คำพิพากษา คำสั่งคำร้องและคำวินิจฉัยศาลฎีกา

ทั้งหมด 133,243 รายการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 13107/2556
#562531
เปิดฉบับเต็ม

โจทก์ฟ้องขับไล่จำเลยทั้งสองพร้อมบริวารออกจากที่ดินพิพาทซึ่งเป็นที่ดินตามตราจองอ้างว่าโจทก์เป็นเจ้าของที่ดินดังกล่าว จำเลยทั้งสองให้การว่า ที่ดินพิพาทเป็นกรรมสิทธิ์ของบิดามารดาของโจทก์และจำเลยทั้งสอง แต่ใส่ชื่อโจทก์ไว้แทน ต่อมาบิดามารดายกที่ดินดังกล่าวเนื้อที่ประมาณ 38 ไร่ ให้แก่จำเลยที่ 1 และเนื้อที่ประมาณ 60 ไร่ ให้แก่จำเลยที่ 2 เท่ากับจำเลยทั้งสองอ้างว่าที่ดินพิพาทเป็นกรรมสิทธิ์ของจำเลยทั้งสอง แต่กลับให้การต่อไปว่า จำเลยทั้งสองครอบครองทำประโยชน์ในที่ดินพิพาทโดยความสงบและโดยเปิดเผยด้วยเจตนาเป็นเจ้าของ ติดต่อกันเป็นเวลากว่า 20 ปี จึงได้กรรมสิทธิ์ในที่ดินดังกล่าวโดยการครอบครองปรปักษ์ คำให้การในส่วนนี้ของจำเลยทั้งสองจึงขัดกับคำให้การส่วนแรก เพราะการครอบครองปรปักษ์จะมีได้ก็แต่ในที่ดินของผู้อื่นเท่านั้น คดีจึงไม่มีประเด็นข้อพิพาทว่า จำเลยทั้งสองได้กรรมสิทธิ์ในที่ดินพิพาทโดยการครอบครองปรปักษ์หรือไม่ ศาลชั้นต้นกำหนดประเด็นข้อพิพาทดังกล่าวมาจึงไม่ถูกต้อง และแม้ศาลล่างทั้งสองจะวินิจฉัยประเด็นว่า จำเลยทั้งสองได้กรรมสิทธิ์ในที่ดินพิพาทโดยการครอบครองปรปักษ์หรือไม่มาด้วย ก็เป็นการไม่ชอบ แต่อย่างไรก็ตาม จำเลยทั้งสองให้การปฏิเสธข้ออ้างตามฟ้องของโจทก์โดยสิ้นเชิง คดีจึงมีประเด็นข้อพิพาทว่า โจทก์เป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์ในที่ดินพิพาทหรือไม่ การที่ศาลอุทธรณ์ภาค 6 วินิจฉัยโดยฟังข้อเท็จจริงว่า โจทก์ไม่ใช่เจ้าของกรรมสิทธิ์ในที่ดินพิพาท แต่เป็นผู้ถือกรรมสิทธิ์แทนบิดามารดา จึงยังอยู่ในประเด็นข้อพิพาท

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยทั้งสองและบริวารออกจากที่ดินของโจทก์ และให้จำเลยที่ 1 ใช้ค่าเสียหาย 319,833.33 บาทจำเลยที่ 2 ใช้ค่าเสียหาย 505,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปีนับถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ กับให้จำเลยที่ 1 ใช้ค่าเสียหายอีกปีละ 38,000 บาท จำเลยที่ 2 ใช้ค่าเสียหายอีกปีละ 60,000 บาท แก่โจทก์นับแต่วันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะกลับเข้าครอบครองที่ดินพิพาทได้ตามปกติสุข

จำเลยทั้งสองให้การขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษาขับไล่จำเลยทั้งสองและบริวารออกจากที่ดินตามตราจองเลขที่ 19 ตำบลไร่อ้อย อำเภอพิชัย จังหวัดอุตรดิตถ์ และให้จำเลยที่ 1 ใช้ค่าเสียหายให้แก่โจทก์ปีละ 24,000 บาท จำเลยที่ 2 ใช้ค่าเสียหายให้แก่โจทก์ปีละ 48,000 บาท นับแต่วันที่ 20 กุมภาพันธ์ 2547 เป็นต้นไปจนกว่าจำเลยทั้งสองและบริวารจะขนย้ายทรัพย์สินออกจากที่ดินพิพาท กับให้จำเลยทั้งสองใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ โดยกำหนดค่าทนายความ 5,000 บาท คำขออื่นให้ยก

จำเลยทั้งสองอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 6 พิพากษากลับ ให้ยกฟ้อง ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสองศาลให้เป็นพับ

โจทก์ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงที่คู่ความมิได้โต้เถียงกันในชั้นนี้รับฟังเป็นยุติได้ว่า นายโตและนางย้วน มีบุตรรวม 6 คน คือนายวีระเดช โจทก์ นายไสว นางกนกหรือกนกวนา จำเลยที่ 1 และจำเลยที่ 2 ที่ดินพิพาทเป็นที่ดินตามตราจองเลขที่ 19 ตำบลไร่อ้อยอำเภอพิชัย จังหวัดอุตรดิตถ์ เนื้อที่ 97 ไร่ เดิมมีชื่อคุณหญิงน้อม เป็นผู้ถือกรรมสิทธิ์ ต่อมาวันที่ 28 มกราคม 2512 คุณหญิงน้อมจดทะเบียนโอนให้นางสมบุญ น้าสาวนางย้วน และในวันเดียวกันนางสมบุญจดทะเบียนโอนให้โจทก์ ต่อมาวันที่ 18 ธันวาคม 2518 โจทก์ทำหนังสือมอบอำนาจให้นายโตเป็นผู้มีอำนาจจัดการเกี่ยวกับที่ดินพิพาทเพื่อแบ่งแยกทำพินัยกรรม ตามหนังสือมอบอำนาจ ในสำนวนคดีแพ่งหมายเลขแดงที่ 790/2538 ของศาลชั้นต้น ครั้นวันที่ 17 กุมภาพันธ์ 2531 นายโตถึงแก่ความตาย และวันที่ 17 กุมภาพันธ์ 2537 นางย้วนถึงแก่ความตาย นายโตและนางย้วนทำพินัยกรรมไว้ในฉบับเดียวกันตามสำเนาพินัยกรรมลงวันที่ 1 มกราคม 2520 ในสำนวนคดีแพ่งหมายเลขแดงที่ 790/2538 ของศาลชั้นต้น โจทก์เป็นผู้จัดการมรดกของนายโตและนางย้วนตามคำสั่งศาลจำเลยที่ 1 เป็นผู้ครอบครองทำประโยชน์ในที่ดินพิพาททางด้านทิศตะวันออกเฉียงใต้เนื้อที่ประมาณ 30 ไร่ 18 ตารางวา โดยปลูกบ้านเลขที่ 23 อยู่บนที่ดินส่วนดังกล่าวตั้งแต่ปี 2512 ส่วนจำเลยที่ 2 ครอบครองทำประโยชน์ในที่ดินพิพาททางด้านทิศตะวันตกเฉียงเหนือ เนื้อที่ 60 ไร่ 38 ตารางวา ตั้งแต่ปี 2514 รายละเอียดตามแผนที่พิพาท

คดีมีปัญหาวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ว่า ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 6วินิจฉัยว่า ที่ดินพิพาทเป็นทรัพย์มรดกของนายโตและนางย้วน บิดามารดาของโจทก์และจำเลยทั้งสอง เป็นการวินิจฉัยนอกประเด็น ไม่ชอบด้วยกฎหมายหรือไม่โดยโจทก์ฎีกาว่า ศาลชั้นต้นกำหนดประเด็นข้อพิพาทว่า จำเลยทั้งสองได้กรรมสิทธิ์ในที่ดินพิพาทโดยการครอบครองปรปักษ์หรือไม่ และโจทก์ได้รับความเสียหายแค่ไหน เพียงใดเมื่อข้อเท็จจริงรับฟังไม่ได้ว่าจำเลยทั้งสองได้กรรมสิทธิ์ในที่ดินดังกล่าวโดยการครอบครองปรปักษ์ก็ต้องฟังว่าที่ดินเป็นของโจทก์ การที่ศาลอุทธรณ์ภาค 6 วินิจฉัยว่า ที่ดินพิพาทเป็นของนายโตและนางย้วนแล้วพิพากษายกฟ้องจึงไม่ชอบด้วยกฎหมายนั้น เห็นว่า คดีนี้โจทก์ฟ้องขับไล่จำเลยทั้งสองพร้อมบริวารออกจากที่ดินพิพาทโดยอ้างว่าโจทก์เป็นเจ้าของที่ดินดังกล่าว จำเลยทั้งสองให้การว่า ที่ดินพิพาทเป็นกรรมสิทธิ์ของนายโตและนางย้วนบิดามารดาของโจทก์และจำเลยทั้งสอง แต่ใส่ชื่อโจทก์ไว้แทน ต่อมานายโตและนางย้วนยกที่ดินดังกล่าวเนื้อที่ประมาณ 38 ไร่ ให้แก่จำเลยที่ 1 และเนื้อที่ประมาณ 60 ไร่ ให้แก่จำเลยที่ 2 ซึ่งเท่ากับจำเลยทั้งสองอ้างว่าที่ดินพิพาทเป็นกรรมสิทธิ์ของจำเลยทั้งสอง แต่จำเลยทั้งสองกลับให้การต่อไปว่า จำเลยทั้งสองครอบครองทำประโยชน์ในที่ดินพิพาทโดยความสงบและโดยเปิดเผยด้วยเจตนาเป็นเจ้าของ ติดต่อกันเป็นเวลากว่า 20 ปี จึงได้กรรมสิทธิ์ในที่ดินดังกล่าวโดยการครอบครองปรปักษ์ คำให้การในส่วนนี้ของจำเลยทั้งสองจึงขัดกับคำให้การส่วนแรก เพราะการครอบครองปรปักษ์จะมีได้ก็แต่ในที่ดินของผู้อื่นเท่านั้น ดังนี้ คดีจึงไม่มีประเด็นข้อพิพาทว่า จำเลยทั้งสองได้กรรมสิทธิ์ในที่ดินพิพาทโดยการครอบครองปรปักษ์หรือไม่ ที่ศาลชั้นต้นกำหนดเป็นประเด็นข้อพิพาทมาจึงไม่ถูกต้อง และแม้ศาลล่างทั้งสองจะวินิจฉัยประเด็นว่า จำเลยทั้งสองได้กรรมสิทธิ์ในที่ดินพิพาทโดยการครอบครองปรปักษ์หรือไม่มาด้วย ก็เป็นการไม่ชอบ และถือว่าเป็นข้อที่มิได้ยกขึ้นว่ากันมาแล้วโดยชอบในศาลชั้นต้น แต่อย่างไรก็ตามคำให้การของจำเลยทั้งสองดังกล่าวมาข้างต้นเข้าใจได้ว่าจำเลยทั้งสองให้การปฏิเสธข้ออ้างตามฟ้องของโจทก์โดยสิ้นเชิง คดีจึงมีประเด็นข้อพิพาทว่าโจทก์เป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์ในที่ดินพิพาทหรือไม่ การที่ศาลอุทธรณ์ภาค 6 วินิจฉัยโดยฟังข้อเท็จจริงว่า โจทก์ไม่ใช่เจ้าของกรรมสิทธิ์ในที่ดินพิพาท แต่เป็นผู้ถือกรรมสิทธิ์แทนนายโตและนางย้วนเท่านั้น จึงยังอยู่ในประเด็นข้อพิพาท ไม่เป็นการวินิจฉัยนอกประเด็น ฎีกาของโจทก์ฟังไม่ขึ้น

พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ. ม. 183
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นายสุรเดชหรือสวองศ์ โพธิ์กระจ่าง
จำเลย — นายสิงหรา โพธิ์กระจ่าง กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดอุตรดิตถ์ — นางสาวดุษณี เลขะวิพัฒน์
ศาลอุทธรณ์ภาค 6 — นายวุฒิชัย ไวยภาษ
ชื่อองค์คณะ
เมทินี ชโลธร
ไชยยงค์ คงจันทร์
สมยศ เข็มทอง
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 13104/2556
#554923
เปิดฉบับเต็ม

ตาม ป.วิ.พ. มาตรา 55 ผู้ที่จะยื่นฟ้องคดีต่อศาลจะต้องถูกโต้แย้งเกี่ยวกับสิทธิหรือหน้าที่ตามกฎหมายหรือจะต้องใช้สิทธิทางศาล กล่าวคือ ต้องมีกฎหมายรองรับว่ามีสิทธิหรือหน้าที่จะต้องใช้สิทธิทางศาล ฟ้องโจทก์บรรยายว่า โจทก์แย่งสิทธิครอบครองในที่ดินและบ้านพิพาทจาก พ. ผู้เป็นเจ้าของภายหลังจากที่ พ. จดทะเบียนจำนองเป็นประกันหนี้ไว้แก่จำเลยก่อนที่จำเลยฟ้องบังคับให้ พ. ชำระหนี้และดำเนินการบังคับคดียึดที่ดินพร้อมบ้านพิพาทออกขายทอดตลาดแก่ผู้มีชื่ออันมีผลให้สัญญาจำนองระงับตาม ป.พ.พ. มาตรา 744 (3) (4) เท่ากับโจทก์รับว่าจำเลยจดทะเบียนรับจำนองจาก พ. ผู้เป็นเจ้าของไว้โดยสุจริตและเสียค่าตอบแทน จำเลยจึงเป็นเจ้าหนี้ผู้มีบุริมสิทธิเหนือที่ดินและบ้านพิพาท ย่อมมีสิทธิฟ้องบังคับจำนองขายทอดตลาดทรัพย์สินดังกล่าวเพื่อชำระหนี้แก่ตนได้ การที่โจทก์จะเข้าแย่งการครอบครองหรือได้สิทธิครอบครองในภายหลังหรือไม่ ยังถือไม่ได้ว่าเป็นการทำให้ผู้จำนองหลุดพ้นหรือเป็นการถอนจำนอง อันมีผลให้สัญญาจำนองระงับไปตาม ป.พ.พ. มาตรา 744 (3) (4) ดังที่โจทก์กล่าวอ้าง ทั้งตามคำฟ้องไม่ปรากฏว่าจำเลยจงใจหรือประมาทเลินเล่อทำต่อโจทก์โดยผิดต่อกฎหมายหรือใช้สิทธิอันเป็นการมิชอบด้วยกฎหมายประการใด การกระทำของจำเลยตามคำฟ้องของโจทก์ จึงเป็นกรณีที่ไม่มีข้อโต้แย้งเกี่ยวกับสิทธิหรือหน้าที่ของโจทก์หรือมีเหตุที่โจทก์จะต้องใช้สิทธิทางศาล โจทก์จึงไม่มีสิทธิยื่นฟ้องจำเลย

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้พิพากษาว่า ที่ดินตามหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส.3 ก) เลขที่ 9336 ตำบลคลองแห อำเภอหาดใหญ่ จังหวัดสงขลา พร้อมบ้านทาวน์เฮาส์เลขที่ 71/16 บนที่ดินดังกล่าวเป็นของโจทก์ ให้เพิกถอนนิติกรรมจำนองที่ดินพร้อมสิ่งปลูกสร้างดังกล่าวระหว่างนางสาวหรือนางพิกุลกับจำเลย ให้จำเลยหรือผู้ยึดถือส่งมอบหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส.3 ก.) เลขที่ 9336 ให้แก่โจทก์ หรือเจ้าพนักงานที่ดิน เพื่อแก้ไขชื่อทางทะเบียนเป็นของโจทก์ หากไม่ดำเนินการให้ถือเอาคำพิพากษาแทนการแสดงเจตนาโดยให้เจ้าพนักงานที่ดินมีอำนาจออกใบแทนแก่โจทก์และให้จำเลยเป็นผู้ออกค่าใช้จ่าย

จำเลยให้การว่าขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง ค่าฤชาธรรมเนียมให้เป็นพับ

โจทก์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 9 พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ

โจทก์ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงที่คู่ความไม่โต้แย้งกันในชั้นฎีการับฟังเป็นยุติว่า ที่ดินตามหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส. 3 ก.) เลขที่ 9336 พร้อมบ้านทาวน์เฮาส์เลขที่ 71/16 มีชื่อนางสาวหรือนางพิกุลเป็นเจ้าของ ซึ่งนางสาวหรือนางพิกุลจดทะเบียนจำนองเป็นประกันหนี้ไว้แก่จำเลยเมื่อวันที่ 26 พฤษภาคม 2535 ต่อมาวันที่ 31 สิงหาคม 2543 จำเลยฟ้องบังคับให้นางสาวหรือนางพิกุลชำระหนี้ และดำเนินการบังคับคดียึดที่ดินพร้อมบ้านดังกล่าวออกขายทอดตลาดแก่ผู้มีชื่อเมื่อวันที่ 7 พฤษภาคม 2548

คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ว่า โจทก์มีอำนาจฟ้องหรือไม่ เห็นว่า ตามบทบัญญัติแห่งประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 55 ผู้ที่จะยื่นฟ้องคดีต่อศาลจะต้องถูกโต้แย้งเกี่ยวกับสิทธิหรือหน้าที่ตามกฎหมาย หรือจะต้องใช้สิทธิทางศาล กล่าวคือ ต้องมีกฎหมายรับรองว่ามีสิทธิหรือหน้าที่จะต้องใช้สิทธิทางศาล ปรากฏตามคำฟ้องบรรยายว่า โจทก์แย่งสิทธิครอบครองในที่ดินและบ้านพิพาทจากนางสาวหรือนางพิกุลผู้เป็นเจ้าของภายหลังจากที่นางสาวหรือนางพิกุลจดทะเบียนจำนองเป็นประกันหนี้ไว้แก่จำเลยเมื่อวันที่ 26 พฤษภาคม 2535 แต่เป็นเวลาก่อนจำเลยฟ้องบังคับให้นางสาวหรือนางพิกุลชำระหนี้และดำเนินการบังคับคดียึดที่ดินพร้อมบ้านพิพาทออกขายทอดตลาดแก่ผู้มีชื่ออันมีผลให้สัญญาจำนองระงับตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 744 (3) (4) เท่ากับโจทก์รับว่า จำเลยจดทะเบียนรับจำนองจากนางสาวหรือนางพิกุลผู้เป็นเจ้าของไว้โดยสุจริตและเสียค่าตอบแทน จำเลยจึงเป็นเจ้าหนี้ผู้มีบุริมสิทธิเหนือที่ดินและบ้านพิพาท ย่อมมีสิทธิฟ้องบังคับจำนองขายทอดตลาดทรัพย์สินดังกล่าวเพื่อชำระหนี้แก่ตนได้ การที่โจทก์จะเข้าแย่งการครอบครองหรือได้สิทธิครอบครองในภายหลังหรือไม่ ยังถือไม่ได้ว่าเป็นการทำให้ผู้จำนองหลุดพ้นหรือเป็นการถอนจำนอง อันมีผลให้สัญญาจำนองระงับไปตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 744 (3) (4) ดังที่โจทก์กล่าวอ้าง ทั้งตามคำฟ้องไม่ปรากฏว่าจำเลยจงใจหรือประมาทเลินเล่อทำต่อโจทก์โดยผิดกฎหมายหรือใช้สิทธิอันเป็นการมิชอบด้วยกฎหมายประการใด การกระทำของจำเลยตามคำฟ้องของโจทก์ จึงเป็นกรณีที่ไม่มีข้อโต้แย้งเกี่ยวกับสิทธิหรือหน้าที่ของโจทก์หรือมีเหตุที่โจทก์จะต้องใช้สิทธิทางศาล โจทก์จึงไม่มีอำนาจฟ้องจำเลย ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 9 พิพากษามานั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วยในผล ฎีกาของโจทก์ฟังไม่ขึ้น

พิพากษายืน ให้โจทก์ใช้ค่าฤชาธรรมเนียมในชั้นฎีกาแทนจำเลย โดยกำหนดค่าทนายความ 15,000 บาท
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ. ม. 55
ป.พ.พ. ม. 744 (3) ม. 744 (4)
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นายธวุธ เกิดละเอียด
จำเลย — ธนาคารกรุงไทย จำกัด (มหาชน)
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดสงขลา — นายชูศักดิ์ ด้วงหอม
ศาลอุทธรณ์ภาค 9 — นายอรรณพ จุฬาพิมพ์พันธุ์
ชื่อองค์คณะ
นุจรินทร์ จันทร์พรายศรี
นิยุต สุภัทรพาหิรผล
วิวรรต นิ่มละมัย
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 13033/2556
#562548
เปิดฉบับเต็ม

ภายหลังการจดทะเบียนภาระจำยอม บริษัท ด. ผู้เป็นเจ้าของสามยทรัพย์มิได้ใช้ที่ดินภาระจำยอมของโจทก์เป็นเวลาเกินกว่าสิบปี ภาระจำยอมดังกล่าวย่อมสิ้นไปตาม ป.พ.พ. มาตรา 1399 ซึ่งเป็นการสิ้นไปโดยผลแห่งกฎหมายและก่อสิทธิแก่โจทก์ในอันที่จะขอให้เพิกถอนภาระจำยอมนับตั้งแต่ครบกำหนดเวลาดังกล่าว เมื่อ ป.พ.พ. มาตรา 1399 มิได้กำหนดเงื่อนเวลาในการใช้สิทธิดังกล่าวโจทก์ย่อมชอบที่จะใช้สิทธิฟ้องคดีเพื่อขอให้เพิกถอนภาระจำยอมในเวลาใด ๆ นับตั้งแต่เกิดสิทธิดังกล่าว และเมื่อจำเลยเพิ่งรับโอนกรรมสิทธิ์ที่ดินสามยทรัพย์จากบริษัท ด. ภายหลังภาระจำยอมสิ้นไปแล้ว ทั้งเพิ่งใช้ทางภาระจำยอมในที่ดินของโจทก์ยังไม่ครบกำหนดสิบปี ยังไม่ได้ภาระจำยอมโดยอายุความ โจทก์จึงมีสิทธิฟ้องขอให้บังคับจำเลยจดทะเบียนเพิกถอนภาระจำยอมได้

โจทก์กับพวกขายที่ดินภารยทรัพย์ทั้งห้าแปลงให้บริษัท ด. และจดทะเบียนภาระจำยอมในที่ดินของโจทก์ให้แก่ที่ดินภารยทรัพย์ทั้งห้าแปลงโดยไม่มีกำหนดระยะเวลาและไม่มีค่าตอบแทน ซึ่งจำเลยอ้างว่าเพื่อตอบแทนการซื้อที่ดินภารยทรัพย์ทั้งห้าแปลงก็ตาม แต่การจดทะเบียนภาระจำยอมดังกล่าวเป็นเพียงการทำนิติกรรมที่ไม่มีเงื่อนเวลาสิ้นสุด และภาระจำยอมไม่ว่าจะได้มาโดยนิติกรรมหรืออายุความ เมื่อไม่ได้ใช้เป็นเวลานานถึงสิบปีภาระจำยอมนั้นย่อมสิ้นไปตาม ป.พ.พ. มาตรา 1399 การฟ้องคดีของโจทก์จึงเป็นการอ้างสิทธิตามกฎหมาย หาใช่การใช้สิทธิโดยไม่สุจริตแต่อย่างใด

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้พิพากษาว่า ภาระจำยอมในที่ดินของโจทก์สิ้นไป และให้จำเลยจดทะเบียนเพิกถอนภาระจำยอม หากจำเลยไม่ปฏิบัติตาม ให้ถือเอาคำพิพากษาแทนการแสดงเจตนาของจำเลย

จำเลยให้การและแก้ไขคำให้การขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้ภาระจำยอมเรื่องทางเดิน ทางรถยนต์ ไฟฟ้า น้ำประปา น้ำบาดาล โทรศัพท์ ท่อระบายน้ำ และสาธารณูปโภคอื่น ๆ ของที่ดินโฉนดเลขที่ 32594 ตำบลบางพลีใหญ่ อำเภอบางพลี (บางพลีใหญ่) จังหวัดสมุทรปราการ ที่มีอยู่แก่ที่ดินสามยทรัพย์โฉนดเลขที่ 32590, 32591, 32595, 32596 และ 32597 ตำบลบางพลีใหญ่ อำเภอบางพลี (บางพลีใหญ่) จังหวัดสมุทรปราการสิ้นไป ค่าฤชาธรรมเนียมระหว่างโจทก์กับจำเลยให้เป็นพับ คำขออื่นนอกจากนี้ให้ยก

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษายืน ให้จำเลยใช้ค่าทนายความในชั้นอุทธรณ์ 3,000 บาท แทนโจทก์

จำเลยฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงเบื้องต้นรับฟังเป็นยุติว่า โจทก์เป็นเจ้าของที่ดินโฉนดเลขที่ 32594 เดิมบริษัทดี.เค.ดีเวลลอปเม้นท์กรุ๊พ จำกัด ซื้อที่ดินโฉนดเลขที่ 32590 และ 32596 ตำบลบางพลีใหญ่ อำเภอบางพลี (บางพลีใหญ่) จังหวัดสมุทรปราการ จากโจทก์ ครั้นวันที่ 12 กรกฎาคม 2536 โจทก์จดทะเบียนภาระจำยอมในที่ดินของโจทก์ให้แก่ที่ดินโฉนดเลขที่ 32590, 32591, 32595, 32596 และ 32597 ของบริษัทดี.เค.ดีเวลลอปเม้นท์กรุ๊พ จำกัด โดยไม่มีกำหนดระยะเวลาและค่าตอบแทนเพื่อใช้เป็นทางเดิน ทางรถยนต์ และสาธารณูปโภคต่าง ๆ ต่อมาบริษัทดี.เค.ดีเวลลอปเม้นท์กรุ๊พ จำกัด รวมโฉนดที่ดินทั้งห้าแปลงเข้าด้วยกัน เป็นที่ดินโฉนดเลขที่ 32590 แล้วแบ่งแยกที่ดินโฉนดดังกล่าวเป็นที่ดินโฉนดเลขที่ 32591 อีกแปลงหนึ่ง ต่อมาวันที่ 12 ธันวาคม 2550 บริษัทดี.เค.ดีเวลลอปเม้นท์กรุ๊พ จำกัด จดทะเบียนโอนกรรมสิทธิ์ที่ดินโฉนดเลขที่ 32590 และ 32591 ชำระหนี้จำนองให้แก่จำเลย

คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยว่า ภาระจำยอมในที่ดินของโจทก์สิ้นไปหรือไม่ จำเลยนำสืบและฎีกายอมรับข้อเท็จจริงว่า บริษัทดี.เค.ดีเวลลอปเม้นท์กรุ๊พ จำกัด ใช้ที่ดินภาระจำยอมเป็นทางเข้าออกเพื่อปรับปรุงพื้นที่เพียงช่วงเวลาไม่นาน แล้วมิได้ใช้ประโยชน์ในภาระจำยอมดังกล่าวเป็นเวลาเกินกว่าสิบปีก่อนโอนชำระหนี้จำนองให้แก่จำเลย เพียงแต่ต่อสู้ว่าโจทก์มิได้ฟ้องขอเพิกถอนภาระจำยอมในขณะไม่มีผู้ใช้ทางภาระจำยอมครบกำหนดสิบปี จึงไม่มีสิทธิขอเพิกถอนภาระจำยอมภายหลังจากจำเลยรับโอนกรรมสิทธิ์ที่ดินภารยทรัพย์และเข้าใช้ประโยชน์ในที่ดินภาระจำยอมแล้ว เห็นว่า เมื่อข้อเท็จจริงรับฟังเป็นยุติว่าภายหลังการจดทะเบียนภาระจำยอม บริษัทดี.เค.ดีเวลลอปเม้นท์กรุ๊พ จำกัด ผู้เป็นเจ้าของสามยทรัพย์มิได้ใช้ที่ดินภาระจำยอมของโจทก์เป็นเวลาเกินกว่าสิบปี ภาระจำยอมดังกล่าวย่อมสิ้นไปตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1399 ซึ่งเป็นการสิ้นไปโดยผลแห่งกฎหมายและก่อสิทธิแก่โจทก์ในอันที่จะขอให้เพิกถอนภาระจำยอมนับตั้งแต่ครบกำหนดเวลาดังกล่าว เมื่อประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1399 มิได้กำหนดเงื่อนเวลาในการใช้สิทธิดังกล่าว โจทก์ย่อมชอบที่จะใช้สิทธิฟ้องคดีเพื่อขอให้เพิกถอนภาระจำยอมในเวลาใด ๆ นับตั้งแต่เกิดสิทธิดังกล่าว และเมื่อจำเลยเพิ่งรับโอนกรรมสิทธิ์ที่ดินสามยทรัพย์จากบริษัทดี.เค.ดีเวลลอปเม้นท์กรุ๊พ จำกัด ภายหลังภาระจำยอมสิ้นไปแล้ว ทั้งเพิ่งใช้ทางภาระจำยอมในที่ดินของโจทก์ยังไม่ครบกำหนดสิบปี ยังไม่ได้ภาระจำยอมโดยอายุความ โจทก์จึงมีสิทธิฟ้องขอให้บังคับจำเลยจดทะเบียนเพิกถอนภาระจำยอมได้ ที่ศาลล่างทั้งสองพิพากษามานั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาของจำเลยในข้อนี้ฟังไม่ขึ้น

ปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยในประการต่อไปมีว่า โจทก์ใช้สิทธิฟ้องคดีโดยสุจริตหรือไม่ เห็นว่า แม้ข้อเท็จจริงจะรับฟังเป็นยุติว่า โจทก์กับพวกขายที่ดินภารยทรัพย์ทั้งห้าแปลงให้บริษัทดี.เค.ดีเวลลอปเม้นท์กรุ๊พ จำกัด และจดทะเบียนภาระจำยอมในที่ดินของโจทก์ให้แก่ที่ดินภารยทรัพย์ทั้งห้าแปลงโดยไม่มีกำหนดระยะเวลาและไม่มีค่าตอบแทน เพื่อตอบแทนการซื้อที่ดินภารยทรัพย์ทั้งห้าแปลงก็ตามแต่การจดทะเบียนภาระจำยอมดังกล่าวเป็นการทำนิติกรรมที่ไม่มีเงื่อนเวลาสิ้นสุด และภาระจำยอมไม่ว่าจะได้มาโดยนิติกรรมหรืออายุความ เมื่อไม่ได้ใช้เป็นเวลานานถึงสิบปีภาระจำยอมนั้นย่อมสิ้นไปตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1399 การฟ้องคดีของโจทก์จึงเป็นการอ้างสิทธิตามกฎหมาย หาใช่การใช้สิทธิโดยไม่สุจริตแต่อย่างใด ฎีกาของจำเลยในข้อนี้ฟังไม่ขึ้นเช่นกัน

พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 1399
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นายสมควร จารุศังข์
จำเลย — บริษัทธนาคารเกียรตินาคิน จำกัด (มหาชน)
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดสมุทรปราการ — นายสรุพล เจริญผล
ศาลอุทธรณ์ภาค 1 — นายบดินทร์ ตรีรานุรัตน์
ชื่อองค์คณะ
ประสิทธิ์ เจริญถาวรโภคา
วรพจน์ วิไลชนม์
วุฒิชัย หรูจิตตวิวัฒน์
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 12874/2556
#554760
เปิดฉบับเต็ม

โจทก์ฟ้องว่า โจทก์เป็นผู้จัดการมรดกของนายจันทร์ มีทรัพย์สินมรดกเป็นที่ดินพิพาท บ. บิดาจำเลยที่ 1 เช่าที่ดินพิพาทบางส่วนเพื่อทำนา ทำไร่ และขออาศัยที่ดินอีกประมาณ 4 ไร่ เพื่อปลูกบ้าน โจทก์ไม่ประสงค์ให้จำเลยทั้งสองเช่าและอาศัยอยู่ต่อไป ขอให้บังคับจำเลยทั้งสองและบริวารรื้อถอนบ้านและออกไปจากที่ดินพิพาท จำเลยทั้งสองให้การต่อสู้ว่า บ. เข้าจับจองทำประโยชน์ในที่ดินพิพาทมาตั้งแต่ ปี 2504 ต่อมา บ. ถึงแก่ความตาย จำเลยทั้งสองร่วมกันครอบครองทำประโยชน์มาจนถึงปัจจุบัน ที่พิพาทเป็นที่รกร้างว่างเปล่าอันเป็นที่สาธารณสมบัติของแผ่นดิน ตามคำฟ้องและคำให้การเป็นการโต้เถียงกันว่า โจทก์หรือจำเลยทั้งสองเป็นผู้มีสิทธิครอบครองที่ดินพิพาทซึ่งเป็นที่สาธารณประโยชน์ จึงเป็นคดีฟ้องขอให้ปลดเปลื้องทุกข์อันไม่อาจคำนวณเป็นราคาเงินได้และเป็นคดีฟ้องขับไล่บุคคลใด ๆ ออกจากอสังหาริมทรัพย์ เมื่อศาลชั้นต้นพิพากษาให้ขับไล่จำเลยทั้งสองและบริวารออกจากที่ดินพิพาทให้จำเลยทั้งสองร่วมกันชดใช้ค่าเสียหายปีละ 20,000 บาท จึงฟังได้ว่าที่ดินพิพาทมีค่าเช่าหรืออาจให้เช่าได้ในขณะยื่นฟ้องไม่เกินเดือนละ 4,000 บาท จำเลยทั้งสองอุทธรณ์ว่า ที่ดินพิพาทเป็นของจำเลยทั้งสอง เป็นการโต้เถียงดุลพินิจในการรับฟังพยานหลักฐานของศาลชั้นต้น จึงเป็นอุทธรณ์ในปัญหาข้อเท็จจริง ต้องห้ามอุทธรณ์ตาม ป.วิ.พ. มาตรา 224 วรรคสอง ที่ศาลชั้นต้นรับอุทธรณ์ของจำเลยทั้งสองและศาลอุทธรณ์ภาค 6 รับวินิจฉัยข้อเท็จจริงดังกล่าวแล้วมีคำพิพากษามา จึงไม่ชอบ ปัญหานี้เป็นปัญหาข้อกฎหมายเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชนแม้คู่ความไม่ได้ฎีกาขึ้นมา ศาลฎีกาก็มีอำนาจยกขึ้นวินิจฉัยแก้ไขเสียให้ถูกต้องได้ ตาม ป.วิ.พ. มาตรา 142 (5) ประกอบมาตรา 246 และ 247 และกรณีเช่นนี้จำเลยทั้งสองย่อมไม่มีสิทธิฎีกาต่อมาด้วย ศาลฎีกาจึงไม่รับวินิจฉัยฎีกาของจำเลยทั้งสอง

คดีนี้เป็นคดีฟ้องขอให้ปลดเปลื้องทุกข์อันไม่อาจคำนวณเป็นราคาเงินได้ต้องเสียค่าขึ้นศาลในศาลชั้นต้นจำนวน 200 บาท ตามตาราง 1 ข้อ (2) (ก) ท้าย ป.วิ.พ โจทก์เสียค่าขึ้นศาลในศาลชั้นต้นมาอย่างคดีมีทุนทรัพย์ จึงต้องคืนค่าขึ้นศาลในศาลชั้นต้นส่วนที่เกินมาให้แก่โจทก์ และที่ศาลชั้นต้นกำหนดให้จำเลยทั้งสองใช้ค่าทนายความแก่โจทก์ 15,000 บาท นั้น เกินกว่าอัตราที่กฎหมายกำหนด ตามตาราง 6 ท้าย ป.วิ.พ. (เดิม) ศาลฎีกาจึงแก้ไขเสียให้ถูกต้อง

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยทั้งสองและบริวารรื้อถอนบ้านเลขที่ 26 หมู่ที่ 8 ตำบลวังศาล อำเภอวังโป่ง จังหวัดเพชรบูรณ์ และออกไปจากที่ดินมือเปล่าเนื้อที่ประมาณ 80 ไร่ ของโจทก์ซึ่งตั้งอยู่ทางทิศตะวันออกของที่ดินตามหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส.3) เลขที่ 104 และ 105 ตำบลวังโป่ง อำเภอชนแดน จังหวัดเพชรบูรณ์ และให้จำเลยทั้งสองร่วมกันชำระค่าเสียหายปีละ 50,000 บาท นับแต่วันฟ้องจนกว่าจะออกไปจากที่ดินโจทก์

จำเลยทั้งสองให้การขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่าให้จำเลยทั้งสองและบริวารออกไปจากที่ดินพิพาท และรื้อถอนบ้านเลขที่ 26 หมู่ที่ 8 ตำบลวังศาล อำเภอวังโป่ง จังหวัดเพชรบูรณ์ ออกไปจากที่ดินพิพาท ให้จำเลยทั้งสองร่วมกันชดใช้ค่าเสียหายในอัตราปีละ 20,000 บาท นับแต่วันฟ้อง (ฟ้องวันที่ 8 เมษายน 2551) เป็นต้นไปจนกว่าจำเลยทั้งสองจะออกและรื้อถอนบ้านไปจากที่ดินพิพาท กับให้ร่วมกันใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์โดยกำหนดค่าทนายความ 15,000 บาท

จำเลยทั้งสองอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 6 พิพากษายืน ให้จำเลยทั้งสองร่วมกันใช้ค่าทนายความชั้นอุทธรณ์แทนโจทก์ 10,000 บาท

จำเลยทั้งสองฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงเบื้องต้นฟังเป็นยุติว่า เดิมนายจันทร์ เป็นผู้มีสิทธิครอบครองที่ดินตามหนังสือรับรองประโยชน์ (น.ส.3) เลขที่ 104 และ 105 ตำบลวังโป่ง อำเภอชนแดน จังหวัดเพชรบูรณ์ เนื้อที่แปลงละ 50 ไร่ ตามหนังสือรับรองการทำประโยชน์ นายจันทร์ถึงแก่ความตายเมื่อวันที่ 4 พฤษภาคม 2547 และศาลมีคำสั่งตั้งโจทก์เป็นผู้จัดการมรดก นายแบนเป็นน้องเขยของนายจันทร์และเป็นบิดาของจำเลยที่ 1 จำเลยที่ 2 เป็นสามีของจำเลยที่ 1 เดิมนายแบนครอบครองทำประโยชน์และปลูกสร้างบ้านเลขที่ 26 หมู่ที่ 6 ตำบลวังศาล อำเภอวังโป่ง จังหวัดเพชรบูรณ์ อยู่อาศัยบนที่ดินไม่มีเอกสารแสดงกรรมสิทธิ์ เนื้อที่ 80 ไร่ 2 งาน 16 ตารางวา ที่พิพาทซึ่งอยู่ติดกับที่ดินตามหนังสือรับรองประโยชน์ (น.ส.3) เลขที่ 105 ของนายจันทร์ด้านทิศตะวันออก หลังจากนายแบนถึงแก่ความตายเมื่อวันที่ 22 มิถุนายน 2550 จำเลยทั้งสองครอบครองทำประโยชน์ในที่ดินพิพาทสืบต่อมาจากนายแบนจนถึงปัจจุบัน

พิเคราะห์แล้ว เห็นสมควรวินิจฉัยก่อนว่า จำเลยทั้งสองมีสิทธิฎีกาหรือไม่ คดีนี้โจทก์ฟ้องว่า โจทก์เป็นผู้จัดการมรดกของนายจันทร์ มีทรัพย์สินมรดกเป็นที่ดินพิพาทซึ่งเป็นที่ดินมือเปล่า นายแบน บิดาจำเลยที่ 1 เช่าที่ดินพิพาทบางส่วนเพื่อทำนา ทำไร่และขออาศัยที่ดินอีกประมาณ 4 ไร่ เพื่อปลูกบ้าน ต่อมาโจทก์ไม่ประสงค์ให้จำเลยทั้งสองเช่าและอาศัยอยู่ต่อไป ขอให้บังคับจำเลยทั้งสองและบริวารรื้อถอนบ้านและออกไปจากที่ดินพิพาท จำเลยทั้งสองให้การต่อสู้ว่า นายแบนเข้าจับจองทำประโยชน์ในที่ดินพิพาทมาตั้งแต่ปี 2504 ต่อมานายแบนถึงแก่ความตาย จำเลยทั้งสองร่วมกันครอบครองทำประโยชน์มาจนถึงปัจจุบัน ที่ดินพิพาทเป็นที่รกร้างว่างเปล่าอันเป็นที่สาธารณสมบัติของแผ่นดิน ตามคำฟ้องและคำให้การเป็นการโต้เถียงกันว่า โจทก์หรือจำเลยทั้งสองเป็นผู้มีสิทธิครอบครองที่ดินพิพาทซึ่งเป็นที่สาธารณประโยชน์ จึงเป็นคดีฟ้องขอให้ปลดเปลื้องทุกข์อันไม่อาจคำนวณเป็นราคาเงินได้และเป็นคดีฟ้องขับไล่บุคคลใด ๆ ออกจากอสังหาริมทรัพย์ เมื่อศาลชั้นต้นพิพากษาให้ขับไล่จำเลยทั้งสองและบริวารออกจากที่ดินพิพาท ให้จำเลยทั้งสองร่วมกันชดใช้ค่าเสียหายปีละ 20,000 บาท โจทก์ไม่อุทธรณ์ จึงฟังได้ว่าที่ดินพิพาทมีค่าเช่าหรืออาจให้เช่าได้ในขณะยื่นคำฟ้องไม่เกินเดือนละ 4,000 บาท จำเลยทั้งสองอุทธรณ์ว่าที่ดินพิพาทเป็นของจำเลยทั้งสอง เป็นการโต้เถียงดุลพินิจในการรับฟังพยานหลักฐานของศาลชั้นต้น จึงเป็นอุทธรณ์ในปัญหาข้อเท็จจริง ต้องห้ามอุทธรณ์ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 224 วรรคสอง ที่ศาลชั้นต้นรับอุทธรณ์ของจำเลยทั้งสองและศาลอุทธรณ์ภาค 6 รับวินิจฉัยข้อเท็จจริงดังกล่าวแล้วมีคำพิพากษามา จึงไม่ชอบ ปัญหานี้เป็นปัญหาข้อกฎหมายอันเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชนแม้คู่ความไม่ได้ฎีกาขึ้นมา ศาลฎีกาก็มีอำนาจยกขึ้นวินิจฉัยและแก้ไขเสียให้ถูกต้องได้ ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 142 (5) ประกอบมาตรา 246 และมาตรา 247 และกรณีเช่นนี้จำเลยทั้งสองย่อมไม่มีสิทธิฎีกาต่อมาด้วย ศาลฎีกาจึงไม่รับวินิจฉัยฎีกาของจำเลยทั้งสอง

คดีนี้เป็นคดีฟ้องขอให้ปลดเปลื้องทุกข์อันไม่อาจคำนวณเป็นราคาเงินได้ต้องเสียค่าขึ้นศาลในศาลชั้นต้นจำนวน 200 บาท ตามตาราง 1 ข้อ (2) (ก) ท้ายประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง โจทก์เสียค่าขึ้นศาลในศาลชั้นต้นมาอย่างคดีมีทุนทรัพย์ เป็นการเสียค่าขึ้นศาลชั้นต้นเกินกว่าที่โจทก์ควรจะเสีย จึงต้องคืนค่าขึ้นศาลในศาลชั้นต้นส่วนที่เกินมาให้แก่โจทก์ และที่ศาลชั้นต้นกำหนดให้จำเลยทั้งสองใช้ค่าทนายความแก่โจทก์ 15,000 บาท นั้น เกินกว่าอัตราที่กฎหมายกำหนดตามตาราง 6 ท้ายประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง (เดิม) ซึ่งเป็นกฎหมายที่ใช้บังคับอยู่ในขณะนั้น ทั้งนี้ตามมาตรา 21 แห่งพระราชบัญญัติแก้ไขเพิ่มเติมประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง (ฉบับที่ 24) พ.ศ.2551 ที่ให้ใช้กฎหมายที่ใช้บังคับอยู่ในวันที่มีการฟ้องคดี บังคับแก่คดีจนกว่าคดีจะถึงที่สุด ซึ่งคดีนี้โจทก์ฟ้องก่อนพระราชบัญญัติแก้ไขเพิ่มเติมดังกล่าวใช้บังคับ ศาลฎีกาจึงแก้ไขเสียให้ถูกต้อง

พิพากษายกคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 6 และยกอุทธรณ์และฎีกาของจำเลยทั้งสอง ให้บังคับคดีตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น ให้จำเลยทั้งสองใช้ค่าทนายความในศาลชั้นต้นแทนโจทก์เป็นเงิน 3,000 บาท และคืนค่าขึ้นศาลในศาลชั้นต้นที่เกินมา 28,300 บาท แก่โจทก์ คืนค่าขึ้นศาลในชั้นอุทธรณ์และชั้นฎีกาทั้งหมดให้จำเลยทั้งสอง ค่าฤชาธรรมเนียมอื่นในชั้นอุทธรณ์และชั้นฎีกานอกจากที่สั่งคืนให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ. ม. 142 (5) ม. 224 วรรคสอง ม. 246 ม. 247
ชื่อคู่ความ
นางสมาน อ่างหิรัญ ในฐานะผู้จัดการมรดกของ
โจทก์ — นายจันทร์ จันทร์วงษ์หรือจันทะวงษ์หรือจันทะวงศ์
จำเลย — นางสำรี สงค์ประเสริฐ กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดเพชรบูรณ์ — นายชัยชนะ เลาหศิริปัญญา
ศาลอุทธรณ์ภาค 6 — นายอดิศักดิ์ ศรธนะรัตน์
ชื่อองค์คณะ
วิรุฬห์ แสงเทียน
ฉัตรไชย จันทร์พรายศรี
วรงค์พร จิระภาค
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 12827/2556
#554931
เปิดฉบับเต็ม

โจทก์เป็นเจ้าของรวมในที่ดินพิพาทย่อมมีสิทธิที่จะเรียกให้แบ่งทรัพย์สินที่ตนเองเป็นเจ้าของรวมอยู่ได้ เว้นแต่จะมีนิติกรรมขัดอยู่ หรือถ้าวัตถุประสงค์ที่เป็นเจ้าของรวมกันนั้นมีลักษณะเป็นการถาวร ก็จะเรียกแบ่งไม่ได้ ตาม ป.พ.พ. มาตรา 1363 วรรคหนึ่ง ดังนั้น แม้ข้อเท็จจริงฟังได้ว่า มีข้อตกลงร่วมกันระหว่างบิดาขณะยังมีชีวิตอยู่กับบุตรทุกคนรวมทั้งโจทก์ จำเลยทั้งสี่ และ ธ. ด้วยว่าห้ามโอนหรือแบ่งแยกที่พิพาท ซึ่งมีลักษณะเป็นนิติกรรมห้ามแบ่งแยกระหว่างเจ้าของรวมด้วยกัน แต่จะรับฟังถึงขนาดว่าวัตถุประสงค์ที่โจทก์ จำเลยทั้งสี่ และ ธ. เป็นเจ้าของรวมกันมีลักษณะเป็นการถาวรคงยังไม่ชัดแจ้งนัก ทั้งนิติกรรมที่ห้ามแบ่งทรัพย์สิน จะใช้บังคับระหว่างเจ้าของรวมด้วยกันเกิน 10 ปี ไม่ได้ ตามมาตรา 1363 วรรคสอง หาใช่ว่าไม่มีกำหนดระยะเวลาดังที่จำเลยทั้งสี่กล่าวอ้างมาในฎีกาไม่ เมื่อนิติกรรมห้ามโอนได้ตกลงกันไว้ตั้งแต่ปี 2534 จนถึงวันที่โจทก์ฟ้องขอเรียกแบ่งทรัพย์สินเกินกว่า 10 ปี แล้ว และไม่ปรากฏว่าโจทก์ฟ้องเรียกขอแบ่งทรัพย์สินในเวลาที่ไม่เป็นโอกาสอันควร ตามมาตรา 1363 วรรคสาม โจทก์จึงมีสิทธิฟ้องเรียกให้แบ่งที่ดินพิพาทได้ตามมาตรา 1363 วรรคหนึ่ง

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอบังคับให้จำเลยทั้งสี่จดทะเบียนแบ่งแยกกรรมสิทธิ์ที่ดินโฉนดที่ดินเลขที่ 10070 ออกเป็นสองในหกส่วนของพื้นที่ทั้งหมดแก่โจทก์ต่อเจ้าพนักงานที่ดินจังหวัดเชียงใหม่ตามแผนที่ โดยให้ศาลเป็นผู้แบ่งกรรมสิทธิ์ในที่ดินพิพาทว่าโจทก์และจำเลยทั้งสี่จะได้ส่วนใดของที่ดิน หากจำเลยทั้งสี่ไม่ดำเนินการให้ถือเอาคำพิพากษาแทนการแสดงการเจตนาของจำเลยทั้งสี่ในการจดทะเบียนแบ่งแยกที่ดินพิพาทแก่โจทก์

จำเลยที่ 2 ที่ 3 และที่ 4 ขาดนัดยื่นคำให้การ

จำเลยที่ 1 ให้การขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยทั้งสี่แบ่งแยกที่ดินโฉนดเลขที่ 10070 ตำบลป่าตัน อำเภอเมืองเชียงใหม่ จังหวัดเชียงใหม่ แก่โจทก์ เนื้อที่ตามส่วนที่ระบุไว้ในโฉนดที่ดิน โดยให้ตกลงแบ่งกันเองระหว่างโจทก์กับจำเลยทั้งสี่ก่อน หากตกลงกันไม่ได้ให้ประมูลกันระหว่างโจทก์กับจำเลยทั้งสี่ ให้ฝ่ายที่เสนอราคาสูงเป็นผู้ได้กรรมสิทธิ์ไปทั้งหมด หากตกลงประมูลราคากันไม่ได้ ให้ขายทอดตลาดที่ดิน แล้วนำเงินมาแบ่งกันระหว่างโจทก์กับจำเลยทั้งสี่ตามส่วนที่ระบุไว้ในโฉนดที่ดิน ส่วนค่าฤชาธรรมเนียมให้เป็นพับ คำขออื่นให้ยก

จำเลยทั้งสี่อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 5 พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมในชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ

จำเลยทั้งสี่ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงที่คู่ความไม่ได้โต้เถียงกันในชั้นนี้รับฟังว่า โจทก์ จำเลยทั้งสี่ นายธงชัยและนายนวนา เป็นบุตรของนายกังสูนกับนางกิมบ้วย เดิมที่ดินที่พิพาทโฉนดเลขที่ 10070 ตำบลป่าตัน อำเภอเมืองเชียงใหม่ จังหวัดเชียงใหม่ มีชื่อนายนวนา เป็นผู้ถือกรรมสิทธิ์ เมื่อนายนวนาถึงแก่ความตาย จำเลยที่ 2 ในฐานะเป็นผู้จัดการมรดก ได้โอนที่ดินพิพาทให้แก่โจทก์ จำเลยทั้งสี่และนายธงชัย เป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์ร่วมกัน ต่อมานายธงชัยโอนกรรมสิทธิ์ในที่ดินพิพาทในส่วนของตนให้แก่โจทก์

มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยทั้งสี่ว่า โจทก์มีสิทธิฟ้องขอให้แบ่งแยกที่ดินพิพาทได้หรือไม่ เห็นว่า โจทก์เป็นเจ้าของรวมในที่ดินพิพาทย่อมมีสิทธิที่จะเรียกให้แบ่งทรัพย์สินที่ตนเองเป็นเจ้าของรวมอยู่ได้ เว้นแต่จะมีนิติกรรมขัดอยู่ หรือถ้าวัตถุประสงค์ที่เป็นเจ้าของรวมกันนั้นมีลักษณะเป็นการถาวร ก็จะเรียกแบ่งไม่ได้ ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1363 วรรคหนึ่ง ดังนั้น แม้ข้อเท็จจริงจะรับฟังได้ตามข้อต่อสู้ของจำเลยที่ 1 และทางนำสืบของจำเลยที่ 1 ดังที่ศาลล่างทั้งสองได้วินิจฉัยไว้แล้วว่า มีข้อตกลงร่วมกันระหว่างบิดาขณะยังมีชีวิตอยู่กับบุตรทุกคนรวมทั้งโจทก์ จำเลยทั้งสี่ และนายธงชัยด้วยว่าห้ามโอนหรือแบ่งแยกที่ดินพิพาทนั้น ซึ่งมีลักษณะเป็นนิติกรรมห้ามแบ่งแยกระหว่างเจ้าของรวมด้วยกัน แต่จะรับฟังถึงขนาดว่าวัตถุประสงค์ที่โจทก์ จำเลยทั้งสี่ และนายธงชัย เป็นเจ้าของรวมกันนั้นมีลักษณะเป็นการถาวรคงยังไม่ชัดแจ้งนัก ทั้งนิติกรรมที่ห้ามแบ่งทรัพย์สินนั้น จะใช้บังคับระหว่างเจ้าของรวมด้วยกันเกิน 10 ปีไม่ได้ ตามมาตรา 1363 วรรคสอง หาใช่ว่าไม่มีกำหนดระยะเวลาดังที่จำเลยทั้งสี่กล่าวอ้างมาในฎีกาไม่ เมื่อนิติกรรมห้ามโอนได้ตกลงกันไว้ตั้งแต่ปี 2534 จนถึงวันที่โจทก์ฟ้องขอเรียกแบ่งทรัพย์สินเกินกว่า 10 ปี แล้ว และไม่ปรากฏว่าโจทก์ฟ้องเรียกขอแบ่งทรัพย์สินในเวลาที่ไม่เป็นโอกาสอันควร ตามมาตรา 1363 วรรคสาม โจทก์จึงมีสิทธิฟ้องเรียกให้แบ่งที่ดินพิพาทได้ ตามมาตรา 1363 วรรคหนึ่ง ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 5 พิพากษามานั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาของจำเลยทั้งสี่ทุกข้อฟังไม่ขึ้น

พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมในชั้นฎีกาให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 1363
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นางสาวหทัยทิพย์ แซ่ตั้ง
จำเลย — นายทศธัญ ลักษมีมงคล กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดเชียงใหม่ — นายเพิ่มพร ดำรงเกียรติ
ศาลอุทธรณ์ภาค 5 — นายประวิทร ประคำโทน
ชื่อองค์คณะ
ทวีป ตันสวัสดิ์
ศิริชัย วัฒนโยธิน
พศวัจณ์ กนกนาก
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 12789/2556
#559331
เปิดฉบับเต็ม

การกระทำของจำเลยในความผิดฐานมีวิทยุคมนาคมไว้ในครอบครองโดยไม่ได้รับใบอนุญาตและฐานรับไว้ด้วยประการใด ๆ อันของซึ่งตนรู้ว่านำเข้ามาในราชอาณาจักรโดยหลีกเลี่ยงข้อห้ามข้อจำกัดนั้นแยกออกจากกันได้ชัดเจน ทั้งเจตนาในการกระทำ สภาพและลักษณะของการกระทำ ตลอดจนกฎหมายที่บัญญัติเป็นความผิดและกำหนดโทษไว้ก็เป็นคนละฉบับกัน จึงเป็นการกระทำความผิดต่างกรรม แม้อธิบดีกรมศุลกากรอนุมัติให้ระงับการดำเนินคดีจำเลยในความผิดฐานรับไว้ด้วยประการใด ๆ อันของซึ่งตนรู้ว่านำเข้ามาในราชอาณาจักรโดยหลีกเลี่ยงข้อห้ามข้อจำกัด ก็ไม่ทำให้สิทธิในการนำคดีอาญามาฟ้องในความผิดฐานมีเครื่องวิทยุคมนาคมไว้ในครอบครองโดยไม่ได้รับใบอนุญาตระงับไปด้วย

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 337, 91 พระราชบัญญัติวิทยุคมนาคม พ.ศ.2498 มาตรา 4, 6, 23 และให้จำเลยคืนเงิน 12,000 บาท แก่ผู้เสียหาย

จำเลยให้การปฏิเสธ แต่ก่อนสืบพยาน จำเลยขอถอนคำให้การเดิมและให้การใหม่เป็นรับสารภาพในข้อหามีเครื่องวิทยุคมนาคมไว้ในครอบครองโดยไม่ได้รับใบอนุญาต ส่วนข้อหาอื่นนอกจากนี้ให้การปฏิเสธ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 337 วรรคแรก พระราชบัญญัติวิทยุคมนาคม พ.ศ.2498 มาตรา 6 วรรคแรก, 23 การกระทำของจำเลยเป็นความผิดหลายกรรมต่างกัน ให้ลงโทษทุกกรรมเป็นกระทงความผิดไปตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 ฐานมีเครื่องวิทยุคมนาคมไว้ในครอบครองโดยไม่ได้รับใบอนุญาต จำคุก 6 เดือน จำเลยให้การรับสารภาพเป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้กึ่งหนึ่งตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คงจำคุก 3 เดือน ฐานกรรโชก จำคุกกระทงละ 1 ปี รวม 3 กระทง เป็นจำคุก3 ปี รวมจำคุกจำเลย 3 ปี 3 เดือน ให้จำเลยคืนเงิน 9,000 บาท แก่ผู้เสียหาย

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 8 พิพากษาแก้เป็นว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 337 วรรคแรก รวม 4 กระทง โทษและนอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

จำเลยฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า มีปัญหาข้อกฎหมายที่ต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยว่า สิทธิในการนำคดีอาญามาฟ้องในความผิดฐานมีเครื่องวิทยุคมนาคมไว้ในครอบครองโดยไม่ได้รับใบอนุญาตระงับไปหรือไม่ โดยจำเลยฎีกาว่า ความผิดฐานมีวิทยุคมนาคมไว้ในครอบครองโดยไม่ได้รับใบอนุญาตเป็นกรรมเดียวกับความผิดฐานรับไว้ด้วยประการใด ๆ อันของซึ่งตนรู้ว่านำเข้ามาในราชอาณาจักรโดยหลีกเลี่ยงข้อห้ามข้อจำกัด เมื่ออธิบดีกรมศุลกากรได้อนุมัติให้ระงับการดำเนินคดีจำเลยในความผิดฐานดังกล่าวแล้ว จึงต้องระงับการดำเนินคดีความผิดฐานมีเครื่องวิทยุคมนาคมไว้ในครอบครองโดยไม่ได้รับใบอนุญาตด้วยนั้น แม้จำเลยเพิ่งยกปัญหาดังกล่าวขึ้นกล่าวอ้างในชั้นฎีกา แต่ปัญหานี้เป็นข้อกฎหมายที่เกี่ยวกับความสงบเรียบร้อย จำเลยยกขึ้นได้ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 195 วรรคสองประกอบมาตรา 225 เห็นว่า การกระทำของจำเลยในความผิดฐานมีวิทยุคมนาคมไว้ในครอบครองโดยไม่ได้รับใบอนุญาตและความผิดฐานรับไว้ด้วยประการใด ๆ อันของซึ่งตนรู้ว่านำเข้ามาในราชอาณาจักรโดยหลีกเลี่ยงข้อห้ามข้อจำกัดนั้น แยกออกต่างหากจากกันได้ชัดเจนทั้งเจตนาในการกระทำสภาพและลักษณะของการกระทำ ตลอดจนกฎหมายที่บัญญัติเป็นความผิดและกำหนดโทษไว้ก็เป็นคนละฉบับกัน ดังนั้น การกระทำของจำเลยในฐานความผิดสองฐานดังกล่าวจึงเป็นการกระทำความผิดต่างกรรม แม้อธิบดีกรมศุลกากรอนุมัติให้ระงับการดำเนินคดีจำเลยในความผิดฐานรับไว้ด้วยประการใด ๆ อันของซึ่งตนรู้ว่านำเข้ามาในราชอาณาจักรโดยหลีกเลี่ยงข้อห้ามข้อจำกัด ก็ไม่ทำให้สิทธิในการนำคดีอาญามาฟ้องในความผิดฐานมีเครื่องวิทยุคมนาคมไว้ในครอบครองโดยไม่ได้รับใบอนุญาตระงับไปด้วย ฎีกาของจำเลยฟังไม่ขึ้น ส่วนที่จำเลยฎีกาขอให้ลงโทษจำเลยในความผิดฐานมีเครื่องวิทยุคมนาคมไว้ในครอบครองโดยไม่ได้รับใบอนุญาตในสถานเบานั้น เห็นว่า เมื่อศาลชั้นต้นมีคำพิพากษาลงโทษจำเลยในความผิดฐานดังกล่าว จำเลยไม่อุทธรณ์ ความผิดฐานดังกล่าวจึงยุติไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้นแล้ว จำเลยเพิ่งยกข้อเท็จจริงในชั้นฎีกาขอให้ลงโทษจำเลยในสถานเบา จึงเป็นข้อที่ไม่ได้ยกขึ้นว่ากันมาแล้วโดยชอบในศาลอุทธรณ์ภาค 8 ต้องห้ามมิให้ฎีกาตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 249 วรรคหนึ่ง ประกอบประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 15 ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัย

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.อ. ม. 91
ป.วิ.อ. ม. 39
พ.ร.บ.วิทยุคมนาคม พ.ศ.2498 ม. 6 วรรคแรก ม. 23
พ.ร.บ.ศุลกากร พ.ศ.2469 ม. 27 ทวิ ม. 102
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการจังหวัดภูเก็ต
จำเลย — นายสนั่น จันทร์พร้อย
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดภูเก็ต — นายชาญชัย ศิริพร
ศาลอุทธรณ์ภาค 8 — นายไกรรัตน์ วีรพัฒนาสุวรรณ
ชื่อองค์คณะ
พศวัจณ์ กนกนาก
อภิรัตน์ ลัดพลี
ธงชัย เสนามนตรี
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 12770/2556
#554918
เปิดฉบับเต็ม

โจทก์บรรยายฟ้องว่า โจทก์ครอบครองทำประโยชน์ในที่ดินพิพาทตลอดมา ส่วนจำเลยได้รับการยกให้ที่ดินตามหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส. 3 ก.) จากผู้มีชื่อ จึงนำเจ้าพนักงานที่ดินรังวัดที่ดินดังกล่าวรวมทั้งที่ดินพิพาท โดยอ้างว่าจะเอาที่ดินพิพาทคืนทั้งหมด ตามคำฟ้องโจทก์ จำเลยยังไม่ได้เข้าไปยึดถือครอบครองที่ดินพิพาท ข้ออ้างที่ว่าจำเลยแย่งสิทธิครอบครองที่ดินพิพาทจึงยังไม่เกิด โจทก์ไม่มีสิทธิขอให้ศาลมีคำสั่งว่า โจทก์มีสิทธิครอบครองที่ดินพิพาท ทั้งตามคำขอท้ายฟ้องที่ให้บังคับจำเลยโอนที่ดินดังกล่าวให้แก่โจทก์ ก็ไม่อาจบังคับได้เพราะจำเลยไม่มีหน้าที่ตามข้อผูกพันใดที่จะต้องโอนที่ดินพิพาทให้โจทก์ โจทก์ไม่มีอำนาจฟ้อง

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้พิพากษาว่า โจทก์เป็นผู้มีสิทธิครอบครองในที่ดินเนื้อที่ประมาณ 6 ไร่ 1 งาน ซึ่งอยู่ในที่ดินตามหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส. 3 ก.) เลขที่ 1013 ตำบลเสือเฒ่า อำเภอเชียงยืน จังหวัดมหาสารคาม ตามแผนที่ดินพิพาทท้ายฟ้อง และบังคับให้จำเลยโอนที่ดินดังกล่าวให้แก่โจทก์โดยโจทก์เป็นผู้เสียค่าธรรมเนียมการโอน หากจำเลยไม่ปฏิบัติตามให้ถือเอาคำพิพากษาแทนการแสดงเจตนาของจำเลย

จำเลยให้การและแก้ไขคำให้การขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า โจทก์เป็นผู้มีสิทธิครอบครองในที่ดินพิพาท เนื้อที่ประมาณ 6 ไร่ 1 งาน 95 ตารางวา ตามแผนที่พิพาท ซึ่งอยู่ในที่ดินตามหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส. 3 ก.) เลขที่ 1013 ตำบลเสือเฒ่า อำเภอเชียงยืน จังหวัดมหาสารคาม ให้จำเลยใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ โดยกำหนด ค่าทนายความ 8,000 บาท คำขออื่นให้ยก

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 4 พิพากษากลับ ให้ยกฟ้องโจทก์ ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสองศาลให้เป็นพับ

โจทก์ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า คดีมีปัญหาข้อกฎหมายต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ว่า โจทก์มีอำนาจฟ้องหรือไม่ โจทก์บรรยายฟ้องมีใจความว่า ที่ดินพิพาทเนื้อที่ 6 ไร่ 1 งาน เป็นส่วนหนึ่งของที่ดินตามหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส. 3 ก.) เลขที่ 1013 ตำบลเสือเฒ่า อำเภอเชียงยืน จังหวัดมหาสารคาม เดิมเป็นของนางนวล โดยนายลี กับนางหวด บิดามารดาโจทก์ได้รุกล้ำเข้าไปครอบครองที่ดินพิพาท ต่อมานายลีและนางหวดได้ยกที่ดินพิพาทให้แก่โจทก์ โจทก์ครอบครองทำประโยชน์ที่ดินพิพาทตลอดมา ส่วนจำเลยได้รับการยกให้ที่ดินตามหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส. 3 ก.) เลขที่ 1013 จากนางนวลกับนางร่วมจิตร์ จำเลยจึงนำเจ้าพนักงานที่ดินรังวัดที่ดินดังกล่าวรวมทั้งที่ดินพิพาท โดยอ้างว่าจะเอาที่ดินพิพาทคืนทั้งหมด เห็นว่า ตามคำฟ้องโจทก์เป็นกรณีที่จำเลยมีชื่อเป็นผู้ครอบครองทำประโยชน์และโจทก์ได้แย่งการครอบครองและเข้าทำประโยชน์ที่ดินพิพาทตลอดมา แล้วจำเลยนำเจ้าพนักงานที่ดินไปรังวัดที่ดินพิพาท โดยที่จำเลยยังไม่ได้เข้าไปยึดถือครอบครองที่ดินพิพาท ดังนั้น ข้ออ้างที่ว่าจำเลยแย่งสิทธิครอบครองที่ดินพิพาทจึงยังไม่เกิด โจทก์ไม่มีสิทธิขอให้ศาลมีคำสั่งว่า โจทก์มีสิทธิครอบครองที่ดินพิพาท ทั้งตามคำขอท้ายฟ้องที่ให้บังคับจำเลยโอนที่ดินดังกล่าวแก่โจทก์ ก็ไม่อาจบังคับได้เพราะจำเลยไม่มีหน้าที่ตามข้อผูกพันใดที่จะต้องโอนที่ดินพิพาทให้โจทก์ โจทก์จึงไม่มีอำนาจฟ้อง ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 4 พิพากษามานั้น ชอบแล้ว ฎีกาของโจทก์ฟังไม่ขึ้น

พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ. ม. 55
ป.พ.พ. ม. 1375
ชื่อคู่ความ
นางทองม้วน ดิลกชญานนท์
โจทก์ — หรือฉิมพลิกานนท์
จำเลย — นางรัศมี โมกข์เมธากุล
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดมหาสารคาม — นายวิสุทธิ์ แก้วเขียว
ศาลอุทธรณ์ภาค 4 — นายสังคม สุภาผล
ชื่อองค์คณะ
สมยศ เข็มทอง
ไชยยงค์ คงจันทร์
เมทินี ชโลธร
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 12752/2556
#562540
เปิดฉบับเต็ม

กิจการโรงเรียน ป. นั้น เป็นเพียงการงานอาชีพของผู้ตายและผู้ร้องที่ร่วมประกอบกิจการเท่านั้น อันเป็นการเฉพาะตัวของผู้ตายโดยแท้และไม่ตกทอดเป็นมรดกอันจะต้องมาแบ่งปันกัน ส่วนอาคารของโรงเรียนซึ่งปลูกอยู่บนที่ดินตามเอกสารหมาย ร.6 หรือ ค.4 ผู้ร้องในฐานะทายาทโดยธรรมก็รับโอนมาแล้ว การที่ผู้ร้องนัดประชุมเพื่อตั้งมูลนิธิหรือจดทะเบียนโรงเรียนเป็นนิติบุคคลตามที่ผู้ตายเคยสั่งเสียด้วยวาจาก่อนตายก็ถือไม่ได้ว่าเป็นการทำพินัยกรรมแบบทำด้วยวาจาตาม ป.พ.พ. มาตรา 1663 เนื่องจากไม่มีพฤติการณ์พิเศษอันเป็นเงื่อนไขของบทกฎหมายดังกล่าว จึงถือไม่ได้ว่าผู้ร้องจัดการมรดกยังไม่เสร็จสิ้น เมื่อคู่คัดค้านมายื่นคำร้องขอถอนผู้ร้องหลังการปันมรดกเสร็จสิ้นแล้ว จึงต้องห้ามตามมาตรา 1727

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
คดีสืบเนื่องมาจากศาลชั้นต้นมีคำสั่งตั้งนางละออง ผู้ร้อง เป็นผู้จัดการมรดกของนายอนันต์ กับให้มีสิทธิและหน้าที่ตามกฎหมาย

ผู้คัดค้านยื่นคำร้องขอให้ถอนผู้ร้องออกจากการเป็นผู้จัดการมรดกของผู้ตาย และตั้งผู้คัดค้านเป็นผู้จัดการมรดกแทน

ผู้ร้องยื่นคำคัดค้านขอให้ยกคำร้องขอของผู้คัดค้าน

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้ยกคำร้องขอของผู้คัดค้าน ค่าฤชาธรรมเนียมให้เป็นพับ

ผู้คัดค้านอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ

ผู้คัดค้านฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงรับฟังได้เป็นยุติในชั้นนี้โดยคู่ความไม่โต้แย้งคัดค้านว่า ผู้ร้องและนายอนันต์เป็นสามีภริยากันโดยชอบด้วยกฎหมาย มีบุตรด้วยกัน 7 คน คือ ผู้คัดค้าน นายปัญญา นายชาตรี นางสาวศรีสมร นายพิษณุ นางสาวกิรณา และนายฉัตรขวัญ เมื่อวันที่ 2 มิถุนายน 2550 ผู้ตายถึงแก่ความตาย ขณะผู้ตายถึงแก่ความตายมีชื่อถือกรรมสิทธิ์ในที่ดินมีโฉนด 3 แปลง ตามสำเนาโฉนดที่ดินเลขที่ 6064 สำเนาโฉนดที่ดินเลขที่ 214920 และสำเนาโฉนดที่ดินเลขที่ 244900 นอกจากนี้ผู้ตายมีทรัพย์มรดกคือบ้านพักอาศัย ซึ่งปลูกอยู่บนที่ดินโฉนดที่ดินเลขที่ 244900 กับอาคารโรงเรียนซึ่งปลูกอยู่บนที่ดิน โฉนดที่ดินเลขที่ 6064 วันที่ 16 กรกฎาคม 2550 ผู้ร้องยื่นคำร้องขอเป็นผู้จัดการมรดกผู้ตาย โดยผู้คัดค้านและพี่น้องซึ่งเป็นบุตรของผู้ร้องและผู้ตาย ยกเว้นนางสาวกิรณาได้ทำหนังสือยินยอมให้ผู้คัดค้านเป็นผู้จัดการมรดก วันที่ 15 สิงหาคม 2550 ศาลชั้นต้นมีคำสั่งตั้งผู้ร้องเป็นผู้จัดการมรดกของผู้ตาย วันที่ 13 ตุลาคม 2552 ผู้ร้องโอนที่ดินตามโฉนดที่ดินเลขที่ 214920 ให้แก่นายพิษณุและนายฉัตรขวัญ วันที่ 10 มีนาคม 2553 ผู้ร้องโอนที่ดินตามโฉนดที่ดินเลขที่ 244900 ให้แก่ตนเอง นางสาวศรีสมรและนายพิษณุ และในวันเดียวกันนั้น ผู้ร้องโอนที่ดินตามโฉนดที่ดินเลขที่ 6064 ให้แก่ตนเอง วันที่ 28 กรกฎาคม 2553 นางสาวกิรณาเป็นโจทก์ฟ้องผู้ร้อง นายพิษณุ นายฉัตรขวัญ นางสาวศรีสมร นางวัลภา และกรมที่ดิน รวม 6 คนเป็นจำเลยต่อศาลชั้นต้น ขอให้ใส่ชื่อนางสาวกิรณาถือกรรมสิทธิ์รวมในที่ดินทั้งสามแปลงดังกล่าว ศาลชั้นต้นมีคำสั่งไม่รับฟ้องนางวัลภา ต่อมาวันที่ 11 กรกฎาคม 2555 นางสาวกิรณาถอนฟ้องกรมที่ดินซึ่งเป็นจำเลยที่ 6 และในวันเดียวกันนางกิรณาได้ทำสัญญาประนีประนอมยอมความกับผู้ร้อง นายพิษณุ นายฉัตรชัย และนางสาวศรีสมรซึ่งเป็นจำเลยที่ 1 ถึงที่ 4 ตามลำดับ ศาลชั้นต้นพิพากษายอมตามสำนวนคดีแพ่งหมายเลขดำที่ 985/2553 หมายเลขแดงที่ 900/2555 ซึ่งผูกรวมสำนวนคดีนี้

ปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของผู้คัดค้านว่า การจัดการมรดกเสร็จสิ้นแล้วหรือไม่ ข้อเท็จจริงได้ความว่า นายอนันต์ ผู้ตาย มีทรัพย์มรดกคือที่ดิน 3 แปลง พร้อมสิ่งปลูกสร้างบนที่ดิน 2 แปลง ปรากฏว่าผู้ร้องซึ่งเป็นผู้จัดการมรดกได้โอนที่ดินตามโฉนดที่ดินเลขที่ 214920 ไม่มีสิ่งปลูกสร้างให้แก่ทายาทผู้ตายคือนายพิษณุและนายฉัตรขวัญไปเมื่อวันที่ 13 ตุลาคม 2552 โอนที่ดินตามโฉนดที่ดินเลขที่ 244900 พร้อมบ้านพักอาศัยครึ่งตึกครึ่งไม้ให้แก่ทายาทคือผู้ร้อง นายพิษณุและนางสาวศรีสมร เมื่อวันที่ 10 มีนาคม 2553 และโอนที่ดินตามโฉนดที่ดินเลขที่ 6064 พร้อมอาคารโรงเรียนครึ่งตึกครึ่งไม้สองชั้นจำนวน 4 ห้อง และอาคารโรงเรียนเอกชนไม้ชั้นเดียวจำนวน 6 ห้อง ให้แก่ทายาทคือผู้ร้องเมื่อวันที่ 10 มีนาคม 2553 นอกจากนี้ผู้ตายไม่มีทรัพย์มรดกอื่นใดอีก ดังนี้ถือว่าผู้ร้องในฐานะผู้จัดการมรดกได้จัดการมรดกเสร็จสิ้นตั้งแต่วันที่ 10 มีนาคม 2553 ส่วนกิจการโรงเรียนปัญจนวิทย์นั้น เป็นเพียงการงานอาชีพผู้ตายและผู้ร้องร่วมประกอบกิจการเท่านั้น อันเป็นการเฉพาะตัวของผู้ตายโดยแท้และไม่ตกทอดเป็นมรดกอันจะต้องมาแบ่งปันกัน และในส่วนอาคารของโรงเรียนซึ่งปลูกอยู่บนที่ดินตามโฉนดที่ดินเลขที่ 6064 ผู้ร้องในฐานะทายาทโดยธรรมก็รับโอนมาแล้ว การที่ผู้ร้องนัดประชุมเพื่อตั้งมูลนิธิหรือจดทะเบียนโรงเรียนเป็นนิติบุคคลตามที่ผู้ตายเคยสั่งเสียด้วยวาจาก่อนตายก็ถือไม่ได้ว่าเป็นการทำพินัยกรรมแบบทำด้วยวาจาตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1663 เนื่องจากไม่มีพฤติการณ์พิเศษอันเป็นเงื่อนไขของบทกฎหมายดังกล่าว จึงถือไม่ได้ว่าผู้ร้องจัดการมรดกไม่เสร็จสิ้น อนึ่ง แม้ผู้ร้องจะจัดการมรดกไม่ถูกต้องตามที่ผู้คัดค้านกล่าวอ้าง ก็เป็นเรื่องที่ผู้คัดค้านและทายาทอื่นที่ไม่ได้รับมรดกจะไปฟ้องร้องเป็นคดีมีข้อพิพาทโดยตรงต่อไป ไม่มีเหตุที่จะมาร้องขอถอนผู้จัดการมรดกและตั้งผู้จัดการมรดก ส่วนที่นางสาวกิรณาฟ้องผู้ร้องกับพวกก็เป็นการฟ้องผู้ร้องในฐานะผู้จัดการมรดกให้รับผิดตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1720 กับฟ้องขอแบ่งมรดกจากทายาทซึ่งเป็นการฟ้องภายหลังจากที่ผู้ร้องจัดการมรดกเสร็จสิ้นแล้ว หาทำให้กลับกลายเป็นว่าการจัดการมรดกไม่เสร็จสิ้นไม่ การที่ผู้คัดค้านมายื่นคำร้องขอให้ถอนผู้ร้องจากการเป็นผู้จัดการมรดก และตั้งผู้ร้องเป็นผู้จัดการมรดกเมื่อวันที่ 23 สิงหาคม 2554 จึงเป็นการยื่นคำร้องขอถอนหลังจากการปันมรดกเสร็จสิ้นแล้ว ต้องห้ามตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1727 จึงไม่มีเหตุขัดข้องในการจัดการมรดกตามมาตรา 1713 (1) ถึง (3) ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษามานั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาของผู้คัดค้านฟังไม่ขึ้น

พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 1663 ม. 1727
ชื่อคู่ความ
ผู้ร้อง — นางละออง ศิริปัญจนะ
ผู้คัดค้าน — นางธนณัฏฐ์ ทวีเจริญกิจ
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดสมุทรปราการ — นายพิชัย ศรีไทย
ศาลอุทธรณ์ภาค 1 — นายประพัฒน์ ไพทยาภรณ์
ชื่อองค์คณะ
กีรติ กาญจนรินทร์
ศรีอัมพร ศาลิคุปต์
ณัฏฐ์ชัย ไวยภาษจีรกุล
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 12704/2556
#559139
เปิดฉบับเต็ม

เด็กหญิง ช. เป็นผู้เยาว์ต้องห้ามมิให้เป็นผู้จัดการมรดก ต. แม้เป็นผู้แทนโดยชอบธรรมก็เป็นผู้จัดการมรดกแทนผู้เยาว์ไม่ได้ ที่ศาลล่างทั้งสองพิพากษาให้ เด็กหญิง ช. โดย ต. ผู้แทนโดยชอบธรรม ผู้คัดค้านที่ 2 เป็นผู้จัดการมรดกของ ส. ผู้ตายย่อมเป็นการไม่ชอบ

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
ผู้ร้องยื่นคำร้องขอให้ตั้งผู้ร้องเป็นผู้จัดการมรดกของผู้ตาย

ผู้คัดคัดค้านทั้งสองยื่นคำร้องคัดค้าน ขอให้ตั้งผู้คัดค้านทั้งสองเป็นผู้จัดการมรดกของผู้ตายและยกคำร้องขอของผู้ร้อง

ศาลชั้นต้นมีคำสั่งตั้งนางสาวชุติมณฑน์ ผู้คัดค้านที่ 1 และเด็กหญิง ช. โดยนางสาวชุติมณฑน์ ผู้แทนโดยชอบธรรม ผู้คัดค้านที่ 2 เป็นผู้จัดการมรดกของนายสมัค ผู้ตาย ให้มีสิทธิและหน้าที่ตามกฎหมาย ให้ยกคำร้องขอของผู้ร้อง ค่าฤชาธรรมเนียมให้เป็นพับ

ผู้ร้องอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 7 พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมในชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ

ผู้ร้องฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงรับฟังได้เป็นยุติในชั้นนี้โดยคู่ความไม่โต้แย้งคัดค้านว่า ผู้ร้องและนายสมัค ผู้ตาย เป็นบุตรของนายสวน และนางเสี่ยน มีพี่น้องร่วมบิดามารดาเดียวกัน 7 คน คือ นางสาวกระสิน นายประสาร ผู้ร้อง จ่าสิบเอกประสาท ผู้ตาย นายสามารถ และนายปรีชา ตามบัญชีเครือญาติ เมื่อวันที่ 18 เมษายน 2552 ผู้ตายถึงแก่ความตาย ตามสำเนามรณบัตร ผู้ตายมีทรัพย์มรดก คือ ที่ดินตามสำเนาโฉนดที่ดิน พร้อมตึกแถว ผู้ตายไม่ได้ทำพินัยกรรมและตั้งผู้จัดการมรดกไว้ ผู้คัดค้านที่ 1 เป็นมารดาของผู้คัดค้านที่ 2 ขณะที่ผู้คัดค้านที่ 2 เกิดได้ระบุชื่อเด็กหญิง ช. และระบุว่านายโสภณ เป็นบิดาตามสำเนาสูติบัตร ต่อมาผู้คัดค้านที่ 2 ได้เปลี่ยนชื่อจาก "ช." เป็น "ก." ภายหลังได้เปลี่ยนชื่อสกุลจาก "พินทอง" เป็น "ใจขาน" ผู้คัดค้านทั้งสองไปร่วมงานศพของผู้ตายที่วัดพลับพลาไชย ผู้คัดค้านทั้งสองเคยถ่ายรูปกับผู้ตาย วันที่ 17 มิถุนายน 2552 ผู้คัดค้านทั้งสองได้ยื่นคำร้องขอให้ศาลมีคำสั่งว่าผู้คัดค้านที่ 2 เป็นบุตรชอบด้วยกฎหมายของผู้ตายตามสำเนาคำร้องขอคดีแพ่งหมายเลขดำที่ 43/2552 ของศาลจังหวัดเพชรบุรีแผนกคดีเยาวชนและครอบครัว คดีดังกล่าวได้มีการส่งให้แพทย์โรงพยาบาลศิริราชตรวจพิสูจน์ความเป็นบิดาและบุตรตามสำเนาหนังสือแจ้งคำสั่งศาล แพทย์ทำการตรวจแล้วระบุว่า ผู้ตายและผู้คัดค้านที่ 2 มีความสัมพันธ์เป็นบิดาและบุตรในทางสายเลือดตามสำเนารายงานสรุปผลการตรวจวิเคราะห์ ศาลจังหวัดเพชรบุรีแผนกคดีเยาวชนและครอบครัวมีคำสั่งว่า ผู้คัดค้านที่ 2 เป็นบุตรของผู้ตายตามสำเนาคำสั่งคดีแพ่งหมายเลขดำที่ 43/2552 หมายเลขแดงที่ 68/2552 ของศาลจังหวัดเพชรบุรีแผนกคดีเยาวชนและครอบครัว ลงวันที่ 24 สิงหาคม 2552 ผู้ร้องและผู้คัดค้านที่ 1 ไม่เป็นบุคคลต้องห้ามตามกฎหมายที่จะเป็นผู้จัดการมรดก

ปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของผู้ร้องว่า ผู้คัดค้านที่ 1 อยู่กินเป็นสามีภริยากับนายสมัค ผู้ตาย และผู้คัดค้านที่ 2 เป็นบุตรของผู้ตายหรือไม่ ผู้คัดค้านทั้งสองมีสำเนารายงานสรุปผลการตรวจวิเคราะห์ ซึ่งแพทย์โรงพยาบาลศิริราชได้ทำการตรวจพิสูจน์ความเป็นบิดาและบุตรของผู้ตายและผู้คัดค้านที่ 2 แล้วยืนยันว่า มีความเป็นบิดาและบุตรโดยสายโลหิตจริง ประกอบกับศาลจังหวัดเพชรบุรีแผนกคดีเยาวชนและครอบครัวได้มีคำสั่งว่าผู้คัดค้านที่ 2 เป็นบุตรชอบด้วยกฎหมายของผู้ตาย ตามสำเนาคำสั่งคดีแพ่งหมายเลขดำที่ 43/2552 หมายเลขแดงที่ 68/2552 ลงวันที่ 24 สิงหาคม 2552 แม้ผู้ร้องจะอุทธรณ์และคัดค้านคดีดังกล่าวในเรื่องที่ศาลชั้นต้นไม่อนุญาตให้ผู้ร้องขยายเวลายื่นคำคัดค้านแต่ศาลอุทธรณ์ภาค 7 และศาลฎีกาก็พิพากษายืนตามคำพิพากษาศาลฎีกาที่ 6889/2555 ดังนี้คำสั่งของศาลดังกล่าวเป็นคำสั่งเกี่ยวด้วยฐานะของบุคคลย่อมผูกพันผู้ร้องซึ่งถือว่าเป็นคู่ความในคดีตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 145 พยานหลักฐานที่ผู้คัดค้านทั้งสองนำสืบมีน้ำหนักรับฟังได้ ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 7 พิพากษามานั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาของผู้ร้องฟังไม่ขึ้น

เด็กหญิง ช. เป็นผู้เยาว์ต้องห้ามมิให้เป็นผู้จัดการมรดก นางชุติมณฑน์ แม้เป็นผู้แทนโดยชอบธรรมก็เป็นผู้จัดการมรดกแทนผู้เยาว์ไม่ได้ ที่ศาลล่างทั้งสองพิพากษาให้เด็กหญิง ช. โดยนางชุติมณฑน์ ผู้แทนโดยชอบธรรม ผู้คัดค้านที่ 2 เป็นผู้จัดการมรดกของนายสมัค ผู้ตาย ย่อมเป็นการไม่ชอบ ศาลฎีกาเห็นสมควรแก้ไข

พิพากษาแก้เป็นว่า ให้ตั้งนางสาวชุติมณฑน์ ผู้คัดค้านที่ 1 เป็นผู้จัดการมรดกของนายสมัค ผู้ตาย ให้มีสิทธิและหน้าที่ตามกฎหมาย ยกคำขอที่ให้ตั้งเด็กหญิง ช. โดยนางสาวชุติมณฑน์ ผู้แทนโดยชอบธรรมผู้คัดค้านที่ 2 เป็นผู้จัดการมรดกของผู้ตาย ยกคำร้องขอของผู้ร้องค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสามศาลให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 1718 (1)
ชื่อคู่ความ
ผู้ร้อง — นางนัยนา ปานแก้ว
ผู้คัดค้าน — นางสาวชุติมณฑน์ ใจขาน กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดเพชรบุรี — นายปิยะพงษ์ นิ่มละมัย
ศาลอุทธรณ์ภาค 7 — นายสุพจน์ บำเพ็ญวัฒนา
ชื่อองค์คณะ
กีรติ กาญจนรินทร์
ศรีอัมพร ศาลิคุปต์
อัปษร หิรัญบูรณะ
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 12670/2556
#559332
เปิดฉบับเต็ม

โจทก์บรรยายฟ้องว่า เมื่อระหว่างเดือนเมษายน 2548 เวลากลางวัน จนถึงวันที่ 30 กันยายน 2552 เวลาประมาณ 18.45 นาฬิกา วันเวลาใดไม่ปรากฏชัด จำเลยเป็นคนต่างด้าวสัญชาติกัมพูชา มีภูมิลำเนาอยู่ในประเทศกัมพูชา เดินทางเข้ามาในราชอาณาจักรทางอำเภอวัฒนานคร จังหวัดสระแก้ว โดยไม่ผ่านช่องทางด่านตรวจคนเข้าเมือง...อันเป็นการฝ่าฝืนต่อกฎหมาย และอยู่ในราชอาณาจักรโดยไม่ได้รับอนุญาต ส่วนในคดีเดิมหมายเลขแดงที่ อย. 3475/2550 ของศาลชั้นต้น โจทก์บรรยายฟ้องว่า เมื่อประมาณปี 2548 วันเวลาใดไม่ปรากฏชัดต่อเนื่องตลอดมาจนถึงวันที่ 9 สิงหาคม 2550 จำเลยเป็นคนต่างด้าว สัญชาติกัมพูชา มีภูมิลำเนาอยู่ในประเทศกัมพูชา เดินทางเข้ามาในราชอาณาจักรทางอำเภออรัญประเทศ จังหวัดสระแก้ว โดยไม่ผ่านช่องทางด่านตรวจคนเข้าเมือง...อันเป็นการฝ่าฝืนต่อกฎหมาย และอยู่ในราชอาณาจักรโดยไม่ได้รับอนุญาต เห็นได้ว่า เวลากระทำความผิดตามฟ้องคดีนี้กับคดีเดิมก่อนวันที่ 9 กันยายน 2552 ซึ่งเป็นวันที่จำเลยพ้นโทษในคดีเดิมเป็นส่วนหนึ่งของเวลาเดียวกัน เมื่อฟ้องคดีนี้ระบุว่า จำเลยกระทำผิดระหว่างเดือนเมษายน 2548 เวลากลางวัน จนถึงวันที่ 30 กันยายน 2552 เวลาประมาณ 18.45 นาฬิกา วันเวลาใดไม่ปรากฏชัด จึงอาจเป็นการกระทำความผิดก่อนวันที่ยังจะต้องรับโทษอยู่หรือก่อนวันพ้นโทษในวันที่ 9 กันยายน 2552 ดังที่ระบุในคำฟ้องคดีเดิมก็ได้ มิใช่เป็นการกระทำความผิดหลังวันที่จำเลยพ้นโทษในคดีดังกล่าว จึงไม่อาจเพิ่มโทษจำเลยได้

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามพระราชบัญญัติคนเข้าเมือง พ.ศ.2522 มาตรา 4, 11, 12, 18, 62, 81 พระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 มาตรา 4, 7, 15, 67, 97 ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 ให้เพิ่มโทษจำเลยกึ่งหนึ่งตามคดีอาญาหมายเลขแดงที่ อย. 3475/2550 ของศาลชั้นต้นตามกฎหมาย

จำเลยให้การรับสารภาพ และรับว่าเป็นบุคคลคนเดียวกับจำเลยในคดีที่โจทก์ขอให้เพิ่มโทษ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 มาตรา 15 วรรคหนึ่ง, 67 พระราชบัญญัติคนเข้าเมืองพ.ศ.2522 มาตรา 11, 12 (1), 18 วรรคสอง, 62 วรรคหนึ่ง, 81 การกระทำของจำเลยเป็นความผิดหลายกรรมต่างกัน ให้ลงโทษทุกกรรมเป็นกระทงความผิดไปตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 ฐานมียาเสพติดให้โทษในประเภท 1 ไว้ในครอบครองโดยไม่ได้รับอนุญาต จำคุก 1 ปี เพิ่มโทษกึ่งหนึ่งตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ. 2522 มาตรา 97 เป็นจำคุก 1 ปี 6 เดือน ฐานเป็นคนต่างด้าวเข้ามาในราชอาณาจักรโดยไม่ได้รับอนุญาต จำคุก 4 เดือน ฐานเป็นคนต่างด้าวอยู่ในราชอาณาจักรโดยไม่ได้รับอนุญาต จำคุก 4 เดือน รวมจำคุก 1 ปี 14 เดือน จำเลยให้การรับสารภาพเป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้กึ่งหนึ่งตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คงจำคุก 13 เดือน

โจทก์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษาแก้เป็นว่า ให้ยกฟ้องในความผิดฐานเป็นคนต่างด้าวเข้ามาและอยู่ในราชอาณาจักรโดยไม่ได้รับอนุญาต นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

โจทก์ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ว่า ฟ้องโจทก์ในความผิดฐานเป็นคนต่างด้าวเข้ามาและอยู่ในราชอาณาจักรโดยไม่ได้รับอนุญาตชอบด้วยประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 158 (5) หรือไม่ โดยโจทก์ฎีกาว่า ฟ้องของโจทก์ข้อ 1 ก. และ 1 ข. ได้ระบุถึงการกระทำทั้งหลายที่อ้างว่าจำเลยได้กระทำผิดประกอบกับข้อเท็จจริงและรายละเอียดเกี่ยวกับเวลาและสถานที่ซึ่งจำเลยได้กระทำผิดพอสมควรเท่าที่จะให้จำเลยเข้าใจข้อหาได้ดีแล้ว การที่โจทก์บรรยายฟ้องข้อ 3 เป็นเรื่องเพิ่มโทษจำเลยฐานไม่เข็ดหลาบตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 159 มิใช่เป็นเรื่องการกระทำที่อ้างว่าจำเลยได้กระทำความผิด ฟ้องโจทก์จึงไม่ขัดกับฟ้องข้อ 1 ก. และ 1 ข. นั้น เห็นว่า โจทก์บรรยายฟ้องข้อ 1 ก. ว่า เมื่อระหว่างเดือนเมษายน 2548 เวลากลางวัน จนถึงวันที่ 30 กันยายน 2552 เวลาประมาณ 18.45 นาฬิกา วันเวลาใดไม่ปรากฏชัด จำเลยซึ่งเป็นคนต่างด้าวสัญชาติกัมพูชา มีภูมิลำเนาอยูในประเทศกัมพูชา เดินทางเข้ามาในราชอาณาจักรทางอำเภอวัฒนานครจังหวัดสระแก้ว โดยไม่ผ่านช่องทางด่านตรวจคนเข้าเมือง เขตท่า สถานี หรือท้องที่และตามกำหนดเวลาที่รัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทยประกาศในราชกิจจานุเบกษา ทั้งไม่มีหนังสือเดินทางหรือเอกสารใช้แทนหนังสือเดินทางอันถูกต้อง และไม่ผ่านการตรวจอนุญาตของพนักงานเจ้าหน้าที่อันเป็นการฝ่าฝืนต่อกฎหมาย และข้อ 1 ข. ว่า ตามวันเวลาดังกล่าวในฟ้องข้อ 1 ก. ภายหลังเกิดเหตุตามข้อ 1 ก. แล้ว จำเลยซึ่งได้หลบหนีเข้ามาในราชอาณาจักรและอยู่ในราชอาณาจักรและอยู่ในราชอาณาจักรโดยไม่ได้รับอนุญาตจากพนักงานเจ้าหน้าที่ตามกฎหมาย ดังนี้ ฟ้องโจทก์ดังกล่าวได้บรรยายถึงการกระทำทั้งหลายที่อ้างว่าจำเลยได้กระทำผิดในความผิดฐานเป็นคนต่างด้าวเข้ามาและอยู่ในราชอาณาจักรโดยไม่ได้รับอนุญาต ข้อเท็จจริงและรายละเอียดที่เกี่ยวกับเวลาซึ่งเกิดการกระทำนั้น ๆ เท่าที่จะให้จำเลยเข้าใจข้อหาได้ดีแล้ว ทั้งจำเลยให้การรับสารภาพ แสดงว่าจำเลยไม่ได้หลงต่อสู้ แม้โจทก์จะบรรยายฟ้องในข้อ 3 ก. ว่า ก่อนคดีนี้ จำเลยเคยต้องคำพิพากษาถึงที่สุดให้ลงโทษจำคุกมีกำหนด 2 ปี 4 เดือน ฐานมียาเสพติดให้โทษในประเภท 1 (เมทแอมเฟตามีน) ไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่ายโดยฝ่าฝืนต่อกฎหมาย และเข้ามาและอยู่ในราชอาณาจักรโดยไม่ได้รับอนุญาตตามคดีอาญาหมายเลขแดงที่ อย. 3475/2550 ของศาลชั้นต้น เมื่อวันที่ 5 ตุลาคม 2550 ซึ่งมิใช่ความผิดอันได้กระทำโดยประมาทหรือความผิดลหุโทษ และจำเลยได้กระทำความผิดในคดีก่อนนั้นในขณะที่มีอายุเกินกว่าสิบแปดปี จำเลยพ้นโทษในคดีดังกล่าวมาแล้วเมื่อวันที่ 9 กันยายน 2552 ได้กลับมากระทำความผิดในคดีนี้ขึ้นอีกภายในเวลาห้าปีนับแต่วันพ้นโทษก็ตาม แต่ก็เป็นการบรรยายฟ้องที่โจทก์ต้องการให้เพิ่มโทษจำเลยฐานไม่เข็ดหลาบตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 159 วรรคหนึ่ง มิได้ทำให้ฟ้องข้อ 1 ก. และ ข้อ 1 ข. เป็นฟ้องที่สับสนขัดต่อสภาพและความเป็นจริงดังที่ศาลอุทธรณ์วินิจฉัยเพราะเป็นฟ้องคนละตอนมิได้เกี่ยวข้องกัน ฟ้องโจทก์ข้อ 1 ก. และ ข้อ 1 ข. จึงชอบด้วยประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 158 (5) แล้ว ที่ศาลอุทธรณ์พิพากษามานั้น ศาลฎีกาไม่เห็นพ้องด้วย ฎีกาของโจทก์ฟังขึ้น แต่ศาลอุทธรณ์ยังไม่ได้วินิจฉัยอุทธรณ์ของโจทก์ว่า การที่ศาลชั้นต้นไม่เพิ่มโทษจำเลยในความผิดตามฟ้องข้อ 1 ก. และ ข้อ 1 ข. ชอบด้วยกฎหมายหรือไม่ ศาลฎีกาเห็นสมควรวินิจฉัยปัญหาดังกล่าวโดยไม่ย้อนสำนวนไปให้ศาลอุทธรณ์วินิจฉัยอีก เห็นว่า คดีนี้ โจทก์บรรยายฟ้องว่า เมื่อระหว่างเดือนเมษายน 2548 เวลากลางวัน จนถึงวันที่ 30 กันยายน 2552 เวลาประมาณ 18.45 นาฬิกา วันเวลาใดไม่ปรากฏชัด จำเลยเป็นคนต่างด้าวสัญชาติกัมพูชา มีภูมิลำเนาอยู่ในประเทศกัมพูชา เดินทางเข้ามาในราชอาณาจักรทางอำเภอวัฒนานคร จังหวัดสระแก้ว โดยไม่ผ่านช่องทางด่านตรวจคนเข้าเมือง...อันเป็นการฝ่าฝืนต่อกฎหมาย และอยู่ในราชอาณาจักรโดยไม่ได้รับอนุญาต ส่วนในคดีเดิมหมายเลขแดงที่ อย. 3475/2550 ของศาลชั้นต้น ที่โจทก์อ้างเป็นเหตุขอให้เพิ่มโทษ ได้ความตามสำเนาคำฟ้องที่ศาลชั้นต้นส่งมาศาลฎีกา โดยโจทก์บรรยายฟ้องว่า เมื่อประมาณปี 2548 วันเวลาใดไม่ปรากฏชัดต่อเนื่องตลอดมาจนถึงวันที่ 9 สิงหาคม 2550 จำเลยเป็นคนต่างด้าว สัญชาติกัมพูชา มีภูมิลำเนาอยู่ในประเทศกัมพูชา เดินทางเข้ามาในราชอาณาจักรทางอำเภออรัญประเทศ จังหวัดสระแก้ว โดยไม่ผ่านช่องทางด่านตรวจคนเข้าเมือง...อันเป็นการฝ่าฝืนต่อกฎหมาย และอยู่ในราชอาณาจักรโดยไม่ได้รับอนุญาต เห็นได้ว่า เวลากระทำความผิดตามฟ้องคดีนี้กับคดีเดิมก่อนวันที่ 9 กันยายน 2552 ซึ่งเป็นวันที่จำเลยพ้นโทษในคดีเดิมเป็นส่วนหนึ่งของเวลาเดียวกัน เมื่อฟ้องคดีนี้ระบุว่า จำเลยกระทำผิดระหว่างเดือนเมษายน 2548 เวลากลางวัน จนถึงวันที่ 30 กันยายน 2552 เวลาประมาณ 18.45 นาฬิกา วันเวลาใดไม่ปรากฏชัด จึงอาจเป็นการกระทำความผิดก่อนวันที่ยังจะต้องรับโทษอยู่หรือก่อนวันพ้นโทษในวันที่ 9 กันยายน 2552 ดังที่ระบุในคำฟ้องคดีเดิมก็ได้ มิใช่เป็นการกระทำความผิดหลังวันที่จำเลยพ้นโทษในคดีดังกล่าวตามที่โจทก์อุทธรณ์เท่านั้น จึงไม่อาจเพิ่มโทษจำเลยได้ อุทธรณ์ของโจทก์ข้อนี้ฟังไม่ขึ้น

พิพากษาแก้เป็นว่า จำเลยมีความผิดตามพระราชบัญญัติคนเข้าเมือง พ.ศ.2522 มาตรา 11, 12 (1), 18 วรรคสอง, 62 วรรคหนึ่ง, 81 ฐานเป็นคนต่างด้าวเข้ามาในราชอาณาจักรโดยไม่ได้รับอนุญาต จำคุก 4 เดือน ฐานเป็นคนต่างด้าวอยู่ในราชอาณาจักรโดยไม่ได้รับอนุญาต จำคุก 4 เดือน รวมจำคุก 8 เดือน ลดโทษให้กึ่งหนึ่งตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 แล้ว คงจำคุก 4 เดือน เมื่อรวมกับโทษจำคุกในความผิดฐานมียาเสพติดให้โทษในประเภท 1 ไว้ในครอบครองโดยไม่ได้รับอนุญาตคำพิพากษาศาลอุทธรณ์แล้ว เป็นจำคุก 13 เดือน นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.อ. ม. 159
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการ สำนักงานอัยการสูงสุด
จำเลย — นายนะหรือยูร
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลอาญา — นายเอกวิโรจน์ มณีธนวรรณ
ศาลอุทธรณ์ — นายประสิทธิ์ ตันติเสรี
ชื่อองค์คณะ
ธงชัย เสนามนตรี
อภิรัตน์ ลัดพลี
พศวัจณ์ กนกนาก
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 12665/2556
#554782
เปิดฉบับเต็ม

ตามพจนานุกรมฉบับราชบัณฑิตยสถาน พ.ศ.2542 คำว่า "พราก" หมายความว่าจากไป พาเอาไปเสีย แยกออกจากกัน เอาออกจากกัน ดังนั้น ความผิดฐานพรากเด็กอายุยังไม่เกินสิบห้าปีไปเสียจากบิดามารดา ผู้ปกครอง หรือผู้ดูแล เพื่อการอนาจารตาม ป.อ. มาตรา 317 วรรคสาม จึงหมายถึง การพาหรือแยกเด็กออกไปจากอำนาจปกครองดูแลของบิดามารดา ทำให้อำนาจปกครองดูแลของบิดามารดาเด็กถูกรบกวนหรือถูกกระทบกระเทือนโดยบิดามารดาเด็กไม่รู้เห็นยินยอมด้วย อันเป็นการล่วงละเมิดอำนาจปกครองของบิดามารดาเด็ก แต่เมื่อข้อเท็จจริงฟังได้ว่า ผู้ร้องอนุญาตให้ผู้เสียหายที่ 2 ทำงานเป็นพนักงานเก็บเงินค่าโดยสารให้จำเลย หากรถยนต์โดยสารของจำเลยถึงจังหวัดตรังเวลาค่ำ จำเลยและผู้เสียหายที่ 2 จะนอนค้างคืนที่ห้องเช่า อีกทั้งผู้ร้องเคยไปพักกับผู้เสียหายที่ 2 ที่ห้องเช่าดังกล่าวด้วย แสดงว่าผู้ร้องรู้เห็นยินยอมให้ผู้เสียหายที่ 2 พักอยู่ห้องเช่าจังหวัดตรังกับจำเลย จำเลยจึงไม่มีความผิดตาม ป.อ. มาตรา 317 วรรคสาม

การกระทำอนาจาร หมายถึง การกระทำที่ไม่สมควรทางเพศ เช่น กอดจูบ ลูบคลำ แตะต้องเนื้อตัวร่างกายในทางไม่สมควร การกระทำชำเราจึงรวมถึงการกระทำอนาจารอยู่ในตัว เมื่อข้อเท็จจริงได้ความว่า จำเลยปลุกปล้ำ กอดจูบ ถอดเสื้อผ้า และกระทำชำเราผู้เสียหายที่ 2 การกระทำของจำเลยย่อมเป็นความผิดฐานกระทำอนาจารแก่เด็กอายุยังไม่เกินสิบห้าปีโดยใช้กำลังประทุษร้ายตาม ป.อ. มาตรา 279 วรรคสอง และฐานข่มขืนกระทำชำเราเด็กอายุยังไม่เกินสิบห้าปีซึ่งมิใช่ภริยาของตนโดยเด็กนั้นจะยินยอมหรือไม่ก็ตาม ตาม ป.อ. มาตรา 277 วรรคหนึ่ง เป็นการกระทำกรรมเดียวผิดต่อกฎหมายหลายบท

โจทก์บรรยายฟ้องในข้อ 1 ก ข้อ 2 ก ข้อ 3 ก และข้อ 4 ก ว่า จำเลย...ได้บังอาจพราก...ผู้เสียหายที่ 2...ด้วยการพาตัวผู้เสียหายที่ 2 ไปเสียจากความปกครองดูแลของ...ผู้เสียหายที่ 1 เพื่อการอนาจาร ทั้งโจทก์ได้อ้างฐานความผิดไว้ในตอนต้นว่าพาเด็กอายุยังไม่เกินสิบห้าปีไปเพื่อการอนาจาร และคำขอท้ายฟ้องอ้าง ป.อ. มาตรา 283 ทวิ ไว้ด้วย ฟ้องของโจทก์จึงบรรยายถึงการกระทำทั้งหลายที่อ้างว่าจำเลยได้กระทำผิด ฐานความผิด และอ้างมาตราในกฎหมายซึ่งบัญญัติว่าการกระทำเช่นนั้นเป็นความผิด ชอบด้วย ป.วิ.อ. มาตรา 158 (2) (5) และ (6) แล้ว ถือได้ว่าฟ้องของโจทก์ได้บรรยายครบองค์ประกอบความผิดฐานพาเด็กอายุยังไม่เกินสิบห้าปีไปเพื่อการอนาจารตาม ป.อ. มาตรา 283 ทวิ วรรคสอง แล้ว

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91, 277, 279, 283 ทวิ, 317

จำเลยให้การปฏิเสธ

ก่อนเริ่มสืบพยาน นางปรีดา ผู้เสียหายที่ 1 ยื่นคำร้องขอให้บังคับจำเลยชดใช้ค่าสินไหมทดแทนแก่ตน 300,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับถัดจากวันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จ

จำเลยให้การในคดีส่วนแพ่ง ขอให้ยกคำร้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามกฎหมายอาญา มาตรา 277 วรรคหนึ่ง, 279 วรรคแรก, 283 ทวิ วรรคสอง, 317 วรรคสาม การกระทำของจำเลยเป็นความผิดหลายกรรมต่างกัน ให้ลงโทษทุกกรรมเป็นกระทงความผิดไป ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 ฐานกระทำอนาจารแก่เด็กอายุยังไม่เกินสิบห้าปีโดยใช้กำลังประทุษร้าย และฐานกระทำชำเราเด็กอายุยังไม่เกินสิบห้าปีซึ่งมิใช่ภริยาของตน เป็นกรรมเดียวเป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบท ให้ลงโทษฐานกระทำชำเราเด็กอายุยังไม่เกินสิบห้าปีซึ่งมิใช่ภริยาของตน รวม 4 กระทง จำคุกกระทงละ 4 ปี ฐานพรากเด็กอายุยังไม่เกินสิบห้าปีไปเสียจากบิดามารดา ผู้ปกครองหรือผู้ดูแลโดยปราศจากเหตุอันสมควร เพื่อการอนาจาร รวม 4 กระทง จำคุกกระทงละ 5 ปี จำคุกจำเลยรวม 36 ปี และให้จำเลยชดใช้ค่าสินไหมทดแทนแก่ผู้ร้อง 200,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับถัดจากวันฟ้อง (ฟ้องวันที่ 25 สิงหาคม 2552)เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จ

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 9 พิพากษาแก้เป็นว่า ให้ลงโทษจำเลยในความผิดฐานพรากเด็กอายุยังไม่เกินสิบห้าปีไปเสียจากบิดามารดา ผู้ปกครอง หรือผู้ดูแล เพื่อการอนาจารตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 317 วรรคสาม รวม 2 กระทง เมื่อรวมโทษกับความผิดฐานกระทำชำเราเด็กอายุยังไม่เกินสิบห้าปีซึ่งมิใช่ภริยาของตน เป็นจำคุกจำเลยทั้งสิ้น 26 ปี จำเลยนำสืบเป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้จำเลยหนึ่งในสามตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คงจำคุกจำเลย 17 ปี 4 เดือน กับให้ยกฟ้องในความผิดฐานกระทำอนาจารแก่เด็กอายุยังไม่เกินสิบห้าปีโดยใช้กำลังประทุษร้าย และฐานพาเด็กอายุยังไม่เกินสิบห้าปีไปเพื่อการอนาจาร ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 279 วรรคสอง และมาตรา 283 ทวิ วรรคสอง เสีย นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

โจทก์และจำเลยฎีกา โดยผู้พิพากษาซึ่งพิจารณาและลงชื่อในคำพิพากษา

ศาลชั้นต้นอนุญาตให้จำเลยฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ว่า จำเลยยังมีความผิดฐานพรากเด็กอายุยังไม่เกินสิบห้าปีไปเสียจากบิดามารดา ผู้ปกครอง หรือผู้ดูแล เพื่อการอนาจาร ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 317 วรรคสาม ตามฟ้องโจทก์ข้อ 1 ก และข้อ 2 ก อีก 2 กระทง หรือไม่ เห็นว่า ตามพจนานุกรมฉบับราชบัณฑิตยสถาน พ.ศ.2542 ให้ความหมายคำว่า "พราก" ว่า จากไป พาเอาไปเสีย แยกออกจากกัน เอาออกจากกัน ดังนั้น ความผิดฐานพรากเด็กอายุยังไม่เกินสิบห้าปีไปเสียจากบิดามารดา ผู้ปกครองหรือผู้ดูแล เพื่อการอนาจาร ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 317 วรรคสาม จึงหมายถึงการพาหรือแยกเด็กออกไปจากอำนาจปกครองดูแลของบิดามารดา ทำให้อำนาจปกครองดูแลของบิดามารดาเด็กถูกรบกวนหรือถูกกระทบกระเทือนโดยบิดามารดาเด็กไม่รู้เห็นยินยอมด้วย อันเป็นการล่วงละเมิดอำนาจปกครองของบิดามารดาเด็ก แต่คดีนี้ข้อเท็จจริงฟังได้ว่า ขณะเกิดเหตุเป็นช่วงเวลาปิดภาคเรียนปี 2551 ผู้ร้องอนุญาตให้ผู้เสียหายที่ 2 ทำงานเป็นพนักงานเก็บเงินค่าโดยสารให้จำเลย หากรถยนต์โดยสารของจำเลยถึงจังหวัดตรังเวลาค่ำ จำเลยและผู้เสียหายที่ 2 จะนอนค้างคืนที่ห้องเช่า ผู้ร้องยังเบิกความตอบทนายจำเลยถามค้านว่า ผู้ร้องเคยไปพักกับผู้เสียหายที่ 2 ที่ห้องเช่าจังหวัดตรังด้วย แสดงว่าผู้ร้องรู้เห็นยินยอมให้ผู้เสียหายที่ 2 พักอยู่ห้องเช่าจังหวัดตรังกับจำเลย จำเลยไม่ได้กระทำการใดอันมีลักษณะเป็นการพรากผู้เสียหายที่ 2 ไปจากผู้ร้อง จำเลยจึงไม่มีความผิดฐานพรากเด็กอายุยังไม่เกินสิบห้าปีไปเสียจากบิดามารดา ผู้ปกครองหรือผู้ดูแล เพื่อการอนาจาร ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 317 วรรคสาม ตามฟ้องโจทก์ข้อ 1 ก และ ข้อ 2 ก ส่วนที่จำเลยข่มขืนกระทำชำเราผู้เสียหายที่ 2 ขณะอยู่ที่ห้องเช่าจังหวัดตรังย่อมเป็นความผิดฐานข่มขืนกระทำชำเราเด็กอายุยังไม่เกินสิบห้าปีซึ่งมิใช่ภริยาของตนโดยเด็กนั้นจะยินยอมหรือไม่ก็ตามดังที่ได้วินิจฉัยมาแล้วข้างต้นต่างหาก หาทำให้การกระทำของจำเลยเป็นความผิดฐานพรากเด็กอายุยังไม่เกินสิบห้าปีไปเสียจากบิดามารดา ผู้ปกครอง หรือผู้ดูแล เพื่อการอนาจารดังที่โจทก์กล่าวอ้างในฎีกาไม่ ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 9 พิพากษามานั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาของโจทก์ข้อนี้ฟังไม่ขึ้น

มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ต่อไปว่า การกระทำของจำเลยเป็นความผิดฐานกระทำอนาจารแก่เด็กอายุยังไม่เกินสิบห้าปีโดยใช้กำลังประทุษร้ายตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 279 วรรคสอง ตามคำพิพากษาศาลชั้นต้นหรือไม่ เห็นว่า การกระทำอนาจารหมายถึงการกระทำที่ไม่สมควรทางเพศ เช่น กอดจูบ ลูบคลำ แตะต้องเนื้อตัวร่างกายในทางไม่สมควร ส่วนการกระทำชำเราหมายถึงการใช้อวัยวะเพศของชายสอดใส่เข้าในอวัยวะเพศของหญิง การกระทำชำเราจึงรวมถึงการกระทำอนาจารอยู่ในตัว ดังนั้น การกระทำความผิดตามบทบัญญัติมาตรา 279 ย่อมรวมอยู่ในการกระทำความผิดตามบทบัญญัติมาตรา 277 ซึ่งเป็นการกระทำกรรมเดียวเป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบท คดีนี้ข้อเท็จจริงได้ความว่าจำเลยปลุกปล้ำ กอดจูบ ถอดเสื้อผ้า และกระทำชำเราผู้เสียหายที่ 2 การกระทำของจำเลยย่อมเป็นความผิดฐานกระทำอนาจารแก่เด็กอายุยังไม่เกินสิบห้าปีโดยใช้กำลังประทุษร้าย ตามมาตรา 279 วรรคสอง และฐานข่มขืนกระทำชำเราเด็กอายุยังไม่เกินสิบห้าปีซึ่งมิใช่ภริยาของตนโดยเด็กนั้นจะยินยอมหรือไม่ก็ตาม ตามมาตรา 277 วรรคหนึ่ง ซึ่งเป็นการกระทำกรรมเดียวเป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบท ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 9 พิพากษายกฟ้องโจทก์ข้อหากระทำอนาจารแก่เด็กอายุยังไม่เกินสิบห้าปีโดยใช้กำลังประทุษร้ายนั้น ไม่ต้องด้วยความเห็นของศาลฎีกา ฎีกาของโจทก์ข้อนี้ฟังขึ้น แต่อย่างไรก็ตาม เมื่อการกระทำของจำเลยเป็นความผิดตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 279 วรรคสอง แต่ศาลชั้นต้นพิพากษาปรับบทว่าจำเลยกระทำความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 279 วรรคแรก ซึ่งเป็นการปรับบทผิด ศาลฎีกามีอำนาจปรับบทให้ถูกต้องได้ โดยไม่เป็นการเพิ่มโทษจำเลย เพราะโจทก์ไม่อุทธรณ์ขอให้เพิ่มโทษ

ปัญหาข้อสุดท้ายที่ต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์มีว่า โจทก์บรรยายฟ้องครบองค์ประกอบความผิดฐานพาเด็กอายุยังไม่เกินสิบห้าปีไปเพื่อการอนาจารตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 283 ทวิ วรรคสอง หรือไม่ เห็นว่า โจทก์บรรยายฟ้องในข้อ 1 ก ข้อ 2 ก ข้อ 3 ก และ ข้อ 4 ก ว่า จำเลย...ได้บังอาจพราก....ผู้เสียหายที่ 2...ด้วยการพาตัวผู้เสียหายที่ 2 ไปเสียจากความปกครองดูแลของ...ผู้เสียหายที่ 1 เพื่อการอนาจาร ทั้งโจทก์ได้อ้างฐานความผิดไว้ในตอนต้นว่าพาเด็กอายุยังไม่เกินสิบห้าปีไปเพื่อการอนาจาร และคำขอท้ายฟ้องอ้างประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 283 ทวิ ไว้ด้วย ฟ้องของโจทก์จึงบรรยายถึงการกระทำทั้งหลายที่อ้างว่าจำเลยได้กระทำผิด ฐานความผิด และอ้างมาตราในกฎหมายซึ่งบัญญัติว่าการกระทำเช่นนั้นเป็นความผิด ชอบด้วยประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 158 (2) (5) และ (6) แล้ว ถือได้ว่าฟ้องของโจทก์ได้บรรยายครบองค์ประกอบความผิดฐานพาเด็กอายุยังไม่เกินสิบห้าปีไปเพื่อการอนาจารตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 283 ทวิ วรรคสอง แล้ว ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 9 วินิจฉัยว่าฟ้องโจทก์ขาดองค์ประกอบความผิดและพิพากษายกฟ้องโจทก์ในข้อหานี้นั้น ไม่ต้องด้วยความเห็นของศาลฎีกา ฎีกาของโจทก์ข้อนี้ฟังขึ้น แม้ศาลอุทธรณ์ภาค 9 จะยังมิได้วินิจฉัยว่าจำเลยกระทำความผิดฐานนี้หรือไม่ แต่เมื่อโจทก์และจำเลยสืบพยานจนพอวินิจฉัยได้แล้ว ศาลฎีกาจึงเห็นสมควรวินิจฉัยไปโดยไม่ต้องย้อนสำนวนไปให้ศาลอุทธรณ์ภาค 9 วินิจฉัยก่อน เมื่อข้อเท็จจริงฟังได้ดังที่วินิจฉัยข้างต้นว่าจำเลยได้พาผู้เสียหายที่ 2 ไปจากโรงเรียนและข่มขืนกระทำชำเราผู้เสียหายที่ 2 ตามฟ้องโจทก์ข้อ 3 ก และ ข้อ 4 ก การกระทำของจำเลยจึงเป็นความผิดฐานพาเด็กอายุยังไม่เกินสิบห้าปีไปเพื่อการอนาจารตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 283 ทวิ วรรคสอง ส่วนฟ้องโจทก์ ข้อ 1 ก และ ข้อ 2 ก นั้น จำเลยกระทำชำเราผู้เสียหายที่ 2 ขณะพักอยู่ที่ห้องเช่าจังหวัดตรังซึ่งเป็นที่พักตามปกติอยู่แล้ว จำเลยมิได้กระทำการใดอันเป็นการพาผู้เสียหายที่ 2 ไปเพื่อการอนาจาร จำเลยจึงไม่มีความผิดฐานพาเด็กอายุยังไม่เกินสิบห้าปีไปเพื่อการอนาจารตามฟ้องโจทก์ข้อ 1 ก และ ข้อ 2 ก

พิพากษาแก้เป็นว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 279 วรรคสอง, 283 ทวิ วรรคสอง ฐานกระทำอนาจารแก่เด็กอายุยังไม่เกินสิบห้าปีโดยใช้กำลังประทุษร้าย ฐานพาเด็กอายุยังไม่เกินสิบห้าปีไปเพื่อการอนาจาร และฐานกระทำชำเราเด็กอายุยังไม่เกินสิบห้าปีซึ่งมิใช่ภริยาโดยเด็กนั้นจะยินยอมหรือไม่ก็ตาม 2 กระทง กับฐานกระทำอนาจารแก่เด็กอายุยังไม่เกินสิบห้าปีโดยใช้กำลังประทุษร้ายและฐานกระทำชำเราเด็กอายุยังไม่เกินสิบห้าปีซึ่งมิใช่ภริยาโดยเด็กนั้นจะยินยอมหรือไม่ก็ตาม 2 กระทง เป็นการกระทำกรรมเดียวเป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบท ให้ลงโทษฐานกระทำชำเราเด็กอายุยังไม่เกินสิบห้าปีซึ่งมิใช่ภริยาโดยเด็กนั้นจะยินยอมหรือไม่ก็ตามซึ่งเป็นกฎหมายบทที่มีโทษหนักที่สุดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 สำหรับโทษและนอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 9 คำขออื่นนอกจากนี้ให้ยก
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.อ. ม. 158 (2) ม. 158 (5) ม. 158 (6)
ป.อ. ม. 90 ม. 317 วรรคสาม ม. 277 วรรคหนึ่ง ม. 279 วรรคสอง ม. 283 ทวิ
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการจังหวัดสตูล
ผู้ร้อง — นางปรีดา พรมบุญแก้ว
จำเลย — นายวิรัส สุโสะ
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดสตูล — นายนฤพนธ์ ถิระวุฒิ
ศาลอุทธรณ์ภาค 9 — นายประสาร กีรานนท์
ชื่อองค์คณะ
กฤษฎิ์จิรัฐ คุณาจิรภรณ์
พิศล พิรุณ
เสรี เพศประเสริฐ
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 12650/2556
#559065
เปิดฉบับเต็ม

พ.ร.บ.เครื่องหมายการค้าฯ กำหนดหลักเกณฑ์และวิธีการการขอจดทะเบียนและการคัดค้านการขอจดทะเบียนเครื่องหมายการค้าและการเพิกถอนเครื่องหมายการค้าไว้เป็นลำดับ ตั้งแต่หมวดที่ 1 ส่วนที่ 1 การขอจดทะเบียนเครื่องหมายการค้า ที่ให้นายทะเบียนเครื่องหมายการค้าพิจารณาคำขอต่าง ๆ ให้เป็นไปตามข้อกำหนดของกฎหมาย เมื่อนายทะเบียนเครื่องหมายการค้าเห็นว่าเครื่องหมายการค้าที่ยื่นขอรายนั้นไม่มีลักษณะต้องห้ามตามกฎหมาย ก็จะรับจดทะเบียนให้และลงประกาศโฆษณาคำขอจดทะเบียนเครื่องหมายการค้ารายนั้น ตามมาตรา 29 อันเป็นการเสร็จสิ้นขั้นตอนการพิจารณาคำขอของนายทะเบียนเครื่องหมายการค้า จากนั้นก็เปิดโอกาสให้มีการคัดค้านคำขอที่นายทะเบียนเครื่องหมายการค้ารับจดทะเบียนไว้เป็นเวลา 90 วัน นับแต่วันประกาศโฆษณา ตามมาตรา 35 ซึ่งเป็นขั้นตอนในลำดับถัดไปที่บัญญัติไว้ในส่วนที่ 2 การรับจดทะเบียนและผลแห่งการรับจดทะเบียนเครื่องหมายการค้า หากไม่ปรากฏว่ามีผู้ใดคัดค้านหรือมีผู้คัดค้าน แต่ได้มีคำวินิจฉัยหรือคำพิพากษาหรือคำสั่งถึงที่สุดให้ผู้ขอจดทะเบียนเป็นผู้มีสิทธิจดทะเบียนตามมาตรา 40 นายทะเบียนเครื่องหมายการค้าก็จะมีคำสั่งให้จดทะเบียนเครื่องหมายการค้าได้ อันเป็นขั้นตอนสุดท้ายของการดำเนินการรับจดทะเบียนเครื่องหมายการค้าของนายทะเบียนเครื่องหมายการค้า หลังจากนั้นเครื่องหมายการค้าที่ได้รับจดทะเบียนแล้วดังกล่าว อาจมีการแก้ไขเปลี่ยนแปลงการจดทะเบียนตามที่บัญญัติไว้ในส่วนที่ 3 และอาจมีการต่ออายุและอาจถูกเพิกถอนเครื่องหมายการค้าตามที่บัญญัติไว้ในส่วนที่ 4 ซึ่งเป็นคนละขั้นตอนกับการพิจารณาคำขอเครื่องหมายการค้าของนายทะเบียนเครื่องหมายการค้าตามที่บัญญัติไว้ในส่วนที่ 1 ผู้ร้องยื่นคำร้องต่อคณะกรรมการเครื่องหมายการค้าอ้างว่า เครื่องหมายการค้าของโจทก์ในขณะจดทะเบียนคล้ายกับเครื่องหมายการค้าของผู้ร้องที่ได้จดทะเบียนไว้แล้วจนอาจทำให้สาธารณชนสับสนหรือหลงผิดในความเป็นเจ้าของหรือแหล่งกำเนิดของสินค้า ที่คณะกรรมการเครื่องหมายการค้าสั่งให้เพิกถอนเครื่องหมายการค้าที่จดทะเบียนแล้วได้ตามที่บัญญัติไว้ในมาตรา 61 (4) ซึ่งเป็นการใช้สิทธิขอให้เพิกถอนเครื่องหมายการค้าคนละขั้นตอนโดยอาศัยอำนาจตามบทมาตราของกฎหมายแตกต่างกัน แม้ผู้ร้องไม่เคยคัดค้านคำขอจดทะเบียนเครื่องหมายการค้าของโจทก์ไว้ตามมาตรา 35 ผู้ร้องย่อมมีสิทธิยื่นคำร้องดังกล่าวได้

เมื่อพิจารณาการยื่นคำขอใช้เครื่องหมายการค้าของโจทก์ตั้งแต่ต้น และหลังจากนั้นโจทก์ได้นำเครื่องหมายการค้าของโจทก์ไปใช้กับสินค้าของโจทก์เรื่อยมาตั้งแต่ ปี 2547 โดยไม่ปรากฏว่ามีผู้ใดโต้แย้งคัดค้านหรือมีความเห็นเกี่ยวกับเครื่องหมายการค้าของโจทก์ว่าต้องห้ามจดทะเบียนเครื่องหมายการค้าตามกฎหมายแต่ประการใด ทั้งหลังจากโจทก์ได้รับการจดทะเบียนเครื่องหมายการค้าดังกล่าว โจทก์ได้ใช้เครื่องหมายการค้านั้นกับสินค้าของโจทก์นำออกจำหน่ายแก่ประชาชนทั่วไปมาเป็นเวลานานเกินกว่า 5 ปี ตั้งแต่ปี 2547 ถึงปี 2552 จนเป็นที่รู้จักแก่ประชาชนทั่วไปโดยไม่ปรากฏว่าสินค้าที่ใช้เครื่องหมายการค้าของโจทก์สร้างความสับสนหรือหลงผิดในความเป็นเจ้าของหรือแหล่งกำเนิดของสินค้าของโจทก์กับสินค้าของผู้ร้องหรือบุคคลอื่น ย่อมเป็นข้อสนับสนุนว่า โจทก์ได้ใช้เครื่องหมายการค้าของโจทก์โดยสุจริตโดยสาธารณชนสามารถแยกความแตกต่างระหว่างสินค้าที่ใช้เครื่องหมายการค้าของโจทก์กับสินค้าที่ใช้เครื่องหมายการค้าของผู้ร้องหรือของบุคคลอื่นได้ แม้เครื่องหมายการค้าของโจทก์กับเครื่องหมายการค้าของผู้ร้องจะใช้อักษรโรมันและมีเสียงเรียกขานอย่างเดียวกัน กับได้จดทะเบียนเพื่อใช้กับสินค้าจำพวกเดียวกัน ถือไม่ได้ว่าเครื่องหมายการค้าของโจทก์ในขณะที่จดทะเบียนเป็นเครื่องหมายการค้าที่คล้ายกับเครื่องหมายการค้าของบุคคลอื่นที่ได้จดทะเบียนไว้แล้วจนอาจทำให้สาธารณชนสับสนหรือหลงผิดในความเป็นเจ้าของหรือแหล่งกำเนิดของสินค้า สำหรับสินค้าจำพวกเดียวกันหรือต่างจำพวกกันที่มีลักษณะอย่างเดียวกัน ที่คณะกรรมการเครื่องหมายการค้าจะสั่งให้เพิกถอนเครื่องหมายการค้าที่ได้จดทะเบียนแล้วตามมาตรา 61 (4)

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้เพิกถอนคำสั่งคณะกรรมการเครื่องหมายการค้าที่ 14/2553 เรื่องเพิกถอนการจดทะเบียนเครื่องหมายการค้าคำขอเลขที่ 556745 ให้จำเลยที่ 1 รับจดทะเบียนเครื่องหมายการค้าของโจทก์ตามทะเบียนเลขที่ ค228306

จำเลยทั้งสิบให้การขอให้ยกฟ้อง

ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางพิพากษายกฟ้อง ค่าฤชาธรรมเนียมให้เป็นพับ

โจทก์อุทธรณ์ต่อศาลฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศวินิจฉัยว่า คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของโจทก์ประการแรกว่า ผู้ร้องมีสิทธิยื่นคำร้องขอให้เพิกถอนเครื่องหมายการค้าของโจทก์หรือไม่ โดยโจทก์อุทธรณ์ว่า นายผัน ไม่มีอำนาจร้องขอให้เพิกถอนเครื่องหมายการค้าของโจทก์ เพราะผู้ร้องไม่ได้ยื่นคำคัดค้านการจดทะเบียนเครื่องหมายการค้าของโจทก์ภายใน 90 วัน นับแต่ประกาศโฆษณาคำขอจดทะเบียนเครื่องหมายการค้าของโจทก์ ตามมาตรา 35 แห่งพระราชบัญญัติเครื่องหมายการค้า พ.ศ.2534 เห็นว่า พระราชบัญญัติเครื่องหมายการค้า พ.ศ.2534 กำหนดหลักเกณฑ์และวิธีการขอจดทะเบียนและการคัดค้านการขอจดทะเบียนเครื่องหมายการค้าและการเพิกถอนเครื่องหมายการค้าไว้เป็นลำดับ ตั้งแต่หมวดที่ 1 ส่วนที่ 1 การขอจดทะเบียนเครื่องหมายการค้า ที่ให้นายทะเบียนเครื่องหมายการค้าพิจารณาคำขอต่าง ๆ ให้เป็นไปตามข้อกำหนดของกฎหมาย เมื่อนายทะเบียนเครื่องหมายการค้าเห็นว่าเครื่องหมายการค้าที่ยื่นขอรายนั้น ไม่มีลักษณะต้องห้ามตามกฎหมาย ก็จะรับจดทะเบียนให้และลงประกาศโฆษณาคำขอจดทะเบียนเครื่องหมายการค้ารายนั้น ตามมาตรา 29 อันเป็นการเสร็จสิ้นขั้นตอนการพิจารณาคำขอของนายทะเบียนเครื่องหมายการค้า จากนั้นก็เปิดโอกาสให้มีการคัดค้านคำขอที่นายทะเบียนเครื่องหมายการค้ารับจดทะเบียนไว้ภายใน 90 วัน นับแต่วันประกาศโฆษณา ตามมาตรา 35 ซึ่งเป็นขั้นตอนในลำดับถัดไปที่บัญญัติไว้ในส่วนที่ 2 การรับจดทะเบียนและผลแห่งการรับจดทะเบียนเครื่องหมายการค้า หากไม่ปรากฏว่ามีผู้ใดคัดค้านหรือมีผู้คัดค้าน แต่ได้มีคำวินิจฉัยหรือคำพิพากษาหรือคำสั่งถึงที่สุดให้ผู้ขอจดทะเบียนเป็นผู้มีสิทธิจดทะเบียน ตามมาตรา 40 นายทะเบียนเครื่องหมายการค้าก็จะมีคำสั่งให้จดทะเบียนเครื่องหมายการค้าได้ อันเป็นขั้นตอนสุดท้ายของการดำเนินการรับจดทะเบียนเครื่องหมายการค้าของนายทะเบียนเครื่องหมายการค้า หลังจากนั้นเครื่องหมายการค้าที่ได้รับจดทะเบียนแล้วดังกล่าว อาจมีการแก้ไขเปลี่ยนแปลงการจดทะเบียนตามที่บัญญัติไว้ในส่วนที่ 3 และอาจมีการต่ออายุและอาจถูกเพิกถอนเครื่องหมายการค้าตามที่บัญญัติไว้ในส่วนที่ 4 ซึ่งเป็นคนละขั้นตอนกับการพิจารณาคำขอเครื่องหมายการค้าของนายทะเบียนเครื่องหมายการค้าตามที่บัญญัติไว้ในส่วนที่ 1 ดังที่กล่าวแล้วข้างต้น ซึ่งในกรณีของผู้ร้องเป็นการยื่นคำร้องต่อคณะกรรมการเครื่องหมายการค้ากล่าวอ้างว่า เครื่องหมายการค้าของโจทก์ในขณะจดทะเบียนคล้ายกับเครื่องหมายการค้าของผู้ร้องที่ได้จดทะเบียนไว้แล้ว จนอาจทำให้สาธารณชนสับสนหรือหลงผิดในความเป็นเจ้าของหรือแหล่งกำเนิดของสินค้า ที่คณะกรรมการเครื่องหมายการค้าสั่งให้เพิกถอนเครื่องหมายการค้าที่จดทะเบียนแล้วได้ ตามที่บัญญัติไว้ในมาตรา 61 (4) ซึ่งเป็นการใช้สิทธิขอให้เพิกถอนเครื่องหมายการค้าคนละขั้นตอนโดยอาศัยอำนาจตามบทมาตราของกฎหมายแตกต่างกัน แม้ผู้ร้องไม่ได้เคยคัดค้านคำขอจดทะเบียนเครื่องหมายการค้าของโจทก์ไว้ตามมาตรา 35 ผู้ร้องย่อมมีสิทธิยื่นคำร้องดังกล่าวได้ อุทธรณ์ของโจทก์ข้อนี้ฟังไม่ขึ้น

ปัญหาต้องวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของโจทก์ประการต่อไปว่า ในขณะจดทะเบียนเครื่องหมายการค้าของโจทก์ เครื่องหมายการค้าของโจทก์ รูป คล้ายกับเครื่องหมายของผู้ร้อง รูป จนอาจทำให้สาธารณชนสับสนหรือหลงผิดในความเป็นเจ้าของหรือแหล่งกำเนิดของสินค้าที่คณะกรรมการเครื่องหมายการค้าสั่งให้เพิกถอนตามมาตรา 61 (4) แห่งพระราชบัญญัติเครื่องหมายการค้า พ.ศ.2534 ได้หรือไม่ นายทะเบียนเครื่องหมายการค้าได้พิจารณาแล้วเห็นว่า เครื่องหมายการค้าของโจทก์ไม่เป็นเครื่องหมายการค้าที่เหมือนหรือคล้ายกับเครื่องหมายการค้าของบุคคลอื่นที่ได้จดทะเบียนไว้แล้วจนอาจทำให้สาธารณชนสับสนหรือหลงผิดในความเป็นเจ้าของหรือแหล่งกำเนิดของสินค้า นอกจากนั้นยังได้ความจากคำเบิกความของนายกนก ข้าราชการสังกัดจำเลยที่ 1 เบิกความตอบทนายโจทก์ถามค้านว่า ในการตรวจสอบเครื่องหมายการค้าของโจทก์ดังกล่าว ได้มีการตรวจสอบกับเครื่องหมายการค้าที่มีคำว่า JOJO อีก 2 เครื่องหมาย ซึ่งยื่นคำขอใช้เมื่อวันที่ 10 มิถุนายน 2531 และวันที่ 11 มีนาคม 2545 สำหรับสินค้าจำพวก 25 เช่นเดียวกัน แต่รูปลักษณะของเครื่องหมายการค้านั้นแตกต่างกัน จึงรับจดทะเบียนให้โจทก์ แต่เนื่องจากคำว่า NY เป็นคำย่อของ NEW YORK ไม่เป็นไปตามหลักเกณฑ์และวิธีการที่กำหนดไว้ในกฎกระทรวง ตามมาตรา 11 จึงให้โจทก์ตัดคำ NY ออกจากเครื่องหมายการค้าดังกล่าวเพียงประการเดียว อันเป็นเหตุให้โจทก์ต้องเปลี่ยนแปลงแก้ไขเครื่องหมายการค้าของโจทก์เป็น คำว่า JOJO * แล้วโจทก์ยื่นเครื่องหมายใหม่ที่คงลักษณะรูปแบบของเครื่องหมายที่เคยยื่นไว้เช่นเดิม เพียงแต่ตัดส่วนคำ NY เท่านั้น ย่อมแสดงว่า อักษรโรมันคำว่า JOJO และเสียงเรียกขานว่า โจโจ ไม่ใช่สาระสำคัญในการพิจารณาความเหมือนหรือคล้ายกันของเครื่องหมายการค้าที่ยื่นขอจดทะเบียนกับเครื่องหมายการค้าของบุคคลอื่นที่ได้จดทะเบียนไว้แล้ว เมื่อพิจารณาพฤติการณ์การยื่นคำขอใช้เครื่องหมายการค้าของโจทก์เป็นลำดับมาตั้งแต่ต้น และ หลังจากนั้นโจทก์ได้นำเครื่องหมายการค้าของโจทก์ไปใช้กับสินค้าของโจทก์เรื่อยมาตั้งแต่ ปี 2547 โดยไม่ปรากฏว่ามีผู้ใดโต้แย้งคัดค้านหรือมีความเห็นเกี่ยวกับเครื่องหมายการค้าของโจทก์ว่าต้องห้ามจดทะเบียนเครื่องหมายการค้าตามกฎหมายแต่ประการใด และข้อเท็จจริงได้ความจากทางนำสืบของโจทก์โดยจำเลยไม่ได้โต้แย้งเป็นอย่างอื่นว่า หลังจากที่โจทก์ได้รับการจดทะเบียนเครื่องหมายการค้าดังกล่าว โจทก์ได้ใช้เครื่องหมายการค้านั้นกับสินค้าของโจทก์นำออกจำหน่ายแก่ประชาชนทั่วไปมาเป็นเวลานานเกินกว่า 5 ปี ตั้งแต่ปี 2547 ถึงปี 2552 จนเป็นที่รู้จักแก่ประชาชนทั่วไป โดยไม่ปรากฏข้อเท็จจริงใดที่แสดงว่าสินค้าที่ใช้เครื่องหมายการค้าของโจทก์สร้างความสับสนหรือหลงผิดในความเป็นเจ้าของหรือแหล่งกำเนิดของสินค้าของโจทก์กับสินค้าของผู้ร้องหรือบุคคลอื่น ย่อมเป็นข้อสนับสนุนว่า โจทก์ใช้เครื่องหมายการค้าของโจทก์โดยสุจริตโดยสาธารณชนสามารถแยกความแตกต่างระหว่างสินค้าที่ใช้เครื่องหมายการค้าของโจทก์กับสินค้าที่ใช้เครื่องหมายการค้าของผู้ร้องหรือของบุคคลอื่นได้ แม้เครื่องหมายการค้าของโจทก์กับเครื่องหมายการค้าของผู้ร้องจะใช้อักษรโรมันและมีเสียงเรียกขานอย่างเดียวกันกับได้จดทะเบียนเพื่อใช้กับสินค้าจำพวกเดียวกัน ก็ถือไม่ได้ว่าเครื่องหมายการค้าของโจทก์ในขณะที่จดทะเบียนเป็นเครื่องหมายการค้าที่คล้ายกับเครื่องหมายการค้าของบุคคลอื่นที่ได้จดทะเบียนไว้แล้วจนอาจทำให้สาธารณชนสับสนหรือหลงผิดในความเป็นเจ้าของหรือแหล่งกำเนิดของสินค้า สำหรับสินค้าจำพวกเดียวกันหรือต่างจำพวกกันที่มีลักษณะอย่างเดียวกันที่คณะกรรมการเครื่องหมายการค้าจะสั่งให้เพิกถอนเครื่องหมายการค้าที่ได้จดทะเบียนแล้ว ตามมาตรา 61 (4) แห่งพระราชบัญญัติเครื่องหมายการค้า พ.ศ.2534 การที่นายทะเบียนเครื่องหมายการค้ารับจดทะเบียนเครื่องหมายการค้ารูปให้แก่โจทก์จึงชอบแล้ว ที่ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางวินิจฉัยเห็นชอบด้วยกับคำวินิจฉัยของคณะกรรมการเครื่องหมายการค้าที่ให้เพิกถอนเครื่องหมายการค้าของโจทก์ในประเด็นนี้มานั้น ศาลฎีกาแผนกคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศไม่เห็นพ้องด้วย อุทธรณ์ของโจทก์ข้อนี้ฟังขึ้น

พิพากษากลับ ให้เพิกถอนคำสั่งคณะกรรมการเครื่องหมายการค้าที่ 14/2553 เรื่อง เพิกถอนการจดทะเบียนเครื่องหมายการค้า คำขอเลขที่ 556745 ของโจทก์ คำขออื่นให้ยก ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสองศาลให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.เครื่องหมายการค้า พ.ศ.2534 ม. 61 (4)
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นางสาววารี รัตนผุสดีกุล
จำเลย — กรมทรัพย์สินทางปัญญา กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลาง — นางกรกันยา สุวรรณพานิช
ชื่อองค์คณะ
เฉลียว พลวิเศษ
อร่าม เสนามนตรี
สมควร วิเชียรวรรณ
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 12573/2556
#554825
เปิดฉบับเต็ม

ตาม ป.วิ.พ. มาตรา 309 ตรี ให้สิทธิแก่ผู้ซื้ออสังหาริมทรัพย์จากการขายทอดตลาดของเจ้าพนักงานบังคับคดียื่นคำขอฝ่ายเดียวต่อศาลในคดีเดิมเพื่อออกคำบังคับแก่ลูกหนี้ตามคำพิพากษาหรือบริวารออกไปจากอสังหาริมทรัพย์ได้เท่านั้น สิทธิดังกล่าวมิใช่ทรัพยสิทธิอันเกี่ยวด้วยอสังหาริมทรัพย์ที่จะโอนกันได้ทางนิติกรรม การที่ผู้ซื้อทรัพย์โอนกรรมสิทธิ์ที่ดินที่ได้จากการขายทอดตลาดแก่โจทก์ก็ไม่ทำให้โจทก์ได้สิทธิตามบทบัญญัติดังกล่าว เมื่อโจทก์เป็นเจ้าของที่ดินพิพาทจึงมีอำนาจฟ้องขับไล่จำเลยและบริวารออกจากที่ดินพิพาทได้

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยและบริวารออกจากบ้านเลขที่ 37 และที่ดินตามฟ้อง ห้ามจำเลยและบริวารยุ่งเกี่ยวกับบ้านและที่ดินดังกล่าวต่อไป กับให้จำเลยชดใช้ค่าเสียหายให้แก่โจทก์รวมเป็นเงิน 10,000 บาท นับถัดจากวันฟ้องไปอีกเดือนละ 2,000 บาท จนกว่าจำเลยและบริวารจะออกไปจากบ้านและที่ดินของโจทก์

จำเลยให้การขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยและบริวารออกจากบ้านเลขที่ 37 หมู่ที่ 1 และที่ดินโฉนดเลขที่ 4302 ตำบลเกวียนหัก อำเภอขลุง จังหวัดจันทบุรี และชำระเงินจำนวน 7,000 บาท แก่โจทก์ และค่าเสียหายให้โจทก์อีกเดือนละ 1,200 บาท นับถัดจากวันฟ้อง (ฟ้องวันที่ 5 ตุลาคม 2554) เป็นต้นไปจนกว่าจำเลยและบริวารจะออกไปจากบ้านและที่ดินดังกล่าวของโจทก์ กับให้จำเลยใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ โดยกำหนดค่าทนายความ 3,000 บาท ค่าใช้จ่ายในการดำเนินคดีให้เป็นพับ

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 2 พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ

จำเลยฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงฟังเป็นยุติได้ว่า โจทก์มีชื่อเป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์ที่ดินตามโฉนดเลขที่ 4302 ตำบลเกวียนหัก อำเภอขลุง จังหวัดจันทบุรี และบ้านเลขที่ 37 ในที่ดินดังกล่าว ซึ่งนางนกแก้ว มารดาโจทก์ ซื้อมาจากการขายทอดตลาดของเจ้าพนักงานบังคับคดีตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น ต่อมานางนกแก้วโอนที่ดินให้แก่โจทก์ คดีมีปัญหาข้อกฎหมายตามฎีกาของจำเลยเพียงว่า โจทก์มีอำนาจฟ้องขับไล่จำเลยและบริวารออกไปจากที่ดินพิพาทหรือไม่ ที่จำเลยฎีกาว่า โจทก์ได้รับโอนที่ดินพิพาทจากนางนกแก้ว จึงรับไปทั้งสิทธิและหน้าที่ของนางนกแก้วในที่ดินพิพาทซึ่งมิใช่สิทธิเฉพาะตัว และโจทก์ต้องใช้สิทธิตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 309 ตรี ยื่นคำร้องเข้าไปในคดีเดิม โจทก์จึงไม่มีอำนาจฟ้องเป็นคดีใหม่นั้น เห็นว่า ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 309 ตรี ให้สิทธิแก่ผู้ซื้ออสังหาริมทรัพย์จากการขายทอดตลาดของเจ้าพนักงานบังคับคดีที่จะยื่นคำขอฝ่ายเดียวต่อศาลในคดีเดิมเพื่อให้ออกคำบังคับให้ลูกหนี้ตามคำพิพากษาหรือบริวารออกไปจากอสังหาริมทรัพย์ได้เท่านั้น สิทธิตามบทบัญญัติดังกล่าวจึงตกแก่นางนกแก้วซึ่งเป็นผู้ซื้อที่ดินพิพาทจากการขายทอดตลาดของเจ้าพนักงานบังคับคดี แม้สิทธิดังกล่าวจะมิใช่สิทธิเฉพาะตัวซึ่งสามารถตกทอดแก่โจทก์ทางมรดกได้ก็ตาม แต่ก็มิใช่ทรัพยสิทธิอันเกี่ยวด้วยอสังหาริมทรัพย์ที่จะสามารถโอนให้แก่กันได้โดยทางนิติกรรม การที่นางนกแก้วโอนไปซึ่งกรรมสิทธิ์อันเป็นทรัพยสิทธิอันเกี่ยวด้วยอสังหาริมทรัพย์ในที่ดินพิพาทให้แก่โจทก์จึงมิได้ทำให้สิทธิตามบทบัญญัติดังกล่าวโอนไปยังโจทก์ด้วย โจทก์ย่อมไม่มีสิทธิที่จะยื่นคำขอฝ่ายเดียวเข้าไปในคดีเดิมเพื่อให้ศาลออกคำบังคับแก่จำเลยได้ เมื่อโจทก์เป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์ที่ดินพิพาทโดยรับโอนมาจากนางนกแก้วทางนิติกรรม โจทก์จึงมีอำนาจฟ้องขับไล่จำเลยและบริวารออกไปจากที่ดินพิพาท ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 2 พิพากษามานั้นชอบแล้ว ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาของจำเลยฟังไม่ขึ้น

พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมในชั้นฎีกาให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ. ม. 309 ตรี
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นางสาวจิตรา แสวงกิจ
จำเลย — นายสมคิด กรณีย์
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดจันทบุรี — นายจำนงค์ ไกลพาล
ศาลอุทธรณ์ภาค 2 — นายศิริชัย คุณจักร
ชื่อองค์คณะ
สมยศ เข็มทอง
ไชยยงค์ คงจันทร์
เมทินี ชโลธร
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 12544/2556
#559347
เปิดฉบับเต็ม

จังหวัดอุทัยธานีไม่เคยมีโครงการจัดซื้อรถจักรยานยนต์ เพื่อมอบแก่เจ้าพนักงานตำรวจสายตรวจ และไม่มีข้อเท็จจริงเกิดขึ้นตามที่กลุ่มคนร้ายโทรศัพท์มาหลอกลวงโจทก์ร่วม ทั้งการที่โจทก์ร่วมมอบเงินแก่คนร้ายไปนั้น ก็หาได้ประสงค์เพื่อนำไปให้สินบนแก่เจ้าพนักงาน แต่มอบเงินแก่คนร้ายก็ด้วยเหตุที่โจทก์ร่วมหลงเชื่อการหลอกลวงของกลุ่มคนร้ายด้วยข้อความอันเป็นเท็จ จึงถือไม่ได้ว่าโจทก์ร่วมได้ร่วมกับกลุ่มคนร้ายนำสินบนไปให้เจ้าพนักงานเพื่อจูงใจให้กระทำการโดยมิชอบด้วยหน้าที่ เมื่อโจทก์ร่วมมอบเงินแก่คนร้ายไป โจทก์ร่วมย่อมได้รับความเสียหายจากการกระทำของกลุ่มคนร้ายโดยตรงและเป็นผู้เสียหายโดยนิตินัย

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 341, 83 และให้จำเลยคืนหรือใช้เงินที่ฉ้อโกงไปจำนวน 2,500,000 บาท แก่ผู้เสียหาย

จำเลยให้การปฏิเสธ

ระหว่างพิจารณาร้อยตรีสุทินหรือณัฏฐนัย ผู้เสียหาย ยื่นคำร้องขอเข้าร่วมเป็นโจทก์ ศาลชั้นต้นอนุญาต

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 341, 83 จำคุก 3 ปี ให้จำเลยคืนหรือใช้เงินที่ฉ้อโกงไปจำนวน 2,500,000 บาท แก่โจทก์ร่วม

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 6 พิพากษากลับ ให้ยกฟ้อง

โจทก์และโจทก์ร่วมฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงที่คู่ความนำสืบและไม่ได้โต้เถียงกันฟังได้ในเบื้องต้นว่า วันที่ 9 กุมภาพันธ์ 2541 เวลา 10 นาฬิกาเศษ มีผู้ชายโทรศัพท์มาหาโจทก์ร่วมบอกว่าชื่อพงษ์ศักดิ์เป็นผู้จัดการฝ่ายขายบริษัทเอส พี ซูซูกิ จำกัด (มหาชน) ซึ่งร้านกอบกัยกิจพานิช ของโจทก์ร่วมเป็นตัวแทนจำหน่ายรถจักรยานยนต์ยี่ห้อ ซูซูกิ โจทก์ร่วมรู้จักนายพงษ์ศักดิ์ แต่ไม่เคยพูดคุยกัน บุคคลดังกล่าวพูดว่าได้รับการติดต่อจากผู้ว่าราชการจังหวัดอุทัยธานีจะซื้อรถจักรยานยนต์จำนวน 250 คัน มอบให้สายตรวจไว้ใช้ในการปฏิบัติราชการ จากนั้นให้โจทก์ร่วมพูดกับบุคคลที่อ้างว่าคือนายชุมพล ประธานบริษัท โจทก์ร่วมพูดคุยกับบุคคลดังกล่าวมีการสอบถามกิจการค้าขาย รายละเอียดเกี่ยวกับธุรกิจ เครดิตที่มีกับบริษัท แล้วให้โจทก์ร่วมรอเนื่องจากกำลังส่งพนักงานไปเจรจากับผู้ว่าราชการจังหวัดอุทัยธานี แล้วบุคคลดังกล่าวให้คุยกับนายพงษ์ศักดิ์ต่อ ผู้ที่อ้างว่าชื่อนายพงษ์ศักดิ์พูดว่าบริษัท เอ.พี.ฮอนด้า จำกัด ส่งพนักงานไปเจรจากับผู้ว่าราชการจังหวัดอุทัยธานีด้วยในลักษณะการแข่งขันทางธุรกิจ สักพักผู้นั้นพูดว่านายชุมพลได้ข้อมูลมาแล้วให้โจทก์ร่วมพูดกับนายชุมพล ผู้ที่อ้างว่าคือนายชุมพลบอกว่าพนักงานพูดคุยกับผู้ว่าราชการจังหวัดอุทัยธานีแล้ว ได้รับแจ้งว่า นางยี กรรมการบริษัทนครสวรรค์ไทยจักรยานยนต์ จำกัด ตัวแทนจำหน่ายรถจักรยานยนต์ ยี่ห้อ ซูซูกิ เจรจาต่อรองเสนอเงินให้ผู้ว่าราชการจังหวัดอุทัยธานี จำนวน 3,000,000 บาท โจทก์ร่วมเชื่อตามนั้น บุคคลดังกล่าวบอกว่าเมื่อนางยีเสนอเงินให้ผู้ว่าราชการจังหวัดอุทัยธานี เขาติดต่อประสานงานไปยังผู้ใหญ่ในกระทรวงเพื่อให้ผู้ว่าราชการจังหวัดอุทัยธานีอนุมัติซื้อรถจักรยานยนต์จากบริษัท เอส พี ซูซูกิ จำกัด (มหาชน) แต่ต้องการเงินจำนวน 2,500,000 บาท เพื่อใช้ในการทำสัญญา โจทก์ร่วมสามารถหาเงินให้ได้หรือไม่ โจทก์ร่วมจึงสอบถามธนาคารที่โจทก์ร่วมมีบัญชีเงินฝาก ธนาคารแจ้งว่ามีเงินเหลือ บุคคลนั้นบอกให้โจทก์ร่วมไปธนาคารเพื่อถอนเงิน โจทก์ร่วมไปธนาคารทหารไทย จำกัด สาขาอุทัยธานี ผู้ช่วยผู้จัดการธนาคารบอกว่ามีผู้ชายชื่อศิริชัยโทรศัพท์มาจากบริษัทเอส พี ซูซูกิ จำกัด (มหาชน) พูดว่า ตระกูลพรประภาจะโอนเงินเข้าบัญชีโจทก์ร่วมจำนวน 2,500,000 บาท กำลังตรวจสอบหมายเลขบัญชี โจทก์ร่วมจึงมอบหมายเลขบัญชีให้ผู้ช่วยผู้จัดการ ขณะโจทก์ร่วมดำเนินการถอนเงินมีผู้ชายโทรศัพท์มายังโทรศัพท์เคลื่อนที่ของโจทก์ร่วมพูดจาโวยวายว่าเป็นเจ้าหน้าที่หน้าห้องผู้ว่าราชการจังหวัดอุทัยธานี ให้โจทก์ร่วมรีบเดินทางไปศาลากลางจังหวัดอุทัยธานีเพื่อนำเงินไปมอบให้ผู้ว่าราชการจังหวัดโดยเร็ว และสอบถามว่าจะขับรถอะไรไป ไปกี่คน ให้ขับรถไปจอดบริเวณโรงจอดรถด้านหลังศาลากลางจังหวัด เวลาประมาณ 12 นาฬิกา โจทก์ร่วมขับรถยนต์เลี้ยวไปด้านหลังศาลากลางจังหวัด มีผู้ชายโทรศัพท์มาพูดว่า เห็นรถยนต์ของโจทก์ร่วมแล้วให้จอดรถบริเวณด้านหลัง ให้ดูว่ามีใครอยู่แถวนั้นบ้าง ให้นำเงินไปวางไว้ข้างกระถางปูนใบที่ 3 ซึ่งอยู่ติดรั้วโจทก์ร่วมนำเป้บรรจุเงินจำนวน 2,500,000 บาท ไปวางข้างกระถางแต่ไม่เห็นผู้ใด ผู้ชายคนนั้นบอกให้โจทก์ร่วมขับรถออกไป โจทก์ร่วมขับรถยนต์ไปจอดข้างอาคารศาลจังหวัดอุทัยธานีหลังเก่าห่างจากจุดวางเป้ประมาณ 15 เมตร เห็นรถยนต์เก๋งสีแดงมีผู้ชาย 2 คน นั่งมา ขับไปจอดบริเวณโรงจอดรถด้านหลังศาลากลางจังหวัด ผู้ชายคนหนึ่งลงไปหยิบเป้ขึ้นรถ รถยนต์เก๋งแล่นออกประตูด้านหลังศาลจังหวัดทันที สักครู่มีผู้ชายโทรศัพท์มาถามว่าเอาเป้คืนหรือไม่ โจทก์ร่วมบอกว่าไม่เอา หลังจากนั้นมีผู้ชายโทรศัพท์มาอ้างว่าชื่อชุมพล ยกเลิกการพักค้างคืนที่โรงแรมห้วยขาแข้งที่ให้โจทก์ร่วมเตรียมเงินไว้ 2,500,000 บาท เพื่อไปทำสัญญากับผู้ว่าราชการจังหวัดที่โรงแรมดังกล่าวเวลา 15 นาฬิกา แต่จะเดินทางไปพักที่จังหวัดลพบุรี อย่าให้โจทก์ร่วมบอกเจ้าของโรงแรม โจทก์ร่วมแปลกใจจึงขึ้นไปบนศาลากลางจังหวัดสอบถามเจ้าหน้าที่ว่าจังหวัดมีโครงการจะจัดซื้อจักรยานยนต์หรือไม่ เจ้าหน้าที่ตอบว่าไม่มี โจทก์ร่วมจึงไปแจ้งความร้องทุกข์

มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์และโจทก์ร่วมว่า โจทก์ร่วมเป็นผู้เสียหายโดยนิตินัยมีอำนาจไปร้องทุกข์ให้ดำเนินคดีนี้หรือไม่ เห็นว่า ข้อเท็จจริงตามทางนำสืบที่ฟังได้ในเบื้องต้นปรากฏว่า จังหวัดอุทัยธานี โดยผู้ว่าราชการจังหวัดอุทัยธานีไม่เคยมีโครงการจัดซื้อรถจักรยานยนต์จำนวน 250 คัน เพื่อนำไปมอบให้แก่เจ้าพนักงานตำรวจสายตรวจ และไม่มีข้อเท็จจริงเกิดขึ้นตามที่กลุ่มคนร้ายโทรศัพท์มาหลอกลวงโจทก์ร่วม ทั้งการที่โจทก์ร่วมมอบเงินให้แก่คนร้ายไปนั้น ก็หาได้ประสงค์เพื่อนำไปให้สินบนแก่เจ้าพนักงาน แต่มอบเงินให้แก่คนร้ายก็ด้วยเหตุที่โจทก์ร่วมหลงเชื่อการหลอกลวงของกลุ่มคนร้ายด้วยข้อความอันเป็นเท็จ กรณีจึงถือไม่ได้ว่าโจทก์ร่วมได้ร่วมกับกลุ่มคนร้ายนำสินบนไปให้เจ้าพนักงานเพื่อจูงใจให้กระทำการโดยมิชอบด้วยหน้าที่ ดังนั้น เมื่อโจทก์ร่วมมอบเงินให้แก่คนร้ายไป โจทก์ร่วมย่อมได้รับความเสียหายจากการกระทำของกลุ่มคนร้ายโดยตรงและเป็นผู้เสียหายโดยนิตินัย จึงมีสิทธิร้องทุกข์ให้ดำเนินคดีในความผิดฐานฉ้อโกงเป็นคดีนี้ได้ ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 6 พิพากษาว่า โจทก์ร่วมไม่ใช่ผู้เสียหายโดยนิตินัยไม่มีสิทธิร้องทุกข์ให้ดำเนินคดีนี้อันเป็นคดีความผิดอันยอมความได้ ทำให้โจทก์ไม่มีอำนาจฟ้องและพิพากษายกฟ้องนั้น ไม่ต้องด้วยความเห็นของศาลฎีกา ฎีกาของโจทก์และโจทก์ร่วมฟังขึ้น

พิพากษายกคำพิพากษาของศาลอุทธรณ์ภาค 6 และให้ศาลอุทธรณ์ภาค 6 ทำการพิจารณาพิพากษาใหม่ตามรูปคดี
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.อ. ม. 2 (4)
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการจังหวัดอุทัยธานี
โจทก์ร่วม — ร้อยตรีสุทินหรือณัฎฐนัย กอบกัยกิจ
จำเลย — นายณรงค์ชัยหรือกฤตยาหรือตึ๋ง นกเกิด
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดอุทัยธานี — นางฉวีวรรณ วิมล
ศาลอุทธรณ์ภาค 6 — นายธีระเดช ยุวชิต
ชื่อองค์คณะ
นิพนธ์ ใจสำราญ
ณัฏฐชัย ไวยภาษจีรกุล
สุรทิน สาเรือง
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 12490/2556
#559337
เปิดฉบับเต็ม

ผู้ร้องยื่นคำร้องขอให้ริบทรัพย์สินของจำเลยทั้งสองตาม พ.ร.บ.มาตรการในการปราบปรามผู้กระทำความผิดเกี่ยวกับยาเสพติด พ.ศ.2534 มาตรา 27, 29, 31 ศาลชั้นต้นได้ประกาศหนังสือพิมพ์ตามกฎหมายเพื่อให้บุคคลซึ่งอาจเป็นเจ้าของทรัพย์ดังกล่าวยื่นคำร้องคัดค้านคำร้องขอให้ริบทรัพย์สินเข้ามาในคดีแล้ว แต่ไม่มีผู้ใดยื่นคำร้องคัดค้านเข้ามารวมทั้งจำเลยที่ 2 ด้วย ดังนี้ เมื่อศาลชั้นต้นมีคำสั่งให้ริบทรัพย์สินให้ตกเป็นของกองทุนป้องกันและปราบปรามยาเสพติด จำเลยที่ 2 ซึ่งมิได้ยื่นคำร้องคัดค้านเข้ามาในคดีจึงมิใช่คู่ความ ไม่อาจยื่นอุทธรณ์และฎีกาต่อมาได้ การที่ศาลชั้นต้นสั่งรับอุทธรณ์และฎีกาในส่วนนี้และศาลอุทธรณ์ภาค 8 วินิจฉัยในปัญหานี้ให้นั้น ไม่ชอบด้วยกระบวนพิจารณา

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
ผู้ร้องยื่นคำร้องขอให้ศาลมีคำสั่งริบทรัพย์สินทรัพย์เงินสด 15,000 บาท โทรทัศน์สียี่ห้อซัมซุงขนาด 21 นิ้ว 1 เครื่อง เครื่องเล่นวีซีดียี่ห้อโซเก้น 1 เครื่อง ลำโพงยี่ห้อ ACONATIC 1 คู่ เครื่องเสียงติดรถยนต์ยี่ห้อ MARRIOLA 1 เครื่อง คอมพิวเตอร์โน๊ตบุ๊คยี่ห้อคอมแพค 1 เครื่อง รถจักรยานยนต์ยี่ห้อยามาฮ่า หมายเลขทะเบียน ขรท นครศรีธรรมราช 393 จำนวน 1 คัน รถยนต์บรรทุกส่วนบุคคล ยี่ห้อมิตซูบิชิ หมายเลขทะเบียน บย 573 นครศรีธรรมราช 1 คัน สร้อยคอทองคำลายโซ่หนัก 15.2 กรัม 1 เส้น สร้อยคอทองคำลายห่วงคู่หนัก 30.4 กรัม 1 เส้น แหวนทองลายมังกรหนัก 7.6 กรัม 1 วง ตะกรุดทองหนัก 4.6 กรัม 1 อัน และอายัดเงินฝากในบัญชีธนาคารออมสิน สาขาตลาดหัวอิฐ เลขที่ 08-6012-20-030057-2 ชื่อบัญชี นางจันจิรา พร้อมดอกเบี้ย รวม 13 รายการ ให้ตกเป็นของกองทุนป้องกันและปราบปรามยาเสพติดตามพระราชบัญญัติมาตรการในการปราบปรามผู้กระทำความผิดเกี่ยวกับยาเสพติด พ.ศ.2534 มาตรา 3, 15, 22, 27, 29, 31

ศาลชั้นต้นได้สั่งให้ประกาศในหนังสือพิมพ์ตามกฎหมายแล้ว ไม่มีผู้ใดคัดค้าน

ศาลชั้นต้นพิจารณาแล้วมีคำสั่งให้ยึดเงินสด 15,000 บาท โทรทัศน์สียี่ห้อซัมซุงขนาด 21 นิ้ว 1 เครื่อง เครื่องเล่นวีซีดียี่ห้อโซเก้น 1 เครื่อง ลำโพงยี่ห้อ ACONATIC 1 คู่ เครื่องเสียงติดรถยนต์ยี่ห้อ MARRIOLA 1 เครื่อง คอมพิวเตอร์โน๊ตบุ๊คยี่ห้อคอมแพค 1 เครื่อง รถจักรยานยนต์ยี่ห้อยามาฮ่า หมายเลขทะเบียน ขรท นครศรีธรรมราช 393 จำนวน 1 คัน รถยนต์บรรทุกส่วนบุคคล ยี่ห้อมิตซูบิชิ หมายเลขทะเบียน บย 573 นครศรีธรรมราช 1 คัน สร้อยคอทองคำลายโซ่หนัก 15.2 กรัม 1 เส้น สร้อยคอทองคำลายห่วงคู่หนัก 30.4 กรัม 1 เส้น แหวนทองลายมังกรหนัก 7.6 กรัม 1 วง ตะกรุดทองหนัก 4.6 กรัม 1 อัน และอายัดเงินฝากในบัญชีธนาคารออมสิน สาขาตลาดหัวอิฐ เลขที่ 08-6012-20-030057-2 ชื่อบัญชี นางจันจิรา ให้ตกเป็นของกองทุนป้องกันและปราบปรามยาเสพติด ตามพระราชบัญญัติมาตรการในการปราบปรามผู้กระทำความผิดเกี่ยวกับยาเสพติด พ.ศ.2534 มาตรา 27, 28, 29, 31

จำเลยที่ 2 อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 8 พิพากษายืน

จำเลยที่ 2 ฎีกา

ศาลฎีกาตรวจวินิจฉัยว่า ผู้ร้องยื่นคำร้องขอให้ริบทรัพย์สินของจำเลยทั้งสองรวม 13 รายการ ตามพระราชบัญญัติมาตรการในการปราบปรามผู้กระทำความผิดเกี่ยวกับยาเสพติด พ.ศ.2534 มาตรา 27, 29, 31 ศาลชั้นต้นได้ประกาศหนังสือพิมพ์ตามกฎหมายเพื่อให้บุคคลซึ่งอาจอ้างว่าเป็นเจ้าของทรัพย์สินดังกล่าวยื่นคำร้องคัดค้านคำร้องขอให้ริบทรัพย์สินเข้ามาในคดีแล้ว แต่ไม่มีผู้ใดยื่นคำร้องคัดค้านเข้ามารวมทั้งจำเลยที่ 2 ด้วย ดังนี้ เมื่อศาลชั้นต้นมีคำสั่งให้ริบทรัพย์สินทั้ง 13 รายการดังกล่าวให้ตกเป็นของกองทุนป้องกันและปราบปรามยาเสพติด จำเลยที่ 2 ซึ่งมิได้ยื่นคำร้องคัดค้านเข้ามาในคดี จึงมิใช่คู่ความ ไม่อาจยื่นอุทธรณ์และฎีกาต่อมาได้ การที่ศาลชั้นต้นสั่งรับอุทธรณ์และฎีกาในส่วนนี้และศาลอุทธรณ์ภาค 8 วินิจฉัยในปัญหานี้ให้นั้น ไม่ชอบด้วยกระบวนพิจารณา ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัยฎีกาของจำเลยที่ 2

พิพากษายกคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 8 และยกฎีกาของจำเลยที่ 2
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.มาตรการในการปราบปรามผู้กระทำความผิดเกี่ยวกับยาเสพติด พ.ศ.2534 ม. 27 ม. 29 ม. 31
ชื่อคู่ความ
ผู้ร้อง — พนักงานอัยการจังหวัดทุ่งสง
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดทุ่งสง — นางสุพัดชา จำนงค์จิตต์
ศาลอุทธรณ์ภาค 8 — นายเพิ่มศักดิ์ สายสีทอง
ชื่อองค์คณะ
ศรีอัมพร ศาลิคุปต์
นพพร โพธิรังสิยากร
สรรทัศน์ เอี่ยมวรชัย
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 12458/2556
#554972
เปิดฉบับเต็ม

การที่พนักงานสอบสวนสอบปากคำ อ. พยานซึ่งเป็นเด็กอายุไม่เกินสิบแปดปี และบันทึกโดยไม่แยกกระทำเป็นส่วนสัดในสถานที่ที่เหมาะสมสำหรับเด็ก และให้มีนักจิตวิทยาหรือนักสังคมสงเคราะห์ บุคคลที่เด็กร้องขอ และพนักงานอัยการร่วมอยู่ด้วยในการถามปากคำเด็กนั้น เป็นการไม่ชอบตาม ป.วิ.อ. มาตรา 133 ทวิ วรรคหนึ่ง แต่เมื่อข้อเท็จจริงปรากฏว่า จำเลยแถลงยอมรับข้อเท็จจริงในชั้นพิจารณาของศาลชั้นต้นว่า อ. ให้การเป็นพยานต่อพนักงานสอบสวนตามบันทึกคำให้การไว้จริง ศาลจึงรับฟังตามข้อเท็จจริงที่ปรากฏอยู่ในคำให้การดังกล่าวเป็นพยานหลักฐานได้ และชอบด้วย ป.วิ.อ. มาตรา 226 แล้ว

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตาม ป.อ. มาตรา 91, 291 พระราชบัญญัติจราจรทางบก พ.ศ.2522 มาตรา 43, 78, 157, 160

จำเลยให้การปฏิเสธ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 291 พระราชบัญญัติจราจรทางบก พ.ศ.2522 มาตรา 43 (4) (8), 78 วรรคหนึ่ง, 157, 160 วรรคสอง และวรรคสาม การกระทำของจำเลยเป็นความผิดหลายกรรมต่างกัน ให้เรียงกระทงลงโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 ฐานกระทำโดยประมาทเป็นเหตุให้ผู้อื่นถึงแก่ความตาย ฐานขับรถโดยประมาท และฐานขับรถโดยไม่คำนึงถึงความปลอดภัยหรือความเดือดร้อนของผู้อื่น ให้ลงโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 291 ซึ่งเป็นบทหนัก จำคุก 4 ปี ฐานขับรถในทางซึ่งก่อให้เกิดความเสียหายแก่บุคคลแล้วหลบหนีไม่แจ้งเหตุ จำคุก 6 เดือน รวมจำคุก 4 ปี 6 เดือน

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 9 พิพากษาแก้เป็นว่า จำเลยมีความผิดตามพระราชบัญญัติจราจรทางบก พ.ศ.2522 มาตรา 78 วรรคหนึ่ง, 160 วรรคหนึ่ง จำคุก 3 เดือน ส่วนความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 291 จำคุก 2 ปี รวมจำคุก 2 ปี 3 เดือน นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

จำเลยฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ที่จำเลยฎีกาว่า การรับฟังบันทึกคำให้การในชั้นสอบสวนของ อ. เป็นพยานไม่ชอบด้วยกฎหมายนั้น เห็นว่า ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 133 ทวิ วรรคหนึ่ง บัญญัติว่า "ในความผิดเกี่ยวกับเพศ ความผิดเกี่ยวกับชีวิตและร่างกายอันมิใช่ความผิดที่เกิดจากการชุลมุนต่อสู้... ตามประมวลกฎหมายอาญา... การถามปากคำผู้เสียหายหรือพยานที่เป็นเด็กอายุไม่เกินสิบแปดปี ให้พนักงานสอบสวนแยกกระทำเป็นส่วนสัดในสถานที่ที่เหมาะสมสำหรับเด็ก และให้มีนักจิตวิทยาหรือนักสังคมสงเคราะห์ บุคคลที่เด็กร้องขอ และพนักงานอัยการร่วมอยู่ด้วยในการถามปากคำเด็ก" ดังนั้น การที่พนักงานสอบสวนสอบปากคำ อ. และบันทึกไว้โดยไม่ปฏิบัติตามบทบัญญัติของกฎหมายดังกล่าวจึงไม่ชอบ แต่เมื่อข้อเท็จจริงปรากฏว่า จำเลยแถลงยอมรับข้อเท็จจริงในชั้นพิจารณาของศาลชั้นต้นว่า อ. ให้การเป็นพยานต่อพนักงานสอบสวนตามบันทึกคำให้การไว้จริง ศาลจึงรับฟังตามข้อเท็จจริงที่ปรากฏอยู่ในคำให้การดังกล่าวเป็นพยานหลักฐานได้ และชอบด้วยประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 226 แล้ว

พิพากษาแก้เป็นว่า ฐานกระทำโดยประมาทเป็นเหตุให้ผู้อื่นถึงแก่ความตาย จำคุก 1 ปี และปรับ 10,000 บาท ฐานขับรถก่อให้เกิดความเสียหายแล้วไม่หยุดรถให้ความช่วยเหลือและแสดงตัวต่อพนักงานเจ้าหน้าที่ จำคุก 1 เดือน และปรับ 4,000 บาท รวมจำคุก 1 ปี 1 เดือน และปรับ 14,000 บาท โทษจำคุกรอการลงโทษ 2 ปี คุมความประพฤติจำเลยตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 56 ไม่ชำระค่าปรับจัดการตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 29, 30 นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 9
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.อ. ม. 91 ม. 291
พ.ร.บ.จราจรทางบก พ.ศ.2522 ม. 43 ม. 78 ม. 157 ม. 160
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการจังหวัดสงขลา
จำเลย — นายอภิชาติ แก่นจันทร์
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดสงขลา — นายไพโรจน์ ไพมณี
ศาลอุทธรณ์ภาค 9 — นายชวลิต อิศรเดช
ชื่อองค์คณะ
นิยุต สุภัทรพาหิรผล
วิรุฬห์ แสงเทียน
วิวรรต นิ่มละมัย
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 12456/2556
#554917
เปิดฉบับเต็ม

ข้อที่โจทก์อุทธรณ์และฎีกาว่า วิธีการตรวจสอบที่ตั้งของที่ดินพิพาทของนายอำเภอเขาค้อยังมีเหตุชวนให้น่าเคลือบแคลงสงสัยถึงความโปร่งใส และน่าจะมีการฉ้อฉลเกิดขึ้นในขั้นตอนดังกล่าวนั้น มิใช่เป็นการกล่าวอ้างว่าการตกลงท้ากันเกิดจากการฉ้อฉลของจำเลยทั้งสองซึ่งเป็นคู่ความอีกฝ่ายหนึ่ง จึงต้องห้ามมิให้อุทธรณ์ตาม ป.วิ.พ. มาตรา 138 วรรคสอง (1) เมื่อศาลอุทธรณ์ภาค 6 ไม่รับวินิจฉัยอุทธรณ์ข้อนี้ จึงไม่ก่อสิทธิแก่โจทก์ที่จะฎีกาปัญหาดังกล่าวต่อมาอีก เพราะเป็นข้อที่ไม่ได้ยกขึ้นว่ากันมาแล้วโดยชอบในศาลอุทธรณ์ภาค 6 ต้องห้ามตาม ป.วิ.พ. มาตรา 249 วรรคหนึ่ง

เมื่อคู่ความตกลงท้ากันว่า ให้นายอำเภอเข้าค้อ จังหวัดเพชรบูรณ์ ตรวจสอบที่ดินพิพาทในส่วนของจำเลยที่ 1 ตามแผนที่วิวาทว่า ตั้งอยู่ในเขตตำบลแคมป์สนหรือตำบลทุ่งเสมอ อำเภอเขาค้อ จังหวัดเพชรบูรณ์ หากนายอำเภอเขาค้อตรวจสอบแล้วที่ดินตั้งอยู่ในเขตแคมป์สน โจทก์ยอมรับข้อเท็จจริงตามคำให้การของจำเลยทั้งสองและยอมแพ้คดี แต่หากที่ดินตั้งอยู่ในเขตตำบลทุ่งสมอ จำเลยทั้งสองยอมรับข้อเท็จจริงตามคำฟ้องโจทก์และยอมแพ้คดี เมื่อนายอำเภอเขาค้อตรวจสอบที่ดินของจำเลยที่ 1 (แปลงหมายเลข 2) แล้วน่าเชื่อว่าที่ดินพิพาทอยู่ในเขตตำบลแคมป์สน ย่อมมีลักษณะที่เป็นการยืนยันข้อเท็จจริงสมตามคำท้าของจำเลยทั้งสองว่า ที่ดินพิพาทอยู่ในเขตแคมป์สน โจทก์จึงต้องเป็นฝ่ายแพ้คดีตามคำท้า แม้นายอำเภอเขาค้อจะใช้คำว่า "น่าเชื่อว่า" ก็หาใช่เป็นเพียงความเห็นที่ยังมิได้เป็นตามเงื่อนไขตามคำท้า ในอันที่ศาลชั้นต้นจะต้องดำเนินกระบวนพิจารณาฟังข้อเท็จจริงเกี่ยวกับที่ตั้งของที่ดินและมีคำพิพากษาใหม่ไม่

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ขับไล่จำเลยทั้งสองและบริวารออกไปจากที่ดินของโจทก์ กับให้จำเลยทั้งสองส่งมอบที่ดินคืนโจทก์ในสภาพเรียบร้อย และห้ามจำเลยทั้งสองเข้ามาเกี่ยวข้องกับที่ดินของโจทก์

จำเลยทั้งสองให้การขอให้ยกฟ้อง

ระหว่างพิจารณาคู่ความตกลงท้ากันว่า ให้นายอำเภอเขาค้อ จังหวัดเพชรบูรณ์ ตรวจสอบที่ดินพิพาทในส่วนของจำเลยที่ 1 ตามแผนที่วิวาทว่า ตั้งอยู่ในเขตตำบลแคมป์สนหรือตำบลทุ่งสมอ อำเภอเขาค้อ จังหวัดเพชรบูรณ์ หากนายอำเภอเขาค้อตรวจสอบแล้วที่ดินตั้งอยู่ในเขตตำบลแคมป์สน โจทก์ยอมรับข้อเท็จจริงตามคำให้การของจำเลยทั้งสองและยอมแพ้คดี แต่หากที่ดินตั้งอยู่ในเขตตำบลทุ่งสมอ จำเลยทั้งสองยอมรับข้อเท็จจริงตามคำฟ้องโจทก์และยอมแพ้คดี ต่อมานายอำเภอเขาค้อตรวจสอบแล้วน่าเชื่อว่าที่ดินของจำเลยที่ 1 (แปลงหมายเลข 2) ตั้งอยู่ในเขตตำบลแคมป์สน

ศาลชั้นต้นพิจารณาแล้ว พิพากษายกฟ้อง ค่าฤชาธรรมเนียมและค่าใช้จ่ายในการดำเนินคดีทั้งสองฝ่ายให้เป็นพับ

โจทก์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 6 พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ

โจทก์ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่าคดีนี้คู่ความตกลงท้ากัน โดยให้ถือเอาผลการตรวจสอบของนายอำเภอเขาค้อ จังหวัดเพชรบูรณ์ เกี่ยวกับที่ตั้งที่ดินพิพาทในส่วนของจำเลยที่ 1 เป็นข้อแพ้ชนะ ศาลชั้นต้นจึงพิพากษาไปตามนั้น อันต้องด้วยบทบัญญัติแห่งประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 138 วรรคหนึ่ง ที่โจทก์อุทธรณ์และฎีกาว่า วิธีการตรวจสอบที่ตั้งของที่ดินพิพาทของนายอำเภอเขาค้อยังมีเหตุชวนให้น่าเคลือบแคลงสงสัยถึงความโปร่งใสและน่าจะมีการฉ้อฉลเกิดขึ้นในขั้นตอนดังกล่าวนั้น มิใช่เป็นการอ้างว่าการตกลงท้ากันเกิดจากการฉ้อฉลของจำเลยทั้งสองซึ่งเป็นคู่ความอีกฝ่ายหนึ่ง จึงต้องห้ามมิให้อุทธรณ์ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 138 วรรคสอง (1) เมื่อศาลอุทธรณ์ภาค 6 ไม่รับวินิจฉัยอุทธรณ์ข้อนี้ จึงไม่ก่อสิทธิแก่โจทก์ที่จะฎีกาปัญหาดังกล่าวต่อมาอีกเพราะเป็นข้อที่ไม่ได้ยกขึ้นว่ากันมาแล้วโดยชอบในศาลอุทธรณ์ภาค 6 ต้องห้ามฎีกาตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 249 วรรคหนึ่ง คงมีปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ว่า การที่นายอำเภอเขาค้อตรวจสอบที่ดินของจำเลยที่ 1 (แปลงหมายเลข 2) แล้วน่าเชื่อว่าที่ดินพิพาทตั้งอยู่ในเขตตำบลแคมป์สน เป็นไปตามคำท้าหรือไม่ เห็นว่า คู่ความตกลงท้ากันว่า ให้นายอำเภอเขาค้อ จังหวัดเพชรบูรณ์ ตรวจสอบที่ดินพิพาทในส่วนของจำเลยที่ 1 ตามแผนที่วิวาทว่า ตั้งอยู่ในเขตตำบลแคมป์สนหรือตำบลทุ่งสมอ อำเภอเขาค้อ จังหวัดเพชรบูรณ์ หากนายอำเภอเขาค้อตรวจสอบแล้วที่ดินตั้งอยู่ในเขตตำบลแคมป์สน โจทก์ยอมรับข้อเท็จจริงตามคำให้การของจำเลยทั้งสองและยอมแพ้คดี แต่หากที่ดินตั้งอยู่ในเขตตำบลทุ่งสมอ จำเลยทั้งสองยอมรับข้อเท็จจริงตามคำฟ้องโจทก์และยอมแพ้คดี เมื่อนายอำเภอเขาค้อตรวจสอบที่ดินของจำเลยที่ 1 (แปลงหมายเลข 2) แล้วน่าเชื่อว่าที่ดินพิพาทอยู่ในเขตตำบลแคมป์สน ย่อมมีลักษณะที่เป็นการยืนยันข้อเท็จจริงสมตามคำท้าของจำเลยทั้งสองว่า ที่ดินพิพาทอยู่ในเขตตำบลแคมป์สน โจทก์จึงต้องเป็นฝ่ายแพ้คดีตามคำท้า แม้นายอำเภอเขาค้อจะใช้คำว่า "น่าเชื่อว่า" ก็หาใช่เป็นเพียงความเห็นที่ยังมิได้เป็นไปตามเงื่อนไขตามคำท้า ในอันที่ศาลชั้นต้นจะต้องดำเนินกระบวนพิจารณาฟังข้อเท็จจริงเกี่ยวกับที่ตั้งของที่ดินและมีคำพิพากษาใหม่ไม่ ศาลล่างทั้งสองพิพากษาชอบแล้ว ฎีกาของโจทก์ฟังไม่ขึ้น

พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ. ม. 138 วรรคสอง ม. 249 วรรคหนึ่ง
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นายสุรเทพ วัดแก้ว
จำเลย — นายโก้ ชุ่มมะมล กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดหล่มสัก — นายสรณ์กมล ตนอารีย์
ศาลอุทธรณ์ภาค 6 — นายชัชวาล บุนนาค
ชื่อองค์คณะ
วิรุฬห์ แสงเทียน
ฉัตรไชย จันทร์พรายศรี
วรงค์พร จิระภาค
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 12454/2556
#554924
เปิดฉบับเต็ม

จำเลยถูกเจ้าพนักงานตำรวจจับกุมดำเนินคดีอาญาตาม พ.ร.บ.ป่าสงวนแห่งชาติ พ.ศ.2507 และ พ.ร.บ.ป่าไม้ พ.ศ.2484 แม้พนักงานอัยการจะมีคำสั่งไม่ฟ้องจำเลยในความผิดตามพระราชบัญญัติดังกล่าวซึ่งเป็นอำนาจของพนักงานอัยการที่มีความเห็นในการสั่งคดีตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญาก็ตาม แต่เป็นกรณีถือได้ว่าไม่มีผู้ใดฟ้องทางอาญาตาม ป.วิ.อ. มาตรา 51 วรรคหนึ่ง ทั้งคดีนี้โจทก์บรรยายฟ้องว่าการกระทำของจำเลยเป็นการทำลาย ทำให้สูญหายและเสียหายแก่ทรัพยากรธรรมชาติซึ่งเป็นของรัฐที่โจทก์มีหน้าที่ดูแลรักษา ส่งเสริม ทำนุบำรุงป่าและการเกี่ยวกับการป่าไม้ ฯลฯ ทำให้พื้นที่ป่าต้นน้ำลำธารและติดอยู่ในเขตพื้นที่โซนอนุรักษ์ตามมติคณะรัฐมนตรีได้รับความเสียหายทางด้านป่าไม้ คิดเป็นค่าเสียหายให้แก่โจทก์ตาม พ.ร.บ.ส่งเสริมและรักษาคุณภาพสิ่งแวดล้อมแห่งชาติ พ.ศ.2535 ซึ่งเป็นความผิดตามมาตรา 97 และมีโทษทางอาญาตามมาตรา 99 ประกอบมาตรา 43 ถือว่า โจทก์ซึ่งเป็นผู้เสียหายฟ้องทางแพ่งเนื่องจากความผิดทางอาญาตาม ป.วิ.อ. มาตรา 51 วรรคหนึ่ง จึงต้องใช้อายุความฟ้องคดีอาญาตามมาตรา 99 ดังกล่าวซึ่งมีระวางโทษจำคุกไม่เกินห้าปี และมีอายุความ 10 ปี ตาม ป.อ. มาตรา 95 (3) ประกอบ ป.พ.พ. มาตรา 448 วรรคสอง

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยชดใช้ค่าเสียหายเป็นเงิน 751,971.31 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงิน 513,375 บาท นับแต่วันถัดจากวันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ และให้จำเลยและบริวารออกจากป่าสงวนแห่งชาติที่เกิดเหตุ

จำเลยให้การ ขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง แต่ให้จำเลยและบริวารออกไปจากป่าสงวนแห่งชาติที่เกิดเหตุ ค่าฤชาธรรมเนียมให้เป็นพับ

โจทก์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 9 พิพากษาแก้เป็นว่า ให้จำเลยชดใช้ค่าเสียหายเป็นเงิน 330,352.80 บาท แก่โจทก์พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันที่ 19 กรกฎาคม 2542 เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จ ทั้งนี้ดอกเบี้ยก่อนฟ้องต้องไม่เกิน 238,596.31 บาท ค่าฤชาธรรมเนียมในชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

จำเลยฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ปัญหาที่จะต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยข้อแรกมีว่า คดีโจทก์ขาดอายุความ 1 ปี ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 448 วรรคแรก หรือไม่ จำเลยฎีกาว่า พนักงานอัยการมีคำสั่งไม่ฟ้องจำเลยในความผิดตามพระราชบัญญัติป่าสงวนแห่งชาติ พ.ศ.2507 และพระราชบัญญัติป่าไม้ พ.ศ.2484 จึงต้องใช้อายุความตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 448 วรรคแรก ซึ่งมีอายุความ 1 ปี เห็นว่า จำเลยถูกเจ้าพนักงานตำรวจจับกุมดำเนินคดีอาญาตามพระราชบัญญัติป่าสงวนแห่งชาติ พ.ศ.2507 และพระราชบัญญัติป่าไม้ พ.ศ.2484 แม้พนักงานอัยการจะมีคำสั่งไม่ฟ้องจำเลยในความผิดตามพระราชบัญญัติดังกล่าวซึ่งเป็นอำนาจของพนักงานอัยการที่มีความเห็นในการสั่งคดีตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญาก็ตาม แต่เป็นกรณีถือได้ว่าไม่มีผู้ใดฟ้องทางอาญาตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 51 วรรคหนึ่ง ทั้งคดีนี้โจทก์บรรยายฟ้องว่าการกระทำของจำเลยเป็นการทำลาย ทำให้สูญหายและเสียหายแก่ทรัพยากรธรรมชาติซึ่งเป็นของรัฐ ที่โจทก์มีหน้าที่ดูแลรักษา ส่งเสริม ทำนุบำรุงป่าและการเกี่ยวกับการป่าไม้ ฯลฯ ทำให้พื้นที่ป่าต้นน้ำลำธารและติดอยู่ในเขตพื้นที่โซนอนุรักษ์ ตามมติคณะรัฐมนตรีได้รับความเสียหายทางด้านป่าไม้คิดเป็นค่าเสียหายให้แก่โจทก์ตามพระราชบัญญัติส่งเสริมและรักษาคุณภาพสิ่งแวดล้อมแห่งชาติ พ.ศ.2535 ซึ่งเป็นความผิดตามมาตรา 97 และมีโทษทางอาญาตามมาตรา 99 ประกอบมาตรา 43 ถือว่า โจทก์ซึ่งเป็นผู้เสียหายฟ้องทางแพ่งเนื่องจากความผิดทางอาญาตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 51 วรรคหนึ่ง จึงต้องใช้อายุความฟ้องคดีอาญาตามมาตรา 99 ดังกล่าวซึ่งมีระวางโทษจำคุกไม่เกินห้าปี และมีอายุความ 10 ปี ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 95 (3) ประกอบประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 448 วรรคสอง หาใช่มีอายุความ 1 ปี ตามที่จำเลยฎีกาแต่อย่างใดไม่ เมื่อโจทก์ฟ้องคดีไม่เกิน 10 ปี นับแต่วันที่ 19 กรกฎาคม 2542 ซึ่งโจทก์อ้างว่ามีการกระทำความผิดเกิดขึ้น คดีโจทก์จึงไม่ขาดอายุความ ส่วนคำพิพากษาศาลฎีกาที่จำเลยอ้างข้อเท็จจริงไม่ตรงกับคดีนี้ ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 9 พิพากษาในปัญหาดังกล่าว ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาของจำเลยข้อนี้ฟังไม่ขึ้น

พิพากษายืน ให้จำเลยชำระค่าทนายความชั้นฎีกา 6,000 บาท แทนโจทก์
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 448 วรรคสอง
ป.อ. ม. 95 (3)
ป.วิ.อ. ม. 51 วรรคหนึ่ง
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — กรมป่าไม้
จำเลย — นายประสิทธิ์ ศิริสังข์สุนทร
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดสงขลา — นายเกื้อกูล หนูแก้ว
ศาลอุทธรณ์ภาค 9 — นายชัยพัฒน์ ชินวงศ์
ชื่อองค์คณะ
ปกรณ์ วงศาโรจน์
เกษม เกษมปัญญา
อนันต์ วงษ์ประภารัตน์
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 12453/2556
#554753
เปิดฉบับเต็ม

ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้องเพราะเห็นว่าโจทก์ไม่มีอำนาจฟ้อง ศาลอุทธรณ์เห็นว่าโจทก์มีอำนาจฟ้องและพิพากษายกคำพิพากษาศาลชั้นต้น ให้ศาลชั้นต้นดำเนินกระบวนพิจารณาต่อไปแล้วพิพากษาหรือมีคำสั่งใหม่ตามรูปคดี ค่าฤชาธรรมเนียมให้ศาลชั้นต้นรวมสั่งเมื่อมีคำพิพากษาหรือคำสั่งใหม่ ศาลชั้นต้นพิจารณาแล้วเห็นว่าโจทก์ไม่มีอำนาจฟ้องพิพากษายกฟ้อง และสั่งให้ค่าฤชาธรรมเนียมในศาลชั้นต้นและชั้นอุทธรณ์เป็นพับ และโจทก์อุทธรณ์ต่อมานั้น ศาลอุทธรณ์มีอำนาจยกเว้นมิให้โจทก์ต้องเสียค่าธรรมเนียมศาลในการดำเนินกระบวนพิจารณาใหม่หรือในการที่จะยื่นอุทธรณ์คัดค้านคำพิพากษาใหม่ของศาลล่างได้ตามที่เห็นสมควรตาม ป.วิ.พ. มาตรา 151 วรรคสาม (เดิม) ซึ่งเป็นดุลพินิจของศาลอุทธรณ์ที่จะสั่งคืนให้หรือไม่ก็ได้ ที่ศาลอุทธรณ์มีคำสั่งไม่คืนค่าธรรมเนียมศาลให้นั้นชอบแล้ว

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยทั้งสามร่วมกันชดใช้ค่าเสียหายแก่โจทก์ 180,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงินดังกล่าวนับแต่วันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จ และให้จำเลยที่ 3 ชดใช้ค่าเสียหายแก่โจทก์ 156,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงินดังกล่าวนับแต่วันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจำเลยที่ 3 จะชำระเสร็จ และให้จำเลยที่ 3 ชำระค่าเสียหายแก่โจทก์เดือนละ 12,000 บาท นับแต่เดือนสิงหาคม 2546 เป็นต้นไปจนกว่าจำเลยที่ 3 จะหยุดทำละเมิดหรือจนกว่าจะมีผู้จัดการอาคารชุดคนใหม่ที่ได้รับเลือกตั้งจากเจ้าของร่วมถูกต้องตามกฎหมาย

จำเลยทั้งสามให้การในทำนองเดียวกันว่า ขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นเห็นว่า โจทก์เป็นเพียงผู้รับมอบอำนาจจากนายชลิต การประชุมของจำเลยทั้งสามจะชอบหรือไม่ ย่อมเป็นการโต้แย้งสิทธิระหว่างนายชลิตกับจำเลยทั้งสาม โจทก์ไม่อยู่ในฐานะถูกโต้แย้งสิทธิโดยตรงอันจะทำให้มีอำนาจฟ้อง โจทก์ไม่มีอำนาจฟ้อง พิพากษายกฟ้อง ค่าธรรมเนียมและค่าทนายความให้เป็นพับ

โจทก์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษาว่า โจทก์มีอำนาจฟ้อง ยกคำพิพากษาของศาลชั้นต้น ให้ศาลชั้นต้นดำเนินกระบวนพิจารณาต่อไปแล้วพิพากษาหรือมีคำสั่งใหม่ตามรูปคดี ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสองศาลให้ศาลชั้นต้นรวมสั่งเมื่อมีคำพิพากษาหรือมีคำสั่งใหม่

ศาลชั้นต้นเห็นว่า โจทก์และนายชลิตฟ้องจำเลยทั้งสามต่อศาลแขวงพระนครเหนือ ในคดีอาญาหมายเลขดำที่ 990/2545 ข้อหาร่วมกันปลอมเอกสารและใช้เอกสารปลอม มูลหนี้คดีนี้และคดีดังกล่าวมีมูลคดีเดียวกัน คดีดังกล่าวคู่ความตกลงระงับข้อพิพาทมีลักษณะเป็นสัญญาประนีประนอมยอมความจึงมีผลทำให้สิทธิเรียกร้องเกี่ยวกับมูลหนี้ในคดีนี้ระงับสิ้นไป โจทก์ไม่มีอำนาจฟ้องจำเลยทั้งสามพิพากษายกฟ้อง ค่าฤชาธรรมเนียมในศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ให้เป็นพับ

โจทก์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ

โจทก์ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงรับฟังได้ในเบื้องต้นว่า นิติบุคคลอาคารชุด ดี.ซี. ทาวเวอร์ จดทะเบียนเมื่อวันที่ 11 ตุลาคม 2538 มีนายชลิตเป็นผู้จัดการนิติบุคคลอาคารชุด นายชลิตว่าจ้างและมอบอำนาจให้โจทก์ดำเนินการบริหารอาคารชุดดังกล่าวแทน ต่อมาจำเลยทั้งสามจัดประชุมเจ้าของร่วมนิติบุคคลอาคารชุด ดี.ซี. ทาวเวอร์ และจำเลยที่ 1 แจ้งต่อเจ้าพนักงานที่ดินว่าที่ประชุมเจ้าของร่วมนิติบุคคลอาคารชุด ดี.ซี. ทาวเวอร์ มีมติเปลี่ยนแปลงผู้จัดการนิติบุคคลอาคารชุด ดี.ซี. ทาวเวอร์ จากนายชลิตเป็นจำเลยที่ 1 และภายหลังเปลี่ยนเป็นจำเลยที่ 3 ซึ่งจำเลยที่ 3 เป็นผู้จัดการนิติบุคคลอาคารชุดจากนั้นมาจนถึงปัจจุบัน

คดีมีปัญหาตามฎีกาโจทก์ว่า โจทก์มีสิทธิเรียกค่าเสียหายหรือไม่เพียงใด เห็นว่า คดีฟังไม่ได้ว่าโจทก์ได้รับความเสียหายตามฟ้อง โจทก์จึงไม่มีอำนาจฟ้องเรียกค่าเสียหายจากจำเลยทั้งสาม ที่ศาลอุทธรณ์พิพากษายกฟ้องโจทก์นั้นชอบแล้ว ฎีกาของโจทก์ฟังไม่ขึ้น

อนึ่ง ที่โจทก์ฎีกาขอคืนค่าธรรมเนียมศาล เพราะโจทก์ดำเนินคดีเพียง 2 ชั้นศาล แต่เสียค่าธรรมเนียมถึง 3 ครั้ง นั้น เห็นว่า แม้ถึงชั้นอุทธรณ์โจทก์จะเสียค่าธรรมเนียมศาลถึง 3 ครั้ง ซึ่งศาลอุทธรณ์มีอำนาจยกเว้นมิให้โจทก์ต้องเสียค่าธรรมเนียมศาลในการดำเนินกระบวนพิจารณาใหม่หรือในการที่จะยื่นอุทธรณ์คัดค้านคำพิพากษาใหม่ของศาลล่างได้ตามที่เห็นสมควร ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่งมาตรา 151 วรรคสาม (เดิม) ก็ตามแต่ ก็เป็นดุลพินิจของศาลอุทธรณ์ที่จะสั่งคืนให้หรือไม่ก็ได้ ที่ศาลอุทธรณ์มีคำสั่งไม่คืนให้นั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาของโจทก์ทุกข้อฟังไม่ขึ้น

พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ. ม. 151 วรรคสาม (เดิม)
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นายวีระ จันทิภักดิ์
จำเลย — นายสุพจน์ ห่อนาค กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลแพ่ง — นายฐนยศ คีรีนาถ
ศาลอุทธรณ์ — นางปิยนุช จรูญรัตนา
ชื่อองค์คณะ
สรศักดิ์ วาจาสิทธิศิลป์
อุบลรัตน์ ลุยวิกัย
สวัสดิ์ สุรวัฒนานันท์
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 12449/2556
#554761
เปิดฉบับเต็ม

จำเลยที่ 1 เป็นลูกจ้างของจำเลยที่ 2 และรับว่าเมื่อเกิดกรณีไปรษณีย์ภัณฑ์ที่โจทก์ฝากส่งสูญหาย จำเลยที่ 2 ได้ตั้งกรรมการสอบสวนและได้ความจากการสอบสวนว่าจำเลยที่ 1 เป็นเจ้าหน้าที่นำจ่ายไปรษณีย์ภัณฑ์ของโจทก์และนำบัตรเครดิตที่อยู่ในไปรษณีย์ภัณฑ์ดังกล่าวของโจทก์ไปใช้ตามที่โจทก์ฟ้องจริง โดยจำเลยที่ 1 ให้การรับสารภาพไว้ต่อคณะกรรมการของจำเลยที่ 2 กรณีจึงต้องถือว่าจำเลยที่ 1 ได้กระทำละเมิดต่อโจทก์ในทางการที่จ้างและจำเลยที่ 2 ต้องร่วมรับผิดด้วยในฐานะนายจ้าง ที่จำเลยที่ 2 ฎีกาอ้างว่า จำเลยที่ 2 มีไปรษณียนิเทศ พ.ศ.2544 ซึ่งออกตามพ.ร.บ ไปรษณีย์ พ.ศ.2477 กำหนดขอบเขตความรับผิดกรณีไปรษณีย์ภัณฑ์สูญหายไว้และไม่ต้องรับผิดต่อโจทก์ตามที่โจทก์ฟ้องนั้น เป็นกรณีการสูญหายตามปกติ มิใช่กรณีการกระทำละเมิดของลูกจ้าง จำเลยที่ 2 จึงไม่อาจยกข้ออ้างดังกล่าวขึ้นอ้าง เพื่อปฏิเสธความรับผิดได้

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ขอให้บังคับจำเลยทั้งสองร่วมกันชำระเงินจำนวน 320,421.35 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงิน 298,866.14 บาท นับแต่วันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์

จำเลยที่ 1 ขาดนัดยื่นคำให้การ

จำเลยที่ 2 ให้การขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยทั้งสองร่วมกันชำระเงินจำนวน 85,223.39 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงินดังกล่าว นับแต่วันที่ 4 กันยายน 2546 เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ กับให้จำเลยทั้งสองร่วมกันใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ โดยกำหนดค่าทนายความ 5,000 บาท

โจทก์และจำเลยที่ 2 อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษาแก้เป็นว่า ให้จำเลยทั้งสองร่วมกันชำระเงิน 298,236.60 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันที่ 4 กันยายน 2546 เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น คืนค่าขึ้นศาลชั้นอุทธรณ์ส่วนที่เกินมา 2,290 บาท แก่โจทก์ ค่าฤชาธรรมเนียมอื่นให้เป็นพับ

จำเลยที่ 2 ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยที่ 2 ว่า จำเลยที่ 2 ต้องร่วมรับผิดกับจำเลยที่ 1 ในฐานะนายจ้างหรือไม่และเพียงใด เห็นว่า ตามทางนำสืบของจำเลยที่ 2 จำเลยที่ 2 นำสืบยอมรับว่า จำเลยที่ 1 เป็นลูกจ้างของจำเลยที่ 2 และรับว่าเมื่อเกิดกรณีไปรษณีย์ภัณฑ์ที่โจทก์ฝากส่งสูญหาย จำเลยที่ 2 ได้ตั้งกรรมการสอบสวนและได้ความจากการสอบสวนว่าจำเลยที่ 1 เป็นเจ้าหน้าที่นำจ่ายไปรษณีย์ภัณฑ์ของโจทก์และนำบัตรเครดิตที่อยู่ในไปรษณีย์ภัณฑ์ดังกล่าวของโจทก์ไปใช้ตามที่โจทก์ฟ้องจริง โดยจำเลยที่ 1 ให้การรับสารภาพไว้ต่อคณะกรรมการของจำเลยที่ 2 กรณีจึงต้องถือว่าจำเลยที่ 1 ได้กระทำละเมิดต่อโจทก์ในทางการที่จ้างและจำเลยที่ 2 ต้องร่วมรับผิดด้วยในฐานะนายจ้าง ที่จำเลยที่ 2 ฎีกาอ้างว่า จำเลยที่ 2 มีไปรษณียนิเทศ พ.ศ.2544 ซึ่งออกตามพระราชบัญญัติไปรษณีย์ พ.ศ. 2477 กำหนดขอบเขตความรับผิดกรณีไปรษณีย์ภัณฑ์สูญหายไว้และไม่ต้องรับผิดต่อโจทก์ตามที่โจทก์ฟ้องนั้น เป็นกรณีการสูญหายตามปกติ มิใช่กรณีการกระทำละเมิดของลูกจ้าง จำเลยที่ 2 จึงไม่อาจยกข้ออ้างดังกล่าวขึ้นอ้าง เพื่อปฏิเสธความรับผิดได้ ส่วนในเรื่องความเสียหายนั้น โจทก์มีนายศราวุธ ผู้รับมอบอำนาจช่วงเป็นพยานเบิกความว่า เมื่อเกิดกรณีบัตรเครดิตสูญหายและจำเลยที่ 1 เป็นผู้นำบัตรเครดิตไปใช้ มียอดค่าใช้จ่ายตามใบแจ้งยอดการใช้จ่ายบัตรเครดิต ซึ่งศาลอุทธรณ์กำหนดค่าเสียหายให้โจทก์เป็นเงิน 298,236.60 บาท จำเลยที่ 2 มิได้โต้แย้งว่ายอดหนี้ดังกล่าวไม่ถูกต้องแต่อย่างใด ข้อเท็จจริงจึงรับฟังได้ว่า โจทก์ได้รับความเสียหายตามที่ศาลอุทธรณ์กำหนดให้ดังกล่าว ที่ศาลอุทธรณ์พิพากษามานั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาของจำเลยที่ 2 ฟังไม่ขึ้นทุกข้อ

พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 420
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — บรรษัทบัตรกรุงไทย จำกัด (มหาชน)
จำเลย — นายวสันต์ เหล่าพิลัย กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลแพ่ง — นายวรวัฒน์ กุสสางกูรวัฒน์
ศาลอุทธรณ์ — นายนิติ เอื้อจรัสพันธุ์
ชื่อองค์คณะ
ทวีศักดิ์ ทองภักดี
วัชรินทร์ ปัจเจกวิญญูสกุล
พิศิฏฐ์ สุดลาภา
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา