คำพิพากษา คำสั่งคำร้องและคำวินิจฉัยศาลฎีกา

ทั้งหมด 133,243 รายการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 12430/2556
#559320
เปิดฉบับเต็ม

ข้อความตามข้อตกลงข้อ 2 เป็นเรื่องนาง ก. ผู้รับสัญญาตกลงกับโจทก์ว่าหากผู้รับสัญญาได้จำหน่ายหรือขายที่ดินพิพาทพร้อมสิ่งปลูกสร้างแก่ผู้อื่น ผู้รับสัญญาจะต้องชำระเงิน 3,000,000 บาท แก่โจทก์ทันทีที่มีการโอนกรรมสิทธิ์ทางทะเบียน ซึ่งหมายถึงเป็นการจำหน่ายหรือขายในขณะที่นาง ก. ยังมีชีวิตอยู่เท่านั้น เพราะหนี้การชำระเงินดังกล่าวเกิดขึ้นเมื่อมีการโอนกรรมสิทธิ์ทางทะเบียน ไม่อาจตีความข้อตกลงดังกล่าวว่า การที่นาง ก. ทำพินัยกรรมยกที่ดินให้บุคคลอื่นเป็นการจำหน่ายหรือขายที่ดินพิพาทด้วย เหตุนี้ ข้อความต่อมาตามข้อตกลงที่ระบุให้ผู้รับโอนกรรมสิทธิ์นั้นไม่ว่าจะเป็นทายาทโดยธรรมหรือผู้รับพินัยกรรมหรือผู้อื่นก็ตามจะต้องเป็นผู้ชำระเงินแทนนาง ก. เต็มตามจำนวนเงิน 3,000,000 บาท แก่โจทก์นั้น จึงเป็นข้อตกลงแยกต่างหากจากข้อแรก ซึ่งมีความหมายว่าผู้รับโอนกรรมสิทธิ์ไม่ว่าจะเป็นทายาทโดยธรรมหรือผู้รับพินัยกรรมหรือผู้อื่นก็ตามต้องรับผิดชำระหนี้ 3,000,0000 บาท แก่โจทก์แทนนาง ก. ด้วยอันเป็นข้อตกลงที่จะมีผลบังคับเอาแก่บุคคลภายนอกที่มิใช่คู่สัญญาให้ต้องรับผิดต่อคู่สัญญาทั้ง ๆ ที่บุคคลภายนอกมิได้ตกลงด้วยนั้นย่อมกระทำมิได้

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องและแก้ไขคำฟ้องขอให้บังคับจำเลยทั้งสามร่วมกันหรือแทนกันชำระเงิน 3,000,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงินจำนวนดังกล่าวนับแต่วันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์

จำเลยที่ 1 , ที่ 2 และที่ 3 ให้การขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยที่ 1 ในฐานะทายาทโดยพินัยกรรมร่วมกันหรือแทนกันกับจำเลยที่ 2 และจำเลยที่ 3 ในฐานะทายาทโดยธรรมชำระหนี้จำนวน 3,000,000 บาท ให้แก่โจทก์พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงิน 3,000,000 บาทดังกล่าว นับถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไป (ฟ้องวันที่ 22 มีนาคม 2548) จนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ แต่ทั้งนี้จำเลยทั้งสามในฐานะทายาทไม่จำต้องรับผิดเกินกว่าทรัพย์มรดกที่ตกทอดได้แก่ตนตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1601 กับให้จำเลยทั้งสามร่วมกันใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ โดยกำหนดค่าทนายความ 5,000 บาท

จำเลยที่ 1 และที่ 3 อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 5 พิพากษากลับ ให้ยกฟ้องโจทก์สำหรับจำเลยที่ 1 และที่ 3 โดยให้มีผลถึงจำเลยที่ 2 ด้วย ให้โจทก์ใช้ค่าฤชาธรรมเนียมในศาลชั้นต้นแทนจำเลยทั้งสามโดยกำหนดค่าทนายความ 10,000 บาท และให้โจทก์ใช้ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์แทนจำเลยที่ 1 และที่ 3 โดยกำหนดค่าทนายความ 10,000 บาท

โจทก์ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงรับฟังเป็นยุติในชั้นนี้ว่า ที่ดินพิพาทในคดีนี้คือที่ดินโฉนดเลขที่ 12781 ตำบลป่าตัน อำเภอเมืองเชียงใหม่ จังหวัดเชียงใหม่ เดิมเป็นของนางกิมหลั่น ต่อมานางกิมหลั่นได้ยกที่ดินพิพาทให้แก่โจทก์ในปี 2544 และในปี 2545 โจทก์ยกที่ดินพิพาทคืนให้แก่นางกิมหลั่นโดยโจทก์และนางกิมหลั่นได้ทำบันทึกข้อตกลงกันไว้ หลังจากนั้นเมื่อวันที่ 23 มีนาคม 2547 นางกิมหลั่นถึงแก่ความตายโดยได้ทำพินัยกรรมเอกสารฝ่ายเมืองยกที่ดินพิพาทให้แก่จำเลยที่ 1 ส่วนจำเลยที่ 2 และที่ 3 เป็นบุตรของนางกิมหลั่น

คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ข้อแรกว่า จำเลยทั้งสามต้องรับผิดชำระเงินจำนวน 3,000,000 บาท ให้แก่โจทก์ตามบันทึกข้อตกลงหรือไม่ ได้ความตามบันทึกข้อตกลงระหว่างโจทก์กับนางกิมหลั่น ว่าโจทก์มีความประสงค์จะยกที่ดินพิพาทพร้อมสิ่งปลูกสร้างให้แก่นางกิมหลั่น โดยไม่มีค่าตอบแทน และข้อ 2. ที่ดินและสิ่งปลูกสร้างดังกล่าวนั้นหากผู้รับสัญญา (นางกิมหลั่น) ได้จำหน่ายหรือขายไปให้แก่ผู้อื่นใดก็ตาม ผู้รับสัญญาจะต้องชำระเงิน 3,000,000 บาท ให้แก่ผู้ให้สัญญา (โจทก์) ในทันทีที่มีการโอนกรรมสิทธิ์ทางทะเบียน ซึ่งให้รวมตลอดไปถึงกรณีที่ผู้รับโอนสิทธินั้นไม่ว่าจะอยู่ในฐานะทายาทโดยธรรม หรือในทางพินัยกรรมตามกฎหมาย หรือผู้อื่น ๆ ใดทั้งสิ้นก็ตามจะต้องเป็นผู้ชำระแทนจนเต็มตามจำนวนเงินข้างต้น ดังนี้ เห็นว่า ข้อความตามข้อตกลงข้อ 2. ดังกล่าวเป็นเรื่องผู้รับสัญญา (นางกิมหลั่น) ตกลงกับโจทก์ว่าหากผู้รับสัญญาได้จำหน่ายหรือขายที่ดินพิพาทพร้อมสิ่งปลูกสร้างไปให้แก่ผู้อื่น ผู้รับสัญญาจะต้องชำระเงินจำนวน 3,000,000 บาท ให้แก่โจทก์ทันทีที่มีการโอนกรรมสิทธิ์ทางทะเบียน ซึ่งหมายถึงเป็นการจำหน่ายหรือขายในขณะที่ผู้รับสัญญายังมีชีวิตอยู่เท่านั้น เพราะหนี้การชำระเงินจำนวน 3,000,000 บาท เกิดขึ้นเมื่อมีการโอนกรรมสิทธิ์ทางทะเบียน กรณีย่อมไม่อาจตีความข้อตกลงดังกล่าวว่า การที่นางกิมหลั่นทำพินัยกรรมยกที่ดินให้แก่บุคคลอื่นเป็นการจำหน่ายหรือขายที่ดินพิพาทด้วย เพราะการทำพินัยกรรมไม่ต้องมีการโอนกรรมสิทธิ์ทางทะเบียนทั้งข้อตกลงดังกล่าวก็เขียนไว้ชัดเจนว่าเป็นเรื่องการจำหน่ายหรือขายเท่านั้น จึงไม่อาจขยายความรวมถึงการทำพินัยกรรมได้ ด้วยเหตุนี้ข้อความตามข้อตกลงต่อมาที่ระบุให้ผู้รับโอนกรรมสิทธิ์นั้นไม่ว่าจะเป็นทายาทโดยธรรมหรือในทางพินัยกรรมหรือผู้อื่นก็ตามจะต้องเป็นผู้ชำระเงินแทนผู้รับสัญญาเต็มตามจำนวนเงิน 3,000,000 บาท แก่โจทก์นั้น จึงเป็นข้อตกลงพิเศษแยกต่างหากจากข้อแรก ซึ่งมีความหมายว่าผู้รับโอนกรรมสิทธิ์ไม่ว่าจะเป็นทายาทโดยธรรมหรือในทางพินัยกรรมหรือผู้อื่นก็ตามต้องรับผิดชำระหนี้ 3,000,0000 บาท แก่โจทก์แทนผู้รับสัญญาด้วย อันเป็นข้อตกลงที่จะมีผลบังคับเอาแก่บุคคลภายนอกที่มิใช่คู่สัญญาให้ต้องรับผิดต่อคู่สัญญาทั้ง ๆ ที่บุคคลภายนอกมิได้ตกลงด้วยนั้นย่อมกระทำมิได้หรืออีกนัยหนึ่งคู่สัญญาจะตกลงกันเพื่อให้มีผลบังคับบุคคลภายนอกให้ชำระหนี้แก่คู่สัญญาไม่ได้ การที่นางกิมหลั่นทำพินัยกรรมเอกสารฝ่ายเมืองยกที่ดินพิพาทพร้อมสิ่งปลูกสร้างให้แก่จำเลยที่ 1 ย่อมไม่อาจถือได้ว่าเป็นการทำผิดข้อตกลงตามบันทึกดังกล่าวข้อ 2. แต่อย่างใด และเมื่อข้อตกลงพิเศษที่มีผลบังคับเอาแก่บุคคลภายนอกไม่อาจบังคับได้ดังกล่าวแล้ว โจทก์จึงไม่อาจอาศัยข้อตกลงในข้อ 2. ดังกล่าวมาฟ้องเรียกร้องเงินจำนวน 3,000,000 บาท จากจำเลยทั้งสามได้ ฎีกาของโจทก์ข้อนี้ฟังไม่ขึ้น เมื่อวินิจฉัยดังกล่าวแล้ว ฎีกาข้ออื่นของโจทก์จึงไม่เป็นสาระแก่คดีเพราะไม่อาจเปลี่ยนแปลงผลคดีได้ ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 5 พิพากษามานั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วยในผล ฎีกาของโจทก์ฟังไม่ขึ้น

พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 194 ม. 374 ม. 1656 ม. 1707
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นายธวัช สุรชาติชัยกุล
จำเลย — นายกิตติพล สุรชาติชัยกุล กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดเชียงใหม่ — นายประวีณ จันทรบูรณ์
ศาลอุทธรณ์ภาค 5 — นางศุภลักษณ์ พิชญเวคิน
ชื่อองค์คณะ
ไมตรี ศรีอรุณ
ศรีอัมพร ศาลิคุปต์
สรรทัศน์ เอี่ยมวรชัย
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 12384/2556
#559349
เปิดฉบับเต็ม

จำเลยที่ 4 ร่วมเดินทางมากับจำเลยอื่นกับพวกในรถยนต์คันที่จำเลยที่ 2 ขับ โดยจำเลยที่ 4 เป็นมารดาจำเลยที่ 1 และเป็นภริยาจำเลยที่ 2 ซึ่งขณะเกิดเหตุนั้นได้ความว่าระหว่างที่จำเลยที่ 2 กับพวกรุมกระทืบผู้เสียหายอยู่นั้น จำเลยที่ 4 พูดว่า "เอามันให้ตาย เอามันให้ตาย" เมื่อพิจารณาถึงความสัมพันธ์ระหว่างจำเลยที่ 4 กับจำเลยที่ 1 และที่ 2 ที่ร่วมเดินทางมายังที่เกิดเหตุในลักษณะเจ็บแค้นแทนจำเลยที่ 1 ผู้เป็นบุตรและต้องการแก้แค้นผู้ทำร้ายบุตรตนแล้ว การกระทำของจำเลยที่ 4 ดังกล่าวจึงเป็นการช่วยเหลือให้กำลังใจและชี้นำแก่จำเลยที่ 2 กับพวกทำร้ายผู้เสียหายให้ถึงแก่ความตายเพื่อแก้แค้นแทนจำเลยที่ 1 ถือได้ว่าจำเลยที่ 4 สนับสนุนให้จำเลยที่ 1 และที่ 2 กระทำความผิด เมื่อจำเลยที่ 2 ร่วมกันทำร้ายผู้เสียหายโดยเจตนาฆ่า การกระทำของจำเลยที่ 4 จึงเป็นความผิดฐานสนับสนุนให้ผู้อื่นกระทำความผิดพยายามฆ่าผู้เสียหาย

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 33, 80, 83, 91, 288, 297 (8), 371 ริบอาวุธมีดของกลาง

จำเลยทั้งห้าให้การปฏิเสธ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยที่ 1 มีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 288 ประกอบมาตรา 80, 83, 371 ขณะกระทำความผิดจำเลยที่ 1 อายุ 20 ปี รู้ผิดชอบแล้วไม่ลดมาตราส่วนโทษให้ การกระทำของจำเลยที่ 1 เป็นความผิดหลายกรรมต่างกัน ให้ลงโทษทุกกรรมเป็นกระทงความผิดไปตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 ฐานร่วมกันพยายามฆ่า ให้จำคุก 10 ปี ฐานร่วมกันพาอาวุธมีดไปในเมือง หมู่บ้านหรือทางสาธารณะโดยไม่มีเหตุสมควร ให้ปรับ 90 บาทรวมจำคุกจำเลยที่ 1 มีกำหนด 10 ปี และปรับ 90 บาท ข้อเท็จจริงจากคำให้การในชั้นสอบสวนของจำเลยที่ 1 เป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้หนึ่งในสามตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คงจำคุกจำเลยที่ 1 มีกำหนด6 ปี 8 เดือน และปรับ 60 บาท จำเลยที่ 2 มีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 295, 371 ประกอบมาตรา 83 การกระทำของจำเลยที่ 2 เป็นความผิดหลายกรรมต่างกัน ให้ลงโทษทุกกรรมเป็นกระทงความผิดไปตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 91 ฐานร่วมกันทำร้ายร่างกายจนเป็นเหตุให้เกิดอันตรายแก่กาย ให้จำคุก 1 ปี และปรับ 3,000 บาท ฐานร่วมกันพาอาวุธมีดไปในเมือง หมู่บ้าน หรือทางสาธารณะโดยไม่มีเหตุสมควร ให้ปรับ 90 บาท รวมจำคุกจำเลยที่ 2 มีกำหนด 1 ปี และปรับ 3,090 บาท ส่วนข้อหาอื่นให้ยก จำเลยที่ 4 มีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 295 ประกอบมาตรา 86 ให้จำคุก 8 เดือน และปรับ 2,000 บาท ส่วนข้อหาอื่นให้ยก และยกฟ้องจำเลยที่ 3 และที่ 5 ไม่ปรากฏข้อเท็จจริงว่าจำเลยที่ 2 และที่ 4 เคยได้รับโทษจำคุกมาก่อน โทษจำคุกจึงรอการลงโทษไว้มีกำหนด 2 ปี สำหรับค่าปรับนั้นหากจำเลยที่ 1 ไม่ชำระให้จัดการตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 29 ส่วนจำเลยที่ 2 และที่ 4 หากไม่ชำระให้จัดการตามประมวลกฎหมายอาญา มาตร 29, 30 ริบมีดของกลาง

โจทก์และจำเลยที่ 1 อุทธรณ์ โดยอธิบดีอัยการฝ่ายคดีศาลสูงเขต 3 ซึ่งได้รับมอบหมายจากอัยการสูงสุดรับรองให้โจทก์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 3 พิพากษาแก้เป็นว่า จำเลยที่ 2 มีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 288, 371 ประกอบมาตรา 80, 83 (ที่ถูกมาตรา 288 ประกอบมาตรา 80, 371) การกระทำของจำเลยที่ 2 เป็นความผิดหลายกรรมต่างกัน ให้ลงโทษทุกกรรมเป็นกระทงความผิดไปตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 ฐานร่วมกันพยายามฆ่าผู้อื่น จำคุก 10 ปี ฐานร่วมกันพาอาวุธมีดไปในเมืองหมู่บ้าน หรือทางสาธารณะโดยไม่มีเหตุสมควร ให้ปรับ 90 บาท รวมจำคุก 10 ปีและปรับ 90 บาท จำเลยที่ 4 มีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 288 ประกอบมาตรา 80, 86 ให้จำคุก 5 ปี สำหรับข้อหาอื่นให้ยกฟ้อง ไม่รอการลงโทษจำเลยที่ 2 และที่ 4 นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

จำเลยที่ 1 ที่ 2 และที่ 4 ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงที่คู่ความไม่โต้เถียงกันชั้นฎีการับฟังได้ว่า ในวันเวลาและสถานที่เกิดเหตุตามฟ้อง นายบุญฤทธิ์ ผู้เสียหายถูกคนร้ายหลายคนทำร้าย โดยคนร้ายใช้อาวุธมีดฟัน แทงและใช้เท้ารุมกระทืบบริเวณร่างกายของผู้เสียหาย จนผู้เสียหายได้รับบาดเจ็บตามรายงานผลการตรวจชันสูตรบาดแผลของแพทย์ สำหรับคดีของจำเลยที่ 3 และที่ 5 โจทก์ไม่ฎีกาจึงยุติไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 3 และความผิดฐานร่วมกันพาอาวุธไปในเมือง หมู่บ้าน หรือทางสาธารณะโดยไม่มีเหตุสมควรของจำเลยที่ 1 ที่ 2 และที่ 4 เป็นอันยุติไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ภาค 3 คงมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยที่ 4 ว่ากระทำความผิดเป็นผู้สนับสนุนผู้อื่นให้กระทำความผิดพยายามฆ่าผู้เสียหายหรือไม่ ได้ความจากคำเบิกความของจำเลยที่ 4 เองว่าร่วมเดินทางมากับจำเลยอื่นกับพวกในรถยนต์คันที่จำเลยที่ 2 ขับด้วย โดยจำเลยที่ 4 เป็นมารดาจำเลยที่ 1 และเป็นภริยาจำเลยที่ 2 ซึ่งขณะเกิดเหตุนั้นได้ความจากนายรักและนางบรรจงประจักษ์พยานโจทก์ว่า ระหว่างที่จำเลยที่ 2 กับพวกรุมกระทืบผู้เสียหายอยู่นั้นจำเลยที่ 4 พูดว่า "เอามันให้ตาย เอามันให้ตาย" เมื่อพิจารณาถึงความสัมพันธ์ระหว่างจำเลยที่ 4 กับจำเลยที่ 1 และที่ 2 ที่ร่วมเดินทางมายังที่เกิดเหตุในลักษณะเจ็บแค้นแทนจำเลยที่ 1 ผู้เป็นบุตรและต้องการแก้แค้นผู้ทำร้ายบุตรตนแล้ว การกระทำของจำเลยที่ 4 ดังกล่าวจึงเป็นการช่วยเหลือให้กำลังใจและชี้นำแก่จำเลยที่ 2 กับพวกทำร้ายผู้เสียหายให้ถึงแก่ความตายเพื่อแก้แค้นแทนจำเลยที่ 1 ถือได้ว่าจำเลยที่ 4 สนับสนุนให้จำเลยที่ 1และที่ 2 กระทำความผิด เมื่อจำเลยที่ 1 และที่ 2 ร่วมกันทำร้ายผู้เสียหายโดยมีเจตนาฆ่า การกระทำของจำเลยที่ 4 จึงเป็นความผิดฐานสนับสนุนให้ผู้อื่นกระทำความผิดพยายามฆ่าผู้เสียหาย

ที่จำเลยที่ 1 ที่ 2 และที่ 4 ฎีกาว่า ขณะเกิดเหตุเป็นเวลามืดค่ำไม่มีแสงสว่างเพียงพอที่จะทำให้ประจักษ์พยานโจทก์มองเห็นเหตุการณ์จนจดจำใบหน้าได้ว่าจำเลยที่ 1 และที่ 2 เป็นผู้ทำร้ายผู้เสียหาย และได้ยินเสียงจำเลยที่ 4 พูดให้ทำร้ายผู้เสียหายจนตายนั้น เห็นว่า ขณะเกิดเหตุนายรักกับพวกกำลังเล่นเตะตะกร้อ โดยผู้เสียหายยืนดูอยู่ ลักษณะเช่นนี้ย่อมมีแสงสว่างมากพอที่นายรักกับพวกจะมองเห็นลูกตะกร้อซึ่งเคลื่อนที่ด้วยความเร็วอย่างชัดเจนจนสามารถเตะลูกตะกร้อกันได้ ดังนั้น การที่จำเลยที่ 1 ที่ 2 และที่ 4 กับพวกเข้าทำร้ายผู้เสียหายในบริเวณสนามตะกร้อที่เกิดเหตุนั้น นายรักและนางบรรจงซึ่งอยู่ในบริเวณที่เกิดเหตุนั้นย่อมมองเห็นใบหน้าและรูปร่างของจำเลยที่ 1 ที่ 2 และที่ 4 กับพวก ซึ่งเป็นภาพใหญ่กว่าลูกตะกร้อได้อย่างชัดเจน ประกอบทั้งยังได้ความจากพยานโจทก์ผู้จับกุมและพนักงานสอบสวนเบิกความยืนยันว่าในขณะเกิดเหตุมีแสงสว่างสามารถมองเห็นใบหน้าและรูปร่างกันได้ชัดเจนเช่นนี้จึงมีเหตุผลเชื่อว่าประจักษ์พยานโจทก์ซึ่งอยู่บริเวณที่เกิดเหตุเห็นเหตุการณ์ที่จำเลยที่ 1 และที่ 2 ร่วมกันทำร้ายผู้เสียหายโดยมีจำเลยที่ 4 พูดส่งเสริมสนับสนุนให้จำเลยที่ 2 ทำร้ายผู้เสียหายจนตายอย่างชัดแจ้ง สำหรับฎีกาอื่นของจำเลยที่ 1 ที่ 2 และที่ 4 ที่อ้างว่านายรักและนางบรรจงเบิกความขัดแย้งกันนั้น ก็เป็นเพียงคำเบิกความที่ไม่สอดคล้องที่เป็นพลความหาใช่ส่วนที่เป็นสาระสำคัญแห่งคดีไม่ จึงไม่ทำให้น้ำหนักของการรับฟังพยานหลักฐานโจทก์ดังกล่าวลดน้อยลงจนไม่อาจรับฟังได้ว่าจำเลยที่ 1 ที่ 2 และที่ 4 ไม่เป็นผู้กระทำความผิดดังวินิจฉัยมาแล้วแต่ประการใด ดังนั้น ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 3 พิพากษามานั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาของจำเลยที่ 1 ที่ 2 และที่ 4 ฟังไม่ขึ้น

อนึ่ง โทษฐานฆ่าผู้อื่นตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 288 กำหนดโทษไว้เป็น 3 ประการคือ โทษประหารชีวิต จำคุกตลอดชีวิต และจำคุกตั้งแต่สิบห้าปีถึงยี่สิบปีโดยให้ศาลเลือกพิจารณาลงโทษตามความเหมาะสมแก่พฤติการณ์แห่งคดี การกระทำของจำเลยที่ 4 เป็นการสนับสนุนพยายามกระทำผิดฐานฆ่าผู้อื่น โทษต่ำสุดที่ศาลจะลงได้คือจำคุก 6 ปี 8 เดือน ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 3 ลงโทษจำคุกจำเลยที่ 4 มีกำหนด 5 ปีจึงไม่ถูกต้อง แต่เมื่อโจทก์ไม่ฎีกาในปัญหาดังกล่าว ศาลฎีกาจึงไม่อาจแก้ไขให้ถูกต้องได้เพราะจะเป็นการเพิ่มเติมโทษจำเลยที่ 4 ซึ่งต้องห้ามตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 212 ประกอบมาตรา 225

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.อ. ม. 80 ม. 86 ม. 288
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการจังหวัดนครราชสีมา
จำเลย — นายโชคอนันท์ ธัญญานนท์ กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดนครราชสีมา — นายเวทย์ พัฒนชัยวงษ์คูณ
ศาลอุทธรณ์ภาค 3 — นายสุวัฒน์ ไวยุพัฒนธี
ชื่อองค์คณะ
วีระศักดิ์ รุ่งรัตน์
อร่าม แย้มสอาด
สุทธินันท์ เสียมสกุล
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 12265 -ที่ 12266/2556
#554991
เปิดฉบับเต็ม

สัญญาเช่าระหว่างโจทก์ร่วมที่ 1 กับจำเลยที่ 1 มีข้อความระบุชัดเจนว่ามีกำหนดอายุของสัญญาเช่าเป็นเวลา 15 ปี นับตั้งแต่วันที่ 1 ตุลาคม 2529 ถึงวันที่ 30 กันยายน 2544 ซึ่งเป็นการเช่าอสังหาริมทรัพย์เกิน 3 ปี ตาม ป.พ.พ. มาตรา 538 บัญญัติให้ต้องทำเป็นหนังสือและจดทะเบียนต่อพนักงานเจ้าหน้าที่ เมื่อข้อเท็จจริงปรากฏว่าสัญญาเช่าทุกฉบับมีข้อตกลงในข้อ 7.9 ว่า เมื่อสัญญาเช่าสิ้นสุดลงไม่ว่าด้วยสาเหตุประการใดก็ตาม ผู้เช่าจะต้องออกจากสถานที่เช่าทันที ผู้ให้เช่ามีสิทธิเข้าครอบครองสถานที่เช่า ขนย้ายทรัพย์สินของผู้เช่าออกจากสถานที่เช่าได้โดยปราศจากความรับผิดใด ๆ ข้อตกลงดังกล่าวไม่ขัดต่อกฎหมายหรือขัดต่อความสงบเรียบร้อยและศีลธรรมอันดีของประชาชน ย่อมใช้บังคับได้โดยชอบด้วยกฎหมาย ดังนั้น สัญญาเช่าระหว่างโจทก์ร่วมที่ 1 กับจำเลยที่ 1 จึงสิ้นสุดลงในวันที่ 30 กันยายน 2544 ตามที่ระบุไว้ในสัญญา เมื่อไม่ปรากฏข้อเท็จจริงว่ามีการต่อสัญญาเช่าหรือทำสัญญาเช่ากันใหม่ การที่จำเลยที่ 1 กับพวกกลับเข้าครอบครองพื้นที่เช่าโดยใช้ไม้กระดานปิดกั้นและขนย้ายทรัพย์สินของโจทก์ร่วมที่ 1 ออกจากพื้นที่เช่าไปเก็บไว้ในที่อื่นและพร้อมกับปิดประกาศ ณ บริเวณพื้นที่เช่าชั้นที่ 1 และชั้นที่ 3 ว่า สัญญาเช่าสิ้นสุดลงแล้วให้ผู้ที่อ้างว่าเป็นเจ้าของนำหลักฐานไปรับทรัพย์สินคืน จึงเป็นการใช้สิทธิโดยชอบตามข้อตกลงแห่งสัญญาเช่า การกระทำของจำเลยที่ 1 กับพวกจึงไม่เป็นความผิดฐานบุกรุก และฐานทำให้เสียทรัพย์ สำหรับข้อหาลักทรัพย์ ได้ความจากพยานโจทก์และโจทก์ร่วมที่ 1 ว่ามีการรื้อถอนและขนย้ายทรัพย์สินของโจทก์ร่วมที่ 1 ออกจากพื้นที่เช่าไปเก็บไว้ที่ลานจอดรถชั้นที่ 3 และโกดังชั้นที่ 6 บางส่วนนำไปไว้ที่ทิ้งขยะชั้นล่าง แต่ไม่มีพยานหลักฐานใดยืนยันว่าจำเลยทั้งหกเอาไปซึ่งทรัพย์สินของโจทก์ร่วมที่ 1 ทั้งการที่จำเลยที่ 1 กับพวกรื้อถอนและขนย้ายทรัพย์สินออกจากพื้นที่เช่าก็เพื่อนำไปเก็บรักษาไว้เพื่อให้ผู้ที่อ้างว่าเป็นเจ้าของนำหลักฐานไปรับทรัพย์สินคืน และยังอ้างด้วยว่าทรัพย์สินนั้นตกเป็นกรรมสิทธิ์ของจำเลยที่ 1 ตามข้อตกลงในสัญญาถือว่าจำเลยทั้งหกขาดเจตนาทุจริต จึงไม่มีความผิดฐานลักทรัพย์

อนึ่ง ตามฟ้องโจทก์ขอคืนของกลางตามบัญชีทรัพย์ที่ตรวจพบแก่โจทก์ร่วมที่ 1 ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ไม่ได้มีคำสั่งเป็นการไม่ชอบ ศาลฎีกาเห็นสมควรแก้ไขเมื่อข้อเท็จจริงปรากฏว่าทรัพย์ของกลางตามบัญชีทรัพย์เป็นของโจทก์ร่วมที่ 1 จึงให้คืนแก่เจ้าของตาม ป.วิ.อ. มาตรา 49 และ 186 (9) ส่วนการคืนหรือใช้ราคาทรัพย์อื่น ๆ เมื่อจำเลยทั้งหกไม่ได้กระทำผิด จึงไม่มีหน้าที่ต้องคืนหรือใช้ราคาทรัพย์

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
คดีนี้ เดิมศาลชั้นต้นพิจารณาและพิพากษารวมกับคดีอาญาหมายเลขแดงที่ 5457/2548 ของศาลชั้นต้น โดยให้เรียกจำเลยในคดีนี้และคดีดังกล่าวว่าจำเลยที่ 1 ถึงที่ 6 ตามลำดับ แต่คดีอาญาหมายเลขแดงที่ 5457/2548 ของศาลชั้นต้นยุติไปตามคำพิพากษาของศาลอุทธรณ์ คงขึ้นมาสู่ศาลฎีกาเฉพาะคดีนี้

โจทก์ฟ้องจำเลยทั้งหก ขอให้ลงโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 335, 358, 362, 364, 365, 83 ให้คืนของกลาง และให้จำเลยทั้งหกร่วมกันคืนหรือใช้ราคาทรัพย์ 6,210,324 บาท แก่ผู้เสียหาย

จำเลยทั้งหกให้การปฏิเสธ

ระหว่างพิจารณา นางปิยมน ผู้เสียหายยื่นคำร้องขอเข้าร่วมเป็นโจทก์ศาลชั้นต้นอนุญาต โดยเรียกนางปิยมนเป็นโจทก์ร่วมที่ 1

ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง

โจทก์และโจทก์ร่วมที่ 1 อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน

โจทก์ร่วมที่ 1 ฎีกาโดยผู้พิพากษาซึ่งพิจารณาและลงชื่อในคำพิพากษา

ศาลชั้นต้นอนุญาตให้ฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ร่วมที่ 1 ว่า จำเลยทั้งหกร่วมกันกระทำความผิดฐานบุกรุก ทำให้เสียทรัพย์และลักทรัพย์ตามฟ้องโจทก์หรือไม่ โดยโจทก์ร่วมที่ 1 ฎีกาสรุปความได้ว่า โจทก์ร่วมที่ 1 กับจำเลยที่ 1 ทำสัญญาเช่าพื้นที่ชั้นที่ 3 กับจำเลยที่ 1 สองระยะ ระยะแรก ทำสัญญาเช่ามีกำหนด 3 ปี นับตั้งแต่วันที่ 1 ตุลาคม 2529 ถึงวันที่ 30 กันยายน 2532 ในการทำสัญญาเช่าระยะที่สอง พนักงานของจำเลยที่ 1 นำสัญญาเช่าซึ่งยังไม่ได้กรอกข้อความระบุระยะเวลาการเช่ามาให้โจทก์ร่วมที่ 1 ลงลายมือชื่อ จากนั้นจำเลยที่ 1 กระทำผิดข้อตกลงโดยนำสัญญาเช่าที่โจทก์ร่วมที่ 1 ลงลายมือชื่อไว้มากรอกข้อความในภายหลังระบุวันเริ่มต้นการเช่าย้อนหลัง 3 ปี คือเริ่มต้นนับตั้งแต่วันที่ 1 ตุลาคม 2529 และนำไปจดทะเบียนต่อพนักงานเจ้าหน้าที่ โดยไม่มีเหตุผลใดที่โจทก์ร่วมที่ 1 จะตกลงเช่าพื้นที่จากจำเลยที่ 1 ด้วยการนำระยะเวลาการเช่า 3 ปี ที่ล่วงเลยไปแล้วตามสัญญาเช่าระยะแรกมารวมในสัญญาเช่าระยะที่สองด้วย การจดทะเบียนการเช่าโดยระบุวันเริ่มต้นนับตั้งแต่วันที่ 1 ตุลาคม 2529 จึงตกเป็นโมฆะต้องถือว่าสัญญาเช่าระหว่างโจทก์ร่วมที่ 1 กับจำเลยที่1 เริ่มต้นนับตั้งแต่วันที่ 1 ตุลาคม 2532 ถึงวันที่ 30 กันยายน 2547 จำเลยทั้งหกบุกรุกเข้าไปในพื้นที่เช่าและขนย้ายทรัพย์สินของโจทก์ร่วมทั้งสองออกจากพื้นที่เช่าในขณะที่โจทก์ร่วมที่ 1 ยังมีสิทธิการเช่าเหลืออยู่ 3 ปี จึงเป็นความผิดฐานบุกรุก ทำให้เสียทรัพย์ และลักทรัพย์ตามฟ้องโจทก์ เห็นว่า สัญญาเช่าระหว่างโจทก์ร่วมที่ 1 กับจำเลยที่ 1 ดังกล่าวมีข้อความระบุชัดเจนว่ามีกำหนดอายุของสัญญาเช่าเป็นเวลา 15 ปี นับตั้งแต่วันที่ 1 ตุลาคม 2529 ถึงวันที่ 30 กันยายน 2544 ซึ่งเป็นการเช่าอสังหาริมทรัพย์เกิน 3 ปี ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 538 บัญญัติให้ต้องทำเป็นหนังสือและจดทะเบียนต่อพนักงานเจ้าหน้าที่ โดยภายหลังจากจดทะเบียนการเช่า โจทก์ร่วมที่ 1 เข้าใจและรับทราบมาโดยตลอดว่าสัญญาเช่าระหว่างโจทก์ร่วมที่ 1 กับจำเลยที่ 1 กำหนด 15 ปี วันเริ่มต้นสัญญานับตั้งแต่วันที่ 1 ตุลาคม 2529 และสิ้นสุดในวันที่ 30 กันยายน 2544 กำหนดวันเริ่มต้นและสิ้นสุดของสัญญานั้นถือว่าเป็นข้อสาระสำคัญแห่งสัญญา ที่โจทก์ร่วมที่ 1 อ้างว่า ไม่ทราบกำหนดวันเริ่มต้นและสิ้นสุดของสัญญาทั้งไม่เคยเห็นสัญญาเช่าที่จดทะเบียนแล้ว เป็นเรื่องที่ผิดปกติวิสัยและขัดแย้งกับข้อเท็จจริงดังกล่าว ข้ออ้างของโจทก์ร่วมที่ 1 จึงไม่มีน้ำหนักให้รับฟัง นอกจากนี้ ในระหว่างที่สัญญาเช่ามีผลบังคับ หากโจทก์ร่วมที่ 1 เห็นว่า ข้อตกลงในสัญญาเช่าซึ่งจดทะเบียนต่อพนักงานเจ้าหน้าที่ไม่ถูกต้อง โจทก์ร่วมที่ 1 ก็น่าที่จะโต้แย้งคัดค้านหรือดำเนินการเพื่อให้จำเลยที่ 1 แก้ไขให้ถูกต้องตามเจตนารมณ์ที่แท้จริงของคู่สัญญาแต่โจทก์ร่วมที่ 1 หาได้ดำเนินการอย่างหนึ่งอย่างใดไม่ แต่กลับมีหนังสือถึงจำเลยที่ 1 ขอต่ออายุสัญญาเช่าออกไปอีก เท่ากับยอมรับว่า วันเริ่มต้นและวันสิ้นสุดตามที่ระบุในสัญญาเช่าและจดทะเบียนต่อพนักงานเจ้าหน้าที่เป็นวันที่ถูกต้องแท้จริงที่คู่สัญญาประสงค์ที่จะให้มีผลผูกพันกัน ดังนั้น การจดทะเบียนการเช่าโดยระบุวันเริ่มต้นนับตั้งแต่วันที่ 1 ตุลาคม 2529 จึงหาตกเป็นโมฆะดังที่โจทก์ร่วมที่ 1 ฎีกาไม่ ส่วนที่โจทก์ร่วมที่ 1 ฎีกาว่า สัญญาเช่าระหว่างโจทก์ร่วมที่ 1 กับจำเลยที่ 1 เป็นสัญญาต่างตอบแทนพิเศษยิ่งกว่าการเช่าธรรมดา โดยโจทก์ร่วมที่ 1 เบิกความอ้างว่า ในปี 2530 โจทก์ร่วมที่ 1 ทำสัญญาเช่าพื้นที่ชั้นที่ 5 กับจำเลยที่ 1 เพื่อจัดตั้งสถาบันศิลปปาชีพศึกษาและดำเนินการตกแต่งสถานที่ ต่อมาจำเลยที่ 1 เปลี่ยนผู้บริหารชุดใหม่ แล้วให้นายปรัชญา พนักงานของจำเลยที่ 1 มาติดต่อกับโจทก์ร่วมที่ 1 เสนอขอให้ยกเลิกการเช่าพื้นที่ชั้นที่ 5 กับโจทก์ร่วมที่ 1 เพื่อที่จำเลยที่ 1 จะได้ย้ายสำนักงานของจำเลยที่ 1 ซึ่งอยู่ที่ชั้นที่ 1 ไปอยู่ชั้นที่ 5 แทน และจะนำพื้นที่ชั้นที่ 1 ซึ่งมีทำเลที่ดีกว่าออกให้ผู้อื่นเช่าจะได้ค่าเช่ามากขึ้น หากโจทก์ร่วมที่ 1 ยินยอมเลิกการเช่าพื้นที่ชั้นที่ 5 และคืนพื้นที่ให้แล้วจะให้สิทธิโจทก์ร่วมที่ 1 เช่าพื้นที่ทุกห้องทุกชั้นที่โจทก์ร่วมที่ 1 มีสัญญาอยู่กับจำเลยที่ 1 และจะต่ออายุสัญญาเช่าให้โจทก์ร่วมที่ 1 ตลอดไปจนครบกำหนดระยะเวลาการเช่าที่จำเลยที่ 1 มีสิทธิตามสัญญาเช่าอยู่กับจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย โจทก์ร่วมที่ 1 ตกลงยินยอมตามที่จำเลยที่ 1 เสนอ ข้อตกลงคืนพื้นที่ชั้นที่ 5 แก่จำเลยที่ 1 ดังกล่าวจึงเป็นสัญญาต่างตอบแทนยิ่งกว่าการเช่าธรรมดา โจทก์ร่วมที่ 1 ย่อมมีสิทธิอยู่ในพื้นที่เช่าต่อไปและถือว่าสัญญาเช่ายังไม่สิ้นสุดลงนั้น เห็นว่า ตามบันทึกข้อความที่นายปรัชญามีถึงโจทก์ร่วมที่ 1 และหม่อมราชวงค์ชีโวสวิชากรผู้บังคับบัญชาของนายปรัชญานั้น มีข้อความระบุเพียงว่า จำเลยที่ 1 ขอความร่วมมือจากโจทก์ร่วมที่ 1 ในการขอยกเลิกสัญญาเช่าพื้นที่ชั้นที่ 5 ซึ่งถ้าหากโจทก์ร่วมที่ 1 ให้ความร่วมมือ จะถือว่าเป็นลูกค้าที่ดี และจำเลยที่ 1 ยินดีที่จะต่อสัญญาให้ในพื้นที่อื่นๆ เมื่อครบกำหนดอายุของสัญญาทั้งนี้ตามเงื่อนไขที่จำเลยที่ 1 จะระบุไว้ในขณะนั้น ไม่มีข้อความใดที่แสดงว่า หากโจทก์ร่วมที่ 1 ยินยอมเลิกการเช่าพื้นที่ชั้นที่ 5 และคืนพื้นที่ให้แล้ว จำเลยที่ 1 จะให้สิทธิโจทก์ร่วมที่ 1 เช่าพื้นที่ทุกห้องทุกชั้นที่โจทก์ร่วมที่ 1 มีสัญญาอยู่กับจำเลยที่ 1 และจะต่ออายุสัญญาเช่าให้โจทก์ร่วมที่ 1 ตลอดไปจนครบกำหนดระยะเวลาการเช่าที่จำเลยที่ 1 มีสิทธิตามสัญญาเช่ากับจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยดังที่โจทก์ร่วมที่ 1 ฎีกา ทั้งนายปรัชญาเป็นเพียงพนักงานของจำเลยที่ 1 ซึ่งได้รับมอบหมายให้ไปเจรจาขอคืนพื้นที่เช่าชั้นที่ 5 จากโจทก์ร่วมที่ 1 เท่านั้น ไม่มีอำนาจใดๆ ไปกระทำการนอกเหนือจากที่ได้รับมอบหมาย ทั้งการต่อสัญญาเช่ายังจะต้องทำสัญญาเช่ากันใหม่ภายใต้เงื่อนไขอื่นๆ ของจำเลยที่ 1 ด้วย หาใช่ว่าเมื่อสัญญาเช่าจะสิ้นสุดลงแล้วเป็นการให้สิทธิเด็ดขาดแก่โจทก์ร่วมที่ 1 โดยปริยายในการที่จะอยู่ในพื้นที่เช่าตลอดไปไม่ ข้ออ้างของโจทก์ร่วมที่ 1 ที่ว่า สัญญาเช่าระหว่างโจทก์ร่วมที่ 1 กับจำเลยที่ 1 เป็นสัญญาต่างตอบแทนพิเศษยิ่งกว่าการเช่าธรรมดา และโจทก์ร่วมที่ 1 ยังคงมีสิทธิอยู่ในพื้นที่เช่าต่อไป จึงเป็นข้ออ้างที่เลื่อนลอย ไม่มีน้ำหนักให้รับฟัง เมื่อข้อเท็จจริงปรากฏว่าสัญญาเช่าทุกฉบับมีข้อตกลงในข้อ 7.9 ว่า เมื่อสัญญาเช่าสิ้นสุดลงไม่ว่าด้วยสาเหตุประการใดก็ตาม ผู้เช่าต้องออกจากสถานที่เช่าทันที ผู้ให้เช่ามีสิทธิเข้าครอบครองสถานที่เช่า ขนย้ายทรัพย์สินของผู้เช่าออกจากสถานที่เช่าได้โดยปราศจากความรับผิดใดๆ ข้อตกลงดังกล่าวไม่ขัดต่อกฎหมายหรือขัดต่อความสงบเรียบร้อยและศีลธรรมอันดีของประชาชน ย่อมใช้บังคับได้โดยชอบด้วยกฎหมาย ดังนั้น สัญญาเช่าระหว่างโจทก์ร่วมที่ 1 กับจำเลยที่ 1 จึงสิ้นสุดลงในวันที่ 30 กันยายน 2544 ตามที่ระบุไว้ในสัญญา เมื่อไม่ปรากฏข้อเท็จจริงว่ามีการต่อสัญญาเช่าหรือทำสัญญาเช่ากันใหม่ การที่จำเลยที่ 1 กับพวกกลับเข้าครอบครองพื้นที่เช่าโดยใช้ไม้กระดานปิดกั้นและขนย้ายทรัพย์สินของโจทก์ร่วมที่ 1 ออกจากพื้นที่เช่าไปเก็บไว้ในที่อื่นและพร้อมกับปิดประกาศ ณ บริเวณพื้นที่เช่าชั้นที่ 1 และชั้นที่ 3 ว่า สัญญาเช่าสิ้นสุดลงแล้วให้ผู้ที่อ้างว่าเป็นเจ้าของนำหลักฐานไปรับทรัพย์สินคืน จึงเป็นการใช้สิทธิโดยชอบตามข้อตกลงแห่งสัญญาเช่าการกระทำของจำเลยที่ 1 กับพวกจึงไม่เป็นความผิดฐานบุกรุก และฐานทำให้เสียทรัพย์ตามฟ้อง สำหรับข้อหาลักทรัพย์ คงได้ความจากพยานโจทก์และโจทก์ร่วมที่ 1 ว่า มีการรื้อถอนและขนย้ายทรัพย์สินของโจทก์ร่วมที่ 1 ออกจากพื้นที่เช่าไปเก็บไว้ที่ลานจอดรถชั้นที่ 3 และโกดังชั้นที่ 6 บางส่วนนำไปไว้ที่ทิ้งขยะชั้นล่าง แต่ไม่มีพยานหลักฐานใดยืนยันว่าจำเลยทั้งหกเอาไปซึ่งทรัพย์สินของโจทก์ร่วมที่ 1 ทั้งการที่จำเลยที่ 1 กับพวกรื้อถอนและขนย้ายทรัพย์สินออกจากพื้นที่เช่าก็เพื่อนำไปไว้เก็บรักษาไว้เพื่อให้ผู้ที่อ้างว่าเป็นเจ้าของนำหลักฐานไปรับทรัพย์สินคืนและยังอ้างด้วยว่าทรัพย์สินนั้นตกเป็นกรรมสิทธิ์ของจำเลยที่ 1 ตามข้อตกลงในสัญญาถือว่าจำเลยทั้งหกขาดเจตนาทุจริตจึงไม่มีความผิดฐานลักทรัพย์ตามฟ้องโจทก์ ที่ศาลอุทธรณ์พิพากษามานั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาของโจทก์ร่วมที่ 1 ฟังไม่ขึ้น

อนึ่ง ตามฟ้องโจทก์ขอคืนของกลางตามบัญชีทรัพย์ที่ตรวจพบแก่โจทก์ร่วมที่ 1 ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ไม่ได้มีคำสั่งเป็นการไม่ชอบ ศาลฎีกาเห็นสมควรแก้ไข เมื่อข้อเท็จจริงปรากฏว่าทรัพย์ของกลางตามบัญชีทรัพย์เป็นของโจทก์ร่วมที่ 1 จึงให้คืนแก่เจ้าของตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 49, 186 (9) ส่วนการคืนหรือใช้ราคาทรัพย์อื่นๆ เมื่อจำเลยทั้งหกไม่ได้กระทำความผิด จึงไม่มีหน้าที่ต้องคืนหรือใช้ราคาทรัพย์ให้ยกคำขอส่วนนี้

พิพากษายืน แต่ให้คืนของกลางตามบัญชีทรัพย์ที่ตรวจพบแก่โจทก์ที่ 1 คำขอให้คืนหรือใช้ราคาทรัพย์อื่นๆ เมื่อจำเลยทั้งหกไม่ได้กระทำความผิดจึงให้ยก
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.อ. ม. 43 ม. 49 ม. 186 (9)
ป.อ. ม. 335 ม. 358 ม. 365
ป.พ.พ. ม. 538
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการ สำนักงานอัยการสูงสุด
โจทก์ร่วม — นางปิยมน คงกวินกานต์ กับพวก
บริษัทเอ็ม บี เค พร็อพเพอร์ตี้ส์
จำเลย — แอนด์ ดีเวลลอปเมนท์ จำกัด (มหาชน) กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลอาญากรุงเทพใต้ — นายนพัตธร ฤทธิกาญจน์
ศาลอุทธรณ์ — นายชาญวิทย์ รักษ์กุลชน
ชื่อองค์คณะ
ชัยยุทธ ศรีจำนงค์
ศรีอัมพร ศาลิคุปต์
สมชาติ ธัญญาวินิชกุล
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 12235/2556
#554754
เปิดฉบับเต็ม

เมื่อคณะกรรมการการเลือกตั้งวินิจฉัยว่าจำเลยกระทำการอันเป็นการฝ่าฝืน พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรและสมาชิกวุฒิสภา พ.ศ.2541 มาตรา 44 (1) ประกอบมาตรา 90 และมีคำสั่งให้มีการเลือกตั้งสมาชิกวุฒิสภาในเขตเลือกตั้งจังหวัดลพบุรีใหม่ มีผลทำให้สมาชิกภาพของจำเลยสิ้นสุดลงตั้งแต่วันที่ 13 มีนาคม 2544 ก่อนที่คณะปฏิรูปการปกครองในระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข ฉบับที่ 3 ลงวันที่ 19 กันยายน 2549 ข้อ 1 ให้ยกเลิกรัฐธรรมนูญ พุทธศักราช 2540 และมีผลให้รัฐธรรมนูญฉบับดังกล่าวสิ้นผลบังคับในวันดังกล่าวก็ตาม แต่สิทธิเรียกร้องของโจทก์ที่จะให้จำเลยคืนเงินประจำตำแหน่งและประโยชน์ตอบแทนอย่างอื่นที่จำเลยได้รับเนื่องจากการดำรงตำแหน่งดังกล่าว เริ่มนับตั้งแต่วันที่ 13 มีนาคม 2544 ก่อนรัฐธรรมนูญฉบับดังกล่าวถูกยกเลิก โจทก์จึงมีอำนาจฟ้องให้จำเลยคืนเงินประจำตำแหน่งและผลประโยชน์ตอบแทนอย่างอื่นที่จำเลยได้รับไปจากโจทก์ในระหว่างที่ดำรงตำแหน่งโดยไม่มีสิทธิได้ตามรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2540 มาตรา 97 และโจทก์ในฐานะผู้มีสิทธิในเงินดังกล่าวย่อมมีสิทธิติดตามเอาคืนจากผู้ไม่มีสิทธิได้ตาม ป.พ.พ. มาตรา 1336 คดีโจทก์จึงไม่ขาดอายุความ

เมื่อจำเลยเป็นผู้ขอให้โจทก์แต่งตั้งผู้เชี่ยวชาญ และผู้ปฏิบัติงานประจำตัวจำเลย ที่ปรึกษาประธานวุฒิสภาและรองประธานรัฐสภา และเลขานุการประธานวุฒิสภาประจำตัวจำเลย ซึ่งเป็นสิทธิของจำเลยที่ได้มาระหว่างที่จำเลยดำรงตำแหน่งและเป็นประโยชน์แก่จำเลยเอง เงินที่โจทก์ได้จ่ายให้แก่บุคคลที่จำเลยขอให้โจทก์แต่งตั้งจึงมีลักษณะเป็นประโยชน์ตอบแทนอย่างอื่นที่จำเลยได้รับมาเนื่องจากการดำรงตำแหน่ง จำเลยจึงต้องคืนแก่โจทก์ด้วย

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยชำระเงินจำนวน 3,029,352.89 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละเจ็ดครึ่งต่อปีจากต้นเงิน 2,937,017.88 บาท แก่โจทก์ นับถัดจากวันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จ

จำเลยให้การขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยชำระเงินจำนวน 3,029,352.89 บาท แก่โจทก์พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละเจ็ดครึ่งต่อปีจากต้นเงิน 2,937,017.88 บาท นับแต่วันที่ 20 ตุลาคม 2549 เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ และให้จำเลยใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ โดยกำหนดค่าทนายความ 5,000 บาท คำขออื่นให้ยก

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษาแก้เป็นว่า ให้จำเลยชำระเงินจำนวน 1,149,505.32 บาท แก่โจทก์ พร้อมด้วยดอกเบี้ยอัตราร้อยละเจ็ดครึ่งต่อปี นับแต่วันที่ 20 พฤษภาคม 2549 จนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ

โจทก์และจำเลยฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงรับฟังเป็นยุติโดยที่คู่ความไม่โต้แย้งในชั้นนี้ว่า เมื่อวันที่ 16 ธันวาคม 2542 ได้มีพระราชกฤษฎีกาให้มีการเลือกตั้งสมาชิกวุฒิสภา พ.ศ.2542 กำหนดให้มีการเลือกตั้งสมาชิกวุฒิสภาเป็นการเลือกตั้งทั่วไปในวันที่ 4 มีนาคม 2543 ซึ่งคณะกรรมการการเลือกตั้งได้ประกาศรับรองว่าจำเลยได้รับเลือกตั้งเป็นสมาชิกวุฒิสภาเขตเลือกตั้งจังหวัดลพบุรี ทำให้สมาชิกภาพในการเป็นสมาชิกวุฒิสภาของจำเลยเริ่มมีผลตั้งแต่วันที่ 22 มีนาคม 2543 ซึ่งเป็นวันถัดจากวันครบวาระการดำรงตำแหน่งของสมาชิกวุฒิสภาชุดก่อน ต่อมาวันที่ 4 สิงหาคม 2543 จำเลยได้รับเลือกตั้งจากสมาชิกวุฒิสภาให้เป็นประธานวุฒิสภา มีผลให้จำเลยดำรงตำแหน่งรองประธานรัฐสภาอีกตำแหน่งหนึ่ง ระหว่างดำรงตำแหน่งประธานวุฒิสภาจำเลยขอให้โจทก์มีคำสั่งแต่งตั้งผู้เชี่ยวชาญประจำตัวจำเลย 1 คน คือ นายปองปฐมพน ได้รับเงินค่าตอบแทนในอัตราเดือนละ 15,000 บาท และแต่งตั้งผู้ปฏิบัติงานประจำตัวจำเลย 5 คน คือ นายโอวาท ซึ่งต่อมาได้แต่งตั้งนายสิทธิศักดิ์แทนนายสวัสดิ์ นายปิยะพันธุ์ นายสังคม และนายอฐิคมเพื่อให้คำปรึกษาแนะนำด้านวิชาการ ช่วยดำเนินงานต่าง ๆ ให้แก่จำเลย โดยได้ค่าตอบแทนในอัตรา 7,780 บาท ต่อคนต่อเดือน นอกจากนี้ จำเลยได้แต่งตั้งที่ปรึกษารองประธานรัฐสภาประจำตัวจำเลย 1 คน คือ นายอภิพลได้ค่าตอบแทนเป็นเงินเดือนและเงินประจำตำแหน่งในอัตราเดือนละ 63,800 บาท และจำเลยได้แต่งตั้งที่ปรึกษาประธานวุฒิสภา 3 คน คือ นายประทักษ์ นายชวรัตน์ และนายประยุทธ ได้ค่าตอบแทนเป็นเงินเดือนและเงินประจำตำแหน่งในอัตรา 63,800 บาท ต่อคนต่อเดือน และจำเลยได้แต่งตั้งเลขานุการประธานวุฒิสภา 1 คน คือ นายโอวาท ได้ค่าตอบแทนในอัตราเดือนละ 42,400 ในวันที่ 13 มีนาคม 2544 คณะกรรมการการเลือกตั้งมีคำวินิจฉัยว่า การเลือกตั้งสมาชิกวุฒิสภาเขตเลือกตั้งจังหวัดลพบุรี มีบุคคลให้เงินแก่ผู้มีสิทธิเลือกตั้งเพื่อจูงใจให้ลงคะแนนเสียงให้แก่จำเลย อันเป็นการฝ่าฝืนพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรและสมาชิกวุฒิสภา พ.ศ.2541 มาตรา 44 (1) ประกอบมาตรา 90 ทำให้การเลือกตั้งสมาชิกวุฒิสภาของเขตเลือกตั้งจังหวัดลพบุรีในส่วนที่เกี่ยวกับจำเลยมิได้เป็นไปโดยสุจริตและเที่ยงธรรม และมีคำสั่งให้มีการเลือกตั้งสมาชิกวุฒิสภาในเขตเลือกตั้งจังหวัดลพบุรีใหม่แทนจำเลย มีผลทำให้สมาชิกภาพของจำเลยสิ้นสุดลงนับแต่วันที่คณะกรรมการการเลือกตั้งมีคำสั่งดังกล่าว ตามคำวินิจฉัยสั่งการคณะกรรมการการเลือกตั้งที่ 76/2544 ตั้งแต่จำเลยได้รับการเลือกตั้งเป็นสมาชิกวุฒิสภาและได้รับการเลือกตั้งให้ดำรงตำแหน่งประธานวุฒิสภาและรองประธานรัฐสภา จนถึงวันที่สมาชิกภาพของจำเลยสิ้นสุดลง จำเลยได้รับเงินประจำตำแหน่งและเงินเพิ่มเป็นเงิน 1,089,290.32 บาท ค่าใบเบิกทาง 56,895 บาท ค่าใช้จ่ายในการเดินทาง 3,320 บาท รวมเป็นเงิน 1,149,505.32 บาท นอกจากนี้โจทก์ได้จ่ายเงินค่าตอบแทนผู้เชี่ยวชาญให้จำเลย 144,677.42 บาท ค่าตอบแทนผู้ปฏิบัติงานประจำตัวจำเลย 454,506.45 บาท เงินเดือนและเงินประจำตำแหน่งที่ปรึกษารองประธานรัฐสภา ประธานวุฒิสภา และเลขานุการประธานวุฒิสภา ให้แก่จำเลยไปเป็นเงิน 1,187,328.69 บาท รวมเป็นเงิน 2,937,017.88 บาท

โดยในชั้นแรกสมควรหยิบยกปัญหาตามฎีกาของจำเลยก่อนในประเด็นแรกว่า โจทก์มีอำนาจฟ้องหรือไม่ โดยจำเลยฎีกาว่า เมื่อคณะปฏิรูปการปกครองในระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุขทำการยึดอำนาจการปกครองประเทศ และมีประกาศคณะปฏิรูปการปกครองในระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข ฉบับที่ 3 ลงวันที่ 19 กันยายน 2549 ข้อ 1 ให้รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2540 สิ้นสุดลง ทำให้บทบัญญัติในรัฐธรรมนูญฉบับดังกล่าวสิ้นผลบังคับทันที โจทก์จึงไม่อาจถือเอาประโยชน์จากบทบัญญัติในรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2540 และพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรและสมาชิกวุฒิสภา พ.ศ.2541 ที่สิ้นผลไปแล้วมาเรียกร้องเอากับจำเลยได้ โจทก์จึงไม่มีอำนาจฟ้อง เห็นว่า คดีนี้ คณะกรรมการการเลือกตั้งวินิจฉัยว่า จำเลยกระทำการอันเป็นการฝ่าฝืนพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรและสมาชิกวุฒิสภา พ.ศ.2541 มาตรา 44 (1) ประกอบมาตรา 90 และมีคำสั่งให้มีการเลือกตั้งสมาชิกวุฒิสภาในเขตเลือกตั้งจังหวัดลพบุรีใหม่ มีผลทำให้สมาชิกภาพของจำเลยสิ้นสุดลงตั้งแต่วันที่ 13 มีนาคม 2544 ก่อนที่คณะปฏิรูปการปกครองในระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข จะมีประกาศคณะปฏิรูปการปกครองในระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข ฉบับที่ 3 เมื่อวันที่ 19 กันยายน 2549 ให้ยกเลิกรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2540 และมีผลให้รัฐธรรมนูญฉบับดังกล่าวสิ้นผลบังคับในวันเดียวกันนั้นก็ตาม แต่สิทธิเรียกร้องของโจทก์ที่จะให้จำเลยคืนเงินประจำตำแหน่งและประโยชน์ตอบแทนอย่างอื่นที่จำเลยได้รับมาเนื่องจากการดำรงตำแหน่งดังกล่าวให้แก่โจทก์ เริ่มนับตั้งแต่วันที่ 13 มีนาคม 2544 อันเป็นวันที่สมาชิกภาพของจำเลยสิ้นสุดลงเป็นต้นไป ก่อนที่รัฐธรรมนูญฉบับดังกล่าวจะถูกยกเลิก โจทก์จึงมีอำนาจฟ้องให้จำเลยคืนเงินประจำตำแหน่งและประโยชน์ตอบแทนอย่างอื่นที่โจทก์จ่ายให้แก่จำเลยไปแล้วได้ ที่ศาลอุทธรณ์วินิจฉัยในประเด็นนี้มานั้น ต้องด้วยความเห็นของศาลฎีกา

ปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยข้อต่อไปมีว่า คดีโจทก์ขาดอายุความแล้วหรือไม่ โดยจำเลยฎีกาว่า โจทก์ฟ้องเรียกเงินประจำตำแหน่งและประโยชน์ตอบแทนอย่างอื่นจากจำเลยที่ได้รับระหว่างดำรงตำแหน่งสมาชิกวุฒิสภาโดยชอบ ไม่ใช่การใช้สิทธิติดตามเอาคืนซึ่งทรัพย์สินของตน ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1336 จึงมีกำหนดอายุความ 5 ปี ตามมาตรา 193/33 เมื่อคณะกรรมการการเลือกตั้งมีคำสั่งให้จำเลยพ้นจากตำแหน่งตั้งแต่วันที่ 13 มีนาคม 2544 โจทก์ฟ้องคดีนี้วันที่ 19 ตุลาคม 2549 คดีโจทก์จึงขาดอายุความ เห็นว่า คดีนี้โจทก์ฟ้องว่า จำเลยได้รับเลือกตั้งเป็นสมาชิกวุฒิสภามาโดยไม่ชอบ และขอให้จำเลยคืนเงินประจำตำแหน่งและประโยชน์ตอบแทนอย่างอื่นที่จำเลยได้รับไปจากโจทก์ในระหว่างที่ดำรงตำแหน่งโดยไม่มีสิทธิได้ ตามบทบัญญัติรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2540 มาตรา 97 อันเป็นกรณีที่โจทก์ฟ้องเรียกคืนเงินที่จำเลยได้ไปโดยไม่ชอบ และโจทก์ในฐานะผู้มีสิทธิในเงินดังกล่าวย่อมมีสิทธิติดตามเอาคืนจากผู้ไม่มีสิทธิได้ ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1336 ซึ่งไม่มีกำหนดอายุความ คดีของโจทก์จึงไม่ขาดอายุความ ที่ศาลล่างทั้งสองวินิจฉัยในประเด็นนี้มานั้นต้องด้วยความเห็นของศาลฎีกา

ปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยข้อสุดท้ายมีว่า จำเลยต้องคืนเงินประจำตำแหน่งตามที่โจทก์ฟ้องให้แก่โจทก์หรือไม่ โดยจำเลยฎีกาว่า จำเลยไม่จำต้องคืนเงินประจำตำแหน่งและผลประโยชน์ตอบแทนอย่างอื่นที่ได้รับมาในระหว่างดำรงตำแหน่งเนื่องจากจำเลยได้ทำงานในฐานะข้าราชการการเมืองตำแหน่งสมาชิกวุฒิสภา ประธานวุฒิสภาและรองประธานรัฐสภา ซึ่งโจทก์ได้รับผลประโยชน์ตอบแทนจากการทำงานของจำเลย โจทก์จึงไม่ได้รับความเสียหาย จำเลยจึงไม่ต้องรับผิดคืนเงินให้แก่โจทก์ เห็นควรวินิจฉัยประเด็นดังกล่าวไปพร้อมกับฎีกาของโจทก์ที่ว่า เงินค่าตอบแทนที่โจทก์จ่ายให้แก่ผู้เชี่ยวชาญ ผู้ปฏิบัติงานประจำตัวจำเลย ที่ปรึกษาประธานวุฒิสภา ที่ปรึกษารองประธานรัฐสภา และเลขานุการประธานวุฒิสภาเป็นค่าประโยชน์ตอบแทนอย่างอื่นที่จำเลยได้รับเนื่องจากการดำรงตำแหน่งประธานวุฒิสภาที่ต้องคืนให้แก่โจทก์หรือไม่ เห็นว่า รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2540 มาตรา 97 บัญญัติว่า "การออกจากตำแหน่งของสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรหรือสมาชิกวุฒิสภาภายหลังวันที่สมาชิกภาพสิ้นสุดลง หรือวันที่ศาลรัฐธรรมนูญมีคำวินิจฉัยว่าสมาชิกภาพของของสมาชิกคนใดคนหนึ่งสิ้นสุดลง ย่อมไม่กระทบกระเทือนกิจการที่สมาชิกผู้นั้นได้กระทำไปในหน้าที่สมาชิก รวมทั้งการได้รับเงินประจำตำแหน่งหรือประโยชน์ตอบแทนอย่างอื่นก่อนที่สมาชิกผู้นั้นออกจากตำแหน่ง หรือก่อนที่ประธานแห่งสภาที่ผู้นั้นเป็นสมาชิกได้รับแจ้งคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญ แล้วแต่กรณี เว้นแต่ในกรณีที่ออกจากตำแหน่งเพราะเหตุที่ผู้นั้นได้รับเลือกตั้งมาโดยไม่ชอบด้วยกฎหมายประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรและสมาชิกวุฒิสภา ให้คืนเงินประจำตำแหน่งและประโยชน์ตอบแทนอย่างอื่นที่ผู้นั้นรับมาเนื่องจากการดำรงตำแหน่งดังกล่าว" เมื่อข้อเท็จจริงรับฟังยุติได้ว่า จำเลยถูกออกจากตำแหน่งหรือสมาชิกภาพของจำเลยสิ้นสุดลงเพราะเหตุที่จำเลยได้รับเลือกตั้งมาโดยไม่ชอบด้วยพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรและสมาชิกวุฒิสภา พ.ศ.2541 มาตรา 44 (1) ประกอบมาตรา 90 กรณีจึงต้องด้วยบทบัญญัติมาตรา 97 ของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2540 จำเลยจึงต้องคืนเงินประจำตำแหน่งและประโยชน์ตอบแทนอย่างอื่นที่จำเลยได้รับมาเนื่องจากการดำรงตำแหน่งดังกล่าว เมื่อจำเลยเป็นผู้ขอให้โจทก์แต่งตั้งผู้เชี่ยวชาญ และผู้ปฏิบัติงานประจำตัวจำเลย ที่ปรึกษาประธานวุฒิสภาและรองประธานรัฐสภา และเลขานุการประธานวุฒิสภาประจำตัวจำเลยซึ่งเป็นสิทธิของจำเลยที่ได้มาระหว่างที่จำเลยดำรงตำแหน่งและเป็นประโยชน์แก่จำเลยเอง เงินที่โจทก์ได้จ่ายให้แก่บุคคลที่จำเลยขอให้โจทก์แต่งตั้งจึงมีลักษณะเป็นประโยชน์ตอบแทนอย่างอื่นที่จำเลยได้รับมาเนื่องจากการดำรงตำแหน่ง จำเลยจึงต้องคืนให้แก่โจทก์ด้วย ที่ศาลอุทธรณ์พิพากษาในประเด็นนี้มาว่า จำเลยไม่ต้องคืนเงินค่าตอบแทนในส่วนนี้ให้แก่โจทก์นั้น ไม่ต้องด้วยความเห็นของศาลฎีกา ฎีกาของจำเลยทุกข้อฟังไม่ขึ้น ส่วนฎีกาของโจทก์ฟังขึ้น พิพากษาแก้เป็นว่า ให้บังคับคดีไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์และชั้นฎีกาให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 1336
พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญ ว่าด้วยการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรและสมาชิกวุฒิสภา พ.ศ.2541 ม. 44 (1) ม. 90
รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2540 ม. 97
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — สำนักงานเลขาธิการวุฒิสภา
จำเลย — นายสนิท วรปัญญา
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลแพ่ง — นายประสิทธิ์ สุขวัฒน์นิจกูล
ศาลอุทธรณ์ — นายชาตรี ศิริรักษ์
ชื่อองค์คณะ
วิกร อังคณาวิศัลย์
บูรณ์ ฐาปนดุลย์
ธีระยุทธ ทรัพย์นภาพร
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 12212/2556
#559112
เปิดฉบับเต็ม

จำเลยที่ 1 ร้องขอให้จ่ายค่าทดแทนและค่าใช้จ่ายแก่จำเลยในคดีอาญาตาม พ.ร.บ.ค่าตอบแทนผู้เสียหาย และค่าทดแทนและค่าใช้จ่ายแก่จำเลยในคดีอาญา พ.ศ.2544 มาตรา 22 เมื่อคณะกรรมการพิจารณาค่าตอบแทนผู้เสียหายและค่าทดแทนและค่าใช้จ่ายแก่จำเลยในคดีอาญามีคำวินิจฉัยอย่างไร มาตรา 25 วรรคหนึ่ง บัญญัติให้มีสิทธิอุทธรณ์ต่อศาลอุทธรณ์ คำวินิจฉัยของศาลอุทธรณ์ให้เป็นที่สุด จำเลยที่ 1 ไม่มีสิทธิฎีกา ศาลชั้นต้นสั่งรับฎีกามาไม่ชอบ ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัย

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
คดีสืบเนื่องมาจากมาโจทก์ฟ้องจำเลยที่ 1 กับพวกต่อศาลอาญาธนบุรีในความผิดต่อพระราช บัญญัติยาเสพติดให้โทษ ศาลอาญาธนบุรีพิพากษาลงโทษจำคุกจำเลยที่ 1 กับพวก ต่อมาศาลอุทธรณ์พิพากษาแก้เป็นว่า ให้ยกฟ้องโจทก์สำหรับจำเลยที่ 1 ศาลฎีกา พิพากษายืน จำเลยที่ 1 ยื่นคำขอรับ ค่าทดแทนและค่าใช้จ่ายแก่จำเลยในคดีอาญา คณะกรรมการพิจารณาค่าตอบแทนผู้เสียหายและค่าทดแทนและค่าใช้จ่ายแก่จำเลยในคดีอาญา พิจารณาแล้วมีคำวินิจฉัยให้ยกคำขอ

จำเลยที่ 1 อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษายกคำขอของจำเลยที่ 1

จำเลยที่ 1 ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า คดีนี้จำเลยที่ 1 ร้องขอให้จ่ายค่าทดแทนและค่าใช้จ่ายแก่จำเลยในคดีอาญาตามพระราชบัญญัติค่าตอบแทนผู้เสียหายและค่าทดแทนและค่าใช้จ่ายแก่จำเลยในคดีอาญา พ.ศ.2544 มาตรา 22 เมื่อคณะกรรมการพิจารณาค่าตอบแทนผู้เสียหายและค่าทดแทนและค่าใช้จ่ายแก่จำเลยในคดีอาญามีคำวินิจฉัยอย่างไร พระราชบัญญัติค่าตอบแทนผู้เสียหายและค่าทดแทนและค่าใช้จ่ายแก่จำเลยในคดีอาญา พ.ศ.2544 มาตรา 25 วรรคหนึ่ง บัญญัติว่า "ในกรณีที่ผู้ยื่นคำขอไม่เห็นด้วยกับคำวินิจฉัยของคณะกรรมการ ให้มีสิทธิอุทธรณ์ต่อศาลอุทธรณ์ภายในสามสิบวันนับแต่วันที่ได้รับแจ้งคำวินิจฉัย คำวินิจฉัยของศาลอุทธรณ์ให้เป็นที่สุด" ซึ่งจำเลยที่ 1 ไม่เห็นด้วยกับคำวินิจฉัยของคณะกรรมการพิจารณาค่าตอบแทนผู้เสียหายและค่าทดแทนและค่าใช้จ่ายแก่จำเลยในคดีอาญา จำเลยที่ 1 ใช้สิทธิอุทธรณ์คำวินิจฉัยดังกล่าว และต่อมาศาลอุทธรณ์พิพากษาให้ยกคำขอของจำเลยที่ 1 คำวินิจฉัยของศาลอุทธรณ์ย่อมเป็นที่สุดตามบทบัญญัติมาตรา 25 วรรคหนึ่ง ดังกล่าว จำเลยที่ 1 จึงไม่มีสิทธิที่จะฎีกาได้ ที่ศาลชั้นต้นสั่งรับฎีกาของจำเลยที่ 1 มาไม่ชอบ ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัยให้

พิพากษายกฎีกาของจำเลยที่ 1
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.ค่าตอบแทนผู้เสียหาย และค่าทดแทนและค่าใช้จ่ายแก่จำเลยในคดีอาญา พ.ศ.2544 ม. 22 ม. 25 วรรคหนึ่ง
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการ สำนักงานอัยการสูงสุด
จำเลย — นายซาลิม โมโฮโยคินหรือโมโฮโยดีน กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลอุทธรณ์ — นายขจรเดช คงแสงชู
ชื่อองค์คณะ
ศรีอัมพร ศาลิคุปต์
สุทธิโชค เทพไตรรัตน์
สรศักดิ์ วาจาสิทธิศิลป์
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 12204/2556
#559105
เปิดฉบับเต็ม

โจทก์ฟ้องจำเลยในความผิดฐานบุกรุกเคหสถานที่อยู่อาศัยของผู้เสียหายที่ 3 ใช้ขวดน้ำมัน 3 ขวด ขว้างปาเข้าไปในบ้านพักอันเป็นการทำให้เสียหายซึ่งทรัพย์ของผู้เสียหายที่ 3 เป็นเหตุให้พัดลมตั้งโต๊ะแตกเสียหาย คิดเป็นเงิน 1,200 บาท ระหว่างพิจารณาผู้เสียหายที่ 3 ยื่นคำร้องขอให้บังคับจำเลยชดใช้ค่าสินไหมทดแทนอ้างว่า จำเลยยิงปืนเข้าไปในร้านที่เกิดเหตุ ทำให้สิ่งของภายในร้านเสียหาย พัดลมตั้งพื้น 1 ตัว ราคา 1,800 บาท น้ำมันเบนซิน 5 ขวด ราคา 200 บาท และทำให้สิ่งของอื่นในร้านเสียหาย 3,200 บาท ค่ากระทบกระเทือนทางจิตใจ 10,000 บาท นั้น แม้ผู้เสียหายที่ 3 จะมีสิทธิยื่นคำร้องขอให้จำเลยชดใช้ค่าสินไหมทดแทน แต่คำร้องดังกล่าวจะมีคำขอประการอื่นที่มิใช่คำขอบังคับให้จำเลยชดใช้ค่าสินไหมทดแทนอันเนื่องมาจากการกระทำความผิดของจำเลยในคดีอาญามิได้ และต้องไม่ขัดหรือแย้งกับคำฟ้องในคดีอาญาที่พนักงานอัยการเป็นโจทก์ ตาม ป.วิ.อ. มาตรา 44/1 วรรคสาม ที่ผู้เสียหายที่ 3 เรียกร้องให้จำเลยชดใช้ค่าน้ำมันเบนซิน 5 ขวด ราคา 200 บาท และทำให้สิ่งของอื่นในร้านเสียหาย 3,200 บาท มิใช่เป็นการเรียกเอาค่าสินไหมทดแทนอันเนื่องมาจากการกระทำความผิดของจำเลยตาม ป.วิ.อ. มาตรา 44/1 วรรคหนึ่ง การที่ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยชดใช้ค่าสินไหมทดแทนให้ผู้เสียหายที่ 3 เป็นค่าน้ำมันเบนซิน 5 ขวด ราคา 200 บาท และทรัพย์สินอื่นเป็นเงิน 500 บาท จึงเป็นการไม่ชอบ แม้จำเลยไม่ได้ฎีกาในปัญหานี้ ปัญหาดังกล่าวเป็นข้อกฎหมายที่เกี่ยวกับความสงบเรียบร้อย ศาลฎีกามีอำนาจยกขึ้นวินิจฉัยเองได้ตาม ป.วิ.อ. มาตรา 195 วรรคสอง ประกอบมาตรา 225

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 80, 83, 91, 288, 358, 364, 365 พระราชบัญญัติอาวุธปืน เครื่องกระสุนปืน วัตถุระเบิด ดอกไม้เพลิง และสิ่งเทียมอาวุธปืน พ.ศ.2490 มาตรา 7, 8 ทวิ, 72, 72 ทวิ

จำเลยให้การปฏิเสธ

ระหว่างพิจารณานายสิทธิพัฒน์ ผู้เสียหายที่ 1 ยื่นคำร้องขอให้บังคับจำเลยชดใช้ค่าสินไหมทดแทนเป็นเงิน 23,750 บาท แก่ผู้เสียหายที่ 1

นางจินตนา ผู้เสียหายที่ 3 ยื่นคำร้องขอให้บังคับจำเลยชดใช้ค่าสินไหมทดแทนเป็นเงิน 13,200 บาท แก่ผู้เสียหายที่ 3

จำเลยให้การในคดีส่วนแพ่ง ขอให้ยกคำร้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 288 ประกอบมาตรา 80, 358, 365 (2) (3) ประกอบมาตรา 364, 83 พระราชบัญญัติอาวุธปืน เครื่องกระสุนปืน วัตถุระเบิด ดอกไม้เพลิง และสิ่งเทียมอาวุธปืน พ.ศ.2490 มาตรา 7, 8 ทวิ วรรคสอง, 72 วรรคสาม, 72 ทวิ วรรคสอง การกระทำของจำเลยเป็นความผิดหลายกรรมต่างกัน ให้ลงโทษทุกกรรมเป็นกระทงความผิดไปตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 (ที่ถูก มาตรา 91) ฐานมีอาวุธปืนและเครื่องกระสุนปืนโดยไม่ได้รับใบอนุญาต จำคุก 1 ปี ฐานพาอาวุธปืนและเครื่องกระสุนปืนไปในเมือง หมู่บ้าน หรือทางสาธารณะโดยไม่ได้รับใบอนุญาต จำคุก 6 เดือน ฐานพยายามฆ่า จำคุก 10 ปี ฐานบุกรุกและทำให้เสียทรัพย์ เป็นการกระทำกรรมเดียวเป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบท ให้ลงโทษฐานบุกรุกซึ่งเป็นกฎหมายบทที่มีโทษหนักที่สุดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 จำคุก 6 เดือน รวมจำคุก 11 ปี 12 เดือน ให้จำเลยชำระค่าเสียหาย 20,750 บาท แก่ผู้เสียหายที่ 1 และชำระค่าเสียหาย 1,900 บาท แก่ผู้เสียหายที่ 3 คำขออื่นนอกจากนี้ให้ยก

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 2 พิพากษาแก้เป็นว่า จำเลยมีความผิดฐานทำให้เสียทรัพย์ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 358 จำคุก 3 เดือน ยกฟ้องโจทก์ในความผิดฐานพยายามฆ่า บุกรุก มีอาวุธปืนไว้ในครอบครองและพาอาวุธปืนโดยไม่ได้รับใบอนุญาต กับยกคำขอให้จำเลยชดใช้ค่าเสียหายทางแพ่งแก่ผู้เสียหายที่ 1 นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

โจทก์ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ว่า จำเลยกระทำความผิดฐานร่วมกันพยายามฆ่า ร่วมกันบุกรุก ร่วมกันมีอาวุธปืนไว้ในครอบครองโดยไม่ได้รับใบอนุญาต และร่วมกันพาอาวุธปืนและเครื่องกระสุนปืนไปในเมือง หมู่บ้าน หรือทางสาธารณะโดยไม่ได้รับใบอนุญาตหรือไม่ โจทก์มีผู้เสียหายที่ 1 และนายธนวัฒน์ ผู้เสียหายที่ 2 เป็นพยาน นอกจากนี้โจทก์มีร้อยตำรวจโทสมศักดิ์ พนักงานสอบสวน เป็นพยานเบิกความว่า เป็นผู้สอบปากคำผู้เสียหายที่ 1 และที่ 2 ในชั้นสอบสวน แต่ผู้เสียหายที่ 1 และที่ 2 ไม่ได้ให้การยืนยันว่าจำเลยเป็นคนใช้อาวุธปืนยิงผู้เสียหายที่ 1 เพียงแต่ให้การว่ากลุ่มของพวกจำเลยเป็นคนใช้อาวุธปืนยิง แต่ปรากฏว่าผู้เสียหายที่ 2 เบิกความตอบทนายความจำเลยถามค้านว่า ในชั้นสอบสวนผู้เสียหายที่ 2 ไม่ได้ให้การต่อพนักงานสอบสวนว่าเห็นคนร้ายคนที่ชักอาวุธปืนออกมา ซึ่งสอดคล้องกับคำเบิกความของร้อยตำรวจโทสมศักดิ์ที่เบิกความว่า ผู้เสียหายที่ 2 ไม่ได้ให้การยืนยันว่าจำเลยเป็นคนใช้อาวุธปืนออกมายิงผู้เสียหายที่ 1 หากผู้เสียหายที่ 2 เห็นเหตุการณ์ขณะจำเลยชักอาวุธปืนออกมาเช่นนั้นจริง ผู้เสียหายที่ 2 คงต้องแจ้งเจ้าพนักงานตำรวจในทันทีทันใดภายหลังเกิดเหตุ และต้องให้การยืนยันข้อเท็จจริงดังกล่าวต่อร้อยตำรวจโทสมศักดิ์ การที่ผู้เสียหายที่ 2 เพิ่งจะเบิกความยืนยันข้อเท็จจริงเช่นนั้นในชั้นพิจารณา จึงเป็นพิรุธ ไม่เชื่อว่าขณะเกิดเหตุผู้เสียหายที่ 2 จะเห็นจำเลยชักอาวุธปืนออกมา พยานโจทก์นอกจากนี้แล้วไม่มีผู้ใดเห็นเหตุการณ์ขณะคนร้ายใช้อาวุธปืนยิงผู้เสียหายที่ 1 แม้ตามทางนำสืบของโจทก์ฟังได้ว่าจำเลยรวมอยู่ในกลุ่มคนร้ายด้วยก็ตาม แต่ไม่ปรากฏพฤติการณ์อันแสดงว่าจำเลยร่วมรู้เห็นกับคนร้ายที่นำอาวุธปืนติดตัวมาและคบคิดกับคนร้ายดังกล่าวในการใช้อาวุธปืนยิงประทุษร้ายผู้เสียหายที่ 1 มาก่อน การที่คนร้ายใช้อาวุธปืนยิงผู้เสียหายที่ 1 เป็นกรณีเกิดขึ้นเป็นไปโดยกะทันหัน และเป็นการตัดสินใจของคนร้ายคนดังกล่าวโดยลำพัง พยานหลักฐานของโจทก์ไม่อาจฟังได้ว่าจำเลยกระทำความผิดฐานร่วมกันพยายามฆ่า ร่วมกันมีอาวุธปืนไว้ในครอบครองโดยไม่ได้รับใบอนุญาต และร่วมกันพาอาวุธปืนและเครื่องกระสุนปืนไปในเมือง หมู่บ้าน หรือทางสาธารณะโดยไม่ได้รับใบอนุญาต ส่วนกรณีความผิดฐานร่วมกันบุกรุกนั้น โจทก์มีนายภานุวัฒน์ และนายปิติพงศ์ เป็นพยานเบิกความในทำนองเดียวกันว่า หลังจากมีเสียงปืนดัง 1 นัด นายภานุวัฒน์และนายปิติพงศ์เห็นจำเลยยืนอยู่หน้าบ้านเกิดเหตุ จำเลยขว้างขวดเข้าไปในบ้านเกิดเหตุหลายครั้ง ซึ่งคำเบิกความของพยานโจทก์ทั้งสองปากนี้ขัดแย้งกับคำเบิกความของผู้เสียหายที่ 2 ที่เบิกความว่า เห็นจำเลยเข้าไปในบ้านเกิดเหตุแล้วมีเสียงแก้วแตก แต่ผู้เสียหายที่ 2 เป็นผู้มีส่วนได้ส่วนเสียในทางคดีโดยตรงและมีผลประโยชน์ขัดแย้งกับจำเลย จึงเป็นเรื่องปกติธรรมดาที่จะเบิกความไปในทางสมประโยชน์แก่ผู้เสียหายทั้งสาม ดังนั้น จะต้องฟังคำเบิกความของผู้เสียหายที่ 2 ด้วยความระมัดระวัง ส่วนนายภานุวัฒน์และนายปิติพงศ์ไม่ปรากฏว่ามีผลประโยชน์ในทางคดีขัดแย้งกับฝ่ายใดฝ่ายหนึ่ง เป็นพยานคนกลาง คำเบิกความมีน้ำหนักน่าเชื่อถือ ข้อเท็จจริงในคดีจึงฟังได้ตามที่นายภานุวัฒน์และนายปิติพงศ์เบิกความว่าขณะจำเลยขว้างขวดเข้าไปในบ้านเกิดเหตุนั้น จำเลยยืนอยู่นอกบ้านเกิดเหตุ เมื่อข้อเท็จจริงฟังได้เช่นนี้ จำเลยจึงไม่มีความผิดฐานร่วมกันบุกรุก ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 2 พิพากษามานั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาของโจทก์ฟังไม่ขึ้น

อนึ่ง คดีนี้โจทก์ฟ้องจำเลยในความผิดฐานบุกรุกเคหสถานที่อยู่อาศัยของผู้เสียหายที่ 3 ใช้ขวดน้ำมัน 3 ขวด ขว้างปาเข้าไปในบ้านพักอันเป็นการทำให้เสียหายซึ่งทรัพย์ของผู้เสียหายที่ 3 เป็นเหตุให้พัดลมตั้งโต๊ะแตกเสียหาย คิดเป็นเงิน 1,200 บาท ระหว่างพิจารณาผู้เสียหายที่ 3 ยื่นคำร้องขอให้บังคับจำเลยชดใช้ค่าสินไหมทดแทนอ้างว่า จำเลยยิงปืนเข้าไปในร้านที่เกิดเหตุ ทำให้สิ่งของภายในร้านเสียหาย พัดลมตั้งพื้น 1 ตัว ราคา 1,800 บาท น้ำมันเบนซิน 5 ขวด ราคา 200 บาท และทำให้สิ่งของอื่นในร้านเสียหาย 3,200 บาท ค่ากระทบกระเทือนทางจิตใจ 10,000 บาท นั้น เห็นว่า แม้ผู้เสียหายที่ 3 มีสิทธิยื่นคำร้องขอบังคับให้จำเลยชดใช้ค่าสินไหมทดแทน แต่คำร้องดังกล่าวจะมีคำขอประการอื่นที่มิใช่คำขอบังคับให้จำเลยชดใช้ค่าสินไหมทดแทนอันเนื่องมาจากการกระทำความผิดของจำเลยในคดีอาญามิได้ และต้องไม่ขัดหรือแย้งกับคำฟ้องในคดีอาญาที่พนักงานอัยการเป็นโจทก์ ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 44/1 วรรคสาม ที่ผู้เสียหายที่ 3 เรียกร้องให้จำเลยชดใช้ค่าน้ำมันเบนซิน 5 ขวด ราคา 200 บาท และทำให้สิ่งของอื่นในร้านเสียหาย 3,200 บาท มิใช่เป็นการเรียกร้องเอาค่าสินไหมทดแทนอันเนื่องมาจากการกระทำความผิดของจำเลย ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 44/1 วรรคหนึ่ง การที่ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยชดใช้ค่าสินไหมทดแทนให้ผู้เสียหายที่ 3 เป็นค่าน้ำมันเบนซิน 5 ขวด ราคา 200 บาท และทรัพย์สินอื่นเป็นเงิน 500 บาท จึงเป็นการไม่ชอบ แม้จำเลยไม่ได้ฎีกาในปัญหานี้ ปัญหาดังกล่าวเป็นข้อกฎหมายที่เกี่ยวกับความสงบเรียบร้อย ศาลฎีกามีอำนาจยกขึ้นวินิจฉัยเองได้ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 195 วรรคสอง ประกอบมาตรา 225

พิพากษาแก้เป็นว่า ให้จำเลยชำระค่าเสียหาย 1,200 บาท แก่ผู้เสียหายที่ 3 นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 2
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.อ. ม. 44/1
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการจังหวัดชลบุรี
ผู้ร้อง — นายสิทธิพัฒน์ แสงสว่าง กับพวก
จำเลย — นายภควัตหรือยิม พิศิษฐวานิช
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดชลบุรี — นายสญชัย กีรติกฤติยานนท์
ศาลอุทธรณ์ภาค 2 — นางสาวรุ่งกานต์ ศรีตระกูลชัย
ชื่อองค์คณะ
กษิดิ์เดช จีนสลุต
อร่าม แย้มสอาด
ชุติมนต์ โพธิเดช
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 12128/2556
#554893
เปิดฉบับเต็ม

การที่ศาลชั้นต้นลงโทษจำเลยที่ 1 ฐานเป็นคนต่างด้าวเข้ามาในราชอาณาจักรโดยไม่ผ่านช่องทางด่านตรวจคนเข้าเมือง จำคุก 6 เดือน ฐานเป็นคนต่างด้าวอยู่ในราชอาณาจักรโดยไม่ได้รับอนุญาต จำคุก 6 เดือน ฐานมีเมทแอมเฟตามีนไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่าย จำคุกตลอดชีวิต และปรับ 2,000,000 บาท ฐานร่วมกันมีวัตถุออกฤทธิ์ในประเภท 2 ไว้ในครอบครองโดยไม่ได้รับอนุญาต จำคุก 4 ปี ฐานร่วมกันมีอาวุธปืนมีทะเบียนของผู้อื่นไว้ในครอบครองโดยไม่ได้รับใบอนุญาต จำคุก 1 ปี รวมโทษจำเลยที่ 1 ทุกกระทงแล้วให้จำคุกตลอดชีวิตและปรับ 2,000,000 บาท แล้วลดโทษให้จำเลยที่ 1 กึ่งหนึ่ง ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 ประกอบมาตรา 53 คงจำคุกจำเลยที่ 1 มีกำหนด 25 ปี และปรับ 1,000,000 บาท และศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษายืน เป็นการไม่ชอบเพราะไม่ได้ลดโทษก่อนตามมาตรา 78 แล้วจึงรวมโทษตามมาตรา 91 แต่อย่างไรก็ตามเมื่อโจทก์ไม่ได้อุทธรณ์ฎีกา ศาลฎีกาจึงไม่อาจลงโทษจำคุกจำเลยที่ 1 ให้ถูกต้องได้ เนื่องจากเป็นการเพิ่มเติมโทษ ซึ่งต้องห้ามตาม ป.วิ.อ. มาตรา 212 ประกอบมาตรา 225

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยทั้งสองตามพระราชบัญญัติคนเข้าเมือง พ.ศ.2522 มาตรา 4, 5, 11, 12, 13, 18, 62, 81 พระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 มาตรา 4, 7, 8, 15, 66, 102 พระราชบัญญัติวัตถุที่ออกฤทธิ์ต่อจิตและประสาท พ.ศ.2518 มาตรา 4, 6, 62, 106 พระราชบัญญัติอาวุธปืน เครื่องกระสุนปืน วัตถุระเบิด ดอกไม้เพลิง และสิ่งเทียมอาวุธปืน พ.ศ.2490 มาตรา 7, 72 ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 32, 33, 83, 91 ริบเมทแอมเฟตามีน ไดเมทิลแอมเฟตามีนและโทรศัพท์เคลื่อนที่ของกลาง

จำเลยที่ 1 ให้การรับสารภาพ

จำเลยที่ 2 ให้การรับสารภาพในฐานความผิดตามพระราชบัญญัติคนเข้าเมือง พ.ศ.2522 แต่ในฐานความผิดอื่นให้การปฏิเสธ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยทั้งสองมีความผิดตามพระราชบัญญัติคนเข้าเมือง พ.ศ.2522 มาตรา 11, 12 (ที่ถูก 12 (1)), 62 วรรคหนึ่ง, 18 วรรคสอง, 81 พระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 มาตรา 15 วรรคสาม (2), 66 วรรคสาม พระราชบัญญัติวัตถุที่ออกฤทธิ์ต่อจิตและประสาท พ.ศ.2518 มาตรา 62 วรรคหนึ่ง, 106 (ที่ถูก 106 วรรคหนึ่ง) พระราชบัญญัติอาวุธปืน เครื่องกระสุนปืน วัตถุระเบิด ดอกไม้เพลิง และสิ่งเทียมอาวุธปืน พ.ศ.2490 มาตรา 7, 72 วรรคสาม ประกอบประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83 การกระทำของจำเลยทั้งสองเป็นความผิดต่อกฎหมายหลายกรรมต่างกัน ให้ลงโทษทุกกรรมเป็นกระทงความผิดไปตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 ฐานเป็นคนต่างด้าวเข้ามาในราชอาณาจักรโดยไม่ผ่านช่องทางและด่านตรวจ จำคุกคนละ 6 เดือน ฐานเป็นคนต่างด้าวอยู่อาศัยในราชอาณาจักรโดยไม่ได้รับอนุญาต จำคุกคนละ 6 เดือน ฐานร่วมกันมีเมทแอมเฟตามีน ไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่าย จำคุกตลอดชีวิต และปรับคนละ 2,000,000 บาท ฐานร่วมกันมีวัตถุออกฤทธิ์ในประเภท 2 ไว้ในครอบครองโดยไม่ได้รับอนุญาต จำคุกคนละ 4 ปี ฐานร่วมกันมีอาวุธปืนที่เป็นของผู้อื่นซึ่งได้รับใบอนุญาตให้มีและใช้ไว้ในครอบครองโดยไม่ได้รับอนุญาต จำคุกคนละ 1 ปี รวมลงโทษจำเลยทั้งสองให้จำคุกตลอดชีวิต และปรับคนละ 2,000,000 บาท จำเลยที่ 1 ให้การรับสารภาพ เป็นประโยชน์แก่การพิจารณา นับเป็นเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้กึ่งหนึ่งตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 ประกอบมาตรา 53 คงจำคุกจำเลยที่ 1 มีกำหนด 25 ปี และปรับ 1,000,000 บาท หากจำเลยที่ 1 ไม่ชำระค่าปรับให้จัดการตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 29, 30 แต่กักขังแทนค่าปรับไม่เกิน 2 ปี ริบเมทแอมเฟตามีน ไดเมทิลแอมเฟตามีนและโทรศัพท์เคลื่อนที่ของกลาง

จำเลยที่ 2 อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษายืน

จำเลยที่ 2 ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า คดีมีปัญหาวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยที่ 2 ว่า จำเลยที่ 2 กระทำความผิดตามที่ศาลล่างทั้งสองวินิจฉัยหรือไม่ สำหรับความผิดตามพระราชบัญญัติคนเข้าเมือง จำเลยที่ 2 ไม่อุทธรณ์ คดีจึงยุติตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น ส่วนความผิดตามพระราชบัญญัติอาวุธปืนฯ ศาลชั้นต้นพิพากษาจำคุกจำเลยที่ 2 มีกำหนด 1 ปี และฐานร่วมกันมีวัตถุออกฤทธิ์ในประเภท 2 จำคุกจำเลยที่ 2 มีกำหนด 4 ปี ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษายืน จำเลยที่ 2 มิได้ขออนุญาตฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง จึงต้องห้ามฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริงตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 218 วรรคหนึ่ง แม้ศาลชั้นต้นจะรับฎีกาของจำเลยที่ 2 ในปัญหาข้อนี้ไว้ ศาลฎีกาก็ไม่รับวินิจฉัย สำหรับปัญหาว่าจำเลยที่ 2 ร่วมกับจำเลยที่ 1 มีเมทแอมเฟตามีนไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่ายหรือไม่นั้น โจทก์มีพันตำรวจโทบุญยิ่ง และจ่าสิบตำรวจวิโรจน์ ผู้จับกุมจำเลยทั้งสองเบิกความได้ใจความในทำนองเดียวกันว่า ในคืนเกิดเหตุหลังจากจับกุมจำเลยที่ 1 ได้ที่หน้าอพาร์ตเมนต์เกิดเหตุแล้ว จำเลยที่ 1 พาเจ้าพนักงานตำรวจไปค้นห้องพักของจำเลยที่ 1 อยู่ที่ชั้นที่สองของอพาร์ตเมนต์ดังกล่าว พบจำเลยที่ 2 ในห้องและพบไดเมทิลแอมเฟตามีน ลักษณะเป็นเกล็ดคล้ายน้ำตาลทรายบรรจุในถุงพลาสติกเล็ก 20 ถุง อยู่บนชั้นวางเครื่องรับโทรทัศน์ กับพบอาวุธปืนพก 1 กระบอก และกระสุนปืน 20 นัด ในตู้เสื้อผ้าภายในห้อง ตู้เสื้อผ้าดังกล่าวมีเสื้อผ้าของจำเลยทั้งสองบรรจุอยู่ และมีนางกัลยา เบิกความว่า พยานเป็นผู้จัดการหอพักเกิดเหตุ รู้จักจำเลยทั้งสองโดยจำเลยทั้งสองมาเช่าห้องพักเกิดเหตุตั้งแต่เดือนตุลาคม 2550 และพยานเห็นจำเลยทั้งสองอยู่ด้วยกันโดยตลอด เห็นว่า นางกัลยาเป็นบุคคลภายนอกมิได้มีส่วนได้เสียกับฝ่ายใด จึงน่าเชื่อว่าพยานปากนี้เบิกความไปตามจริง พยานปากนี้นอกจากจะเป็นผู้จัดการอพาร์ตเมนต์เกิดเหตุแล้วยังเปิดร้านขายของที่อพาร์ตเมนต์เกิดเหตุอีกด้วย ดังนั้น พยานปากนี้ย่อมจะคุ้นเคยและจดจำหน้าตาของผู้ที่พักอาศัยในอพาร์ตเมนต์เกิดเหตุได้ดี พยานปากนี้ยืนยันว่าจำเลยที่ 2 พักอาศัยอยู่ด้วยกันในห้องเกิดเหตุโดยตลอด ทั้งยังทำอาหารรับประทานด้วยกันแทบทุกวัน เมื่อนำมาประกอบคำเบิกความของพันตำรวจโทบุญยิ่งผู้จับกุมจำเลยทั้งสองที่ว่าพบเสื้อผ้าของจำเลยที่ 2 ปะปนอยู่กับเสื้อผ้าของจำเลยที่ 1 ในตู้ในห้องเกิดเหตุแล้ว เชื่อว่าจำเลยที่ 2 อาศัยอยู่ในห้องเกิดเหตุร่วมกับจำเลยที่ 1 อยู่เป็นปกติ สำหรับพยานโจทก์ปากพันตำรวจโทบุญยิ่งและจ่าสิบตำรวจวิโรจน์ต่างยืนยันว่าขณะที่พยานทั้งสองซุ่มดูเหตุการณ์อยู่หน้าอพาร์ตเมนต์เกิดเหตุ เห็นจำเลยที่ 1 เดินลงมาจากอพาร์ตเมนต์เกิดเหตุและลงมายืนอยู่ที่หน้าอพาร์ตเมนต์โดยสะพายกระเป๋ามาด้วย 1 ใบ เมื่อสายลับชี้ตัวจำเลยที่ 1 แล้ว เจ้าพนักงานตำรวจก็เข้าจับกุมจำเลยที่ 1 และพบเมทแอมเฟตามีนบรรจุในถุง ถุงละ 200 เม็ด มัดรวมกันเป็นมัด มัดละ 10 ถุง รวม 4 มัด นับได้ 8,000 เม็ด ต่อมาจำเลยที่ 1 พาไปค้นห้องพักเกิดเหตุเจ้าพนักงานตำรวจจึงพบไดเมทิลแอมเฟตามีนและอาวุธปืนกับเครื่องกระสุนปืนของกลาง เห็นว่า พยานโจทก์ทั้งสองซุ่มดูเหตุการณ์อยู่หน้าอพาร์ตเมนต์เห็นเพียงว่าจำเลยที่ 1 เดินลงมาจากอพาร์ตเมนต์แล้วมายืนอยู่หน้าอพาร์ตเมนต์ดังกล่าว พยานไม่ได้เห็นว่าจำเลยที่ 1 เดินออกมาจากห้องเกิดเหตุหรือไม่ ทั้งไม่เห็นด้วยว่าจำเลยที่ 1 นำเมทแอมเฟตามีนมาจากที่ใด นำออกมาจากห้องเกิดเหตุหรือไม่ พยานหลักฐานของโจทก์ยังไม่พอฟังว่าจำเลยที่ 1 นำเมทแอมเฟตามีนออกมาจากห้องเกิดเหตุเพื่อส่งมอบแก่สายลับ ทั้งขณะที่จำเลยที่ 1 ถูกจับกุมจำเลยที่ 2 มิได้อยู่กับจำเลยที่ 1 โดยจำเลยที่ 2 อยู่ในห้องพักเกิดเหตุ จำเลยที่ 1 อาจจะไปนำเมทแอมเฟตามีนซึ่งซุกซ่อนไว้ที่อื่นมิใช่ในห้องเกิดเหตุมาเพื่อส่งมอบแก่สายลับก็เป็นได้ พยานหลักฐานของโจทก์ในส่วนนี้ยังเป็นที่น่าสงสัย เห็นควรยกประโยชน์แห่งความสงสัยในปัญหาข้อนี้ให้แก่จำเลยที่ 2 ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 227 วรรคสอง ส่วนฎีกาประการอื่น ๆ ของจำเลยที่ 2 นั้น เป็นฎีกาในปัญหาปลีกย่อย ไม่มีผลเปลี่ยนแปลงคำวินิจฉัยของศาลฎีกา ไม่จำต้องวินิจฉัย ฎีกาของจำเลยที่ 2 ฟังขึ้นบางส่วน

อนึ่ง จำเลยที่ 2 ให้การรับสารภาพในความผิดฐานเป็นคนต่างด้าวเข้ามาในราชอาณาจักรโดยไม่ผ่านช่องทางและด่านตรวจ และฐานเป็นคนต่างด้าวอยู่อาศัยในราชอาณาจักรโดยไม่ได้รับอนุญาต ซึ่งนับเป็นเหตุบรรเทาโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 ศาลล่างทั้งสองมิได้ลดโทษให้แก่จำเลยที่ 2 ศาลฎีกาเห็นสมควรลดโทษในความผิดทั้งสองฐานนี้ให้แก่จำเลยที่ 2 และการที่ศาลชั้นต้นลงโทษจำเลยที่ 1 ฐานเป็นคนต่างด้าวเข้ามาในราชอาณาจักรโดยไม่ผ่านช่องทางและด่านตรวจ จำคุก 6 เดือน ฐานเป็นคนต่างด้าวอยู่อาศัยในราชอาณาจักรโดยไม่ได้รับอนุญาต จำคุก 6 เดือน ฐานมีเมทแอมเฟตามีนไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่าย จำคุกตลอดชีวิต และปรับ 2,000,000 บาท ฐานร่วมกันมีวัตถุออกฤทธิ์ในประเภท 2 ไว้ในครอบครองโดยไม่ได้รับอนุญาต จำคุก 4 ปี และฐานร่วมกันมีอาวุธปืนมีทะเบียนของบุคคลอื่นไว้ในครอบครองโดยไม่ได้รับใบอนุญาต จำคุก 1 ปี รวมโทษจำเลยที่ 1 ทุกกระทงแล้วให้จำคุกตลอดชีวิตและปรับ 2,000,000 บาท แล้วลดโทษให้จำเลยที่ 1 กึ่งหนึ่ง ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 ประกอบมาตรา 53 คงจำคุกจำเลยที่ 1 มีกำหนด 25 ปี และปรับ 1,000,000 บาท และศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษายืน เป็นการไม่ชอบเพราะไม่ได้ลดโทษก่อนตามมาตรา 78 แล้วจึงรวมโทษตามมาตรา 91 แต่อย่างไรก็ตามเมื่อโจทก์ไม่ได้อุทธรณ์ฎีกา ศาลฎีกาจึงไม่อาจลงโทษจำคุกจำเลยที่ 1 ให้ถูกต้องได้ เนื่องจากเป็นการเพิ่มเติมโทษ ซึ่งต้องห้ามตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 212 ประกอบมาตรา 225

พิพากษาแก้เป็นว่า จำเลยที่ 2 ให้การรับสารภาพในความผิดฐานเป็นคนต่างด้าวเข้ามาในราชอาณาจักรโดยไม่ผ่านช่องทางและด่านตรวจและฐานเป็นคนต่างด้าวอยู่อาศัยในราชอาณาจักรโดยไม่ได้รับอนุญาต มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้แก่จำเลยที่ 2 ในความผิดทั้งสองฐานกึ่งหนึ่ง ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 จำคุกฐานละ 3 เดือน คงจำคุกจำเลยที่ 2 ทั้งสิ้นมีกำหนด 5 ปี 6 เดือน ข้อหาอื่นนอกจากนี้ให้ยกนอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 1
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.อ. ม. 212 ม. 225 ม. 227
ป.อ. ม. 53 ม. 78 ม. 91
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการจังหวัดธัญบุรี
จำเลย — นายอานนท์หรือแก้ว จิตรมณี กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดธัญบุรี — นายปฐม สมบูรณ์
ศาลอุทธรณ์ภาค 1 — นายณรงค์ศักดิ์ เนียมนัด
ชื่อองค์คณะ
อุบลรัตน์ ลุยวิกกัย
วีระพล ตั้งสุวรรณ
สุนทร ทรงฤกษ์
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 12114/2556
#554783
เปิดฉบับเต็ม

การที่จำเลยนำรถยนต์บรรทุกคันเกิดเหตุไปซ่อมรอยรั่วซึมของถังน้ำมัน โดยจำเลยไม่ได้แจ้งให้นายจ้างทราบก่อน กลับแจ้งผู้ตายโดยตรงให้ซ่อมถังน้ำมันของรถยนต์บรรทุกน้ำมัน อันเป็นการไม่ปฏิบัติตามข้อกำหนดในการทำงานที่มีขึ้นเพื่อความปลอดภัย และจำเลยไม่ได้บอกผู้ตายว่ารถยนต์บรรทุกคันเกิดเหตุบรรทุกน้ำมันเบนซินมาด้วย ทำให้ผู้ตายไม่ทราบข้อเท็จจริงจึงไม่ได้ปฏิบัติตามขั้นตอนในการทำงาน เป็นเหตุให้รถยนต์บรรทุกน้ำมันเกิดระเบิดขึ้นและผู้ตายถึงแก่ความตาย นับเป็นผลโดยตรงจากความประมาทของจำเลยฝ่ายเดียวที่งดเว้นการที่จักต้องกระทำเพื่อป้องกันผลนั้น หาได้เกิดจากความประมาทของผู้ตายด้วยไม่ จำเลยจึงมีความผิดฐานกระทำโดยประมาทเป็นเหตุให้ผู้อื่นถึงแก่ความตาย

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 291

จำเลยให้การปฏิเสธ

ระหว่างพิจารณา นางซ่อนกลิ่นหรือจันทนา ภริยาของนายเก่ง ผู้ตาย ยื่นคำร้องขอเข้าร่วมเป็นโจทก์ ศาลชั้นต้นอนุญาต

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 291 จำคุก 3 ปี ทางนำสืบของจำเลยเป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้หนึ่งในสามตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คงจำคุก 2 ปี

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 6 พิพากษากลับ ให้ยกฟ้อง

โจทก์ร่วมฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงที่คู่ความมิได้โต้เถียงกันในชั้นฎีการับฟังเป็นยุติว่า จำเลยและนายเก่ง ผู้ตายเป็นลูกจ้างของห้างหุ้นส่วนจำกัดเชี่ยวชาญบริการ โดยจำเลยมีหน้าที่ขับรถยนต์บรรทุกน้ำมันขนส่งน้ำมันไปส่งให้ลูกค้าของห้างหุ้นส่วนจำกัดดังกล่าว ส่วนผู้ตายเป็นช่างเชื่อมหรือช่างสี ก่อนเกิดเหตุจำเลยขับรถยนต์บรรทุกน้ำมันคันเกิดเหตุไปรับน้ำมันดีเซล 24,000 ลิตร และน้ำมันเบนซิน 8,000 ลิตร จากคลังน้ำมันในจังหวัดระยองไปส่งที่จังหวัดเชียงใหม่ ระหว่างทางจำเลยพบรอยรั่วซึมบริเวณถังน้ำมัน ในวันเวลาและสถานที่เกิดเหตุตามฟ้อง เมื่อจำเลยขับรถยนต์บรรทุกดังกล่าวซึ่งส่งน้ำมันหมดแล้วกลับไปถึงสถานีบริการน้ำมันที่เกิดเหตุของห้างหุ้นส่วนจำกัดเชี่ยวชาญบริการ จำเลยแจ้งเรื่องที่มีรอยรั่วซึมบริเวณถังน้ำมันให้ผู้ตายทราบ ผู้ตายดำเนินการซ่อมรอยรั่วซึมของถังน้ำมัน โดยใช้เครื่องเชื่อมไฟฟ้าและลวดไฟฟ้าเชื่อมจุดรั่วบริเวณถังน้ำมัน ทำให้เกิดประกายไฟและความร้อนไปสัมผัสกับไอระเหยของน้ำมันภายในถังน้ำมัน เกิดปฏิกิริยาลุกไหม้ภายในถังน้ำมันจนเกิดระเบิดขึ้น ตามรายงานการตรวจสถานที่เกิดเหตุคดีระเบิด และแรงระเบิดเป็นเหตุให้ผู้ตายถึงแก่ความตายตามรายงานการชันสูตรพลิกศพ

มีปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ร่วมว่า จำเลยกระทำความผิดตามฟ้องหรือไม่ เห็นว่า นายนพดลพยานโจทก์และโจทก์ร่วมเบิกความยืนยันว่า ในการนำรถยนต์บรรทุกน้ำมันเข้าซ่อม ผู้ที่ครอบครองรถจะต้องแจ้งให้พยานทราบล่วงหน้าทุกครั้ง อันเป็นการเจือสมกับที่จำเลยเบิกความยอมรับว่า กรณีรถยนต์บรรทุกน้ำมันคันเกิดเหตุชำรุดบกพร่องต้องแจ้งนายจ้างก่อน ไม่สามารถแจ้งซ่อมกับช่างโดยตรง แต่ได้ความจากนายนพดลว่า จำเลยซึ่งเป็นผู้ครอบครองรถยนต์บรรทุกน้ำมันคันเกิดเหตุไม่ได้แจ้งให้พยานทราบว่าจะนำรถยนต์บรรทุกน้ำมันไปจอดเพื่อรอซ่อมที่บริเวณสถานีบริการน้ำมันที่เกิดเหตุ โดยจำเลยบอกพยานเพียงว่าจำเลยติดต่อให้พยานซื้อไส้กรองน้ำมันเครื่องเพื่อเปลี่ยนถ่ายน้ำมันเครื่องเท่านั้น สอดคล้องกับที่นางสมพรพยานโจทก์และโจทก์ร่วมเบิกความว่า ระหว่างทางที่ขนส่งน้ำมันไปยังจังหวัดเชียงใหม่ จำเลยตรวจพบรอยรั่วซึมที่บริเวณด้านหน้าของถังน้ำมันแล้ว แต่ไม่ได้แจ้งให้ผู้ใดทราบ ส่วนนายอเนกพยานโจทก์และโจทก์ร่วมอีกปากหนึ่งก็ยืนยันว่า ก่อนเกิดเหตุ จำเลยชี้รอยแตกที่รถยนต์บรรทุกน้ำมันบริเวณด้านหน้าของถังน้ำมันและบอกให้ผู้ตายเชื่อม พยานโจทก์และโจทก์ร่วมดังกล่าวไม่มีสาเหตุโกรธเคือง โดยเฉพาะนางสมพรเป็นภริยาของจำเลยด้วย จึงไม่มีเหตุระแวงสงสัยว่าจะกลั่นแกล้งปรักปรำจำเลย ในชั้นสอบสวนซึ่งจำเลยให้การไว้ในฐานะพยานตามบันทึกคำให้การของพยานว่า จำเลยบอกให้ผู้ตายไปดูบันไดข้างรถด้านขวาซึ่งแยกออกจากกันและสั่นเสียงดัง กับฝาน้ำมันด้านหน้าของถังน้ำมันที่มีรอยซึม โดยจำเลยให้ผู้ตายเชื่อมบันได ส่วนถังน้ำมันหากเชื่อมไม่ได้ให้ใช้ซีเมนต์อุด จากนั้นจำเลยใช้โทรศัพท์ติดต่อนายนพดลโดยบอกว่าจะถ่ายน้ำมันเครื่องให้นำไส้กรองน้ำมันเครื่องมาเปลี่ยนด้วย โดยไม่ปรากฏว่าจำเลยแจ้งเรื่องที่ถังน้ำมันของรถยนต์บรรทุกน้ำมันรั่วซึมให้นายนพดลทราบแต่อย่างใด แม้บันทึกคำให้การดังกล่าวเป็นพยานบอกเล่า แต่จำเลยให้การไว้หลังเกิดเหตุไม่นานนัก ขณะนั้นคงยังไม่ทันคิดบิดเบือนข้อเท็จจริงเป็นอย่างอื่นเพื่อหวังผลในเรื่องรูปคดี เมื่อพิจารณาจากสภาพ ลักษณะ แหล่งที่มา และข้อเท็จจริงแวดล้อมของพยานบอกเล่านั้น น่าเชื่อว่าจะพิสูจน์ความจริงได้ จึงรับฟังบันทึกคำให้การดังกล่าวประกอบกับพยานหลักฐานอื่นของโจทก์และโจทก์ร่วมได้ การที่จำเลยซึ่งเป็นผู้ครอบครองรถยนต์บรรทุกน้ำมันเชื้อเพลิงอันเป็นทรัพย์ซึ่งเป็นอันตรายโดยสภาพ พบรอยรั่วซึมที่บริเวณถังน้ำมันของรถยนต์บรรทุกน้ำมันคันเกิดเหตุ แต่จำเลยไม่แจ้งให้นายนพดลซึ่งเป็นนายจ้างทราบก่อนจะนำรถยนต์บรรทุกน้ำมันไปซ่อม กลับแจ้งผู้ตายโดยตรงให้ซ่อมถังน้ำมันของรถยนต์บรรทุกน้ำมัน อันเป็นการไม่ปฏิบัติตามข้อกำหนดในการทำงานซึ่งเชื่อว่ามีขึ้นเพื่อความปลอดภัย เพราะหากจำเลยแจ้งให้นายนพดลทราบก่อน นายนพดลอาจกำชับให้จำเลยแจ้งแก่ผู้ตายว่ารถยนต์บรรทุกน้ำมันดังกล่าวบรรทุกน้ำมันประเภทใดมา เพื่อผู้ตายจะได้ใช้วิธีการซ่อมแซมที่เหมาะสมและปลอดภัย ซึ่งได้ความจากคำให้การในชั้นสอบสวนของนายประทีปตามบันทึกคำให้การของพยานว่า ผู้ตายเคยทำงานเป็นลูกจ้างของพยานที่ประกอบอาชีพซ่อมแซมถังน้ำมันของรถยนต์บรรทุกน้ำมัน จนผู้ตายมีความเชี่ยวชาญในการทำงานแล้วก็แยกตัวออกไป และผู้ตายมีประสบการณ์ในการเชื่อมถังน้ำมันของรถยนต์บรรทุกน้ำมันบ่อยครั้ง แม้บันทึกคำให้การดังกล่าวเป็นพยานบอกเล่า แต่จำเลยยอมรับว่านายประทีปให้การต่อพนักงานสอบสวนไว้จริง และนายประทีปก็ไม่เคยมีสาเหตุโกรธเคืองกับจำเลยมาก่อน ไม่มีข้อระแวงสงสัยว่าจะกลั่นแกล้งกล่าวหาจำเลย ทั้งไม่ปรากฏว่านายประทีปให้การไว้โดยมีมูลเหตุจูงใจหรือถูกบังคับขู่เข็ญแต่ประการใด เมื่อพิจารณาจากสภาพ ลักษณะ แหล่งที่มา และข้อเท็จจริงแวดล้อมของพยานบอกเล่านั้น น่าเชื่อว่าจะพิสูจน์ความจริงได้ จึงรับฟังคำให้การในชั้นสอบสวนของนายประทีปดังกล่าวประกอบกับพยานหลักฐานอื่นของโจทก์และโจทก์ร่วมได้เช่นกัน ซึ่งหากจำเลยบอกผู้ตายว่ารถยนต์บรรทุกน้ำมันคันเกิดเหตุบรรทุกน้ำมันเบนซินมาด้วย ผู้ตายก็น่าจะต้องกระทำตามขั้นตอนในการทำงานซึ่งเป็นข้อปฏิบัติที่ผู้ตายทราบดีอยู่แล้วโดยใช้น้ำและผงซักฟอกล้างถังน้ำมันพร้อมใช้ลมเป่าให้แห้งจนหมดกลิ่นจึงจะทำการเชื่อมได้ ทั้งนี้เพื่อความปลอดภัยต่อชีวิตของผู้ตายเองตลอดจนชีวิตและทรัพย์สินของผู้อื่น แต่ก็ไม่ปรากฏว่าผู้ตายได้กระทำเช่นนั้น ทั้ง ๆ ที่ผู้ตายมีความชำนาญและทราบขั้นตอนในการซ่อมแซมถังน้ำมันเป็นอย่างดี พฤติการณ์แห่งคดีมีเหตุผลน่าเชื่อว่าจำเลยไม่ได้บอกผู้ตายว่ารถยนต์บรรทุกคันเกิดเหตุบรรทุกน้ำมันเบนซินมาด้วย การที่จำเลยไม่แจ้งให้นายจ้างทราบก่อนจะนำรถยนต์บรรทุกน้ำมันไปซ่อม กลับแจ้งผู้ตายโดยตรงให้ซ่อมถังน้ำมันของรถยนต์บรรทุกน้ำมัน อันเป็นการไม่ปฏิบัติตามข้อกำหนดในการทำงานที่มีขึ้นเพื่อความปลอดภัย และจำเลยไม่ได้บอกผู้ตายว่ารถยนต์บรรทุกคันเกิดเหตุบรรทุกน้ำมันเบนซินมาด้วยดังกล่าว ทำให้ผู้ตายไม่ทราบข้อเท็จจริงจึงไม่ปฏิบัติตามขั้นตอนในการทำงาน เป็นเหตุให้รถยนต์บรรทุกน้ำมันเกิดระเบิดขึ้น ทำให้ผู้ตายถึงแก่ความตาย นับเป็นผลโดยตรงจากความประมาทของจำเลยฝ่ายเดียวที่งดเว้นการที่จักต้องกระทำเพื่อป้องกันผลนั้น หาได้เกิดจากความประมาทของผู้ตายด้วยไม่ จำเลยจึงมีความผิดฐานกระทำโดยประมาทเป็นเหตุให้ผู้อื่นถึงแก่ความตายตามฟ้อง ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 6 พิพากษามานั้น ศาลฎีกาไม่เห็นพ้องด้วย ฎีกาของโจทก์ร่วมฟังขึ้น

พิพากษากลับ ให้บังคับคดีไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.อ. ม. 291
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการจังหวัดนครสวรรค์
โจทก์ร่วม — นางซ่อนกลิ่นหรือจันทนา รุ่งเรือง
จำเลย — นายมานพ เกตุแก้ว
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดนครสวรรค์ — นางทรรศนีย์ ลีลาพร
ศาลอุทธรณ์ภาค 6 — นายนพเรศ พันธุ์นรา
ชื่อองค์คณะ
พศวัจณ์ กนกนาก
อภิรัตน์ ลัดพลี
ธงชัย เสนามนตรี
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 12110/2556
#559173
เปิดฉบับเต็ม

ทางนำสืบของโจทก์ไม่ได้ความว่า จำเลยที่ 3 กับพวกร่วมกันวางแผนจะฆ่าผู้ตายมาก่อน อีกทั้งขณะที่จำเลยที่ 3 กับพวกวิ่งไล่ผู้ตายไปนั้น ก็ไม่ปรากฏว่ามีผู้ใดถืออาวุธ การที่จำเลยที่ 3 กับพวกฆ่าผู้ตายจนถึงแก่ความตายจึงเป็นเหตุการณ์เฉพาะหน้าที่เกิดขึ้นทันทีทันใดในช่วงเวลานั้น ข้อเท็จจริงยังฟังไม่ได้ว่าจำเลยที่ 3 กับพวกฆ่าผู้ตายโดยไตร่ตรองไว้ก่อน

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยทั้งสามตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 33, 83, 91, 289, 371 ริบรถจักรยานยนต์ของกลาง

จำเลยทั้งสามให้การปฏิเสธ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยที่ 1 มีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 290 วรรคสอง จำเลยที่ 2 และที่ 3 มีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 289 (4), 371 ประกอบมาตรา 83 การกระทำของจำเลยที่ 2 และที่ 3 เป็นความผิดหลายกรรมต่างกัน ให้ลงโทษทุกกรรมเป็นกระทงความผิดไปตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 ลงโทษจำเลยที่ 1 ฐานทำร้ายผู้อื่นโดยไตร่ตรองไว้ก่อนเป็นเหตุให้ผู้นั้นถึงแก่ความตาย จำคุก 20 ปี จำเลยที่ 2 และที่ 3 ฐานร่วมกันฆ่าผู้อื่นโดยไตร่ตรองไว้ก่อน ให้ประหารชีวิต และฐานร่วมกันพาอาวุธไปในเมืองหมู่บ้านหรือทางสาธารณะโดยไม่มีเหตุสมควร ปรับคนละ 100 บาท ข้อหาอื่นสำหรับจำเลยที่ 1ให้ยก ริบรถจักรยานยนต์ของกลาง

โจทก์และจำเลยทั้งสามอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 8 พิพากษาแก้เป็นว่า จำเลยที่ 1 และที่ 2 มีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 290 วรรคสอง ประกอบมาตรา 83 จำคุกคนละ 8 ปี สำหรับจำเลยที่ 3 หากไม่ชำระค่าปรับให้จัดการตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 29 ให้ยกฟ้องจำเลยที่ 2 ในความผิดฐานร่วมกันฆ่าผู้อื่นโดยไตร่ตรองไว้ก่อน และฐานร่วมกันพาอาวุธไปในเมือง หมู่บ้านหรือทางสาธารณะโดยไม่มีเหตุสมควร นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

โจทก์และจำเลยทั้งสามฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงในเบื้องต้นรับฟังได้ว่าผู้ตายเคยอยู่กินฉันสามีภริยากับจำเลยที่ 1 แล้วแยกทางกัน วันเวลาและสถานที่เกิดเหตุตามฟ้อง มีคนร้ายใช้มีดแทงและฟันผู้ตาย เป็นเหตุให้ผู้ตายถึงแก่ความตาย ส่วนความผิดฐานฆ่าผู้อื่นโดยไตร่ตรองไว้ก่อน จำเลยที่ 3 ฎีกามีใจความสำคัญว่า ไม่มีพยานโจทก์ปากใดเห็นจำเลยที่ 3 ร่วมกับพวกใช้มีดฟันและแทงผู้ตาย ศาลฎีกาเห็นว่า แม้โจทก์จะไม่มีประจักษ์พยานที่รู้เห็นการกระทำของจำเลยที่ 3 ก็ตาม แต่ในเบื้องต้นก็ได้ความว่า ก่อนเกิดเหตุพยานโจทก์ทั้งสี่ได้ไปร่วมดื่มสุราที่บ้านจำเลยที่ 2 โดยมีจำเลยที่ 3 อยู่ด้วย ต่อมาจำเลยที่ 1 ได้โทรศัพท์มาหาจำเลยที่ 2 และมีนายสิทธิโชคพูดคุยกับจำเลยที่ 1 ด้วย หลังจากนั้นจำเลยที่ 2 และที่ 3 กับพวกจึงได้ขับรถจักรยานยนต์ไปที่สามแยกโพธิ์เสด็จ ข้างวัดโพธิ์เสด็จ นางสาวพันธินากรพยานโจทก์ซึ่งนั่งรถคู่ไปกับจำเลยที่ 1 เบิกความว่า ได้ยินจำเลยที่ 1 พูดคุยทางโทรศัพท์กับจำเลยที่ 2 ตลอดเวลาโดยจำเลยที่ 1 จะขับรถล่อให้ผู้ตายขับรถตามรถจำเลยที่ 1 ไปที่สามแยกโพธิ์เสด็จจำเลยที่ 3 ได้จอดรถจักรยานยนต์บริเวณสามแยกดังกล่าว เมื่อผู้ตายขับรถจักรยานยนต์มาถึงสามแยกโพธิ์เสด็จ จำเลยที่ 3 ได้ขับรถจักรยานยนต์พุ่งชนรถของผู้ตาย ผู้ตายวิ่งหลบหนีไปทางโรงแรมปาล์มนครเข้าซอยบ้านโพธิ์ มีนายนริศกับนายสันติพงษ์และจำเลยที่ 3 วิ่งตามผู้ตายไป สักครู่ได้ยินเสียงร้องขอความช่วยเหลือจากผู้ตาย จากนั้นจำเลยที่ 3 ถือมีดสปาต้าขนาดคมมีดยาว 7 ถึง 8 นิ้ว กลับมาพร้อมกับนายนริศและนายสันติพงษ์ แล้วจำเลยที่ 2 และที่ 3 กับพวกได้พากันขับรถจักรยานยนต์ของผู้ตายกลับไปที่บ้านจำเลยที่ 2 และพากันนำรถของผู้ตายไปทิ้งที่คลองปากน้ำปากพูน พฤติการณ์ที่จำเลยที่ 3 รออยู่ที่สามแยกโพธิ์เสด็จ เมื่อผู้ตายขับรถจักรยานยนต์มาถึงสามแยกดังกล่าวจำเลยที่ 3 ได้ขับรถจักรยานยนต์ชนรถจักรยานยนต์ของผู้ตาย และวิ่งไล่ตามผู้ตายซึ่งหลบหนีไปทางซอยบ้านโพธิ์ จึงเป็นการสมคบกันวางแผนระหว่างจำเลยที่ 1 กับพวกโดยจำเลยที่ 2 และที่ 3 กับพวกดักรอผู้ตาย การกระทำของจำเลยที่ 3 มีลักษณะเป็นการร่วมกันวางแผนทำร้ายผู้ตายตามที่ได้ตกลงกันไว้ การที่จำเลยที่ 3 นายนริศ และนายสันติพงษ์วิ่งไล่ผู้ตายไปในระยะกระชั้นชิด และมีเสียงร้องขอความช่วยเหลือจนเสียงเงียบไป ต่อมาจำเลยที่ 3 กับพวกกลับมาโดยจำเลยที่ 3 ถืออาวุธมีดสปาต้าในมือ และกางเกงของจำเลยที่ 3 เปียกน้ำถึงหัวเข่า ซึ่งสอดคล้องกับบาดแผลของผู้ตายที่ถูกอาวุธมีดขนาดใหญ่ฟันที่บริเวณลำคอ และจุดที่ผู้ตายถึงแก่ความตายอยู่ในป่าหญ้าที่มีน้ำท่วม เชื่อได้ว่าจำเลยที่ 3 กับพวกร่วมกันใช้อาวุธมีดสปาต้าฟันผู้ตายถึงแก่ความตาย อย่างไรก็ดีทางนำสืบของโจทก์ไม่ได้ความว่า จำเลยที่ 3 กับพวกร่วมกันวางแผนจะฆ่าผู้ตายมาก่อน อีกทั้งขณะที่จำเลยที่ 3 กับพวกวิ่งไล่ผู้ตายไปนั้นก็ไม่ปรากฏว่าผู้ใดถืออาวุธ การที่จำเลยที่ 3 กับพวกฆ่าผู้ตายจนถึงแก่ความตายจึงเป็นเหตุการณ์เฉพาะหน้าที่เกิดขึ้นทันทีทันใดในช่วงเวลานั้น อันเป็นการกระทำของจำเลยที่ 3 กับพวกโดยลำพัง และขาดตอนจากการร่วมกันทำร้ายผู้ตายโดยไตร่ตรองไว้ก่อนแล้ว ข้อเท็จจริงยังฟังไม่ได้ว่าจำเลยที่ 3 กับพวกฆ่าผู้ตายโดยไตร่ตรองไว้ก่อน จำเลยที่ 3 คงมีความผิดฐานร่วมกับพวกฆ่าผู้อื่นเท่านั้น ฎีกาของจำเลยที่ 3 ข้อนี้ฟังขึ้นบางส่วน และที่จำเลยที่ 3 ฎีกาขอให้ลงโทษสถานเบานั้น เห็นว่า เมื่อได้วินิจฉัยว่าจำเลยที่ 3 มีความผิดฐานร่วมกันฆ่าผู้อื่นซึ่งพฤติการณ์แห่งคดีเป็นเรื่องที่ร้ายแรง ศาลฎีกาจึงเห็นสมควรกำหนดโทษของจำเลยที่ 3 ให้เหมาะสมแก่พฤติการณ์แห่งคดี ฎีกาของจำเลยที่ 3 ข้อนี้ฟังไม่ขึ้นเช่นกัน

พิพากษาแก้เป็นว่า จำเลยที่ 3 มีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 288 ประกอบมาตรา 83 จำคุก 15 ปี ยกฟ้องจำเลยที่ 3 ในความผิดฐานร่วมกันฆ่าผู้อื่นโดยไตร่ตรองไว้ก่อน นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 8
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.อ. ม. 289 (4)
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการจังหวัดนครศรีธรรมราช
จำเลย — นางภัทราหรือจุ๊บ ภัทรพงศกร กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดนครศรีธรรมราช — นายนริศ มีสมบูรณ์
ศาลอุทธรณ์ภาค 8 — นายวิชาญ พึ่งประสิทธิ์
ชื่อองค์คณะ
อธิป จิตต์สำเริง
พฤษภา พนมยันตร์
สบโชค สุขารมณ์
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 12094/2556
#559137
เปิดฉบับเต็ม

ขณะที่โจทก์เสนอคำฟ้องต่อศาล โจทก์เป็นผู้มีกรรมสิทธิ์ในที่ดินและสิ่งปลูกสร้างพิพาท โจทก์มีอำนาจฟ้องขับไล่จำเลยทั้งสี่ซึ่งอยู่ในที่ดินและสิ่งปลูกสร้างโดยละเมิดสิทธิของโจทก์ แม้ภายหลังฟ้องคดีแล้ว โจทก์จดทะเบียนโอนกรรมสิทธิ์ขายที่ดินและสิ่งปลูกสร้างพิพาทให้แก่บุคคลอื่นไปแล้ว อำนาจฟ้องของโจทก์ที่บริบูรณ์อยู่แล้วยังคงมีผลอยู่ต่อไป อีกทั้งคำพิพากษาศาลอุทธรณ์มีผลผูกพันจำเลยทั้งสี่ตาม ป.วิ.พ. มาตรา 145 วรรคหนึ่ง กับไม่มีบทบัญญัติของกฎหมายใดให้สิทธิในการบังคับคดีของโจทก์ต้องระงับสิ้นไป เมื่อจำเลยทั้งสี่ซึ่งแพ้คดีมิได้ปฏิบัติตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ โจทก์ซึ่งเป็นเจ้าหนี้ตามคำพิพากษาชอบที่จะร้องขอให้บังคับคดีตามคำพิพากษานั้นได้ ตาม ป.วิ.พ. มาตรา 271

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
คดีสืบเนื่องมาจากศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยทั้งสี่และบริวารขนย้ายทรัพย์สินออกไปจากที่ดินโฉนดเลขที่ 9392 และ 31476 ตำบลสีลม (สาธร) อำเภอบางรัก กรุงเทพมหานคร พร้อมสิ่งปลูกสร้างอาคารพาณิชย์ เลขที่ 731 และ 733 ถนนสีลมเขตบางรัก กรุงเทพมหานคร และส่งมอบที่ดินทั้งสองแปลงพร้อมสิ่งปลูกสร้างในสภาพเรียบร้อยคืนแก่โจทก์ ให้จำเลยทั้งสี่ร่วมกันชำระค่าเสียหายเดือนละ 40,000 บาท นับแต่วันฟ้อง (ฟ้องวันที่ 19 กุมภาพันธ์ 2546) จนกว่าจะส่งมอบที่ดินทั้งสองแปลงพร้อมสิ่งปลูกสร้างในสภาพเรียบร้อยแก่โจทก์ ให้จำเลยทั้งสี่ร่วมกันใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์โดยกำหนดค่าทนายความ 10,000 บาท จำเลยทั้งสี่อุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน จำเลยทั้งสี่ไม่ปฏิบัติตามคำพิพากษา โจทก์ขอบังคับคดี ศาลชั้นต้นออกหมายบังคับคดีเมื่อวันที่ 17 ตุลาคม 2550 และในวันเดียวกันจำเลยทั้งสี่ยื่นคำร้องว่า คดีอยู่ระหว่างการพิจารณาของศาลฎีกา ต่อมาวันที่ 12 ตุลาคม 2550 จำเลยทั้งสี่ตรวจสอบที่สำนักงานที่ดินกรุงเทพมหานคร พบว่าโจทก์ได้จดทะเบียนโอนกรรมสิทธิ์ขายที่ดินโฉนดเลขที่ 9392 และ 31476 พร้อมสิ่งปลูกสร้างอาคารพาณิชย์เลขที่731 และ 733 ให้แก่นายกฤษนันท์ ไปเมื่อวันที่ 10 พฤศจิกายน 2549 โจทก์จึงไม่ใช่เจ้าของกรรมสิทธิ์ที่ดินและสิ่งปลูกสร้างอีกต่อไป ไม่มีสิทธิขอให้บังคับคดีขับไล่จำเลยทั้งสี่ ขอให้เพิกถอนหมายบังคับคดี

ศาลชั้นต้นมีคำสั่งว่าไม่มีเหตุเพิกถอนหมายบังคับคดี ให้ยกคำร้อง ค่าคำร้องให้เป็นพับ

จำเลยทั้งสี่อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมในชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ

จำเลยทั้งสี่ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงเบื้องต้นได้ความว่า ศาลอุทธรณ์พิพากษายืนตามศาลชั้นต้นให้จำเลยทั้งสี่และบริวารออกไปจากที่ดินโฉนดเลขที่ 9392 และ 31476 ตำบลสีลม (สาธร) อำเภอบางรัก กรุงเทพมหานคร กับให้จำเลยทั้งสี่ร่วมกันใช้ค่าเสียหายแก่โจทก์ คดีอยู่ในระหว่างพิจารณาของศาลฎีกา โดยไม่มีการขอทุเลาการบังคับคดี จำเลยทั้งสี่ไม่ปฏิบัติตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ โจทก์จึงขอบังคับคดีศาลชั้นต้นออกหมายบังคับคดีเมื่อวันที่ 17 ตุลาคม 2550 แต่ปรากฏว่าเมื่อวันที่10 พฤศจิกายน 2549 โจทก์ได้จดทะเบียนโอนกรรมสิทธิ์ขายที่ดินพิพาทพร้อมสิ่งปลูกสร้างให้แก่นายกฤษนันท์ ไปแล้ว มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยทั้งสี่ว่าโจทก์มีสิทธิที่จะบังคับคดีขับไล่จำเลยทั้งสี่และบริวารออกไปจากที่ดินและสิ่งปลูกสร้างที่พิพาทได้หรือไม่ เห็นว่า ขณะที่โจทก์เสนอคำฟ้องต่อศาล โจทก์เป็นผู้มีกรรมสิทธิ์ในที่ดินและสิ่งปลูกสร้างที่พิพาท โจทก์จึงมีอำนาจฟ้องขับไล่จำเลยทั้งสี่ซึ่งอยู่ในที่ดินและสิ่งปลูกสร้างโดยละเมิดสิทธิของโจทก์ แม้ภายหลังฟ้องคดีแล้ว โจทก์จดทะเบียนโอนกรรมสิทธิ์ขายที่ดินและสิ่งปลูกสร้างที่พิพาทให้แก่บุคคลอื่นไปแล้วก็ตาม แต่อำนาจฟ้องของโจทก์ที่บริบูรณ์อยู่แล้วก็ยังคงมีผลอยู่ต่อไป อีกทั้งคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ที่ให้โจทก์เป็นฝ่ายชนะคดีไม่ได้ถูกเปลี่ยนแปลง แก้ไข กลับหรืองดเสีย จึงมีผลผูกพันจำเลยทั้งสี่อยู่ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 145 วรรคหนึ่ง ประกอบกับไม่มีบทบัญญัติของกฎหมายใดให้สิทธิในการบังคับคดีของโจทก์ต้องระงับสิ้นไปด้วย เมื่อจำเลยทั้งสี่ซึ่งเป็นฝ่ายแพ้คดีมิได้ปฏิบัติตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ที่ให้ขนย้ายทรัพย์สินและบริวารออกไปจากที่ดินและสิ่งปลูกสร้างที่พิพาท กับชดใช้ค่าเสียหายแก่โจทก์ โจทก์ซึ่งเป็นเจ้าหนี้ตามคำพิพากษาจึงชอบที่จะบังคับคดีให้เป็นไปตามคำพิพากษาดังกล่าวได้ ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 271 กรณีจึงไม่มีเหตุที่จะต้องเพิกถอนการบังคับคดี ที่ศาลอุทธรณ์พิพากษายืนตามคำสั่งศาลชั้นต้นให้ยกคำร้องของจำเลยทั้งสี่มานั้นชอบแล้ว ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาของจำเลยทั้งสี่ฟังไม่ขึ้น

พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ. ม. 55 ม. 145 วรรคหนึ่ง ม. 271
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นายวิชัย พละพงค์พานิช
จำเลย — บริษัทเหมืองแร่สากล จำกัด กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลแพ่งกรุงเทพใต้ — นางสาวสมปรารถนา เกิดสว่างเนตร
ศาลอุทธรณ์ — นายธนัทกฤตย์ วงศ์นิติอังกูร
ชื่อองค์คณะ
วิวรรต นิ่มละมัย
ทัศนีย์ จั่นสัญจัย ธรรมเกณฑ์
ชัยยุทธ ศรีจำนงค์
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 12085/2556
#559099
เปิดฉบับเต็ม

พ.ร.บ.จราจรทางบก พ.ศ.2522 มาตรา 43 ทวิ บัญญัติว่า "ห้ามมิให้ผู้ขับขี่เสพยาเสพติดให้โทษตามกฎหมายว่าด้วยยาเสพติดให้โทษหรือเสพวัตถุที่ออกฤทธิ์ต่อจิตและประสาทตามกฎหมายว่าด้วยวัตถุที่ออกฤทธิ์ต่อจิตและประสาท ทั้งนี้ ตามที่อธิบดีกำหนดโดยประกาศในราชกิจจานุเบกษา" แม้บทบัญญัติดังกล่าวจะบัญญัติไว้ในลักษณะ 3 ว่าด้วยการใช้ทางเดินรถ แต่ก็ไม่ได้บัญญัติว่าผู้ขับขี่ซึ่งเสพยาเสพติดให้โทษอันจะเป็นความผิดตามมาตรา 43 ทวิ ต้องขับรถในทางเดินรถด้วย และเห็นได้ว่าบทบัญญัติดังกล่าวประสงค์ที่จะเอาผิดและลงโทษผู้ขับขี่ที่เสพยาเสพติดให้โทษเข้าร่างกายเนื่องจากฤทธิ์ของยาเสพติดให้โทษทำให้เกิดปฏิกิริยาต่อสมองซึ่งควบคุมระบบประสาทของผู้ขับขี่ซึ่งจะทำให้สมรรถภาพในการควบคุมยานพาหนะด้อยประสิทธิภาพลง อันอาจก่อให้เกิดอันตรายแก่ชีวิตและทรัพย์สินของบุคคลอื่นได้ ดังนี้ จึงต้องพิจารณาเพียงว่าผู้เสพยาเสพติดให้โทษเป็นผู้ปฏิบัติหน้าที่ขับรถหรือไม่ หากผู้เสพยาเสพติดให้โทษเป็นผู้ขับรถไม่ว่าจะเสพในขณะขับรถหรือก่อนหน้านั้น ผู้นั้นก็ได้กระทำความผิดในข้อหาดังกล่าวแล้ว คดีนี้โจทก์บรรยายฟ้องว่า จำเลยขับรถจักรยานยนต์ในขณะที่จำเลยเสพเมทแอมเฟตามีนอันเป็นยาเสพติดให้โทษในประเภท 1 ปริมาณไม่ปรากฏชัด โดยวิธีสูดดมควันเข้าสู่ร่างกาย อันเป็นการฝ่าฝืนต่อกฎหมาย ฟ้องโจทก์จึงครบองค์ประกอบความผิดตาม พ.ร.บ.จราจรทางบก พ.ศ.2522 มาตรา 43 ทวิ ชอบด้วย ป.วิ.อ. มาตรา 158 (5) แล้ว

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 มาตรา 4, 7, 8, 57, 91, 100/1 พระราชบัญญัติจราจรทางบก พ.ศ.2522 มาตรา 43 ทวิ, 157/1 และนับโทษจำคุกของจำเลยในคดีนี้ต่อจากโทษจำคุกของจำเลยในคดีอาญาหมายเลขแดงที่ 692/2552 ของศาลชั้นต้น

จำเลยให้การรับสารภาพและรับว่าเป็นบุคคลคนเดียวกับจำเลยในคดีที่โจทก์ขอให้บวกโทษ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามพระราชบัญญัติจราจรทางบก พ.ศ.2522 มาตรา 43 ทวิ วรรคหนึ่ง, 157/1 วรรคสอง ประกอบด้วยพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 มาตรา 57, 91 การกระทำของจำเลยเป็นกรรมเดียวเป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบท ให้ลงโทษตามพระราชบัญญัติจราจรทางบก พ.ศ.2522 มาตรา 43 ทวิ วรรคหนึ่ง, 157/1 วรรคสอง ประกอบพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 มาตรา 91 ซึ่งเป็นกฎหมายบทที่มีโทษหนักที่สุดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 จำคุก 8 เดือน จำเลยให้การรับสารภาพเป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คงจำคุก 4 เดือน นับโทษจำคุกของจำเลยในคดีนี้ต่อจากโทษจำคุกของจำเลยในคดีอาญาหมายเลขแดงที่ 692/2552 ของศาลชั้นต้น

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์แผนกคดียาเสพติดพิพากษาแก้เป็นว่า จำเลยมีความผิดตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 มาตรา 57, 91 จำคุก 6 เดือน ลดโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 กึ่งหนึ่งแล้ว คงจำคุก 3 เดือน ยกฟ้องโจทก์สำหรับข้อหาความผิดตามพระราชบัญญัติจราจรทางบก พ.ศ.2522 มาตรา 43 ทวิ วรรคหนึ่ง, 157/1 วรรคสอง นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

โจทก์ฎีกา โดยศาลฎีกาอนุญาตให้ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาโจทก์ว่า ฟ้องโจทก์ในข้อหาพระราชบัญญัติจราจรทางบก พ.ศ.2522 มาตรา 43 ทวิ วรรคหนึ่ง, 157/1 วรรคสอง ชอบด้วยประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 158 (5) หรือไม่ เห็นว่า พระราชบัญญัติจราจรทางบก พ.ศ.2522 มาตรา 43 ทวิ บัญญัติว่า "ห้ามมิให้ผู้ขับขี่เสพยาเสพติดให้โทษตามกฎหมายว่าด้วยยาเสพติดให้โทษหรือเสพวัตถุที่ออกฤทธิ์ต่อจิตและประสาทตามกฎหมายว่าด้วยวัตถุที่ออกฤทธิ์ต่อจิตและประสาท ทั้งนี้ ตามที่อธิบดีกำหนดโดยประกาศในราชกิจจานุเบกษา" แม้บทบัญญัติดังกล่าวจะบัญญัติไว้ในลักษณะ 3 ว่าด้วยการใช้ทางเดินรถ แต่ก็ไม่ได้บัญญัติว่าผู้ขับขี่ซึ่งเสพยาเสพติดให้โทษอันจะเป็นความผิดตามมาตรา 43 ทวิ ต้องขับรถในทางเดินรถด้วย และเห็นได้ว่าบทบัญญัติดังกล่าวประสงค์ที่จะเอาผิดและลงโทษผู้ขับขี่ที่เสพยาเสพติดให้โทษเข้าร่างกายเนื่องจากฤทธิ์ของยาเสพติดให้โทษทำให้เกิดปฏิกิริยาต่อสมองซึ่งควบคุมระบบประสาทของผู้ขับขี่ ซึ่งจะทำให้สมรรถภาพในการควบคุมยานพาหนะด้อยประสิทธิภาพลง อันอาจก่อให้เกิดอันตรายแก่ชีวิตและทรัพย์สินของบุคคลอื่นได้ ดังนี้ จึงต้องพิจารณาเพียงว่าผู้เสพยาเสพติดให้โทษเป็นผู้ปฏิบัติหน้าที่ขับรถหรือไม่ หากผู้เสพยาเสพติดให้โทษเป็นผู้ปฏิบัติหน้าที่ขับรถไม่ว่าจะเสพในขณะขับรถหรือก่อนหน้านั้น ผู้นั้นก็ได้กระทำความผิดในข้อหาดังกล่าวแล้ว คดีนี้โจทก์บรรยายฟ้องว่า จำเลยขับรถจักรยานยนต์หมายเลขทะเบียน กฉจ อ่างทอง 998 ในขณะที่จำเลยเสพเมทแอมเฟตามีนอันเป็นยาเสพติดให้โทษในประเภท 1 ปริมาณไม่ปรากฏชัดโดยวิธีสูดดมควันเข้าสู่ร่างกาย อันเป็นการฝ่าฝืนต่อกฎหมาย ฟ้องโจทก์จึงครบองค์ประกอบความผิดตามพระราชบัญญัติจราจรทางบก พ.ศ.2522 มาตรา 43 ทวิ ชอบด้วยประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 158 (5) แล้ว ที่ศาลอุทธรณ์พิพากษามานั้น ศาลฎีกาไม่เห็นพ้องด้วย เมื่อจำเลยให้การรับสารภาพตามฟ้องโจทก์ ศาลย่อมพิพากษาลงโทษจำเลยตามพระราชบัญญัติจราจรทางบก พ.ศ.2522 มาตรา 43 ทวิ, 157/1 วรรคสอง ฎีกาของโจทก์ฟังขึ้น

พิพากษาแก้เป็นว่า ให้บังคับคดีไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.อ. ม. 158 (5)
พ.ร.บ.จราจรทางบก พ.ศ.2522 ม. 43 ทวิ
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการจังหวัดอ่างทอง
จำเลย — นายอนันต์หรือบอย จันทร์อ้น
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดอ่างทอง — นางสาวอรนุช อาชาทองสุข
ศาลอุทธรณ์ — นายโสรัตน์ เพียรอนุกูล
ชื่อองค์คณะ
พศวัจณ์ กนกนาก
อภิรัตน์ ลัดพลี
ธงชัย เสนามนตรี
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 12082/2556
#554978
เปิดฉบับเต็ม

พ.ร.บ.วิธีพิจารณาคดียาเสพติด พ.ศ.2550 มาตรา 18 วรรคหนึ่ง บัญญัติให้คำพิพากษาของศาลอุทธรณ์เฉพาะการกระทำซึ่งเป็นความผิดเกี่ยวกับยาเสพติดให้เป็นที่สุด และตามมาตรา 19 วรรคหนึ่ง คู่ความอาจยื่นคำขอโดยทำเป็นคำร้องไปพร้อมกับฎีกาต่อศาลฎีกาภายในกำหนดหนึ่งเดือนนับแต่วันอ่านหรือถือว่าได้อ่านคำพิพากษาของศาลนั้นให้คู่ความฝ่ายที่ขออนุญาตฎีกาฟัง เพื่อขอให้พิจารณารับฎีกาไว้วินิจฉัยก็ได้ เมื่อจำเลยฎีกาโดยไม่ได้ปฏิบัติตามมาตรา 19 วรรคหนึ่ง เฉพาะความผิดฐานมีเมทแอมเฟตามีนไว้ในครอบครองโดยไม่ได้รับอนุญาต คำพิพากษาศาลอุทธรณ์จึงเป็นที่สุดตามมาตรา 18 วรรคหนึ่ง ความผิดฐานเสพเมทแอมเฟตามีนนั้น แม้จะเป็นความผิดเกี่ยวกับยาเสพติดและคำพิพากษาศาลอุทธรณ์เป็นที่สุดตามมาตรา 18 วรรคหนึ่ง ก็ตาม แต่กรณีที่กฎหมายบัญญัติให้คำพิพากษาหรือคำสั่งเป็นที่สุดนั้น หมายถึง ต้องเป็นคำพิพากษาหรือคำสั่งที่ถูกต้องตามกฎหมายที่ให้อำนาจพิจารณาพิพากษาหรือมีคำสั่งเช่นนั้นได้ มิได้หมายความว่า แม้คำพิพากษาหรือคำสั่งนั้นจะไม่ถูกต้องตามกฎหมายก็จะถึงที่สุดด้วย เมื่อความผิดฐานเสพเมทแอมเฟตามีนตามพ.ร.บ.ยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 มาตรา 91 มีอัตราโทษอย่างสูงที่กฎหมายกำหนดไว้ให้จำคุกตั้งแต่หกเดือนถึงสามปี หรือปรับตั้งแต่หนึ่งหมื่นบาทถึงหกหมื่นบาทหรือทั้งจำทั้งปรับ ศาลชั้นต้นพิพากษาลงโทษจำคุกจำเลยแต่รอการลงโทษไว้ โจทก์จึงต้องห้ามอุทธรณ์ในปัญหาข้อเท็จจริงตาม ป.วิ.อ. มาตรา193 ทวิ การที่โจทก์อุทธรณ์ในปัญหาข้อเท็จจริงขอให้ไม่รอการลงโทษ และศาลอุทธรณ์รับวินิจฉัยให้และพิพากษาเกี่ยวกับความผิดฐานนี้นั้นเป็นการไม่ปฏิบัติตามบทบัญญัติแห่งประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญาอันว่าด้วยอุทธรณ์ คำพิพากษาศาลอุทธรณ์ในส่วนความผิดฐานเสพเมทแอมเฟตามีนจึงไม่ถูกต้องและไม่เป็นที่สุด ตาม พ.ร.บ.วิธีพิจารณาคดียาเสพติด พ.ศ.2550 มาตรา 18 วรรคหนึ่ง

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 มาตรา 4, 7, 8, 15, 57, 67, 91 พระราชบัญญัติอาวุธปืน เครื่องกระสุนปืน วัตถุระเบิด ดอกไม้เพลิง และสิ่งเทียมอาวุธปืน พ.ศ.2490 มาตรา 7, 8 ทวิ, 72, 72 ทวิ ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 32, 33 91, 371 และริบอาวุธปืนของกลาง

จำเลยให้การรับสารภาพ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 มาตรา 15 วรรคหนึ่ง, 57, 67, 91 พระราชบัญญัติอาวุธปืน เครื่องกระสุนปืน วัตถุระเบิด ดอกไม้เพลิง และสิ่งเทียมอาวุธปืน พ.ศ.2490 มาตรา 7, 8 ทวิ วรรคหนึ่ง, 72 วรรคหนึ่ง, 72 ทวิ วรรคสอง ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 371 การกระทำของจำเลยเป็นความผิดหลายกรรมต่างกันให้เรียงกระทงลงโทษ ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 ฐานมีเมทแอมเฟตามีนไว้ในครอบครองโดยไม่ได้รับอนุญาต จำคุก 1 ปี และปรับ 20,000 บาท ฐานเสพเมทแอมเฟตามีน จำคุก 6 เดือนและปรับ 10,000 บาท ฐานมีอาวุธปืนและเครื่องกระสุนปืนไว้ในครอบครองโดยไม่ได้รับอนุญาต จำคุก 1 ปี และปรับ 3,000 บาท ฐานพาอาวุธปืนติดตัวไปในเมือง หมู่บ้าน หรือทางสาธารณะ โดยไม่มีเหตุสมควรและไม่ได้รับใบอนุญาต เป็นกรรมเดียวเป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบท ให้ลงโทษตามพระราชบัญญัติอาวุธปืนฯ ซึ่งเป็นกฎหมายที่มีโทษหนักที่สุดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 จำคุก 6 เดือน และปรับ 2,000 บาท รวมจำคุก 2 ปี 12 เดือน และปรับ 35,000 บาท จำเลยให้การรับสารภาพลดโทษให้กึ่งหนึ่งตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คงจำคุก 1 ปี 6 เดือน และปรับ 17,500 บาท โทษจำคุกให้รอการลงโทษไว้ 2 ปี ให้จำเลยไปรายงานตัวต่อพนักงานคุมประพฤติ 4 ครั้ง ภายในเวลา 1 ปี ให้จำเลยกระทำกิจการบริการสังคมหรือสาธารณะประโยชน์ตามที่พนักงานคุมประพฤติและจำเลยเห็นสมควรจำนวน 12 ชั่วโมง ไม่ชำระค่าปรับให้จัดการตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 29, 30 ริบอาวุธปืนของกลาง

โจทก์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษาแก้เป็นว่า ไม่ปรับ ไม่รอการลงโทษ และไม่คุมความประพฤติจำเลย นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

จำเลยฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า สำหรับฎีกาของจำเลยในส่วนความผิดต่อพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษฐานมีเมทแอมเฟตามีนไว้ในครอบครองโดยไม่ได้รับอนุญาต และฐานเสพเมทแอมเฟตามีนนั้น เห็นว่า ตามพระราชบัญญัติวิธีพิจารณาคดียาเสพติด พ.ศ.2550 มาตรา 18 วรรคหนึ่ง บัญญัติให้คำพิพากษาของศาลอุทธรณ์เฉพาะการกระทำซึ่งเป็นความผิดเกี่ยวกับยาเสพติดให้เป็นที่สุด และตามมาตรา 19 วรรคหนึ่ง คู่ความอาจยื่นคำขอโดยทำเป็นคำร้องไปพร้อมกับฎีกาต่อศาลฎีกาภายในกำหนดหนึ่งเดือนนับแต่วันอ่านหรือถือว่าได้อ่านคำพิพากษาของศาลนั้นให้คู่ความฝ่ายที่ขออนุญาตฎีกาฟัง เพื่อขอให้พิจารณารับฎีกาไว้วินิจฉัยก็ได้ เมื่อจำเลยฎีกาโดยไม่ได้ปฏิบัติตามมาตรา 19 วรรคหนึ่ง เฉพาะความผิดฐานมีเมทแอมเฟตามีนไว้ในครอบครองโดยไม่ได้รับอนุญาต คำพิพากษาศาลอุทธรณ์จึงเป็นที่สุดตามมาตรา 18 วรรคหนึ่ง ที่ศาลชั้นต้นรับฎีกาของจำเลยในความผิดฐานนี้จึงเป็นการไม่ชอบ ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัย ส่วนความผิดฐานเสพเมทแอมเฟตามีนนั้น แม้จะเป็นความผิดเกี่ยวกับยาเสพติดและคำพิพากษาศาลอุทธรณ์เป็นที่สุดตามมาตรา 18 วรรคหนึ่ง ก็ตาม แต่กรณีที่กฎหมายบัญญัติให้คำพิพากษาหรือคำสั่งเป็นที่สุดนั้น หมายถึง ต้องเป็นคำพิพากษาหรือคำสั่งที่ถูกต้องตามกฎหมายที่ให้อำนาจพิจารณาพิพากษาหรือมีคำสั่งเช่นนั้นได้ มิได้หมายความว่า แม้คำพิพากษาหรือคำสั่งนั้นจะไม่ถูกต้องตามกฎหมายก็จะถึงที่สุดด้วย เมื่อความผิดฐานเสพเมทแอมเฟตามีนตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 มาตรา 91 มีอัตราโทษอย่างสูงที่กฎหมายกำหนดไว้ให้จำคุกตั้งแต่หกเดือนถึงสามปี หรือปรับตั้งแต่หนึ่งหมื่นบาทถึงหกหมื่นบาทหรือทั้งจำทั้งปรับ ศาลชั้นต้นพิพากษาลงโทษจำคุกจำเลยแต่รอการลงโทษไว้ โจทก์จึงต้องห้ามอุทธรณ์ในปัญหาข้อเท็จจริงตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 193 ทวิ การที่โจทก์อุทธรณ์ในปัญหาข้อเท็จจริงขอให้ไม่รอการลงโทษ และศาลอุทธรณ์รับวินิจฉัยไว้และพิพากษามาโดยมิได้พิพากษายกอุทธรณ์ของโจทก์ที่วินิจฉัยเกี่ยวกับความผิดฐานนี้นั้นเป็นการไม่ปฏิบัติตามบทบัญญัติแห่งประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญาอันว่าด้วยอุทธรณ์ คำพิพากษาศาลอุทธรณ์ในส่วนความผิดฐานเสพเมทแอมเฟตามีนจึงไม่ถูกต้องและไม่เป็นที่สุด ตามพระราชบัญญัติวิธีพิจารณาคดียาเสพติด พ.ศ.2550 มาตรา 18 วรรคหนึ่ง จำเลยจึงมีสิทธิฎีกาได้ ปัญหาว่าศาลอุทธรณ์รับวินิจฉัยอุทธรณ์ของโจทก์เป็นการชอบหรือไม่เป็นปัญหาข้อกฎหมายเกี่ยวกับความสงบเรียบร้อย แม้จำเลยจะมิได้ยกขึ้นฎีกา ศาลฎีกาก็มีอำนาจยกขึ้นวินิจฉัยและแก้ไขให้ถูกต้องได้ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 195 วรรคสอง ประกอบด้วยมาตรา 225 จึงให้ยกคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ที่วินิจฉัยเกี่ยวกับความผิดของจำเลยฐานเสพเมทแอมเฟตามีนเสีย สำหรับปัญหาตามฎีกาของจำเลยในส่วนที่ว่า สมควรที่จะรอการลงโทษให้แก่จำเลยในความผิดฐานมีและพาอาวุธปืนหรือไม่นั้น เห็นว่า การที่จำเลยมีและพาอาวุธปืนพร้อมเครื่องกระสุนปืนซึ่งอยู่ในสภาพใช้ยิงได้ติดตัวไปในเมือง หมู่บ้าน หรือทางสาธารณะนั้นย่อมมีโอกาสที่จะใช้อาวุธปืนและเครื่องกระสุนปืนดังกล่าวก่อเหตุได้โดยง่าย อันจะเป็นการกระทบต่อสุจริตชนผู้อื่นและความสงบสุขของสังคมโดยรวม ประกอบกับอาวุธปืนของกลางไม่มีเครื่องหมายทะเบียนของเจ้าพนักงานประทับไว้ ซึ่งหากมีการใช้อาวุธปืนดังกล่าวในการกระทำความผิดแล้วก็ย่อมเป็นการยากที่จะติดตามตรวจสอบหาตัวผู้ที่กระทำความผิด ตามพฤติการณ์จึงถือได้ว่าเป็นเรื่องร้ายแรง แม้จะไม่ปรากฏว่าจำเลยเคยกระทำความผิดมาก่อนและมีภาระที่จะต้องดูแลบุคคลในครอบครัว หรือมีเหตุอื่นดังที่อ้างในฎีกา กรณีก็มิใช่เป็นเหตุผลเพียงพอที่จะรอการลงโทษจำคุกให้แก่จำเลย ที่ศาลอุทธรณ์พิพากษาลงโทษโดยไม่รอการลงโทษจำคุกให้แก่จำเลยนั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาของจำเลยฟังไม่ขึ้น

พิพากษาแก้เป็นว่า ให้ยกคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ที่วินิจฉัยเกี่ยวกับความผิดของจำเลยฐานเสพเมทแอมเฟตามีนโดยให้บังคับความผิดฐานดังกล่าวตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.อ. ม. 193 ทวิ
พ.ร.บ.วิธีพิจารณาคดียาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2550 ม. 18 ม. 19
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการจังหวัดตะกั่วป่า
จำเลย — นายสมพร เหี้ยมสนิท
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดตะกั่วป่า — นายภูวเดช ภวังสวัสดิ์
ศาลอุทธรณ์ — นายกฤตพงศ์ เอี่ยมวรเมธ
ชื่อองค์คณะ
ธีระพงศ์ จิระภาค
วัส ติงสมิตร
ถมรัตน์ เลิศไพรวัน
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 12066/2556
#554740
เปิดฉบับเต็ม

ถ. ผู้จัดการฝ่ายขายของจำเลย ติดต่อกับโจทก์ขอซื้อผลิตภัณฑ์นม โดยโทรสารจากสำนักงานจำเลย หลังจากโจทก์ส่งสินค้าครบแล้ว จำเลยร่วมซึ่งเป็นกรรมการของจำเลยสั่งจ่ายเช็คชำระค่าสินค้าแก่โจทก์ แต่ธนาคารปฏิเสธการจ่ายเงิน เห็นได้ว่า ถ. และจำเลยร่วมต่างเป็นผู้กระทำการแทนจำเลย หาก ถ. ขายหรือสั่งซื้อสินค้าโดยอ้างว่ากระทำไปในฐานะผู้จัดการฝ่ายขายของจำเลยบุคคลภายนอกย่อมเข้าใจได้ว่า เป็นการสั่งสินค้าโดยจำเลย ส่วนจำเลยร่วมเป็นกรรมการผู้มีอำนาจคนหนึ่งของจำเลย เมื่อจำเลยร่วมแสดงเจตนาในการขายหรือซื้อสินค้ากับบุคคลภายนอก บุคคลนั้นย่อมเข้าใจได้ว่าตนซื้อขายสินค้ากับจำเลย การกระทำของ ถ. และจำเลยร่วมจึงเป็นตัวแทนเชิดของจำเลย จำเลยต้องผูกพันในการซื้อขายสินค้ากับโจทก์ ส่วนที่ใบสั่งซื้อสินค้าที่ส่งให้โจทก์ไม่มีลายมือชื่อผู้มีอำนาจสั่งซื้อก็เป็นระเบียบภายในของจำเลยเท่านั้นและการส่งสินค้าให้แก่บุคคลอื่น ในสถานที่อื่นมิใช่ที่ทำการของจำเลยไปตามที่ระบุในใบสั่งซื้อสินค้า ก็เป็นปกติของการค้าขายที่ผู้ซื้ออาจขายต่อหรือนำสินค้าไปส่งต่อตามทางธุรกิจของตน จำเลยจึงต้องรับผิดต่อโจทก์

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยชำระเงิน 1,538,637.18 บาท แก่โจทก์พร้อมด้วยดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี จากต้นเงิน 1,406,754 บาท นับถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จ

จำเลยให้การขอให้ยกฟ้อง

ระหว่างพิจารณา จำเลยยื่นคำร้องขอให้เรียกนายสนธิ์ชัยเข้ามาเป็นจำเลยร่วม ศาลชั้นต้นอนุญาต

จำเลยร่วมให้การขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยร่วมชำระเงิน 1,406,754 บาท แก่โจทก์พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี จากต้นเงินดังกล่าวนับตั้งแต่ 10 ตุลาคม 2549 เป็นต้นไปจนกว่าชำระเสร็จ และให้จำเลยร่วมใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ โดยกำหนดค่าทนายความ 10,000 บาท ยกฟ้องโจทก์สำหรับจำเลย ค่าฤชาธรรมเนียมระหว่างโจทก์กับจำเลยให้เป็นพับ

โจทก์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษากลับเป็นว่า ให้จำเลยชำระเงิน 1,406,754 บาท แก่โจทก์พร้อมดอกเบี้ยร้อยละ 7.5 ต่อปี จากต้นเงินดังกล่าวนับตั้งแต่วันที่ 10 ตุลาคม 2549 เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จ (ดอกเบี้ยคิดถึงวันฟ้องไม่เกิน 131,883.18 บาท) ให้จำเลยใช้ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสองศาลแทนโจทก์ โดยกำหนดค่าทนายความรวม 20,000 บาท ให้ยกฟ้องโจทก์สำหรับจำเลยร่วม ค่าฤชาธรรมเนียมระหว่างโจทก์กับจำเลยร่วมทั้งสองศาลให้เป็นพับ

จำเลยฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงเบื้องต้นรับฟังได้ว่า โจทก์เป็นนิติบุคคลประเภทบริษัทจำกัด มีนายบัลลพ์กุล นายวีรพล นางดาราวรรณ และนางศิริวรรณเป็นกรรมการ โดยกรรมการดังกล่าวสองคนลงชื่อและประทับตราสำคัญทำการแทนโจทก์ ส่วนจำเลยเป็นนิติบุคคลประเภทบริษัทจำกัด มีจำเลยร่วมและนางไพลิน เป็นกรรมการ นายถนอมศักดิ์เป็นผู้จัดการฝ่ายขายของจำเลย ส่วนนายไพบูลย์เป็นผู้จัดการฝ่ายขายของโจทก์

ปัญหาวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยมีว่า จำเลยต้องรับผิดชำระหนี้ให้แก่โจทก์ตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 1 หรือไม่ โจทก์มีนายไพบูลย์ เป็นพยานเบิกความว่า นายถนอมศักดิ์ ผู้จัดการฝ่ายขายของจำเลยโทรศัพท์ติดต่อนายไพบูลย์ขอซื้อนม ยู.เอช.ที. ในระบบเงินเชื่อ นายไพบูลย์จึงขอให้ติดต่อกับนายบัลลพ์กุล ต่อมานายถนอมศักดิ์ติดต่อกับนายบัลลพ์กุลแล้ว นายบัลลพ์กุลอนุมัติให้ขายสินค้าให้แก่จำเลยในระบบเงินเชื่อ วันที่ 29 กันยายน 2549 จำเลยส่งใบสั่งซื้อทางโทรสาร ผลิตภัณฑ์นม ยู.เอช.ที. 71,040 กล่อง ราคากล่องละ 5.10 บาท เป็นเงิน 362,304 บาท วันที่ 3 ตุลาคม 2549 ซื้อ 208,800 กล่อง ราคากล่องละ 5.20 บาท เป็นเงิน 1,085,760 บาท มีนายถนอมศักดิ์ลงชื่อในใบสั่งซื้อส่งโดยเครื่องโทรสารของจำเลย โจทก์ส่งสินค้าให้แก่จำเลย ณ ที่อยู่ตามที่ระบุในใบสั่งซื้อ รวมเงินทั้งสิ้น 1,422,285.60 บาท โจทก์ลดราคาให้จำเลย 15,531.60 บาท คงเหลือราคาที่จำเลยต้องชำระเป็นเงิน 1,406,754 บาท ต่อมาวันที่ 15 ธันวาคม 2549 จำเลยร่วมสั่งจ่ายเช็ค จำนวนเงิน 1,105,104 บาท ให้แก่โจทก์ แต่เช็คถูกธนาคารปฏิเสธการจ่ายเงิน ส่วนจำเลยมีนางโชติรสเป็นพยานเบิกความว่า นางโชติรสเป็นผู้จัดการสำนักงานจำเลย มีหน้าที่ตรวจสอบและอนุมัติการจัดซื้อของจำเลย จำเลยไม่เคยสั่งซื้อผลิตภัณฑ์นม ยู.เอช.ที. จากโจทก์ เมื่อจำเลยถูกโจทก์ทวงถาม จำเลยจึงตรวจสอบพบว่าจำเลยร่วมสั่งนายถนอมศักดิ์ให้ซื้อผลิตภัณฑ์นม ยู.เอช.ที. จากโจทก์โดยนางฉัตร์ชากรณ์สั่งซื้อผลิตภัณฑ์นม ยู.เอช.ที. จากจำเลยร่วม ทั้งนี้นายถนอมศักดิ์ระบุใบสั่งซื้อให้โจทก์ส่งสินค้าไปให้นายวิชาญที่จังหวัดสระบุรี และนางฉัตร์ชากรณ์ที่จังหวัดศรีสะเกษ จำเลยร่วมสั่งนายถนอมศักดิ์ว่าเป็นการซื้อสินค้าในฐานะส่วนตัวจำเลยร่วม ไม่เกี่ยวกับจำเลย นายถนอมศักดิ์จึงไม่ได้เสนอใบสั่งซื้อให้นางโชติรสสั่งอนุมัติการซื้อ เห็นว่า นายถนอมศักดิ์เป็นผู้จัดการฝ่ายขายของจำเลย นายถนอมศักดิ์ติดต่อกับโจทก์ขอซื้อผลิตภัณฑ์นม ยู.เอช.ที. จากโจทก์ในระบบเงินเชื่อ เมื่อโจทก์ตกลงขายให้ในระบบเงินเชื่อ นายถนอมศักดิ์ก็สั่งซื้อสินค้าดังกล่าวจากโจทก์โดยโทรสารจากสำนักงานจำเลย หลังจากที่โจทก์ส่งสินค้าตามใบสั่งซื้อทั้งหมดแล้ว จำเลยร่วมได้สั่งจ่ายเช็คชำระค่าสินค้าแก่โจทก์ แต่ธนาคารปฏิเสธการจ่ายเงินตามเช็ค โจทก์จึงไม่ได้รับชำระหนี้ จะเห็นได้ว่านายถนอมศักดิ์และจำเลยร่วมต่างก็เป็นผู้ทำการแทนจำเลย โดยนายถนอมศักดิ์ในฐานะที่ดำรงตำแหน่งเป็นผู้จัดการฝ่ายขายของจำเลย หากนายถนอมศักดิ์ขายหรือสั่งซื้อสินค้าโดยอ้างว่ากระทำไปในฐานะผู้จัดการฝ่ายขายของจำเลย บุคคลภายนอกย่อมเข้าใจว่าเป็นการขายหรือซื้อสินค้าโดยจำเลย ส่วนจำเลยร่วมเป็นกรรมการผู้มีอำนาจคนหนึ่งของจำเลย เมื่อจำเลยร่วมแสดงเจตนาในการขายหรือซื้อสินค้ากับบุคคลภายนอก บุคคลนั้นย่อมเข้าใจว่าตนซื้อขายสินค้ากับจำเลย การกระทำของจำเลยร่วมและนายถนอมศักดิ์จึงเป็นตัวแทนเชิดของจำเลย จำเลยจึงต้องผูกพันในการซื้อขายสินค้าตามฟ้องกับโจทก์

ที่จำเลยฎีกาว่า ใบสั่งซื้อสินค้าที่นายถนอมศักดิ์ส่งโทรสารให้โจทก์ไม่มีลายมือชื่อนางโชติรสอนุมัติให้ซื้อและการส่งสินค้าทั้งหมดให้แก่บุคคลอื่น สถานที่อื่น มิใช่แก่จำเลยในที่ทำการของจำเลย ทั้งการที่จำเลยร่วมสั่งจ่ายเช็คให้แก่โจทก์นั้น เป็นเช็คส่วนตัวของจำเลยร่วมมิใช่เช็คจากบัญชีของจำเลย ดังนั้นจำเลยจึงไม่ใช่ผู้ซื้อสินค้าจากโจทก์ นั้น ศาลฎีกาเห็นว่า การอนุมัติโดยผู้มีอำนาจของจำเลยให้ซื้อสินค้าเป็นระเบียบปฏิบัติของงานบริหารภายในสำนักงานของจำเลยเท่านั้น ส่วนการส่งสินค้าให้แก่บุคคลอื่นในสถานที่อื่นมิใช่ที่ทำการของจำเลยเป็นไปตามที่ระบุในใบสั่งซื้อสินค้าอันเข้าใจได้ว่าเป็นปกติของการค้าขายที่ผู้ซื้ออาจขายต่อแก่ผู้อื่นหรือนำสินค้าไปส่งต่อตามทางธุรกิจของตน ส่วนเช็คที่จำเลยร่วมสั่งจ่ายให้แก่โจทก์ แม้เป็นเช็คส่วนตัวของจำเลยร่วม แต่ในฐานะที่จำเลยร่วมเป็นกรรมการของจำเลย หากจำเลยร่วมจะชำระหนี้ในนามจำเลย จำเลยร่วมจะใช้วิธีชำระหนี้ด้วยประการใดก็ขึ้นอยู่กับความสะดวก แม้จะไม่ใช้เช็คส่วนตัวของจำเลยร่วม แต่หากมีเช็คของลูกค้ารายอื่นที่สั่งจ่ายชำระหนี้แก่จำเลยโดยจำเลยร่วมรับไว้ จำเลยร่วมอาจนำเช็คเหล่านั้นซึ่งมีจำนวนเงินพอที่จะชำระหนี้ใช้ชำระแก่โจทก์ก็ได้ พยานหลักฐานของโจทก์มีน้ำหนักและเหตุผลน่าเชื่อถือกว่าพยานหลักฐานของจำเลยที่ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษามานั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วยฎีกาของจำเลยฟังไม่ขึ้น

พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมในชั้นฎีกาให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 821
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — บริษัทเชียงใหม่เฟรชมิลค์ จำกัด
จำเลย — บริษัทที.ดี.แดรี่ฟู้ดส์ จำกัด
จำเลยร่วม — นายสนธิ์ชัย ศิริวรรณางกูล
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดลพบุรี — นายปราโมทย์ ฉิมพินิจ
ศาลอุทธรณ์ภาค 1 — นายนพดล คชรินทร์
ชื่อองค์คณะ
ธีระวัฒน์ ภัทรานวัช
สุรศักดิ์ คีรีวิเชียร
สมสันต์ ศุภศาสตรสิน
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 12037/2556
#562729
เปิดฉบับเต็ม

แม้แผ่นป้ายทะเบียนรถยนต์ แผ่นป้ายแสดงการเสียภาษีรถยนต์ประจำปี แผ่นป้ายแสดงการประกันภัยคุ้มครองผู้ประสบภัยจากรถยนต์และสมุดใบคู่มือจดทะเบียนรถยนต์ปลอมของกลางจะเป็นเอกสารและเอกสารราชการต่างประเภทกันแยกออกจากกันเป็นคนละฉบับ แต่การติดแผ่นป้ายทะเบียนรถยนต์ แผ่นป้ายแสดงการเสียภาษีรถยนต์ประจำปีและแผ่นป้ายแสดงการประกันภัยคุ้มครองผู้ประสบภัยจากรถยนต์ปลอมของกลางไว้ที่รถยนต์ของกลางคันเดียว พร้อมกับนำสมุดใบคู่มือจดทะเบียนรถปลอมของกลางไปใช้แสดงต่อผู้เสียหายในคราวเดียวกันโดยเห็นได้อย่างชัดเจนว่าจำเลยมีเจตนาอย่างเดียวกันเพื่อประกอบข้อความอันเป็นเท็จในการฉ้อโกงโดยมุ่งหมายให้ผู้เสียหายหลงเชื่อว่ารถยนต์ของกลางเป็นของจำเลยที่ได้จดทะเบียนและเสียภาษีถูกต้องตามกฎหมาย การกระทำของจำเลยจึงเป็นกรรมเดียวเป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบท

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องและแก้ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 33, 83, 91, 264, 265, 268, 341 ริบเอกสารปลอมของกลาง ให้จำเลยคืนหรือใช้เงินจำนวน 3,000 บาท ที่ยังไม่ได้คืนแก่ผู้เสียหาย ส่วนรถยนต์ของกลางให้คืนแก่เจ้าของ

จำเลยให้การปฏิเสธ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 33, 268 วรรคแรก ประกอบมาตรา 264 วรรคแรก, 265, 341 วรรคแรก เรียงกระทงลงโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 ฐานใช้เอกสารราชการปลอม (แผ่นป้ายทะเบียนรถยนต์ แผ่นป้ายเครื่องหมายเสียภาษีรถยนต์) จำนวน 2 กระทง จำคุกกระทงละ 2 ปี ฐานใช้เอกสารปลอม (แผ่นป้ายเครื่องหมายประกันภัยคุ้มครองผู้ประสบภัยจากรถยนต์) จำคุก 1 ปี ฐานใช้เอกสารราชการปลอม (ใบคู่มือจดทะเบียนรถ) และฐานฉ้อโกงเป็นกรรมเดียวผิดต่อกฎหมายหลายบท ลงโทษฐานใช้เอกสารราชการปลอม ซึ่งเป็นความผิดที่มีบทโทษหนักที่สุด ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 จำคุก 2 ปี รวมจำคุก 7 ปี ริบเอกสารปลอมของกลาง คืนรถยนต์ของกลางแก่เจ้าของ ข้อหาและคำขออื่นให้ยก

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษาแก้เป็นว่า ให้ยกฟ้องข้อหาอื่นทั้งหมดด้วย นอกจากที่แก้คงให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

โจทก์ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ว่าจำเลยมีความผิดฐานใช้เอกสารปลอมของกลางและฐานฉ้อโกงตามคำพิพากษาศาลชั้นต้นหรือไม่ โดยโจทก์ฎีกาสรุปความว่าจากพยานหลัก ฐานเอกสารปลอมของกลางและข้อพิรุธในข้อต่อสู้ของจำเลย จึงรับฟังว่าจำเลยรู้ว่าเอกสารของกลางทั้งหมดเป็นเอกสารปลอม พยานหลักฐานโจทก์เท่าที่วินิจฉัยมามีน้ำหนักให้รับฟังได้โดยปราศจากสงสัยว่า จำเลยรู้ว่าเอกสารของกลางทั้งหมดเป็นเอกสารปลอม การกระทำของจำเลยจึงเป็นความผิดฐานใช้เอกสารกับเอกสารราชการปลอมและฉ้อโกงผู้เสียหายตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น ที่ศาลอุทธรณ์พิพากษายกฟ้องนั้น ศาลฎีกาไม่เห็นพ้องด้วย ฎีกาของโจทก์ฟังขึ้น แต่ที่ศาลชั้นต้นพิพากษาลงโทษจำเลยทุกกรรมเป็นกระทงความผิดไปตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 นั้นไม่ถูกต้อง แม้แผ่นป้ายทะเบียนรถยนต์ แผ่นป้ายแสดงการเสียภาษีรถยนต์ประจำปี แผ่นป้ายแสดงการประกันภัยคุ้มครองผู้ประสบภัยจากรถยนต์และสมุดใบคู่มือจดทะเบียนรถยนต์ปลอมของกลางจะเป็นเอกสารและเอกสารราชการต่างประเภทกันแยกออกจากกันเป็นคนละฉบับ แต่การติดแผ่นป้ายทะเบียนรถยนต์ แผ่นป้ายแสดงการเสียภาษีรถยนต์ประจำปีและแผ่นป้ายแสดงการประกันภัยคุ้มครองผู้ประสบภัยจากรถยนต์ปลอมของกลางไว้ที่รถยนต์ของกลางคันเดียว พร้อมกับนำสมุดใบคู่มือจดทะเบียนรถปลอมของกลางไปใช้แสดงต่อผู้เสียหายในคราวเดียวกันโดยเห็นได้อย่างชัดเจนว่าจำเลยมีเจตนาอย่างเดียวกันเพื่อประกอบข้อความอันเป็นเท็จในการฉ้อโกงโดยมุ่งหมายให้ผู้เสียหายหลงเชื่อว่ารถยนต์ของกลางเป็นของจำเลยที่ได้จดทะเบียนและเสียภาษีถูกต้องตามกฎหมาย การกระทำของจำเลยจึงเป็นกรรมเดียวเป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบท หาใช่เป็นความผิดหลายกรรมต่างกันตามคำพิพากษาศาลชั้นต้นไม่ ปัญหาดังกล่าวเป็นข้อกฎหมายที่เกี่ยวกับความสงบเรียบร้อย แม้ไม่มีคู่ความฝ่ายใดยกขึ้นฎีกา ศาลฎีกาก็เห็นสมควรยกขึ้นวินิจฉัยแก้ไขได้ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 195 วรรคสอง ประกอบมาตรา 225

พิพากษาแก้เป็นว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83 มาตรา 268 วรรคแรก ประกอบมาตรา 264 วรรคแรก และมาตรา 265, มาตรา 341 เป็นกรรมเดียว เป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบท ให้ลงโทษฐานใช้เอกสารราชการปลอมตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 268 วรรคแรก ประกอบมาตรา 265 อันเป็นกฎหมายบทที่มีโทษหนักที่สุดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 จำคุก 2 ปี นอกจากที่แก้คงให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.อ. ม. 90 ม. 264 วรรคแรก ม. 265 ม. 268 วรรคแรก ม. 341
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการจังหวัดมีนบุรี
จำเลย — นายเฉลิมพร ไชยชิตร
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดมีนบุรี — นางจรีรัตน์ ตันติเวชกุล
ศาลอุทธรณ์ — นายเฉลิมพงศ์ ขันตี
ชื่อองค์คณะ
อภิรัตน์ ลัดพลี
ธงชัย เสนามนตรี
พศวัจณ์ กนกนาก
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 12032/2556
#554970
เปิดฉบับเต็ม

การที่จำเลยฝากเมทแอมเฟตามีน 10 เม็ด ไว้ที่ ช. โดยบอกว่าหากมีคนมาขอซื้อก็ให้แจ้งจำเลย แล้วจำเลยจะให้คนมารับ ไม่ใช่เป็นการ "ให้" ตามบทนิยามคำว่า "จำหน่าย" ตามมาตรา 4 แห่ง พ.ร.บ.ยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 จึงไม่เป็นการจำหน่าย แต่จำเลยคงเป็นตัวการผู้ครอบครองเมทแอมเฟตามีนดังกล่าวไว้เพื่อจำหน่าย จำเลยจึงมีความผิดฐานมีเมทแอมเฟตามีนไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่าย แม้โจทก์มิได้ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยฐานมีเมทแอมเฟตามีนไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่าย แต่การที่โจทก์ฟ้องว่าจำเลยจำหน่ายเมทแอมเฟตามีน แสดงให้เห็นอยู่ในตัวว่าจำเลยจะต้องมีเมทแอมเฟตามีนไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่ายก่อนที่จะนำไปจำหน่าย ดังนั้น จึงลงโทษจำเลยฐานมีเมทแอมเฟตามีนไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่ายได้

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 มาตรา 4, 7, 8, 15, 66

จำเลยให้การปฏิเสธ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 มาตรา 15 วรรคสาม (2), 66 วรรคหนึ่ง จำคุก 5 ปี

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 5 พิพากษากลับ ให้ยกฟ้อง

โจทก์ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า มีปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ว่า จำเลยกระทำความผิดตามฟ้องหรือไม่ เห็นว่า พันตำรวจโทเผ่าและสิบตำรวจเอกวัชระเป็นประจักษ์พยานซึ่งได้ยินได้ฟังเรื่องราวมาจากนายโชคโดยตรง กับไม่มีเหตุผลใดที่พยานทั้งสองต้องปรักปรำกลั่นแกล้งจำเลย เชื่อว่านายโชคได้ให้ถ้อยคำเช่นนั้นต่อพยานทั้งสองจริง หลังจากนั้นในวันรุ่งขึ้นนายโชคยังคงให้การปากคำต่อร้อยตำรวจเอกกิตติคุณ พนักงานสอบสวนในทำนองเดียวกันว่า พยานไปรับเมทแอมเฟตามีน 10 เม็ด จากจำเลยที่ลานจอดรถยนต์สวนสาธารณะ 200 ปี โดยจำเลยพูดกับพยานว่า "พี่ฝากของไว้กับน้อง ถ้ามีคนมาขอซื้อ บอกให้มาซื้อกับพี่ แล้วพี่จะให้เขามารับของที่น้อง ถ้าน้องจะเสพเอาไปเสพได้ 1 เม็ด" แล้วในวันต่อมาพยานเสพไป 1 เม็ด ก่อนถูกจับกุม ตามบันทึกคำให้การ แม้คำให้การของนายโชคมีลักษณะเป็นพยานบอกเล่าและพยานซัดทอด แต่เมื่อเป็นการให้ถ้อยคำหลังถูกจับกุมในทันทีและมิได้มุ่งซัดทอดเพื่อหวังให้ตนเองได้รับประโยชน์หรือพ้นผิด หากเป็นเพียงการบอกเล่าถึงที่มาของเมทแอมเฟตามีนที่ตนเองมีไว้ในครอบครองอย่างผิดกฎหมายเท่านั้น เช่นนี้ ตามสภาพ ลักษณะและแหล่งที่มาแห่งคำบอกเล่าตามคำให้การของนายโชค จึงมีเหตุผลที่น่าเชื่อว่าจะพิสูจน์ความจริงและรับฟังประกอบพยานหลักฐานอื่นได้ ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 226/3 วรรคสอง (1) และ 227/1 วรรคหนึ่ง ยิ่งกว่านั้น ในชั้นพิจารณานายโชคยังเบิกความเป็นพยานโจทก์ว่า พยานได้รับเมทแอมเฟตามีนมาจากจำเลย เรื่องราวที่อ้างว่าพยานไปรับเมทแอมเฟตามีนจากจำเลยที่สวนสาธารณะ 200 ปี และที่จำเลยพูดว่า หากมีคนมาซื้อก็ให้แจ้งจำเลยก็สอดคล้องกับที่นายโชคให้การไว้ในชั้นสอบสวน แม้นายโชคจะเบิกความว่า พยานได้รับเมทแอมเฟตามีนมาจากจำเลยเมื่อวันที่ 23 มิถุนายน 2550 และเมทแอมเฟตามีนมีเพียง 9 เม็ด ผิดแผกแตกต่างไปจากที่พยานเคยให้การไว้ในชั้นจับกุมและสอบสวน กับเบิกความตอบทนายจำเลยถามค้านว่า พยานไม่ได้ไปรับเมทแอมเฟตามีน 9 เม็ด มาจากจำเลย อันเป็นการกลับไปกลับมาไม่อยู่กับร่องกับรอย มีเหตุผลเชื่อว่าเพื่อช่วยเหลือจำเลยมากกว่าที่จะเป็นการเบิกความไปตามที่เป็นจริง ที่นายโชคอ้างว่า พยานถูกบังคับขู่เข็ญให้ถ้อยคำในชั้นจับกุมและชั้นสอบสวน ล้วนไม่มีเหตุผลใดสนับสนุนให้เจ้าพนักงานตำรวจทั้งผู้จับกุมและพนักงานสอบสวนจะต้องกระทำโดยมิชอบเช่นนั้น จึงเป็นเหตุผลที่จะรับฟังหักล้างสาระสำคัญที่นายโชคเบิกความตอบโจทก์ในตอนต้นที่ว่า พยานรับเมทแอมเฟตามีน 10 เม็ด มาจากจำเลยได้ พยานหลักฐานของโจทก์ที่นำสืบมามีน้ำหนักมั่นคงรับฟังได้โดยปราศจากข้อสงสัยว่า จำเลยมอบเมทแอมเฟตามีน 10 เม็ด ให้แก่นายโชค พยานหลักฐานของจำเลยที่นำสืบต่อสู้ว่า จำเลยเพียงเล่นสนุกเกอร์กับนายโชคโดยมิได้มอบเมทแอมเฟตามีนให้นายโชคนั้น ไม่สามารถรับฟังหักล้างพยานหลักฐานของโจทก์ได้ อย่างไรก็ตาม การที่จำเลยฝากเมทแอมเฟตามีนไว้ที่นายโชคโดยบอกว่าหากมีคนมาขอซื้อก็ให้แจ้งจำเลย แล้วจำเลยจะให้คนมารับ ไม่ใช่เป็นการ "ให้" ตามบทนิยามคำว่า "จำหน่าย" ตามมาตรา 4 แห่งพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 จึงไม่เป็นการจำหน่าย แต่จำเลยคงเป็นตัวการผู้ครอบครองเมทแอมเฟตามีนดังกล่าวไว้เพื่อจำหน่ายจำเลยจึงมีความผิดฐานมีเมทแอมเฟตามีนไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่าย แม้โจทก์มิได้ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยฐานมีเมทแอมเฟตามีนไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่าย แต่การที่โจทก์ฟ้องว่าจำเลยจำหน่ายเมทแอมเฟตามีน แสดงให้เห็นอยู่ในตัวว่าจำเลยจะต้องมีเมทแอมเฟตามีนไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่ายก่อนที่จะนำไปจำหน่าย ดังนั้น ศาลฎีกาจึงลงโทษจำเลยฐานมีเมทแอมเฟตามีนไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่ายได้

พิพากษาแก้เป็นว่า จำเลยมีความผิดฐานมีเมทแอมเฟตามีนไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่ายตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 มาตรา 66 วรรคหนึ่ง จำคุก 4 ปี คำขออื่นให้ยก
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.ยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 ม. 4 ม. 66 วรรคหนึ่ง
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการจังหวัดน่าน
จำเลย — นายนรพลหรือโบ๊ต จวรรณตุม
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดน่าน — นายปรีชา พวงสมบัติ
ศาลอุทธรณ์ภาค 5 — นายสุรพล เอี่ยมอธิคม
ชื่อองค์คณะ
วิรุฬห์ แสงเทียน
ฉัตรไชย จันทร์พรายศรี
วรงค์พร จิระภาค
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 11984/2556
#571561
เปิดฉบับเต็ม

โจทก์บรรยายฟ้องว่า จำเลยนำเมทแอมเฟตามีนเข้ามาในราชอาณาจักรเพื่อจำหน่าย ทางพิจารณาข้อเท็จจริงฟังได้เพียงว่า จำเลยมีเมทแอมเฟตามีนไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่าย การนำเมทแอมเฟตามีนเข้ามาในราชอาณาจักรเป็นการกระทำที่มีลักษณะรวมถึงการครอบครองเมทแอมเฟตามีนไว้ด้วยเพื่อให้การนำเข้านั้นสำเร็จจึงถือได้ว่าการครอบครองเมทแอมเฟตามีนไว้เพื่อจำหน่ายเป็นส่วนหนึ่งของการกระทำความผิดตามที่โจทก์บรรยายฟ้อง ทั้งเป็นความผิดในตัวเองด้วยตาม พ.ร.บ.ยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 มาตรา 15 วรรคสาม (2), 66 วรรคสาม ซึ่งโจทก์มีคำขอตามมาตรา 66 มาท้ายฟ้องแล้วด้วยกรณีจึงต้องด้วย ป.วิ.อ. มาตรา 192 วรรคหก ศาลจึงมีอำนาจลงโทษจำเลยในการกระทำความผิดฐานมีเมทแอมเฟตามีนไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่ายตามที่พิจารณาได้ความได้

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามพระราชบัญญัติยาเสพติดโทษ พ.ศ.2522 มาตรา 4, 7, 8, 15, 65, 66, 102 ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83 ริบเมทแอมเฟตามีน รองเท้าแตะ และโทรศัพท์เคลื่อนที่ของกลาง

จำเลยให้การปฏิเสธ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 มาตรา 4, 7, 8, 15, 65 วรรคสอง, 66, 102 เป็นความผิดกรรมเดียวผิดต่อกฎหมายหลายบท ให้ลงโทษบทหนักตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 ฐานนำยาเสพติดให้โทษในประเภท 1 เข้ามาในราชอาณาจักรเพื่อจำหน่าย ให้ลงโทษประหารชีวิต คำให้การรับสารภาพของจำเลยในชั้นจับกุมและชั้นสอบสวนบางส่วนเป็นประโยชน์แก่การพิจารณาคดี มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้หนึ่งในสามตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 ประกอบมาตรา 52 (1) คงจำคุกตลอดชีวิต ริบเมทแอมเฟตามีน รองเท้าแตะ และโทรศัพท์เคลื่อนที่ของกลาง

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 2 พิพากษากลับ ให้ยกฟ้องโจทก์ ริบเมทแอมเฟตามีนของกลาง ตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 มาตรา 102 ของกลางอื่นนอกนั้นให้คืนแก่เจ้าของ

โจทก์ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ว่า จำเลยกระทำความผิดฐานนำเมทแอมเฟตามีนอันเป็นยาเสพติดให้โทษในประเภท 1 เข้ามาในราชอาณาจักรเพื่อจำหน่ายโดยไม่ได้รับอนุญาตตามฟ้องหรือไม่ เห็นว่า ร้อยตำรวจเอกเอกรินทร์ สิบตำรวจโทมนตรี และดาบตำรวจสุขุม ประจักษ์พยานโจทก์เป็นเจ้าพนักงานปฏิบัติราชการตามหน้าที่ ไม่เคยรู้จักและไม่เคยมีสาเหตุโกรธเคืองกับจำเลยมาก่อน ไม่มีเหตุระแวงสงสัยว่าจะเบิกความและสร้างพยานหลักฐานเพื่อปรักปรำจำเลยให้ต้องได้รับโทษ พยานโจทก์ทั้งสามเบิกความเกี่ยวกับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นสอดคล้องต้องกัน ไม่มีข้อพิรุธสงสัย โจทก์จึงมีทั้งพยานบุคคลและเมทแอมเฟตามีนของกลางอันเป็นวัตถุพยานที่ยึดได้จากรองเท้าที่จำเลยสวมใส่อยู่ ส่วนที่จำเลยนำสืบต่อสู้ในทำนองว่าถูกพยานโจทก์กลั่นแกล้งปรักปรำให้ต้องได้รับโทษ ทั้งการให้การรับสารภาพในชั้นจับกุมและชั้นสอบสวนในครั้งแรก ผู้จับกุมและพนักงานสอบสวนก็นำเอกสารบันทึกการจับกุม และบันทึกคำให้การมาให้ลงชื่อโดยจำเลยไม่ได้อ่านข้อความก่อนจึงเป็นการให้การโดยไม่สมัครใจนั้น จำเลยกล่าวอ้างขึ้นอย่างลอย ๆ ไม่มีน้ำหนักพอฟังหักล้างพยานโจทก์ได้ ข้อเท็จจริงจึงรับฟังได้ว่าจำเลยมีเมทแอมเฟตามีนไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่าย ปัญหาต่อไปมีว่า จำเลยนำเมทแอมเฟตามีนของกลางเข้ามาในราชอาณาจักรเพื่อจำหน่ายหรือไม่ ข้อนี้ได้ความจากคำเบิกความของร้อยตำรวจเอกเอกรินทร์ ผู้เป็นหัวหน้าผู้ร่วมจับกุมจำเลยว่า พยานได้รับแจ้งจากสายลับว่าจำเลยจะนำเมทแอมเฟตามีนจากประเทศกัมพูชาเข้ามาในราชอาณาจักร ทางด่านตรวจคนเข้าเมืองอำเภออรัญประเทศ ตั้งแต่เวลาประมาณ 17 นาฬิกา ของวันที่ 4 กันยายน 2547 พยานจึงได้รายงานให้ผู้บังคับบัญชาทราบ และร่วมกับพวกวางแผนจับกุม พยานเบิกความด้วยว่า นอกจากสายลับจะแจ้งโดยระบุชื่อจำเลยแล้ว ยังได้แจ้งรูปพรรณสัณฐานของจำเลยให้ทราบด้วย แต่ข้อเท็จจริงที่ได้ความจากพยานหลักฐานของโจทก์ไม่ปรากฏว่าร้อยตำรวจเอกเอกรินทร์ได้มีการรายงานให้ผู้บังคับบัญชาทราบ ไม่มีการติดต่อประสานงานกับเจ้าหน้าที่ของด่านตรวจคนเข้าเมืองอำเภออรัญประเทศเพื่อจับกุมจำเลยขณะที่เดินทางผ่านด่านตามที่สมควรจะกระทำ พยานอ้างว่ารู้ว่าจำเลยจะนำเมทแอมเฟตามีนไปส่งให้ใคร แต่ไม่ปรากฏว่ามีการขยายผลเพื่อจับกุมผู้ที่จำเลยจะนำเมทแอมเฟตามีนไปส่งตามที่ควรจะกระทำเช่นเดียวกับเจ้าพนักงานตำรวจกระทำกันโดยทั่วไป ทั้งด่านตรวจคนเข้าเมืองอำเภออรัญประเทศกับเมืองพัทยาที่เกิดเหตุระยะทางอยู่ห่างกันมาก จำเลยถูกจับกุมหลังจากเดินทางเข้าด่านมาเป็นเวลาหลายชั่วโมง ประกอบกับข้อพิรุธของพยานโจทก์ที่ไม่แจ้งข้อหาจำเลยว่านำเมทแอมเฟตามีนเข้ามาในราชอาณาจักรตั้งแต่แรกเมื่อจับกุมและสอบสวน ทั้งที่อ้างว่ารู้ว่าจำเลยนำมาจากประเทศกัมพูชา และต่อมาเมื่อพนักงานสอบสวนแจ้งข้อหาว่าจำเลยนำเมทแอมเฟตามีนเข้ามาในราชอาณาจักร จำเลยก็ให้การปฏิเสธทันที เช่นนี้เห็นว่า พยานหลักฐานเท่าที่โจทก์นำสืบมาจึงไม่อาจเชื่อได้โดยสนิทใจว่าจำเลยนำเมทแอมเฟตามีนเข้ามาในราชอาณาจักรเพื่อจำหน่าย กรณีมีเหตุสงสัยตามสมควร จึงยกประโยชน์แห่งความสงสัยในข้อหานี้ให้จำเลย อย่างไรก็ตาม โจทก์บรรยายฟ้องว่า จำเลยนำเมทแอมเฟตามีนเข้ามาในราชอาณาจักรเพื่อจำหน่าย ทางพิจารณาข้อเท็จจริงฟังได้เพียงว่า จำเลยมีเมทแอมเฟตามีนไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่าย ซึ่งศาลฎีกาเห็นว่า การนำเข้ามาในราชอาณาจักรเป็นการกระทำที่มีลักษณะรวมถึงการครอบครองเมทแอมเฟตามีนไว้ด้วยเพื่อให้การนำเข้านั้นสำเร็จ จึงถือได้ว่าการครอบครองเมทแอมเฟตามีนไว้เพื่อจำหน่ายเป็นส่วนหนึ่งของการกระทำความผิดตามที่โจทก์บรรยายฟ้อง ทั้งเป็นความผิดในตัวเองด้วยตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 มาตรา 15 วรรคสาม (2), 66 วรรคสาม ซึ่งโจทก์ได้มีคำขอตามมาตรา 66 มาท้ายฟ้องแล้วด้วย กรณีจึงต้องด้วยประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 192 วรรคหก ศาลฎีกาจึงมีอำนาจลงโทษจำเลยในการกระทำความผิดฐานมีเมทแอมเฟตามีนไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่ายตามที่พิจารณาได้ความได้ จำเลยจึงคงมีความผิดเฉพาะข้อหามีเมทแอมเฟตามีนไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่ายเท่านั้น ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 2 พิพากษายกฟ้องโจทก์ทั้งหมดไม่ต้องด้วยความเห็นของศาลฎีกา ฎีกาของโจทก์บางส่วนฟังขึ้น

พิพากษาแก้เป็นว่า จำเลยมีความผิดตามพระราชบัญญัติยาเสพติดโทษ พ.ศ.2522 มาตรา 15 วรรคสาม (2), 66 วรรคสาม ลงโทษจำคุกตลอดชีวิต และปรับ 1,500,000 บาท คำให้การรับสารภาพของจำเลยในชั้นจับกุมและชั้นสอบสวนเป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้หนึ่งในสาม ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 ประกอบมาตรา 53 คงจำคุก 33 ปี 4 เดือน และปรับ 1,000,000 บาท หากไม่ชำระค่าปรับให้จัดการตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 29, 30 ในการกักขังแทนค่าปรับให้กักขังเป็นเวลาไม่เกินหนึ่งปี ริบรองเท้าแตะและโทรศัพท์เคลื่อนที่ของกลาง นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 2
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.อ. ม. 192 วรรคหก
พ.ร.บ.ยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 ม. 15 วรรคสาม (2) ม. 66 วรรคสาม
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการ สำนักงานอัยการจังหวัดพัทยา
จำเลย — นายอาทิตย์หรือปั๊มหรือปั๋มหรือเอ เกลี้ยงเกลา
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดพัทยา — นายอารมณ์ จำปานิล
ศาลอุทธรณ์ภาค 2 — นายจักร อุตตโม
ชื่อองค์คณะ
เฉลิมเกียรติ ชาญศิลป์
สุนทร ทรงฤกษ์
ประทีป ดุลพินิจธรรมา
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 11975/2556
#554980
เปิดฉบับเต็ม

ความผิดฐานกระทำชำเราเด็กอายุยังไม่เกินสิบสามปีซึ่งมิใช่ภริยาของตนและเป็นศิษย์ซึ่งอยู่ในความดูแลนั้น ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 277 วรรคสอง บัญญัติว่า "การกระทำชำเราตามวรรคหนึ่ง หมายความว่าการกระทำเพื่อสนองความใคร่ของผู้กระทำโดยการใช้อวัยวะเพศของผู้กระทำกระทำกับอวัยวะเพศ ทวารหนัก หรือช่องปากของผู้อื่น หรือการใช้สิ่งอื่นใดกระทำกับอวัยวะเพศหรือทวารหนักของผู้อื่น" จากบทบัญญัติของกฎหมายดังกล่าว เห็นได้ว่า การกระทำชำเราผู้กระทำจะต้องมีเจตนาพิเศษเพื่อสนองความใคร่ของผู้กระทำด้วย เช่นนี้การกระทำโดยมีเจตนาเพื่อสนองความใคร่ของผู้กระทำจึงเป็นองค์ประกอบสำคัญของความผิดดังกล่าว แต่โจทก์บรรยายฟ้องถึงการกระทำทั้งหลายที่อ้างว่าจำเลยกระทำผิดฐานกระทำชำเราเพียงว่าจำเลยใช้นิ้วมือของจำเลยแหย่เข้าไปในอวัยวะเพศของผู้เสียหาย ซึ่งมิใช่การกระทำเพื่อสนองความใคร่โดยปกติทั่วไป เมื่อฟ้องโจทก์มิได้กล่าวว่าจำเลยกระทำโดยมีเจตนาเพื่อสนองความใคร่ของจำเลยด้วย ฟ้องโจทก์จึงไม่ครบองค์ประกอบความผิดตาม ป.อ. มาตรา 277 วรรคสาม เป็นฟ้องที่ไม่ชอบด้วย ป.วิ.อ. มาตรา 158 (5)

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91, 277, 279, 285 นับโทษจำเลยต่อจากโทษของจำเลยในคดีอาญาหมายเลขดำที่ 704/2551 ของศาลชั้นต้น

จำเลยให้การปฏิเสธ แต่รับว่าเป็นบุคคลคนเดียวกับจำเลยในคดีโจทก์ขอให้นับโทษต่อ

ก่อนสืบพยาน ผู้เสียหายยื่นคำร้องขอให้บังคับจำเลยชดใช้ค่าสินไหมทดแทนคิดเป็นค่าเสียหายทางด้านจิตใจ 20,000 บาท ค่าเสียหายต่อชื่อเสียงเกียรติยศของวงศ์ตระกูล 10,000 บาท และค่าเสียหายอันมิใช่ตัวเงิน 20,000 บาท รวมเป็นเงิน 50,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันที่จำเลยกระทำความผิดจนกว่าจะชำระเสร็จแก่ผู้เสียหาย

จำเลยให้การ ขอให้ยกคำร้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่าจำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 277 วรรคสาม, 279 วรรคสอง ประกอบมาตรา 285 เป็นความผิดหลายกรรมต่างกัน ให้ลงโทษทุกกรรมเป็นกระทงความผิดไปตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 ฐานกระทำอนาจารแก่เด็กอายุยังไม่เกิบห้าปีและเป็นศิษย์ซึ่งอยู่ในความดูแลโดยใช้กำลังประทุษร้ายและโดยเด็กนั้นอยู่ในภาวะที่ไม่สามารถขัดขืนได้ จำคุก 2 ปี และฐานกระทำชำเราเด็กอายุยังไม่เกินสิบสามปีซึ่งมิใช่ภริยาของตนและเป็นศิษย์ซึ่งอยู่ในความดูแลโดยเด็กนั้นไม่ยินยอม จำคุก 10 ปี รวมจำคุก 12 ปี ให้นับโทษจำเลยต่อจากโทษในคดีอาญาหมายเลขแดงที่ 1070/2552 ของศาลชั้นต้น และให้จำเลยชดใช้ค่าสินไหมทดแทน 50,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี จากต้นเงินจำนวนดังกล่าวนับแต่วันที่ 31 มกราคม 2551 จนกว่าจะชำระเสร็จแก่ผู้ร้อง ข้อหาและคำขออื่นนอกจากนี้ให้ยก

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 7 พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมคดีแพ่งทั้งสองศาลให้เป็นพับ

จำเลยฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ความผิดฐานกระทำอนาจารแก่เด็กอายุยังไม่เกินสิบห้าปีและเป็นศิษย์ซึ่งอยู่ในความดูแลโดยใช้กำลังประทุษร้ายและโดยเด็กนั้นอยู่ในภาวะที่ไม่สามารถขัดขืนได้ ศาลอุทธรณ์ภาค 7 พิพากษายืนและให้ลงโทษจำคุกจำเลยไม่เกินห้าปี จึงต้องห้ามมิให้คู่ความฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 218 วรรคหนึ่ง ฎีกาของจำเลยที่ว่า จำเลยมิได้กระทำอนาจารผู้เสียหายและผู้เสียหายมิใช่เป็นศิษย์ซึ่งอยู่ในความดูแลของจำเลย นั้น เป็นฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง จึงต้องห้ามมิให้ฎีกา สำหรับฎีกาของจำเลยในคดีส่วนแพ่งที่ว่า ค่าสินไหมทดแทนสูงเกินไป เป็นฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริงซึ่งจำนวนทุนทรัพย์ที่พิพาทกันในชั้นฎีกาไม่เกินสองแสนบาท จึงต้องห้ามมิให้ฎีกา ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 248 วรรคหนึ่ง ประกอบประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 40 ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัย ส่วนความผิดฐานกระทำชำเราเด็กอายุยังไม่เกินสิบสามปีซึ่งมิใช่ภริยาของตนและเป็นศิษย์ซึ่งอยู่ในความดูแลโดยเด็กนั้นไม่ยินยอม ที่จำเลยฎีกาว่า จำเลยมิได้ใช้นิ้วมือแหย่เข้าไปในอวัยวะเพศของผู้เสียหายและผู้เสียหายมิใช่เป็นศิษย์ซึ่งอยู่ในความดูแลของจำเลย เป็นฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริงซึ่งศาลล่างทั้งสองได้วินิจฉัยข้อเท็จจริงดังกล่าวไว้ชอบแล้ว และไม่มีเหตุที่จะเปลี่ยนแปลงคำวินิจฉัยของศาลล่างทั้งสอง ฎีกาของจำเลยจึงไม่เป็นสาระอันควรแก่การพิจารณา ศาลฎีกาไม่รับคดีไว้พิจารณาพิพากษาตามรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2550 มาตรา 219 วรรคสอง และพระธรรมนูญศาลยุติธรรม มาตรา 23 วรรคหนึ่ง อย่างไรก็ตาม ในส่วนของความผิดฐานกระทำชำเราเด็กอายุยังไม่เกินสิบสามปีซึ่งมิใช่ภริยาของตนและเป็นศิษย์ซึ่งอยู่ในความดูแลนั้น ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 277 วรรคสอง บัญญัติว่า "การกระทำชำเราตามวรรคหนึ่ง หมายความว่าการกระทำ เพื่อสนองความใคร่ของผู้กระทำโดยการใช้อวัยวะเพศของผู้กระทำกระทำกับอวัยวะเพศ ทวารหนัก หรือช่องปากของผู้อื่น หรือการใช้สิ่งอื่นใดกระทำกับอวัยวะเพศหรือทวารหนักของผู้อื่น" จากบทบัญญัติของกฎหมายดังกล่าว เห็นได้ว่า การกระทำชำเราผู้กระทำจะต้องมีเจตนาพิเศษเพื่อสนองความใคร่ของผู้กระทำด้วย เช่นนี้การกระทำโดยมีเจตนาเพื่อสนองความใคร่ของผู้กระทำจึงเป็นองค์ประกอบสำคัญของความผิดดังกล่าว แต่โจทก์บรรยายฟ้องถึงการกระทำทั้งหลายที่อ้างว่าจำเลยกระทำผิดฐานกระทำชำเราเพียงว่าจำเลยใช้นิ้วมือของจำเลยแหย่เข้าไปในอวัยวะเพศของผู้เสียหาย ซึ่งมิใช่การกระทำเพื่อสนองความใคร่โดยปกติทั่วไป เมื่อฟ้องโจทก์มิได้กล่าวว่าจำเลยกระทำโดยมีเจตนาเพื่อสนองความใคร่ของจำเลยด้วย ฟ้องโจทก์จึงไม่ครบองค์ประกอบความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 277 วรรคสาม เป็นฟ้องที่ไม่ชอบด้วยประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 158 (5) ที่ศาลล่างทั้งสองลงโทษจำเลยตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 277 วรรคสาม ประกอบมาตรา 285 จึงเป็นการไม่ชอบ การกระทำของจำเลยตามที่ฟ้องและพิจารณาได้ความคงเป็นความผิดฐานกระทำอนาจารแก่เด็กอายุยังไม่เกินสิบห้าปีและเป็นศิษย์ซึ่งอยู่ในความดูแลโดยใช้กำลังประทุษร้ายและโดยเด็กนั้นอยู่ในภาวะที่ไม่สามารถขัดขืนได้ ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 279 วรรคสอง ประกอบมาตรา 285 เท่านั้น ปัญหาดังกล่าวเป็นข้อกฎหมายที่เกี่ยวกับความสงบเรียบร้อย แม้จำเลยมิได้ฎีกา ศาลฎีกามีอำนาจยกขึ้นอ้างได้ ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 195 วรรคสอง ประกอบมาตรา 225

พิพากษาแก้เป็นว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 279 วรรคสอง ประกอบมาตรา 285 อีกกรรมหนึ่ง จำคุก 2 ปี รวมโทษทุกกระทงแล้ว จำคุก 4 ปี ยกฟ้องข้อหาความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 277 วรรคสาม ประกอบมาตรา 285 นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 7 ค่าฤชาธรรมเนียมคดีส่วนแพ่งชั้นฎีกาให้เป็นพับ.
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.อ. ม. 158 (5)
ป.อ. ม. 277
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการจังหวัดสมุทรสงคราม
ผู้ร้อง — เด็กหญิง ส. โดยนาง บ. ผู้แทนโดยชอบธรรม
จำเลย — นายทัศนัย คุณนุช
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดสมุทรสงคราม — นายวีระพล เทียนขก
ศาลอุทธรณ์ภาค 7 — นายลาชิต ไชยอนงค์
ชื่อองค์คณะ
วิรุฬห์ แสงเทียน
ปดารณี ลัดพลี
ฉัตรไชย จันทร์พรายศรี
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 11974/2556
#554965
เปิดฉบับเต็ม

จำเลยเป็นครูประจำชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 แต่ผู้อำนวยการโรงเรียนได้มอบหมายให้จำเลยทำการสอนวิชาคอมพิวเตอร์ ภาษาไทย ศิลปะ และการงานอาชีพหรือเกษตรกรรมในชั้นประถมศึกษาปีที่ 5 ที่ผู้เสียหายเรียนอยู่ด้วย จำเลยจึงมีหน้าที่อบรมสั่งสอนว่ากล่าวตักเตือนผู้เสียหายหรือนักเรียนร่วมชั้นให้อยู่ในระเบียบของทางราชการ ฐานะของผู้เสียหายจึงเป็นศิษย์ซึ่งอยู่ในความดูแลของจำเลยตามความหมายของ ป.อ. มาตรา 285

การกระทำชำเราโดยการใช้อวัยวะเพศของผู้กระทำกระทำกับอวัยวะเพศ ทวารหนัก หรือช่องปากของผู้อื่น หรือการใช้สิ่งอื่นใดกระทำกับอวัยวะเพศหรือทวารหนักของผู้อื่น ตาม ป.อ. มาตรา 277 วรรคสอง ผู้กระทำจะต้องมีเจตนาพิเศษเพื่อสนองความใคร่ของผู้กระทำด้วย แต่โจทก์บรรยายฟ้องถึงการกระทำทั้งหลายที่อ้างว่าจำเลยกระทำผิดฐานกระทำชำเราเพียงว่าจำเลยใช้นิ้วมือของจำเลยแหย่เข้าไปในอวัยวะเพศของผู้เสียหาย ซึ่งมิใช่การกระทำเพื่อสนองความใคร่โดยปกติทั่วไป เมื่อฟ้องโจทก์มิได้กล่าวว่าจำเลยกระทำโดยมีเจตนาสนองความใคร่ของจำเลยด้วย ฟ้องโจทก์จึงไม่ครบองค์ประกอบความผิดตาม ป.อ. มาตรา 277 วรรคสาม เป็นฟ้องที่ไม่ชอบด้วย ป.วิ.อ. มาตรา 158 (5)

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91, 277, 279, 285 นับโทษจำเลยติดต่อกับโทษของจำเลยในคดีอาญาหมายเลขดำที่ 705/2551 ของศาลชั้นต้น

จำเลยให้การปฏิเสธ แต่รับว่าเป็นบุคคลคนเดียวกับจำเลยในคดีที่โจทก์ขอให้นับโทษต่อ

คดีส่วนแพ่งผู้ร้องยื่นคำร้องว่า ผู้ร้องได้รับความเสียหายจากการกระทำของจำเลย ขอเรียกค่าเสียหายทางด้านจิตใจ 20,000 บาท ความเสียหายต่อชื่อเสียงเกียรติยศของวงศ์ตระกูลและครอบครัว 10,000 บาท ค่าเสียหายอันมิใช่ตัวเงิน 20,000 บาท รวมเป็นค่าสินไหมทดแทน 50,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันที่จำเลยกระทำความผิดจนกว่าจะชำระเสร็จ

จำเลยให้การคดีส่วนแพ่ง ขอให้ยกคำร้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 277 วรรคสาม ประกอบมาตรา 285 จำคุก 10 ปี และให้จำเลยชดใช้ค่าสินไหมทดแทนจำนวน 50,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงินจำนวนดังกล่าวนับแต่วันที่ 18 กุมภาพันธ์ 2551 จนกว่าจะชำระเสร็จแก่ผู้ร้อง ข้อหาและคำขออื่นนอกจากนี้ให้ยก

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 7 พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมคดีส่วนแพ่งทั้งสองศาลให้เป็นพับ

จำเลยฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยว่าจำเลยกระทำความผิดตามฟ้องที่เกิดขึ้นเมื่อวันที่ 18 กุมภาพันธ์ 2551 หรือไม่ ข้อเท็จจริงฟังได้ว่า วันเกิดเหตุจำเลยเรียกผู้เสียหายมานั่งเรียนที่โต๊ะทำงานคอมพิวเตอร์ จำเลยได้นั่งซ้อนหลังผู้เสียหาย จากนั้นจำเลยใช้มือลูบคลำและใช้นิ้วมือแหย่เข้าไปในอวัยวะเพศของผู้เสียหาย ที่จำเลยนำสืบและฎีกาว่าจำเลยมีปัญหาด้านสุขภาพเคยประสบอุบัติเหตุทางรถยนต์จนได้รับบาดเจ็บที่หัวเข่าไม่สามารถใช้งานได้เหมือนปกติ แม้จำเลยจะมีพยานบุคคลมาเบิกความสนับสนุนแต่จำเลยไม่นำแพทย์มาเบิกความยืนยันอาการเจ็บป่วยของจำเลยว่าเป็นเช่นไร พยานจำเลยที่นำสืบมายังไม่มีน้ำหนักให้รับฟังหักล้างพยานโจทก์ได้ ขณะเกิดเหตุผู้เสียหายเรียนหนังสืออยู่ชั้นประถมศึกษาปีที่ 5 ส่วนจำเลยเป็นครูอยู่โรงเรียนเดียวกัน แม้จำเลยจะเป็นครูประจำชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 แต่ผู้อำนวยการโรงเรียนได้มอบหมายให้จำเลยทำการสอนวิชาคอมพิวเตอร์ ภาษาไทย ศิลปะ และการงานอาชีพหรือเกษตรกรรมในชั้นประถมศึกษาปีที่ 5 ที่ผู้เสียหายเรียนอยู่ด้วย จำเลยจึงมีหน้าที่อบรมสั่งสอนว่ากล่าวตักเตือนผู้เสียหายหรือนักเรียนร่วมชั้นให้อยู่ในระเบียบของทางราชการ ฐานะของผู้เสียหายจึงเป็นศิษย์ซึ่งอยู่ในความดูแลของจำเลยตามความหมายของมาตรา 285 แห่งประมวลกฎหมายอาญา แต่ความผิดฐานกระทำชำเราเด็กอายุยังไม่เกินสิบสามปีซึ่งมิใช่ภริยาของตนและเป็นศิษย์ซึ่งอยู่ในความดูแลนั้น ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 277 วรรคสอง บัญญัติว่า "การกระทำชำเราตามวรรคหนึ่ง หมายความว่าการกระทำเพื่อสนองความใคร่ของผู้กระทำโดยการใช้อวัยวะเพศของผู้กระทำ กระทำกับอวัยวะเพศ ทวารหนัก หรือช่องปากของผู้อื่น หรือการใช้สิ่งอื่นใดกระทำกับอวัยวะเพศหรือทวารหนักของผู้อื่น" จากบทบัญญัติของกฎหมายดังกล่าว เห็นได้ว่า การกระทำชำเรา ผู้กระทำจะต้องมีเจตนาพิเศษเพื่อสนองความใคร่ของผู้กระทำด้วย เช่นนี้ การกระทำโดยมีเจตนาเพื่อสนองความใคร่ของผู้กระทำ จึงเป็นองค์ประกอบสำคัญของความผิดดังกล่าว แต่โจทก์บรรยายฟ้องถึงการกระทำทั้งหลายที่อ้างว่าจำเลยกระทำผิดฐานกระทำชำเราเพียงว่า จำเลยใช้นิ้วมือของจำเลยแหย่เข้าไปในอวัยวะเพศของผู้เสียหาย ซึ่งมิใช่การกระทำเพื่อสนองความใคร่โดยปกติทั่วไป เมื่อฟ้องโจทก์มิได้กล่าวว่าจำเลยกระทำโดยมีเจตนาสนองความใคร่ของจำเลยด้วย ฟ้องโจทก์จึงไม่ครบองค์ประกอบความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 277 วรรคสาม เป็นฟ้องที่ไม่ชอบด้วยประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 158 (5) ที่ศาลล่างทั้งสองลงโทษจำเลยตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 277 วรรคสาม ประกอบมาตรา 285 จึงไม่ชอบ การกระทำของจำเลยที่ฟ้องและพิจารณาได้ความคงเป็นความผิดฐานกระทำอนาจารแก่เด็กอายุยังไม่เกินสิบห้าปีและเป็นศิษย์ซึ่งอยู่ในความดูแลโดยใช้กำลังประทุษร้ายและโดยเด็กนั้นอยู่ในภาวะที่ไม่สามารถขัดขืนได้ ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 279 วรรคสอง ประกอบมาตรา 285 เท่านั้น ปัญหาดังกล่าวเป็นข้อกฎหมายที่เกี่ยวกับความสงบเรียบร้อย แม้จำเลยมิได้ฎีกา ศาลฎีกามีอำนาจยกขึ้นอ้างได้ ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 195 วรรคสอง ประกอบมาตรา 225 ส่วนที่จำเลยฎีกาว่าค่าสินไหมทดแทนที่ผู้เสียหายเรียกร้องจำนวน 50,000 บาท เป็นการเรียกที่สูงเกินความจริงนั้น เห็นว่า สิทธิในการฎีกาในคดีส่วนแพ่งนั้น ต้องพิจารณาจากทุนทรัพย์ที่พิพาทกันในชั้นฎีกา เมื่อคดีนี้ศาลอุทธรณ์ภาค 7 พิพากษายืนให้จำเลยชดใช้ค่าสินไหมทดแทนแก่ผู้ร้องเป็นเงิน 50,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันที่จำเลยกระทำความผิดจนกว่าจะชำระเสร็จ จำเลยฎีกาว่าค่าสินไหมทดแทนดังกล่าว สูงเกินความจริง เป็นฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริงซึ่งจำนวนทุนทรัพย์ที่พิพาทในชั้นฎีกาไม่เกินสองแสนบาท จึงต้องห้ามมิให้ฎีกา ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 248 วรรคหนึ่ง ประกอบประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 40 ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัย

พิพากษาแก้เป็นว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 279 วรรคสอง ประกอบมาตรา 285 จำคุก 2 ปี ยกฟ้องข้อหาความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 277 วรรคสาม ประกอบมาตรา 285 นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 7 ค่าฤชาธรรมเนียมคดีส่วนแพ่งชั้นฎีกาให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.อ. ม. 158 (5)
ป.อ. ม. 277 วรรคสอง ม. 285
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการจังหวัดสมุทรสงคราม
ผู้ร้อง — เด็กหญิง ก. โดย ป. ผู้แทนโดยชอบธรรม
จำเลย — นายทัศนัย คุณนุช
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดสมุทรสงคราม — นายศุภชัย ธนาโอฬาร
ศาลอุทธรณ์ภาค 7 — นายลาชิต ไชยอนงค์
ชื่อองค์คณะ
วิจิตร วิสุชาติ
พินิจ สายสอาด
วิทยา วีระประจักษ์
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 11959/2556
#583724
เปิดฉบับเต็ม

โจทก์บรรยายฟ้องว่า จำเลยออกเช็คธนาคาร ก. สาขาย่อยเซ็นทรัลปิ่นเกล้า รวม 2 ฉบับ เพื่อชำระหนี้เงินกู้ ซึ่งเป็นหนี้ที่มีอยู่จริงและบังคับได้ตามกฎหมาย ต่อมาธนาคารตามเช็คปฏิเสธการจ่ายเงิน ทั้งนี้จำเลยเจตนาที่จะไม่ให้มีการใช้เงินตามเช็ค ฟ้องโจทก์จึงได้บรรยายการกระทำทั้งหลายที่อ้างว่าจำเลยได้กระทำผิด ข้อเท็จจริงและรายละเอียดที่เกี่ยวกับเวลาและสถานที่ซึ่งเกิดการกระทำนั้น ๆ อีกทั้งบุคคลหรือสิ่งของที่เกี่ยวข้องด้วยพอสมควรเท่าที่จะให้จำเลยเข้าใจข้อหาได้ดีแล้ว ตาม ป.วิ.อ. มาตรา 158 (5) ประกอบ พ.ร.บ.จัดตั้งศาลแขวงและวิธีพิจารณาความอาญาในศาลแขวง พ.ศ.2499 มาตรา 4 และ พ.ร.บ.ให้นำวิธีพิจารณาความอาญาในศาลแขวงมาใช้บังคับในศาลจังหวัด พ.ศ.2520 มาตรา 3 ส่วนที่ว่าหนี้เงินกู้ได้ทำหลักฐานเป็นหนังสือลงลายมือชื่อของจำเลยและวันที่ลงในเช็คพิพาท จำเลยมีเงินในบัญชีหรือไม่ เป็นรายละเอียดที่โจทก์สามารถนำสืบในชั้นพิจารณาได้

แม้การยื่นหรือส่งคำคู่ความต้องทำตามแบบพิมพ์ที่จัดไว้ตาม ป.วิ.พ. มาตรา 67 วรรคสอง ประกอบ พ.ร.บ.จัดตั้งศาลแขวงและวิธีพิจารณาความอาญาในศาลแขวง พ.ศ.2499 มาตรา 4 และ พ.ร.บ.ให้นำวิธีพิจารณาความอาญาในศาลแขวงมาใช้บังคับในศาลจังหวัด พ.ศ.2520 มาตรา 3 และโจทก์ยื่นฟ้องโดยมิได้ใช้กระดาษแบบพิมพ์ฟ้อง แบบ อ.ก. 20 ก็ตาม แต่ก็ไม่ทำให้ฟ้องของโจทก์เป็นคำฟ้องที่ไม่ชอบถึงขนาดที่จะรับไว้พิจารณาไม่ได้

การจับบุคคลใดจะกระทำมิได้ เว้นแต่มีหมายจับหรือคำสั่งของศาล หรือผู้นั้นได้กระทำความผิดซึ่งหน้า หรือมีเหตุจำเป็นอย่างอื่นให้จับได้โดยไม่มีหมายจับหรือคำสั่งศาลดังที่บัญญัติไว้ ตาม ป.วิ.อ. มาตรา 78 ประกอบ พ.ร.บ.จัดตั้งศาลแขวงและวิธีพิจารณาความอาญาในศาลแขวง พ.ศ.2499 มาตรา 4 และ พ.ร.บ.ให้นำวิธีพิจารณาความอาญาในศาลแขวงมาใช้บังคับในศาลจังหวัด พ.ศ.2520 มาตรา 3 เมื่อข้อเท็จจริงปรากฏว่า วันที่ 9 กุมภาพันธ์ 2553 จำเลยมาปรากฏตัวต่อหน้าพนักงานสอบสวนและพนักงานสอบสวนได้แจ้งข้อหาแก่จำเลยตาม ป.วิ.อ. มาตรา 134 จึงยังถือไม่ได้ว่าจำเลยถูกจับเพราะยังไม่มีหมายจับหรือคำสั่งของศาล และไม่เข้าข้อยกเว้นตามบทบัญญัติดังกล่าว เมื่อจำเลยยังไม่ถูกจับ จึงไม่อยู่ในบังคับของมาตรา 7 และมาตรา 9 แห่ง พ.ร.บ.จัดตั้งศาลแขวงและวิธีพิจารณาความอาญาในศาลแขวง พ.ศ.2499 ที่โจทก์ต้องฟ้องจำเลยภายในกำหนดเวลาสี่สิบแปดชั่วโมงนับแต่เวลาที่จำเลยถูกจับ หรือต้องผัดฟ้อง หรือได้รับอนุญาตให้ฟ้องคดีจากอัยการสูงสุด

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามพระราชบัญญัติว่าด้วยความผิดอันเกิดจากการใช้เช็ค พ.ศ.2534 มาตรา 4 ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91

จำเลยให้การรับสารภาพ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามพระราชบัญญัติว่าด้วยความผิดอันเกิดจากการใช้เช็ค พ.ศ.2534 มาตรา 4 (1) การกระทำของจำเลยเป็นความผิดหลายกรรมต่างกัน ให้ลงโทษทุกกรรมเป็นกระทงความผิดไปตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 จำคุกกระทงละ 4 เดือน รวม 2 กระทง เป็นจำคุก 8 เดือน จำเลยให้การรับสารภาพ เป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้กึ่งหนึ่งตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คงจำคุก 4 เดือน จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน

จำเลยฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า มีปัญหาข้อกฎหมายที่ต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยข้อแรกว่า ฟ้องโจทก์ชอบด้วยประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 158 (5) หรือไม่ เห็นว่า พระราชบัญญัติว่าด้วยความผิดอันเกิดจากการใช้เช็ค พ.ศ.2534 มาตรา 4 บัญญัติว่า "ผู้ใดออกเช็คเพื่อชำระหนี้ที่มีอยู่จริงและบังคับได้ตามกฎหมาย โดยมีลักษณะหรือมีการกระทำอย่างใดอย่างหนึ่งดังต่อไปนี้ (1) เจตนาที่จะไม่ให้มีการใช้เงินตามเช็คนั้น ฯลฯ เมื่อได้มีการยื่นเช็คเพื่อให้ใช้เงินโดยชอบด้วยกฎหมาย ถ้าธนาคารปฏิเสธไม่ใช้เงินตามเช็คนั้น ผู้ออกเช็คมีความผิด..." การที่โจทก์บรรยายฟ้องว่า จำเลยออกเช็คธนาคารกสิกรไทย จำกัด (มหาชน) สาขาย่อยเซ็นทรัลปิ่นเกล้า รวม 2 ฉบับ เพื่อชำระหนี้เงินกู้ ซึ่งเป็นหนี้ที่มีอยู่จริงและบังคับได้ตามกฎหมาย ต่อมาธนาคารตามเช็คปฏิเสธการจ่ายเงิน ทั้งนี้จำเลยเจตนาที่จะไม่ให้มีการใช้เงินตามเช็ค ฟ้องโจทก์จึงได้บรรยายถึงการกระทำทั้งหลายที่อ้างว่าจำเลยได้กระทำผิด ข้อเท็จจริงและรายละเอียดที่เกี่ยวกับเวลาและสถานที่ซึ่งเกิดการกระทำนั้น ๆ อีกทั้งบุคคลหรือสิ่งของที่เกี่ยวข้องด้วยพอสมควรเท่าที่จะให้จำเลยเข้าใจข้อหาได้ดีแล้ว ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 158 (5) ประกอบพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลแขวงและวิธีพิจารณาความอาญาในศาลแขวง พ.ศ.2499 มาตรา 4 และพระราชบัญญัติให้นำวิธีพิจารณาความอาญาในศาลแขวงมาใช้บังคับในศาลจังหวัด พ.ศ.2520 มาตรา 3 ส่วนที่ว่าหนี้เงินกู้ได้ทำหลักฐานเป็นหนังสือลงลายมือชื่อของจำเลยและวันที่ลงในเช็คพิพาทจำเลยมีเงินในบัญชีหรือไม่ เป็นรายละเอียดที่โจทก์สามารถนำสืบได้ในชั้นพิจารณา ฎีกาของจำเลยข้อนี้ฟังไม่ขึ้น

มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยข้อต่อไปว่า คำฟ้องของโจทก์มิได้ใช้แบบพิมพ์ฟ้อง แบบ อ.ก. 20 ชอบด้วยกฎหมายหรือไม่ เห็นว่า แม้การยื่นหรือส่งคำคู่ความต้องทำตามแบบพิมพ์ที่จัดไว้ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 67 วรรคสอง ประกอบพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลแขวงและวิธีพิจารณาความอาญาในศาลแขวง พ.ศ.2499 มาตรา 4 และพระราชบัญญัติให้นำวิธีพิจารณาความอาญาในศาลแขวงมาใช้บังคับในศาลจังหวัด พ.ศ.2520 มาตรา 3 และคดีนี้โจทก์ยื่นฟ้องโดยไม่ได้ใช้กระดาษแบบพิมพ์ฟ้อง แบบ อ.ก. 20 ดังที่จำเลยฎีกาก็ตาม แต่ก็ไม่ทำให้ฟ้องของโจทก์เป็นคำฟ้องที่ไม่ชอบถึงขนาดที่จะรับไว้พิจารณาไม่ได้ ที่ศาลอุทธรณ์วินิจฉัยมานั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาของจำเลยข้อนี้ฟังไม่ขึ้น

มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยข้อสุดท้ายว่า โจทก์มีอำนาจฟ้องหรือไม่ เห็นว่า ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 78 ประกอบพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลแขวงและวิธีพิจารณาความอาญาในศาลแขวง พ.ศ.2499 มาตรา 4 และพระราชบัญญัติให้นำวิธีพิจารณาความอาญาในศาลแขวงมาใช้บังคับในศาลจังหวัด พ.ศ.2520 มาตรา 3 บัญญัติว่า "พนักงานฝ่ายปกครองหรือตำรวจจะจับผู้ใดโดยไม่มีหมายจับหรือคำสั่งของศาลนั้นไม่ได้ เว้นแต่ (1) เมื่อบุคคลนั้นได้กระทำความผิดซึ่งหน้าดังได้บัญญัติไว้ในมาตรา 80 (2) เมื่อพบบุคคลโดยมีพฤติการณ์อันควรสงสัยว่าผู้นั้นน่าจะก่อเหตุร้ายให้เกิดภยันตรายแก่บุคคลหรือทรัพย์สินของผู้อื่น โดยมีเครื่องมือ อาวุธ หรือวัตถุอย่างอื่นอันสามารถอาจใช้ในการกระทำความผิด (3) เมื่อมีเหตุที่จะออกหมายจับบุคคลนั้นตามมาตรา 66 (2) แต่มีความจำเป็นเร่งด่วนที่ไม่อาจขอให้ศาลออกหมายจับบุคคลนั้นได้ (4) เป็นการจับผู้ต้องหาหรือจำเลยที่หนีหรือจะหลบหนีในระหว่างถูกปล่อยชั่วคราว ตามมาตรา 117 " ดังนั้น การจับบุคคลใดจะกระทำมิได้ เว้นแต่มีหมายจับหรือคำสั่งของศาล หรือผู้นั้นได้กระทำความผิดซึ่งหน้า หรือมีเหตุจำเป็นอย่างอื่นให้จับได้โดยไม่มีหมายจับหรือคำสั่งของศาลตามที่กฎหมายบัญญัติไว้ ดังนี้ เมื่อข้อเท็จจริงปรากฏตามบันทึกการแจ้งข้อเท็จจริงและข้อกล่าวหาเอกสารในสำนวนอันดับที่ 4 กับคำฟ้องโจทก์ว่า วันที่ 9 กุมภาพันธ์ 2553 จำเลยมาปรากฏตัวต่อหน้าพนักงานสอบสวนและพนักงานสอบสวนได้แจ้งข้อหาแก่จำเลย ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 134 จึงยังถือไม่ได้ว่าจำเลยถูกจับ เพราะยังไม่มีหมายจับหรือคำสั่งของศาล และไม่เข้าข้อยกเว้นตามบทบัญญัติดังกล่าว เมื่อจำเลยยังไม่ถูกจับ จึงไม่อยู่ในบังคับของมาตรา 7 และมาตรา 9 แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลแขวงและวิธีพิจารณาความอาญาในศาลแขวง พ.ศ.2499 ที่โจทก์ต้องฟ้องจำเลยภายในกำหนดเวลาสี่สิบแปดชั่วโมงนับแต่เวลาที่จำเลยถูกจับ หรือต้องผัดฟ้อง หรือได้รับอนุญาตให้ฟ้องคดีจากอัยการสูงสุด โจทก์จึงมีอำนาจฟ้อง ฎีกาของจำเลยข้อนี้ฟังไม่ขึ้นเช่นกัน

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.อ. ม. 78 ม. 134 ม. 158 (5)
พ.ร.บ.จัดตั้งศาลแขวงและวิธีพิจารณาความอาญาในศาลแขวง พ.ศ.2499 ม. 4 ม. 7 ม. 9
พ.ร.บ.ให้นำวิธีพิจารณาความอาญาในศาลแขวงมาใช้บังคับในศาลจังหวัด พ.ศ.2520 ม. 3
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการ สำนักงานอัยการสูงสุด
จำเลย — นางสาวสุวดี เมฆรุ่งเรืองกุล
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดตลิ่งชัน — นายนำโชค สุขสายชล
ศาลอุทธรณ์ — นายสมชัย วิชญไพศิฐสกุล
ชื่อองค์คณะ
อภิรัตน์ ลัดพลี
ธงชัย เสนามนตรี
พศวัจณ์ กนกนาก
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 11949/2556
#559061
เปิดฉบับเต็ม

จำเลยกล่าวอ้างว่า ข้อพิพาทระหว่างผู้ขายกับจำเลยตามสัญญาซื้อขายเกี่ยวกับการชำระเงินค่าซื้อสินค้ายางพาราธรรมชาติชนิดแผ่น เกรด RSS 3 โดยจำเลยสั่งซื้อสินค้าจากผู้ขายและให้จัดส่งไปยังลูกค้าของจำเลยโดยมีโจทก์เป็นผู้ขนส่ง แต่ปรากฏตามใบตราส่งว่า สินค้าเป็นเกรด RSS 1 ซึ่งไม่ตรงกับเกรดของสินค้าที่ระบุไว้ข้างหีบห่อบรรจุสินค้า ลูกค้าของจำเลยจึงปฏิเสธไม่รับสินค้า เหตุดังกล่าวมิใช่ข้อเรียกร้องเกี่ยวกับคุณภาพหรือสภาพของสินค้ายางพาราธรรมชาติชนิดแผ่นเกรด RSS 3 ตามสัญญาที่จะต้องดำเนินกระบวนการทางอนุญาโตตุลาการก่อน แต่เป็นข้อพิพาทเกี่ยวกับการจัดส่งสินค้าแก่ลูกค้าของจำเลยซึ่งมีการจัดส่งผิดไปจากที่ระบุไว้ อันมิได้อยู่ในขอบข่ายที่จะต้องดำเนินกระบวนการทางอนุญาโตตุลาการ ผู้ขายจึงไม่ผูกพันที่จะต้องดำเนินกระบวนการทางอนุญาโตตุลาการแก่จำเลยก่อนฟ้องคดี

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยชำระเงินค่าสินค้าตามหนังสือโอนสิทธิเรียกร้อง 3,716,711.27 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงิน 3,498,081.19 บาท นับแต่วันถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไป

จำเลยให้การและฟ้องแย้งขอให้ยกฟ้อง และบังคับให้โจทก์ชำระเงิน 45,000 ดอลลาร์สหรัฐ แก่จำเลยพร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงินดังกล่าวนับถัดจากวันฟ้องแย้งเป็นต้นไป

ก่อนสืบพยาน จำเลยยื่นคำร้องขอให้ศาลวินิจฉัยชี้ขาดเบื้องต้นในปัญหาข้อกฎหมายว่า ผู้ขายและจำเลยมีข้อตกลงตามสัญญาซื้อขายและสัญญา SICOM (the Singapore Commodity Exchange Limited) ว่า กรณีเกิดข้อพิพาทอันเกี่ยวเนื่องกับการซื้อขายสินค้ายางพาราธรรมชาติชนิดแผ่น เกรด RSS 3 แล้ว คู่สัญญาต้องนำข้อพิพาทดังกล่าวเข้าสู่กระบวนการอนุญาโตตุลาการก่อน ดังนั้น โจทก์จึงไม่มีอำนาจฟ้องจำเลยเป็นคดีนี้หรือไม่

วันนัดพร้อม คู่ความทั้งสองฝ่ายแถลงรับกันว่ามีข้อสัญญาอนุญาโตตุลาการจริง

ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางมีคำสั่งว่า โจทก์เป็นผู้รับโอนสิทธิเรียกร้องจากผู้ขาย จึงต้องรับโอนมาทั้งสิทธิและหน้าที่ตามสัญญาข้อ 11 ว่าด้วยการระงับข้อพิพาท เอกสารท้ายคำให้การและฟ้องแย้งหมายเลข 2 ที่ระบุให้ข้อพิพาทที่เกิดขึ้นเกี่ยวกับคุณภาพหรือสภาพของสินค้าที่จัดส่งนั้น สามารถอุทธรณ์การตัดสินของผู้ตัดสินโดยให้มีการไกล่เกลี่ยหรืออนุญาโตตุลาการตามที่ระบุไว้ในบทที่ 6 ของกฎระเบียบได้ การที่โจทก์ฟ้องคดีนี้โดยที่ยังไม่ได้มีการดำเนินการทางอนุญาโตตุลาการก่อนเป็นการข้ามขั้นตอน จึงให้จำหน่ายคดีออกจากสารบบความ คืนค่าขึ้นศาลให้โจทก์ทั้งหมด เพื่อให้โจทก์จำเลยไปดำเนินการทางอนุญาโตตุลาการตามสัญญาดังกล่าวก่อน

โจทก์อุทธรณ์คำสั่งต่อศาลฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศวินิจฉัยว่า จำเลยกล่าวอ้างว่า ข้อพิพาทระหว่างผู้ขายกับจำเลยตามสัญญาซื้อขายเอกสารท้ายคำให้การและฟ้องแย้งหมายเลข 1 เกี่ยวกับการชำระเงินค่าซื้อสินค้ายางพาราธรรมชาติชนิดแผ่น เกรด RSS 3 โดยจำเลยสั่งซื้อสินค้าจากผู้ขายและให้จัดส่งสินค้าตรงไปยังลูกค้าจำเลยที่ประเทศบราซิลโดยมีโจทก์เป็นผู้ขนส่ง อย่างไรก็ตามขั้นตอนในการขนส่งปรากฏว่าตามใบตราส่ง ระบุว่า สินค้าเป็นเกรด RSS 1 ซึ่งไม่ตรงกับเกรดของสินค้าที่ระบุไว้ข้างหีบห่อบรรจุสินค้า ลูกค้าของจำเลยจึงยกเหตุดังกล่าวปฏิเสธไม่รับสินค้า ทำให้จำเลยได้รับความเสียหายไม่อาจเรียกเก็บเงินจากลูกค้าได้ ด้วยเหตุนี้จำเลยจึงยึดหน่วงไม่ชำระค่าสินค้างวดสุดท้าย 117,464.11 ดอลลาร์สหรัฐ แก่ผู้ขาย จำเลยได้เจรจากับผู้ขายและโจทก์ผู้ขนส่งเรื่อยมาเกี่ยวกับค่าสินค้างวดสุดท้ายและการชดใช้ค่าเสียหายที่เกิดขึ้น เห็นว่า เหตุที่ยกขึ้นกล่าวอ้างดังกล่าวนี้ มิใช่กรณีข้อเรียกร้องเกี่ยวกับคุณภาพหรือสภาพของสินค้ายางพาราธรรมชาติชนิดแผ่นเกรด RSS 3 ตามความในสัญญาข้อ 11 ที่จะต้องดำเนินกระบวนการทางอนุญาโตตุลาการก่อนแต่อย่างใด แต่เป็นข้อพิพาทเกี่ยวกับการจัดส่งสินค้าแก่ลูกค้าของจำเลยซึ่งมีการจัดส่งผิดไปจากที่ระบุไว้ในสัญญาซื้อขายเอกสารท้ายคำให้การและฟ้องแย้งหมายเลข 1 อันมิได้อยู่ในขอบข่ายที่จะต้องดำเนินกระบวนการทางอนุญาโตตุลาการ ผู้ขายจึงไม่ผูกพันตามสัญญาข้อ 11 ที่จะต้องดำเนินกระบวนการทางอนุญาโตตุลาการแก่จำเลยก่อนฟ้องคดีนี้ ด้วยเหตุนี้โจทก์ผู้รับโอนสิทธิเรียกร้องจากผู้ขายจึงไม่ผูกพันที่จะต้องดำเนินกระบวนการทางอนุญาโตตุลาการแก่จำเลยก่อนฟ้องคดีเช่นเดียวกัน ที่ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางมีคำสั่งมานั้น ศาลฎีกาแผนกคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศไม่เห็นพ้องด้วย อุทธรณ์ของโจทก์ฟังขึ้น

พิพากษากลับ ให้ยกคำร้องขอให้ศาลวินิจฉัยชี้ขาดเบื้องต้นในปัญหาข้อกฎหมายฉบับลงวันที่ 12 มีนาคม 2555 ให้ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางดำเนินกระบวนพิจารณาต่อไปตามรูปคดี ค่าฤชาธรรมเนียมในชั้นอุทธรณ์ให้ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางรวมสั่งเมื่อมีคำพิพากษา
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.อนุญาโตตุลาการ พ.ศ.2545 ม. 11
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — บริษัทเฮคนี่ ทรานปอร์เตชั่น (ประเทศไทย) จำกัด
จำเลย — บริษัทเมทัลโก้ จำกัด
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลาง — นางสาวสุวรรณา แก้วบุตตา
ชื่อองค์คณะ
รัตน กองแก้ว
อร่าม เสนามนตรี
อนันต์ วงษ์ประภารัตน์
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา