คำพิพากษา คำสั่งคำร้องและคำวินิจฉัยศาลฎีกา

ทั้งหมด 133,243 รายการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 5010/2557
#562665
เปิดฉบับเต็ม

การลงลายมือชื่อในสัญญาเช่าซื้อรถยนต์ โจทก์อาจลงลายมือชื่อโดยกรรมการของโจทก์ตามที่ได้กำหนดในหนังสือรับรองของโจทก์หรือโจทก์อาจมอบอำนาจให้บุคคลอื่นลงลายมือชื่อทำสัญญาแทนได้ โจทก์ฟ้องว่าจำเลยที่ 1 ทำสัญญาเช่าซื้อรถกับโจทก์แล้วผิดสัญญา โจทก์สามารถนำสืบได้ว่าโจทก์มอบอำนาจให้ผู้ที่ลงลายมือชื่อในสัญญาเช่าซื้อนั้นทำสัญญาเช่าซื้อรถยนต์แทนโจทก์ ไม่เป็นการนำสืบนอกฟ้อง

แม้เนื้อหาของหนังสือแจ้งให้สิทธิซื้อรถยนต์ไม่มีข้อความว่าเพื่อให้ผู้เช่าซื้อใช้สิทธิซื้อได้ตามมูลหนี้ส่วนที่ขาดอยู่ตามสัญญาเช่าซื้อ แต่ก็ไม่พอที่จะถือว่าโจทก์ใช้สิทธิโดยไม่สุจริต

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยทั้งสองร่วมกันชำระเงิน 204,368 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 15 ต่อปี ของต้นเงินดังกล่าวนับถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์

จำเลยทั้งสองให้การขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยทั้งสองร่วมกันชำระเงิน 87,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงินจำนวนดังกล่าวนับแต่วันฟ้อง (ฟ้องวันที่ 21 พฤษภาคม 2550) เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ กับให้จำเลยทั้งสองร่วมกันใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ โดยกำหนดค่าทนายความ 1,200 บาท

จำเลยทั้งสองอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 4 พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมในชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ

จำเลยทั้งสองฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีพาณิชย์และเศรษฐกิจวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงเบื้องต้นฟังเป็นยุติว่า เมื่อวันที่ 25 พฤษภาคม 2547 จำเลยที่ 1 ทำสัญญาเช่าซื้อรถยนต์เลขทะเบียน บจ 7612 หนองคาย จากโจทก์ ราคา 544,200 บาท ผ่อนชำระเป็นงวดรายเดือน 60 งวด เดือนละ 9,070 บาท ชำระงวดแรกวันที่ 5 กรกฎาคม 2547 งวดต่อไปชำระภายในวันที่ 5 ของเดือนถัดไปจนกว่าจะครบ ตามสัญญาเช่าซื้อรถยนต์ จำเลยที่ 2 ทำสัญญาค้ำประกันโดยยอมรับผิดอย่างลูกหนี้ร่วม หลังทำสัญญาเช่าซื้อจำเลยที่ 1 ชำระค่าเช่าซื้อ 7 งวด แล้วผิดนัดชำระค่าเช่าซื้อวันที่ 13 มิถุนายน 2548 โจทก์ติดตามยึดรถยนต์ที่เช่าซื้อกลับคืน โจทก์มีหนังสือแจ้งให้สิทธิซื้อรถยนต์ลงวันที่ 13 มิถุนายน 2548 ตามหนังสือแจ้งให้สิทธิซื้อรถยนต์ (ตรงกับเอกสารท้ายฟ้องหมายเลข 6) ไปยังจำเลยทั้งสอง จำเลยที่ 1 ได้รับแล้ว ต่อมาวันที่ 20 สิงหาคม 2548 โจทก์ประมูลขายทอดตลาดได้เงิน 280,000 บาท ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยทั้งสองร่วมกันรับผิดชำระค่าเสียหายเป็นค่าขาดประโยชน์จากการใช้รถยนต์ที่เช่าซื้อ 12,000 บาท และค่าราคารถยนต์ที่เช่าซื้อส่วนที่ขาดอยู่ 75,000 บาท รวม 87,000 บาท ศาลอุทธรณ์ภาค 4 พิพากษายืน

ปัญหาตามฎีกาของจำเลยทั้งสองข้อแรกมีว่า การที่โจทก์ไม่ได้บรรยายฟ้องว่า ผู้ที่ลงลายมือชื่อในสัญญาเช่าซื้อรถยนต์ช่องเจ้าของซึ่งเป็นผู้ให้เช่าซื้อได้รับมอบอำนาจให้ทำการแทนโจทก์ แต่โจทก์นำพยานเข้าสืบว่าผู้ที่ลงลายมือชื่อดังกล่าวได้รับมอบอำนาจจากโจทก์ให้ลงลายมือชื่อโดยชอบแล้ว เป็นการนำสืบนอกฟ้องหรือไม่นั้น เห็นว่า การลงลายมือชื่อในสัญญาเช่าซื้อรถยนต์ดังกล่าวโจทก์อาจลงลายมือชื่อโดยกรรมการของโจทก์ตามที่ได้กำหนดในหนังสือรับรองของโจทก์หรือโจทก์อาจมอบอำนาจให้บุคคลอื่นลงลายมือชื่อทำสัญญาแทนได้ โจทก์ฟ้องว่าจำเลยที่ 1 ทำสัญญาเช่าซื้อรถยนต์กับโจทก์แล้วผิดสัญญา โจทก์สามารถนำสืบได้ว่าโจทก์มอบอำนาจให้ผู้ที่ลงลายมือชื่อในสัญญาเช่าซื้อรถยนต์นั้นทำสัญญาเช่าซื้อรถยนต์แทนโจทก์ ไม่เป็นการนำสืบนอกฟ้อง

มีปัญหาวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยทั้งสองข้อต่อไปว่า ตามหนังสือแจ้งให้สิทธิซื้อรถยนต์ ที่โจทก์แจ้งไปยังจำเลยทั้งสองก่อนนำรถยนต์ที่เช่าซื้อประมูลขายทอดตลาด ซึ่งจำเลยที่ 1 ได้รับหนังสือแล้ว มีข้อความที่ถือได้ว่าโจทก์ใช้สิทธิโดยไม่สุจริตหรือไม่ ในปัญหานี้จำเลยที่ 1 ฎีกาว่า ตามประกาศคณะกรรมการว่าด้วยสัญญา เรื่อง ให้ธุรกิจให้เช่าซื้อรถยนต์และรถจักรยานยนต์เป็นธุรกิจที่ควบคุมสัญญา พ.ศ.2543 มีข้อความระบุไว้ในข้อ 3 (5) ว่า เมื่อผู้ให้เช่าซื้อบอกเลิกสัญญาเช่าซื้อและกลับเข้าครอบครองรถยนต์หรือรถจักรยานยนต์ที่ให้เช่าซื้อ เพื่อนำออกขายให้แก่บุคคลอื่น ก. ก่อนขายให้แก่บุคคลอื่นผู้ให้เช่าซื้อต้องแจ้งล่วงหน้าให้ผู้เช่าซื้อทราบเป็นหนังสือไม่น้อยกว่า 7 วัน เพื่อให้ผู้เช่าซื้อใช้สิทธิซื้อได้ตามมูลหนี้ส่วนที่ขาดอยู่ตามสัญญาเช่าซื้อ และตามสัญญาเช่าซื้อรถยนต์ ข้อ 11 ตอนท้ายก็มีข้อความระบุว่า ในกรณีที่เจ้าของ (ผู้ให้เช่าซื้อ) บอกเลิกสัญญาและกลับเข้าครอบครองรถ เจ้าของจะแจ้งเป็นหนังสือให้ผู้เช่าซื้อใช้สิทธิซื้อรถในราคาเท่ากับจำนวนหนี้คงค้างชำระตามสัญญานี้ โดยให้เวลาไม่น้อยกว่า 7 วัน แต่เนื้อหาตามหนังสือแจ้งให้สิทธิซื้อรถยนต์ ไม่มีข้อความว่าให้ผู้เช่าซื้อใช้สิทธิซื้อได้ตามมูลหนี้ส่วนที่ขาดอยู่ตามสัญญาเช่าซื้อดังข้อความตามประกาศและสัญญาเช่าซื้อรถยนต์ดังกล่าวเป็นการใช้สิทธิโดยไม่สุจริตนั้น เห็นว่า ตามคำให้การของจำเลยทั้งสองถือได้ว่าจำเลยทั้งสองให้การถึงปัญหาตามฎีกาข้อนี้ด้วยแล้ว ตามหนังสือแจ้งให้สิทธิซื้อรถยนต์ ระบุที่หัวหนังสือชัดเจนว่า หนังสือแจ้งให้สิทธิซื้อรถยนต์ เนื้อหาของหนังสือระบุว่า บัดนี้ บริษัท (โจทก์) มีความประสงค์จะนำรถยนต์ที่เช่าซื้อออกขายแก่บุคคลอื่น และเพื่อเป็นการปฏิบัติตามข้อ 3 (5) ของประกาศคณะกรรมการว่าด้วยสัญญา เรื่อง ให้ธุรกิจให้เช่าซื้อรถยนต์และรถจักรยานยนต์เป็นธุรกิจที่ควบคุมสัญญา พ.ศ.2543 โดยหนังสือฉบับนี้ บริษัทจึงขอแจ้งมายังผู้เช่าซื้อ หากบริษัทได้นำรถยนต์ออกขายทอดตลาดหรือขายโดยการประมูลแล้ว ได้ราคาน้อยกว่าจำนวนหนี้ที่ค้างชำระตามสัญญาเช่าซื้อผู้เช่าซื้อและหรือผู้ค้ำประกันยังคงต้องรับผิดชอบในส่วนหนี้ที่ยังขาดอยู่นั้น แต่หากได้ราคาเกินกว่าจำนวนหนี้ที่ค้างชำระตามสัญญาเช่าซื้อ บริษัทจะคืนเงินส่วนเกินนั้นให้แก่ผู้เช่าซื้อ ทั้งนี้ผู้เช่าซื้อจะต้องเป็นผู้รับภาระค่าใช้จ่ายทั้งหมดในการขายทอดตลาดหรือขายโดยการประมูลรถยนต์ฯ จึงเรียนมาเพื่อทราบ

แม้เนื้อหาของหนังสือไม่มีข้อความว่า เพื่อให้ผู้เช่าซื้อใช้สิทธิซื้อได้ตามมูลหนี้ส่วนที่ขาดอยู่ตามสัญญาเช่าซื้อ แต่ก็ไม่พอที่จะถือว่าโจทก์ใช้สิทธิโดยไม่สุจริต ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 4 พิพากษาให้จำเลยทั้งสองรับผิดมานั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาของจำเลยทั้งสองในข้อนี้ฟังไม่ขึ้น

พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ. ม. 85 ม. 183
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — บริษัททุนธนชาต จำกัด (มหาชน)
จำเลย — นายวรพจน์ เหล่าชุมพล กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลแขวงขอนแก่น — นายสวัสดิ์วงศ์ กุลโมรานนท์
ศาลอุทธรณ์ภาค 4 — นายเอกศักดิ์ ยันตรปกรณ์
ชื่อองค์คณะ
ประทีป ดุลพินิจธรรมา
วีระวัฒน์ ปวราจารย์
วิรุฬห์ แสงเทียน
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 5002/2557
#579700
เปิดฉบับเต็ม

วันที่อาจบังคับสิทธิเรียกร้องกรณีผู้ให้เช่าซื้อเรียกให้ผู้เช่าซื้อชดใช้ค่าขาดราคาและค่าขาดประโยชน์จากการใช้รถกรณีผู้เช่าซื้อประพฤติผิดสัญญาตาม ป.พ.พ. มาตรา 193/12 เริ่มนับเมื่อสัญญาเช่าซื้อสิ้นสุดลง มิใช่นับแต่วันที่ผู้ให้เช่าซื้อทราบถึงจำนวนค่าเสียหายเมื่อนำรถที่เช่าซื้อออกขายทอดตลาด

ค่าขาดราคารถที่เช่าซื้อ และค่าขาดประโยชน์กฎหมายมิได้บัญญัติกำหนดอายุความไว้โดยเฉพาะ จึงต้องใช้อายุความทั่วไป 10 ปี ตาม ป.พ.พ. มาตรา 193/30

ตาม ป.พ.พ. มาตรา 1754 วรรคสาม ที่บัญญัติห้ามมิให้เจ้าหนี้ฟ้องร้องบังคับตามสิทธิเรียกร้องอันมีต่อเจ้าหนี้มรดกเมื่อพ้นกำหนดหนึ่งปีนับแต่เมื่อเจ้าหนี้ได้รู้หรือควรได้รู้ถึงความตายของเจ้ามรดกกรณีที่ผู้เช่าซื้อเป็นลูกหนี้แห่งสิทธิเรียกร้องนั้น เมื่อโจทก์ผู้ให้เช่าซื้อรู้ถึงความตายของผู้เช่าซื้อแล้วตั้งแต่วันที่ 1 กันยายน 2548 ย่อมต้องอยู่ภายใต้บัญญัติดังกล่าว ที่โจทก์ต้องฟ้องเรียกค่าขาดราคาและค่าขาดประโยชน์จากการใช้รถที่เช่าซื้อภายในหนึ่งปีนับแต่วันที่รู้ถึงความตายดังกล่าว หรือภายในสิบปีนับแต่ผู้เช่าซื้อถึงแก่ความตายตาม ป.พ.พ. มาตรา 1754 วรรคสี่ เมื่อโจทก์มิได้ใช้สิทธิเรียกในกำหนดเวลาดังกล่าว ที่ศาลล่างทั้งสองพิพากษายกฟ้องมานั้น ชอบแล้ว

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องและแก้ไขคำฟ้องขอให้บังคับจำเลยทั้งสองร่วมกันชำระเงิน 258,359.90 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 15 ต่อปี ของต้นเงินดังกล่าว นับแต่วันถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์

จำเลยทั้งสองให้การขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง ค่าฤชาธรรมเนียมให้เป็นพับ

โจทก์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ

โจทก์ฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีพาณิชย์และเศรษฐกิจวินิจฉัยว่าข้อเท็จจริงยุติโดยคู่ความมิได้โต้เถียงกันในชั้นนี้ว่า วันที่ 10 มิถุนายน 2546 นางพยอม ทำสัญญาเช่าซื้อรถยนต์จากโจทก์ มีจำเลยทั้งสองทำสัญญาค้ำประกันโดยยอมรับผิดร่วมกับนางพยอมอย่างลูกหนี้ร่วม ตามสัญญาเช่าซื้อและสัญญาค้ำประกัน ต่อมานางพยอมผิดนัดไม่ชำระค่าเช่าซื้อ 3 งวด ติดต่อกัน โจทก์มีหนังสือทวงถามให้นางพยอมและจำเลยทั้งสองชำระค่าเช่าซื้อที่ค้างชำระแล้ว แต่นางพยอม และจำเลยทั้งสองไม่ชำระ โจทก์จึงฟ้องนางพยอมและจำเลยทั้งสองให้ร่วมกันส่งมอบรถยนต์ที่เช่าซื้อคืนโจทก์เมื่อวันที่ 1 กันยายน 2548 โจทก์รู้ถึงความตายของนางพยอมต่อมาจำเลยทั้งสองส่งมอบรถยนต์ที่เช่าซื้อคืน โจทก์รับไปแล้วและถอนฟ้องนางพยอมและจำเลยทั้งสองในคดีหมายเลขดำที่ 9986/2547 ของศาลแพ่งกรุงเทพใต้ ต่อมาเมื่อวันที่ 16 มีนาคม 2549 โจทก์นำรถยนต์ที่เช่าซื้อออกขายทอดตลาด และฟ้องคดีนี้เมื่อวันที่ 20 ธันวาคม 2549 เกิน 1 ปี นับแต่รู้ถึงความตายของนางพยอม

มีปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ว่า ฟ้องโจทก์ที่ให้จำเลยทั้งสองชดใช้ค่าขาดราคาและค่าขาดประโยชน์จากการใช้รถยนต์ขาดอายุความหรือไม่ เห็นว่า เมื่อสัญญาเช่าซื้อสิ้นสุดลง ผู้ให้เช่าซื้อย่อมอาจบังคับให้ผู้เช่าซื้อชดใช้ค่าขาดราคาและค่าขาดประโยชน์จากการที่ใช้รถยนต์ได้นับแต่วันดังกล่าวตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 193/12 ซึ่งเป็นวันที่อาจบังคับตามสิทธิเรียกร้องนั้นได้มิใช่นับแต่วันที่ผู้ให้เช่าซื้อทราบถึงจำนวนค่าเสียหายเมื่อได้มีการนำรถยนต์ที่เช่าซื้อออกขายทอดตลาดดังที่โจทก์ฎีกา สำหรับค่าขาดราคาและค่าขาดประโยชน์กฎหมายมิได้บัญญัติกำหนดอายุความไว้โดยเฉพาะจึงต้องใช้อายุความทั่วไป ตามมาตรา 193/30 โจทก์จึงมีสิทธิเรียกร้องให้นางพยอมชำระหนี้แก่โจทก์ภายในกำหนดเวลา 10 ปี นับแต่สัญญาเช่าซื้อสิ้นสุด แต่อย่างไรก็ตาม ในกรณีที่ลูกหนี้แห่งสิทธิเรียกร้องนั้นถึงแก่ความตาย ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1754 วรรคสาม บัญญัติห้ามมิให้เจ้าหนี้ฟ้องร้องบังคับตามสิทธิเรียกร้องอันมีต่อเจ้ามรดกเมื่อพ้นกำหนดหนึ่งปี นับแต่เมื่อเจ้าหนี้ได้รู้หรือควรได้รู้ถึงความตายของเจ้ามรดก เมื่อข้อเท็จจริงคดีนี้ได้ความว่า โจทก์ได้รู้ถึงความตายของนางพยอมเมื่อวันที่ 1 กันยายน 2548 จึงต้องฟ้องเรียกค่าขาดราคาและค่าขาดประโยชน์จากการใช้รถยนต์ภายในหนึ่งปี นับแต่ได้รู้ถึงความตายของนางพยอม ตามมาตรา 1754 วรรคสาม โจทก์ไม่อาจฟ้องคดีภายในสิบปีนับแต่เมื่อนางพยอม เจ้ามรดกตายตามมาตรา 1754 วรรคสี่ ดังที่โจทก์ฎีกา ที่ศาลล่างทั้งสองพิพากษายกฟ้องนั้นชอบแล้ว ฎีกาของโจทก์ฟังไม่ขึ้น

พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 193/12 ม. 193/30 ม. 1754
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — ธนาคารทิสโก้ จำกัด (มหาชน)
นางอัจฉราวรรณ เก้าเอี้ยน ในฐานะผู้จัดการมรดกของ
จำเลย — นางพยอม เพ็ชร์ดี และในฐานะส่วนตัว กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลแขวงพระนครใต้ — นายเนติภูมิ มายสกุล
ศาลอุทธรณ์ — นายวรพจน์ วัชรางค์กุล
ชื่อองค์คณะ
สุนันท์ ชัยชูสอน
วีระวัฒน์ ปวราจารย์
สุทธินันท์ เสียมสกุล
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4938/2557
#571999
เปิดฉบับเต็ม

การที่ บ. พาจำเลยมาที่ห้องเช่าของผู้เสียหายซึ่งเป็นคนรักของตนเวลา 4 นาฬิกา และบอกว่าจำเลยไม่มีที่นอนขอนอนที่ห้องของผู้เสียหายด้วย แต่เมื่อผู้เสียหายปิดไฟนอน บ. ก็เริ่มกอดผู้เสียหายต้องการมีเพศสมพันธ์แต่ผู้เสียหายไม่ยอม บ. ขึ้นคร่อมตัวผู้เสียหายแต่อวัยวะเพศไม่แข็งตัว บ. จึงละจากผู้เสียหายแล้วให้จำเลยมานอนตรงกลางแทน บ. จากนั้นจำเลยได้ขึ้นคร่อมตัวผู้เสียหายถอดกางเกงผู้เสียหายและของตนออกสวมถุงยางอนามัยแล้วกระทำชำเราผู้เสียหาย และเมื่อผู้เสียหายดิ้นรนขัดขืน บ. ก็ช่วยจับแขนผู้เสียหายไว้จนจำเลยกระทำชำเราผู้เสียหายจนสำเร็จความใคร่ หลังจากนั้น บ. พยายามกระทำชำเราผู้เสียหายอีกแต่อวัยวะเพศไม่แข็งตัวจึงไม่สามารถสอดใส่เข้าไปในอวัยวะเพศของผู้เสียหายได้ จากพฤติการณ์ดังกล่าวแสดงให้เห็นว่าจำเลยและ บ. มีเจตนาร่วมกันมาหาผู้เสียหายเพื่อร่วมกันข่มขืนกระทำชำเราผู้เสียหายมิใช่เพียงมาขอใช้ห้องเพื่อนอน และแม้ บ. ไม่สามารถสอดใส่อวัยวะเพศของตนเข้าไปในอวัยวะเพศของผู้เสียหายได้เพราะอวัยวะเพศไม่แข็งตัว แต่การกระทำของ บ. ถือว่าถึงขั้นพยายามข่มขืนกระทำชำเราผู้เสียหายแล้ว ดังนั้น การกระทำของจำเลยกับพวกจึงเป็นการร่วมกันข่มขืนกระทำชำเราผู้เสียหายอันมีลักษณะเป็นการโทรมหญิงตาม ป.อ. มาตรา 276 วรรคสาม

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83, 276

จำเลยให้การปฏิเสธ แต่เมื่อสืบพยานโจทก์ไปบ้างแล้ว จำเลยกลับให้การรับสารภาพ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 276 วรรคสาม ประกอบมาตรา 83 ขณะกระทำความผิดจำเลยอายุ 19 ปีเศษ ลดมาตราส่วนโทษให้กึ่งหนึ่งตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 76 จำคุก 7 ปี 6 เดือน จำเลยให้การรับสารภาพเป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้กึ่งหนึ่งตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คงจำคุก 3 ปี 9 เดือน

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 6 พิพากษาแก้เป็นว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 276 วรรคแรก ประกอบมาตรา 80, 83 ลดมาตราส่วนโทษให้กึ่งหนึ่งตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 76 จำคุก 3 ปี และปรับ 6,000 บาท ลดโทษให้กึ่งหนึ่งตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 แล้ว คงจำคุก 1 ปี 6 เดือน และปรับ 3,000 บาท โทษจำคุกให้รอการลงโทษไว้มีกำหนด 2 ปี ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 56 ไม่ชำระค่าปรับให้จัดการตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 29, 30

โจทก์ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงรับฟังได้ในเบื้องต้นว่า วันที่ 11 กันยายน 2553 เวลาประมาณ 23 นาฬิกา นายยุทธพิชัยหรือบอย คนรักของนางสาวภริตาหรือแนน ผู้เสียหาย กับพวกไปดื่มเหล้าที่ร้านเมรัยเหล้าชงที่ผู้เสียหายทำงานอยู่ และนายบอยบอกผู้เสียหายว่าจะไปนอนที่ห้องเช่าของผู้เสียหายในคืนดังกล่าว ต่อมาในวันเวลาเกิดเหตุ จำเลยและนายบอยไปนอนกับผู้เสียหายในห้องเช่าของผู้เสียหายที่เกิดเหตุ และจำเลยกระทำชำเราผู้เสียหายจนสำเร็จความใคร่ 1 ครั้ง

มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ว่า จำเลยกระทำความผิดตามคำพิพากษาศาลชั้นต้นหรือไม่ โจทก์มีผู้เสียหายเบิกความว่า เมื่อผู้เสียหายเปิดประตูพบนายบอยมากับจำเลย นายบอยบอกว่าจำเลยไม่มีที่นอนจึงขอให้จำเลยนอนด้วย โดยผู้เสียหาย นายบอยและจำเลยนอนเรียงกัน นายบอยนอนตรงกลาง ผู้เสียหายนอนด้านขวามือของนายบอย ส่วนจำเลยนอนด้านซ้ายมือของนายบอย ระหว่างที่นอนอยู่นายบอย ต้องการมีเพศสัมพันธ์กับผู้เสียหายแต่ผู้เสียหายไม่ยอมเนื่องจากมีจำเลยนอนอยู่ด้วย เมื่อผู้เสียหายขัดขืน นายบอยขึ้นคร่อมตัวผู้เสียหายแต่อวัยวะเพศของนายบอยไม่แข็งตัวนายบอยจึงละจากผู้เสียหายแล้วให้จำเลยมานอนคั่นกลางระหว่างผู้เสียหายกับนายบอยแทน จากนั้นจำเลยได้กอดผู้เสียหายและขึ้นคร่อมตัวผู้เสียหายและได้ถอดกางเกงของผู้เสียหายออกกับถอดกางเกงของตนเองออก จำเลยสวมถุงยางอนามัยแล้วนำอวัยวะเพศของจำเลยสอดใส่เข้าไปในอวัยวะเพศของผู้เสียหาย ขณะนั้นผู้เสียหายดิ้นรนขัดขืน นายบอยได้จับแขนผู้เสียหายไม่ให้ดิ้น จำเลยจึงชักอวัยวะเพศเข้าออกจนสำเร็จความใคร่ แล้วจำเลยลุกไปเข้าห้องน้ำ ส่วนนายบอยไม่ได้ข่มขืนกระทำชำเราผู้เสียหายเพียงแต่ช่วยจับแขนผู้เสียหายให้จำเลยข่มขืนกระทำชำเราเท่านั้น เห็นว่า โจทก์มีผู้เสียหายเป็นประจักษ์พยานเพียงปากเดียว แต่ผู้เสียหายกลับเบิกความในช่วงท้ายของตอนต้นว่า นายบอยไม่ได้ข่มขืนกระทำชำเราผู้เสียหายเพียงแต่ช่วยจับแขนผู้เสียหายให้จำเลยข่มขืนกระทำชำเราเท่านั้น ซึ่งไม่สอดคล้องกับคำให้การในชั้นสอบสวน แต่เมื่อโจทก์ให้ผู้เสียหายดูบันทึกคำให้การดังกล่าว ผู้เสียหายจึงเบิกความว่า หลังจากจำเลยข่มขืนกระทำชำเราผู้เสียหายแล้ว จำเลยได้จับแขนผู้เสียหายกดให้นายบอยกระทำชำเราผู้เสียหายโดยพยายามเอาอวัยวะเพศสอดใส่ในอวัยวะเพศของผู้เสียหาย แต่อวัยวะเพศอ่อนตัวและผู้เสียหายดิ้นรนขัดขืนร้องไห้ นายบอยจึงไม่ได้ทำผู้เสียหาย แล้วนายบอยกับจำเลยจึงแต่งตัวออกจากห้องไป อันเป็นการเบิกความในลักษณะปกปิดบิดเบือนข้อเท็จจริง นอกจากนี้ผู้เสียหายยังเบิกความตอบทนายจำเลยถามค้านว่า ขณะเกิดเหตุที่ผู้เสียหายขัดขืนทั้งจำเลยและนายบอยนั้นเนื่องจากผู้เสียหายอายที่จะมีเพศสัมพันธ์ต่อหน้าบุคคลอีกคนหนึ่ง แต่ผู้เสียหายก็สมัครใจ ทั้งที่ขณะนั้นนายบอยและจำเลยสามารถเลี่ยงออกจากห้องที่เกิดเหตุเพื่อให้จำเลยหรือนายบอยคนใดคนหนึ่งอยู่กับผู้เสียหายเพียงสองต่อสองได้โดยไม่ปรากฏว่ามีสถานการณ์บังคับให้จำเลยและนายบอยต้องอยู่ในห้องที่เกิดเหตุพร้อมกันเพื่อก่อให้เกิดความอับอายแก่ผู้เสียหายดังที่ผู้เสียหายเบิกความแต่อย่างใด ประกอบกับได้ความว่า ขณะมาเบิกความผู้เสียหายได้สมรสกับจำเลยและมีบุตรด้วยกันแล้ว 1 คน จึงมีเหตุให้เชื่อว่าผู้เสียหายจงใจเบิกความเพื่อช่วยเหลือจำเลยให้พ้นผิดหรือรับโทษน้อยลง และตามบันทึกคำให้การก็เป็นการที่ผู้เสียหายมาให้การต่อพนักงานสอบสวนต่อหน้าพนักงานอัยการและนักสังคมสงเคราะห์เมื่อวันที่ 13 กันยายน 2553 หลังเกิดเหตุเพียง 1 วัน ยังไม่ทันที่ผู้เสียหายจะคิดปรุงแต่งข้อเท็จจริงให้ผิดเพี้ยนไปจากเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น เชื่อว่าผู้เสียหายให้การไปตามความจริง บันทึกคำให้การดังกล่าวจึงรับฟังเอาเป็นความจริงได้ยิ่งกว่าคำเบิกความของผู้เสียหาย โดยได้ความว่า เมื่อปิดไฟในห้องแล้วนายบอยหันมากอดผู้เสียหาย ผู้เสียหายจึงขัดขืน สักพักจำเลยบอกว่าตนเองจะนอนตรงกลางเอง จะได้ไม่ต้องทะเลาะกัน เมื่อจำเลยมานอนตรงกลางระหว่างนั้นจำเลยก็ได้หันมากอดผู้เสียหายเช่นกัน ผู้เสียหายขัดขืนและร้องบอกว่า อย่า แต่จำเลยไม่ฟังและได้ใช้กำลังกายนอนทับตัวผู้เสียหายและใช้มือสองข้างกดแขนผู้เสียหายไว้ ส่วนนายบอยนอนดูเฉยโดยไม่ช่วยเหลือ ระหว่างที่จำเลยนอนทับบนตัวผู้เสียหายก็ได้ถอดเสื้อผ้าผู้เสียหายออกและสวมถุงยางอนามัยแล้วนำอวัยวะเพศของตนมาสอดใส่อวัยวะเพศของผู้เสียหายชักเข้าออก โดยผู้เสียหายดิ้นรนขัดขืนตลอดเวลา นายบอยจึงเข้ามาจับแขนผู้เสียหายกดไว้จนกระทั่งจำเลยสำเร็จความใคร่ 1 ครั้ง แสดงให้เห็นว่านายบอยเข้ามาช่วยกดแขนผู้เสียหายตั้งแต่แรกเนื่องจากผู้เสียหายดิ้นรนขัดขืนตลอดเวลา มิใช่นายบอยเข้ามาช่วยจับแขนผู้เสียหายขณะที่จำเลยใกล้จะสำเร็จความใคร่ ดังที่ผู้เสียหายเบิกความตอบทนายจำเลยถามค้าน และได้ความต่อไปว่า หลังจากนั้นจำเลยก็ได้หันไปจับแขนผู้เสียหายกดไว้เพื่อให้นายบอยกระทำชำเราผู้เสียหาย โดยพยายามเอาอวัยวะเพศสอดใส่อวัยวะเพศของผู้เสียหาย แต่อวัยวะเพศอ่อนตัว ผู้เสียหายดิ้นรนขัดขืนและร้องไห้ นายบอยจึงกระทำชำเราผู้เสียหายไม่สำเร็จ ต่อมานายบอยและจำเลยก็แต่งตัวออกจากห้องไป การที่จำเลยและนายบอยเพิ่งจะเข้ามาที่ห้องที่เกิดเหตุเมื่อเวลาประมาณ 4 นาฬิกา และหลังจากผู้เสียหายปิดไฟนอนนายบอยก็เริ่มหันมากอดผู้เสียหายและเกิดเหตุการณ์ต่อเนื่องจนกระทั่งนายบอยไม่สามารถมีเพศสัมพันธ์กับผู้เสียหาย แล้วจำเลยและนายบอย ก็ออกจากห้องที่เกิดเหตุไป บ่งชี้ให้เห็นเจตนาของจำเลยและนายบอยว่าร่วมกันมาหาผู้เสียหายที่ห้องที่เกิดเหตุเพื่อร่วมกันข่มขืนกระทำชำเราผู้เสียหาย มิได้เพียงมาขอใช้ห้องที่เกิดเหตุเพื่อพักผ่อนหลับนอนดังที่นายบอยบอกผู้เสียหายไว้แต่แรก การที่จำเลยกับนายบอยร่วมกันกระทำความผิดดังกล่าว แม้นายบอยจะไม่สามารถสอดใส่อวัยวะเพศของตนเข้าไปในอวัยวะเพศของผู้เสียหายได้เพราะอวัยวะเพศไม่แข็งตัวก็ตาม แต่การที่จำเลยจับแขนผู้เสียหายกดไว้เพื่อให้นายบอยพยายามสอดใส่อวัยวะเพศจนกระทั่งผู้เสียหายขัดขืนและร้องไห้ นายบอยจึงเลิกกระทำ ก็แสดงให้เห็นว่านายบอยมีเจตนาที่จะร่วมกันข่มขืนกระทำชำเราผู้เสียหายและได้ลงมือกระทำการข่มขืนกระทำชำเราผู้เสียหายจนถึงขั้นพยายามแล้ว การกระทำของจำเลยกับพวกจึงเป็นการร่วมกันข่มขืนกระทำชำเราผู้เสียหายอันมีลักษณะเป็นการโทรมหญิงตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 6 พิพากษามานั้น ไม่ต้องด้วยความเห็นของศาลฎีกา ฎีกาของโจทก์ฟังขึ้น

พิพากษาแก้เป็นว่า ให้บังคับคดีไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.อ. ม. 276 วรรคสาม
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการจังหวัดนครสวรรค์
จำเลย — นายประมวลหรือแจ๊ค โคตรสีกุล
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดนครสวรรค์ — นางพาณิภัค เขมนิจกุล
ศาลอุทธรณ์ภาค 6 — นายสบเกียรติ วัฒนาถาวร
ชื่อองค์คณะ
สุภัทร์ สุทธิมนัส
ฉัตรไชย จันทร์พรายศรี
วรงค์พร จิระภาค
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4936/2557
#562603
เปิดฉบับเต็ม

ขณะผู้เสียหายทั้งสองขับรถยนต์ซูบารุรับจ้างตามกันมาในซอยลาดพร้าว 127 เมื่อมาถึงที่เกิดเหตุ จำเลยกับพวกออกมายืนขวางหน้ารถยนต์ผู้เสียหายที่ 1 พูดจาข่มขู่ผู้เสียหายที่ 1 ให้ลงจากรถยนต์พร้อมใช้อาวุธปืนยิงขึ้นฟ้า จากนั้นจำเลยกับพวกไปที่หน้ารถยนต์ผู้เสียหายที่ 2 พูดข่มขู่และกระชากผู้เสียหายที่ 2 ให้ลงจากรถยนต์ ใช้อาวุธปืนจ่อที่เอวผู้เสียหายที่ 2 เช่นนี้ เป็นการกระทำคนละคราว และมีเจตนาแยกจากกันได้ แม้จะเป็นเวลาต่อเนื่องกัน ก็เป็นความผิดหลายกรรมต่างกัน

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 32, 33, 83,91, 309, 371 พระราชบัญญัติอาวุธปืน เครื่องกระสุนปืน วัตถุระเบิด ดอกไม้เพลิง และสิ่งเทียมอาวุธปืน พ.ศ.2490 มาตรา 4, 7, 8, ทวิ, 72, 72 ทวิ และริบปลอกกระสุนปืนของกลาง

จำเลยให้การปฏิเสธ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 309 วรรคสอง, 371 พระราชบัญญัติอาวุธปืน เครื่องกระสุนปืน วัตถุระเบิด ดอกไม้เพลิง และสิ่งเทียมอาวุธปืน พ.ศ.2490 มาตรา 7, 8 ทวิ วรรคหนึ่ง, 72 วรรคสาม,72 ทวิ วรรคสอง ประกอบประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83 อันเป็นความผิดหลายกรรมต่างกัน เรียงกระทงลงโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 ฐานร่วมกันตั้งแต่ห้าคนขึ้นไปข่มขืนใจผู้อื่นโดยมีอาวุธ จำคุก 2 ปี ฐานร่วมกันมีอาวุธปืนและเครื่องกระสุนปืนไว้ในครอบครองโดยไม่ได้รับใบอนุญาต จำคุก 8 เดือน ฐานร่วมกันพาอาวุธปืนติดตัวไปในเมือง หมู่บ้าน หรือทางสาธารณะโดยไม่ได้รับใบอนุญาตและไม่มีเหตุสมควร เป็นการกระทำกรรมเดียวเป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบท ให้ลงโทษตามพระราชบัญญัติอาวุธปืนฯ อันเป็นกฎหมายบทที่มีโทษหนักที่สุดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 จำคุก 1 ปีรวมจำคุก 3 ปี 8 เดือน ริบปลอกกระสุนปืนของกลาง

โจทก์และจำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษาแก้เป็นว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 309 วรรคสอง 2 กระทง จำคุกกระทงละ 2 ปี รวมจำคุก 4 ปี เมื่อรวมกับโทษกระทงอื่น เป็นจำคุก 5 ปี 8 เดือน นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

จำเลยฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า คดีนี้ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์พิพากษาลงโทษจำคุกจำเลยแต่ละกระทงไม่เกินห้าปี แม้ศาลอุทธรณ์จะพิพากษาแก้ฐานความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 309 วรรคสอง ว่าเป็นการกระทำความผิดหลายกรรมต่างกัน รวม 2 กระทง เป็นจำคุกจำเลยกระทงละ 2 ปี รวม 2 กระทง จำคุก 4 ปี นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้นก็ตาม ก็เป็นการแก้ไขเล็กน้อย จึงต้องห้ามมิให้คู่ความฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริงตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 218 วรรคหนึ่ง ที่จำเลยฎีกาว่า จำเลยไม่ได้กระทำความผิดตามฟ้อง นั้น เป็นฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง ซึ่งต้องห้ามตามบทบัญญัติดังกล่าว ศาลชั้นต้นรับฎีกาในปัญหาข้อนี้มาเป็นการไม่ชอบ ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัยให้

จำเลยฎีกาในปัญหาข้อกฎหมายว่า ที่ศาลอุทธรณ์วินิจฉัยว่า จำเลยกับพวกข่มขืนใจผู้เสียหายทั้งสองเป็นความผิดหลายกรรมต่างกันนั้น จำเลยไม่เห็นด้วย เห็นว่า ในการวินิจฉัยปัญหาข้อนี้ ศาลฎีกาต้องรับฟังข้อเท็จจริงตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ว่า ขณะผู้เสียหายทั้งสองขับรถยนต์ซูบารุรับจ้างตามกันมาในซอยลาดพร้าว 127 เมื่อมาถึงที่เกิดเหตุ จำเลยกับพวกได้ออกมายืนขวางหน้ารถยนต์ผู้เสียหายที่ 1 พูดจาข่มขู่ผู้เสียหายที่ 1 ให้ลงจากรถยนต์พร้อมใช้อาวุธปืนยิงขึ้นฟ้า จากนั้นจำเลยกับพวกไปที่หน้ารถยนต์ผู้เสียหายที่ 2 พูดข่มขู่และกระชากผู้เสียหายที่ 2 ให้ลงจากรถยนต์ ใช้อาวุธปืนจ่อที่เอวผู้เสียหายที่ 2 เช่นนี้ เป็นการกระทำคนละคราว และมีเจตนาแยกจากกันได้ แม้จะเป็นเวลาต่อเนื่องกัน ก็เป็นความผิดหลายกรรมต่างกัน ฎีกาข้อนี้ของจำเลยฟังไม่ขึ้น

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.อ. ม. 91 ม. 309 วรรคสอง
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการ สำนักงานอัยการสูงสุด
จำเลย — นายอธิวัฒน์ วรรธรนาพงศ์
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลอาญา — นางราณี เหล่าพัฒนา
ศาลอุทธรณ์ — นายประชา งามลำยวง
ชื่อองค์คณะ
วิวรรต นิ่มละมัย
นุจรินทร์ จันทร์พรายศรี
ปกรณ์ มหรรณพ
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4932/2557
#572090
เปิดฉบับเต็ม

คดีที่ศาลชั้นต้นไต่สวนมูลฟ้องและมีคำสั่งว่าคดีมีมูลให้ประทับรับฟ้องแล้ว คำสั่งดังกล่าวย่อมเป็นเด็ดขาด ต้องให้ศาลชั้นต้นพิจารณาและพิพากษาต่อไปตามรูปคดี ทั้งนี้ตาม ป.วิ.อ. มาตรา 170 วรรคหนึ่ง การที่ศาลอุทธรณ์หยิบยกขึ้นพิจารณาและวินิจฉัยในเนื้อหาแห่งคดีโดยมิให้ศาลชั้นต้นได้สืบพยานแล้วพิจารณาและพิพากษาเสียก่อนตามลำดับชั้นศาล ย่อมไม่มีเหตุอันสมควรและไม่ถูกต้อง

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยทั้งห้าตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83, 84, 91, 187, 350

ศาลชั้นต้นไต่สวนมูลฟ้องแล้ว เห็นว่าคดีมีมูลเฉพาะจำเลยที่ 1 ส่วนจำเลยอื่นไม่มีมูล ให้ประทับฟ้องเฉพาะจำเลยที่ 1 จำเลยอื่นให้ยกฟ้อง

โจทก์อุทธรณ์

จำเลยที่ 5 ยื่นคำร้องขอให้เพิกถอนคำสั่งของศาลชั้นต้นที่รับอุทธรณ์ของโจทก์ศาลชั้นต้นมีคำสั่งยกคำร้อง

จำเลยที่ 5 อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษาแก้เป็นว่า ให้ยกฟ้องโจทก์สำหรับจำเลยที่ 1 และยกอุทธรณ์ของจำเลยที่ 5 นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

โจทก์ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า มีปัญหาต้องวินิจฉัยเฉพาะจำเลยที่ 1 ประการแรกว่า ความผิดในข้อหาโกงเจ้าหนี้ที่โจทก์นำมาฟ้องคดีขาดอายุความหรือไม่ เห็นว่า เมื่อนางปราณีเบิกความดังกล่าว จำเลยที่ 1 หรือทนายความไม่ได้ถามค้านหรือนำพยานมาสืบโต้แย้งว่าคำเบิกความของนางปราณีไม่เป็นความจริง จึงต้องรับฟังว่าโจทก์เพิ่งทราบเรื่องที่จำเลยที่ 1 กระทำในวันที่ 25 มิถุนายน 2551 และในวันที่ 28 กรกฎาคม 2552 รวมทั้งการจดทะเบียนโอนที่ดินให้จำเลยที่ 5 มีกรรมสิทธิ์รวมในที่ดินพิพาทกึ่งหนึ่ง และต่อมาขายที่ดินพิพาทส่วนที่เหลือของจำเลยที่ 1 ให้แก่จำเลยที่ 5 เมื่อวันที่ 3 มีนาคม 2553 ที่ศาลอุทธรณ์เห็นว่าพยานโจทก์เท่าที่นำสืบมายังฟังไม่แน่ชัดว่าโจทก์รู้เรื่องความผิดและรู้ว่าจำเลยที่ 1 เป็นผู้กระทำความผิดเมื่อใด เป็นการรับฟังพยานที่ไม่ชอบเนื่องจากขัดแย้งกับข้อเท็จจริงที่ได้จากทางนำสืบ และเมื่อโจทก์ฟ้องคดีเมื่อวันที่ 12 มีนาคม 2553 ยังไม่เกินสามเดือนนับแต่รู้เรื่องความผิดและรู้ตัวผู้กระทำความผิด ฟ้องโจทก์ในข้อนี้จึงยังไม่ขาดอายุความ ศาลชั้นต้นจึงต้องพิจารณาสืบพยานและพิพากษาต่อไปตามรูปคดี ที่ศาลอุทธรณ์วินิจฉัยมาไม่ต้องด้วยความเห็นของศาลฎีกา ฎีกาโจทก์ข้อนี้ฟังขึ้นบางส่วน

ส่วนความผิดในข้อหาตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 187 ฐานขัดขวางมิให้การเป็นไปตามคำพิพากษาหรือคำสั่งของศาล ด้วยการทำให้เสียหาย ทำลาย ซ่อนเร้นเอาไปเสีย ทำให้สูญหายหรือไร้ประโยชน์ซึ่งทรัพย์ที่ถูกยึดหรืออายัด หรือที่ตนรู้ว่าน่าจะถูกยึดหรืออายัด นั้น เห็นว่า โจทก์ฟ้องกล่าวหาว่า จำเลยที่ 1 นำที่ดินพิพาทอันเป็นทรัพย์มรดกที่ศาลมีคำพิพากษาแล้วว่าให้โอนคืนแก่โจทก์ไปจดทะเบียนจำนองก็ดี หรือจำหน่ายจ่ายโอนให้บุคคลอื่น ย่อมอาจเป็นการทำให้ไร้ประโยชน์ หรือเอาไปเสีย หรือทำให้เสียหายซึ่งที่ดินที่จำเลยที่ 1 รู้ว่าน่าจะถูกยึดหรืออายัดได้ มิใช่เพียงแค่ดูทางกายภาพว่าที่ดินยังคงสภาพเป็นที่ดินอยู่ตามเดิมโดยมิได้พิจารณาจากผลของความเสียหายทางมูลค่าที่มีต่อทรัพย์สินหรือพิจารณาความเสียหายอันเกิดขึ้นจากการติดตามเอากรรมสิทธิ์ในที่ดินนั้นกลับคืนมาและแม้หากจะพบว่ามีการกระทำแล้ว ศาลยังต้องพิจารณาต่อไปว่าจำเลยที่ 1 มีเจตนากระทำความผิดในทางอาญาหรือไม่ จึงจะครบองค์ประกอบของการกระทำความผิดทางอาญาตามบทบัญญัติมาตรานี้ ดังนั้น การที่ศาลอุทธรณ์ด่วนหยิบยกความผิดในข้อหานี้ขึ้นพิจารณาและวินิจฉัยในเนื้อหาแห่งคดีโดยมิให้ศาลชั้นต้นได้สืบพยานแล้วพิจารณาและพิพากษาเสียก่อนตามลำดับชั้นศาล ย่อมไม่มีเหตุอันสมควรและไม่ถูกต้องตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา อีกทั้งเมื่อศาลชั้นต้นไต่สวนมูลฟ้องและมีคำสั่งว่าคดีมีมูล ให้ประทับรับฟ้องแล้ว คำสั่งดังกล่าวย่อมเป็นเด็ดขาด ต้องให้ศาลชั้นต้นพิจารณาและพิพากษาต่อไปตามรูปคดี ทั้งนี้ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 170 วรรคหนึ่ง ฎีกาของโจทก์ข้อนี้ฟังขึ้น

พิพากษากลับ ให้ศาลชั้นต้นพิจารณาสืบพยานแล้วพิพากษาคดีสำหรับจำเลยที่ 1 ต่อไปตามรูปคดี
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.อ. ม. 170
ชื่อคู่ความ
เด็กชายธีระพล วงศ์เหมรัตน์ โดยนางปราณี
โจทก์ — ป้อมประเสริฐ ผู้แทนโดยชอบธรรม
จำเลย — นางสาลี่ หอมฟุ้ง กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดมีนบุรี — นายสุพจน์ ปรีชายิ่งสถิตย์
ศาลอุทธรณ์ — นางจรรยา จีระเรืองรัตนา
ชื่อองค์คณะ
ไสลเกษ วัฒนพันธุ์
ธีระพงศ์ จิระภาค
โสฬส สุวรรณเนตร์
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4930/2557
#562624
เปิดฉบับเต็ม

ป.อ. มาตรา 240 บัญญัติว่า "ผู้ใดทำปลอมขึ้นซึ่งเงินตรา ไม่ว่าจะปลอมขึ้นเพื่อให้เป็นเหรียญกระษาปณ์ ธนบัตร หรือสิ่งอื่นใดซึ่งรัฐบาลออกใช้หรือให้อำนาจให้ออกใช้ ผู้นั้นกระทำความผิดฐานปลอมเงินตรา" คำว่า "ทำปลอมขึ้น" หมายความถึงทำโดยตั้งใจให้เหมือนของจริง จึงต้องทำในประการที่จะให้มีลักษณะอย่างเดียวกับเงินตราที่รัฐบาลกำหนด เช่น มีลวดลาย สี ขนาด ลักษณะของกระดาษอย่างเดียวกัน ซึ่งจะต้องพอที่จะลวงตาให้เห็นว่าเป็นเงินตรา แต่ไม่จำต้องถึงกับต้องพิจารณาจึงจะรู้ว่าปลอม เพียงแต่ลวงตาซึ่งถ้าไม่พิจารณาให้ดีอาจหลงเข้าใจว่าเป็นเงินตราได้ ก็ถือว่าเป็นการทำปลอมขึ้นแล้ว และการทำปลอมย่อมจะเหมือนของจริงไปทุกอย่างไม่มีผิดกันเลยไม่ได้ ย่อมต้องมีบางสิ่งบางอย่างผิดจากของจริงบ้างไม่มากก็น้อย ฉะนั้น การปลอมจะผิดจากของจริงที่ตั้งใจทำให้เหมือนมากน้อยเพียงใดจึงไม่สำคัญ

การที่จำเลยนำธนบัตรฉบับละ 1,000 บาท ซึ่งเป็นเงินตราที่รัฐบาลไทยออกใช้จำนวน 46 ฉบับ มาตัดออกเป็น 2 ท่อนทุกฉบับ ท่อนหนึ่งยาวเกินครึ่งฉบับ อีกท่อนหนึ่งยาวไม่ถึงครึ่งฉบับ แล้วนำท่อนซ้ายที่สั้นมาต่อสลับท่อนเข้ากับท่อนขวาที่สั้นของอีกฉบับหนึ่งด้วยเทปใส ย่อมเป็นการทำธนบัตรฉบับละ 1,000 บาท ขึ้นใหม่อีก 23 ฉบับ โดยตั้งใจให้เหมือนของจริง จึงเป็นการทำปลอมขึ้นซึ่งธนบัตรฉบับละ 1,000 บาท ที่รัฐบาลออกไว้ การที่ธนบัตรของกลางเป็นธนบัตรชำรุดตาม พ.ร.บ.เงินตรา พ.ศ.2501 มาตรา 18 ประเภทต่อท่อนผิด ทำให้ไม่เป็นเงินที่ชำระหนี้ได้ตามกฎหมาย ไม่ทำให้การกระทำของจำเลยไม่เป็นความผิดฐานปลอมเงินตรา เพราะหากธนบัตรดังกล่าวเป็นเงินที่ชำระหนี้ได้ตามกฎหมาย ธนบัตรดังกล่าวย่อมไม่เป็นของปลอม การที่ใช้ชำระหนี้ไม่ได้ตามกฎหมายแสดงว่าเป็นของปลอม จำเลยจึงมีความผิดฐานปลอมเงินตราและมีเงินตราปลอมเพื่อนำออกใช้โดยรู้ว่าเป็นเงินตราปลอมตาม ป.อ. มาตรา 240 และ 244

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 32, 240, 244 ริบของกลาง

จำเลยให้การปฏิเสธ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 240, 244 แต่จำเลยเป็นทั้งผู้ปลอมเงินตราและมีเงินตราปลอมเพื่อนำออกใช้โดยรู้ว่าเป็นเงินตราปลอม จึงให้ลงโทษฐานปลอมเงินตราแต่กระทงเดียว ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 248 จำคุก 12 ปี และปรับ 40,000 บาท ทางนำสืบของจำเลยเป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้หนึ่งในสี่ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คงจำคุก 9 ปี และปรับ 30,000 บาท ไม่ชำระค่าปรับให้จัดการตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 29, 30 ริบของกลาง

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษากลับ ให้ยกฟ้อง คืนธนบัตรของกลางแก่เจ้าของ

โจทก์ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงฟังว่า จำเลยได้นำธนบัตรฉบับละ 1,000 บาท จำนวน 46 ฉบับ มาตัดออกเป็น 2 ท่อนทุกฉบับ ท่อนหนึ่งยาวเกินครึ่งฉบับ อีกท่อนหนึ่งยาวไม่ถึงครึ่งฉบับ แล้วนำท่อนซ้ายที่สั้นมาต่อสลับท่อนเข้ากับท่อนขวาที่สั้นของอีกฉบับหนึ่งด้วยเทปใส จำเลยได้นำธนบัตรของกลางจำนวน 18 ฉบับ ไปชำระหนี้การใช้บัตรเครดิตจำนวน 18,000 บาท ที่ร้านเซเว่น อีเลฟเว่น สาขาศรีดินแดง ต่อมาพนักงานร้านดังกล่าวนำธนบัตรไปขอแลกที่ธนาคารแห่งประเทศไทย แต่แลกไม่ได้

มีปัญหาวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ว่า การกระทำของจำเลยเป็นความผิดฐานปลอมเงินตราและมีเงินตราปลอม เพื่อนำออกใช้โดยรู้ว่าเป็นเงินตราปลอมตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 240 และ 244 ตามฟ้องหรือไม่ เห็นว่า ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 240 บัญญัติว่า "ผู้ใดทำปลอมขึ้นซึ่งเงินตรา ไม่ว่าจะปลอมขึ้นเพื่อให้เป็นเหรียญกระษาปณ์ ธนบัตรหรือสิ่งอื่นใด ซึ่งรัฐบาลออกใช้หรือให้อำนาจให้ออกใช้ ผู้นั้นกระทำความผิดฐานปลอมเงินตรา " คำว่า "ทำปลอมขึ้น" หมายความถึงทำโดยตั้งใจให้เหมือนของจริง จึงต้องทำในประการที่จะให้มีลักษณะอย่างเดียวกับเงินตราที่รัฐบาลกำหนด เช่น มีลวดลาย สี ขนาด ลักษณะของกระดาษอย่างเดียวกัน ซึ่งจะต้องพอที่จะลวงตาให้เห็นว่าเป็นเงินตรา แต่ไม่จำต้องถึงกับต้องพิจารณาจึงจะรู้ว่าปลอม เพียงแต่ลวงตาซึ่งถ้าไม่พิจารณาให้ดีอาจหลงเข้าใจว่าเป็นเงินตราได้ ก็ถือได้ว่าเป็นการทำปลอมขึ้นแล้ว และการทำปลอมย่อมจะเหมือนของจริงไปทุกอย่างไม่มีผิดกันเลยไม่ได้ ย่อมต้องมีบางสิ่งบางอย่างผิดจากของจริงบ้างไม่มากก็น้อย ฉะนั้น การปลอมจะผิดจากของจริงที่ตั้งใจทำให้เหมือนมากน้อยเพียงใดจึงไม่สำคัญ การที่จำเลยนำธนบัตรฉบับละ 1,000 บาท ซึ่งเป็นเงินตราที่รัฐบาลไทยออกใช้จำนวน 46 ฉบับ มาตัดออกเป็น 2 ท่อน ทุกฉบับ ท่อนหนึ่งยาวเกินครึ่งฉบับ อีกท่อนหนึ่งยาวไม่ถึงครึ่งฉบับ แล้วนำท่อนซ้ายที่สั้นมาต่อสลับท่อนเข้ากับท่อนขวาที่สั้นของอีกฉบับหนึ่งด้วยเทปใสตามธนบัตรของกลาง ย่อมเป็นการทำธนบัตรฉบับละ 1,000 บาท ขึ้นใหม่อีก 23 ฉบับ โดยตั้งใจให้เหมือนของจริง จึงเป็นการทำปลอมขึ้นซึ่งธนบัตรฉบับละ 1,000 บาท ที่รัฐบาลออกไว้ แม้จะมีขนาดสั้นกว่าปกติก็ยังคงถือเป็นการทำปลอม เพราะพอที่จะลวงตาให้เห็นว่าเป็นเงินตราและของปลอมไม่จำต้องเหมือนของจริงไปทุกอย่างโดยไม่ผิดกันเลย การที่จำเลยเบิกความตอบคำถามค้านโจทก์ว่า จำเลยรู้ว่าธนบัตรท่อนยาวเกินครึ่งฉบับแลกได้เต็มราคาตามกฎกระทรวง แสดงว่าจำเลยมีเจตนาทำให้ธนบัตรฉบับละ 1,000 บาท 2 ฉบับ เป็นธนบัตรฉบับละ 1,000 บาท 3 ฉบับ ท่อนยาว 2 ท่อน แลกคืนได้ 2,000 บาท ส่วนท่อนสั้น 2 ท่อน ต่อกันเป็นฉบับเดียว 1,000 บาท แม้จะแลกคืนไม่ได้ แต่การที่จำเลยนำไปใช้ชำระหนี้การใช้บัตรเครดิตย่อมแสดงว่า จำเลยประสงค์จะแสวงหาประโยชน์จากการทำปลอมดังกล่าว หากการกระทำเช่นนี้ไม่เป็นความผิดฐานปลอมเงินตราเท่ากับเป็นการส่งเสริมสนับสนุนให้มีการทำธนบัตรโดยผู้ไม่มีอำนาจ อันมีผลกระทบต่อเศรษฐกิจและความมั่นคงของประเทศ การที่ธนบัตรของกลางเป็นธนบัตรชำรุดตามพระราชบัญญัติเงินตรา พ.ศ.2501 มาตรา 18 ประเภทต่อท่อนผิด ทำให้ไม่เป็นเงินที่ชำระหนี้ได้ตามกฎหมาย ไม่ทำให้การกระทำของจำเลยไม่เป็นความผิดฐานปลอมเงินตรา เพราะหากธนบัตรดังกล่าวเป็นเงินที่ชำระหนี้ได้ตามกฎหมาย ธนบัตรดังกล่าวย่อมไม่เป็นของปลอม การที่ใช้ชำระหนี้ไม่ได้ตามกฎหมายแสดงว่าเป็นของปลอม จำเลยจึงมีความผิดฐานปลอมเงินตราและมีเงินตราปลอมเพื่อนำออกใช้โดยรู้ว่าเป็นเงินตราปลอมตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 240 และ 244 ตามฟ้อง ที่ศาลอุทธรณ์พิพากษามานั้น ศาลฎีกาไม่เห็นพ้องด้วย ฎีกาของโจทก์ฟังขึ้น

พิพากษากลับเป็นว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 240 และ 244 จำเลยเป็นทั้งผู้ปลอมเงินตราและมีเงินตราปลอมเพื่อนำออกใช้โดยรู้ว่าเป็นเงินตราปลอม จึงให้ลงโทษฐานปลอมเงินตราตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 240 แต่กระทงเดียวตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 248 จำคุก 10 ปี ทางนำสืบของจำเลยเป็นประโยชน์แก่การพิจารณาและจำเลยได้นำเงินไปแลกธนบัตรปลอมคืน อันเป็นการรู้สึกความผิดและบรรเทาผลร้ายแห่งความผิดนั้น นับว่ามีเหตุบรรเทาโทษ จึงลดโทษให้กึ่งหนึ่งตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คงจำคุก 5 ปี ริบของกลาง
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.อ. ม. 240 ม. 244
พ.ร.บ.เงินตรา พ.ศ.2501 ม. 18
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการ สำนักงานอัยการสูงสุด
จำเลย — นายนนทพร เข่งเงิน
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลอาญา — นายภุชพงศ์ จรัสทรงกิติ
ศาลอุทธรณ์ — นายวิบูลย์ แสงชมภู
ชื่อองค์คณะ
ชัยสิทธิ์ ตราชูธรรม
จักร อุตตโม
สมศักดิ์ ตันติภิรมย์
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4923/2557
#561307
เปิดฉบับเต็ม

บทบัญญัติเรื่องละเมิดอำนาจศาลเป็นกฎหมายพิเศษที่ศาลมีอำนาจค้นหาความจริงได้โดยการไต่สวนและไม่จำต้องกระทำต่อหน้าจำเลยดังเช่นการพิจารณาคดีอาญาทั่วไป กรณีเช่นนี้จึงไม่อาจนำ ป.วิ.อ. มาตรา 173 วรรคสอง มาใช้บังคับได้ ศาลจึงไม่จำต้องสอบถามผู้ถูกกล่าวหาเรื่องทนายความและตั้งทนายความให้ผู้ถูกกล่าวหาตามบทบัญญัติดังกล่าว เมื่อไม่มีบทบัญญัติของกฎหมายให้ศาลชั้นต้นตั้งทนายความให้แก่ผู้ถูกกล่าวหาในคดีละเมิดอำนาจศาลดังเช่นคดีอาญาทั่วไป และคณะกรรมการบริหารศาลยุติธรรมไม่ได้ออกระเบียบให้ทนายความของผู้ถูกกล่าวหาในคดีละเมิดอำนาจศาลมีสิทธิได้รับเงินรางวัลและค่าใช้จ่าย ผู้ร้องจึงไม่มีสิทธิได้รับเงินค่าทนายความ

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
คดีสืบเนื่องมาจากเมื่อวันที่ 3 กันยายน 2555 เวลา 14.45 นาฬิกา ผู้พิพากษาหัวหน้าศาลชั้นต้นได้รับรายงานจากเจ้าพนักงานตำรวจประจำศาลชั้นต้นว่า ผู้ถูกกล่าวหาที่ 1 นำขนม 3 กล่อง มาให้นายวีระพันธ์หรือคิวซึ่งถูกควบคุมตัวอยู่ในห้องควบคุมผู้ต้องขังของศาลชั้นต้น เจ้าพนักงานตำรวจได้ตรวจขนมดังกล่าวพบเมทแอมเฟตามีน อันเป็นยาเสพติดให้โทษในประเภท 1 จำนวน 597 เม็ด ซิมการ์ดโทรศัพท์ 3 อัน ซุกซ่อนอยู่ภายในขนมดังกล่าว และจับกุมผู้ถูกกล่าวหาที่ 1 ศาลชั้นต้นนัดไต่สวนละเมิดอำนาจศาล โดยเรียกผู้เกี่ยวข้องมาสอบถาม ผู้ถูกกล่าวหาที่ 1 ให้การปฏิเสธ ศาลชั้นต้นสอบถามเรื่องทนายความ ผู้ถูกกล่าวหาที่ 1 แถลงว่าต้องการทนายความขอให้ศาลตั้งทนายความให้ ศาลชั้นต้นจึงมีหนังสือขอแรงทนายความให้ผู้ถูกกล่าวหาที่ 1 โดยนางสาวชุติกาญจน์รับเป็นทนายความให้ ระหว่างไต่สวนได้ความว่า ก่อนเกิดเหตุมีชายคนหนึ่งชื่อเคถือถุงใส่ขนมมาซื้อบะหมี่สำเร็จรูปและขนมขบเคี้ยวจากร้านผู้ถูกกล่าวหาที่ 2 และนำบะหมี่สำเร็จรูปกับขนมขบเคี้ยวที่ซื้อมาทั้งหมดใส่รวมไปในถุงขนมที่ถือมาดังกล่าว นำมาวางไว้ที่โต๊ะอาหารภายในร้านผู้ถูกกล่าวหาที่ 2 ชายดังกล่าวบอกผู้ถูกกล่าวหาที่ 3 ซึ่งเป็นลูกจ้างร้านขายกาแฟอยู่ติดกันว่าให้นำถุงใส่ขนมซึ่งมีบะหมี่สำเร็จรูปและขนมขบเคี้ยวทั้งหมดส่งให้ผู้ต้องขังด้วย โดยชายดังกล่าวเอาปากกาเมจิกที่ร้านผู้ถูกกล่าวหาที่ 2 มาเขียนที่ข้างถุงใส่ขนมว่าวีรพันธ์ ผู้ถูกกล่าวหาที่ 3 จึงบอกให้ผู้ถูกกล่าวหาที่ 2 ทราบ ผู้ถูกกล่าวหาที่ 2 สั่งให้ผู้ถูกกล่าวหาที่ 1 ซึ่งเป็นลูกจ้างนำถุงใส่ขนมและบะหมี่สำเร็จรูปกับขนมขบเคี้ยวทั้งหมดไปส่งให้ผู้ต้องหาที่ห้องควบคุมผู้ต้องขังของศาลชั้นต้นและถูกจับกุมตัว เนื่องจากเจ้าพนักงานตำรวจตรวจพบยาเสพติดให้โทษในประเภท 1 ซุกซ่อนอยู่ภายในขนมดังกล่าว ศาลชั้นต้นจึงเรียกผู้ถูกกล่าวหาที่ 2 และที่ 3 มาไต่สวนและสอบถามเรื่องทนายความ ผู้ถูกกล่าวหาที่ 2 และที่ 3 แถลงขอให้ศาลตั้งทนายความให้ ศาลชั้นต้นจึงมีหนังสือขอแรงทนายความให้ผู้ถูกกล่าวหาที่ 2 และที่ 3 โดยนางสาวชุติกาญจน์รับเป็นทนายความให้ ต่อมาศาลชั้นต้นมีคำสั่งว่า ผู้ถูกกล่าวหาที่ 2 และที่ 3 มีความผิดตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 31 (ที่ถูก มาตรา 31 (1) ประกอบด้วยมาตรา 33) ปรับคนละ 500 บาท ไม่ชำระค่าปรับให้จัดการตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 29, 30 ส่วนผู้ถูกกล่าวหาที่ 1 ไม่มีความผิดฐานละเมิดอำนาจศาล หลังจากศาลชั้นต้นมีคำสั่งแล้ว ทนายความผู้ถูกกล่าวหาทั้งสามยื่นคำร้องขอรับเงินรางวัลทนายความ ศาลชั้นต้นมีคำสั่งว่า กรณีเป็นการดำเนินคดีละเมิดอำนาจศาล ไม่เข้าเหตุตามระเบียบคณะกรรมการบริหารศาลยุติธรรม ว่าด้วยการจ่ายเงินรางวัลและค่าใช้จ่ายแก่ทนายความที่ศาลตั้งให้ผู้ต้องหาหรือจำเลยตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 173 ศาลไม่อาจสั่งจ่ายให้ได้ ยกคำร้อง

ผู้ร้องอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 5 พิพากษายืน

ผู้ร้องฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของผู้ร้องว่า ที่ศาลชั้นต้นไม่จ่ายเงินรางวัลทนายความให้ผู้ร้องชอบหรือไม่ เห็นว่า การพิจารณาคดีอาญาทั่วไปต้องมีการพิจารณาและสืบพยานในศาลโดยเปิดเผยต่อหน้าจำเลย เว้นแต่กฎหมายจะบัญญัติไว้เป็นอย่างอื่น ดังนี้ ที่ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 173 วรรคสอง บัญญัติว่า "ในคดีที่มีอัตราโทษจำคุก ก่อนเริ่มพิจารณา ให้ศาลถามจำเลยว่ามีทนายความหรือไม่ ถ้าไม่มีและจำเลยต้องการทนายความ ก็ให้ศาลตั้งทนายความให้" จึงเป็นบทบัญญัติของกฎหมายที่กำหนดอำนาจหน้าที่ของศาลที่จะต้องสอบถามจำเลยในเรื่องการมีทนายความเสียก่อนในกรณีที่จำเลยถูกฟ้องว่ากระทำความผิดที่มีอัตราโทษจำคุกทุกกรณี อันเป็นการคุ้มครองสิทธิเสรีภาพของจำเลยในการดำเนินคดี การต่อสู้คดี และการได้รับความช่วยเหลือทางกฎหมาย ส่วนความผิดฐานละเมิดอำนาจศาลตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 31 ถึงมาตรา 33 เป็นความผิดต่อศาล เมื่อปรากฏต่อศาลว่าผู้ใดกระทำละเมิดอำนาจศาล จะปรากฏโดยผู้นั้นกระทำต่อหน้าศาลหรือปรากฏจากหลักฐานอื่นใด ศาลก็ย่อมสั่งลงโทษได้ทันทีโดยไม่จำต้องแจ้งข้อหาหรือส่งเรื่องให้เจ้าพนักงานตำรวจดำเนินการแต่อย่างใด เพียงแต่ศาลเรียกผู้เกี่ยวข้องมาสอบถามให้ได้ความว่าเรื่องเป็นดังที่ปรากฏในเอกสารที่นำเสนอจริงหรือไม่ ก็สามารถสั่งลงโทษได้ ดังนี้ บทบัญญัติเรื่องละเมิดอำนาจศาลจึงเป็นกฎหมายพิเศษที่ศาลมีอำนาจค้นหาความจริงได้โดยการไต่สวนและไม่จำต้องกระทำต่อหน้าจำเลยดังเช่นการพิจารณาคดีอาญาทั่วไป กรณีเช่นนี้จึงไม่อาจนำประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 173 วรรคสอง มาใช้บังคับได้ ศาลจึงไม่จำต้องสอบถามผู้ถูกกล่าวหาเรื่องทนายความและตั้งทนายความให้ผู้ถูกกล่าวหาตามบทบัญญัติดังกล่าว แม้คดีนี้ศาลชั้นต้นจะแต่งตั้งผู้ร้องให้เป็นทนายความของผู้ถูกกล่าวหาทั้งสามและผู้ร้องได้ทำหน้าที่ทนายความให้แก่ผู้ถูกกล่าวหาทั้งสามแล้วจนศาลชั้นต้นมีคำสั่ง ก็ไม่มีผลกระทบต่อการไต่สวนคดีของศาลชั้นต้นที่ดำเนินการโดยชอบด้วยกฎหมาย ดังนี้ เมื่อไม่มีบทบัญญัติของกฎหมายให้ศาลชั้นต้นตั้งทนายความให้แก่ผู้ถูกกล่าวหาในคดีละเมิดอำนาจศาลดังเช่นคดีอาญาทั่วไป และคณะกรรมการบริหารศาลยุติธรรมไม่ได้ออกระเบียบให้ทนายความของผู้ถูกกล่าวหาในคดีละเมิดอำนาจศาลมีสิทธิได้รับเงินรางวัลและค่าใช้จ่าย ผู้ร้องจึงไม่มีสิทธิได้รับเงินค่าทนายความ ที่ศาลล่างทั้งสองมีคำสั่งและพิพากษามานั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาของผู้ร้องฟังไม่ขึ้น

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ. ม. 31 ม. 32 ม. 33
ป.วิ.อ. ม. 173 วรรคสอง
ชื่อคู่ความ
ผู้อำนวยการสำนักอำนวยการประจำศาล
ผู้กล่าวหา — จังหวัดลำพูน
ผู้ร้อง — นางสาวชุติกาญจน์ บุญกุล
ผู้ถูกกล่าวหา — นายตี้ ไม่มีนามสกุล กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดลำพูน — นายบรรจบ ถาวรรัตน์
ศาลอุทธรณ์ภาค 5 — นางสาวมยุรี จามิกรานนท์
ชื่อองค์คณะ
โสฬส สุวรรณเนตร์
เกษม เกษมปัญญา
ไมตรี สุเทพากุล
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4896/2557
#562525
เปิดฉบับเต็ม

ที่ศาลชั้นต้นพิพากษาตามคำชี้ขาดของอนุญาโตตุลาการว่า สัญญาจ้างมุ่งถึงผลสำเร็จของงานทั้งหมด ผู้ร้องกับผู้คัดค้านต่างมิได้ยึดถือเอาการชำระค่าจ้างตามเนื้องานที่ระบุในแต่ละงวดตามสัญญาเป็นข้อสาระสำคัญ แม้ผู้คัดค้านไม่ชำระค่าจ้างงานงวดที่ 11 อายุความยังไม่เริ่มนับ อายุความเริ่มนับเมื่อส่งมอบงานทั้งหมดแล้ว ผู้คัดค้านอุทธรณ์ว่า คำพิพากษาของศาลชั้นต้นคลาดเคลื่อนต่อความเป็นจริงเพราะสัญญาจ้างระบุงานในแต่ละงวดและระบุค่าจ้างไว้ชัดเจน อายุความย่อมเริ่มนับเมื่อผู้ว่าจ้างไม่ชำระค่าจ้างในแต่ละงวดนั้น อุทธรณ์ของผู้คัดค้านเป็นการโต้แย้งการวิเคราะห์พยานหลักฐานและดุลพินิจในการวินิจฉัยฟังข้อเท็จจริงจากพยานหลักฐานในสำนวนของอนุญาโตตุลาการ และโต้แย้งการให้เหตุผลในการวินิจฉัยตีความข้อสัญญาระหว่างผู้ร้องกับผู้คัดค้านของอนุญาโตตุลาการและศาลชั้นต้นโดยไม่ปรากฏว่ามีการวินิจฉัยผิดจากวิธีพิจารณาโดยไม่ชอบด้วยกฎหมายแต่อย่างใด จึงไม่อยู่ในหลักเกณฑ์ข้อยกเว้นตามบทบัญญัติแห่ง พ.ร.บ.อนุญาโตตุลาการ พ.ศ.2545 มาตรา 45 (2) ที่ว่าคำพิพากษาของศาลชั้นต้นนั้นฝ่าฝืนต่อบทกฎหมายอันเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยหรือศีลธรรมอันดีของประชาชนแต่ประการใด ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัยให้

ที่ผู้คัดค้านอุทธรณ์ทำนองว่า อนุญาโตตุลาการทำคำวินิจฉัยชี้ขาดคดีนี้นานถึงหนึ่งปี ย่อมขัดต่อข้อบังคับสำนักงานศาลยุติธรรมว่าด้วยอนุญาโตตุลาการ ข้อ 27 ที่ต้องทำคำชี้ขาดให้เสร็จภายในกำหนดเวลาหนึ่งร้อยแปดสิบวันนับแต่วันที่ตั้งอนุญาโตตุลาการนั้น ข้อบังคับดังกล่าวเป็นเพียงกรอบเวลาที่ได้กำหนดให้ดำเนินการเท่านั้น การที่อนุญาโตตุลาการไม่อาจทำคำชี้ขาดได้เสร็จภายในกำหนดเวลาตามข้อบังคับ ไม่ถึงกับทำให้กระบวนพิจารณาในชั้นอนุญาโตตุลาการไม่ชอบด้วยกฎหมายแต่อย่างใด ดังนั้น การบังคับตามคำชี้ขาดของอนุญาโตตุลาการจึงไม่เป็นการขัดต่อความสงบเรียบร้อยหรือศีลธรรมอันดีของประชาชนตาม พ.ร.บ.อนุญาโตตุลาการ พ.ศ.2545 มาตรา 45 (1)

กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.อนุญาโตตุลาการ พ.ศ.2545 ม. 45 (1) ม. 45 (2)
ชื่อคู่ความ
ผู้ร้อง — บริษัททองล้นฟ้า จำกัด
ผู้คัดค้าน — นางสาวศุภรางค์ กานตพิชาน
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลแพ่ง — นายวรวัฒน์ กุสลางกูรวัฒน์
ชื่อองค์คณะ
วิทยา วีระประจักษ์
ธัชพันธ์ ประพุทธนิติสาร
จักษ์ชัย เยพิทักษ์
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4764/2557
#559415
เปิดฉบับเต็ม

ผู้ร้องยื่นคำร้องขอให้เพิกถอนมติที่ประชุมของคณะกรรมการสมาคมผู้คัดค้าน เป็นการใช้สิทธิทางศาลโดยเสนอคดีเป็นคำร้องขอ อันเป็นคดีไม่มีข้อพิพาทตาม ป.วิ.พ. มาตรา 55 ซึ่งการร้องขอในลักษณะเช่นนี้ ต้องมีกฎหมายสารบัญญัติรับรองให้ยื่นคำร้องขอต่อศาลได้ แต่ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ว่าด้วยสมาคม คงมีแต่บัญญัติให้สมาชิกหรือพนักงานอัยการร้องขอให้ศาลสั่งเพิกถอนมติในที่ประชุมใหญ่ของสมาชิกสมาคมตามที่บัญญัติในมาตรา 100 ได้เท่านั้น แต่คดีนี้เป็นการร้องขอเพิกถอนมติที่ประชุมของคณะกรรมการสมาคม มิใช่ขอเพิกถอนมติในที่ประชุมใหญ่ของสมาชิกสมาคม กรณีจึงไม่มีบทบัญญัติใดรับรองให้สมาชิกสมาคมหรือผู้ร้องยื่นคำร้องขอให้เพิกถอนมติที่ประชุมของคณะกรรมการสมาคมเป็นคดีไม่มีข้อพิพาท เมื่อผู้ร้องถูกโต้แย้งสิทธิโดยคณะกรรมการสมาคมผู้คัดค้าน ก็ต้องใช้สิทธิฟ้องคดีเป็นคดีมีข้อพิพาท แม้ภายหลังมีผู้คัดค้านเข้ามาก็ไม่ทำให้อำนาจการยื่นคำร้องขอที่ไม่ชอบด้วยกฎหมายตั้งแต่ต้นเป็นคำร้องขอที่ชอบด้วยกฎหมายขึ้นมาได้

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
ผู้ร้องยื่นคำร้องขอว่า ผู้ร้องเป็นสมาชิกสมาคมโทรคมนาคมแห่งประเทศไทย ในพระบรมราชูปถัมภ์ และเป็นหนึ่งในคณะกรรมการสมาคม ชุดที่ 9 ต่อมาในการประชุมใหญ่สามัญสมาชิกประจำปี 2551 ผู้ร้องได้รับเลือกตั้งให้เป็นหนึ่งในคณะกรรมการสมาคม ชุดที่ 10 อีก คณะกรรมการสมาคม ชุดที่ 10 ได้เลือกตั้งให้ผู้ร้องเป็นนายกสมาคมชุดที่ 10 ในระหว่างที่ผู้ร้องดำเนินการยื่นคำขอจดทะเบียนเปลี่ยนแปลงคณะกรรมการสมาคม ชุดใหม่ คณะกรรมการสมาคม ชุดที่ 9 เดิมได้จัดให้มีการประชุมใหญ่วิสามัญสมาชิก ครั้งที่ 1/2552 มีมติให้ถอดถอนผู้ร้องและคณะกรรมการสมาคม ชุดที่ 10 ที่ได้รับเลือกตั้งออกจากตำแหน่ง และเลือกตั้งคณะกรรมการสมาคม ชุดที่ 10 ขึ้นใหม่ ผู้ร้องกับพวกจึงได้ยื่นคำร้องต่อศาลขอให้เพิกถอนมติในการประชุมใหญ่ดังกล่าว เนื่องจากเป็นการประชุมที่มิชอบด้วยข้อบังคับและกฎหมาย คดีอยู่ระหว่างพิจารณา ระหว่างนั้นคณะกรรมการสมาคม ชุดที่ 9 ก็ได้เรียกประชุมคณะกรรมการสมาคม ครั้งที่พิเศษ 3/2552 ขึ้น มีมติให้ผู้ร้องขาดจากการเป็นสมาชิกภาพของสมาคมโดยอ้างว่าผู้ร้องมีความประพฤติอื่นนำความเสื่อมเสียมาสู่สมาคม ฝ่าฝืนข้อบังคับข้อ 13 (4) และ ข้อ 14 การดำเนินการของคณะกรรมการสมาคม ชุดที่ 9 ที่มีมติให้ผู้ร้องขาดจากการเป็นสมาชิกภาพของสมาคม เป็นการไม่ชอบและไม่สุจริต ไม่มีเหตุตามข้อบังคับของสมาคมและกฎหมาย ก่อให้เกิดความเสียหายแก่ผู้ร้อง ขอให้เพิกถอนมติที่ประชุมของคณะกรรมการสมาคม ชุดที่ 9 ตามมติที่ประชุมในวาระการประชุมที่ 4

ผู้คัดค้านยื่นคำคัดค้านว่า ผู้ร้องกระทำการเป็นปฏิปักษ์ ก่อให้เกิดความเสียหายและเสื่อมเสียชื่อเสียงต่อผู้คัดค้าน เนื่องจากประการแรก ผู้ร้องไม่ปฏิบัติตามมติของคณะกรรมการสมาคม ชุดที่ 9 ครั้งที่พิเศษ 1/2552 ที่มีมติให้ตรวจสอบความถูกต้องผลการลงคะแนนเลือกตั้งกรรมการสมาคมที่ได้มีการเลือกตั้งในวันประชุมใหญ่สามัญสมาชิกประจำปี 2551 กลับนำผลการเลือกตั้งตามมติที่ประชุมใหญ่สามัญสมาชิกประจำปี 2551 ที่ไม่ชอบด้วยข้อบังคับและกฎหมายไปจดทะเบียนเปลี่ยนแปลงกรรมการสมาคม ประการที่สอง ผู้ร้องมีหนังสือถึงสมาชิกสมาคมโดยมีเจตนาไม่ต้องการให้สมาชิกเข้าร่วมประชุมใหญ่วิสามัญสมาชิก ครั้งที่ 1/2552 ก่อให้เกิดปัญหาในการบริหารงานของสมาคม และประการที่สาม ภายหลังที่ประชุมใหญ่วิสามัญสมาชิกครั้งที่ 1/2552 มีมติให้ถอดถอนกรรมการสมาคมที่ได้รับเลือกตั้งและเลือกตั้งกรรมการสมาคมชุดใหม่ขึ้นแทนแล้ว ผู้ร้องกับพวกได้ล็อกกุญแจประตูทางเข้าออกของอาคารที่ทำการของสมาคม ขัดขวางไม่ให้กรรมการสมาคมและเจ้าหน้าที่สมาคมเข้าปฏิบัติงาน ดังนั้น การที่คณะกรรมการสมาคม ชุดที่ 9 มีมติในที่ประชุมคณะกรรมการสมาคม ครั้งที่พิเศษ 3/2552 ให้ผู้ร้องขาดจากการเป็นสมาชิกของสมาคมจึงชอบด้วยกฎหมาย ผู้ร้องไม่มีอำนาจขอให้เพิกถอนได้ ขอให้ยกคำร้อง

ศาลชั้นต้นมีคำสั่งให้เพิกถอนมติที่ประชุมของคณะกรรมการสมาคม ผู้คัดค้าน ชุดที่ 9 ครั้งที่พิเศษ 3/2552 วาระที่ 4 ค่าฤชาธรรมเนียมให้เป็นพับ

ผู้คัดค้านอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษากลับ ให้ยกคำร้องขอของผู้ร้อง ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสองศาลให้เป็นพับ

ผู้ร้องฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของผู้ร้องมีว่า ผู้ร้องมีอำนาจฟ้องโดยยื่นคำร้องขอเป็นคดีไม่มีข้อพิพาทได้หรือไม่ โดยผู้ร้องอ้างในฎีกาว่า การที่ผู้ร้องยื่นคำร้องขอเป็นคดีไม่มีข้อพิพาท และมีผู้คัดค้านเข้ามาในคดี จึงเป็นคดีมีข้อพิพาทอันเป็นการร้องขอตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 100 และตามมาตรา 4 ซึ่งเป็นกฎหมายที่ใกล้เคียงอย่างยิ่ง ทำนองเดียวกับการร้องขอเป็นผู้จัดการมรดก หากมีการโต้แย้งคัดค้านก็เป็นคดีมีข้อพิพาทได้เช่นกัน ผู้ร้องจึงมีอำนาจร้องขอนั้น เห็นว่า คดีนี้ผู้ร้องยื่นคำร้องขอให้เพิกถอนมติที่ประชุมของคณะกรรมการสมาคมผู้คัดค้าน จึงเป็นการใช้สิทธิทางศาลโดยเสนอคดีเป็นคำร้องขออันเป็นคดีไม่มีข้อพิพาทตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 55 ซึ่งการร้องขอในลักษณะเช่นนี้ ต้องมีกฎหมายสารบัญญัติรับรองให้ยื่นคำร้องขอต่อศาลได้ แต่ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ว่าด้วยสมาคม คงมีแต่บัญญัติให้สมาชิกหรือพนักงานอัยการร้องขอให้ศาลสั่งเพิกถอนมติในที่ประชุมใหญ่ของสมาชิกสมาคมตามที่บัญญัติในมาตรา 100 ได้เท่านั้น แต่คดีนี้เป็นการร้องขอเพิกถอนมติที่ประชุมของคณะกรรมการสมาคม มิใช่ขอเพิกถอนมติในที่ประชุมใหญ่ของสมาชิกสมาคม กรณีจึงไม่มีบทบัญญัติใดรับรองให้สมาชิกสมาคมหรือผู้ร้องยื่นคำร้องขอให้เพิกถอนมติในที่ประชุมของคณะกรรมการสมาคมเป็นคดีไม่มีข้อพิพาท เมื่อผู้ร้องถูกโต้แย้งสิทธิโดยคณะกรรมการสมาคมผู้คัดค้าน ก็ต้องใช้สิทธิฟ้องคดีเป็นคดีมีข้อพิพาท ไม่มีสิทธิหรืออำนาจยื่นคำร้องขอเป็นคดีไม่มีข้อพิพาท คำร้องขอของผู้ร้องจึงไม่ชอบด้วยกฎหมาย แม้ภายหลังมีผู้คัดค้านเข้ามาก็ไม่ทำให้อำนาจการยื่นคำร้องขอของผู้ร้องที่ไม่ชอบด้วยกฎหมายตั้งแต่ต้นเป็นคำร้องขอที่ชอบด้วยกฎหมายขึ้นมาได้ กรณีแตกต่างจากการร้องขอเป็นผู้จัดการมรดกตามที่ผู้ร้องอ้างมาในฎีกา ที่ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1713 บัญญัติรับรองให้ทายาทหรือผู้มีส่วนได้เสียหรือพนักงานอัยการร้องต่อศาล ขอให้ตั้งผู้จัดการมรดกได้ในกรณีมีเหตุตามที่บัญญัติไว้ การร้องขอเป็นผู้จัดการมรดกจึงเป็นคำร้องที่ชอบด้วยกฎหมายตั้งแต่ต้น ไม่ว่าจะมีผู้โต้แย้งคัดค้านหรือไม่ก็ตาม ดังนั้น ที่ศาลชั้นต้นสั่งรับคำร้องขอของผู้ร้องไว้พิจารณาและมีคำสั่งในเวลาต่อมาจึงเป็นการไม่ชอบ ฎีกาของผู้ร้องข้ออื่นไม่จำต้องวินิจฉัยเพราะไม่ทำให้ผลของคดีเปลี่ยนแปลงไป ที่ศาลอุทธรณ์วินิจฉัยและพิพากษากลับโดยให้ยกคำร้องขอของผู้ร้องนั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาของผู้ร้องฟังไม่ขึ้น

พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ. ม. 55
ป.พ.พ. ม. 100
ชื่อคู่ความ
ผู้ร้อง — นายวุฒิพร เดี่ยวพานิช
สมาคมโทรคมนาคมแห่งประเทศไทย
ผู้คัดค้าน — ในพระบรมราชูปถัมภ์
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลแพ่ง — นายสมพล โพธิ์กิ่ง
ศาลอุทธรณ์ — นายปานนท์ กัจฉปานันท์
ชื่อองค์คณะ
กิจชัย จิตธารารักษ์
เกษม เกษมปัญญา
ไมตรี สุเทพากุล
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4759/2557
#562648
เปิดฉบับเต็ม

จำเลยที่ 1 เป็นธนาคารพาณิชย์ พนักงานของจำเลยที่ 1 มีหน้าที่ต้องระมัดระวังและต้องใช้ความรู้ความชำนาญเป็นพิเศษตรวจสอบเช็คที่โจทก์สั่งจ่าย หากมีการแก้ไขชื่อผู้รับเงินซึ่งเป็นข้อความสำคัญในเช็คโดยเห็นประจักษ์ ก็ชอบที่จะปฏิเสธการใช้เงิน เพราะเหตุที่เป็นตั๋วเงินปลอมตาม ป.พ.พ. มาตรา 1007 โดยแจ้งให้โจทก์ซึ่งเป็นเจ้าของเช็คทราบทันที ไม่เช่นนั้นแล้วหากมีการจ่ายเงินตามเช็คไปย่อมเป็นการประมาทเลินเล่ออย่างร้ายแรงของพนักงานของจำเลยที่ 1 การที่โจทก์สั่งจ่ายเช็คพิพาทแล้ว อ. แก้ไขปลอมแปลงเช็คนั้นภายหลัง ไม่อาจถือเป็นความประมาทเลินเล่อของโจทก์ การใช้เงินไปตามเช็คของจำเลยที่ 1 จะได้รับความคุ้มครองเพียงใด ต้องเป็นไปตามที่ ป.พ.พ. มาตรา 1009 บัญญัติไว้

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยทั้งสองร่วมกันหรือแทนกันชดใช้เงิน 888,946.60 บาท พร้อมด้วยดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี จากต้นเงิน 756,545.60 บาท นับถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จให้แก่โจทก์

จำเลยทั้งสองให้การขอให้ยกฟ้อง

ระหว่างพิจารณา โจทก์ขอถอนฟ้องจำเลยที่ 2 ศาลชั้นต้นมีคำสั่งอนุญาตจำหน่ายคดีสำหรับจำเลยที่ 2 ออกจากสารบบความ

ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง ค่าฤชาธรรมเนียมให้เป็นพับ

โจทก์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษากลับ ให้จำเลยที่ 1 ชดใช้เงินจำนวน 888,946.60 บาท พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงิน 756,545.60 บาท นับถัดจากวันฟ้อง (ฟ้องวันที่ 20 พฤศจิกายน 2552) เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ ให้จำเลยที่ 1 ใช้ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสองศาลแทนโจทก์ โดยกำหนดค่าทนายความรวม 30,000 บาท

จำเลยที่ 1 ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า คดีมีปัญหาตามฎีกาของจำเลยที่ 1 ว่า จำเลยที่ 1 ต้องรับผิดชดใช้เงินตามฟ้องแก่โจทก์หรือไม่ โดยจำเลยที่ 1 ฎีกาว่า พนักงานของจำเลยที่ 1 ไม่ได้ประมาทเลินเล่อในการตรวจสอบก่อนการจ่ายเงินตามเช็คพิพาท และโจทก์เป็นฝ่ายประมาทเลินเล่อมากกว่าจำเลยที่ 1 โดยปล่อยปละละเลยไม่ควบคุมการปฏิบัติงานของผู้ทำบัญชี ทำให้มีการแก้ไขชื่อผู้รับเงินตามเช็คเบิกเงินจากจำเลยที่ 1 ไปได้ จำเลยที่ 1 จึงไม่ต้องรับผิดต่อโจทก์ เห็นว่า จำเลยที่ 1 เป็นธนาคารพาณิชย์ พนักงานของจำเลยที่ 1 มีหน้าที่ต้องระมัดระวังและต้องใช้ความรู้ความชำนาญเป็นพิเศษตรวจสอบเช็คที่โจทก์สั่งจ่าย หากมีการแก้ไขชื่อผู้รับเงินซึ่งเป็นข้อความสำคัญในเช็คโดยเห็นประจักษ์ ก็ชอบที่จะปฏิเสธการใช้เงิน เพราะเหตุที่เป็นตั๋วเงินปลอมตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1007 โดยแจ้งให้โจทก์ซึ่งเป็นเจ้าของเช็คทราบทันที ไม่เช่นนั้นแล้วหากมีการจ่ายเงินตามเช็คไปย่อมเป็นการประมาทเลินเล่ออย่างร้ายแรงของพนักงานของจำเลยที่ 1 ลำพังแต่เพียงที่โจทก์สั่งจ่ายเช็คพิพาทแล้ว นายอมรแก้ไขปลอมแปลงเช็คนั้นภายหลังไม่อาจถือเป็นความประมาทเลินเล่อของโจทก์ กรณีคดีนี้การใช้เงินไปตามเช็คของจำเลยที่ 1 จะได้รับความคุ้มครองเพียงใด ต้องเป็นไปตามที่ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1009 บัญญัติไว้ กล่าวคือ หากจำเลยที่ 1 ได้ใช้เงินให้ไปตามทางค้าปกติโดยสุจริตและปราศจากประมาทเลินเล่อ จึงจะถือว่าจำเลยที่ 1 ได้ใช้เงินไปถูกระเบียบ การจะพิจารณาว่าพนักงานของจำเลยที่ 1 ประมาทเลินเล่อในการตรวจสอบเช็คพิพาทซึ่งเป็นตั๋วเงินปลอมทั้งสิบเจ็ดฉบับหรือไม่เพียงใด จำต้องพิจารณาตามรายละเอียดในเช็คแต่ละฉบับ ซึ่งเช็คเลขที่ 0058767 พบร่องรอยการแก้ไขที่ตัวอักษร "ษ" ในชื่อผู้รับเงิน ทั้งชื่อผู้รับเงินตามเช็คทั้งสองฉบับยังเขียนเป็น "เกษมสรรพกิจ" มิใช่ "เกษมสรรพากิจ" ชื่อผู้รับเงินตามเช็คดังกล่าวจึงมิใช่ชื่อเจ้าของบัญชีเงินฝากออมทรัพย์ที่เปิดไว้กับจำเลยที่ 1 หากพนักงานของจำเลยที่ 1 ใช้ความระมัดระวังตามวิชาชีพก็น่าจะตรวจพบและมีข้อสงสัยว่าเป็นการแก้ไขชื่อผู้รับเงินในเช็คทั้งสองฉบับดังกล่าวได้ แต่พนักงานของจำเลยที่ 1 หาได้ใช้ความระมัดระวังในการตรวจสอบไม่ ดังนี้ จำเลยที่ 1 จึงต้องรับผิดต่อโจทก์ตามเช็คพิพาททั้งแปดฉบับที่กล่าวมา สำหรับเช็คเลขที่ 0076537 และเช็คเลขที่ 0076593 นั้น เมื่อพิจารณาแล้วไม่เห็นประจักษ์ว่ามีการแก้ไขเปลี่ยนแปลง ต้องพิจารณาตามรายงานการตรวจพิสูจน์ จึงจะเห็นการแก้ไขเปลี่ยนแปลงชื่อผู้รับเงินในเช็คทั้งสองฉบับได้ ส่วนเช็คฉบับเลขที่ 0076563, 0076586, 0084801 , 0084805 , 0084823 และ 0084825 นั้น เมื่อพิจารณาตัวอักษรทั้งหมดในเช็คโดยส่องดูทั้งด้านหน้าและด้านหลังแล้ว ไม่เห็นการแก้ไขเป็นที่ประจักษ์ และแม้จะได้มีการนำเช็คดังกล่าวไปตรวจพิสูจน์ โจทก์ก็ไม่ได้นำเจ้าพนักงานผู้ตรวจพิสูจน์มาเบิกความรับรองว่า เช็คแต่ละฉบับมีการแก้ไขเปลี่ยนแปลงอย่างไร คงมีเพียงความเห็นของผู้ชำนาญการตามรายงานการตรวจพิสูจน์ที่ได้ระบุว่าตรวจพบร่องรอยของการเปลี่ยนแปลงแก้ไขข้อความเดิมปรากฏตามภาพแสดงประกอบรายงานการตรวจพิสูจน์ที่ 0008/2553 ศาลฎีกาได้ตรวจดูภาพแสดงประกอบรายงานการตรวจพิสูจน์ที่ 0008/2553 แล้วไม่ปรากฏชัดถึงการแก้ไขเปลี่ยนแปลง ลำพังเพียงเช็คและรายงานการตรวจพิสูจน์ตามที่โจทก์นำสืบมายังไม่พอฟังว่า พนักงานของจำเลยที่ 1 ประมาทเลินเล่อในการตรวจสอบเช็คทั้งแปดฉบับดังกล่าว ส่วนเช็คฉบับเลขที่ 0084875 โจทก์ไม่ได้อ้างส่งต่อศาล ทั้งไม่ปรากฏว่ามีการส่งเช็คฉบับดังกล่าวไปตรวจพิสูจน์หรือไม่ ไม่อาจรับฟังว่าพนักงานของจำเลยที่ 1 ประมาทเลินเล่อในการตรวจสอบเช็คฉบับดังกล่าวเช่นกัน ดังนี้ การจะให้จำเลยที่ 1 รับผิดต่อโจทก์ตามเช็คทั้งสิบเจ็ดฉบับเพราะเหตุที่เป็นตั๋วเงินปลอมโดยไม่ได้พิจารณาว่าเช็คฉบับใดมีการแก้ไขปลอมแปลงอย่างไร เป็นที่เห็นประจักษ์หรือไม่ ย่อมไม่เป็นธรรม จำเลยที่ 1 จึงคงต้องรับผิดต่อโจทก์ตามเช็คจำนวน 8 ฉบับ ดังที่วินิจฉัยมาข้างต้น ที่ศาลอุทธรณ์พิพากษาให้จำเลยที่ 1 รับผิดต่อโจทก์ในเช็คทุกฉบับตามฟ้องนั้น ศาลฎีกาไม่เห็นพ้องด้วย ฎีกาของจำเลยที่ 1 ฟังขึ้นบางส่วน

พิพากษาแก้เป็นว่า ให้จำเลยที่ 1 ชำระเงินตามเช็ค 8 ฉบับ รวมจำนวน 309,920.58 บาท พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงินตามเช็คเลขที่ 0058766, 0058767, 0058800, 0068107, 0068130, 0068160, 0068190 และ 0084851 นับแต่วันเรียกเก็บเงินตามเช็คแต่ละฉบับจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ คำขออื่นของโจทก์นอกจากนี้ให้ยก ค่าฤชาธรรมเนียมระหว่างโจทก์กับจำเลยที่ 2 ในศาลชั้นต้นให้เป็นพับ ส่วนค่าฤชาธรรมเนียมระหว่างโจทก์กับจำเลยที่ 1 ทั้งสามศาลให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 988 (4) ม. 1007 ม. 1009
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — บริษัทแกรนด์ ทรานสปอร์ท เซอร์วิสเซส จำกัด
จำเลย — ธนาคารไทยพาณิชย์ จำกัด (มหาชน) กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลแพ่ง — นางสาวธิติยา เอกกุล
ศาลอุทธรณ์ — นายคัมภีร์ กิตติปริญญาพงศ์
ชื่อองค์คณะ
สวัสดิ์ สุรวัฒนานันท์
สุทธิโชค เทพไตรรัตน์
สรศักดิ์ วาจาสิทธิศิลป์
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4706/2557
#562688
เปิดฉบับเต็ม

ตาม พ.ร.บ.ประกันสังคม พ.ศ.2533 มาตรา 78 ลูกจ้างซึ่งเป็นผู้ประกันตนมีสิทธิได้รับประโยชน์ทดแทนในกรณีว่างงานต่อเมื่อผู้ประกันตนได้จ่ายเงินสมทบมาแล้วไม่น้อยกว่าหกเดือนและต้องอยู่ภายในระยะเวลาสิบห้าเดือนก่อนการว่างงานและจะต้องเป็นผู้ที่อยู่ในเงื่อนไข (1) ถึง (3) โดย (3) ระบุไว้ชัดเจนว่า ต้องมิใช่ผู้มีสิทธิได้รับประโยชน์ทดแทนในกรณีชราภาพตามหมวด 7 ในลักษณะนี้ซึ่งก็คือหมวดที่ว่าด้วยประโยชน์ทดแทนในกรณีชราภาพนั่นเอง ฟ้องโจทก์ระบุว่าโจทก์ยื่นแบบขอรับประโยชน์ทดแทนในกรณีชราภาพต่อสำนักงานประกันสังคมเขตพื้นที่ 2 และสำนักงานประกันสังคมเขตพื้นที่ 2 มีคำสั่งจ่ายเงินบำเหน็จชราภาพให้ผู้ประกันตน แสดงว่าโจทก์และสำนักงานประกันสังคมเขตพื้นที่ 2 ยอมรับกันว่าโจทก์เป็นผู้มีสิทธิได้รับประโยชน์ทดแทนในกรณีชราภาพตามหมวด 7 ดังกล่าว โจทก์จึงไม่มีสิทธิได้รับประโยชน์ทดแทนในกรณีว่างงานนับแต่โจทก์เป็นผู้มีสิทธิได้รับประโยชน์ทดแทนในกรณีชราภาพตามความในมาตรา 78 (3) ต่อไปอีก

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้เพิกถอนคำสั่งสำนักงานประกันสังคมเขตพื้นที่ 2 เรื่องคำสั่งประโยชน์ทดแทนที่ รง 0623/บ1/20247 ลงวันที่ 30 เมษายน 2550 เพิกถอนคำวินิจฉัยที่ 187/2551 ของคณะกรรมการอุทธรณ์ตามพระราชบัญญัติประกันสังคม พ.ศ.2533 ลงวันที่ 1 กุมภาพันธ์ 2551 และให้โจทก์มีสิทธิได้รับประโยชน์ทดแทนการขาดรายได้กรณีว่างงานเป็น 90 วัน เป็นเงิน 6,750 บาท โจทก์ได้รับมาแล้ว 1,538.90 บาท คงเหลืออีก 5,211.10 บาท พร้อมดอกเบี้ยในอัตราสูงสุดตามกฎหมายจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์

จำเลยให้การขอให้ยกฟ้อง

ศาลแรงงานกลางพิพากษายกฟ้อง

โจทก์อุทธรณ์ต่อศาลฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีแรงงานวินิจฉัยว่า ปัญหาที่จะต้องวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของโจทก์มีว่า คำสั่งของสำนักงานประกันสังคมเขตพื้นที่ 2 ที่ให้โจทก์มีสิทธิได้รับเงินทดแทนการขาดรายได้ในกรณีว่างงานจำนวน 22 วัน และคำวินิจฉัยของคณะกรรมการอุทธรณ์ที่เห็นด้วยกับคำสั่งดังกล่าวชอบหรือไม่ โดยโจทก์อุทธรณ์สรุปความได้ว่า เงินทดแทนในกรณีชราภาพมีกฎกระทรวงกำหนดอัตราเงินสมทบกองทุนประกันสังคม พ.ศ.2533 และมาตรา 46 วรรคหนึ่งและวรรคสอง แห่งพระราชบัญญัติประกันสังคม พ.ศ.2533 ระบุไว้ในข้อ 3 ว่า ให้รัฐบาล นายจ้างและผู้ประกันตนตามมาตรา 33 ออกเงินสมทบเข้ากองทุนเพื่อจ่ายประโยชน์ทดแทนกรณีชราภาพซึ่งบัญชี ค. กำหนดให้รัฐบาลออกร้อยละ 1 นายจ้างออกร้อยละ3 และผู้ประกันตนออกร้อยละ 3 กฎกระทรวงฉบับนี้มีผลใช้บังคับตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม 2546 เป็นต้นไป แต่รัฐบาลไม่เคยออกเงินสมทบในอัตราร้อยละ 1 เลย เงินบำเหน็จชราภาพจึงเป็นเงินที่โจทก์และนายจ้างส่งสมทบเอง แล้วจำเลยนำไปประกอบธุรกิจหารายได้เพิ่มจ่ายผลตอบแทนจากการนำเงินไปหาดอกผลให้โจทก์ เงินจำนวนนี้จึงเป็นเงินของโจทก์โดยชอบ จำเลยไม่มีสิทธิตัดสิทธิโจทก์ที่จะไม่ให้โจทก์มีสิทธิได้รับประโยชน์ทดแทนในกรณีว่างงาน คำสั่งของสำนักงานประกันสังคมเขตพื้นที่ 2 ที่ให้โจทก์มีสิทธิได้รับเงินทดแทนการขาดรายได้ในกรณีว่างงานจำนวน 22 วัน และคำวินิจฉัยของคณะกรรมการอุทธรณ์ที่เห็นด้วยกับคำสั่งดังกล่าวจึงไม่ถูกต้อง ชอบที่จะเพิกถอนเสียนั้น เห็นว่า พระราชบัญญัติประกันสังคม พ.ศ.2533 มาตรา 78 บัญญัติว่า ลูกจ้างซึ่งเป็นผู้ประกันตนมีสิทธิได้รับประโยชน์ทดแทนในกรณีว่างงานต่อเมื่อผู้ประกันตนได้จ่ายเงินสมทบมาแล้วไม่น้อยกว่าหกเดือนและต้องอยู่ภายในระยะเวลาสิบห้าเดือนก่อนการว่างงานและจะต้องเป็นผู้ที่อยู่ในเงื่อนไข (1) ถึง (3) โดย (3) ระบุไว้ชัดเจนว่า ต้องมิใช่ผู้มีสิทธิได้รับประโยชน์ทดแทนในกรณีชราภาพตามหมวด 7 ในลักษณะนี้ซึ่งก็คือหมวดที่ว่าด้วยประโยชน์ทดแทนในกรณีชราภาพนั่นเอง ฟ้องโจทก์ระบุว่าโจทก์ยื่นแบบขอรับประโยชน์ทดแทนในกรณีชราภาพต่อสำนักงานประกันสังคมเขตพื้นที่ 2 และสำนักงานประกันสังคมเขตพื้นที่ 2 มีคำสั่งจ่ายเงินบำเหน็จชราภาพให้ผู้ประกันตนเป็นเงิน 38,876.16 บาท แสดงว่าโจทก์และสำนักงานประกันสังคมเขตพื้นที่ 2 ยอมรับกันว่า โจทก์เป็นผู้มีสิทธิได้รับประโยชน์ทดแทนในกรณีชราภาพตามหมวด 7 ดังกล่าว โจทก์จึงไม่มีสิทธิได้รับประโยชน์ทดแทนในกรณีว่างงานนับแต่โจทก์เป็นผู้มีสิทธิได้รับประโยชน์ทดแทนในกรณีชราภาพตามความในมาตรา 78 (3) ต่อไปอีก ส่วนที่โจทก์อ้างว่า รัฐบาลไม่เคยออกเงินสมทบเข้ากองทุนเพื่อจ่ายประโยชน์ทดแทนในกรณีชราภาพตามกฎกระทรวงเลย เงินที่จ่ายให้โจทก์ไปแล้วจึงไม่ใช่เงินบำเหน็จชราภาพตามกฎหมายนั้น เห็นว่า ฟ้องโจทก์ระบุชัดเจนว่าโจทก์ยื่นแบบคำขอรับประโยชน์ทดแทนในกรณีชราภาพต่อสำนักงานประกันสังคมเขตพื้นที่ 2 และสำนักงานประกันสังคมเขตพื้นที่ 2 มีคำสั่งจ่ายเงินบำเหน็จชราภาพให้ผู้ประกันตนเป็นเงิน 38,876.16 บาท หากจำนวนเงินประโยชน์ทดแทนในกรณีชราภาพไม่ถูกต้องเพราะเหตุรัฐบาลยังมิได้ออกเงินสมทบเข้ากองทุนให้ดังที่โจทก์อ้าง โจทก์ก็ชอบที่จะไปว่ากล่าวในส่วนเกี่ยวกับประโยชน์ทดแทนในกรณีชราภาพที่ยังได้รับไม่ครบ จะอ้างว่าโจทก์ได้รับประโยชน์ทดแทนในกรณีชราภาพไม่ครบเพราะรัฐบาลยังไม่ออกเงินสมทบมาเป็นเหตุให้โจทก์ยังมีสิทธิได้รับประโยชน์ทดแทนในกรณีว่างงานต่อไปให้ขัดกับบทบัญญัติมาตรา 78 (3) ไม่ได้ ศาลแรงงานกลางพิพากษาชอบแล้ว อุทธรณ์ของโจทก์ฟังไม่ขึ้น

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.ประกันสังคม พ.ศ.2533 ม. 78
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นายอภิสัณห์ เย็นบุญส่ง
จำเลย — สำนักงานประกันสังคม
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลแรงงานกลาง — นายจตุรงค์ บุรมัธนานนท์
ชื่อองค์คณะ
พิทยา บุญชู
นิยุต สุภัทรพาหิรผล
พงษ์เทพ ศิริพงศ์ติกานนท์
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4702/2557
#571976
เปิดฉบับเต็ม

ป. เป็นลูกจ้างของจำเลย ทำหน้าที่ขับรถรับส่งบุตรหลานพนักงานของจำเลย ป. ถึงแก่ความตายขณะปฏิบัติหน้าที่ในที่ทำการของจำเลย

ป. มีโรคประจำตัวคือภาวะความดันโลหิตสูง มีน้ำตาลในปัสสาวะ ไขมันในเลือดสูง และหัวใจห้องล่างซ้ายโต โดยเฉพาะหัวใจห้องล่างซ้ายโตเป็นปัจจัยเสี่ยงสูงที่ทำให้หัวใจหยุดทำงานเฉียบพลันได้ ใบแจ้งการตายระบุสาเหตุการตายว่าหัวใจหยุดทำงานฉับพลัน ทั้งลักษณะงานของ ป. มีเพียงขับรถรับส่งบุตรหลานพนักงานของจำเลยไปโรงเรียนเท่านั้น ไม่ใช่งานที่ต้องใช้กำลังแรง ไม่อาจทำให้เกิดโรคหรือเจ็บป่วยถึงตายได้ สาเหตุการตายจึงเกิดจากโรคประจำตัวของ ป. ไม่ได้เกิดด้วยโรคซึ่งเกิดตามลักษณะหรือสภาพของงานหรือเนื่องจากการทำงาน จำเลยจึงไม่ต้องจ่ายค่าทดแทนให้โจทก์ที่ 1 ผู้เป็นภรรยาของ ป.

กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.เงินทดแทน พ.ศ.2537 ม. 5 ม. 20 วรรคหนึ่ง (2)
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นางสงบ จงจิตต์ กับพวก
จำเลย — องค์การสวนยาง
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลแรงงานภาค 8 — นายเฉลิมพงศ์ ขันตี
ชื่อองค์คณะ
ทวีป ตันสวัสดิ์
ชัยวัฒน์ เวียงธีรวัฒน์
วิรุฬห์ แสงเทียน
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4697/2557
#562576
เปิดฉบับเต็ม

การเลือกตั้งกรรมการสหภาพแรงงานรัฐวิสาหกิจการบินไทยต้องลงคะแนนเสียงโดยวิธีลับมีความหมายว่าในการเลือกตั้งต้องใช้วิธีออกเสียงลงคะแนนที่ไม่มีผู้ใดทราบว่าสมาชิกสหภาพแรงงานผู้มาใช้สิทธิเลือกตั้งได้ออกเสียงลงคะแนนเลือกผู้ใดเป็นกรรมการสหภาพแรงงาน เพื่อให้โอกาสแก่ผู้ใช้สิทธิอย่างอิสรเสรี ไม่ต้องตกอยู่ในความเกรงกลัว ความเกรงใจหรืออิทธิพลของใคร ด้วยเหตุนี้หากมีการกระทำใดที่เป็นช่องทางให้ทราบได้ว่าสมาชิกสหภาพแรงงานผู้มาใช้สิทธิเลือกผู้ใดเป็นกรรมการสหภาพแรงงานถือได้ว่าไม่ใช่เป็นการลงคะแนนเสียงโดยวิธีลับ

การที่คู่มือเลือกตั้งคณะกรรมการบริหารสหภาพแรงงานรัฐวิสาหกิจการบินไทยประจำปี 2547 กำหนดให้ทำบัญชีรายชื่อผู้มีสิทธิเลือกตั้งโดยมีเลขประจำตัวพนักงานและเลขสมาชิกสหภาพแรงงานของพนักงานผู้มีสิทธิเลือกตั้งนั้นปรากฏอยู่ กับทำบัตรเลือกตั้งซึ่งมีเลขที่บัตรปรากฏอยู่ ในวันเลือกตั้งเมื่อสมาชิกสหภาพแรงงานไปแสดงตัวที่หน่วยเลือกตั้ง เจ้าหน้าที่หน่วยเลือกตั้งระบุเลขที่บัตรเลือกตั้งลงในช่องว่างตรงกับชื่อสมาชิกสหภาพแรงงานผู้ใช้สิทธิเลือกตั้งนั้นในบัญชีรายชื่อผู้มีสิทธิเลือกตั้งแล้วให้สหภาพแรงงานนั้นลงลายมือชื่อ จากนั้นจึงมอบบัตรเลือกตั้งให้ไปลงคะแนนต่อไป การปฏิบัติดังกล่าวเป็นช่องทางให้ตรวจสอบทราบได้ว่าสมาชิกสหภาพแรงงานผู้มีสิทธิเลือกตั้งได้ลงคะแนนเลือกผู้ใดเป็นกรรมการสหภาพแรงงาน จึงไม่ใช่การลงคะแนนเสียงโดยวิธีลับ ไม่ชอบด้วยข้อบังคับสหภาพแรงงานรัฐวิสาหกิจการบินไทย พ.ศ.2545 ข้อ 26 ที่กำหนดให้การเลือกตั้งกรรมการต้องลงคะแนนเสียงโดยวิธีลับ ที่จำเลยที่ 1 ไม่รับจดทะเบียนกรรมการสหภาพแรงงานที่ได้มาจากการเลือกตั้งดังกล่าว และจำเลยที่ 2 มีคำวินิจฉัยเห็นด้วยกับจำเลยที่ 1 จึงชอบแล้ว

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องและแก้ไขคำฟ้องขอให้เพิกถอนคำสั่งที่ รง 0509/002390 ลงวันที่ 22 มีนาคม 2549 ของจำเลยที่ 1 และคำสั่งที่ 007/2549 ลงวันที่ 26 มิถุนายน 2549 ของจำเลยที่ 2 ให้ จำเลยที่ 1 รับจดทะเบียนกรรมการสหภาพแรงงานรัฐวิสาหกิจการบินไทยตามคำขอจดทะเบียน ลงวันที่ 1 กันยายน 2547

ระหว่างพิจารณานายชัชพงษ์ กับพวกรวม 19 คน ยื่นคำร้องขอเข้าเป็นโจทก์ร่วม ศาลแรงงานกลางอนุญาต

จำเลยทั้งสองให้การขอให้ยกฟ้อง

ศาลแรงงานกลางพิพากษายกฟ้อง

โจทก์และโจทก์ร่วมทั้งสิบเก้าอุทธรณ์ต่อศาลฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีแรงงานวินิจฉัยว่า ปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของโจทก์และโจทก์ร่วมทั้งสิบเก้าว่า การเลือกตั้งกรรมการสหภาพแรงงานรัฐวิสาหกิจการบินไทยเมื่อวันที่ 27 สิงหาคม 2547 ชอบด้วยข้อบังคับสหภาพแรงงานรัฐวิสาหกิจการบินไทย พ.ศ.2545 ข้อ 26 ที่กำหนดให้ลงคะแนนเสียงโดยวิธีลับหรือไม่ โจทก์และโจทก์ร่วมทั้งสิบเก้าอุทธรณ์ว่า ข้อบังคับสหภาพแรงงานรัฐวิสาหกิจการบินไทย พ.ศ.2545 ไม่ได้ระบุให้ชัดเจนว่าการลงคะแนนลับจะต้องปฏิบัติอย่างไร ลับขนาดไหน จึงต้องถือเอาจารีตประเพณีที่เคยปฏิบัติกันมาว่าการลงคะแนนโดยวิธีลับถือหลักอย่างไร ตามที่กำหนดไว้ในคู่มือการเลือกตั้งคณะกรรมการบริหารสหภาพแรงงานรัฐวิสาหกิจการบินไทยประจำปี 2547 กล่าวคือเมื่อสมาชิกสหภาพแรงงานฯ มาใช้สิทธิเลือกตั้ง อนุกรรมการควบคุมการเลือกตั้งจะบันทึกหมายเลขบัตรเลือกตั้งของผู้มาใช้สิทธิเลือกตั้งต่อท้ายจากหมายเลขประจำตัวในบัญชีรายชื่อของผู้มาใช้สิทธิเลือกตั้ง ทั้งนี้เพื่อไม่ให้ผู้ใช้สิทธิเลือกตั้งใช้สิทธิซ้ำซ้อน ซึ่งตรงตามแนวปฏิบัติอันเป็นจารีตประเพณีที่ต้องการให้สมาชิกสหภาพแรงงานฯ ที่กระจายอยู่ทั่วประเทศได้ใช้สิทธิอย่างทั่วถึง และถือว่าคู่มือการเลือกตั้งคณะกรรมการบริหารสหภาพแรงงานรัฐวิสาหกิจการบินไทยดังกล่าวชอบด้วยข้อบังคับสหภาพแรงงานรัฐวิสาหกิจการบินไทย พ.ศ.2545 การเลือกตั้งกรรมการสหภาพแรงงานรัฐวิสาหกิจการบินไทยชอบแล้ว จำเลยที่ 1 ในฐานะนายทะเบียนต้องรับจดทะเบียน เห็นว่า การเลือกตั้งกรรมการสหภาพแรงงานรัฐวิสาหกิจการบินไทยเมื่อวันที่ 27 สิงหาคม 2547 อยู่ภายใต้บังคับของข้อบังคับสหภาพแรงงานรัฐวิสาหกิจการบินไทย พ.ศ.2545 ซึ่งกำหนดไว้ในข้อ 23 (6) และข้อ 27 (2) ว่าการเลือกตั้งกรรมการสหภาพแรงงานรัฐวิสาหกิจการบินไทยต้องกระทำโดยที่ประชุมใหญ่ประจำปี ข้อ 26 กำหนดวิธีการออกเสียงลงคะแนนไม่ว่าในเรื่องใดของที่ประชุมใหญ่ว่าอาจใช้วิธีการ (1) ลงคะแนนเสียงโดยวิธีเปิดเผย (2) ลงคะแนนเสียงโดยวิธีลับ ทั้งนี้ตามแต่มติที่ประชุมจะเห็นสมควร ยกเว้นเรื่องการเลือกตั้งกรรมการต้องลงคะแนนเสียงโดยวิธีลับเท่านั้น ดังนั้นการเลือกตั้งกรรมการสหภาพแรงงานรัฐวิสาหกิจการบินไทยข้างต้นจึงต้องกระทำโดยที่ประชุมใหญ่ และต้องลงคะแนนเสียงโดยวิธีลับ ซึ่งมีความหมายว่าในการเลือกตั้งกรรมการสหภาพแรงงานฯ จะต้องใช้วิธีออกเสียงลงคะแนนที่ไม่มีผู้ใดทราบว่าสมาชิกสหภาพแรงงานฯ ผู้มาใช้สิทธิเลือกตั้งได้ออกเสียงลงคะแนนเลือกผู้ใดเป็นกรรมการสหภาพแรงงานฯ เพื่อเป็นการให้โอกาสแก่ผู้ใช้สิทธิเลือกตั้งได้ใช้สิทธิอย่างอิสรเสรี ไม่ต้องตกอยู่ในความเกรงกลัว ความเกรงใจ หรืออิทธิพลของใคร ด้วยเหตุนี้หากมีการกระทำใดที่เป็นช่องทางให้ทราบได้ว่าสมาชิกสหภาพแรงงานฯ ผู้มาใช้สิทธิเลือกผู้ใดเป็นกรรมการสหภาพแรงงานฯ ย่อมถือได้ว่าไม่ใช่เป็นการลงคะแนนเสียงโดยวิธีลับ ตามข้อบังคับดังกล่าว ข้อเท็จจริงได้ความว่า ในการเลือกตั้งกรรมการสหภาพแรงงานฯ ครั้งนี้ สหภาพแรงงานรัฐวิสาหกิจการบินไทยจัดทำคู่มือการเลือกตั้งคณะกรรมการบริหารสหภาพแรงงานรัฐวิสาหกิจการบินไทย ประจำปี 2547 ขึ้นเป็นแนวทางปฏิบัติ โดยให้คณะอนุกรรมการการเลือกตั้งจัดหน่วยเลือกตั้งออกเป็นหลายหน่วยกระจายไปตามหน่วยงานของบริษัทการบินไทย จำกัด (มหาชน) ทั่วราชอาณาจักร ทำบัญชีรายชื่อผู้มีสิทธิเลือกตั้ง ซึ่งมีเลขประจำตัวพนักงานและเลขสมาชิกสหภาพแรงงานฯของพนักงานผู้มีสิทธิเลือกตั้งนั้นปรากฏอยู่ กับทำบัตรเลือกตั้งซึ่งมีเลขที่บัตรปรากฏอยู่ แล้วส่งไปยังหน่วยเลือกตั้งทุกหน่วย ในวันเลือกตั้งวันที่ 27 สิงหาคม 2547 เมื่อสมาชิกสหภาพแรงงานฯ ผู้มีสิทธิเลือกตั้งไปแสดงตัวใช้สิทธิเลือกตั้งที่หน่วยเลือกตั้งใด เจ้าหน้าที่หน่วยเลือกตั้งจะระบุเลขที่บัตรเลือกตั้งลงในช่องว่างตรงกับชื่อสมาชิกสหภาพแรงงานฯ ผู้ใช้สิทธิเลือกตั้งนั้นในบัญชีรายชื่อผู้มีสิทธิเลือกตั้ง แล้วให้ผู้ใช้สิทธิเลือกตั้งลงลายมือชื่อในช่องตรงกับชื่อสมาชิกสหภาพแรงงานฯผู้ใช้สิทธิเลือกตั้ง หลังจากนั้นจึงมอบบัตรเลือกตั้งให้แก่ผู้ใช้สิทธิเลือกตั้งเพื่อไปลงคะแนนต่อไป เมื่อลงคะแนนเสร็จหน่วยเลือกตั้งทุกหน่วยจะส่งหีบบัตรเลือกตั้งไปรวมนับคะแนนที่ส่วนกลาง พร้อมกับจัดเจ้าหน้าที่ตรวจสอบบัญชีรายชื่อผู้มีสิทธิเลือกตั้งว่ามีผู้มีสิทธิเลือกตั้งรายใดใช้สิทธิลงคะแนนเลือกตั้งเกินกว่าหนึ่งหน่วยหรือไม่ ถ้ามีก็จะตรวจและดึงเอาบัตรเลือกตั้งของผู้นั้นออกจากบัตรที่ยังไม่ได้นับคะแนนโดยอาศัยเลขที่บัตรเลือกตั้งที่ปรากฏอยู่ในบัญชีรายชื่อผู้มีสิทธิเลือกตั้งและปรับให้เป็นบัตรเสียเพราะลงคะแนนซ้ำซ้อน จะเห็นได้ว่าการปฏิบัติตามแนวทางในคู่มือการเลือกตั้งดังกล่าวเป็นช่องทางให้ตรวจสอบทราบได้ว่าสมาชิกสหภาพแรงงานฯ ผู้มีสิทธิเลือกตั้งได้ออกเสียงลงคะแนนเลือกผู้ใดเป็นกรรมการสหภาพแรงงานฯ ผู้ใช้สิทธิเลือกตั้งย่อมเกิดความหวาดระแวงว่าจะมีผู้อื่นทราบความลับของตนว่าได้ใช้สิทธิเลือกผู้ใดเป็นกรรมการสหภาพแรงงานฯ ผู้มีสิทธิเลือกตั้งไม่มีโอกาสใช้ดุลพินิจอย่างอิสรเสรีในการออกเสียงลงคะแนนเลือกตั้งอีกต่อไป จึงไม่ใช่การลงคะแนนเสียงโดยวิธีลับ ย่อมไม่ชอบด้วยข้อบังคับสหภาพแรงงานรัฐวิสาหกิจการบินไทย พ.ศ.2545 ที่โจทก์และโจทก์ร่วมทั้งสิบเก้าอ้างว่าการปฏิบัติตามคู่มือการเลือกตั้งคณะกรรมการบริหารสหภาพแรงงานรัฐวิสาหกิจการบินไทย ประจำปี 2547 ข้างต้นเป็นการปฏิบัติตามจารีตประเพณีที่เคยปฏิบัติมาเพื่อเป็นการป้องกันปัญหาการที่สมาชิกสหภาพแรงงานฯ ใช้สิทธิเลือกตั้งซ้ำซ้อนมากกว่าหนึ่งหน่วยเลือกตั้งนั้น ศาลฎีกาเห็นว่า การป้องกันไม่ให้สมาชิกสหภาพแรงงานฯ ใช้สิทธิเลือกตั้งลงคะแนนเสียงซ้ำซ้อนมากกว่าหนึ่งหน่วยเลือกตั้งเป็นเรื่องที่สหภาพแรงงานฯ มีสิทธิกระทำได้ แต่จะต้องเลือกใช้วิธีป้องกันที่ไม่ขัดต่อกฎหมาย หรือไม่ขัดต่อข้อบังคับสหภาพแรงงานรัฐวิสาหกิจการบินไทย พ.ศ.2545 เมื่อแนวทางปฏิบัติในการเลือกตั้งตามคู่มือการเลือกตั้งคณะกรรมการบริหารสหภาพแรงงานรัฐวิสาหกิจการบินไทย ประจำปี 2547 ขัดต่อข้อบังคับสหภาพแรงงานรัฐวิสาหกิจการบินไทย พ.ศ.2545 ดังวินิจฉัยมาแล้ว โจทก์และโจทก์ร่วมทั้งสิบเก้าจะอ้างว่าเคยปฏิบัติกันมาจนเป็นจารีตประเพณีหาได้ไม่ อุทธรณ์ของโจทก์และโจทก์ร่วมทั้งสิบเก้าฟังไม่ขึ้น

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.แรงงานรัฐวิสาหกิจสัมพันธ์ พ.ศ.2543 ม. 50
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นายเจษฎา นิยมปัทมะ
โจทก์ร่วม — นายชัชพงษ์ พราหมณ์พันธุ์ กับพวก
นายผดุงศักดิ์ เทพหัสดิน ณ อยุธยา
อธิบดีกรมสวัสดิการและคุ้มครองแรงงาน (นายทะเบียน)
จำเลย — กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลแรงงานกลาง — นายอนันต์ โรจน์เนืองนิตย์
ชื่อองค์คณะ
อนันต์ ชุมวิสูตร
ชัยวัฒน์ เวียงธีรวัฒน์
สุนทร ทรงฤกษ์
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4676/2557
#567477
เปิดฉบับเต็ม

ข้อเท็จจริงที่คู่ความมิได้โต้เถียงกันในชั้นนี้รับฟังเป็นที่ยุติได้ว่า เดิมโจทก์เป็นผู้เช่าที่ดินจากเรืออากาศตรีหญิง ว. เมื่อขณะยังมีชีวิตอยู่ ระยะเวลาเช่า 30 ปี ครบกำหนดวันที่ 1 กันยายน 2562 ต่อมาจำเลยที่ 1 มีชื่อในโฉนดที่ดินดังกล่าวในฐานะผู้จัดการมรดกของเรืออากาศตรีหญิง ว. จากนั้นวันที่ 2 กุมภาพันธ์ 2550 โจทก์และจำเลยที่ 1 ทำสัญญาจะซื้อจะขายที่ดินดังกล่าว แล้วโจทก์ได้ยื่นฟ้องจำเลยที่ 1 ต่อศาลชั้นต้นในข้อหาผิดสัญญาจะซื้อจะขาย และขอให้บังคับจำเลยที่ 1 โอนกรรมสิทธิ์ในที่ดินดังกล่าวแก่โจทก์ ในระหว่างพิจารณาอันเป็นเวลาก่อนที่ศาลชั้นต้นมีคำสั่งคุ้มครองชั่วคราวให้ระงับการจดทะเบียนสิทธิและนิติกรรมเกี่ยวกับที่ดินนั้นไว้จนกว่าคดีถึงที่สุดหรือศาลจะมีคำสั่งเป็นอย่างอื่น จำเลยที่ 1 ได้จดทะเบียนการเช่าที่ดินดังกล่าวให้แก่จำเลยที่ 2 มีกำหนดเวลา 30 ปี นับแต่วันที่ 2 กันยายน 2562 เป็นต้นไป ต่อมาศาลชั้นต้นในคดีดังกล่าวพิพากษาว่า จำเลยที่ 1 มิได้เป็นฝ่ายผิดสัญญา คดีอยู่ระหว่างการพิจารณาของศาลอุทธรณ์ มีปัญหาวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยทั้งสองเพียงว่า โจทก์มีอำนาจฟ้องขอให้ศาลเพิกถอนนิติกรรมการจดทะเบียนการเช่าระหว่างจำเลยทั้งสองหรือไม่ เห็นว่า ไม่ว่าการเช่าที่ดินระหว่างจำเลยทั้งสองจะทำให้สิทธิของโจทก์ในฐานะเจ้าหนี้ซึ่งเป็นผู้เช่าตามสัญญาเช่าเดิมได้รับผลกระทบหรือไม่ก็ตาม แต่เมื่อโจทก์ยังมีฐานะเป็นเจ้าหนี้ตามสัญญาจะซื้อจะขายของจำเลยที่ 1 ในคดีก่อนอยู่อีกด้วย และได้ใช้สิทธิเรียกร้องให้จำเลยที่ 1 ซึ่งเป็นลูกหนี้ปฏิบัติตามสัญญาจะซื้อจะขายโดยการยื่นฟ้องจำเลยที่ 1 ต่อศาลขอให้บังคับจำเลยที่ 1 โอนที่ดินให้แก่โจทก์ตามสัญญาดังกล่าวแล้ว แม้ว่าศาลชั้นต้นจะพิพากษาว่า จำเลยที่ 1 มิได้เป็นฝ่ายผิดสัญญาจะซื้อจะขาย คดีเดิมมีประเด็นว่าจำเลยที่ 1 ผิดสัญญาจะซื้อจะขายหรือไม่ คดีนี้มีประเด็นว่าโจทก์มีสิทธิฟ้องขอให้ศาลเพิกถอนนิติกรรมการจดทะเบียนการเช่าระหว่างจำเลยทั้งสองหรือไม่ เป็นคดีฟ้องขอให้เพิกถอนการฉ้อฉลระหว่างจำเลยทั้งสอง อันเป็นการทำให้โจทก์เสียเปรียบ ป.พ.พ. มาตรา 237 ที่ให้สิทธิแก่เจ้าหนี้ที่จะสงวนไว้ซึ่งกองทรัพย์สินของลูกหนี้เนื่องจากทรัพย์สินของลูกหนี้เหล่านี้ย่อมเป็นหลักประกันการชำระหนี้ดังที่บัญญัติไว้ในมาตรา 214 มิได้ฟ้องขอบังคับชำระหนี้โดยตรงจากที่ดินพิพาทดังเช่นในคดีก่อนอีกด้วย กรณีจึงเป็นเรื่องที่ไม่เกี่ยวกับคำพิพากษาผูกพันคู่ความหรือไม่ จำเลยทั้งสองไม่อาจอ้างเอาผลคำวินิจฉัยของศาลชั้นต้นในคดีก่อนที่ยังไม่ถึงที่สุดมาผูกพันโจทก์ในคดีนี้ได้ ดังนั้น เมื่อโจทก์อ้างว่าโจทก์เป็นเจ้าหนี้ตามสัญญาจะซื้อจะขายที่ดินและจำเลยที่ 1 ซึ่งเป็นลูกหนี้ตามสัญญาดังกล่าวได้ทำสัญญาเช่าที่ดินให้จำเลยที่ 2 โดยรู้อยู่ว่าเป็นทางให้โจทก์เสียเปรียบอันเป็นการฉ้อฉลโจทก์ โจทก์จึงมีสิทธิที่จะฟ้องจำเลยทั้งสองขอให้เพิกถอนนิติกรรมการเช่าที่ดินนั้นได้ตามบทบัญญัติของกฎหมายดังกล่าว การกระทำของจำเลยทั้งสองตามฟ้องโจทก์ถือได้ว่าเป็นการโต้แย้งสิทธิของโจทก์ที่มีอยู่ก่อนในอันที่จะได้รับโอนกรรมสิทธิ์ในที่ดินตามสัญญาจะซื้อจะขายโดยปลอดภาระผูกพันใด ๆ แล้ว โจทก์จึงมีอำนาจฟ้องขอให้ศาลเพิกถอนนิติกรรมการจดทะเบียนการเช่าระหว่างจำเลยทั้งสองได้

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยที่ 1 โอนที่ดินโฉนดเลขที่ 132027 ตำบลบางกะปิ (ลาดพร้าวฝั่งเหนือ) อำเภอห้วยขวาง (บางกะปิ) กรุงเทพมหานคร และขอให้เพิกถอนการจดทะเบียนการเช่าระหว่างจำเลยทั้งสอง หากจำเลยทั้งสองไม่ปฏิบัติตามให้ถือเอาคำพิพากษาแทนการแสดงเจตนา

จำเลยทั้งสองให้การขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง ค่าฤชาธรรมเนียมให้เป็นพับ

โจทก์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษากลับ ให้เพิกถอนการจดทะเบียนการเช่าระหว่างจำเลยทั้งสอง กับให้จำเลยทั้งสองร่วมกันใช้ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสองศาลแทนโจทก์ โดยกำหนดค่าทนายความรวม 20,000 บาท

จำเลยทั้งสองฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงที่คู่ความมิได้โต้เถียงกันในชั้นนี้รับฟังเป็นที่ยุติได้ว่า เดิมโจทก์เป็นผู้เช่าที่ดินโฉนดเลขที่ 132027 จากเรืออากาศตรีหญิงวิพัฒนาเมื่อขณะยังมีชีวิตอยู่ ระยะเวลาเช่า 30 ปี ครบกำหนดวันที่ 1 กันยายน 2562 ต่อมาจำเลยที่ 1 มีชื่อในโฉนดที่ดินดังกล่าวในฐานะผู้จัดการมรดกของเรืออากาศตรีหญิงวิพัฒนา จากนั้นวันที่ 2 กุมภาพันธ์ 2550 โจทก์และจำเลยที่ 1 ทำสัญญาจะซื้อจะขายที่ดินดังกล่าว แล้วโจทก์ได้ยื่นฟ้องจำเลยที่ 1 ต่อศาลชั้นต้น ในข้อหาผิดสัญญาจะซื้อจะขาย และขอให้บังคับจำเลยที่ 1 โอนกรรมสิทธิ์ในที่ดินดังกล่าวแก่โจทก์ หากไม่ปฏิบัติตามให้ชดใช้ค่าเสียหาย ในระหว่างพิจารณาเมื่อวันที่ 22 กุมภาพันธ์ 2551 อันเป็นเวลาก่อนที่ศาลชั้นต้นมีคำสั่งคุ้มครองชั่วคราวให้ระงับการจดทะเบียนสิทธิและนิติกรรมเกี่ยวกับที่ดินนั้นไว้จนกว่าคดีถึงที่สุดหรือศาลจะมีคำสั่งเป็นอย่างอื่น จำเลยที่ 1 ได้จดทะเบียนการเช่าที่ดินดังกล่าวให้แก่จำเลยที่ 2 มีกำหนดเวลา 30 ปี นับแต่วันที่ 2 กันยายน 2562 เป็นต้นไป คิดค่าเช่า 4,200,000 บาท ต่อมาศาลชั้นต้นในคดีดังกล่าวพิพากษาว่า จำเลยที่ 1 มิได้เป็นฝ่ายผิดสัญญา แต่ให้จำเลยที่ 1 ชดใช้ค่าการงานที่ทำไปแล้ว คดีอยู่ระหว่างการพิจารณาของศาลอุทธรณ์

มีปัญหาวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยทั้งสองเพียงว่า โจทก์มีอำนาจฟ้องขอให้ศาลเพิกถอนนิติกรรม การจดทะเบียนการเช่าระหว่างจำเลยทั้งสองหรือไม่ เห็นว่า ไม่ว่าการเช่าที่ดินระหว่างจำเลยทั้งสองจะทำให้สิทธิของโจทก์ในฐานะเจ้าหนี้ซึ่งเป็นผู้เช่าตามสัญญาเช่าเดิมได้รับผลกระทบหรือไม่ก็ตาม แต่เมื่อโจทก์ยังมีฐานะเป็นเจ้าหนี้ตามสัญญาจะซื้อจะขายของจำเลยที่ 1 ในคดีก่อนอยู่อีกด้วย และได้ใช้สิทธิเรียกร้องให้จำเลยที่ 1 ซึ่งเป็นลูกหนี้ปฏิบัติตามสัญญาจะซื้อจะขายโดยการยื่นฟ้องจำเลยที่ 1 ต่อศาลขอให้บังคับจำเลยที่ 1 โอนที่ดินให้แก่โจทก์ตามสัญญาดังกล่าวแล้ว แม้ว่าศาลชั้นต้นจะพิพากษาว่าจำเลยที่ 1 มิได้เป็นฝ่ายผิดสัญญาจะซื้อจะขาย แต่คดีเดิมมีประเด็นว่าจำเลยที่ 1 ผิดสัญญาจะซื้อจะขายหรือไม่ ส่วนในคดีนี้มีประเด็นว่าโจทก์มีสิทธิฟ้องขอให้ศาลเพิกถอนนิติกรรมการจดทะเบียนการเช่าระหว่างจำเลยทั้งสองหรือไม่ อีกทั้งคดีนี้เป็นคดีฟ้องขอให้เพิกถอนการฉ้อฉลระหว่างจำเลยทั้งสองอันเป็นการทำให้โจทก์เสียเปรียบ ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 237 ที่ให้สิทธิแก่เจ้าหนี้ที่จะสงวนไว้ซึ่งกองทรัพย์สินของลูกหนี้เนื่องจากทรัพย์สินของลูกหนี้เหล่านี้ย่อมเป็นหลักประกันการชำระหนี้ดังที่บัญญัติไว้ในมาตรา 214 ของประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์เท่านั้น มิได้ฟ้องขอบังคับชำระหนี้โดยตรงจากที่ดินพิพาทดังเช่นในคดีก่อนอีกด้วย กรณีจึงเป็นเรื่องที่ไม่เกี่ยวกับคำพิพากษาผูกพันคู่ความหรือไม่ จำเลยทั้งสองไม่อาจอ้างเอาผลคำวินิจฉัยของศาลชั้นต้นในคดีก่อนที่ยังไม่ถึงที่สุดมาผูกพันโจทก์ในคดีนี้ได้ ดังนั้น เมื่อโจทก์อ้างว่าโจทก์เป็นเจ้าหนี้ ตามสัญญาจะซื้อจะขายที่ดินและจำเลยที่ 1 ซึ่งเป็นลูกหนี้ตามสัญญาดังกล่าวได้ทำสัญญาเช่าที่ดินให้จำเลยที่ 2 โดยรู้อยู่ว่าเป็นทางให้โจทก์เสียเปรียบอันเป็นการฉ้อฉลโจทก์ โจทก์จึงมีสิทธิที่จะฟ้องจำเลยทั้งสองขอให้เพิกถอนนิติกรรมการเช่าที่ดินนั้นได้ตามบทบัญญัติของกฎหมายดังกล่าว การกระทำของจำเลยทั้งสองตามฟ้องโจทก์ถือได้ว่าเป็นการโต้แย้งสิทธิของโจทก์ที่มีอยู่ก่อนในอันที่จะได้รับโอนกรรมสิทธิ์ในที่ดินตามสัญญาจะซื้อจะขายโดยปลอดภาระผูกพันใด ๆ แล้ว โจทก์จึงมีอำนาจฟ้องขอให้ศาลเพิกถอนนิติกรรมการจดทะเบียนการเช่าระหว่างจำเลยทั้งสองได้ ฎีกาของจำเลยทั้งสองฟังไม่ขึ้น

พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมในชั้นฎีกาให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 214 ม. 237
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — บริษัทฐมศร จำกัด
จำเลย — นางสาวจุฬาพิศ คำภีร์ศิริ กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลแพ่ง — นางสาวชลีทร รื่นทิม
ศาลอุทธรณ์ — นายณกรณ์ กุลพิโมกข์
ชื่อองค์คณะ
ภาภูมิ สรอัฑฒ์
สิงห์พล ละอองมณี
สมศรี หรูจิตตวิวัฒน์
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4622/2557
#562587
เปิดฉบับเต็ม

คดีนี้โจทก์ร่วมทั้งสองร้องขอให้บังคับจำเลยที่ 2 ร่วมรับผิดชดใช้ค่าสินไหมทดแทนความเสียหายแก่ทรัพย์สินมาด้วย ซึ่งเป็นคำขอบังคับในคดีส่วนแพ่งที่เกี่ยวเนื่องกับคดีอาญา ตาม ป.วิ.อ. มาตรา 44/1 วรรคหนึ่ง และมาตรา 47 วรรคหนึ่ง บัญญัติว่า คำพิพากษาคดีส่วนแพ่งต้องเป็นไปตามบทบัญญัติแห่งกฎหมายอันว่าด้วยความรับผิดของบุคคลในทางแพ่ง โดยไม่ต้องคำนึงถึงว่าจำเลยต้องคำพิพากษาว่าได้กระทำความผิดหรือไม่ แม้จำเลยที่ 2 มิได้กระทำโดยประมาทเป็นเหตุให้เกิดเพลิงไหม้ทรัพย์สินของโจทก์ร่วมทั้งสองเสียหาย แต่ข้อเท็จจริงก็ได้ความว่า จำเลยที่ 2 เป็นผู้จัดงานเลี้ยงฉลองเทศกาลปีใหม่ขึ้นที่บ้านของตนเอง การจุดพลุเป็นพิธีการส่วนหนึ่งของการเปิดงาน การที่จำเลยที่ 2 ใช้ให้จำเลยที่ 1 ทำการจุดพลุ อันเป็นสัญญาณเริ่มต้นเปิดงานต้องถือว่าจำเลยที่ 1 เป็นตัวแทนของจำเลยที่ 2 ในการจุดพลุเปิดงานเลี้ยงฉลองเทศกาลปีใหม่ที่จำเลยที่ 2 จัดให้มีขึ้น เมื่อจำเลยที่ 1 ทำการจุดพลุโดยประมาทเป็นเหตุให้เกิดเพลิงไหม้ทรัพย์สินของโจทก์ร่วมทั้งสองเสียหาย อันเป็นการกระทำละเมิดต่อโจทก์ร่วมทั้งสอง จำเลยที่ 2 ในฐานะตัวการย่อมต้องร่วมรับผิดกับจำเลยที่ 1 ในผลแห่งละเมิดที่จำเลยที่ 1 ได้กระทำไปตามคำสั่งที่จำเลยที่ 2 ใช้ให้กระทำแทนจำเลยที่ 1 ตาม ป.พ.พ. มาตรา 425 ประกอบมาตรา 427 จำเลยที่ 2 จึงต้องร่วมรับผิดชดใช้ค่าสินไหมทดแทนแก่โจทก์ร่วมทั้งสองด้วย

กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.อ. ม. 225
ป.พ.พ. ม. 425 ม. 427
ป.วิ.อ. ม. 44/1 ม. 47
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการจังหวัดนครราชสีมา
โจทก์ร่วม — นางต้วน จอกทอง กับพวก
จำเลย — นายณรงค์ สุวรรณพันธ์ กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดนครราชสีมา — นางรัศมี เนตรภู่
ศาลอุทธรณ์ภาค 3 — นายปิยนุช จรูญรัตนา
ชื่อองค์คณะ
สุวัฒน์ วรรธนะหทัย
พิศล พิรุณ
สรรทัศน์ เอี่ยมวรชัย
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4603/2557
#562604
เปิดฉบับเต็ม

ความผิดข้อหาเจ้าพนักงานปฏิบัติหรือละเว้นการปฏิบัติหน้าที่ตาม ป.อ. มาตรา 157 นั้น มีองค์ประกอบเรื่องเจตนาพิเศษในการกระทำว่าเพื่อให้เกิดความเสียหายแก่ผู้หนึ่งผู้ใดด้วย เมื่อโจทก์บรรยายฟ้องเพียงว่า จำเลยเจตนาจงใจไม่เสนอคำขอรับการประเมินวิทยฐานะของโจทก์ ทำให้โจทก์ได้รับความเสียหาย โดยไม่ได้บรรยายฟ้องถึงเจตนาพิเศษดังกล่าวคำฟ้องโจทก์จึงขาดองค์ประกอบความผิด ไม่ชอบด้วย ป.วิ.อ. มาตรา 158 (5)

แม้เดิมคำฟ้องโจทก์จะบรรยายว่าจำเลยเป็นเจ้าพนักงานมีหน้าที่ปฏิบัติการให้เป็นไปตามกฎหมายหรือคำสั่งเพื่อบังคับการให้เป็นไปตามกฎหมาย ป้องกันหรือขัดขวางมิให้เป็นไปตามกฎหมายหรือคำสั่งนั้น โดยไม่ส่งคำขอรับการประเมินวิทยฐานะ ทำให้โจทก์ได้รับความเสียหาย กับมีคำขอให้ลงโทษตาม ป.อ. มาตรา 165 แต่โจทก์ขอแก้ฟ้องยกเลิกคำฟ้องเดิมทั้งหมด โดยข้อความที่แก้ไขใหม่ไม่มีข้อหาดังกล่าว จึงถือว่าโจทก์มิได้บรรยายฟ้องในความผิดข้อหานี้

แม้ปัญหาเรื่องการบรรยายฟ้องในความผิดทั้งสองข้อหาข้างต้น มิได้เป็นข้อที่ยกขึ้นว่ากันมาแล้วโดยชอบในศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ แต่ปัญหาดังกล่าวเป็นข้อกฎหมายที่เกี่ยวกับความสงบเรียบร้อย จำเลยย่อมยกขึ้นอ้างในชั้นฎีกาได้ ตาม ป.วิ.อ. มาตรา 195 วรรคสอง ประกอบมาตรา 225

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องและแก้ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 157, 165, 91

ศาลชั้นต้นไต่สวนมูลฟ้องแล้ว เห็นว่า คดีมีมูล ให้ประทับฟ้อง

จำเลยให้การปฏิเสธ

ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง

โจทก์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษากลับว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 157, 165 การกระทำของจำเลยเป็นกรรมเดียว เป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบทให้ลงโทษตามมาตรา 157 ซึ่งเป็นกฎหมายบทที่มีโทษหนักที่สุดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 จำคุก 2 ปี

จำเลยฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า เห็นควรวินิจฉัยฎีกาปัญหาข้อกฎหมายของจำเลยก่อนว่า คำฟ้องของโจทก์ชอบด้วยกฎหมายตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 158 (5) หรือไม่ สำหรับข้อหาเจ้าพนักงานปฏิบัติหรือละเว้นการปฏิบัติหน้าที่ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 157 นั้น จำเลยฎีกาว่า โจทก์มิได้บรรยายฟ้องว่าการกระทำตามที่โจทก์กล่าวหานั้น จำเลยปฏิบัติหรือละเว้นการปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบ โดยมีเจตนาพิเศษเพื่อให้เกิดความเสียหายแก่โจทก์เช่นใด หรือจำเลยปฏิบัติหรือละเว้นการปฏิบัติหน้าที่โดยทุจริต แสวงหาประโยชน์ที่มิควรได้โดยชอบด้วยกฎหมายสำหรับตนเองหรือผู้อื่นเช่นใด เห็นว่า ตามคำฟ้องดังกล่าวมีใจความเพียงว่า จำเลยเจตนาจงใจไม่ยอมเสนอคำขอของโจทก์ต่อผู้บังคับบัญชาตามลำดับถึงสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษากรุงเทพมหานคร เขต 1 ตามหน้าที่ของตน จนกระทั่งโจทก์ขาดสิทธิที่จะได้รับการประเมินในครั้งนี้ ทำให้โจทก์ได้รับความเสียหายไม่ได้รับการเสนอชื่อให้ได้รับการประเมินให้เป็นข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษามีวิทยฐานะชำนาญการ เพราะจำเลยปฏิบัติหรือละเว้นการปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบเท่านั้น คำฟ้องของโจทก์จึงมุ่งหมายขอให้ลงโทษจำเลยเฉพาะเหตุที่จำเลยปฏิบัติหรือละเว้นการปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบ ทำให้โจทก์ได้รับความเสียหาย เมื่อองค์ประกอบของความผิดดังกล่าวอยู่ที่เจตนาพิเศษในการกระทำเพื่อให้เกิดความเสียหายแก่ผู้หนึ่งผู้ใดด้วย แต่โจทก์มิได้บรรยายฟ้องว่าการที่จำเลยปฏิบัติหน้าที่หรือละเว้นการปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบนั้น จำเลยกระทำลงด้วยเจตนาเพื่อให้เกิดความเสียหายแก่โจทก์ อันเป็นองค์ประกอบความผิดประการหนึ่ง คำฟ้องโจทก์สำหรับข้อหานี้จึงขาดองค์ประกอบความผิด ไม่ชอบด้วยประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 158 (5) ส่วนความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 165 แม้เดิมคำฟ้องโจทก์จะบรรยายว่าจำเลยเป็นเจ้าพนักงาน มีหน้าที่ปฏิบัติการให้เป็นไปตามกฎหมายหรือคำสั่งเพื่อบังคับการให้เป็นไปตามกฎหมาย ป้องกันหรือขัดขวางมิให้เป็นไปตามกฎหมายหรือคำสั่งนั้น โดยไม่ส่งคำขอดังกล่าวต่อผู้บังคับบัญชาตามลำดับ ทำให้โจทก์ได้รับความเสียหาย แต่โจทก์ได้ขอแก้ฟ้องขอยกเลิกคำฟ้องเดิมทั้งหมด โดยข้อความที่แก้ไขใหม่ไม่มีข้อหาดังกล่าวและศาลชั้นต้นอนุญาตให้โจทก์แก้ไขฟ้องแล้ว ตามคำร้องฉบับลงวันที่ 22 ธันวาคม 2552 จึงถือว่าโจทก์มิได้บรรยายฟ้องในความผิดข้อหานี้ แม้ปัญหาเรื่องการบรรยายฟ้องในความผิดทั้งสองข้อหาดังกล่าว มิได้เป็นข้อที่ยกขึ้นว่ากันมาแล้วโดยชอบในศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ แต่ปัญหาดังกล่าวเป็นข้อกฎหมายที่เกี่ยวกับความสงบเรียบร้อย จำเลยย่อมยกขึ้นอ้างในชั้นฎีกาได้ ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 195 วรรคสอง ประกอบมาตรา 225 กรณีจึงไม่จำต้องวินิจฉัยฎีกาข้ออื่นของจำเลย เพราะไม่ทำให้ผลของคดีเปลี่ยนแปลงไป ที่ศาลอุทธรณ์พิพากษามานั้น ศาลฎีกาไม่เห็นพ้องด้วย ฎีกาของจำเลยฟังขึ้น

พิพากษากลับ ให้ยกฟ้อง
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.อ. ม. 158 (5) ม. 195 วรรคสอง ม. 225
ป.อ. ม. 157 ม. 165
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นายชาญวิทย์ เศรษฐพานิชผล
จำเลย — นายวิศรุต สนธิชัย
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลอาญา — นางประทุมพร กำเหนิดฤทธิ์
ศาลอุทธรณ์ — นายธนพจน์ อารยลักษณ์
ชื่อองค์คณะ
สมยศ เข็มทอง
ภานุวัฒน์ ศุภะพันธุ์
สมศักดิ์ คุณเลิศกิจ
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4587/2557
#562554
เปิดฉบับเต็ม

โจทก์บรรยายฟ้องไว้ชัดเจนว่า จำเลยเป็นภริยาโดยชอบด้วยกฎหมายและเป็นทายาทโดยธรรมของ ส. ผู้ตาย ตามคำฟ้องจึงเป็นการขอให้จำเลยในฐานะทายาทโดยธรรมของผู้ตายรับผิดในผลที่ผู้ตายกระทำละเมิดต่อโจทก์ ระหว่างการพิจารณาคดีของศาลชั้นต้นจำเลยแถลงติดใจต่อสู้คดีเพียงว่า ผู้ตายไม่ได้เป็นผู้กระทำละเมิดและจำเลยไม่ได้เป็นตัวการในการกระทำละเมิดจึงไม่ต้องรับผิดต่อโจทก์ มีผลเท่ากับจำเลยยอมรับว่าเป็นภริยาโดยชอบด้วยกฎหมายของผู้ตาย จำเลยจึงเป็นทายาทโดยธรรมของผู้ตายตาม ป.พ.พ. มาตรา 1629 วรรคสอง แม้คำขอบังคับของโจทก์จะมิได้ระบุไว้ให้จำเลยรับผิดในฐานะทายาทโดยธรรมของผู้ตาย แต่ศาลชั้นต้นย่อมยกบทบัญญัติของกฎหมายดังกล่าวขึ้นปรับแก่คดีและพิพากษาให้จำเลยรับผิดในฐานะทายาทโดยธรรมของผู้ตายได้ มิได้เป็นการพิพากษาเกินคำขอ

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องและแก้ไขคำฟ้องขอให้บังคับจำเลยชำระเงินจำนวน 406,181 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงิน 389,706 บาท นับถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์

จำเลยให้การขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยในฐานะทายาทโดยธรรมของนายสนิท ผู้ตาย ชำระเงินจำนวน 389,706 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงินจำนวนดังกล่าว นับแต่วันที่ 11 มีนาคม 2552 เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ แต่จำเลยไม่ต้องรับผิดเกินกว่าทรัพย์มรดกของผู้ตายที่จำเลยได้รับกับให้จำเลยใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ โดยกำหนดค่าทนายความ 3,000 บาท

จำเลยอุทธรณ์เฉพาะปัญหาข้อกฎหมายโดยตรงต่อศาลฎีกาโดยได้รับอนุญาตจากศาลชั้นต้นตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 223 ทวิ

ศาลฎีกาแผนกคดีพาณิชย์และเศรษฐกิจวินิจฉัยว่า มีปัญหาข้อกฎหมายต้องวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของจำเลยเพียงว่า ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยรับผิดเกินคำขอของโจทก์หรือไม่ โดยจำเลยฎีกาว่า คดีนี้โจทก์มิได้มีคำขอบังคับให้จำเลยรับผิดในฐานะทายาทโดยธรรม แต่ศาลชั้นต้นกลับพิพากษาให้จำเลยรับผิดในฐานะทายาทโดยธรรมจึงเป็นการพิพากษาเกินคำขอบังคับ นั้น เห็นว่า โจทก์บรรยายฟ้องไว้ชัดเจนว่า จำเลยเป็นภริยาโดยชอบด้วยกฎหมายและเป็นทายาทโดยธรรมของนายสนิท ผู้ตาย ตามคำฟ้องจึงเป็นการขอให้จำเลยในฐานะทายาทโดยธรรมของผู้ตายรับผิดในผลที่ผู้ตายกระทำละเมิดต่อโจทก์ ในระหว่างการพิจารณาคดีของศาลชั้นต้น จำเลยแถลงติดใจต่อสู้คดีเพียงว่า ผู้ตายไม่ได้เป็นผู้กระทำละเมิด และจำเลยไม่ได้เป็นตัวการในการกระทำละเมิด จึงไม่ต้องรับผิดต่อโจทก์ ดังนี้ มีผลเท่ากับจำเลยยอมรับว่าเป็นภริยาโดยชอบด้วยกฎหมายของผู้ตาย จำเลยจึงเป็นทายาทโดยธรรมของผู้ตายตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1629 วรรคสอง แม้คำขอบังคับของโจทก์จะมิได้ระบุไว้ให้จำเลยรับผิดในฐานะทายาทโดยธรรมของผู้ตายก็ตาม แต่ศาลชั้นต้นย่อมยกบทบัญญัติของกฎหมายดังกล่าวขึ้นปรับแก่คดีและพิพากษาให้จำเลยรับผิดในฐานะทายาทโดยธรรมของผู้ตายได้ การที่ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยรับผิดในฐานะทายาทโดยธรรมของผู้ตาย จึงมิได้เป็นการพิพากษาเกินคำขอแต่อย่างใด อุทธรณ์ของจำเลยฟังไม่ขึ้น

พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมในชั้นฎีกาให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ. ม. 142
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — บริษัทสินมั่นคงประกันภัย จำกัด (มหาชน)
จำเลย — นางชลอ กลัดสุด
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดพิจิตร — นายสมศักดิ์ พนมชัยชยวัฒน์
ชื่อองค์คณะ
สุทธินันท์ เสียมสกุล
วีระวัฒน์ ปวราจารย์
สุนันท์ ชัยชูสอน
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4582/2557
#562556
เปิดฉบับเต็ม

ผู้ร้องบรรยายคำร้องว่าการประชุมวิสามัญผู้ถือหุ้นไม่ชอบด้วยกฎหมายและฝ่าฝืนข้อบังคับของผู้คัดค้าน โดยไม่มีการขอเรียกประชุมจากจำนวนผู้ถือหุ้นครบตามข้อบังคับ ไม่มีคำบอกกล่าวเรียกประชุมใหญ่ผู้ถือหุ้นไม่ว่าโดยลงพิมพ์โฆษณาในหนังสือพิมพ์ หรือส่งหนังสือนัดประชุมไปยังผู้ถือหุ้น ผู้คัดค้านยื่นคำคัดค้านเพียงว่า ได้ส่งหนังสือเรียกประชุม และแจ้งทางโทรศัพท์แก่กรรมการทุกคนแล้ว มิได้คัดค้านโดยชัดแจ้งเลยว่าการประชุมดังกล่าวมิใช่การประชุมผู้ถือหุ้นแต่เป็นเพียงการประชุมคณะกรรมการผู้คัดค้าน ซึ่งไม่ต้องดำเนินการส่งคำบอกกล่าวต่อผู้ถือหุ้นตามข้อบังคับของผู้คัดค้าน คดีจึงไม่มีประเด็นว่าการประชุมวิสามัญผู้ถือหุ้นเป็นการประชุมคณะกรรมการบริษัทผู้คัดค้านหรือไม่

ปัญหาเรื่องอำนาจฟ้องแม้ผู้คัดค้านมิได้ยกขึ้นว่ากันมาแล้วในศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ แต่เป็นปัญหาอันเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชน ผู้คัดค้านจึงยกขึ้นในชั้นฎีกาได้

ป.พ.พ. มาตรา 1195 บัญญัติว่า การประชุมใหญ่นั้นถ้าได้นัดเรียกหรือได้ประชุมกันฝ่าฝืนข้อบังคับของบริษัท เมื่อกรรมการหรือผู้ถือหุ้นคนหนึ่งคนใดร้องขึ้นแล้ว ให้ศาลเพิกถอนมติของที่ประชุมใหญ่อันผิดระเบียบนั้นเสีย เมื่อการประชุมวิสามัญผู้ถือหุ้นตามฟ้องเป็นการประชุมใหญ่ผู้ถือหุ้น การที่ผู้คัดค้านไม่ได้ส่งคำบอกกล่าวเรียกประชุมลงพิมพ์โฆษณาอย่างน้อยสองคราวในหนังสือพิมพ์แห่งท้องที่ หรือส่งหนังสือนัดประชุมไปยังผู้ถือหุ้นทุกคนก่อนวันประชุมไม่น้อยกว่าเจ็ดวัน อันเป็นการฝ่าฝืนข้อบังคับของผู้คัดค้าน ผู้ร้องซึ่งเป็นผู้ถือหุ้นและเป็นกรรมการของผู้คัดค้านย่อมมีอำนาจร้องขอให้เพิกถอนมติของที่ประชุมใหญ่อันผิดระเบียบนั้นได้

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
ผู้ร้องยื่นคำร้องขอขอให้เพิกถอนมติที่ประชุมวิสามัญครั้งที่ 2/2546 อันผิดระเบียบเสีย

ผู้คัดค้านยื่นคำคัดค้านขอให้ยกคำร้อง

ศาลชั้นต้นพิจารณาแล้วมีคำสั่งให้เพิกถอนมติที่ประชุมใหญ่วิสามัญผู้ถือหุ้นครั้งที่ 2/2546 เมื่อวันที่ 15 กรกฎาคม 2546 เรื่องขายที่ดินโฉนดเลขที่ 3198 ตำบลทวีวัฒนา อำเภอทวีวัฒนา กรุงเทพมหานคร ให้ผู้คัดค้านใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนผู้ร้องโดยกำหนดค่าทนายความ 3,000 บาท

ผู้คัดค้านอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน ผู้ร้องไม่แก้อุทธรณ์จึงไม่กำหนดค่าทนายความชั้นอุทธรณ์ให้

ผู้คัดค้านฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีพาณิชย์และเศรษฐกิจวินิจฉัยว่าคดีมีปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามฎีกาของผู้คัดค้านประการแรกว่า คดีมีประเด็นในชั้นอุทธรณ์ว่า การประชุมวิสามัญผู้ถือหุ้นครั้งที่ 2/2546 เป็นการประชุมคณะกรรมการบริษัทผู้คัดค้านหรือไม่ เห็นว่า ผู้ร้องบรรยายคำร้องว่าการประชุมวิสามัญผู้ถือหุ้นครั้งดังกล่าวไม่ชอบด้วยกฎหมายและฝ่าฝืนข้อบังคับของผู้คัดค้าน โดยไม่มีการขอเรียกประชุมจากจำนวนผู้ถือหุ้นครบตามข้อบังคับ ไม่มีคำบอกกล่าวเรียกประชุมใหญ่ผู้ถือหุ้นไม่ว่าโดยลงพิมพ์โฆษณาในหนังสือพิมพ์ หรือส่งหนังสือนัดประชุมไปยังผู้ร้องและผู้ถือหุ้นอีก 2 คน ส่วนผู้คัดค้านยื่นคำคัดค้านเพียงว่า ได้ส่งหนังสือเรียกประชุม และแจ้งทางโทรศัพท์แก่กรรมการทุกคนแล้ว มิได้คัดค้านโดยชัดแจ้งเลยว่าการประชุม มิใช่การประชุมผู้ถือหุ้นแต่เป็นเพียงการประชุมคณะกรรมการผู้คัดค้าน ซึ่งไม่ต้องดำเนินการส่งคำบอกกล่าวต่อผู้ถือหุ้นตามข้อบังคับของผู้คัดค้าน ดังนี้คดีจึงไม่มีประเด็นว่าการประชุมวิสามัญผู้ถือหุ้นครั้งที่ 2/2546 เป็นการประชุมคณะกรรมการบริษัทผู้คัดค้านหรือไม่ ที่ศาลอุทธรณ์ไม่รับวินิจฉัยปัญหานี้โดยเห็นว่าเป็นข้อที่ไม่ได้ยกขึ้นว่ากันมาแล้วโดยชอบในศาลชั้นต้น จึงต้องด้วยความเห็นของศาลฎีกา ฎีกาผู้คัดค้านข้อนี้ฟังไม่ขึ้น

ปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามฎีกาของผู้คัดค้านประการต่อไปว่า ผู้ร้องในฐานะกรรมการและผู้ถือหุ้นผู้คัดค้าน มีอำนาจร้องขอให้ศาลเพิกถอนมติของที่ประชุมวิสามัญผู้ถือหุ้นครั้งที่ 2/2546 หรือไม่ เห็นว่า ปัญหาเรื่องอำนาจฟ้องแม้ผู้คัดค้านมิได้ยกขึ้นว่ากันมาแล้วในศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ แต่เป็นปัญหาอันเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชน ผู้คัดค้านจึงยกขึ้นในชั้นฎีกาได้ เห็นว่า ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1195 บัญญัติว่า "การประชุมใหญ่นั้นถ้าได้นัดเรียกหรือได้ประชุมกัน หรือได้ลงมติฝ่าฝืนบทบัญญัติในลักษณะนี้ก็ดี หรือฝ่าฝืนข้อบังคับของบริษัทก็ดี เมื่อกรรมการหรือผู้ถือหุ้นคนหนึ่งคนใดร้องขึ้นแล้ว ให้ศาลเพิกถอนมติของที่ประชุมใหญ่อันผิดระเบียบนั้นเสีย แต่ต้องร้องขอภายในกำหนดเดือนหนึ่งนับแต่วันลงมตินั้น" เมื่อคดีนี้ได้ความว่า การประชุมวิสามัญผู้ถือหุ้นครั้งที่ 2/2546 ลงวันที่ 15 กรกฎาคม 2546 ของผู้คัดค้านเป็นการประชุมใหญ่ผู้ถือหุ้น การที่ผู้คัดค้านไม่ได้ส่งคำบอกกล่าวเรียกประชุมลงพิมพ์โฆษณาอย่างน้อยสองคราวในหนังสือพิมพ์แห่งท้องที่ หรือส่งหนังสือนัดประชุมไปยังผู้ถือหุ้นทุกคนก่อนวันประชุมไม่น้อยกว่าเจ็ดวัน อันเป็นการฝ่าฝืนข้อบังคับของผู้คัดค้าน ผู้ร้องซึ่งเป็นผู้ถือหุ้นและเป็นกรรมการของผู้คัดค้านย่อมมีอำนาจร้องขอให้เพิกถอนมติของที่ประชุมใหญ่อันผิดระเบียบนั้นได้ คำพิพากษาศาลฎีกาที่ผู้คัดค้านอ้างเป็นเรื่องผู้ถือหุ้นและกรรมการฟ้องเพิกถอนสัญญาซื้อขายและสัญญาจำนองระหว่างบริษัทกับบุคคลภายนอก ข้อเท็จจริงจึงไม่ตรงกับคดีนี้ ฎีกาของผู้คัดค้านข้อนี้ฟังไม่ขึ้นเช่นกัน

พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 1195
ป.วิ.พ. ม. 183 ม. 249 วรรคสอง
ชื่อคู่ความ
ผู้ร้อง — นายเทพ ลิมป์พูน
ผู้คัดค้าน — บริษัทเพชรจรัญวิลล่า
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลแพ่งธนบุรี — นายธนชัย ปัญจมณี
ศาลอุทธรณ์ — นายชัยเจริญ ดุษฎีพร
ชื่อองค์คณะ
เมทินี ชโลธร
วิรุฬห์ แสงเทียน
ธีระพงศ์ จิระภาค
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4567/2557
#562555
เปิดฉบับเต็ม

แม้ ป.วิ.พ. มาตรา 57 (3) (ก) จะเป็นบทบัญญัติให้สิทธิแก่คู่ความในคดีที่จะขอให้ศาลหมายเรียกบุคคลภายนอกเข้ามาในคดีเพื่อการใช้สิทธิไล่เบี้ยหรือเพื่อใช้ค่าทดแทน ถ้าหากศาลพิจารณาให้คู่ความเช่นว่านั้นแพ้คดี แต่บทบัญญัติดังกล่าวไม่ใช่บทบังคับเด็ดขาดว่า ศาลจะต้องอนุญาตตามคำร้องขอในทุกกรณี ศาลย่อมมีดุลพินิจที่จะพิจารณาว่า สมควรให้เรียกบุคคลภายนอกเข้ามาในคดี หรือไม่เรียกเข้ามาในคดี หากจะไม่เป็นการสะดวกแก่การพิจารณา หากศาลไม่อนุญาตให้เรียกบุคคลภายนอกเข้ามาในคดี คู่ความที่ยื่นคำร้องขอก็ยังมีสิทธิที่จะฟ้องบุคคลภายนอกดังกล่าวเป็นคดีใหม่ต่างหากจากคดีนี้ได้

โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยทั้งสามร่วมรับผิดตามมูลหนี้สัญญาเช่าซื้อและสัญญาค้ำประกัน จำเลยที่ 1 ขอให้ศาลชั้นต้นหมายเรียก ศ. เข้ามาเป็นจำเลยร่วมเพื่อให้รับผิดต่อโจทก์ เนื่องจาก ศ. เป็นตัวการไม่เปิดเผยชื่อในสัญญาเช่าซื้อที่จำเลยที่ 1 ตัวแทนทำไว้กับโจทก์ ย่อมเห็นได้ชัดแจ้งว่าไม่สะดวกแก่การพิจารณาเพราะต้องตั้งเป็นประเด็นข้อพิพาทขึ้นใหม่ ไม่เกี่ยวข้องกับประเด็นเดิม จึงเป็นกรณีที่จำเลยที่ 1 ต้องว่ากล่าวกับ ศ. โดยเฉพาะ ที่ศาลชั้นต้นยกคำร้องจึงเป็นดุลพินิจในการพิจารณาสั่งคดีของศาลชั้นต้นที่มีอำนาจกระทำได้ตามกฎหมาย ไม่มีเหตุให้ย้อนสำนวนให้ศาลชั้นต้นพิจารณาพิพากษาใหม่

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยทั้งสามร่วมกันส่งมอบรถคันที่เช่าซื้อคืนโจทก์ในสภาพเรียบร้อยใช้การได้ดี หากส่งคืนไม่ได้ให้ใช้ราคาแทนเป็นเงิน 520,000 บาท และให้จำเลยทั้งสามร่วมกันชำระค่าเสียหายเป็นค่าขาดประโยชน์เป็นเงินจำนวน 149,100 บาท พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 15 ต่อปี ของต้นเงินจำนวน 149,100 บาท นับถัดวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ และให้จำเลยทั้งสามร่วมกันชำระค่าเสียหายเป็นค่าขาดประโยชน์ในอัตราวันละ 700 บาท นับถัดวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะส่งมอบรถคืนหรือใช้ราคาแทนจนเสร็จแก่โจทก์

จำเลยที่ 1 ให้การและแก้ไขคำให้การขอให้ยกฟ้อง

จำเลยที่ 2 และที่ 3 ขาดนัดยื่นคำให้การ

ระหว่างพิจารณาจำเลยที่ 1 ยื่นคำร้องขอให้เรียกนายเศกสรร เข้ามาเป็นจำเลยร่วมตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 57 (3) (ก) ศาลชั้นต้นมีคำสั่งให้ยกคำร้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยทั้งสามร่วมกันส่งมอบรถยนต์ ยี่ห้อโตโยต้า รุ่นไฮลักซ์ วีโก้ เอ็กซ์ตร้าแคป หมายเลขทะเบียน ตร 9157 กรุงเทพมหานคร ที่เช่าซื้อคืนแก่โจทก์ในสภาพเรียบร้อยและใช้การได้ดี หากส่งคืนไม่ได้ให้จำเลยทั้งสามใช้ราคาแทนเป็นเงิน 420,000 บาท ให้จำเลยทั้งสามร่วมกันชำระค่าเสียหายเป็นค่าขาดประโยชน์จำนวน 42,000 บาท และในอัตราเดือนละ 6,000 บาท นับถัดวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะส่งมอบรถคืนหรือใช้ราคาแทนจนเสร็จแก่โจทก์ แต่ไม่เกิน 9 เดือน กับให้จำเลยทั้งสามร่วมกันใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ โดยกำหนดค่าทนายความ 4,000 บาท เฉพาะค่าขึ้นศาลให้ใช้แทนเท่าจำนวนทุนทรัพย์ที่โจทก์ชนะคดี คำขออื่นนอกจากนี้ให้ยก

จำเลยที่ 1 อุทธรณ์เฉพาะปัญหาข้อกฎหมายโดยตรงต่อศาลฎีกา โดยได้รับอนุญาตจากศาลชั้นต้น ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 223 ทวิ

ศาลฎีกาแผนกคดีพาณิชย์และเศรษฐกิจวินิจฉัยว่า มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของจำเลยที่ 1 ว่า คำสั่งของศาลชั้นต้นที่ให้ยกคำร้องขอให้เรียกนายเศกสรร เข้ามาเป็นจำเลยร่วมชอบด้วยกฎหมายหรือไม่ จำเลยที่ 1 อุทธรณ์ว่า คำร้องขอให้เรียกนายเศกสรรเข้ามาเป็นจำเลยร่วมของจำเลยที่ 1 มีเหตุผลอันสมควร หากบุคคลดังกล่าวเข้ามาเป็นจำเลยร่วมศาลชั้นต้นย่อมจะพิพากษาคดีให้เสร็จไปในคราวเดียวโดยคู่ความไม่ต้องไปฟ้องร้องกันอีกและพิพากษาให้จำเลยที่ 1 ไม่ต้องรับผิดต่อโจทก์ คำสั่งของศาลชั้นต้นจึงไม่ชอบ เห็นว่า แม้ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 57 (3) (ก) จะเป็นบทบัญญัติให้สิทธิแก่คู่ความในคดีที่จะขอให้ศาลหมายเรียกบุคคลภายนอกเข้ามาในคดีเพื่อการใช้สิทธิไล่เบี้ย หรือเพื่อใช้ค่าทดแทน ถ้าหากศาลพิจารณาให้คู่ความเช่นว่านั้นแพ้คดี แต่บทบัญญัติดังกล่าวไม่ใช่บทบังคับเด็ดขาดว่า ศาลจะต้องอนุญาตตามคำร้องขอในทุกกรณี ศาลย่อมมีดุลพินิจที่จะพิจารณาว่าสมควรให้เรียกบุคคลภายนอกเข้ามาในคดี หรือไม่เรียกเข้ามาในคดีหากจะไม่เป็นการสะดวกแก่การพิจารณา หากศาลไม่อนุญาตให้เรียกบุคคลภายนอกเข้ามาในคดี คู่ความที่ยื่นคำร้องขอก็ยังมีสิทธิที่จะฟ้องบุคคลภายนอกเป็นคดีใหม่ต่างหากจากคดีนี้ได้ คดีนี้โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยทั้งสามร่วมรับผิดตามมูลหนี้สัญญาเช่าซื้อและสัญญาค้ำประกัน จำเลยที่ 1 ขอให้ศาลชั้นต้นหมายเรียกนายเศกสรรเข้ามาเป็นจำเลยร่วมเพื่อให้รับผิดต่อโจทก์เนื่องจากนายเศกสรรเป็นตัวการไม่เปิดเผยชื่อในสัญญาเช่าซื้อที่จำเลยที่ 1 ตัวแทนทำไว้กับโจทก์ ย่อมเห็นได้ชัดแจ้งว่า ไม่สะดวกแก่การพิจารณาเพราะต้องตั้งเป็นประเด็นข้อพิพาทขึ้นใหม่ ไม่เกี่ยวข้องกับประเด็นเดิม จึงเป็นกรณีที่จำเลยที่ 1 ต้องว่ากล่าวกับนายเศกสรรโดยเฉพาะ ดังนั้นที่ศาลชั้นต้นให้ยกคำร้องจึงเป็นดุลพินิจในการพิจารณาสั่งคดีของศาลชั้นต้นที่มีอำนาจกระทำได้ตามกฎหมาย ไม่มีเหตุที่จะให้ย้อนสำนวนให้ศาลชั้นต้นพิจารณาพิพากษาใหม่อุทธรณ์ของจำเลยที่ 1 ฟังไม่ขึ้น

พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ. ม. 57 (3) ม. 57 (ก)
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — ธนาคารทิสโก้ จำกัด (มหาชน)
จำเลย — นายบรรพต มะเด็น กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลแพ่งกรุงเทพใต้ — นางปรียนันท์ กุลเจริญ เดชภิรัตนมงคล
ชื่อองค์คณะ
จรูญ ชีวิตโสภณ
วิรุฬห์ แสงเทียน
บุญไชย ธนาพันธุ์สิน
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4564/2557
#562559
เปิดฉบับเต็ม

รถยนต์ที่เช่าซื้อถูกยักยอกโดย ก. ซึ่งเป็นผู้ที่ขอยืมรถยนต์จากจำเลยที่ 1 ผู้เอาประกันภัยไปใช้ ทั้งไม่ได้ความว่า ก. เป็นบุคคลที่ได้รับมอบหมายหรือครอบครองรถยนต์ตามสัญญาเช่า สัญญาเช่าซื้อหรือสัญญาจำนำ หรือโดยบุคคลที่จะกระทำสัญญาดังกล่าว จึงไม่เข้าข้อยกเว้นที่จำเลยร่วม ผู้รับประกันภัย จะปฏิเสธความรับผิดตามกรมธรรม์ประกันภัยได้

ตามกรมธรรม์ประกันภัยไม่มีเงื่อนไขข้อใดที่ระบุว่า หากผู้เอาประกันภัยหรือผู้ขับขี่ไม่แจ้งความเสียหายหรือไม่แจ้งเหตุที่ทำให้เกิดความรับผิดตามกรมธรรม์ประกันภัยให้จำเลยร่วม ผู้รับประกันภัย ทราบในทันที จะทำให้จำเลยร่วมหลุดพ้นความรับผิดตามกรมธรรม์ประกันภัย ทั้งการที่จำเลยที่ 1 ไปปรึกษากับพนักงานสอบสวนในเรื่องรถยนต์ถูกยักยอกแล้วไปแจ้งโจทก์ผู้ให้เช่าซื้อเพื่อให้โจทก์ทำหนังสือมอบอำนาจแจ้งความดำเนินคดีก็เป็นการดำเนินการอันจำเป็นเพื่อรักษาสิทธิตามกฎหมายของจำเลยที่ 1 ตามกรมธรรม์ประกันภัยดังกล่าวแล้ว ส่วนโจทก์ไม่ใช่คู่สัญญาตามกรมธรรม์ประกันภัย ไม่มีหน้าที่แจ้งเหตุให้จำเลยร่วมทราบ ดังนั้น การที่โจทก์และจำเลยที่ 1 ไม่ได้แจ้งเหตุรถยนต์ถูกยักยอกไปให้จำเลยร่วมทราบจึงไม่เข้าข้อยกเว้นตามกรมธรรม์ประกันภัยอันจะเป็นเหตุให้จำเลยร่วมปฏิเสธความรับผิดชดใช้ค่าสินไหมทดแทนได้

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องและแก้ไขคำฟ้องขอให้บังคับจำเลยทั้งสองส่งมอบรถยนต์ที่เช่าซื้อคืนโจทก์ในสภาพเรียบร้อยใช้การได้ดี หากคืนไม่ได้ให้ร่วมกันใช้ราคาแทนเป็นเงิน 468,000 บาท ค่าขาดประโยชน์จากการนำรถยนต์ออกให้เช่าซึ่งจะได้ค่าเช่าเดือนละ 10,200 บาท เป็นเวลา 9 เดือน เป็นเงิน 91,800 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี จากต้นเงิน 31,050 บาท นับแต่วันฟ้องจนกว่าจะชำระแล้วเสร็จแก่โจทก์ และให้จำเลยทั้งสองชำระค่าขาดประโยชน์วันละ 115 บาท หรือเดือนละ 3,450 บาท นับแต่วันฟ้องจนกว่าจะส่งมอบรถยนต์คืนหรือชดใช้ราคาแก่โจทก์

จำเลยทั้งสองให้การขอให้ยกฟ้อง

ระหว่างพิจารณา จำเลยทั้งสองยื่นคำขอให้เรียกบริษัทลิเบอร์ตี้ประกันภัย จำกัดเข้ามาเป็นจำเลยร่วม ศาลชั้นต้นมีคำสั่งอนุญาต

จำเลยร่วมให้การขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยที่ 1 และที่ 2 ร่วมกันส่งมอบรถยนต์ที่เช่าซื้อคืนแก่โจทก์ในสภาพเรียบร้อยใช้การได้ดี หากคืนไม่ได้ให้ร่วมกันกับจำเลยร่วมใช้ราคาเป็นเงิน 468,000 บาท แก่โจทก์ ให้จำเลยที่ 1 และที่ 2 ร่วมกันใช้ค่าขาดประโยชน์เป็นเงิน 31,050 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันฟ้อง (ฟ้องวันที่ 30 พฤษภาคม 2550) เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จ และร่วมกันชำระค่าเสียหายอีกเดือนละ 3,450 บาท นับแต่วันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะส่งมอบรถยนต์หรือใช้ราคาแทนจนเสร็จแต่ไม่เกิน 6 เดือน กับให้จำเลยที่ 1 ที่ 2 และจำเลยร่วม ร่วมกันใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ โดยกำหนดค่าทนายความ 3,000 บาท

จำเลยร่วมอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 3 พิพากษายืน คืนค่าขึ้นศาลส่วนที่เกินให้แก่จำเลยร่วมค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ

จำเลยร่วมฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีพาณิชย์และเศรษฐกิจวินิจฉัยว่า มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยร่วมว่า จำเลยร่วมต้องรับผิดชดใช้ค่าสินไหมทดแทนแก่โจทก์หรือไม่ เห็นว่า ข้อต่อสู้เพื่อปฏิเสธความรับผิดของจำเลยร่วมตามกรมธรรม์ประกันภัยหมวดการคุ้มครองรถยนต์สูญหายไฟไหม้ ข้อ 5.1 มีใจความว่า การประกันภัยนี้ไม่คุ้มครองความสูญหายหรือไฟไหม้อันเกิดจากการลักทรัพย์ หรือยักยอกทรัพย์ โดยบุคคลได้รับมอบหมายหรือครอบครองรถยนต์ตามสัญญาเช่า สัญญาเช่าซื้อ หรือสัญญาจำนำ หรือโดยบุคคลที่จะกระทำสัญญาดังกล่าวข้างต้น แต่กรณีนี้รถยนต์คันพิพาทถูกยักยอกโดยนายเกรียงไกร ซึ่งเป็นผู้ที่ขอยืมรถยนต์จากจำเลยที่ 1 ไปใช้ ทั้งไม่ได้ความว่าเป็นบุคคลที่ได้รับมอบหมายหรือครอบครองรถยนต์ตามสัญญาเช่า สัญญาเช่าซื้อหรือสัญญาจำนำ หรือโดยบุคคลที่จะกระทำสัญญาดังกล่าวจึงไม่เข้าข้อยกเว้นที่จำเลยร่วมจะปฏิเสธความรับผิดตามกรมธรรม์ประกันภัยได้ ส่วนกรณีที่โจทก์และจำเลยที่ 1 ไม่ได้แจ้งเหตุรถยนต์ที่เช่าซื้อสูญหายให้จำเลยร่วมทราบในทันทีนั้น ปรากฏตามกรมธรรม์ประกันภัย หมวดเงื่อนไขทั่วไป ข้อ 3 การจัดการเรียกร้องเมื่อเกิดความเสียหาย มีใจความว่า เมื่อมีความเสียหายหรือความรับผิดตามกรมธรรม์ประกันภัยเกิดขึ้น ผู้เอาประกันภัยหรือผู้ขับขี่จะต้องแจ้งให้บริษัททราบโดยไม่ชักช้า และดำเนินการอันจำเป็นเพื่อรักษาสิทธิตามกฎหมาย แต่ตามกรมธรรม์ประกันภัยดังกล่าวไม่มีเงื่อนไขข้อใดที่ระบุว่าหากผู้เอาประกันภัยหรือผู้ขับขี่ไม่แจ้งความเสียหายหรือไม่แจ้งเหตุที่ทำให้เกิดความรับผิดตามกรมธรรม์ประกันภัยให้จำเลยร่วมทราบในทันที จะทำให้จำเลยร่วมหลุดพ้นความรับผิดตามกรมธรรม์ประกันภัย ทั้งการที่จำเลยที่ 1 ไปปรึกษากับพนักงานสอบสวนในเรื่องรถยนต์ถูกยักยอกแล้วไปแจ้งโจทก์เพื่อให้ทำหนังสือมอบอำนาจแจ้งความดำเนินคดีก็เป็นการดำเนินการอันจำเป็นเพื่อรักษาสิทธิตามกฎหมายของจำเลยที่ 1 ตามกรมธรรม์ประกันภัยดังกล่าวแล้ว ส่วนโจทก์ไม่ใช่คู่สัญญาตามกรมธรรม์ประกันภัย ไม่มีหน้าที่แจ้งเหตุให้จำเลยร่วมทราบ ดังนั้น การที่โจทก์และจำเลยที่ 1 ไม่ได้แจ้งเหตุรถยนต์ถูกยักยอกไปให้จำเลยร่วมทราบจึงไม่เข้าข้อยกเว้นตามกรมธรรม์ประกันภัยอันจะเป็นเหตุให้จำเลยร่วมปฏิเสธความรับผิดชดใช้ค่าสินไหมทดแทนได้ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 3 พิพากษามานั้น ชอบแล้ว ฎีกาของจำเลยร่วมฟังไม่ขึ้น

พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมในชั้นฎีกาให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.บริษัทมหาชนจำกัด พ.ศ.2535 ม. 8 ม. 18 ม. 31
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — บริษัทไทยพาณิชย์ลีสซิ่ง จำกัด (มหาชน)
จำเลย — นางประวีนา พิพัฒน์บริภัณฑ์ กับพวก
จำเลยร่วม — บริษัทลิเบอร์ตี้ประกันภัย จำกัด
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดบุรีรัมย์ — นายธนทัต แท่งทอง
ศาลอุทธรณ์ภาค 3 — นายสุทธิโชค เทพไตรรัตน์
ชื่อองค์คณะ
ปิยกุล บุญเพิ่ม
วีระวัฒน์ ปวราจารย์
วาสนา หงส์เจริญ
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา