คำพิพากษา คำสั่งคำร้องและคำวินิจฉัยศาลฎีกา

ทั้งหมด 133,243 รายการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 13480/2556
#554883
เปิดฉบับเต็ม

ข้อเท็จจริงได้ความจากทางนำสืบของทั้งสองฝ่ายตรงกันเพียงว่า โจทก์ประสงค์จะได้ตำแหน่งผู้ช่วยรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย โจทก์เชื่อตามที่จำเลยที่ 1 บอกโจทก์ว่าจำเลยที่ 2 สามารถช่วยเหลือได้เพราะจำเลยที่ 2 สนิทสนมกับอาจารย์ท่านหนึ่งซึ่งสนิทสนมกับพลเอก ว. ซึ่งเป็นคณะปฏิรูปการปกครองในขณะนั้นซึ่งต้องใช้เงินเป็นค่าประสานงาน 10,000,000 บาท โจทก์ต่อรองเหลือ 7,500,000 บาท และโจทก์จ่ายเงินให้จำเลยทั้งสองไปเป็นเงิน 2,500,000 บาท เพื่อให้โจทก์ได้รับตำแหน่งผู้ช่วยรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย แต่ข้อเท็จจริงก็ไม่ปรากฏว่าโจทก์ให้เงินดังกล่าวแก่จำเลยทั้งสองเพื่อให้จำเลยทั้งสองนำไปให้แก่เจ้าพนักงานผู้มีหน้าที่เกี่ยวข้องในการจัดสรรตำแหน่งดังกล่าวให้กระทำการอันมิชอบด้วยหน้าที่โดยทุจริต จึงถือไม่ได้ว่าโจทก์มีส่วนร่วมในการใช้ให้เจ้าพนักงานกระทำความผิด เมื่อโจทก์ได้รับความเสียหายจากการหลงเชื่อจำเลยที่ 1 กับพวก โจทก์ย่อมเป็นผู้เสียหายตามกฎหมายและมีสิทธิดำเนินคดีแก่จำเลยที่ 1 ในความผิดฐานฉ้อโกงได้

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยทั้งสองตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83, 341

ศาลชั้นต้นไต่สวนมูลฟ้องแล้ว เห็นว่าคดีมีมูล ให้ประทับฟ้อง

จำเลยที่ 1 ให้การปฏิเสธ

ระหว่างพิจารณาจำเลยที่ 2 ถึงแก่ความตาย ศาลชั้นต้นจำหน่ายคดีเฉพาะจำเลยที่ 2

ศาลชั้นต้นพิจารณาแล้ว พิพากษายกฟ้อง

โจทก์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษากลับเป็นว่า จำเลยที่ 1 มีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 341 ให้จำคุก 2 ปี

จำเลยที่ 1 ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยที่ 1 ประการแรกว่า โจทก์เป็นผู้เสียหายตามกฎหมายที่มีสิทธิดำเนินคดีแก่จำเลยที่ 1 ในความผิดฐานฉ้อโกงตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 1 หรือไม่ เห็นว่าคดีนี้ศาลชั้นต้นพิเคราะห์พยานหลักฐานของโจทก์และจำเลยที่ 1 แล้ววินิจฉัยว่า จำเลยที่ 1 กระทำความผิดฐานฉ้อโกงโจทก์ตามฟ้อง จำเลยที่ 1 ไม่ได้อุทธรณ์คำพิพากษาศาลชั้นต้น ข้อเท็จจริงที่ว่าจำเลยที่ 1 มีเจตนาฉ้อโกงโจทก์หรือไม่จึงยุติไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น ฎีกาของจำเลยที่ 1 ในประเด็นนี้จึงเป็นฎีกาในข้อที่ไม่ได้ยกขึ้นว่ากล่าวมาแล้วในศาลอุทธรณ์ ต้องห้ามมิให้ฎีกาตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 249 วรรคหนึ่ง ประกอบประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 15 ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัย

คดีคงมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยที่ 1 ประการสุดท้ายว่า มีเหตุสมควรลงโทษสถานเบาหรือรอการลงโทษให้แก่จำเลยที่ 1 หรือไม่ โดยจำเลยที่ 1 ฎีกาว่า โจทก์ได้รับเงินคืนไปแล้วบางส่วน ประกอบกับจำเลยที่ 1 ไม่เคยกระทำความผิดมาก่อนและอายุมากแล้ว เห็นว่า แม้จำเลยที่ 1 กับพวกร่วมกันฉ้อโกงเงินของโจทก์ไปเป็นจำนวนมากถึง 2,500,000 บาท แต่ไม่ปรากฏว่าพวกของจำเลยที่ 1 ได้แบ่งเงินดังกล่าวให้แก่จำเลยที่ 1 หรือไม่ เพียงใด ทั้งโจทก์ก็ได้รับเงินคืนจากพวกของจำเลยที่ 1 บางส่วน จึงเห็นว่าที่ศาลอุทธรณ์ภาค 1 กำหนดโทษจำคุกจำเลยที่ 1 มานั้นหนักเกินไป เห็นสมควรกำหนดใหม่ให้เหมาะสมแก่พฤติการณ์แห่งคดี ส่วนที่จำเลยที่ 1 ขอให้รอการลงโทษนั้นเห็นว่า ไม่ปรากฏว่าจำเลยที่ 1 ขวนขวายที่จะคืนเงินเพื่อชดเชยความเสียหายให้แก่โจทก์ ทั้ง ๆ ที่ทราบว่าโจทก์เพิ่งได้รับเงินคืนจากพวกของจำเลยที่ 1 เพียง 90,000 บาท เท่านั้น โดยเฉพาะอย่างยิ่งข้อเท็จจริงได้ความว่า จำเลยที่ 1 นำการร้องทุกข์ของโจทก์ในเหตุคดีนี้ไปฟ้องโจทก์เป็นคดีอาญาในความผิดฐานแจ้งความอันเป็นเท็จเพื่อแกล้งให้โจทก์ต้องรับโทษทางอาญาตามสำเนาคำพิพากษาอีกด้วย จึงเห็นว่าไม่มีเหตุสมควรรอการลงโทษให้แก่จำเลยที่ 1 ฎีกาข้อนี้ของจำเลยที่ 1 ฟังขึ้นบางส่วน

พิพากษาแก้เป็นว่า ให้จำคุกจำเลยที่ 1 มีกำหนด 1 ปี นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 1
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.อ. ม. 2 (4)
ป.อ. ม. 341
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นายณณัฐ ลีลาภัทรี
จำเลย — นายอรรถพันธ์ มณีโชติวิชานาถ กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลแขวงนนทบุรี — นายสนั่น สร้อยผา
ศาลอุทธรณ์ภาค 1 — นายชูศักดิ์ ทองวิทูโกมาลย์
ชื่อองค์คณะ
วีระศักดิ์ รุ่งรัตน์
ทัศนีย์ จั่นสัญจัย ธรรมเกณฑ์
สุทธินันท์ เสียมสกุล
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 13399/2556
#554762
เปิดฉบับเต็ม

การร้องขอให้ศาลสั่งถอนผู้จัดการมรดกตาม ป.พ.พ. มาตรา 1727 วรรคหนึ่ง ผู้มีส่วนได้เสียคนหนึ่งคนใดในกองมรดกต้องร้องขอเสียก่อนที่การปันมรดกเสร็จสิ้นลง เมื่อข้อเท็จจริงฟังได้ว่าการปันทรัพย์มรดกรายนี้ได้เสร็จสิ้นลงแล้วก่อนที่ผู้คัดค้านจะมายื่นคำร้องขอถอนผู้ร้องจากการเป็นผู้จัดการมรดก ที่ผู้คัดค้านฎีกาว่าการจัดการมรดกยังไม่เสร็จสิ้น เพราะผู้ร้องยักยอกทรัพย์มรดกไปเป็นของผู้ร้องและสามีเพียงฝ่ายเดียว ซึ่งเป็นการจัดการมรดกโดยทุจริตไม่ชอบด้วยกฎหมาย แม้ข้ออ้างดังกล่าวอาจเป็นเหตุในการร้องขอถอนผู้ร้องจากการเป็นผู้จัดการมรดกได้ก็ตาม แต่หาเป็นเหตุทำให้การจัดการมรดกยังไม่เสร็จสิ้นลงแต่อย่างใด ไม่เช่นนั้นแล้วก็เท่ากับเป็นการขยายอายุความมรดกตาม ป.พ.พ. มาตรา 1754 ออกไปอีกไม่สิ้นสุดเพราะเหตุที่กองมรดกอยู่ในระหว่างจัดการโดยมีผู้จัดการมรดกครอบครองแทนตามมาตรา 1748

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
คดีสืบเนื่องมาจากศาลชั้นต้นมีคำสั่งตั้งผู้ร้องเป็นผู้จัดการมรดกของนายจินดา ผู้ตาย เมื่อปี 2513

ผู้คัดค้านยื่นคำร้องขอให้ถอนผู้ร้องออกจากการเป็นผู้จัดการมรดก และขอให้ตั้งผู้คัดค้านซึ่งเป็นผู้มีส่วนได้เสียและมิได้เป็นบุคคลต้องห้ามมิให้เป็นผู้จัดการมรดกเป็นผู้จัดการมรดกแทน

ผู้ร้องยื่นคำคัดค้านขอให้ยกคำร้อง

ศาลชั้นต้นมีคำสั่งยกคำร้องของผู้คัดค้าน ให้ผู้คัดค้านใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนผู้ร้อง โดยกำหนด ค่าทนายความ 8,000 บาท

ผู้คัดค้านอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 7 พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมในชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ

ผู้คัดค้านฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงฟังได้ในเบื้องต้นว่า นายจินดา เจ้ามรดกกับนางจีบ ผู้เป็นภริยา มีบุตรด้วยกัน 3 คน คือ ผู้ร้อง นางสาวมาลัยและนางมาลา เจ้ามรดกถึงแก่กรรมในปี 2512 โดยมีผู้ร้องเป็นผู้จัดการมรดกตามคำสั่งศาล ในคดีแพ่งหมายเลขแดงที่ 10/2513 ตามสำเนาคำสั่งศาลชั้นต้น ลงวันที่ 17 กุมภาพันธ์ 2513 นางมาลามีสามีชื่อนายประเทศ มีบุตรชายชื่อนายเทพชัย นายเทพชัยมีภริยาคือผู้คัดค้าน นางมาลาและนายเทพชัยถึงแก่กรรมแล้วในปี 2517 และ 2551 ตามลำดับ ก่อนถึงแก่กรรมในวันที่ 11 กรกฎาคม 2550 นายเทพชัยโดยผู้คัดค้านซึ่งเป็นผู้รับมอบอำนาจ ได้ฟ้องผู้ร้องขอแบ่งทรัพย์มรดกของเจ้ามรดก ตามคดีแพ่งหมายเลขแดงที่ 379/2552 ของศาลชั้นต้น และหลังจากนายเทพชัยถึงแก่กรรมแล้ว ในวันที่ 16 กรกฎาคม 2553 ผู้คัดค้านได้ร้องทุกข์ต่อพนักงานสอบสวนให้ดำเนินคดีแก่ผู้ร้องในข้อหายักยอกทรัพย์มรดก ซึ่งต่อมาพนักงานอัยการได้ฟ้องผู้ร้องเป็นจำเลยโดยมีผู้คัดค้านเป็นโจทก์ร่วม ตามคดีอาญาหมายเลขดำที่ 1608/2552 ของศาลชั้นต้น ขณะเดียวกันในวันที่ 14 สิงหาคม 2551 ผู้คัดค้านก็ได้ยื่นคำร้องขอถอนผู้ร้องจากการเป็นผู้จัดการมรดกของเจ้ามรดกและตั้งผู้คัดค้านเป็นผู้จัดการมรดกแทนเป็นคดีนี้

คดีมีปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามฎีกาของผู้คัดค้านว่า การปันทรัพย์มรดกรายนี้เสร็จสิ้นลงแล้วตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 7 หรือไม่ พิเคราะห์แล้ว ผู้ร้องเป็นผู้จัดการมรดกของเจ้ามรดกตามคำสั่งศาลชั้นต้นมาตั้งแต่ปี 2513 ก่อนที่ผู้คัดค้านมาเป็นสะใภ้ของครอบครัวนางมาลาผู้เป็นบุตรคนหนึ่งของเจ้ามรดกนานถึง 27 ปี ตามคำเบิกความของผู้คัดค้านคงปรากฏเพียงว่าผู้ร้องได้โอนที่ดินมรดก 8 แปลง มาเป็นของตนเอง กับนำที่ดินมรดกอีก 7 แปลง ไปโอนขายแก่บุคคลภายนอก และนำเงินมรดกไปซื้อที่ดินในชื่อของผู้ร้องกับสามีอีกหลายแปลง ไม่ปรากฏเลยว่ายังเหลือทรัพย์มรดกอะไรบ้างที่รอการจัดการอยู่อีก กลับปรากฏจากคำเบิกความของผู้คัดค้านที่ตอบคำถามค้านของทนายผู้ร้องว่า ไม่ทราบว่าผู้ร้องจะดำเนินการจัดการทรัพย์มรดกของเจ้ามรดกเสร็จสิ้นตั้งแต่นางจีบผู้เป็นภริยาเจ้ามรดกถึงแก่กรรมแล้วหรือไม่ เจือสมกับคำเบิกความของผู้ร้องว่าปัจจุบันไม่มีทรัพย์มรดกของเจ้ามรดกที่จะแบ่งให้แก่ทายาทอีกแล้ว คดีจึงฟังได้ว่าการปันทรัพย์มรดกรายนี้เสร็จสิ้นลงแล้วก่อนที่ผู้คัดค้านจะมายื่นคำร้องขอเป็นคดีนี้ ส่วนที่ผู้คัดค้านฎีกาว่า การจัดการทรัพย์มรดกยังไม่เสร็จสิ้น เพราะผู้ร้องยักยอกทรัพย์มรดกไปเป็นของผู้ร้องและสามีเพียงฝ่ายเดียว ซึ่งเป็นการจัดการมรดกโดยทุจริตไม่ชอบด้วยกฎหมาย ตราบใดส่วนของนายเทพชัยสามีผู้คัดค้านยังไม่ได้รับส่วนแบ่งจากกองมรดกของเจ้ามรดก ต้องถือว่าการจัดการทรัพย์มรดกของผู้ร้องยังไม่เสร็จสิ้นลงนั้น ศาลฎีกาก็เห็นว่าแม้ข้ออ้างดังกล่าวอาจเป็นเหตุในการร้องขอถอนผู้ร้องจากการเป็นผู้จัดการมรดกได้ก็ตาม แต่หาเป็นเหตุทำให้การจัดการมรดกหรือการปันทรัพย์มรดกรายนี้ยังไม่เสร็จสิ้นลงแต่อย่างใด ไม่เช่นนั้นแล้วก็เท่ากับเป็นการขยายอายุความมรดกตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1754 ออกไปอีกไม่สิ้นสุดเพราะเหตุที่กองมรดกอยู่ระหว่างจัดการโดยมีผู้จัดการมรดกครอบครองแทนตามมาตรา 1748 ฉะนั้น แม้ผู้คัดค้านจะเป็นผู้มีส่วนได้เสียในกองมรดกส่วนที่ตกได้แก่สามีของตนก็ตาม แต่เมื่อการปันมรดกของเจ้ามรดกเสร็จสิ้นลงแล้ว ผู้คัดค้านจึงไม่อาจร้องขอถอนผู้จัดการมรดกตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1727 วรรคหนึ่ง แล้วขอให้ตั้งผู้คัดค้านเป็นผู้จัดการมรดกแทนได้ ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 7 พิพากษามานั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาของผู้คัดค้านฟังไม่ขึ้น

พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 1727 วรรคหนึ่ง ม. 1748 ม. 1754
ชื่อคู่ความ
ผู้ร้อง — นางมาลี ชัยมังคโล
ผู้คัดค้าน — นางพิมพ์พรรณ ภูรัต
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดราชบุรี — นายกิตติพงษ์ กลิ่นขจร
ศาลอุทธรณ์ภาค 7 — นายชูชัย วิริยะสุนทรวงศ์
ชื่อองค์คณะ
สวัสดิ์ สุรวัฒนานันท์
ชาติชาย อัครวิบูลย์
สรศักดิ์ วาจาสิทธิศิลป์
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 13389/2556
#554850
เปิดฉบับเต็ม

การที่ ช. เคยถูกดำเนินคดีว่าร่วมกับจำเลยทั้งสองในคดีนี้พยายามฆ่าผู้เสียหาย แม้ขณะเบิกความเป็นพยานโจทก์ในคดีนี้ ศาลพิพากษายกฟ้อง ช. แล้วก็ตาม คำเบิกความของ ช. ก็ยังมีลักษณะเป็นคำซัดทอดของผู้ร่วมกระทำความผิดจึงมีน้ำหนักน้อย ส่วนผู้เสียหายโจทก์ไม่สามารถนำมาเบิกความ คงอ้างส่งคำให้การชั้นสอบสวนของผู้เสียหายที่ครั้งแรกให้การว่าคนร้ายที่ใช้อาวุธปืนยิงผู้เสียหายคือจำเลยที่ 1 ต่อมาให้การอีกครั้งว่าคนร้ายที่ใช้อาวุธปืนยิงคือจำเลยที่ 2 โดยอ้างว่าจำหน้าคนร้ายสับสน ทำให้การที่ผู้เสียหายยืนยันว่าคนร้ายที่ใช้อาวุธปืนยิงผู้เสียหายคือจำเลยที่ 2 ไม่มีน้ำหนัก ส่วน ส. ซึ่งอยู่ร่วมกับผู้เสียหายในคืนเกิดเหตุก็เบิกความยืนยันเฉพาะว่าเห็นจำเลยที่ 1 นั่งซ้อนท้ายรถจักรยานยนต์ที่ ช. ขับมาเท่านั้น ส่วนคนร้ายคนอื่นพยานไม่เห็นหน้าและมองไม่ทัน พยานหลักฐานโจทก์ที่นำสืบจึงยังมีเหตุสงสัยตามสมควรว่าจำเลยที่ 2 กระทำความผิดตามฟ้องหรือไม่ ให้ยกประโยชน์แห่งความสงสัยให้จำเลยที่ 2 ตาม ป.วิ.อ. มาตรา 227 วรรคสอง ประกอบ พ.ร.บ.ศาลเยาวชนและครอบครัวและวิธีพิจารณาคดีเยาวชนและครอบครัว พ.ศ.2553 มาตรา 6

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 80, 83, 91, 288, 289, 371 พระราชบัญญัติอาวุธปืน เครื่องกระสุนปืน วัตถุระเบิด ดอกไม้เพลิง และสิ่งเทียมอาวุธปืน พ.ศ.2490 มาตรา 4, 7, 8 ทวิ, 72, 72 ทวิ

จำเลยทั้งสองให้การปฏิเสธ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยทั้งสองมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 288 ประกอบมาตรา 80 พระราชบัญญัติอาวุธปืน เครื่องกระสุนปืน วัตถุระเบิด ดอกไม้เพลิง และสิ่งเทียมอาวุธปืน พ.ศ.2490 มาตรา 7, 8 ทวิ วรรคหนึ่ง, 72 วรรคสาม, 72 ทวิ วรรคสอง ประกอบประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83 เป็นความผิดหลายกรรมต่างกัน ให้ลงโทษทุกกรรมเป็นกระทงความผิดไปตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 ขณะกระทำความผิดจำเลยทั้งสองอายุ 16 ปีเศษ ลดมาตราส่วนโทษให้กึ่งหนึ่งตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 75 ฐานร่วมกันพยายามฆ่าผู้อื่น จำคุกคนละ 5 ปี ฐานร่วมกันมีอาวุธปืนและเครื่องกระสุนปืนไว้ในครอบครองโดยไม่ได้รับใบอนุญาต จำคุกคนละ 6 เดือน ฐานร่วมกันพาอาวุธปืนติดตัวไปในเมือง หมู่บ้าน หรือทางสาธารณะโดยไม่ได้รับใบอนุญาต จำคุกคนละ 6 เดือน รวมจำคุกคนละ 5 ปี 12 เดือน ให้เปลี่ยนโทษจำคุกเป็นส่งตัวจำเลยทั้งสองไปควบคุมเพื่อฝึกอบรมยังศูนย์ฝึกอบรมเด็กและเยาวชนเขต 1 จังหวัดระยอง มีกำหนดคนละ 5 ปี ตามพระราชบัญญัติศาลเยาวชนและครอบครัวและวิธีพิจารณาคดีเยาวชนและครอบครัว พ.ศ.2553 มาตรา 142 (1) ในกรณีที่จำเลยคนใดอายุครบ 24 ปีบริบูรณ์แล้วยังไม่ได้รับการฝึกอบรมหรือได้รับการฝึกอบรมยังไม่ถึงระยะเวลาที่ศาลกำหนด ให้ส่งตัวจำเลยคนนั้นไปจำคุกไว้ในเรือนจำตามกำหนดเวลาฝึกอบรมที่เหลืออยู่ ข้อหาอื่นนอกจากนี้ให้ยก

จำเลยทั้งสองอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 2 แผนกคดีเยาวชนและครอบครัวพิพากษาแก้เป็นว่า ให้ยกฟ้องโจทก์สำหรับข้อหาร่วมกันพยายามฆ่าผู้อื่นและข้อหาร่วมกันมีอาวุธปืนและพาอาวุธปืนด้วย นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

โจทก์ฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีเยาวชนและครอบครัววินิจฉัยว่า คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ว่า จำเลยทั้งสองร่วมกันกระทำความผิดตามคำพิพากษาของศาลชั้นต้นหรือไม่ เห็นว่า ในส่วนจำเลยที่ 1 นั้น นางสาวสุมาลีเบิกความว่าจำเลยที่ 1 นั่งซ้อนท้ายรถจักรยานยนต์คันที่นายชาญชัยหรือรุตขับ แต่ก็ไม่ปรากฏว่าจำเลยที่ 1 ได้กระทำการอย่างใดในวันเกิดเหตุ ทั้งยังปรากฏว่าหากจำเลยที่ 1 จะยิงผู้เสียหายก็สามารถกระทำได้ตั้งแต่พบเห็นรถจักรยานยนต์ของผู้เสียหายล้มลงที่สี่แยกหนองบัว ส่วนผู้เสียหายนั้นโจทก์ไม่สามารถนำตัวเข้าเบิกความต่อศาลในคดีนี้ คงอ้างส่งคำให้การชั้นสอบสวนของผู้เสียหาย ที่ระบุว่า จำเลยที่ 1 เป็นคนร้ายใช้อาวุธปืนยิงผู้เสียหาย แต่ต่อมาวันที่ 24 กรกฎาคม 2548 ผู้เสียหายเข้าให้การเพิ่มเติมต่อพนักงานสอบสวน ระบุว่า คนร้ายที่ยิงผู้เสียหายคือจำเลยที่ 2 แต่เหตุที่ให้การมาก่อนว่าคนร้ายที่ใช้อาวุธปืนยิงคือจำเลยที่ 1 เพราะจำหน้าคนร้ายสับสน จำเลยที่ 1 ให้การปฏิเสธทั้งในชั้นสอบสวนและชั้นพิจารณา พยานหลักฐานโจทก์นำสืบไม่ปรากฏว่าจำเลยที่ 1 มีส่วนร่วมกระทำความผิดในลักษณะอย่างไร จึงไม่มีน้ำหนักรับฟังว่าจำเลยที่ 1 ร่วมเป็นคนร้ายกระทำความผิดตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น ส่วนจำเลยที่ 2 นั้นโจทก์มีนายชาญชัยหรือรุตเบิกความว่า นายตั้มขับรถจักรยานยนต์มีจำเลยที่ 2 นั่งซ้อนท้ายผ่านรถจักรยานยนต์ของผู้เสียหายและนางสาวสุมาลีที่ล้ม จำเลยที่ 2 ใช้อาวุธปืนยิงผู้เสียหาย 1 นัด เมื่อผู้เสียหายขับรถจักรยานยนต์หลบหนียังถูกจำเลยที่ 2 ใช้อาวุธปืนยิงอีก 1 นัด จากนั้นรถจักรยานยนต์คันของจำเลยที่ 2 ได้แล่นตามรถจักรยานยนต์คันของนายแชมป์กับนายคอลิบไป นายชาญชัยหรือรุตเคยถูกดำเนินคดีว่าร่วมกับจำเลยทั้งสองในคดีนี้พยายามฆ่าผู้เสียหาย แม้ขณะเบิกความในคดีนี้ นายชาญชัยหรือรุต ศาลพิพากษายกฟ้องแล้วก็ตาม จึงมีลักษณะเป็นคำซัดทอดของผู้ร่วมกระทำความผิด มีน้ำหนักน้อย ส่วนผู้เสียหายโจทก์ไม่สามารถนำเข้าเบิกความเป็นพยาน แต่อ้างส่งคำให้การชั้นสอบสวน ต่อศาล ซึ่งผู้เสียหายให้การในวันที่ 15 มกราคม 2548 และวันที่ 6 พฤษภาคม 2548 ว่าคนร้ายที่ใช้อาวุธปืนยิงผู้เสียหายคือจำเลยที่ 1 ต่อมาวันที่ 24 กรกฎาคม 2548 ผู้เสียหายให้การต่อพนักงานสอบสวนอีกครั้งหนึ่ง ว่าคนร้ายที่ใช้อาวุธปืนยิงคือจำเลยที่ 2 โดยอ้างว่าจำหน้าคนร้ายสับสน ทำให้การยืนยันว่าคนร้ายที่ใช้อาวุธปืนยิงคือจำเลยที่ 2 ไม่มีน้ำหนัก ส่วนนางสาวสุมาลีซึ่งอยู่ร่วมกับผู้เสียหายในคืนเกิดเหตุก็เบิกความยืนยันเฉพาะว่าเห็นจำเลยที่ 1 นั่งซ้อนท้ายรถจักรยานยนต์ที่นายชาญชัยหรือรุตขับมาเท่านั้น ส่วนคนร้ายคนอื่นพยานไม่เห็นหน้าและมองไม่ทัน ชั้นสอบสวนจำเลยที่ 2 ให้การปฏิเสธ โดยสรุปแล้ว พยานหลักฐานโจทก์ที่นำสืบยังมีเหตุสงสัยตามสมควรว่าจำเลยที่ 2 กระทำความผิดตามฟ้องหรือไม่ ให้ยกประโยชน์แห่งความสงสัยเป็นผลดีแก่จำเลยที่ 2 ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 227 วรรคสอง ประกอบพระราชบัญญัติศาลเยาวชนและครอบครัวและวิธีพิจารณาคดีเยาวชนและครอบครัว พ.ศ.2553 มาตรา 6 คดีไม่จำต้องวินิจฉัยพยานหลักฐานจำเลยทั้งสอง ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 2 พิพากษายกฟ้องจำเลยทั้งสอง ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาของโจทก์ฟังไม่ขึ้น

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.อ. ม. 227 วรรคสอง
พ.ร.บ.ศาลเยาวชนและครอบครัวและวิธีพิจารณาคดีเยาวชนและครอบครัว พ.ศ.2553 ม. 6
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการคดีเยาวชนและครอบครัวจังหวัดระยอง
จำเลย — นายวรุธหรือจ๊ะ สระหมัด กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลเยาวชนและครอบครัวจังหวัดระยอง — นายสมควร รักพินิจ
ศาลอุทธรณ์ภาค 2 — นายจรัญ เนาวพนานนท์
ชื่อองค์คณะ
ชัยยุทธ ศรีจำนงค์
เพลินจิต ตั้งพูลสกุล
สมชาติ ธัญญาวินิชกุล
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 13362/2556
#554857
เปิดฉบับเต็ม

เมื่อจำเลยปฏิเสธว่าการสั่งจ่ายเช็คพิพาทมิใช่เพื่อชำระหนี้ให้แก่โจทก์ โจทก์จึงมีหน้าที่นำสืบให้ได้ความว่าจำเลยสั่งจ่ายเช็คพิพาทให้โจทก์เพื่อชำระหนี้ที่มีอยู่จริงและบังคับได้ตามกฎหมาย การกระทำของจำเลยจึงจะครบองค์ประกอบความผิดตาม พ.ร.บ.ว่าด้วยความผิดอันเกิดจากการใช้เช็ค พ.ศ.2534 มาตรา 4 เมื่อพยานโจทก์ทราบเรื่องภายหลังจากที่ได้รับมอบหมายจากโจทก์ให้นำเช็คไปขึ้นเงินแล้ว ธนาคารปฏิเสธการจ่ายเงินเท่านั้น แสดงว่าพยานโจทก์ไม่มีส่วนเกี่ยวข้องและไม่รู้เห็นเหตุการณ์ขณะจำเลยสั่งจ่ายเช็คพิพาทมอบให้โจทก์ รวมถึงรายละเอียดมูลหนี้ของเช็คพิพาท แต่พยานทราบเรื่องดังกล่าวจากการบอกเล่าของโจทก์ในภายหลัง พยานมิได้รู้เห็นข้อเท็จจริงที่เบิกความด้วยตนเองจึงเป็นเพียงพยานบอกเล่าซึ่งไม่มีน้ำหนักในการรับฟัง

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องและแก้ไขคำฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามพระราชบัญญัติว่าด้วยความผิดอันเกิดจากการใช้เช็ค พ.ศ.2534 มาตรา 4

ศาลชั้นต้นไต่สวนมูลฟ้องแล้ว เห็นว่าคดีมีมูล ให้ประทับฟ้อง

จำเลยให้การปฏิเสธ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามพระราชบัญญัติว่าด้วยความผิดอันเกิดจากการใช้เช็ค พ.ศ.2534 มาตรา 4 จำคุก 6 เดือน

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 6 พิพากษากลับ ให้ยกฟ้อง

โจทก์ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ว่า จำเลยกระทำความผิดตามฟ้องหรือไม่ เห็นว่า เมื่อจำเลยปฏิเสธว่าการสั่งจ่ายเช็คพิพาทมิใช่เพื่อชำระหนี้ให้แก่โจทก์ โจทก์จึงมีหน้าที่นำสืบให้ได้ความว่าจำเลยสั่งจ่ายเช็คพิพาทให้โจทก์เพื่อชำระหนี้ที่มีอยู่จริงและบังคับได้ตามกฎหมาย การกระทำของจำเลยจึงจะครบองค์ประกอบความผิดตามพระราชบัญญัติว่าด้วยความผิดอันเกิดจากการใช้เช็ค พ.ศ.2534 มาตรา 4 แต่ข้อนำสืบของโจทก์ที่อ้างว่าจำเลยสั่งจ่ายเช็คพิพาทให้โจทก์เพื่อชำระค่าจ้างออกแบบและก่อสร้างเตาเผาขยะนั้น ปรากฏว่าตัวโจทก์ซึ่งเป็นพยานโดยตรงก็มิได้มาเบิกความต่อศาลเพื่อยืนยันข้อเท็จจริงดังกล่าว พยานโจทก์มีเพียงปากเดียวคือนายยรรยง ผู้รับมอบอำนาจโจทก์มาเบิกความว่า จำเลยสั่งจ่ายเช็คพิพาทให้แก่โจทก์เพื่อชำระค่าจ้างออกแบบและก่อสร้างเตาเผาขยะ แต่เมื่อพยานถูกทนายจำเลยถามค้าน พยานเบิกความยอมรับว่า พยานไม่ทราบรายละเอียดเกี่ยวกับการว่าจ้างรวมถึงการพูดคุยตกลงกันระหว่างโจทก์กับจำเลย พยานทราบเรื่องภายหลังจากที่ได้รับมอบหมายจากโจทก์ให้นำเช็คไปขึ้นเงินแล้วธนาคารปฏิเสธการจ่ายเงินเท่านั้น แสดงว่าพยานโจทก์ปากนี้ไม่มีส่วนเกี่ยวข้องและไม่รู้เห็นเหตุการณ์ขณะจำเลยสั่งจ่ายเช็คพิพาทมอบให้โจทก์ รวมถึงรายละเอียดมูลหนี้ของเช็คพิพาท แต่พยานทราบเรื่องดังกล่าวจากการบอกเล่าของโจทก์ในภายหลัง พยานมิได้รู้เห็นข้อเท็จจริงที่เบิกความด้วยตนเองจึงเป็นเพียงพยานบอกเล่าซึ่งไม่มีน้ำหนักในการรับฟังที่โจทก์ฎีกาว่า นายยรรยง พยานโจทก์ปากนี้มิใช่เป็นพยานบอกเล่า แต่เป็นประจักษ์พยานที่รู้เห็นการตกลงและรายละเอียดเกี่ยวกับการว่าจ้างระหว่างโจทก์กับจำเลยนั้น ก็ไม่ปรากฏว่านายยรรยงได้เบิกความยืนยันเช่นนั้น พยานหลักฐานของโจทก์เท่าที่นำสืบมายังไม่เพียงพอให้ฟังได้ว่าจำเลยได้สั่งจ่ายเช็คพิพาทเพื่อชำระหนี้ตามฟ้องซึ่งเป็นหนี้ที่มีอยู่จริงและบังคับได้ตามกฎหมาย ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 6 พิพากษาให้ยกฟ้องนั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาของโจทก์ฟังไม่ขึ้น

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.ว่าด้วยความผิดอันเกิดจากการใช้เช็ค พ.ศ.2534 ม. 4
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นายทากาฮิชา โอซาวา
จำเลย — นางอังคณา แซ่เตี๋ย
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลแขวงนครสวรรค์ — นางกาญจนา ยาจิตร์
ศาลอุทธรณ์ภาค 6 — นายวิเชียร ดิเรกอุดมศักดิ์
ชื่อองค์คณะ
พิทักษ์ คงจันทร์
นิยุต สุภัทรพาหิรผล
ภาภูมิ สรอัฑฒ์
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 13360/2556
#554886
เปิดฉบับเต็ม

การที่จำเลยกับพวกมีการวางแผนและตระเตรียมอาวุธไปพร้อมตีทำร้ายผู้ตายหลายครั้งทั้งที่ผู้ตายเป็นคนพิการไม่มีทางต่อสู้ได้ จนได้รับบาดแผลและถึงแก่ความตาย ถือได้ว่าการกระทำของจำเลยกับพวกเป็นการร่วมกันฆ่าผู้ตายโดยเจตนาย่อมเล็งเห็นผล และเป็นการไตร่ตรองไว้ก่อน

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 33, 83, 91, 288, 289 (4), 295, 296, 371 และริบของกลาง

จำเลยให้การปฏิเสธ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 289 (4), 296, 371 ประกอบมาตรา 83 เป็นความผิดหลายกรรมต่างกัน ให้ลงโทษทุกกรรมเป็นกระทงความผิดไปตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 ฐานร่วมกันฆ่าผู้อื่นโดยไตร่ตรองไว้ก่อนกับฐานร่วมกันทำร้ายร่างกายโดยไตร่ตรองไว้ก่อน เป็นการกระทำกรรมเดียวเป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบท ลงโทษฐานร่วมกันฆ่าผู้อื่นโดยไตร่ตรองไว้ก่อน ซึ่งเป็นกฎหมายบทที่มีโทษหนักที่สุดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 ให้ประหารชีวิต ฐานร่วมกันพาอาวุธไปในเมือง หมู่บ้าน หรือทางสาธารณะโดยไม่มีเหตุสมควร ปรับ 90 บาท คำให้การชั้นสอบสวนและทางนำสืบของจำเลย เป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้หนึ่งในสามตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 ประกอบมาตรา 52 (1) คงลงโทษฐานร่วมกันฆ่าผู้อื่นโดยไตร่ตรองไว้ก่อน จำคุกตลอดชีวิต และฐานร่วมกันพาอาวุธปืนไปในเมือง หมู่บ้าน หรือทางสาธารณะโดยไม่มีเหตุสมควร ปรับ 60 บาท หากจำเลยไม่ชำระค่าปรับให้จัดการตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 29 ริบของกลาง

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 7 พิพากษาแก้เป็นว่า ความผิดฐานร่วมกันฆ่าผู้อื่น จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 288 ประกอบมาตรา 83 การกระทำความผิดฐานร่วมกันฆ่าผู้อื่นกับฐานร่วมกันทำร้ายร่างกายโดยไตร่ตรองไว้ก่อนเป็นการกระทำกรรมเดียวเป็นความผิดหลายบท ให้ลงโทษฐานร่วมกันฆ่าผู้อื่นซึ่งเป็นกฎหมายบทที่มีโทษหนักที่สุดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 จำคุก 20 ปี เมื่อลดโทษให้ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 หนึ่งในสามแล้ว คงจำคุก 13 ปี 4 เดือน รวมโทษในความผิดฐานร่วมกันพาอาวุธไปในเมือง หมู่บ้าน หรือทางสาธารณะโดยไม่มีเหตุสมควรแล้ว เป็นจำคุก 13 ปี 4 เดือน และปรับ 60 บาท ข้อหาอื่นนอกจากนี้ให้ยก นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

โจทก์ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ว่า การกระทำของจำเลยเป็นความผิดฐานร่วมกันฆ่าผู้อื่นโดยไตร่ตรองไว้ก่อนตามคำพิพากษาศาลชั้นต้นหรือไม่ ที่โจทก์ฎีกาว่า จำเลยกับพวกมีการวางแผนและตระเตรียมอาวุธไปพร้อม เมื่อจำเลยกับพวกพบเห็นผู้ตายกับผู้เสียหายทั้งสองก็ลงมือทันทีทันใดโดยที่ผู้ตายกับพวกไม่ทันตั้งตัว ผู้ตายถูกมีดฟันและทำร้ายจนถึงแก่ความตาย ผู้ตายเป็นคนพิการไม่มีทางต่อสู้จำเลยกับพวกย่อมเลือกทำร้ายได้ การกระทำของจำเลยกับพวกเป็นการตระเตรียมอาวุธมุ่งทำร้ายผู้ตายนั้น เห็นว่า จากพฤติการณ์ที่จำเลยกับพวกใช้อาวุธมีด ท่อนเหล็ก และท่อนไม้ของกลางฟันและตีทำร้ายร่างกายผู้ตายหลายครั้งทั้งที่ผู้ตายเป็นคนพิการไม่มีทางต่อสู้จนได้รับบาดแผลตามรายงานการตรวจศพ อันเป็นกรณีที่รับฟังถึงที่สุดแล้วว่าการกระทำของจำเลยกับพวกเป็นการร่วมกันฆ่าผู้ตายโดยเจตนาย่อมเล็งเห็นผล และเมื่อพิจารณาถึงพฤติการณ์ที่จำเลยกับพวกตระเตรียมอาวุธมีด ท่อนเหล็กและท่อนไม้ไว้เพื่อหาโอกาสทำร้ายผู้ตายกับพวกด้วยสาเหตุที่มีเรื่องบาดหมางไม่พอใจกันมาก่อน เมื่อสบโอกาสจำเลยกับพวกก็ร่วมกันใช้อาวุธดังกล่าวฟันและตีทำร้ายผู้ตายย่อมแสดงว่า จำเลยกับพวกมีเจตนาฆ่าผู้ตายโดยไตร่ตรองไว้ก่อนด้วย ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 7 วินิจฉัยว่า การกระทำของจำเลยในความผิดฐานฆ่าผู้อื่น ไม่เป็นการกระทำโดยไตร่ตรองไว้ก่อนนั้นไม่ต้องด้วยความเห็นของศาลฎีกา ฎีกาของโจทก์ฟังขึ้น

อนึ่ง คดีนี้ศาลอุทธรณ์ภาค 7 รับวินิจฉัยอุทธรณ์ของจำเลยในความผิดฐานพาอาวุธไปในเมือง หมู่บ้าน หรือทางสาธารณะโดยเปิดเผยหรือโดยไม่มีเหตุสมควร ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 371 ซึ่งต้องห้ามมิให้อุทธรณ์ในปัญหาข้อเท็จจริงตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 193 ทวิ การที่ศาลอุทธรณ์ภาค 7 รับวินิจฉัยให้จึงเป็นการไม่ชอบ ปัญหาดังกล่าวเป็นปัญหาข้อกฎหมายที่เกี่ยวกับความสงบเรียบร้อย ศาลฎีกามีอำนาจหยิบยกขึ้นวินิจฉัยและแก้ไขให้ถูกต้องได้ ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 195 วรรคสอง ประกอบมาตรา 225

พิพากษาแก้เป็นว่า ให้ยกคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 7 ในส่วนความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 371 และให้บังคับคดีไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.อ. ม. 83 ม. 288 ม. 289 (4)
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการจังหวัดสมุทรสาคร
จำเลย — นายณรงค์ โพธิ์ศรีทอง
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดสมุทรสาคร — นางสาวอุษณี กระแจะจวง
ศาลอุทธรณ์ภาค 7 — นายปณัฎฐ์สรณ์ จิวัธยากูล
ชื่อองค์คณะ
ทรงศิลป์ ธรรมรัตน์
กรองเกียรติ คมสัน
อิสสระ นิ่มละมัย
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 13337/2556
#559145
เปิดฉบับเต็ม

การที่จำเลยที่ 2 จำนองที่ดินของตนเพื่อประกันหนี้เงินกู้ที่จำเลยที่ 1 ต้องชำระให้แก่ธนาคาร ก. เจ้าหนี้ เป็นการให้สัญญาต่อเจ้าหนี้ของจำเลยที่ 1 ว่า หากจำเลยที่ 1 ไม่ชำระหนี้ก็ให้ธนาคารเจ้าหนี้ของจำเลยที่ 1 บังคับจำนองเอากับที่ดินของจำเลยที่ 2 ได้ ต่างกับการค้ำประกันซึ่งโจทก์ผู้ค้ำประกันสัญญาว่า ถ้าจำเลยที่ 1 ไม่ชำระหนี้โจทก์จะชำระหนี้ให้เจ้าหนี้ของจำเลยที่ 1 โดยยอมรับผิดเป็นลูกหนี้ร่วมกับจำเลยที่ 1 ลูกหนี้ ในกรณีของจำเลยที่ 2 ต้องบังคับตาม ป.พ.พ. ในลักษณะจำนองซึ่งไม่มีบทบัญญัติให้นำมาตรา 682 วรรคสอง ในลักษณะค้ำประกันมาใช้บังคับกับจำเลยที่ 2 ให้ต้องรับผิดอย่างลูกหนี้ร่วมกับโจทก์ซึ่งเป็นผู้ค้ำประกัน อีกทั้งไม่ใช่กรณีผู้ค้ำประกันหลายคนยอมตนเข้าค้ำประกันหนี้รายเดียวกันอันจะต้องรับผิดอย่างลูกหนี้ร่วมกันตาม ป.พ.พ. มาตรา 682 วรรคสอง อันจะทำให้โจทก์รับช่วงสิทธิของเจ้าหนี้บังคับจำนองกับที่ดินของจำเลยที่ 2 ได้

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยทั้งสองร่วมกันชำระเงิน 101,661.76 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงิน 94,365.76 บาทนับถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ หากจำเลยทั้งสองไม่ชำระหรือชำระไม่ครบให้ยึดที่ดินโฉนดเลขที่ 2847 ตำบลป่าก่อดำ อำเภอแม่ลาว จังหวัดเชียงราย พร้อมสิ่งปลูกสร้าง หากไม่พอชำระหนี้ให้ยึดและหรืออายัดทรัพย์สินอื่นของจำเลยทั้งสองออกขายทอดตลาดนำเงินมาชำระหนี้ให้โจทก์จนครบถ้วน

จำเลยทั้งสองให้การขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยที่ 1 ชำระเงิน 94,365.76 บาทพร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงินดังกล่าว นับแต่วันที่ 9 พฤศจิกายน 2544 เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ แต่ดอกเบี้ยคิดถึงวันฟ้อง (วันที่ 28 พฤศจิกายน 2545) ต้องไม่เกิน 7,296 บาท ตามที่โจทก์ขอ กับให้จำเลยที่ 1 ใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์โดยกำหนดค่าทนายความ 2,000 บาท ให้ยกฟ้องจำเลยที่ 2

โจทก์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 5 พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมของศาลชั้นต้นระหว่างโจทก์กับจำเลยที่ 2 ให้เป็นพับและให้โจทก์ใช้ค่าทนายความชั้นอุทธรณ์ 3,000 บาท แทนจำเลยที่ 2

โจทก์ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า คดีมีปัญหาข้อกฎหมายต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์เพียงว่า โจทก์มีสิทธิรับช่วงสิทธิจากเจ้าหนี้มาฟ้องไล่เบี้ยเอาจากจำเลยที่ 2 ได้หรือไม่ เห็นว่า การที่จำเลยที่ 2 จำนองที่ดินของตนเพื่อประกันหนี้เงินกู้ที่จำเลยที่ 1 ต้องชำระให้แก่ธนาคารกรุงเทพ จำกัด (มหาชน) เจ้าหนี้เป็นการให้สัญญาต่อเจ้าหนี้ของจำเลยที่ 1 ว่า หากจำเลยที่ 1 ไม่ชำระหนี้ ก็ให้ธนาคารกรุงเทพ จำกัด (มหาชน) เจ้าหนี้ของจำเลยที่ 1 บังคับจำนองเอากับที่ดินของจำเลยที่ 2 ได้ ซึ่งต่างกับการค้ำประกันซึ่งโจทก์ผู้ค้ำประกันสัญญาว่า ถ้าจำเลยที่ 1 ไม่ชำระหนี้โจทก์จะชำระหนี้ให้เจ้าหนี้ของจำเลยที่ 1 โดยยอมรับผิดเป็นลูกหนี้ร่วมกับจำเลยที่ 1 ลูกหนี้ ตามหนังสือสัญญาค้ำประกันหนี้ทุกชนิด ในกรณีของจำเลยที่ 2 ต้องบังคับตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ในลักษณะจำนอง ซึ่งไม่มีบทบัญญัติให้นำมาตรา 682 วรรคสอง ในลักษณะค้ำประกันมาใช้บังคับกับจำเลยที่ 2 ให้ต้องรับผิดอย่างลูกหนี้ร่วมกับโจทก์ซึ่งเป็นผู้ค้ำประกัน อีกทั้งไม่ใช่กรณีผู้ค้ำประกันหลายคนยอมตนเข้าค้ำประกันหนี้รายเดียวกันอันจะต้องรับผิดอย่างลูกหนี้ร่วมกันตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 682 วรรคสอง อันจะทำให้โจทก์รับช่วงสิทธิของเจ้าหนี้บังคับจำนองกับที่ดินของจำเลยที่ 2 ได้ ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 5 พิพากษามานั้นชอบแล้ว ฎีกาของโจทก์ฟังไม่ขึ้น

พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 682 วรรคสอง ม. 702
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — บริษัทกรุงเทพทวี จำกัด
จำเลย — นายสมเดช คำภาจิตร์ กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดเชียงราย — นายพิสิทธิ์ ฉายะไพสิฐพร
ศาลอุทธรณ์ภาค 5 — นายอดิศักดิ์ ปัตรวลี
ชื่อองค์คณะ
ชาติชาย อัครวิบูลย์
วีระวัฒน์ ปวราจารย์
สุทธินันท์ เสียมสกุล
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 13298/2556
#554820
เปิดฉบับเต็ม

พยานโจทก์ที่นำสืบมาฟังได้ว่า จำเลยที่ 1 ในฐานะผู้ขนส่งนำน้ำมันเตาตามใบส่งของไปให้แก่บริษัท ท. จากการกระทำทุจริตของคนขับรถของจำเลยที่ 1 และโดยที่สัญญารับขนให้จำเลยที่ 1 ต้องรับผิดในการกระทำของคนขับรถ จำเลยทั้งสองจึงต้องรับผิดชดใช้ค่าเสียหายแก่โจทก์ และเมื่อคดีฟังได้ว่าเป็นกรณีที่มีการทุจริตกันจึงเข้าข้อยกเว้นของบทบัญญัติ ป.พ.พ. มาตรา 624 ซึ่งไม่ได้บัญญัติเรื่องอายุความการฟ้องเรียกร้องตามข้อยกเว้นดังกล่าวไว้โดยเฉพาะ ดังนั้นจึงมีกำหนดอายุความ 10 ปี ตาม ป.พ.พ. มาตรา 624 ประกอบมาตรา 193/30

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยทั้งสองชำระเงิน 12,923,392.83 บาท แก่โจทก์ พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 15 ต่อปี ของต้นเงิน 11,429,147.80 บาท นับถัดจากวันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จ

จำเลยทั้งสองให้การขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง ให้โจทก์ใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนจำเลยทั้งสอง โดยกำหนดค่าทนายความ 10,000 บาท

โจทก์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 8 พิพากษากลับ ให้จำเลยทั้งสองร่วมกันชำระเงิน 10,989,049.80 บาท แก่โจทก์ พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี จากต้นเงินดังกล่าวนับแต่วันที่ 30 พฤษภาคม 2546 เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จ ให้จำเลยทั้งสองร่วมกันใช้ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสองศาลแทนโจทก์ โดยกำหนดค่าทนายความรวม 20,000 บาท

จำเลยทั้งสองฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงเบื้องต้นฟังได้ว่า โจทก์ประกอบกิจการจำหน่ายผลิตภัณฑ์น้ำมัน ทำสัญญารับขนกับจำเลยที่ 1 ซึ่งมีจำเลยที่ 2 เป็นหุ้นส่วนผู้จัดการ ให้ขนส่งสินค้าไปส่งแก่ลูกค้าที่มาซื้อจากโจทก์ และจำเลยที่ 1 เป็นผู้จัดหารถบรรทุก รวมทั้งคนขับรถ โดยโจทก์ออกใบส่งของมอบให้คนขับรถนำไปให้ลูกค้าของโจทก์ลงชื่อรับสินค้า จากนั้นโจทก์จะชำระค่าขนส่งให้แก่จำเลยที่ 1 และเมื่อวันที่ 22 มกราคม 2545 ถึงวันที่ 17 ธันวาคม 2545 จำเลยที่ 1 ใช้รถบรรทุกขนสินค้าน้ำมันเตาจากคลังสินค้าบ้านดอน อำเภอเมืองสุราษฎร์ธานี จังหวัดสุราษฎร์ธานี ไปส่งให้แก่บริษัทไทยแลนด์ สเมลดิ้ง แอนด์ ริไพนิ่ง จำกัด ลูกค้าของโจทก์ที่อำเภอเมืองภูเก็ต จังหวัดภูเก็ต

คดีมีปัญหาวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยทั้งสองว่า จำเลยทั้งสองต้องรับผิดใช้ค่าเสียหายแก่โจทก์ตามใบส่งของรวม 97 ฉบับ หรือ 97 เที่ยวบรรทุก หรือไม่ จากพยานโจทก์ที่นำสืบมาฟังได้ว่า จำเลยที่ 1 ในฐานะผู้ขนส่งไม่นำน้ำมันเตาตามใบส่งของไปส่งให้แก่บริษัทไทยแลนด์ สเมลดิ้ง แอนด์ ริไพนิ่ง จำกัด จากการกระทำทุจริตของคนขับรถของจำเลยที่ 1 โดยที่น่าเชื่อว่าได้กระทำร่วมกับพนักงานรับสินค้าของบริษัทไทยแลนด์ สเมลดิ้ง แอนด์ ริไพนิ่ง จำกัด และโดยที่สัญญารับขน ข้อ 18 ให้จำเลยที่ 1 ต้องรับผิดในการกระทำของคนขับรถ จำเลยทั้งสองจึงต้องรับผิดชดใช้ค่าเสียหายแก่โจทก์ ฎีกาของจำเลยทั้งสองในข้อนี้ฟังไม่ขึ้น

คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยทั้งสองประการต่อไปว่า ฟ้องโจทก์ในสินค้า 31 รายการ ขาดอายุความเพราะฟ้องเกิน 1 ปี แล้วหรือไม่ เห็นว่า ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 624 บัญญัติว่า "ในข้อความรับผิดของผู้ขนส่ง ในการที่ของสูญหายหรือบุบสลายหรือส่งชักช้านั้น ท่านห้ามมิให้ฟ้องเมื่อพ้นกำหนดปีหนึ่งนับแต่ส่งมอบหรือปีหนึ่งนับแต่วันที่ควรจะได้ส่งมอบ เว้นแต่ในกรณีที่มีการทุจริต" เมื่อคดีฟังได้ว่าเป็นกรณีที่มีการทุจริตกัน จึงเข้าข้อยกเว้นของบทบัญญัติมาตราดังกล่าว และเมื่อบทบัญญัติดังกล่าวไม่ได้บัญญัติเรื่องอายุความการฟ้องเรียกร้องตามข้อยกเว้นดังกล่าวไว้โดยเฉพาะ ดังนั้นจึงมีกำหนดอายุความ 10 ปี ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 624 ประกอบมาตรา 193/30 คดีโจทก์ไม่ขาดอายุความ ฎีกาของจำเลยทั้งสองข้อนี้ฟังไม่ขึ้นเช่นกัน

พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 193/30 ม. 624
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — บริษัทเชลล์แห่งประเทศไทย จำกัด
จำเลย — ห้างหุ้นส่วนจำกัด เมืองไทยบริการขนส่ง กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดสุราษฎร์ธานี — นายชาญชัย ณ พิกุล
ศาลอุทธรณ์ภาค 8 — นายอำนาจ โชติชะวารานนท์
ชื่อองค์คณะ
สนอง เล่าศรีวรกต
สุนทร ทรงฤกษ์
ประทีป ดุลพินิจธรรมา
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 13294/2556
#559163
เปิดฉบับเต็ม

ผู้เสียหายเบิกความยืนยันว่า จำเลยข่มขืนกระทำชำเราผู้เสียหายสองครั้ง การกระทำความผิดของจำเลยทั้งสองครั้ง จำเลยกระทำที่บ้านพักผู้เสียหาย การกระทำแต่ละครั้งเป็นการกระทำที่คล้ายกัน ลักษณะการเบิกความของผู้เสียหายเป็นการเบิกความที่ต่อเนื่องเกี่ยวพันกันระหว่างการกระทำความผิดในครั้งแรกและครั้งหลังของจำเลย การที่ผู้เสียหายเบิกความถึงพฤติการณ์ในการกระทำความผิดของจำเลยโดยละเอียดในครั้งแรก แล้วเบิกความถึงการกระทำความผิดในครั้งหลังต่อเนื่องไปในคราวเดียวกันว่าจำเลยกระทำชำเราผู้เสียหายอีกครั้ง เมื่อฟังคำเบิกความย่อมเข้าใจได้ว่าผู้เสียหายถูกจำเลยกระทำชำเรารวมสองครั้ง ด้วยพฤติการณ์ที่เหมือนกัน ดังนั้น แม้ศาลชั้นต้นจะมีคำสั่งให้โอนคดีของจำเลยในส่วนการกระทำความผิดของจำเลยในครั้งแรกไปพิจารณาที่ศาลจังหวัดชุมพรแผนกคดีเยาวชนและครอบครัว เนื่องจากขณะกระทำผิดในครั้งแรกจำเลยอายุ 17 ปี ยังถือเป็นเยาวชนอยู่ก็ตาม ก็ไม่ทำให้คำเบิกความของผู้เสียหายที่เกี่ยวกับรายละเอียดของพฤติการณ์ในการกระทำความผิดของจำเลยต้องรับฟังแยกกันจนถือว่าเหตุการณ์ครั้งหลังโจทก์นำสืบโดยไม่มีรายละเอียดของพฤติการณ์ในการกระทำผิดของจำเลยและเป็นการนำสืบไม่สมตามฟ้อง

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91, 277

จำเลยให้การปฏิเสธ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 277 วรรคแรก (ที่ถูก มาตรา 277 วรรคแรกเดิม) จำคุก 6 ปี

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 8 พิพากษากลับ ให้ยกฟ้อง

โจทก์ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่ามีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ประการแรกว่าโจทก์ได้นำสืบพยานดังรายละเอียดของพฤติการณ์การกระทำความผิดของจำเลยตามฟ้องเมื่อประมาณต้นเดือนมิถุนายน 2549 แล้วหรือไม่ เห็นว่า พยานโจทก์ปากผู้เสียหาย เบิกความยืนยันว่า จำเลยข่มขืนกระทำชำเราผู้เสียหายสองครั้ง การกระทำความผิดของจำเลยทั้งสองครั้งจำเลยกระทำที่บ้านพักผู้เสียหาย การกระทำแต่ละครั้งเป็นการกระทำที่คล้ายกัน ลักษณะการเบิกความของผู้เสียหายเป็นการเบิกความที่ต่อเนื่องเกี่ยวพันกันระหว่างการกระทำความผิดในครั้งแรกและครั้งหลังของจำเลย ดังนั้น การที่ผู้เสียหายเบิกความถึงพฤติการณ์ในการกระทำความผิดของจำเลยโดยละเอียดในครั้งแรก แล้วเบิกความถึงการกระทำความผิดในครั้งหลังต่อเนื่องไปในคราวเดียวกันว่าจำเลยกระทำชำเราผู้เสียหายอีกครั้ง เมื่อฟังคำเบิกความของผู้เสียหายโดยรวมแล้วจึงย่อมเข้าใจได้ว่าผู้เสียหายถูกจำเลยกระทำชำเรารวมสองครั้ง ด้วยพฤติการณ์ที่เหมือนกัน ดังนั้น แม้ศาลชั้นต้นจะมีคำสั่งให้โอนคดีของจำเลยในส่วนการกระทำความผิดของจำเลยในครั้งแรกไปพิจารณาที่ศาลจังหวัดชุมพรแผนกคดีเยาวชนและครอบครัว เนื่องจากขณะกระทำผิดในครั้งแรกจำเลยอายุ 17 ปี ยังถือเป็นเยาวชนอยู่ก็ตาม ก็ไม่ทำให้คำเบิกความของผู้เสียหายที่เกี่ยวกับรายละเอียดของพฤติการณ์ในการกระทำความผิดของจำเลยต้องรับฟังแยกกันจนถือว่าเหตุการณ์ครั้งหลังโจทก์นำสืบโดยไม่มีรายละเอียดของพฤติการณ์ในการกระทำผิดของจำเลยและเป็นการนำสืบไม่สมตามฟ้องดังที่ศาลอุทธรณ์ภาค 8 วินิจฉัยแต่อย่างใด การสืบพยานของโจทก์ดังกล่าวถือได้ว่าโจทก์ได้นำสืบดังรายละเอียดการกระทำความผิดในครั้งหลังของจำเลยด้วยแล้ว ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 8 วินิจฉัยว่าโจทก์นำสืบไม่สมตามฟ้อง ไม่ต้องด้วยความเห็นของศาลฎีกา ฎีกาของโจทก์ข้อนี้ฟังขึ้น

มีปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ประการต่อไปว่า จำเลยกระทำความผิดตามคำพิพากษาศาลชั้นต้นหรือไม่ เห็นว่า ขณะเกิดเหตุผู้เสียหายมีอายุเพียง 14 ปี การที่หลังเกิดเหตุผู้เสียหายไม่ได้เล่าเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นให้บุคคลใดฟัง อาจเป็นเพราะผู้เสียหายมีความอ่อนวัยไม่ประสีประสาและอาจเกิดความกลัวจากคำขู่ของจำเลยที่ขู่จะทำร้ายผู้เสียหายหรือกลัวอับอาย ซึ่งเป็นปกติวิสัยของเด็กหญิงหรือหญิงสาวทั่วไปที่อับอาย มิกล้าเล่าเรื่องที่ตนถูกกระทำชำเราให้ผู้ใดฟัง ดังนั้น การที่หลังเกิดเหตุผู้เสียหายไม่เล่าเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นให้บุคคลใดฟังจึงไม่เป็นพิรุธแต่อย่างใด อีกทั้งบ้านที่เกิดเหตุปรากฏจากคำเบิกความของผู้เสียหายว่ามีเพียงลุงผู้เสียหาย ผู้เสียหาย และจำเลย อาศัยอยู่เท่านั้น การที่จำเลยจะเลือกกระทำความผิด จำเลยก็ต้องเลือกเวลาในช่วงที่ไม่มีคนอยู่เพื่อเป็นการสะดวกในการกระทำความผิด ไม่เลือกในช่วงเวลาที่มีคนอยู่จำนวนมาก กรณีจึงน่าเชื่อว่าจำเลยกระทำชำเราผู้เสียหายในขณะที่ไม่มีคนอยู่ อีกทั้งก่อนเกิดเหตุไม่ปรากฏว่าผู้เสียหายเคยมีสาเหตุโกรธเคืองจำเลยถึงขนาดที่จะต้องเบิกความปรักปรำใส่ร้ายจำเลยให้ต้องรับโทษ ประกอบทั้งผลการตรวจชันสูตรบาดแผลของแพทย์ แม้จะตรวจภายหลังเกิดเหตุประมาณ 3 เดือน แต่ก็พบมีรอยฉีกขาดเดิมของเยื่อพรหมจารีของผู้เสียหายโดยที่ไม่ปรากฏว่าผู้เสียหายเคยร่วมประเวณีกับชายอื่นมาก่อนเช่นนี้ จึงน่าเชื่อว่าผู้เสียหายเบิกความไปตามความเป็นจริง ทั้งจากพฤติการณ์หลังเกิดเหตุที่มารดาจำเลยปรึกษากับนายแสง พัดทรัพย์ ลุงของผู้เสียหายแล้วยอมทำบันทึกผ่อนชำระค่าเสียหายให้แก่บิดาผู้เสียหายอันเป็นการยอมรับผิดเช่นนี้ ก็เป็นข้อพิรุธอีกเช่นกันเพราะหากจำเลยไม่ได้กระทำความผิดจริง ก็ไม่มีเหตุผลอันใดที่มารดาจำเลยจะต้องทำบันทึกผ่อนชำระค่าเสียหายให้แก่บิดาผู้เสียหาย จากพยานหลักฐานที่โจทก์นำสืบมามีน้ำหนักน่าเชื่อว่าจำเลยกระทำความผิดจริงตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 8 พิพากษาให้ยกฟ้อง ศาลฎีกาไม่เห็นพ้องด้วย ฎีกาโจทก์ฟังขึ้น

มีปัญหาที่จำเลยอุทธรณ์ต่อศาลอุทธรณ์ภาค 8 ว่า มีเหตุสมควรรอการลงโทษจำคุกให้แก่จำเลยหรือไม่ เห็นว่า ความผิดฐานกระทำชำเราเด็กหญิงอายุยังไม่เกินสิบห้าปีตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 277 วรรคแรก (เดิม) มีอัตราโทษจำคุกตั้งแต่สี่ปีถึงยี่สิบปีและปรับตั้งแต่แปดพันบาทถึงสี่หมื่นบาท พฤติการณ์การกระทำความผิดของจำเลยเป็นเรื่องร้ายแรง ที่ศาลชั้นต้นจำคุกจำเลยมีกำหนด 6 ปี เหมาะสมแก่พฤติการณ์แห่งคดีแล้วและคดีไม่อยู่ในหลักเกณฑ์ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 56 ที่จะรอการลงโทษให้จำเลยได้ ที่ศาลชั้นต้นพิพากษามานั้นชอบแล้ว อุทธรณ์ข้อนี้ของจำเลยฟังไม่ขึ้นเช่นกัน อนึ่ง แม้ในระหว่างการพิจารณาของศาลชั้นต้นจะมีพระราชบัญญัติแก้ไขเพิ่มเติมประมวลกฎหมายอาญา (ฉบับที่ 19) พ.ศ.2550 มาตรา 3 ให้ยกเลิกความในมาตรา 277 เดิม และให้ใช้ข้อความใหม่แทน แต่กฎหมายที่แก้ไขใหม่ไม่เป็นคุณแก่จำเลย จึงต้องใช้กฎหมายที่ใช้ในขณะกระทำความผิดบังคับ

พิพากษากลับ ให้บังคับคดีตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.อ. ม. 277 วรรคแรก (เดิม)
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการจังหวัดชุมพร
จำเลย — นายวิทยาหรือจ๊อด เทวบุญ
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดชุมพร — นายมณเฑียร ตีรอรุณศิริ
ศาลอุทธรณ์ภาค 8 — นายจรัญ ฉางแก้ว
ชื่อองค์คณะ
พิสิฐ ฐิติภัค
ศิริชัย วัฒนโยธิน
สมศักดิ์ ตันติภิรมย์
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 13288/2556
#554842
เปิดฉบับเต็ม

การเช่าช่วงอสังหาริมทรัพย์ต้องตกอยู่ภายใต้บังคับของ ป.พ.พ. มาตรา 538 ซึ่งจะต้องมีหลักฐานเป็นหนังสือลงลายมือชื่อฝ่ายที่ต้องรับผิดเป็นสำคัญ แต่ผู้ร้องเช่าช่วงบ้านพิพาทจากจำเลยโดยไม่มีสัญญาเช่าต่อโจทก์หรือจำเลย ผู้ร้องจึงไม่อาจยกการเช่าช่วงขึ้นใช้ยันโจทก์ได้ ไม่ว่าโจทก์จะรู้เห็นยินยอมด้วยหรือไม่ การเช่าช่วงดังกล่าวจึงไม่ชอบด้วยกฎหมาย ต้องถือว่าผู้ร้องเป็นบริวารของจำเลย การต่อเติมห้องครัวและห้องน้ำที่อ้างเป็นไปเพื่อความสะดวกในการใช้ทรัพย์สินของผู้ร้อง ไม่ใช่การปลูกสร้างใหม่ จึงไม่ใช่สัญญาต่างตอบแทนยิ่งกว่าการเช่าธรรมดาอันไม่จำเป็นต้องมีหลักฐานเป็นหนังสือ จึงถือไม่ได้ว่าผู้ร้องเป็นผู้มีอำนาจพิเศษตาม ป.วิ.พ. มาตรา 296 จัตวา (3) จึงไม่มีเหตุที่จะต้องไต่สวนคำร้องของผู้ร้อง

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
คดีสืบเนื่องมาจากศาลชั้นต้นมีคำพิพากษาตามสัญญาประนีประนอมยอมความให้จำเลยและบริวารขนย้ายทรัพย์สินออกจากบ้านเลขที่ 11/351 หมู่บ้านอยู่เจริญ แขวงลาดพร้าว เขตลาดพร้าว กรุงเทพมหานคร และส่งมอบอาคารดังกล่าวและชำระเงินค่าเสียหายแก่โจทก์ จำเลยไม่ปฏิบัติตามคำพิพากษา โจทก์ขอให้หมายตั้งเจ้าพนักงานบังคับคดี เจ้าพนักงานบังคับคดีนำประกาศของเจ้าพนักงานบังคับคดีไปปิดไว้ที่บ้านพิพาท

ผู้ร้องยื่นคำร้องขอให้ยกเลิกการบังคับคดีแก่ผู้ร้อง

ในวันนัดไต่สวนคำร้อง ทนายผู้ร้องขอเลื่อนคดี โจทก์คัดค้าน ศาลชั้นต้นไม่อนุญาตให้เลื่อนคดี

ศาลชั้นต้นมีคำสั่งให้ยกคำร้อง

ผู้ร้องอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสองศาลให้เป็นพับ

ผู้ร้องฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยว่า มีเหตุที่จะต้องไต่สวนคำร้องของผู้ร้องหรือไม่ เห็นว่า ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 296 จัตวา (3) ระบุว่า เมื่อเจ้าหนี้ตามคำพิพากษาแจ้งต่อเจ้าพนักงานบังคับคดีว่าลูกหนี้ตามคำพิพากษาหรือบริวารยังไม่ออกไปตามคำบังคับ ให้เจ้าพนักงานบังคับคดีปิดประกาศกำหนดเวลาให้ผู้ที่อ้างว่าไม่ใช่บริวารของลูกหนี้ตามคำพิพากษายื่นคำร้องแสดงอำนาจพิเศษภายในกำหนดแปดวัน หากไม่ยื่นภายในกำหนดเวลาดังกล่าวให้สันนิษฐานไว้ก่อนว่าเป็นบริวารของลูกหนี้ตามคำพิพากษา ฉะนั้น ผู้ที่อ้างอำนาจพิเศษดังกล่าวจะต้องมีหลักฐานเบื้องต้นมาแสดงต่อศาล มิใช่กล่าวอ้างในคำร้องลอย ๆ ทั้งการเช่าช่วงเป็นการเช่าอสังหาริมทรัพย์ต้องตกอยู่ภายใต้บังคับของประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 538 ซึ่งจะต้องมีหลักฐานเป็นหนังสือลงลายมือชื่อฝ่ายที่ต้องรับผิดเป็นสำคัญ แต่ตามคำร้องของผู้ร้องปรากฏชัดเจนว่าผู้ร้องเช่าช่วงบ้านพิพาทจากจำเลยโดยไม่มีสัญญาเช่าต่อโจทก์หรือจำเลย ผู้ร้องจึงไม่อาจยกการเช่าช่วงขึ้นใช้ยันโจทก์ได้ ไม่ว่าโจทก์จะรู้เห็นยินยอมด้วยหรือไม่ก็ตาม การเช่าช่วงดังกล่าวจึงไม่ใช่การเช่าช่วงโดยชอบด้วยกฎหมาย ต้องถือว่าผู้ร้องยังคงเป็นบริวารของจำเลย ทั้งการต่อเติมห้องครัวและห้องน้ำดังที่อ้างก็เป็นไปเพื่อความสะดวกในการใช้ทรัพย์สินของผู้ร้อง ไม่ใช่การปลูกสร้างขึ้นมาใหม่ จึงไม่ใช่สัญญาต่างตอบแทนยิ่งกว่าการเช่าธรรมดาอันไม่จำต้องมีหลักฐานการเช่าเป็นหนังสือ กรณีตามคำร้องจึงถือไม่ได้ว่าผู้ร้องเป็นผู้มีอำนาจพิเศษ ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 296 จัตวา (3) จึงไม่มีเหตุที่จะต้องไต่สวนคำร้องของผู้ร้องอีก ที่ศาลล่างทั้งสองยกคำร้องของผู้ร้องนั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วยในผล ฎีกาของผู้ร้องฟังไม่ขึ้น

พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 538
ป.วิ.พ. ม. 296 จัตวา
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นางสาวรัตนา ศรีกมลาชีพ
ผู้ร้อง — นายพสิษฐ์ ศิริพจนาวรรณ
จำเลย — นางสาวหรือนางธัญชนกหรือธนันธร วงษ์วิเศษ
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลแพ่ง — นายประทีป ทับอัตตานนท์
ศาลอุทธรณ์ — นายเดชา สร้อยสุวรรณ
ชื่อองค์คณะ
สุนันท์ ชัยชูสอน
ทัศนีย์ จั่นสัญจัย ธรรมเกณฑ์
สุทธินันท์ เสียมสกุล
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 13219/2556
#554841
เปิดฉบับเต็ม

เมื่อสัญญาที่โจทก์และจำเลยทั้งสองตกลงทำกันในรูปสัญญาร่วมลงทุนเพื่ออำพรางนิติกรรม การกู้ยืมเงินต่อกัน สัญญาร่วมลงทุนจึงตกเป็นโมฆะตาม ป.พ.พ. มาตรา 155 วรรคหนึ่ง กรณีคงต้องบังคับตามบทบัญญัติของกฎหมายเรื่องกู้ยืมเงินที่ถูกอำพราง และสัญญาร่วมลงทุนที่ไม่ได้ปิดอากรแสตมป์เป็นหลักฐานแห่งสัญญากู้ยืมเงินได้หรือไม่ตาม ป.รัษฎากร มาตรา 118 บัญญัติว่า "ตราสารใดไม่ปิดแสตมป์ครบจำนวน จะใช้เป็นพยานหลักฐานในคดีแพ่งไม่ได้" คำว่าตราสารดังกล่าวหมายความถึงหนังสือสัญญากู้ยืมเงินที่คู่สัญญาเจตนาแสดงออกว่าเป็นหนังสือสัญญากู้ยืมเงินกัน ไม่ได้หมายรวมไปถึงหลักฐานแห่งสัญญากู้ยืมเงินที่ถูกอำพรางไว้ในรูปสัญญาอื่น เพราะคู่สัญญาไม่ได้ต้องการที่จะแสดงออกอย่างเป็นหนังสือสัญญากู้ยืมเงินกัน หนังสือสัญญาในลักษณะเช่นนี้ จึงไม่ได้เป็นหนังสือสัญญากู้ยืมเงินตามความหมายของคำว่าตราสารที่ต้องปิดอากรแสตมป์ตาม ป.รัษฎากร มาตรา 118 คงเป็นได้เพียงหลักฐานเป็นหนังสือแสดงการกู้ยืมเงินเท่านั้น เมื่อสัญญาร่วมลงทุนนี้มีเนื้อความครบถ้วนว่าจำเลยที่ 1 รับเงินจากโจทก์ไป แบ่งจ่ายแต่ละครั้งเมื่อใด และจะคืนเงินพร้อมดอกเบี้ยให้แก่โจทก์เมื่อใด โดยมีการลงลายมือชื่อจำเลยที่ 1 ผู้กู้ไว้ หนังสือสัญญาร่วมลงทุนจึงเป็นหลักฐานแห่งการกู้ยืมเงินที่ไม่ต้องปิดอากรแสตมป์ แม้สัญญาร่วมทุนจะตกเป็นโมฆะก็ตาม แต่เมื่อถือว่าสัญญาร่วมทุนดังกล่าวเป็นหลักฐานแห่งการกู้ยืมเงินแล้ว จึงถือได้ว่าจำเลยที่ 2 เป็นผู้ค้ำประกันการกู้ยืมเงินของจำเลยที่ 1 ดังกล่าวด้วย จำเลยที่ 2 จึงต้องร่วมรับผิดกับจำเลยที่ 1 ในฐานะผู้ค้ำประกันด้วย

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยทั้งสองร่วมกันชำระเงินจำนวน 8,420,260.27 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี จากต้นเงิน 7,800,000 บาท นับแต่วันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์

จำเลยทั้งสองให้การขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยทั้งสองร่วมกันชำระเงิน 6,000,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันที่ 31 กรกฎาคม 2549 เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ กับให้จำเลยทั้งสองร่วมกันใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ โดยกำหนดค่าทนายความ 4,000 บาท เฉพาะค่าฤชาธรรมเนียมนั้นให้จำเลยทั้งสองใช้แทนเท่าที่โจทก์ชนะคดี

จำเลยทั้งสองอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 2 พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ

จำเลยทั้งสองฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงที่คู่ความไม่ได้โต้แย้งกันในชั้นฎีการับฟังเป็นยุติว่า จำเลยที่ 1 เป็นนิติบุคคลประเภทบริษัทจำกัด มีจำเลยที่ 2 เป็นกรรมการผู้มีอำนาจของจำเลยที่ 1 เมื่อต้นปี 2548 โจทก์และจำเลยทั้งสองเจตนาทำสัญญากู้ยืมเงินกัน โดยโจทก์จะให้จำเลยที่ 1 กู้ยืมเงินรวม 6,000,000 บาท ส่วนจำเลยที่ 1 จะให้ดอกเบี้ยตอบแทนร้อยละ 30 ของเงินที่โจทก์ให้กู้ยืมเงิน เป็นเงิน 1,800,000 บาท ตกลงคืนต้นเงินพร้อมดอกเบี้ยรวม 7,800,000 บาท ภายในวันที่ 3 พฤษภาคม 2549 ซึ่งเมื่อคิดคำนวณแล้ว ดอกเบี้ยดังกล่าวจะเกินอัตราร้อยละ 15 ต่อปี ต้องห้ามตามมาตรา 3 แห่งพระราชบัญญัติห้ามเรียกดอกเบี้ยเกินอัตรา พ.ศ.2475 ในวันที่ 3 กุมภาพันธ์ 2548 โจทก์และจำเลยทั้งสองจึงตกลงทำสัญญากันในรูปสัญญาร่วมลงทุนเพื่ออำพรางนิติกรรมการกู้ยืมเงินต่อกันโดยสัญญาร่วมลงทุนดังกล่าวไม่ได้ติดอากรแสตมป์ โจทก์มอบเงินให้จำเลยที่ 1 ในวันที่ 3 กุมภาพันธ์ 2548 จำนวน 500,000 บาท ส่วนที่เหลือแบ่งมอบให้อีกหลายงวด ซึ่งมอบให้ครบถ้วน 6,000,000 บาท ในวันที่ 30 เมษายน 2548 เมื่อสัญญาร่วมลงทุนดังกล่าวทำขึ้นเพื่ออำพรางสัญญากู้ยืมเงิน สัญญาร่วมลงทุนจึงตกเป็นโมฆะตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 155 วรรคหนึ่ง กรณีคงต้องบังคับตามบทบัญญัติของกฎหมายเรื่องกู้ยืมเงินที่ถูกอำพราง

มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยทั้งสองประการแรกว่า จะรับฟังสัญญาร่วมลงทุนเอกสารที่ไม่ได้ปิดอากรแสตมป์ดังกล่าวเป็นหลักฐานแห่งสัญญากู้ยืมเงินได้หรือไม่ เห็นว่า ประมวลรัษฎากร มาตรา 118 บัญญัติว่า "ตราสารใดไม่ปิดแสตมป์ครบจำนวน จะใช้เป็นพยานหลักฐานในคดีแพ่งไม่ได้" คำว่าตราสารตามบทบัญญัติดังกล่าวในกรณีที่ใช้กับนิติกรรมการกู้ยืมเงินหมายความถึงหนังสือสัญญากู้ยืมเงินที่คู่สัญญาเจตนาแสดงออกว่าเป็นหนังสือสัญญากู้ยืมเงินกัน แต่ไม่ได้หมายความรวมไปถึงหลักฐานแห่งสัญญากู้ยืมเงินที่ถูกอำพรางไว้ในรูปสัญญาอื่น เพราะคู่สัญญาไม่ได้ต้องการที่จะแสดงออกอย่างเป็นหนังสือสัญญากู้ยืมเงินกันอยู่แล้ว หนังสือสัญญาในลักษณะเช่นนี้จึงไม่ได้เป็นหนังสือสัญญากู้ยืมเงินตามความหมายของคำว่าตราสารที่ต้องปิดอากรแสตมป์ตามประมวลรัษฎากร มาตรา 118 คงเป็นได้เพียงหลักฐานเป็นหนังสือแสดงการกู้ยืมเงินเท่านั้น ซึ่งเมื่อในคดีนี้หนังสือสัญญาร่วมลงทุนดังกล่าวมีเนื้อความครบถ้วนว่าจำเลยที่ 1 ได้รับเงินไปจากโจทก์ 6,000,000 บาท แบ่งจ่ายแต่ละครั้งเมื่อใด และจำเลยที่ 1 ตกลงที่จะคืนเงิน 6,000,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอีก 1,800,000 บาท ให้แก่โจทก์ ในวันที่ 3 พฤษภาคม 2549 โดยมีการลงลายมือชื่อจำเลยที่ 1 ผู้กู้ไว้ หนังสือสัญญาร่วมลงทุนดังกล่าวจึงเป็นหลักฐานแห่งการกู้ยืมเงิน ที่ไม่ต้องปิดอากรแสตมป์ ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 2 พิพากษาว่าเป็นเพียงหลักฐานแห่งสัญญากู้ยืมเงินที่ไม่ใช่ตราสารที่ต้องปิดอากรแสตมป์จึงชอบแล้ว ฎีกาของจำเลยทั้งสองฟังไม่ขึ้น

มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยที่ 2 ต่อไปว่า จำเลยที่ 2 ต้องรับผิดในฐานะผู้ค้ำประกันหรือไม่ เห็นว่า จำเลยที่ 2 ลงลายมือชื่อในสัญญาร่วมทุนดังกล่าวในสองฐานะ คือในฐานะของจำเลยที่ 1 พร้อมประทับตราสำคัญของจำเลยที่ 1 และลงลายมือชื่อข้างใต้ชื่อจำเลยที่ 1 โดยเขียนคำว่า "Personally Guaranteed" เหนือลายมือชื่อ และไม่ได้ประทับตราสำคัญของบริษัท คำว่า "Personally Guaranteed" มีความหมายชัดเจนอยู่แล้วว่า ค้ำประกันในฐานะส่วนตัว เมื่อหนี้ของจำเลยที่ 1 คือชำระคืนต้นเงินพร้อมดอกเบี้ยให้ครบถ้วนในวันที่ 3 พฤษภาคม 2549 จำเลยที่ 2 ซึ่งเป็นผู้กระทำการแทนจำเลยที่ 1 ลงลายมือชื่อแทนจำเลยที่ 1 ด้วยตนเอง และเป็นผู้ทำความตกลงด้วยตนเองทั้งหมด รู้เห็นข้อเท็จจริงทุกอย่างเป็นอย่างดี การที่จำเลยที่ 2 ลงลายมือชื่อใต้คำว่า "Personally Guaranteed" ไว้เช่นนี้ จึงชัดเจนว่าต้องการผูกพันตนเป็นผู้ค้ำประกันการชำระหนี้เงินกู้ของจำเลยที่ 1 ทั้งหมด ในฐานะส่วนตัวด้วย แม้สัญญาร่วมทุนจะตกเป็นโมฆะก็ตาม แต่เมื่อถือว่าสัญญาร่วมทุนดังกล่าวเป็นหลักฐานแห่งการกู้ยืมเงินแล้ว จึงถือได้ว่าจำเลยที่ 2 เป็นผู้ค้ำประกันการกู้ยืมเงินของจำเลยที่ 1 ดังกล่าวด้วย ดังนั้น จำเลยที่ 2 จึงต้องร่วมรับผิดกับจำเลยที่ 1 ในฐานะผู้ค้ำประกัน ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 2 พิพากษาให้จำเลยที่ 2 รับผิดในฐานะผู้ค้ำประกันชอบแล้ว ฎีกาของจำเลยที่ 2 ฟังไม่ขึ้น

พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 155 วรรคหนึ่ง
ป.รัษฎากร ม. 118
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นายลาร์ส ฮาแกน คาร์ลสัน
บริษัทพัทยา บิสเนส แอนด์ เรียล เอสเตท
จำเลย — ลอว์ ออฟฟิศ (พีบีอาร์แอล กรุ๊ป) จำกัด กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดพัทยา — นางเวนิสา เจือจันทร์
ศาลอุทธรณ์ภาค 2 — นายเลิศชัย ภักดีฉนวน
ชื่อองค์คณะ
สุรศักดิ์ วิมลรัตน์
พินิจ สายสอาด
วิจิตร วิสุชาติ
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 13215/2556
#554822
เปิดฉบับเต็ม

เมื่อจำเลยผิดสัญญาไม่ชำระเงินค่าที่ดินที่ค้างชำระและไม่ไปรับโอนกรรมสิทธิ์ที่ดินภายในกำหนดโจทก์มีหนังสือบอกเลิกสัญญาไปยังจำเลย สัญญาจะซื้อจะขายที่ดินจึงเป็นอันเลิกกัน การที่กรรมการโจทก์มีหนังสือแจ้ง น. ภายหลังจากที่โจทก์บอกเลิกสัญญาแก่จำเลยแล้วมีใจความว่า ตามที่ น. แจ้งความประสงค์จะซื้อที่ดินพร้อมสิ่งปลูกสร้างบ้านเลขที่ 485/10 โฉนดที่ดินเลขที่ 424 ตำบลคลองถนน อำเภอสายไหม กรุงเทพมหานคร ในโครงการสะพานใหม่วิลล์นั้น โจทก์ตกลงจะขายที่ดินพร้อมสิ่งปลูกสร้างให้แก่ น. ในราคา 1,040,000 บาท หาก น. พร้อมที่จะรับโอนกรรมสิทธิ์ได้ภายในวันที่ 15 กรกฎาคม 2548 เท่านั้น หนังสือดังกล่าวถือได้ว่าเป็นคำสนองรับคำเสนอของ น. แต่เป็นคำสนองที่มีข้อความเพิ่มเติม มีข้อจำกัดหรือมีข้อแก้ไขอย่างอื่นประกอบด้วย ถือว่าเป็นคำบอกปัดไม่รับคำเสนอบางส่วนของ น. ทั้งเป็นคำเสนอขึ้นใหม่ด้วยในตัวตาม ป.พ.พ. มาตรา 359 วรรคสอง น. ไม่สนองรับคำเสนอดังกล่าวโดยการรับโอนกรรมสิทธิ์ที่ดินพร้อมสิ่งปลูกสร้างภายในระยะเวลาที่โจทก์กำหนด คำเสนอของโจทก์ย่อมสิ้นผลไป ไม่ก่อให้เกิดข้อตกลงหรือสัญญาระหว่างโจทก์กับ น. กรณีมิใช่เป็นการแปลงหนี้ใหม่ด้วยการเปลี่ยนตัวลูกหนี้ หนี้ระหว่างโจทก์และจำเลยไม่ระงับไปด้วยการแปลงหนี้ใหม่

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้บังคับขับไล่จำเลยพร้อมบริวารออกไปจากที่ดินโฉนดเลขที่ 424 ตำบลคลองถนน อำเภอสายไหม กรุงเทพมหานคร พร้อมสิ่งปลูกสร้างบ้านเลขที่ 485/10 หมู่ที่ 4 แขวงคลองถนน เขตสายไหม กรุงเทพมหานคร และชดใช้ค่าเสียหายจำนวน 85,000 บาท กับเดือนละ 5,000 บาท นับแต่วันที่ 1 ตุลาคม 2548 จนกว่าจะออกไปจากที่ดินและสิ่งปลูกสร้างแก่โจทก์

จำเลยให้การขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้ขับไล่จำเลยพร้อมบริวารออกไปจากบ้านเลขที่ 485/10 ดังกล่าว และชำระค่าเสียหายแก่โจทก์จำนวน 76,500 บาท กับเดือนละ 4,500 บาท นับแต่เดือนตุลาคม 2548 จนกว่าจะขนย้ายทรัพย์สินออกไปจากที่ดินของโจทก์ และให้ใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ โดยกำหนดค่าทนายความ 3,000 บาท

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษากลับ ให้ยกฟ้องโจทก์ ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสองศาลให้เป็นพับ

โจทก์ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงที่คู่ความมิได้โต้เถียงกันในชั้นนี้ฟังได้ว่า เมื่อวันที่ 22 เมษายน 2539 นางอัจฉราทำสัญญาจะซื้อจะขายที่ดินพร้อมสิ่งปลูกสร้างในโครงการสะพานใหม่วิลล์จากโจทก์ในราคา 1,195,000 บาท เมื่อปี 2542 โจทก์ดำเนินการแบ่งแยกที่ดินดังกล่าวเป็นที่ดินโฉนดเลขที่ 424 ตำบลคลองถนน อำเภอสายไหม กรุงเทพมหานคร และส่งมอบที่ดินพร้อมสิ่งปลูกสร้าง บ้านเลขที่ 485/10 หมู่ที่ 4 แขวงคลองถนน เขตสายไหม กรุงเทพมหานคร ให้แก่นางอัจฉราซึ่งขณะนั้นเปลี่ยนชื่อเป็นนางนีรนาท เข้าครอบครองตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม 2542 นางอัจฉราหรือนีรนาทชำระเงินจองและเงินดาวน์ครบถ้วนแล้ว คงเหลือเงินที่จะต้องชำระให้แก่โจทก์ในวันโอนกรรมสิทธิ์จำนวน 970,000 บาท ต่อมาเมื่อวันที่ 3 ธันวาคม 2545 จำเลยรับโอนสิทธิตามสัญญาจะซื้อจะขายที่ดินพร้อมสิ่งปลูกสร้างจากนางนีรนาท โดยจำเลยตกลงที่จะปฏิบัติตามสัญญาจะซื้อจะขายที่ดินพร้อมสิ่งปลูกสร้างตามที่โจทก์ทำไว้กับนางนีรนาท เมื่อวันที่ 31 มีนาคม 2547 และวันที่ 20 กรกฎาคม 2547 โจทก์แจ้งให้จำเลยรับโอนกรรมสิทธิ์ที่ดินพร้อมสิ่งปลูกสร้างและชำระราคาที่เหลือจำนวน 970,000 บาท แต่จำเลยไม่ชำระ โจทก์มีหนังสือให้จำเลยนำเงินมาชำระและรับโอนกรรมสิทธิ์ที่ดินดังกล่าวภายใน 30 วันนับแต่วันได้รับหนังสือ แต่จำเลยเพิกเฉย เมื่อวันที่ 9 พฤศจิกายน 2547 โจทก์มอบหมายให้ทนายความมีหนังสือบอกเลิกสัญญาและริบเงินที่ชำระแล้วทั้งหมด กับให้จำเลยขนย้ายทรัพย์สินและบริวารออกไปจากที่ดินพร้อมสิ่งปลูกสร้างดังกล่าวภายใน 15 วัน จำเลยได้รับหนังสือดังกล่าวเมื่อวันที่ 12 พฤศจิกายน 2547เมื่อวันที่ 30 พฤษภาคม 2548 จำเลยทำสัญญาจะซื้อจะขายบ้านพร้อมที่ดินให้แก่นายนิยม และในวันเดียวกันนายไพบูลย์ กรรมการผู้จัดการของโจทก์มีหนังสือแจ้งนายนิยมว่า โจทก์ตกลงจะขายที่ดินพร้อมสิ่งปลูกสร้างให้แก่นายนิยมในราคา 1,040,000 บาท หากนายนิยมพร้อมที่จะรับโอนกรรมสิทธิ์ที่ดินพร้อมสิ่งปลูกสร้างได้ภายในวันที่ 15 กรกฎาคม 2548 เท่านั้น ต่อมาวันที่ 23 มิถุนายน 2548 โจทก์มีหนังสือแจ้งให้จำเลยขนย้ายทรัพย์สินและบริวารออกไปจากที่ดินอีกครั้ง แต่ไม่สามารถส่งหนังสือให้แก่จำเลยได้

มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ว่า โจทก์มีอำนาจฟ้องขับไล่และเรียกค่าเสียหายจากจำเลยหรือไม่ เห็นว่า เมื่อจำเลยผิดสัญญาไม่ชำระเงินค่าที่ดินที่ค้างชำระและไม่ไปรับโอนกรรมสิทธิ์ที่ดินภายในกำหนด ซึ่งโจทก์มีหนังสือบอกเลิกสัญญาไปยังจำเลยโดยชอบแล้ว สัญญาจะซื้อจะขายที่ดินระหว่างโจทก์และจำเลยจึงเป็นอันเลิกกัน การที่นายไพบูลย์กรรมการของโจทก์มีหนังสือแจ้งต่อนายนิยมภายหลังจากที่โจทก์บอกเลิกสัญญาแก่จำเลยแล้วมีใจความว่า ตามที่นายนิยมแจ้งความประสงค์จะซื้อที่ดินพร้อมสิ่งปลูกสร้างบ้านเลขที่ 485/10 โฉนดที่ดินเลขที่ 424 ตำบลคลองถนน อำเภอสายไหม กรุงเทพมหานคร ในโครงการสะพานใหม่วิลล์ นั้น โจทก์ตกลงจะขายที่ดินพร้อมสิ่งปลูกสร้างให้แก่นายนิยมในราคา 1,040,000 บาท หากนายนิยมพร้อมที่จะรับโอนกรรมสิทธิ์ที่ดินพร้อมสิ่งปลูกสร้างได้ภายในวันที่ 15 กรกฎาคม 2548 เท่านั้น หนังสือของนายไพบูลย์ดังกล่าวถือได้ว่าเป็นคำสนองรับคำเสนอของนายนิยม แต่ก็เป็นคำสนองรับที่มีข้อความเพิ่มเติม มีข้อจำกัดหรือมีข้อแก้ไขอย่างอื่นประกอบด้วย ถือว่าเป็นคำบอกปัดไม่รับคำเสนอบางส่วนของนายนิยม ทั้งเป็นคำเสนอขึ้นใหม่ด้วยในตัวตามที่บัญญัติในประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 359 วรรคสอง ซึ่งนายนิยมต้องปฏิบัติตามคำเสนอของโจทก์ดังกล่าวโดยต้องรับโอนกรรมสิทธิ์ที่ดินพร้อมสิ่งปลูกสร้างภายในวันที่ 15 กรกฎาคม 2548 เมื่อปรากฏว่านายนิยมเพิ่งได้รับอนุมัติให้กู้เงินเมื่อวันที่ 28 กรกฎาคม 2548 แสดงว่า นายนิยมมิได้สนองรับคำเสนอดังกล่าวโดยการรับโอนกรรมสิทธิ์ที่ดินพร้อมสิ่งปลูกสร้างภายในระยะเวลาที่โจทก์กำหนดไว้ คำเสนอของโจทก์ย่อมสิ้นผลไป ไม่ก่อให้เกิดเป็นข้อตกลงหรือสัญญาระหว่างโจทก์และนายนิยม กรณีมิใช่เป็นการแปลงหนี้ใหม่ด้วยการเปลี่ยนตัวลูกหนี้ หนี้ระหว่างโจทก์และจำเลยไม่ระงับไปด้วยการแปลงหนี้ใหม่ตามข้อต่อสู้ของจำเลย โจทก์จึงมีอำนาจฟ้องขับไล่และเรียกค่าเสียหายจากจำเลยได้ ที่ศาลอุทธรณ์พิพากษายกฟ้อง ศาลฎีกาไม่เห็นพ้องด้วย ฎีกาของโจทก์ฟังขึ้น

พิพากษากลับ ให้บังคับคดีไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์และชั้นฎีกาให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 359
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — บริษัทบางกอกลากูน จำกัด
จำเลย — นายเอนก เตาสุภาพ
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลแพ่ง — นายพัฒนพงษ์ นวลศรี
ศาลอุทธรณ์ — นางนภาพร จันทกุล
ชื่อองค์คณะ
สรศักดิ์ วาจาสิทธิศิลป์
วีระพล ตั้งสุวรรณ
สวัสดิ์ สุรวัฒนานันท์
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 13214/2556
#554913
เปิดฉบับเต็ม

ตามพฤติการณ์แห่งความสัมพันธ์ระหว่างโจทก์และ ธ. น่าเชื่อว่าโจทก์เป็นคนมอบเช็คให้แก่ ธ. เพื่อใช้ในการถอนเงินจากบัญชีในกิจการที่ทำร่วมกันด้วยความไว้ใจ ดังนั้น ไม่ว่า ธ. จะได้นำเช็คไปกรอกข้อความและปลอมลายมือชื่อโจทก์เพื่อถอนเงินจากบัญชีโดยโจทก์ไม่รู้เห็นยินยอมหรือไม่ก็ตาม ย่อมต้องถือว่าเป็นความผิดพลาดบกพร่องและประมาทเลินเล่อของโจทก์ โจทก์จึงอยู่ในฐานะเป็นผู้ที่ต้องถูกตัดบทมิให้ยกข้อลายมือชื่อปลอมนั้นขึ้นมาเป็นข้อต่อสู้ตาม ป.พ.พ. มาตรา 1008 วรรคหนึ่ง

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยชำระเงิน 1,290,213 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงิน 960,000 บาท นับแต่วันถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระแก่โจทก์เสร็จสิ้น

จำเลยให้การขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยชำระเงินแก่โจทก์ 960,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันที่ 9 เมษายน 2547 เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จ แต่ดอกเบี้ยคำนวณถึงวันฟ้อง (ฟ้องวันที่ 12 พฤศจิกายน 2551) ต้องไม่เกิน 330,213 บาท ตามที่โจทก์ขอ แต่หากนายธนกรหรือยุทธพงษ์ ชำระหนี้แก่โจทก์ไปแล้วตามคดีอาญาหมายเลขแดงที่ อ.1615/2551 ของศาลอาญา จำนวนเท่าใดก็ให้นำมาหักออกจากหนี้ที่จำเลยต้องชำระในคดีนี้ ให้จำเลยใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ โดยกำหนดค่าทนายความ 5,000 บาท

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ

จำเลยฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงเบื้องต้นฟังเป็นยุติว่า เดิมโจทก์ชื่อนางศศิพร โจทก์ประกอบอาชีพรับเหมาก่อสร้างในชื่อบริษัทพิษณุพงษ์ คอนสตัคชั่น จำกัด มีนายธนกรหรือยุทธพงษ์ เป็นกรรมการทำหน้าที่บริหารงาน โจทก์เป็นลูกค้าของธนาคารจำเลย สาขาสุขาภิบาล 1 ประเภทบัญชีเงินฝากกระแสรายวัน เลขที่ 042-1-01504-2 นายธนกรนำเช็คเลขที่ 2001752, 2001753 และ 2001754 ไปขอถอนเงิน 420,000 บาท 100,000 บาท และ 440,000 บาท ตามลำดับ จากบัญชีเงินฝากกระแสรายวันของโจทก์ โจทก์แจ้งความต่อพนักงานสอบสวนสถานีตำรวจนครบาลบึงกุ่มให้ดำเนินคดีแก่นายธนกร และผู้เชี่ยวชาญตรวจลายมือชื่อผู้สั่งจ่ายในเช็คเปรียบเทียบตัวอย่างลายมือชื่อของโจทก์แล้วลงความเห็นว่าไม่ใช่ลายมือชื่อของบุคคลคนเดียวกัน ต่อมาพนักงานอัยการเป็นโจทก์ยื่นฟ้องนายธนกรต่อศาลอาญาในข้อหาความผิดฐานปลอมเอกสารตั๋วเงินเช็คทั้ง 3 ฉบับ และใช้เอกสารตั๋วเงินปลอม โจทก์ซึ่งเป็นผู้เสียหายขอเข้าร่วมเป็นโจทก์กับพนักงานอัยการและยื่นคำร้องขอให้บังคับนายธนกรชำระเงิน 960,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยแก่โจทก์ร่วมซึ่งเป็นโจทก์ในคดีนี้ ศาลพิพากษาลงโทษจำคุกนายธนกรและให้นายธนกรชำระเงินในคดีส่วนแพ่ง 960,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยแก่โจทก์ ตามสำเนาคำพิพากษาคดีอาญาหมายเลขแดงที่ อ.1615/2551 ของศาลอาญา

มีปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยว่า จำเลยผิดสัญญาและต้องรับผิดต่อโจทก์ตามฟ้องหรือไม่ ที่จำเลยฎีกาว่า จำเลยไม่เห็นด้วยกับคำวินิจฉัยของศาลอุทธรณ์ที่ว่าลายมือชื่อผู้สั่งจ่ายเช็คทั้ง 3 ฉบับ เป็นลายมือชื่อโจทก์ปลอม คำเบิกความของพันตำรวจเอกพิษณุ ผู้เชี่ยวชาญและรายงานการตรวจพิสูจน์ไม่น่าเชื่อถือ ไม่สามารถรับฟังได้นั้น เห็นว่า จำเลยมิได้ให้การโดยชัดแจ้งว่า ลายมือชื่อผู้สั่งจ่ายเช็คทั้ง 3 ฉบับ เป็นลายมือชื่อของโจทก์ที่แท้จริง มิใช่ลายมือชื่อปลอม คงให้การเพียงว่าลายมือชื่อมีลักษณะเหมือนหรือคล้ายคลึงกับตัวอย่างลายมือชื่อที่โจทก์ให้ไว้แก่จำเลย พนักงานของจำเลยจึงได้จ่ายเงินตามเช็คไปโดยมิได้ประมาทเลินเล่อเท่านั้น ที่จำเลยให้การโดยกล่าวถึงรายงานการตรวจพิสูจน์ของกองพิสูจน์หลักฐาน ก็เพียงว่ารายงานการตรวจพิสูจน์รับฟังได้เพียงบางส่วน ไม่อาจใช้เป็นบรรทัดฐานในการพิจารณาได้ ซึ่งมิใช่เป็นการต่อสู้ว่า ลายมือชื่อโจทก์มิใช่ลายมือชื่อปลอมแต่อย่างใด ที่จำเลยฎีกาโต้เถียงข้อเท็จจริงตามคำเบิกความของพันตำรวจเอกพิษณุและรายงานการตรวจพิสูจน์ว่า ไม่น่าเชื่อถือ ไม่สามารถรับฟังได้ ย่อมเท่ากับฎีกาว่า ลายมือชื่อของโจทก์ในช่องผู้สั่งจ่ายมิใช่เป็นลายมือชื่อปลอมนั่นเอง จึงเป็นฎีกาในข้อที่มิได้ยกขึ้นว่ากันมาแล้วโดยชอบในศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ ซึ่งต้องห้ามมิให้ฎีกา ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 249 วรรคหนึ่ง ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัยให้ ส่วนที่จำเลยฎีกาว่า ต้นเหตุความเสียหายเกิดจากการกระทำของโจทก์เอง โจทก์จึงถูกตัดบทมิให้ยกข้อลายมือชื่อปลอมนั้นขึ้นมาเป็นข้อต่อสู้ ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1008 นั้น เห็นว่า ในการประกอบธุรกิจรับเหมาก่อสร้างของโจทก์ที่มีนายธนกรร่วมด้วย นอกจากบัญชีเงินฝากกระแสรายวัน เลขที่ 042-1-01504-2 แล้ว โจทก์ยังมีบัญชีเงินฝากที่ธนาคารจำเลย สาขาสุขาภิบาล 1 อีก 6 บัญชี โดยบัญชีเงินฝากประจำและบัญชีเงินฝากออมทรัพย์ในชื่อบริษัทพิษณุพงษ์ คอนสตัคชั่น จำกัด นายธนกรเพียงคนเดียวก็สามารถถอนเงินจากบัญชีได้ และโจทก์เบิกความตอบทนายจำเลยถามค้านว่า นายธนกรเป็นผู้ไปติดต่อกับธนาคารมากกว่าโจทก์ โจทก์ไปที่ธนาคารน้อยมาก ตรงกับที่จำเลยนำสืบว่า นายธนกรเป็นหุ้นส่วนและทำธุรกิจร่วมกับโจทก์ โดยนายธนกรจะเป็นผู้ไปขอถอนเงินจากบัญชีเป็นประจำ อันทำให้เห็นได้ว่าโจทก์มีความไว้วางใจให้นายธนกรติดต่อกับธนาคารจำเลยเพื่อทำธุรกรรมด้านการเงินแทนโจทก์มาโดยตลอด ประกอบกับข้อเท็จจริงในคำพิพากษาคดีอาญาหมายเลขแดงที่ อ.1615/2551 ของศาลอาญา ยังปรากฏนายธนกรเพียงปลอมเอกสารเช็คของโจทก์และใช้เอกสารซึ่งเป็นเช็คปลอม แต่มิได้ลักเช็คไปจากโจทก์ ล้วนบ่งชี้ว่านายธนกรมิได้เอาเช็คไปจากโจทก์โดยที่โจทก์ไม่รู้เห็นหรือยินยอม ตามพฤติการณ์แห่งความสัมพันธ์ระหว่างโจทก์และนายธนกร จึงน่าเชื่อว่าโจทก์เป็นคนมอบเช็คให้แก่นายธนกรเพื่อใช้ในการถอนเงินจากบัญชีในกิจการที่ทำร่วมกันด้วยความไว้ใจ เช่นนี้ ไม่ว่านายธนกรจะได้นำเช็คเลขที่ 2001752, 2001753 และ 2001754 ไปกรอกข้อความและปลอมลายมือชื่อโจทก์เพื่อถอนเงินจากบัญชีของโจทก์ โดยโจทก์ไม่รู้เห็นยินยอมหรือไม่ก็ตาม ย่อมต้องถือว่าเป็นความผิดพลาดบกพร่องและประมาทเลินเล่อของโจทก์เองที่มอบเช็คให้แก่นายธนกรไป โจทก์จึงอยู่ในฐานเป็นผู้ที่ต้องถูกตัดบทมิให้ยกข้อลายมือชื่อปลอมนั้นขึ้นมาเป็นข้อต่อสู้ ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1008 วรรคหนึ่ง แล้ว ถึงแม้จำเลยและพนักงานของจำเลยจะเป็นผู้มีวิชาชีพที่พึงต้องมีความละเอียดรอบคอบและมีความรู้ความสามารถในการที่จะแยกแยะลักษณะลายมือชื่อของบุคคลได้ดีกว่าบุคคลทั่วไป แต่เมื่อโจทก์แสดงออกและยินยอมให้นายธนกรติดต่อกับจำเลยแทนโจทก์ในการถอนเงินมาโดยตลอดและโดยไม่มีข้อบ่งชี้ใดว่านายธนกรได้ประพฤติทุจริตต่อโจทก์ในการทำธุรกรรมกับจำเลยมาก่อน ที่โจทก์อ้างว่าทราบพฤติกรรมของนายธนกรมาตั้งแต่ต้นปี 2547 แต่ก็ไม่รีบแจ้งให้จำเลยทราบ เมื่อเช็คเลขที่ 2001752, 2001753 และ 2001754 มีรายการครบถ้วน และลายมือชื่อผู้สั่งจ่ายก็มีลักษณะคล้ายคลึงกับลายมือชื่อของโจทก์ที่ให้ไว้เป็นตัวอย่างแก่จำเลย ไม่ถึงกับว่ามีความผิดแผกแตกต่างไปจากของจริงอย่างประจักษ์ชัดโดยไม่ต้องอาศัยการตรวจพิสูจน์ของผู้เชี่ยวชาญ การที่พนักงานของจำเลยจ่ายเงินให้แก่นายธนกรไปตามที่เคยปฏิบัติต่อกันทั้งก่อนและหลังเกิดเหตุเรื่อยมา จึงยังไม่พอฟังว่าจำเลยประพฤติผิดสัญญาหรือมีส่วนผิดด้วย พยานหลักฐานของจำเลยมีน้ำหนักดีกว่า ที่ศาลล่างทั้งสองพิพากษาให้จำเลยรับผิดต่อโจทก์ตามฟ้องนั้น ศาลฎีกาไม่เห็นพ้องด้วย ฎีกาของจำเลยฟังขึ้น

พิพากษากลับ ให้ยกฟ้อง ให้โจทก์ใช้ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสามศาลแทนจำเลย โดยกำหนดค่าทนายความให้รวม 20,000 บาท
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 1008 วรรคหนึ่ง
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นางนันทวรรณ สถิตย์พิษณุพันธ์
จำเลย — ธนาคารนครหลวงไทย จำกัด (มหาชน)
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลแพ่ง — นายอรรณพ รัตนสุภา
ศาลอุทธรณ์ — นายเลิศชัย ภักดีฉนวน
ชื่อองค์คณะ
วิรุฬห์ แสงเทียน
ฉัตรไชย จันทร์พรายศรี
วรงค์พร จิระภาค
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 13195/2556
#559153
เปิดฉบับเต็ม

เมื่อโจทก์ร่วมมีส่วนก่อเหตุให้จำเลยกระทำความผิด โจทก์ร่วมจึงไม่เป็นผู้เสียหายโดยนิตินัยตาม ป.วิ.อ. มาตรา 2 (4) ที่จะมีอำนาจเข้าร่วมเป็นโจทก์และไม่อาจใช้สิทธิเรียกค่าสินไหมทดแทนตามมาตรา 44/1 ในคดีนี้ได้

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 288, 371, 33, 80, 91 และริบของกลาง

จำเลยให้การต่อสู้อ้างเหตุป้องกัน

ระหว่างพิจารณา นายประเสริฐ ผู้เสียหาย ยื่นคำร้องขอเข้าร่วมเป็นโจทก์ ศาลชั้นต้นอนุญาต (ที่ถูก อนุญาตเฉพาะข้อหาพยายามฆ่าผู้อื่น) และยื่นคำร้องขอให้บังคับจำเลยชดใช้ค่าสินไหมทดแทน เนื่องจากการกระทำของจำเลยทำให้โจทก์ร่วมไม่สามารถใช้มือทั้งสองข้างทำงานได้ตามปกติ ทำให้ขาดรายได้ซึ่งเคยได้วันละ 200 บาทนับแต่วันทำละเมิดจนกว่าโจทก์ร่วมมีอายุครบ 60 ปี ซึ่งโจทก์ร่วมขอเรียกร้องเป็นเงิน 500,000 บาท

จำเลยไม่ยื่นคำให้การในคดีส่วนแพ่ง

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 288 ประกอบมาตรา 80, 72, 371 การกระทำของจำเลยเป็นความผิดหลายกรรมต่างกัน ให้ลงโทษทุกกรรมเป็นกระทงความผิดไปตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 91 ฐานพยายามฆ่าผู้อื่น (ที่ถูก ฐานพยายามฆ่าผู้อื่นโดยบันดาลโทสะ) จำคุก 2 ปีฐานพาอาวุธไปในเมือง หมู่บ้าน หรือทางสาธารณะโดยไม่มีเหตุสมควร ปรับ 100 บาทรวมจำคุก 2 ปี และปรับ 100 บาท ไม่ชำระค่าปรับให้จัดการตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 29 ริบของกลาง กับให้จำเลยชดใช้ค่าสินไหมทดแทนแก่โจทก์ร่วมเป็นเงิน 100,000 บาท

โจทก์ร่วมและจำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 4 พิพากษายืน

โจทก์ร่วมฎีกา โดยผู้พิพากษาซึ่งพิจารณาและลงชื่อในคำพิพากษาศาลชั้นต้นอนุญาตให้ฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงที่คู่ความมิได้โต้เถียงกันในชั้นฎีการับฟังเป็นยุติว่า ในวันเวลาและสถานที่เกิดเหตุตามฟ้อง จำเลยใช้อาวุธมีดดาบปลายตัดใบมีดยาว 55 เซนติเมตร ฟันโจทก์ร่วมหลายครั้งเป็นเหตุให้โจทก์ร่วมได้รับอันตรายสาหัส ข้อมือขวาเกือบขาด เส้นเอ็น เส้นประสาทขาดกระดูกหัก กระดูกแขนซ้ายหัก และเส้นเอ็นขาด ตามผลการตรวจชันสูตรบาดแผลของแพทย์สำหรับความผิดฐานพาอาวุธไปในเมือง หมู่บ้าน หรือทางสาธารณะโดยไม่มีเหตุสมควร โจทก์และจำเลยไม่ได้อุทธรณ์ ความผิดฐานดังกล่าวจึงยุติไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

มีปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ร่วมว่า จำเลยกระทำความผิดฐานพยายามฆ่าผู้อื่นโดยบันดาลโทสะหรือไม่ พฤติการณ์แห่งคดีมีเหตุผลน่าเชื่อว่า ก่อนเกิดเหตุ โจทก์ร่วมถือขวานเข้าไปหาเรื่องจำเลยที่บ้านของนายวงเดือนแล้วครั้งหนึ่ง แต่นางอำพันเข้าไปกันไว้ในลักษณะห้ามปราม โจทก์ร่วมจึงเดินกลับบ้านไป แล้วกลับมาอีกครั้งโดยยังคงถือขวานมาด้วยและเงื้อขวานดังกล่าวจะฟันประทุษร้ายจำเลย พฤติกรรมของโจทก์ร่วมดังกล่าวถือได้ว่าโจทก์ร่วมข่มเหงจำเลยอย่างร้ายแรงด้วยเหตุอันไม่เป็นธรรม การที่จำเลยนำอาวุธมีดของกลางออกมาฟันโจทก์ร่วมซึ่งยังคงอยู่บริเวณหน้าบ้านของนายวงเดือนในช่วงเวลาที่ต่อเนื่องเชื่อมโยงกันอยู่จึงเป็นการกระทำต่อผู้ข่มเหงในขณะนั้นการกระทำของจำเลยจึงเป็นการกระทำโดยบันดาลโทสะ ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 72 และเมื่อข้อเท็จจริงฟังได้ว่า โจทก์ร่วมมีส่วนก่อเหตุให้จำเลยกระทำความผิดในคดีนี้ โจทก์ร่วมจึงไม่เป็นผู้เสียหายโดยนิตินัยตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญามาตรา 2 (4) ที่จะมีอำนาจเข้าร่วมเป็นโจทก์ และไม่อาจใช้สิทธิเรียกค่าสินไหมทดแทนตามมาตรา 44/1 ในคดีนี้ได้

พิพากษาแก้เป็นว่า ให้ยกคำร้องขอให้บังคับจำเลยชดใช้ค่าสินไหมทดแทนของโจทก์ร่วม นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 4
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.อ. ม. 2 (4) ม. 44/1
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการจังหวัดอุดรธานี
โจทก์ร่วม — นายประเสริฐ คำผาย
จำเลย — นายคำมาย หวังอาษา
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดอุดรธานี — นายธีรธร จุฑาทิพย์ชาติกุล
ศาลอุทธรณ์ภาค 4 — นายภาติยะ ดวงมณี
ชื่อองค์คณะ
อนันต์ วงษ์ประภารัตน์
เกษม เกษมปัญญา
จินดา ปัณฑะโชติ
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 13193/2556
#554868
เปิดฉบับเต็ม

ความผิดฐานทำวัตถุระเบิดและฐานมีวัตถุระเบิดไว้ในครอบครองเป็นความผิดต่อ พ.ร.บ.อาวุธปืน เครื่องกระสุนปืน วัตถุระเบิด ดอกไม้เพลิง และสิ่งเทียมอาวุธปืน พ.ศ.2490 มาตรา 38 และมีบทลงโทษอยู่ในมาตรา 78 ด้วยกัน เมื่อวัตถุระเบิดที่จำเลยทำกับวัตถุระเบิดที่ครอบครองเป็นระเบิดลูกเดียวกัน การกระทำของจำเลยจึงเป็นกรรมเดียวเป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบทแต่ละบทมีอัตราโทษเท่ากันตาม ป.อ. มาตรา 90

ปัญหาว่าการกระทำของจำเลยเป็นกรรมเดียวผิดกฎหมายหลายบทหรือไม่ เป็นปัญหาข้อกฎหมายที่เกี่ยวกับความสงบเรียบร้อย แม้จำเลยที่ 1 ไม่ได้อุทธรณ์ฎีกา ศาลฎีกาก็ยกขึ้นวินิจฉัยและแก้ไขให้ถูกต้องตาม ป.วิ.อ. มาตรา 195 วรรคสอง ประกอบมาตรา 225

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยทั้งสามตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 มาตรา 4, 7, 8, 15, 66, 91, 102 พระราชบัญญัติอาวุธปืน เครื่องกระสุนปืน วัตถุระเบิด ดอกไม้เพลิง และสิ่งเทียมอาวุธปืน พ.ศ.2490 มาตรา 4, 38, 74 ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 32, 33, 83, 91 ริบของกลางทั้งหมด ยกเว้นธนบัตรที่ใช้ล่อซื้อคืนแก่เจ้าของ

จำเลยทั้งสามให้การรับสารภาพเฉพาะข้อหาเสพเมทแอมเฟตามีน ส่วนข้อหาอื่นนอกจากนี้ให้การปฏิเสธ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยทั้งสามมีความผิดตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 มาตรา 57, 97 (ที่ถูก มาตรา 91) และจำเลยที่ 1 มีความผิดตามพระราชบัญญัติอาวุธปืน เครื่องกระสุนปืน วัตถุระเบิด ดอกไม้เพลิง และสิ่งเทียมอาวุธปืน พ.ศ.2490 มาตรา 38, 74 การกระทำของจำเลยที่ 1 เป็นความผิดหลายกรรมต่างกันเรียงกระทงลงโทษ ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 ฐานจำหน่ายเมทแอมเฟตามีน จำคุกจำเลยที่ 1 มีกำหนด 4 ปี ฐานเสพเมทแอมเฟตามีน จำคุกจำเลยที่ 1 มีกำหนด 6 เดือน จำคุกจำเลยที่ 2 และที่ 3 มีกำหนด 6 เดือน และปรับคนละ 10,000 บาท ฐานทำวัตถุระเบิดโดยไม่ได้รับใบอนุญาต จำคุกจำเลยที่ 1 มีกำหนด 1 ปี ฐานมีวัตถุระเบิดโดยไม่ได้รับใบอนุญาต จำคุกจำเลยที่ 1 มีกำหนด 1 ปี ฐานเสพเมทแอมเฟตามีน จำเลยทั้งสามให้การรับสารภาพเป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้จำเลยทั้งสามตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คนละกึ่งหนึ่ง ส่วนความผิดฐานจำหน่ายเมทแอมเฟตามีน ฐานทำวัตถุระเบิดและมีวัตถุระเบิดไว้ในครอบครอง จำเลยที่ 1 ให้การรับสารภาพในชั้นจับกุมและชั้นสอบสวนเป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้จำเลยที่ 1 ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 กระทงละหนึ่งในสาม คงจำคุกจำเลยที่ 1 มีกำหนด 2 ปี 27 เดือน จำคุกจำเลยที่ 2 และที่ 3 มีกำหนดคนละ 3 เดือน และปรับคนละ 5,000 บาท ไม่ปรากฏว่าจำเลยที่ 2 และที่ 3 เคยต้องโทษจำคุกมาก่อน เพื่อให้โอกาสจำเลยที่ 2 และที่ 3 กลับตนเป็นพลเมืองดี โทษจำคุกให้รอการลงโทษไว้มีกำหนด 2 ปี ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 56 หากจำเลยที่ 2 และที่ 3 ไม่ชำระค่าปรับให้จัดการตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 29, 30 ข้อหาอื่นนอกจากนี้ให้ยก ริบของกลาง ยกเว้นธนบัตรที่ใช้ล่อซื้อและรถจักรยานยนต์ให้คืนแก่เจ้าของ

จำเลยที่ 1 อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 6 พิพากษาแก้เป็นว่า ให้ยกฟ้องโจทก์สำหรับความผิดฐานจำหน่ายเมทแอมเฟตามีนตามพระราชบัญญัติยาเสพติให้โทษ พ.ศ.2522 มาตรา 15, 66 คืนโทรศัพท์เคลื่อนที่ของกลางแก่เจ้าของ นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

โจทก์ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงเบื้องต้นรับฟังได้ว่า ในวันเวลาและสถานที่เกิดเหตุตามฟ้อง เจ้าพนักงานตำรวจจับกุมจำเลยทั้งสามกับนายบัณฑิตและยึดเมทแอมเฟตามีน 4 เม็ด พร้อมกับทรัพย์อื่น ๆ เป็นของกลาง ตามบัญชีของกลางคดีอาญา นักวิทยาศาสตร์ประจำงานพิสูจน์หลักฐาน วิทยาการเขต 34 ตรวจพิสูจน์เมทแอมเฟตามีนของกลางแล้วพบว่าเป็นยาเสพติดให้โทษชนิดเมทแอมเฟตามีนไฮโดรคลอไรด์ซึ่งเป็นเกลือของเมทแอมเฟตามีนและเป็นอนุพันธ์ของแอมเฟตามีน น้ำหนัก 0.37 กรัม สำหรับความผิดฐานร่วมกันเสพเมทแอมเฟตามีนโดยไม่ได้รับอนุญาต ฐานทำและมีวัตถุระเบิดไว้ในครอบครองโดยไม่ได้รับอนุญาต คู่ความมิได้ฎีกา จึงยุติไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 6 คงมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ว่า จำเลยที่ 1 กระทำความผิดฐานมีเมทแอมเฟตามีนไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่ายโดยไม่ได้รับอนุญาตและจำหน่ายเมทแอมเฟตามีนโดยไม่ได้รับอนุญาตตามคำพิพากษาศาลชั้นต้นหรือไม่ เห็นว่า พยานหลักฐานของโจทก์ที่นำสืบมามีน้ำหนักมั่นคงรับฟังได้ว่าจำเลยที่ 1 กระทำความผิดฐานมีเมทแอมเฟตามีนไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่ายโดยไม่ได้รับอนุญาตและจำหน่ายเมทแอมเฟตามีนโดยไม่ได้รับอนุญาต ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 6 พิพากษามานั้น ไม่ต้องด้วยความเห็นของศาลฎีกา ฎีกาของโจทก์ฟังขึ้น

อนึ่ง สำหรับความผิดฐานทำวัตถุระเบิดโดยไม่ได้รับใบอนุญาตและฐานมีวัตถุระเบิดโดยไม่ได้รับใบอนุญาต ตามพระราชบัญญัติอาวุธปืน เครื่องกระสุนปืน วัตถุระเบิด ดอกไม้เพลิง และสิ่งเทียมอาวุธปืน พ.ศ.2490 มาตรา 38 ซึ่งมีบทลงโทษตามมาตรา 74 นั้น วัตถุระเบิดที่จำเลยที่ 1 ทำและมีไว้ในครอบครองเป็นวัตถุระเบิดลูกเดียวกันและกระทำคราวเดียวกัน จึงเป็นการกระทำกรรมเดียวเป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบท แต่ละบทมีโทษเท่ากัน ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 มิใช่เป็นความผิดหลายกรรมต่างกันดังที่ศาลล่างทั้งสองพิพากษา ปัญหาดังกล่าวเป็นข้อกฎหมายที่เกี่ยวกับความสงบเรียบร้อย แม้จำเลยที่ 1 ไม่ได้ฎีกา ศาลฎีกาก็มีอำนาจยกขึ้นวินิจฉัยและแก้ไขให้ถูกต้องได้ ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 195 วรรคสอง ประกอบมาตรา 215 และมาตรา 225

พิพากษาแก้เป็นว่า จำเลยที่ 1 มีความผิดตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 มาตรา 15 วรรคหนึ่ง, 66 วรรคหนึ่ง การกระทำของจำเลยที่ 1 เป็นการกระทำกรรมเดียวเป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบท แต่ละบทมีโทษเท่ากัน ให้ลงโทษฐานจำหน่ายเมทแอมเฟตามีนโดยไม่ได้รับอนุญาต ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 จำคุก 4 ปี ส่วนความผิดฐานทำวัตถุระเบิดโดยไม่ได้รับใบอนุญาตและฐานมีวัตถุระเบิดโดยไม่ได้รับใบอนุญาต การกระทำของจำเลยที่ 1 เป็นการกระทำกรรมเดียวเป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบท แต่ละบทมีโทษเท่ากัน ให้ลงโทษฐานทำวัตถุระเบิดโดยไม่ได้รับใบอนุญาต ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 จำคุก 1 ปี ลดโทษให้กระทงละหนึ่งในสาม ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 ฐานจำหน่ายเมทแอมเฟตามีนโดยไม่ได้รับอนุญาต จำคุก 2 ปี 8 เดือน ฐานทำวัตถุระเบิดโดยไม่ได้รับใบอนุญาต จำคุก 8 เดือน เมื่อรวมกับโทษจำคุกในความผิดฐานเสพเมทแอมเฟตามีนโดยไม่ได้รับอนุญาต 3 เดือน ตามคำพิพากษาศาลชั้นต้นแล้วเป็นจำคุก 2 ปี 19 เดือน นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.อ. ม. 195 ม. 225
ป.อ. ม. 90
พ.ร.บ.อาวุธปืน เครื่องกระสุนปืน วัตถุระเบิด ดอกไม้เพลิง และสิ่งเทียมอาวุธปืน พ.ศ.2490 ม. 38 ม. 78
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการจังหวัดนครสวรรค์
จำเลย — นายสุรชัยหรือเจม ฟูมี กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดนครสวรรค์ — นางสาวศิริรัตน์ สีนวล
ศาลอุทธรณ์ภาค 6 — นายประเสริฐ วิริยสิทธาวัฒน์
ชื่อองค์คณะ
กฤษฎิ์จิรัฐ คุณาจิรภรณ์
พิศล พิรุณ
เสรี เพศประเสริฐ
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 13188/2556
#562581
เปิดฉบับเต็ม

ฎีกาของโจทก์ร่วมที่ขอให้กำหนดค่าสินไหมทดแทนไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้นนั้น เมื่อศาลฎีกาฟังข้อเท็จจริงว่าจำเลยกระทำความผิดตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น และในการพิพากษาคดีส่วนแพ่ง ศาลจำต้องถือข้อเท็จจริงตามที่ปรากฏในคำพิพากษาคดีส่วนอาญาตาม ป.วิ.อ. มาตรา 46 ศาลฎีกาจึงชอบที่จะกำหนดค่าสินไหมทดแทนที่จำเลยพึงต้องใช้แก่โจทก์ร่วมไปตามข้อเท็จจริงตามผลของคำพิพากษาคดีส่วนอาญา

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 33, 58, 80, 83, 91, 288, 371 พระราชบัญญัติอาวุธปืน เครื่องกระสุนปืน วัตถุระเบิด ดอกไม้เพลิง และสิ่งเทียมอาวุธปืน พ.ศ.2490 มาตรา 7, 8 ทวิ, 72, 72 ทวิ ริบลูกกระสุนปืนของกลาง และบวกโทษจำคุกของจำเลยที่รอการลงโทษไว้ในคดีอาญาหมายเลขแดงที่ 429/2549 ของศาลชั้นต้น เข้ากับโทษจำคุกของจำเลยในคดีนี้ด้วย

จำเลยให้การปฏิเสธ แต่รับว่าเป็นบุคคลคนเดียวกับจำเลยในคดีที่โจทก์ขอให้บวกโทษ

ระหว่างพิจารณานายธวัช ผู้เสียหายยื่นคำร้องขอเข้าร่วมเป็นโจทก์ ศาลชั้นต้นอนุญาต (ที่ถูก อนุญาตเฉพาะข้อหาพยายามฆ่าผู้อื่น) และโจทก์ร่วมยื่นคำร้องขอให้บังคับจำเลยชดใช้ค่าสินไหมทดแทนเป็นเงิน 300,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันที่ 4 ธันวาคม 2549 อันเป็นวันทำละเมิดจนกว่าจะชำระเสร็จ

จำเลยไม่ให้การในคดีส่วนแพ่ง

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามพระราชบัญญัติอาวุธปืน เครื่องกระสุนปืน วัตถุระเบิด ดอกไม้เพลิง และสิ่งเทียมอาวุธปืน พ.ศ.2490 มาตรา 7, 8 ทวิ วรรคหนึ่ง, 72 วรรคสาม, 72 ทวิ วรรคสอง ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 288 ประกอบมาตรา 80, 83, 371 การกระทำของจำเลยเป็นความผิดหลายกรรมต่างกัน ให้ลงโทษทุกกรรมเป็นกระทงความผิดไปตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 ฐานร่วมกันมีอาวุธปืนไว้ในครอบครองโดยไม่ได้รับใบอนุญาต จำคุก 6 เดือน ฐานร่วมกันพาอาวุธปืนโดยไม่ได้รับใบอนุญาต ให้ลงโทษตามพระราชบัญญัติอาวุธปืนฯ ซึ่งเป็นกฎหมายบทที่มีโทษหนักที่สุดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 จำคุก 6 เดือน ฐานร่วมกันพยายามฆ่าผู้อื่น จำคุก 12 ปี จำเลยให้การรับสารภาพในชั้นสอบสวน เป็นประโยชน์แก่การพิจารณาคดี มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้กระทงละหนึ่งในสามตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คงจำคุก 8 ปี 8 เดือน บวกโทษจำคุก 2 ปี ที่รอการลงโทษไว้ในคดีอาญาหมายเลขแดงที่ 429/2549 ของศาลชั้นต้นเข้ากับโทษของจำเลยคดีนี้ เป็นจำคุกจำเลยมีกำหนด 10 ปี 8 เดือน ริบลูกกระสุนปืนของกลาง และให้จำเลยชำระเงินจำนวน 150,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันที่ 4 ธันวาคม 2549 จนกว่าจะชำระเสร็จสิ้นแก่โจทก์ร่วมด้วย

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษากลับ ให้ยกฟ้องโจทก์และยกคำขอให้ชดใช้ค่าเสียหายของโจทก์ร่วม แต่ริบลูกกระสุนปืนของกลาง

โจทก์และโจทก์ร่วมฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงเบื้องต้นรับฟังได้ว่า ตามวันเวลาและสถานที่เกิดเหตุในฟ้อง มีคนร้ายหลายคนร่วมกันใช้อาวุธปืนยิงโจทก์ร่วมหลายนัด กระสุนปืนถูกที่คอของโจทก์ร่วม 1 นัด และกระสุนปืนถูกรถยนต์ของโจทก์ร่วมเสียหายหลายแห่ง แต่แพทย์รักษาโจทก์ร่วมได้ทัน โจทก์ร่วมจึงไม่ถึงแก่ความตาย เพียงแต่ได้รับอันตรายสาหัส

มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์และโจทก์ร่วมว่า จำเลยกระทำความผิดตามคำพิพากษาศาลชั้นต้นหรือไม่ พยานหลักฐานของโจทก์และโจทก์ร่วมรับฟังได้ว่า จำเลยกระทำความผิดตามคำพิพากษาศาลชั้นต้นจริง ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษายกฟ้องนั้น ศาลฎีกาไม่เห็นพ้องด้วย ฎีกาของโจทก์และโจทก์ร่วมฟังขึ้น ส่วนฎีกาของโจทก์ร่วมที่ขอให้กำหนดค่าสินไหมทดแทนไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้นนั้น เมื่อศาลฎีกาฟังข้อเท็จจริงว่าจำเลยกระทำความผิดตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น และในการพิพากษาคดีส่วนแพ่ง ศาลจำต้องถือข้อเท็จจริงตามที่ปรากฏในคำพิพากษาคดีส่วนอาญาตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 46 ศาลฎีกาจึงชอบที่จะกำหนดค่าสินไหมทดแทนที่จำเลยพึงต้องใช้แก่โจทก์ร่วมไปตามข้อเท็จจริงตามผลของคำพิพากษาคดีส่วนอาญา โดยศาลฎีกาเห็นว่า ศาลชั้นต้นกำหนดค่าสินไหมทดแทนมานั้นเหมาะสมแล้ว

พิพากษากลับว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 288 ประกอบมาตรา 80, 83, 371 พระราชบัญญัติอาวุธปืน เครื่องกระสุนปืน วัตถุระเบิด ดอกไม้เพลิง และสิ่งเทียมอาวุธปืน พ.ศ.2490 มาตรา 7, 8 ทวิ วรรคหนึ่ง, 72 วรรคสาม, 72 ทวิ วรรคสอง การกระทำของจำเลยเป็นความผิดหลายกรรมต่างกัน ให้ลงโทษทุกกรรมเป็นกระทงความผิดไปตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 ฐานร่วมกันพยายามฆ่าผู้อื่น จำคุก 12 ปี ฐานร่วมกันมีอาวุธปืนของผู้อื่นไว้ในครอบครองโดยไม่ได้รับใบอนุญาตจำคุก 6 เดือน ฐานร่วมกันพาอาวุธปืนโดยไม่ได้รับใบอนุญาต ลงโทษตามพระราชบัญญัติอาวุธปืนฯ ซึ่งเป็นกฎหมายบทที่มีโทษหนักที่สุดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 จำคุก 6 เดือน จำเลยให้การรับสารภาพในชั้นสอบสวนเป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้กระทงละหนึ่งในสามตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คงจำคุก 8 ปี 8 เดือน บวกโทษจำคุก 2 ปี ที่รอการลงโทษไว้ในคดีอาญาหมายเลขแดงที่ 429/2549 ของศาลชั้นต้น เข้ากับโทษของจำเลยคดีนี้ เป็นจำคุกจำเลยมีกำหนด 10 ปี 8 เดือน ริบกระสุนปืนของกลาง และให้จำเลยชำระเงินจำนวน 150,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันที่ 4 ธันวาคม 2549 เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ร่วม ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสามศาลให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.อ. ม. 46
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการจังหวัดพระนครศรีอยุธยา
โจทก์ร่วม — นายธวัช คงสมบูรณ์
จำเลย — นายประกิตหรือเปรม จิตมโน
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดพระนครศรีอยุธยา — นายสมคิด บุญวัฒน์
ศาลอุทธรณ์ภาค 1 — นางพัชร์ภรณ์ อนุวุฒินาวิน
ชื่อองค์คณะ
วิทยา วีระประจักษ์
วัชรินทร์ ปัจเจกวิญญูสกุล
พิศิฏฐ์ สุดลาภา
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 13172/2556
#554987
เปิดฉบับเต็ม

แม้ผู้เสียหายมิได้ฎีกาในส่วนแพ่ง ศาลฎีกามีอำนาจหยิบยกคดีส่วนแพ่งขึ้นวินิจฉัยเพื่อให้เป็นไปตามผลแห่งคดีอาญาได้ เพราะเป็นข้อกฎหมายที่เกี่ยวกับความสงบเรียบร้อยตาม ป.วิ.อ. มาตรา 195 วรรคสอง ประกอบมาตรา 225 และคดีนี้เป็นคดีอาญา จำเลยไม่ต้องเสียค่าธรรมเนียมศาลตาม ป.วิ.อ. มาตรา 252 และ 253 ที่ศาลชั้นต้นมีคำสั่งให้จำเลยเสียค่าขึ้นศาลชั้นอุทธรณ์ในส่วนคดีแพ่งจึงไม่ถูกต้อง

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 276, 364, 365

ระหว่างพิจารณา ผู้เสียหายยื่นคำร้องขอให้จำเลยใช้ค่าสินไหมทดแทนสำหรับความเสียหายที่ผู้เสียหายได้รับอันตรายแก่กาย อนามัย และเสรีภาพ เป็นเงิน 250,000 บาท ผู้เสียหายตกใจอยู่ในอาการหวาดผวาหวั่นวิตกนอนไม่หลับจนถึงปัจจุบัน สภาพจิตของผู้เสียหายไม่เหมือนบุคคลในภาวะปกติ และต้องสูญเสียความบริสุทธิ์ไม่มีคู่สมรสทำให้ขาดการอุปการะเลี้ยงดูจากสามีหรือขาดความอบอุ่นที่จะได้รับจากสามี เป็นเงิน 150,000 บาท รวมเป็นเงิน 400,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันยื่นคำร้องจนกว่าจะชำระเสร็จแก่ผู้เสียหาย

จำเลยให้การปฏิเสธและให้การในส่วนแพ่งขอให้ยกคำร้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 276 วรรคแรก (เดิม), 364, 365 (2) (3) (ที่ถูก มาตรา 365 (2) (3) ประกอบมาตรา 364) เป็นกรรมเดียวเป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบท ให้ลงโทษฐานข่มขืนกระทำชำเราซึ่งเป็นกฎหมายบทที่มีโทษหนักที่สุด ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 จำคุก 10 ปี ทางนำสืบของจำเลยเป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 ให้หนึ่งในห้า คงจำคุก 8 ปี ให้จำเลยใช้ค่าสินไหมทดแทน 400,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันที่ 4 มิถุนายน 2550 จนกว่าจะชำระเสร็จแก่ผู้เสียหาย

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 2 พิพากษากลับให้ยกฟ้อง และให้ยกคำขอให้ใช้ค่าสินไหมทดแทนของผู้เสียหาย

โจทก์ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า มีปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ว่า จำเลยกระทำความผิดตาม คำพิพากษาศาลชั้นต้นหรือไม่ โจทก์มีผู้เสียหายและนางทิพย์กันยา พี่ผู้เสียหายเป็นพยานเบิกความว่า วันเกิดเหตุผู้เสียหายกลับจากทำงานที่ร้านเสริมสวยถึงห้องพักเวลาประมาณ 23 นาฬิกา ห้องเกิดเหตุที่ผู้เสียหายนอนอยู่เป็นห้องเช่า ได้ความจากผู้เสียหายว่ามีแสงไฟนีออนจากหน้าห้องดังกล่าวส่องเข้ามาภายในห้องเป็นแสงสลัว เมื่อรู้สึกตัวตื่นขึ้นเนื่องจากมีคนมาถูกตัว มองเห็นชายคนหนึ่งใช้มีดจี้ที่ใบหน้าพร้อมกับขู่ว่าอย่าส่งเสียงดัง มิฉะนั้นจะฆ่าให้ตาย ชายดังกล่าวใส่กางเกงขาสั้น ไม่ใส่เสื้อโดยใช้เสื้อกล้ามปิดศีรษะ แต่เห็นใบหน้าได้ทั้งหมดคือจำเลย จำเลยบอกว่ามีพวกรออยู่ข้างนอกด้วย แล้วจำเลยกระชากเสื้อและกางเกงนอนของผู้เสียหายออก พร้อมกับถอดกางเกงของจำเลย และยังใช้มีดจี้ที่ใบหน้าผู้เสียหายอยู่ ผู้เสียหายกลัวจึงยอมให้จำเลยกระทำชำเราจนสำเร็จความใคร่ จากเหตุการณ์ดังกล่าวจะเห็นว่าจำเลยอยู่ใกล้ชิดกับผู้เสียหาย โดยเฉพาะในขณะที่กระทำชำเราผู้เสียหายอยู่นั้น ใบหน้าของจำเลยอยู่ตรงหน้าผู้เสียหาย และผู้เสียหายไม่ได้ถูกปิดตา เชื่อว่าผู้เสียหายเห็นและจดจำใบหน้าของจำเลยได้ โดยก่อนออกไปจากห้องจำเลยได้ขอหมายเลขโทรศัพท์ของผู้เสียหาย หากไม่ให้จะฆ่าผู้เสียหายผู้เสียหายจึงยอมให้หมายเลขโทรศัพท์ไป คืนนั้นผู้เสียหายโทรศัพท์บอกให้นางทิพย์กันยา ซึ่งเป็นพี่สาวทราบ ในข้อนี้ได้ความจากนางทิพย์กันยาว่า ได้ไปหาผู้เสียหายพบว่ากลอนประตูห้องด้านหลังหลุดออก โดยไม้ประตูมีสภาพเก่ามีรอยฉีกขาดลักษณะถูกกระชากออก จากนั้นได้พาผู้เสียหายไปพักที่ห้องของนางทิพย์กันยา โดยยังไม่ได้ไปแจ้งความต่อเจ้าพนักงานตำรวจเพราะผู้เสียหายกลัวจำเลย จนกระทั่งวันที่ 23 กันยายน 2549 เวลาประมาณ 21 นาฬิกา จำเลยได้โทรศัพท์บอกให้ผู้เสียหายไปพบที่บริเวณซอยบ่อยาง หากไม่ไปพบจะไปหาอีก ผู้เสียหายจึงโทรศัพท์บอกนางทิพย์กันยา นางทิพย์กันยาให้ไปพบจำเลยเพื่อดูหน้าให้ชัดเจน แล้วจำเลยโทรศัพท์มาหาผู้เสียหายอีก ผู้เสียหายจึงตกลงไปพบ ซึ่งเหตุการณ์ในช่วงนี้ทั้งผู้เสียหายและนางทิพย์กันยาเบิกความยืนยันว่าผู้เสียหายและจำเลยได้ไปที่ร้านก๋วยเตี๋ยว นางทิพย์กันยาได้ตามไปพาผู้เสียหายออกมา โดยก่อนหน้านั้นนางทิพย์กันยาได้บอกนายกบซึ่งเป็นเจ้าหน้าที่มูลนิธิสว่างประทีปให้ช่วยดูชายที่พบกับผู้เสียหายด้วย เนื่องจากเป็นคนข่มขืนกระทำชำเราผู้เสียหาย และทราบต่อมาจากเจ้าหน้าที่คนดังกล่าวว่า จำเลยถูกทำร้ายรักษาตัวอยู่ที่โรงพยาบาลสมเด็จพระบรมราชเทวี ณ ศรีราชา จึงได้พากันไปแจ้งความต่อเจ้าพนักงานตำรวจ โดยโจทก์มีพันตำรวจโทประพันธ์พนักงานสอบสวน มาเป็นพยานเบิกความว่า จำเลยให้การตามบันทึกคำให้การของผู้ต้องหา ซึ่งคำให้การดังกล่าวและคำเบิกความของจำเลยได้ความว่าจำเลยได้พูดคุยทางโทรศัพท์กับหญิงที่จำเลยได้หมายเลขโทรศัพท์มา และนัดพบกันที่ซอยบ่อยางและหญิงดังกล่าวชวนไปที่ร้านก๋วยเตี๋ยว โดยจำเลยรับว่าหญิงดังกล่าวคือผู้เสียหายคดีนี้ ซึ่งสอดคล้องเชื่อมโยงกับข้อเท็จจริงตามที่ได้ความจากผู้เสียหายและนางทิพย์กันยา เชื่อว่าหลังเกิดเหตุแล้วผู้เสียหายได้พบกับจำเลยอีก โดยจำเลยเป็นผู้โทรศัพท์ติดต่อนัดผู้เสียหายตามหมายเลขโทรศัพท์ที่ผู้เสียหายให้ไว้ ซึ่งนางทิพย์กันยาได้ตามไปดูตัวจำเลยด้วย หลังจากพาผู้เสียหายกลับแล้ว จึงทราบจากนายกบเจ้าหน้าที่มูลนิธิสว่างประทีปที่รู้จักกับนางทิพย์กันยาว่า ชายคนที่อยู่กับผู้เสียหายในร้านก๋วยเตี๋ยวที่ให้ช่วยดูตัวไว้นั้นถูกทำร้ายรักษาตัวอยู่ที่โรงพยาบาลสมเด็จพระบรมราชเทวี ณ ศรีราชา จึงได้ไปแจ้งความและได้ดูตัวจำเลยที่โรงพยาบาลดังกล่าวด้วย การที่ผู้เสียหายเห็นหน้าจำเลย 2 ครั้ง อย่างใกล้ชิดในเวลาไล่เลี่ยกันนั้น เชื่อได้ว่าผู้เสียหายจดจำจำเลยได้จริง ทั้งไม่ปรากฏว่าผู้เสียหายเคยรู้จักจำเลยหรือประสงค์จะเรียกร้องเอาทรัพย์สินจากจำเลย จึงไม่มีเหตุระแวงว่าผู้เสียหายจะปรุงแต่งเรื่องดังกล่าว ซึ่งผู้เสียหายเป็นหญิงสาวย่อมได้รับความอับอาย และการแจ้งความดำเนินคดีแก่จำเลยในข้อหาร้ายแรงเช่นนั้น นอกจากจะเสียเวลาแล้วยังอาจต้องรับโทษทางอาญาฐานแจ้งความเท็จและเบิกความเท็จอีกด้วย ที่จำเลยอ้างว่าได้หมายเลขโทรศัพท์ของผู้เสียหายจากชายวัยรุ่น 2 คน ที่มาสอบถามจำเลยเรื่องงานในบริษัทที่จำเลยทำอยู่ แล้วชายวัยรุ่นดังกล่าวได้ถามจำเลยในทำนองว่าต้องการเที่ยวหญิงบริการหรือไม่และให้หมายเลขโทรศัพท์ของหญิงบริการแก่จำเลยไว้ แต่ข้ออ้างของจำเลยดังกล่าวตามที่จำเลยให้การในชั้นสอบสวนได้ความว่าชายวัยรุ่น 2 คน ไปสอบถามจำเลยขณะที่จำเลยอยู่หน้าบริษัทที่ทำงานซึ่งขัดกับคำเบิกความของจำเลยว่าชายวัยรุ่นดังกล่าวไปสอบถามจำเลยที่ห้องเช่าที่จำเลยพักอยู่ ข้ออ้างของจำเลยจึงไม่น่าเชื่อถือ ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 2 พิพากษามานั้นไม่ต้องด้วยความเห็นของศาลฎีกาฎีกาของโจทก์ฟังขึ้น สำหรับค่าสินไหมทดแทนนั้น เมื่อข้อเท็จจริงฟังได้ว่าจำเลยเป็นคนร้ายกระทำละเมิดต่อผู้เสียหาย แม้ผู้เสียหายมิได้ฎีกาในส่วนแพ่ง ศาลฎีกามีอำนาจหยิบยกคดีส่วนแพ่งขึ้นวินิจฉัยเพื่อให้เป็นไปตามผลแห่งคดีอาญาได้ เพราะเป็นข้อกฎหมายที่เกี่ยวกับความสงบเรียบร้อยตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 195 วรรคสอง ประกอบมาตรา 225 ในปัญหาค่าสินไหมทดแทนนี้ผู้เสียหายยื่นคำร้องและนำสืบว่า ผู้เสียหายได้รับความเสียหายแก่กาย อนามัย และเสรีภาพเป็นเงิน 250,000 บาท สภาพจิตของผู้เสียหายไม่เหมือนบุคคลในภาวะปกติและต้องสูญเสียความบริสุทธิ์คิดเป็นเงิน 150,000 บาท รวมเป็นเงิน 400,000 บาท เห็นว่า ผู้เสียหายเป็นหญิงสาวไม่เคยมีเพศสัมพันธ์มาก่อน ขณะเกิดเหตุมีอายุเพียง 18 ปีเศษ เมื่อพิจารณาประกอบพฤติการณ์และความร้ายแรงแห่งละเมิดที่จำเลยกระทำต่อผู้เสียหายแล้ว สมควรกำหนดให้ตามขอ

อนึ่ง คดีนี้เป็นคดีอาญา จำเลยไม่ต้องเสียค่าธรรมเนียมศาล ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 252 และ 253 ที่ศาลชั้นต้นมีคำสั่งให้จำเลยเสียค่าขึ้นศาลชั้นอุทธรณ์ในส่วนคดีแพ่งจึงไม่ถูกต้อง ศาลฎีกาเห็นสมควรแก้ไขเสียให้ถูกต้อง

พิพากษากลับเป็นว่า ให้จำเลยชดใช้ค่าสินไหมทดแทนและบังคับคดีไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น คืนค่าขึ้นศาลชั้นอุทธรณ์ทั้งหมดแก่จำเลย ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสามศาลนอกจากที่สั่งคืนให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.อ. ม. 44/1 ม. 195 ม. 225 ม. 252 ม. 253
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการจังหวัดชลบุรี
จำเลย — นายเสาร์ พรรณรงค์
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดชลบุรี — นายดิลก เสริมวิริยะกุล
ศาลอุทธรณ์ภาค 2 — นายวิเชียร โบราณวัฒน์
ชื่อองค์คณะ
พิษณุ ดำรงเกียรติวัฒนา
พินิจ สายสอาด
วิจิตร วิสุชาติ
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 13140/2556
#554933
เปิดฉบับเต็ม

ศาลปกครองสูงสุดมีคำพิพากษายืนตามคำพิพากษาศาลปกครองขอนแก่นให้เพิกถอนคำวินิจฉัยของสหกรณ์จังหวัดขอนแก่นที่ไม่ตัดสิทธิการสมัครรับเลือกตั้งเป็นประธานกรรมการดำเนินการสหกรณ์โจทก์ของ บ. ตามหนังสือสำนักงานสหกรณ์จังหวัดขอนแก่นที่ ขก 0010/022 ลงวันที่ 22 เมษายน 2547 อันมีผลทำให้การสมัครรับเลือกตั้งเป็นประธานกรรมการของ บ. เป็นการไม่ชอบและไม่มีผลตามกฎหมาย แต่เมื่อไม่ปรากฏว่าคณะกรรมการดำเนินการส่วนที่เหลืออีก 14 คนได้พ้นสภาพจากการเป็นคณะกรรมการดำเนินการของโจทก์ไปด้วย คณะกรรมการดำเนินการส่วนที่เหลือจึงยังมีฐานะเป็นผู้แทนของโจทก์ เมื่อคณะกรรมการดำเนินการส่วนที่เหลือทั้งสิบสี่คนลงลายมือชื่อและประทับตราสำคัญของโจทก์ มอบอำนาจให้ บ. และหรือ ส. เป็นผู้มีอำนาจฟ้องและดำเนินคดีแทนโจทก์ จึงเป็นเสียงข้างมากตามบทบัญญัติมาตรา 71 แห่ง ป.พ.พ. ดังกล่าว หนังสือมอบอำนาจของโจทก์ย่อมสมบูรณ์ตามกฎหมาย โจทก์จึงมีอำนาจฟ้อง

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องและแก้ไขคำฟ้องขอให้บังคับจำเลยที่ 1 ร่วมกันหรือแทนกันกับจำเลยที่ 2 ถึงที่ 20 ชำระเงินจำนวน 210,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์

จำเลยที่ 1 ให้การขอให้ยกฟ้อง หรือจำหน่ายคดีชั่วคราวเพื่อรอฟังผลสรุปคดีอาญา

จำเลยที่ 2 ถึงที่ 20 ให้การขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยทั้งยี่สิบร่วมกันชำระเงินจำนวน 80,486.14 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันที่ 5 สิงหาคม 2546 เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ กับให้จำเลยทั้งยี่สิบร่วมกันใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ โดยกำหนดค่าทนายความ 1,000 บาท

จำเลยที่ 4 ที่ 7 ที่ 10 และที่ 11 อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 4 พิพากษากลับ ให้ยกฟ้อง ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสองศาลให้เป็นพับ

โจทก์ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า คดีมีปัญหาข้อกฎหมายที่ต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ว่า โจทก์มีอำนาจฟ้องหรือไม่ เห็นว่า ตามพระราชบัญญัติสหกรณ์ พ.ศ.2542 มาตรา 51 และตามข้อบังคับของโจทก์ข้อที่ 65 กำหนดให้คณะกรรมการดำเนินการเป็นผู้ดำเนินกิจการและเป็นผู้แทนโจทก์ในกิจการอันเกี่ยวกับบุคคลภายนอกและเพื่อการนี้คณะกรรมการดำเนินการจะมอบหมายให้กรรมการคนหนึ่งหรือหลายคนหรือผู้จัดการทำการแทนก็ได้ ประกอบกับพระราชบัญญัติสหกรณ์ พ.ศ.2542 และข้อบังคับของโจทก์มิได้กำหนดไว้ว่าโจทก์จะดำเนินกิจการใดๆ ได้ต้องอาศัยความเห็นชอบของคณะกรรมการดำเนินการทุกคน กรณีจึงต้องนำบทบัญญัติทั่วไปเกี่ยวกับนิติบุคคลตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์มาบังคับใช้ ซึ่งตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 71 กำหนดให้เป็นไปตามเสียงข้างมากในหมู่ของคณะกรรมการดำเนินการ ดังนั้น แม้จะปรากฏข้อเท็จจริงว่า ศาลปกครองสูงสุดมีคำพิพากษายืนตามคำพิพากษาศาลปกครองขอนแก่นให้เพิกถอนคำวินิจฉัยของสหกรณ์จังหวัดขอนแก่นที่ไม่ตัดสิทธิการสมัครรับเลือกตั้งเป็นประธานกรรมการดำเนินการสหกรณ์โจทก์ของนางบุบผา ตามหนังสือสำนักงานสหกรณ์จังหวัดขอนแก่นที่ ขก 0010/022 ลงวันที่ 22 เมษายน 2547 อันมีผลทำให้การสมัครรับเลือกตั้งเป็นประธานกรรมการของนางบุบผาเป็นการไม่ชอบและไม่มีผลตามกฎหมาย แต่เมื่อไม่ปรากฏว่าคณะกรรมการดำเนินการส่วนที่เหลืออีก 14 คนได้พ้นสภาพจากการเป็นคณะกรรมการดำเนินการของโจทก์ไปด้วย คณะกรรมการดำเนินการส่วนที่เหลือจึงยังมีฐานะเป็นผู้แทนของโจทก์ เมื่อคณะกรรมการดำเนินการส่วนที่เหลือทั้งสิบสี่คนลงลายมือชื่อและประทับตราสำคัญของโจทก์ มอบอำนาจให้นางบุบผาและหรือนายสมเกียรติเป็นผู้มีอำนาจฟ้องและดำเนินคดีแทนโจทก์ จึงเป็นเสียงข้างมากตามบทบัญญัติมาตรา 71 แห่งประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ดังกล่าว หนังสือมอบอำนาจของโจทก์ย่อมสมบูรณ์ตามกฎหมาย โจทก์จึงมีอำนาจฟ้อง ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 4 วินิจฉัยมานั้น ยังไม่ต้องด้วยความเห็นของศาลฎีกา ฎีกาของโจทก์ข้อนี้ฟังขึ้น สำหรับประเด็นว่า การกระทำของจำเลยทั้งยี่สิบก่อให้เกิดความเสียหายอันจะถือได้ว่าเป็นการละเมิดต่อโจทก์หรือไม่นั้น ศาลอุทธรณ์ภาค 4 ยังไม่ได้วินิจฉัย ศาลฎีกาเห็นสมควรวินิจฉัยไปทีเดียวโดยไม่ต้องย้อนสำนวนไปให้ศาลอุทธรณ์ภาค 4 พิพากษาใหม่ และเห็นว่า การที่จำเลยที่ 3 ถึงที่ 17 ซึ่งเป็นกรรมการดำเนินการของสหกรณ์โจทก์ อนุมัติให้ไถ่ถอนจำนองที่ดินโฉนดเลขที่ 134073 ที่จำเลยที่ 1 จำนองเป็นประกันหนี้กู้ยืมไว้แก่โจทก์โดยจำเลยอื่นมีส่วนรู้เห็นเป็นใจด้วยนั้น ย่อมทำให้โจทก์เสียสิทธิในการบังคับจำนองซึ่งเป็นทรัพยสิทธิอย่างหนึ่ง กรณีจึงต้องถือว่าโจทก์ได้รับความเสียหายแล้ว การกระทำของจำเลยทั้งยี่สิบจึงเป็นการละเมิดต่อโจทก์ โดยไม่ต้องคำนึงว่าจำเลยที่ 1 ซึ่งเป็นลูกหนี้ตามสัญญากู้ยืมอีกฐานะหนึ่งผิดนัดชำระหนี้หรือไม่ ที่ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยทั้งยี่สิบรับผิดชำระค่าสินไหมทดแทนแก่โจทก์จึงชอบแล้ว แต่เนื่องจากโจทก์ขอคิดดอกเบี้ยนับแต่วันถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไป ดังนั้นที่ศาลชั้นต้นกำหนดให้จำเลยทั้งยี่สิบรับผิดชำระดอกเบี้ยตั้งแต่วันที่ 5 สิงหาคม 2546 จึงเป็นการพิพากษาเกินคำขอ ไม่ชอบด้วยประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 142 ศาลฎีกาเห็นสมควรแก้ไขเสียให้ถูกต้อง

อนึ่ง ทุนทรัพย์ที่พิพาทกันในชั้นฎีกามีเพียง 88,685.56 บาท ซึ่งต้องเสียค่าขึ้นศาล 2,217.50 บาท จึงให้คืนค่าขึ้นศาลส่วนที่เสียเกินมาแก่โจทก์

พิพากษากลับ ให้จำเลยทั้งยี่สิบร่วมกันชำระเงินจำนวน 80,486.14 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันถัดจากวันฟ้อง (ฟ้องวันที่ 14 ธันวาคม 2547) เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ ให้จำเลยทั้งยี่สิบร่วมกันใช้ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสามศาลแทนโจทก์ โดยกำหนดค่าทนายความรวม 10,000 บาท คืนค่าขึ้นศาลชั้นฎีกาส่วนที่เสียเกินมาแก่โจทก์
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 71
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — สหกรณ์ออมทรัพย์มหาวิทยาลัยขอนแก่น จำกัด
จำเลย — นายขจรศักดิ์ นารีไผ่ กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลแขวงขอนแก่น — นายปรีชา พันธไชย
ศาลอุทธรณ์ภาค 4 — นางมัณทรี อุชชิน
ชื่อองค์คณะ
วีระชาติ เอี่ยมประไพ
ศรีอัมพร ศาลิคุปต์
สุทธิโชค เทพไตรรัตน์
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 13134/2556
#554986
เปิดฉบับเต็ม

โจทก์บรรยายฟ้องว่า จำเลยปลอมเอกสารบัญชีนำจ่ายไปรษณีย์ท่าตะโกที่จำเลยมีหน้าที่ทำ กรอกหรือดูแลเอกสารนั้น โดยลงลายมือชื่อปลอมของ อ. ผู้เสียหายที่ 2 และ จ. ผู้เสียหายที่ 3 ในบัญชีนำจ่ายไปรษณีย์ท่าตะโก ขอให้ลงโทษตาม ป.อ. มาตรา 161 ถือว่าโจทก์บรรยายฟ้องความผิดฐานปลอมเอกสารไว้ครบถ้วนและประสงค์ให้ลงโทษจำเลยในความผิดดังกล่าวด้วย ศาลจึงลงโทษจำเลยตาม ป.อ. มาตรา 264 วรรคแรก ได้ตาม ป.วิ.อ. มาตรา 192 วรรคสี่และวรรคหก

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 33, 91, 157, 161, 163 (3) พระราชบัญญัติว่าด้วยความผิดของพนักงานในองค์การหรือหน่วยงานของรัฐ พ.ศ.2502 มาตรา 4, 11 พระราชบัญญัติไปรษณีย์ พ.ศ.2477 มาตรา 4, 70 ริบของกลาง

จำเลยให้การรับสารภาพ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 157, 161, 163 (3) พระราชบัญญัติว่าด้วยความผิดของพนักงานในองค์การหรือหน่วยงานของรัฐ พ.ศ.2502 มาตรา 4, 11 พระราชบัญญัติไปรษณีย์ พ.ศ.2477 มาตรา 4, 70 วรรคหนึ่ง การกระทำของจำเลยเป็นความผิดหลายกรรมต่างกัน ให้ลงโทษทุกกรรมเป็นกระทงความผิดไป ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 ความผิดต่อเจ้าพนักงาน (ที่ถูก ความผิดต่อตำแหน่งหน้าที่ราชการ) นั้น เป็นการกระทำอันเป็นกรรมเดียวเป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบท ให้ลงโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 157 ซึ่งเป็นกฎหมายบทที่มีโทษหนักที่สุดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 จำคุก 2 กระทง ให้ลงโทษจำคุกกระทงละ 1 ปี ฐานเป็นเจ้าพนักงานมีหน้าที่ทำ จัดการทรัพย์ได้เบียดบังทรัพย์นั้นเป็นของตนเองโดยทุจริต จำคุก 5 ปี รวมจำคุก 7 ปี จำเลยให้การรับสารภาพ มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้กึ่งหนึ่ง ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คงจำคุก 3 ปี 6 เดือน ริบของกลาง

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 6 พิพากษาแก้เป็นว่า จำเลยมีความผิดตามพระราชบัญญัติ ว่าด้วยความผิดของพนักงานในองค์การหรือหน่วยงานของรัฐ พ.ศ.2502 มาตรา 11 พระราชบัญญัติไปรษณีย์ พ.ศ.2477 มาตรา 70 วรรคแรก และประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 264 วรรคแรก อันเป็นความผิดหลายกรรมต่างกัน ให้ลงโทษทุกกรรมเป็นกระทงความผิดไปตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 โดยแต่ละกรรมเป็นกรรมเดียวเป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบท ให้ลงโทษตามพระราชบัญญัติว่าด้วยความผิดของพนักงานในองค์การหรือหน่วยงานของรัฐ พ.ศ.2502 มาตรา 11 ฐานเป็นพนักงานละเว้นการปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบซึ่งเป็นกฎหมายบทที่มีโทษหนักที่สุดตามประมวลกฎหมายอาญา 90 จำคุกกระทงละ 1 ปี รวม 3 กระทง จำเลยให้การรับสารภาพ เป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 กระทงละกึ่งหนึ่ง คงจำคุกกระทงละ 6 เดือน รวม 3 กระทง เป็นจำคุก 18 เดือน ริบของกลาง ข้อหาอื่นนอกจากนี้ให้ยกฟ้อง

จำเลยฎีกา โดยผู้พิพากษาซึ่งพิจารณาและลงชื่อในคำพิพากษาศาลชั้นต้นอนุญาตให้ฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงรับฟังเป็นยุติโดยไม่มีคู่ความฝ่ายใดฎีกาโต้แย้งว่า จำเลยเป็นพนักงานบริษัทไปรษณีย์ไทย จำกัด ผู้เสียหายที่ 1 มีหน้าที่จ่ายไปรษณียภัณฑ์ พัสดุไปรษณีย์ ไปรษณีย์ด่วนพิเศษ โทรเลขและธนาณัติให้แก่ประชาชนผู้ใช้บริการในท้องที่ตำบลท่าตะโก อำเภอท่าตะโก จังหวัดนครสวรรค์ ได้รับมอบจดหมายลงทะเบียนจากผู้เสียหายที่ 1 แล้วไม่ยอมนำจ่ายให้แก่นายอนนท์ ผู้เสียหายที่ 2 และนางจำรูญ ผู้เสียหายที่ 3 ทั้งยังลงลายมือชื่อของผู้เสียหายที่ 2 และที่ 3 ปลอมเอกสารบัญชีนำจ่ายไปรษณีย์ท่าตะโกว่าได้นำจ่ายจดหมายลงทะเบียนให้แก่ผู้เสียหายที่ 2 และที่ 3 แล้ว โดยอาศัยโอกาสที่จำเลยมีหน้าที่นั้นในประการที่น่าจะเกิดความเสียหายแก่ผู้เสียหายทั้งสาม และโจทก์ขอให้ลงโทษจำเลยตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 33, 91, 157, 161, 163 (3) พระราชบัญญัติว่าด้วยความผิดของพนักงานในองค์การหรือหน่วยงานของรัฐ พ.ศ.2502 มาตรา 4, 11 พระราชบัญญัติไปรษณีย์ พ.ศ.2477 มาตรา 4, 70

มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยว่า ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 6 ลงโทษจำเลยในความผิดฐานปลอมเอกสารตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 264 วรรคแรก ประกอบประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 192 วรรคห้า ชอบด้วยกฎหมายหรือไม่ เห็นว่า โจทก์จะบรรยายฟ้องว่าจำเลยปลอมเอกสารบัญชีนำจ่ายไปรษณีย์ท่าตะโกที่จำเลยมีหน้าที่ทำกรอกหรือดูแลเอกสารนั้น โดยลงลายมือชื่อปลอมของนายอนนท์ ผู้เสียหายที่ 2 และนางจำรูญ ผู้เสียหายที่ 3 ในบัญชีนำจ่ายไปรษณีย์ท่าตะโกขอให้ลงโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 161 ถือว่าโจทก์บรรยายฟ้องความผิดฐานปลอมเอกสารไว้ครบถ้วน และประสงค์ให้ลงโทษจำเลยในความผิดดังกล่าวด้วยและโจทก์นำสืบข้อเท็จจริงประกอบคำรับสารภาพซึ่งฟังได้ว่าจำเลยได้ปลอมลายมือชื่อของนายอนนท์ ผู้เสียหายที่ 2 และนางจำรูญ ผู้เสียหายที่ 3 ดังนั้น จึงลงโทษจำเลยตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 264 วรรคแรก ได้ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 192 วรรคสี่และวรรคหก คำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 6 ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วยในผล ฎีกาของจำเลยฟังไม่ขึ้น

พิพากษาแก้เป็นว่า ให้ปรับจำเลยอีกกระทงละ 4,000 บาท รวม 3 กระทง ปรับ 12,000 บาท ลดโทษให้กึ่งหนึ่ง คงปรับ 6,000 บาท โทษจำคุกให้รอการลงโทษไว้มีกำหนด 3 ปี นับแต่วันที่อ่านคำพิพากษาศาลฎีกานี้ให้จำเลยฟัง คุมความประพฤติจำเลยโดยให้จำเลยไปรายงานต่อพนักงานคุมประพฤติ 4 เดือนต่อครั้ง มีกำหนดเวลา 2 ปี ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 56 ไม่ชำระค่าปรับให้จัดการตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 29, 30 นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 6
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.อ. ม. 192 วรรคสี่ ม. 192 วรรคหก
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการจังหวัดนครสวรรค์
จำเลย — นายพิณี ฟักถาวร
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดนครสวรรค์ — นายภราดร อาสาสรรพกิจ
ศาลอุทธรณ์ภาค 6 — นายภพพิสิษฐ สุขะพิสิษฐ์
ชื่อองค์คณะ
นิยุต สุภัทรพาหิรผล
ธีระพงศ์ จิระภาค
นุจรินทร์ จันทร์พรายศรี
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 13129/2556
#554831
เปิดฉบับเต็ม

ธ. ซึ่งเป็นบุตรของ ก. และ ก. ตายพร้อมกัน ต่างไม่เป็นทายาทที่จะรับมรดกของกันและกัน เพราะในขณะที่บุคคลหนึ่งถึงแก่ความตายอีกบุคคลหนึ่งไม่มีสภาพบุคคลที่มีความสามารถที่จะมีสิทธิได้ตาม ป.พ.พ. มาตรา 15 และมาตรา 1604 วรรคหนึ่ง และกรณีไม่ต้องด้วยมาตรา 1639 เนื่องจาก ธ. ทายาทไม่ได้ตายก่อน ก. เจ้ามรดกอันจะทำให้โจทก์ซึ่งเป็นบุตรของ ธ. มีสิทธิรับมรดกแทนที่ ธ. โจทก์จึงไม่มีอำนาจฟ้องเรียกเอาทรัพย์มรดกของ ก. ปัญหาอำนาจฟ้องเป็นปัญหาข้อกฎหมายเกี่ยวกับความสงบเรียบร้อยของประชาชน ศาลฎีกามีอำนาจหยิบยกขึ้นวินิจฉัยตาม ป.วิ.พ. มาตรา 142 (5) ประกอบมาตรา 246 และมาตรา 247

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องโดยได้รับอนุญาตให้ดำเนินคดีอย่างคนอนาถาขอให้บังคับจำเลยจดทะเบียนแบ่งแยกและโอนกรรมสิทธิ์ที่ดินโฉนดเลขที่ 22493 และ 22501 ตำบลแหลมกลัด อำเภอเมืองตราด จังหวัดตราด โฉนดละกึ่งหนึ่งให้แก่โจทก์ และแบ่งที่ดินส่วนที่เหลือให้แก่โจทก์อีก 1 ใน 12 ส่วน หากแบ่งไม่ได้ ขอให้นำที่ดินทั้งสองแปลงออกขายทอดตลาดแล้วนำเงินมาแบ่งกันตามส่วน หากจำเลยไม่ปฏิบัติตามให้ถือเอาคำพิพากษาของศาลแทนการแสดงเจตนาของจำเลย

จำเลยให้การขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง ค่าฤชาธรรมเนียมให้เป็นพับ

โจทก์อุทธรณ์โดยได้รับอนุญาตให้ดำเนินคดีอย่างคนอนาถา

ศาลอุทธรณ์ภาค 2 พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมในชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ

โจทก์ฎีกาโดยได้รับอนุญาตให้ดำเนินคดีอย่างคนอนาถา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงรับฟังได้เป็นยุติในชั้นนี้โดยคู่ความไม่โต้แย้งคัดค้านว่า โจทก์เป็นบุตรนอกกฎหมายของนายธรรมนูญซึ่งเกิดจากนางทองใบ มีพี่น้องร่วมบิดามารดาเดียวกัน 7 คน นายธรรมนูญรับรองว่าโจทก์และพี่น้องเป็นบุตร นายธรรมนูญเป็นบุตรของนายกล้าและนางต๋อง มีพี่น้องร่วมบิดามารดาเดียวกัน 13 คน คือ พลโทหรือนายอเนก นายอนันต์ นางมาลัย ร้อยตำรวจเอกหรือนายมานพ นายมานิตย์ นายธรรมนูญ จำเลย นายอำนาจ นายมานะ นางเสาวลักษณ์ นางมาลี นางเสาวภา และนางสาวฐปณนนท์หรือมาลิน วันที่ 4 มิถุนายน 2510 คนร้ายลอบยิงนายกล้าและนายธรรมนูญถึงแก่ความตาย ที่ดินพิพาทโฉนดเลขที่ 22493 และเลขที่ 22501 ตำบลแหลมกลัด อำเภอเมืองตราด จังหวัดตราด เดิมเป็นส่วนหนึ่งของที่ดินมือเปล่าซึ่งอยู่หมู่ที่ 6 (ปัจจุบันเป็นหมู่ที่ 9) ตำบลแหลมกลัด อำเภอเมืองตราด จังหวัดตราด มีบ้านปลูกอยู่ 1 หลัง โดยนายธรรมนูญอยู่อาศัยกับนายกล้าและนางต๋อง ซึ่งเป็นบิดามารดารวมทั้งพี่น้องของนายธรรมนูญ มีป้ายปักตรงปากทางว่า "ไร่ธรรมนูญ" โจทก์อาศัยอยู่กับนางทองใบผู้ซึ่งเป็นมารดาที่จังหวัดตราด ไม่ได้เกี่ยวข้องกับที่ดินพิพาทเลยหลังจากนายธรรมนูญถึงแก่ความตาย เมื่อปี 2512 นางต๋อง นายมานิตย์ และจำเลยไปยื่นคำขอใบจอง ทางราชการออกใบจอง (น.ส.2) เลขที่ 169 เนื้อที่ 48 ไร่ ให้แก่นางต๋อง ใบจองเลขที่ 172 เนื้อที่ 46 ไร่ 1 งาน ให้แก่จำเลย และใบจองเลขที่ 171 เนื้อที่ 49 ไร่ 3 งาน ให้แก่นายมานิตย์ ที่ดินตามใบจองเลขที่ 172 มีอาณาเขตทิศใต้จดที่ดินของนางมาลัย ภริยาของนายมานะ วันที่ 17 กันยายน 2513 นายมานิตย์ จำเลย และนางต๋องมอบอำนาจให้นายมานะไปยื่นคำขอรับรองการทำประโยชน์ โดยมีนายแจและนายสำเนียงลงลายมือชื่อเป็นพยานในคำขอรับรองการทำประโยชน์ทั้งสามฉบับ ทางราชการออกหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส.3) เลขที่ 169 ตำบลแหลมกลัด อำเภอเมืองตราด จังหวัดตราด มีชื่อนางต๋องเป็นผู้มีสิทธิครอบครอง หนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส.3) เลขที่ 171 ตำบลแหลมกลัด อำเภอเมืองตราด จังหวัดตราด มีชื่อนายมานิตย์ เป็นผู้มีสิทธิครอบครอง และหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส.3) เลขที่ 172 ตำบลแหลมกลัด อำเภอเมืองตราด จังหวัดตราด มีชื่อจำเลยเป็นผู้มีสิทธิครอบครอง ปี 2514 ทางราชการเวนคืนที่ดินพิพาท ตามหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส.3) เลขที่ 169 เนื้อที่ 3 ไร่ 3 งาน 81 ตารางวา เลขที่ 171 เนื้อที่ 1 ไร่ 1 งาน 30 ตารางวา และเลขที่ 172 เนื้อที่ 1 ไร่ 1 งาน 10 ตารางวา เป็นถนนสายตราด - ไม้รูด วันที่ 1 มิถุนายน 2514 นายมานิตย์มอบอำนาจให้นายมานะไปยื่นเรื่องราวขอรังวัดแบ่งแยกที่ดิน วันที่ 27 กันยายน 2514 นายมานะในฐานะผู้รับมอบอำนาจของนายมานิตย์ยื่นคำขอแบ่งขายที่ดินให้แก่กรมทางหลวง ส่วนจำเลยมอบอำนาจให้นางต๋องจดทะเบียนแบ่งขายที่ดินที่ถูกเวนคืนให้แก่กรมทางหลวง วันที่ 21 กันยายน 2516 นางต๋องในฐานะผู้รับมอบอำนาจของจำเลยทำสัญญาแบ่งขายที่ดินกับกรมทางหลวง ตามสำเนาหนังสือสัญญาแบ่งขายที่ดิน ต่อมานายมานิตย์ถึงแก่ความตาย วันที่ 19 กุมภาพันธ์ 2523 นางบุญช่วยในฐานะผู้จัดการมรดกของนายมานิตย์ทำสัญญาขายที่ดินพิพาทตามหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส.3) เลขที่ 171 ให้แก่จำเลย วันที่ 17 พฤษภาคม 2531 นางต๋องขายที่ดินตามหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส.3) เลขที่ 169 ให้แก่บริษัทตราดซีไซด์ จำกัด เป็นเงิน 400,000 บาท แล้วแบ่งเงินให้แก่พลโทหรือนายอเนก 100,000 บาท นายอนันต์ 100,000 บาท และทายาทโดยธรรมของนายธรรมนูญ 100,000 บาท วันที่ 9 พฤษภาคม 2531 จำเลยทำสัญญาจะขายที่ดินพิพาท ตามหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส.3) เลขที่ 171 และเลขที่ 172 ให้แก่นายประสงค์ ต่อมานายประสงค์ฟ้องจำเลยเป็นจำเลยต่อศาลชั้นต้นขอให้บังคับจำเลยโอนที่ดินพิพาททั้งสองแปลงให้แก่นายประสงค์ คดีถึงที่สุดในชั้นศาลฎีกาตามคำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1955/2537 ที่พิพากษายืนตามคำพิพากษาศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ให้ยกฟ้อง ตามสำเนาคำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1955/2537 ปี 2537 จำเลยยื่นขอออกโฉนดที่ดินสำหรับที่ดินตามหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส.3) เลขที่ 171 และเลขที่ 172 วันที่ 21 กันยายน 2537 เจ้าพนักงานที่ดินออกโฉนดที่ดินเลขที่ 22493 เนื้อที่ 46 ไร่ 3 งาน 68 ตารางวา และวันที่ 23 ตุลาคม 2537 เลขที่ 22501 เนื้อที่ 48 ไร่ 2 งาน 15 ตารางวา ให้แก่จำเลย

ปัญหาต้องวินิจฉัยประการแรกว่า โจทก์มีอำนาจฟ้องขอแบ่งทรัพย์มรดกของนายกล้าหรือไม่ ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 17 บัญญัติว่า "ในกรณีบุคคลหลายคนตายในเหตุภยันตรายร่วมกัน ถ้าเป็นการพ้นวิสัยที่จะกำหนดได้ว่าคนไหนตายก่อนหลัง ให้ถือว่าตายพร้อมกัน" และมาตรา 1639 บัญญัติว่า "ถ้าบุคคลใดซึ่งจะเป็นทายาทตามมาตรา 1629 (1) (3) (4) หรือ (6) ถึงแก่ความตาย...ก่อนเจ้ามรดกตาย ถ้าบุคคลนั้นมีผู้สืบสันดานก็ให้ผู้สืบสันดานรับมรดกแทนที่..." นายธรรมนูญเป็นบุตรของนายกล้า หากนายธรรมนูญและนายกล้ายังมีชีวิตอยู่ นายธรรมนูญก็เป็นบุคคลซึ่งจะเป็นทายาทตามมาตรา 1629 (1) ของนายกล้าตามมาตรา 1639 หรือหากคนใดตายก่อนคนที่มีชีวิตก็เป็นทายาทของคนที่ตายไป โจทก์กล่าวอ้างในฟ้องว่านายกล้าและนายธรรมนูญถูกคนร้ายลอบยิงถึงแก่ความตายเมื่อวันที่ 4 มิถุนายน 2510 โดยไม่บรรยายฟ้องว่าบุคคลใดตายก่อน จำเลยให้การว่านายธรรมนูญและนายกล้าตายพร้อมกันเช่นนี้ ข้อเท็จจริงต้องฟังว่านายธรรมนูญและนายกล้าตายพร้อมกันตามมาตรา 17 ดังกล่าว ดังนั้น นายธรรมนูญและนายกล้าจึงไม่เป็นทายาทที่จะรับมรดกของกันและกันเพราะนายธรรมนูญและนายกล้าไม่มีสภาพบุคคลที่มีความสามารถที่จะมีสิทธิได้ตามมาตรา 15 ในขณะที่แต่ละฝ่ายถึงแก่ความตายตามมาตรา 1604 วรรคหนึ่ง และกรณีไม่ต้องด้วยมาตรา 1639 เนื่องจากนายธรรมนูญมิได้ตายก่อนนายกล้าอันจะทำให้โจทก์มีสิทธิรับมรดกแทนที่นายธรรมนูญตามมาตรา 1639 โจทก์จึงไม่มีอำนาจฟ้องเรียกเอาทรัพย์มรดกของนายกล้า ปัญหาอำนาจฟ้องเป็นปัญหาข้อกฎหมายเกี่ยวกับความสงบเรียบร้อยของประชาชน ศาลฎีกามีอำนาจหยิบยกขึ้นวินิจฉัย ทั้งนี้ ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 142 (5) ประกอบมาตรา 246 และมาตรา 247

พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 15 ม. 17 ม. 1604 ม. 1629 ม. 1639
ป.วิ.พ. ม. 142 (5) ม. 246 ม. 247
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นางสาวรัชนี บุญญฐี
จำเลย — นายอำนวย บุญญฐี หรือบุญญะฐี
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดตราด — นายยศวัฒน์ กะระโสภณ
ศาลอุทธรณ์ภาค 2 — นายกิตติพงษ์ ศิริโรจน์
ชื่อองค์คณะ
กีรติ กาญจนรินทร์
นิพนธ์ ใจสำราญ
วีระชาติ เอี่ยมประไพ
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 13113/2556
#554888
เปิดฉบับเต็ม

จำเลยที่ 1 ขับรถจักรยานยนต์โดยมีจำเลยที่ 2 นั่งซ้อนท้ายไปยังบ้านที่เกิดเหตุพร้อมกับ ว. แล้ว จำเลยที่ 2 เรียกชื่อเล่นของ น. ว่า ปู เมื่อผู้ตายตะโกนว่าปูไม่อยู่ ว. ใช้อาวุธปืนยิงไปที่ประตูบ้านถูกผู้ตายถึงแก่ความตาย จากนั้นจำเลยทั้งสองและ ว. พากันหลบหนีไป ว. ไปถอดหมวกนิรภัยและเสื้อที่สวมใส่ในขณะก่อเหตุที่บ้านของจำเลยทั้งสองก่อนจะหลบหนีไป การกระทำของจำเลยทั้งสองบ่งชี้ว่ามีเจตนาร่วมกระทำความผิดกับ ว. จึงเป็นตัวการร่วมกัน แต่การที่ ว. ใช้อาวุธปืนยิงไปที่ประตูบ้าน 2 นัด หลังจากผู้ตายตะโกนบอกว่าปูไม่อยู่ กระสุนปืนถูกผู้ตายถึงแก่ความตายนั้นเป็นการกระทำที่เล็งเห็นผลได้ว่ากระสุนปืนอาจถูกคนในบ้านถึงแก่ความตายเท่านั้น มิได้ประสงค์ต่อผลโดยตรงที่จะยิงให้ถูก น. เนื่องจากมองไม่เห็นว่า น. อยู่ที่ใด จึงไม่อาจลงโทษจำเลยทั้งสองในฐานเป็นตัวการร่วมกันฆ่าผู้อื่นโดยไตร่ตรองไว้ก่อน คงลงโทษได้ในฐานร่วมกันฆ่าผู้อื่น โดยบุคคลจะต้องรับโทษหนักขึ้นโดยอาศัยข้อเท็จจริงใด บุคคลนั้นจะต้องได้รู้ข้อเท็จจริงนั้นตาม ป.อ. มาตรา 62 วรรคท้าย

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยทั้งสองตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 288, 289 (4), 371, 83, 91 พระราชบัญญัติอาวุธปืน เครื่องกระสุนปืน วัตถุระเบิด ดอกไม้เพลิง และสิ่งเทียมอาวุธปืน พ.ศ.2490 มาตรา 4, 7, 8 ทวิ, 72, 72 ทวิ

จำเลยทั้งสองให้การปฏิเสธ

ระหว่างพิจารณา นางลอย มารดานางสาวชูใจ ผู้ตาย ยื่นคำร้องขอเข้าร่วมเป็นโจทก์ ศาลชั้นต้นอนุญาตเฉพาะข้อหาร่วมกันฆ่าผู้อื่นโดยไตร่ตรองไว้ก่อน และยื่นคำร้องขอให้บังคับจำเลยทั้งสองร่วมกันชดใช้ค่าสินไหมทดแทนเป็นเงิน 670,000 บาท

จำเลยทั้งสองให้การในคดีส่วนแพ่งขอให้ยกคำร้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยทั้งสองมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 289 (4), 371 ประกอบมาตรา 83 พระราชบัญญัติอาวุธปืน เครื่องกระสุนปืน วัตถุระเบิด ดอกไม้เพลิง และสิ่งเทียมอาวุธปืน พ.ศ.2490 มาตรา 7, 8 ทวิ วรรคหนึ่ง, 72 วรรคสาม, 72 ทวิ วรรคสอง การกระทำของจำเลยทั้งสองเป็นความผิดหลายกรรมต่างกัน ให้ลงโทษทุกกรรมเป็นกระทงความผิดไปตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 ฐานร่วมกันฆ่าผู้อื่นโดยไตร่ตรองไว้ก่อน ให้ประหารชีวิตจำเลยทั้งสอง ฐานร่วมกันมีอาวุธปืนที่เป็นของผู้อื่นซึ่งได้รับใบอนุญาตให้มีและใช้ตามกฎหมายไว้ในครอบครองโดยไม่ได้รับใบอนุญาต จำคุกคนละ 6 เดือน ฐานร่วมกันพาอาวุธปืนติดตัวไปในเมือง หมู่บ้าน หรือทางสาธารณะโดยไม่ได้รับใบอนุญาตและไม่มีเหตุสมควร เป็นกรรมเดียวเป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบท ให้ลงโทษตามพระราชบัญญัติอาวุธปืนฯ ซึ่งเป็นกฎหมายบทที่มีโทษหนักที่สุดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 จำคุกคนละ 6 เดือน ทางนำสืบของจำเลยทั้งสองเป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้กระทงละหนึ่งในสามตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 ประกอบ 52 (1) ฐานร่วมกันฆ่าผู้อื่นโดยไตร่ตรองไว้ก่อน จำคุกจำเลยทั้งสองตลอดชีวิต ฐานร่วมกันมีอาวุธปืน จำคุกคนละ 4 เดือน ฐานร่วมกันพาอาวุธปืน จำคุกคนละ 4 เดือน เมื่อรวมโทษทุกกระทงแล้วให้จำคุกจำเลยทั้งสองตลอดชีวิตตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 (3) และให้จำเลยทั้งสองร่วมกันชำระเงิน 620,000 บาท แก่โจทก์ร่วม

จำเลยทั้งสองอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 2 พิพากษากลับ ให้ยกฟ้อง และยกคำร้องของโจทก์ร่วม

โจทก์ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า คดีในส่วนแพ่ง โจทก์ร่วมไม่ฎีกาจึงยุติไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 2 คงมีปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ว่า จำเลยทั้งสองร่วมกันกระทำความผิดตามคำพิพากษาศาลชั้นต้นหรือไม่ เห็นว่า บริเวณที่เกิดเหตุเป็นที่โล่งมีแสงสว่างจากเสาไฟฟ้าสาธารณะส่องออกจากมุมสูง เชื่อว่าเด็กชายภานุเดชมองเห็นเหตุการณ์จากช่องว่างตรงประตูสังกะสีได้ชัดเจน โดยยืนยันว่าคนร้ายที่ใช้อาวุธปืนยิงมาที่ประตูบ้านและหลบหนีไปกับจำเลยทั้งสองสวมหมวกนิรภัยและใส่เสื้อแขนยาวสีดำ จำเลยทั้งสองก็รับว่าได้ไปทวงเงินจากนายนิรัญที่หน้าบ้าน จำเลยที่ 2 เป็นคนเรียกนายนิรัญซึ่งมีชื่อเล่นว่าปู โดยอ้างว่าเมื่อมีเสียงผู้หญิงตะโกนว่าปูไม่อยู่ จึงพากันกลับ แต่จากคำเบิกความของนายธิติพงศ์พยานจำเลยทั้งสองได้ความว่า พยานและนายภาคภูมิได้ร่วมเดินทางไปที่บ้านของนายนิรัญด้วย และมีนายวรวัฒน์ขับรถจักรยานยนต์ตีประกบคู่กับจำเลยทั้งสอง ไม่ทราบว่าคุยอะไรกันซึ่งสอดคล้องกับคำเบิกความของเด็กชายภานุเดช และของกลางที่ร้อยตำรวจโทสุพิศยึดได้จากในบ้านของจำเลยทั้งสองคือหมวกนิรภัยและเสื้อเชิ้ตคอกลมสีฟ้ากับเสื้อแขนยาวสีดำ โดยจำเลยที่ 1 รับว่านายวรวัฒน์ได้ไปที่บ้านของจำเลยทั้งสองแล้วถอดหมวกกับเสื้อดังกล่าวก่อนหลบหนีไป ตามข้อความในบันทึกตรวจยึดและบัญชีของกลางคดีอาญา ร้อยตำรวจโทสุพิศและพันตำรวจโทวรรณะจัดทำขึ้น ซึ่งจำเลยที่ 1 ลงชื่อไว้ แม้ข้อความดังกล่าวจะเป็นถ้อยคำที่จำเลยที่ 1 ให้ไว้ต่อร้อยตำรวจโทสุพิศผู้จับกุม และพันตำรวจโทวรรณะพนักงานสอบสวนจะเป็นพยานบอกเล่า แต่ร้อยตำรวจโทสุพิศและพันตำรวจโทวรรณะต่างเป็นเจ้าพนักงานของรัฐไม่เคยรู้จักจำเลยทั้งสองมาก่อน และได้แจ้งสิทธิของผู้ต้องหาให้ทราบแล้ว ตามสภาพ ลักษณะ แหล่งที่มา และข้อเท็จจริงแวดล้อมของพยานเช่นว่านั้น น่าเชื่อว่าจะพิสูจน์ความจริงได้ พยานหลักฐานดังกล่าวจึงรับฟังได้ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 84 วรรคท้าย และมาตรา 226/3 วรรคสอง (1) เมื่อประกอบกับคำเบิกความของเด็กชายภานุเดชซึ่งเห็นเหตุการณ์ขณะคนร้ายที่สวมหมวกนิรภัยและใส่เสื้อลักษณะเดียวกับของกลางใช้อาวุธปืนยิงถูกผู้ตายแล้วมีน้ำหนักรับฟังได้ว่า จำเลยที่ 1 ขับรถจักรยานยนต์โดยมีจำเลยที่ 2 นั่งซ้อนท้ายไปยังบ้านที่เกิดเหตุพร้อมกับนายวรวัฒน์แล้วจำเลยที่ 2 เรียกชื่อเล่นของนายนิรัญว่าปู เมื่อผู้ตายตะโกนว่าปูไม่อยู่ นายวรวัฒน์ใช้อาวุธปืนยิงไปที่ประตูบ้านถูกผู้ตายถึงแก่ความตาย จากนั้นจำเลยทั้งสองและนายวรวัฒน์พากันหลบหนีไป นายวรวัฒน์ไปถอดหมวกนิรภัยและเสื้อที่สวมใส่ในขณะก่อเหตุที่บ้านของจำเลยทั้งสองก่อนจะหลบหนีไป การกระทำของจำเลยทั้งสองบ่งชี้ว่ามีเจตนาร่วมกระทำความผิดกับนายวรวัฒน์จึงเป็นตัวการร่วมกัน ส่วนสาเหตุแห่งการกระทำผิดได้ความจากนายนิรัญว่า ก่อนเกิดเหตุจำเลยที่ 1 ฝากเงิน 2,800 บาท ให้นายวรรัตน์นำไปมอบให้นายนิรัญเพื่อซื้อเมทแอมเฟตามีน แต่นายนิรัญไม่ได้ซื้อและไม่มีเงินคืนให้ เมื่อนายวรวัฒน์กับจำเลยที่ 2 ไปทวงเงินจากนายนิรัญ นายนิรัญได้ตบหน้านายวรวัฒน์ เรื่องดังกล่าวย่อมทำให้จำเลยทั้งสองซึ่งได้ความตามคำให้การในชั้นสอบสวนของจำเลยที่ 2 ตามบันทึกคำให้การของผู้ต้องหาว่าเป็นภริยาของจำเลยที่ 1 และนายวรวัฒน์เกิดความแค้น จึงเตรียมการไปก่อเหตุดังกล่าวขึ้น แต่การที่นายวรวัฒน์ใช้อาวุธปืนยิงไปที่ประตูบ้าน 2 นัด หลังจากผู้ตายตะโกนบอกว่าปูไม่อยู่ กระสุนปืนถูกผู้ตายถึงแก่ความตายนั้น เป็นการกระทำที่เล็งเห็นผลได้ว่ากระสุนปืนอาจถูกคนในบ้านถึงแก่ความตายเท่านั้น มิได้ประสงค์ต่อผลโดยตรงที่จะยิงให้ถูกนายนิรัญเนื่องจากมองไม่เห็นว่านายนิรัญอยู่ที่ใด จึงไม่อาจลงโทษจำเลยทั้งสองในฐานเป็นตัวการร่วมกันฆ่าผู้อื่นโดยไตร่ตรองไว้ก่อน คงลงโทษได้ในฐานร่วมกันฆ่าผู้อื่น โดยบุคคลจะต้องรับโทษหนักขึ้นโดยอาศัยข้อเท็จจริงใดบุคคลนั้นจะต้องได้รู้ข้อเท็จจริงนั้น ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 62 วรรคท้าย

พิพากษาแก้เป็นว่า จำเลยทั้งสองมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 288, 371 ประกอบมาตรา 83 ฐานร่วมกันฆ่าผู้อื่นจำคุกคนละ 20 ปี ฐานพาอาวุธไปในเมือง หมู่บ้านหรือทางสาธารณะโดยไม่มีเหตุสมควรปรับ 90 บาท รวมเป็นจำคุกคนละ 20 ปี และปรับคนละ 90 บาท ข้อนำสืบของจำเลยทั้งสองเป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษลดโทษให้ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คนละหนึ่งในสาม คงจำคุกคนละ 13 ปี 4 เดือน และปรับคนละ 60 บาท ไม่ชำระค่าปรับให้จัดการตามประมวลกฎหมายอาญา นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 2
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.อ. ม. 62 ม. 288 ม. 289 (4)
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการจังหวัดนครนายก
โจทก์ร่วม — นางลอย รูปเงาะ
จำเลย — นายเขตรัฐ กิจถาวรวัฒนา กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดนครนายก — นายพรพล เลาวกุล
ศาลอุทธรณ์ภาค 2 — นายจิรพงษ์ ทัศน์เอี่ยม
ชื่อองค์คณะ
พิษณุ ดำรงเกียรติวัฒนา
อภิรัตน์ ลัดพลี
ธงชัย เสนามนตรี
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา