คำพิพากษา คำสั่งคำร้องและคำวินิจฉัยศาลฎีกา

ทั้งหมด 133,243 รายการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 14174/2557
#579832
เปิดฉบับเต็ม

โจทก์ฟ้องเพิกถอนนิติกรรมระหว่าง อ. กับจำเลย โดยยกข้ออ้างที่อาศัยเป็นหลักแห่งข้อหาว่า โจทก์เป็นบุตรชอบด้วยกฎหมายของ ก. และ อ. ที่ดินพิพาทเป็นสินสมรสของบิดามารดาโจทก์ เมื่อ ก. บิดาของโจทก์ถึงแก่ความตายที่ดินพิพาทจึงเป็นมรดกตกทอดมายังโจทก์ในฐานะทายาทโดยธรรมของ ก. ด้วย แต่ อ. มารดาโจทก์กลับจดทะเบียนยกที่ดินทั้งแปลงให้แก่จำเลยโดยเสน่หา โดยโจทก์มิได้รู้เห็นยินยอม จำเลยให้การต่อสู้ว่าโจทก์ไม่ใช่บุตรชอบด้วยกฎหมายของ ก. และ อ. จึงไม่มีอำนาจฟ้องและคดีโจทก์ขาดอายุความมรดกแล้ว คดีจึงมีประเด็นพิพาทว่า โจทก์เป็นบุตรชอบด้วยกฎหมายของ ก. และเป็นทายาทโดยธรรมมีสิทธิรับมรดกในที่ดินพิพาทเฉพาะส่วนของ ก. หรือไม่ จึงเป็นการฟ้องคดีมรดกตกอยู่ในบังคับแห่งอายุความมรดกซึ่งห้ามมิให้ฟ้องคดีมรดก เมื่อพ้นกำหนดหนึ่งปี นับแต่เมื่อเจ้ามรดกตาย หรือนับแต่เมื่อทายาทโดยธรรมได้รู้หรือควรรู้ถึงความตายของเจ้ามรดกตาม ป.พ.พ. มาตรา 1754 วรรคหนึ่ง อีกทั้งยังอยู่ในบังคับแห่ง มาตรา 1754 วรรคสี่ ที่บัญญัติว่า "ถึงอย่างไรก็ดี สิทธิเรียกร้องตามที่ว่ามาในวรรคก่อน ๆ นั้น มิให้ฟ้องร้องเมื่อพ้นกำหนดสิบปี นับแต่เมื่อเจ้ามรดกตาย" แม้ตามคำฟ้องจะไม่ปรากฏว่า ก. ถึงแก่ความตายเมื่อใด แต่ตามคำฟ้องระบุว่า ก. ถึงแก่ความตายก่อนวันที่ 15 มีนาคม 2517 ที่ อ. ยื่นคำร้องขอรังวัดออกโฉนดที่ดินพิพาท เมื่อคำนวณนับถึงวันฟ้องวันที่ 5 เมษายน 2550 พ้นกำหนดสิบปี นับแต่ ก. ถึงแก่ความตายแล้ว คดีโจทก์จึงขาดอายุความตาม ป.พ.พ. มาตรา 1754 วรรคสี่ แม้จำเลยจะมิใช่ทายาทหรือผู้จัดการมรดกของ ก. ก็ตาม แต่ อ. ผู้โอนที่ดินพิพาทให้แก่จำเลยเป็นคู่สมรสซึ่งเป็นทายาทโดยธรรมของ ก. ตาม ป.พ.พ. มาตรา 1635 จำเลยจึงเป็นบุคคลซึ่งชอบที่จะใช้สิทธิของ อ. ทายาทโดยธรรมของ ก. ยกอายุความขึ้นต่อสู้โจทก์ได้ตาม ป.พ.พ. มาตรา 1755

กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 1635 ม. 1754 วรรคหนึ่ง ม. 1754 วรรคสี่ ม. 1755
ชื่อคู่ความ
นายอนันต์ สุริยะกานนท์
โจทก์ — โดยนายวิธาน สุริยะกานนท์ ผู้เข้าเป็นคู่ความแทน
จำเลย — นางอาลัย ประทีป ณ ถลาง หรือมุขวัลย์
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดภูเก็ต — นายภานุรัตน์ พัฒนพัชร
ศาลอุทธรณ์ภาค 8 — นายเจษฎา สรณวิช
ชื่อองค์คณะ
ธานิศ เกศวพิทักษ์
เมทินี ชโลธร
ณัฏฐชัย ไวภาษจีรกุล
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 14169/2557
#579711
เปิดฉบับเต็ม

ความผิดฐานหมิ่นประมาทด้วยการใช้ข้อความ ต้องพิจารณาข้อความว่า เมื่อวิญญูชนโดยทั่วไปได้พบเห็นและอ่านข้อความแล้ว จะส่งผลให้โจทก์เสียชื่อเสียง ถูกดูหมิ่นหรือถูกเกลียดชังหรือไม่ เมื่อพิจารณาข้อความที่ จ. เขียนเห็นได้ว่า ความหมายของข้อความเป็นการแสดงว่าผู้เขียนยืนยันข้อเท็จจริงและเชื่อตามหนังสือร้องเรียนที่ จ. อ้างว่าได้รับจากชาวบ้านว่า โจทก์เป็นคนนำเมทแอมเฟตามีนมาส่งแก่ผู้จำหน่าย โดยผู้เขียนและจำเลยที่ 3 ไม่ได้ใส่ใจตรวจสอบว่า เป็นความจริงและจะก่อให้เกิดความเสียหายแก่โจทก์หรือไม่เพียงใด ทั้งต่อมาโดยผลของการตีพิมพ์ข้อความยังเป็นเหตุให้โจทก์ถูกผู้บังคับบัญชาไม่ไว้วางใจและตั้งกรรมการสอบสวนข้อเท็จจริง ซึ่งเป็นเรื่องที่ผู้ประกอบอาชีพรับราชการไม่พึงปรารถนา แม้ผลการสอบสวนจะไม่มีความผิดแต่ก็จะมีมลทินมัวหมอง และอาจะมีผลต่อความก้าวหน้าในชีวิตราชการอีกด้วย ข้อความดังกล่าวย่อมทำให้โจทก์เสื่อมเสียชื่อเสียง ถูกดูหมิ่นเกลียดชัง จำเลยที่ 3 ในฐานะเป็นบรรณาธิการมีหน้าที่ตรวจ จัดทำ และควบคุมข่าวและข้อความที่ลงพิมพ์ในหนังสือพิมพ์ต้องถือเป็นตัวการร่วมรับผิดในข้อความที่ลงพิมพ์และหมิ่นประมาทโจทก์

จ. ผู้เขียนข่าวไม่รู้จักโจทก์ ไม่รู้ว่าดาบ ก. มีตัวตนหรือไม่ ไม่ได้ตรวจสอบว่าหนังสือร้องเรียนเป็นความจริงหรือไม่ และไม่ได้เก็บหนังสือร้องเรียนไว้ แสดงว่า ผู้เขียนไม่ได้มีข้อมูลหรือพฤติการณ์ใด ๆ ที่จะส่อแสดงว่า ที่อำเภอปะคำมีตำรวจชื่อดาบ ก. นำเมทแอมเฟตามีนมาส่งให้ชาวบ้านจำหน่าย ในฐานะเป็นสื่อมวลชน เมื่อมีหนังสือร้องเรียนซึ่งไม่ได้ลงชื่อผู้ร้องเรียนเพียงฉบับเดียวเท่านั้น ข้อมูลในการกล่าวหาโจทก์ที่ได้มาเพียงเท่านี้ วิญญูชนย่อมทราบได้ว่าอาจมีการกลั่นแกล้งกัน จำเลยที่ 3 ต้องใช้ความระมัดระวังในการเสนอข่าวมากเป็นพิเศษ จะถือว่าเป็นสื่อมวลชนแล้วจะเสนอข่าวอย่างใดก็ได้นั้นมิได้ มิฉะนั้นอาจจะเป็นช่องทางให้บุคคลบางคนบางกลุ่มใช้สื่อในการทำลายชื่อเสียงกันและย่อมถือเป็นการละเมิดสิทธิส่วนบุคคลของผู้อื่นโดยมิชอบด้วย การกระทำของจำเลยที่ 3 จึงไม่ถือว่าเป็นการแสดงความเห็นโดยสุจริตหรือเป็นการติชมด้วยความเป็นธรรมอันเป็นวิสัยของประชาชน การกระทำของจำเลยที่ 3 จึงเป็นความผิด

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยทั้งสามตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 50, 83, 90, 91, 326, 328, 332 พระราชบัญญัติการพิมพ์ พ.ศ.2484 มาตรา 48 ให้จำเลยทั้งสามร่วมกันหรือแทนกันชดใช้ค่าเสียหาย 300,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ ให้จำเลยทั้งสามโฆษณาคำพิพากษาลงในหนังสือพิมพ์ไทยรัฐ เดลินิวส์ พิมพ์ไทยและสถานีวิทยุกระจายเสียงแห่งประเทศไทยติดต่อกันเป็นเวลา 7 วัน โดยจำเลยทั้งสามเป็นผู้ชำระค่าโฆษณา ห้ามจำเลยทั้งสามประกอบอาชีพหนังสือพิมพ์มีกำหนด 5 ปี นับแต่วันพ้นโทษ ให้ยึดและทำลายหนังสือพิมพ์รายวัน "พิมพ์ไทย" ฉบับวันที่ 23 พฤษภาคม 2554 ที่อยู่ในความครอบครองของจำเลยทั้งสามทั้งหมด

ศาลชั้นต้นไต่สวนมูลฟ้องแล้ว เห็นว่าคดีมีมูล (ที่ถูก เฉพาะข้อหาหมิ่นประมาท) ให้ประทับฟ้องในข้อหาดังกล่าว (ที่ถูก ส่วนข้ออื่นให้ยกฟ้อง)

จำเลยทั้งสามให้การปฏิเสธ และให้การในคดีส่วนแพ่งว่า จำเลยทั้งสามมิได้กระทำผิดจึงไม่จำต้องชดใช้ค่าเสียหายแก่โจทก์ ขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยที่ 1 และที่ 3 มีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 328 ประกอบมาตรา 83 ปรับจำเลยที่ 1 จำนวน 100,000 บาท และจำเลยที่ 3 ให้จำคุก 6 เดือน หากจำเลยที่ 1 ไม่ชำระค่าปรับให้จัดการตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 29, 30 (ที่ถูก ไม่ต้องปรับบทมาตรา 30 ด้วย) และให้จำเลยที่ 1 และที่ 3 ร่วมกันหรือแทนกันชดใช้ค่าสินไหมทดแทน 260,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นัดถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จและให้จำเลยที่ 1 และที่ 3 ร่วมกันโฆษณาคำพิพากษาบางส่วนในหนังสือพิมพ์ไทยรัฐและหนังสือพิมพ์พิมพ์ไทยติดต่อกันเป็นเวลา 3 วัน โดยจำเลยที่ 1 และที่ 3 เป็นผู้ชำระค่าโฆษณา กับให้ยึดและทำลายหนังสือพิมพ์พิมพ์ไทย ฉบับวันที่ 23 พฤษภาคม 2554 ที่อยู่ในความครอบครองของจำเลยที่ 1 และที่ 3 ทั้งหมด ให้ยกฟ้องโจทก์สำหรับจำเลยที่ 2 ข้อหาและคำขออื่นนอกจากนี้ให้ยก

โจทก์และจำเลยที่ 1 ที่ 3 อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 3 พิพากษาแก้เป็นว่า ให้ยกฟ้องโจทก์สำหรับจำเลยที่ 1 และที่ 3 เสียด้วย ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสองศาลให้เป็นพับ

โจทก์ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงในชั้นฎีการับฟังเป็นยุติว่า โจทก์รับราชการตำรวจ มีชื่อเล่นว่า ก๊อต ขณะเกิดเหตุมียศ ดาบตำรวจ จำเลยที่ 1 เป็นนิติบุคคลประเภทบริษัทจำกัด มีจำเลยที่ 2 เป็นกรรมการผู้จัดการ จำเลยที่ 3 เป็นกรรมการผู้มีอำนาจกระทำการแทนบริษัทหนังสือพิมพ์เสียงพิมพ์ไทยรายวัน จำกัด ซึ่งเป็นเจ้าของหนังสือพิมพ์พิมพ์ไทย และเป็นบรรณาธิการ ผู้พิมพ์ผู้โฆษณา หนังสือพิมพ์พิมพ์ไทยฉบับวันที่ 23 พฤษภาคม 2554 ซึ่งออกจำหน่ายทั่วราชอาณาจักร ในหน้า 5 คอลัมน์ police วาไรตี้ ซึ่งเป็นคอลัมน์ของนายจารึก เป็นผู้เขียน นายจารึกเขียนข้อความว่า "ชาวบ้านอำเภอปะคำ จังหวัดบุรีรัมย์ ร้องเรียนมาว่าในละแวกบ้านและบริเวณใกล้เคียงมีเยาวชนติดยาบ้าจำนวนมาก ผู้ขายก็เดินขวักไขว่...

ผู้ร้องระบุว่าเด็กที่ติดและเด็กที่เป็นคนขาย ยืนยันว่า ตำรวจ เป็นผู้ส่งยาบ้าให้เอเย่นต์ด้วยตนเอง มีการร้องเรียนไปที่โรงพักปะคำ แต่เรื่องก็เงียบ เพราะคนเป็นตำรวจเอามาปล่อยเอง โดยระบุ ชื่อ ดาบก๊อต อย่างนี้ ผู้บัญชาการตำรวจภูธรภาค 3 และผู้กำกับ สภ.ปะคำ จะรู้เห็นกับนายดาบคนนี้หรือไม่ ไม่ทราบ หากจะให้ดีควรสืบสวนหาตัวตำรวจมือปล่อยยาเสพติดรายนี้ มาดำเนินการอย่างเร่งด่วนเพื่อป้องกันข้อครหาจากชาวบ้านครับผม" สำหรับจำเลยที่ 2 ศาลล่างทั้งสองพิพากษายกฟ้อง จึงต้องห้ามมิให้คู่ความฎีกา ทั้งในปัญหาข้อเท็จจริงและข้อกฎหมาย ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 220 โจทก์ฎีกาขอให้ลงโทษจำเลยที่ 2 โดยไม่ปรากฏว่าได้รับอนุญาตให้ฎีกา ฎีกาของโจทก์จึงต้องห้าม แม้ศาลชั้นต้นจะสั่งรับฎีกาข้อนี้ของโจทก์ ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัย ส่วนจำเลยที่ 1 ศาลอุทธรณ์ภาค 3 วินิจฉัยว่า จำเลยที่ 1 ไม่ใช่เจ้าของหนังสือพิมพ์พิมพ์ไทย เพราะในหนังสือพิมพ์พิมพ์ไทย หน้า 6 ระบุผู้เป็นเจ้าของหนังสือพิมพ์ไว้ชัดเจนว่า บริษัทหนังสือพิมพ์เสียงพิมพ์ไทยรายวัน จำกัด ซึ่งบริษัทมีการจดทะเบียนเป็นนิติบุคคลตามกฎหมายแยกต่างหากจากจำเลยที่ 1 จำเลยที่ 1 จึงไม่ต้องรับผิด แต่โจทก์คงฎีกาโดยให้เหตุผลเพียงว่า จำเลยที่ 1 ต้องรับผิดเพราะเป็นเจ้าของหนังสือพิมพ์พิมพ์ไทยรายวัน ไม่ได้โต้แย้งการฟังข้อเท็จจริงของศาลอุทธรณ์ภาค 3 ว่าจำเลยที่ 1 ไม่ใช่เจ้าของหนังสือพิมพ์พิมพ์ไทยว่าไม่ถูกต้องตามข้อเท็จจริงหรือข้อกฎหมายอย่างไร ถือเป็นฎีกาที่ไม่ชัดแจ้ง ไม่ชอบด้วยประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 193 วรรคสอง ประกอบมาตรา 225 ฎีกาของโจทก์ข้อนี้ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัย

มีปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามฎีกาโจทก์ว่า จำเลยที่ 3 มีความผิดตามคำพิพากษาศาลชั้นต้นหรือไม่ โจทก์มีโจทก์ ภริยาโจทก์และดาบตำรวจสมเกียรติ เป็นพยานเบิกความว่า เมื่อผู้อ่านได้อ่านข้อเขียนแล้วย่อมเข้าใจว่า โจทก์ซึ่งรับราชการเป็นตำรวจและมีภริยารับราชการเป็นครูเป็นผู้ค้าเมทแอมเฟตามีน จำเลยที่ 3 ไม่ได้นำสืบโต้แย้งข้อนำสืบของโจทก์ เพียงแต่นำนายจารึกผู้เขียนข้อความมาเป็นพยานเบิกความว่า เป็นผู้เขียนเพราะได้รับหนังสือร้องเรียนจากชาวบ้าน เห็นว่า ความผิดฐานหมิ่นประมาทด้วยการใช้ข้อความนั้น ต้องพิจารณาข้อความดังกล่าวว่า เมื่อวิญญูชนโดยทั่วไปได้พบเห็นและอ่านข้อความแล้ว จะส่งผลให้โจทก์เสียชื่อเสียง ถูกดูหมิ่นหรือถูกเกลียดชังหรือไม่ เมื่อพิจารณาข้อความที่นายจารึกเขียนจะเห็นได้ว่า ความหมายของข้อความเป็นการแสดงว่าผู้เขียนยืนยันข้อเท็จจริงและเชื่อตามหนังสือร้องเรียนที่นายจารึกอ้างว่าได้รับจากชาวบ้านว่า โจทก์เป็นคนนำเมทแอมเฟตามีนมาส่งแก่ผู้จำหน่าย โดยผู้เขียนและจำเลยที่ 3 ไม่ได้ใส่ใจว่าตรวจสอบว่า เป็นความจริงและจะก่อให้เกิดความเสียหายแก่โจทก์หรือไม่เพียงใด ทั้งต่อมาโดยผลของการตีพิมพ์ข้อความยังเป็นเหตุให้โจทก์ถูกผู้บังคับบัญชาไม่ไว้วางใจและตั้งกรรมการสอบสวนข้อเท็จจริง ซึ่งเป็นเรื่องที่ผู้ประกอบอาชีพรับราชการไม่พึงปรารถนา แม้ผลการสอบสวนจะไม่มีความผิดแต่ก็จะมีมลทินมัวหมอง และอาจจะมีผลต่อความก้าวหน้าในชีวิตราชการอีกด้วย ข้อความย่อมทำให้โจทก์เสื่อมเสียชื่อเสียง ถูกดูหมิ่นเกลียดชัง จำเลยที่ 3 ในฐานะเป็นบรรณาธิการมีหน้าที่ตรวจ จัดทำ และควบคุมข่าวและข้อความที่ลงพิมพ์ในหนังสือพิมพ์พิมพ์ไทยต้องถือเป็นตัวการร่วมรับผิดในข้อความที่ลงพิมพ์และหมิ่นประมาทโจทก์ด้วย

มีปัญหาที่ต้องวินิจฉัยต่อไปว่า การกระทำของจำเลยที่ 3 เป็นการแสดงความคิดเห็นและเป็นการติชมด้วยความเป็นธรรมอันเป็นวิสัยของประชาชนหรือไม่ เห็นว่า นายจารึกเบิกความว่า ไม่รู้จักโจทก์ ไม่รู้ว่าดาบก๊อตมีตัวตนหรือไม่ ไม่ได้ตรวจสอบว่าหนังสือร้องเรียนเป็นความจริงหรือไม่ และไม่ได้เก็บหนังสือร้องเรียนไว้ อันแสดงว่า ผู้เขียนไม่ได้มีข้อมูลหรือพฤติการณ์ใด ๆ ที่จะส่อแสดงว่าที่อำเภอปะคำมีตำรวจชื่อดาบก๊อตนำเมทแอมเฟตามีนมาส่งให้ชาวบ้านจำหน่าย ในฐานะเป็นสื่อมวลชน เมื่อมีหนังสือร้องเรียนซึ่งไม่ได้ลงชื่อผู้ร้องเรียนเพียงฉบับเดียวเท่านั้น ข้อมูลในการกล่าวหาโจทก์ที่ได้มาเพียงเท่านี้ วิญญูชนย่อมทราบได้ว่าอาจมีการกลั่นแกล้งกัน จำเลยที่ 3 ต้องใช้ความระมัดระวังในการเสนอข่าวมากเป็นพิเศษ จะถือว่าเป็นสื่อมวลชนแล้วจะเสนอข่าวอย่างใดก็ได้นั้นมิได้ มิฉะนั้นอาจจะเป็นช่องทางให้บุคคลบางคนบางกลุ่มใช้สื่อในการทำลายชื่อเสียงกันและย่อมถือเป็นการละเมิดสิทธิส่วนบุคคลของผู้อื่นโดยมิชอบอีกด้วย การกระทำของจำเลยที่ 3 จึงไม่ถือว่าเป็นการแสดงความเห็นโดยสุจริตหรือเป็นการติชมด้วยความเป็นธรรมอันเป็นวิสัยของประชาชน การกระทำของจำเลยที่ 3 จึงเป็นความผิดตามคำพิพากษาของศาลชั้นต้น ฎีกาของโจทก์ฟังขึ้น

พิพากษาแก้เป็นว่า จำเลยที่ 3 มีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 328, 83 จำคุก 6 เดือน ปรับ 10,000 บาท ให้จำเลยที่ 3 ชำระค่าเสียหาย 80,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ ไม่ปรากฏว่าจำเลยที่ 3 เคยต้องโทษจำคุกมาก่อน สมควรให้โอกาสจำเลยที่ 3 กลับตัวเป็นพลเมืองดีสักครั้ง โทษจำคุกให้รอการลงโทษไว้ 2 ปี ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 56 ให้จำเลยที่ 3 ลงพิมพ์คำพิพากษาบางส่วนในหนังสือพิมพ์พิมพ์ไทยรายวันติดต่อกัน 3 วัน โดยจำเลยที่ 3 เป็นผู้เสียค่าใช้จ่าย ไม่ชำระค่าปรับให้จัดการตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 29, 30 คำขออื่นนอกจากนี้ให้ยก นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 3 ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.อ. ม. 83 ม. 328 ม. 329 (3)
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — ดาบตำรวจธีรบดินทร์หรือดาบก๊อต รุกขสนธิ์
จำเลย — บริษัทหนังสือพิมพ์พิมพ์ไทยรายวัน จำกัด กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดนางรอง — นายวุฒินันท์ จันทร์นิเวศน์
ศาลอุทธรณ์ภาค 3 — นายวีรภัทร ไพบูลย์วัฒนกิจ
ชื่อองค์คณะ
จรูญ ชีวิตโสภณ
อภิรัตน์ ลัดพลี
บุญไชย ธนาพันธ์สิน
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 14102/2557
#575239
เปิดฉบับเต็ม

ระเบียบของโจทก์ว่าด้วยการบริหารงานบุคคล ตอนที่ 11 การใช้บัตรโดยสารและการส่งพัสดุภัณฑ์ทางอากาศของพนักงาน พ.ศ.2537 กำหนดว่าพนักงานหมายถึงพนักงานรายเดือนที่โจทก์ตกลงจ้างไว้เป็นประจำและได้รับเงินเดือนตามบัญชีเงินเดือนของโจทก์ โดยให้สิทธิพนักงานซื้อบัตรโดยสารได้ในอัตราพนักงาน จำเลยที่ 1 เป็นพนักงานต้อนรับบนเครื่องบิน แม้โจทก์จะมีคำสั่งพักงานจำเลยที่ 1 แต่ระหว่างพักงานจำเลยที่ 1 ยังมีสถานะเป็นพนักงานของโจทก์จึงมีสิทธิใช้บัตรโดยสารที่ได้ดำเนินการออกไว้เดินทางระหว่างพักงานได้โดยไม่ต้องจ่ายค่าบัตรโดยสารเต็มจำนวน

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยทั้งสองร่วมกันหรือแทนกันชดใช้เงินจำนวน 175,981 บาท พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงินจำนวน 167,382 บาท นับจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระแก่โจทก์เสร็จ

จำเลยที่ 1 ขาดนัด ศาลแรงงานภาค 8 มีคำสั่งให้พิจารณาชี้ขาดตัดสินคดีของจำเลยที่ 1 ไปฝ่ายเดียว

จำเลยที่ 2 ให้การขอให้ยกฟ้อง

ศาลแรงงานภาค 8 พิพากษายกฟ้อง

โจทก์อุทธรณ์ต่อศาลฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีแรงงานวินิจฉัยว่า ฟังข้อเท็จจริงเป็นยุติว่า เมื่อวันที่ 29 มกราคม 2544 จำเลยที่ 1 ทำงานเป็นลูกจ้างโจทก์ตำแหน่งพนักงานต้อนรับบนเครื่องบิน มีจำเลยที่ 2 ทำสัญญาค้ำประกันการทำงานของจำเลยที่ 1 ต่อมาจำเลยที่ 1 ถูกผู้โดยสารร้องเรียนเกี่ยวกับการปฏิบัติหน้าที่ โจทก์จึงตั้งคณะกรรมการสอบสวนและสั่งพักงานจำเลยที่ 1 มีกำหนด 90 วัน ตั้งแต่วันที่ 15 มกราคม 2546 จำเลยที่ 1 รับทราบคำสั่งพักงานเมื่อวันที่ 31 มกราคม 2546 คณะกรรมการสอบสวนมีความเห็นให้ลงโทษจำเลยที่ 1 โดยการให้ออกตามคำสั่งตั้งคณะกรรมการสอบสวนทางวินัย ลงวันที่ 29 มกราคม 2546 และรายงานผลการสอบสวนลงวันที่ 17 มีนาคม 2546 โจทก์ลงโทษจำเลยที่ 1 โดยการให้ออกจากการเป็นพนักงานโดยให้มีผลย้อนหลังตั้งแต่วันที่ 15 มกราคม 2546 ได้แจ้งเป็นหนังสือให้จำเลยที่ 1 ทราบ ตามหนังสือลงวันที่ 18 เมษายน 2546 โจทก์ทำการชำระบัญชีสรุปยอดเงินที่โจทก์จะต้องจ่ายให้จำเลยที่ 1 และยอดเงินที่จำเลยที่ 1 จะต้องคืนโจทก์ เมื่อโจทก์บอกกล่าวทวงถามให้จำเลยที่ 1 ชำระหนี้ ปรากฏว่าจำเลยที่ 2 ทำหนังสือชี้แจงและขอผ่อนการชำระหนี้ไปยังโจทก์และได้ชำระหนี้แล้วจำนวน 5,000 บาท เมื่อวันที่ 9 มกราคม 2546 จำเลยที่ 1 ซื้อบัตรโดยสารพนักงานจำนวน 1 เที่ยว เส้นทางไปและกลับกรุงเทพ - แฟรงก์เฟิร์ต - กรุงเทพ (BKK - FRA - BKK) ระบุชื่อจำเลยที่ 1 เป็นผู้เดินทางใช้เดินทางเที่ยวไปเมื่อวันที่ 16 มกราคม 2546 เดินทางเที่ยวกลับในเดือนมกราคมแต่ไม่ทราบวันที่แน่ชัดเนื่องจากเดินทางกลับด้วยสายการบินลุฟฮันซ่า บัตรที่จำเลยที่ 1 ซื้อครั้งนี้เป็นบัตรราคาพิเศษสำหรับพนักงานเสียเฉพาะค่าธรรมเนียมเพียง 3,975 บาท จากราคาเต็มจำนวน 170,945 บาท วันที่ 30 มกราคม 2546 จำเลยที่ 1 ซื้อบัตรโดยสาร 5 เที่ยว ได้แก่ เที่ยวแรก เส้นทางไปและกลับนครศรีธรรมราช - กรุงเทพ - นครศรีธรรมราช (NST - BKK - NST) ระบุชื่อบิดาจำเลยที่ 1 เป็นผู้เดินทางใช้เดินทางเที่ยวไปเมื่อวันที่ 7 กุมภาพันธ์ 2546 เดินทางเที่ยวกลับวันที่ 8 กุมภาพันธ์ 2546 จำเลยที่ 1 ซื้อในราคา 1,420 บาท จากราคาเต็มจำนวน 5,050 บาท เที่ยวที่ 2 เส้นทางไปและกลับนครศรีธรรมราช - กรุงเทพ - นครศรีธรรมราช (NST - BKK - NST) ระบุชื่อบิดาจำเลยที่ 1 เป็นผู้เดินทาง ใช้เดินทางเที่ยวไปเมื่อวันที่ 22 กุมภาพันธ์ 2546 เดินทางเที่ยวกลับวันที่ 24 กุมภาพันธ์ 2546 จำเลยที่ 1 ซื้อในราคา 1,420 บาท ราคาเต็มจำนวน 5,050 บาท เที่ยวที่ 3 เส้นทางกรุงเทพ - นครศรีธรรมราช (BKK - NST) ระบุชื่อจำเลยที่ 2 เป็นผู้เดินทาง ใช้เดินทางเมื่อเดือนตุลาคม 2546 จำเลยที่ 1 ซื้อในราคา 710 บาท จากราคาเต็ม 2,525 บาท เที่ยวที่ 4 เส้นทางไปและกลับนครศรีธรรมราช - กรุงเทพ - นครศรีธรรมราช (NST - BKK - NST) ระบุชื่อจำเลยที่ 2 เป็นผู้เดินทาง ใช้เดินทางไปและกลับในวันที่ 24 กุมภาพันธ์ 2546 จำเลยที่ 1 ซื้อในราคา 1,420 บาท จากราคาเต็ม 5,050 บาท ครั้งสุดท้ายเส้นทางไปและกลับกรุงเทพ - ลอสแอนเจลิส - กรุงเทพ (BKK - LAX - BKK) ระบุชื่อจำเลยที่ 1 เป็นผู้เดินทาง ใช้เดินทางเที่ยวไปเมื่อวันที่ 23 กุมภาพันธ์ 2546 และเดินทางเที่ยวกลับเมื่อวันที่ 8 สิงหาคม 2546 จำเลยที่ 1 ซื้อในราคา 17,460 บาท จากราคาเต็ม 62,820 บาท รวมราคาบัตรโดยสารเครื่องบินที่จำเลยที่ 1 ใช้สิทธิพนักงานโจทก์ซื้อไปหากคิดราคาเต็มเป็นเงินจำนวน 251,440 บาท หักเงินที่จำเลยที่ 1 ชำระแล้วจำนวน 26,405 บาท คงเหลือยอดเงินส่วนต่างจำนวน 225,035 บาท ในขณะขอออกบัตรโดยสารจำเลยที่ 1 ยังไม่ทราบคำสั่งพักงาน แล้ววินิจฉัยว่าในการออกบัตรโดยสารพนักงานของจำเลยที่ 1 เมื่อวันที่ 9 และ 30 มกราคม 2546 นั้น จำเลยที่ 1 ยังไม่ทราบว่าถูกพักงาน จำเลยที่ 1 ย่อมใช้สิทธิพนักงานซื้อหรือออกบัตรโดยสารได้ ถือว่าการออกบัตรโดยสารของจำเลยที่ 1 ดังกล่าวเป็นไปโดยชอบตามระเบียบของโจทก์ เมื่อจำเลยที่ 1 ได้บัตรโดยสารแล้วย่อมมีสิทธิใช้บัตรโดยสารนั้นได้แม้ภายหลังจะถูกพักงานก็ตาม เพราะในระหว่างถูกพักงานยังถือได้ว่าจำเลยที่ 1 ยังเป็นพนักงานของโจทก์อยู่ ทั้งการที่โจทก์ออกคำสั่งของจำเลยที่ 1 ออกเป็นการออกคำสั่งย้อนหลังเป็นให้ออกตั้งแต่วันถูกพักงานคือวันที่ 15 มกราคม 2546 ซึ่งขณะนั้นจำเลยที่ 1 ใช้บัตรโดยสารที่ออกไว้เกือบหมดแล้ว ยังเหลือเพียงบัตรโดยสารในเส้นทางลอสแอนเจลิส - กรุงเทพมหานคร (LAX - BKK) และเส้นทางกรุงเทพมหานคร - นครศรีธรรมราช (BKK - NST) เท่านั้นที่ยังไม่ได้ใช้ อย่างไรก็ตามหากโจทก์ไม่ประสงค์ที่จะให้พนักงานซึ่งถูกพักงานใช้บัตรโดยสารที่ออกไว้ก่อนก็จะต้องกำหนดไว้ในระเบียบให้ชัดเจนหรือมิฉะนั้นก็ต้องแจ้งให้พนักงานทราบในขณะออกคำสั่งพักงานว่าไม่มีสิทธิใช้บัตรโดยสารได้อีกต่อไป มิฉะนั้นจะต้องรับผิดจ่ายค่าบัตรโดยสารเท่ากับราคาเต็ม เนื่องจากบัตรโดยสารราคาเต็มมีราคาแตกต่างกับบัตรโดยสารพนักงานมาก กรณีเช่นนี้จำเลยที่ 1 อาจไม่ต้องการใช้บัตรโดยสารพนักงานอีกก็ได้ รวมทั้งหากโจทก์เห็นว่าจำเลยที่ 1 ไม่มีสิทธิใช้บัตรโดยสารขณะถูกพักงานโจทก์ควรสั่งยกเลิกบัตรโดยสารได้ ซึ่งโจทก์สามารถตรวจสอบข้อมูลการออกบัตรโดยสารของพนักงานที่ถูกพักงานได้อยู่แล้วแต่โจทก์ก็หาทำเช่นนั้นไม่ คงเป็นเพราะโจทก์ก็ไม่อาจทราบว่าผลการสอบสวนทางวินัยจะเป็นอย่างไร กรณีอาจเป็นการลงโทษสถานเบาก็ได้ โจทก์จึงไม่ดำเนินการตัดสิทธิการใช้บัตรโดยสารของพนักงานในระหว่างพักงานทันทีทั้งไม่มีระเบียบของโจทก์ข้อใดให้อำนาจโจทก์มีสิทธิคิดหรือเรียกคืนราคาบัตรโดยสารเต็มจำนวนย้อนหลังได้ ดังนั้นจำเลยที่ 1 ย่อมมีสิทธิใช้บัตรโดยสารพนักงานที่ออกไว้ได้ ตราบใดที่จำเลยที่ 1 ยังเป็นพนักงานโจทก์อยู่และบัตรโดยสารที่ออกไว้ยังไม่ได้ถูกยกเลิก โจทก์ไม่มีสิทธิเรียกเก็บค่าบัตรโดยสารย้อนหลังเท่ากับราคาเต็มสำหรับการใช้บัตรโดยสารก่อนวันที่ 18 เมษายน 2546 ซึ่งเป็นวันที่โจทก์ออกคำสั่งลงโทษจำเลยที่ 1 โดยการให้ออก ซึ่งจำเลยที่ 2 ในฐานะผู้ค้ำประกันการทำงานต้องร่วมรับผิดด้วยเพราะถือว่าเป็นความรับผิดที่เกิดขึ้นเกี่ยวเนื่องตั้งแต่จำเลยที่ 1 ยังเป็นพนักงานของโจทก์ ส่วนการใช้บัตรโดยสารหลังวันดังกล่าว จำเลยที่ 1 ต้องรับผิดคืนเงินให้แก่โจทก์จากราคาเต็ม รวมเป็นเงินจำนวน 24,495 บาท เมื่อหักจากเงินที่โจทก์ต้องจ่ายแก่จำเลยที่ 1 ตามรายการชำระบัญชีพนักงานที่พ้นสภาพ จำนวน 54,063 บาท แล้ว จำเลยที่ 1 จึงไม่มีหนี้ที่ต้องรับผิดแก่โจทก์อีก จำเลยที่ 2 จึงไม่จำต้องรับผิดต่อโจทก์เช่นกัน

คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามอุทธรณ์โจทก์ว่า จำเลยที่ 1 นำบัตรโดยสารในอัตราพนักงานไปใช้เดินทางในระหว่างวันที่ 16 มกราคม 2546 ถึงเดือนตุลาคม 2546 แม้จะอยู่ในระหว่างมีคำสั่งให้พักงาน แต่การที่ต่อมาโจทก์มีคำสั่งเลิกจ้างจำเลยที่ 1 ย้อนหลังไปถึงวันที่ 15 มกราคม 2546 จึงไม่ถือว่าจำเลยที่ 1 มีสถานะเป็นพนักงานอีกต่อไป จำเลยที่ 1 ย่อมไม่มีสิทธิขอใช้บัตรโดยสารสำหรับพนักงานนั้น เห็นว่า ตามระเบียบของโจทก์ว่าด้วยการบริหารงานบุคคล ตอนที่ 11 การใช้บัตรโดยสารและการส่งพัสดุภัณฑ์ทางอากาศของพนักงาน พ.ศ.2537 ข้อ 3 ได้กำหนดว่า พนักงาน หมายถึงพนักงานรายเดือนที่บริษัทตกลงจ้างไว้เป็นประจำและได้รับเงินเดือนตามบัญชีเงินเดือนของบริษัท โดยตามระเบียบดังกล่าวให้สิทธิพนักงานซื้อบัตรโดยสารได้ในอัตราพนักงาน ดังนั้นแม้โจทก์จะมีคำสั่งพักงานจำเลยที่ 1 แต่ในระหว่างพักงานจำเลยที่ 1 ก็ยังคงมีสถานะเป็นพนักงานของโจทก์ เมื่อจำเลยที่ 1 ได้ดำเนินการออกบัตรโดยสารไว้ ดังนั้น ในระหว่างพักงานจำเลยที่ 1 ย่อมมีสิทธิใช้บัตรโดยสารดังกล่าวเดินทางระหว่างพักงานได้โดยไม่ต้องจ่ายค่าบัตรโดยสารเต็มจำนวนแก่โจทก์ ที่ศาลแรงงานภาค 8 วินิจฉัยมานั้นชอบแล้ว อุทธรณ์ข้อนี้ของโจทก์ฟังไม่ขึ้น

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 575
พ.ร.บ.แรงงานรัฐวิสาหกิจสัมพันธ์ พ.ศ.2543 ม. 6
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — บริษัทการบินไทย จำกัด (มหาชน)
จำเลย — นางสาวปิยะธิดา พันธุเสวี กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลแรงงานภาค 8 — นายเพิ่มศักดิ์ สายสีทอง
ชื่อองค์คณะ
วาสนา หงส์เจริญ
นิยุต สุภัทรพาหิรผล
สุนันท์ ชัยชูสอน
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 14063/2557
#575702
เปิดฉบับเต็ม

การที่จำเลยเข้ามอบตัวต่อพนักงานสอบสวนในวันเกิดเหตุและได้รับการปล่อยตัว แม้จะไม่ถือว่าถูกควบคุมอยู่ในอำนาจพนักงานสอบสวน แต่ก็เป็นกรณีที่รู้ตัวผู้กระทำความผิดและทราบถิ่นที่อยู่ของจำเลย อันชอบที่พนักงานสอบสวนหรือโจทก์ต้องแจ้งวันนัดสืบพยานก่อนฟ้องให้จำเลยทราบ ทั้งต้องตั้งทนายความให้จำเลยก่อนเริ่มสืบพยานก่อนฟ้อง การที่ศาลชั้นต้นไม่ได้ตั้งทนายความให้จำเลยและมิได้ซักถามพยานโจทก์ในลักษณะซักถามพยานแทนจำเลย จึงไม่ชอบด้วย ป.วิ.อ. มาตรา 237 ทวิ ไม่อาจรับฟังการสืบพยานปาก จ. ก่อนฟ้องคดีได้ คงรับฟังได้เพียงพยานบอกเล่า

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 33, 91, 288, 289, 371 พระราชบัญญัติอาวุธปืน เครื่องกระสุนปืน วัตถุระเบิด ดอกไม้เพลิง และสิ่งเทียมอาวุธปืน พ.ศ.2490 มาตรา 7, 8 ทวิ, 72, 72 ทวิ พระราชบัญญัติสถานบริการ พ.ศ. 2509 มาตรา 3, 61/2 (ที่ถูก 16/2), 28/2 ริบหัวกระสุนปืนและปลอกกระสุนปืนของกลาง

จำเลยให้การรับสารภาพเฉพาะความผิดตามพระราชบัญญัติอาวุธปืนฯ และพระราชบัญญัติสถานบริการฯ ส่วนความผิดฐานฆ่าผู้อื่น ให้การต่อสู้อ้างเหตุป้องกัน

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 288, 371 พระราชบัญญัติอาวุธปืน เครื่องกระสุนปืน วัตถุระเบิด ดอกไม้เพลิง และสิ่งเทียมอาวุธปืน พ.ศ.2490 มาตรา 7, 8 ทวิ วรรคหนึ่ง, 72 วรรคสาม, 72 ทวิ วรรคสอง พระราชบัญญัติสถานบริการ พ.ศ.2509 มาตรา 16/2, 28/2 วรรคสอง การกระทำของจำเลยเป็นความผิดหลายกรรมต่างกัน ให้ลงโทษทุกกรรมเป็นกระทงความผิดไปตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 ฐานฆ่าผู้อื่นจำคุกตลอดชีวิต ฐานมีอาวุธปืนมีเครื่องหมายทะเบียนของผู้อื่นซึ่งได้รับใบอนุญาตไว้ในครอบครองโดยไม่ได้รับใบอนุญาต จำคุก 2 ปี ฐานพาอาวุธปืนติดตัวไปในเมือง หมู่บ้าน หรือทางสาธารณะโดยไม่ได้รับใบอนุญาต และฐานนำอาวุธปืนเข้าไปในสถานบริการ เป็นกรรมเดียวเป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบท ให้ลงโทษฐานนำอาวุธปืนเข้าไปในสถานบริการซึ่งเป็นกฎหมายบทที่มีโทษหนักที่สุดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 จำคุก 2 ปี ทางนำสืบของจำเลยในกระทงแรกและคำให้การรับสารภาพของจำเลยในกระทงที่สองและที่สามเป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 ประกอบมาตรา 53 กระทงแรกหนึ่งในสาม คงจำคุก 33 ปี 4 เดือน กระทงที่สองและที่สามกระทงละกึ่งหนึ่ง คงจำคุกกระทงละ 1 ปี รวมจำคุก 35 ปี 4 เดือน ริบหัวกระสุนปืน 6 ลูก ของกลาง ข้อหาอื่นและคำขออื่นให้ยก

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 8 พิพากษาแก้เป็นว่า ให้คืนอาวุธปืนของกลางทั้งสองกระบอกแก่เจ้าของที่แท้จริง นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

จำเลยฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงเบื้องต้นฟังได้ว่า ขณะเกิดเหตุจำเลยมีตำแหน่งเป็นผู้ใหญ่บ้านหมู่ที่ 2 ตำบลอ่างทอง อำเภอเกาะสมุย จังหวัดสุราษฎร์ธานี ก่อนเกิดเหตุผู้ตายไปติดพันนางสาวฐปนีย์หรือใหญ่ ซึ่งเป็นเพื่อนกับจำเลย และนางสาวฐปนีย์ได้แนะนำผู้ตายให้รู้จักกับจำเลย ต่อมาผู้ตายพูดดูหมิ่นนางสาวฐปนีย์จนทำให้นางสาวฐปนีย์เลิกคบหากับผู้ตาย ครั้นเมื่อวันที่ 14 สิงหาคม 2548 เวลาประมาณ 20 นาฬิกา จำเลยไปร่วมรับประทานอาหารและดื่มสุรากับนางสาวฐปนีย์กับพวกที่เป็นหญิงรวมประมาณ 6 คน ที่โต๊ะหมายเลข 35 ภายในร้านอาหารตาวันคันทรี่ซึ่งเป็นสถานบริการ ตั้งอยู่ที่ตำบลอ่างทอง อำเภอเกาะสมุย จังหวัดสุราษฎร์ธานี ระหว่างนั้นผู้ตายกับนางสาวจุฑาพรหรือจูเดินทางมานั่งดื่มสุราอยู่บริเวณระเบียงด้านนอกร้านอาหาร ครั้นเวลาประมาณ 22 นาฬิกา ร้านอาหารดังกล่าวเริ่มแสดงดนตรี ผู้ตายกับนางสาวจุฑาพรจึงย้ายเข้าไปนั่งดื่มสุราภายในร้านอาหาร ณ โต๊ะหมายเลข 33 ซึ่งอยู่ใกล้กับโต๊ะที่จำเลยนั่งอยู่ โดยมีนางสาวจุฑาทิพย์หรือเล็กเป็นบริกรดูแลลูกค้าที่นั่งในบริเวณดังกล่าว ผู้ตายดื่มสุราจนมีอาการมึนเมา และส่งเสียงเอะอะโวยวายบ่อยครั้ง พร้อมกับขว้างแก้วสุราลงพื้นจนแตกกระจาย นายสุทธิพร หุ้นส่วนร้านอาหารดังกล่าวเข้าห้ามปราม ผู้ตายจึงย้ายไปนั่งดื่มที่โต๊ะหน้าเวทีจนกระทั่งเวลาประมาณ 1 นาฬิกา ของวันที่ 15 สิงหาคม 2548 ผู้ตายชำระค่าเครื่องดื่มแล้วเดินตามหลังนางสาวจุฑาพรจะออกจากร้านอาหาร เมื่อเดินผ่านบริเวณโต๊ะอาหารที่จำเลยกับพวกนั่งอยู่ ได้เกิดเหตุจำเลยและผู้ตายใช้อาวุธปืนสั้นรีวอลเวอร์ ขนาด .38 ยิงซึ่งกันและกันจนทำให้ผู้ตายมีบาดแผลถูกกระสุนปืน 4 แห่ง บริเวณคอข้างซ้าย รักแร้ข้างซ้าย ชายโครงข้างขวา และช่องท้องข้างขวาต่ำกว่าชายโครง นอกจากนั้นยังมีบาดแผลฉีกขาดที่เกิดจากของแข็งไม่มีคมบริเวณริมฝีปากล่าง ใบหน้าข้างซ้าย คิ้วข้างซ้าย และหน้าผากข้างซ้าย จนกระดูกขากรรไกรและกระดูกกรามด้านบนแตกถึงแก่ความตายในเวลาต่อมา ส่วนจำเลยมีบาดแผลถูกกระสุนปืนที่แขนข้างขวา ได้รับอันตรายแก่กาย หลังเกิดเหตุจำเลยหลบหนีและพันตำรวจตรีวัชรพงศ์ พนักงานสอบสวนสถานีตำรวจภูธรเกาะสมุย ตรวจยึดได้อาวุธปืนสั้น ขนาด .38 หนึ่งกระบอกของผู้ตายซึ่งมีปลอกกระสุนปืนค้างอยู่ 2 ปลอก กับปลอกกระสุนปืนขนาด .38 อีก 3 ปลอก จากที่เกิดเหตุและหัวกระสุนปืน 4 เม็ด จากศพของผู้ตายเป็นของกลาง ต่อมาเวลาประมาณ 15 นาฬิกา ของวันเกิดเหตุ จำเลยเข้ามอบตัวต่อพันตำรวจตรีวัชรพงศ์และให้การปฏิเสธในชั้นสอบสวน หลังจากนั้นสำนักงานตำรวจแห่งชาติมีคำสั่งให้โอนคดีไปยังกองบังคับการปราบปราม และนายประจักษ์ บิดาจำเลยนำอาวุธปืน ขนาด .38 ของนายประจักษ์ที่จำเลยใช้ยิงผู้ตายไปมอบให้พันตำรวจโทอธิป พนักงานสอบสวนกองบังคับการปราบปราม ยึดไว้เป็นของกลาง

คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยในประการแรกว่า การสืบพยานบุคคลปากนางสาวจุฑาทิพย์ก่อนฟ้องคดีต่อศาลชอบด้วยกฎหมายหรือไม่ เห็นว่า ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 237 ทวิ วรรคหนึ่ง บัญญัติว่า ก่อนฟ้องคดีต่อศาล เมื่อมีเหตุอันควรเชื่อได้ว่าพยานบุคคลจะเดินทางออกไปนอกราชอาณาจักร ไม่มีที่อยู่เป็นหลักแหล่ง หรือเป็นบุคคลมีถิ่นที่อยู่ห่างไกลจากศาลที่พิจารณาคดี หรือมีเหตุอันควรเชื่อว่าจะมีการยุ่งเหยิงกับพยานนั้นไม่ว่าโดยทางตรงหรือทางอ้อม หรือมีเหตุจำเป็นอื่นอันเป็นการยากแก่การนำพยานนั้นมาสืบในภายหน้า พนักงานอัยการโดยตนเองหรือโดยได้รับคำร้องขอจากผู้เสียหายหรือจากพนักงานสอบสวน จะยื่นคำร้องโดยระบุการกระทำทั้งหลายที่อ้างว่าผู้ต้องหาได้กระทำผิดต่อศาลเพื่อให้ศาลมีคำสั่งให้สืบพยานนั้นไว้ทันทีก็ได้ ถ้ารู้ตัวผู้กระทำความผิด และผู้นั้นถูกควบคุมอยู่ในอำนาจพนักงานสอบสวนหรือพนักงานอัยการ ให้พนักงานอัยการนำตัวผู้นั้นมาศาล หากถูกควบคุมอยู่ในอำนาจของศาล ให้ศาลเบิกตัวผู้นั้นมาพิจารณาต่อไป และบทบัญญัติในวรรคสาม บัญญัติว่า ในกรณีตามวรรคสองถ้าเป็นกรณีที่ผู้ต้องหานั้นถูกกล่าวหาว่ากระทำความผิดอาญา ซึ่งหากมีการฟ้องคดีจะเป็นคดีซึ่งศาลจะต้องตั้งทนายความให้ หรือจำเลยมีสิทธิขอให้ศาลตั้งทนายความให้ตามมาตรา 173 ก่อนเริ่มสืบพยานดังกล่าว ให้ศาลถามผู้ต้องหาว่ามีทนายความหรือไม่ในกรณีที่ศาลต้องตั้งทนายความให้ ถ้าศาลเห็นว่าตั้งทนายความให้ทันก็ให้ตั้งทนายความให้และดำเนินการสืบพยานนั้นทันที แต่ถ้าศาลเห็นว่าไม่สามารถตั้งทนายความได้ทันหรือผู้ต้องหาไม่อาจตั้งทนายความได้ทัน ก็ให้ศาลซักถามพยานนั้นให้แทน เมื่อปรากฏข้อเท็จจริงจากทางพิจารณาว่า จำเลยเข้าพบมอบตัวต่อพนักงานสอบสวนในวันเกิดเหตุ และได้รับการปล่อยตัวโดยจำเลยอ้างว่าเข้ารับการรักษาพยาบาลที่โรงพยาบาล แม้จะไม่ถือว่าถูกควบคุมอยู่ในอำนาจพนักงานสอบสวนแต่ก็เป็นกรณีรู้ตัวผู้กระทำความผิด และทราบถิ่นที่อยู่ของจำเลยอันชอบที่พนักงานสอบสวนหรือโจทก์ต้องแจ้งวันนัดสืบพยานดังกล่าวให้จำเลยทราบ ทั้งต้องตั้งทนายความให้จำเลยก่อนเริ่มสืบพยานดังกล่าว การที่โจทก์ขอให้ศาลชั้นต้นสืบพยานโจทก์ไว้ก่อนโดยมิได้ปฏิบัติตามบทบัญญัติข้างต้นประกอบกับศาลชั้นต้นก็มิได้ซักถามพยานดังกล่าวในลักษณะซักถามพยานแทนจำเลย กรณีจึงนับเป็นการสืบพยานที่ไม่ชอบด้วยประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 237 ทวิ ไม่อาจรับฟังพยานดังกล่าวในการพิจารณา คงรับฟังได้เพียงเป็นพยานบอกเล่า หาได้ถือเป็นกระบวนพิจารณาที่ทำให้ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ภาค 8 ไม่มีอำนาจพิจารณาพิพากษาคดีดังข้อต่อสู้ของจำเลย ฎีกาของจำเลยในข้อนี้ฟังได้บางส่วน

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.อ. ม. 237 ทวิ
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการจังหวัดสุราษฎร์ธานี (เกาะสมุย)
จำเลย — นายสุภาพหรือตุ่นหรือผู้ใหญ่ตุ่น ใจเย็น
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดสุราษฎร์ธานี (เกาะสมุย) — นายจุมพล เชาวลิต
ศาลอุทธรณ์ภาค 8 — นายกฤษฏิ์พงศ์ ผดุงพัฒโนดม
ชื่อองค์คณะ
ประสิทธิ์ เจริญถาวรโภคา
บุญมี ฐิตะศิริ
จุตรงค์ นาสมใจ
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 14040/2557
#575233
เปิดฉบับเต็ม

โจทก์กับจำเลยจดทะเบียนสมรสกันและซื้อที่ดินพร้อมบ้านภายหลังจดทะเบียนสมรส แม้ที่ดินและบ้านระบุชื่อโจทก์เพียงฝ่ายเดียวแต่เป็นทรัพย์สินที่ได้มาระหว่างสมรส จึงเป็นทรัพย์สินที่โจทก์และจำเลยได้มาระหว่างสมรสตาม ป.พ.พ. มาตรา 1474 (1) ซึ่งโจทก์และจำเลยต้องนำมาแบ่งกันเมื่อขาดจากการสมรสโดยได้ส่วนเท่ากันตาม ป.พ.พ. มาตรา 1533

การที่โจทก์ซื้อที่ดินและบ้านพิพาทระหว่างสมรสกับจำเลย แม้ส่วนของจำเลยซึ่งเป็นบุคคลต่างด้าวนั้น การทำนิติกรรมซื้อขายที่ดินพิพาทจะฝ่าฝืน ป.ที่ดิน มาตรา 86 แต่การได้ที่ดินมามิใช่จะไม่มีผลใด ๆ เสียเลยเพราะจำเลยยังมีสิทธิได้รับผล ตาม ป.ที่ดิน มาตรา 94 ที่บัญญัติให้คนต่างด้าวจัดการจำหน่ายที่ดินดังกล่าวนั้นได้และการบังคับให้จำหน่ายดังกล่าวหมายความเฉพาะกับที่ดินพิพาทเท่านั้น ไม่รวมบ้านซึ่งเป็นสิ่งปลูกสร้างพิพาทด้วยเพราะคนต่างด้าวไม่ต้องห้ามมิให้ถือกรรมสิทธิ์ในสิ่งปลูกสร้างแต่ประการใด

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้พิพากษาให้โจทก์กับจำเลยหย่าขาดจากกัน และให้ขายบ้าน (บ้านเดี่ยวพร้อมที่ดิน 100 ตารางวา)ที่เป็นสินสมรสตามฟ้อง โดยให้โจทก์หรือจำเลยมีสิทธิขายบ้าน ได้เงินมาจำนวนเท่าไร ให้แบ่งให้โจทก์และจำเลยคนละครึ่ง

จำเลยให้การ ขอให้ยกฟ้อง และฟ้องแย้งขอให้พิพากษาให้โจทก์โอนที่ดินโฉนดเลขที่ 62146 ตำบลคลองกุ่ม อำเภอบางกะปิ กรุงเทพมหานคร พร้อมสิ่งปลูกสร้างบ้านเลขที่ 4/415 หมู่ที่ 4 แขวงคลองกุ่ม เขตบึงกุ่ม กรุงเทพมหานคร คืนให้แก่จำเลย หากโจทก์ไม่ปฏิบัติตามขอให้ถือคำพิพากษาแทนการแสดงเจตนา

โจทก์ให้การแก้ฟ้องแย้งว่า บ้านพร้อมที่ดินตามฟ้องเป็นสินสมรส ขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า โจทก์มีสิทธิในทรัพย์พิพาทกึ่งหนึ่ง หากโจทก์และจำเลยตกลงแบ่งทรัพย์พิพาทไม่ได้ ให้นำทรัพย์พิพาทออกขายทอดตลาด เมื่อหักค่าใช้จ่ายแล้วแบ่งเงินสุทธิให้โจทก์กึ่งหนึ่งตามฟ้องและฟ้องแย้ง ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสองฝ่ายสมควรให้เป็นพับ

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์แผนกคดีเยาวชนและครอบครัวพิพากษาแก้เป็นว่า ให้โจทก์และจำเลยหย่าขาดจากกันและให้นำทรัพย์สินพิพาทออกขายแล้วเอาเงินที่ขายได้แบ่งกันเท่านั้น นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ

จำเลยฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีเยาวชนและครอบครัววินิจฉัยว่า คดีมีปัญหาวินิจฉัยชั้นฎีกาของจำเลยประเด็นแรกว่า ทรัพย์พิพาทคือที่ดินและบ้านเลขที่ 4/415 ซึ่งปลูกสร้างบนที่ดินโฉนดเลขที่ 62146 เป็นสินสมรสหรือไม่ โดยจำเลยฎีกาว่า จำเลยต้องการซื้อที่ดินและบ้านเป็นของจำเลย เนื่องจากจำเลยเป็นคนต่างด้าวไม่อาจถือกรรมสิทธิ์ที่ดินได้ จึงใส่ชื่อโจทก์เป็นผู้ถือกรรมสิทธิ์ที่ดินและบ้านดังกล่าว ถือได้ว่าโจทก์เป็นตัวแทนเชิดของจำเลย โจทก์ต้องคืนที่ดินและบ้านแก่จำเลยนั้น เห็นว่า การที่จำเลยจะตั้งโจทก์เป็นตัวแทนเชิดในการถือครองที่ดินและบ้านพิพาทสามารถกระทำได้โดยโจทก์และจำเลยไม่ต้องจดทะเบียนสมรส ทั้งพฤติการณ์ที่โจทก์บรรยายฟ้องว่า โจทก์กับจำเลยอยู่กินฉันสามีภริยามาก่อนที่ประเทศอังกฤษ ตั้งแต่ปี 2527 ต่อมาจึงจดทะเบียนสมรสกัน จำเลยก็ไม่ได้ให้การปฏิเสธ ข้อเท็จจริงดังกล่าวรับฟังได้ตามที่โจทก์บรรยายฟ้องว่า โจทก์กับจำเลยอยู่กินฉันสามีภริยากันตั้งแต่ปี 2527 ต่อมาวันที่ 12 พฤศจิกายน 2529 โจทก์กับจำเลยจึงจดทะเบียนสมรสและซื้อที่ดินและบ้านดังกล่าวมาภายหลังมีการจดทะเบียนสมรส แม้ที่ดินและบ้านระบุชื่อของโจทก์เพียงฝ่ายเดียว แต่ก็เป็นทรัพย์สินที่โจทก์ได้มาระหว่างโจทก์กับจำเลยสมรสกัน จึงเป็นทรัพย์สินที่โจทก์กับจำเลยได้มาระหว่างสมรสตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1474 (1) ที่จำเลยอ้างว่า โจทก์เป็นตัวแทนเชิดของจำเลยนั้น มีเฉพาะคำเบิกความของจำเลย ซึ่งขัดต่อการประพฤติปฏิบัติระหว่างโจทก์กับจำเลยซึ่งปฏิบัติต่อกันมาโดยอยู่กินฉันสามีภริยาก่อนมีการจดทะเบียนสมรส ดังนั้นที่ดินและบ้านจึงเป็นสินสมรส ซึ่งโจทก์กับจำเลยต้องนำมาแบ่งกันเมื่อขาดจากการสมรสโดยได้ส่วนเท่ากันตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1533 ฎีกาของจำเลยข้อนี้ฟังไม่ขึ้น

ปัญหาตามฎีกาของจำเลยประการสุดท้ายว่า ที่ศาลอุทธรณ์พิพากษาให้แบ่งทรัพย์สิน โดยนำทรัพย์สินออกขายทอดตลาดโดยไม่ปฏิบัติตามประมวลกฎหมายที่ดิน มาตรา 94 เป็นการไม่ชอบนั้น เห็นว่า การที่โจทก์ซื้อที่ดินและบ้านพิพาทระหว่างสมรสกับจำเลย แม้ส่วนของจำเลยซึ่งเป็นบุคคลต่างด้าวนั้น การทำนิติกรรมซื้อขายที่ดินพิพาทจะฝ่าฝืนตามประมวลกฎหมายที่ดิน มาตรา 86 แต่การได้ที่ดินมาก็มิใช่ว่าจะไม่มีผลใด ๆ เสียเลยเพราะจำเลยยังมีสิทธิได้รับผลตามประมวลกฎหมายที่ดิน มาตรา 94 ที่บัญญัติให้คนต่างด้าวจัดการจำหน่ายที่ดินดังกล่าวนั้นได้ และการบังคับให้จำหน่ายดังกล่าวหมายความเฉพาะกับที่ดินพิพาทเท่านั้น ไม่รวมบ้านซึ่งเป็นสิ่งปลูกสร้างพิพาทด้วย เพราะคนต่างด้าวไม่ต้องห้ามมิให้ถือกรรมสิทธิ์สิ่งปลูกสร้างแต่ประการใด ดังนั้นที่ศาลอุทธรณ์พิพากษาให้ขายทอดตลาดที่ดินและบ้าน โดยไม่ได้กำหนดให้จำเลยปฏิบัติตามประมวลกฎหมายที่ดิน มาตรา 94 นั้น เป็นการไม่ชอบ ฎีกาของจำเลยข้อนี้ฟังขึ้นบางส่วน

พิพากษาแก้เป็นว่า ให้จำเลยจำหน่ายเฉพาะที่ดินโฉนดเลขที่ 62146 ตำบลคลองกุ่ม อำเภอบางกะปิ กรุงเทพมหานคร ครึ่งหนึ่งภายในเวลาที่อธิบดีกรมที่ดินกำหนด โดยให้โจทก์ผู้มีชื่อถือกรรมสิทธิ์แทนจำเลยไปจดทะเบียนโอนจำหน่ายได้ หากไม่ได้ให้ถือเอาคำพิพากษาของศาลแทนการแสดงเจตนาและให้จำเลยมีสิทธิในเงินที่จำหน่าย หากไม่ปฏิบัติตามให้อธิบดีกรมที่ดินมีอำนาจจำหน่ายที่ดินนั้นได้ตามกฎหมาย นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ และให้ศาลชั้นต้นแจ้งคำพิพากษาศาลฎีกาให้อธิบดีกรมที่ดินทราบ ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 1474 (1) ม. 1533
ป.ที่ดิน ม. 86 ม. 94
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นางบุญล้อม สุดตา
จำเลย — นายไมเคิล แม็ค คิมมี่
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลเยาวชนและครอบครัวกลาง — นายพิธี อุปปาติก
ศาลอุทธรณ์ — นายธีระพล ศรีอุดมขจร
ชื่อองค์คณะ
ชัยยุทธ ศรีจำนงค์
พฤษภา พนมยันตร์
กิจชัย จิตธารารักษ์
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 14025/2557
#572105
เปิดฉบับเต็ม

การที่จำเลยที่ 2 รับโอนใบอนุญาตตั้งโรงงานแปรรูปไม้โดยใช้เครื่องจักรและใบอนุญาตตั้งโรงค้าไม้แปรรูปจากจำเลยที่ 1 มาเป็นของตน ถือได้ว่าเป็นการกระทำโดยมีเจตนามิให้โจทก์ซึ่งเป็นเจ้าหนี้ตามคำพิพากษาคนหนึ่งของจำเลยที่ 1 ยึดใบอนุญาตตั้งโรงค้าไม้แปรรูปและใบอนุญาตตั้งโรงงานแปรรูปไม้โดยใช้เครื่องจักร ซึ่งเป็นทรัพย์สินอย่างหนึ่งของจำเลยที่ 1 มาบังคับชำระหนี้ การกระทำของจำเลยที่ 2 จึงเป็นความผิดฐานร่วมกับพวกโกงเจ้าหนี้

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องและแก้ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยทั้งสองตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83, 350

ศาลชั้นต้นไต่สวนมูลฟ้องแล้ว เห็นว่า คดีมีมูล ให้ประทับฟ้อง

ระหว่างการพิจารณา จำเลยที่ 1 หลบหนี ศาลชั้นต้นมีคำสั่งจำหน่ายคดีเฉพาะจำเลยที่ 1

จำเลยที่ 2 ให้การปฏิเสธ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยที่ 2 มีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 350 ประกอบมาตรา 83 จำคุก 4 เดือน

จำเลยที่ 2 อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 7 พิพากษากลับ ให้ยกฟ้อง

โจทก์ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงเบื้องต้นรับฟังเป็นยุติตามที่คู่ความมิได้โต้เถียงกันในชั้นนี้ว่า จำเลยที่ 2 เป็นบุตรของจำเลยที่ 1 กับนายประมวล นายมานพ กับโจทก์เป็นเจ้าหนี้ตามคำพิพากษาของนายประมวลในคดีแพ่งหมายเลขแดงที่ 867/2550 และ 888/2550 ของศาลชั้นต้น เมื่อวันที่ 10 สิงหาคม 2550 นายกรวิชญ์ ผู้แทนโจทก์ในคดีแพ่งหมายเลขแดงที่ 867/2550 ไปที่บ้านเลขที่ 32 หมู่ 5 ตำบลสามเรือน อำเภอเมืองราชบุรี จังหวัดราชบุรี เพื่อยึดทรัพย์ของนายประมวล ต่อมาวันที่ 12 กันยายน 2550 จำเลยที่ 2 ยื่นคำขอทำการแปรรูปไม้ ตั้งโรงงานแปรรูปไม้ ตั้งโรงค้าไม้แปรรูป ต่อสำนักงานทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมจังหวัดราชบุรี เพื่อรับโอนใบอนุญาตและกิจการโรงงานแปรรูปไม้โดยใช้เครื่องจักรจากจำเลยที่ 1 ต่อมาจำเลยที่ 2 ได้รับใบอนุญาตตั้งโรงค้าไม้แปรรูปในวันที่ 7 พฤศจิกายน 2550 และได้รับใบอนุญาตตั้งโรงงานแปรรูปไม้โดยใช้เครื่องจักรในวันที่ 27 ธันวาคม 2550 เมื่อวันที่ 24 มกราคม 2551 นายกรวิชญ์ผู้แทนโจทก์ในคดีแพ่งหมายเลขแดงที่ 2326/2550 ไปที่บ้านเลขที่ 32/1 หมู่ 5 ตำบลสามเรือน อำเภอเมืองราชบุรี จังหวัดราชบุรี เพื่อนำยึดทรัพย์ของจำเลยที่ 1 พบนางอุดมลักษณ์ ภริยาจำเลยที่ 2 นำหนังสือรับโอนใบอนุญาตตั้งโรงค้าไม้แปรรูปและใบอนุญาตตั้งโรงงานแปรรูปไม้โดยใช้เครื่องจักรมาแสดงว่าทรัพย์สินที่ตั้งอยู่ในโรงงานเป็นของจำเลยที่ 2 แล้ว นายกรวิชญ์และเจ้าพนักงานบังคับคดีจึงไม่สามารถยึดเครื่องจักรและทรัพย์สินในโรงงานได้ มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ว่า ขณะที่จำเลยที่ 2 รับโอนใบอนุญาตตั้งโรงงานแปรรูปไม้โดยใช้เครื่องจักรและใบอนุญาตตั้งโรงค้าไม้แปรรูปจากจำเลยที่ 1 จำเลยที่ 2 ทราบหรือไม่ว่าจำเลยที่ 1 เป็นหนี้โจทก์ตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น เห็นว่า โจทก์มีนายกรวิชญ์ผู้รับมอบอำนาจโจทก์เบิกความถึงข้อเท็จจริงส่วนนี้ว่า ระหว่างที่พยานในฐานะผู้แทนโจทก์ไปนำยึดทรัพย์ของนายประมวลที่บ้านเลขที่ 32 หมู่ 5 พบจำเลยที่ 2 ทราบว่าพยานไปยึดทรัพย์ของนายประมวลและจำเลยที่ 2 ทราบอยู่แล้วว่าจำเลยที่ 1 เป็นหนี้โจทก์ตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น โดยไม่ปรากฏว่าพยานเคยรู้จักหรือมีสาเหตุโกรธเคืองกับจำเลยที่ 1 จึงไม่มีเหตุให้ระแวงสงสัย ประกอบกับข้อเท็จจริงดังกล่าวสอดคล้องกับรายงานเจ้าพนักงานบังคับคดีที่ระบุว่า เมื่อวันที่ 10 สิงหาคม 2550 นายกรวิชญ์นำเจ้าพนักงานบังคับคดีไปที่บ้านของนายประมวล พบจำเลยที่ 2 แจ้งว่าเป็นบุตรของนายประมวล และยืนยันว่าบ้านหลังดังกล่าวเป็นของนายประมวล เจ้าพนักงานบังคับคดีจึงยึดทรัพย์สินของนายประมวลไปบางส่วน ทั้งจำเลยที่ 2 เองก็เบิกความเจือสมว่า ก่อนที่จำเลยที่ 1 โอนใบอนุญาตตั้งโรงงานแปรรูปไม้ให้ บิดาและมารดามีหนี้สินหลายรายทั้งนอกระบบและที่ถูกฟ้องเป็นคดีความ และจำเลยที่ 1 ได้นำเครื่องจักรในโรงงานแปรรูปไม้ไปตีใช้หนี้ให้แก่เจ้าหนี้ ข้อเท็จจริงจึงรับฟังได้ตามที่โจทก์นำสืบมาว่า ในวันที่ 10 สิงหาคม 2550 จำเลยที่ 2 ทราบแล้วว่านายประมวลมีหนี้ตามคำพิพากษาศาลชั้นต้นที่จะต้องชำระแก่เจ้าหนี้ และได้ความตามรายงานเจ้าพนักงานบังคับคดีกับสำเนาใบอนุญาตตั้งโรงค้าไม้แปรรูปและใบอนุญาตตั้งโรงงานแปรรูปไม้โดยใช้เครื่องจักรว่า บ้านเลขที่ 32/1 หมู่ 5 ที่นายกรวิชญ์นำเจ้าพนักงานบังคับคดีไปยึดทรัพย์ของจำเลยที่ 1 เป็นที่ตั้งโรงงานแปรรูปไม้ของจำเลยที่ 1 ขณะที่บ้านเลขที่ 32 หมู่ 5 ที่เจ้าพนักงานบังคับคดีไปยึดทรัพย์เป็นบ้านของนายประมวล ส่วนจำเลยที่ 2 อยู่บ้านเลขที่ 32/3 หมู่ 5 โดยนายกรวิชญ์เบิกความตอบทนายความจำเลยที่ 2 ถามค้านว่า บ้านของนางอุดมลักษณ์ภริยาจำเลยที่ 2 อยู่ห่างจากบ้านของจำเลยที่ 1 เพียง 4 ถึง 5 ก้าวเท่านั้น แสดงให้เห็นว่า บ้านของจำเลยที่ 2 อยู่ใกล้กับบ้านของนายประมวลและโรงงานแปรรูปไม้ของจำเลยที่ 1 มาก น่าเชื่อว่าจำเลยที่ 2 ย่อมต้องทราบถึงสถานะทางการเงินของนายประมวลและจำเลยที่ 1 ดังที่จำเลยที่ 2 เบิกความยอมรับ พฤติการณ์ดังกล่าวแสดงให้เห็นว่า ขณะที่จำเลยที่ 2 รับโอนใบอนุญาตตั้งโรงงานแปรรูปไม้โดยใช้เครื่องจักรและใบอนุญาตตั้งโรงค้าไม้แปรรูปจากจำเลยที่ 1 จำเลยที่ 2 ทราบดีว่าจำเลยที่ 1 เป็นหนี้ตามคำพิพากษาศาลชั้นต้นหลายรายรวมทั้งโจทก์ การที่จำเลยที่ 2 ยังรับโอนใบอนุญาตตั้งโรงงานแปรรูปไม้โดยใช้เครื่องจักรและใบอนุญาตตั้งโรงค้าไม้แปรรูปจากจำเลยที่ 1 มาเป็นของตน ถือได้ว่าเป็นการกระทำโดยมีเจตนาเพื่อมิให้โจทก์ซึ่งเป็นเจ้าหนี้ตามคำพิพากษาคนหนึ่งของจำเลยที่ 1 ยึดใบอนุญาตตั้งโรงค้าไม้แปรรูปและใบอนุญาตตั้งโรงงานแปรรูปไม้โดยใช้เครื่องจักร ซึ่งเป็นทรัพย์สินอย่างหนึ่งของจำเลยที่ 1 มาบังคับชำระหนี้ การกระทำของจำเลยที่ 2 จึงเป็นความผิดฐานร่วมกับพวกโกงเจ้าหนี้ ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 7 พิพากษายกฟ้องมานั้น ไม่ต้องด้วยความเห็นของศาลฎีกา ฎีกาของโจทก์ฟังขึ้น

พิพากษากลับ ให้บังคับคดีตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.อ. ม. 350
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นายบุญส่ง แก้วยิ้ม
จำเลย — นางสุรินทร์ ขาวดอกบัว กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลแขวงราชบุรี — นายโพธิ์โพยม มนพลับ
ศาลอุทธรณ์ภาค 7 — นายแชน ศิริพงษ์
ชื่อองค์คณะ
อนันต์ ชุมวิสูตร
ชัยยุทธ ศรีจำนงค์
สมชาติ ธัญญาวินิชกุล
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 14023/2557
#579712
เปิดฉบับเต็ม

แม้ผู้ร้องจะยื่นคำร้องขอให้บังคับจำเลยชดใช้ค่าสินไหมทดแทนตาม ป.วิ.อ มาตรา 44/1 ในระหว่างการพิจารณาของศาลชั้นต้น แต่คดีในส่วนอาญาได้มีคำพิพากษาอันถึงที่สุดไปก่อนแล้วจึงมีการพิจารณาพิพากษาคดีในส่วนแพ่งในภายหลัง เช่นนี้ปัญหาว่าผู้ร้องมีส่วนประมาทด้วยมีผลทำให้ผู้ร้องไม่ใช่ผู้เสียหายโดยนิตินัย ไม่มีสิทธิเรียกเอาค่าสินไหมทดแทนตาม ป.วิ.อ. มาตรา 44/1 หรือไม่ จึงไม่ใช่ข้อเท็จจริงที่ปรากฏในคำพิพากษาส่วนอาญา แต่เป็นข้อเท็จจริงที่ได้จากการพิจารณาในคดีส่วนแพ่ง การที่ผู้ร้องมีส่วนประมาทซึ่งตาม ป.พ.พ. มาตรา 442 ประกอบมาตรา 223 ศาลต้องพิเคราะห์พฤติการณ์ว่าฝ่ายใดเป็นผู้ก่อให้เกิดความเสียหายยิ่งหย่อนกว่ากันเพียงไรนั้น มิได้ทำให้ความเป็นผู้เสียหายของผู้ร้องในอันที่เรียกเอาค่าสินไหมทดแทนตาม ป.วิ.อ. มาตรา 44/1 ที่ยื่นไว้ในคดีส่วนอาญาซึ่งถึงที่สุดแล้วสูญสิ้นไปแต่อย่างใด ผู้ร้องยังมีสิทธิที่จะเรียกเอาค่าสินไหมทดแทนอันเนื่องจากการกระทำความผิดของจำเลยได้ตามบทบัญญัติดังกล่าวทุกประการ เพียงแต่จะเรียกได้มากน้อยเท่าใดขึ้นอยู่กับพฤติการณ์ว่าผู้ร้องกับจำเลยฝ่ายไหนเป็นผู้ก่อให้เกิดความเสียหายยิ่งหย่อนกว่ากันเท่านั้น ดังนั้น ที่จำเลยอ้างว่าผู้ร้องประมาทด้วยจึงไม่ใช่ผู้เสียหายโดยนิตินัยและไม่มีสิทธิเรียกค่าสินไหมทดแทนจึงฟังไม่ขึ้น

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91, 300 พระราชบัญญัติจราจรทางบก พ.ศ.2522 มาตรา 43 (3), 57 (15), 61, 148, 151, 157

จำเลยให้การรับสารภาพ

ระหว่างพิจารณา นายเดช ผู้เสียหายโดยนางสาวมนัสนันท์ บุตรยื่นคำร้องขอให้บังคับจำเลยชดใช้ค่าสินไหมทดแทนดังกล่าวกับดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงิน 902,137.09 บาท นับแต่วันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จแก่ผู้ร้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษาในคดีส่วนอาญาว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 300 พระราชบัญญัติจราจรทางบก พ.ศ.2522 มาตรา43 (3), 57 (15), 61, 148, 151 และ 157 การกระทำของจำเลยเป็นความผิดหลายกรรมต่างกัน ให้เรียงกระทงลงโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 ฐานประมาทเป็นเหตุให้ผู้อื่นได้รับอันตรายสาหัส จำคุก 1 ปี 6 เดือน และปรับ 6,000 บาทฐานขับรถกีดขวางการจราจร ปรับ 1,000 บาท ฐานจอดรถกีดขวางการจราจร ปรับ 500 บาท ฐานจอดรถไม่เปิดไฟ ปรับ 500 บาท รวมจำคุก 1 ปี 6 เดือน และปรับ 8,000 บาท จำเลยให้การรับสารภาพ เป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษลดโทษให้กึ่งหนึ่งตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คงจำคุก 9 เดือน และปรับ 4,000 บาท โทษจำคุกให้รอการลงโทษ 2 ปี คุมความประพฤติของจำเลย 1 ปี โดยให้ไปรายงานตัวต่อพนักงานคุมประพฤติ 4 ครั้ง ตามเวลาที่พนักงานคุมประพฤติและจำเลยเห็นสมควร ให้จำเลยร่วมทำกิจกรรมบริการสังคมหรือสาธารณประโยชน์เป็นเวลา 12 ชั่วโมงและอบรมกฎจราจร ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 56 ไม่ชำระค่าปรับให้จัดการตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 29, 30 โดยให้จำเลยยื่นคำให้การในคดีส่วนแพ่ง

จำเลยให้การและแก้ไขคำให้การในคดีส่วนแพ่งขอให้ยกคำร้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษาในคดีส่วนแพ่งให้จำเลยชำระเงิน 417,830 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันที่ 9 พฤศจิกายน 2547 จนกว่าจะชำระเสร็จแก่ผู้ร้อง คำขออื่นนอกจากนี้ให้ยก ค่าธรรมเนียมศาลตามกฎหมายมิให้เรียกจากผู้ร้อง ค่าฤชาธรรมเนียมจึงเป็นพับ

จำเลยอุทธรณ์เฉพาะคดีส่วนแพ่ง

ศาลอุทธรณ์ภาค 3 พิพากษาแก้เป็นว่า ให้จำเลยชดใช้ค่าเสียหายแก่ผู้ร้องทั้งสิ้น 300,000 บาท นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

จำเลยฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยประการแรกว่า การฟังว่าผู้ร้องมีส่วนประมาทด้วยนั้น มีผลทำให้ผู้ร้องไม่ใช่ผู้เสียหายโดยนิตินัย จึงไม่มีสิทธิเรียกเอาค่าสินไหมทดแทนตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 44/1 หรือไม่ เห็นว่า แม้ผู้ร้องจะยื่นคำร้องขอให้จำเลยชดใช้ค่าสินไหมทดแทนตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 44/1 ในระหว่างการพิจารณาของศาลชั้นต้นแต่คดีในส่วนอาญาได้มีคำพิพากษาอันถึงที่สุดไปก่อนแล้วจึงมีการพิจารณาพิพากษาคดีในส่วนแพ่งในภายหลัง เช่นนี้ปัญหาว่าผู้ร้องมีส่วนประมาทด้วยมีผลทำให้ผู้ร้องไม่ใช่ผู้เสียหายโดยนิตินัย ไม่มีสิทธิเรียกเอาค่าสินไหมทดแทนตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 44/1 หรือไม่ จึงไม่ใช่ข้อเท็จจริงที่ปรากฏในคำพิพากษาส่วนอาญา แต่เป็นข้อเท็จจริงที่ได้จากการพิจารณาในคดีส่วนแพ่ง การที่ผู้ร้องมีส่วนประมาทซึ่งตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 442 ประกอบมาตรา 223 ศาลต้องพิเคราะห์พฤติการณ์ว่าฝ่ายใดเป็นผู้ก่อให้เกิดความเสียหายยิ่งหย่อนกว่ากันเพียงไรนั้น มิได้ทำให้ความเป็นผู้เสียหายของผู้ร้องในอันที่เรียกเอาค่าสินไหมทดแทนตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 44/1 ที่ยื่นไว้ในคดีส่วนอาญาซึ่งถึงที่สุดแล้วสูญสิ้นไปแต่อย่างใด ผู้ร้องยังมีสิทธิที่จะเรียกเอาค่าสินไหมทดแทนอันเนื่องจากการกระทำความผิดของจำเลยได้ตามบทบัญญัติดังกล่าวทุกประการ เพียงแต่จะเรียกได้มากน้อยเท่าใดขึ้นอยู่กับพฤติการณ์ว่าผู้ร้องกับจำเลยฝ่ายไหนเป็นผู้ก่อให้เกิดความเสียหายยิ่งหย่อนกว่ากันเท่านั้น ดังนั้นที่จำเลยอ้างว่าผู้ร้องประมาทด้วยจึงไม่ใช่ผู้เสียหายโดยนิตินัยและไม่มีสิทธิเรียกค่าสินไหมทดแทนจึงฟังไม่ขึ้น

ปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยประการต่อมามีว่า ระหว่างผู้ร้องกับจำเลยฝ่ายใดมีส่วนประมาทมากน้อยกว่ากัน เห็นว่า การจอดรถยนต์บรรทุกหกล้ออยู่ริมถนนคร่อมเส้นแบ่งไหล่ทางของจำเลยเช่นนั้น แม้ฟังว่าเป็นการกระทำโดยประมาทแต่หากผู้ร้องมีสติและขับรถด้วยความระมัดระวังตามวิสัยของผู้ขับรถจักรยานยนต์ทั่ว ๆ ไปจะพึงมี ผู้ร้องก็น่าจะมองเห็นรถยนต์บรรทุกหกล้อที่จอดอยู่และขับหลีกเลี่ยงผ่านไปได้เพราะบริเวณที่เกิดเหตุเป็นถนนในชนบทที่ไม่มีรถพลุกพล่านและเป็นทางเรียบตรง ฉะนั้นความเสียหายในครั้งนี้จึงฟังได้ว่าเกิดจากความประมาทของผู้ร้องมากกว่า ซึ่งเมื่อพิจารณาคำเบิกความของพยานจำเลยทั้งสี่ปากซึ่งต่างเบิกความว่าได้กลิ่นสุราจากผู้ร้องตอนที่พยานช่วยกันนำผู้ร้องส่งโรงพยาบาลประกอบกับข้อเท็จจริงจากทางนำสืบของจำเลยที่ว่า จำเลยเพิ่งขับรถยนต์บรรทุกหกล้อขึ้นมาจอดริมถนนได้เพียง 10 นาที เพื่อเตรียมจะกลับบ้านก็เกิดเหตุขึ้นแล้ว ศาลฎีกาเห็นสมควรกำหนดให้จำเลยรับผิดชดใช้ค่าสินไหมทดแทนแก่ผู้ร้องหนึ่งในสามส่วนโดยให้ผู้ร้องรับผิดสองในสามส่วน ที่จำเลยฎีกาขอรับผิดเพียงหนึ่งในสามส่วนนั้นฟังขึ้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย แต่ที่จำเลยขอคิดหนึ่งในสามส่วนจากเงิน300,000 บาท เป็นเงิน 100,000 บาท นั้น เห็นว่า ไม่ถูกต้องเพราะศาลอุทธรณ์ภาค 3 กำหนดให้ 300,000 บาท หลังจากคิดหักส่วนที่ผู้ร้องจะต้องร่วมรับผิดด้วยแล้ว ดังนั้นยอดเต็มก่อนที่จะนำมาคิดหักตามส่วนจึงไม่ใช่ 300,000 บาท แต่ควรจะเป็น 417,830 บาท อันเป็นจำนวนที่ผู้ร้องพิสูจน์ได้ตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น ซึ่งเมื่อคิดหนึ่งในสามของยอดเงินดังกล่าวแล้วเป็นเงินที่จำเลยต้องชำระ 139,276.67 บาท แต่มีข้อเท็จจริงจากรายงานการสืบเสาะและพินิจจำเลยประกอบคำแถลงประกอบคำรับสารภาพของจำเลยลงวันที่ 21 พฤษภาคม 2550 ว่าจำเลยได้จ่ายค่ารักษาพยาบาลให้ผู้ร้องแล้ว 16,000 บาท นำเงินมาวางศาลให้ผู้ร้องรับไปแล้วอีก 20,000 บาท จึงควรหักเงินสองจำนวนดังกล่าวออกจากยอดเงิน 139,276.67 บาท ที่จำเลยต้องชำระ ซึ่งหักแล้วคงเหลือ 103,276.67 บาท และผู้ร้องมีสิทธิคิดดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ได้ตามกฎหมายตั้งแต่วันทำละเมิด ฎีกาของจำเลยฟังขึ้นบางส่วน

อนึ่ง คดีนี้เป็นคดีซึ่งพนักงานอัยการเป็นโจทก์ และมีคำขอของผู้เสียหายขอให้จำเลยชดใช้ ค่าสินไหมทดแทน ซึ่งประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 253 วรรคหนึ่ง มิให้เรียกค่าธรรมเนียม ดังนี้ ที่จำเลยยื่นอุทธรณ์โดยชำระค่าขึ้นศาลชั้นอุทธรณ์มาด้วย และศาลอุทธรณ์ภาค 3 ไม่ได้สั่งคืนนั้น เป็นการไม่ชอบ ศาลฎีกาเห็นสมควรสั่งคืนแก่จำเลย

พิพากษาแก้เป็นว่า ให้จำเลยชำระเงินจำนวน 103,276.67 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันที่ 9 พฤศจิกายน 2547 อันเป็นวันกระทำละเมิดจนกว่าจะชำระเสร็จแก่ผู้ร้อง คืนค่าขึ้นศาลชั้นอุทธรณ์แก่จำเลย ค่าฤชาธรรมเนียมอื่นนอกจากนี้ทั้งสามศาลให้เป็นพับ นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 3
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.อ. ม. 44/1
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการจังหวัดบัวใหญ่
จำเลย — นายศิลา บุญภักดี
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดบัวใหญ่ — นายสุวัฒน์ รุ่งเมฆารัตน์
ศาลอุทธรณ์ภาค 3 — นายเธียรดนัย ธรรมดุษฎี
ชื่อองค์คณะ
พิศล พิรุณ
วัชรินทร์ ปัจเจกวิญญูสกุล
ปิ่น ศรีเมือง
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 13996/2557
#580043
เปิดฉบับเต็ม

เจ้าพนักงานซึ่งจะเป็นผู้กระทำความผิดตามบทบัญญัติแห่งประมวลกฎหมายอาญาว่าด้วยความผิดต่อตำแหน่งหน้าที่ราชการนั้น หมายถึงผู้ปฏิบัติหน้าที่ราชการโดยได้รับการแต่งตั้งตามกฎหมาย โดยอาจระบุไว้เป็นการเฉพาะว่าให้ผู้ใดเป็นเจ้าพนักงาน หรือระบุองค์การและให้ผู้ที่สังกัดอยู่เป็นเจ้าพนักงาน หรืออาจเป็นการแต่งตั้งโดยกฎหมายทั่วไปซึ่งระบุถึงวิธีการแต่งตั้งไว้ และได้มีการแต่งตั้งถูกต้องตามกฎหมายดังกล่าว สำหรับส่วนราชการ แม้จะมีฐานะเป็นนิติบุคคลมีอำนาจหน้าที่ตามที่กฎหมายกำหนด แต่ส่วนราชการเกิดขึ้นโดยบทบัญญัติของกฎหมายว่าด้วยระเบียบบริหารราชการแผ่นดิน การแบ่งส่วนราชการหรือกฎหมายจัดตั้งส่วนราชการนั้น มิใช่ได้รับการแต่งตั้งโดยกฎหมาย จำเลยที่ 1 จึงหาใช่เจ้าพนักงานตามความหมายแห่งประมวลกฎหมายอาญาไม่

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องและแก้ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยทั้งสี่ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 157, 162, 91, 83

ศาลชั้นต้นไต่สวนมูลฟ้องแล้ว เห็นว่า คดีไม่มีมูล พิพากษายกฟ้อง

โจทก์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน

โจทก์ฎีกาโดยผู้พิพากษาซึ่งพิจารณาและลงชื่อในคำพิพากษาศาลชั้นต้นอนุญาตให้ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาโจทก์ประการแรกว่า ฟ้องโจทก์ในส่วนจำเลยที่ 1 ครบองค์ประกอบความผิดหรือไม่ โดยโจทก์ฎีกาว่า แม้จำเลยที่ 1 จะเป็นส่วนราชการซึ่งเป็นนิติบุคคล แต่นิติบุคคลมีความรับผิดทางอาญาได้ จึงเป็นเจ้าพนักงานตามฟ้องโจทก์ได้ เห็นว่า เจ้าพนักงานซึ่งจะเป็นผู้กระทำความผิดตามบทบัญญัติแห่งประมวลกฎหมายอาญาว่าด้วยความผิดต่อตำแหน่งหน้าที่ราชการนั้น หมายถึง ผู้ปฏิบัติหน้าที่ราชการโดยได้รับการแต่งตั้งตามกฎหมายโดยอาจจะระบุไว้เป็นการเฉพาะว่าให้ผู้ใดเป็นเจ้าพนักงาน หรือระบุองค์การและให้ผู้ที่สังกัดอยู่เป็นเจ้าพนักงาน หรืออาจเป็นการแต่งตั้งโดยกฎหมายทั่วไปซึ่งระบุถึงวิธีการแต่งตั้งไว้และได้มีการแต่งตั้งถูกต้องตามกฎหมายดังกล่าว สำหรับส่วนราชการ แม้จะมีฐานะเป็นนิติบุคคลมีอำนาจหน้าที่ตามที่กฎหมายกำหนด แต่ส่วนราชการเกิดขึ้นโดยบทบัญญัติของกฎหมายว่าด้วยระเบียบบริหารราชการแผ่นดิน การแบ่งส่วนราชการหรือกฎหมายจัดตั้งส่วนราชการนั้น มิใช่ได้รับการแต่งตั้งโดยกฎหมาย จำเลยที่ 1 จึงหาใช่เจ้าพนักงานตามความหมายแห่งประมวลกฎหมายอาญาไม่ ฟ้องโจทก์ในส่วนจำเลยที่ 1 จึงไม่ครบองค์ประกอบความผิด ฎีกาโจทก์ข้อนี้ฟังไม่ขึ้น

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.อ. ม. 157
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — มูลนิธิความหวังของชาวไทย
จำเลย — สำนักงานสภาความมั่นคงแห่งชาติ กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลอาญา — นายทวีศักดิ์ สายสุวรรณนที
ศาลอุทธรณ์ — นายชำนาญ รวิวรรณพงษ์
ชื่อองค์คณะ
พิทักษ์ คงจันทร์
อดิศักดิ์ ปัตรวลี
ศรีอัมพร ศาลิคุปต์
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 13937/2557
#580036
เปิดฉบับเต็ม

การวินิจฉัยว่ามีการเลิกจ้างแล้วหรือไม่ต้องพิจารณาถึงการกระทำของนายจ้างประกอบด้วย จะพิจารณาเพียงว่ามีการบอกกล่าวเลิกจ้างด้วยวาจาหรือเป็นหนังสือแล้วหรือไม่ย่อมไม่ได้ แม้ในการประชุม ธ. ประธานกรรมการบริหารบริษัทในกลุ่มแพนจะขอให้โจทก์ลาออกโดยจะให้เวลาโจทก์ปรึกษากับครอบครัวก่อน 3 วัน แต่ในวันดังกล่าว ธ. ขอรถยนต์ประจำตำแหน่งที่โจทก์ใช้อยู่คืน และในช่วงระยะเวลา 3 วันนี้โจทก์ไม่ต้องไปทำงาน การกระทำของ ธ. มีลักษณะไม่ยอมให้โจทก์ทำงานให้จำเลยที่ 1 อีกต่อไป ถือได้ว่าจำเลยที่ 1 เลิกจ้างโจทก์ตั้งแต่วันที่ 21 กันยายน 2545 อันเป็นวันที่เรียกเอารถยนต์ประจำตำแหน่งคืนจากโจทก์ ไม่ใช่เลิกจ้างในวันที่ 1 ตุลาคม 2545 ซึ่งเป็นวันที่คัดชื่อโจทก์ออกจากการเป็นพนักงานของจำเลยที่ 1

เมื่อพิจารณารายงานการสิ้นสุดสมาชิกภาพของกองทุนสำรองเลี้ยงชีพแล้วโจทก์มีสิทธิได้รับเงินสมทบและผลประโยชน์ของเงินสมทบรวม 164,101.10 บาท แม้โจทก์จะมีคำขอให้จำเลยทั้งสามจ่ายเงินดังกล่าวเพียง 162,851.24 บาท แต่เพื่อให้โจทก์ได้รับเงินตามสิทธิของโจทก์และเพื่อความเป็นธรรมแก่คู่ความเห็นสมควรพิพากษาเกินคำขอให้โจทก์

พ.ร.บ.กองทุนสำรองเลี้ยงชีพ พ.ศ.2530 มาตรา 7 บัญญัติว่ากองทุนสำรองเลี้ยงชีพที่ได้จดทะเบียนแล้วเป็นนิติบุคคล และมาตรา 23 บัญญัติว่าเมื่อลูกจ้างสิ้นสมาชิกภาพเพราะเหตุอื่นซึ่งมิใช่กองทุนเลิก ผู้จัดการกองทุนต้องจ่ายเงินจากกองทุนให้ลูกจ้าง กองทุนที่ดำเนินการให้แก่จำเลยที่ 1 คือ จำเลยที่ 2 โดยมีจำเลยที่ 3 เป็นผู้จัดการกองทุนทำหน้าที่บริหารจัดการจ่ายเงินจากจำเลยที่ 2 ให้แก่โจทก์เท่านั้น จำเลยที่ 3 จึงไม่จำต้องรับผิดเป็นการส่วนตัว ส่วนจำเลยที่ 1 เป็นนายจ้าง ไม่มีอำนาจและหน้าที่ในการจัดการกองทุน โจทก์จึงไม่มีอำนาจฟ้องให้จำเลยที่ 1 จ่ายเงินสมทบของนายจ้างแก่โจทก์

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยทั้งสามร่วมกันจ่ายเงินสะสมพร้อมผลประโยชน์ 155,842.82 บาท กับเงินสมทบพร้อมผลประโยชน์ 162,851.24 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์

จำเลยที่ 1 และที่ 2 ให้การขอให้ยกฟ้อง

จำเลยที่ 3 ให้การและแก้ไขคำให้การขอให้ยกฟ้อง

ระหว่างการพิจารณาของศาลแรงงานกลาง โจทก์ได้รับเงินสะสมและผลประโยชน์ของเงินสะสมแล้วจึงสละประเด็นดังกล่าว

ศาลแรงงานกลางพิพากษายกฟ้อง

โจทก์อุทธรณ์ต่อศาลฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีแรงงานวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงฟังยุติตามข้อเท็จจริงที่รับฟังได้ในคดีหมายเลขดำที่ 7008/2545 คดีหมายเลขแดงที่ 8403/2546 ของศาลแรงงานกลางและในคดีนี้ว่า จำเลยที่ 1 เป็นบริษัทหนึ่งในบริษัทกลุ่มแพน มีนางธีรนาฎ เป็นประธานกรรมการบริหาร บริษัทในกลุ่มแพนมีประมาณ 60 บริษัท บริษัทในกลุ่มแพนจดทะเบียนเป็นนิติบุคคลต่างหากจากกัน มีกรรมการและกรรมการผู้มีอำนาจกระทำการแทนบริษัทต่างกัน แต่กรรมการในบริษัทหนึ่งอาจเป็นกรรมการในอีกบริษัทหนึ่งในกลุ่ม จำเลยที่ 2 เป็นนิติบุคคลประเภทกองทุนสำรองเลี้ยงชีพ มีข้อบังคับกองทุนโดยมีจำเลยที่ 3 เป็นผู้จัดการกองทุน โจทก์เข้าเป็นลูกจ้างของบริษัทแพนเอเชียฟุตแวร์ จำกัด (มหาชน) และได้ย้ายไปทำงานในบริษัทต่าง ๆ ในกลุ่มแพนอีกหลายบริษัทรวมทั้งบริษัทสหรัตนนคร จำกัด และบริษัทบางกอกรับเบอร์ จำกัด (มหาชน) สุดท้ายทำงานเป็นลูกจ้างของจำเลยที่ 1 ในตำแหน่งกรรมการรองผู้อำนวยการ ได้รับค่าจ้างเดือนละ 80,000 บาท โจทก์เข้าเป็นสมาชิกของจำเลยที่ 2 เมื่อปี 2543 ต่อมาโจทก์เข้าร่วมประชุมกับนางธีรนาฎและนายเผด็จ รองผู้อำนวยการอีกคนหนึ่ง นางธีรนาฎแจ้งโจทก์ว่า ทัศนคติในการทำงานไม่ตรงกัน ไม่สามารถทำงานร่วมกันได้ ให้โจทก์ลาออกจะให้ค่าชดเชยเท่ากับค่าจ้าง 3 เดือน และให้เวลาโจทก์ปรึกษากับครอบครัวก่อน 3 วัน ในวันดังกล่าวนางธีรนาฎขอรถประจำตำแหน่งที่โจทก์ใช้อยู่คืน และในช่วงระยะเวลา 3 วัน ดังกล่าวโจทก์ไม่ต้องไปทำงาน หลังจากครบกำหนดระยะเวลา 3 วัน แล้ว โจทก์ไม่ได้เข้าไปปฏิบัติงานให้จำเลยอีก จำเลยที่ 1 จึงคัดชื่อโจทก์ออกจากการเป็นพนักงานของจำเลยตั้งแต่วันที่ 1 ตุลาคม 2545 เป็นต้นไป ขณะที่โจทก์สิ้นสุดสมาชิกภาพกองทุน โจทก์มีเงินสมทบและผลประโยชน์เงินสมทบรวมเป็นเงิน 164,101.10 บาท แล้ววินิจฉัยว่าโจทก์ละทิ้งหน้าที่เป็นเวลาสามวันทำงานติดต่อกันโดยไม่มีเหตุอันสมควร เป็นการผิดต่อข้อบังคับเกี่ยวกับการทำงานของจำเลยที่ 1 โจทก์จึงไม่มีสิทธิได้รับเงินสมทบและผลประโยชน์ตามฟ้อง

มีปัญหาวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของโจทก์ประการแรกว่า จำเลยที่ 1 เลิกจ้างโจทก์ตั้งแต่วันที่ 21 กันยายน 2545 แล้วหรือไม่ พระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน พ.ศ.2541 มาตรา 118 วรรคสอง บัญญัติว่า "การเลิกจ้างตามมาตรานี้หมายความว่า การกระทำใดที่นายจ้างไม่ให้ลูกจ้างทำงานต่อไปและไม่จ่ายค่าจ้างให้ ไม่ว่าจะเป็นเพราะเหตุสิ้นสุดสัญญาจ้างหรือเหตุอื่นใด และหมายความรวมถึงกรณีที่ลูกจ้างไม่ได้ทำงานและไม่ได้รับค่าจ้างเพราะเหตุที่นายจ้างไม่สามารถดำเนินกิจการต่อไป" ดังนั้น การที่จะวินิจฉัยว่ามีการเลิกจ้างแล้วหรือไม่ จึงต้องพิจารณาถึงการกระทำของนายจ้างประกอบด้วย จะพิจารณาเพียงว่ามีการบอกกล่าวเลิกจ้างด้วยวาจาหรือเลิกจ้างเป็นหนังสือแล้วหรือไม่ ย่อมไม่ได้ คดีนี้แม้ในการประชุมกันนางธีรนาฎจะขอให้โจทก์ลาออกโดยจะให้ค่าชดเชยเท่ากับค่าจ้าง 3 เดือน และให้เวลาโจทก์ปรึกษากับครอบครัวก่อน 3 วัน ซึ่งแสดงให้เห็นว่าในการประชุมนั้นนางธีรนาฎยังให้โอกาสโจทก์ตัดสินใจเสียก่อนว่าจะยอมลาออกตามความประสงค์ของนางธีรนาฎหรือไม่ ก่อนที่นางธีรนาฎจะมีคำสั่งอย่างหนึ่งอย่างใดต่อไป แต่ข้อเท็จจริงหาได้มีเพียงเท่านี้ไม่ กลับปรากฏว่าในวันดังกล่าวนางธีรนาฎขอรถยนต์ประจำตำแหน่งที่โจทก์ใช้อยู่คืน โดยในช่วงระยะเวลา 3 วันนี้โจทก์ไม่ต้องไปทำงาน ซึ่งหากนางธีรนาฎยังให้โอกาสโจทก์ตัดสินใจก่อนดังที่แจ้งแก่โจทก์ในที่ประชุมก็ไม่มีเหตุผลใดที่จะต้องเรียกเอารถประจำตำแหน่งคืนเสียตั้งแต่วันนั้นและไม่มีเหตุผลใดที่จะให้โจทก์หยุดงาน การกระทำของนางธีรนาฎมีลักษณะไม่ยอมให้โจทก์ทำงานให้จำเลยอีกต่อไป มิใช่เป็นการให้โอกาสโจทก์ดังที่กล่าวในที่ประชุม พฤติการณ์ของนางธีรนาฎถือได้ว่าจำเลยที่ 1 เลิกจ้างโจทก์ตั้งแต่วันที่ 21 กันยายน 2545 อันเป็นวันที่เรียกเอารถประจำตำแหน่งคืนจากโจทก์แล้ว ไม่ใช่เพิ่งเลิกจ้างโจทก์ในวันที่ 1 ตุลาคม 2545 ซึ่งเป็นวันที่จำเลยที่ 1 คัดชื่อโจทก์ออกจากการเป็นพนักงานของจำเลยไม่ ที่ศาลแรงงานกลางวินิจฉัยว่า จำเลยที่ 1 มิได้เลิกจ้างโจทก์ตั้งแต่วันที่ 21 กันยายน 2545 ศาลฎีกาไม่เห็นพ้องด้วย อุทธรณ์ของโจทก์ฟังขึ้น

มีปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามอุทธรณ์โจทก์ประการสุดท้ายว่า จำเลยทั้งสามต้องร่วมกันจ่ายเงินสมทบและผลประโยชน์ของเงินสมทบแก่โจทก์หรือไม่ เพียงใด เห็นว่า เมื่อจำเลยที่ 1 เลิกจ้างโจทก์ตั้งแต่วันที่ 21 กันยายน 2545 โจทก์จึงไม่ได้ขาดงานหรือละทิ้งหน้าที่ไปในวันที่ 26 ถึงวันที่ 30 กันยายน 2545 โจทก์จึงไม่ได้กระทำผิดข้อบังคับเกี่ยวกับการทำงานของจำเลยที่ 1 อันเป็นเหตุที่จำเลยที่ 2 จะไม่จ่ายเงินสมทบและผลประโยชน์ของเงินสมทบ ตามข้อบังคับกองทุนสำรองเลี้ยงชีพกลุ่มแพนซึ่งจดทะเบียนแล้ว ข้อ 6.02 ง แต่เป็นกรณีที่จำเลยที่ 1 เลิกจ้างโจทก์ อันเป็นการสิ้นสุดสมาชิกภาพเพราะเหตุอื่นใดตามข้อบังคับข้อ 4.04.1 ค ดังนั้นจำเลยที่ 2 จึงต้องจ่ายเงินสมทบและผลประโยชน์ของเงินสมทบแก่โจทก์ตามข้อ 6.02 เมื่อพิจารณารายงานการสิ้นสุดสมาชิกภาพของสมาชิกของกองทุนสำรองเลี้ยงชีพแล้ว เงินสมทบมีจำนวนทั้งสิ้น 116,610 บาท และผลประโยชน์ของเงินสมทบ 47,491.10 บาท จึงรวมเป็นเงินที่โจทก์จะได้รับรวม 164,101.10 บาท แม้โจทก์จะมีคำขอให้จำเลยทั้งสามจ่ายเงินดังกล่าวเพียง 162,851.24 บาท แต่เพื่อให้โจทก์ได้รับเงินสมทบและผลประโยชน์ตามสิทธิของโจทก์และเพื่อความเป็นธรรมแก่คู่ความเห็นสมควรพิพากษาเกินคำขอ ให้โจทก์ได้รับเงินสมทบและผลประโยชน์รวม 164,101.10 บาท ตามพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงาน พ.ศ.2522 มาตรา 52 การที่โจทก์เรียกให้จำเลยที่ 1 และที่ 3 จ่ายเงินสมทบและผลประโยชน์ของเงินสมทบตามพระราชบัญญัติกองทุนสำรองเลี้ยงชีพ พ.ศ.2530 นั้น ตามมาตรา 7 กำหนดให้กองทุนสำรองเลี้ยงชีพที่ได้จดทะเบียนแล้วให้เป็นนิติบุคคลและมาตรา 23 กำหนดให้เมื่อลูกจ้างสิ้นสมาชิกภาพเพราะเหตุอื่นซึ่งมิใช่กองทุนเลิก ผู้จัดการกองทุนต้องจ่ายเงินจากกองทุนให้ลูกจ้าง กองทุนสำรองเลี้ยงชีพที่ดำเนินการให้แก่จำเลยที่ 1 คือ จำเลยที่ 2 โดยมีจำเลยที่ 3 ในฐานะผู้จัดการกองทุนทำหน้าที่บริหารจัดการจ่ายเงินจากจำเลยที่ 2 ให้แก่โจทก์เท่านั้น จำเลยที่ 3 จึงไม่จำต้องรับผิดเป็นการส่วนตัว เมื่อจำเลยที่ 1 เป็นนายจ้างไม่มีอำนาจและหน้าที่ในการจัดการกองทุนสำรองเลี้ยงชีพ โจทก์จึงไม่มีอำนาจฟ้องให้จำเลยที่ 1 จ่ายเงินสมทบของนายจ้างแก่โจทก์

พิพากษาแก้เป็นว่า ให้จำเลยที่ 2 และที่ 3 ร่วมกันจ่ายเงินสมทบและผลประโยชน์ของเงินสมทบเป็นเงิน 164,101.10 บาท พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันฟ้อง (วันที่ 12 มิถุนายน 2546) เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ โดยจำเลยที่ 3 ไม่ต้องรับผิดเป็นการส่วนตัว นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลแรงงานกลาง
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ. ม. 55
พ.ร.บ.คุ้มครองแรงงาน พ.ศ.2541 ม. 118 วรรคสอง
พ.ร.บ.จัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงาน พ.ศ.2522 ม. 52
พ.ร.บ.กองทุนสำรองเลี้ยงชีพ พ.ศ.2530 ม. 7 ม. 23
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นายศิระหรือนำศักดิ์ ศิริวิวัฒน์
บริษัทบ้านแพนเอนจิเนียริ่ง
จำเลย — แอนด์โฮลดิ้ง จำกัด กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลแรงงานกลาง — นายวิทยา ทาระ
ชื่อองค์คณะ
สุนทร ทรงฤกษ์
ชัยวัฒน์ เวียงธีรวัฒน์
วิรุฬห์ แสงเทียน
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 13923/2557
#562714
เปิดฉบับเต็ม

การที่จำเลยที่ 1 ร่วมกันมีวัตถุระเบิดที่นายทะเบียนไม่สามารถออกใบอนุญาตให้ได้ไว้ในครอบครอง แล้วใช้วัตถุระเบิดดังกล่าวปาใส่บุคคลที่นั่งชมการแสดงหมอลำจนเป็นเหตุให้ผู้ตายถึงแก่ความตาย ผู้เสียหายที่ 2 และที่ 3 ได้รับอันตรายสาหัส และผู้เสียหายที่ 4 ถึงที่ 8 ได้รับอันตรายแก่กาย เป็นการกระทำที่เกี่ยวเนื่องกันโดยจำเลยที่ 1 มีเจตนาเดียวคือกระทำให้เกิดระเบิดเป็นเหตุให้ผู้ตายถึงแก่ความตาย กับผู้เสียหายที่ 2 ถึงที่ 8 ได้รับอันตรายสาหัสและอันตรายแก่กาย การกระทำของจำเลยที่ 1 ในความผิดฐานร่วมกันมีวัตถุระเบิดที่นายทะเบียนจะออกใบอนุญาตให้ไม่ได้และฐานใช้วัตถุระเบิดดังกล่าวในการกระทำความผิดตาม ป.อ. มาตรา 288 ฐานกระทำให้เกิดระเบิดเป็นเหตุให้บุคคลอื่นถึงแก่ความตายและรับอันตรายสาหัส ฐานฆ่าผู้อื่นและพยายามฆ่าผู้อื่นจึงเป็นกรรมเดียวเป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบท

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยทั้งสองตามพระราชบัญญัติอาวุธปืน เครื่องกระสุนปืน วัตถุระเบิด ดอกไม้เพลิง และสิ่งเทียมอาวุธปืน พ.ศ.2490 มาตรา 4, 38, 55, 78 ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 32, 33, 80, 83, 91, 221, 224, 288, 371 ริบของกลาง

จำเลยทั้งสองให้การรับสารภาพ

ระหว่างพิจารณา นางทองปุ่น มารดานายคมสันต์ ผู้ตาย นางสาวอรพรรณ เด็กหญิงธรัญญา และนางสาวพิมพ์ผกา ผู้เสียหาย ยื่นคำร้องขอให้บังคับจำเลยทั้งสองร่วมกันชดใช้ค่าสินไหมทดแทนเป็นเงิน 200,000 บาท 110,000 บาท 50,000 บาท และ 11,550 บาท พร้อมด้วยดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับถัดจากวันฟ้องแก่ผู้ร้องทั้งสี่ตามลำดับ

จำเลยทั้งสองให้การในคดีส่วนแพ่งขอให้ยกคำร้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยทั้งสองมีความผิดตามพระราชบัญญัติอาวุธปืน เครื่องกระสุนปืน วัตถุระเบิด ดอกไม้เพลิง และสิ่งเทียมอาวุธปืน พ.ศ.2490 มาตรา 55, 78 วรรคหนึ่ง ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 371, 83 และจำเลยที่ 1 ยังมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 224 วรรคแรก ประกอบมาตรา 221, 288 พระราชบัญญัติอาวุธปืน เครื่องกระสุนปืน วัตถุระเบิด ดอกไม้เพลิง และสิ่งเทียมอาวุธปืน พ.ศ.2490 มาตรา 78 วรรคสาม เป็นความผิดหลายกรรมต่างกัน ให้ลงโทษทุกกรรมเป็นกระทงความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 จำเลยทั้งสองอายุตั้งแต่สิบแปดปีแต่ยังไม่เกินยี่สิบปี ลดมาตราส่วนโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 76 ลงคนละกึ่งหนึ่ง ฐานร่วมกันมีวัตถุระเบิดที่นายทะเบียนจะออกใบอนุญาตให้ไม่ได้ จำคุกคนละ 1 ปี 6 เดือน ฐานร่วมกันพาอาวุธไปในชุมนุมชนที่ได้จัดให้มีขึ้นเพื่อการรื่นเริง ปรับคนละ 50 บาท ฐานฆ่าผู้อื่นโดยใช้วัตถุระเบิดเป็นกรรมเดียวเป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบท ให้ลงโทษจำเลยที่ 1 ฐานกระทำให้เกิดระเบิดเป็นเหตุให้บุคคลอื่นถึงแก่ความตายซึ่งเป็นกฎหมายบทที่มีโทษหนักที่สุดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 จำคุก 25 ปี จำเลยทั้งสองให้การรับสารภาพ เป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คนละกึ่งหนึ่งต่อกระทง คงจำคุกจำเลยที่ 1 มีกำหนด 12 ปี 15 เดือน และปรับ 25 บาท จำเลยที่ 2 มีกำหนด 9 เดือน และปรับ 25 บาท หากไม่ชำระค่าปรับให้จัดการตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 29 ริบของกลาง ให้จำเลยที่ 1 ชดใช้ค่าสินไหมทดแทนเป็นเงิน 175,000 บาท 82,400 บาท 45,000 บาท และ 11,550 บาท พร้อมด้วยดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับถัดจากวันฟ้องแก่ผู้ร้องทั้งสี่ตามลำดับ

จำเลยที่ 1 อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 4 พิพากษาแก้เป็นว่า จำเลยที่ 1 มีความผิดตามพระราชบัญญัติอาวุธปืน เครื่องกระสุนปืน วัตถุระเบิด ดอกไม้เพลิง และสิ่งเทียมอาวุธปืน พ.ศ.2490 มาตรา 55, 78 วรรคหนึ่งและวรรคสาม ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 224 วรรคแรกและวรรคสอง ประกอบมาตรา 221, 288, 288 ประกอบมาตรา 80, 371, 83 ลดมาตราส่วนโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 76, 53 ลงกึ่งหนึ่ง ความผิดฐานร่วมกันมีวัตถุระเบิดที่นายทะเบียนจะออกใบอนุญาตให้ไม่ได้และฐานใช้วัตถุระเบิดดังกล่าวในการกระทำความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 288 ฐานกระทำให้เกิดระเบิดเป็นเหตุให้บุคคลอื่นถึงแก่ความตายและรับอันตรายสาหัส ฐานฆ่าผู้อื่นและพยายามฆ่าผู้อื่น เป็นกรรมเดียวเป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบท ให้ลงโทษฐานกระทำให้เกิดระเบิดเป็นเหตุให้บุคคลอื่นถึงแก่ความตายตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 224 วรรคแรก ซึ่งเป็นกฎหมายบทที่มีโทษหนักที่สุดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 ลดโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 กึ่งหนึ่งแล้ว คงจำคุก 12 ปี 6 เดือน เมื่อรวมกับโทษฐานร่วมกันพาอาวุธไปในชุมนุมชนที่ได้จัดให้มีขึ้นเพื่อการรื่นเริงตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น เป็นจำคุก 12 ปี 6 เดือน และปรับ 25 บาท ยกคำร้องคดีส่วนแพ่งสำหรับจำเลยที่ 2 ค่าฤชาธรรมเนียมในศาลชั้นต้นให้เป็นพับ นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

โจทก์ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาโจทก์ที่ว่า การกระทำของจำเลยที่ 1 ในความผิดฐานร่วมกันมีวัตถุระเบิดที่นายทะเบียนไม่สามารถออกใบอนุญาตให้ได้ไว้ในครอบครอง เป็นความผิดต่างกรรมกับความผิดฐานกระทำให้เกิดระเบิดเป็นเหตุให้บุคคลอื่นถึงแก่ความตายและรับอันตรายสาหัส ฐานฆ่าผู้อื่นและพยายามฆ่าผู้อื่นหรือไม่ เห็นว่า การที่จำเลยที่ 1 ร่วมกันมีวัตถุระเบิดที่นายทะเบียนไม่สามารถออกใบอนุญาตให้ได้ไว้ในครอบครอง แล้วใช้วัตถุระเบิดดังกล่าวปาใส่บุคคลที่นั่งชมการแสดงหมอลำจนเป็นเหตุให้ผู้ตายถึงแก่ความตาย ผู้เสียหายที่ 2 และที่ 3 ได้รับอันตรายสาหัส และผู้เสียหายที่ 4 ถึงที่ 8 ได้รับอันตรายแก่กาย เป็นการกระทำที่เกี่ยวเนื่องกันโดยจำเลยที่ 1 มีเจตนาเดียวคือกระทำให้เกิดระเบิดเป็นเหตุให้ผู้ตายถึงแก่ความตาย กับผู้เสียหายที่ 2 ถึงที่ 8 ได้รับอันตรายสาหัสและได้รับอันตรายแก่กาย การกระทำของจำเลยที่ 1 ในความผิดฐานร่วมกันมีวัตถุระเบิดที่นายทะเบียนจะออกใบอนุญาตให้ไม่ได้และฐานใช้วัตถุระเบิดดังกล่าวในการกระทำความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 288 ฐานกระทำให้เกิดระเบิดเป็นเหตุให้บุคคลอื่นถึงแก่ความตายและรับอันตรายสาหัส ฐานฆ่าผู้อื่นและพยายามฆ่าผู้อื่น จึงเป็นกรรมเดียวเป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบท ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 4 พิพากษามานั้นชอบแล้ว ฎีกาของโจทก์ฟังไม่ขึ้น

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.อ. ม. 80 ม. 83 ม. 91 ม. 221 ม. 224 ม. 288 ม. 371
พ.ร.บ.อาวุธปืน เครื่องกระสุนปืน วัตถุระเบิด ดอกไม้เพลิง และสิ่งเทียมอาวุธปืน พ.ศ.2490 ม. 55 ม. 78
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการจังหวัดอุดรธานี
ผู้ร้อง — นางทองปุ่น ศรีสุพัฒน์ กับพวก
จำเลย — นายสุนทรหรืออั๋น ศรีบุญ กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดอุดรธานี — นายวีรศักดิ์ ธารณานิมิตร
ศาลอุทธรณ์ภาค 4 — นายสัญญา ภูริภักดี
ชื่อองค์คณะ
โสฬส สุวรรณเนตร์
อภิรัตน์ ลัดพลี
ไมตรี สุเทพากุล
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 13875/2557
#579650
เปิดฉบับเต็ม

สัญญาที่จำเลยที่ 1 ทำไว้แก่โจทก์ หากโจทก์ต้องชำระหนี้จากการที่โจทก์ออกหนังสือค้ำประกันจำเลยที่ 1 ต่อบริษัท อ. จำเลยที่ 1 จะรับผิดชำระหนี้คืนให้แก่โจทก์นั้นเป็นสัญญาที่จำเลยที่ 1 แสดงเจตนาผูกพันรับผิดต่อโจทก์โดยตรงจึงมิใช่สัญญาค้ำประกันตาม ป.พ.พ. มาตรา 680 แต่เป็นสัญญาธรรมดาซึ่งต้องบังคับตามข้อตกลงในสัญญาจะนำบทบัญญัติว่าด้วยลักษณะค้ำประกันมาใช้บังคับมิได้ จำเลยที่ 1 ต้องผูกพันตามข้อตกลงในคำขอนั้น เมื่อบริษัท อ. มีหนังสือแจ้งให้โจทก์ชำระเงินตามหนังสือค้ำประกันทั้งสองฉบับอ้างว่า จำเลยที่ 1 ผิดสัญญา โจทก์ซึ่งเป็นผู้ออกหนังสือค้ำประกันมีหน้าที่ต้องจ่ายเงินตามหนังสือค้ำประกันให้แก่บริษัท อ. และเมื่อโจทก์ชำระเงินจำนวน 10,000,000 บาท ให้แก่บริษัทดังกล่าวแล้ว จำเลยที่ 1 ต้องรับผิดชดใช้เงินจำนวนดังกล่าวต่อโจทก์พร้อมดอกเบี้ยนับแต่วันที่โจทก์จ่ายเงินดังกล่าวไป จำเลยที่ 2 ถึงที่ 5 ในฐานะผู้ค้ำประกัน จำเลยที่ 2 ที่ 4 และที่ 5 ในฐานะผู้จำนอง และจำเลยที่ 2 ในฐานะผู้จำนำ ย่อมต้องรับผิดในหนี้ของจำเลยที่ 1 ต่อโจทก์ตามหนังสือค้ำประกัน สัญญาจำนอง และสัญญาจำนำด้วย

จำเลยทั้งห้าฎีกาว่า บริษัท อ. เป็นฝ่ายผิดสัญญากับจำเลยที่ 1 จำเลยที่ 1 ไม่มีความรับผิดต่อบริษัท อ. โดยจำเลยที่ 1 ทำหนังสือแจ้งให้โจทก์ระงับการจ่ายเงินตามหนังสือค้ำประกันแล้วนั้น เห็นว่า ข้อต่อสู้ดังกล่าวเป็นข้อต่อสู้ระหว่างจำเลยที่ 1 กับบริษัท อ. ซึ่งตามคำขอให้ธนาคารออกหนังสือค้ำประกัน โจทก์และจำเลยที่ 1 ตกลงกันว่าจำเลยที่ 1 สละสิทธิที่จะโต้แย้งหรือยกข้อต่อสู้ดังกล่าวขึ้นต่อสู้กับโจทก์ในการที่โจทก์ไม่ได้ยกขึ้นต่อสู้หรือโต้แย้งกับบริษัท อ. เป็นเรื่องที่จำเลยที่ 1 จะต้องไปว่ากล่าวเอากับบริษัท อ. เองต่างหาก จำเลยทั้งห้าจะอ้างเหตุดังกล่าวให้ไม่ต้องรับผิดต่อโจทก์มิได้

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องและแก้ไขคำฟ้องขอให้บังคับจำเลยทั้งห้าร่วมกันชำระเงิน 3,734,690.24 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 13.5 ต่อปี จากต้นเงิน 2,382,005.22 บาท นับถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ หากจำเลยทั้งห้าไม่ชำระ ให้ยึดทรัพย์จำนองออกขายทอดตลาดนำเงินชำระหนี้แก่โจทก์ หากได้เงินไม่พอชำระหนี้ให้ จำเลยทั้งห้ารับผิดชดใช้เงินส่วนที่ขาดจนครบ

จำเลยที่ 1 ที่ 3 ที่ 4 และที่ 5 ให้การขอให้ยกฟ้อง

จำเลยที่ 2 ให้การและฟ้องแย้งกับแก้ไขคำให้การและฟ้องแย้ง ขอให้ยกฟ้อง ให้โจทก์คืนเงินแก่จำเลยที่ 2 จำนวน 10,033,200.57 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงิน 7,617,994.78 บาท นับถัดจากวันฟ้องแย้งเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระแก่จำเลยที่ 2 แล้วเสร็จ

โจทก์ให้การแก้ฟ้องแย้งและแก้ไขคำให้การแก้ฟ้องแย้ง ขอให้ยกฟ้องแย้ง

ศาลชั้นต้นพิพากษา ให้โจทก์ชำระเงิน 10,033,200.57 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี จากต้นเงิน 7,617,994.78 บาท นับถัดจากวันฟ้องแย้งเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่จำเลยที่ 2 ให้โจทก์ชำระค่าฤชาธรรมเนียมแทนจำเลยทั้งห้า โดยกำหนดค่าทนายความสำหรับจำเลยที่ 1 ที่ 3 ถึงที่ 5 จำนวน 5,000 บาท และจำเลยที่ 2 จำนวน 15,000 บาท ให้ยกฟ้องโจทก์

โจทก์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษากลับ ให้จำเลยทั้งห้าร่วมกันชำระเงินแก่โจทก์ 2,382,005.22 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 13.5 ต่อปี นับแต่วันที่ 21 พฤษภาคม 2542 เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จ แต่ดอกเบี้ยถึงวันฟ้อง (วันที่ 20 มิถุนายน 2546) ต้องไม่เกิน 1,352,685.02 บาท หากไม่ชำระให้ยึดที่ดินโฉนดเลขที่ 90655 และเลขที่ 90656 ตำบลบางไผ่ (บางเชือกหนังฝั่งใต้) อำเภอภาษีเจริญ กรุงเทพมหานคร กับที่ดินโฉนดเลขที่ 24728 ตำบลโคกกระบือ (โพแจ้) อำเภอเมืองสมุทรสาคร จังหวัดสมุทรสาคร พร้อมสิ่งปลูกสร้างออกขายทอดตลาดนำเงินชำระหนี้แก่โจทก์ หากได้เงินไม่พอชำระหนี้ให้ยึดทรัพย์สินอื่นของจำเลยทั้งห้าออกขายทอดตลาดนำเงินชำระหนี้แก่โจทก์จนครบถ้วน ให้ยกฟ้องแย้งของจำเลยที่ 2 ให้จำเลยทั้งห้าร่วมกันใช้ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสองศาลแทนโจทก์ โดยกำหนดค่าทนายความรวม 15,000 บาท

จำเลยทั้งห้าฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า

คดีมีปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยทั้งห้าในส่วนฟ้องโจทก์ว่า จำเลยทั้งห้าต้องรับผิดชำระหนี้ให้โจทก์หรือไม่ เพียงใด และมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยที่ 2 ในส่วนฟ้องแย้งว่า โจทก์ต้องรับผิดชำระเงินแก่จำเลยที่ 2 จำนวน 10,033,200.57 บาท พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงิน 7,617,994.78 บาท ตามคำพิพากษาศาลชั้นต้นหรือไม่ ซึ่งศาลฎีกาเห็นสมควรวินิจฉัยประเด็นทั้งสองดังกล่าวไปพร้อมกัน เห็นว่า บริษัทไอซ์เซ็นมันน์ เอ็นจิเนียริ่ง (ไทยแลนด์) จำกัด ว่าจ้างจำเลยที่ 1 ติดตั้งและจัดหาอุปกรณ์เกี่ยวกับการควบคุมลมและท่อลมในโรงงานประกอบรถยนต์โอเปิลที่นิคมอุตสาหกรรมชายฝั่งตะวันออก และตามสัญญาจำเลยที่ 1 จะได้รับเงินมัดจำการทำงานล่วงหน้าจากบริษัทไอซ์เซ็นมันน์ เอ็นจิเนียริ่ง (ไทยแลนด์) จำกัด บริษัทดังกล่าวจึงให้จำเลยที่ 1 ขอให้ธนาคารออกหนังสือค้ำประกันให้ จำเลยที่ 1 จึงขอให้โจทก์ออกหนังสือค้ำประกันจำเลยที่ 1 ต่อบริษัทไอซ์เซ็นมันน์ เอ็นจิเนียริ่ง (ไทยแลนด์) จำกัด ในวงเงิน 10,000,000 บาท ตามคำขอให้ธนาคารออกหนังสือค้ำประกัน โดยมีข้อตกลงในข้อ 3 ระบุว่า เมื่อใดก็ตามที่ธนาคารได้รับแจ้งเป็นลายลักษณ์อักษรจากผู้รับหนังสือค้ำประกันให้รับผิดชอบใช้เงินตามหนังสือค้ำประกัน ผู้ขอตกลงให้ธนาคารชำระเงินตามจำนวนที่ถูกเรียกร้องได้ทันที โดยไม่จำต้องแจ้งให้ผู้ขอทราบก่อนรวมทั้งผู้ขอสละสิทธิที่จะทักท้วงคัดค้านการจ่ายเงินของธนาคาร แม้ผู้ขอจะมีข้อต่อสู้ใดๆ ก็ตาม ในข้อ 4 ระบุว่าการปฏิบัติใดๆ ของธนาคารตามหนังสือค้ำประกันหากผู้ขอ และ/หรือธนาคารยังมีข้อต่อสู้เกี่ยวกับการไม่ต้องรับผิดชอบ หรือมีข้อต่อสู้อื่นใดกับผู้รับหนังสือค้ำประกันก็ตาม ผู้ขอสละสิทธิที่จะโต้แย้งหรือยกขึ้นเป็นข้อต่อสู้กับธนาคาร ในการที่ธนาคารไม่ได้ยกขึ้นต่อสู้หรือโต้แย้งกับผู้รับหนังสือค้ำประกัน ทั้งนี้ โดยจะไปว่ากล่าวกับผู้รับหนังสือค้ำประกันเองเป็นส่วนหนึ่งต่างหาก และในข้อ 7 ระบุว่า ผู้ขอตกลงชดใช้เงินที่ธนาคารได้ชำระแก่ผู้รับหนังสือค้ำประกัน และ/หรือชำระค่าธรรมเนียมการออก/ต่ออายุหนังสือค้ำประกันซึ่งผู้ขอค้างชำระอยู่กับธนาคาร (ถ้ามี) ให้แก่ธนาคาร พร้อมด้วยดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 19.5 ต่อปี ทั้งนี้ นับแต่วันที่ธนาคารได้จ่ายเงินให้แก่ผู้รับหนังสือค้ำประกัน และ/หรือนับจากวันที่ถึงกำหนดชำระค่าธรรมเนียมดังกล่าวข้างต้น (แล้วแต่กรณี) ตลอดจนค่าใช้จ่ายใดๆ ในการใช้สิทธิไล่เบี้ยเอาจากผู้ขอ และ/หรือผู้ค้ำประกัน (ถ้ามี) แล้วโจทก์ออกหนังสือค้ำประกันตามคำขอของจำเลยที่ 1 ให้แก่บริษัทไอซ์เซ็นมันน์ เอ็นจิเนียริ่ง (ไทยแลนด์) จำกัด ตามหนังสือค้ำประกัน เพื่อเป็นการรับรองการเรียกร้องของบริษัทไอซ์เซ็นมันน์ เอ็นจิเนียริ่ง (ไทยแลนด์) จำกัด สำหรับเงินมัดจำ เงินล่วงหน้า เงินดาวน์ และเพื่อเป็นส่วนหนึ่งในการทำสัญญา และเพื่อสัญญาในการจ่ายเงินตามที่เรียกร้องให้แก่บริษัทไอซ์เซ็นมันน์ เอ็นจิเนียริ่ง (ไทยแลนด์) จำกัด เมื่อบริษัทดังกล่าวได้มีการเรียกร้องขอเป็นลายลักษณ์อักษรว่าจำเลยที่ 1 มิได้ปฏิบัติตามสัญญา ดังนั้น สัญญาที่จำเลยที่ 1 ทำไว้แก่โจทก์ หากโจทก์ต้องชำระหนี้จากการที่โจทก์ออกหนังสือค้ำประกันจำเลยที่ 1 ต่อบริษัทไอซ์เซ็นมันน์ เอ็นจิเนียริ่ง (ไทยแลนด์) จำกัด จำเลยที่ 1 จะรับผิดชำระหนี้คืนให้แก่โจทก์นั้นเป็นสัญญาที่จำเลยที่ 1 แสดงเจตนาผูกพันรับผิดต่อโจทก์โดยตรงจึงมิใช่สัญญาค้ำประกันตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 680 แต่เป็นสัญญาธรรมดาซึ่งต้องบังคับตามข้อตกลงในสัญญาจะนำบทบัญญัติว่าด้วยลักษณะค้ำประกันมาใช้บังคับมิได้ จำเลยที่ 1 จึงต้องผูกพันตามข้อตกลงในคำขอนั้น เมื่อบริษัทไอซ์เซ็นมันน์ เอ็นจิเนียริ่ง (ไทยแลนด์) จำกัด มีหนังสือแจ้งให้โจทก์ชำระเงินตามหนังสือค้ำประกันทั้งสองฉบับอ้างว่า จำเลยที่ 1 ผิดสัญญา โจทก์ซึ่งเป็นผู้ออกหนังสือค้ำประกันมีหน้าที่ต้องจ่ายเงินตามหนังสือค้ำประกันให้แก่บริษัทไอซ์เซ็นมันน์ เอ็นจิเนียริ่ง (ไทยแลนด์) จำกัด และเมื่อโจทก์ชำระเงินจำนวน 10,000,000 บาท ให้แก่บริษัทดังกล่าวแล้ว จำเลยที่ 1 ต้องรับผิดชดใช้เงินจำนวนดังกล่าวต่อโจทก์พร้อมดอกเบี้ยนับแต่วันที่โจทก์จ่ายเงินดังกล่าวไป จำเลยที่ 2 ถึงที่ 5 ในฐานะผู้ค้ำประกัน จำเลยที่ 2 ที่ 4 และที่ 5 ในฐานะผู้จำนอง และจำเลยที่ 2 ในฐานะผู้จำนำ ย่อมต้องรับผิดในหนี้ของจำเลยที่ 1 ต่อโจทก์ตามหนังสือค้ำประกัน สัญญาจำนอง และสัญญาจำนำด้วย ดังนั้น เมื่อจำเลยที่ 1 ไม่ชำระหนี้แก่โจทก์ จำเลยที่ 2 จึงมีความรับผิดต่อโจทก์ตามสัญญาจำนำสิทธิที่จะถอนเงินจากบัญชีฝากประจำของจำเลยที่ 2 ซึ่งตามหนังสือสัญญาจำนำสิทธิที่จะถอนเงินจากบัญชีฝากประจำ ข้อ 2 และข้อ 3 ระบุว่า หากจำเลยที่ 1 มีหนี้สินค้างชำระแก่โจทก์ จำเลยที่ 2 ต้องร่วมรับผิดด้วย โจทก์มีสิทธิที่จะนำเงินฝากตามบัญชีเงินฝากดังกล่าวพร้อมดอกเบี้ยมาหักชำระหนี้ของจำเลยที่ 1 ได้ และจำเลยที่ 2 ได้ทำหนังสือมอบอำนาจให้โจทก์สามารถหักเงินตามบัญชีดังกล่าวได้ทันที โจทก์จึงมีสิทธิหักเงินในบัญชีเงินฝากของจำเลยที่ 2 ทั้ง 7 บัญชี เป็นเงิน 7,617,994.78 บาท เพื่อชำระหนี้แก่โจทก์ได้ ที่จำเลยทั้งห้าฎีกาว่า บริษัทไอซ์เซ็นมันน์ เอ็นจิเนียริ่ง (ไทยแลนด์) จำกัด เป็นฝ่ายผิดสัญญากับจำเลยที่ 1 จำเลยที่ 1 ไม่มีความรับผิดต่อบริษัทไอซ์เซ็นมันน์ เอ็นจิเนียริ่ง (ไทยแลนด์) จำกัด โดยจำเลยที่ 1 ทำหนังสือแจ้งให้โจทก์ระงับการจ่ายเงินตามหนังสือค้ำประกันแล้วนั้น เห็นว่า ข้อต่อสู้ดังกล่าวเป็นข้อต่อสู้ระหว่างจำเลยที่ 1 กับบริษัทไอซ์เซ็นมันน์ เอ็นจิเนียริ่ง (ไทยแลนด์) จำกัด ซึ่งตามคำขอให้ธนาคารออกหนังสือค้ำประกัน โจทก์และจำเลยที่ 1 ตกลงกันว่าจำเลยที่ 1 สละสิทธิที่จะโต้แย้งหรือยกข้อต่อสู้ดังกล่าวขึ้นต่อสู้กับโจทก์ในการที่โจทก์ไม่ได้ยกขึ้นต่อสู้หรือโต้แย้งกับบริษัทไอซ์เซ็นมันน์ เอ็นจิเนียริ่ง (ไทยแลนด์) จำกัด เป็นเรื่องที่จำเลยที่ 1 จะต้องไปว่ากล่าวเอากับบริษัทไอซ์เซ็นมันน์ เอ็นจิเนียริ่ง (ไทยแลนด์) จำกัด เองต่างหาก จำเลยทั้งห้าจะอ้างเหตุดังกล่าวให้ไม่ต้องรับผิดต่อโจทก์มิได้ ที่ศาลอุทธรณ์พิพากษามานั้นชอบแล้ว ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาของจำเลยทั้งห้าในส่วนฟ้องโจทก์ และฎีกาของจำเลยที่ 2 ในส่วนฟ้องแย้งฟังไม่ขึ้น

อนึ่ง ศาลอุทธรณ์พิพากษายกฟ้องแย้งของจำเลยที่ 2 โดยมิได้มีคำสั่งในเรื่องค่าฤชาธรรมเนียม ศาลฎีกาเห็นสมควรแก้ไข

พิพากษายืน ให้จำเลยทั้งห้าร่วมกันใช้ค่าฤชาธรรมเนียมในชั้นฎีกาแทนโจทก์ โดยกำหนดค่าทนายความ 15,000 บาท ค่าฤชาธรรมเนียมส่วนฟ้องแย้งทั้งสามศาลให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 361 ม. 375
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — บริษัทธนาคารกสิกรไทย จำกัด (มหาชน)
จำเลย — บริษัทไทยชุมสินวิศวกรรม จำกัด กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลแพ่งธนบุรี — นายรังสรรค์ โรจน์ชีวิน
ศาลอุทธรณ์ — นายสุพัฒน์ พงษ์ทัดศิริกุล
ชื่อองค์คณะ
สู่บุญ วุฒิวงศ์
บุญมี ฐิตะศิริ
จตุรงค์ นาสมใจ
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 13874/2557
#576511
เปิดฉบับเต็ม

คลองบางสี่บาทมีสภาพเป็นทางระบายน้ำ ตื้นเขิน มีวัชพืชปกคลุม น้ำในคลองเน่าเสีย เรือไม่สามารถลอดใต้สะพาน สภาพเช่นนี้ประชาชนไม่สามารถใช้คลองสัญจรไปมาได้อย่างคลองสาธารณะอื่น จึงไม่ถือเป็นทางสาธารณะตาม ป.พ.พ. มาตรา 1349

ด้านทิศตะวันออกของที่ดินของโจทก์อยู่ห่างจากทางสาธารณประโยชน์เพียง 50 เซนติเมตร เท่ากับความกว้างของที่ดินโฉนดเลขที่ 41058 ซึ่งปิดล้อมอยู่ด้านนี้ แต่ด้านทิศตะวันตกของที่ดินของโจทก์อยู่ห่างจากทางสาธารณประโยชน์ถึง 4 เมตร 50 เซนติเมตร เท่ากับความกว้างของที่ดินของจำเลยทั้งสี่ จากที่ดินของโจทก์เมื่อผ่านที่ดินโฉนดเลขที่ 41058 เพื่อออกสู่ถนนพระรามที่ 2 ก็เป็นระยะทางที่ใกล้กว่าที่จะผ่านที่ดินของจำเลยทั้งสี่ออกสู่ถนนพระรามที่ 2 ถึง 280 เมตร แม้ทางสาธารณประโยชน์ด้านทิศตะวันออกจะมีความกว้างประมาณ 4 เมตร ถึง 6 เมตร 40 เซนติเมตร ส่วนทางสาธารณประโยชน์ด้านทิศตะวันตกแม้มีความกว้างถึง 12 เมตร มี 4 ช่องเดินรถ แต่ก็ไม่ได้มีความกว้างเช่นนี้ตลอดแนวที่ดินของจำเลยทั้งสี่ คงมีความกว้างเช่นนี้เฉพาะบริเวณที่อยู่หน้าสวนหย่อมสำหรับพักผ่อนและออกกำลังกายของห้างสรรพสินค้าเซ็นทรัล พระราม 2 พ้นจากนั้นก็ลดลงเหลือเพียง 2 ช่องเดินรถ เฉพาะความกว้างเพียงบางส่วนของทางสาธารณประโยชน์ด้านนี้ก็ไม่ได้ทำให้ความสะดวกในการใช้ทางสาธารณประโยชน์ด้านทิศตะวันตกมีมากกว่าทางด้านทิศตะวันออก โดยเฉพาะทางสาธารณประโยชน์ด้านทิศตะวันตกนี้ติดกับทางเข้าห้างสรรพสินค้าเซ็นทรัล พระราม 2 และอยู่ตรงข้ามกับสวนหย่อมสำหรับพักผ่อนและออกกำลังกายของห้างซึ่งน่าจะมีการจราจรที่พลุกพล่านมากกว่าทางสาธารณประโยชน์ด้านทิศตะวันออก เมื่อพิจารณาถึงความจำเป็นของโจทก์ที่ไม่มีทางออกสู่ทางสาธารณประโยชน์แล้ว ทางสาธารณประโยชน์ด้านทิศตะวันออกจึงมีความเหมาะสมแก่ความจำเป็นมากกว่าเพราะเนื้อที่ดินที่จะต้องสูญเสียไปเนื่องจากการทำทางผ่านมีความกว้างเพียง 50 เซนติเมตร น้อยกว่าเนื้อที่ดินที่จำเลยทั้งสี่ต้องสูญเสียไปเนื่องจากการผ่านของโจทก์ถึง 4 เท่า ทั้งเมื่อเทียบขนาดความกว้างของที่ดินแล้ว ที่ดินของจำเลยทั้งสี่ย่อมอยู่ในสภาพที่สามารถทำประโยชน์ได้มากกว่าที่ดินโฉนดเลขที่ 41058 ซึ่งปรากฏว่า จำเลยทั้งสี่ทำร้านขายอาหารและเครื่องดื่มอยู่บนที่ดินด้วย ส่วนที่ดินโฉนดเลขที่ 41058 มีสภาพเป็นร่องสวน

ถนนภายในหมู่บ้านเป็นทางสาธารณประโยชน์ ประชาชนทั่วไปย่อมมีสิทธิใช้สอยร่วมกัน ผู้ใดจะกีดกันหรือไม่ยินยอมให้ผู้อื่นใช้สอยไม่ได้เพราะไม่ใช่ทรัพย์ส่วนตัว ส่วนผู้ที่ใช้สอยไม่ว่าเป็นสาธารณประโยชน์ประเภทใดก็ต้องปฏิบัติตามกฎหมายทั่วไปและกฎหมายเฉพาะที่เกี่ยวข้องกับสาธารณประโยชน์นั้นเพื่อไม่ให้เป็นการละเมิดสิทธิของผู้อื่นและไม่ทำให้เกิดความเสียหายแก่สาธารณประโยชน์นั้นเช่นกัน ที่โจทก์อ้างว่า ชาวบ้านภายในหมู่บ้าน พ. จะไม่ยินยอมให้โจทก์ใช้ถนนภายในหมู่บ้านและการนำรถบรรทุกดินผ่านถนนในหมู่บ้านจะทำให้ถนนเสียหาย จึงไม่ใช่เหตุผลที่โจทก์จะนำมาอ้างว่าโจทก์ไม่สามารถใช้ทางสาธารณประโยชน์ภายในหมู่บ้านได้ เมื่อยังมีที่ดินโฉนดเลขที่ 41058 ที่โจทก์จะผ่านออกถึงทางสาธารณประโยชน์ได้และจะเกิดความเสียหายแก่ที่ดินที่ล้อมอยู่น้อยกว่าของจำเลยทั้งสี่ ทั้งไม่ได้ทำให้โจทก์สูญเสียความสะดวกหรือประโยชน์ใช้สอยที่พอสมควรแก่ความจำเป็นที่จะออกสู่ทางสาธารณประโยชน์ได้แล้ว แต่โจทก์กลับมาขอผ่านในที่ดินของจำเลยทั้งสี่ซึ่งจะได้รับความเสียหายมากกว่าจึงเป็นกรณีเกินกว่าความจำเป็นของโจทก์ที่จะออกสู่ทางสาธารณประโยชน์ จึงไม่ชอบด้วย ป.พ.พ. มาตรา 1349

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยทั้งสี่ร่วมกันเปิดทางในที่ดินของจำเลยทั้งสี่ดังกล่าวด้านทิศใต้ให้มีหน้ากว้าง 12 เมตร จนจดทางสาธารณะ ภายในกรอบสีเหลืองจุดไข่ปลาให้เป็นทางเข้าออกแก่ที่ดินของโจทก์เพื่อออกสู่ทางสาธารณะและให้จดทะเบียนสิทธิเหนือพื้นดินของจำเลยสั้งสี่ให้เป็นทางจำเป็นหรือทางภาระจำยอมแก่ที่ดินของโจทก์ทั้งสองแปลง หากจำเลยทั้งสี่ไม่ปฏิบัติตามให้ถือเอาคำพิพากษาแทนการแสดงเจตนา

จำเลยทั้งสี่ให้การขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยทั้งสี่เปิดทางบนที่ดินโฉนดเลขที่ 5481 ตำบลแสมดำ

(บางบอน) อำเภอบางขุนเทียน กรุงเทพมหานคร ของจำเลยทั้งสี่ บริเวณด้านทิศใต้กว้าง 3 เมตร นับจากทิศใต้ ทั้งด้านที่ติดกับที่ดินโจทก์และด้านที่ติดกับถนนสาธารณะเป็นทางจำเป็นแก่ที่ดินของโจทก์โฉนดเลขที่ 5482 และ 5483 ตำบลแสมดำ (บางบอน) อำเภอบางขุนเทียน กรุงเทพมหานคร ส่วนคำขออื่นให้ยก ค่าฤชาธรรมเนียมให้เป็นพับ

โจทก์และจำเลยทั้งสี่อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ

โจทก์และจำเลยทั้งสี่ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงในเบื้องต้นรับฟังได้ว่า โจทก์เป็นเจ้าของที่ดินโฉนดเลขที่ 5482 และ 5483 ตำบลแสมดำ (บางบอน) อำเภอบางขุนเทียน กรุงเทพมหานคร ทิศเหนือติดคลองบางสี่บาทซึ่งเป็นคลองสาธารณะ ทิศใต้ติดที่ดินโฉนดเลขที่ 5484 และ 4313 สำหรับที่ดินโฉนดเลขที่ 4313 เป็นที่ตั้งห้างสรรพสินค้าเซ็นทรัล พระราม 2 ทิศตะวันตกติดที่ดินของจำเลยทั้งสี่ซึ่งมีความกว้าง 4 เมตร 50 เซนติเมตร มีความยาวตลอดแนวที่ดินของโจทก์ และด้านทิศตะวันตกของที่ดินของจำเลยทั้งสี่มีถนนสาธารณะติดกับที่ดินของจำเลยทั้งสี่ตลอดแนว ส่วนทิศตะวันออกของที่ดินของโจทก์ติดที่ดินโฉนดเลขที่ 41058 มีความกว้าง 50 เซนติเมตร และมีสภาพเป็นร่องสวนยาวตลอดแนวที่ดินของโจทก์ ถัดจากที่ดินแปลงนี้เป็นหมู่บ้านพรหมวัฒน์ ถนนภายในหมู่บ้านนี้เป็นทางสาธารณประโยชน์ตั้งแต่วันที่ 20 เมษายน 2536

คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยประการแรกตามฎีกาของจำเลยที่ 3 ว่า คลองบางสี่บาทเป็นทางสาธารณะตามความหมายแห่งประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1349 หรือไม่ เห็นว่า แม้คลองบางสี่บาทเป็นคลองสาธารณะแต่ก็ได้ความจากคำเบิกความของโจทก์ว่า คลองบางสี่บาทมีสภาพเป็นทางระบายน้ำ ตื้นเขิน มีวัชพืชขึ้นปกคลุม น้ำในคลองเน่าเสีย และได้ความจากคำเบิกความของนายวิทยา นายช่างรังวัด สำนักงานที่ดินกรุงเทพมหานคร สาขาบางขุนเทียน ซึ่งได้ไปรังวัดที่ดินของโจทก์เมื่อเดือนสิงหาคม 2547 ตามบันทึกข้อความว่า คลองบางสี่บาทมีน้ำและคันคลอง แต่น้ำในคลองมีสีดำและเน่าเหม็น ไม่เห็นมีการสัญจรไปมาของประชาชน และนายสมชาติ สมาชิกสภาเขตบางขุนเทียน และเคยเป็นผู้ใหญ่บ้านหมู่ที่ 6 ซึ่งที่ดินพิพาทตั้งอยู่ในพื้นที่ที่รับผิดชอบเบิกความว่า ประชาชนเลิกใช้คลองบางสี่บาทเป็นทางสัญจรไปมาเป็นเวลา 10 ปีแล้ว เนื่องจากโรงงานอุตสาหกรรมปล่อยน้ำเสียทำให้น้ำเน่าเสีย สภาพคลองตื้นเขินและมีการสร้างสะพานรถไฟทำให้เรือไม่สามารถลอดใต้สะพานได้ ข้อเท็จจริงตามที่โจทก์นำสืบสอดคล้องกับข้อเท็จจริงจากการเดินเผชิญสืบของศาลชั้นต้นว่า น้ำในคลองมีสีดำ มีการนำวัชพืชที่

ปกคลุมตลิ่งขึ้นมาไว้บนตลิ่งทั้งสองด้าน ไม่มีเรือสัญจรไปมา ส่วนจำเลยทั้งสี่ไม่ได้นำสืบให้เห็นว่าคลองบางสี่บาทยังใช้สัญจรไปมาได้ คงมีแต่นายสาธิต เบิกความถึงคลองบางสี่บาทแต่เพียงว่า ที่ดินจำเลยทั้งสี่ด้านทิศเหนือติดคลองบางสี่บาท จึงฟังได้ว่าคลองบางสี่บาทตื้นเขิน เรือไม่สามารถลอดใต้สะพานและน้ำในคลองเน่าเสีย สภาพเช่นนี้เชื่อว่าประชาชนไม่สามารถใช้คลองบางสี่บาทสัญจรไปมาได้อย่างคลองสาธารณะอื่น ดังนั้น คลองบางสี่บาทจึงไม่ถือเป็นทางสาธารณะตามความหมายแห่งประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1349 ฎีกาข้อนี้ของจำเลยที่ 3 ฟังไม่ขึ้น

ปัญหาต้องวินิจฉัยประการที่สองตามฎีกาของจำเลยทั้งสี่มีว่า เมื่อยังมีที่ดินแปลงอื่นที่โจทก์สามารถผ่านเพื่อออกสู่ทางสาธารณะได้และจะเกิดความเสียหายแก่เจ้าของที่ดินแปลงนั้นน้อยกว่าจำเลยทั้งสี่แล้ว การที่โจทก์ขอผ่านที่ดินของจำเลยทั้งสี่นั้นเป็นการเกินความจำเป็นของโจทก์หรือไม่ เห็นว่า ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1349 กำหนดไว้ในวรรคหนึ่งว่า ที่ดินแปลงใดมีที่ดินแปลงอื่นล้อมอยู่จนไม่มีทางออกถึงทางสาธารณะ เจ้าของที่ดินแปลงนั้นจะผ่านที่ดินซึ่งล้อมอยู่ไปสู่ทางสาธารณะได้ และวรรคสามกำหนดว่า ที่และวิธีทำทางผ่านนั้นต้องเลือกให้พอควรแก่ความจำเป็นของผู้มีสิทธิจะผ่าน กับให้คำนึงถึงที่ดินที่ล้อมอยู่ให้เสียหายแต่น้อยที่สุดที่จะเป็นได้ ถ้าจำเป็น ผู้มีสิทธิจะผ่านจะสร้างถนนเป็นทางผ่านก็ได้ เมื่อได้ความตามทางนำสืบและจากการเดินเผชิญสืบของศาลชั้นต้นว่า ที่ดินของโจทก์ด้านทิศตะวันออกติดที่ดินโฉนดเลขที่ 41058 มีความยาวตลอดแนวที่ดินของโจทก์ ที่ดินแปลงนี้มีความกว้าง 50 เซนติเมตร และด้านทิศตะวันออกของที่ดินแปลงนี้ติดกับหมู่บ้านจัดสรร ชื่อหมู่บ้านพรหมวัฒน์ ที่ดินของโจทก์อยู่ตรงกับซอยที่ 1/7, 1/9 1/ 11 และ 1/13 ของหมู่บ้านพรหมวัฒน์ และถนนซอยทั้งหมดนี้อยู่ติดกับที่ดินโฉนดเลขที่ 41058 ถนนซอยแต่ละซอยมีความกว้าง 4 เมตร และหากวัดจากแนวรั้วบ้านฝั่งหนึ่งไปอีกฝั่งหนึ่งถนนซอยมีความกว้างถึง 6 เมตร 40 เซนติเมตร แต่ละซอยลึก 120 เมตร แยกมาจากถนนหลักของหมู่บ้านซึ่งเป็นถนนคอนกรีตเสริมเหล็กมีความกว้าง 6 เมตร ไม่รวมบาทวิถีสองฝั่งถนน ระยะทางจากถนนซอย 1/7 จนถึงหน้าหมู่บ้านพรหมวัฒน์ซึ่งเป็นถนนซอยวัดกำแพงมีความยาวประมาณ 200 เมตร และจากหน้าหมู่บ้านถึงถนนพระรามที่ 2 มีระยะทางยาวประมาณ 80 ถึง 100 เมตร ระหว่างที่ดินโฉนด เลขที่ 41058 กับถนนซอยซึ่งอยู่ติดกันนี้ซอย 1/11 ไม่มีกำแพงปิดกั้น ซอย 1/7 มีกำแพงคอนกรีตสูงประมาณ 40 เซนติเมตร ซอย 1/9 มีกำแพงคอนกรีตสูงประมาณ 75 เซนติเมตร และซอย 1/13 มีกำแพงคอนกรีตสูงประมาณ 70 เซนติเมตร กั้นอยู่ ถนนหลักและถนนซอยภายในหมู่บ้านพรหมวัฒน์ได้มีการจดทะเบียนเป็นทางสาธารณประโยชน์ ตั้งแต่ปี 2536 ส่วนที่ดินของจำเลยทั้งสี่มีความกว้าง 4 เมตร 50 เซนติเมตร เทพื้นคอนกรีตกว้าง 3 เมตร 10 เซนติเมตร ตั้งแต่ประตูรั้วห้างสรรพสินค้าเซ็นทรัล พระราม 2 เกือบเต็มพื้นที่คงเหลือเพียง 20 ถึง 30 เมตร จากด้านทิศเหนือซึ่งติดคลองบางสี่บาท พื้นที่ที่เป็นคอนกรีตแล้วมีร้านขายอาหารและเครื่องดื่มตั้งอยู่ ทางสาธารณประโยชน์ที่ติดกับที่ดินจำเลยทั้งสี่มีความกว้าง 12 เมตร มีสี่ช่องเดินรถ ส่วนหนึ่งของทางสาธารณประโยชน์นี้ จำเลยทั้งสี่ได้ยกที่ดินให้เป็นทางสาธารณประโยชน์ด้วย ฝั่งตรงข้ามที่ดินจำเลยทั้งสี่เป็นสวนหย่อมสำหรับพักผ่อนและออกกำลังกายของห้างสรรพสินค้าเซ็นทรัล พระราม 2 ทิศใต้ของที่ดินโจทก์และจำเลยทั้งสี่ติดรั้วกำแพงคอนกรีตของห้างนี้ จากประตูทางเข้าห้างถึงสำนักงานที่ดินกรุงเทพมหานคร มีระยะทางยาว 300 เมตร และจากสำนักงานที่ดินกรุงเทพมหานครถึงถนนพระรามที่ 2

มีระยะทางยาว 400 เมตร จึงเห็นได้ว่า ด้านทิศตะวันออกของที่ดินของโจทก์อยู่ห่างจากทางสาธารณประโยชน์เพียง 50 เซนติเมตร เท่ากับความกว้างของที่ดินโฉนดเลขที่ 41058 ซึ่งปิดล้อมอยู่ด้านนี้แต่ด้านทิศตะวันตกของที่ดินของโจทก์อยู่ห่างจากทางสาธารณประโยชน์ถึง 4 เมตร 50 เซนติเมตร เท่ากับความกว้างของที่ดินของจำเลยทั้งสี่ จากที่ดินของโจทก์เมื่อผ่านที่ดินตามโฉนดที่ดินเลขที่ 41058 เพื่อออกสู่ถนนพระรามที่ 2 ก็เป็นระยะทางที่ใกล้กว่าที่จะผ่านที่ดินของจำเลยทั้งสี่ออกสู่ถนนพระรามที่ 2 ถึง 280 เมตร แม้ทางสาธารณประโยชน์ด้านทิศตะวันออกจะมีความกว้างประมาณ 4 เมตร ถึง 6 เมตร 40 เซนติเมตร ส่วนทางสาธารณประโยชน์ด้านทิศตะวันตกแม้มีความกว้างถึง 12 เมตร มี 4 ช่องเดินรถ แต่ก็ไม่ได้มีความกว้างเช่นนี้ตลอดแนวที่ดินของจำเลยทั้งสี่ คงมีความกว้างเช่นนี้เฉพาะบริเวณที่อยู่หน้าสวนหย่อมสำหรับพักผ่อนและออกกำลังกายของห้างสรรพสินค้าเซ็นทรัล พระราม 2 พ้นจากนั้นก็ลดลงเหลือเพียง 2 ช่องเดินรถ จึงเห็นได้ว่า เฉพาะความกว้างเพียงบางส่วนของทางสาธารณประโยชน์ด้านนี้ก็ไม่ได้ทำให้ความสะดวกในการใช้ทางสาธารณประโยชน์ด้านทิศตะวันตกมีมากกว่าทางด้านทิศตะวันออก โดยเฉพาะทางสาธารณประโยชน์ด้านทิศตะวันตกนี้ติดกับทางเข้าห้างสรรพสินค้าเซ็นทรัล พระราม 2 และอยู่ตรงข้ามกับสวนหย่อมสำหรับพักผ่อนและออกกำลังกายของห้างซึ่งน่าจะมีการจราจรที่พลุกพล่านมากกว่าทางสาธารณประโยชน์ด้านทิศตะวันออก ดังนั้น เมื่อพิจารณาถึงความจำเป็นของโจทก์ที่ไม่มีทางออกสู่ทางสาธารณประโยชน์แล้ว ทางสาธารณประโยชน์ด้านทิศตะวันออกจึงมีความเหมาะสมแก่ความจำเป็นมากกว่าเพราะเนื้อที่ดินที่จะต้องสูญเสียไปเนื่องจากการทำทางผ่านมีความกว้างเพียง 50 เซนติเมตร น้อยกว่าเนื้อที่ดินที่จำเลยทั้งสี่ต้องสูญเสียไปเนื่องจากการผ่านของโจทก์ถึง 4 เท่า ทั้งเมื่อเทียบขนาดความกว้างของที่ดินแล้ว ที่ดินของจำเลยทั้งสี่ย่อมอยู่ในสภาพที่สามารถทำประโยชน์ได้มากกว่าที่ดินโฉนดเลขที่ 41058 ซึ่งปรากฏว่า จำเลยทั้งสี่ทำร้านขายอาหารและเครื่องดื่มอยู่บนที่ดินด้วย ส่วนที่ดินโฉนดเลขที่ 41058 มีสภาพเป็นร่องสวน

ส่วนที่โจทก์อ้างว่าจะต้องนำดินเข้าไปถมในที่ดินของโจทก์เป็นจำนวนมาก หากโจทก์นำรถบรรทุกดินผ่านทางสาธารณประโยชน์ภายในหมู่บ้านพรหมวัฒน์ จะทำให้ทางสาธารณประโยชน์นั้นเสียหายและชาวบ้านภายในหมู่บ้านจะไม่ยินยอมนั้น เห็นว่า เมื่อถนนภายในหมู่บ้านพรหมวัฒน์เป็นทางสาธารณประโยชน์แล้ว ประชาชนทั่วไปย่อมมีสิทธิใช้สอยร่วมกัน ผู้ใดจะกีดกันหรือไม่ยินยอมให้ผู้อื่นใช้สอยไม่ได้เพราะไม่ใช่ทรัพย์ส่วนตัว ส่วนผู้ที่ใช้สอยไม่ว่าเป็นสาธารณประโยชน์ประเภทใดก็ต้องปฏิบัติตามกฎหมายทั่วไปและกฎหมายเฉพาะที่เกี่ยวข้องกับสาธารณประโยชน์นั้นเพื่อไม่ให้เป็นการละเมิดสิทธิของผู้อื่นและไม่ทำให้เกิดความเสียหายแก่สาธารณประโยชน์นั้นเช่นกัน ที่โจทก์อ้างว่า ชาวบ้านภายในหมู่บ้านพรหมวัฒน์จะไม่ยินยอมให้โจทก์ใช้ถนนภายในหมู่บ้านและการนำรถบรรทุกดินผ่านถนนในหมู่บ้านจะทำให้ถนนเสียหาย จึงไม่ใช่เหตุผลที่โจทก์จะนำมาอ้างว่า โจทก์ไม่สามารถใช้ทางสาธารณประโยชน์ภายในหมู่บ้านได้และยังเป็นเรื่องที่โจทก์ยกขึ้นอ้างเพียงลอย ๆ เมื่อยังมีที่ดินโฉนดเลขที่ 41058 ที่โจทก์จะผ่านออกถึงทางสาธารณประโยชน์ได้และจะเกิดความเสียหายแก่ที่ดินที่ล้อมอยู่น้อยกว่าของจำเลยทั้งสี่ ทั้งไม่ได้ทำให้โจทก์สูญเสียความสะดวกหรือประโยชน์ใช้สอยที่พอสมควรแก่ความจำเป็นที่จะออกสู่ทางสาธารณประโยชน์ได้แล้ว แต่โจทก์กลับมาขอผ่านในที่ดินของจำเลยทั้งสี่ซึ่งจะได้รับความเสียหายมากกว่าจึงเป็นกรณีเกินกว่าความจำเป็นของโจทก์ที่จะออกสู่ทางสาธารณประโยชน์ จึงไม่ชอบด้วยประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1349 ฎีกาของจำเลยทั้งสี่ข้อนี้ฟังขึ้น ที่ศาลอุทธรณ์พิพากษาให้โจทก์ผ่านที่ดินของจำเลยทั้งสี่นั้นไม่ต้องด้วยความเห็นของศาลฎีกา เมื่อที่ดินของจำเลยทั้งสี่ไม่ใช่ที่ดินที่เหมาะสมแก่ความจำเป็นของโจทก์จะใช้สิทธิผ่านเป็นทางจำเป็นแล้ว ปัญหาที่โจทก์ฎีกาขอให้เปิดทางในที่ดินของจำเลยทั้งสี่ให้กว้างขึ้นและที่จำเลยทั้งสี่ฎีกาว่าโจทก์ขอผ่านทางในที่ดินของจำเลยทั้งสี่โดยไม่สุจริตจึงไม่จำเป็นต้องวินิจฉัย

พิพากษากลับ ให้ยกฟ้อง ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสามศาลให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 1349
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นายประวิทย์ ซื่อสัตย์วุฒิกุล
จำเลย — นายวิศาล สายเพ็ชรหรือสายเพ็ชร์ กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลแพ่งธนบุรี — นายสันติ ฉ่ำแฉล้ม
ศาลอุทธรณ์ — นายนพรัตน์ สี่ทิศประเสริฐ
ชื่อองค์คณะ
ไชยยงค์ คงจันทร์
นพวรรณ อินทรัมพรรย์
ทัศนีย์ จั่นสัญจัย ธรรมเกณฑ์
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 13841/2557
#575250
เปิดฉบับเต็ม

ศาลชั้นต้นพิพากษาลงโทษจำเลยทั้งสองจำคุกตลอดชีวิต จำเลยทั้งสองอุทธรณ์ขอให้ลงโทษสถานเบาโดยไม่ได้อุทธรณ์ว่ามิได้กระทำผิด แต่ศาลอุทธรณ์ภาค 5 เห็นว่า คดีจำต้องวินิจฉัยข้อเท็จจริงเสียก่อนว่าจำเลยทั้งสองกระทำผิดหรือไม่ ถือได้ว่าคดีได้ขึ้นสู่การพิจารณาของศาลอุทธรณ์ภาค 5 ตาม ป.วิ.อ. มาตรา 245 วรรคสอง แล้ว เมื่อศาลอุทธรณ์ภาค 5 พิพากษายืน คำพิพากษาดังกล่าวย่อมถึงที่สุดตามบทบัญญัติแห่งกฎหมายดังกล่าว จำเลยที่ 1 ไม่มีสิทธิยื่นฎีกา ที่ศาลชั้นต้นสั่งรับฎีกาของจำเลยที่ 1 มาจึงเป็นการไม่ชอบ ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัยให้

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยทั้งสองตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 มาตรา 4, 7, 8, 15, 66, 102 พระราชบัญญัติมาตรการในการปราบปรามผู้กระทำความผิดเกี่ยวกับยาเสพติด พ.ศ.2534 มาตรา 7 ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 32, 33, 80, 83, 91, 368 ริบเมทแอมเฟตามีน โทรศัพท์มือถือของกลาง นับโทษจำเลยที่ 1 ต่อจากโทษของจำเลยที่ 1 ในคดีอาญาหมายเลขดำที่ 4381/2549 และหมายเลขดำที่ 4937/2549 ของศาลชั้นต้น และนับโทษจำเลยที่ 2 ต่อจากโทษของจำเลยที่ 2 ในคดีอาญาหมายเลขดำที่ 4381/2549 และหมายเลขแดงที่ 4783/2549 ของศาลชั้นต้น

จำเลยทั้งสองให้การรับสารภาพ และรับว่าเป็นบุคคลคนเดียวกับจำเลยในคดีที่โจทก์ขอให้นับโทษต่อ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยทั้งสองมีความผิดตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 มาตรา 15 วรรคสาม (2), 66 วรรคสาม, 102 ประกอบประมวลกฎหมายอาญา (ที่ถูก ต้องระบุ มาตรา 80 ด้วย) มาตรา 83, 368 (ที่ถูก ต้องระบุวรรคแรกด้วย) การกระทำของจำเลยทั้งสองเป็นความผิดหลายกรรมต่างกันให้ลงโทษทุกกรรมเป็นกระทงความผิดไป ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 ฐานมีเมทแอมเฟตามีนไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่ายและพยายามจำหน่าย เป็นความผิดกรรมเดียวผิดต่อกฎหมายหลายบทให้ลงโทษฐานมีเมทแอมเฟตามีนไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่าย อันเป็นกฎหมายบทที่มีโทษหนักที่สุดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 ให้ประหารชีวิต ฐานขัดคำสั่งของเจ้าพนักงานตามกฎหมาย จำคุก 10 วัน จำเลยทั้งสองให้การรับสารภาพเป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้คนละกึ่งหนึ่ง ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 ประกอบมาตรา 52 (2) ฐานมีเมทแอมเฟตามีนไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่าย เป็นจำคุกตลอดชีวิต ฐานขัดคำสั่งของเจ้าพนักงาน เป็นจำคุก 5 วัน จำเลยทั้งสองต้องโทษสูงสุด จำคุกตลอดชีวิต จึงกำหนดโทษจำคุกตลอดชีวิตสถานเดียว ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 (3) ส่วนที่โจทก์ขอให้นับโทษของจำเลยทั้งสองต่อจากโทษของจำเลยทั้งสองในคดีอาญาหมายเลขดำที่ 4381/2549 ของศาลชั้นต้น เนื่องจากคดีดังกล่าวศาลยังมิได้พิพากษา จึงไม่อาจนับโทษต่อได้ และนับโทษของจำเลยที่ 1 และที่ 2 ต่อจากโทษของจำเลยในคดีอาญาหมายเลขดำที่ 4937/2549 และคดีอาญาหมายเลขแดงที่ 4783/2549 ของศาลชั้นต้น ตามลำดับนั้น เนื่องจากคดีดังกล่าวศาลมิได้ลงโทษจำคุกจำเลยที่ 1 และที่ 2 จึงให้ยกคำขอในส่วนนี้ ริบของกลาง

จำเลยทั้งสองอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 5 พิพากษายืน

จำเลยที่ 1 ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า คดีนี้ศาลชั้นต้นพิพากษาลงโทษจำเลยทั้งสองจำคุกตลอดชีวิต จำเลยทั้งสองอุทธรณ์ขอให้ลงโทษสถานเบา โดยไม่ได้อุทธรณ์ว่ามิได้กระทำผิด แต่ศาลอุทธรณ์ภาค 5 เห็นว่าเป็นคดีที่ลงโทษจำเลยทั้งสองจำคุกตลอดชีวิต จึงได้วินิจฉัยข้อเท็จจริงที่ว่าจำเลยทั้งสองกระทำผิดหรือไม่แล้วถือว่าคดีขึ้นสู่การพิจารณาของศาลอุทธรณ์ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 245 วรรคสองแล้ว เมื่อศาลอุทธรณ์ภาค 5 พิพากษายืน คำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 5 ดังกล่าวย่อมถึงที่สุดตามบทบัญญัติของกฎหมายดังกล่าว จำเลยที่ 1 ไม่มีสิทธิยื่นฎีกา ที่ศาลชั้นต้นสั่งรับฎีกาของจำเลยที่ 1 มานั้น ไม่ชอบ ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัยให้

พิพากษายกฎีกาจำเลยที่ 1
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.อ. ม. 245 วรรคสอง
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการจังหวัดเชียงใหม่
จำเลย — นายเอกชัยหรือชัย เลาหมี่ กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดเชียงใหม่ — นางสาวนุชรัตน์ ประชาชนะชัย
ศาลอุทธรณ์ภาค 5 — นายกีรติ เชียงปวน
ชื่อองค์คณะ
พันวะสา บัวทอง
วีรา ไวยหงษ์ รินทร์ศรี
รังสรรค์ ดวงพัตรา
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 13812/2557
#579704
เปิดฉบับเต็ม

การกระทำที่ไม่เป็นความผิดในคดีอาญา แต่อาจจะเป็นการกระทำความผิดทางวินัยตามข้อบังคับเกี่ยวกับการทำงานได้ แม้คดีอาญาจะเป็นความผิดที่เกี่ยวกับแผ่นดินซึ่งอาจจะมีความสำคัญมากกว่าความผิดทางวินัย แต่การพิจารณาว่าการกระทำนั้นเป็นความผิดต่อคดีอาญาหรือไม่ หรือเป็นความผิดทางวินัยหรือไม่ ย่อมมีองค์ประกอบและหลักเกณฑ์ในการพิจารณาแตกต่างกันไป ไม่อาจนำข้อสรุปของการพิจารณาแต่ละกรณีมาใช้บังคับแก่กันได้ แม้คดีอาญาที่จำเลยแจ้งความดำเนินคดีแก่โจทก์จะถึงที่สุดโดยพนักงานอัยการมีคำสั่งเด็ดขาดไม่ฟ้องก็ตาม ก็ไม่อาจนำมาเป็นข้อยุติว่าโจทก์มิได้กระทำความผิดทางวินัยด้วยได้ เมื่อปรากฏว่าโจทก์ใช้ความระมัดระวังไม่เพียงพอในการปฏิบัติหน้าที่ในฐานะที่เป็นพนักงานเก็บรักษาของอันเป็นการปฏิบัติงานโดยประมาทเลินเล่อเป็นเหตุให้จำเลยซึ่งเป็นนายจ้างได้รับความเสียหายอย่างร้ายแรง กรณีย่อมมีเหตุอันสมควรที่จำเลยจะเลิกจ้างโจทก์ได้ มิใช่การเลิกจ้างที่ไม่เป็นธรรม

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยรับโจทก์กลับเข้าทำงานในตำแหน่งเดิมและได้รับค่าจ้างพร้อมสภาพการจ้างตามที่พึงมีสิทธินับแต่วันที่จำเลยมีคำสั่งให้พักงานโจทก์ หรือให้จำเลยชดใช้ค่าเสียหายเป็นเงิน 4,910,069.19 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันที่เลิกจ้างเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์

จำเลยให้การขอให้ยกฟ้อง

ศาลแรงงานกลางพิพากษายกฟ้อง

โจทก์อุทธรณ์ต่อศาลฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีแรงงานวินิจฉัยว่า มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของโจทก์ว่าจำเลยเลิกจ้างโจทก์เป็นการเลิกจ้างที่ไม่เป็นธรรมหรือไม่ เห็นว่า การกระทำที่ไม่เป็นความผิดในคดีอาญา แต่อาจจะเป็นการกระทำความผิดทางวินัยตามข้อบังคับเกี่ยวกับการทำงานได้ ดังนั้นแม้คดีอาญาจะเป็นความผิดที่เกี่ยวกับแผ่นดิน ซึ่งอาจจะมีความสำคัญมากกว่าความผิดทางวินัยดังที่โจทก์อุทธรณ์ แต่การพิจารณาว่าการกระทำนั้นเป็นความผิดต่อคดีอาญาหรือไม่ หรือเป็นความผิดทางวินัยหรือไม่ ย่อมมีองค์ประกอบและหลักเกณฑ์ในการพิจารณาแตกต่างกันไปไม่อาจนำข้อสรุปของการพิจารณาแต่ละกรณีมาใช้บังคับแก่กันได้ แม้คดีอาญาที่จำเลยแจ้งความดำเนินคดีแก่โจทก์จะถึงที่สุดโดยพนักงานอัยการมีคำสั่งเด็ดขาดไม่ฟ้องก็ตาม ก็ไม่อาจนำมาเป็นข้อยุติว่าโจทก์มิได้กระทำความผิดทางวินัยด้วยได้ ดังนั้นที่ศาลแรงงานกลางวินิจฉัยว่าตามระเบียบสำนักงานธนานุเคราะห์ว่าด้วยการแบ่งส่วนงานและการบริหารงานบุคคล พ.ศ.2543 ข้อ 64 ไม่ได้กำหนดไว้เฉพาะการถูกฟ้องคดีอาญาเท่านั้นแต่ยังระบุถึงกรณีพนักงานถูกกล่าวหาว่ากระทำผิดวินัยอย่างร้ายแรงจนถูกตั้งกรรมการสอบสวนด้วย และฟังว่าโจทก์ใช้ความระมัดระวังไม่เพียงพอในการปฏิบัติหน้าที่ในฐานะที่เป็นพนักงานเก็บรักษาของอันเป็นการปฏิบัติงานโดยประมาทเลินเล่อ เป็นเหตุให้จำเลยซึ่งเป็นนายจ้างได้รับความเสียหายอย่างร้ายแรง กรณีย่อมมีเหตุอันสมควรที่จำเลยจะเลิกจ้างโจทก์ได้ การที่จำเลยเลิกจ้างโจทก์จึงมิใช่การเลิกจ้างที่ไม่เป็นธรรม จึงชอบแล้ว อุทธรณ์ของโจทก์ข้อนี้ฟังไม่ขึ้น ที่โจทก์อุทธรณ์ว่าการสอบสวนทางวินัยโจทก์ของจำเลยไม่ชอบด้วยข้อบังคับของจำเลย กล่าวคือคณะกรรมการสอบสวนได้สรุปผลการสอบสวนให้ผู้อำนวยการของจำเลยทราบภายหลังพ้นกำหนดระยะเวลาที่กำหนดไว้ตามข้อบังคับของจำเลยนั้น เป็นการกล่าวอ้างข้อเท็จจริงเพื่อนำไปสู่ข้อกฎหมาย เป็นอุทธรณ์ในข้อเท็จจริง ต้องห้ามอุทธรณ์ ตามพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงาน พ.ศ.2522 มาตรา 54 วรรคหนึ่ง ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัย

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.จัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงาน พ.ศ.2522 ม. 49
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นางสำลีหรือกานต์พิชชา ทองพำนัก
จำเลย — สำนักงานธนานุเคราะห์ กรมพัฒนาสังคมและสวัสดิการ
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลแรงงานกลาง — นายชนันท์ชัย ภัทรสกล
ชื่อองค์คณะ
ชัยรัตน์ เบ็ญจะมโน
นิยุต สุภัทรพาหิรผล
ธีระพงศ์ จิระภาค
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 13806/2557
#581447
เปิดฉบับเต็ม

ข้อบังคับกองทุนสำรองเลี้ยงชีพจำเลยซึ่งจดทะเบียนแล้วที่กำหนดว่าจะไม่จ่ายเงินสมทบและผลประโยชน์กรณีลูกจ้างลาออกจากงานเพื่อไปทำงานกับบริษัทคู่แข่งทางธุรกิจนั้น มีลักษณะเป็นไปเพื่อคุ้มครองดูแลผลประโยชน์ในทางการค้าของจำเลยร่วมซึ่งเป็นนายจ้างแต่ฝ่ายเดียว และเป็นการห้ามลูกจ้างไปทำงานกับบริษัทคู่แข่งทางธุรกิจหลังจากนิติสัมพันธ์ระหว่างนายจ้างกับลูกจ้างไม่มีต่อกัน ทั้งเป็นการตัดสิทธิลูกจ้างไม่ให้ได้รับเงินสมทบและผลประโยชน์โดยที่ลูกจ้างไม่ได้กระทำการที่ไม่ชอบไม่ถูกต้องไม่ควรในขณะที่เป็นลูกจ้าง จึงเป็นข้อกำหนดที่ขัดแย้งกับวัตถุประสงค์ของการจัดตั้งกองทุนสำรองเลี้ยงชีพที่จัดตั้งขึ้นเพื่อเป็นหลักประกันและสวัสดิการแก่ลูกจ้างเมื่อออกจากงานตาม พ.ร.บ.กองทุนสำรองเลี้ยงชีพ พ.ศ.2530 มาตรา 5 และหมายเหตุท้าย พ.ร.บ. ดังกล่าว และเป็นการตัดสิทธิของลูกจ้างโดยปราศจากเหตุผลอันสมควรไม่ชอบด้วย พ.ร.บ.กองทุนสำรองเลี้ยงชีพ พ.ศ.2530 มาตรา 9 (8) ถือว่าข้อบังคับดังกล่าวมีวัตถุประสงค์เป็นการต้องห้ามชัดแจ้งโดยกฎหมายและขัดต่อความสงบเรียบร้อยของประชาชนหรือศีลธรรมอันดีของประชาชนตกเป็นโมฆะ ใช้บังคับไม่ได้ตาม ป.พ.พ. มาตรา 150

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยชำระเงินสมทบและผลประโยชน์ของเงินสมทบ 23,500 บาท พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์

จำเลยให้การขอให้ยกฟ้อง

ในระหว่างพิจารณาบริษัทดาต้าโปรดักส์ทอปปังฟอร์ม จำกัด ยื่นคำร้องสอดขอเข้าเป็นจำเลยร่วม ศาลแรงงานกลางอนุญาต

จำเลยร่วมให้การขอให้ยกฟ้อง

ศาลแรงงานกลางพิพากษาให้จำเลยชำระเงินจำนวน 23,500 บาท พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันฟ้อง (ฟ้องวันที่ 13 กรกฎาคม 2553) ไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ สำหรับจำเลยร่วมให้ยกฟ้อง

จำเลยและจำเลยร่วมอุทธรณ์ต่อศาลฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีแรงงานวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงรับฟังได้ตามที่ศาลแรงงานกลางรับฟังมา และตามคำฟ้องคำให้การและทางนำสืบของคู่ความที่รับกันและไม่โต้แย้งกันได้ความว่า เดิมโจทก์ทำงานเป็นลูกจ้างของจำเลยร่วม ระหว่างทำงานเป็นลูกจ้างของจำเลยร่วม จำเลยร่วมจัดตั้งกองทุนสำรองเลี้ยงชีพจำเลยขึ้น โจทก์สมัครเข้าเป็นสมาชิกของจำเลยโดยโจทก์จัดส่งเงินสะสมและจำเลยร่วมจัดส่งเงินสมทบ วันที่ 10 มกราคม 2553 โจทก์ยื่นหนังสือลาออกจากการทำงานต่อจำเลยร่วมโดยให้มีผลวันที่ 20 กุมภาพันธ์ 2553 แล้วต่อมาเดือนมีนาคม 2553 โจทก์ไปทำงานเป็นลูกจ้างของบริษัททีเอส อินเตอร์พริ้น จำกัด ซึ่งเป็นคู่แข่งทางธุรกิจกับจำเลยร่วมโดยผลิตสินค้าชนิดเดียวกันคือนามบัตรและปฏิทินพก จำเลยจ่ายเงินสะสมและผลประโยชน์ของเงินสะสมแก่โจทก์แต่ปฏิเสธการจ่ายเงินสมทบและผลประโยชน์ของเงินสมทบ แล้ววินิจฉัยว่า ข้อบังคับของจำเลยและจำเลยร่วมที่ระบุห้ามจ่ายเงินสมทบและผลประโยชน์ของเงินสมทบกรณีลาออกเพื่อไปทำงานกับคู่แข่งเป็นการห้ามประกอบอาชีพโดยไม่ระบุตำแหน่งหน้าที่ พื้นที่และระยะเวลา ถือเป็นข้อจำกัดทางทำมาหาได้ของลูกจ้างที่ขัดต่อรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทยและขัดต่อความสงบเรียบร้อยหรือศีลธรรมอันดีของประชาชน ตกเป็นโมฆะใช้บังคับไม่ได้ ส่วนที่จำเลยร่วมให้การว่าการที่โจทก์ไปทำงานกับบริษัทคู่แข่งทางธุรกิจถือว่าจงใจทำให้จำเลยได้รับความเสียหายอันเป็นการปฏิบัติผิดข้อบังคับเกี่ยวกับการทำงานอีกข้อหนึ่งนั้นอยู่นอกเหนือคำให้การของจำเลย จำเลยร่วมจึงไม่มีอำนาจให้การต่อสู้ตั้งประเด็นใหม่ นอกจากนี้ไม่ปรากฏว่าจำเลยร่วมได้รับความเสียหาย แม้ว่าจำเลยจ่ายเงินสมทบและผลประโยชน์ของเงินสมทบแก่จำเลยร่วมไปแล้ว แต่จำเลยยังคงมีหน้าที่จ่ายเงินสมทบและผลประโยชน์ของเงินสมทบแก่โจทก์

มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของจำเลยและจำเลยร่วมว่า ข้อบังคับของจำเลยที่กำหนดว่าจะไม่จ่ายเงินสมทบและผลประโยชน์ให้แก่ลูกจ้างที่ลาออกไปเพื่อทำงานกับบริษัทคู่แข่งทางธุรกิจใช้บังคับได้หรือไม่ เห็นว่า ตามพระราชบัญญัติกองทุนสำรองเลี้ยงชีพ พ.ศ.2530 มาตรา 5 บัญญัติว่า "กองทุนจะมีขึ้นได้ต่อเมื่อลูกจ้างและนายจ้างตกลงกันจัดตั้งขึ้นและได้จดทะเบียนตามพระราชบัญญัตินี้ เพื่อเป็นหลักประกันแก่ลูกจ้างในกรณีที่ลูกจ้างตาย ออกจากงาน หรือลาออกจากกองทุน โดยลูกจ้างจ่ายเงินสะสมและนายจ้างจ่ายเงินสมทบตามเกณฑ์ที่กำหนดไว้ในข้อบังคับกองทุนนี้ ทั้งนี้จะจัดตั้งเป็นกองทุนนายจ้างเดียวหรือกองทุนหลายนายจ้างซึ่งอาจมีนโยบายการลงทุนนโยบายเดียวหรือหลายนโยบายก็ได้" มาตรา 8 วรรคหนึ่ง บัญญัติว่า "ในการขอจดทะเบียนกองทุน ถ้าได้ปฏิบัติถูกต้องครบถ้วนตามที่บัญญัติไว้ในมาตรา 6 และมีข้อบังคับถูกต้องตามมาตรา 9 และข้อบังคับนั้นไม่ขัดต่อกฎหมายหรือวัตถุประสงค์ของกองทุน ให้นายทะเบียนรับจดทะเบียนได้และออกใบสำคัญแสดงการจดทะเบียนให้แก่กองทุนนั้น" และมาตรา 9 บัญญัติว่า ข้อบังคับของกองทุนอย่างน้อยต้องมีรายการ ดังต่อไปนี้...(8) "ข้อกำหนดเกี่ยวกับหลักเกณฑ์วิธีการและระยะเวลาในการจ่ายเงินเมื่อลูกจ้างสิ้นสมาชิกภาพหรือเมื่อกองทุนเลิกตามมาตรา 25 ทั้งนี้ ข้อกำหนดนั้นจะต้องไม่ตัดสิทธิของลูกจ้างโดยปราศจากเหตุอันสมควร" ประกอบกับหมายเหตุท้ายพระราชบัญญัติฉบับนี้ระบุเหตุผลในการประกาศใช้พระราชบัญญัติฉบับนี้ว่า "โดยที่เป็นการสมควรส่งเสริมให้มีการจัดตั้งกองทุนสำรองเลี้ยงชีพโดยความสมัครใจของนายจ้างและลูกจ้างเพื่อประสงค์จะให้เป็นสวัสดิการแก่ลูกจ้างเมื่อออกจากงาน ระดมเงินออมภาคเอกชนเพื่อนำไปใช้ในการพัฒนาเศรษฐกิจของประเทศ ซึ่งในการนี้สมควรวางหลักเกณฑ์การดำเนินการและการจัดการกองทุนเพื่อให้กองทุนสำรองเลี้ยงชีพมั่นคงและเป็นประโยชน์แก่ลูกจ้าง จึงจำเป็นต้องตราพระราชบัญญัตินี้" เช่นนี้ เมื่อข้อบังคับของจำเลย ข้อ 3 กำหนดว่า กองทุนจะไม่จ่ายเงินสมทบและผลประโยชน์ของเงินสมทบ กรณี 3.7 ลาออกจากบริษัทนายจ้าง (จำเลยร่วม) เพื่อไปทำงานกับบริษัทคู่แข่งทางธุรกิจ จึงมีลักษณะเป็นไปเพื่อคุ้มครองดูแลผลประโยชน์ในทางการค้าของจำเลยร่วมซึ่งเป็นนายจ้างแต่ฝ่ายเดียว และเป็นการห้ามลูกจ้างไปทำงานกับบริษัทคู่แข่งทางธุรกิจหลังจากนิติสัมพันธ์ระหว่างนายจ้างกับลูกจ้างไม่มีต่อกัน อีกทั้งเป็นการตัดสิทธิลูกจ้างไม่ให้ได้รับเงินสมทบและผลประโยชน์โดยที่ลูกจ้างไม่ได้กระทำการที่ไม่ชอบไม่ถูกต้องไม่ควรในขณะที่เป็นลูกจ้าง ดังนั้นข้อบังคับของจำเลยที่กำหนดว่าจะไม่จ่ายเงินสมทบและผลประโยชน์กรณีลูกจ้างลาออกจากงานเพื่อไปทำงานกับบริษัทคู่แข่งทางธุรกิจจึงขัดแย้งกับวัตถุประสงค์ของการจัดตั้งกองทุนสำรองเลี้ยงชีพที่จัดตั้งขึ้นเพื่อเป็นหลักประกันและสวัสดิการแก่ลูกจ้างเมื่อออกจากงาน และเป็นข้อกำหนดที่ตัดสิทธิของลูกจ้างโดยปราศจากเหตุผลอันสมควรไม่ชอบด้วยพระราชบัญญัติกองทุนสำรองเลี้ยงชีพ พ.ศ.2530 มาตรา 9 (8) ถือว่าข้อบังคับดังกล่าวมีวัตถุประสงค์เป็นการต้องห้ามชัดแจ้งโดยกฎหมายและขัดต่อความสงบเรียบร้อยหรือศีลธรรมอันดีของประชาชน ตกเป็นโมฆะ ใช้บังคับไม่ได้ ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 150 จำเลยจะปฏิเสธไม่จ่ายเงินสมทบและผลประโยชน์โดยอ้างว่าโจทก์ลาออกจากงานเพื่อไปทำงานกับบริษัทคู่แข่งทางธุรกิจไม่ได้ ที่ศาลแรงงานกลาง พิพากษาให้จำเลยจ่ายเงินสมทบและผลประโยชน์แก่โจทก์มานั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วยในผล อุทธรณ์ของจำเลยและจำเลยร่วมฟังไม่ขึ้น ส่วนอุทธรณ์ข้ออื่นของจำเลยและจำเลยร่วมไม่จำต้องวินิจฉัยเพราะไม่ทำให้ผลของคดีเปลี่ยนแปลง

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 150
พ.ร.บ.กองทุนสำรองเลี้ยงชีพ พ.ศ.2530 ม. 5 ม. 9 (8)
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นางสาวพรทิพย์ ฆ้องกระโทก
จำเลย — กองทุนสำรองเลี้ยงชีพธนชาติทวีค่า ซึ่งจดทะเบียนแล้ว
จำเลยร่วม — บริษัทดาต้าโปรดักส์ทอปปังฟอร์ม จำกัด
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลแรงงานกลาง — นายวัฒนา สุขประดิษฐ์
ชื่อองค์คณะ
ธีระยุทธ ทรัพย์นภาพร
นิยุต สุภัทรพาหิรผล
วิรุฬห์ แสงเทียน
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 13797/2557
#579995
เปิดฉบับเต็ม

การสงเคราะห์เมื่อออกจากงานตามข้อบังคับของจำเลย ฉบับที่ 4.9 ข้อ 16 และข้อ 17 ระบุให้ผู้ปฏิบัติงานมีสิทธิได้รับเงินสงเคราะห์เป็นรายเดือน กรณีที่ผู้ได้รับเงินสงเคราะห์เป็นรายเดือนถึงแก่ความตายให้จ่ายเงินสงเคราะห์ตกทอดแก่ทายาทโดยอนุโลมตามหลักเกณฑ์ในพระราชบัญญัติบำเหน็จบำนาญข้าราชการ ดังนั้นเงินสงเคราะห์ตกทอดจะจ่ายเมื่อใดจึงขึ้นอยู่กับความตายของผู้ที่ได้รับเงินสงเคราะห์เป็นรายเดือน และตัวผู้รับเป็นทายาทของผู้ที่ได้รับเงินสงเคราะห์เป็นรายเดือน แต่บำเหน็จดำรงชีพตามพ.ร.บ.บำเหน็จบำนาญข้าราชการ (ฉบับที่ 21) พ.ศ.2546 มาตรา 3, 4 และ พ.ร.บ.บำเหน็จบำนาญข้าราชการ พ.ศ.2494 มาตรา 47/1, 49 วรรคสอง เป็นเงินที่จ่ายให้แก่ผู้รับบำนาญเพื่อช่วยเหลือการดำรงชีพโดยจ่ายให้ครั้งเดียว เมื่อผู้รับบำนาญที่รับบำเหน็จดำรงชีพไปแล้วถึงแก่ความตาย การจ่ายบำเหน็จตกทอดแก่ทายาทให้หักเงินที่จะได้รับเท่ากับบำเหน็จดำรงชีพออกจากบำเหน็จตกทอดเสียก่อน บำเหน็จดำรงชีพจึงไม่ใช่บำเหน็จตกทอดตาม พ.ร.บ.บำเหน็จบำนาญข้าราชการ พ.ศ.2494 มาตรา 49 วรรคหนึ่ง ที่บัญญัติสำหรับกรณีผู้ได้รับบำนาญถึงแก่ความตายให้จ่ายบำเหน็จตกทอดให้ทายาทผู้มีสิทธิตามมาตรา 48 บำเหน็จดำรงชีพจึงแตกต่างจากบำเหน็จตกทอดทั้งตัวผู้รับคือบำเหน็จดำรงชีพจ่ายให้ตัวผู้รับบำนาญเอง แต่บำเหน็จตกทอดจ่ายให้ทายาทผู้มีสิทธิหลังจากผู้ได้รับบำนาญถึงแก่ความตายแล้ว และบำเหน็จดำรงชีพเป็นการเร่งระยะเวลาที่ต้องจ่ายเงินให้เร็วขึ้นจากที่ทยอยจ่ายตามอายุขัยของผู้ได้รับบำนาญมาเป็นการจ่ายตามคำขอของผู้รับบำนาญในขณะที่ยังมีชีวิตอยู่ ดังนั้นเงินสงเคราะห์ตกทอดที่จำเลยจะต้องจ่ายตามข้อบังคับของจำเลย ฉบับที่ 4.9 จึงมีหลักเกณฑ์การจ่ายโดยอนุโลมเช่นเดียวกับการจ่ายบำเหน็จตกทอด เมื่อไม่ปรากฏว่ามีการแก้ไขเพิ่มเติมข้อบังคับของจำเลย ฉบับที่ 4.9 ให้มีการจ่ายเงินในลักษณะเดียวกับการจ่ายบำเหน็จดำรงชีพตาม พ.ร.บ.บำเหน็จบำนาญข้าราชการ (ฉบับที่ 21) พ.ศ.2546 คือจ่ายให้แก่ผู้ปฏิบัติงานในขณะที่ยังมีชีวิต จำเลยจึงไม่มีหน้าที่จ่ายบำเหน็จดำรงชีพให้โจทก์

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องและแก้ไขคำฟ้องขอให้บังคับจำเลยจ่ายบำเหน็จดำรงชีพ 200,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 15 ต่อปี นับแต่วันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์

จำเลยให้การขอให้ยกฟ้อง

ระหว่างพิจารณาคู่ความแถลงรับข้อเท็จจริงว่า โจทก์เป็นอดีตผู้ปฏิบัติงานของจำเลย มีสิทธิได้รับเงินสงเคราะห์เป็นรายเดือน (หรือเงินบำนาญ) จากจำเลยเดือนละ 16,673.60 บาท ข้อบังคับการรถไฟแห่งประเทศไทย ฉบับที่ 4.9 กองทุนผู้ปฏิบัติงานของการรถไฟแห่งประเทศไทย ข้อ 16 ข้อ 17 ซึ่งออกโดยอาศัยอำนาจตามพระราชบัญญัติการรถไฟแห่งประเทศไทย พ.ศ.2494 มาตรา 46 ระบุว่าเมื่อโจทก์แต่ละคนถึงแก่ความตาย จำเลยจะจ่ายเงินสงเคราะห์ตกทอดแก่ทายาทโดยอนุโลมตามหลักเกณฑ์ในพระราชบัญญัติบำเหน็จบำนาญข้าราชการ โจทก์ยื่นแบบแสดงเจตนาขอรับบำเหน็จดำรงชีพต่อคณะกรรมการกองทุนสงเคราะห์ผู้ปฏิบัติงานการรถไฟแห่งประเทศไทยแล้วเมื่อวันที่ 5 พฤศจิกายน 2547 คดีที่อดีตผู้ปฏิบัติงานของจำเลยฟ้องขอให้จำเลยจ่ายบำเหน็จดำรงชีพพร้อมดอกเบี้ยศาลแรงงานกลางมีคำพิพากษาแล้วเมื่อวันที่ 1 กรกฎาคม 2551 ตามสำเนาคำพิพากษาคดีหมายเลขแดงที่ 5061-6076/2551 ศาลแรงงานกลางเห็นว่าข้อเท็จจริงตามคำฟ้อง คำให้การ และคำแถลงรับของคู่ความพอแก่การวินิจฉัยคดีแล้ว ให้งดสืบพยานโจทก์และจำเลย

ศาลแรงงานกลางวินิจฉัยว่า ตามคำพิพากษาคดีหมายเลขแดงที่ 5061-6076/2551 วินิจฉัยว่า โจทก์แต่ละคนที่แสดงเจตนาขอรับบำเหน็จดำรงชีพโดยอนุโลมตามกฎกระทรวงกำหนดอัตราและวิธีการรับบำเหน็จดำรงชีพ พ.ศ.2546 แล้ว ย่อมเกิดสิทธิและหน้าที่ต่อจำเลยในการจ่ายบำเหน็จดำรงชีพ และในการจ่ายบำเหน็จดำรงชีพให้โจทก์แต่ละคนต้องเป็นไปตามพระราชบัญญัติบำเหน็จบำนาญข้าราชการ พ.ศ.2494 มาตรา 47/1 วรรคหก ด้วย กล่าวคือจำเลยต้องจ่ายเงินสงเคราะห์ตกทอดแก่ทายาทของโจทก์ที่ถึงแก่ความตาย รวมทั้งการช่วยเหลืออื่นตามข้อบังคับการรถไฟแห่งประเทศไทย ฉบับที่ 4.9 กองทุนผู้ปฏิบัติงานของการรถไฟแห่งประเทศไทยอีกประการหนึ่ง ทั้งถือว่าโจทก์ที่ยังไม่ได้แสดงเจตนาขอรับบำเหน็จดำรงชีพและโจทก์ในสำนวนคดีอื่นที่ได้ฟ้องจำเลยต่อศาลแรงงานกลางขอให้บังคับจำเลยจ่ายบำเหน็จดำรงชีพและผู้มีสิทธิรับเงินสงเคราะห์เป็นรายเดือนตามข้อบังคับการรถไฟแห่งประเทศไทย ฉบับที่ 4.9 กองทุนผู้ปฏิบัติงานของการรถไฟแห่งประเทศไทยที่มีสิทธิขอรับบำเหน็จดำรงชีพที่ยังไม่ได้แสดงเจตนาขอรับบำเหน็จดำรงชีพหรือยังไม่ได้ฟ้องแต่แสดงเจตนาขอรับบำเหน็จดำรงชีพ มีผลประโยชน์ร่วมกันในมูลความแห่งคดีตามพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงาน พ.ศ.2522 มาตรา 53 จึงกำหนดให้คำพิพากษาผูกพันบุคคลดังกล่าวและจำเลยด้วย พิพากษาให้จำเลยจ่ายบำเหน็จดำรงชีพแก่โจทก์แต่ละคนที่ได้แสดงเจตนาขอรับบำเหน็จดำรงชีพไว้จำนวน 15 เท่า ของเงินสงเคราะห์เป็นรายเดือนที่ได้รับแต่ไม่เกิน 200,000 บาท กับให้คำพิพากษาผูกพันผู้มีสิทธิได้รับบำเหน็จดำรงชีพตามพระราชบัญญัติบำเหน็จบำนาญข้าราชการ พ.ศ.2494 มาตรา 47/1 และข้อบังคับการรถไฟแห่งประเทศไทย ฉบับที่ 4.9 กองทุนผู้ปฏิบัติงานของการรถไฟแห่งประเทศไทย กับจำเลย และให้คำพิพากษาสิ้นผลบังคับเมื่อโจทก์หรือผู้มีสิทธิได้รับบำเหน็จดำรงชีพผู้หนึ่งผู้ใดตายก่อนได้รับบำเหน็จดำรงชีพ ดังนั้นเมื่อโจทก์ฟ้องเป็นคดีนี้ขอให้บังคับจำเลยจ่ายบำเหน็จดำรงชีพ และโจทก์แสดงเจตนาขอรับบำเหน็จดำรงชีพไว้แล้ว คำพิพากษาคดีหมายเลขแดงที่ 5061-6076/2551 จึงผูกพันโจทก์จำเลยในคดีนี้ด้วย ต้องถือตามคำพิพากษาในคดีดังกล่าว พิพากษาให้จำเลยจ่ายบำเหน็จดำรงชีพแก่โจทก์ซึ่งได้แสดงเจตนาขอรับบำเหน็จดำรงชีพไว้ตามพระราชบัญญัติบำเหน็จบำนาญข้าราชการ พ.ศ.2494 มาตรา 47/1 และกฎกระทรวงกำหนดอัตราและวิธีการรับบำเหน็จดำรงชีพ พ.ศ.2546 ในจำนวน 15 เท่า ของเงินสงเคราะห์เป็นรายเดือนที่ได้รับแต่ไม่เกิน 200,000 บาท คำขออื่นให้ยก กับให้คำพิพากษานี้สิ้นผลบังคับเมื่อโจทก์ตายก่อนได้รับบำเหน็จดำรงชีพ

จำเลยอุทธรณ์ต่อศาลฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีแรงงานวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงที่คู่ความไม่โต้แย้งกันได้ความว่าจำเลยเป็นรัฐวิสาหกิจ โจทก์เคยเป็นลูกจ้างผู้ปฏิบัติงานของจำเลย ครบกำหนดเกษียณอายุเมื่อวันที่ 30 กันยายน 2544 และได้รับบำนาญเดือนละ 16,673.60 บาท ตลอดมา วันที่ 11 พฤศจิกายน 2546 พระราชบัญญัติบำเหน็จบำนาญข้าราชการ (ฉบับที่ 21) พ.ศ.2546 และพระราชบัญญัติกองทุนบำเหน็จบำนาญข้าราชการ (ฉบับที่ 3) พ.ศ.2546 มีผลใช้บังคับ ซึ่งพระราชบัญญัติทั้งสองฉบับบัญญัติให้มีการจ่าย "บำเหน็จดำรงชีพ" จำเลยจัดให้มีกองทุนสำหรับจ่ายสงเคราะห์ผู้ปฏิบัติงานตามพระราชบัญญัติการรถไฟแห่งประเทศไทย พ.ศ.2494 มาตรา 46 และออกข้อบังคับการรถไฟแห่งประเทศไทย ฉบับที่ 4.9 กองทุนผู้ปฏิบัติงานของการรถไฟแห่งประเทศไทย

มีปัญหาวินิจฉัยว่าจำเลยต้องจ่ายบำเหน็จดำรงชีพให้โจทก์หรือไม่ เห็นว่า ข้อเท็จจริงยุติตามที่คู่ความรับกันว่า ในการสงเคราะห์เมื่อออกจากงานตามข้อบังคับการรถไฟแห่งประเทศไทย ฉบับที่ 4.9 กองทุนผู้ปฏิบัติงานของการรถไฟแห่งประเทศไทย ข้อ 16 และข้อ 17 ระบุให้ผู้ปฏิบัติงานมีสิทธิได้รับเงินสงเคราะห์เป็นรายเดือน และในกรณีที่ผู้ได้รับเงินสงเคราะห์เป็นรายเดือนถึงแก่ความตายให้กองทุนสงเคราะห์ผู้ปฏิบัติงานในการรถไฟแห่งประเทศไทยจ่ายเงินสงเคราะห์ตกทอดแก่ทายาทโดยอนุโลมตามหลักเกณฑ์ในพระราชบัญญัติบำเหน็จบำนาญข้าราชการทุกประการ ดังนั้นเงินสงเคราะห์ตกทอดจะจ่ายเมื่อใดจึงขึ้นอยู่กับความตายของผู้ที่ได้รับเงินสงเคราะห์เป็นรายเดือน อันเป็นการทยอยจ่ายตามอายุขัยของผู้ที่ได้รับเงินสงเคราะห์เป็นรายเดือน และระบุตัวผู้รับไว้ว่าเป็นทายาทของผู้ที่ได้รับเงินสงเคราะห์เป็นรายเดือน แต่ตามพระราชบัญญัติบำเหน็จบำนาญข้าราชการ (ฉบับที่ 21) พ.ศ.2546 มาตรา 3 บัญญัติให้เพิ่มความเป็นลักษณะ 2/1 แห่งพระราชบัญญัติบำเหน็จบำนาญข้าราชการ พ.ศ.2494 ซึ่งได้เพิ่มความเป็นมาตรา 47/1 วรรคหนึ่ง ที่บัญญัติว่า บำเหน็จดำรงชีพ ได้แก่ เงินที่จ่ายให้แก่ผู้รับบำนาญเพื่อช่วยเหลือการดำรงชีพโดยจ่ายให้ครั้งเดียว และวรรคสองบัญญัติให้ผู้รับบำนาญมีสิทธิขอรับบำเหน็จดำรงชีพแต่ต้องไม่เกิน 15 เท่า ของบำนาญรายเดือนที่ได้รับ กับมาตรา 4 ให้เพิ่มความเป็นวรรคสองของมาตรา 49 แห่งพระราชบัญญัติบำเหน็จบำนาญข้าราชการ พ.ศ.2494 ซึ่งบัญญัติว่า เมื่อผู้รับบำนาญที่รับบำเหน็จดำรงชีพไปแล้วถึงแก่ความตาย การจ่ายบำเหน็จตกทอดแก่ทายาทให้หักเงินออกจากบำเหน็จตกทอดที่จะได้รับเท่ากับเงินบำเหน็จดำรงชีพเสียก่อน บำเหน็จดำรงชีพตามพระราชบัญญัติบำเหน็จบำนาญข้าราชการ (ฉบับที่ 21) พ.ศ.2546 จึงไม่ใช่บำเหน็จตกทอดตามพระราชบัญญัติบำเหน็จบำนาญข้าราชการ พ.ศ.2494 มาตรา 49 วรรคหนึ่ง ที่บัญญัติสำหรับกรณีผู้ได้รับบำนาญถึงแก่ความตายให้จ่ายเงินเป็นบำเหน็จตกทอดให้ทายาทผู้มีสิทธิตามมาตรา 48 เป็นจำนวน 30 เท่า ของบำนาญรายเดือน บำเหน็จดำรงชีพแตกต่างจากบำเหน็จตกทอดทั้งตัวผู้รับคือบำเหน็จดำรงชีพจ่ายให้ตัวผู้รับบำนาญเอง แต่บำเหน็จตกทอดจ่ายให้ทายาทผู้มีสิทธิหลังจากผู้ได้รับบำนาญถึงแก่ความตายแล้ว และบำเหน็จดำรงชีพเป็นการเร่งระยะเวลาที่ต้องจ่ายเงินให้เร็วขึ้นจากที่ทยอยจ่ายตามอายุขัยของผู้ได้รับบำนาญมาเป็นการจ่ายตามคำขอของผู้รับบำนาญในขณะที่ยังมีชีวิตอยู่ซึ่งมีกำหนดระยะเวลาในการยื่นคำขอรับบำเหน็จดำรงชีพตามที่กำหนดไว้ในกฎกระทรวงกำหนดอัตราและวิธีการรับบำเหน็จดำรงชีพ พ.ศ.2546 (ใช้บังคับในขณะโจทก์ฟ้องคดี) ดังนั้นเงินสงเคราะห์ตกทอดที่จำเลยจะต้องจ่ายตามข้อบังคับการรถไฟแห่งประเทศไทย ฉบับที่ 4.9 จึงมีหลักเกณฑ์การจ่ายโดยอนุโลมเช่นเดียวกับการจ่ายบำเหน็จตกทอดคือจ่ายเป็นจำนวน 30 เท่า ของเงินสงเคราะห์รายเดือนให้แก่ทายาทผู้มีสิทธิหลังจากผู้ปฏิบัติงานถึงแก่ความตายแล้ว เมื่อไม่ปรากฏว่ามีการแก้ไขเพิ่มเติมข้อบังคับการรถไฟแห่งประเทศไทย ฉบับที่ 4.9 ให้มีการจ่ายเงินในลักษณะเดียวกับการจ่ายบำเหน็จดำรงชีพตามพระราชบัญญัติบำเหน็จบำนาญข้าราชการ (ฉบับที่ 21) พ.ศ.2546 คือจ่ายให้แก่ผู้ปฏิบัติงานในขณะที่ยังมีชีวิต จำเลยจึงไม่มีหน้าที่จ่ายบำเหน็จดำรงชีพให้โจทก์ อุทธรณ์ของจำเลยฟังขึ้น

พิพากษากลับ ให้ยกฟ้อง
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.บำเหน็จบำนาญข้าราชการ พ.ศ.2494 ม. 47/1 ม. 48 ม. 49
พ.ร.บ.บำเหน็จบำนาญข้าราชการ (ฉบับที่ 21) พ.ศ.2546 ม. 3 ม. 4
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นายณรงค์ ลัคนาภิเศรษฐ์
จำเลย — การรถไฟแห่งประเทศไทย
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลแรงงานกลาง — นายวินัย อินประสิทธิ์
ชื่อองค์คณะ
วิธวิทย์ หิรัญรุจิพงศ์
นิยุต สุภัทรพาหิรผล
ธีระพงศ์ จิระภาค
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 13791 -ที่ 13792/2557
#579993
เปิดฉบับเต็ม

จำเลยมีข้อตกลงเกี่ยวกับสภาพการจ้างบังคับให้ลูกจ้างรวมถึงโจทก์ทั้งสองต้องเป็นสมาชิกกองทุนประกันและออมทรัพย์สถาบันเทคโนโลยี่แห่งเอเซีย โดยสมาชิกส่งเงินสมทบอัตราร้อยละ 5 ของเงินเดือนสมาชิก และจำเลยส่งเงินสมทบอัตราร้อยละ 10 ของเงินเดือนสมาชิก ต่อมาจำเลยจัดตั้งกองทุนสำรองเลี้ยงชีพ ทิสโก้ร่วมทุน 2 ซึ่งจดทะเบียนแล้ว พนักงานส่วนใหญ่ของจำเลยโอนมาเป็นสมาชิกกองทุนสำรองเลี้ยงชีพ ทิสโก้ร่วมทุน 2 ซึ่งจดทะเบียนแล้ว แต่โจทก์ทั้งสองไม่โอนไป เมื่อจำเลยไม่ได้บอกเลิกการส่งเงินสมทบตามกฎข้อบังคับของกองทุน กองทุนประกันและออมทรัพย์สถาบันเทคโนโลยี่แห่งเอเชียจึงคงดำเนินการอยู่ มิได้ยุบกองทุนไป จำเลยต้องปฏิบัติตามกฎข้อบังคับของกองทุนซึ่งรวมถึงการส่งเงินสมทบในอัตราร้อยละ 10 ของเงินเดือนสมาชิก ต่อไป การที่จำเลยเปลี่ยนแปลงอัตราการส่งเงินสมทบจากอัตราร้อยละ 10 ของเงินเดือนสมาชิก เป็นอัตราร้อยละ 5 ของเงินเดือนสมาชิก อันเป็นการเปลี่ยนแปลงสภาพการจ้างซึ่งไม่เป็นคุณแก่โจทก์ทั้งสอง จำเลยจึงต้องได้รับความยินยอมจากโจทก์ทั้งสองก่อน เมื่อไม่ได้รับความยินยอมจากโจทก์ทั้งสอง จำเลยจึงเปลี่ยนแปลงการส่งเงินสมทบลดลงเป็นอัตราร้อยละ 5 ของเงินเดือนสมาชิก ไม่ได้

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
คดีทั้งสองสำนวนนี้ศาลแรงงานกลางสั่งให้รวมพิจารณาเป็นคดีเดียวกัน โดยเรียกโจทก์เรียงตามลำดับสำนวนว่า โจทก์ที่ 1 และที่ 2 และเรียกจำเลยทั้งสองสำนวนว่า จำเลย

โจทก์ทั้งสองสำนวนฟ้องขอให้บังคับจำเลยปฏิบัติตามข้อตกลงเกี่ยวกับสภาพการจ้างเดิม โดยส่งเงินสมทบเข้ากองทุนประกันและออมทรัพย์สถาบันเทคโนโลยี่แห่งเอเซียในอัตราร้อยละ 10 ของเงินเดือนโจทก์ทั้งสอง

จำเลยทั้งสองสำนวนให้การขอให้ยกฟ้อง

ศาลแรงงานกลางพิพากษายกฟ้อง

โจทก์ทั้งสองอุทธรณ์ต่อศาลฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีแรงงานวินิจฉัยว่า ศาลแรงงานกลางฟังข้อเท็จจริงและปรากฏข้อเท็จจริงที่คู่ความไม่ได้โต้แย้งกันว่า โจทก์ที่ 1 เข้าทำงานกับจำเลยตั้งแต่ พ.ศ.2516 ตำแหน่งปัจจุบันเป็นหัวหน้าช่างเขียน อัตราเงินเดือน 35,941 บาท โจทก์ที่ 2 เข้าทำงานกับจำเลยตั้งแต่ พ.ศ.2520 ปัจจุบันเป็นหัวหน้าฝ่ายโสตทัศนศึกษา อัตราเงินเดือน 35,940 บาท จำเลยกำหนดจ่ายค่าจ้างเดือนละครั้งก่อนวันสิ้นเดือนสองวันทุกเดือน จำเลยมีข้อบังคับสำหรับพนักงานประจำภายในประเทศไทยซึ่งเป็นข้อตกลงเกี่ยวกับสภาพการจ้างที่จำเลยทำกับสหภาพแรงงานสถาบันเทคโนโลยี่แห่งเอเซีย มีผลใช้บังคับตั้งแต่วันที่ 12 ตุลาคม 2524 ข้อตกลงข้อ 17 เกี่ยวกับกองทุนประกันและออมทรัพย์สถาบันเทคโนโลยี่แห่งเอเซียได้กำหนดให้พนักงานที่ทำงานครบ 1 ปี ต้องเป็นสมาชิกกองทุน โดยจำเลยจะหักเงินเดือนอัตราร้อยละ 5 และจำเลยจะสมทบให้อัตราร้อยละ 10 ของเงินเดือนสมาชิก นำส่งเข้ากองทุนประกันและออมทรัพย์สถาบันเทคโนโลยี่แห่งเอเซียเพื่อประโยชน์แก่พนักงานนั้น ๆ รายละเอียดต่างๆ ได้แจ้งไว้แล้วในกฎข้อบังคับของกองทุนนี้ ทุกครั้งที่จำเลยจ่ายเงินเดือนแก่พนักงานจะหักไว้อัตราร้อยละ 5 และจำเลยสมทบอีกอัตราร้อยละ 10 แล้วส่งเข้ากองทุนประกันและออมทรัพย์สถาบันเทคโนโลยี่แห่งเอเซียเรื่อยมา ครั้น พ.ศ.2546 จำเลยมีนโยบายจัดตั้งกองทุนสำรองเลี้ยงชีพซึ่งจดทะเบียนแล้วขึ้นแทนกองทุนประกันและออมทรัพย์เดิม เพื่อเป็นสิทธิประโยชน์ของลูกจ้างเช่นได้รับยกเว้นเรื่องภาษี การตั้งกองทุนสำรองเลี้ยงชีพตามพระราชบัญญัติกองทุนสำรองเลี้ยงชีพ พ.ศ.2530 นี้ได้ผ่านความเห็นชอบของคณะมนตรีของจำเลยและคณะกรรมการกองทุนประกันและออมทรัพย์เดิม ทั้งได้แจ้งแก่สมาชิกกองทุนทราบ กองทุนสำรองเลี้ยงชีพที่ก่อตั้งขึ้นใหม่ชื่อกองทุนสำรองเลี้ยงชีพทิสโก้ร่วมทุน 2 ซึ่งจดทะเบียนแล้ว โดยมีข้อบังคับตามเอกสาร พนักงานของจำเลยซึ่งเป็นสมาชิกกองทุนประกันและออมทรัพย์สถาบันเทคโนโลยี่แห่งเอเซียส่วนใหญ่ได้โอนมาเป็นสมาชิกกองทุนสำรองเลี้ยงชีพทิสโก้ร่วมทุน 2 ซึ่งจดทะเบียนแล้ว คงเหลือสมาชิกเพียงบางส่วนซึ่งมีอายุเกิน 55 ปี และไม่สมัครใจจะโอนไปเป็นสมาชิกกองทุนสำรองเลี้ยงชีพทิสโก้ร่วมทุน 2 ซึ่งจดทะเบียนแล้ว ซึ่งรวมถึงโจทก์ทั้งสองด้วย เงินของสมาชิกดังกล่าวจึงยังอยู่ในความดูแลรับผิดชอบของกองทุนประกันและออมทรัพย์สถาบันเทคโนโลยี่แห่งเอเซีย เนื่องจากจำเลยเป็นสถาบันการศึกษาที่ไม่มีวัตถุประสงค์ในการแสวงหากำไรทางเศรษฐกิจ ปี พ.ศ.2546 ถึง 2548 จำเลยมีรายได้ต่ำกว่ารายจ่ายถึง 352 ล้านบาท เพื่อความอยู่รอด จำเลยต้องพยายามลดค่าใช้จ่ายลง จึงได้ลดเงินสมทบที่ส่งเข้ากองทุนสำรองเลี้ยงชีพสถาบันเทคโนโลยี่แห่งเอเซีย ซึ่งเดิมจำเลยจ่ายสมทบอัตราร้อยละ 10 ของเงินเดือนของลูกจ้างโดยจ่ายสมทบลดลงเหลืออัตราร้อยละ 5 โดยไม่เลือกว่าลูกจ้างนั้นจะเป็นสมาชิกกองทุนสำรองเลี้ยงชีพทิสโก้ร่วมทุน 2 ซึ่งจดทะเบียนแล้วหรือยังคงอยู่กับกองทุนประกันและออมทรัพย์สถาบันเทคโนโลยี่แห่งเอเซีย โดยจ่ายเงินสมทบลดลงตั้งแต่เดือนเมษายน 2549 แล้ววินิจฉัยว่า การที่จำเลยจ่ายเงินสมทบเข้าบัญชีโจทก์ทั้งสองที่กองทุนประกันและออมทรัพย์สถาบันเทคโนโลยี่แห่งเอเซียในอัตราร้อยละ 5 ของเงินเดือน ซึ่งเป็นอัตราเดียวกันกับที่จ่ายเข้ากองทุนสำรองเลี้ยงชีพให้แก่พนักงานที่เป็นสมาชิกกองทุนสำรองเลี้ยงชีพทิสโก้ร่วมทุน 2 ซึ่งจดทะเบียนแล้ว เป็นการปฏิบัติต่อลูกจ้างทุกคนเสมอหน้าเท่าเทียมกัน ไม่ได้เลือกปฏิบัติโดยจะบังคับให้จำเลยต้องจ่ายเงินสมทบร้อยละ 10 ของเงินเดือนโจทก์ทั้งสอง เข้าบัญชีโจทก์ทั้งสองในกองทุนประกันและออมทรัพย์สถาบันเทคโนโลยี่แห่งเอเซียต่างไปจากที่จำเลยจ่ายเงินสมทบเข้าบัญชีของลูกจ้างรายอื่นไม่ได้ ทั้งนี้เพราะกองทุนประกันและออมทรัพย์สถาบันเทคโนโลยี่แห่งเอเซียได้ปิดกิจการแล้วอยู่ในวาระชำระบัญชีเท่านั้น ข้อตกลงเกี่ยวกับสภาพการจ้างที่ว่าด้วยอัตราเงินสมทบที่นายจ้างต้องส่งเข้ากองทุนประกันและออมทรัพย์สถาบันเทคโนโลยี่แห่งเอเซียต้องสิ้นสุดลงด้วย โจทก์ทั้งสองไม่มีสิทธิเรียกร้องให้จำเลยต้องส่งเงินสมทบในอัตราร้อยละ 10 ของเงินเดือนอีก

มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของโจทก์ทั้งสองว่า จำเลยมีสิทธิปรับลดเงินสมทบเข้ากองทุนประกันและออมทรัพย์สถาบันเทคโนโลยี่แห่งเอเซียหรือไม่ โดยโจทก์ทั้งสองอุทธรณ์ว่า กองทุนประกันและออมทรัพย์สถาบันเทคโนโลยี่แห่งเอเซียมิได้ปิดกิจการลงไปและมีสมาชิกที่ไม่สมัครใจโอนไปเป็นสมาชิกกองทุนสำรองเลี้ยงชีพทิสโก้ร่วมทุน 2 ซึ่งจดทะเบียนแล้ว การที่จำเลยลดการส่งเงินสมทบจึงเป็นการฝ่าฝืนข้อตกลงเกี่ยวกับสภาพการจ้างนั้น เห็นว่า จำเลยมีข้อตกลงเกี่ยวกับสภาพการจ้างข้อ 17 บังคับให้ลูกจ้างของจำเลย รวมทั้งโจทก์ทั้งสองต้องเป็นสมาชิกของกองทุนประกันและออมทรัพย์สถาบันเทคโนโลยี่แห่งเอเซีย โดยสมาชิกส่งเงินสมทบอัตราร้อยละ 5 ของเงินเดือนและจำเลยจะส่งเงินสมทบอัตราร้อยละ 10 ของเงินเดือนสมาชิก ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของข้อตกลงเกี่ยวกับสภาพการจ้างต่อมาในปี พ.ศ.2546 จำเลยมีนโยบายจัดตั้งกองทุนสำรองเลี้ยงชีพซึ่งจดทะเบียนแล้ว ขึ้นแทนกองทุนประกันและออมทรัพย์เดิม เป็นกองทุนสำรองเลี้ยงชีพทิสโก้ร่วมทุน 2 ซึ่งจดทะเบียนแล้ว พนักงานของจำเลยซึ่งเป็นสมาชิกกองทุนประกันและออมทรัพย์สถาบันเทคโนโลยี่แห่งเอเซีย ส่วนใหญ่ได้โอนมาเป็นสมาชิกกองทุนสำรองเลี้ยงชีพทิสโก้ร่วมทุน 2 ซึ่งจดทะเบียนแล้ว คงเหลือสมาชิกเพียงบางส่วนซึ่งมีอายุเกิน 55 ปี และไม่สมัครใจจะโอนไปเป็นสมาชิกกองทุนสำรองเลี้ยงชีพทิสโก้ร่วมทุน 2 ซึ่งจดทะเบียนแล้ว ซึ่งสำหรับสมาชิกที่ไม่โอนไปเป็นสมาชิกกองทุนสำรองเลี้ยงชีพทิสโก้ร่วมทุน 2 ซึ่งจดทะเบียนแล้วนั้น ยังคงเป็นสมาชิกกองทุนประกันและออมทรัพย์สถาบันเทคโนโลยี่แห่งเอเซียอยู่ เมื่อจำเลยมิได้บอกเลิกการส่งเงินสมทบตามกฎข้อบังคับของกองทุน การยุบกองทุน กองทุนประกันและออมทรัพย์สถาบันเทคโนโลยี่แห่งเอเซียจึงคงดำเนินการอยู่มิได้ยุบกองทุนไปและจำเลยต้องปฏิบัติตามกฎข้อบังคับของกองทุน ซึ่งรวมถึงการส่งเงินสมทบในอัตราร้อยละ 10 ของเงินเดือนสมาชิกต่อไป การที่จำเลยเปลี่ยนแปลงอัตราการส่งเงินสมทบจากอัตราร้อยละ 10 ของเงินเดือนสมาชิกเป็นอัตราร้อยละ 5 ของเงินเดือนสมาชิก อันเป็นการเปลี่ยนแปลงสภาพการจ้าง ซึ่งไม่เป็นคุณแก่โจทก์ทั้งสอง จำเลยจึงต้องได้รับความยินยอมจากโจทก์ทั้งสองก่อน เมื่อจำเลยไม่ได้รับความยินยอมจากโจทก์ทั้งสอง จำเลยจึงไม่อาจเปลี่ยนแปลงอัตราการส่งเงินสมทบจากอัตราร้อยละ 10 ของเงินเดือนสมาชิก เป็นอัตราร้อยละ 5 ของเงินเดือนสมาชิกได้ อุทธรณ์ของโจทก์ทั้งสองฟังขึ้น

พิพากษากลับ ให้จำเลยปฏิบัติตามข้อตกลงเกี่ยวกับสภาพการจ้างเดิมโดยส่งเงินสมทบเข้ากองทุนประกันและออมทรัพย์สถาบันเทคโนโลยี่แห่งเอเซียในอัตราร้อยละ 10 ของเงินเดือนโจทก์ทั้งสอง
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.แรงงานสัมพันธ์ พ.ศ.2518 ม. 20
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นายจตุเชาวน์ นราพิทักษ์ กับพวก
จำเลย — สถาบันเทคโนโลยี่แห่งเอเซีย
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลแรงงานกลาง — นายอนันต์ โรจนเนืองนิตย์
ชื่อองค์คณะ
วิรุฬห์ แสงเทียน
ชัยวัฒน์ เวียงธีรวัฒน์
ธีระพงศ์ จิระภาค
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 13764/2557
#579643
เปิดฉบับเต็ม

โจทก์ที่ 2 ทำสัญญาจะซื้อจะขายที่ดินและตึกแถวพิพาทกับจำเลยแล้วเข้าไปซ่อมแซมปรับปรุงตึกแถวพิพาท โดยต่อเติมบริเวณด้านหลังซึ่งเป็นทางเดิน สร้างผนังปิดทางเดิน สร้างเพิ่มเติมพื้นชั้นลอย เพิ่มความสูงของอาคารเป็น 4 ชั้น ก่อสร้างโครงหลังคาเหล็กต่อจากชั้นที่ 4 ขึ้นไป จึงเชื่อได้ว่าในวันทำสัญญาจะซื้อจะขายที่ดินและตึกแถวพิพาทนั้น จำเลยไม่ได้บอกกล่าวให้โจทก์ที่ 2 ทราบว่ามีพื้นชั้นลอยด้านหลังที่จำเลยยังไม่ได้รื้อถอนให้แล้วเสร็จตามคำสั่งของสำนักงานเขตจอมทอง ซึ่งหากจำเลยได้บอกกล่าวให้โจทก์ที่ 2 ทราบข้อเท็จจริงนี้แล้ว ไม่น่าเชื่อว่าโจทก์ที่ 2 จะกล้าเสี่ยงต่อเติมอาคารหลายรายการและเสียค่าใช้จ่ายมากมายโดยไม่ตรวจสอบข้อเท็จจริงก่อน ถือได้ว่าโจทก์ที่ 2 ทำสัญญาจะซื้อที่ดินและตึกแถวพิพาทจากจำเลยโดยสำคัญผิดในคุณสมบัติของทรัพย์สินซึ่งตามปกติถือว่าเป็นสาระสำคัญ สัญญาจะซื้อจะขายดังกล่าวจึงเป็นโมฆียะตาม ป.พ.พ. มาตรา 157 แม้โจทก์ที่ 2 ไม่ได้บอกล้างโมฆียะกรรม แต่การฟ้องคดีนี้มีผลเท่ากับเป็นการบอกล้างโมฆียะกรรมนั้นแล้ว สัญญาจะซื้อจะขายดังกล่าวจึงเป็นโมฆะมาแต่เริ่มแรก คู่กรณีต้องกลับคืนสู่ฐานะเดิมตามมาตรา 176 วรรคหนึ่ง คู่สัญญาแต่ละฝ่ายไม่อาจอาศัยสัญญาจะซื้อจะขายมาเป็นข้ออ้างเพื่อเรียกร้องค่าเสียหายใดๆ ต่อกันได้ จำเลยต้องรับผิดต่อโจทก์ที่ 2 เพียงคืนเงินค่าที่ดินและตึกแถวพิพาทพร้อมดอกเบี้ยเท่านั้น โจทก์ที่ 2 ไม่อาจเรียกร้องค่าเสียหายใดๆ จากจำเลยได้อีก

คำฟ้องของโจทก์ที่ 2 มิได้กล่าวอ้างหรือตั้งประเด็นเกี่ยวกับความรับผิดฐานละเมิด ศาลจึงไม่อาจพิพากษาให้จำเลยใช้ค่าเสียหายในกรณีละเมิดได้เพราะจะเป็นการพิพากษาเกินคำขอและเป็นเรื่องนอกฟ้องนอกประเด็นซึ่งต้องห้ามตาม ป.วิ.พ. มาตรา 142 วรรคหนึ่ง

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ทั้งสองฟ้องและแก้ไขคำฟ้องขอให้เพิกถอนนิติกรรมซื้อขายที่ดินพร้อมสิ่งปลูกสร้างระหว่างโจทก์ทั้งสองกับจำเลยและให้จำเลยชำระเงิน 11,078,330 บาท พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จ

จำเลยให้การขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้เพิกถอนนิติกรรมซื้อขายที่ดินโฉนดเลขที่ 82276 และเลขที่ 82277 ตำบลบางมด อำเภอบางขุนเทียน กรุงเทพมหานคร พร้อมสิ่งปลูกสร้างตึกแถวเลขที่ 40/586 และเลขที่ 40/587 บนที่ดินดังกล่าว ระหว่างโจทก์ทั้งสองกับจำเลย ให้จำเลยคืนเงิน 2,500,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับถัดจากวันฟ้อง (ฟ้องวันที่ 15 ตุลาคม 2550) จนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ทั้งสอง ให้จำเลยใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ทั้งสอง โดยกำหนดค่าทนายความ 10,000 บาท ค่าขึ้นศาลให้ใช้แทนในทุนทรัพย์ที่โจทก์ทั้งสองชนะคดี คำขออื่นนอกจากนี้ให้ยก

โจทก์ที่ 2 และจำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษากลับ ให้ยกฟ้อง ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสองศาลให้เป็นพับ

โจทก์ทั้งสองฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงเบื้องต้นรับฟังได้ยุติตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์โดยโจทก์ทั้งสองและจำเลยไม่โต้แย้งในชั้นฎีกาว่า เดิมที่ดินโฉนดเลขที่ 82276 และเลขที่ 82277 ตำบลบางมด อำเภอบางขุนเทียน กรุงเทพมหานคร พร้อมตึกแถวเลขที่ 40/586 และเลขที่ 40/587 ซึ่งปลูกสร้างอยู่บนที่ดินดังกล่าวเป็นของนายทนงชัย สำนักงานเขตจอมทองมีคำสั่งให้รื้อถอนอาคารส่วนที่ต่อเติมทั้งหมดและห้ามเข้าใช้อาคาร จำเลยซื้อที่ดินและตึกแถวพิพาทมาจากการขายทอดตลาดของเจ้าพนักงานบังคับคดี เมื่อซื้อมาแล้วจำเลยได้รื้อถอนอาคารส่วนที่ดัดแปลงตามคำสั่งของสำนักงานเขตจอมทองบางส่วนแล้ว คงเหลือเฉพาะพื้นชั้นลอยด้านหลังที่ยังไม่ได้รื้อถอน โจทก์ที่ 2 ทำสัญญาจะซื้อที่ดินและตึกแถวพิพาทจากจำเลยในราคา 2,500,000 บาท โจทก์ที่ 2 เข้าซ่อมแซมและปรับปรุงตึกแถวพิพาทโดยได้รับความยินยอมจากจำเลย จำเลยจดทะเบียนโอนกรรมสิทธิ์ที่ดินและตึกแถวพิพาทให้แก่โจทก์ที่ 1 ซึ่งเป็นตัวแทนของโจทก์ที่ 2 ครั้นโจทก์ที่ 1 จดทะเบียนโอนกรรมสิทธิ์ที่ดินและตึกแถวพิพาทให้แก่โจทก์ที่ 2 สำนักงานเขตจอมทองมีคำสั่งให้โจทก์ที่ 2 ระงับการดัดแปลงอาคาร ห้ามใช้หรือเข้าไปในส่วนใด ๆ ของอาคาร ให้ดำเนินการแก้ไขและยื่นคำขอรับใบอนุญาตดัดแปลงอาคารและสำนักงานเขตจอมทองมีคำสั่งให้โจทก์ที่ 2 รื้อถอนอาคารส่วนที่ดัดแปลงทั้งหมด

สำหรับโจทก์ที่ 1 นั้น แม้ฎีกาของโจทก์ทั้งสองระบุว่า โจทก์ทั้งสองขอยื่นฎีกาคัดค้านคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ แต่โจทก์ที่ 1 ไม่ได้โต้แย้งคัดค้านคำวินิจฉัยของศาลอุทธรณ์ว่าโจทก์ที่ 1 เป็นตัวแทนของโจทก์ที่ 2 โจทก์ที่ 1 ไม่มีอำนาจฟ้องว่าไม่ถูกต้องอย่างไร เป็นฎีกาที่ไม่ชัดแจ้ง จึงไม่ชอบด้วยประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 249 วรรคหนึ่ง ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัย

มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ที่ 2 ว่า มีเหตุเพิกถอนนิติกรรมซื้อขายที่ดินและตึกแถวพิพาทระหว่างโจทก์ที่ 2 กับจำเลยหรือไม่ เห็นว่า หลังจากโจทก์ที่ 2 ทำสัญญาจะซื้อจะขายที่ดินและตึกแถวพิพาทกับจำเลยแล้ว โจทก์ที่ 2 ได้เข้าไปดำเนินการซ่อมแซมและปรับปรุงตึกแถวพิพาทซึ่งข้อเท็จจริงได้ความจากนางสาวดวงพรเบิกความตอบทนายจำเลยถามค้านว่า โจทก์ที่ 2 ได้ต่อเติมบริเวณด้านหลังซึ่งเป็นทางเดินโดยสร้างผนังปิดทางเดิน สร้างเพิ่มเติมพื้นชั้นลอย เพิ่มความสูงของอาคารเป็น 4 ชั้น ก่อสร้างโครงหลังคาเหล็กต่อจากชั้นที่ 4 ขึ้นไป จึงเชื่อได้ว่าในวันทำสัญญาจะซื้อจะขายที่ดินและตึกแถวพิพาทนั้น จำเลยไม่ได้บอกกล่าวให้โจทก์ที่ 2 ทราบว่ามีพื้นชั้นลอยด้านหลังที่จำเลยยังไม่ได้รื้อถอนให้แล้วเสร็จตามคำสั่งของสำนักงานเขตจอมทอง ซึ่งหากจำเลยได้บอกกล่าวให้โจทก์ที่ 2 ทราบข้อเท็จจริงนี้แล้ว ไม่น่าเชื่อว่าโจทก์ที่ 2 จะกล้าเสี่ยงต่อเติมอาคารหลายรายการและเสียค่าใช้จ่ายมากมายโดยไม่ตรวจสอบข้อเท็จจริงก่อน พยานหลักฐานของโจทก์มีน้ำหนักดีกว่าพยานหลักฐานของจำเลย ข้อเท็จจริงฟังได้ว่า ในวันทำสัญญาจะซื้อจะขายที่ดินและตึกแถวพิพาท จำเลยไม่ได้บอกกล่าวให้โจทก์ที่ 2 ทราบว่ามีพื้นชั้นลอยด้านหลังที่จำเลยยังไม่ได้รื้อถอนตามคำสั่งของสำนักงานเขตจอมทอง เช่นนี้ถือได้ว่าโจทก์ที่ 2 เข้าทำสัญญาจะซื้อที่ดินและตึกแถวพิพาทจากจำเลยโดยสำคัญผิดในคุณสมบัติของทรัพย์สินซึ่งตามปกติถือว่าเป็นสาระสำคัญ สัญญาจะซื้อจะขายจึงเป็นโมฆียะตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 157 วรรคหนึ่งและวรรคสอง แม้โจทก์ที่ 2 ไม่ได้บอกล้างโมฆียะกรรม แต่การฟ้องคดีนี้มีผลเท่ากับเป็นการบอกล้างโมฆียะกรรมนั้นแล้ว สัญญาจะซื้อจะขายจึงเป็นโมฆะมาแต่เริ่มแรก คู่กรณีต้องกลับคืนสู่ฐานะเดิม ตามมาตรา 176 วรรคหนึ่ง คู่สัญญาแต่ละฝ่ายไม่อาจอาศัยสัญญาจะซื้อจะขายมาเป็นข้ออ้างเพื่อเรียกร้องค่าเสียหายใด ๆ ต่อกันได้ จำเลยต้องรับผิดต่อโจทก์ที่ 2 เพียงคืนเงินค่าที่ดินและตึกแถวพิพาทพร้อมดอกเบี้ยเท่านั้น โจทก์ที่ 2 ไม่อาจเรียกร้องค่าเสียหายใด ๆ จากจำเลยได้อีก ส่วนฎีกาของโจทก์ที่ 2 ที่ขอให้ศาลพิพากษาให้จำเลยใช้ค่าเสียหายเนื่องจากการกระทำของจำเลยเป็นการละเมิดต่อโจทก์ที่ 2 นั้น เห็นว่า โจทก์ที่ 2 ฟ้องและแก้ไขคำฟ้องว่า โจทก์ที่ 2 เข้าทำสัญญาจะซื้อที่ดินและตึกแถวพิพาทจากจำเลย โดยจำเลยปกปิดข้อความจริงที่ว่า สำนักงานเขตจอมทองมีคำสั่งให้จำเลยรื้อถอนอาคารส่วนที่ต่อเติมและดัดแปลงอันเป็นสาระสำคัญในการทำนิติกรรม ขอให้เพิกถอนนิติกรรมซื้อขายที่ดินและตึกแถวพิพาท ให้คืนเงินและใช้ค่าเสียหาย จำเลยให้การต่อสู้ว่า โจทก์ที่ 2 ทราบเรื่องที่สำนักงานเขตจอมทองมีคำสั่งให้รื้อถอนอาคารส่วนที่ต่อเติมผิดแบบก่อนเข้าทำสัญญา จำเลยไม่ได้ปกปิดข้อเท็จจริง ความสำคัญผิดเกิดจากความประมาทเลินเล่อของโจทก์ที่ 2 อย่างร้ายแรง ขอให้ยกฟ้อง ดังนี้ คำฟ้องของโจทก์ที่ 2 มิได้กล่าวอ้างหรือตั้งประเด็นเกี่ยวกับความรับผิดฐานละเมิด ศาลจึงไม่อาจพิพากษาให้จำเลยใช้ค่าเสียหายในกรณีละเมิดได้เพราะจะเป็นการพิพากษาเกินคำขอและเป็นเรื่องนอกฟ้องนอกประเด็นซึ่งต้องห้ามตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 142 วรรคหนึ่ง ที่ศาลอุทธรณ์พิพากษายกฟ้องโจทก์ที่ 2 มานั้น ไม่ต้องด้วยความเห็นของศาลฎีกา ฎีกาของโจทก์ที่ 2 ฟังขึ้นบางส่วน

พิพากษาแก้เป็นว่า ให้บังคับคดีระหว่างโจทก์ที่ 2 กับจำเลยไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ ค่าฤชาธรรมเนียมในชั้นอุทธรณ์ระหว่างโจทก์ที่ 2 กับจำเลยและชั้นฎีกาให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ. ม. 142 วรรคหนึ่ง
ป.พ.พ. ม. 157 ม. 176 วรรคหนึ่ง
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นางสาววิไลวรรณ ลาภถาวรเกียรติ กับพวก
จำเลย — นายกังวาลชัย งามวิไลดี
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลแพ่ง — นางสาวณัชชา น้อยเชื้อเวียง
ศาลอุทธรณ์ — นายสายันต์ สุรสมภพ
ชื่อองค์คณะ
กฤษฎิ์จิรัฐ คุณาจิรภรณ์
วุฒิชัย หรูจิตตวิวัฒน์
สันต์ เกียรติก้อง
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 13730/2557
#580027
เปิดฉบับเต็ม

ประกาศธนาคารแห่งประเทศไทยกำหนดให้อำนาจธนาคารพาณิชย์ประกาศอัตราดอกเบี้ยส่วนต่างสูงสุดที่จะใช้บวกกับอัตราดอกเบี้ยสำหรับลูกค้ารายย่อยชั้นดีหรืออัตรา เอ็ม.โอ.อาร์. เป็นอัตราสูงสุดที่จะเรียกจากลูกค้าทั่วไป หมายความว่า ธนาคารพาณิชย์สามารถกำหนดอัตราดอกเบี้ยให้แตกต่างระหว่างลูกค้ารายย่อยชั้นดีกับลูกค้าทั่วไปด้วยวิธีบวกส่วนต่างเข้ากับอัตราดอกเบี้ยที่จะเรียกเก็บจากลูกค้ารายย่อยชั้นดี แต่ทั้งนี้เมื่อรวมอัตราดอกเบี้ยทั้งหมดแล้วต้องไม่เกินกว่าอัตราดอกเบี้ยสูงสุดที่จะเรียกเก็บจากลูกค้าทั่วไป มิใช่ธนาคารพาณิชย์จะกำหนด "ส่วนต่างที่จะใช้บวก" ได้โดยไม่มีหลักเกณฑ์กำกับ

ดอกเบี้ยที่กำหนดในสัญญากู้เบิกเงินเกินบัญชีเขียนเป็นตัวอักษรว่า คิดในอัตราร้อยละ เอ็ม.โอ.อาร์ บวก 1.25 ต่อปี แต่เขียนเป็นตัวเลขอัตราร้อยละ 14.75 ต่อปี แตกต่างกันเพราะอัตราดอกเบี้ย เอ็ม.โอ.อาร์ ตามประกาศโจทก์ในขณะนั้นเท่ากับอัตราร้อยละ 12 ต่อปี เมื่อคิดตามตัวอักษรจะต้องเป็นดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 13.25 ต่อปี เมื่อตัวอักษรกับตัวเลขไม่ตรงกันและมิอาจหยั่งทราบเจตนาอันแท้จริงได้ จึงต้องถือเอาอัตราดอกเบี้ยที่กำหนดไว้เป็นตัวอักษร ตาม ป.พ.พ. มาตรา 12 และ 13

เมื่อต้องมีการคำนวณหนี้กู้เบิกเงินเกินบัญชีกันใหม่โดยใช้ดอกเบี้ยตามที่ศาลอุทธรณ์ภาค 1 กำหนด จึงต้องนำเงินที่จำเลยนำเข้าชำระรวมทั้งสิ้น 7 ครั้งไปหักออกจากหนี้ที่ค้างชำระด้วย ศาลอุทธรณ์ภาค 1 มิได้พิพากษาให้หักเงินดังกล่าวออกไม่ถูกต้อง

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องและแก้ไขคำฟ้องขอให้บังคับจำเลยชำระเงิน 243,676.65 บาท พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 15 ต่อปี ของต้นเงิน 231,139.29 บาท นับถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ หากจำเลยไม่ชำระหรือชำระไม่ครบถ้วน ให้ยึดทรัพย์จำนองที่ดินโฉนดเลขที่ 18816 ตำบลโคกแย้ อำเภอหนองแค จังหวัดสระบุรี พร้อมสิ่งปลูกสร้างออกขายทอดตลาด แล้วนำเงินมาชำระหนี้ หากได้เงินไม่พอชำระหนี้ ให้ยึดทรัพย์สินอื่นของจำเลยออกขายทอดตลาด แล้วนำเงินมาชำระหนี้แก่โจทก์จนครบถ้วน

จำเลยให้การขอให้ยกฟ้อง

ระหว่างพิจารณา จำเลยรับว่าทำสัญญากู้เบิกเงินเกินบัญชีและสัญญาจำนองกับโจทก์ และโจทก์มีอำนาจฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยชำระเงินจำนวน 243,676.65 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 15 ต่อปี ของต้นเงินจำนวน 231,139.29 บาท นับถัดจากวันฟ้อง (ฟ้องวันที่ 27 สิงหาคม 2545) เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ หากจำเลยไม่ชำระ ให้ยึดที่ดินโฉนดเลขที่ 18816 ตำบลโคกแย้ อำเภอหนองแค จังหวัดสระบุรี พร้อมสิ่งปลูกสร้างออกขายทอดตลาด แล้วนำเงินมาชำระหนี้ หากได้เงินไม่พอให้ยึดทรัพย์สินอื่นของจำเลยบังคับชำระหนี้แก่โจทก์จนครบ กับให้จำเลยใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ โดยกำหนดค่าทนายความ 3,000 บาท

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษาแก้เป็นว่า ให้จำเลยชำระหนี้แก่โจทก์ในจำนวนที่โจทก์คิดคำนวณยอดหนี้ตามสัญญากู้เบิกเงินเกินบัญชีลงวันที่ 19 ตุลาคม 2537 และหนังสือต่ออายุสัญญากู้เบิกเงินเกินบัญชี ในการ์ดบัญชีกระแสรายวันเลขที่ 977 - 6 ใหม่ทั้งหมด โดยให้คิดดอกเบี้ยทบต้นจากยอดหนี้ที่ค้างชำระทุกวันสิ้นเดือนในอัตราร้อยละ เอ็ม.โอ.อาร์. บวก 1.25 ต่อปี เป็นต้นไปจนถึงวันที่ 29 กุมภาพันธ์ 2543 อันเป็นวันที่สัญญากู้เบิกเงินเกินบัญชี อันเป็นสัญญาบัญชีเดินสะพัดสิ้นสุดลง โดยอัตรา เอ็ม.โอ.อาร์. ให้ปรับเปลี่ยนไปตามประกาศธนาคารโจทก์ เรื่อง อัตราดอกเบี้ยและส่วนลดของสินเชื่อ ที่โจทก์ได้ประกาศไว้แล้วและที่โจทก์ได้ประกาศต่อไปในช่วงเวลาดังกล่าว เมื่อคำนวณได้ยอดหนี้ที่ค้างชำระจนถึงวันที่ 29 กุมภาพันธ์ 2543 เป็นจำนวนเท่าใด แล้วให้โจทก์คิดดอกเบี้ยจากยอดหนี้จำนวนดังกล่าวโดยไม่ทบต้นในอัตราร้อยละ เอ็ม.โอ.อาร์.บวก 1.25 ต่อปี นับตั้งแต่วันที่ 1 มีนาคม 2543 เป็นต้นไปจนกว่าจำเลยจะชำระเสร็จแก่โจทก์ ทั้งนี้ อัตรา เอ็ม.โอ.อาร์. ให้ปรับเปลี่ยนไปตามประกาศธนาคารโจทก์ เรื่องอัตราดอกเบี้ยและส่วนลดของสินเชื่อ ที่โจทก์ได้ประกาศไว้แล้วและที่โจทก์จะได้ประกาศต่อไปในช่วงเวลาดังกล่าว แต่ทั้งนี้ดอกเบี้ยนับแต่วันถัดจากวันที่ 27 สิงหาคม 2545 อันเป็นวันฟ้องต้องไม่เกินอัตราร้อยละ 15 ต่อปี ตามคำขอบังคับท้ายคำฟ้องของโจทก์ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสองศาลให้เป็นพับ นอกจากที่แก้คงให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

จำเลยฎีกา

ระหว่างการพิจารณาของศาลฎีกา บริษัทบริหารสินทรัพย์กรุงเทพพาณิชย์จำกัด ยื่นคำร้องขอเข้าสวมสิทธิเป็นคู่ความแทนโจทก์ ศาลฎีกามีคำสั่งอนุญาต

ศาลฎีกาแผนกคดีพาณิชย์และเศรษฐกิจวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงเบื้องต้นฟังเป็นยุติว่า จำเลยทำสัญญากู้เบิกเงินเกินบัญชีจากโจทก์ในวงเงิน 200,000 บาท ให้คิดดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ เอ็ม.โอ.อาร์. บวก 1.25 (ปัจจุบันเท่ากับ 14.75) ต่อปี ตกลงชำระหนี้ให้เสร็จสิ้นภายในวันที่ 18 ตุลาคม 2538 ในวันเดียวกันจำเลยได้จดทะเบียนจำนองที่ดินโฉนดเลขที่ 18816 ตำบลโคกแย้ อำเภอหนองแค จังหวัดสระบุรี พร้อมสิ่งปลูกสร้างเป็นประกันในวงเงิน 200,000 บาท หากบังคับจำนองได้เงินไม่พอชำระหนี้ จำเลยยอมรับผิดใช้เงินส่วนที่ขาดจนครบ จำเลยเดินสะพัดทางบัญชีกับโจทก์เรื่อยมาถึงวันที่ 29 กุมภาพันธ์ 2543 เป็นวันที่สัญญากู้เบิกเงินเกินบัญชีเลิกกัน

มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยประการแรกว่า ประกาศธนาคารแห่งประเทศไทย ฉบับลงวันที่ 20 ตุลาคม 2536 และประกาศธนาคารโจทก์ที่กำหนด "ส่วนต่างที่จะใช้บวก" เป็นการกำหนดเกินไปจากพระราชบัญญัติการธนาคารพาณิชย์ พ.ศ.2505 มาตรา 14 หรือไม่ โดยจำเลยฎีกาว่า พระราชบัญญัติการธนาคารพาณิชย์ พ.ศ.2505 มาตรา 14 ไม่มีเจตนารมณ์ให้ธนาคารแห่งประเทศไทยประกาศให้ธนาคารพาณิชย์สามารถกำหนด "ส่วนต่างที่จะใช้บวก" เข้ากับอัตราดอกเบี้ยเงินกู้ที่เรียกเก็บจากลูกค้าได้ ประกาศธนาคารแห่งประเทศไทย ฉบับลงวันที่ 20 ตุลาคม 2536 จึงขัดแย้งกับพระราชบัญญัติการธนาคารพาณิชย์ พ.ศ.2505 มาตรา 14 ไม่อาจใช้บังคับได้นั้น เห็นว่า ประกาศธนาคารแห่งประเทศไทย ฉบับลงวันที่ 20 ตุลาคม 2536 ได้กำหนดให้อำนาจธนาคารพาณิชย์ประกาศอัตราดอกเบี้ย ส่วนต่างสูงสุดที่จะใช้บวกกับอัตราดอกเบี้ยสำหรับลูกค้ารายย่อยชั้นดีหรืออัตรา เอ็ม.อาร์.อาร์. เป็นอัตราสูงสุดที่จะเรียกเก็บจากลูกค้าทั่วไป หมายความว่า ธนาคารพาณิชย์สามารถกำหนดอัตราดอกเบี้ยให้แตกต่างกันระหว่างลูกค้ารายย่อยชั้นดีกับลูกค้าทั่วไป ด้วยวิธีการบวกส่วนต่างเข้ากับอัตราดอกเบี้ยที่จะเรียกเก็บจากลูกค้ารายย่อยชั้นดี แต่ทั้งนี้เมื่อรวมอัตราดอกเบี้ยทั้งหมดแล้วต้องไม่เกินกว่าอัตราดอกเบี้ยสูงสุดที่จะเรียกเก็บจากลูกค้าทั่วไปมิใช่ธนาคารพาณิชย์จะกำหนด "ส่วนต่างที่จะใช้บวก" ได้โดยไม่มีหลักเกณฑ์กำกับดังที่จำเลยฎีกา โดยธนาคารแห่งประเทศไทยได้ออกประกาศดังกล่าวโดยอาศัยอำนาจตามพระราชบัญญัติการธนาคารพาณิชย์ พ.ศ.2505 มาตรา 14 (2) ที่บัญญัติว่า "ธนาคารแห่งประเทศไทยมีอำนาจกำหนดให้ธนาคารพาณิชย์ปฏิบัติในเรื่องดังต่อไปนี้ (2) ดอกเบี้ยหรือส่วนลดที่ธนาคารพาณิชย์อาจเรียกได้" ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษาว่า ประกาศธนาคารแห่งประเทศไทย ฉบับลงวันที่ 20 ตุลาคม 2536 และประกาศธนาคารโจทก์ที่กำหนด "ส่วนต่างที่จะใช้บวก" เป็นการกำหนดโดยอาศัยอำนาจตามพระราชบัญญัติการธนาคารพาณิชย์ พ.ศ.2505 มาตรา 14 (2) นั้น ชอบแล้ว มิใช่การแปลขยายความดังฎีกาของจำเลย ฎีกาของจำเลยข้อนี้ฟังไม่ขึ้น

สำหรับปัญหาตามฎีกาของจำเลยว่า อัตราดอกเบี้ย เอ็ม.โอ.อาร์. ตามที่กำหนดในสัญญากู้เบิกเงินเกินบัญชีเป็นอัตราที่เกินกว่าประกาศของโจทก์หรือไม่ โดยจำเลยฎีกาว่า สัญญากู้เบิกเงินเกินบัญชีเขียนว่าให้คิดดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ เอ็ม.โอ.อาร์. บวก 1.25 ต่อปี เท่ากับร้อยละ 14.75 ต่อปี เมื่อคิดคำนวณกลับจะได้อัตรา เอ็ม.โอ.อาร์. เท่ากับร้อยละ 13.5 ต่อปี เกินกว่าประกาศดอกเบี้ยอัตรา เอ็ม.โอ.อาร์. ของโจทก์ในขณะนั้น เห็นสมควรวินิจฉัยรวมไปกับปัญหาตามฎีกาของจำเลยว่า โจทก์มีสิทธิคิดดอกเบี้ยตามอัตราร้อยละ เอ็ม.โอ.อาร์. บวก 1.25 ต่อปี หรือไม่ โดยจำเลยฎีกาว่า โจทก์คิดดอกเบี้ยเกินกว่าประกาศของโจทก์มาตลอดเป็นการไม่ชอบ ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษาให้โจทก์มีสิทธิคิดดอกเบี้ยตามอัตราร้อยละ เอ็ม.โอ.อาร์. บวก 1.25 ต่อปี โดยไม่ได้พิจารณาข้อเท็จจริงดังกล่าว ดอกเบี้ยตามสัญญากู้เบิกเงินเกินบัญชีเกินกว่าประกาศของโจทก์เป็นโมฆะนั้น เห็นว่า ดอกเบี้ยที่กำหนดในสัญญากู้เบิกเงินเกินบัญชีเขียนเป็นตัวอักษรว่า คิดในอัตราร้อยละ เอ็ม.โอ.อาร์ บวก 1.25 ต่อปี แต่เขียนเป็นตัวเลขอัตราร้อยละ 14.75 ต่อปี แตกต่างกัน เพราะอัตราดอกเบี้ย เอ็ม.โอ.อาร์ ตามประกาศของโจทก์ในขณะนั้นเท่ากับอัตราร้อยละ 12 ต่อปี เมื่อคิดตามตัวอักษรจะต้องเป็นดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 13.25 ต่อปี เท่านั้น เมื่อตัวอักษรกับตัวเลขไม่ตรงกัน และมิอาจหยั่งทราบเจตนาอันแท้จริงได้ จึงต้องถือเอาอัตราดอกเบี้ยที่กำหนดไว้เป็นตัวอักษรซึ่งเป็นอัตราดอกเบี้ยที่ต่ำกว่าที่กำหนดเป็นตัวเลข ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 12 และ 13 และโจทก์มีสิทธิเปลี่ยนแปลงอัตราดอกเบี้ยโดยไม่ต้องบอกกล่าวจำเลยล่วงหน้าตามสัญญากู้เบิกเงินเกินบัญชี ศาลอุทธรณ์ภาค 1 กำหนดให้โจทก์มีสิทธิคิดดอกเบี้ยได้ในอัตราร้อยละ เอ็ม.โอ.อาร์. บวก 1.25 ต่อปี ตามตัวอักษรตลอดอายุสัญญา ไม่เกินกว่าอัตราตามประกาศของโจทก์ชอบแล้ว ฎีกาของจำเลยข้อนี้ฟังไม่ขึ้น เมื่อโจทก์จะต้องคิดคำนวณดอกเบี้ยใหม่ตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 1 กรณีจึงไม่จำต้องวินิจฉัยฎีกาของจำเลยที่ว่า โจทก์คิดดอกเบี้ยตามสัญญามาถูกต้องหรือไม่ เพราะไม่ทำให้ผลคดีเปลี่ยนแปลงไป

มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยประการสุดท้ายว่า จะต้องนำเงินที่จำเลยนำเข้าบัญชีกระแสรายวันหักออกจากหนี้กู้เบิกเงินเกินบัญชีหรือไม่ เห็นว่า เมื่อต้องมีการคิดคำนวณหนี้กู้เบิกเงินเกินบัญชีกันใหม่โดยใช้ดอกเบี้ยตามที่ศาลอุทธรณ์ภาค 1 กำหนด จึงต้องนำเงินที่จำเลยนำเข้าชำระรวมทั้งสิ้น 7 ครั้ง หลังจากวันที่ 29 กุมภาพันธ์ 2543 อันเป็นวันที่สัญญากู้เบิกเงินเกินบัญชีเลิกกัน ตามใบแจ้งรายการบัญชี STATEMENT และสำเนาใบนำฝากบัญชีเงินฝากกระแสรายวันไปหักออกจากหนี้ที่ค้างชำระด้วย ศาลอุทธรณ์ภาค 1 มิได้พิพากษาให้หักเงินดังกล่าวออกไม่ถูกต้อง ฎีกาของจำเลยข้อนี้ฟังขึ้น

พิพากษาแก้เป็นว่า ให้นำเงินที่จำเลยฝากเข้าบัญชีกระแสรายวันหลังจากวันที่ 29 กุมภาพันธ์ 2543 หักออกจากหนี้กู้เบิกเงินเกินบัญชีตามวันที่นำเงินเข้า โดยให้หักชำระดอกเบี้ยก่อนที่เหลือให้หักชำระหนี้ต้นเงิน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาให้เป็นพับ นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 1
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 12 ม. 13
ชื่อคู่ความ
ธนาคารไทยธนาคาร จำกัด (มหาชน)
โดยบริษัทบริหารสินทรัพย์ กรุงเทพพาณิชย์ จำกัด
โจทก์ — ผู้เข้าสวมสิทธิเป็นคู่ความแทน
จำเลย — นางสาววันเหลือ อนิวัฒนานนท์
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดสระบุรี — นายพินิจ สุริยะจันทร์
ศาลอุทธรณ์ภาค 1 — นายปริญญา ดีผดุง
ชื่อองค์คณะ
ธีระพงศ์ จิระภาค
วิรุฬห์ แสงเทียน
อาเล็ก จรรยาทรัพย์กิจ
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 13723/2557
#575234
เปิดฉบับเต็ม

คดีก่อนโจทก์ฟ้องจำเลยเรื่องผิดสัญญาหย่า และแบ่งสินสมรส โดยมีการทำสัญญาประนีประนอมยอมความกัน มิได้มีการฟ้องเรียกค่าอุปการะเลี้ยงดูแต่อย่างใด ทั้งการฟ้องเรื่องค่าอุปการะเลี้ยงดูสามารถฟ้องคดีได้ต่างหากโดยไม่ต้องอ้างอิงการหย่าเนื่องจากบิดามารดามีหน้าที่ร่วมกันอุปการะเลี้ยงดูบุตรผู้เยาว์ไม่ว่าจะหย่ากันหรือไม่และบุตรผู้เยาว์จะอยู่ในอำนาจปกครองของฝ่ายใด ตามทะเบียนการหย่าก็ไม่ได้มีข้อตกลงเรื่องค่าอุปการะเลี้ยงดูแต่อย่างใด คงมีแต่ข้อตกลงเรื่องให้บุตรอยู่ในความปกครองของทั้งสองฝ่ายเท่านั้น การฟ้องเรียกค่าอุปการะเลี้ยงดูบุตรผู้เยาว์ในคดีนี้ จึงมิใช่เรื่องที่เคยว่ากันมาก่อนในคดีเดิมหรือเป็นข้อเรียกร้องที่มีขึ้นก่อนการฟ้องคดีเดิมซึ่งต้องฟ้องเรียกร้องในคดีเดิม ฟ้องคดีนี้จึงไม่เป็นการรื้อร้องฟ้องกันอีกในประเด็นที่ได้วินิจฉัยโดยอาศัยเหตุอย่างเดียวกัน ไม่เป็นฟ้องซ้ำ

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องและแก้ไขคำฟ้องขอให้บังคับจำเลยแบ่งสินสมรสแก่โจทก์กึ่งหนึ่ง หากแบ่งไม่ได้ให้ชดใช้เป็นเงินจำนวน 615,000 บาท และให้จำเลยจ่ายค่าอุปการะเลี้ยงดูบุตรผู้เยาว์ เดือนละ 3,000 บาท นับแต่วันจดทะเบียนหย่าจนกว่าบุตรจะบรรลุนิติภาวะ หรือจ่ายครั้งเดียวจำนวน 300,000 บาท

จำเลยให้การและฟ้องแย้งขอให้ยกฟ้องและขอให้พิพากษาให้เพิกถอนอำนาจปกครองของโจทก์และให้จำเลยเป็นผู้ปกครองบุตรผู้เยาว์เพียงฝ่ายเดียว

โจทก์ให้การแก้ฟ้องแย้งขอให้ยกฟ้องแย้ง

ในวันนัดชี้สองสถาน คู่ความแถลงขอสละประเด็นข้อพิพาทอื่น คงเหลือประเด็นข้อพิพาท ดังนี้ 1. ที่ดินโฉนดเลขที่ 1584 เป็นสินสมรสหรือไม่ 2. โจทก์หรือจำเลยสมควรเป็นผู้ใช้อำนาจปกครองบุตรผู้เยาว์และ 3. จำเลยต้องจ่ายค่าอุปการะเลี้ยงดูบุตรผู้เยาว์แก่โจทก์หรือไม่ เพียงใด

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยแบ่งที่ดินโฉนดเลขที่ 1584 ตำบลหนองพันทา อำเภอโซ่พิสัย จังหวัดหนองคาย (บึงกาฬ) แก่โจทก์กึ่งหนึ่ง ถ้าหากการแบ่งตกลงกันไม่ได้ให้ประมูลกันระหว่างคู่ความหรือมิฉะนั้นให้ขายทอดตลาดนำเงินมาแบ่งกันคนละครึ่ง และให้โจทก์เป็นผู้ใช้อำนาจปกครองเด็กชายธนชัย บุตรผู้เยาว์ โดยกำหนดให้จำเลยจ่ายค่าอุปการะเลี้ยงดูบุตรผู้เยาว์เดือนละ 3,000 บาท นับแต่วันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าบุตรผู้เยาว์จะบรรลุนิติภาวะ กับให้จำเลยใช้ค่าฤชาธรรมเนียมเท่าที่ชนะคดีแทนโจทก์ โดยกำหนดค่าทนายความเป็นเงิน 5,000 บาท ยกฟ้องแย้ง ค่าฤชาธรรมเนียมในส่วนฟ้องแย้งให้เป็นพับ คำขออื่นนอกจากนี้ให้ยก

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 4 แผนกคดีเยาวชนและครอบครัวพิพากษาแก้เป็นว่า คำฟ้องในส่วนคำขอให้แบ่งสินสมรสเป็นฟ้องซ้ำให้ยกเสีย ให้โจทก์กับจำเลยเป็นผู้ใช้อำนาจปกครองเด็กชายธนชัย ผู้เยาว์ร่วมกัน คืนค่าขึ้นศาลชั้นอุทธรณ์ส่วนที่เกินมา 9,300 บาท และคืนค่าฤชาธรรมเนียมใช้แทนโจทก์ในชั้นอุทธรณ์ส่วนที่เกินมา 9,300 บาท แก่จำเลย ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์นอกจากนี้ให้เป็นพับ นอกจากที่แก้คงให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

จำเลยฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีเยาวชนและครอบครัวตรวจวินิจฉัยว่า คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยประการแรกว่า คำฟ้องส่วนที่เรียกค่าอุปการะเลี้ยงดูบุตรผู้เยาว์เป็นฟ้องซ้ำด้วยหรือไม่ เห็นว่า การฟ้องในคดีก่อนซึ่งมีการทำสัญญาประนีประนอมและศาลมีคำพิพากษาตามยอมกันนั้นเป็นฟ้องเรื่องผิดสัญญาหย่า และแบ่งสินสมรส มิได้มีการฟ้องคดีเรียกค่าอุปการะเลี้ยงดูแต่อย่างใด การฟ้องเรื่องค่าอุปการะเลี้ยงดูสามารถฟ้องคดีได้ต่างหากโดยไม่ต้องอ้างอิงการหย่าเนื่องจากบิดามารดามีหน้าที่อุปการะเลี้ยงดูบุตรผู้เยาว์ไม่ว่าจะหย่ากันหรือไม่และบุตรผู้เยาว์จะอยู่ในอำนาจปกครองของฝ่ายใดทั้งเมื่อตรวจดูสำเนาทะเบียนการหย่า ก็ไม่ได้มีข้อตกลงเรื่องค่าอุปการะเลี้ยงดูแต่อย่างใด คงมีแต่ข้อตกลงเรื่องให้บุตรอยู่ในความปกครองของทั้งสองฝ่ายเท่านั้น ดังนั้นการฟ้องเรียกค่าอุปการะเลี้ยงดูจึงมิได้เป็นเรื่องที่เคยว่ากันมาก่อนในคดีเดิม จึงไม่เป็นฟ้องซ้ำ ฎีกาของจำเลยข้อนี้ฟังไม่ขึ้น

ปัญหาที่ต้องวินิจฉัยประการต่อไปมีว่า สมควรเพิกถอนอำนาจปกครองบุตรผู้เยาว์ของโจทก์และให้จำเลยเป็นผู้ใช้อำนาจปกครองบุตรผู้เยาว์ฝ่ายเดียวหรือไม่ เห็นว่า แม้จำเลยจะอ้างว่ามีบุตรสาวคอยดูแลบุตรผู้เยาว์แทนจำเลย แต่เป็นบุตรต่างมารดากับผู้เยาว์ ไม่น่าเชื่อว่าบุตรสาวของจำเลยจะรักและเอ็นดูผู้เยาว์ และจะสามารถดูแลผู้เยาว์ให้มีความสุขได้ อายุก็ไล่เลี่ยกัน เพราะต่างก็เป็นบุตรของจำเลย จึงไม่น่าเชื่อว่าจะช่วยดูแลผู้เยาว์ได้ดีกว่าโจทก์ สำหรับตัวจำเลยก็สมรสใหม่มีบุตรกับภริยาคนใหม่อีก 1 คน อายุ 2 ปีเศษ เมื่อจำเลยมีบุตรใหม่จำเลยก็เอาผู้เยาว์ไปให้บิดามารดาของจำเลยซึ่งชรามากแล้วดูแล แสดงว่าจำเลยกับภริยาใหม่ของจำเลยไม่ต้องการเลี้ยงดูผู้เยาว์โจทก์จึงไปรับผู้เยาว์มาอุปการะเลี้ยงดูแทน ส่วนโจทก์ยังไม่ได้สมรสใหม่ จึงเห็นว่าโจทก์จะสามารถดูแลและอุปการะเลี้ยงดูผู้เยาว์ได้ดีกว่าจำเลย ผู้เยาว์อายุ 8 ปี ขณะฟ้องคดี ถือว่าผู้เยาว์อยู่ในวัยที่สามารถดูแลหาอาหารกินเองได้แล้วหากมีผู้จัดเตรียมอาหารไว้ให้ ประกอบกับความผูกพันทางจิตใจของมารดาที่มีต่อบุตรที่ตนให้กำเนิดย่อมมีความแนบแน่นกว่าบิดา การที่บุตรผู้เยาว์อยู่กับโจทก์ซึ่งเป็นมารดาน่าจะมีผลดีต่อสุขภาพจิตของบุตรผู้เยาว์ โจทก์มีรายได้จากการประกอบอาชีพพอสมควร สามารถอุปการะเลี้ยงดูผู้เยาว์ได้โดยไม่เดือดร้อน ผู้เยาว์จะมีสุขภาพจิตดีกว่าอยู่ในการอุปการะเลี้ยงดูของจำเลยร่วมกับบุตรสาวของจำเลย และต้องอยู่ร่วมบ้านกับภริยาใหม่ของจำเลยซึ่งถือว่าเป็นแม่เลี้ยงของผู้เยาว์และน้องชายซึ่งเป็นบุตรของแม่เลี้ยง กรณีจึงไม่มีเหตุที่จะเพิกถอนอำนาจปกครองบุตรผู้เยาว์ของโจทก์ สมควรให้โจทก์เป็นผู้อุปการะเลี้ยงดูผู้เยาว์โดยให้โจทก์และจำเลยเป็นผู้ใช้อำนาจปกครองร่วมกัน ตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 4 ฎีกาของจำเลยฟังไม่ขึ้น แต่เห็นสมควรกำหนดให้ชัดเจนขึ้นโดยให้แต่ละฝ่ายมีสิทธิติดต่อผู้เยาว์ได้ตามสมควรแก่พฤติการณ์ในกรณีที่ผู้เยาว์อาศัยอยู่กับอีกฝ่ายด้วย

ปัญหาที่จะต้องวินิจฉัยประการต่อไปมีว่า สมควรกำหนดค่าอุปการะเลี้ยงดูบุตรผู้เยาว์เป็นจำนวนแน่นอนหรือไม่ เห็นว่า การกำหนดให้จำเลยจ่ายค่าอุปการะเลี้ยงดูบุตรผู้เยาว์จำนวน 3,000 บาท จนกว่าผู้เยาว์จะบรรลุนิติภาวะเป็นจำนวนที่เหมาะสมแล้ว ฎีกาของจำเลยฟังไม่ขึ้น

พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ. ม. 148
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นางธัญยามิตร อินทรพาณิชย์
จำเลย — นายประนอบ กิ่งแก้ว
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลเยาวชนและครอบครัวจังหวัดบึงกาฬ — นายสกล ดาวกระจาย
ศาลอุทธรณ์ภาค 4 — นายสมัย เฮงมีชัย
ชื่อองค์คณะ
วีรา ไวยหงษ์ รินทร์ศรี
พฤษภา พนมยันตร์
อาเล็ก จรรยาทรัพย์กิจ
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา