คำพิพากษา คำสั่งคำร้องและคำวินิจฉัยศาลฎีกา

ทั้งหมด 133,243 รายการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 13415/2557
#571554
เปิดฉบับเต็ม

ตามบทบัญญัติแห่ง ป.อ. มาตรา 36 แม้จะไม่ได้บัญญัติไว้โดยตรงห้ามจำเลยขอคืนของกลางที่ศาลสั่งริบก็ตาม แต่ก็เห็นได้ว่าเป็นเรื่องให้สิทธิแก่บุคคลภายนอก ซึ่งมิใช่จำเลยในคดีนั้นเท่านั้นที่จะมีสิทธิขอคืนทรัพย์สินของกลางที่ศาลสั่งริบโดยอ้างว่าตนเป็นเจ้าของที่แท้จริงและมิได้รู้เห็นเป็นใจด้วยในการกระทำความผิด มิใช่ให้สิทธิแก่จำเลยในคดีที่จะใช้สิทธิเช่นนั้นได้ด้วย เพราะหากจำเลยเป็นเจ้าของอันแท้จริงในทรัพย์สินของกลางและมิได้รู้เห็นเป็นใจด้วยในการกระทำความผิด จำเลยก็ย่อมมีสิทธินำพยานเข้าสืบในชั้นพิจารณาคดีนั้นเพื่อแสดงว่าจำเลยเป็นเจ้าของทรัพย์สินของกลางแท้จริงและมิได้รู้เห็นเป็นใจในการกระทำความผิด ดังนั้น เมื่อผู้ร้องเป็นจำเลย ในคดีที่ศาลมีคำสั่งริบรถใช้ในงานเกษตรดังกล่าวของกลางและคดีดังกล่าวถึงที่สุดแล้ว จำเลยจึงไม่มีสิทธิที่จะยื่นคำร้องขอให้ศาลสั่งคืนรถใช้ในงานเกษตรข้างต้นของกลางได้

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
คดีสืบเนื่องมาจากศาลชั้นต้นมีคำพิพากษาลงโทษจำเลยตามพระราชบัญญัติป่าไม้ พ.ศ.2484 มาตรา 4, 73 วรรคหนึ่ง และริบของกลาง

จำเลยยื่นคำร้องขอให้ศาลมีคำสั่งคืนรถของกลางแก่จำเลย

ศาลชั้นต้นมีคำสั่งยกคำร้อง

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 3 แผนกคดีสิ่งแวดล้อม พิพากษายืน

จำเลยฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีสิ่งแวดล้อมวินิจฉัยว่า มีปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยว่า จำเลยมีสิทธิที่จะยื่นคำร้องขอให้ศาลสั่งคืนรถใช้ในงานเกษตรหมายเลขทะเบียน ฆข 9666 ชัยภูมิ ของกลางแก่จำเลยหรือไม่ เห็นว่า ตามบทบัญญัติแห่งประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 36 แม้จะไม่ได้บัญญัติไว้โดยตรงห้ามจำเลยขอคืนของกลางที่ศาลสั่งริบก็ตาม แต่ก็เห็นได้ว่าเป็นเรื่องให้สิทธิแก่บุคคลภายนอก ซึ่งมิใช่จำเลยในคดีนั้นเท่านั้นที่จะมีสิทธิขอคืนทรัพย์สินของกลางที่ศาลสั่งริบโดยอ้างว่าตนเป็นเจ้าของที่แท้จริงและมิได้รู้เห็นเป็นใจด้วยในการกระทำความผิด มิใช่ให้สิทธิแก่จำเลยในคดีที่จะใช้สิทธิเช่นนั้นได้ด้วย เพราะหากจำเลยเป็นเจ้าของอันแท้จริงในทรัพย์สินของกลางและมิได้รู้เห็นเป็นใจด้วยในการกระทำความผิด จำเลยก็ย่อมมีสิทธินำพยานเข้าสืบในชั้นพิจารณาคดีนั้นเพื่อแสดงว่าจำเลยเป็นเจ้าของทรัพย์สินของกลางแท้จริงและมิได้รู้เห็นเป็นใจในการกระทำความผิด ดังนั้น เมื่อผู้ร้องเป็นจำเลย ในคดีที่ศาลมีคำสั่งริบรถใช้ในงานเกษตรดังกล่าวของกลางและคดีดังกล่าวถึงที่สุดแล้ว จำเลยจึงไม่มีสิทธิที่จะยื่นคำร้องขอให้ศาลสั่งคืนรถใช้ในงานเกษตรข้างต้นของกลางได้ ที่ศาลล่างทั้งสองยกคำร้องขอคืนรถใช้ในงานเกษตรกรรมของกลางของจำเลยจึงชอบแล้ว ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาของจำเลยฟังไม่ขึ้น

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.อ. ม. 36
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการจังหวัดบัวใหญ่
จำเลย — นายอุลักษ์ พิรักษา
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดบัวใหญ่ — นางสาวณัฐทญา วิสัยจร
ศาลอุทธรณ์ภาค 3 — นางสาวนัยนาวุธ จันทร์จำเริญ
ชื่อองค์คณะ
ณัฏฐชัย ไวยภาษจีรกุล
อุบลรัตน์ ลุยวิกกัย
พันธุ์เลิศ บุญเลี้ยง
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 13398/2557
#572280
เปิดฉบับเต็ม

โจทก์ร่วมและจำเลยมีข้อตกลงกันว่า หากลูกค้าต่อรองราคาต่างหูเพชรพิพาทจำเลยจะต้องโทรศัพท์สอบถามโจทก์ร่วมก่อนว่าสามารถขายในราคาดังกล่าวได้หรือไม่ ข้อตกลงนี้มีผลทำให้จำเลยไม่มีอิสระในการกำหนดราคาขายได้จริง นิติกรรมระหว่างโจทก์ร่วมและจำเลยจึงมิใช่เป็นการซื้อขายเสร็จเด็ดขาด แต่เป็นการที่โจทก์ร่วมมอบต่างหูเพชรของกลางแก่จำเลยให้ไปขายแทนโจทก์ร่วม ความสัมพันธ์ระหว่างโจทก์ร่วมและจำเลยเป็นเรื่องตัวแทน โดยจำเลยเป็นตัวแทนขายต่างหูเพชรของกลางให้แก่ลูกค้าแทนโจทก์ร่วมผู้เป็นตัวการ เมื่อจำเลยครอบครองต่างหูเพชรของกลางของโจทก์ร่วมแล้วนำไปจำนำไว้แก่บุคคลอื่น จึงเป็นการแสวงหาประโยชน์ที่มิควรได้โดยชอบ การกระทำของจำเลยเป็นการเบียดบังต่างหูเพชรของกลางของโจทก์ร่วมโดยเจตนาทุจริตเป็นความผิดตาม ป.อ. มาตรา ๓๕๒ วรรคแรก

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 352

จำเลยให้การปฏิเสธ

ระหว่างพิจารณา นางวรพรรณ ผู้เสียหายยื่นคำร้องขอเข้าร่วมเป็นโจทก์ ศาลชั้นต้นอนุญาต

ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง

โจทก์และโจทก์ร่วมอุทธรณ์ โดยอธิบดีอัยการ สำนักงานคดีศาลสูงซึ่งอัยการสูงสุดได้มอบหมาย รับรองให้โจทก์อุทธรณ์ในปัญหาข้อเท็จจริง และผู้พิพากษาซึ่งพิจารณาและลงชื่อในคำพิพากษาศาลชั้นต้นอนุญาตให้โจทก์ร่วมอุทธรณ์ในปัญหาข้อเท็จจริง

ศาลอุทธรณ์พิพากษากลับว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 352 วรรคแรก ให้จำคุก 2 ปี

จำเลยฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงที่คู่ความมิได้โต้แย้งกันในชั้นฎีการับฟังเป็นยุติว่า โจทก์ร่วมเป็นเจ้าของร้านสิริพรรณอัญมณี ประกอบธุรกิจจำหน่ายอัญมณีหรือเครื่องประดับ จำเลยประกอบอาชีพช่างเสริมสวยและจำหน่ายอัญมณี โจทก์ร่วมและจำเลยรู้จักกันมานานประมาณ 10 ปี เมื่อเดือนมีนาคม 2551 โจทก์ร่วมให้อัญมณีหลายรายการมูลค่าประมาณ 10,000,000 บาท แก่จำเลยไปจำหน่าย และจำเลยสามารถจำหน่ายอัญมณีดังกล่าวและชำระเงินให้โจทก์ร่วมได้ครบถ้วน ต่อมาวันที่ 24 เมษายน 2551 โจทก์ร่วมมอบต่างหูเพชรของกลางน้ำหนัก 8.09 กะรัต 1 คู่ ราคา 3,300,000 บาท แก่จำเลยเพื่อไปจำหน่าย แต่จำเลยกลับนำไปจำนำเป็นประกันหนี้เงินยืมที่จำเลยยืมเงินนางสาวณัฎฐินี เป็นเงิน 1,600,000 บาท ตามหนังสือสัญญากู้ยืมเงิน โจทก์ร่วมนำเจ้าพนักงานตำรวจยึดต่างหูเพชรของกลางคืนจากนางสาวณัฎฐินี และแจ้งความดำเนินคดีจำเลยในความผิดฐานยักยอก

คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยว่า จำเลยกระทำผิดฐานยักยอกตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์หรือไม่ จำเลยฎีกาว่า เมื่อโจทก์ร่วมมอบต่างหูเพชรของกลางให้จำเลยไปจำหน่าย โจทก์ร่วมทำใบรายการยืมให้จำเลยลงชื่อรับของไว้เป็นหลักฐาน แต่ไม่มีข้อความระบุห้ามมิให้จำเลยนำสินค้าไปจำนำ หรือค้ำประกันหนี้แก่บุคคลภายนอก ไม่มีข้อตกลงว่าเมื่อจำเลยขายสินค้าไม่ได้จะต้องนำสินค้าที่รับไปคืนโจทก์ร่วมภายในกี่วัน และมิได้มีข้อความที่ระบุว่าโจทก์ร่วมแต่เพียงผู้เดียวเป็นผู้มีสิทธิกำหนดราคาขายแก่ลูกค้า จำเลยสามารถกำหนดราคาสินค้าได้ด้วยตนเอง เพียงแต่มีหน้าที่ชำระราคาตามที่โจทก์ร่วมกำหนดไว้ในใบยืมเท่านั้น ความสัมพันธ์ระหว่างโจทก์ร่วมกับจำเลยเป็นนิติกรรมการซื้อขายเสร็จเด็ดขาด กรรมสิทธิ์ในต่างหูเพชรของกลางย่อมโอนมายังจำเลยนับแต่วันที่ 24 เมษายน 2551 แล้ว จำเลยมีสิทธินำต่างหูเพชรของกลางไปวางเป็นหลักประกันเงินกู้ได้ จำเลยไม่มีความผิดฐานยักยอกนั้น เห็นว่า โจทก์และโจทก์ร่วมมีโจทก์ร่วมและนายประสิทธิ์ สามีโจทก์ร่วมเบิกความทำนองเดียวกันว่า โจทก์ร่วมและจำเลยมีข้อตกลงเกี่ยวกับการที่จำเลยรับสินค้าของโจทก์ร่วมไปจำหน่ายว่า โจทก์ร่วมจะเป็นผู้กำหนดราคาสินค้าแต่ละชิ้น หากลูกค้าต่อรองราคาจำเลยจะต้องโทรศัพท์สอบถามโจทก์ร่วมก่อนว่าสามารถขายในราคาดังกล่าวได้หรือไม่ หากจำเลยขายสินค้าได้ โจทก์ร่วมจะคิดค่าตอบแทนให้ร้อยละ 2 ของราคาขาย การชำระราคาสินค้านั้นให้จำเลยโอนเงินเข้าบัญชีโจทก์ร่วม และหากจำเลยไม่นำเงินของลูกค้าโอนเข้าบัญชีภายในกำหนด โจทก์ร่วมจะติดตามทวงถามให้จำเลยนำสินค้ามาส่งคืน จำเลยรับต่างหูของกลางไปจำหน่าย ตามใบยืมสินค้า ครั้นวันที่ 28 เมษายน 2551 จำเลยโทรศัพท์แจ้งโจทก์ร่วมว่าขายต่างหูเพชรของกลางได้แล้ว แต่ขอลดราคาและขอผัดการชำระราคาต่างหูเพชรของกลางสองเดือนครึ่งเนื่องจากลูกค้ายังไม่พร้อมชำระราคา โจทก์ร่วมยอมลดราคาให้ 50,000 บาท เมื่อครบกำหนดจำเลยไม่นำเงินค่าต่างหูเพชรของกลางโอนเข้าบัญชี โจทก์ร่วมจึงทวงถามจำเลยจนถึงวันที่ 12 กรกฎาคม 2551 จำเลยรับกับโจทก์ร่วมว่าสินค้าทั้งหมดที่ได้รับจากโจทก์ร่วมนั้นจำเลยมิได้นำไปขายแต่นำไปจำนำบ้าง นำไปเป็นประกันเงินกู้บ้าง สำหรับต่างหูเพชรของกลางจำเลยนำไปวางค้ำประกันเงินยืมแก่นางสาวณัฏฐินี และเมื่อได้ตรวจดู ซึ่งเป็นใบยืมสินค้าของกลางแล้ว ปรากฏว่านอกจากใบยืมสินค้าดังกล่าวระบุรายการสินค้าที่จำเลยรับไปว่าเป็นต่างหูเพชรของกลางแล้ว ยังมีการกำหนดราคาต่างหูเพชรไว้เป็นเงิน 3,350,000 บาท มีการขีดฆ่าราคาต่างหูเพชรจากราคา 3,350,000 บาท แล้วเขียนราคาใหม่เป็นเงิน 3,300,000 บาท พร้อมกับระบุวันที่ลดราคาต่างหูของกลางไว้ด้วยว่าเป็นวันที่ 28 เมษายน 2551 ข้อมูลตามใบยืมสินค้าสอดคล้องกับคำเบิกความของโจทก์ร่วมว่า ในวันที่โจทก์ร่วมลดราคาต่างหูเพชรของกลางนั้นจำเลยขายต่างหูเพชรของกลางได้โดยลูกค้าขอลดราคาอีก และจำเลยมิได้นำสืบปฏิเสธว่าไม่เคยติดต่อขอลดราคาต่างหูเพชรจากโจทก์ร่วม ข้อมูลในใบยืมสินค้า ทำให้คำเบิกความของพยานโจทก์และโจทก์ร่วมมีน้ำหนักรับฟังได้ว่า โจทก์ร่วมและจำเลยมีข้อตกลงกันว่า หากลูกค้าต่อรองราคาต่างหูเพชรพิพาทจำเลยจะต้องโทรศัพท์สอบถามโจทก์ร่วมก่อนว่าสามารถขายภายในราคาดังกล่าวได้หรือไม่ ข้อตกลงนี้มีผลทำให้จำเลยไม่มีอิสระในการกำหนดราคาขายได้จริงดังที่จำเลยฎีกา นิติกรรมระหว่างโจทก์ร่วมและจำเลยจึงมิใช่เป็นการซื้อขายเสร็จเด็ดขาดแต่เป็นการที่โจทก์ร่วมมอบต่างหูเพชรของกลางแก่จำเลยให้ไปขายแทนโจทก์ร่วม ความสัมพันธ์ระหว่างโจทก์ร่วมและจำเลยเป็นเรื่องตัวแทนโดยจำเลยเป็นตัวแทนขายต่างหูเพชรของกลางให้แก่ลูกค้าแทนโจทก์ร่วมผู้เป็นตัวการเมื่อจำเลยครอบครองต่างหูเพชรของกลางของโจทก์ร่วมแล้วนำไปจำนำไว้แก่บุคคลอื่นจึงเป็นการแสวงหาประโยชน์ที่มิควรได้โดยชอบ การกระทำของจำเลยเป็นการเบียดบังต่างหูเพชรของกลางของโจทก์ร่วมโดยเจตนาทุจริตเป็นความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 352 วรรคแรก ที่ศาลอุทธรณ์พิพากษาว่าจำเลยมีความผิดตามฟ้องนั้นชอบแล้ว แต่ที่ศาลอุทธรณ์ลงโทษจำคุกจำเลยถึง 2 ปี นั้นหนักเกินไป เห็นสมควรกำหนดโทษจำคุกจำเลยเสียใหม่ให้เหมาะสมแก่สภาพความผิด

พิพากษาแก้เป็นว่า ให้ลงโทษจำคุกจำเลย 1 ปี นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.อ. ม. 352 วรรคแรก
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการ สำนักงานอัยการสูงสุด
โจทก์ร่วม — นางวรพรรณ พานิชตระกูล
จำเลย — นางสมคิด สุขไพศาล
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลแขวงธนบุรี — นายสุรศักดิ์ วิศิษฎ์สมบัติ
ศาลอุทธรณ์ — นายบวรศักดิ์ ทวิพัฒน์
ชื่อองค์คณะ
โสฬส สุวรรณเนตร์
สมยศ เข็มทอง
ไมตรี สุเทพากุล
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 13383 -ที่ 13386/2557
#580029
เปิดฉบับเต็ม

ผู้เช่ามีเจตนาทุจริตหลอกลวงจำเลยที่ 1 ให้ส่งมอบรถยนต์ให้ผู้เช่ามาตั้งแต่แรกด้วยการแสดงข้อความอันเป็นเท็จว่าผู้เช่าประกอบธุรกิจเกี่ยวกับขนส่งกับเป็นตัวแทนผู้นำเข้าและส่งออกสินค้า และมีความประสงค์จะเช่ารถยนต์จากจำเลยที่ 1 เพื่อนำไปใช้ในการประกอบธุรกิจ ทำให้จำเลยที่ 1 หลงเชื่อว่าเป็นความจริงจึงตกลงส่งมอบรถยนต์ 3 คัน ให้ผู้เช่า แต่ความจริงผู้เช่าไม่มีเจตนาที่จะเช่ารถยนต์แต่อย่างใด แม้จะชำระค่าเช่ามาบางส่วนแต่ก็เพื่อที่จะทำให้จำเลยที่ 1 หลงเชื่อและเพื่อฉ้อโกงรถยนต์คันต่อไปจากโจทก์เพิ่มอีกดังที่ได้ติดต่อไว้ จึงถือว่าไม่มีการเช่ารถยนต์ดังกล่าวกันจริง แม้ต่อมาจำเลยที่ 1 จะได้ดำเนินคดีอาญากับ ม. ผู้มีอำนาจกระทำการแทนผู้เช่าในเรื่องนี้ และศาลแขวงพระโขนงมีคำพิพากษาลงโทษ ม. ในความผิดฐานยักยอก โดยจำเลยที่ 1 เข้าเป็นโจทก์ร่วมก็ตาม แต่คดีนี้มิใช่คดีแพ่งที่เกี่ยวเนื่องกับคดีอาญาข้างต้น จึงไม่อยู่ในบังคับตาม ป.วิ.อ. มาตรา 46 ที่ต้องถือข้อเท็จจริงตามคำพิพากษาดังกล่าว เมื่อพิจารณาจากข้อเท็จจริงตามพยานหลักฐานข้างต้นถือได้ว่าการกระทำของผู้เช่าเป็นความผิดฐานฉ้อโกง หาใช่ความผิดฐานยักยอกดังที่ศาลล่างทั้งสองวินิจฉัยมาไม่ เมื่อโจทก์ไม่สามารถติดตามรถยนต์ที่ให้เช่ากลับคืนมาได้ย่อมถือได้ว่ารถยนต์ที่ให้เช่าดังกล่าวได้สูญหายไปเนื่องจากถูกฉ้อโกงแล้ว และเมื่อสัญญาประกันวินาศภัยเป็นสัญญาที่ผู้รับประกันภัยตกลงใช้ค่าสินไหมทดแทน หรือใช้เงินจำนวนหนึ่งให้ในกรณีวินาศภัยหากมีขึ้น หรือในเหตุอย่างอื่นในอนาคตดังที่ระบุในสัญญา และในการนี้บุคคลอีกคนหนึ่งตกลงจะส่งเงินซึ่งเรียกว่าเบี้ยประกันภัย ซึ่งตาม ป.พ.พ. มาตรา 869 ได้ให้นิยามคำว่า วินาศภัย ว่า ให้หมายความรวมเอาความเสียหายอย่างใดๆ บรรดาซึ่งจะพึงประมาณเป็นเงินได้ ดังนี้ การที่จำเลยที่ 1 ผู้เอาประกันภัยชำระเบี้ยประกันภัยให้แก่จำเลยร่วมตามสัญญา จำเลยร่วมตกลงรับชำระเบี้ยประกันภัย จำเลยร่วมในฐานะผู้รับประกันภัยย่อมเป็นอันสัญญาว่าตกลงจะใช้ค่าสินไหมทดแทนหรือใช้เงินจำนวนหนึ่งกรณีวินาศภัยหากเกิดขึ้นแก่รถยนต์ที่จำเลยที่ 1 เอาประกันภัย เว้นแต่จะเข้าข้อยกเว้นความรับผิดตามกรมธรรม์ประกันภัย ซึ่งตามเงื่อนไขและความคุ้มครองตามข้อ 5 ระบุว่าการประกันภัยนี้ไม่คุ้มครองความสูญหายอันเกิดจากการลักทรัพย์ หรือยักยอกทรัพย์ โดยบุคคลได้รับมอบหมายหรือครอบครองรถยนต์ตามสัญญาเช่า สัญญาเช่าซื้อ หรือสัญญาจำนำ หรือโดยบุคคลที่จะกระทำสัญญาดังกล่าวข้างต้น แต่คดีนี้ฟังได้ว่าการที่รถยนต์ทั้งสามคันสูญหายเป็นผลมาจากการฉ้อโกง กรณีจึงไม่เข้าข้อยกเว้นความรับผิดตามเงื่อนไขและความคุ้มครองกรมธรรม์ประกันภัยดังกล่าว แม้ข้อ 2 ในเรื่องการชดใช้ความเสียหายหรือสูญหายต่อรถยนต์ ในข้อ 2.1 ในกรณีรถยนต์สูญหายจะมิได้กำหนดว่าในเรื่องรถยนต์สูญหายอันเกิดจากความผิดฐานฉ้อโกง ให้จำเลยร่วมต้องจ่ายค่าสินไหมทดแทนไว้ก็ตาม ก็เห็นว่าการรับประกันภัยก็เป็นการรับผิดชอบต่อความสูญหายหรือเสียหายจากวินาศภัยในกรณีต่างๆ อยู่แล้วซึ่งยากที่จะกำหนดให้ครบถ้วนทุกกรณีได้ เว้นแต่จะเข้าข้อยกเว้นที่ไม่ต้องรับผิดชอบ เมื่อไม่เข้าข้อยกเว้นดังที่วินิจฉัยมาแล้ว วินาศภัยอื่นที่เกิดขึ้นแม้มิได้กำหนดไว้ในกรมธรรม์ประกันภัย อย่างเช่นความสูญหายของรถยนต์ทั้งสามคันอันเกิดจากการฉ้อโกงคดีนี้ จำเลยร่วมซึ่งเป็นผู้รับประกันภัยก็หาพ้นจากความรับผิดตามกรมธรรม์ประกันภัยไม่ จำเลยร่วมจึงมีหน้าที่ชดใช้ค่าสินไหมทดแทนเต็มจำนวนเงินเอาประกันภัย และตามเงื่อนไขและความคุ้มครองกรมธรรม์ประกันภัยข้อ 2 ซึ่งในเงื่อนไขข้อดังกล่าวยังระบุว่าให้จำเลยที่ 1 ผู้เอาประกันภัยต้องโอนกรรมสิทธิ์รถยนต์ให้จำเลยร่วมทันทีและให้ถือว่าการคุ้มครองรถรถยนต์นั้นสิ้นสุดลง ดังนั้น แม้ภายหลังจะได้ความว่าจำเลยที่ 1 จะได้ติดตามรถยนต์ที่สูญหายคืนมาได้ 1 คัน แต่จำเลยที่ 1 ก็มีหนังสือถึงจำเลยร่วมเรียกให้ใช้ค่าสินไหมทดแทนรถยนต์ที่สูญหายไปทั้งสามคัน และให้มารับซากรถยนต์ที่ติดตามได้คืนมาแล้ว อันเป็นการแสดงว่าจำเลยที่ 1 ได้ใช้สิทธิตามข้อ 2.1.2 ตามเงื่อนไขและความคุ้มครองกรมธรรม์ประกันภัยสละสิทธิไม่ขอรับรถยนต์คืน จำเลยร่วมจึงต้องใช้ค่าสินไหมทดแทนในรถยนต์คันนี้ให้แก่จำเลยที่ 1 ด้วย

แม้รถยนต์ที่เช่าซื้อสูญหายจะเป็นผลให้สัญญาเช่าซื้อระหว่างโจทก์กับจำเลยที่ 1 ระงับไปนับแต่วันที่รถยนต์สูญหายตาม ป.พ.พ. มาตรา 567 แต่ปรากฏว่าสัญญาเช่าซื้อข้อ 6 และข้อ 6.2.3 ระบุความรับผิดของผู้เช่าซื้อในกรณีทรัพย์ที่เช่าซื้อสูญหายไว้ความว่า หากรถยนต์ที่เช่าซื้อสูญหาย ถือว่าผู้เช่าซื้อบอกเลิกสัญญาทั้งหมด และโจทก์อาจยอมรับการบอกเลิกสัญญานั้นทันทีหรือเมื่อใดหลังจากนั้นก็ได้ และเมื่อสัญญาสิ้นสุดลงผู้เช่าซื้อต้องชำระค่าเสียหายต่างๆ แก่โจทก์ อันได้แก่ ค่าเสียหายที่คู่สัญญาตกลงกันให้คำนวณจากเงินงวดและดอกเบี้ยที่ค้าง ค่าโสหุ้ยและค่าใช้จ่ายทั้งหมดของโจทก์ในการค้นหา ยึดคืน ซ่อมแซม เก็บรักษา ทวงหนี้ ค่าเสียหายที่คู่สัญญาตกลงกันให้คำนวณจากเงินค่างวดทั้งหมดที่จะต้องชำระในระยะเวลาเช่าซื้อที่เหลือ ตลอดจนค่าเสียหายอื่นๆ ดังนี้ ย่อมถือว่าจำเลยที่ 1 ตกลงจะชำระค่าเสียหายให้แก่โจทก์ในกรณีนี้ไว้ด้วย จำเลยที่ 1 จึงต้องผูกพันรับผิดต่อโจทก์ตามข้อตกลงดังกล่าว แต่การกำหนดความรับผิดในการที่จำเลยที่ 1 ไม่ชำระหนี้ไว้ล่วงหน้าตามข้อตกลงเช่นว่านี้ มีลักษณะเป็นเบี้ยปรับ ซึ่งศาลอาจพิจารณากำหนดเป็นจำนวนพอสมควรได้ตาม ป.พ.พ. มาตรา 383 วรรคหนึ่ง ค่าเช่าซื้อที่จำเลยที่ 1 ชำระแต่ละงวดมิใช่เป็นการชำระราคารถแต่เพียงอย่างเดียว หากแต่ยังมีค่าธรรมเนียมเช่าซื้อและค่าภาษีมูลค่าเพิ่มรวมอยู่ด้วย เมื่อหักค่าธรรมเนียมเช่าซื้อและค่าภาษีมูลค่าเพิ่มดังกล่าวออกจากค่าเช่าซื้อที่ชำระไปแล้ว ที่ศาลล่างทั้งสองกำหนดให้จำเลยที่ 1 ที่ 2 และที่ 3 ร่วมกันรับผิดต่อโจทก์เหมาะสมแล้ว

อนึ่ง คดีนี้ศาลรวมพิจารณาและพิพากษาคดีทั้งสี่สำนวนเข้าด้วยกัน มูลคดีมาจากรถยนต์พิพาท 3 คัน สำนวนแรกจำเลยที่ 1 ในฐานะผู้เอาประกันภัยรถยนต์ ฟ้องจำเลยร่วมในฐานะผู้รับประกันภัยให้รับผิดตามสัญญาประกันภัยเนื่องจากรถยนต์สูญหาย ส่วนสำนวนที่สองถึงสำนวนที่สี่ โจทก์ในฐานะผู้ให้เช่าซื้อรถยนต์ข้างต้นฟ้องจำเลยทั้งสาม ในฐานะผู้เช่าซื้อและผู้ค้ำประกันให้รับผิดตามสัญญาเช่าซื้อ และศาลชั้นต้นได้มีหมายเรียกให้จำเลยร่วมเข้ามาเป็นจำเลยร่วมในคดีสำนวนที่สองถึงสำนวนที่สี่แล้ว ทำให้ในคดีสำนวนที่สองถึงสำนวนที่สี่นี้ ศาลมีอำนาจพิพากษาให้จำเลยร่วมใช้ค่าเสียหายที่ต้องรับผิดตามสัญญาประกันภัยแก่โจทก์ในสำนวนที่สองถึงสำนวนที่สี่ได้ ดังนั้น เมื่อศาลได้วินิจฉัยในสำนวนแรกให้จำเลยร่วมรับผิดต่อจำเลยที่ 1 ที่มีต่อโจทก์ในสำนวนที่สองถึงสำนวนที่สี่ เพื่อประโยชน์ในการบังคับคดีจึงให้นำเงินที่จำเลยร่วมต้องชำระต่อจำเลยที่ 1 ในสำนวนแรกซึ่งมีจำนวนที่มากกว่าอยู่แล้ว มาชำระให้โจทก์ในนามของจำเลยทุกคนในสำนวนที่สองถึงสำนวนที่สี่ เหลืออยู่เท่าใดก็ให้จำเลยร่วมชำระแก่จำเลยที่ 1 เมื่อจำเลยร่วมต้องชำระเงินให้จำเลยที่ 1 เป็นเงิน 3,450,000 บาท และจำเลยร่วมต้องร่วมกับจำเลยที่ 1 ถึงที่ 3 ชำระให้โจทก์เป็นเงิน 1,441,000 บาท เมื่อนำมาหักกลบกันตามที่วินิจฉัยมาข้างต้น จึงเหลือค่าสินไหมทดแทนที่จำเลยร่วมต้องชำระให้แก่จำเลยที่ 1 เป็นเงิน 2,009,000 บาท ส่วนจำเลยที่ 1 ถึงที่ 3 ให้พ้นความรับผิดต่อโจทก์ไป

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
คดีทั้งสี่สำนวน ศาลชั้นต้นพิจารณาและพิพากษารวมกัน โดยเรียกโจทก์สำนวนที่สองถึงที่สี่ว่าโจทก์ เรียกโจทก์สำนวนแรก ซึ่งเป็นจำเลยที่ 1 ในสำนวนที่สองถึงที่สี่ว่า จำเลยที่ 1 เรียกจำเลยที่ 2 และที่ 3 สำนวนที่สองถึงที่สี่ว่า จำเลยที่ 2 และที่ 3 ตามลำดับ และเรียกจำเลยสำนวนแรกซึ่งเป็นจำเลยร่วมสำนวนที่สองถึงที่สี่ว่า จำเลยร่วม

สำนวนแรก โจทก์ฟ้อง ขอให้บังคับจำเลยชำระเงิน 3,966,080.70 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงิน 3,450,000 บาท นับถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ กับให้จำเลยชำระค่าเสียหายจากการใช้สถานที่เก็บซากรถยนต์เดือนละ 10,000 บาท นับจากวันฟ้องจนกว่าจะรับซากรถยนต์คืน

จำเลยให้การขอให้ยกฟ้อง

สำนวนที่สองถึงสำนวนที่สี่ โจทก์ฟ้องและแก้ไขคำฟ้องขอให้บังคับจำเลยทั้งสามร่วมกันส่งมอบรถยนต์ที่เช่าซื้อทั้งสามคันคืนโจทก์ในสภาพเรียบร้อยใช้การได้ดี หากคืนไม่ได้ให้ใช้ราคาแทน สำนวนที่สองและที่สามเป็นเงินคันละ 620,879 บาท สำนวนที่สี่เป็นเงิน 578,790 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 15 ต่อปี นับถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าชำระเสร็จแก่โจทก์ และให้จำเลยทั้งสามร่วมกันชำระค่าขาดประโยชน์สำนวนที่สอง 440,000 บาท สำนวนที่สาม 502,666.61 บาท สำนวนที่สี่ 431,999.92 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 15 ต่อปี นับถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าชำระเสร็จแก่โจทก์ และให้ชำระค่าขาดประโยชน์เดือนละ 40,000 บาท ต่อคัน นับถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะคืนรถหรือใช้ราคาเสร็จแก่โจทก์

จำเลยทั้งสามให้การขอให้ยกฟ้อง

ระหว่างพิจารณา จำเลยทั้งสามในสำนวนที่สองถึงสำนวนที่สี่ยื่นคำร้องขอให้หมายเรียกบริษัทประกันคุ้มภัย จำกัด (มหาชน) เข้าเป็นจำเลยร่วม ศาลชั้นต้นอนุญาต

จำเลยร่วมให้การทั้งสามสำนวนขอให้ยกคำร้องของจำเลยทั้งสามและยกฟ้องโจทก์

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยทั้งสามร่วมกันส่งมอบรถยนต์ที่เช่าซื้อคืนโจทก์ในสภาพเรียบร้อยใช้การได้ดี หากคืนไม่ได้ให้ใช้ราคาแทนในส่วนของรถยนต์หมายเลขทะเบียน ษร 2363 กรุงเทพมหานคร เป็นเงิน 452,000 บาท หมายเลขทะเบียน ษล 2029 กรุงเทพมหานคร และหมายเลขทะเบียน ษล 2030 กรุงเทพมหานคร เป็นเงินคันละ 494,500 บาท ให้จำเลยทั้งสามร่วมกันรับผิดชำระค่าเสียหาย 348,530 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของเงินต้น 118,150 บาท นับแต่วันที่ 24 พฤศจิกายน 2549 (วันฟ้องสำนวนที่สอง) ของเงินต้น 230,380 บาท นับแต่วันที่ 10 มกราคม 2550 (วันฟ้องสำนวนที่สามและที่สี่) เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ กับให้จำเลยทั้งสามร่วมกันใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ โดยกำหนดค่าทนายความ 10,000 บาท คำขออื่นนอกจากนี้ให้ยก ยกฟ้องสำหรับจำเลยร่วม ค่าฤชาธรรมเนียมในส่วนของจำเลยร่วมให้เป็นพับ

จำเลยทั้งสามอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษาแก้เป็นว่า ให้จำเลยทั้งสามร่วมกันรับผิดเฉพาะค่าใช้ราคาแทนรถยนต์ที่เช่าซื้อทั้งสามคันแก่โจทก์ตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น ส่วนคำขอของโจทก์ที่ให้บังคับจำเลยทั้งสามร่วมกันส่งมอบรถยนต์ที่เช่าซื้อคืนกับร่วมกันชำระค่าเสียหายเป็นค่าขาดประโยชน์แก่โจทก์นั้นให้ยกเสียด้วย ค่าฤชาธรรมเนียมในชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

จำเลยทั้งสามฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีพาณิชย์และเศรษฐกิจวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงรับฟังเป็นยุติตามที่คู่ความมิได้โต้เถียงว่า จำเลยที่ 1 ทำสัญญาเช่าซื้อรถยนต์ใหม่จากโจทก์ รวม 3 คัน ซึ่งต่อมาได้จดทะเบียนเป็นหมายเลขทะเบียน ษร 2363 กรุงเทพมหานคร ษล 2029 กรุงเทพมหานคร และ ษล 2030 กรุงเทพมหานคร ตามลำดับ ตามสัญญาเช่าซื้อ โดยมีจำเลยที่ 2 และที่ 3 เป็นผู้ค้ำประกัน ตามสัญญาค้ำประกัน และจำเลยที่ 1 ได้นำรถยนต์ทั้งสามคันไปเอาประกันภัยไว้กับจำเลยร่วมโดยระบุให้โจทก์เป็นผู้รับประโยชน์ ตามตารางกรมธรรม์ประกันภัยรถยนต์ มีเงื่อนไขและความคุ้มครองตาม ต่อมาจำเลยที่ 1 นำรถยนต์ทั้งสามคันให้บริษัทเต็ง คอมเมอร์เชียล แอนด์ ทรานสปอร์ต จำกัด เช่า ตามสัญญาเช่ารถพร้อมอุปกรณ์ บริษัทเต็ง คอมเมอร์เชียล แอนด์ ทรานสปอร์ต จำกัด ได้วางมัดจำและชำระค่าเช่าให้ถึงเดือนมิถุนายน 2547 ครั้นเดือนกรกฎาคม 2547 จำเลยที่ 1 ทราบว่านายมานะ กรรมการผู้มีอำนาจกระทำการแทนบริษัทเต็ง คอมเมอร์เชียล แอนด์ ทรานสปอร์ต จำกัด นำรถยนต์ทั้งสามคันไปจำนำกับผู้มีชื่อไม่อาจติดตามกลับคืนมาได้จำเลยที่ 1 จึงไปแจ้งความที่สถานีตำรวจนครบาลทองหล่อ พนักงานสอบสวนแจ้งข้อหาแก่นายมานะว่า กระทำความผิดฐานยักยอก ต่อมาพนักงานอัยการยื่นฟ้องนายมานะในความผิดฐานยักยอกต่อศาลแขวงพระโขนง โดยจำเลยที่ 1 ยื่นคำร้องขอเข้าร่วมเป็นโจทก์ ศาลแขวงพระโขนงพิพากษาว่านายมานะมีความผิดตามฟ้อง ลงโทษจำคุก 1 ปี 6 เดือน และให้คืนรถยนต์รวม 3 คัน หรือใช้ราคาทรัพย์จำนวน 4,392,612 บาท แก่ผู้เสียหาย นอกจากนี้นายมานะและบริษัทเต็ง คอมเมอร์เชียล แอนด์ ทรานสปอร์ต จำกัด ยังถูกผู้ให้เช่ารถยนต์รายอื่นดำเนินคดีในลักษณะเดียวกัน ตามสำเนาคำฟ้อง สำเนาคำพิพากษาและสำเนาคำร้องฝากขัง จำเลยที่ 1 แจ้งให้โจทก์ในฐานะผู้รับประโยชน์ตามสัญญาประกันภัยทำหนังสือมอบอำนาจหรือเข้ามาเป็นโจทก์ร่วมกับจำเลยที่ 1 เพื่อเรียกร้องค่าสินไหมทดแทนจากจำเลยร่วม แต่โจทก์เพิกเฉย จำเลยที่ 1 จึงแจ้งเปลี่ยนผู้รับประโยชน์ตามสัญญาประกันภัยมาเป็นของตน และเรียกให้จำเลยร่วมชดใช้ค่าสินไหมทดแทน แต่จำเลยร่วมปฏิเสธโดยอ้างว่ารถยนต์ทั้งสามคันถูกยักยอกไปโดยผู้เช่าของจำเลยที่ 1 จึงเข้าข้อยกเว้นความรับผิด จำเลยที่ 1 จึงฟ้องจำเลยร่วม และต่อมาโจทก์ฟ้องจำเลยทั้งสามให้ร่วมกันรับผิดตามสัญญาเช่าซื้อ จำเลยที่ 1 ชำระค่าเช่าซื้อแก่โจทก์ในส่วนของรถยนต์หมายเลขทะเบียน ษร 2363 กรุงเทพมหานคร แล้ว จำนวน 22 งวด และผิดนัดชำระค่าเช่าซื้อตั้งแต่งวดที่ 23 ประจำวันที่ 17 มีนาคม 2549 ติดต่อกันเป็นต้นมา ส่วนรถยนต์หมายเลขทะเบียน ษล 2029 กรุงเทพมหานคร และ ษล 2030 กรุงเทพมหานคร จำเลยที่ 1 ชำระค่าเช่าซื้อให้โจทก์คันละ 21 งวด และผิดนัดชำระค่าเช่าซื้อตั้งแต่งวดที่ 22 ประจำวันที่ 24 มกราคม 2549 ติดต่อกันเป็นต้นมา ต่อมาจำเลยที่ 1 ติดตามรถยนต์หมายเลขทะเบียน ษร 2363 กรุงเทพมหานคร คืนมาได้ในสภาพเสียหายมาก และได้มีหนังสือให้โจทก์มารับซากรถคืน

ปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยทั้งสามว่า จำเลยร่วมต้องรับผิดชดใช้ค่าสินไหมทดแทนกรณีรถยนต์ทั้งสามคันที่จำเลยที่ 1 เอาประกันภัยไว้กับจำเลยร่วมสูญหายหรือไม่ ในปัญหานี้ได้ความจากจำเลยที่ 2 ซึ่งเป็นกรรมการของจำเลยที่ 1 ว่าเมื่อเดือนมีนาคม 2547 นายมานะ กรรมการผู้มีอำนาจของบริษัทเต็ง คอมเมอร์เชียล แอนด์ ทรานสปอร์ต จำกัด ทำสัญญาเช่ารถยนต์จากโจทก์ รวม 3 สัญญา จำนวน 3 คัน เพื่อนำไปใช้ในการประกอบธุรกิจขนส่ง ตามสัญญาเช่า หลังจากนั้นบริษัทดังกล่าวและนายมานะมิได้นำรถยนต์ที่เช่าซื้อมาให้จำเลยที่ 1 ตรวจเช็คตามระยะเวลาตั้งแต่เดือนมีนาคม 2547 จนถึงเดือนพฤษภาคม 2547 ตามหนังสือแจ้งให้นำรถเข้ารับบริการ แต่กลับนำรถยนต์ที่เช่าไปจำนำไว้กับบุคคลภายนอก โดยนายมานะหาได้นำรถยนต์ที่เช่าไปใช้เพื่อประกอบธุรกิจแต่อย่างใดไม่ ทั้งนายมานะยังไปขอเช่ารถยนต์จากผู้ให้เช่ารายอื่น แล้วนำรถยนต์ที่เช่ามานั้นนำไปจำนำกับบุคคลภายนอกเช่นเดียวกับคดีนี้หลายคัน จนต่อมานายมานะถูกดำเนินคดี และศาลได้มีคำพิพากษาว่ามีความผิดฐานฉ้อโกงตามสำเนาคำฟ้อง สำเนาคำพิพากษาและสำเนาคำร้องขอฝากขัง ซึ่งเมื่อพิจารณารายละเอียดของเอกสารดังกล่าวพบว่ามีรถยนต์ที่ถูกผู้เช่ารายนี้ฉ้อโกงไปกว่า 50 คัน และเหตุการณ์ดังกล่าวเกิดขึ้นก่อนที่บริษัทเต็ง คอมเมอร์เชียล แอนด์ ทรานสปอร์ต จำกัด โดยนายมานะจะมาติดต่อเช่ารถยนต์จากจำเลยที่ 1 พฤติการณ์ดังกล่าวแสดงให้เห็นว่าบริษัทดังกล่าวมีเจตนาทุจริตหลอกลวงจำเลยที่ 1 ให้ส่งมอบรถยนต์ให้ผู้เช่ามาตั้งแต่แรกด้วยการแสดงข้อความอันเป็นเท็จว่า บริษัทประกอบธุรกิจเกี่ยวกับขนส่งกับเป็นตัวแทนผู้นำเข้าและส่งออกสินค้า และมีความประสงค์จะเช่ารถยนต์จากจำเลยที่ 1 เพื่อนำไปใช้ในการประกอบธุรกิจ ทำให้จำเลยที่ 1 หลงเชื่อว่าเป็นความจริงจึงตกลงส่งมอบรถยนต์ 3 คัน ให้บริษัทไป แต่ความจริงบริษัทไม่มีเจตนาที่จะเช่ารถยนต์ดังกล่าวแต่อย่างใด แม้จะชำระเงินมัดจำเพื่อเป็นประกันค่าเสียหายกับชำระค่าเช่ามาบางส่วนแต่ก็เพื่อที่จะทำให้จำเลยที่ 1 หลงเชื่อและเพื่อฉ้อโกงรถยนต์คันต่อไปจากโจทก์เพิ่มอีกดังที่ได้ติดต่อไว้ จึงถือว่าไม่มีการเช่ารถยนต์ดังกล่าวกันจริง แม้ต่อมาจำเลยที่ 1 จะได้ดำเนินคดีอาญากับนายมานะผู้มีอำนาจกระทำการแทนบริษัทดังกล่าวในเรื่องนี้ และศาลแขวงพระโขนงมีคำพิพากษาลงโทษนายมานะในความผิดฐานยักยอก โดยจำเลยที่ 1 เข้าเป็นโจทก์ร่วมก็ตาม แต่คดีนี้มิใช่คดีแพ่งที่เกี่ยวเนื่องกับคดีอาญาข้างต้น จึงไม่อยู่ในบังคับตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 46 ที่ต้องถือข้อเท็จจริงตามคำพิพากษาดังกล่าว เมื่อพิจารณาจากข้อเท็จจริงตามพยานหลักฐานข้างต้นถือได้ว่าการกระทำของผู้เช่าเป็นความผิดฐานฉ้อโกงหาใช่ความผิดฐานยักยอกดังที่ศาลล่างทั้งสองวินิจฉัยมาไม่ เมื่อโจทก์ไม่สามารถติดตามรถยนต์ที่ให้เช่ากลับคืนมาได้ย่อมถือได้ว่ารถยนต์ที่ให้เช่าดังกล่าวได้สูญหายไปเนื่องจากฉ้อโกงแล้ว และเมื่อสัญญาประกันวินาศภัยเป็นสัญญาที่ผู้รับประกันภัยตกลงใช้ค่าสินไหมทดแทน หรือใช้เงินจำนวนหนึ่งให้ในกรณีวินาศภัยหากมีขึ้น หรือในเหตุอย่างอื่นในอนาคตดังที่ระบุในสัญญา และในการนี้บุคคลอีกคนหนึ่งตกลงจะส่งเงินซึ่งเรียกว่า เบี้ยประกันภัย ซึ่งตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 869 ได้ให้นิยามคำว่า "วินาศภัย" ว่า ให้หมายรวมเอาความเสียหายอย่างใดๆ บรรดาซึ่งจะพึงประมาณเป็นเงินได้ ดังนี้การที่จำเลยที่ 1 ผู้เอาประกันภัยชำระเบี้ยประกันภัยให้แก่จำเลยร่วมตามสัญญา จำเลยร่วมตกลงรับชำระเบี้ยประกันภัย จำเลยร่วมในฐานะผู้รับประกันภัยย่อมเป็นอันสัญญาว่าตกลงจะใช้ค่าสินไหมทดแทนหรือใช้เงินจำนวนหนึ่งกรณีวินาศภัยหากเกิดขึ้นแก่รถยนต์ที่จำเลยที่ 1 เอาประกันภัย เว้นแต่จะเข้าข้อยกเว้นความรับผิดตามกรมธรรม์ประกันภัย ซึ่งตามเงื่อนไขและความคุ้มครอง ระบุว่าการประกันภัยนี้ไม่คุ้มครองความสูญหายอันเกิดจากการลักทรัพย์ หรือยักยอกทรัพย์ โดยบุคคลได้รับมอบหมายหรือครอบครองรถยนต์ตามสัญญาเช่า สัญญาเช่าซื้อ หรือสัญญาจำนำ หรือโดยบุคคลที่จะกระทำสัญญาดังกล่าวข้างต้น แต่คดีนี้ฟังได้ว่าการที่รถยนต์ทั้งสามคันสูญหายเป็นผลมาจากการฉ้อโกง กรณีจึงไม่เข้าข้อยกเว้นความรับผิดตามเงื่อนไขและความคุ้มครองกรมธรรม์ประกันภัยดังกล่าว แม้ตามเอกสาร ในเรื่องการชดใช้ความเสียหายหรือสูญหายต่อรถยนต์ ในข้อ 2.1 ในกรณีรถยนต์สูญหายจะมิได้กำหนดว่าในเรื่องรถยนต์สูญหายอันเกิดจากความผิดฐานฉ้อโกง ให้จำเลยร่วมต้องจ่ายค่าสินไหมทดแทนไว้ก็ตาม ก็เห็นว่าการรับประกันภัยก็เป็นการรับผิดชอบต่อความสูญหายหรือเสียหายจากวินาศภัยในกรณีต่างๆ อยู่แล้วซึ่งยากที่จะกำหนดให้ครบถ้วนทุกกรณีได้ เว้นแต่จะเข้าข้อยกเว้นที่ไม่ต้องรับผิดชอบ เมื่อไม่เข้าข้อยกเว้นดังที่วินิจฉัยมาแล้ว วินาศภัยอื่นที่เกิดขึ้นแม้มิได้กำหนดไว้ในกรมธรรม์ประกันภัย อย่างเช่นความสูญหายของรถยนต์ทั้งสามคันอันเกิดจากการฉ้อโกงคดีนี้ จำเลยร่วมซึ่งเป็นผู้รับประกันภัยก็หาพ้นจากความรับผิดตามกรมธรรม์ประกันภัยไม่ จำเลยร่วมจึงมีหน้าที่ชดใช้ค่าสินไหมทดแทนเต็มจำนวนเงินเอาประกันภัย ที่ระบุในความเสียหายต่อรถยนต์ทั้งสามคันไว้คือคันละ 1,150,000 บาท ตามตารางกรมธรรม์ประกันภัยรถยนต์ และตามเงื่อนไขและความคุ้มครองกรมธรรม์ประกันภัย ซึ่งในเงื่อนไขข้อดังกล่าวยังระบุว่าให้จำเลยที่ 1 ผู้เอาประกันภัยต้องโอนกรรมสิทธิ์รถยนต์ให้จำเลยร่วมทันทีและให้ถือว่าการคุ้มครองรถยนต์นั้นสิ้นสุดลง ดังนั้นแม้ภายหลังจะได้ความว่าจำเลยที่ 1 จะได้ติดตามรถยนต์ที่สูญหายหมายเลขทะเบียน ษร 2363 กรุงเทพมหานคร คืนมาได้ แต่จำเลยที่ 1 ก็มีหนังสือถึงจำเลยร่วมเรียกให้ชดใช้ค่าสินไหมทดแทนรถยนต์ที่สูญหายไปทั้งสามคัน และให้มารับซากรถยนต์ที่ติดตามได้คืนมาแล้ว อันเป็นการแสดงว่าจำเลยที่ 1 ได้ใช้สิทธิตามข้อ 2.1.2 ตามเงื่อนไขและความคุ้มครองกรมธรรม์ประกันภัยสละสิทธิไม่ขอรับรถยนต์คืน จำเลยร่วมจึงต้องชดใช้ค่าสินไหมทดแทนในรถยนต์คันนี้ให้แก่จำเลยที่ 1 ด้วย คิดเป็นค่าสินไหมทดแทนรวม 3,450,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยในอัตรา 7.5 ต่อปี นับจากวันที่ 16 ธันวาคม 2548 ซึ่งเป็นวันที่ครบกำหนดในหนังสือขอให้ใช้ค่าสินไหมทดแทน ส่วนที่จำเลยที่ 1 ขอคิดค่าเสียหายในการจัดหาที่จอดและเก็บรักษาซากรถยนต์มาด้วยนั้น เห็นว่า จำเลยที่ 1 มิได้นำสืบว่าได้รับความเสียหายอย่างใด จึงไม่กำหนดให้ ฎีกาข้อนี้ของจำเลยทั้งสามฟังขึ้นบางส่วน

มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยทั้งสามประการต่อมาว่า จำเลยทั้งสามต้องร่วมกันใช้ค่าเสียหายแก่โจทก์หรือไม่ เพียงใด โดยจำเลยทั้งสามฎีกาว่า จำเลยที่ 1 มิได้ผิดสัญญาเช่าซื้อ เมื่อรถยนต์ที่เช่าซื้อสูญหายโดยมิใช่ความผิดของจำเลยที่ 1 ผู้เช่าซื้อ จึงถือว่าสัญญาเช่าซื้อระงับ ข้อกำหนดในสัญญาเช่าซื้อจึงไม่มีผลใช้บังคับ ทั้งข้อกำหนดในสัญญาดังกล่าว ข้อ 6 และข้อ 6.2.3 มีลักษณะเป็นเบี้ยปรับ ซึ่งจำนวนเงินค่าเช่าซื้อที่จำเลยที่ 1 ชำระให้โจทก์ไปก็ถือว่าเพียงพอกับค่าเสียหายที่โจทก์ควรได้รับแล้ว เห็นว่า แม้การที่รถยนต์ที่เช่าซื้อสูญหายจะเป็นผลให้สัญญาเช่าซื้อระหว่างโจทก์กับจำเลยที่ 1 ระงับไปนับแต่วันที่รถยนต์สูญหายตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 567 แต่ปรากฏว่าสัญญาเช่าซื้อ ระบุความรับผิดของผู้เช่าซื้อในกรณีทรัพย์ที่เช่าซื้อสูญหายไว้ความว่า หากรถยนต์ที่เช่าซื้อ สูญหาย ถือว่าผู้เช่าซื้อบอกเลิกสัญญาทั้งหมด และโจทก์อาจยอมรับการบอกเลิกสัญญานั้น ทันทีหรือเมื่อใดหลังจากนั้นก็ได้ และเมื่อสัญญาสิ้นสุดลงผู้เช่าซื้อต้องชำระค่าเสียหายต่างๆ แก่โจทก์ อันได้แก่ ค่าเสียหายที่คู่สัญญาตกลงกันให้คำนวณจากเงินงวดและดอกเบี้ยที่ค้างค่าโสหุ้ยและค่าใช้จ่ายทั้งหมดของโจทก์ในการค้นหา ยึดคืน ซ่อมแซม เก็บรักษา ทวงหนี้ค่าเสียหายที่คู่สัญญาตกลงกันให้คำนวณจากเงินค่างวดทั้งหมดที่จะต้องชำระในระยะเวลาเช่าซื้อที่เหลือ ตลอดจนค่าเสียหายอื่นๆ ดังนี้ย่อมถือว่าจำเลยที่ 1 ตกลงจะชำระค่าเสียหายให้แก่โจทก์ในกรณีนี้ไว้ด้วย จำเลยที่ 1 จึงต้องผูกพันรับผิดต่อโจทก์ตามข้อตกลงดังกล่าวแต่การกำหนดความรับผิดในการที่จำเลยที่ 1 ไม่ชำระหนี้ไว้ล่วงหน้าตามข้อตกลงเช่นว่านี้มีลักษณะเป็นเบี้ยปรับ ซึ่งศาลอาจพิจารณากำหนดเป็นจำนวนพอสมควรได้ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 383 วรรคหนึ่ง ซึ่งเมื่อพิจารณาแล้วเห็นได้ว่า รถยนต์ที่เช่าซื้อทั้งสามคันมีราคารถที่แท้จริงคันละ 1,259,813 บาท แม้จำเลยที่ 1 ชำระค่าเช่าซื้อรถคันหมายเลขทะเบียน ษร 2363 กรุงเทพมหานคร ไปแล้ว 22 งวด งวดละ 40,725 บาท และชำระค่าเช่าซื้อรถคันหมายเลขทะเบียน ษล 2029 กรุงเทพมหานคร และ ษล 2030 กรุงเทพมหานคร ไปแล้วคันละ 21 งวด งวดละ 40,646 บาท ต่อคัน แต่ค่าเช่าซื้อที่จำเลยที่ 1 ชำระแต่ละงวดมิใช่เป็นการชำระราคารถแต่เพียงอย่างเดียว หากแต่ยังมีค่าธรรมเนียมเช่าซื้อและค่าภาษีมูลค่าเพิ่มรวมอยู่ด้วยเมื่อหักค่าธรรมเนียมเช่าซื้อและค่าภาษีมูลค่าเพิ่มดังกล่าวออกแล้ว คงเหลือเป็นการชำระราคารถหมายเลขทะเบียน ษร 2363 กรุงเทพมหานคร เป็นเงิน 769,885.60 บาท กับรถหมายเลขทะเบียน ษร 2029 กรุงเทพมหานคร และ ษล 2030 กรุงเทพมหานคร เป็นเงินคันละ 734,890.80 บาท เท่านั้น เมื่อพิเคราะห์ทางได้เสียทุกอย่างของโจทก์แล้วที่ศาลล่างทั้งสองกำหนดให้จำเลยที่ 1 ในฐานะผู้เช่าซื้อกับจำเลยที่ 2 และที่ 3 ในฐานะผู้ค้ำประกันร่วมกันรับผิดใช้ค่าเสียหายแก่โจทก์ ในส่วนของรถยนต์หมายเลขทะเบียน ษร 2363 กรุงเทพมหานคร 452,000 บาท และรถยนต์หมายเลขทะเบียน ษล 2029 กรุงเทพมหานคร คันละ 494,500 บาท จึงนับว่าเหมาะสมแล้ว ไม่มีเหตุที่ศาลฎีกาจะเปลี่ยนแปลงแก้ไข ฎีกาของจำเลยทั้งสามข้อนี้ฟังไม่ขึ้น

อนึ่ง คดีนี้ศาลรวมพิจารณาและพิพากษาคดีทั้งสี่สำนวนเข้าด้วยกัน มูลคดีมาจากรถยนต์พิพาท 3 คัน สำนวนแรกจำเลยที่ 1 ในฐานะผู้เอาประกันภัยรถยนต์ข้างต้น ฟ้องจำเลยร่วมในฐานะผู้รับประกันภัยให้รับผิดตามสัญญาประกันภัยเนื่องจากรถยนต์สูญหาย ส่วนสำนวนที่สองถึงสำนวนที่สี่ โจทก์ในฐานะผู้ให้เช่าซื้อรถยนต์ข้างต้นฟ้องจำเลยทั้งสาม ในฐานะผู้เช่าซื้อและผู้ค้ำประกันให้รับผิดตามสัญญาเช่าซื้อ และศาลชั้นต้นได้มีหมายเรียกให้จำเลยร่วมเข้ามาเป็นจำเลยร่วมในคดีสำนวนที่สองถึงสำนวนที่สี่แล้ว ทำให้ในคดีสำนวนที่สองถึงสำนวนที่สี่นี้ ศาลมีอำนาจพิพากษาให้จำเลยร่วมใช้ค่าเสียหายที่ต้องรับผิดตามสัญญาประกันภัยแก่โจทก์ในสำนวนที่สองถึงสำนวนที่สี่ได้ ดังนั้นเมื่อศาลได้วินิจฉัยในสำนวนแรกให้จำเลยร่วมรับผิดต่อจำเลยที่ 1 ตามสัญญาประกันภัย และในขณะเดียวกันก็ให้จำเลยร่วมร่วมรับผิดกับจำเลยที่ 1 ที่มีต่อโจทก์ในสำนวนที่สองถึงสำนวนที่สี่ เพื่อประโยชน์ในการบังคับคดีจึงให้นำเงินที่จำเลยร่วมต้องชำระต่อจำเลยที่ 1 ในสำนวนแรกซึ่งมีจำนวนที่มากกว่าอยู่แล้ว มาชำระให้โจทก์ในนามของจำเลยทุกคนในสำนวนที่สองถึงสำนวนที่สี่ เหลืออยู่เท่าใดก็ให้จำเลยร่วมชำระแก่จำเลยที่ 1 เมื่อจำเลยร่วมต้องชำระเงินให้จำเลยที่ 1 เป็นเงิน 3,450,000 บาท และจำเลยร่วมต้องร่วมกับจำเลยที่ 1 ถึงที่ 3 ชำระให้โจทก์เป็นเงิน 1,441,000 บาท เมื่อนำมาหักกลบกันตามที่วินิจฉัยมาข้างต้น จึงเหลือค่าสินไหมทดแทนที่จำเลยร่วมต้องชำระให้แก่จำเลยที่ 1 เป็นเงิน 2,009,000 บาท ส่วนจำเลยที่ 1 ถึงที่ 3 ให้พ้นความรับผิดต่อโจทก์ไป

พิพากษาแก้เป็นว่า ให้จำเลยร่วมใช้ค่าสินไหมทดแทนแก่จำเลยที่ 1 จำนวน 2,009,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ในต้นเงิน 3,450,000 บาท นับแต่วันที่ 16 ธันวาคม 2548 เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จและให้จำเลยร่วมใช้ค่าเสียหายแก่โจทก์ 1,441,000 บาท ยกฟ้องจำเลยทั้งสามค่าฤชาธรรมเนียมระหว่างคู่ความทุกฝ่ายทั้งสี่สำนวนทั้งสามศาลให้เป็นพับ นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 383 ม. 567 ม. 869
ป.วิ.อ. ม. 46
ชื่อคู่ความ
บริษัทเดมเลอร์ ไครสเลอร์ ลีสซิ่ง
โจทก์ — (ประเทศไทย) จำกัด
จำเลย — บริษัทแจแปนเร้นท์ (ประเทศไทย) จำกัด (มหาชน)
จำเลยร่วม — บริษัทประกันคุ้มภัย จำกัด (มหาชน)
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลแพ่งกรุงเทพใต้ — นายประสงค์ แจ้งสุทธิวรวัฒน์
ศาลอุทธรณ์ — นายพงษ์ธร จันทร์อุดม
ชื่อองค์คณะ
เมทินี ชโลธร
วิรุฬห์ แสงเทียน
ประทีป ดุลพินิจธรรมา
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 13381/2557
#590272
เปิดฉบับเต็ม

จำนวนเงินที่จำเลยที่ 1 ชำระในแต่ละครั้งตามที่โจทก์อ้างนั้นนำไปหักชำระดอกเบี้ยที่ค้างได้เพียงบางส่วนเท่านั้น แต่เมื่อปรากฏว่าจำเลยที่ 1 ค้างชำระหนี้แก่โจทก์เป็นเวลาหลายปี จึงทำให้มีดอกเบี้ยค้างชำระจำนวนมาก โจทก์จึงนำเงินที่จำเลยที่ 1 ชำระมาทั้งหมดไปหักออกจากดอกเบี้ยที่ค้างชำระในคราวเดียวกันได้ การหักชำระหนี้ของโจทก์ไม่ได้ฝ่าฝืนต่อ ป.พ.พ. มาตรา 329 วรรคหนึ่ง แต่ประการใด และการที่โจทก์มิได้นำเงินที่จำเลยที่ 1 ชำระอีก 3 ครั้ง ไปหักชำระหนี้เกิดจากความผิดพลาดในการบันทึกข้อมูลทางบัญชีหรือในการตรวจสอบข้อมูลทางบัญชีอันเป็นความผิดพลาดเล็กน้อยมากกว่าที่จะมีเจตนาเอาเปรียบจำเลยที่ 1 ซึ่งเป็นลูกหนี้ พฤติการณ์ของโจทก์ยังถือไม่ได้ว่าเป็นการใช้สิทธิโดยไม่สุจริต โจทก์จึงมีอำนาจฟ้อง

การที่โจทก์แนบตารางสรุปการผ่อนชำระหนี้มาท้ายอุทธรณ์เพื่อแจกแจงรายละเอียดการคิดคำนวณ เพื่อให้เห็นว่าได้มีการหักชำระหนี้กันอย่างไรอันเป็นการอธิบายให้เห็นถึงรายละเอียดการคำนวณมิใช่เป็นการอ้างข้อเท็จจริงขึ้นมาใหม่ที่มิได้ว่ากล่าวกันมาในศาลชั้นต้นตาม ป.วิ.พ. มาตรา 225 แต่อย่างใด

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยทั้งสองร่วมกันชำระเงินจำนวน 253,281.81 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 14.5 ต่อปี ของต้นเงิน 113,213.21 บาท นับถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์

จำเลยทั้งสองให้การขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง ค่าฤชาธรรมเนียมให้เป็นพับ

โจทก์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 8 พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ

โจทก์ฎีกา

ระหว่างพิจารณาของศาลฎีกา จำเลยที่ 2 ถึงแก่ความตาย โจทก์ยื่นคำร้องขอให้หมายเรียกนางจันทิรา บุตรของจำเลยที่ 2 เข้าเป็นคู่ความแทน พิเคราะห์แล้ว ฟังได้ว่านางจันทิราเป็นทายาทของจำเลยที่ 2 ผู้มรณะจึงอนุญาตให้นางจันทิราเข้าเป็นคู่ความแทนจำเลยที่ 2 ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 42

ศาลฎีกาแผนกคดีพาณิชย์และเศรษฐกิจวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงที่คู่ความมิได้โต้เถียงกันในชั้นฎีการับฟังเป็นยุติว่า จำเลยที่ 1 เปิดบัญชีกระแสรายวันกับโจทก์ สาขาตลาดหัวอิฐ ต่อมาจำเลยที่ 1 ทำสัญญากู้เบิกเงินเกินบัญชีกับโจทก์จำนวนเงิน 30,000 บาท ตกลงให้ดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 15 ต่อปี ชำระดอกเบี้ยทุกวันสิ้นเดือน หากผิดนัดยอมให้นำดอกเบี้ยที่ค้างชำระทบเข้ากับต้นเงินได้และชำระหนี้ให้เสร็จสิ้นภายในวันที่ 20 มีนาคม 2533 จำเลยที่ 2 เป็นผู้ค้ำประกันจำเลยที่ 1 ยอมรับผิดอย่างลูกหนี้ร่วม จำเลยที่ 1 เดินสะพัดทางบัญชีกับโจทก์จนครบกำหนดอายุสัญญาแล้ว ยังคงเดินบัญชีกับโจทก์ตลอดมา โดยสั่งจ่ายเช็คถอนเงินจากบัญชีครั้งสุดท้ายเมื่อวันที่ 21 ตุลาคม 2534 โจทก์หักทอนบัญชีปรากฏว่าจำเลยที่ 1 เป็นหนี้เบิกเงินเกินบัญชีจำนวน 113,213.21 บาท

มีปัญหาข้อกฎหมายต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ว่า โจทก์ใช้สิทธิโดยไม่สุจริต จึงไม่มีอำนาจฟ้องดังที่ศาลอุทธรณ์ภาค 8 พิพากษาหรือไม่ ที่โจทก์ฎีกาว่า โจทก์บรรยายฟ้องว่า จำเลยที่ 1 เป็นหนี้เบิกเงินเกินบัญชี ณ วันที่ 29 ตุลาคม 2534 ต้นเงิน 113,213.21 บาท หลังจากนั้นจำเลยที่ 1 นำเงินมาชำระแก่โจทก์ 41 ครั้ง เป็นเงิน 117,621.72 บาท โจทก์นำไปหักชำระดอกเบี้ยที่ค้าง 257,690.32 บาท แล้ว คงเหลือดอกเบี้ยค้างชำระถึงวันฟ้องเป็นเงิน 140,068.60 บาท รวมเป็นต้นเงินและดอกเบี้ย 253,281.81 บาท เมื่อศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้องโดยวินิจฉัยว่า โจทก์มีสิทธิคิดดอกเบี้ยที่ค้างชำระได้ไม่เกิน 5 ปี และจำเลยที่ 1 ชำระเงินให้โจทก์มากกว่าจำนวนหนี้ที่ค้างชำระ โจทก์ก็ได้ยื่นอุทธรณ์โดยแสดงวิธีคำนวณนำเงินที่จำเลยที่ 1 ชำระในแต่ละครั้งไปหักชำระดอกเบี้ยก่อน ส่วนที่เหลือจึงนำไปหักชำระต้นเงิน คงเหลือต้นเงินค้างชำระ 37,247.10 บาท และดอกเบี้ย 17,623.45 บาท รวมเป็นทุนทรัพย์ที่พิพาทกันในชั้นอุทธรณ์จำนวน 54,871.55 บาท การใช้สิทธิฟ้องคดีของโจทก์เป็นไปโดยสุจริต โจทก์จึงมีอำนาจฟ้องนั้น เห็นว่า คดีนี้โจทก์บรรยายฟ้องและนำสืบว่า ในวันหักทอนบัญชี ณ วันที่ 29 ตุลาคม 2534 จำเลยที่ 1 ค้างชำระต้นเงินแก่โจทก์จำนวน 113,213.21 บาท ตรงตามที่จำเลยทั้งสองให้การต่อสู้คดี ส่วนที่แตกต่างกันคือ จำนวนเงินที่จำเลยที่ 1 ชำระ โดยโจทก์อ้างว่าจำเลยที่ 1 ชำระเงินให้โจทก์ 41 ครั้ง เป็นเงิน 117,621.72 บาท ขณะที่จำเลยทั้งสองนำสืบต่อสู้ว่า จำเลยที่ 1 ชำระเงินให้โจทก์ 44 ครั้ง เป็นเงิน 217,799.72 บาท ซึ่งคิดคำนวณแล้วปรากฏว่าจำนวนเงินที่จำเลยที่ 1 ชำระในแต่ละครั้งดังที่โจทก์อ้างนั้น สามารถนำไปหักชำระดอกเบี้ยที่ค้างได้เพียงบางส่วนเท่านั้น เนื่องจากจำเลยที่ 1 ค้างชำระหนี้แก่โจทก์เป็นเวลาหลายปี ทำให้มีดอกเบี้ยค้างชำระจำนวนมาก ด้วยเหตุนี้โจทก์จึงนำเงินที่จำเลยที่ 1 ชำระมาทั้งหมดไปหักออกจากดอกเบี้ยที่ค้างชำระในคราวเดียว เพราะจำนวนเงินที่จำเลยที่ 1 ชำระในแต่ละครั้งสามารถหักชำระดอกเบี้ยได้เพียงบางส่วน ไม่มีส่วนที่เหลือที่จะนำไปหักชำระต้นเงินได้ การหักชำระหนี้ของโจทก์ไม่ได้ฝ่าฝืนต่อประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 329 วรรคหนึ่ง แต่ประการใด ทั้งปรากฏว่านอกจากการชำระเงินทั้ง 41 ครั้งตามฟ้องแล้ว จำเลยที่ 1 ยังชำระเงินให้โจทก์อีก 3 ครั้ง เมื่อวันที่ 23 พฤษภาคม 2538 จำนวนเงิน 2,000 บาท และ 96,178 บาท และวันที่ 29 กันยายน 2543 จำนวนเงิน 2,000 บาท โดยที่การชำระเงินในวันที่ 23 พฤษภาคม 2538 รวม 98,178 บาท สามารถนำไปหักชำระดอกเบี้ยที่ค้างได้ทั้งหมด กับหักชำระต้นเงินได้บางส่วน มีผลทำให้การชำระเงินในครั้งต่อ ๆ มาของจำเลยที่ 1 เป็นการชำระต้นเงินด้วย ยอดต้นเงินและดอกเบี้ยที่ค้างชำระ จึงลดลงต่ำกว่าทุนทรัพย์ที่โจทก์ฟ้องมาก โจทก์ก็ได้ยื่นอุทธรณ์แสดงวิธีการคำนวณที่ถูกต้อง โดยนำเงินที่จำเลยที่ 1 ชำระทั้ง 44 ครั้ง ไปหักชำระจากดอกเบี้ยที่ค้างก่อน ส่วนที่เหลือจึงนำไปหักชำระต้นเงินแนบมาท้ายอุทธรณ์คิดเป็นทุนทรัพย์ 54,871.55 บาท โดยไม่ปรากฏว่าการที่โจทก์มิได้นำเงินที่จำเลยที่ 1 ชำระทั้ง 3 ครั้ง ไปหักชำระหนี้เกิดจากความไม่สุจริตหรือมีเจตนาเอาเปรียบจำเลยที่ 1 แต่อย่างใด ดังนั้น การที่โจทก์มิได้นำเงินที่จำเลยที่ 1 ชำระทั้ง 3 ครั้ง ดังกล่าวไปหักชำระหนี้เกิดจากความผิดพลาดในการบันทึกข้อมูลทางบัญชีหรือในการตรวจสอบข้อมูลทางบัญชีอันเป็นความผิดพลาดเล็กน้อยมากกว่าที่จะมีเจตนาเอาเปรียบจำเลยที่ 1 ซึ่งเป็นลูกหนี้ พฤติการณ์ของโจทก์ยังถือไม่ได้ว่าเป็นการใช้สิทธิโดยไม่สุจริต โจทก์จึงมีอำนาจฟ้อง ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 8 พิพากษามานั้น ศาลฎีกาไม่เห็นพ้องด้วย ฎีกาของโจทก์ฟังขึ้น ส่วนที่จำเลยทั้งสองแก้ฎีกาว่า การที่โจทก์แนบตารางสรุปการผ่อนชำระหนี้มาท้ายอุทธรณ์ โดยมิได้นำสืบพยานเอกสารเป็นการอ้างข้อเท็จจริงขึ้นมาใหม่และที่ศาลอุทธรณ์ภาค 8 วินิจฉัยมาไม่ชอบนั้น เห็นว่า คดีนี้โจทก์และจำเลยทั้งสองโต้เถียงกันว่า หลังจากครบรอบบัญชีในวันที่ 29 ตุลาคม 2534 ต่อมาจำเลยที่ 1 ได้นำเงินมาชำระหนี้ให้โจทก์รวม 41 ครั้ง แต่จำเลยทั้งสองนำสืบว่า ได้โอนเงินชำระหนี้ให้โจทก์รวม 44 ครั้ง ตามต้นฉบับใบฝากเงินและใบรับฝากเงิน ซึ่งมีรายละเอียดบางรายการที่จำเลยทั้งสองไม่มีหลักฐาน แต่โจทก์ยอมรับ การที่โจทก์แนบตารางสรุปการผ่อนชำระหนี้มาท้ายอุทธรณ์เพื่อแจกแจงรายละเอียดการคิดคำนวณ เพื่อให้เห็นว่ามีการหักชำระอย่างไร อันเป็นการอธิบายให้เห็นรายละเอียดการคำนวณมิใช่เป็นการอ้างข้อเท็จจริงขึ้นมาใหม่ที่มิได้ว่ากล่าวกันมาในศาลชั้นต้นตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 225 แต่อย่างใด ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 8 วินิจฉัยมานั้นชอบแล้ว ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วยและคำแก้ฎีกาของจำเลยทั้งสองที่ว่า หนี้ของโจทก์ในส่วนของดอกเบี้ยขาดอายุความบางส่วนหรือไม่นั้น ไม่จำต้องวินิจฉัย เพราะไม่ทำให้ผลของคดีเปลี่ยนแปลงไป

พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ. ม. 55 ม. 225
ป.พ.พ. ม. 5 ม. 329 วรรคหนึ่ง
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — ธนาคารกรุงไทย จำกัด (มหาชน)
จำเลย — นางนรา นพธัญญะหรือสุขศิวานันท์ กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลแขวงนครศรีธรรมราช — นางเพ็ญจันทร์ แจ่มมาก
ศาลอุทธรณ์ภาค 8 — นายกงจักร์ โพธิ์พร้อม
ชื่อองค์คณะ
จรูญ ชีวิตโสภณ
วิรุฬห์ แสงเทียน
บุญไชย ธนาพันธ์สิน
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 13357/2557
#572016
เปิดฉบับเต็ม

เมื่อพิจารณาสัญญาประนีประนอมยอมความโดยตลอดแล้ว แสดงให้เห็นเจตนาว่าโจทก์ประสงค์จะนำที่ดินทั้งหมดกลับมาขายด้วยตนเอง แต่ใช้วิธีทยอยไถ่ถอนที่ดินจากธนาคารทีละจำนวน แต่ข้อเท็จจริงปรากฏว่า คู่ความทั้งสองฝ่ายผ่อนผันเวลาให้แก่กันเช่นนี้ จะอ้างว่าฝ่ายหนึ่งฝ่ายใดผิดสัญญาประนีประนอมยอมความไม่ได้ หากจำเลยทั้งสามผิดสัญญาประนีประนอมยอมความ โจทก์ชอบที่จะบังคับคดีให้เป็นไปตามสัญญาประนีประนอมยอมความได้ แต่โจทก์หาได้ดำเนินการไม่ และการที่จำเลยทั้งสามโอนที่ดินให้แก่บุคคลภายนอกไปแล้ว ซึ่งที่ดินดังกล่าวถือเป็นสาระสำคัญของข้อตกลงในสัญญาประนีประนอมยอมความ ทำให้การชำระหนี้ของจำเลยทั้งสามเป็นการพ้นวิสัยไปด้วย คู่ความทั้งสองฝ่ายจึงไม่อาจปฏิบัติตามสัญญาได้ และสัญญาประนีประนอมยอมความย่อมตกไปไม่มีผลบังคับ เช่นนี้ คู่ความทั้งสองฝ่ายต่างต้องกลับคืนสู่ฐานะดังที่เป็นอยู่เดิม

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยทั้งสามชำระเงิน 26,479,286 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับถัดจากวันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์

จำเลยทั้งสามให้การว่า โจทก์ไม่มีสิทธิเรียกค่าเสียหายในส่วนที่เป็นค่าปรับปรุงสาธารณูปโภค ปรับสภาพดิน 10,239,286 บาท กับค่าขาดประโยชน์ 16,240,000 บาท เพราะโจทก์เป็นฝ่ายผิดสัญญาประนีประนอมยอมความซึ่งไม่ได้กำหนดให้โจทก์เรียกค่าเสียหายใด ๆ และศาลพิพากษาตามยอมแล้ว นอกจากนี้โจทก์ไม่มีอำนาจฟ้องจำเลยทั้งสามในฐานะส่วนตัว เพราะโจทก์ฟ้องจำเลยทั้งสามในคดีก่อนในฐานะทายาทโดยธรรม

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยทั้งสามร่วมกันชำระเงิน 2,000,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับถัดจากวันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ กับให้จำเลยทั้งสามร่วมกันใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ โดยกำหนดค่าทนายความ 10,000 บาท เฉพาะค่าขึ้นศาลให้ใช้แทนเท่าทุนทรัพย์ที่โจทก์ชนะคดี

โจทก์และจำเลยทั้งสามอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 2 พิพากษาแก้เป็นว่า ให้จำเลยทั้งสามร่วมกันชำระเงิน 3,500,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับจากวันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ แต่ทั้งนี้ต้องไม่เกินส่วนแบ่งของมรดกที่จำเลยทั้งสามจะได้รับ นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ

โจทก์และจำเลยทั้งสามฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงเบื้องต้นฟังเป็นยุติว่าเดิมโจทก์ยื่นฟ้องจำเลยทั้งสามต่อศาลชั้นต้นขอให้บังคับจำเลยทั้งสามในฐานะทายาทโดยธรรมของพลตำรวจตรีโกมล ชำระหนี้ตามสัญญาตัวแทนเป็นเงิน 13,129,286.70 บาท คดีดังกล่าวสามารถตกลงกันได้โดยศาลมีคำพิพากษาตามสัญญาประนีประนอมยอมความตามคดีแพ่งหมายเลขแดงที่ 387/2550 ของศาลชั้นต้นปรากฏตามสัญญาประนีประนอมยอมความ ต่อมาในวันที่ 4 สิงหาคม 2552 จำเลยทั้งสามในฐานะผู้จัดการมรดกและทายาทของพลตำรวจตรีโกมลร่วมกันจดทะเบียนโอนขายที่ดินตามสัญญาประนีประนอมยอมความให้แก่บุคคลภายนอกตามสัญญาขายที่ดิน

ปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์และจำเลยทั้งสามมีว่า คู่ความฝ่ายใดผิดสัญญาต่อกันหรือไม่ อย่างไร โดยโจทก์และจำเลยทั้งสามต่างฎีกากล่าวอ้างว่าคู่ความอีกฝ่ายเป็นฝ่ายผิดสัญญานั้น เห็นว่า ที่โจทก์อ้างว่าจำเลยทั้งสามปฏิบัติผิดสัญญาประนีประนอมยอมความซึ่งศาลพิพากษาตามยอมและคดีถึงที่สุดไปแล้ว โดยจำเลยทั้งสามโอนวัตถุแห่งหนี้ไปให้บุคคลภายนอกไม่ยอมโอนตามที่ตกลงกันไว้ในสัญญาข้อ 3.1 ให้แก่ผู้รับโอนที่โจทก์นำมาตามวันเวลาที่กำหนด โดยโจทก์จะนำเงินที่ได้ไปชำระหนี้ให้แก่จำเลยทั้งสาม 500,000 บาท และไถ่ถอนจำนองจากธนาคาร แต่จำเลยทั้งสามโอนที่ดินพิพาทให้แค่ 5 แปลง และผิดนัดไม่ยอมโอนอีก 2 แปลง ส่วนจำเลยทั้งสามให้การต่อสู้ว่าโจทก์เป็นฝ่ายผิดสัญญา โดยผู้รับโอนที่โจทก์อ้างอีก 2 ราย นั้นไม่ไปชำระเงินและจดทะเบียนรับโอนกรรมสิทธิ์ในที่ดิน จำเลยทั้งสามผ่อนผันโดยยอมให้จ่ายเช็คเป็นค่าโอนที่ดิน 2 แปลงหลัง แต่เช็คก็เรียกเก็บเงินไม่ได้นั้น เมื่อข้อเท็จจริงได้ความว่า โจทก์กล่าวอ้างว่าจำเลยทั้งสามเป็นฝ่ายผิดสัญญา แต่ในขณะเดียวกันโจทก์ก็ไม่สามารถหาบุคคลภายนอกของโจทก์ตามที่อ้างเพื่อรับโอนที่ดินจากจำเลยทั้งสามได้เช่นกัน อีกทั้งโจทก์ยังจ่ายเช็คที่เรียกเก็บเงินไม่ได้แก่จำเลยทั้งสาม เมื่อพิจารณาสัญญาประนีประนอมยอมความโดยตลอดแล้ว แสดงให้เห็นเจตนาว่าโจทก์ประสงค์จะนำที่ดินโครงการโกมลเพลสทั้งหมดกลับมาขายด้วยตนเอง แต่ใช้วิธีทยอยไถ่ถอนที่ดินจากธนาคารทีละจำนวน เมื่อข้อเท็จจริงปรากฏว่าคู่ความทั้งสองฝ่ายผ่อนผันเวลาให้แก่กันเช่นนี้จะอ้างว่าฝ่ายหนึ่งฝ่ายใดผิดสัญญาประนีประนอมยอมความไม่ได้ หากจำเลยทั้งสามผิดสัญญาประนีประนอมยอมความตามข้อ 3.1 โจทก์ชอบที่จะบังคับคดีให้เป็นไปตามสัญญาประนีประนอมยอมความได้ แต่โจทก์หาได้ดำเนินการไม่ และการที่จำเลยทั้งสามโอนที่ดินรวม 95 แปลง ให้แก่บุคคลภายนอกไปแล้ว ซึ่งที่ดินดังกล่าวถือเป็นสาระสำคัญของข้อตกลงในสัญญาประนีประนอมยอมความ ทำให้การชำระหนี้ของจำเลยทั้งสามเป็นการพ้นวิสัยไปด้วย คู่ความทั้งสองฝ่ายจึงไม่อาจปฏิบัติตามสัญญาได้และสัญญาประนีประนอมยอมความย่อมตกไปไม่มีผลบังคับ เช่นนี้ คู่ความทั้งสองฝ่ายต่างต้องกลับคืนสู่ฐานะดังที่เป็นอยู่เดิม ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 2 วินิจฉัยประเด็นนี้มานั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาของโจทก์และจำเลยทั้งสามในข้อนี้ฟังไม่ขึ้น

พิพากษาแก้เป็นว่า ให้จำเลยทั้งสามร่วมกันชำระเงิน 2,000,000 บาทพร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงินดังกล่าวนับถัดจากวันฟ้อง (ฟ้องวันที่ 25 กุมภาพันธ์ 2553) จนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ แต่ทั้งนี้ต้องไม่เกินส่วนแบ่งของมรดกที่จำเลยทั้งสามได้รับจากกองมรดกของพลตำรวจตรีโกมล ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสามศาลให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 372 ม. 391 ม. 850
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นายเทศธำรง ภมรจิรกุล
จำเลย — นายกนต์ธีร์ ประเสริฐวงศ์ กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดสระแก้ว — นายรัตตัญญู จิรทวีวงศ์
ศาลอุทธรณ์ภาค 2 — นางปวีณณา ศรีวงษ์
ชื่อองค์คณะ
กิจชัย จิตธารารักษ์
เกษม เกษมปัญญา
สมเกียรติ เจริญสวรรค์
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 13349/2557
#572277
เปิดฉบับเต็ม

การที่โจทก์ทั้งสามฟ้องขอให้เพิกถอนนิติกรรมการโอนกรรมสิทธิ์และการจำนองในที่ดินพิพาทที่อ้างว่าเป็นทรัพย์มรดกโดยมีคำขอบังคับท้ายฟ้องเน้นให้เพิกถอนและให้โอนคืนตามลำดับก็เพื่อเรียกร้องให้ได้ที่ดินพิพาทกลับคืนมาเป็นทรัพย์มรดกเพื่อประโยชน์แก่ทายาทของ ป. ผู้ตาย รวมทั้งประโยชน์แก่โจทก์ทั้งสามด้วย คดีของโจทก์ทั้งสามจึงเป็นคดีที่มีคำขอให้ปลดเปลื้องทุกข์อันอาจคำนวณเป็นราคาเงินได้ และมีทุนทรัพย์ตามจำนวนราคาที่ดินพิพาทจำนวน 233,000 บาท ซึ่งไม่เกิน 300,000 บาท คดีจึงอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลแขวงสุพรรณบุรี แม้โจทก์จะมีคำขอให้กำจัดจำเลยที่ 1 ไม่ให้รับมรดกของ ป. ซึ่งเป็นคดีที่ไม่มีทุนทรัพย์มาด้วย ก็เป็นคำขอต่อเนื่องลำดับที่รองลงไป เมื่อศาลแขวงสุพรรณบุรีมีอำนาจพิจารณาพิพากษาคำขอหลักดังกล่าวข้างต้นแล้ว ก็มีอำนาจพิจารณาพิพากษาคำขออื่นที่รองลงไปนั้นได้ ตาม ป.วิ.พ. มาตรา 142

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ทั้งสามฟ้องขอให้เพิกถอนนิติกรรมการซื้อขายที่ดินโฉนดเลขที่ 31329 ตำบลกระเสียว อำเภอสามชุก จังหวัดสุพรรณบุรี ระหว่างจำเลยที่ 1 กับจำเลยที่ 2 และที่ 3 กับมีคำสั่งกำจัดมิให้จำเลยที่ 1 รับมรดกของนายประชา และขอให้เพิกถอนนิติกรรมการจดทะเบียนจำนองที่ดินโฉนดเลขที่ 31329 ตำบลกระเสียว อำเภอสามชุก จังหวัดสุพรรณบุรี ระหว่างจำเลยที่ 2 และที่ 3 กับจำเลยที่ 4 และให้จำเลยที่ 1 จดทะเบียนโอนกรรมสิทธิ์ที่ดินโฉนดเลขที่ 31329 ดังกล่าวแก่โจทก์ทั้งสาม หากจำเลยที่ 1 ไม่ไปให้ถือคำพิพากษาแทนการแสดงเจตนาของจำเลยที่ 1

จำเลยที่ 1 ที่ 2 ที่ 3 ที่ 4 ให้การขอให้ยกฟ้อง

ระหว่างพิจารณา ศาลชั้นต้นเห็นว่า คดีอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลแขวงสุพรรณบุรี จึงให้โอนคดีไปพิจารณาที่ศาลแขวงสุพรรณบุรี แต่ศาลแขวงสุพรรณบุรีเห็นว่า คดีไม่อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลแขวง จึงไม่รับโอนคดีและคืนสำนวนไปยังศาลชั้นต้น

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้เพิกถอนนิติกรรมการซื้อขายที่ดินพิพาทโฉนดเลขที่ 31329 ตำบลกระเสียว อำเภอสามชุก จังหวัดสุพรรณบุรี ระหว่างจำเลยที่ 1 กับจำเลยที่ 2 และที่ 3 ลงวันที่ 19 กรกฎาคม 2554 และเพิกถอนนิติกรรมจำนองที่ดินพิพาทระหว่างจำเลยที่ 2 และที่ 3 กับจำเลยที่ 4 ลงวันที่ 13 กันยายน 2554 กำจัดจำเลยที่ 1 มิให้ได้รับมรดกในที่ดินพิพาท ให้จำเลยที่ 1 จดทะเบียนโอนกรรมสิทธิ์ที่ดินพิพาทแก่โจทก์ทั้งสาม หากไม่ไปดำเนินการ ให้ถือคำพิพากษาแทนการแสดงเจตนาของจำเลยที่ 1 กับให้จำเลยที่ 1 ใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ทั้งสาม โดยกำหนดค่าทนายความ 5,000 บาท ค่าฤชาธรรมเนียมระหว่างโจทก์ทั้งสามและจำเลยที่ 2 ถึงที่ 4 ให้เป็นพับ

จำเลยทั้งสี่อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 7 พิพากษายกคำพิพากษาศาลชั้นต้น ให้ศาลชั้นต้นมีคำสั่งโอนคดีนี้ไปยังศาลแขวงสุพรรณบุรีตามพระธรรมนูญศาลยุติธรรม มาตรา 16 วรรคสี่ คืนค่าขึ้นศาลชั้นอุทธรณ์ทั้งหมดให้แก่จำเลยทั้งสี่ ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์นอกจากนี้ให้เป็นพับ

โจทก์ทั้งสามฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ทั้งสามว่า คดีนี้อยู่ในเขตอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลชั้นต้นซึ่งเป็นศาลจังหวัดหรือไม่ เห็นว่า การที่โจทก์ทั้งสามฟ้องคดีนี้ มีคำขอท้ายฟ้องเน้นตามลำดับก็เพื่อเรียกร้องให้ได้ที่ดินพิพาทกลับคืนมาเป็นทรัพย์มรดกเพื่อประโยชน์แก่ทายาทของนายประชาผู้ตาย รวมทั้งประโยชน์แก่โจทก์ทั้งสามด้วย คดีของโจทก์ทั้งสามจึงเป็นคดีที่มีคำขอให้ปลดเปลื้องทุกข์อันอาจคำนวณเป็นราคาเงินได้ และมีทุนทรัพย์ตามจำนวนราคาที่ดินพิพาทจำนวน 233,000 บาท ซึ่งไม่เกิน 300,000 บาท คดีจึงอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลแขวงสุพรรณบุรี แม้โจทก์จะมีคำขอให้มีคำสั่งกำจัดจำเลยที่ 1 ไม่ให้รับมรดกของนายประชาซึ่งเป็นคดีที่ไม่มีทุนทรัพย์มาด้วย ก็เป็นคำขอต่อเนื่องลำดับที่รองลงไป เมื่อศาลแขวงสุพรรณบุรีมีอำนาจพิจารณาพิพากษาคำขอหลักดังกล่าวข้างต้นแล้ว ก็มีอำนาจพิจารณาพิพากษาคำขออื่นที่รองลงไปได้ ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 142 ดังนั้นที่ศาลอุทธรณ์ภาค 7 มีคำพิพากษามาจึงชอบแล้ว ฎีกาของโจทก์ทั้งสี่ฟังไม่ขึ้น

พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ. ม. 142
พระธรรมนูญศาลยุติธรรม ม. 17 ม. 25 (4)
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นางสาวนรินทร์พร เบญจวรรณ กับพวก
จำเลย — นายสันติ เบญจวรรณ กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลแขวงสุพรรณบุรี — นายรุ่งวิทย์ วิภาถาวรพงษ์
ศาลอุทธรณ์ภาค 7 — นายวิเชียร แสงเจริญถาวร
ชื่อองค์คณะ
สมศักดิ์ ตันติภิรมย์
พิศล พิรุณ
สมเกียรติ เจริญสวรรค์
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 13320/2557
#572047
เปิดฉบับเต็ม

โจทก์ฟ้องว่า จำเลยร่วมกับ ท. มีเมทแอมเฟตามีน 10 เม็ด ไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่ายและจำหน่ายเมทแอมเฟตามีน 9 เม็ด ให้แก่สายลับ แต่ได้ความจากทางนำสืบโจทก์ว่า จำเลยจำหน่ายเมทแอมเฟตามีน 10 เม็ด ให้แก่ ท. โดยไม่ปรากฏว่า จำเลยทราบว่า ท. จะนำเมทแอมเฟตามีนดังกล่าวไปจำหน่ายให้แก่สายลับ จึงเห็นได้ว่า การซื้อขายเมทแอมเฟตามีนระหว่าง ท. กับสายลับไม่เกี่ยวข้องกับจำเลย จึงฟังไม่ได้ว่าจำเลยร่วมกับ ท. จำหน่ายเมทแอมเฟตามีน 9 เม็ด ให้แก่สายลับ และแม้ได้ความว่าจำเลยจำหน่ายเมทแอมเฟตามีน 10 เม็ด ให้แก่ ท. แต่ข้อเท็จจริงที่ปรากฏในการพิจารณาดังกล่าวแตกต่างกับข้อเท็จจริงที่กล่าวในฟ้องในสาระสำคัญ ศาลไม่อาจลงโทษจำเลยฐานจำหน่ายเมทแอมเฟตามีนให้แก่ ท. ตามข้อเท็จจริงที่ได้ความนั้น ตาม ป.วิ.อ. มาตรา 192 วรรคสอง อย่างไรก็ดีการที่จำเลยจำหน่ายเมทแอมเฟตามีนให้แก่ ท. แสดงว่าจำเลยมีเมทแอมเฟตามีนของกลาง 10 เม็ด ไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่ายโดยไม่ได้รับอนุญาต แม้โจทก์ฟ้องว่า จำเลยร่วมกับพวกมีเมทแอมเฟตามีนไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่ายโดยไม่ได้รับอนุญาต แต่เมื่อได้ความว่าจำเลยกับ ท. ต่างคนต่างครอบครองเมทแอมเฟตามีนของกลางในช่วงเวลาต่างกันซึ่งเป็นความผิดได้อยู่ในตัวเอง ประกอบกับโจทก์บรรยายฟ้องประสงค์ให้ลงโทษจำเลยในความผิดฐานนี้ ศาลจึงมีอำนาจลงโทษจำเลยฐานมีเมทแอมเฟตามีนไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่ายโดยไม่ได้รับอนุญาตตามที่พิจารณาได้ความตาม ป.วิ.อ. มาตรา 192 วรรคท้าย ได้

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 มาตรา 4, 7, 8, 15, 66 ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83, 91

จำเลยให้การปฏิเสธ

ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง

โจทก์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษากลับว่า จำเลยมีความผิดตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 มาตรา 15 วรรคหนึ่ง, 66 วรรคหนึ่ง ประกอบประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83 การกระทำของจำเลยเป็นความผิดหลายกรรมต่างกัน ให้ลงโทษทุกกรรมเป็นกระทงความผิดไปตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 ฐานร่วมกันมีเมทแอมเฟตามีนไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่าย จำคุก 5 ปี ฐานร่วมกันจำหน่ายเมทแอมเฟตามีน จำคุก 5 ปี คำให้การของจำเลยในชั้นสอบสวนเป็นประโยชน์แก่การพิจารณา นับเป็นเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้กระทงละหนึ่งในสาม ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คงจำคุกฐานร่วมกันมีเมทแอมเฟตามีนไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่าย 3 ปี 4 เดือน ฐานร่วมกันจำหน่ายเมทแอมเฟตามีน 3 ปี 4 เดือน รวมจำคุก 6 ปี 8 เดือน

จำเลยฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงเบื้องต้นฟังเป็นยุติว่า สิบตำรวจโทอดุลย์ เจ้าพนักงานตำรวจกองกำกับการตำรวจปราบปรามยาเสพติด 1 กรุงเทพมหานคร ได้รับแจ้งจากพลเมืองดีว่า มีชายวัยรุ่นลักลอบจำหน่ายเมทแอมเฟตามีน บริเวณโรงพยาบาล จึงรายงานให้ร้อยตำรวจเอกไพศาล ซึ่งเป็นผู้บังคับบัญชาทราบ จากการสืบสวนทราบว่า นายทรงภพ เป็นผู้จำหน่ายเมทแอมเฟตามีน ร้อยตำรวจเอกไพศาลนัดหมายให้สิบตำรวจโทอดุลย์และสิบตำรวจโทไกรศักดิ์กับพวกเข้าประชุมวางแผนจับกุมนายทรงภพ โดยให้สิบตำรวจโทอดุลย์ปลอมตัวเป็นผู้ติดต่อล่อซื้อเมทแอมเฟตามีน 10 เม็ด จากนายทรงภพ ในราคาเม็ดละ 300 บาท เป็นเงิน 3,000 บาท ตกลงกันให้นายทรงภพหักเมทแอมเฟตามีน 1 เม็ด เป็นค่าจ้าง เมื่อนายทรงภพจำหน่ายเมทแอมเฟตามีนให้แก่สิบตำรวจโทอดุลย์ ร้อยตำรวจเอกไพศาลกับพวกร่วมกันจับกุมนายทรงภพได้พร้อมเมทแอมเฟตามีนของกลาง ที่บริเวณหน้าห้างสรรพสินค้า จากการสอบถามนายทรงภพได้ความว่า นายทรงภพซื้อเมทแอมเฟตามีนดังกล่าวมาจากจำเลย และต่อมาร้อยตำรวจเอกไพศาลกับพวกจับกุมจำเลยได้ที่บริเวณใต้อาคาร 491 และนำตัวนายทรงภพกับจำเลยพร้อมด้วยเมทแอมเฟตามีน 10 เม็ด สำเนาธนบัตรที่ใช้ล่อซื้อ โทรศัพท์พีซีทีหมายเลข 0 2955 7420 กับโทรศัพท์เคลื่อนที่ยี่ห้อโนเกีย หมายเลข 08 9984 3262 เป็นของกลางส่งพนักงานสอบสวนดำเนินคดีในความผิดฐานร่วมกันมีเมทแอมเฟตามีนไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่ายและจำหน่ายเมทแอมเฟตามีนโดยฝ่าฝืนต่อกฎหมาย พนักงานอัยการฟ้องนายทรงภพกับจำเลยต่อศาลชั้นต้นทั้งสองฐานความผิดนั้น นายทรงภพให้การรับสารภาพ ศาลชั้นต้นพิพากษาลงโทษ ตามคดีอาญาหมายเลขแดงที่ อย.200/2550 ส่วนจำเลยให้การปฏิเสธ ศาลชั้นต้นให้แยกฟ้องเป็นคดีใหม่ โจทก์จึงฟ้องจำเลยเป็นคดีนี้

มีปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยว่า จำเลยร่วมกับนายทรงภพกระทำความผิดตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์หรือไม่ เห็นว่า พยานโจทก์ทั้งสามปากเบิกความสอดคล้องกันมีรายละเอียดสมเหตุสมผลไม่มีสาเหตุที่จะกลั่นแกล้งปรักปรำจำเลย ประกอบกับโจทก์ยังมีพันตำรวจโทคม พนักงานสอบสวน เบิกความยืนยันว่า ร้อยตำรวจเอกไพศาลกับพวกควบคุมตัวจำเลยกับนายทรงภพพร้อมของกลางไปให้พยานสอบสวน ทั้งจำเลยกับนายทรงภพต่างให้การตรงกันว่า จำเลยจำหน่ายเมทแอมเฟตามีนให้แก่นายทรงภพ หลังจากนั้นนายทรงภพนำไปจำหน่ายให้แก่สิบตำรวจโทอดุลย์ ตามบันทึกคำให้การผู้ต้องหาสอดคล้องกับคำเบิกความของพยานโจทก์ทั้งสามปากดังกล่าว ที่จำเลยฎีกาอ้างว่า จำเลยให้การรับสารภาพในชั้นสอบสวนโดยไม่สมัครใจและถูกพนักงานสอบสวนบังคับให้ลงชื่อนั้น ไม่ปรากฏข้อเท็จจริงว่า จำเลยถูกเจ้าพนักงานตำรวจทำร้ายร่างกายบังคับให้รับสารภาพ ทั้งพันตำรวจโทคมเป็นเจ้าพนักงานของรัฐ ปฏิบัติหน้าที่ในฐานะเป็นพนักงานสอบสวนไปตามอำนาจหน้าที่และไม่มีสาเหตุโกรธเคืองกับจำเลยมาก่อน จึงไม่มีเหตุระแวงสงสัยว่า จะเบิกความหรือทำหลักฐานปรักปรำจำเลย เชื่อว่าจำเลยให้การไว้ในชั้นสอบสวนด้วยความสมัครใจ พยานหลักฐานโจทก์จึงมีน้ำหนักให้รับฟังได้ว่า จำเลยจำหน่ายเมทแอมเฟตามีน 10 เม็ด ให้แก่นายทรงภพแล้ว นายทรงภพนำเมทแอมเฟตามีนดังกล่าวไปจำหน่ายต่อให้แก่สิบตำรวจโทอดุลย์ซึ่งปลอมตัวเป็นสายลับไปล่อซื้อ โดยมอบเมทแอมเฟตามีนให้ 9 เม็ด อีก 1 เม็ด หักเป็นค่าจ้างไปซื้อเมทแอมเฟตามีนตามที่นายทรงภพตกลงไว้กับสิบตำรวจโทอดุลย์ โจทก์ฟ้องว่า จำเลยร่วมกับนายทรงภพมีเมทแอมเฟตามีน 10 เม็ด ไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่ายและจำหน่ายเมทแอมเฟตามีน 9 เม็ด ให้แก่สายลับ แต่ได้ความจากทางนำสืบของโจทก์เพียงว่า จำเลยจำหน่ายเมทแอมเฟตามีน 10 เม็ด ให้แก่นายทรงภพ โดยโจทก์ไม่สามารถนำสืบให้เห็นว่า จำเลยทราบว่านายทรงภพจะนำเมทแอมเฟตามีนดังกล่าวไปจำหน่ายให้แก่สายลับ จากข้อเท็จจริงดังกล่าวเห็นได้ว่า การซื้อขายเมทแอมเฟตามีนระหว่างนายทรงภพกับสายลับไม่เกี่ยวข้องกับจำเลย จึงฟังไม่ได้ว่าจำเลยได้ร่วมกับนายทรงภพจำหน่ายเมทแอมเฟตามีนดังกล่าว 9 เม็ด ให้แก่สายลับ และแม้ได้ความว่าจำเลยจำหน่ายเมทแอมเฟตามีน 10 เม็ด ให้แก่นายทรงภพ แต่ข้อเท็จจริงที่ปรากฏในการพิจารณาดังกล่าวแตกต่างกับข้อเท็จจริงที่กล่าวในฟ้องในข้อสาระสำคัญ ศาลก็ไม่อาจลงโทษจำเลยฐานจำหน่ายเมทแอมเฟตามีนให้แก่นายทรงภพตามข้อเท็จจริงที่ได้ความนั้นได้ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 192 วรรคสอง อย่างไรก็ดีการที่จำเลยจำหน่ายเมทแอมเฟตามีนให้แก่นายทรงภพ แสดงว่าจำเลยมีเมทแอมเฟตามีนของกลางจำนวน 10 เม็ด ไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่ายโดยไม่ได้รับอนุญาตด้วย แม้โจทก์ฟ้องว่าจำเลยร่วมกับพวกมีเมทแอมเฟตามีนไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่ายโดยไม่ได้รับอนุญาต แต่เมื่อได้ความว่าจำเลยกับนายทรงภพต่างคนต่างครอบครองเมทแอมเฟตามีนของกลางในช่วงเวลาต่างกันซึ่งเป็นความผิดได้อยู่ในตัวเอง ประกอบกับโจทก์บรรยายฟ้องประสงค์ให้ลงโทษจำเลยในความผิดฐานนี้ ศาลจึงมีอำนาจลงโทษจำเลยตามที่พิจารณาได้ความตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 192 วรรคท้าย ที่ศาลอุทธรณ์วินิจฉัยว่า จำเลยมีความผิดฐานร่วมกับนายทรงภพมีเมทแอมเฟตามีนไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่ายและจำหน่ายเมทแอมเฟตามีน ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วยบางส่วน ฎีกาของจำเลยในข้อนี้ฟังขึ้นบางส่วน

พิพากษาแก้เป็นว่า ให้ยกฟ้องฐานร่วมกันจำหน่ายเมทแอมเฟตามีน นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.อ. ม. 192 วรรคสอง ม. 192 วรรคท้าย
พ.ร.บ.ยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 ม. 15 วรรคหนึ่ง ม. 66 วรรคหนึ่ง
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการ สำนักงานอัยการสูงสุด
จำเลย — นายเอกสิทธิ์ ตื้อตัน
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลอาญา — นางพวงผกา วงศ์กระพันธุ์
ศาลอุทธรณ์ — นางขนิษฐา อรุณวงศ์
ชื่อองค์คณะ
จิรนิติ หะวานนท์
พรเทพ อัมพรกลิ่นแก้ว
พิศิฏฐ์ สุดลาภา
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 13316/2557
#575894
เปิดฉบับเต็ม

แม้คำสั่งของศาลชั้นต้นที่ให้ยกคำร้องของพนักงานสอบสวนที่ยื่นคำร้องขอให้ส่งตัวผู้ต้องหาไปควบคุมเพื่อรับการตรวจพิสูจน์การเสพหรือติดยาเสพติด ตาม พ.ร.บ.ฟื้นฟูสมรรถภาพผู้ติดยาเสพติด พ.ศ.2545 จะไม่ใช่คำสั่งในคดีความผิดเกี่ยวกับยาเสพติด พนักงานสอบสวนมีสิทธิที่จะยื่นอุทธรณ์ได้ตามกฎหมาย แต่การที่ศาลชั้นต้นมีคำสั่งยกคำร้องของพนักงานสอบสวนดังกล่าวนั้น เป็นเรื่องระหว่างศาลกับพนักงานสอบสวนซึ่งเป็นผู้ร้องโดยเฉพาะ ผู้ต้องหาทั้งสองจึงไม่มีสิทธิที่จะอุทธรณ์หรือฎีกาคำสั่งดังกล่าวของศาลชั้นต้นได้ ที่ศาลชั้นต้นมีคำสั่งรับฎีกาของผู้ต้องหาทั้งสองจึงเป็นการไม่ชอบ ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัย

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
คดีสืบเนื่องจากเมื่อวันที่ 8 มีนาคม 2552 เจ้าพนักงานตำรวจจับกุมผู้ต้องหาทั้งสองพร้อมเมทแอมเฟตามีน 5 เม็ด เป็นของกลาง กล่าวหาว่าร่วมกันจำหน่ายเมทแอมเฟตามีน ต่อมาวันที่ 10 มีนาคม 2552 ผู้ร้องยื่นคำร้องขอฝากขังผู้ต้องหาทั้งสองครั้งที่ 1 ต่อศาลชั้นต้น มีกำหนด 12 วัน ศาลชั้นต้นอนุญาต หลังจากศาลชั้นต้นอนุญาตให้ผู้ร้องฝากขังผู้ต้องหาทั้งสองครั้งที่ 3 แล้ว ผู้ร้องยื่นคำร้องฉบับลงวันที่ 7 เมษายน 2552 ว่า ผู้ร้องสอบสวนแล้วปรากฏว่าผู้ต้องหาทั้งสองกระทำความผิดฐานเสพเมทแอมเฟตามีนด้วย ขอให้ศาลมีคำสั่งยกคำร้องขอฝากขังผู้ต้องหาทั้งสอง และส่งตัวผู้ต้องหาทั้งสองไปควบคุมตัวเพื่อรับการตรวจพิสูจน์การเสพหรือการติดยาเสพติดตามมาตรา 19 แห่งพระราชบัญญัติฟื้นฟูสมรรถภาพผู้ติดยาเสพติด พ.ศ.2545 ศาลชั้นต้นมีคำสั่งให้ยกคำร้อง ครั้นวันที่ 21 เมษายน 2552 ผู้ต้องหาทั้งสองยื่นคำร้องขอให้ศาลชั้นต้นไต่สวนข้อเท็จจริงว่า ผู้ต้องหาทั้งสองถูกดำเนินคดีในข้อหาเสพเมทแอมเฟตามีน และเป็นผู้ที่จะได้รับประโยชน์จากพระราชบัญญัติฟื้นฟูสมรรถภาพผู้ติดยาเสพติด พ.ศ. 2545 ศาลชั้นต้นมีคำสั่งให้ยกคำร้อง

ผู้ต้องหาทั้งสองอุทธรณ์คำสั่งของศาลชั้นต้นที่ให้ยกคำร้องของผู้ร้องฉบับลงวันที่ 7 เมษายน 2552

ศาลอุทธรณ์แผนกคดียาเสพติดพิพากษายกอุทธรณ์ของผู้ต้องหาทั้งสอง

ผู้ต้องหาทั้งสองฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า แม้คำสั่งของศาลชั้นต้นที่มีคำสั่งให้ยกคำร้องของพนักงานสอบสวนที่ยื่นคำร้องขอให้ศาลมีคำสั่งยกคำร้องขอฝากขังผู้ต้องหาทั้งสอง และส่งตัวผู้ต้องหาทั้งสองไปควบคุมเพื่อรับการตรวจพิสูจน์การเสพหรือติดยาเสพติด ตามพระราชบัญญัติฟื้นฟูสมรรถภาพผู้ติดยาเสพติด พ.ศ.2545 จะไม่ใช่คำสั่งในคดีความผิดเกี่ยวกับยาเสพติด และพนักงานสอบสวนมีสิทธิที่จะยื่นอุทธรณ์ได้ตามกฎหมาย แต่การที่ศาลชั้นต้นมีคำสั่งยกคำร้องของพนักงานสอบสวนดังกล่าวนั้น เป็นกรณีที่เป็นเรื่องระหว่างศาลกับพนักงานสอบสวนซึ่งเป็นผู้ร้องโดยเฉพาะ ผู้ต้องหาทั้งสองจึงไม่มีสิทธิที่จะอุทธรณ์หรือฎีกาคำสั่งดังกล่าวของศาลชั้นต้นได้ ที่ศาลชั้นต้นมีคำสั่งรับฎีกาของผู้ต้องหาทั้งสองจึงเป็นการไม่ชอบ ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัย

พิพากษายกฎีกาของผู้ต้องหาทั้งสอง
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.อ. ม. 193 ม. 216
พ.ร.บ.ฟื้นฟูสมรรถภาพผู้ติดยาเสพติด พ.ศ.2545 ม. 19
ชื่อคู่ความ
ผู้ร้อง — พนักงานสอบสวนสถานีตำรวจภูธรเมืองเพชรบูรณ์
ผู้ต้องหา — นายธีรพล อินทร์สุธา กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดเพชรบูรณ์ — นายสมเกียรติ ลิ้มเทียมเจริญ
ศาลอุทธรณ์ — นายทรงกลด บุญชูกุศล
ชื่อองค์คณะ
ทวีศักดิ์ ทองภักดี
อดิศักดิ์ ปัตรวลี
เฉลิมศักดิ์ ภัทรสุมันต์
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 13312/2557
#572283
เปิดฉบับเต็ม

จำเลยเป็นเจ้าพนักงานตำรวจมีอำนาจหน้าที่ในการจับกุมผู้กระทำความผิดและมีอำนาจสั่งการให้ผู้ใต้บังคับบัญชานำตัวผู้ถูกจับกุมส่งต่อพนักงานสอบสวน หรือสั่งปล่อยตัวผู้ถูกจับหากเห็นว่าเป็นการจับผิดตัวหรือผู้ถูกจับกุมไม่ได้กระทำความผิดหรือการกระทำยังไม่เป็นความผิด จำเลยทราบดีว่าคนต่างด้าวที่ถูกจับกุมเป็นผู้กระทำความผิด จำเลยไม่มีอำนาจสั่งปล่อยได้ แต่กลับสั่งการในฐานะผู้บังคับบัญชาให้ผู้ใต้บังคับบัญชาปล่อยตัวผู้กระทำความผิดและรถของกลางโดยไม่ชอบ การกระทำของจำเลยจึงเป็นความผิดฐานเป็นเจ้าพนักงานปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบ เพื่อให้เกิดความเสียหายแก่ผู้หนึ่งผู้ใดตาม ป.อ. มาตรา 157

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 157

จำเลยให้การปฏิเสธ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 157 จำคุก 3 ปี จำเลยนำสืบรับข้อเท็จจริงที่เป็นประโยชน์แก่การพิจารณา กรณีมีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้หนึ่งในสามตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คงจำคุก 2 ปี

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 7 พิพากษากลับ ให้ยกฟ้อง

โจทก์ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงเบื้องต้นฟังว่า ขณะเกิดเหตุจำเลยเป็นเจ้าพนักงานตำรวจ ตำแหน่งผู้บังคับกองร้อย กองร้อยตำรวจตระเวนชายแดนที่ 135 ที่จังหวัดกาญจนบุรี มีอำนาจหน้าที่ในการควบคุมบังคับบัญชาเจ้าพนักงานตำรวจในสังกัดให้ปฏิบัติหน้าที่ให้เป็นไปตามกฎหมาย ระเบียบ ข้อบังคับ และคำสั่งของผู้บังคับบัญชา ป้องกันปราบปรามและสืบสวนจับกุมผู้กระทำความผิดตามกฎหมายที่มีโทษทางอาญา จำเลยเป็นผู้บังคับบัญชาของร้อยตำรวจเอกอติโรจน์ (ยศขณะเกิดเหตุ) ตามวันเวลาและสถานที่เกิดเหตุ ร้อยตำรวจเอกอติโรจน์และผู้ใต้บังคับบัญชาร่วมจับกุมคนต่างด้าวสัญชาติพม่า 29 คน ที่หลบหนีเข้ามาในราชอาณาจักรโดยผิดกฎหมายและยึดรถกระบะหมายเลขทะเบียน บธ 5293 กาญจนบุรี เป็นของกลาง หลังจากนั้นจำเลยโทรศัพท์สั่งร้อยตำรวจเอกอติโรจน์ให้ปล่อยคนต่างด้าวไป 19 คน กับให้ปล่อยรถกระบะของกลาง แต่ร้อยตำรวจเอกอติโรจน์ไม่ยินยอม จำเลยจึงให้ร้อยตำรวจเอกอติโรจน์และผู้ร่วมจับกุมไปหาจำเลยที่บ้านและบอกให้จับผู้ต้องหาได้เพียง 10 คน ที่เหลือให้ปล่อยไปพร้อมรถกระบะของกลาง แต่ผู้ร่วมจับกุมทุกคนไม่ยินยอม

มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ว่า จำเลยมีความผิดตามฟ้องหรือไม่ โจทก์มีพันตำรวจโทธงชัยและพันตำรวจตรีอติโรจน์ (ยศขณะเบิกความ) เบิกความว่า เมื่อพยานทั้งสองกับพวกร่วมจับกุมคนต่างด้าวที่เข้ามาในราชอาณาจักรโดยผิดกฎหมายได้พร้อมยึดรถที่ใช้บรรทุกคนต่างด้าวเป็นของกลาง ภรรยาจำเลยโทรศัพท์บอกพันตำรวจตรีอติโรจน์ว่า รับเคลียร์หมดแล้ว ให้ปล่อยให้หมด พันตำรวจตรีอติโรจน์ตอบว่าไม่ได้หรอกพี่ จับแล้วปล่อยไม่ได้ หลังจากนั้นจำเลยโทรศัพท์คุยกับพันตำรวจโทธงชัย รองผู้บังคับกองร้อยตำรวจตระเวนชายแดนที่ 135 ในขณะนั้นและพันตำรวจตรีอติโรจน์ให้จับผู้กระทำความผิดเพียง 10 คน ที่เหลือให้ปล่อยไปพร้อมรถของกลาง โดยจำเลยพูดกับพันตำรวจโทธงชัยว่า กูขอได้ไหม ขอให้ปล่อย ปล่อยคนต่างด้าว พันตำรวจโทธงชัยตอบว่า กูปล่อยไม่ได้หรอก เห็นว่า การที่จำเลยและพันตำรวจโทธงชัยพูดกันโดยใช้สรรพนามแทนตัวเองว่ากู ก็น่าจะเป็นเพราะมีความคุ้นเคยกันหรือเป็นเพื่อนกัน แต่นอกจากจำเลยจะพูดกับพันตำรวจโทธงชัยแล้ว จำเลยยังพูดกับพันตำรวจตรีอติโรจน์ให้ปล่อยผู้กระทำความผิดไป 19 คน พร้อมรถกระบะของกลาง เมื่อได้รับการปฏิเสธจำเลยก็ยังโทรศัพท์ให้พันตำรวจตรีอติโรจน์และผู้ใต้บังคับบัญชาที่ร่วมจับกุมไปหาที่บ้านและพูดเช่นเดิมอีก การพูดกับผู้ใต้บังคับบัญชาหลายคนตลอดจนเรียกผู้ใต้บังคับบัญชาไปพบที่บ้านและบอกให้ปล่อยผู้กระทำความผิดพร้อมรถกระบะของกลาง จึงเห็นได้ว่าเป็นการสั่งการในฐานะผู้บังคับบัญชาของผู้ร่วมจับกุม จำเลยเป็นเจ้าพนักงานตำรวจมีอำนาจหน้าที่ในการจับกุมผู้กระทำความผิดและมีอำนาจสั่งการให้ผู้ใต้บังคับบัญชานำตัวผู้ถูกจับกุมส่งต่อพนักงานสอบสวน หรือสั่งปล่อยผู้ถูกจับกุมหากเห็นว่าเป็นการจับผิดตัว หรือผู้ถูกจับกุมไม่ได้กระทำความผิด หรือการกระทำยังไม่เป็นความผิด จำเลยทราบดีว่าคนต่างด้าวที่ถูกจับกุมมาเป็นผู้กระทำความผิด จำเลยไม่มีอำนาจสั่งปล่อยได้ แต่กลับสั่งการในฐานะผู้บังคับบัญชาให้ผู้ใต้บังคับบัญชาปล่อยตัวผู้กระทำความผิดและรถของกลางโดยไม่ชอบ การกระทำของจำเลยจึงเป็นความผิดฐานเป็นเจ้าพนักงานปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบ เพื่อให้เกิดความเสียหายแก่ผู้หนึ่งผู้ใด ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 7 พิพากษามานั้น ศาลฎีกาไม่เห็นพ้องด้วย ฎีกาของโจทก์ฟังขึ้น

พิพากษากลับ ให้บังคับคดีตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.อ. ม. 157
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการจังหวัดทองผาภูมิ
จำเลย — พันตำรวจโทไพฑูรย์ รัตนเสรี
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดทองผาภูมิ — นายปฐม บุญหนุน
ศาลอุทธรณ์ภาค 7 — นายชัยเจริญ ดุษฎีพร
ชื่อองค์คณะ
สมชาย พันธุมะโอภาส
ประทีป ดุลพินิจธรรมา
พิศาล อัยยะวรากูล
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 13307/2557
#579681
เปิดฉบับเต็ม

การกล่าวหาว่าผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองหรือเจ้าหน้าที่ของรัฐผู้ใดมีทรัพย์สินเพิ่มขึ้นผิดปกติไปจากบัญชีแสดงรายการทรัพย์สินและหนี้สินที่ยื่นเมื่อเข้ารับตำแหน่ง หรือร่ำรวยผิดปกติซึ่งรวมถึงการได้ทรัพย์สินมาโดยไม่สมควรสืบเนื่องมาจากการปฏิบัติหน้าที่หรือใช้อำนาจในตำแหน่งหน้าที่ซึ่งให้อำนาจคณะกรรมการ ป.ป.ช. ส่งเรื่องให้ผู้ร้องยื่นคำร้องต่อศาลเพื่อขอให้สั่งให้ทรัพย์สินตกเป็นของแผ่นดินตาม พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริต พ.ศ.2542 มาตรา 75, 80 และมาตรา 81 นั้น ต่างจากหนี้ที่ก่อให้เกิดสิทธิเรียกร้องแก่เจ้าหนี้ในการที่จะบังคับให้ลูกหนี้กระทำการหรืองดเว้นการอันใดอันหนึ่งเพื่อชำระหนี้ตามมูลแห่งหนี้ที่สามารถบังคับกันได้ตามกฎหมายดังเช่นประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ โดยเฉพาะการที่ผู้ร้องขอให้ทรัพย์สินของผู้คัดค้านตกเป็นของแผ่นดินตามคำร้อง แม้เป็นการบังคับเอาจากทรัพย์สินซึ่งอาจเป็นผลให้ผู้คัดค้านต้องสูญเสียทรัพย์สินหากพิสูจน์ได้ว่ามีการได้ซึ่งทรัพย์สินโดยมิชอบตามเงื่อนไขที่กฎหมายรัฐธรรมนูญกำหนด ก็เป็นผลจากการได้มาซึ่งทรัพย์สินโดยทุจริตหรือประพฤติมิชอบด้วยหน้าที่ขัดต่อความสงบเรียบร้อยและศีลธรรมอันดีของประชาชนมีความมุ่งหมายเพื่อให้ผู้ประพฤติทุจริตไม่อาจยึดถือทรัพย์สินไว้ได้ต่อไปอันเป็นผลทางกฎหมายที่มิได้ก่อขึ้นจากหนี้อันเป็นมูลเหตุแห่งสิทธิเรียกร้องที่ผู้คัดค้านสามารถยกอายุความขึ้นต่อสู้ และอยู่ในบังคับแห่งประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์

พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริตฯ มาตรา 75 วรรคสอง ซึ่งบัญญัติให้ต้องกล่าวหากรณีร่ำรวยผิดปกติภายในสองปีนับแต่ผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองหรือเจ้าหน้าที่ของรัฐพ้นจากตำแหน่งหน้าที่ และมาตรา 83 ได้บัญญัติให้บังคับคดีแก่ทรัพย์สินของผู้ถูกกล่าวหาภายในสิบปี เป็นบทบัญญัติกำหนดระยะเวลาดำเนินการของคณะกรรมการ ป.ป.ช. ในการแจ้งข้อกล่าวหาเพื่อเร่งรัดให้มีการไต่สวนข้อเท็จจริงอันเป็นมูลเหตุตามข้อกล่าวหา ทำนองเดียวกับมาตรา 81 วรรคหนึ่ง ที่บัญญัติให้ผู้ร้องยื่นคำร้องต่อศาลภายในเก้าสิบวันนับแต่ได้รับเรื่องจากคณะกรรมการ ป.ป.ช. เป็นการกำหนดหน้าที่เพื่อให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องถือปฏิบัติเพื่อบังคับการให้เป็นไปตามกฎหมาย หาใช่การใช้สิทธิเรียกร้องที่ต้องกระทำภายในกำหนดอายุความและเพียงการที่ พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริตฯ มาตรา 80 บัญญัติว่า ให้นำ ป.วิ.พ. มาใช้บังคับแก่กรณีตาม (2) (3) (4) โดยอนุโลมก็เป็นการกำหนดถึงการดำเนินกระบวนพิจารณาซึ่งไม่ใช่เหตุผลที่ต้องนำบทบัญญัติว่าด้วยอายุความตาม ป.พ.พ. มาใช้บังคับแก่คดีนี้ด้วยแต่ประการใด

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
ผู้ร้องยื่นคำร้องขอให้ศาลมีคำสั่งให้ทรัพย์สินที่ร่ำรวยผิดปกติของผู้ถูกกล่าวหาจำนวน 49,000,000 บาท พร้อมดอกผลของเงินหรือทรัพย์สินที่เกิดขึ้นตกเป็นของแผ่นดินตามพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริต พ.ศ.2542 มาตรา 80 (2) ให้ผู้ถูกกล่าวหาส่งมอบเอกสารต่าง ๆ ที่เกี่ยวกับเงินจำนวน 49,000,000 บาท หรือเอกสารที่เกี่ยวกับการรับช่วงทรัพย์ของเงินดังกล่าว พร้อมกับให้โอนกรรมสิทธิ์หรือชำระเงินจำนวน 49,000,000 บาท พร้อมดอกผลของเงินหรือทรัพย์สินที่เกิดขึ้นแก่แผ่นดินโดยกระทรวงการคลัง หากไม่โอนให้ถือเอาคำสั่งของศาลแทนการแสดงเจตนา หากผู้ถูกกล่าวหาไม่สามารถโอนทรัพย์สินให้แก่แผ่นดินได้ไม่ว่าในกรณีใด ๆ ก็ตาม ให้ผู้ถูกกล่าวหาชดใช้เงินจำนวน 49,000,000 บาทหรือโอนทรัพย์สินอื่นของผู้ถูกกล่าวหาตามสัดส่วนของมูลค่าทรัพย์สินแก่แผ่นดินแทนจนครบ หากไม่โอนให้ถือเอาคำสั่งของศาลแทนการแสดงเจตนา ให้ผู้ถูกกล่าวหาชำระดอกเบี้ยในอัตราร้อยละเจ็ดครึ่งต่อปีของเงินจำนวน 49,000,000 บาท นับแต่วันที่ศาลมีคำสั่งเป็นต้นไปจนกว่าผู้ถูกกล่าวหาจะชำระเงินจำนวนดังกล่าวให้แก่แผ่นดินจนเสร็จสิ้น

ผู้ถูกกล่าวหายื่นคำคัดค้านขอให้ยกคำร้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษายกคำร้อง ค่าฤชาธรรมเนียมให้เป็นพับ

ผู้ร้องอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษายกคำสั่งของศาลชั้นต้น ให้ศาลชั้นต้นวินิจฉัยประเด็นข้ออื่นแล้วมีคำสั่งใหม่ ค่าฤชาธรรมเนียมในชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ

ผู้คัดค้านฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่ามีปัญหาที่ต้องวินิจฉัยในชั้นนี้ตามฎีกาของผู้คัดค้านว่า คดีของผู้ร้องขาดอายุความหรือไม่ เห็นว่า การกล่าวหาว่าผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองหรือเจ้าหน้าที่ของรัฐผู้ใดมีทรัพย์สินเพิ่มขึ้นผิดปกติไปจากบัญชีแสดงรายการทรัพย์สินและหนี้สินที่ยื่นเมื่อเข้ารับตำแหน่ง หรือร่ำรวยผิดปกติซึ่งรวมถึงการได้ทรัพย์สินมาโดยไม่สมควรสืบเนื่องมาจากการปฏิบัติหน้าที่หรือใช้อำนาจในตำแหน่งหน้าที่ซึ่งให้อำนาจคณะกรรมการ ป.ป.ช. ส่งเรื่องให้ผู้ร้องยื่นคำร้องต่อศาลเพื่อขอให้สั่งให้ทรัพย์สินตกเป็นของแผ่นดินตามพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริต พ.ศ.2542 มาตรา 75, 80 และมาตรา 81 นั้น เป็นผลจากการที่รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2540 มาตรา 301 ที่ใช้บังคับในขณะยื่นคำร้องบัญญัติให้คณะกรรมการ ป.ป.ช. มีอำนาจหน้าที่ตรวจสอบทรัพย์สินและหนี้สินผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองหรือเจ้าหน้าที่ของรัฐและไต่สวนวินิจฉัยว่าเจ้าหน้าที่ของรัฐร่ำรวยผิดปกติ กระทำความผิดฐานทุจริตต่อหน้าที่ หรือกระทำความผิดต่อตำแหน่งหน้าที่ และบทเฉพาะกาลตามมาตรา 331 ยังได้บัญญัติให้ตราพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริตโดยมีสาระสำคัญเกี่ยวกับการกำหนดลักษณะอันเป็นการร่ำรวยผิดปกติหรือทุจริตต่อหน้าที่ หลักเกณฑ์วิธีการไต่สวนข้อเท็จจริงเกี่ยวกับข้อกล่าวหา เพื่อให้ทรัพย์สินที่ผู้ถูกกล่าวหาได้มาโดยมิชอบจากการปฏิบัติหน้าที่ตกเป็นของแผ่นดิน อันเป็นหลักการและเหตุผลตามที่บัญญัติเพื่อป้องกันและปราบปรามการทุจริตประพฤติมิชอบในวงราชการต่างจากหนี้ที่ก่อให้เกิดสิทธิเรียกร้องแก่เจ้าหนี้ในการที่จะบังคับให้ลูกหนี้กระทำการหรืองดเว้นการอันใดอันหนึ่งเพื่อชำระหนี้ตามมูลแห่งหนี้ที่สามารถบังคับกันได้ตามกฎหมายดังเช่นประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ โดยเฉพาะการที่ผู้ร้องขอให้ทรัพย์สินของผู้คัดค้านตกเป็นของแผ่นดินตามคำร้อง แม้เป็นการบังคับเอาจากทรัพย์สินซึ่งอาจเป็นผลให้ผู้คัดค้านต้องสูญเสียทรัพย์สินหากพิสูจน์ได้ว่ามีการได้ซึ่งทรัพย์สินโดยมิชอบตามเงื่อนไขที่กฎหมายรัฐธรรมนูญกำหนด ก็เป็นผลจากการได้มาซึ่งทรัพย์สินโดยทุจริตหรือประพฤติมิชอบด้วยหน้าที่ขัดต่อความสงบเรียบร้อยและศีลธรรมอันดีของประชาชนมีความมุ่งหมายเพื่อให้ผู้ประพฤติทุจริตไม่อาจยึดถือทรัพย์สินไว้ได้ต่อไปอันเป็นผลทางกฎหมายที่มิได้ก่อขึ้นจากหนี้อันเป็นมูลเหตุแห่งสิทธิเรียกร้องที่ผู้คัดค้านสามารถยกอายุความขึ้นต่อสู้ และอยู่ในบังคับแห่งประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ตามที่ผู้คัดค้านยกขึ้นฎีกา ส่วนที่ผู้คัดค้านอ้างถึงพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริตฯ มาตรา 75 วรรคสอง ซึ่งบัญญัติให้ต้องกล่าวหากรณีร่ำรวยผิดปกติภายในสองปีนับแต่ผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองหรือเจ้าหน้าที่ของรัฐพ้นจากตำแหน่งหน้าที่ และมาตรา 83 ได้บัญญัติให้บังคับคดีแก่ทรัพย์สินของผู้ถูกกล่าวหาภายในสิบปี อันเป็นกรณีที่กฎหมายจำกัดระยะเวลาในการดำเนินการที่กระทบถึงสิทธิของผู้ถูกกล่าวหา การยื่นคำร้องต่อศาลจึงต้องมีอายุความเช่นเดียวกันนั้น เห็นว่า การที่บทบัญญัติดังกล่าวได้กำหนดระยะเวลาดำเนินการของคณะกรรมการ ป.ป.ช. ในการแจ้งข้อกล่าวหาเพื่อเร่งรัดให้มีการไต่สวนข้อเท็จจริงอันเป็นมูลเหตุตามข้อกล่าวหา ทำนองเดียวกับมาตรา 81 วรรคหนึ่ง ที่บัญญัติให้ผู้ร้องยื่นคำร้องต่อศาลภายในเก้าสิบวันนับแต่ได้รับเรื่องจากคณะกรรมการ ป.ป.ช. นั้น เป็นการกำหนดหน้าที่เพื่อให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องถือปฏิบัติเพื่อบังคับการให้เป็นไปตามกฎหมาย หาใช่การใช้สิทธิเรียกร้องที่ต้องกระทำภายในกำหนดอายุความตามที่ผู้คัดค้านยกขึ้นอ้าง และเพียงการที่พระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริตฯ มาตรา 80 บัญญัติว่า ให้นำประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่งมาใช้บังคับแก่กรณีตาม (2) (3) (4) โดยอนุโลมตามที่ผู้คัดค้านฎีกา ก็เป็นการกำหนดถึงการดำเนินกระบวนพิจารณาซึ่งไม่ใช่เหตุผลที่ต้องนำบทบัญญัติว่าด้วยอายุความตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์มาใช้บังคับแก่คดีนี้ด้วยแต่ประการใด ที่ศาลอุทธรณ์พิจารณาปัญหาข้อกฎหมายแล้ววินิจฉัยว่าการยื่นคำร้องขอให้ทรัพย์สินตกเป็นของแผ่นดินตามคำร้องไม่มีอายุความนั้น ศาลฎีกาคณะคดีปกครองเห็นพ้องด้วย ฎีกาของผู้คัดค้านฟังไม่ขึ้น

อนึ่ง คดีนี้เป็นคดีมีทุนทรัพย์ แต่ศาลชั้นต้นเรียกเก็บค่าขึ้นศาลจากผู้ร้องมาอย่างคดีไม่มีทุนทรัพย์ จึงสมควรให้ศาลชั้นต้นเรียกเก็บค่าขึ้นศาลให้ถูกต้อง

พิพากษายืน ให้ศาลชั้นต้นมีคำสั่งให้ผู้ร้องชำระค่าขึ้นศาลให้ถูกต้องภายในกำหนดเวลาตามที่เห็นสมควรก่อนดำเนินกระบวนพิจารณาต่อไป ค่าฤชาธรรมเนียมในชั้นฎีกาให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 193/30
พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญ ว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริต พ.ศ.2542 ม. 75 ม. 80 ม. 81 ม. 83
รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2540
ชื่อคู่ความ
ผู้ร้อง — อัยการสูงสุด
ผู้คัดค้าน — นายนิพัทธ พุกกะณะสุต
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลแพ่ง — นายสัมพันธ์ ผาสุข
ศาลอุทธรณ์ — นายอำนาจ พวงชมภู
ชื่อองค์คณะ
เกษม เกษมปัญญา
ไมตรี สุเทพากุล
กิจชัย จิตธารารักษ์
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 13302/2557
#579817
เปิดฉบับเต็ม

เงินประจำตำแหน่งและเงินค่าตอบแทนเหมาจ่ายแทนการจัดหารถประจำตำแหน่งของจำเลยที่ 2 ซึ่งเป็นข้าราชการตุลาการถือได้ว่าเป็นรายได้อื่นลักษณะเดียวกันกับเงินเดือนของข้าราชการ ไม่อยู่ในความรับผิดแห่งการบังคับคดีตาม ป.วิ.พ. มาตรา 286 (2)

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
คดีสืบเนื่องมาจากศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยทั้งสองขนย้ายทรัพย์สินและบริวารออกจากที่ดินโฉนดเลขที่ 57135 ตำบลลาดยาว อำเภอบางเขน (บางซื่อ) กรุงเทพมหานคร และบ้านเลขที่ 8/71 และเลขที่ 8/72 กับให้จำเลยทั้งสองชำระค่าเสียหายเดือนละ 20,000 บาท นับแต่วันที่ 12 พฤศจิกายน 2545 จนกว่าจำเลยทั้งสองจะขนย้ายทรัพย์สินและบริวารออกไปจากที่ดินและบ้านพิพาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ในค่าเสียหายแต่ละเดือนนับแต่เดือนถัดจากเดือนที่ผิดนัดเป็นต้นไปจนกว่าจำเลยทั้งสองจะชำระเสร็จให้แก่โจทก์ แต่ดอกเบี้ยนับถึงวันฟ้องไม่เกิน 96,754 บาท กับให้จำเลยทั้งสองใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ โดยกำหนดค่าทนายความ 15,000 บาท จำเลยทั้งสองไม่ปฏิบัติตามคำพิพากษา โจทก์ขอให้บังคับคดี เจ้าพนักงานบังคับคดีอายัดสิทธิเรียกร้องในเงินประจำตำแหน่งและเงินค่ารถประจำตำแหน่งของจำเลยที่ 2 ซึ่งเป็นข้าราชการตุลาการ ต่อมาเจ้าพนักงานบังคับคดีตรวจสอบแล้วเห็นว่า เงินดังกล่าวไม่อยู่ในความรับผิดแห่งการบังคับคดี จึงมีหนังสือรายงานต่อศาลชั้นต้นขอให้มีคำสั่งเพิกถอนการอายัดเงินดังกล่าวของจำเลยที่ 2 และขอให้มีคำสั่งเกี่ยวกับเงินที่ส่งมาแล้วว่า เจ้าพนักงานบังคับคดีจะต้องแสดงบัญชีรายรับ - จ่าย ให้โจทก์หรือจ่ายคืนจำเลย

โจทก์ยื่นคำคัดค้านว่า เงินประจำตำแหน่งและค่ารถประจำตำแหน่งไม่ใช่เงินเดือนข้าราชการตามพระราชบัญญัติเงินเดือนและเงินประจำตำแหน่ง พ.ศ.2538 มาตรา 12 วรรคสาม ประกอบประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 286 (2)

ศาลชั้นต้นมีคำสั่งให้เพิกถอนการอายัดเงินประจำตำแหน่งและเงินค่าตอบแทนเหมาจ่ายแทนการจัดหารถประจำตำแหน่งของจำเลยที่ 2 และให้เจ้าพนักงานบังคับคดีดำเนินการจ่ายคืนเงินที่อายัดก่อนที่ศาลมีคำสั่งเพิกถอนการอายัดให้แก่จำเลยที่ 2

โจทก์อุทธรณ์เฉพาะในปัญหาข้อกฎหมายโดยตรงต่อศาลฎีกาโดยได้รับอนุญาตจากศาลชั้นต้นตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 223 ทวิ

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า มีปัญหาวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ว่า เงินประจำตำแหน่งและเงินค่าตอบแทนเหมาจ่ายแทนการจัดหารถประจำตำแหน่งของจำเลยที่ 2 ซึ่งเป็นข้าราชการตุลาการ ไม่อยู่ในความรับผิดแห่งการบังคับคดีหรือไม่ เห็นว่า ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 286 บัญญัติว่า "ภายใต้บังคับบทบัญญัติแห่งกฎหมายอื่น เงินหรือสิทธิเรียกร้องเป็นเงินของลูกหนี้ตามคำพิพากษาต่อไปนี้ ไม่อยู่ในความรับผิดแห่งการบังคับคดี (2) เงินเดือน ค่าจ้าง บำนาญ บำเหน็จ เบี้ยหวัด หรือรายได้อื่นในลักษณะเดียวกันของข้าราชการ " แม้เงินประจำตำแหน่งไม่ถือเป็นเงินเดือน ตามพระราชบัญญัติเงินเดือนและเงินประจำตำแหน่ง พ.ศ.2538 มาตรา 12 วรรคท้าย แต่การกำหนดตำแหน่งและอัตราเงินประจำตำแหน่งของข้าราชการตุลาการตามบัญชีท้ายพระราชบัญญัติระเบียบข้าราชการฝ่ายตุลาการศาลยุติธรรม พ.ศ.2543 มาตรา 7 เห็นได้ชัดว่าเป็นการกำหนดขึ้นตามตำแหน่งและชั้นเงินเดือนของข้าราชการตุลาการควบคู่ไปกับอัตราเงินเดือนแต่ละชั้นของข้าราชการตุลาการ ทำนองเดียวกับเงินเดือนที่มีจำนวนแน่นอนและปรับสูงขึ้นได้ตามชั้นเงินเดือนเมื่อได้รับการเลื่อนชั้น ทั้งการจ่ายก็มีลักษณะแน่นอนตายตัวและเป็นประจำทุกเดือนเช่นเดียวกับเงินเดือน เงินประจำตำแหน่งของข้าราชการตุลาการ ถือได้ว่าเป็นรายได้อื่นลักษณะเดียวกันกับเงินเดือนของข้าราชการประเด็นเกี่ยวกับเงินค่าตอบแทนเหมาจ่ายแทนการจัดหารถประจำตำแหน่งของจำเลยที่ 2 ซึ่งเป็นข้าราชการตุลาการนั้น เห็นว่า เงินค่าตอบแทนเป็นกรณีที่รัฐจ่ายให้แก่ข้าราชการตุลาการผู้ดำรงตำแหน่งระดับสูงหรือผู้บริหาร แทนการจัดหารถประจำตำแหน่งที่ผู้นั้นมีสิทธิได้รับรถประจำตำแหน่งเพื่อให้นำไปจัดหารถยนต์ส่วนตัวมาใช้ในการปฏิบัติราชการของข้าราชการผู้นั้นให้เหมาะสมกับเกียรติและฐานะตำแหน่งราชการที่ดำรงอยู่ตามระเบียบคณะกรรมการบริหารศาลยุติธรรม ว่าด้วยรถราชการและค่าตอบแทนเหมาจ่ายแทนการจัดหารถประจำตำแหน่ง พ.ศ.2547 ข้อ 33 โดยมีอัตราค่าตอบแทนเหมาจ่ายกำหนดไว้เป็นการแน่นอนรายเดือนต่อคนเท่ากันทุกเดือนทำนองเดียวกับเงินเดือนตามบัญชีท้ายระเบียบ ทั้งข้อ 33 วรรคสอง ของระเบียบได้กำหนดวิธีการเบิกจ่ายเงินค่าตอบแทนเหมาจ่ายให้นำหลักเกณฑ์และวิธีการจ่ายเงินเดือนข้าราชการมาใช้บังคับโดยอนุโลมอีกด้วย เงินค่าตอบแทนเหมาจ่ายแทนการจัดหารถประจำตำแหน่ง ถือได้ว่าเป็นรายได้อื่นลักษณะเดียวกันกับเงินเดือนของข้าราชการ

เงินประจำตำแหน่งและเงินค่าตอบแทนเหมาจ่ายแทนการจัดหารถประจำตำแหน่งของจำเลยที่ 2 ซึ่งเป็นข้าราชการตุลาการ ไม่อยู่ในความรับผิดแห่งการบังคับคดีตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 286 (2) คำสั่งของศาลชั้นต้นที่ให้เพิกถอนการอายัดและคืนเงินที่อายัดของจำเลยที่ 2 นั้นชอบแล้ว อุทธรณ์ของโจทก์ฟังไม่ขึ้น อนึ่ง ศาลชั้นต้นมิได้มีคำสั่งในเรื่องค่าฤชาธรรมเนียม ศาลฎีกาเห็นสมควรมีคำสั่งให้ถูกต้อง

พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมในศาลชั้นต้นและชั้นฎีกาให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ. ม. 286 (2)
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นายสุวิทย์ วิทยวิรานนท์
จำเลย — นางรัตนา มีแก้วหรือบุณยบุตร กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลแพ่ง — นางโชติพรรณ โชติวงศ์สุโรจน์
ชื่อองค์คณะ
ไพโรจน์ วายุภาพ
ธีระพงศ์ จิระภาค
ประมวญ รักศิลธรรม
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 13277/2557
#575248
เปิดฉบับเต็ม

เดิมที่ดินพิพาทเคยเป็นของ จ. มาก่อน จำเลยที่ 1 บุกรุกเข้าไปในที่ดินพิพาทและถูก จ. ฟ้องขับไล่ออกจากที่ดิน หลังจากนั้นศาลชั้นต้นพิพากษาขับไล่จำเลยที่ 1 และบริวารออกจากที่ดินพิพาท คดีถึงที่สุด คำพิพากษาในคดีแพ่งย่อมมีผลผูกพันจำเลยทั้งสามตาม ป.วิ.พ. มาตรา 145 วรรคหนึ่ง ทั้งจำเลยทั้งสามเบิกความยอมรับว่า จ. เคยฟ้องขับไล่จำเลยทั้งสามออกจากที่ดินพิพาท และยอมรับว่าศาลชั้นต้นมีคำพิพากษาขับไล่จำเลยทั้งสามและคดีถึงที่สุดแล้ว คำเบิกความของจำเลยทั้งสามเป็นการยอมรับอยู่ในตัวว่า ศาลมีคำพิพากษาชี้ขาดว่าที่ดินพิพาทเป็นของ จ. เมื่อ จ. ขายที่ดินพิพาทให้แก่โจทก์ จำเลยทั้งสามเข้าไปครอบครองทำประโยชน์ในที่ดินพิพาท จำเลยทั้งสามจึงมีความผิดฐานร่วมกันบุกรุก ที่จำเลยทั้งสามต่อสู้ว่าที่ดินพิพาทเป็นที่ดินคนละแปลงจึงขัดแย้งกับคำเบิกความของจำเลยทั้งสามเอง ไม่อาจรับฟังได้

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยทั้งสามตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 362, 365, 83

ศาลชั้นต้นไต่สวนมูลฟ้องแล้ว เห็นว่า คดีมีมูล ให้ประทับฟ้อง

จำเลยทั้งสามให้การปฏิเสธ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยทั้งสามมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 365 (2), 83 จำคุกคนละ 2 ปี

จำเลยทั้งสามอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 2 พิพากษากลับให้ยกฟ้อง

โจทก์ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงที่คู่ความไม่โต้เถียงกันในชั้นนี้รับฟังเป็นยุติว่า เดิมที่ดินพิพาทซึ่งเป็นที่ดินตามหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส. 3 ก.) เลขที่ 317 ตำบลอ่างคีรี (มะขาม) อำเภอมะขาม จังหวัดจันทบุรี เนื้อที่ 30 ไร่ 2 งาน 57 ตารางวา เป็นของนางจินตนา เมื่อปี 2533 จำเลยที่ 1 บุกรุกเข้าไปในที่ดินพิพาทและถูกนางจินตนาฟ้องต่อศาลชั้นต้นขอให้ขับไล่จำเลยที่ 1 ออกจากที่ดิน ศาลชั้นต้นพิพากษาขับไล่จำเลยที่ 1 และบริวารออกจากที่ดินพิพาท คดีถึงที่สุดแล้ว ตามสำนวนคดีแพ่งหมายเลขแดงที่ 1305/2543 ของศาลชั้นต้น หลังจากนั้นศาลชั้นต้นออกหมายบังคับคดีไปยังเจ้าพนักงานบังคับคดีเพื่อให้บังคับคดีจำเลยที่ 1 แต่จำเลยที่ 1 กับบริวารขัดขืนไม่ยอมออกไปจากที่ดินพิพาท ในที่สุดศาลชั้นต้นออกหมายจับจำเลยที่ 1 มากักขังไว้จนกว่าจำเลยที่ 1 จะยอมปฏิบัติตามหมายบังคับคดี เป็นเหตุให้จำเลยที่ 1 และบริวารยอมออกจากที่ดินพิพาท ครั้นต่อมานางจินตนาขายที่ดินพิพาทให้แก่โจทก์ในราคา 850,000 บาท โจทก์มอบอำนาจให้นางสาวกาหลง ไปขอรังวัดตรวจสอบแนวเขตที่ดินพบว่า จำเลยทั้งสามบุกรุกเข้าไปปลูกพืชผลในที่ดินพิพาท ต่อมาโจทก์มอบอำนาจให้นางเสาวณีย์ ไปรังวัดสอบเขตที่ดินอีกครั้งหนึ่ง แต่จำเลยทั้งสามไปคัดค้านว่า ที่ดินพิพาทเป็นของจำเลยที่ 1 ไม่ใช่ของโจทก์เจ้าพนักงานที่ดินจึงไม่สามารถรังวัดสอบเขตที่ดินพิพาทได้ ก่อนเกิดเหตุจำเลยที่ 1 เคยทำหนังสือร้องเรียนขอความเป็นธรรมไปยังกรมที่ดินว่า ทางราชการออกหนังสือรับรองการทำประโยชน์สำหรับที่ดินพิพาททับที่ดินของจำเลยที่ 1 แต่กรมที่ดินมีหนังสือแจ้งให้จำเลยที่ 1 ทราบว่า ทางราชการออกหนังสือรับรองการทำประโยชน์สำหรับที่ดินพิพาทให้แก่นางอรุณ ซึ่งเป็นมารดาของนางจินตนาตั้งแต่ปี 2519 โดยไม่ได้ทับที่ดินแปลงใดตามหนังสือของกรมที่ดิน

มีปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ว่า โจทก์ไม่มีอำนาจฟ้องจำเลยทั้งสามตามที่ศาลอุทธรณ์ภาค 2 วินิจฉัยหรือไม่ โจทก์ฎีกาว่า โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยทั้งสามในความผิดฐานร่วมกันบุกรุกที่ดินของโจทก์และมีคำขอให้ลงโทษจำเลยทั้งสามตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 362, 365 ประกอบมาตรา 83 ซึ่งมีอายุความในการดำเนินคดีอาญาตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 95 หาได้มีประเด็นว่าจำเลยทั้งสามร่วมกันบุกรุกเข้าไปแย่งการครอบครองที่ดินพิพาทซึ่งเป็นที่ดินมือเปล่าเป็นเวลาเกินกว่าหนึ่งปี อันจะส่งผลให้โจทก์ขาดสิทธิฟ้องคดีเพื่อเอาคืนซึ่งการครอบครองดังที่ศาลอุทธรณ์ภาค 2 วินิจฉัยไม่ เห็นว่า เมื่อโจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยทั้งสามในความผิดฐานร่วมกันบุกรุกตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 362, 365 ประกอบมาตรา 83 อายุความในการดำเนินคดีอาญาแก่จำเลยทั้งสามย่อมมีกำหนดสิบปี ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 95 (3) หาใช่ถือเอาระยะเวลาในการฟ้องคดีเพื่อเอาคืนซึ่งการครอบครองที่พิพาทนับแต่เวลาที่ถูกแย่งการครอบครองมาเป็นอายุความในการดำเนินคดีไม่ เมื่อเป็นเช่นนี้แม้ได้ความว่าจำเลยทั้งสามเข้าไปครอบครองทำประโยชน์ในที่ดินพิพาทตั้งแต่วันที่ 6 ธันวาคม 2549 เป็นต้นมา แต่เมื่อโจทก์ยื่นฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยทั้งสามต่อศาลชั้นต้นเมื่อวันที่ 22 มิถุนายน 2552 ยังไม่ล่วงพ้นสิบปี นับแต่วันที่จำเลยทั้งสามบุกรุกเข้าไปในที่ดินพิพาท โจทก์จึงมีอำนาจดำเนินคดีอาญาแก่จำเลยทั้งสามในความผิดฐานร่วมกันบุกรุกที่พิพาทได้ หาใช่เป็นการสิ้นสิทธิฟ้องร้องตามที่ศาลอุทธรณ์ภาค 2 วินิจฉัยไม่ ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 2 วินิจฉัยว่า แม้ได้ความว่าจำเลยทั้งสามบุกรุกเข้าไปทำประโยชน์ในที่พิพาทก็ตาม แต่เมื่อโจทก์ฟ้องคดีนี้เมื่อล่วงพ้นกำหนดเวลาหนึ่งปี นับแต่เวลาที่จำเลยทั้งสามเข้าครอบครองทำประโยชน์ในที่ดินพิพาท โจทก์จึงหมดสิทธิฟ้องเรียกคืนซึ่งการครอบครองที่ดินพิพาทตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1375 วรรคสอง นั้น ศาลฎีกาไม่เห็นพ้องด้วย ฎีกาของโจทก์ฟังขึ้น แต่เนื่องจากโจทก์และจำเลยทั้งสามต่างนำพยานหลักฐานของตนเข้าสืบจนสุดสิ้นกระแสความแล้ว ศาลฎีกาเห็นสมควรวินิจฉัยชี้ขาดคดีไปเสียทีเดียว โดยไม่ย้อนสำนวนไปให้ศาลอุทธรณ์ภาค 2 พิจารณาพิพากษาใหม่ เมื่อข้อเท็จจริงได้ความว่า เดิมที่ดินพิพาทเคยเป็นของนางจินตนามาก่อน แต่ในปี 2533 จำเลยที่ 1 บุกรุกเข้าไปในที่ดินพิพาทและถูกนางจินตนาฟ้องขับไล่ออกจากที่ดิน หลังจากนั้นศาลชั้นต้นพิพากษาขับไล่จำเลยที่ 1 และบริวารออกจากที่ดินพิพาท คดีถึงที่สุดแล้ว คำพิพากษาในคดีแพ่งย่อมมีผลผูกพันจำเลยที่ 1 ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 145 วรรคหนึ่ง ยิ่งไปกว่านั้นจำเลยทั้งสามยังเบิกความรับว่า นางจินตนาเคยฟ้องขอให้ขับไล่จำเลยทั้งสามออกไปจากที่ดินพิพาทและยอมรับว่าศาลชั้นต้นมีคำพิพากษาขับไล่จำเลยทั้งสามออกจากที่ดินพิพาทและคดีถึงที่สุดแล้ว คำเบิกความของจำเลยทั้งสามเป็นการยอมรับอยู่ในตัวว่า ศาลมีคำพิพากษาชี้ขาดว่าที่ดินพิพาทเป็นของนางจินตนา หาใช่เป็นที่ดินของจำเลยที่ 1 ตามที่จำเลยทั้งสามต่อสู้ไม่ เมื่อนางจินตนาขายที่ดินพิพาทให้แก่โจทก์ในปี 2548 แล้วต่อมาในตอนปลายปี 2549 จำเลยทั้งสามเข้าไปครอบครองทำประโยชน์ในที่ดินพิพาท จำเลยทั้งสามจึงมีความผิดฐานร่วมกันบุกรุกที่ดินพิพาทตามที่ศาลชั้นต้นวินิจฉัย ที่จำเลยทั้งสามต่อสู้ว่า ที่ดินพิพาทเป็นที่ดินคนละแปลงกันกับที่ดินที่จำเลยทั้งสามเข้าครอบครองทำประโยชน์จึงขัดแย้งกับคำเบิกความของจำเลยทั้งสามเองไม่อาจรับฟังได้ ฎีกาของโจทก์ฟังขึ้น แต่ที่ศาลชั้นต้นพิพากษาลงโทษจำคุกจำเลยทั้งสามคนละ 2 ปี นั้น หนักเกินไป เมื่อพิเคราะห์พฤติการณ์แห่งคดีแล้ว เห็นว่า การกระทำของจำเลยทั้งสามไม่ใช่ความผิดร้ายแรง ประกอบกับจำเลยทั้งสามไม่เคยต้องโทษจำคุกมาก่อน เห็นสมควรรอการลงโทษจำคุกให้จำเลยทั้งสาม เพื่อให้จำเลยทั้งสามปรับเปลี่ยนพฤติกรรมให้กลับตนเป็นพลเมืองดีของสังคมสืบไป แต่เพื่อให้จำเลยทั้งสามหลาบจำ สมควรลงโทษปรับอีกสถานหนึ่ง

พิพากษากลับว่า จำเลยทั้งสามมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 365 (2) ประกอบมาตรา 362, 83 จำคุกคนละ 1 ปี และปรับคนละ 5,000 บาท โทษจำคุกให้รอการลงโทษไว้มีกำหนดเวลา 2 ปี ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 56 หากจำเลยทั้งสามไม่ชำระค่าปรับให้บังคับตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 29, 30
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.อ. ม. 365 (2) ม. 83
ป.วิ.พ. ม. 145 วรรคหนึ่ง
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นางพัชริน แต้กุล
จำเลย — นายจี่ สีสด กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดจันทบุรี — นายมนัญชัย วรรณิกเวช
ศาลอุทธรณ์ภาค 2 — นายวิเชียร โบราณวัฒน์
ชื่อองค์คณะ
กำพล ภู่สุดแสวง
ปดารณี ลัดพลี
แรงรณ ปริพนธ์พจนพิสุทธิ์
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 13273/2557
#581430
เปิดฉบับเต็ม

แม้ จ. จะทำพินัยกรรมเอกสารฝ่ายเมืองยกที่ดินตามโฉนดที่ดินเลขที่ 1407 ให้จำเลยคนเดียวก็ตาม แต่ในขณะที่ จ. ยังมีชีวิตอยู่พินัยกรรมยังไม่มีผลบังคับ จ. ผู้ทำพินัยกรรมสามารถทำนิติกรรมผูกพันทรัพย์ที่ระบุไว้ในพินัยกรรมได้ เมื่อโจทก์ทั้งสอง จำเลย และ จ. ได้ร่วมกันทำบันทึกข้อตกลงขึ้นโดยมีสาระสำคัญให้ จ. ขายที่ดินตามโฉนดที่ดินเลขที่ 1391 และ 1407 แล้วนำเงินมาแบ่งกันคนละหนึ่งส่วนเท่า ๆ กัน บันทึกข้อตกลงดังกล่าวจึงเป็นสัญญาที่ผูกพันผู้ร่วมทำบันทึกข้อตกลงทุกคนให้ต้องปฏิบัติตาม จ. จึงมีหน้าที่ต้องขายที่ดินตามโฉนดที่ดินเลขที่ 1407 แล้วนำเงินมาแบ่งกันระหว่างโจทก์ทั้งสองและจำเลย

จ. ถึงแก่ความตาย โจทก์ทั้งสองและจำเลยในฐานะคู่สัญญาก็ยังต้องผูกพันปฏิบัติตามบันทึกข้อตกลงดังกล่าว การที่จำเลยไปรับโอนที่ดินตามโฉนดที่ดินเลขที่ 1407 เป็นของตนแต่เพียงผู้เดียวจึงเป็นการฝ่าฝืนบันทึกข้อตกลง โจทก์ทั้งสองฟ้องคดีนี้เป็นการฟ้องให้ปฏิบัติตามบันทึกข้อตกลงจึงไม่ใช่คดีมรดก จำเลยไม่อาจยกเรื่องอายุความ 1 ปี ตาม ป.พ.พ. มาตรา 1754 มาตัดฟ้องได้ เพราะโจทก์ทั้งสองมิได้ฟ้องเรียกทรัพย์จากจำเลยในฐานะที่จำเลยเป็นทายาทของ จ. แต่เป็นการฟ้องให้ปฏิบัติตามบันทึกข้อตกลงซึ่งไม่มีกฎหมายบัญญัติเรื่องอายุความไว้โดยเฉพาะ สิทธิเรียกร้องตามคำฟ้องของโจทก์จึงมีอายุความ 10 ปี ตาม ป.พ.พ. มาตรา 193/30

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยนำที่ดินโฉนดเลขที่ 1407 ตำบลราชาเทวะ อำเภอบางพลีใหญ่จังหวัดสมุทรปราการ เนื้อที่ 32 ไร่ 1 งาน 40 ตารางวา เฉพาะส่วนที่มีชื่อของจำเลยเป็นผู้ถือกรรมสิทธิ์ออกขายแก่บุคคลภายนอก และนำเงินมาแบ่งให้แก่โจทก์ทั้งสองและจำเลยคนละหนึ่งส่วน หากจำเลยฝ่าฝืนให้ถือคำพิพากษาเป็นการแสดงเจตนา โดยให้นำที่ดินดังกล่าวออกขายทอดตลาดนำเงินมาแบ่งตามส่วนแก่โจทก์ทั้งสอง

จำเลยให้การและแก้ไขคำให้การขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง ค่าฤชาธรรมเนียมให้เป็นพับ

โจทก์ทั้งสองอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ

โจทก์ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงเบื้องต้นฟังได้ว่าโจทก์ทั้งสองเป็นบุตรโดยชอบกฎหมายของนายจ่าง กับนางบุญมี ส่วนจำเลยกับนายทันตวัน เป็นบุตรนอกกฎหมายของนายจ่าง ซึ่งเกิดกับนางเฉลิม เมื่อวันที่ 24 กุมภาพันธ์ 2497 นายจ่างและนางบุญมีซื้อที่ดินโฉนดเลขที่ 1407 ตำบลราชาเทวะ อำเภอบางพลีใหญ่ จังหวัดสมุทรปราการ เนื้อที่ 32 ไร่ 1 งาน 40 ตารางวา จากนายจ้อย บิดาของนางบุญมี วันที่ 29 กันยายน 2501 นายจ่างและนางบุญมีร่วมกันยกที่ดินดังกล่าวจำนวนหนึ่งในสามส่วนให้แก่นางใบหรือทองใบ มารดาของนายจ่าง วันที่ 22 ตุลาคม 2517 นางใบทำพินัยกรรมยกที่ดินดังกล่าวให้แก่นายจ่าง โดยมีข้อกำหนดในพินัยกรรมว่าให้นายจ่างยกที่ดินดังกล่าวนี้ให้แก่โจทก์ทั้งสองเมื่อโจทก์ทั้งสองบรรลุนิติภาวะแล้ว วันที่ 26 ธันวาคม 2526 นางใบถึงแก่ความตาย นายจ่างจึงจดทะเบียนรับโอนที่ดินโฉนดเลขที่ 1407 ในส่วนของนางใบมาเป็นของตนตามพินัยกรรมของนางใบ วันที่ 11 มีนาคม 2546 นายจ่างทำพินัยกรรมเอกสารฝ่ายเมืองยกที่ดินโฉนดเลขที่ 1407 เฉพาะส่วนของตนให้แก่จำเลย วันที่ 23 มิถุนายน 2547 โจทก์ทั้งสอง จำเลย และนายจ่างทำบันทึกข้อตกลงให้นายจ่างขายที่ดินโฉนดเลขที่ 1391 ตำบลคลองราชาเทวะ อำเภอบางพลี จังหวัดสมุทรปราการ เนื้อที่ 10 ไร่ 14 ตารางวา และที่ดินโฉนดเลขที่ 1407 แล้วนำเงินที่ได้จากการขายมาแบ่งคนละหนึ่งส่วนเท่า ๆ กัน ระหว่างโจทก์ทั้งสองและจำเลย หลังจากนั้นโจทก์ทั้งสองและจำเลยจะต้องแบ่งเงินในส่วนของตนให้แก่นายจ่างคนละ 1,000,000 บาท เพื่อเก็บไว้เป็นค่าใช้จ่ายส่วนตัว โดยโจทก์ทั้งสอง จำเลย และนายจ่างมิได้นำบันทึกข้อตกลงดังกล่าวไปจดทะเบียนต่อพนักงานเจ้าหน้าที่ วันที่ 2 เมษายน 2548 นายจ่างถึงแก่ความตาย วันที่ 2 สิงหาคม 2549 จำเลยจดทะเบียนโอนที่ดินโฉนดเลขที่1407 ในส่วนของนายจ่างมาเป็นของจำเลยในฐานะทายาทผู้รับพินัยกรรมของนายจ่าง

คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ทั้งสองว่า ฟ้องโจทก์ทั้งสองขาดอายุความหรือไม่ เห็นว่า บันทึกข้อตกลงที่โจทก์ทั้งสอง จำเลย และนายจ่างตกลงร่วมกันทำขึ้นมีสาระสำคัญให้นายจ่างขายที่ดินโฉนดเลขที่ 1391 และ 1407 (ในบันทึกข้อตกลงระบุผิดเป็นโฉนดเลขที่ 1803) แล้วนำเงินมาแบ่งกันคนละหนึ่งส่วนเท่า ๆ กัน ระหว่างโจทก์ทั้งสองและจำเลยซึ่งเป็นบุตรของนายจ่างด้วยกัน จึงเป็นสัญญาที่ผูกพันผู้ร่วมทำบันทึกข้อตกลงทุกคนให้ต้องปฏิบัติตาม แม้นายจ่างจะทำพินัยกรรมเอกสารฝ่ายเมืองยกที่ดินโฉนดเลขที่ 1407 ให้จำเลยคนเดียวก็ตาม แต่ในขณะที่นายจ่างยังมีชีวิตอยู่พินัยกรรมยังไม่มีผลบังคับ นายจ่างผู้ทำพินัยกรรมสามารถทำนิติกรรมผูกพันทรัพย์ที่ระบุไว้ในพินัยกรรมได้ นายจ่างจึงมีหน้าที่ต้องขายที่ดินโฉนดเลขที่ 1407 แล้วนำเงินมาแบ่งกันระหว่างโจทก์ทั้งสองและจำเลย ซึ่งนายจ่างก็ได้ปฏิบัติตามบันทึกข้อตกลงโดยได้ขายที่ดินโฉนดเลขที่ 1391 แล้ว แต่ที่ดินโฉนดเลขที่ 1407 ยังมิได้ขายเนื่องจากนายจ่างถึงแก่ความตายไปเสียก่อน แต่การที่นายจ่างถึงแก่ความตาย โจทก์ทั้งสองและจำเลยในฐานะคู่สัญญาก็ยังต้องผูกพันยึดถือปฏิบัติตามบันทึกข้อตกลงดังกล่าวซึ่งผู้จัดการมรดกของนายจ่างสามารถดำเนินการตามวัตถุประสงค์ของบันทึกข้อตกลงต่อไปได้ การที่จำเลยไปรับโอนที่ดินโฉนดเลขที่ 1407 เป็นของตนแต่เพียงผู้เดียวเป็นการฝ่าฝืนบันทึกข้อตกลงเป็นเหตุให้โจทก์ทั้งสองต้องมาฟ้องเป็นคดีนี้ จึงเป็นการฟ้องให้ปฏิบัติตามบันทึกข้อตกลงซึ่งไม่ใช่คดีมรดก จำเลยไม่อาจยกเรื่องอายุความ 1 ปี ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1754 มาตัดฟ้องได้ กรณีไม่จำต้องวินิจฉัยว่าพินัยกรรมของนายจ่างมีผลใช้บังคับหรือไม่ ฟ้องโจทก์ขาดอายุความมรดกหรือไม่ เพราะโจทก์ทั้งสองมิได้ฟ้องเรียกทรัพย์จากจำเลยในฐานะที่จำเลยเป็นทายาทของนายจ่าง ตามรูปคดีที่โจทก์ทั้งสองฟ้องให้ปฏิบัติตามบันทึกข้อตกลงนั้น ไม่มีกฎหมายบัญญัติเรื่องอายุความไว้โดยเฉพาะ คดีของโจทก์มีอายุความ 10 ปี ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 193/30 โจทก์ทั้งสองยื่นคำฟ้องคดีนี้เมื่อวันที่ 8 มีนาคม 2553 ยังไม่เกิน 10 ปี คดีโจทก์ทั้งสองจึงไม่ขาดอายุความ ที่ศาลล่างทั้งสองพิพากษายกฟ้องโจทก์ทั้งสองมานั้น ศาลฎีกาไม่เห็นพ้องด้วย ฎีกาของโจทก์ทั้งสองฟังขึ้น

พิพากษากลับว่า ให้จำเลยปฏิบัติตามบันทึกข้อตกลง โดยนำที่ดินโฉนดเลขที่ 1407 เลขที่ดิน 75 (13) ตำบลราชาเทวะ อำเภอบางพลีใหญ่ จังหวัดสมุทรปราการ เนื้อที่ 32 ไร่ 1 งาน 40 ตารางวา เฉพาะส่วนที่มีชื่อของจำเลยถือกรรมสิทธิ์ออกขายแก่บุคคลภายนอก เพื่อนำเงินมาแบ่งให้แก่โจทก์ทั้งสองและจำเลยคนละหนึ่งส่วน หากฝ่าฝืนให้ถือเอาคำพิพากษาแทนการแสดงเจตนาของจำเลย โดยให้นำที่ดินแปลงดังกล่าวออกขายทอดตลาดนำเงินมาแบ่งตามส่วนแก่โจทก์ทั้งสอง ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสามศาลให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 193/30 ม. 1754
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นายฐานทัด ชื่นเกษม กับพวก
จำเลย — นางสาวดวงเดือน ชื่นเกษม
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดสมุทรปราการ — นายกฤษฎา พณิชยกุล
ศาลอุทธรณ์ภาค 1 — นายอรุณ เรือนเพชร
ชื่อองค์คณะ
พีรพล พิชยวัฒน์
พฤษภา พนมยันตร์
สิทธิชัย โชคสวัสดิ์ไพศาล
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 13267/2557
#582423
เปิดฉบับเต็ม

ตามสัญญาค้ำประกันหนี้สินที่จำเลยทั้งสี่ทำไว้กับบริษัทเงินทุน ย. นั้น เป็นการค้ำประกันเพื่อชำระหนี้ในเมื่อบริษัท ก. ลูกหนี้ไม่ชำระหนี้ เมื่อต่อมาบริษัท ก. ลูกหนี้จดทะเบียนเลิกบริษัท อันมีผลให้ลูกหนี้สิ้นสภาพนิติบุคคล สัญญาค้ำประกันที่จำเลยทั้งสี่ทำไว้จึงไม่มีลูกหนี้ที่จำเลยทั้งสี่จะต้องค้ำประกันอีกต่อไป สัญญาค้ำประกันจึงสิ้นผลไปโดยปริยาย แม้เช็คทั้ง 17 ฉบับ จำเลยที่ 1 และที่ 3 ซึ่งเป็นกรรมการของบริษัท ก. ลูกหนี้จะลงลายมือชื่อสั่งจ่ายและประทับตราสำคัญของบริษัทก็ตาม ก็ถือไม่ได้ว่าเช็คดังกล่าวเป็นเช็คของลูกหนี้ ดังนั้นจำเลยที่ 2 และที่ 4 จึงไม่ต้องรับผิดต่อบริษัทเงินทุน ย. ในฐานะผู้ค้ำประกันตามสัญญาวงเงินขายตั๋วลดเช็คที่เกิดขึ้นภายหลังจากลูกหนี้สิ้นสภาพนิติบุคคลไปแล้ว

จำเลยที่ 1 และที่ 3 ซึ่งเป็นกรรมการของบริษัท ก. ลูกหนี้ รู้ดีว่าในวันที่จำเลยทั้งสองสั่งจ่ายเช็คทั้ง 17 ฉบับ พร้อมประทับตราสำคัญของบริษัทนั้น บริษัท ก. ลูกหนี้ได้สิ้นสภาพนิติบุคคลไปแล้ว แต่จำเลยทั้งสองยังถือโอกาสที่บริษัทเงินทุน ย. ซึ่งเป็นบุคคลภายนอกไม่รู้ถึงการบอกเลิกบริษัทของตนนำเช็คที่สั่งจ่ายในนามของบริษัท ก. ไปขายลดให้แก่บริษัทเงินทุน ย. อีก ซึ่งการกระทำดังกล่าวจำเลยที่ 1 และที่ 3 ย่อมได้เงินจากการขายลดเช็ค โดยทราบดีว่าเจ้าหนี้ไม่อาจจะบังคับเอาจากบริษัท ก. ลูกหนี้ได้เพราะลูกหนี้ได้จดทะเบียนเลิกบริษัทไปก่อนแล้ว อันเป็นการฝ่าฝืนต่อ ป.พ.พ. มาตรา 5 ซึ่งข้อเท็จจริงเกี่ยวกับเช็คพิพาทเป็นข้อเท็จจริงที่จำเลยทั้งสี่ได้ยกขึ้นให้การต่อสู้โจทก์ และจำเลยที่ 4 นำสืบในศาลชั้นต้นแล้วไม่ใช่ข้อเท็จจริงใหม่ที่ไม่ได้ว่ากล่าวกันมาก่อน ศาลฎีกาจึงมีอำนาจนำข้อกฎหมายมาปรับวินิจฉัยว่า จำเลยที่ 1 และที่ 3 ใช้สิทธิโดยไม่สุจริตได้ จำเลยที่ 1 และที่ 3 จึงไม่อาจอ้างการสิ้นสภาพบุคคลแห่งบริษัท ก. เป็นข้อแก้ตัวเพื่อให้ตนพ้นจากความรับผิดตามสัญญาค้ำประกันได้ เพราะเป็นการใช้สิทธิโดยไม่สุจริต

กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 5 ม. 698
ป.วิ.พ. ม. 249 วรรคหนึ่ง
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — บรรษัทบริหารสินทรัพย์สถาบันการเงิน
จำเลย — นายเชิดชัย สำเริงวงศ์ กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลแพ่งกรุงเทพใต้ — นางสาวเบญจวรรณ ตาลาวนิช
ศาลอุทธรณ์ — นายก่อเกียรติ เอี่ยมบุตรลบ
ชื่อองค์คณะ
พิศล พิรุณ
วัชรินทร์ ปัจเจกวิญญูสกุล
ปิ่น ศรีเมือง
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 13209/2557
#571548
เปิดฉบับเต็ม

ผู้ร้องยื่นคำร้องขอในนามของผู้ร้องซึ่งเป็นผู้จัดการของนิติบุคคลอาคารชุด ท. อาคาร 1, 2, 3 มิใช่ฟ้องในฐานะทำการแทนนิติบุคคล ขณะยื่นคำร้องขอนั้นผู้ร้องยังอยู่ในวาระการดำรงตำแหน่งผู้จัดการนิติบุคคลอาคารชุด ซึ่งมีกำหนด 3 ปี นับแต่วันที่ 19 มีนาคม 2544 ถึงวันที่ 19 มีนาคม 2547 เพื่อขอให้เพิกถอนการประชุม มติที่ประชุมและรายงานการประชุมใหญ่วิสามัญประจำปี 2546 ครั้งที่ 1 และครั้งที่ 2 ที่ยกเลิกสัญญาจ้างผู้ร้อง ทั้งขอให้เพิกถอนการจดทะเบียนเปลี่ยนแปลงข้อบังคับนิติบุคคลอาคารชุดในวันที่ 22 กรกฎาคม 2546 ของเจ้าพนักงานที่ดินจังหวัดสมุทรสาครด้วย อันถือได้ว่าผู้ร้องเป็นผู้มีส่วนได้เสียโดยตรง จึงมีอำนาจยื่นคำร้องขอได้ แต่เมื่อขณะนี้ปรากฏว่า ผู้ร้องได้พ้นจากการเป็นผู้จัดการนิติบุคคลอาคารชุดตามวาระการดำรงตำแหน่ง และมิได้เกี่ยวข้องกับนิติบุคคลอาคารชุดอีกต่อไปแล้ว ทั้งปรากฏว่ามีการแต่งตั้งผู้จัดการนิติบุคคลอาคารชุดคนใหม่แทนผู้ร้องแล้ว ทั้งคดีแพ่งอีกคดีหนึ่งที่ผู้ร้องยื่นฟ้องผู้คัดค้านทั้งสองกับพวกในฐานะคณะกรรมการควบคุมการจัดการนิติบุคคลอาคารชุด ขอให้เพิกถอนมติที่ประชุมที่ให้ยกเลิกสัญญาจ้างผู้ร้องและให้ผู้ร้องพ้นจากการเป็นผู้จัดการนิติบุคคลอาคารชุดนั้น ศาลชั้นต้นมีคำพิพากษายกฟ้องโดยวินิจฉัยว่า การเลิกจ้างผู้ร้องเป็นการกระทำโดยชอบแล้วซึ่งผู้ร้องมิได้อุทธรณ์ คำพิพากษาดังกล่าวจึงถึงที่สุดและผูกพันผู้ร้องตาม ป.วิ.พ. มาตรา 145 จึงถือว่าปัจจุบันผู้ร้องไม่มีส่วนได้เสียโดยตรงในคดีนี้อีกต่อไป อำนาจร้องขอของผู้ร้องจึงหมดลง ผู้ร้องไม่มีอำนาจยื่นคำร้องขออีกต่อไป ปัญหานี้แม้ไม่มีคู่ความฝ่ายใดยกขึ้นอ้าง แต่เป็นปัญหาข้อกฎหมายอันเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชน ตามมาตรา 142 (5) ศาลฎีกามีอำนาจยกขึ้นวินิจฉัยได้

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
ผู้ร้องยื่นคำร้องขอว่า ผู้ร้องได้รับการเลือกตั้งจากที่ประชุมใหญ่สามัญเจ้าของร่วมให้ดำรงตำแหน่งผู้จัดการนิติบุคคลอาคารชุดไทยซุปเปอร์บิ๊กแลนด์ อาคาร 1, 2, 3 เป็นเวลา 3 ปี และได้จดทะเบียนต่อเจ้าพนักงานที่ดินจังหวัดสมุทรสาครแล้ว นายคุณาสิน ประธานคณะกรรมการควบคุมการจัดการนิติบุคคลอาคารชุดไทยซุปเปอร์บิ๊กแลนด์ อาคาร 1, 2, 3 ออกหนังสือถึงเจ้าของร่วมเชิญประชุมใหญ่วิสามัญประจำปี 2546 ในวันที่ 29 มิถุนายน 2546 โดยมีระเบียบวาระการประชุมในวาระที่ 2 เรื่องพิจารณาถอดถอนผู้จัดการนิติบุคคลอาคารชุด วาระที่ 3 เรื่องพิจารณาแต่งตั้งผู้จัดการนิติบุคคลอาคารชุด แต่ในวันดังกล่าวมีเจ้าของร่วมประชุมไม่ครบองค์ประชุม จึงไม่อาจดำเนินการประชุมได้ ต่อมานายคุณาสินได้เรียกประชุมใหญ่วิสามัญประจำปี 2546 (ครั้งที่ 2) ในวันที่ 6 กรกฎาคม 2546 โดยมีวาระการประชุมเช่นเดียวกับการประชุมใหญ่ครั้งที่ 1 ในการประชุมใหญ่ครั้งที่ 2 นี้ มีเจ้าของร่วมเข้าร่วมประชุม 82 ห้องชุด และมีผู้รับมอบฉันทะเข้าร่วมประชุม 184 ห้องชุด จากห้องชุดทั้งหมด 810 ห้องชุด คิดเป็นอัตราส่วนร้อยละ 33.10 ที่ประชุมมีมติให้ถอดถอนผู้ร้องจากการเป็นผู้จัดการนิติบุคคลอาคารชุด และแต่งตั้งนายศุภชัย เป็นผู้จัดการนิติบุคคลอาคารชุดแทน จากนั้นได้นำมติที่ประชุมใหญ่ไปจดทะเบียนต่อเจ้าพนักงานที่ดินจังหวัดสมุทรสาคร ซึ่งไม่ชอบด้วยกฎหมาย เพราะตามพระราชบัญญัติอาคารชุด พ.ศ.2522 และข้อบังคับของนิติบุคคลอาคารชุดไทยซุปเปอร์บิ๊กแลนด์ อาคาร 1, 2, 3 ประธานคณะกรรมการควบคุมการจัดการนิติบุคคลอาคารชุดไม่มีอำนาจเรียกประชุมใหญ่ อำนาจในการเรียกประชุมเป็นของคณะกรรมการควบคุมการจัดการนิติบุคคลอาคารชุดและการส่งหนังสือนัดประชุมใหญ่วิสามัญประจำปี 2546 ทั้งสองครั้ง มิได้ทำเป็นหนังสือลงทะเบียนส่งไปยังเจ้าของร่วมทุกคนก่อนวันนัดประชุมใหญ่ไม่น้อยกว่า 7 วัน อีกทั้งเสียงลงคะแนนของเจ้าของร่วมที่เข้าประชุมไม่ครบ 1 ใน 3 ของจำนวนเสียงลงคะแนนทั้งหมด จึงไม่ครบองค์ประชุม ไม่อาจลงมติใด ๆ ได้ การประชุมใหญ่วิสามัญประจำปี 2546 (ครั้งที่ 2) จึงตกเป็นโมฆะ ขอให้เพิกถอนมติที่ประชุมและรายงานการประชุมใหญ่วิสามัญประจำปี 2546 ครั้งที่ 1 และครั้งที่ 2 และเพิกถอนการจดทะเบียนเปลี่ยนแปลงข้อบังคับของนิติบุคคลอาคารชุดไทยซุปเปอร์บิ๊กแลนด์ อาคาร 1, 2, 3 ในวันที่ 22 กรกฎาคม 2546 ของเจ้าพนักงานที่ดินจังหวัดสมุทรสาคร

ผู้คัดค้านทั้งสองยื่นคำคัดค้านว่า ผู้คัดค้านทั้งสองเป็นคณะกรรมการควบคุมการจัดการนิติบุคคลอาคารชุดไทยซุปเปอร์บิ๊กแลนด์ อาคาร 1, 2, 3 เมื่อวันที่ 4 เมษายน 2546 คณะกรรมการควบคุมการจัดการนิติบุคคลอาคารชุดอาศัยอำนาจตามข้อบังคับมีมติให้ผู้ร้องออกหรือพ้นจากตำแหน่งในวันที่ 9 เมษายน 2546 แต่ผู้ร้องฝ่าฝืนไม่ยอมรับมติของคณะกรรมการ ต่อมาคณะกรรมการอาศัยอำนาจตามกฎหมายเรียกประชุมใหญ่วิสามัญประจำปี 2546 (ครั้งที่ 1) ในวันที่ 29 มิถุนายน 2546 แต่องค์ประชุมไม่ครบคณะกรรมการจึงได้นัดประชุมใหญ่วิสามัญประจำปี 2546 (ครั้งที่ 2) ในวันที่ 6 กรกฎาคม 2546 ในวันดังกล่าวมีเจ้าของร่วมเข้าประชุมทั้งสิ้น 1,897 อัตราส่วนกรรมสิทธิ์ คิดเป็นร้อยละ 33.10 ที่ประชุมมีมติให้ถอดถอนผู้ร้องจากการเป็นผู้จัดการนิติบุคคลอาคารชุด แล้วแต่งตั้งผู้คัดค้านที่ 2 เป็นผู้จัดการนิติบุคคลอาคารชุดแทน และเจ้าพนักงานที่ดินจังหวัดสมุทรสาคร ได้จดทะเบียนให้ผู้คัดค้านที่ 2 เป็นผู้จัดการนิติบุคคลอาคารชุดโดยชอบแล้ว การนัดประชุมใหญ่เจ้าของร่วมและองค์ประชุมเป็นไปโดยชอบด้วยกฎหมาย ผู้ร้องไม่มีอำนาจยื่นคำร้องต่อศาล เนื่องจากผู้ร้องไม่ได้มีสถานะเป็นผู้จัดการนิติบุคคลอาคารชุดแล้ว และคำร้องในคดีนี้เป็นคำร้องที่มีประเด็นข้อพิพาทว่า มติที่ประชุมเจ้าของร่วมชอบด้วยกฎหมายหรือไม่ ซึ่งมีประเด็นข้อพิพาทและคู่ความเดียวกับคดีแพ่งหมายเลขดำที่ 588/2546 ซึ่งอยู่ระหว่างพิจารณาของศาล จึงเป็นคำร้องซ้อนต้องห้ามตามกฎหมาย ขอให้ยกคำร้องขอ

ศาลชั้นต้นมีคำสั่งให้เพิกถอนมติที่ประชุม ตามรายงานการประชุมใหญ่วิสามัญประจำปี 2546 (ครั้งที่ 2) ของนิติบุคคลอาคารชุดไทยซุปเปอร์บิ๊กแลนด์ อาคาร 1, 2, 3 และให้เพิกถอนการจดทะเบียนรายการเปลี่ยนแปลงข้อบังคับนิติบุคคลอาคารชุดไทยซุปเปอร์บิ๊กแลนด์อาคาร 1, 2, 3 ในวันที่ 22 กรกฎาคม 2546 ของเจ้าพนักงานที่ดินจังหวัดสมุทรสาคร กับให้ผู้คัดค้านทั้งสองร่วมกันใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนผู้ร้อง โดยกำหนดค่าทนายความ 3,000 บาท คำขออื่นให้ยก

ผู้คัดค้านทั้งสองอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 7 พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ

ผู้คัดค้านทั้งสองฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีพาณิชย์และเศรษฐกิจวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงรับฟังเป็นยุติว่า นิติบุคคลอาคารชุดไทยซุปเปอร์บิ๊กแลนด์ อาคาร 1, 2, 3 ได้ว่าจ้างผู้ร้องให้เป็นผู้จัดการนิติบุคคลอาคารชุดตามมติที่ประชุมใหญ่สามัญเจ้าของร่วม เมื่อวันที่ 3 มีนาคม 2544 มีวาระการดำรงตำแหน่ง 3 ปี ครบกำหนดวันที่ 19 มีนาคม 2547 ผู้คัดค้านที่ 1 เป็นประธานคณะกรรมการควบคุมการจัดการนิติบุคคลอาคารชุดไทยซุปเปอร์บิ๊กแลนด์ อาคาร 1, 2, 3 เมื่อวันที่ 4 เมษายน 2546 คณะกรรมการควบคุมการจัดการนิติบุคคลอาคารชุดดังกล่าวได้มีมติยกเลิกสัญญาว่าจ้างผู้ร้อง ผู้ร้องจึงร่วมกับพวกเป็นโจทก์ฟ้องคณะกรรมการเพื่อเพิกถอนมติดังกล่าวต่อศาลชั้นต้น ตามคดีแพ่งหมายเลขดำที่ 588/2546 ผู้คัดค้านที่ 1 จึงมีหนังสือเชิญเจ้าของร่วมประชุมใหญ่วิสามัญประจำปี 2546 ในวันที่ 29 มิถุนายน 2546 เพื่อพิจารณาเรื่องยกเลิกสัญญาถอดถอนผู้ร้องออกจากการเป็นผู้จัดการนิติบุคคลอาคารชุด แต่เมื่อถึงวันนัดปรากฏว่าจำนวนเสียงของผู้เข้าร่วมประชุมไม่ถึง 1 ใน 3 จึงไม่ครบองค์ประชุมตามที่กฎหมายกำหนด คณะกรรมการควบคุมการจัดการนิติบุคคลอาคารชุดจึงมีมติให้กำหนดการประชุมใหญ่วิสามัญประจำปี 2546 (ครั้งที่ 2) ในวันที่ 6 กรกฎาคม 2546 โดยผู้คัดค้านที่ 1 ในฐานะประธานคณะกรรมการดังกล่าวมีหนังสือลงวันที่ 30 มิถุนายน 2546 เชิญเจ้าของร่วมเข้าประชุม เมื่อถึงวันนัดประชุม ปรากฏว่ามีผู้เข้าร่วมประชุมทั้งสิ้น 1,897 อัตราส่วนกรรมสิทธิ์จากจำนวนอัตราส่วนกรรมสิทธิ์ร่วมทั้งหมด 5,730 อัตราส่วนกรรมสิทธิ์คิดเป็นร้อยละ 33.10 ที่ประชุมมีมติเสียงข้างมากให้ถอดถอนผู้ร้องจากการเป็นผู้จัดการนิติบุคคลอาคารชุด ผู้ร้องจึงยื่นคำร้องขอในคดีนี้

เห็นควรวินิจฉัยเสียก่อนเป็นประการแรกว่า ผู้ร้องมีอำนาจยื่นคำร้องขอหรือไม่ เห็นว่า คดีนี้ผู้ร้องยื่นคำร้องขอในนามของผู้ร้องซึ่งเป็นผู้จัดการของนิติบุคคลอาคารชุดไทยซุปเปอร์บิ๊กแลนด์ อาคาร 1, 2, 3 มิใช่ฟ้องในฐานะทำการแทนนิติบุคคลดังกล่าว โดยขณะยื่นคำร้องขอนั้นผู้ร้องยังอยู่ในวาระการดำรงตำแหน่งผู้จัดการนิติบุคคลอาคารชุด ซึ่งมีกำหนด 3 ปี นับแต่วันที่ 19 มีนาคม 2544 ถึงวันที่ 19 มีนาคม 2547 เพื่อขอให้เพิกถอนการประชุม มติที่ประชุมและรายงานการประชุมใหญ่วิสามัญประจำปี 2546 ครั้งที่ 1 และครั้งที่ 2 ที่ยกเลิกสัญญาจ้างผู้ร้อง ทั้งขอให้เพิกถอนการจดทะเบียนเปลี่ยนแปลงข้อบังคับนิติบุคคลอาคารชุดในวันที่ 22 กรกฎาคม 2546 ของเจ้าพนักงานที่ดินจังหวัดสมุทรสาครด้วย อันถือได้ว่าผู้ร้องเป็นผู้มีส่วนได้เสียโดยตรง จึงมีอำนาจยื่นคำร้องขอในคดีนี้ได้ แต่เมื่อขณะนี้ปรากฏว่า ผู้ร้องได้พ้นจากการเป็นผู้จัดการนิติบุคคลอาคารชุดตามวาระการดำรงตำแหน่ง และมิได้เกี่ยวข้องกับนิติบุคคลอาคารชุดอีกต่อไปแล้ว ทั้งปรากฏว่ามีการแต่งตั้งผู้จัดการนิติบุคคลอาคารชุดคนใหม่แทนผู้ร้องแล้ว ส่วนคดีแพ่งหมายเลขดำที่ 588/2546 ของศาลชั้นต้น ที่ผู้ร้องยื่นฟ้องผู้คัดค้านทั้งสองกับพวกในฐานะคณะกรรมการควบคุมการจัดการนิติบุคคลอาคารชุด ขอให้เพิกถอนมติที่ประชุมที่ให้ยกเลิกสัญญาจ้างผู้ร้องและให้ผู้ร้องพ้นจากการเป็นผู้จัดการนิติบุคคลอาคารชุดนั้น ก็ปรากฏข้อเท็จจริงในสำนวนว่า ศาลชั้นต้นมีคำพิพากษายกฟ้องเป็นคดีหมายเลขแดงที่ 1117/2548 โดยวินิจฉัยว่า การเลิกจ้างผู้ร้องของคณะกรรมการควบคุมการจัดการนิติบุคคลอาคารชุดเมื่อวันที่ 4 เมษายน 2546 เป็นการกระทำโดยชอบแล้วซึ่งผู้ร้องมิได้อุทธรณ์ คำพิพากษาดังกล่าวจึงถึงที่สุดและผูกพันผู้ร้องตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 145 จึงถือว่าปัจจุบันผู้ร้องไม่มีส่วนได้เสียโดยตรงในคดีนี้อีกต่อไป อำนาจร้องขอของผู้ร้องจึงหมดลง ผู้ร้องไม่มีอำนาจยื่นคำร้องขออีกต่อไป ปัญหานี้แม้ไม่มีคู่ความฝ่ายใดยกขึ้นอ้าง แต่เป็นปัญหาข้อกฎหมายอันเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชน ตามมาตรา 142 (5) ศาลฎีกามีอำนาจยกขึ้นวินิจฉัยได้ และเมื่อวินิจฉัยดังนี้แล้ว จึงไม่จำต้องวินิจฉัยปัญหาอื่นตามฎีกาของผู้คัดค้านทั้งสองอีกเพราะไม่ทำให้ผลของคดีเปลี่ยนแปลง

พิพากษากลับให้ยกคำร้อง ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสามศาลให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 1195
ป.วิ.พ. ม. 55 ม. 142 (5)
ชื่อคู่ความ
บริษัทปีเตอร์ แอนด์ พอล รีอัลตี้
ผู้ร้อง — คอนซัลแท้นท์ จำกัด
ผู้คัดค้าน — นายคุณาสิน พิทักษ์ไชยวงศ์ กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดสมุทรสาคร — นายบริพัตร์ โรจน์บัวทอง
ศาลอุทธรณ์ภาค 7 — นายธงชัย เสนามนตรี
ชื่อองค์คณะ
เมทินี ชโลธร
วิรุฬห์ แสงเทียน
ธีระพงศ์ จิระภาค
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 13199/2557
#562696
เปิดฉบับเต็ม

ป.วิ.อ. มาตรา 84 วรรคสี่ บัญญัติเพื่อมุ่งประสงค์ที่จะห้ามมิให้นำคำรับสารภาพในชั้นจับกุมของจำเลยที่ ๑ มารับฟังประกอบการพิจารณาลงโทษจำเลยที่ 1 เท่านั้น คำให้การในชั้นจับกุมของจำเลยที่ 1 ในส่วนที่พาดพิงถึงจำเลยที่ 2 ว่าร่วมกระทำความผิด แม้เป็นพยานบอกเล่าและเป็นคำซัดทอดเมื่อไม่ปรากฏว่าจำเลยที่ 1 ได้รับประโยชน์จากการซัดทอดถึงจำเลยที่ 2 ก็รับฟังประกอบพยานหลักฐานอื่นที่โจทก์ส่งอ้างเป็นพยานตาม ป.วิ.อ. มาตรา 226 โดยชอบ

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 มาตรา 4, 7, 8, 15, 66, 97, 102 ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83 ริบเมทแอมเฟตามีนของกลาง และเพิ่มโทษจำเลยที่ 1 กึ่งหนึ่งตามกฎหมาย

จำเลยทั้งสองให้การปฏิเสธ แต่จำเลยที่ 1 รับว่าเป็นบุคคลคนเดียวกับจำเลยในคดีที่โจทก์ขอให้เพิ่มโทษ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยทั้งสองมีความผิดตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 มาตรา 15 วรรคหนึ่ง วรรคสาม (2) (ที่ถูก มาตรา 15 วรรคสาม (2)), 66 วรรคสาม, 102 ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83 ลงโทษจำคุกจำเลยทั้งสองตลอดชีวิต และปรับคนละ 1,000,000 บาท ทางนำสืบของจำเลยทั้งสองเป็นประโยชน์แก่การพิจารณาอยู่บ้าง มีเหตุบรรเทาโทษลดโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 ให้หนึ่งในสี่ โดยเปลี่ยนโทษจำคุกตลอดชีวิตเป็นโทษจำคุก 50 ปี ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 53 เมื่อลดโทษแล้วคงจำคุกคนละ 37 ปี 6 เดือน และปรับคนละ 750,000 บาท ไม่ชำระค่าปรับให้จัดการตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 29, 30 ริบเมทแอมเฟตามีนของกลางส่วนคำขอให้เพิ่มโทษจำเลยที่ 1 นั้น เนื่องจากได้มีพระราชบัญญัติล้างมลทินในวโรกาสที่พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดชมีพระชนมพรรษา 80 พรรษา พ.ศ.2550 ซึ่งมีผลใช้บังคับตั้งแต่วันที่ 5 ธันวาคม 2550 เป็นต้นไป ให้ล้างมลทินแก่ผู้ต้องโทษในกรณีความผิดซึ่งได้กระทำก่อนวันที่ 5 ธันวาคม 2550 และได้พ้นโทษไปแล้วก่อนวันที่พระราชบัญญัตินี้ใช้บังคับโดยให้ถือว่าผู้นั้นมิได้เคยถูกลงโทษกรณีความผิดนั้น ๆ ดังนี้จึงไม่อาจเพิ่มโทษแก่จำเลยที่ 1 ได้ ให้ยกคำขอในส่วนนี้

จำเลยทั้งสองอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน หากต้องกักขังแทนค่าปรับให้กักขังเป็นระยะเวลาไม่เกินหนึ่งปี

จำเลยที่ 2 ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยที่ 2 ว่า จำเลยที่ 2 ร่วมกระทำความผิดกับจำเลยที่ 1ฐานมีเมทแอมเฟตามีนไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่าย ตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์หรือไม่ เห็นว่า พยานโจทก์ผู้ร่วมจับกุมจำเลยทั้งสองเบิกความสอดคล้องต้องกันไม่มีพิรุธแต่ประการใด ขั้นตอนต่าง ๆ ในชั้นจับกุมจำเลยทั้งสองดังกล่าวมาแล้วข้างต้นเป็นไปในระยะเวลาใกล้ชิดและต่อเนื่องกัน ปรากฏข้อเท็จจริงในคดีว่าหลังจากจำเลยที่ 1ถูกเจ้าพนักงานตำรวจจับกุม จำเลยที่ 1 ให้การรับสารภาพต่อเจ้าพนักงานตำรวจในทันทีทันใด โดยยืนยันว่าได้ร่วมกับจำเลยที่ 2 สั่งซื้อเมทแอมเฟตามีนของกลางมาจากนายชาย การที่จำเลยที่ 1 ให้การรับสารภาพในชั้นจับกุมในทันทีทันใดและให้ข้อเท็จจริงต่อเจ้าพนักงานตำรวจในส่วนที่เกี่ยวข้องกับจำเลยที่ 2 นั้น เชื่อว่า จำเลยที่ 1 ยังไม่มีเวลาจะไตร่ตรองเพื่อแต่งเติมคำให้การให้ผิดไปจากความเป็นจริง ทั้งจำเลยที่ 1 ยังเขียนคำให้การรับสารภาพด้วยลายมือของตนเองอีกด้วย ข้อเท็จจริงในคดีรับฟังได้ว่าจำเลยที่ 1 ให้การต่อพนักงานตำรวจในชั้นจับกุมด้วยความสมัครใจ โดยยืนยันว่าจำเลยทั้งสองรับเมทแอมเฟตามีนของกลางมาจากนายแดงลูกน้องของนายชายเพื่อนำไปจำหน่ายให้แก่ลูกค้า คำให้การในชั้นจับกุมของจำเลยที่ 1 แม้เป็นพยานบอกเล่าและเป็นคำซัดทอดก็รับฟังประกอบพยานหลักฐานอื่นของโจทก์ให้มีน้ำหนักได้ เมื่อไม่ปรากฏว่าจำเลยที่ 1 ได้รับประโยชน์จากการซัดทอดถึงจำเลยที่ 2 ทั้งมีเหตุผลอยู่ในตัวว่าหากจำเลยทั้งสองไม่ได้รับเมทแอมเฟตามีนของกลางมาจากนายแดงเพื่อนำไปจำหน่ายให้แก่ลูกค้า ก็ไม่น่าจะเป็นเหตุให้จำเลยที่ 1 ให้การพาดพิงถึงจำเลยที่ 2 ซึ่งนั่งรถยนต์มากับจำเลยที่ 1 ในวันเกิดเหตุ แสดงให้เห็นว่าคำให้การของจำเลยที่ 1 ในชั้นจับกุมในส่วนที่พาดพิงถึงจำเลยที่ 2 เป็นความจริงประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 84 วรรคสี่ บัญญัติว่า "ถ้อยคำใด ๆ ที่ผู้ถูกจับให้ไว้ต่อเจ้าพนักงานผู้จับ หรือพนักงานฝ่ายปกครอง หรือตำรวจในชั้นจับกุมหรือรับมอบตัวผู้ถูกจับ ถ้าถ้อยคำนั้นเป็นคำรับสารภาพของผู้ถูกจับว่าตนได้กระทำความผิด ห้ามมิให้รับฟังเป็นพยานหลักฐาน แต่ถ้าเป็นถ้อยคำอื่น จะรับฟังเป็นพยานหลักฐานในการพิสูจน์ความผิดของผู้ถูกจับได้ต่อเมื่อได้มีการแจ้งสิทธิตามวรรคหนึ่ง หรือตามมาตรา 83 วรรคสอง แก่ผู้ถูกจับ แล้วแต่กรณี" กฎหมายมุ่งประสงค์ที่จะห้ามมิให้นำคำรับสารภาพในชั้นจับกุมของจำเลยที่ 1 มารับฟังประกอบการพิจารณาลงโทษจำเลยที่ 1 เท่านั้น บันทึกการจับกุม ใบเสร็จรับเงิน ฝาก/ถอนต่างสำนักงาน และคำรับสารภาพ เป็นพยานหลักฐานที่เจ้าพนักงานผู้จับได้จัดทำขึ้นโดยชอบด้วยกฎหมาย และโจทก์ก็ได้ส่งอ้างเป็นพยานหลักฐานตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 226 โดยชอบแล้ว จึงนำบันทึกการจับกุม และใบเสร็จรับเงิน ฝาก/ถอน ต่างสำนักงาน คำรับสารภาพ มารับฟังเป็นพยานหลักฐานประกอบการพิจารณาสำหรับการกระทำความผิดของจำเลยที่ 2 ได้ ไม่ปรากฏข้อเท็จจริงว่าพยานโจทก์มีสาเหตุโกรธเคืองกับจำเลยที่ 2 มาก่อน จึงไม่มีเหตุระแวงสงสัยว่าจะกลั่นแกล้งใส่ร้ายจำเลยที่ 2 ให้รับโทษทางอาญา เมื่อนำคำให้การรับสารภาพในชั้นจับกุมของจำเลยที่ 1 ตามบันทึกการจับกุม ใบเสร็จรับเงิน ฝาก/ถอนต่างสำนักงาน และคำรับสารภาพมาวินิจฉัยประกอบกับคำเบิกความของพยานโจทก์ดังกล่าวข้างต้นแล้ว ทำให้พยานหลักฐานของโจทก์ประกอบไปด้วยเหตุผลมีน้ำหนักมั่นคง รับฟังได้โดยปราศจากข้อสงสัยว่าจำเลยที่ 2 ร่วมกระทำความผิดกับจำเลยที่ 1 ฐานมีเมทแอมเฟตามีนไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่าย ตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์พยานหลักฐานของจำเลยที่ 2 ไม่สามารถหักล้างพยานหลักฐานของโจทก์ได้ ที่ศาลอุทธรณ์พิพากษามานั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาของจำเลยที่ 2 ฟังไม่ขึ้น

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.อ. ม. 83 วรรคสอง ม. 84 วรรคสี่ ม. 226
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการ สำนักงานอัยการสูงสุด
จำเลย — นายสุรพงษ์หรือโก้ง จาตุพรธรรม กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลอาญา — นายธัญญวรรตร์ วงศ์รัตน์
ศาลอุทธรณ์ — นายยงยุทธ แสงรุ่งเรือง
ชื่อองค์คณะ
กษิดิ์เดช จีนสลุต
สุนันท์ ชัยชูสอน
จักรกฤช เจริญเลิศ
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 13141/2557
#571541
เปิดฉบับเต็ม

คดีนี้โจทก์ฟ้องเรียกให้จำเลยรับผิดชำระเงินค่างวดงานตามสัญญาจ้างเหมาก่อสร้างบ้านพิพาท ส่วนคดีผู้บริโภคหมายเลขแดงที่ ผบ.480/2553 ของศาลแพ่งธนบุรี จำเลยในคดีนี้เป็นโจทก์ฟ้องเรียกให้โจทก์ในคดีนี้รับผิดชดใช้ค่าเสียหายจากการที่โจทก์ผิดสัญญาจ้างเหมาก่อสร้างบ้านพิพาท ซึ่งมีประเด็นข้อพิพาทที่ต้องวินิจฉัยในประเด็นอย่างเดียวกันว่า โจทก์หรือจำเลยเป็นฝ่ายผิดสัญญาจ้างเหมาก่อสร้างบ้านพิพาท เมื่อศาลแพ่งธนบุรีมีคำพิพากษาวินิจฉัยชี้ขาดคดีให้โจทก์ต้องรับผิดต่อจำเลยแล้ว ฟ้องโจทก์ในประเด็นดังกล่าวจึงเป็นการดำเนินกระบวนพิจารณาซ้ำต้องห้ามตาม ป.วิ.พ. มาตรา 144 แต่เมื่อคดีดังกล่าวยังไม่ถึงที่สุด หากในชั้นที่สุดศาลฟังข้อเท็จจริงเป็นประการใด ผลของคำพิพากษาในคดีดังกล่าวย่อมผูกพันทั้งโจทก์และจำเลยในคดีนี้ด้วยตาม ป.วิ.พ. มาตรา 145 วรรคหนึ่ง ทำให้คดีนี้ยังมีประเด็นที่ต้องวินิจฉัยต่อไปว่าจำเลยต้องชำระค่าก่อสร้างแก่โจทก์หรือไม่ เพียงใด ดังนั้น หากรอฟังผลคดีผู้บริโภคหมายเลขแดงที่ ผบ.480/2553 ของศาลแพ่งธนบุรีให้ถึงที่สุดเสียก่อนแล้วพิพากษาคดีต่อไปย่อมทำให้ความยุติธรรมในคดีนี้ดำเนินไปด้วยดี

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยชำระเงิน 1,236,008 บาท และดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 15 ต่อปี ของต้นเงินดังกล่าว นับแต่วันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระให้แก่โจทก์เสร็จ

จำเลยให้การขอให้ยกฟ้อง

จำเลยยื่นคำร้องขอให้ศาลชั้นต้นวินิจฉัยชี้ขาดเบื้องต้นในปัญหาข้อกฎหมาย โดยอ้างว่ากรณีเป็นการดำเนินกระบวนพิจารณาซ้ำ ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 144 เนื่องจากประเด็นข้อพิพาทคดีนี้ ศาลแพ่งธนบุรีได้วินิจฉัยและมีคำพิพากษาแล้ว ตามคดีผู้บริโภคหมายเลขแดงที่ ผบ. 480/2553

โจทก์ยื่นคำร้องคัดค้านว่า การพิจารณาคดีนี้มิใช่เป็นกรณีการดำเนินกระบวนพิจารณาซ้ำ เพราะคดีไม่ได้มีประเด็นข้อพิพาทอย่างเดียวกันกับคดีผู้บริโภคหมายเลขแดงที่ ผบ. 480/2553 ของศาลแพ่งธนบุรี ซึ่งจำเลยฟ้องโจทก์ว่าผิดสัญญาจ้างเหมาก่อสร้างและเรียกค่าเสียหาย

ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง ค่าฤชาธรรมเนียมให้เป็นพับ

โจทก์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษายกคำพิพากษาศาลชั้นต้นให้ย้อนสำนวนไปให้ศาลชั้นต้นดำเนินกระบวนพิจารณาต่อไป แล้วพิพากษาใหม่ตามรูปคดี ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ให้ศาลชั้นต้นรวมสั่งเมื่อมีคำพิพากษาใหม่

จำเลยฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงที่คู่ความมิได้โต้แย้งกันในชั้นฎีการับฟังเป็นยุติได้ว่า หลังจากที่โจทก์ได้ยื่นฟ้องจำเลยเป็นคดีนี้แล้ว จำเลยในคดีนี้ได้ยื่นฟ้องโจทก์ในคดีนี้เป็นจำเลยต่อศาลแพ่งธนบุรี ในคดีผู้บริโภคหมายเลขแดงที่ ผบ. 480/2553 เรียกให้โจทก์ในคดีนี้รับผิดชดใช้ค่าเสียหายจากการที่โจทก์ผิดสัญญาจ้างเหมาก่อสร้างบ้านพิพาท ซึ่งศาลแพ่งธนบุรีได้มีคำพิพากษาว่าโจทก์ซึ่งเป็นจำเลยในคดีดังกล่าวเป็นฝ่ายผิดสัญญาจ้างเหมาก่อสร้างบ้านพิพาท ให้โจทก์ในคดีนี้ชำระเงิน 1,242,166.10 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่จำเลยซึ่งเป็นโจทก์ในคดีดังกล่าว โจทก์ในคดีนี้อุทธรณ์ คดีอยู่ระหว่างการพิจารณาของศาลอุทธรณ์ภาค 1 มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยว่า ฟ้องโจทก์คดีนี้เป็นการดำเนินกระบวนพิจารณาซ้ำกับคดีผู้บริโภคหมายเลขแดงที่ ผบ. 480/2553 ของศาลแพ่งธนบุรีหรือไม่ เห็นว่า คดีนี้โจทก์ฟ้องเรียกให้จำเลยรับผิดชำระเงินค่างวดงานตามสัญญาจ้างเหมาก่อสร้างบ้านพิพาท ส่วนคดีผู้บริโภคหมายเลขแดงที่ ผบ.480/2553 ของศาลแพ่งธนบุรี จำเลยในคดีนี้เป็นโจทก์ฟ้องเรียกให้โจทก์ในคดีนี้รับผิดชดใช้ค่าเสียหายจากการที่โจทก์ผิดสัญญาจ้างเหมาก่อสร้างบ้านพิพาท ซึ่งมีประเด็นข้อพิพาทที่ต้องวินิจฉัยในประเด็นอย่างเดียวกันว่า โจทก์หรือจำเลยเป็นฝ่ายผิดสัญญาจ้างเหมาก่อสร้างบ้านพิพาท เมื่อศาลแพ่งธนบุรีมีคำพิพากษาวินิจฉัยชี้ขาดคดีให้โจทก์ต้องรับผิดต่อจำเลยแล้ว ฟ้องโจทก์ในประเด็นดังกล่าวจึงเป็นการดำเนินกระบวนพิจารณาซ้ำ ต้องห้ามตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 144 ถึงแม้ว่าโจทก์จะได้ฟ้องคดีนี้ไว้ก่อนคดีของศาลแพ่งธนบุรีก็ตาม แต่เมื่อศาลแพ่งธนบุรีได้พิพากษาชี้ขาดคดีแล้ว กรณีจึงต้องตกอยู่ภายใต้บังคับของบทบัญญัติดังกล่าวด้วยเช่นกัน ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 1 วินิจฉัยว่าไม่เป็นการดำเนินกระบวนพิจารณาซ้ำนั้น ศาลฎีกาไม่เห็นพ้องด้วย แต่เมื่อคดีนี้โจทก์กับจำเลยต่างเป็นคู่ความเดียวกันกับคู่ความในคดีผู้บริโภคหมายเลขแดงที่ ผบ.480/2553 ของศาลแพ่งธนบุรี โดยคดีนี้กับคดีดังกล่าวต่างมีประเด็นข้อพิพาทว่า โจทก์หรือจำเลยเป็นฝ่ายผิดสัญญาจ้างเหมาก่อสร้างบ้านพิพาท แม้ในคดีผู้บริโภคดังกล่าวศาลแพ่งธนบุรีพิพากษาว่า จำเลยซึ่งเป็นโจทก์คดีนี้เป็นฝ่ายผิดสัญญา แต่คดีดังกล่าวยังไม่ถึงที่สุด หากในชั้นที่สุดศาลฟังข้อเท็จจริงเป็นประการใด ผลของคำพิพากษาในคดีดังกล่าวย่อมผูกพันทั้งโจทก์และจำเลยในคดีนี้ด้วย ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 145 วรรคหนึ่ง ทำให้คดีนี้ยังมีประเด็นที่ต้องวินิจฉัยต่อไปว่าจำเลยต้องชำระค่าก่อสร้างงวดที่ 4 และค่าก่อสร้างงวดที่ 5 บางส่วนแก่โจทก์หรือไม่ เพียงใด ดังนั้น หากให้รอฟังผลคดีผู้บริโภคหมายเลขแดงที่ ผบ.480/2553 ของศาลแพ่งธนบุรี ให้ถึงที่สุดเสียก่อนแล้วพิพากษาคดีต่อไป ย่อมทำให้ความยุติธรรมในคดีนี้ดำเนินไปด้วยดี ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษายกคำพิพากษาศาลชั้นต้นมานั้น ศาลฎีกาคงเห็นพ้องด้วยในผล

พิพากษายืน โดยให้ศาลชั้นต้นรอฟังผลในคดีผู้บริโภคหมายเลขแดงที่ ผบ.480/2553 ของศาลแพ่งธนบุรี จนกว่าคดีดังกล่าวจะถึงที่สุด แล้วพิจารณาและพิพากษาใหม่ตามรูปคดี ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสามศาลให้ศาลชั้นต้นรวมสั่งเมื่อมีคำพิพากษาใหม่
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ. ม. 39 ม. 144 ม. 145 วรรคหนึ่ง
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — บริษัทแลนดี้โฮม (ประเทศไทย) จำกัด
จำเลย — นางสุนี ศรีนพคุณ
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดนนทบุรี — นายไพศาล เจริญวุฒิ
ศาลอุทธรณ์ภาค 1 — นายไพฤทธิ์ เศรษฐไกรกุล
ชื่อองค์คณะ
นุจรินทร์ จันทร์พรายศรี
วิวรรต นิ่มละมัย
ปกรณ์ มหรรณพ
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 13138/2557
#572017
เปิดฉบับเต็ม

ศาลชั้นต้นรับฟ้องเป็นคดีไม่มีข้อยุ่งยากตาม ป.วิ.พ. (เดิม) ที่ใช้บังคับในขณะนั้น ซึ่งให้นำบทบัญญัติว่าด้วยคดีมโนสาเร่มาใช้บังคับ และตาม ป.วิ.พ. มาตรา 195 ประกอบมาตรา 206 บัญญัติให้นำบทบัญญัติในมาตรา 198 ทวิ วรรคสองและวรรคสาม มาใช้บังคับโดยอนุโลม ศาลชั้นต้นย่อมมีคำสั่งให้โจทก์ส่งพยานเอกสารตามที่เห็นว่าจำเป็นแทนการสืบพยานได้ และการที่ศาลชั้นต้นพิจารณาจากคำฟ้อง เอกสารท้ายฟ้องและเอกสารที่โจทก์ส่งเป็นพยานหลักฐาน แล้วฟังว่าโจทก์มีอำนาจฟ้อง จึงเป็นการดำเนินกระบวนพิจารณาโดยชอบ

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องและแก้ไขคำฟ้องขอให้บังคับจำเลยทั้งสองร่วมกันหรือแทนกันชำระหนี้แก่โจทก์ตามสัญญากู้ยืมเป็นเงิน 13,313,965.57 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 14 ต่อปี ของต้นเงินรวมค่าเบี้ยประกันภัยเป็นเงิน 11,654,243.02 บาท นับถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จ และตามสัญญากู้เบิกเงินเกินบัญชีเป็นเงิน 4,501,708.62 บาทพร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 14 ต่อปี ของต้นเงิน 4,327,548.49 บาท นับถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จ กับชำระค่าเบี้ยประกันอัคคีภัยปีละ 22,625.15 บาท ภายในเดือนกุมภาพันธ์ ของทุกปี นับแต่ปี 2550 เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จ หากจำเลยทั้งสองไม่ชำระหนี้ ให้ยึดทรัพย์จำนองที่ดินโฉนดเลขที่13806, 13807, 13808 ตำบลวัดท่าพระ (ที่ถูก (เกาะท่าพระ) ด้วย) อำเภอบางกอกใหญ่ กรุงเทพมหานคร พร้อมสิ่งปลูกสร้าง และที่ดินโฉนดเลขที่ 7964 ตำบลแม่หอพระ อำเภอแม่แตง จังหวัดเชียงใหม่ ออกขายทอดตลาดนำเงินมาชำระหนี้แก่โจทก์ หากขายทอดตลาดไม่พอชำระหนี้ ให้ยึดหรืออายัดทรัพย์สินอื่นของจำเลยทั้งสองออกขายทอดตลาดชำระหนี้แก่โจทก์จนครบ

จำเลยทั้งสองให้การขอให้ยกฟ้อง

ก่อนสืบพยานโจทก์ โจทก์และจำเลยทั้งสองตกลงกันว่า จำเลยทั้งสองขอสละข้อต่อสู้ตามคำให้การของจำเลยทั้งสอง ฉบับลงวันที่ 2 มิถุนายน 2551 ทั้งหมดโดยยอมรับผิดตามฟ้องโจทก์และไม่ติดใจสืบพยาน หากจำเลยทั้งสองตกลงปรับลดหนี้กับโจทก์ไม่ได้ ในนัดหน้าจะขอทำยอมกับโจทก์ หรือยอมให้โจทก์สืบพยานไปฝ่ายเดียวโดยไม่ติดใจซักค้าน

จำเลยทั้งสองขาดนัดพิจารณา

ศาลชั้นต้นพิพากษา ให้จำเลยทั้งสองร่วมกันชำระหนี้ตามสัญญากู้ยืม 13,313,965.57 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 14 ต่อปี ของต้นเงินรวมค่าเบี้ยประกันภัย 11,654,243.02 บาท นับถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จ ให้จำเลยทั้งสองร่วมกันชำระหนี้ตามสัญญากู้เบิกเงินเกินบัญชี 4,501,708.12 บาท (ที่ถูก 4,501,708.62 บาท) พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ14 ต่อปี ของต้นเงิน 4,327,547.49 บาท นับถัดจากวันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จและให้จำเลยทั้งสองชำระค่าเบี้ยประกันอัคคีภัยปีละ 22,625.15 บาท ภายในเดือนกุมภาพันธ์ของทุกปี นับแต่ปี 2550 เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ หากไม่ชำระให้ยึดทรัพย์ที่ดินจำนองโฉนดเลขที่ 13806, 13807, 13808 ตำบลวัดท่าพระ(ที่ถูก (เกาะท่าพระ) ด้วย) อำเภอบางกอกใหญ่ กรุงเทพมหานคร พร้อมสิ่งปลูกสร้างและที่ดินโฉนดเลขที่ 7964 ตำบลแม่หอพระ อำเภอแม่แตง จังหวัดเชียงใหม่ ออกขายทอดตลาด หากได้เงินสุทธิไม่พอชำระหนี้ ให้ยึดทรัพย์สินอื่นของจำเลยทั้งสองออกขายทอดตลาดเอาเงินชำระหนี้แก่โจทก์จนครบ กับให้จำเลยทั้งสองร่วมกันชำระค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ โดยกำหนดค่าทนายความ 40,000 บาท

จำเลยทั้งสองอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษาแก้เป็นว่า ให้จำเลยทั้งสองร่วมกันชำระเบี้ยประกันอัคคีภัยนับแต่ปี 2552 เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น ค่าฤชาธรรมเนียมในชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ

จำเลยทั้งสองฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ที่จำเลยฎีกาว่า ประเด็นเรื่องอำนาจฟ้องเป็นข้อกฎหมายเกี่ยวกับความสงบเรียบร้อยของประชาชน แม้จำเลยทั้งสองสละข้อต่อสู้ดังกล่าว แต่ไม่ปรากฏจากเอกสารที่ได้ส่งต่อศาลว่า โจทก์มีวัตถุประสงค์หรืออำนาจในการให้กู้ยืมอันเป็นมูลคดีที่เป็นข้อพิพาทคดีนี้ การที่ศาลชั้นต้นพิพากษาให้โจทก์ชนะคดี โดยไม่เรียกพยานหลักฐานเพิ่มเติมจากโจทก์เพื่อให้ได้ข้อเท็จจริงแจ้งชัดในประเด็นเรื่องอำนาจฟ้องดังกล่าว จึงไม่ชอบด้วยกฎหมายนั้น เห็นว่า ประเด็นเรื่องอำนาจฟ้องแม้เป็นปัญหาอันเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชน แต่เมื่อจำเลยสละประเด็นเรื่องอำนาจฟ้องแล้ว ประเด็นดังกล่าวนี้จึงเป็นอันยุติไป ที่ศาลชั้นต้นไม่ยกประเด็นเรื่องอำนาจฟ้องขึ้นวินิจฉัยนั้น เป็นการชอบแล้ว และคดีนี้ ศาลชั้นต้นรับฟ้องเป็นคดีไม่มีข้อยุ่งยากตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง (เดิม) ที่ใช้บังคับในขณะนั้น มาตรา 196 วรรคสอง บังคับให้นำบทบัญญัติว่าด้วยคดีมโนสาเร่มาใช้บังคับ และตามมาตรา 195 ประกอบมาตรา 206 วรรคสอง บัญญัติให้นำบทบัญญัติในมาตรา 198 ทวิ วรรคสองและวรรคสาม มาใช้บังคับโดยอนุโลม ศาลชั้นต้นย่อมมีคำสั่งให้โจทก์ส่งพยานเอกสารตามที่เห็นว่าจำเป็นแทนการสืบพยานได้ เป็นการชอบด้วยกระบวนพิจารณาแล้ว การที่ศาลชั้นต้นพิจารณาจากคำฟ้อง เอกสารท้ายฟ้องและเอกสารที่โจทก์ส่งเป็นพยานหลักฐานได้ว่าโจทก์มีอำนาจฟ้อง โดยไม่จำต้องเรียกพยานหลักฐานอื่นเพิ่มเติม เป็นการดำเนินกระบวนพิจารณาโดยชอบแล้ว ฎีกาของจำเลยทั้งสองฟังไม่ขึ้น

พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ. ม. 195 ม. 196 ม. 198 ทวิ วรรคสอง ม. 198 ทวิ วรรคสาม (เดิม) ม. 206 วรรคสอง
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — ธนาคารออมสิน
จำเลย — บริษัทรัฐเมธา จำกัด กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดตลิ่งชัน — นายผล อนุวัตรนิติการ
ศาลอุทธรณ์ — นางสาวภัทริกา จุลฤกษ์
ชื่อองค์คณะ
พันวะสา บัวทอง
วีรา ไวยหงษ์ รินทร์ศรี
รังสรรค์ ดวงพัตรา
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 13103/2557
#575670
เปิดฉบับเต็ม

เมื่อวันที่ 15 สิงหาคม 2532 โจทก์มีคำสั่งที่ 388/2532 แต่งตั้งจำเลยเป็นประธานกรรมการสอบสวนข้อเท็จจริงเพิ่มเติมกรณีผลิตภัณฑ์นมของโจทก์สูญหาย จำเลยจึงมีหน้าที่ต้องปฏิบัติตามข้อบังคับของโจทก์ที่กำหนดให้ทำการสอบสวนให้เสร็จสิ้นภายใน 60 วัน นับแต่วันที่ประธานกรรมการสอบสวนรับทราบคำสั่งแต่งตั้งคณะกรรมการ ถ้ายังสอบสวนไม่เสร็จต้องขออนุมัติขยายเวลาสอบสวนจากผู้แต่งตั้งคณะกรรมการสอบสวนอีกคราวละไม่เกิน 30 วัน แต่ต้องมิให้คดีขาดอายุความ และให้คณะกรรมการสอบสวนเสนอผลการสอบสวนต่อผู้มีอำนาจแต่งตั้งคณะกรรมการสอบสวนพร้อมเสนอข้อเท็จจริงและความเห็นซึ่งต้องระบุด้วยว่าผู้ใดเป็นผู้รับผิดโดยตรงและผู้ใดร่วมรับผิด จำเลยสรุปผลการสอบสวนข้อเท็จจริงเสนอผู้อำนวยการของโจทก์เมื่อวันที่ 4 พฤษภาคม 2537 อันเป็นเวลาหลังจากที่ได้รับแต่งตั้งถึง 4 ปีเศษ โดยไม่ปรากฏว่ามีการขอขยายระยะเวลาการสอบสวน และจำเลยไม่ได้ระบุว่าผู้ใดเป็นผู้ที่ต้องรับผิดโดยตรง ซึ่งเป็นการไม่ปฏิบัติหน้าที่ให้เป็นไปตามข้อบังคับของโจทก์ การที่ผู้อำนวยการของโจทก์ได้รับสำนวนสรุปผลการสอบสวนข้อเท็จจริงเพิ่มเติมจากจำเลยย่อมเห็นเป็นประจักษ์ว่าจำเลยปฏิบัติหน้าที่ล่าช้า เนิ่นนานเกินกว่าระยะเวลาที่กำหนดไว้ในข้อบังคับซึ่งเป็นการปฏิบัติผิดหน้าที่ในฐานะประธานกรรมการสอบสวน จึงต้องถือว่าการทำผิดหน้าที่ของจำเลยเกิดขึ้นอย่างช้าในวันที่ 4 พฤษภาคม 2537 อันเป็นเวลาที่โจทก์อาจบังคับสิทธิเรียกร้องได้ตาม ป.พ.พ. มาตรา 193/12 ข้ออ้างของโจทก์ที่ให้จำเลยรับผิดมีมูลฐานมาจากการปฏิบัติหน้าที่ของจำเลยในฐานะที่เป็นประธานกรรมการสอบสวน อันเป็นการผิดสัญญาจ้างแรงงานซึ่งไม่มีกฎหมายบัญญัติอายุความไว้โดยเฉพาะจึงมีกำหนด 10 ปี ตาม ป.พ.พ. มาตรา 193/30 โจทก์ฟ้องจำเลยเมื่อวันที่ 21 กุมภาพันธ์ 2549 พ้นระยะเวลา 10 ปี คดีโจทก์ขาดอายุความ

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยชำระเงิน 784,566.07 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์

จำเลยให้การขอให้ยกฟ้อง

ศาลแรงงานภาค 1 พิพากษายกฟ้อง

โจทก์อุทธรณ์ต่อศาลฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีแรงงานวินิจฉัยว่า คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของโจทก์ว่าคดีขาดอายุความหรือไม่ เห็นว่า โจทก์ฟ้องตั้งรูปเรื่องให้จำเลยรับผิดโดยกล่าวอ้างว่าเมื่อวันที่ 15 สิงหาคม 2532 โจทก์มีคำสั่งที่ 388/2532 แต่งตั้งจำเลยเป็นประธานคณะกรรมการสอบสวนข้อเท็จจริงเพิ่มเติมกรณีผลิตภัณฑ์นมโครงการเชียงใหม่ของโจทก์ขาดหาย จำเลยกระทำผิดหน้าที่โดยปกปิดและเก็บสำนวนสรุปการสอบสวนไว้ เป็นเหตุให้คดีที่โจทก์ฟ้องนายปรีชา ผู้ที่ต้องรับผิดทางแพ่งต่อโจทก์ขาดอายุความ การกระทำของจำเลยเป็นการละเว้นการปฏิบัติหน้าที่ ผิดสัญญาจ้างแรงงาน ทำให้โจทก์ได้รับความเสียหาย ข้ออ้างของโจทก์เพื่อให้จำเลยรับผิดต่อโจทก์จึงมีมูลฐานมาจากการปฏิบัติหน้าที่ของจำเลยในฐานะที่เป็นประธานกรรมการสอบสวน อันเป็นการผิดสัญญาจ้างแรงงาน ซึ่งไม่มีบทกฎหมายบัญญัติอายุความไว้โดยเฉพาะจึงมีกำหนด 10 ปี ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 193/30 ซึ่งอายุความให้เริ่มนับแต่ขณะที่อาจบังคับสิทธิเรียกร้องได้ตามมาตรา 193/12 จำเลยได้รับแต่งตั้งเป็นประธานกรรมการสอบสวนข้อเท็จจริงเพิ่มเติมเมื่อวันที่ 15 สิงหาคม 2532 จำเลยจึงมีหน้าที่ต้องปฏิบัติตามข้อบังคับองค์การส่งเสริมกิจการโคนมแห่งประเทศไทย ว่าด้วยความรับผิดทางแพ่ง (ฉบับที่ 5) พ.ศ.2515 ข้อ 5 ที่กำหนดให้คณะกรรมการสอบสวนทำการสอบสวนให้เสร็จสิ้นภายในกำหนด 60 วัน นับแต่วันที่ประธานกรรมการสอบสวนรับทราบคำสั่งแต่งตั้งคณะกรรมการ แต่ถ้ายังสอบสวนไม่เสร็จจะขออนุมัติผู้สั่งแต่งตั้งคณะกรรมการสอบสวนเพื่อขยายเวลาสอบสวนต่อไปอีกคราวละไม่เกิน 30 วัน ก็ได้ตามที่เห็นสมควรแต่ต้องมิให้คดีขาดอายุความ เมื่อผู้สั่งแต่งตั้งคณะกรรมการสอบสวนอนุญาตแล้วให้รายงานการขยายเวลาการสอบสวนให้คณะกรรมการ อ.ส.ค. ทราบทุกครั้ง และในข้อ 6 ที่กำหนด ให้คณะกรรมการสอบสวนเสนอผลการสอบสวนต่อผู้มีอำนาจสั่งแต่งตั้งกรรมการสอบสวนพร้อมทั้งเสนอข้อเท็จจริงและความเห็นดังนี้ 1) ความเป็นมาของกรณีที่เกิดการทุจริตหรือการเสียหาย 2) ผู้ใดเป็นผู้รับผิดโดยตรงและผู้ใดร่วมรับผิด 3) มีการปฏิบัติละเมิดกฎหมายข้อบังคับ มติคณะกรรมการ ระเบียบและคำสั่งตลอดจนแบบธรรมเนียม และวิธีปฏิบัติในทางที่ชอบที่ควรหรือไม่ประการใด ๆ 4) ความเห็นของคณะกรรมการสอบสวนและสาระสำคัญอื่นๆ ที่เห็นว่าจำเป็น ทั้งนี้ให้แนบหลักฐานเอกสารต่างๆ ประกอบสำนวนการสอบสวนไปพร้อมกับรายงานผลการสอบสวน เมื่อได้ความว่าจำเลยสรุปผลการสอบสวนข้อเท็จจริงเพิ่มเติมเสนอผู้อำนวยการของโจทก์ เมื่อวันที่ 4 พฤษภาคม 2537 อันเป็นระยะเวลาหลังจากที่ได้รับแต่งตั้งเป็นประธานกรรมการสอบสวนถึง 4 ปีเศษ โดยไม่ปรากฏว่ามีการขอขยายระยะเวลาการสอบสวน ทั้งในการสรุปผลการสอบสวนข้อเท็จจริงเพิ่มเติมในวันที่ 4 พฤษภาคม 2537 จำเลยมิได้ระบุว่าผู้ใดเป็นผู้ที่ต้องรับผิดโดยตรงการกระทำของจำเลยจึงเป็นการไม่ปฏิบัติหน้าที่ให้เป็นไปตามข้อบังคับองค์การส่งเสริมกิจการโคนมแห่งประเทศไทย (ฉบับที่ 5) พ.ศ.2515 ข้อ 5 และข้อ 6 การที่ผู้อำนวยการของโจทก์ได้รับสำนวนสรุปผลการสอบสวนข้อเท็จจริงเพิ่มเติมจากจำเลยแล้วย่อมเป็นที่เห็นได้โดยประจักษ์ว่าจำเลยปฏิบัติหน้าที่ล่าช้า เนิ่นนานเกินกว่าระยะเวลาที่กำหนดไว้ในข้อบังคับอันเป็นการปฏิบัติผิดหน้าที่ในฐานะประธานกรรมการสอบสวน จึงต้องถือว่าการทำผิดหน้าที่ของจำเลยเกิดขึ้นอย่างช้าในวันที่ 4 พฤษภาคม 2537 อันเป็นเวลาที่โจทก์อาจบังคับสิทธิเรียกร้องได้ เมื่อโจทก์ฟ้องจำเลยเป็นคดีนี้เมื่อวันที่ 21 กุมภาพันธ์ 2549 พ้นระยะเวลา 10 ปี คดีของโจทก์จึงขาดอายุความ ที่ศาลแรงงานภาค 1 พิพากษายกฟ้องมานั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วยในผล อุทธรณ์ของโจทก์ฟังไม่ขึ้น

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 193/12 ม. 193/30
ชื่อคู่ความ
องค์การส่งเสริมกิจการโคนม
โจทก์ — แห่งประเทศไทย (อ.ส.ค.)
จำเลย — นายสุขศิริ รุ่งเรือง
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลแรงงานกลาง — นายศรศักดิ์ กุลจิตติบวร
ชื่อองค์คณะ
ธีระพงศ์ จิระภาค
นิยุต สุภัทรพาหิรผล
สุนทร ทรงฤกษ์
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 13102/2557
#571898
เปิดฉบับเต็ม

จำเลยที่ 1 ถึงที่ 3 ต่างใช้ชื่อ ยูพีเอส (UPS) และจำเลยที่ 2 กับที่ 3 ใช้ชื่อยูพีเอส เอสซีเอส (UPS SCS) เช่นเดียวกัน ทั้งพยานโจทก์ซึ่งเป็นพนักงานบริษัทผู้สำรวจเหตุความเสียหายเบิกความว่าจำเลยที่ 3 ได้ส่งเอกสารการเรียกร้องของผู้เอาประกันภัยไปยังจำเลยที่ 1 ตามแบบพิมพ์การเรียกร้องของลูกค้ายูพีเอส เอสซีเอส ซึ่งแบบพิมพ์นี้นอกจากจะใช้เครื่องหมาย UPS เหมือนกับเครื่องหมายในใบรับขนทางอากาศของจำเลยที่ 1 แล้ว ในรายละเอียดก็ยังมีข้อความในลักษณะเกี่ยวกับเครือข่ายการทำธุรกิจของกลุ่มบริษัทยูพีเอส เอสซีเอส โดยมีข้อความตอนล่างสุดระบุถึงการให้บริการรวมทั้งความรับผิดของจำเลยที่ 1 เป็นไปตามข้อความและเงื่อนไขการให้บริการของยูพีเอส เอสซีเอส ที่สามารถตรวจดูได้ทางเวปไซต์ www.ups-scs.com แสดงว่า จำเลยที่ 1 ถึงที่ 3 เป็นกลุ่มบริษัทในเครือข่ายเดียวกันที่ให้บริการเป็นระบบเครือข่ายในประเทศต่างๆ เชื่อว่า จำเลยที่ 1 ถึงที่ 3 เป็นบริษัทในเครือข่ายเดียวกันกับที่ร่วมกันประกอบกิจการรับขนของเป็นเครือข่ายร่วมกัน จึงถือได้ว่าจำเลยที่ 2 และที่ 3 เป็นผู้ร่วมกันรับขนส่งสินค้าตามฟ้อง

แม้ผู้รับประกันภัยจะไม่ต้องรับผิดต่อเจ้าหนี้ถ้าทรัพย์สินอันได้เอาประกันภัยไว้นั้นได้คืนมา แต่เมื่อสินค้าดังกล่าวเป็นอะไหล่ที่ใช้ประกอบกับเครื่องจักรในโรงงานของผู้เอาประกันภัยซึ่งต้องมีสำรองไว้ใช้ในโรงงานประกอบกับในการซื้อสินค้า ผู้เอาประกันภัยตกลงซื้อในเทอม เอฟซีเอ ท่าอากาศยานซูริค ซึ่งผู้เอาประกันภัยต้องเสียค่าขนส่งจากท่าอากาศยานดังกล่าวมายังท่าอากาศยานกรุงเทพเอง การที่ผู้เอาประกันภัยยอมเสียค่าขนส่งทางอากาศซึ่งย่อมมีค่าขนส่งสูงแต่ขนส่งได้รวดเร็ว ก็เป็นเหตุผลแสดงถึงความสำคัญและความจำเป็นที่ต้องได้รับสินค้าไว้ใช้โดยเร็ว ในการขนส่งครั้งนี้ควรขนส่งสินค้าถึงในวันที่ 11 พฤศจิกายน 2550 แต่สินค้านี้ไม่ได้ขนส่งถึงตามกำหนดดังกล่าว จนต้องมีการเรียกร้องให้โจทก์ชดใช้ค่าสินไหมทดแทนเพื่อความสูญหายของสินค้า ทั้งยังมีการเรียกร้องต่อจำเลยที่ 1 ด้วย และในที่สุดผู้เอาประกันภัยก็ต้องซื้อสินค้าดังกล่าวใหม่ ดังนี้แม้จะมีการพบสินค้าที่ขนส่งตามฟ้องนั้นในภายหลังก็ไม่เป็นประโยชน์แก่ผู้เอาประกันภัยอีกต่อไป และการหาสินค้าดังกล่าวพบก็เป็นเวลาหลังจากที่สินค้าควรขนส่งถึง 6 เดือนเศษ พฤติการณ์เช่นนี้ย่อมก่อความเสียหายในลักษณะอันถือได้ว่ามีผลทำนองเดียวกันหรือเสมือนกับสินค้าสูญหายนั่นเอง แม้จะค้นหาพบในภายหลังก็ถือได้ว่าเป็นกรณีผู้รับตราส่งเสียหายจากความสูญหายของสินค้าแล้ว จึงชอบที่จะปฏิเสธการรับสินค้าที่หาพบ การที่โจทก์จ่ายค่าสินไหมทดแทนให้แก่ผู้เอาประกันภัยจึงชอบแล้ว

ใบรับขนของทางอากาศที่จำเลยที่ 1 และที่ 4 ออกให้ ด้านหลังต่างก็มีข้อความจำกัดความรับผิดของผู้ขนส่งไว้เป็นเงินไม่เกิน 20 ดอลลาร์ ต่อน้ำหนักสินค้า 1 กิโลกรัม โดยด้านหน้าของใบรับขนของทางอากาศมีช่องว่างสำหรับเติมข้อความเพื่อการแสดงราคาสินค้าเพื่อการขนส่ง และมีข้อความอธิบายให้ผู้ส่งตรวจดูข้อจำกัดความรับผิดที่ระบุไว้ โดยหากประสงค์จะให้เพิ่มจำนวนจำกัดความรับผิดของผู้ขนส่งตามที่ระบุไว้ ก็ให้แสดงราคาและชำระเงินเพิ่มได้ แต่ปรากฏว่าในช่องแสดงราคาเพื่อการขนส่งระบุข้อความว่า เอ็นวีดี หรือการไม่แสดงราคา อันแสดงว่าผู้ส่งยอมรับข้อจำกัดความรับผิดดังกล่าว จำเลยทั้งสี่จึงจำกัดความรับผิดได้

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยทั้งสี่ร่วมกันใช้เงินจำนวนดังกล่าวพร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันที่โจทก์ชดใช้ค่าสินไหมทดแทนจนถึงวันฟ้องรวมเป็นต้นเงินและดอกเบี้ยจำนวน1,104,696.16 บาท กับชำระดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงิน 1,080,495.98 บาท นับถัดจากวันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์

จำเลยที่ 1 ที่ 2 ที่ 3 ที่ 4 ให้การขอให้ยกฟ้อง

ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางพิพากษายกฟ้อง ให้โจทก์ชำระค่าฤชาธรรมเนียมแทนจำเลยทั้งสี่โดยกำหนดค่าทนายความรายละ 10,000 บาท รวม 2 ราย เป็นเงิน 20,000 บาท

โจทก์อุทธรณ์ต่อศาลฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางวินิจฉัยว่า มีปัญหาที่ต้องวินิจฉัยต่อไปในประเด็นข้อพิพาทว่า จำเลยที่ 2 และที่ 3 เป็นผู้ขนส่งร่วมกับจำเลยที่ 1 หรือไม่ ปัญหานี้ในเบื้องต้นข้อเท็จจริงรับฟังได้ตามคำฟ้องโดยจำเลยที่ 1 และที่ 4 ไม่ได้ให้การปฏิเสธว่า จำเลยที่ 1 เป็นผู้รับจ้างขนส่งสินค้าตามฟ้องโดยมีการนำสินค้าไปส่งมอบให้แก่จำเลยที่ 4 ซึ่งได้รับจ้างขนส่งสินค้านี้โดยเครื่องบินของจำเลยที่ 4 เพื่อขนส่งจากท่าอากาศยานซูริก ประเทศสวิตเซอร์แลนด์ มายังท่าอากาศยานกรุงเทพ จำเลยที่ 1 จึงเป็นผู้ขนส่งและจำเลยที่ 4 เป็นผู้ขนส่งอื่นที่ได้รับมอบหมายให้ทำการขนส่งสินค้านี้ทางอากาศ ส่วนจำเลยที่ 2 และที่ 3 นั้น แม้จำเลยที่ 2 จะให้การและนำสืบว่า จำเลยที่ 2 กระทำการในฐานะที่เป็นเพียงตัวแทนของจำเลยที่ 1 และจำเลยที่ 3 ไม่มีส่วนเกี่ยวข้องในการขนส่งตามฟ้องครั้งนี้ก็ตาม แต่ปรากฏว่าจำเลยที่ 1 ถึงที่ 3 ต่างใช้ชื่อว่า ยูพีเอส (UPS) และจำเลยที่ 2 กับที่ 3 ใช้ชื่อยูพีเอส เอสซีเอส (UPS SCS) เช่นเดียวกัน ทั้งนายกฤษฎา พยานโจทก์ซึ่งเป็นพนักงานบริษัทพี แอนด์ เอ แอ็ดจัสเม้นท์จำกัด ผู้สำรวจเหตุความเสียหายในการสูญหายของสินค้าตามฟ้องได้ยื่นบันทึกถ้อยคำยืนยันข้อเท็จจริงกับเบิกความประกอบว่า จำเลยที่ 3 ได้ส่งเอกสารการเรียกร้องของผู้เอาประกันภัยไปยังจำเลยที่ 1 ตามแบบพิมพ์การเรียกร้องของลูกค้ายูพีเอส เอสซีเอส ซึ่งแบบพิมพ์การเรียกร้องฉบับนี้นอกจากจะใช้เครื่องหมาย UPS เหมือนกับเครื่องหมายในใบรับขนของทางอากาศของจำเลยที่ 1 ในรายละเอียดก็ยังมีข้อความในลักษณะเกี่ยวกับเครือข่ายการทำธุรกิจของกลุ่มบริษัทยูพีเอส เอสซีเอส โดยมีข้อความตอนล่างสุดระบุถึงการให้บริการรวมทั้งความรับผิดของจำเลยที่ 1 เป็นไปตามข้อความและเงื่อนไขการให้บริการของยูพีเอส เอสซีเอส ที่สามารถตรวจดูได้ทางเว็บไซต์ www.ups-scs.com แสดงว่า จำเลยที่ 1 ถึงที่ 3 เป็นกลุ่มบริษัทในเครือข่ายเดียวกันที่ให้บริการเป็นระบบเครือข่ายในประเทศต่าง ๆ นอกจากนี้ในการขนส่งสินค้าตามฟ้องนี้ยังได้ความตามใบรับขนของทางอากาศของจำเลยที่ 1 ที่เป็น House Air Waybill แสดงการรับสินค้าไว้จากผู้ส่งของซึ่งได้แก่ผู้ที่ขายสินค้าให้แก่ผู้เอาประกันภัย โดยมีจำเลยที่ 2 เป็นผู้ออกใบรับขนของทางอากาศฉบับนี้ ส่วนใบรับขนของทางอากาศฉบับที่จำเลยที่ 4 ออกเพื่อเป็นหลักฐานแห่งสัญญารับขนของทางอากาศ ระบุชื่อจำเลยที่ 2 เป็นผู้ส่งของ และชื่อจำเลยที่ 3 เป็นผู้รับของที่ท่าอากาศยานกรุงเทพ แสดงให้เห็นว่า จำเลยที่ 2 ทำหน้าที่ส่งมอบสินค้าให้แก่จำเลยที่ 4 และจำเลยที่ 3 จะต้องรับสินค้าจากจำเลยที่ 4 เพื่อทำหน้าที่ในการส่งมอบสินค้าแก่ผู้เอาประกันภัยซึ่งเป็นผู้รับของตามใบรับขนของทางอากาศฉบับที่จำเลยที่ 1 เป็นผู้ออก ตามพฤติการณ์ของจำเลยที่ 1 ถึงที่ 3 ดังกล่าว มีเหตุผลให้เชื่อได้ว่า จำเลยที่ 1 ถึงที่ 3 เป็นบริษัทในเครือเดียวกันกับที่ร่วมกันประกอบกิจการรับขนของเป็นเครือข่ายร่วมกัน จึงถือได้ว่าจำเลยที่ 2และที่ 3 เป็นผู้ร่วมกันรับขนส่งสินค้าตามฟ้อง แล้วมอบหมายให้จำเลยที่ 4 เป็นผู้ขนส่งอื่นที่ขนส่งโดยเครื่องบินของจำเลยที่ 4 มายังท่าอากาศยานกรุงเทพ

มีปัญหาที่ต้องวินิจฉัยต่อไปในประเด็นข้อพิพาทว่า จำเลยทั้งสี่ต้องรับผิดตามสัญญาขนส่งเนื่องจากสินค้าที่ได้รับมอบหมายสูญหายหรือไม่ เห็นว่า แม้ผู้รับประกันภัยจะไม่ต้องรับผิดต่อเจ้าหนี้ถ้าทรัพย์สินอันได้เอาประกันภัยไว้นั้นได้คืนมา แต่ตามคำเบิกความของนายเศรษฐาดังกล่าวแสดงให้เห็นถึงความสำคัญที่ต้องมีสินค้าตามฟ้องต่อผู้เอาประกันภัยประกอบกับในการซื้อสินค้านี้ผู้เอาประกันภัยตกลงซื้อในเทอม เอฟซีเอ ท่าอากาศยานซูริกซึ่งผู้เอาประกันภัยต้องเสียค่าขนส่งจากท่าอากาศยานดังกล่าวมายังท่าอากาศยานกรุงเทพเองการที่ผู้เอาประกันภัยยอมเสียค่าขนส่งที่เป็นการขนส่งทางอากาศซึ่งย่อมมีค่าขนส่งสูงแต่ขนส่งได้รวดเร็ว โดยหลังจากสั่งซื้อสินค้าแล้วเพียงไม่กี่วันก็จะได้รับสินค้าก็เป็นเหตุผลแสดงถึงความสำคัญและความจำเป็นที่ต้องได้รับสินค้าไว้ใช้โดยเร็ว โดยปรากฏว่าในการขนส่งครั้งนี้ซึ่งควรขนส่งสินค้าถึงท่าอากาศยานกรุงเทพในวันที่ 11 พฤศจิกายน 2550 แต่สินค้านี้ไม่ได้ขนส่งถึงท่าอากาศยานกรุงเทพตามกำหนดดังกล่าว จนต้องมีการเรียกร้องให้โจทก์ชดใช้ค่าสินไหมทดแทนเพื่อความสูญหายของสินค้า ทั้งยังมีการเรียกร้องต่อจำเลยที่ 1 ด้วย และในที่สุดผู้เอาประกันภัยก็ต้องซื้อสินค้าดังกล่าวใหม่ ดังนี้แม้จะมีการพบสินค้าที่ขนส่งตามฟ้องนั้นในภายหลังก็ไม่เป็นประโยชน์แก่ผู้เอาประกันภัยซึ่งเป็นผู้ซื้อและผู้รับตราส่งสินค้านี้อีกต่อไปและการหาสินค้าดังกล่าวพบก็เป็นเวลาหลังจากที่สินค้าควรขนส่งมาถึงท่าอากาศยานกรุงเทพแล้วถึง 6 เดือนเศษ เมื่อพิจารณาถึงการขนส่งครั้งนี้เป็นการขนส่งทางอากาศที่ผู้รับตราส่งต้องการได้รับสินค้าโดยรวดเร็วแล้ว ก็นับได้ว่าการค้นพบสินค้าในเวลาดังกล่าวนั้นนานมากย่อมเกิดความเสียหายแก่ผู้รับตราส่งได้มากเกินกว่าที่ผู้รับตราส่งจะยอมรับได้ ระยะเวลาที่นานมากในพฤติการณ์เช่นนี้จึงย่อมก่อความเสียหายในลักษณะอันถือได้ว่ามีผลทำนองเดียวกันหรือเสมือนกับสินค้าสูญหายนั่นเอง แม้จะค้นหาพบในภายหลังก็ถือได้ว่าเป็นกรณีผู้รับตราส่งเสียหายจากความสูญหายของสินค้าแล้ว จึงชอบที่จะปฏิเสธการรับสินค้าที่หาพบ และกรณีที่โจทก์มิได้แจ้งจำเลยที่ 4 ว่าควรจัดการกับสินค้าที่ค้นพบอย่างไร ก็ไม่เป็นเหตุผลให้ถือว่าโจทก์ยอมรับว่าสินค้าไม่สูญหายแต่อย่างใด ผู้เอาประกันภัยจึงชอบที่จะได้รับชดใช้ค่าสินไหมทดแทนในความสูญหายของสินค้าตามเงื่อนไขแห่งสัญญาประกันภัยที่ทำไว้จากโจทก์ การที่โจทก์จ่ายค่าสินไหมทดแทนให้แก่ผู้รับตราส่งซึ่งเป็นผู้เอาประกันภัยจึงชอบแล้วและโดยที่ผู้เอาประกันภัยเป็นผู้ซื้อสินค้านี้จากผู้ขาย ซึ่งผู้ขายทำสัญญาว่าจ้างจำเลยที่ 1 ขนส่งสินค้าดังกล่าวเพื่อให้นำไปส่งมอบแก่ผู้เอาประกันภัยโดยตามใบรับขนของทางอากาศของจำเลยที่ 1 ระบุว่าผู้ขายเป็นผู้ส่งและผู้เอาประกันภัยเป็นผู้รับตราส่งอันเป็นสัญญาขนส่งเพื่อประโยชน์แก่ผู้เอาประกันภัยที่เป็นผู้รับตราส่ง และผู้เอาประกันภัยก็ได้เรียกร้องไปยังจำเลยที่ 1 แล้วตามที่ปรากฏจากบันทึกถ้อยคำยืนยันข้อเท็จจริงและการเบิกความประกอบของนายกฤษฎา ผู้สำรวจและทำรายงานการสำรวจ ว่าจำเลยที่ 3 ส่งอีเมลถึงจำเลยที่ 1 ว่า ผู้รับตราส่งต้องการทราบว่าสินค้าของเขาอยู่ที่ไหนและต่อมาวันที่ 21 มีนาคม 2551 ผู้รับตราส่งก็เรียกร้องค่าเสียหายจากจำเลยที่ 1 ตามแบบการเรียกร้องของลูกค้ายูพีเอส เอสซีเอส ซึ่งจำเลยที่ 1 ถึงที่ 3 ไม่นำสืบโต้แย้ง ดังนี้จำเลยที่ 1 จึงต้องผูกพันต่อผู้รับตราส่ง และแม้จำเลยที่ 1 จะได้มอบหมายสินค้าดังกล่าวให้จำเลยที่ 4 เป็นผู้ที่ทำการขนส่งทางอากาศอีกทอดหนึ่งก็ตาม แต่ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 617 บัญญัติว่า "ผู้ขนส่งจะต้องรับผิดในการที่ของสูญหายหรือบุบสลายหรือส่งชักช้า อันเกิดแต่ความผิดของผู้ขนส่งคนอื่นหรือบุคคลอื่นซึ่งตนหากได้มอบหมายของนั้นไปอีกทอดหนึ่ง" จำเลยที่ 1 จึงยังต้องรับผิดต่อผู้รับตราส่งซึ่งเป็นผู้เอาประกันภัยไว้กับโจทก์ และจำเลยที่ 2 กับที่ 3 ผู้ร่วมขนส่งกับจำเลยที่ 1 ก็ย่อมต้องร่วมรับผิดกับจำเลยที่ 1 ด้วยเช่นกัน นอกจากนี้ตามบทบัญญัติแห่งประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 618 ที่บัญญัติว่า "ถ้าของนั้นได้ส่งไปโดยมีผู้ขนส่งหลายคนหลายทอดท่านว่าผู้ขนส่งทั้งนั้นจะต้องรับผิดร่วมกันในการสูญหาย บุบสลาย หรือส่งชักช้า" นั้น เมื่อพิจารณาประกอบกับบทบัญญัติมาตรา 617 ดังกล่าวข้างต้นย่อมเห็นได้ว่า บทกฎหมาย 2 มาตรานี้มุ่งประสงค์ที่จะใช้ในกรณีที่มีผู้ขนส่งหลายราย ตั้งแต่ผู้ที่เข้าทำสัญญาขนส่งเป็นผู้ขนส่งคนแรกและผู้ขนส่งอื่นรายต่อไปที่ได้รับมอบหมายให้ขนส่งอีกทอดหนึ่งหรือมอบหมายต่อ ๆ หลายช่วงการขนส่งต่างต้องมีความรับผิดชอบในการดำเนินการขนส่งที่ตนได้รับมอบหมาย หากเกิดการสูญหาย บุบสลาย หรือส่งชักช้าก็ต้องร่วมรับผิดด้วย โดยหาอาจอ้างว่าตนเป็นเพียงผู้ที่ได้รับมอบหมายให้ขนส่งจากผู้ขนส่งคนก่อน ซึ่งมิใช่ผู้ทำสัญญาขนส่งกับผู้ส่งของขึ้นปฏิเสธความรับผิดได้ ทั้งนี้โดยข้อความตามมาตรา 618 ที่ว่า โดยมีผู้ขนส่งหลายคนหลายทอด นี้ คำว่า "หลายทอด" นอกจากจะหมายถึงช่วงการขนส่งตามระยะทางที่อาจมีการแยกการขนส่งออกเป็นช่วงต่าง ๆ และเรียกเป็นทอดได้แล้ว ยังหมายถึงการมอบหมายเป็นทอดได้อีกด้วย ดังนี้เมื่อจำเลยที่ 1 ซึ่งทำสัญญารับขนกับผู้ส่งและรับมอบหมายสินค้าจากผู้ส่งมาเพื่อทำการขนส่งก็ถือได้ว่าเป็นผู้ขนส่งที่รับมอบหมายเป็นทอดแรกแล้วมอบหมายสินค้าให้จำเลยที่ 4 ขนส่งไปเป็นอีกทอดหนึ่งก็เท่ากับมีผู้ขนส่งหลายคนหลายทอดแล้วในส่วนจำเลยที่ 4 ซึ่งเป็นผู้ได้รับมอบหมายสินค้าจากจำเลยที่ 1 ให้ทำการขนส่งสินค้าจากท่าอากาศยานซูริก ประเทศสวิตเซอร์แลนด์ มายังท่าอากาศยานกรุงเทพ โดยแม้จำเลยที่ 4 จะไม่มีนิติสัมพันธ์กับผู้ส่งของหรือผู้รับตราส่งซึ่งเป็นผู้เอาประกันภัยไว้กับโจทก์ก็ตามแต่เมื่อสินค้าที่จำเลยที่ 4 ได้รับมอบหมายมาสูญหายไปในระหว่างที่อยู่ในความดูแลรับผิดชอบของจำเลยที่ 4 เช่นนี้ จำเลยที่ 4 ก็ต้องร่วมรับผิดกับจำเลยที่ 1 ผู้ขนส่งที่ทำสัญญาขนส่งกับผู้ส่งด้วยตามมาตรา 618 ดังกล่าว โดยรับผิดต่อผู้รับตราส่งซึ่งเป็นผู้เอาประกันภัยไว้กับโจทก์ดังที่ได้วินิจฉัยมาแล้ว และเมื่อโจทก์ผู้รับประกันภัยได้ชดใช้ค่าสินไหมทดแทนแก่ผู้เอาประกันภัยโดยชอบแล้วก็ย่อมรับช่วงสิทธิจากผู้รับตราส่งซึ่งเป็นผู้เอาประกันภัยในอันที่จะฟ้องเรียกร้องค่าเสียหายในความสูญหายของสินค้าได้โดยชอบ

มีปัญหาที่ต้องวินิจฉัยต่อไปตามประเด็นข้อพิพาทที่ว่า จำเลยทั้งสี่ต้องร่วมรับผิดชดใช้ค่าเสียหายแก่โจทก์เพียงตามจำนวนจำกัดความรับผิดที่ระบุไว้ในใบรับขนของทางอากาศ 20 ดอลลาร์สหรัฐ ต่อน้ำหนักสินค้า 1 กิโลกรัม หรือไม่ ในข้อนี้เห็นว่า ตามใบรับขนของทางอากาศที่จำเลยที่ 1 ออกให้ และใบรับขนของทางอากาศที่จำเลยที่ 4 ออกให้ ด้านหลังต่างก็มีข้อความจำกัดจำนวนความรับผิดของผู้ขนส่งไว้เป็นเงินไม่เกิน 20 ดอลลาร์สหรัฐ ต่อน้ำหนักสินค้า 1 กิโลกรัม โดยด้านหน้าของใบรับขนของทางอากาศมีช่องว่างสำหรับเติมข้อความเพื่อการแสดงราคาสินค้าเพื่อการขนส่ง และมีข้อความอธิบายให้ผู้ส่งตรวจดูข้อจำกัดความรับผิดที่ระบุไว้ โดยหากประสงค์จะให้เพิ่มจำนวนจำกัดความรับผิดของผู้ขนส่งตามที่ระบุไว้ ก็ให้แสดงราคาและชำระเงินเพิ่มได้ แต่ปรากฏว่าในช่องแสดงราคาเพื่อการขนส่งดังกล่าวมีการระบุข้อความในช่องว่างว่า เอ็นวีดีหรือการไม่แสดงราคา อันแสดงว่าผู้ส่งยอมรับข้อจำกัดความรับผิด 20 ดอลลาร์สหรัฐ ต่อน้ำหนักสินค้า 1 กิโลกรัม ดังกล่าว โดยไม่ประสงค์จะแสดงราคาสินค้าเพื่อการขนส่งและชำระเงินเพิ่มเพื่อเพิ่มจำนวนจำกัดความรับผิดของผู้ขนส่งดังกล่าว ทั้งยังปรากฏว่าผู้ขายในฐานะผู้ส่งและทำสัญญาขนส่งนี้เพื่อประโยชน์แก่ผู้ซื้อซึ่งเป็นผู้รับตราส่งและเป็นผู้ที่ต้องรับผิดชอบชำระค่าขนส่งกับต้องรับความเสี่ยงภัยในการสูญหายหรือเสียหายของสินค้าระหว่างการขนส่งทางอากาศจากท่าอากาศยานซูริกมายังท่าอากาศยานกรุงเทพก็ป้องกันความเสี่ยงนี้โดยเอาประกันภัยไว้กับโจทก์ ทั้งนายสราวุธ พยานจำเลยที่ 1 ถึงที่ 3ก็ยื่นบันทึกถ้อยคำยืนยันข้อเท็จจริงและเบิกความประกอบว่า บริษัทสต๊อปปิ้นซ์ เอจี ผู้ขายและเป็นผู้ส่งสินค้าครั้งนี้เป็นลูกค้าของจำเลยที่ 1 มานานกว่า 3 ปี โดยทราบเงื่อนไขการรับขนส่งสินค้าของจำเลยที่ 1 ดีว่า จำเลยที่ 1 จำกัดความรับผิดในการขนส่งสินค้าไว้ไม่เกิน 20 ดอลลาร์สหรัฐ ต่อน้ำหนักสินค้า 1 กิโลกรัม และโจทก์ก็ไม่ได้นำสืบพยานหลักฐานให้รับฟังได้เป็นอย่างอื่น พยานหลักฐานของฝ่ายจำเลยดังกล่าวจึงมีน้ำหนักและเหตุผลให้รับฟังได้ว่า ผู้ส่งตกลงว่าจ้างจำเลยที่ 1 ให้ขนส่งโดยตกลงชัดแจ้งให้จำกัดความรับผิดของผู้ขนส่งได้ไม่เกิน 20 ดอลลาร์สหรัฐ ต่อน้ำหนักสินค้า 1 กิโลกรัม จำเลยที่ 1 ถึงที่ 3 รวมทั้งจำเลยที่ 4 จึงต้องร่วมรับผิดต่อผู้รับตราส่งรวมทั้งโจทก์ผู้รับช่วงสิทธิจากผู้รับตราส่ง ตามสัญญาประกันภัยในจำนวนเพียงตามข้อจำกัดความรับผิด 20 ดอลลาร์สหรัฐ ต่อน้ำหนักสินค้า 1 กิโลกรัม โดยสินค้าที่สูญหายมีน้ำหนักที่รับฟังได้ตามที่คู่ความนำสืบตรงกัน 237 กิโลกรัมคิดเป็นจำนวนเงินความรับผิดของผู้ขนส่งที่จำเลยทั้งสี่ต้องรับผิดชดใช้แก่โจทก์จำนวน 4,740 ดอลลาร์สหรัฐ แต่เมื่อโจทก์ชำระค่าสินไหมทดแทนแก่ผู้เอาประกันภัยเป็นเงินบาทเมื่อวันที่ 12 พฤษภาคม 2551 แล้วรับช่วงสิทธิจากผู้เอาประกันภัยมา หนี้เงินดังกล่าวจึงเป็นหนี้เงินไทยแล้วตั้งแต่วันที่โจทก์ชำระเงินดังกล่าว การชำระหนี้ค่าเสียหาย 4,740 ดอลลาร์สหรัฐ นี้จึงต้องชำระเป็นเงินบาทตามอัตราแลกเปลี่ยนเงินในวันที่ 12 พฤษภาคม 2551

พิพากษากลับ ให้จำเลยทั้งสี่ร่วมกันชำระเงินแก่โจทก์เป็นเงินไทยที่คิดเปลี่ยนจากจำนวนเงิน 4,740 ดอลลาร์สหรัฐ เป็นเงินบาทตามอัตราแลกเปลี่ยนเงินดอลลาร์สหรัฐเป็นเงินบาทที่เป็นอัตราแลกเปลี่ยนถัวเฉลี่ยของธนาคารพาณิชย์ในกรุงเทพมหานคร ณ วันที่12 พฤษภาคม 2551 ถ้าไม่มีอัตราแลกเปลี่ยนในวันดังกล่าวก็ให้ใช้อัตราแลกเปลี่ยนที่มีก่อนวันดังกล่าว กับให้ชำระดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงินดังกล่าวนับแต่วันที่ 12 พฤษภาคม 2551 เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จสิ้น ให้จำเลยที่ 4 ใช้ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสองศาลแทนโจทก์โดยค่าขึ้นศาลให้ใช้แทนตามจำนวนที่คิดจากทุนทรัพย์เท่าที่โจทก์ชนะคดี และกำหนดค่าทนายความทั้งสองศาลรวม 6,000 บาท ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสองศาลระหว่างโจทก์กับจำเลยที่ 1 ถึงที่ 3 ให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 608 ม. 617 ม. 618 ม. 625
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — บริษัทเทเวศประกันภัย จำกัด (มหาชน)
บริษัทยูพีเอส ซัพพลาย เชน
จำเลย — โซลูชั่นส์, อินค์. จำกัด กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลาง — นางสาวกาญจนา เกิดโพธิ์ทอง
ชื่อองค์คณะ
ธัชพันธ์ ประพุทธนิติสาร
อร่าม เสนามนตรี
ปริญญา ดีผดุง
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา