอมเครื่องหมายการค้า ให้ลงโทษจำคุก 3 เดือน ฐานเสนอจำหน่ายและมีไว้เพื่อจำหน่ายซึ่งสินค้าที่มีเครื่องหมายการค้าปลอม ให้ลงโทษจำคุก 3 เดือน รวมโทษทุกกระทงเป็นจำคุก 14 เดือน จำเลยให้การรับสารภาพเป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 ลดโทษให้กึ่งหนึ่ง คงจำคุก 7 เดือน เมื่อพิเคราะห์พฤติการณ์แห่งคดี เห็นว่า อาหารเป็นสิ่งที่ประชาชนบริโภคเข้าสู่ร่างกาย การกระทำของจำเลยเป็นการร้ายแรงไม่สมควรรอการลงโทษ ริบของกลางที่ใช้ในการผลิตอาหารปลอม ข้อหาและคำขออื่นนอกจากนี้ให้ยก

โจทก์ร่วมและจำเลยอุทธรณ์ต่อศาลฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศวินิจฉัยว่า คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของโจทก์ร่วมข้อแรกว่า การกระทำของจำเลยเป็นความผิดตามพระราชบัญญัติลิขสิทธิ์ พ.ศ.2537 หรือไม่ เห็นว่า โจทก์บรรยายมาในคำฟ้องข้อ 1) ว่า โจทก์ร่วมเป็นเจ้าของลิขสิทธิ์ในฐานะผู้สร้างสรรค์งานศิลปกรรมลักษณะงานจิตรกรรมสร้างสรรค์รูปทรง งานภาพพิมพ์ ใช้ชื่องานว่า เอนไซม์ เจนิฟู้ด ตามบัญชีรายชื่อเจ้าของลิขสิทธิ์ ภาพและชื่องานศิลปกรรมที่ได้สร้างสรรค์ ข้อมูลลิขสิทธิ์ หนังสือรับรองความเป็นเจ้าของลิขสิทธิ์ วันเดือนปีและประเทศที่โฆษณาครั้งแรก เอกสารท้ายฟ้อง จึงได้รับความคุ้มครองตามพระราชบัญญัติลิขสิทธิ์ พ.ศ.2537 โจทก์ร่วมมีสิทธิแต่ผู้เดียวที่จะทำซ้ำ ดัดแปลง นำออกเผยแพร่ต่อสาธารณชน อนุญาตให้ผู้อื่นใช้สิทธิดังกล่าวและให้ประโยชน์อันเกิดจากลิขสิทธิ์แก่ผู้อื่น และโจทก์ยังได้บรรยายฟ้องมาในข้อ 2) (จ) ว่า จำเลยละเมิดลิขสิทธิ์ในงานสร้างสรรค์ประเภทศิลปกรรม ลักษณะงานจิตรกรรม งานภาพพิมพ์ของโจทก์ร่วมตามฟ้องในข้อ 1) โดยการทำซ้ำ ทำสำเนา คัดลอกไม่ว่าโดยวิธีการใด ๆ ให้ปรากฏภาพงานอันมีลิขสิทธิ์ของโจทก์ร่วมที่ใช้ชื่องานว่า เอนไซม์ เจนิฟู้ด บนกล่องผลิตภัณฑ์เสริมอาหารเจนิฟู้ดแล้วนำกล่องบรรจุผลิตภัณฑ์เสริมอาหารที่ภายในบรรจุผลิตภัณฑ์เสริมอาหารปลอมออกจำหน่าย เผยแพร่ต่อสาธารณชน และแก่บุคคลทั่วไป อันเป็นการกระทำเพื่อการค้า โดยจำเลยรู้อยู่แล้วว่าการกระทำดังกล่าวเป็นการละเมิดลิขสิทธิ์ของโจทก์ร่วมและไม่ได้รับอนุญาตจากโจทก์ร่วม จำเลยให้การรับสารภาพ ดังนี้ ข้อเท็จจริงจึงฟังได้ดังฟ้องโจทก์ว่า งานศิลปกรรมลักษณะงานจิตรกรรมชื่อ เอมไซม์ เจนิฟู้ด ตามบัญชีรายชื่อเจ้าของลิขสิทธิ์ ภาพและชื่องานศิลปกรรมที่ได้สร้างสรรค์ ข้อมูลลิขสิทธิ์ หนังสือรับรองความเป็นเจ้าของลิขสิทธิ์ วันเดือนปีและประเทศที่โฆษณาครั้งแรก เอกสารท้ายฟ้อง เป็นผลงานอันมีลิขสิทธิ์ของโจทก์ร่วมผู้สร้างสรรค์งานดังกล่าวขึ้นมา โจทก์ร่วมย่อมมีสิทธิแต่เพียงผู้เดียวในงานอันมีลิขสิทธิ์ดังกล่าว การที่จำเลยกระทำด้วยวิธีใด ๆ ให้ปรากฏภาพซึ่งเป็นงานอันมีลิขสิทธิ์ของโจทก์ร่วมบนกล่องบรรจุผลิตภัณฑ์เสริมอาหารแล้วนำออกจำหน่ายโดยไม่ได้รับอนุญาตจากโจทก์ร่วม จึงเป็นความผิดฐานละเมิดลิขสิทธิ์ของโจทก์ร่วมเพื่อการค้า แม้ว่างานอันมีลิขสิทธิ์ของโจทก์ร่วมจะได้ถูกนำไปใช้ร่วมกับเครื่องหมายการค้าของโจทก์ร่วมก็ตาม แต่งานอันมีลิขสิทธิ์และเครื่องหมายการค้าดังกล่าวของโจทก์ร่วมก็มีลักษณะแยกต่างหากจากกันอย่างเด็ดขาด มิได้เป็นส่วนหนึ่งส่วนใดของกันและกัน ดังนั้น จึงเป็นงานคนละประเภทแยกต่างหากจากกัน และย่อมได้รับความคุ้มครองแยกจากกัน การที่ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางพิพากษาว่า การกระทำของจำเลยไม่เป็นความผิดตามพระราชบัญญัติลิขสิทธิ์ พ.ศ.2537 นั้นจึงไม่ถูกต้อง อุทธรณ์ของโจทก์ร่วมข้อนี้ฟังขึ้น

ปัญหาที่ต้องวินิจฉัยข้อต่อไปตามอุทธรณ์ของโจทก์ร่วมและจำเลยว่า ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางลงโทษจำคุกจำเลยมานั้นเหมาะสมหรือไม่ และมีเหตุอันควรรอการลงโทษให้แก่จำเลยหรือไม่ สำหรับที่โจทก์ร่วมอุทธรณ์ขอให้ลงโทษจำเลยในสถานหนักและปรับจำเลยตามพระราชบัญญัติอาหาร พ.ศ.2522 นั้น ความผิดตามพระราชบัญญัติดังกล่าวรัฐเท่านั้นที่เป็นผู้เสียหาย โจทก์ร่วมไม่ใช่ผู้เสียหายโดยนิตินัย แม้ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางจะอนุญาตให้โจทก์ร่วมเข้าร่วมเป็นโจทก์ ก็หมายถึงอนุญาตให้เข้าร่วมเป็นโจทก์เฉพาะข้อหาความผิดตามพระราชบัญญัติเครื่องหมายการค้า พ.ศ.2534 และพระราชบัญญัติลิขสิทธิ์ พ.ศ.2537 เท่านั้น โจทก์ร่วมไม่มีสิทธิอุทธรณ์ในข้อหาดังกล่าว ศาลฎีกาแผนกคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศไม่รับวินิจฉัย คงรับวินิจฉัยอุทธรณ์ดังกล่าวของโจทก์ร่วมให้เฉพาะความผิดตามพระราชบัญญัติเครื่องหมายการค้า พ.ศ.2534 และพระราชบัญญัติลิขสิทธิ์ พ.ศ.2537 เท่านั้น เห็นว่า จำเลยกระทำความผิดฐานตั้งโรงงานเพื่อจำหน่ายสินค้าต่อผู้บริโภคโดยไม่ได้รับอนุญาต ผลิตอาหารปลอม ปลอมเครื่องหมายการค้า ละเมิดลิขสิทธิ์เพื่อการค้า มีอาหารปลอมซึ่งมีเครื่องหมายการค้าปลอมไว้เพื่อจำหน่าย โดยเจ้าพนักงานจับจำเลยได้พร้อมกับยึดได้ของกลางอันได้แก่ ผลิตภัณฑ์เสริมอาหารเจนิฟู้ด 105 กล่อง ที่มีเครื่องหมายการค้าปลอมที่จำเลยทำปลอมเครื่องหมายการค้าของโจทก์ร่วม และมีภาพซึ่งทำขึ้นโดยการละเมิดงานอันมีลิขสิทธิ์ของโจทก์ร่วม เครื่องจักรสำหรับปิดผนึกกล่อง 1 เครื่อง เครื่องจักรสำหรับปิดผนึกซอง 1 เครื่อง เครื่องอบ 1 เครื่อง เครื่องบด 1 เครื่อง ตาชั่ง 1 เครื่อง กล่องเปล่าผลิตภัณฑ์เสริมอาหารเจนิฟู้ด 500 กล่อง ซองเปล่าเครื่องหมายการค้าเจนิฟู้ด 7 ม้วน (21,000 ซอง) วัตถุดิบที่บดแล้วบรรจุถุง 20 ถุง เมล็ดข้าวโพด 1 ถุง ข้าวเปลือก 1 ถุง ลูกเดือย 1 ถุง ช้อนตักผงผลิตภัณฑ์เสริมอาหาร 1 คัน กะละมังสำหรับผสมผลิตภัณฑ์เสริมอาหาร 10 ใบ ที่เกี่ยวข้องกับการกระทำความผิดของจำเลย ซึ่งเห็นได้ว่ามีของกลางจำนวนมาก การกระทำของจำเลยนอกจากก่อให้เกิดความเสียหายแก่โจทก์ร่วมแล้ว ยังเกิดความเสียหายต่อผู้บริโภคทั่วไป เป็นการกระทำที่ขาดความรับผิดชอบต่อส่วนรวม พฤติการณ์แห่งคดีจึงเป็นเรื่องร้ายแรง ที่ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางพิพากษาลงโทษจำคุกโดยไม่รอการลงโทษให้นั้นเหมาะสมแล้ว อุทธรณ์ของโจทก์ร่วมและจำเลยข้อนี้ฟังไม่ขึ้น

พิพากษาแก้เป็นว่า จำเลยมีความผิดตามพระราชบัญญัติลิขสิทธิ์ พ.ศ.2537 มาตรา 27 (1), 69 วรรคสอง อีกฐานหนึ่ง สำหรับความผิดฐานปลอมเครื่องหมายการค้าและฐานละเมิดลิขสิทธิ์เพื่อการค้าเป็นการกระทำกรรมเดียวเป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบทให้ลงโทษจำเลยในความผิดฐานละเมิดลิขสิทธิ์เพื่อการค้าตามพระราชบัญญัติลิขสิทธิ์ พ.ศ.2537 มาตรา 27 (1), 69 วรรคสอง ซึ่งเป็นกฎหมายบทที่มีโทษหนักที่สุดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 จำคุก 6 เดือน เมื่อรวมกับโทษในความผิดฐานอื่นแล้วคงจำคุก 17 เดือน ลดโทษให้กึ่งหนึ่งตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คงจำคุก 8 เดือน 15 วัน นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลาง
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.ลิขสิทธิ์ พ.ศ.2537 ม. 27 (1) ม. 69 วรรคสอง
พ.ร.บ.เครื่องหมายการค้า พ.ศ.2534 ม. 108 ม. 110 (1)
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการ สำนักงานอัยการสูงสุด
โจทก์ร่วม — บริษัทเบสไฟว์ อินเตอร์เทรด จำกัด
จำเลย — นายอาทิตย์ ปานแก้ว
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลาง — นายสมจิตร์ ปอพิมาย
ชื่อองค์คณะ
ไมตรี ศรีอรุณ
นวลน้อย ผลทวี
อนันต์ วงษ์ประภารัตน์
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 14281/2557
#569532
เปิดฉบับเต็ม

แม้เจ้าพนักงานบังคับคดีมีหนังสือขออายัดเงินของจำเลยต่อสหกรณ์ออมทรัพย์ฯ ในขณะจำเลยยังไม่ถึงแก่ความตาย สมาชิกภาพของจำเลยจึงยังไม่สิ้นสุด ซึ่งเจ้าพนักงานบังคับคดีมีอำนาจกระทำได้ก็ตาม แต่ขณะอายัดเงินจำเลยยังไม่มีสิทธิได้รับเงินต่าง ๆ จากสหกรณ์ออมทรัพย์ฯ สหกรณ์ออมทรัพย์ฯ จึงไม่ต้องส่งเงินให้เจ้าพนักงานบังคับคดี ครั้นเมื่อจำเลยถึงแก่ความตายทำให้เกิดสิทธิที่จำเลยจะได้รับเงินต่าง ๆ จากสหกรณ์ออมทรัพย์ฯ แต่ตาม พ.ร.บ.สหกรณ์ พ.ศ.2542 มาตรา 42 วรรคสอง บัญญัติให้อำนาจสหกรณ์ออมทรัพย์ฯ ใช้สิทธินำเงินค่าหุ้นของจำเลยที่มีอยู่ต่อสหกรณ์ออมทรัพย์ฯ มาหักกลบลบหนี้ที่จำเลยต้องชำระแก่สหกรณ์ออมทรัพย์ฯ ได้ เมื่อหักกลบลบหนี้แล้วไม่มีเงินค่าหุ้นของจำเลยเหลืออยู่ สหกรณ์ออมทรัพย์ฯ จึงไม่ต้องส่งเงินให้แก่เจ้าพนักงานบังคับคดีตามที่อายัดไว้

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
คดีสืบเนื่องมาจากศาลชั้นต้นพิพากษาตามสัญญาประนีประนอมยอมความให้จำเลยชำระเงิน 202,137 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงิน 200,000 บาท นับถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ โดยผ่อนชำระเดือนละไม่ต่ำกว่า 4,000 บาท เริ่มงวดแรกไม่เกินวันที่ 5 พฤศจิกายน 2549 งวดต่อไปทุกวันที่ 5 ของเดือนถัดไป และจะชำระให้เสร็จสิ้นภายใน 64 งวด หากผิดนัดงวดใดงวดหนึ่งถือว่าผิดนัดทั้งหมด ยอมให้โจทก์บังคับคดีในส่วนที่เหลือได้ทันที ต่อมาจำเลยไม่ชำระหนี้ตามคำพิพากษาตามยอมให้แก่โจทก์ โจทก์จึงขอให้ศาลชั้นต้นออกหมายบังคับคดี เจ้าพนักงานบังคับคดีมีหนังสือลงวันที่ 5 พฤศจิกายน 2550 ถึงผู้จัดการสหกรณ์ออมทรัพย์ตำรวจตระเวนชายแดนที่ 13 จำกัด ขออายัดเงินปันผลเงินเฉลี่ยคืนประจำปี และเงินค่าหุ้นเมื่อพ้นจากการเป็นสมาชิกของจำเลย รวมจำนวน184,174.95 บาท ตามที่โจทก์แถลง

โจทก์ยื่นคำร้องขอให้ศาลชั้นต้นออกหมายเรียกประธานและผู้จัดการสหกรณ์ฯ มาไต่สวน

ศาลชั้นต้นออกหมายเรียกผู้จัดการหรือผู้แทนสหกรณ์ฯ มาสอบถามผู้แทนสหกรณ์ฯ แถลงว่า ขณะจำเลยถึงแก่ความตายซึ่งทำให้จำเลยพ้นจากการเป็นสมาชิกของสหกรณ์ฯ นั้น จำเลยมีหนี้ค้างชำระสหกรณ์ฯ เป็นหนี้เงินกู้สามัญ 296,579 บาท หนี้เงินกู้ฉุกเฉิน 6,998 บาท ดอกเบี้ยนับถึงวันที่ 31 กรกฎาคม 2556 จำนวน 15,676 บาท แต่จำเลยมีทุนเรือนหุ้น 251,500 บาท เมื่อนำหนี้ที่จำเลยค้างชำระมาหักกับทุนเรือนหุ้นดังกล่าว จึงไม่มีเงินเหลือที่จะส่งให้แก่เจ้าพนักงานบังคับคดีตามที่อายัด โจทก์แถลงว่า สหกรณ์ฯ ไม่มีสิทธินำหนี้ที่จำเลยมีอยู่ต่อสหกรณ์มาหักกับทุนเรือนหุ้น เพราะกฎหมายไม่ได้ให้อำนาจสหกรณ์ฯ นำหนี้ที่จำเลยค้างชำระมาหักกับทุนเรือนหุ้นก่อน สหกรณ์ฯ จึงต้องส่งเงินจำนวนดังกล่าวให้แก่โจทก์ตามคำสั่งอายัดของเจ้าพนักงานบังคับคดี

ศาลชั้นต้นมีคำสั่งว่า ขณะที่เจ้าพนักงานบังคับคดีมีคำสั่งอายัดไปนั้นจำเลยยังไม่ได้พ้นจากการเป็นสมาชิกของสหกรณ์ฯ แต่ต่อมาเดือนกันยายน 2555 จำเลยถึงแก่ความตาย ทำให้จำเลยสิ้นสมาชิกภาพของสหกรณ์ฯ ซึ่งขณะนั้นมีพระราชบัญญัติสหกรณ์ (ฉบับที่ 2) พ.ศ.2553 มาตรา 42 วรรคสอง ให้อำนาจสหกรณ์ฯ ที่จะนำเงินตามมูลค่าหุ้นของสหกรณ์ฯ ที่มีอยู่มาหักกลบลบหนี้ที่จำเลยผูกพันต้องชำระแก่สหกรณ์ฯ ได้ ดังนั้น เมื่อจำเลยมีจำนวนหนี้มากกว่ามูลค่าหุ้นที่จำเลยมีอยู่กับสหกรณ์ฯสหกรณ์ฯ จึงมีสิทธินำเงินจำนวนดังกล่าวมาหักกับมูลค่าหุ้นได้ เมื่อหักกลบลบหนี้แล้วไม่มีเงินคงเหลือที่จะส่งให้แก่เจ้าพนักงานบังคับคดี สหกรณ์ฯ จึงไม่ต้องส่งเงินแก่เจ้าพนักงานบังคับคดีให้ยกคำร้องของโจทก์

โจทก์อุทธรณ์เฉพาะปัญหาข้อกฎหมายโดยตรงต่อศาลฎีกา โดยได้รับอนุญาตจากศาลชั้นต้นตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 223 ทวิ

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของโจทก์ว่า สหกรณ์ออมทรัพย์ตำรวจตระเวนชายแดนที่ 13 จำกัด ต้องส่งเงินค่าหุ้นของจำเลยตามจำนวนที่ค้างชำระแก่โจทก์ให้แก่เจ้าพนักงานบังคับคดีหรือไม่ เห็นว่า ขณะที่เจ้าพนักงานบังคับคดีมีหนังสือลงวันที่ 5 พฤศจิกายน 2550 ถึงผู้จัดการสหกรณ์ออมทรัพย์ตำรวจตระเวนชายแดนที่ 13 จำกัด ขออายัดเงินปันผล เงินเฉลี่ยคืนรายปีและเงินค่าหุ้นเมื่อพ้นจากการเป็นสมาชิกสหกรณ์ฯ ของจำเลยนั้น จำเลยยังไม่ถึงแก่ความตายสมาชิกภาพของจำเลยไม่สิ้นสุด จำเลยจึงยังไม่มีสิทธิได้รับเงินค่าหุ้นคืน แม้เจ้าพนักงานบังคับคดีจะมีหนังสือขออายัดเงินค่าหุ้นดังกล่าวไว้ก่อนจำเลยถึงแก่ความตาย ซึ่งเจ้าพนักงานบังคับคดีมีอำนาจกระทำได้ก็ตาม แต่เมื่อจำเลยยังไม่มีสิทธิได้รับเงินค่าหุ้นคืน สหกรณ์ฯจึงไม่ต้องส่งเงินค่าหุ้นของจำเลยให้แก่เจ้าพนักงานบังคับคดี ครั้นเมื่อจำเลยถึงแก่ความตายเมื่อวันที่ 28 กันยายน 2555 อันทำให้สมาชิกภาพของจำเลยสิ้นสุดลง ทำให้เกิดสิทธิที่จำเลยจะได้รับเงินค่าหุ้นคืนนั้น เงินค่าหุ้นนี้จะต้องส่งให้เจ้าพนักงานบังคับคดีตามที่อายัดหรือไม่ ต้องพิจารณาจากกฎหมายที่ใช้บังคับอยู่ในขณะที่เกิดสิทธิที่จำเลยจะได้รับเงินค่าหุ้นดังกล่าวคืน ในขณะนั้นพระราชบัญญัติสหกรณ์ พ.ศ.2542 มาตรา 42 วรรคสองซึ่งแก้ไขเพิ่มเติมโดยมาตรา 7 แห่งพระราชบัญญัติสหกรณ์ (ฉบับที่ 2) พ.ศ.2553 มีผลใช้บังคับแล้ว โดยบัญญัติไว้ว่า "ในระหว่างที่สมาชิกภาพของสมาชิกยังไม่สิ้นสุดลงห้ามมิให้เจ้าหนี้ของสมาชิกใช้สิทธิเรียกร้องหรืออายัดค่าหุ้นของสมาชิกผู้นั้น และเมื่อสมาชิกภาพของสมาชิกสิ้นสุดลง สหกรณ์มีสิทธินำเงินตามมูลค่าหุ้นที่สมาชิกมีอยู่มาหักกลบลบหนี้ที่สมาชิกผูกพันต้องชำระหนี้แก่สหกรณ์ได้และให้สหกรณ์มีฐานะเป็นเจ้าหนี้บุริมสิทธิพิเศษเหนือเงินค่าหุ้นนั้น" จากบทบัญญัติแห่งกฎหมายดังกล่าวซึ่งมีผลใช้บังคับขณะสมาชิกภาพของจำเลยสิ้นสุดลง สหกรณ์ฯ ย่อมใช้สิทธินำเงินตามมูลค่าหุ้นที่จำเลยมีอยู่มาหักกลบลบหนี้ที่จำเลยผูกพันต้องชำระหนี้แก่สหกรณ์ฯ ได้ เมื่อหักกลบลบหนี้กันแล้วไม่มีเงินค่าหุ้นของจำเลยเหลืออยู่ สหกรณ์ฯ จึงไม่ต้องส่งเงินให้แก่เจ้าพนักงานบังคับคดีตามที่อายัด ที่ศาลชั้นต้นมีคำสั่งยกคำร้องของโจทก์มานั้น ชอบแล้ว อุทธรณ์ของโจทก์ฟังไม่ขึ้น

อนึ่ง ศาลชั้นต้นมีคำสั่งยกคำร้องของโจทก์โดยไม่ได้สั่งเรื่องค่าฤชาธรรมเนียมเป็นการไม่ชอบ ศาลฎีกาเห็นควรแก้ไขให้ถูกต้อง

พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมในศาลชั้นต้นและศาลฎีกาให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ. ม. 223 ทวิ ม. 282 ม. 287
พ.ร.บ.สหกรณ์ พ.ศ.2542 ม. 42 วรรคสอง
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — ร้อยตำรวจตรีสุรศิษฎ์ เหลืองอรัญนภา
จำเลย — ดาบตำรวจชัยธัชหรือชัยรัช รัตนอัมภาหรือรัตนอำภา
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดกาญจนบุรี — นายสมชาย จันทร์นาค
ชื่อองค์คณะ
อำนาจ พวงชมภู
ธีระพงศ์ จิระภาค
ประมวญ รักศิลธรรม
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 14275/2557
#580026
เปิดฉบับเต็ม

การยึดอสังหาริมทรัพย์ของลูกหนี้ตามคำพิพากษานั้น ให้เจ้าพนักงานบังคับคดีจัดทำโดยนำเอาหนังสือสำคัญสำหรับทรัพย์สินนั้นมาและฝากไว้ ณ สถานที่ใด หรือแก่บุคคลใดตามที่เห็นสมควร และแจ้งการยึดนั้นให้ลูกหนี้ตามคำพิพากษา และเจ้าพนักงานที่ดินผู้มีหน้าที่ทราบ ให้เจ้าพนักงานที่ดินบันทึกการยึดไว้ในทะเบียน ถ้าหนังสือสำคัญยังไม่ได้ออก หรือนำมาแสดงไม่ได้ หรือหาไม่พบ ให้ถือว่าการที่ได้แจ้งการยึดต่อลูกหนี้ตามคำพิพากษาและเจ้าพนักงานที่ดินนั้น เป็นการยึดตามกฎหมายแล้ว" ดังนั้น การที่ผู้แทนโจทก์แถลงให้เจ้าพนักงานบังคับคดียึดที่ดินโฉนดเลขที่ 1374 พร้อมสิ่งปลูกสร้างพิพาทที่ตั้งอยู่บนที่ดินดังกล่าว โดยผู้แทนโจทก์ระบุว่าเป็นทาวน์เฮาส์เลขที่ 6/8 ซึ่งผิดไปจากความจริง เพราะที่ถูกแล้วจะต้องเป็นทาวน์เฮาส์เลขที่ 6/4 นั้น จึงเป็นกรณีที่ผู้แทนโจทก์แถลงผิดพลาดไป แต่ก็หาทำให้การยึดเสียไปไม่ เพราะขั้นตอนการยึดได้กระทำโดยครบถ้วนตามกฎหมาย

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
คดีสืบเนื่องมาจากศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยทั้งสองส่งมอบรถที่เช่าซื้อคืนโจทก์ หากคืนไม่ได้ให้จำเลยทั้งสองร่วมกันใช้ราคาแทนเป็นเงิน 600,935 บาท และให้ร่วมกันชำระค่าเสียหายเป็นค่าขาดประโยชน์ ค่าภาษีมูลค่าเพิ่มและค่าติดตามรถคืนเป็นเงิน 51,697.28 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี และให้จำเลยทั้งสองร่วมกันใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ โจทก์อุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์พิพากษาแก้เป็นว่า ให้จำเลยทั้งสองร่วมกันชำระเงินค่าเสียหายเป็นค่าขาดประโยชน์ ค่าภาษีมูลค่าเพิ่ม และค่าติดตามรถคืนเป็นเงิน 126,697.28 บาท และค่าขาดประโยชน์หลังจากโจทก์ฟ้องคดีแล้วเป็นเงิน 48,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ ปรากฏว่าจำเลยทั้งสองไม่ชำระหนี้ตามคำพิพากษา เจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ของโจทก์จึงขอหมายบังคับคดี ต่อมาบริษัทจีเนียส เนอร์สซิ่ง แคร์ จำกัด ยื่นคำร้องขอเข้าสวมสิทธิเป็นคู่ความแทนโจทก์ ศาลชั้นต้นไต่สวนคำร้องแล้ว มีคำสั่งอนุญาต

โจทก์ยื่นคำร้องขอให้ศาลมีคำสั่งให้เจ้าพนักงานบังคับคดียึดที่ดินโฉนดเลขที่ 1374 พร้อมสิ่งปลูกสร้างพิพาทออกขายทอดตลาดนำเงินมาชำระหนี้แก่โจทก์

จำเลยทั้งสองยื่นคำคัดค้านขอให้ยกคำร้อง

ศาลชั้นต้นไต่สวนแล้ว มีคำสั่งให้เจ้าพนักงานบังคับคดียึดที่ดินโฉนดเลขที่ 1374 ตำบลสามเสนใน อำเภอพญาไท กรุงเทพมหานคร แต่หากปรากฏภายหลังว่าที่ดินเป็นของบุคคลอื่นมิใช่ของจำเลยที่ 1 เจ้าพนักงานบังคับคดีไม่ต้องรับผิด

จำเลยที่ 1 อุทธรณ์

ระหว่างการพิจารณาของศาลอุทธรณ์ โจทก์ยื่นคำร้องขอให้ศาลมีคำสั่งอนุญาตให้โจทก์ส่งภาพถ่ายทาวน์เฮาส์เลขที่ 6/4 พร้อมแผนที่ที่ตั้งทรัพย์ใหม่ โดยไม่จำต้องเสียค่าธรรมเนียมกรณียึดแล้วไม่มีการขาย

ศาลชั้นต้นมีคำสั่งให้ยกคำร้อง

โจทก์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสองศาลให้เป็นพับ

โจทก์ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า มีปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ว่า การยึดที่ดินพร้อมสิ่งปลูกสร้างพิพาทในคดีนี้ กระทำโดยชอบด้วยกฎหมายแล้วหรือไม่ เห็นว่า ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 304 วรรคหนึ่ง บัญญัติว่า "การยึดอสังหาริมทรัพย์ของลูกหนี้ตามคำพิพากษานั้น ให้เจ้าพนักงานบังคับคดีจัดทำโดยนำเอาหนังสือสำคัญสำหรับทรัพย์สินนั้นมาและฝากไว้ ณ สถานที่ใด หรือแก่บุคคลใดตามที่เห็นสมควร และแจ้งการยึดนั้นให้ลูกหนี้ตามคำพิพากษา และเจ้าพนักงานที่ดินผู้มีหน้าที่ทราบ ให้เจ้าพนักงานที่ดินบันทึกการยึดไว้ในทะเบียน ถ้าหนังสือสำคัญยังไม่ได้ออก หรือนำมาแสดงไม่ได้ หรือหาไม่พบ ให้ถือว่าการที่ได้แจ้งการยึดต่อลูกหนี้ตามคำพิพากษาและเจ้าพนักงานที่ดินนั้น เป็นการยึดตามกฎหมายแล้ว" ดังนั้น การยึดอสังหาริมทรัพย์ดังเช่นการยึดที่ดินพร้อมสิ่งปลูกสร้างพิพาทในคดีนี้โดยที่ดินพิพาทก็มีโฉนดที่ดิน ซึ่งเจ้าพนักงานบังคับคดีเพียงแต่นำเอาโฉนดที่ดินมาและฝากไว้ ณ สถานที่ใด หรือแก่บุคคลใดตามที่เห็นสมควร และแจ้งการยึดต่อลูกหนี้ตามคำพิพากษาและเจ้าพนักงานที่ดิน ย่อมถือว่าเป็นการยึดตามกฎหมายแล้ว การที่โจทก์หรือผู้แทนโจทก์ต้องนำส่งภาพถ่ายสิ่งปลูกสร้างบนที่ดินและแผนที่ที่ตั้งทรัพย์ประกอบการยึด ก็เพื่อประโยชน์ในการปิดประกาศการยึดและการทำแผนที่ในการประกาศขายทอดตลาด เพื่อให้ผู้ซื้อทรัพย์มีแนวทางในการตรวจสอบสถานที่ที่ตั้งทรัพย์เท่านั้น หากภาพถ่ายสิ่งปลูกสร้างบนที่ดินหรือแผนที่ที่ตั้งทรัพย์ไม่ถูกต้อง ก็มิได้ผูกมัดเจ้าพนักงานบังคับคดีแต่อย่างใด โจทก์ย่อมมีสิทธิแก้ไขให้ถูกต้องได้ ดังนั้น การที่ผู้แทนโจทก์แถลงให้เจ้าพนักงานบังคับคดียึดที่ดินโฉนดเลขที่ 1374 พร้อมสิ่งปลูกสร้างพิพาทที่ตั้งอยู่บนที่ดินดังกล่าว โดยผู้แทนโจทก์ระบุว่าเป็นทาวน์เฮาส์เลขที่ 6/8 ซึ่งผิดไปจากความจริง เพราะที่ถูกแล้วจะต้องเป็นทาวน์เฮาส์เลขที่ 6/4 นั้น จึงเป็นกรณีที่ผู้แทนโจทก์แถลงผิดพลาดไป แต่ก็หาทำให้การยึดเสียไปไม่ เพราะขั้นตอนการยึดได้กระทำโดยครบถ้วนตามกฎหมายดังที่วินิจฉัยไว้แล้วข้างต้น ที่ศาลชั้นต้นสั่งยกคำร้องของโจทก์และศาลอุทธรณ์พิพากษายืนมานั้น ศาลฎีกาไม่เห็นพ้องด้วย ฎีกาของโจทก์ฟังขึ้น

พิพากษากลับ ให้เพิกถอนคำสั่งเจ้าพนักงานบังคับคดี ให้เจ้าพนักงานบังคับคดีรับคำร้องขอแก้ไขเลขที่ทาวน์เฮาส์ของโจทก์กับภาพถ่ายสิ่งปลูกสร้างบนที่ดินและแผนที่ที่ตั้งทรัพย์ที่ถูกต้องไว้ และดำเนินการบังคับคดีต่อไป ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสามศาลให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ. ม. 304 วรรคหนึ่ง
ชื่อคู่ความ
บริษัทเงินทุนหลักทรัพย์ศรีมิตร จำกัด (มหาชน)
โดยบริษัทจีเนียสเนอร์สซิ่ง แคร์ จำกัด
โจทก์ — ผู้เข้าสวมสิทธิเป็นคู่ความแทน
จำเลย — นายสัญชาติ ศักดิ์ชัยมีอุดม กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลแพ่งกรุงเทพใต้ — นายประคินท์ อำพรสุต
ศาลอุทธรณ์ — นางจรรยา จีระเรืองรัตนา
ชื่อองค์คณะ
วันทนี กีรติพิบูล
สุนทร ทรงฤกษ์
สิทธิชัย โชคสวัสดิ์ไพศาล
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 14246/2557
#579977
เปิดฉบับเต็ม

โจทก์ฟ้องขับไล่จำเลยให้ออกจากที่ดินและบ้านพิพาท จำเลยให้การต่อสู้ว่าโจทก์ไม่ใช่ผู้ถือกรรมสิทธิ์ในที่ดินและบ้านพิพาท ไม่มีอำนาจฟ้อง ประเด็นที่พิพาทกันจึงมีว่า โจทก์มีอำนาจฟ้องขับไล่จำเลยหรือไม่ มิได้พิพาทเกี่ยวกับสิทธิในการขอใช้น้ำประปา การที่จำเลยยื่นคำขอให้ศาลมีคำสั่งให้การประปาส่วนภูมิภาคนำมิเตอร์น้ำประปามาติดตั้งที่บ้านพิพาทเช่นเดิมและขอให้ห้ามโจทก์มิให้ขัดขวางการขอติดตั้งมิเตอร์น้ำประปา จึงหาใช่เป็นการขอคุ้มครองประโยชน์ของผู้ขอเพื่อให้ทรัพย์สิน สิทธิหรือประโยชน์อย่างหนึ่งอย่างใดที่พิพาทกันในคดีได้รับการคุ้มครองไว้จนกว่าศาลจะพิพากษาไม่ จำเลยจึงไม่มีสิทธิขอคุ้มครองประโยชน์ของจำเลยระหว่างพิจารณาตาม ป.วิ.พ. มาตรา 264

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
คดีสืบเนื่องมาจากโจทก์ฟ้องขอให้ขับไล่จำเลยออกจากที่ดินโฉนดเลขที่ 41488 และ 41489 ตำบลหนองปรือ อำเภอบางละมุง จังหวัดชลบุรี และบ้านเลขที่ 386/82 หมู่ที่ 9 ตำบลหนองปรือ อำเภอบางละมุง จังหวัดชลบุรี และชดใช้ค่าเสียหายเดือนละ 30,000 บาท จนกว่าจะออกจากบ้านดังกล่าว จำเลยให้การว่าโจทก์ไม่ใช่ผู้ถือกรรมสิทธิ์บ้านดังกล่าว จึงไม่มีอำนาจฟ้อง โจทก์ถือกรรมสิทธิ์แทนนายแบร์รี่ จำเลยได้รับมอบหมายจากนายแบร์รี่ให้ดูแลบ้านดังกล่าว ขอให้ยกฟ้อง

ระหว่างพิจารณา จำเลยยื่นคำร้องว่า โจทก์ได้ไปแจ้งยกเลิกการใช้น้ำจากการการประปาส่วนภูมิภาค จำเลยคัดค้าน แต่การประปาส่วนภูมิภาคไม่ยินยอมจำเลยติดต่อขอใช้น้ำในนามของจำเลย การประปาส่วนภูมิภาคปฏิเสธ ขอให้มีคำสั่งให้การประปาส่วนภูมิภาคนำมิเตอร์น้ำประปาไปติดที่บ้านพิพาทและห้ามโจทก์มิให้ทำการขัดขวางการขอติดตั้งมิเตอร์น้ำประปาของจำเลย

ศาลชั้นต้นมีคำสั่งว่า การขอคุ้มครองประโยชน์ในระหว่างพิจารณาตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 264 เป็นการคุ้มครองประโยชน์ของผู้ขอเพื่อให้ทรัพย์สิน สิทธิ หรือประโยชน์อย่างใดอย่างหนึ่งที่พิพาทกันในคดีนั้นได้รับความคุ้มครองไว้จนกว่าศาลจะได้มีคำพิพากษาหรือเพื่อความสะดวกในการบังคับคดีตามคำพิพากษา ในคดีนี้โจทก์และจำเลยพิพาทกันเกี่ยวกับบ้านหลังพิพาท โดยโจทก์อ้างว่าโจทก์เป็นผู้ถือกรรมสิทธิ์และเป็นผู้อนุญาตให้จำเลยพักอาศัย ส่วนจำเลยให้การต่อสู้ว่าจำเลยอยู่อาศัยโดยอาศัยสิทธิของนายแบร์รี่ ผู้เป็นเจ้าของที่แท้จริง ซึ่งผลของคดีถ้าโจทก์เป็นฝ่ายชนะคดีศาลย่อมมีคำบังคับให้จำเลยออกจากบ้านพิพาท แต่หากจำเลยเป็นฝ่ายชนะคดีศาลก็พิพากษายกฟ้องและมีผลให้จำเลยยังคงพักอาศัยในบ้านพิพาทได้ ดังนี้ แม้คำขอของจำเลยจะไม่เกี่ยวกับบ้านซึ่งเป็นทรัพย์พิพาทกันโดยตรง แต่ด้วยสภาวะปัจจุบันทั้งน้ำประปาและไฟฟ้าเป็นสิ่งจำเป็นสำหรับการพักอาศัย หากปราศจากทั้งสองสิ่งย่อมเป็นการยากลำบากที่จะอยู่อาศัยได้ คำขอของจำเลยจึงเกี่ยวเนื่องกับทรัพย์พิพาท เห็นควรมีคำสั่งห้ามโจทก์รบกวนการครอบครองบ้านพิพาทรวมถึงขัดขวางหรือกระทำการใด ๆ ในการที่จำเลยจะติดต่อขอใช้น้ำประปาหรือไฟฟ้าในระหว่างพิจารณาจนกว่าศาลจะมีคำสั่งเป็นอย่างอื่น ส่วนการประปาส่วนภูมิภาคหรือการไฟฟ้าส่วนภูมิภาคจะดำเนินการให้หรือไม่อย่างไร ย่อมขึ้นอยู่กับข้อกำหนดหรือระเบียบการปฏิบัติของหน่วยงานนั้น ๆ ศาลไม่อาจก้าวล่วงโดยมีคำสั่งให้หน่วยงานทั้งสองซึ่งมิใช่คู่ความในคดีปฏิบัติหรือไม่ปฏิบัติตามที่จำเลยขอได้

โจทก์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 2 พิพากษาแก้เป็นว่า ห้ามโจทก์ขัดขวางหรือกระทำการใด ๆ ในการที่จำเลยจะติดต่อขอใช้น้ำประปาในระหว่างพิจารณาจนกว่าศาลจะมีคำสั่งเป็นอย่างอื่นค่าฤชาธรรมเนียมในชั้นอุทธรณ์ให้ศาลชั้นต้นรวมสั่งในคำพิพากษา

โจทก์ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า คดีมีปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ว่า จำเลยจะขอให้คุ้มครองประโยชน์ระหว่างพิจารณาตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 264 โดยให้ห้ามโจทก์ขัดขวางหรือกระทำการใด ๆ ในการที่จำเลยจะติดต่อขอใช้น้ำประปาในระหว่างพิจารณาของศาลชั้นต้นได้หรือไม่ เห็นว่า คดีนี้โจทก์ฟ้องขับไล่จำเลยให้ออกจากที่ดินและบ้านพิพาท จำเลยให้การต่อสู้โจทก์ไม่ใช่ผู้ถือกรรมสิทธิ์ในที่ดินและบ้านพิพาท ไม่มีอำนาจฟ้องประเด็นที่พิพาทกันจึงมีว่า โจทก์มีอำนาจฟ้องขับไล่จำเลยหรือไม่ มิได้พิพาทเกี่ยวกับสิทธิในการขอใช้น้ำประปา การที่จำเลยยื่นคำขอให้ศาลมีคำสั่งให้การประปาส่วนภูมิภาคนำมิเตอร์น้ำประปามาติดตั้งที่บ้านพิพาทเช่นเดิมและขอให้ห้ามโจทก์มิให้กระทำการขัดขวางการขอติดตั้งมิเตอร์น้ำประปา จึงหาใช่เป็นการขอคุ้มครองประโยชน์ของผู้ขอเพื่อให้ทรัพย์สินสิทธิหรือประโยชน์อย่างหนึ่งอย่างใดที่พิพาทกันในคดีได้รับการคุ้มครองไว้จนกว่าศาลจะพิพากษาไม่ จำเลยจึงไม่มีสิทธิขอคุ้มครองประโยชน์ของจำเลยระหว่างพิจารณาตามมาตรา 264 ส่วนการกระทำของโจทก์จะเป็นการโต้แย้งสิทธิของจำเลยหรือไม่ จะต้องไปว่ากล่าวกันเป็นอีกคดีหนึ่ง ที่ศาลล่างทั้งสองมีคำสั่งและคำพิพากษามานั้น ยังไม่ต้องด้วยความเห็นของศาลฎีกาฎีกาของโจทก์ฟังขึ้น

พิพากษากลับ ให้ยกคำร้อง ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสามศาลให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ. ม. 264
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — บริษัทเกรท ออนเนสท์ จำกัด
จำเลย — นายไมเคิล จอนห์ วิลเลี่ยม
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดพัทยา — นายจารุชัย สุขพันธุ์ถาวร
ศาลอุทธรณ์ภาค 2 — นายชาตรี ศิริรักษ์
ชื่อองค์คณะ
วีระชาติ เอี่ยมประไพ
พิศล พิรุณ
อนันต์ วงษ์ประภารัตน์
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 14226 -ที่ 14228/2557
#575676
เปิดฉบับเต็ม

การที่จำเลยที่ 2 ซึ่งเป็นหัวหน้างานเรียกโจทก์ทั้งสามไปตักเตือนเกี่ยวกับการทำงานและทำหนังสือทัณฑ์บนไว้เมื่อวันที่ 16 มิถุนายน 2551 มีข้อความว่าจำเลยที่ 1 ภาคทัณฑ์โจทก์ทั้งสามเพื่อรอดูผลงานในอีก 1 เดือน หากระยะเวลาภาคทัณฑ์สิ้นสุดลงและผลงานไม่ประสบความสำเร็จ จำเลยที่ 1 จะพิจารณายกเลิกสัญญาจ้างเป็นรายบุคคลนั้น เป็นการแสดงว่าจำเลยที่ 1 ให้โจทก์ทั้งสามทำงานต่อไปโดยให้โอกาสปรับปรุงการทำงานเป็นเวลา 1 เดือน เมื่อครบกำหนดจึงจะพิจารณาว่าสมควรเลิกจ้างโจทก์ทั้งสามหรือไม่เท่านั้น แต่การที่โจทก์ทั้งสามแจ้งต่อลูกจ้างของจำเลยที่ 1 ในวันที่ 17 มิถุนายน 2551 ว่าจะไม่ปฏิบัติตามเงื่อนไขในหนังสือทัณฑ์บนนั้นแสดงให้เห็นว่าโจทก์ทั้งสามไม่ประสงค์จะทำงานกับจำเลยที่ 1 อีกต่อไป แม้ในวันดังกล่าวโจทก์ทั้งสามจะได้รับแจ้งด้วยว่าจำเลยที่ 2 ไม่ให้โจทก์ทั้งสามเข้าไปเกี่ยวข้องกับงานของจำเลยที่ 1 อีก และจะให้โจทก์ทั้งสามรวบรวมเฉพาะผลงานของตนเองเท่านั้น ก็เป็นสิทธิของจำเลยที่ 1 โดยจำเลยที่ 2 ในฐานะหัวหน้างานที่จะมอบหมายให้โจทก์ทั้งสามรับผิดชอบงานใดในระหว่างปรับปรุงการทำงานก็ได้ และแม้ต่อมาวันที่ 18 มิถุนายน 2551 โจทก์ทั้งสามจะได้รับแจ้งจากลูกจ้างจำเลยที่ 1 ตำแหน่งเลขานุการ ขณะที่กำลังรออยู่บริเวณชั้นล่างว่าโจทก์ทั้งสามไม่ต้องขึ้นไปทำงาน โจทก์ทั้งสามจึงเดินออกจากที่ทำงานไปแล้วไม่กลับมาทำงานอีก โดยในวันที่ 9 กรกฎาคม 2551 โจทก์ทั้งสามขอเข้าพบจำเลยที่ 2 เพื่อขอทราบความชัดเจนว่าจะให้ทำงานต่อไปหรือไม่ แต่จำเลยที่ 2 ก็ไม่ยอมให้เข้าพบนั้น โจทก์ทั้งสามก็ไม่มีความจำเป็นที่จะต้องขอเข้าพบจำเลยที่ 2 เพื่อให้ยืนยันว่าประสงค์จะให้โจทก์ทั้งสามทำงานต่อไปอีกหรือไม่เพราะจำเลยที่ 1 โดยจำเลยที่ 2 ได้แสดงเจตนาชัดแจ้งตามหนังสือทัณฑ์บนแล้วว่าให้โอกาสโจทก์ทั้งสามปรับปรุงการทำงานอีก 1 เดือน นับแต่วันที่ 16 มิถุนายน 2551 จึงจะพิจารณาการทำงานต่อไปหรือบอกเลิกจ้างสัญญาจ้าง ส่วนการที่จำเลยที่ 1 จ่ายค่าจ้างให้โจทก์ทั้งสามถึงวันที่ 30 มิถุนายน 2551 ก็เป็นเพียงการจ่ายค่าจ้างตามกำหนดจ่ายซึ่งยังอยู่ภายในระยะเวลาที่ให้โจทก์ทั้งสามปรับปรุงการทำงานเท่านั้น เมื่อไม่ปรากฏว่าจำเลยที่ 1 โดยจำเลยที่ 2 ได้กระทำการใดอันเป็นการแสดงเจตนาว่าไม่ประสงค์ให้โจทก์ทั้งสามทำงานอีกต่อไปอย่างเด็ดขาดและไม่จ่ายค่าจ้างให้อันจะถือว่าเป็นการเลิกจ้างโจทก์ทั้งสามตาม พ.ร.บ.คุ้มครองแรงงาน พ.ศ.2541 มาตรา 118 วรรคสอง พฤติการณ์ตามข้อเท็จจริงดังกล่าวจึงเป็นกรณีที่จำเลยที่ 1 ยังประสงค์ให้โจทก์ทั้งสามทำงานต่อไปแต่โจทก์ทั้งสามไม่ประสงค์ที่จะทำงานกับจำเลยที่ 1 อีกต่อไปเองตั้งแต่วันที่ 18 มิถุนายน 2551 กรณียังถือไม่ได้ว่าจำเลยที่ 1 เลิกจ้างโจทก์ทั้งสาม

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
คดีทั้งสามสำนวนนี้ศาลแรงงานกลางสั่งให้รวมพิจารณาเป็นคดีเดียวกันโดยให้เรียกโจทก์เรียงตามลำดับสำนวนว่าโจทก์ที่ 1 ถึงที่ 3

โจทก์ทั้งสามฟ้องและแก้ไขคำฟ้องขอให้บังคับจำเลยทั้งสองจ่ายค่าชดเชยพร้อมดอกเบี้ยผิดนัดนับแต่วันเลิกจ้างถึงวันฟ้องจำนวน 82,012.50 บาท 65,306.25 บาท และ 121,500 บาท สินจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้าพร้อมดอกเบี้ยผิดนัดนับแต่วันเลิกจ้างถึงวันฟ้อง จำนวน 27,337.50 บาท 21,768.75 บาท และ 40,500 บาท และค่าเสียหายจากการเลิกจ้างที่ไม่เป็นธรรม จำนวน 81,000 บาท 64,500 บาท และ 120,000 บาท แก่โจทก์ทั้งสามตามลำดับ พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงินดังกล่าวข้างต้นนับแต่วันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จ

จำเลยทั้งสองให้การขอให้ยกฟ้อง

ศาลแรงงานกลางพิพากษาให้จำเลยทั้งสองร่วมกันจ่ายค่าชดเชยจำนวน 81,000 บาท 64,500 บาท และ 120,000 บาท สินจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้า จำนวน 27,000 บาท 21,500 บาท และ 40,000 บาท และค่าเสียหายจากการเลิกจ้างที่ไม่เป็นธรรม จำนวน 54,000 บาท 43,000 บาท และ 80,000 บาท แก่โจทก์ทั้งสามตามลำดับ พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันที่ 30 มิถุนายน 2551 เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จ

จำเลยทั้งสองอุทธรณ์ต่อศาลฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีแรงงานวินิจฉัยว่า ศาลแรงงานกลางรับฟังข้อเท็จจริงว่า จำเลยที่ 1 จ้างโจทก์ทั้งสามเข้าทำงานตำแหน่งพนักงานแอนนิเมเตอร์ มีหน้าที่สร้างอิริยาบถและการเคลื่อนไหวของตัวละคร มีจำเลยที่ 2 เป็นหัวหน้างานของโจทก์ทั้งสาม ระหว่างปฏิบัติหน้าที่เมื่อวันที่ 16 มิถุนายน 2551 จำเลยที่ 2 เรียกโจทก์ทั้งสามเข้าไปตักเตือนเกี่ยวกับประสิทธิภาพและคุณภาพของงานพร้อมทำทัณฑ์บนไว้ ในวันที่ 17 มิถุนายน 2551 โจทก์ทั้งสามได้เข้าไปทำงานให้จำเลยที่ 1 อีกเพียงวันเดียว โจทก์ทั้งสามได้แจ้งต่อนางอติมาซึ่งเป็นลูกจ้างของจำเลยที่ 1 ว่าโจทก์ทั้งสามจะไม่ปฏิบัติตามเงื่อนไขในหนังสือทัณฑ์บน นางอติมาแจ้งโจทก์ทั้งสามว่า จำเลยที่ 2 ไม่ให้เข้าไปเกี่ยวข้องกับงานของจำเลยที่ 1 อีก โดยให้โจทก์ทั้งสามรวบรวมผลงานของตนเองเท่านั้น ต่อมาวันที่ 18 มิถุนายน 2551 โจทก์ทั้งสามเข้าไปที่ทำงานบริเวณชั้นล่างและได้โทรศัพท์สอบถามนายอาริยาซึ่งเป็นลูกจ้างจำเลยที่ 1 ตำแหน่งเลขานุการว่าจะให้ขึ้นไปทำงานหรือไม่ เมื่อนายอาริยาสอบถามจำเลยที่ 2 แล้วแจ้งว่าไม่ต้องขึ้นมาทำงาน นายพศินซึ่งเป็นลูกจ้างจำเลยที่ 1 ตำแหน่งพนักงานทั่วไปเห็นโจทก์ทั้งสามเดินออกไปจากบริษัทจำเลย เมื่อนายพศินสอบถามนางอติมาได้รับแจ้งว่าโจทก์ทั้งสามไม่สามารถทำงานตามที่จำเลยที่ 2 ต้องการได้และไม่เอาโจทก์ทั้งสามแล้ว และหลังจากนั้นโจทก์ทั้งสามมิได้ทำงานให้จำเลยที่ 1 อีกเลย ต่อมาวันที่ 9 กรกฎาคม 2551 โจทก์ทั้งสามขอเข้าพบจำเลยที่ 2 เพื่อทราบความชัดเจนว่าจะให้ทำงานต่อไปหรือไม่ แต่จำเลยที่ 2 ไม่ยอมให้เข้าพบเพราะกำลังซ่อมเครื่องคอมพิวเตอร์และไม่ว่าง จำเลยที่ 1 จ่ายค่าจ้างให้โจทก์ทั้งสามถึงวันที่ 30 มิถุนายน 2551 แล้ววินิจฉัยว่า หลังจากจำเลยที่ 2 ทำหนังสือทัณฑ์บนให้โจทก์ทั้งสามลงลายมือชื่อในวันที่ 16 มิถุนายน 2551 วันรุ่งขึ้นโจทก์ทั้งสามยังคงเข้าไปทำงานตามปกติ โดยมิได้แสดงเจตนาลาออกจากงานแต่อย่างใด ได้แต่เพียงแจ้งให้นางอติมาทราบว่าจะไม่ปฏิบัติตามเงื่อนไขในหนังสือทัณฑ์บนที่กำหนดเวลาให้โจทก์ทั้งสามปรับปรุงผลงานเท่านั้น ซึ่งเป็นไปได้ว่านางอติมานำเรื่องดังกล่าวไปบอกแก่จำเลยที่ 2 และจำเลยที่ 2 มอบหมายให้นางอติมาไปแจ้งโจทก์ทั้งสามไม่ให้เกี่ยวข้องกับงานของจำเลยที่ 1 การกระทำของจำเลยที่ 2 เป็นการหลีกเลี่ยงที่จะพบกับโจทก์ทั้งสามโดยปราศจากเหตุผลอันสมควร ทั้งที่โจทก์ทั้งสามพยายามที่จะขอเข้าพบจำเลยที่ 2 อันมีลักษณะเพื่อต้องการความชัดเจนว่าจะให้โจทก์ทั้งสามทำงานต่อไปหรือไม่ และการที่จำเลยที่ 1 จ่ายค่าจ้างให้โจทก์ทั้งสามจนถึงสิ้นเดือนมิถุนายน 2551 ทั้งที่กล่าวอ้างว่าโจทก์ทั้งสามละทิ้งหน้าที่เป็นเวลาสามวันทำงานติดต่อกันโดยไม่มีเหตุอันสมควรตั้งแต่วันที่ 18 มิถุนายน 2551 และมิได้นำสืบถึงเหตุผลในการจ่ายค่าจ้างดังกล่าวย่อมขัดแย้งต่อเหตุผล พฤติการณ์เช่นนี้จะถือว่าโจทก์ทั้งสามมีเจตนาที่จะไม่ทำงานกับจำเลยที่ 1 ตามข้ออ้างของจำเลยทั้งสองหาได้ไม่ แต่รับฟังได้ว่าจำเลยที่ 2 เป็นฝ่ายบอกเลิกจ้างโจทก์ทั้งสามล่วงหน้าโดยให้มีผลในวันที่ 30 มิถุนายน 2551 และจากการที่จำเลยที่ 2 มีอำนาจในการบริหารงานบุคคลในบริษัทจำเลยที่ 1 โดยสามารถลงโทษพนักงานรวมทั้งเลิกจ้างได้ด้วยนั้น ย่อมอยู่ในฐานะผู้ที่ได้รับมอบหมายจากจำเลยที่ 1 ให้เป็นผู้กระทำการแทนอันถือเป็นนายจ้างตามความหมายในมาตรา 5 แห่งพระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน พ.ศ.2541 และมีผลผูกพันเป็นการกระทำของจำเลยที่ 1 ด้วย จำเลยทั้งสองจึงต้องร่วมกันจ่ายค่าชดเชย สินจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้าและค่าเสียหายจากการเลิกจ้างที่ไม่เป็นธรรมแก่โจทก์ทั้งสาม แต่จำเลยที่ 2 ในฐานะผู้กระทำการแทนหาต้องรับผิดเป็นการส่วนตัวไม่

คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของจำเลยทั้งสองว่า จำเลยที่ 1 เลิกจ้างโจทก์ทั้งสามหรือไม่ และต้องจ่ายค่าชดเชย สินจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้า และค่าเสียหายจากการเลิกจ้างที่ไม่เป็นธรรมให้แก่โจทก์ทั้งสามตามที่ศาลแรงงานกลางพิพากษาหรือไม่ เห็นว่า การเลิกจ้างตามพระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน พ.ศ.2541 มาตรา 118 วรรคสอง ซึ่งบัญญัติว่า "การเลิกจ้างตามมาตรานี้ หมายความว่า การกระทำใดที่นายจ้างไม่ให้ลูกจ้างทำงานต่อไปและไม่จ่ายค่าจ้างให้ ไม่ว่าจะเป็นเพราะเหตุสิ้นสุดสัญญาจ้างหรือเหตุอื่นใด และหมายความรวมถึงกรณีที่ลูกจ้างไม่ได้ทำงานและไม่ได้รับค่าจ้างเพราะเหตุที่นายจ้างไม่สามารถดำเนินกิจการต่อไป" นั้น มีความหมายว่าเป็นการที่นายจ้างไม่ให้ลูกจ้างทำงานต่อไปโดยเด็ดขาดและโดยไม่จ่ายค่าจ้างให้ด้วย สภาพความเป็นนายจ้างและลูกจ้างจึงต้องสิ้นสุดลง แต่ตามพฤติการณ์จากข้อเท็จจริงที่ศาลแรงงานกลางรับฟังยุติมาแล้วดังกล่าวข้างต้นว่า ระหว่างโจทก์ทั้งสามปฏิบัติหน้าที่เมื่อวันที่ 16 มิถุนายน 2551 จำเลยที่ 2 ซึ่งเป็นหัวหน้างานของโจทก์ทั้งสามได้เรียกโจทก์ทั้งสามเข้าไปตักเตือนเกี่ยวกับประสิทธิภาพและคุณภาพของงานพร้อมทำทัณฑ์บนไว้ โดยหนังสือทัณฑ์บนดังกล่าวระบุว่า "เนื่องด้วยทางบริษัท (ซึ่งหมายถึงจำเลยที่ 1) ได้ทำงานร่วมกับทางทีมอนิเมชั่น (ซึ่งหมายความรวมถึงโจทก์ทั้งสาม) เป็นเวลาเกือบสองปี และได้ประมวลผล ประสิทธิภาพ และคุณภาพผลงานของทีมงานอนิเมชั่น ซึ่งผลที่ได้รับนั้นไม่ประสบความสำเร็จเท่าที่ควร ทางบริษัทจึงมีหนังสือแจ้งมาให้ทราบว่าทางบริษัทจะภาคทัณฑ์ทางทีมงานอนิเมชั่น เพื่อรอดูผลงานในอีก 1 เดือน หลังจากนี้ว่าเป็นที่พึงพอใจและประสบความสำเร็จหรือไม่ หากหลังจากระยะเวลาภาคทัณฑ์สิ้นสุดลงและผลงานไม่เป็นที่ประสบความสำเร็จนั้น ทางบริษัทจะขอพิจารณาตัดสินและยกเลิกสัญญาเป็นรายบุคคลไป" แสดงว่าเป็นการให้โจทก์ทั้งสามทำงานต่อไปโดยให้โอกาสโจทก์ทั้งสามปรับปรุงการทำงานเป็นเวลา 1 เดือน เมื่อครบกำหนดจึงจะพิจารณาและตัดสินใจว่าสมควรให้โจทก์ทั้งสามทำงานอีกต่อไปหรือบอกเลิกสัญญาจ้าง ซึ่งโจทก์ทั้งสามก็ได้ลงลายมือชื่อรับทราบในหนังสือทัณฑ์บนไว้แล้ว แม้ในวันที่ 17 มิถุนายน 2551 นางอติมาได้แจ้งโจทก์ทั้งสามว่าจำเลยที่ 2 ไม่ให้เข้าไปเกี่ยวข้องกับงานของจำเลยที่ 1 อีก โดยให้โจทก์ทั้งสามรวบรวมผลงานของตนเองเท่านั้นก็ตาม ซึ่งถือเป็นสิทธิของจำเลยที่ 1 ที่แสดงออกโดยจำเลยที่ 2 ในฐานะหัวหน้างานในการจะมอบหมายให้โจทก์ทั้งสามรับผิดชอบงานใดในระหว่างปรับปรุงการทำงานก็ได้ และต่อมาวันที่ 18 มิถุนายน 2551 โจทก์ทั้งสามเข้าไปในที่ทำงานซึ่งอยู่บริเวณชั้นล่างและได้โทรศัพท์สอบถามนายอาริยาว่าจะให้ขึ้นไปทำงานหรือไม่ เมื่อนายอาริยาสอบถามจำเลยที่ 2 แล้วแจ้งว่าไม่ต้องขึ้นมาทำงาน หรือนายพศินเห็นโจทก์ทั้งสามเดินออกไปจากบริษัทจำเลย เมื่อนายพศินสอบถามนางอติมาได้รับแจ้งว่าโจทก์ทั้งสามไม่สามารถทำงานตามที่จำเลยที่ 2 ต้องการได้และไม่เอาโจทก์ทั้งสามแล้ว ต่อมาวันที่ 9 กรกฎาคม 2551 โจทก์ทั้งสามได้ขอเข้าพบจำเลยที่ 2 เพื่อทราบความชัดเจนว่าจะให้ทำงานต่อไปหรือไม่ แม้จำเลยที่ 2 ไม่ยอมให้เข้าพบเพราะกำลังซ่อมเครื่องคอมพิวเตอร์และไม่ว่างก็ตาม กรณีก็ไม่จำเป็นที่โจทก์ทั้งสามจะต้องขอเข้าพบหรือสอบถามจำเลยที่ 2 เพื่อขอความชัดเจนว่าจะให้โจทก์ทั้งสามทำงานอีกต่อไปหรือไม่ เพราะจำเลยที่ 1 โดยจำเลยที่ 2 แสดงเจตนาชัดแจ้งตามหนังสือทัณฑ์บนให้โอกาสโจทก์ทั้งสามปรับปรุงการทำงานอีก 1 เดือนนับแต่วันที่ 16 มิถุนายน 2551 จึงจะพิจารณาการทำงานต่อไปหรือบอกเลิกสัญญาจ้างแล้ว การที่โจทก์ทั้งสามแจ้งต่อ นางอติมาว่าโจทก์ทั้งสามจะไม่ปฏิบัติตามเงื่อนไขในหนังสือทัณฑ์บนกลับยิ่งแสดงให้เห็นว่าโจทก์ทั้งสามไม่ประสงค์จะทำงานกับจำเลยที่ 1 อีกต่อไปเอง ดังที่ปรากฏว่าเมื่อโจทก์ทั้งสามเข้าไปทำงานเมื่อวันที่ 17 มิถุนายน 2551 อีกเพียง 1 วัน หลังจากนั้นตั้งแต่วันที่ 18 มิถุนายน 2551 ก็มิได้ทำงานอีกเลย ทั้งที่ตามหนังสือทัณฑ์บนได้ระบุชัดว่าให้โอกาสโจทก์ทั้งสามปรับปรุงการทำงานเป็นเวลา 1 เดือน ส่วนที่จำเลยที่ 1 ยังคงจ่ายเงินค่าจ้างให้โจทก์ทั้งสามถึงวันที่ 30 มิถุนายน 2551 นั้นก็เป็นการจ่ายค่าจ้างตามกำหนดงวดจ่ายเงินค่าจ้างทุกวันสิ้นเดือน ซึ่งก็อยู่ภายในกำหนดเวลาที่ให้โจทก์ทั้งสามปรับปรุงการทำงาน เมื่อไม่ปรากฏเลยว่าจำเลยที่ 1 โดยการกระทำของจำเลยที่ 2 ได้กระทำการใดอันเป็นการแสดงเจตนาว่าไม่ประสงค์ให้โจทก์ทั้งสามทำงานอีกต่อไปอย่างเด็ดขาดและไม่จ่ายค่าจ้างให้ด้วย ซึ่งจะทำให้สภาพความเป็นนายจ้างและลูกจ้างระหว่างจำเลยที่ 1 กับโจทก์ทั้งสามสิ้นสุดลง อันจะถือว่าเป็นการเลิกจ้างโจทก์ทั้งสามตามความหมายของมาตรา 118 วรรคสอง แห่งพระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน พ.ศ.2541 ดังนี้ พฤติการณ์ตามข้อเท็จจริงดังกล่าวมาแล้วข้างต้นจึงเห็นว่าจำเลยที่ 1 ยังประสงค์ให้โจทก์ทั้งสามทำงานต่อไป แต่เป็นฝ่ายโจทก์ทั้งสามที่ไม่ประสงค์จะทำงานกับจำเลยที่ 1 อีกต่อไปเองตั้งแต่วันที่ 18 มิถุนายน 2551 กรณีจึงยังถือไม่ได้ว่าจำเลยที่ 1 เลิกจ้างโจทก์ทั้งสาม โจทก์ทั้งสามจึงไม่มีสิทธิได้รับค่าชดเชย สินจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้า และค่าเสียหายจากการเลิกจ้างที่ไม่เป็นธรรม ที่ศาลแรงงานกลางพิพากษามานั้น ศาลฎีกาไม่เห็นพ้องด้วย อุทธรณ์ของจำเลยทั้งสองฟังขึ้น และไม่จำต้องวินิจฉัยอุทธรณ์ของจำเลยทั้งสองข้ออื่นอีกต่อไปเพราะไม่ทำให้ผลคดีเปลี่ยนแปลง

พิพากษากลับ ให้ยกฟ้องโจทก์ทั้งสาม
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.คุ้มครองแรงงาน พ.ศ.2541 ม. 118 วรรคสอง
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นายภัทระ บุราวาศ
จำเลย — บริษัทไวรัส สทิวดิโอ จำกัด กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลแรงงานกลาง — นายสาโรช ทาสวัสดิ์
ชื่อองค์คณะ
ปดารณี ลัดพลี
นิยุต สุภัทรพาหิรผล
สุนทร ทรงฤกษ์
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 14213/2557
#580047
เปิดฉบับเต็ม

จำเลยที่ 1 และที่ 2 ใช้บัตรเอทีเอ็มของผู้เสียหายเบิกถอนเงินของผู้เสียหายจากตู้เอทีเอ็มของธนาคารโดยสำคัญผิดว่าจำเลยที่ 3 ผู้มอบบัตรเอทีเอ็มและใช้ให้จำเลยที่ 1 และที่ 2 นำไปเบิกถอนเงินมีสิทธิที่จะใช้บัตรเอทีเอ็มนั้นได้ แม้ข้อเท็จจริงที่ว่าจำเลยที่ 3 มีสิทธิใช้บัตรเอทีเอ็มของผู้เสียหายไปเบิกถอนเงินที่ตู้เอทีเอ็มของธนาคารจะไม่มีอยู่จริง แต่จำเลยที่ 1 และที่ 2 สำคัญผิดว่ามีอยู่จริง จำเลยที่ 1 และที่ 2 ย่อมไม่มีความผิดตาม ป.อ. มาตรา 62 วรรคแรก จึงถือไม่ได้ว่าจำเลยที่ 3 เป็นตัวการร่วมกับจำเลยที่ 1 และที่ 2 กระทำความผิดตามฟ้อง แต่ต้องถือว่าจำเลยที่ 3 เป็นผู้กระทำผิดโดยอ้อมโดยใช้จำเลยที่ 1 และที่ 2 เป็นตัวแทนโดยบริสุทธิ์ (Innocent Agent) เป็นเครื่องมือในการกระทำผิดของจำเลยที่ 3 เอง และแม้โจทก์ฟ้องว่าจำเลยที่ 3 เป็นตัวการร่วมกับจำเลยที่ 1 และที่ 2 กระทำผิด แต่ทางพิจารณาฟังได้ว่าจำเลยที่ 3 เป็นผู้กระทำผิดโดยอ้อมโดยใช้จำเลยที่ 1 และที่ 2 เป็นตัวแทนโดยบริสุทธิ์เป็นเครื่องมือในการกระทำผิด ก็ถือไม่ได้ว่าเป็นข้อแตกต่างกับฟ้องในสาระสำคัญ เพราะไม่ว่าจำเลยที่ 3 จะกระทำผิดด้วยตัวเอง หรือเป็นการกระทำผิดโดยอ้อม จำเลยที่ 3 ก็มีสถานะเป็นผู้กระทำผิดตามที่โจทก์ฟ้องเหมือนกัน เมื่อไม่ปรากฏว่าจำเลยที่ 3 ได้หลงต่อสู้ ศาลฎีกาจึงย่อมมีอำนาจลงโทษจำเลยที่ 3 ตามที่พิจารณาได้ความตาม ป.วิ.อ. มาตรา 192 วรรคสอง

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
คดีทั้งสองสำนวนนี้ ศาลชั้นต้นพิจารณาและพิพากษารวมกัน โดยให้เรียกโจทก์ทั้งสองสำนวนว่า โจทก์ เรียกจำเลยที่ 1 และที่ 2 ในสำนวนแรกว่า จำเลยที่ 1 และที่ 2 และเรียกจำเลยที่ 1 และที่ 2 ในสำนวนหลังว่า จำเลยที่ 3 และที่ 4 ตามลำดับ

โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยทั้งสี่ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83, 91, 269/5, 269/7, 334, 335, 357 และให้จำเลยทั้งสี่ร่วมกันคืนหรือใช้ราคาบัตรเอทีเอ็ม 1 ใบ ราคา 150 บาท และคืนหรือชดใช้เงิน 60,900 บาท แก่ผู้เสียหาย

จำเลยทั้งสี่ให้การปฏิเสธ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยที่ 1 และที่ 2 มีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 269/7 ประกอบมาตรา 269/5, 335 (7) วรรคแรก ประกอบมาตรา 83 การกระทำของจำเลยที่ 1 และที่ 2 เป็นความผิดหลายกรรมต่างกัน ให้ลงโทษจำเลยที่ 1 และที่ 2 ทุกกรรมเป็นกระทงความผิดไปตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 ฐานร่วมกันใช้บัตรอิเล็กทรอนิกส์ของผู้อื่นที่ผู้ออกได้ออกให้แก่ผู้มีสิทธิใช้เพื่อประโยชน์ในการเบิกถอนเงินสดโดยมิชอบและฐานร่วมกันลักทรัพย์เป็นการกระทำกรรมเดียวผิดต่อกฎหมายหลายบท ให้ลงโทษฐานร่วมกันใช้บัตรอิเล็กทรอนิกส์ของผู้อื่นที่ผู้ออกได้ออกให้แก่ผู้มีสิทธิใช้เพื่อประโยชน์ในการเบิกถอนเงินสดโดยมิชอบ ซึ่งเป็นกฎหมายบทที่มีโทษหนักที่สุด ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 รวม 2 กระทง จำคุกกระทงละ 3 ปี เป็นจำคุกคนละ 6 ปี ทางนำสืบของจำเลยที่ 1 และที่ 2 ที่รับว่าเป็นผู้ใช้บัตรเอทีเอ็มของผู้เสียหายโอนเงินเข้าบัญชีของจำเลยที่ 1 นั้น ถือว่าเป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 ลดโทษให้คนละหนึ่งในสาม เป็นจำคุกคนละ 4 ปี ส่วนจำเลยที่ 3 มีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 269/7 ประกอบ มาตรา 269/5, 335 (7) วรรคแรก ประกอบมาตรา 84 ฐานเป็นผู้ใช้ให้จำเลยที่ 1 และที่ 2 กระทำความผิดต้องรับโทษเสมือนตัวการ จำคุกกระทงละ 3 ปี รวม 2 กระทง เป็นจำคุก 6 ปี และให้จำเลยที่ 1 ถึงที่ 3 ร่วมกันคืนเงิน 20,900 บาท ให้แก่ผู้เสียหาย ยกฟ้องจำเลยที่ 4 ส่วนข้อหาและคำขออื่นให้ยก

โจทก์ จำเลยที่ 1 และที่ 2 อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 8 พิพากษาแก้เป็นว่า ให้ยกฟ้องโจทก์สำหรับที่ 1 และที่ 2 เสียด้วย นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

โจทก์ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงที่ศาลอุทธรณ์ภาค 8 รับฟังมาซึ่งโจทก์มิได้ฎีกาโต้เถียงเป็นอย่างอื่นฟังได้เป็นยุติว่า จำเลยที่ 2 และที่ 4 เป็นบุตรของจำเลยที่ 3 ซึ่งเกิดจากภริยาคนเก่า ส่วนจำเลยที่ 1 เป็นบุตรสะใภ้ของจำเลยที่ 2 ตามวันเวลาและสถานที่เกิดเหตุในฟ้อง มีคนร้ายลักบัตรเอทีเอ็ม 1 ใบ ราคา 150 บาท ซึ่งเป็นบัตรอิเล็กทรอนิกส์ที่มีการบันทึกข้อมูลหรือรหัสไว้ด้วยการประยุกต์ใช้วิธีการทางอิเล็กตรอนไฟฟ้าและคลื่นแม่เหล็กไฟฟ้า ที่ธนาคารกสิกรไทย จำกัด (มหาชน) ออกให้แก่นางสาวอุทัยวรรณ ผู้เสียหาย ต่อมาผู้เสียหายทราบเหตุดังกล่าว จึงไปร้องทุกข์ต่อร้อยตำรวจเอกโสภณ พนักงานสอบสวนในวันเดียวกัน หลังจากนั้นเจ้าหน้าที่ของธนาคารกสิกรไทย จำกัด (มหาชน) ตรวจสอบการใช้บัตรเอทีเอ็มพบว่า มีการนำบัตรเอทีเอ็มของผู้เสียหายไปตรวจสอบวงเงินคงเหลือที่ตู้เอทีเอ็ม ซึ่งตั้งอยู่หน้าโรงพยาบาลตะกั่วป่า 3 ครั้ง ครั้นวันที่ 20 มกราคม 2552 มีการนำบัตรเอทีเอ็มของผู้เสียหายไปตรวจสอบยอดเงินคงเหลือที่ตู้เอทีเอ็มในสถานีบริการน้ำมันเชื้อเพลิง ปตท. ซึ่งอยู่ในอำเภอตะกั่วป่า 1 ครั้ง และใช้บัตรเอทีเอ็มถอนเงินที่อำเภอบ้านตาขุน จังหวัดสุราษฎร์ธานี ครั้งละ 10,000 บาท รวม 2 ครั้ง ต่อมามีการนำบัตรเอทีเอ็มของผู้เสียหายไปตรวจสอบยอดเงินคงเหลือที่ร้านเซเว่นอีเลฟเว่น ท่าโรงช้าง และใช้บัตรเอทีเอ็มถอนเงินที่ธนาคารกรุงไทย จำกัด (มหาชน) สาขาท่าฉาง ครั้งละ 10,000 บาท รวม 2 ครั้ง และในวันเดียวกันนั้นยังมีการนำบัตรเอทีเอ็มของผู้เสียหายไปโอนเงินผ่านตู้เอทีเอ็มของธนาคารกสิกรไทย จำกัด (มหาชน) สาขาพุนพิน เข้าบัญชีเงินฝากของจำเลยที่ 1 อีก 2 ครั้ง เป็นเงิน 40,000 บาท และ 8,900 บาท ตามลำดับ รวมเป็นเงินทั้งสิ้น 88,900 บาท สำหรับความผิดฐานร่วมกันลักบัตรเอทีเอ็มหรือร่วมกันรับของโจรบัตรเอทีเอ็มนั้น ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้องโจทก์ สำหรับจำเลยทั้งสี่ โจทก์อุทธรณ์ขอให้ลงโทษจำเลยที่ 4 เพียงคนเดียว ความผิดดังกล่าวสำหรับจำเลยที่ 1 ถึงที่ 3 จึงยุติไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น ส่วนความผิดฐานร่วมกันลักเงินและร่วมกันใช้บัตรอิเล็กทรอนิกส์ของผู้อื่นที่ผู้ออกได้ออกให้แก่ผู้มีสิทธิใช้เพื่อประโยชน์ในการเบิกถอนเงินสดโดยมิชอบในวันที่ 20 มกราคม 2552 นั้น ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้องโจทก์สำหรับจำเลยทั้งสี่และโจทก์ไม่อุทธรณ์คำพิพากษาศาลชั้นต้นในปัญหานี้ ความผิดดังกล่าวจึงยุติไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้นเช่นเดียวกัน ส่วนความผิดฐานร่วมกันลักเงินและร่วมกันใช้บัตรอิเล็กทรอนิกส์ของผู้อื่นที่ผู้ออกได้ออกให้แก่ผู้มีสิทธิใช้เพื่อประโยชน์ในการเบิกถอนเงินสดโดยมิชอบในวันที่ 21 มกราคม 2552 นั้น ศาลชั้นต้นพิพากษาลงโทษจำเลยที่ 1 ถึงที่ 3 โดยวินิจฉัยว่า จำเลยที่ 1 และที่ 2 ร่วมกันกระทำความผิดดังกล่าว มีจำเลยที่ 3 เป็นผู้ใช้ให้จำเลยที่ 1 และที่ 2 กระทำความผิด ส่วนจำเลยที่ 4 ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง โจทก์กับจำเลยที่ 1 และที่ 2 ยื่นอุทธรณ์คัดค้านคำพิพากษาศาลชั้นต้น จำเลยที่ 3 ไม่อุทธรณ์ คดีในส่วนของจำเลยที่ 3 จึงยุติไปแล้วตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น ศาลอุทธรณ์ภาค 8 วินิจฉัยว่า พยานหลักฐานโจทก์ยังไม่มีน้ำหนักที่จะรับฟังลงโทษจำเลยที่ 4 ได้ จึงเห็นพ้องด้วยกับคำพิพากษาศาลชั้นต้นที่พิพากษายกฟ้องโจทก์สำหรับจำเลยที่ 4 ส่วนจำเลยที่ 1 และที่ 2 ศาลอุทธรณ์ภาค 8 วินิจฉัยข้อเท็จจริงเชื่อว่า จำเลยที่ 1 และที่ 2 ใช้บัตรเอทีเอ็มที่จำเลยที่ 2 ได้รับมาจากจำเลยที่ 3 ถอนเงินสดไปจากธนาคารโดยไม่รู้ว่าจำเลยที่ 3 ไม่มีสิทธิใช้บัตรเอทีเอ็ม การกระทำของจำเลยที่ 1 และที่ 2 จึงขาดเจตนากระทำผิด พิพากษาแก้เป็นว่า ให้ยกฟ้องโจทก์สำหรับจำเลยที่ 1 และที่ 2 เสียด้วย โจทก์ฎีกาขอให้ลงโทษจำเลยที่ 1 และที่ 2 ตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น แต่มิได้ฎีกาคัดค้านคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 8 ที่พิพากษายืนตามคำพิพากษาศาลชั้นต้นให้ยกฟ้องโจทก์สำหรับจำเลยที่ 4 คดีสำหรับจำเลยที่ 4 จึงเป็นอันยุติไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 8

มีปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์เพียงว่า จำเลยที่ 1 และที่ 2 มีความผิดตามคำพิพากษาศาลชั้นต้นหรือไม่ โดยโจทก์ฎีกาคัดค้านคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 8 ที่วินิจฉัยว่า จำเลยที่ 1 และที่ 2 ไม่มีเจตนากระทำความผิดว่า การที่จำเลยที่ 1 และที่ 2 รับบัตรเอทีเอ็มจากจำเลยที่ 3 ไปใช้เบิกเงินสดจากตู้เอทีเอ็มโดยรู้อยู่แล้วว่า จำเลยที่ 3 ไม่ใช่เจ้าของบัตรและไม่ทราบว่าใครเป็นเจ้าของบัตร ทั้งไม่ทราบด้วยว่าแท้จริงแล้วเจ้าของบัตรยินยอมให้จำเลยที่ 3 นำบัตรเอทีเอ็มไปเบิกเงินสดหรือไม่ จึงไม่อาจรับฟังว่าจำเลยที่ 1 และที่ 2 ขาดเจตนากระทำความผิดนั้น ในข้อนี้เห็นว่า นางอุทัยวรรณ ผู้เสียหาย เบิกความเป็นพยานโจทก์ว่า หลังจากผู้เสียหายร้องทุกข์แล้ว ต่อมาจำเลยที่ 1 และที่ 2 ได้นำเงินจำนวน 28,000 บาท มามอบให้แก่ร้อยตำรวจโทโสภณ พนักงานสอบสวนแจ้งว่าเงินดังกล่าว จำเลยที่ 3 บิดาของจำเลยที่ 2 มาขอให้จำเลยที่ 2 ช่วยโอนเงินจากบัตรเอทีเอ็มให้เพราะจำเลยที่ 3 โอนเงินด้วยบัตรเอทีเอ็มไม่เป็น เมื่อผู้เสียหายสอบถามจำเลยที่ 2 แล้ว จำเลยที่ 2 เล่าให้ผู้เสียหายฟังว่า ขณะที่จำเลยที่ 3 นำบัตรเอทีเอ็มมาให้กดเบิกถอนเงินนั้น จำเลยที่ 3 แจ้งแก่จำเลยที่ 2 ว่า บัตรเอทีเอ็มเจ้าของบัตรเป็นหนี้จำเลยที่ 3 จึงมอบบัตรเอทีเอ็มมากดเบิกถอนเงินเพื่อชำระหนี้ จำเลยที่ 2 สอบถามจำเลยที่ 3 ว่า เหตุใดลูกหนี้ไม่ชำระหนี้ด้วยเงินสดทั้ง ๆ ที่มีบัตรเอทีเอ็ม จำเลยที่ 2 จึงมีความสงสัย แต่จำเลยที่ 3 ไม่ตอบ กลับพยายามให้จำเลยที่ 2 ไปกดเบิกถอนเงินแทนให้ หลังจากจำเลยที่ 2 กลับบ้านแล้วไปปรึกษากับสามีว่า การกระทำดังกล่าวถูกต้องหรือไม่ โดยบอกว่าบัตรเอทีเอ็มไม่ใช่ของจำเลยที่ 3 จำเลยที่ 2 จึงไปแจ้งความไว้ที่สถานีตำรวจแห่งหนึ่งในจังหวัดสุราษฎร์ธานี การนำเงินมาคืนของจำเลยที่ 1 และที่ 2 นั้น ร้อยตำรวจโทโสภณ พนักงานสอบสวนได้ทำบันทึกไว้ ซึ่งเจือสมกับทางนำสืบของจำเลยที่ 1 และที่ 2 ที่นำสืบว่า เมื่อใช้บัตรเอทีเอ็มถอนเงินมาได้แล้ว จำเลยที่ 2 ก็นำเงินไปมอบให้จำเลยที่ 3 ทันที 20,000 บาท แต่เนื่องจากจำเลยที่ 1 และที่ 2 รู้สึกผิดปกติที่บัตรเอทีเอ็มเป็นชื่อของบุคคลอื่น ไม่ใช่ชื่อของจำเลยที่ 3 และเมื่อสอบถามแล้วจำเลยที่ 3 ก็ไม่ยอมบอกว่าเป็นของใคร จำเลยที่ 2 จึงมอบเงินให้แก่จำเลยที่ 3 เพียงบางส่วน จำนวน 20,000 บาท และเก็บเงินส่วนที่เหลือไว้ โดยจำเลยที่ 2 เบิกความถึงข้อเท็จจริงส่วนนี้ว่า หลังจากนำบัตรเอทีเอ็มไปกดเบิกถอนเงินจากตู้เอทีเอ็มแล้วระหว่างเดินทางกลับบ้าน สามีจำเลยที่ 2 สอบถามเกี่ยวกับเรื่องการเอาบัตรเอทีเอ็มไปกดถอนเงิน เมื่อจำเลยที่ 2 เล่าให้ฟัง จำเลยที่ 2 ถูกสามีดุด่าว่าทำไมถึงไม่ถามจำเลยที่ 3 ว่าเอาบัตรเอทีเอ็มมาจากไหนและเมื่อจำเลยที่ 2 นำเงินไปมอบให้แก่จำเลยที่ 3 จำนวนเพียง 20,000 บาท จำเลยที่ 3 ถามจำเลยที่ 2 ว่า ทำไมถึงเอาเงินมาให้เพียง 20,000 บาท เพราะในบัญชีมีตั้ง 40,000 ถึง 50,000 บาท จำเลยที่ 2 บอกจำเลยที่ 3 ว่า จำเลยที่ 2 เก็บไว้เอง 20,000 บาท หากจำเลยที่ 3 ต้องการทั้งหมด ก็ให้เซ็นหนังสือมาว่าได้บัตรเอทีเอ็มมาโดยชอบ หลังจากนั้นจำเลยที่ 1 และที่ 2 ได้พากันไปตรวจสอบบัญชีของบัตรเอทีเอ็มอีกครั้งหนึ่ง ปรากฏว่ามีเงินเหลืออยู่ในบัญชีประมาณ 8,000 ถึง 9,000 บาท จำเลยที่ 1 และที่ 2 จึงนำบัตรเอทีเอ็มไปกดถอนเงินจำนวนดังกล่าวอีก เพื่อนำเงินที่เหลือรวมเป็นเงิน 28,000 บาท ไปคืนให้แก่จำเลยที่ 3 แต่มีข้อแม้ว่าจำเลยที่ 3 จะต้องรับรองเป็นหนังสือก่อนว่าได้เงินจำนวนดังกล่าวมาโดยชอบ จำเลยที่ 3 ไม่ยอมทำหลักฐานเป็นหนังสือยืนยันว่าได้บัตรเอทีเอ็มดังกล่าวมาโดยชอบและมีหนี้สินกับเจ้าของบัตรจริง จำเลยที่ 2 จึงไม่คืนเงินทั้งหมดอีกจำนวน 28,000 บาท ให้แก่จำเลยที่ 3 หลังจากนั้นอีก 2 วัน จำเลยที่ 2 นัดให้จำเลยที่ 3 มาพบกันที่สถานีตำรวจภูธรพุนพิน แต่จำเลยที่ 3 ไม่มาและก่อนหน้านั้น จำเลยที่ 3 โกรธจำเลยที่ 2 และบอกจำเลยที่ 2 ว่า ไม่เอาเงินก็ได้แต่ถ้าเกิดอะไรขึ้นมาจำเลยที่ 3 จะไม่รับผิดชอบ จำเลยที่ 2 ไม่แน่ใจต่อคำว่าเกิดอะไรขึ้นมาคืออะไร จึงปรึกษากับสามี สามีจำเลยที่ 2 บอกให้จำเลยที่ 2 เอาเงินจำนวน 28,000 บาท ไปแจ้งความไว้เป็นหลักฐาน เห็นว่า ทางนำสืบของจำเลยที่ 1 และที่ 2 นอกจากจะมีผู้เสียหายเบิกความเจือสมดังที่ได้วินิจฉัยมาข้างต้นแล้ว จำเลยที่ 1 และที่ 2 ยังมีพยานเอกสารสำคัญคือสำเนารายงานประจำวันรับแจ้งเป็นหลักฐานมานำสืบสนับสนุน โดยปรากฏข้อเท็จจริงจากสำเนารายงานประจำวันรับแจ้งเป็นหลักฐานว่า จำเลยที่ 1 ได้นำเงินจำนวน 28,000 บาท มามอบให้ผู้เสียหายรับคืนไปแล้ว ส่วนสำเนารายงานประจำวันรับแจ้งเป็นหลักฐาน มีข้อความระบุว่า จำเลยที่ 1 และที่ 2 นำความไปแจ้งต่อเจ้าพนักงานตำรวจเมื่อวันที่ 24 มกราคม 2552 หลังวันเกิดเหตุที่จำเลยที่ 1 และที่ 2 นำบัตรเอทีเอ็มไปถอนเงินคือ วันที่ 20 และ 21 เดือนเดียวกันเพียงประมาณ 3 ถึง 4 วัน เท่านั้น และเป็นเวลาก่อนที่ผู้เสียหายจะร้องทุกข์ต่อพนักงานสอบสวนในวันที่ 7 กุมภาพันธ์ 2552 ถึง 14 วัน ด้วย อันเป็นหลักฐานยืนยันความบริสุทธิ์ใจของจำเลยที่ 1 และที่ 2 ก่อนที่ผู้เสียหายจะร้องทุกข์เสียอีก พยานหลักฐานของจำเลยที่ 1 และที่ 2 จึงมีความสมเหตุสมผล มีน้ำหนักมั่นคงเพียงพอที่จะรับฟังเชื่อถือได้และทำให้พยานหลักฐานโจทก์ที่นำสืบยังมีข้อสงสัยตามสมควรว่า จำเลยที่ 1 และที่ 2 นำบัตรเอทีเอ็มที่ได้รับมาจากจำเลยที่ 3 ไปใช้เบิกถอนเงินจากตู้เอทีเอ็มของธนาคารโดยรู้ว่าจำเลยที่ 3 ไม่มีสิทธิใช้บัตรเอทีเอ็มดังกล่าวหรือไม่ จึงต้องยกประโยชน์แห่งความสงสัยให้จำเลยที่ 1 และที่ 2 ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 227 วรรคสอง โดยฟังข้อเท็จจริงเชื่อตามทางนำสืบของจำเลยที่ 1 และที่ 2 ว่า จำเลยที่ 1 และที่ 2 ใช้บัตรเอทีเอ็มของผู้เสียหายเบิกถอนเงินของผู้เสียหายจากตู้เอทีเอ็มของธนาคารโดยสำคัญผิดว่า จำเลยที่ 3 ผู้มอบบัตรเอทีเอ็มและใช้ให้จำเลยที่ 1 และที่ 2 นำไปเบิกถอนเงินมีสิทธิที่จะใช้บัตรเอทีเอ็มนั้นได้ เมื่อข้อเท็จจริงที่ว่า หากจำเลยที่ 3 มีสิทธิใช้บัตรเอทีเอ็มของผู้เสียหายเบิกถอนเงินจะทำให้การกระทำของจำเลยที่ 1 และที่ 2 ไม่เป็นความผิด แม้ข้อเท็จจริงที่ว่าจำเลยที่ 3 มีสิทธิใช้บัตรเอทีเอ็มของผู้เสียหายไปเบิกถอนเงินที่ตู้เอทีเอ็มของธนาคารจะไม่มีอยู่จริง แต่จำเลยที่ 1 และที่ 2 สำคัญผิดว่ามีอยู่จริง จำเลยที่ 1 และที่ 2 ย่อมไม่มีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 62 วรรคแรก ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 8 วินิจฉัยว่า จำเลยที่ 1 และที่ 2 ไม่มีเจตนากระทำผิดและพิพากษาแก้คำพิพากษาศาลชั้นต้นเป็นว่า ให้ยกฟ้องสำหรับจำเลยที่ 1 และที่ 2 เสียด้วยนั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วยในผล

อนึ่งคดีนี้โจทก์ฟ้องว่า จำเลยที่ 3 เป็นตัวการร่วมกับจำเลยที่ 1 และที่ 2 กระทำความผิดตามฟ้อง แต่ข้อเท็จจริงที่วินิจฉัยมาฟังไม่ได้ว่า การกระทำของจำเลยที่ 1 และที่ 2 เป็นความผิดเพราะจำเลยที่ 3 มอบบัตรเอทีเอ็มของผู้เสียหายให้แก่จำเลยที่ 1 และที่ 2 และใช้ให้จำเลยที่ 1 และที่ 2 นำบัตรเอทีเอ็มของผู้เสียหายไปเบิกถอนเงินที่ตู้เอทีเอ็มของธนาคาร โดยจำเลยที่ 1 และที่ 2 สำคัญผิดว่าจำเลยที่ 3 กระทำการโดยมีสิทธิ อันมีผลทำให้ผลการกระทำของจำเลยที่ 1 และที่ 2 ไม่เป็นความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 62 วรรคแรก กรณีจึงถือไม่ได้ว่าจำเลยที่ 3 เป็นตัวการร่วมกับจำเลยที่ 1 และที่ 2 กระทำความผิดตามฟ้อง แต่กรณีเช่นนี้ต้องถือว่าจำเลยที่ 3 เป็นผู้กระทำผิดโดยอ้อม โดยใช้จำเลยที่ 1 และที่ 2 เป็นตัวแทนโดยบริสุทธิ์ (Innocent Agent) เป็นเครื่องมือในการกระทำผิดของจำเลยที่ 3 เอง และแม้คดีนี้โจทก์ฟ้องว่าจำเลยที่ 3 เป็นตัวการร่วมกับจำเลยที่ 1 และที่ 2 กระทำผิด แต่ทางพิจารณาฟังได้ว่า จำเลยที่ 3 เป็นผู้กระทำผิดโดยอ้อมโดยใช้จำเลยที่ 1 และที่ 2 เป็นตัวแทนโดยบริสุทธิ์เป็นเครื่องมือในการกระทำผิดก็ถือไม่ได้ว่าเป็นข้อแตกต่างกับฟ้องในสาระสำคัญ เพราะไม่ว่าจำเลยที่ 3 จะกระทำผิดด้วยตัวเองหรือเป็นการกระทำผิดโดยอ้อม จำเลยที่ 3 ก็มีสถานะเป็นผู้กระทำผิดตามที่โจทก์ฟ้องเหมือนกัน เมื่อไม่ปรากฏว่าจำเลยที่ 3 ได้หลงต่อสู้ในข้อที่โจทก์ฟ้องผิดไป ศาลฎีกาจึงย่อมมีอำนาจลงโทษจำเลยที่ 3 ตามที่พิจารณาได้ความ ทั้งนี้ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 192 วรรคสอง

พิพากษาแก้เป็นว่า จำเลยที่ 3 มีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 269/7 ประกอบมาตรา 269/5, 335 (7) วรรคแรก จำคุกกระทงละ 3 ปี รวม 2 กระทง เป็นจำคุก 6 ปี ให้จำเลยที่ 3 คืนเงิน 20,900 บาท ให้แก่ผู้เสียหาย นอกจากที่แก้คงให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 8
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.อ. ม. 62 วรรคแรก
ป.วิ.อ. ม. 192 วรรคสอง
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการจังหวัดตะกั่วป่า
จำเลย — นางสาวกุสุมา เป็นใจเย็น กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดตะกั่วป่า — นางสาวณัฐพร เดชาวุธ
ศาลอุทธรณ์ภาค 8 — นายจรัส วงศ์ตระกูล
ชื่อองค์คณะ
ธานิศ เกศวพิทักษ์
เมทินี ชโลธร
วีระวัฒน์ ปวราจารย์
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา