คำพิพากษา คำสั่งคำร้องและคำวินิจฉัยศาลฎีกา

ทั้งหมด 133,243 รายการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 13854/2556
#559147
เปิดฉบับเต็ม

จำเลยที่ 2 มีคำชี้ขาดให้โจทก์เสียภาษีโรงเรือนและที่ดิน 709,532.42 บาท ซึ่งจำเลยที่ 2 ไม่เห็นด้วยกับการประเมินของพนักงานเจ้าหน้าที่ของจำเลยที่ 1 โดยปรับลดลง 1,704,192.58 บาท คำชี้ขาดจึงเป็นไปตามคำร้องขอให้พิจารณาการประเมินใหม่ของโจทก์บางส่วนแล้ว แต่สำหรับในส่วนที่จำเลยที่ 2 มีคำชี้ขาดเห็นด้วยกับพนักงานเจ้าหน้าที่ของจำเลยที่ 1 นั้น หากโจทก์ไม่พอใจในคำชี้ขาดของจำเลยที่ 2 ในส่วนนี้ โจทก์ย่อมมีสิทธินำคดีไปสู่ศาลได้ เมื่อในส่วนที่จำเลยที่ 2 ไม่เห็นด้วยกับการประเมินของพนักงานเจ้าหน้าที่ของจำเลยที่ 1 ไม่ใช่กรณีที่โจทก์ผู้รับประเมินไม่พอใจในคำชี้ขาดของจำเลยที่ 2 ที่โจทก์มีสิทธินำคดีไปสู่ศาลเพื่อแสดงให้ศาลเห็นว่าการประเมินนั้นไม่ถูกต้องตามบทบัญญัติดังกล่าว เนื่องจากจำเลยที่ 2 ได้มีคำชี้ขาดแล้วว่าการประเมินของพนักงานเจ้าหน้าที่ของจำเลยที่ 1 ในส่วนนี้ไม่ถูกต้อง จำเลยที่ 1 ต้องผูกพันตามคำชี้ขาดของจำเลยที่ 2 ในส่วนนี้จึงไม่มีข้อโต้แย้งเกิดขึ้นเกี่ยวกับสิทธิหรือหน้าที่ของโจทก์ตามการประเมินของจำเลยที่ 1 เพราะฉะนั้น โจทก์จึงไม่มีอำนาจฟ้องเพิกถอนคำชี้ขาดในส่วนนี้ ปัญหานี้แม้ไม่มีคู่ความฝ่ายใดยกขึ้นอุทธรณ์ แต่ปัญหาเรื่องอำนาจฟ้องเป็นปัญหาข้อกฎหมายอันเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชน ศาลฎีกาแผนกคดีภาษีอากรเห็นสมควรยกปัญหานี้ขึ้นวินิจฉัยตาม พ.ร.บ.จัดตั้งศาลภาษีอากรและวิธีพิจารณาคดีภาษีอากร พ.ศ.2528 มาตรา 29 ประกอบ ป.วิ.พ. มาตรา 246 และมาตรา 142 (5)

นอกจากค่าธรรมเนียมการเรียนแล้ว โจทก์ยังเก็บค่าเรียนภาคฤดูร้อน ค่าบัตรร่วมงานประจำปี ค่าสมาชิกศิษย์เก่า แม้โจทก์เป็นองค์กรทางคริสต์ศาสนามีวัตถุประสงค์ในการเผยแพร่ศาสนาให้การศึกษาและดำเนินกิจการด้านสาธารณกุศลต่าง ๆ อีกทั้งไม่ได้เรียกเก็บเงินค่าธรรมเนียมการเรียนจากนักเรียนยากจน นักเรียนที่เป็นบุตรหลานของครูและพนักงานในโรงเรียน และนักเรียนบางรายซึ่งติดค้างไม่สามารถชำระค่าธรรมเนียมการเรียนได้ก็ตาม แต่จากข้อเท็จจริงดังกล่าวแสดงให้เห็นว่า โจทก์เป็นโรงเรียนเอกชนที่มีการเก็บค่าธรรมเนียมการเรียน ค่าธรรมเนียมอื่น และค่าใช้จ่ายต่าง ๆ จากนักเรียนส่วนใหญ่ ซึ่งเป็นการกระทำกิจการเพื่อเป็นผลกำไรส่วนบุคคล จึงไม่ใช่ทรัพย์สินของโรงเรียนสาธารณะซึ่งกระทำกิจการอันมิใช่เพื่อเป็นผลกำไรส่วนบุคคลและใช้เฉพาะในการศึกษาอันไม่ต้องเสียภาษีโรงเรือนและที่ดินตาม พ.ร.บ.ภาษีโรงเรือนและที่ดิน พ.ศ.2475 มาตรา 9

สำหรับโรงเรียนของโจทก์เป็นกรณีที่ทรัพย์สินนั้นหาค่าเช่าไม่ได้ เนื่องจากเจ้าของดำเนินกิจการเอง ทางนำสืบไม่ปรากฏโรงเรียนที่ตั้งในเขตเดียวกับโรงเรียนโจทก์มาเทียบเคียงได้ แต่พนักงานเจ้าหน้าที่ของจำเลยที่ 1 ประเมินตามหลักเกณฑ์ที่มีการแบ่งทำเลเพื่อกำหนดค่าเช่ามาตรฐานสอดคล้องกับประกาศกระทรวงมหาดไทย โดยไม่ปรากฏว่าพนักงานเจ้าหน้าที่ของจำเลยที่ 1 ประเมินค่ารายปีโรงเรียนเอกชนอื่นแตกต่างออกไป นอกจากนี้จำเลยที่ 2 ยังมีคำชี้ขาดลดค่ารายปีแต่ละปีโดยคำนวณลดลงปีละ 3 เดือน ตามที่โจทก์อ้างว่ามีการหยุดเทอมภาคฤดูร้อน ทั้งที่ปรากฏตามทางนำสืบว่า โจทก์มีการเรียกเก็บค่าเรียนภาคฤดูร้อนแสดงว่ามีการเรียนการสอนในระยะเวลาดังกล่าว คำชี้ขาดของจำเลยที่ 2 เป็นคุณแก่โจทก์ในส่วนนี้ คำชี้ขาดของจำเลยที่ 2 ชอบแล้ว

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องให้จำเลยทั้งสองร่วมกันชำระเงินค่าภาษีโรงเรือนและที่ดิน 2,413,725 บาท พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี จากต้นเงินดังกล่าว นับแต่วันที่โจทก์ชำระเงินให้แก่จำเลยที่ 1 เป็นต้นไปจนกว่าจำเลยทั้งสองจะชำระเสร็จแก่โจทก์

จำเลยทั้งสองให้การขอให้ยกฟ้อง

ศาลภาษีอากรกลางพิพากษาให้เพิกถอนการประเมินภาษีโรงเรือนและที่ดิน ประจำปีภาษี 2541 ถึง 2550 ตามใบแจ้งรายการประเมิน (ภ.ร.ด. 8) เล่มที่ 2 เลขที่ 15 และ 23 ถึง 31 ลงวันที่ 10 กันยายน 2550 กับเพิกถอนใบแจ้งคำชี้ขาดตามหนังสือสำนักงานเทศบาลตำบลลำไทร ที่ ปท. 53002/170 ลงวันที่ 12 มีนาคม 2551 เรื่อง แจ้งคำชี้ขาดมติคณะกรรมการพิจารณาคำร้องขอให้พิจารณาประเมินใหม่และให้จำเลยที่ 1 คืนเงินค่าภาษีโรงเรือนและที่ดิน 2,413,725 บาท แก่โจทก์ หากไม่คืนภายในกำหนดให้ชำระดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี จากต้นเงินดังกล่าวนับแต่วันครบกำหนดสามเดือนนับแต่วันมีคำพิพากษาถึงที่สุดเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ กับให้จำเลยที่ 1 ใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์โดยกำหนดค่าทนายความ 25,000 บาท และให้ยกฟ้องจำเลยที่ 2 ค่าฤชาธรรมเนียมและค่าทนายความระหว่างโจทก์กับจำเลยที่ 2 ให้เป็นพับ

จำเลยทั้งสองอุทธรณ์ต่อศาลฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีภาษีอากรวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงรับฟังเป็นยุติโดยโจทก์และจำเลยทั้งสองมิได้อุทธรณ์ว่า วันที่ 7 กันยายน 2550 จำเลยที่ 1 ส่งใบแจ้งรายการประเมิน (ภ.ร.ด.8) ประจำปีภาษี 2541 ถึง 2550 สำหรับทรัพย์สินที่โจทก์ใช้ดำเนินกิจการโรงเรียนพระวิสุทธิวงส์ ตั้งอยู่เลขที่ 3 หมู่ที่ 9 ตำบลลำไทร อำเภอลำลูกกา จังหวัดปทุมธานี เป็นค่ารายปีปีละ 1,930,980 บาท ค่าภาษีโรงเรือนและที่ดินปีละ 241,372.50 บาท วันที่ 8 ตุลาคม 2550 โจทก์ยื่นคำร้องขอให้พิจารณาการประเมินภาษีโรงเรือนและที่ดิน ประจำปีภาษี 2541 ถึง 2550 ต่อจำเลยที่ 1 วันที่ 12 มีนาคม 2551 จำเลยที่ 2 มีหนังสือ ที่ ปท. 53002/170 แจ้งคำชี้ขาดให้โจทก์เสียภาษีโรงเรือนและที่ดินสำหรับทรัพย์สินดังกล่าวรวมทั้งสิ้น 709,532.42 บาท แก่โจทก์ โจทก์ชำระค่าภาษีโรงเรือนและที่ดินตามการประเมินของพนักงานเจ้าหน้าที่ของจำเลยที่ 1 แล้ว แต่โจทก์ยังไม่เห็นด้วย

มีปัญหาที่ต้องวินิจฉัยก่อนว่า โจทก์มีอำนาจฟ้องในส่วนค่าภาษีโรงเรือนและที่ดินที่จำเลยที่ 2 มีคำชี้ขาดไม่เห็นด้วยกับพนักงานเจ้าหน้าที่ของจำเลยที่ 1 หรือไม่ ปัญหานี้พระราชบัญญัติภาษีโรงเรือนและที่ดิน พ.ศ.2475 มาตรา 31 บัญญัติว่า ผู้รับประเมินผู้ใดไม่พอใจในคำชี้ขาดจะนำคดีไปสู่ศาลเพื่อแสดงให้ศาลเห็นว่าการประเมินนั้นไม่ถูกก็ได้... ศาลฎีกาแผนกคดีภาษีอากรเห็นว่า เมื่อข้อเท็จจริงรับฟังเป็นที่ยุติว่า จำเลยที่ 2 มีคำชี้ขาดให้โจทก์เสียภาษีโรงเรือนและที่ดินสำหรับทรัพย์สินพิพาทรวมทั้งสิ้น 709,532.42 บาท ในส่วนของภาษีโรงเรือนและที่ดินที่จำเลยที่ 2 ไม่เห็นด้วยกับการประเมินของพนักงานเจ้าหน้าที่ของจำเลยที่ 1 จำนวน 1,704,192.58 บาท จึงเป็นไปตามคำร้องขอให้พิจารณาการประเมินใหม่ของโจทก์บางส่วนแล้ว แต่สำหรับในส่วนที่จำเลยที่ 2 มีคำชี้ขาดเห็นด้วยกับพนักงานเจ้าหน้าที่ของจำเลยที่ 1 นั้น หากโจทก์ไม่พอใจในคำชี้ขาดของจำเลยที่ 2 ในส่วนนี้ โจทก์ย่อมมีสิทธินำคดีไปสู่ศาลได้ เมื่อในส่วนที่จำเลยที่ 2 ไม่เห็นด้วยกับการประเมินของพนักงานเจ้าหน้าที่ของจำเลยที่ 1 ไม่ใช่กรณีที่โจทก์ผู้รับประเมินไม่พอใจในคำชี้ขาดของจำเลยที่ 2 ที่โจทก์มีสิทธินำคดีไปสู่ศาลเพื่อแสดงให้ศาลเห็นว่าการประเมินนั้นไม่ถูกต้องตามบทบัญญัติดังกล่าว เนื่องจากจำเลยที่ 2 ได้มีคำชี้ขาดแล้วว่าการประเมินของพนักงานเจ้าหน้าที่ของจำเลยที่ 1 ในส่วนนี้ไม่ถูกต้อง จำเลยที่ 1 ต้องผูกพันตามคำชี้ขาดของจำเลยที่ 2 ในส่วนนี้จึงไม่มีข้อโต้แย้งเกิดขึ้นเกี่ยวกับสิทธิหรือหน้าที่ของโจทก์ตามการประเมินของจำเลยที่ 1 เพราะฉะนั้น โจทก์จึงไม่มีอำนาจฟ้องเพิกถอนคำชี้ขาดในส่วนนี้ ปัญหานี้แม้ไม่มีคู่ความฝ่ายใดยกขึ้นอุทธรณ์ แต่ปัญหาเรื่องอำนาจฟ้องเป็นปัญหาข้อกฎหมายอันเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชน ศาลฎีกาแผนกคดีภาษีอากรเห็นสมควรยกปัญหานี้ขึ้นวินิจฉัยตามพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลภาษีอากรและวิธีพิจารณาคดีภาษีอากร พ.ศ.2528 มาตรา 29 ประกอบประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 246 และมาตรา 142 (5)

ปัญหาตามอุทธรณ์ของจำเลยทั้งสองว่า โรงเรียนพระวิสุทธิวงส์เป็นทรัพย์สินที่ได้รับยกเว้นภาษีโรงเรือนและที่ดิน หรือไม่ โดยจำเลยทั้งสองอุทธรณ์ว่า โรงเรียนดังกล่าวเป็นโรงเรียนเอกชน ซึ่งในการจัดการเรียนการสอนมีการเรียกเก็บค่าธรรมเนียมการเรียน ค่าธรรมเนียมอื่นๆ และค่าใช้จ่ายเช่นเดียวกับโรงเรียนเอกชนทั่วไป ทั้งผู้ประสงค์จะเข้าเรียนต้องซื้อใบสมัครในราคาสูงถึงชุดละ 100 บาท โรงเรียนดังกล่าวจึงไม่เป็นโรงเรียนสาธารณะเจ้าของโรงเรียนมีหน้าที่ต้องเสียภาษีโรงเรือนและที่ดินนั้น ปัญหานี้พระราชบัญญัติภาษีโรงเรือนและที่ดิน พ.ศ.2475 มาตรา 9 บัญญัติว่า ทรัพย์สิน ดังต่อไปนี้ ท่านให้ยกเว้นจากบทบัญญัติแห่งภาคนี้ ... (3) ทรัพย์สินของโรงพยาบาลสาธารณะและโรงเรือนสาธารณะ ซึ่งกระทำกิจการอันมิใช่เพื่อเป็นผลกำไรส่วนบุคคล และใช้เฉพาะในการรักษาพยาบาลและในการศึกษา ศาลฎีกาแผนกคดีภาษีอากรวินิจฉัยว่า ทรัพย์สินของโรงเรียนที่ได้รับยกเว้นภาษีโรงเรือนและที่ดินจะต้องเป็นโรงเรียนสาธารณะซึ่งกระทำกิจการอันมิใช่เพื่อเป็นผลกำไรส่วนบุคคลและต้องใช้เฉพาะในการศึกษาเท่านั้น เมื่อข้อเท็จจริงปรากฏตามคำเบิกความของบาทหลวงชาญชัย ผู้รับมอบอำนาจโจทก์ บาทหลวงธนากร ผู้บริหารสูงสุดของโรงเรียนพระวิสุทธิวงส์ นางสุชีวี หัวหน้าฝ่ายธุรการและการเงินโรงเรียนพระวิสุทธิวงส์และนางน้ำฝน เจ้าหน้าที่ฝ่ายบัญชีโรงเรียนพระวิสุทธิวงส์ พยานโจทก์ว่า รายได้ของโรงเรียนดังกล่าว มาจาก 1. เงินอุดหนุนจากกระทรวงศึกษาธิการร้อยละ 60 2. ค่าธรรมเนียมการเรียน ซึ่งทางโรงเรียนเก็บไม่เต็มจำนวนที่ทางกระทรวงศึกษาธิการกำหนด 3. ค่าธรรมเนียมอื่น เช่น ค่าอาหารกลางวัน ค่าอาหารเสริม ค่าเรียนเสริมวิชาคอมพิวเตอร์ ค่าเรียนเสริมวิชาภาษาอังกฤษ โดยในปี 2547 ถึง 2549 โรงเรียนมีรายรับมากกว่ารายจ่าย 2,073,283.83 บาท 1,238,792.32 บาท และ 766,588.98 บาท ตามลำดับ ซึ่งสอดคล้องกับคำเบิกความของนายนิมิต พนักงานเจ้าหน้าที่ผู้ประเมินภาษีโรงเรือนและที่ดินทรัพย์สินของโจทก์ที่มาเบิกความเป็นพยานจำเลยทั้งสองว่า โจทก์เรียกเก็บค่าธรรมเนียมการเรียนและค่าธรรมเนียมอื่นจากนักเรียนเป็นอัตราที่แน่นอน รวมทั้งมีการเรียกเก็บค่าใช้จ่ายอย่างอื่นอีกหลายอย่างเช่นเดียวกับโรงเรียนเอกชนทั่วไป เมื่อพิจารณาระเบียบการรับสมัครนักเรียนตามเอกสารดังกล่าวปรากฏว่า นอกจากค่าธรรมเนียมการเรียนแล้วทางโรงเรียนยังเก็บค่าเรียนภาคฤดูร้อน ค่าบัตรร่วมงานประจำปี ค่าสมาชิกศิษย์เก่าอีก แม้โจทก์เป็นองค์กรทางคริสต์ศาสนามีวัตถุประสงค์ในการเผยแพร่ศาสนาให้การศึกษาและดำเนินกิจการด้านสาธารณะกุศลต่าง ๆ อีกทั้งไม่ได้เรียกเก็บเงินค่าธรรมเนียมการเรียนจากนักเรียนยากจน นักเรียนที่เป็นบุตรหลานของครูและพนักงานในโรงเรียน และนักเรียนบางรายซึ่งติดค้างไม่สามารถชำระค่าธรรมเนียมการเรียนได้ก็ตาม แต่จากข้อเท็จจริงดังกล่าวแสดงให้เห็นว่า โรงเรียนดังกล่าวเป็นโรงเรียนเอกชนที่มีการเก็บค่าธรรมเนียมการเรียน ค่าธรรมเนียมอื่น และค่าใช้จ่ายต่าง ๆ จากนักเรียนส่วนใหญ่ ซึ่งเป็นการกระทำกิจการเพื่อเป็นผลกำไรส่วนบุคคล โรงเรียนดังกล่าวจึงไม่ใช่ทรัพย์สินของโรงเรียนสาธารณะซึ่งกระทำกิจการอันมิใช่เพื่อเป็นผลกำไรส่วนบุคคลและใช้เฉพาะในการศึกษาอันไม่ต้องเสียภาษีโรงเรือนและที่ดินตามบทบัญญัติที่กล่าวมาข้างต้น ที่ศาลภาษีอากรกลางวินิจฉัยว่า โรงเรียนพระวิสุทธิวงส์เป็นโรงเรียนสาธารณะไม่ต้องเสียภาษีโรงเรือนและที่ดินนั้น ศาลฎีกาไม่เห็นพ้องด้วย อุทธรณ์ของจำเลยทั้งสองข้อนี้ฟังขึ้น

เมื่อวินิจฉัยเช่นนี้แล้วจึงมีปัญหาที่ต้องวินิจฉัยต่อไปว่า การประเมินของพนักงานเจ้าหน้าที่ของจำเลยที่ 1 และคำชี้ขาดของจำเลยที่ 2 ให้โจทก์ชำระภาษีโรงเรือนและที่ดินตามฟ้องชอบด้วยกฎหมายหรือไม่ ปัญหานี้ศาลภาษีอากรกลางยังมิได้วินิจฉัย แต่เนื่องจากมีการสืบพยานหลักฐานกันมาจนสิ้นกระแสความแล้ว ศาลฎีกาแผนกคดีภาษีอากรจึงเห็นสมควรวินิจฉัยไปโดยไม่ต้องย้อนสำนวนไปให้ศาลภาษีอากรกลางวินิจฉัย ปัญหานี้พระราชบัญญัติภาษีโรงเรือนและที่ดินฯ มาตรา 8 วรรคสอง บัญญัติว่า "ค่ารายปี" หมายความว่า จำนวนเงินซึ่งทรัพย์สินนั้นสมควรให้เช่าได้ในปีหนึ่งๆ และวรรคสาม บัญญัติว่า ในกรณีที่ทรัพย์สินนั้นให้เช่าให้ถือว่าค่าเช่านั้นเป็นค่ารายปี แต่ถ้าเป็นกรณีที่มีเหตุอันสมควรที่ทำให้พนักงานเจ้าหน้าที่เห็นว่าค่าเช่านั้นมิใช่จำนวนเงินอันสมควรที่จะให้เช่าได้ หรือเป็นกรณีที่หาค่าเช่าไม่ได้เนื่องจากเจ้าของทรัพย์สินดำเนินกิจการเองหรือด้วยเหตุประการอื่น ให้พนักงานเจ้าหน้าที่มีอำนาจประเมินค่ารายปีได้ โดยคำนึงถึงลักษณะของทรัพย์สิน ขนาด พื้นที่ ทำเลที่ตั้ง และบริการสาธารณะที่ทรัพย์สินนั้นได้รับประโยชน์ ทั้งนี้ ตามหลักเกณฑ์ที่รัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทยกำหนดโดยประกาศในราชกิจจานุเบกษา สำหรับกรณีการจัดเก็บภาษีโรงเรือนและที่ดินกรณีโรงเรียนของโจทก์ได้ความจากนายนิมิต ปลัดเทศบาลตำบลลำไทร พนักงานเจ้าหน้าที่ของจำเลยที่ 1 และนางลักษณา ผู้อำนวยการกองคลังของจำเลยที่ 1 พยานจำเลยทั้งสองที่เบิกความในทำนองเดียวกันว่า โรงเรียนของโจทก์ตั้งอยู่ในทำเลที่ 1 ของการแบ่งทำเลเพื่อกำหนดราคาค่าเช่ามาตรฐานกลางเฉลี่ยต่อตารางเมตร (ต่อเดือน) ในเขตสุขาภิบาลลำไทร (เทศบาลตำบลลำไทร) และเนื่องจากเป็นกรณีที่โจทก์ดำเนินกิจการเองจึงเป็นกรณีหาค่าเช่าไม่ได้ ในการประเมินภาษีโรงเรือนและที่ดินดังกล่าวจึงใช้หลักเกณฑ์ในการคิดคำนวณประเมินค่ารายปีเพื่อการจัดเก็บภาษีโรงเรือนและที่ดินตามหนังสือที่ว่าการอำเภอลำลูกกา ที่ ปท. 0516/350 ลงวันที่ 26 มกราคม 2537 ประเภททรัพย์สิน (โรงเรือนประเภทพิเศษ) รหัส 5.06 โรงเรียนเอกชนคำนวณตารางเมตรละ 25 บาท (ต่อเดือน) เป็นหลักเกณฑ์ในการประเมินค่าภาษีโรงเรือนและที่ดินประจำปีภาษี 2541 ถึง 2550 คิดเป็นค่ารายปีปีละ 1,930,980 บาท เป็นค่าภาษีโรงเรือนและที่ดินปีละ 241,372.50 บาท ส่วนเหตุที่พนักงานเจ้าหน้าที่ของจำเลยที่ 1 ประเมินค่ารายปีและค่าภาษีโรงเรือนและที่ดินเท่ากันทุกปี เนื่องจากพนักงานเจ้าหน้าที่ของจำเลยที่ 1 เข้าสำรวจการใช้ประโยชน์ในพื้นที่อาคารโรงเรียนของโจทก์ประกอบกับที่โจทก์ไม่ได้ยื่นแบบรายการเพื่อเสียภาษีโรงเรือนและที่ดินแสดงรายการใช้ประโยชน์โรงเรียนพิพาทตามที่จำเลยที่ 1 แจ้งเตือนให้ยื่นแบบรายการเพื่อเสียภาษีโรงเรือนและที่ดิน พนักงานเจ้าหน้าที่ของจำเลยที่ 1 จึงประเมินค่ารายปีและค่าภาษีโรงเรือนและที่ดินไปตามจำนวนทรัพย์สินตามที่สำรวจได้ อีกทั้งใช้ราคาของปี 2537 เป็นเกณฑ์คำนวณ นอกจากนี้คณะกรรมการพิจารณาคำร้องขอให้พิจารณาการประเมินใหม่ได้มีมติที่ประชุมลงวันที่ 19 กุมภาพันธ์ 2551 ลดค่าภาษีโรงเรือนและที่ดินของโจทก์จากเดิม 2,413,725 บาท เหลือ 709,532.42 บาท ตามข้อมูลเกี่ยวกับพื้นที่ที่ใช้และระยะเวลาที่เปิดทำการสอนที่ได้รับจากโจทก์ ซึ่งได้ลดจำนวนเดือนจาก 12 เดือน เหลือเพียง 9 เดือน โดยไม่นำระยะเวลาที่โจทก์เปิดทำการสอนในภาคฤดูร้อนมาคำนวณเป็นค่ารายปี ส่วนโจทก์มีบาทหลวงธนากร และนายอภิชาต ครูโรงเรียนพระวิสุทธิวงส์เบิกความในทำนองว่า เกณฑ์ราคาค่าเช่ามาตรฐานกลางที่ใช้ในการประเมินเรียกเก็บภาษีโรงเรือนและที่ดินจากโจทก์ไม่เป็นไปตามหลักเกณฑ์ที่กฎหมายกำหนด โดยมิได้คำนึงถึงลักษณะของทรัพย์สิน ขนาด พื้นที่ ทำเลที่ตั้งและบริการสาธารณะที่ทรัพย์สินนั้นได้รับประโยชน์ แต่กำหนดขึ้นตามการแบ่งเขตการใช้ประโยชน์ที่ดินซึ่งเป็นการกำหนดแบ่งเขตขึ้นเอง แต่โรงเรียนของโจทก์ตั้งอยู่ไกลชุมชนห่างไกลความเจริญ การคมนาคมไม่สะดวก สภาพทำเลที่ตั้งมิได้ตั้งอยู่ในแหล่งที่ใช้ประโยชน์ทางเศรษฐกิจได้ดีดังที่พนักงานเจ้าหน้าที่ของจำเลยที่ 1 จัดให้อยู่ทำเลที่ 1 นอกจากนี้โรงเรียนของโจทก์เมื่อเทียบกับโรงเรียนอื่นซึ่งตั้งอยู่ในเขตเทศบาลเมืองคูคตที่มีความเจริญสูงกว่ามาก โรงเรียนของโจทก์อยู่ติดกับถนนสายลำลูกกาเป็นถนนราดยาง 2 ช่องเดินรถสวนกัน มีรถเมล์วิ่งผ่าน 1 ชั่วโมงต่อคัน ส่วนเขตเทศบาลเมืองคูคตเป็นถนน 4 ช่องเดินรถ ชุมชนหนาแน่น การจราจรติดขัด มีหมู่บ้านจัดสรรจำนวนมาก สภาพเศรษฐกิจดีและเป็นแหล่งอุตสาหกรรม ซึ่งเทศบาลเมืองคูคตกำหนดค่ารายปีสำหรับเรียกเก็บภาษีโรงเรือนและที่ดินจากโรงเรียนระเบียบวิทยาและโรงเรียนไกรลาสศึกษาในอัตราตารางเมตรละ 5 บาท ต่อเดือน ตามหลักเกณฑ์การกำหนดราคามาตรฐานกลางเฉลี่ยต่อตารางเมตร เห็นว่า สำหรับโรงเรียนของโจทก์เป็นกรณีที่ทรัพย์สินนั้นหาค่าเช่าไม่ได้ เนื่องจากเจ้าของทรัพย์สินดำเนินกิจการเอง พนักงานเจ้าหน้าที่ของจำเลยที่ 1 จึงต้องประเมินค่ารายปีได้โดยคำนึงลักษณะของทรัพย์สิน ขนาด พื้นที่ ทำเลที่ตั้ง และบริการสาธารณะที่ทรัพย์สินนั้นได้รับประโยชน์ ทั้งนี้ตามหลักเกณฑ์ที่รัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทยกำหนดโดยประกาศในราชกิจจานุเบกษา แม้ทางนำสืบของโจทก์จะอ้างถึงโรงเรียนระเบียบวิทยาและโรงเรียนไกรลาสศึกษาที่ตั้งอยู่ในเขตเทศบาลเมืองคูคต แต่โรงเรียนทั้งสองไม่ได้อยู่ในเขตของจำเลยที่ 1 เมื่อทางนำสืบของโจทก์และจำเลยทั้งสองไม่ปรากฏข้อเท็จจริงถึงทรัพย์สินที่ให้เช่าที่มีลักษณะของทรัพย์สิน ขนาด พื้นที่ ทำเลที่ตั้ง และบริการสาธารณะที่ทรัพย์สินนั้นได้รับประโยชน์คล้ายคลึงกันในเขตของจำเลยที่ 1 นั้นมาเทียบเคียงได้ กรณีจึงต้องพิจารณาว่า การประเมินค่ารายปีของพนักงานเจ้าหน้าที่ของจำเลยที่ 1 สำหรับโรงเรียนของโจทก์ตามแบบการแบ่งทำเลเพื่อกำหนดราคาค่าเช่ามาตรฐานกลางเฉลี่ยต่อตารางเมตร (ต่อเดือน) ในเขตสุขาภิบาลลำไทร และการกำหนดราคาค่าเช่ามาตรฐานกลางเฉลี่ยต่อตารางเมตรในเขตสุขาภิบาลลำไทร จะนำมาถือเป็นจำนวนเงินซึ่งโรงเรียนของโจทก์สมควรให้เช่าได้ในหนึ่งปีหรือไม่ เมื่อพิจารณาหลักเกณฑ์ที่พนักงานเจ้าหน้าที่ของจำเลยที่ 1 จัดโรงเรียนของโจทก์อยู่ในทำเลที่ 1 ประเภททรัพย์สินโรงเรียนเอกชนอันเป็นโรงเรือนประเภทพิเศษมีค่าเช่ามาตรฐานกลางเฉลี่ยตารางเมตรละ 25 บาทต่อเดือน ซึ่งหลักเกณฑ์ดังกล่าวจำเลยที่ 1 ใช้เป็นแนวทางในการจัดเก็บภาษีโรงเรือนและที่ดินสำหรับทรัพย์สินที่ตั้งอยู่ในเขตของจำเลยที่ 1 โดยไม่ปรากฏว่าในประจำปีภาษีพิพาทพนักงานเจ้าหน้าที่ของจำเลยที่ 1 จัดเก็บภาษีโรงเรือนและที่ดินสำหรับโรงเรียนเอกชนเช่นเดียวกันกับโจทก์รายอื่น ซึ่งอยู่ในเขตความรับผิดชอบของจำเลยที่ 1 ต่างไปจากวิธีการที่จัดเก็บจากโจทก์ นอกจากนี้คณะกรรมการพิจารณาคำร้องขอให้พิจารณาการประเมินใหม่ยังได้ลดค่ารายปีโดยคิดตารางเมตรละ 25 บาท ตามข้อเท็จจริงในแต่ละปี และคิดตามระยะเวลาตารางการจัดการเรียนการสอนปีละ 9 เดือน สนามหญ้าคิดตามระยะเวลา 9 เดือน เนื่องจากเป็นพื้นที่ควบ ให้โรงเรือนของโจทก์เสียภาษีโรงเรือนและที่ดินประจำปีภาษีพิพาททั้งสิ้น 709,532.42 บาท ตามรายงานการประชุมคณะกรรมการพิจารณาคำร้องขอให้พิจารณาการประเมินใหม่และหนังสือ ที่ ปท. 53002/170 ลงวันที่ 12 มีนาคม 2551 เรื่อง แจ้งคำชี้ขาดมติคณะกรรมการพิจารณาคำร้องขอให้พิจารณาประเมินใหม่ ซึ่งในความเป็นจริงโจทก์ได้เรียกเก็บค่าเรียนภาคฤดูร้อนย่อมมีการเรียนการสอนในระยะเวลาดังกล่าวด้วย คำชี้ขาดของจำเลยที่ 2 จึงเป็นคุณแก่โจทก์ในส่วนนี้ด้วย กรณีที่กล่าวมาทั้งหมดนี้จึงมีเหตุผลอันสมควรที่จะถือได้ว่าค่ารายปีที่พนักงานเจ้าหน้าที่ของจำเลยที่ 1 กำหนดมานั้นเป็นจำนวนเงินที่โรงเรียนของโจทก์สมควรให้เช่าได้ในหนึ่งปี ตามพระราชบัญญัติภาษีโรงเรือนและที่ดินฯ คำชี้ขาดของจำเลยที่ 2 ที่ให้โจทก์ชำระภาษีโรงเรือนและที่ดินประจำปีภาษี 2541 ถึง 2550 จึงชอบแล้ว

อนึ่ง คดีนี้ทุนทรัพย์ในศาลภาษีอากรกลางและในชั้นอุทธรณ์ปรากฏในใบแจ้งคำชี้ขาด สำหรับประจำปีภาษี 2541 จำนวน 59,400 บาท ประจำปีภาษี 2542 จำนวน 62,100 บาท ประจำปีภาษี 2543 ถึง 2545 จำนวนปีละ 68,400 บาทประจำปีภาษี 2546 จำนวน 75,461.06 บาท ประจำปีภาษี 2547 จำนวน 77,855.34 บาท ประจำปีภาษี 2548 จำนวน 79,205.34 บาท และประจำปีภาษี 2549 ถึง 2550 จำนวนปีละ 80,555.34 บาท ที่โจทก์และจำเลยทั้งสองเสียค่าขึ้นศาลในศาลภาษีอากรกลางและชั้นอุทธรณ์ตามทุนทรัพย์ 2,413,725 บาท เป็นค่าขึ้นศาลชั้นละ 60,342.50 บาท เป็นกรณีโจทก์และจำเลยทั้งสองเสียค่าขึ้นศาลเกินกว่าที่กฎหมายกำหนด จึงให้คืนค่าขึ้นศาลส่วนที่เกินแก่โจทก์และจำเลยทั้งสอง

พิพากษากลับ ให้ยกฟ้องโจทก์ คืนค่าขึ้นศาลในส่วนที่เสียเกินมาแต่ละชั้นศาลแก่โจทก์และจำเลยทั้งสอง ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสองศาลให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.ภาษีโรงเรือนและที่ดิน พ.ศ.2475 ม. 9 ม. 31
พ.ร.บ.จัดตั้งศาลภาษีอากรและวิธีพิจารณาคดีภาษีอากร พ.ศ.2522 ม. 17
ป.วิ.พ. ม. 23
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — มิสซังโรมันคาทอลิกกรุงเทพฯ
จำเลย — เทศบาลตำบลลำไทร กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลภาษีอากรกลาง — นายศรีณัฐ พสุนธราธรรม
ชื่อองค์คณะ
นพพร โพธิรังสิยากร
สุทัศน์ ศิริมหาพฤกษ์
ชาลี ทัพภวิมล
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 13853/2556
#570906
เปิดฉบับเต็ม

ในกรณีมีปัญหาว่าคดีใดจะอยู่ในอำนาจของศาลภาษีอากรหรือศาลยุติธรรมอื่นให้ประธานศาลฎีกาเป็นผู้วินิจฉัย เมื่อมีประเด็นดังกล่าวตามคำร้องขอแก้ไขคำให้การของจำเลยที่ 2 การที่ศาลภาษีอากรกลางไม่ส่งเรื่องให้ประธานศาลฎีกาวินิจฉัยจึงเป็นการพิจารณาที่ผิดระเบียบ แต่เมื่อจำเลยที่ 2 มิได้ยกเรื่องกระบวนพิจารณาที่ผิดระเบียบขึ้นกล่าวอ้างก่อนศาลภาษีอากรกลางมีคำพิพากษา ถือว่าจำเลยที่ 2 ให้สัตยาบันแล้ว จึงไม่มีสิทธิที่จะยกประเด็นดังกล่าวขึ้นอุทธรณ์

หนังสือรับรองการจดทะเบียนเป็นนิติบุคคลของจำเลยที่ 1 ซึ่งระบุว่าจำเลยที่ 2 เป็นผู้ชำระบัญชีเป็นเอกสารมหาชน จึงต้องสันนิษฐานไว้ก่อนว่าแท้จริงและถูกต้อง จำเลยที่ 2 อ้างว่ามิได้เป็นผู้ชำระบัญชีเนื่องจากถูกปลอมลายมือชื่อ จำเลยที่ 2 มีหน้าที่นำสืบ เมื่อจำเลยที่ 2 นำสืบเพียงแต่เบิกความลอยๆ จึงไม่มีน้ำหนักหักล้างข้อสันนิษฐานของกฎหมาย ข้อเท็จจริงฟังได้ว่าจำเลยที่ 2 เป็นผู้ชำระบัญชีของจำเลยที่ 1 และการที่จำเลยที่ 2 ในฐานะผู้ชำระบัญชีรู้อยู่แล้วว่าจำเลยที่ 1 เป็นหนี้ภาษี กลับไม่กันเงินที่จะนำไปชำระหนี้ภาษี ถือได้ว่าจำเลยที่ 2 ละเว้นการปฏิบัติหน้าที่ในฐานะผู้ชำระบัญชีจึงต้องรับผิดในความเสียหายที่โจทก์ไม่ได้รับชำระหนี้ค่าภาษีและเงินเพิ่ม แต่เงินเพิ่มมิให้เกินกว่าจำนวนภาษีที่จำเลยที่ 1 ต้องชำระ และไม่เกินกว่าเงินสดคงเหลือที่จำเลยที่ 1 มีอยู่ในวันจดทะเบียนเสร็จการชำระบัญชี

การที่โจทก์ฟ้องให้จำเลยที่ 2 รับผิดในฐานะผู้ชำระบัญชี จำเลยที่ 1 จดทะเบียนเสร็จการชำระบัญชีเมื่อวันที่ 23 กันยายน 2547 จึงมีอายุความสองปีนับแต่วันถึงที่สุดแห่งการชำระบัญชี แต่โจทก์มีหนังสือแจ้งจำเลยที่ 1 และที่ 2 ให้นำส่งภาษี ซึ่งถือได้ว่าเป็นการสั่งบังคับตามอำนาจกฎหมายอันมีผลเป็นอย่างเดียวกันกับการฟ้องคดีตาม ป.พ.พ. มาตรา 193/14 (5) ภริยาจำเลยที่ 2 รับหนังสือในวันที่ 31 มีนาคม 2549 อายุความจึงสะดุดหยุดลงและเริ่มนับอายุความใหม่ตั้งแต่พ้นกำหนด 30 วัน ที่กำหนดให้จำเลยที่ 2 นำเงินค่าภาษีและเงินเพิ่มไปชำระ อายุความจึงเริ่มนับใหม่นับแต่วันที่ 1 พฤษภาคม 2549 ตาม ป.พ.พ. มาตรา 193/15 โจทก์ฟ้องวันที่ 14 มีนาคม 2551 จึงยังไม่พ้นกำหนดสองปี นอกจากนี้ ยังถือว่าโจทก์ฟ้องจำเลยที่ 2 ในข้อหาละเมิดด้วย ซึ่งได้ความว่า การดำเนินคดีรายจำเลยที่ 2 นั้น นิติกรประจำสรรพากรภาค 3 จัดทำบันทึกข้อความรวบรวมข้อเท็จจริงและข้อกฎหมายเสนอสรรพากรภาค 3 ที่ปฏิบัติราชการแทนอธิบดีกรมสรรพากร ซึ่งได้ลงนามในบันทึกข้อความเมื่อวันที่ 21 ธันวาคม 2550 กรณีต้องถือว่าโจทก์รู้ถึงการละเมิดและรู้ตัวผู้จะพึงต้องใช้ค่าสินไหมทดแทนในวันดังกล่าว การที่โจทก์นำคดีมาฟ้องจึงยังไม่พ้นกำหนด 1 ปี อีกทั้งไม่พ้นกำหนด 10 ปี นับแต่วันทำละเมิด ซึ่งคือวันที่ครบกำหนดให้จำเลยที่ 2 นำเงินค่าภาษีไปชำระ คดีโจทก์สำหรับจำเลยที่ 2 จึงไม่ขาดอายุความ

ปัญหาว่าคดีใดจะอยู่ในอำนาจของศาลภาษีอากรหรือศาลยุติธรรมอื่นไม่ใช่เป็นปัญหาเรื่องอำนาจการพิจารณาคดีของศาล เมื่อจำเลยที่ 4 มิได้กล่าวอ้างปัญหานี้ในระหว่างพิจารณาของศาลภาษีอากร อีกทั้งมิได้โต้แย้งการดำเนินกระบวนพิจารณาแต่อย่างใด จำเลยที่ 4 จึงไม่มีสิทธิยกประเด็นนี้ขึ้นอุทธรณ์ต่อศาลฎีกา

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องและแก้ไขคำฟ้องขอให้จำเลยทั้งห้าร่วมกันชำระภาษีและเงินเพิ่ม 633,370.88 บาท แก่โจทก์และร่วมกันชำระเงินเพิ่มร้อยละ 1.5 ต่อเดือนหรือเศษของเดือนของเงินภาษี 386,270.49 บาท นับแต่วันถัดจากวันฟ้องถึงวันชำระเสร็จแก่โจทก์ แต่เงินเพิ่มมิให้เกินกว่าจำนวนภาษีที่ต้องชำระ

จำเลยที่ 1 ขาดนัดยื่นคำให้การ

จำเลยที่ ๒ ที่ ๓ และที่ ๔ ให้การและแก้ไขคำให้การขอให้ยกฟ้อง

จำเลยที่ ๕ ให้การขอให้ยกฟ้อง

ระหว่างพิจารณา จำเลยที่ 2 ถึงที่ 5 ยอมรับว่า จำเลยที่ 1 เป็นหนี้ค่าภาษีอากรตามฟ้องโจทก์จริง

ศาลภาษีอากรกลางพิพากษาให้จำเลยทั้งห้าร่วมกันชำระเงินค่าภาษีพร้อมเงินเพิ่มจำนวน 633,370.88 บาท และเงินเพิ่มร้อยละ 1.5 ต่อเดือนหรือเศษของเดือน ของจำนวนเงินค่าภาษีอากรค้างจำนวน 386,270.49 บาท นับถัดจากวันฟ้อง (14 มีนาคม 2551) จนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์แต่ไม่เกินค่าภาษีอากรที่ต้องชำระ กับให้จำเลยทั้งห้าร่วมกันใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ โดยกำหนดค่าทนายความ 5,000 บาท

จำเลยที่ 2 ถึงที่ 5 อุทธรณ์ต่อศาลฎีกา

ระหว่างการพิจารณาของศาลฎีกา นางจุไรรัตน์ ผู้ร้องซึ่งเป็นภริยาและเป็นผู้จัดการมรดกของจำเลยที่ 3 ยื่นคำร้องว่า จำเลยที่ 3 ถึงแก่ความตายแล้วและผู้ร้องมีความประสงค์ขอเข้าเป็นคู่ความแทนที่จำเลยที่ 3 ผู้มรณะ ศาลฎีกาอนุญาต

ศาลฎีกาแผนกคดีภาษีอากรวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงรับฟังเป็นยุติโดยโจทก์และจำเลยที่ 1 ไม่ได้อุทธรณ์ว่า จำเลยที่ 1 เป็นนิติบุคคลประเภทบริษัทจำกัด ชื่อว่า บริษัทเพชรชัยศรี จำกัด มีจำเลยที่ 3 ถึงที่ 4 และนายกมล ผู้ตายเป็นกรรมการและผู้ชำระบัญชี นายกมลส่งเอกสารงบดุลของจำเลยที่ 1 ต่อสำนักงานบริการจดทะเบียนธุรกิจ สำแดงมีกำไรสะสมที่ยังไม่ได้จัดสรร 3,962,704.90 บาท จำเลยที่ 1 จดทะเบียนเลิกบริษัทและจดทะเบียนเสร็จการชำระบัญชี นายกมลผู้ชำระบัญชีของจำเลยที่ 1 ถึงแก่ความตาย ศาลแพ่งธนบุรีมีคำสั่งในคดีแพ่งหมายเลขแดงที่ 2992/2549 ตั้งจำเลยที่ 5 เป็นผู้จัดการมรดกของนายกมลผู้ตาย โจทก์มีหนังสือแจ้งให้นำส่งภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาหัก ณ ที่จ่าย/นิติบุคคลหัก ณ ที่จ่าย สำหรับรอบระยะเวลาบัญชีตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม 2547 ถึงวันที่ 19 สิงหาคม 2547 แก่จำเลยที่ 2 ถึงที่ 4 และนายกมลผู้ตายในฐานะผู้ชำระบัญชีของจำเลยที่ 1 ประจำเดือนภาษีสิงหาคม 2547 เป็นภาษีจำนวน 396,270.49 บาท เงินเพิ่ม 112,937.08 บาท รวมทั้งสิ้น 509,207.57 บาท เนื่องจากเจ้าพนักงานของโจทก์ได้ตรวจข้อมูลผู้เสียภาษีของจำเลยที่ 1 ณ วันจดทะเบียนเสร็จการชำระบัญชีแล้ว ไม่ปรากฏมีการหักภาษีเงินได้จากส่วนแบ่งกำไรส่งโจทก์ จำเลยที่ 1 นำเงินมาชำระแก่โจทก์จำนวน 10,000 บาท คงมีภาษีค้าง ณ วันที่ 29 ตุลาคม 2549 เป็นเงิน 386,270.49 บาท เงินเพิ่ม 112,937.08 บาท รวมทั้งสิ้น 499,207.57 บาท

มีปัญหาตามอุทธรณ์ของจำเลยที่ 2 ข้อแรกว่า โจทก์มีอำนาจฟ้องจำเลยที่ 2 เป็นคดีละเมิดต่อศาลภาษีอากรกลางหรือไม่ โดยจำเลยที่ 2 อุทธรณ์ว่า ศาลภาษีอากรกลางไม่ได้วินิจฉัยว่า โจทก์มีอำนาจฟ้องจำเลยที่ 2 เป็นคดีละเมิดต่อศาลภาษีอากรกลางหรือไม่ จึงเป็นคำพิพากษาที่ไม่ได้วินิจฉัยไปตามข้อหาที่โจทก์ฟ้องทุกข้อและคำฟ้องของโจทก์เป็นการตั้งข้อหาหรือฐานความผิดตามประมวลรัษฎากรและละเมิด ทั้งคำฟ้องของโจทก์บรรยายให้จำเลยที่ 2 รับผิดเป็นส่วนตัวต่อโจทก์โดยกล่าวหาว่า จำเลยที่ 2 กระทำละเมิดต่อโจทก์ ซึ่งการฟ้องให้ศาลวินิจฉัยว่าจำเลยที่ 2 กระทำละเมิดต่อโจทก์หรือไม่ เป็นเรื่องที่ศาลจะต้องวินิจฉัยตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ คดีระหว่างโจทก์กับจำเลยที่ 2 จึงไม่อยู่ในอำนาจพิจารณาของศาลภาษีอากรกลาง ศาลภาษีอากรกลางไม่มีอำนาจพิจารณาพิพากษาคดีระหว่างโจทก์กับจำเลยที่ 2 ในฐานะส่วนตัว นั้น ปัญหานี้ เห็นว่า พระราชบัญญัติจัดตั้งศาลภาษีอากรและวิธีพิจารณาคดีภาษีอากร พ.ศ.2528 มาตรา 7 บัญญัติว่า ศาลภาษีอากรมีอำนาจพิจารณาพิพากษาคดีแพ่งในเรื่องต่อไปนี้ (1) คดีอุทธรณ์คำวินิจฉัยของเจ้าพนักงานหรือคณะกรรมการตามกฎหมายเกี่ยวกับภาษีอากร (2) คดีพิพาทเกี่ยวกับสิทธิเรียกร้องของรัฐในหนี้ค่าภาษีอากร (3) คดีพิพาทเกี่ยวกับการขอคืนค่าภาษีอากร (4) คดีพิพาทเกี่ยวกับสิทธิหรือหน้าที่ตามข้อผูกพันซึ่งได้ทำขึ้นเพื่อประโยชน์แก่การจัดเก็บภาษีอากร (5) คดีที่มีกฎหมายบัญญัติให้อยู่ในอำนาจศาลภาษีอากรและมาตรา 10 วรรคสอง บัญญัติว่า ในกรณีมีปัญหาว่า คดีใดจะอยู่ในอำนาจของศาลภาษีอากรหรือศาลยุติธรรมอื่น ไม่ว่าจะเกิดปัญหาขึ้นในศาลภาษีอากรหรือศาลยุติธรรมอื่น ให้ประธานศาลฎีกาเป็นผู้วินิจฉัย คำวินิจฉัยของประธานศาลฎีกาให้เป็นที่สุด ดังนี้เมื่อจำเลยที่ 2 ยื่นคำร้องขอแก้ไขคำให้การว่า คดีของโจทก์ที่ฟ้องจำเลยที่ 2 ให้รับผิดฐานละเมิดในฐานะผู้ชำระบัญชีของจำเลยที่ 1 ไม่อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลภาษีอากร ย่อมถือว่าเป็นกรณีมีปัญหาว่าคดีนี้อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลภาษีอากรหรือศาลยุติธรรมอื่น ซึ่งศาลภาษีอากรกลางจะต้องส่งเรื่องให้ประธานศาลฎีกาวินิจฉัย การที่ศาลภาษีอากรกลางไม่ส่งเรื่องให้ประธานศาลฎีกาวินิจฉัย จึงเป็นกรณีที่ศาลภาษีอากรกลางมิได้ปฏิบัติตามบทบัญญัติแห่งประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่งในข้อที่มุ่งหมายจะยังให้การเป็นไปด้วยความยุติธรรม หรือที่เกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชนในเรื่องการพิจารณาคดีหรือเป็นการพิจารณาที่ผิดระเบียบ แต่เมื่อจำเลยที่ 2 มิได้ยกเรื่องกระบวนพิจารณาที่ผิดระเบียบขึ้นกล่าวอ้างก่อนศาลภาษีอากรกลางมีคำพิพากษา ถือว่าจำเลยที่ 2 ได้ให้สัตยาบันแก่การดำเนินกระบวนพิจารณาผิดระเบียบนั้นแล้ว ตามพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลภาษีอากรและวิธีพิจารณาคดีภาษีอากร พ.ศ.2528 มาตรา 17 ประกอบประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 27 วรรคหนึ่งและวรรคสอง จำเลยที่ 2 จึงไม่มีสิทธิที่จะยกประเด็นดังกล่าวขึ้นอุทธรณ์ต่อศาลฎีกาอีก

มีปัญหาตามอุทธรณ์ของจำเลยที่ 2 ข้อที่สองว่า จำเลยที่ 2 จะต้องรับผิดต่อโจทก์ในฐานะผู้ชำระบัญชีของจำเลยที่ 1 หรือไม่ โดยจำเลยที่ 2 อุทธรณ์ว่า โจทก์เป็นฝ่ายกล่าวอ้างว่าจำเลยที่ 2 ได้รับแต่งตั้งให้เป็นผู้ชำระบัญชีของจำเลยที่ 1 แต่จำเลยที่ 2 ปฏิเสธ ภาระการพิสูจน์ตกแก่โจทก์ แต่ในชั้นพิจารณาโจทก์ไม่มีพยานคนใดเบิกความให้ศาลเห็นว่า จำเลยที่ 1 ได้มีการประชุมและผู้ถือหุ้นได้แต่งตั้งให้จำเลยที่ 2 เป็นผู้ชำระบัญชีของจำเลยที่ 1 และไม่มีผู้ใดเบิกความยืนยันว่าลายมือชื่อในเอกสารเป็นลายมือชื่อของจำเลยที่ 2 เมื่อจำเลยที่ 2 เบิกความประกอบบันทึกถ้อยคำว่าจำเลยที่ 2 ไม่ได้รับแต่งตั้งเป็นผู้ชำระบัญชีของจำเลยที่ 1 และจำเลยที่ 2 มิได้ลงลายมือชื่อในเอกสาร พยานหลักฐานที่จำเลยที่ 2 นำสืบจึงมีน้ำหนักกว่าโจทก์ เมื่อจำเลยที่ 2 ไม่ใช่ผู้ชำระบัญชีของจำเลยที่ 1 จำเลยที่ 2 จึงไม่มีหน้าที่ต้องนำส่งภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาหัก ณ ที่จ่ายและเงินเพิ่มตามฟ้องแก่โจทก์นั้น ปัญหานี้พระราชบัญญัติจัดตั้งศาลภาษีอากรและวิธีพิจารณาคดีภาษีอากร พ.ศ.2528 มาตรา 17 ประกอบประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 84/1 บัญญัติว่า คู่ความฝ่ายใดกล่าวอ้างข้อเท็จจริงเพื่อสนับสนุนคำคู่ความของตนให้คู่ความฝ่ายนั้นมีภาระการพิสูจน์ข้อเท็จจริงนั้น แต่ถ้ามีข้อสันนิษฐานไว้ในกฎหมาย...คู่ความฝ่ายนั้นต้องพิสูจน์เพียงว่าตนได้ปฏิบัติตามเงื่อนไขแห่งการที่ตนจะได้รับประโยชน์จากข้อสันนิษฐานนั้นครบถ้วนแล้ว และประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 127 บัญญัติว่า เอกสารมหาชนซึ่งพนักงานเจ้าหน้าที่ได้ทำขึ้นหรือรับรอง หรือสำเนาอันรับรองถูกต้องแห่งเอกสารนั้น... ให้สันนิษฐานไว้ก่อนว่าเป็นของแท้จริงและถูกต้อง เป็นหน้าที่ของคู่ความฝ่ายที่ถูกอ้างเอกสารนั้นมายันต้องนำสืบความไม่บริสุทธิ์หรือความไม่ถูกต้องแห่งเอกสาร เห็นว่า หนังสือรับรองการจดทะเบียนเป็นนิติบุคคลของจำเลยที่ 1 เป็นเอกสารซึ่งพนักงานเจ้าหน้าที่กระทรวงพาณิชย์ได้ทำขึ้นหรือรับรองจึงเป็นเอกสารมหาชนตามบทบัญญัติดังที่กล่าวมาข้างต้น จึงต้องสันนิษฐานไว้ก่อนว่าเป็นของแท้จริงและถูกต้อง โจทก์เป็นฝ่ายอ้างเอกสารหนังสือรับรองการจดทะเบียนเป็นนิติบุคคลของจำเลยที่ 1 จึงไม่จำต้องนำพยานหลักฐานอื่นมาสืบถึงความถูกต้องแท้จริงแห่งหนังสือรับรองการจดทะเบียนเป็นนิติบุคคลนั้น แต่จำเลยที่ 2 ซึ่งเป็นฝ่ายที่ถูกอ้างเอกสารหนังสือรับรองการจดทะเบียนเป็นนิติบุคคลนั้นมายันกลับมีหน้าที่ต้องนำสืบความไม่ถูกต้องแท้จริงแห่งเอกสารหนังสือรับรองการจดทะเบียนเป็นนิติบุคคลนั้น เมื่อจำเลยที่ 2 อ้างว่ามิได้เป็นผู้ชำระบัญชีของจำเลยที่ 1 เพราะจำเลยที่ 2 ถูกปลอมลายมือชื่อลงในเอกสารรายการจดทะเบียนเลิกบริษัท โดยระบุว่าจำเลยที่ 2 ได้รับการแต่งตั้งจากที่ประชุมผู้ถือหุ้นเมื่อวันที่ 15 สิงหาคม 2547 ให้เป็นผู้ชำระบัญชี แต่ความจริงไม่มีการประชุมผู้ถือหุ้นของบริษัทจำเลยที่ 1 ในวันดังกล่าว ย่อมเป็นหน้าที่ของจำเลยที่ 2 ต้องนำสืบถึงความไม่ถูกต้องแท้จริงแห่งหนังสือรับรองการจดทะเบียนเป็นนิติบุคคลของจำเลยที่ 1 นั้น เมื่อจำเลยที่ 2 มีเพียงตนเองมาเบิกความเป็นพยานในปัญหานี้แต่เพียงว่าจำเลยที่ 2 ไม่เคยได้รับการแต่งตั้งจากที่ประชุมผู้ถือหุ้นของจำเลยที่ 1 ให้เป็นผู้ชำระบัญชีของจำเลยที่ 1 จำเลยที่ 2 ไม่ได้เป็นผู้ยื่นคำขอจดทะเบียนผู้ชำระบัญชี ลายมือชื่อในเอกสารการจดทะเบียนที่ระบุว่าเป็นลายมือชื่อจำเลยที่ 2 ไม่ใช่ลายมือชื่อของจำเลยที่ 2 แต่มีคนอื่นปลอมลายมือชื่อจำเลยที่ 2 และไม่เคยทำหน้าที่ผู้ชำระบัญชีของจำเลยที่ 1 อันเป็นเพียงคำเบิกความลอย ๆ จึงไม่มีน้ำหนักเพียงพอที่จะหักล้างข้อสันนิษฐานของกฎหมายให้รับฟังได้ว่า หนังสือรับรองการจดทะเบียนเป็นนิติบุคคลของจำเลยที่ 1 ที่ระบุว่าจำเลยที่ 2 เป็นผู้ชำระบัญชีของจำเลยที่ 1 เป็นเอกสารที่ไม่ถูกต้องแท้จริง ข้อเท็จจริงจึงฟังได้ว่า จำเลยที่ 2 เป็นผู้ชำระบัญชีของจำเลยที่ 1 โดยชอบด้วยกฎหมาย ที่จำเลยที่ 2 อุทธรณ์ต่อไปว่า แม้ศาลฎีกาแผนกคดีภาษีอากรจะฟังข้อเท็จจริงว่า จำเลยที่ 2 เป็นผู้ชำระบัญชีของจำเลยที่ 1 จำเลยที่ 2 ก็ไม่ต้องรับผิดในหนี้ภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาหัก ณ ที่จ่าย และเงินเพิ่มของจำเลยที่ 1 ที่มีต่อโจทก์ เพราะหากโจทก์ซึ่งเป็นเจ้าหนี้ของจำเลยที่ 1 ทวงถามผู้ชำระบัญชีของจำเลยที่ 1 ให้ชำระหนี้แล้วผู้ชำระบัญชีของจำเลยที่ 1 ไม่ชำระ โจทก์สามารถฟ้องให้ผู้ชำระบัญชีของจำเลยที่ 1 นำทรัพย์สินของจำเลยที่ 1 ที่โจทก์เป็นเจ้าหนี้มาชำระแก่ตนเท่านั้น อีกทั้งการที่ผู้ชำระบัญชีของจำเลยที่ 1 ต้องยื่นแบบแสดงรายการภาษีเงินได้บริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคลและชำระภาษีในนามของจำเลยที่ 1 หากผู้ชำระบัญชีของจำเลยที่ 1 ไม่ชำระภาษี โจทก์ย่อมมีอำนาจสั่งให้จำเลยที่ 1 เสียเงินเพิ่มอีกหนึ่งเท่าของจำนวนเงินค่าภาษีเท่านั้น ผู้ชำระบัญชีของจำเลยที่ 1 จึงไม่ต้องรับผิดในหนี้ค่าภาษีและเงินเพิ่มของจำเลยที่ 1 เป็นส่วนตัวและจำเลยที่ 2 มิได้กระทำละเมิดต่อโจทก์ จำเลยที่ 2 จึงไม่ต้องร่วมกับจำเลยที่ 1 ชำระค่าภาษีและเงินเพิ่มแก่โจทก์ นั้น ปัญหานี้ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1250 บัญญัติว่า หน้าที่ของผู้ชำระบัญชี คือชำระสะสางการงานของห้างหุ้นส่วนจำกัดหรือบริษัทนั้นให้เสร็จสิ้นไป กับจัดการใช้หนี้เงินและแจกจำหน่ายสินทรัพย์ของห้างหุ้นส่วนหรือบริษัทนั้น มาตรา 1264 บัญญัติว่า ถ้าเจ้าหนี้คนใดมิได้มาทวงถามให้ใช้หนี้ ผู้ชำระบัญชีต้องวางเงินเท่าจำนวนหนี้นั้น ตามบทแห่งประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ว่าด้วยวางทรัพย์สินแทนชำระหนี้และมาตรา 1269 บัญญัติว่า อันทรัพย์สินของห้างหุ้นส่วนหรือของบริษัทนั้น จะแบ่งคืนให้แก่ผู้เป็นหุ้นส่วนหรือผู้ถือหุ้นได้แต่เพียงเท่าที่ไม่ต้องเอาไว้ใช้ในการชำระหนี้ของห้างหุ้นส่วนหรือบริษัทเท่านั้น จากบทบัญญัติดังกล่าวจำเลยที่ 2 ในฐานะผู้ชำระบัญชีของจำเลยที่ 1 จะต้องรับผิดต่อโจทก์ก็เฉพาะกรณีที่จำเลยที่ 2 ปฏิบัติหรือไม่ปฏิบัติหน้าที่ผู้ชำระบัญชีโดยจงใจหรือประมาทเลินเล่อทำให้โจทก์ได้รับความเสียหาย โดยไม่ได้รับชำระหนี้จากทรัพย์สินที่จำเลยที่ 1 มีอยู่ในวันเสร็จการชำระบัญชี ข้อเท็จจริงจึงเชื่อได้ดังที่พยานโจทก์กล่าวอ้าง ดังนั้น การที่จำเลยที่ 1 ชำระบัญชีแล้วจำเลยที่ 1 ยังมีเงินหรือทรัพย์สินอื่นเหลืออยู่ แต่จำเลยที่ 2 ในฐานะผู้ชำระบัญชีของจำเลยที่ 1 ซึ่งรู้อยู่แล้วว่าจำเลยที่ 1 เป็นหนี้ค่าภาษีและเงินเพิ่มแก่โจทก์ กลับไม่กันเงินที่จะนำไปชำระหนี้ภาษีและเงินเพิ่มแก่โจทก์ผู้เป็นเจ้าหนี้หรือวางเงินเท่าจำนวนหนี้นั้นแทนชำระหนี้ให้แก่เจ้าหนี้คนใดที่มิได้มาทวงถามให้ใช้หนี้ จึงถือได้ว่าจำเลยที่ 2 ได้ละเว้นการปฏิบัติหน้าที่ในฐานะผู้ชำระบัญชีของจำเลยที่ 1 เป็นการจงใจปฏิบัติหน้าที่ในฐานะผู้ชำระบัญชีโดยฝ่าฝืนกฎหมายดังที่กล่าวมาข้างต้นทำให้โจทก์เสียหายอันเป็นการกระทำละเมิดต่อโจทก์ จำเลยที่ 2 จึงต้องรับผิดในความเสียหายจากการกระทำของตนที่ทำให้โจทก์ไม่ได้รับชำระหนี้ภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาหัก ณ ที่จ่าย และเงินเพิ่มที่จำเลยที่ 1 ค้างชำระจำนวน 633,370.88 บาท พร้อมเงินเพิ่มอัตราร้อยละ 1.5 ต่อเดือนหรือเศษของเดือนของเงินภาษีจำนวน 386,270.49 บาท นับแต่วันถัดจากวันฟ้องถึงวันชำระเสร็จแก่โจทก์ แต่เงินเพิ่มมิให้เกินกว่าจำนวนภาษีที่จำเลยที่ 1 ต้องชำระ ซึ่งความรับผิดของจำเลยที่ 2 ในฐานะผู้ชำระบัญชีของจำเลยที่ 1 ซึ่งทำละเมิดต่อโจทก์ต้องรับผิดไม่เกินกว่าเงินสดคงเหลือที่จำเลยที่ 1 มีอยู่ในวันจดทะเบียนเสร็จการชำระบัญชี

มีปัญหาตามอุทธรณ์ของจำเลยที่ 2 ข้อสุดท้ายว่า คดีโจทก์สำหรับจำเลยที่ 2 ขาดอายุความหรือไม่ โดยจำเลยที่ 2 อุทธรณ์ว่า คดีโจทก์สำหรับจำเลยที่ 2 ขาดอายุความตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1272 เพราะการที่เจ้าพนักงานของโจทก์มีหนังสือแจ้งการประเมินภาษีเงินได้ไปยังผู้ชำระบัญชีของจำเลยที่ 1 ไม่ใช่การกระทำอันมีผลอย่างเดียวกับการฟ้องคดีและไม่มีผลทำให้อายุความสะดุดหยุดลง เมื่อโจทก์ฟ้องในวันที่ 14 มีนาคม 2551 จึงเกิน 2 ปี นับแต่จำเลยที่ 1 จดทะเบียนเลิกการชำระบัญชีแล้ว และการกระทำอื่นใดที่มีผลอย่างเดียวกับการฟ้องคดีอันจะทำให้อายุความสะดุดหยุดลงจะต้องเป็นการกระทำที่มีผลโดยตัวของการกระทำนั้นเองว่า ถ้าไม่มีการปฏิบัติตามผู้กระทำย่อมมีสิทธิที่จะบังคับชำระหนี้โดยการยึดอายัดทรัพย์โดยไม่ต้องฟ้องคดีนั้น ปัญหานี้ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1272 บัญญัติว่า ในคดีฟ้องเรียกหนี้สินซึ่งห้างหุ้นส่วน หรือบริษัท หรือผู้เป็นหุ้นส่วน หรือผู้ถือหุ้น หรือผู้ชำระบัญชีเป็นลูกหนี้อยู่ในฐานเช่นนั้น ท่านห้ามมิให้ฟ้องเมื่อพ้นกำหนดสองปีนับแต่วันถึงที่สุดแห่งการชำระบัญชี มาตรา 193/14 บัญญัติว่า อายุความย่อมสะดุดหยุดลงในกรณีดังต่อไปนี้... (5) เจ้าหนี้ได้กระทำการอื่นใดอันมีผลเป็นอย่างเดียวกันกับการฟ้องคดี และมาตรา 193/15 วรรคหนึ่ง บัญญัติว่า เมื่ออายุความสะดุดหยุดลงแล้ว ระยะเวลาที่ล่วงไปก่อนนั้นไม่นับเข้าในอายุความ ส่วนวรรคสองบัญญัติว่า เมื่อเหตุที่ทำให้อายุความสะดุดหยุดลงสิ้นสุดเวลาใด ให้เริ่มนับอายุความใหม่ตั้งแต่เวลานั้น ศาลฎีกาแผนกคดีภาษีอากรเห็นว่า การที่โจทก์ฟ้องให้จำเลยที่ 1 รับผิดชำระหนี้ค่าภาษีและเงินเพิ่มและให้จำเลยที่ 2 นำเงินของจำเลยที่ 1 ชำระค่าภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาหัก ณ ที่จ่าย และเงินเพิ่มแก่โจทก์ในฐานะผู้ชำระบัญชีของจำเลยที่ 1 นั้น เป็นการฟ้องให้จำเลยที่ 2 รับผิดในฐานะผู้ชำระบัญชี เมื่อข้อเท็จจริงปรากฏตามหนังสือรับรองการจดทะเบียนเป็นนิติบุคคลของจำเลยที่ 1 ว่า จำเลยที่ 1 จดทะเบียนเลิกบริษัทเมื่อวันที่ 19 สิงหาคม 2547 และจดทะเบียนเสร็จการชำระบัญชีเมื่อวันที่ 23 กันยายน 2547 จึงมีอายุความห้ามมิให้ฟ้องเมื่อพ้นกำหนดสองปี นับแต่วันถึงที่สุดแห่งการชำระบัญชี แต่เนื่องจากโจทก์มีหนังสือแจ้งให้จำเลยที่ 1 และจำเลยที่ 2 ในฐานะผู้ชำระบัญชีของจำเลยที่ 1 นำส่งภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาหัก ณ ที่จ่าย สำหรับรอบระยะเวลาบัญชีตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม 2547 ถึงวันที่ 19 สิงหาคม 2547 ไปยังจำเลยที่ 2 ในฐานะผู้ชำระบัญชีของจำเลยที่ 1 ให้จำเลยที่ 2 ในฐานะผู้ชำระบัญชีของจำเลยที่ 1 ชำระภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาหัก ณ ที่จ่าย สำหรับเดือนสิงหาคม 2547 เป็นเงินค่าภาษีและเงินเพิ่มภายใน 30 วัน นับแต่วันได้รับหนังสือ กรณีดังกล่าวถือได้ว่าเป็นการสั่งบังคับตามอำนาจกฎหมายเพื่อให้จำเลยที่ 2 ในฐานะผู้ชำระบัญชีของจำเลยที่ 1 ชำระหนี้ค่าภาษีและเงินเพิ่มตามที่โจทก์เรียกร้อง อันมีผลให้จำเลยที่ 1 อาจถูกยึดทรัพย์สินขายทอดตลาดโดยไม่ต้องฟ้องร้องคดีต่อศาล การสั่งบังคับดังกล่าวถือได้ว่าเป็นการที่เจ้าหนี้ได้กระทำการอื่นใดอันมีผลเป็นอย่างเดียวกันกับการฟ้องคดีตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 193/14 (5) ภริยาจำเลยที่ 2 เป็นผู้รับหนังสือในวันที่ 31 มีนาคม 2549 อายุความจึงสะดุดหยุดลงและเริ่มนับอายุความใหม่ตั้งแต่พ้นกำหนด 30 วัน ที่กำหนดให้จำเลยที่ 2 ในฐานะผู้ชำระบัญชีของจำเลยที่ 1 นำเงินค่าภาษีและเงินเพิ่มที่จำเลยที่ 1 ค้างชำระไปชำระแก่โจทก์ ดังนั้น อายุความเรียกร้องให้จำเลยที่ 2 ในฐานะผู้ชำระบัญชีของจำเลยที่ 1 ชำระหนี้ค่าภาษีและเงินเพิ่มดังกล่าวจึงเริ่มนับใหม่นับแต่วันที่ 1 พฤษภาคม 2549 ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 193/15 โจทก์ฟ้องจำเลยที่ 2 ในฐานะกรรมการและผู้ชำระบัญชีของจำเลยที่ 1 เมื่อวันที่ 14 มีนาคม 2551 จึงยังไม่พ้นกำหนดสองปีนับแต่วันถึงที่สุดแห่งการชำระบัญชี ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1272 ประกอบมาตรา 193/14 (5) ส่วนที่จำเลยที่ 2 อุทธรณ์ต่อมาว่า คดีของโจทก์สำหรับจำเลยที่ 2 ขาดอายุความละเมิดหรือไม่ โดยจำเลยที่ 2 อุทธรณ์ว่า โจทก์บรรยายฟ้องโดยอ้างว่าจำเลยที่ 2 ละเว้นการปฏิบัติหน้าที่ในฐานะผู้ชำระบัญชีทำให้โจทก์ไม่ได้รับชำระค่าภาษีและเงินเพิ่มจากจำเลยที่ 1 ถือว่าโจทก์ฟ้องจำเลยที่ 2 ในข้อหาละเมิดด้วย กรณีจึงต้องวินิจฉัยว่าคดีโจทก์สำหรับจำเลยที่ 2 ขาดอายุความละเมิดหรือไม่ เนื่องจากการกระทำละเมิดได้เกิดขึ้นตั้งแต่วันที่ 1 พฤษภาคม 2549 อันเป็นวันครบกำหนด 30 วัน ที่จำเลยที่ 2 ได้รับหนังสือแจ้งให้จำเลยที่ 1 และจำเลยที่ 2 ในฐานะผู้ชำระบัญชีของจำเลยที่ 1 นำส่งภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาหัก ณ ที่จ่าย สำหรับรอบระยะเวลาบัญชีตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม ถึงวันที่ 19 สิงหาคม 2547 นั้น ปัญหานี้ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 448 บัญญัติว่า สิทธิเรียกร้องค่าเสียหายอันเกิดแต่มูลละเมิดนั้น ท่านว่าขาดอายุความเมื่อพ้นปีหนึ่งนับแต่วันที่ผู้ต้องเสียหายรู้ถึงการละเมิดและรู้ตัวผู้จะพึงต้องใช้ค่าสินไหมทดแทน หรือเมื่อพ้นสิบปีนับแต่วันทำละเมิด โจทก์มีนายอำนาจ นิติกรประจำสรรพากรภาค 3 เบิกความว่า นายอำนาจมีหน้าที่รวบรวมข้อเท็จจริงและพยานหลักฐานเพื่อส่งให้แก่พนักงานอัยการ นายอำนาจรวบรวมข้อเท็จจริงและข้อกฎหมายเพื่อเสนอนายอรรณพ ผู้บังคับบัญชาซึ่งเป็นสรรพากรภาค 3 ที่ปฏิบัติราชการแทนอธิบดีกรมสรรพากร ซึ่งจำเลยที่ 2 มิได้ถามค้านให้เห็นเป็นอย่างอื่น เมื่อพิจารณาบันทึกข้อความของส่วนกฎหมายและเร่งรัดภาษีอากรค้าง ฝ่ายกฎหมายและคดีภาษีอากร ที่ กค 0711/312 เรื่อง การดำเนินคดีรายจำเลยที่ 1 ที่นายอำนาจมีถึงสรรพากรภาค 3 ให้ดำเนินการฟ้องจำเลยที่ 1 และจำเลยที่ 2 ถึงที่ 5 ซึ่งนายอรรณพลงนามเมื่อวันที่ 21 ธันวาคม 2550 กรณีจึงต้องถือว่าโจทก์ ผู้ต้องเสียหายรู้ถึงการละเมิดและรู้ตัวผู้จะพึงต้องใช้ค่าสินไหมทดแทนคือ จำเลยที่ 2 เมื่อวันที่ 21 ธันวาคม 2550 การที่โจทก์นำคดีมาฟ้องจำเลยที่ 2 จึงยังไม่พ้น 1 ปี นับแต่วันที่โจทก์ผู้ต้องเสียหายรู้ถึงการละเมิดและรู้ตัวผู้จะพึงต้องใช้ค่าสินไหมทดแทน อีกทั้งไม่เกิน 10 ปี นับแต่วันทำละเมิด สำหรับคดีนี้คือวันที่ครบกำหนดเวลาที่จำเลยที่ 2 จะต้องชำระค่าภาษีและเงินเพิ่มให้แก่โจทก์ตามหนังสือแจ้งให้นำส่งภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาหัก ณ ที่จ่าย/นิติบุคคลหัก ณ ที่จ่าย ฉบับลงวันที่ 24 มีนาคม 2549 คดีโจทก์สำหรับจำเลยที่ 2 จึงไม่ขาดอายุความในมูลละเมิด อุทธรณ์ของจำเลยที่ 2 ฟังไม่ขึ้น

มีปัญหาตามอุทธรณ์ของจำเลยที่ 4 มีเพียงข้อเดียวว่า การที่ศาลภาษีอากรกลางไม่ส่งสำนวนไปให้ประธานศาลฎีกาวินิจฉัยเป็นการดำเนินกระบวนพิจารณาที่ชอบด้วยกฎหมายหรือไม่ โดยจำเลยที่ 4 อุทธรณ์ว่า จำเลยที่ 2 ยื่นคำร้องต่อศาลภาษีอากรกลางว่าคดีไม่อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลภาษีอากรกลาง แต่ศาลภาษีอากรกลางมีคำสั่งเพียงว่า รอสั่งในคำพิพากษาโดยไม่ส่งสำนวนไปให้ประธานศาลฎีกาวินิจฉัยตามพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลภาษีและวิธีพิจารณาคดีภาษีอากร พ.ศ.2528 มาตรา 10 การดำเนินกระบวนพิจารณาของศาลภาษีอากรกลางนับตั้งแต่จำเลยที่ 2 ยื่นคำร้องต่อศาลชั้นต้นจนถึงวันที่มีคำพิพากษาจึงไม่ชอบ นั้น ศาลฎีกาแผนกคดีภาษีอากรเห็นว่า ในกรณีมีปัญหาว่าคดีใดจะอยู่ในอำนาจของศาลภาษีอากรหรือศาลยุติธรรมอื่นไม่ใช่เป็นปัญหาเรื่องอำนาจฟ้อง ปัญหาดังกล่าวเป็นเพียงเรื่องอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลภาษีอากรหรือศาลยุติธรรมอื่นเท่านั้น เมื่อจำเลยที่ 4 ไม่ได้กล่าวอ้างปัญหานี้ในระหว่างพิจารณาของศาลภาษีอากร อีกทั้งไม่ได้โต้แย้งการดำเนินกระบวนพิจารณาของศาลภาษีอากรแต่อย่างใด กรณีสำหรับจำเลยที่ 4 จึงเป็นกรณีไม่มีปัญหาว่าคดีนี้อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลภาษีอากรหรือศาลยุติธรรมอื่น จำเลยที่ 4 จึงไม่มีสิทธิที่จะยกประเด็นดังกล่าวขึ้นอุทธรณ์ต่อศาลฎีกาอีก

พิพากษาแก้เป็นว่า ให้จำเลยที่ 5 ในฐานะผู้จัดการมรดกของนายกมล ร่วมกันรับผิดกับจำเลยที่ 1 ถึงที่ 4 ตามคำพิพากษาของศาลภาษีอากรกลาง โดยให้จำเลยที่ 2 ถึงที่ 5 รับผิดในหนี้ค่าภาษีอากรของจำเลยที่ 1 ในวงเงินไม่เกินเงินสดคงเหลือที่จำเลยที่ 1 มีอยู่ในวันจดทะเบียนเสร็จการชำระบัญชี นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาของศาลภาษีอากรกลาง กับให้จำเลยทั้งห้าใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ โดยกำหนดค่าทนายความ 10,000 บาท
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.รัษฎากร ม. 50
ป.พ.พ. ม. 193/14 (5) ม. 193/15
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — กรมสรรพากร
จำเลย — บริษัทเพชรชัยศรี จำกัด กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลภาษีอากรกลาง — นางสุพัตรา สืบสม อนันตพงศ์
ชื่อองค์คณะ
เมทินี ชโลธร
สุทัศน์ ศิริมหาพฤกษ์
ธัชพันธ์ ประพุทธนิติสาร
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 13760/2556
#554840
เปิดฉบับเต็ม

แม้ที่ดินของโจทก์ทางด้านทิศตะวันตกจะติดกับแม่น้ำท่าคอยหรือคลองระบายสายใหญ่สามชุก 1 แต่ปัจจุบันแม่น้ำท่าคอยไม่ได้ใช้เป็นทางสัญจรไม่มีเรือโดยสารหรือเรือสินค้าสัญจรผ่านไปมาคงมีแต่เรือหาปลาและในหน้าแล้งจะมีผักตบชวาขึ้นเต็มหนาแน่นเช่นนี้ แม่น้ำท่าคอยหรือคลองระบายสายใหญ่สามชุก 1 จึงหาใช่ทางสาธารณะที่จะใช้เป็นทางออกของที่ดินโจทก์ตามความหมายของ ป.พ.พ. มาตรา 1349 วรรคหนึ่ง แต่หมายความว่าที่ดินโจทก์มีทางออกสู่ทางสาธารณะได้แต่ต้องข้ามสระ บึง ทะเล หรือในสภาพยากลำบากอื่นทำนองเดียวกันตาม ป.พ.พ. มาตรา 1349 วรรคสอง เมื่อเจ้าของที่ดินเดิมของโจทก์และโจทก์เคยใช้ทางพิพาทที่มีอยู่ในที่ดินของจำเลยเป็นทางผ่านเข้าออกสู่ทางสาธารณะ โจทก์จึงมีสิทธิฟ้องขอเปิดทางพิพาทเป็นทางจำเป็นเพื่อผ่านที่ดินจำเลยออกสู่ทางสาธารณะได้

สิทธิในทางจำเป็นย่อมเกิดขึ้นโดยอำนาจของกฎหมายตามสภาพความเป็นจริงของที่ดินในขณะยื่นฟ้อง

ตาม ป.พ.พ. มาตรา 1349 วรรคสาม จะพิจารณาแต่ในทางที่โจทก์มีความประสงค์ใช้เส้นทางแล้วพิพากษาให้ตามที่โจทก์ขอหาได้ไม่ ต้องพิจารณาคำนึงถึงฝ่ายจำเลยด้วยว่า การเปิดทางนี้ทำให้จำเลยเสียหายแต่น้อยที่สุดหรือไม่ และการที่จะให้โจทก์ใช้ทางสาธารณะ อันจะเป็นการกระทบสิทธิในที่ดินของบุคคลอื่นอีกย่อมไม่สมควรกระทำ

เมื่อศาลล่างทั้งสองพิพากษายกฟ้องโจทก์ด้วยเหตุผลว่าที่ดินพิพาทไม่ใช่ทางจำเป็น แม้จะยกฟ้องแย้งของจำเลยด้วย เมื่อศาลฎีกาเห็นว่า ทางพิพาทเป็นทางจำเป็น ซึ่งจำเลยเจ้าของที่ดินที่มีทางพิพาทตั้งอยู่มีสิทธิเรียกร้องให้ผู้มีสิทธิผ่านทางจำเป็นใช้ค่าทดแทนได้ตาม ป.พ.พ. มาตรา 1349 วรรคท้าย ศาลฎีกาย่อมวินิจฉัยให้เสร็จสิ้นไปได้เอง โดยไม่ต้องย้อนสำนวนไปให้ศาลล่างทั้งสองวินิจฉัยตามลำดับชั้นศาลก่อน จะถือว่าฟ้องแย้งของจำเลยที่เรียกค่าทดแทนเป็นอันยุติไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้นเพราะจำเลยมิได้อุทธรณ์หาได้ไม่

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องและแก้ไขคำฟ้องขอบังคับให้จำเลยทำถนนทางออกมีความกว้าง 8 เมตร ยาว 50 เมตร ตามเดิม เพื่อให้โจทก์ใช้เป็นทางจำเป็นผ่านที่ดินของจำเลยออกไปสู่ทางสาธารณะได้ หากจำเลยไม่ปฏิบัติตามให้ถือเอาคำพิพากษาเป็นการแสดงเจตนาแทน และให้โจทก์เป็นผู้ดำเนินการทำถนนทางออกโดยจำเลยเป็นผู้ออกค่าใช้จ่าย ให้จำเลยชำระค่าเสียหายเป็นเงิน 165,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไป จนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ และให้จำเลยชำระค่าเสียหายอัตราเดือนละ 10,000 บาท นับถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไป จนกว่าจำเลยทำถนนทางออกให้โจทก์ผ่านที่ดินของจำเลยออกไปสู่ทางสาธารณะได้ตามเดิม

จำเลยให้การขอให้ยกฟ้อง สำหรับที่ดินของจำเลยมีราคาไร่ละ 500,000 บาท หรือตารางวาละ 1,250 บาท และขอฟ้องแย้งว่า หากโจทก์จำต้องใช้ประโยชน์ที่ดิน ให้โจทก์ชดใช้ค่าทดแทนตามจำนวนเนื้อที่และโจทก์ต้องเลือกใช้ที่ดินไปตามแนวเขตรอบที่ดิน ไม่ใช่ผ่านกลางที่ดิน และให้ทางมีความกว้างไม่เกิน 3 เมตร หรือน้อยกว่านั้น ความยาวให้เป็นไปตามข้อเท็จจริงที่ปรากฏในพื้นที่ นอกจากนี้ขอให้โจทก์ชดใช้ค่าทดแทนในการใช้ทางจำเป็นเป็นรายปี ๆ ละ 2,000 บาท

โจทก์ให้การแก้ฟ้องแย้งขอให้ยกฟ้องแย้ง

ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง ให้โจทก์ใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนจำเลย โดยกำหนดค่าทนายความ 10,000 บาท และให้ยกฟ้องแย้ง ค่าฤชาธรรมเนียมส่วนฟ้องแย้งให้เป็นพับ

โจทก์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 7 พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมในชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ

โจทก์ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ว่า แม่น้ำท่าคอยหรือคลองระบายน้ำสายใหญ่สามชุก 1 ซึ่งอยู่ติดแนวเขตที่ดินของโจทก์ด้านทิศตะวันตกเป็นทางสาธารณะที่ใช้เป็นทางออกจากที่ดินของโจทก์ตามความหมายของประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1349 วรรคหนึ่ง ดังที่ศาลล่างทั้งสองวินิจฉัยหรือไม่ โจทก์มีตัวโจทก์กับนายสะอิ้ง และนายพีรวัฒน์ ซึ่งเคยอยู่อาศัยในที่ดินของโจทก์มาก่อนเป็นพยานเบิกความยืนยันตรงกันว่า สภาพของแม่น้ำท่าคอยหรือคลองระบายสายใหญ่สามชุก 1 ที่ใช้เป็นคลองส่งน้ำ ปัจจุบันในช่วงเวลาหน้าแล้งจะมีผักตบชวาขึ้นเต็มหนาแน่นคงมีเฉพาะช่วงเวลาที่น้ำหลากที่ทางราชการจะใช้รถแบ็กโฮมาตักผักตบชวาออกเพื่อระบายน้ำซึ่งในช่วงเวลาดังกล่าวประชาชนส่วนใหญ่ก็จะใช้เรือออกหาปลาหรือเก็บผักกะเฉดที่ขึ้นริมแม่น้ำ ประชาชนทั่วไปไม่ได้ใช้เป็นทางสัญจร ทั้งไม่มีเรือโดยสารหรือเรือสินค้าใช้สัญจรผ่านไปมานานแล้ว และเมื่อโจทก์ซื้อที่ดินพิพาทมาก็ได้ใช้ทางพิพาทในที่ดินของจำเลยที่เจ้าของที่ดินเดิมอ้างว่าเคยใช้เป็นทางผ่านมากว่า 30 ปี ผ่านเข้าออกสู่ทางสาธารณประโยชน์ ซึ่งความข้อนี้จำเลยเองก็เบิกความตอบทนายโจทก์ถามค้านยอมรับว่า แม่น้ำท่าคอยไม่มีเรือโดยสารวิ่งออกรับส่งผู้โดยสาร มีเพียงเรือชาวบ้านที่ใช้หาปลาเท่านั้น อันเป็นการเจือสมกับคำเบิกความพยานโจทก์ เมื่อพิจารณาประกอบกับภาพถ่ายของผักตบชวาที่หนาแน่นเต็มแม่น้ำแล้ว น่าเชื่อว่า ข้อเท็จจริงเป็นไปดังที่พยานโจทก์เบิกความ ดังนี้ แม้ที่ดินของโจทก์ทางด้านทิศตะวันตกจะติดกับแม่น้ำท่าคอยหรือคลองระบายสายใหญ่สามชุก 1 แต่ก็ได้ความจากพยานโจทก์และพยานจำเลยตรงกันว่า ปัจจุบันแม่น้ำท่าคอยไม่ได้ใช้เป็นทางสัญจรไม่มีเรือโดยสารหรือเรือสินค้าสัญจรผ่านไปมา คงมีแต่เรือหาปลาและในหน้าแล้งจะมีผักตบชวาขึ้นเต็มหนาแน่นเช่นนี้ แม่น้ำท่าคอยหรือคลองระบายสายใหญ่สามชุก 1 จึงหาใช่ทางสาธารณะที่จะใช้เป็นทางออกของที่ดินโจทก์ตามความหมายของประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1349 วรรคหนึ่ง ดังที่ศาลล่างทั้งสองวินิจฉัยไม่ แต่น่าจะมีความหมายว่าที่ดินโจทก์มีทางออกสู่ทางสาธารณะได้ แต่ต้องข้ามสระ บึง ทะเล หรือในสภาพยาก ลำบากอื่นทำนองเดียวกัน ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1349 วรรคสอง เมื่อข้อเท็จจริงฟังได้ตามพยานโจทก์ว่า เจ้าของที่ดินเดิมของโจทก์และโจทก์เคยใช้ทางพิพาทที่มีอยู่ในที่ดินของจำเลยเป็นทางผ่านเข้าออกสู่ทางสาธารณะ โจทก์จึงมีสิทธิฟ้องขอเปิดทางพิพาทเป็นทางจำเป็นเพื่อผ่านที่ดินจำเลยออกสู่ทางสาธารณะได้ ที่จำเลยให้การต่อสู้ว่า โจทก์ซื้อที่ดินจากเจ้าของเดิมโดยทราบอยู่แล้วว่าไม่มีทางผ่านที่ดินของจำเลยออกสู่ทางสาธารณะทำนองโจทก์สมัครใจซื้อที่ดินซึ่งไม่มีทางออกสู่ทางสาธารณะเองนั้น เห็นว่า สิทธิในทางจำเป็นย่อมเกิดขึ้นโดยอำนาจของกฎหมายตามสภาพความเป็นจริงของที่ดินในขณะยื่นฟ้อง ข้ออ้างของจำเลยหาทำให้สิทธิในทางจำเป็นของโจทก์ที่มีอยู่ในที่ดินของจำเลยต้องระงับสิ้นไปแต่อย่างใด

ปัญหาประการต่อไปมีว่า โจทก์จะขอให้จำเลยเปิดทางจำเป็นในที่ดินของจำเลยเพื่อออกสู่ทางสาธารณะตามแผนที่สังเขป มีความกว้างของทางเพียงใด เห็นว่า ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1349 วรรคสาม บัญญัติว่า "ที่และวิธีทำทางผ่านนั้นต้องเลือกให้พอควรแก่ความจำเป็นของผู้มีสิทธิจะผ่าน กับทั้งให้คำนึงถึงที่ดินที่ล้อมอยู่ให้เสียหายแต่น้อยที่สุดที่จะเป็นได้ ถ้าจำเป็น ผู้มีสิทธิจะผ่านจะสร้างถนนเป็นทางผ่านก็ได้" ดังนั้น จึงจะพิจารณาแต่ในทางที่โจทก์มีความประสงค์ใช้เส้นทาง แล้วพิพากษาให้ตามที่โจทก์ขอหาได้ไม่ ต้องพิจารณาคำนึงถึงฝ่ายจำเลยด้วยว่า การเปิดทางนี้ทำให้จำเลยเสียหายแต่น้อยที่สุดหรือไม่ ที่จำเลยเบิกความว่า หากโจทก์จะใช้ทางพิพาทเป็นทางออกสู่ถนนสาธารณะ จะทำให้ที่ดินของจำเลยเสื่อมสภาพ เพราะเป็นการขอออกกลางที่ดิน ทำให้แบ่งแยกที่ดินของจำเลยออกเป็น 2 แปลง จำเลยจะเสียหายมาก ซึ่งทางด้านทิศตะวันออกและทิศใต้ของที่ดินโจทก์มีทางสาธารณประโยชน์อยู่ในที่ดินของนายวิรัฏฐ์ 1 แปลงอยู่ติดกับที่ดินของโจทก์ หากโจทก์จะใช้ทางสาธารณะด้านทิศตะวันออกของที่ดินนายวิรัฏฐ์ ผ่านที่ดินของจำเลยทางด้านทิศใต้ออกสู่ทางสาธารณะก็จะเป็นการสะดวกนั้น เห็นว่า เมื่อดูจากแผนที่สังเขป ประกอบกับรูปแผนที่ในสำเนาโฉนดที่ดินของนายวิรัฏฐ์ แล้ว ก็จะเห็นได้ชัดว่า ทางสาธารณประโยชน์ที่จำเลยอ้างนั้นมีอยู่เฉพาะในที่ดินแปลงที่ 317 ของนายวิรัฏฐ์เท่านั้น มิได้มีมาจดทางสาธารณประโยชน์ของด้านทิศใต้ของที่ดินจำเลยแต่อย่างใด ดังนั้น การที่จะให้โจทก์ใช้ทางสาธารณะเส้นนี้ก็จะต้องขอเปิดทางจำเป็นในที่ดินแปลงเลขที่ 332 อีกแปลงหนึ่งด้วย อันจะเป็นการกระทบสิทธิในที่ดินของบุคคลอื่นอีก ซึ่งย่อมไม่สมควรกระทำ ข้ออ้างของจำเลยดังกล่าวจึงฟังไม่ขึ้น จำเลยยังคงต้องเปิดทางพิพาทให้เป็นทางจำเป็นแก่ที่ดินของโจทก์ แต่ที่โจทก์ขอให้เปิดทางจำเป็นให้โจทก์ผ่านที่ดินของจำเลยกว้างถึง 8 เมตร นั้น เห็นได้ชัดว่าเกินกว่าความจำเป็นที่โจทก์จะต้องใช้เป็นถนนให้รถยนต์สามารถผ่านเข้าออกได้ ซึ่งในข้อนี้โจทก์เองก็เบิกความว่า เดิมทางพิพาทที่เจ้าของที่ดินเดิมของโจทก์ใช้อยู่ในที่ดินของจำเลยมีความกว้างประมาณ 6 เมตร ปัจจุบันเหลือเพียง 4 เมตร และจำเลยก็เบิกความว่า หากจะใช้ทางพิพาทในที่ดินของจำเลยทำเป็นถนนก็ควรจะมีความกว้างเพียง 3 เมตร ดังนี้ จึงเห็นควรกำหนดให้จำเลยเปิดทางจำเป็นให้โจทก์ผ่านที่ดินของจำเลยกว้าง 4 มตร

ปัญหาประการต่อไปมีว่า โจทก์เรียกค่าเสียหายจากจำเลยได้หรือไม่ เพียงใด และจำเลยยังจะเรียกให้โจทก์ชดใช้ค่าทดแทนการใช้ทางจำเป็นให้แก่จำเลยได้หรือไม่ เพียงใด เห็นว่า ศาลล่างทั้งสองพิพากษายกฟ้องโดยฟังว่า ที่ดินของโจทก์อยู่ติดแม่น้ำท่าคอย ซึ่งเป็นทางสาธารณประโยชน์อยู่แล้ว ทางพิพาทจึงมิใช่ทางจำเป็น ศาลล่างทั้งสองจึงมิได้วินิจฉัยในส่วนของปัญหาทั้งสองนี้ไว้ ทั้งปัญหาตามฟ้องแย้งของจำเลยที่ขอให้โจทก์ชดใช้ค่าทดแทนความเสียหายในที่ดินของจำเลยนั้น เมื่อศาลล่างทั้งสองพิพากษายกฟ้องโจทก์ด้วยเหตุผลที่ว่าที่ดินพิพาทไม่ใช่ทางจำเป็น แม้จะยกฟ้องแย้งของจำเลยด้วย ก็ไม่มีสาระหรือความจำเป็นใดที่จำเลยจะต้องอุทธรณ์และฎีกาต่อไปอีกเพราะคำพิพากษาเป็นผลดีแก่จำเลยอยู่แล้ว ดังนี้ เมื่อศาลฎีกาเห็นว่า ทางพิพาทเป็นทางจำเป็น ซึ่งจำเลยเจ้าของที่ดินที่มีทางพิพาทตั้งอยู่มีสิทธิที่จะเรียกร้องให้ผู้มีสิทธิผ่านทางจำเป็นใช้ค่าทดแทนได้ตามที่บัญญัติไว้ในประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1349 วรรคท้าย เช่นนี้ ศาลฎีกาย่อมยกปัญหาทั้งสองนี้เป็นคำวินิจฉัยให้เสร็จสิ้นไปเองได้ โดยไม่จำต้องย้อนสำนวนไปให้ศาลล่างทั้งสองวินิจฉัยตามลำดับชั้นศาลก่อน จะถือว่าฟ้องแย้งของจำเลยที่เรียกค่าทดแทนเป็นอันยุติไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้นเพราะจำเลยมิได้อุทธรณ์ดังที่ศาลอุทธรณ์ภาค 7 มีความเห็นหาได้ไม่ ที่ดินจำเลยอยู่ติดทางสาธารณประโยชน์ ซึ่งย่อมต้องมีราคาสูงกว่าที่ดินของโจทก์ซึ่งไม่มีทางออกสู่ทางสาธารณประโยชน์อยู่มาก ข้อเท็จจริงจึงน่าเชื่อตามพยานของจำเลยว่า ที่ดินของจำเลยมีราคาซื้อขายกันที่ไร่ละ 300,000 บาทหรือตารางวาละ 750 บาท เมื่อทางจำเป็นในที่ดินของจำเลยตามที่ศาลกำหนดให้กว้าง 4 เมตร ยาวประมาณ 50 เมตร คำนวณเนื้อที่ได้ประมาณ 50 ตารางวา หากซื้อขายกันก็จะมีราคา 37,500 บาท จึงเห็นควรกำหนดค่าทดแทนการใช้ทางจำเป็นให้โจทก์ชดใช้แก่จำเลยเป็นการเหมาในคราวเดียวเป็นเงิน 30,000 บาท ซึ่งเมื่อนำไปหักกลบกับค่าเสียหายที่ศาลกำหนดให้จำเลยชดใช้ให้แก่โจทก์จำนวน 12,000 บาท แล้ว โจทก์จึงยังคงต้องชดใช้เงินเป็นค่าทดแทนการใช้ทางจำเป็นในที่ดินของจำเลยให้แก่จำเลยอีก 18,000 บาท ที่ศาลล่างทั้งสองพิพากษายกฟ้องโจทก์และฟ้องแย้งของจำเลยมานั้น ไม่ต้องด้วยความเห็นของศาลฎีกา ฎีกาโจทก์ฟังขึ้นบางส่วน

พิพากษากลับ ให้จำเลยเปิดทางพิพาทตามแผนที่สังเขป กว้าง 4 เมตร ยาวตลอดที่ดินของจำเลยไปจดทางสาธารณประโยชน์ ด้านทิศตะวันออกให้เป็นทางจำเป็นแก่โจทก์ใช้เดินผ่านออกสู่ทางสาธารณประโยชน์ ให้จำเลยจัดทำถนนมีความกว้างยาวดังกล่าวทดแทนของเดิมที่จำเลยรื้อถอนไปให้มีสภาพคงเดิมด้วยค่าใช้จ่ายของจำเลยเอง และให้โจทก์ชำระเงินค่าทดแทนอีกจำนวน 18,000 บาท แก่จำเลย ค่าฤชาธรรมเนียมฟ้องและฟ้องแย้งของทั้งสามศาลให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 1349
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นายบุญช่วย อุบลแย้ม
จำเลย — นายเชิดศักดิ์ บัวเขียว
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดสุพรรณบุรี — นางพนิดา อรรถเศรษฐัง
ศาลอุทธรณ์ภาค 7 — นายสุพจน์ บำเพ็ญวัฒนา
ชื่อองค์คณะ
พิสิฐ ฐิติภัค
ศิริชัย วัฒนโยธิน
เฉลิมชัย ตันตยานนท์
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 13756/2556
#559142
เปิดฉบับเต็ม

ข้อกฎหมายอันเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชนที่ศาลมีอำนาจยกขึ้นวินิจฉัยได้เองนั้น ต้องเป็นข้อกฎหมายที่ได้มาจากข้อเท็จจริงในการดำเนินกระบวนพิจารณาโดยชอบ เมื่อจำเลยขาดนัดยื่นคำให้การและไม่ได้สืบพยาน การที่ศาลหยิบยกเอาประกาศกระทรวงการคลัง เรื่อง กิจการที่ต้องขออนุญาตตามข้อ 5 แห่งประกาศคณะปฏิวัติ ฉบับที่ 58 และประกาศธนาคารแห่งประเทศไทย เรื่อง การกำหนดหลักเกณฑ์ วิธีการ และเงื่อนไขในการประกอบธุรกิจบัตรเครดิตสำหรับผู้ประกอบธุรกิจบัตรเครดิต มาวินิจฉัยว่าโจทก์ไม่ได้มีหนังสือเตือนจำเลยล่วงหน้าไม่น้อยกว่า 20 วัน ก่อนดำเนินการบังคับชำระหนี้ตามกฎหมาย จึงไม่มีอำนาจฟ้องนั้น ประกาศทั้งสองฉบับดังกล่าวเป็นข้อเท็จจริงเมื่อไม่ปรากฏในสำนวนคดี ศาลไม่อาจรับฟังมาวินิจฉัยข้อกฎหมายได้ตาม ป.วิ.พ. มาตรา 142 (5)

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยชำระเงิน 332,439.07 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 15 ต่อปี ของต้นเงิน 121,308.35 บาท นับถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์

จำเลยขาดนัดยื่นคำให้การ

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยชำระเงิน 126,805.76 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันที่ 12 มีนาคม 2546 เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ โดยให้นำเงินที่จำเลยชำระแก่โจทก์เมื่อวันที่ 10 กรกฎาคม 2540 จำนวน 10,091.89 บาท วันที่ 28 มิถุนายน 2545 จำนวน 1,000 บาท วันที่ 31 กรกฎาคม 2545 จำนวน 1,000 บาท และวันที่ 12 กันยายน 2545 จำนวน 1,000 บาท หักออกจากเงินจำนวนดังกล่าว ให้จำเลยใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ โดยกำหนดค่าทนายความให้ 2,000 บาท สำหรับค่าขึ้นศาลให้ใช้แทนตามจำนวนทุนทรัพย์ที่โจทก์ชนะคดี คำขอนอกจากนี้ให้ยก

โจทก์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 5 พิพากษากลับ ให้ยกฟ้องโจทก์ ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสองศาลให้เป็นพับ

โจทก์ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงรับฟังได้ว่า โจทก์อนุมัติออกบัตรเครดิตวีซ่าทองให้แก่จำเลยวงเงิน 100,000 บาท จำเลยได้ใช้สิทธิและประโยชน์ของบัตรเครดิตแทนเงินสดในการซื้อสินค้าและเบิกถอนเงินล่วงหน้าจากเครื่องฝากถอนเงินอัตโนมัติเรื่อยมา ต่อมาจำเลยผิดเงื่อนไขการใช้บัตรเครดิต โดยใช้วงเงินเกินกำหนดและชำระหนี้แก่โจทก์เพียงบางส่วนไม่ครบถ้วนตามใบแจ้งยอดค่าใช้จ่าย อันเป็นการผิดสัญญา มียอดหนี้ค้างชำระถึงวันที่ 25 มกราคม 2546 เป็นค่าซื้อสินค้าและค่าบริการ 85,273.64 บาท เบิกถอนเงินสด 36,034.71 บาท รวมเป็นเงิน 121,308.35 บาท และดอกเบี้ย 134,507.05 บาท รวมต้นเงินและดอกเบี้ยเป็นเงิน 255,815.40 บาท โดยจำเลยต้องชำระหนี้จำนวนดังกล่าวให้เสร็จสิ้นภายในวันที่ 9 กุมภาพันธ์ 2546 ตามใบแจ้งยอดใช้จ่ายบัตรเครดิต จำเลยใช้บัตรเครดิตครั้งสุดท้ายวันที่ 27 มกราคม 2540 โจทก์คิดยอดเงินถึงวันที่ 25 กุมภาพันธ์ 2540 จำเลยมียอดหนี้ค้างชำระรวมเป็นเงิน 126,805.76 บาท โจทก์มีใบแจ้งยอดใช้จ่ายบัตรเครดิตให้จำเลยชำระหนี้จำนวนดังกล่าวภายในวันที่ 12 มีนาคม 2540 แต่เมื่อถึงกำหนดจำเลยไม่ชำระ

คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ประการแรกว่า โจทก์มีอำนาจฟ้องหรือไม่ เห็นว่า การวินิจฉัยข้อกฎหมายอันเกี่ยวกับความสงบเรียบร้อยของประชาชนที่ศาลมีอำนาจยกขึ้นวินิจฉัยได้เองนั้น ต้องเป็นข้อกฎหมายที่ได้มาจากข้อเท็จจริงในการดำเนินกระบวนพิจารณาโดยชอบ คดีนี้จำเลยขาดนัดยื่นคำให้การและไม่ได้สืบพยาน ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 5 หยิบยกเอาประกาศกระทรวงการคลัง เรื่อง กิจการที่ต้องขออนุญาตตามข้อ 5 แห่งประกาศของคณะปฏิวัติ ฉบับที่ 58 ประกาศ ณ วันที่ 11 พฤศจิกายน 2545 และประกาศธนาคารแห่งประเทศไทย เรื่องการกำหนดหลักเกณฑ์ วิธีการ และเงื่อนไขในการประกอบธุรกิจบัตรเครดิตสำหรับผู้ประกอบธุรกิจบัตรเครดิตมาวินิจฉัยว่า โจทก์ไม่ได้มีหนังสือเตือนจำเลยล่วงหน้าไม่น้อยกว่า 20 วัน ก่อนดำเนินการบังคับชำระหนี้ตามกฎหมาย จึงไม่มีอำนาจฟ้องนั้น เนื่องจากประกาศทั้งสองฉบับดังกล่าวเป็นข้อเท็จจริงเมื่อไม่ปรากฏในสำนวนคดี ศาลไม่อาจรับฟังมาวินิจฉัยข้อกฎหมายตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 142 (5) ได้ ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 5 พิพากษามานั้น ศาลฎีกาไม่เห็นพ้องด้วย ฎีกาของโจทก์ข้อนี้ฟังขึ้น

พิพากษากลับ ให้จำเลยชำระเงิน 126,805.76 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 12 ต่อปี นับแต่วันที่ 12 มีนาคม 2540 เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ โดยนำเงินที่จำเลยชำระให้โจทก์ไปเมื่อวันที่ 10 กรกฎาคม 2540 จำนวน 10,091.89 บาท วันที่ 28 มิถุนายน 2545 จำนวน 1,000 บาท วันที่ 31 กรกฎาคม 2545 จำนวน 1,000 บาท และวันที่ 12 กันยายน 2545 จำนวน 1,000 บาท หักออกจากเงินจำนวนดังกล่าว ให้จำเลยชำระค่าฤชาธรรมเนียมในศาลชั้นต้นแทนโจทก์โดยกำหนดค่าทนายความให้ 2,000 บาท ส่วนค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์และชั้นฎีกาให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ. ม. 142 (5)
ป.พ.พ. ม. 224 วรรคแรก
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — ธนาคารกรุงเทพ จำกัด (มหาชน)
จำเลย — นางสาวหรือนางอำไพ กัลหะหรือกายี
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดเชียงใหม่ — นายจิรพจน์ ไทยเล็ก
ศาลอุทธรณ์ภาค 5 — นายดุสิต สิทธิฤทธิ์
ชื่อองค์คณะ
สิริรัตน์ จันทรา
วิรุฬห์ แสงเทียน
สมยศ เข็มทอง
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 13705/2556
#554934
เปิดฉบับเต็ม

แม้ภายหลังที่จำเลยเข้าทำงานแล้วจะปรากฏว่าจำเลยได้รับการแต่งตั้งโดยไม่ชอบด้วยกฎหมายอันเป็นเหตุให้จำเลยต้องพ้นจากตำแหน่งไปก็ตาม แต่เมื่อจำเลยได้ปฏิบัติหน้าที่ตามหน้าที่แล้วโดยไม่ปรากฏความเสียหายแต่อย่างใด การพ้นจากตำแหน่งของจำเลยจึงไม่มีผลกระทบกระเทือนถึงงานที่จำเลยได้กระทำไปในหน้าที่ และเมื่อจำเลยปฏิบัติหน้าที่ให้เป็นประโยชน์แก่โจทก์ จำเลยย่อมมีสิทธิได้รับเงินเดือนและค่าตอบแทนอื่นจากโจทก์เพราะการปฏิบัติหน้าที่ดังกล่าว โจทก์จึงไม่มีสิทธิที่จะเรียกให้จำเลยคืนเงินเดือนและค่าตอบแทนอื่นก่อนที่จะพ้นจากหน้าที่ได้

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยชำระเงิน 258,968 บาท แก่โจทก์

จำเลยให้การขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง ค่าฤชาธรรมเนียมให้เป็นพับ

โจทกอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 3 พิพากษากลับ ให้จำเลยชำระเงิน 258,968 บาท แก่โจทก์ กับให้จำเลยใช้ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสองศาลแทนโจทก์ โดยกำหนดค่าทนายความรวม 6,000 บาท

จำเลยฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามที่จำเลยฎีกาในข้อแรกว่า จำเลยต้องคืนเงินเดือนและค่าตอบแทนอื่นตามที่โจทก์ฟ้อง เห็นว่า แม้ภายหลังที่จำเลยเข้าทำงานแล้วจะปรากฏว่าจำเลยได้รับการแต่งตั้งโดยไม่ชอบด้วยกฎหมายอันเป็นเหตุให้จำเลยต้องพ้นจากตำแหน่งไปก็ตาม แต่เมื่อจำเลยได้ปฏิบัติหน้าที่ตามหน้าที่แล้วโดยไม่ปรากฏความเสียหายแต่อย่างใด การพ้นจากตำแหน่งของจำเลยจึงไม่มีผลกระทบกระเทือนถึงงานที่จำเลยได้กระทำไปในหน้าที่ และเมื่อจำเลยปฏิบัติหน้าที่ให้เป็นประโยชน์แก่โจทก์ จำเลยย่อมมีสิทธิได้รับเงินเดือนและค่าตอบแทนอื่นจากโจทก์เพราะการปฏิบัติหน้าที่ดังกล่าว โจทก์จึงไม่มีสิทธิที่จะเรียกให้จำเลยคืนเงินเดือนและค่าตอบแทนอื่นก่อนที่จะพ้นจากหน้าที่ได้ ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 3 พิพากษาให้จำเลยต้องคืนเงินเดือนและค่าตอบแทนอื่นให้แก่โจทก์นั้น ไม่ต้องด้วยความเห็นของศาลฎีกา ฎีกาของจำเลยในข้อนี้ฟังขึ้น เมื่อวินิจฉัยดังนี้แล้วก็ไม่จำต้องวินิจฉัยฎีกาข้ออื่นของจำเลยอีก

พิพากษากลับ ให้ยกฟ้องโจทก์ ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสามศาลให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 369
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — องค์การบริหารส่วนตำบลสีคิ้ว
จำเลย — นายกิตติพล มณีกลาง
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดสีคิ้ว — นายสมพงษ์ จิวะวิทูรกิจ
ศาลอุทธรณ์ภาค 3 — นายสุนทร เฟื่องวิวัฒน์
ชื่อองค์คณะ
วิกร อังคณาวิศัลย์
ศิริชัย วัฒนโยธิน
สุรทิน สาเรือง
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 13689/2556
#554818
เปิดฉบับเต็ม

โจทก์ทั้งสองซึ่งเป็นบุตรของผู้ตายฟ้องขอให้เพิกถอนที่ดินพิพาทตามหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส. 3 ก.) ซึ่งกระทำขึ้นระหว่างจำเลยที่ 1 กับจำเลยที่ 2 และระหว่างจำเลยที่ 2 กับจำเลยที่ 3 ซึ่งที่ดินพิพาทเป็นทรัพย์สินของผู้ตายและตกเป็นของโจทก์ทั้งสองเฉพาะส่วนตาม ป.พ.พ. มาตรา 1599 วรรคหนึ่ง การฟ้องคดีของโจทก์ทั้งสองเป็นการใช้สิทธิในฐานะบุคคลผู้อยู่ในฐานะอันจะให้จดทะเบียนสิทธิของตนได้อยู่ก่อนตาม ป.พ.พ. มาตรา 1300 ไม่ใช่การฟ้องคดีเกี่ยวกับการจัดการมรดกซึ่งมีอายุความ 5 ปี ตาม ป.พ.พ. มาตรา 1733 วรรคสอง และไม่ใช่การฟ้องคดีละเมิดซึ่งมีอายุความ 1 ปี ตาม ป.พ.พ. มาตรา 448 วรรคหนึ่ง คดีจึงไม่ขาดอายุความตามมาตราดังกล่าว

จำเลยที่ 1 ซึ่งเป็นบุตรของผู้ตายและในฐานะผู้จัดการมรดกของผู้ตายโอนที่ดินพิพาทซึ่งเป็นทรัพย์มรดกของผู้ตายเป็นของตนเอง แล้วโอนต่อไปให้จำเลยที่ 2 ซึ่งเป็นบุตรโดยไม่ได้แบ่งให้แก่ทายาทโดยธรรมคนอื่นและโจทก์ทั้งสอง ย่อมเป็นการโอนไปหรือการจัดการมรดกโดยไม่ชอบ ทำให้โจทก์ทั้งสองผู้อยู่ในฐานะอันจะจดทะเบียนโอนที่ดินพิพาทได้อยู่ก่อนแล้วเสียเปรียบ โจทก์ทั้งสองจึงขอให้เพิกถอนการจดทะเบียนโอนที่ดินพิพาทได้ตาม ป.พ.พ. มาตรา 1300

จำเลยที่ 3 รับซื้อที่ดินพิพาทมาจากจำเลยที่ 2 ซึ่งรับโอนมาจากจำเลยที่ 1 ผู้จัดการมรดกของผู้ตายโดยไม่มีค่าตอบแทน จำเลยที่ 2 จึงไม่ได้รับความคุ้มครองเพราะกรณีไม่ต้องตาม ป.พ.พ. มาตรา 1300 และไม่มีสิทธิขายที่ดินพิพาทให้แก่จำเลยที่ 3 แม้จำเลยที่ 3 จะรับโอนมาโดยสุจริต เสียค่าตอบแทนและจดทะเบียนโดยสุจริต จำเลยที่ 3 ก็ไม่มีสิทธิในที่ดินพิพาทตามหลักที่ว่าผู้รับโอนไม่มีสิทธิดีกว่าผู้โอน การที่จำเลยที่ 2 จดทะเบียนโอนขายที่ดินพิพาทส่วนของโจทก์ทั้งสองให้แก่จำเลยที่ 3 จึงไม่มีผลทางกฎหมายที่จะใช้ยันโจทก์ทั้งสองได้ โจทก์ทั้งสองมีสิทธิขอให้เพิกถอนการโอนขายที่ดินพิพาทได้

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ทั้งสองฟ้องและแก้ไขคำฟ้องขอให้พิพากษาหรือมีคำสั่งเพิกถอนนิติกรรมการโอนที่ดินตามหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส.3 ก.) เลขที่ 3252 ตำบลบึง อำเภอศรีราชา จังหวัดชลบุรี เมื่อวันที่ 17 พฤษภาคม 2537, 28 พฤษภาคม 2546 และวันที่ 27 พฤศจิกายน 2546 ให้จำเลยที่ 1 ดำเนินการโอนที่ดินเฉพาะส่วนแก่โจทก์ทั้งสองคนละ 130 ตารางวา และให้จำเลยที่ 1 รับผิดชอบค่าฤชาธรรมเนียมในการโอน หากจำเลยที่ 1 ไม่ยินยอมให้ถือเอาคำพิพากษาแทนการแสดงเจตนาและหากจำเลยที่ 1 ไม่สามารถดำเนินการได้ ให้จำเลยทั้งสามร่วมกันชดใช้ค่าเสียหายแก่โจทก์ทั้งสองเป็นเงิน 1,100,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงินดังกล่าว นับตั้งแต่วันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจำเลยทั้งสามจะร่วมกันหรือแทนกันชำระให้แก่โจทก์

จำเลยที่ 1 ที่ 2 และที่ 3 ให้การและแก้ไขคำให้การ ขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้เพิกถอนนิติกรรมการโอนที่ดินตามหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส.3 ก.) เลขที่ 3252 ตำบลบึง อำเภอศรีราชา จังหวัดชลบุรี ของจำเลยที่ 1 ฉบับลงวันที่ 17 พฤษภาคม 2537 และระหว่างจำเลยที่ 1 กับจำเลยที่ 2 ซึ่งได้จดทะเบียนการโอนให้เมื่อวันที่ 28 พฤษภาคม 2546 และระหว่างจำเลยที่ 2 กับจำเลยที่ 3 ซึ่งได้จดทะเบียนขายฉบับลงวันที่ 27 พฤศจิกายน 2546 ให้จำเลยที่ 1 ในฐานะผู้จัดการมรดกไปดำเนินการจดทะเบียนโอนที่ดินเฉพาะส่วนที่โจทก์ทั้งสองครอบครองคนละ 129 ตารางวา มิฉะนั้นให้ถือเอาคำพิพากษาแทนการแสดงเจตนาของจำเลยที่ 1 กับให้จำเลยทั้งสามใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ โดยกำหนดค่าทนายความ 15,000 บาท คำขออื่นนอกจากนี้ให้ยก

จำเลยที่ 1 และที่ 2 อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 2 พิพากษากลับ ให้ยกฟ้องโจทก์ทั้งสอง ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสองศาลให้เป็นพับ

โจทก์ทั้งสองฎีกา

ระหว่างพิจารณาของศาลฎีกา โจทก์ที่ 2 ถึงแก่ความตาย นางสาววรรณา ทายาทของโจทก์ที่ 2 ยื่นคำร้องขอเข้าเป็นคู่ความแทน ศาลชั้นต้นอนุญาต

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาโจทก์ทั้งสองประการแรกว่า คดีโจทก์ขาดอายุความ 5 ปี ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1733 วรรคสอง หรือไม่ เห็นว่า โจทก์ทั้งสองฟ้องขอให้เพิกถอนการโอนที่ดินตามหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส.3 ก.) เลขที่ 3252 ตำบลบึง อำเภอศรีราชา จังหวัดชลบุรี ซึ่งกระทำขึ้นเมื่อวันที่ 17 พฤษภาคม 2537, 28 พฤษภาคม 2546 และวันที่ 27 พฤศจิกายน 2546 เพื่อให้จำเลยที่ 1 โอนที่ดินดังกล่าวเฉพาะส่วนแก่โจทก์ทั้งสองคนละ 130 ตารางวา ซึ่งที่ดินดังกล่าวเป็นทรัพย์สินของนายโพล้ว ผู้ตาย และตกเป็นของโจทก์ทั้งสองเฉพาะส่วน เมื่อนายโพล้ว ผู้ตายถึงแก่ความตายตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1599 วรรคหนึ่ง การฟ้องคดีของโจทก์ทั้งสองเป็นการใช้สิทธิในฐานะบุคคลผู้อยู่ในฐานะอันจะให้จดทะเบียนสิทธิของตนได้อยู่ก่อนตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1300 ไม่ใช่การฟ้องคดีเกี่ยวกับการจัดการมรดกตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1733 วรรคสอง จึงไม่ขาดอายุความ 5 ปี ตามมาตรานี้ และไม่ใช่การฟ้องคดีละเมิดซึ่งมีอายุความ 1 ปี ตามมาตรา 448 จึงไม่ขาดอายุความ 1 ปี ตามมาตรา 448 ด้วย คดีมีปัญหาตามฎีกาโจทก์ทั้งสองประการต่อมาว่า โจทก์ทั้งสองมีสิทธิฟ้องขอให้เพิกถอนการโอนที่ดินตามหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส.3 ก.) เลขที่ 3252 ตำบลบึง อำเภอศรีราชา จังหวัดชลบุรี ของจำเลยที่ 1 ฉบับลงวันที่ 17 พฤษภาคม 2537 และระหว่างจำเลยที่ 1 กับจำเลยที่ 2 ซึ่งจดทะเบียนโอนเมื่อวันที่ 28 พฤษภาคม 2546 และระหว่างจำเลยที่ 2 กับจำเลยที่ 3 ซึ่งจดทะเบียนโอนเมื่อวันที่ 27 พฤศจิกายน 2546 หรือไม่ เห็นว่า นายโพล้ว ผู้ตายถึงแก่ความตายโดยมิได้ทำพินัยกรรมไว้ ทรัพย์มรดกของนายโพล้วผู้ตายจึงตกเป็นของทายาทโดยธรรมซึ่งคือบุตรทั้งห้า ซึ่งรวมโจทก์ทั้งสองและจำเลยที่ 1 ด้วย การที่จำเลยที่ 1 ในฐานะผู้จัดการมรดกของผู้ตายโอนที่ดินตามหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส.3 ก.) เลขที่ 3252 ตำบลบึง อำเภอศรีราชา จังหวัดชลบุรี ซึ่งเป็นทรัพย์มรดกของผู้ตายเป็นของตนเอง แล้วโอนต่อไปให้จำเลยที่ 2 โดยไม่แบ่งให้แก่ทายาทโดยธรรมคนอื่นอีก 4 คน ซึ่งรวมโจทก์ทั้งสองด้วย ย่อมเป็นการโอนไปหรือการจัดการมรดกโดยไม่ชอบ ทำให้โจทก์ทั้งสองผู้อยู่ในฐานะอันจะจดทะเบียนโอนที่ดินพิพาทได้อยู่ก่อนแล้วเสียเปรียบ โจทก์ทั้งสองจึงขอให้เพิกถอนการจดทะเบียนโอนที่ดินพิพาทได้ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1300 แม้ข้อเท็จจริงจะฟังได้ว่าจำเลยที่ 1 ชำระหนี้แทนกองมรดกไป 2 ครั้ง เป็นเงินรวม 62,000 บาท แต่จำนวนเงินที่จำเลยที่ 1ชำระไปน้อยกว่าราคาที่ดินมรดกของผู้ตายมาก จำเลยที่ 1 จึงไม่อาจนำที่ดินมรดกตีใช้หนี้จำเลยที่ 1 ได้ ส่วนที่เจ้ามรดกกู้เงินมาเพื่อให้บุตรหรือบุตร จำเลยที่ 1 ใช้จ่ายก็ไม่ทำให้หนี้ของกองมรดกกลายเป็นหนี้ของจำเลยที่ 1 จำเลยที่ 1 จึงยังเป็นเจ้าหนี้กองมรดกและมีสิทธิให้โจทก์ทั้งสองเฉลี่ยรับภาระหนี้ที่จำเลยที่ 1 ชำระแทนกองมรดกไป คนละ 62,000 บาท หารด้วย 5 เป็นเงินคนละ 12,400 บาท ก่อนที่จำเลยที่ 1 จะโอนที่ดินมรดกที่โจทก์ทั้งสองมีสิทธิได้รับคนละ 129 ตารางวา แก่โจทก์ทั้งสอง จำเลยที่ 3 รับซื้อที่ดินพิพาทมาจากจำเลยที่ 2 ซึ่งรับโอนที่ดินพิพาทจากจำเลยที่ 1 ผู้จัดการมรดกของผู้ตายโดยไม่มีค่าตอบแทน จำเลยที่ 2 จึงไม่ได้รับความคุ้มครองเพราะกรณีไม่ต้องตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1300 และไม่มีสิทธิขายที่ดินพิพาทให้แก่จำเลยที่ 3 แม้จำเลยที่ 3 จะรับโอนมาโดยสุจริต เสียค่าตอบแทนและจดทะเบียนโดยสุจริต จำเลยที่ 3 ก็ไม่มีสิทธิในที่ดินพิพาทตามหลักที่ว่า ผู้รับโอนไม่มีสิทธิดีกว่าผู้โอน การที่จำเลยที่ 2 จดทะเบียนโอนขายที่ดินพิพาทส่วนของโจทก์ทั้งสองให้แก่จำเลยที่ 3 จึงไม่มีผลทางกฎหมาย ที่จะใช้ยันแก่โจทก์ทั้งสองได้ โจทก์ทั้งสองมีสิทธิขอให้เพิกถอนการโอนที่ดินดังกล่าวได้ ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 2 พิพากษายกฟ้องโจทก์ทั้งสองมานั้น ไม่ต้องด้วยความเห็นของศาลฎีกา ฎีกาของโจทก์ทั้งสองฟังขึ้น

พิพากษากลับ ให้บังคับตามคำพิพากษาของศาลชั้นต้น แต่ให้โจทก์ทั้งสองชำระเงินแก่จำเลยที่ 1 คนละ 12,400 บาท ก่อน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 448 วรรคหนึ่ง ม. 1300 ม. 1599 วรรคหนึ่ง ม. 1733 วรรคสอง
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นางช้อน ค้ำจุน กับพวก
จำเลย — นางองุ่น กิ่งแก้ว กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดพัทยา — นายสิงห์พิทักษ์ ละมูลมอญ
ศาลอุทธรณ์ภาค 2 — นายจรัญ เนาวพนานนท์
ชื่อองค์คณะ
สุรศักดิ์ วาจาสิทธิศิลป์
ศรีอัมพร ศาลิคุปต์
สวัสดิ์ สุรวัฒนานันท์
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 13687/2556
#554824
เปิดฉบับเต็ม

สัญญาค้ำประกันเบิกเงินเกินบัญชีเอกสารหมาย จ.10 ที่ ค. ผู้ตายค้ำประกันบริษัท ล. จำกัด ผู้เบิกเงินเกินบัญชีต่อธนาคารจำเลย ระบุว่า ข้อ 2 ผู้ค้ำประกันยอมเข้ารับผิดร่วมกับผู้เบิกเงินเกินบัญชีข้อ 4 ในกรณีที่ผู้เบิกเงินเกินบัญชีผิดนัด ผู้ค้ำประกันยอมสละสิทธิที่จะต่อสู้ให้ธนาคารบังคับชำระหนี้จากทรัพย์สินของผู้เบิกเงินเกินบัญชีก่อนเรียกร้องให้ผู้ค้ำประกันรับผิด ถ้าธนาคารมิได้รับชำระหนี้ ผู้ค้ำประกันยินยอมชำระหนี้ที่ค้างโดยพลันถึงแม้การดำเนินการเช่นนั้นธนาคารจะได้แจ้งหรือมิได้แจ้งให้ผู้ค้ำประกันทราบก่อนก็ตาม และถึงแม้จะมิได้เรียกร้องหรือฟ้องร้องผู้ค้ำประกันร่วมกับผู้เบิกเงินเกินบัญชี ดังนี้ ผู้ตายเป็นเจ้าหนี้จำเลยในเงินฝากประจำ 3 เดือน และจำเลยเป็นหนี้ผู้ตายตามสัญญาค้ำประกันเบิกเงินเกินบัญชี ซึ่งผู้ตายและจำเลยต่างมีความผูกพันซึ่งกันและกันโดยมูลหนี้อันมีวัตถุเป็นอย่างเดียวกัน และหนี้ทั้งสองรายนั้นถึงกำหนดจะชำระ เมื่อผู้ค้ำประกันตายความรับผิดตามสัญญาค้ำประกันไม่ระงับสิ้นไป ลูกหนี้ฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งย่อมจะหลุดพ้นจากหนี้ของตนด้วยวิธีหักกลบลบกันได้เพียงเท่าจำนวนที่ตรงกันในมูลหนี้ทั้งสองฝ่ายนั้น ตาม ป.พ.พ. มาตรา 341 วรรคหนึ่ง ดังนั้น จำเลยมีสิทธินำเงินฝากของผู้ตายหักชำระหนี้ได้

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยชำระเงิน 9,831,972.87 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงิน 9,033,782.50 บาท นับถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์

จำเลยให้การขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยชำระเงิน 9,033,782.50 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงินดังกล่าวนับตั้งแต่วันที่ 6 ตุลาคม 2547 เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ในฐานะผู้จัดการมรดกของผู้ตาย กับให้จำเลยใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์โดยกำหนดค่าทนายความ 20,000 บาท

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษากลับให้ยกฟ้องโจทก์ ให้โจทก์ใช้ค่าฤชาธรรมเนียมและ ค่าทนายความทั้งสองศาลแทนจำเลย โดยกำหนดค่าทนายความรวม 3,000 บาท

โจทก์ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ว่า จำเลยมีสิทธินำเงินฝากประจำของผู้ตายหักชำระหนี้ได้หรือไม่ เห็นว่า ตามสำเนาสัญญาค้ำประกันเบิกเงินเกินบัญชี ที่นายคงศักดิ์ ผู้ตายค้ำประกันบริษัทโลหะตะกั่วไทย จำกัด ผู้เบิกเงินเกินบัญชีต่อธนาคารจำเลยระบุว่า ข้อ 2 ผู้ค้ำประกันยอมเข้ารับผิดร่วมกับผู้เบิกเงินเกินบัญชี ข้อ 4 ในกรณีที่ผู้เบิกเงินเกินบัญชีผิดนัด ผู้ค้ำประกันยอมสละสิทธิที่จะต่อสู้ให้ธนาคารบังคับเอาชำระหนี้จากทรัพย์สินของผู้เบิกเงินเกินบัญชีก่อนเรียกร้องให้ผู้ค้ำประกันรับผิด ถ้าธนาคารมิได้รับชำระหนี้ ผู้ค้ำประกันจึงยินยอมจะชำระหนี้ที่ค้างชำระอยู่โดยพลัน ถึงแม้ว่าการดำเนินการเช่นว่านั้นธนาคารจะได้แจ้งหรือมิได้แจ้งให้ผู้ค้ำประกันทราบก่อนก็ตาม และถึงแม้จะมิได้เรียกร้อง หรือฟ้องร้องผู้ค้ำประกันร่วมกับผู้เบิกเงินเกินบัญชี ดังนี้ ผู้ตาย เป็นเจ้าหนี้จำเลยในเงินฝากประจำ 3 เดือน และจำเลยเป็นเจ้าหนี้ผู้ตายตามสัญญาค้ำประกันเบิกเงิน เกินบัญชี ซึ่งผู้ตายและจำเลยต่างมีความผูกพันซึ่งกันและกัน โดยมูลหนี้อันมีวัตถุเป็นอย่างเดียวกัน และหนี้ทั้งสองรายนั้นถึงกำหนดจะชำระ เมื่อผู้ค้ำประกันตายความรับผิดตามสัญญาค้ำประกันไม่ระงับสิ้นไป ลูกหนี้ฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งย่อมจะหลุดพ้นจากหนี้ของตนด้วยหักกลบลบกันได้เพียงเท่าจำนวนที่ตรงกันในมูลหนี้ทั้งสองฝ่ายนั้น ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 341 วรรคหนึ่ง ดังนั้น จำเลยมีสิทธินำเงินฝากประจำของผู้ตายหักชำระหนี้ได้ ที่ศาลอุทธรณ์วินิจฉัยว่า จำเลยจึงใช้สิทธิแจ้งการหักกลบลบหนี้ไปยังโจทก์ในฐานะผู้จัดการมรดกของผู้ตายซึ่งเป็นผู้ค้ำประกัน และหนี้เบิกเงินเกินบัญชีครบกำหนดชำระแล้วนั้นได้ ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ส่วนที่โจทก์ฎีกาว่า ตามสำเนาการ์ดบัญชีกระแสรายวันของบริษัทโลหะตะกั่วไทย จำกัด ระบุว่ายังคงมีดอกเบี้ยค้างชำระสะสมจำนวน 55,153.77 บาท อีกทั้งจำเลยไม่ได้นำสืบให้เห็นว่าได้นำเงินจำนวน 9,033,782.50 บาท ไปหักชำระเงินต้นและดอกเบี้ยจำนวนเท่าใด คิดคำนวณถูกต้องหรือไม่นั้น นอกคำฟ้องนอกประเด็น ศาลฎีกาไม่วินิจฉัยให้ ฎีกาของโจทก์ฟังไม่ขึ้น

พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 341 วรรคหนึ่ง
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นางสุลัดดา กลีบบัวและนางศิริวรรณ มนะเวส
ในฐานะผู้จัดการมรดกของนายคงศักดิ์ กลีบบัว
จำเลย — ธนาคารกรุงเทพ จำกัด (มหาชน)
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลแพ่งกรุงเทพใต้ — นายสุวัจน์ สาสนพิจิตร์
ศาลอุทธรณ์ — นายดลจรัส รัตนโสภิต
ชื่อองค์คณะ
สุรพันธุ์ ละอองมณี
จักร อุตตโม
ธราธร ศิลปโอสถ
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 13674/2556
#562631
เปิดฉบับเต็ม

การที่จำเลยจะมีความผิดฐานบุกรุกตามฟ้องได้ต้องปรากฏด้วยว่า จำเลยมีเจตนาที่จะเข้าไปในที่ดินพิพาทเพื่อแย่งการครอบครองที่ดินพิพาทจากผู้ร้องทั้งๆ ที่จำเลยทราบดีอยู่แล้วว่า ผู้ร้องมีสิทธิดีกว่าตน แต่เมื่อพิเคราะห์พฤติการณ์ของจำเลยที่ได้โต้แย้งสิทธิของนายสมนึกและผู้ร้องในที่ดินพิพาทโดยกล่าวอ้างถึงสิทธิของตนในที่ดินพิพาทและท้าทายให้ไปฟ้องศาลตลอดมา ประกอบกับข้อเท็จจริงที่ได้ความว่าผู้ร้องกับจำเลยเป็นญาติกัน ทั้งจำเลยยังเป็นทายาทคนหนึ่งของ จ. ซึ่งเป็นเจ้าของที่ดินพิพาทมาตั้งแต่เดิมด้วยแล้ว เห็นว่า จำเลยอาจเข้าใจโดยสุจริตว่าช่วงเวลาเกิดเหตุยังอยู่ในช่วงที่โต้แย้งกรรมสิทธิ์ในที่ดินพิพาทกันอยู่และจำเลยมีสิทธิในที่ดินพิพาทดีกว่าผู้ร้องก็เป็นได้ พยานหลักฐานของโจทก์จึงมีข้อน่าสงสัยตามสมควรว่า จำเลยมีเจตนาบุกรุกที่ดินพิพาทหรือไม่ ให้ยกประโยชน์แห่งความสงสัยให้จำเลยตาม ป.วิ.อ. มาตรา 227 วรรคสอง จำเลยจึงไม่มีความผิดฐานบุกรุกตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

อย่างไรก็ตามแม้การกระทำของจำเลยไม่เป็นความผิดอาญาเพราะขาดเจตนา แต่การกระทำของจำเลยเป็นการเข้าไปเกี่ยวข้องกับที่ดินพิพาทโดยไม่มีสิทธิที่จะกระทำได้ จึงเป็นการกระทำละเมิดต่อผู้ร้อง แม้ในคดีส่วนอาญาจำเลยจะไม่มีความผิดตามที่โจทก์ฟ้อง แต่ในคดีส่วนแพ่งก็ต้องเป็นไปตามบทบัญญัติแห่งกฎหมายว่าด้วยความรับผิดของบุคคลในทางแพ่ง ตาม ป.วิ.อ. มาตรา 47 วรรคแรก ดังนั้นเมื่อผู้ร้องไม่ประสงค์ให้จำเลยเข้าไปเกี่ยวข้องกับที่ดินพิพาทอีกต่อไป จำเลยจึงต้องออกไปจากที่ดินพิพาทและชำระค่าสินไหมทดแทนแก่ผู้ร้อง

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 362

ผู้เสียหายยื่นคำร้องขอให้จำเลยชดใช้ค่าเสียหาย 193,600 บาท กับค่าเสียหายอีกเดือนละ 12,000 บาท นับถัดจากวันยื่นคำร้องไปจนกว่าจำเลยจะออกไปจากที่ดิน และขับไล่จำเลยและบริวารให้ออกไปจากที่ดินพิพาท

จำเลยให้การปฏิเสธ และให้การในคดีส่วนแพ่งว่าที่ดินพิพาทเป็นของจำเลย ผู้เสียหายไม่ได้รับความเสียหายไม่มีสิทธิเรียกค่าเสียหาย

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 362 จำคุก 2 เดือน ทางนำสืบของจำเลยเป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้หนึ่งในสาม ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คงจำคุก 40 วัน เปลี่ยนโทษจำคุกเป็นกักขังแทน ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 23 ให้จำเลยชดใช้ค่าเสียหายแก่ผู้ร้องเดือนละ 3,000 บาท นับตั้งแต่วันที่ 27 พฤศจิกายน 2549 เป็นต้นไปจนกว่าจำเลยจะออกไปจากที่ดินพิพาท กับให้จำเลยและบริวารออกไปจากที่ดินพิพาท คำขออื่นนอกจากนี้ให้ยก

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 8 พิพากษากลับ ให้ยกฟ้อง และให้ยกคำพิพากษาศาลชั้นต้นที่ให้จำเลยชดใช้ค่าเสียหายแก่ผู้เสียหาย

โจทก์และผู้ร้องฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์และผู้ร้องว่า จำเลยกระทำความผิดฐานบุกรุกตามคำพิพากษาศาลชั้นต้นหรือไม่ เห็นว่า โจทก์มีผู้ร้องมาเบิกความยืนยันสอดคล้องกับหนังสือสัญญาขายที่ดิน ว่าผู้ร้องซื้อที่ดินพิพาทจากนางเปื้อม ผู้จัดการมรดกของนายสมนึกซึ่งรับการยกให้ที่ดินพิพาทมาจากนายจาง เจ้าของที่ดินพิพาทเดิม ซึ่งจำเลยไม่ได้นำสืบโต้แย้งเป็นอย่างอื่น ทั้งนางเปื้อมพยานจำเลยยังเบิกความเจือสมข้อนำสืบของโจทก์ดังกล่าว ข้อเท็จจริงจึงรับฟังได้ว่า ผู้ร้องเป็นเจ้าของที่ดินพิพาท ส่วนที่จำเลยนำสืบต่อสู้ว่า จำเลยมีสิทธิในที่ดินพิพาทดีกว่าผู้ร้องเพราะจำเลยทำกินในที่ดินพิพาทมาตั้งแต่เกิด ส่วนผู้ร้องซื้อที่ดินพิพาทมาตั้งแต่ที่ดินพิพาทมีเอกสารสิทธิเป็นหนังสือรับรองการทำประโยชน์โดยยังไม่เคยเข้าไปทำประโยชน์ในที่ดินพิพาทเลยนั้น จำเลยไม่มีพยานหลักฐานใดมาแสดงว่าจำเลยได้สิทธิในที่ดินพิพาทอย่างไร แม้จำเลยมีนางเปื้อมมาเบิกความสนับสนุนในเรื่องนี้ว่า จำเลยอยู่ในที่ดินพิพาทโดยปลูกยางพาราและปลูกบ้านพักอาศัยในที่ดินพิพาทจนถึงปัจจุบัน แต่คำเบิกความของจำเลยและนางเปื้อมขัดแย้งกับสภาพที่ดินพิพาทตามพยานเอกสารที่พันตำรวจโทสันติซึ่งเป็นพยานคนกลางจัดทำไว้โดยแผนที่สังเขปแสดงสถานที่เกิดเหตุ ระบุว่า จุดหมายเลข 1 คือที่ดินพิพาท จุดหมายเลข 2 คือบ้านพักของจำเลย แสดงว่าบ้านของจำเลยไม่ได้อยู่ในที่ดินพิพาท และบันทึกการตรวจสถานที่เกิดเหตุคดีอาญาบันทึกไว้ว่า สภาพทั่วไปของที่ดินพิพาทเป็นพื้นที่ดิน ซึ่งอยู่หลังบ้านของจำเลย มีสภาพเป็นป่า ส่อแสดงให้เห็นว่าก่อนเกิดเหตุคดีนี้ไม่มีใครทำประโยชน์ในที่ดินพิพาทมาก่อน ข้อนำสืบของจำเลยจึงไม่มีน้ำหนักพอหักล้างพยานหลักฐานของผู้ร้องได้ ข้อเท็จจริงรับฟังได้ว่าผู้ร้องมีสิทธิในที่ดินพิพาทดีกว่าจำเลย การที่จำเลยเข้าไปแผ้วถางป่าในที่ดินพาทในวันเวลาเกิดเหตุตามฟ้องจึงเป็นการเข้าไปในอสังหาริมทรัพย์ของโจทก์โดยไม่มีสิทธิที่จะกระทำได้โดยชอบด้วยกฎหมาย อย่างไรก็ตาม การที่จำเลยจะมีความผิดฐานบุกรุกตามฟ้องได้จะต้องปรากฏด้วยว่าจำเลยมีเจตนาที่จะเข้าไปในที่ดินพิพาทเพื่อแย่งการครอบครองที่ดินพิพาทจากผู้ร้องทั้ง ๆ ที่จำเลยทราบดีอยู่แล้วว่า ผู้ร้องมีสิทธิดีกว่าตน แต่เมื่อพิเคราะห์พฤติการณ์ของจำเลยที่ได้โต้แย้งสิทธิของนายสมนึกและผู้ร้องในที่ดินพิพาทโดยกล่าวอ้างถึงสิทธิของตนในที่ดินพิพาทและท้าทายให้ไปฟ้องศาลตลอดมาประกอบกับข้อเท็จจริงที่ได้ความว่า ผู้ร้องกับจำเลยเป็นญาติกัน ทั้งจำเลยยังเป็นทายาทคนหนึ่งของนายจาง ซึ่งเป็นเจ้าของที่ดินพิพาทมาตั้งแต่เดิมด้วยแล้ว เห็นว่า จำเลยอาจเข้าใจโดยสุจริตว่าช่วงเวลาเกิดเหตุยังอยู่ในช่วงที่โต้แย้งกรรมสิทธิ์ในที่ดินพิพาทกันอยู่และจำเลยมีสิทธิในที่ดินพิพาทดีกว่าผู้ร้องก็เป็นได้ พยานหลักฐานของโจทก์จึงมีข้อน่าสงสัยตามสมควรว่า จำเลยมีเจตนาบุกรุกที่ดินพิพาทหรือไม่ ให้ยกประโยชน์แห่งความสงสัยให้จำเลยตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 227 วรรคสอง จำเลยจึงไม่มีความผิดฐานบุกรุกตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 8 พิพากษายกฟ้องมานั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วยในผล ฎีกาของโจทก์และผู้ร้องในข้อนี้ฟังไม่ขึ้น ส่วนที่ผู้ร้องฎีกาขอให้ศาลฎีกามีคำสั่งยืนตามคำพิพากษาศาลชั้นต้นในส่วนคดีแพ่งนั้น เห็นว่า แม้การกระทำของจำเลยไม่เป็นความผิดอาญาเพราะขาดเจตนาดังวินิจฉัยมาแล้ว แต่การกระทำของจำเลยเป็นการเข้าไปเกี่ยวข้องกับที่ดินพิพาทโดยไม่มีสิทธิที่จะกระทำได้ จึงเป็นการกระทำละเมิดต่อผู้ร้อง แม้ในคดีส่วนอาญาจำเลยจะไม่มีความผิดตามที่โจทก์ฟ้อง แต่ในคดีส่วนแพ่งก็ต้องเป็นไปตามบทบัญญัติแห่งกฎหมายว่าด้วยความรับผิดของบุคคลในทางแพ่ง ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 47 วรรคแรก ดังนั้นเมื่อผู้ร้องไม่ประสงค์ให้จำเลยเข้าเกี่ยวข้องกับที่ดินพิพาทอีกต่อไป จำเลยจึงต้องออกไปจากที่ดินพิพาทและชำระค่าสินไหมทดแทนแก่ผู้ร้อง ฎีกาของผู้ร้องในข้อนี้ฟังขึ้น

พิพากษาแก้เป็นว่า ให้บังคับคดีส่วนแพ่งตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 8
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.อ. ม. 47
ป.อ. ม. 362
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการจังหวัดกระบี่
ผู้ร้อง — นายนิติพันธ์ แสงชูทอง
จำเลย — นางรพีภรณ์ ทองเมือง
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดกระบี่ — นายมานิตย์ ธนะกิจรุ่งเรือง
ศาลอุทธรณ์ภาค 8 — นายสมศักดิ์ ขวัญแก้ว
ชื่อองค์คณะ
ชาตรี สุริยะวิจิตรวงศ์
อภิรัตน์ ลัดพลี
ธงชัย เสนามนตรี
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 13598/2556
#554985
เปิดฉบับเต็ม

โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยในความผิดฐานมีเมทแอมเฟตามีนไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่าย และฐานเป็นผู้ขับขี่เสพเมทแอมเฟตามีนตาม พ.ร.บ.ยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 มาตรา 15, 57, 66, 91 และ พ.ร.บ.จราจรทางบก พ.ศ.2522 มาตรา 43 ทวิ, 157/1 อันเป็นความผิดเกี่ยวกับยาเสพติดตาม พ.ร.บ.วิธีพิจารณาคดียาเสพติด พ.ศ.2550 มาตรา 5 ด้วย ซึ่งมาตรา 18 วรรคหนึ่ง แห่ง พ.ร.บ.ดังกล่าว บัญญัติว่า "ให้ศาลอุทธรณ์พิจารณาพิพากษาหรือมีคำสั่งโดยมิชักช้า และภายใต้บังคับแห่งบทบัญญัติมาตรา 16 และมาตรา 19 คำพิพากษาหรือคำสั่งของศาลอุทธรณ์เฉพาะการกระทำซึ่งเป็นความผิดเกี่ยวกับยาเสพติดให้เป็นที่สุด" และมาตรา 19 วรรคหนึ่ง บัญญัติว่า "ในกรณีที่ศาลอุทธรณ์พิพากษาหรือมีคำสั่งในคดีความผิดเกี่ยวกับยาเสพติดตามมาตรา 18 วรรคหนึ่งแล้ว คู่ความอาจยื่นคำขอโดยทำเป็นคำร้องไปพร้อมกับฎีกาต่อศาลฎีกาภายในกำหนดหนึ่งเดือนนับแต่วันอ่านหรือถือว่าได้อ่านคำพิพากษาหรือคำสั่งของศาลนั้นให้คู่ความฝ่ายที่ขออนุญาตฎีกาฟัง เพื่อขอให้พิจารณารับฎีกาไว้วินิจฉัยก็ได้" เมื่อจำเลยฎีกาโต้แย้งคำพิพากษาศาลอุทธรณ์เฉพาะความผิดฐานมีเมทแอมเฟตามีนไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่ายโดยไม่ได้ปฏิบัติตามมาตรา 19 วรรคหนึ่ง คำพิพากษาศาลอุทธรณ์จึงเป็นที่สุดตามมาตรา 18 วรรคหนึ่ง

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่าไม่ชำระค่าปรับให้จัดการตาม ป.อ. มาตรา 29, 30 ถือเป็นกรณีที่ศาลชั้นต้นไม่ได้สั่งให้กักขังจำเลยไว้เป็นอย่างอื่น ดังนั้น หากจะกักขังจำเลยแทนค่าปรับก็กักขังได้เพียง 1 ปี ตาม ป.อ. มาตรา 30 วรรคแรก การที่ศาลอุทธรณ์พิพากษาแก้เป็นว่า หากต้องกักขังแทนค่าปรับให้กักขังไม่เกิน 2 ปี โดยโจทก์ไม่ได้อุทธรณ์ถือว่าเป็นการเพิ่มโทษจำเลย ซึ่งเป็นการไม่ชอบ คำพิพากษาศาลอุทธรณ์ในส่วนนี้ไม่ชอบด้วยกฎหมาย จึงไม่เป็นที่สุดตาม พ.ร.บ.วิธีพิจารณาคดียาเสพติด พ.ศ.2550 มาตรา 18 วรรคหนึ่ง และปัญหาดังกล่าวเป็นข้อกฎหมายที่เกี่ยวกับความสงบเรียบร้อย ศาลฎีกามีอำนาจยกขึ้นวินิจฉัยและแก้ไขให้ถูกต้องได้ตาม ป.วิ.อ. มาตรา 195 วรรคสอง ประกอบมาตรา 225

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 32, 33, 80, 91, 138, 288, 289 พระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 มาตรา 4, 7, 8, 15, 57, 66, 91, 102 พระราชบัญญัติจราจรทางบก พ.ศ.2522 มาตรา 43 ทวิ, 157/1 ริบเมทแอมเฟตามีน โทรศัพท์เคลื่อนที่และเงินสด 1,000 บาท ของกลาง พักใช้ใบอนุญาตขับขี่ของจำเลยมีกำหนดไม่น้อยกว่า 6 เดือน หรือเพิกถอนใบอนุญาตขับขี่ของจำเลย นับโทษจำคุกของจำเลยต่อจากโทษจำคุกของจำเลยในคดีอาญาหมายเลขดำที่ 513/2551 ของศาลจังหวัดปราจีนบุรี

จำเลยให้การปฏิเสธ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 138 วรรคสอง, 289 (2) ประกอบมาตรา 80 พระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 มาตรา 15 วรรคสาม (2), 57, 66 วรรคสาม, 91, 102 พระราชบัญญัติจราจรทางบก พ.ศ.2522 มาตรา 43 ทวิ (ที่ถูก มาตรา 43 ทวิ วรรคหนึ่ง), 157/1 วรรคสอง การกระทำของจำเลยเป็นการกระทำหลายกรรม ลงโทษทุกกรรมเป็นกระทงความผิดไปตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 ฐานพยายามฆ่าเจ้าพนักงานซึ่งกระทำการตามหน้าที่และฐานต่อสู้ขัดขวางเจ้าพนักงานเป็นกรรมเดียวผิดกฎหมายหลายบท ลงโทษฐานพยายามฆ่าเจ้าพนักงานซึ่งเป็นบทที่มีโทษหนักที่สุดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 จำคุกตลอดชีวิต ฐานมีเมทแอมเฟตามีนไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่าย จำคุกตลอดชีวิต และปรับ 1,200,000 บาท ฐานเสพเมทแอมเฟตามีนขณะขับรถ เป็นกรรมเดียวเป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบท ให้ลงโทษตามพระราชบัญญัติจราจรทางบกซึ่งเป็นกฎหมายบทที่มีโทษหนักที่สุดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 จำคุก 8 เดือน คำให้การรับสารภาพในชั้นจับกุมและคำรับชั้นสอบสวนของจำเลยเป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้หนึ่งในสามตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 ประกอบมาตรา 53 คงลงโทษจำเลยฐานพยายามฆ่าเจ้าพนักงาน จำคุก 33 ปี 4 เดือน ฐานมีเมทแอมเฟตามีนไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่าย จำคุก 33 ปี 4 เดือน และปรับ 800,000 บาท ฐานเสพเมทแอมเฟตามีนขณะขับรถ จำคุก 5 เดือน 10 วัน รวมโทษทุกกระทงแล้วให้จำคุก 50 ปี ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 (3) และปรับ 800,000 บาท ไม่ชำระค่าปรับให้จัดการตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 29, 30 ริบเมทแอมเฟตามีน โทรศัพท์เคลื่อนที่และเงินสด 1,000 บาท ของกลาง พักใช้ใบอนุญาตขับขี่ของจำเลยมีกำหนด 6 เดือน ส่วนที่โจทก์ขอให้นับโทษต่อจากโทษของจำเลยในคดีอาญาหมายเลขดำที่ 513/2551 ของศาลจังหวัดปราจีนบุรี ให้ยกคำขอ

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์แผนกคดียาเสพติดพิพากษาแก้เป็นว่า ให้ยกฟ้องโจทก์ในความผิดฐานพยายามฆ่าเจ้าพนักงานซึ่งกระทำการตามหน้าที่และฐานต่อสู้ขัดขวางเจ้าพนักงานในการปฏิบัติหน้าที่ คงจำคุกจำเลย 33 ปี 9 เดือน 10 วัน และปรับ 800,000 บาท หากต้องกักขังแทนค่าปรับให้กักขังไม่เกิน 2 ปี คืนเงินสดของกลางแก่เจ้าของ นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

จำเลยฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า เห็นว่า คดีนี้ โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยในความผิดฐานมีเมทแอมเฟตามีนไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่าย และฐานเป็นผู้ขับขี่เสพเมทแอมเฟตามีน ตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 มาตรา 15, 57, 66, 91 และพระราชบัญญัติจราจรทางบก พ.ศ.2522 มาตรา 43 ทวิ, 157/1 อันเป็นความผิดเกี่ยวกับยาเสพติด ตามพระราชบัญญัติวิธีพิจารณาคดียาเสพติด พ.ศ.2550 มาตรา 5 ด้วย ซึ่งมาตรา 18 วรรคหนึ่ง แห่งพระราชบัญญัติดังกล่าว บัญญัติว่า "ให้ศาลอุทธรณ์พิจารณาพิพากษาหรือมีคำสั่งโดยมิชักช้า และภายใต้บังคับแห่งบทบัญญัติมาตรา 16 และมาตรา 19 คำพิพากษาหรือคำสั่งของศาลอุทธรณ์เฉพาะการกระทำซึ่งเป็นความผิดเกี่ยวกับยาเสพติดให้เป็นที่สุด" และมาตรา 19 วรรคหนึ่ง บัญญัติว่า "ในกรณีที่ศาลอุทธรณ์พิพากษาหรือมีคำสั่งในคดีความผิดเกี่ยวกับยาเสพติดตามมาตรา 18 วรรคหนึ่งแล้ว คู่ความอาจยื่นคำขอโดยทำเป็นคำร้องไปพร้อมกับฎีกาต่อศาลฎีกาภายในกำหนดหนึ่งเดือนนับแต่วันอ่านหรือถือว่าได้อ่านคำพิพากษาหรือคำสั่งของศาลนั้นให้คู่ความฝ่ายที่ขออนุญาตฎีกาฟัง เพื่อขอให้พิจารณารับฎีกาไว้วินิจฉัยก็ได้" เมื่อจำเลยฎีกาโต้แย้งคำพิพากษาศาลอุทธรณ์เฉพาะความผิดฐานมีเมทแอมเฟตามีนไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่ายโดยไม่ได้ปฏิบัติตามมาตรา 19 วรรคหนึ่ง คำพิพากษาศาลอุทธรณ์จึงเป็นที่สุดตามมาตรา 18 วรรคหนึ่ง ที่ศาลชั้นต้นรับฎีกาของจำเลย จึงเป็นการไม่ชอบ ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัย

อนึ่ง เกี่ยวกับการบังคับชำระค่าปรับจากจำเลย ที่ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า ไม่ชำระค่าปรับให้จัดการตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 29, 30 ถือเป็นกรณีที่ศาลชั้นต้นไม่ได้สั่งให้กักขังจำเลยไว้เป็นอย่างอื่น ดังนั้น หากจะกักขังจำเลยแทนค่าปรับก็กักขังได้เพียง 1 ปี ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 30 วรรคแรก การที่ศาลอุทธรณ์พิพากษาแก้เป็นว่า หากต้องกักขังแทนค่าปรับให้กักขังไม่เกิน 2 ปี โดยโจทก์ไม่ได้อุทธรณ์ถือว่าเป็นการเพิ่มเติมโทษจำเลย ซึ่งเป็นการไม่ชอบ คำพิพากษาศาลอุทธรณ์ในส่วนนี้ไม่ชอบด้วยกฎหมาย จึงไม่เป็นที่สุดตามพระราชบัญญัติวิธีพิจารณาคดียาเสพติด พ.ศ.2550 มาตรา 18 วรรคหนึ่ง ปัญหาดังกล่าวเป็นข้อกฎหมายที่เกี่ยวกับความสงบเรียบร้อย ศาลฎีกามีอำนาจยกขึ้นวินิจฉัยและแก้ไขให้ถูกต้องได้ ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 195 วรรคสอง ประกอบมาตรา 225

พิพากษายกฎีกาของจำเลย แต่กรณีต้องกักขังจำเลยแทนค่าปรับให้กักขังไม่เกิน 1 ปี
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.อ. ม. 195 วรรคสอง ม. 225
ป.อ. ม. 29 ม. 30
พ.ร.บ.วิธีพิจารณาคดียาเสพติด พ.ศ.2550 ม. 5 ม. 18 วรรคหนึ่ง ม. 19 วรรคหนึ่ง
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการจังหวัดลำปาง
จำเลย — นายพิชิต สุริวงษ์
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดลำปาง — นางพนิดา เชาวนปรีชา
ศาลอุทธรณ์ — นายตุลยวัต พรหมพันธ์ใจ
ชื่อองค์คณะ
ธีระพงศ์ จิระภาค
นิยุต สุภัทรพาหิรผล
สุทธินันท์ เสียมสกุล
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 13587/2556
#559151
เปิดฉบับเต็ม

จำเลยผู้เป็นนายจ้างมอบหมายให้โจทก์ผู้เป็นลูกจ้างไปทำความเข้าใจกับพนักงานของจำเลยเรื่องจำเลยย้ายสถานประกอบกิจการไปจังหวัดสมุทรสาครและให้พนักงานแสดงความประสงค์ว่าจะย้ายไปยังที่ทำงานใหม่หรือไม่ แต่โจทก์แจ้ง ส. ผู้จัดการโรงงานว่าจำเลยจะเล่นงานและบีบให้ ส. ออกจากงาน กับบอก ท. พนักงานแผนกบัญชีว่าหากลงชื่อในใบแสดงความประสงค์ย้ายไปทำงานที่สำนักงานใหม่แล้วไม่ยอมไป เมื่อถึงเวลาย้ายจะถูกจำเลยฟ้องคดี พฤติการณ์ดังกล่าวเป็นการเล็งเห็นผลได้ว่าอาจก่อให้เกิดความหวาดระแวงระหว่างพนักงานกับจำเลย ทำให้เกิดความปั่นป่วนในหมู่พนักงานอันจะส่งผลกระทบต่อการย้ายสถานประกอบกิจการของจำเลยโดยตรงที่อาจเกิดความยุ่งยากมากขึ้น โจทก์ในฐานะผู้ได้รับมอบหมายให้ทำความเข้าใจกับพนักงานไม่สมควรกระทำเช่นนี้ โจทก์กระทำการอันไม่สมแก่การปฏิบัติหน้าที่ของตนให้ลุล่วงไปโดยถูกต้องและสุจริต และจงใจทำให้จำเลยได้รับความเสียหาย จำเลยเลิกจ้างโจทก์ได้โดยไม่ต้องจ่ายค่าจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้าตาม ป.พ.พ. มาตรา 583 และไม่ต้องจ่ายค่าชดเชยตาม พ.ร.บ.คุ้มครองแรงงาน พ.ศ.2541 มาตรา 119 (2)

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยชำระค่าจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้า 34,436 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ค่าชดเชย 17,510 บาท และค่าจ้างค้างจ่าย 2,918 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 15 ต่อปี นับแต่วันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์

จำเลยให้การขอให้ยกฟ้อง

ศาลแรงงานกลางพิพากษาให้จำเลยชำระค่าชดเชย 17,510 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 15 ต่อปี ค่าจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้า 34,436 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ดอกเบี้ยของเงินทั้งสองจำนวนนับแต่วันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์

จำเลยอุทธรณ์ต่อศาลฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีแรงงานวินิจฉัยว่า ศาลแรงงานกลางฟังข้อเท็จจริงว่า โจทก์เริ่มทำงานกับจำเลยตั้งแต่วันที่ 1 กุมภาพันธ์ 2553 ได้รับค่าจ้างอัตราสุดท้ายเดือนละ 17,510 บาท กำหนดจ่ายค่าจ้างทุกวันที่ 30 ของเดือน จำเลยเลิกจ้างโจทก์เมื่อวันที่ 2 กรกฎาคม 2553 โดยไม่ได้จ่ายค่าจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้าและค่าชดเชยให้แก่โจทก์ อ้างเหตุโจทก์จงใจทำให้จำเลยได้รับความเสียหายและฝ่าฝืนข้อบังคับเกี่ยวกับการทำงานกรณีร้ายแรง โดยโจทก์ได้รับมอบหมายจากกรรมการบริหารของจำเลยให้ทำความเข้าใจกับพนักงานเกี่ยวกับการย้ายสำนักงานและโรงงาน และให้พนักงานแสดงความประสงค์ว่าจะย้ายไปยังที่ทำการใหม่หรือไม่ โจทก์เป็นผู้แจ้งแก่นายสุเทพ ผู้จัดการโรงงานว่ากรรมการจำเลยจะเล่นงานและหาทางบีบให้นายสุเทพออกจากการทำงาน นายสุเทพนำเรื่องดังกล่าวไปสอบถามกรรมการผู้จัดการจำเลยและได้รับแจ้งว่าไม่มีเหตุการณ์ดังกล่าวเกิดขึ้น อีกทั้งยังแจ้งให้นายสุเทพทราบว่าประสงค์จะให้นายสุเทพดูแลการย้ายโรงงานให้เรียบร้อย โจทก์แจ้งพนักงานแผนกบัญชีโดยเฉพาะนางสาวนงนภัส และนางสาวทิพมน ว่าหากลงชื่อในใบแสดงความประสงค์ว่าจะย้ายไปทำงานที่สำนักงานใหม่ แต่เมื่อถึงเวลาย้ายแล้วไม่ยอมไปจะถูกจำเลยฟ้องคดี ต่อมาจำเลยชี้แจงยืนยันในที่ประชุมว่าจำเลยจะไม่มีการฟ้องร้องพนักงานที่แสดงความประสงค์จะย้ายไปทำงานที่สำนักงานใหม่แต่ภายหลังไม่ยอมย้าย ซึ่งการยืนยันของจำเลยดังกล่าวนี้กระทำขึ้นถัดจากวันที่โจทก์บอกแก่พนักงานแผนกบัญชีดังกล่าวข้างต้น ทั้งนี้โจทก์ได้รับค่าจ้างค้างจ่ายตามฟ้องจากจำเลยครบถ้วนแล้ว แล้ววินิจฉัยว่า โจทก์เพียงบอกกล่าวให้นายสุเทพทราบเป็นการส่วนตัวเนื่องจากความสนิทสนมกรณีจึงยังถือไม่ได้ว่าเป็นพฤติกรรมที่ร้ายแรง ส่วนข้อความที่บอกกล่าวแก่พนักงานแผนกบัญชีมีลักษณะเป็นการออกความเห็นมากกว่าจะยืนยันข้อเท็จจริง ไม่มีลักษณะเป็นการข่มขู่ ยุยง ส่งเสริม ทั้งไม่ถึงขนาดที่จะทำให้จำเลยถูกต่อต้าน หรือแตกแยกสามัคคีในหมู่พนักงานหรือทำให้เกิดความไม่สงบเรียบร้อยในหมู่พนักงาน คดีจึงฟังไม่ได้ว่าโจทก์กระทำการอันเป็นการผิดข้อบังคับเกี่ยวกับการทำงาน และไม่ใช่เรื่องที่โจทก์จงใจทำให้จำเลยได้รับความเสียหาย จำเลยลงโทษโจทก์ด้วยการเลิกจ้างโดยไม่ชอบ

คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของจำเลยว่าโจทก์จงใจทำให้จำเลยได้รับความเสียหายหรือไม่ จำเลยต้องจ่ายค่าชดเชยและค่าจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้าให้แก่โจทก์หรือไม่ เห็นว่า การที่โจทก์ซึ่งเป็นเจ้าหน้าที่สรรหาและฝึกอบรมได้รับมอบหมายจากจำเลยให้ไปทำความเข้าใจกับพนักงานเกี่ยวกับเรื่องการย้ายสถานประกอบกิจการไปยังจังหวัดสมุทรสาครและให้พนักงานแสดงความประสงค์ว่าจะย้ายไปยังที่ทำงานใหม่หรือไม่ แต่โจทก์กลับเป็นผู้บอกนายสุเทพว่ากรรมการจำเลยจะเล่นงานและหาทางบีบให้นายสุเทพออกจากงาน จนทำให้นายสุเทพต้องนำเรื่องไปสอบถามกรรมการผู้จัดการจำเลย แต่ได้รับแจ้งว่าไม่มีเหตุการณ์ดังกล่าวเกิดขึ้นและประสงค์จะให้นายสุเทพดูแลการย้ายสถานประกอบกิจการให้เรียบร้อย อีกทั้งโจทก์ยังได้บอกพนักงานแผนกบัญชีโดยเฉพาะนางสาวนงนภัสและนางสาวทิพมนว่าหากลงชื่อในใบแสดงความประสงค์ว่าจะย้ายไปทำงานที่สำนักงานใหม่แล้วไม่ยอมไป เมื่อถึงเวลาย้ายจะถูกจำเลยฟ้องคดี จนทำให้ผู้บริหารจำเลยต้องประชุมชี้แจงว่าไม่เป็นความจริง พฤติการณ์ของโจทก์ดังกล่าวเป็นการเล็งเห็นผลได้ว่าอาจก่อให้เกิดความหวาดระแวงระหว่างพนักงานกับจำเลยทำให้เกิดความปั่นป่วนในหมู่พนักงานอันจะส่งผลกระทบต่อการย้ายสถานประกอบกิจการของจำเลยโดยตรงที่อาจเกิดความยุ่งยากมากขึ้น ซึ่งโจทก์ในฐานะผู้ได้รับมอบหมายให้ทำความเข้าใจกับพนักงานในเรื่องดังกล่าวไม่สมควรกระทำเช่นนี้การกระทำของโจทก์นอกจากเป็นการกระทำอันไม่สมแก่การปฏิบัติหน้าที่ของตนให้ลุล่วงไปโดยถูกต้องและสุจริตแล้ว ยังเป็นการจงใจทำให้จำเลยได้รับความเสียหายอีกด้วย จำเลยจึงเลิกจ้างโจทก์ได้โดยไม่ต้องจ่ายค่าจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้าตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 583 และไม่ต้องจ่ายค่าชดเชยให้แก่โจทก์ตามพระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน พ.ศ.2541 มาตรา 119 (2) ที่ศาลแรงงานกลางพิพากษาให้จำเลยจ่ายค่าจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้าและค่าชดเชยให้แก่โจทก์มานั้นศาลฎีกาไม่เห็นพ้องด้วย อุทธรณ์ของจำเลยฟังขึ้น

พิพากษากลับให้ยกฟ้องโจทก์
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 583
พ.ร.บ.คุ้มครองแรงงาน พ.ศ.2541 ม. 119 (2)
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นายชลากร ธรรมวีรกุล
จำเลย — บริษัทฟินิกส์นิวเทคโนโลยี จำกัด
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลแรงงานกลาง — นายทรงชัย ทิพยผลาผลกุล
ชื่อองค์คณะ
ธีระพงศ์ จิระภาค
ชัยวัฒน์ เวียงธีรวัฒน์
วิรุฬห์ แสงเทียน
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 13582/2556
#554950
เปิดฉบับเต็ม

วันที่ 12 พฤศจิกายน 2548 จำเลยที่ 3 ทำสัญญาค้ำประกันการทำงานของจำเลยที่ 1 โดยยอมรับผิดอย่างลูกหนี้ร่วม สัญญาค้ำประกันไม่มีข้อความระบุไว้ชัดแจ้งว่าจำเลยที่ 3 ยอมรับผิดในหนี้ที่จำเลยที่ 1 ก่อให้เกิดขึ้นก่อนวันทำสัญญาค้ำประกัน จำเลยที่ 3 จึงไม่ต้องรับผิดในหนี้ที่เกิดขึ้นก่อนวันที่ 12 พฤศจิกายน 2548

โจทก์ไม่สามารถนำสืบได้ว่าสินค้าของโจทก์สูญหายตั้งแต่วันที่ 12 พฤศจิกายน 2548 (วันทำสัญญาค้ำประกัน) ถึงวันที่ 9 ธันวาคม 2548 เป็นจำนวนเงินเท่าใด จำเลยที่ 3 ผู้ค้ำประกันจึงไม่ต้องรับผิดร่วมกับจำเลยที่ 1

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยทั้งสามร่วมกันชำระเงิน 1,012,219.50 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี จากต้นเงิน 999,723 บาท นับถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์

จำเลยทั้งสามขาดนัด ศาลแรงงานภาค 2 มีคำสั่งว่าจำเลยทั้งสามขาดนัดและพิจารณาชี้ขาดตัดสินคดีไปฝ่ายเดียวตามพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงาน พ.ศ.2522 มาตรา 40 วรรคสอง

ศาลแรงงานภาค 2 พิพากษาให้จำเลยทั้งสามร่วมกันชำระเงิน1,012,219.50 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี จากต้นเงิน 999,723 บาท นับแต่วันถัดจากวันฟ้อง (วันที่ 8 เมษายน 2549) เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์

ระหว่างการบังคับคดีจำเลยที่ 3 ยื่นคำร้องขอให้พิจารณาคดีใหม่ ศาลแรงงานภาค 2 ไต่สวนแล้ว เห็นว่าจำเลยที่ 3 ไม่ได้รับหมายเรียกและสำเนาคำฟ้องจริงจึงอนุญาตให้พิจารณาคดีใหม่เฉพาะจำเลยที่ 3

จำเลยที่ 3 ให้การและแก้ไขคำให้การขอให้ยกฟ้อง

ศาลแรงงานภาค 2 พิพากษายกฟ้องโจทก์สำหรับจำเลยที่ 3

โจทก์อุทธรณ์ต่อศาลฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีแรงงานวินิจฉัยว่า ศาลแรงงานภาค 2 รับฟังข้อเท็จจริงว่า จำเลยที่ 1 และที่ 2 ลูกจ้างโจทก์ในตำแหน่งผู้จัดการคลังและเสมียนร่วมกันยักยอกสินค้าของโจทก์ตั้งแต่วันที่ 13 มกราคม 2548 ถึงวันที่ 9 ธันวาคม 2548 รวมเป็นเงิน 999,723 บาท จำเลยที่ 3 ทำสัญญาค้ำประกันการทำงานของจำเลยที่ 1 โดยยอมรับผิดอย่างลูกหนี้ร่วมเมื่อวันที่ 12 พฤศจิกายน 2548 คดีมีปัญหาตามอุทธรณ์ของโจทก์ว่าจำเลยที่ 3 จะต้องร่วมรับผิดกับจำเลยที่ 1 ในฐานะผู้ค้ำประกันตามสัญญาค้ำประกันหรือไม่ เห็นว่า เมื่อสัญญาค้ำประกันไม่มีข้อความระบุไว้ชัดแจ้งว่าจำเลยที่ 3 ยอมรับผิดในหนี้ที่จำเลยที่ 1 ก่อให้เกิดขึ้นก่อนวันที่จำเลยที่ 3 เข้าเป็นผู้ค้ำประกัน จำเลยที่ 3 จึงไม่ต้องรับผิดในหนี้ที่เกิดตั้งแต่วันที่ 13 มกราคม 2548 ถึงวันที่ 11 พฤศจิกายน 2548 แต่จำนวนหนี้ตั้งแต่วันที่ 12 พฤศจิกายน 2548 อันเป็นวันทำสัญญาค้ำประกันจนถึงวันที่ 9 ธันวาคม 2548 นั้น ก็ระคนปนกันอยู่ในจำนวนของหนี้ทั้งหมด เมื่อโจทก์ไม่สามารถนำสืบให้เห็นได้ว่าสินค้าของโจทก์สูญหายไปเท่าใด จึงไม่อาจคำนวณความเสียหายที่เกิดขึ้นจริงในช่วงระยะเวลาดังกล่าวได้ว่าเป็นจำนวนเงินเท่าใด จำเลยที่ 3 ในฐานะผู้ค้ำประกันจึงไม่ต้องร่วมรับผิดกับจำเลยที่ 1 ที่ศาลแรงงานภาค 2 พิพากษายกฟ้อง ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย อุทธรณ์ของโจทก์ฟังไม่ขึ้น

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 680
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — บริษัทเมืองทองเซรามิค จำกัด
จำเลย — นายสุทัศน์ สุขประเสริฐ กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลแรงงานภาค 2 — นางเศรณี ศิริมังคละ
ชื่อองค์คณะ
ธีระพงศ์ จิระภาค
ชัยวัฒน์ เวียงธีรวัฒน์
วิรุฬห์ แสงเทียน
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 13581/2556
#554949
เปิดฉบับเต็ม

โจทก์ประกอบกิจการขนส่งทางบก ไม่มีข้อบังคับเกี่ยวกับการทำงานกำหนดให้การดื่มสุราในขณะลูกจ้างรอเวลาขับรถบรรทุกไปส่งสินค้าให้ลูกค้าเป็นความผิด แต่มีระเบียบไม่เป็นลายลักษณ์อักษรว่าเมื่อพนักงานขับรถบรรทุกไปรับสินค้าจากลูกค้าแล้วนำรถมาจอดไว้ในบริเวณที่ทำการของโจทก์จังหวัดชลบุรี ห้ามพนักงานขับรถดังกล่าวดื่มสุรา เป็นการออกระเบียบเพื่อป้องกันไม่ให้พนักงานขับรถบรรทุกที่รอเวลาขับรถบรรทุกสินค้าไปส่งสินค้าให้ลูกค้ามีอาการเมาสุราจากการดื่มสุราและอาจยังมีอาการเมาต่อเนื่องไปจนถึงเวลาต้องปฏิบัติหน้าที่ขับรถไปส่งสินค้าให้ลูกค้า การขับรถในขณะเมาสุราเป็นความผิดต่อกฎหมายซึ่งมีโทษทางอาญา อาจก่อให้เกิดอุบัติเหตุได้ง่ายอันจะทำให้โจทก์เสียหาย และอาจเป็นอันตรายต่อชีวิต ร่างกาย หรือทรัพย์สินของบุคคลภายนอกด้วยระเบียบของโจทก์จึงชอบด้วยกฎหมายและเป็นธรรม

ว. เป็นลูกจ้างของโจทก์ตำแหน่งพนักงานขับรถบรรทุกพ่วง 18 ล้อ ว. เมาสุราในเวลาประมาณ 20 นาฬิกา ขณะที่รอให้ถึงเวลา 2 นาฬิกา ของวันรุ่งขึ้นเพื่อขับรถบรรทุกสินค้าจากที่ทำการโจทก์จังหวัดชลบุรีไปส่งให้ลูกค้าที่จังหวัดปทุมธานี แม้ ว. สามารถไปส่งสินค้าให้ลูกค้าและขับรถมาจอดที่สำนักงานโจทก์จังหวัดชลบุรีโดยปลอดภัย ก็ต้องถือว่า ว. ฝ่าฝืนระเบียบอันชอบด้วยกฎหมายและเป็นธรรมของโจทก์ผู้เป็นนายจ้างเป็นกรณีร้ายแรง โจทก์เลิกจ้าง ว. ได้โดยไม่ต้องจ่ายค่าชดเชยตาม พ.ร.บ.คุ้มครองแรงงาน พ.ศ.2541 มาตรา 119 (4)

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้เพิกถอนคำสั่งพนักงานตรวจแรงงานสำนักงานสวัสดิการและคุ้มครองแรงงานจังหวัดชลบุรีที่ 201/2549 ฉบับลงวันที่ 12 ธันวาคม 2549 และคืนเงินค่าชดเชย 37,800 บาท และเงินประกัน 2,800 บาท ให้แก่โจทก์

จำเลยให้การขอให้ยกฟ้อง

ศาลแรงงานภาค 2 พิพากษายกฟ้อง

โจทก์อุทธรณ์ต่อศาลฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีแรงงานวินิจฉัยว่า คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของโจทก์ว่าการกระทำของนายวุฒิเป็นการฝ่าฝืนระเบียบของโจทก์กรณีร้ายแรงและโจทก์ต้องจ่ายค่าชดเชยให้แก่นายวุฒิตามคำสั่งของจำเลยหรือไม่ เห็นว่า แม้โจทก์ไม่มีข้อบังคับเกี่ยวกับการทำงานกำหนดให้การดื่มสุราในขณะพนักงานขับรถบรรทุกรอเวลาขับรถบรรทุกไปส่งสินค้าให้แก่ลูกค้าเป็นความผิด แต่การที่โจทก์มีระเบียบไม่เป็นลายลักษณ์อักษรว่าเมื่อพนักงานขับรถบรรทุกไปรับสินค้าจากลูกค้าของโจทก์แล้วนำรถบรรทุกมาจอดไว้บริเวณที่ทำการของโจทก์จังหวัดชลบุรี ห้ามพนักงานขับรถดังกล่าวดื่มสุรานั้น ย่อมเห็นได้ว่าการออกระเบียบหรือคำสั่งดังกล่าวเพื่อป้องกันมิให้พนักงานขับรถบรรทุกที่รอเวลาขับรถบรรทุกสินค้าไปส่งให้แก่ลูกค้าของโจทก์มีอาการเมาสุราจากการดื่มสุราและอาจยังคงมีอาการเมาต่อเนื่องไปจนถึงเวลาที่ต้องปฏิบัติหน้าที่ขับรถบรรทุกไปส่งสินค้าให้แก่ลูกค้า เพราะการขับรถในขณะเมาสุรานอกจากจะเป็นความผิดต่อกฎหมายอันมีโทษทางอาญาแล้ว ยังอาจก่อให้เกิดอุบัติเหตุขึ้นได้โดยง่ายอันจะทำให้โจทก์ได้รับความเสียหาย และอาจเป็นอันตรายต่อชีวิตร่างกายหรือทรัพย์สินของบุคคลภายนอกด้วย ระเบียบของโจทก์นับว่าชอบด้วยกฎหมายและเป็นธรรม การที่นายวุฒิมีอาการเมาสุราในช่วงเวลาประมาณ 20 นาฬิกา ขณะที่รอให้ถึงเวลา 2 นาฬิกา ของวันรุ่งขึ้นเพื่อขับรถบรรทุกสินค้าจากที่ทำการโจทก์จังหวัดชลบุรีไปส่งให้แก่ลูกค้าที่จังหวัดปทุมธานีซึ่งเป็นระยะทางไกล แม้จะไม่ได้ความแน่ชัดว่าขณะขับรถบรรทุกพ่วง 18 ล้อไปส่งสินค้านายวุฒิยังคงอยู่ในอาการเมาสุรา และนายวุฒิสามารถขับรถบรรทุกพ่วง 18 ล้อไปส่งสินค้าให้แก่ลูกค้าโดยไม่ได้รับความเสียหายและขับกลับมาจอดที่ทำการโจทก์จังหวัดชลบุรีโดยปลอดภัยก็ตาม ก็ต้องถือว่านายวุฒิฝ่าฝืนระเบียบอันชอบด้วยกฎหมายและเป็นธรรมของโจทก์ผู้เป็นนายจ้างเป็นกรณีที่ร้ายแรงแล้ว เมื่อโจทก์เลิกจ้างนายวุฒิด้วยเหตุดังกล่าวโจทก์จึงไม่ต้องจ่ายค่าชดเชยตามพระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน พ.ศ. 2541 มาตรา 119 (4) คำสั่งของจำเลยที่ให้โจทก์จ่ายค่าชดเชยแก่นายวุฒิจึงไม่ถูกต้อง มีเหตุสมควรที่จะเพิกถอนคำสั่งในส่วนนี้ ที่ศาลแรงงานภาค 2 พิพากษายกฟ้องมานั้นศาลฎีกาไม่เห็นพ้องด้วย อุทธรณ์ของโจทก์ฟังขึ้น

พิพากษาแก้เป็นว่า ให้เพิกถอนคำสั่งที่ 201/2549 ลงวันที่ 12 ธันวาคม 2549 ของจำเลยเฉพาะในส่วนที่สั่งให้โจทก์จ่ายค่าชดเชยแก่นายวุฒิ นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลแรงงานภาค 2
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.คุ้มครองแรงงาน พ.ศ.2541 ม. 119 (4)
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — บริษัทอี.ที.ชลบุรีขนส่ง (1996) จำกัด
นางสาวสาคร สนธิเจริญ ในฐานะ
จำเลย — พนักงานตรวจแรงงาน
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลแรงงานภาค 2 — นายพันธ์เทพ เปรมประเสริฐสุข
ชื่อองค์คณะ
ปดารณี ลัดพลี
ชัยวัฒน์ เวียงธีรวัฒน์
อนันต์ ชุมวิสูตร
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 13580/2556
#561068
เปิดฉบับเต็ม

การนัดหยุดงานเป็นการที่ลูกจ้างแต่ละคนที่ร่วมนัดหยุดงานต่างละทิ้งการงานที่ตามปกติตนมีหน้าที่ปฏิบัติ ย่อมก่อให้เกิดความเสียหายแก่นายจ้าง

ผู้คัดค้านซึ่งเป็นลูกจ้างของผู้ร้อง เป็นกรรมการลูกจ้าง และเป็นผู้แทนเจรจาของสหภาพแรงงาน ล. เข้าร่วมในการนัดหยุดงานที่ไม่มีการแจ้งเป็นหนังสือให้พนักงานประนอมข้อพิพาทแรงงานและผู้ร้องผู้เป็นนายจ้างทราบล่วงหน้า นอกจากเป็นการฝ่าฝืน พ.ร.บ.แรงงานสัมพันธ์ พ.ศ.2518 มาตรา 34 วรรคสอง ซึ่งมีโทษตามมาตรา 139 แล้ว การที่ผู้คัดค้านเข้าร่วมในการนัดหยุดงานยังมีผลกระทบกระเทือนต่อกิจการของผู้ร้องไม่ให้ดำเนินไปได้ตามปกติ ย่อมทำให้ผู้ร้องได้รับความเสียหาย เป็นกรณีผู้คัดค้านจงใจทำให้ผู้ร้องได้รับความเสียหาย ประกอบกับผู้คัดค้านเข้าร่วมการนัดหยุดงานตั้งแต่วันที่ 9 พฤศจิกายน 2549 จนถึงวันฟ้อง (วันที่ 8 ตุลาคม 2551) ก็ยังไม่กลับเข้าทำงาน จึงมีเหตุสมควรที่ผู้ร้องจะเลิกจ้างผู้คัดค้านได้

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
คดีนี้เดิมศาลแรงงานกลางสั่งให้รวมพิจารณาเป็นคดีเดียวกันกับคดีหมายเลขดำที่ 934/2549 ของศาลแรงงานกลาง โดยให้เรียกผู้คัดค้านนี้ว่าผู้คัดค้านที่ 10 ต่อมาทนายผู้ร้องยื่นคำร้องขอถอนคำร้องผู้คัดค้านที่ 1, 2, 3, 4, 6, 7, 11, 12 และทนายผู้ร้องกับผู้คัดค้านที่ 5, 8, 9 ตกลงทำสัญญาประนีประนอมยอมความ ศาลแรงงานกลางมีคำสั่งให้จำหน่ายคดีผู้คัดค้านอื่น คงเหลือแต่ผู้คัดค้านที่ 10 ซึ่งเป็นผู้คัดค้านในคดีนี้

ผู้ร้องยื่นคำร้องขออนุญาตเลิกจ้างผู้คัดค้าน

ผู้คัดค้านยื่นคำคัดค้านขอให้ยกคำร้อง

ศาลแรงงานกลางมีคำสั่งอนุญาตให้บริษัทไลอ้อนไทร์ส (ประเทศไทย) จำกัด ผู้ร้องเลิกจ้างนายชรายุทธ ผู้คัดค้านได้

ผู้คัดค้านอุทธรณ์ต่อศาลฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีแรงงานวินิจฉัยว่า ศาลแรงงานกลางฟังข้อเท็จจริงเป็นยุติว่า ผู้คัดค้านเป็นกรรมการลูกจ้างของผู้ร้อง และเป็นผู้แทนเจรจาของสหภาพแรงงานไลอ้อนไทร์สแห่งประเทศไทย เมื่อวันที่ 2 ตุลาคม 2549 สหภาพแรงงานไลอ้อนไทร์สแห่งประเทศไทยยื่นข้อเรียกร้องต่อผู้ร้องเพื่อเปลี่ยนแปลงสภาพการจ้าง แต่ไม่สามารถตกลงกันได้ ต่อมาผู้ร้องยื่นข้อเรียกร้องเพื่อขอเปลี่ยนแปลงสภาพการจ้างเช่นกัน พนักงานประนอมข้อพิพาทแรงงานนัดไกล่เกลี่ยหลายครั้งจนกระทั่งถึงวันนัดไกล่เกลี่ยวันที่ 8 พฤศจิกายน 2549 แต่ไม่สามารถตกลงกันได้ นายทิศชัย พนักงานประนอมข้อพิพาทแรงงานทำบันทึกและแจ้งให้ทั้งสองฝ่ายทราบโดยตลอดว่าระหว่างที่ข้อตกลงเกี่ยวกับสภาพการจ้างฉบับลงวันที่ 4 กันยายน 2547 ยังมีผลใช้บังคับ ห้ามมิให้นัดหยุดงานหรือปิดงาน ทั้งนัดทั้งสองฝ่ายเจรจาครั้งต่อไปวันที่ 15 พฤศจิกายน 2549 แต่ปรากฏว่าลูกจ้างผู้ร้องนัดหยุดงานในวันที่ 9 พฤศจิกายน 2549 ทั้งมิได้แจ้งเป็นหนังสือให้พนักงานประนอมข้อพิพาทแรงงานและผู้ร้องทราบแล้ววินิจฉัยว่า การนัดหยุดงานของลูกจ้างผู้ร้องเป็นการฝ่าฝืนพระราชบัญญัติแรงงานสัมพันธ์ พ.ศ.2518 การนัดหยุดงานไม่ชอบด้วยกฎหมาย ลูกจ้างที่นัดหยุดงานย่อมไม่ได้รับการคุ้มครอง ผู้คัดค้านเป็นผู้เข้าร่วมในการนัดหยุดงานอันมิชอบด้วยกฎหมาย หลังจากมีการนัดหยุดงานเป็นต้นมาผู้คัดค้านอ้างว่าตนเป็นผู้แทนเจรจาข้อตกลง จึงไม่จำต้องเข้าทำงานเลยซึ่งไม่ถูกต้อง พฤติกรรมของผู้คัดค้านจึงมีเหตุสมควรและเพียงพอที่จะอนุญาตให้เลิกจ้างได้

มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของผู้คัดค้านประการสุดท้ายว่ามีเหตุสมควรเลิกจ้างผู้คัดค้านหรือไม่ เห็นว่า การนัดหยุดงานเป็นการที่ลูกจ้างแต่ละคนที่ร่วมนัดหยุดงานต่างละทิ้งการงานที่ตามปกติตนมีหน้าที่ปฏิบัติ ย่อมก่อให้เกิดความเสียหายแก่นายจ้าง ผู้คัดค้านซึ่งเป็นลูกจ้างของผู้ร้อง เป็นกรรมการลูกจ้าง และเป็นผู้แทนเจรจาของสหภาพแรงงานไลอ้อนไทร์สแห่งประเทศไทยเข้าร่วมในการนัดหยุดงานกับลูกจ้างอื่นของผู้ร้องซึ่งเป็นการนัดหยุดงานที่ไม่ได้แจ้งเป็นหนังสือให้พนักงานประนอมข้อพิพาทแรงงานและผู้ร้องผู้เป็นนายจ้างทราบล่วงหน้าตามข้อเท็จจริงที่ศาลแรงงานกลางวินิจฉัยมา นอกจากเป็นการฝ่าฝืนพระราชบัญญัติแรงงานสัมพันธ์ พ.ศ.2518 มาตรา 34 วรรคสอง ที่บัญญัติว่า "ไม่ว่ากรณีจะเป็นประการใด ห้ามมิให้นายจ้างปิดงานหรือลูกจ้างนัดหยุดงานโดยมิได้แจ้งเป็นหนังสือให้พนักงานประนอมข้อพิพาทแรงงานและอีกฝ่ายหนึ่งทราบล่วงหน้าเป็นเวลาอย่างน้อยยี่สิบสี่ชั่วโมงนับแต่เวลาที่รับแจ้ง" ซึ่งผู้ฝ่าฝืนมีโทษตามมาตรา 139 ต้องระวางโทษจำคุกไม่เกินหกเดือน หรือปรับไม่เกินหนึ่งหมื่นบาท หรือทั้งจำทั้งปรับแล้ว การที่ผู้คัดค้านเข้าร่วมในการนัดหยุดงานยังมีผลกระทบกระเทือนต่อกิจการของผู้ร้องไม่ให้ดำเนินไปได้ตามปกติ ย่อมทำให้ผู้ร้องได้รับความเสียหาย เป็นกรณีผู้คัดค้านจงใจทำให้ผู้ร้องได้รับความเสียหายประกอบกับผู้คัดค้านเข้าร่วมการนัดหยุดงานตั้งแต่วันที่ 9 พฤศจิกายน 2549 จนถึงวันฟ้อง (วันที่ 8 ตุลาคม 2551) ก็ยังไม่กลับเข้าทำงาน จึงมีเหตุสมควรที่ผู้ร้องจะเลิกจ้างผู้คัดค้านได้ไม่จำต้องวินิจฉัยอุทธรณ์ของผู้คัดค้านต่อไปว่าการกระทำของผู้คัดค้านเป็นการฝ่าฝืนข้อบังคับระเบียบ หรือคำสั่งอันชอบด้วยกฎหมายของผู้ร้องในกรณีร้ายแรงหรือไม่เพราะไม่ทำให้ผลแห่งคดีเปลี่ยนแปลง อุทธรณ์ของผู้คัดค้านทุกข้อฟังไม่ขึ้น

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.แรงงานสัมพันธ์ พ.ศ.2518 ม. 52
ชื่อคู่ความ
ผู้ร้อง — บริษัทไลอ้อนไทร์ส (ประเทศไทย) จำกัด
ผู้คัดค้าน — นายชรายุทธ ภูแก้ว
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลแรงงานกลาง — นายศุภกฤษฎิ์ สามิบัติ
ชื่อองค์คณะ
สุนันท์ ชัยชูสอน
ชัยวัฒน์ เวียงธีรวัฒน์
วาสนา หงส์เจริญ
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 13579/2556
#562578
เปิดฉบับเต็ม

จำเลยเป็นรัฐวิสาหกิจ คณะกรรมการแรงงานรัฐวิสาหกิจสัมพันธ์มีมติเมื่อวันที่ 10 กันยายน 2547 เห็นชอบให้ปรับค่าจ้างของลูกจ้างรัฐวิสาหกิจโดยแบ่งรัฐวิสาหกิจออกเป็น 3 กลุ่ม จำเลยอยู่ในกลุ่มที่ 3 คือรัฐวิสาหกิจที่ใช้บัญชีโครงสร้างเงินเดือนค่าจ้างของพนักงานรัฐวิสาหกิจ (ฉบับที่ 2) ตามประกาศคณะกรรมการรัฐวิสาหกิจสัมพันธ์ลงวันที่ 26 ธันวาคม พ.ศ. 2537 การปรับอัตราค่าจ้างให้มีผลใช้บังคับตั้งแต่วันที่ 1 เมษายน 2547 เป็นต้นไป วันที่ 3 พฤศจิกายน 2547 สำนักเลขาธิการคณะรัฐมนตรีมีหนังสือระบุว่าคณะรัฐมนตรีมีมติเห็นชอบให้ปรับค่าจ้างตั้งแต่วันที่ 1 เมษายน 2547 เป็นต้นไป วันที่ 1 ธันวาคม 2547 โจทก์ลาออกจากการเป็นลูกจ้างของจำเลยวันที่ 8 กุมภาพันธ์ 2548 จำเลยออกข้อบังคับว่าด้วยการจัดระเบียบบริหารงาน พ.ศ.2544 แก้ไขเพิ่มเติม (ฉบับที่ 1) พ.ศ.2548 วันที่ 15 กุมภาพันธ์ 2548 จำเลยออกคำสั่งปรับเงินเดือนพนักงานและลูกจ้างตามข้อบังคับดังกล่าว

ข้อบังคับว่าด้วยการจัดระเบียบบริหารงาน พ.ศ.2544 แก้ไขเพิ่มเติม (ฉบับที่ 1) พ.ศ.2548 ข้อ 2 ระบุว่า "ให้ยกเลิกบัญชีอัตราเงินเดือนพนักงาน (บัญชีหมายเลข 1) ท้ายข้อบังคับองค์การตลาดว่าด้วยการจัดระเบียบบริหารงาน พ.ศ.2544 และให้ใช้บัญชีอัตราเงินเดือน (บัญชีหมายเลข 1) ท้ายข้อบังคับนี้แทน" และบัญชีอัตราเงินเดือนท้ายข้อบังคับฉบับนี้ระบุว่าเป็น "บัญชีอัตราเงินเดือนของพนักงานและลูกจ้างประจำองค์การตลาด กระทรวงมหาดไทย" หมายความว่าผู้ที่ได้รับเงินเดือนตามบัญชีอัตราเงินเดือนท้ายข้อบังคับฉบับนี้ (บัญชีอัตราเงินเดือนที่ปรับใหม่) ต้องเป็นพนักงานหรือลูกจ้างของจำเลยอยู่ในวันที่ 8 กุมภาพันธ์ 2548 ที่ข้อบังคับและบัญชีอัตราเงินเดือนดังกล่าวประกาศใช้ ส่วนที่มีข้อความระบุในข้อ 3 ว่า "ข้อบังคับนี้ให้ใช้บังคับตั้งแต่วันที่ 1 เมษายน 2547 เป็นต้นไป" นั้น มีความหมายว่าผู้ที่ยังคงเป็นพนักงานและลูกจ้างของจำเลยได้รับตัวเงินตามบัญชีอัตราเงินเดือนที่ปรับใหม่นับย้อนไปถึงวันที่ 1 เมษายน 2547 ไม่มีข้อความให้จำเลยจ่ายเงินเดือนในอัตราตามบัญชีอัตราเงินเดือนที่ปรับใหม่ให้ผู้ที่ไม่ได้เป็นพนักงานของจำเลยแล้วย้อนหลังไปถึงวันที่ 1 เมษายน 2547 ด้วย

โจทก์พ้นจากการเป็นพนักงานของจำเลยในวันที่ 1 ธันวาคม 2547 ไม่ได้รับเงินเดือนตามบัญชีอัตราเงินเดือนพนักงาน (บัญชีหมายเลข 1) ท้ายข้อบังคับองค์การตลาดว่าด้วยการจัดระเบียบบริหารงาน พ.ศ.2544 (บัญชีอัตราเงินเดือนเดิม) นับแต่วันพ้นจากการเป็นพนักงาน จึงไม่ใช่พนักงานผู้ได้รับเงินเดือนตามบัญชีอัตราเงินเดือนพนักงาน (บัญชีหมายเลข 1) ท้ายข้อบังคับองค์การตลาดว่าด้วยการจัดระเบียบบริหารงาน พ.ศ.2544 (บัญชีอัตราเงินเดือนเดิม) ตั้งแต่วันที่ 1 ธันวาคม 2547 แล้ว ไม่ใช่ผู้เป็นพนักงานของจำเลย ณ วันที่ 8 กุมภาพันธ์ 2548 ที่บัญชีอัตราเงินเดือนเดิมถูกยกเลิกไปตามข้อบังคับว่าด้วยการจัดระเบียบบริหารงาน พ.ศ.2544 แก้ไขเพิ่มเติม (ฉบับที่ 1) พ.ศ.2548 โจทก์จึงไม่อยู่ในฐานะที่จะได้รับเงินเดือนตามบัญชีอัตราเงินเดือน (บัญชีหมายเลข 1) ท้ายข้อบังคับองค์การตลาดว่าด้วยการจัดระเบียบริหารงาน พ.ศ.2544 แก้ไขเพิ่มเติม (ฉบับที่ 1) พ.ศ.2548 (บัญชีอัตราเงินเดือนที่ปรับใหม่)

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยจ่ายค่าจ้าง 31,280 บาท พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 15 ต่อปี นับแต่วันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ และให้จำเลยมีคำสั่งพิจารณาขึ้นเงินเดือนความดีความชอบประจำปี 2547 - 2548 ให้แก่โจทก์

จำเลยให้การขอให้ยกฟ้อง

ศาลแรงงานกลางพิพากษายกฟ้อง

โจทก์อุทธรณ์ต่อศาลฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีแรงงานวินิจฉัยว่า มีปัญหาต้องวินิจฉัยอุทธรณ์โจทก์ประการแรกว่าโจทก์มีอำนาจฟ้องหรือไม่ โดยโจทก์อุทธรณ์ว่า โจทก์ฟ้องบังคับให้จำเลยรับผิดจ่ายเงินค่าจ้างที่จำเลยได้ปรับขึ้นให้แก่พนักงานของจำเลยตามที่มีมติคณะรัฐมนตรีให้ความเห็นชอบในการปรับขึ้นค่าจ้างแก่พนักงานรัฐวิสาหกิจ แต่จำเลยไม่ปรับขึ้นค่าจ้างให้โจทก์ เป็นการไม่ปฏิบัติตามมติคณะรัฐมนตรีดังกล่าว เป็นเหตุให้โจทก์ไม่ได้รับการปรับขึ้นค่าจ้าง จึงเป็นการโต้แย้งสิทธิของโจทก์แล้วนั้น เห็นว่า โจทก์ฟ้องว่า โจทก์เคยเป็นลูกจ้างของจำเลย ต่อมาคณะรัฐมนตรีมีมติให้ความเห็นชอบการปรับอัตราค่าจ้างของลูกจ้างรัฐวิสาหกิจตามมติคณะกรรมการแรงงานรัฐวิสาหกิจสัมพันธ์และตามที่กระทรวงแรงงานเสนอ โดยให้ปรับค่าจ้างในอัตราร้อยละ 3 เท่ากันทุกอัตรา และให้ได้รับค่าจ้างสูงกว่าอัตราที่ปรับเพิ่มร้อยละ 3 ตามอัตราค่าจ้างใหม่อีก 2 ขั้น ตั้งแต่วันที่ 1 เมษายน 2547 แต่จำเลยไม่ปรับค่าจ้างให้แก่โจทก์ จึงเป็นกรณีที่โจทก์กล่าวอ้างว่าจำเลยปฏิบัติผิดสัญญาจ้างแรงงานต่อโจทก์ อันเป็นข้อโต้แย้งเกี่ยวกับสิทธิหรือหน้าที่ของโจทก์ตามกฎหมายแพ่งตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 55 ประกอบพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงาน พ.ศ.2522 มาตรา 31 โจทก์จึงมีอำนาจฟ้องจำเลย อุทธรณ์โจทก์ประการนี้ฟังขึ้น

มีปัญหาต้องวินิจฉัยอุทธรณ์โจทก์ประการสุดท้ายว่าเลยจะต้องปรับเงินเพิ่มและจ่ายค่าจ้างให้แก่โจทก์หรือไม่ โดยโจทก์อุทธรณ์ว่า แม้โจทก์จะได้ลาออกจากการเป็นพนักงานของจำเลยเมื่อวันที่ 1 ธันวาคม 2547 แต่เมื่อคณะรัฐมนตรีได้มีมติเห็นชอบให้มีการปรับค่าจ้างตามหนังสือสำนักเลขาธิการคณะรัฐมนตรีด่วนที่สุด ที่ นร 0504/16226 ลงวันที่ 3 พฤศจิกายน 2547 ย้อนหลังไปให้มีผลตั้งแต่วันที่ 1 เมษายน 2547 ในช่วงเวลาดังกล่าวโจทก์ยังมีสถานะเป็นลูกจ้างของจำเลยอยู่ โจทก์จึงมีสิทธิได้รับการปรับเงินเพิ่มและจำเลยต้องจ่ายค่าจ้างส่วนที่ยังไม่ได้ชำระให้แก่โจทก์ นั้น เห็นว่า ศาลแรงงานกลางฟังข้อเท็จจริงว่า คณะรัฐมนตรีมีมติดังกล่าวเนื่องจากกระทรวงแรงงานมีหนังสือด่วนที่สุด ที่ รง 0509/2797 ลงวันที่ 16 กันยายน 2547 เรื่อง การปรับอัตราค่าจ้างของลูกจ้างรัฐวิสาหกิจ ซึ่งการเสนออนุมัติปรับอัตราค่าจ้างนี้ได้อ้างถึงมติคณะรัฐมนตรีเมื่อวันที่ 9 มีนาคม 2547 ที่เห็นชอบให้ปรับอัตราเงินเดือนของข้าราชการในอัตราร้อยละ 3 เท่ากันทุกอัตรา ให้ข้าราชการระดับ 1 ถึง 7 หรือเทียบเท่าได้รับเงินเดือนในอัตราที่สูงกว่าอัตราที่ปรับเพิ่มร้อยละ 3 ตามบัญชีอัตราเงินเดือนใหม่อีก 2 ขั้น โดยให้มีผลบังคับตั้งแต่วันที่ 1 เมษายน 2547 และสำนักงบประมาณมีหนังสือด่วนที่สุด ที่ 0710/592 ลงวันที่ 20 กันยายน 2547 เรื่อง การปรับอัตราค่าจ้างของลูกจ้างรัฐวิสาหกิจ ถึงเลขาธิการคณะรัฐมนตรี ขอให้เสนอคณะรัฐมนตรีให้ความเห็นชอบในการปรับอัตราค่าจ้างของลูกจ้างรัฐวิสาหกิจที่คณะกรรมการแรงงานรัฐวิสาหกิจสัมพันธ์ได้เห็นชอบไว้แล้ว ทั้งนี้ตามบทบัญญัติในมาตรา 13 (2) แห่งพระราชบัญญัติแรงงานรัฐวิสาหกิจสัมพันธ์ พ.ศ.2543 ซึ่งคณะรัฐมนตรีได้พิจารณาแล้วอนุมัติตามมติคณะกรรมการกลั่นกรองเรื่องเสนอคณะรัฐมนตรี คณะที่ 7 (ฝ่ายกฎหมาย ระบบราชการและการประชาสัมพันธ์) ที่มีมติข้อ 2.1 ว่าเห็นควรให้ความเห็นชอบการปรับอัตราค่าจ้างของลูกจ้างรัฐวิสาหกิจตามมติคณะกรรมการแรงงานรัฐวิสาหกิจสัมพันธ์ตามที่กระทรวงแรงงานเสนอ ยกเว้นรัฐวิสาหกิจที่ใช้บัญชีโครงสร้างอัตราเงินเดือนค่าจ้างของพนักงานรัฐวิสาหกิจ (ฉบับที่ 2) ตามประกาศคณะกรรมการรัฐวิสาหกิจสัมพันธ์ ลงวันที่ 26 ธันวาคม 2537 (กลุ่มที่ 3) โดยให้ปรับอัตราค่าจ้างในอัตราร้อยละ 3 เท่ากันทุกอัตรา (ยกเว้นตำแหน่งผู้ว่าการหรือผู้อำนวยการซึ่งใช้สัญญาจ้าง) และให้ได้รับค่าจ้างสูงกว่าอัตราที่ปรับเพิ่มร้อยละ 3 ตามอัตราค่าจ้างใหม่อีก 2 ขั้น เฉพาะผู้ดำรงตำแหน่งต่ำกว่าผู้อำนวยการฝ่ายหรือตำแหน่งที่เรียกชื่ออย่างอื่นซึ่งเทียบเท่าตำแหน่งผู้อำนวยการฝ่าย ทั้งนี้ตั้งแต่วันที่ 1 เมษายน 2547 เป็นต้นไป โดยให้ใช้เงินจากงบประมาณของรัฐวิสาหกิจนั้นๆ เอง มติคณะรัฐมนตรีดังกล่าวจึงมีผลในการอนุมัติให้รัฐวิสาหกิจแต่ละรายดำเนินการปรับอัตราค่าจ้างของลูกจ้างได้ตามอัตราค่าจ้างและเงื่อนไขที่กำหนดไว้ จำเลยเป็นรัฐวิสาหกิจจัดตั้งขึ้นตามพระราชกฤษฎีกาจัดตั้งองค์การตลาด พ.ศ.2496 ซึ่งตามมาตรา 19 บัญญัติให้จำเลยมีอำนาจหน้าที่วางนโยบาย และควบคุมดูแลโดยทั่วไปซึ่งกิจการขององค์กรและมีอำนาจที่จะวางข้อบังคับว่าด้วยการบรรจุ การแต่งตั้ง การเลื่อนขั้นเงินเดือน กำหนดอัตราเงินเดือนและค่าจ้าง และเงินบำเหน็จและรางวัลของพนักงาน ต่อมาเมื่อกรมสวัสดิการและคุ้มครองแรงงานมีหนังสือแจ้งให้จำเลยทราบมติคณะรัฐมนตรีดังกล่าวตามหนังสือกรมสวัสดิการและคุ้มครองแรงงาน ที่ รง 0509/ว 09299 ลงวันที่ 12 พฤศจิกายน 2547 ว่าจำเลยเป็นรัฐวิสาหกิจจัดอยู่ในกลุ่ม 3 ตามมติคณะกรรมการแรงงานรัฐวิสาหกิจสัมพันธ์และมติคณะรัฐมนตรี คณะกรรมการองค์การตลาดจึงได้มีมติในการประชุมครั้งที่ 1/2548 เมื่อวันที่ 25 มกราคม 2548 อนุมัติให้จำเลยดำเนินการปรับเงินเดือนพนักงานและลูกจ้างของจำเลยเพื่อให้เป็นไปตามมติคณะรัฐมนตรี และเห็นชอบร่างข้อบังคับองค์การตลาดว่าด้วยการจัดระเบียบบริหารงาน พ.ศ.2544 แก้ไขเพิ่มเติม (ฉบับที่ 1) พ.ศ.2548 ต่อมาในวันที่ 8 กุมภาพันธ์ 2548 จำเลยจึงออกข้อบังคับองค์การตลาดว่าด้วยการจัดระเบียบบริหารงาน พ.ศ.2544 แก้ไขเพิ่มเติม (ฉบับที่ 1) พ.ศ.2548 ข้อ 2 ระบุว่า "ให้ยกเลิกบัญชีอัตราเงินเดือนพนักงาน (บัญชีหมายเลข 1) ท้ายข้อบังคับองค์การตลาดว่าด้วยการจัดระเบียบบริหาร งาน พ.ศ.2544 และให้ใช้บัญชีอัตราเงินเดือน (บัญชีหมายเลข 1) ท้ายข้อบังคับนี้แทน" และบัญชีอัตราเงินเดือนท้ายข้อบังคับฉบับนี้ระบุว่าเป็น "บัญชีอัตราเงินเดือนของพนักงานและลูกจ้างประจำองค์การตลาด กระทรวงมหาดไทย" หมายความว่าผู้ที่ได้รับเงินเดือนตามบัญชีอัตราเงินเดือนท้ายข้อบังคับฉบับนี้ (บัญชีอัตราเงินเดือนที่ปรับใหม่) ต้องเป็นพนักงานหรือลูกจ้างของจำเลยอยู่ในวันที่ 8 กุมภาพันธ์ 2548 ที่ข้อบังคับและบัญชีอัตราเงินเดือนดังกล่าวประกาศใช้ ส่วนที่มีข้อความระบุในข้อ 3 ว่า "ข้อบังคับนี้ให้ใช้บังคับตั้งแต่วันที่ 1 เมษายน 2547 เป็นต้นไป" นั้น มีความหมายว่าผู้ที่ยังคงเป็นพนักงานและลูกจ้างของจำเลยได้รับตัวเงินตามบัญชีอัตราเงินเดือนที่ปรับใหม่นับย้อนไปถึงวันที่ 1 เมษายน 2547 อีกทั้งไม่มีข้อความให้จำเลยจ่ายเงินเดือนในอัตราตามบัญชีอัตราเงินเดือนที่ปรับใหม่ให้ผู้ที่ไม่ได้เป็นพนักงานของจำเลยแล้วย้อนหลังไปถึงวันที่ 1 เมษายน 2547 ด้วย ดังนั้นโจทก์ซึ่งพ้นจากการเป็นพนักงานของจำเลยในวันที่ 1 ธันวาคม 2547 ไม่ได้รับเงินเดือนตามบัญชีอัตราเงินเดือนพนักงาน (บัญชีหมายเลข 1) ท้ายข้อบังคับองค์การตลาดว่าด้วยการจัดระเบียบบริหารงาน พ.ศ.2544 (บัญชีอัตราเงินเดือนเดิม) นับแต่วันพ้นจากการเป็นพนักงาน จึงไม่ใช่พนักงานผู้ได้รับเงินเดือนตามบัญชีอัตราเงินเดือนพนักงาน (บัญชีหมายเลข 1) ท้ายข้อบังคับองค์การตลาดว่าด้วยการจัดระเบียบบริหารงาน พ.ศ.2544 ตั้งแต่วันที่ 1 ธันวาคม 2547 แล้ว ไม่ใช่ผู้เป็นพนักงานของจำเลย ณ วันที่ 8 กุมภาพันธ์ 2548 ที่บัญชีอัตราเงินเดือนเดิมถูกยกเลิกไปตามข้อบังคับองค์การตลาดว่าด้วยการจัดระเบียบบริหารงาน พ.ศ.2544 แก้ไขเพิ่มเติม (ฉบับที่ 1) พ.ศ.2548 ไม่อยู่ในฐานะที่จะได้รับเงินเดือนตามบัญชีอัตราเงินเดือน (บัญชีหมายเลข 1) ท้ายข้อบังคับองค์การตลาดว่าด้วยการจัดระเบียบริหารงาน พ.ศ.2544 แก้ไขเพิ่มเติม (ฉบับที่ 1) พ.ศ.2548 (บัญชีอัตราเงินเดือนที่ปรับใหม่) โจทก์จึงไม่มีสิทธิได้รับการปรับอัตราค่าจ้างเพิ่มขึ้น จำเลยไม่ต้องปรับเงิน เงินเพิ่ม และจ่ายค่าจ้างให้แก่โจทก์ตามฟ้อง อุทธรณ์โจทก์ประการสุดท้ายนี้ฟังไม่ขึ้นเช่นกัน ที่ศาลแรงงานกลางพิพากษายกฟ้องโจทก์นั้น ศาลฎีกาเห็นด้วยในผล

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.แรงงานรัฐวิสาหกิจสัมพันธ์ พ.ศ.2543 ม. 13 (2)
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นายสมชาย แก่นจันทร์
จำเลย — องค์การตลาด
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลแรงงานกลาง — นายเกษมสันต์ วิลาวรรณ
ชื่อองค์คณะ
ปัญญา สุทธิบดี
ชัยวัฒน์ เวียงธีรวัฒน์
พิทยา บุญชู
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 13572/2556
#554935
เปิดฉบับเต็ม

คดีนี้ แม้เป็นคดีเกี่ยวกับการบังคับวงศ์ญาติทั้งหลายและบริวารของผู้ถูกฟ้องขับไล่ออกจากอสังหาริมทรัพย์อันมีค่าเช่าหรืออาจให้เช่าได้ในขณะยื่นคำฟ้องไม่เกินเดือนละหนึ่งหมื่นบาท ซึ่งคู่ความในคดีต้องห้ามมิให้ฎีกาในข้อเท็จจริง แต่เมื่อศาลอุทธรณ์ภาค 7 พิพากษากลับ โจทก์จึงมีสิทธิฎีกาได้ตาม ป.วิ.พ. มาตรา 248 วรรคสาม

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
คดีสืบเนื่องมาจากโจทก์ฟ้องขอให้ขับไล่จำเลยและบริวารออกจากที่ดินตามหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส.3) เลขที่ 319 ตำบลดอนกระเบื้อง อำเภอบ้านโป่ง จังหวัดราชบุรี กับเรียกค่าเสียหาย จำเลยให้การต่อสู้คดีขอให้ยกฟ้อง ระหว่างพิจารณา จำเลยถึงแก่ความตาย ศาลชั้นต้นมีคำสั่งตั้งนายสมเกียรติ บุตรจำเลยเป็นคู่ความแทนที่จำเลย แล้วพิพากษาให้ขับไล่จำเลยและบริวารออกจากที่ดินดังกล่าวกับให้จำเลยใช้ค่าเสียหายแก่โจทก์ หลังจากนั้น โจทก์ยื่นคำร้องว่าบริวารของจำเลยไม่ปฏิบัติตามคำบังคับโดยยังคงอยู่ในที่ดินพิพาท ขอให้ศาลตั้งเจ้าพนักงานบังคับคดีดำเนินการต่อไป

ศาลชั้นต้นมีคำสั่งตั้งเจ้าพนักงานบังคับคดี ต่อมาศาลชั้นต้นมีคำสั่งให้จับกุมและกักขังผู้ร้องกับพวกอีกหลายคนซึ่งโจทก์อ้างเป็นบริวารของจำเลยที่ยังอยู่ในที่ดิน เจ้าพนักงานตำรวจจับกุมผู้ร้องได้ตามหมายจับและนำตัวผู้ร้องมาส่งศาลแล้วมีผู้รับประกันตัวผู้ร้องไป ระหว่างที่โจทก์ดำเนินการตรวจสอบเรื่องการปฏิบัติตามคำบังคับ ผู้ร้องยื่นคำร้องว่าผู้ร้องย้ายออกจากบ้านในที่ดินของโจทก์ไปเช่าบ้านอยู่ที่อำเภอบ้านโป่ง จังหวัดราชบุรี และต่อมาได้ซื้อบ้านหลังใหม่ไว้แล้ว ขอให้เพิกถอนหมายจับผู้ร้อง

ศาลชั้นต้นไต่สวนแล้ว มีคำสั่งให้เพิกถอนสัญญาประกัน และให้กักขังผู้ร้องไว้จนกว่าจะยอมปฏิบัติตามคำบังคับ แต่มิให้เกิน 6 เดือน

ผู้ร้องอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 7 พิพากษากลับว่า ไม่กักขังผู้ร้อง

โจทก์ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า คดีนี้ แม้เป็นคดีที่เกี่ยวกับการบังคับวงศ์ญาติทั้งหลายและบริวารของผู้ถูกฟ้องขับไล่ออกจากอสังหาริมทรัพย์อันมีค่าเช่าหรืออาจให้เช่าได้ในขณะยื่นคำฟ้องไม่เกินเดือนละหนึ่งหมื่นบาท ซึ่งคู่ความในคดีต้องห้ามมิให้ฎีกาในข้อเท็จจริง แต่เมื่อศาลอุทธรณ์ภาค 7 พิพากษากลับ โจทก์จึงมีสิทธิฎีกาได้ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 248 วรรคสาม มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ว่า ผู้ร้องได้ออกไปจากที่ดินพิพาทแล้วหรือไม่ ผู้ร้องเบิกความยืนยันว่าได้จดทะเบียนหย่ากับนายสมเกียรติ ซึ่งเป็นบุตรของจำเลย และผู้ร้องย้ายออกจากที่ดินพิพาทไปพักอาศัยอยู่บ้านเลขที่ 18/25 หมู่ที่ 15 ตำบลหนองอ้อ อำเภอบ้านโป่งจังหวัดราชบุรี ซึ่งผู้ร้องกับบุตรได้ร่วมกันซื้อมาแล้ว ตามสำเนาหนังสือสัญญาซื้อขายที่ดิน หนังสือสัญญาจำนองที่ดินเป็นประกัน โฉนดที่ดิน และสำเนาทะเบียนบ้าน กับมีภาพถ่ายบ้านของผู้ร้องมาแสดง ส่วนโจทก์ไม่ได้ยื่นคำคัดค้านและไม่นำพยานเข้าไต่สวนโต้แย้งว่าผู้ร้องยังคงอยู่ในที่ดินพิพาท การที่ผู้ร้องไม่ได้นำนายสมเกียรติและบุตรของผู้ร้องมาเบิกความสนับสนุนก็เป็นสิทธิของผู้ร้องที่จะนำพยานคนใดมาไต่สวนก็ได้หาได้เป็นข้อพิรุธไม่ส่วนการที่นายสมเกียรติยังไม่ได้ออกไปจากที่ดินพิพาทก็เป็นเรื่องที่โจทก์และเจ้าพนักงานบังคับคดีจะดำเนินการให้นายสมเกียรติออกไปหาได้เกี่ยวกับผู้ร้องไม่ พยานหลักฐานที่ผู้ร้องนำสืบมารับฟังได้ว่า ผู้ร้องได้ออกจากที่ดินพิพาทของโจทก์แล้ว กรณีไม่มีเหตุที่จะต้องกักขังผู้ร้องอีกต่อไป ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 7 พิพากษาไม่ให้กักขังผู้ร้องมานั้นชอบแล้ว ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาของโจทก์ฟังไม่ขึ้น

อนึ่ง ศาลอุทธรณ์ภาค 7 มิได้สั่งค่าฤชาธรรมเนียม ศาลฎีกาเห็นสมควรสั่งให้ถูกต้องตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 161 และ 167

พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมในชั้นอุทธรณ์และฎีกาให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ. ม. 248
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — มิสซังโรมันคาทอลิก กรุงเทพฯ
ผู้ร้อง — นางวี ว่องวงศ์อารีหรือมุมแดง
นางนิ่ม ชื่นผึ่ง โดยนายสมเกียรติ ว่องวงศ์อารี
จำเลย — ผู้เข้าเป็นคู่ความแทน
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดราชบุรี — นายประโยชน์ ดีสวัสด์
ศาลอุทธรณ์ภาค 7 — นายจักรกฤช เจริญเลิศ
ชื่อองค์คณะ
วิวรรต นิ่มละมัย
ทัศนีย์ จั่นสัญจัย ธรรมเกณฑ์
ชัยยุทธ ศรีจำนงค์
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 13570/2556
#554843
เปิดฉบับเต็ม

การที่อนุญาโตตุลาการตีความว่าคู่สัญญามีเจตนาที่แท้จริงและแน่นอนว่าจะให้มีการใช้อนุญาโตตุลาการภายใต้บทบัญญัติของกฎหมายไทยในการระงับข้อพิพาท และตีความให้ใช้ พ.ร.บ อนุญาโตตุลาการ พ.ศ.2545 ซึ่งเป็นกฎหมายที่ใช้บังคับอยู่ในปัจจุบันบังคับนั้น เป็นการใช้ดุลพินิจโดยชอบของอนุญาโตตุลาการและมิใช่เป็นการใช้อำนาจนอกขอบเขตอำนาจ ทั้งไม่ขัดต่อความสงบเรียบร้อยหรือศีลธรรมอันดีของประชาชน

ผู้คัดค้านยื่นข้อเรียกร้องเมื่อวันที่ 15 สิงหาคม ค.ศ.2005 (พ.ศ.2548) แต่ผู้คัดค้านพิมพ์ปีที่ยื่นข้อเรียกร้องเป็น ค.ศ.2004 (พ.ศ.2547) อนุญาโตตุลาการจึงวินิจฉัยชี้ขาดว่า นับตั้งแต่การชำระเงินครั้งสุดท้ายเมื่อวันที่ 16 พฤษภาคม 2546 จนถึงวันที่ผู้เรียกร้อง (ผู้คัดค้าน) ยื่นข้อเรียกร้องต่อสถาบันอนุญาโตตุลาการเมื่อวันที่ 15 สิงหาคม 2547 สิทธิเรียกร้องของผู้เรียกร้อง (ผู้คัดค้าน) ไม่ขาดอายุความ แต่ความจริงผู้คัดค้านยื่นข้อเรียกร้องต่อสถาบันอนุญาโตตุลาการเมื่อวันที่ 15 สิงหาคม 2548 ซึ่งสิทธิเรียกร้องของผู้คัดค้านสิ้นสุดตั้งแต่วันที่ 16 พฤษภาคม 2548 แล้ว ผู้คัดค้านยื่นข้อเรียกร้องเมื่อวันที่ 15 สิงหาคม 2548 จึงขาดอายุความ เมื่อคู่พิพาทตกลงให้ใช้กฎหมายไทยในการระงับข้อพิพาทและข้อพิพาทนี้เป็นการใช้สิทธิเรียกร้องตามสัญญาจ้างทำของซึ่งมีกำหนดอายุความ 2 ปี ตาม ป.พ.พ มาตรา 193/34 (1) การชำระหนี้ครั้งสุดท้ายเมื่อวันที่ 16 พฤษภาคม 2546 เป็นการรับสภาพหนี้ด้วยการชำระหนี้บางส่วน ทำให้อายุความสะดุดหยุดลง ตามมาตรา 193/14 (1) และเริ่มนับอายุความใหม่ตั้งแต่เวลานั้น อายุความการใช้สิทธิเรียกร้องของผู้คัดค้านจึงสิ้นสุดวันที่ 16 พฤษภาคม 2548 เมื่อผู้คัดค้านไม่ได้ใช้สิทธิเรียกร้องภายในระยะเวลาดังกล่าวสิทธิเรียกร้องของผู้คัดค้านจึงเป็นอันขาดอายุความ ผู้ร้องมีสิทธิที่จะปฏิเสธการชำระหนี้ การที่อนุญาโตตุลาการวินิจฉัยชี้ขาดประเด็นเรื่องอายุความโดยผิดหลงเช่นนี้หากมีการยอมรับหรือการบังคับตามคำชี้ขาดนั้นจะเป็นการขัดต่อความสงบเรียบร้อยหรือศีลธรรมอันดีของประชาชน มีเหตุให้เพิกถอนคำชี้ขาดของอนุญาโตตุลาการเสียตาม พ.ร.บ.อนุญาโตตุลาการ พ.ศ.2545 มาตรา 40 (2) (ข) และกรณีเช่นนี้ไม่ถือว่าต้องห้ามมิให้อุทธรณ์คำสั่งของศาลชั้นต้นตามมาตรา 45 (1) ผู้ร้องจึงมีสิทธิอุทธรณ์ต่อศาลฎีกาได้

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
ผู้ร้องยื่นคำร้องอนุญาโตตุลาการชี้ขาดประเด็นข้อกฎหมายเรื่องอายุความว่านับตั้งแต่การชำระเงินครั้งสุดท้ายซึ่งเป็นการชำระหนี้ตามสัญญาก่อสร้างระหว่างคู่สัญญาเมื่อวันที่ 16 พฤษภาคม 2546 และผู้เรียกร้อง (ผู้คัดค้าน) ได้ยื่นข้อเรียกร้องต่อสถาบันอนุญาโตตุลาการเมื่อวันที่ 15 สิงหาคม 2547 จึงชี้ขาดว่า ผู้เรียกร้อง (ผู้คัดค้าน)ยังคงมีสิทธิที่จะนำสิทธิเรียกร้องมายื่นต่อสถาบันอนุญาโตตุลาการ โดยไม่เป็นการขาดอายุความโดยความเป็นจริงแล้ว คดีนี้ผู้คัดค้านยื่นข้อเรียกร้องในปี 2548 อายุความการใช้สิทธิตามสัญญาย่อมสิ้นสุดลงในวันที่ 16 พฤษภาคม 2548 แต่ผู้คัดค้านได้ทำหนังสือมอบอำนาจและยื่นข้อเรียกร้องเมื่อวันที่ 15 สิงหาคม 2548 มิใช่วันที่ 15 สิงหาคม 2547 ดังที่อนุญาโตตุลาการหยิบยกข้อเท็จจริงมาวินิจฉัย ขอให้เพิกถอนคำชี้ขาดของอนุญาโตตุลาการคดีหมายเลขแดงที่ 25/2550

ผู้คัดค้านยื่นคำคัดค้าน ขอให้ยกคำร้อง

ศาลชั้นต้นมีคำสั่งให้ยกคำร้อง ค่าฤชาธรรมเนียมให้เป็นพับ

ผู้ร้องอุทธรณ์ต่อศาลฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่ามีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของผู้ร้องว่า มีเหตุให้เพิกถอนคำชี้ขาดของอนุญาโตตุลาการหรือไม่ เห็นว่า การที่อนุญาโตตุลาการตีความว่าคู่สัญญามีเจตนาที่แท้จริงและแน่นอนว่าจะให้มีการใช้อนุญาโตตุลาการภายใต้บทบัญญัติของกฎหมายไทยในการระงับข้อพิพาท และตีความให้ใช้พระราชบัญญัติอนุญาโตตุลาการ พ.ศ.2545 ซึ่งเป็นกฎหมายที่ใช้บังคับอยู่ในปัจจุบันบังคับนั้น เป็นการใช้ดุลพินิจโดยชอบของอนุญาโตตุลาการและมิใช่เป็นการใช้อำนาจนอกขอบเขตอำนาจ ทั้งไม่ขัดต่อความสงบเรียบร้อยหรือศีลธรรมอันดีของประชาชน ส่วนฎีกาของผู้ร้องที่ว่า อนุญาโตตุลาการวินิจฉัยชี้ขาดว่าสิทธิเรียกร้องของผู้คัดค้านไม่ขาดอายุความนั้นเป็นการวินิจฉัยชี้ขาดโดยผิดหลงเนื่องจากอาศัยข้อเท็จจริงที่ผู้คัดค้านยื่นข้อเรียกร้องเมื่อวันที่ 15 สิงหาคม ค.ศ.2005 (พ.ศ.2548) แต่ผู้คัดค้านพิมพ์ปีที่ยื่นข้อเรียกร้องเป็น ค.ศ.2004 (พ.ศ.2547) อนุญาโตตุลาการจึงวินิจฉัยชี้ขาดว่า นับตั้งแต่การชำระเงินครั้งสุดท้ายเมื่อวันที่ 16 พฤษภาคม 2546 จนถึงวันที่ ผู้เรียกร้อง (ผู้คัดค้าน) ยื่นข้อเรียกร้องต่อสถาบันอนุญาโตตุลาการเมื่อวันที่ 15 สิงหาคม 2547 สิทธิเรียกร้องของผู้เรียกร้อง (ผู้คัดค้าน) ไม่ขาดอายุความ แต่ความจริงผู้คัดค้านยื่นข้อเรียกร้องต่อสถาบันอนุญาโตตุลาการเมื่อวันที่ 15 สิงหาคม 2548 ซึ่งสิทธิเรียกร้องของผู้คัดค้านสิ้นสุดตั้งแต่วันที่ 16 พฤษภาคม 2548 แล้ว ผู้คัดค้านยื่นข้อเรียกร้องเมื่อวันที่ 15 สิงหาคม 2548 จึงขาดอายุความ นั้น เห็นว่าตามคำชี้ขาดของอนุญาโตตุลาการ อนุญาโตตุลาการได้วินิจฉัยชี้ขาดไว้ในเบื้องต้นประเด็นเรื่องอายุความสิทธิเรียกร้องของผู้เรียกร้อง (ผู้คัดค้าน) ว่า "นับตั้งแต่การชำระเงินครั้งสุดท้ายซึ่งดำเนินการตามสัญญาก่อสร้างระหว่างคู่สัญญาถูกทำเมื่อวันที่ 16 พฤษภาคม 2546 (ปรากฏตามเอกสารแนบหมายเลข 7 ของพยานเอกสารของผู้ร้อง) และผู้เรียกร้องยื่นข้อเรียกร้องต่อสถาบันอนุญาโตตุลาการเมื่อวันที่ 15 สิงหาคม 2547 ยังคงมีสิทธิที่จะนำสิทธิเรียกร้องมายื่นต่อ ผู้ตัดสินพิจารณาพิพากษาอรรถคดีและกระบวนพิจารณาตัดสินนี้ได้ ไม่ถูกสกัดกั้นโดยระยะเวลาของอายุความ ดังนั้น ผมปฏิเสธข้อเรียกร้องของผู้คัดค้านในการพิจารณาเรื่องนี้" แสดงว่าผู้ร้องได้หยิบยกประเด็นเรื่องอายุความขึ้นต่อสู้ไว้แล้ว ผู้ร้องจึงมีสิทธิยกประเด็นเรื่องอายุความขึ้นอ้างเพื่อให้ศาลเพิกถอนคำชี้ขาดของอนุญาโตตุลาการได้ เมื่อพิจารณาใบรับ ปรากฏว่าสถาบันอนุญาโตตุลาการรับข้อเรียกร้องหรือคำเสนอข้อพิพาทของผู้คัดค้านไว้เมื่อวันที่ 15 สิงหาคม ค.ศ.2005 (พ.ศ.2548) แต่ข้อเรียกร้องหรือคำเสนอข้อพิพาทของผู้คัดค้าน กลับพิมพ์วันเดือนปีที่ยื่นว่า วันที่ 15 สิงหาคม ค.ศ.2004 (พ.ศ.2547) ซึ่งพิมพ์ปีที่ยื่นไม่ถูกต้อง ดังนั้น การที่อนุญาโตตุลาการได้วินิจฉัยชี้ขาดประเด็นเรื่องอายุความว่า สิทธิเรียกร้องของผู้คัดค้านไม่ขาดอายุความโดยฟังข้อเท็จจริงว่าผู้คัดค้านยื่นข้อเรียกร้องหรือคำเสนอข้อพิพาทเมื่อวันที่ 15 สิงหาคม ค.ศ.2005 (พ.ศ.2548) จึงเป็นการฟังข้อเท็จจริงที่ผิดไปจากที่ปรากฏในสำนวน เมื่อคู่พิพาทตกลงให้ใช้กฎหมายไทยในการระงับข้อพิพาทและข้อพิพาทนี้เป็นการใช้สิทธิเรียกร้องตามสัญญาจ้างทำของซึ่งมีกำหนดอายุความ 2 ปี ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 193/34 (1) การชำระหนี้ครั้งสุดท้ายเมื่อวันที่ 16 พฤษภาคม 2546 เป็นการรับสภาพหนี้ด้วยการชำระหนี้บางส่วน ทำให้อายุความสะดุดหยุดลง ตามมาตรา 193/14 (1) และเริ่มนับอายุความใหม่ตั้งแต่เวลานั้น อายุความการใช้สิทธิเรียกร้องของผู้คัดค้านจึงสิ้นสุดวันที่ 16 พฤษภาคม 2548 เมื่อผู้คัดค้านไม่ได้ใช้สิทธิเรียกร้องภายในระยะเวลาดังกล่าวสิทธิเรียกร้องของผู้คัดค้านจึงเป็นอันขาดอายุความ ผู้ร้องมีสิทธิที่จะปฏิเสธการชำระหนี้ การที่อนุญาโตตุลาการวินิจฉัยชี้ขาดประเด็นเรื่องอายุความโดยผิดหลงเช่นนี้หากมีการยอมรับหรือการบังคับตามคำชี้ขาดนั้นจะเป็นการขัดต่อความสงบเรียบร้อยหรือศีลธรรมอันดีของประชาชน มีเหตุให้เพิกถอนคำชี้ขาดของอนุญาโตตุลาการเสียตามพระราชบัญญัติอนุญาโตตุลาการ พ.ศ.2545 มาตรา 40 (2) (ข) และกรณีเช่นนี้ไม่ถือว่าต้องห้ามมิให้อุทธรณ์คำสั่งของศาลชั้นต้นตามมาตรา 45 (1) ผู้ร้องจึงมีสิทธิอุทธรณ์ต่อศาลฎีกาได้ ที่ศาลชั้นต้นมีคำสั่งยกคำร้องของผู้ร้องนั้น ไม่ต้องด้วยความเห็นของศาลฎีกา ฎีกาของผู้ร้องฟังขึ้น

พิพากษากลับ ให้เพิกถอนคำชี้ขาดของอนุญาโตตุลาการในคดีหมายเลขดำที่ 90/2548 หมายเลขแดงที่ 25/2550 ของสถาบันอนุญาโตตุลาการ สำนักงานศาลยุติธรรม เสีย ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสองศาลให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.อนุญาโตตุลาการ พ.ศ.2545 ม. 40 (2) (ข)
ป.พ.พ. ม. 193/14 (1)
ชื่อคู่ความ
ผู้ร้อง — บริษัทอิซูมิ เซนโคชะ จำกัด
ผู้คัดค้าน — บริษัทออพทิมั่ม กรุ๊ป จำกัด
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลแพ่ง — นางสาวแก้วตา จิตตวิสุทธิกุล
ชื่อองค์คณะ
กฤษฎิ์จิรัฐ คุณาจิรภรณ์
พิศล พิรุณ
เสรี เพศประเสริฐ
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 13564/2556
#554858
เปิดฉบับเต็ม

ความผิดฐานก่อสร้างอาคารโดยไม่ได้รับใบอนุญาตตาม พ.ร.บ.ควบคุมอาคาร พ.ศ.2522 มาตรา 21, 65 วรรคสอง กำหนดให้ปรับเป็นรายวันตลอดระยะเวลาที่ฝ่าฝืนหรือจนกว่าจะปฏิบัติให้ถูกต้อง หมายความว่าจนกว่าจำเลยจะได้รับใบอนุญาตให้ก่อสร้างอาคารจากพนักงานท้องถิ่น หรือจนกว่าจำเลยจะดำเนินการแจ้งต่อเจ้าพนักงานท้องถิ่นและดำเนินการตามมาตรา 39 ทวิ เมื่อปรากฏว่า อาคารที่จำเลยก่อสร้างเป็นอาคารที่ไม่สามารถแก้ไขให้ถูกต้องได้ เจ้าพนักงานท้องถิ่นจึงมีคำสั่งให้ระงับการก่อสร้างและรื้อถอนอาคารให้แล้วเสร็จภายใน 30 วัน ครบกำหนดที่ต้องปฏิบัติตามคำสั่งภายในวันที่ 27 กุมภาพันธ์ 2549 คดีนี้จำเลยไม่ปฏิบัติตามคำสั่งเจ้าพนักงานท้องถิ่นที่ให้รื้อถอนและอุทธรณ์คำสั่งดังกล่าวต่อคณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์ ต่อมาคณะกรรมการมีคำสั่งไม่รับอุทธรณ์จำเลย โดยจำเลยได้รับผลการพิจารณาเมื่อวันที่ 26 พฤษภาคม 2550 จำเลยมีหน้าที่ต้องปฏิบัติตามคำสั่งเจ้าพนักงานท้องถิ่นในวันที่ 27 พฤษภาคม 2550 ดังนั้น ความผิดฐานก่อสร้างอาคารโดยไม่ได้รับใบอนุญาตย่อมสิ้นสุดลงวันที่ 26 พฤษภาคม 2550 ซึ่งเป็นวันที่จำเลยได้รับผลการพิจารณาจากคณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์ หลังจากนั้นเมื่อจำเลยไม่ปฏิบัติตามคำสั่ง การกระทำส่วนนี้ของจำเลยย่อมเป็นความผิดฐานฝ่าฝืนคำสั่งเจ้าพนักงานท้องถิ่นที่ให้รื้อถอนอาคารตามมาตรา 42, 66 ทวิ วรรคหนึ่งและวรรคสอง และไม่เป็นความผิดตามมาตรา 21, 65 วรรคสอง อีกต่อไป ดังนั้น ค่าปรับรายวันในส่วนที่จำเลยก่อสร้างอาคารโดยไม่ได้รับใบอนุญาตจึงนับแต่วันที่ 18 มกราคม 2549 ถึงวันที่ 26 พฤษภาคม 2550 เท่านั้น

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามพระราชบัญญัติควบคุมอาคาร พ.ศ.2522 มาตรา 21, 42, 65, 66 ทวิ ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 และสั่งปรับจำเลยเป็นรายวันฐานก่อสร้างอาคารโดยไม่ได้รับอนุญาต นับแต่วันที่ 18 มกราคม 2549 จนกว่าจะดำเนินการให้ถูกต้อง ฐานฝ่าฝืนคำสั่งของเจ้าพนักงานท้องถิ่น นับแต่วันที่ 27 พฤษภาคม 2550 จนกว่าจะปฏิบัติให้ถูกต้องตามคำสั่ง

จำเลยให้การปฏิเสธ แต่เมื่อสืบพยานโจทก์ไปบ้างแล้ว จำเลยขอถอนคำให้การเดิมและขอให้การใหม่เป็นรับสารภาพ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามพระราชบัญญัติควบคุมอาคาร พ.ศ.2522 มาตรา 21, 42, 65 วรรคหนึ่ง (ที่ถูก 65 วรรคหนึ่ง และวรรคสอง), 66 ทวิ วรรคหนึ่ง (ที่ถูก 66 ทวิ วรรคหนึ่งและวรรคสอง) เป็นความผิดต่อกฎหมายหลายกรรมต่างกัน ให้ลงโทษทุกกรรมเป็นกระทงความผิดไปตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 ฐานก่อสร้างอาคารโดยไม่ได้รับอนุญาต จำคุก 2 เดือน และปรับ 10,000 บาท และปรับตามมาตรา 65 วรรคสอง อีกวันละ 100 บาท นับตั้งแต่วันที่ 18 มกราคม 2549 จนกว่าจะดำเนินการให้ถูกต้อง หรือรื้อถอนอาคารที่ก่อสร้างโดยไม่ได้รับอนุญาตให้เสร็จสิ้น ฐานฝ่าฝืนคำสั่งเจ้าพนักงานท้องถิ่นปรับ 10,000 บาท และปรับตามมาตรา 66 ทวิ วรรคสอง อีกวันละ 100 บาท นับตั้งแต่วันที่ 27 พฤษภาคม 2550 จนกว่าจะปฏิบัติให้ถูกต้องคำสั่ง รวมจำคุก 2 เดือน ปรับ 20,000 บาท จำเลยให้การรับสารภาพ มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้กึ่งหนึ่งตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คงจำคุก 1 เดือน ปรับ 10,000 บาท และปรับวันละ 50 บาท นับตั้งแต่วันที่ 18 มกราคม 2549 จนกว่าจะดำเนินการให้ถูกต้อง หรือรื้อถอนอาคารที่ก่อสร้างโดยไม่ได้รับอนุญาตให้เสร็จสิ้น และปรับวันละ 50 บาท นับตั้งแต่วันที่ 27 พฤษภาคม 2550 จนกว่าจะปฏิบัติให้ถูกต้องตามคำสั่ง ให้รอการลงโทษจำคุกไว้ 2 ปี ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 56 หากไม่ชำระค่าปรับให้จัดการประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 29, 30

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษายืน

จำเลยฎีกา โดยผู้พิพากษาซึ่งพิจารณาและลงชื่อในคำพิพากษาศาลชั้นต้นอนุญาตให้ฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่าที่จำเลยขอให้ยกโทษปรับหรือมีคำสั่งเปลี่ยนแปลงโทษปรับใหม่นั้น เห็นว่า ความผิดตามฟ้องโจทก์ กฎหมายกำหนดโทษจำคุก หรือปรับ หรือทั้งจำทั้งปรับ ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษาลงโทษปรับนั้น เหมาะสมแก่การกระทำความผิดแล้ว แต่ความผิดฐานก่อสร้างอาคารโดยไม่ได้รับอนุญาต ตามพระราชบัญญัติควบคุมอาคาร พ.ศ.2522 มาตรา 21, 65 วรรคสอง นั้น กำหนดให้ปรับเป็นรายวันตลอดระยะเวลาที่ยังฝ่าฝืนหรือจนกว่าจะปฏิบัติให้ถูกต้อง ซึ่งหมายความว่าจนกว่าจะได้รับใบอนุญาตให้ก่อสร้างอาคารจากเจ้าพนักงานท้องถิ่น หรือจนกว่าจำเลยจะดำเนินการแจ้งต่อเจ้าพนักงานท้องถิ่นและดำเนินการตามมาตรา 39 ทวิ เมื่อข้อเท็จจริงปรากฏว่า อาคารที่จำเลยก่อสร้างเป็นอาคารที่ไม่สามารถแก้ไขให้ถูกต้องได้ เจ้าพนักงานท้องถิ่นจึงมีคำสั่งให้ระงับการก่อสร้างและรื้อถอนอาคารให้แล้วเสร็จภายใน 30 วัน ซึ่งจะครบกำหนดที่ต้องปฏิบัติตามคำสั่งภายในวันที่ 27 กุมภาพันธ์ 2549 อย่างไรก็ดี เมื่อคดีนี้จำเลยไม่ปฏิบัติตามคำสั่งเจ้าพนักงานท้องถิ่นที่ให้รื้อถอนและอุทธรณ์คำสั่งดังกล่าวต่อคณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์ ต่อมาคณะกรรมการมีคำสั่งไม่รับอุทธรณ์จำเลย โดยจำเลยได้รับผลการพิจารณาเมื่อวันที่ 26 พฤษภาคม 2550 จำเลยจึงมีหน้าที่ต้องปฏิบัติตามคำสั่งเจ้าพนักงานท้องถิ่น ในวันที่ 27 พฤษภาคม 2550 ดังนั้น ความผิดฐานปลูกสร้างอาคารโดยไม่ได้รับใบอนุญาตย่อมสิ้นสุดลงวันที่ 26 พฤษภาคม 2550 ซึ่งเป็นวันที่จำเลยได้รับผลการพิจารณาจากคณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์ หลังจากนั้น เมื่อจำเลยไม่ปฏิบัติตามคำสั่งการกระทำของจำเลยส่วนนี้ย่อมเป็นความผิดฐานฝ่าฝืนคำสั่งเจ้าพนักงานท้องถิ่นที่ให้รื้อถอนอาคารตามมาตรา 42, 66 ทวิ วรรคหนึ่งและวรรคสอง และไม่เป็นความผิดตามมาตรา 21, 65 วรรคสอง อีกต่อไป ดังนั้น ค่าปรับรายวันในส่วนที่จำเลยปลูกสร้างอาคารโดยไม่ได้รับใบอนุญาตจึงนับแต่วันที่ 18 มกราคม 2549 ถึงวันที่ 26 พฤษภาคม 2550 ซึ่งเป็นวันที่จำเลยได้รับผลการพิจารณาจากคณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์ ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษายืนให้ลงโทษปรับจำเลยตามมาตรา 65 วรรคสอง นับแต่วันที่ 18 มกราคม 2549 ไปจนกว่าจำเลยจะดำเนินการให้ถูกต้องหรือรื้อถอนอาคารนั้น ศาลฎีกาไม่เห็นพ้องด้วย

พิพากษาแก้เป็นว่า เฉพาะโทษปรับรายวันตามมาตรา 65 วรรคสอง ประกอบมาตรา 21 ให้ลงโทษปรับวันละ 100 บาท นับแต่วันที่ 18 มกราคม 2549 ถึงวันที่ 26 พฤษภาคม 2550 จำเลยให้การรับสารภาพ ลดโทษให้กึ่งหนึ่งตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คงปรับวันละ 50 บาท นับแต่วันที่ 18 มกราคม 2549 ถึงวันที่ 26 พฤษภาคม 2550 นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 1
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.ควบคุมอาคาร พ.ศ.2522 ม. 21 ม. 42 ม. 65 วรรคสอง ม. 66 ทวิ วรรคหนึ่ง ม. 66 ทวิ วรรคสอง
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการจังหวัดปทุมธานี
จำเลย — นางสาวอัจฉรา ศรีวิเชียร
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดปทุมธานี — นายปฐม สมบูรณ์
ศาลอุทธรณ์ภาค 1 — นายธีรวัฒน์ ไตรวารี
ชื่อองค์คณะ
อมรรัตน์ ดีศรีวงศ์
อุบลรัตน์ ลุยวิกภัย
สวัสดิ์ สุรวัฒนานันท์
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 13545/2556
#554892
เปิดฉบับเต็ม

ในการโฆษณาหาเสียงของจำเลยทั้งสิบสองมีการเล่นดนตรีพื้นบ้านประเภทสะล้อซอซึง บนรถยนต์บรรทุกในขบวนรถหาเสียง การที่จำเลยที่ 1 ซึ่งเป็นหัวหน้ากลุ่มจาวเชียงคำยืนปราศรัยอยู่บนรถยนต์บรรทุกหกล้อ โดยมีจำเลยที่ 2 ถึงที่ 12 ยืนอยู่บนรถยนต์บรรทุกคันดังกล่าวร่วมกับจำเลยที่ 1 เมื่อขบวนรถหาเสียงเข้าพื้นที่เลือกตั้งเขตของตน การเล่นดนตรีพื้นบ้านประเภทสะล้อซอซึงในพฤติการณ์ดังกล่าวจึงถือได้ว่าจำเลยทั้งสิบสองซึ่งเป็นผู้สมัครกระทำการเพื่อจูงใจผู้มีสิทธิเลือกตั้งให้ลงคะแนนเลือกตั้งแก่ตนเอง โดยทำการโฆษณาหาเสียงเลือกตั้งด้วยการจัดให้มีมหรสพหรือการรื่นเริงใด ๆ

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามพระราชบัญญัติการเลือกตั้งสมาชิกสภาท้องถิ่นหรือผู้บริหารท้องถิ่น พ.ศ.2545 มาตรา 57, 118 ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83 และเพิกถอนสิทธิการเลือกตั้งมีกำหนด 10 ปี

จำเลยทั้งสิบสองให้การปฏิเสธ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยทั้งสิบสองมีความผิดตามพระราชบัญญัติการเลือกตั้งสมาชิกสภาท้องถิ่นหรือผู้บริหารท้องถิ่น พ.ศ.2545 มาตรา 57 (3) วรรคสอง, 118 จำคุกคนละ 1 ปี และปรับคนละ 20,000 บาท ไม่ปรากฏว่าจำเลยทั้งสิบสองได้รับโทษจำคุกมาก่อน โทษจำคุกให้รอไว้มีกำหนด 2 ปี ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 56 ไม่ชำระค่าปรับให้จัดการตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 29, 30 ให้เพิกถอนสิทธิเลือกตั้งของจำเลยทั้งสิบสองมีกำหนดคนละ 10 ปี

จำเลยทั้งสิบสองอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 5 พิพากษากลับ ให้ยกฟ้อง

โจทก์ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงที่คู่ความไม่โต้เถียงกันในชั้นนี้รับฟังเป็นยุติได้ในเบื้องต้นว่า เมื่อวันที่ 25 เมษายน 2546 ผู้อำนวยการการเลือกตั้งประจำเทศบาลตำบลเชียงคำ อำเภอเชียงคำ จังหวัดพะเยา ประกาศให้มีการเลือกตั้งสมาชิกสภาเทศบาลตำบลเชียงคำ อันเนื่องมาจากการครบวาระการดำรงตำแหน่งของสมาชิกสภาท้องถิ่น หรือผู้บริหารท้องถิ่นในวันที่ 8 มิถุนายน 2546 โดยมีจำนวนสมาชิกสภาเทศบาลที่จะเลือกตั้งจำนวน 12 คน แบ่งเป็น 2 เขตเลือกตั้ง เขตเลือกตั้งละ 6 คน จำเลยที่ 1 ถึงที่ 6 สมัครรับเลือกตั้งเขตเลือกตั้งที่ 2 จำเลยที่ 7 ถึงที่ 12 สมัครรับเลือกตั้งเขตเลือกตั้งที่ 1 ในนามกลุ่มจาวเชียงคำ โดยมีจำเลยที่ 1 เป็นหัวหน้ากลุ่ม ต่อมาวันที่ 7 มิถุนายน 2546 เวลากลางวัน อันเป็นระยะเวลาภายใน 60 วัน ก่อนครบวาระการดำรงตำแหน่งจนถึงวันเลือกตั้งและภายในเขตรับสมัครเลือกตั้ง จำเลยทั้งสิบสองร่วมกันทำการโฆษณาหาเสียงเลือกตั้งโดยจัดขบวนรถแห่ไปตามถนนในเขตเทศบาลตำบลเชียงคำ มีจำเลยที่ 1 เป็นผู้พูดปราศรัยหาเสียง ส่วนจำเลยที่ 2 ถึงที่ 12 ปรากฏตัวบนรถเมื่อขบวนแห่เข้าเขตเลือกตั้งของตน โดยในขบวนแห่ดังกล่าวมีรถคันหนึ่งบรรทุกนักดนตรีและมีเครื่องเล่นดนตรีพื้นบ้านประเภทสะล้อซอซึง อยู่ในรถด้วย

คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาโจทก์ว่า จำเลยทั้งสิบสองจัดให้มีมหรสพหรือการรื่นเริงต่าง ๆ โดยมีการเล่นดนตรีพื้นบ้านประเภทสะล้อซอซึง ขณะมีการโฆษณาหาเสียงเลือกตั้งอันเป็นความผิดตามฟ้องหรือไม่ พยานหลักฐานที่โจทก์นำสืบมาฟังได้โดยปราศจากข้อสงสัยว่า ในการโฆษณาหาเสียงของจำเลยทั้งสิบสองมีการเล่นดนตรีพื้นบ้านประเภทสะล้อซอซึงบนรถยนต์บรรทุกในขบวนรถหาเสียง การที่จำเลยที่ 1 ซึ่งเป็นหัวหน้ากลุ่มจาวเชียงคำยืนปราศรัยอยู่บนรถยนต์บรรทุกหกล้อ โดยมีจำเลยที่ 2 ถึงที่ 12 ยืนอยู่บนรถยนต์บรรทุกคันดังกล่าวร่วมกับจำเลยที่ 1 เมื่อขบวนรถหาเสียงเข้าพื้นที่เลือกตั้งเขตของตน การเล่นเครื่องดนตรีพื้นบ้านประเภทสะล้อซอซึงในพฤติการณ์ดังกล่าวจึงถือได้ว่า จำเลยทั้งสิบสองซึ่งเป็นผู้สมัครกระทำการเพื่อจูงใจผู้มีสิทธิเลือกตั้งให้ลงคะแนนเลือกตั้งแก่ตนเองโดยทำการโฆษณาหาเสียงเลือกตั้งด้วยการจัดให้มีมหรสพหรือการรื่นเริงใด ๆ อันเป็นระยะเวลาภายใน 60 วัน ก่อนครบกำหนดวาระการดำรงตำแหน่งสมาชิกสภาท้องถิ่นจนถึงวันเลือกตั้งสมาชิกสภาเทศบาลตำบลเชียงคำ จำเลยทั้งสิบสองจึงมีความผิดตามที่โจทก์ฟ้อง พยานหลักฐานที่จำเลยทั้งสิบสองนำสืบยังไม่พอฟังหักล้างพยานหลักฐานของโจทก์ได้ ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 5 พิพากษามานั้น ไม่ต้องด้วยความเห็นของศาลฎีกา ฎีกาของโจทก์ฟังขึ้น

พิพากษากลับ ให้บังคับตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.การเลือกตั้งสมาชิกสภาท้องถิ่นหรือผู้บริหารท้องถิ่น พ.ศ.2545 ม. 57 (3) ม. 118
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการจังหวัดพะเยา
จำเลย — นายปณชัย ศิริชัยเจริญ กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดพะเยา — นายประชารัฐ ราศี
ศาลอุทธรณ์ภาค 5 — นายอิสสระ นิ่มละมัย
ชื่อองค์คณะ
วีระชาติ เอี่ยมประไพ
ศรีอัมพร ศาลิคุปต์
สุทธิโชค เทพไตรรัตน์
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 13535 -ที่ 13536/2556
#571953
เปิดฉบับเต็ม

ผู้ร้องเป็นนิติบุคคลจดทะเบียนประเภทบริษัทมหาชนจำกัด ผู้คัดค้านเป็นนิติบุคคลจดทะเบียนตามกฎหมายของประเทศบาฮามาส ผู้ร้องยื่นคำร้องขอฟื้นฟูกิจการต่อศาลล้มละลายกลาง ศาลล้มละลายกลางมีคำสั่งให้ฟื้นฟูกิจการของผู้ร้อง และศาลล้มละลายกลางมีคำสั่งเห็นชอบด้วยแผนฟื้นฟูกิจการของผู้ร้องและให้ผู้ร้องบริหารแผนและยกเลิกการฟื้นฟูกิจการของผู้ร้อง ระหว่างนั้นอันเป็นช่วงเวลาที่ผู้ร้องอยู่ในระหว่างการฟื้นฟูกิจการ ผู้ร้องและผู้คัดค้านทำสัญญาซื้อขายปูนซีเมนต์เม็ดโดยมีข้อตกลงให้นำข้อพิพาทขึ้นสู่การพิจารณาของอนุญาโตตุลาการในประเทศสิงคโปร์ภายใต้กฎการอนุญาโตตุลาการของหอการค้านานาชาติและให้ใช้กฎหมายของประเทศสวิตเซอร์แลนด์บังคับแก่สัญญา ต่อมาผู้คัดค้านอ้างว่า ผู้ร้องผิดสัญญาจึงนำข้อพิพาทให้คณะอนุญาโตตุลาการในประเทศสิงคโปร์ชี้ขาดว่า ผู้ร้องเป็นฝ่ายผิดสัญญาและให้ผู้ร้องชดใช้ค่าเสียหายแก่ผู้คัดค้าน โดยระหว่างการพิจารณาของอนุญาโตตุลาการดังกล่าว ผู้คัดค้านทราบว่าผู้ร้องอยู่ในระหว่างการฟื้นฟูกิจการตามคำสั่งของศาลล้มละลายกลาง แต่ผู้คัดค้านมิได้ยื่นคำร้องขออนุญาตต่อศาลล้มละลายกลาง ดังนี้ แม้การเสนอข้อพิพาทให้คณะอนุญาโตตุลาการในประเทศสิงคโปร์ชี้ขาดนั้นจะเป็นการดำเนินการไปตามข้อตกลงอนุญาโตตุลาการในสัญญาซื้อขายปูนซีเมนต์เม็ดระหว่างผู้ร้องและผู้คัดค้าน ซึ่งต้องดำเนินการไปตามข้อกำหนดเพื่อการอ้างอิง (Term of Reference) ของอนุญาโตตุลาการและกฎหมายภายในของประเทศสิงคโปร์ และมีผลผูกพันผู้ร้องและผู้คัดค้านที่จะต้องปฏิบัติตามคำชี้ขาดดังกล่าว แต่การที่ผู้คัดค้านจะนำเอาผลคำวินิจฉัยชี้ขาดมาบังคับแก่ทรัพย์สินของผู้ร้องซึ่งเป็นลูกหนี้ในประเทศไทย ในขณะที่ผู้ร้องอยู่ในระหว่างการฟื้นฟูกิจการย่อมเป็นการกระทบต่อกระบวนการฟื้นฟูกิจการของผู้ร้องตามมาตรา 90/12 (4) แห่ง พ.ร.บ.ล้มละลาย พ.ศ.2483 ซึ่งต้องขออนุญาตต่อศาลล้มละลายกลางก่อน มิฉะนั้นแล้วก็จะเกิดการได้เปรียบเสียเปรียบระหว่างเจ้าหนี้ในราชอาณาจักรกับเจ้าหนี้นอกราชอาณาจักรซึ่งมาตรา 90/12 (4) แห่ง พ.ร.บ.ล้มละลาย พ.ศ.2483 มิได้จำกัดหรือแยกให้แตกต่างกัน แม้คำชี้ขาดของคณะอนุญาโตตุลาการของประเทศสิงคโปร์จะเป็นไปตามข้อตกลงและดำเนินการตามข้อกำหนดและกฎหมายของประเทศสิงคโปร์ และอาจไม่มีเหตุที่จะให้เพิกถอนได้ แต่การที่ผู้คัดค้านจะนำคำชี้ขาดมาใช้บังคับแก่ผู้ร้องในประเทศไทยก็ต้องอยู่ภายใต้บังคับของ พ.ร.บ.ล้มละลาย พ.ศ.2483 เพื่อให้เกิดความเป็นธรรมแก่เจ้าหนี้ทุกฝ่าย เมื่อผู้คัดค้านไม่ได้ดำเนินการดังกล่าว จึงไม่อาจนำหนี้ตามคำชี้ขาดของอนุญาโตตุลาการของประเทศสิงคโปร์มาบังคับเอาแก่กองทรัพย์สินของผู้ร้องในคดีล้มละลายได้ เพราะเป็นการขัดต่อความสงบเรียบร้อยหรือศีลธรรมอันดีของประชาชน ศาลจึงมีอำนาจปฏิเสธการขอบังคับตามคำชี้ขาดของคณะอนุญาโตตุลาการในต่างประเทศได้ตาม พ.ร.บ.อนุญาโตตุลาการ พ.ศ.2545 มาตรา 44 ประกอบมาตรา 43

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
คดีทั้งสองสำนวนนี้ ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางสั่งให้รวมพิจารณาเป็นคดีเดียวกัน โดยให้เรียกบริษัททีพีไอ โพลีน จำกัด (มหาชน) ว่า ผู้ร้อง และเรียก เฮชซี เทรดิ้ง อินเตอร์เนชั่นแนล อิ๊งค์ ว่า ผู้คัดค้าน

สำนวนแรกผู้ร้องยื่นคำร้องขอให้เพิกถอนคำชี้ขาดของคณะอนุญาโตตุลาการ

ผู้คัดค้านยื่นคำคัดค้านขอให้ยกคำร้องขอเพิกถอนคำชี้ขาดของผู้ร้อง

สำนวนที่สองผู้คัดค้านยื่นคำร้องและแก้ไขเพิ่มเติมคำร้องขอให้ศาลบังคับตามคำชี้ขาดของคณะอนุญาโตตุลาการ ดังนี้ ให้ผู้ร้องชำระค่าเสียหายให้แก่ผู้คัดค้าน 2,964,151.20 ดอลลาร์สหรัฐ กับดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 5 ต่อปี จนกว่าจะชำระเสร็จโดยมีรายละเอียดคือ ดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 5 ต่อปี ของต้นเงิน 257,211 ดอลลาร์สหรัฐ นับแต่วันที่ 31 ธันวาคม 2544 จนกว่าจะชำระเสร็จ ดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 5 ต่อปี ของต้นเงิน 300,012 ดอลลาร์สหรัฐ นับแต่วันที่ 31 มีนาคม 2545 จนกว่าจะชำระเสร็จ ดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 5 ต่อปี ของต้นเงิน 365,792.25 ดอลลาร์สหรัฐ นับแต่วันที่ 30 มิถุนายน 2545 จนกว่าจะชำระเสร็จ ดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 5 ต่อปี ของต้นเงิน 763,274.25 ดอลลาร์สหรัฐ นับแต่วันที่ 31 ธันวาคม 2545 จนกว่าจะชำระเสร็จ ดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 5 ต่อปี ของต้นเงิน 319,864.64 ดอลลาร์สหรัฐ นับแต่วันที่ 31 มีนาคม 2546 จนกว่าจะชำระเสร็จ ดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 5 ต่อปี ของต้นเงิน 263,739.59 ดอลลาร์สหรัฐ นับแต่วันที่ 30 มิถุนายน 2546 จนกว่าจะชำระเสร็จ และดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 5 ต่อปี ของต้นเงิน 694,257.46 ดอลลาร์สหรัฐ นับแต่วันที่ 31 ธันวาคม 2546 จนกว่าจะชำระเสร็จ ให้ผู้ร้องชำระค่าใช้จ่ายอนุญาโตตุลาการ อันประกอบด้วยค่าใช้จ่ายในการดำเนินการของหอการค้าระหว่างประเทศ ค่าธรรมเนียมและค่าใช้จ่ายของคณะอนุญาโตตุลาการ 240,000 ดอลลาร์สหรัฐ พร้อมดอกเบี้ยผิดนัดอัตราร้อยละ 5.33 ต่อปี นับแต่วันที่คณะอนุญาโตตุลาการมีคำชี้ขาด (30 เมษายน 2550) จนกว่าจะชำระเสร็จ ให้ผู้ร้องรับผิดชำระค่าใช้จ่ายการอนุญาโตตุลาการ 120,000 ดอลลาร์สหรัฐ แก่ผู้คัดค้าน พร้อมดอกเบี้ยผิดนัดอัตราร้อยละ 5.33 ต่อปี นับแต่วันที่คณะอนุญาโตตุลาการมีคำชี้ขาดจนกว่าจะชำระเสร็จ ให้ผู้ร้องชำระค่าใช้จ่ายทางกฎหมายที่เกิดขึ้นและเกี่ยวข้องกับอนุญาโตตุลาการที่กำหนดโดยคณะอนุญาโตตุลาการเป็นเงิน 572,755.33 ดอลลาร์สหรัฐ พร้อมดอกเบี้ยผิดนัดอัตราร้อยละ 5.33 ต่อปี นับแต่วันที่คณะอนุญาโตตุลาการมีคำชี้ขาดจนกว่าจะชำระเสร็จ

ผู้ร้องยื่นคำคัดค้านขอให้ยกคำร้องของผู้คัดค้าน

ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางพิพากษายกคำร้องขอให้เพิกถอนคำชี้ขาดของคณะอนุญาโตตุลาการของผู้ร้องและให้บังคับตามคำชี้ขาดของอนุญาโตตุลาการระหว่างประเทศแห่งหอการค้านานาชาติ ดังนี้

1. ให้ผู้ร้องจ่ายค่าเสียหายให้แก่ผู้คัดค้านจำนวน 2,964,151.20 ดอลลาร์สหรัฐ กับดอกเบี้ยของเงินจำนวนดังกล่าวอัตราร้อยละ 5 ต่อปี จนกว่าจะชำระเสร็จ ดังนี้

1.1 ดอกเบี้ยอัตราละ 5 ต่อปี ของต้นเงิน 257,211 ดอลลาร์สหรัฐ นับแต่วันที่ 31 ธันวาคม 2544 จนกว่าจะชำระเสร็จ

1.2 ดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 5 ต่อปี ของต้นเงิน 300,012 ดอลลาร์สหรัฐ นับแต่วันที่ 31 มีนาคม 2545 จนกว่าจะชำระเสร็จ

1.3 ดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 5 ต่อปี ของต้นเงิน 365,792.25 ดอลลาร์สหรัฐ นับแต่วันที่ 30 มิถุนายน 2545 จนกว่าจะชำระเสร็จ

1.4 ดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 5 ต่อปี ของต้นเงิน 763,274.25 ดอลลาร์สหรัฐ นับแต่วันที่ 31 ธันวาคม 2545 จนกว่าจะชำระเสร็จ

1.5 ดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 5 ต่อปี ของต้นเงิน 319,864.64 ดอลลาร์สหรัฐ นับแต่วันที่ 31 มีนาคม 2546 จนกว่าจะชำระเสร็จ

1.6 ดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 5 ต่อปี ของต้นเงิน 263,739.59 ดอลลาร์สหรัฐ นับแต่วันที่ 30 มิถุนายน 2546 จนกว่าจะชำระเสร็จ และ

1.7 ดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 5 ต่อปี ของต้นเงิน 694,257.46 ดอลลาร์สหรัฐ นับแต่วันที่ 31 ธันวาคม 2546 จนกว่าจะชำระเสร็จ

2. ให้ผู้ร้องชำระค่าใช้จ่ายอนุญาโตตุลาการ อันประกอบด้วยค่าใช้จ่ายในการดำเนินการของหอการค้าระหว่างประเทศและค่าธรรมเนียมและค่าใช้จ่ายของคณะอนุญาโตตุลาการซึ่งกำหนดโดยสภาหอการค้าระหว่างประเทศ ตามข้อ 31 ของข้อบังคับว่าด้วยการอนุญาโตตุลาการของหอการค้าระหว่างประเทศจำนวน 240,000 ดอลลาร์สหรัฐ พร้อมดอกเบี้ยผิดนัดอัตราร้อยละ 5.33 ต่อปี นับแต่วันที่คณะอนุญาโตตุลาการมีคำชี้ขาด (30 เมษายน 2550) จนกว่าจะชำระเสร็จ

3. ให้ผู้ร้องชำระค่าใช้จ่ายอนุญาโตตุลาการจำนวน 120,000 ดอลลาร์สหรัฐ แก่ผู้คัดค้าน พร้อมดอกเบี้ยผิดนัดอัตราร้อยละ 5.33 ต่อปี นับแต่วันที่คณะอนุญาโตตุลาการมีคำชี้ขาดจนกว่าจะชำระเสร็จ

4. ให้ผู้ร้องชำระค่าทนายความและค่าใช้จ่ายทางกฎหมายที่เกิดขึ้นและเกี่ยวเนื่องกับการอนุญาโตตุลาการ ที่กำหนดโดยคณะอนุญาโตตุลาการเป็นเงินจำนวน 572,755.33 ดอลลาร์สหรัฐ พร้อมดอกเบี้ยผิดนัดอัตราร้อยละ 5.33 ต่อปี นับแต่วันที่คณะอนุญาโตตุลาการมีคำชี้ขาดจนกว่าจะชำระเสร็จ หากผู้ร้องจะชำระเป็นเงินไทยให้ใช้อัตราแลกเปลี่ยนเงิน ณ สถานที่และในเวลาที่ใช้เงิน แต่ต้องไม่เกินกว่าอัตราแลกเปลี่ยนดอลลาร์สหรัฐละ 31.8548 บาท ตามที่ผู้คัดค้านขอ กับให้ผู้ร้องใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนผู้คัดค้าน โดยกำหนดค่าทนายความ 20,000 บาท

ผู้ร้องอุทธรณ์ต่อศาลฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงเบื้องต้นฟังว่า ผู้ร้องเป็นนิติบุคคลจดทะเบียนประเภทบริษัทมหาชนจำกัด ผู้คัดค้านเป็นนิติบุคคลจดทะเบียนตามกฎหมายของประเทศบาฮามาส ผู้ร้องยื่นคำร้องขอฟื้นฟูกิจการต่อศาลล้มละลายกลาง ศาลล้มละลายกลางมีคำสั่งให้ฟื้นฟูกิจการของผู้ร้องและศาลล้มละลายกลางมีคำสั่งเห็นชอบด้วยแผนฟื้นฟูกิจการของผู้ร้องและกำหนดให้ผู้ร้องเป็นผู้บริหารแผนจนถึงวันที่ 19 มกราคม 2552 ศาลล้มละลายกลางมีคำสั่งให้ยกเลิกการฟื้นฟูกิจการของผู้ร้อง วันที่ 6 ธันวาคม 2543 อันเป็นช่วงเวลาที่ผู้ร้องอยู่ในระหว่างฟื้นฟูกิจการ ผู้ร้องและผู้คัดค้านทำสัญญาซื้อขายปูนซีเมนต์เม็ดจำนวนสามฉบับ มีข้อตกลงให้นำข้อพิพาทขึ้นสู่การพิจารณาของอนุญาโตตุลาการที่ประเทศสิงคโปร์ภายใต้กฎการอนุญาโตตุลาการของหอการค้าระหว่างประเทศ และให้ใช้กฎหมายของประเทศสวิตเซอร์แลนด์บังคับใช้แก่สัญญา ต่อมาผู้คัดค้านอ้างว่าผู้ร้องผิดสัญญา จึงนำข้อพิพาทเข้าสู่การพิจารณาชี้ขาดของคณะอนุญาโตตุลาการที่ประเทศสิงคโปร์ คณะอนุญาโตตุลาการมีคำชี้ขาดว่า ผู้ร้องเป็นฝ่ายผิดสัญญาให้ผู้ร้องชดใช้ค่าเสียหายแก่ผู้คัดค้าน ประเทศไทยและประเทศสิงคโปร์ต่างเป็นภาคีสมาชิกอนุสัญญาว่าด้วยการยอมรับและบังคับตามคำชี้ขาดของอนุญาโตตุลาการระหว่างประเทศ

มีปัญหาวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของผู้ร้องว่า ผู้ร้องมีสิทธิยื่นคำร้องขอให้เพิกถอนคำวินิจฉัยของคณะอนุญาโตตุลาการและผู้คัดค้านมีอำนาจร้องขอให้บังคับตามคำชี้ขาดของคณะอนุญาโตตุลาการหรือไม่ ในปัญหาทั้งสองประการดังกล่าวสมควรวินิจฉัยไปพร้อมกันโดยผู้ร้องกล่าวอ้างว่า กระบวนการอนุญาโตตุลาการไม่ชอบด้วยกฎหมาย เนื่องจากขณะที่คณะอนุญาโตตุลาการดำเนินการพิจารณาและวินิจฉัย ผู้ร้องอยู่ระหว่างฟื้นฟูกิจการ ผู้ร้องและผู้คัดค้านย่อมเป็นผู้บกพร่องในเรื่องความสามารถที่จะดำเนินกระบวนพิจารณาชั้นอนุญาโตตุลาการนั้น ตามพระราชบัญญัติล้มละลาย พ.ศ.2483 มาตรา 90/12 (4) บัญญัติว่า ภายใต้บังคับมาตรา 90/13 และมาตรา 90/14 นับแต่วันที่ศาลมีคำสั่งรับคำร้องขอไว้พิจารณาจนถึงวันครบกำหนดระยะเวลาดำเนินการตามแผน หรือวันที่ดำเนินการเป็นผลสำเร็จตามแผน หรือวันที่ศาลมีคำสั่งยกคำร้องขอหรือจำหน่ายคดีหรือยกเลิกคำสั่งให้ฟื้นฟูกิจการหรือยกเลิกการฟื้นฟูกิจการหรือพิทักษ์ทรัพย์ของลูกหนี้เด็ดขาดตามความในหมวดนี้ (4) ห้ามมิให้ฟ้องลูกหนี้เป็นคดีแพ่งเกี่ยวกับทรัพย์สินของลูกหนี้หรือเสนอข้อพิพาทที่ลูกหนี้อาจต้องรับผิดหรือได้รับความเสียหายให้อนุญาโตตุลาการชี้ขาด ถ้ามูลแห่งหนี้นั้นเกิดขึ้นก่อนวันที่ศาลมีคำสั่งเห็นชอบด้วยแผน จากบทบัญญัติดังกล่าวหมายความว่า เมื่อผู้ร้องได้ยื่นคำร้องขอฟื้นฟูกิจการต่อศาลล้มละลายกลางในวันที่ 21 กรกฎาคม 2543 และศาลล้มละลายกลางรับคำร้องไว้พิจารณาแล้ว กรณีจึงต้องห้ามให้มีการเสนอข้อพิพาทที่ผู้ร้องอาจต้องรับผิดหรือได้รับความเสียหายให้อนุญาโตตุลาการวินิจฉัยชี้ขาด ถ้ามูลแห่งหนี้เกิดขึ้นก่อนวันที่ศาลมีคำสั่งเห็นชอบด้วยแผน ดังนั้นเมื่อข้อพิพาทที่ผู้คัดค้านเสนอให้คณะอนุญาโตตุลาการวินิจฉัยชี้ขาดเป็นข้อพิพาทเกี่ยวกับการผิดสัญญาซื้อขายปูนซีเมนต์เม็ดระหว่างผู้ร้องและผู้คัดค้านจำนวนสามฉบับ ซึ่งทำขึ้นพร้อมกันในวันที่ 6 ธันวาคม 2543 มูลแห่งหนี้ระหว่างผู้ร้องและผู้คัดค้านซึ่งคือสัญญาซื้อขายปูนซีเมนต์เม็ดทั้งสามฉบับจึงเกิดขึ้นในวันที่ 6 ธันวาคม 2543 ก่อนวันที่ศาลมีคำสั่งเห็นชอบด้วยแผน ซึ่งตามมาตรา 90/12 (4) แห่งพระราชบัญญัติล้มละลาย พ.ศ.2483 ดังกล่าว ห้ามให้มีการเสนอข้อพิพาทที่ผู้ร้องอาจต้องรับผิดหรือได้รับความเสียหายให้คณะอนุญาโตตุลาการวินิจฉัยชี้ขาด แม้การเสนอข้อพิพาทให้คณะอนุญาโตตุลาการชี้ขาดนั้น ผู้คัดค้านเสนอข้อพิพาทให้คณะอนุญาโตตุลาการที่ประเทศสิงคโปร์เป็นผู้วินิจฉัยชี้ขาดอันเป็นไปตามข้อตกลงอนุญาโตตุลาการในสัญญาซื้อขายปูนซีเมนต์เม็ดระหว่างผู้ร้องและผู้คัดค้านซึ่งการดำเนินการอนุญาโตตุลาการระหว่างผู้ร้องและผู้คัดค้านต้องดำเนินการไปตามข้อกำหนดเพื่อการอ้างอิง (Term of Reference) ของอนุญาโตตุลาการและกฎหมายภายในของประเทศสิงคโปร์และมีผลผูกพันผู้ร้องและผู้คัดค้านที่จะต้องปฏิบัติตามคำชี้ขาดดังกล่าว แต่การที่ผู้คัดค้านจะนำเอาผลคำวินิจฉัยชี้ขาดมาบังคับใช้กับลูกหนี้คือผู้ร้องในประเทศไทยซึ่งเป็นการบังคับแก่ทรัพย์สินของผู้ร้องในประเทศไทยในขณะที่ผู้ร้องอยู่ในระหว่างฟื้นฟูกิจการ ย่อมเป็นการกระทบต่อกระบวนการฟื้นฟูกิจการของผู้ร้องตามพระราชบัญญัติล้มละลาย พ.ศ.2483 มาตรา 90/12 (4) ซึ่งต้องขออนุญาตต่อศาลล้มละลายกลางก่อน มิฉะนั้นแล้วก็จะเกิดการได้เปรียบเสียเปรียบระหว่างเจ้าหนี้ในราชอาณาจักรกับเจ้าหนี้นอกราชอาณาจักรซึ่งพระราชบัญญัติล้มละลาย พ.ศ.2483 มาตรา 90/12 (4) มิได้จำกัดหรือแยกให้แตกต่างกัน ดังนั้น แม้ว่าคำชี้ขาดของคณะอนุญาโตตุลาการของประเทศสิงคโปร์ที่พิพาทกันนี้เป็นไปตามข้อตกลงในสัญญาและดำเนินการตามข้อกำหนดและกฎหมายภายในของประเทศสิงคโปร์และอาจไม่มีเหตุที่จะให้เพิกถอนได้ แต่การที่ผู้คัดค้านจะนำคำชี้ขาดมาใช้บังคับกับผู้ร้องในประเทศไทยเพื่อบังคับเอาแก่ทรัพย์สินของผู้ร้องในประเทศไทย ผู้คัดค้านก็ต้องอยู่ภายใต้บังคับพระราชบัญญัติล้มละลาย พ.ศ.2483 ที่ต้องดำเนินการให้ถูกต้องตามขั้นตอนที่บัญญัติไว้ในกฎหมายเพื่อให้เกิดความเป็นธรรมแก่บรรดาเจ้าหนี้ทุกฝ่าย เมื่อปรากฏว่าผู้คัดค้านมิได้ดำเนินการตามขั้นตอนที่พระราชบัญญัติล้มละลาย พ.ศ.2483 มาตรา 90/12 (4) บัญญัติไว้จึงไม่อาจนำหนี้ตามคำชี้ขาดของอนุญาโตตุลาการของประเทศสิงคโปร์มาบังคับเอาแก่กองทรัพย์สินของผู้ร้องในคดีล้มละลายได้ เพราะเป็นการขัดต่อความสงบเรียบร้อยหรือศีลธรรมอันดีของประชาชน และเป็นกรณีที่ศาลมีอำนาจปฏิเสธการขอบังคับตามคำชี้ขาดที่ได้ทำขึ้นโดยคณะอนุญาโตตุลาการในต่างประเทศได้ตามพระราชบัญญัติอนุญาโตตุลาการ พ.ศ.2545 มาตรา 44 ประกอบมาตรา 43 ที่ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางพิพากษาให้ผู้ร้องปฏิบัติตามคำชี้ขาดของคณะอนุญาโตตุลาการระหว่างประเทศนั้น ศาลฎีกาแผนกคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศไม่เห็นพ้องด้วย อุทธรณ์ของผู้ร้องฟังขึ้นบางส่วน เมื่อวินิจฉัยเช่นนี้แล้ว ประเด็นข้ออื่นตามอุทธรณ์ของผู้ร้องก็ไม่จำต้องวินิจฉัยเพราะไม่ทำให้ผลของคดีเปลี่ยนแปลง

พิพากษาแก้เป็นว่า ให้ยกคำร้องของผู้คัดค้านที่ขอให้บังคับตามคำชี้ขาดของอนุญาโตตุลาการระหว่างประเทศแห่งหอการค้านานาชาติเสียด้วย นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลาง ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสองศาลให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.อนุญาโตตุลาการ พ.ศ.2545 ม. 43 ม. 44
พ.ร.บ.ล้มละลาย พ.ศ.2483 ม. 90/12 (4) ม. 90/13 ม. 90/14
ชื่อคู่ความ
ผู้ร้อง — บริษัททีพีไอ โพลีน จำกัด (มหาชน)
ผู้คัดค้าน — เฮชซี เทรดิ้ง อินเตอร์เนชั่นแนล อิ๊งค์
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลาง — นางสาวจันทร์กระพ้อ ต่อสุวรรณ สินธวถาวร
ชื่อองค์คณะ
รัตน กองแก้ว
อร่าม เสนามนตรี
อร่าม แย้มสอาด
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 13534/2556
#571954
เปิดฉบับเต็ม

ผู้ร้องเป็นนิติบุคคลตามกฎหมายของประเทศเยอรมนี ทำสัญญาซื้อสินค้าจากผู้คัดค้านซึ่งเป็นนิติบุคคลตามกฎหมายของประเทศไทย โดยมีข้อตกลงให้ชี้ขาดข้อพิพาทตามสัญญาอนุญาโตตุลาการภายใต้กฎหมายของประเทศเยอรมนี ต่อมาผู้คัดค้านผิดสัญญาส่งสินค้าให้แก่ผู้ร้องไม่ครบจำนวน ผู้ร้องจึงนำข้อพิพาทให้คณะอนุญาโตตุลาการสมาคมการค้าส่งและการค้าระหว่างประเทศแห่งตลาดหลักทรัพย์ฮัมบูร์ก ประเทศเยอรมนีมีคำชี้ขาดให้ผู้คัดค้านชำระเงิน และนำคำชี้ขาดมาขอบังคับให้ผู้คัดค้านชำระหนี้ต่อศาลในประเทศไทย ผู้คัดค้านยื่นคำคัดค้านและคำร้องแย้งขอให้เพิกถอนคำชี้ขาดของคณะอนุญาโตตุลาการดังกล่าว กรณีนี้แม้มาตรา 40 แห่ง พ.ร.บ.อนุญาโตตุลาการ พ.ศ.2545 จะบัญญัติถึงเหตุในการเพิกถอนคำชี้ขาดไว้เฉพาะตามวรรคสาม (1) (ก) ถึง (จ) โดยไม่ได้บัญญัติชัดเจนถึงอำนาจของศาลในการเพิกถอนคำชี้ขาดของอนุญาโตตุลาการที่ทำขึ้นในประเทศหรือที่ทำขึ้นในต่างประเทศ ซึ่งแตกต่างจากบทบัญญัติในมาตรา 43 (1) ถึง (6) ที่บัญญัติไว้ชัดเจนว่า ศาลมีอำนาจทำคำสั่งปฏิเสธไม่รับบังคับตามคำชี้ขาดของอนุญาโตตุลาการไม่ว่าคำชี้ขาดนั้นจะได้ทำขึ้นในประเทศใด ลักษณะของการบัญญัติกฎหมายดังกล่าวแสดงว่า ในกรณีที่คำชี้ขาดของอนุญาโตตุลาการเป็นคำชี้ขาดที่หากปรากฏว่ามีเหตุหนึ่งเหตุใดเข้าลักษณะตามที่บัญญัติไว้ในมาตรา 40 หรือมาตรา 43 แล้ว ศาลย่อมมีอำนาจเพิกถอนคำชี้ขาดหรือมีคำสั่งปฏิเสธไม่รับบังคับตามคำชี้ขาดของอนุญาโตตุลาการนั้น แต่เหตุที่มาตรา 40 มิได้บัญญัติให้ศาลมีอำนาจเพิกถอนคำชี้ขาดของอนุญาโตตุลาการที่ทำขึ้นในต่างประเทศเหมือนดังเช่นที่บัญญัติไว้ในมาตรา 43 ก็น่าจะเป็นการเปิดโอกาสในกรณีที่มีการยื่นคำร้องขอให้เพิกถอนคำชี้ขาดของอนุญาโตตุลาการดังกล่าวเพื่อให้มีการใช้อำนาจศาลให้เหมาะสมสอดคล้องกับข้อตกลงหรืออนุสัญญาที่ประเทศไทยได้ทำไว้กับประเทศต่าง ๆ เกี่ยวกับคำชี้ขาดของอนุญาโตตุลาการของประเทศนั้น ๆ ตามหลักการปฏิบัติอย่างถ้อยทีถ้อยอาศัยต่อกัน เพื่อไม่ให้ส่งผลให้เกิดปัญหาการขัดกันของการบังคับตามคำชี้ขาดของอนุญาโตตุลาการของประเทศภาคีสมาชิก โดยเฉพาะคำชี้ขาดในคดีนี้เป็นคำชี้ขาดของอนุญาโตตุลาการของเมืองฮัมบูร์ก ประเทศเยอรมนี ในข้อพิพาทเกี่ยวกับการซื้อสินค้าอันเป็นข้อพิพาทที่เกี่ยวกับการค้าระหว่างประเทศ ซึ่งประเทศเยอรมนีและประเทศไทยต่างเป็นประเทศภาคีสมาชิกของอนุสัญญาว่าด้วยการยอมรับนับถือและการใช้บังคับคำชี้ขาดของอนุญาโตตุลาการต่างประเทศ ฉบับ นครนิวยอร์ค ค.ศ.1958 ซึ่งมีขอบเขตการใช้บังคับเกี่ยวกับเรื่องการค้าระหว่างประเทศ ดังนั้นแม้ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางจะเป็นศาลที่มีเขตอำนาจพิจารณาพิพากษาข้อพิพาทซึ่งได้เสนอต่ออนุญาโตตุลาการตามมาตรา 9 แต่เมื่อปรากฏว่าข้อพิพาทในคดีนี้เป็นข้อพิพาทเกี่ยวกับการค้าระหว่างประเทศซึ่งประเทศไทยเป็นภาคีสมาชิก การรับคำร้องแย้งของผู้คัดค้านไว้จึงไม่เป็นการสะดวกเพราะจะไม่สอดคล้องกับการอนุวัตรการตามอนุสัญญาที่ประเทศไทยมีพันธะผูกพันต่อประเทศภาคีสมาชิก คำร้องแย้งของผู้คัดค้านจึงไม่เป็นประโยชน์แก่การพิจารณา

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
ผู้ร้องยื่นคำร้องขอว่า ผู้ร้องเป็นนิติบุคคลตามกฎหมายของประเทศสหพันธ์สาธารณรัฐเยอรมนี ผู้ร้องทำสัญญาซื้อสินค้าประเภทสับปะรดกระป๋องจากผู้คัดค้านซึ่งเป็นนิติบุคคลตามกฎหมายของประเทศไทย รวมจำนวน 2 ครั้ง สัญญาฉบับที่ 1 ให้บรรจุสับปะรดกระป๋องในถาดจำนวน 32,400 ถาด จำนวนถาดละ 12 กระป๋อง ราคาถาดละ 6.04 ดอลลาร์สหรัฐ ฉบับที่ 2 ให้บรรจุสับปะรดกระป๋องในกล่องจำนวน 5,200 กล่อง จำนวนกล่องละ 24 กระป๋อง ราคากล่องละ 7.34 ดอลลาร์สหรัฐ และบรรจุในถาดอีก จำนวน 15,600 ถาด จำนวนถาดละ 12 กระป๋อง ราคาถาดละ 3.67 ดอลลาร์สหรัฐ สัญญาทั้งสองฉบับมีข้อสัญญาอนุญาโตตุลาการและอยู่ภายใต้กฎหมายของประเทศสหพันธ์สาธารณรัฐเยอรมนี ต่อมาผู้คัดค้านส่งสินค้าให้แก่ผู้ร้องไม่ครบจำนวน โดยจัดส่งสินค้าตามสัญญาฉบับที่ 1 จำนวนเพียง 5,400 ถาด ฉบับที่ 2 จำนวนเพียง 1,300 กล่อง และ 7,800 ถาด ผู้ร้องทวงถามให้ผู้คัดค้านปฏิบัติตามสัญญาแล้ว ผู้คัดค้านเพิกเฉย ผู้ร้องจึงนำข้อพิพาทเสนอต่ออนุญาโตตุลาการสมาคมการค้าส่งและการค้าระหว่างประเทศสำหรับสินค้าประเภทอาหารแห่งตลาดหลักทรัพย์ฮัมบูร์ก (จดทะเบียน) ที่เมืองฮัมบูร์ก ประเทศสหพันธ์สาธารณรัฐเยอรมนี คณะอนุญาโตตุลาการมีคำชี้ขาดให้ผู้คัดค้านชำระเงินจำนวน 76,008 ดอลลาร์สหรัฐ พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 5 ต่อปี บวกเพิ่มจากอัตราดอกเบี้ยพื้นฐานต่อปี แต่ไม่เกินร้อยละ 8 ต่อปี นับแต่วันที่ 21 กรกฎาคม 2550 แก่ผู้ร้องและให้ผู้คัดค้านชำระเงินค่าธรรมเนียมจำนวน 4,441.77 ยูโร ซึ่งผู้ร้องได้ชำระค่าธรรมเนียมส่วนนี้แทนผู้คัดค้านแล้ว ผู้คัดค้านจึงต้องชำระเงินค่าธรรมเนียมจำนวนดังกล่าวคืนแก่ผู้ร้อง แต่ผู้คัดค้านไม่ปฏิบัติตามคำชี้ขาดของอนุญาโตตุลาการ ขอให้บังคับตามคำชี้ขาดของอนุญาโตตุลาการโดยให้ผู้คัดค้านชำระเงินจำนวน 76,008 ดอลลาร์สหรัฐ พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 8 ต่อปี นับแต่วันที่ 21 กรกฎาคม 2550 จนกว่าจะชำระเสร็จแก่ผู้ร้อง และให้ผู้คัดค้านชำระค่าธรรมเนียมและค่าใช้จ่ายในการดำเนินกระบวนพิจารณาโดยวิธีอนุญาโตตุลาการจำนวน 4,441.77 ยูโร พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันที่มีคำชี้ขาดจนกว่าจะชำระเสร็จแก่ผู้ร้อง

ผู้คัดค้านยื่นคำคัดค้านและคำร้องแย้งว่า ผู้ร้องไม่มีอำนาจยื่นคำร้องขอในคดีนี้ เพราะผู้ร้องไม่เป็นนิติบุคคลตามกฎหมายของประเทศสหพันธ์สาธารณรัฐเยอรมนี และหนังสือมอบอำนาจของผู้ร้องมิได้ปิดอากรแสตมป์ตามกฎหมาย คำร้องขอของผู้ร้องเคลือบคลุม ผู้คัดค้านไม่เคยตกลงยินยอมหรือลงนามทำสัญญาอนุญาโตตุลาการกับผู้ร้อง สัญญาอนุญาโตตุลาการจึงไม่มีผลผูกพันผู้คัดค้าน คำวินิจฉัยของอนุญาโตตุลาการที่ว่าผู้คัดค้านลงลายมือชื่อในสัญญาทั้งสองฉบับนั้นไม่ชอบด้วยกฎหมายและขัดต่อหลักการรับฟังพยานหลักฐาน เพราะผู้คัดค้านไม่เคยลงลายมือชื่อในสัญญาซื้อขาย อัตราดอกเบี้ยที่เพิ่มขึ้นจากร้อยละ 5 เป็นร้อยละ 8 ต่อปี ก็ไม่มีหลักกฎหมายรองรับ ผู้ร้องจ่ายเงินค่าธรรมเนียมและค่าใช้จ่ายในการดำเนินกระบวนพิจารณาโดยวิธีอนุญาโตตุลาการด้วยความสมัครใจและไม่มีกฎหมายรองรับ ผู้คัดค้านจึงไม่ต้องรับผิดในค่าธรรมเนียมดังกล่าว ขอให้ยกคำร้องขอของผู้ร้อง และมีคำสั่งเพิกถอนคำชี้ขาดของคณะอนุญาโตตุลาการสมาคมการค้าส่งและการค้าระหว่างประเทศสำหรับสินค้าประเภทอาหารแห่งตลาดหลักทรัพย์ฮัมบูร์ก (จดทะเบียน) (Warren - Verein Hamburger Borse E.V.) โดยห้ามมิให้ผู้ร้องนำคำชี้ขาดไปใช้ประโยชน์ใด ๆ นับแต่วันที่ศาลมีคำพิพากษา

ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางมีคำสั่งเกี่ยวกับคำร้องแย้งของผู้คัดค้านว่า คำร้องแย้งของผู้คัดค้านที่ขอให้เพิกถอนคำชี้ขาดของอนุญาโตตุลาการนั้น ตามคำร้องเป็นคำชี้ขาดของอนุญาโตตุลาการต่างประเทศ ซึ่งศาลจะเพิกถอนคำชี้ขาดได้ต้องเป็นศาลของประเทศที่ได้ทำคำชี้ขาดและภายใต้กฎหมายของประเทศที่ทำคำชี้ขาดนั้น จึงไม่รับคำร้องแย้งของผู้คัดค้าน

ผู้คัดค้านอุทธรณ์คำสั่งต่อศาลฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศวินิจฉัยว่า มีปัญหาต้องวินิจฉัยว่า คำสั่งของศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางที่ไม่รับคำร้องแย้งของผู้คัดค้านที่ขอให้เพิกถอนคำชี้ขาดของอนุญาโตตุลาการที่ทำขึ้นที่ประเทศสหพันธ์สาธารณรัฐเยอรมนีชอบด้วยกฎหมายหรือไม่ โดยผู้คัดค้านอุทธรณ์ว่า เมื่อศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางเป็นศาลที่มีอำนาจในการพิพากษาบังคับตามคำชี้ขาดของอนุญาโตตุลาการ ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางก็ย่อมมีอำนาจในการเพิกถอนคำชี้ขาด มิฉะนั้นเท่ากับเป็นการลดทอนอำนาจอธิปไตยของศาลไทยในการบังคับใช้กฎหมายและเป็นการจำกัดสิทธิของผู้ที่ได้รับผลกระทบจากสัญญาที่ทำขึ้นตามกฎหมายระหว่างประเทศ ทั้งพระราชบัญญัติอนุญาโตตุลาการ พ.ศ.2545 ไม่มีบทบัญญัติจำกัดอำนาจของศาลไทยในการเพิกถอนคำชี้ขาดของอนุญาโตตุลาการที่ทำในต่างประเทศนั้น เห็นว่า มาตรา 40 แห่งพระราชบัญญัติอนุญาโตตุลาการ พ.ศ.2545 ซึ่งเป็นบทบัญญัติที่กล่าวถึงการเพิกถอนคำชี้ขาดของอนุญาโตตุลาการ โดยไม่ได้บัญญัติชัดเจนถึงอำนาจของศาลในการเพิกถอนคำชี้ขาดของอนุญาโตตุลาการที่ทำขึ้นในประเทศหรือที่ทำขึ้นในต่างประเทศ ต่างจากมาตรา 43 ที่บัญญัติไว้ชัดเจนว่าศาลมีอำนาจทำคำสั่งปฏิเสธไม่รับบังคับตามคำชี้ขาดของอนุญาโตตุลาการ ไม่ว่าคำชี้ขาดนั้นจะได้ทำขึ้นในประเทศใด เมื่อพิจารณาถึงเหตุในการเพิกถอนคำชี้ขาดตามมาตรา 40 วรรคสาม (1) (ก) ถึง (จ) ได้แก่ "(ก) คู่สัญญาตามสัญญาอนุญาโตตุลาการฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งเป็นผู้บกพร่องในเรื่องความสามารถตามกฎหมายที่ใช้บังคับแก่คู่สัญญาฝ่ายนั้น (ข) สัญญาอนุญาโตตุลาการไม่มีผลผูกพันตามกฎหมายแห่งประเทศที่คู่พิพาทได้ตกลงกันไว้ หรือตามกฎหมายไทยในกรณีที่ไม่มีข้อตกลงดังกล่าว (ค) ไม่มีการแจ้งให้คู่พิพาทฝ่ายที่ขอให้เพิกถอนคำชี้ขาดรู้ล่วงหน้าโดยชอบถึงการแต่งตั้งคณะอนุญาโตตุลาการหรือการพิจารณาของคณะอนุญาโตตุลาการ หรือบุคคลดังกล่าวไม่สามารถเข้าต่อสู้คดีในชั้นอนุญาโตตุลาการได้เพราะเหตุประการอื่น (ง) คำชี้ขาดวินิจฉัยข้อพิพาทซึ่งไม่อยู่ในขอบเขตของสัญญาอนุญาโตตุลาการหรือคำชี้ขาดวินิจฉัยเกินขอบเขตแห่งข้อตกลงในการเสนอข้อพิพาทต่อคณะอนุญาโตตุลาการ (จ) องค์ประกอบของคณะอนุญาโตตุลาการหรือกระบวนพิจารณาของคณะอนุญาโตตุลาการมิได้เป็นไปตามที่คู่พิพาทได้ตกลงกันไว้ " กับเหตุในการไม่บังคับตามคำชี้ขาดในมาตรา 43 (1) ถึง (5) ได้แก่ "(1) คู่สัญญาตามสัญญาอนุญาโตตุลาการฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งเป็นผู้บกพร่องในเรื่องความสามารถตามกฎหมายที่ใช้บังคับแก่คู่สัญญาฝ่ายนั้น (2) สัญญาอนุญาโตตุลาการไม่มีผลผูกพันตามกฎหมายแห่งประเทศที่คู่สัญญาได้ตกลงกันไว้หรือตามกฎหมายของประเทศที่ทำคำชี้ขาดนั้น ในกรณีที่ไม่มีข้อตกลงดังกล่าว (3) ไม่มีการแจ้งให้ผู้ซึ่งจะถูกบังคับตามคำชี้ขาดรู้ล่วงหน้าโดยชอบถึงการแต่งตั้งคณะอนุญาโตตุลาการหรือการพิจารณาของคณะอนุญาโตตุลาการ หรือบุคคลดังกล่าวไม่สามารถเข้าต่อสู้คดีในชั้นอนุญาโตตุลาการได้เพราะเหตุประการอื่น (4) คำชี้ขาดวินิจฉัยข้อพิพาทซึ่งไม่อยู่ในขอบเขตของสัญญาอนุญาโตตุลาการหรือคำชี้ขาดวินิจฉัยเกินขอบเขตแห่งข้อตกลงในการเสนอข้อพิพาทต่อคณะอนุญาโตตุลาการ (5) องค์ประกอบของคณะอนุญาโตตุลาการหรือกระบวนพิจารณาของคณะอนุญาโตตุลาการมิได้เป็นไปตามที่คู่พิพาทได้ตกลงกันไว้ " ก็เป็นเหตุเดียวกัน เพียงแต่เหตุในการบังคับตามคำชี้ขาดตามมาตรา 43 ได้เพิ่มเหตุตามอนุมาตรา (6) ว่า "คำชี้ขาดยังไม่มีผลผูกพันหรือได้ถูกเพิกถอน หรือระงับใช้เสียโดยศาลที่มีเขตอำนาจหรือภายใต้กฎหมายของประเทศที่ทำคำชี้ขาด" ลักษณะของการบัญญัติกฎหมายแสดงว่า ในกรณีที่คำชี้ขาดของอนุญาโตตุลาการเป็นคำชี้ขาดที่หากปรากฏว่ามีเหตุหนึ่งเหตุใดเข้าลักษณะตามที่บัญญัติไว้ในมาตรา 40 หรือมาตรา 43 แห่งพระราชบัญญัติอนุญาโตตุลาการ พ.ศ.2545 แล้ว ศาลย่อมมีอำนาจเพิกถอนคำชี้ขาดหรือมีคำสั่งปฏิเสธไม่รับบังคับตามคำชี้ขาดของอนุญาโตตุลาการนั้น อย่างไรก็ตามการที่มาตรา 40 มิได้บัญญัติให้ศาลมีอำนาจเพิกถอนคำชี้ขาดของอนุญาโตตุลาการที่ทำขึ้นในต่างประเทศเหมือนดังเช่นที่บัญญัติไว้ในมาตรา 43 ก็น่าจะเป็นการเปิดโอกาสในกรณีที่มีการยื่นคำร้องขอให้เพิกถอนคำชี้ขาดของอนุญาโตตุลาการดังกล่าว เพื่อให้มีการใช้อำนาจศาลให้เหมาะสมสอดคล้องกับข้อตกลงหรืออนุสัญญาที่ประเทศไทยได้ทำไว้กับประเทศต่าง ๆ เกี่ยวกับคำชี้ขาดของอนุญาโตตุลาการของประเทศนั้น ๆ ตามหลักการปฏิบัติอย่างถ้อยทีถ้อยอาศัยต่อกัน ทั้งนี้เพื่อไม่ให้ส่งผลให้เกิดปัญหาการขัดกันของการบังคับตามคำชี้ขาดของอนุญาโตตุลาการของประเทศภาคีสมาชิก โดยเฉพาะสำหรับคดีนี้เป็นคำชี้ขาดของอนุญาโตตุลาการของเมืองฮัมบูร์ก ประเทศสหพันธ์สาธารณรัฐเยอรมนี ในข้อพิพาทเกี่ยวกับการซื้อสินค้าประเภทสับปะรดกระป๋อง อันเป็นข้อพิพาทที่เกี่ยวกับการค้าระหว่างประเทศ ซึ่งประเทศสหพันธ์สาธารณรัฐเยอรมนีและประเทศไทยต่างเป็นประเทศภาคีสมาชิกของอนุสัญญาว่าด้วยการยอมรับนับถือและการใช้บังคับคำชี้ขาดของอนุญาโตตุลาการต่างประเทศ ฉบับ นครนิวยอร์ค ค.ศ.1958 ซึ่งมีขอบเขตการใช้บังคับเกี่ยวกับเรื่องการค้าระหว่างประเทศ ดังนั้น แม้ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางจะเป็นศาลที่มีเขตอำนาจพิจารณาพิพากษาข้อพิพาทซึ่งได้เสนอต่ออนุญาโตตุลาการ ตามมาตรา 9 แห่งพระราชบัญญัติอนุญาโตตุลาการ พ.ศ. 2545 แต่เมื่อปรากฏว่าข้อพิพาทในคดีนี้เป็นข้อพิพาทเกี่ยวกับการค้าระหว่างประเทศ ซึ่งประเทศไทยเป็นภาคีสมาชิกของอนุสัญญาฉบับดังกล่าวข้างต้น การรับคำร้องแย้งของผู้คัดค้านไว้จึงไม่เป็นการสะดวกเพราะจะไม่สอดคล้องกับการอนุวัตรการตามอนุสัญญาที่ประเทศไทยมีพันธะผูกพันต่อประเทศภาคีสมาชิก คำร้องแย้งของผู้คัดค้านจึงไม่เป็นประโยชน์แก่การพิจารณาที่ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางไม่รับคำร้องแย้งของผู้คัดค้านนั้น ศาลฎีกาแผนกคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศเห็นพ้องด้วยในผล อุทธรณ์ของผู้คัดค้านฟังไม่ขึ้น

อนึ่ง ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางไม่ได้สั่งเรื่องค่าฤชาธรรมเนียมตามคำร้องแย้ง จึงเป็นการไม่ชอบด้วยพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศและวิธีพิจารณาคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศ พ.ศ.2539 มาตรา 26 ประกอบประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 167 วรรคหนึ่ง ศาลฎีกาแผนกคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศเห็นสมควรแก้ไขให้ถูกต้อง

พิพากษายืน ให้คืนค่าขึ้นศาลตามคำร้องแย้งทั้งหมดแก่ผู้คัดค้าน ค่าฤชาธรรมเนียมในชั้นนี้ให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.อนุญาโตตุลาการ พ.ศ.2545 ม. 9 ม. 40 ม. 43
ชื่อคู่ความ
ผู้ร้อง — ไอ. ชโรเดอร์ เคจี (จีเอ็มบีเอส แอนด์ ซีโอ)
ผู้คัดค้าน — บริษัทเขาใหญ่ผลไม้กระป๋อง จำกัด
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลาง — นายธนัชพันธ์ วิสิทธวงศ์
ชื่อองค์คณะ
รัตน กองแก้ว
อร่าม เสนามนตรี
อร่าม แย้มสอาด
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา