คำพิพากษา คำสั่งคำร้องและคำวินิจฉัยศาลฎีกา

ทั้งหมด 133,243 รายการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4563/2557
#562562
เปิดฉบับเต็ม

จำเลยทั้งสองไม่ได้ยกอายุความเรื่องดอกเบี้ยค้างชำระเกินห้าปีขึ้นต่อสู้ไว้ในคำให้การ จึงไม่มีประเด็นที่จะต้องวินิจฉัยว่าฟ้องโจทก์ขาดอายุความตาม ป.พ.พ. มาตรา 193/33 (1) หรือไม่ ที่ศาลอุทธรณ์หยิบยกปัญหาอายุความขึ้นแล้ววินิจฉัยให้จำเลยทั้งสองรับผิดชำระดอกเบี้ยแก่โจทก์ก่อนฟ้องไม่เกินห้าปีจึงเป็นการวินิจฉัยนอกประเด็น ไม่ชอบด้วย ป.วิ.พ. มาตรา 183 ถือไม่ได้ว่าฟ้องโจทก์ขาดอายุความ แม้ปัญหานี้โจทก์มิได้ยกขึ้นโต้แย้งในฎีกาโดยตรง แต่เป็นปัญหาเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชน ศาลฎีกายกขึ้นวินิจฉัยเองได้

แม้สัญญากู้เบิกเงินเกินบัญชีไม่มีกำหนดเวลาสิ้นสุดจนกว่าจะมีการบอกเลิกสัญญาหรือมีการหักทอนบัญชีและเรียกให้ชำระหนี้คงเหลือก็ตาม แต่จำเลยที่ 1 เบิกถอนเงินครั้งสุดท้ายเมื่อวันที่ 16 มีนาคม 2536 จากนั้นไม่ปรากฏรายการเดินสะพัดในบัญชีอันจะเป็นหลักฐานแสดงว่าธนาคารยอมให้จำเลยที่ 1 เบิกเงินเกินบัญชีอีก คงมีแต่ในวันที่ 31 ธันวาคม 2540 ธนาคารได้นำเงินฝากประจำของจำเลยที่ 1 มาหักชำระหนี้เท่านั้น โดยมีการหักทอนบัญชีกันตั้งแต่วันที่ 31 มีนาคม 2536 แสดงให้เห็นเจตนาของธนาคารและจำเลยที่ 1 ว่าไม่ประสงค์จะให้มีการเดินสะพัดทางบัญชีระหว่างกันอีกต่อไป สัญญาจึงเลิกกันโดยปริยายเมื่อวันที่ 31 มีนาคม 2536

สัญญากู้เบิกเงินเกินบัญชีมิได้ระบุข้อตกลงไว้ชัดแจ้งว่าหากจำเลยที่ 1 ผิดนัดชำระหนี้หรือผิดเงื่อนไขตามสัญญายอมเสียดอกเบี้ยอัตราผิดนัด แม้สัญญาจะระบุให้ธนาคารเพิ่มอัตราดอกเบี้ยที่กำหนดไว้ในสัญญาได้ไม่เกินอัตราสูงสุดตามประกาศธนาคารแห่งประเทศไทยก็หมายความถึงอัตราดอกเบี้ยสูงสุดที่ผู้ให้กู้มีสิทธิเรียกได้จากลูกค้าที่มิได้ปฏิบัติผิดเงื่อนไขหรือผิดสัญญา แม้ประกาศธนาคารแห่งประเทศไทยจะระบุให้คิดอัตราดอกเบี้ยสำหรับสินเชื่อผิดนัดชำระหนี้หรือผิดสัญญาก็เป็นการให้สิทธิแก่ธนาคารพาณิชย์ที่จะปรับอัตราดอกเบี้ยให้สูงขึ้นกว่าที่คิดตามปกติเท่านั้น ส่วนจะปรับได้หรือไม่ ต้องพิจารณาจากสัญญานั้นว่ามีข้อตกลงดังกล่าวหรือไม่ ทั้งการปรับเปลี่ยนอัตราดอกเบี้ยในกรณีดังกล่าวเป็นการให้สิทธิพิเศษแก่เจ้าหนี้จึงต้องตีความข้อตกลงในสัญญาอย่างเคร่งครัด เมื่อสัญญากู้เบิกเงินเกินบัญชีไม่ได้ระบุข้อตกลงไว้ชัดแจ้งว่าหากจำเลยที่ 1 ผิดนัดชำระหนี้หรือผิดเงื่อนไขตามสัญญายอมเสียดอกเบี้ยอัตราผิดนัด โจทก์ไม่อาจคิดดอกเบี้ยผิดนัดได้ คงมีสิทธิเรียกดอกเบี้ยระหว่างผิดนัดได้สูงสุดในอัตราดอกเบี้ยขั้นต่ำสำหรับลูกค้าประเภทกู้เบิกเงินเกินบัญชีที่ไม่ผิดนัดเท่านั้น

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยที่ 1 ชำระเงิน 263,624.16 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 10.75 ต่อปี ของต้นเงิน 136,000 บาท และดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 14.25 ต่อปี ของต้นเงิน 39,227.17 บาท นับถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไป และให้จำเลยที่ 2 ชำระเงิน 147,735.84 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 10.75 ต่อปี ของต้นเงิน 100,000 บาท นับถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ หากไม่ชำระให้ยึดทรัพย์ของจำเลยทั้งสองออกขายทอดตลาดนำเงินมาชำระหนี้ให้แก่โจทก์จนครบ

จำเลยทั้งสองให้การขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง ค่าฤชาธรรมเนียมให้เป็นพับ

โจทก์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ

โจทก์ฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีพาณิชย์และเศรษฐกิจวินิจฉัยว่า มีปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ว่า จำเลยทั้งสองต้องรับผิดชำระหนี้แก่โจทก์ตามฟ้องหรือไม่เพียงใด เห็นว่า สัญญากู้เบิกเงินเกินบัญชีมิได้ระบุข้อตกลงไว้ชัดแจ้งว่าหากจำเลยที่ 1 ผิดนัดชำระหนี้หรือผิดเงื่อนไขสัญญายอมเสียดอกเบี้ยอัตราผิดนัด แม้ตามสัญญาข้อ 2 จะระบุให้ธนาคารกรุงเทพฯพาณิชย์การ จำกัด (มหาชน) เพิ่มอัตราดอกเบี้ยที่กำหนดไว้ในสัญญาได้ไม่เกินอัตราสูงสุดตามประกาศธนาคารแห่งประเทศไทย การเพิ่มอัตราดอกเบี้ยดังกล่าวย่อมหมายความถึงอัตราดอกเบี้ยสูงสุดที่ผู้ให้กู้มีสิทธิเรียกได้จากลูกค้าที่มิได้ปฏิบัติผิดเงื่อนไขหรือผิดสัญญา และแม้ตามประกาศของธนาคารกรุงเทพฯพาณิชย์การ จำกัด (มหาชน) เรื่อง อัตราดอกเบี้ยและส่วนลดในเงินให้สินเชื่อ ซึ่งออกโดยอาศัยอำนาจตามประกาศธนาคารแห่งประเทศไทย เรื่อง การกำหนดให้ธนาคารพาณิชย์ปฏิบัติในเรื่องดอกเบี้ยและส่วนลด จะระบุให้คิดอัตราดอกเบี้ยสำหรับสินเชื่อผิดนัดชำระหนี้หรือผิดสัญญา ก็เป็นการให้สิทธิแก่ธนาคารพาณิชย์ที่จะปรับอัตราดอกเบี้ยให้สูงขึ้นกว่าที่คิดตามปกติเท่านั้น ส่วนจะปรับได้หรือไม่ ต้องพิจารณาจากสัญญานั้นว่ามีข้อตกลงดังกล่าวหรือไม่ ทั้งการปรับเปลี่ยนอัตราดอกเบี้ยในกรณีดังกล่าวเป็นการให้สิทธิพิเศษแก่เจ้าหนี้ จึงต้องตีความข้อตกลงในสัญญาอย่างเคร่งครัด เมื่อสัญญากู้เบิกเงินเกินบัญชีไม่ได้ระบุข้อตกลงไว้ชัดแจ้งว่าหากจำเลยที่ 1ผิดนัดชำระหนี้หรือผิดเงื่อนไขตามสัญญายอมเสียดอกเบี้ยอัตราผิดนัด โจทก์ไม่อาจคิดดอกเบี้ยผิดนัดได้ คงมีสิทธิเรียกดอกเบี้ยระหว่างผิดนัดได้สูงสุดในอัตราดอกเบี้ยขั้นต่ำสำหรับลูกค้าประเภทกู้เบิกเงินเกินบัญชีที่ไม่ผิดนัดตามที่ศาลอุทธรณ์วินิจฉัยไว้ แต่คดีนี้เมื่อโจทก์อ้างส่งประกาศอัตราดอกเบี้ยของธนาคารกรุงเทพฯ พาณิชย์การ จำกัด (มหาชน) ตั้งแต่วันที่ 16 ธันวาคม 2540 โดยมิได้ส่งประกาศอัตราดอกเบี้ยในระหว่างวันที่ 1 เมษายน 2536 ถึงวันที่ 15 ธันวาคม 2540 ว่าโจทก์กำหนดอัตราดอกเบี้ยไว้เท่าใด และขณะที่สัญญาบัญชีเดินสะพัดเลิกกันก็ไม่ปรากฏจากพยานหลักฐานของโจทก์ว่าคิดดอกเบี้ยจากจำเลยที่ 1 ในอัตราใด จึงเห็นสมควรกำหนดให้โจทก์มีสิทธิคิดดอกเบี้ยจากต้นเงิน 303,557.82 บาท ในระหว่างวันที่ 1 เมษายน 2536 ถึงวันที่ 15 ธันวาคม 2540 ในอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี และนับแต่วันที่ 16 ธันวาคม 2540 เป็นต้นไป ให้คิดอัตราดอกเบี้ยขั้นต่ำสำหรับลูกค้าประเภทกู้เบิกเงินเกินบัญชี อย่างไรก็ตาม เมื่อคำนวณรายการเดินสะพัดทางบัญชีที่ปรากฏในการ์ดบัญชีกระแสรายวันเอกสารหมาย จ.16 ซึ่งได้ความว่าในวันที่ 31 ธันวาคม 2540 ธนาคารกรุงเทพฯ พาณิชย์การ จำกัด (มหาชน) ได้หักเงินฝากประจำของจำเลยที่ 1 มาชำระหนี้ 2 รายการ รวมจำนวน 460,267.54 บาท ทั้งสัญญากู้เบิกเงินเกินบัญชีระหว่างธนาคารกรุงเทพฯพาณิชย์การ จำกัด (มหาชน) กับจำเลยที่ 1 เลิกกันในวันที่ 31 มีนาคม 2536 ดังได้วินิจฉัยมาแล้ว จึงต้องนำเงินดังกล่าวมาหักชำระหนี้ของจำเลยที่ 1 ที่ค้างชำระแก่โจทก์ในจำนวนต้นเงินและดอกเบี้ยคิดถึงวันที่ 31 ธันวาคม 2540 ด้วยส่วนจำนวนหนี้ของจำเลยที่ 1 ในวันที่ 31 มีนาคม 2536 จำเลยที่ 1 เป็นหนี้เบิกเงินเกินบัญชี 303,557.82 บาท และเมื่อคำนวณดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี แบบไม่ทบต้นของต้นเงินดังกล่าวนับแต่วันที่ 1 เมษายน 2536 ถึงวันที่ 15 ธันวาคม 2540 และดอกเบี้ยขั้นต่ำสำหรับลูกค้าประเภทกู้เบิกเงินเกินบัญชีเท่ากับร้อยละ 18.5 ต่อปี จนถึงวันที่ 31 ธันวาคม 2540 เป็นเงินประมาณ 109,530.31 บาท รวมต้นเงินและดอกเบี้ยเป็นเงินประมาณ 413,088.13 บาท น้อยกว่าจำนวนเงินฝากประจำที่ธนาคารกรุงเทพฯ พาณิชย์การ จำกัด (มหาชน) ได้นำมาหักชำระหนี้ดังกล่าว จึงรับฟังไม่ได้ว่าจำเลยที่ 1 เป็นหนี้โจทก์ ดังนั้น จำเลยที่ 1 ซึ่งเป็นผู้กู้เบิกเงินเกินบัญชีและจำเลยที่ 2 ซึ่งเป็นผู้จำนองที่ดินเป็นประกันหนี้ของจำเลยที่ 1 จึงไม่ต้องรับผิดต่อโจทก์ ที่ศาลอุทธรณ์พิพากษามานั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วยในผล ฎีกาของโจทก์ฟังไม่ขึ้น

พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 193/33 (1) ม. 224 ม. 859
ป.วิ.พ. ม. 183
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — บริษัทบริหารสินทรัพย์กรุงเทพพาณิชย์ จำกัด
บริษัทอินเตอร์เนชั่นแนล บิวสิเนส แอนด์ ลีแก็ล
จำเลย — เคาน์ซึลเลอะ (1987) จำกัด กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลแขวงพระนครใต้ — นายณัฐพล พิทักษ์วงศาโรจน์
ศาลอุทธรณ์ — นายบุญส่ง กุลบุปผา
ชื่อองค์คณะ
วิรุฬห์ แสงเทียน
วีระวัฒน์ ปวราจารย์
ประทีป ดุลพินิจธรรมา
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4492/2557
#562644
เปิดฉบับเต็ม

การที่โจทก์เดิมโอนสิทธิเรียกร้องที่มีอยู่กับจำเลยทั้งสี่ให้แก่บริษัทสินทรัพย์เพชรบุรี จำกัด เป็นการโอนสินทรัพย์ด้อยคุณภาพและหลักประกันเพื่อให้บริษัทบริหารสินทรัพย์ดำเนินการบริหารจัดการหนี้ อันเป็นเรื่องการบริหารสินทรัพย์ตามความในมาตรา 3 แห่ง พ.ร.ก.บริษัทบริหารสินทรัพย์ พ.ศ.2541 การโอนสิทธิในการบริหารจัดการหนี้มิใช่เป็นเรื่องการโอนกิจการของธนาคารพาณิชย์ตามความในมาตรา 38 ตรี แห่ง พ.ร.บ.การธนาคารพาณิชย์ พ.ศ.2505 จึงไม่ต้องดำเนินการตาม พ.ร.บ.การธนาคารพาณิชย์ พ.ศ.2505 มาตรา 38 จัตวา การโอนสิทธิเรียกร้องระหว่างโจทก์เดิมกับบริษัทบริหารสินทรัพย์เพชรบุรี จำกัด จึงเป็นการดำเนินการตาม พ.ร.ก.บริษัทบริหารสินทรัพย์ พ.ศ.2541 ซึ่งโจทก์เดิมสามารถกระทำได้ และเมื่อบริษัทบริหารสินทรัพย์เพชรบุรี จำกัด โอนสิทธิเรียกร้องดังกล่าวให้แก่ผู้ร้อง ผู้ร้องก็มีสิทธิขอเข้าสวมสิทธิเป็นโจทก์ตามความในมาตรา 7 แห่ง พ.ร.ก.บริษัทบริหารสินทรัพย์ พ.ศ.2541

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
คดีสืบเนื่องมาจากศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยทั้งสี่ร่วมกันชำระเงินจำนวน 11,063,644.50 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 24 ต่อปี จากต้นเงิน 9,261,523.94 บาท หากไม่ชำระให้ยึดทรัพย์สินจำนองออกขายทอดตลาดนำเงินมาชำระหนี้แก่โจทก์ หากได้เงินไม่พอชำระให้ยึดทรัพย์สินอื่นของจำเลยทั้งสี่ออกขายทอดตลาดนำเงินมาชำระหนี้แก่โจทก์จนครบ จำเลยที่ 3 อุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์ภาค 7 พิพากษาแก้เป็นว่า ให้จำเลยที่ 2 ร่วมรับผิดในต้นเงิน 3,550,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยทบต้นอัตราร้อยละ 16.50 ต่อปี นับแต่วันที่ 1 พฤศจิกายน 2536 ถึงวันที่ 31 กรกฎาคม 2540 หลังจากนั้นให้คิดดอกเบี้ยไม่ทบต้นอัตราร้อยละ 19 ต่อปี นับแต่วันที่ 1 สิงหาคม 2540 จนกว่าชำระเสร็จแก่โจทก์ ให้จำเลยที่ 3 และที่ 4 ร่วมรับผิดในต้นเงิน 700,000 บาท และ 1,050,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยทบต้นอัตราร้อยละ 16.50 ต่อปี นับแต่วันที่ 28 ตุลาคม 2536 ถึงวันที่ 31 กรกฎาคม 2540 หลังจากนั้นให้คิดดอกเบี้ยไม่ทบต้นอัตราร้อยละ 19 ต่อปี นับแต่วันที่ 1 สิงหาคม 2540 จนกว่าชำระเสร็จ แก่โจทก์ ตามลำดับ และให้จำเลยที่ 2 ที่ 3 และที่ 4 ร่วมรับผิดในเบี้ยประกันภัย 1,832.55 บาท นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

ภายหลังศาลอุทธรณ์ภาค 7 มีคำพิพากษา บริษัทบริหารสินทรัพย์สุขุมวิท จำกัด ผู้ร้อง ยื่นคำขอเข้าสวมสิทธิเป็นคู่ความแทนโจทก์ในคดีนี้ ตามพระราชกำหนดบริษัทบริหารสินทรัพย์ พ.ศ.2541 มาตรา 7 ศาลชั้นต้นอนุญาต

จำเลยที่ 1 และที่ 2 ยื่นคำร้องคัดค้านการสวมสิทธิ

ศาลชั้นต้นมีคำสั่งยกคำคัดค้าน ค่าฤชาธรรมเนียมให้เป็นพับ

จำเลยที่ 1 และที่ 2 อุทธรณ์เฉพาะปัญหาข้อกฎหมายโดยตรงต่อศาลฎีกา โดยได้รับอนุญาตจากศาลชั้นต้นตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 223 ทวิ

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า เห็นว่า ข้อเท็จจริงคดีนี้รับฟังเป็นยุติว่า โจทก์เดิมเป็นนิติบุคคลประเภทธนาคารพาณิชย์และเป็นเจ้าหนี้ของจำเลยทั้งสี่ตามคำพิพากษา ผู้ร้องเป็นบริษัทบริหารสินทรัพย์ เมื่อวันที่ 29 มิถุนายน 2544 โจทก์เดิมได้โอนสิทธิเรียกร้องที่มีอยู่กับจำเลยทั้งสี่ในคดีนี้ ซึ่งเป็นสินทรัพย์ด้อยคุณภาพและหลักประกันให้แก่บริษัทบริหารสินทรัพย์เพชรบุรี จำกัด และเมื่อวันที่ 7 พฤษภาคม 2547 บริษัทบริหารสินทรัพย์เพชรบุรี จำกัด ได้โอนสิทธิมีอยู่กับจำเลยทั้งสี่ให้แก่บริษัทบริหารสินทรัพย์สุขุมวิท จำกัด ผู้ร้อง คดีมีปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของจำเลยที่ 1 และที่ 2 ว่า บริษัทบริหารสินทรัพย์เพชรบุรี จำกัด ผู้ร้องขอเข้าสวมสิทธิ และผู้ร้องมีสิทธิขอเข้าสวมสิทธิเป็นคู่ความแทนโจทก์ได้หรือไม่ จำเลยที่ 1 และที่ 2 อุทธรณ์ว่า โจทก์เดิมเป็นธนาคารพาณิชย์ การโอนสิทธิเรียกร้องที่มีอยู่กับจำเลยทั้งสี่ให้แก่บริษัทบริหารสินทรัพย์เพชรบุรี จำกัด ตามพระราชกำหนดบริษัทบริหารสินทรัพย์ พ.ศ.2541 ถือเป็นการโอนกิจการของธนาคารพาณิชย์ทั้งหมดหรือบางส่วนที่สำคัญให้แก่ธนาคารพาณิชย์อื่นหรือสถาบันการเงิน เมื่อไม่ปฎิบัติตามพระราชบัญญัติการธนาคารพาณิชย์ พ.ศ.2505 มาตรา 38 ตรี และ 38 จัตวา จึงตกเป็นโมฆะ เห็นว่า การที่โจทก์เดิมโอนสิทธิเรียกร้องที่มีอยู่กับจำเลยทั้งสี่ให้แก่บริษัทบริหารสินทรัพย์เพชรบุรี จำกัด เป็นการโอนสินทรัพย์ด้อยคุณภาพและหลักประกันเพื่อให้บริษัทบริหารสินทรัพย์ดำเนินการบริหารจัดการหนี้ อันเป็นเรื่องการบริหารสินทรัพย์ตามความในมาตรา 3 แห่งพระราชกำหนดบริษัทบริหารสินทรัพย์ พ.ศ.2541 การโอนสิทธิในการบริหารจัดการหนี้มิใช่เรื่องการโอนกิจการของธนาคารพาณิชย์ตามความในมาตรา 38 ตรี แห่งพระราชบัญญัติการธนาคารพาณิชย์ พ.ศ.2505 จึงไม่ต้องดำเนินการตามพระราชบัญญัติการธนาคารพาณิชย์ พ.ศ.2505 มาตรา 38 จัตวา การโอนสิทธิเรียกร้องดังกล่าวระหว่างโจทก์เดิมกับบริษัทบริหารสินทรัพย์เพชรบุรี จำกัด จึงเป็นการดำเนินการตามพระราชกำหนดบริษัทบริหารสินทรัพย์ พ.ศ.2541 ซึ่งโจทก์เดิมสามารถกระทำได้ และเมื่อบริษัทบริหารสินทรัพย์เพชรบุรี จำกัด โอนสิทธิเรียกร้องดังกล่าวให้แก่ผู้ร้อง ผู้ร้องจึงมีสิทธิขอเข้าสวมสิทธิเป็นโจทก์ตามความในมาตรา 7 แห่งพระราชกำหนดบริษัทบริหารสินทรัพย์ พ.ศ. 2541 ที่ศาลชั้นต้นมีคำสั่งอนุญาตให้ผู้ร้องเข้าสวมสิทธิเป็นโจทก์นั้นชอบแล้ว อุทธรณ์ของจำเลยที่ 1 และที่ 2 ฟังไม่ขึ้น

พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.การธนาคารพาณิชย์ พ.ศ.2505 ม. 38 ตรี ม. 38 จัตวา
พ.ร.ก.บริษัทบริหารสินทรัพย์ พ.ศ.2541 ม. 3 ม. 7
ชื่อคู่ความ
ธนาคารศรีนคร จำกัด (มหาชน) โดยบริษัทบริหารสินทรัพย์
โจทก์ — เพชรบุรี จำกัด ผู้เข้าสวมสิทธิเป็นคู่ความแทนโจทก์
ผู้ร้อง — บริษัทบริหารสินทรัพย์สุขุมวิท จำกัด
จำเลย — นายกมล แซ่เล้า กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดกาญจนบุรี — นายเทอดพงศ์ จามน้อยพรหม
ชื่อองค์คณะ
ศรีอัมพร ศาลิคุปต์
ธีระพงศ์ จิระภาค
ประมวญ รักศิลธรรม
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4466/2557
#560904
เปิดฉบับเต็ม

โจทก์ฟ้องว่า โจทก์ได้กรรมสิทธิ์โดยการครอบครองปรปักษ์ในที่ดิน 29 แปลง ซึ่งการพิจารณาคดีศาลจะต้องแยกพิจารณาที่ดินแต่ละแปลงออกต่างหากจากกัน รวมถึงเมื่อพิจารณาแล้วจะต้องพิพากษาตามคำขอของโจทก์เป็นรายแปลง แม้โจทก์จะมีคำขอปลดเปลื้องทุกข์อันไม่อาจคำนวณเป็นราคาเงินได้ แต่เมื่อจำเลยทั้งสองให้การว่าที่ดินพิพาทเป็นของจำเลยที่ 2 จึงเป็นคดีที่มีการกล่าวแก้ข้อพิพาทว่าด้วยกรรมสิทธิ์ในที่ดิน อันเป็นคดีมีทุนทรัพย์ มิใช่คดีที่มีคำขอปลดเปลื้องทุกข์อันไม่อาจคำนวณเป็นราคาเงินได้อีกต่อไป เมื่อปรากฏว่าเจ้าพนักงานที่ดินประเมินราคาที่ดินพิพาทไร่ละ 12,000 บาท และคำนวณราคาที่ดินพิพาทแต่ละแปลงแล้วไม่เกิน 300,000 บาท คดีจึงอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลแขวง ที่ศาลชั้นต้นมีคำสั่งให้โอนคดีนี้ไปยังศาลแขวงพิษณุโลกตามพระธรรมนูญศาลยุติธรรม มาตรา 16 วรรคท้าย นั้น ชอบแล้ว

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้มีคำสั่งว่าที่ดินทั้ง 29 แปลง เฉพาะส่วนที่โจทก์ครอบครองเนื้อที่ 30 ไร่ 1 งาน 15 ตารางวา เป็นกรรมสิทธิ์ของโจทก์โดยการครอบครองปรปักษ์ ห้ามจำเลยที่ 2 และที่ 3 ยุ่งเกี่ยวกับที่ดินของโจทก์อีกต่อไป ให้เพิกถอนสัญญาซื้อขายที่ดินฉบับวันที่ 17 กุมภาพันธ์ 2552 ทั้ง 26 แปลง ตามสัญญาซื้อขายที่ดินระหว่างจำเลยที่ 1 ผู้ขาย กับจำเลยที่ 2 ผู้ซื้อ กับให้จำเลยที่ 2 โอนที่ดินทั้ง 26 แปลง คืนกลับมาเป็นชื่อของจำเลยที่ 1 เพื่อโจทก์จะได้ใช้สิทธิในการครอบครองปรปักษ์ต่อไป หากจำเลยที่ 2 เพิกเฉย ให้ถือเอาคำพิพากษาแทนการแสดงเจตนาของจำเลยที่ 2 ให้เพิกถอนสัญญาซื้อขายที่ดินฉบับลงวันที่ 18 สิงหาคม 2552 ทั้ง 3 แปลง ตามสัญญาซื้อขายที่ดินระหว่างจำเลยที่ 1 ผู้ขาย กับจำเลยที่ 3 ผู้ซื้อ กับให้จำเลยที่ 3 โอนที่ดินทั้ง 3 แปลง คืนกลับมาเป็นชื่อของจำเลยที่ 1 เพื่อโจทก์จะได้ใช้สิทธิในการครอบครองปรปักษ์ต่อไป หากจำเลยที่ 3 เพิกเฉย ให้ถือเอาคำพิพากษาแทนการแสดงเจตนาของจำเลยที่ 3

จำเลยที่ 1 ขอให้ยกฟ้อง

จำเลยที่ 2 ให้การขอให้ยกฟ้อง และฟ้องแย้งขอให้บังคับโจทก์และบริวารออกไปจากที่ดินพิพาททั้ง 26 แปลง ให้โจทก์ใช้ค่าเสียหายเดือนละ 20,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันฟ้องแย้งเป็นต้นไปจนกว่าโจทก์และบริวารจะออกไปจากที่ดิน

โจทก์ให้การแก้ฟ้องแย้งขอให้ยกฟ้องแย้ง

ระหว่างพิจารณา โจทก์ยื่นคำบอกกล่าวขอถอนฟ้องจำเลยที่ 3 ศาลชั้นต้นอนุญาตและให้จำหน่ายคดีเฉพาะจำเลยที่ 3 ออกจากสารบบความ

ศาลชั้นต้นมีคำสั่งว่า ที่ดินพิพาทแต่ละแปลงมีราคาประเมินไม่เกินแปลงละ 300,000 บาท แม้โจทก์ฟ้องอย่างคดีไม่มีข้อพิพาท แต่เนื่องจากจำเลยที่ 1 และที่ 2 ให้การต่อสู้กรรมสิทธิ์และราคาทรัพย์ที่พิพาทไม่เกิน 300,000 บาท คดีจึงไม่อยู่ในอำนาจพิจารณาของศาลชั้นต้น แต่อยู่ในอำนาจพิจารณาของศาลแขวงพิษณุโลก จึงมีคำสั่งให้โอนคดีไปยังศาลแขวงพิษณุโลก ตามพระธรรมนูญศาลยุติธรรม มาตรา 16 วรรคท้าย

โจทก์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 6 พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ

โจทก์ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า มีปัญหาวินิจฉัยต่อไปว่า คดีนี้เป็นคดีที่อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาในศาลแขวงหรือไม่ เห็นว่า โจทก์ฟ้องว่า โจทก์ได้กรรมสิทธิ์โดยการครอบครองปรปักษ์ในที่ดินพิพาทแต่ละแปลง บางแปลงโจทก์ก็ครอบครองที่ดินพิพาทเพียงบางส่วน การพิจารณาคดีของโจทก์จึงต้องพิจารณาเป็นรายแปลงว่าโจทก์ได้ครอบครองที่ดินพิพาทแปลงใดบ้าง และบางแปลงโจทก์ได้ครอบครองที่ดินส่วนใด ศาลจะต้องแยกพิจารณาที่ดินแต่ละแปลงออกต่างหากจากกัน รวมถึงเมื่อพิจารณาแล้วจะต้องพิพากษาตามคำขอของโจทก์เป็นรายแปลง แม้โจทก์จะมีคำขอปลดเปลื้องทุกข์อันไม่อาจคำนวณเป็นราคาเงินได้ แต่เมื่อจำเลยทั้งสองยื่นคำให้การว่าที่ดินพิพาทเป็นของจำเลยที่ 2 โจทก์ไม่ได้กรรมสิทธิ์ในที่ดินพิพาท จึงเป็นคดีที่มีการกล่าวแก้ข้อพิพาทว่าด้วยกรรมสิทธิ์ในที่ดินอันเป็นคดีมีทุนทรัพย์ มิใช่คดีที่มีคำขอปลดเปลื้องทุกข์อันไม่อาจคำนวณเป็นราคาเงินได้อีกต่อไป เมื่อปรากฏว่าเจ้าพนักงานที่ดินประเมินราคาที่ดินพิพาทไร่ละ 12,000 บาท และที่ดินพิพาททั้ง 29 แปลง แต่ละแปลงมีเนื้อที่ประมาณไร่เศษและบางแปลงโจทก์ก็อ้างว่าครอบครองบางส่วนไม่ถึง 1 ไร่ เมื่อการพิจารณาจะต้องพิจารณาและมีคำสั่งหรือคำพิพากษาเป็นรายแปลงตามคำขอบังคับของโจทก์ การคำนวณทุนทรัพย์จึงต้องแยกเป็นรายแปลง กรณีจึงเป็นคดีที่ราคาทรัพย์สินหรือจำนวนทุนทรัพย์ที่พิพาทของที่ดินแต่ละแปลงไม่เกิน 300,000 บาท คดีจึงอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลแขวง ที่ศาลชั้นต้นมีคำสั่งให้โอนคดีนี้ไปยังศาลแขวงพิษณุโลกตามพระธรรมนูญศาลยุติธรรม มาตรา 16 วรรคท้าย นั้น ชอบแล้ว ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 6 พิพากษามานั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาของโจทก์ฟังไม่ขึ้น

พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พระธรรมนูญศาลยุติธรรม ม. 16 วรรคท้าย
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นางบุญชู น้ำแก้ว
จำเลย — บริษัทอินเตอร์สตาร์ส ดิเวลลอปเปอร์ จำกัด กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดพิษณุโลก — นายทรงยศ สิริเกียรติกุล
ศาลอุทธรณ์ภาค 6 — นายสมชาย กิจนพศร์
ชื่อองค์คณะ
สุรศักดิ์ คีรีวิเชียร
บุญมี ฐิตะศิริ
จตุรงค์ นาสมใจ
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4395/2557
#562628
เปิดฉบับเต็ม

ขณะโจทก์ยื่นฟ้องคดีนี้คดีอาญายังไม่ขาดอายุความ แต่เมื่อศาลชั้นต้นทำการไต่สวนมูลฟ้องมีคำสั่งว่าคดีมีมูล หมายเรียกจำเลยแก้คดี และได้ตัวจำเลยมาพิจารณา ปรากฏว่าคดีโจทก์ขาดอายุความแล้ว ในกรณีเช่นนี้ แม้คดีขาดอายุความจะทำให้สิทธินำคดีอาญามาฟ้องระงับไปตาม ป.วิ.อ. มาตรา 39 (6) ก็ตาม แต่ก็หามีผลกระทบต่ออำนาจฟ้องคดีส่วนแพ่งของโจทก์ไม่ คดีส่วนแพ่งจึงยังต้องดำเนินคดีต่อไปตามบทบัญญัติแห่งประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง ตาม ป.วิ.อ. มาตรา 40 ที่ศาลชั้นต้นยกฟ้องคดีส่วนอาญาแล้วพิจารณาพิพากษาคดีในส่วนแพ่งต่อไปนั้นจึงชอบแล้ว

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องและแก้ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 377, 390 และขอให้จำเลยชดใช้ค่ารักษาพยาบาล 23,376 บาท ค่าขาดรายได้ในการประกอบการงานเป็นเวลา 2 เดือน อัตราเดือนละ 10,000 บาท รวม 20,000 บาท และค่าที่โจทก์ได้รับทุกขเวทนาจากความเจ็บปวดซึ่งยังจะต้องเข้ารับการรักษาพยาบาลอย่างต่อเนื่องอีก 15,000 บาท แก่โจทก์

ศาลชั้นต้นไต่สวนมูลฟ้องแล้ว เห็นว่าคดีมีมูล ให้ประทับฟ้อง

จำเลยให้การขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยชำระเงิน 32,376 บาท แก่โจทก์ กับให้จำเลยใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ โดยกำหนดค่าทนายความ 3,000 บาท และให้ยกฟ้องโจทก์ในส่วนคดีอาญา

จำเลยอุทธรณ์ โดยผู้พิพากษาซึ่งนั่งพิจารณาคดีในศาลชั้นต้นอนุญาตให้อุทธรณ์ในปัญหาข้อเท็จจริง

ศาลอุทธรณ์ภาค 6 พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ

จำเลยฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัย มีปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยประการแรกว่า การที่ศาลชั้นต้นยกฟ้องคดีส่วนอาญาแล้วพิจารณาพิพากษาคดีในส่วนแพ่งต่อไปชอบด้วยกฎหมายหรือไม่ จำเลยฎีกาว่า เมื่อคดีในส่วนอาญาขาดอายุความแล้ว ศาลชั้นต้นชอบที่จะมีคำสั่งจำหน่ายคดีส่วนอาญาออกจากสารบบความและไม่รับฟ้องคดีส่วนแพ่งนั้น ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 40 บัญญัติว่า การฟ้องคดีแพ่งที่เกี่ยวเนื่องกับคดีอาญาจะฟ้องต่อศาลซึ่งพิจารณาคดีอาญาหรือต่อศาลที่มีอำนาจชำระคดีแพ่งก็ได้ การพิจารณาคดีแพ่งต้องไปเป็นตามบทบัญญัติแห่งประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง เมื่อข้อเท็จจริงปรากฏว่า ขณะโจทก์ยื่นฟ้องคดีนี้คดียังไม่ขาดอายุความ แต่ศาลชั้นต้นทำการไต่สวนมูลฟ้องโจทก์และมีคำสั่งว่าคดีมีมูล หมายเรียกจำเลยแก้คดี และได้ตัวจำเลยมาพิจารณาเมื่อคดีโจทก์ขาดอายุความแล้ว ในกรณีเช่นนี้ แม้คดีขาดอายุความจะทำให้สิทธินำคดีอาญามาฟ้องระงับไปตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 39 (6) ก็ตาม แต่ก็หามีผลกระทบต่ออำนาจฟ้องคดีส่วนแพ่งของโจทก์ไม่ คดีส่วนแพ่งจึงยังต้องดำเนินคดีต่อไปตามบทบัญญัติแห่งประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง ดังนั้น ที่ศาลชั้นต้นดำเนินคดีส่วนแพ่งต่อมานั้นจึงชอบแล้ว ฎีกาของจำเลยข้อนี้ฟังไม่ขึ้น

ปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยประการต่อไปว่า ฟ้องโจทก์ในคดีส่วนแพ่งเกี่ยวกับค่าเสียหายเคลือบคลุมหรือไม่ คดีนี้โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยฐานปล่อยปละละเลยสัตว์ในประการที่อาจทำอันตรายแก่บุคคล และฐานกระทำโดยประมาทเป็นเหตุให้ผู้อื่นรับอันตรายแก่กายหรือจิตใจ ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 377, 390 และมีคำขอท้ายฟ้องให้จำเลยชดใช้ค่าเสียหายแก่โจทก์ คดีส่วนแพ่งจึงเป็นคดีแพ่งที่เกี่ยวเนื่องกับคดีอาญา ซึ่งตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 40 ตอนท้าย บัญญัติว่า "การพิจารณาคดีแพ่งต้องไปเป็นตามบทบัญญัติแห่งประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง" และประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 172 วรรคสอง บัญญัติว่า "คำฟ้องต้องแสดงโดยแจ้งชัดซึ่งสภาพแห่งข้อหาของโจทก์และคำขอบังคับ ทั้งข้ออ้างที่อาศัยเป็นหลักแห่งข้อหาเช่นว่านั้น" เกี่ยวกับปัญหาดังกล่าวโจทก์บรรยายฟ้องว่า จำเลยซึ่งเป็นผู้ครอบครองและดูแลสุนัขดุร้าย ปล่อยปละให้สุนัขนั้นอยู่อย่างอิสระ มิได้กักขังหรือล่ามโซ่เพื่อป้องกันมิให้ไปกัดหรือทำร้ายผู้อื่น ซึ่งจำเลยอาจใช้ความระมัดระวังเช่นว่านั้นได้ แต่จำเลยหาได้ใช้ความระมัดระวังเช่นว่านั้นไม่ กลับปล่อยปละละเลย เป็นเหตุให้สุนัขตัวดังกล่าวกัดทำร้ายโจทก์ ทำให้โจทก์ได้รับอันตรายแก่กาย ตามสำเนาใบรับรองแพทย์และภาพถ่ายบาดแผลท้ายฟ้อง กับระบุในคำขอท้ายฟ้องว่า ให้จำเลยชดใช้ค่ารักษาพยาบาล 23,376 บาท ค่าขาดรายได้ในการประกอบการงาน เป็นระยะเวลา 2 เดือน อัตราเดือนละ 10,000 บาท รวม 20,000 บาท และค่าที่โจทก์ได้รับทุกขเวทนาจากความเจ็บปวดซึ่งยังต้องเข้ารับการรักษาพยาบาลต่อเนื่องอีก 15,000 บาท แก่โจทก์ เห็นว่า คำฟ้องของโจทก์ดังกล่าวแสดงให้เห็นอย่างชัดแจ้งแล้วว่าโจทก์ประสงค์จะให้จำเลยรับผิดในการกระทำของจำเลยอันเป็นการละเมิดแก่โจทก์ ทั้งสำเนาใบรับรองแพทย์และภาพถ่ายบาดแผลท้ายฟ้องก็เป็นส่วนหนึ่งของคำฟ้อง และคำขอท้ายฟ้องของโจทก์บรรยายรายละเอียดเกี่ยวกับค่าเสียหายที่โจทก์ประสงค์จะให้จำเลยรับผิดแยกเป็นแต่ละรายการแล้วว่าจำเลยมีความเสียหายอย่างไรและเป็นจำนวนเงินเท่าใด แม้โจทก์จะมิได้แจกแจงรายละเอียดของค่าเสียหายดังที่จำเลยให้การต่อสู้ไว้ในข้อ 2.1, 2.2 และ 2.3 ก็ตาม แต่เมื่ออ่านคำฟ้อง เอกสารท้ายฟ้องและคำขอท้ายฟ้องดังกล่าวประกอบกันแล้ว จำเลยย่อมเข้าใจและสามารถต่อสู้คดีได้ ฟ้องโจทก์ในส่วนของค่าเสียหายจึงแสดงโดยแจ้งชัดซึ่งสภาพแห่งข้อหา คำขอบังคับ ทั้งข้ออ้างที่อาศัยเป็นหลักแห่งข้อหานั้นแล้ว จึงไม่เป็นคำฟ้องที่เคลือบคลุม ฎีกาของจำเลยข้อนี้ฟังไม่ขึ้นเช่นกัน ส่วนฎีกาข้ออื่นของจำเลยนั้นไม่จำต้องวินิจฉัยเพราะไม่ทำให้ผลแห่งคดีเปลี่ยนแปลงไป

พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.อ. ม. 39 (6) ม. 40
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นางสาววนิฐา ไพรสิงห์
จำเลย — นายวุฒิอำพล บุญมูล
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดกำแพงเพชร — นายวันชัย วรนุชกุล
ศาลอุทธรณ์ภาค 6 — นายชัชวาล บุนนาค
ชื่อองค์คณะ
อดิศักดิ์ ปัตรวลี
ทวีศักดิ์ ทองภักดี
พันธุ์เลิศ บุญเลี้ยง
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4382/2557
#571939
เปิดฉบับเต็ม

คดีนี้ศาลอุทธรณ์ภาค 7 พิพากษาให้จำเลยชำระค่าปรับรายวันในความผิดฐานฝ่าฝืนคำสั่งให้รื้อถอนอาคาร วันละ 100 บาท นับแต่วันที่ 28 ตุลาคม 2552 เป็นต้นไปจนกว่าจะได้ปฏิบัติตามคำสั่งของเจ้าพนักงานท้องถิ่น ซึ่งหมายความว่า จำเลยต้องชำระค่าปรับรายวันในความผิดฐานฝ่าฝืนคำสั่งให้รื้อถอนอาคารจนกว่าจะได้ปฏิบัติตามคำสั่งของเจ้าพนักงานท้องถิ่นตาม พ.ร.บ.ควบคุมอาคาร พ.ศ.2522 มาตรา 42 และ 66 ทวิ วรรคสอง ดังนั้น จำเลยจึงต้องชำระค่าปรับวันละ 100 บาท จนกว่าจะได้ปฏิบัติให้ถูกต้องตามมาตรา 42 กล่าวคือ จนกว่าจำเลยจะได้รื้อถอนอาคารพิพาทตามมาตรา 42 แล้ว เมื่อข้อเท็จจริงตามทางไต่สวนไม่ปรากฏว่าจำเลยได้รื้อถอนอาคารพิพาทแล้ว จำเลยจึงยังคงต้องชำระค่าปรับรายวันตามคำพิพากษาของศาลอุทธรณ์ภาค 7 ต่อไปจนกว่าจะได้รื้อถอนอาคารพิพาท

พ.ร.บ.ควบคุมอาคาร พ.ศ.2522 ไม่มีบทบัญญัติใดให้อำนาจศาลใช้ดุลพินิจงดการบังคับชำระค่าปรับรายวันเพราะเหตุจำเลยได้ยกอาคารพิพาทให้เป็นสาธารณสมบัติเพื่อให้ประชาชนใช้ประโยชน์แล้ว

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
คดีสืบเนื่องมาจากศาลอุทธรณ์ภาค 7 มีคำพิพากษาถึงที่สุดให้ลงโทษจำเลยตามประมวลกฎหมายที่ดิน มาตรา 9, 108 ทวิ วรรคสอง พระราชบัญญัติควบคุมอาคาร พ.ศ.2522 มาตรา 21, 40, 42, 47, 47 ทวิ, 65 วรรคหนึ่ง, 66 ทวิ วรรคหนึ่งและวรรคสอง, 67 วรรคหนึ่งและวรรคสอง, 69, 71 เป็นความผิดหลายกรรมต่างกัน ให้ลงโทษทุกกรรมเป็นกระทงความผิดไปตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 จำเลยเป็นผู้ดำเนินการเอง จึงต้องรับโทษเป็นสองเท่าของโทษสำหรับความผิดนั้น ๆ ฐานยึดถือครอบครองที่ดินอันเป็นสาธารณสมบัติของแผ่นดินสำหรับพลเมืองใช้ร่วมกัน และก่อสร้างอาคารโดยไม่ได้รับอนุญาตเป็นกรรมเดียวผิดกฎหมายหลายบท ให้ลงโทษตามประมวลกฎหมายที่ดิน ซึ่งเป็นกฎหมายบทที่มีโทษหนักที่สุดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 จำคุก 1 ปี และปรับ 6,000 บาท ฐานฝ่าฝืนคำสั่งให้ระงับการก่อสร้าง จำคุก 4 เดือน และปรับ 10,000 บาท กับให้ปรับจำเลยเป็นรายวัน อีกวันละ 200 บาท นับแต่วันที่ 28 กันยายน 2552 ถึงวันที่ 8 มิถุนายน 2553 รวม 254 วัน เป็นเงิน 50,800 บาท ฐานฝ่าฝืนคำสั่งห้ามใช้อาคาร จำคุก 4 เดือน และปรับ 10,000 บาท ฐานฝ่าฝืนคำสั่งให้รื้อถอนอาคาร จำคุก 4 เดือน และปรับ 10,000 บาท กับให้ปรับจำเลยเป็นรายวัน อีกวันละ 100 บาท นับแต่วันที่ 28 ตุลาคม 2552 เป็นต้นไปจนกว่าจำเลยจะได้ปฏิบัติให้ถูกต้องกรณีฝ่าฝืนคำสั่งให้รื้อถอนอาคาร รวมจำคุก 1 ปี 12 เดือน และปรับ 86,800 บาท จำเลยให้การรับสารภาพเป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 กึ่งหนึ่ง คงจำคุก 12 เดือน และปรับ 43,400 บาท โทษจำคุกให้รอการลงโทษไว้มีกำหนด 2 ปี ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 56 ให้จำเลยและบริวาร ผู้รับจ้าง ตัวแทน ออกจากที่ดินที่เกิดเหตุ หากจำเลยไม่ชำระค่าปรับให้จัดการตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 29, 30

วันที่ 23 เมษายน 2555 จำเลยยื่นคำร้องขอให้มีคำสั่งหยุดปรับรายวันจำเลยด้วย

ศาลชั้นต้นมีคำสั่งให้ยกคำร้อง

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษายืน

จำเลยฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า มีปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยว่า มีเหตุที่จะงดค่าปรับรายวันของจำเลยในความผิดฐานฝ่าฝืนคำสั่งให้รื้อถอนอาคารหรือไม่ เห็นว่า คดีนี้ศาลอุทธรณ์ภาค 7 พิพากษาให้จำเลยชำระค่าปรับรายวันในความผิดฐานฝ่าฝืนคำสั่งให้รื้อถอนอาคาร วันละ 100 บาท นับแต่วันที่ 28 ตุลาคม 2552 เป็นต้นไปจนกว่าจะได้ปฏิบัติตามคำสั่งของเจ้าพนักงานท้องถิ่น ซึ่งหมายความว่า จำเลยต้องชำระค่าปรับรายวันในความผิดฐานฝ่าฝืนคำสั่งให้รื้อถอนอาคารจนกว่าจะได้ปฏิบัติตามคำสั่งของเจ้าพนักงานท้องถิ่นตามพระราชบัญญัติควบคุมอาคาร พ.ศ.2522 มาตรา 42 และ 66 ทวิ วรรคสอง ดังนั้น จำเลยจึงต้องชำระค่าปรับวันละ 100 บาท จนกว่าจะได้ปฏิบัติให้ถูกต้องตามมาตรา 42 กล่าวคือ จนกว่าจำเลยจะได้รื้อถอนอาคารพิพาทตามมาตรา 42 แล้ว เมื่อข้อเท็จจริงตามทางไต่สวน ไม่ปรากฏว่าจำเลยได้รื้อถอนอาคารพิพาทแล้ว จำเลยจึงยังคงต้องชำระค่าปรับรายวันตามคำพิพากษาของศาลอุทธรณ์ภาค 7 ต่อไปจนกว่าจะได้รื้อถอนอาคารพิพาท

ที่จำเลยฎีกาอ้างว่า จำเลยได้ยกอาคารพิพาทให้เป็นสาธารณสมบัติเพื่อให้ประชาชนใช้ประโยชน์แล้ว ถือว่าสภาพบังคับตามคำพิพากษาเกี่ยวกับค่าปรับรายวันได้พ้นจากสภาพบังคับนั้น เห็นว่า พระราชบัญญัติควบคุมอาคาร พ.ศ.2522 ไม่มีบทบัญญัติใดให้อำนาจศาลใช้ดุลพินิจงดการบังคับชำระค่าปรับรายวันเพราะเหตุดังกล่าว ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 7 พิพากษามานั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาของจำเลยฟังไม่ขึ้น

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.ควบคุมอาคาร พ.ศ.2522 ม. 42 ม. 66 ทวิ วรรคสอง
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการจังหวัดประจวบคีรีขันธ์
จำเลย — นายช้อย ริมเถื่อน
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดประจวบคีรีขันธ์ — นายชัยรัตน์ ชูแก้ว
ศาลอุทธรณ์ภาค 7 — นางพัชรวรรณ สวัสดิฑัต
ชื่อองค์คณะ
โสฬส สุวรรณเนตร์
เกษม เกษมปัญญา
ไมตรี สุเทพากุล
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4283/2557
#562610
เปิดฉบับเต็ม

ตามหมายเหตุท้าย พ.ร.บ.ฟื้นฟูสมรรถภาพผู้ติดยาเสพติด พ.ศ.2545 มีหลักการว่า ผู้เสพยาเสพติดมีสภาพเป็นผู้ป่วยอย่างหนึ่ง มิใช่อาชญากรปกติ พระราชบัญญัติฉบับนี้จึงกำหนดให้มีกระบวนการคัดแยกผู้เสพยาเสพติดไปดำเนินการฟื้นฟูสมรรถภาพแทนการที่จะให้พนักงานสอบสวนดำเนินการสอบสวนสรุปสำนวนเสนอพนักงานอัยการฟ้องศาลเพื่อลงโทษผู้นั้นเหมือนอย่างผู้กระทำความผิดอื่น ๆ และเมื่อผู้เสพยาเสพติดได้รับการฟื้นฟูสมรรถภาพจนครบถ้วนตามที่กำหนดในแผนฟื้นฟูสมรรถภาพ และผลการฟื้นฟูสมรรถภาพเป็นที่พอใจของคณะอนุกรรมการฟื้นฟูสมรรถภาพแล้ว มาตรา 33 บัญญัติว่า "...ให้ถือว่าผู้นั้นพ้นจากความผิดที่ถูกกล่าวหาตามมาตรา 19 และให้คณะอนุกรรมการฟื้นฟูสมรรถภาพมีคำสั่งปล่อยตัวผู้นั้นไป..." แต่ถ้าผลของการฟื้นฟูสมรรถภาพยังไม่เป็นที่พอใจ มาตรา 33 วรรคสอง บัญญัติให้คณะอนุกรรมการฟื้นฟูสมรรถภาพรายงานความเห็นไปยังพนักงานสอบสวนหรือพนักงานอัยการ แล้วแต่กรณี เพื่อประกอบการพิจารณาดำเนินคดีผู้นั้นต่อไป โดยมีมาตรา 19 กำหนดหลักเกณฑ์ผู้ซึ่งจะได้รับการฟื้นฟูสมรรถภาพผู้ติดยาเสพติดว่า ต้องเป็นผู้ต้องหาว่ากระทำความผิดฐานเสพยาเสพติด เสพและมีไว้ในครอบครอง เสพและมีไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่าย หรือเสพและจำหน่ายยาเสพติดตามลักษณะ ชนิด ประเภท และปริมาณที่กำหนดในกฎกระทรวง ถ้าไม่ปรากฏว่าต้องหาหรืออยู่ในระหว่างถูกดำเนินคดีในความผิดฐานอื่นซึ่งเป็นความผิดที่มีโทษจำคุก หรืออยู่ในระหว่างรับโทษจำคุกตามคำพิพากษาของศาล ให้พนักงานสอบสวนนำตัวผู้ต้องหาไปศาลภายในสี่สิบแปดชั่วโมงนับแต่เวลาที่ผู้ต้องหานั้นมาถึงที่ทำการของพนักงานสอบสวน เพื่อให้ศาลพิจารณามีคำสั่งให้ส่งตัวผู้นั้นไปตรวจพิสูจน์การเสพหรือการติดยาเสพติด จึงเห็นได้ว่าเจตนารมณ์ของกฎหมายฉบับนี้ได้บังคับให้พนักงานสอบสวนนำตัวผู้ต้องหาซึ่งเป็นบุคคลที่เข้าหลักเกณฑ์ตามที่กำหนดไว้ในมาตรา 19 วรรคหนึ่ง ไปศาลภายในระยะเวลาที่กฎหมายกำหนด เพื่อให้ศาลพิจารณามีคำสั่งให้ส่งตัวผู้นั้นไปตรวจพิสูจน์การเสพหรือการติดยาเสพติด เพื่อดำเนินการต่อไปตามมาตรา 22 โดยให้คณะอนุกรรมการฟื้นฟูสมรรถภาพได้ตรวจวินิจฉัย ขั้นตอนดังกล่าวจึงเป็นขั้นตอนสำคัญที่พนักงานสอบสวนต้องปฏิบัติให้ถูกต้องตามเจตนารมณ์ของกฎหมาย เมื่อปรากฏว่าจำเลยเป็นผู้มีคุณสมบัติตามที่ระบุไว้ในมาตรา 19 วรรคหนึ่ง แต่ความปรากฏตามฎีกาของโจทก์โดยจำเลยไม่ได้แก้ฎีกาให้เห็นเป็นอย่างอื่นว่า พนักงานสอบสวนยื่นคำร้องขอให้ศาลมีคำสั่งส่งตัวผู้ต้องหาไปควบคุมเพื่อการตรวจพิสูจน์การเสพหรือการติดยาเสพติดแล้ว ศาลชั้นต้นมีคำสั่งว่าพฤติการณ์เป็นภัยร้ายแรง ไม่อนุญาต ข้อเท็จจริงจึงรับฟังเป็นยุติว่า คดีนี้ไม่ได้มีการส่งตัวจำเลยไปตรวจพิสูจน์การเสพหรือการติดยาเสพติดเพื่อให้จำเลยได้รับประโยชน์ในการที่จะได้รับการพิจารณาเข้าสู่กระบวนการฟื้นฟูสมรรถภาพผู้ติดยาเสพติดตามเจตนารมณ์ของ พ.ร.บ.ฟื้นฟูสมรรถภาพผู้ติดยาเสพติด พ.ศ.2545 เท่ากับว่าไม่มีการสอบสวนคดีนี้มาก่อนย่อมส่งผลให้พนักงานอัยการไม่มีอำนาจฟ้อง

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 มาตรา 4, 7, 8, 15, 57, 66, 91, 102 ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 32, 33, 91 ริบเมทแอมเฟตามีนและโทรศัพท์เคลื่อนที่ของกลาง

จำเลยให้การรับสารภาพ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 มาตรา 15 วรรคหนึ่ง, 57, 66 วรรคหนึ่ง, 91 การกระทำของจำเลยเป็นความผิดหลายกรรมต่างกัน ให้ลงโทษทุกกรรมเป็นกระทงความผิดไปตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 เมทแอมเฟตามีนที่จำเลยมีไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่ายและจำหน่ายเป็นจำนวนเดียว การกระทำของจำเลยเป็นกรรมเดียวเป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบท แต่ละบทมีอัตราโทษเท่ากัน ให้ลงโทษฐานจำหน่ายเมทแอมเฟตามีนเพียงบทเดียวตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 จำคุก 4 ปี และปรับ 80,000 บาท ฐานเสพเมทแอมเฟตามีน จำคุก 6 เดือน และปรับ 10,000 บาท รวมจำคุก 4 ปี 6 เดือน และปรับ 90,000 บาท จำเลยให้การรับสารภาพเป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 กึ่งหนึ่ง คงจำคุก 2 ปี 3 เดือน และปรับ 45,000 บาท โทษจำคุกให้รอการลงโทษไว้ 2 ปี ให้คุมความประพฤติจำเลยมีกำหนด 1 ปี โดยให้รายงานตัวต่อพนักงานคุมประพฤติทุก 3 เดือน ต่อครั้ง รวม 4 ครั้ง ให้จำเลยกระทำกิจกรรมบริการสังคมและสาธารณประโยชน์ตามที่พนักงานคุมประพฤติและจำเลยเห็นสมควรเป็นเวลา 12 ชั่วโมง ห้ามจำเลยยุ่งเกี่ยวกับยาเสพติดให้โทษทุกประเภทตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 56 หากไม่ชำระค่าปรับให้จัดการตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 29, 30 ริบเมทแอมเฟตามีนและโทรศัพท์เคลื่อนที่ของกลาง

โจทก์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์แผนกคดียาเสพติดพิพากษากลับ ให้ยกฟ้อง

โจทก์ฎีกา โดยศาลฎีกาอนุญาตให้ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาโจทก์ว่า โจทก์มีอำนาจฟ้องหรือไม่ เห็นว่า เหตุผลในการประกาศใช้พระราชบัญญัติฟื้นฟูสมรรถภาพผู้ติดยาเสพติด พ.ศ.2545 ท้ายพระราชบัญญัติดังกล่าวระบุว่า ผู้เสพยาเสพติดมีสภาพเป็นผู้ป่วยอย่างหนึ่ง มิใช่อาชญากรปกติ พระราชบัญญัตินี้จึงกำหนดให้มีกระบวนการคัดแยกผู้เสพยาเสพติด เสพและมีไว้ในครอบครอง เสพและมีไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่าย หรือเสพและจำหน่ายยาเสพติด ตามลักษณะ ชนิด ประเภท และปริมาณที่กำหนดในกฎกระทรวงไปดำเนินการฟื้นฟูสมรรถภาพผู้ติดยาเสพติดก่อนที่จะให้พนักงานสอบสวนดำเนินการสอบสวนสรุปสำนวนเสนอพนักงานอัยการฟ้องศาลเพื่อลงโทษผู้นั้นเหมือนผู้กระทำความผิดอาญาอื่น ๆ ซึ่งในระหว่างการฟื้นฟูสมรรถภาพผู้ติดยาเสพติด พนักงานสอบสวนยังคงดำเนินการสอบสวนคดีต่อไป และเมื่อผู้เสพยาเสพติดได้รับการฟื้นฟูสมรรถภาพผู้ติดยาเสพติดจนครบถ้วนตามที่กำหนดในแผนการฟื้นฟูสมรรถภาพผู้ติดยาเสพติด และผลการฟื้นฟูสมรรถภาพผู้ติดยาเสพติดเป็นที่พอใจของคณะอนุกรรมการฟื้นฟูสมรรถภาพผู้ติดยาเสพติดแล้ว มาตรา 33 วรรคหนึ่ง บัญญัติว่า ให้ถือว่าผู้นั้นพ้นจากความผิดที่ถูกกล่าวหาตามมาตรา 19 และให้คณะอนุกรรมการฟื้นฟูสมรรถภาพผู้ติดยาเสพติดมีคำสั่งให้ปล่อยตัวผู้นั้นไป แต่ถ้าผลของการฟื้นฟูสมรรถภาพผู้ติดยาเสพติดยังไม่เป็นที่พอใจ มาตรา 33 วรรคสอง บัญญัติให้คณะอนุกรรมการฟื้นฟูสมรรถภาพผู้ติดยาเสพติดรายงานความเห็นไปยังพนักงานสอบสวนหรือพนักงานอัยการ แล้วแต่กรณี เพื่อประกอบการพิจารณาดำเนินคดีผู้นั้นต่อไป โดยมาตรา 19 กำหนดหลักเกณฑ์ผู้ซึ่งจะได้รับการฟื้นฟูสมรรถภาพผู้ติดยาเสพติดว่าต้องเป็นผู้ต้องหาว่ากระทำความผิดฐานเสพยาเสพติด เสพและมีไว้ในครอบครอง เสพและมีไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่าย หรือเสพและจำหน่ายยาเสพติด ตามลักษณะ ชนิด ประเภท และปริมาณที่กำหนดในกฎกระทรวง และไม่ปรากฏว่าต้องหาหรืออยู่ในระหว่างถูกดำเนินคดีในความผิดฐานอื่นซึ่งเป็นความผิดที่มีโทษจำคุกหรืออยู่ในระหว่างรับโทษจำคุกตามคำพิพากษาของศาล ให้พนักงานสอบสวนนำตัวผู้ต้องหาไปศาลภายในสี่สิบแปดชั่วโมงนับแต่เวลาที่ผู้ต้องหานั้นมาถึงที่ทำการของพนักงานสอบสวน เพื่อให้ศาลพิจารณามีคำสั่งให้ส่งตัวผู้นั้นไปตรวจพิสูจน์การเสพหรือการติดยาเสพติด จึงเห็นได้ว่าเจตนารมณ์ของกฎหมายว่าด้วยฟื้นฟูสมรรถภาพผู้ติดยาเสพติดได้บังคับให้พนักงานสอบสวนนำตัวผู้ต้องหาซึ่งเป็นบุคคลที่เข้าหลักเกณฑ์ตามที่กำหนดไว้ในมาตรา 19 วรรคหนึ่ง ไปศาลภายในระยะเวลาที่กฎหมายกำหนด เพื่อให้ศาลพิจารณามีคำสั่งให้ส่งตัวผู้นั้นไปตรวจพิสูจน์การเสพหรือการติดยาเสพติดเพื่อดำเนินการต่อไปตามมาตรา 22 โดยให้คณะอนุกรรมการฟื้นฟูสมรรถภาพผู้ติดยาเสพติดได้ตรวจวินิจฉัยว่าผู้ต้องหานั้นเป็นผู้เสพหรือติดยาเสพติดหรือไม่ เพื่อจะได้คัดแยกว่าผู้ต้องหานั้นเป็นผู้มีสิทธิเข้ารับการฟื้นฟูสมรรถภาพผู้ติดยาเสพติด หรือต้องถูกดำเนินคดีต่อไปตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญาดังเช่นผู้กระทำความผิดทางอาญาอื่น ๆ ซึ่งขั้นตอนดังกล่าวจึงเป็นขั้นตอนสำคัญที่พนักงานสอบสวนจะต้องปฏิบัติให้เป็นไปตามเจตนารมณ์ของกฎหมาย คดีนี้โจทก์ฟ้องว่าจำเลยมีเมทแอมเฟตามีน น้ำหนักสุทธิ 0.17 กรัม จำหน่ายเมทแอมเฟตามีน และเสพเมทแอมเฟตามีนอันเป็นยาเสพติดตามลักษณะ ชนิด ประเภท และปริมาณที่กำหนดในกฎกระทรวงว่าด้วยการกำหนดลักษณะ ชนิด ประเภท และปริมาณของยาเสพติด พ.ศ.2546 โดยไม่ปรากฏว่าจำเลยต้องหาหรืออยู่ในระหว่างถูกดำเนินคดีในความผิดฐานอื่นซึ่งเป็นความผิดที่มีโทษจำคุกหรืออยู่ในระหว่างรับโทษจำคุกตามคำพิพากษาของศาล ถือว่าจำเลยเป็นผู้มีคุณสมบัติตามที่ระบุไว้ในมาตรา 19 วรรคหนึ่ง คดีนี้ความปรากฏในชั้นฎีกาว่า พนักงานสอบสวนยื่นคำร้องขอให้ศาลมีคำสั่งส่งตัวผู้ต้องหาไปควบคุมเพื่อการตรวจพิสูจน์การเสพหรือการติดยาเสพติดตามคำร้องฉบับลงวันที่ 23 กันยายน 2553 เอกสารท้ายฎีกาหมายเลข 3 ที่รับรองสำเนาถูกต้องโดยเจ้าหน้าที่ศาลยุติธรรมชำนาญงานและจำเลยไม่ได้แก้ฎีกาให้เห็นเป็นอย่างอื่น แต่ปรากฏว่าศาลชั้นต้นมีคำสั่งว่า พฤติการณ์เป็นภัยร้ายแรง ไม่อนุญาต ข้อเท็จจริงจึงรับฟังเป็นยุติได้ว่า คดีนี้ไม่ได้มีการส่งตัวจำเลยไปตรวจพิสูจน์การเสพหรือการติดยาเสพติดเพื่อให้จำเลยได้รับประโยชน์ในการที่จะได้รับการพิจารณาเข้าสู่กระบวนการฟื้นฟูสมรรถภาพผู้ติดยาเสพติดแทนการถูกดำเนินคดีตามเจตนารมณ์ของพระราชบัญญัติฟื้นฟูสมรรถภาพผู้ติดยาเสพติด พ.ศ.2545 แต่อย่างใด ดังนี้ การที่พนักงานสอบสวนทำการสอบสวนจำเลยโดยมิได้ปฏิบัติให้ถูกต้องตามหลักเกณฑ์ในมาตรา 19 แห่งพระราชบัญญัติดังกล่าวจึงเป็นการสอบสวนโดยไม่ชอบด้วยกฎหมาย เท่ากับว่าไม่มีการสอบสวนคดีนี้มาก่อน และย่อมส่งผลให้พนักงานอัยการไม่มีอำนาจฟ้องตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 120 ซึ่งปัญหาเรื่องอำนาจฟ้องเป็นข้อกฎหมายที่เกี่ยวกับความสงบเรียบร้อย ศาลอุทธรณ์ย่อมมีอำนาจยกขึ้นวินิจฉัยได้ ที่ศาลอุทธรณ์พิพากษามานั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาของโจทก์ฟังไม่ขึ้น และไม่จำต้องวินิจฉัยฎีกาข้ออื่นของโจทก์เพราะไม่ทำให้ผลแห่งคดีเปลี่ยนแปลงไป

พิพากษาแก้เป็นว่า ให้ริบเมทแอมเฟตามีนของกลาง คืนโทรศัพท์เคลื่อนที่ของกลางแก่เจ้าของ นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.อ. ม. 120
พ.ร.บ.ฟื้นฟูสมรรถภาพผู้ติดยาเสพติด พ.ศ.2545 ม. 19 ม. 33
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการจังหวัดสุโขทัย
จำเลย — นายดาว ทองสุข
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดสุโขทัย — นายณพล มีนาภา
ศาลอุทธรณ์ — นายจรัญ รัตตมณี
ชื่อองค์คณะ
อดิศักดิ์ ปัตรวลี
ทวีศักดิ์ ทองภักดี
พันธุ์เลิศ บุญเลี้ยง
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4280/2557
#562580
เปิดฉบับเต็ม

โจทก์ร่วมที่ 2 เป็นผู้เสียหายเฉพาะความผิดฐานทำให้เสียทรัพย์เท่านั้น มิได้เป็นผู้เสียหายในความผิดฐานพยายามฆ่าผู้อื่นด้วย และศาลชั้นต้นอนุญาตให้โจทก์ร่วมที่ 2 เข้าร่วมเป็นโจทก์เฉพาะในความผิดฐานทำให้เสียทรัพย์ เมื่อศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง โจทก์ร่วมที่ 2 จึงมีสิทธิที่จะอุทธรณ์เฉพาะในความผิดที่โจทก์ร่วมที่ 2 เป็นผู้เสียหาย เมื่อความผิดฐานทำให้เสียทรัพย์ตาม ป.อ. มาตรา 358 มีอัตราโทษจำคุกอย่างสูงไม่เกินสามปี หรือปรับไม่เกินหกพันบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ จึงต้องห้ามมิให้อุทธรณ์ในปัญหาข้อเท็จจริงตาม ป.วิ.อ. มาตรา 193 ทวิ และไม่ปรากฏว่าโจทก์ร่วมที่ 2 ได้รับอนุญาตให้อุทธรณ์ในปัญหาข้อเท็จจริงตามมาตรา 193 ตรี แม้ความผิดฐานพยายามฆ่าผู้อื่นตาม ป.อ. มาตรา 288, 80 จะมีอัตราโทษที่ไม่ต้องห้ามอุทธรณ์ในปัญหาข้อเท็จจริง และเป็นการกระทำอันเป็นกรรมเดียวกับความผิดฐานทำให้เสียทรัพย์ตามมาตรา 358 ก็ตาม แต่เมื่อโจทก์ร่วมที่ 2 มิได้เป็นผู้เสียหายในความผิดฐานพยายามฆ่าผู้อื่นอันเป็นบทที่มีโทษหนักที่สุด โจทก์ร่วมที่ 2 จึงไม่อาจใช้สิทธิอุทธรณ์โดยอ้างว่าเมื่อโทษตามบทหนักไม่ต้องห้ามมิให้อุทธรณ์ในปัญหาข้อเท็จจริงแล้ว ความผิดตามฐานในบทเบาย่อมอุทธรณ์ได้ด้วยหาได้ไม่

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 80, 91, 288, 358

จำเลยให้การปฏิเสธ

ระหว่างพิจารณา นายสนธิ ผู้เสียหายที่ 1 และนางสาวลักขณา ผู้เสียหายที่ 3 ยื่นคำร้องขอเข้าร่วมเป็นโจทก์ ศาลชั้นต้นอนุญาตสำหรับผู้เสียหายที่ 1 เฉพาะข้อหาพยายามฆ่าผู้อื่น และผู้เสียหายที่ 3 เฉพาะข้อหาทำให้เสียทรัพย์ โดยให้เรียกว่าโจทก์ร่วมที่ 1 และที่ 2 ตามลำดับ

ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง

โจทก์และโจทก์ร่วมทั้งสองอุทธรณ์ โดยอธิบดีอัยการ สำนักงานคดีศาลสูงภาค 2 ซึ่งอัยการสูงสุดได้มอบหมาย รับรองให้โจทก์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 2 พิพากษากลับว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 288 ประกอบมาตรา 80 และมาตรา 358 เป็นกรรมเดียวเป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบท ให้ลงโทษฐานพยายามฆ่าผู้อื่น ซึ่งเป็นกฎหมายบทที่มีโทษหนักที่สุดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 จำคุก 10 ปี ทางนำสืบของจำเลยเป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 ลดโทษให้หนึ่งในสี่ คงจำคุก 7 ปี 6 เดือน ยกอุทธรณ์ของโจทก์ร่วมที่ 2

โจทก์ร่วมทั้งสองและจำเลยฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงเบื้องต้นตามที่โจทก์ โจทก์ร่วมทั้งสองและจำเลยมิได้โต้เถียงกันในชั้นฎีกาฟังได้ว่า ในวันเวลาและสถานที่เกิดเหตุตามฟ้อง รถตู้คันหมายเลขทะเบียน ฮต 3718 กรุงเทพมหานคร ซึ่งเป็นของโจทก์ร่วมที่ 2 โดยมีโจทก์ร่วมที่ 1 เป็นผู้ขับและผู้เสียหายที่ 2 กับพวกรวม 3 คน เป็นผู้โดยสารได้เกิดเหตุเฉี่ยวชนกับรถบรรทุกสิบล้อคันหมายเลขทะเบียน 80-6029 สระแก้ว ซึ่งมีจำเลยเป็นผู้ขับ หลังจากเกิดเหตุเฉี่ยวชนแล้วรถทั้งสองคันตกลงข้างถนน ร่องรอยความเสียหายของรถทั้งสองคันและผลการตรวจพิสูจน์ปรากฏตามรายงานผลการตรวจพิสูจน์ร่องรอยเฉี่ยวชนและรายงานการตรวจพิสูจน์คดีอุบัติเหตุจราจร

คดีมีปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ร่วมที่ 1 ว่าสมควรลงโทษจำคุกจำเลยให้หนักขึ้นหรือไม่ และตามฎีกาของโจทก์ร่วมที่ 2 ว่า ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 2 ไม่รับวินิจฉัยอุทธรณ์ของโจทก์ร่วมที่ 2 เป็นการไม่ชอบด้วยกฎหมายหรือไม่ ส่วนจำเลยฎีกาขอให้พิพากษายกฟ้อง ศาลฎีกาเห็นควรยกปัญหาตามฎีกาของโจทก์ร่วมที่ 2 ขึ้นวินิจฉัยก่อน โจทก์ร่วมที่ 2 ฎีกาว่า คดีนี้ความผิดฐานพยายามฆ่าผู้อื่นและฐานทำให้เสียทรัพย์เป็นการกระทำอันเป็นกรรมเดียวกัน เมื่อความผิดฐานพยายามฆ่าผู้อื่นตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 288, 80 ซึ่งเป็นบทที่มีโทษหนักที่สุดมีอัตราโทษที่ไม่ต้องห้ามอุทธรณ์ในปัญหาข้อเท็จจริงตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 193 ทวิ ความผิดฐานทำให้เสียทรัพย์ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 358 ซึ่งเป็นบทเบา แม้จะมีอัตราโทษจำคุกไม่เกินสามปี หรือปรับไม่เกินหกพันบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ ก็ย่อมไม่ต้องห้ามอุทธรณ์ในปัญหาข้อเท็จจริงด้วย ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 2 ไม่รับวินิจฉัยอุทธรณ์ของโจทก์ร่วมที่ 2 จึงเป็นการไม่ชอบนั้น เห็นว่า โจทก์ร่วมที่ 2 เป็นเจ้าของรถตู้เป็นผู้เสียหายเฉพาะความผิดฐานทำให้เสียทรัพย์เท่านั้น มิได้เป็นผู้เสียหายในความผิดฐานพยายามฆ่าผู้อื่นด้วย และศาลชั้นต้นอนุญาตให้โจทก์ร่วมที่ 2 เข้าร่วมเป็นโจทก์เฉพาะในความผิดฐานทำให้เสียทรัพย์ดังกล่าว ดังนั้นเมื่อศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง โจทก์ร่วมที่ 2 จึงมีสิทธิที่จะอุทธรณ์เฉพาะในความผิดที่โจทก์ร่วมที่ 2 เป็นผู้เสียหาย เมื่อความผิดฐานทำให้เสียทรัพย์ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 358 มีอัตราโทษจำคุกอย่างสูงไม่เกินสามปี หรือปรับไม่เกินหกพันบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ จึงต้องห้ามมิให้อุทธรณ์ในปัญหาข้อเท็จจริงตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 193 ทวิ และไม่ปรากฏว่าโจทก์ร่วมที่ 2 ได้รับอนุญาตให้อุทธรณ์ในปัญหาข้อเท็จจริงตามมาตรา 193 ตรี แม้ความผิดฐานพยายามฆ่าผู้อื่นตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 288, 80 จะมีอัตราโทษที่ไม่ต้องห้ามอุทธรณ์ในปัญหาข้อเท็จจริงและเป็นการกระทำอันเป็นกรรมเดียวกับความผิดฐานทำให้เสียทรัพย์ตามมาตรา 358 ก็ตาม แต่เมื่อโจทก์ร่วมที่ 2 มิได้เป็นผู้เสียหายในความผิดฐานพยายามฆ่าผู้อื่นอันเป็นบทที่มีโทษหนักที่สุด โจทก์ร่วมที่ 2 จึงไม่อาจใช้สิทธิอุทธรณ์โดยอ้างว่า เมื่อโทษตามบทหนักไม่ต้องห้ามมิให้อุทธรณ์ในปัญหาข้อเท็จจริงแล้ว ความผิดตามฐานในบทเบาย่อมอุทธรณ์ได้ด้วยหาได้ไม่ ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 2 ไม่รับวินิจฉัยอุทธรณ์ของโจทก์ร่วมที่ 2 จึงชอบแล้ว ฎีกาของโจทก์ร่วมที่ 2 ฟังไม่ขึ้น

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.อ. ม. 193 ทวิ
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการจังหวัดกบินทร์บุรี
โจทก์ร่วม — นายสนธิ นิภาวงศ์ กับพวก
จำเลย — นายแสวง พรมดี
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดกบินทร์บุรี — นายศักดา เวียงแก้ว
ศาลอุทธรณ์ภาค 2 — นายจรัญ เนาวพนานนท์
ชื่อองค์คณะ
ชัยวัฒน์ เวียงธีรวัฒน์
ชัยยุทธ ศรีจำนงค์
สุทัศน์ ศิริมหาพฤกษ์
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4264/2557
#572009
เปิดฉบับเต็ม

โจทก์ฟ้องว่า หลังจากศาลมีคำสั่งตั้งจำเลยเป็นผู้จัดการมรดกแล้ว ปรากฏว่านับถึงปัจจุบันเป็นเวลากว่า 13 ปี จำเลยมิได้ดำเนินการแบ่งทรัพย์มรดกตามพินัยกรรมและทรัพย์มรดกนอกพินัยกรรมรวมทั้งดอกผลของทรัพย์มรดกให้แก่โจทก์และทายาททั้งหมด โจทก์เคยบอกกล่าวให้จำเลยดำเนินการแบ่งทรัพย์มรดกหลายครั้ง แต่จำเลยเพิกเฉย ขอให้บังคับจำเลยในฐานะส่วนตัวและในฐานะผู้จัดการมรดกของ ส. ดำเนินการแบ่งทรัพย์มรดกตามคำขอท้ายฟ้องให้โจทก์ จำเลยให้การว่า ที่ดินและตึกแถวอันเป็นทรัพย์มรดกตามพินัยกรรม โจทก์ จำเลย และทายาทของ ส. ทุกคนได้ประชุมตกลงทำสัญญาแบ่งปันมรดกกันเมื่อวันที่ 25 กรกฎาคม 2536 หลังทำสัญญาดังกล่าว โจทก์และทายาทคนอื่นไม่สนใจเข้าไปครอบครองดูแลทรัพย์มรดกในส่วนของตน จำเลยจึงเข้าครอบครองเพื่อตนเองต่อเนื่องตลอดมาถึงปัจจุบัน สิทธิในทรัพย์มรดกดังกล่าวจึงตกแก่จำเลยโดยสมบูรณ์ โจทก์เสียสิทธิในการรับทรัพย์มรดกทั้งหมดของ ส. โดยอายุความแล้ว แสดงว่าจำเลยในฐานะผู้จัดการมรดก ยังมิได้ดำเนินการจดทะเบียนใส่ชื่อโจทก์เป็นผู้รับมรดก ถือว่าการจัดการมรดกยังไม่สิ้นสุดลง สิทธิเรียกร้องของโจทก์จึงยังไม่ขาดอายุความตาม ป.พ.พ. มาตรา 1733 วรรคสอง

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยแบ่งที่ดินมรดกโฉนดเลขที่ 3365, 3366, 3367, 3368 และ 3369 ตำบลปากช่อง อำเภอปากช่อง จังหวัดนครราชสีมา พร้อมตึกแถว 5 คูหา บนที่ดินดังกล่าวให้แก่โจทก์ถ้าแบ่งไม่ได้ให้ประมูลหรือขายทอดตลาดเอาเงินมาแบ่งให้โจทก์ กับให้จำเลยชำระเงินกินเปล่า 7,410,760.18 บาท พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงิน 2,700,000 บาท นับแต่วันถัดจากวันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ ให้จำเลยชำระเงินค่าเช่าตึก 995,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ และให้จำเลยชำระเงินค่าเช่าพื้นที่และบริการจอดรถ 621,875 บาท พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ ให้จำเลยแบ่งที่ดินมรดกโฉนดเลขที่ 1183, 3814 และ 7943 ตำบลถนนพญาไท (พญาไท) อำเภอดุสิต กรุงเทพมหานคร แก่โจทก์เป็นเนื้อที่รวม 20.34 ตารางวา หรือร้อยละ 12.49 ของโฉนดแต่ละแปลง ถ้าแบ่งไม่ได้ให้ประมูลหรือขายทอดตลาดเอาเงินมาแบ่งให้โจทก์ และให้จำเลยชำระเงินค่าเช่า 1,764,850.16 บาท พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงิน 1,031,250 บาท นับแต่วันถัดจากวันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ ให้จำเลยแบ่งที่ดินมรดกโฉนดเลขที่ 39721, 39724, 39725 ตำบลดอกไม้ (บางแก้ว) อำเภอพระโขนง กรุงเทพมหานคร แก่โจทก์ เป็นเนื้อที่รวม 101.93 ตารางวา หรือร้อยละ 2.08 ของที่ดินโฉนดแต่ละแปลง ถ้าแบ่งไม่ได้ให้ประมูลหรือขายทอดตลาดเอาเงินมาแบ่งให้โจทก์

จำเลยให้การขอให้ยกฟ้อง

จำเลยยื่นคำร้องขอให้ศาลชั้นต้นวินิจฉัยชี้ขาดเบื้องต้นว่า ฟ้องโจทก์ขาดอายุความแล้วหรือไม่

ศาลชั้นต้นพิจารณาแล้วเห็นว่า คดีพอวินิจฉัยได้โดยไม่ต้องสืบพยานต่อไป จึงให้งดสืบพยาน แล้วพิพากษายกฟ้อง ค่าฤชาธรรมเนียมให้เป็นพับ

โจทก์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษายกคำพิพากษาศาลชั้นต้น ให้ศาลชั้นต้นพิจารณาคดีใหม่แล้วมีคำพิพากษาตามรูปคดีต่อไป คืนค่าขึ้นศาลในชั้นนี้ส่วนที่เกิน 200 บาท แก่โจทก์ไป ค่าฤชาธรรมเนียมนอกจากนี้ให้เป็นพับ

จำเลยฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่ามีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาจำเลยว่า ฟ้องโจทก์ขาดอายุความหรือไม่ โจทก์ฟ้องว่า ภายหลังจากศาลมีคำสั่งตั้งจำเลยเป็นผู้จัดการมรดกแล้ว ปรากฏว่านับถึงปัจจุบันเป็นเวลากว่า 13 ปี จำเลยมิได้ดำเนินการแบ่งทรัพย์มรดกตามพินัยกรรมและทรัพย์มรดกนอกพินัยกรรมรวมทั้งดอกผลของทรัพย์มรดกให้แก่โจทก์และทายาททั้งหมด โจทก์เคยบอกกล่าวให้จำเลยดำเนินการแบ่งทรัพย์มรดกหลายครั้ง แต่จำเลยเพิกเฉย จึงขอศาลพิพากษาให้จำเลยในฐานะส่วนตัวและในฐานะผู้จัดการมรดกของนายเสริม ดำเนินการแบ่งทรัพย์มรดกตามคำขอท้ายฟ้องให้โจทก์ จำเลยให้การว่า ที่ดินและตึกแถวอันเป็นทรัพย์มรดกตามพินัยกรรม โจทก์ จำเลย และทายาทของนายเสริมทุกคนได้ประชุมตกลงทำสัญญาแบ่งปันมรดกกันเมื่อวันที่ 25 กรกฎาคม 2536 หลังทำสัญญาดังกล่าว โจทก์และทายาทคนอื่นไม่สนใจเข้าไปครอบครองดูแลทรัพย์มรดกในส่วนของตน จำเลยจึงเข้าครอบครองเพื่อตนเอง ต่อเนื่องตลอดมาถึงปัจจุบัน สิทธิในทรัพย์มรดกดังกล่าวจึงตกแก่จำเลยโดยสมบูรณ์ โจทก์เสียสิทธิในทรัพย์มรดกทั้งหมดของนายเสริมโดยอายุความแล้ว แสดงว่าจำเลยในฐานะผู้จัดการมรดก ยังมิได้ดำเนินการจดทะเบียนใส่ชื่อโจทก์และทายาทอื่นเป็นผู้รับมรดกตามที่ตกลงกัน ถือว่าการจัดการมรดกยังไม่สิ้นสุดลง สิทธิเรียกร้องของโจทก์จึงยังไม่ขาดอายุความตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1733 วรรคสอง ที่ศาลอุทธรณ์พิพากษามานั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วยในผล ฎีกาจำเลยฟังไม่ขึ้น

พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 1733 วรรคสอง
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นางสาวกาญจนา กังวาฬวัฒนา
นายประเสริฐหรืออัฐ กังวาฬวัฒนา ในฐานะส่วนตัวและ
จำเลย — ในฐานะผู้จัดการมรดกของนายเสริม กังวาฬวัฒนา
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลแพ่ง — นายสัมพันธ์ ผาสุข
ศาลอุทธรณ์ — นายสิทธิพร บุญยฤทธิ์
ชื่อองค์คณะ
บุญไชย ธนาพันธ์สิน
อภิรัตน์ ลัดพลี
จรูญ ชีวิตโสภณ
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4246/2557
#571973
เปิดฉบับเต็ม

ในกรณีที่สามีหรือภริยาจัดการสินสมรสไปโดยมิได้รับความยินยอมจากอีกฝ่ายหนึ่ง มี ป.พ.พ. มาตรา 1480 บัญญัติหลักเกณฑ์ในการที่ฝ่ายที่ได้รับความเสียหายจะเพิกถอนนิติกรรมนั้นไว้เป็นการเฉพาะแล้วว่า ไม่สามารถเพิกถอนได้หากได้ความว่าบุคคลภายนอกได้ทำการโดยสุจริตและเสียค่าตอบแทน จึงไม่อาจนำหลักเกณฑ์ทั่วไปว่า ผู้รับโอนไม่มีสิทธิดีกว่าผู้โอนมาใช้แก่กรณีนี้ได้

เมื่อโฉนดที่ดินซึ่งเป็นเอกสารมหาชนที่เปิดเผยแก่บุคคลโดยทั่วไประบุว่าจำเลยที่ 2 ได้รับโอนที่ดินพิพาทมาโดยทางมรดก ย่อมทำให้เข้าใจว่าที่ดินพิพาทเป็นสินส่วนตัวของจำเลยที่ 2 มีผลให้เชื่อโดยสุจริตว่าจำเลยที่ 2 สามารถทำนิติกรรมเกี่ยวกับที่ดินพิพาทได้โดยไม่จำต้องได้รับความยินยอมจากโจทก์ ส่วนข้อผูกพันระหว่างโจทก์กับจำเลยที่ 2 เป็นอย่างไร เป็นเรื่องที่บุคคลภายนอกไม่อาจรับรู้ได้ จึงรับฟังได้ว่าจำเลยที่ 1 ซึ่งเป็นบุคคลภายนอกทำนิติกรรมโดยสุจริตและเสียค่าตอบแทน โจทก์ไม่อาจเพิกถอนได้

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องและแก้ไขคำฟ้องขอให้เพิกถอนนิติกรรมการขายฝากที่ดินโฉนดเลขที่ 176160 ตำบลคลองตันเหนือ (ที่ 11 ฝั่งพระโขนงเหนือ) อำเภอวัฒนา (พระโขนง) กรุงเทพมหานคร พร้อมสิ่งปลูกสร้างคือบ้านเลขที่ 14/2 ซอยสุขุมวิท 61 แขวงคลองตันเหนือ เขตวัฒนา กรุงเทพมหานคร ระหว่างจำเลยที่ 1 กับจำเลยที่ 2 หากจำเลยทั้งสองไม่ดำเนินการให้ถือเอาคำพิพากษาแทนการแสดงเจตนา

จำเลยที่ 1 ให้การขอให้ยกฟ้อง

จำเลยที่ 2 ขาดนัดยื่นคำให้การ

ศาลชั้นต้นพิพากษา ยกฟ้อง ให้โจทก์ใช้ค่าทนายความแทนจำเลยที่ 1 เป็นเงิน 10,000 บาท

โจทก์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์แผนกคดีเยาวชนและครอบครัวพิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ

โจทก์ฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีเยาวชนและครอบครัววินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงในชั้นฎีกาตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ส่วนที่ไม่มีผู้ใดโต้แย้งฟังเป็นยุติได้ว่า โจทก์และจำเลยที่ 2 เป็นสามีภริยากัน จดทะเบียนสมรสเมื่อวันที่ 15 กันยายน 2528 เมื่อวันที่ 12 กุมภาพันธ์ 2546 จำเลยที่ 2 ในฐานะผู้จัดการมรดกของนางสมพร ซึ่งเป็นมารดาได้จดทะเบียนรับโอนที่ดินโฉนดเลขที่ 176160 พร้อมสิ่งปลูกสร้างที่พิพาทบนที่ดินดังกล่าวเป็นชื่อของจำเลยที่ 2 เพียงผู้เดียว โดยที่ดินและสิ่งปลูกสร้างดังกล่าว ส่วนหนึ่งเป็นสินส่วนตัวของจำเลยที่ 2 ซึ่งเป็นมรดกที่ได้รับจากมารดา แต่อีกส่วนหนึ่งเป็นสินสมรสระหว่างโจทก์กับจำเลยที่ 2 ซึ่งร่วมกันซื้อมาจากทายาทอื่นของมารดาจำเลยที่ 2 หลังจากนั้นในวันที่ 4 กรกฎาคม 2550 ได้มีการทำนิติกรรมขายฝากที่ดินพร้อมสิ่งปลูกสร้างดังกล่าวทั้งแปลงระหว่างจำเลยที่ 2 ในฐานะผู้ขายฝากกับจำเลยที่ 1 ในฐานะผู้ซื้อฝาก โดยมีนางสาวเกียว เป็นผู้รับมอบอำนาจจากจำเลยที่ 1 โดยโจทก์ไม่ได้ให้ความยินยอมในการทำนิติกรรมขายฝากที่ดินในส่วนที่เป็นสินสมรส

ปัญหาที่จะต้องวินิจฉัยในชั้นนี้ตามฎีกาโจทก์มีเพียงว่า จำเลยที่ 1 ทำนิติกรรมซื้อฝากที่ดินพิพาทพร้อมสิ่งปลูกสร้างจากจำเลยที่ 2 โดยสุจริตและเสียค่าตอบแทนหรือไม่ เห็นว่า คดีนี้มีปัญหาข้อพิพาทเกี่ยวด้วยสินสมรสอันเป็นเรื่องทรัพย์สินระหว่างสามีภริยา ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1480 ได้บัญญัติวางหลักเกณฑ์ในกรณีที่สามีหรือภริยาจัดการสินสมรสไปโดยมิได้รับความยินยอมจากอีกฝ่ายหนึ่ง ฝ่ายที่ได้รับความเสียหายจะเพิกถอนได้หรือไม่ อย่างไร ไว้เป็นการเฉพาะแล้วว่า หากได้ความว่าบุคคลภายนอกได้ทำการโดยสุจริตและเสียค่าตอบแทนแล้ว ก็ไม่สามารถเพิกถอนได้ จึงไม่อาจนำหลักเกณฑ์ทั่วไปว่า ผู้รับโอนไม่มีสิทธิดีกว่าผู้โอนมาใช้แก่คดีนี้ได้

สำหรับปัญหาว่า จำเลยที่ 1 ซึ่งเป็นบุคคลภายนอกได้ทำนิติกรรมกับจำเลยที่ 2 โดยสุจริตและเสียค่าตอบแทนหรือไม่ เห็นว่า จากทางนำสืบของโจทก์เป็นเรื่องที่จำเลยที่ 2 หลงเชื่อคำชักชวนและเป็นกรณีที่จำเลยที่ 2 ยินยอมให้นายชิดชนกนำโฉนดที่ดินพิพาทไปค้ำประกันเงินกู้ มีการนำโฉนดที่ดินพิพาทไปจดทะเบียนทำนิติกรรมที่สำนักงานที่ดินโดยเปิดเผยและถูกต้องตามกฎหมาย ที่จำเลยที่ 2 กล่าวอ้างว่าได้ลงลายมือชื่อในเอกสารหลายฉบับโดยไม่อ่านข้อความและไม่ทราบว่าเป็นการทำนิติกรรมขายฝากนั้น เมื่อคำนึงว่าจำเลยที่ 2 จบการศึกษาชั้นปริญญาตรี ได้รับแต่งตั้งเป็นผู้จัดการมรดกของมารดา ไม่เชื่อว่าจำเลยที่ 2 จะหละหลวมและหลงเชื่อคำหลอกลวงของผู้อื่นได้ง่ายขนาดนั้น ทั้งจำเลยที่ 2 เบิกความอ้างสาเหตุที่หลวมตัวลงชื่อทำนิติกรรมขายฝากก็ขัดแย้งกันเอง เช่น อ้างว่านายชิดชนกขอโฉนดที่ดินพิพาทไปค้ำประกันโดยไม่จดทะเบียน แต่เมื่อนายชิดชนกชักชวนไปที่สำนักงานที่ดิน จำเลยที่ 2 ก็ไปและยังยินยอมลงชื่อในเอกสารหลายฉบับ วิญญูชนย่อมรู้ดีว่าเป็นการทำนิติกรรมและต้องมีการเปลี่ยนแปลงทางทะเบียน ทั้งจำเลยที่ 2 ยังยอมรับเงินค่าตอบแทนและเช็คอีก 12 ฉบับ จากนายชิดชนกอีกด้วย จึงน่าเชื่อว่าเป็นการทำนิติกรรมโดยสมัครใจของจำเลยที่ 2 เพื่อผลประโยชน์บางอย่าง แต่ปิดบังมิให้โจทก์รู้ จนกระทั่งโจทก์ทราบความจริงเอง แต่อย่างไรก็ตาม โจทก์และจำเลยที่ 2 ก็ยอมรับว่าไม่เคยรู้จักจำเลยที่ 1 มาก่อน จึงไม่มีข้อเท็จจริงว่าจำเลยที่ 1 ร่วมกันสมคบกับนายชิดชนกหรือจำเลยที่ 2 และจำเลยที่ 1 ทราบว่าที่ดินพิพาทและสิ่งปลูกสร้างส่วนหนึ่งเป็นสินสมรสของโจทก์ เมื่อในโฉนดที่ดินพิพาทระบุว่า จำเลยที่ 2 ได้รับโอนที่ดินพิพาทพร้อมสิ่งปลูกสร้างมาทางมรดก อันเป็นเอกสารมหาชนที่เปิดเผยแก่บุคคลโดยทั่วไปให้เข้าใจว่าที่ดินพิพาทพร้อมสิ่งปลูกสร้างเป็นสินส่วนตัวของจำเลยที่ 2 ข้อผูกพันระหว่างโจทก์กับจำเลยที่ 2 เป็นอย่างไร เป็นเรื่องที่บุคคลภายนอกไม่อาจรับรู้ได้ เมื่อหลักฐานทางเอกสารปรากฏว่าที่ดินพิพาทเป็นสินส่วนตัวของจำเลยที่ 2 จำเลยที่ 1 ย่อมเข้าใจได้โดยสุจริตว่าจำเลยที่ 2 สามารถทำนิติกรรมได้โดยไม่จำต้องได้รับความยินยอมจากโจทก์ ส่วนนางสาวเกียวผู้รับมอบอำนาจจากจำเลยที่ 1 ก็ไม่ปรากฏข้อเท็จจริงว่าร่วมสมคบหรือรู้ว่าที่ดินพิพาทส่วนหนึ่งเป็นสินสมรสระหว่างโจทก์กับจำเลยที่ 2 พยานหลักฐานของโจทก์ยังไม่มีเหตุผลและน้ำหนัก ข้อเท็จจริงรับฟังได้ว่า จำเลยที่ 1 ทำนิติกรรมขายฝากกับจำเลยที่ 2 โดยสุจริตและเสียค่าตอบแทน โจทก์ไม่อาจขอเพิกถอนได้ ที่ศาลอุทธรณ์พิพากษานั้นชอบแล้ว ฎีกาของโจทก์ฟังไม่ขึ้น

พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 1480
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นายปรีชา จิรา
จำเลย — นายสหนันท์ เชนตระกูล กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลเยาวชนและครอบครัวกลาง — นายประวิทย์ อิทธิชัยวัฒนา
ศาลอุทธรณ์ — นายนิติ เอื้อจรัสพันธุ์
ชื่อองค์คณะ
จรูญ ชีวิตโสภณ
พฤษภา พนมยันตร์
บุญไชย ธนาพันธุ์สิน
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4205/2557
#571969
เปิดฉบับเต็ม

คำให้การจำเลยและจำเลยร่วมที่ว่า นอกจากจำเลยจะให้การไว้โดยชัดแจ้งแล้ว จำเลยขอให้การปฏิเสธฟ้องของโจทก์ทั้งสิ้น เป็นคำให้การที่ไม่ชัดแจ้งว่าปฏิเสธข้ออ้างของโจทก์ส่วนใด ด้วยเหตุผลอย่างใด ย่อมถือไม่ได้ว่าจำเลยและจำเลยร่วมให้การปฏิเสธข้ออ้างตามคำฟ้องของโจทก์เกี่ยวกับการที่จำเลยชำระค่าหุ้นที่ค้างชำระแล้วหรือไม่ ตาม ป.วิ.พ. มาตรา 177 วรรคสอง

โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยชำระค่าหุ้นค้างชำระแก่จำเลยร่วม จำเลยมิได้ต่อสู้ว่า จำเลยชำระค่าหุ้นค้างชำระแก่จำเลยร่วมแล้ว คดีจึงไม่มีประเด็นข้อพิพาทว่า จำเลยชำระค่าหุ้นแก่จำเลยร่วมครบถ้วนแล้วหรือไม่ ไม่เป็นประเด็นที่จำเลยและจำเลยร่วมต้องนำสืบ แม้จำเลยจะนำสืบข้อเท็จจริงเกี่ยวกับการนำเงินของจำเลยชำระหนี้แก่ธนาคารว่าเป็นการนำเงินค่าหุ้นค้างชำระของจำเลยไปชำระ ก็เป็นข้อเท็จจริงที่ไม่เกี่ยวกับประเด็นข้อพิพาทที่คู่ความจะต้องนำสืบ ต้องห้ามมิให้ศาลรับฟังพยานหลักฐานดังกล่าวตาม ป.วิ.พ. มาตรา 87 (1)

จำเลยยังไม่ชำระค่าหุ้นตามฟ้องแก่จำเลยร่วมและจำเลยร่วมไม่มีทรัพย์สินพอชำระหนี้แก่โจทก์ และผู้ชำระบัญชีของจำเลยร่วมขัดขืนไม่ยอมใช้สิทธิเรียกร้องหรือเพิกเฉยเสียไม่ใช้สิทธิเรียกร้อง เป็นเหตุให้เจ้าหนี้คือโจทก์เสียเปรียบ โจทก์จะใช้สิทธิเรียกร้องนั้นในนามของตนเองแทนลูกหนี้เพื่อป้องกันสิทธิของตนในมูลหนี้นั้นก็ได้ตาม ป.พ.พ. มาตรา 233

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยชำระเงิน 10,000,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับจากวันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จแก่บริษัทศิลาเขื่อนเพชร จำกัด

ระหว่างพิจารณา โจทก์ยื่นคำร้องขอให้หมายเรียกบริษัทศิลาเขื่อนเพชร จำกัด เข้ามาเป็นจำเลยร่วม ศาลชั้นต้นมีคำสั่งอนุญาต

จำเลยและจำเลยร่วมให้การ ขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยชำระเงินค่าหุ้นที่ค้างชำระ 10,000,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงินดังกล่าว นับจากวันที่ 27 ตุลาคม 2552 อันเป็นวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่จำเลยร่วม กับให้จำเลยใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ โดยกำหนดค่าทนายความ 10,000 บาท ค่าใช้จ่ายในการดำเนินคดีให้เป็นพับ

จำเลยและจำเลยร่วมอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 5 พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมในศาลชั้นต้นระหว่างโจทก์กับจำเลยร่วมและค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ

จำเลยและจำเลยร่วมฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีพาณิชย์และเศรษฐกิจวินิจฉัยว่าข้อเท็จจริงรับฟังได้ว่า จำเลยร่วมจดทะเบียนเลิกบริษัทเมื่อวันที่ 19 กันยายน 2549 แต่ยังไม่ได้จดทะเบียนเสร็จการชำระบัญชี จำเลยเป็นผู้ถือหุ้นและเป็นผู้ชำระบัญชีของจำเลยร่วม จำเลยร่วมเป็นลูกหนี้ตามคำพิพากษาของโจทก์ในคดีแพ่งหมายเลขแดงที่ 1050/2552 ของศาลชั้นต้น ซึ่งพิพากษาให้จำเลยร่วมชำระเงิน 5,312,789 บาทพร้อมดอกเบี้ยแก่โจทก์ แต่จำเลยร่วมไม่ชำระเงินดังกล่าว

คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามที่จำเลยและจำเลยร่วมฎีกาว่า จำเลยและจำเลยร่วมให้การในข้อ 1 ว่า "นอกจากจำเลยจะให้การไว้โดยชัดแจ้งแล้ว จำเลยขอให้การปฏิเสธฟ้องของโจทก์ทั้งสิ้น" มีความหมายรวมถึงปฏิเสธคำฟ้องของโจทก์ที่ได้ฟ้องเป็นคดีมาทั้งสิ้นไม่ว่าประเด็นใดๆ นั้น เห็นว่า แม้จำเลยและจำเลยร่วมจะให้การดังกล่าวก็ตาม คำให้การนั้นเป็นคำให้การที่ไม่ชัดแจ้งว่าจำเลยและจำเลยร่วมปฏิเสธข้ออ้างของโจทก์ส่วนใด ด้วยเหตุผลอย่างใด ย่อมถือไม่ได้ว่าจำเลยและจำเลยร่วมให้การปฏิเสธข้ออ้างตามคำฟ้องของโจทก์เกี่ยวกับการที่จำเลยชำระค่าหุ้นที่ค้างชำระแล้วหรือไม่ ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 177 วรรคสอง ฎีกาข้อนี้ของจำเลยและจำเลยร่วมฟังไม่ขึ้น

ปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยและจำเลยร่วมต่อไปมีว่า จำเลยและจำเลยร่วมได้อ้างพยานหลักฐานโดยปฏิบัติตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 88 และ 90 โดยครบถ้วนแล้ว ถือว่าพยานหลักฐานที่นำสืบสามารถใช้เป็นพยานหลักฐานในการพิจารณาคดีได้นั้น เห็นว่า คดีนี้โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยชำระค่าหุ้นค้างชำระแก่จำเลยร่วม จำเลยมิได้ให้การต่อสู้ว่า จำเลยชำระค่าหุ้นค้างชำระแก่จำเลยร่วมแล้ว คดีจึงไม่มีประเด็นข้อพิพาทว่า จำเลยชำระค่าหุ้นแก่จำเลยร่วมครบถ้วนแล้วหรือไม่ ไม่เป็นประเด็นที่จำเลยและจำเลยร่วมต้องนำสืบ แม้จำเลยจะนำสืบข้อเท็จจริงเกี่ยวกับการนำเงินของจำเลยชำระหนี้แก่ธนาคารกรุงไทย จำกัด (มหาชน) และธนาคารทหารไทย จำกัด (มหาชน) ว่าเป็นการนำเงินค่าหุ้นค้างชำระของจำเลยไปชำระ ก็เป็นข้อเท็จจริงที่ไม่เกี่ยวกับประเด็นข้อพิพาทที่คู่ความจะต้องนำสืบ ต้องห้ามมิให้ศาลรับฟังพยานหลักฐานดังกล่าวตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 87 (1) ข้อเท็จจริงรับฟังได้ตามฟ้องว่า จำเลยค้างชำระค่าหุ้นแก่จำเลยร่วม 10,000,000 บาท ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 5 วินิจฉัยว่า พยานเอกสารที่คู่ความต้องยื่นบัญชีระบุพยานตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 88 และยื่นต่อศาลกับส่งให้คู่ความฝ่ายอื่นซึ่งสำเนาเอกสารดังกล่าวตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 90 นั้น เป็นกรณีของการสืบพยานซึ่งเกี่ยวกับประเด็นข้อสำคัญในคดี มิใช่ให้ศาลมีอำนาจรับฟังพยานหลักฐานที่ไม่เกี่ยวกับประเด็นข้อพิพาทในคดีได้นั้นชอบแล้ว ฎีกาของจำเลยและจำเลยร่วมข้อนี้ฟังไม่ขึ้น

ปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยและจำเลยร่วมประการสุดท้ายมีว่า โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยชำระค่าหุ้นที่ค้างชำระแก่จำเลยร่วมเป็นการไม่ชอบ เนื่องจากจำเลยร่วมยังมีทรัพย์สินอื่นและยังไม่ได้ถูกยึดทรัพย์เพื่อบังคับคดี โจทก์ต้องดำเนินการบังคับคดีโดยมิต้องนำคดีมาฟ้องใหม่นั้น เห็นว่า โจทก์มีนายยงยุทธ กรรมการผู้จัดการโจทก์ เป็นพยานเบิกความยืนยันว่า จำเลยร่วมทราบคำพิพากษาและคำบังคับของศาลชั้นต้นแล้ว แต่จำเลยร่วมเพิกเฉย โจทก์ได้สืบหาทรัพย์สินของจำเลยร่วมเพื่อยึดทรัพย์มาชำระหนี้แต่ปรากฏว่าไม่มีทรัพย์สินพอชำระหนี้ ตามหมายบังคับคดีและคำขอตรวจรายชื่อผู้ถือกรรมสิทธิ์ที่ดิน และผู้ชำระบัญชีของจำเลยร่วมเพิกเฉยไม่ใช้สิทธิเรียกให้จำเลยซึ่งเป็นผู้ถือหุ้นของจำเลยร่วมชำระค่าหุ้นที่ค้างชำระเพื่อนำเงินมาชำระหนี้ตามคำพิพากษาแก่โจทก์ ส่วนจำเลยและจำเลยร่วมไม่นำสืบหักล้างให้เห็นเป็นอย่างอื่น ข้อเท็จจริงจึงฟังได้ว่า จำเลยร่วมไม่มีทรัพย์สินพอชำระหนี้แก่โจทก์ เมื่อจำเลยยังไม่ชำระค่าหุ้นตามฟ้องแก่จำเลยร่วมและจำเลยร่วมไม่มีทรัพย์สินพอชำระหนี้แก่โจทก์ และผู้ชำระบัญชีของจำเลยร่วมขัดขืนไม่ยอมใช้สิทธิเรียกร้องหรือเพิกเฉยเสียไม่ใช้สิทธิเรียกร้อง เป็นเหตุให้เจ้าหนี้คือโจทก์เสียเปรียบ โจทก์จะใช้สิทธิเรียกร้องนั้นในนามของตนเองแทนลูกหนี้เพื่อป้องกันสิทธิของตนในมูลหนี้นั้นก็ได้ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 233 ฎีกาของจำเลยและจำเลยร่วมข้อนี้ฟังไม่ขึ้นเช่นกัน

พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 233
ป.วิ.พ. ม. 87 (1) ม. 177 วรรคสอง
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — บริษัทสหภัณฑ์เคหะกิจ จำกัด
จำเลย — นายศักดิ์ชัย อรรถปรียางกูร
จำเลยร่วม — บริษัทศิลาเขื่อนเพชร จำกัด
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดเชียงใหม่ — นายพรมมา คณะพันธ์
ศาลอุทธรณ์ภาค 5 — นายราเชนทร์ วัชรพงศ์
ชื่อองค์คณะ
ปิยกุล บุญเพิ่ม
วีระวัฒน์ ปวราจารย์
วาสนา หงส์เจริญ
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4203/2557
#562669
เปิดฉบับเต็ม

ป.พ.พ. มาตรา 1061 วรรคหนึ่ง บัญญัติว่า เมื่อห้างหุ้นส่วนเลิกกันแล้วก็ให้จัดการชำระบัญชี เว้นแต่จะได้ตกลงกันให้จัดการทรัพย์สินโดยวิธีอื่นในระหว่างผู้เป็นหุ้นส่วนด้วยกัน หรือว่าห้างหุ้นส่วนนั้นศาลได้พิพากษาให้ล้มละลาย คดีนี้แม้โจทก์จะเป็นฝ่ายออกเงินลงทุน ส่วนจำเลยทั้งสองยอมให้ห้างหุ้นส่วนใช้ที่ดินของตนปลูกต้นสน แต่โจทก์กับจำเลยทั้งสองยังมีข้อโต้แย้งกันเกี่ยวกับจำนวนเงินลงทุนของโจทก์ รายได้ของห้างหุ้นส่วน ข้อตกลงในการแบ่งปันผลกำไร อีกทั้งโจทก์กับจำเลยทั้งสองต่างมิได้ตกลงให้มีการจัดการทรัพย์สินของห้างหุ้นส่วนอย่างใดอย่างหนึ่ง โดยโจทก์ไม่ยอมแบ่งรายได้ให้แก่จำเลยทั้งสองอ้างว่าต้องหักต้นทุนก่อน ในขณะที่จำเลยทั้งสองอ้างว่าไม่มีข้อตกลงเช่นนั้นและต่อมาจำเลยทั้งสองก็ตัดโค่นไม้สนจำนวนหนึ่งแล้วนำไปขาย จึงจำเป็นต้องมีการชำระบัญชีเพื่อตรวจสอบให้ทราบว่าต้นสนที่เหลือมีมูลค่าเท่าใด จะจัดการอย่างไรต่อไปเกี่ยวกับต้นสนนั้น และห้างหุ้นส่วนมีผลกำไรหรือขาดทุนหรือไม่เพียงใด เพื่อที่จะได้เฉลี่ยกันในระหว่างผู้เป็นหุ้นส่วนได้ถูกต้อง แม้ห้างหุ้นส่วนจะไม่มีหนี้สินต่อบุคคลภายนอกก็ตาม

เมื่อข้อตกลงระหว่างโจทก์กับจำเลยทั้งสองเป็นสัญญาจัดตั้งห้างหุ้นส่วน มิใช่สัญญาร่วมลงทุนประเภทหนึ่ง การที่โจทก์เรียกเอาเงินลงทุนค่าบริหารจัดการ ค่าตัดโค่นต้นไม้ เงินค่าขายไม้สน ตลอดจนค่าขาดประโยชน์จากตอไม้ จึงเป็นการฟ้องขอให้คืนทุนกับเรียกค่าใช้จ่ายเพื่อจัดการงานของห้างหุ้นส่วนและการแบ่งกำไรของห้างหุ้นส่วนแก่โจทก์ มิใช่การเรียกเอาค่าเสียหายอันมิได้เกิดจากการประกอบกิจการร่วมกัน ตราบใดที่ยังไม่มีการชำระบัญชีโจทก์ย่อมไม่มีอำนาจฟ้องเรียกให้จำเลยทั้งสองชำระเงินเกี่ยวเนื่องกับการดำเนินกิจการตามสัญญาจัดตั้งห้างหุ้นส่วน

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยทั้งสองชำระเงิน 930,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์

จำเลยทั้งสองให้การขอให้ยกฟ้องและฟ้องแย้งบังคับโจทก์ใช้เงิน 100,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันพิพากษาแก่จำเลยทั้งสอง

โจทก์ให้การแก้ฟ้องแย้งขอให้ยกฟ้องแย้ง

ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้องโจทก์และยกฟ้องแย้งจำเลยทั้งสอง ค่าฤชาธรรมเนียมให้เป็นพับ

โจทก์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 9 พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมในชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ

โจทก์ฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีพาณิชย์และเศรษฐกิจวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงที่คู่ความไม่ได้โต้แย้งกันในชั้นนี้รับฟังเป็นยุติว่า โจทก์และจำเลยทั้งสองร่วมกันปลูกต้นสนเพื่อตัดขายแบ่งผลกำไรกันฝ่ายละครึ่ง โดยโจทก์ออกเงินลงทุนทั้งหมด ส่วนจำเลยทั้งสองยอมให้ใช้ที่ดินของจำเลยทั้งสองปลูกต้นสนดังกล่าว เมื่อต้นสนโตได้อายุโจทก์ตัดไม้สนบางส่วนแล้วนำไปขายให้ร้านค้าแต่ไม่นำเงินมาแบ่งให้แก่จำเลยทั้งสองอ้างว่าต้องหักเงินค่าใช้จ่ายของโจทก์ก่อนเหลือเท่าใดจึงนำกำไรมาแบ่งให้จำเลยทั้งสองแต่จำเลยทั้งสองอ้างว่าไม่ได้ตกลงกันให้โจทก์หักค่าใช้จ่ายก่อนนำกำไรมาแบ่งกัน หลังจากนั้นจำเลยทั้งสองไม่ยอมให้โจทก์ตัดไม้สนต่อไป โจทก์จึงมีหนังสือบอกเลิกสัญญาไปยังจำเลยทั้งสองพร้อมเรียกให้ใช้ค่าเสียหาย

คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ประการแรกว่า เมื่อห้างหุ้นส่วนสามัญตามฟ้องเลิกกันแล้วจำต้องมีการชำระบัญชีหรือไม่ โดยโจทก์ฎีกาว่า กิจการของห้างมีเพียงต้นสนที่เหลือ ไม่มีหนี้สินต่อบุคคลภายนอก การชำระบัญชีจึงไม่เป็นประโยชน์ ศาลมีอำนาจพิพากษาให้คืนทุนและแบ่งผลกำไรตามที่พิจารณาได้ความได้เลย ในปัญหานี้โจทก์มีตัวโจทก์เบิกความเป็นพยานว่า หลังจากตกลงปลูกต้นสนในที่ดินของจำเลยทั้งสองแล้ว เมื่อเดือนสิงหาคม 2543 โจทก์ลงทุนซื้อไม้สนมา 20,000 ต้น แล้วเพาะเลี้ยงไว้ที่บ้านของโจทก์ก่อน จากนั้นจึงนำมาปลูกในที่ดินของจำเลยทั้งสอง โดยเสียค่าใช้จ่ายในการดำเนินการปลูก 60,000 บาท เศษ เมื่อไม้สนมีขนาดที่เริ่มตัดได้ในช่วงปี 2549 จึงตัดโค่นครั้งแรก โดยโจทก์และจำเลยทั้งสองช่วยกันตัด คิดค่าแรงต้นละ 3 ถึง 5 บาท โจทก์ขายไม้สนนั้นให้แก่นายแปลก และนายพันธ์ ไม่ปรากฏนามสกุล ได้เงิน 47,000 บาท เศษหักค่าตัดโค่นแล้วเหลือ 40,000 บาท เศษ โจทก์ได้รับเงินมาแล้วบางส่วน ส่วนที่เหลือ 9,595 บาท บุตรชายจำเลยรับไป โจทก์จึงแจ้งจำเลยทั้งสองพร้อมแสดงหลักฐานว่ามีต้นทุน 60,000 บาท เศษ แต่จำเลยทั้งสองอ้างว่าต้นทุนน่าจะเป็นเงินประมาณ 25,000 บาทและให้โจทก์ได้ไม้สนที่ตัดแล้ว ส่วนที่ยังไม่ตัดให้เป็นของจำเลยทั้งสองและแจ้งด้วยว่าไม่ต้องการให้โจทก์ยุ่งเกี่ยวอีก จากนั้นจำเลยทั้งสองได้ตัดและขนไม้สนไปขายเอง ส่วนจำเลยทั้งสองมีจำเลยทั้งสองเบิกความเป็นพยานในทำนองเดียวกันว่า การตัดโค่นต้นสนในปี 2549 นั้น ตกลงกับโจทก์ว่าจะแบ่งรายได้กันคนละครึ่งโดยไม่ต้องหักค่าใช้จ่ายใด ๆ ก่อน แต่เมื่อขายไม้สนได้ โจทก์ไม่แบ่งเงินให้ตามส่วน อ้างว่ายังไม่ได้คืนต้นทุน ทั้งที่เคยตกลงกันไว้ว่าโจทก์จะเป็นผู้ออกค่าใช้จ่ายทั้งหมด จำเลยทั้งสองจึงห้ามมิให้โจทก์ตัดโค่นไม้สนอีก ต่อมาจำเลยที่ 1 มีความจำเป็นต้องใช้เงินจึงตัดโค่นต้นสนในเนื้อที่ 1 ไร่ เศษ แล้วขายให้แก่นายพันธ์ ได้เงินมา 7,000 บาท เศษ รวมกับเงินที่นายแปลกค้างชำระโจทก์เป็นเงิน10,000 บาท เศษ ต้นสนถูกตัดโค่นไปแล้วเป็นเนื้อที่ 3 ไร่ เศษ คงเหลืออยู่อีก 3 ไร่ เศษ

เห็นว่า ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1061 วรรคหนึ่ง บัญญัติว่า เมื่อห้างหุ้นส่วนเลิกกันแล้วก็ให้จัดการชำระบัญชี เว้นแต่จะได้ตกลงกันให้จัดการทรัพย์สินโดยวิธีอื่นในระหว่างผู้เป็นหุ้นส่วนด้วยกัน หรือว่าห้างหุ้นส่วนนั้นศาลได้พิพากษาให้ล้มละลาย ซึ่งจากคำเบิกความของฝ่ายโจทก์และฝ่ายจำเลยทั้งสองเห็นได้ว่า แม้โจทก์จะเป็นฝ่ายออกเงินลงทุน ส่วนจำเลยทั้งสองยอมให้ห้างหุ้นส่วนใช้ที่ดินของตนปลูกต้นสน แต่โจทก์กับจำเลยทั้งสองยังมีข้อโต้แย้งกันเกี่ยวกับจำนวนเงินลงทุนของโจทก์รายได้ของห้างหุ้นส่วน ข้อตกลงในการแบ่งปันผลกำไร อีกทั้งโจทก์กับจำเลยทั้งสองต่างมิได้ตกลงให้มีการจัดการทรัพย์สินของห้างหุ้นส่วนอย่างใดอย่างหนึ่ง โดยโจทก์ไม่ยอมแบ่งรายได้ให้แก่จำเลยทั้งสองอ้างว่าต้องหักต้นทุนก่อน ในขณะที่จำเลยทั้งสองอ้างว่าไม่มีข้อตกลงเช่นนั้นและต่อมาจำเลยทั้งสองก็ได้ตัดโค่นไม้สนจำนวนหนึ่งแล้วนำไปขาย เช่นนี้จึงจำเป็นต้องมีการชำระบัญชีเพื่อตรวจสอบให้ทราบว่าต้นสนที่เหลือมีมูลค่าเท่าใด จะจัดการอย่างไรต่อไปเกี่ยวกับต้นสนนั้น และห้างหุ้นส่วนมีผลกำไรหรือขาดทุนหรือไม่เพียงใด เพื่อที่จะได้เฉลี่ยกันในระหว่างผู้เป็นหุ้นส่วนได้ถูกต้อง แม้ห้างหุ้นส่วนจะไม่มีหนี้สินต่อบุคคลภายนอกก็ตาม ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 9 วินิจฉัยว่า ห้างหุ้นส่วนตามฟ้องต้องมีการชำระบัญชีกันก่อนที่จะมีการฟ้องเรียกเงินที่ลงหุ้นไปคืน หรือเรียกส่วนแบ่งทรัพย์สินนั้นศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาของโจทก์ข้อนี้ฟังไม่ขึ้นเช่นกัน

ปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ประการสุดท้ายว่า โจทก์มีสิทธิเรียกค่าเสียหายจากการที่จำเลยทั้งสองผิดสัญญาไม่ยอมให้โจทก์เข้าไปดำเนินการใดๆในที่ดินพิพาทหรือไม่ เห็นว่า เมื่อข้อตกลงระหว่างโจทก์กับจำเลยทั้งสองเป็นสัญญาจัดตั้งห้างหุ้นส่วน มิใช่สัญญาร่วมลงทุนประเภทหนึ่งดังที่โจทก์อ้าง เช่นนี้การที่โจทก์เรียกเอาเงินลงทุนค่าบริหารจัดการ ค่าตัดโค่นต้นไม้ เงินค่าขายไม้สน ตลอดจนค่าขาดประโยชน์จากตอไม้ จึงเป็นการฟ้องขอให้คืนทุนกับเรียกค่าใช้จ่ายเพื่อจัดการงานของห้างหุ้นส่วน และการแบ่งกำไรของห้างหุ้นส่วนแก่โจทก์นั่นเอง มิใช่การเรียกเอาค่าเสียหายอันมิได้เกิดจากการประกอบกิจการร่วมกัน และเมื่อศาลวินิจฉัยแล้วว่าห้างหุ้นส่วนดังกล่าวเลิกกันแล้วโดยจะต้องมีการชำระบัญชีก่อน ดังนั้นตราบใดที่ยังไม่มีการชำระบัญชีโจทก์ย่อมไม่มีอำนาจฟ้องเรียกให้จำเลยทั้งสองชำระเงินเกี่ยวเนื่องกับการดำเนินกิจการตามสัญญาจัดตั้งห้างหุ้นส่วนระหว่างโจทก์และจำเลยทั้งสอง ฎีกาของโจทก์ข้อนี้ฟังไม่ขึ้นเช่นกัน

พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมในชั้นฎีกาให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 1061 วรรคหนึ่ง
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นายนอม รัตนกูล
จำเลย — นายหนวย แก้วสลับนิล กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดสงขลา — นางเพียรพร วิเศษสินธุ์
ศาลอุทธรณ์ภาค 9 — นายกิตติพงษ์ ศิริโรจน์
ชื่อองค์คณะ
เมทินี ชโลธร
วีระวัฒน์ ปวราจารย์
สุทธินันท์ เสียมสกุล
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4192/2557
#589768
เปิดฉบับเต็ม

ความผิดฐานพาผู้อื่นไปเพื่อการอนาจารนั้น โจทก์บรรยายฟ้องว่า จำเลยใช้อาวุธปืนจี้บังคับให้ผู้เสียหายขึ้นนั่งรถยนต์แล้วให้ผู้เสียหายขับไป อันเป็นการพาผู้เสียหายไปเพื่อการอนาจารโดยการขู่เข็ญ ใช้กำลังประทุษร้าย และใช้อำนาจผิดคลองธรรม โดยโจทก์มิได้กล่าวในฟ้องว่าจำเลยใช้อุบายหลอกลวงผู้เสียหายไปเพื่อการอนาจาร ถึงแม้ว่าความผิดฐานใช้อุบายหลอกลวงไปเพื่อการอนาจารกับความผิดฐานขู่เข็ญและใช้กำลังประทุษร้ายเพื่อการอนาจารจะเป็นความผิดในมาตราเดียวกัน แต่ลักษณะของการกระทำต่างกัน องค์ประกอบในการกระทำความผิดจึงต่างกัน แม้ศาลฎีกาฟังข้อเท็จจริงว่า จำเลยพาผู้เสียหายไปเพื่อการอนาจารโดยใช้อุบายหลอกลวง ก็ไม่อาจลงโทษจำเลยในความผิดฐานนี้ได้ เพราะต้องห้ามตาม ป.วิ.อ. มาตรา 192 วรรคแรก

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91, 276, 284, 309, 310, 371 พระราชบัญญัติอาวุธปืน เครื่องกระสุนปืน วัตถุระเบิด ดอกไม้เพลิง และสิ่งเทียมอาวุธปืน พ.ศ.2490 มาตรา 7, 8 ทวิ, 72, 72 ทวิ

จำเลยให้การปฏิเสธ

ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง

โจทก์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 3 พิพากษากลับเป็นว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 276 วรรคสาม, 284 วรรคแรก, 309 วรรคสอง, 310 วรรคแรก, 371 พระราชบัญญัติอาวุธปืน เครื่องกระสุนปืน วัตถุระเบิด ดอกไม้เพลิง และสิ่งเทียมอาวุธปืน พ.ศ.2490 มาตรา 7, 8 ทวิ วรรคหนึ่ง, 72 วรรคสาม, 72 ทวิ วรรคสอง การกระทำของจำเลยเป็นความผิดหลายกรรมต่างกัน ให้ลงโทษทุกกรรมเป็นกระทงความผิดไปตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 ฐานมีอาวุธปืนมีทะเบียนของผู้อื่นไว้ในครอบครองโดยไม่ได้รับใบอนุญาต จำคุก 6 เดือน ฐานพาอาวุธปืนติดตัวไปในเมือง หมู่บ้าน หรือทางสาธารณะโดยไม่ได้รับใบอนุญาตและโดยไม่มีเหตุสมควรเป็นกรรมเดียวผิดต่อกฎหมายหลายบท ให้ลงโทษตามพระราชบัญญัติอาวุธปืน ฯ ซึ่งเป็นกฎหมายบทที่มีโทษหนักที่สุดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 จำคุก 6 เดือน ฐานข่มขืนกระทำชำเราโดยมีหรือใช้อาวุธปืนกับฐานพาผู้อื่นไปเพื่อการอนาจาร ฐานข่มขืนใจผู้อื่นหรือกระทำด้วยประการใดให้ผู้อื่นปราศจากเสรีภาพในร่างกาย เป็นกรรมเดียวผิดต่อกฎหมายหลายบท ให้ลงโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 276 วรรคสาม ซึ่งเป็นกฎหมายบทที่มีโทษหนักที่สุดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 จำคุก 20 ปี รวมจำคุก 20 ปี 12 เดือน

จำเลยฎีกา

ศาลฎีกาตรวจสำนวนประชุมปรึกษาแล้ว ข้อเท็จจริงรับฟังได้ในเบื้องต้นว่า ผู้เสียหายอายุ 21 ปี กำลังศึกษาอยู่ระดับอุดมศึกษาชั้นปีที่ 4 มหาวิทยาลัยตั้งอยู่ในอำเภอเมืองอุบลราชธานี อยู่บ้านกับมารดาที่อำเภอเมืองอุบลราชธานี ส่วนบิดาผู้เสียหายทำงานอยู่ต่างจังหวัด กลับบ้าน 2 สัปดาห์ต่อครั้ง ผู้เสียหายมีคนรักกำลังศึกษาเล่าเรียนอยู่ที่กรุงเทพมหานคร คบหากันมา 6 ถึง 7 ปีแล้ว ระหว่างศึกษาผู้เสียหายหารายได้ด้วย โดยเป็นครูสอนลีลาศ และเนื่องจากผู้เสียหายมีรูปร่างหน้าตาดี จึงรับเป็นพิธีกรประชาสัมพันธ์สินค้าต่าง ๆ และรับทำหน้าที่เป็นพริตตี้ตามงานต่าง ๆ ส่วนจำเลยอายุ 31 ปี บ้านอยู่ที่จังหวัดอำนาจเจริญ ทำกิจการร้านอาหารที่กรุงเทพมหานครด้วย วันที่ 16 กรกฎาคม 2553 ผู้เสียหายและหญิงหน้าตาดีหลายคนรับการว่าจ้างไปทำหน้าที่พริตตี้โฆษณาประชาสัมพันธ์สินค้ารถยนต์ยี่ห้อโปรตอน โดยมีรถจักรยานยนต์ประเภทบิ๊กไบค์และชอปเปอร์หลายคันเข้าร่วมขบวนแห่รถยนต์ยี่ห้อโปรตอนไปรอบตัวเมืองอุบลราชธานี เพื่อดึงดูดความสนใจจากประชาชนทั่วไป จำเลยทำหน้าที่ขับรถจักรยานยนต์บิ๊กไบค์คันที่ผู้เสียหายซ้อนท้าย ผู้เสียหายกับจำเลยไม่รู้จักกันมาก่อน เพิ่งรู้จักกันวันนี้เป็นครั้งแรก รุ่งขึ้นจำเลยใช้โทรศัพท์เคลื่อนที่โทรศัพท์และส่งข้อความในลักษณะเกี้ยวพาราสีมายังโทรศัพท์เคลื่อนที่ของผู้เสียหายหลายครั้ง วันที่ 18 เดือนเดียวกันซึ่งเป็นวันอาทิตย์ จำเลยโทรศัพท์มายังผู้เสียหายตั้งแต่เวลา 6 นาฬิกา หลายครั้ง จนกระทั่งเวลา 9 นาฬิกา จำเลยโทรศัพท์มาอีก บอกว่าจำเลยไม่ค่อยสบาย ให้ผู้เสียหายขับรถยนต์ไปพบจำเลยที่ลานจอดรถห้างสรรพสินค้าบิ๊กซี สาขาอุบลราชธานี ผู้เสียหายจอดรถยนต์ที่ห้างดังกล่าว แล้วลงจากรถเดินไปที่จำเลยซึ่งนั่งอยู่ในรถกระบะที่จอดอยู่ที่ลานจอดรถ แล้วผู้เสียหายเป็นผู้ขับรถกระบะดังกล่าวโดยมีจำเลยนั่งหน้าคู่กับผู้เสียหาย โดยผู้เสียหายอ้างว่าจำเลยใช้อาวุธปืนสั้นขู่บังคับให้ผู้เสียหายขึ้นรถและขับรถ ผู้เสียหายขับรถไปได้ 1 กิโลเมตร ก็เข้าไปที่ห้องหมายเลข 8 ของโรงแรมคันทรีแคมป์ อำเภอเมืองอุบลราชธานี ลักษณะเป็นโรงแรมม่านรูด แล้วจำเลยกระทำชำเราผู้เสียหายจนสำเร็จความใคร่ 1 ครั้ง ซึ่งผู้เสียหายอ้างว่าจำเลยข่มขืนกระทำชำเราผู้เสียหาย ส่วนจำเลยอ้างว่าผู้เสียหายยินยอมให้จำเลยกระทำชำเรา จากนั้นจำเลยขับรถยนต์ของเพื่อนจำเลยมาส่งผู้เสียหายที่ห้างดังกล่าว หลังจากนั้นในวันเดียวกันจำเลยใช้โทรศัพท์เคลื่อนที่โทรศัพท์และส่งข้อความมายังโทรศัพท์เคลื่อนที่ของผู้เสียหายหลายครั้ง มีข้อความด้วยว่า พี่ขอโทษ พี่ผิดไปแล้ว ต่อมาเที่ยงคืนของวันที่ 18 ต่อคืนวันที่ 19 เดือนเดียวกัน ผู้เสียหายโทรศัพท์เล่าเรื่องที่ถูกจำเลยกระทำชำเราให้คนรักซึ่งอยู่ที่กรุงเทพมหานครฟัง คนรักโทรศัพท์บอกมารดาผู้เสียหาย มารดาผู้เสียหายสอบถามผู้เสียหาย แล้วพาผู้เสียหายไปร้องทุกข์ต่อพนักงานสอบสวนในคืนนั้นเองเวลา 2.30 นาฬิกา รุ่งขึ้นผู้เสียหายให้การต่อพนักงานสอบสวน ตามบันทึกคำให้การ วันที่ 29 เดือนเดียวกัน จำเลยมอบตัวต่อพนักงานสอบสวน ชั้นสอบสวนจำเลยให้การปฏิเสธ โดยจะขอให้การในชั้นศาล มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยว่า จำเลยกระทำผิดตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 3 หรือไม่ ความผิดฐานพาผู้อื่นไปเพื่อการอนาจารนั้น โจทก์บรรยายฟ้องว่า จำเลยใช้อาวุธปืนจี้บังคับให้ผู้เสียหายขึ้นนั่งรถยนต์แล้วให้ผู้เสียหายขับไป อันเป็นการพาผู้เสียหายไปเพื่อการอนาจารโดยการขู่เข็ญ ใช้กำลังประทุษร้าย และใช้อำนาจผิดคลองธรรม โดยโจทก์มิได้กล่าวในฟ้องว่าจำเลยใช้อุบายหลอกลวงผู้เสียหายไปเพื่อการอนาจาร ถึงแม้ว่าความผิดฐานใช้อุบายหลอกลวงไปเพื่อการอนาจารกับความผิดฐานขู่เข็ญและใช้กำลังประทุษร้ายเพื่อการอนาจารจะเป็นความผิดในมาตราเดียวกัน แต่ลักษณะของการกระทำต่างกัน องค์ประกอบในการกระทำความผิดจึงต่างกัน แม้ศาลฎีกาฟังข้อเท็จจริงดังข้างต้นว่าจำเลยพาผู้เสียหายไปเพื่อการอนาจารโดยใช้อุบายหลอกลวง ก็ไม่อาจลงโทษจำเลยในความผิดฐานนี้ได้ เพราะต้องห้ามตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 192 วรรคแรก ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 3 พิพากษานั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วยบางส่วน ฎีกาของจำเลยฟังขึ้นบางส่วน

พิพากษาแก้เป็นว่า จำเลยมีความผิดฐานข่มขืนกระทำชำเราตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 276 วรรคหนึ่ง ให้ลงโทษจำคุก 4 ปี ทางนำสืบของจำเลยเป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 หนึ่งในสี่ คงจำคุก 3 ปี ข้อหาอื่นนอกจากนี้ให้ยก
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.อ. ม. 284 ม. 309 ม. 310
ป.วิ.อ. ม. 192 วรรคแรก
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการจังหวัดอุบลราชธานี
จำเลย — นายยุติธรรม ระวังดี
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดอุบลราชธานี — นายธำรงค์ พูดดี
ศาลอุทธรณ์ภาค 3 — นายสุวัฒน์ ไวยุพัฒนธี
ชื่อองค์คณะ
ประทีป ดุลพินิจธรรมา
อิสสระ นิ่มละมัย
ทรงศิลป์ ธรรมรัตน์
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4166/2557
#572106
เปิดฉบับเต็ม

แม้ผู้เสียหายทั้งสองซึ่งยื่นคำร้องขอให้ชดใช้ค่าสินไหมทดแทนอันเป็นคำขอในส่วนคดีแพ่ง มิได้อุทธรณ์คำพิพากษาในส่วนความรับผิดของจำเลยที่ 3 ก็ตาม แต่เมื่อศาลอุทธรณ์ภาค 1 วินิจฉัยว่า จำเลยที่ 3 ร่วมกระทำความผิดกับจำเลยที่ 1 และที่ 2 ศาลอุทธรณ์ภาค 1 ก็ต้องวินิจฉัยคดีส่วนแพ่งตามข้อเท็จจริงที่ปรากฏในคำพิพากษาคดีส่วนอาญาให้จำเลยที่ 3 ร่วมรับผิดต่อผู้ร้องทั้งสองตาม ป.วิ.อ. มาตรา 46 ด้วย ปัญหานี้เป็นปัญหาข้อกฎหมายที่เกี่ยวกับความสงบเรียบร้อย ศาลฎีกามีอำนาจยกขึ้นวินิจฉัยได้ตาม ป.วิ.อ. มาตรา 195 วรรคสอง ประกอบมาตรา 225

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องและแก้ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยทั้งสี่ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 33, 58, 340, 340 ตรี, 357 ให้จำเลยทั้งสี่คืนเงิน 40 บาท ให้ผู้เสียหายที่ 2 ริบมีดสแตนเลสและท่อนไม้ของกลาง และบวกโทษของจำเลยที่รอการลงโทษไว้ในคดีอาญาหมายเลขแดงที่ 864/2552 ของศาลชั้นต้น เข้ากับโทษของจำเลยที่ 1 ในคดีนี้

จำเลยที่ 1 และที่ 2 ให้การรับสารภาพ และจำเลยที่ 1 รับว่าเป็นบุคคลคนเดียวกับจำเลยในคดีที่โจทก์ขอให้บวกโทษ

จำเลยที่ 3 ให้การปฏิเสธ

จำเลยที่ 4 ให้การรับสารภาพในข้อหารับของโจร แต่ปฏิเสธในข้อหาร่วมกันปล้นทรัพย์

นางสาวบุญตา ผู้เสียหายที่ 1 และนายแล ผู้เสียหายที่ 2 ยื่นคำร้องขอให้จำเลยที่ 1 ที่ 2 และที่ 3 ร่วมกันชดใช้ค่าสินไหมทดแทน เป็นค่าเสียหายที่จำเลยดังกล่าวร่วมกันดัดแปลงและเปลี่ยนสีรถจักรยานยนต์ของกลางซึ่งเป็นของผู้ร้องที่ 1 ทำให้ต้องนำรถไปซ่อมใหม่ให้เหมือนเดิม และต้องไปทำคู่มือจดทะเบียนเล่มใหม่แทนเล่มเดิมที่จำเลยดังกล่าวเอาไป รวมเป็นเงิน 3,000 บาท ส่วนผู้ร้องที่ 2 เสียค่ารักษาพยาบาลจากการที่จำเลยดังกล่าวร่วมกันทำร้ายร่างกายเป็นเงิน 30,000 บาท รวมเป็นเงิน 33,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จ

จำเลยที่ 1 และที่ 2 ไม่ให้การในคดีส่วนแพ่ง

จำเลยที่ 3 ให้การขอให้ยกคำร้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยที่ 1 และที่ 2 มีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 339 วรรคสี่ ประกอบมาตรา 340 ตรี, 83 จำเลยที่ 4 มีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 357 วรรคสอง ลงโทษจำคุกจำเลยที่ 1 และที่ 2 คนละ 24 ปี จำคุกจำเลยที่ 4 มีกำหนด 3 ปี จำเลยที่ 1 ที่ 2 และที่ 4 ให้การรับสารภาพ เป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้คนละกึ่งหนึ่ง ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คงจำคุกจำเลยที่ 1 และที่ 2 คนละ 12 ปี จำคุกจำเลยที่ 4 มีกำหนด 1 ปี 6 เดือน บวกโทษจำคุก 1 ปี 6 เดือน ที่รอการลงโทษไว้ในคดีอาญาหมายเลขแดงที่ 864/2552 ของศาลชั้นต้น เข้ากับโทษของจำเลยที่ 1 ในคดีนี้ รวมจำคุกจำเลยที่ 1 มีกำหนด 13 ปี 6 เดือน ริบมีดสแตนเลสและท่อนไม้ของกลาง ให้จำเลยที่ 1 และที่ 2 ร่วมกันคืนเงิน 40 บาท แก่ผู้เสียหายที่ 2 กับให้จำเลยที่ 1 และที่ 2 ร่วมกันชำระเงิน 3,000 บาท แก่ผู้ร้องที่ 1 และร่วมกันชำระเงิน 30,000 บาท แก่ผู้ร้องที่ 2 พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงินจำนวนดังกล่าว นับแต่วันถัดจากวันฟ้อง (ฟ้องวันที่ 18 มิถุนายน 2553 ) เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จ ข้อหาอื่นสำหรับจำเลยที่ 4 ให้ยกและยกฟ้องโจทก์กับยกคำร้องของผู้ร้องทั้งสองสำหรับจำเลยที่ 3

โจทก์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษาแก้เป็นว่า จำเลยที่ 1 ที่ 2 และที่ 3 มีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 340 วรรคสองและวรรคสาม ประกอบมาตรา 340 ตรี, 83 จำคุกจำเลยที่ 3 มีกำหนด 24 ปี ให้จำเลยที่ 3 ร่วมรับผิดคืนเงิน 40 บาท แก่ผู้เสียหายที่ 2 นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

จำเลยที่ 3 ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงที่คู่ความไม่ได้โต้แย้งกันในชั้นนี้รับฟังได้ยุติในเบื้องต้นว่า ตามวันเวลาและสถานที่เกิดเหตุในฟ้อง จำเลยที่ 1 และที่ 2 กับพวกร่วมกันใช้รถจักรยานยนต์เป็นยานพาหนะชิงปล้นทรัพย์รถจักรยานยนต์ของผู้เสียหายที่ 1 และทรัพย์สินอื่นของผู้เสียหายที่ 2 ไปจากผู้เสียหายที่ 2 ในการกระทำความผิดดังกล่าวโดยจำเลยที่ 1 และที่ 2 กับพวกร่วมกันใช้มีดและท่อนไม้ของกลางเป็นอาวุธตีทำร้ายร่างกายและศีรษะของผู้เสียหายที่ 2 จนได้รับอันตรายสาหัส แล้วจำเลยที่ 4 รับของโจรรถจักรยานยนต์ของผู้เสียหายที่ 1 ที่อยู่ในความครอบครองของผู้เสียหายที่ 2 ดังกล่าวไปขายให้แก่จำเลยที่ 4 ศาลชั้นต้นพิพากษาว่าจำเลยที่ 1 และที่ 2 มีความผิดฐานชิงทรัพย์เป็นเหตุให้ผู้อื่นได้รับอันตรายสาหัส โดยใช้ยานพาหนะเพื่อกระทำผิด จำเลยที่ 4 มีความผิดฐานรับของโจร จำเลยที่ 4 ไม่อุทธรณ์ คดีสำหรับจำเลยที่ 4 จึงยุติไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น โจทก์อุทธรณ์คดีสำหรับจำเลยที่ 1 ถึงที่ 3 ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษาแก้เป็นว่า จำเลยทั้งสามร่วมกันกระทำความผิดฐานปล้นทรัพย์ เป็นเหตุให้ผู้อื่นได้รับอันตรายสาหัส โดยใช้ยานพาหนะเพื่อกระทำผิด และให้จำเลยทั้งสามร่วมกันรับผิดคืนเงินให้แก่ผู้เสียหายทั้งสอง จำเลยที่ 1 และที่ 2 ไม่ฎีกา คดีสำหรับจำเลยที่ 1 และที่ 2 จึงยุติไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 1

คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของของจำเลยที่ 3 ว่า จำเลยที่ 3 ร่วมกับจำเลยที่ 1 และที่ 2 กระทำความผิดฐานปล้นทรัพย์ผู้เสียหายทั้งสองตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 1 หรือไม่ เห็นว่า พยานหลักฐานที่โจทก์นำสืบมานี้เมื่อรับฟังประกอบคำเบิกความของผู้เสียหายที่ 2 และนายอัษฎาวุธแล้ว ย่อมมีน้ำหนักมั่นคงรับฟังได้โดยปราศจากข้อสงสัยว่า จำเลยที่ 3 ร่วมกันกระทำความผิดกับจำเลยที่ 1 และที่ 2 ตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 1 ส่วนฎีกาข้ออื่นๆ ของจำเลยที่ 3 ไม่ทำให้ผลคดีเปลี่ยนแปลง ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษามานั้นชอบแล้ว ฎีกาของจำเลยที่ 3 ฟังไม่ขึ้น

อนึ่ง แม้ผู้เสียหายทั้งสองซึ่งยื่นคำร้องขอให้ชดใช้ค่าสินไหมทดแทน อันเป็นคำขอในส่วนคดีแพ่งมิได้อุทธรณ์คำพิพากษาในส่วนความรับผิดของจำเลยที่ 3 ก็ตาม แต่เมื่อศาลอุทธรณ์ภาค 1 วินิจฉัยว่า จำเลยที่ 3 ร่วมกระทำความผิดกับจำเลยที่ 1 และที่ 2 ดังนั้น ศาลอุทธรณ์ภาค 1 ก็ต้องพิพากษาคดีส่วนแพ่ง ตามข้อเท็จจริงที่ปรากฏในคำพิพากษาคดีส่วนอาญาให้จำเลยที่ 3 ต้องร่วมรับผิดต่อผู้ร้องทั้งสอง ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 46 ด้วย ปัญหานี้เป็นปัญหาข้อกฎหมายที่เกี่ยวกับความสงบเรียบร้อย ศาลฎีกามีอำนาจยกขึ้นวินิจฉัยได้ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 195 วรรคสอง ประกอบมาตรา 225 และเห็นว่าที่ศาลชั้นต้นวินิจฉัยกำหนดให้ชดใช้ค่าสินไหมทดแทนแก่ผู้ร้องทั้งสองมานั้นเป็นจำนวนที่เหมาะสมแล้ว

พิพากษาแก้เป็นว่า ให้จำเลยที่ 1 ที่ 2 และที่ 3 ร่วมกันชำระเงิน 3,000 บาท แก่ผู้ร้องที่ 1 และร่วมกันชำระเงิน 30,000 บาท แก่ผู้ร้องที่ 2 พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงินดังกล่าว นับแต่วันถัดจากวันฟ้อง (ฟ้องวันที่ 18 มิถุนายน 2553) เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จ นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 1 ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสามศาลให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.อ. ม. 46 ม. 195 วรรคสอง ม. 225
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการจังหวัดสิงห์บุรี
ผู้ร้อง — นางสาวบุญตา รองแพ่ง กับพวก
จำเลย — นายยุทธหรือแม็ค มีทอง กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดสิงห์บุรี — นางสาวสุนันทา ธนสารสมบัติ
ศาลอุทธรณ์ภาค 1 — นายธีรวัฒน์ ไตรวารี
ชื่อองค์คณะ
นุจรินทร์ จันทร์พรายศรี
วิวรรต นิ่มละมัย
ปกรณ์ มหรรณพ
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4101/2557
#591593
เปิดฉบับเต็ม

จำเลยยื่นอุทธรณ์ฉบับแรก ศาลชั้นต้นสั่งรับอุทธรณ์ไว้แล้ว ต่อมาจำเลยยื่นอุทธรณ์ฉบับที่สอง ศาลชั้นต้นจึงหมายนัดจำเลยและทนายจำเลยมาศาลเพื่อสอบถามว่าจำเลยจะใช้อุทธรณ์ฉบับใด แต่จำเลยและทนายจำเลยเพิกเฉยไม่มาดำเนินการภายในเวลาตามที่ศาลชั้นต้นกำหนด กรณีถือได้ว่าเป็นการทิ้งฟ้องอุทธรณ์ตาม ป.วิ.พ. มาตรา 174 (2) ประกอบ ป.วิ.อ. มาตรา 15 เฉพาะอุทธรณ์ฉบับที่สองเท่านั้น ไม่กระทบถึงอุทธรณ์ฉบับแรกที่ศาลชั้นต้นสั่งรับอุทธรณ์ไว้โดยชอบแล้ว

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
คดีสืบเนื่องมาจากโจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามพระราชบัญญัติอาวุธปืน เครื่องกระสุนปืน วัตถุระเบิด ดอกไม้เพลิง และสิ่งเทียมอาวุธปืน พ.ศ.2490 มาตรา 8 ทวิ, 72 ทวิ ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 33, 91, 371, 392 และริบของกลาง ศาลชั้นต้นลงโทษจำเลยฐานพาอาวุธปืนตามพระราชบัญญัติอาวุธปืน ฯ ซึ่งเป็นกฎหมายบทที่มีโทษหนักที่สุดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 ปรับ 5,000 บาท ฐานทำให้ผู้อื่นตกใจกลัวโดยการขู่เข็ญ ปรับ 1,000 บาท รวมปรับ 6,000 บาท จำเลยให้การรับสารภาพ ลดโทษให้กึ่งหนึ่งตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คงปรับ 3,000 บาท และริบของกลาง

จำเลยยื่นอุทธรณ์ฉบับแรก ลงวันที่ 2 กรกฎาคม 2555 ศาลชั้นต้นมีคำสั่งว่า รับอุทธรณ์ สำเนาให้โจทก์แก้ ต่อมาจำเลยยื่นอุทธรณ์ฉบับที่สอง ลงวันที่ 5 กรกฎาคม 2555 ศาลชั้นต้นหมายนัดจำเลยและทนายจำเลยทั้งสองมาสอบถามว่า จำเลยจะใช้อุทธรณ์ฉบับใด จำเลยและทนายจำเลยได้รับหมายนัดโดยชอบแล้วไม่มาศาล ศาลชั้นต้นจึงมีคำสั่งว่า จำเลยทิ้งอุทธรณ์และให้จำหน่ายคดีออกจากสารบบความ

จำเลยอุทธรณ์คำสั่ง

ศาลอุทธรณ์ภาค 9 พิพากษายืน

จำเลยฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยว่า การที่ศาลชั้นต้นมีคำสั่งว่าจำเลยทิ้งอุทธรณ์ทั้งสองฉบับและให้จำหน่ายคดีออกจากสารบบความชอบหรือไม่ เห็นว่า คดีนี้ศาลชั้นต้นสั่งรับอุทธรณ์ฉบับแรกของจำเลยแล้ว ต่อมาจำเลยยื่นอุทธรณ์ฉบับที่สอง ศาลชั้นต้นได้หมายนัดจำเลยและทนายจำเลยมาศาลเพื่อสอบถามว่า จำเลยจะใช้อุทธรณ์ฉบับใด ปรากฏว่าจำเลยและทนายจำเลยเพิกเฉยไม่มาดำเนินการภายในเวลาตามที่ศาลชั้นต้นกำหนด แม้กรณีนี้ถือได้ว่าเป็นการทิ้งฟ้องอุทธรณ์ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 174 (2) ประกอบประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 15 ก็ตาม แต่ก็เป็นการทิ้งฟ้องอุทธรณ์เฉพาะอุทธรณ์ฉบับที่สองของจำเลยเท่านั้น ไม่กระทบถึงอุทธรณ์ฉบับแรกของจำเลยซึ่งศาลชั้นต้นสั่งรับอุทธรณ์ไว้โดยชอบแล้ว ดังนั้น การที่ศาลชั้นต้นมีคำสั่งว่าจำเลยทิ้งอุทธรณ์ฉบับแรกด้วยและให้จำหน่ายคดีออกจากสารบบความจึงเป็นการไม่ชอบ ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 9 พิพากษายืนตามคำสั่งศาลชั้นต้นจึงเป็นการไม่ชอบเช่นกัน ฎีกาของจำเลยฟังขึ้น

พิพากษายกคำสั่งศาลชั้นต้นและคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 9 ที่จำหน่ายอุทธรณ์ฉบับแรกของจำเลยลงวันที่ 2 กรกฎาคม 2555 ออกจากสารบบความ และให้ศาลชั้นต้นส่งสำเนาอุทธรณ์ฉบับแรกให้แก่โจทก์แก้เพื่อดำเนินการต่อไป
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.อ. ม. 15
ป.วิ.พ. ม. 174 (2)
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการจังหวัดสงขลา
จำเลย — นายอิทธิชัย สุวรรณะ
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดสงขลา — นายธวัชชัย รัมณะกัจจะ
ศาลอุทธรณ์ภาค 9 — นายวิธูร คลองมีคุณ
ชื่อองค์คณะ
วีระวัฒน์ ปวราจารย์
เมทินี ชโลธร
สุพจน์ กิตติรักษนนท์
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4096/2557
#567419
เปิดฉบับเต็ม

ฮ. เป็นบุคคลสัญชาติเนเธอร์แลนด์ ฮ. และโจทก์ร่วมเป็นสามีภริยาตามกฎหมายของราชอาณาจักรเนเธอร์แลนด์ ฮ. ซื้อห้องชุด แต่ให้จำเลยถือกรรมสิทธิ์แทน โดยจำเลยเป็นผู้ถือกุญแจและชำระค่าน้ำ ค่าไฟฟ้า อันเป็นการกระทำแทน ฮ. ชั่วครั้งชั่วคราวตามที่ได้รับมอบหมาย กรรมสิทธิ์ที่แท้จริงยังอยู่ที่ ฮ. และโจทก์ร่วม การที่จำเลยแจ้งเท็จว่าหนังสือแสดงกรรมสิทธิ์ห้องชุดฉบับเดิมสูญหายเพื่อขอออกหนังสือแสดงกรรมสิทธิ์ห้องชุดใหม่ เปลี่ยนกุญแจและเข้าครอบครองห้องชุดและทรัพย์ต่าง ๆ ในห้องชุดแล้วนำไปขายแก่บุคคลอื่นโดย ฮ. และโจทก์ร่วมไม่รู้เห็นยินยอม เป็นการแย่งกรรมสิทธิ์ห้องชุดของ ฮ. และโจทก์ร่วมโดยใช้อุบายแย่งการครอบครอง ต่อมาเมื่อจำเลยนำห้องชุดของโจทก์ร่วมไปขาย เงินที่ได้จากการขายห้องชุดเป็นผลสืบเนื่องจากการแย่งกรรมสิทธิ์และการครอบครองของจำเลย เพราะ ฮ. หรือโจทก์ร่วมไม่ได้ส่งมอบการครอบครองให้แก่จำเลย การกระทำของจำเลยจึงเป็นความผิดฐานลักทรัพย์

แม้โจทก์ฟ้องจำเลยขอให้ลงโทษในความผิดฐานยักยอก แต่ทางพิจารณาได้ความว่าการกระทำของจำเลยเป็นความผิดฐานลักทรัพย์ เป็นกรณีที่ข้อเท็จจริงตามที่ปรากฏในการพิจารณาแตกต่างกับข้อเท็จจริงดังที่กล่าวในฟ้อง แต่เป็นข้อแตกต่างในรายละเอียด มิใช่แตกต่างกันในข้อสาระสำคัญ เมื่อจำเลยไม่ได้หลงต่อสู้ ศาลฎีกามีอำนาจลงโทษจำเลยตามข้อเท็จจริงที่พิจารณาได้ความได้ตาม ป.วิ.อ. มาตรา 192 วรรคสองและวรรคสาม แม้โจทก์และโจทก์ร่วมไม่ฎีกา ศาลฎีกามีอำนาจปรับบทลงโทษจำเลยให้ถูกต้องได้ แต่ไม่เพิ่มเติมโทษจำเลยตาม ป.วิ.อ. มาตรา 212 ประกอบมาตรา 225

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 352 ให้จำเลยคืนหรือใช้ราคาทรัพย์ 4,000,000 บาท แก่ผู้เสียหาย

จำเลยให้การปฏิเสธ

ระหว่างพิจารณา นางมาร์ลินเด ผู้เสียหาย ยื่นคำร้องขอเข้าร่วมเป็นโจทก์ ศาลชั้นต้นอนุญาต

ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง

โจทก์ร่วมอุทธรณ์ โดยผู้พิพากษาซึ่งพิจารณาและลงชื่อในคำพิพากษาศาลชั้นต้นอนุญาตให้อุทธรณ์ในปัญหาข้อเท็จจริง

ศาลอุทธรณ์ภาค 2 พิพากษากลับว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 352 วรรคแรก จำคุก 1 ปี ให้จำเลยคืนหรือใช้ราคาทรัพย์ 3,500,000 บาท แก่โจทก์ร่วม

จำเลยฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยมีว่า จำเลยกระทำความผิดตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 2 หรือไม่ จำเลยฎีกาว่า จำเลยไม่ได้กระทำความผิดฐานยักยอก เนื่องจากหลังจากนายเฮนดริกซื้อห้องชุดแล้ว ประมาณเดือนเมษายน 2536 นายเฮนดริกเห็นว่าห้องชุดที่ซื้อมามีขนาดเล็กไป ต้องการจะซื้อห้องชุดใหม่ นายเฮนดริกเสนอขายห้องชุดให้แก่จำเลยในราคา 1,800,000 บาท จำเลยชำระเงินมัดจำ 300,000 บาท นายเฮนดริกมอบสัญญา สำเนาหนังสือเดินทาง กับกุญแจห้องชุดให้แก่จำเลย เดือนตุลาคม 2537 นายเฮนดริกเดินทางมาประเทศไทยจำเลยมอบเงินส่วนที่เหลือให้แก่นายเฮนดริกแล้ว กรรมสิทธิ์ห้องชุดเป็นของจำเลยนั้น เห็นว่า เมื่อนายเฮนดริกมอบหมายให้จำเลยมีชื่อถือกรรมสิทธิ์ในห้องชุดแทนนายเฮนดริกมีการทำบันทึกข้อตกลงระหว่าง นายเฮนดริกกับจำเลย เป็นหนังสือทั้งภาษาอังกฤษและภาษาไทยไว้เป็นหลักฐาน โดยนายสุวิทย์ ทนายความผู้ทำบันทึกข้อตกลงมาเบิกความรับรองว่า เมื่อทำบันทึกข้อตกลงแล้ว มอบเอกสารเกี่ยวกับอาคารชุดทั้งหมด เช่น สัญญาโฉนดที่ดินให้นายเฮนดริกเป็นผู้เก็บรักษา นายสุวิทย์รู้จักจำเลย ไม่เคยรู้จักนายเฮนดริกมาก่อน นายสุวิทย์เบิกความตอบทนายจำเลยถามค้านว่า จำเลยเป็นผู้พานายเฮนดริกมาทำสัญญา ดังนั้น ในการทำบันทึกซึ่งจำเลยเป็นผู้มีส่วนได้ประโยชน์ นายเฮนดริกให้จำเลยทำบันทึกเป็นหลักฐาน แต่เมื่อจำเลยซื้อห้องชุดจากนายเฮนดริกกลับไม่มีหลักฐาน มีเฉพาะพยานบุคคลส่วนที่เป็นพยานเอกสาร คือ สำเนาหนังสือเดินทาง รายการบัญชีเงินฝากของจำเลยและเช็คไม่มีข้อความชี้ชัดหรือสามารถสื่อแสดงว่าเป็นเอกสารที่เกี่ยวกับการซื้อขายห้องชุดระหว่างนายเฮนดริกกับจำเลยได้ นอกจากนี้ เมื่อนายเฮนดริกและโจทก์ร่วมเดินทางมาประเทศไทยเข้าพักที่ห้องชุดตลอดมา ไม่ได้ตั้งข้อรังเกียจว่าเล็กหรือต้องการไปหาซื้อห้องชุดแห่งใหม่ตามข้ออ้างของจำเลย แม้จำเลยอ้างว่าเป็นการเข้าพักโดยต้องขออนุญาตจากจำเลยเป็นเรื่องที่ยกขึ้นต่อสู้ได้โดยง่าย ข้อเท็จจริงได้ความว่าหลังจากนายเฮนดริกถึงแก่ความตายแล้ว จำเลยขอออกหนังสือแสดงกรรมสิทธิ์ห้องชุดใหม่อ้างว่า หนังสือชุดฉบับเดิมสูญหายยิ่งทำให้ข้อนำสืบของจำเลยไม่น่าเชื่อถือ พยานหลักฐานของจำเลยไม่มีน้ำหนักหักล้างพยานหลักฐานของโจทก์และโจทก์ร่วมได้ ข้อเท็จจริงฟังไม่ได้ว่านายเฮนดริกขายห้องชุดให้แก่จำเลย ส่วนปัญหาว่า การที่จำเลยไปแจ้งขอออกหนังสือแสดงกรรมสิทธิ์ห้องชุดใหม่แทนฉบับเดิมและนำไปขายแก่บุคคลอื่นและเอาเงินที่ขายได้เป็นของจำเลยเองนั้น เป็นการกระทำความผิดฐานใด ได้ความว่า นายเฮนดริกเพียงแต่ให้จำเลยมีชื่อถือกรรมสิทธิ์ห้องชุดไว้แทน เนื่องจากนายเฮนดริกเป็นบุคคลต่างด้าวไม่อาจมีชื่อถือกรรมสิทธิ์ที่ดินในประเทศไทยได้ เว้นแต่จะได้รับอนุญาต อันมิใช่เป็นข้อห้ามโดยเด็ดขาดและยังได้ความจากนางสาวโสมอุสา พยานโจทก์และจำเลยเบิกความว่า นายเฮนดริกมาพักที่ห้องชุดพิพาทบ่อยครั้ง ครั้งละนาน ๆ เป็นเดือน เมื่อกลับจะฝากกุญแจไว้ที่ประชาสัมพันธ์ นอกจากนี้โจทก์ร่วมก็เดินทางมาพักที่ห้องชุดด้วย แต่มาพักไม่พร้อมกัน นายปีเตอร์ ผู้รับมอบอำนาจจากโจทก์ร่วมเบิกความว่า สาเหตุที่โจทก์ร่วมทราบว่า จำเลยนำห้องชุดไปขายเพราะเพื่อนของโจทก์ร่วมต้องย้ายจากจังหวัดภูเก็ตมาพักที่พัทยา โจทก์ร่วมให้เพื่อนมาพักที่ห้องชุด แต่ไม่สามารถไขกุญแจประตูได้ อันแสดงให้เห็นถึงความเป็นเจ้าของมีสิทธิครอบครองห้องชุดของนายเฮนดริกและโจทก์ร่วม ส่วนจำเลยไม่เคยเข้าพัก แม้อาจเคยให้ญาติหรือบุคคลอื่นมาพักบ้าง ก็เป็นการถือวิสาสะ ไม่ส่งผลให้จำเลยมีสิทธิครอบครองห้องชุดพิพาท เอกสารสิทธิเกี่ยวกับห้องชุดน่าเชื่อว่านายเฮนดริกเป็นผู้เก็บรักษาไว้ตามบันทึกข้อตกลงที่ทำขึ้น แม้ได้ความว่า จำเลยเป็นผู้ถือกุญแจหรือเป็นผู้ชำระค่าน้ำ ค่าไฟ ก็เป็นการกระทำการแทนนายเฮนดริกชั่วครั้งชั่วคราวตามที่ได้รับมอบหมาย กรรมสิทธิ์ที่แท้จริงยังอยู่ที่นายเฮนดริกและโจทก์ร่วม การที่จำเลยแจ้งเท็จเพื่อทำหนังสือแสดงกรรมสิทธิ์ห้องชุดใหม่แทนฉบับเดิม เปลี่ยนกุญแจและเข้าครอบครองห้องชุดและทรัพย์ต่าง ๆ ในห้องชุดแล้วนำไปขายแก่บุคคลอื่นโดยนายเฮนดริกและโจทก์ร่วมไม่รู้เห็นยินยอม เป็นการแย่งกรรมสิทธิ์ห้องชุดของนายเฮนดริกและโจทก์ร่วมโดยใช้อุบายและแย่งการครอบครองห้องชุด ต่อมาเมื่อจำเลยนำห้องชุดของโจทก์ร่วมไปขายเงินที่ได้จากการขายห้องชุดเป็นผลสืบเนื่องจากการแย่งกรรมสิทธิ์และการครอบครองของจำเลยเพราะนายเฮนดริกหรือโจทก์ร่วมไม่ได้ส่งมอบการครอบครองให้แก่จำเลย การกระทำของจำเลยจึงเป็นความผิดฐานลักทรัพย์ แม้โจทก์ฟ้องจำเลยขอให้ลงโทษในความผิดฐานยักยอกเงินที่ได้จากการขายห้องชุด แต่ทางพิจารณาได้ความว่าการกระทำของจำเลยเป็นความผิดฐานลักทรัพย์ เป็นกรณีที่ข้อเท็จจริงตามที่ปรากฏในการพิจารณาแตกต่างกับข้อเท็จจริงดังที่กล่าวในฟ้อง แต่เป็นข้อแตกต่างในรายละเอียด มิใช่แตกต่างกันในข้อสาระสำคัญ เมื่อจำเลยมิได้หลงต่อสู้ศาลฎีกามีอำนาจลงโทษจำเลยตามข้อเท็จจริงที่พิจารณาได้ความได้ ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 192 วรรคสองและวรรคสาม และแม้โจทก์และโจทก์ร่วมไม่ฎีกา ศาลฎีกามีอำนาจปรับบทลงโทษจำเลยให้ถูกต้องได้ แต่ไม่เพิ่มเติมโทษจำเลย ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 212 ประกอบมาตรา 225

สำหรับปัญหาที่จำเลยฎีกาว่า โจทก์ร่วมมิใช่ผู้เสียหายโดยนิตินัย ไม่มีอำนาจร้องทุกข์และเข้าเป็นโจทก์ร่วม การที่นายเฮนดริกให้จำเลยถือกรรมสิทธิ์ห้องชุดแทนเป็นการหลีกเลี่ยงกฎหมายที่ไม่อนุญาตให้คนต่างด้าวมีกรรมสิทธิ์ที่ดินในประเทศไทยเป็นสัญญาที่ขัดกฎหมาย เป็นโมฆะ โจทก์ไม่มีอำนาจฟ้อง และคดีโจทก์ขาดอายุความเพราะมิได้ร้องทุกข์ภายในสามเดือน ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 96 นั้น เห็นว่า เมื่อศาลฎีกาวินิจฉัยว่า การกระทำของจำเลยเป็นความผิดฐานลักทรัพย์มิใช่ความผิดอันยอมความได้ ฎีกาของจำเลยข้อดังกล่าวไม่จำต้องวินิจฉัยเพราะไม่ทำให้ผลคดีเปลี่ยนแปลง ฎีกาของจำเลยฟังไม่ขึ้น

พิพากษาแก้เป็นว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 334 นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 2
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.อ. ม. 352 วรรคแรก
ป.วิ.อ. ม. 192 ม. 212 ม. 225
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการ สำนักงานอัยการจังหวัดพัทยา
โจทก์ร่วม — นางมาร์ลินเด กรอลลิทสซ
จำเลย — นางฐิติมา จันทรมงคล
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดพัทยา — นายสยมพร วงศ์พยัคฆ์
ศาลอุทธรณ์ภาค 2 — นายธวัชชัย รัตนเหลี่ยม
ชื่อองค์คณะ
จรูญ ชีวิตโสภณ
อภิรัตน์ ลัดพลี
บุญไชย ธนาพันธ์สิน
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4069/2557
#572107
เปิดฉบับเต็ม

โจทก์กล่าวอ้างในคำฟ้องว่า การประเมินภาษีโรงเรือนและที่ดินไม่ชอบเนื่องจากโรงเรือนที่โจทก์ต้องเสียภาษีมีตามจำนวนที่แจ้งไว้ในปีภาษี 2545 และปีภาษี 2546 เท่านั้น ส่วนโรงเรือนอื่นในพื้นที่ของโจทก์ไม่ได้ใช้งานและไม่ได้ใช้เป็นที่ไว้สินค้าและประกอบการอุตสาหกรรม จึงเป็นการฟ้องขอคืนเงินค่าภาษีโรงเรือนและที่ดินโดยอ้างว่าโรงเรือนอื่นของโจทก์นอกจากที่แจ้งไว้ในปีภาษี 2545 และปีภาษี 2546 ได้รับยกเว้นไม่ต้องเสียภาษีโรงเรือนและที่ดินตามมาตรา 9 (5) ซึ่งเป็นบทบัญญัติในภาค 1 ของ พ.ร.บ.ภาษีโรงเรือนและที่ดิน พ.ศ.2475 อันเป็นหน้าที่ของโจทก์ในฐานะผู้รับประเมินที่จะต้องจัดทำคำขอยกเว้นภาษียื่นต่อพนักงานเจ้าหน้าที่ของจำเลยที่ 1 เพื่อที่พนักงานเจ้าหน้าที่จะได้สอบสวนให้แน่นอนก่อนว่าทรัพย์สินที่พิพาทควรได้รับยกเว้นภาษีหรือไม่ หากพนักงานเจ้าหน้าที่ของจำเลยที่ 1 มีคำสั่งยกคำขอยกเว้นภาษี โจทก์ก็มีสิทธิที่จะยื่นคำร้องขอให้จำเลยที่ 2 พิจารณาชี้ขาดและฟ้องคดีต่อศาลตามลำดับภายในระยะเวลาที่กฎหมายกำหนดตามมาตรา 34 ประกอบมาตรา 25 และมาตรา 31 แห่ง พ.ร.บ.ภาษีโรงเรือนและที่ดิน พ.ศ.2475 เมื่อไม่ปรากฏว่าโจทก์ได้ยื่นคำร้องต่อพนักงานเจ้าหน้าที่ของจำเลยที่ 1 เพื่อให้พิจารณายกเว้นภาษีโรงเรือนและที่ดินสำหรับโรงเรือนพิพาท และการที่โจทก์ยื่นคำร้องขอให้พิจารณาการประเมินใหม่ในคดีนี้ก็เป็นการโต้แย้งการประเมินของพนักงานเจ้าหน้าที่จำเลยที่ 1 ตามมาตรา 24 แห่ง พ.ร.บ.ภาษีโรงเรือนและที่ดิน พ.ศ.2475 มิใช่การยื่นคำร้องขอให้จำเลยที่ 2 พิจารณาคำชี้ขาดของพนักงานเจ้าหน้าที่จำเลยที่ 1 ตามมาตรา 34 ประกอบมาตรา 25 และมาตรา 26 ที่สืบเนื่องมาจากการขอยกเว้นค่าภาษีตามมาตรา 33 แห่ง พ.ร.บ.ภาษีโรงเรือนและที่ดิน พ.ศ.2475 โจทก์จึงไม่มีสิทธิที่จะนำคดีขึ้นสู่ศาลเพื่อโต้แย้งว่าโรงเรือนที่พิพาทได้รับยกเว้นภาษีโรงเรือนและที่ดินในปีภาษีพิพาทได้อีกตามที่กำหนดไว้ใน พ.ร.บ.ภาษีโรงเรือนและที่ดิน พ.ศ.2475 มาตรา 33 และมาตรา 34 ปัญหานี้เป็นปัญหาข้อกฎหมายอันเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชน ศาลฎีกาแผนกคดีภาษีอากรยกขึ้นวินิจฉัยได้ตาม พ.ร.บ.จัดตั้งศาลภาษีอากรและวิธีพิจารณาคดีภาษีอากร พ.ศ.2528 มาตรา 29 ประกอบ ป.วิ.พ. มาตรา 142 (5) และมาตรา 246 โจทก์จึงไม่มีอำนาจฟ้องในประเด็นนี้

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ศาลพิพากษาเพิกถอนหนังสือแจ้งรายการประเมินภาษีโรงเรือนประจำปี 2545 (ย้อนหลัง) เล่มที่ 2/50 เลขที่ 31 ฉบับลงวันที่ 28 กุมภาพันธ์ 2550 และประจำปี 2546 (ย้อนหลัง) เล่มที่ 2/50 เลขที่ 32 ฉบับลงวันที่ 28 กุมภาพันธ์ 2550 เพิกถอนคำชี้ขาดคำร้องขอให้พิจารณาการประเมินใหม่ของจำเลยที่ 2 เล่มที่ 1/2551 เลขที่ 001 ฉบับลงวันที่ 30 เมษายน 2551 ที่ชี้ขาดให้โจทก์ชำระภาษีโรงเรือนและที่ดินเป็นเงิน 5,717,327 บาท และให้จำเลยทั้งสองร่วมกันคืนเงินค่าภาษีโรงเรือนและที่ดินประจำปีภาษี 2545 และปีภาษี 2546 (ย้อนหลัง) พร้อมดอกเบี้ยคำนวณถึงวันฟ้องรวมเป็นเงินทั้งสิ้น 6,217,789 บาท พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของเงินต้นจำนวน 5,717,327 บาท นับถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระให้โจทก์เสร็จสิ้น

จำเลยทั้งสองให้การขอให้ยกฟ้อง

ศาลภาษีอากรกลางพิพากษาให้เพิกถอนใบแจ้งการประเมินตามมาตรา 24 แห่งพระราชบัญญัติภาษีโรงเรือนและที่ดินของปีภาษี 2545 (ย้อนหลัง) เล่มที่ 2/50 เลขที่ 31 ลงวันที่ 28 กุมภาพันธ์ 2550 และปีภาษี 2546 (ย้อนหลัง) เล่มที่ 2/50 เลขที่ 32 ลงวันที่ 28 กุมภาพันธ์ 2550 ให้เพิกถอนใบแจ้งคำชี้ขาดของจำเลยที่ 2 เล่มที่ 1/2551 เลขที่ 001 ลงวันที่ 30 เมษายน 2551 และให้จำเลยที่ 1 คืนเงินค่าภาษีโรงเรือนและที่ดินของปีภาษี 2545 และ 2546 (ย้อนหลัง) รวมเป็นเงิน 6,217,789 บาท พร้อมด้วยดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปีของต้นเงินจำนวน 5,717,327 บาท นับถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไป (วันที่ 29 พฤษภาคม 2551) จนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ กับให้จำเลยที่ 1 ใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ โดยกำหนดค่าทนายความ 5,000 บาท คำขออื่นนอกจากนี้ให้ยก

จำเลยทั้งสองอุทธรณ์คำพิพากษาและคำสั่งต่อศาลฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีภาษีอากรวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงรับฟังได้ตามที่คู่ความไม่โต้แย้งกันว่า โจทก์เป็นเจ้าของโรงเรือนและที่ดินตั้งอยู่เลขที่ 33/1 หมู่ที่ 3 ตำบลบ้านป่า อำเภอแก่งคอย จังหวัดสระบุรี โจทก์ยื่นแบบแจ้งรายการเพื่อเสียภาษีโรงเรือนและที่ดิน (ภ.ร.ด.2) ประจำปีภาษี 2545 และปีภาษี 2546 ต่อพนักงานเจ้าหน้าที่ของจำเลยที่ 1 จำนวน 11 ฉบับ โดยสำแดงจำนวนอาคารหรือโรงเรือนไว้ 183 รายการ พนักงานเจ้าหน้าที่ของจำเลยที่ 1 เรียกเก็บภาษีตามที่โจทก์สำแดงตามราคาค่าเช่ามาตรฐานกลาง โจทก์ชำระ ค่าภาษีประจำปีภาษี 2545 เป็นเงิน 1,604,947 บาท และประจำปีภาษี 2546 เป็นเงิน 1,685,195 บาท ต่อมาวันที่ 28 กุมภาพันธ์ 2550 พนักงานเจ้าหน้าที่ของจำเลยที่ 1 แจ้งรายการประเมินภาษีโรงเรือนที่ดินไปยังโจทก์ประจำปีภาษี 2545 ค่ารายปี 24,221,618 บาท คิดเป็นค่าภาษี 3,027,702 บาท และประจำปีภาษี 2546 ค่ารายปี 21,516,999 บาท คิดเป็นค่าภาษี 2,689,625 บาท ตามเอกสารหมาย จ.1 แผ่นที่ 11 และ 12 โจทก์ไม่เห็นด้วย จึงยื่นคำร้องขอให้พิจารณาการประเมินใหม่ตามเอกสารหมาย จ.1 แผ่นที่ 15 ถึง 48 วันที่ 30 เมษายน 2551 จำเลยที่ 2 แจ้งคำชี้ขาดว่า คณะกรรมการพิจารณาคำร้องขอให้พิจารณาการประเมินใหม่ชี้ขาดในส่วนประจำปีภาษี 2545 มีค่ารายปี 24,221,618 บาท คิดเป็นค่าภาษี 3,027,702 บาท ส่วนปีภาษี 2546 มีค่ารายปี 21,516,999 บาท คิดเป็นค่าภาษี 2,689,625 บาท ตามเอกสารหมาย จ.1 แผ่นที่ 49 ก่อนฟ้องโจทก์ได้ชำระค่าภาษีตามการประเมินและคำชี้ขาดให้แก่จำเลยทั้งสอง

ปัญหาที่ต้องวินิจฉัยมีว่า การที่จำเลยที่ 1 ประเมินภาษีโรงเรือนและที่ดินโจทก์ประจำปีภาษี 2545 และปีภาษี 2546 ย้อนหลังและคำชี้ขาดของจำเลยที่ 2 ชอบหรือไม่ ปัญหานี้พระราชบัญญัติภาษีโรงเรือนและที่ดิน พ.ศ.2475 มาตรา 33 บัญญัติว่า "การขอยกเว้น ขอให้ปลดหนี้ภาษีหรือขอให้ลดค่าภาษีตามความในภาค 1 และภาค 2 นั้น ผู้รับประเมินต้องเขียนลงในแบบพิมพ์ที่ยื่นต่อกรมการอำเภอทุก ๆ ปี พร้อมด้วยพยานหลักฐานที่จะสนับสนุน เพื่อว่าพนักงานเจ้าหน้าที่จะได้สามารถสอบสวนให้แน่นอนโดยการไต่สวนหรือวิธีอื่นว่าคำร้องขอนั้นมีมูลดี และควรให้ยกเว้นหรือปลดหรือลดภาษีเพียงใดหรือไม่" และมาตรา 34 บัญญัติว่า "ถ้าพนักงานเจ้าหน้าที่สั่งยกคำขอยกเว้นหรือคำขอให้ปลดภาษีหรือลดค่าภาษีก็ให้แจ้งคำชี้ขาดไปยังผู้รับประเมินและผู้รับประเมินมีสิทธิเช่นเดียวกับเรื่องที่บ่งไว้ในหมวดนี้ที่ว่าด้วยการประเมิน" ศาลฎีกาแผนกคดีภาษีอากรเห็นว่า โจทก์กล่าวอ้างในคำฟ้องว่า การประเมินภาษีโรงเรือนและที่ดินดังกล่าวไม่ชอบเนื่องจากโรงเรือนที่โจทก์ต้องเสียภาษีมีตามจำนวนที่แจ้งไว้ในปีภาษี 2545 และปีภาษี 2546 เท่านั้น ส่วนโรงเรือนอื่นในพื้นที่ของโจทก์ไม่ได้ใช้งานและไม่ได้ใช้เป็นที่ไว้สินค้าและประกอบการอุตสาหกรรม กรณีของโจทก์เป็นการฟ้องขอคืนเงินค่าภาษีโรงเรือนและที่ดินโดยอ้างว่าโรงเรือนอื่นของโจทก์นอกจากที่แจ้งไว้ในปีภาษี 2545 และปีภาษี 2546 ได้รับยกเว้นไม่ต้องเสียภาษีโรงเรือนและที่ดินตามมาตรา 9 (5) ซึ่งเป็นบทบัญญัติในภาค 1 ของพระราชบัญญัติภาษีโรงเรือนและที่ดิน พ.ศ.2475 ดังนั้นจึงเป็นหน้าที่ของโจทก์ในฐานะผู้รับประเมินที่จะต้องจัดทำคำขอยกเว้นภาษียื่นต่อพนักงานเจ้าหน้าที่ของจำเลยที่ 1 ตามที่กฎหมายกำหนด เพื่อที่พนักงานเจ้าหน้าที่จะได้สอบสวนให้แน่นอนก่อนว่าทรัพย์สินที่พิพาทควรได้รับยกเว้นภาษีหรือไม่ หากพนักงานเจ้าหน้าที่ของจำเลยที่ 1 มีคำสั่งยกคำขอยกเว้นภาษี โจทก์ก็มีสิทธิที่จะยื่นคำร้องขอให้จำเลยที่ 2 พิจารณาชี้ขาดและฟ้องคดีต่อศาลตามลำดับภายในระยะเวลาที่กฎหมายกำหนดตามมาตรา 34 ประกอบมาตรา 25 และมาตรา 31 แห่งพระราชบัญญัติภาษีโรงเรือนและที่ดิน พ.ศ.2475 เมื่อตามคำฟ้องและทางนำสืบของคู่ความไม่ปรากฏว่าโจทก์ได้ยื่นคำร้องขอต่อพนักงานเจ้าหน้าที่ของจำเลยที่ 1 เพื่อให้พิจารณายกเว้นภาษีโรงเรือนและที่ดินสำหรับโรงเรือนพิพาท พนักงานเจ้าหน้าที่ของจำเลยที่ 1 จึงยังมิได้สอบสวนว่าทรัพย์สินที่พิพาทนั้นควรจะได้รับยกเว้นภาษีโรงเรือนและที่ดินหรือไม่ และการที่โจทก์ยื่นคำร้องขอให้พิจารณาการประเมินใหม่ในคดีนี้เป็นการโต้แย้งการประเมินของพนักงานเจ้าหน้าที่จำเลยที่ 1 ตามมาตรา 24 แห่งพระราชบัญญัติภาษีโรงเรือนและที่ดิน พ.ศ.2475 มิใช่เป็นการยื่นคำร้องขอให้จำเลยที่ 2 พิจารณาคำชี้ขาดของพนักงานเจ้าหน้าที่ของจำเลยที่ 1 ตามมาตรา 34 ประกอบมาตรา 25 และมาตรา 26 ที่สืบเนื่องมาจากการขอยกเว้นค่าภาษีตามมาตรา 33 แห่งพระราชบัญญัติภาษีโรงเรือนและที่ดิน พ.ศ.2475 โจทก์จึงไม่มีสิทธิที่จะนำคดีขึ้นสู่ศาลเพื่อโต้แย้งว่าโรงเรือนที่พิพาทได้รับยกเว้นภาษีโรงเรือนและที่ดินในปีภาษีพิพาทได้อีกตามที่กำหนดไว้ในพระราชบัญญัติภาษีโรงเรือนและที่ดิน พ.ศ.2475 มาตรา 33 และมาตรา 34 ปัญหานี้เป็นปัญหาข้อกฎหมายอันเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชน แม้ไม่มีคู่ความฝ่ายใดอุทธรณ์ ศาลฎีกาแผนกคดีภาษีอากรยกขึ้นวินิจฉัยได้ตามพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลภาษีอากรและวิธีพิจารณาคดีภาษีอากร พ.ศ.2528 มาตรา 29 ประกอบประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 142 (5) และมาตรา 246 โจทก์จึงไม่มีอำนาจฟ้องในประเด็นนี้

อนึ่ง ที่จำเลยทั้งสองยื่นคำร้องอุทธรณ์คำสั่งศาลภาษีอากรกลางที่ไม่ยอมรับคำร้องขอแก้ไขเพิ่มเติมอุทธรณ์และคำแถลงขอเพิ่มเติมอุทธรณ์ของจำเลยทั้งสองนั้น ไม่จำต้องวินิจฉัยเพราะไม่ทำให้ผลแห่งคดีเปลี่ยนแปลงไป

พิพากษากลับให้ยกฟ้อง ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสองศาลให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.ภาษีโรงเรือนและที่ดิน พ.ศ.2475 ม. 9 (5) ม. 25 ม. 26 ม. 31 ม. 33 ม. 34
พ.ร.บ.จัดตั้งศาลภาษีอากรและวิธีพิจารณาคดีภาษีอากร พ.ศ.2528 ม. 29
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — บริษัทปูนซีเมนต์ไทย (แก่งคอย) จำกัด
จำเลย — องค์การบริหารส่วนตำบลบ้านป่า กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลภาษีอากรกลาง — นางสุพัตรา สืบสม อนันตพงศ์
ชื่อองค์คณะ
นพพร โพธิรังสิยากร
สุทัศน์ ศิริมหาพฤกษ์
ปกรณ์ วงศาโรจน์
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4068/2557
#562565
เปิดฉบับเต็ม

ตาม ป.รัษฎากร ไม่มีบทบัญญัติใดห้ามมิให้เจ้าพนักงานประเมินแก้ไขการประเมินที่ผิดพลาดใหม่ให้ถูกต้อง โดยเฉพาะการประเมินใหม่โดยยกเลิกการประเมินครั้งก่อน แม้การประเมินที่ผิดพลาดดังกล่าวจะอยู่ระหว่างการพิจารณาของคณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์ แต่เมื่อคณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์มีคำวินิจฉัยให้ยกเลิกการประเมินและเจ้าพนักงานประเมินได้ยกเลิกการประเมินครั้งแรกแล้ว ต้องถือเสมือนว่าไม่มีการประเมินและในการประเมินครั้งใหม่ เจ้าพนักงานประเมินก็มิได้ประเมินในเรื่องอื่นนอกเหนือไปจากการประเมินครั้งแรก แต่เป็นการคำนวณเงินได้สุทธิ เบี้ยปรับและเงินเพิ่มของโจทก์ให้ถูกต้องตามกฎหมาย เมื่อการประเมินครั้งใหม่ทำให้โจทก์ต้องเสียภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาเพียงครั้งเดียว จึงไม่เป็นการประเมินซ้ำซ้อนหรือทำให้โจทก์ต้องเสียภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาซ้ำซ้อนแต่อย่างใด

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้เพิกถอนคำวินิจฉัยอุทธรณ์ของคณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์ ยกเลิกการประเมินตามหนังสือประเมินภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา ให้งดหรือลดค่าปรับและเงินเพิ่มตามฟ้อง

จำเลยให้การขอให้ยกฟ้อง

ศาลภาษีอากรกลางพิพากษายกฟ้อง ให้โจทก์ใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนจำเลย โดยกำหนดค่าทนายความ 10,000 บาท

โจทก์อุทธรณ์ต่อศาลฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีภาษีอากรวินิจฉัยว่า ปัญหาตามอุทธรณ์ของโจทก์ข้อแรกมีว่า โจทก์ยื่นแบบแสดงรายการภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาในปีภาษี 2542 สำหรับเงินได้จากการเลี้ยงไก่ไข่ต่อจำเลยหรือไม่ พิเคราะห์แล้วประมวลรัษฎากร มาตรา 57 ตรี วรรคหนึ่ง ซึ่งเป็นกฎหมายที่ใช้บังคับในขณะนั้น บัญญัติว่า ในการเก็บภาษีเงินได้จากสามีและภริยานั้น ถ้าสามีและภริยาอยู่ร่วมกันตลอดปีภาษีที่ล่วงมาแล้ว ให้ถือเอาเงินได้พึงประเมินของภริยาเป็นเงินได้ของสามี และให้สามีมีหน้าที่และความรับผิดชอบในการยื่นรายการและเสียภาษี แต่ถ้าภาษีค้างชำระและภริยาได้รับแจ้งล่วงหน้าไม่น้อยกว่า 7 วันแล้ว ให้ภริยาร่วมรับผิดในการเสียภาษีที่ค้างชำระนั้นด้วย ศาลฎีกาแผนกคดีภาษีอากรเห็นว่า ตามบทบัญญัติดังกล่าวจะต้องเป็นกรณีที่โจทก์เป็นผู้ยื่นแบบแสดงรายการภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาเองหรือเป็นแบบแสดงรายการภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาของโจทก์ในฐานะสามี แต่จากแบบแสดงรายการภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาปีภาษี 2542 สำหรับผู้มีเงินได้ทั่วไป เป็นแบบแสดงรายการภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาของนางผ่องศรี ภริยาโจทก์ รายการการสมรสและการยื่นรายการระบุว่า ผู้ยื่นแบบแสดงรายการภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาจดทะเบียนสมรสปี 2526 คู่สมรสไม่มีเงินได้ รายการเงินได้พึงประเมินตามมาตรา 40 (8) เงินได้จากการเลี้ยงไก่ไข่ 1,926,670 บาท ซึ่งโจทก์ยอมรับในคำฟ้องอุทธรณ์ว่า โจทก์ไม่ได้ยื่นแบบแสดงรายการภาษีในนามของตนเอง ข้อเท็จจริงฟังเป็นที่ยุติได้ว่า โจทก์ไม่ได้มอบหมายให้ภริยาโจทก์ยื่นแบบแสดงรายการภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาปีภาษี 2542 แทนโจทก์ หรือกล่าวอีกนัยหนึ่งคือโจทก์ไม่ได้ยื่นแบบแสดงรายการภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาในปีภาษี 2542 ในนามของโจทก์ การที่ภริยาโจทก์ยื่นแบบแสดงรายการภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาในนามของภริยาเองจากเงินได้ที่มาจากการเลี้ยงไก่ไข่ และจำเลยรับเอาเงินภาษีที่ภริยาโจทก์ชำระไปนั้นจะถือว่าภริยาโจทก์ยื่นแบบแสดงรายการภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาแทนโจทก์ดังที่โจทก์อุทธรณ์หาได้ไม่ อุทธรณ์ของโจทก์ข้อนี้ฟังไม่ขึ้น

ปัญหาตามอุทธรณ์ของโจทก์ข้อที่สองมีว่า โจทก์ไม่สามารถเรียกเก็บเงินตามเช็คที่โจทก์นำเข้าฝากในบัญชีเงินฝากของโจทก์ได้ เนื่องจากโจทก์ถูกหลอกลวงจากผู้มีชื่อมาขอกู้เงินและนำเช็คมาแลกเงินสดไปจากโจทก์ โดยก่อนถึงวันกำหนดเรียกเก็บเงินตามเช็คผู้มีชื่อจะทำให้เช็คที่โจทก์รับมาสามารถเรียกเก็บเงินได้ ด้วยวิธีการขอเพิ่มยอดหนี้และนำเงินที่ได้รับเพิ่มไปฝากเข้าบัญชี และทุกครั้งที่โจทก์เรียกเก็บเงินตามเช็คได้จะมีการถอนเงินในบัญชีของโจทก์ออกไปจำนวนมากกว่าที่เรียกเก็บเข้ามาทุกครั้งนั้น เห็นว่า คำฟ้องของโจทก์กล่าวอ้างในประเด็นนี้ว่า โจทก์รับซื้อเช็คจากบุคคลภายนอกจริง แต่เช็คที่บุคคลภายนอกนำมาขายลดให้โจทก์นั้นไม่สามารถเรียกเก็บเงินตามเช็คได้ เนื่องจากเช็คถูกธนาคารปฏิเสธการจ่ายเงิน ทำให้โจทก์ยื่นฟ้องเจ้าของเช็คเป็นคดีแพ่งของศาลจังหวัดฉะเชิงเทรา การที่เจ้าพนักงานประเมินนำตัวเลขตามเช็คที่โจทก์นำเข้าบัญชีแล้วเรียกเก็บเงินไม่ได้มากำหนดเป็นเงินได้พึงประเมินของโจทก์จึงไม่ชอบ ตามคำบรรยายฟ้องของโจทก์ดังกล่าวมีสภาพแห่งข้อหาว่ายังไม่เป็นเงินได้พึงประเมิน โจทก์มิได้ยกข้อเท็จจริงตามที่โจทก์อุทธรณ์กรณีมีการขอเพิ่มยอดหนี้และนำเงินที่ได้รับเพิ่มไปฝากเข้าบัญชีเป็นข้ออ้างเพื่อให้เกิดประเด็นไว้ในคำฟ้อง จึงเป็นข้อที่มิได้ยกขึ้นว่ากันมาแล้วโดยชอบในศาลภาษีอากรกลาง ต้องห้ามอุทธรณ์ตามพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลภาษีอากรและวิธีพิจารณาคดีภาษีอากร พ.ศ.2528 มาตรา 29 ประกอบประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 225 วรรคหนึ่ง ศาลฎีกาแผนกคดีภาษีอากรไม่รับวินิจฉัยให้

ปัญหาตามอุทธรณ์ของโจทก์ข้อที่สามมีว่า เจ้าพนักงานประเมินมีอำนาจประเมินภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาโจทก์ใหม่ได้หรือไม่ เห็นว่า ประมวลรัษฎากรไม่มีบทบัญญัติใดห้ามมิให้เจ้าพนักงานประเมินแก้ไขการประเมินที่ผิดพลาดใหม่ให้ถูกต้อง โดยเฉพาะการประเมินใหม่โดยยกเลิกการประเมินครั้งก่อน แม้การประเมินที่ผิดพลาดดังกล่าวจะอยู่ระหว่างการพิจารณาของคณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์ก็ตาม แต่เมื่อคณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์มีคำวินิจฉัยให้ยกเลิกการประเมินและเจ้าพนักงานประเมินได้ยกเลิกการประเมินในครั้งแรกแล้ว ต้องถือเสมือนว่าไม่มีการประเมินภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาโจทก์ในปีภาษี 2542 ส่วนการประเมินของเจ้าพนักงานประเมินในครั้งใหม่ที่ให้โจทก์เสียภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาพร้อมเบี้ยปรับและเงินเพิ่มมากกว่าการประเมินในครั้งแรก เนื่องจากโจทก์มีเงินได้พึงประเมินแต่มิได้ยื่นแบบแสดงรายการภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาจึงต้องชำระเบี้ยปรับ 2 เท่า และการหักค่าใช้จ่ายเป็นการเหมาอัตราร้อยละ 50 ของเงินได้จากการอื่นไม่ถูกต้อง เพราะโจทก์ไม่สามารถชี้แจงและนำพิสูจน์แหล่งที่มาของเงินว่าเป็นเงินได้จากการประกอบกิจการใดและได้รับการยกเว้นภาษี รวมทั้งไม่สามารถพิสูจน์ได้ว่ามีค่าใช้จ่ายตามความจำเป็นและสมควรเท่าใดจึงไม่มีสิทธิหักค่าใช้จ่าย ตามหนังสือแจ้งภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาพร้อมใบแนบ ถึง 52 ส่วนเงินเพิ่มที่เพิ่มขึ้นเนื่องจากโจทก์ไม่ชำระภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาให้ครบถ้วนภายในกำหนด ซึ่งเจ้าพนักงานประเมินไม่ได้ประเมินภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาโจทก์ในปีภาษี 2542 ในเรื่องอื่นนอกเหนือไปจากหนังสือแจ้งการประเมินในครั้งแรกแต่อย่างใด แต่เป็นการคำนวณเงินได้สุทธิ เบี้ยปรับและเงินเพิ่มของโจทก์ให้ถูกต้องตามกฎหมายเท่านั้น เมื่อการประเมินครั้งใหม่ทำให้โจทก์ต้องเสียภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาเพียงครั้งเดียว จึงไม่เป็นการประเมินซ้ำซ้อนหรือทำให้โจทก์ต้องเสียภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาซ้ำซ้อนตามอุทธรณ์ของโจทก์ อุทธรณ์ของโจทก์ในข้อนี้ฟังไม่ขึ้น

ปัญหาตามอุทธรณ์ของโจทก์ข้อสุดท้ายมีว่า มีเหตุสมควรงดหรือลดเบี้ยปรับและเงินเพิ่มแก่โจทก์หรือไม่ เห็นว่า การที่โจทก์มีเงินได้จากค่าธรรมเนียมการขายลดเช็ค 2,104,138.54 บาท เงินได้จากการอื่น 1,481,000 บาท และเงินได้จากการเลี้ยงไก่ไข่ตามแบบแสดงรายการภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาของนางผ่องศรีภริยาโจทก์ 1,926,670 บาท รวมแล้วเป็นเงินได้พึงประเมิน 5,511,808.54 บาท แต่โจทก์ไม่ยื่นแบบแสดงรายการภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา แม้ภริยาโจทก์จะยื่นแบบแสดงรายการภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาก็ตาม แต่ก็เป็นการยื่นแบบแสดงรายการภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาเฉพาะในส่วนของเงินได้จากการเลี้ยงไก่ไข่เท่านั้น พฤติการณ์ของโจทก์จึงมีลักษณะเป็นการหลีกเลี่ยงการเสียภาษีอากร การที่เจ้าพนักงานประเมินและคณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์ไม่งดหรือลดเบี้ยปรับและเงินเพิ่มให้แก่โจทก์จึงชอบแล้ว ที่ศาลภาษีอากรกลางพิพากษายกฟ้องโจทก์นั้น ศาลฎีกาแผนกคดีภาษีอากรเห็นพ้องด้วย อุทธรณ์ของโจทก์ข้อนี้ฟังไม่ขึ้นเช่นกัน

พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.รัษฎากร ม. 30 ม. 57 ตรี
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นายวิรัตน์ จิตรเอื้อตระกูล
จำเลย — กรมสรรพากร
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลภาษีอากรกลาง — นางสุพัตรา สืบสม อนันตพงศ์
ชื่อองค์คณะ
ไมตรี ศรีอรุณ
สุทัศน์ ศิริมหาพฤกษ์
ธัชพันธ์ ประพุทธนิติสาร
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4039/2557
#562533
เปิดฉบับเต็ม

แม้สัญญาจ้างซ่อมรถยนต์ระหว่างโจทก์กับจำเลยไม่ได้กำหนดระยะเวลาว่าจะต้องซ่อมเสร็จเมื่อใด แต่จำเลยก็มีหน้าที่ต้องซ่อมรถยนต์ดังกล่าวให้แล้วเสร็จตามสัญญา จำเลยได้รับรถยนต์คันพิพาทไว้ตั้งแต่วันที่ 13 ตุลาคม 2549 ต่อมาวันที่ 25 พฤษภาคม 2550 โจทก์ได้นำรถยนต์ดังกล่าวไปให้อู่ น. ซ่อมต่อ รวมเวลาที่รถยนต์คันพิพาทอยู่ที่อู่ซ่อมรถของจำเลยเป็นเวลา 7 เดือนเศษ ซึ่งน่าจะเพียงพอแก่การซ่อมรถยนต์ดังกล่าวให้แล้วเสร็จ โดยเทียบเคียงกับที่หลังจากนำรถยนต์คันพิพาทไปซ่อมที่อู่แห่งใหม่ ใช้เวลาประมาณ 3 เดือนก็ซ่อมเสร็จ นอกจากนี้จำเลยซ่อมรถยนต์ได้เพียงประมาณร้อยละ 30 โจทก์มีหนังสือแจ้งจำเลยระบุให้เวลาจำเลยซ่อมรถยนต์คันพิพาทให้เสร็จสิ้นภายในวันที่ 30 พฤษภาคม 2550 และเมื่อโจทก์ไปขอรับรถในวันที่ 25 พฤษภาคม 2550 ทั้ง ๆ ที่ยังไม่ถึงเวลาตามที่กำหนด จำเลยก็ยอมให้รับรถไปโดยมิได้โต้แย้งแต่อย่างใด ถือได้ว่าจำเลยสละประโยชน์แห่งเงื่อนเวลาที่โจทก์ให้แก่จำเลย พฤติการณ์แสดงให้เห็นได้ว่า จำเลยไม่สามารถซ่อมรถยนต์คันพิพาทให้แล้วเสร็จตามสัญญาและไม่ประสงค์จะปฏิบัติตามสัญญาแล้ว ทั้งถือได้ว่าจำเลยผิดสัญญาต่อโจทก์ โจทก์จึงชอบที่จะเลิกสัญญาโดยไม่จำต้องบอกกล่าวกำหนดระยะเวลาพอสมควรให้จำเลยซ่อมรถยนต์คันพิพาทให้แล้วเสร็จก่อน การบอกเลิกสัญญาของโจทก์ชอบแล้ว

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องและแก้ไขคำฟ้องขอให้บังคับจำเลยชำระเงิน 138,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงินดังกล่าวนับแต่วันที่จำเลยได้รับไปจากโจทก์จนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์

จำเลยขาดนัดยื่นคำให้การ

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยชำระเงิน 106,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับถัดจากวันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ กับให้จำเลยใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ โดยกำหนดค่าทนายความ 3,000 บาท

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 2 พิพากษาแก้เป็นว่า ให้จำเลยชำระเงิน 30,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับถัดจากวันฟ้อง (ฟ้องวันที่ 26 มีนาคม 2551) จนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ

โจทก์และจำเลยฎีกา โดยผู้พิพากษาที่ได้นั่งพิจารณาคดีในศาลชั้นต้นรับรองว่ามีเหตุสมควรที่จะฎีกาในข้อเท็จจริงได้

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงรับฟังยุติได้ว่า โจทก์รับประกันภัยรถยนต์หมายเลขทะเบียน ผค 9041 ชลบุรี จากนายวิลาศในประเภทชดใช้ความเสียหายโดยสิ้นเชิง มีกำหนดเวลาคุ้มครอง 1 ปี เริ่มตั้งแต่วันที่ 29 เมษายน 2549 ถึงวันที่ 29 เมษายน 2550 ตามกรมธรรม์ประกันภัย เมื่อวันที่ 25 กันยายน 2549 นายวิลาศขับรถยนต์คันที่เอาประกันภัยไปเฉี่ยวชนกับรถยนต์คันอื่น ทำให้รถยนต์ทั้งสองคันได้รับความเสียหาย จำเลยซึ่งเป็นเจ้าของอู่ซ่อมรถยนต์ชื่อว่า "อู่ธนยนต์" ได้เสนอราคาซ่อมรถยนต์คันพิพาทที่เอาประกันภัยแก่โจทก์ โจทก์ตกลงให้จำเลยซ่อมในราคา 150,000 บาท และได้จ่ายเงินทดรองจ่ายค่าอะไหล่ให้แก่จำเลย 75,000 บาท จำเลยรับรถยนต์ไปทำการซ่อมแต่ซ่อมไม่แล้วเสร็จ นายวิลาศได้ร้องเรียนต่อสำนักงานประกันภัยจังหวัดสมุทรปราการเรียกค่าขาดประโยชน์จากโจทก์เนื่องจากการซ่อมรถยนต์ล่าช้า ต่อมาโจทก์นำรถยนต์คันดังกล่าวไปให้อู่นิคมการาจซ่อมใช้เวลาประมาณ 3 เดือนครึ่ง จึงเสร็จเรียบร้อยแล้วส่งมอบพร้อมกับจ่ายเงินค่าขาดประโยชน์ 63,000 บาท ให้แก่นายวิลาศ

ปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์และจำเลยมีว่า จำเลยต้องรับผิดชำระเงินให้แก่โจทก์หรือไม่ เพียงใด เห็นว่า แม้สัญญาจ้างซ่อมรถยนต์ระหว่างโจทก์กับจำเลยไม่ได้กำหนดระยะเวลาว่าจะต้องซ่อมเสร็จเมื่อใด แต่จำเลยก็มีหน้าที่ต้องซ่อมรถยนต์ดังกล่าวให้แล้วเสร็จตามสัญญา ข้อเท็จจริงได้ความว่า จำเลยได้รับรถยนต์คันพิพาทไว้ตั้งแต่วันที่ 13 ตุลาคม 2549 ต่อมาวันที่ 25 พฤษภาคม 2550 โจทก์ได้นำรถยนต์ดังกล่าวไปให้อู่นิคมการาจซ่อมต่อ รวมเวลาที่รถยนต์คันพิพาทอยู่ที่อู่ซ่อมรถของจำเลยเป็นเวลา 7 เดือนเศษ ซึ่งน่าจะเพียงพอแก่การซ่อมรถยนต์ดังกล่าวให้แล้วเสร็จ โดยเทียบเคียงกับข้อเท็จจริงที่ได้ความจากคำเบิกความพยานโจทก์ว่า หลังจากนำรถยนต์คันพิพาทไปซ่อมที่อู่แห่งใหม่ ใช้เวลาประมาณ 3 เดือนก็ซ่อมเสร็จ แต่ปรากฏว่าจำเลยซ่อมได้เพียงประมาณร้อยละ 30 และโจทก์มีหนังสือแจ้งผลการพิจารณาไปถึงจำเลย ระบุให้เวลาจำเลยซ่อมรถยนต์คันพิพาทให้เสร็จสิ้นภายในวันที่ 30 พฤษภาคม 2550 แต่เมื่อโจทก์ไปขอรับรถในวันที่ 25 พฤษภาคม 2550 ทั้ง ๆ ที่ยังไม่ถึงเวลาตามที่กำหนดไว้ในหนังสือดังกล่าว จำเลยก็ยอมให้รับรถไปโดยมิได้โต้แย้งแต่อย่างใด ถือได้ว่าจำเลยสละประโยชน์แห่งเงื่อนเวลาที่โจทก์ให้แก่จำเลย พฤติการณ์แสดงให้เห็นได้ว่า จำเลยไม่สามารถซ่อมรถยนต์คันพิพาทให้แล้วเสร็จตามสัญญาและไม่ประสงค์จะปฏิบัติตามสัญญาแล้ว ทั้งถือได้ว่าจำเลยผิดสัญญาต่อโจทก์ โจทก์จึงชอบที่จะเลิกสัญญาโดยไม่จำต้องบอกกล่าวกำหนดระยะเวลาพอสมควรให้จำเลยซ่อมรถยนต์คันพิพาทให้แล้วเสร็จก่อน การบอกเลิกสัญญาของโจทก์ชอบแล้ว และการที่จำเลยผิดสัญญาต่อโจทก์ จำเลยจึงต้องชดใช้ค่าสินไหมทดแทนเพื่อความเสียหายอันเกิดแต่การไม่ชำระหนี้ให้ต้องตามความประสงค์อันแท้จริงแห่งมูลหนี้ ซึ่งศาลชั้นต้นกำหนดให้จำเลยรับผิดเป็นเงิน 31,000 บาท นับว่าเหมาะสมแล้ว แต่การที่จำเลยซ่อมรถยนต์คันพิพาทไปได้ประมาณร้อยละ 30 จำเลยย่อมมีสิทธิหักค่าการงานส่วนนี้ซึ่งคำนวณแล้วเป็นเงิน 45,000 บาท ออกจากเงินทดรองจ่ายค่าอะไหล่จำนวน 75,000 บาท ที่จำเลยต้องคืนแก่โจทก์ คงเหลือเงินทดรองจ่ายค่าอะไหล่ที่ต้องคืนแก่โจทก์จำนวน 30,000 บาท สำหรับฎีกาข้ออื่นของโจทก์เป็นรายละเอียดที่ไม่มีผลทำให้คำพิพากษาศาลฎีกาเปลี่ยนแปลงไป จึงไม่วินิจฉัยให้ ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 2 พิพากษามานั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วยบางส่วน ฎีกาของโจทก์ฟังขึ้นบางส่วน ฎีกาของจำเลยฟังไม่ขึ้น

พิพากษาแก้เป็นว่า ให้จำเลยชำระเงิน 61,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับถัดจากวันฟ้อง (ฟ้องวันที่ 26 มีนาคม 2551) จนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 2 ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 154 ม. 387
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — บริษัทไทยเศรษฐกิจประกันภัย จำกัด (มหาชน)
จำเลย — นายธนภัทร ปราชญเวทย์
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดปราจีนบุรี — นายวีรวัฒน์ เพ็ชรสม
ศาลอุทธรณ์ภาค 2 — นายธวัชชัย รัตนเหลี่ยม
ชื่อองค์คณะ
สิทธิชัย โชคสวัสดิ์ไพศาล
สุนทร ทรงฤกษ์
สุรทิน สาเรือง
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3987/2557
#571987
เปิดฉบับเต็ม

ข้อเท็จจริงปรากฏว่า ตามปกติโจทก์ร่วมจ่ายเงินค่าซื้อข้าวโพดหวานให้เกษตรกรภายใน 7 วัน ถึง 15 วัน นับแต่วันที่ซื้อ หากเกษตรกรรายใดประสงค์จะขอรับเงินก่อนภายใน 1 ถึง 2 วัน จะต้องขายลดสิทธิการรับเงิน โดยเกษตรกรต้องแจ้งให้จำเลยทราบแล้วจำเลยเป็นผู้มีหน้าที่รวบรวมเอกสารเสนอเพื่อขออนุมัติกับกรรมการผู้จัดการของโจทก์ร่วมก่อน เมื่ออนุมัติแล้ว ม. กรรมการผู้จัดการของโจทก์ร่วมจะสั่งจ่ายเงินจากบัญชีของตนเองจ่ายไปก่อน การจ่ายเงินของ ม. ดังกล่าวจึงเป็นเงินส่วนตัวของ ม.ทั้งสิ้นหาใช่เงินของโจทก์ร่วมซึ่งมีฐานะเป็นบุคคลต่างหากจาก ม. ไม่ แม้ ม. มีความสัมพันธ์ในฐานะเป็นกรรมการผู้จัดการของโจทก์ร่วมก็ตาม แต่ ม. ก็ได้รับเงินส่วนต่างจากการขายลดสิทธิที่เป็นกำไรเป็นของตนเองแต่เพียงผู้เดียวตามที่โจทก์ร่วมยอมรับในคำแก้อุทธรณ์ ส่วนข้อที่กล่าวอ้างว่าให้ ม. จ่ายเงินส่วนตัวไปก่อนเพื่อมิให้ผิดหลักการการจ่ายเงินในการซื้อวัตถุดิบไม่ให้เสียระบบการจ่ายเงินนั้นไม่สมเหตุสมผล ทั้งไม่มีผลทำให้โจทก์ร่วมซึ่งไม่ใช่ผู้เสียหายอยู่แล้วกลายเป็นผู้เสียหายตามกฎหมายแต่อย่างใด โจทก์ร่วมจึงไม่ใช่ผู้เสียหายในความผิดฐานฉ้อโกง

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องและแก้ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91, 341 ให้จำเลย คืนเงิน 2,972,217.10 บาท แก่ผู้เสียหาย และนับโทษจำเลยต่อจากโทษในคดีอาญาหมายเลขดำที่ 654/2552 ของศาลชั้นต้น

จำเลยให้การปฏิเสธ แต่รับว่าเป็นบุคคลคนเดียวกับจำเลยในคดีที่โจทก์ขอให้นับโทษต่อ

ระหว่างพิจารณา บริษัทซันสวีท จำกัด ผู้เสียหาย ยื่นคำร้องขอเข้าร่วมเป็นโจทก์ ศาลชั้นต้นอนุญาต

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 341 การกระทำของจำเลยเป็นความผิดหลายกรรมต่างกัน ให้ลงโทษทุกกรรมเป็นกระทงความผิดไปตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 ฐานฉ้อโกงเงินค่าซื้อข้าวโพดหวานล่วงหน้าของโจทก์ (ที่ถูก โจทก์ร่วม) จำนวน 45 กระทง จำคุกกระทงละ 1 เดือน รวมจำคุก 45 เดือน และให้จำเลยคืนเงินจำนวน 1,724,417.10 บาท ให้แก่โจทก์ร่วม ส่วนที่โจทก์ขอให้นับโทษจำเลยต่อจากโทษจำคุกในคดีอาญาหมายเลขดำที่ 654/2552 ของศาลชั้นต้น เนื่องจากศาลยังไม่มีคำพิพากษาในคดีดังกล่าว จึงให้ยกคำขอในส่วนนี้ของโจทก์ ข้อหาและคำขออื่นนอกจากนี้ให้ยก

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 5 พิพากษาแก้เป็นว่า ให้ยกฟ้องโจทก์เสียทั้งสิ้น

โจทก์ร่วมฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงที่คู่ความมิได้โต้แย้งกันในชั้นฎีการับฟังได้เป็นยุติว่า นายเกียรติศักดิ์ นายพัชรพงษ์และนางสาวกิ่งกาญน์เปิดบัญชีเงินฝากธนาคารกรุงไทย จำกัด (มหาชน) สาขาประตูชัย เชียงใหม่ สาขาแม่จัน เชียงราย และสาขาลำพูน ตามลำดับ แล้วมอบสมุดบัญชีเงินฝากดังกล่าวและบัตร เอ ที เอ็ม ให้จำเลยยึดถือไว้ คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ร่วมในข้อแรกว่า โจทก์ร่วมเป็นผู้เสียหายหรือไม่ ในปัญหานี้โจทก์ร่วมฎีกาว่า ข้อเท็จจริงจากการนำสืบยอมรับกันแล้วว่านางสาวมรกตเป็นกรรมการผู้จัดการของโจทก์ร่วมที่มีอำนาจในการจ่ายเงินของโจทก์ร่วมได้ เมื่อนำข้อเท็จจริงที่เกิดขึ้นในคดีมาพิจารณาว่าใครคือผู้ที่ได้รับความเสียหายจากการกระทำของจำเลยแล้ว ย่อมหมายถึงผู้ที่ได้รับความเสียหายโดยตรงจากการกระทำความผิดของจำเลยที่ได้ทำขึ้น ซึ่งตามข้อเท็จจริงรับฟังได้ว่า การจ่ายเงินค่าข้าวโพดหวานปกติโจทก์ร่วมจะจ่ายเงินให้แก่เกษตรกรภายใน 7 ถึง 15 วัน แต่หากเกษตรกรประสงค์จะขอรับเงินก่อนภายใน 1 ถึง 2 วัน จะต้องขายลดสิทธิการรับเงินโดยเกษตรกรจะต้องแจ้งให้จำเลยทราบ แล้วจำเลยเป็นผู้มีหน้าที่รวบรวมเอกสารเสนอเพื่อขออนุมัติกับกรรมการผู้จัดการของโจทก์ร่วมก่อน ซึ่งตามขั้นตอนเห็นได้ว่า เมื่อมีการขายลดสิทธิการรับเงินแล้วต้องขออนุมัติกับกรรมการผู้จัดการของโจทก์ร่วมก่อนเพื่ออนุมัติขายลดก่อนจะถึงกำหนดชำระเงิน แต่การจ่ายเงินในนามของโจทก์ร่วมออกไปก่อนเป็นการผิดต่อหลักการจ่ายเงินของการซื้อวัตถุดิบอันจะทำให้เสียระบบการเบิกจ่ายเงินจึงต้องให้นางสาวมรกต กรรมการผู้จัดการของโจทก์ร่วมซึ่งได้กระทำแทนโจทก์ร่วมสั่งจ่ายเงินจากบัญชีของตนเองทดรองจ่ายไปก่อน จึงมิใช่การกระทำในนามของตนเอง แต่เป็นการกระทำในนามของโจทก์ร่วมนั่นเอง โจทก์ร่วมจึงได้รับความเสียหายตั้งแต่กรรมการผู้จัดการที่กระทำการแทนโจทก์ร่วมจ่ายเงินไปให้ก่อนแล้ว โจทก์ร่วมจึงเป็นผู้เสียหายตามกฎหมายด้วยนั้น เห็นว่า ตามข้อเท็จจริงปรากฏว่า ตามปกติโจทก์ร่วมจ่ายเงินค่าซื้อข้าวโพดหวานให้เกษตรกรภายใน 7 วัน ถึง 15 วัน นับแต่วันที่ซื้อ หากเกษตรกรรายใดประสงค์จะขอรับเงินก่อนภายใน 1 ถึง 2 วัน จะต้องขายลดสิทธิการรับเงิน โดยเกษตรกรต้องแจ้งให้จำเลยทราบแล้วจำเลยเป็นผู้มีหน้าที่รวบรวมเอกสารเสนอเพื่อขออนุมัติกับกรรมการผู้จัดการของโจทก์ร่วมก่อน เมื่ออนุมัติแล้วนางสาวมรกต กรรมการผู้จัดการของโจทก์ร่วมจะสั่งจ่ายเงินจากบัญชีของตนเองจ่ายไปก่อน การจ่ายเงินของนางสาวมรกตดังกล่าวจึงเป็นเงินส่วนตัวของนางสาวมรกตทั้งสิ้นหาใช่เงินของโจทก์ร่วมซึ่งมีฐานะเป็นบุคคลต่างหากจากนางสาวมรกตไม่ แม้นางสาวมรกตมีความสัมพันธ์ในฐานะเป็นกรรมการผู้จัดการของโจทก์ร่วมก็ตาม แต่นางสาวมรกตก็ได้รับเงินส่วนต่างจากการขายลดสิทธิที่เป็นกำไรเป็นของตนเองแต่เพียงผู้เดียวตามที่โจทก์ร่วมยอมรับในคำแก้อุทธรณ์ โจทก์ร่วมจึงไม่ใช่ผู้เสียหายในความผิดฐานฉ้อโกง

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.อ. ม. 2 (4)
ป.อ. ม. 341
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการคดีศาลแขวงเชียงใหม่
โจทก์ร่วม — บริษัทซันสวีท จำกัด
จำเลย — นางสาวฉันทนาหรือน้ำ กระจ่างพันธ์
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลแขวงเชียงใหม่ — นางดรุณี สุรีฉัตรไชยยันต์
ศาลอุทธรณ์ภาค 5 — นายวิเศษ นิ่มกุล
ชื่อองค์คณะ
วิกร อังคณาวิศัลย์
จักร อุตตโม
บูรณ์ ฐาปนดุลย์
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3943/2557
#572030
เปิดฉบับเต็ม

พ.ร.บ.แรงงานสัมพันธ์ พ.ศ.2518 มาตรา 121 ไม่ได้บัญญัติให้คณะกรรมการแรงงานสัมพันธ์ต้องวินิจฉัยว่าการเลิกจ้างที่เป็นการกระทำอันไม่เป็นธรรมต้องใช้เหตุเลิกจ้างเฉพาะที่ระบุไว้ในหนังสือเลิกจ้างเท่านั้น จะยกเหตุอื่นนอกเหนือไม่ได้ จำเลยที่ 1 ถึงที่ 10 (คณะกรรมการแรงงานสัมพันธ์) จึงวินิจฉัยเหตุเลิกจ้างที่ได้จากข้อเท็จจริงที่ได้จากโจทก์และจำเลยที่ 11 (นายจ้าง) ได้ จำเลยที่ 1 ถึงที่ 10 จึงยกข้อเท็จจริงที่ได้จากการสอบสวนพยานฝ่ายโจทก์และฝ่ายจำเลยที่ 11 ขึ้นวินิจฉัยได้ว่าจำเลยที่ 11 เลิกจ้างเพราะโจทก์ใช้วาจาไม่เหมาะสม แสดงกิริยาวาจาไม่เคารพและเชื่อฟังผู้บังคับบัญชา มีความเห็นขัดแย้งกับผู้บังคับบัญชาโดยตลอด ไม่อาจทำงานร่วมกันอย่างราบรื่นได้ แม้จะไม่ใช่เหตุเลิกจ้างที่จำเลยที่ 11 อ้างในหนังสือเลิกจ้างก็ตาม

โจทก์ยื่นคำร้องกล่าวหาจำเลยที่ 11 ต่อจำเลยที่ 1 ถึงที่ 10 ว่าจำเลยที่ 11 เลิกจ้างเพราะโจทก์เป็นสมาชิกสหภาพแรงงานและเป็นประธานอนุกรรมการสหภาพแรงงาน เป็นการยื่นคำร้องว่าจำเลยที่ 11 กระทำการอันไม่เป็นธรรมตามมาตรา 121 (2) ที่บัญญัติห้ามไม่ให้นายจ้างเลิกจ้างเพราะเหตุที่ลูกจ้างเป็นสมาชิกของสหภาพแรงงาน ไม่ใช่การห้ามไม่ให้นายจ้างเลิกจ้างสมาชิกสหภาพแรงงานในระหว่างที่ข้อตกลงเกี่ยวกับสภาพการจ้างหรือคำชี้ขาดมีผลใช้บังคับ ซึ่งยกเว้นให้นายจ้างเลิกจ้างได้ในกรณีลูกจ้างฝ่าฝืนข้อบังคับ ระเบียบ หรือคำสั่งในกรณีร้ายแรงตามมาตรา 123 (3) ดังนั้นเมื่อจำเลยที่ 11 ไม่ได้เลิกจ้างเพราะโจทก์เป็นสมาชิกสหภาพแรงงาน และไม่ใช่การเลิกจ้างที่อยู่ในระหว่างที่ข้อตกลงเกี่ยวกับสภาพการจ้างหรือคำชี้ขาดมีผลใช้บังคับ แม้โจทก์ไม่ได้ฝ่าฝืนข้อบังคับ ระเบียบ หรือคำสั่งในกรณีร้ายแรง จำเลยที่ 11 ก็เลิกจ้างโจทก์ได้ ไม่ต้องห้ามตามมาตรา 121 (2), 123 (3)

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้เพิกถอนคำสั่งที่ 5/2548 ลงวันที่ 25 มกราคม 2548 ของจำเลยที่ 1 ถึงที่ 10 ให้จำเลยที่ 11 รับโจทก์กลับเข้าทำงานในตำแหน่งหน้าที่ไม่ต่ำกว่าเดิม โดยคำนึงถึงการเสียโอกาสและความก้าวหน้าในหน้าที่การงาน ผลประโยชน์ตอบแทน และสวัสดิการในระหว่างถูกเลิกจ้าง ให้จำเลยที่ 11 ชำระค่าเสียหายในระหว่างเลิกจ้างเท่ากับรายได้เดือนสุดท้ายที่โจทก์ได้รับในอัตราเดือนละ 18,720 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 15 ต่อปี นับแต่วันเลิกจ้างจนกว่าจะรับโจทก์กลับเข้าทำงาน

จำเลยที่ 1 ถึงที่ 10 ให้การขอให้ยกฟ้อง

จำเลยที่ 11 ให้การขอให้ยกฟ้อง

ศาลแรงงานกลางเห็นว่า สามารถวินิจฉัยข้อกฎหมายในคดีได้จากข้อเท็จจริงในสำนวนการสอบสวนและวินิจฉัยชี้ขาดของคณะกรรมการแรงงานสัมพันธ์ (จำเลยที่ 1 ถึงที่ 10) จึงให้จำเลยที่ 1 ถึงที่ 10 ส่งสำนวนการสอบสวนและวินิจฉัยชี้ขาดต่อศาล และให้ถือรายงานผลการตรวจสอบการละเมิดสิทธิมนุษยชนที่ 15/2548 ของคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติเป็นพยานศาล

คู่ความแถลงรับกันว่า เอกสารท้ายคำฟ้องยกเว้นสำเนาหนังสือมอบอำนาจ และเอกสารท้ายคำให้การของจำเลยทั้งสิบเอ็ดเป็นเอกสารที่มีอยู่จริงและมีข้อความดังที่ปรากฏในเอกสาร ศาลแรงงานกลางเห็นว่าพอวินิจฉัยคดีจากข้อเท็จจริงในเอกสารได้ ให้งดสืบพยานโจทก์จำเลย

ทนายโจทก์แถลงขอส่งต้นฉบับหนังสือมอบอำนาจของโจทก์ภายใน 15 วัน ตามรายงานกระบวนพิจารณาของศาลแรงงานกลางลงวันที่ 27 มีนาคม 2550 แต่โจทก์ไม่ได้ส่งต้นฉบับหนังสือมอบอำนาจต่อศาล

ศาลแรงงานกลางพิพากษายกฟ้อง

โจทก์อุทธรณ์ต่อศาลฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีแรงงานวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงที่คู่ความไม่โต้แย้งกันได้ความว่าจำเลยที่ 1 ถึงที่ 10 เป็นคณะกรรมการแรงงานสัมพันธ์ โจทก์เป็นลูกจ้างของจำเลยที่ 11 ตำแหน่งสุดท้ายเป็นหัวหน้าส่วนครัวเนื้อ แผนกครัว ได้รับค่าจ้างเดือนละ 12,000 บาท ค่าบริการเดือนละ 5,500 บาท ถึง 13,000 บาท เดือนสุดท้ายก่อนถูกเลิกจ้างได้รับค่าบริการ 6,720 บาท วันที่ 1 พฤษภาคม 2547 โจทก์สมัครเป็นสมาชิกสหภาพแรงงานกิจการโรงแรมแห่งประเทศไทย สหภาพแรงงานรับโจทก์เป็นสมาชิกเมื่อวันที่ 14 ตุลาคม 2547 วันที่ 15 ตุลาคม 2547 สหภาพแรงงานแต่งตั้งโจทก์เป็นประธานอนุกรรมการสหภาพแรงงานสายโรงแรมฮิลตัน หัวหิน สหภาพแรงงานมีหนังสือลงวันที่ 15 ตุลาคม 2547 แจ้งการแต่งตั้งโจทก์เป็นประธานอนุกรรมการให้จำเลยที่ 11 ทราบ จำเลยที่ 11 ได้รับหนังสือวันที่ 19 ตุลาคม 2547 เวลา 10.49 นาฬิกา ในวันเดียวกันจำเลยที่ 11 มีหนังสือเลิกจ้างโจทก์ อ้างว่าโจทก์ปฏิบัติงานไม่ได้มาตรฐาน ไม่ปฏิบัติตามคำสั่งผู้บังคับบัญชา และเคยได้รับใบเตือนมาแล้วก่อนหน้านี้

มีปัญหาวินิจฉัยประการแรกว่าโจทก์มอบอำนาจให้นายสมทัต ฟ้องคดีแทนหรือไม่ พิเคราะห์แล้วเห็นว่า โจทก์บรรยายฟ้องว่า โจทก์มอบอำนาจให้นายสมทัตดำเนินคดีแทนตามสำเนาหนังสือมอบอำนาจ จำเลยทั้งสิบเอ็ดให้การว่า สำเนาหนังสือมอบอำนาจ ไม่ได้ระบุให้นายสมทัตผู้รับมอบอำนาจฟ้องเพิกถอนคำสั่งที่ 5/2548 ของจำเลยที่ 1 ถึงที่ 10 ให้จำเลยที่ 11 รับโจทก์กลับเข้าทำงานและให้ชดใช้ค่าเสียหาย เท่ากับจำเลยทั้งสิบเอ็ดยอมรับว่าโจทก์มอบอำนาจให้นายสมทัตตามสำเนาหนังสือมอบอำนาจจริง แต่อ้างว่าตามสำเนาหนังสือมอบอำนาจนั้นโจทก์ไม่ได้มอบอำนาจให้นายสมทัตฟ้องคดีแทนเท่านั้น จำเลยทั้งสิบเอ็ดไม่ได้ให้การคัดค้านความถูกต้องแท้จริงของเอกสารสำเนาหนังสือมอบอำนาจว่าไม่มีต้นฉบับ หรือต้นฉบับนั้นปลอมทั้งฉบับหรือบางส่วน หรือสำเนานั้นไม่ถูกต้องกับต้นฉบับ จึงไม่มีประเด็นในคดีว่าโจทก์ได้มอบอำนาจให้นายสมทัตตามสำเนาหนังสือมอบอำนาจหรือไม่ ถือได้ว่าจำเลยทั้งสิบเอ็ดให้การยอมรับถึงการมีอยู่และความแท้จริงของต้นฉบับหนังสือมอบอำนาจ รวมทั้งยอมรับว่าสำเนานั้นถูกต้องกับต้นฉบับ แม้ตามรายงานกระบวนพิจารณาของศาลแรงงานกลางลงวันที่ 27 มีนาคม 2550 ระบุว่าทนายจำเลยที่ 1 ถึงที่ 10 และทนายจำเลยที่ 11 ตรวจเอกสารท้ายคำฟ้องแล้วแถลงรับว่า "เป็นเอกสารที่มีอยู่จริงและมีข้อความดังปรากฏในเอกสารดังกล่าว ยกเว้น (สำเนา) หนังสือมอบอำนาจท้ายฟ้อง" ก็ไม่ทำให้เกิดประเด็นที่ศาลต้องวินิจฉัยว่ามีต้นฉบับหนังสือมอบอำนาจหรือไม่ ศาลย่อมรับฟังสำเนาหนังสือมอบอำนาจเป็นพยานหลักฐานการมอบอำนาจได้ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 93 (4) (มาตรา 93 (1) เดิม) ประกอบพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงาน พ.ศ.2522 มาตรา 31 ตามสำเนาหนังสือมอบอำนาจ ระบุว่าโจทก์มอบอำนาจให้นายสมทัต "(1)...ดำเนินการแทนข้าพเจ้า (โจทก์) ในฐานะโจทก์หรือจำเลยในคดีของศาลแรงงานกลางได้ทุกประการ (2) ดำเนินกระบวนการพิจารณาแทนข้าพเจ้าไปในทางจำหน่ายสิทธิของข้าพเจ้าได้เช่น... (3) แต่งตั้งทนายความ หรือ..." เป็นข้อความที่ระบุให้นายสมทัตมีอำนาจกระทำการแทนโจทก์ในฐานะเป็นโจทก์ในคดีของศาลแรงงานกลางไว้โดยชัดแจ้ง เป็นการมอบให้นายสมทัตมีอำนาจยื่นฟ้องและดำเนินคดีในศาลแรงงานกลางโดยไม่จำกัดตัวบุคคลที่จะต้องถูกฟ้อง อีกทั้งการมอบอำนาจให้ยื่นฟ้องคดีต่อศาลตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 801 (5) ไม่จำต้องระบุบุคคลที่ต้องถูกฟ้องไว้โดยเฉพาะเจาะจงว่าเป็นจำเลยทั้งสิบเอ็ดหรือเป็นผู้ใด นายสมทัตจึงมีอำนาจฟ้องจำเลยทั้งสิบเอ็ดต่อศาลแรงงานกลางแทนโจทก์

มีปัญหาวินิจฉัยประการสุดท้ายว่าจำเลยที่ 1 ถึงที่ 10 รับฟังข้อเท็จจริงในการเลิกจ้างนอกเหนือจากหนังสือเลิกจ้างได้หรือไม่ และจำเลยที่ 11 เลิกจ้างโดยโจทก์ไม่ได้ฝ่าฝืนข้อบังคับ ระเบียบ หรือคำสั่งของจำเลยที่ 11 ในกรณีร้ายแรงได้หรือไม่ พิเคราะห์แล้วเห็นว่าศาลแรงงานกลางได้วินิจฉัยไว้อย่างละเอียดแล้วว่าพระราชบัญญัติแรงงานสัมพันธ์ พ.ศ.2518 มาตรา 121 ไม่ได้บัญญัติให้คณะกรรมการแรงงานสัมพันธ์ต้องวินิจฉัยว่าการเลิกจ้างที่เป็นการกระทำอันไม่เป็นธรรมต้องใช้เหตุเลิกจ้างเฉพาะที่ระบุไว้ในหนังสือเลิกจ้างเท่านั้น จะยกเหตุอื่นนอกเหนือไม่ได้ จำเลยที่ 1 ถึงที่ 10 จึงวินิจฉัยเหตุเลิกจ้างที่ได้จากข้อเท็จจริงที่ได้จากโจทก์และจำเลยที่ 11 ได้ ซึ่งต้องด้วยความเห็นของศาลฎีกาแล้ว ดังนั้นจำเลยที่ 1 ถึงที่ 10 จึงยกข้อเท็จจริงที่ได้จากการสอบสวนพยานฝ่ายโจทก์และฝ่ายจำเลยที่ 11 ขึ้นวินิจฉัยได้ว่าจำเลยที่ 11 เลิกจ้างเพราะโจทก์ใช้วาจาไม่เหมาะสม แสดงกิริยาวาจาไม่เคารพและเชื่อฟังผู้บังคับบัญชา มีความเห็นขัดแย้งกับผู้บังคับบัญชาโดยตลอด ไม่อาจทำงานร่วมกันอย่างราบรื่นได้ แม้จะไม่ใช่เหตุเลิกจ้างที่จำเลยที่ 11 อ้างในหนังสือเลิกจ้างก็ตาม โจทก์ยื่นคำร้องกล่าวหาจำเลยที่ 11 ต่อจำเลยที่ 1 ถึงที่ 10 เมื่อวันที่ 1 พฤศจิกายน 2547 ว่าจำเลยที่ 11 เลิกจ้างเพราะโจทก์เป็นสมาชิกสหภาพแรงงานและเป็นประธานอนุกรรมการสหภาพแรงงานสายโรงแรมฮิลตัน หัวหิน เป็นการยื่นคำร้องว่าจำเลยที่ 11 กระทำการอันไม่เป็นธรรมตามมาตรา 121 (2) ที่บัญญัติห้ามไม่ให้นายจ้างเลิกจ้างเพราะเหตุที่ลูกจ้างเป็นสมาชิกของสหภาพแรงงาน ไม่ใช่การห้ามไม่ให้นายจ้างเลิกจ้างสมาชิกสหภาพแรงงานในระหว่างที่ข้อตกลงเกี่ยวกับสภาพการจ้างหรือคำชี้ขาดมีผลใช้บังคับ ซึ่งยกเว้นให้นายจ้างเลิกจ้างได้ในกรณีลูกจ้างฝ่าฝืนข้อบังคับ ระเบียบ หรือคำสั่งในกรณีร้ายแรงตามมาตรา 123 (3) ดังนั้นเมื่อจำเลยที่ 11 ไม่ได้เลิกจ้างเพราะโจทก์เป็นสมาชิกสหภาพแรงงาน และไม่ใช่การเลิกจ้างที่อยู่ในระหว่างที่ข้อตกลงเกี่ยวกับสภาพการจ้างหรือคำชี้ขาดมีผลใช้บังคับ แม้โจทก์ไม่ได้ฝ่าฝืนข้อบังคับ ระเบียบ หรือคำสั่งในกรณีร้ายแรง จำเลยที่ 11 ก็เลิกจ้างโจทก์ได้ ไม่ต้องห้ามตามมาตรา 121 (2), 123 (3)

อุทธรณ์ของโจทก์ฟังขึ้นในเรื่องโจทก์มีอำนาจฟ้อง แต่ฟังไม่ขึ้นในเรื่องจำเลยที่ 1 ถึงที่ 10 ต้องวินิจฉัยสาเหตุเลิกจ้างเฉพาะที่ระบุในหนังสือเลิกจ้าง และจำเลยที่ 11 เลิกจ้างไม่ได้เพราะโจทก์ไม่ได้ฝ่าฝืนข้อบังคับ ระเบียบ หรือคำสั่งในกรณีร้ายแรง

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.แรงงานสัมพันธ์ พ.ศ.2518 ม. 121 ม. 123
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นายสมาน ศึกษา
จำเลย — นายอัมพร นีละโยธิน กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลแรงงานกลาง — นายเกษมสันต์ วิลาวรรณ
ชื่อองค์คณะ
วิธวิทย์ หิรัญรุจิพงศ์
ชัยวัฒน์ เวียงธีรวัฒน์
อนันต์ ชุมวิสูตร
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา