คำพิพากษา คำสั่งคำร้องและคำวินิจฉัยศาลฎีกา

ทั้งหมด 133,243 รายการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 11925/2556
#559110
เปิดฉบับเต็ม

หลังจากเจ้าพนักงานจับจำเลยที่ 3 ได้พร้อมใบคู่มือจดทะเบียนรถยนต์และแผ่นป้ายแสดงการเสียภาษีรถยนต์ปลอมของรถยนต์หมายเลขทะเบียน 1ฬ - 2678 กรุงเทพมหานคร แล้ว จึงให้จำเลยที่ 3 โทรศัพท์ไปหาจำเลยที่ 4 เพื่อนัดรับใบคู่มือจดทะเบียนรถยนต์ปลอมของรถยนต์หมายเลขทะเบียน 7ฮ - 9961 กรุงเทพมหานคร การที่จำเลยที่ 4 นำใบคู่มือจดทะเบียนรถยนต์ปลอมของรถยนต์หมายเลขทะเบียน 7ฮ - 9961 กรุงเทพมหานคร มาส่งให้แก่จำเลยที่ 3 ตามที่จำเลยที่ 3 สั่งทำนั้น ถือว่าเป็นการใช้เอกสารราชการใบคู่มือจดทะเบียนรถยนต์ปลอมของรถยนต์หมายเลขทะเบียน 7ฮ - 9961 กรุงเทพมหานคร แล้ว

ในวันรุ่งขึ้นหลังการจับกุมจำเลยที่ 4 พนักงานสอบสวนได้สอบคำให้การจำเลยที่ 4 และในชั้นพิจารณาที่จำเลยที่ 4 เบิกความต่อศาล จำเลยที่ 4 ไม่เคยกล่าวอ้างว่า จำเลยที่ 4 รับราชการทหาร ทั้งขณะฟ้องคดีนี้ไม่ปรากฏหลักฐานว่า จำเลยที่ 4 รับราชการทหาร ศาลชั้นต้นจึงมีอำนาจพิจารณาพิพากษาคดีนี้ได้

การที่จำเลยที่ 4 ปลอมหนังสือแสดงการจดทะเบียนของรถบรรทุกส่วนบุคคลหมายเลขทะเบียน 81 - 0409 กรุงเทพมหานคร กับปลอมแผ่นป้ายแสดงการเสียภาษีของรถบรรทุกส่วนบุคคลดังกล่าวนั้น จำเลยที่ 4 มีเจตนาอย่างเดียวกันคือ เพื่อนำไปใช้หรือแสดงต่อผู้พบเห็นว่ารถยนต์คันดังกล่าวเป็นรถยนต์ที่จดทะเบียนและเสียภาษีถูกต้องเพื่อจะได้ใช้รถยนต์คันดังกล่าวโดยชอบ การกระทำของจำเลยที่ 4 ในส่วนนี้จึงเป็นความผิดกรรมเดียว

แม้ตรายางที่ยึดได้ภายในรถยนต์ของจำเลยที่ 4 บางอันจะไม่ใช่ตรายางที่จำเลยที่ 2 ถึงที่ 4 ใช้ในการกระทำความผิดคดีนี้ แต่ตรายางที่ยึดได้นั้น เห็นได้ชัดว่า เป็นอุปกรณ์ที่มีไว้เพื่อใช้ในการกระทำความผิดฐานปลอมเอกสารราชการของกรมการขนส่งทางบกโดยเฉพาะ จึงต้องริบตรายางทั้ง 25 อัน ตาม ป.อ. มาตรา 33 (1)

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องและแก้ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยทั้งสี่ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 264, 265, 268, 91, 83, 33 ริบของกลาง และขอให้นับโทษของจำเลยที่ 1 ในคดีนี้ต่อจากโทษของจำเลยในคดีอาญาหมายเลขดำที่ 425/2546 หมายเลขแดงที่ 1367/2547 ของศาลจังหวัดสุราษฎร์ธานี

จำเลยทั้งสี่ให้การปฏิเสธ แต่จำเลยที่ 1 รับว่าเป็นบุคคลคนเดียวกับจำเลยในคดีที่โจทก์ขอให้นับโทษต่อ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยทั้งสี่มีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 265, 268 วรรคหนึ่ง (ที่ถูก มาตรา 268 วรรคแรก ประกอบมาตรา 265) ประกอบมาตรา 83 การกระทำของจำเลยทั้งสี่เป็นความผิดหลายกรรมต่างกัน ให้ลงโทษทุกกรรมเป็นกระทงความผิดไปตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 แต่เนื่องจากจำเลยทั้งสี่เป็นผู้ปลอมและใช้เอกสารปลอมด้วยตนเอง ให้ลงโทษฐานใช้เอกสารปลอม แต่เพียงกระทงเดียวตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 268 วรรคสอง ลงโทษจำเลยที่ 1 ฐานใช้บัตรข้าราชการต่างกันปลอม (ที่ถูก ฐานใช้บัตรประจำตัวข้าราชการตำรวจปลอม) จำคุก 3 ปี ลงโทษจำเลยที่ 2 และที่ 3 ฐานร่วมกันใช้ใบคู่มือจดทะเบียนรถยนต์ หมายเลขทะเบียน 1ฬ - 2678 กรุงเทพมหานคร จำคุกคนละ 3 ปี ฐานร่วมกันใช้ป้ายแสดงการเสียภาษีปลอมของรถยนต์หมายเลขทะเบียน 1ฬ - 2678 กรุงเทพมหานคร จำคุกคนละ 3 ปี รวมจำคุกจำเลยที่ 2 และที่ 3 คนละ 6 ปี ลงโทษจำเลยที่ 4 ฐานใช้ใบคู่มือจดทะเบียนรถยนต์หมายเลขทะเบียน 7ฮ - 9961 กรุงเทพมหานคร จำคุก 3 ปี ฐานปลอมหนังสือแสดงการจดทะเบียนรถบรรทุกส่วนบุคคลหมายเลขทะเบียน 81 - 0409 กรุงเทพมหานคร จำคุก 3 ปี ฐานปลอมแผ่นป้ายแสดงการเสียภาษีรถยนต์ประจำปีของรถยนต์บรรทุกส่วนบุคคลหมายเลขทะเบียน 81 - 0409 กรุงเทพมหานคร จำคุก 3 ปี ฐานปลอมแผ่นป้ายแสดงการเสียภาษี จำคุก 3 ปี รวมจำคุกจำเลยที่ 4 เป็นเวลา 12 ปี ให้นับโทษของจำเลยที่ 1 ต่อจากโทษจำคุกของจำเลยในคดีหมายเลขแดง (ที่ถูก คดีอาญาหมายเลขดำ) ที่ 425/2546 หมายเลขแดงที่ 1367/2547 ของศาลจังหวัดสุราษฎร์ธานี (ที่ถูก ข้อหาอื่นให้ยก) ริบของกลาง

จำเลยที่ 1 ที่ 2 และที่ 4 อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษาแก้เป็นว่า จำเลยที่ 1 ที่ 3 และที่ 4 มีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 265 และจำเลยที่ 3 และที่ 4 มีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 268 วรรคแรก ประกอบมาตรา 265 ลงโทษจำเลยที่ 1 ฐานปลอมบัตรประจำตัวข้าราชการตำรวจ จำคุก 2 ปี จำเลยที่ 3 เป็นผู้ปลอมเอกสารราชการใบคู่มือจดทะเบียนรถยนต์ของรถยนต์หมายเลขทะเบียน 1ฬ - 2678 กรุงเทพมหานคร และแผ่นป้ายแสดงการเสียภาษีรถยนต์ของรถยนต์หมายเลขทะเบียน 1ฬ - 2678 กรุงเทพมหานคร และจำเลยที่ 4 เป็นผู้ปลอมเอกสารราชการใบคู่มือจดทะเบียนรถยนต์ของรถยนต์หมายเลขทะเบียน 7ฮ - 9961 กรุงเทพมหานคร จึงให้ลงโทษฐานใช้เอกสารราชการปลอมดังกล่าว แต่เพียงกระทงเดียวตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 268 วรรคสอง จำคุกคนละ 2 ปี จำเลยที่ 1 ให้การรับสารภาพในชั้นจับกุม จำเลยที่ 3 ให้การรับสารภาพในชั้นจับกุมและสอบสวนและจำเลยที่ 4 ให้การในชั้นสอบสวนเป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้จำเลยที่ 1 ที่ 3 และที่ 4 คนละหนึ่งในสามตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คงจำคุกคนละ 1 ปี 4 เดือน ข้อหาอื่นนอกจากนี้ให้ยก สำหรับจำเลยที่ 2 ให้ยกฟ้อง ให้คืนตรายางที่ระบุอักษรว่า "สขพ.3" "โอนกรรมสิทธิ์จาก...", "แจ้งการใช้รถในกรุงเทพฯ ตามภูมิลำเนา", "ปฏิบัติราชการแทน", "ค่าธรรมเนียม (FEE) 505 บาท", "กระบะบรรทุกส่วนบุคคล (ร.ย.3)", "รถยนต์ส่วนบุคคลนั่งเกิน 7 คน ", "ใบคู่มือสูญหาย", "ต่อก่อนล่วงหน้า 6 เดือน ให้นำรูปถ่ายมาต่ออายุทุกครั้ง", "ออกแทนเล่มที่สูญหาย", "(จทบ. รับชำระภาษีแทน)" และชื่อจังหวัดต่าง ๆ ยกเว้นชื่อจังหวัด "กรุงเทพมหานคร" ของกลางให้แก่เจ้าของ ไม่นับโทษของจำเลยที่ 1 ต่อจากโทษของจำเลยในคดีอาญาหมายเลขดำที่ 425/2546 หมายเลขแดงที่ 1367/2547 ของศาลจังหวัดสุราษฎร์ธานี นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

โจทก์และจำเลยที่ 4 ฎีกาโดยผู้พิพากษาซึ่งลงชื่อในคำพิพากษาศาลอุทธรณ์อนุญาตให้จำเลยที่ 4 ฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงเบื้องต้นรับฟังว่า ตามวันเวลาและสถานที่เกิดเหตุ เจ้าพนักงานตำรวจร่วมกันจับกุมจำเลยทั้งสี่และยึดใบคู่มือจดทะเบียนรถยนต์ของรถยนต์หมายเลขทะเบียน 1ฬ - 2678 กรุงเทพมหานคร กับแผ่นป้ายแสดงการเสียภาษีรถยนต์คันดังกล่าว ใบคู่มือจดทะเบียนรถยนต์ของรถยนต์หมายเลขทะเบียน 7ฮ - 9961 กรุงเทพมหานคร หนังสือแสดงการจดทะเบียนของรถบรรทุกส่วนบุคคลหมายเลขทะเบียน 81 - 0409 กรุงเทพมหานคร กับแผ่นป้ายแสดงการเสียภาษีของรถบรรทุกส่วนบุคคลดังกล่าว แผ่นป้ายแสดงการเสียภาษีรถยนต์ประจำปี 2548 ที่ยังไม่ได้กรอกข้อความ 3 ฉบับ บัตรประจำตัวข้าราชการตำรวจของร้อยตำรวจตรีปรีชา ที่มีรูปถ่ายของจำเลยที่ 1 ติดอยู่อันเป็นเอกสารราชการปลอม และยึดตรายาง 25 อัน รวมทั้งเอกสารอื่น ๆ เป็นของกลางนำส่งพนักงานสอบสวน คดีในส่วนของจำเลยที่ 3 ศาลอุทธรณ์พิพากษาว่า จำเลยที่ 3 มีความผิดฐานปลอมและใช้ใบคู่มือจดทะเบียนรถยนต์ของรถยนต์หมายเลขทะเบียน 1ฬ - 2678 กรุงเทพมหานคร กับแผ่นป้ายแสดงการเสียภาษีรถยนต์ของรถยนต์คันดังกล่าวอันเป็นเอกสารราชการปลอม ลงโทษฐานใช้เอกสารราชการปลอมกระทงเดียว โจทก์ไม่ฎีกา จึงยุติไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ ส่วนจำเลยที่ 1 ไม่ฎีกา ข้อเท็จจริงจึงฟังยุติตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ว่า จำเลยที่ 1 นำรูปถ่ายของตนซึ่งแต่งเครื่องแบบเจ้าพนักงานตำรวจมาติดแทนรูปถ่ายของร้อยตำรวจตรีปรีชาในบัตรประจำตัวข้าราชการตำรวจของร้อยตำรวจตรีปรีชา โดยมีเจตนาเพื่อให้ผู้พบเห็นหลงเชื่อว่า รูปถ่ายของจำเลยที่ 1 ในบัตรประจำตัวข้าราชการตำรวจดังกล่าวเป็นรูปถ่ายของร้อยตำรวจตรีปรีชาโดยมีตำแหน่งตามที่ระบุไว้และเป็นบัตรประจำตัวข้าราชการตำรวจที่แท้จริงของจำเลยที่ 1 จำเลยที่ 1 มีความผิดฐานปลอมบัตรประจำตัวข้าราชการตำรวจอันเป็นเอกสารราชการ สำหรับจำเลยที่ 2 ในความผิดฐานปลอมใบคู่มือจดทะเบียนรถยนต์หมายเลขทะเบียน 7ฮ - 9961 ฐานปลอมหนังสือแสดงรายการจดทะเบียนรถบรรทุกส่วนบุคคลหมายเลขทะเบียน 81 - 0409 ฐานปลอมแผ่นป้ายแสดงการเสียภาษีรถยนต์ประจำปี 2547 ของรถบรรทุกส่วนบุคคลหมายเลขทะเบียน 81 - 0409 ฐานปลอมแผ่นป้ายแสดงการเสียภาษีรถยนต์ประจำปี 2548 จำนวน 3 ฉบับ และฐานใช้ใบคู่มือจดทะเบียนรถยนต์หมายเลขทะเบียน 7ฮ - 9961 ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์พิพากษายกฟ้องโจทก์ จึงต้องห้ามมิให้โจทก์ฎีกาตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 220 ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัยฎีกาโจทก์ในส่วนนี้

มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ประการแรกว่า จำเลยที่ 1 มีความผิดฐานใช้บัตรประจำข้าราชการตำรวจปลอมดังกล่าวตามฟ้องโจทก์ด้วยหรือไม่ เห็นว่า แม้บันทึกการจับกุมจะไม่ได้ระบุข้อเท็จจริงในรายละเอียดว่า จำเลยที่ 1 แสดงบัตรประจำตัวข้าราชการตำรวจปลอมให้พันตำรวจตรีบัณฑิต และจ่าสิบตำรวจตรีศักดิ์ เจ้าพนักงานตำรวจผู้จับกุมดู แต่โจทก์มีพันตำรวจตรีบัณฑิตและจ่าสิบตำรวจตรีศักดิ์ ซึ่งเป็นประจักษ์พยานที่รู้เห็นเหตุการณ์ในขณะเกิดเหตุมาเบิกความยืนยันประกอบบันทึกการจับกุมดังกล่าวว่า เมื่อเจ้าพนักงานตำรวจแสดงตัวเข้าจับกุม จำเลยที่ 1 แสดงบัตรประจำตัวข้าราชการตำรวจดังกล่าว ให้เจ้าพนักงานตำรวจดู พร้อมกับกล่าวอ้างว่า จำเลยที่ 1 เป็นเจ้าพนักงานตำรวจตามบัตร ในชั้นจับกุมยึดบัตรประจำตัวข้าราชการตำรวจดังกล่าวเป็นของกลางและแจ้งข้อหาจำเลยที่ 1 ว่าปลอมและใช้เอกสารราชการปลอม (บัตรประจำตัวข้าราชการ) พยานโจทก์ทั้งสองเป็นเจ้าพนักงานปฏิบัติราชการตามหน้าที่ ไม่เคยรู้จักหรือมีสาเหตุโกรธเคืองกับจำเลยที่ 1 มาก่อน จึงไม่มีเหตุให้ระแวงสงสัยว่าจะเบิกความกลั่นแกล้งหรือปรักปรำจำเลยที่ 1 โดยปราศจากมูลความจริง เชื่อว่าเบิกความไปตามความจริงที่ปรากฏในชั้นสอบสวน ร้อยตำรวจเอกรามชัย พนักงานสอบสวนแจ้งข้อหาจำเลยที่ 1 ว่า ปลอมและใช้บัตรประจำตัวข้าราชการตำรวจปลอม จำเลยที่ 1 ให้การรับสารภาพข้อหาใช้เอกสารราชการปลอม เมื่อพิจารณาว่า จำเลยที่ 1 ปลอมบัตรประจำตัวข้าราชการตำรวจเพื่อใช้แสดงต่อผู้พบเห็นให้หลงเชื่อว่าตนเป็นข้าราชการตำรวจ การที่จำเลยที่ 1 ใช้บัตรประจำตัวข้าราชการตำรวจแสดงต่อเจ้าพนักงานตำรวจผู้จับกุมเพื่อให้เจ้าพนักงานตำรวจผู้จับกุมหลงเชื่อว่า จำเลยที่ 1 เป็นเจ้าพนักงานตำรวจเช่นเดียวกันและไม่ให้จับกุมหรือปล่อยจำเลยที่ 1 ไป จึงหาใช่เรื่องผิดปกติดังที่ศาลอุทธรณ์วินิจฉัยไม่ พยานหลักฐานของโจทก์ดังกล่าวมีเหตุผลและน้ำหนักให้รับฟังได้ว่า จำเลยที่ 1 แสดงบัตรประจำตัวข้าราชการตำรวจต่อเจ้าพนักงานตำรวจผู้จับกุม จำเลยที่ 1 จึงมีความผิดฐานใช้บัตรประจำตัวข้าราชการตำรวจปลอมตามฟ้องโจทก์ด้วย ที่ศาลอุทธรณ์พิพากษายกฟ้องโจทก์สำหรับจำเลยที่ 1 ในข้อหานี้ ศาลฎีกาไม่เห็นพ้องด้วย ฎีกาของโจทก์ในข้อนี้ฟังขึ้น

ส่วนฎีกาของโจทก์ในประการอื่น ๆ และฎีกาของจำเลยที่ 4 ศาลฎีกาเห็นสมควรหยิบยกฎีกาของจำเลยที่ 4 ขึ้นวินิจฉัยเสียก่อน แล้วจะวินิจฉัยฎีกาของโจทก์เป็นลำดับถัดไป โดยมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยที่ 4 ว่า จำเลยที่ 4 มีความผิดฐานปลอมและใช้ใบคู่มือจดทะเบียนรถยนต์ของรถยนต์หมายเลขทะเบียน 7ฮ - 9961 กรุงเทพมหานคร ซึ่งเป็นเอกสารราชการปลอมตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์หรือไม่ เห็นว่า โจทก์มีพันตำรวจเอกบัณฑิตเจ้าพนักงานตำรวจผู้ร่วมจับกุมเป็นพยานเบิกความว่า หลังจากจับกุมจำเลยที่ 3 แล้วยึดเอกสารซึ่งเป็นกระดาษจดด้วยลายมือเขียนได้จากจำเลยที่ 3 สอบถามจำเลยที่ 3 เกี่ยวกับเอกสารดังกล่าว จำเลยที่ 3 แจ้งว่าเป็นเอกสารที่ลูกค้าสั่งให้ทำใบคู่มือจดทะเบียนรถยนต์ปลอมสำหรับรถยนต์ยี่ห้อวอลโว่ และในวันนี้จำเลยที่ 3 จะไปรับใบคู่มือจดทะเบียนรถยนต์ปลอมเพื่อนำไปส่งให้ลูกค้าที่สั่งทำอีกรายหนึ่ง พยานกับพวกจึงวางแผนเพื่อจับกุมตัวการใหญ่ โดยให้จำเลยที่ 3 โทรศัพท์ไปหาจำเลยที่ 4 แจ้งว่า ได้เงินแล้วจะนำเงินไปให้และจะรับใบคู่มือจดทะเบียนรถยนต์ นัดรับมอบใบคู่มือจดทะเบียนรถยนต์ที่ห้างสรรพสินค้าบิ๊กซี สาขาสะพานใหม่ เวลา 21.30 นาฬิกา จากนั้นนำธนบัตรฉบับละ 1,000 บาท 5 ฉบับ ทำเครื่องหมายขีดถูกใต้ครุฑด้านหน้าธนบัตรทุกฉบับและถ่ายเอกสารไว้ ครั้นถึงเวลานัดหมาย จำเลยที่ 4 ขับรถมายังจุดนัดหมายและส่งมอบใบคู่มือจดทะเบียนรถยนต์ของรถยนต์หมายเลขทะเบียน 7ฮ - 9961 กรุงเทพมหานคร ให้แก่จำเลยที่ 3 และจำเลยที่ 3 ส่งมอบเงินให้จำเลยที่ 4 หลังจากนั้นพยานกับพวกแสดงตัวเป็นเจ้าพนักงานตำรวจขอตรวจค้นและจับกุมจำเลยที่ 4 พร้อมกับยึดธนบัตรทั้ง 5 ฉบับ ดังกล่าวได้จากจำเลยที่ 4 คำเบิกความของพันตำรวจตรีบัณฑิตดังกล่าวสอดคล้องกับคำให้การของจำเลยที่ 2 และที่ 3 ซึ่งให้การในชั้นจับกุมว่า จำเลยที่ 3 รับใบคู่มือจดทะเบียนรถยนต์และแผ่นป้ายแสดงการเสียภาษีรถยนต์ของรถยนต์หมายเลขทะเบียน 1ฬ - 2678 กรุงเทพมหานคร ซึ่งเป็นเอกสารปลอมมาจากจำเลยที่ 4 และจำเลยที่ 2 สั่งจำเลยที่ 3 ทำใบคู่มือจดทะเบียนรถยนต์ยี่ห้อวอลโว่แล้ว แต่ยังไม่ได้จ่ายเงิน จึงให้จำเลยที่ 3 โทรศัพท์แจ้งจำเลยที่ 4 ว่า เงินที่เป็นค่าสั่งทำใบคู่มือจดทะเบียนรถยนต์ยี่ห้อวอลโว่ได้แล้ว ให้นำใบคู่มือจดทะเบียนรถยนต์มาส่งมอบให้ จนกระทั่งจับกุมจำเลยที่ 4 พร้อมกับยึดใบคู่มือจดทะเบียนรถยนต์ของรถยนต์หมายเลขทะเบียน 7ฮ - 9961 กรุงเทพมหานคร เป็นของกลาง เมื่อตรวจดูกระดาษจดด้วยลายมือเขียน ที่จำเลยที่ 3 แจ้งว่าเป็นเอกสารที่ลูกค้าสั่งให้ทำใบคู่มือทะเบียนรถยนต์ปลอมสำหรับรถยนต์ยี่ห้อวอลโว่ ปรากฏว่ามีรายละเอียดหมายเลขตัวถังรถ หมายเลขเครื่องยนต์ ยี่ห้อรถวอลโว่ สีเขียว ระบุชื่อนายพงษ์ศักดิ์ ตรงกับรายละเอียดในใบคู่มือจดทะเบียนรถยนต์ที่มีชื่อนายพงษ์ศักดิ์ เป็นผู้ถือกรรมสิทธิ์ในรถยนต์ดังกล่าว และจำเลยที่ 4 นำมาส่งมอบให้จำเลยที่ 3 ส่วนใบคู่มือจดทะเบียนรถยนต์ยี่ห้อวอลโว่ที่แท้จริงปรากฏตามรายการจดทะเบียนรถ ซึ่งเป็นรถยนต์ยี่ห้อวอลโว่ สีเขียว หมายเลขทะเบียน กม 101 เชียงใหม่ ที่จำเลยที่ 1 ขับมายังที่เกิดเหตุ หาใช่หมายเลขทะเบียน 7ฮ - 9961 กรุงเทพมหานคร ตามที่ปรากฏในใบคู่มือจดทะเบียนรถยนต์ไม่ และจากการตรวจค้นรถยนต์ที่จำเลยที่ 4 ขับมา พบตรายาง 25 อัน ที่ระบุอักษรเกี่ยวกับการใช้ในการปลอมเอกสารราชการของกรมการขนส่งทางบก รวมทั้งแผ่นป้ายแสดงการเสียภาษีรถยนต์ประจำปี 2548 ที่ยังไม่ได้กรอกข้อความ 3 ฉบับ แบบคำขอโอนและรับโอนของกรมการขนส่งทางบกที่ยังไม่ได้กรอกข้อความอีกหลายแผ่น และเอกสารที่เกี่ยวข้องกับการจดทะเบียนรถยนต์ของกรมการขนส่งทางบกซึ่งเป็นเอกสารราชการปลอมอีกหลายรายการและบัญชีของกลาง พยานหลักฐานของโจทก์ข้างต้นมีเหตุผลเชื่อมโยงและสอดคล้องต้องกันให้รับฟังได้ปราศจากข้อสงสัยว่า จำเลยที่ 4 เป็นผู้ปลอมเอกสารราชการใบคู่มือจดทะเบียนรถยนต์ของรถยนต์หมายเลขทะเบียน 7ฮ - 9961 กรุงเทพมหานคร และการที่จำเลยที่ 4 นำเอกสารปลอมดังกล่าวมาส่งมอบให้จำเลยที่ 3 ตามที่จำเลยที่ 3 สั่งทำนั้น ถือได้ว่าเป็นการนำเอกสารปลอมมาใช้ในประการที่น่าจะเกิดความเสียหายแก่ผู้อื่นหรือประชาชนแล้ว จำเลยที่ 4 จึงมีความผิดฐานปลอมเอกสารราชการใบคู่มือจดทะเบียนรถยนต์ของรถยนต์ หมายเลขทะเบียน 7ฮ - 9961 กรุงเทพมหานคร และใช้เอกสารปลอมฉบับดังกล่าวตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ ที่จำเลยที่ 4 ฎีกาอ้างว่า จำเลยที่ 4 ไม่ทราบว่าเอกสารที่นำมาส่งมอบให้แก่จำเลยที่ 3 เป็นเอกสารปลอมนั้น เป็นเพียงข้อแก้ตัวเพื่อให้ตนเองพ้นผิด ไม่อาจรับฟังหักล้างพยานหลักฐานของโจทก์ได้ ส่วนที่จำเลยที่ 4 ฎีกาอ้างว่า ขณะจับกุมจำเลยที่ 4 เป็นนายทหารยศนาวาโท และการกระทำของจำเลยที่ 4 ไม่เกี่ยวข้องและเป็นคนละกรณีกับการกระทำความผิดของจำเลยที่ 1 ถึงที่ 3 เป็นพลเรือน โจทก์จึงไม่มีอำนาจฟ้องจำเลยที่ 4 ซึ่งเป็นทหารต่อศาลชั้นต้นได้นั้น เห็นว่า ในวันรุ่งขึ้นหลังการจับกุม พนักงานสอบสวนได้สอบคำให้การของจำเลยที่ 4 ไว้ตามเอกสารและในชั้นพิจารณาที่จำเลยที่ 4 เบิกความต่อศาล จำเลยที่ 4 ไม่เคยกล่าวอ้างเลยว่า ขณะเกิดเหตุจำเลยที่ 4 รับราชการทหารยศนาวาโท ทั้งขณะฟ้องคดีนี้ไม่ปรากฏหลักฐานว่า ขณะเกิดเหตุจำเลยที่ 4 รับราชการทหารยศนาวาโท ฎีกาของจำเลยที่ 4 ในข้อนี้ฟังไม่ขึ้น

มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ประการต่อมาว่า จำเลยที่ 4 กระทำความผิดฐานปลอมหนังสือแสดงการจดทะเบียนของรถบรรทุกส่วนบุคคลหมายเลขทะเบียน 81 - 0409 กรุงเทพมหานคร กับปลอมแผ่นป้ายแสดงการเสียภาษีของรถบรรทุกส่วนบุคคลคันดังกล่าวและปลอมแผ่นป้ายแสดงการเสียภาษีรถยนต์ประจำปี 2548 ที่ยังไม่ได้กรอกข้อความ 3 ฉบับ หรือไม่ เห็นว่า แม้โจทก์จะไม่มีพยานหลักฐานที่รู้เห็นว่า จำเลยที่ 4 ปลอมเอกสารดังกล่าว แต่โดยลักษณะความผิดฐานปลอมเอกสาร ผู้กระทำความผิดย่อมกระทำในที่ปกปิดลับตาผู้คน และยากที่จะหาพยานหลักฐานมานำสืบเพื่อยืนยันถึงการกระทำความผิดเช่นนั้นได้ เมื่อพยานหลักฐานของโจทก์รับฟังได้ว่า จำเลยที่ 3 เป็นผู้ติดต่อจำเลยที่ 4 ให้จัดทำใบคู่มือจดทะเบียนรถยนต์ของรถยนต์หมายเลขทะเบียน 7ฮ - 9961 กรุงเทพมหานคร ซึ่งเป็นเอกสารราชการปลอม และจำเลยที่ 4 นำมาส่งมอบให้แก่จำเลยที่ 3 ดังที่ได้วินิจฉัยมาข้างต้นแล้ว ประกอบพยานแวดล้อมกรณีที่เจ้าพนักงานตำรวจยึดหนังสือแสดงการจดทะเบียนของรถบรรทุกส่วนบุคคลหมายเลขทะเบียน 81 - 0409 กรุงเทพมหานคร กับแผ่นป้ายแสดงการเสียภาษีของรถบรรทุกส่วนบุคคลคันดังกล่าวและแผ่นป้ายแสดงการเสียภาษีรถยนต์ประจำปี 2548 ที่ยังไม่ได้กรอกข้อความ 3 ฉบับ ได้จากการตรวจค้นภายในรถยนต์ของจำเลยที่ 4 ที่ขับมายังที่เกิดเหตุ นอกจากนี้ยังตรวจค้นพบตรายาง 25 อัน ที่ระบุอักษรเกี่ยวกับการใช้ในการปลอมเอกสารราชการของกรมการขนส่งทางบกรวมทั้งแบบคำขอโอนและรับโอนของกรมการขนส่งทางบกที่ยังไม่ได้กรอกข้อความอีกหลายแผ่น ซึ่งเป็นวัตถุที่ใช้ในการปลอมเอกสารราชการ จึงยึดเป็นของกลาง พยานหลักฐานของโจทก์ดังกล่าว ล้วนเป็นข้อบ่งชี้และมีน้ำหนักเพียงพอให้รับฟังได้ว่า จำเลยที่ 4 ปลอมหนังสือแสดงการจดทะเบียนของรถบรรทุกส่วนบุคคลหมายเลขทะเบียน 81 - 0409 กรุงเทพมหานคร กับปลอมแผ่นป้ายแสดงการเสียภาษีของรถบรรทุกส่วนบุคคลคันดังกล่าว และปลอมแผ่นป้ายแสดงการเสียภาษีรถยนต์ประจำปี 2548 ที่ยังไม่ได้กรอกข้อความ 3 ฉบับ จำเลยที่ 4 จึงมีความผิดฐานปลอมเอกสารราชการดังกล่าว แต่ที่จำเลยที่ 4 ปลอมหนังสือแสดงการจดทะเบียนของรถบรรทุกส่วนบุคคลหมายเลขทะเบียน 81 - 0409 กรุงเทพมหานคร กับปลอมแผ่นป้ายแสดงการเสียภาษีของรถบรรทุกส่วนบุคคลนั้น จำเลยที่ 4 มีเจตนาอย่างเดียวกันคือ ก็เพื่อนำไปใช้หรือแสดงต่อผู้พบเห็นว่า รถยนต์คันดังกล่าวเป็นรถยนต์ที่จดทะเบียนและเสียภาษีถูกต้องเพื่อจะได้ใช้รถยนต์คันดังกล่าวโดยชอบ การกระทำของจำเลยที่ 4 เกี่ยวกับการปลอมและใช้หนังสือแสดงการจดทะเบียนและแผ่นป้ายแสดงการเสียภาษีของรถบรรทุกส่วนบุคคลหมายเลขทะเบียน 81 - 0409 กรุงเทพมหานคร จึงเป็นความผิดกรรมเดียว

มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ประการสุดท้ายว่า ตรายาง 25 อัน ของกลางที่ระบุอักษรอื่น ๆ นอกจากคำว่า "รถยนต์นั่งไม่เกิน 7 คน" , "ออกแทนเล่มทะเบียนชำรุด" และ "กรุงเทพมหานคร" ซึ่งศาลอุทธรณ์สั่งคืนแก่เจ้าของเป็นทรัพย์สินที่ได้ใช้หรือมีไว้เพื่อใช้ในการกระทำความผิดอันต้องริบหรือไม่ เห็นว่า การริบทรัพย์สินเป็นโทษอย่างหนึ่งสำหรับลงแก่ผู้กระทำความผิด ศาลจะสั่งริบทรัพย์สินซึ่งบุคคลได้ใช้หรือมีไว้เพื่อใช้ในการกระทำความผิดได้ต่อเมื่อมีการกระทำความผิดเกิดขึ้นและโจทก์ได้ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยในความผิดฐานนั้นด้วย คดีนี้ แม้ตรายางที่ยึดได้ภายในรถยนต์ของจำเลยที่ 4 บางอันจะไม่ใช่ตรายางที่จำเลยที่ 2 ถึงที่ 4 ได้ใช้ในการกระทำความผิดในคดีนี้ แต่ตรายางที่ยึดได้นั้น เห็นได้ชัดว่า เป็นอุปกรณ์ที่มีไว้เพื่อใช้ในการกระทำความผิดฐานปลอมเอกสารราชการของกรมการขนส่งทางบกโดยเฉพาะ และโจทก์ได้ยื่นฟ้องจำเลยที่ 2 ถึงที่ 4 ขอให้ลงโทษในข้อหาร่วมกันปลอมและใช้เอกสารราชการปลอมมาด้วยแล้ว จึงต้องริบตรายางทั้ง 25 อัน ทั้งนี้ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 33 (1) ที่ศาลอุทธรณ์พิพากษามาในส่วนนี้ ศาลฎีกาไม่เห็นพ้องด้วย ฎีกาของโจทก์ฟังขึ้น

พิพากษาแก้ว่า จำเลยที่ 1 มีความผิดประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 268 วรรคแรก ประกอบ มาตรา 265 ด้วย ให้ลงโทษจำเลยที่ 1 ฐานใช้บัตรประจำตัวข้าราชการตำรวจปลอมกระทงเดียวตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 268 วรรคสอง จำคุก 2 ปี จำเลยที่ 4 มีความผิดฐานปลอมหนังสือแสดงการจดทะเบียนของรถบรรทุกส่วนบุคคลหมายเลขทะเบียน 81 - 0409 กรุงเทพมหานคร กับปลอมแผ่นป้ายแสดงการเสียภาษีรถยนต์ของรถยนต์คันดังกล่าว และปลอมแผ่นป้ายแสดงการเสียภาษีรถยนต์ประจำปี 2548 ที่ยังไม่ได้กรอกข้อความ 3 ฉบับ ซึ่งเป็นเอกสารราชการอีก 2 กระทง ลงโทษจำเลยที่ 4 ฐานปลอมหนังสือแสดงการจดทะเบียนของรถบรรทุกส่วนบุคคลหมายเลขทะเบียน 81 - 0409 กรุงเทพมหานคร กับปลอมแผ่นป้ายแสดงการเสียภาษีรถยนต์ของรถยนต์คันดังกล่าวกระทงหนึ่ง และปลอมแผ่นป้ายแสดงการเสียภาษีรถยนต์ประจำปี 2548 ที่ยังไม่ได้กรอกข้อความ 3 ฉบับ อีกกระทงหนึ่ง ลงโทษกระทงละ 2 ปี จำเลยที่ 1 ให้การรับสารภาพในชั้นจับกุมและจำเลยที่ 4 ให้การรับสารภาพในชั้นสอบสวนเป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้คนละหนึ่งในสามตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คงจำคุกจำเลยที่ 1 มีกำหนด 1 ปี 4 เดือน และจำคุกจำเลยที่ 4 กระทงละ 1 ปี 4 เดือน รวม 2 กระทงจำคุก 2 ปี 8 เดือน เมื่อรวมโทษจำคุกของจำเลยที่ 4 ในกระทงอื่นตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ จำคุกจำเลยที่ 4 มีกำหนด 3 ปี 12 เดือน และให้ริบตรายางของกลางที่ระบุอักษรอื่น ๆ ที่ศาลอุทธรณ์สั่งคืนให้แก่เจ้าของทั้งสิ้น นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.อ. ม. 33 (1) ม. 90 ม. 265 ม. 268
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการ สำนักงานอัยการสูงสุด
นายดำรงศักดิ์หรืออดิเรกหรือประเสริฐ
จำเลย — รัตนาวลีพงษ์หรือบ่อทอง กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลอาญา — นายวัชรินทร์ ฤชุโรจน์
ศาลอุทธรณ์ — นายเฉลิมชัย จารุไพบูลย์
ชื่อองค์คณะ
ชัยยุทธ ศรีจำนงค์
ศรีอัมพร ศาลิคุปต์
สมชาติ ธัญญาวินิชกุล
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 11837 -ที่ 11838/2556
#559150
เปิดฉบับเต็ม

พ.ร.บ.เงินทดแทน พ.ศ.2537 มาตรา 20 วรรคหนึ่ง บัญญัติให้ผู้มีสิทธิได้รับเงินทดแทนจากนายจ้างคือ (3) บุตรที่มีอายุต่ำกว่า 18 ปี เว้นแต่เมื่อมีอายุครบ 18 ปี แต่ยังศึกษาอยู่ในระดับไม่สูงกว่าปริญญาตรีให้ได้รับส่วนแบ่งเงินทดแทนต่อไปตลอดระยะเวลาที่ศึกษาอยู่ (4) บุตรที่มีอายุตั้งแต่ 18 ปี และทุพพลภาพหรือจิตฟั่นเฟือนไม่สมประกอบซึ่งอยู่ในอุปการะของลูกจ้างก่อนลูกจ้างถึงแก่ความตายหรือสูญหาย เป็นบทบัญญัติที่ถือเอาอายุ การศึกษา และความทุพพลภาพเป็นหลักเกณฑ์สำคัญในการเป็นผู้มีสิทธิได้รับเงินทดแทน โดยไม่ได้บัญญัติว่าต้องเป็นบุตรโดยชอบด้วยกฎหมาย บุตรตามมาตรา 20 วรรคหนึ่ง (3) (4) จึงต้องถือเอาความเป็นบุตรตามความเป็นจริง

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
คดีทั้งสองสำนวนนี้ศาลแรงงานภาค 6 สั่งให้รวมพิจารณาเป็นคดีเดียวกันโดยให้เรียกโจทก์ตามลำดับสำนวนว่าโจทก์ที่ 1 ถึงที่ 8 และเรียกจำเลยทุกสำนวนว่าจำเลย

โจทก์ที่ 1 ถึงที่ 3 ฟ้องขอให้เพิกถอนคำวินิจฉัยของจำเลยและให้จำเลยจ่ายค่าทดแทนกรณีนายประสพผลสูญหายในอัตราร้อยละ 60 ของค่าจ้างรายเดือนเป็นระยะเวลา 8 ปี เป็นเงิน 2,304,000 บาท

โจทก์ที่ 4 ถึงที่ 8 ฟ้องขอให้เพิกถอนคำวินิจฉัยของจำเลยและให้จำเลยปฏิบัติตามกฎหมายกองทุนเงินทดแทนโดยจ่ายค่าทดแทนกรณีนายเอนก สูญหายในอัตราร้อยละ 60 ของค่าจ้างรายเดือน เป็นระยะเวลา 8 ปี รวมเป็นเงิน 576,000 บาท

จำเลยทั้งสองสำนวนให้การขอให้ยกฟ้อง

ศาลแรงงานภาค 6 พิพากษาให้เพิกถอนคำวินิจฉัยของจำเลย ให้จำเลยจ่ายค่าทดแทนกรณีการสูญหายของนายประสพผล แก่ผู้มีสิทธิตามมาตรา 20 แห่งพระราชบัญญัติเงินทดแทน พ.ศ.2537 ในการจ่ายนั้นให้จำเลยปฏิบัติตามมาตรา 18 (4) และมาตรา 18 วรรคสี่ โดยค่าจ้างรายเดือนของนายประสพผล เท่ากับ 40,000 บาท กับให้จำเลยจ่ายค่าทดแทนกรณีการสูญหายของนายเอนก แก่ผู้มีสิทธิตามมาตรา 20 ในการจ่ายนั้นให้จำเลยปฏิบัติตามมาตรา 18 (4) และมาตรา 18 วรรคสี่ นั้น โดยค่าจ้างรายเดือนของนายเอนก เท่ากับ 10,000 บาท

จำเลยอุทธรณ์ต่อศาลฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีแรงงานวินิจฉัยว่า มีปัญหาตามอุทธรณ์ของจำเลยประการแรกว่านายประสพผลและนายเอนก เป็นลูกจ้างตามสัญญาจ้างแรงงานหรือไม่ เห็นว่า ในชั้นสอบสวนของพนักงานเจ้าหน้าที่ของจำเลยไม่มีประเด็นให้ต้องพิจารณาว่านายประสพผลและนายเอนกเป็นลูกจ้างตามสัญญาจ้างแรงงานหรือไม่ ทั้งในชั้นสอบสวนดังกล่าวและในชั้นพิจารณาอุทธรณ์ของคณะกรรมการกองทุนเงินทดแทนตามหนังสือ ปรากฏว่ามีการฟังข้อเท็จจริงแล้วว่านายประสพผลเป็นลูกจ้างของบริษัทตากเอนจีเนียริ่ง จำกัด ตำแหน่งกรรมการผู้จัดการและตำแหน่งผู้จัดการ นายเอนกเป็นลูกจ้างห้างหุ้นส่วนจำกัดตากเมืองทอง (โจทก์ที่ 4)ตำแหน่งหุ้นส่วนผู้จัดการ เช่นนี้ประเด็นตามอุทธรณ์ว่านายประสพผลและนายเอนกเป็นลูกจ้างตามสัญญาจ้างแรงงานหรือไม่ต้องยุติไปตามคำวินิจฉัยของคณะกรรมการกองทุนเงินทดแทน จำเลยจึงรื้อฟื้นเรื่องนายประสพผลและนายเอนกไม่ใช่ลูกจ้างตามสัญญาจ้างแรงงานซึ่งยุติไปแล้วมาอุทธรณ์ต่อศาลฎีกาอีกไม่ได้ อุทธรณ์ของจำเลยข้อนี้ฟังไม่ขึ้น

ส่วนปัญหาตามอุทธรณ์ของจำเลยว่านายประสพผลและนายเอนกสูญหาย เนื่องจากการทำงานหรือไม่นั้น จำเลยอุทธรณ์ว่า นายประสพผลและนายเอนกสั่งงานจนกระทั่งเวลา 17 นาฬิกา ต่อมาเวลา 21 นาฬิกา นายเอนกติดต่อทางโทรศัพท์กับนางสาวทับทิมว่าจะเดินทางกลับที่พักนั้น เป็นการเดินทางออกนอกเส้นทางเพราะมิได้ไปดูงาน คำเบิกความของนายประเทืองที่ให้การว่ามีการเดินทางไปดูงานต่อมีพิรุธเพื่อช่วยเหลือนายจ้างที่ขอรับเงินทดแทนนั้น เห็นว่า ศาลแรงงานภาค 6 ฟังข้อเท็จจริงเป็นยุติว่า นายประสพผลและนายเอนกออกเดินทางจากสถานที่ก่อสร้างที่ไปดูงานในเวลาประมาณ 17 นาฬิกา แล้วทั้งสองเดินทางต่อไปดูงานอื่นในกิจการของนายจ้าง ซึ่งต้องใช้เวลาอันหมายถึงการหยุดพักเพื่อรับประทานอาหารด้วย ทั้งเส้นทางขึ้นเขามีลักษณะลาดชัน มืดและเปลี่ยว ต้องใช้เวลาในการเดินทางกลับที่พัก การสูญหายของนายประสพผลและนายเอนกจึงเป็นการสูญหายเนื่องจากการทำงาน เช่นนี้อุทธรณ์ของจำเลยจึงเป็นการโต้แย้งดุลพินิจในการรับฟังพยานหลักฐานของศาลแรงงานภาค 6 ที่ว่านายประสพผลและนายเอนกเดินทางไปดูงานต่อหรือไม่ อันเป็นอุทธรณ์ในข้อเท็จจริง ต้องห้ามมิให้อุทธรณ์ตามพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงาน พ.ศ. 2522 มาตรา 54 วรรคหนึ่ง ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัย

มีปัญหาตามอุทธรณ์ของจำเลยประการต่อมาว่าโจทก์ที่ 5 ถึงที่ 8 มีอำนาจฟ้องหรือไม่ โดยจำเลยอุทธรณ์ว่า โจทก์ที่ 5 ถึงที่ 8 เป็นบุตรที่มิชอบด้วยกฎหมายของนายเอนก ไม่ใช่ผู้มีสิทธิตามพระราชบัญญัติเงินทดแทน พ.ศ.2537 มาตรา 20 อันจะมีอำนาจฟ้องเรียกเงินทดแทนนั้น เห็นว่า ตามพระราชบัญญัติเงินทดแทน พ.ศ.2537 มาตรา 20 วรรคหนึ่ง บัญญัติให้ผู้มีสิทธิได้รับเงินทดแทนจากนายจ้างคือ

(1) บิดามารดา

(2) สามีหรือภริยา

(3) บุตรมีอายุต่ำกว่าสิบแปดปี เว้นแต่เมื่อมีอายุครบสิบแปดปีและยังศึกษาอยู่ในระดับไม่สูงกว่าปริญญาตรีให้ได้รับส่วนแบ่งต่อไปตลอดระยะเวลาที่ศึกษาอยู่

(4) บุตรมีอายุตั้งแต่สิบแปดปีและทุพพลภาพหรือจิตฟั่นเฟือนไม่สมประกอบซึ่งอยู่ในอุปการะของลูกจ้างก่อนลูกจ้างถึงแก่ความตายหรือสูญหาย บทบัญญัติตามมาตรา 20 วรรคหนึ่ง (3) และ (4) ถือเอาอายุ การศึกษา และความทุพพลภาพเป็นหลักเกณฑ์สำคัญในการเป็นผู้มีสิทธิได้รับเงินทดแทน โดยมิได้บัญญัติว่าต้องเป็นบุตรโดยชอบด้วยกฎหมายหรือไม่ การตีความว่าต้องเป็นบุตรโดยชอบด้วยกฎหมายย่อมเห็นได้ชัดว่าจะทำให้การบังคับใช้กฎหมายแคบกว่าบทบัญญัติตามตัวอักษรของกฎหมาย และมิใช่ความมุ่งหมายของบทบัญญัติที่มุ่งจะให้บุตรซึ่งเป็นญาติสนิทที่ใกล้ชิดที่สุดมีสิทธิได้รับเงินทดแทน ดังนั้นบุตรตามมาตรา 20 วรรคหนึ่ง (3) และ (4) จึงต้องถือความเป็นบุตรตามความเป็นจริงเมื่อคดีนี้โจทก์ที่ 5 ถึงที่ 8 เป็นบุตรของนายเอนกตามความเป็นจริงและมีอายุไม่เกิน 18 ปีโจทก์ที่ 5 ถึงที่ 8 จึงเป็นผู้มีสิทธิตามมาตรา 20 วรรคหนึ่ง และมีอำนาจฟ้อง อุทธรณ์ของจำเลยข้อนี้ฟังไม่ขึ้น

มีปัญหาตามอุทธรณ์ของจำเลยประการสุดท้ายว่าโจทก์ทั้งแปดมีสิทธิได้รับค่าทดแทนเพียงใด เห็นว่า ศาลแรงงานภาค 6 พิพากษาให้จำเลยจ่ายค่าทดแทนกรณีการสูญหายของนายประสพผลและนายเอนกแก่ผู้มีสิทธิตามมาตรา 20 ในการจ่ายให้จำเลยปฏิบัติตามมาตรา 18 (4) และ 18 วรรคสี่ โดยค่าจ้างรายเดือนของนายประสพผลเท่ากับ 40,000 บาท และค่าจ้างรายเดือนของนายเอนกเท่ากับ 10,000 บาท ดังนั้นนอกเหนือจากโจทก์ที่ 1 ถึงที่ 3 และโจทก์ที่ 5 ถึงที่ 8 เป็นผู้มีสิทธิได้รับค่าทดแทนแล้ว เมื่อนายประสพผลยังมีบิดาและมารดาซึ่งมีชีวิตอยู่ และนายเอนกก็มีมารดาที่ยังมีชีวิตอยู่ด้วย ผู้มีสิทธิได้รับค่าทดแทนตามมาตรา 20 จึงมีดังนี้ กรณีการสูญหายของนายประสพผลคือบิดามารดาและโจทก์ที่ 1 ถึงที่ 3 และกรณีการสูญหายของนายเอนกคือมารดาและโจทก์ที่ 5 ถึงที่ 8 ส่วนการจ่ายค่าทดแทนแก่ผู้มีสิทธิตามคำพิพากษาดังกล่าวต้องกระทำตามมาตรา 18 วรรคสี่ ซึ่งกำหนดให้ไม่น้อยกว่าค่าทดแทนรายเดือนต่ำสุดและไม่มากกว่าค่าทดแทนรายเดือนสูงสุดตามที่กระทรวงแรงงานประกาศกำหนด และต่อมามีประกาศกระทรวงแรงงานและสวัสดิการสังคม เรื่อง อัตรา เงินสมทบ อัตราเงินฝาก วิธีการประเมิน และการเรียกเก็บเงินสมทบ กำหนดค่าทดแทนรายเดือนสูงสุดไว้ในข้อ 7 วรรคสามว่าลูกจ้างคนใดได้รับค่าจ้างเกินกว่า 240,000 บาท ต่อปี ค่าจ้างที่นำมาคำนวณเงินสมทบสำหรับลูกจ้างผู้นั้นให้คำนวณเพียง 240,000 บาท เมื่อค่าจ้างที่นำมาคำนวณจ่ายค่าทดแทนตามคำพิพากษาศาลแรงงานภาค 6 ที่ต้องปฏิบัติตามมาตราดังกล่าวไม่เกินปีละ 240,000 บาท อยู่แล้ว ฉะนั้นอุทธรณ์ของจำเลยในส่วนนี้ไม่จำต้องวินิจฉัยเพราะไม่อาจเปลี่ยนแปลงผลของคดีที่ศาลแรงงานภาค 6 พิพากษามาได้

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.เงินทดแทน พ.ศ.2537 ม. 20 วรรคหนึ่ง (3) ม. 20 วรรคหนึ่ง (4)
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นางลดาพรรณ ทองพ่วง กับพวก
จำเลย — สำนักงานประกันสังคม
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลแรงงานภาค 6 — นายสุพัฒน์ พงษ์ทัดศิริกุล
ชื่อองค์คณะ
วิรุฬห์ แสงเทียน
ชัยวัฒน์ เวียงธีรวัฒน์
ปดารณี ลัดพลี
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 11818/2556
#559152
เปิดฉบับเต็ม

การยึดหรืออายัดทรัพย์สินของผู้ต้องหาหรือจำเลยจะสิ้นสุดลงตาม พ.ร.บ.มาตรการในการปราบปรามผู้กระทำความผิดเกี่ยวกับยาเสพติด พ.ศ.2534 มาตรา 32 วรรคหนึ่ง อันจะทำให้ต้องคืนทรัพย์สินที่ถูกยึดหรืออายัดนั้น ต้องเป็นกรณีที่เมื่อมีคำสั่งเด็ดขาดไม่ฟ้องคดี หรือมีคำพิพากษาถึงที่สุดให้ยกฟ้องแล้ว ผู้ต้องหาหรือจำเลยต้องไม่ได้กระทำความผิดเกี่ยวกับยาเสพติดขึ้นอีก เมื่อปรากฏว่าหลังจากพนักงานอัยการมีคำสั่งเด็ดขาดไม่ฟ้องในคดีก่อนแล้ว ผู้คัดค้านที่ 1 มากระทำความผิดเป็นคดีนี้อีก ดังนั้น คณะกรรมการตรวจสอบทรัพย์สินจึงมีอำนาจตรวจสอบทรัพย์สินที่ถูกยึดมาในคดีก่อนได้ เพราะเป็นการปฏิบัติตามบทบัญญัติของ พ.ร.บ.มาตรการในการปราบปรามผู้กระทำความผิดเกี่ยวกับยาเสพติด พ.ศ.2534 มาตรา 22 แม้จะมีคำสั่งของพนักงานอัยการในคดีก่อนที่สั่งไม่ฟ้องผู้คัดค้านที่ 1 ก็ไม่ทำให้ต้องคืนทรัพย์สินให้แก่ผู้คัดค้านที่ 1 แต่อย่างใด

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
ผู้ร้องยื่นคำร้องขอให้มีคำสั่งริบทรัพย์สินรวม 14 รายการตามคำสั่งคณะกรรมการตรวจสอบทรัพย์สินที่ 977/2548 ตามพระราชบัญญัติมาตรการในการปราบปรามผู้กระทำความผิดเกี่ยวกับยาเสพติด พ.ศ.2534 มาตรา 27, 29 และ 31

ศาลชั้นต้นได้สั่งให้ประกาศในหนังสือพิมพ์ตามกฎหมายแล้ว

ผู้คัดค้านที่ 1 ที่ 2 ที่ 3 ยื่นคำคัดค้านขอให้ยกคำร้อง และมีคำสั่งให้เพิกถอนคำสั่งยึดทรัพย์สินของคณะกรรมการตรวจสอบทรัพย์สินที่ 977/2548 และมีคำสั่งคืนทรัพย์สินดังกล่าวแก่ผู้คัดค้านที่ 1 ที่ 2 และที่ 3

ศาลชั้นต้นไต่สวนแล้ว มีคำสั่งให้ริบเงินสดจำนวน 4,584,450 บาท สร้อยคอทองคำ 1 เส้น โทรศัพท์เคลื่อนที่ยี่ห้อโนเกีย 1 เครื่อง เครื่องรับโทรทัศน์ยี่ห้อโซนี่ 1 เครื่อง เครื่องรับโทรทัศน์ยี่ห้อโซนี่ ขนาด 25 นิ้ว 1 เครื่อง เครื่องเล่นวีซีดียี่ห้อโซนี่ 1 เครื่อง เครื่องคอมพิวเตอร์พร้อมอุปกรณ์ 1 เครื่อง เครื่องพรินเตอร์ 1 เครื่อง รถจักรยานยนต์หมายเลขทะเบียน กรุงเทพมหานคร 1 ม - 3151 รถจักรยานยนต์หมายเลขทะเบียน กรษ สุพรรณบุรี 818 รถยนต์สองตอนท้ายบรรทุกหมายเลขทะเบียน กข 7505 สุพรรณบุรี และตู้นิรภัยให้ตกเป็นของกองทุนป้องกันและปราบปรามยาเสพติด ส่วนทรัพย์สินรายการที่ 3 พระพร้อมกรอบทองคำ และรายการที่ 13 สิ่งปลูกสร้างบ้านเลขที่ 173/1 หมู่ที่ 3 ตำบลดอนโพธิ์ทอง อำเภอเมืองสุพรรณบุรี จังหวัดสุพรรณบุรี ให้คืนแก่ผู้คัดค้านที่ 2

ผู้ร้องและผู้คัดค้านทั้งสามอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 7 พิพากษาแก้เป็นว่า ให้ริบทรัพย์สินรายการที่ 3 พระพร้อมกรอบทองคำ และรายการที่ 13 สิ่งปลูกสร้างบ้านเลขที่ 173/1 ให้ตกเป็นของกองทุนป้องกันและปราบปรามยาเสพติดเสียด้วย นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

ผู้คัดค้านทั้งสามฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า มีปัญหาต้องวินิจฉัยว่าการที่คณะกรรมการตรวจสอบทรัพย์สินทำความเห็นให้ยึดทรัพย์สินรายการที่ 1 และที่ 14 จากการยึดในคดีก่อนมาเป็นคดีนี้จึงไม่ถูกต้องเพราะบทบัญญัติมาตรา 32 แห่งพระราชบัญญัติมาตรการในการปราบปรามผู้กระทำความผิดเกี่ยวกับยาเสพติด พ.ศ.2534 บัญญัติให้กรณีมีคำสั่งไม่ฟ้องหรือคำพิพากษาถึงที่สุดให้ยกฟ้องผู้ต้องหาหรือจำเลยรายใด ให้ถือว่าการยึดหรืออายัดทรัพย์สินเป็นอันสิ้นสุดลงและต้องคืนทรัพย์สินรายการที่ 1 และ 14 ให้แก่ผู้คัดค้านที่ 1 โดยไม่ต้องพิจารณาว่าทรัพย์สินดังกล่าวเกี่ยวเนื่องกับการกระทำความผิดเกี่ยวกับยาเสพติดหรือไม่ และไม่ต้องพิจารณาถึงการได้มาโดยสุจริตมีค่าตอบแทนหรือได้มาตามควรในทางศีลธรรมอันดีหรือในทางกุศลสาธารณหรือไม่นั้น เห็นว่า การยึดหรืออายัดทรัพย์สินของผู้ต้องหาหรือจำเลยจะสิ้นสุดลงตามพระราชบัญญัติมาตรการในการปราบปรามผู้กระทำความผิดเกี่ยวกับยาเสพติด พ.ศ.2534 มาตรา 32 วรรคหนึ่ง อันจะทำให้ต้องคืนทรัพย์สินที่ถูกยึดหรืออายัดนั้น ต้องเป็นกรณีที่เมื่อมีคำสั่งเด็ดขาดไม่ฟ้องคดี หรือมีคำพิพากษาถึงที่สุดให้ยกฟ้องแล้ว ผู้ต้องหาหรือจำเลยต้องไม่ได้กระทำความผิดเกี่ยวกับยาเสพติดขึ้นอีก เมื่อปรากฏว่าหลังจากพนักงานอัยการมีคำสั่งเด็ดขาดไม่ฟ้องในคดีก่อนแล้ว ผู้คัดค้านที่ 1 มากระทำความผิดเป็นคดีนี้อีก ดังนั้น คณะกรรมการตรวจสอบทรัพย์สินจึงมีอำนาจตรวจสอบทรัพย์สินรายการที่ 1 และที่ 14 ที่ถูกยึดมาในคดีก่อนได้ เพราะเป็นการปฏิบัติตามบทบัญญัติของพระราชบัญญัติมาตรการในการปราบปรามผู้กระทำความผิดเกี่ยวกับยาเสพติด พ.ศ.2534 มาตรา 22 แม้จะมีคำสั่งของพนักงานอัยการในคดีก่อนที่สั่งไม่ฟ้องผู้คัดค้านที่ 1 ก็ไม่ทำให้ต้องคืนทรัพย์สินรายการที่ 1 และที่ 14 ให้แก่ผู้คัดค้านที่ 1 แต่อย่างใด

ผู้คัดค้านที่ 1 ฎีกาว่า ทรัพย์สินรายการที่ถูกอายัดและขอให้ริบนั้นได้มาจากการทำไร่อ้อยที่จังหวัดเชียงใหม่และจังหวัดลำพูนเป็นระยะเวลา 4 ปี เห็นว่า เมื่อข้อเท็จจริงฟังได้ว่าผู้คัดค้านที่ 2 เป็นมารดาของผู้คัดค้านที่ 1 และผู้คัดค้านที่ 3 เป็นน้องของผู้คัดค้านที่ 1 ผู้คัดค้านทั้งสามต่างพักอาศัยอยู่ในบ้านเลขที่ 173/1 ทั้งทรัพย์สินต่าง ๆ รายการที่ 1 ที่ 4 ที่ 5 ที่ 6 ที่ 7 ที่ 8 ที่ 9 ที่ 10 ที่ 11 และที่ 14 ล้วนแล้วแต่อยู่ในบ้านเลขที่ 173/1 ทั้งสิ้น ส่วนทรัพย์รายการที่ 2 ที่ 3 และที่ 12 ปรากฏว่าถูกยึดในคดีก่อนที่ผู้คัดค้านที่ 1 ตกเป็นผู้ต้องหาว่ากระทำความผิดเกี่ยวกับยาเสพติดแต่พนักงานอัยการสั่งไม่ฟ้องผู้คัดค้านที่ 1 ก็ตาม แต่ก็มีการยึดทรัพย์รายการดังกล่าวไว้โดยเห็นว่าเป็นทรัพย์ที่ผู้คัดค้านที่ 1 มีอยู่อันเกี่ยวเนื่องกับการกระทำความผิดเกี่ยวกับยาเสพติดมาก่อน แม้ว่าผู้คัดค้านที่ 2 และที่ 3 จะมีพยานมานำสืบว่าทรัพย์รายการที่ผู้คัดค้านที่ 2 และที่ 3 อ้างว่าเป็นของตนนั้นได้มาจากการประกอบอาชีพตามปกติและมีเงินรายได้เพียงพอในการซื้อทรัพย์ดังกล่าวมาตามฐานานุรูปและไม่เกี่ยวข้องกับการกระทำความผิดของผู้คัดค้านที่ 1 อันเกี่ยวกับยาเสพติดก็ตาม แต่ผู้คัดค้านที่ 2 และที่ 3 ก็คงมีแต่พยานบุคคลมาเบิกความ ทำให้มีน้ำหนักน้อย ผู้ร้องเองสามารถนำสืบว่าผู้คัดค้านที่ 1 เป็นผู้ค้าเมทแอมเฟตามีนและถูกจับกุมโดยศาลฎีกาพิพากษาว่าผู้คัดค้านที่ 1 กระทำความผิด การยึดทรัพย์สินทั้ง 14 รายการ โดยคณะกรรมการตรวจสอบทรัพย์สินตรวจสอบแล้วเชื่อว่าเป็นทรัพย์สินที่ได้มาโดยเกี่ยวเนื่องกับการกระทำความผิดเกี่ยวกับยาเสพติดของผู้คัดค้านที่ 1 จึงเข้าข้อสันนิษฐานของกฎหมายว่าทรัพย์สินดังกล่าวที่ยึดได้จากบ้านของผู้คัดค้านที่ 1 และยึดได้จากทรัพย์ของกลางในคดีก่อนเป็นทรัพย์สินที่มีเหตุอันควรสงสัยว่าเป็นของผู้คัดค้านที่ 1 และเป็นทรัพย์สินที่เกี่ยวเนื่องกับการกระทำความผิดเกี่ยวกับยาเสพติดซึ่งต้องริบ เว้นแต่ผู้คัดค้านทั้งสามจะสามารถนำสืบให้ได้ความว่าทรัพย์สินที่มีอยู่ไม่ใช่ของผู้คัดค้านที่ 1 ทั้งหมด และผู้คัดค้านทั้งสามได้มาไม่เกินฐานะหรือสามารถประกอบอาชีพโดยสุจริต แต่การนำสืบของผู้คัดค้านทั้งสามนั้นยังไม่ชัดแจ้งและผู้คัดค้านที่ 1 มีพฤติการณ์การกระทำความผิดเกี่ยวกับยาเสพติดและการที่ทรัพย์สินทั้งหมดอยู่ในความครอบครองของผู้คัดค้านที่ 1 โดยผู้คัดค้านที่ 2 และที่ 3 ยังไม่อาจนำสืบให้ชัดแจ้งว่าเป็นของผู้คัดค้านที่ 2 และที่ 3 คดีจึงต้องฟังว่าทรัพย์สินทั้ง 14 รายการเป็นทรัพย์สินของผู้คัดค้านที่ 1 และผู้คัดค้านที่ 2 และที่ 3 เป็นเพียงบริวารของผู้คัดค้านที่ 1 และผู้คัดค้านทั้งสามไม่สามารถนำพยานมาสืบให้รับฟังว่ามีรายได้เพียงพอและได้ทรัพย์ที่ถูกยึดมาโดยไม่เกินฐานะหรือสามารถประกอบอาชีพโดยสุจริต คดีจึงต้องฟังว่าทรัพย์สินที่ถูกยึดไว้ทั้ง 14 รายการ เป็นของผู้คัดค้านที่ 1 และได้มาเกินฐานะหรือเกินความสามารถในการประกอบอาชีพโดยสุจริตและผู้คัดค้านที่ 1 ไม่สามารถแสดงหลักฐานได้ว่าทรัพย์สินที่ถูกตรวจสอบไม่เกี่ยวเนื่องกับการกระทำความผิดเกี่ยวกับยาเสพติด เช่นนี้ จึงต้องริบทรัพย์สินทั้ง 14 รายการตามที่ผู้ร้องยื่นคำร้องขอให้ริบ ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 7 พิพากษามานั้น ต้องด้วยความเห็นของศาลฎีกา ฎีกาของผู้คัดค้านทั้งสามฟังไม่ขึ้น

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.มาตรการในการปราบปรามผู้กระทำความผิดเกี่ยวกับยาเสพติด พ.ศ.2534 ม. 22 ม. 32 วรรคหนึ่ง
ชื่อคู่ความ
ผู้ร้อง — พนักงานอัยการจังหวัดสุพรรณบุรี
ผู้คัดค้าน — นายเกษมสันต์หรือโย วงษ์แก้ว กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดสุพรรณบุรี — นายณภมงคล จันทร์แก้ว
ศาลอุทธรณ์ภาค 7 — นายสวัสดิ์ สุรวัฒนานันท์
ชื่อองค์คณะ
ศรีอัมพร ศาลิคุปต์
นพพร โพธิรังสิยากร
สุทธิโชค เทพไตรรัตน์
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 11817/2556
#554988
เปิดฉบับเต็ม

โจทก์ฟ้องจำเลยในความผิดฐานฆ่าผู้อื่นโดยบันดาลโทสะ ซึ่งความผิดดังกล่าวศาลจะลงโทษผู้นั้นน้อยกว่าที่กฎหมายกำหนดไว้สำหรับความผิดนั้นเพียงใดก็ได้ กรณีจึงไม่มีอัตราโทษจำคุกอย่างต่ำ เมื่อจำเลยให้การรับสารภาพศาลสามารถพิพากษาลงโทษจำเลยได้โดยไม่จำต้องสืบพยานหลักฐานต่อไปตาม ป.วิ.อ. มาตรา 176 วรรคหนึ่ง ข้อเท็จจริงฟังได้ตามฟ้องว่าจำเลยกระทำความผิดฐานฆ่าผู้อื่นโดยบันดาลโทสะตาม ป.อ. มาตรา 72, 288

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 72, 91, 288 พระราชบัญญัติอาวุธปืน เครื่องกระสุนปืน วัตถุระเบิด ดอกไม้เพลิง และสิ่งเทียมอาวุธปืน พ.ศ.2490 มาตรา 7, 72 ริบปลอกกระสุนปืนของกลาง

จำเลยให้การรับสารภาพ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 288 พระราชบัญญัติอาวุธปืน เครื่องกระสุนปืน วัตถุระเบิด ดอกไม้เพลิงและสิ่งเทียมอาวุธปืน พ.ศ.2490 มาตรา 7, 72 วรรคสาม การกระทำของจำเลยเป็นความผิดหลายกรรมให้ลงโทษทุกกรรมเป็นกระทงความผิดไป ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 ฐานฆ่าผู้อื่น จำคุก 15 ปี ฐานมีอาวุธปืนโดยไม่ได้รับใบอนุญาต (ที่ถูก ฐานมีอาวุธปืนมีทะเบียนของผู้อื่นไว้ในครอบครองโดยไม่ได้รับใบอนุญาต) จำคุก 1 ปี รวมจำคุกจำเลย 16 ปี จำเลยให้การรับสารภาพฐานมีอาวุธปืนโดยไม่ได้รับใบอนุญาตและรับว่าใช้อาวุธปืนยิงผู้ตายถึงแก่ความตาย เป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 ลดโทษให้กึ่งหนึ่ง คงจำคุกจำเลยมีกำหนด 8 ปี ริบปลอกกระสุนปืนของกลาง คำขออื่นให้ยก

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 5 พิพากษายืน

จำเลยฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า คดีนี้โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยในความผิดฐานฆ่าผู้อื่นโดยบันดาลโทสะ ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 72, 288 ซึ่งความผิดดังกล่าวศาลจะลงโทษผู้นั้นน้อยกว่าที่กฎหมายกำหนดไว้สำหรับความผิดนั้นเพียงใดก็ได้ กรณีจึงไม่มีอัตราโทษจำคุกอย่างต่ำ เมื่อจำเลยให้การรับสารภาพศาลสามารถพิพากษาลงโทษจำเลยได้โดยไม่จำต้องสืบพยานหลักฐานต่อไปก็ได้ ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 176 วรรคหนึ่ง ข้อเท็จจริงจึงฟังได้ตามฟ้องว่า จำเลยกระทำความผิดโดยบันดาลโทสะโดยไม่จำต้องวินิจฉัยข้อเท็จจริงตามที่โจทก์และจำเลยนำสืบ จำเลยจึงมีความผิดฐานฆ่าผู้อื่นโดยบันดาลโทสะ ที่ศาลล่างทั้งสองพิพากษาลงโทษจำคุกฐานฆ่าผู้อื่นตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 288 จึงเป็นการไม่ชอบ ฎีกาของจำเลยข้อนี้ฟังขึ้น

มีปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยประการสุดท้ายว่า มีเหตุสมควรรอการลงโทษให้แก่จำเลยหรือไม่ เห็นว่า สำหรับความผิดฐานมีอาวุธปืนมีทะเบียนของผู้อื่นไว้ในครอบครองโดยไม่ได้รับใบอนุญาต ศาลอุทธรณ์ภาค 5 พิพากษายืนตามศาลชั้นต้นและให้ลงโทษจำคุกไม่เกินห้าปี จึงต้องห้ามมิให้คู่ความฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 218 วรรคหนึ่ง แต่เมื่อคดีขึ้นมาสู่การพิจารณาของศาลฎีกาแล้ว ศาลฎีกาเห็นสมควรวินิจฉัยให้ไปพร้อมกับความผิดฐานฆ่าผู้อื่นโดยบันดาลโทสะ เห็นว่า เมื่อพิเคราะห์ถึงความร้ายแรงของการกระทำความผิดและพฤติการณ์ที่เกี่ยวข้องประกอบกันแล้ว ทั้งหลังเกิดเหตุจำเลยสำนึกผิดเข้ามอบตัวต่อพนักงานสอบสวนและให้การรับว่าได้ใช้อาวุธปืนยิงผู้ตายจริงมาโดยตลอด และเมื่อคำนึงถึงข้อที่จำเลยมีภาระต้องเลี้ยงดูครอบครัวโดยเฉพาะบุตร 2 คนที่เกิดกับผู้ตาย ประกอบกับจำเลยไม่มีความประพฤติซึ่งเป็นที่เสียหายและไม่เคยรับโทษจำคุกมาก่อน สมควรให้โอกาสจำเลยได้กลับตัวประพฤติตนเป็นพลเมืองดีไว้สักครั้ง แต่ความผิดฐานมีอาวุธปืนมีทะเบียนของผู้อื่นไว้ในครอบครองโดยไม่ได้รับใบอนุญาตให้ลงโทษปรับจำเลยอีกสถานหนึ่ง ที่ศาลล่างทั้งสองพิพากษานั้นไม่ต้องด้วยความเห็นของศาลฎีกา ฎีกาข้อนี้ของจำเลยฟังขึ้นเช่นกัน

พิพากษาแก้เป็นว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 288 ประกอบมาตรา 72 จำคุก 4 ปี ฐานมีอาวุธปืนมีทะเบียนของผู้อื่นไว้ในครอบครองโดยไม่ได้รับใบอนุญาตให้ลงโทษปรับจำเลย 2,000 บาท อีกสถานหนึ่ง รวมจำคุก 5 ปี และปรับ 2,000 บาท ลดโทษให้ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 กึ่งหนึ่งแล้ว คงจำคุก 2 ปี 6 เดือน และปรับ 1,000 บาท โทษจำคุกให้รอการลงโทษไว้มีกำหนด 2 ปี นับแต่วันอ่านคำพิพากษาศาลฎีกาให้จำเลยฟัง ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 56 ไม่ชำระค่าปรับให้จัดการตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 29, 30 นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 5
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.อ. ม. 176 วรรคหนึ่ง
ป.อ. ม. 72 ม. 288
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการจังหวัดแพร่
จำเลย — นางอรัญญา เกาะกลาง
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดแพร่ — นายธีรรัฐ ไชยวุฒิ
ศาลอุทธรณ์ภาค 5 — นายชวลิต ลีฬหาวงศ์
ชื่อองค์คณะ
วิรุฬห์ แสงเทียน
ปดารณี ลัดพลี
ฉัตรไชย จันทร์พรายศรี
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 11786/2556
#576861
เปิดฉบับเต็ม

ปัญหาว่าโจทก์มีสิทธิเรียกค่าเสียหายจากจำเลยหลังจากที่โจทก์จดทะเบียนโอนกรรมสิทธิ์ที่ดินพร้อมตึกแถวพิพาทให้แก่บุคคลอื่นไปแล้วได้หรือไม่และปัญหาว่าโจทก์มีสิทธิฟ้องขับไล่จำเลยหรือไม่ แม้ในระหว่างการพิจารณาของศาลชั้นต้น ทนายจำเลยได้แถลงสละประเด็นปัญหาดังกล่าวไปแล้วก็ตาม แต่เมื่อปัญหาดังกล่าวเป็นเรื่องอำนาจฟ้องซึ่งเป็นข้อกฎหมายที่เกี่ยวกับความสงบเรียบร้อย จำเลยจึงมีสิทธิยกขึ้นอุทธรณ์ได้ตาม ป.วิ.พ. มาตรา 225 วรรคสอง ที่ศาลอุทธรณ์ไม่รับวินิจฉัยให้จึงไม่ชอบ

แม้กรรมสิทธิ์ในที่ดินพร้อมตึกแถวพิพาทจะตกเป็นของผู้ซื้อนับแต่วันที่โจทก์จดทะเบียนโอนกรรมสิทธิ์ให้แก่ผู้ซื้อไปแล้ว แต่เมื่อการขายที่ดินพร้อมตึกแถวดังกล่าวมีเงื่อนไขว่าโจทก์ต้องดำเนินการให้จำเลยขนย้ายทรัพย์สินและบริวารออกจากตึกแถวพิพาท ผู้ซื้อจึงจะชำระราคาส่วนที่เหลือให้แก่โจทก์ การครอบครองที่ดินและตึกแถวพิพาทจึงยังอยู่กับโจทก์ในส่วนที่เป็นหน้าที่ที่จะต้องดำเนินการให้ผู้ที่อยู่อาศัยในตึกแถวพิพาทย้ายออกไปตามข้อตกลง เมื่อโจทก์แจ้งให้จำเลยขนย้ายทรัพย์สินและบริวารออกจากตึกแถวพิพาทแล้ว แต่จำเลยเพิกเฉย จึงเป็นการโต้แย้งสิทธิโจทก์ โจทก์จึงมีอำนาจฟ้องขับไล่และเรียกค่าเสียหายจากจำเลยหลังจากที่โจทก์จดทะเบียนโอนที่ดินพร้อมตึกแถวพิพาทให้แก่บุคคลอื่นไปแล้วได้ จนกว่าจำเลยจะออกไปจากตึกแถวพิพาท

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยขนย้ายทรัพย์สินและบริวารออกไปจากตึกแถวที่เช่าเลขที่ 89/81 ถนนพญาไท แขวงถนนเพชรบุรี เขตราชเทวี กรุงเทพมหานคร และส่งมอบตึกแถวที่เช่าคืนให้แก่โจทก์ในสภาพที่เรียบร้อย ให้จำเลยชำระค่าเสียหายเป็นเงิน 1,100,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับจากวันที่สัญญาเช่าสิ้นสุดเป็นต้นไปจนกว่าจำเลยจะชำระเสร็จแก่โจทก์ และชำระค่าเสียหายเดือนละ 20,000 บาท นับถัดจากวันฟ้องจนกว่าจำเลยจะขนย้ายทรัพย์สินและบริวารออกไปจากตึกแถวที่เช่าแก่โจทก์

จำเลยให้การขอให้ยกฟ้อง

ระหว่างการพิจารณาทนายจำเลยแถลงสละประเด็นข้อต่อสู้ข้ออื่นคงเหลือเพียงประเด็นข้อค่าเสียหายมีเพียงใด

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยขนย้ายทรัพย์สินและบริวารออกไปจากตึกแถวพิพาทเลขที่ 89/81 ให้จำเลยชำระเงิน 100,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับถัดจากวันฟ้อง (ฟ้องวันที่ 14 พฤษภาคม 2550) เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ และใช้ค่าเสียหายเดือนละ 20,000 บาท นับถัดจากวันฟ้องจนกว่าจำเลยจะขนย้ายทรัพย์สินและบริวารออกไปจากตึกแถวดังกล่าวแก่โจทก์กับให้ใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ โดยกำหนดค่าทนายความ 2,000 บาท คำขออื่นให้ยก

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ พิพากษาแก้เป็นว่า ให้จำเลยชำระเงินแก่โจทก์จำนวน 1,950 บาท ให้ยกคำขอที่ให้จำเลยชำระค่าเสียหายนับถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไป ค่าฤชาธรรมเนียมในศาลชั้นต้นเฉพาะค่าขึ้นศาลให้จำเลยใช้แทนโจทก์ตามจำนวนทุนทรัพย์ที่โจทก์ชนะคดีชั้นอุทธรณ์ นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น ให้คืนค่าขึ้นศาลชั้นอุทธรณ์ในส่วนที่เกินมา 100 บาท แก่จำเลย ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ

โจทก์ฎีกา โดยผู้พิพากษาที่ได้นั่งพิจารณาคดีในศาลชั้นต้นรับรองว่ามีเหตุสมควรที่จะฎีกาในข้อเท็จจริงได้

ระหว่างพิจารณาของศาลฎีกา โจทก์ถึงแก่ความตาย นายอิศรพงศ์ ทายาทของโจทก์ยื่นคำร้องขอเข้าเป็นคู่ความแทน ศาลฎีกาอนุญาต

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงรับฟังเป็นยุติว่า เมื่อวันที่ 19 ธันวาคม 2529 จำเลยทำสัญญาเช่าและจดทะเบียนการเช่าตึกแถวพิพาทเลขที่ 89/81 ถนนพญาไท แขวงถนนเพชรบุรี เขตราชเทวี กรุงเทพมหานคร จากโจทก์ มีกำหนดระยะเวลา 20 ปี 2 เดือน นับตั้งแต่วันที่ 13 ตุลาคม 2529 ถึงวันที่ 13 ธันวาคม 2549 เมื่อครบกำหนดระยะเวลาการเช่า จำเลยไม่ออกไปจากตึกแถวพิพาท โจทก์มีหนังสือบอกกล่าวให้จำเลยขนย้ายทรัพย์สินและบริวารออกไปจากตึกแถวพิพาท แต่จำเลยเพิกเฉย

ปัญหาที่ต้องวินิจฉัยต่อไปมีว่า โจทก์มีสิทธิเรียกค่าเสียหายจากจำเลยหลังจากที่โจทก์จดทะเบียนโอนกรรมสิทธิ์ที่ดินพร้อมตึกแถวพิพาทให้แก่บุคคลอื่นไปแล้วได้หรือไม่ ปัญหาดังกล่าวกับปัญหาที่ว่าโจทก์มีสิทธิฟ้องขับไล่จำเลยหรือไม่ ที่ศาลอุทธรณ์ไม่รับวินิจฉัยให้ตามอุทธรณ์ของจำเลย โดยให้เหตุผลว่าทนายจำเลยแถลงสละประเด็นดังกล่าวในระหว่างการพิจารณาของศาลชั้นต้น จึงไม่เป็นข้อที่ยกขึ้นว่ากันมาแล้วโดยชอบในศาลชั้นต้น ศาลฎีกาพิจารณาแล้วเห็นว่า ปัญหาเรื่องอำนาจฟ้องดังกล่าวเป็นปัญหาข้อกฎหมายเกี่ยวกับความสงบเรียบร้อย จำเลยจึงมีสิทธิยกขึ้นอุทธรณ์ได้ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 225 วรรคสอง การที่ศาลอุทธรณ์ไม่รับวินิจฉัยให้จึงไม่ชอบ ศาลฎีกาจึงเห็นสมควรวินิจฉัยปัญหาดังกล่าวไปพร้อมกันกับปัญหาที่ว่าโจทก์มีสิทธิเรียกค่าเสียหายจากจำเลยหลังจากที่โจทก์จดทะเบียนโอนกรรมสิทธิ์ที่ดินพร้อมตึกแถวพิพาทให้แก่บุคคลอื่นไปแล้วตามฎีกาของโจทก์ได้หรือไม่ เห็นว่า การที่จำเลยทำสัญญาเช่าตึกแถวพิพาทกับโจทก์ เมื่อครบกำหนดระยะเวลาตามสัญญาเช่าในวันที่ 13 ธันวาคม 2549 จำเลยไม่ออกไปจากตึกแถวพิพาทตามสัญญา ต่อมาในวันที่ 27 ธันวาคม 2549 โจทก์จดทะเบียนขายที่ดินพร้อมตึกแถวพิพาทให้บุคคลอื่นไป ทำให้กรรมสิทธิ์ในที่ดินและตึกแถวพิพาทตกเป็นของผู้ซื้อไปแล้วก็ตาม แต่ในการจดทะเบียนโอนดังกล่าวโจทก์นำสืบว่า มีข้อตกลงระหว่างโจทก์กับผู้ซื้อว่า โจทก์จะได้รับเงินส่วนที่เหลือจากผู้ซื้อจำนวน 1,000,000 บาท เมื่อโจทก์ดำเนินการให้จำเลยซึ่งเป็นผู้เช่าตึกแถวพิพาทย้ายออกไป โดยโจทก์มีหนังสือค้ำประกันของธนาคารกรุงเทพ จำกัด ที่ออกหนังสือค้ำประกันการชำระหนี้ จำนวน 1,000,000 บาท ให้แก่โจทก์ตามข้อตกลงดังกล่าวมานำสืบสนับสนุน ส่วนจำเลยไม่นำสืบหักล้างพยานโจทก์ ข้อเท็จจริงจึงรับฟังได้ตามที่โจทก์นำสืบว่า มีข้อตกลงระหว่างโจทก์และผู้ซื้อตึกแถวพิพาทดังกล่าวจริง ซึ่งไม่มีกฎหมายบัญญัติให้ต้องทำตามแบบแต่อย่างใด ข้อตกลงดังกล่าวจึงมีผลใช้บังคับได้ ดังนั้น แม้กรรมสิทธิ์ในที่ดินพร้อมตึกแถวพิพาทจะตกเป็นของผู้ซื้อนับแต่วันที่โจทก์จดทะเบียนโอนกรรมสิทธิ์ให้แก่ผู้ซื้อไปแล้ว แต่เมื่อการขายที่ดินพร้อมตึกแถวดังกล่าวมีเงื่อนไขว่าโจทก์ต้องดำเนินการให้จำเลยขนย้ายทรัพย์สินและบริวารออกจากตึกพิพาท ผู้ซื้อจึงจะชำระราคาส่วนที่เหลืออีก 1,000,000 บาท ให้แก่โจทก์ การครอบครองที่ดินและตึกแถวพิพาทจึงยังอยู่กับโจทก์ในส่วนที่เป็นหน้าที่ที่จะต้องดำเนินการให้ผู้ที่อยู่อาศัยในตึกแถวพิพาทย้ายออกไปตามข้อตกลง เมื่อโจทก์แจ้งให้จำเลยขนย้ายทรัพย์สินและบริวารออกจากตึกแถวพิพาทแล้ว แต่จำเลยเพิกเฉยจึงเป็นการโต้แย้งสิทธิโจทก์ โจทก์จึงมีอำนาจฟ้องขับไล่และเรียกค่าเสียหายจากจำเลยหลังจากที่โจทก์จดทะเบียนโอนที่ดินพร้อมตึกพิพาทให้แก่บุคคลอื่นไปแล้วได้ จนกว่าจำเลยจะออกไปจากตึกแถวพิพาท

พิพากษาแก้เป็นว่า ให้จำเลยชำระเงิน 75,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับถัดจากวันฟ้อง (วันที่ 15 พฤษภาคม 2550) เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จ และใช้ค่าเสียหายเดือนละ 15,000 บาท นับถัดจากวันฟ้องจนกว่าจำเลยจะขนย้ายทรัพย์สินและบริวารออกจากตึกแถวพิพาท ค่าฤชาธรรมเนียมในศาลชั้นต้นเฉพาะค่าขึ้นศาลให้จำเลยใช้แทนตามทุนทรัพย์ที่โจทก์ชนะคดีในชั้นฎีกา ให้จำเลยชำระค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาแทนโจทก์ โดยกำหนดค่าทนายความ 5,000 บาท นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ. ม. 55 ม. 225 วรรคสอง
ชื่อคู่ความ
หม่อมหลวงปุณฑริก ชุมสาย โดยนายอิศรพงศ์
โจทก์ — ชุมสาย ณ อยุธยา ผู้เข้าเป็นคู่ความแทน
จำเลย — นายสุรพงษ์หรือยศ บุญถนอมวงศ์
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลแพ่ง — นายวิทยา จันทร์ชื่น
ศาลอุทธรณ์ — นายดุสิต ฉิมพลีย์
ชื่อองค์คณะ
สุริยง ลิ้มสถิรานันท์
สุนทร ทรงฤกษ์
ประทีป ดุลพินิจธรรมา
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 11783/2556
#559312
เปิดฉบับเต็ม

จำเลยที่ 1 มีหน้าที่ดูแลรักษาความปลอดภัยในทรัพย์สินของผู้เช่าพื้นที่ตั้งแต่เวลาห้างจำเลยที่ 1 ปิดบริการเป็นต้นไป คือ ตั้งแต่เวลา 22 นาฬิกา จนถึง 10 นาฬิกา ของวันรุ่งขึ้น ซึ่งหากในช่วงดังกล่าวมีทรัพย์สินของผู้เช่าพื้นที่หายไป จำเลยที่ 1 จะรับผิดชอบแก่ผู้เช่าพื้นที่ แสดงว่า โจทก์ทั้งสองและจำเลยที่ 1 มีความเข้าใจในข้อสัญญาดังกล่าวตรงกันบางส่วนว่า ในเวลาที่ห้างจำเลยที่ 1 เปิดทำการ โจทก์ทั้งสองจะต้องรับผิดชอบดูแลรักษาทรัพย์สินด้วยตนเอง หากเกิดการสูญหายหรือเสียหายแก่ทรัพย์สินของโจทก์ทั้งสองในช่วงเวลาดังกล่าว ไม่ว่าด้วยเหตุประการใดก็ตาม จำเลยที่ 1 ไม่ต้องรับผิดชอบใด ๆ ทั้งสิ้น แต่ในช่วงเวลาที่ห้างจำเลยที่ 1 ปิดทำการ จำเลยที่ 1 จะรับผิดชอบในความสูญหายของทรัพย์สินโจทก์ทั้งสอง สำหรับข้อที่ไม่ตรงกันนั้นโจทก์ทั้งสองอ้างว่า ความรับผิดชอบของจำเลยที่ 1 เริ่มแต่เมื่อโจทก์ทั้งสองปิดร้านให้บริการแล้วด้วย เห็นว่า วันใดที่โจทก์ทั้งสองไม่เปิดร้านให้บริการก็ดี หรือเปิดร้านให้บริการแล้ว แต่ปิดร้านก่อนถึงเวลาห้างจำเลยที่ 1 ปิดทำการตามปกติ ซึ่งยังเป็นช่วงเวลาที่อาจมีร้านค้าอื่นยังไม่ปิดบริการ ยังมีประชาชนเข้าออกในการจับจ่ายซื้อของหรือยังมีพนักงานของร้านค้าต่าง ๆ อยู่ในบริเวณพื้นที่เช่าของตน จำเลยที่ 1 ยังไม่สามารถควบคุมพื้นที่ทุกส่วนของห้างได้เด็ดขาดเพราะยังมีประชาชนเดินเข้าออกอยู่ภายในห้าง ซึ่งง่ายแก่การที่มิจฉาชีพจะแอบแฝงตัวเข้ามาโจรกรรมทรัพย์สินของร้านค้าต่าง ๆ ได้โดยไม่ผิดสังเกต ผิดกับช่วงเวลาที่ห้างปิดทำการแล้ว ซึ่งจำเลยที่ 1 จะไม่อนุญาตให้ผู้เช่าพื้นที่ทุกรายรวมทั้งบุคคลภายนอกอยู่หรือเข้าไปภายในห้างได้ จึงเป็นความรับผิดของจำเลยที่ 1 เมื่อทรัพย์สินของผู้เช่าพื้นที่สูญหายไป ดังนี้ ช่วงเวลาที่โจทก์ทั้งสองปิดร้านก่อนถึงเวลาที่จำเลยที่ 1 ปิดห้างตามปกติ จึงเป็นความรับผิดของโจทก์ทั้งสองที่จะต้องดูแลรักษาทรัพย์สินของตนเอง ข้อตกลงที่ยกเว้นหรือจำกัดความรับผิดของจำเลยที่ 1 ในช่วงเวลาที่ห้างเปิดทำการ จึงไม่เป็นข้อตกลงที่มีลักษณะหรือมีผลให้โจทก์ทั้งสองปฏิบัติหรือรับภาระเกินกว่าที่วิญญูชนจะพึงคาดหมายได้ตามปกติ ถือไม่ได้ว่าจำเลยที่ 1 เอาเปรียบโจทก์ทั้งสองเกินสมควร จึงไม่เป็นข้อสัญญาที่ไม่เป็นธรรมและบังคับกันได้ตาม พ.ร.บ.ว่าด้วยข้อสัญญาที่ไม่เป็นธรรม พ.ศ.2540 มาตรา 4

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ทั้งสองฟ้องขอให้บังคับจำเลยทั้งสี่ร่วมกันหรือแทนกันชำระราคาทรัพย์สินและค่าเสียหายแก่โจทก์ทั้งสองเป็นเงิน 384,659 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันที่ 17 มีนาคม 2547 (วันทำละเมิด) จนถึงวันฟ้องเป็นเวลา 362 วัน เป็นเงินค่าดอกเบี้ย 28,612 บาท รวมเป็นเงินถึงวันฟ้องทั้งสิ้น 413,270 บาท ให้จำเลยทั้งสี่ร่วมกันหรือแทนกันชำระดอกเบี้ยให้แก่โจทก์ทั้งสองในอัตราร้อยละ 15 ต่อปี จากต้นเงิน 384,659 บาท นับแต่วันถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จ ให้มีคำสั่งหรือคำพิพากษาให้สัญญาให้บริการสถานที่หรือสัญญาเช่าพื้นที่ข้อ 2.1 และ 6.8 เป็นโมฆะ

จำเลยที่ 1 และที่ 2 ให้การขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยที่ 1 และที่ 3 ร่วมกันหรือแทนกันชำระเงิน จำนวน 384,659 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันที่ 17 มีนาคม 2547 เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ทั้งสอง คำนวณดอกเบี้ยถึงวันฟ้อง (วันที่ 14 มีนาคม 2548) ต้องไม่เกิน 28,612 บาท กับให้จำเลยที่ 1 และที่ 3 ร่วมกันใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ทั้งสอง โดยกำหนดค่าทนายความรวม 10,000 บาท ส่วนคำขออื่นนอกจากนี้ให้ยก และให้ยกฟ้องโจทก์ทั้งสองสำหรับจำเลยที่ 2 และที่ 4 ค่าฤชาธรรมเนียมระหว่างโจทก์ทั้งสองกับจำเลยที่ 2 และที่ 4 ให้เป็นพับ

จำเลยที่ 1 และที่ 3 อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 6 พิพากษาแก้เป็นว่า ให้จำเลยที่ 3 ชำระเงิน 250,000 บาท แก่โจทก์ทั้งสอง ให้ยกฟ้องโจทก์สำหรับจำเลยที่ 1 เสียด้วย ค่าฤชาธรรมเนียมระหว่างโจทก์ทั้งสองกับจำเลยที่ 1 ทั้งสองศาลให้เป็นพับ ค่าฤชาธรรมเนียมในชั้นอุทธรณ์ระหว่างโจทก์ทั้งสองกับจำเลยที่ 3 ให้เป็นพับ นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

โจทก์ทั้งสองฎีกา โดยผู้พิพากษาที่ได้นั่งพิจารณาคดีในศาลชั้นต้นรับรองว่ามีเหตุสมควรที่จะฎีกาในข้อเท็จจริงได้

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า โจทก์ทั้งสองฎีกาข้อแรกว่า ข้อตกลงตามสัญญาให้บริการสถานที่ ข้อ 6.8 ที่ระบุว่า "ผู้รับบริการจะต้องรับผิดชอบ ดูแลรักษาทรัพย์สินของผู้รับบริการด้วยตนเอง หากเกิดความสูญหาย หรือเสียหายขึ้นกับทรัพย์สินของผู้รับบริการไม่ว่าด้วยประการใดก็ตาม บริษัทไม่ต้องรับผิดชอบใด ๆ ทั้งสิ้น" เป็นข้อตกลงยกเว้นความรับผิดของจำเลยที่ 1 ที่เห็นได้ชัดว่า เป็นการเอารัดเอาเปรียบโจทก์ทั้งสองให้ต้องดูแลทรัพย์สินของตนเองในระหว่างที่ห้างจำเลยที่ 1 ปิดทำการ ทั้ง ๆ ที่จำเลยที่ 1 ได้แต่งตั้งให้จำเลยที่ 3 เป็นตัวแทนรักษาความปลอดภัยในทรัพย์สินของผู้เช่าพื้นที่รวมทั้งโจทก์ทั้งสอง ทำให้จำเลยที่ 1 ได้เปรียบโจทก์ทั้งสองเกินสมควร มีผลให้โจทก์ทั้งสองต้องปฏิบัติหรือรับภาระเกินกว่าที่วิญญูชนจะพึงคาดหมายได้ตามปกติ ข้อตกลงตามสัญญาดังกล่าว ข้อ 6.8 จึงตกเป็นโมฆะ เห็นว่า ข้อไม่เป็นธรรมที่โจทก์ทั้งสองยกขึ้นอ้างเป็นเหตุให้ข้อตกลงตามสัญญาข้อดังกล่าวตกเป็นโมฆะนั้น เป็นการหยิบยกข้อไม่เป็นธรรมที่บัญญัติไว้ในมาตรา 4 แห่งพระราชบัญญัติว่าด้วยข้อสัญญาที่ไม่เป็นธรรม พ.ศ.2540 ซึ่งบทบัญญัติดังกล่าวได้บัญญัติถึงผลของสัญญาที่ไม่เป็นธรรมด้วยว่า ให้มีผลบังคับได้เพียงเท่าที่เป็นธรรมและพอสมควรแก่กรณีเท่านั้น หาได้บัญญัติให้มีผลว่าตกเป็นโมฆะหรือเสียเปล่าทั้งหมด แสดงว่า ข้อสัญญายังคงมีผลตามกฎหมายเพียงแต่จะบังคับให้เต็มตามข้อสัญญาที่ไม่เป็นธรรมทั้งหมดไม่ได้ คงบังคับกันได้เท่าที่เป็นธรรมและพอสมควรแก่กรณีเท่านั้น ดังนี้ ข้อไม่เป็นธรรมที่โจทก์ทั้งสองอ้างมาจึงไม่เป็นผลให้สัญญาข้อดังกล่าวตกเป็นโมฆะ ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 6 วินิจฉัยว่า ตามสัญญาข้อดังกล่าวไม่มีข้อตกลงชัดเจนยกเว้นมิให้จำเลยที่ 1 รับผิดเพื่อกลฉ้อฉลหรือความประมาทเลินเล่ออย่างร้ายแรงของจำเลยที่ 1 จึงไม่ขัดต่อประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 373 ไม่ตกเป็นโมฆะนั้น ชอบแล้ว ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาข้อนี้ของโจทก์ทั้งสองฟังไม่ขึ้น

ปัญหาตามฎีกาของโจทก์ทั้งสองข้อต่อไปมีว่า ข้อตกลงตามสัญญาให้บริการสถานที่ ข้อ 6.8 เป็นข้อสัญญาที่ไม่เป็นธรรมหรือไม่ เห็นว่า ตามคำเบิกความของจำเลยที่ 2 ซึ่งเป็นกรรมการจำเลยที่ 1 ระบุว่า จำเลยที่ 1 มีหน้าที่ดูแลรักษาความปลอดภัยในทรัพย์สินของผู้เช่าพื้นที่ตั้งแต่เวลาห้างจำเลยที่ 1 ปิดบริการเป็นต้นไป คือ ตั้งแต่เวลา 22 นาฬิกา จนถึง 10 นาฬิกา ของวันรุ่งขึ้น ซึ่งหากในช่วงดังกล่าวมีทรัพย์สินของผู้เช่าพื้นที่หายไป จำเลยที่ 1 จะรับผิดชอบแก่ผู้เช่าพื้นที่ แสดงว่า โจทก์ทั้งสองและจำเลยที่ 1 มีความเข้าใจในข้อสัญญาดังกล่าวตรงกันบางส่วนว่า ในเวลาที่ห้างจำเลยที่ 1 เปิดทำการ โจทก์ทั้งสองจะต้องรับผิดชอบดูแลรักษาทรัพย์สินด้วยตนเอง หากเกิดการสูญหายหรือเสียหายแก่ทรัพย์สินของโจทก์ทั้งสองในช่วงเวลาดังกล่าว ไม่ว่าด้วยเหตุประการใดก็ตาม จำเลยที่ 1 ไม่ต้องรับผิดชอบใด ๆ ทั้งสิ้น แต่ในช่วงเวลาที่ห้างจำเลยที่ 1 ปิดทำการ จำเลยที่ 1 จะรับผิดชอบในความสูญหายของทรัพย์สินโจทก์ทั้งสอง สำหรับข้อที่ไม่ตรงกันนั้นโจทก์ทั้งสองอ้างว่า ความรับผิดชอบของจำเลยที่ 1 เริ่มแต่เมื่อโจทก์ทั้งสองปิดร้านให้บริการแล้วด้วย เห็นว่า วันใดที่โจทก์ทั้งสองไม่เปิดร้านให้บริการก็ดี หรือเปิดร้านให้บริการแล้ว แต่ปิดร้านก่อนถึงเวลาห้างจำเลยที่ 1 ปิดทำการตามปกติ ซึ่งยังเป็นช่วงเวลาที่อาจมีร้านค้าอื่นยังไม่ปิดบริการ ยังมีประชาชนเข้าออกในการจับจ่ายซื้อของหรือยังมีพนักงานของร้านค้าต่าง ๆ อยู่ในบริเวณพื้นที่เช่าของตน จำเลยที่ 1 ยังไม่สามารถควบคุมพื้นที่ทุกส่วนของห้างได้เด็ดขาดเพราะยังมีประชาชนเดินเข้าออกอยู่ภายในห้าง ซึ่งง่ายแก่การที่มิจฉาชีพจะแอบแฝงตัวเข้ามาโจรกรรมทรัพย์สินของร้านค้าต่าง ๆ ได้โดยไม่ผิดสังเกต ผิดกับช่วงเวลาที่ห้างปิดทำการแล้ว ซึ่งจำเลยที่ 1 จะไม่อนุญาตให้ผู้เช่าพื้นที่ทุกรายรวมทั้งบุคคลภายนอกอยู่หรือเข้าไปภายในห้างได้ จึงเป็นความรับผิดของจำเลยที่ 1 เมื่อทรัพย์สินของผู้เช่าพื้นที่สูญหายไป ดังนี้ ช่วงเวลาที่โจทก์ทั้งสองปิดร้านก่อนถึงเวลาที่จำเลยที่ 1 ปิดห้างตามปกติ จึงเป็นความรับผิดของโจทก์ทั้งสองที่จะต้องดูแลรักษาทรัพย์สินของตนเอง ข้อตกลงที่ยกเว้นหรือจำกัดความรับผิดของจำเลยที่ 1 ในช่วงเวลาที่ห้างเปิดทำการ จึงไม่เป็นข้อตกลงที่มีลักษณะหรือมีผลให้โจทก์ทั้งสองปฏิบัติหรือรับภาระเกินกว่าที่วิญญูชนจะพึงคาดหมายได้ตามปกติ ถือไม่ได้ว่าจำเลยที่ 1 เอาเปรียบโจทก์ทั้งสองเกินสมควร จึงไม่เป็นข้อสัญญาที่ไม่เป็นธรรมและบังคับกันได้ตามพระราชบัญญัติว่าด้วยข้อสัญญาที่ไม่เป็นธรรม พ.ศ.2540 มาตรา 4 ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 6 วินิจฉัยมานั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วยในผล ฎีกาข้อนี้ของโจทก์ทั้งสองฟังไม่ขึ้นเช่นกัน

ปัญหาตามฎีกาของโจทก์ทั้งสองข้อต่อไปมีว่า โจทก์ทั้งสองประมาทเลินเล่อด้วยหรือไม่ เห็นว่า ลูกจ้างของโจทก์ทั้งสองปิดร้านเวลาประมาณ 21 นาฬิกา ซึ่งเป็นเวลาก่อนห้างจำเลยที่ 1 ปิดทำการปกติในเวลา 22 นาฬิกา แม้ร้านค้าต่าง ๆ ที่ชั้นใต้ดินของห้างจะได้ปิดบริการเกือบหมดทุกร้านในเวลาเดียวกับร้านโจทก์ทั้งสอง แต่ขณะนั้นห้างจำเลยที่ 1 ยังไม่ปิดบริการและยังไม่ได้ปิดประตูทางเข้าออกห้าง ยังมีประชาชนเดินเข้าออกอยู่บ้างแม้เล็กน้อย และยังอาจมีการขนย้ายสิ่งของและสินค้าในช่วงเวลาดังกล่าวตามปกติ โดยช่วงเวลาเกิดเหตุมีคนงานจำนวนหนึ่งประมาณ 4 ถึง 5 คน กำลังติดตั้งอุปกรณ์ของร้านเปิดใหม่ซึ่งอยู่ใกล้กับร้านโจทก์ทั้งสอง พฤติการณ์แห่งคดีจึงมีเหตุผลให้น่าเชื่อว่าคนร้ายได้วางแผนโดยเข้ามาดูลาดเลาพื้นที่ก่อนแล้ว รู้ว่าโจทก์ทั้งสองเก็บโทรศัพท์เคลื่อนที่และอุปกรณ์ไว้ในตู้นิรภัยและใช้ผ้าคลุมตู้ไว้ จึงเตรียมกล่องกระดาษขนาดพอบรรจุตู้นิรภัยมาครอบเพื่ออำพรางว่าเป็นกล่องบรรจุสินค้าทั่วไปที่ผู้ใช้บริการหรือพนักงานของร้านค้านำออกไปจากห้างได้ตามปกติ ทั้งคนร้ายรู้เวลาที่ร้านโจทก์ทั้งสองปิดบริการและเวลาปิดบริการของห้างจำเลยที่ 1 โดยอาศัยโอกาสที่ยังมีคนเข้าออกห้างอยู่บ้าง รวมทั้งมีกลุ่มคนงานจำนวนหนึ่งกำลังตกแต่งร้านเปิดใหม่ซึ่งใกล้กับร้านโจทก์ทั้งสองแฝงตัวเข้ามาลักเอาตู้นิรภัยของโจทก์ทั้งสองไปซึ่งเป็นพื้นที่เปิดที่บุคคลทั่วไปเข้าถึงได้โดยง่ายและอยู่ใกล้กับประตูทางเข้าออก แม้ตู้นิรภัยของโจทก์จะมีน้ำหนักประมาณ 50 กิโลกรัม แต่ก็สามารถใช้กล่องคลุมแล้วดันไปหรือใส่รถเข็นไปได้ไม่ยาก เมื่อโจทก์ทั้งสองปิดร้านก่อนเวลาปิดทำการของห้างจำเลยที่ 1 ก็ควรจะต้องระมัดระวังเก็บรักษาทรัพย์สินให้ยากแก่การเอาไปหรือขนย้ายไปได้โดยง่าย มิฉะนั้นลูกจ้างของโจทก์ทั้งสองจะต้องอยู่ดูแลร้านจนกว่าห้างจำเลยที่ 1 จะปิดทำการ เมื่อลูกจ้างของโจทก์ทั้งสองปิดร้านและออกไปก่อนเวลาห้างจำเลยที่ 1 ปิดทำการ แม้จะได้ปฏิบัติเช่นนี้เป็นปกติเช่นเดียวกับร้านอื่น ก็เป็นช่องทางให้คนร้ายรู้ทางปฏิบัติในการปิดร้านและเก็บรักษาทรัพย์สินของโจทก์ทั้งสองเป็นอย่างดี จึงต้องถือว่าโจทก์ทั้งสองมีส่วนประมาทอยู่ด้วย ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 6 วินิจฉัยชอบแล้ว ฎีกาข้อนี้ของโจทก์ทั้งสองฟังไม่ขึ้นเช่นกัน

ปัญหาตามฎีกาโจทก์ทั้งสองข้อต่อไปมีว่า จำเลยที่ 3 จะต้องรับผิดชดใช้ค่าเสียหายแก่โจทก์ทั้งสองเพียงใดนั้น เห็นว่า ในการกำหนดค่าเสียหาย ศาลต้องพิจารณาพฤติการณ์และความร้ายแรงแห่งละเมิดตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 438 วรรคหนึ่ง ข้อเท็จจริงฟังได้ว่าโจทก์ทั้งสองมีส่วนประมาทอยู่ด้วยดังที่ได้วินิจฉัยไว้ข้างต้น เมื่อได้คำนึงถึงพฤติการณ์และความร้ายแรงแห่งละเมิดของจำเลยที่ 3 ในครั้งนี้แล้ว ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 6 วินิจฉัยกำหนดให้จำเลยที่ 3 รับผิดชดใช้ค่าเสียหายให้โจทก์ทั้งสองเป็นเงิน 250,000 บาท นั้น เหมาะสมแล้ว ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาข้อนี้ของโจทก์ทั้งสองก็ฟังไม่ขึ้นอีกเช่นกัน

ปัญหาข้อสุดท้ายตามฎีกาของโจทก์ทั้งสองมีว่า จำเลยที่ 1 จะต้องร่วมรับผิดกับจำเลยที่ 3 ด้วยหรือไม่ เห็นว่า สัญญาให้บริการสถานที่ทำขึ้นด้วยความสมัครใจของคู่สัญญา มุ่งโดยตรงต่อการผูกพันกันตามข้อตกลงในสัญญา จึงไม่ใช่สัญญาที่จำเลยที่ 1 ทำขึ้นแต่ฝ่ายเดียว เมื่อข้อตกลงไม่เป็นข้อสัญญาที่ไม่เป็นธรรม ไม่ขัดต่อกฎหมาย จึงมีผลบังคับกันได้ และไม่ปรากฏว่าจำเลยที่ 1 มีส่วนกระทำโดยประมาทเลินเล่ออย่างร้ายแรงเป็นเหตุให้คนร้ายลักทรัพย์ของโจทก์ทั้งสองไป จำเลยที่ 1 จึงยกข้อสัญญาข้อ 6.8 ขึ้นกล่าวอ้างเพื่อปัดความรับผิดต่อโจทก์ทั้งสองได้ ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 6 วินิจฉัยชอบแล้ว ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาข้อนี้ของโจทก์ทั้งสองฟังไม่ขึ้นอีกเช่นกัน

พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมในชั้นฎีการะหว่างโจทก์ทั้งสองกับจำเลยที่ 1 ให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.ว่าด้วยข้อสัญญาที่ไม่เป็นธรรม พ.ศ.2540 ม. 4
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นายนที วรรวาท กับพวก
จำเลย — บริษัทนิภาพรพัฒน์ จำกัด กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดนครสวรรค์ — นายไชยวุฒิ หวังอาษา
ศาลอุทธรณ์ภาค 6 — นายสุนัย มโนมัยอุดม
ชื่อองค์คณะ
อิสสระ นิ่มละมัย
กรองเกียรติ คมสัน
ทรงศิลป์ ธรรมรัตน์
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 11765/2556
#590035
เปิดฉบับเต็ม

เดิมจำเลยทั้งสองถูกกล่าวหาว่า ได้กระทำความผิดเฉพาะข้อหาร่วมกันจำหน่ายเมทแอมเฟตามีน (จำนวน 3 เม็ด) โดยในคำร้องขอฝากขัง ครั้งที่ 9 พนักงานสอบสวนได้แจ้งต่อศาลชั้นต้นว่า คดีอยู่ในระหว่างรอผลการตรวจปัสสาวะของจำเลยทั้งสองเพื่อหาสารเสพติด ขณะนั้นจำเลยทั้งสองจึงตกเป็นผู้ต้องหาในข้อหาจำหน่ายเมทแอมเฟตามีนเท่านั้น ครั้นต่อมาในวันที่ 8 ธันวาคม 2551 จำเลยทั้งสองถูกกล่าวหาเพิ่มเติมว่า เสพเมทแอมเฟตามีน จำเลยทั้งสองจึงเพิ่งตกเป็นผู้ต้องหาในข้อหาเพิ่มเติมนี้เมื่อวันที่ 8 ธันวาคม 2551 การที่พนักงานสอบสวนยื่นคำร้องในวันที่ 9 ธันวาคม 2551 ขอให้ศาลชั้นต้นส่งตัวจำเลยทั้งสองไปตรวจพิสูจน์การเสพหรือการติดยาเสพติด จึงอยู่ภายในระยะเวลาของมาตรา 19 วรรคหนึ่ง ถือว่า พนักงานสอบสวนได้ดำเนินการตามหลักเกณฑ์ครบถ้วนตามเจตนารมณ์ของกฎหมายแล้ว ดังนั้น เมื่อศาลชั้นต้นยกคำร้องขอส่งตัวจำเลยทั้งสองไปตรวจพิสูจน์การเสพหรือการติดยาเสพติด พนักงานสอบสวนก็ดำเนินการขออนุญาตฝากขังจำเลยทั้งสองต่อศาลชั้นต้นตามเดิมแล้วสรุปสำนวนส่งพนักงานอัยการตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญาอันเป็นการปฏิบัติโดยชอบ โจทก์จึงมีอำนาจฟ้อง

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยทั้งสองตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 มาตรา 4, 7, 15, 57, 66, 91, 102 ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 32, 33, 83, 91 ริบเมทแอมเฟตามีนและโทรศัพท์เคลื่อนที่ของกลาง

จำเลยทั้งสองให้การรับสารภาพ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยทั้งสองมีความผิดตามพระราชบัญญัติยาเสพติดโทษ พ.ศ.2522 มาตรา 15 วรรคหนึ่ง, 57, 66 วรรคหนึ่ง, 91 ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83 การกระทำของจำเลยทั้งสองเป็นความผิดหลายกรรมต่างกัน ให้ลงโทษทุกกรรมเป็นกระทงความผิดไปตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 ฐานเสพเมทแอมเฟตามีน จำคุกคนละ 6 เดือน ฐานร่วมกันจำหน่ายเมทแอมเฟตามีน จำคุกคนละ 4 ปี รวมจำคุกคนละ 4 ปี 6 เดือน จำเลยทั้งสองให้การรับสารภาพเป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 กึ่งหนึ่ง คงจำคุกคนละ 2 ปี 3 เดือน ริบเมทแอมเฟตามีนและโทรศัพท์เคลื่อนที่ของกลาง

จำเลยทั้งสองอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์แผนกคดียาเสพติดพิพากษากลับ ให้ยกฟ้อง

โจทก์ฎีกา โดยศาลฎีกาอนุญาตให้ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ว่า โจทก์มีอำนาจฟ้องหรือไม่ เห็นว่า บทบัญญัติมาตรา 19 วรรคหนึ่ง แห่งพระราชบัญญัติฟื้นฟูสมรรถภาพผู้ติดยาเสพติด พ.ศ.2545 ที่บัญญัติว่า " ผู้ใดต้องหาว่ากระทำความผิดฐานเสพยาเสพติด เสพและมีไว้ในครอบครอง เสพและมีไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่าย หรือเสพและจำหน่ายยาเสพติด ตามลักษณะ ชนิด ประเภท และปริมาณที่กำหนดในกฎกระทรวง ถ้าไม่ปรากฏว่าต้องหาหรืออยู่ในระหว่างถูกดำเนินคดีในความผิดฐานอื่นซึ่งเป็นความผิดที่มีโทษจำคุก หรืออยู่ในระหว่างรับโทษจำคุกตามคำพิพากษาของศาล ให้พนักงานสอบสวนนำตัวผู้ต้องหาไปศาลภายในสี่สิบแปดชั่วโมงนับแต่เวลาที่ผู้ต้องหานั้นมาถึงที่ทำการของพนักงานสอบสวน เพื่อให้ศาลพิจารณามีคำสั่งให้ส่งตัวผู้นั้นไปตรวจพิสูจน์การเสพหรือการติดยาเสพติด ..." เป็นบทบัญญัติที่กำหนดให้มีการดำเนินการก่อนฟ้องผู้ต้องหาต่อศาล เพื่อเยียวยาแก้ไขเสียก่อนเข้าสู่กระบวนพิจารณาคดีในชั้นศาล อันเป็นเจตนารมณ์ของกฎหมายฉบับนี้ หากผู้ต้องหาเป็นบุคคลที่มีคุณสมบัติตามหลักเกณฑ์มาตรา 19 วรรคหนึ่ง พนักงานสอบสวนต้องนำตัวผู้ต้องหาไปศาลภายในกำหนดระยะเวลาของกฎหมายดังกล่าว เพื่อให้ศาลพิจารณามีคำสั่งให้ส่งตัวผู้นั้นไปตรวจพิสูจน์การเสพหรือการติดยาเสพติด และแจ้งให้คณะอนุกรรมการฟื้นฟูสมรรถภาพผู้ติดยาเสพติดทราบ เพื่อดำเนินการคัดแยกว่าผู้ต้องหานั้นเป็นผู้มีสิทธิเข้ารับการฟื้นฟูสมรรถภาพ หรือต้องถูกดำเนินคดีต่อไปตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญาเหมือนผู้กระทำความผิดอื่นๆ ต่อไป ซึ่งในคดีนี้ เดิมจำเลยทั้งสองตกเป็นผู้ต้องหาเฉพาะร่วมกันจำหน่ายยาเสพติดให้โทษในประเภท 1 ตามคำร้องขออนุญาตฝากขังครั้งที่ 1 ต่อศาลชั้นต้น โดยในคำร้องดังกล่าวพนักงานสอบสวนได้แจ้งต่อศาลชั้นต้นด้วยว่า คดีอยู่ในระหว่างรอผลการตรวจปัสสาวะของจำเลยทั้งสองเพื่อหาสารเสพติดจากโรงพยาบาล หากพบสารเสพติดจะดำเนินการแก่จำเลยทั้งสองตามพระราชบัญญัติฟื้นฟูสมรรถภาพผู้ติดยาเสพติด พ.ศ.2545 ต่อไป ศาลชั้นต้นมีคำสั่งอนุญาตให้พนักงานสอบสวนฝากขังครั้งที่ 1 และที่ 2 เรื่อยมา จนกระทั่งพนักงานสอบสวนทราบผลการตรวจปัสสาวะของจำเลยทั้งสองว่ามีสารเสพติด จึงแจ้งข้อหาเพิ่มเติมแก่จำเลยทั้งสองในวันที่ 8 ธันวาคม 2551 ว่า จำเลยทั้งสองเสพยาเสพติดให้โทษในประเภท 1 โดยฝ่าฝืนต่อกฎหมาย แล้วในวันรุ่งขึ้นคือ วันที่ 9 ธันวาคม 2551 พนักงานสอบสวนยื่นคำร้องขอปล่อยตัวจำเลยทั้งสอง และยื่นคำร้องขอส่งตัวจำเลยทั้งสองไปที่ศูนย์ฟื้นฟูสมรรถภาพผู้ติดยาเสพติดจังหวัดสุโขทัย เพื่อตรวจพิสูจน์การเสพหรือการติดยาเสพติด เนื่องจากจำเลยทั้งสองถูกแจ้งข้อหาเพิ่มเติมว่า กระทำความผิดในข้อหาเสพยาเสพติด พร้อมให้ศาลชั้นต้นแจ้งแก่คณะอนุกรรมการฟื้นฟูสมรรถภาพผู้ติดยาเสพติดทราบ แต่ศาลชั้นต้นกลับยกคำร้องทั้งสองฉบับดังกล่าว พนักงานสอบสวนจึงยื่นคำร้องขออนุญาตฝากขังครั้งที่ 3 และที่ 4 ต่อไปว่าการสอบสวนยังไม่เสร็จ ซึ่งศาลชั้นต้นก็ได้มีคำสั่งอนุญาตให้พนักงานสอบสวนฝากขังตลอดมา จากนั้นโจทก์จึงฟ้องจำเลยทั้งสองเป็นคดีนี้ เห็นว่า เดิมจำเลยทั้งสองถูกกล่าวหาว่า ได้กระทำความผิดเฉพาะข้อหาร่วมกันจำหน่ายยาเสพติดให้โทษในประเภท 1 ขณะนั้นจำเลยทั้งสองจึงตกเป็นผู้ต้องหาในข้อหาดังกล่าวเท่านั้น ครั้นต่อมาในวันที่ 8 ธันวาคม 2551 จำเลยทั้งสองถูกกล่าวหาเพิ่มเติมว่า เสพยาเสพติดให้โทษในประเภท 1 จำเลยทั้งสองจึงเพิ่งตกเป็นผู้ต้องหาในข้อหาเพิ่มเติมนี้เมื่อวันที่ 8 ธันวาคม 2551 การที่พนักงานสอบสวนยื่นคำร้องในวันที่ 9 ธันวาคม 2551 ขอให้ศาลชั้นต้นส่งตัวจำเลยทั้งสองไปตรวจพิสูจน์การเสพหรือการติดยาเสพติด จึงอยู่ภายในระยะเวลาของมาตรา 19 วรรคหนึ่ง ถือว่า พนักงานสอบสวนได้ดำเนินการตามหลักเกณฑ์ครบถ้วนตามเจตนารมณ์ของกฎหมายแล้ว ดังนั้น เมื่อศาลชั้นต้นยกคำร้องขอส่งตัวจำเลยทั้งสองไปศูนย์ฟื้นฟูสมรรถภาพผู้ติดยาเสพติดจังหวัดสุโขทัย พนักงานสอบสวนก็ดำเนินการขออนุญาตฝากขังจำเลยทั้งสองต่อศาลชั้นต้นตามเดิมแล้วสรุปสำนวนส่งพนักงานอัยการตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญาอันเป็นการปฏิบัติโดยชอบ โจทก์จึงมีอำนาจฟ้อง ที่ศาลอุทธรณ์แผนกคดียาเสพติดยกฟ้องโจทก์ มานั้น ศาลฎีกาไม่เห็นพ้องด้วย ฎีกาของโจทก์ฟังขึ้น

อนึ่ง คดีนี้จำเลยทั้งสองอุทธรณ์ขอให้รอการลงโทษไว้ แต่ศาลอุทธรณ์แผนกคดียาเสพติดยกฟ้องโจทก์ จึงยังไม่ได้วินิจฉัยอุทธรณ์ของจำเลยทั้งสอง และศาลฎีกาอนุญาตให้โจทก์ฎีกา เพื่อไม่ให้คดีล่าช้าออกไปอีก ศาลฎีกาเห็นควรวินิจฉัยไปเสียทีเดียวโดยไม่ต้องย้อนสำนวนไปให้ศาลอุทธรณ์แผนกคดียาเสพติดพิจารณาใหม่ เห็นว่า ตามรายงานการสืบเสาะและพินิจจำเลยทั้งสองของพนักงานคุมประพฤติที่จำเลยทั้งสองไม่คัดค้าน ปรากฏว่าจำเลยทั้งสองเสพยาเสพติดตลอดมา จนกระทั่งร่วมกันจำหน่ายยาเสพติดในแหล่งชุมนุมชน สร้างความเสียหายและเดือนร้อนแก่สังคมโดยรวม พฤติการณ์แห่งคดีจึงเป็นเรื่องร้ายแรง ที่ศาลชั้นต้นใช้ดุลพินิจไม่รอการลงโทษจำเลยทั้งสองนั้นชอบแล้ว

พิพากษากลับ ให้บังคับคดีไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.ฟื้นฟูสมรรถภาพผู้ติดยาเสพติด พ.ศ.2545 ม. 19
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการจังหวัดสุโขทัย
จำเลย — นายจิรศักดิ์ ปุ่นจ้อย กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดสุโขทัย — นางสาววรรณรัตน์ เจษฎาจินต์
ศาลอุทธรณ์ — นายประสิทธิ์ สนามชวด
ชื่อองค์คณะ
ธงชัย เสนามนตรี
อภิรัตน์ ลัดพลี
พศวัจน์ กนกนาก
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 11720/2556
#554960
เปิดฉบับเต็ม

แม้ผู้เสียหายที่ 1 และที่ 3 ไปที่บ้านเกิดเหตุตามคำชักชวนของ ส. โดยจำเลยมิได้เป็นผู้ชักชวน แต่การที่จำเลยขับรถพาผู้เสียหายที่ 1 และที่ 3 ไปที่บ้านเกิดเหตุตามคำขอของ ส. ในเวลากลางคืน จากนั้นจำเลยและ ส. ฉวยโอกาสลงมือกระทำอนาจารแก่ผู้เสียหายที่ 1 และที่ 3 ในเวลาและสถานที่เดียวกัน บ่งชี้ว่าจำเลยและ ส. มีเจตนาล่วงล้ำอำนาจปกครองของผู้เสียหายที่ 2 และที่ 4 ซึ่งเป็นบิดามารดาผู้ปกครองหรือผู้ดูแล

โจทก์ฟ้องว่าจำเลยกระทำความผิดแก่ผู้เสียหายแต่ละคนเป็น 4 กรรม แม้จำเลยจะกระทำความผิดต่อผู้เสียหายทั้งสี่ในคราวเดียวกัน แต่ก็เป็นการกระทำที่มีเจตนาให้เกิดความเสียหายแก่ผู้เสียหายแต่ละคนโดยเฉพาะ การกระทำของจำเลยย่อมเป็นความผิดฐานร่วมกันพรากเด็กอายุยังไม่เกินสิบห้าปีไปเสียจากบิดามารดา ผู้ปกครอง หรือผู้ดูแลโดยปราศจากเหตุอันสมควรเพื่อการอนาจาร 2 กรรม กับฐานร่วมกันพาเด็กอายุยังไม่เกินสิบห้าปีไปเพื่อการอนาจาร และกระทำอนาจารแก่เด็กอายุยังไม่เกินสิบห้าปี อันเป็นการกระทำกรรมเดียวเป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบทอีก 2 กรรม ปัญหาดังกล่าวเป็นข้อกฎหมายเกี่ยวกับความสงบเรียบร้อย แม้โจทก์มิได้ฎีกา แต่ศาลฎีกาก็มีอำนาจยกขึ้นวินิจฉัยปรับบทลงโทษจำเลยให้ถูกต้องได้ตาม ป.วิ.อ. มาตรา 195 วรรคสอง ประกอบมาตรา 225 แต่เมื่อโจทก์มิได้ฎีกาในปัญหานี้ ศาลฎีกาจึงไม่อาจพิพากษาลงโทษจำเลยครบทุกกรรมได้เพราะจะเป็นการเพิ่มเติมโทษจำเลย ซึ่งต้องห้ามตาม ป.วิ.อ. มาตรา 212 ประกอบมาตรา 225

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83, 91, 279, 283 ทวิ, 317

จำเลยให้การปฏิเสธ

ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง

โจทก์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 7 พิพากษาว่า (ที่ถูก พิพากษากลับว่า) จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 279 วรรคแรก, 283 ทวิ วรรคสอง, 317 วรรคสาม ประกอบมาตรา 83 ฐานร่วมกันพาเด็กอายุยังไม่เกินสิบห้าปีไปเพื่อการอนาจาร แม้เด็กนั้นจะยินยอม และฐานร่วมกันกระทำอนาจารแก่เด็กอายุยังไม่เกินสิบห้าปีโดยเด็กนั้นจะยินยอมหรือไม่ก็ตาม เป็นการกระทำอันเป็นกรรมเดียวเป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบท ให้ลงโทษฐานร่วมกันกระทำอนาจารแก่เด็กอายุยังไม่เกินสิบห้าปีโดยเด็กนั้นจะยินยอมหรือไม่ก็ตาม ซึ่งเป็นกฎหมายบทที่มีโทษหนักที่สุด ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 จำคุก 5 ปี ฐานร่วมกันพรากเด็กอายุยังไม่เกินสิบห้าปีไปเสียจากบิดามารดา ผู้ปกครอง หรือผู้ดูแล เพื่อการอนาจาร จำคุก 5 ปี รวมจำคุก 10 ปี ทางนำสืบของจำเลยเป็นประโยชน์แก่การพิจารณาอยู่บ้าง มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้หนึ่งในสี่ ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คงจำคุก 7 ปี 6 เดือน

จำเลยฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่ามีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาจำเลยว่า จำเลยกระทำความผิดตามฟ้องหรือไม่ เห็นว่า สาเหตุที่ผู้เสียหายที่ 2 และที่ 4 ไปร้องทุกข์ต่อพันตำรวจโทสาทรเพื่อขอให้ดำเนินคดีแก่จำเลยและนายสืบพงศ์ก็เพราะได้ทราบข้อเท็จจริงจากคำบอกเล่าของผู้เสียหายที่ 1 และที่ 3 ว่าผู้เสียหายที่ 1 และที่ 3 ถูกจำเลยและนายสืบพงศ์กระทำอนาจาร ซึ่งข้อเท็จจริงดังกล่าวถือเป็นเรื่องน่าอับอายแก่ผู้เสียหายที่ 1 และที่ 3 เอง ประกอบกับคดีไม่ปรากฏว่าผู้เสียหายที่ 1 และที่ 3 เคยมีเหตุโกรธเคืองกับจำเลยและนายสืบพงศ์ ดังนั้น หากผู้เสียหายที่ 1 และที่ 3 มิได้ถูกกระทำอนาจารจริงก็คงไม่คบคิดกันปรุงแต่งข้อความอันเป็นเท็จเพื่อกลั่นแกล้งปรักปรำจำเลยและนายสืบพงศ์ อีกทั้งเมื่อพันตำรวจโทสาทรถามคำให้การผู้เสียหายที่ 1 และที่ 3 ต่อหน้าพนักงานอัยการและนักสังคมสงเคราะห์ ผู้เสียหายที่ 1 และที่ 3 ต่างก็ให้การถึงพฤติกรรมในการกระทำความผิดของจำเลยและนายสืบพงศ์ได้สอดคล้องกันโดยไม่ปรากฏข้อพิรุธ และชั้นพิจารณาผู้เสียหายที่ 1 ก็ยังคงเบิกความสอดคล้องกับที่เคยให้การแก่พันตำรวจโทสาทร ที่จำเลยฎีกาว่า ผู้เสียหายที่ 3 เบิกความแตกต่างจากผู้เสียหายที่ 1ในข้อสาระสำคัญ เพราะมิได้ยืนยันว่าเห็นจำเลยกระทำอนาจารแก่ผู้เสียหายที่ 1 คำเบิกความของผู้เสียหายที่ 1 และที่ 3 จึงมีข้อพิรุธนั้น เห็นว่า แม้ผู้เสียหายที่ 3 มิได้เบิกความว่าเห็นจำเลยกระทำอนาจารแก่ผู้เสียหายที่ 1 ดั่งที่จำเลยฎีกาก็ตาม แต่เมื่อโจทก์ให้อ่านบันทึกคำให้การของผู้เสียหายแล้ว ผู้เสียหายที่ 3 ก็อธิบายว่า เหตุที่มิได้เบิกความว่าเห็นจำเลยกระทำอนาจารแก่ผู้เสียหายที่ 1 ดั่งที่เคยให้การไว้ตามบันทึกคำให้การของผู้เสียหายก็เพราะเหตุการณ์ผ่านมานานแล้วจึงจดจำเรื่องราวไม่ค่อยได้ ซึ่งนับว่าสมเหตุผล เพราะผู้เสียหายที่ 3 เบิกความเมื่อวันที่ 13 พฤษภาคม 2551 หลังวันเกิดเหตุนานถึง 1 ปี 4 เดือนเศษ ย่อมจดจำเหตุการณ์บางช่วงบางตอนที่มิได้เกิดขึ้นแก่ตนเองโดยตรงผิดพลาดสับสนไปบ้าง ดังนั้น แม้ผู้เสียหายที่ 3 จะเบิกความแตกต่างจากผู้เสียหายที่ 1 แต่ข้อแตกต่างนั้นก็มิใช่ข้อพิรุธสำคัญอันจะทำให้คำเบิกความของผู้เสียหายที่ 1 และที่ 3 ขาดน้ำหนักในการรับฟัง ที่จำเลยฎีกาว่า ห้องนอนที่เกิดเหตุไม่มีหน้าต่าง เห็นได้จากคำเบิกความของผู้เสียหายที่ 1 ที่ตอบทนายความจำเลยถามค้านว่า ในภาพถ่ายภาพที่ 2 ซึ่งเป็นภาพถ่ายห้องนอนที่เกิดเหตุไม่เห็นกระจกหน้าต่าง แต่กระจกหน้าต่างอยู่ทางด้านซ้ายของห้อง นอกจากนี้ พยานโจทก์ปากนายทินกรเจ้าของบ้านที่เกิดเหตุ และพันตำรวจโทสาทรพนักงานสอบสวนผู้ตรวจสถานที่เกิดเหตุ ต่างก็มิได้เบิกความว่า ห้องนอนที่เกิดเหตุมีหน้าต่างกระจกแต่อย่างใด พยานหลักฐานที่โจทก์นำสืบจึงฟังไม่ได้ว่าในห้องที่เกิดเหตุมีแสงสว่างจากหลอดไฟฟ้าด้านนอกส่องผ่านกระจกหน้าต่างเข้าไปทำให้ผู้เสียหายที่ 1 และที่ 3 มองเห็นเหตุการณ์ต่างๆ รวมทั้งตัวคนร้ายได้นั้น เห็นว่าภาพถ่ายหมาย จ.10 ภาพที่ 2 เป็นภาพถ่ายเฉพาะด้านที่มีประตูเพียงด้านเดียว สภาพที่ปรากฏตามภาพถ่ายภาพนี้ย่อมไม่พอจะยืนยันได้ว่าห้องนอนที่เกิดเหตุไม่มีหน้าต่าง อีกทั้งผู้เสียหายที่ 1 ก็ยังเบิกความอธิบายว่า กระจกหน้าต่างอยู่ทางด้านซ้ายของห้อง ซึ่งมีความหมายว่าหน้าต่างห้องนอนที่เกิดเหตุมิได้อยู่ด้านเดียวกับด้านที่มีประตู ส่วนเรื่องที่นายทินกรและพันตำรวจโทสาทรมิได้เบิกความว่าห้องนอนที่เกิดเหตุมีหน้าต่างกระจกนั้นน่าจะเป็นเพราะไม่มีคู่ความฝ่ายใดถามถึงข้อเท็จจริงเรื่องนี้ เช่นนี้คำเบิกความของพยานทั้งสองจึงมิได้มีลักษณะเป็นการยืนยันว่าห้องนอนที่เกิดเหตุไม่มีหน้าต่างกระจก เมื่อผู้เสียหายที่ 1 และที่ 3 เบิกความว่าห้องที่เกิดเหตุมีแสงสว่างจากหลอดไฟฟ้าด้านนอกส่องผ่านกระจกหน้าต่างเข้าไปทำให้มองเห็นเหตุการณ์ต่าง ๆ ได้นั้นมีความสอดคล้องกันโดยไม่ปรากฏข้อพิรุธจึงมีน้ำหนักฟังได้ว่าในห้องที่เกิดเหตุมีแสงสว่างจากหลอดไฟฟ้าด้านนอกส่องผ่านกระจกหน้าต่างเข้าไปทำให้ผู้เสียหายที่ 1 และที่ 3 มองเห็นเหตุการณ์ต่าง ๆ รวมทั้งมองเห็นจำเลยและนายสืบพงศ์ได้จริง ที่จำเลยฎีกาว่า ผู้เสียหายที่ 1 และที่ 3 ไปที่บ้านที่เกิดเหตุเพื่อฉลองส่งท้ายปีเก่าต้อนรับปีใหม่ตามคำชักชวนของนายสืบพงศ์ อีกทั้งการที่นายสืบพงศ์ขอให้จำเลยขับรถยนต์กระบะพาผู้เสียหายที่ 1 และที่ 3 ไปยังบ้านที่เกิดเหตุซึ่งเป็นบ้านที่จำเลยประสงค์จะไปพักค้างคืนอยู่ก่อน โดยมีนางวาสนาไปด้วยก็มิใช่เรื่องผิดปกติ การกระทำของจำเลยจึงมิใช่เป็นการล่วงล้ำอำนาจปกครองของผู้เสียหายที่ 2 และที่ 4 นั้น เห็นว่า แม้จำเลยมิได้ชักชวนผู้เสียหายที่ 1 และที่ 3 ไปที่บ้านที่เกิดเหตุก็ตาม แต่พฤติการณ์ที่จำเลยขับรถยนต์กระบะพาผู้เสียหายที่ 1 และที่ 3 ไปยังบ้านที่เกิดเหตุในเวลากลางคืน จากนั้นจำเลยและนายสืบพงศ์ก็ฉวยโอกาสลงมือกระทำอนาจารแก่ผู้เสียหายที่ 1 และที่ 3 ในเวลาและสถานที่เดียวกันบ่งชี้ว่าจำเลยและนายสืบพงศ์มีเจตนาล่วงล้ำอำนาจการปกครองของผู้เสียหายที่ 2 และที่ 4 แล้ว ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 7 วินิจฉัยว่า จำเลยกระทำความผิดตามฟ้องนั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาจำเลยฟังไม่ขึ้น

อนึ่ง โจทก์ฟ้องว่าจำเลยกระทำความผิดต่อผู้เสียหายแต่ละคนเป็น 4 กรรม แม้จำเลยจะกระทำความผิดต่อผู้เสียหายทั้งสี่ในครั้งเดียวกันแต่ก็เป็นการกระทำที่มีเจตนาให้เกิดความเสียหายแก่ผู้เสียหายแต่ละคนโดยเฉพาะ การกระทำของจำเลยย่อมเป็นความผิดฐานร่วมกันพรากเด็กอายุยังไม่เกินสิบห้าปีไปเสียจากบิดามารดา ผู้ปกครอง หรือผู้ดูแลโดยปราศจากเหตุอันสมควรเพื่อการอนาจาร 2 กรรม กับฐานร่วมกันพาเด็กอายุยังไม่เกินสิบห้าปีไปเพื่อการอนาจารและกระทำอนาจารแก่เด็กอายุยังไม่เกินสิบห้าปี อันเป็นการกระทำกรรมเดียว เป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบทอีก 2 กรรม ปัญหาดังกล่าวเป็นข้อกฎหมายที่เกี่ยวกับความสงบเรียบร้อย แม้โจทก์มิได้ฎีกา แต่ศาลฎีกาก็มีอำนาจยกขึ้นวินิจฉัย ปรับบทลงโทษจำเลยให้ถูกต้องได้ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 195 วรรคสอง ประกอบมาตรา 225 แต่เมื่อโจทก์มิได้ฎีกาในปัญหานี้ ศาลฎีกาจึงไม่อาจพิพากษาลงโทษจำเลยครบทุกกรรมได้เพราะจะเป็นการเพิ่มเติมโทษจำเลยซึ่งต้องห้ามตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 212 ประกอบมาตรา 225

พิพากษาแก้เป็นว่า การกระทำของจำเลยเป็นความผิดฐานร่วมกันพรากเด็กอายุยังไม่เกินสิบห้าปีไปเสียจากบิดามารดา ผู้ปกครอง หรือผู้ดูแล โดยปราศจากเหตุอันสมควร เพื่อการอนาจาร 2 กรรม กับฐานร่วมกันพาเด็กอายุยังไม่เกินสิบห้าปีไปเพื่อการอนาจาร และกระทำอนาจารแก่เด็กอายุยังไม่เกินสิบห้าปี อันเป็นการกระทำกรรมเดียวเป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบทอีก 2 กรรม ส่วนโทษและนอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 7
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.อ. ม. 91 ม. 279 วรรคแรก ม. 283 วรรคสอง ม. 371
ป.วิ.อ. ม. 195 วรรคสอง ม. 212 ม. 225
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการจังหวัดสุพรรณบุรี
จำเลย — นายมนต์เสกหรือจั๊ว ตั้งพงศ์พัฒนา
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดสุพรรณบุรี — นายศักดา ไพรสันต์
ศาลอุทธรณ์ภาค 7 — นายธงชัย วรชาติเดชา
ชื่อองค์คณะ
วิรุฬห์ แสงเทียน
ฉัตรไชย จันทร์พรายศรี
วรงค์พร จิระภาค
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 11710 -ที่ 11711/2556
#559111
เปิดฉบับเต็ม

โจทก์ที่ 2 และที่ 3 เป็นนิติบุคคลแยกต่างหากจากกัน แม้โจทก์ที่ 3 จะเป็นผู้ถือหุ้นโจทก์ที่ 2 ถึงร้อยละ 70 ก็หาทำให้โจทก์ที่ 3 มีสิทธิดำเนินคดีจำเลยซึ่งกระทำความผิดต่อโจทก์ที่ 2 แต่อย่างใด โจทก์ที่ 3 จึงไม่มีอำนาจฟ้อง

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
ศาลชั้นต้นพิจารณาพิพากษาคดีทั้งสองสำนวนเข้าด้วยกันโดยเรียกโจทก์สำนวนแรกว่าโจทก์ที่ 1 และเรียกโจทก์ที่ 1 และที่ 2 สำนวนหลังว่าโจทก์ที่ 2 และที่ 3 ตามลำดับและเรียกจำเลยทั้งสองสำนวนว่าจำเลย

โจทก์ทั้งสองสำนวนฟ้องและแก้ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83, 91, 264, 265, 268, 353

ศาลชั้นต้นไต่สวนมูลฟ้องสำนวนหลังแล้ว เห็นว่า คดีมีมูล ให้ประทับฟ้อง

จำเลยให้การปฏิเสธ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 264 วรรคแรก, 265, 268 วรรคแรกประกอบมาตรา 264 วรรคแรก และ 265 ความผิดฐานปลอมเอกสารและเอกสารสิทธิและความผิดฐานใช้เอกสารและเอกสารสิทธิปลอมให้ลงโทษฐานปลอมเอกสารและฐานใช้เอกสารสิทธิปลอมซึ่งเป็นกฎหมายบทที่มีโทษหนักที่สุดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 จำเลยเป็นผู้ปลอมเอกสารสิทธิและใช้เอกสารสิทธิปลอม ให้ลงโทษฐานใช้เอกสารสิทธิปลอมแต่กระทงเดียวตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 268 วรรคสอง จำคุก 5 ปี ข้อหาอื่นและคำอื่นนอกจากนี้ให้ยก

โจทก์ที่ 2 ที่ 3 และจำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษาแก้เป็นว่า ให้ยกฟ้องข้อหาปลอมเอกสารสิทธิ นอกจากที่แก้คงให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

โจทก์ที่ 2 ที่ 3 และจำเลยฎีกา โดยผู้พิพากษาซึ่งพิจารณาและลงชื่อในคำพิพากษาศาลชั้นต้นอนุญาตให้จำเลยฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า เห็นควรวินิจฉัยก่อนว่า โจทก์ที่ 3 มีอำนาจฟ้องหรือไม่ เห็นว่า โจทก์ที่ 2 และที่ 3 เป็นนิติบุคคลแยกต่างหากจากกัน แม้โจทก์ที่ 3 จะเป็นผู้ถือหุ้นโจทก์ที่ 2 ถึงร้อยละ 70 ก็หาทำให้โจทก์ที่ 3 มีสิทธิดำเนินคดีจำเลยซึ่งกระทำความผิดต่อโจทก์ที่ 2 แต่อย่างใด โจทก์ที่ 3 จึงไม่มีอำนาจฟ้อง

มีข้อวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ที่ 2 ว่า จำเลยกระทำความผิดฐานปลอมเอกสารตามที่ศาลชั้นต้นพิพากษามาหรือไม่ เห็นว่า จำเลยได้รับมอบหมายให้ปฏิบัติหน้าที่กรรมการผู้จัดการของโจทก์ที่ 2 ย่อมรู้ถึงการดำเนินธุรกิจของโจทก์ที่ 2 ในการจำหน่ายสินค้าให้แก่ลูกค้า การที่จำเลยมีหนังสือค้ำประกันของธนาคารปลอมถึง 13 ฉบับ และมีสัญญาสามฝ่ายที่ระบุว่าโจทก์ที่ 2 แต่งตั้งให้บริษัทคังช่วงเคอจี้ (ฮ่องกง) จำกัด เป็นตัวแทนในการจำหน่ายสินค้าให้แก่ลูกค้า และมีหนังสือรับรองของสำนักงานทนายความจิ่งเสียงกวางตุ้งรับรองสัญญาดังกล่าว โดยเฉพาะอย่างยิ่งสัญญาสามฝ่ายมีตราประทับของโจทก์ที่ 2 อยู่ด้วย นอกจากนี้จำเลยยังเป็นผู้นำเอกสารดังกล่าวไปแสดงต่อนายวิรัตน์และนายศรัณย์ ผู้ตรวจสอบภายใน พฤติการณ์ดังกล่าวแสดงให้เห็นว่าจำเลยเป็นผู้กระทำการปลอมเอกสารดังกล่าว มิฉะนั้นก็ต้องมีส่วนรู้เห็นในการปลอมเพราะจำเลยย่อมเข้าใจดีว่าข้อเท็จจริงมิได้เป็นไปตามเอกสารดังกล่าวและเอกสารดังกล่าวมาอยู่ในครอบครองของจำเลย ทั้งหลังเกิดเหตุเมื่อมีการตรวจสอบพบการกระทำความผิด จำเลยได้หลบหนีโดยไม่ไปทำงานที่บริษัทโจทก์ที่ 2 จากนั้นได้เดินทางไปยังหลายแห่ง สุดท้ายได้ลักลอบเข้าประเทศไทยทางด่านสะเดาและหลบอยู่ในกรุงเทพมหานคร หากจำเลยมิได้กระทำความผิดจริงก็ไม่มีเหตุที่จำเลยจะหลบหนีดังกล่าว ที่จำเลยกล่าวอ้างว่าที่หลบหนีเพราะกลัวถูกทำร้ายนั้น ก็ไม่ปรากฏว่าจำเลยไปก่อความเสียหายให้แก่บุคคลหนึ่งบุคคลใด รวมทั้งบิดาของนายหงด้วย อีกทั้งประเทศต่างๆ ที่จำเลยเดินทางเข้าไปนั้นเป็นประเทศที่เจริญแล้วสามารถขอความช่วยเหลือจากเจ้าพนักงานหรือตำรวจท้องที่ได้ หรือแม้กระทั่งเข้ามายังราชอาณาจักรไทยแล้วก็ขอความช่วยเหลือจากเจ้าพนักงานตำรวจได้ แต่จำเลยหาได้กระทำไม่ จนกระทั่งถูกออกหมายจับและติดตามจับกุมได้พร้อมเอกสารซึ่งเป็นเช็คที่ลูกค้าของโจทก์ที่ 2 ออกชำระหนี้ให้โจทก์ที่ 2 แล้วแต่ไม่สามารถเรียกเก็บเงินได้เนื่องจากธนาคารตามเช็คปฏิเสธการจ่ายเงิน ข้อเท็จจริงจึงรับฟังได้ว่า จำเลยเป็นผู้ปลอมเอกสารสิทธิหรือมิฉะนั้นมีส่วนร่วมรู้เห็นในการปลอมเอกสารสิทธิดังกล่าว ฎีกาของโจทก์ที่ 2 ฟังขึ้น เมื่อจำเลยรู้ว่าเอกสารสิทธิดังกล่าวเป็นเอกสารปลอมแต่ได้นำไปมอบให้นายวิรัตน์และนายศรัณย์ผู้ตรวจสอบบัญชีตรวจดู จึงเป็นการใช้เอกสารสิทธิปลอม ฎีกาของจำเลยฟังไม่ขึ้น คงมีข้อวินิจฉัยต่อไปว่า การกระทำของจำเลยเป็นการกระทำต่างกรรมต่างวาระกันหรือไม่ เห็นว่า การปลอมหนังสือค้ำประกันธนาคารก็ดี หนังสือสัญญาสามฝ่ายก็ดี เป็นการกระทำต่างรายต่างวาระและหนี้ต่างจำนวนกัน จึงเป็นความผิดแต่ละฉบับแยกต่างหากจากกัน อีกทั้งแสดงให้เห็นถึงเจตนาของจำเลยว่าต้องการให้มีผลแตกต่างกัน จึงเป็นการกระทำต่างกรรมต่างวาระกัน หาใช่เป็นกรรมเดียวผิดกฎหมายหลายบทแต่อย่างใด อย่างไรก็ตามการที่จำเลยทำหนังสือรับรองของสำนักงานทนายความจิ่งเสียงกวางตุ้งเพื่อรับรองการกระทำสัญญาสามฝ่ายนั้นก็เพื่อสนับสนุนให้เห็นว่ามีการทำสัญญากันขึ้นจริง จึงมีเจตนาเดียวกันกับการทำสัญญาสามฝ่ายปลอม จึงเป็นกรรมเดียวผิดกฎหมายหลายบท การที่จำเลยนำเอกสารสิทธิปลอมและหนังสือสำนักงานทนายความปลอมดังกล่าวไปแสดงต่อนายวิรัตน์และนายศรัณย์พร้อมกัน เป็นการใช้เอกสารซึ่งจำเลยมีวัตถุประสงค์ให้มีผลแตกต่างกันไปในหนี้และสัญญาแต่ละราย จึงเป็นการกระทำต่างกรรมต่างวาระเช่นกัน รวมแล้วจำเลยกระทำความผิด 25 กระทง ฎีกาของโจทก์ที่ 2 ฟังขึ้นบางส่วน

พิพากษาแก้เป็นว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 264 วรรคแรก, 265, 268 วรรคแรกประกอบมาตรา 264 วรรคแรก, 265 ความผิดฐานปลอมเอกสารและเอกสารสิทธิกับความผิดฐานใช้เอกสารและเอกสารสิทธิปลอมให้ลงโทษฐานปลอมเอกสารสิทธิกับฐานใช้เอกสารสิทธิปลอมซึ่งเป็นบทกฎหมายที่มีโทษหนักที่สุดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 เนื่องจากจำเลยเป็นผู้ปลอมเอกสารสิทธิและใช้เอกสารสิทธิปลอมให้ลงโทษฐานใช้เอกสารสิทธิปลอมแต่กระทงเดียวตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 268 วรรคสอง จำคุกกระทงละ 2 ปี จำนวน 25 กระทง รวมจำคุก 50 ปี แต่คงให้จำคุก 20 ปี ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 (2) ยกฟ้องโจทก์ที่ 3 นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.อ. ม. 2 (4) ม. 28
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการ สำนักงานอัยการสูงสุด กับพวก
จำเลย — นายเจริญ จันทราวิสุทธิ์
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลอาญา — นายสุรัตน์ชัย ศิลาภากุล
ศาลอุทธรณ์ — นายธงชัย อยู่ถนอม
ชื่อองค์คณะ
ศิริชัย วัฒนโยธิน
ทวีป ตันสวัสดิ์
พศวัจณ์ กนกนาก
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 11683/2556
#559175
เปิดฉบับเต็ม

จำเลยเบิกความว่า จำเลยเข้าใจว่าผู้เสียหายที่ 1 อายุประมาณ 18 ปี ถึง 19 ปี เพราะรูปร่างสูงใหญ่ ซึ่งในข้อนี้ผู้เสียหายที่ 2 เบิกความตอบทนายจำเลยถามค้านว่า ผู้เสียหายที่ 1 มีรูปร่างสูงใหญ่กว่าอายุ หากดูภายนอกเพียงผิวเผินอาจเข้าใจได้ว่ามีอายุเกิน 18 ปีแล้ว เจ้าของร้านอาหารริมชีรับผู้เสียหายที่ 1 เข้าทำงานเนื่องจากเข้าใจว่าผู้เสียหายที่ 1 มีอายุเกิน 18 ปี ส่วนผู้เสียหายที่ 3 ก็เบิกความทำนองเดียวกันว่า หากเทียบกับเพื่อนรุ่นเดียวกัน ผู้เสียหายที่ 1 จะรูปร่างสูงใหญ่กว่าเพื่อน บุคคลทั่วไปมองผู้เสียหายที่ 1 แล้วอาจเข้าใจได้ว่ามีอายุ 17 ถึง 18 ปี จึงเจือสมกับคำเบิกความของจำเลยดังกล่าว นอกจากนี้ยังปรากฏด้วยว่า ก่อนเกิดเหตุผู้เสียหายที่ 1 เคยทำงานเป็นเด็กเสิร์ฟที่ร้านอาหารริมชีมาก่อนโดยทำงานตั้งแต่เวลา 9 ถึง 19 นาฬิกา อีกทั้งหลังเกิดเหตุผู้เสียหายที่ 1 บอกผู้เสียหายที่ 2 และที่ 3 ว่านอกจากจำเลยแล้วยังมีชายอื่นกระทำชำเราผู้เสียหายที่ 1 อีก 11 คน จึงมีเหตุผลเชื่อได้ว่ารูปร่างและลักษณะของผู้เสียหายที่ 1 ทำให้ผู้พบเห็นเข้าใจว่าผู้เสียหายที่ 1 มีอายุเกินกว่า 18 ปี จำเลยอาจสำคัญผิดว่าผู้เสียหายที่ 1 อายุเกิน 18 ปี ดังที่อ้างก็เป็นได้ หากเป็นเช่นนี้ย่อมเป็นการสำคัญผิดในข้อเท็จจริงอันเป็นองค์ประกอบของความผิดทั้งสองฐานตามฟ้องและทำให้เป็นการกระทำที่ขาดเจตนาตาม ป.อ. มาตรา 59 วรรคสาม พยานหลักฐานที่โจทก์นำสืบมายังมีความสงสัยตามสมควรว่าจำเลยกระทำความผิดตามฟ้องหรือไม่ ต้องยกประโยชน์แห่งความสงสัยให้แก่จำเลย ตาม ป.วิ.อ. มาตรา 227 วรรคสอง

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91, 277, 317 วรรคสาม

จำเลยให้การปฏิเสธ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 277 วรรคสาม, 317 วรรคสาม เป็นความผิดหลายกรรมต่างกันให้ลงโทษทุกกรรมเป็นกระทงความผิดไป ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 ความผิดฐานพรากเด็กอายุยังไม่เกินสิบห้าปีไปเพื่อการอนาจารเป็นความผิด 3 กระทง จำคุกกระทงละ 12 ปี ฐานกระทำชำเราเด็กหญิงอายุยังไม่เกินสิบสามปีเป็นความผิด 3 กระทง จำคุกกระทงละ 12 ปี รวมทั้งหมด 6 กระทง รวมจำคุก 72 ปี แต่เมื่อรวมโทษทุกกระทงแล้ว คงจำคุกจำเลยได้เพียง 50 ปี ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 (3)

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 3 พิพากษากลับให้ยกฟ้องโจทก์

โจทก์ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ว่า จำเลยกระทำความผิดตามฟ้องหรือไม่ โจทก์มีผู้เสียหายที่ 1 เป็นประจักษ์พยานเบิกความว่า ผู้เสียหายที่ 1 ไปนอนเป็นเพื่อนนางสาวมะลิ จำเลยมาหาและพูดคุยกับผู้เสียหายที่ 1 จากนั้นจำเลยพาผู้เสียหายที่ 1 และนางสาวมะลิไปเที่ยวที่สวนสาธารณะพญาแถน เมื่อกลับไปที่บ้านของนางสาวมะลิแล้ว นางสาวมะลิเข้านอน ส่วนจำเลยและผู้เสียหายที่ 1 นั่งคุยกันต่อ จำเลยขับรถพาผู้เสียหายที่ 1 ไปเที่ยวแล้วกลับมาส่ง จากนั้นจำเลยร่วมประเวณีกับผู้เสียหายที่ 1 โดยผู้เสียหายที่ 1 ยินยอม วันต่อมาเวลาประมาณ 20 นาฬิกา จำเลยมาหาผู้เสียหายที่ 1 ที่บ้านของนางสาวมะลิอีก จำเลยพาผู้เสียหายที่ 1 ไปที่บ้านจำเลยและร่วมประเวณีกันโดยผู้เสียหายที่ 1 ยินยอม แล้วจำเลยได้ให้เงินแก่ผู้เสียหายที่ 1 จำนวน 60 บาท หลังจากนั้นอีก 2 วัน เวลาประมาณ 24 นาฬิกา จำเลยมาหาผู้เสียหายที่ 1 ที่บ้านนางสาวมะลิแล้วพาผู้เสียหายที่ 1 ไปเที่ยวที่สวนสาธารณะริมชี ข้างวัดศรีธรรมแล้วร่วมประเวณีกันโดยผู้เสียหายที่ 1 ยินยอม แม้จำเลยเบิกความรับเพียงว่าเคยพาผู้เสียหายที่ 1 กับนางสาวมะลิไปเที่ยวสวนสาธารณะพญาแถนเท่านั้น แต่ก็เจือสมให้คำเบิกความของผู้เสียหายที่ 1 มีน้ำหนักให้รับฟังมากยิ่งขึ้น เพราะเรื่องนี้จำเลยเพิ่งรับในชั้นพิจารณาของศาล ในชั้นสอบสวนจำเลยเพียงแค่ให้การปฏิเสธลอย ๆ ขอให้การรายละเอียดในชั้นพิจารณาของศาล ซึ่งผิดปกติวิสัยของผู้บริสุทธิ์ การที่ผู้เสียหายที่ 1 ร้องทุกข์ให้ดำเนินคดีแก่ชายกว่า 10 คน รวมทั้งจำเลยในลักษณะคล้ายค้าประเวณี ยิ่งไม่มีเหตุให้ระแวงสงสัยว่าจะปรักปรำใส่ร้ายเฉพาะจำเลยด้วยเรื่องที่ไม่เป็นความจริง จึงรับฟังข้อเท็จจริงได้ว่าจำเลยพาผู้เสียหายที่ 1 ไปกระทำชำเราดังที่ผู้เสียหายที่ 1 เบิกความยืนยัน อย่างไรก็ตามจำเลยเบิกความว่าจำเลยเข้าใจว่าผู้เสียหายที่ 1 อายุประมาณ 18 ปี ถึง 19 ปี เพราะรูปร่างสูงใหญ่ ซึ่งในข้อนี้ผู้เสียหายที่ 2 เบิกความตอบทนายจำเลยถามค้านว่า ผู้เสียหายที่ 1 มีรูปร่างสูงใหญ่กว่าอายุ หากดูภายนอกเพียงผิวเผินอาจเข้าใจได้ว่ามีอายุเกิน 18 ปีแล้ว เจ้าของร้านอาหารริมชีรับผู้เสียหายที่ 1 เข้าทำงานเนื่องจากเข้าใจว่าผู้เสียหายที่ 1 มีอายุเกิน 18 ปี ส่วนผู้เสียหายที่ 3 ก็เบิกความทำนองเดียวกันว่า หากเทียบกับเพื่อนรุ่นเดียวกัน ผู้เสียหายที่ 1 จะรูปร่างสูงใหญ่กว่าเพื่อน บุคคลทั่วไปมองผู้เสียหายที่ 1 แล้วอาจเข้าใจได้ว่ามีอายุ 17 ถึง 18 ปี จึงเจือสมกับคำเบิกความของจำเลยดังกล่าว นอกจากนี้ยังปรากฏด้วยว่า ก่อนเกิดเหตุผู้เสียหายที่ 1 เคยทำงานเป็นเด็กเสิร์ฟที่ร้านอาหารริมชีมาก่อนโดยทำงานตั้งแต่เวลา 9 ถึง 19 นาฬิกา อีกทั้งหลังเกิดเหตุผู้เสียหายที่ 1 บอกผู้เสียหายที่ 2 และที่ 3 ว่านอกจากจำเลยแล้วยังมีชายอื่นกระทำชำเราผู้เสียหายที่ 1 อีก 11 คน จึงมีเหตุผลเชื่อได้ว่ารูปร่างและลักษณะของผู้เสียหายที่ 1 ทำให้ผู้พบเห็นเข้าใจว่าผู้เสียหายที่ 1 มีอายุเกินกว่า 18 ปี จำเลยอาจสำคัญผิดว่าผู้เสียหายที่ 1 อายุเกิน 18 ปี ดังที่อ้างก็เป็นได้ หากเป็นเช่นนี้ย่อมเป็นการสำคัญผิดในข้อเท็จจริงอันเป็นองค์ประกอบของความผิดทั้งสองฐานตามฟ้องและทำให้เป็นการกระทำที่ขาดเจตนาตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 59 วรรคสาม พยานหลักฐานที่โจทก์นำสืบมายังมีความสงสัยตามสมควรว่าจำเลยกระทำความผิดตามฟ้องหรือไม่ ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 3 ยกประโยชน์แห่งความสงสัยให้แก่จำเลย ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 227 วรรคสอง แล้วพิพากษายกฟ้องนั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาของโจทก์ฟังไม่ขึ้น

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.อ. ม. 59 วรรคสาม ม. 62 วรรคแรก
ป.วิ.อ. ม. 227 วรรคสอง
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการจังหวัดยโสธร
จำเลย — นายชาตรีหรือธาตรี บุณยโพธิ
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดยโสธร — นายทวีสิทธิ์ สำรวมจิตร์
ศาลอุทธรณ์ภาค 3 — นายเธียรดนัย ธรรมดุษฎี
ชื่อองค์คณะ
อภิรัตน์ ลัดพลี
ธงชัย เสนามนตรี
พศวัจณ์ กนกนาก
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 11637/2556
#554925
เปิดฉบับเต็ม

เช็คพิพาททั้งสี่ฉบับมิได้มีคำว่ากู้หรือยืมเลย และอ่านข้อความในเช็คพิพาททั้งหมดก็ไม่มีข้อความใดเลยที่ส่อแสดงให้รู้ได้ว่าเป็นการกู้ยืมเงินกัน อีกทั้งสภาพของเช็คก็เป็นการใช้เงิน ไม่ใช่การกู้หรือยืมเงิน เช็คพิพาททั้งสี่ฉบับจึงมิใช่เป็นหลักฐานแห่งการกู้ยืม

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องและแก้ไขคำฟ้องขอให้บังคับจำเลยชำระเงินตามเช็คทั้งสี่ฉบับพร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละเจ็ดครึ่งต่อปี นับแต่วันที่ธนาคารปฏิเสธการจ่ายเงินถึงวันฟ้องเป็นเงิน 310,561 บาท กับดอกเบี้ยในอัตราร้อยละเจ็ดครึ่งต่อปีของต้นเงิน 300,000 บาท นับจากวันฟ้องจนกว่าชำระเสร็จ

จำเลยให้การขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง ให้โจทก์ใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนจำเลยโดยกำหนดค่าทนายความให้ 5,000 บาท

โจทก์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 8 พิพากษายืน จำเลยไม่ได้แก้อุทธรณ์ จึงไม่กำหนดค่าทนายความชั้นอุทธรณ์ให้

โจทก์ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยคดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ว่า จำเลยต้องรับผิดชำระหนี้ตามเช็คพิพาททั้งสี่ฉบับให้แก่โจทก์ตามฟ้อง เห็นว่า โจทก์อ้างว่าจำเลยสั่งจ่ายเช็คพิพาทเพื่อชำระหนี้ตามสำเนาหนังสือสัญญากู้ยืมเงิน แต่จำเลยให้การปฏิเสธว่า ไม่เคยกู้ยืมเงินโจทก์และไม่เคยมอบเช็คพิพาทให้โจทก์ โจทก์จึงต้องมีพยานหลักฐานมานำสืบแสดงให้เห็นว่า จำเลยกู้ยืมเงินโจทก์และมอบเช็คพิพาทเพื่อชำระหนี้ตามหนังสือสัญญากู้ยืมเงินจริง แต่ข้อเท็จจริงกลับได้ความตามคำเบิกความของโจทก์เองว่า จำเลยไม่ได้มาติดต่อขอกู้ยืมเงินโจทก์ด้วยตนเองแต่จำเลยมอบหนังสือสัญญากู้ยืมเงินที่โจทก์อ้างว่าจำเลยลงลายมือชื่อในช่องผู้กู้ไว้แล้วพร้อมสำเนาบัตรประจำตัวประชาชนให้นางวิภามากู้ยืมเงินไปจากโจทก์ แต่นางสาววิลาศิณีย์พยานโจทก์เบิกความแตกต่างไปจากโจทก์ว่า นายวีรชนเลขาส่วนตัวของจำเลยเป็นผู้มอบหนังสือสัญญากู้ยืมเงินที่จำเลยลงลายมือชื่อในช่องผู้กู้ไว้แล้วพร้อมสำเนาบัตรประจำตัวประชาชนให้นางสาววิลาศิณีย์และนางวิภาไปกู้ยืมเงินโจทก์ จากคำเบิกความดังกล่าวแสดงให้เห็นว่า นางสาววิลาศิณีย์และนางวิภาไม่ได้รับต้นฉบับของสำเนาหนังสือสัญญากู้ยืมเงินและสำเนาบัตรประจำตัวประชาชน จากจำเลยโดยตรง จึงไม่มีพยานโจทก์ปากใดเลยที่เห็นจำเลยลงลายมือชื่อในหนังสือสัญญากู้ยืมเงินต่อหน้าตนเอง ส่วนจำเลยนอกจากมีตัวจำเลยเบิกความยืนยันว่า ไม่เคยลงลายมือชื่อในหนังสือสัญญากู้ยืมเงินดังกล่าวแล้วยังนำสืบหักล้างอีกว่าตามรายงานการตรวจพิสูจน์ ที่พันตำรวจโทพิษณุ ผู้เชี่ยวชาญด้านการตรวจพิสูจน์เอกสาร กองพิสูจน์หลักฐาน สำนักงานตำรวจแห่งชาติ ได้ตรวจพิจารณาลายมือชื่อตรงช่องผู้กู้ในสำเนาหนังสือสัญญากู้ยืมเงิน เปรียบเทียบกับลายมือชื่อของจำเลยในเช็คพิพาททั้งสี่ฉบับ และตัวอย่างลายมือชื่อของจำเลยที่เขียนต่อหน้าศาลแล้ว ปรากฏว่ามีคุณสมบัติของการเขียนและรูปลักษณะของตัวอักษรแตกต่างกัน จึงลงความเห็นว่าไม่ใช่ลายมือชื่อของบุคคลคนเดียวกัน ข้อเท็จจริงจึงเชื่อได้ว่า จำเลยไม่ได้ลงลายมือชื่อในสำเนาหนังสือสัญญากู้ยืมเงิน นอกจากนี้โจทก์เบิกความตอบทนายจำเลยถามค้านยอมรับว่า นางวิภาจะนำเงินกู้ไปมอบให้จำเลยจริงหรือไม่โจทก์เองก็ไม่ทราบ ส่วนที่โจทก์ฎีกาอ้างว่า นางสาววิลาศิณีย์พยานโจทก์เห็นนางวิภามอบเงิน 300,000 บาท ให้นายวีรชนแล้วนางวิภาโทรศัพท์แจ้งจำเลยว่ามอบเงินให้นายวีรชนไปแล้วนั้น เห็นว่า พยานปากนี้เบิกความกล่าวอ้างเพียงลอย ๆ เท่านั้น เพราะพยานเบิกความตอบทนายจำเลยถามค้านยอมรับว่า พยานไม่เคยติดต่อกับจำเลย นางวิภานั้นก็ไม่รู้จักกับจำเลย และนายวีรชนเป็นคนบอกพยานว่านายวีรชนเป็นเลขาส่วนตัวของจำเลย ดังนี้ พยานปากนี้ย่อมต้องไม่ทราบอย่างแน่แท้ว่าผู้ที่นางวิภาโทรศัพท์ไปหานั้นเป็นจำเลยจริงหรือไม่ ส่วนที่นายวีรชนบอกว่าเป็นเลขาส่วนตัวของจำเลยก็เป็นเพียงคำกล่าวอ้างของนายวีรชนเท่านั้น แต่นายวีรชนจะเป็นเลขาส่วนตัวของจำเลยจริงหรือไม่ เชื่อว่าพยานปากนี้ก็ไม่ทราบ อีกทั้งจำเลยเองก็เบิกความตอบทนายโจทก์ถามค้านยืนยันว่า นายวีรชนมิได้เป็นเลขาส่วนตัวของจำเลยและจำเลยไม่เคยมอบแบบฟอร์มหนังสือสัญญากู้ยืมเงินให้แก่นายวีรชน กรณีจึงมีข้อพิรุธน่าสงสัยว่า จำเลยจะมอบหมายให้นายวีรชนมาติดต่อขอกู้ยืมเงินโจทก์แล้วมอบเงินกู้จำนวนดังกล่าวให้แก่จำเลยจริงหรือไม่ ยิ่งไปกว่านั้นเมื่อพิเคราะห์ถึงความสมเหตุสมผลของการกู้ยืมเงินและรายละเอียดตามสำเนาหนังสือสัญญากู้ยืมเงินแล้วยิ่งมีข้อพิรุธน่าสงสัยหลายประการ กล่าวคือ ประการแรกข้อเท็จจริงได้ความตามที่โจทก์เบิกความตอบจำเลยถามค้านว่า โจทก์รู้จักกับจำเลยเพียงเพราะจำเลยเคยลงสมัครเป็นสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรและเคยไปหาเสียงที่บ้านของโจทก์ บ่งชี้แสดงว่า โจทก์รู้จักกับจำเลยเพียงผิวเผินเท่านั้น จึงเป็นข้อพิรุธอย่างยิ่งที่โจทก์จะยินยอมให้คนที่รู้จักกันเพียงผิวเผินและไม่ได้มาขอกู้ยืมเงินกับโจทก์โดยตรงกู้ยืมเงินโจทก์เป็นจำนวนมากถึง 300,000 บาท ทั้งที่ไม่มีหลักประกันอื่นใดนอกจากเช็คพิพาทเท่านั้น ประการต่อมาโจทก์อ้างว่ากู้ยืมเงินกัน 300,000 บาท แต่ขัดแย้งกับข้อความตามหนังสือสัญญากู้ยืมเงินที่ระบุว่า กู้ยืมเงินกัน 350,000 บาท แม้โจทก์จะเบิกความให้เหตุผลว่า ส่วนที่เกินไป 50,000 บาท นั้นเป็นเพราะหากจำเลยผิดนัดจำเลยจะให้โจทก์เป็นค่าใช้จ่ายในการดำเนินคดีก็ตาม แต่เช็คพิพาทที่โจทก์อ้างว่าจำเลยให้ไว้เป็นหลักฐานในการกู้ยืมเงินก็มีจำนวนเงินรวมกันเพียง 300,000 บาท เท่านั้น ไม่ครอบคลุมถึงค่าใช้จ่ายตามที่โจทก์อ้าง ประการสุดท้ายเมื่อมีการแก้ไขขีดฆ่าข้อความในหนังสือสัญญากู้ยืมเงินข้อ 3 และข้อ 4 จำเลยในฐานะผู้กู้ก็ไม่ได้ลงลายมือชื่อกำกับ แต่กลับเป็นนางวิภาซึ่งเป็นเพียงพยานในหนังสือสัญญากู้ยืมเงินและไม่รู้จักกับจำเลยมาก่อนลงลายมือชื่อกำกับ ส่วนที่โจทก์ฎีกาอ้างอีกว่า เช็คพิพาทที่จำเลยลงลายมือชื่อเป็นผู้สั่งจ่ายจึงเป็นหลักฐานแห่งการกู้ยืมเงินได้เช่นกันนั้น เห็นว่า เช็คพิพาททั้งสี่ฉบับมิได้มีคำว่า กู้หรือยืมเลย และอ่านข้อความในเช็คพิพาททั้งหมดก็ไม่มีข้อความใดเลยที่ส่อแสดงให้รู้ได้ว่าเป็นการกู้ยืมเงินกัน อีกทั้งสภาพของเช็คก็เป็นการใช้เงิน ไม่ใช่การกู้หรือยืมเงิน ฉะนั้น เช็คพิพาททั้งสี่ฉบับจึงมิใช่เป็นหลักฐานแห่งการกู้ยืม ด้วยเหตุผลดังที่ได้วินิจฉัยมาเป็นลำดับ พยานหลักฐานของจำเลยจึงมีน้ำหนักดีกว่าพยานหลักฐานของโจทก์ข้อเท็จจริงรับฟังได้ตามที่จำเลยนำสืบหักล้างว่า จำเลยไม่ได้ลงลายมือชื่อในช่องผู้กู้และไม่ได้กู้ยืมเงินจากโจทก์ตามสำเนาหนังสือสัญญากู้ยืมเงิน เช็คพิพาทจึงไม่มีมูลหนี้ ดังนั้น จำเลยจึงไม่ต้องรับผิดชำระหนี้ตามเช็คพิพาททั้งสี่ฉบับ ที่ศาลล่างทั้งสองพิพากษายกฟ้องโจทก์มานั้นต้องด้วยความเห็นของศาลฎีกา ฎีกาของโจทก์ทุกข้อฟังไม่ขึ้น

พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 653 ม. 987
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นางละเอียด ไหมดี
จำเลย — นายอิสระ หัสดินทร์
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดนครศรีธรรมราช — นายวรชาติ เกลี้ยงแก้ว
ศาลอุทธรณ์ภาค 8 — นายไกรรัตน์ วีรพัฒนาสุวรรณ
ชื่อองค์คณะ
ทรงศิลป์ ธรรมรัตน์
กรองเกียรติ คมสัน
อิสสระ นิ่มละมัย
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 11578/2556
#559340
เปิดฉบับเต็ม

ผู้คัดค้านถึงแก่ความตายก่อนอ่านคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 6 ถือว่าผู้คัดค้านถึงแก่ความตายระหว่างพิจารณาของศาลอุทธรณ์ภาค 6 จึงเป็นอำนาจของศาลอุทธรณ์ภาค 6 ที่จะมีคำสั่งเกี่ยวกับการมรณะของคู่ความตาม ป.วิ.พ. มาตรา 42 ประกอบ ป.วิ.อ. มาตรา 15 การที่ศาลอุทธรณ์ภาค 6 พิพากษาคดีไปโดยที่ยังมิได้ดำเนินการดังกล่าวนั้น เป็นการมิได้ปฏิบัติตาม ป.วิ.พ. ว่าด้วยการพิจารณาตามมาตรา 243 (2) ประกอบ ป.วิ.อ. มาตรา 15 เป็นการไม่ชอบ ศาลชั้นต้นต้องเลื่อนการอ่านคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 6 แล้วส่งสำนวนพร้อมคำพิพากษาคืนไปยังศาลอุทธรณ์ภาค 6 เพื่อสั่งเกี่ยวกับการมรณะของผู้คัดค้านแล้วมีคำพิพากษาใหม่ต่อไป การที่ศาลชั้นต้นอ่านคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 6 และมีคำสั่งรับฎีกาของผู้คัดค้านล้วนเป็นคำสั่งและการดำเนินกระบวนพิจารณาที่ไม่ชอบ

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
คดีสืบเนื่องมาจากผู้ร้องยื่นคำร้องขอให้มีคำสั่งริบทรัพย์สิน จำนวน 6 รายการ ดังกล่าวให้ตกเป็นของกองทุนป้องกันและปราบปรามยาเสพติดตามพระราชบัญญัติมาตรการในการปราบปรามผู้กระทำความผิดเกี่ยวกับยาเสพติด พ.ศ.2534 มาตรา 27, 29, 31

ศาลชั้นต้นได้สั่งให้ประกาศในหนังสือพิมพ์ตามกฎหมายแล้ว

ผู้คัดค้านยื่นคำคัดค้านขอให้ยกคำร้องและมีคำสั่งปล่อยทรัพย์สินดังกล่าวคืนแก่ผู้คัดค้าน

ศาลชั้นต้นมีคำสั่งให้ริบเงินสดจำนวน 780 บาท แหวนทองประดับอัญมณีจำนวน 1 วง น้ำหนักประมาณ 7.7 กรัม แหวนทองสลักลายดาว จำนวน 1 วง น้ำหนักประมาณ 3.8 กรัม แหวนทองสลักลายเม็ดทราย จำนวน 1 วง น้ำหนักประมาณ 7.6 กรัม ให้ตกเป็นของกองทุนป้องกันและปราบปรามยาเสพติด ตามพระราชบัญญัติมาตรการในการปราบปรามผู้กระทำความผิดเกี่ยวกับยาเสพติด พ.ศ.2534 มาตรา 27, 29, 31 ส่วนคำขออื่นให้ยก ให้คืนเงินสดจำนวน 30,000 บาท สร้อยคอทองลายกระดูกงูพร้อมจี้ทองรูปไม้กางเขน จำนวน 1 เส้น น้ำหนักประมาณ 91.2 กรัม และสร้อยคอทองลายลูกโซ่พร้อมจี้ทองรูปไม้กางเขน จำนวน 1 เส้น น้ำหนักประมาณ 22.8 กรัม แก่ผู้คัดค้าน

ผู้ร้องอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 6 พิพากษาแก้เป็นว่า ให้ริบเงินสดจำนวน 30,000 บาท สร้อยคอทองลายกระดูกงูพร้อมจี้ทองรูปไม้กางเขน จำนวน 1 เส้น และสร้อยคอทองลายลูกโซ่พร้อมจี้ทองรูปไม้กางเขน จำนวน 1 เส้น ด้วย นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

ผู้คัดค้านฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ระหว่างพิจารณาของศาลอุทธรณ์ภาค 6 ผู้คัดค้านถึงแก่ความตาย นายประทวน ทายาทของผู้คัดค้าน ยื่นคำร้องขอเข้าเป็นคู่ความแทน เมื่อศาลอุทธรณ์ภาค 6 ทำคำพิพากษาแล้วส่งมาให้ศาลชั้นต้นอ่านให้คู่ความฟังโดยมิได้สั่งคำร้องของผู้ร้องที่ขอเข้าเป็นคู่ความแทนที่ผู้มรณะก่อน เห็นว่า ผู้คัดค้านถึงแก่ความตายก่อนอ่านคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 6 ถือว่า ผู้คัดค้านถึงแก่ความตายระหว่างพิจารณาของศาลอุทธรณ์ภาค 6 จึงเป็นอำนาจของศาลอุทธรณ์ภาค 6 ที่จะมีคำสั่งเกี่ยวกับการมรณะของคู่ความตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 42 ประกอบประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 15 การที่ศาลอุทธรณ์ภาค 6 พิพากษาคดีไปโดยที่ยังมิได้ดำเนินการดังกล่าวนั้น เป็นการมิได้ปฏิบัติตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่งว่าด้วยการพิจารณาตามมาตรา 243 (2) ประกอบประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 15 เป็นการไม่ชอบ ดังนั้น ศาลชั้นต้นต้องเลื่อนการอ่านคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 6 แล้วส่งสำนวนพร้อมคำพิพากษาคืนไปยังศาลอุทธรณ์ภาค 6 เพื่อสั่งเกี่ยวกับการมรณะของผู้คัดค้านแล้วมีคำพิพากษาใหม่ต่อไป การที่ศาลชั้นต้นอ่านคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 6 และมีคำสั่งรับฎีกาของผู้คัดค้านล้วนเป็นคำสั่งและการดำเนินกระบวนพิจารณาที่ไม่ชอบ

พิพากษายกคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 6 ให้ศาลชั้นต้นดำเนินการเรื่องการขอเข้ามาเป็นคู่ความแทนที่ผู้คัดค้านและทำการไต่สวนแล้วส่งสำนวนไปให้ศาลอุทธรณ์ภาค 6 มีคำสั่งและคำพิพากษาใหม่ตามรูปคดี และให้ยกฎีกาของผู้คัดค้าน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ. ม. 42
ชื่อคู่ความ
ผู้ร้อง — พนักงานอัยการจังหวัดกำแพงเพชร
ผู้คัดค้าน — นายสุรศักดิ์ นาคมณี
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดกำแพงเพชร — นางวีนา ชินตาปัญญากุล
ศาลอุทธรณ์ภาค 6 — นายประเสริฐ เลิศพูนวศิน
ชื่อองค์คณะ
จตุรงค์ นาสมใจ
สู่บุญ วุฒิวงษ์
บุญมี ฐิตะศิริ
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 11563/2556
#554800
เปิดฉบับเต็ม

ในคดีที่พนักงานอัยการร้องต่อศาลให้ริบทรัพย์สินของบุคคลตาม พ.ร.บ.มาตรการในการปราบปรามผู้กระทำความผิดเกี่ยวกับยาเสพติด พ.ศ.2534 นั้น มาตรา 27 แห่งพระราชบัญญัติดังกล่าวบัญญัติไว้ว่า "เมื่อพนักงานอัยการมีคำสั่งฟ้องและทรัพย์สินที่คณะกรรมการมีคำสั่งให้ยึดและอายัดตามมาตรา 22 เป็นทรัพย์สินที่เกี่ยวเนื่องกับการกระทำความผิดเกี่ยวกับยาเสพติด ก็ให้พนักงานอัยการยื่นคำร้องเพื่อขอให้ศาลสั่งริบทรัพย์สินโดยจะยื่นคำร้องก่อนศาลชั้นต้นมีคำพิพากษาก็ได้..." บทบัญญัตินี้มีนัยว่า ทรัพย์สินที่พนักงานอัยการร้องขอให้ริบนั้น ต้องเป็นทรัพย์สินที่เกี่ยวเนื่องกับการกระทำความผิดเกี่ยวกับยาเสพติดในคดีที่พนักงานอัยการฟ้องบุคคลใดเป็นคดีอาญานั้น เท่านั้น เมื่อทรัพย์สินทั้ง 5 รายการ เป็นทรัพย์สินที่ถูกยึดไว้ชั่วคราวเพื่อทำการตรวจสอบในคดีอาญาที่ผู้คัดค้านถูกกล่าวหาว่าจำหน่ายเมทแอมเฟตามีน ต่อมาพนักงานอัยการมีคำสั่งเด็ดขาดไม่ฟ้องคดี การยึดจึงสิ้นสุดลงตาม พ.ร.บ.มาตรการในการปราบปรามผู้กระทำความผิดเกี่ยวกับยาเสพติด พ.ศ.2534 มาตรา 32 และเมื่อทรัพย์สินถูกยึดไว้ชั่วคราวแล้วก่อนวันที่ 26 มกราคม 2547 อันเป็นวันที่ผู้คัดค้านกระทำความผิดฐานมีเมทแอมเฟตามีนไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่ายและจำหน่ายในคดีอาญาของศาลชั้นต้นที่พิพากษาลงโทษผู้คัดค้าน แสดงว่าทรัพย์สินทั้ง 5 รายการมิใช่ทรัพย์สินที่เกี่ยวข้องกับการกระทำความผิดเกี่ยวกับยาเสพติด ย่อมไม่ใช่ทรัพย์สินที่ผู้ร้องมีอำนาจยื่นคำร้องขอให้ศาลสั่งริบตามมาตรา 27

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
ผู้ร้องยื่นคำร้องขอให้ริบเงินและทรัพย์สิน รายการที่ 1, 2, 3, 4 และ 6 ให้ตกเป็นของกองทุนป้องกันและปราบปรามยาเสพติด ตามพระราชบัญญัติมาตรการในการปราบปรามผู้กระทำความผิดเกี่ยวกับยาเสพติด พ.ศ.2534 มาตรา 3, 19, 20, 21, 22, 23, 27, 29 และ 31 รถบรรทุกส่วนบุคคล ยี่ห้ออีซูซุ หมายเลขทะเบียน ปน 8999 กรุงเทพมหานคร รายการที่ 5 ศาลชั้นต้นได้มีคำสั่งริบให้ตกเป็นของกองทุนป้องกันและปราบปรามยาเสพติด ตามพระราชบัญญัติมาตรการในการปราบปรามผู้กระทำความผิดเกี่ยวกับยาเสพติด พ.ศ.2534 มาตรา 30, 31 ในคดีหมายเลขดำที่ ม.56/2547 หมายเลขแดงที่ ม.122/2547 แล้ว

ศาลชั้นต้นได้สั่งให้ประกาศในหนังสือพิมพ์ตามกฎหมายแล้ว

ผู้คัดค้านยื่นคำคัดค้านขอให้ศาลมีคำสั่งยกคำร้องและคืนทรัพย์ทั้ง 6 รายการ ให้แก่ผู้คัดค้าน

ศาลชั้นต้นพิจารณาแล้ว มีคำสั่งให้ริบเงิน 210,000 บาท ซึ่งได้จากการขายทอดตลาดโค เงิน 35,000 บาท ที่ได้จากการขายทอดตลาดกระบือ โทรทัศน์สี ยี่ห้อโซนี่ ขนาด 29 นิ้ว 1 เครื่อง เครื่องเสียง ยี่ห้อโซนี่ 1 เครื่อง พร้อมลำโพง 2 ตัว และเงินฝากในบัญชีเงินฝากออมทรัพย์ธนาคารกสิกรไทย จำกัด (มหาชน) สาขากาฬสินธุ์ เลขที่ 130-2-41830-2 ชื่อบัญชีผู้คัดค้าน พร้อมดอกเบี้ยเงินฝากให้ตกเป็นของกองทุนป้องกันและปราบปรามยาเสพติด ตามพระราชบัญญัติมาตรการในการปราบปรามผู้กระทำความผิดเกี่ยวกับยาเสพติด พ.ศ.2534 มาตรา 27, 29, 31

ผู้คัดค้านอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษาแก้เป็นว่า ให้ยกคำสั่งศาลชั้นต้นที่ริบโทรทัศน์สี ยี่ห้อโซนี่ ขนาด 29 นิ้ว 1 เครื่อง และเครื่องเสียง ยี่ห้อโซนี่ 1 เครื่อง พร้อมลำโพง 2 ตัว และให้คืนแก่ผู้คัดค้าน นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

ผู้คัดค้านฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงที่คู่ความมิได้ฎีกาโต้แย้งกันฟังยุติในชั้นนี้ว่า เดือนเมษายน 2546 เจ้าพนักงานตำรวจสถานีตำรวจภูธรอำเภอเมืองสุพรรณบุรีซึ่งได้รับข้อมูลมาว่า ผู้คัดค้านเป็นผู้ค้ายาเสพติดให้โทษรายใหญ่ จึงได้ขอหมายจับผู้คัดค้านไว้ ผู้คัดค้านเข้ามอบตัวโดยถูกกล่าวหาว่าจำหน่ายเมทแอมเฟตามีน แต่ต่อมาพนักงานอัยการขอให้ศาลออกหมายปล่อยเนื่องจากมีคำสั่งไม่ฟ้องผู้คัดค้าน หลังจากนั้นเจ้าพนักงานตำรวจกองบัญชาการตำรวจปราบปรามยาเสพติดได้ร่วมจับกุมผู้คัดค้านพร้อมยึดเมทแอมเฟตามีนอันเป็นยาเสพติดให้โทษในประเภท 1 จำนวน 20,000 เม็ด เป็นของกลาง แล้วผู้คัดค้านถูกฟ้องต่อศาลชั้นต้นฐานมีเมทแอมเฟตามีนอันเป็นยาเสพติดให้โทษในประเภท 1 ไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่ายและจำหน่ายตามคดีอาญาหมายเลขแดงที่ ย. 2145/2547 ซึ่งศาลชั้นต้นมีคำพิพากษาลงโทษผู้คัดค้านให้จำคุกตลอดชีวิตและริบเมทแอมเฟตามีนของกลาง คดีถึงที่สุดโดยศาลฎีกาพิพากษายืนตามศาลล่างทั้งสอง สำหรับในเรื่องเกี่ยวกับทรัพย์สินของผู้คัดค้านที่ผู้ร้องได้ร้องเป็นคดีนี้ ปรากฏต่อเลขาธิการคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามยาเสพติดและกรณีมีเหตุอันสมควรสงสัยว่า ทรัพย์สินซึ่งเป็นของผู้คัดค้านเป็นทรัพย์สินที่เกี่ยวเนื่องกับการกระทำความผิดเกี่ยวกับยาเสพติด โดยในระหว่างปี 2546 ถึง 2547 เลขาธิการคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามยาเสพติด ได้มีคำสั่งให้ยึดและอายัดทรัพย์สินของผู้คัดค้านไว้ชั่วคราว 3 คำสั่ง คำสั่งแรก คือ คำสั่งที่ 3720/2546 ให้ยึดทรัพย์สินของผู้คัดค้าน 5 รายการ ไว้ชั่วคราว ดังต่อไปนี้เงิน 40,870 บาท โทรทัศน์สี ยี่ห้อโซนี่ ขนาด 29 นิ้ว เครื่องเสียง ยี่ห้อโซนี่ 1 ชุด พร้อมลำโพง 2 ตัว โค 11 ตัว กระบือ 2 ตัว โดยคำสั่งฉบับนี้ลงวันที่ 6 ตุลาคม 2546 อันเป็นเวลาก่อนวันที่ 26 มกราคม 2547 ที่ผู้คัดค้าน กระทำความผิดตามที่โจทก์ฟ้องเป็นคดีอาญาหมายเลขแดงที่ ย. 2145/2547 ของศาลชั้นต้นดังกล่าวแล้ว และอีก 2 คำสั่ง คือ คำสั่งที่ 455/2547 ให้ยึดทรัพย์สินของผู้คัดค้าน 1 รายการ ไว้ชั่วคราวคือ รถยนต์บรรทุกส่วนบุคคล ยี่ห้ออีซูซุ ทะเบียนป้ายแดง ง - 6768 กรุงเทพมหานคร กับคำสั่งที่ 1078/2547 ให้อายัดชั่วคราวบัญชีเงินฝากออมทรัพย์ ธนาคารกสิกรไทย จำกัด (มหาชน) สาขากาฬสินธุ์ เลขที่ 130-2-41830-2 ชื่อบัญชีผู้คัดค้าน โดยคำสั่ง 2 ฉบับนี้ลงวันที่อันเป็นเวลาหลังจากวันที่ผู้คัดค้านกระทำความผิดในคดีอาญาหมายเลขแดงที่ ย. 2145/2547 ของศาลชั้นต้น ซึ่งพนักงานเจ้าหน้าที่ผู้ได้รับการแต่งตั้งจากเลขาธิการคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามยาเสพติดได้ตรวจสอบทรัพย์สินตามคำสั่งทั้งสามฉบับที่ยึดและอายัดชั่วคราวดังกล่าวทั้งสอบเกี่ยวกับทรัพย์สินนั้นกับผู้คัดค้าน และคณะกรรมการตรวจสอบทรัพย์สินพิจารณาคดีตรวจสอบทรัพย์สินของพนักงานเจ้าหน้าที่แล้ววินิจฉัยว่า ทรัพย์สินดังกล่าวข้างต้นเป็นทรัพย์สินที่เกี่ยวเนื่องกับการกระทำความผิดเกี่ยวกับยาเสพติด โดยผู้คัดค้านไม่สามารถแสดงหลักฐานได้ว่า เป็นทรัพย์สินที่ไม่เกี่ยวเนื่องกับการกระทำความผิดเกี่ยวกับยาเสพติดหรือรับโอนมาโดยสุจริตและมีค่าตอบแทนหรือเป็นทรัพย์สินที่ได้มาตามสมควรในทางศีลธรรมอันดีหรือในทางกุศลสาธารณตามคำวินิจฉัยคดีตรวจสอบทรัพย์สิน จึงมีคำสั่งที่ 868/2548 ให้ยึดทรัพย์สินผู้คัดค้าน คือ โทรทัศน์สี ยี่ห้อโซนี่ ขนาด 29 นิ้ว 1 เครื่อง เครื่องเสียง ยี่ห้อโซนี่ 1 ชุด พร้อมลำโพง 2 ตัว เงิน 210,000 บาท ซึ่งได้จากการขายทอดตลาดโค รวมทั้งเงิน 35,000 บาท ซึ่งได้จากการขายทอดตลาดกระบือ ที่เป็นทรัพย์สินในรายการตามคำสั่งที่ 3720/2546 และยึดรถยนต์บรรทุกส่วนบุคคล ยี่ห้ออีซูซุ หมายเลขทะเบียน ปน 8999 กรุงเทพมหานคร (ทะเบียนป้ายแดงดังกล่าวซึ่งภายหลังถูกศาลสั่งริบไปแล้วในคดีอาญาหมายเลขแดงที่ ม. 122/2547 ของศาลชั้นต้น) กับอายัดเงินฝากพร้อมดอกเบี้ยในบัญชีเงินฝากออมทรัพย์ธนาคารกสิกรไทย จำกัด (มหาชน) สาขากาฬสินธุ์ เลขที่ 130-2-41830-2 ของผู้คัดค้าน ที่เป็นทรัพย์สินตามคำสั่งที่ 455/2547 และคำสั่งที่ 1078/2547 ตามลำดับ

มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของผู้คัดค้านประการแรกว่า ผู้ร้องมีอำนาจยื่นคำร้องให้ริบทรัพย์สินของผู้คัดค้านตามคำร้อง และเป็นการร้องซ้ำ ดำเนินกระบวนพิจารณาคดีซ้ำหรือไม่ ที่ผู้คัดค้านฎีกาว่า ตามคำสั่งเลขาธิการคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามยาเสพติด ที่ 3720/2546 เป็นคำสั่งที่มีมูลมาจากเจ้าพนักงานตำรวจสถานีตำรวจภูธรอำเภอเมืองสุพรรณบุรีสอบสวนพบว่า ผู้คัดค้านมีพฤติการณ์ลักลอบจำหน่ายเมทแอมเฟตามีน แต่เมื่อพนักงานอัยการสั่งไม่ฟ้องผู้คัดค้านโดยเด็ดขาด การยึดและอายัดดังกล่าวย่อมเป็นอันสิ้นสุดลง คำสั่งที่ 868/2548 ของคณะกรรมการตรวจสอบทรัพย์สินจึงไม่ชอบด้วยกฎหมาย กับทั้งผู้ร้องยื่นคำร้องเกินกว่า 1 ปี นับแต่วันที่ยึดและอายัดดังกล่าว ส่วนรถยนต์บรรทุกส่วนบุคคลนั้นพนักงานอัยการได้ขอศาลในคดีอาญาหมายเลขแดงที่ ม. 122/2547 ของศาลชั้นต้นให้มีคำสั่งริบไปแล้วการที่ผู้ร้องได้ร้องให้มีคำสั่งในคดีนี้จึงเป็นการร้องซ้ำและดำเนินกระบวนพิจารณาคดีซ้ำนั้น เห็นว่า ในคดีที่พนักงานอัยการร้องต่อศาลให้ริบทรัพย์สินของบุคคลตามพระราชบัญญัติมาตรการในการปราบปรามผู้กระทำความผิดเกี่ยวกับยาเสพติด พ.ศ.2534 นั้น มาตรา 27 แห่งพระราชบัญญัติดังกล่าวบัญญัติไว้ว่า "เมื่อพนักงานอัยการมีคำสั่งฟ้องและทรัพย์สินที่คณะกรรมการมีคำสั่งให้ยึดและอายัด ตามมาตรา 22 เป็นทรัพย์สินที่เกี่ยวเนื่องกับการกระทำความผิดเกี่ยวกับยาเสพติด ก็ให้พนักงานอัยการยื่นคำร้องเพื่อขอให้ศาลสั่งริบทรัพย์สินโดยจะยื่นคำร้องก่อนศาลชั้นต้นมีคำพิพากษาก็ได้..." บทบัญญัติข้างต้นมีนัยว่า ทรัพย์สินที่พนักงานอัยการร้องขอให้ริบดังกล่าวนั้น ต้องเป็นทรัพย์สินที่เกี่ยวเนื่องกับการกระทำความผิดเกี่ยวกับยาเสพติดในคดีที่พนักงานอัยการฟ้องบุคคลใดเป็นคดีอาญานั้น เท่านั้น ดังนี้เมื่อทรัพย์สินทั้ง 5 รายการ ตามคำสั่งที่ 3720/2546 เป็นทรัพย์สินที่ถูกยึดไว้ชั่วคราวเพื่อทำการตรวจสอบในคดีอาญาที่ผู้คัดค้านถูกกล่าวหาว่าจำหน่ายเมทแอมเฟตามีน ซึ่งต่อมาพนักงานอัยการมีคำสั่งเด็ดขาดไม่ฟ้องคดี การยึดดังกล่าวจึงสิ้นสุดลงตามพระราชบัญญัติมาตรการในการปราบปรามผู้กระทำความผิดเกี่ยวกับยาเสพติด พ.ศ.2534 มาตรา 32 และเมื่อทรัพย์สินดังกล่าวถูกยึดไว้ชั่วคราวแล้วก่อนวันที่ 26 มกราคม 2547 อันเป็นวันที่ผู้คัดค้านกระทำความผิดฐานมีเมทแอมเฟตามีนไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่ายและจำหน่ายในคดีอาญาหมายเลขแดงที่ ย. 2145/2547 ของศาลชั้นต้นที่พิพากษาลงโทษผู้คัดค้าน จึงบ่งชี้แสดงว่าทรัพย์สินทั้ง 5 รายการเหล่านี้มิใช่ทรัพย์สินที่เกี่ยวเนื่องกับการกระทำความผิดเกี่ยวกับยาเสพติดในคดีอาญาหมายเลขแดงที่ ย. 2145/2547 ดังกล่าว ย่อมไม่ใช่ทรัพย์สินที่ผู้ร้องมีอำนาจยื่นคำร้องขอให้ศาลสั่งริบตามนัยมาตรา 27 ดังกล่าว ส่วนทรัพย์สินรถยนต์บรรทุก ยี่ห้ออีซูซุ ตามคำสั่งที่ 455/2547 ศาลชั้นต้นในคดีอาญาหมายเลขแดงที่ ม. 122/2547 มีคำสั่งให้ริบตกเป็นของกองทุนป้องกันและปราบปรามยาเสพติดไปแล้ว และผู้ร้องไม่ได้มีคำขอให้ริบเป็นคดีนี้ จึงไม่มีกรณีการร้องซ้ำ ดำเนินกระบวนพิจารณาซ้ำตามข้อฎีกาของผู้คัดค้าน สำหรับทรัพย์สินของผู้คัดค้านที่ถูกอายัดไว้ชั่วคราว ตามคำสั่งที่ 1078/2547 ได้แก่ บัญชีเงินฝากออมทรัพย์ธนาคารกสิกรไทย จำกัด (มหาชน) สาขากาฬสินธุ์ เลขที่ 130-2-41830-2 ชื่อบัญชีผู้คัดค้านนั้น แม้เป็นทรัพย์ที่ถูกอายัดไว้ชั่วคราวหลังจากวันที่ผู้คัดค้านกระทำความผิดในคดีอาญาหมายเลขแดงที่ ย. 2145/2547 และคณะกรรมการตรวจสอบทรัพย์สินพิจารณาแล้วเป็นทรัพย์สินที่เกี่ยวเนื่องกับการกระทำความผิดเกี่ยวกับยาเสพติด ซึ่งผู้ร้องมีอำนาจร้องต่อศาลให้ริบตามมาตรา 27 ก็ตาม ผู้คัดค้านมีภาระการพิสูจน์หักล้างข้อสันนิษฐานของพระราชบัญญัติมาตรการในการปราบปรามผู้กระทำผิดเกี่ยวกับยาเสพติด พ.ศ.2534 มาตรา 29 วรรคสอง โดยจะต้องนำสืบให้ได้ความตามมาตรา 29 (1) (2) ว่าเงินในบัญชีเงินฝากธนาคารที่ถูกอายัดดังกล่าวเป็นเงินของผู้คัดค้านไม่ได้เกี่ยวเนื่องกับการกระทำความผิดเกี่ยวกับยาเสพติดหรือได้เงินดังกล่าวมาโดยสุจริต ผู้คัดค้านนำสืบว่ามีอาชีพขายโคกระบือและน้ำเชื้อที่ใช้ในการผสมเทียมโคกระบือ แต่ไม่ได้นำสืบแสดงหลักฐานที่ชัดเจนว่า มีรายได้จากการขายโคกระบือและขายน้ำเชื้อโคกระบือเดือนละเท่าไรไม่ได้ให้รายละเอียดรายชื่อ นามสกุล ที่อยู่ และสถานที่ติดต่อกับบุคคลที่เกี่ยวข้อง ไม่มีหลักฐานทางบัญชีแสดงรายรับรายจ่าย แบบการยื่นเสียภาษีเงินได้บุคคลอันจะแสดงให้เห็นว่าการประกอบกิจการของผู้คัดค้านดังกล่าวมีรายได้เพียงใด ข้อนำสืบของผู้คัดค้านไม่มีน้ำหนักเพียงพอที่จะหักล้าง ข้อสันนิษฐานของกฎหมายดังกล่าวได้ ฎีกาของผู้คัดค้านข้อนี้ฟังไม่ขึ้น

พิพากษาแก้เป็นว่า ให้ยกคำสั่งศาลชั้นต้นที่ให้ริบเงิน 210,000 บาท ซึ่งได้จากการขายทอดตลาดโค และเงิน 35,000 บาท ที่ได้จากการขายทอดตลาดกระบือ ให้คืนแก่ผู้คัดค้าน นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.มาตรการในการปราบปรามผู้กระทำความผิดเกี่ยวกับยาเสพติด พ.ศ.2534 ม. 27 ม. 29 ม. 32
ชื่อคู่ความ
ผู้ร้อง — พนักงานอัยการ สำนักงานอัยการสูงสุด
ผู้คัดค้าน — นายมงคล ทองฤทธิ์
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลอาญา — นายสมเกียรติ คูวัธนไพศาล
ศาลอุทธรณ์ — นายวีระศักดิ์ เสรีเศวตรัตน์
ชื่อองค์คณะ
พินิจ สายสอาด
วิจิตร วิสุชาติ
สุรศักดิ์ วิมลรัตน์
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 11532/2556
#559177
เปิดฉบับเต็ม

ตามบทบัญญัติแห่ง พ.ร.บ.ฟื้นฟูสมรรถภาพผู้ติดยาเสพติด พ.ศ.2545 ได้กำหนดคุณสมบัติของบุคคลที่จะเข้ารับการตรวจพิสูจน์การเสพหรือการติดยาเสพติดหรือเข้ารับการฟื้นฟูที่สำคัญว่า บุคคลดังกล่าวไม่ต้องหาหรืออยู่ในระหว่างถูกดำเนินคดีในความผิดฐานอื่น ซึ่งเป็นความผิดที่มีโทษจำคุกหรืออยู่ในระหว่างรับโทษจำคุกตามคำพิพากษาของศาล และผลการตรวจพิสูจน์ต้องเป็นผู้เสพหรือติดยาเสพติด จึงจะมีสิทธิได้รับการฟื้นฟูสมรรถภาพผู้ติดยาเสพติดตามพระราชบัญญัตินี้ หากข้อเท็จจริงปรากฏภายหลังจากที่ศาลมีคำสั่งตามมาตรา 19 ว่า ผู้เข้ารับการตรวจพิสูจน์หรือผู้เข้ารับการฟื้นฟูสมรรถภาพผู้ติดยาเสพติดนั้นต้องหาหรือถูกดำเนินคดีในความผิดฐานอื่น ซึ่งเป็นความผิดที่มีโทษจำคุกหรือต้องคำพิพากษาให้จำคุก ให้ศาลพิจารณามีคำสั่งให้ส่งตัวผู้นั้นไปยังพนักงานสอบสวนเพื่อดำเนินคดีต่อไปตามมาตรา 24 หรือถ้าผลการตรวจพิสูจน์ไม่ปรากฏว่าผู้ต้องหาเป็นผู้เสพหรือติดยาเสพติด ให้คณะอนุกรรมการฟื้นฟูสมรรถภาพผู้ติดยาเสพติดรายงานผลการตรวจพิสูจน์ให้พนักงานสอบสวนหรือพนักงานอัยการเพื่อพิจารณาดำเนินคดีต่อไปตามมาตรา 22 วรรคสาม หรือในกรณีที่ผู้เข้ารับการฟื้นฟูสมรรถภาพผู้ติดยาเสพติดผู้ใดแม้จะได้รับการฟื้นฟูสมรรถภาพผู้ติดยาเสพติดจนครบกำหนดเวลาตามมาตรา 25 แล้ว แต่ผลการฟื้นฟูสมรรถภาพผู้ติดยาเสพติดยังไม่เป็นที่พอใจ ให้คณะอนุกรรมการฟื้นฟูสมรรถภาพผู้ติดยาเสพติดรายงานความเห็นไปยังพนักงานสอบสวนหรือพนักงานอัยการ แล้วแต่กรณีเพื่อประกอบการพิจารณาคดีผู้นั้นต่อไปตามมาตรา 33 วรรคสอง โดยไม่มีบทบัญญัติใดที่ระบุว่า เมื่อศาลมีคำสั่งตามมาตรา 19 แล้ว ในการส่งตัวกลับไปดำเนินคดีเพราะเหตุขาดคุณสมบัติหรือเพราะเหตุอื่นจะต้องให้ศาลเป็นผู้พิจารณาสั่งเท่านั้น ส่วนการพิจารณาสั่งของศาลตามมาตรา 24 ก็เป็นกรณีที่ข้อเท็จจริงปรากฏต่อศาลเอง หรือศาลได้รับแจ้งจากคณะอนุกรรมการฟื้นฟูสมรรถภาพผู้ติดยาเสพติดหรือพนักงานสอบสวนแล้วแต่กรณี ดังนั้น ที่คณะอนุกรรมการฟื้นฟูสมรรถภาพผู้ติดยาเสพติดจังหวัดกำแพงเพชรตรวจสอบแล้วพบว่าจำเลยถูกดำเนินคดีในความผิดฐานอื่นซึ่งเป็นความผิดที่มีโทษจำคุก จึงส่งตัวจำเลยไปยังพนักงานสอบสวนเพื่อดำเนินคดีต่อไป จึงเป็นไปตามเจตนารมณ์ของบทบัญญัติกฎหมายดังกล่าวแล้ว

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 มาตรา 4, 7, 8, 15, 57, 67, 91, 97, 102 ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 เพิ่มโทษจำเลยตามกฎหมาย นับโทษจำคุกของจำเลยคดีนี้ต่อจากโทษจำคุกของจำเลยในคดีอาญาหมายเลขแดงที่ 2628/2549 ของศาลชั้นต้น และริบของกลาง

จำเลยให้การรับสารภาพ และรับว่าเป็นบุคคลคนเดียวกับจำเลยในคดีที่โจทก์ขอให้เพิ่มโทษและนับโทษต่อ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 มาตรา 15 วรรคหนึ่ง, 67, 57, 91 การกระทำของจำเลยเป็นความผิดหลายกรรมต่างกัน เรียงกระทงลงโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 ฐานมีเมทแอมเฟตามีนไว้ในครอบครองโดยไม่ได้รับอนุญาต จำคุก 2 ปี ฐานเสพเมทแอมเฟตามีน จำคุก 2 ปี รวมจำคุก 4 ปี เพิ่มโทษตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 มาตรา 97 กึ่งหนึ่ง เป็นจำคุก 6 ปี จำเลยให้การรับสารภาพ เป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้กึ่งหนึ่ง ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คงจำคุก 3 ปี นับโทษจำเลยต่อจากโทษของจำเลยในคดีอาญาหมายเลขแดงที่ 2628/2549 ของศาลชั้นต้น และริบของกลาง

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 6 พิพากษากลับ ให้ยกฟ้อง

โจทก์ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า การที่โจทก์บรรยายข้อเท็จจริงเกี่ยวกับตัวจำเลยไว้ในคำฟ้องถือเสมือนเป็นการแจ้งให้ศาลได้วินิจฉัยไปในตัวว่าจำเลยยังคงมีสิทธิเข้ารับการฟื้นฟูสมรรถภาพผู้ติดยาเสพติดต่อไปหรือไม่ หากศาลชั้นต้นพิจารณาแล้วเห็นว่ายังไม่เข้าหลักเกณฑ์ตามมาตรา 24 ก็ชอบที่จะมีคำสั่งไม่รับฟ้องไว้พิจารณาโดยมีคำสั่งให้ส่งตัวจำเลยไปเข้ารับการฟื้นฟูสมรรถภาพผู้ติดยาเสพติดต่อไป คดีนี้พนักงานสอบสวนได้ทำการสอบสวนโดยชอบแล้ว แม้ก่อนฟ้องจะมีการปฏิบัติข้ามขั้นตอนไปบ้าง แต่ก็อยู่ในความรับรู้ของศาล และถือว่าศาลได้เห็นชอบในกรณีตามมาตรา 24 แล้ว โจทก์ย่อมมีอำนาจฟ้อง เห็นว่า ตามบทบัญญัติแห่งพระราชบัญญัติฟื้นฟูสมรรถภาพผู้ติดยาเสพติด พ.ศ.2545 ได้กำหนดคุณสมบัติของบุคคลที่จะเข้ารับการตรวจพิสูจน์การเสพหรือการติดยาเสพติดหรือเข้ารับการฟื้นฟูสมรรถภาพผู้ติดยาเสพติดจะต้องเป็นบุคคลที่ต้องหาว่ากระทำความผิดฐานเสพยาเสพติด เสพและมีไว้ในครอบครอง เสพและมีไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่าย หรือเสพและจำหน่าย ตามลักษณะ ชนิด ประเภทและปริมาณที่กำหนดในกฎกระทรวง โดยต้องมีคุณสมบัติที่สำคัญว่าบุคคลดังกล่าวไม่ต้องหาหรืออยู่ในระหว่างถูกดำเนินคดีในความผิดฐานอื่น ซึ่งเป็นความผิดที่มีโทษจำคุกหรืออยู่ในระหว่างรับโทษจำคุกตามคำพิพากษาของศาล และผลการตรวจพิสูจน์ต้องเป็นผู้เสพหรือติดยาเสพติด จึงจะมีสิทธิได้รับการฟื้นฟูสมรรถภาพผู้ติดยาเสพติดตามพระราชบัญญัตินี้ หากข้อเท็จจริงปรากฏภายหลังจากที่ศาลมีคำสั่งตามมาตรา 19 ว่าผู้เข้ารับการตรวจพิสูจน์หรือผู้เข้ารับการฟื้นฟูสมรรถภาพผู้ติดยาเสพติดนั้นต้องหาหรือถูกดำเนินคดีในความผิดฐานอื่น ซึ่งเป็นความผิดที่มีโทษจำคุกหรือต้องคำพิพากษาให้จำคุก ให้ศาลพิจารณามีคำสั่งให้ส่งตัวผู้นั้นไปยังพนักงานสอบสวนเพื่อดำเนินคดีต่อไปตามมาตรา 24 หรือถ้าผลการตรวจพิสูจน์ไม่ปรากฏว่าผู้ต้องหาเป็นผู้เสพหรือติดยาเสพติด ให้คณะอนุกรรมการฟื้นฟูสมรรถภาพผู้ติดยาเสพติดรายงานผลการตรวจพิสูจน์ให้พนักงานสอบสวนหรือพนักงานอัยการเพื่อพิจารณาดำเนินคดีต่อไปตามมาตรา 22 วรรคสาม หรือในกรณีที่ผู้เข้ารับการฟื้นฟูสมรรถภาพผู้ติดยาเสพติดผู้ใดแม้จะได้รับการฟื้นฟูสมรรถภาพผู้ติดยาเสพติดจนครบกำหนดเวลาตามมาตรา 25 แล้ว แต่ผลการฟื้นฟูสมรรถภาพผู้ติดยาเสพติดยังไม่เป็นที่พอใจ ให้คณะอนุกรรมการฟื้นฟูสมรรถภาพผู้ติดยาเสพติดรายงานความเห็นไปยังพนักงานสอบสวนหรือพนักงานอัยการ แล้วแต่กรณีเพื่อประกอบการพิจารณาคดีผู้นั้นต่อไปตามมาตรา 33 วรรคสอง จากบทบัญญัติดังกล่าวเป็นการกำหนดคุณสมบัติของบุคคลผู้มีสิทธิได้รับการฟื้นฟูสมรรถภาพผู้ติดยาเสพติด การตรวจพิสูจน์การเสพหรือการติดยาเสพติด รวมทั้งการส่งตัวกลับไปดำเนินคดีหากบุคคลนั้นขาดคุณสมบัติ หรือแม้เข้ารับการฟื้นฟูสมรรถภาพผู้ติดยาเสพติดจนครบกำหนดแล้ว แต่ผลการฟื้นฟูสมรรถภาพผู้ติดยาเสพติดยังไม่เป็นที่พอใจ โดยให้อำนาจคณะอนุกรรมการฟื้นฟูสมรรถภาพผู้ติดยาเสพติดรายงานความเห็นไปยังพนักงานสอบสวนหรือพนักงานอัยการหรือให้ศาลเป็นผู้พิจารณามีคำสั่งแล้วแต่ข้อเท็จจริงจะปรากฏในขั้นตอนใด โดยไม่มีบทบัญญัติใดที่ระบุว่า เมื่อศาลมีคำสั่งตามมาตรา 19 แล้ว ในการส่งตัวกลับไปดำเนินคดีเพราะเหตุขาดคุณสมบัติหรือเพราะเหตุอื่นจะต้องให้ศาลเป็นผู้พิจารณาสั่งเท่านั้น ส่วนการพิจารณาสั่งของศาลตามมาตรา 24 ก็เป็นกรณีที่ข้อเท็จจริงปรากฏต่อศาลเอง หรือศาลได้รับแจ้งจากคณะอนุกรรมการฟื้นฟูสมรรถภาพผู้ติดยาเสพติดหรือพนักงานสอบสวนแล้วแต่กรณี ดังนั้น ที่คณะอนุกรรมการฟื้นฟูสมรรถภาพผู้ติดยาเสพติดจังหวัดกำแพงเพชรตรวจสอบแล้วพบว่าจำเลยถูกดำเนินคดีในความผิดฐานอื่นซึ่งเป็นความผิดที่มีโทษจำคุก จึงส่งตัวจำเลยไปยังพนักงานสอบสวนเพื่อดำเนินคดีต่อไป จึงเป็นไปตามเจตนารมณ์ของบทบัญญัติกฎหมายดังกล่าวแล้ว ดังนั้น ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 6 วินิจฉัยว่า โจทก์ไม่มีอำนาจฟ้องจึงไม่ต้องด้วยความเห็นของศาลฎีกา ฎีกาของโจทก์ฟังขึ้น และเมื่อวินิจฉัยดังนี้แล้ว เพื่อให้การพิจารณาคดีดำเนินต่อไปโดยไม่ชักช้า สมควรวินิจฉัยปัญหาตามอุทธรณ์ของจำเลยไปเสียทีเดียวว่า มีเหตุลงโทษจำเลยในสถานเบาหรือไม่ เห็นว่า ที่ศาลชั้นต้นกำหนดโทษจำคุกจำเลยฐานมีเมทแอมเฟตามีนไว้ในครอบครอบโดยไม่ได้รับอนุญาตและฐานเสพเมทแอมเฟตามีน กระทงละ 2 ปี หนักเกินไป เห็นสมควรแก้ไขให้เหมาะสมแก่พฤติการณ์แห่งคดี

อนึ่ง ในระหว่างการพิจารณาของศาลฎีกา ได้มีพระราชบัญญัติล้างมลทินในวโรกาสที่พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดชมีพระชนมพรรษา 80 พรรษา พ.ศ. 2550 ใช้บังคับซึ่งมาตรา 4 แห่งพระราชบัญญัติดังกล่าวบัญญัติว่า ให้ล้างมลทินให้แก่บรรดาผู้ต้องโทษในกรณีความผิดต่าง ๆ ซึ่งได้กระทำก่อนหรือในวันที่ 5 ธันวาคม 2550 และได้พ้นโทษไปแล้วก่อนหรือในวันที่พระราชบัญญัตินี้ใช้บังคับ โดยให้ถือว่าผู้นั้นมิได้เคยถูกลงโทษในกรณีความผิดนั้น ๆ เมื่อคดีนี้ฟังได้ว่า จำเลยพ้นโทษในความผิดตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ ตามคดีอาญาหมายเลขแดงที่ 4059/2544, 1783/2546 และ 3527/2546 ของศาลชั้นต้นไปก่อนวันที่ 5 ธันวาคม 2550 ซึ่งเป็นวันที่พระราชบัญญัติดังกล่าวใช้บังคับ จำเลยจึงได้รับประโยชน์ตามมาตรา 4 แห่งพระราชบัญญัติดังกล่าว ซึ่งถือว่าจำเลยไม่เคยถูกลงโทษในความผิดนั้นมาก่อน จึงไม่อาจเพิ่มโทษจำเลยได้ แม้จำเลยมิได้ฎีกาในปัญหาข้อนี้ แต่เป็นข้อกฎหมายที่เกี่ยวกับความสงบเรียบร้อย ศาลฎีกามีอำนาจยกขึ้นวินิจฉัยและแก้ไขให้ถูกต้องได้ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 195 วรรคสอง ประกอบมาตรา 225

พิพากษากลับว่า จำเลยมีความผิดตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 มาตรา 15 วรรคหนึ่ง, 67, 57, 91 การกระทำของจำเลยเป็นความผิดหลายกรรมต่างกัน ให้ลงโทษทุกกรรมเป็นกระทงความผิดไปตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 ฐานมีเมทแอมเฟตามีนไว้ในครอบครองโดยไม่ได้รับอนุญาต จำคุก 1 ปี ฐานเสพเมทแอมเฟตามีน จำคุก 6 เดือน รวมจำคุก 1 ปี 6 เดือน จำเลยให้การรับสารภาพ เป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้กึ่งหนึ่งตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คงจำคุก 9 เดือน นับโทษจำเลยต่อจากโทษของจำเลยในคดีอาญาหมายเลขแดงที่ 2628/2549 ของศาลชั้นต้น ริบของกลาง และยกคำขอให้เพิ่มโทษ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.ฟื้นฟูสมรรถภาพผู้ติดยาเสพติด พ.ศ.2545 ม. 19 ม. 24
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการจังหวัดกำแพงเพชร
จำเลย — นายสมชาย ดีแสง
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดกำแพงเพชร — นายธนเศรษฐ์ รุจิรโชติบัณฑิต
ศาลอุทธรณ์ภาค 6 — นายวุฒิชัย หรูจิตตวิวัฒน์
ชื่อองค์คณะ
เกษม เกษมปัญญา
อนันต์ วงษ์ประภารัตน์
ปกรณ์ วงศาโรจน์
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 11492/2556
#554772
เปิดฉบับเต็ม

การส่งหมายนัดฟังคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 2 ให้จำเลยทราบโดยการปิดหมายนั้น หากเป็นการปิดหมาย ณ ภูมิลำเนาของจำเลยโดยไม่ปรากฏว่าจำเลยได้ย้ายไปจากภูมิลำเนานั้นก่อนแล้วย่อมเป็นการส่งโดยชอบ และเมื่อครบกำหนด 15 วันแล้ว ย่อมมีผลใช้ได้ตาม ป.วิ.พ. มาตรา 79 วรรคสอง ประกอบ ป.วิ.อ. มาตรา 15 กรณีของจำเลยแม้ได้ส่งหมายนัดฟังคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 2 ในวันที่ 27 มิถุนายน 2554 ให้จำเลยทราบ โดยการปิดหมาย ณ ภูมิลำเนาของจำเลยตามฟ้องของโจทก์ก็ตาม แต่ตามรายงานเจ้าหน้าที่ฉบับลงวันที่ 4 เมษายน 2554 เจ้าหน้าที่ศาลรายงานว่า ในการส่งหมายนัดฟังคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 2 ในวันที่ 25 เมษายน 2554 ให้จำเลยทางไปรษณีย์ลงทะเบียนตอบรับ ส่งไม่ได้เพราะจำเลยย้ายที่อยู่ใหม่ ดังนี้ ก่อนศาลชั้นต้นจะเลื่อนวันนัดฟังคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 2 ออกไป และหมายนัดจำเลยมาฟังคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 2 โดยให้เจ้าพนักงานศาลส่งโดยวิธีปิดหมายนั้น ศาลชั้นต้นต้องแจ้งให้โจทก์แถลงให้ศาลชั้นต้นทราบเสียก่อนว่าจำเลยยังคงมีภูมิลำเนาตามคำฟ้องของโจทก์หรือไม่ แต่ศาลชั้นต้นมิได้ดำเนินการดังกล่าวกลับมีคำสั่งให้เจ้าพนักงานศาลส่งหมายนัดให้จำเลยโดยวิธีปิดหมายตามภูมิลำเนาของจำเลยในคำฟ้องของโจทก์ ทั้งกรณีมิใช่หน้าที่ของจำเลยที่ต้องแถลงที่อยู่ให้ศาลทราบ ข้อเท็จจริงตามรายงานเจ้าหน้าที่ดังกล่าวย่อมเป็นกรณีที่จำเลยได้ย้ายภูมิลำเนาตามคำฟ้องของโจทก์ไปแล้วก่อนมีการปิดหมายนัดฟังคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 2 ในวันที่ 27 มิถุนายน 2554 แม้จะปิดหมายครบ 15 วัน แล้วก็ไม่มีผลใช้ได้ตามกฎหมาย และถือไม่ได้ว่าเป็นการส่งหมายนัดฟังคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 2 ให้จำเลยทราบโดยชอบ การที่จำเลยไม่มาศาลในวันนัดฟังคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 2 ในวันที่ 27 มิถุนายน 2554 และศาลชั้นต้นออกหมายจับจำเลยจึงเป็นการไม่ชอบ ทั้งการที่ศาลชั้นต้นอ่านคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 2 ลับหลังจำเลยหลังจากออกหมายจับจำเลยเกินกว่าหนึ่งเดือนแล้ว ก็ไม่อาจถือได้ว่าจำเลยทราบคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 2 ในวันดังกล่าวและถือไม่ได้ว่าได้อ่านคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 2 ให้จำเลยฟังโดยชอบแล้ว

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
คดีสืบเนื่องจากเมื่อวันที่ 13 กันยายน 2554 ศาลชั้นต้นอ่านคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 2 ให้โจทก์ฟัง โดยถือว่าได้อ่านให้จำเลยฟังด้วยแล้ว ต่อมาวันที่ 1 สิงหาคม 2555 จำเลยยื่นคำร้องว่า ศาลชั้นต้นออกหมายนัดฟังคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ ภาค 2 วันที่ 25 เมษายน 2554 เวลา 9 นาฬิกา ต่อมาวันที่ 4 เมษายน 2554 เจ้าหน้าที่รายงานว่าผลการส่งหมายนัดให้จำเลยทางไปรษณีย์ส่งไม่ได้ เพราะย้ายไม่ทราบที่อยู่ และวันนัดกระชั้นชิดส่งใหม่โดยเจ้าพนักงานเดินหมายศาลไม่ทัน ศาลชั้นต้นมีคำสั่งว่า เลื่อนวันนัด ส่งใหม่เป็นหมายศาล ให้เจ้าหน้าที่ส่ง ปิดหมายได้ ต่อมาศาลชั้นต้นได้ออกหมายนัดฟังคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 2 ฉบับใหม่ นัดวันที่ 27 มิถุนายน 2554 ระบุในหมายว่า ไม่มีผู้รับโดยชอบให้ปิดหมาย ดังนี้ ศาลชั้นต้นจะต้องตรวจสอบให้ชัดเสียก่อนว่า จำเลยได้ย้ายไปอยู่ที่ใดซึ่งอาจต้องให้โจทก์สืบหาที่อยู่จำเลยและแถลงให้ศาลทราบ การที่ศาลชั้นต้นมีคำสั่งให้เจ้าพนักงานเดินหมายของศาลไปส่งหมายโดยวิธีปิดหมายจึงเป็นการไม่ชอบ และเมื่อถึงวันนัดฟังคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 2 การที่ศาลชั้นต้นออกหมายจับจำเลยก็เป็นการไม่ชอบ เพราะจะถือว่าจำเลยทราบวันนัดฟังคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 2 แล้วไม่ได้ การอ่านคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 2 ในวันที่ 13 กันยายน 2554 จึงเป็นการไม่ชอบ ขอให้เพิกถอนการอ่านคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 2 และเพิกถอนหมายจับ ฉบับลงวันที่ 14 กันยายน 2554 กับส่งหมายนัดฟังคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 2 ให้จำเลยตามภูมิลำเนาที่ถูกต้องปัจจุบันคือบ้านเลขที่ 42/278 ถนนรวิพร ซอยหนองพลับหวาน ตำบลหนองปรือ อำเภอบางละมุง จังหวัดชลบุรี

ศาลชั้นต้นมีคำสั่งว่า การส่งหมายส่งไปตามภูมิลำเนาตามฟ้องและเคยส่งสำเนาอุทธรณ์ให้จำเลยได้ หากจำเลยย้ายที่อยู่เป็นหน้าที่ของจำเลยที่จะต้องแจ้งให้ศาลทราบ การส่งหมายชอบแล้ว กรณีไม่มีเหตุเพิกถอนการอ่านและเพิกถอนหมายจับ ยกคำร้อง

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 2 พิพากษายืน

จำเลยฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยว่า การส่งหมายนัดฟังคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 2 ในวันที่ 27 มิถุนายน 2554 ให้จำเลย และการอ่านคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 2 ในวันที่ 13 กันยายน 2554 ให้จำเลยฟังชอบด้วยกฎหมายหรือไม่ เห็นว่า การส่งหมายนัดฟังคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 2 ให้จำเลยทราบโดยการปิดหมายตามคำสั่งศาลนั้น หากเป็นการปิดหมาย ณ ภูมิลำเนาของจำเลยตามที่ปรากฏในคำฟ้องของโจทก์โดยไม่ปรากฏว่าจำเลยได้ย้ายไปจากภูมิลำเนานั้นก่อนแล้วย่อมเป็นการส่งโดยชอบ และเมื่อครบกำหนดเวลา 15 วันแล้ว ย่อมมีผลใช้ได้ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 79 วรรคสอง ประกอบประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 15 กรณีของจำเลยแม้จะได้ส่งหมายนัดฟังคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 2 ในวันที่ 27มิถุนายน 2554 ให้จำเลยทราบโดยการปิดหมาย ณ ภูมิลำเนาของจำเลยตามคำฟ้องของโจทก์ก็ตาม แต่ตามรายงานเจ้าหน้าที่ ฉบับลงวันที่ 4 เมษายน 2554 เจ้าหน้าที่ศาลรายงานว่า ในการส่งหมายนัดฟังคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 2 ในวันที่ 25 เมษายน 2554 ให้จำเลยทางไปรษณีย์ลงทะเบียนตอบรับนั้น ส่งไม่ได้เพราะจำเลยย้ายที่อยู่ใหม่ ดังนี้ ก่อนศาลชั้นต้นจะเลื่อนวันนัดฟังคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 2 ออกไปและหมายนัดจำเลยมาฟังคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 2 โดยให้เจ้าพนักงานศาลส่งด้วยวิธีปิดหมายนั้น ศาลชั้นต้นต้องแจ้งให้โจทก์แถลงให้ศาลชั้นต้นทราบเสียก่อนว่าจำเลยยังคงมีภูมิลำเนาตามคำฟ้องของโจทก์หรือไม่ แต่ศาลชั้นต้นก็มิได้ดำเนินการดังกล่าวกลับมีคำสั่งให้เจ้าพนักงานศาลส่งหมายนัดให้จำเลยโดยวิธีปิดหมายตามภูมิลำเนาของจำเลยในคำฟ้องของโจทก์ ทั้งกรณีก็มิใช่หน้าที่ของจำเลยที่ต้องแถลงที่อยู่ให้ศาลทราบ เช่นนี้หากข้อเท็จจริงฟังได้ตามรายงานการเดินหมายดังกล่าวย่อมเป็นกรณีที่จำเลยได้ย้ายภูมิลำเนาตามคำฟ้องของโจทก์ไปแล้วก่อนมีการปิดหมายนัดฟังคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 2 ในวันที่ 27 มิถุนายน 2554 แม้จะปิดหมายครบ 15 วัน แล้วก็ไม่มีผลใช้ได้ตามกฎหมายและถือไม่ได้ว่าเป็นการส่งหมายนัดฟังคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 2 ในวันที่ 27 มิถุนายน 2554 ให้จำเลยทราบโดยชอบ จึงมีเหตุผลเชื่อได้ว่าจำเลยยังไม่ทราบวันนัดฟังคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 2 ในวันที่ 27 มิถุนายน 2554 ดังนั้น การที่จำเลยไม่มาศาลในวันนัดฟังคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 2 ในวันที่ 27 มิถุนายน 2554 และศาลชั้นต้นออกหมายจับจำเลยจึงเป็นการไม่ชอบ ทั้งการที่ศาลชั้นต้นอ่านคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 2 ในวันที่ 13 กันยายน 2554 ลับหลังจำเลยหลังจากออกหมายจับจำเลยเกินกว่าหนึ่งเดือนแล้ว ก็ไม่อาจถือได้ว่าจำเลยได้ทราบคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 2 ในวันดังกล่าวและถือไม่ได้ว่าศาลชั้นต้นได้อ่านคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 2 ให้จำเลยฟังโดยชอบแล้ว ศาลฎีกาชอบที่จะเพิกถอนการดำเนินกระบวนพิจารณาที่ผิดระเบียบเสียตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 27 ประกอบประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 15 ที่ศาลล่างทั้งสองยกคำร้องของจำเลยนั้น ศาลฎีกาไม่เห็นพ้องด้วย ฎีกาของจำเลยฟังขึ้น

พิพากษากลับ ให้เพิกถอนคำสั่งศาลชั้นต้นในการอ่านคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 2 ให้จำเลยฟังเมื่อวันที่ 13 กันยายน 2554 เพิกถอนหมายจับจำเลยฉบับลงวันที่ 14 กันยายน 2554 และให้ศาลชั้นต้นอ่านคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 2 ให้จำเลยฟังใหม่แล้วดำเนินการต่อไป
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ. ม. 79 วรรคสอง
ป.วิ.อ. ม. 15 ม. 182 วรรคสาม
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการ สำนักงานอัยการจังหวัดพัทยา
จำเลย — นายจอห์นหรือเทรซี่ เอียน ชารลส์
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดพัทยา — นายเอกพงษ์ ช้อนสวัสดิ์
ศาลอุทธรณ์ภาค 2 — นายเสถียร ศรีทองชัย
ชื่อองค์คณะ
ธงชัย เสนามนตรี
อภิรัตน์ ลัดพลี
พศวัจณ์ กนกนาก
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 11486/2556
#554968
เปิดฉบับเต็ม

แม้ขณะที่ ก. ถึงแก่ความตายเมื่อปี 2540 ก. ยังไม่มีสิทธิได้รับจัดที่ดินและการชดเชยเพราะคณะรัฐมนตรีเพิ่งมีมติให้ผู้ที่ถูกน้ำท่วมอันเป็นผลกระทบจากการสร้างเขื่อนสิรินธรได้รับสิทธิเช่นว่านั้น เมื่อวันที่ 22 พฤษภาคม 2550 สิทธิได้รับจัดที่ดินและการชดเชยตามมติคณะรัฐมนตรีจึงมิใช่ทรัพย์สินที่ ก. มีอยู่ในขณะถึงแก่ความตายและมิใช่เป็นมรดกของ ก. ผู้ตายก็ตาม แต่ ป.พ.พ. บรรพ 6 ลักษณะมรดก เป็นบทกฎหมายใกล้เคียงอย่างยิ่งในอันที่จะใช้บังคับแก่สิทธิได้รับจัดที่ดินและการชดเชย ดังนั้น สิทธิได้รับจัดที่ดินและการชดเชยของ ก. จึงควรตกทอดได้แก่ทายาทของ ก. เสมือนหนึ่งเป็นทรัพย์มรดก เมื่อข้อเท็จจริงรับฟังได้ว่าจำเลยกับพวกร่วมกันปลอมคำขอสละมรดกสิทธิการได้รับจัดที่ดินและการชดเชยตามมติคณะรัฐมนตรี เมื่อวันที่ 22 พฤษภาคม 2550 และใช้เอกสารปลอมดังกล่าว จนเป็นเหตุให้โจทก์ร่วมทั้งสามซึ่งเป็นบุตรของ ก. ไม่ได้รับเงินชดเชยตามมติคณะรัฐมนตรี ดังนี้ โจทก์ร่วมทั้งสามซึ่งเป็นทายาทของ ก. จึงได้รับความเสียหายในทางทรัพย์สินอันเนื่องมาจากการกระทำความผิดของจำเลยกับพวกแล้ว โจทก์ร่วมทั้งสามจึงมีสิทธิขอให้บังคับจำเลยชดใช้ค่าสินไหมทดแทนให้แก่โจทก์ร่วมทั้งสามตาม ป.วิ.อ. มาตรา 44/1 ซึ่งได้แก่การคืนทรัพย์สินอันโจทก์ร่วมทั้งสามต้องเสียไปจากการกระทำความผิดของจำเลยกับพวกอันเป็นการกระทำละเมิดหรือใช้ราคาทรัพย์ รวมทั้งค่าเสียหายอันจะพึงบังคับให้ใช้เพื่อความเสียหายอย่างใด ๆ อันได้ก่อขึ้นนั้นด้วย

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 83, 265, 268

จำเลยให้การปฏิเสธ

ระหว่างพิจารณา นายพงษ์พันธ์ ผู้เสียหายที่ 1 นางนวลตาหรือกมล ผู้เสียหายที่ 2 และนางรพาภรณ์ ผู้เสียหายที่ 3 ยื่นคำร้องขอเข้าร่วมเป็นโจทก์ ศาลชั้นต้นอนุญาตโดยให้เรียกนายพงษ์พันธ์ว่าโจทก์ร่วมที่ 1 นางนวลตาว่าโจทก์ร่วมที่ 2 และนางรพาภรณ์ว่าโจทก์ร่วมที่ 3 ตามลำดับ และโจทก์ร่วมทั้งสามยื่นคำร้องขอให้บังคับจำเลยคืนที่ดินจำนวน 10 ไร่ ที่จำเลยกับพวกร่วมกันนำเงินที่ได้รับจากการรับมรดกสิทธินางกองมี ไปซื้อ หากคืนไม่ได้ให้ใช้เงินจำนวน 480,000 บาท และค่าขาดประโยชน์จากการใช้ที่ดินดังกล่าวเป็นเงิน 250,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ร่วมทั้งสาม ให้จำเลยกับพวกไปแจ้งเจ้าพนักงานที่ดินสำนักงานการปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรม พร้อมทำคำร้องขอมอบสิทธิทำกินในที่ดินคืนแก่โจทก์ร่วมทั้งสาม

จำเลยให้การในคดีส่วนแพ่งขอให้ยกคำร้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 265, 268 วรรคแรก ประกอบมาตรา 265 และมาตรา 83 ฐานร่วมกันปลอมเอกสารสิทธิ และฐานร่วมกันใช้เอกสารสิทธิปลอมให้ลงโทษฐานร่วมกันใช้เอกสารสิทธิปลอมตามมาตรา 268 วรรคแรก ประกอบมาตรา 265 ตามมาตรา 268 วรรคสอง จำคุก 3 ปี ในส่วนคดีแพ่ง ให้จำเลยคืนที่ดินจำนวน 10 ไร่ ที่จำเลยกับพวกได้จากการรับมรดกสิทธินางกองมี หากคืนไม่ได้ให้ใช้เป็นเงินแทนจำนวน 480,000 บาท และเงินค่าขาดประโยชน์จำนวน 150,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จให้โจทก์ร่วมทั้งสามเพื่อนำไปแบ่งระหว่างทายาทนางกองมีต่อไป ข้อหาและคำขออื่นนอกจากนี้ให้ยกเสีย

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 3 พิพากษาแก้เป็นว่า ให้ยกคำร้องขอค่าสินไหมทดแทนของโจทก์ร่วมทั้งสาม นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

โจทก์ร่วมทั้งสามฎีกาเฉพาะในคดีส่วนแพ่ง

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงรับฟังเป็นยุติในชั้นฎีกาว่า เมื่อปี 2511 มีการก่อสร้างเขื่อนสิรินธร ทำให้น้ำท่วมที่ดินของนางกองมี มารดาของโจทก์ร่วมทั้งสามและจำเลย ต่อมาปี 2540 นางกองมีถึงแก่ความตาย วันที่ 22 พฤษภาคม 2550 คณะรัฐมนตรีมีมติอนุมัติให้จ่ายค่าชดเชยผู้ได้รับผลกระทบจากการสร้างเขื่อนสิรินธร โดยนางกองมีมีสิทธิได้รับการจัดสรรที่ดินไม่เกิน 15 ไร่ แต่ต้องไปจัดซื้อที่ดินเอง เมื่อซื้อที่ดินแล้วจึงจะมาเบิกเงินจากทางราชการในวงเงินไม่เกิน 480,000 บาท วันเวลาเกิดเหตุตามฟ้อง จำเลยกับพวกร่วมกันปลอมลายมือชื่อโจทก์ร่วมทั้งสามในคำขอสละมรดกสิทธิการได้รับจัดที่ดินตามมติคณะรัฐมนตรี เมื่อวันที่ 22 พฤษภาคม 2550 แล้วนำคำขอดังกล่าวพร้อมคำขอรับมรดกสิทธิ ไปยื่นต่อว่าที่ร้อยตรีณัฐวัฒน์ เจ้าหน้าที่ของศูนย์จัดหาที่ดินทำกินโครงการสิรินธร เพื่อขอให้จ่ายค่าชดเชยตามมติคณะรัฐมนตรี โดยพวกของจำเลยนำเงินค่าชดเชยส่วนหนึ่งไปซื้อที่ดินแปลงหนึ่งเนื้อที่ 10 ไร่ และรับเงินค่าชดเชยส่วนที่เหลือ 160,000 บาทไป คดีในส่วนอาญายุติไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 3 และคดีในส่วนแพ่งที่โจทก์ร่วมทั้งสามขอให้จำเลยกับพวกไปแจ้งเจ้าพนักงานที่ดินสำนักงานการปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรมพร้อมทำคำร้องขอมอบสิทธิทำกินในที่ดินคืนแก่โจทก์ร่วมทั้งสาม ยุติไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาโจทก์ร่วมทั้งสามว่า ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 3 ยกคำร้องขอให้บังคับให้จำเลยชดใช้ค่าสินไหมทดแทนโดยให้จำเลยโอนที่ดิน 10 ไร่ หรือเรียกเงิน 480,000 บาท กับเรียกค่าเสียหายที่มิได้เข้าทำประโยชน์ในที่ดิน 10 ไร่ ที่จำเลยกับพวกได้รับมาจากการจัดสรรที่ดินทำกินตามสิทธิของนางกองมีชอบหรือไม่ เห็นว่า ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 44/1 วรรคหนึ่ง บัญญัติว่า "ในคดีที่พนักงานอัยการเป็นโจทก์ ถ้าผู้เสียหายมีสิทธิที่จะเรียกเอาค่าสินไหมทดแทนเพราะเหตุได้รับอันตรายแก่ชีวิต ร่างกาย จิตใจ หรือได้รับความเสื่อมเสียต่อเสรีภาพในร่างกาย ชื่อเสียงหรือได้รับความเสียหายในทางทรัพย์สินอันเนื่องมาจากการกระทำความผิดของจำเลย ผู้เสียหายจะยื่นคำร้องต่อศาลที่พิจารณาคดีอาญาขอให้บังคับจำเลยชดใช้ค่าสินไหมทดแทนแก่ตนก็ได้" แม้ขณะที่นางกองมีถึงแก่ความตายเมื่อปี พ.ศ.2540 นางกองมียังไม่มีสิทธิได้รับจัดที่ดินและการชดเชย เพราะคณะรัฐมนตรีซึ่งมีมติให้ผู้ที่ถูกน้ำท่วมอันเป็นผลกระทบจากการสร้างเขื่อนสิรินธรได้รับสิทธิเช่นว่านั้นเมื่อวันที่ 22 พฤศจิกายน 2550 สิทธิได้รับจัดที่ดินและการชดเชยตามมติคณะรัฐมนตรีจึงมิใช่ทรัพย์สินที่นางกองมีมีอยู่ในขณะถึงแก่ความตายและมิใช่เป็นมรดกของนางกองมีผู้ตายก็ตาม แต่ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ บรรพ 6 ลักษณะมรดก เป็นบทกฎหมายใกล้เคียงอย่างยิ่งในอันที่จะใช้บังคับแก่สิทธิได้รับจัดที่ดินและการชดเชย ดังนั้น สิทธิได้รับจัดที่ดินและการชดเชยของนางกองมีจึงควรตกทอดได้แก่ทายาทของนางกองมีเสมือนหนึ่งเป็นทรัพย์มรดก เมื่อข้อเท็จจริงรับฟังได้ว่าจำเลยกับพวกร่วมกันปลอมคำขอสละมรดกสิทธิการได้รับจัดที่ดินและการชดเชยตามมติคณะรัฐมนตรี เมื่อวันที่ 22 พฤษภาคม 2550 และใช้เอกสารปลอมดังกล่าว จนเป็นเหตุให้โจทก์ร่วมทั้งสามซึ่งเป็นบุตรของนางกองมี ไม่ได้รับเงินชดเชยตามมติคณะรัฐมนตรี ดังนี้ โจทก์ร่วมทั้งสามซึ่งเป็นทายาทของนางกองมีจึงได้รับความเสียหายในทางทรัพย์สินอันเนื่องมาจากการกระทำความผิดของจำเลยกับพวกแล้ว โจทก์ร่วมทั้งสามจึงมีสิทธิขอให้บังคับจำเลยชดใช้ค่าสินไหมทดแทนให้แก่โจทก์ร่วมทั้งสาม ซึ่งได้แก่การคืนทรัพย์สินอันโจทก์ร่วมทั้งสามต้องเสียไปจากการกระทำความผิดของจำเลยกับพวกอันเป็นการกระทำละเมิดหรือใช้ราคาทรัพย์สิน รวมทั้งค่าเสียหายอันจะพึงบังคับให้ใช้เพื่อความเสียหายอย่างใด ๆ อันได้ก่อขึ้นนั้นด้วย

พิพากษาแก้เป็นว่า ให้จำเลยคืนที่ดินเนื้อที่ 7 ไร่ 200 ตารางวา แก่โจทก์ร่วมทั้งสาม หากคืนไม่ได้ให้ใช้ราคาเป็นเงิน 240,000 บาท คืนเงินจำนวน 120,000 บาท แก่โจทก์ร่วมทั้งสาม และชดใช้ค่าขาดประโยชน์เป็นเงิน 60,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของเงินจำนวน 60,000 บาท นับถัดจากวันฟ้อง (วันที่ 30 กรกฎาคม 2553) เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ร่วมทั้งสาม นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 3 ค่าฤชาธรรมเนียมในคดีส่วนแพ่งทั้งสามศาลให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.อ. ม. 265 ม. 268
ป.พ.พ. ม. 4 ม. 420 ม. 1599 ม. 1600
ป.วิ.อ. ม. 44/1
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการจังหวัดเดชอุดม
โจทก์ร่วม — นายพงษ์พันธ์ ธรรมรักษ์ กับพวก
จำเลย — นายแพง ธรรมรักษ์
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดเดชอุดม — นายพงษ์สันต์ หินนาค
ศาลอุทธรณ์ภาค 3 — นายเธียรดนัย ธรรมดุษฎี
ชื่อองค์คณะ
ธงชัย เสนามนตรี
อภิรัตน์ ลัดพลี
พศวัจน์ กนกนาก
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 11479/2556
#559171
เปิดฉบับเต็ม

ตาม พ.ร.บ.ฟื้นฟูสมรรถภาพผู้ติดยาเสพติด พ.ศ.2545 กำหนดคุณสมบัติของบุคคลที่จะเข้ารับการตรวจพิสูจน์การเสพหรือการติดยาเสพติดหรือเข้ารับการฟื้นฟูสมรรถภาพผู้ติดยาเสพติดว่าจะต้องเป็นบุคคลที่ต้องหาว่ากระทำความผิดฐานเสพยาเสพติด เสพและมีไว้ในครอบครอง เสพและมีไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่าย หรือเสพและจำหน่ายตามลักษณะ ชนิด ประเภท และปริมาณที่กำหนดในกฎกระทรวง โดยต้องมีคุณสมบัติสำคัญว่าจะต้องไม่ต้องหาหรืออยู่ในระหว่างถูกดำเนินคดีในความผิดฐานอื่นซึ่งเป็นความผิดที่มีโทษจำคุกหรืออยู่ในระหว่างรับโทษจำคุกตามคำพิพากษาของศาล และผลการตรวจพิสูจน์ต้องเป็นผู้เสพหรือติดยาเสพติด จึงจะมีสิทธิได้รับการฟื้นฟูสมรรถภาพผู้ติดยาเสพติด หากภายหลังจากที่ศาลมีคำสั่งตามมาตรา 19 ว่า ผู้เข้ารับการตรวจพิสูจน์หรือผู้เข้ารับการฟื้นฟูสมรรถภาพผู้ติดยาเสพติดนั้นต้องหาหรือถูกดำเนินคดีในความผิดฐานอื่น ซึ่งเป็นความผิดที่มีโทษจำคุกหรือต้องคำพิพากษาให้จำคุก ให้ศาลพิจารณามีคำสั่งให้ส่งตัวผู้นั้นไปยังพนักงานสอบสวนเพื่อดำเนินคดีต่อไปตามมาตรา 24 หรือถ้าผลการตรวจพิสูจน์ไม่ปรากฏว่าผู้ต้องหาเป็นผู้เสพหรือติดยาเสพติด ให้คณะอนุกรรมการฟื้นฟูสมรรถภาพผู้ติดยาเสพติดรายงานผลการตรวจพิสูจน์ให้พนักงานสอบสวนหรือพนักงานอัยการเพื่อพิจารณาดำเนินคดีต่อไปตามมาตรา 22 วรรคสาม หรือในกรณีที่ผู้เข้ารับการฟื้นฟูสมรรถภาพผู้ติดยาเสพติดได้รับการฟื้นฟูสมรรถภาพผู้ติดยาเสพติดจนครบกำหนดเวลาตามมาตรา 25 แล้ว แต่ผลการฟื้นฟูสมรรถภาพผู้ติดยาเสพติดยังไม่เป็นที่พอใจ ให้คณะอนุกรรมการฟื้นฟูสมรรถภาพผู้ติดยาเสพติดรายงานความเห็นไปยังพนักงานสอบสวนหรือพนักงานอัยการแล้วแต่กรณี เพื่อประกอบการพิจารณาดำเนินคดีผู้นั้นต่อไปตามมาตรา 33 วรรคสอง ซึ่งเป็นการกำหนดคุณสมบัติของบุคคลผู้มีสิทธิได้รับการฟื้นฟูสมรรถภาพผู้ติดยาเสพติด การตรวจพิสูจน์การเสพหรือการติดยาเสพติด รวมทั้งการส่งตัวกลับไปดำเนินคดีหากบุคคลนั้นขาดคุณสมบัติ หรือแม้เข้ารับการฟื้นฟูสมรรถภาพผู้ติดยาเสพติดจนครบกำหนดแล้ว แต่ผลการฟื้นฟูสมรรถภาพผู้ติดยาเสพติดยังไม่เป็นที่พอใจ โดยให้อำนาจคณะอนุกรรมการฟื้นฟูสมรรถภาพผู้ติดยาเสพติดรายงานความเห็นไปยังพนักงานสอบสวนหรือพนักงานอัยการ หรือให้ศาลเป็นผู้พิจารณามีคำสั่งแล้วแต่ข้อเท็จจริงจะปรากฏในขั้นตอนใด โดยไม่มีบทบัญญัติใดที่ระบุว่า เมื่อศาลมีคำสั่งตามมาตรา 19 แล้ว ในการส่งตัวกลับไปดำเนินคดีเพราะเหตุขาดคุณสมบัติหรือเพราะเหตุอื่นจะต้องให้ศาลเป็นผู้พิจารณาสั่งเท่านั้น ส่วนการพิจารณาสั่งของศาลตามมาตรา 24 เป็นกรณีที่ข้อเท็จจริงปรากฏต่อศาลเอง หรือศาลได้รับแจ้งจากคณะอนุกรรมการฟื้นฟูสมรรถภาพผู้ติดยาเสพติดหรือพนักงานสอบสวนแล้วแต่กรณี การที่คณะอนุกรรมการฟื้นฟูสมรรถภาพผู้ติดยาเสพติดจังหวัดพิษณุโลกตรวจสอบแล้วพบว่าจำเลยถูกดำเนินคดีในความผิดฐานอื่นซึ่งเป็นความผิดที่มีโทษจำคุก จึงส่งตัวจำเลยไปยังพนักงานสอบสวนเพื่อดำเนินคดีต่อไป จึงชอบด้วยกฎหมายแล้ว

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 มาตรา 4, 7, 8, 57, 91 และนับโทษจำเลยในคดีนี้ต่อกับโทษของจำเลยในคดีอาญาหมายเลขแดงที่ 803/2548 ของศาลชั้นต้น

จำเลยให้การรับสารภาพ และรับว่าเป็นบุคคลคนเดียวกับจำเลยในคดีที่โจทก์ขอให้นับโทษต่อ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 มาตรา 57, 91 จำคุก 6 เดือน จำเลยให้การรับสารภาพเป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้กึ่งหนึ่งตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คงจำคุก 3 เดือน และให้นับโทษจำเลยต่อกับโทษในคดีอาญาหมายเลขแดงที่ 803/2548 ของศาลชั้นต้น

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 6 พิพากษากลับ ให้ยกฟ้องโจทก์

โจทก์ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ว่า การที่คณะอนุกรรมการฟื้นฟูสมรรถภาพผู้ติดยาเสพติดจังหวัดพิษณุโลกเป็นผู้มีคำสั่งส่งตัวจำเลยไปยังพนักงานสอบสวนชอบด้วยกฎหมาย หรือไม่ เห็นว่า จำเลยไม่มีสิทธิได้รับการฟื้นฟู การส่งตัวจำเลยไปยังพนักงานสอบสวนดำเนินคดีจึงชอบด้วยพระราชบัญญัติฟื้นฟูสมรรถภาพผู้ติดยาเสพติด พ.ศ.2545 โจทก์จึงมีอำนาจฟ้องนั้น เห็นว่า ตามบทบัญญัติแห่งพระราชบัญญัติฟื้นฟูสมรรถภาพผู้ติดยาเสพติด พ.ศ.2545 ได้กำหนดคุณสมบัติของบุคคลที่จะเข้ารับการตรวจพิสูจน์การเสพหรือการติดยาเสพติดหรือเข้ารับการฟื้นฟูสมรรถภาพผู้ติดยาเสพติดจะต้องเป็นบุคคลที่ต้องหาว่ากระทำความผิดฐานเสพยาเสพติด เสพและมีไว้ในครอบครอง เสพและมีไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่าย หรือเสพและจำหน่าย ตามลักษณะ ชนิด ประเภท และปริมาณที่กำหนดในกฎกระทรวง โดยต้องมีคุณสมบัติที่สำคัญว่าบุคคลดังกล่าวไม่ต้องหาหรืออยู่ในระหว่างถูกดำเนินคดีในความผิดฐานอื่น ซึ่งเป็นความผิดที่มีโทษจำคุกหรืออยู่ในระหว่างรับโทษจำคุกตามคำพิพากษาของศาล และผลการตรวจพิสูจน์ต้องเป็นผู้เสพหรือติดยาเสพติด จึงจะมีสิทธิได้รับการฟื้นฟูสมรรถภาพผู้ติดยาเสพติดตามพระราชบัญญัตินี้ หากข้อเท็จจริงปรากฏภายหลังจากที่ศาลมีคำสั่งตามมาตรา 19 ว่าผู้เข้ารับการตรวจพิสูจน์หรือผู้เข้ารับการฟื้นฟูสมรรถภาพผู้ติดยาเสพติดนั้นต้องหาหรือถูกดำเนินคดีในความผิดฐานอื่น ซึ่งเป็นความผิดที่มีโทษจำคุกหรือต้องคำพิพากษาให้จำคุก ให้ศาลพิจารณามีคำสั่งให้ส่งตัวผู้นั้นไปยังพนักงานสอบสวนเพื่อดำเนินคดีต่อไปตามมาตรา 24 หรือถ้าผลการตรวจพิสูจน์ไม่ปรากฏว่าผู้ต้องหาเป็นผู้เสพหรือติดยาเสพติด ให้คณะอนุกรรมการฟื้นฟูสมรรถภาพผู้ติดยาเสพติดรายงานผลการตรวจพิสูจน์ให้พนักงานสอบสวนหรือพนักงานอัยการเพื่อพิจารณาดำเนินคดีต่อไปตามมาตรา 22 วรรคสาม หรือในกรณีที่ผู้เข้ารับการฟื้นฟูสมรรถภาพผู้ติดยาเสพติดผู้ใดแม้จะได้รับการฟื้นฟูสมรรถภาพผู้ติดยาเสพติดจนครบกำหนดเวลาตามมาตรา 25 แล้ว แต่ผลการฟื้นฟูสมรรถภาพผู้ติดยาเสพติดยังไม่เป็นที่พอใจ ให้คณะอนุกรรมการฟื้นฟูสมรรถภาพผู้ติดยาเสพติดรายงานความเห็นไปยังพนักงานสอบสวนหรือพนักงานอัยการ แล้วแต่กรณี เพื่อประกอบการพิจารณาดำเนินคดีผู้นั้นต่อไปตามมาตรา 33 วรรคสอง จากบทบัญญัติดังกล่าวเป็นการกำหนดคุณสมบัติของบุคคลผู้มีสิทธิได้รับการฟื้นฟูสมรรถภาพผู้ติดยาเสพติด การตรวจพิสูจน์การเสพหรือการติดยาเสพติด รวมทั้งการส่งตัวกลับไปดำเนินคดีหากบุคคลนั้นขาดคุณสมบัติ หรือแม้เข้ารับการฟื้นฟูสมรรถภาพผู้ติดยาเสพติดจนครบกำหนดแล้ว แต่ผลการฟื้นฟูสมรรถภาพผู้ติดยาเสพติดยังไม่เป็นที่พอใจ โดยให้อำนาจคณะอนุกรรมการฟื้นฟูสมรรถภาพผู้ติดยาเสพติดรายงานความเห็นไปยังพนักงานสอบสวนหรือพนักงานอัยการ หรือให้ศาลเป็นผู้พิจารณามีคำสั่งแล้วแต่ข้อเท็จจริงจะปรากฏในขั้นตอนใด โดยไม่มีบทบัญญัติใดที่ระบุว่าเมื่อศาลมีคำสั่งตามมาตรา 19 แล้ว ในการส่งตัวกลับไปดำเนินคดีเพราะเหตุขาดคุณสมบัติหรือเพราะเหตุอื่นจะต้องให้ศาลเป็นผู้พิจารณาสั่งเท่านั้น ส่วนการพิจารณาสั่งของศาลตามมาตรา 24 ก็เป็นกรณีที่ข้อเท็จจริงปรากฏต่อศาลเอง หรือศาลได้รับแจ้งจากคณะอนุกรรมการฟื้นฟูสมรรถภาพผู้ติดยาเสพติดหรือพนักงานสอบสวนแล้วแต่กรณี ดังนั้น ที่คณะอนุกรรมการฟื้นฟูสมรรถภาพผู้ติดยาเสพติดจังหวัดพิษณุโลกตรวจสอบแล้วพบว่าจำเลยถูกดำเนินคดีในความผิดฐานอื่นซึ่งเป็นความผิดที่มีโทษจำคุก จึงส่งตัวจำเลยไปยังพนักงานสอบสวนเพื่อดำเนินคดีต่อไป จึงเป็นไปตามเจตนารมณ์ของบทบัญญัติกฎหมายดังกล่าวแล้ว ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 6 วินิจฉัยว่า เมื่อคณะอนุกรรมการฟื้นฟูสมรรถภาพผู้ติดยาเสพติดจังหวัดพิษณุโลกตรวจสอบแล้วพบว่าจำเลยถูกดำเนินคดีในความผิดฐานอื่นซึ่งเป็นความผิดที่มีโทษจำคุก จึงต้องร้องขอต่อศาลที่มีคำสั่งตามมาตรา 19 เพื่อให้พิจารณามีคำสั่งใหม่ให้ส่งตัวจำเลยไปยังพนักงานสอบสวนเพื่อดำเนินการต่อไป ไม่ใช่กรณีที่คณะอนุกรรมการฟื้นฟูสมรรถภาพผู้ติดยาเสพติดจังหวัดพิษณุโลกจะยกเลิกแผนการฟื้นฟูสมรรถภาพผู้ติดยาเสพติด และส่งตัวจำเลยคืนพนักงานสอบสวนเพื่อดำเนินคดีได้เองโดยพลการอันเป็นการฝ่าฝืนมาตรา 19 และมาตรา 24 การฟ้องคดีของโจทก์จึงไม่ชอบนั้น ศาลฎีกาไม่เห็นพ้องด้วย ฎีกาของโจทก์ฟังขึ้น แต่เนื่องจากคดีมีพยานหลักฐานเพียงพอแก่การวินิจฉัยแล้ว ศาลฎีกาเห็นสมควรวินิจฉัยโดยไม่ต้องย้อนสำนวน มีปัญหาต้องวินิจฉัยว่า มีเหตุสมควรลงโทษจำเลยสถานเบาและรอการลงโทษให้จำเลยตามอุทธรณ์ของจำเลยหรือไม่ เห็นว่า ศาลชั้นต้นกำหนดโทษจำคุกก่อนลดเป็นเวลา 6 เดือน เป็นการกำหนดโทษในอัตราขั้นต่ำของกฎหมายแล้ว ไม่อาจกำหนดโทษให้เบากว่านี้ได้อีก และที่ขอให้รอการลงโทษให้แก่จำเลยนั้น เห็นว่า แม้คดีอาญาหมายเลขแดงที่ 803/2548 ของศาลชั้นต้น ศาลฎีกาจะมีคำพิพากษายืนตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 6 ให้เปลี่ยนโทษจำคุกเป็นโทษกักขังแทน ซึ่งอยู่ในเกณฑ์ที่จะรอการลงโทษได้ก็ตาม แต่ตามพฤติการณ์แห่งคดีที่จำเลยกระทำความผิดซ้ำอีก จึงไม่สมควรที่จะรอการลงโทษให้จำเลย

พิพากษากลับ ให้บังคับคดีไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น แต่ให้ยกคำขอให้นับโทษต่อ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.ยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 ม. 57 ม. 91
พ.ร.บ.ฟื้นฟูสมรรถภาพผู้ติดยาเสพติด พ.ศ.2545 ม. 19 ม. 24
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการคดีศาลแขวงพิษณุโลก
จำเลย — นายทวี พัดโบก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลแขวงพิษณุโลก — นางสาวศิริพร ปาริยะวุทธิ์
ศาลอุทธรณ์ภาค 6 — นายวุฒิชัย หรูจิตตวิวัฒน์
ชื่อองค์คณะ
วิรุฬห์ แสงเทียน
ฉัตรไชย จันทร์พรายศรี
วรงค์พร จิระภาค
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 11448/2556
#554745
เปิดฉบับเต็ม

ศาลอุทธรณ์ภาค 4 กำหนดให้โจทก์ใช้ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสองศาลแทนจำเลย โดยกำหนดค่าทนายความรวม 5,000 บาท แต่ตามตาราง 6 ท้าย ป.วิ.พ. ที่แก้ไขตามพระราชบัญญัติแก้ไขเพิ่มเติม ป.วิ.พ. (ฉบับที่ 24) พ.ศ.2551 บัญญัติให้ศาลกำหนดค่าทนายความแต่ละชั้นศาลไม่ต่ำกว่าคดีละ 3,000 บาท ดังนั้น การที่ศาลอุทธรณ์ภาค 4 กำหนดค่าทนายความต่ำกว่าอัตราขั้นต่ำที่กฎหมายกำหนดจึงเป็นการไม่ชอบ แม้โจทก์จะไม่ได้ฎีกาในปัญหานี้ ศาลฎีกาก็เห็นสมควรกำหนดเสียใหม่ให้ถูกต้อง

พิพากษายืน ให้โจทก์ใช้ค่าทนายความทั้งสามศาลรวม 9,000 บาท แทนจำเลย

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้พิพากษาให้โจทก์ได้กรรมสิทธิ์ในที่ดินโฉนดเลขที่ 17205 ตำบลเขวาใหญ่ อำเภอกันทรวิชัย จังหวัดมหาสารคาม โดยการครอบครอง ขับไล่จำเลยออกไปจากที่ดินโฉนดเลขที่ 17205 ตำบลเขวาใหญ่ อำเภอกันทรวิชัย จังหวัดมหาสารคาม ห้ามจำเลยและบริวารไม่ให้เข้าเกี่ยวข้องกับที่ดินแปลงดังกล่าวอีกต่อไป ให้จำเลยชำระค่าเสียหายแก่โจทก์เป็นเงิน 25,386 บาท พร้อมด้วยดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันที่ทำละเมิดเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จ ให้จำเลยชำระค่าเสียหายแก่โจทก์เป็นรายเดือน เดือนละ 2,000 บาท นับแต่วันถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจำเลยจะออกไปจากที่ดิน

จำเลยให้การขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้โจทก์ได้กรรมสิทธิ์ในที่ดินโฉนดเลขที่ 17205 ตำบลเขวาใหญ่ อำเภอกันทรวิชัย จังหวัดมหาสารคาม โดยการครอบครองตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1382 ให้จำเลยและบริวารออกจากที่ดินพิพาท ห้ามจำเลยและบริวารยุ่งเกี่ยวกับที่ดินพิพาท และให้จำเลยชดใช้ค่าเสียหายแก่โจทก์เป็นเงิน 7,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับตั้งแต่วันทำละเมิด (วันที่ 9 พฤษภาคม 2554) ไปจนกว่าจะชำระครบถ้วน กับให้จำเลยใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ กำหนดค่าทนายความ 3,000 บาท ค่าใช้จ่ายในการดำเนินคดีโจทก์ให้เป็นพับ คำขออื่นให้ยก

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 4 พิพากษากลับให้ยกฟ้องโจทก์ ให้โจทก์ใช้ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสองศาลแทนจำเลย โดยกำหนดค่าทนายความรวม 5,000 บาท คืนค่าขึ้นศาลชั้นอุทธรณ์ให้จำเลย 367 บาท

โจทก์ฎีกา โดยผู้พิพากษาที่ได้นั่งพิจารณาคดีในศาลชั้นต้นรับรองว่ามีเหตุสมควรที่จะฎีกาในข้อเท็จจริงได้

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า มีปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ว่า โจทก์ได้กรรมสิทธิ์ที่ดินพิพาทโดยการครอบครองหรือไม่ เห็นว่า ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 4 วินิจฉัยว่า ที่ดินพิพาทเป็นที่ดินมีโฉนดซึ่งมีชื่อจำเลยเป็นเจ้าของ จำเลยย่อมได้รับประโยชน์จากข้อสันนิษฐานของกฎหมายว่าจำเลยเป็นผู้ครอบครองที่ดินพิพาทตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1373 ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย แต่จำเลยให้การรับว่า โจทก์เข้าครอบครองทำประโยชน์ในที่ดินพิพาทติดต่อกันมาเป็นเวลานานเกินกว่าสิบปีแล้ว จำเลยเพียงแต่ให้การต่อสู้ว่า โจทก์ขอเข้าไปทำประโยชน์ในที่ดินพิพาท เนื่องจากที่ดินของโจทก์มีเนื้อที่น้อยไม่พอทำกินอันเป็นการกล่าวอ้างว่าโจทก์เข้าไปครอบครองทำประโยชน์ในที่ดินพิพาทโดยอาศัยสิทธิของจำเลย ส่วนปัญหาว่าการที่โจทก์เข้าไปครอบครองทำประโยชน์ในที่ดินพิพาทเป็นการเข้าไปโดยพลการอย่างเป็นเจ้าของที่ดินแปลงนั้น หรือเป็นการเข้าไปทำประโยชน์ด้วยความยินยอมของจำเลย ข้อเท็จจริงได้ความจากโจทก์และจำเลยตรงกันว่า จำเลยเป็นผู้ครอบครองทำประโยชน์ในที่ดินพิพาทมาแต่เดิม หลังจากนั้นโจทก์จึงเข้าไปครอบครองทำประโยชน์ในที่ดินพิพาท แม้โจทก์จะนำสืบว่า โจทก์เข้าไปทำประโยชน์โดยไม่ได้รับความยินยอมจากจำเลย แต่เมื่อพิเคราะห์ว่าจำเลยเป็นผู้ครอบครองทำประโยชน์ในที่ดินพิพาทอยู่ก่อน หากจำเลยไม่ยินยอมอนุญาตให้โจทก์เข้าไปทำประโยชน์ในที่ดินพิพาท โจทก์จะเข้าไปในที่ดินแปลงนั้นได้อย่างไร ยิ่งไปกว่านั้นยังได้ความว่า ในระหว่างที่โจทก์เข้าไปทำประโยชน์ในที่ดินพิพาท จำเลยยังนำโฉนดที่ดินแปลงพิพาทไปมอบให้แก่ธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตรเพื่อเป็นประกันหนี้ที่สามีของโจทก์กู้ยืมจากธนาคารดังกล่าว แสดงให้เห็นว่าจำเลยยังหวงกันที่ดินพิพาทเป็นของตน หาได้สละละทิ้งให้โจทก์ทำประโยชน์อย่างอิสระไม่ พยานหลักฐานที่จำเลยนำสืบว่า โจทก์เข้าไปในที่ดินพิพาทโดยอาศัยสิทธิของจำเลยมีน้ำหนักน่าเชื่อถือ แม้จำเลยจะเบิกความตอบคำถามติงของทนายจำเลยว่า หลังจากที่ทางราชการออกโฉนดที่ดินแปลงพิพาทแล้ว โจทก์เคยบอกจำเลยว่า โจทก์จะครอบครองที่ดินพิพาทอย่างเป็นของตนเอง แต่ไม่ได้ความชัดว่าโจทก์บอกแก่จำเลยเมื่อปีใด จึงรับฟังไม่ได้ว่าโจทก์ได้บอกกล่าวไปยังจำเลยเพื่อเปลี่ยนลักษณะแห่งการยึดถือจนเกินกว่าสิบปีแล้ว โจทก์จึงไม่ได้กรรมสิทธิ์ในที่ดินพิพาทด้วยการครอบครอง ที่โจทก์ฎีกาว่า คำเบิกความของโจทก์กับนายทองบู่ พยานโจทก์เกี่ยวกับเหตุการณ์ในการมอบโฉนดที่ดินแปลงพิพาทให้แก่โจทก์ไม่ขัดแย้งกันดังที่ศาลอุทธรณ์ภาค 4 วินิจฉัย ศาลฎีกาได้ตรวจดูคำเบิกความของโจทก์กับนายทองบู่แล้ว โจทก์เบิกความว่า หลังจากที่นายสมจิตรจดทะเบียนหย่ากับจำเลยแล้ว นายสมจิตรกับจำเลยได้พาโจทก์กับนายทองบู่ไปยังสำนักงานที่ดินจังหวัดมหาสารคาม เพื่อจดทะเบียนโอนที่ดินแปลงพิพาทให้แก่นายสมจิตรแต่มีเหตุขัดข้องที่ทำให้ไม่สามารถโอนได้ นายสมจิตรกับจำเลยจึงฝากโฉนดที่ดินไว้กับเจ้าพนักงานที่ดิน แต่นายทองบู่กลับเบิกความว่า หลังจากนั้นอีก 2 ถึง 3 วัน นายสมจิตรได้มอบโฉนดที่ดินพิพาทให้แก่โจทก์ต่อหน้านายทองบู่ ซึ่งขัดแย้งกับคำเบิกความของโจทก์อย่างสิ้นเชิง หาใช่ข้อแตกต่างกันในเรื่องแปลความหมายของถ้อยคำถามที่โจทก์ฎีกาไม่ ที่โจทก์ฎีกาว่า เหตุที่เอกสารหลักฐานการจดทะเบียนการหย่าระหว่างจำเลยกับนายสมจิตรไม่ได้บันทึกว่าจำเลยตกลงยกที่ดินให้แก่นายสมจิตรและยอมมอบเงิน 20,000 บาท ให้แก่นายสมจิตร ก็เพราะเป็นเรื่องที่นายสมจิตรกับจำเลยตกลงกันด้วยวาจา จึงไม่จำเป็นต้องบันทึกข้อความดังกล่าวไว้ท้ายทะเบียนหย่านั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วยกับศาลอุทธรณ์ภาค 4 ว่า ข้อความที่โจทก์กล่าวอ้างเป็นเรื่องที่มีความสำคัญ หากมีข้อตกลงเช่นว่านั้นจริงไม่มีเหตุผลใดที่นายสมจิตรกับจำเลยจะไม่บันทึกไว้ให้ปรากฏ การที่ไม่ได้บันทึกข้อความตามที่โจทก์กล่าวอ้างไว้ท้ายทะเบียนหย่า แสดงให้เห็นว่าไม่มีข้อตกลงว่าให้ยกที่ดินพิพาทให้แก่นายสมจิตรแต่อย่างใด กล่าวโดยสรุป ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วยกับศาลอุทธรณ์ภาค 4 ว่า โจทก์ซึ่งมีภาระการพิสูจน์ให้ศาลเชื่อว่าโจทก์เข้าครอบครองทำประโยชน์ในที่ดินพิพาทโดยสงบ โดยเปิดเผยและด้วยเจตนาเป็นเจ้าของติดต่อกันมาเกินกว่าสิบปีไม่สามารถพิสูจน์ข้อเท็จจริงให้สมดังข้ออ้างของตน ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 4 พิพากษายกฟ้องโจทก์ชอบแล้ว ฎีกาข้ออื่นของโจทก์ไม่มีผลเปลี่ยนแปลงคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 4 ได้

อนึ่ง ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 4 กำหนดให้โจทก์ใช้ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสองศาลแทนจำเลย โดยกำหนดค่าทนายความรวม 5,000 บาท นั้น เห็นว่า ตามตาราง 6 ท้ายประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง ที่แก้ไขตามพระราชบัญญัติแก้ไขเพิ่มเติมประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง (ฉบับที่ 24) พ.ศ.2551 บัญญัติให้ศาลกำหนดค่าทนายความไม่ต่ำว่าคดีละ 3,000 บาท ซึ่งหมายความถึงแต่ละชั้นศาล ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 4 กำหนดค่าทนายความต่ำกว่าอัตราที่กฎหมายกำหนดเป็นการไม่ชอบ แม้โจทก์จะไม่ได้ฎีกาในปัญหานี้ ศาลฎีกาก็เห็นสมควรกำหนดเสียใหม่ให้ถูกต้อง

พิพากษายืน ให้โจทก์ใช้ค่าทนายความทั้งสามศาลรวม 9,000 บาท แทนจำเลย
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ. ม. 142 ม. 167
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นางเสงี่ยม สิงหรณ์
จำเลย — นางจันทาหรือจันทร์ โคตรบรรเทาหรือบุญเหล้า
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดมหาสารคาม — นายปัญจชัย เพ็ญประทุม
ศาลอุทธรณ์ภาค 4 — นางรุ่งรัตน์ วิจิตรจงกล
ชื่อองค์คณะ
กำพล ภู่สุดแสวง
ปดารณี ลัดพลี
แรงรณ ปริพนธ์พจนพิสุทธิ์
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 11447/2556
#548872
เปิดฉบับเต็ม

เมื่อข้อเท็จจริงรับฟังได้ว่า หลังจากที่ดินตามโฉนดเลขที่ 11327 ได้แบ่งแยกเป็นแปลงย่อยแล้ว ที่ดินดังกล่าวซึ่งมีการจดทะเบียนภาระจำยอมเดิมได้กันที่ดินที่เหลือจากการแบ่งแยกให้เป็นทางถนนกว้าง 8 เมตร ยาวตลอดเชื่อมต่อกับที่ดินโฉนดเลขที่ 43653 ซึ่งทำเป็นทางถนนเชื่อมกับทางสาธารณะถนนสายรามอินทรา โดยเจ้าของที่ดินที่ซื้อที่ดินที่แบ่งแยกรวมทั้งโจทก์และจำเลยต่างใช้ทางดังกล่าวเข้าและออกสู่ถนนสาธารณะ และหลังจากแบ่งแยกที่ดินของโจทก์นั้น จำเลยไม่ได้ใช้ประโยชน์ในที่ดินของโจทก์เป็นทางภาระจำยอมอีกเลยตั้งแต่ปี 2515 และต่อมาเมื่อมีการก่อสร้างทางพิเศษสายรามอินทรา-อาจณรงค์ แล้ว จำเลยสามารถใช้ที่ดินโฉนดเลขที่ 43653 ออกสู่ทางถนนดังกล่าวได้ด้วย ในกรณีเช่นนี้ตาม ป.พ.พ. มาตรา 1394 บัญญัติว่า "ถ้ามีการแบ่งแยกภารยทรัพย์ ท่านว่าภาระจำยอมยังคงมีอยู่ทุกส่วนที่แยกออก แต่ถ้าในส่วนใดภาระจำยอมนั้นไม่ใช้และใช้ไม่ได้ตามรูปการ ท่านว่าเจ้าของส่วนนั้นจะเรียกให้พ้นจากภาระจำยอมก็ได้" เมื่อข้อเท็จจริงปรากฏว่า ที่ดินของโจทก์ซึ่งเป็นภารยทรัพย์หลังจากมีการแบ่งแยกแล้ว จำเลยซึ่งเป็นเจ้าของที่ดินสามยทรัพย์ไม่ได้ใช้ประโยชน์ในภารยทรัพย์ โจทก์ในฐานะเจ้าของภารยทรัพย์จึงมีสิทธิเรียกร้องให้ที่ดินส่วนที่แบ่งแยกของโจทก์ให้พ้นจากภาระจำยอมเพราะเหตุไม่ใช้หรือใช้ไม่ได้ตามรูปการได้ ภาระจำยอมในที่ดินของโจทก์จึงระงับสิ้นไป ตามบทบัญญัติของกฎหมายดังกล่าว ทั้งการใช้สิทธิฟ้องของโจทก์ในกรณีนี้เป็นไปตามบทบัญญัติของกฎหมายหาใช่เป็นการใช้สิทธิโดยไม่สุจริตแต่อย่างใดไม่

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้จำเลยซึ่งเป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์ที่ดินโฉนดเลขที่ 50427 ตำบลจรเข้บัว(ท่าแร้ง) อำเภอบางเขน (บางกะปิ) กรุงเทพมหานคร จดทะเบียนปลอดภาระจำยอมให้แก่ที่ดินของโจทก์ หากจำเลยไม่ดำเนินการ ขอถือเอาคำพิพากษาแทนแสดงเจตนาของจำเลยในการจดทะเบียนปลอดภาระจำยอมและให้จำเลยชดใช้ค่าเสียหายในการจดทะเบียนปลอดภาระจำยอมแทนโจทก์

จำเลยให้การขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยซึ่งเป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์ที่ดินโฉนดเลขที่ 50427 ตำบลจรเข้บัว (ท่าแร้ง) อำเภอบางเขน (บางกะปิ) กรุงเทพมหานคร จดทะเบียนปลอดภาระจำยอมให้แก่ที่ดินโฉนดเลขที่ 63269 และโฉนดเลขที่ 63270 ตำบลจรเข้บัว (ท่าแร้ง) อำเภอบางเขน (บางกะปิ) กรุงเทพมหานคร แก่โจทก์ หากจำเลยไม่ดำเนินการ ให้ถือเอาคำพิพากษาแทนการแสดงเจตนาของจำเลยในการจดทะเบียนปลอดภาระจำยอม กับให้จำเลยใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ โดยกำหนดค่าทนายความ 3,000 บาท คำขออื่นให้ยก

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ

จำเลยฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงที่คู่ความไม่ได้โต้แย้งกันรับฟังว่า โจทก์เป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์ที่ดินโฉนดเลขที่ 63269 และโฉนดเลขที่ 63270 ตำบลจรเข้บัว (ท่าแร้ง) อำเภอบางเขน (บางกะปิ) กรุงเทพมหานคร ที่ดินดังกล่าวของโจทก์แบ่งแยกมาจากที่ดินโฉนดเลขที่ 11327 ตำบลจรเข้บัว (ท่าแร้ง) อำเภอบางเขน (บางกะปิ) กรุงเทพมหานคร ก่อนแบ่งแยกที่ดิน ที่ดินโฉนดเลขที่ 11327 ตกเป็นทางภาระจำยอมแก่ที่ดินโฉนดเลขที่ 50427 ตำบลจรเข้บัว (ท่าแร้ง) อำเภอบางเขน (บางกะปิ) กรุงเทพมหานคร ซึ่งเป็นที่ดินของจำเลยที่แบ่งแยกมาจากที่ดินโฉนดเลขที่ 43653 ตำบลจรเข้บัว (ท่าแร้ง) อำเภอบางเขน (บางกะปิ) กรุงเทพมหานคร ต่อมาที่ดินตามโฉนดเลขที่ 11327 ได้แบ่งแยกเป็นแปลงย่อยเพื่อจัดสรรหรือขายจำนวนหลายแปลง ซึ่งรวมที่ดินของโจทก์ทั้งสองแปลงแต่ไม่จดทะเบียนยกเลิกภาระจำยอมในที่ดินที่แบ่งแยก ทำให้ที่ดินของโจทก์ทั้งสองแปลงตกเป็นภาระจำยอมแก่ที่ดินของจำเลย ในการแบ่งแยกดังกล่าวได้กันที่ดินโฉนดเลขที่ 11327 ที่เหลืออยู่หลังมีการแบ่งแยกให้เป็นทางถนนลาดยางกว้างประมาณ 8 เมตร ยาวตลอดแนวเพื่อให้ที่ดินที่แบ่งแยกใช้ประโยชน์เป็นทางเข้าออกสู่ทางสาธารณะซึ่งมีการจดทะเบียนภาระจำยอมเดิม โดยเชื่อมต่อกับที่ดินโฉนดเลขที่ 43653 ที่ทำเป็นทางถนนออกสู่ทางสาธารณะถนนรามอินทราได้ ต่อมาในปี 2533 มีการก่อสร้างทางพิเศษสายรามอินทรา- อาจณรงค์ ทำให้ที่ดินของจำเลยมีทางเข้าออกโดยใช้ถนนสายดังกล่าวได้เป็นทางออกอีกทางหนึ่ง สำหรับคำขอให้จำเลยชดใช้ค่าเสียหายในการจดทะเบียนปลอดภาระจำยอมศาลชั้นต้นพิพากษายกคำขอ โจทก์ไม่อุทธรณ์ จึงยุติไปตามคำพิพากษาของศาลชั้นต้น

มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยว่า โจทก์มีสิทธิขอให้ที่ดินโฉนดเลขที่ 63269 และที่ดินโฉนดเลขที่ 63270 ของโจทก์ปลอดจากภาระจำยอมของที่ดินโฉนดเลขที่ 50427 ของจำเลยหรือไม่ ที่จำเลยฎีกาว่า ที่ดินของจำเลยไม่มีส่วนใดส่วนหนึ่งออกสู่ถนนสาธารณะได้ต้องผ่านที่ดินแปลงอื่น หากจำเลยปลอดภาระจำยอมให้แก่โจทก์แล้ว เจ้าของที่ดินที่ติดกับที่ดินแปลงของจำเลยซึ่งจำเลยใช้ออกสู่ถนนไม่ยินยอมให้จำเลยใช้อีกต่อไป ที่ดินของจำเลยก็จะตกอยู่ในสภาพที่ดินตาบอด การกระทำของโจทก์เป็นการใช้สิทธิไม่สุจริตไม่มีอำนาจฟ้องนั้น เห็นว่า เมื่อข้อเท็จจริงได้ความว่า ที่ดินตามโฉนดเลขที่ 11327 เป็นที่ดินที่ตกเป็นภาระจำยอมแก่ที่ดินโฉนดเลขที่ 50427 ซึ่งเป็นที่ดินของจำเลยโดยจดทะเบียนเป็นภาระจำยอมเมื่อวันที่ 1 มิถุนายน 2514 ต่อมาที่ดินโฉนดเลขที่ 11327 ได้จัดสรรแบ่งแยกเป็นแปลงย่อยโดยโจทก์ได้ซื้อมาตามที่ดินโฉนดเลขที่ 63269 และโฉนดเลขที่ 63270 แต่ไม่ได้มีการจดทะเบียนยกเลิกภาระจำยอมทำให้ที่ดินของโจทก์ตกเป็นภาระจำยอมแก่ที่ดินของจำเลยด้วยก็ตาม แต่ในการแบ่งแยกที่ดินโฉนดเลขที่ 11327 นั้นได้กันที่ดินส่วนที่เหลือจากแบ่งแยกเป็นแปลงย่อยให้เป็นทางถนนกว้าง 8 เมตร ยาวตลอดเชื่อมต่อกับที่ดินโฉนดเลขที่ 43653 ซึ่งทำเป็นทางถนนที่เชื่อมต่อกับทางถนนสายรามอินทราโดยตรง ซึ่งก็ได้ความจากพยานโจทก์ปากนางสาวขนิษฐา ผู้รับมอบอำนาจโจทก์ นายมงคล ทนายความของโจทก์และนายยุทธนา เจ้าของที่ดินใกล้เคียงโจทก์ ต่างเบิกความทำนองเดียวกันยืนยันว่า หลังจากแบ่งแยกที่ดินเป็นแปลงย่อยแล้ว ที่ดินแปลงที่แบ่งแยกต่างใช้ที่ดินโฉนดเลขที่ 11327 ที่กันไว้เป็นทางถนนเข้าออกสู่ทางสาธารณะ จำเลยและบุคคลอื่นไม่เคยมีใครใช้ทางภาระจำยอมในที่ดินของโจทก์ทั้งสองแปลงเลยนับแต่มีการแบ่งแยก โดยจำเลยไม่ได้นำสืบโต้แย้งให้เห็นเป็นอย่างนี้ ข้อเท็จจริงจึงรับฟังได้ว่า หลังจากที่ดินตามโฉนดเลขที่ 11327 ได้แบ่งแยกเป็นแปลงย่อยแล้ว ที่ดินดังกล่าวซึ่งมีการจดทะเบียนภาระจำยอมเดิมได้กันที่ดินที่เหลือจากการแบ่งแยกให้เป็นทางถนนกว้าง 8 เมตร ยาวตลอดเชื่อมต่อกับที่ดินโฉนดเลขที่ 43653 ซึ่งทำเป็นทางถนนเชื่อมกับทางสาธารณะถนนสายรามอินทรา โดยเจ้าของที่ดินที่ซื้อที่ดินที่แบ่งแยกรวมทั้งโจทก์และจำเลยต่างใช้ทางดังกล่าวเข้าและออกสู่ถนนสาธารณะ และหลังจากแบ่งแยกที่ดินของโจทก์นั้น จำเลยไม่ได้ใช้ประโยชน์ในที่ดินของโจทก์เป็นทางภาระจำยอมอีกเลยตั้งแต่ปี 2515 และต่อมาเมื่อมีการก่อสร้างทางพิเศษสายรามอินทรา-อาจณรงค์แล้ว จำเลยสามารถใช้ที่ดินโฉนดเลขที่ 43653 ออกสู่ทางถนนดังกล่าวได้ด้วย ในกรณีเช่นนี้ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1394 บัญญัติว่า "ถ้ามีการแบ่งแยกภารยทรัพย์ ท่านว่าภาระจำยอมยังคงมีอยู่ทุกส่วนที่แยกออก แต่ถ้าในส่วนใดภาระจำยอมนั้นไม่ใช้และใช้ไม่ได้ตามรูปการ ท่านว่าเจ้าของส่วนนั้นจะเรียกให้พ้นจากภาระจำยอมก็ได้" เมื่อข้อเท็จจริงปรากฏว่า ที่ดินของโจทก์ซึ่งเป็นภารยทรัพย์หลังจากมีการแบ่งแยกแล้ว จำเลยซึ่งเป็นเจ้าของที่ดินสามยทรัพย์ไม่ได้ใช้ประโยชน์ในภารยทรัพย์ โจทก์ในฐานะเจ้าของภารยทรัพย์จึงมีสิทธิเรียกร้องให้ที่ดินส่วนที่แบ่งแยกของโจทก์ให้พ้นจากภาระจำยอมเพราะเหตุไม่ใช้หรือใช้ไม่ได้ตามรูปการได้ ภาระจำยอมในที่ดินของโจทก์จึงระงับสิ้นไป ตามบทบัญญัติของกฎหมายดังกล่าว ทั้งการใช้สิทธิฟ้องของโจทก์ในกรณีนี้เป็นไปตามบทบัญญัติของกฎหมายหาใช่เป็นการใช้สิทธิโดยไม่สุจริตแต่อย่างใดไม่ ที่ศาลอุทธรณ์พิพากษามานั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาของจำเลยฟังไม่ขึ้น

พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 1394
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — บริษัทแปซิฟิค ริม ริช กรุ๊ป จำกัด
จำเลย — บริษัทกรุงเทพ มัลติเทรดดิ้ง จำกัด
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดมีนบุรี — นายอรรถวัฒน์ หวังดำรงวงศ์
ศาลอุทธรณ์ — นายแก้ว เวศอุไร
ชื่อองค์คณะ
วาสนา หงส์เจริญ
สมควร วิเชียรวรรณ
ปิยกุล บุญเพิ่ม
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 11437/2556
#554953
เปิดฉบับเต็ม

การที่โจทก์ฟ้องเรียกให้จำเลยชดใช้ค่าเสียหายตามมาตรา 97 แห่ง พ.ร.บ.ส่งเสริมและรักษาคุณภาพสิ่งแวดล้อมแห่งชาติ พ.ศ.2535 จะใช้อายุความเรื่องละเมิดหรือใช้อายุความทั่วไปนั้น ต้องพิจารณาจากการบรรยายในคำฟ้องของโจทก์เพื่อให้เห็นเจตนาว่าโจทก์นำคดีมาฟ้องโดยอ้างอิงหรืออาศัยสิทธิตามกฎหมายใดเป็นหลัก ซึ่งโดยปกติแล้วไม่ว่าจะเป็นการฟ้องโดยอาศัยมูลละเมิดโดยตรง หรือฟ้องโดยอาศัยอำนาจตาม พ.ร.บ.ส่งเสริมและรักษาคุณภาพสิ่งแวดล้อมแห่งชาติ พ.ศ.2535 มีหลักสำคัญอยู่ที่การทำให้เกิดความเสียหายเช่นเดียวกัน กรณีที่โจทก์ฟ้องโดยอาศัยมูลละเมิด มักจะต้องบรรยายในคำฟ้องให้เห็นว่า จำเลยจงใจกระทำการใด ๆ หรือเป็นการกระทำโดยประมาทเลินเล่อต่อโจทก์โดยผิดกฎหมายทำให้โจทก์ได้รับความเสียหาย ตามที่บัญญัติไว้ใน ป.พ.พ. มาตรา 420 แต่เมื่อพิจารณาจากถ้อยคำในคำฟ้องคดีนี้แล้วไม่ปรากฏแจ้งชัดว่าโจทก์ได้ใช้ถ้อยคำที่จะแสดงให้เห็นว่าโจทก์มีเจตนาฟ้องโดยอาศัยสิทธิในมูลละเมิดโดยตรงแต่อย่างใด ในทางตรงกันข้าม คำฟ้องของโจทก์บรรยายโดยกล่าวในตอนต้นให้เห็นว่าโจทก์มีอำนาจหน้าที่ในการอนุรักษ์ สงวน คุ้มครอง ฟื้นฟู ดูแลรักษา ส่งเสริมและทำนุบำรุงทรัพยากรป่าไม้ สัตว์ป่า และพันธุ์พืชในเขตที่รับผิดชอบมีอำนาจดำเนินการตามกฎหมายที่เกี่ยวข้องหลายฉบับรวมทั้ง พ.ร.บ.ส่งเสริมและรักษาคุณภาพสิ่งแวดล้อมแห่งชาติ พ.ศ.2535 ด้วย ต่อมาจึงบรรยายโดยใช้ถ้อยคำว่าการกระทำของจำเลยโดยบุกรุกเข้าไปยึดถือครอบครอง ทำประโยชน์ ก่อสร้าง แผ้วถางป่า โดยตัดฟัน โค่น เลื่อย ชักลากไม้ในป่า อันเป็นการทำให้เสื่อมเสียแก่สภาพป่าสงวนแห่งชาติและอุทยานแห่งชาติ ซึ่งโจทก์เป็นผู้ดูแลอยู่ ทั้งในตอนท้ายโจทก์ก็บรรยายในคำฟ้องแจ้งชัดว่า การกระทำของจำเลยนั้นทำให้เกิดความเสียหาย โดยโจทก์ขอเรียกร้องค่าเสียหายจากจำเลย โดยกำหนดจากหลักเกณฑ์ความเสียหายในทางแพ่งตามมาตรา 97 แห่ง พ.ร.บ.ส่งเสริมและรักษาคุณภาพสิ่งแวดล้อมแห่งชาติ พ.ศ.2535 ซึ่งบทบัญญัติในมาตรา 97 ดังกล่าวระบุในทำนองว่า ผู้ที่กระทำการโดยมิชอบด้วยกฎหมายอันเป็นการทำลายหรือทำให้เสียหายแก่ทรัพยากรธรรมชาติซึ่งเป็นของรัฐหรือเป็นสาธารณสมบัติของแผ่นดิน มีหน้าที่ต้องชดใช้ค่าเสียหายให้แก่รัฐตามมูลค่าของทรัพยากรธรรมชาติที่เสียไป การบรรยายในคำฟ้องดังกล่าวจึงไม่ใช่การบรรยายฟ้องในเรื่องละเมิดโดยตรงเท่านั้น แต่ยังเป็นการบรรยายในคำฟ้องให้เห็นว่าโจทก์ต้องการให้จำเลยชดใช้ค่าเสียหายในทางแพ่งตามที่บัญญัติไว้ในมาตรา 97 แห่ง พ.ร.บ.ส่งเสริมและรักษาคุณภาพสิ่งแวดล้อมแห่งชาติ พ.ศ.2535 ด้วย ซึ่งการเรียกร้องค่าเสียหายตาม พ.ร.บ.ส่งเสริมและรักษาคุณภาพสิ่งแวดล้อมแห่งชาติ พ.ศ.2535 นั้น ไม่ได้มีบทบัญญัติของกฎหมายในเรื่องอายุความไว้โดยเฉพาะ จึงต้องใช้อายุความทั่วไปตาม ป.พ.พ. มาตรา 193/30 คือ 10 ปี เมื่อจำเลยกระทำความผิดตั้งแต่เดือนมกราคม 2542 โจทก์มาฟ้องคดีนี้เมื่อวันที่ 10 กันยายน 2551 จึงยังไม่เกิน 10 ปี คดีโจทก์จึงไม่ขาดอายุความ

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยใช้ค่าเสียหาย 3,385,819.67 บาท และดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงิน 2,100,000 บาท นับถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์

จำเลยให้การขอให้ยกฟ้อง

ระหว่างการพิจารณาของศาลชั้นต้น จำเลยยื่นคำร้องขอให้ศาลชั้นต้นวินิจฉัยชี้ขาดเบื้องต้นในปัญหาข้อกฎหมายว่า ฟ้องโจทก์ขาดอายุความตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 51 โจทก์และจำเลยอ้างส่งคำพิพากษาในคดีอาญาหมายเลขแดงที่ 3693 - 3697/2549 ของศาลชั้นต้น

ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง ค่าฤชาธรรมเนียมให้เป็นพับ

โจทก์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 4 พิพากษายืน คืนค่าขึ้นศาลชั้นอุทธรณ์ส่วนที่เกิน 200 บาท แก่โจทก์ ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ

โจทก์ฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีสิ่งแวดล้อมวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงรับฟังได้เป็นยุติในชั้นนี้ว่า เดิมพนักงานอัยการเป็นโจทก์ยื่นฟ้องจำเลยคดีนี้กับพวก เป็นคดีอาญาต่อศาลชั้นต้น โดยกล่าวหาว่าจำเลยกับพวกบุกรุกเข้าไปยึดถือครอบครอง ก่นสร้าง และแผ้วถางป่า ด้วยการตัดฟัน โค่น เลื่อย และชักลากไม้ในที่ดินซึ่งอยู่ในเขตต้นน้ำลำธาร อันเป็นการทำให้เป็นอันตรายและทำให้เสื่อมสภาพซึ่งไม้ภายในเขตอุทยานแห่งชาติป่าภูพาน และเป็นเขตป่าสงวนแห่งชาติ โดยไม่ได้รับอนุญาตจากพนักงานเจ้าหน้าที่ ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง คดีถึงที่สุดโดยพนักงานอัยการโจทก์ไม่อุทธรณ์ ตามสำเนาคำพิพากษา ต่อมาโจทก์จึงมาฟ้องจำเลยเป็นคดีนี้ คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์เพียงว่า คดีโจทก์ขาดอายุความหรือไม่ ซึ่งในประเด็นนี้ในศาลชั้นต้นจำเลยเป็นฝ่ายยื่นคำร้องขอให้ศาลชั้นต้นวินิจฉัยชี้ขาดเบื้องต้นในปัญหาข้อกฎหมายโดยอ้างว่า คดีของโจทก์ขาดอายุความละเมิดแล้ว เนื่องจากโจทก์มาฟ้องคดีนี้เกินกำหนดระยะเวลา 1 ปี นับแต่วันที่รู้ถึงการละเมิดและรู้ตัวผู้จะพึงต้องใช้ค่าสินไหมทดแทน ซึ่งศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ภาค 4 พิพากษายกฟ้องโจทก์ โดยให้เหตุผลตรงกันว่า คดีของโจทก์ขาดอายุความละเมิดจริงตามข้อต่อสู้ของจำเลย โจทก์ฎีกาโดยอ้างว่า ตามคำฟ้องของโจทก์มิได้ฟ้องโดยอาศัยมูลละเมิด แต่เป็นการฟ้องโดยอาศัยอำนาจตามมาตรา 97 แห่งพระราชบัญญัติส่งเสริมและรักษาคุณภาพสิ่งแวดล้อมแห่งชาติ พ.ศ.2535 ซึ่งไม่มีบทบัญญัติในเรื่องอายุความไว้ จึงต้องใช้อายุความทั่วไป คือ 10 ปี คดีโจทก์จึงไม่ขาดอายุความ เห็นว่า กรณีจะใช้อายุความเรื่องละเมิดหรือใช้อายุความทั่วไปนั้น ต้องพิจารณาจากการบรรยายในคำฟ้องของโจทก์เพื่อให้เห็นเจตนาว่า ในคำฟ้องของโจทก์นั้น โจทก์นำคดีมาฟ้องโดยอ้างอิงหรืออาศัยสิทธิตามกฎหมายใดเป็นหลัก ซึ่งโดยปกติแล้วไม่ว่าจะเป็นการฟ้องโดยอาศัยมูลละเมิดโดยตรง หรือฟ้องโดยอาศัยอำนาจตามพระราชบัญญัติส่งเสริมและรักษาคุณภาพสิ่งแวดล้อมแห่งชาติ พ.ศ.2535 ก็มีหลักสำคัญอยู่ที่การทำให้เกิดความเสียหายเช่นเดียวกัน กรณีที่โจทก์ฟ้องโดยอาศัยมูลละเมิด มักจะต้องบรรยายในคำฟ้องให้เห็นว่า จำเลยจงใจกระทำการใดๆ หรือเป็นการกระทำโดยประมาทเลินเล่อต่อโจทก์โดยผิดกฎหมาย ทำให้โจทก์ได้รับความเสียหาย ตามที่บัญญัติไว้ในประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 420 แต่เมื่อพิจารณาจากถ้อยคำในคำฟ้องคดีนี้แล้ว ไม่ปรากฏแจ้งชัดว่าโจทก์ได้ใช้ถ้อยคำที่จะแสดงให้เห็นว่าโจทก์มีเจตนาฟ้องโดยอาศัยสิทธิในมูลละเมิดโดยตรงแต่อย่างใด ในทางตรงกันข้าม คำฟ้องของโจทก์บรรยายโดยกล่าวในตอนต้นให้เห็นว่าโจทก์มีอำนาจหน้าที่ในการอนุรักษ์ สงวน คุ้มครอง ฟื้นฟู ดูแลรักษา ส่งเสริมและทำนุบำรุงทรัพยากรป่าไม้ สัตว์ป่าและพันธุ์พืชในเขตที่รับผิดชอบ มีอำนาจดำเนินการตามกฎหมายที่เกี่ยวข้องหลายฉบับรวมทั้งพระราชบัญญัติส่งเสริมและรักษาคุณภาพสิ่งแวดล้อมแห่งชาติ พ.ศ.2535 ด้วย ต่อมาจึงบรรยายโดยใช้ถ้อยคำว่าการกระทำของจำเลยโดยบุกรุกเข้าไปยึดถือครอบครอง ทำประโยชน์ ก่อสร้าง แผ้วถางป่า โดยตัดฟัน โค่น เลื่อย ชักลากไม้ในป่า อันเป็นการทำให้เสื่อมเสียแก่สภาพป่าสงวนแห่งชาติและอุทยานแห่งชาติ ซึ่งโจทก์เป็นผู้ดูแลอยู่ ทั้งในตอนท้ายโจทก์ก็บรรยายในคำฟ้องแจ้งชัดว่า การกระทำของจำเลยนั้นทำให้เกิดความเสียหาย โดยโจทก์ขอเรียกร้องค่าเสียหายจากจำเลย โดยกำหนดจากหลัก เกณฑ์ความเสียหายในทางแพ่งตามมาตรา 97 แห่งพระราชบัญญัติส่งเสริมและรักษาคุณภาพสิ่งแวดล้อมแห่งชาติ พ.ศ.2535 ซึ่งบทบัญญัติในมาตรา 97 ดังกล่าวระบุในทำนองว่า ผู้ที่กระทำการโดยมิชอบด้วยกฎหมายอันเป็นการทำลายหรือทำให้เสียหายแก่ทรัพยากรธรรมชาติซึ่งเป็นของรัฐ หรือเป็นสาธารณสมบัติของแผ่นดิน มีหน้าที่ต้องชดใช้ค่าเสียหายให้แก่รัฐตามมูลค่าของทรัพยากรธรรมชาติที่เสียไป การบรรยายในคำฟ้องของโจทก์ดังกล่าวจึงไม่ใช่การบรรยายฟ้องในเรื่องละเมิดโดยตรงเท่านั้น แต่ยังเป็นการบรรยายในคำฟ้องให้เห็นว่าโจทก์ต้องการให้จำเลยชดใช้ค่าเสียหายในทางแพ่งตามที่บัญญัติไว้ในมาตรา 97 แห่งพระราชบัญญัติส่งเสริมและรักษาคุณภาพสิ่งแวดล้อมแห่งชาติ พ.ศ.2535 ด้วยนั้นเอง ซึ่งการเรียกร้องค่าเสียหายตามพระราชบัญญัติส่งเสริมและรักษาคุณภาพสิ่งแวดล้อมแห่งชาติ พ.ศ.2535 นั้น ไม่ได้มีบทบัญญัติของกฎหมายในเรื่องอายุความไว้โดยเฉพาะ จึงต้องใช้อายุความทั่วไปตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 193/30 คือ 10 ปี นั่นเอง ดังนั้น เมื่อข้อเท็จจริงตามคำฟ้องของโจทก์ระบุว่า จำเลยกระทำความผิดตั้งแต่ต้นเดือนมกราคม 2542 โจทก์มาฟ้องคดีนี้เมื่อวันที่ 10 กันยายน 2551 จึงยังไม่เกิน 10 ปี คดีโจทก์จึงไม่ขาดอายุความ ที่ศาลล่างทั้งสองพิพากษามานั้น ไม่ต้องด้วยความเห็นของศาลฎีกา ฎีกาโจทก์ฟังขึ้น

พิพากษายกคำพิพากษาของศาลล่างทั้งสอง ให้ศาลชั้นต้นดำเนินกระบวนพิจารณา โดยสืบพยานและพิพากษาใหม่ตามประเด็นแห่งคดีต่อไป ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาให้ศาลชั้นต้นรวมสั่งเมื่อมีคำพิพากษาใหม่
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 193/30 ม. 420 ม. 448 วรรคหนึ่ง
พ.ร.บ.ส่งเสริมและรักษาคุณภาพสิ่งแวดล้อมแห่งชาติ พ.ศ.2535 ม. 97
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — กรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่า และพันธุ์พืช
จำเลย — นายอารม คำไสย์
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดกาฬสินธุ์ — นายเจตน์ รอดอ่อน
ศาลอุทธรณ์ภาค 4 — นายสุรพล สนธยานนท์
ชื่อองค์คณะ
พันธุ์เลิศ บุญเลี้ยง
พันวะสา บัวทอง
นิพนธ์ ใจสำราญ
แหล่งที่มา
สำนักวิชาการ