คำพิพากษา คำสั่งคำร้องและคำวินิจฉัยศาลฎีกา

ทั้งหมด 133,243 รายการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3934/2557
#571552
เปิดฉบับเต็ม

เดิมจำเลยจ่ายเงินค่ารับรองลูกค้า ค่าน้ำมันพาหนะ และค่าโทรศัพท์ให้แก่ลูกจ้างในแผนกขายซึ่งรวมถึงโจทก์ด้วยตามยอดเงินในใบเสร็จรับเงินที่ขอเบิก ต่อมาจำเลยจ่ายให้แก่ลูกจ้างเป็นประจำตามอัตราที่แน่นอนทุกเดือนโดยไม่ต้องมีใบเสร็จรับเงินมาแสดงอีก แสดงว่าจำเลยมีวัตถุประสงค์ในการจ่ายเงินดังกล่าวให้โจทก์เพื่อเป็นค่าใช้จ่ายในการทำงาน ไม่ได้จ่ายเพื่อตอบแทนการทำงานของโจทก์โดยตรง การเปลี่ยนแปลงการจ่ายเงินเป็นไม่ต้องนำใบเสร็จรับเงินมาแสดงอีก เป็นเพียงการเปลี่ยนแปลงวิธีการจ่ายเงินให้สะดวกในการบริหารจัดการเท่านั้น ไม่ได้เปลี่ยนแปลงวัตถุประสงค์ของการจ่ายเงิน เงินนั้นจึงไม่ใช่ค่าจ้างตาม พ.ร.บ.คุ้มครองแรงงาน พ.ศ.2541 มาตรา 5 การที่จำเลยย้ายโจทก์จากตำแหน่งผู้จัดการเขตการขายไปเป็นผู้จัดการประสานงานขายเป็นเหตุให้โจทก์ไม่ได้รับเงินดังกล่าวจึงไม่ใช่กรณีที่จำเลยลดค่าจ้างโจทก์

จำเลยออกคำสั่งให้โจทก์ไปทำงานในตำแหน่งผู้จัดการประสานงานขาย แต่โจทก์ไม่ยอมไปทำงาน ยังคงทำงานในตำแหน่งผู้จัดการเขตการขายตามเดิม ต่อมาจำเลยมีหนังสือเตือนแล้ว จึงเป็นการฝ่าฝืนคำสั่งอันชอบด้วยกฎหมายของจำเลยและกระทำผิดซ้ำคำเตือน จำเลยเลิกจ้างโจทก์ได้โดยไม่ต้องจ่ายค่าชดเชย ค่าจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้า ไม่ใช่การเลิกจ้างที่ไม่เป็นธรรม

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยจ่ายค่าจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้า 30,000 บาท ค่าชดเชย 180,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 15 ต่อปี นับถัดจากวันที่ 11 มกราคม 2549 เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จ และให้จำเลยจ่ายค่าเสียหายจากการเลิกจ้างที่ไม่เป็นธรรม 100,000 บาท แก่โจทก์

จำเลยให้การขอให้ยกฟ้อง

ศาลแรงงานกลางพิพากษาให้จำเลยจ่ายค่าจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้า 30,000 บาท ค่าเสียหายจากการเลิกจ้างที่ไม่เป็นธรรม 90,000 บาท และค่าชดเชย 180,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 15 ต่อปี จากต้นเงินค่าชดเชยนับแต่วันที่ 12 มกราคม 2549 เป็นต้นไป จนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์

จำเลยอุทธรณ์ต่อศาลฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีแรงงานวินิจฉัยว่า จำเลยอุทธรณ์ว่าเงินค่ารับรองลูกค้า ค่าน้ำมันพาหนะ ค่าโทรศัพท์เป็นเงินที่จำเลยให้เป็นค่าใช้จ่ายในแผนกการขายเท่านั้น ส่วนค่าคอมมิสชันเป็นเงินเพิ่มจูงใจในการทำงาน เงินดังกล่าวมิใช่ค่าจ้าง เมื่อจำเลยย้ายโจทก์ไปทำงานตำแหน่งอื่นที่มิใช่แผนกขายโดยตรง โจทก์จึงไม่มีสิทธิได้รับเงินดังกล่าว ไม่ถือเป็นการเปลี่ยนแปลงให้โจทก์ได้รับค่าจ้างลดลง คำสั่งย้ายงานจึงชอบด้วยกฎหมาย เมื่อโจทก์ไม่ยอมย้ายไปตามคำสั่งของจำเลยจึงเป็นการฝ่าฝืนคำสั่งอันชอบด้วยกฎหมายและเป็นธรรมของจำเลย จำเลยออกหนังสือเตือนแล้วโจทก์ไม่ปฏิบัติตามคำสั่งอีกภายในเวลาไม่เกิน 1 ปี จำเลยจึงมีสิทธิเลิกจ้างโจทก์ได้โดยไม่ต้องจ่ายค่าชดเชย ค่าจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้าและไม่ใช่การเลิกจ้างที่ไม่เป็นธรรมนั้น เห็นว่า ศาลแรงงานกลางฟังข้อเท็จจริงว่า เดิมจำเลยจ่ายเงินค่ารับรองลูกค้า ค่าน้ำมันพาหนะ และค่าโทรศัพท์ให้แก่ลูกจ้างในแผนกขายซึ่งรวมถึงโจทก์ด้วยตามยอดเงินในใบเสร็จรับเงินที่ขอเบิก แต่ต่อมาจำเลยได้จ่ายให้เป็นประจำตามอัตราที่แน่นอนทุกเดือนโดยไม่ต้องมีใบเสร็จรับเงินมาแสดงอีก ดังนี้จึงแสดงให้เห็นว่าจำเลยมีวัตถุประสงค์ในการจ่ายเงินดังกล่าวให้แก่โจทก์เพื่อเป็นค่าใช้จ่ายในการทำงาน มิได้จ่ายเพื่อตอบแทนการทำงานของโจทก์โดยตรง แม้จำเลยจะเปลี่ยนแปลงการจ่ายเงินให้แก่โจทก์โดยไม่ต้องนำใบเสร็จรับเงินมาแสดงอีก ก็เป็นเพียงการเปลี่ยนแปลงวิธีการจ่ายเงินให้เกิดความสะดวกในการบริหารจัดการเท่านั้น มิได้เป็นการเปลี่ยนแปลงวัตถุประสงค์ของการจ่ายเงิน เงินที่จำเลยจ่ายให้แก่โจทก์ดังกล่าวจึงมิใช่ค่าจ้างตามพระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน พ.ศ.2541 มาตรา 5 ส่วนค่าคอมมิสชัน โจทก์มิได้บรรยายกล่าวไว้ในคำฟ้อง จำเลยก็ไม่ได้ให้การต่อสู้คดีถึงค่าคอมมิสชันไว้ อุทธรณ์ของจำเลยเกี่ยวกับค่าคอมมิสชันจึงเป็นข้อที่มิได้ว่ากล่าวกันมาโดยชอบในศาลแรงงานกลาง ต้องห้ามตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 225 วรรคหนึ่ง ประกอบพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงาน พ.ศ.2522 มาตรา 31 ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัย ดังนั้น เมื่อจำเลยมีคำสั่งย้ายโจทก์จากตำแหน่งผู้จัดการเขตการขายไปเป็นผู้จัดการประสานงานขายเป็นเหตุให้โจทก์ไม่ได้รับเงินค่ารับรองลูกค้า ค่าน้ำมันพาหนะและค่าโทรศัพท์ จึงมิใช่กรณีที่จำเลยลดค่าจ้างโจทก์แต่ประการใด การที่โจทก์ไม่ยอมไปทำงานในตำแหน่งใหม่ แต่ยังคงทำงานในตำแหน่งเดิมให้จำเลยและต่อมาจำเลยได้มีหนังสือเตือนแล้ว จึงเป็นการฝ่าฝืนคำสั่งอันชอบด้วยกฎหมายและเป็นธรรมของจำเลย และเป็นการกระทำผิดซ้ำคำเตือน เมื่อจำเลยเลิกจ้างโจทก์จึงมิใช่การเลิกจ้างที่ไม่เป็นธรรม จำเลยจึงไม่ต้องจ่ายค่าชดเชย ค่าจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้าและค่าเสียหายจากการเลิกจ้างที่ไม่เป็นธรรมให้แก่โจทก์ อุทธรณ์จำเลยฟังขึ้น

พิพากษากลับให้ยกฟ้องโจทก์
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.คุ้มครองแรงงาน พ.ศ.2541 ม. 5 ม. 119 วรรคหนึ่ง (4)
พ.ร.บ.จัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงาน พ.ศ.2522 ม. 49
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นางกานต์รวี นางาม
จำเลย — บริษัททิสเวิลด์ไวด์มาร์เก็ตติ้ง (1997) จำกัด
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลแรงงานกลาง — นายไพโรจน์ นิติกรไชยรัตน์
ชื่อองค์คณะ
พิทยา บุญชู
ชัยวัฒน์ เวียงธีรวัฒน์
นิยุต สุภัทรพาหิรผล
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3880/2557
#562721
เปิดฉบับเต็ม

ป.อ. มาตรา 1 (11) คำว่า "กลางคืน" หมายความว่า เวลาระหว่างพระอาทิตย์ตกและพระอาทิตย์ขึ้น โจทก์บรรยายฟ้องว่า จำเลยทั้งสองร่วมกันลักทรัพย์ของผู้เสียหายเมื่อระหว่างวันที่ 20 สิงหาคม 2555 เวลากลางคืนหลังเที่ยง ถึงวันที่ 21 สิงหาคม 2555 เวลากลางคืนก่อนเที่ยง เวลาใดไม่ปรากฏชัด จำเลยที่ 1 ให้การรับสารภาพ ดังนั้น เวลาเกิดเหตุตามฟ้องของโจทก์คือ ตั้งแต่เวลาพระอาทิตย์ตกของวันที่ 20 สิงหาคม 2555 ถึงเวลา 24 นาฬิกา ของวันเดียวกัน และเวลา 0.01 นาฬิกา ของวันที่ 21 สิงหาคม 2555 ไปแล้ว จนถึงเวลาพระอาทิตย์ขึ้นของวันเดียวกัน จึงเป็นเวลากลางคืนของวันที่ 20 และ 21 สิงหาคม 2555 ติดต่อกัน การกระทำของจำเลยที่ 1 จึงเป็นความผิดฐานร่วมกันลักทรัพย์ในเวลากลางคืน

กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.อ. ม. 1 (11) ม. 83 ม. 335 (1) ม. 335 (7) ม. 335 วรรคสอง
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการจังหวัดเชียงราย
จำเลย — นายวันชัยหรือเค หม่อโปกู่ กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดเชียงราย — นายสมคิด ใจกระเสน
ศาลอุทธรณ์ภาค 5 — นายอดิศักดิ์ ตันติวงศ์
ชื่อองค์คณะ
โสฬส สุวรรณเนตร์
เกษม เกษมปัญญา
ไมตรี สุเทพากุล
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3867/2557
#559106
เปิดฉบับเต็ม

หลักกฎหมายที่ห้ามมีผลใช้บังคับย้อนหลังนั้น ห้ามใช้บังคับย้อนหลังเฉพาะกฎหมายในส่วนที่เป็นสารบัญญัติเท่านั้น มิได้ห้ามในส่วนวิธีสบัญญัติด้วย พ.ร.บ.แก้ไขเพิ่มเติมประกาศคณะปฏิรูปการปกครองในระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข ฉบับที่ 30 พ.ศ.2550 ที่แก้ไขเพิ่มเติม ข้อ 10/1 ของประกาศฉบับดังกล่าวจึงมีผลใช้บังคับแก่คดีนี้ทันที อันมีผลให้คดีของโจทก์ทั้งสองไม่อยู่ในเขตอำนาจการพิจารณาพิพากษาของศาลชั้นต้นอีกต่อไป

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ทั้งสองฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยทั้งสิบเอ็ดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83, 90, 91, 157 และ 200

ระหว่างการส่งหมายนัดไต่สวนมูลฟ้องและสำเนาคำฟ้องให้แก่จำเลยทั้งสิบเอ็ด ศาลชั้นต้นเห็นว่าคดีพอวินิจฉัยได้โดยไม่จำต้องไต่สวนมูลฟ้อง ให้งดการไต่สวนมูลฟ้อง แล้วพิพากษายกฟ้อง

โจทก์ทั้งสองอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน

โจทก์ทั้งสองฎีกา โดยผู้พิพากษาซึ่งพิจารณาและลงชื่อในคำพิพากษาศาลอุทธรณ์อนุญาตให้ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงได้ความว่า โจทก์ที่ 1 ดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรีตั้งแต่วันที่ 9 กุมภาพันธ์ 2544 ถึงวันที่ 19 กันยายน 2547 โจทก์ที่ 2 เป็นภริยาโจทก์ที่ 1 และเป็นผู้ชนะในการประกวดราคาซื้อที่ดิน 4 แปลง ตั้งอยู่ที่ถนนเทียมร่วมมิตร ในราคา 772,000,000 บาท จากกองทุนเพื่อการฟื้นฟูและพัฒนาระบบสถาบันการเงินเมื่อวันที่ 16 ธันวาคม 2546 ต่อมาวันที่ 19 กันยายน 2549 คณะปฏิรูปการปกครองในระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข (คปค.) ได้ยึดอำนาจการปกครองจากรัฐบาลของโจทก์ที่ 1 คณะปฏิรูปการปกครองในระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุขได้แต่งตั้งจำเลยทั้งสิบเอ็ดเป็นคณะกรรมการตรวจสอบการกระทำที่ก่อให้เกิดความเสียหายแก่รัฐ ตามประกาศคณะปฏิรูปการปกครองในระบอบประชาธิไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุขฉบับที่ 30 เรื่อง การตรวจสอบการกระทำที่ก่อให้เกิดความเสียหายแก่รัฐ ลงวันที่ 30 กันยายน 2549 วันที่ 17 สิงหาคม 2550 โจทก์ทั้งสองฟ้องจำเลยทั้งสิบเอ็ดเป็นคดีนี้ กล่าวหาว่าจำเลยทั้งสิบเอ็ดกลั่นแกล้งโจทก์ทั้งสองให้ตกเป็นจำเลยโดยถูกอัยการสูงสุดฟ้องที่ศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองในความผิดตามพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริต พ.ศ.2542 มาตรา 4, 100 และ 122 และประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 1, 33, 83, 86, 90, 91, 152 และ 157 อันเนื่องมาจากการซื้อที่ดินจำนวน 4 แปลง ดังกล่าวข้างต้นของโจทก์ที่ 2 ขอให้ลงโทษจำเลยทั้งสิบเอ็ดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83, 90, 91, 157 และ 200 ต่อมาหลังจากโจทก์ทั้งสองฟ้องคดีนี้แล้วได้มีการแก้ไขเพิ่มเติมประกาศคณะปฏิรูปการปกครองในระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุขฉบับที่ 30 โดยมีผลใช้บังคับตั้งแต่วันที่ 6 กันยายน 2550 ตามพระราชบัญญัติแก้ไขเพิ่มเติมประกาศคณะปฏิรูปการปกครองในระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข ฉบับที่ 30 เรื่อง การตรวจสอบการกระทำที่ก่อให้เกิดความเสียหายแก่รัฐ ลงวันที่ 30 กันยายน พุทธศักราช 2549 พ.ศ.2550 ศาลล่างทั้งสองวินิจฉัยว่าเมื่อพระราชบัญญัติแก้ไขเพิ่มเติมประกาศคณะปฏิรูปการปกครองในระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข ฉบับที่ 30 มีผลใช้บังคับ ทำให้ศาลชั้นต้นไม่มีอำนาจพิจารณาพิพากษาคดีนี้

มีปัญหาวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ทั้งสองว่า คำวินิจฉัยของศาลล่างทั้งสองชอบหรือไม่ ประกาศคณะปฏิรูปการปกครองในระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข ฉบับที่ 30 ข้อ 10/1 ซึ่งแก้ไขเพิ่มเติมโดยพระราชบัญญัติแก้ไขเพิ่มเติมประกาศคณะปฏิรูปการปกครองในระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุขฉบับที่ 30 เรื่อง การตรวจสอบการกระทำที่ก่อให้เกิดความเสียหายแก่รัฐ ลงวันที่ 30 กันยายน พุทธศักราช 2549 มาตรา 3 มีความว่า "ในกรณีที่มีพฤติการณ์อันควรสงสัยหรือในกรณีที่มีผู้เสียหายกล่าวหาว่ากรรมการตรวจสอบหรืออนุกรรมการผู้ใด...กระทำความผิดต่อตำแหน่งหน้าที่ราชการตามประมวลกฎหมายอาญา...ให้ถือว่ากรรมการตรวจสอบหรืออนุกรรมการเป็นกรรมการ ป.ป.ช. ตามมาตรา 17...แห่งพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริต พ.ศ.2542 และให้นำความในมาตรา 17...แห่งพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริต พ.ศ.2542 มาใช้บังคับโดยอนุโลม

ให้นำพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยวิธีพิจารณาคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง พ.ศ.2542 มาใช้บังคับแก่การฟ้องคดีและการพิจารณาคดีตามวรรคหนึ่ง โดยให้ศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองมีอำนาจพิจารณาคดีดังกล่าวด้วย" เห็นว่า บทกฎหมายดังกล่าวเป็นบทบัญญัติว่าด้วยการฟ้องและการพิจารณาคดี จึงเป็นกฎหมายในส่วนวิธีสบัญญัติ ซึ่งมีผลใช้บังคับทันทีนับตั้งแต่วันที่กฎหมายมีผลใช้บังคับในวันที่ 6 กันยายน 2550 เป็นต้นไป คดีนี้โจทก์ทั้งสองฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยทั้งสิบเอ็ดในความผิดต่อตำแหน่งหน้าที่ราชการและความผิดต่อตำแหน่งหน้าที่ในการยุติธรรม ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 157 และ 200 ซึ่งกฎหมายให้ถือว่าจำเลยทั้งสิบเอ็ดเป็นกรรมการ ป.ป.ช. จะต้องถูกดำเนินคดีที่ศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง เมื่อกฎหมายที่แก้ให้มีผลใช้บังคับแล้วทำให้คดีของโจทก์ทั้งสองอยู่ในเขตอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง ไม่อยู่ในเขตอำนาจของศาลชั้นต้นอีกต่อไป แม้ว่าโจทก์ทั้งสองจะฟ้องคดีนี้ไว้ก่อนพระราชบัญญัติแก้ไขเพิ่มเติมประกาศคณะปฏิรูปการปกครองในระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข ฉบับที่ 30 จะมีผลใช้บังคับก็ตาม ที่โจทก์ทั้งสองฎีกาว่า แม้ประกาศคณะปฏิรูปการปกครองในระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข ฉบับที่ 30 ข้อ 10/1 จะมีผลใช้บังคับทันทีนับแต่วันที่ 6 กันยายน 2550 ก็มีผลใช้บังคับแก่คดีที่ฟ้องนับแต่วันดังกล่าวเป็นต้นไป แต่ไม่อาจใช้บังคับแก่คดีที่ได้ฟ้องไว้ก่อนวันที่ 6 กันยายน 2550 ได้ เพราะมิฉะนั้นจะมีผลย้อนหลังไปยกเลิกเพิกถอนการกระทำตามกฎหมายวิธีสบัญญัติที่ใช้อยู่เดิม เห็นว่า หลักกฎหมายที่ห้ามมีผลใช้บังคับย้อนหลังนั้น ห้ามใช้บังคับย้อนหลังเฉพาะกฎหมายในส่วนที่เป็นสารบัญญัติเท่านั้น มิได้ห้ามในส่วนวิธีสบัญญัติด้วย พระราชบัญญัติแก้ไขเพิ่มเติมประกาศคณะปฏิรูปการปกครองในระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข ฉบับที่ 30 ที่แก้ไขเพิ่มเติมข้อ 10/1 ของประกาศฉบับดังกล่าวจึงมีผลใช้บังคับแก่คดีนี้ทันทีอันมีผลให้คดีของโจทก์ทั้งสองไม่อยู่ในเขตอำนาจการพิจารณาพิพากษาของศาลชั้นต้นอีกต่อไป...การที่ศาลล่างทั้งสองวินิจฉัยว่าศาลชั้นต้นไม่มีอำนาจพิจารณาคดีนี้จึงชอบแล้ว ฎีกาข้ออื่นของโจทก์ทั้งสองนอกจากนี้ไม่จำต้องวินิจฉัยเพราะไม่ทำให้ผลคดีเปลี่ยนแปลง ที่ศาลล่างทั้งสองพิพากษามานั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาของโจทก์ทั้งสองฟังไม่ขึ้น

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ประกาศคณะปฏิรูปการปกครองในระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข ฉบับที่ 30
พ.ร.บ.แก้ไขเพิ่มเติมประกาศคณะปฏิรูปการปกครองในระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข ฉบับที่ 30 พ.ศ.2550 ม. 3
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พันตำรวจโททักษิณ ชินวัตร กับพวก
จำเลย — นายนาม ยิ้มแย้ม กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลอาญา — นายเพ็ง เพ็งนิติ
ศาลอุทธรณ์ — นายอดิเทพ ถิรวัฒน์
ชื่อองค์คณะ
ชินวิทย์ จินดา แต้มแก้ว
สุทธิโชค เทพไตรรัตน์
ศรีอัมพร ศาลิคุปต์
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3865/2557
#571997
เปิดฉบับเต็ม

คดีนี้เมื่อศาลชั้นต้นมีคำสั่งประทับฟ้องคดีโจทก์ไว้พิจารณา ศาลชั้นต้นมีหน้าที่อ่านและอธิบายฟ้องให้จำเลยฟังและถามว่าจำเลยกระทำความผิดหรือไม่ จะให้การต่อสู้อย่างไรบ้างตาม ป.วิ.อ. มาตรา 172 วรรคสอง คดีนี้โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยฐานลักทรัพย์หรือรับของโจรฐานใดฐานหนึ่ง ศาลชั้นต้นอ่านและอธิบายฟ้องให้จำเลยฟังแล้ว จำเลยให้การรับสารภาพ ศาลชั้นต้นก็ต้องสอบถามด้วยว่าจำเลยจะให้การรับสารภาพฐานลักทรัพย์หรือรับของโจร แล้วพิพากษาลงโทษจำเลยในฐานความผิดนั้น แต่ศาลชั้นต้นมิได้สอบถามให้ชัดแจ้งกลับพิพากษาลงโทษจำเลยฐานลักทรัพย์ โดยไม่ปรากฏข้อเท็จจริงว่าจำเลยให้การรับสารภาพในฐานความผิดดังกล่าว การดำเนินกระบวนพิจารณาของศาลชั้นต้นในส่วนนี้จึงไม่ชอบ และมีผลให้กระบวนพิจารณาถัดมาตลอดจนคำพิพากษาของศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ภาค 7 จึงไม่ชอบไปด้วย

พิพากษายกคำพิพากษาศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ภาค 7 ให้ศาลชั้นต้นดำเนินกระบวนพิจารณาตั้งแต่สอบคำให้การจำเลยใหม่ แล้วพิพากษาใหม่ตามรูปคดี

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 334, 335, 357

จำเลยให้การรับสารภาพตามฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 335 (1) จำคุก 4 ปี จำเลยให้การรับสารภาพเป็นประโยชน์แก่การพิจารณามีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้กึ่งหนึ่ง ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คงจำคุก 2 ปี ส่วนข้อหาอื่นให้ยก

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 7 พิพากษากลับให้ยกฟ้อง

โจทก์ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า เมื่อศาลชั้นต้นมีคำสั่งประทับฟ้องคดีโจทก์ไว้พิจารณา ศาลชั้นต้นมีหน้าที่อ่านและอธิบายฟ้องให้จำเลยฟังและถามว่าจำเลยกระทำความผิดหรือไม่ จะให้การต่อสู้อย่างไรบ้างตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 172 วรรคสอง คดีนี้โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยฐานลักทรัพย์หรือรับของโจรฐานใดฐานหนึ่ง ศาลชั้นต้นอ่านและอธิบายฟ้องให้จำเลยฟังแล้ว จำเลยให้การรับสารภาพ ศาลชั้นต้นก็ต้องสอบถามด้วยว่าจำเลยจะให้การรับสารภาพฐานลักทรัพย์หรือรับของโจร แล้วพิพากษาลงโทษจำเลยในฐานความผิดนั้น แต่ศาลชั้นต้นมิได้สอบถามให้ชัดแจ้งกลับพิพากษาลงโทษจำเลยฐานลักทรัพย์ โดยไม่ปรากฏข้อเท็จจริงว่าจำเลยให้การรับสารภาพในฐานความผิดดังกล่าว การดำเนินกระบวนพิจารณาของศาลชั้นต้นในส่วนนี้จึงไม่ชอบ และมีผลให้กระบวนพิจารณาถัดมาตลอดจนคำพิพากษาของศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ภาค 7 จึงไม่ชอบไปด้วย

พิพากษายกคำพิพากษาศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ภาค 7 ให้ศาลชั้นต้นดำเนินกระบวนพิจารณาตั้งแต่สอบคำให้การจำเลยใหม่ แล้วพิพากษาใหม่ตามรูปคดี
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.อ. ม. 172 วรรคสอง
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการจังหวัดนครปฐม
จำเลย — นายทรงสิทธิ์หรือน้ำ ไตรรัตนประพันธ์
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดนครปฐม — นายณรงค์ พรหมอยู่
ศาลอุทธรณ์ภาค 7 — นายประเสริฐ เลิศพูนวศิน
ชื่อองค์คณะ
อดิศักดิ์ ปัตรวลี
ทวีศักดิ์ ทองภักดี
พันธุ์เลิศ บุญเลี้ยง
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3859/2557
#562741
เปิดฉบับเต็ม

จำเลยที่ 1 มีหน้าที่นำน้ำมันของโจทก์ร่วมไปขายและรับเงินค่าขายน้ำมันจากลูกค้า ถือว่าจำเลยที่ 1 ได้รับมอบเงินดังกล่าวไว้ในครอบครองในฐานะตัวแทนโจทก์ร่วมและมีหน้าที่ส่งมอบเงินดังกล่าวให้แก่โจทก์ร่วม เมื่อจำเลยที่ 1 เบียดบังเอาไปบางส่วน จึงเป็นการยักยอกเงินค่าขายน้ำมันของโจทก์ร่วม เป็นความผิดฐานยักยอก แม้โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษฐานร่วมกันลักทรัพย์นายจ้าง ก็ไม่ถือว่าข้อเท็จจริงตามที่ปรากฏในการพิจารณาแตกต่างกับข้อเท็จจริงดังที่กล่าวในฟ้องในสาระสำคัญและจำเลยที่ 1 ไม่ได้หลงต่อสู้ ศาลฎีกามีอำนาจพิพากษาลงโทษจำเลยที่ 1 ตามที่พิจารณาได้ความได้ตาม ป.วิ.อ. มาตรา 192 วรรคสาม ประกอบมาตรา 215, 225 ปัญหานี้เป็นข้อกฎหมายที่เกี่ยวกับความสงบเรียบร้อย แม้จำเลยที่ 1 ไม่ได้ฎีกา ศาลฎีกามีอำนาจยกขึ้นวินิจฉัยได้ตาม ป.วิ.อ. มาตรา 195 วรรคสอง ประกอบมาตรา 225

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยทั้งสองตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83,91,335 และให้จำเลยทั้งสองร่วมกันคืนเงิน 106,926 บาท แก่ผู้เสียหาย

จำเลยทั้งสองให้การปฏิเสธ

ระหว่างพิจารณา ห้างหุ้นส่วนจำกัดหินดาดน้อยบริการ ผู้เสียหายยื่นคำร้องขอเข้าร่วมเป็นโจทก์ ศาลชั้นต้นอนุญาต

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยทั้งสองมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 335 (7) (11) วรรคสอง ประกอบมาตรา 83 รวม 21 กระทง เป็นการกระทำความผิดหลายกรรมต่างกัน ให้ลงโทษทุกกรรมเป็นกระทงความผิดไปตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 จำคุกคนละกระทงละ 1 ปี รวมจำคุกคนละ 20 ปี (ที่ถูก รวมจำคุกคนละ 21 ปี แต่ทั้งนี้ให้จำคุกคนละ 20 ปี) ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 (2) และให้จำเลยทั้งสองร่วมกันหรือแทนกันคืนเงิน 92,706 บาท แก่โจทก์ร่วม คำขออื่นให้ยก

จำเลยทั้งสองอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 6 พิพากษาแก้เป็นว่า จำเลยที่ 1 มีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 335 (11) วรรคแรก ให้ยกฟ้องโจทก์สำหรับจำเลยที่ 2 ส่วนโทษสำหรับจำเลยที่ 1 และนอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

โจทก์ร่วมฎีกา

จำเลยที่ 1 ฎีกา โดยผู้พิพากษาซึ่งพิจารณาและลงชื่อในคำพิพากษาศาลชั้นต้นอนุญาตให้ฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง แต่ระหว่างพิจารณาของศาลฎีกา จำเลยที่ 1 ยื่นคำร้องขอถอนฎีกา ศาลฎีกาอนุญาต

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงตามที่คู่ความไม่โต้เถียงกันในชั้นนี้รับฟังว่า โจทก์ร่วมประกอบกิจการจำหน่ายน้ำมันเชื้อเพลิง โดยเปิดปั๊มน้ำมันและมีรถบรรทุกหกล้อนำน้ำมันไปขายแก่ลูกค้า จำเลยทั้งสองเป็นลูกจ้างโจทก์ร่วมประจำรถบรรทุกหกล้อคันหนึ่งโดยจำเลยที่ 1 มีหน้าที่ขับรถบรรทุกน้ำมัน เขียนใบเสร็จรับเงิน จดชื่อลูกค้า จำนวนน้ำมันและเงินค่าขายน้ำมันลงในสมุดคุมรายการชื่อลูกค้า และเก็บเงินค่าขายน้ำมันจากลูกค้านำส่งให้แก่โจทก์ร่วม ส่วนจำเลยที่ 2 ทำงานคู่กับจำเลยที่ 1 มีหน้าที่จับหัวจ่ายน้ำมันจากรถบรรทุกน้ำมันจ่ายน้ำมันให้แก่ลูกค้า ในช่วงวันเวลาเกิดเหตุตามฟ้องจำเลยที่ 1 ลักเงินค่าขายน้ำมันเบนซินของโจทก์ร่วมรวม 21 ครั้ง เป็นเงิน 92,706 บาท ไปโดยจำเลยที่ 1 รับเงินค่าขายน้ำมันและเขียนใบเสร็จรับเงินเท่าที่ขายไป แต่ลงรายการขายน้ำมันในสมุดคุมรายการชื่อลูกค้าน้อยกว่าที่เขียนในใบเสร็จรับเงิน ตามใบเสร็จรับเงินและสมุดคุมรายการชื่อลูกค้า แล้วเอาเงินค่าน้ำมันที่เป็นส่วนต่างของโจทก์ร่วมซึ่งเป็นนายจ้างไป

มีปัญหาวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ร่วมว่า จำเลยที่ 2 ร่วมกับจำเลยที่ 1 กระทำความผิดตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 6 หรือไม่ เห็นว่า การที่จำเลยที่ 1 เอาเงินค่าขายน้ำมันซึ่งเป็นส่วนต่างจากใบเสร็จรับเงินไปนั้น นอกจากจำเลยที่ 1 ลงรายการขายน้ำมันในสมุดคุมรายการชื่อลูกค้าน้อยกว่าที่เขียนใบเสร็จรับเงินแล้ว จำเลยที่ 1 ยังต้องหมุนตัวเลขมิเตอร์แถบบนให้น้อยลงให้ตรงตามที่ปรากฏในสมุดคุมรายการชื่อลูกค้าในแต่ละวันก่อนกลับด้วย ดังนี้ แม้จำเลยที่ 2 ทำงานร่วมกับจำเลยที่ 1 ทั้งวัน แต่จำเลยที่ 2 มีหน้าที่เพียงจับหัวจ่ายน้ำมันจากรถบรรทุกน้ำมันจ่ายน้ำมันให้แก่ลูกค้า ไม่มีหน้าที่เกี่ยวข้องกับการรับเงินค่าขายน้ำมัน การเขียนใบเสร็จรับเงินและการลงสมุดคุมรายการชื่อลูกค้า ส่วนการหมุนตัวเลขมิเตอร์แถบบนย้อนกลับนั้น โจทก์ร่วมฎีกาว่า จะกระทำคนเดียวไม่ได้ต้องมีคนช่วยอย่างน้อย 2 คน โดยคนหนึ่งยกมิเตอร์ออก อีกคนหมุนตัวเลขย้อนกลับ ใช้เวลาประมาณ 30 นาที และใช้เวลาประกอบมิเตอร์เข้าไปอีกประมาณ 30 นาที นั้น เห็นว่า นายเพทายเบิกความถึงวิธีการหมุนตัวเลขมิเตอร์แถบบนย้อนกลับเท่านั้น ไม่ได้เบิกความว่าต้องใช้จำนวนคนเท่าใด และใช้เวลาเท่าใด อย่างไรก็ดีเมื่อพิเคราะห์ภาพถ่ายแล้ว เป็นภาพถ่ายแสดงการหมุนตัวเลขมิเตอร์แถบบนย้อนกลับโดยวิธีถอดแกนสลักออกแล้วหมุนตัวเลขย้อนกลับและนำแกนสลักใส่กลับตามเดิม โดยไม่ต้องยกมิเตอร์ออกมา ดังนี้ คนเพียงคนเดียวก็สามารถหมุนตัวเลขมิเตอร์แถบบนย้อนกลับได้และใช้เวลาไม่นาน จำเลยที่ 1 อาจกระทำการดังกล่าวโดยจำเลยที่ 2 ไม่ได้รู้เห็นเป็นใจด้วยก็ได้ พยานหลักฐานของโจทก์และโจทก์ร่วมตกอยู่ในความสงสัยตามสมควรว่า จำเลยที่ 2 ร่วมกับจำเลยที่ 1 เอาเงินค่าขายน้ำมันของโจทก์ร่วมไปหรือไม่ ให้ยกประโยชน์แห่งความสงสัยนั้นให้แก่จำเลยที่ 2 ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 227 วรรคสอง ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 6 พิพากษายกฟ้องโจทก์สำหรับจำเลยที่ 2 มานั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาของโจทก์ร่วมฟังไม่ขึ้น

อนึ่ง จำเลยที่ 1 มีหน้าที่นำน้ำมันของโจทก์ร่วมไปขายและรับเงินค่าขายน้ำมันจากลูกค้า ถือว่าจำเลยที่ 1 ได้รับมอบเงินไว้ในครอบครองในฐานะตัวแทนโจทก์ร่วมและมีหน้าที่ส่งมอบเงินให้แก่โจทก์ร่วม เมื่อจำเลยที่ 1 เบียดบังเอาไปบางส่วน จึงเป็นการยักยอกเงินค่าขายน้ำมันของโจทก์ร่วม เป็นความผิดฐานยักยอก แม้โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษฐานร่วมกันลักทรัพย์นายจ้าง ก็ไม่ถือว่าข้อเท็จจริงตามที่ปรากฏในการพิจารณาแตกต่างกับข้อเท็จจริงดังที่กล่าวในฟ้องในสาระสำคัญและจำเลยที่ 1 ไม่ได้หลงต่อสู้ ศาลฎีกามีอำนาจพิพากษาลงโทษจำเลยที่ 1 ตามที่พิจารณาได้ความได้ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 192 วรรคสาม ประกอบมาตรา 215, 225 ปัญหานี้เป็นข้อกฎหมายที่เกี่ยวกับความสงบเรียบร้อย แม้จำเลยที่ 1 ไม่ได้ฎีกา ศาลฎีกามีอำนาจยกขึ้นวินิจฉัยได้ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 195 วรรคสอง ประกอบมาตรา 225

พิพากษาแก้เป็นว่า จำเลยที่ 1 มีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 352 วรรคแรก จำคุกกระทงละ 2 เดือน รวม 21 กระทง จำคุก 42 เดือน นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 6
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.อ. ม. 352
ป.วิ.อ. ม. 192 วรรคสาม ม. 195 วรรคสอง ม. 215 ม. 225
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการจังหวัดเพชรบูรณ์
โจทก์ร่วม — ห้างหุ้นส่วนจำกัดหินดาดน้อยบริการ
จำเลย — นายยุทธนา หลวงประมูล กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดเพชรบูรณ์ — นางปราณี รุ่งอภิญญา พรรคสุวรรณ
ศาลอุทธรณ์ภาค 6 — นายสังคม สุภาผล
ชื่อองค์คณะ
จักษ์ชัย เยพิทักษ์
ธัชพันธ์ ประพุทธนิติสาร
อรรถพงษ์ กุลโชครังสรรค์
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3799/2557
#559343
เปิดฉบับเต็ม

การกระทำความผิดอาญาบางอย่าง ผู้กระทำผิดอาจกระทำได้โดยลำพังคนเดียว โดยไม่มีพยานรู้เห็น คดีนี้ โจทก์บรรยายฟ้องกล่าวหาว่าจำเลยกล่าวข้อความหมิ่นประมาทโจทก์ทางโทรศัพท์ต่อ ค. บุคคลที่สามซึ่งโทรศัพท์มาจากประเทศญี่ปุ่น ขณะนั้นจำเลยอยู่ในประเทศไทย ทำงานอยู่ที่บริษัท อ. แต่ไม่ทราบแน่ชัดว่าวันดังกล่าวจำเลยอยู่ที่ไหน จำเลยมีภูมิลำเนาอยู่ที่บริษัท ซ. เห็นได้ว่าโจทก์ได้บรรยายสถานที่เกิดเหตุว่าเหตุเกิดที่ประเทศญี่ปุ่นและประเทศไทย แต่จะเกิดเหตุที่บริษัทที่จำเลยทำงานอยู่หรือเกิดที่ภูมิลำเนาของจำเลยหรือที่ใดในประเทศไทย ไม่ทราบแน่ชัด ซึ่งจำเลยสามารถรู้และเข้าใจได้ถึงข้อที่จำเลยถูกกล่าวหา เพราะคำฟ้องได้กล่าวถึงบุคคลและสถานที่ที่เกี่ยวข้องกับการกระทำความผิดซึ่งจำเลยทราบอยู่แล้ว คำฟ้องโจทก์ได้กล่าวถึงรายละเอียดเกี่ยวกับสถานที่ซึ่งเกิดการกระทำความผิดรวมทั้งบุคคลที่เกี่ยวข้องพอสมควรเท่าที่จะทำให้จำเลยเข้าใจข้อหาได้ดี ชอบด้วย ป.วิ.อ. มาตรา 158 แล้ว

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องและแก้ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 326 และโฆษณาคำพิพากษาในหนังสือพิมพ์กรุงเทพธุรกิจกับหนังสือพิมพ์ธุรกิจในประเทศญี่ปุ่น ฉบับละ 7 ครั้ง โดยให้จำเลยเป็นผู้ชำระค่าโฆษณา

ศาลชั้นต้นไต่สวนมูลฟ้องแล้ว เห็นว่าคดีมีมูล ให้ประทับฟ้อง

จำเลยให้การปฏิเสธ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 326 ลงโทษจำคุก 1 เดือน และปรับ 5,000 บาท ให้รอการลงโทษไว้ 1 ปี ตามมาตรา 56 ไม่ชำระค่าปรับให้จัดการตามมาตรา 29, 30 ยกคำขออื่น

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษากลับ ให้ยกฟ้อง

โจทก์ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า มีปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ว่า คำฟ้องโจทก์ไม่ถูกต้องตามกฎหมายหรือไม่ เห็นว่า ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 158 (5) บัญญัติถึงข้อความที่ต้องบรรยายในคำฟ้องว่า การกระทำทั้งหลายที่อ้างว่าจำเลยได้กระทำผิด ข้อเท็จจริงและรายละเอียดที่เกี่ยวกับเวลาและสถานที่ซึ่งเกิดการกระทำนั้น ๆ อีกทั้งบุคคลหรือสิ่งของที่เกี่ยวข้องด้วยพอสมควรเท่าที่จะให้จำเลยเข้าใจข้อหาได้ดี ซึ่งหมายความว่า คำฟ้องโจทก์ต้องบรรยายให้จำเลยสามารถรู้และเข้าใจได้ถูกต้องว่า ตามวันเวลาที่โจทก์กล่าวหาว่าจำเลยกระทำความผิดนั้น จำเลยกระทำความผิด ณ สถานที่ใด แต่การกระทำความผิดอาญาบางอย่าง ผู้กระทำผิดอาจกระทำได้โดยลำพังคนเดียว โดยไม่มีพยานรู้เห็น เช่น การใช้โทรศัพท์เคลื่อนที่ติดต่อกับบุคคลที่สามกล่าวข้อความใส่ความหมิ่นประมาทผู้อื่น ซึ่งอาจไม่มีบุคคลใดทราบว่าขณะผู้กระทำความผิดกล่าวข้อความหมิ่นประมาทผู้อื่นทางโทรศัพท์นั้น ผู้กระทำความผิดอยู่ ณ ที่ใด คดีนี้โจทก์บรรยายฟ้องกล่าวหาว่าจำเลยกล่าวข้อความหมิ่นประมาทโจทก์ทางโทรศัพท์ต่อนายโคจิบุคคลที่สามซึ่งโทรศัพท์มาจากประเทศญี่ปุ่น ขณะนั้นจำเลยอยู่ในประเทศไทย ทำงานอยู่ที่บริษัทเอ.พี.เอฟ. แมเนจเม้นท์ จำกัด แต่ไม่ทราบแน่ชัดว่าวันดังกล่าวจำเลยอยู่ที่ไหน จำเลยมีภูมิลำเนาอยู่ที่บริษัทซิทเท็ม โตไก เอเชีย จำกัด เลขที่ 564/7 ถนนรามคำแหง 39 แขวงวังทองหลาง เขตวังทองหลาง กรุงเทพมหานคร เห็นได้ว่า โจทก์ได้บรรยายสถานที่เกิดเหตุว่าเหตุเกิดที่ประเทศญี่ปุ่นและที่ประเทศไทย แต่จะเกิดเหตุที่บริษัทที่จำเลยทำงานอยู่หรือเกิดที่ภูมิลำเนาของจำเลยหรือที่ใดในประเทศไทย ไม่ทราบแน่ชัด ซึ่งจำเลยสามารถรู้และเข้าใจได้ถึงข้อที่จำเลยถูกกล่าวหา เพราะคำฟ้องได้กล่าวถึงบุคคลและสถานที่ที่เกี่ยวข้องกับการกระทำความผิด ซึ่งจำเลยทราบอยู่แล้ว คำฟ้องโจทก์ได้กล่าวถึงรายละเอียดเกี่ยวกับสถานที่ซึ่งเกิดการกระทำความผิดรวมทั้งบุคคลที่เกี่ยวข้องพอสมควรเท่าที่จะทำให้จำเลยเข้าใจข้อหาได้ดี ชอบด้วยประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 158 แล้ว ที่ศาลอุทธรณ์พิพากษายกฟ้อง ศาลฎีกาไม่เห็นพ้องด้วย เนื่องจากศาลอุทธรณ์ยังมิได้วินิจฉัยความผิดของจำเลยตามที่จำเลยอุทธรณ์ ซึ่งอาจมีผลกระทบต่อสิทธิในการฎีกาของคู่ความ จึงสมควรย้อนสำนวนให้ศาลอุทธรณ์พิพากษาใหม่

พิพากษายกคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ ให้ส่งสำนวนคืนไปให้ศาลอุทธรณ์พิจารณาและพิพากษาใหม่
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.อ. ม. 158 (5)
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นายมิทซึจิ โคโนซิตะ
จำเลย — นายซาโตชิ อุเอดะ
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลแขวงพระนครเหนือ — นางสุธรรมา ณ ระนอง
ศาลอุทธรณ์ — นายธนพจน์ อารยลักษณ์
ชื่อองค์คณะ
สุวัฒน์ วรรธนะหทัย
พิศล พิรุณ
วีระชาติ เอี่ยมประไพ
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3711/2557
#562704
เปิดฉบับเต็ม

โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษตาม ป.อ. มาตรา 393 ฐานดูหมิ่นผู้อื่นซึ่งหน้า ขณะเกิดเหตุผู้เสียหายกับจำเลยอยู่ห่างไกลกันคนละอำเภอ แต่องค์ประกอบความผิดตาม ป.อ. มาตรา 393 นั้น ถ้าเป็นการกล่าวด้วยวาจา ผู้กระทำต้องกล่าวซึ่งหน้าผู้เสียหาย เพราะบทบัญญัติมาตรานี้มีเจตนารมณ์ป้องกันเหตุร้ายที่อาจเข้าถึงตัวกันทันทีที่มีการกล่าว ดังนั้น ข้อเท็จจริงที่โจทก์นำสืบจึงยังไม่เข้าองค์ประกอบความผิดฐานดูหมิ่นผู้อื่นซึ่งหน้า

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 393

จำเลยให้การปฏิเสธ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 393 จำคุก 1 เดือน และปรับ 1,000 บาท โทษจำคุกให้รอไว้ 2 ปี ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 56 ไม่ชำระค่าปรับให้จัดการตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 29, 30

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 8 พิพากษากลับ ให้ยกฟ้อง

โจทก์ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงรับฟังได้ในเบื้องต้นว่า ขณะเกิดเหตุผู้เสียหายและจำเลยทำงานที่สถานีพัฒนาทรัพยากรป่าชายเลนที่ 18 (บางวัน พังงา) ผู้เสียหายเป็นลูกจ้างตำแหน่งเจ้าหน้าที่บันทึกข้อมูล ส่วนจำเลยเป็นเจ้าพนักงานป่าไม้ 5 ทำหน้าที่ผู้ช่วยหัวหน้าสถานี ในวันเวลาและสถานที่เกิดเหตุตามฟ้อง จำเลยโทรศัพท์ไปหาผู้เสียหายเพื่อทวงถามเอกสารจากผู้เสียหาย

มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ว่า จำเลยกระทำความผิดตามคำพิพากษาศาลชั้นต้นหรือไม่ เห็นว่า โจทก์ฟ้องว่าจำเลยกระทำความผิดฐานดูหมิ่นผู้อื่นซึ่งหน้า ขอให้ลงโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 393 แต่ทางพิจารณาโจทก์นำสืบว่า จำเลยโทรศัพท์ไปหาผู้เสียหาย ด่าว่าและทวงเอกสารจากผู้เสียหาย ขณะเกิดเหตุผู้เสียหายอยู่ที่สถานีบริการขนส่ง (บขส.) ตำบลท้ายช้าง อำเภอเมืองพังงา จังหวัดพังงา จำเลยอยู่ที่ส่วนบริหารจัดการทรัพยากรป่าชายเลนที่ 2 ตำบลกะไหล อำเภอตะกั่วทุ่ง จังหวัดพังงา ซึ่งเป็นสถานที่ห่างไกลกันคนละอำเภอ แต่องค์ประกอบความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 393 นั้น ถ้าเป็นการกล่าวด้วยวาจา ผู้กระทำต้องกล่าวซึ่งหน้าผู้เสียหาย เพราะบทบัญญัติมาตรานี้มีเจตนารมณ์ป้องกันเหตุร้ายที่อาจเข้าถึงตัวกันทันทีที่มีการกล่าวดูหมิ่น ดังนั้น ข้อเท็จจริงที่โจทก์นำสืบจึงยังไม่เข้าองค์ประกอบความผิดฐานดูหมิ่นผู้อื่นซึ่งหน้า ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 8 พิพากษายกฟ้องมานั้น ศาลฎีกาเห็นด้วยในผล ฎีกาของโจทก์ฟังไม่ขึ้น

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.อ. ม. 393
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการจังหวัดพังงา
จำเลย — นายจักรพันธ์ ม่วงยิ้ม
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดพังงา — นางสาวผาณิต เจียรพันธุ์
ศาลอุทธรณ์ภาค 8 — นายเพิ่มศักดิ์ สายสีทอง
ชื่อองค์คณะ
จิรนิติ หะวานนท์
พรเทพ อัมพรกลิ่นแก้ว
พิศิฏฐ์ สุดลาภา
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3664/2557
#572056
เปิดฉบับเต็ม

ตามบันทึกข้อตกลงมีข้อความระบุไว้แต่เพียงว่า ช. และจำเลยต่างยืนยันว่าไม่ติดใจที่จะเรียกร้องค่าเสียหายหรือดำเนินคดีอย่างใดซึ่งกันและกัน ค่าเสียหายที่เกิดจากรถเฉี่ยวชนกันดังกล่าวมีทั้งค่าซ่อมรถ ค่ารถยก และค่ารักษาพยาบาลของผู้ที่บาดเจ็บ แต่ตามบันทึกดังกล่าวไม่มีรายละเอียดหรือข้อตกลงที่ชัดแจ้งว่าทั้งสองฝ่ายตกลงระงับข้อพิพาทโดยยอมสละข้อเรียกร้องที่เกิดขึ้นโดยสิ้นเชิงแต่อย่างใด อีกทั้งข้อเท็จจริงได้ความว่า ผู้เอาประกันรถยนต์กระบะคือ ธ. มิใช่ ช. สิทธิเรียกร้องค่าเสียหายเป็นค่าซ่อมรถหรือค่ายกรถจึงเป็นสิทธิของ ธ. ไม่ใช่สิทธิของ ช. ทั้งไม่ปรากฏว่า ธ. ได้มอบอำนาจให้ ช. ดำเนินการตกลงกับคู่กรณีแต่อย่างใด บันทึกข้อตกลงดังกล่าวจึงมิใช่เป็นสัญญาประนีประนอมยอมความอันจะทำให้หนี้ในมูลละเมิดครั้งนี้ระงับสิ้นไปตาม ป.พ.พ. มาตรา 850 ถึง 852

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยชดใช้ค่าเสียหายจำนวน 107,400 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงินจำนวน 103,110 บาท นับถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์

จำเลยให้การขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง ค่าฤชาธรรมเนียมให้เป็นพับ

โจทก์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 7 พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ

โจทก์ฎีกา โดยผู้พิพากษาที่ได้นั่งพิจารณาคดีในศาลชั้นต้นรับรองว่ามีเหตุสมควรที่จะฎีกาในข้อเท็จจริงได้

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงรับฟังเป็นยุติโดยที่คู่ความมิได้ฎีกาโต้แย้งว่า โจทก์เป็นผู้รับประกันภัยค้ำจุนรถยนต์กระบะหมายเลขทะเบียน บน 7290 นครปฐม ไว้จากนายธนัฐ จำเลยเป็นเจ้าของรถยนต์เก๋งหมายเลขทะเบียน ข - 9350 นครปฐม เมื่อวันที่ 28 กันยายน 2543 เวลา 15.40 นาฬิกา ขณะที่นายชาญศิลป์ ขับรถยนต์กระบะที่โจทก์รับประกันภัยไว้จากอำเภอพุทธมณฑล จังหวัดนครปฐม มาตามถนนสายศาลายา - บางภาษี เมื่อถึงที่เกิดเหตุบริเวณทางแยกเข้าสถานีบริการน้ำมัน ปตท. ได้เฉี่ยวชนกับรถยนต์เก๋งหมายเลขทะเบียน ข - 9350 นครปฐมซึ่งจำเลยขับออกจากสถานีบริการน้ำมัน เพื่อจะเลี้ยวกลับรถไปในช่องเดินรถฝั่งตรงข้ามเป็นเหตุให้รถทั้งสองคันได้รับความเสียหาย นายชาญศิลป์กับนายขวัญชัย ซึ่งนั่งมาในรถยนต์กระบะได้รับบาดเจ็บ หลังเกิดเหตุร้อยตำรวจเอกแดน พนักงานสอบสวนเปรียบเทียบปรับนายชาญศิลป์และจำเลยคนละ 500 บาท และทำบันทึกข้อตกลงไว้ในรายงานประจำวันเกี่ยวกับคดีว่า ทั้งนายชาญศิลป์และจำเลยต่างไม่ติดใจที่จะเรียกร้องค่าเสียหายหรือดำเนินคดีซึ่งกันและกันตามสำเนารายงานประจำวันเกี่ยวกับคดี โจทก์นำรถยนต์ที่รับประกันภัยไว้ไปซ่อมเสียค่าใช้จ่ายในการซ่อม ค่ารถยก ค่ารักษาพยาบาลให้นายชาญศิลป์และนายขวัญชัยเป็นเงิน 103,100 บาทตามใบสั่งจ่ายค่าสินไหมทดแทน

คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ว่า ที่จำเลยและนายชาญศิลป์ต่างทำบันทึกไว้ต่อหน้าพนักงานสอบสวนว่า ไม่ติดใจดำเนินคดีและเรียกร้องค่าเสียหายใด ๆ ต่อกันนั้นถือเป็นข้อตกลงในการระงับข้อพิพาทให้เสร็จไปด้วยต่างยอมผ่อนผันให้แก่กันตามลักษณะของสัญญาประนีประนอมยอมความหรือไม่ เห็นว่า ตามบันทึกข้อตกลงมีข้อความระบุไว้แต่เพียงว่านายชาญศิลป์และจำเลยต่างยืนยันว่าไม่ติดใจที่จะเรียกร้องค่าเสียหายหรือดำเนินคดีอย่างใดซึ่งกันและกัน ค่าเสียหายที่เกิดจากรถเฉี่ยวชนกันดังกล่าวมีทั้งค่าซ่อมรถ ค่ารถยก และค่ารักษาพยาบาลของผู้ที่บาดเจ็บ แต่ตามบันทึกดังกล่าวไม่มีรายละเอียดหรือข้อตกลงที่ชัดแจ้งว่าทั้งสองฝ่ายตกลงระงับข้อพิพาทโดยยอมสละข้อเรียกร้องที่เกิดขึ้นโดยสิ้นเชิงแต่อย่างใด อีกทั้งข้อเท็จจริงได้ความว่า ผู้เอาประกันภัยรถยนต์กระบะคือนายธนัฐ มิใช่นายชาญศิลป์ สิทธิเรียกร้องค่าเสียหายเป็นค่าซ่อมรถหรือค่ายกรถจึงเป็นสิทธิของนายธนัฐไม่ใช่สิทธิของนายชาญศิลป์ ทั้งไม่ปรากฏว่านายธนัฐได้มอบอำนาจให้นายชาญศิลป์ดำเนินการตกลงกับคู่กรณีแต่อย่างใด บันทึกข้อตกลงดังกล่าวจึงมิใช่เป็นสัญญาประนีประนอมยอมความอันจะทำให้หนี้ในมูลละเมิดครั้งนี้ระงับสิ้นไปตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์มาตรา 850 ถึง 852 เมื่อข้อเท็จจริงรับฟังว่า เหตุที่รถยนต์ชนกันเกิดจากความประมาทเลินเล่อของจำเลยแต่เพียงฝ่ายเดียว โจทก์ในฐานะผู้รับประกันภัยรถยนต์กระบะคันเกิดเหตุและได้ชดใช้ค่าสินไหมทดแทนไปตามกรมธรรม์ประกันภัยแล้ว จึงรับช่วงสิทธิของผู้ถูกละเมิดเรียกค่าเสียหายจากจำเลยผู้ทำละเมิดได้ ฎีกาของโจทก์ข้อนี้ฟังขึ้น

พิพากษากลับ ให้จำเลยชำระเงินจำนวน 103,110 บาท แก่โจทก์ พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันที่ 27 กุมภาพันธ์ 2544 เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จ ทั้งนี้ดอกเบี้ยคิดถึงวันฟ้องต้องไม่กิน 4,290 บาท ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสามศาลให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 850 ม. 851 ม. 852
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — บริษัทนำสินประกันภัย จำกัด (มหาชน)
จำเลย — นายวรกิตติ ศรีเกตุนิ่ม
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลแขวงนครปฐม — นายสุทรรศน์ น้อยแก้ว
ศาลอุทธรณ์ภาค 7 — นายบุญส่ง น้อยโสภณ
ชื่อองค์คณะ
ประยูร ณ ระนอง
สมควร วิเชียรวรรณ
สุริยง ลิ้มสถิรานันท์
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3657/2557
#572088
เปิดฉบับเต็ม

หนังสือเตือนทั้งสองฉบับในการกระทำความผิดฐานไม่ปฏิบัติตามคำสั่งของผู้บังคับบัญชา มีข้อความว่า "ลงโทษโดยเตือนเป็นครั้งสุดท้าย" วิญญูชนย่อมเข้าใจว่าเป็นข้อความเตือนไม่ให้กระทำผิดในประเภทเดียวกันซ้ำอีก ทั้งข้อบังคับเกี่ยวกับการทำงานของจำเลยระบุว่าโทษลำดับถัดจากการเตือนเป็นครั้งสุดท้ายคือการเลิกจ้าง โจทก์ย่อมเข้าใจได้ว่าหากกระทำผิดฐานไม่ปฏิบัติตามคำสั่งของผู้บังคับบัญชาซ้ำอีกโจทก์อาจถูกลงโทษสถานหนักโดยการเลิกจ้าง เมื่อโจทก์กระทำผิดในเรื่องเดียวกันซ้ำอีกภายในกำหนดเวลา 1 ปี นับแต่วันที่โจทก์กระทำผิดตามหนังสือเตือน จำเลยจึงเลิกจ้างโจทก์ได้โดยไม่ต้องจ่ายค่าชดเชยตาม พ.ร.บ.คุ้มครองแรงงาน พ.ศ.2541 มาตรา 119 (4)

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยจ่ายค่าชดเชย 53,500 บาท ค่าจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้า 17,850 บาท ค่าจ้างสำหรับวันหยุดพักผ่อนประจำปี 10 วัน 5,950 บาท ค่าเสียหายจากการเลิกจ้างที่ไม่เป็นธรรม 93,400 บาท พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงินดังกล่าว นับแต่วันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์

จำเลยให้การขอให้ยกฟ้อง

ศาลแรงงานกลางพิพากษาให้จำเลยจ่ายค่าชดเชย 53,550 บาท พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 15 ต่อปี ของต้นเงินดังกล่าวนับแต่วันฟ้อง (วันที่ 26 ธันวาคม 2548) จนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ ส่วนค่าจ้างสำหรับวันหยุดพักผ่อนประจำปี 5,950 บาท จำเลยชำระแก่โจทก์แล้วตามรายงานกระบวนพิจารณาลงวันที่ 6 มิถุนายน 2549 คำขออื่นนอกจากนี้ให้ยก

จำเลยอุทธรณ์ต่อศาลฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีแรงงานตรวจวินิจฉัยว่า ศาลแรงงานกลางฟังข้อเท็จจริงว่า โจทก์เป็นลูกจ้างจำเลยตำแหน่งผู้จัดการศูนย์สุขภาพ มีหน้าที่ดูแลศูนย์สุขภาพและห้องออกกำลังกายชั้น 5 ของโรงแรม ได้รับค่าจ้างอัตราสุดท้ายเดือนละ 17,850 บาท จำเลยมีข้อบังคับเกี่ยวกับการทำงาน โจทก์มีนางจันทร์เพ็ญ เป็นผู้บังคับบัญชา นางจันทร์เพ็ญเตือนโจทก์ด้วยวาจา และเป็นหนังสือ ต่อมาจำเลยให้นายลือศักดิ์ เข้ามาเป็นผู้บังคับบัญชาของโจทก์ร่วมกับนางจันทร์เพ็ญ นายลือศักดิ์ออกหนังสือเตือนโจทก์ตาม โจทก์ลงชื่อรับทราบในเอกสารหมาย ล.2 ล.3 และ ล.5 ส่วนเอกสารหมาย ล.4 ไม่ยอมลงชื่อ นายลือศักดิ์มีคำสั่งสอบสวนโจทก์ นายไพโรจน์ ผู้จัดการฝ่ายทรัพยากรมนุษย์เป็นผู้สอบสวนแล้วเสนอผลการสอบสวนเป็นหนังสือให้นายลือศักดิ์ทราบ นายฉลอง ผู้จัดการทั่วไปอนุมัติให้เลิกจ้างโจทก์ ต่อมาวันที่ 30 สิงหาคม 2548 นายไพโรจน์ทำคำสั่งที่ 3/2548 เรื่องความผิดพนักงาน เลิกจ้างโจทก์ แล้ววินิจฉัยว่า การที่นายลือศักดิ์มีคำสั่งให้โจทก์ทำป้ายกำหนดช่องเครื่องรับโทรทัศน์ กำหนดเวลาเปิดปิดให้ลูกค้าทราบเพื่อมิให้ลูกค้าเปลี่ยนช่องเอง และทำป้ายแจ้งไม่อนุญาตให้เด็กอายุต่ำกว่า 16 ปี เข้าไปใช้บริการในห้องออกกำลังกายนั้น เป็นคำสั่งโดยชอบด้วยกฎหมายของนายจ้าง ต่อมาโจทก์จงใจขัดคำสั่งนายจ้างอันชอบด้วยกฎหมาย จึงเป็นการฝ่าฝืนข้อบังคับเกี่ยวกับการทำงานของจำเลย จำเลยจึงเลิกจ้างโจทก์ได้โดยมิใช่การเลิกจ้างที่ไม่เป็นธรรม และไม่ต้องจ่ายค่าจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้าแก่โจทก์ ส่วนการที่จำเลยอ้างว่าโจทก์กระทำความผิดฐานขัดคำสั่งผู้บังคับบัญชา บกพร่องต่อหน้าที่และไม่บันทึกเวลาเข้าทำงาน 6 ครั้ง ในเดือนสิงหาคม 2548 นั้น หนังสือเตือนจะต้องเป็นกรณีที่นายจ้างตักเตือนลูกจ้างที่ได้ฝ่าฝืนข้อบังคับเกี่ยวกับการทำงานหรือคำสั่งของนายจ้างมิให้กระทำผิดซ้ำในเรื่องเดียวกันหากกระทำจะถูกลงโทษ แต่การกระทำผิดในเรื่องปล่อยปละละเลยไม่ดูแลคอมพิวเตอร์และไม่จัดหาที่วางอุปกรณ์ตามคำสั่งของผู้บังคับบัญชา และการกระทำผิดในเรื่องบกพร่องต่อหน้าที่โดยไม่ดูแลห้องออกกำลังกายให้สะอาด ละเลยไม่ติดตามการบำรุงรักษาเครื่องออกกำลังกายรวมทั้งจ่ายค่าจ้างแก่ผู้ฝึกสอนโดยไม่มีผู้เข้าฝึกไม่ใช่การกระทำผิดซ้ำในเรื่องเดียวกันและเอกสารดังกล่าวไม่มีข้อความว่าหากโจทก์กระทำผิดเช่นนั้นซ้ำอีกจะถูกลงโทษอย่างไร จึงไม่ใช่หนังสือเตือนตามพระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน พ.ศ.2541 มาตรา 119 (4) และการกระทำผิด ก็เป็นเรื่องไม่บันทึกเวลาเข้าทำงานซึ่งจำเลยได้ลงโทษโจทก์โดยตัดเงินค่าบริการ 4 วัน แล้ว จึงนำมาเป็นสาเหตุเลิกจ้างโดยไม่จ่ายค่าชดเชยไม่ได้ การกระทำของโจทก์เป็นการฝ่าฝืนข้อบังคับเกี่ยวกับการทำงานหรือคำสั่งอันชอบด้วยกฎหมายและเป็นธรรมในกรณีไม่ร้ายแรงและจำเลยไม่ได้ตักเตือนเป็นหนังสือก่อน จำเลยจึงต้องจ่ายค่าชดเชยพร้อมดอกเบี้ยระหว่างผิดนัดแก่โจทก์ แม้โจทก์ขอเรียกดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี แต่พระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน พ.ศ.2541 มาตรา 9 วรรคหนึ่ง บัญญัติให้นายจ้างเสียดอกเบี้ยของค่าชดเชยแก่ลูกจ้างระหว่างผิดนัดร้อยละ 15 ต่อปี ดังนั้นเพื่อความเป็นธรรมแก่คู่ความจึงเห็นสมควรกำหนดให้จำเลยเสียดอกเบี้ยแก่โจทก์ระหว่างผิดนัดร้อยละ 15 ต่อปี ตามพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงาน พ.ศ.2522 มาตรา 52 โดยให้เรียกดอกเบี้ยนับแต่วันฟ้องตามที่โจทก์ขอ

คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของจำเลยว่าโจทก์กระทำผิดซ้ำคำเตือนอันเป็นข้อยกเว้นที่จำเลยเลิกจ้างโจทก์ได้โดยไม่ต้องจ่ายค่าชดเชยหรือไม่ จำเลยอุทธรณ์ว่าโจทก์กระทำผิดฐานไม่ปฏิบัติตามคำสั่งผู้บังคับบัญชา 2 ครั้ง จำเลยได้ออกหนังสือเตือนเอกสารหมาย ล.3 และ ล.4 ซึ่งมีข้อความว่า "ลงโทษโดยเตือนเป็นหนังสือครั้งสุดท้าย" ต่อมาโจทก์กระทำผิดฐานไม่ปฏิบัติตามคำสั่งผู้บังคับบัญชาซ้ำอีก จำเลยเลิกจ้างโจทก์ได้โดยไม่ต้องจ่ายค่าชดเชย เห็นว่า พระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน พ.ศ.2541 มาตรา 119 (4) มีเจตนารมณ์ให้นายจ้างออกหนังสือเตือนเพื่อแจ้งให้ลูกจ้างทราบว่าลูกจ้างฝ่าฝืนข้อบังคับเกี่ยวกับการทำงานหรือคำสั่งของนายจ้างอันชอบด้วยกฎหมายและเป็นธรรม และต่อไปภายหน้าลูกจ้างจะไม่กระทำผิดในเรื่องเดียวกันอีก หนังสือเตือนจึงต้องแสดงข้อเท็จจริงเกี่ยวกับการฝ่าฝืนข้อบังคับเกี่ยวกับการทำงานหรือคำสั่งของนายจ้างพอที่จะให้ลูกจ้างเข้าใจการกระทำผิดของตนได้ และต้องมีข้อความเตือนไม่ให้กระทำผิดในเรื่องเดียวกันอีก หนังสือเตือนเอกสารหมาย ล.3 และ ล.4 ที่มีข้อความระบุว่าโจทก์กระทำผิดฐานไม่ปฏิบัติตามคำสั่งของผู้บังคับบัญชาพร้อมทั้งระบุรายละเอียดพฤติการณ์แห่งการกระทำผิด สถานที่และวันที่กระทำผิด จึงเพียงพอที่จะทำให้โจทก์เข้าใจถึงการกระทำผิดได้ นอกจากนี้หนังสือเตือนทั้งสองฉบับดังกล่าวที่มีข้อความว่า "ลงโทษโดยเตือนเป็นครั้งสุดท้าย" นั้น วิญญูชนที่ได้อ่านข้อความย่อมเข้าใจว่าเป็นข้อความเตือนไม่ให้กระทำผิดในประเภทเดียวกันอีก ทั้งข้อบังคับเกี่ยวกับการทำงานของจำเลย หมวดที่ 8 เรื่องวินัยและโทษทางวินัย กำหนดประเภทและลำดับโทษทางวินัยว่าโทษลำดับถัดจากการเตือนเป็นครั้งสุดท้ายคือการเลิกจ้าง โจทก์ย่อมเข้าใจได้ว่าหากกระทำผิดฐานไม่ปฏิบัติตามคำสั่งของผู้บังคับบัญชาซ้ำอีกโจทก์อาจถูกลงโทษสถานหนักโดยการเลิกจ้าง เมื่อการกระทำผิดครั้งหลังที่มีขึ้นในวันที่ 18 สิงหาคม 2548 ก็เป็นความผิดฐานไม่ปฏิบัติตามคำสั่งของผู้บังคับบัญชา โดยไม่ทำป้ายกำหนดช่องรับชมโทรทัศน์และไม่ทำป้ายห้ามบุคคลอายุต่ำกว่า 16 ปี ใช้บริการห้องออกกำลังกาย แม้การไม่ปฏิบัติตามคำสั่งทั้งสองครั้งในวันที่ 14 กุมภาพันธ์ 2548 และวันที่ 5 กรกฎาคม 2548 ตามหนังสือเตือนมีรายละเอียดแตกต่างจากการกระทำผิดครั้งหลังของโจทก์ ดั่งจะเห็นได้จากข้อความในหนังสือเตือนที่ว่าโจทก์ไม่ดำเนินการแก้ไขคอมพิวเตอร์ให้ใช้การได้ ไม่จัดหาที่วางอุปกรณ์ และไม่ควบคุมดูแลห้องออกกำลังกายให้อยู่ในสภาพสะอาด เป็นการปฏิเสธที่จะทำตามคำสั่งของหัวหน้า แต่การกระทำผิดของโจทก์ตามหนังสือเตือนและการกระทำผิดครั้งหลังก็เป็นความผิดเกี่ยวกับการไม่ปฏิบัติตามคำสั่งของผู้บังคับบัญชาเช่นเดียวกัน ถือว่าโจทก์ฝ่าฝืนคำสั่งของนายจ้างอันชอบด้วยกฎหมายและเป็นธรรม และนายจ้างได้ตักเตือนเป็นหนังสือแล้ว โจทก์ได้กระทำผิดในเรื่องเดียวกันซ้ำอีกภายในกำหนดเวลา 1 ปี นับแต่วันที่โจทก์กระทำผิดตามหนังสือเตือน จำเลยจึงมีสิทธิเลิกจ้างโจทก์ได้โดยไม่ต้องจ่ายค่าชดเชยตามพระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน พ.ศ.2541 มาตรา 119 (4) อุทธรณ์ของจำเลยฟังขึ้น ส่วนอุทธรณ์ประการอื่นของจำเลยนั้นไม่จำต้องวินิจฉัยเพราะไม่ทำให้ผลแห่งคดีเปลี่ยนแปลง

พิพากษาแก้เป็นว่า จำเลยไม่ต้องจ่ายค่าชดเชยแก่โจทก์ นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลแรงงานกลาง
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.คุ้มครองแรงงาน พ.ศ.2541 ม. 119 (4)
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นายคำพูลย์ ศิริวรินทร์
จำเลย — บริษัทโรงแรมบางกอกคลาสสิค จำกัด
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลแรงงานกลาง — นายอนันต์ ธนะโสธร
ชื่อองค์คณะ
ปดารณี ลัดพลี
ชัยวัฒน์ เวียงธีรวัฒน์
วิรุฬห์ แสงเทียน
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3656/2557
#572029
เปิดฉบับเต็ม

เงินสงเคราะห์กรณีผู้ประกันตนถึงแก่ความตายและเงินบำเหน็จชราภาพของผู้ประกันตนที่ถึงแก่ความตายนั้น พ.ร.บ.ประกันสังคม พ.ศ.2533 ได้บัญญัติให้จ่ายแก่บุคคลตามมาตรา 73 (2) และทายาทผู้มีสิทธิตามมาตรา 77 จัตวา ตามลำดับ เป็นกรณีที่กฎหมายบัญญัติไว้เป็นการเฉพาะแล้ว อีกทั้งประโยชน์ทดแทนในกรณีดังกล่าวเป็นทรัพย์สินที่ผู้ประกันตนที่ถึงแก่ความตายได้มาเนื่องจากความตายหรือได้มาภายหลังที่ผู้ประกันตนถึงแก่ความตายและเป็นสิทธิเฉพาะตัวของผู้ประกันตนโดยแท้ ไม่เป็นทรัพย์มรดก

โจทก์เป็นพี่ร่วมบิดามารดาเดียวกับผู้ประกันตน ไม่ใช่บุคคลและทายาทผู้มีสิทธิตาม พ.ร.บ.ประกันสังคม พ.ศ.2533 มาตรา 73 (2), 77 จัตวา จึงไม่มีสิทธิรับเงินดังกล่าว

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้เพิกถอนคำวินิจฉัยที่ 1399 - 1400/2549 ลงวันที่ 13 ตุลาคม 2549 และให้จำเลยจ่ายเงินบำเหน็จชราภาพและเงินสงเคราะห์กรณีตายพร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 15 ต่อปี นับแต่วันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์

จำเลยให้การขอให้ยกฟ้อง

ศาลแรงงานภาค 1 พิจารณาแล้วเห็นว่า ข้อเท็จจริงที่ปรากฏในคำฟ้องและคำให้การเพียงพอแก่การวินิจฉัย จึงให้งดสืบพยานแล้วพิพากษายกฟ้อง

โจทก์อุทธรณ์ต่อศาลฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีแรงงานวินิจฉัยว่า คดีมีปัญหาตามอุทธรณ์ของโจทก์ว่าโจทก์มีสิทธิได้รับเงินสงเคราะห์กรณีที่ผู้ประกันตนถึงแก่ความตายและเงินบำเหน็จชราภาพของผู้ประกันตนหรือไม่ โดยโจทก์อุทธรณ์ว่า พระราชบัญญัติประกันสังคม พ.ศ.2533 มาตรา 73 (2) เรื่องเงินสงเคราะห์กรณีที่ผู้ประกันตนถึงแก่ความตาย และมาตรา 77 จัตวา เรื่องเงินบำเหน็จชราภาพของผู้ประกันตนที่ถึงแก่ความตาย เป็นเพียงวิธีการจัดการประโยชน์ทดแทนในเบื้องต้นให้แก่ทายาทผู้มีสิทธิเท่านั้น แต่ไม่มีบทบัญญัติใดที่ตัดสิทธิโดยชัดแจ้งว่าในกรณีที่ไม่มีทายาทผู้มีสิทธิตามบทมาตราดังกล่าวแล้ว ทายาทอื่นที่มิได้กำหนดให้เป็นผู้มีสิทธิจะถูกตัดสิทธิไปด้วย กรณีจึงจำต้องจ่ายให้แก่ทายาทอื่นของผู้ประกันตนโดยพิจารณาจ่ายตามหลักเกณฑ์ในประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1599 มาตรา 1629 และมาตรา 1630 ตามลำดับ ดังนั้นโจทก์จึงมีสิทธิได้รับเงินพร้อมดอกเบี้ยตามฟ้อง ในปัญหานี้ศาลแรงงานภาค 1 วินิจฉัยว่า สำหรับเงินสงเคราะห์กรณีที่ผู้ประกันตนถึงแก่ความตายและเงินบำเหน็จชราภาพของผู้ประกันตนที่ถึงแก่ความตายนั้น พระราชบัญญัติประกันสังคม พ.ศ.2533 ได้บัญญัติให้จ่ายแก่บุคคลตามมาตรา 73 (2) และทายาทผู้มีสิทธิตามมาตรา 77 จัตวา ตามลำดับ ซึ่งเป็นกรณีที่กฎหมายบัญญัติไว้เป็นการเฉพาะแล้ว อีกทั้งประโยชน์ทดแทนในกรณีดังกล่าวเป็นทรัพย์สินที่ผู้ประกันตนที่ถึงแก่ความตายได้มาเนื่องจากการตายหรือได้มาภายหลังที่ผู้ประกันตนถึงแก่ความตายและเป็นสิทธิเฉพาะตัวของผู้ประกันตนโดยแท้ตามลำดับ ไม่ถือว่าเป็นทรัพย์มรดก จึงไม่สามารถนำบทบัญญัติในประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ว่าด้วยเรื่องมรดกมาปรับใช้ในคดีนี้ได้ เมื่อโจทก์ซึ่งเป็นพี่ร่วมบิดามารดาเดียวกับผู้ประกันตนเป็นทายาทโดยธรรมตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มิใช่บุคคลและทายาทผู้มีสิทธิตามพระราชบัญญัติประกันสังคม พ.ศ.2533 โจทก์จึงไม่มีสิทธิรับเงินดังกล่าว ข้อวินิจฉัยดังกล่าวของศาลแรงงานภาค 1 นั้นชอบด้วยเหตุผลแล้ว ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย จึงไม่จำต้องวินิจฉัยซ้ำอีก ไม่จำต้องวินิจฉัยอุทธรณ์ข้ออื่นของโจทก์เพราะไม่ทำให้ผลคดีเปลี่ยนแปลง อุทธรณ์ของโจทก์ฟังไม่ขึ้น

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 1600
พ.ร.บ.ประกันสังคม พ.ศ.2533 ม. 73 (2) ม. 77 จัตวา
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นางกุลสินี แสงทา
จำเลย — สำนักงานประกันสังคม
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลแรงงานภาค 1 — นายองอาจ แน่นหนา
ชื่อองค์คณะ
ธีระพงศ์ จิระภาค
ชัยวัฒน์ เวียงธีรวัฒน์
วิรุฬห์ แสงเทียน
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3653/2557
#559325
เปิดฉบับเต็ม

คำพิพากษาศาลแรงงานกลางไม่ได้กล่าวหรือแสดงข้อเท็จจริงที่ฟังได้โดยสรุปและไม่ปรากฏเหตุผลแห่งคำวินิจฉัยว่าเหตุใดจำเลยจึงต้องปรับลดหรือยุบแผนกในส่วนที่โจทก์ทำงาน มีเหตุผลหรือความจำเป็นใดที่จะต้องเลิกจ้างโจทก์ จำเลยพยายามหางานในตำแหน่งเหมาะสมให้โจทก์ทำก่อนที่จะเลิกจ้างโจทก์หรือไม่ จำเลยเลิกจ้างโจทก์โดยเลือกปฏิบัติหรือไม่ เป็นการไม่ชอบด้วย พ.ร.บ.จัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงาน พ.ศ.2522 มาตรา 51 วรรคหนึ่ง

เมื่อคดีขึ้นมาสู่ศาลฎีกาและข้อเท็จจริงในสำนวนยุติเพียงพอที่จะวินิจฉัยได้ ศาลฎีกาจึงเห็นสมควรวินิจฉัยให้

จำเลยให้การว่าจำเป็นต้องยุบหน่วยงานที่โจทก์ทำงาน แต่นำสืบว่าจำเลยต้องการลดตำแหน่งงานโดยไม่ได้นำสืบว่าจำเลยยุบหน่วยงานที่โจทก์ทำงาน เท่ากับจำเลยยอมรับว่าจำเลยไม่ได้ยุบหน่วยงานที่โจทก์ทำงาน ที่ศาลแรงงานกลางฟังข้อเท็จจริงว่ามีการยุบหน่วยงานที่โจทก์ทำงานจึงไม่ชอบ ดังนั้นข้อเท็จจริงฟังได้ว่าจำเลยไม่ได้ยุบหน่วยงานที่โจทก์ทำงาน แต่จำเลยเลือกเลิกจ้างโจทก์เพียงคนเดียวจากลูกจ้างในหน่วยงาน 30 คน โดยไม่ปรากฏหลักเกณฑ์การคัดเลือกและเหตุผล เป็นการเลิกจ้างที่ไม่มีเหตุอันสมควรเพียงพอ จึงเป็นการเลิกจ้างที่ไม่เป็นธรรม

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยรับโจทก์กลับเข้าทำงานตามสภาพการจ้างเดิม และจ่ายค่าเสียหายเท่ากับค่าจ้างอัตราสุดท้ายนับแต่วันเลิกจ้างถึงวันที่รับโจทก์กลับเข้าทำงาน พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 15 ต่อปี ของต้นเงินค่าจ้างดังกล่าวแต่ละเดือนจนกว่าจะรับโจทก์กลับเข้าทำงาน หากมีเหตุไม่ควรรับโจทก์กลับเข้าทำงาน ให้จำเลยจ่ายค่าเสียหาย 800,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันเลิกจ้างจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์

จำเลยให้การขอให้ยกฟ้อง

ศาลแรงงานกลางพิพากษายกฟ้อง

โจทก์อุทธรณ์ต่อศาลฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีแรงงานวินิจฉัยว่า ศาลแรงงานกลางฟังข้อเท็จจริงว่า จำเลยเลิกจ้างโจทก์เพราะจำเลยมีเหตุจำเป็นที่จะต้องยุบแผนกในส่วนที่โจทก์ทำงาน โดยที่ไม่มีสาเหตุกลั่นแกล้งโจทก์ โจทก์ลงลายมือชื่อยอมรับการพ้นสภาพการเป็นพนักงานของจำเลยและรับเงินในส่วนที่โจทก์พึงได้รับแล้ว แล้ววินิจฉัยว่า จำเลยเลิกจ้างโจทก์ไม่เป็นการเลิกจ้างที่ไม่เป็นธรรม

คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของโจทก์ว่า การที่จำเลยเลิกจ้างโจทก์เป็นการเลิกจ้างที่ไม่เป็นธรรมหรือไม่ เห็นว่า การวินิจฉัยว่าการเลิกจ้างเป็นการเลิกจ้างที่ไม่เป็นธรรมตามพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงาน พ.ศ.2522 มาตรา 49 หรือไม่นั้น จะต้องพิจารณาว่ามีเหตุแห่งการเลิกจ้างหรือไม่ และเหตุดังกล่าวเพียงพอแก่การเลิกจ้างหรือไม่เป็นสำคัญ คดีนี้จำเลยให้การต่อสู้อ้างเหตุแห่งการเลิกจ้างว่าจำเป็นต้องปรับลดหน่วยงานและยุบหน่วยงานที่โจทก์ปฏิบัติหน้าที่อยู่ แม้ในคำพิพากษาของศาลแรงงานกลางจะปรากฏผลแห่งคำวินิจฉัยว่าจำเลยมีเหตุจำเป็นที่จะต้องยุบแผนกในส่วนที่โจทก์ทำงาน โดยไม่มีสาเหตุกลั่นแกล้งโจทก์ การเลิกจ้างของจำเลยถือว่าเป็นการเลิกจ้างที่มีเหตุอันควร ไม่ใช่การเลิกจ้างที่ไม่เป็นธรรมก็ตาม แต่คำพิพากษาของศาลแรงงานกลางดังกล่าวไม่ได้กล่าวหรือแสดงข้อเท็จจริงที่ฟังได้โดยสรุป และไม่ปรากฏเหตุผลแห่งคำวินิจฉัยว่าเหตุใดจำเลยจึงต้องปรับลดหรือยุบแผนกในส่วนที่โจทก์ทำงาน จำเลยมีความจำเป็นหรือมีเหตุผลใดที่จะต้องเลิกจ้างโจทก์ จำเลยได้พยายามหางานในตำแหน่งที่เหมาะสมให้โจทก์ทำก่อนที่จะเลิกจ้างโจทก์แล้วหรือไม่ จำเลยเลิกจ้างโจทก์โดยเลือกปฏิบัติหรือไม่ การที่ศาลแรงงานกลางไม่ได้กล่าวหรือแสดงข้อเท็จจริงที่ฟังได้โดยสรุปครบถ้วนและไม่ได้ให้เหตุผลแห่งคำวินิจฉัย เช่นนี้ย่อมเป็นการไม่ชอบด้วยพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงาน พ.ศ.2522 มาตรา 51 วรรคหนึ่ง แต่เมื่อคดีขึ้นมาสู่ศาลฎีกาและข้อเท็จจริงในสำนวนยุติเพียงพอที่จะวินิจฉัยได้จึงเห็นสมควรวินิจฉัยให้ดังนี้ เมื่อจำเลยให้การว่าจำเป็นต้องยุบหน่วยงานที่โจทก์ทำงาน แต่จำเลยกลับนำสืบว่าจำเลยต้องการลดตำแหน่งงานโดยไม่ได้นำสืบว่าจำเลยยุบหน่วยงานที่โจทก์ทำงานเท่ากับจำเลยยอมรับว่าจำเลยไม่ได้ยุบหน่วยงานดังกล่าว ที่ศาลแรงงานกลางฟังข้อเท็จจริงว่ามีการยุบหน่วยงานที่โจทก์ทำงานจึงไม่ชอบ ดังนั้นข้อเท็จจริงฟังได้ว่าจำเลยไม่ได้ยุบหน่วยงานที่โจทก์ทำงาน แต่จำเลยเลือกเลิกจ้างโจทก์เพียงคนเดียวจากจำนวนลูกจ้างในหน่วยงาน 30 คน โดยไม่ปรากฏหลักเกณฑ์การคัดเลือกและเหตุผล เป็นการเลิกจ้างที่ไม่มีเหตุอันสมควรเพียงพอ จึงเป็นการเลิกจ้างที่ไม่เป็นธรรม เมื่อโจทก์กับจำเลยไม่อาจทำงานร่วมกันต่อไปได้ เห็นสมควรให้จำเลยจ่ายค่าเสียหายจากการเลิกจ้างที่ไม่เป็นธรรมแก่โจทก์ตามพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงาน พ.ศ.2522 มาตรา 49 จึงย้อนสำนวนไปยังศาลแรงงานกลางเพื่อพิจารณาพิพากษาใหม่โดยให้กำหนดจำนวนค่าเสียหายจากการเลิกจ้างที่ไม่เป็นธรรมซึ่งจำเลยต้องชำระแก่โจทก์ ตามพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงาน พ.ศ.2522 มาตรา 57 วรรคสองและวรรคสาม

พิพากษายกคำพิพากษาศาลแรงงานกลาง ให้ศาลแรงงานกลางพิจารณาพิพากษาใหม่ตามรูปคดี
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ. ม. 84
พ.ร.บ.จัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงาน พ.ศ.2522 ม. 49 ม. 51 วรรคหนึ่ง ม. 56
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นางพิมพวัลย์ พงษ์ธรรม
จำเลย — บริษัทเอราวัณเพลินจิต จำกัด
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลแรงงานกลาง — นางดาราวรรณ ใจคำป้อ
ชื่อองค์คณะ
สุนันท์ ชัยชูสอน
ชัยวัฒน์ เวียงธีรวัฒน์
วาสนา หงส์เจริญ
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3648/2557
#572013
เปิดฉบับเต็ม

มาตรา 31 วรรคหนึ่งและวรรคสอง แก้ไขเพิ่มเติมโดยมาตรา 12 แห่ง พ.ร.บ.คุ้มครองผู้ประสบภัยจากรถ พ.ศ.2535 แก้ไขเพิ่มเติมโดยพระราชบัญญัติคุ้มครองผู้ประสบภัยจากรถ (ฉบับที่ 3) พ.ศ.2540 ซึ่งใช้บังคับในขณะเกิดเหตุ บัญญัติไว้ชัดเจนว่า ในกรณีที่ความเสียหายเกิดขึ้นจากการกระทำของบุคคลภายนอก หรือเกิดขึ้นเพราะความจงใจหรือความประมาทเลินเล่ออย่างร้ายแรงของเจ้าของรถหรือผู้ขับขี่รถ เมื่อบริษัทได้จ่ายค่าเสียหายเบื้องต้นหรือค่าสินไหมทดแทนให้แก่ผู้ประสบภัย บริษัทมีสิทธิไล่เบี้ยเอาแก่บุคคลดังกล่าวได้ แต่การใช้สิทธิดังกล่าวต้องกระทำภายในหนึ่งปีนับแต่วันรู้ตัวผู้ซึ่งต้องรับผิด หาได้บัญญัติว่าการใช้สิทธิไล่เบี้ยเอาแก่บุคคลภายนอก ต้องกระทำภายในหนึ่งปีนับแต่วันที่คดีอาญาที่บุคคลภายนอกผู้ถูกฟ้องถึงที่สุดไม่ ดังนั้น โจทก์จึงต้องฟ้องคดีภายใน 1 ปี นับแต่วันรู้ตัวผู้ซึ่งต้องรับผิด ตามมาตรา 31 วรรคสอง ดังกล่าว เมื่อข้อเท็จจริงรับฟังเป็นยุติตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ว่า โจทก์รู้ตัวว่าจำเลยเป็นผู้ซึ่งต้องรับผิดเมื่อวันที่ 18 ตุลาคม 2549 แต่นำคดีมาฟ้องเมื่อวันที่ 24 ตุลาคม 2550 ซึ่งเกินหนึ่งปี ฟ้องโจทก์จึงขาดอายุความ

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยชำระเงิน 87,124 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงิน 85,000 บาท นับถัดจากวันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์

จำเลยให้การขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง ค่าฤชาธรรมเนียมให้เป็นพับ

โจทก์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ

โจทก์ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่ามีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ประการเดียวว่า ฟ้องโจทก์ขาดอายุความหรือไม่ เห็นว่า มาตรา 31 วรรคหนึ่งและวรรคสอง แก้ไขเพิ่มเติมโดยมาตรา 12 แห่งพระราชบัญญัติคุ้มครองผู้ประสบภัยจากรถ พ.ศ.2535 แก้ไขเพิ่มเติมโดยพระราชบัญญัติคุ้มครองผู้ประสบภัยจากรถ (ฉบับที่ 3) พ.ศ.2540 (ซึ่งใช้บังคับในขณะเกิดเหตุ) บัญญัติไว้ชัดเจนว่า ในกรณีที่ความเสียหายเกิดขึ้นจากการกระทำของบุคคลภายนอก หรือเกิดขึ้นเพราะความจงใจหรือความประมาทเลินเล่ออย่างร้ายแรงของเจ้าของรถหรือผู้ขับขี่รถ เมื่อบริษัทได้จ่ายค่าเสียหายเบื้องต้นหรือค่าสินไหมทดแทนให้แก่ผู้ประสบภัย บริษัทมีสิทธิไล่เบี้ยเอาแก่บุคคลดังกล่าวได้ แต่การใช้สิทธิดังกล่าวต้องกระทำภายในหนึ่งปีนับแต่วันรู้ตัวผู้ซึ่งต้องรับผิด หาได้บัญญัติว่าการใช้สิทธิไล่เบี้ยเอาแก่บุคคลภายนอก ต้องกระทำภายในหนึ่งปีนับแต่วันที่คดีอาญาที่บุคคลภายนอกผู้ถูกฟ้องถึงที่สุดไม่ ดังนั้น โจทก์จึงต้องฟ้องคดีภายใน 1 ปีนับแต่วันรู้ตัวผู้ซึ่งต้องรับผิด ตามมาตรา 31 วรรคสอง ดังกล่าว เมื่อข้อเท็จจริงรับฟังเป็นยุติตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ว่า โจทก์รู้ตัวว่าจำเลยเป็นผู้ซึ่งต้องรับผิดเมื่อวันที่ 18 ตุลาคม 2549 แต่นำคดีมาฟ้องเมื่อวันที่ 24 ตุลาคม 2550 ซึ่งเกินหนึ่งปีฟ้องโจทก์จึงขาดอายุความ ศาลอุทธรณ์พิพากษายกฟ้องโจทก์ชอบแล้ว ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาของโจทก์ฟังไม่ขึ้น

พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมในชั้นฎีกาให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.คุ้มครองผู้ประสบภัยจากรถ พ.ศ.2535 ม. 31
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — บริษัทกลางคุ้มครองผู้ประสบภัยจากรถ จำกัด
จำเลย — กองทัพบก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลแขวงดุสิต — นายพิมุข เพชรชัด
ศาลอุทธรณ์ — นายอนันต์ เสนคุ้ม
ชื่อองค์คณะ
พิศล พิรุณ
กฤษฎิ์จิรัฐ คุณาจิรภรณ์
เสรี เพศประเสริฐ
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3646/2557
#559314
เปิดฉบับเต็ม

ผู้ร้องเป็นเจ้าหนี้ผู้รับจำนองและเป็นเจ้าหนี้จำเลยที่ 4 ตามคำพิพากษาในคดีหมายเลขแดงที่ ผบ.1148/2552 ของศาลชั้นต้น ผู้ร้องย่อมทรงไว้ซึ่งสิทธิในอันที่จะขอให้บังคับเหนือทรัพย์สินจำนองตาม ป.วิ.พ. มาตรา 287, 289 และขอเฉลี่ยทรัพย์ในฐานะเจ้าหนี้สามัญตาม ป.วิ.พ. มาตรา 290 ได้ด้วย ที่ผู้ร้องยื่นคำร้องขอรับชำระหนี้จากเงินขายทอดตลาดที่ดินโฉนดเลขที่ 73911 ตามคำร้องลงวันที่ 7 มกราคม 2553 แม้ผู้ร้องอ้างถึงมูลหนี้ตามคำพิพากษาในคดีหมายเลขแดงที่ ผบ.1148/2552 ของศาลชั้นต้น แต่ตามคำร้องคงเป็นเรื่องที่ผู้ร้องขอรับชำระหนี้ก่อนเจ้าหนี้อื่นโดยอาศัยอำนาจแห่งบุริมสิทธิจำนองเท่านั้น และไม่อาจที่จะให้ถือว่าเป็นการที่ผู้ร้องได้ขอเฉลี่ยทรัพย์ให้แก่ผู้ร้องในฐานะเจ้าหนี้สามัญอีกฐานะหนึ่งมาพร้อมกันด้วยได้ เพราะการใช้สิทธิในการขอรับชำระหนี้ก่อนเจ้าหนี้อื่นโดยอาศัยอำนาจแห่งบุริมสิทธิจำนองและการขอเฉลี่ยทรัพย์มีเงื่อนไขและองค์ประกอบตามที่กฎหมายบัญญัติไว้แตกต่างกัน โดยเฉพาะเงื่อนไขของการขอเฉลี่ยทรัพย์ที่ผู้ยื่นคำขอต้องไม่สามารถเอาชำระได้จากทรัพย์สินอื่น ๆ ของลูกหนี้ตามคำพิพากษา ก็ไม่ปรากฏตามคำร้องของผู้ร้องว่า ผู้ร้องไม่สามารถเอาชำระได้จากทรัพย์สินอื่น ๆ ของจำเลยที่ 4 ยิ่งกว่านั้น คำสั่งศาลชั้นต้นชัดเจนว่าเป็นการอนุญาตให้ผู้ร้องรับชำระหนี้จำนองก่อนเจ้าหนี้อื่นโดยอาศัยอำนาจแห่งบุริมสิทธิจำนอง โดยมิได้มีถ้อยคำใดในอันที่จะให้แปลว่าศาลชั้นต้นอนุญาตให้ผู้ร้องเข้าเฉลี่ยทรัพย์ในฐานะเจ้าหนี้สามัญอีกฐานะหนึ่งด้วยได้ ผู้ร้องจึงไม่มีสิทธิเข้าเฉลี่ยทรัพย์ในฐานะเจ้าหนี้สามัญ

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
คดีสืบเนื่องมาจากศาลชั้นต้นมีคำพิพากษาตามสัญญาประนีประนอมยอมความให้จำเลยทั้งสี่ชำระเงิน 7,054,183.61 บาท พร้อมดอกเบี้ยแก่โจทก์ โดยผ่อนชำระเดือนละไม่น้อยกว่า 50,000 บาท และจะชำระหนี้ให้เสร็จสิ้นภายในเดือนกรกฎาคม 2552 หากผิดนัดให้ยึดทรัพย์จำนองและทรัพย์สินอื่นของจำเลยทั้งสี่ออกขายทอดตลาดชำระหนี้แก่โจทก์จนครบ ครั้นจำเลยทั้งสี่ผิดนัด โจทก์บังคับคดีโดยนำยึดที่ดินโฉนดเลขที่ 73911 ตำบลในเวียง อำเภอเมืองแพร่ จังหวัดแพร่ พร้อมสิ่งปลูกสร้างของจำเลยที่ 4 ซึ่งจดทะเบียนจำนองไว้แก่ผู้ร้องเป็นจำนวนเงิน 400,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยร้อยละ 14.50 ต่อปี ออกขายทอดตลาด

ผู้ร้องยื่นคำร้องขอให้เอาเงินจากการขายทอดตลาดที่ดินโฉนดเลขที่ 73911 พร้อมสิ่งปลูกสร้างชำระหนี้ตามคำพิพากษาแก่ผู้ร้องก่อนเจ้าหนี้อื่น หากโจทก์สละสิทธิในการบังคับคดี ผู้ร้องขอสวมสิทธิในการบังคับคดีต่อไป

ศาลชั้นต้นมีคำสั่งอนุญาตให้ผู้ร้องรับชำระหนี้จำนองก่อนเจ้าหนี้อื่น

วันที่ 4 มิถุนายน 2554 เจ้าพนักงานบังคับคดีขายทอดตลาดทรัพย์ที่ดินโฉนดเลขที่ 73911 ในราคา 1,005,000 บาท และจัดทำบัญชีแสดงรายการรับ - จ่ายเงิน ครั้งที่ 3 ซึ่งผู้ร้องจะได้รับชำระหนี้ตามสัญญาจำนอง 400,000 บาท ค่าฤชาธรรมเนียมและค่าทนายความ 15,937 บาท และดอกเบี้ยนับตั้งแต่วันที่ 24 กรกฎาคม 2552 ถึงวันที่ 4 มิถุนายน 2554 จำนวน 108,212.40 บาท รวมเป็นเงิน 524,149.40 บาท

ผู้ร้องยื่นคำร้องคัดค้านบัญชีแสดงรายการรับ - จ่ายเงิน ครั้งที่ 3

ศาลชั้นต้นไต่สวนแล้วมีคำสั่งยกคำร้อง ค่าฤชาธรรมเนียมให้เป็นพับ

ผู้ร้องอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 5 พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ

ผู้ร้องฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า มีปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามฎีกาของผู้ร้องว่า ผู้ร้องพึงได้รับชำระหนี้จากเงินขายทอดตลาดที่ดินโฉนดเลขที่ 73911 เพียงใด ผู้ร้องฎีกาว่า ผู้ร้องนำมูลหนี้ตามคำพิพากษาตามยอมในคดีหมายเลขแดงที่ ผบ.1148/2552 ของศาลชั้นต้น มาขอรับชำระหนี้ การที่ศาลชั้นต้นอนุญาตให้ผู้ร้องรับชำระหนี้จำนองก่อนเจ้าหนี้อื่น ย่อมถือได้ว่าผู้ร้องมีสิทธิรับชำระหนี้ทั้งในฐานะเจ้าหนี้สามัญและบุริมสิทธิจำนอง โดยผู้ร้องไม่จำต้องยื่นคำร้องขอเฉลี่ยทรัพย์ ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 290 นั้น เห็นว่า ผู้ร้องเป็นเจ้าหนี้ผู้รับจำนองและเป็นเจ้าหนี้จำเลยที่ 4 ตามคำพิพากษาในคดีหมายเลขแดงที่ ผบ.1148/2552 ของศาลชั้นต้น ผู้ร้องย่อมทรงไว้ซึ่งสิทธิในอันที่จะขอให้บังคับเหนือทรัพย์สินจำนองตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 287, 289 และขอเฉลี่ยทรัพย์ในฐานะเจ้าหนี้สามัญ ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 290 ได้ด้วย ที่ผู้ร้องยื่นคำร้องขอรับชำระหนี้จากเงินขายทอดตลาดที่ดินโฉนดเลขที่ 73911 ตามคำร้องลงวันที่ 7 มกราคม 2553 แม้ผู้ร้องอ้างถึงมูลหนี้ตามคำพิพากษาในคดีหมายเลขแดงที่ ผบ.1148/2552 ของศาลชั้นต้น แต่ตามคำร้องคงเป็นเรื่องที่ผู้ร้องขอรับชำระหนี้ก่อนเจ้าหนี้อื่น โดยอาศัยอำนาจแห่งบุริมสิทธิจำนองเท่านั้น และไม่อาจที่จะให้ถือว่าเป็นการที่ผู้ร้องได้ขอเฉลี่ยทรัพย์ให้แก่ผู้ร้องในฐานะเจ้าหนี้สามัญอีกฐานะหนึ่งมาพร้อมกันด้วยได้ เพราะการใช้สิทธิในการขอรับชำระหนี้ก่อนเจ้าหนี้อื่นโดยอาศัยอำนาจแห่งบุริมสิทธิจำนองและการขอเฉลี่ยทรัพย์มีเงื่อนไขและองค์ประกอบตามที่กฎหมายบัญญัติไว้แตกต่างกัน โดยเฉพาะเงื่อนไขของการขอเฉลี่ยทรัพย์ที่ผู้ยื่นคำขอต้องไม่สามารถเอาชำระได้จากทรัพย์สินอื่น ๆ ของลูกหนี้ตามคำพิพากษา ก็ไม่ปรากฏตามคำร้องของผู้ร้องว่า ผู้ร้องไม่สามารถเอาชำระได้จากทรัพย์สินอื่น ๆ ของจำเลยที่ 4 ยิ่งกว่านั้น คำสั่งศาลชั้นต้นยังชัดเจนว่าเป็นการอนุญาตให้ผู้ร้องรับชำระหนี้จำนองก่อนเจ้าหนี้อื่นโดยอาศัยอำนาจแห่งบุริมสิทธิจำนอง โดยมิได้มีถ้อยคำใดในอันที่จะให้แปลว่าศาลชั้นต้นอนุญาตให้ผู้ร้องเข้าเฉลี่ยทรัพย์ในฐานะเจ้าหนี้สามัญอีกฐานะหนึ่งด้วยได้เลย ผู้ร้องจึงไม่มีสิทธิเข้าเฉลี่ยทรัพย์ในฐานะเจ้าหนี้สามัญ ดังนี้ ที่เจ้าพนักงานบังคับคดีทำบัญชีแสดงรายการรับ - จ่ายเงิน ครั้งที่ 3 ให้ผู้ร้องได้รับชำระหนี้ตามสัญญาจำนอง ดอกเบี้ยและค่าฤชาธรรมเนียมในการบังคับจำนอง รวมเป็นเงิน 524,149.40 บาท ครบถ้วนตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 715 จึงเป็นไปโดยชอบ คำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 5 ชอบแล้ว ฎีกาของผู้ร้องฟังไม่ขึ้น ส่วนฎีกาประเด็นอื่นไม่จำต้องวินิจฉัย เพราะไม่ทำให้ผลคดีเปลี่ยนแปลง

พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ. ม. 287 ม. 289 ม. 290
ชื่อคู่ความ
ธนาคารไทยพาณิชย์ จำกัด (มหาชน)
โดยบริษัทบริหารสินทรัพย์กรุงเทพพาณิชย์ จำกัด
โจทก์ — ผู้เข้าสวมสิทธิเป็นเจ้าหนี้แทน
ผู้ร้อง — ธนาคารกรุงไทย จำกัด (มหาชน)
จำเลย — ห้างหุ้นส่วนจำกัด แพร่การไฟฟ้าและก่อสร้าง กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดแพร่ — นายสุชาติ ธนะสินวิริยะกุล
ศาลอุทธรณ์ภาค 5 — นางมาลิน ภู่พงศ์ จุลมนต์
ชื่อองค์คณะ
ธีระพงศ์ จิระภาค
ถมรัตน์ เลิศไพรวัน
ประมวญ รักศิลธรรม
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3645/2557
#571923
เปิดฉบับเต็ม

โจทก์ประกาศปิดกิจการและเลิกจ้างลูกจ้างทุกคนรวมทั้ง ม. และ ป. ตั้งแต่วันที่ 30 มิถุนายน 2551 ให้มีผลเป็นการเลิกจ้างวันที่ 1 สิงหาคม 2551 โดยระบุเหตุเลิกจ้างว่าโจทก์ประสบปัญหาขาดทุนอย่างรุนแรงไม่สามารถประกอบกิจการต่อไปได้ เท่ากับโจทก์ประสงค์จะถือเอาเฉพาะเหตุดังกล่าวเป็นเหตุเลิกจ้าง แม้ต่อมาโจทก์จะมีหนังสือยกเลิกการเลิกจ้างไปถึง ม. และ ป. ก่อนวันที่การเลิกจ้างมีผลก็ตาม แต่ในหนังสือดังกล่าวอ้างเหตุจำเป็นต้องจ้าง ม. และ ป. ต่อไปเพื่อดำเนินงานบางส่วนให้แล้วเสร็จ มิฉะนั้นจะเกิดความเสียหายแก่โจทก์และลูกค้าของโจทก์ โดยกำหนดระยะเวลาจ้างไว้แน่นอนตั้งแต่วันที่ 1 ถึงวันที่ 31 สิงหาคม 2551 อันมีลักษณะเป็นการจ้างทำงานต่อเพื่อให้งานที่มีอยู่ก่อนปิดกิจการเสร็จไปเท่านั้น เหตุผลในการเลิกจ้าง ม. และ ป. เมื่อครบระยะเวลาจ้างต่อจึงยังคงเป็นเหตุเดิมคือเหตุปิดกิจการนั่นเอง ข้ออ้างของโจทก์ที่ว่าเพิ่งทราบภายหลังการประกาศเลิกจ้างลูกจ้างทั้งหมดว่าเครื่องจักรของโจทก์หายไปและเชื่อว่า ม. กับ ป. มีส่วนในการลักเครื่องจักร เป็นการพ้นวิสัยที่จะแจ้งเหตุเลิกจ้างว่าจงใจทำให้นายจ้างได้รับความเสียหายและกระทำความผิดอาญาโดยเจตนาแก่นายจ้าง กรณีไม่อยู่ในเงื่อนไขที่จะต้องแจ้งเหตุเลิกจ้างในขณะเลิกจ้างนั้น ข้อเท็จจริงได้ความว่าโจทก์ทราบเรื่องดังกล่าวเมื่อเดือนกรกฎาคม 2551 ยังอยู่ในช่วงเวลาก่อนวันที่มีผลเป็นการเลิกจ้างวันที่ 1 สิงหาคม 2551 และก่อนสิ้นระยะเวลาที่โจทก์จ้าง ม. กับ ป. ให้ทำงานต่อ จึงอยู่ในวิสัยที่โจทก์อาจแจ้งเหตุเลิกจ้างใหม่ได้ เมื่อโจทก์ไม่ได้แจ้งเหตุเลิกจ้างใหม่ให้ ม. และ ป. ทราบในขณะเลิกจ้าง โจทก์ก็ไม่มีสิทธิที่จะยกเหตุดังกล่าวมาอ้างในภายหลังเพื่อที่จะไม่ต้องจ่ายค่าชดเชยให้แก่ ม. และ ป. ได้เพราะต้องห้ามตาม พ.ร.บ.คุ้มครองแรงงาน พ.ศ.2541 มาตรา 119 วรรคท้าย

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้เพิกถอนคำสั่งพนักงานตรวจแรงงาน สำนักงานสวัสดิการและคุ้มครองแรงงานจังหวัดพระนครศรีอยุธยา ที่ 120/2551 เรื่องค่าชดเชย ระหว่างนางสาวประนอมและนางมลฑา ลูกจ้างกับโจทก์

จำเลยให้การขอให้ยกฟ้อง

ศาลแรงงานภาค 1 พิพากษายกฟ้อง

โจทก์อุทธรณ์ต่อศาลฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีแรงงานวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงที่ศาลแรงงานภาค 1 ฟังเป็นยุติว่า โจทก์เป็นนิติบุคคลประเภทบริษัทจำกัด ประกอบกิจการตัดเย็บเสื้อผ้าสำเร็จรูป นางมลฑาทำงานเป็นลูกจ้างของโจทก์ตั้งแต่ปี 2530 นางสาวประนอมเป็นลูกจ้างของโจทก์ตั้งแต่ปี 2535 การประกอบกิจการของโจทก์ประสบภาวะขาดทุน มีหนี้สินจำนวนมาก วันที่ 30 มิถุนายน 2551 โจทก์จึงประกาศปิดกิจการและเลิกจ้างลูกจ้างทั้งหมด ให้มีผลวันที่ 1 สิงหาคม 2551 หลังปิดกิจการโจทก์ต้องทำการสำรวจทรัพย์สินต่าง ๆ จึงว่าจ้างลูกจ้างบางส่วนรวมทั้งนางมลฑาและนางสาวประนอมให้ทำงานต่อไปอีก 1 เดือน ตั้งแต่วันที่ 1 ถึงวันที่ 31 สิงหาคม 2551 โดยมีหนังสือยกเลิกการเลิกจ้างลงวันที่ 30 กรกฎาคม 2551 ไปถึงนางมลฑาและนางสาวประนอมขอให้ไปปฏิบัติงานตามปกติ หลังจากนางมลฑาและนางสาวประนอมทำงานครบกำหนดเวลาจ้างแล้ว โจทก์ไม่จ่ายค่าชดเชยให้ จึงไปยื่นคำร้องต่อจำเลยในฐานะพนักงานตรวจแรงงาน จำเลยเรียกโจทก์มาสอบถามได้ความว่า เดือนกรกฎาคม 2551 โจทก์ตรวจสอบพบว่าเครื่องจักรของโจทก์หายไปตั้งแต่เดือนพฤษภาคม 2551 และเชื่อว่านางมลฑากับนางสาวประนอมมีส่วนรู้เห็นในการลักเครื่องจักรของโจทก์ โดยโจทก์แจ้งความดำเนินคดีแก่นางมลฑากับนางสาวประนอมแล้ว จำเลยเห็นว่าโจทก์เลิกจ้างลูกจ้างโดยอ้างเหตุปิดกิจการไม่มีการกล่าวอ้างเหตุว่านางมลฑากับนางสาวประนอมกระทำความผิดอาญาต่อนายจ้าง จึงมีคำสั่งพนักงานตรวจแรงงาน ที่ 120/2551 เรื่องค่าชดเชย ลงวันที่ 15 ตุลาคม 2551 ให้โจทก์จ่ายค่าชดเชยให้แก่นางมลฑาเป็นเงิน 232,000 บาท และจ่ายค่าชดเชยให้แก่นางสาวประนอมเป็นเงิน 180,000 บาท นอกจากนี้ศาลแรงงานภาค 1 ฟังข้อเท็จจริงเกี่ยวกับการลักเครื่องจักรของโจทก์ว่า แม้นางมลฑาลงชื่ออนุมัติในเอกสารให้นำเครื่องจักรออกไปจากบริษัทโจทก์ แต่นางมลฑากระทำไปตามสายงานบังคับบัญชาของโจทก์ โดยก่อนลงชื่อนางมลฑาได้โทรศัพท์สอบถามกรรมการโจทก์แล้วอนุมัติให้ผ่านเครื่องจักรออกไปได้ และไม่ปรากฏข้อเท็จจริงอื่นว่านางมลฑาร่วมทุจริตหรือลักเครื่องจักรไป ส่วนนางสาวประนอมเป็นภรรยาของนายอุทิศที่ขับรถบรรทุกเครื่องจักรออกไปก็ไม่มีพฤติการณ์บ่งชี้ว่าร่วมกระทำผิด การแจ้งความดำเนินคดีแก่นางมลฑาและนางสาวประนอมไม่ปรากฏผลว่าเจ้าพนักงานดำเนินคดีแก่บุคคลทั้งสอง พยานหลักฐานที่โจทก์นำสืบมายังไม่ชัดแจ้งว่ามีการกระทำอันเป็นข้อยกเว้นที่โจทก์ไม่ต้องจ่ายค่าชดเชยแก่นางมลฑาและนางสาวประนอมด้วย

มีปัญหาต้องวินิจฉัยอุทธรณ์ของโจทก์ว่า โจทก์สามารถยกเหตุจงใจทำให้นายจ้างได้รับความเสียหายและกระทำความผิดอาญาโดยเจตนาแก่นายจ้างเพื่อปฏิเสธไม่จ่ายค่าชดเชยในการเลิกจ้างนางมลฑาและนางสาวประนอมได้หรือไม่ เห็นว่า โจทก์ประกาศปิดกิจการและเลิกจ้างลูกจ้างทุกคนรวมทั้งนางมลฑาและนางสาวประนอมตั้งแต่วันที่ 30 มิถุนายน 2551 ให้มีผลเป็นการเลิกจ้างวันที่ 1 สิงหาคม 2551 โดยระบุข้อเท็จจริงอันเป็นเหตุเลิกจ้างว่าโจทก์ประสบปัญหาขาดทุนอย่างรุนแรงไม่สามารถประกอบกิจการต่อไปได้ เท่ากับโจทก์ประสงค์จะถือเอาเฉพาะเหตุที่ระบุในประกาศเพียงประการเดียวเป็นเหตุเลิกจ้าง แม้ต่อมาโจทก์มีหนังสือยกเลิกการเลิกจ้างไปถึงนางมลฑาและนางสาวประนอมก่อนวันที่การเลิกจ้างตามประกาศมีผลในวันที่ 1 สิงหาคม 2551 ก็ตาม ในหนังสือดังกล่าวของโจทก์อ้างเหตุจำเป็นต้องจ้างนางมลฑาและนางสาวประนอมต่อไปเพื่อดำเนินงานบางส่วนของโจทก์ให้แล้วเสร็จ มิฉะนั้นจะเกิดความเสียหายแก่โจทก์และลูกค้าของโจทก์ได้ โดยกำหนดระยะเวลาจ้างไว้แน่นอนตั้งแต่วันที่ 1 ถึงวันที่ 31 สิงหาคม 2551 อันมีลักษณะการจ้างทำงานต่อเพื่อให้งานของโจทก์ที่มีอยู่ก่อนปิดกิจการเสร็จไปเท่านั้น เหตุผลในการเลิกจ้างนางมลฑาและนางสาวประนอมเมื่อครบระยะเวลาจ้างต่อแล้วจึงยังคงเป็นเหตุเดิมคือเหตุปิดกิจการนั่นเอง ข้อที่โจทก์อ้างเพิ่งทราบว่าเครื่องจักรของโจทก์หายไปและเชื่อว่านางมลฑากับนางสาวประนอมมีส่วนในการลักเครื่องจักรของโจทก์ภายหลังการประกาศเลิกจ้างลูกจ้างทั้งหมดแล้ว เป็นการพ้นวิสัยที่จะแจ้งเหตุเลิกจ้างว่าจงใจทำให้นายจ้างได้รับความเสียหายและกระทำความผิดอาญาโดยเจตนาแก่นายจ้าง กรณีไม่อยู่ในเงื่อนไขที่จะต้องแจ้งเหตุเลิกจ้างในขณะเลิกจ้างนั้น ได้ความตามข้อเท็จจริงที่ศาลแรงงานภาค 1 ฟังมาสอดคล้องกับคำฟ้องของโจทก์ว่า โจทก์ทราบเรื่องเครื่องจักรหายโดยนางมลฑากับนางสาวประนอมมีส่วนรู้เห็นร่วมในการลักเครื่องจักรไปเมื่อเดือนกรกฎาคม 2551 ยังอยู่ในช่วงเวลาก่อนวันที่มีผลเป็นการเลิกจ้างวันที่ 1 สิงหาคม 2551 และก่อนสิ้นระยะเวลาที่โจทก์จ้างนางมลฑากับนางสาวประนอมให้ทำงานต่อ อยู่ในวิสัยที่โจทก์อาจแจ้งเหตุเลิกจ้างใหม่ได้ เมื่อโจทก์ไม่ได้แจ้งเหตุเลิกจ้างใหม่ให้นางมลฑากับนางสาวประนอมทราบในขณะเลิกจ้าง โจทก์ก็ไม่มีสิทธิที่จะยกเหตุดังกล่าวมาอ้างในภายหลังเพื่อที่จะไม่ต้องจ่ายค่าชดเชยให้แก่นางมลฑากับนางสาวประนอมได้เพราะต้องห้ามตามพระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน พ.ศ.2541 มาตรา 119 วรรคท้าย ที่ศาลแรงงานภาค 1 พิพากษายกฟ้องโจทก์มานั้นชอบแล้ว อุทธรณ์ของโจทก์ฟังไม่ขึ้น

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.คุ้มครองแรงงาน พ.ศ.2541 ม. 119 วรรคท้าย
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — บริษัทเฟิสท์แอพพาเรล (ไทยแลนด์) จำกัด
จำเลย — นายวีระ คมวิชาชาญ ในฐานะพนักงานตรวจแรงงาน
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลแรงงานภาค 1 — นายนเรศ กลิ่นสุคนธ์
ชื่อองค์คณะ
วาสนา หงส์เจริญ
ชัยวัฒน์ เวียงธีรวัฒน์
สุนันท์ ชัยชูสอน
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3604/2557
#562553
เปิดฉบับเต็ม

จำเลยที่ 1 เป็นตัวแทนประกันวินาศภัยของบริษัทอาคเนย์ประกันภัย จำกัด จำเลยที่ 2 ประกอบกิจการธนาคารพาณิชย์ จำเลยที่ 2 สาขาธาตุพนมและสาขาสกลนคร ออกหนังสือสัญญาค้ำประกันจำเลยที่ 1 จำนวน 2 ฉบับ ต่อบริษัทอาคเนย์ประกันภัย จำกัด และโจทก์ตามลำดับ สำหรับการเป็นตัวแทนในการเก็บเบี้ยประกันภัย ต่อมาบริษัทอาคเนย์ประกันภัย จำกัด ได้แยกธุรกิจประกันวินาศภัยออกจากบริษัทอาคเนย์ประกันภัย จำกัด ด้วยการจัดตั้งบริษัทโจทก์ และโอนทรัพย์สิน หนี้สิน และความรับผิดชอบตามกรมธรรม์ประกันภัย ตลอดทั้งพนักงานและลูกจ้างในส่วนของธุรกิจประกันวินาศภัยของบริษัทอาคเนย์ประกันภัย จำกัด ไปเป็นของบริษัทโจทก์ เพื่อให้เป็นไปตาม พ.ร.บ.ประกันชีวิต พ.ศ.2535 มาตรา 127 ในอายุสัญญาค้ำประกัน จำเลยที่ 1 เก็บเบี้ยประกันภัยแล้วไม่นำส่งคืนให้แก่บริษัทอาคเนย์ประกันภัย จำกัด และนำเงินดังกล่าวไปใช้ประโยชน์ส่วนตัว โจทก์ทวงถามแล้ว จำเลยที่ 1 จึงทำหนังสือรับสภาพหนี้แก่โจทก์เป็นเงิน 626,649 บาท แต่ผิดนัดไม่ชำระ จำเลยที่ 1 ต้องรับผิดในเบี้ยประกันภัยที่ไม่นำส่งคืนให้แก่บริษัทอาคเนย์ประกันภัย จำกัด ตามจำนวนเงินในหนังสือรับสภาพหนี้ ส่วนจำเลยที่ 2 ต้องรับผิดตามหนังสือสัญญาค้ำประกันฉบับที่สอง และต้องรับผิดตามหนังสือสัญญาค้ำประกันฉบับแรกด้วย เนื่องจากการที่จำเลยที่ 2 ซึ่งเป็นธนาคารพาณิชย์ออกหนังสือค้ำประกันการทำงานของจำเลยที่ 1 ไว้ตามวัตถุประสงค์ในการทำธุรกิจการธนาคารพาณิชย์ โดยได้รับผลตอบแทน ย่อมเป็นการค้ำประกันต่อกิจการในส่วนการประกันวินาศภัยนั้น ๆ ไม่ว่าส่วนกิจการประกันวินาศภัยจะถูกแยกไปตั้งเป็นอีกบริษัทหนึ่งหรือไม่ นอกจากนั้นในหนังสือต่ออายุสัญญาค้ำประกันซึ่งทำขึ้นหลังจากแยกกิจการในส่วนประกันวินาศภัยแล้วก็ยังระบุชื่อบริษัทอาคเนย์ประกันภัย จำกัด เป็นคู่สัญญา ซึ่งแสดงว่าจำเลยที่ 2 เองก็ประสงค์ผูกพันตนต่อกิจการประกันวินาศภัยที่จำเลยที่ 1 เป็นตัวแทนอยู่ ทั้งไม่ปรากฏว่าการแยกกิจการดังกล่าวทำให้ภาระหน้าที่ของจำเลยที่ 1 ในการเก็บและส่งเบี้ยประกันภัยเปลี่ยนแปลงไปจากเดิม การโอนบรรดาทรัพย์สิน หนี้สิน ความรับผิดชอบตามกรมธรรม์ประกันภัย ตลอดทั้งพนักงานและลูกจ้างในส่วนของธุรกิจประกันวินาศภัยของบริษัทอาคเนย์ประกันภัย จำกัด ไปยังบริษัทโจทก์ ย่อมมีผลให้สิทธิเรียกร้องของบริษัทอาคเนย์ประกันภัย จำกัด ที่มีต่อจำเลยที่ 2 ตามหนังสือสัญญาค้ำประกันฉบับแรกโอนมายังบริษัทโจทก์ด้วย ดังนั้น จำเลยที่ 2 จึงต้องรับผิดต่อโจทก์ตามหนังสือสัญญาค้ำประกันฉบับแรก

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยทั้งสองร่วมกันหรือแทนกันชำระเงินจำนวน 644,160.83 บาท แก่โจทก์ พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 15 ต่อปี ของต้นเงิน 626,649 บาท นับแต่วันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จสิ้น โดยให้จำเลยที่ 2 มีความรับผิดเพียง 500,000 บาท

จำเลยที่ 1 ขาดนัดยื่นคำให้การ

จำเลยที่ 2 ให้การขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้น พิพากษาให้จำเลยที่ 1 ชำระเงิน 644,160.83 บาท แก่โจทก์ พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 15 ต่อปี (ที่ถูก ของต้นเงิน 626,649 บาท)นับถัดจากวันฟ้อง (ฟ้องวันที่ 10 เมษายน 2545) เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จสิ้น หากจำเลยที่ 1 ไม่ชำระหรือชำระไม่ครบให้จำเลยที่ 2 ชำระหนี้แทนเป็นเงิน 500,000 บาท แก่โจทก์ พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 15 ต่อปี ของต้นเงินดังกล่าวนับแต่วันที่ 2 กุมภาพันธ์ 2545 เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จสิ้น ให้จำเลยทั้งสองใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ โดยกำหนดค่าทนายความ 3,500 บาท

จำเลยที่ 2 อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษาแก้เป็นว่า ให้จำเลยที่ 2 ชำระเงินแก่โจทก์ 200,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 15 ต่อปี นับแต่วันที่ 2 กุมภาพันธ์ 2545 เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จ นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ

โจทก์ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่ามีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์เพียงว่า ที่ศาลอุทธรณ์พิพากษาว่าจำเลยที่ 2 ไม่ต้องรับผิดตามหนังสือสัญญาค้ำประกันฉบับแรก โดยเห็นว่า โจทก์เป็นนิติบุคคลแยกต่างหากจากบริษัทอาคเนย์ประกันภัย จำกัด จำเลยที่ 2 ค้ำประกันความรับผิดของจำเลยที่ 1 ที่มีต่อบริษัทอาคเนย์ประกันภัย จำกัด ไม่ได้ค้ำประกันต่อโจทก์ จำเลยที่ 2 จึงไม่ต้องรับผิด นั้น ชอบแล้วหรือไม่ เห็นว่า การดำเนินการให้มีการแยกกิจการที่เกี่ยวกับการประกันวินาศภัยมาจากบริษัทอาคเนย์ประกันภัย จำกัด เป็นการปฏิบัติตามที่กฎหมายบัญญัติไว้เพื่อให้กิจการประกันชีวิตแยกจากกิจการประกันวินาศภัย โดยต้องมีการโอนบรรดาทรัพย์สิน หนี้สิน ความรับผิดชอบตามกรมธรรม์ประกันภัย ตลอดทั้งพนักงานและลูกจ้างในส่วนของธุรกิจประกันวินาศภัยของบริษัทอาคเนย์ประกันภัย จำกัด มาเป็นของบริษัทโจทก์ และการที่จำเลยที่ 2 ซึ่งเป็นธนาคารพาณิชย์ออกหนังสือค้ำประกันการทำงานของจำเลยที่ 1 ไว้ตามวัตถุประสงค์ในการทำธุรกิจการธนาคารพาณิชย์ โดยได้รับผลตอบแทน ก็ย่อมเป็นการค้ำประกันต่อกิจการในส่วนการประกันวินาศภัยนั้น ๆ ไม่ว่าส่วนกิจการประกันวินาศภัยจะถูกแยกไปตั้งเป็นอีกบริษัทหนึ่งหรือไม่ ซึ่งก็ปรากฏว่า หลังจากแยกบริษัทโจทก์ออกมาจากบริษัทอาคเนย์ประกันภัยจำกัด แล้วตั้งแต่เมื่อวันที่ 2 กุมภาพันธ์ 2543 จำเลยที่ 2 ก็ยังทำหนังสือเมื่อวันที่ 27 กันยายน 2544 ต่ออายุสัญญาค้ำประกันดังกล่าวไปถึงวันที่ 11 เมษายน 2545 โดยในหนังสือต่ออายุสัญญาค้ำประกันก็ยังระบุชื่อบริษัทอาคเนย์ประกันภัย จำกัด เป็นคู่สัญญาแม้ขณะนั้นบริษัทอาคเนย์ประกันภัย จำกัด ไม่ได้ประกอบกิจการในส่วนการประกันวินาศภัยแล้วก็ตาม อันแสดงอยู่ว่า จำเลยที่ 2 เองก็ประสงค์จะผูกพันตนต่อกิจการประกันวินาศภัยที่จำเลยที่ 1 เป็นตัวแทนอยู่ไม่ว่าในช่วงเวลาที่ค้ำประกันนั้น กิจการในส่วนประกันวินาศภัยจะได้แยกไปจากบริษัทอาคเนย์ประกันภัย จำกัด แล้วหรือไม่ก็ตาม ทั้งไม่ปรากฏว่าการแยกกิจการดังกล่าวทำให้ภาระหน้าที่ของจำเลยที่ 1 ในการเก็บและส่งเบี้ยประกันภัยเปลี่ยนแปลงไปจากเดิม การโอนบรรดาทรัพย์สิน หนี้สิน ความรับผิดชอบตามกรมธรรม์ประกันภัย ตลอดทั้งพนักงานและลูกจ้างในส่วนของธุรกิจประกันวินาศภัยของบริษัทอาคเนย์ประกันภัย จำกัด ไปยังบริษัทโจทก์ จึงย่อมมีผลให้สิทธิเรียกร้องของบริษัทอาคเนย์ประกันภัย จำกัด ที่มีต่อจำเลยที่ 2 ตามหนังสือสัญญาค้ำประกันฉบับแรกโอนมายังบริษัทโจทก์ด้วย ที่ศาลอุทธรณ์พิพากษาว่าจำเลยที่ 2 ไม่ต้องรับผิดตามหนังสือสัญญาค้ำประกันฉบับแรกโดยเห็นว่า โจทก์เป็นนิติบุคคลแยกต่างหากจากบริษัทอาคเนย์ประกันภัย จำกัด จำเลยที่ 2 จึงไม่ต้องรับผิดนั้น ศาลฎีกาไม่เห็นพ้องด้วย ฎีกาของโจทก์ฟังขึ้น

พิพากษาแก้เป็นว่า ให้บังคับคดีไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น ให้จำเลยที่ 2 ใช้ค่าฤชาธรรมเนียมในชั้นอุทธรณ์และฎีกาแทนโจทก์ โดยกำหนดค่าทนายความรวม 7,000 บาท
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.ประกันชีวิต พ.ศ.2535 ม. 127
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — บริษัทอาคเนย์ประกันภัย (2000) จำกัด
จำเลย — นายบุญมี วงค์ศรีดา กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลแพ่ง — นางศุทธดา วัฒนวิเชียร
ศาลอุทธรณ์ — นายพิชัย เพ็งผ่อง
ชื่อองค์คณะ
พรเพชร วิชิตชลชัย
ทัศนีย์ จั่นสัญจัย ธรรมเกณฑ์
สุนันท์ ชัยชูสอน
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3594/2557
#594021
เปิดฉบับเต็ม

คำสั่งศาลชั้นต้นที่ให้เพิกถอนการปล่อยชั่วคราวผู้ต้องหาที่ 1 เป็นกรณีที่ศาลชั้นต้นเห็นว่าผู้ต้องหาที่ 1 ไม่มีที่อยู่เป็นหลักแหล่งและไม่มีสิทธิอยู่ในราชอาณาจักร พฤติการณ์ของผู้ต้องหาที่ 1 อาจหลบหนีได้ ซึ่งเป็นดุลพินิจของศาลชั้นต้นที่พิจารณาโดยอาศัยหลักเกณฑ์แห่ง ป.วิ.อ. มาตรา 108 และเป็นคำสั่งระหว่างพิจารณาที่ไม่ทำให้คดีเสร็จสำนวน กรณีจึงต้องห้ามมิให้อุทธรณ์ฎีกาคำสั่งนั้นในระหว่างพิจารณาตาม ป.วิ.อ. มาตรา 196

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
กรณีสืบเนื่องมาจากศาลชั้นต้นมีคำสั่งอนุญาตให้ปล่อยชั่วคราวผู้ต้องหาที่ 1 ในระหว่างพิจารณา ต่อมาผู้ร้องยื่นคำร้องว่า ผู้ร้องเป็นพนักงานสอบสวนคดีนี้ หลังจากผู้ต้องหาที่ 1 ได้รับการปล่อยชั่วคราวแล้ว ผู้ต้องหาที่ 1 ถูกกักตัวอยู่ที่สำนักงานตรวจคนเข้าเมืองเนื่องจากถูกเพิกถอนการอนุญาตให้อยู่ในราชอาณาจักร ผู้ต้องหาที่ 1 จึงเป็นบุคคลไม่มีถิ่นที่อยู่แน่นอน ประกอบกับชาวต่างชาติที่เคยได้รับการปล่อยชั่วคราวมักหลบหนีออกไปนอกราชอาณาจักร ทำให้ไม่ถูกลงโทษตามกฎหมาย ผู้ต้องหาชาวต่างชาติจึงลักลอบเข้ามาก่อเหตุซ้ำ สร้างความเสียหายให้แก่พลเมืองไทยจำนวนมาก ผู้ร้องจึงนำตัวผู้ต้องหาที่ 1 มาส่งศาล ศาลชั้นต้นพิจารณาแล้ว มีคำสั่งให้เพิกถอนการปล่อยชั่วคราวผู้ต้องหาที่ 1

ผู้ต้องหาที่ 1 อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 1 มีคำสั่งยกอุทธรณ์

ผู้ต้องหาที่ 1 ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของผู้ต้องหาที่ 1 ว่า ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษายกอุทธรณ์ของผู้ต้องหาที่ 1 นั้น ชอบหรือไม่ เห็นว่า คำสั่งศาลชั้นต้นที่ให้เพิกถอนการปล่อยชั่วคราวผู้ต้องหาที่ 1 เป็นกรณีที่ศาลชั้นต้นเห็นว่าผู้ต้องหาที่ 1 ไม่มีที่อยู่เป็นหลักแหล่งและไม่มีสิทธิอยู่ในราชอาณาจักรได้ พฤติการณ์ของผู้ต้องหาที่ 1 อาจจะหลบหนีได้ ซึ่งเป็นดุลพินิจของศาลชั้นต้นที่พิจารณาโดยอาศัยหลักเกณฑ์แห่งประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 108 ซึ่งคำสั่งศาลชั้นต้นดังกล่าวเป็นคำสั่งระหว่างพิจารณาที่ไม่ทำให้คดีเสร็จสำนวน กรณีจึงต้องห้ามมิให้อุทธรณ์ฎีกาคำสั่งนั้นในระหว่างพิจารณาตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 196 ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 1 ไม่รับวินิจฉัยอุทธรณ์ของผู้ต้องหาที่ 1 นั้นชอบแล้ว ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาของผู้ต้องหาที่ 1 ฟังไม่ขึ้น

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.อ. ม. 108 ม. 196
ชื่อคู่ความ
ผู้ร้อง — พนักงานสอบสวนสถานีตำรวจภูธรบางแก้ว
ผู้ต้องหา — นายโอมาร์ โรดอลโฟ โรดริเกวซ โคโลราโด กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดสมุทรปราการ — นายธันว์ บุณยะตุลานนท์
ศาลอุทธรณ์ — - มีเพียงลายมือชื่อ
ชื่อองค์คณะ
วิวรรต นิ่มละมัย
นุจรินทร์ จันทร์พรายศรี
ปกรณ์ มหรรณพ
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3584/2557
#562722
เปิดฉบับเต็ม

ป.อ. มาตรา 20 เป็นบทบัญญัติที่ให้อำนาจศาลใช้ดุลพินิจในกรณีที่ความผิดที่กฎหมายกำหนด ให้ลงโทษจำคุกและปรับ ถ้าศาลเห็นสมควรก็อาจใช้ดุลพินิจลงโทษจำคุกจำเลยเพียงสถานเดียว โดยไม่ลงโทษปรับด้วยก็ได้ มิใช่เป็นบทบัญญัติที่กฎหมายบัญญัติเป็นบทความผิดและบทกำหนดโทษ ที่ศาลจะต้องระบุตาม ป.วิ.อ. มาตรา 186 (7) แม้ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ภาค 1 ลงโทษจำคุกจำเลยเพียงสถานเดียวโดยไม่ได้อ้าง ป.อ.มาตรา 20 ด้วย ก็ไม่เป็นเหตุให้คำพิพากษาศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ภาค 1 ไม่ชอบด้วย ป.วิ.อ. มาตรา 186 (7)

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83, 335 และให้จำเลยคืนหรือใช้ราคาทรัพย์ที่ยังไม่ได้คืนเป็นเงิน 7,400 บาท แก่ผู้เสียหาย

จำเลยให้การรับสารภาพ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 335 (1) (4) (7) วรรคสอง ประกอบมาตรา 83 จำคุก 3 ปี จำเลยให้การรับสารภาพเป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้กึ่งหนึ่งตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คงจำคุก 1 ปี 6 เดือน และให้จำเลยคืนหรือใช้ราคาทรัพย์ที่ยังไม่ได้คืนเป็นเงิน 7,400 บาท แก่ผู้เสียหาย

โจทก์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษายืน

โจทก์ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า มีปัญหาข้อกฎหมายต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ว่า ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ภาค 1 มิได้อ้างประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 20 ในคำพิพากษาด้วย คำพิพากษาศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ภาค 1 ชอบด้วยประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 186 (7) หรือไม่ เห็นว่า ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 20 เป็นบทบัญญัติที่ให้อำนาจศาลใช้ดุลพินิจในกรณีที่ความผิดที่กฎหมายกำหนดให้ลงโทษจำคุกและปรับ ถ้าศาลเห็นสมควรก็อาจใช้ดุลพินิจลงโทษจำคุกจำเลยเพียงสถานเดียว โดยไม่ลงโทษปรับด้วยก็ได้ มิใช่เป็นบทบัญญัติที่กฎหมายบัญญัติเป็นบทความผิดและบทกำหนดโทษ ที่ศาลจะต้องระบุตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 186 (7) แม้ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ภาค 1 ลงโทษจำคุกจำเลยเพียงสถานเดียวโดยไม่ได้อ้างประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 20 ด้วย ก็ไม่เป็นเหตุให้คำพิพากษาศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ภาค 1 ไม่ชอบด้วยประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 186 (7) ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษาชอบแล้ว ฎีกาของโจทก์ฟังไม่ขึ้น

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.อ. ม. 186 (7)
ป.อ. ม. 20
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการจังหวัดพระนครศรีอยุธยา
จำเลย — นายสามารถ ลำภา
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดพระนครศรีอยุธยา — นายมุนี คล้ายสังข์
ศาลอุทธรณ์ภาค 1 — นายวสันต์ ตรีสุวรรณ
ชื่อองค์คณะ
ไมตรี สุเทพากุล
เกษม เกษมปัญญา
โสฬส สุวรรณเนตร์
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3581/2557
#562705
เปิดฉบับเต็ม

หนังสือสัญญาเช่าตึกแถว ระบุว่าผู้เช่าจะไม่นำตึกแถวออกให้ผู้อื่นเช่าช่วงเว้นแต่จะได้รับความยินยอมเป็นหนังสือจากผู้ให้เช่า การนำตึกแถวดังกล่าวออกให้เช่าช่วงจึงต้องได้รับความยินยอมจากผู้เสียหายซึ่งเป็นผู้ให้เช่าเสียก่อน สัญญาเช่าช่วงระหว่าง ฉ. ผู้เช่ากับจำเลยและ ก. ไม่มีผลผูกพันผู้เสียหาย จำเลยและ ก. จึงอยู่ในตึกแถวดังกล่าวในฐานะเป็นบริวารของ ฉ. เมื่อจำเลยไม่ชำระค่าเช่าแก่ผู้เสียหายตามที่ตกลงไว้กับ ฉ. จำเลยตกเป็นฝ่ายผิดนัด ผู้ให้เช่ามีสิทธิยึดถือครอบครองตึกแถวและทรัพย์ในตึกแถวดังกล่าวได้ จำเลยจึงไม่มีสิทธิเข้าไปในตึกแถวที่เกิดเหตุได้อีก

บันทึกข้อตกลงประกอบการเช่า ข้อ 2. ระบุว่า "ทรัพย์สินใด ๆ ที่ผู้เช่าได้ก่อสร้างต่อเติมและตกแต่งตัวอาคารโดยเป็นค่าใช้จ่ายของผู้เช่าทั้งหมดนั้น ผู้เช่าตกลงยินยอมให้ตกเป็นกรรมสิทธิ์ของเจ้าของอาคารสถานที่ที่ให้เช่านั้นทันที รวมทั้งวัสดุอุปกรณ์และสิ่งของต่าง ๆ ที่ผู้เช่าต้องนำเข้าไว้ใช้ในกิจการร้านอาหารของผู้เช่าทั้งสิ้นนับแต่วันที่ได้นำเข้ามาในบ้านเช่า ยกเว้นตู้โค้กและแผงไฟชื่อป้ายหน้าร้านนอกตัวอาคาร" ซึ่ง ฉ. ย่อมต้องผูกพันตามข้อสัญญาดังกล่าว และถือได้ว่าทรัพย์ดังกล่าวเป็นทรัพย์ที่ ฉ. ในฐานะผู้เช่าต้องนำเข้าไว้ใช้ในกิจการร้านอาหารของ ฉ. ทั้งสิ้น ทรัพย์ดังกล่าวจึงตกเป็นกรรมสิทธิ์ของผู้เสียหายทันทีนับแต่วันที่นำเข้าไว้ในตึกแถว ฉ. จึงไม่มีกรรมสิทธิ์ในทรัพย์ดังกล่าวอีกต่อไป และไม่อาจโอนกรรมสิทธิ์ในทรัพย์ดังกล่าวให้แก่จำเลยและ ก. ได้

ตาม ป.อ. มาตรา 1 (4) บัญญัติว่า "เคหสถาน หมายความว่า ที่ซึ่งใช้เป็นที่อยู่อาศัย เช่น เรือน โรง เรือ หรือแพ ซึ่งคนอยู่อาศัย และให้หมายความรวมถึงบริเวณของที่ซึ่งใช้เป็นที่อยู่อาศัยนั้นด้วย จะมีรั้วล้อมหรือไม่ก็ตาม" ดังนั้น แม้ขณะเกิดเหตุตึกแถวดังกล่าวไม่มีคนอยู่อาศัย แต่โดยสภาพแล้วตึกแถวดังกล่าวเป็นที่ซึ่งใช้เป็นที่อยู่อาศัย จึงเป็นเคหสถาน การที่จำเลยกับพวกเข้าไปในตึกแถวโดยไม่ได้รับอนุญาตแล้วเอาทรัพย์ซึ่งตกเป็นกรรมสิทธิ์ของผู้เสียหายตามบันทึกข้อตกลงออกไปจากตึกแถวดังกล่าวโดยเจตนาทุจริต จึงเป็นความผิดฐานลักทรัพย์ในเคหสถาน

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83, 335, 336 ทวิ, 358, 362, 364, 365 ให้จำเลยคืนหรือใช้ราคาทรัพย์ที่ยังไม่ได้คืน จำนวน 45,200 บาท แก่ผู้เสียหาย

จำเลยให้การปฏิเสธ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 335 (3) (7) วรรคสอง, 336 ทวิ, 358, 362, 364, 365 (2) ประกอบมาตรา 83 การกระทำของจำเลยเป็นการกระทำอันเป็นกรรมเดียวเป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบท ให้ลงโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 335 (3) (7) วรรคสอง ประกอบมาตรา 336 ทวิ ซึ่งเป็นกฎหมายบทที่มีโทษหนักที่สุดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 จำคุก 3 ปี ให้จำเลยคืนหรือใช้ราคาทรัพย์ที่ยังไม่ได้คืนจำนวน 45,200 บาท แก่ผู้เสียหาย ส่วนข้อหาอื่นนอกจากนี้ให้ยก

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 5 พิพากษากลับ ให้ยกฟ้อง

โจทก์ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ว่า จำเลยกับพวกร่วมกันกระทำความผิด ตามคำพิพากษาศาลชั้นต้นหรือไม่ เห็นว่า พยานโจทก์ทั้งสองเบิกความมีรายละเอียดสอดคล้องเชื่อมโยงกันเป็นลำดับเหตุการณ์ ทั้งยังมีข้อสาระสำคัญตรงกับข้อเท็จจริงที่พยานทั้งสองให้การชั้นสอบสวนตามบันทึกคำให้การ จึงเชื่อว่าพยานทั้งสองเบิกความไปตามความจริง แม้จำเลยให้การปฏิเสธตลอดมา โดยอ้างว่าจำเลยมิใช่บริวารของนายฉลาด จำเลยเป็นเจ้าของทรัพย์ตามบัญชีทรัพย์ถูกประทุษร้าย มิได้งัดทำลายประตูเหล็กม้วนหน้าตึกแถวที่เกิดเหตุ และมิได้กระทำการใดอันเป็นการรบกวนการครอบครองอสังหาริมทรัพย์ของผู้เสียหายโดยปกติสุขก็ตาม แต่เมื่อหนังสือสัญญาเช่าตึกแถว ระบุว่าผู้เช่าจะไม่นำตึกแถวออกให้ผู้อื่นเช่าช่วงเว้นแต่จะได้รับความยินยอมเป็นหนังสือจากผู้ให้เช่า การนำตึกแถวดังกล่าวออกให้เช่าช่วงจึงต้องได้รับความยินยอมจากผู้เสียหายซึ่งเป็นผู้ให้เช่าเสียก่อน แต่เมื่อนายฉลาดเบิกความตอบทนายจำเลยถามค้านว่า จำเลยและนางสาวกัลย์สุดาจ่ายค่าเซ้งร้านให้พยานเป็นเงิน 80,000 บาท และเบิกความตอบโจทก์ถามติงว่า พยานไม่เคยแจ้งเรื่องข้อตกลงและเงินจำนวนดังกล่าวให้ผู้เสียหายทราบ จึงยังฟังไม่ได้ว่านายฉลาดนำตึกแถวออกให้เช่าช่วงโดยได้รับความยินยอมจากผู้เสียหาย สัญญาเช่าช่วงระหว่างนายฉลาดกับจำเลยและนางสาวกัลย์สุดาจึงไม่มีผลผูกพันผู้เสียหาย จำเลยและนางสาวกัลย์สุดาจึงอยู่ในตึกแถวดังกล่าวในฐานะเป็นบริวารของนายฉลาด และเมื่อจำเลยไม่ชำระค่าเช่าแก่ผู้เสียหายตามที่ตกลงไว้กับนายฉลาด จำเลยย่อมทราบดีว่าจำเลยตกเป็นฝ่ายผิดนัด ผู้ให้เช่ามีสิทธิยึดถือครอบครองตึกแถวและทรัพย์ในตึกแถวดังกล่าวได้ จำเลยจึงไม่มีสิทธิเข้าไปในตึกแถวที่เกิดเหตุได้อีก และเมื่อนายสมชายเบิกความว่า ไม่ทราบว่าจำเลยกับนางสาวกัลย์สุดาเข้าไปในตึกแถวที่เกิดเหตุได้อย่างไร รวมถึงเบิกความตอบทนายจำเลยถามค้านว่า ประตูเหล็กม้วนหน้าตึกแถวมีรอยงัด มีการถอดกุญแจออกตรงตามที่ปรากฏในภาพถ่าย การที่จำเลยเบิกความว่า นายสมชายซึ่งเป็นผู้ดูแลและถือกุญแจปิดเปิดประตูตึกแถวที่เกิดเหตุ เป็นผู้เปิดประตูตึกแถวดังกล่าวให้จำเลยและนางสาวกัลย์สุดากับพวกเข้าไปในตึกแถวดังกล่าวหลังจากที่ได้ตกลงเจรจาที่สถานีตำรวจให้นางสาวกัลย์สุดาขนของออกจากตึกแถวดังกล่าวได้แล้ว จึงขัดกับสภาพประตูเหล็กม้วนและข้อตกลงในสัญญา ไม่มีน้ำหนักรับฟัง และแม้นายฉลาดเบิกความว่า เงินค่าเซ้งดังกล่าวถือเป็นค่าทรัพย์ที่มีอยู่ในร้านเช่น ถ้วย ชาม โต๊ะ เก้าอี้ภายในร้านซึ่งมีอยู่ก่อนแล้วก็ตาม แต่เมื่อตามบันทึกข้อตกลงประกอบการเช่า ข้อ 2. ระบุว่า "ทรัพย์สินใด ๆ ที่ผู้เช่าได้ก่อสร้างต่อเติมและตกแต่งตัวอาคารโดยเป็นค่าใช้จ่ายของผู้เช่าทั้งหมดนั้น ผู้เช่าตกลงยินยอมให้ตกเป็นกรรมสิทธิ์ของเจ้าของอาคารสถานที่ที่ให้เช่านั้นทันที รวมทั้งวัสดุอุปกรณ์และสิ่งของต่าง ๆ ที่ผู้เช่าต้องนำเข้าไว้ใช้ในกิจการร้านอาหารของผู้เช่าทั้งสิ้นนับแต่วันที่ได้นำเข้ามาในบ้านเช่า ยกเว้นตู้โค้กและแผงไฟชื่อป้ายหน้าร้านนอกตัวอาคาร" ซึ่งนายฉลาดย่อมต้องผูกพันตามข้อสัญญาดังกล่าว และถือได้ว่าทรัพย์ดังกล่าวเป็นทรัพย์ที่นายฉลาดในฐานะผู้เช่าต้องนำเข้าไว้ใช้ในกิจการร้านอาหารของนายฉลาดทั้งสิ้น ทรัพย์ดังกล่าวจึงตกเป็นกรรมสิทธิ์ของผู้เสียหายทันทีนับแต่วันที่นำเข้าไว้ในตึกแถว นายฉลาดจึงไม่มีกรรมสิทธิ์ในทรัพย์ดังกล่าวอีกต่อไป และไม่อาจโอนกรรมสิทธิ์ในทรัพย์ดังกล่าวให้แก่จำเลยและนางสาวกัลย์สุดาได้ เมื่อจำเลยไม่มีพยานหลักฐานใดมานำสืบแสดงให้ปรากฏว่าทรัพย์ตามบัญชีทรัพย์ถูกประทุษร้าย เป็นทรัพย์ที่จำเลยและนางสาวกัลย์สุดาซื้อมาเพิ่มเติมหลังจากที่เข้าประกอบกิจการร้านอาหารต่อจากนายฉลาดแล้ว พยานหลักฐานของโจทก์จึงมีน้ำหนักมั่นคงรับฟังได้โดยปราศจากสงสัยว่าจำเลยร่วมกับพวกงัดประตูเหล็กม้วนหน้าตึกแถวที่เกิดเหตุ จนเป็นเหตุให้ประตูเหล็กม้วนดังกล่าวได้รับความเสียหาย และจำเลยเข้าไปในตึกแถวดังกล่าวโดยไม่ได้รับอนุญาต จึงเป็นการรบกวนการครอบครองอสังหาริมทรัพย์ของผู้เสียหายโดยปกติสุข รวมถึงการที่จำเลยกับพวกร่วมกันขนทรัพย์ตามบัญชีทรัพย์ถูกประทุษร้าย อันตกเป็นกรรมสิทธิ์ของผู้เสียหายแล้วออกไปจากตึกแถวดังกล่าว โดยเจตนาทุจริต การกระทำของจำเลยจึงเป็นความผิดตามที่ศาลชั้นต้นวินิจฉัย ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 5 พิพากษามานั้นศาลฎีกาไม่เห็นพ้องด้วย ฎีกาของโจทก์ฟังขึ้น

อนึ่ง ที่ศาลชั้นต้นวินิจฉัยว่า จำเลยกับพวกไม่มีความผิดฐานลักทรัพย์ในเคหสถานตามฟ้อง เนื่องจากอาคารตึกแถวที่พิพาทไม่มีคนเช่าและคนเฝ้าดูแล เพียงปิดล็อกไว้เท่านั้น อาคารตึกแถวดังกล่าวในขณะนั้นจึงไม่เป็นเคหสถานนั้น เห็นว่า ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 1 (4) บัญญัติว่า "เคหสถาน หมายความว่า ที่ซึ่งใช้เป็นที่อยู่อาศัย เช่น เรือน โรง เรือ หรือแพ ซึ่งคนอยู่อาศัย และให้หมายความรวมถึงบริเวณของที่ซึ่งใช้เป็นที่อยู่อาศัยนั้นด้วย จะมีรั้วล้อมหรือไม่ก็ตาม" ดังนั้น แม้ขณะนั้นตึกแถวที่เกิดเหตุไม่มีคนอยู่อาศัยก็ตาม แต่โดยสภาพแล้วตึกแถวดังกล่าวเป็นที่ซึ่งใช้เป็นที่อยู่อาศัยจึงเป็นเคหสถาน การที่จำเลยกับพวกเข้าไปในตึกแถวที่เกิดเหตุโดยไม่ได้รับอนุญาตแล้วลักทรัพย์ จึงเป็นการลักทรัพย์ในเคหสถาน และเป็นปัญหาข้อกฎหมายที่เกี่ยวกับความสงบเรียบร้อย แม้โจทก์ไม่ได้ฎีกา ศาลฎีกาก็มีอำนาจวินิจฉัยได้ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 195 วรรคสอง ประกอบมาตรา 225

พิพากษากลับว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 335 (3) (7) (8) วรรคสอง ประกอบมาตรา 336 ทวิ, 358, 365 (2) ประกอบมาตรา 362, 364, 83 การกระทำของจำเลยเป็นกรรมเดียวเป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบท ให้ลงโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 335 (3) (7) (8) วรรคสอง ประกอบมาตรา 336 ทวิ ซึ่งเป็นกฎหมายบทที่มีโทษหนักที่สุดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 จำคุก 3 ปี ให้จำเลยคืนหรือใช้ราคาทรัพย์ที่ยังไม่ได้คืนจำนวน 45,200 บาท แก่ผู้เสียหาย
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.อ. ม. 335 (3) ม. 335 (7) ม. 335 วรรคสอง ม. 336 ทวิ
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการจังหวัดลำปาง
จำเลย — นายจำรัส เขียวโสด
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดลำปาง — นายประวีณ จันทรบูรณ์
ศาลอุทธรณ์ภาค 5 — นายวิเศษ นิ่มกุล
ชื่อองค์คณะ
ประยูร ณ ระนอง
อุดม สิทธิวิรัชธรรม
ภาติยะ ดวงมณี
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3529 -ที่ 3530/2557
#571978
เปิดฉบับเต็ม

โจทก์ทั้งสองทำงานในตำแหน่งหัวหน้าหน่วยปฏิบัติการ ในคืนเกิดเหตุรถไถหายไป ด. พนักงานขับรถไถของจำเลยเข้างานช่วงเวลาเดียวกับโจทก์ทั้งสอง ด. จึงอยู่ใต้บังคับบัญชาของโจทก์ทั้งสอง ซึ่งจำเลยมีระเบียบเกี่ยวกับการทำงานว่า หัวหน้าหน่วยปฏิบัติการต้องปฏิบัติตามคำบรรยายลักษณะงานที่กำหนดหน้าที่ความรับผิดชอบ ในข้อ 3.6 ให้ต้องตรวจสอบการทำงานของช่างขับ (พนักงานขับรถ) ให้ปฏิบัติตามกฎของจำเลย โดยจะต้องนำรถไถเข้าไปจอดภายในโรงงาน และตามระเบียบปฏิบัติ ข้อ 14 ให้ติดตามการทำงานของช่างขับอย่างใกล้ชิด และข้อ 15 ให้ติดตามผลเป้าหมายงานทุก ๆ ชั่วโมง แม้ ด. จะละทิ้งหน้าที่ไปโดยไม่แจ้งให้โจทก์ทั้งสองทราบ หากโจทก์ทั้งสองยึดถือระเบียบการทำงานอย่างเคร่งครัด โจทก์ทั้งสองก็จะทราบในทันทีก่อนรถไถหายไปว่า ด. ไม่นำรถไถเข้าไปเก็บไว้ในโรงงาน การกระทำของโจทก์ทั้งสองถือได้ว่าเป็นการกระทำโดยประมาทเลินเล่อเป็นเหตุให้จำเลยได้รับความเสียหายอย่างร้ายแรง จำเลยจึงเลิกจ้างโจทก์ทั้งสองได้โดยไม่ต้องจ่ายค่าชดเชยตาม พ.ร.บ.คุ้มครองแรงงาน พ.ศ.2541 มาตรา 119 (3)

ฟ้องแย้งจำเลยขอให้โจทก์ทั้งสองชดใช้ค่าเสียหายอันเนื่องมาจากโจทก์ทั้งสองปฏิบัติหน้าที่ประมาทเลินเล่อทำให้จำเลยได้รับความเสียหาย เป็นการขอให้ศาลแรงงานภาค 2 พิพากษาให้โจทก์ทั้งสองชดใช้ค่าเสียหายตามสัญญาจ้างแรงงาน เมื่อศาลฎีกาเห็นว่าการกระทำของโจทก์ทั้งสองเป็นการประมาทเลินเล่อ เป็นเหตุให้จำเลยได้รับความเสียหายอย่างร้ายแรง จึงชอบที่จะกำหนดค่าเสียหายที่โจทก์ทั้งสองต้องรับผิดต่อจำเลย แต่การกำหนดค่าเสียหายดังกล่าวเป็นเรื่องดุลพินิจซึ่งเป็นข้อเท็จจริง ศาลฎีกาไม่อาจจะกระทำได้ ในปัญหานี้ศาลแรงงานภาค 2 ยังไม่ได้ฟังข้อเท็จจริงมาว่าโจทก์ทั้งสองก่อความเสียหายแก่จำเลยจำนวนคนละเท่าใด จึงต้องย้อนสำนวนไปให้ศาลแรงงานภาค 2 ฟังข้อเท็จจริงดังกล่าวเสียก่อน แล้วพิพากษาใหม่ตามรูปคดี

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
คดีทั้งสองสำนวนนี้ศาลแรงงานภาค 2 มีคำสั่งให้รวมพิจารณาเป็นคดีเดียวกันโดยให้เรียกโจทก์ว่าโจทก์ที่ 1 และโจทก์ที่ 2 ตามลำดับ

โจทก์ทั้งสองสำนวนฟ้องขอให้บังคับจำเลยจ่ายค่าจ้างสำหรับวันหยุดพักผ่อนประจำปีให้โจทก์ที่ 1 จำนวน 2,561.25 บาท โจทก์ที่ 2 จำนวน 2,136 บาท ค่าชดเชยให้โจทก์ที่ 1 จำนวน 102,450 บาท โจทก์ที่ 2 จำนวน 51,270 บาท สินจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้าให้โจทก์ที่ 1 จำนวน 12,635.50 บาท โจทก์ที่ 2 จำนวน 10,539 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 15 ต่อปี นับแต่วันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จ จ่ายค่าเสียหายจากการเลิกจ้างที่ไม่เป็นธรรมให้โจทก์ที่ 1 จำนวน 143,430 บาท โจทก์ที่ 2 จำนวน 34,180 บาท แจ้งสำนักงานประกันสังคมว่าจำเลยเลิกจ้างโจทก์ทั้งสองโดยไม่ได้กระทำผิด และให้จำเลยออกหนังสือรับรองการทำงานให้โจทก์ทั้งสอง

จำเลยทั้งสองสำนวนให้การและฟ้องแย้งขอให้ยกฟ้องและขอให้บังคับโจทก์ทั้งสองชดใช้ค่าเสียหายจำนวน 200,000 บาท ให้แก่จำเลยพร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 15 ต่อปี นับแต่วันฟ้องแย้งเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่จำเลย

โจทก์ทั้งสองสำนวนให้การแก้ฟ้องแย้งขอให้ยกฟ้องแย้ง

ศาลแรงงานภาค 2 พิพากษาให้จำเลยจ่ายค่าชดเชยให้โจทก์ที่ 1 เป็นจำนวน 102,450 บาท โจทก์ที่ 2 เป็นจำนวน 51,270 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 15 ต่อปี จากต้นเงินค่าชดเชยที่โจทก์ทั้งสองได้รับนับแต่วันฟ้อง (วันที่ 17 เมษายน 2551) เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระให้แก่โจทก์ทั้งสองเสร็จสิ้น ให้จำเลยมีหนังสือแจ้งให้สำนักงานประกันสังคมทราบว่าจำเลยเลิกจ้างโจทก์ทั้งสองโดยโจทก์ทั้งสองไม่ได้กระทำความผิด และให้จำเลยออกหนังสือรับรองการทำงานให้โจทก์ทั้งสอง คำขออื่นให้ยก กับยกฟ้องแย้งจำเลย

จำเลยทั้งสองสำนวนอุทธรณ์ต่อศาลฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีแรงงานวินิจฉัยว่า คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของจำเลยประการแรกว่า โจทก์ทั้งสองประมาทเลินเล่อเป็นเหตุให้จำเลยได้รับความเสียหายอย่างร้ายแรงหรือไม่ เห็นว่า โจทก์ทั้งสองทำงานในตำแหน่งหัวหน้าหน่วยปฏิบัติการ ในคืนเกิดเหตุรถไถหายไป นายดอกรักพนักงานขับรถไถของจำเลยเข้างานช่วงเวลาเดียวกับโจทก์ทั้งสอง นายดอกรักจึงอยู่ใต้บังคับบัญชาของโจทก์ทั้งสอง ซึ่งจำเลยมีระเบียบเกี่ยวกับการทำงานว่า โจทก์ทั้งสองที่เป็นหัวหน้าหน่วยปฏิบัติการ ต้องปฏิบัติตามคำบรรยายลักษณะงานที่กำหนดหน้าที่ความรับผิดชอบ ข้อ 3.6 ให้โจทก์ทั้งสองต้องตรวจสอบการทำงานของนายดอกรักซึ่งเป็นช่างขับให้ปฏิบัติตามกฎของจำเลย โดยนายดอกรักจะต้องนำรถไถเข้าไปจอดภายในโรงงาน และตามระเบียบปฏิบัติข้อ 14 ที่กำหนดให้โจทก์ทั้งสองติดตามการทำงานของช่างขับอย่างใกล้ชิด และข้อ 15 ให้ติดตามผลเป้าหมายงานทุก ๆ ชั่วโมง แม้นายดอกรักจะละทิ้งหน้าที่ไปโดยไม่แจ้งให้โจทก์ทั้งสองทราบหากโจทก์ทั้งสองยึดถือระเบียบการทำงานอย่างเคร่งครัด โจทก์ทั้งสองก็จะทราบในทันทีก่อนรถไถหายไปว่านายดอกรักไม่นำรถไถเข้าไปเก็บไว้ในโรงงาน การกระทำของโจทก์ทั้งสองถือได้ว่าเป็นการกระทำโดยประมาทเลินเล่อ ทำให้จำเลยเสียหายอย่างร้ายแรงแล้ว จำเลยจึงมีสิทธิเลิกจ้างโจทก์ทั้งสองได้โดยไม่ต้องจ่ายค่าชดเชยตามพระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน พ.ศ.2541 มาตรา 119 (3) ที่ศาลแรงงานภาค 2 พิพากษามานั้น ไม่ต้องด้วยความเห็นของศาลฎีกา อุทธรณ์ของจำเลยฟังขึ้น

มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของจำเลยประการต่อไปว่า โจทก์ทั้งสองต้องจ่ายค่าเสียหายตามฟ้องแย้งหรือไม่ เพียงใด เห็นว่า ตามฟ้องแย้งจำเลยขอให้โจทก์ทั้งสองชดใช้ค่าเสียหายอันเนื่องมาจากโจทก์ทั้งสองปฏิบัติหน้าที่ประมาทเลินเล่อทำให้จำเลยได้รับความเสียหาย เป็นการขอให้ศาลแรงงานภาค 2 พิพากษาให้โจทก์ทั้งสองชดใช้ค่าเสียหายตามสัญญาจ้างแรงงาน เมื่อศาลฎีกาเห็นว่าการกระทำของโจทก์ทั้งสองเป็นการประมาทเลินเล่อทำให้จำเลยได้รับความเสียหายอย่างร้ายแรง จึงชอบที่จะกำหนดค่าเสียหายที่โจทก์ทั้งสองต้องรับผิดต่อจำเลย แต่การกำหนดค่าเสียหายดังกล่าวเป็นเรื่องดุลพินิจซึ่งเป็นข้อเท็จจริง ศาลฎีกาไม่อาจจะกระทำได้ ในปัญหานี้ศาลแรงงานภาค 2 ยังไม่ได้ฟังข้อเท็จจริงมาว่าโจทก์ทั้งสองก่อความเสียหายแก่จำเลยจำนวนคนละเท่าใด จึงต้องย้อนสำนวนไปให้ศาลแรงงานภาค 2 ฟังข้อเท็จจริงดังกล่าวเสียก่อนแล้วพิพากษาใหม่ตามรูปคดี สำหรับอุทธรณ์ข้ออื่นของจำเลยไม่จำต้องวินิจฉัยเพราะไม่ทำให้ผลคดีเปลี่ยนแปลง

พิพากษาแก้เป็นว่า จำเลยไม่ต้องจ่ายค่าชดเชยพร้อมดอกเบี้ยแก่โจทก์ทั้งสองจำเลยไม่ต้องมีหนังสือถึงสำนักงานประกันสังคมแจ้งว่าจำเลยเลิกจ้างโจทก์ทั้งสองโดยโจทก์ทั้งสองไม่ได้กระทำความผิด และยกคำพิพากษาศาลแรงงานภาค 2 เฉพาะที่ให้ยกฟ้องแย้งของจำเลย โดยให้ศาลแรงงานภาค 2 ฟังข้อเท็จจริงเพิ่มเติมเฉพาะความเสียหายตามฟ้องแย้งดังกล่าวข้างต้น แล้วดำเนินการต่อไปตามพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงาน พ.ศ.2522 มาตรา 56 วรรคสองหรือวรรคสาม แล้วแต่กรณี นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลแรงงานภาค 2
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.คุ้มครองแรงงาน พ.ศ.2541 ม. 119 (3)
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นายสวิง ขาวใหม่ กับพวก
บริษัทไทยจักรกลแมชชินเนอรี่ จำกัด
จำเลย — หรือบริษัทไทยจักรกลแมชชีนเนอรี่ จำกัด
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลแรงงานภาค 2 — นายพันธ์เทพ เปรมประเสริฐสุข
ชื่อองค์คณะ
ธีระยุทธ ทรัพย์นภาพร
ชัยวัฒน์ เวียงธีรวัฒน์
ธีระพงศ์ จิระภาค
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3528/2557
#586551
เปิดฉบับเต็ม

ระยะเวลาฟ้องเพิกถอนคำสั่งของพนักงานตรวจแรงงานตาม พ.ร.บ.คุ้มครองแรงงาน พ.ศ.2541 มาตรา 125 วรรคหนึ่ง เป็นข้อกฎหมายเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชนที่ศาลมีอำนาจยกขึ้นวินิจฉัยได้เองตาม ป.วิ.พ. มาตรา 142 (5) ประกอบ พ.ร.บ.จัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงาน พ.ศ.2522 มาตรา 31 ไม่ใช่เรื่องการใช้สิทธิเรียกร้องเพื่อบังคับชำระหนี้ที่อยู่ในบังคับของ ป.พ.พ. บรรพ 1 ลักษณะ 6 อายุความ

ดอกเบี้ยของค่าชดเชยและดอกเบี้ยของค่าจ้างสำหรับวันหยุดพักผ่อนประจำปีเป็นหนี้อุปกรณ์ของค่าชดเชยและค่าจ้างสำหรับวันหยุดพักผ่อนประจำปี เมื่อจำเลยที่ 1 มีคำสั่งพนักงานตรวจแรงงานโดยไม่กล่าวถึงดอกเบี้ย จำเลยร่วม (ลูกจ้าง) ต้องนำคดีไปสู่ศาลภายใน 30 วัน นับแต่วันทราบคำสั่งตาม พ.ร.บ.คุ้มครองแรงงาน พ.ศ.2541 มาตรา 125 วรรคหนึ่ง เช่นเดียวกับค่าชดเชยและค่าจ้างสำหรับวันหยุดพักผ่อนประจำปีอันเป็นหนี้ประธาน

เงินบำเหน็จและเงินรางวัลประจำปีไม่ใช่เงินอย่างใดอย่างหนึ่งตาม พ.ร.บ.คุ้มครองแรงงาน พ.ศ.2541 มาตรา 123 วรรคหนึ่ง ที่พนักงานตรวจแรงงานมีอำนาจวินิจฉัยออกคำสั่งให้นายจ้างจ่ายให้แก่ลูกจ้างตามมาตรา 124 วรรคหนึ่ง ลูกจ้างฟ้องศาลได้ภายในกำหนดอายุความ ไม่อยู่ภายใต้กำหนดเวลาที่จะต้องฟ้องเพิกถอนคำสั่งพนักงานตรวจแรงงานภายใน 30 วัน ตามมาตรา 125 วรรคหนึ่ง

โจทก์ทั้งสอง (นายจ้าง) ฟ้องเพิกถอนคำสั่งของจำเลยที่ 1 อ้างเหตุว่าคำสั่งนั้นไม่ถูกต้อง จำเลยร่วม (ลูกจ้าง) ฟ้องแย้งขอให้โจทก์ทั้งสองจ่ายเงินรางวัลประจำปีให้แก่ตน เป็นฟ้องแย้งที่ไม่เกี่ยวกับฟ้องเดิม

โจทก์ทั้งสองเป็นผู้ให้ ก.พนักงานของโจทก์ที่ 1 ไปรับคำสั่งจากจำเลยที่ 1 โจทก์ทั้งสองย่อมทราบดีว่ามีคำสั่งของจำเลยที่ 1 มาถึงตน การที่ ก. รับคำสั่งจากจำเลยที่ 1 ในวันที่ 15 พฤษภาคม 2549 แต่เจ้าหน้าที่ของโจทก์ที่ 1 ลงทะเบียนรับคำสั่งในวันที่ 17 พฤษภาคม 2549 โจทก์ทั้งสองไม่อาจนำเหตุที่เจ้าหน้าที่นำคำสั่งมามอบให้ล่าช้าโดยไม่ปรากฏเหตุจำเป็นอื่นมาเป็นเหตุปฏิเสธว่าไม่ทราบคำสั่งของจำเลยที่ 1 กรณีถือว่าโจทก์ทั้งสองทราบคำสั่งของจำเลยที่ 1 ตั้งแต่วันที่ 15 พฤษภาคม 2549 แล้ว โจทก์ทั้งสองฟ้องคดีวันที่ 16 มิถุนายน 2549 จึงเกินกำหนด 30 วัน นับแต่วันทราบคำสั่งของจำเลยที่ 1

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ทั้งสองฟ้องขอให้เพิกถอนคำสั่งของจำเลยที่ 1 ที่ 56/2549 ระหว่างนายวันชัย ผู้ยื่นคำร้อง กับสหกรณ์ออมทรัพย์พนักงานบริษัท การบินไทย จำกัด นายจ้าง ฉบับลงวันที่ 7 พฤษภาคม 2549

จำเลยทั้งสองให้การขอให้ยกฟ้อง

ระหว่างพิจารณานายวันชัย ยื่นคำร้องขอเข้าเป็นจำเลยร่วม โดยให้การและฟ้องแย้งรวมทั้งแก้ไขคำให้การและฟ้องแย้งว่า คำสั่งของจำเลยที่ 1 ชอบด้วยข้อเท็จจริงและข้อกฎหมายแล้ว แต่คำสั่งของจำเลยที่ 1 ที่สั่งให้โจทก์ที่ 1 จ่ายค่าชดเชย จำนวน 365,732 บาท และค่าจ้างสำหรับวันหยุดพักผ่อนประจำปี 168,069 บาท รวมเป็นเงิน 533,801 บาท ให้แก่จำเลยร่วมยังไม่ครบถ้วน โจทก์ที่ 1 จะต้องจ่ายดอกเบี้ยร้อยละ 15 ต่อปี นับแต่วันที่ 1 กุมภาพันธ์ 2549 ของค่าชดเชย 365,732 บาท และดอกเบี้ยร้อยละ 15 ต่อปี นับแต่วันที่ 4 มกราคม 2549 ของค่าจ้างสำหรับวันหยุดพักผ่อนประจำปีจำนวน 168,069 บาท เงินบำเหน็จ 576,856 บาท พร้อมดอกเบี้ยร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันฟ้องจนกว่าจะชำระครบถ้วน กับโจทก์ที่ 1 จะต้องจ่ายค่าจ้างที่ค้างชำระในส่วนเงินรางวัลประจำปีส่วนที่ยังขาดจำนวน 47,232 บาท พร้อมดอกเบี้ยร้อยละ 15 ต่อปี นับแต่วันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จแก่จำเลยร่วมอีกด้วย

โจทก์ทั้งสองให้การแก้ฟ้องแย้งของจำเลยร่วมขอให้ยกคำร้องสอดขอเข้าเป็นจำเลยร่วมและฟ้องแย้งของจำเลยร่วม

ระหว่างพิจารณาโจทก์ทั้งสองแถลงขอถอนฟ้องจำเลยที่ 2 ศาลแรงงานกลางมีคำสั่งอนุญาต

ศาลแรงงานกลางพิพากษายกฟ้องโจทก์ทั้งสองและยกคำร้องสอดและฟ้องแย้งของจำเลยร่วม

จำเลยร่วมและโจทก์ทั้งสองอุทธรณ์ต่อศาลฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีแรงงานวินิจฉัยว่า คดีมีปัญหาวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของจำเลยร่วมประการแรกว่า ศาลแรงงานกลางมีอำนาจหยิบข้อเท็จจริงที่ว่าจำเลยร่วมทราบคำสั่งของจำเลยที่ 1 แล้วไม่ฟ้องเพิกถอนคำสั่งดังกล่าวภายใน 30 วัน ขึ้นวินิจฉัยเองโดยที่โจทก์ทั้งสองมิได้ให้การต่อสู้ไว้ในคำให้การแก้ฟ้องแย้งได้หรือไม่ เห็นว่า ระยะเวลาในการฟ้องเพิกถอนคำสั่งของพนักงานตรวจแรงงานนั้นเป็นไปตามพระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน พ.ศ.2541 มาตรา 125 ซึ่งเป็นกฎหมายมหาชน ที่ให้อำนาจเจ้าหน้าที่ของรัฐในอันจะบังคับใช้กฎหมายคุ้มครองแรงงานให้เป็นไปอย่างรวดเร็วและมีประสิทธิภาพเพื่อให้ลูกจ้างได้รับความคุ้มครองอย่างเป็นธรรมในขณะที่นายจ้างสามารถประกอบกิจการหรือดำเนินธุรกิจต่อไปได้อย่างต่อเนื่อง ข้อพิพาทระหว่างนายจ้างและลูกจ้างมีข้อยุติโดยเร็ว เพื่อไม่ให้เกิดผลกระทบต่อการผลิตและเศรษฐกิจของสังคมส่วนรวม เงื่อนไขการนำคดีมาสู่ศาลในกรณีดังกล่าวมิใช่เรื่องการใช้สิทธิเรียกร้องเพื่อการบังคับชำระหนี้ตามมูลหนี้ที่เกิดขึ้นตามกฎหมาย สัญญา หรือละเมิด ที่อยู่ภายใต้บังคับของบทบัญญัติตามประมวลกฎหมายแพ่งพาณิชย์ ลักษณะ 6 ว่าด้วยเรื่องอายุความทั่วไป ซึ่งห้ามมิให้ศาลอ้างเอาอายุความมาเป็นเหตุยกฟ้องหากคู่กรณีมิได้ยกอายุความขึ้นเป็นข้อต่อสู้ทั้งกำหนดระยะเวลาตามมาตรา 125 เป็นข้อกฎหมายที่เกี่ยวกับความสงบเรียบร้อยของประชาชนที่ศาลมีอำนาจยกขึ้นวินิจฉัยได้เองตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 142 (5) ประกอบพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงาน พ.ศ.2522 มาตรา 31 อุทธรณ์ของจำเลยร่วมข้อนี้ฟังไม่ขึ้น

จำเลยร่วมอุทธรณ์ประการต่อไปว่า ดอกเบี้ยของค่าชดเชยและของค่าจ้างสำหรับวันหยุดพักผ่อนประจำปี จำเลยร่วมไม่ประสงค์ให้จำเลยที่ 1 พิจารณาออกคำสั่ง แต่ต้องการฟ้องเอง จึงไม่อยู่ในบังคับของพระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน พ.ศ.2541 มาตรา 125 ที่ต้องนำคดีมาฟ้องศาลภายใน 30 วัน นับแต่ทราบคำสั่ง ส่วนเงินบำเหน็จ เงินรางวัลประจำปี ไม่อยู่ในอำนาจของพนักงานตรวจแรงงานจะสั่งได้ตามพระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน พ.ศ.2541 นั้น เห็นว่า สำหรับดอกเบี้ยของค่าชดเชยและดอกเบี้ยของค่าจ้างสำหรับวันหยุดพักผ่อนประจำปีที่จำเลยร่วมอ้างว่ามีสิทธิได้รับจากโจทก์ที่ 1 นั้น เป็นหนี้อุปกรณ์ของหนี้ค่าชดเชยและค่าจ้างสำหรับวันหยุดพักผ่อนประจำปีที่จำเลยร่วมสามารถเรียกร้องเอาจากโจทก์ที่ 1 ได้พร้อมกับการเรียกเอาหนี้อันเป็นประธานในการยื่นคำร้องต่อพนักงานตรวจแรงงาน ซึ่งจำเลยร่วมทราบดีอยู่แล้วว่าตนเองมีสิทธิเรียกร้องหรือไม่ และเมื่อพนักงานตรวจแรงงานมีคำสั่งโดยไม่กล่าวถึงดอกเบี้ย หากจำเลยร่วมไม่พอใจก็ต้องนำคดีไปสู่ศาลภายในระยะเวลาเดียวกับเรื่องค่าชดเชยและค่าจ้างสำหรับวันหยุดพักผ่อนประจำปีอันเป็นหนี้ประธาน คือใน 30วัน นับแต่วันทราบคำสั่งตามพระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน พ.ศ.2541 มาตรา125 วรรคหนึ่ง ที่จำเลยร่วมอ้างว่าไม่ประสงค์ให้พนักงานเจ้าหน้าที่ดำเนินการให้ และต้องการเรียกร้องเอาจากโจทก์ที่ 1 เอง จึงไม่อยู่ในบังคับของมาตรา 125 วรรคหนึ่ง แห่งพระราชบัญญัติดังกล่าวนั้น ฟังไม่ขึ้น

ส่วนเงินบำเหน็จและเงินรางวัลประจำปีนั้น เห็นว่า เงินดังกล่าวเป็นสิทธิเป็นประโยชน์ของลูกจ้างที่อาจเกิดขึ้นตามข้อตกลงในสัญญาจ้างแรงงาน หรืออาจเกิดจากข้อตกลงเกี่ยวกับสภาพการจ้างจึงมิใช่เงินอย่างใดอย่างหนึ่งตามพระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน พ.ศ.2541 ที่พนักงานตรวจแรงงานจะมีอำนาจวินิจฉัยและออกคำสั่งให้นายจ้างจ่ายเงินนั้นให้แก่ลูกจ้างตามมาตรา 123 และ 124 ลูกจ้างจึงมีสิทธิจะฟ้องศาลเพื่อบังคับตามสิทธิเรียกร้องดังกล่าวได้ภายในอายุความของสิทธิเรียกร้องดังกล่าว โดยไม่อยู่ภายใต้กำหนดเวลาที่จะต้องฟ้องเพิกถอนคำสั่งพนักงานตรวจแรงงานภายใน 30 วัน ตามมาตรา 125 วรรคหนึ่ง แต่อย่างไรก็ดีเมื่อคดีนี้โจทก์ทั้งสองฟ้องขอเพิกถอนคำสั่งของจำเลยที่ 1 ในฐานะพนักงานตรวจแรงงาน โดยอ้างเหตุว่าคำสั่งของจำเลยที่ 1 ไม่ถูกต้อง โจทก์ทั้งสองไม่เห็นด้วยกับคำสั่งของจำเลยที่ 1 การที่จำเลยร่วมฟ้องแย้งเข้ามาในคดีนี้เพื่อขอให้โจทก์ทั้งสองซึ่งเป็นนายจ้างจ่ายเงินรางวัลประจำปีให้แก่ตน จึงเป็นฟ้องแย้งที่ไม่เกี่ยวกับฟ้องเดิมที่ศาลแรงงานกลางไม่รับฟ้องแย้งของจำเลยร่วมในเรื่องเงินบำเหน็จและเงินรางวัลประจำปีไว้พิจารณา ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย อุทธรณ์ของจำเลยร่วมข้อนี้ฟังไม่ขึ้นเช่นกัน

มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของโจทก์ทั้งสองว่า โจทก์ทั้งสองนำคดีมาฟ้องศาลภายใน 30 วัน นับแต่ทราบคำสั่งของพนักงานตรวจแรงงานหรือไม่ ข้อเท็จจริงรับฟังได้ตามที่ศาลแรงงานกลางบันทึกคำแถลงของนายกิตติพงศ์ไว้ว่า โจทก์ทั้งสองส่งนายกิตติพงศ์ซึ่งมีตำแหน่งเป็นเจ้าหน้าที่ธุรการบริการไปรับคำสั่งจากจำเลยที่ 1 เมื่อวันที่ 15 พฤษภาคม 2549 นายกิตติพงศ์นำคำสั่งถึงจำเลยร่วมไปมอบให้แก่จำเลยร่วมในวันนั้น ส่วนคำสั่งถึงโจทก์ทั้งสอง นายกิตติพงศ์กลับมาที่ทำการของโจทก์ที่ 1 เป็นเวลา 16 นาฬิกาเศษ หมดเวลาทำงานแล้วจึงเก็บเอกสารไว้มอบให้เจ้าหน้าที่รับส่งเอกสารของโจทก์ที่ 1 ในตอนเช้าวันรุ่งขึ้นปรากฏว่าเอกสารดังกล่าวมีการลงรับในวันที่ 17 พฤษภาคม 2549 เวลา 9.50 นาฬิกา เห็นว่า โจทก์ทั้งสองเป็นผู้มอบให้นายกิตติพงศ์ซึ่งเป็นพนักงานของโจทก์ที่ 1 ไปรับเอกสารหรือคำสั่งจากจำเลยที่ 1 โจทก์ทั้งสองย่อมทราบดีว่าจะมีเอกสารหรือคำสั่งของจำเลยที่ 1 มาถึงตน โจทก์ทั้งสองจึงควรที่จะต้องทวงถามเพื่อให้ได้มาซึ่งคำสั่งนั้นเพื่อดำเนินการต่อไปภายในเวลาที่กฎหมายกำหนดโดยเร็ว การที่นายกิตติพงศ์รับคำสั่งจากจำเลยที่ 1 ไปตั้งแต่วันที่ 15 พฤษภาคม 2549 แม้จะปรากฏว่าเจ้าหน้าที่รับส่งเอกสารของโจทก์ที่ 1 ลงทะเบียนรับคำสั่งไว้ในวันที่ 17 พฤษภาคม 2549 โจทก์ทั้งสองก็ไม่อาจนำเหตุที่เจ้าหน้าที่ของโจทก์ทั้งสองนำคำสั่งของจำเลยที่ 1 มามอบให้ล่าช้าเองโดยไม่ปรากฏเหตุจำเป็นอื่นมาเป็นเหตุที่จะปฏิเสธว่าตนไม่ทราบคำสั่งของจำเลยที่ 1 นั้นได้ กรณีจึงถือว่าโจทก์ทั้งสองทราบคำสั่งของจำเลยที่ 1 ตั้งแต่วันที่ 15 พฤษภาคม 2549 แล้ว เมื่อโจทก์ทั้งสองนำคดีมาฟ้องศาลในวันที่ 16 มิถุนายน 2549 จึงเป็นการฟ้องคดีเกินกว่า 30 วัน นับแต่วันทราบคำสั่ง อุทธรณ์ของโจทก์ทั้งสองในข้อนี้ฟังไม่ขึ้น

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ. ม. 125 (5) ม. 177 วรรคสาม
ป.พ.พ. ม. 193/9
พ.ร.บ.คุ้มครองแรงงาน พ.ศ.2541 ม. 123 วรรคหนึ่ง ม. 124 วรรคหนึ่ง ม. 125 วรรคหนึ่ง
พ.ร.บ.จัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงาน พ.ศ.2522 ม. 31
ชื่อคู่ความ
สหกรณ์ออมทรัพย์พนักงานบริษัทการบินไทย
โจทก์ — จำกัด กับพวก
นายบรรจง แก้วลอดหล้า ในฐานะ
จำเลย — พนักงานตรวจแรงงาน กับพวก
จำเลยร่วม — นายวันชัย ลพางกรู
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลแรงงานกลาง — นายสมจิตร ทองประดับ
ชื่อองค์คณะ
ธีระพงศ์ จิระภาค
ชัยวัฒน์ เวียงธีรวัฒน์
วิรุฬห์ แสงเทียน
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา