คำพิพากษา คำสั่งคำร้องและคำวินิจฉัยศาลฎีกา

ทั้งหมด 133,243 รายการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 13710/2557
#575231
เปิดฉบับเต็ม

การจ่ายเงินโบนัสของโจทก์เป็นการจ่ายโดยคำนึงจากยอดรายได้อันเป็นผลการปฏิบัติงานของโจทก์โดยรวม มิใช่กำหนดจากผลกำไรที่ได้เมื่อสิ้นสุดรอบระยะเวลาบัญชีแล้ว จึงไม่เป็นรายจ่ายต้องห้ามตามมาตรา 65 ตรี (19) แห่ง ป.รัษฎากร

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องและแก้ไขคำฟ้องขอให้ศาลเพิกถอนหนังสือแจ้งคืนเงินภาษีอากร (ค. 20) เลขที่ NSN: ค 20-01002071-25500608-002-00273 ของจำเลยที่ 1 ถึงที่ 3 เพิกถอนหนังสือเรื่อง การอุทธรณ์หนังสือแจ้งคืนเงินภาษีอากร (ค. 20) ที่ กค 0705.32.1/2581 ฉบับลงวันที่ 9 เมษายน 2551 ของจำเลยที่ 1 ที่ 2 และที่ 4 ให้จำเลยทั้งสี่ร่วมกันหรือแทนกันชำระเงินภาษีอากรคืนให้แก่โจทก์ 974,700 บาท พร้อมทั้งดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 1 ต่อเดือนนับแต่วันที่โจทก์มีสิทธิได้รับคืนจนถึงวันฟ้อง 276,316.80 บาท และดอกเบี้ยในอัตราดอกเบี้ยร้อยละ 1 ต่อเดือน นับแต่วันฟ้องจนถึงวันที่จำเลยชำระอากรคืนจนครบถ้วน

จำเลยทั้งสี่ให้การและแก้ไขคำให้การขอให้ยกฟ้อง

ศาลภาษีอากรกลางพิพากษาให้ยกฟ้อง ให้โจทก์ใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนจำเลยทั้งสี่ โดยกำหนด ค่าทนายความ 5,000 บาท

โจทก์อุทธรณ์ต่อศาลฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีภาษีอากรวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงฟังเป็นยุติโดยโจทก์และจำเลยทั้งสี่ไม่อุทธรณ์โต้แย้งว่า วันที่ 26 พฤษภาคม 2549 โจทก์ยื่นแบบแสดงรายการภาษีเงินได้บริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคล (ภ.ง.ด. 50) สำหรับรอบระยะเวลาบัญชีวันที่ 1 มกราคม 2548 ถึงวันที่ 31 ธันวาคม 2548 ต่อจำเลยที่ 1 แสดงรายการชำระภาษีเกิน 2,017,811.43 บาท และแสดงความจำนงขอคืนภาษีจำนวนดังกล่าวจากจำเลยที่ 1 วันที่ 1 กันยายน 2549 จำเลยที่ 1 มีหนังสือถึงโจทก์ขอตรวจปฏิบัติการเพื่อคืนภาษีเงินได้นิติบุคคลที่ชำระไว้เกินสำหรับรอบระยะเวลาบัญชีพิพาท และเข้าตรวจปฏิบัติการในวันที่ 8 กันยายน 2549 และวันที่ 14 กุมภาพันธ์ 2550 ต่อมาในวันที่ 25 มิถุนายน 2550 จำเลยที่ 3 ซึ่งปฏิบัติราชการแทนสรรพากรพื้นที่กรุงเทพมหานคร 2 และแทนจำเลยที่ 1 และที่ 2 มีหนังสือแจ้งคืนเงินภาษีอากร (ค. 20) เพื่อแจ้งจำนวนเงินภาษีอากรที่คืน 1,043,111.43 บาท พร้อมดอกเบี้ย 93,880.02 บาท รวมทั้งสิ้น 1,136,991.45 บาท ซึ่งเป็นจำนวนที่น้อยกว่าที่โจทก์ยื่นขอคืนไว้ โดยจำเลยที่ 3 แจ้งเพิ่มเติมในใบแนบหนังสือแจ้งภาษีเงินได้นิติบุคคลว่า ตามที่โจทก์ขอคืนภาษีเงินได้นิติบุคคลรอบระยะเวลาบัญชีวันที่ 1 มกราคม 2548 ถึงวันที่ 31 ธันวาคม 2548 จำนวน 2,017,811.43 บาท จากการตรวจสอบปรากฏว่า โจทก์จ่ายเงินรางวัลพิเศษจากกำไร 3,249,000 บาท ซึ่งเป็นรายจ่ายต้องห้ามตามมาตรา 65 ตรี (19) แห่งประมวลรัษฎากร คำนวณเป็นภาษี 974,700 บาท เมื่อปรับปรุงภาษีแล้วทำให้โจทก์ได้คืนภาษีเงินได้นิติบุคคล 1,043,111.43 บาท วันที่ 5 กรกฎาคม 2550 โจทก์ยื่นอุทธรณ์คัดค้านคำสั่งคืนเงินภาษีอากร วันที่ 9 เมษายน 2551 จำเลยที่ 4 มีหนังสือเรื่อง การอุทธรณ์หนังสือแจ้งคืนเงินภาษีอากร (ค. 20) ถึงโจทก์ แจ้งผลการอุทธรณ์ของโจทก์ว่า จำเลยที่ 1 พิจารณาแล้วเห็นว่า โจทก์มีการกำหนดจ่ายเงินรางวัลพิเศษจากผลกำไร ถือเป็นรายจ่ายต้องห้ามตามมาตรา 65 ตรี (19) แห่งประมวลรัษฎากร ประกอบกับหนังสืออุทธรณ์คำสั่งของผู้ร้องลงวันที่ 5 กรกฎาคม 2550 และตามคำให้การลงวันที่ 14 กุมภาพันธ์ 2550 โจทก์พิจารณาการจ่ายเงินรางวัลพิเศษจากผลกำไร ทั้งนี้ตามคำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4127/2530 ดังนั้น เงินรางวัลพิเศษจ่ายจากผลกำไรจึงต้องห้ามตามมาตรา 65 ตรี (19) แห่งประมวลรัษฎากร โจทก์ไม่เห็นด้วย

คดีมีปัญหาตามอุทธรณ์ของโจทก์ว่า เงินรางวัลพิเศษที่โจทก์จ่ายให้แก่พนักงานของโจทก์สำหรับรอบระยะเวลาบัญชีวันที่ 1 มกราคม 2548 ถึงวันที่ 31 ธันวาคม 2548 เป็นรายจ่ายต้องห้ามตามมาตรา 65 ตรี (19) แห่งประมวลรัษฎากร หรือไม่ เห็นว่า แม้ผู้รับมอบอำนาจโจทก์จะไปให้ถ้อยคำแก่เจ้าพนักงานของจำเลยที่ 1 ในวันที่ 14 กุมภาพันธ์ 2550 ว่า โจทก์มีนโยบายการจ่ายโบนัสให้แก่พนักงานจากผลกำไร อัตราการจ่ายโบนัสขึ้นอยู่กับผลกำไรในแต่ละปี ถ้าปีไหนมีผลการดำเนินงานขาดทุนก็จะไม่มีการจ่ายโบนัส แต่จะจ่ายเป็นเงินของขวัญแทน ขึ้นอยู่กับการประเมินผลงานของแต่ละแผนก แต่ต่อมาโจทก์มีหนังสือขอชี้แจงและนำส่งเอกสารเพิ่มเติมเกี่ยวกับนโยบายการจ่ายโบนัสพนักงานเมื่อวันที่ 19 กุมภาพันธ์ 2550 ว่า คณะผู้บริหารจะพิจารณาคาดการณ์ว่าโจทก์จะมีผลกำไรจากงานก่อสร้างเท่าไร จึงกำหนดนโยบายได้ว่าจะจ่ายเงินโบนัสพนักงานจำนวนเงินเป็นประมาณกี่เท่าของเงินเดือน ในขณะเดียวกันเพื่อให้เกิดความเป็นธรรมและเป็นขวัญกำลังใจของพนักงาน จำนวนเงินในการจ่ายโบนัสของพนักงานแต่ละคนจะต้องผ่านกระบวนการประเมินผลแล้ว พนักงานทุกคนจะได้รับเงินโบนัสเทียบเป็นจำนวนเท่าของเงินเดือนแต่ละคนไม่เท่ากันและโจทก์ก็มีหนังสือขอชี้แจงเรื่องการจ่ายเงินรางวัลพิเศษ (โบนัส) ลงวันที่ 27 กุมภาพันธ์ 2550 ต่อสรรพากรพื้นที่กรุงเทพมหานคร 2 ว่า ค่าใช้จ่ายสำหรับเงินโบนัสถูกจัดเป็นต้นทุนโดยอ้อมเป็นค่าใช้จ่ายของการดำเนินงานก่อสร้างเช่นเดียวกับค่าใช้จ่ายสำหรับเงินเดือนพนักงาน โดยปกติการดำเนินงานก่อสร้างในแต่ละโครงการจะมีการกำหนดงบประมาณหรือประมาณการต้นทุนในการก่อสร้างไว้ตั้งแต่ขั้นตอนของการประมูลงาน เพื่อให้สามารถคาดการณ์ได้ว่าจะได้กำไรจากโครงการนี้ประมาณเท่าไร จากงบประมาณการก่อสร้างที่กำหนดไว้ตั้งแต่เริ่มดำเนินการก่อสร้างในแต่ละโครงการ ทำให้โจทก์สามารถคาดการณ์ได้ว่าโจทก์จะจ่ายโบนัสให้แก่พนักงานเป็นจำนวนกี่เท่าของเงินเดือน นอกจากนี้โจทก์ยังนำสืบตารางเปรียบเทียบระหว่างจำนวนเงินรางวัลพิเศษกับรายได้ของโจทก์ตั้งแต่ปี 2539 ถึง 2550 ว่า ในปี 2539, 2540 และ 2542 เป็นช่วงที่โจทก์มีผลขาดทุน แต่โจทก์ยังมีการจ่ายเงินรางวัลพิเศษให้แก่พนักงาน เมื่อเปรียบเทียบกับปี 2541 ช่วงที่โจทก์มีผลกำไรปีเดียว โจทก์ยังจ่ายเงินรางวัลพิเศษที่มีอัตราร้อยละต่ำกว่าปี 2539 และ 2542 ที่โจทก์มีผลขาดทุน ส่วนในปีพิพาทโจทก์มีผลกำไรก่อนหักภาษี 36,661,121.22 บาท แต่โจทก์จ่ายเงินรางวัลพิเศษเปรียบเทียบเป็นอัตราส่วนต่อผลกำไรแล้วมากกว่าปี 2549 ที่โจทก์มีกำไรถึง 122,684,163.29 บาท หรือในปี 2550 โจทก์มีผลกำไร 88,384,272.76 บาท ซึ่งมากกว่าปีพิพาท แต่โจทก์จ่ายเงินรางวัลพิเศษเป็นอัตราร้อยละน้อยกว่าปีพิพาท ซึ่งจำเลยทั้งสี่ไม่นำสืบพยานหลักฐานหักล้างในส่วนนี้ให้เห็นเป็นอย่างอื่น แสดงให้เห็นว่าผลประกอบการจะมีกำไรหรือไม่ไม่ใช่ตัวแปรในการจ่ายเงินรางวัลพิเศษของโจทก์ ที่จำเลยทั้งสี่นำสืบว่า หลักฐานที่โจทก์ชี้แจงเพิ่มเติมประกอบกับตัวอย่างงบประมาณการต้นทุนงานก่อสร้างสำหรับโครงการ TAIT factory (Project No 205 T 1002AA) ที่มีงบประมาณการต้นทุนงานก่อสร้าง 107,588,000 บาท แต่จากการตรวจสอบงบประมาณต้นทุนงานก่อสร้างที่โจทก์ใช้เทียบกับต้นทุนงานก่อสร้างที่เกิดขึ้นจริง เพื่อคำนวณหารายได้ตามอัตราส่วนและงานก่อสร้างที่ทำเสร็จจำนวน 87,987,000 บาท ยอดเงินดังกล่าวไม่ถูกต้องตรงกันและไม่สามารถเทียบเคียงกันได้ หากเป็นยอดเงินที่โจทก์ได้ตั้งประมาณการไว้ตั้งแต่ก่อนเริ่มประมูลงานจริงก็ควรจะเป็นยอดเงินที่ตรงกันหรือใกล้เคียงกัน ข้อมูลที่โจทก์ชี้แจงเพิ่มเติมจึงไม่อาจรับฟังว่าเป็นความจริง และในทางปฏิบัติไม่สามารถเป็นจริงได้ว่าโจทก์จะมีการกำหนดจ่ายเงินโบนัสแก่พนักงานตั้งแต่เริ่มยื่นประมูลงานจากลูกค้า และเป็นไปไม่ได้ที่โจทก์จะกำหนดจ่ายเงินโบนัสให้พนักงานล่วงหน้าตั้งแต่ก่อนหรือเริ่มรอบปีบัญชี ข้อนี้โจทก์ได้นำสืบให้เห็นแล้วว่าเป็นวิธีการประกอบกิจการของโจทก์ที่จะตั้งประมาณการรายรับ-รายจ่าย ซึ่งประมาณการรายจ่ายนี้จะมีเงินรางวัลพิเศษรวมอยู่ด้วย โดยในการดำเนินงานก่อสร้างในแต่ละโครงการจะมีการกำหนดงบประมาณหรือ ประมาณการต้นทุนในการก่อสร้างไว้ตั้งแต่ขั้นตอนการประมูลงาน เพื่อให้สามารถคาดการณ์ได้ว่าจะได้กำไรจากโครงการนี้เท่าใด จากนั้นโจทก์จะใช้มูลค่างานที่ได้มีการประมาณการไว้แล้วไปเสนอประมูล เมื่อประมูลงานได้แล้วผู้จัดการฝ่ายก่อสร้างที่รับผิดชอบการดำเนินการก่อสร้างของโครงการจะกำหนดงบประมาณหรือต้นทุนสำหรับการก่อสร้างจริงโดยอิงจากตัวเลขงบประมาณหรือประมาณการต้นทุนในการก่อสร้างไว้ตั้งแต่ขั้นตอนการประมูลงานและประสบการณ์ในการบริหารงานก่อสร้างของผู้จัดการแต่ละคน เพื่อใช้เป็นกรอบในการควบคุมต้นทุนการก่อสร้างเพื่อให้โครงการก่อสร้างนั้นมีผลกำไรสูงสุดเท่าที่จะทำได้ และจะยึดเอามูลค่าตามสัญญานี้เป็นกรอบที่แท้จริงในการกำหนดเงินรางวัลพิเศษที่จะจ่ายให้แก่พนักงานในภายหลัง โดยมิได้นำไปเปรียบเทียบกับงบประมาณในการดำเนินการจริงที่เป็นต้นทุนของการก่อสร้างอีก เห็นว่า แม้จะเป็นเพียงค่าประมาณการที่ยังไม่มีความแน่นอนว่าโจทก์จะต้องจ่ายเงินรางวัลพิเศษให้แก่พนักงานจริงเท่าใด แต่ที่จำเลยทั้งสี่นำสืบมายังไม่มีน้ำหนักหักล้างพยานหลักฐานของโจทก์ให้เห็นได้ว่า โจทก์ไม่ได้มีการกำหนดจ่ายเงินรางวัลพิเศษให้แก่พนักงานตั้งแต่เริ่มยื่นประมูลงานจากลูกค้าหรือไม่มีการกำหนดจ่ายกันไว้ล่วงหน้าตั้งแต่ก่อนหรือเริ่มรอบปีบัญชีตามที่โจทก์กล่าวอ้าง ส่วนที่จำเลยทั้งสี่นำสืบต่อมาว่า โจทก์กำหนดกรอบวงเงินในการจ่ายเงินรางวัลพิเศษให้พนักงานล่วงหน้ามาตั้งแต่ประมาณเดือนธันวาคม 2547 เป็นเงินจำนวน 5,000,000 บาท คิดเป็นอัตราร้อยละ 2 จากยอดประมาณการรวมงบประมาณ (ยอดรายรับก่อนหักรายจ่าย) จากโครงการที่คาดว่าจะประมูลได้มูลค่า 250,000,000 บาท ไม่ได้ตั้งอยู่บนพื้นฐานของความเป็นจริงและไม่สามารถพิสูจน์ได้ว่ายอดเงินที่กล่าวอ้างเป็นเงินที่โจทก์กำหนดจ่ายเป็นเงินโบนัสสำหรับพนักงานจริงเป็นเพียงการคาดการณ์หรือประมาณการไว้ในทางบัญชีเท่านั้น นอกจากนี้งบการเงินที่โจทก์ยื่นประกอบแบบแสดงรายการภาษีเงินได้บริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคล (ภ.ง.ด. 50) โจทก์บันทึกบัญชีโดยการรับรู้รายได้ตามอัตราส่วนและงานก่อสร้างที่ทำเสร็จ โจทก์มีมูลค่างานตามสัญญา 385,674,143.36 บาท งบประมาณที่จะนำมาคำนวณเป็นเงินโบนัสตามที่โจทก์อ้างควรจะต้องคิดคำนวณจากยอดเงินดังกล่าว แต่โจทก์คิดคำนวณเปรียบเทียบกับยอดเงิน 196,882,384 บาท ซึ่งเป็นยอดเงินมูลค่างานที่แล้วเสร็จตามวิธีการรับรู้รายได้ของโจทก์ ข้อนี้โจทก์นำสืบว่า ในบางกรณีเงินรางวัลพิเศษนี้อาจจะต้องแบ่งจ่ายข้ามปีแก่พนักงาน หากโครงการที่พนักงานประจำทำอยู่นั้นไม่เสร็จในปีเดียว โดยการแบ่งจ่ายจะเป็นไปตามหลักการทางบัญชีตามอัตราส่วนความสำเร็จของงาน (Percentage of completion) แต่ผลรวมก็ไม่เกินไปกว่าวงเงินที่กำหนดแต่ต้น และเป็นการแสดงให้เห็นว่าการจ่ายเงินรางวัลพิเศษจะคำนึงจากยอดรายได้อันเป็นผลการปฏิบัติงานของโจทก์โดยรวมมิใช่กำหนดจากผลกำไรที่โจทก์ได้รับในรอบระยะเวลาบัญชี ด้วยเหตุนี้พยานหลักฐานของจำเลยทั้งสี่ที่กล่าวมาจึงเป็นเพียงความเห็นเท่านั้น ยังไม่อาจพิสูจน์หักล้างพยานหลักฐานของโจทก์และแสดงให้เห็นได้ว่าโจทก์จ่ายเงินรางวัลพิเศษจากผลกำไรที่ได้เมื่อสิ้นสุดรอบระยะเวลาบัญชี พยานหลักฐานของโจทก์จึงมีน้ำหนักมากกว่าพยานหลักฐานของจำเลยทั้งสี่ ข้อเท็จจริงจึงฟังไม่ได้ว่า โจทก์จ่ายเงินรางวัลพิเศษให้แก่พนักงานของโจทก์สำหรับรอบระยะเวลาบัญชีวันที่ 1 มกราคม 2548 ถึงวันที่ 31 ธันวาคม 2548 โดยกำหนดจ่ายจากผลกำไรที่ได้เมื่อสิ้นสุดรอบระยะเวลาบัญชีแล้ว จึงไม่เป็นรายจ่ายต้องห้ามตามมาตรา 65 ตรี (19) แห่งประมวลรัษฎากร ที่ศาลภาษีอากรกลางวินิจฉัยว่า รายจ่ายเงินรางวัลพิเศษเป็นรายจ่ายกำหนดจ่ายจากผลกำไรที่ได้เมื่อสิ้นสุดรอบระยะเวลาบัญชีแล้ว จึงไม่ให้ถือเป็นรายจ่ายในการคำนวณกำไรสุทธินั้น ศาลฎีกาแผนกคดีภาษีอากรไม่เห็นพ้องด้วย อุทธรณ์ของโจทก์ฟังขึ้น

พิพากษากลับ ให้แก้ไขหนังสือแจ้งคืนเงินภาษีอากร (ค. 20) เลขที่ NSN: ค20-01002071-25500608-002-00273 ลงวันที่ 2 กรกฎาคม 2550 ที่ลงนามโดยจำเลยที่ 3 และหนังสือที่ กค 0705.32.1/2581 ลงวันที่ 9 เมษายน 2551 ที่ลงนามโดยจำเลยที่ 4 ให้จำเลยที่ 1 ชำระเงินภาษีอากรคืนแก่โจทก์ 974,700 บาท พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 1 ต่อเดือน หรือเศษของเดือนของเงินภาษีอากรที่ได้รับคืนโดยไม่คิดทบต้น ตั้งแต่วันถัดจากวันครบระยะเวลาสามเดือนนับแต่วันสิ้นกำหนดระยะเวลายื่นแบบแสดงรายการหรือตามที่ได้รับการขยายหรือเลื่อนให้ของโจทก์ จนถึงวันที่อธิบดีกรมสรรพากรลงในหนังสือแจ้งคำสั่งคืน ทั้งนี้ตามหลักเกณฑ์และเงื่อนไขที่กำหนดโดยกฎกระทรวง ฉบับที่ 161 (พ.ศ.2526) ออกตามความในประมวลรัษฎากร ว่าด้วยการให้ดอกเบี้ยแก่ผู้ได้รับเงินคืนภาษีอากร แต่มิให้เกินกว่าจำนวนเงินภาษีอากรที่ได้รับคืนแก่โจทก์ ส่วนของดอกเบี้ยที่คำนวณถึงวันฟ้องต้องไม่เกิน 276,316.80 บาท ตามที่โจทก์ขอมาท้ายฟ้อง ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสองศาลให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.รัษฎากร ม. 65 ตรี (19)
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — บริษัทไทยโคโนอิเกะ คอร์ปอเรชั่น จำกัด
จำเลย — กรมสรรพากร กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลภาษีอากรกลาง — นางณัชชา พาณิชวราห์
ชื่อองค์คณะ
ปกรณ์ วงศาโรจน์
กรองเกียรติ คมสัน
สมชาย สินเกษม
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 13706/2557
#580018
เปิดฉบับเต็ม

การที่โจทก์ จำเลยและทายาททำบันทึกข้อตกลงเกี่ยวกับการจัดการมรดกของทายาทตระกูล อ. ว่าจำเลยเพียงผู้เดียวจะรับผิดในหนี้สินที่มีอยู่กับธนาคาร โดยทายาทยินยอมยกที่ดินพร้อมสิ่งปลูกสร้างให้เป็นกรรมสิทธิ์ของจำเลย และให้กิจการขายรถจักรยานยนต์บริษัท บ. จำกัด พร้อมหนี้สินทั้งหมดที่มีอยู่เกี่ยวกับกิจการดังกล่าวให้จำเลยเป็นผู้รับผิดชอบเพียงผู้เดียว โดยให้กิจการเป็นของจำเลย ข้อตกลงดังกล่าวมีลักษณะเป็นการแบ่งปันทรัพย์มรดกและหนี้สินเพื่อระงับข้อพิพาทอันใดอันหนึ่งซึ่งมีอยู่ให้เสร็จไปโดยต่างยอมผ่อนผันให้แก่กัน จึงเป็นสัญญาประนีประนอมยอมความตาม ป.พ.พ. มาตรา 850 เมื่อจำเลยชำระหนี้ให้แก่ธนาคารเสร็จสิ้น จำเลยย่อมมีสิทธิในที่ดินตามบันทึกข้อตกลง

ฟ้องเดิมของโจทก์เป็นเรื่องที่ว่า โจทก์ในฐานะทายาทโดยธรรมของ จ. ขอแบ่งทรัพย์มรดกจากจำเลยในฐานะผู้จัดการมรดกของ จ. โดยโจทก์บรรยายฟ้องว่า โจทก์ขายที่ดินโฉนดเลขที่ 39247 ซึ่งเป็นมรดกของ จ. ให้แก่บุคคลภายนอกในราคา 1,113,900 บาท และได้แบ่งปันให้ทายาทโดยธรรมบางส่วนแล้วยกเว้นจำเลยกับทายาทบางคนยังไม่ได้รับส่วนแบ่ง และมีคำขอท้ายฟ้องให้จำเลยแบ่งทรัพย์มรดกให้แก่โจทก์และทายาทโดยธรรมทุกคนในอัตราส่วนคนละเท่า ๆ กัน ส่วนฟ้องแย้งของจำเลยขอให้โจทก์แบ่งทรัพย์มรดกคือที่ดินโฉนดเลขที่ 39247 ที่โจทก์ขายไปและกล่าวไว้ในฟ้องเดิมว่ายังไม่ได้แบ่งให้จำเลย การที่จำเลยฟ้องแย้งขอแบ่งทรัพย์มรดกรายเดียวกันกับที่โจทก์กล่าวไว้ในฟ้องเดิม จึงเป็นฟ้องแย้งที่เกี่ยวกับฟ้องเดิม ชอบที่จะว่ากล่าวให้เสร็จสิ้นในคดีเดียวกัน จำเลยไม่จำต้องแยกไปฟ้องเป็นคดีต่างหากตาม ป.วิ.พ. มาตรา 177 วรรคสาม

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องและแก้ไขคำฟ้อง ขอให้บังคับจำเลยแบ่งทรัพย์มรดกให้แก่โจทก์และทายาททุกคนจากทรัพย์มรดก 44,882,000 บาท ในอัตราส่วนเท่าๆ กัน ถ้าการแบ่งทรัพย์มรดกไม่เป็นที่ตกลงกัน ให้ประมูลหรือขายทอดตลาดเอาเงินมาแบ่งให้แก่โจทก์และทายาทโดยธรรมทุกคนในอัตราส่วนเท่าๆ กัน หากจำเลยปิดบังทรัพย์มรดกไว้เท่าส่วนที่ตนจะได้หรือมากกว่า ขอให้กำจัดมิให้จำเลยได้รับมรดกรายนี้ หากปิดบังไว้น้อยกว่าส่วนที่ตนจะได้ขอให้กำจัดไม่ให้จำเลยได้รับมรดกเฉพาะส่วนที่ปิดบัง โดยให้ตกแก่ทายาทโดยธรรม หากทรัพย์มรดกตามฟ้องไม่ใช่ของนางจิตตรา แต่เป็นทรัพย์มรดกของนายวีระพลก็ให้จำเลยโอนทรัพย์มรดกดังกล่าวให้แก่โจทก์ในฐานะผู้จัดการมรดกของนายวีระพล หากไม่ปฏิบัติตามก็ให้ถือเอาคำพิพากษาแทนการแสดงเจตนาของจำเลย หากจำเลยไม่สามารถแบ่งมรดกหรือโอนทรัพย์มรดกให้ทายาทได้ หรือโอนทรัพย์มรดกคืนให้แก่โจทก์ในฐานะผู้จัดการมรดกนายวีระพลไม่ได้ก็ให้จำเลยชำระราคาที่ดินตามราคาประเมินหรือตามราคาทรัพย์มรดก

จำเลยให้การและฟ้องแย้งขอให้ยกฟ้อง และขอให้บังคับโจทก์ชำระเงินส่วนแบ่งมรดก 85,648.61 บาท แก่จำเลย

โจทก์ให้การแก้ฟ้องแย้งขอให้ยกฟ้องแย้ง

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยแบ่งที่ดินโฉนดเลขที่ 30919 ตำบลแสมดำ อำเภอบางขุนเทียน กรุงเทพมหานคร โฉนดเลขที่ 123082 ตำบลบางนาอำเภอพระโขนง กรุงเทพมหานคร โฉนดเลขที่ 84222 ตำบลบางนา อำเภอพระโขนงนครหลวงกรุงเทพธนบุรี โฉนดเลขที่ 33908 ตำบลบางจาก อำเภอพระโขนง กรุงเทพมหานคร โฉนดเลขที่ 84214 และ 84216 ตำบลบางนา อำเภอพระโขนงกรุงเทพมหานคร ให้แก่โจทก์ 1 ใน 13 ส่วน หากจำเลยไม่ปฏิบัติตามให้ถือเอาคำพิพากษาแทนการแสดงเจตนา คำขออื่นให้ยก และให้ยกฟ้องแย้งจำเลย ค่าฤชาธรรมเนียมตามฟ้องและฟ้องแย้งให้เป็นพับ

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษาแก้เป็นว่า ให้ยกคำขอของโจทก์ในส่วนที่ให้แบ่งที่ดินโฉนดเลขที่ 84214 และ 84216 ตำบลบางนา อำเภอพระโขนง กรุงเทพมหานคร ให้โจทก์ชำระเงิน 76,000 บาท แก่จำเลย นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ

โจทก์ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า คดีมีปัญหาที่จะต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ว่า ที่ดินโฉนดเลขที่ 84214 และ 84216 ตำบลบางนา อำเภอพระโขนง กรุงเทพมหานคร เป็นทรัพย์มรดกที่จำเลยจะต้องแบ่งให้แก่โจทก์ตามส่วนและทายาทอื่นหรือไม่ เห็นว่า บันทึกข้อตกลงเกี่ยวกับการจัดการมรดกของทายาทตระกูลอรุณนาวีศิริ เมื่อวันที่ 1 มีนาคม 2545 ความว่า จำเลยเพียงผู้เดียวจะรับผิดในหนี้สินที่มีอยู่กับธนาคารไทยพาณิชย์ จำกัด (มหาชน) กับธนาคารศรีนคร จำกัด (มหาชน) โดยทายาทยินยอมยกที่ดินบางจากพร้อมสิ่งปลูกสร้างและที่ดินซอยลาซาล แขวงบางนา เขตบางนา กรุงเทพมหานคร ให้เป็นกรรมสิทธิ์ของจำเลย และให้กิจการขายรถจักรยานยนต์บริษัท บี.เอ็ม.วี กลการ จำกัด พร้อมหนี้สินทั้งหมดที่มีอยู่เกี่ยวกับกิจการดังกล่าวให้จำเลยเป็นผู้รับผิดชอบเพียงผู้เดียว โดยให้เป็นกิจการของจำเลย ข้อตกลงดังกล่าวมีลักษณะเป็นการแบ่งปันทรัพย์มรดกและหนี้สินเพื่อระงับข้อพิพาทอันใดอันหนึ่งซึ่งมีอยู่ หรือจะมีขึ้นให้เสร็จไปโดยต่างยอมผ่อนผันให้แก่กัน จึงเป็นสัญญาประนีประนอมยอมความตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 850 ที่โจทก์ฎีกาอ้างว่า โจทก์ได้ตรวจสอบหนี้สินของธนาคารศรีนคร จำกัด (มหาชน) ปรากฏว่า ผู้ที่ก่อหนี้เบิกเงินเกินบัญชีกับธนาคารศรีนคร จำกัด (มหาชน) คือบริษัทบี.เอ็ม.วี กลการ จำกัด ซึ่งเป็นบริษัทที่จำเลยเป็นกรรมการผู้มีอำนาจบริหาร ส่วนนายวีระพลเป็นเพียงผู้นำที่ดินโฉนดเลขที่ 123081 ไปจำนองไว้ โจทก์และทายาทโดยธรรมคนอื่นที่ลงลายมือชื่อในบันทึกข้อตกลง ไม่ทราบถึงข้อมูลและความจริงดังกล่าวมาก่อน หากทราบความจริงตั้งแต่ต้นว่าแท้ที่จริงผู้ที่ก่อหนี้กับธนาคารศรีนคร จำกัด (มหาชน) คือ บริษัทบี.เอ็ม.วี กลการ จำกัด โจทก์และทายาทอื่นก็จะไม่ยอมลงลายมือชื่อ นั้น โจทก์ไม่ได้นำสืบให้เห็นว่า จำเลยทำกลฉ้อฉลหลอกลวงโจทก์ให้สำคัญผิดในหนี้ดังกล่าว อีกทั้งข้อความที่ตกลง ก็ไม่ปรากฏว่ามีข้อความตอนใดฝ่าฝืนต่อความเป็นจริง และที่โจทก์อ้างในฎีกาอีกว่า จำเลยนำบันทึกข้อตกลง มาให้โจทก์และทายาทอื่นลงลายมือชื่อในเวลาดึกยามวิกาลอย่างเร่งรีบโดยไม่ได้บอกรายละเอียดแต่อย่างใดนั้น พฤติการณ์ดังกล่าวไม่ถึงกับเป็นการหลอกลวงหรือทำกลฉ้อฉลและถึงแม้จะอ้างว่าจำเลยไม่ได้บอกรายละเอียด แต่ก่อนที่โจทก์จะลงชื่อ โจทก์ก็มีเวลาและโอกาสที่จะอ่านรายละเอียดก่อนลงลายมือชื่อได้ ดังนั้น การกระทำของจำเลยดังที่โจทก์กล่าวอ้างมาไม่อาจถือได้ว่าเป็นการหลอกลวงฉ้อฉลโจทก์และทายาทอื่นเพื่อให้แสดงเจตนา การแสดงเจตนาทำสัญญาประนีประนอมยอมความ จึงมีผลสมบูรณ์และผูกพันทายาททุกคน เมื่อข้อเท็จจริงได้ความว่า จำเลยชำระหนี้ให้แก่ธนาคารดังกล่าวเสร็จสิ้น จำเลยย่อมมีสิทธิโอนที่ดินทั้งสองแปลงดังกล่าวเป็นของจำเลยตามข้อตกลงใน ที่ดินโฉนดเลขที่ 84214 และ 84216 จึงไม่เป็นทรัพย์มรดกที่จะต้องนำมาแบ่งปันแก่ทายาทอีกต่อไป โจทก์ไม่มีอำนาจฟ้องเพื่อขอแบ่งทรัพย์มรดกที่ดินทั้งสองแปลงดังกล่าวจากจำเลยได้ ศาลอุทธรณ์วินิจฉัยชอบแล้ว ฎีกาของโจทก์ข้อนี้ฟังไม่ขึ้น

ปัญหาที่จะต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ต่อไปมีว่า โจทก์จะต้องรับผิดตามฟ้องแย้งหรือไม่ เห็นว่า ฟ้องเดิมเป็นเรื่องที่โจทก์ฟ้องว่า โจทก์ในฐานะทายาทโดยธรรมของนางจิตตราขอแบ่งทรัพย์มรดกจากจำเลยในฐานะผู้จัดการมรดกของนางจิตตรา โดยโจทก์บรรยายฟ้องว่า โจทก์ได้ขายที่ดินโฉนดเลขที่ 39247 ตำบลแสมดำ อำเภอบางขุนเทียน กรุงเทพมหานคร ซึ่งเป็นมรดกของนางจิตตราให้แก่บุคคลภายนอกในราคา 1,113,900 บาท และได้แบ่งปันให้ทายาทโดยธรรมบางส่วนแล้ว ยกเว้นจำเลยกับทายาทบางคนยังไม่ได้รับส่วนแบ่ง และมีคำขอท้ายฟ้องให้จำเลยแบ่งทรัพย์มรดกให้แก่โจทก์และทายาทโดยธรรมทุกคนในอัตราส่วนคนละเท่า ๆ กัน ส่วนฟ้องแย้งของจำเลยขอให้โจทก์แบ่งทรัพย์มรดกคือที่ดินโฉนดเลขที่ 39247 ที่โจทก์ได้ขายไปและได้กล่าวไว้ในฟ้องเดิมว่ายังไม่ได้แบ่งให้จำเลย การที่จำเลยฟ้องแย้งขอแบ่งทรัพย์มรดกรายเดียวกันกับที่โจทก์กล่าวไว้ในฟ้องเดิม จึงเป็นฟ้องแย้งที่เกี่ยวกับฟ้องเดิม ชอบที่จะว่ากล่าวให้เสร็จสิ้นในคดีเดียวกัน จำเลยไม่จำต้องแยกไปฟ้องเป็นคดีต่างหาก ที่ศาลอุทธรณ์พิพากษาให้โจทก์ชำระเงิน 76,000 บาท แก่จำเลยตามฟ้องแย้งนั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาของโจทก์ข้อนี้ฟังไม่ขึ้นเช่นกัน

พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมตามฟ้องและฟ้องแย้งในชั้นอุทธรณ์และชั้นฎีกาให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ. ม. 177 วรรคสาม
ป.พ.พ. ม. 850
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นางสาวศุภณัฎฐ์ อรุณนาวีศิริ
จำเลย — นายวรชัย อรุณนาวีศิริ
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดพระโขนง — นายทรงวิทย์ ทรงกำพล
ศาลอุทธรณ์ — นายวันชัย ธีราทรง
ชื่อองค์คณะ
บุญไชย ธนาพันธ์สิน
อภิรัตน์ ลัดพลี
จรูญ ชีวิตโสภณ
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 13705/2557
#575225
เปิดฉบับเต็ม

ร. ในฐานะผู้จัดการมรดกของ ฟ. จดทะเบียนรับโอนที่ดินพิพาทมาเป็นของตนในฐานะส่วนตัว โดยไม่ปรากฏว่า ร. ได้บอกกล่าวทายาทของ ฟ. ทุกคนว่า ไม่มีเจตนายึดถือทรัพย์แทนทายาททุกคนต่อไปมาเป็นการครอบครองในฐานะส่วนตัวโดยเป็นเจ้าของแต่ผู้เดียว ย่อมถือได้ว่า ร. ครอบครองที่ดินพิพาทอันเป็นทรัพย์มรดกของ ฟ. แทนทายาทอื่นและเป็นตัวแทนของบรรดาทายาทในการแบ่งปันทรัพย์มรดกจนกระทั่ง ร. ถึงแก่ความตาย เมื่อจำเลยที่ 1 ถึงที่ 4 ครอบครองที่ดินพิพาทต่อมาจาก ร. ก็ต้องถือว่าจำเลยที่ 1 ถึงที่ 4 ครอบครองที่ดินพิพาทแทนทายาทของ ฟ. เช่นเดียวกัน ประกอบกับที่ดินของ ฟ. อีกแปลงหนึ่ง ไม่ปรากฏว่าได้มีการแบ่งปันแก่ทายาทแล้ว แสดงว่าทรัพย์มรดกของ ฟ. ยังจะต้องมีการแบ่งปันแก่ทายาท การจัดการมรดกของ ฟ. ยังไม่เสร็จสิ้น อายุความที่ห้ามมิให้ทายาทฟ้องภายในห้าปี นับแต่การจัดการมรดกสิ้นสุดลงจึงยังไม่เริ่มนับตาม ป.พ.พ. มาตรา 1733 วรรคสอง ดังนั้น โจทก์ในฐานะเจ้าของที่ดินพิพาทย่อมมีสิทธิติดตามเอาที่ดินพิพาทคืนเพื่อนำมาแบ่งปันแก่ทายาทได้ คดีของโจทก์จึงไม่ขาดอายุความ

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้พิพากษาว่า ที่ดินตามหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส. 3 ก.) เลขที่ 241 ตำบลท่าสะท้อน อำเภอพุนพิน จังหวัดสุราษฎร์ธานี เป็นมรดกของนายฟื้น ให้จำเลยที่ 1 ถึงที่ 4 ร่วมกันเพิกถอนการทำนิติกรรมและจดทะเบียนสิทธิประเภทรับมรดกที่ดินตามหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส. 3 ก.) เลขที่ 241 ตำบลท่าสะท้อน อำเภอพุนพิน จังหวัดสุราษฎร์ธานี ลงวันที่ 20 สิงหาคม 2533 จากชื่อนางระเบียบเป็นชื่อนายฟื้น หากจำเลยที่ 1 ถึงที่ 4 ไม่ดำเนินการให้ถือเอาตามคำพิพากษาแทนการแสดงเจตนาของจำเลยที่ 1 ถึงที่ 4 ให้จำเลยที่ 5 ไปดำเนินการเพิกถอนบันทึกการจดทะเบียนข้อตกลงเรื่องกรรมสิทธิ์รวมการจดทะเบียนสิทธิดังกล่าวในหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส. 3 ก.) เลขที่ 241 ตำบลท่าสะท้อน อำเภอพุนพิน จังหวัดสุราษฎร์ธานี ระหว่างนางระเบียบกับจำเลยที่ 5 ฉบับลงวันที่ 20 สิงหาคม 2533 และรายการจดทะเบียนด้านหลังหนังสือรับรองการทำประโยชน์ฉบับดังกล่าวเสีย หากจำเลยที่ 5 ไม่ดำเนินการให้ถือเอาคำพิพากษาแทนการแสดงเจตนาของจำเลยที่ 5

จำเลยที่ 1 ถึงที่ 5 ให้การขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง ค่าฤชาธรรมเนียมให้เป็นพับ

โจทก์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 8 พิพากษากลับ ให้จำเลยที่ 1 ถึงที่ 4 ร่วมกันเพิกถอนการทำนิติกรรมและจดทะเบียนสิทธิที่ดินตามหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส.3 ก.) เลขที่ 241 ลงวันที่ 20 สิงหาคม 2533 จากชื่อนางระเบียบเป็นชื่อนายฟื้น หากจำเลยที่ 1 ถึงที่ 4 ไม่ดำเนินการให้ถือเอาคำพิพากษาแทนการแสดงเจตนาของจำเลยที่ 1 ถึงที่ 4 กับให้จำเลยที่ 5 ไปดำเนินการเพิกถอนบันทึกการจดทะเบียนข้อตกลงเรื่องกรรมสิทธิ์รวมการจดทะเบียนสิทธิดังกล่าวในหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส. 3 ก.) เลขที่ 241 ระหว่างนางระเบียบกับจำเลยที่ 5 ฉบับลงวันที่ 20 สิงหาคม 2533 และรายการจดทะเบียนด้านหลังหนังสือรับรองการทำประโยชน์ดังกล่าวเสีย หากจำเลยที่ 5 ไม่ดำเนินการให้ถือเอาคำพิพากษาแทนการแสดงเจตนาของจำเลยที่ 5 ให้จำเลยที่ 1 ถึงที่ 4 ร่วมกันใช้ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสองศาลแทนโจทก์ โดยกำหนดค่าทนายความ 20,000 บาท ส่วนค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสองศาลระหว่างโจทก์กับจำเลยที่ 5 ให้เป็นพับ

จำเลยที่ 2 ถึงที่ 4 ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงในเบื้องต้นที่คู่ความรับกันฟังเป็นยุติได้ว่า เมื่อวันที่ 16 พฤศจิกายน 2522 นายฟื้นถึงแก่ความตาย ขณะที่นายฟื้นถึงแก่ความตาย นายฟื้นมีชื่อเป็นผู้มีสิทธิครอบครองที่ดินตามหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส. 3 ก.) เลขที่ 241 และ 242 เนื้อที่ 22 ไร่ 27 ตารางวา และ 8 ไร่ 1 งาน 43 ตารางวา นายฟื้นมีทายาทโดยธรรมซึ่งมีสิทธิได้รับมรดก 3 คน คือนางระเบียบ มารดาของจำเลยที่ 1 ถึงที่ 4 นายเงินและนางสาวปรีดา ต่อมานางระเบียบยื่นคำร้องขอเป็นผู้จัดการมรดก ศาลมีคำสั่งตั้งนางระเบียบเป็นผู้จัดการมรดกของนายฟื้น เมื่อวันที่ 20 สิงหาคม 2533 นางระเบียบจดทะเบียนขอรับมรดกที่ดินตามหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส. 3 ก.) เลขที่ 241 อันเป็นที่ดินพิพาทคดีนี้ มาเป็นชื่อของนางระเบียบในฐานะผู้จัดการมรดกของนายฟื้น แล้วจดทะเบียนรับโอนที่ดินพิพาทมาเป็นชื่อนางระเบียบในฐานะส่วนตัว จากนั้นนางระเบียบจดทะเบียนให้จำเลยที่ 5 ถือกรรมสิทธิ์รวม 1600 ส่วนในที่ดินพิพาท เมื่อวันที่ 30 พฤศจิกายน 2534 นางระเบียบถึงแก่ความตาย ต่อมาเมื่อวันที่ 21 ตุลาคม 2551 โจทก์ยื่นคำร้องขอเป็นผู้จัดการมรดกของนายฟื้น ศาลมีคำสั่งตั้งโจทก์เป็นผู้จัดการมรดกของนายฟื้น

มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยที่ 2 ถึงที่ 4 ว่า ฟ้องโจทก์ขาดอายุความหรือไม่ เห็นว่า เมื่อข้อเท็จจริงฟังเป็นยุติได้ว่า ก่อนนายฟื้นเจ้ามรดกถึงแก่ความตาย นายฟื้นมีทรัพย์มรดกที่ดิน 2 แปลง คือที่ดินพิพาทและที่ดินตามหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส. 3 ก.) เลขที่ 242 เมื่อนายฟื้นถึงแก่ความตายที่ดินทั้งสองแปลงย่อมเป็นมรดกตกทอดแก่ทายาทโดยธรรมทั้งสามคน โดยทุกคนเป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์รวมกันในที่ดินทั้งสองแปลง ต่อมานางระเบียบยื่นคำร้องขอเป็นผู้จัดการมรดก และศาลมีคำสั่งตั้งนางระเบียบเป็นผู้จัดการมรดกของนายฟื้น โดยคำสั่งศาลระบุว่านายฟื้นมีมรดกเป็นที่ดินตามหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส. 3 ก.) รวม 2 แปลง น่าเชื่อว่าที่ดินที่ระบุไว้ในคำสั่งศาลนั้น คือที่ดินพิพาทและที่ดินตามหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส. 3 ก.) เลขที่ 242 แสดงว่านางระเบียบย่อมจะต้องทราบดีว่าที่ดินพิพาทเป็นทรัพย์มรดกของนายฟื้นที่จะต้องนำมาแบ่งปันแก่ทายาท แต่นางระเบียบในฐานะผู้จัดการมรดกจดทะเบียนขอรับมรดกที่ดินพิพาทมาเป็นชื่อของนางระเบียบในฐานะผู้จัดการมรดก แล้วจดทะเบียนรับโอนที่ดินพิพาทมาเป็นชื่อของนางระเบียบในฐานะส่วนตัว ทั้งไม่ปรากฏว่านางระเบียบได้บอกกล่าวแก่ทายาทของนายฟื้นทุกคนว่า ไม่มีเจตนายึดถือทรัพย์แทนทายาททุกคนต่อไปมาเป็นการครอบครองในฐานะส่วนตัว โดยเป็นเจ้าของแต่เพียงผู้เดียว ย่อมถือได้ว่านางระเบียบครอบครองที่ดินพิพาทอันเป็นทรัพย์มรดกของนายฟื้นแทนทายาทอื่น และเป็นตัวแทนของบรรดาทายาทในการแบ่งปันมรดกจนกระทั่งนางระเบียบถึงแก่ความตาย เมื่อจำเลยที่ 1 ถึงที่ 4 ซึ่งเป็นทายาทของนางระเบียบครอบครองที่ดินพิพาทต่อมาจากนางระเบียบ ก็ต้องถือว่าจำเลยที่ 1 ถึงที่ 4 ครอบครองที่ดินพิพาทแทนทายาทของนายฟื้นเช่นเดียวกัน ประกอบกับที่ดินตามหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส. 3 ก.) เลขที่ 242 อันเป็นทรัพย์มรดกของนายฟื้นอีกแปลงหนึ่งไม่ปรากฏว่าได้มีการแบ่งปันแก่ทายาทแล้ว โดยโจทก์เบิกความว่า ที่ดินตามหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส. 3 ก.) เลขที่ 242 ยังมีชื่อนายฟื้นเป็นผู้มีสิทธิครอบครอง ดังนั้น ทรัพย์มรดกของนายฟื้นยังจะต้องมีการแบ่งปันแก่ทายาท การจัดการมรดกของนายฟื้นจึงยังไม่เสร็จสิ้น อายุความจึงยังไม่เริ่มนับตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1733 วรรคสอง โจทก์ในฐานะเจ้าของที่ดินพิพาทย่อมมีสิทธิติดตามเอาที่ดินพิพาทคืนเพื่อนำมาแบ่งปันแก่ทายาทได้ คดีของโจทก์จึงไม่ขาดอายุความ ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 8 พิพากษามานั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วยในผล ฎีกาของจำเลยที่ 2 ถึงที่ 4 ฟังไม่ขึ้น

พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 1733 วรรคสอง ม. 1754 วรรคหนึ่ง
ชื่อคู่ความ
นางสาวปรีดา จันทร์ภักดี ในฐานะผู้จัดการมรดก
โจทก์ — ของนายฟื้น จันทร์ภักดี
จำเลย — นางสาวอรดา รัตกุล กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดสุราษฎร์ธานี — นายจงจิต เพชรจันทร์กัน
ศาลอุทธรณ์ — นายจรัส วงศ์ตระกูล
ชื่อองค์คณะ
สมศักดิ์ คุณเลิศกิจ
สมยศ เข็มทอง
ภานุวัฒน์ ศุภะพันธุ์
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 13703/2557
#575656
เปิดฉบับเต็ม

จำเลยให้การว่า ที่ดินพิพาทเป็นของจำเลย โดยได้มาจาก ข. ให้จำเลยในระหว่างมีชีวิต ย่อมแตกต่างจากการได้มาโดยพินัยกรรม ซึ่งเป็นการกำหนดการเผื่อตายในเรื่องทรัพย์สิน ที่จำเลยนำสืบสำเนาพินัยกรรมจึงเป็นการนำสืบนอกคำให้การ แม้ศาลชั้นต้นรับสำเนาพินัยกรรมเข้าไว้ในสำนวนก็มิได้หมายความว่าศาลชั้นต้นรับไว้เป็นพยานหลักฐานของจำเลยแล้ว เพราะเป็นเพียงการรับไว้เพื่อจะวินิจฉัยต่อไปว่าจะรับฟังได้หรือไม่ เมื่อเป็นการนำสืบนอกคำให้การ จึงไม่อาจรับฟังสำเนาพินัยกรรมเป็นพยานหลักฐานได้

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องและแก้ไขคำฟ้องขอให้พิพากษาว่า นิติกรรมการซื้อขายที่ดินโฉนดเลขที่ 3330 แปลงย่อยเลขที่ 136 ตำบลเปือยใหญ่ อำเภอบ้านไผ่ จังหวัดขอนแก่น (ในกรอบเส้นสีแดง) เนื้อที่ 10 ไร่ 3 งาน 21 ตารางวา ระหว่างจำเลยทั้งสองเป็นโมฆะ ให้จำเลยทั้งสองจดทะเบียนโอนที่ดินแปลงดังกล่าวคืนให้แก่โจทก์ ถ้าจดทะเบียนโอนไม่ได้ให้จำเลยทั้งสองชำระเงิน 800,000 บาท แก่โจทก์ หากจำเลยทั้งสองไม่ดำเนินการขอถือเอาคำพิพากษาแทนการแสดงเจตนาของจำเลยทั้งสอง

จำเลยทั้งสองให้การ แก้ไขคำให้การขอให้ยกฟ้องและฟ้องแย้งว่า โจทก์ฟ้องคดีเมื่อพ้นกำหนด 1 ปี หรือ 10 ปี นับแต่ได้รู้หรือควรรู้ถึงความตายของเจ้ามรดกหรือนับตั้งแต่การจัดการมรดกเสร็จสิ้น ฟ้องโจทก์จึงขาดอายุความ ที่ดินพิพาทเป็นของจำเลยที่ 1 จำเลยที่ 1 จึงมีสิทธิขายให้แก่จำเลยที่ 2 ได้ จำเลยที่ 2 เป็นบุคคลภายนอกซื้อที่ดินพิพาทมาจากจำเลยที่ 1 โดยเสียค่าตอบแทนและโดยสุจริตและได้จดทะเบียนสิทธิโดยสุจริต การซื้อขายจึงชอบด้วยกฎหมาย ไม่ตกเป็นโมฆะ กรรมสิทธิ์ในที่ดินตกเป็นของจำเลยที่ 1 ขอให้บังคับให้โจทก์ออกไปจากที่ดินพิพาทและห้ามมิให้โจทก์เข้าเกี่ยวข้องกับที่ดินพิพาท

ศาลชั้นต้นมีคำสั่งไม่รับฟ้องแย้งของจำเลยทั้งสอง

ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง ค่าฤชาธรรมเนียมให้เป็นพับ

โจทก์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 4 พิพากษากลับ ให้เพิกถอนสัญญาซื้อขายที่ดินโฉนดเลขที่ 3330 ตำบลเปือยใหญ่ อำเภอบ้านไผ่ จังหวัดขอนแก่น เนื้อที่ 10 ไร่ 3 งาน 21 ตารางวา ในกรอบเส้นสีแดงในรูปแผนที่ (ใบต่อ) แนบท้ายสำเนาโฉนดที่ดินเอกสารท้ายคำฟ้องหมายเลข 1 ระหว่างจำเลยทั้งสอง ฉบับลงวันที่ 30 สิงหาคม 2554 ให้จำเลยทั้งสองร่วมกันจดทะเบียนโอนที่ดินแปลงดังกล่าวคืนให้แก่โจทก์ หากจำเลยทั้งสองไม่ดำเนินการให้ถือเอาคำพิพากษาแทนการแสดงเจตนาของจำเลยทั้งสอง และหากไม่สามารถดำเนินการได้ให้จำเลยทั้งสองร่วมกันชำระเงิน 800,000 บาท แก่โจทก์ ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ

จำเลยที่ 1 ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงเบื้องต้นรับฟังเป็นยุติว่า นายหวา อยู่กินฉันสามีภริยากับนางเข็ม มีบุตรร่วมกัน 7 คน คือ นางพิมพา หรือแนนเกลี้ยง นางสุดา หรือท่าจอหอ นางสุวรรณ หรือเถาหมอ นางบัวลี นางสาวบุสดี จำเลยที่ 1 และนายสมพงษ์ นางพิมพาอยู่กินฉันสามีภริยากับนายทัศน์ มีบุตรร่วมกัน 3 คน คือ นางฉวีวรรณ โจทก์ และนางวิลาไพ นางเข็ม นางพิมพา และนายทัศน์ร่วมกันทำนาเลี้ยงครอบครัว และนายทัศน์ขับรถยนต์โดยสารรับจ้างด้วย จำเลยที่ 1 นางสุดาและนางสาวบุสดีไปทำงานรับจ้างที่กรุงเทพมหานคร ต่อมามีนางสุดาเพียงผู้เดียวที่รับราชการและจำเลยที่ 1 กลับมาเยี่ยมบ้านปีละ 1 ถึง 2 ครั้ง นายหวาและนางเข็มมีทรัพย์สินเป็นที่ดินรวม 3 แปลง ในปี 2512 นางเข็มแบ่งที่ดินทั้งสามแปลงให้แก่บุตร โดยที่ดินแปลงแรกไม่มีเอกสารสิทธิเป็นที่ตั้งบ้านเลขที่ 41 หมู่ที่ 9 ตำบลเปือยใหญ่ (ปัจจุบันเป็นตำบลหนองปลาหมอ) อำเภอบ้านไผ่ จังหวัดขอนแก่น เนื้อที่ประมาณ 1 งาน ยกให้นางพิมพา นางพิมพาขอออกหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส. 3) เลขที่ 1485 ตามสำเนาหนังสือรับรองการทำประโยชน์ ต่อมาปี 2524 นางพิมพาถึงแก่ความตาย โจทก์ได้รับโอนที่ดินแปลงดังกล่าวทางมรดก แล้วออกโฉนดเลขที่ 14674 ตามสำเนาโฉนด จากนั้นโจทก์ขายที่ดินแปลงดังกล่าวให้แก่บุคคลภายนอกแล้วนำเงินแบ่งปันให้แก่น้อง ๆ ของนางพิมพาคนละ 10,000 บาท นอกจากนางสุดาไม่ได้รับส่วนแบ่ง ที่ดินแปลงที่ 2 มีแบบแจ้งการครอบครองที่ดิน (ส.ค.1) เลขที่ 43 เนื้อที่ 12 ไร่ 1 งาน 20 ตารางวา แบ่งให้แก่นางสุวรรณและนางสุดาคนละครึ่ง และที่ดินแปลงที่ 3 เป็นที่ดินแปลงใหญ่มีแบบแจ้งการครอบครองที่ดิน (ส.ค.1) เลขที่ 56 เนื้อที่ 20 ไร่ 35 ตารางวา ตามสำเนาแบบแจ้งการครอบครองที่ดิน ต่อมาจำเลยที่ 1 ขอออกโฉนดที่ดินแทนทายาทคนอื่น โดยออกเป็นโฉนดเลขที่ 3330 ตำบลเปือยใหญ่ อำเภอบ้านไผ่ จังหวัดขอนแก่น ปรากฏว่ามีเนื้อที่ 55 ไร่ 1 งาน 63 ตารางวา ตามสำเนาโฉนด นางเข็มแบ่งที่ดินออกเป็น 5 ส่วน ส่วนละประมาณ 10 ไร่ ยกให้แก่บุตร ส่วนทิศเหนือสุดให้แก่จำเลยที่ 1 ถัดลงไปให้นายสมพงษ์ นางสาวบุสดีซึ่งภายหลังได้โอนขายให้แก่นายพูลสวัสดิ์ ถัดลงไปอีกเป็นที่ดินพิพาทมีเนื้อที่ 10 ไร่ 3 งาน 21 ตารางวา คือส่วนบริเวณภายในกรอบเส้นสีแดงในรูปแผนที่ (ใบต่อ) ตามสำเนาโฉนดที่ดิน และถัดลงไปด้านล่างสุดให้นางรัญจวนบุตรของนางสาวบัวลี ซึ่งได้รับมรดกแทนที่นางบัวลีที่ถึงแก่ความตายไปแล้ว เมื่อวันที่ 15 สิงหาคม 2546 จำเลยที่ 1 จดทะเบียนแบ่งโอนที่ดินแปลงดังกล่าวให้แก่ทายาทโดยได้รับความยินยอมจากทายาททุกคน ต่อมาวันที่ 30 สิงหาคม 2554 จำเลยที่ 1 จดทะเบียนโอนขายที่ดินพิพาทให้แก่จำเลยที่ 2 ในราคา 800,000 บาท ปัจจุบันโจทก์ครอบครองทำนาในที่ดินพิพาท

คดีมีประเด็นต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยที่ 1 ว่า ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 4 ไม่รับวินิจฉัยสำเนาพินัยกรรมชอบหรือไม่ เห็นว่า ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 177 วรรคสอง บัญญัติว่า "ให้จำเลยแสดงโดยชัดแจ้งในคำให้การว่า จำเลยยอมรับหรือปฏิเสธข้ออ้างของโจทก์ทั้งสิ้นหรือแต่บางส่วน รวมทั้งเหตุแห่งการนั้น" เมื่อจำเลยที่ 1 ให้การปฏิเสธว่าที่ดินพิพาทเป็นของจำเลยที่ 1 โดยได้รับการแบ่งให้จากนางเข็ม หมายถึงการให้ระหว่างนางเข็มมีชีวิต แตกต่างจากการให้โดยพินัยกรรมซึ่งเป็นการกำหนดการเผื่อตายในเรื่องทรัพย์สิน การที่จำเลยที่ 1 ขอสืบสำเนาพินัยกรรม จึงเป็นการนำสืบนอกคำให้การ ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 4 ไม่รับฟังสำเนาพินัยกรรม จึงชอบแล้ว การที่ศาลชั้นต้นรับสำเนาพินัยกรรม เข้าไว้ในสำนวนประกอบกับโจทก์ยื่นคำร้องลงวันที่ 26 กรกฎาคม 2555 คัดค้านการนำสืบพินัยกรรมฉบับดังกล่าว นั้น มิได้หมายความว่าศาลชั้นต้นสั่งรับสำเนาพินัยกรรม ไว้เป็นพยานหลักฐานของจำเลยที่ 1 แล้ว เป็นเพียงการรับไว้เพื่อจะวินิจฉัยต่อไปว่า จำเลยที่ 1 จะอ้างเอกสารฉบับดังกล่าวได้หรือไม่ เท่านั้น ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 4 มีคำพิพากษาในประเด็นดังกล่าวมาว่า การได้มาของที่ดินพิพาทของจำเลยที่ 1 อยู่นอกคำให้การชอบด้วยกฎหมายแล้ว ฎีกาของจำเลยที่ 1 ประเด็นนี้ฟังไม่ขึ้น

อนึ่ง ศาลอุทธรณ์ภาค 4 พิพากษากลับคำพิพากษาศาลชั้นต้น แต่ไม่ได้มีคำสั่งเกี่ยวกับค่าฤชาธรรมเนียมในศาลชั้นต้นไม่ถูกต้อง ศาลฎีกาเห็นสมควรแก้ไข

พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมในศาลชั้นต้นและชั้นฎีกาให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ. ม. 177 วรรคสอง
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นายสมัย แนนเกลี้ยง
จำเลย — นางบัวสีหรือบัวศรี วรแสนหรือแสงคำ กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดพล — นายวิรัตน์ ชำนาญการ
ศาลอุทธรณ์ภาค 4 — นายวิชัย ศิริแสงทอง
ชื่อองค์คณะ
ชัยยุทธ ศรีจำนงค์
ประยูร ณ ระนอง
ปิยกุล บุญเพิ่ม
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 13675/2557
#575214
เปิดฉบับเต็ม

แม้ ป.วิ.อ. มาตรา 46 จะบัญญัติว่า ในการพิพากษาคดีส่วนแพ่ง ศาลจำต้องถือข้อเท็จจริงตามที่ปรากฏในคำพิพากษาคดีส่วนอาญา แต่ในกรณีนี้ข้อเท็จจริงที่ฟังในคดีอาญาคงมีแต่เพียงว่า ทั้งผู้ตายและจำเลยที่ 1 ต่างกระทำโดยประมาท แต่ผู้ใดประมาทมากกว่ากันไม่ปรากฏ ดังนั้น ในการดำเนินคดีแพ่ง ทั้งโจทก์และจำเลยที่ 1 ย่อมสามารถนำสืบให้เห็นได้ว่าใครประมาทมากกว่ากัน และควรจะได้รับชดใช้ค่าเสียหายจากอีกฝ่ายหนึ่งหรือไม่ เพียงใด

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยทั้งสามร่วมกันชำระเงิน 864,753 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงินดังกล่าวนับแต่วันฟ้องไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์

จำเลยที่ 1 และที่ 2 ให้การขอให้ยกฟ้อง

จำเลยที่ 3 ให้การและแก้ไขคำให้การขอให้ยกฟ้อง

ระหว่างพิจารณาจำเลยที่ 2 ยื่นคำร้องขอให้เรียกบริษัทนำสินประภันกัย จำกัด (มหาชน) เข้าเป็นจำเลยร่วม ศาลชั้นต้นมีคำสั่งอนุญาต

ระหว่างพิจารณา โจทก์ยื่นคำร้องขอถอนฟ้องจำเลยที่ 3 ศาลชั้นต้นมีคำสั่งอนุญาตจำหน่ายคดีเฉพาะจำเลยที่ 3 ออกจากสารบบความ

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยที่ 1 ที่ 2 และจำเลยร่วม ร่วมกันชำระเงิน 314,465.55 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงินดังกล่าว นับแต่วันฟ้อง (วันที่ 24 พฤษภาคม 2545) ไปจนกว่าจะชำระเสร็จ กับให้จำเลยที่ 1 ที่ 2 และจำเลยร่วม ร่วมกันชำระค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ โดยกำหนดค่าทนายความให้ 3,000 บาท

จำเลยที่ 1 และจำเลยร่วมอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 4 พิพากษาแก้เป็นว่า ให้จำเลยที่ 1 และที่ 2 ร่วมกันชำระเงิน 300,000 บาท พร้อมด้วยดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันที่ 24 พฤษภาคม 2545 เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ ให้ยกฟ้องโจทก์สำหรับจำเลยร่วม ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

จำเลยที่ 1 ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงที่คู่ความไม่ได้โต้แย้งกันในชั้นฎีการับฟังได้ยุติเป็นเบื้องต้นว่า จำเลยที่ 2 เป็นเจ้าของรถบรรทุกคันหมายเลขทะเบียน 80 - 7231 ชัยนาท และรถบรรทุกพ่วงคันหมายเลขทะเบียน 80 - 3389 ชัยนาท โดยเอาประกันภัยไว้กับจำเลยร่วม จำเลยที่ 1 เป็นลูกจ้างของจำเลยที่ 2 เมื่อวันที่ 27 สิงหาคม 2542 จำเลยที่ 1 ขับรถบรรทุกและรถบรรทุกพ่วงดังกล่าวไปตามถนนมิตรภาพ และนำรถบรรทุกและรถบรรทุกพ่วงดังกล่าวติดเครื่องยนต์จอดทิ้งไว้ในช่องทางด่วน นายดำรง ผู้ตายขับรถเก๋งคันหมายเลขทะเบียน ข - 6046 ขอนแก่น ของโจทก์ชนท้ายรถบรรทุกพ่วงดังกล่าวเป็นเหตุให้ผู้ตายถึงแก่ความตาย ต่อมาพนักงานอัยการฟ้องจำเลยที่ 1 เป็นคดีอาญาต่อศาลชั้นต้น ศาลชั้นต้นพิพากษาลงโทษจำคุกจำเลยที่ 1 มีกำหนด 4 ปี จำเลยที่ 1 อุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์ภาค 4 พิพากษาแก้เป็นว่า ให้ลงโทษจำคุกจำเลยที่ 1 มีกำหนด 1 ปี และปรับ 10,000 บาท โทษจำคุกให้รอไว้ 2 ปี คดีอาญาดังกล่าวถึงที่สุดแล้ว มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยที่ 1 ว่า จำเลยที่ 1 ต้องรับผิดชดใช้ค่าเสียหายให้แก่โจทก์ตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 4 หรือไม่ จำเลยที่ 1 ฎีกาว่า คำพิพากษาคดีอาญาวินิจฉัยว่าความเสียหายคดีนี้เกิดขึ้นเพราะความผิดของผู้ตายที่ขับรถด้วยความเร็วสูงจนไม่สามารถหยุดรถได้ทัน ถือว่าผู้ตายมีส่วนประมาทด้วย ผู้ตายจึงต้องมีส่วนรับผิดในความเสียหายส่วนหนึ่ง เช่นนี้หากถือเอาคำพิพากษาคดีอาญาเป็นส่วนหนึ่งของคำพิพากษาในคดีส่วนแพ่งแล้ว เมื่อผลคำพิพากษาในคดีอาญาฟังว่าผู้ตายมีส่วนประมาทด้วย ความรับผิดในส่วนแพ่งที่ผู้ตายต้องรับผิดย่อมตกเป็นพับไปโดยผลของกฎหมาย จำเลยที่ 1 จึงไม่ต้องรับผิดชดใช้ค่าเสียหายให้แก่โจทก์นั้น เห็นว่า แม้ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 46 จะบัญญัติว่า "ในการพิพากษาคดีส่วนแพ่ง ศาลจำต้องถือข้อเท็จจริงตามที่ปรากฏในคำพิพากษาคดีส่วนอาญา" แต่ในกรณีนี้ข้อเท็จจริงที่ฟังในคดีอาญาคงมีแต่เพียงว่า ทั้งผู้ตายและจำเลยที่ 1 ต่างกระทำโดยประมาท แต่ผู้ใดประมาทมากกว่ากันไม่ปรากฏ ดังนั้น ในการดำเนินคดีแพ่ง ทั้งโจทก์และจำเลยที่ 1 ย่อมสามารถนำสืบให้เห็นได้ว่าใครประมาทมากกว่ากัน และควรจะได้รับชดใช้ค่าเสียหายจากอีกฝ่ายหนึ่งหรือไม่ เพียงใด เพราะประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 47 วรรคหนึ่ง บัญญัติว่า "คำพิพากษาคดีส่วนแพ่งต้องเป็นไปตามบทบัญญัติแห่งกฎหมายอันว่าด้วยความรับผิดของบุคคลในทางแพ่ง โดยไม่ต้องคำนึงถึงว่าจำเลยต้องคำพิพากษาว่าได้กระทำความผิดหรือไม่..." และบทบัญญัติแห่งกฎหมายอันว่าด้วยความรับผิดของบุคคลในทางแพ่งในกรณีต่างฝ่ายต่างประมาททำให้เกิดเป็นมูลหนี้ละเมิดขึ้นนี้ ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 442 วางหลักไว้ให้นำบทบัญญัติแห่งมาตรา 223 มาใช้บังคับโดยอนุโลม ซึ่งมาตรา 223 วรรคหนึ่ง บัญญัติว่า "ถ้าฝ่ายผู้เสียหายได้มีส่วนทำความผิดอย่างใดอย่างหนึ่งก่อให้เกิดความเสียหายด้วยไซร้ ท่านว่าหนี้อันจะต้องใช้ค่าสินไหมทดแทนแก่ฝ่ายผู้เสียหายมากน้อยเพียงใดนั้น ต้องอาศัยพฤติการณ์เป็นประมาณ ข้อสำคัญก็คือว่าความเสียหายนั้นได้เกิดขึ้นเพราะฝ่ายไหนเป็นผู้ก่อยิ่งหย่อนกว่ากันเพียงใด..." และมาตรา 438 วรรคหนึ่ง บัญญัติว่า "ค่าสินไหมทดแทนจะพึงใช้โดยสถานใดเพียงใดนั้นให้ศาลวินิจฉัยตามควรแก่พฤติการณ์และความร้ายแรงแห่งละเมิด" ซึ่งโจทก์สามารถนำสืบพิสูจน์ว่าฝ่ายจำเลยที่ 1 ประมาทมากกว่าและโจทก์ได้รับความเสียหายจากการประมาทมากกว่านั้นอย่างไร เพียงใด ที่ศาลล่างทั้งสองรับฟังพยานหลักฐานของโจทก์และจำเลยที่ 1 แล้ววินิจฉัยว่าจำเลยที่ 1 ประมาทมากกว่า และเมื่อพิจารณาเปรียบเทียบความร้ายแรงแห่งละเมิดที่โจทก์และจำเลยที่ 1 ต่างก่อขึ้นและความเสียหายที่โจทก์เรียกร้องแล้วกำหนดค่าเสียหายให้โจทก์เป็นเงิน 300,000 บาท เป็นไปโดยชอบด้วยกฎหมายแล้ว ความรับผิดในส่วนแพ่งมิได้ตกเป็นพับโดยผลของกฎหมายดังที่จำเลยที่ 1 ฎีกา ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 4 พิพากษาให้จำเลยที่ 1 ร่วมรับผิดชดใช้ค่าเสียหายให้แก่โจทก์ด้วยนั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาของจำเลยที่ 1 ฟังไม่ขึ้น

อนึ่ง ที่ศาลอุทธรณ์พิพากษายกฟ้องโจทก์สำหรับจำเลยร่วม แต่มิได้พิพากษาในเรื่องความรับผิดเกี่ยวกับค่าฤชาธรรมเนียมในศาลชั้นต้นระหว่างโจทก์และจำเลยร่วมใหม่ เป็นการไม่ถูกต้อง ศาลฎีกาเห็นสมควรแก้ไขให้ถูกต้อง

พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมในศาลชั้นต้นระหว่างโจทก์กับจำเลยร่วมและชั้นฎีกาให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.อ. ม. 46 ม. 47 วรรคหนึ่ง
ป.พ.พ. ม. 223 วรรคหนึ่ง ม. 438 วรรคหนึ่ง ม. 442
ชื่อคู่ความ
นางเยาวมาลย์ นารอง ในฐานะส่วนตัวและผู้จัดการมรดก
โจทก์ — ของนายดำรง นารอง
จำเลย — นายสมศักดิ์ ดีสวัสดิ์ กับพวก
จำเลยร่วม — บริษัทนำสินประกันภัย จำกัด
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดขอนแก่น — นายพิทยา หมื่นแก้ว
ศาลอุทธรณ์ภาค 4 — นายวสันต์ ตรีสุวรรณ
ชื่อองค์คณะ
นุจรินทร์ จันทร์พรายศรี
วิวรรต นิ่มละมัย
ปกรณ์ มหรรณพ
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 13673/2557
#575236
เปิดฉบับเต็ม

ความผิดฐานร่วมกันกระทำชำเราอันมีลักษณะเป็นการโทรมหญิงนั้นจะต้องมีลักษณะของการสมคบกันมาแต่ต้น และขณะเกิดเหตุได้ผลัดเปลี่ยนกันข่มขืนกระทำชำเราหญิงด้วย แต่ทางนำสืบของโจทก์และโจทก์ร่วมมิได้นำสืบให้เห็นว่าจำเลยทั้งสามร่วมกันสมคบคิดมาแต่ต้นกันอย่างไร และไม่ปรากฏว่าก่อนจำเลยที่ 1 จะข่มขืนกระทำชำเราโจทก์ร่วมที่ 1 จำเลยทั้งสามได้ตกลงให้จำเลยที่ 2 ที่ 3 รออยู่นอกห้องนอนเพื่อให้จำเลยที่ 2 รอที่จะข่มขืนกระทำชำเราโจทก์ร่วมที่ 1 เป็นคนถัดไป ประกอบกับจำเลยที่ 2 ได้พูดขอมีเพศสัมพันธ์กับโจทก์ร่วมที่ 1 ในลักษณะขอความยินยอมจากโจทก์ร่วมที่ 1 ก่อน เมื่อโจทก์ร่วมที่ 1 ไม่ยินยอมจำเลยที่ 2 จึงใช้กำลังข่มขืนกระทำชำเราโจทก์ร่วมที่ 1 แต่ไม่สำเร็จ หากจำเลยที่ 2 มีเจตนาร่วมกันข่มขืนกระทำชำเราโจทก์ร่วมที่ 1 มาแต่ต้น จำเลยที่ 2 คงจัดการอย่างใดอย่างหนึ่งเพื่อข่มขืนกระทำชำเราโจทก์ร่วมที่ 1 ในทันทีที่พบ คงไม่รั้งรอเพื่อพูดขอร่วมเพศกับโจทก์ร่วมที่ 1 ด้วยความสมัครใจของโจทก์ร่วมที่ 1 ก่อน พฤติการณ์แห่งคดียังไม่อาจรับฟังได้ว่าขณะเกิดเหตุจำเลยทั้งสามร่วมกันผลัดเปลี่ยนข่มขืนกระทำชำเราโจทก์ร่วมที่ 1 จึงไม่มีความผิดฐานร่วมกันข่มขืนกระทำชำเราอันมีลักษณะเป็นการโทรมหญิงตาม ป.อ. มาตรา 276 วรรคสาม แต่เป็นความผิดฐานข่มขืนกระทำชำเราตาม ป.อ. มาตรา 276 วรรคแรก ฐานพยายามข่มขืนกระทำชำเรา และฐานช่วยเหลือหรือให้ความสะดวกผู้อื่นกระทำความผิดดังกล่าวตามลำดับ ซึ่งเป็นความผิดอันยอมความกันได้ตาม ป.อ. มาตรา 281 เมื่อจำเลยทั้งสามอุทธรณ์โดยมีบันทึกการชดเชยเยียวยาให้แก่โจทก์ร่วมทั้งสองแนบท้ายอุทธรณ์ มีข้อความว่า โจทก์ร่วมทั้งสองซึ่งเป็นผู้เสียหายไม่ประสงค์ดำเนินคดีแก่จำเลยทั้งสามอีกต่อไป จึงถือได้ว่ามีการถอนคำร้องทุกข์หรือยอมความกันแล้ว ย่อมมีผลทำให้สิทธินำคดีอาญามาฟ้องของโจทก์ระงับไปตาม ป.วิ.อ. มาตรา 39 (2)

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยทั้งสามตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83, 91, 276, 318

จำเลยทั้งสามให้การปฏิเสธ

ระหว่างพิจารณา นางสาวบุณยนุชหรือหทัยทัด ผู้เสียหายที่ 1 และนายสามารถ ผู้เสียหายที่ 2 ยื่นคำร้องขอเข้าร่วมเป็นโจทก์ ศาลชั้นต้นอนุญาต

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยที่ 1 และที่ 2 มีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 276 วรรคสาม, 318 วรรคสาม ประกอบมาตรา 83 จำเลยที่ 3 มีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 276 วรรคสาม, 318 วรรคสาม ประกอบมาตรา 86, 83 การกระทำของจำเลยทั้งสามเป็นความผิดหลายกรรมต่างกันให้ลงโทษทุกกรรมเป็นกระทงความผิดไปตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 ขณะกระทำความผิดจำเลยทั้งสามอายุกว่าสิบห้าปี แต่ไม่เกินสิบแปดปี ลดมาตราส่วนโทษให้กึ่งหนึ่ง ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 75 จำเลยที่ 1 และที่ 2 ฐานร่วมกันข่มขืนกระทำชำเราอันมีลักษณะเป็นการโทรมหญิง จำคุกคนละ 7 ปี 6 เดือน ฐานร่วมกันพรากผู้เยาว์อายุกว่าสิบห้าปี แต่ไม่เกินสิบแปดปี ไปเสียจากบิดามารดา ผู้ปกครองหรือดูแลเพื่อการอนาจาร โดยผู้เยาว์ไม่เต็มใจไปด้วย จำคุกคนละ 1 ปี 6 เดือน รวมจำคุกคนละ 8 ปี 12 เดือน ส่วนจำเลยที่ 3 ฐานเป็นผู้สนับสนุนการข่มขืนกระทำชำเราอันมีลักษณะเป็นการโทรมหญิง จำคุก 5 ปี ฐานร่วมกันพรากผู้เยาว์อายุกว่าสิบห้าปี แต่ไม่เกินสิบแปดปี ไปเสียจากบิดามารดา หรือผู้ปกครองเพื่อการอนาจาร โดยผู้เยาว์ไม่เต็มใจไปด้วย จำคุก 1 ปี 6 เดือน รวมจำคุก 6 ปี 6 เดือน อาศัยอำนาจตามพระราชบัญญัติศาลเยาวชนและครอบครัวและวิธีพิจารณาคดีเยาวชนและครอบครัว พ.ศ.2553 มาตรา 142 (1) เปลี่ยนโทษจำคุกเป็นการส่งตัวจำเลยทั้งสามไปฝึกอบรมที่ศูนย์ฝึกและอบรมกรุงเทพมหานคร จำเลยที่ 1 และที่ 2 มีกำหนดคนละ 3 ปี จำเลยที่ 3 มีกำหนด 2 ปี

จำเลยทั้งสามอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์แผนกคดีเยาวชนและครอบครัวพิพากษาแก้เป็นว่า จำเลยที่ 1 มีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 318 วรรคสาม ลดมาตราส่วนโทษเรื่องอายุแล้ว คงจำคุก 1 ปี 6 เดือน และปรับ 10,000 บาท ไม่เปลี่ยนโทษจำคุกเป็นส่งฝึกอบรมตามพระราชบัญญัติศาลเยาวชนและครอบครัวและวิธีพิจารณาคดีเยาวชนและครอบครัว พ.ศ.2553 มาตรา 142 (1) แต่โทษจำคุกให้รอการลงโทษไว้มีกำหนด 2 ปี นับจากได้อ่านคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ให้จำเลยที่ 1 ฟัง โดยให้จำเลยที่ 1 ไปรายงานตัวต่อพนักงานคุมประพฤติปีละ 3 ครั้ง ตามที่พนักงานคุมประพฤติเห็นสมควรกำหนด กับให้จำเลยที่ 1 ละเว้นการประพฤติใดอันอาจนำไปสู่การกระทำความผิดทำนองนี้อีก และให้จำเลยที่ 1 กระทำกิจกรรมบริการสังคมหรือสาธารณประโยชน์ตามที่พนักงานคุมประพฤติและจำเลยที่ 1 เห็นสมควรเป็นเวลา 30 ชั่วโมง ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 56 หากไม่ชำระค่าปรับให้ส่งตัวไปฝึกและอบรมในกรุงเทพมหานคร มีกำหนด 50 วัน ตามพระราชบัญญัติศาลเยาวชนและครอบครัวฯ มาตรา 145 และหากจำเลยที่ 1 ถูกควบคุมให้หักระยะเวลาที่ถูกควบคุมออกจากค่าปรับวันละ 200 บาท จำหน่ายคดีจำเลยทั้งสามในความผิดฐานร่วมกันข่มขืนกระทำชำเรา อันมีลักษณะเป็นการโทรมหญิงตามฟ้องยกฟ้องจำเลยที่ 2 และที่ 3 ในความผิดฐานร่วมกันพรากผู้เยาว์อายุกว่าสิบห้าปี แต่ยังไม่เกินสิบแปดปีไปเสียจากบิดามารดาเพื่อการอนาจารโดยผู้เยาว์นั้นไม่เต็มใจไปด้วย

โจทก์ฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีเยาวชนและครอบครัวตรวจวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงที่คู่ความมิได้โต้เถียงกันรับฟังเป็นยุติว่า ขณะเกิดเหตุโจทก์ร่วมที่ 1 อายุกว่า 15 ปี แต่ไม่เกิน 18 ปี อยู่ในความปกครองดูแลของโจทก์ร่วมที่ 2 ซึ่งเป็นบิดา วันเกิดเหตุวันที่ 19 พฤศจิกายน 2553 เวลาประมาณ 16.30 นาฬิกา ขณะโจทก์ร่วมที่ 1 ยืนรอนางสาวฟองแก้ว เพื่อนโรงเรียนเดียวกันที่บริเวณป้ายหยุดรถรับส่งผู้โดยสารประจำทาง ห่างจากแฟลตที่พักทหารยานเกาะ แขวงถนนนครไชยศรี เขตดุสิต กรุงเทพมหานคร ประมาณ 100 เมตร จำเลยที่ 1 ชวนโจทก์ร่วมที่ 1 ไปห้องเกิดเหตุซึ่งเป็นห้องที่จำเลยที่ 3 พักอาศัยอยู่ในแฟลตดังกล่าว เมื่อไปถึงบริเวณหน้าห้องที่เกิดเหตุโจทก์ร่วมที่ 1 ไม่ยอมเข้าไปในห้องเกิดเหตุ จำเลยที่ 1 ดึงแขนโจทก์ร่วมที่ 1 เข้าไปในห้องนอน ซึ่งอยู่ทางด้านซ้ายของห้องเกิดเหตุ ขณะนั้นจำเลยที่ 2 และที่ 3 อยู่บริเวณห้องโถงของห้องเกิดเหตุ จากนั้นจำเลยที่ 1 ผลักโจทก์ร่วมที่ 1 ให้นอนลงบนที่นอน แล้วขึ้นคร่อมกดทับตัวและใช้มือกดหัวไหล่ของโจทก์ร่วมที่ 1 ไว้จนทำให้โจทก์ร่วมที่ 1 อยู่ในภาวะที่ไม่สามารถขัดขืนได้ จำเลยที่ 1 ข่มขืนกระทำชำเราโจทก์ร่วมที่ 1 จนสำเร็จความใคร่ 1 ครั้ง คดีเป็นอันยุติสำหรับจำเลยที่ 1 ว่า จำเลยที่ 1 กระทำผิดฐานพรากผู้เยาว์อายุกว่าสิบห้าปี แต่ยังไม่เกินสิบแปดปีไปเสียจากบิดามารดาเพื่อการอนาจาร โดยผู้เยาว์นั้นไม่เต็มใจไปด้วย

ปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามฎีกาโจทก์ข้อแรกมีว่า จำเลยทั้งสามร่วมกันข่มขืนกระทำชำเราโจทก์ร่วมที่ 1 อันมีลักษณะเป็นการโทรมหญิงตามฟ้องหรือไม่ เห็นว่า การที่จำเลยทั้งสามจะมีความผิดในฐานตัวการร่วมดังกล่าวจำเลยทั้งสามต้องสมคบกันมาแต่ต้น และขณะเกิดเหตุก็ได้ผลัดเปลี่ยนกันข่มขืนกระทำชำเราโจทก์ร่วมที่ 1 ด้วย แต่ทางพิจารณาโจทก์และ โจทก์ร่วมทั้งสองมิได้นำสืบให้ เห็นว่า จำเลยทั้งสามร่วมสมคบคิดมาแต่ต้นกันอย่างไร และไม่ปรากฏว่าก่อนจำเลยที่ 1 จะข่มขืนกระทำชำเราโจทก์ร่วมที่ 1 นั้น จำเลยทั้งสามได้ตกลงให้จำเลยที่ 2 ที่ 3 รออยู่นอกห้องนอนเพื่อให้จำเลยที่ 2 รอที่จะเข้าข่มขืนกระทำชำเราโจทก์ร่วมที่ 1 เป็นคนต่อไป ประกอบกับจำเลยที่ 2 ได้พูดขอร่วมเพศกับโจทก์ร่วมที่ 1 ในทำนองขอความยินยอมจากโจทก์ร่วมที่ 1 ก่อน เมื่อโจทก์ร่วมที่ 1 ไม่ยินยอมจำเลยที่ 2 จึงใช้กำลังข่มขืนกระทำชำเราโจทก์ร่วมที่ 1 แต่ไม่สำเร็จ หากจำเลยที่ 2 กับจำเลยที่ 1 มีเจตนาที่จะร่วมกันข่มขืนกระทำชำเราโจทก์ร่วมที่ 1 มาแต่ต้น จำเลยที่ 2 คงจัดการอย่างใดอย่างหนึ่ง เพื่อข่มขืนกระทำชำเราโจทก์ร่วมที่ 1 ในทันทีที่เข้าไปพบโจทก์ร่วมที่ 1 ในห้องนอน จำเลยที่ 2 คงไม่ต้องรั้งรอเพื่อพูดขอร่วมเพศกับโจทก์ร่วมที่ 1 ด้วยความสมัครใจของโจทก์ร่วมที่ 1 ก่อนเป็นแน่ พฤติการณ์ต่าง ๆ แห่งคดียังไม่อาจรับฟังได้ว่าขณะเกิดเหตุจำเลยทั้งสามมีเจตนาร่วมกันผลัดเปลี่ยนข่มขืนกระทำชำเราโจทก์ร่วมที่ 1 มาแต่ต้น ถือว่าจำเลยที่ 1 และที่ 2 ต่างมีเจตนาของตนเองไม่เกี่ยวข้องซึ่งกันและกัน จำเลยทั้งสามจึงไม่มีความผิดฐานร่วมกันข่มขืนกระทำชำเราโจทก์ร่วมที่ 1 อันมีลักษณะเป็นการโทรมหญิงตามฟ้อง แต่จำเลยทั้งสามมีความผิดฐานข่มขืนกระทำชำเรากับฐานพยายามข่มขืนกระทำชำเราและฐานช่วยเหลือหรือให้ความสะดวกผู้อื่นกระทำความผิดดังกล่าวตามลำดับ ซึ่งเป็นความผิดอันยอมความกันได้ ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 281 เมื่อจำเลยทั้งสามยื่นอุทธรณ์โดยมีบันทึกการชดเชยเยียวยาให้แก่โจทก์ร่วมทั้งสองแนบท้ายอุทธรณ์ ซึ่งบันทึกดังกล่าวปรากฏข้อความว่า โจทก์ร่วมทั้งสองซึ่งเป็นผู้เสียหายไม่ประสงค์ดำเนินคดีแก่จำเลยทั้งสามอีกต่อไป จึงถือได้ว่ามีการถอนคำร้องทุกข์หรือยอมความกันแล้ว ย่อมมีผลทำให้สิทธินำคดีอาญามาฟ้องของโจทก์เฉพาะข้อหาดังกล่าวระงับไปตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาอาญา มาตรา 39 (2) ที่ศาลอุทธรณ์จำหน่ายคดีจำเลยทั้งสามในความผิดฐานร่วมกันข่มขืนกระทำชำเรา อันมีลักษณะเป็นการโทรมหญิงนั้นชอบแล้ว ฎีกาโจทก์ข้อนี้ฟังไม่ขึ้น

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.อ. ม. 276 ม. 281
ป.วิ.อ. ม. 39 (2)
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการ สำนักงานอัยการสูงสุด
โจทก์ร่วม — นางสาวบุณยานุชหรือหทัยทัด สีเขียว กับพวก
จำเลย — นายกิตติพงศ์หรือนุกหรือนุ้ก ลื่นภูเขียว กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลเยาวชนและครอบครัวกลาง — นายอาวุธ อักษรพันธ์
ศาลอุทธรณ์ — นายจักรกฤษณ์ เจนเจษฎา
ชื่อองค์คณะ
บุญไชย ธนาพันธ์สิน
พฤษภา พนมยันตร์
จรูญ ชีวิตโสภณ
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 13665/2557
#580020
เปิดฉบับเต็ม

โจทก์ทั้งสองเป็นบุตรนอกกฎหมายที่บิดาได้รับรองแล้วและเป็นผู้สืบสันดานของ ร. ตาม ป.พ.พ. มาตรา 1627 โจทก์ทั้งสองย่อมเป็นทายาทที่มีสิทธิรับมรดกของ ร. เมื่อจำเลยไม่โต้เถียงว่าที่ดินพิพาทไม่ใช่ทรัพย์มรดกของ ร. เพียงแต่ต่อสู้ว่าโจทก์ทั้งสองไม่มีสิทธิในที่ดินพิพาท เนื่องจากโจทก์ทั้งสองได้รับทรัพย์มรดกอื่นของ ร. ไปแล้ว อันเป็นการกล่าวอ้างว่าผู้เป็นทายาทของ ร. ต่างตกลงแบ่งปันทรัพย์มรดกด้วยการเข้าครอบครองทรัพย์มรดกเป็นส่วนสัด ตามความใน ป.พ.พ. มาตรา 1750 วรรคหนึ่ง ภาระการพิสูจน์ว่าโจทก์ทั้งสองได้รับทรัพย์มรดกอื่นของ ร. จนเป็นที่พอใจของโจทก์ทั้งสองย่อมตกอยู่แก่จำเลย

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้เพิกถอนหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส. 3 ก.) เลขที่ 721 ตำบลวังไชย อำเภอบรบือ จังหวัดมหาสารคาม และโฉนดที่ดินเลขที่ 21726 ตำบลวังไชย อำเภอบรบือ จังหวัดมหาสารคาม ให้กลับมาเป็นทรัพย์มรดกของนายรัง เพิกถอนพินัยกรรมที่นายคำตันยกที่ดินพิพาทให้แก่จำเลย เพิกถอนจำเลยจากการเป็นผู้จัดการมรดกของนายคำตัน เพิกถอนนิติกรรมระหว่างจำเลยในฐานะผู้จัดการมรดกของนายคำตันกับจำเลยเอง ขับไล่จำเลยและบริวารออกจากที่ดินพิพาท ห้ามจำเลยเข้ารบกวนการครอบครองที่ดินพิพาทของโจทก์ทั้งสอง

จำเลยให้การขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง ค่าฤชาธรรมเนียมให้เป็นพับ

โจทก์ทั้งสองอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 4 พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมให้เป็นพับ

โจทก์ทั้งสองฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงรับฟังได้ว่า โจทก์ทั้งสองกับนายสุพจน์และนายคำตันเป็นบุตรของนายรังกับนางทัน ซึ่งอยู่กินร่วมกันฉันสามีภริยาโดยไม่ได้จดทะเบียนสมรส แต่นายรังอุปการะเลี้ยงดูและให้การศึกษาแก่บุตรทุกคน โจทก์ทั้งสองจึงเป็นบุตรนอกกฎหมายที่บิดาได้รับรองแล้วและเป็นผู้สืบสันดานของนายรังตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1627 โจทก์ทั้งสองย่อมเป็นทายาทที่มีสิทธิรับมรดกของนายรัง เมื่อจำเลยไม่โต้เถียงว่าที่ดินพิพาทไม่ใช่ทรัพย์มรดกของนางรัง เพียงแต่ต่อสู้ว่าโจทก์ทั้งสองไม่มีสิทธิในที่ดินพิพาท เนื่องจากโจทก์ทั้งสองได้รับทรัพย์มรดกอื่นของนายรังไปแล้ว อันเป็นการกล่าวอ้างว่าผู้เป็นทายาทของนายรังต่างตกลงแบ่งปันทรัพย์มรดกด้วยการเข้าครอบครองทรัพย์มรดกเป็นส่วนสัด ตามความในประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์มาตรา 1750 วรรคหนึ่ง ที่บัญญัติว่า "การแบ่งปันทรัพย์มรดกนั้น อาจทำได้โดยทายาทต่างเข้าครอบครองทรัพย์สินเป็นส่วนสัด หรือโดยการขายทรัพย์มรดกแล้วเอาเงินที่ขายได้มาแบ่งปันกันระหว่างทายาท..." ภาระการพิสูจน์ว่าโจทก์ทั้งสองได้รับทรัพย์มรดกอื่นของนายรังจนเป็นที่พอใจของโจทก์ทั้งสองแล้วย่อมตกอยู่แก่จำเลย หาใช่ตกอยู่กับโจทก์ทั้งสองตามที่ศาลอุทธรณ์ภาค 4 วินิจฉัยไม่ ดังนั้น แม้ศาลชั้นต้นจะสั่งให้โจทก์ทั้งสองเป็นฝ่ายนำพยานเข้าสืบก่อนก็ตาม เมื่อไม่เป็นเหตุให้โจทก์ทั้งสองเสียเปรียบในการดำเนินคดี ศาลฎีกาจะได้วินิจฉัยคดีไปอย่างที่จำเลยมีภาระการพิสูจน์ ข้อเท็จจริงได้ความจากจำเลยว่านายรังปู่ของจำเลยซึ่งเป็นบิดาของโจทก์ทั้งสองถึงแก่ความตายตั้งแต่จำเลยยังไม่เกิด ดังนั้น ที่จำเลยกล่าวอ้างว่าโจทก์ทั้งสองต่างได้รับทรัพย์มรดกของนายรังไปแล้ว โดยโจทก์ที่ 1 ได้โคและกระบือ ส่วนโจทก์ที่ 2 ได้ที่ดินทางด้านทิศใต้ที่ดินของนายจันทร์เรือง ซึ่งเป็นน้องชายของโจทก์ทั้งสองล้วนแต่ได้รับการบอกเล่ามาจากนายคำตันบิดาของจำเลยทั้งสิ้นแต่เมื่อพิเคราะห์ว่าหลังจากที่นายรังถึงแก่ความตายแล้วบุตรของนายรังหลายคนต่างรังวัดแบ่งแยกที่ดินของนายรังแล้วเข้าครอบครองเป็นส่วนสัด ดังจะเห็นได้ว่านายสุพจน์ ได้ที่ดินตามหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส. 3 ก.) เลขที่ 722 ตำบลวังไชย อำเภอบรบือ จังหวัดมหาสารคาม เนื้อที่ 9 ไร่ 3 งาน 45 ตารางวา นายมานิจ ได้ที่ดินตามหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส. 3 ก.) เลขที่ 720 ตำบลวังไชย อำเภอบรบือ จังหวัดมหาสารคาม เนื้อที่ 7 ไร่ 2 งาน 25 ตารางวา ส่วนนายคำตันบิดาของจำเลยได้ที่ดินพิพาทอันเป็นที่ดินตามหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส. 3 ก.) เลขที่ 721 ตำบลวังไชย อำเภอบรบือ จังหวัดมหาสารคาม เนื้อที่ 50 ไร่ ทั้งยังปรากฏว่าทางราชการได้ออกหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส. 3 ก.) ให้แก่นายสุพจน์กับนายมานิจตั้งแต่ปี 2516 และออกหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส. 3 ก.) ให้แก่นายคำตันเมื่อปี 2518 แม้นายคำตันจะได้ที่ดินมีเนื้อที่มากกว่าทายาทอื่นของนายรังก็ตาม แต่โจทก์ทั้งสองกับทายาทอื่นของนายรังต่างไม่โต้แย้งคัดค้าน ยิ่งไปกว่านั้นเมื่อนายคำตันจำนองที่ดินพิพาทไว้แก่ธนาคารกรุงเทพ จำกัด รวมสองครั้ง คือเมื่อวันที่ 16 กันยายน 2525 และวันที่ 26 สิงหาคม 2528 เพื่อเป็นประกันหนี้เงินกู้ โจทก์ทั้งสองก็ไม่ท้วงติงแต่ประการใด พฤติการณ์ของโจทก์ทั้งสองผิดวิสัยของผู้ที่มีกรรมสิทธิ์ในที่ดินพิพาทที่ปล่อยให้นายคำตันจำนองที่ดินพิพาทได้ตามอำเภอใจ นอกจากนี้ที่โจทก์ทั้งสองบรรยายฟ้องว่าโจทก์ทั้งสองกับนายสุพจน์และจำเลยมีกรรมสิทธิ์ร่วมกันในที่ดินพิพาท ก็ปรากฏว่าเมื่อปี 2537 นายสุพจน์กับนางชารีภริยาของนายสุพจน์เคยยื่นฟ้องจำเลยกับนางบัวลม ภริยาอีกคนหนึ่งของนายรังขอให้โอนที่ดินพิพาทให้แก่นายสุพจน์กับนางชารี โดยบรรยายฟ้องว่า เมื่อวันที่ 10 กันยายน 2529 นายคำตันตกลงขายที่ดินพิพาทให้แก่นายสุพจน์กับนางชารีในราคาสองแสนบาท โดยนายสุพจน์ไม่ได้อ้างเลยว่าตนเองกับโจทก์ทั้งสองและนายคำตันมีกรรมสิทธิ์ร่วมกันในที่ดินพิพาท ตรงกันข้ามนายสุพจน์กลับบรรยายฟ้องว่าจำเลยกับนางบัวลมมีหน้าที่จดทะเบียนโอนที่ดินพิพาทให้แก่นายสุพจน์กับนางชารี เนื่องจากนายสุพจน์กับนางชารีชำระราคาที่ดินให้แก่นายคำตันครบถ้วนแล้ว ใจความในคำฟ้องคดีดังกล่าวจึงขัดแย้งกับคำฟ้องของโจทก์ทั้งสองในคดีนี้อย่างเห็นได้ชัด ใช่แต่เท่านั้นข้อเท็จจริงยังปรากฏจากสัญญาจะซื้อจะขายที่ดินฉบับลงวันที่ 24 มิถุนายน 2542 ว่า นางบัวลม กับนายสมพงษ์ ต่างทำสัญญาจะซื้อจะขายกรรมสิทธิ์ส่วนของตนในที่ดินพิพาทให้แก่นางสาวดวงตาวัน ในราคารายละห้าแสนบาท โจทก์ที่ 1 ได้ลงลายมือชื่อเป็นพยานในสัญญาจะซื้อจะขายที่ดินทั้งสองฉบับซึ่งขัดแย้งกับข้ออ้างของโจทก์ทั้งสองในคดีนี้อยู่ในตัว เพราะหากที่ดินพิพาทเป็นของโจทก์ทั้งสองกับนายสุพจน์และจำเลยจริง เหตุใดโจทก์ที่ 1 จึงลงลายมือชื่อเป็นพยานยินยอมให้นางบัวลมกับนายสมพงษ์ขายที่ดินพิพาทได้ พฤติการณ์ของโจทก์ที่ 1 ที่ลงลายมือชื่อเป็นพยานในสัญญาจะซื้อจะขายที่ดินพิพาทระหว่างนางบัวลมและนายสมพงษ์กับนางสาวดวงตาวันบ่งชี้ให้เชื่อว่าบุตรทั้งสิบสองคนของนายรังได้ตกลงแบ่งปันทรัพย์มรดกเสร็จสิ้นแล้ว โดยโจทก์ทั้งสองไม่มีกรรมสิทธิ์ในที่ดินพิพาท ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 4 พิพากษาว่าที่ดินพิพาทไม่ใช่ทรัพย์มรดกของนายรัง แต่เป็นที่ดินที่นายรังยกให้แก่นายคำตันในขณะที่นายรังยังมีชีวิตอยู่เป็นการวินิจฉัยเกินเลยไปจากประเด็นข้อพิพาทตามคำฟ้องและคำให้การ ขัดต่อบทบัญญัติแห่งประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 142 วรรคหนึ่ง และมาตรา 246 ศาลฎีกาไม่จำต้องถือตาม ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 4 พิพากษายกฟ้องโจทก์ทั้งสองนั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วยในผล ฎีกาของโจทก์ทั้งสองฟังไม่ขึ้น

อนึ่ง โจทก์ทั้งสองบรรยายฟ้องว่า โจทก์ทั้งสองกับนายสุพจน์และจำเลยมีกรรมสิทธิ์ร่วมกันในที่ดินพิพาท แต่จำเลยเพิกเฉยไม่ยอมแบ่งปันที่ดินพิพาทให้แก่โจทก์ทั้งสองขอให้พิพากษาให้ที่ดินพิพาทกลับคืนมาเป็นของโจทก์ทั้งสองอันเป็นคดีมีทุนทรัพย์ แต่โจทก์ทั้งสองไม่ประสงค์จะเอาที่ดินพิพาททั้งแปลง คงต้องการเฉพาะส่วนแบ่งของตนคนละหนึ่งในสี่ส่วนเท่านั้น เมื่อที่ดินพิพาทมีราคา 2,339,390 บาท ทุนทรัพย์ของโจทก์ทั้งสองจึงมีมูลค่าคนละ 584,847.50 บาท โจทก์ทั้งสองต้องเสียค่าขึ้นศาลคนละ 11,696.95 บาท แต่โจทก์ทั้งสองเสียค่าขึ้นศาลในชั้นอุทธรณ์รวมกันมาเป็นเงิน 46,988 บาท และเสียค่าขึ้นศาลในชั้นฎีการวมกันมาเป็นเงิน 46,788 บาท โจทก์ทั้งสองจึงเสียค่าขึ้นศาลในชั้นอุทธรณ์เกินมา 23,594.10 บาท และเสียค่าขึ้นศาลในชั้นฎีกาเกินมา 23,394.10 บาท ต้องคืนค่าขึ้นศาลส่วนที่โจทก์ทั้งสองเสียเกินมาในชั้นอุทธรณ์และชั้นฎีกาให้แก่โจทก์ทั้งสอง

พิพากษายืน คืนค่าขึ้นศาลในชั้นอุทธรณ์ 23,549.10 บาท และในชั้นฎีกา 23,394.10 บาท ให้แก่โจทก์ทั้งสอง ค่าฤชาธรรมเนียมในชั้นนี้ให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 1627 ม. 1750 วรรคหนึ่ง
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นายพิชัย โครตประทุม กับพวก
จำเลย — นางมะลิวัลย์ จันทร์ศรี
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดมหาสารคาม — นายชกาจ วรรณไพบูลย์
ศาลอุทธรณ์ภาค 4 — นางปาริชาติ ภู่สำรวจ
ชื่อองค์คณะ
กำพล ภู่สุดแสวง
ปดารณี ลัดพลี
แรงรณ ปริพนธ์พจนพิสุทธิ์
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 13658/2557
#575917
เปิดฉบับเต็ม

โจทก์ให้หลักประกันเพื่อให้จำเลยที่ 2 เชื่อได้ว่าโจทก์จะปฏิบัติตามสัญญา หากโจทก์ปฏิบัติผิดสัญญาจำเลยที่ 2 จะได้รับการชดใช้ค่าเสียหายเป็นค่าใช้จ่ายในการฟ้องขับไล่ผู้เช่าและผู้อาศัยที่ไม่ยอมย้ายออกจากทรัพย์สินที่ซื้อขายด้วยเงินที่ยึดถือไว้เป็นประกัน อันมีลักษณะเป็นเบี้ยปรับที่กำหนดเป็นจำนวนเงินตาม ป.พ.พ. มาตรา 379

เมื่อโจทก์เป็นฝ่ายผิดสัญญา จึงหามีสิทธิได้ดอกเบี้ยจากเบี้ยปรับที่ได้รับคืนไม่ ที่ศาลล่างทั้งสองกำหนดให้จำเลยที่ 2 ต้องชำระดอกเบี้ยสำหรับเบี้ยปรับที่ต้องคืนให้แก่โจทก์ด้วยนั้นไม่ถูกต้อง ปัญหานี้เป็นข้อกฎหมายอันเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชน แม้คู่ความมิได้ยกขึ้นฎีกา ศาลฎีกาก็มีอำนาจยกขึ้นวินิจฉัยและแก้ไขให้ถูกต้องเองได้ ตาม ป.วิ.พ. มาตรา 247 ประกอบมาตรา 246 และมาตรา 142 (5)

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องและแก้ไขคำฟ้องขอให้บังคับจำเลยทั้งสองร่วมกันคืนเงินจำนวน 10,000,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับจากวันที่ 9 กันยายน 2546 ซึ่งเป็นวันที่จำเลยทั้งสองผิดสัญญาต่อโจทก์เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระโจทก์เสร็จสิ้น

จำเลยที่ 1 ให้การขอให้ยกฟ้อง

จำเลยที่ 2 ให้การและฟ้องแย้งขอให้ยกฟ้องและบังคับโจทก์ชำระเงินจำนวนดังกล่าวและส่งมอบที่ดินโฉนดเลขที่ 2025 ตำบลท้ายบ้าน อำเภอเมืองสมุทรปราการ จังหวัดสมุทรปราการ พร้อมสิ่งปลูกสร้างให้แก่จำเลยที่ 2 ให้ครบถ้วนตามบันทึกข้อตกลง

โจทก์ให้การแก้ฟ้องแย้งจำเลยที่ 2 ขอให้ยกฟ้องแย้ง

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยที่ 2 ชำระเงินแก่โจทก์จำนวน 9,749,537.12 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันที่ 12 กุมภาพันธ์ 2550 เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จ และให้จำเลยที่ 2 ใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ โดยกำหนดค่าทนายความ 50,000 บาท ยกฟ้องโจทก์สำหรับจำเลยที่ 1 และยกฟ้องแย้งของจำเลยที่ 2 ค่าฤชาธรรมเนียมส่วนนี้ให้ตกเป็นพับ

จำเลยที่ 2 อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน ให้จำเลยที่ 2 ใช้ค่าทนายความชั้นอุทธรณ์ 30,000 บาท แทนโจทก์

จำเลยที่ 2 ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ปัญหาข้อสุดท้ายที่ต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยที่ 2 มีว่า โจทก์ผิดสัญญาไม่ปฏิบัติตามบันทึกข้อตกลงเพิ่มเติมต่อท้ายสัญญาซื้อขายที่ดินพร้อมสิ่งปลูกสร้างหรือไม่ และต้องรับผิดชดใช้ค่าเสียหายแก่จำเลยที่ 2 หรือไม่ เห็นว่า บันทึกข้อตกลงฉบับดังกล่าวระบุว่า ข้อ 1 ผู้ขายจะดำเนินการให้ผู้เช่าที่ประกอบกิจการและอยู่อาศัยในทรัพย์สินที่ซื้อขายทั้ง 19 ราย...ย้ายออกจากทรัพย์สินที่ซื้อขายทั้งหมดภายในวันที่ 30 มิถุนายน 2546 หากผู้เช่าและผู้อาศัยทรัพย์สินที่ซื้อขายรายใดไม่ยอมขนย้าย...และ/หรือรื้อถอนสิ่งปลูกสร้างออกจากทรัพย์สินที่ซื้อขายภายในกำหนดเวลาดังกล่าว ผู้ขายจะเป็นผู้รับผิดชอบดำเนินการฟ้องขับไล่ผู้เช่าและผู้อาศัยที่ไม่ยอมย้ายออกภายใน 30 วัน นับแต่วันที่ 30 มิถุนายน 2546 ด้วยค่าใช้จ่ายของผู้ขายเองทั้งสิ้นจนกว่าคดีจะถึงที่สุด รวมทั้งค่าใช้จ่ายในการบังคับคดีด้วย ข้อ 2 ผู้ขายจะมอบเงินจำนวน 10,000,000 บาท ให้ผู้ซื้อยึดถือไว้เป็นประกันค่าใช้จ่ายในการดำเนินคดีฟ้องขับไล่ผู้เช่าและผู้อาศัยที่ไม่ยอมย้ายออกจากทรัพย์สินที่ซื้อขาย และเงินจำนวนนี้ผู้ซื้อจะมอบคืนให้แก่ผู้ขายเมื่อผู้ขายดำเนินการฟ้องขับไล่ผู้เช่าและผู้อาศัยที่ไม่ยอมย้ายออกจากทรัพย์สินที่ซื้อขายจนคดีถึงที่สุด และดำเนินการบังคับคดีจนผู้เช่าและผู้อาศัยทุกรายย้ายออกจากที่พิพาทโดยผู้ซื้อได้รับมอบพื้นที่เรียบร้อย ดังนี้ ข้อตกลงดังกล่าวจึงเป็นกรณีที่โจทก์ให้หลักประกันเพื่อให้จำเลยที่ 2 เชื่อได้ว่าโจทก์จะปฏิบัติตามสัญญา หากโจทก์ปฏิบัติผิดสัญญา จำเลยที่ 2 จะได้รับการชดใช้ค่าเสียหายเป็นค่าใช้จ่ายในการฟ้องขับไล่ผู้เช่าและผู้อาศัยที่ไม่ยอมย้ายออกจากทรัพย์สินที่ซื้อขายด้วยเงินที่ยึดถือไว้เป็นประกัน อันมีลักษณะเป็นเบี้ยปรับที่กำหนดเป็นจำนวนเงินตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 379 แม้ตามหนังสือสัญญาขายที่ดินโจทก์ขายที่ดินพร้อมตึกแถว 15 คูหา และบันทึกข้อตกลงเพิ่มเติมต่อท้ายสัญญาซื้อขายที่ดินพร้อมสิ่งปลูกสร้าง ระบุว่าผู้ขายต้องดำเนินการให้ผู้เช่าและผู้อาศัยที่อยู่ในทรัพย์สินที่ซื้อขายทั้ง 19 ราย ซึ่งหมายถึงตึกแถว 15 คูหานี้ ย้ายออกจากทรัพย์สินที่ซื้อขาย โดยไม่ได้ระบุถึงตึกแถวเลขที่ 332/32-33 ก็ตาม แต่วัตถุประสงค์แห่งบันทึกข้อตกลงฉบับดังกล่าวย่อมเป็นที่เห็นได้ว่าผู้ซื้อต้องการให้ผู้ขายส่งมอบที่ดินโดยปราศจากผู้เช่าและผู้อาศัยรวมทั้งสิ่งปลูกสร้างอยู่ในที่ดินที่ซื้อ การที่โจทก์ละเลยไม่ดำเนินการขับไล่ผู้เช่าและผู้อาศัยในตึกแถวเลขที่ 332/32-33 จนจำเลยที่ 2 ต้องฟ้องขับไล่เอง ถือได้ว่าโจทก์ปฏิบัติผิดสัญญา จำเลยที่ 2 ย่อมมีสิทธิริบเงินที่ยึดถือไว้เป็นประกันได้ อย่างไรก็ดี การที่โจทก์ดำเนินการให้ผู้เช่าและผู้อาศัยที่อยู่ในทรัพย์สินที่ซื้อขายทั้ง 19 ราย รวม 15 คูหา ย้ายออกจากทรัพย์สินที่ซื้อขายแล้ว แสดงว่าโจทก์ได้ปฏิบัติตามสัญญาเป็นส่วนมากแล้ว คงเหลือเพียงผู้เช่าและผู้อาศัยในตึกแถวเลขที่ 332/32-33 เท่านั้น การที่จำเลยที่ 2 จะริบเงินประกันเสียทั้งหมดนั้นย่อมมากเกินไป ศาลมีอำนาจลดลงให้เหลือเป็นจำนวนพอสมควรได้ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 383 วรรคหนึ่ง ที่ศาลล่างทั้งสองกำหนดให้จำเลยที่ 2 หักเงินประกันจำนวน 200,000 บาท เป็นค่าใช้จ่ายในการฟ้องขับไล่ผู้เช่าและผู้อาศัยในตึกแถวเลขที่ 332/32-33 นั้นเหมาะสมแล้ว ส่วนโจทก์จะต้องรับผิดชอบชดใช้ค่าเสียหายตามฟ้องแย้งของจำเลยที่ 2 อันเนื่องมาจากการส่งมอบที่ดินซึ่งจำเลยที่ 2 อ้างว่าล่าช้าหรือไม่นั้น เห็นว่า บันทึกข้อตกลงเพิ่มเติมต่อท้ายสัญญาซื้อขายที่ดินพร้อมสิ่งปลูกสร้าง ไม่ได้กำหนดระยะเวลาของการฟ้องขับไล่ผู้เช่าและผู้อาศัยในที่ดินที่ซื้อขายว่าจะต้องดำเนินการให้แล้วเสร็จเมื่อใด หากส่งมอบล่าช้ากว่าที่กำหนด โจทก์จะต้องรับผิดชอบชดใช้ค่าเสียหาย จึงยังรับฟังไม่ได้ว่าโจทก์จะต้องรับผิดชอบชดใช้ค่าเสียหายให้แก่จำเลยที่ 2 ในการส่งมอบที่ดินที่จำเลยที่ 2 อ้างว่าล่าช้า จำเลยที่ 2 จึงไม่มีสิทธิเรียกค่าเสียหายตามฟ้องแย้ง ที่ศาลล่างทั้งสองพิพากษายกฟ้องแย้งของจำเลยที่ 2 นั้นชอบแล้ว ฎีกาข้อนี้ของจำเลยที่ 2 ฟังไม่ขึ้นเช่นกัน

อนึ่ง ที่ศาลล่างทั้งสองกำหนดให้จำเลยที่ 2 ต้องชำระดอกเบี้ยสำหรับเบี้ยปรับที่ต้องคืนให้แก่โจทก์ด้วยนั้น ไม่ถูกต้องเพราะโจทก์เป็นฝ่ายผิดสัญญาจึงหามีสิทธิได้ดอกเบี้ยจากเบี้ยปรับที่ได้รับคืนไม่ ปัญหานี้เป็นข้อกฎหมายอันเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชน แม้คู่ความมิได้ยกขึ้นฎีกา ศาลฎีกาก็มีอำนาจยกขึ้นวินิจฉัยและแก้ไขให้ถูกต้องเองได้ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 142 (5) ประกอบมาตรา 246 และมาตรา 247

พิพากษาแก้เป็นว่า ให้ยกคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ที่ให้จำเลยที่ 2 ชำระดอกเบี้ยแก่โจทก์ นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาในส่วนฟ้องเดิมและฟ้องแย้งให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ. ม. 142 (5)
ป.พ.พ. ม. 224 ม. 379
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นายเนาวรัตน์ ประทีปะวณิช
จำเลย — นายวัฒนา อัศวเหม กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลแพ่งกรุงเทพใต้ — นายชาญศักดิ์ เชิดสงวน
ศาลอุทธรณ์ — นายปกรณ์ วงศาโรจน์
ชื่อองค์คณะ
กฤษฎิ์จิรัฐ คุณาจิรภรณ์
วุฒิชัย หรูจิตตวิวัฒน์
สันต์ เกียรติก้อง
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 13649/2557
#571558
เปิดฉบับเต็ม

ขณะที่จำเลยที่ 1 ที่ 2 ฎีกา เพื่อขอให้ส่งฎีกาของจำเลยที่ 1 ที่ 2 ไปให้อัยการสูงสุดลงลายมือชื่อรับรองฎีกา ศาลชั้นต้นยังไม่อ่านคำสั่งของศาลฎีกาที่จำเลยที่ 1 ที่ 2 อุทธรณ์คำสั่งไม่รับฎีกา แต่เมื่อศาลชั้นต้นอ่านคำสั่งของศาลฎีกาซึ่งมีคำสั่งยกคำร้องของจำเลยทั้งสี่ เท่ากับศาลฎีกามีคำสั่งยืนตามคำปฏิเสธของศาลชั้นต้นที่ไม่รับฎีกาของจำเลยที่ 1 และที่ 2 คดีจึงถึงที่สุดแล้ว จึงไม่มีคดีของจำเลยที่ 1 และที่ 2 ที่จะให้ยกขึ้นพิจารณาใหม่ได้ ฎีกาจำเลยที่ 1 และที่ 2 ดังกล่าวจึงไม่มีประโยชน์แก่คดีที่จะวินิจฉัยต่อไป ให้จำหน่ายคดี

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
คดีสืบเนื่องมาจากศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยที่ 1 ที่ 3 และที่ 4 มีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 362, 364, 365 (1) (2), 391, 392 ประกอบมาตรา 83 จำเลยที่ 2 มีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 362, 364, 365 (1) (2), 371, 376, 391, 392 ประกอบมาตรา 83 พระราชบัญญัติอาวุธปืน เครื่องกระสุนปืน วัตถุระเบิด ดอกไม้เพลิง และสิ่งเทียมอาวุธปืน พ.ศ.2490 มาตรา 7, 8 ทวิ วรรคหนึ่ง, 72 วรรคสาม, 72 ทวิ วรรคสอง จำคุกจำเลยที่ 1 ที่ 3 ที่ 4 คนละ 4 ปี จำคุกจำเลยที่ 2 มีกำหนด 4 ปี 10 เดือน 5 วัน จำเลยทั้งสี่อุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษายืน จำเลยทั้งสี่ฎีกาพร้อมยื่นคำร้องขอให้ผู้พิพากษาซึ่งพิจารณาและลงชื่อในคำพิพากษาศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ภาค 1 อนุญาตให้ฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริงแต่ผู้พิพากษาซึ่งพิจารณาและลงชื่อในคำพิพากษาศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ภาค 1 ไม่อนุญาตให้จำเลยทั้งสี่ฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง ศาลชั้นต้นจึงมีคำสั่งไม่รับฎีกาของจำเลยทั้งสี่ จำเลยทั้งสี่อุทธรณ์คำสั่งไม่รับฎีกา ก่อนถึงวันนัดฟังคำสั่งศาลฎีกา จำเลยทั้งสี่ยื่นคำร้อง 2 ฉบับ ฉบับแรกขอให้ส่งฎีกาของจำเลยทั้งสี่ไปให้อัยการสูงสุดลงลายมือชื่อรับรองในฎีกาว่ามีเหตุอันควรที่ศาลสูงสุดจะได้วินิจฉัย ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 221 และฉบับที่ 2 ขอให้เลื่อนหรืองดการฟังคำสั่งของศาลฎีกาออกไปก่อนเพื่อรอผลคำร้องขอให้อัยการสูงสุดลงลายมือชื่อรับรองในฎีกา ศาลชั้นต้นมีคำสั่งยกคำร้องทั้งสองฉบับ ต่อมาศาลชั้นต้นได้อ่านคำสั่งศาลฎีกาให้คู่ความฟังวันที่ 4 พฤศจิกายน 2556 ศาลฎีกายกคำร้อง คดีจึงถึงที่สุด

จำเลยทั้งสี่อุทธรณ์คำสั่งของศาลชั้นต้น

ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษายืน

จำเลยทั้งสี่ฎีกา

ระหว่างฎีกาจำเลยที่ 3 และที่ 4 ขอถอนฎีกา ศาลชั้นต้นอนุญาต

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ที่จำเลยที่ 1 และที่ 2 ฎีกาว่า การที่ทนายจำเลยทั้งสี่ไม่ส่งฎีกาของจำเลยที่ 1 และที่ 2 ไปให้อัยการสูงสุดลงลายมือชื่อรับรองในฎีกาเป็นความบกพร่องของทนายจำเลยทั้งสี่ไม่ใช่ของจำเลยที่ 1 และที่ 2 ทั้งการที่ศาลล่างทั้งสองไม่ส่งฎีกาของจำเลยที่ 1 และที่ 2 ไปให้อัยการสูงสุดลงลายมือชื่อรับรองว่ามีเหตุอันควรที่ศาลสูงจะได้วินิจฉัยเป็นการวินิจฉัยโดยยึดตัวบทกฎหมายโดยเคร่งครัด ควรพิจารณาให้ความยุติธรรมตามความเป็นจริงด้วยนั้น เห็นว่า แม้ขณะที่ศาลชั้นต้นพิจารณาคำร้องของจำเลยที่ 1 และที่ 2 ฉบับแรก ศาลชั้นต้นยังไม่ได้อ่านคำสั่งของศาลฎีกาที่จำเลยที่ 1 และที่ 2 อุทธรณ์คำสั่งไม่รับฎีกาของจำเลยที่ 1 และที่ 2 ก็ตาม แต่ปรากฏว่าหลังจากนั้นศาลชั้นต้นได้อ่านคำสั่งของศาลฎีกาดังกล่าว โดยศาลฎีกามีคำสั่งยกคำร้องของจำเลยทั้งสี่ เท่ากับศาลฎีกามีคำสั่งยืนตามคำปฏิเสธของศาลชั้นต้นที่ไม่รับฎีกาของจำเลยที่ 1 และที่ 2 ที่ขอให้ศาลฎีกายกฟ้อง คดีจึงถึงที่สุดแล้ว ดังนั้น การที่จำเลยที่ 1 และที่ 2 ฎีกาฉบับนี้เพื่อขอให้ส่งฎีกาของจำเลยที่ 1 และที่ 2 ไปให้อัยการสูงสุดลงลายมือชื่อรับรองในฎีกานั้น จึงไม่มีคดีของจำเลยที่ 1 และที่ 2 ที่จะให้ยกขึ้นพิจารณาใหม่ได้ ฎีกาจำเลยที่ 1 และที่ 2 ดังกล่าวข้างต้นจึงไม่มีประโยชน์แก่คดีที่จะวินิจฉัยต่อไป ส่วนฎีกาของจำเลยที่ 1 และที่ 2 ในข้ออื่นมิได้คัดค้านคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 1 จึงไม่จำต้องวินิจฉัยอีก

จึงมีคำสั่งให้จำหน่ายคดีเสียจากสารบบความของศาลฎีกา
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.อ. ม. 224
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการจังหวัดสระบุรี
โจทก์ร่วม — นายพินิจ จันทร์เกษมสุข กับพวก
จำเลย — นายสุขเกษม เอมสวาท กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดสระบุรี — นายธรรมนูญ โพธิยาสานนท์
ศาลอุทธรณ์ภาค 1 — นายสุรศักดิ์ ตันโสรัจประเสริฐ
ชื่อองค์คณะ
อดิเทพ ถิระวัฒน์
เกษม เกษมปัญญา
ไมตรี สุเทพากุล
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 13598/2557
#575255
เปิดฉบับเต็ม

ที่ดินพิพาทอยู่ในเขตปฏิรูปที่ดิน ซึ่งตาม พ.ร.บ.การปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรม พ.ศ.2518 มาตรา 28 วรรคหนึ่ง บัญญัติว่า "ภายในระยะเวลาสามปี นับแต่วันที่พระราชกฤษฎีกากำหนดเขตปฏิรูปที่ดินตามมาตรา 25 ใช้บังคับ ห้ามมิให้ผู้ใดจำหน่ายด้วยประการใด ๆ หรือก่อให้เกิดภาระติดพันใด ๆ ซึ่งที่ดินในเขตปฏิรูปที่ดิน..." เมื่อ พ.ร.ฎ.กำหนดเขตที่ดินพิพาทให้เป็นเขตปฏิรูปที่ดินมีผลใช้บังคับตั้งแต่วันที่ 9 กันยายน 2536 การทำสัญญาซื้อขายระหว่างโจทก์กับจำเลยที่ 2 เมื่อวันที่ 21 มีนาคม 2539 จึงอยู่ในระยะเวลาสามปี นับแต่วันที่ พ.ร.ฎ.กำหนดเขตปฏิรูปที่ดินใช้บังคับ สัญญาซื้อขายระหว่างโจทก์กับจำเลยที่ 2 หรือแม้สัญญาซื้อขายนี้จะเป็นนิติกรรมอำพรางการกู้ยืมเงินโดยมอบที่ดินพิพาทเป็นหลักประกันตามที่ฝ่ายจำเลยนำสืบต่อสู้ ต่างก็เป็นนิติกรรมที่เป็นการจำหน่ายหรือก่อให้เกิดภาระติดพันใด ๆ ซึ่งที่ดินในเขตปฏิรูปที่ดิน จึงเป็นการต้องห้ามตามมาตรา 28 วรรคหนึ่ง นิติกรรมนั้นจึงตกเป็นโมฆะตาม ป.พ.พ. มาตรา 150 โจทก์จึงไม่อาจมีสิทธิใด ๆ ในที่ดินพิพาท ที่ดินดังกล่าวยังคงอยู่ในการจัดการดูแลของสำนักงานการปฏิรูปที่ดินจังหวัดนครศรีธรรมราช โจทก์ไม่ใช่ผู้เสียหาย โจทก์จึงไม่มีอำนาจฟ้องจำเลยที่ 1 และที่ 3

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยทั้งสามตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 267, 268, 83

ศาลชั้นต้นไต่สวนมูลฟ้องแล้ว เห็นว่าคดีมีมูล ให้ประทับฟ้อง

จำเลยทั้งสามให้การปฏิเสธ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยทั้งสามมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 267, 268 วรรคแรก ประกอบมาตรา 83 จำเลยทั้งสามเป็นผู้ร่วมกันแจ้งให้เจ้าพนักงานจดข้อความเอง จึงให้ลงโทษฐานใช้หรืออ้างเอกสารเพียงกระทงเดียว ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 268 วรรคสอง ลงโทษจำคุกจำเลยทั้งสามคนละ 1 ปี

จำเลยทั้งสามอุทธรณ์

ระหว่างการพิจารณาของศาลอุทธรณ์ภาค 8 จำเลยที่ 2 ถึงแก่ความตาย สิทธินำคดีอาญามาฟ้องย่อมระงับไป ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 39 (1) ศาลอุทธรณ์ภาค 8 มีคำสั่งให้จำหน่ายคดีโจทก์สำหรับจำเลยที่ 2 ออกเสียจากสารบบความ

ศาลอุทธรณ์ภาค 8 พิพากษายืน

จำเลยที่ 1 และที่ 3 ฎีกา โดยผู้พิพากษาซึ่งพิจารณาและลงชื่อในคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 8 อนุญาตให้ฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงที่คู่ความไม่ได้โต้เถียงกันในชั้นนี้รับฟังว่า ที่ดินพิพาทไม่มีเอกสารสิทธิใด ตั้งอยู่หมู่ที่ 3 ตำบลกะทูน อำเภอพิปูน จังหวัดนครศรีธรรมราช ในเขตปฏิรูปที่ดิน เดิมจำเลยที่ 2 เป็นผู้ครอบครองที่ดินจำนวนเนื้อที่ 8 ไร่เศษ รวมทั้งที่ดินพิพาทซึ่งมีเนื้อที่ประมาณ 5 ไร่ และจำเลยที่ 2 ทำหนังสือสัญญาขายที่ดินพิพาทให้แก่โจทก์และส่งมอบที่ดินพิพาทให้โจทก์ครอบครองทำประโยชน์ ต่อมาจำเลยที่ 1 ซึ่งเป็นบุตรของจำเลยที่ 2 กับที่ 3 ยื่นคำขอต่อสำนักงานการปฏิรูปที่ดินจังหวัดนครศรีธรรมราช ขอเข้าทำประโยชน์ในที่ดินเขตปฏิรูปที่ดินในส่วนของจำเลยที่ 2 ซึ่งรวมทั้งที่ดินพิพาท โดยจำเลยที่ 2 ได้ลงชื่อในแบบกระจายสิทธิการถือครองที่ดิน ขอสละสิทธิการถือครองที่ดินพิพาทให้แก่จำเลยที่ 1 มีจำเลยที่ 3 ลงชื่อยินยอมและจำเลยที่ 1 ให้ถ้อยคำต่อเจ้าพนักงานสำนักงานการปฏิรูปที่ดินจังหวัดนครศรีธรรมราชว่า จำเลยที่ 2 ยกที่ดินพิพาทให้ตั้งแต่ปี 2548 ต่อมาจำเลยที่ 3 ทำการนำรังวัดปักหลักเขตในที่ดินพิพาทแทนจำเลยที่ 1 และคณะกรรมการปฏิรูปที่ดินจังหวัดนครศรีธรรมราชมีมติในคราวประชุมครั้งที่ 2/2550 ให้จำเลยที่ 1 ได้รับคัดเลือกให้เข้าทำประโยชน์ในที่ดินพิพาท

มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยที่ 1 และที่ 3 ในข้อแรกว่า โจทก์มีอำนาจฟ้องหรือไม่ โดยจำเลยที่ 1 และที่ 3 ฎีกาว่า โจทก์ไม่ใช่ผู้เสียหายเนื่องจากที่ดินพิพาทไม่อาจซื้อขายกันได้ ตามพระราชบัญญัติการปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรม พ.ศ.2518 มาตรา 28 โจทก์จึงไม่ใช่ผู้มีสิทธิในที่ดินพิพาทและไม่ใช่ผู้ที่ได้รับความเสียหาย โจทก์ไม่มีอำนาจฟ้องนั้น เห็นว่า เป็นปัญหาข้อกฎหมายซึ่งฝ่ายจำเลยไม่ได้ยกขึ้นว่ากล่าวในศาลชั้นต้น แต่เป็นปัญหาเกี่ยวกับความสงบเรียบร้อย ฝ่ายจำเลยจึงยกขึ้นอ้างในชั้นฎีกาได้ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 195 วรรคสอง ประกอบมาตรา 225 และเมื่อข้อเท็จจริงฟังว่า ที่ดินพิพาทอยู่ในเขตปฏิรูปที่ดิน ซึ่งตามพระราชบัญญัติการปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรม พ.ศ.2518 มาตรา 28 วรรคหนึ่ง บัญญัติว่า ภายในระยะเวลาสามปี นับแต่วันที่พระราชกฤษฎีกากำหนดเขตปฏิรูปที่ดินตามมาตรา 25 ใช้บังคับ ห้ามมิให้ผู้ใดจำหน่ายด้วยประการใด ๆ หรือก่อให้เกิดภาระติดพันใด ๆ ซึ่งที่ดินในเขตปฏิรูปที่ดิน เว้นแต่ได้รับอนุญาตเป็นหนังสือจากคณะกรรมการหรือผู้ซึ่งคณะกรรมการมอบหมาย ดังนั้น ต้องพิจารณาว่าพระราชกฤษฎีกากำหนดให้ที่ดินพิพาทอยู่ในเขตปฏิรูปที่ดินตั้งแต่เมื่อใด ซึ่งพระราชกฤษฎีกาเป็นกฎหมายจึงเป็นเรื่องที่ศาลรู้เองได้ โดยคู่ความไม่ต้องนำสืบ เมื่อพิจารณาแล้วปรากฏว่ามีพระราชกฤษฎีกากำหนดเขตที่ดิน ในท้องที่ตำบลห้วยปริก อำเภอฉวาง และตำบลกะทูน อำเภอพิปูน จังหวัดนครศรีธรรมราช ให้เป็นเขตปฏิรูปที่ดิน พ.ศ.2536 ประกาศในราชกิจจานุเบกษาวันที่ 8 กันยายน 2536 และตามมาตรา 2 แห่งพระราชกฤษฎีกาดังกล่าวบัญญัติให้พระราชกฤษฎีกานี้ใช้บังคับตั้งแต่วันถัดจากวันประกาศในราชกิจจานุเบกษาเป็นต้นไป พระราชกฤษฎีกาจึงมีผลใช้บังคับตั้งแต่วันที่ 9 กันยายน 2536 ดังนั้น การทำสัญญาซื้อขายระหว่างโจทก์กับจำเลยที่ 2 เมื่อวันที่ 21 มีนาคม 2539 จึงอยู่ภายในระยะเวลาสามปีนับแต่วันที่พระราชกฤษฎีกากำหนดเขตปฏิรูปที่ดินใช้บังคับ สัญญาซื้อขายระหว่างโจทก์กับจำเลยที่ 2 หรือแม้สัญญาซื้อขายนี้จะเป็นนิติกรรมอำพรางการกู้ยืมเงินโดยมอบที่ดินพิพาทเป็นหลักประกันตามที่ฝ่ายจำเลยนำสืบต่อสู้ ต่างก็เป็นนิติกรรมที่เป็นการจำหน่ายหรือก่อให้เกิดภาระติดพันใด ๆ ซึ่งที่ดินในเขตปฏิรูปที่ดิน จึงเป็นการต้องห้ามตามมาตรา 28 วรรคหนึ่ง ที่กล่าวในข้างต้นแล้ว นิติกรรมนั้นจึงตกเป็นโมฆะตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 150 โจทก์จึงไม่อาจมีสิทธิใด ๆ ในที่ดินพิพาท ที่ดินดังกล่าวยังคงอยู่ในการจัดการดูแลของสำนักงานการปฏิรูปที่ดินจังหวัดนครศรีธรรมราช โจทก์ไม่ใช่ผู้เสียหาย โจทก์จึงไม่มีอำนาจฟ้องจำเลยที่ 1 และที่ 3 ต่อศาล ส่วนที่โจทก์กล่าวในคำแก้ฎีกาว่า สัญญาซื้อขายการครอบครองที่ดินป่าสงวนแห่งชาติระหว่างโจทก์กับจำเลยที่ 2 ไม่เป็นนิติกรรมที่มีวัตถุประสงค์ต้องห้ามตามกฎหมาย ตามคำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1696/2544 นั้น เห็นว่า คำพิพากษาศาลฎีกาที่โจทก์อ้างนั้นเป็นกรณีพิพาทเกี่ยวกับที่ดินในเขตป่าสงวนแห่งชาติ มิใช่ที่ดินในเขตปฏิรูปที่ดิน ไม่อาจนำมาเทียบเคียงกับคดีนี้ได้ ที่ศาลล่างทั้งสองพิพากษามานั้น ศาลฎีกาไม่เห็นพ้องด้วย ฎีกาข้อนี้ของจำเลยที่ 1 และที่ 3 ฟังขึ้น และกรณีไม่จำต้องวินิจฉัยฎีกาข้ออื่นของจำเลยที่ 1 และที่ 3 อีกต่อไป

พิพากษากลับ ให้ยกฟ้อง
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.อ. ม. 267 ม. 268
ป.วิ.อ. ม. 2 (4)
ป.พ.พ. ม. 150
พ.ร.บ.การปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรม พ.ศ.2518 ม. 28 วรรคหนึ่ง
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นางละมัย ศักดิ์จิรพาพงษ์
จำเลย — นางสาวรัชนี กรายแก้ว กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลแขวงนครศรีธรรมราช — นางเพียงพร วิเศษสินธุ์
ศาลอุทธรณ์ภาค 8 — นายวิชัย ช้างหัวหน้า
ชื่อองค์คณะ
พันธุ์เลิศ บุญเลี้ยง
ปดารณี ลัดพลี
แรงรณ ปริพนธ์พจนพิสุทธิ์
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 13581/2557
#575672
เปิดฉบับเต็ม

ตาม พ.ร.บ.คุ้มครองแรงงาน พ.ศ.2541 มาตรา 123 ถึง 125 มีลักษณะกำหนดให้ลูกจ้างจะต้องเลือกใช้สิทธิทางใดทางหนึ่งระหว่างใช้สิทธิฟ้องคดีต่อศาลแรงงานหรือจะยื่นคำร้องต่อพนักงานตรวจแรงงานก็ได้แต่เพียงทางเดียว จะใช้สิทธิพร้อมกันทั้งสองทางไม่ได้ แม้โจทก์ได้ยื่นคำร้องต่อพนักงานตรวจแรงงานแล้ว ก็ไม่มีบทบัญญัติใดบังคับให้โจทก์ต้องดำเนินการให้สิ้นสุดกระบวนการโดยจะถอนคำร้องแล้วมาใช้สิทธิทางศาลอีกไม่ได้ ดังนั้น การที่โจทก์ยื่นคำร้องต่อพนักงานตรวจแรงงานแล้วถอนคำร้องดังกล่าวก่อนยื่นคำฟ้องคดีนี้ในขณะยื่นคำฟ้องจึงไม่มีคำร้องอยู่ในระหว่างการพิจารณาของพนักงานตรวจแรงงาน โจทก์จึงมีอำนาจฟ้อง

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยจ่ายค่าจ้างค้างจ่าย 288,444 บาท ค่าชดเชย 1,153,776 บาท สินจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้า 144,222 บาท เงินโบนัส 147,600 บาท และค่าเสียหายจากการเลิกจ้างที่ไม่เป็นธรรม 432,666 บาท แก่โจทก์

จำเลยให้การ ขอให้ยกฟ้อง

ศาลแรงงานกลางพิพากษาให้จำเลยจ่ายค่าจ้างที่ค้าง 288,444 บาท ค่าชดเชย 738,000 บาท สินจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้า 30,750 บาท ค่าเสียหายจากการเลิกจ้างที่ไม่เป็นธรรม 645,750 บาท และเงินโบนัส 147,600 บาท แก่โจทก์

จำเลยอุทธรณ์ต่อศาลฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีแรงงานวินิจฉัยว่า ศาลแรงงานกลางฟังข้อเท็จจริงว่า โจทก์เข้าทำงานเป็นลูกจ้างของจำเลยเมื่อวันที่ 5 ตุลาคม 2544 ครั้งสุดท้ายทำงานในตำแหน่งผู้จัดการฝ่ายขาย ได้รับเงินเดือน เดือนละ 73,800 บาท เงินเบี้ยขยันเดือนละ 20,000 บาท และเงินค่าครองชีพเดือนละ 18,450 บาท เป็นประจำทุกเดือน เบี้ยขยันไม่เป็นค่าจ้าง ดังนั้นโจทก์ได้รับค่าจ้างอัตราสุดท้ายเดือนละ 92,250 บาท กำหนดจ่ายค่าจ้างทุกวันสิ้นเดือนตามใบสำคัญการจ่ายเงินเดือน จำเลยมีหนังสือเลิกจ้างโจทก์เมื่อวันที่ 30 กันยายน 2551 โดยให้มีผลเป็นการเลิกจ้างวันที่ 21 ตุลาคม 2551 ตามหนังสือชี้แจงและประกาศรายชื่อพนักงานที่ถูกเลิกจ้าง มิใช่โจทก์ลาออกจากงานไปเอง หนังสือดังกล่าวมิได้ระบุถึงเหตุจำเป็นอย่างไรหรือมีเหตุสมควรประการใดที่จำเลยต้องเลิกจ้างพนักงาน การที่จำเลยเลิกจ้างโจทก์โดยไม่ปรากฏสาเหตุหรือมีเหตุสมควร ถือว่าจำเลยเลิกจ้างโจทก์โดยไม่เป็นธรรม

จำเลยอุทธรณ์ข้อแรกว่า จำเลยไม่ได้บอกเลิกสัญญาจ้างโจทก์และการเลิกจ้างโจทก์ไม่เป็นการเลิกจ้างที่ไม่เป็นธรรมเพราะนายอิล คิว ซอย ลงชื่อในหนังสือเลิกจ้างในขณะที่ยังไม่อยู่ในฐานะกรรมการผู้มีอำนาจกระทำการแทนจำเลยและไม่ได้รับมอบหมายจากกรรมการผู้มีอำนาจกระทำการแทนจำเลย หนังสือเลิกจ้างดังกล่าวจึงไม่มีผลผูกพันจำเลยนั้น เห็นว่า อุทธรณ์ของจำเลยดังกล่าวเป็นการกล่าวอ้างข้อเท็จจริงขึ้นมาใหม่ และจำเลยอุทธรณ์ข้อสองว่า จำเลยไม่ต้องจ่ายเงินโบนัสแก่โจทก์เพราะมิได้มีการตกลงเป็นหนังสือ จึงไม่มีข้อกำหนดเป็นจำนวนแน่นอนว่าจะต้องจ่ายให้โจทก์เพียงใดในแต่ละปีและไม่ใช่ค่าจ้างนั้น เห็นว่า ศาลแรงงานกลางฟังข้อเท็จจริงตามที่โจทก์นำสืบและจำเลยไม่ได้นำสืบโต้แย้งว่าจำเลยค้างจ่ายเงินโบนัสแก่โจทก์ ดังนั้น อุทธรณ์ของจำเลยดังกล่าวจึงเป็นการโต้แย้งดุลพินิจในการรับฟังพยานหลักฐานของศาลแรงงานกลาง เป็นอุทธรณ์ในข้อเท็จจริง ต้องห้ามตามพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงาน พ.ศ.2522 มาตรา 54 วรรคหนึ่ง ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัย

จำเลยอุทธรณ์ข้อสามว่า ศาลแรงงานกลางพิพากษากำหนดค่าเสียหายให้แก่โจทก์เกินคำขอไม่ชอบด้วยกฎหมายนั้น เห็นว่า โจทก์บรรยายฟ้องและมีคำขอท้ายฟ้องให้จำเลยจ่ายค่าเสียหายจากการเลิกจ้างที่ไม่เป็นธรรมแก่โจทก์เป็นเงินเพียง 432,666 บาท แต่ศาลแรงงานกลางพิพากษาให้จำเลยจ่ายค่าเสียหายดังกล่าวแก่โจทก์เป็นเงิน 645,750 บาท โดยไม่ได้อ้างเหตุอันสมควรเพื่อความเป็นธรรมแต่อย่างใด จึงเป็นการพิพากษาเกินไปกว่าหรือนอกจากที่ปรากฏในคำฟ้อง ไม่ชอบด้วยพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงาน พ.ศ.2522 มาตรา 52 อุทธรณ์ของจำเลยข้อนี้ฟังขึ้น

จำเลยอุทธรณ์ข้อสุดท้ายว่า โจทก์ไม่มีอำนาจฟ้องเพราะก่อนฟ้องคดีนี้โจทก์ได้ใช้สิทธิยื่นคำร้องต่อพนักงานตรวจแรงงานแล้ว โจทก์ต้องดำเนินการให้สิ้นสุดกระบวนการ ไม่มีบทบัญญัติใดให้สิทธิลูกจ้างถอนคำร้อง การที่โจทก์ถอนคำร้องแล้วมาใช้สิทธิทางศาลอีกเป็นการไม่ชอบด้วยกฎหมาย เห็นว่า ตามพระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน พ.ศ.2541 มาตรา 123 ถึงมาตรา 125 มีลักษณะกำหนดให้ลูกจ้างจะต้องเลือกใช้สิทธิทางใดทางหนึ่งระหว่างใช้สิทธิฟ้องคดีต่อศาลแรงงานหรือจะยื่นคำร้องต่อพนักงานตรวจแรงงานก็ได้แต่เพียงทางเดียว จะใช้สิทธิพร้อมกันทั้งสองทางไม่ได้ แม้โจทก์ได้ยื่นคำร้องต่อพนักงานตรวจแรงงานแล้ว ก็ไม่มีบทบัญญัติใดบังคับให้โจทก์ต้องดำเนินการให้สิ้นสุดกระบวนการโดยจะถอนคำร้องแล้วมาใช้สิทธิทางศาลอีกไม่ได้ ดังนั้น การที่โจทก์ยื่นคำร้องต่อพนักงานตรวจแรงงานแล้วได้ถอนคำร้องดังกล่าวก่อนยื่นคำฟ้องคดีนี้ในขณะยื่นคำฟ้อง จึงไม่มีคำร้องอยู่ในระหว่างการพิจารณาของพนักงานตรวจแรงงาน โจทก์จึงมีอำนาจฟ้อง อุทธรณ์ของจำเลยข้อนี้ฟังไม่ขึ้น

พิพากษาแก้เป็นว่า ให้จำเลยจ่ายค่าเสียหายจากการเลิกจ้างที่ไม่เป็นธรรมแก่โจทก์จำนวน 432,666 บาท นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลแรงงานกลาง
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.คุ้มครองแรงงาน พ.ศ.2541 ม. 123 ม. 124 ม. 125
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นายซัง โฮ ลี
จำเลย — บริษัทซัมมี่ ซาวด์ เท็ค (ประเทศไทย) จำกัด
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลแรงงานกลาง — นายสมฤกษ์ โรจนสุพจน์
ชื่อองค์คณะ
อนันต์ ชุมวิสูตร
นิยุต สุภัทรพาหิรผล
ปดารณี ลัดพลี
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 13577/2557
#575674
เปิดฉบับเต็ม

แม้ตามสัญญาจ้างตกลงเรื่องการใช้สิทธิทางศาลว่า หากเกิดข้อพิพาทขึ้นจะต้องฟ้องต่อศาลในประเทศกาตาร์ แต่คดีนี้โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยใช้เงินจำนวนต่าง ๆ อันเนื่องมาจากการที่จำเลยถูกเลิกจ้างโดยไม่ชอบ เป็นคดีพิพาทเกี่ยวด้วยสิทธิหรือหน้าที่ตามสัญญาจ้างแรงงานหรือตามข้อตกลงเกี่ยวกับสภาพการจ้าง ตาม พ.ร.บ.จัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงาน พ.ศ.2522 มาตรา 8 (1) อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลแรงงาน จำเลยทำสัญญาจ้างโจทก์ที่สำนักงานของจำเลย แม้จะให้โจทก์ไปทำงานบนเครื่องบินของจำเลยซึ่งมีเส้นทางการบินทั้งในและต่างประเทศ ก็ย่อมถือได้ว่าสำนักงานของจำเลยอันเป็นสถานที่สำคัญจ้างซึ่งเป็นต้นเหตุอันเป็นที่มาแห่งการโต้แย้งสิทธิอันจะทำให้เกิดอำนาจฟ้องเป็นสถานที่ที่มูลคดีเกิดอีกแห่งหนึ่งด้วย เมื่อสำนักงานของจำเลยตั้งอยู่แขวงคลองเตยเหนือ เขตวัฒนา กรุงเทพมหานคร โจทก์จึงมีอำนาจฟ้องคดีนี้ต่อศาลแรงงานกลางได้ตาม พ.ร.บ.จัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงาน พ.ศ.2522 มาตรา 33 หาจำต้องนำคดีไปฟ้องยังศาลแห่งประเทศกาตาร์แต่เพียงแห่งเดียวเท่านั้นไม่

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องและแก้ไขคำฟ้องขอให้จำเลยจ่ายค่าชดเชยแก่โจทก์เท่ากับค่าจ้างอัตราสุดท้าย 3 เดือน เป็นเงินจำนวน 210,913.56 บาท สินจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้าเท่ากับค่าจ้างอัตราสุดท้าย 1 เดือน เป็นเงินบาทจำนวน 70,304.52 บาท และจำเลยได้หักเงินประกันจากเงินเดือนของโจทก์ตามข้อผูกพันสัญญาการให้ความช่วยเหลือเป็นเงินประกันค่าใช้จ่ายในการฝึกอบรม จำเลยจึงต้องคืนเงินดังกล่าวให้แก่โจทก์เป็นเงินจำนวน 57,358 บาท ต้องคืนเงินที่หักประกันที่หักเป็นเงินบาทจำนวน 14,460 บาท โจทก์ขอคิดรักษาพยาบาลเป็นค่าเสียหายที่เกิดขึ้นจากการเลิกจ้างจำนวน 500,000 บาท และโจทก์ยังคงมีทรัพย์สินหลายรายการตกค้างอยู่ที่ประเทศกาตาร์ เช่น กระเป๋าเดินทาง เครื่องประดับส่วนตัว อุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์มีราคารวม 50,000 บาท จึงขอให้จำเลยส่งมอบทรัพย์สินดังกล่าวคืนโจทก์หากส่งมอบไม่ได้ให้ใช้ราคาแทน โจทก์ขอคิดค่าเสียหายจากการเลิกจ้างเท่ากับค่าจ้างอัตราสุดท้ายเป็นเวลา 5 ปี เป็นเงินบาท จำนวน 4,218,271.20 บาท รวมเป็นเงินที่จำเลยต้องชำระให้แก่โจทก์ทั้งสิ้น 5,121,307.28 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 15 ต่อปี นับถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จ

จำเลยให้การขอให้ยกฟ้อง

ศาลแรงงานกลางพิพากษายกฟ้อง

โจทก์อุทธรณ์ต่อศาลฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีแรงงานวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงตามคำฟ้อง คำให้การ และทางพิจารณาของศาลแรงงานกลางฟังได้ว่า จำเลยเป็นนิติบุคคลตามกฎหมายของประเทศกาตาร์ เมื่อวันที่ 7 กุมภาพันธ์ 2549 จำเลยทำสัญญาจ้างโจทก์เป็นพนักงานต้อนรับบนเครื่องบิน ที่สำนักงานของจำเลยซึ่งตั้งอยู่เลขที่ 36/26 แขวงคลองเตยเหนือ เขตวัฒนา กรุงเทพมหานคร ต่อมาวันที่ 19 มีนาคม 2552 จำเลยมีหนังสือเลิกจ้างโจทก์ให้มีผลตั้งแต่วันที่ 12 พฤษภาคม 2552

คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของโจทก์ว่า โจทก์มีอำนาจฟ้องคดีนี้ต่อศาลแรงงานกลางหรือไม่ เห็นว่า แม้ตามสัญญาจ้างตกลงเรื่องการใช้สิทธิทางศาลในข้อ 16 ว่า หากเกิดข้อพิพาทขึ้นจะต้องฟ้องต่อศาลในประเทศกาตาร์ แต่คดีนี้โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยใช้เงินจำนวนต่าง ๆ อันเนื่องมาจากการที่จำเลยถูกเลิกจ้างโดยไม่ชอบ เป็นคดีพิพาทเกี่ยวด้วยสิทธิหรือหน้าที่ตามสัญญาจ้างแรงงานหรือตามข้อตกลงเกี่ยวกับสภาพการจ้าง ตามพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงาน พ.ศ.2522 มาตรา 8 (1) อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลแรงงาน จำเลยทำสัญญาจ้างโจทก์ที่สำนักงานของจำเลย แม้จะให้โจทก์ไปทำงานบนเครื่องบินของจำเลยซึ่งมีเส้นทางการบินทั้งในและต่างประเทศ ก็ย่อมถือได้ว่าสำนักงานของจำเลยอันเป็นสถานที่ทำสัญญาจ้างซึ่งเป็นต้นเหตุอันเป็นที่มาแห่งการโต้แย้งสิทธิอันจะทำให้เกิดอำนาจฟ้องเป็นสถานที่ที่มูลคดีเกิดอีกแห่งหนึ่งด้วย เมื่อสำนักงานของจำเลยตั้งอยู่แขวงคลองเตยเหนือ เขตวัฒนา กรุงเทพมหานคร โจทก์จึงมีอำนาจฟ้องคดีนี้ต่อศาลแรงงานกลางได้ตามพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงาน พ.ศ.2522 มาตรา 33 หาจำต้องนำคดีไปฟ้องยังศาลแห่งประเทศกาตาร์แต่เพียงแห่งเดียวเท่านั้นไม่ ที่ศาลแรงงานกลางวินิจฉัยว่า โจทก์ไม่มีอำนาจฟ้องคดีนี้ต่อศาลแรงงานกลางแล้วพิพากษายกฟ้องมานั้น ศาลฎีกาไม่เห็นพ้องด้วย อุทธรณ์ของโจทก์ฟังขึ้น ส่วนประเด็นข้อพิพาทอื่นศาลแรงงานกลางยังมิได้วินิจฉัยมาให้ครบถ้วน จึงต้องย้อนสำนวนไปให้ศาลแรงงานกลางวินิจฉัยเสียก่อน

พิพากษายกคำพิพากษาศาลแรงงานกลาง ให้ศาลแรงงานกลางวินิจฉัยในประเด็นที่ยังมิได้วินิจฉัยแล้วพิพากษาไปตามรูปคดี
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.จัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงาน พ.ศ.2522 ม. 8 (1) ม. 33
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นางสาวณัฐนันท์ ทองใย
จำเลย — กาตาร์แอร์เวย์
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลแรงงานกลาง — นายชาติชาย กิติสารศักดิ์
ชื่อองค์คณะ
บูรณ์ ฐาปนดุลย์
นิยุต สุภัทรพาหิรผล
ธีระยุทธ ทรัพย์นภาพร
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 13553/2557
#580019
เปิดฉบับเต็ม

กำหนดระยะเวลาบังคับคดีตาม ป.วิ.พ. มาตรา 271 ที่ให้เจ้าหนี้ตามคำพิพากษาร้องขอให้บังคับคดีตามคำพิพากษาหรือคำสั่งได้ภายในสิบปีนับแต่วันมีคำพิพากษาหรือคำสั่งนั้น หมายถึงวันที่คำพิพากษาถึงที่สุด คดีนี้ศาลชั้นต้นมีคำพิพากษาเมื่อวันที่ 18 ธันวาคม 2543 โจทก์ขอขยายระยะเวลายื่นอุทธรณ์คัดค้านคำพิพากษา ศาลมีคำสั่งอนุญาตให้ขยายระยะเวลาอุทธรณ์ถึงวันที่ 14 มีนาคม 2544 คดีจึงเป็นที่สุดเมื่อสิ้นสุดระยะเวลาของวันสุดท้ายที่โจทก์อาจยื่นอุทธรณ์ได้ คือวันที่ 14 มีนาคม 2544 ตาม ป.วิ.พ. มาตรา 147 วรรคสอง เมื่อโจทก์ร้องขอให้เจ้าพนักงานบังคับคดียึดทรัพย์ของจำเลยที่ 2 เพิ่มเติมในวันที่ 8 มีนาคม 2554 จึงยังอยู่ภายในสิบปี นับแต่วันมีคำพิพากษาถึงที่สุด

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
คดีสืบเนื่องจากศาลชั้นต้นพิพากษาเมื่อวันที่ 18 ธันวาคม 2543 ให้จำเลย ทั้งสามชำระเงิน 2,743,832.83 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 14.5 ต่อปี ของต้นเงิน 2,120,786.45 บาท นับถัดจากวันฟ้อง (ฟ้องวันที่ 30 กันยายน 2542) เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ หากจำเลยทั้งสามไม่ชำระให้ยึดที่ดินโฉนดเลขที่ 11249 ตำบลเปือย อำเภอลือเจริญ จังหวัดอำนาจเจริญ และ น.ส.3 ก. เลขที่ 28, 105 ตำบลเชียงเพ็ง อำเภอป่าติ้ว จังหวัดยโสธร พร้อมสิ่งปลูกสร้างและทรัพย์จำนำออกขายทอดตลาดนำเงินมาชำระหนี้ หากได้เงินไม่พอให้ยึดทรัพย์สินอื่นของจำเลยทั้งสามบังคับชำระหนี้แก่โจทก์จนครบ กับให้จำเลยทั้งสามใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ โดยกำหนดค่าทนายความ 4,000 บาท คำขออื่นให้ยก

โจทก์ยื่นคำร้องขอขยายระยะเวลายื่นอุทธรณ์ ศาลชั้นต้นมีคำสั่งอนุญาตถึงวันที่ 14 มีนาคม 2544 แต่โจทก์มิได้ยื่นอุทธรณ์

โจทก์ขอให้ศาลออกคำบังคับแก่จำเลยทั้งสาม เจ้าพนักงานศาลส่งคำบังคับให้แก่จำเลยทั้งสามโดยวิธีปิดหมาย ณ ภูมิลำเนาของจำเลยทั้งสามในวันที่ 16 กรกฎาคม 2544 โจทก์ขอออกหมายบังคับคดี

ระหว่างการบังคับคดี ธนาคารพัฒนาวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อมแห่งประเทศไทย ยื่นคำร้องขอเข้าสวมสิทธิเป็นคู่ความแทนบรรษัทเงินทุนอุตสาหกรรมขนาดย่อมโจทก์เดิม ศาลชั้นต้นอนุญาตโจทก์นำเจ้าพนักงานบังคับคดียึดทรัพย์จำนองของจำเลยที่ 2 ออกขายทอดตลาดแต่ได้เงินจำนวนสุทธิน้อยกว่าจำนวนเงินที่ค้างชำระ โจทก์สืบหาทรัพย์และพบที่ดินของจำเลยที่ 2 จำนวน 10 แปลง ได้แก่ ที่ดินโฉนดเลขที่ 1827, 14815, 14817, 25231, 25235 ที่ดินตามหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส. 3 ก.) เลขที่ 1910, 1948 2383, 4514 และที่ดินตามหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส. 3) เลขที่ 565 ตำบลบุ่ง อำเภอเมืองอำนาจเจริญ จังหวัดอำนาจเจริญ โจทก์จึงยื่นคำแถลงต่อเจ้าพนักงานบังคับคดีเมื่อวันที่ 8 มีนาคม 2554 ขอยึดทรัพย์เพิ่มเติม เจ้าพนักงานบังคับคดีมีคำสั่งงดดำเนินการให้เพราะโจทก์ยื่นคำแถลงเมื่อพ้นกำหนด 10 ปี นับแต่วันมีคำพิพากษาถึงที่สุด

โจทก์ยื่นคำร้องและแก้ไขคำร้องต่อศาลชั้นต้นขอให้เพิกถอนคำสั่งเจ้าพนักงานบังคับคดีและให้เจ้าพนักงานบังคับคดีดำเนินการยึดที่ดิน 10 แปลง ของจำเลยที่ 2 เพื่อบังคับคดีต่อไป

จำเลยที่ 2 ยื่นคำคัดค้าน

ศาลชั้นต้นให้เพิกถอนคำสั่งของเจ้าพนักงานบังคับคดีที่งดดำเนินการตามคำแถลงขอยึดทรัพย์เพิ่มของโจทก์ และให้เจ้าพนักงานบังคับคดีดำเนินการบังคับคดีแก่ที่ดินของจำเลยที่ 2 ตามกฎหมายต่อไป คำขออื่นให้ยก ค่าฤชาธรรมเนียมให้เป็นพับ

จำเลยที่ 2 อุทธรณ์และยื่นคำร้องขอแก้ไขชื่อสกุลของจำเลยที่ 2 ในคำสั่งของศาลชั้นต้น

ศาลอุทธรณ์พิพากษากลับ ให้ยกคำร้องขอให้เพิกถอนคำสั่งของเจ้าพนักงานบังคับคดีของโจทก์ และคำร้องขอแก้ไขชื่อสกุลของจำเลยที่ 2 ในคำสั่งของศาลชั้นต้น ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ

โจทก์ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์มีว่า โจทก์ดำเนินการบังคับคดีภายในสิบปี นับแต่วันมีคำพิพากษาหรือคำสั่งตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 271 หรือไม่ เห็นว่า กำหนดระยะเวลาบังคับคดีตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 271 ที่ให้เจ้าหนี้ตามคำพิพากษาร้องขอให้บังคับคดีตามคำพิพากษาหรือคำสั่งได้ภายในสิบปี นับแต่วันมีคำพิพากษาหรือคำสั่งนั้น หมายถึงวันที่คำพิพากษาถึงที่สุด คดีนี้ศาลชั้นต้นมีคำพิพากษาเมื่อวันที่ 18 ธันวาคม 2543 โจทก์ขอขยายระยะเวลายื่นอุทธรณ์คัดค้านคำพิพากษา ศาลมีคำสั่งอนุญาตให้ขยายระยะเวลาอุทธรณ์ถึงวันที่ 14 มีนาคม 2544 คดีจึงเป็นที่สุดเมื่อสิ้นสุดระยะเวลาของวันสุดท้ายที่โจทก์อาจยื่นอุทธรณ์ได้คือวันที่ 14 มีนาคม 2544 ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 147 วรรคสอง เมื่อโจทก์ร้องขอให้เจ้าพนักงานบังคับคดียึดทรัพย์ของจำเลยที่ 2 เพิ่มเติมในวันที่ 8 มีนาคม 2554 จึงยังอยู่ภายในสิบปี นับแต่วันมีคำพิพากษาถึงที่สุด ศาลอุทธรณ์ยกคำร้องของโจทก์ดังกล่าวเป็นการไม่ชอบ ที่ศาลอุทธรณ์พิพากษามานั้น ศาลฎีกาไม่เห็นพ้องด้วย ฎีกาของโจทก์ฟังขึ้น

พิพากษากลับให้บังคับคดีตามคำสั่งศาลชั้นต้น ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสามศาลให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ. ม. 147 วรรคสอง ม. 271
ชื่อคู่ความ
บรรษัทเงินทุนอุตสาหกรรมขนาดย่อม
โดยธนาคารพัฒนาวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม
โจทก์ — แห่งประเทศไทย ผู้เข้าสวมสิทธิเป็นคู่ความแทน
จำเลย — บริษัททิพย์ตุ๊ก จำกัด กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลแพ่ง — นายสุริยา ปานแป้น
ศาลอุทธรณ์ — นางวาสนา อัจฉรานุวัฒน์
ชื่อองค์คณะ
อภิรัตน์ ลัดพลี
จรูญ ชีวิตโสภณ
บุญไชย ธนาพันธ์สิน
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 13535/2557
#575649
เปิดฉบับเต็ม

ในการจัดทำแผนที่ประกอบด้วยการดำเนินการในขั้นตอนของการสำรวจ รวบรวมข้อมูล วิเคราะห์เรียบเรียง และเลือกใช้ข้อมูล แล้วนำข้อมูลดังกล่าวมานำเสนออันเป็นการแสดงออกซึ่งความคิดในรูปแบบของแผนที่ แม้ถนน ซอย และสถานที่ต่างๆ ที่ลงในแผนที่จะเป็นข้อเท็จจริงที่มีอยู่จริง แต่ก็ต้องใช้ความอุตสาหวิริยะและความรู้ความสามารถในการสำรวจวัดระยะและจำลองรูปแผนที่โดยใช้มาตราส่วนที่เหมาะสมเพื่อให้ได้รูปแผนที่ถูกต้องมีประโยชน์ในการใช้งานย่อมเป็นการสร้างสรรค์งานแผนที่ขึ้น อันเป็นงานศิลปกรรมอย่างหนึ่งและเป็นงานอันมีลิขสิทธิ์ที่ได้รับความคุ้มครองตาม พ.ร.บ.ลิขสิทธิ์ พ.ศ.2537 มาตรา 4, 6 วรรคหนึ่ง และ 15 วรรคหนึ่ง

แม้ข้อเท็จจริงที่ปรากฏในการพิจารณาว่า ว. เป็นเจ้าของลิขสิทธิ์ในงานแผนที่ดังกล่าวได้ลิขสิทธิ์มาจากการรับโอนจากผู้สร้างสรรค์งาน แตกต่างจากคำฟ้องที่บรรยายว่า ว. เป็นผู้ริเริ่มสร้างสรรค์เอง แต่ข้อเท็จจริงที่แตกต่างกันนี้เป็นเพียงรายละเอียดของการได้มาซึ่งลิขสิทธิ์ของ ว. เท่านั้น ศาลย่อมรับฟังข้อเท็จจริงในชั้นพิจารณาได้ตาม พ.ร.บ.จัดตั้งศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศและวิธีพิจารณาคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศ พ.ศ.2539 มาตรา 26 ประกอบ ป.วิ.อ. มาตรา 192 วรรคสอง

แผนที่ที่ ว. มีลิขสิทธิ์อยู่แต่เดิมที่ทำในปี 2529 คือแผนที่เอกสารหมาย จ.28 แต่ ว. โอนลิขสิทธิ์ให้ บ. ครั้งละ 10 ปี 2 ครั้ง เป็นเวลา 20 ปี โดยแต่ละครั้งที่สิ้นสุดกำหนดเวลาโอนลิขสิทธิ์ทำให้ ว. ได้ลิขสิทธิ์กลับคืนมานั้น ย่อมได้คืนเฉพาะงานแผนที่ที่ได้โอนไปแต่แรกตามเอกสารหมาย จ.28 เท่านั้น ส่วนแผนที่เพิ่มเติมที่ บ. ปรับปรุงย่อมไม่โอนไปยัง ว. เพราะไม่มีข้อตกลงให้โอนลิขสิทธิ์ส่วนที่สร้างสรรค์เพิ่มเติม เมื่อ ว. ได้ลิขสิทธิ์ในแผนที่ตามเอกสารหมาย จ.28 กลับคืนมาแล้วโอนลิขสิทธิ์ต่อแก่โจทก์ โจทก์นำมาจัดพิมพ์เป็นแผนที่เอกสารหมาย จ.18 จึงมีส่วนที่เป็นแผนที่ดั้งเดิมตามเอกสารหมาย จ.28 อยู่ด้วยส่วนหนึ่งกับส่วนที่มีการปรับปรุงเพิ่มเติมอีกส่วนหนึ่ง โจทก์ย่อมมีลิขสิทธิ์โดยการรับโอนจาก ว. เฉพาะแผนที่ส่วนดั้งเดิมและย่อมมีอำนาจฟ้องเฉพาะส่วนดังกล่าว

แม้การทำแผนที่ออกมาเหมือนกัน โดยบุคคลคนละคนกันอาจเป็นเพราะเป็นการจัดทำจากสภาพพื้นที่ที่มีอยู่จริงโดยไม่ได้ลอกเลียนกันอันไม่ถือเป็นการละเมิดลิขสิทธิ์ แต่หากการทำแผนที่เหมือนกันโดยใช้แผนที่ที่เป็นงานอันมีลิขสิทธิ์ของผู้อื่นมาเป็นต้นแบบในคัดลอก ทำซ้ำ หรือดัดแปลง ย่อมเป็นการละเมิดลิขสิทธิ์เมื่อเปรียบเทียบแผนที่ที่เป็นลิขสิทธิ์ของโจทก์กับแผนที่ของจำเลยที่ 1 และที่ 2 แล้ว พบส่วนที่คลาดเคลื่อนเหมือนกัน 3 รายการ ย่อมแสดงได้ว่าเป็นการลอกเลียนจากแผนที่ที่โจทก์มีลิขสิทธิ์ แต่โจทก์มีลิขสิทธิ์เฉพาะงานแผนที่ที่สร้างสรรค์ขึ้นตั้งแต่ปี 2529 การที่จำเลยที่ 1 และที่ 2 ลอกเลียนแผนที่ตามเอกสารหมาย จ.18 ที่พัฒนามาจากแผนที่เอกสารหมาย จ.28 มาก จนไม่อาจฟังได้ว่าเป็นการทำซ้ำโดยการคัดลอกงานแผนที่ตามเอกสารหมาย จ.28 คงถือได้ว่าเป็นเพียงการดัดแปลงเท่านั้น

จำเลยที่ 1 โดยจำเลยที่ 2 เป็นผู้ละเมิดลิขสิทธิ์ของโจทก์เอง เมื่อจำเลยที่ 1 และที่ 2 จำหน่ายแผนที่ของตนก็ย่อมรู้อยู่แล้วว่างานนั้นทำขึ้น โดยละเมิดลิขสิทธิ์ของโจทก์ จึงเป็นความผิดตาม พ.ร.บ.ลิขสิทธิ์ พ.ศ.2537 มาตรา 69 วรรคสอง ประกอบมาตรา 27 (1) และมาตรา 70 วรรคสอง ประกอบมาตรา 31 (1) เป็นความผิดกรรมเดียวเป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบท เมื่อฟังว่าจำเลยที่ 1 และที่ 2 ละเมิดลิขสิทธิ์ของโจทก์เพียงบางส่วนของงานตามฟ้องจึงสมควรกำหนดโทษให้น้อยลงตามสมควรด้วย

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยทั้งสามตามพระราชบัญญัติลิขสิทธิ์ พ.ศ.2537 มาตรา 4, 6, 8, 15, 17, 27, 31, 32, 69, 70, 74, 75, 76 ให้จ่ายค่าปรับแก่โจทก์กึ่งหนึ่งและให้แผ่นพับแผนที่ที่จำเลยทั้งสามทำขึ้นโดยละเมิดลิขสิทธิ์ทั้งหมดตกเป็นของโจทก์

ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางไต่สวนมูลฟ้องแล้ว เห็นว่า คดีมีมูลให้ประทับฟ้อง

จำเลยทั้งสามให้การปฏิเสธ

ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางพิพากษาว่า จำเลยที่ 1 และที่ 2 มีความผิดตามพระราชบัญญัติลิขสิทธิ์ พ.ศ.2537 มาตรา 69 วรรคสอง ประกอบมาตรา 27 (1) และมาตรา 70 วรรคสอง ประกอบมาตรา 31 (1) โจทก์บรรยายฟ้องเป็นการกระทำกรรมเดียวจึงให้ลงโทษตามพระราชบัญญัติลิขสิทธิ์ พ.ศ.2537 มาตรา 27 (1) ประกอบมาตรา 69 วรรคสอง ซึ่งเป็นบทที่มีโทษหนักที่สุดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 สำหรับจำเลยที่ 1 ปรับ 300,000 บาท ส่วนจำเลยที่ 2 จำคุก 6 เดือน และปรับ 300,000 บาท เมื่อพิเคราะห์พฤติการณ์แห่งคดีประกอบกับไม่ปรากฏว่าจำเลยที่ 2 เคยได้รับโทษจำคุกมาก่อน เห็นสมควรให้โอกาสจำเลยที่ 2 กลับตัว โทษจำคุกให้รอการลงโทษไว้มีกำหนด 1 ปี ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 56 หากจำเลยที่ 1 และที่ 2 ไม่ชำระค่าปรับสำหรับจำเลยที่ 1 ให้บังคับตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 29 ส่วนจำเลยที่ 2 ให้บังคับตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 29, 30 ยกฟ้องโจทก์สำหรับจำเลยที่ 3 จ่ายค่าปรับที่ได้ชำระตามคำพิพากษากึ่งหนึ่งให้แก่โจทก์ซึ่งเป็นเจ้าของลิขสิทธิ์ ยกคำขอให้แผนที่ที่ทำขึ้นโดยละเมิดลิขสิทธิ์ตกเป็นของโจทก์

จำเลยทั้งสามอุทธรณ์ต่อศาลฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศวินิจฉัยว่า มีปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของจำเลยที่ 1 และที่ 2 ว่า งานแผนที่ตามคำฟ้องของโจทก์ดังกล่าวมาข้างต้นเป็นงานอันมีลิขสิทธิ์ของโจทก์เพียงใดหรือไม่ เห็นได้ว่า ในการจัดทำแผนที่เอกสารหมาย จ.10 และ จ.28 นี้ ประกอบด้วยการดำเนินการในขั้นตอนของการสำรวจ รวบรวมข้อมูล วิเคราะห์เรียบเรียงและเลือกใช้ข้อมูล แล้วนำข้อมูลดังกล่าวมานำเสนออันเป็นการแสดงออกซึ่งความคิดในรูปแบบของแผนที่ เมื่อปรากฏว่าข้อมูลที่เป็นสาระสำคัญในแผนที่ดังกล่าวที่นำเสนอในรูปแผนที่ตามเอกสารหมาย จ.28 คือเส้นทางลัดที่ไม่ได้เคยมีปรากฏในแผนที่ที่เคยมีอยู่เดิมมาก่อน โดยข้อมูลดังกล่าวได้มาจากการเดินสำรวจพื้นที่แล้วจำลองขึ้นเป็นแผนที่เอกสารหมาย จ.10 นำมาคัดเลือกเส้นทางจากถนนและซอยซึ่งมีอยู่หลายสายที่เชื่อมต่อกัน ให้ได้เส้นทางลัดตามที่สมควรระบุไว้โดยแสดงให้ปรากฏเส้นทางลัดในแผนที่ซึ่งใช้เส้นสีเหลืองเฉพาะส่วนที่เป็นเส้นทางลัด แม้ว่าถนนซอยและสถานที่ต่าง ๆ ที่นำมาจำลองลงในแผนที่นี้จะเป็นข้อมูลที่เป็นข้อเท็จจริงที่มีอยู่จริงในพื้นที่ก็ตามแต่ก็ต้องใช้ความอุตสาหวิริยะและความรู้ความสามารถในการสำรวจวัดระยะและจำลองรูปแผนที่โดยใช้มาตราส่วนที่เหมาะสมเพื่อให้ได้รูปแผนที่ที่ถูกต้องมีประโยชน์ในการใช้งานย่อมเป็นการสร้างสรรค์งานแผนที่ขึ้นอันเป็นงานศิลปกรรมอย่างหนึ่งตามบทกฎหมายดังกล่าวมาข้างต้นและโจทก์เป็นผู้มีสิทธิในลิขสิทธิ์งานแต่ผู้เดียวในงานแผนที่อันเป็นศิลปกรรม จึงเป็นงานอันมีลิขสิทธิ์ที่ได้รับความคุ้มครองตามพระราชบัญญัติลิขสิทธิ์ พ.ศ.2537 มาตรา 4, 6 วรรคหนึ่ง และ 15 วรรคหนึ่ง และเมื่อผู้สร้างสรรค์งานแผนที่ได้ทำหนังสือโอนลิขสิทธิ์ตลอดอายุการคุ้มครองให้แก่นางวรรณทนาแล้วเช่นนี้ จึงฟังได้ว่านางวรรณทนาเป็นเจ้าของลิขสิทธิ์งานแผนที่นี้ดังที่ปรากฏให้เห็นได้จากหนังสือแผนที่เอกสารหมาย จ.28 ที่ห้างหุ้นส่วนจำกัดบางกอกไกด์ได้รับโอนลิขสิทธิ์จากนางวรรณทนาแล้วนำมาจัดพิมพ์เป็นหนังสือแผนที่ฉบับนี้ขึ้นมานั่นเอง และแม้ข้อเท็จจริงที่ปรากฏในการพิจารณาของศาลว่า นางวรรณทนาเป็นเจ้าของลิขสิทธิ์ในงานแผนที่ดังกล่าวโดยได้ลิขสิทธิ์มาจากการรับโอนจากผู้สร้างสรรค์งาน ซึ่งแตกต่างจากคำฟ้องที่โจทก์บรรยายฟ้องว่า นางวรรณทนาเป็นผู้ริเริ่มสร้างสรรค์เองก็ตาม แต่ข้อเท็จจริงที่แตกต่างกันนี้ก็เป็นเพียงรายละเอียดของการได้มาซึ่งลิขสิทธิ์ของนางวรรณทนาเท่านั้น อันเป็นเพียงข้อเท็จจริงรายละเอียดซึ่งมิใช่ข้อสาระสำคัญและจำเลยที่ 1 กับที่ 2 ก็ให้การในชั้นพิจารณาโดยปฏิเสธทั้งในข้อเท็จจริงที่ว่านางวรรณทนามิได้สร้างสรรค์งานแผนที่นี้และนางวรรณทนาไม่ได้รับโอนลิขสิทธิ์มาโดยชอบด้วยกฎหมายด้วย นอกจากนี้ในชั้นไต่สวนมูลฟ้องทนายจำเลยทั้งสามก็ใช้สำเนาคำพิพากษาศาลฎีกาที่ 5741/2552 ประกอบการถามค้านพยานโจทก์ปากนางวรรณทนา โดยคำพิพากษาศาลฎีกาฉบับนี้เป็นคดีระหว่างห้างหุ้นส่วนจำกัดบางกอกไกด์ โจทก์ บริษัท ประกันคุ้มภัย จำกัด (มหาชน) กับพวกรวม 16 คน จำเลย ทั้งนี้โดยคดีดังกล่าวโจทก์โดยนางวรรณทนาผู้เป็นหุ้นส่วนผู้จัดการห้างหุ้นส่วนจำกัดโจทก์ก็นำสืบพยานหลักฐานตามที่ปรากฏข้อความในคำพิพากษาศาลฎีกาฉบับดังกล่าวว่าโจทก์ได้นำสืบว่าคณะทำงาน 4 คน ที่สำรวจและรวบรวมข้อมูลจัดทำแผนที่ตกลงมอบลิขสิทธิ์แก่นางวรรณทนาโดยทำหนังสือไว้ ซึ่งในที่สุดศาลฎีกาในคดีดังกล่าวก็วินิจฉัยว่านางวรรณทนามิได้เป็นเจ้าของลิขสิทธิ์ในฐานะผู้สร้างสรรค์เอง แต่ก็ยังวินิจฉัยว่านางวรรณทนามีลิขสิทธิ์เช่นกันโดยวินิจฉัยถึงพฤติการณ์ที่นางวรรณทนาออกค่าใช้จ่ายให้แก่คณะสำรวจรวบรวมข้อมูลจัดทำแผนที่ว่าถือเป็นการว่าจ้างซึ่งทำให้นางวรรณทนาได้ลิขสิทธิ์ในฐานผู้ว่าจ้างให้คณะบุคคลดังกล่าวสร้างสรรค์โดยไม่ได้วินิจฉัยถึงหนังสือโอนลิขสิทธิ์ แต่คำพิพากษาศาลฎีกาฉบับดังกล่าวก็ไม่ผูกพันคดีนี้ซึ่งมีคู่ความต่างกันทั้งโจทก์และจำเลย ในอันจะฟังข้อเท็จจริงว่านางวรรณทนาได้ลิขสิทธิ์มาโดยการที่ผู้สร้างสรรค์ได้ทำหนังสือโอนลิขสิทธิ์ให้ดังกล่าวมาข้างต้น อย่างไรก็ตามการที่จำเลยที่ 1 และที่ 2 ทราบรายละเอียดข้อความในคำพิพากษาศาลฎีกาดังกล่าวอยู่ก่อนให้การคดีนี้แล้ว ก็ย่อมมีข้อมูลและข้อเท็จจริงเพื่อใช้ในการต่อสู้คดีได้เป็นอย่างดี ไม่มีเหตุที่จะหลงต่อสู้เพราะเหตุที่โจทก์บรรยายฟ้องในคดีนี้คลาดเคลื่อนแตกต่างจากข้อเท็จจริงที่นำสืบพยานหลักฐานมาในชั้นพิจารณาคดีนี้ ศาลย่อมรับฟังข้อเท็จจริงที่เป็นรายละเอียดดังกล่าวตามที่ปรากฏจากพยานหลักฐานของโจทก์ในชั้นพิจารณาได้แม้จะแตกต่างจาก คำฟ้องของโจทก์ก็ตาม โดยเป็นไปตามพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศและวิธีพิจารณาคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศ พ.ศ.2539 มาตรา 26 ประกอบกับประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 192 วรรคสอง และมีปัญหาที่ต้องวินิจฉัยต่อไปอีกว่า งานแผนที่ตามแผ่นพับรูปแผนที่กรุงเทพฯ และปริมณฑล ทางด่วน - ทางลัด ที่โจทก์อ้างตามคำฟ้องว่าโจทก์มีลิขสิทธิ์โดยได้รับโอนจากนางวรรณทนาตามเอกสารท้ายคำฟ้องหมายเลข 4 และจำเลยที่ 1 กับที่ 2 ละเมิดลิขสิทธิ์ในงานแผนที่ดังกล่าวนั้นโจทก์เป็นเจ้าของลิขสิทธิ์หรือไม่ เห็นได้ว่า แผนที่ที่นางวรรณทนามีลิขสิทธิ์อยู่แต่เดิมที่ทำในปี 2529 คือแผนที่ตามที่ปรากฏตามเอกสารหมาย จ.28 แต่นางวรรณทนาทำหนังสือโอนลิขสิทธิ์ให้ห้างหุ้นส่วนจำกัดบางกอกไกด์ครั้งละ 10 ปี รวม 2 ครั้ง เป็นเวลา 20 ปี โดยแต่ละครั้งที่สิ้นสุดกำหนดเวลาโอนลิขสิทธิ์อันทำให้นางวรรณทนาได้ลิขสิทธิ์กลับคืนมานั้นก็ย่อมได้คืนเฉพาะงานแผนที่ที่ได้โอนไปแต่แรก ซึ่งก็คือแผนที่ดั้งเดิมตามเอกสารหมาย จ.28 เท่านั้น ดังนั้น เมื่อนางวรรณทนาได้ลิขสิทธิ์ในส่วนแผนที่ตามเอกสารหมาย จ.28 กลับคืนมาหลังจากครบกำหนดเวลา 10 ปี ตามหนังสือโอนลิขสิทธิ์แก่ห้างหุ้นส่วนจำกัดบางกอกไกด์ ครั้งที่ 2 ซึ่งครบกำหนดวันที่ 20 กรกฎาคม 2549 แล้วทำหนังสือโอนลิขสิทธิ์ต่อแก่โจทก์ตามที่โจทก์นำมาจัดพิมพ์เป็นแผนที่ตามฟ้องเอกสารหมาย จ.18 นั้น ก็ยังมีส่วนที่เป็นแผนที่ดั้งเดิมตามเอกสารหมาย จ.28 อยู่ด้วยส่วนหนึ่งกับส่วนที่มีการพัฒนาปรับปรุงรายละเอียดเพิ่มเติมไปมากอีกส่วนหนึ่ง ซึ่งแม้ส่วนเพิ่มเติมนี้ไม่ใช่แผนที่ที่นางวรรณทนามีลิขสิทธิ์ก็ตาม แต่นางวรรณทนาก็มีลิขสิทธิ์ในส่วนตามแผนที่เอกสารหมาย จ.28 ที่โอนให้เป็นลิขสิทธิ์ของโจทก์ได้ และโจทก์ย่อมมีลิขสิทธิ์โดยการรับโอนจากนางวรรณทนาเฉพาะแผนที่ส่วนดั้งเดิมตามเอกสารหมาย จ.28 ที่ยังปรากฏเป็นส่วนหนึ่งในแผนที่ตามฟ้องเอกสารหมาย จ.18 เท่านั้น ดังนี้ หากจำเลยที่ 1 และที่ 2 กระทำละเมิดลิขสิทธิ์งานแผนที่ตามเอกสารหมาย จ.18 หากส่วนที่กระทำละเมิดอยู่ในส่วนที่โจทก์มีลิขสิทธิ์อันได้แก่ส่วนที่เป็นแผนที่ตามเอกสารหมาย จ.28 ที่ยังปรากฏอยู่ในแผนที่เอกสารหมาย จ.18 ด้วยแล้ว ก็ย่อมเป็นการละเมิดลิขสิทธิ์ของโจทก์ได้เฉพาะในส่วนที่เป็นแผนที่ดั้งเดิมตามเอกสารหมาย จ.28 เท่านั้น และย่อมมีอำนาจฟ้องเฉพาะในส่วนที่เกี่ยวกับงานแผนที่ที่โจทก์มีลิขสิทธิ์ดังกล่าว แต่โจทก์ไม่ใช่เจ้าของลิขสิทธิ์ที่มีอำนาจฟ้องในส่วนอื่นนอกจากส่วนที่มีลิขสิทธิ์นั้น อุทธรณ์ของจำเลยที่ 1 และที่ 2 ข้อนี้ฟังขึ้นบางส่วน มีปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของจำเลยที่ 1 และที่ 2 เป็นข้อต่อไปว่า จำเลยที่ 1 และที่ 2 ละเมิดลิขสิทธิ์เฉพาะในงานแผนที่ตามเอกสารหมาย จ.28 ที่ปรากฏอยู่ในแผนที่ตามฟ้องเอกสารหมาย จ.18 หรือไม่ ในข้อนี้เมื่อพิจารณาแผนที่ของโจทก์ตามเอกสารหมาย จ.18 ประกอบกับแผนที่เท่าที่โจทก์มีลิขสิทธิ์ตามเอกสารหมาย จ.28 ประกอบกันเปรียบเทียบกับแผนที่ของจำเลยที่ 1 ตามเอกสารหมาย จ.1 แล้ว ปรากฏว่าแผนที่ตามเอกสารหมาย จ.1 มีรายละเอียดถนน เส้นทางลัดและสถานที่ต่าง ๆ คล้ายกับแผนที่เอกสารหมาย จ.18 เป็นส่วนใหญ่ ซึ่งแม้ว่าการทำแผนที่ออกมาเหมือนกันโดยบุคคลคนละคนกันที่แสดงถึงถนนซอยและสถานที่ต่าง ๆ ในกรุงเทพมหานครและปริมณฑลอาจเป็นการทำเหมือนกันเพราะเป็นการจำลองจัดทำจากสภาพพื้นที่ที่มีอยู่จริงแสดงถึงเส้นทางที่ปรากฏตามจริงโดยไม่ได้ลอกเลียนกันอันไม่ถือเป็นการละเมิดลิขสิทธิ์ก็ตาม แต่หากการทำแผนที่เหมือนกันโดยใช้แผนที่ที่เป็นงานอันมีลิขสิทธิ์ของผู้อื่นมาเป็นต้นแบบในการคัดลอก ทำซ้ำหรือดัดแปลงย่อมเป็นการละเมิดลิขสิทธิ์ ซึ่งจากพยานหลักฐานดังกล่าวมาเห็นได้ว่าพยานหลักฐานของโจทก์ดังที่ได้วินิจฉัยมานั้นมีรายละเอียดสอดคล้องต้องกันประกอบด้วยเหตุผลให้มีน้ำหนักให้รับฟังได้อย่างมั่นคง ส่วนพยานหลักฐานของจำเลยที่ 1 และที่ 2 มีพิรุธ ไม่สมเหตุสมผลจึงไม่อาจรับฟังหักล้างพยานหลักฐานของโจทก์ได้ ย่อมฟังได้ว่าจำเลยที่ 1 และที่ 2 ทำแผนที่ตามเอกสารหมาย จ.1 โดยลอกเลียนจากแผนที่ตามเอกสารหมาย จ.18 ที่ประกอบด้วยแผนที่ตามเอกสารหมาย จ.28 อันเป็นลิขสิทธิ์ของโจทก์อยู่ด้วยส่วนหนึ่งเพื่อนำออกขายหากำไรโดยมีเจตนากระทำการดังกล่าว แต่โดยที่โจทก์มีลิขสิทธิ์เฉพาะงานแผนที่ตามเอกสารหมาย จ.28 ที่ปรากฏเป็นส่วนหนึ่งในแผนที่เอกสารหมาย จ.18 โดยแผนที่ตามเอกสารหมาย จ.28 สร้างสรรค์ขึ้นตั้งแต่ปี 2529 ต่อมาห้างหุ้นส่วนจำกัดบางกอกไกด์ได้พัฒนาปรับปรุงตามเวลาที่ผ่านไปนานประมาณ 20 ปี อันทำให้สภาพพื้นที่กรุงเทพมหานครมีถนนและสิ่งก่อสร้างเพิ่มเติมขึ้นมาก ดังนั้นการที่จำเลยที่ 1 และที่ 2 ลอกเลียนแผนที่ตามเอกสารหมาย จ.18 ที่พัฒนามาจากแผนที่เอกสารหมาย จ.28 มาก จนไม่อาจฟังได้ว่าเป็นการทำซ้ำโดยการคัดลอกงานแผนที่ตามเอกสารหมาย จ.28 คงถือได้ว่าเป็นเพียงการดัดแปลงเท่านั้น ซึ่งก็เป็นการกระทำอันเป็นการละเมิดลิขสิทธิ์ในส่วนเฉพาะงานแผนที่ตามเอกสารหมาย จ.28 ของโจทก์ที่ได้รับโอนลิขสิทธิ์จากนางวรรณทนาโดยเป็นเพียงลิขสิทธิ์ส่วนหนึ่งของแผนที่เอกสารหมาย จ.18 ที่โจทก์ฟ้องกล่าวหาว่าจำเลยที่ 1 และที่ 2 ละเมิดลิขสิทธิ์ และเมื่อจำเลยที่ 1 โดยจำเลยที่ 2 เป็นผู้ละเมิดลิขสิทธิ์ของโจทก์ในการทำแผนที่เอกสารหมาย จ.1 เอง เมื่อจำเลยที่ 1 และที่ 2 จำหน่ายแผนที่ของตนก็ย่อมรู้อยู่แล้วว่างานแผนที่ที่จำหน่ายไปนั้นทำขึ้นโดยละเมิดลิขสิทธิ์ของโจทก์ การกระทำของจำเลยที่ 1 และที่ 2 จึงเป็นความผิดตามพระราชบัญญัติลิขสิทธิ์ พ.ศ.2537 มาตรา 69 วรรคสอง ประกอบมาตรา 27 (1) และมาตรา 70 วรรคสอง ประกอบมาตรา 31 (1) แต่โจทก์บรรยายฟ้องรวมกันมาในข้อเดียวกันแสดงว่าโจทก์ประสงค์จะให้ลงโทษเป็นกรรมเดียว ที่ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางพิพากษาว่าจำเลยที่ 1 และที่ 2 มีความผิดตามบทกฎหมายดังกล่าว ศาลฎีกาแผนกคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศเห็นพ้องด้วยในผล อุทธรณ์ของจำเลยที่ 1 และที่ 2 ฟังขึ้นเพียงบางส่วน อย่างไรก็ตามเมื่อฟังข้อเท็จจริงได้ว่าจำเลยที่ 1 และที่ 2 กระทำละเมิดลิขสิทธิ์ของโจทก์เพียงบางส่วนของงานตามคำฟ้องจึงสมควรกำหนดโทษให้น้อยลงตามสมควรเพื่อให้เหมาะสมแก่พฤติการณ์ในการกระทำผิดของจำเลยที่ 1 และที่ 2

พิพากษาแก้เป็นว่า ให้ลงโทษจำเลยที่ 1 ปรับ 200,000 บาท และลงโทษจำเลยที่ 2 จำคุก 6 เดือน และปรับ 200,000 บาท โทษจำคุกให้รอการลงโทษไว้มีกำหนด 1 ปี นอกจากที่แก้คงให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลาง และให้ยกอุทธรณ์ของจำเลยที่ 3
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.ลิขสิทธิ์ พ.ศ.2537 ม. 4 ม. 6 ม. 15 ม. 27 ม. 31 ม. 69 ม. 70
ป.วิ.อ. ม. 192 วรรคสอง
พ.ร.บ.จัดตั้งศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศและวิธีพิจารณาคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศ พ.ศ.2539 ม. 26
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — บริษัทบางกอกไกด์เทคโนโลยี (1986) จำกัด
จำเลย — บริษัทกรู้ฟวีแม็ป จำกัด กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลาง — นายนทดล กิติกัมรา
ชื่อองค์คณะ
ธัชพันธ์ ประพุทธนิติสาร
อร่าม เสนามนตรี
ปริญญา ดีผดุง
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 13534/2557
#571893
เปิดฉบับเต็ม

ตามใบยืนยันการจอง จำเลยเข้าไปเกี่ยวข้องเฉพาะเมื่อมีการออกใบตราส่งซึ่งระบุไว้ชัดเจนว่า จำเลยเป็นเพียงตัวแทนของผู้ขนส่งรายบริษัท ร. ไม่ใช่ผู้ขนส่ง พฤติการณ์นับตั้งแต่เริ่มเจรจาตกลงเพื่อทำสัญญาขนส่ง จนกระทั่งมีการทำสัญญาขนส่ง การติดต่อระหว่างการขนส่งที่โจทก์ติดต่อกับบริษัท ร. โดยตรงตลอดระยะเวลาโดยที่จำเลยเข้าไปเกี่ยวข้องเพียงการออกใบตราส่งแทนบริษัท ร. เท่านั้น และยังระบุไว้ว่าออกแทนบริษัทดังกล่าวจึงฟังได้ว่าจำเลยไม่ใช่ผู้ขนส่ง เป็นเพียงตัวแทนผู้ขนส่งเท่านั้น

แม้จำนวนทุนทรัพย์ตามฟ้องแย้งไม่ถึง 200,000 บาท คดีตามฟ้องแย้งจึงต้องห้ามอุทธรณ์ในปัญหาข้อเท็จจริง แต่เมื่อศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางรับอุทธรณ์ของโจทก์ข้อนี้ส่งมายังศาลฎีกาแล้ว และปรากฏว่าข้อเท็จจริงในฟ้องแย้งกับฟ้องโจทก์เกี่ยวเนื่องกันดังที่วินิจฉัยมา ศาลฎีกาแผนกคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศ เห็นสมควรเพื่อประโยชน์แห่งความยุติธรรม จึงรับพิจารณาให้ตาม พ.ร.บ.จัดตั้งศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศและวิธีพิจารณาคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศ พ.ศ.2539 มาตรา 44

เมื่อข้อเท็จจริงรับฟังไม่ได้ว่าจำเลยเป็นผู้ขนส่ง จำเลยจึงไม่มีนิติสัมพันธ์กับโจทก์ในฐานะตัวแทนและตัวการ หากจำเลยจ่ายเงินค่าใช้จ่ายและค่าระวางในการขนส่งครั้งพิพาทแทนไป ก็ย่อมเป็นการจ่ายแทนผู้ขนส่งซึ่งเป็นตัวการของจำเลย ดังนั้น ไม่ว่าจำเลยได้จ่ายเงินค่าใช้จ่ายและค่าระวางใด ๆ เป็นเงินทดรองแทนไปก่อนหรือไม่ก็ตาม จำเลยย่อมไม่มีสิทธิฟ้องเรียกเงินดังกล่าวเอาจากโจทก์ซึ่งไม่มีนิติสัมพันธ์ทั้งในทางสัญญารับขน และสัญญาตัวการตัวแทนกับจำเลย

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยส่งมอบเครื่องจักรทั้งสามเครื่องคืนโจทก์ในสภาพเรียบร้อยใช้การได้ดี หากคืนไม่ได้ให้ใช้ราคาแทนเป็นเงิน 2,157,640 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะส่งมอบหรือใช้ราคา และให้ใช้ค่าเสียหายและค่าขาดประโยชน์เป็นเงินจำนวน 2,392,645.80 บาท ให้แก่โจทก์

จำเลยให้การและฟ้องแย้งขอให้ยกฟ้อง และขอให้โจทก์ชำระเงินทดรองจ่ายค่าระวางและค่าใช้จ่ายอื่นที่จำเลยชำระแทนโจทก์ให้แก่ผู้ขนส่งเพื่อนำเครื่องจักรไปส่งมอบให้แก่คณะผู้จัดงานพร้อมดอกเบี้ยเป็นเงิน 91,977.50 บาท และดอกเบี้ยอัตราร้อยละ7.5 ต่อปี ของต้นเงิน 87,775.14 บาท นับแต่วันฟ้องแย้งจนกว่าจะชำระเสร็จ

โจทก์ให้การแก้ฟ้องแย้งขอให้ยกฟ้องแย้ง

ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางพิพากษาให้ยกฟ้องโจทก์ ค่าฤชาธรรมเนียมให้เป็นพับ ให้โจทก์ชำระเงินจำนวน 87,775.14 บาทพร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงินดังกล่าวนับถัดจากวันฟ้องแย้ง (ฟ้องแย้งวันที่ 30 มิถุนายน 2553) เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จ กับให้โจทก์ใช้ค่าฤชาธรรมเนียมในส่วนฟ้องแย้งแทนจำเลย โดยกำหนดค่าทนายความ 10,000 บาท

โจทก์อุทธรณ์ต่อศาลฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศวินิจฉัยว่า มีปัญหาต้องวินิจฉัยข้อแรก ซึ่งเห็นสมควรวินิจฉัยตามคำแก้อุทธรณ์ของจำเลยเสียก่อนว่า จำเลยเป็นผู้ขนส่งหรือไม่ เห็นว่า ตามคำให้การของจำเลย จำเลยโต้เถียงว่าจำเลยไม่ใช่ผู้ขนส่ง เพียงแค่ออกใบตราส่งแทนผู้ขนส่งเท่านั้น และตามฟ้องแย้งของจำเลยก็ขอให้โจทก์ใช้ค่าระวางการขนส่งและค่าใช้จ่ายที่จำเลยในฐานะตัวแทนออกไปก่อนไม่ใช่ฟ้องแย้งเรียกค่าระวางการขนส่งและค่าใช้จ่ายในการขนส่ง ที่ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางนำฟ้องแย้งของจำเลยในส่วนดังกล่าวมาฟังว่าจำเลยเป็นผู้ขนส่งจึงยังไม่ถูกต้อง ในชั้นนี้จึงต้องพิเคราะห์จากพยานหลักฐานในสำนวนว่า จำเลยเป็นผู้ขนส่งหรือไม่ ซึ่งในข้อนี้ได้ความตรงกันจากคำเบิกความของนางสาวศิริวรรณ พนักงานโจทก์ผู้เจรจาทำความตกลงทำสัญญารับขนครั้งพิพาทแทนโจทก์ กับนายปภังกร พนักงานฝ่ายขายบริษัทเรียลลิ้งค์ โลจิสติกส์ จำกัด ว่า การตกลงเจรจากันตั้งแต่ต้นทำกันระหว่างบุคคลทั้งสอง โดยไม่ปรากฏว่ามีบุคคลใดที่เป็นพนักงานของจำเลยเข้าไปเกี่ยวข้อง ผู้ลงนามส่งใบเสนอราคาไปให้โจทก์พิจารณาตามใบเสนอราคาลงวันที่ 9 กันยายน 2552 คือนายปภังกร ลงนามในฐานะพนักงานของบริษัทเรียลลิ้งค์ โลจิสติกส์ จำกัด นางสาวศิริวรรณเป็นผู้พิจารณาใบเสนอราคาแล้วตกลงให้บริษัทเรียลลิ้งค์ โลจิสติกส์ จำกัด เป็นผู้ขนส่ง นายปภังกรเป็นผู้ลงนามออกใบยืนยันการจองระบุข้อความยืนยันว่า โจทก์จองระวางเรือจากท่าเรือกรุงเทพไปยังท่าเรือโฮจิมินห์ตามใบยืนยันการจองลงวันที่ 15 กันยายน 2552 จำเลยเข้าไปเกี่ยวข้องเฉพาะเมื่อมีการออกใบตราส่ง ซึ่งก็ระบุไว้ชัดเจนที่มุมล่างด้านขวามือว่า จำเลยเป็นเพียงตัวแทนของผู้ขนส่งรายบริษัทเรียลลิ้งค์ โลจิสติกส์ (เอเชีย) จำกัด ไม่ใช่ผู้ขนส่ง ดังถ้อยคำภาษาอังกฤษที่ใช้ในใบตราส่งว่า "For the carrier, REAL LINK LOGISTICS (ASIA) PTE. LTD., AS Agents SEA LINER LTD." ซึ่งมีความหมายว่าจำเลยเป็นตัวแทนของผู้ขนส่งรายดังกล่าว การติดต่อเกี่ยวกับการขนส่งครั้งพิพาทหลังจากจำเลยออกใบตราส่ง แล้ว ก็เป็นการติดต่อโดยตรงระหว่างโจทก์กับนายปภังกรตามใบตราส่ง ระบุจุดเริ่มต้นการดูแลรับผิดชอบสินค้าของผู้ขนส่งไว้ที่ลานวางตู้สินค้าท่าเรือกรุงเทพ หรือที่เรียกว่า CY กรุงเทพ และจุดสิ้นสุดการดูแลรับผิดชอบสินค้าของผู้ขนส่งสินค้าไว้ที่ลานวางตู้สินค้าท่าเรือโฮจิมินห์หรือที่เรียกว่า CY โฮจิมินห์ กับยังปรากฏตามการส่งข้อความทางอีเมล โจทก์โดยนางสาวศิริวรรณแจ้งชื่อและหมายเลขโทรศัพท์ของบริษัทโรเจอร์ เวียดนาม จำกัด ซึ่งเป็นผู้รับสัมปทานจากคณะผู้จัดงานแสดงสินค้าเมทาเล็กซ์ เวียดนาม 2009 ในการขนย้ายเครื่องจักรในงานให้แก่นายปภังกรทราบเมื่อวันที่ 2 ตุลาคม 2552 เพื่อบริษัทเรียลลิ้งค์ โลจิสติกส์ จำกัด ได้นำสินค้าไปส่งให้แก่ผู้รับตราส่งที่ระบุไว้ว่าคือคณะผู้จัดงานแสดงสินค้าเมทาเล็ซ์ เวียดนาม 2009 พฤติการณ์นับตั้งแต่เริ่มเจรจาตกลงเพื่อทำสัญญาขนส่ง จนกระทั่งมีการทำสัญญาขนส่ง การติดต่อระหว่างการขนส่ง และการติดต่อระหว่างให้ขนส่งสินค้าจากท่าเรือไปส่งยังสถานที่จัดงานแสดงสินค้าเมทาเล็กซ์ เวียดนาม 2009 ที่โจทก์ติดต่อกับบริษัทเรียลลิ้งค์ โลจิสติกส์ จำกัด โดยตรงตลอดระยะเวลา โดยที่จำเลยเข้าไปเกี่ยวข้องเพียงการออกใบตราส่งแทนบริษัทเรียลลิ้งค์ โลจิสติกส์ จำกัด เท่านั้น และยังระบุไว้ว่าออกแทนบริษัทเรียลลิ้งค์ โลจิสติกส์ จำกัด จึงฟังได้ว่าจำเลยไม่ใช่ผู้ขนส่ง เป็นเพียงตัวแทนผู้ขนส่งเท่านั้น ข้อเท็จจริงฟังได้ตามคำแก้อุทธรณ์ของจำเลยว่าจำเลยไม่ใช่ผู้ขนส่ง จำเลยจึงไม่ต้องรับผิดตามฟ้องโจทก์ ที่ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางพิพากษายกฟ้องโจทก์ ศาลฎีกาแผนกคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศเห็นด้วยในผล และเมื่อโจทก์ไม่ได้ฟ้องให้จำเลยรับผิดในฐานะตัวแทนผู้ทำสัญญาแทนผู้ขนส่งซึ่งอยู่ต่างประเทศและมีภูมิลำเนาอยู่ต่างประเทศมาด้วยคดีจึงไม่มีประเด็นให้ต้องวินิจฉัยต่อไปว่า จำเลยเป็นผู้ทำสัญญาแทนผู้ขนส่งซึ่งอยู่ต่างประเทศและมีภูมิลำเนาอยู่ต่างประเทศอันต้องรับผิดโดยลำพังตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์มาตรา 824 หรือไม่ และกรณีไม่จำต้องวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของโจทก์ต่อไปว่า จำเลยขนส่งสินค้าล่าช้าที่ต้องรับผิดในความเสียหายอันเกิดจากการล่าช้าต่อโจทก์หรือไม่ เพราะไม่อาจทำให้ผลคดีเปลี่ยนแปลง

คดีคงมีปัญหาต้องวินิจฉัยต่อไปตามอุทธรณ์ของโจทก์ข้อเดียวว่า โจทก์ต้องรับผิดชดใช้เงินทดรองค่าใช้จ่ายและค่าระวางตามฟ้องแย้งของจำเลยหรือไม่ เห็นว่าแม้จำนวนทุนทรัพย์ตามฟ้องแย้งจะไม่ถึง 200,000 บาท คดีตามฟ้องแย้งจึงต้องห้ามอุทธรณ์ในปัญหาข้อเท็จจริงตามพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศและวิธีพิจารณาคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศ พ.ศ.2539มาตรา 41 ก็ตาม แต่เมื่อศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางรับอุทธรณ์ของโจทก์ข้อนี้ส่งมายังศาลฎีกาแล้ว และปรากฏว่าข้อเท็จจริงในฟ้องแย้งกับฟ้องโจทก์เกี่ยวเนื่องกันดังที่วินิจฉัยมาข้างต้น ศาลฎีกาแผนกคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศเห็นสมควรเพื่อประโยชน์แห่งความยุติธรรมจึงรับพิจารณาให้ตามพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศและวิธีพิจารณาคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศ พ.ศ.2539 มาตรา 44 เมื่อข้อเท็จจริงรับฟังไม่ได้ว่า จำเลยเป็นผู้ขนส่ง แต่เป็นเพียงตัวแทนของบริษัทเรียลลิ้งค์ โลจิสติกส์ จำกัด การติดต่อตั้งแต่ต้นจนจบก็ติดต่อกันโดยตรงระหว่างพนักงานของโจทก์และพนักงานของบริษัทเรียลลิ้งค์ โลจิสติกส์ จำกัด จำเลยจึงไม่มีนิติสัมพันธ์กับโจทก์ในในฐานะตัวแทนและตัวการ หากจำเลยจ่ายเงินค่าใช้จ่ายและค่าระวางในการขนส่งครั้งพิพาทแทนไป ก็ย่อมเป็นการจ่ายแทนผู้ขนส่งซึ่งเป็นตัวการของจำเลย ดังนั้น ไม่ว่าจำเลยได้จ่ายเงินค่าใช้จ่ายและค่าระวางใด ๆ เป็นเงินทดรองแทนไปก่อนหรือไม่ก็ตาม จำเลยย่อมไม่มีสิทธิฟ้องเรียกเงินดังกล่าวเอาจากโจทก์ซึ่งไม่มีนิติสัมพันธ์ทั้งในทางสัญญารับขน และสัญญาตัวการตัวแทนกับจำเลย ดังนั้น ที่ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางพิพากษาให้โจทก์ใช้เงินดังกล่าวแก่จำเลยจึงยังไม่ถูกต้อง อุทธรณ์ของโจทก์ข้อนี้ฟังขึ้น

พิพากษาแก้เป็นว่า ให้ยกฟ้องแย้งของจำเลยเสียด้วย ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งตามฟ้องและฟ้องแย้งทั้งสองศาลให้เป็นพับ นอกจากที่แก้คงให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลาง
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.จัดตั้งศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศและวิธีพิจารณาคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศ พ.ศ.2539 ม. 41 ม. 44
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — บริษัทสยามเจอเนอร์รอล เอ็นจิเนียริ่ง จำกัด
จำเลย — บริษัทซีไลเนอร์ จำกัด
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลาง — นายวรวัฒน์ กุสลางกูรวัฒน์
ชื่อองค์คณะ
ไมตรี ศรีอรุณ
นวลน้อย ผลทวี
อนันต์ วงษ์ประภารัตน์
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 13531/2557
#576999
เปิดฉบับเต็ม

จำเลยยื่นคำร้องขอพิจารณาคดีใหม่ ศาลแรงงานกลางพิจารณาคำร้องของจำเลยเฉพาะเหตุในเนื้อหาแห่งคดีตามที่โจทก์จำเลยแถลงรับกัน โดยไม่ได้ไต่สวนข้อเท็จจริงถึงเหตุแห่งความจำเป็นที่จำเลยมาศาลไม่ได้ตาม พ.ร.บ.จัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงาน พ.ศ.2522 มาตรา 41 การดำเนินกระบวนพิจารณาจึงไม่ชอบ

เมื่อข้อเท็จจริงยุติว่าการส่งหมายเรียกและสำเนาคำฟ้องให้จำเลยชอบแล้วและโจทก์ไม่ได้คัดค้านข้อเท็จจริงที่จำเลยไม่มาศาลในวันนัดพิจารณาและสืบพยานโจทก์ เพื่อให้การพิจารณาเป็นไปโดยรวดเร็ว ศาลฎีกาเห็นสมควรวินิจฉัยไปเสียทีเดียว

พนักงานรักษาความปลอดภัยลงชื่อรับหมายเรียกและสำเนาคำฟ้องเมื่อวันที่ 25 สิงหาคม 2554 ตามปกติพนักงานรักษาความปลอดภัยทำงานเป็นกะจึงต้องมีพนักงานรักษาความปลอดภัยคนอื่นผลัดเปลี่ยนปฏิบัติหน้าที่แทนคนที่รับหมายเรียกและสำเนาคำฟ้อง การที่พนักงานรักษาความปลอดภัยคนอื่นเห็นซองเอกสารบรรจุหมายเรียกและสำเนาคำฟ้องจ่าหน้าถึงจำเลยแล้วเพิ่งนำส่งจำเลยในวันที่ 14 กันยายน 2554 ซึ่งล่วงเลยไปเป็นเวลาถึง 21 วัน จึงเป็นเรื่องผิดปกติ ความผิดพลาดที่ทำให้จำเลยทราบว่าถูกโจทก์ฟ้องล่าช้าเกิดจากการบริหารจัดการของจำเลยเอง การที่จำเลยไม่มาศาลในวันนัดพิจารณาและสืบพยานโจทก์ จึงไม่ใช่เหตุแห่งความจำเป็นที่เป็นการสมควรยกคดีขึ้นพิจารณาใหม่

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
คดีสืบเนื่องมาจากโจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยจ่ายค่าชดเชยพร้อมดอกเบี้ย ศาลแรงงานกลางกำหนดวันนัดพิจารณาและสืบพยานโจทก์วันที่ 12 กันยายน 2554 เวลา 9 นาฬิกา โดยออกหมายเรียกให้จำเลยมาศาลในวันเวลาดังกล่าว ส่งให้จำเลยพร้อมสำเนาคำฟ้องทางไปรษณีย์ลงทะเบียนตอบรับ ณ เลขที่ 2222 หมู่ที่ 7 ถนนเทพารักษ์ ตำบลเทพารักษ์ อำเภอเมืองสมุทรปราการ จังหวัดสมุทรปราการ ตามที่โจทก์ระบุไว้ในคำฟ้องว่าเป็นภูมิลำเนาของจำเลย มีพนักงานรักษาความปลอดภัยซึ่งอยู่ในบริษัทจำเลยเป็นผู้รับแทน ครั้นถึงเวลานัดปรากฏว่าจำเลยไม่มาศาลโดยไม่แจ้งเหตุขัดข้อง ศาลแรงงานกลางมีคำสั่งว่า จำเลยขาดนัดแล้วพิจารณาคดีของโจทก์ไปฝ่ายเดียวและพิพากษาให้จำเลยจ่ายค่าชดเชยพร้อมดอกเบี้ยตามฟ้องแก่โจทก์ วันที่ 19 กันยายน 2554 จำเลยยื่นคำร้องว่า คดีมีการส่งหมายเรียกให้จำเลยโดยชอบแล้ว แต่จำเลยไม่ทราบเนื่องจากพนักงานรักษาความปลอดภัยของบริษัทที่รับจ้างจำเลยเป็นคนรับหมายเรียกและสำเนาคำฟ้องไว้โดยไม่ได้ส่งมอบให้จำเลย ต่อมาเมื่อพนักงานรักษาความปลอดภัยคนใหม่ที่มาทำหน้าที่แทนพนักงานรักษาความปลอดภัยคนเดิมเห็นซองเอกสารสีน้ำตาลระบุชื่อจำเลยเป็นผู้รับจึงส่งมอบให้จำเลย จำเลยเพิ่งทราบว่าถูกฟ้องเมื่อวันที่ 14 กันยายน 2554 จำเลยมีทางชนะคดีเพราะจำเลยไม่ได้เลิกจ้างโจทก์ แต่โจทก์ขาดงานติดต่อกัน 3 วัน โดยไม่แจ้งเหตุขัดข้อง ขอให้มีคำสั่งเพิกถอนคำสั่งให้จำเลยขาดนัดและสืบพยานโจทก์ไปฝ่ายเดียวและมีคำสั่งให้พิจารณาคดีใหม่ โจทก์ยื่นคำคัดค้านว่าจำเลยยื่นคำร้องขอให้พิจารณาคดีใหม่เป็นการประวิงการบังคับคดีและจำเลยไม่อาจอ้างได้ว่าไม่ทราบว่าถูกโจทก์ฟ้อง ขอให้ยกคำร้อง

ศาลแรงงานกลางนัดไต่สวนคำร้องขอให้พิจารณาคดีใหม่ ถึงวันนัดโจทก์และทนายจำเลยแถลงรับข้อเท็จจริงร่วมกันว่า โจทก์เกษียณอายุครบ 55 ปี วันที่ 30 มิถุนายน 2554 แต่โจทก์ยังทำงานกับจำเลยต่อถึงวันที่ 19 สิงหาคม 2554 และหลังจากโจทก์ฟ้องคดีนี้เมื่อวันที่ 22 สิงหาคม 2554 โจทก์ก็ไม่ไปทำงานกับจำเลยอีกเลย โจทก์และจำเลยไม่มีข้อตกลงเกี่ยวกับการทำงานต่อของโจทก์ภายหลังจากเกษียณอายุ แล้วทนายจำเลยแถลงว่าเมื่อข้อเท็จจริงได้ความดังกล่าวก็ไม่ติดใจไต่สวน ศาลแรงงานกลางเห็นว่า สิทธิของโจทก์ที่จะได้รับเงินจากกรณีเกษียณอายุเกิดขึ้นเมื่อโจทก์เกษียณอายุโดยทันที เนื่องจากโจทก์และจำเลยมิได้มีข้อตกลงเกี่ยวกับการทำงานต่อของโจทก์ ดังนั้นไม่ว่าโจทก์จะขาดงานเกิน 3 วัน ตามที่จำเลยกล่าวอ้างและจำเลยไม่มีเจตนาเลิกจ้างโจทก์ก็ตาม ก็ไม่ทำให้จำเลยชนะคดี จึงให้ยกคำร้อง

จำเลยอุทธรณ์ต่อศาลฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีแรงงานวินิจฉัยว่า จำเลยยื่นคำร้องขอให้พิจารณาคดีใหม่โดยรับว่า มีการส่งหมายเรียกและสำเนาคำฟ้องให้จำเลยโดยชอบแล้ว แต่พนักงานรักษาความปลอดภัยที่รับไว้แทนไม่ได้ส่งต่อให้จำเลยกับอ้างเหตุในเนื้อหาแห่งคดีมาว่า จำเลยมีทางชนะคดีและศาลแรงงานกลางก็พิจารณาคำร้องขอให้พิจารณาคดีใหม่ของจำเลย โดยพิเคราะห์เฉพาะเหตุในเนื้อหาแห่งคดีตามที่โจทก์และฝ่ายจำเลยแถลงรับกันโดยเห็นว่าจำเลยไม่อาจชนะคดี โดยศาลแรงงานกลางไม่ได้ไต่สวนข้อเท็จจริงถึงเหตุแห่งความจำเป็นที่จำเลยมาศาลไม่ได้ตามพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงาน พ.ศ.2522 มาตรา 41 การดำเนินกระบวนพิจารณาของศาลแรงงานกลางจึงไม่ชอบ แต่อย่างไรก็ตามเมื่อข้อเท็จจริงยุติว่า การส่งหมายเรียกและสำเนาคำฟ้องให้จำเลยชอบแล้วและโจทก์ไม่ได้คัดค้านข้อเท็จจริงถึงเหตุที่จำเลยไม่มาศาลในวันนัดพิจารณาและสืบพยานโจทก์ตามคำร้องขอให้พิจารณาคดีใหม่ของจำเลย ดังนั้นเพื่อให้การพิจารณาเป็นไปโดยรวดเร็ว ศาลฎีกาเห็นสมควรวินิจฉัยไปเสียทีเดียวโดยไม่ย้อนสำนวนไปให้ศาลแรงงานกลางไต่สวนและมีคำสั่งใหม่

มีปัญหาต้องวินิจฉัยว่า การที่จำเลยไม่มาศาลในวันนัดพิจารณาและสืบพยานโจทก์วันที่ 12 กันยายน 2554 มีเหตุแห่งความจำเป็นที่สมควรยกคดีขึ้นพิจารณาใหม่หรือไม่ จำเลยอ้างว่า พนักงานรักษาความปลอดภัยซึ่งเป็นลูกจ้างของบริษัทอื่นที่รับจ้างจำเลยเป็นผู้รับหมายเรียกและสำเนาคำฟ้องแล้วเก็บไว้ไม่ส่งให้จำเลย จนกระทั่งพนักงานรักษาความปลอดภัยคนใหม่ที่มาทำหน้าที่แทนพนักงานรักษาความปลอดภัยคนเดิมเห็นซองเอกสารจึงส่งมอบให้จำเลยในวันที่ 14 กันยายน 2554 เห็นว่า ตามใบไปรษณีย์ตอบรับการส่งหมายเรียกและสำเนาคำฟ้องปรากฏว่า พนักงานรักษาความปลอดภัยลงชื่อรับหมายเรียกและสำเนาคำฟ้องเมื่อวันที่ 25 สิงหาคม 2554 เวลา 13 นาฬิกา นับแต่วันที่พนักงานรักษาความปลอดภัยรับหมายเรียกและสำเนาคำฟ้องถึงวันที่ 14 กันยายน 2554 ซึ่งเป็นวันที่จำเลยทราบว่าถูกฟ้องเป็นเวลานานถึง 21 วัน ตามปกติพนักงานรักษาความปลอดภัยจะทำงานเป็นกะ จึงต้องมีพนักงานรักษาความปลอดภัยคนอื่นผลัดเปลี่ยนปฏิบัติหน้าที่แทนพนักงานรักษาความปลอดภัยที่รับหมายเรียกและสำเนาคำฟ้องในกะและในวันต่อ ๆ มาเห็นซองเอกสารที่บรรจุหมายเรียกและสำเนาคำฟ้อง การที่พนักงานรักษาความปลอดภัยคนอื่น ๆ เห็นเอกสารที่จ่าหน้าถึงจำเลย แล้วไม่ส่งต่อให้จำเลยแต่เพิ่งมาส่งให้เมื่อเวลาล่วงเลยไปเป็นเวลาถึง 21 วัน จึงเป็นเรื่องผิดปกติและกรณีจะเป็นอย่างไรก็ตาม แม้ข้อเท็จจริงเป็นไปตามคำร้องขอให้พิจารณาคดีใหม่ของจำเลย ความผิดพลาดที่ทำให้จำเลยทราบว่าถูกโจทก์ฟ้องล่าช้าก็เกิดจากการบริหารจัดการของจำเลยเองที่จำเลยไม่ได้กำชับบริษัทรักษาความปลอดภัยหรือตัวพนักงานรักษาความปลอดภัยเกี่ยวกับเรื่องนี้ เหตุที่จำเลยไม่มาศาลในวันนัดพิจารณาและสืบพยานโจทก์ จึงไม่ใช่เหตุแห่งความจำเป็นที่เป็นการสมควรจะยกคดีขึ้นพิจารณาใหม่ ที่ศาลแรงงานกลางมีคำสั่งยกคำร้องของจำเลยมานั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วยในผล อุทธรณ์ของจำเลยฟังไม่ขึ้น

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.จัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงาน พ.ศ.2522 ม. 41
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นายมานพ มีสุข
จำเลย — บริษัทคัลเลอร์ลิฟวิ่ง จำกัด
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลแรงงานกลาง — นายสุรชัย สุรัตนโสภณ
ชื่อองค์คณะ
สมจิตร์ ทองศรี
นิยุต สุภัทรพาหิรผล
ธีระพงศ์ จิระภาค
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 13530/2557
#580037
เปิดฉบับเต็ม

ตามประกาศกระทรวงแรงงาน เรื่อง หลักเกณฑ์และวิธีการเรียกหรือรับหลักประกันการทำงานหรือหลักประกันความเสียหายในการทำงานจากลูกจ้าง พ.ศ.2551 ที่ออกโดยอาศัยมาตรา 6 และมาตรา 10 วรรคหนึ่ง แห่ง พ.ร.บ.คุ้มครองแรงงาน พ.ศ.2551 ในข้อ 10 กำหนดไว้ว่า ในกรณีที่นายจ้างเรียกหรือรับหลักประกันโดยการค้ำประกันด้วยบุคคล วงเงินค้ำประกันที่นายจ้างเรียกให้ผู้ค้ำประกันรับผิดต้องไม่เกินหกสิบเท่าของอัตราค่าจ้างรายวันโดยเฉลี่ยที่ลูกจ้างได้รับ แม้ประกาศดังกล่าวจะมีผลใช้บังคับวันที่ 4 กรกฎาคม 2551 ภายหลังจำเลยที่ 2 ทำสัญญาค้ำประกันไว้ต่อโจทก์ก็ตาม แต่ความรับผิดตามสัญญาค้ำประกันจะเกิดขึ้นต่อเมื่อจำเลยที่ 1 กระทำความเสียหายแก่โจทก์ เมื่อจำเลยที่ 1 ทุจริตเบียดบังเอาทรัพย์ของโจทก์ไปประมาณต้นปี 2552 และโจทก์ทราบการกระทำของจำเลยที่ 1 ประมาณต้นเดือนมีนาคม 2552 กรณีความรับผิดตามสัญญาค้ำประกันย่อมเกิดหลังจากประกาศดังกล่าวมีผลใช้บังคับแล้ว จึงต้องใช้ประกาศดังกล่าวอันเป็นกฎหมายที่มีผลในขณะนั้นใช้บังคับ แม้ตามข้อตกลงในสัญญาค้ำประกันจำเลยที่ 2 ต้องร่วมรับผิดอย่างลูกหนี้ร่วมกับจำเลยที่ 1 ต่อโจทก์ก็ตาม แต่เมื่อต้องรับผิดตามประกาศดังกล่าวไม่เกินกว่าหกสิบเท่าของอัตราค่าจ้างรายวันโดยเฉลี่ยที่จำเลยที่ 1 ได้รับ ส่วนที่ต้องรับผิดตามข้อตกลงเกินกว่านั้นถือว่าขัดต่อประกาศดังกล่าวซึ่งเป็นกฎหมายเกี่ยวกับความสงบเรียบร้อยของประชาชน มีผลให้ข้อตกลงในส่วนที่เกินกว่ากฎหมายกำหนดเสียเปล่าไป จำเลยที่ 1 จึงต้องรับผิดต่อโจทก์หกสิบเท่าของอัตราค่าจ้างรายวันโดยเฉลี่ยที่จำเลยที่ 1 ได้รับ

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยทั้งสองร่วมกันชดใช้เงินค่าเสียหายจำนวน 1,223,162.03 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์

จำเลยที่ 1 ขาดนัด ส่วนจำเลยที่ 2 ยอมรับว่าเป็นผู้ค้ำประกันและได้ทำสัญญาค้ำประกันกับจำเลยที่ 1 ไว้จริงแต่จำเลยที่ 2 ต้องรับผิดต่อโจทก์ไม่เกินหกสิบเท่าของอัตราค่าจ้างรายวันโดยเฉลี่ยที่จำเลยที่ 1 ได้รับเท่านั้น

ศาลแรงงานกลางพิพากษาให้จำเลยที่ 1 ชำระเงินจำนวน 1,223,162.03 บาท พร้อมทั้งดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันฟ้อง (วันที่ 4 พฤษภาคม 2554) เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ โดยให้จำเลยที่ 2 ร่วมรับผิดในต้นเงินจำนวน 15,000 บาท พร้อมทั้งดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของเงิน 15,000 บาท จนกว่าจำเลยที่ 2 จะชำระหนี้ส่วนของตนเสร็จสิ้น คำขออื่นนอกจากนี้ให้ยก

โจทก์อุทธรณ์ต่อศาลฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีแรงงานวินิจฉัยว่า ศาลแรงงานกลางฟังข้อเท็จจริงว่า จำเลยที่ 1 เป็นลูกจ้างโจทก์วันที่ 16 กุมภาพันธ์ 2550 มีจำเลยที่ 2 เป็นผู้ค้ำประกันโดยยอมรับผิดอย่างลูกหนี้ร่วม ได้รับค่าจ้างอัตราสุดท้ายเดือนละ 7,500 บาท จำเลยที่ 1 ทุจริตเบียดบังเอาทรัพย์ของโจทก์ไปจริงตามฟ้อง และยังมีเงินที่จำเลยที่ 1 ต้องรับผิดต่อโจทก์อยู่อีกจำนวน 1,223,162.03 บาท

มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของโจทก์ว่า จำเลยที่ 2 จะต้องรับผิดต่อโจทก์เป็นเงินจำนวนเท่าใด เห็นว่า ตามประกาศกระทรวงแรงงาน เรื่องหลักเกณฑ์และวิธีการเรียกหรือรับหลักประกันการทำงานหรือหลักประกันความเสียหายในการทำงานจากลูกจ้าง พ.ศ.2551 ออกโดยอาศัยมาตรา 6 และมาตรา 10 วรรคหนึ่ง แห่งพระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน พ.ศ.2541 ซึ่งแก้ไขเพิ่มเติมโดยพระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน (ฉบับที่ 2) พ.ศ.2551 ข้อ 10 กำหนดไว้ว่า ในกรณีที่นายจ้างเรียกหรือรับหลักประกันโดยการค้ำประกันด้วยบุคคล วงเงินค้ำประกันที่นายจ้างเรียกให้ผู้ค้ำประกันรับผิดต้องไม่เกินหกสิบเท่าของอัตราค่าจ้างรายวันโดยเฉลี่ยที่ลูกจ้างได้รับ แม้ประกาศดังกล่าวจะมีผลใช้บังคับวันที่ 4 กรกฎาคม 2551 ภายหลังจากจำเลยที่ 2 ทำสัญญาค้ำประกันไว้ต่อโจทก์ก็ตาม แต่ความรับผิดตามสัญญาค้ำประกันจะเกิดขึ้นต่อเมื่อจำเลยที่ 1 กระทำความเสียหายแก่โจทก์ เมื่อจำเลยที่ 1 ทุจริตเบียดบังเอาทรัพย์ของโจทก์ไปประมาณต้นปี 2552 และโจทก์ทราบการกระทำของจำเลยที่ 1 ประมาณต้นเดือนมีนาคม 2552 กรณีความรับผิดตามสัญญาค้ำประกันย่อมเกิดหลังจากประกาศกระทรวงแรงงานฉบับดังกล่าวมีผลใช้บังคับแล้ว จึงต้องใช้ประกาศดังกล่าวอันเป็นกฎหมายที่มีผลในขณะนั้นใช้บังคับ จำเลยที่ 2 จึงต้องรับผิดต่อโจทก์หกสิบเท่าของอัตราค่าจ้างรายวันโดยเฉลี่ยที่จำเลยที่ 1 ได้รับ แม้ตามข้อตกลงในสัญญาค้ำประกันจำเลยที่ 2 ต้องร่วมรับผิดอย่างลูกหนี้ร่วมกับจำเลยที่ 1 ต่อโจทก์ก็ตาม แต่ต้องรับผิดไม่เกินกว่าหกสิบเท่าของอัตราค่าจ้างรายวันโดยเฉลี่ยที่จำเลยที่ 1 ได้รับ ส่วนที่ต้องรับผิดเกินกว่านั้นถือว่าขัดต่อประกาศกระทรวงแรงงานฉบับดังกล่าวซึ่งเป็นกฎหมายเกี่ยวกับความสงบเรียบร้อยของประชาชน มีผลให้ข้อตกลงในส่วนที่เกินกว่ากฎหมายกำหนดเสียเปล่าไป ที่ศาลแรงงานกลางพิพากษาให้จำเลยที่ 2 รับผิดต่อโจทก์เป็นเงิน 15,000 บาท นั้นชอบแล้ว ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย อุทธรณ์ของโจทก์ฟังไม่ขึ้น

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.คุ้มครองแรงงาน พ.ศ.2541 ม. 6 ม. 10 วรรคหนึ่ง
ประกาศกระทรวงแรงงาน เรื่อง หลักเกณฑ์และวิธีการเรียกหรือรับหลักประกันการทำงานหรือหลักประกันความเสียหายในการทำงานจากลูกจ้าง พ.ศ.2551
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — บริษัททีโอเอ เพ้นท์ (ประเทศไทย) จำกัด
จำเลย — นายชวลิต คงเพชราทิพย์ กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลแรงงานกลาง — นายสุรศักดิ์ กาญจนวิทย์
ชื่อองค์คณะ
ชัยรัตน์ เบ็ญจะมโน
นิยุต สุภัทรพาหิรผล
สุนทร ทรงฤกษ์
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 13524/2557
#575667
เปิดฉบับเต็ม

โจทก์เป็นพนักงานการเงินของจำเลยซึ่งเป็นรัฐวิสาหกิจ มีหน้าที่เก็บเงินค่าไฟฟ้าจากผู้ใช้ไฟฟ้า แต่ไม่ดำเนินการนำเงินค่าไฟฟ้าที่เก็บมาได้ฝากเข้าบัญชีของจำเลยในธนาคารด้วยตนเอง ให้ถูกต้องตามระเบียบการปฏิบัติงานหรือคำสั่งของจำเลยอันชอบด้วยกฎหมาย เป็นเหตุให้จำเลยสูญเสียรายได้ในกิจการไป ถือได้ว่าเป็นการฝ่าฝืนระเบียบคำสั่งของนายจ้าง และเป็นความผิดทางวินัยกรณีที่ร้ายแรง จำเลยชอบที่จะเลิกจ้างหรือมีคำสั่งไล่โจทก์ออกจากงาน โดยไม่จำต้องจ่ายสินจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้า ค่าชดเชยหรือค่าเสียหายใด ๆ

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยให้เพิกถอนคำสั่งที่ ฝทม.249/2543 เรื่อง ไล่พนักงานออกจากงาน ลงวันที่ 6 พฤศจิกายน 2543 และหนังสือที่ มท.5211.112/19/50 เรื่อง แจ้งผลการพิจารณาวินิจฉัยอุทธรณ์ ลงวันที่ 12 มีนาคม 2550 ให้จำเลยจ่ายสินจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้า 31,445 บาท และค่าเสียหายจากการเลิกจ้างที่ไม่เป็นธรรม 349,400 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันฟ้องเป็นต้นไป และค่าชดเชย 104,820 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 15 ต่อปี นับแต่วันเลิกจ้างเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์

จำเลยให้การขอให้ยกฟ้อง

ศาลแรงงานกลางพิพากษายกฟ้องโจทก์

โจทก์อุทธรณ์ต่อศาลฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีแรงงานวินิจฉัยว่า ศาลแรงงานกลางฟังข้อเท็จจริงเป็นยุติว่า จำเลยเป็นรัฐวิสาหกิจอยู่ในสังกัดกระทรวงมหาดไทย และเป็นนิติบุคคลตามพระราชบัญญัติการไฟฟ้านครหลวง พ.ศ.2501 โจทก์เข้าทำงานเป็นลูกจ้างจำเลยเมื่อวันที่ 1 กันยายน 2524 ค่าจ้างอัตราสุดท้ายเดือนละ 17,470 บาท กำหนดจ่ายค่าจ้างทุกวันสิ้นเดือน ครั้งสุดท้ายทำงานในตำแหน่งพนักงานการเงิน มีหน้าที่นำใบเสร็จรับเงินออกไปเก็บเงินค่าไฟฟ้าจากส่วนราชการและรัฐวิสาหกิจ ตามระเบียบการปฏิบัติงานของพนักงานการเงิน เมื่อได้รับใบแจ้งหนี้และใบเสร็จรับเงินออกไปเก็บเงินค่าไฟฟ้าจากหน่วยราชการหรือหน่วยงานรัฐวิสาหกิจได้แล้ว ต้องนำเงินสดหรือเช็คที่เก็บมาได้นำฝากเข้าบัญชีของจำเลยในธนาคารให้เสร็จสิ้นภายในวันเดียวกัน หากยังเรียกเก็บไม่ได้ต้องนำใบแจ้งหนี้และใบเสร็จรับเงินส่งคืนให้กลุ่มงานควบคุมใบเสร็จรับเงินภายในวันเดียวกันหรืออย่างช้าภายในเช้าวันทำการถัดไปพร้อมกับทำรายงานสาเหตุให้หัวหน้ากลุ่มหรือรองหัวหน้ากลุ่มดำเนินการสั่งการอีกครั้งหนึ่ง กรณีเก็บเงินค่าไฟฟ้าได้ตามใบแจ้งหนี้ พนักงานเก็บเงินมีอำนาจลงนามในใบเสร็จรับเงินและมีหน้าที่ต้องรักษาเงินและนำเงินฝากธนาคารเข้าบัญชีของจำเลยด้วยตนเองแล้วนำหลักฐานใบฝากเงินมอบให้กลุ่มงานเก็บเงินเพื่อตรวจสอบกับรายการควบคุมใบเสร็จรับเงิน เมื่อเดือนมิถุนายน 2541 โจทก์ได้รับมอบหมายให้ช่วยทำงานรับชำระค่าไฟฟ้าจากลูกค้าที่มาชำระในสำนักงานเพราะประสบอุบัติเหตุทางรถจักรยานยนต์บาดเจ็บเอ็นหัวเข่าขาดไม่สามารถออกไปทำงานเก็บเงินนอกสถานที่ได้สะดวก ต่อมาประมาณปลายเดือนกันยายน 2541 หัวหน้าแผนกเก็บเงินส่วนราชการและรัฐวิสาหกิจตรวจสอบหนี้ค้างชำระพบว่ามีการออกใบแจ้งหนี้แล้วยังไม่ชำระหนี้ 4 ราย หลังจากติดต่อผู้ใช้ไฟฟ้าทั้ง 4 รายแล้ว ได้รับแจ้งว่าชำระค่าไฟฟ้าครบถ้วนแล้วที่สำนักงานของจำเลย โดยมีใบเสร็จรับเงินที่โจทก์ลงนามเป็นผู้รับชำระเงินไว้เป็นหลักฐาน ได้แก่ ใบเสร็จรับเงิน เลขที่ ด.103346 ลงวันที่ 17 กันยายน 2541 จำนวน 10,000 บาท ใบเสร็จรับเงินเลขที่ 3637718 ลงวันที่ 30 กรกฎาคม 2541 จำนวน 11,052.25 บาท ใบเสร็จรับเงินเลขที่ 1743643 ลงวันที่ 27 กรกฎาคม 2541 จำนวน 6,208.50 บาท และใบเสร็จรับเงินเลขที่ 7694959 เดือนสิงหาคม 2541 จำนวน 4,929.25 บาท โจทก์รับว่าเป็นผู้รับชำระเงินตามใบเสร็จรับเงินดังกล่าวไว้จริง แต่ปรากฏว่าไม่มีการนำเงินที่รับชำระเข้าบัญชีของจำเลย ต่อมาจำเลยแต่งตั้งคณะกรรมการสอบสวนโจทก์ฐานกระทำผิดวินัยร้ายแรง แล้วมีคำสั่งไล่โจทก์ออกจากงานตามคำสั่งที่ ฝทม.249/2543 ลงวันที่ 6 พฤศจิกายน 2543 และจำเลยแจ้งความร้องทุกข์ต่อพนักงานสอบสวนให้ดำเนินคดีอาญาโจทก์ข้อหายักยอกทรัพย์ เจ้าพนักงานตำรวจส่งเรื่องให้คณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติดำเนินการ ระหว่างนั้นโจทก์ยื่นอุทธรณ์คำสั่งของจำเลยเมื่อวันที่ 6 ธันวาคม 2543 คณะกรรมการจำเลยเห็นควรรอฟังผลการสอบสวนของคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติก่อน เมื่อคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติมีมติว่า โจทก์มีความผิดฐานเป็นพนักงานมีหน้าที่ซื้อ ทำ จัดการ หรือรักษาทรัพย์ใด เบียดบังทรัพย์นั้นเป็นของตนหรือเป็นของผู้อื่นโดยทุจริต ตามหนังสือแจ้งผลการพิจารณา ลงวันที่ 28 พฤศจิกายน 2549 คณะกรรมการจำเลยจึงมีมติให้ยกอุทธรณ์ของโจทก์ตามบันทึกลงวันที่ 9 มกราคม 2550 และแจ้งผลการพิจารณาอุทธรณ์ให้โจทก์ทราบแล้ว ตามหนังสือที่ มท.5211.112/19/50 ลงวันที่ 12 มีนาคม 2550 โจทก์เห็นว่าคำสั่งของจำเลยที่เลิกจ้างโจทก์ดังกล่าวไม่ถูกต้องจึงมาฟ้องขอให้เพิกถอนคำสั่งเป็นคดีนี้ ซึ่งศาลแรงงานกลางวินิจฉัยว่า พยานหลักฐานของโจทก์ไม่มีน้ำหนักให้รับฟังว่าโจทก์ได้ส่งเงินค่าไฟฟ้าทั้ง 4 รายการให้แก่นายเทอดศักดิ์ หัวหน้ากลุ่มงานเก็บเงินและนายสมเจตน์ รองหัวหน้ากลุ่มงานเก็บเงิน ผู้บังคับบัญชาของโจทก์ เมื่อโจทก์รับว่าเป็นผู้รับชำระค่าไฟฟ้าทั้ง 4 รายการไว้แล้ว ปรากฏว่าไม่มีการนำเงินเข้าฝากธนาคารในบัญชีของจำเลย กรณีจึงเชื่อว่าโจทก์ได้นำเงินดังกล่าวไปเป็นประโยชน์ส่วนตนโดยทุจริต เป็นความผิดทางอาญาฐานยักยอกทรัพย์ และเป็นความผิดทางวินัยอย่างร้ายแรงฐานทุจริตต่อหน้าที่และฐานประพฤติชั่วอย่างร้ายแรง ไม่ปฏิบัติหน้าที่ด้วยความซื่อสัตย์และเที่ยงธรรม คำสั่งที่ ฝทม.249/2543 ลงวันที่ 6 พฤศจิกายน 2543 ของจำเลยที่ไล่โจทก์ออกจากงานชอบแล้ว

ที่โจทก์อุทธรณ์ว่า ศาลแรงงานกลางไม่มีอำนาจวินิจฉัยว่าโจทก์เป็นผู้กระทำความผิดฐานยักยอกเพราะเกินเลยอำนาจหน้าที่ของศาลแรงงาน จึงต้องฟังข้อเท็จจริงตามที่โจทก์ยืนยันมาโดยตลอดว่าเมื่อได้รับเงินจากลูกค้าทั้งสี่รายแล้วโจทก์ได้นำส่งให้หัวหน้าหรือรองหัวหน้ากลุ่มงานมิได้เบียดบังเป็นของโจทก์นั้นเป็นเพียงเหตุอ้างเพื่อให้ศาลฎีกาฟังข้อเท็จจริงใหม่ตามที่โจทก์อุทธรณ์ เป็นอุทธรณ์โต้เถียงดุลพินิจในการรับฟังพยานหลักฐานของศาลแรงงานกลางอันเป็นอุทธรณ์ข้อเท็จจริง ต้องห้ามอุทธรณ์ตามพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงาน พ.ศ.2522 มาตรา 54 วรรคหนึ่ง ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัยให้

คดีคงมีปัญหาวินิจฉัยอุทธรณ์ของโจทก์ว่า การกระทำของโจทก์เป็นความผิดทางวินัยกรณีที่ร้ายแรงหรือไม่ เห็นว่า โจทก์เป็นพนักงานการเงินของจำเลยซึ่งเป็นรัฐวิสาหกิจ มีหน้าที่เก็บเงินค่าไฟฟ้าจากผู้ใช้ไฟฟ้า แต่ไม่ดำเนินการนำเงินค่าไฟฟ้าที่เก็บมาได้ฝากเข้าบัญชีของจำเลยในธนาคารด้วยตนเอง ให้ถูกต้องตามระเบียบการปฏิบัติงานหรือคำสั่งของจำเลยอันชอบด้วยกฎหมาย เป็นเหตุให้จำเลยสูญเสียรายได้ในกิจการไป ถือได้ว่าเป็นการฝ่าฝืนระเบียบคำสั่งของนายจ้าง และเป็นความผิดทางวินัยกรณีที่ร้ายแรง จำเลยชอบที่จะเลิกจ้างหรือมีคำสั่งไล่โจทก์ออกจากงาน โดยไม่จำต้องจ่ายสินจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้า ค่าชดเชยหรือค่าเสียหายใด ๆ ตามฟ้อง ดังที่ศาลแรงงานกลางพิพากษายกฟ้องโจทก์มานั้นชอบแล้ว อุทธรณ์ของโจทก์ฟังไม่ขึ้น

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 582 ม. 583
พ.ร.บ.จัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงาน พ.ศ.2522 ม. 49
พ.ร.บ.แรงงานรัฐวิสาหกิจสัมพันธ์ พ.ศ.2543 ม. 95
ข้อบังคับการไฟฟ้านครหลวงว่าด้วยวินัยและการลงโทษพนักงาน แก้ไขเพิ่มเติม (ฉบับที่ 2) พ.ศ.2534
ข้อบังคับการไฟฟ้านครหลวงว่าด้วยวินัยและการลงโทษพนักงาน แก้ไขเพิ่มเติม (ฉบับที่ 3) พ.ศ.2536
ระเบียบการไฟฟ้านครหลวงว่าด้วยการจ่ายค่าชดเชยแก่พนักงาน พ.ศ.2545
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นายเฉลิมพล ฉุนสนิท
จำเลย — การไฟฟ้านครหลวง
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลแรงงานกลาง — นางชุติมา จงสงวน
ชื่อองค์คณะ
วาสนา หงส์เจริญ
นิยุต สุภัทรพาหิรผล
สุนันท์ ชัยชูสอน
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 13522/2557
#580040
เปิดฉบับเต็ม

โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยจ่ายค่าจ้าง เบี้ยเลี้ยง และขอให้เพิกถอนคำสั่งของจำเลยโดยอ้างว่าจำเลยไม่จ่ายค่าจ้างและเบี้ยเลี้ยงในระหว่างพักงานแก่โจทก์ จึงเป็นกรณีที่โจทก์ใช้สิทธิเรียกร้องให้จำเลยจ่ายเงินโดยอาศัยสิทธิในทางแพ่ง อีกทั้งคู่ความทั้งสองฝ่ายไม่ได้โต้แย้งเกี่ยวกับอำนาจในการนำคดีมาสู่ศาลของโจทก์หรืออำนาจในการออกคำสั่งของจำเลย คงโต้แย้งกันเฉพาะเนื้อหาของการกระทำความผิดของโจทก์ เนื่องด้วยกรณีของคดีนี้ไม่มีบทบัญญัติกฎหมายใดบังคับให้โจทก์ต้องใช้สิทธิยื่นอุทธรณ์ต่อคณะกรรมการอุทธรณ์ตามข้อบังคับของจำเลยก่อนจึงจะนำคดีมาสู่ศาลได้ ขั้นตอนอุทธรณ์ตามข้อบังคับของจำเลยเป็นเพียงระเบียบบริหารงานภายในย่อมไม่อาจนำมาใช้เป็นเหตุตัดสิทธิในการนำคดีเข้าสู่การพิจารณาของศาล กรณีจึงไม่ต้องด้วย พ.ร.บ.จัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงาน พ.ศ.2522 มาตรา 8 วรรคสอง โจทก์จึงฟ้องขอให้เพิกถอนคำสั่งของจำเลยได้ แต่เมื่อศาลแรงงานกลางยังมิได้วินิจฉัยในประเด็นแห่งคดีเกี่ยวกับมูลเหตุแห่งการกระทำความผิดที่ลงโทษโจทก์ ซึ่งเป็นข้อเท็จจริง จึงเห็นสมควรย้อนสำนวนให้ศาลแรงงานกลางฟังข้อเท็จจริงแล้วพิจารณาพิพากษาใหม่ไปตามรูปคดีตาม พ.ร.บ.จัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงาน พ.ศ.2522 มาตรา 56

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้เพิกถอนคำสั่งจำเลยที่ 16/2548 และให้จำเลยคืนเงินเดือน 2,361 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 15 ต่อปี กับค่าเบี้ยเลี้ยง 1,300 บาท และค่าจ้างระหว่างพักงาน 7,870 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าชำระเสร็จแก่โจทก์

จำเลยให้การขอให้ยกฟ้อง

ศาลแรงงานกลางพิพากษาให้เพิกถอนคำสั่งจำเลยที่ 16/2548 โดยให้จำเลยออกคำสั่งลงโทษใหม่ ซึ่งกำหนดหลักเกณฑ์การอุทธรณ์ครบถ้วนตามที่บัญญัติไว้ในพระราชบัญญัติวิธีปฏิบัติราชการทางปกครอง พ.ศ.2539 และแจ้งให้โจทก์ทราบถึงสิทธิดังกล่าว คำขออื่นนอกจากนี้ให้ยก

จำเลยอุทธรณ์ต่อศาลฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีแรงงานวินิจฉัยว่า ศาลแรงงานกลางรับฟังข้อเท็จจริงว่า จำเลยเป็นรัฐวิสาหกิจจัดตั้งขึ้นตามพระราชกฤษฎีกาจัดตั้งองค์การขนส่งมวลชนกรุงเทพ พ.ศ.2519 โจทก์เป็นลูกจ้างจำเลยในตำแหน่งพนักงานขับรถ จำเลยพักงานโจทก์ตั้งแต่วันที่ 15 ธันวาคม 2547 ถึงวันที่ 14 มกราคม 2548 ต่อมาวันที่ 13 มกราคม 2548 จำเลยอาศัยอำนาจตามข้อบังคับของจำเลยฉบับที่ 46 ว่าด้วยวินัยการสอบสวน การลงโทษ และการอุทธรณ์การลงโทษของพนักงาน พ.ศ.2524 ออกคำสั่งที่ 16/2548 ลงโทษตัดเงินเดือนโจทก์ 10 เปอร์เซ็นต์ มีกำหนด 3 เดือน ก่อนฟ้องคดีนี้โจทก์มิได้อุทธรณ์คำสั่งดังกล่าวต่อคณะกรรมการอุทธรณ์ของจำเลยตามข้อบังคับของจำเลยฉบับที่ 46

มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของจำเลยว่า คดีมีเหตุให้เพิกถอนคำสั่งที่ 16/2548 ของจำเลยหรือไม่ เห็นว่า โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยจ่ายค่าจ้าง เบี้ยเลี้ยง และขอให้เพิกถอนคำสั่งของจำเลยที่ 16/2548 โดยกล่าวอ้างว่าจำเลยไม่จ่ายค่าเบี้ยเลี้ยงและค่าจ้างในระหว่างพักงานแก่โจทก์ และมีคำสั่งที่ 16/2548 ลงโทษทางวินัยด้วยการตัดเงินเดือนโจทก์ร้อยละสิบ มีกำหนด 3 เดือน โดยโจทก์ไม่ได้กระทำความผิด จำเลยให้การต่อสู้คดีว่า โจทก์เป็นพนักงานเงินเดือนระบบใหม่ไม่มีสิทธิได้รับเบี้ยขยัน คำสั่งพักงานและลงโทษทางวินัยแก่โจทก์เป็นไปโดยชอบแล้ว โจทก์ทำผิดข้อบังคับของจำเลยฉบับที่ 46 (พ.ศ.2524) ข้อ 43 จำเลยตั้งกรรมการสอบสวนโทษทางวินัยและพักงานโจทก์ผลการสอบสวนปรากฏว่าโจทก์กระทำผิดข้อบังคับจริง โจทก์จึงไม่มีสิทธิได้ค่าจ้างระหว่างพักงาน โจทก์ไม่มีสิทธิได้รับเบี้ยเลี้ยงเนื่องจากไม่ได้ปฏิบัติงานซึ่งเป็นไปตามข้อบังคับของจำเลย คดีนี้จึงมีประเด็นแห่งคดีเพียงว่า ระหว่างพักงานเพื่อสอบสวนจำเลยมีสิทธิไม่จ่ายค่าเบี้ยเลี้ยงและค่าจ้างแก่โจทก์ตามข้อบังคับเกี่ยวกับการทำงานหรือไม่ เพียงใด และโจทก์กระทำความผิดอันเป็นเหตุให้จำเลยลงโทษโจทก์ตามคำสั่งที่ 16/2548 ได้หรือไม่ เท่านั้น จึงเป็นกรณีที่โจทก์ใช้สิทธิเรียกร้องให้จำเลยจ่ายเงินโดยอาศัยสิทธิในทางแพ่ง อีกทั้งคู่ความทั้งสองฝ่ายไม่ได้โต้แย้งเกี่ยวกับอำนาจในการนำคดีมาสู่ศาลของโจทก์หรืออำนาจในการออกคำสั่งของจำเลย คงโต้แย้งกันเฉพาะเนื้อหาของการกระทำความผิดของโจทก์ การที่ศาลแรงงานกลางวินิจฉัยโดยยกเหตุที่โจทก์มิได้อุทธรณ์คำสั่งของจำเลยต่อคณะกรรมการอุทธรณ์ตามระเบียบของจำเลยก่อน จึงไม่เป็นการโต้แย้งสิทธิของโจทก์และจำเลยไม่ได้ระบุหลักเกณฑ์การอุทธรณ์แจ้งให้โจทก์ทราบไว้ในคำสั่งที่ 16/2548 แล้วให้เพิกถอนคำสั่งจำเลยที่ 16/2548 โดยให้จำเลยกำหนดหลักเกณฑ์การอุทธรณ์ให้ครบถ้วนตามที่บัญญัติไว้ในพระราชบัญญัติวิธีปฏิบัติราชการทางปกครอง พ.ศ.2539 และแจ้งให้โจทก์ทราบถึงสิทธิดังกล่าวนั้น จึงไม่ถูกต้อง เนื่องด้วยกรณีของคดีนี้ไม่มีบทบัญญัติกฎหมายใดบังคับให้โจทก์ต้องใช้สิทธิยื่นอุทธรณ์ต่อคณะกรรมการอุทธรณ์ตามข้อบังคับของจำเลยก่อนจึงจะนำคดีมาสู่ศาลได้ ขั้นตอนอุทธรณ์ตามข้อบังคับของจำเลยเป็นเพียงระเบียบบริหารงานภายในย่อมไม่อาจนำมาใช้เป็นเหตุตัดสิทธิในการนำคดีเข้าสู่การพิจารณาของศาลได้ กรณีจึงไม่ต้องด้วยพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงาน พ.ศ.2522 มาตรา 8 วรรคสอง โจทก์จึงฟ้องขอให้เพิกถอนคำสั่งของจำเลยได้ แต่เมื่อศาลแรงงานกลางยังมิได้วินิจฉัยในประเด็นแห่งคดีเกี่ยวกับมูลเหตุแห่งการกระทำความผิดที่ลงโทษโจทก์ ซึ่งเป็นข้อเท็จจริง จึงเห็นสมควรย้อนสำนวนให้ศาลแรงงานกลางฟังข้อเท็จจริงแล้วพิจารณาพิพากษาใหม่ไปตามรูปคดีตามพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงาน พ.ศ.2522 มาตรา 56

พิพากษายกคำพิพากษาศาลแรงงานกลาง ให้ศาลแรงงานกลางพิจารณาพิพากษาใหม่ตามรูปคดี
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.จัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงาน พ.ศ.2522 ม. 8 วรรคสอง ม. 56
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นายณรงค์ ซอเฮง
จำเลย — องค์การขนส่งมวลชนกรุงเทพ
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลแรงงานกลาง — นายไพโรจน์ นิติกรไชยรัตน์
ชื่อองค์คณะ
ธีระพงศ์ จิระภาค
นิยุต สุภัทรพาหิรผล
ธีระยุทธ ทรัพย์นภาพร
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 13467/2557
#580016
เปิดฉบับเต็ม

ผู้คัดค้านที่ 1 มิได้อุทธรณ์โต้แย้งคำสั่งของศาลชั้นต้นที่วินิจฉัยว่า ผู้คัดค้านที่ 1 กระทำความผิดเกี่ยวกับการลักลอบหนีศุลกากรอันเป็นความผิดมูลฐานหนึ่งที่ผู้ร้องกล่าวอ้าง คงอุทธรณ์เถียงแต่เฉพาะว่าผู้คัดค้านที่ 1 มิได้มีพฤติการณ์เป็นผู้ต้องสงสัยเกี่ยวกับยาเสพติดให้โทษ เท่านั้น ข้อเท็จจริงจึงต้องฟังยุติว่า ผู้คัดค้านที่ 1 กระทำความผิดเกี่ยวกับการลักลอบหนีศุลกากรตามกฎหมายว่าด้วยศุลกากร อันเป็นความผิดมูลฐานตาม พ.ร.บ.ป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน พ.ศ.2522 มาตรา 3 (7) ซึ่งศาลย่อมมีคำสั่งให้ทรัพย์สินตามคำร้องตกเป็นของแผ่นดิน

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
ผู้ร้องยื่นคำร้องขอให้ศาลมีคำสั่งให้ทรัพย์สินดังกล่าวตามบัญชีทรัพย์เอกสารท้ายคำร้องหมายเลข 4 พร้อมดอกผลอันเกิดมีขึ้นซึ่งเป็นทรัพย์สินที่เกี่ยวกับการกระทำความผิดของนางเชาวนี และผู้คัดค้านทั้งสองกับพวกตกเป็นของแผ่นดิน ตามพระราชบัญญัติป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน พ.ศ.2542 มาตรา 49 และ 51 ต่อไป

ศาลชั้นต้นนัดไต่สวนและประกาศตามกฎหมายแล้ว

นางเชาวนี ไม่ยื่นคำคัดค้าน

ผู้คัดค้านทั้งสองยื่นคำคัดค้านว่า ผู้คัดค้านทั้งสองไม่ได้กระทำความผิดอาญาหรือเป็นผู้ประกอบอาชญากรรมโดยถูกจับกุมดำเนินคดีต่อศาล และไม่เข้าลักษณะความผิดมูลฐานตามพระราชบัญญัติป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน พ.ศ.2542 ผู้คัดค้านทั้งสองได้ทรัพย์สินตามบัญชีทรัพย์ท้ายคำร้องของผู้ร้องมาโดยสุจริตและชอบด้วยกฎหมาย ซึ่งเป็นรายได้จากการประกอบธุรกิจค้าไม้ที่ผู้คัดค้านที่ 1 ร่วมลงทุนในประเทศมาเลเซีย การยึดและหรืออายัดของคณะกรรมการธุรกรรมไม่ชอบเพราะผู้คัดค้านทั้งสองไม่ได้กระทำความผิดมูลฐานตามพระราชบัญญัติป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน พ.ศ.2542 การที่คณะกรรมการธุรกรรมนำทรัพย์สินที่ยึดและหรืออายัดบางส่วนไปขายทอดตลาดโดยไม่ได้แจ้งให้ผู้คัดค้านทั้งสองทราบเป็นการขายทอดตลาดโดยไม่ชอบ ขอให้ยกคำร้อง และขอให้ศาลมีคำสั่งคืนทรัพย์สินแก่ผู้คัดค้านทั้งสองและบุตรทั้งสี่ของผู้คัดค้านทั้งสองด้วย

ศาลชั้นต้นไต่สวนแล้ว มีคำสั่งให้ทรัพย์สินจำนวน 21 รายการที่คณะกรรมการธุรกรรมมีคำสั่งให้ยึดและอายัดไว้ตามบัญชีทรัพย์ พร้อมดอกผลของทรัพย์สินดังกล่าวอันเกิดมีขึ้นตกเป็นของแผ่นดินตามพระราชบัญญัติป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน พ.ศ. 2542 มาตรา 51 วรรคหนึ่ง ค่าฤชาธรรมเนียมในส่วนของผู้คัดค้านทั้งสองให้เป็นพับ

ผู้คัดค้านทั้งสองอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษายกอุทธรณ์ของผู้คัดค้านทั้งสอง คืนค่าขึ้นศาลชั้นอุทธรณ์แก่ผู้คัดค้านทั้งสอง ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์นอกจากนี้ให้เป็นพับ

ผู้คัดค้านทั้งสองฎีกา

ศาลฎีกาคณะคดีปกครองวินิจฉัยว่า ปัญหาข้อกฎหมายต้องวินิจฉัยตามฎีกาประการแรกของผู้คัดค้านทั้งสองมีว่า ที่ศาลอุทธรณ์พิพากษายกอุทธรณ์ของผู้คัดค้านทั้งสองถูกต้องชอบแล้วหรือไม่ เห็นว่า ตามคำร้องของผู้ร้องกล่าวอ้างเป็นข้อสำคัญว่านอกจากนางเชาวนีและผู้คัดค้านที่ 1 กับพวกเป็นผู้มีพฤติการณ์ในการกระทำความผิดเกี่ยวกับยาเสพติดให้โทษแล้ว นางเชาวนีและผู้คัดค้านที่ 1 กับพวกยังมีพฤติการณ์ในการกระทำความผิดเกี่ยวกับการลักลอบหนีศุลกากรตามกฎหมายว่าด้วยศุลกากร ซึ่งล้วนเป็นความผิดมูลฐานตามพระราชบัญญัติป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน พ.ศ.2542 มาตรา 3 (1) (7) และศาลชั้นต้นมีคำสั่งโดยวินิจฉัยว่าข้อเท็จจริงรับฟังได้ตามพยานหลักฐานของผู้ร้องว่า ผู้คัดค้านที่ 1 มีพฤติการณ์เกี่ยวข้องกับยาเสพติดให้โทษ และได้กระทำความผิดเกี่ยวกับการลักลอบหนีศุลกากรตามกฎหมายว่าด้วยศุลกากร อันเป็นความผิดมูลฐานตามพระราชบัญญัติป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน พ.ศ.2542 มาตรา 3 (1) (7) สำหรับ ผู้คัดค้านที่ 2 ซึ่งเป็นภริยาของผู้คัดค้านที่ 1 รวมทั้งบุตรอีก 4 คนของผู้คัดค้านที่ 1 ถือได้ว่าต่างเป็นผู้เกี่ยวข้องสัมพันธ์กับผู้คัดค้านที่ 1 ซึ่งเป็นผู้กระทำความผิดมูลฐาน จึงมีคำสั่งให้ทรัพย์สิน 21 รายการตามคำร้องตกเป็นของแผ่นดินตามมาตรา 51 วรรคหนึ่ง แห่งพระราชบัญญัติเดียวกัน ดังนี้ เมื่อผู้คัดค้านที่ 1 มิได้อุทธรณ์โต้แย้งคำสั่งของศาลชั้นต้นที่วินิจฉัยว่า ผู้คัดค้านที่ 1 กระทำความผิดเกี่ยวกับการลักลอบหนีศุลกากรอันเป็นความผิดมูลฐานหนึ่งที่ผู้ร้องกล่าวอ้าง คงอุทธรณ์เถียงแต่เฉพาะว่าผู้คัดค้านที่ 1 มิได้มีพฤติการณ์เป็นผู้ต้องสงสัยเกี่ยวกับยาเสพติดให้โทษ เท่านั้น ข้อเท็จจริงจึงต้องฟังยุติว่าผู้คัดค้านที่ 1 กระทำความผิดเกี่ยวกับการลักลอบหนีศุลกากรตามกฎหมายว่าด้วยศุลกากร อันเป็นความผิดมูลฐานตามพระราชบัญญัติป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน พ.ศ.2522 มาตรา 3 (7) ซึ่งศาลย่อมมีคำสั่งให้ทรัพย์สินตามคำร้องตกเป็นของแผ่นดินอยู่นั่นเอง ดังนั้น ที่ศาลอุทธรณ์พิพากษาโดยวินิจฉัยว่า อุทธรณ์ของผู้คัดค้านที่ 1 ที่ว่า ผู้คัดค้านที่ 1 ไม่ได้เกี่ยวข้องหรือกระทำความผิดเกี่ยวกับยาเสพติดให้โทษไม่เป็นสาระสำคัญที่ศาลอุทธรณ์จะต้องวินิจฉัย เพราะไม่ทำให้ผลคดีตามคำสั่งศาลชั้นต้นเปลี่ยนแปลงไป จึงชอบแล้ว ส่วนผู้คัดค้านที่ 2 ก็มิได้อุทธรณ์ว่า ผู้คัดค้านที่ 2 มิได้เป็นผู้เกี่ยวข้องสัมพันธ์กับผู้คัดค้านที่ 1 ดังที่ศาลชั้นต้นวินิจฉัยมา คงอุทธรณ์เถียงเพียงว่า ผู้คัดค้านที่ 2 ไม่ได้กระทำความผิดเกี่ยวกับยาเสพติดให้โทษและการลักลอบหนีศุลกากร ดังนั้น เมื่อข้อเท็จจริงเกี่ยวกับผู้คัดค้านที่ 1 รับฟังได้ดังวินิจฉัยมาข้างต้น ผู้คัดค้านที่ 2 ซึ่งเป็นผู้เกี่ยวข้องสัมพันธ์กับผู้คัดค้านที่ 1 ที่เป็นผู้กระทำความผิดมูลฐาน ผู้คัดค้านที่ 2 จึงอยู่ในฐานะต้องมีภาระการพิสูจน์ถึงที่มาของทรัพย์สินตามคำร้อง แต่ตามอุทธรณ์ของผู้คัดค้านที่ 2 มิได้อุทธรณ์เถียงในข้อดังกล่าวมาด้วย ที่ศาลอุทธรณ์วินิจฉัยว่า อุทธรณ์ของผู้คัดค้านที่ 2 ซึ่งเถียงว่าผู้คัดค้านที่ 2 ไม่ได้เกี่ยวข้องกับยาเสพติดให้โทษและมิได้เกี่ยวข้องกับการกระทำความผิดต่อกฎหมายว่าด้วยศุลกากร ล้วนไม่เป็นสาระสำคัญที่ศาลอุทธรณ์จะต้องวินิจฉัย จึงชอบแล้ว ฎีกาของผู้คัดค้านทั้งสองในประการนี้ฟังไม่ขึ้น ไม่จำต้องวินิจฉัยฎีกาของผู้คัดค้านทั้งสองในประการอื่นที่เหลืออีกต่อไปเพราะไม่ทำให้ผลของคดีเปลี่ยนแปลงไป

พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาเป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.ป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน พ.ศ.2542 ม. 3 (1) ม. 3 (7)
ชื่อคู่ความ
ผู้ร้อง — พนักงานอัยการ สำนักงานอัยการสูงสุด
ผู้คัดค้าน — นายสาและ เจ๊ะปอ กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลแพ่ง — นางศุทธดา วัฒนวิเชียร
ศาลอุทธรณ์ — นายกานต์ วงศ์ศิริ
ชื่อองค์คณะ
พินิจ สายสอาด
เกษม เกษมปัญญา
ไมตรี สุเทพากุล
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา