คำพิพากษา คำสั่งคำร้องและคำวินิจฉัยศาลฎีกา

ทั้งหมด 133,243 รายการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3194/2556
#540946
เปิดฉบับเต็ม

โจทก์ทั้งสองบรรยายฟ้องเกี่ยวกับการกระทำประมาทของจำเลยว่า ขณะเกิดเหตุจำเลยขับรถยนต์ด้วยความเร็วและเปลี่ยนช่องเดินรถโดยกะทันหัน เข้าไปเฉี่ยวชนรถจักรยานยนต์ที่ผู้ตายขับในช่องเดินรถของผู้ตาย เป็นเหตุให้ผู้ตายถึงแก่ความตาย แต่ทางพิจารณาโจทก์ทั้งสองนำสืบว่า ก่อนเกิดเหตุมีรถจักรยานยนต์ที่ขับคู่กันมาเบียดรถจักรยานยนต์ที่ผู้ตายขับล้มลงในช่องเดินรถช่องที่ 1 ขณะผู้ตายกำลังจะลุกขึ้น จำเลยซึ่งขับรถตามหลังมาในช่องเดินรถที่ 2 ได้เปลี่ยนช่องเดินรถเข้ามาในช่องเดินรถที่ 1 โดยขณะขับรถจำเลยกำลังใช้โทรศัพท์เคลื่อนที่พูดคุย เป็นเหตุให้รถยนต์ที่จำเลยขับชนผู้ตาย ดังนี้ เหตุที่ผู้ตายขับรถจักรยานยนต์เสียหลักล้มลงไม่ได้เกิดจากการที่จำเลยขับรถเปลี่ยนช่องเดินรถมาเฉี่ยวชนตามที่โจทก์ทั้งสองบรรยายฟ้อง และขณะที่จำเลยขับรถพุ่งเข้าชนนั้น ผู้ตายและรถของผู้ตายล้มลงบนถนนแล้ว มิใช่ผู้ตายกำลังขับรถจักรยานยนต์อยู่บนถนนตามที่โจทก์ทั้งสองบรรยายฟ้อง รวมทั้งข้อที่โจทก์ทั้งสองนำสืบว่าจำเลยใช้โทรศัพท์เคลื่อนที่พูดคุยในขณะขับรถยนต์นั้น โจทก์ทั้งสองก็ไม่ได้กล่าวในฟ้อง ข้อเท็จจริงที่โจทก์ทั้งสองนำสืบเกี่ยวกับการกระทำประมาทของจำเลยดังกล่าวจึงไม่ใช่ข้อเท็จจริงอันเป็นการกระทำโดยประมาทของจำเลยตามที่โจทก์ทั้งสองบรรยายมาในฟ้อง ต้องห้ามมิให้ศาลพิพากษาตาม ป.วิ.อ. มาตรา 192 วรรคหนึ่ง

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ทั้งสองขอให้ลงโทษจำเลยตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 291

ศาลชั้นต้นไต่สวนมูลฟ้องแล้ว เห็นว่า คดีมีมูล ให้ประทับฟ้อง

จำเลยให้การปฏิเสธ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 291 จำคุก 3 ปี และปรับ 10,000 บาท พิเคราะห์พฤติการณ์แห่งคดีประกอบกับจำเลยไม่เคยต้องโทษจำคุกมาก่อน โทษจำคุกจึงให้รอการลงโทษไว้มีกำหนด 2 ปี หากไม่ชำระค่าปรับให้จัดการตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 29, 30

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษากลับ ให้ยกฟ้องโจทก์

โจทก์ทั้งสองฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า คดีนี้โจทก์ทั้งสองบรรยายฟ้องเกี่ยวกับการกระทำประมาทของจำเลยว่า ขณะเกิดเหตุจำเลยขับรถยนต์ด้วยความเร็วและเปลี่ยนช่องเดินรถโดยกะทันหัน เข้าไปเฉี่ยวชนรถจักรยานยนต์ที่ผู้ตายขับมาด้วยความระมัดระวังในช่องเดินรถของผู้ตาย เป็นเหตุให้ผู้ตายรับบาดเจ็บและถึงแก่ความตายในเวลาต่อมา ซึ่งเป็นผลโดยตรงจากการกระทำโดยประมาทของจำเลย เป็นการบรรยายฟ้องว่า จำเลยขับรถเร็วและเปลี่ยนช่องเดินรถโดยประมาทเป็นเหตุให้เฉี่ยวชนรถจักรยานยนต์ที่ผู้ตายขับมาตามปกติในช่องเดินรถของผู้ตาย และการเฉี่ยวชนดังกล่าวเป็นเหตุให้ผู้ตายถึงแก่ความตาย แต่ในทางพิจารณาโจทก์นำสืบว่า ก่อนเกิดเหตุมีรถจักรยานยนต์สองคันขับคู่กันมาในช่องเดินรถช่องที่ 1 ติดทางเท้า แล้วคนขับรถจักรยานยนต์คันซ้ายได้ขับรถเบี่ยงออกไปทางขวา รถจักรยานยนต์คันขวาที่ผู้ตายขับล้มลงทางซ้าย ส่วนผู้ตายล้มลงทางขวาของรถ และขณะผู้ตายกำลังจะลุกขึ้น จำเลยซึ่งขับรถยนต์ตามหลังมาในทิศทางเดียวกันในช่องเดินรถที่ 2 ได้เปลี่ยนช่องเดินรถเข้ามาขับในช่องเดินรถที่ 1 โดยขณะขับรถจำเลยกำลังใช้โทรศัพท์เคลื่อนที่พูดคุย เป็นเหตุให้รถยนต์ที่จำเลยขับชนผู้ตาย แสดงว่าก่อนเกิดเหตุรถจักรยานยนต์ที่ผู้ตายขับเสียหลักล้มลงอันเนื่องจากรถจักรยานยนต์คันซ้ายที่ขับคู่กันมาเบียดไปทางรถที่ผู้ตายขับ เมื่อรถผู้ตายและผู้ตายล้มลงกับพื้นถนนแล้ว จำเลยซึ่งขับรถตามหลังมาในช่องที่ 2 และเปลี่ยนช่องเดินรถไปช่องที่ 1 ได้พุ่งชนผู้ตายและรถผู้ตาย ดังนี้ เหตุที่ผู้ตายขับรถจักรยานยนต์เสียหลักล้มลงจึงไม่ได้เกิดจากการที่จำเลยขับรถเปลี่ยนช่องเดินรถมาเฉี่ยวชนตามที่โจทก์บรรยายฟ้อง และขณะที่จำเลยขับรถยนต์พุ่งเข้าชนนั้น ผู้ตายและรถของผู้ตายล้มลงบนถนนแล้ว มิใช่ผู้ตายกำลังขับรถจักรยานยนต์อยู่บนถนนตามที่โจทก์ทั้งสองบรรยายฟ้องแต่อย่างใด รวมทั้งข้อที่โจทก์ทั้งสองนำสืบว่า จำเลยใช้โทรศัพท์เคลื่อนที่พูดคุยในขณะขับรถยนต์นั้น โจทก์ทั้งสองก็ไม่ได้กล่าวว่าเป็นการกระทำโดยประมาทของจำเลยว่าไว้ในฟ้อง ดังนี้ ข้อเท็จจริงที่โจทก์ทั้งสองนำสืบเกี่ยวกับการกระทำประมาทของจำเลยดังกล่าวจึงไม่ใช่ข้อเท็จจริงอันเป็นการกระทำโดยประมาทของจำเลยตามที่โจทก์ทั้งสองบรรยายมาในฟ้อง กรณีจึงต้องห้ามมิให้ศาลพิพากษาในข้อที่โจทก์ทั้งสองไม่ได้กล่าวมาในฟ้องตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 192 วรรคหนึ่ง ที่ศาลอุทธรณ์พิพากษายกฟ้องมานั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วยในผล เมื่อวินิจฉัยดังนี้แล้ว ก็ไม่จำต้องวินิจฉัยฎีกาของโจทก์ทั้งสองอีกต่อไป

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.อ. ม. 158 (5) ม. 192
ป.อ. ม. 291
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นายประสิทธิ์ ศิริรัตน์ กับพวก
จำเลย — นางสาวสุธาวัลย์ ผลสวัสดิ์
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลอาญา — นายสมศักดิ์ ประกอบแสงสวย
ศาลอุทธรณ์ — นายจรัญ รัตตมณี
ชื่อองค์คณะ
อิสสระ นิ่มละมัย
กรองเกียรติ คมสัน
ทรงศิลป์ ธรรมรัตน์
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3136/2556
#538070
เปิดฉบับเต็ม

ในวันเกิดเหตุเจ้าพนักงานตำรวจจับจำเลยที่ 1 ได้พร้อมเมทแอมเฟตามีน 2,000 เม็ด และเฮโรอีน 1 หลอดบิ๊ก ต่อมาเจ้าพนักงานตำรวจนำจำเลยที่ 1 ไปตรวจค้นที่บ้านพักพบเมทแอมเฟตามีน 4,800 เม็ด และเฮโรอีน 2 หลอดบิ๊ก กับอาวุธปืนลูกซอง 1 กระบอก โจทก์แยกฟ้องเป็น 2 คดี ทั้งที่ลักษณะความผิดของจำเลยที่ 1 ทั้งสองคดีเกี่ยวพันกัน ซึ่งโจทก์อาจฟ้องจำเลยที่ 1 ทุกกระทงความผิดเป็นคดีเดียวกัน และอาจพิจารณาพิพากษาเข้าด้วยกันได้ คดีนี้และคดีอาญาหมายเลขแดงที่ 1111/2548 ของศาลชั้นต้น จึงมีความเกี่ยวพันกันจนอาจฟ้องเป็นคดีเดียวกันได้ตาม ป.วิ.อ. มาตรา 160 วรรคหนึ่ง การนับโทษต่อของจำเลยที่ 1 จึงต้องอยู่ในบังคับของ ป.อ. มาตรา 91 (3) คือ เมื่อรวมโทษจำคุกทุกกระทงแล้วจะเกินกว่า 50 ปี ไม่ได้ เมื่อคดีอาญาหมายเลขแดงที่ 1111/2548 ของศาลชั้นต้น จำเลยที่ 1 ได้รับโทษจำคุกมีกำหนด 33 ปี 4 เดือน จึงนำโทษจำคุกในคดีนี้ไปนับต่อจากโทษในคดีดังกล่าวมีกำหนด 16 ปี 6 เดือน เท่านั้น

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
คดีสืบเนื่องมาจากศาลชั้นต้นพิพากษาลงโทษจำเลยที่ 1 ตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 มาตรา 15 วรรคหนึ่ง, 66 วรรคสาม พระราชบัญญัติอาวุธปืน เครื่องกระสุนปืน วัตถุระเบิด ดอกไม้เพลิง และสิ่งเทียมอาวุธปืน พ.ศ.2490 มาตรา 7, 72 วรรคสาม ประกอบประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83 การกระทำของจำเลยที่ 1 เป็นความผิดหลายกรรมต่างกัน ให้ลงโทษทุกกรรมเป็นกระทงความผิดไปตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 ฐานร่วมกันมียาเสพติดให้โทษในประเภท 1 ไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่ายโดยไม่ได้รับอนุญาต เป็นกรรมเดียวอันเป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบท ลงโทษฐานร่วมกันมีเมทแอมเฟตามีนไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่ายโดยไม่ได้รับอนุญาต ซึ่งเป็นกฎหมายบทที่มีโทษหนักที่สุด ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 ให้ประหารชีวิต ฐานร่วมกันมีอาวุธปืนของผู้อื่นไว้ในครอบครองโดยไม่ได้รับใบอนุญาต จำคุก 6 เดือน ลดโทษให้กระทงละกึ่งหนึ่งตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 ประกอบมาตรา 52 (2) ฐานร่วมกันมีเมทแอมเฟตามีนไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่ายโดยไม่ได้รับอนุญาต จำคุก 30 ปี ฐานร่วมกันมีอาวุธปืนของผู้อื่นไว้ในครอบครองโดยไม่ได้รับใบอนุญาต จำคุก 3 เดือน รวมจำคุก 30 ปี 3 เดือน นับโทษจำเลยที่ 1 ต่อจากโทษจำเลยที่ 1 ในคดีอาญาหมายเลขแดงที่ 1111/2548 ของศาลชั้นต้น คดีถึงที่สุดเมื่อวันที่ 10 มิถุนายน 2548

วันที่ 3 กันยายน 2551 จำเลยที่ 1 ยื่นคำร้องขอให้แก้ไขหมายจำคุกเมื่อคดีถึงที่สุดโดยไม่มีการนับโทษต่อจากคดีอาญาหมายเลขแดงที่ 1111/2548 ของศาลชั้นต้น

ศาลชั้นต้นมีคำสั่งยกคำร้อง

จำเลยที่ 1 อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 6 พิพากษายืน

จำเลยที่ 1 ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงรับฟังเป็นยุติว่า เมื่อวันที่ 28 กรกฎาคม 2547 เวลา 10.30 นาฬิกา เจ้าพนักงานตำรวจสถานีตำรวจภูธรอำเภอแม่สอด จับกุมจำเลยที่ 1 พร้อมเมทแอมเฟตามีน 2,000 เม็ด และเฮโรอีน 1 หลอดบิ๊ก แจ้งข้อหาว่าร่วมกันมีเมทแอมเฟตามีนและเฮโรอีนไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่าย ต่อมาเวลา 17.30 นาฬิกา เจ้าพนักงานตำรวจนำหมายค้นของศาลชั้นต้นไปตรวจค้นบ้านจำเลยที่ 1 พบเมทแอมเฟตามีน 4,800 เม็ด และเฮโรอีน 2 หลอดบิ๊ก ซุกซ่อนในกล่องไม้ภายในห้องนอนของจำเลยที่ 1 และอาวุธปืนลูกซอง 1 กระบอก แจ้งข้อหาว่าร่วมกันมีเมทแอมเฟตามีนและเฮโรอีนไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่าย และร่วมกันมีอาวุธปืนไว้ในครอบครองโดยไม่ได้รับใบอนุญาต ต่อมาโจทก์แยกฟ้องจำเลยที่ 1 เป็นสองคดี คือคดีนี้ และคดีอาญาหมายเลขแดงที่ 1111/2548 ของศาลชั้นต้น คดีนี้ ศาลชั้นต้นพิพากษาลงโทษจำคุกจำเลยที่ 1 มีกำหนด 30 ปี 3 เดือน และนับโทษจำเลยที่ 1 ต่อมาจากโทษจำเลยที่ 1 ในคดีอาญาหมายเลขแดงที่ 1111/2548 ของศาลชั้นต้น ส่วนคดีอาญาหมายเลขแดงที่ 1111/2548 ของศาลชั้นต้น ศาลอุทธรณ์ภาค 6 พิพากษาลงโทษจำคุกจำเลยที่ 1 มีกำหนด 33 ปี 4 เดือน และปรับ 666,666.66 บาท คดีทั้งสองคดีถึงที่สุดแล้ว

มีปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยที่ 1 ว่า มีเหตุที่จะแก้ไขหมายจำคุกเมื่อคดีถึงที่สุดโดยไม่นับโทษจำเลยที่ 1 ต่อจากโทษในคดีอาญาหมายเลขแดงที่ 1111/2548 ของศาลชั้นต้นหรือไม่ เห็นว่า เมื่อข้อเท็จจริงรับฟังเป็นยุติว่าในวันเกิดเหตุเจ้าพนักงานตำรวจจับกุมจำเลยที่ 1 ได้พร้อมเมทแอมเฟตามีน 2,000 เม็ด และเฮโรอีน 1 หลอดบิ๊ก ต่อมาเจ้าพนักงานตำรวจนำจำเลยที่ 1 ไปตรวจค้นที่บ้านพักพบเมทแอมเฟตามีน 4,800 เม็ด และเฮโรอีน 2 หลอดบิ๊ก กับอาวุธปืนลูกซอง 1 กระบอก ลักษณะความผิดของจำเลยที่ 1 ทั้งสองคดีจึงเกี่ยวพัน ซึ่งโจทก์อาจฟ้องจำเลยที่ 1 ทุกกระทงความผิดเป็นคดีเดียวกันและอาจพิจารณาพิพากษาเข้าด้วยกันได้ คดีนี้และคดีอาญาหมายเลขแดงที่ 1111/2548 ของศาลชั้นต้น จึงมีความเกี่ยวพันกันจนอาจฟ้องเป็นคดีเดียวกันได้ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 160 วรรคหนึ่ง การนับโทษต่อของจำเลยที่ 1 จึงต้องอยู่ในบังคับของประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 (3) กล่าวคือ เมื่อรวมโทษจำคุกทุกกระทงแล้วจะเกินกว่า 50 ปี ไม่ได้ เมื่อคดีอาญาหมายเลขแดงที่ 1111/2548 ของศาลชั้นต้น จำเลยที่ 1 ได้รับโทษจำคุกมีกำหนด 33 ปี 4 เดือน จึงนำโทษจำคุกในคดีนี้ไปนับต่อจากโทษในคดีดังกล่าวมีกำหนด 16 ปี 6 เดือน เท่านั้น ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 6 พิพากษามานั้น ศาลฎีกาไม่เห็นพ้องด้วย ฎีกาของจำเลยที่ 1 ฟังขึ้นบางส่วน

พิพากษากลับว่า ให้แก้ไขหมายจำคุกเมื่อคดีถึงที่สุดของจำเลยที่ 1 โดยให้นับโทษจำคุกคดีนี้มีกำหนด 16 ปี 6 เดือน ต่อจากโทษจำคุกในคดีอาญาหมายเลขแดงที่ 1111/2548 ของศาลชั้นต้น
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.อ. ม. 91 (3)
ป.วิ.อ. ม. 160 วรรคหนึ่ง
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการจังหวัดแม่สอด
จำเลย — นายเล่ง แซ่ว้าน กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดแม่สอด — นายสมเกียรติ ลิ้มเทียมเจริญ
ศาลอุทธรณ์ภาค 6 — นายทรงพล สงวนพงศ์
ชื่อองค์คณะ
มนตรี ศรีเอี่ยมสะอาด
สุรศักดิ์ คีรีวิเชียร
สมสันต์ ศุภศาสตรสิน
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3134/2556
#554869
เปิดฉบับเต็ม

สายโทรศัพท์ที่จำเลยทั้งสองร่วมกันลักเป็นทรัพย์ของโจทก์ร่วมที่มีไว้ใช้ให้บริการแก่ลูกค้า ไม่ใช่ทรัพย์ที่ใช้หรือมีไว้เพื่อสาธารณประโยชน์ตาม ป.อ. มาตรา 335 (10) ศาลอุทธรณ์ภาค 1 ปรับบทลงโทษตามมาตรา 335 (10) จึงไม่ถูกต้อง ปัญหาดังกล่าวเป็นข้อกฎหมายที่เกี่ยวกับความสงบเรียบร้อย แม้ไม่มีคู่ความฝ่ายใดฎีกา ศาลฎีกายกขึ้นวินิจฉัยได้เองตาม ป.วิ.อ. มาตรา 195 วรรคสอง ประกอบมาตรา 225

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยทั้งสองตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 33, 83, 334, 335, 336 ทวิ

จำเลยทั้งสองให้การปฏิเสธ

ระหว่างพิจารณา บริษัททรู คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) ผู้เสียหายยื่นคำร้องขอเข้าร่วมเป็นโจทก์ ศาลชั้นต้นอนุญาต และโจทก์ร่วมยื่นคำร้องขอให้บังคับจำเลยทั้งสองร่วมกันชดใช้ค่าสินไหมทดแทนแก่ตนเป็นเงิน 30,117.16 บาท พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันที่ 22 มิถุนายน 2550 จนกว่าจะชำระเสร็จให้แก่โจทก์ร่วม

จำเลยทั้งสองให้การในคดีส่วนแพ่งว่า จำเลยทั้งสองไม่ได้ร่วมกันลักทรัพย์ของโจทก์ร่วม จึงไม่ต้องรับผิดชดใช้ค่าเสียหายให้แก่โจทก์ร่วม โจทก์ร่วมได้รับของกลางคืนไปแล้ว จึงไม่ได้รับความเสียหาย และค่าเสียหายสูงเกินจริง ค่าเสียหายที่แท้จริงไม่เกิน 5,000 บาท ขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง

โจทก์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษากลับเป็นว่า จำเลยทั้งสองมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 335 (1) (7) (10) วรรคสอง ประกอบมาตรา 336 ทวิ, 83 จำคุกคนละ 3 ปี

จำเลยทั้งสองฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ฎีกาของจำเลยทั้งสองว่า โจทก์ไม่มีประจักษ์พยานเบิกความยืนยันว่าจำเลยทั้งสองอยู่ในที่เกิดเหตุและเป็นคนร้าย คำให้การชั้นสอบสวนของนายสุมลและนายอโนชา เป็นพยานซัดทอดกับพยานหลักฐานของโจทก์มีข้อพิรุธสงสัยและขัดแย้งรับฟังไม่ได้ว่าจำเลยกระทำความผิดตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 1 กับพยานอ้างฐานที่อยู่ของจำเลยทั้งสองมีน้ำหนักรับฟังได้นั้น เห็นว่า เป็นฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริงซึ่งศาลอุทธรณ์ภาค 1 ได้วินิจฉัยข้อเท็จจริงดังกล่าวไว้ชอบด้วยเหตุผลแล้วและไม่มีเหตุที่จะเปลี่ยนแปลงคำวินิจฉัยของศาลอุทธรณ์ภาค 1 ฎีกาของจำเลยทั้งสองจึงไม่เป็นสาระอันควรแก่การพิจารณา ศาลฎีกาไม่รับคดีไว้พิจารณาพิพากษาตามรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2550 มาตรา 219 วรรคสอง และพระธรรมนูญศาลยุติธรรม มาตรา 23 วรรคหนึ่ง

อนึ่ง สายโทรศัพท์ที่จำเลยทั้งสองร่วมกันลักเป็นทรัพย์ของโจทก์ร่วมที่มีไว้ใช้ให้บริการแก่ลูกค้าไม่ใช่ทรัพย์ที่ใช้หรือมีไว้เพื่อสาธารณประโยชน์ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 335 (10) ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 1 ปรับบทลงโทษตามมาตรา 335 (10) จึงไม่ถูกต้อง ปัญหาดังกล่าวเป็นข้อกฎหมายที่เกี่ยวกับความสงบเรียบร้อย แม้ไม่มีคู่ความฝ่ายใดฎีกา ศาลฎีกายกขึ้นวินิจฉัยได้เองตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 195 วรรคสอง ประกอบมาตรา 225

พิพากษาแก้เป็นว่า ไม่ปรับบทลงโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 335 (10) นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 1
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.อ. ม. 195 วรรคสอง ม. 225
ป.อ. ม. 335 (10)
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการจังหวัดปทุมธานี
โจทก์ร่วม — บริษัททรู คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน)
จำเลย — นายสมพร วงศ์สุขดี กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดปทุมธานี — นายเนติพันธ์ บุญมา
ศาลอุทธรณ์ภาค 1 — นายอนุวัตร มุทิกากร
ชื่อองค์คณะ
สุริยง ลิ้มสถิรานันท์
วิรุฬห์ แสงเทียน
ประทีป ดุลพินิจธรรมา
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3132/2556
#554797
เปิดฉบับเต็ม

ผลประโยชน์ตอบแทนที่ผู้เสียหายมีสิทธิได้รับจากจำเลยตาม พ.ร.ก.การกู้ยืมเงินที่เป็นการฉ้อโกงประชาชน พ.ศ.2527 มาตรา 9 ต้องเป็นผลประโยชน์ตอบแทนที่เป็นสิทธิอันชอบด้วยกฎหมาย แต่ข้อเท็จจริงที่โจทก์บรรยายฟ้องและนำสืบได้ความว่าจำเลยที่ 2 หลอกลวงผู้เสียหายแต่ละคนว่าจะได้รับผลประโยชน์ตอบแทนในลักษณะเป็นดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 10 ต่อเดือน หรือคิดเป็นร้อยละ 120 ต่อปี ซึ่งเป็นการกระทำที่ผิดกฎหมาย มิใช่เป็นการกู้เงินอันจะมีสิทธิคิดดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 15 ต่อปี ตาม ป.พ.พ. มาตรา 654 จึงมีผลทำให้ข้อตกลงเรื่องดอกเบี้ยเป็นโมฆะ ดังนั้นเงินที่จำเลยที่ 2 ได้ไปจึงเป็นลาภมิควรได้ ทั้งการกระทำของจำเลยที่ 2 เป็นละเมิด จำเลยที่ 2 จึงต้องคืนเงินในฐานลาภมิควรได้ตาม ป.พ.พ. มาตรา 406 วรรคหนึ่ง และ 438 วรรคหนึ่ง แต่เนื่องจากเป็นหนี้เงิน ผู้เสียหายย่อมมีสิทธิคิดดอกเบี้ยระหว่างผิดนัดในอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ตาม ป.พ.พ. มาตรา 224 วรรคหนึ่ง

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
คดีนี้ ศาลล่างทั้งสองพิจารณาพิพากษารวมกับคดีหมายเลขแดงที่ 5030/2550 ของศาลชั้นต้น แต่คดีดังกล่าวถึงที่สุดโดยจำเลยที่ 1 ขอถอนฎีกา คงขึ้นมาสู่การพิจารณาของศาลฎีกาเฉพาะคดีนี้

โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยทั้งสองตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83, 91, 341, 343 พระราชกำหนดการกู้ยืมเงินที่เป็นการฉ้อโกงประชาชน พ.ศ.2527 มาตรา 3, 4, 5, 9, 11/1, 12 ให้จำเลยทั้งสองร่วมกันคืนต้นเงินกู้ที่จำเลยทั้งสองฉ้อโกงไปรวมเป็นเงิน 68,457,300 บาท ให้แก่ผู้เสียหายแต่ละราย พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 15 ต่อปี นับแต่วันกระทำผิดเป็นต้นไปจนกว่าจะคืนเงินเสร็จและจ่ายเงินรางวัลให้แก่พนักงานตำรวจผู้จับกุมจำเลยทั้งสองตามกฎหมาย

จำเลยทั้งสองให้การปฏิเสธ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยทั้งสองมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 341 ประกอบมาตรา 83 และพระราชกำหนดการกู้ยืมเงินที่เป็นการฉ้อโกงประชาชน พ.ศ.2527 มาตรา 4 วรรคหนึ่ง, 12 การกระทำของจำเลยทั้งสองเป็นความผิดหลายกรรมต่างกัน ให้ลงโทษจำเลยที่ 1 รวม 4 กระทง จำเลยที่ 2 รวม 10 กระทง ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 ความผิดฐานฉ้อโกงตามประมวลกฎหมายอาญาและความผิดฐานกู้ยืมเงินที่เป็นการฉ้อโกงประชาชนตามพระราชกำหนด การกู้ยืมเงินที่เป็นการฉ้อโกงประชาชนฯ เป็นการกระทำความผิดกรรมเดียวผิดต่อกฎหมายหลายบท ให้ลงโทษตามพระราชกำหนดการกู้ยืมเงินที่เป็นการฉ้อโกงประชาชนฯ ซึ่งเป็นกฎหมายบทที่มีโทษหนักที่สุดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 จำคุกกระทงละ 5 ปี รวมจำคุกจำเลยที่ 1 เป็นเวลา 20 ปี จำเลยที่ 2 เป็นเวลา 50 ปี แต่ความผิดที่จำเลยที่ 2 กระทำมีอัตราโทษจำคุกอย่างสูงเกินสามปีแต่ไม่เกินสิบปี จึงคงให้จำคุก 20 ปี ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 (2) ให้จำเลยที่ 1 คืนเงินจำนวน 685,000 บาท แก่จ่าสิบเอกประมาณ ผู้เสียหายที่ 3 คืนเงินจำนวน 1,790,000 บาท แก่นางสาวรัชดา ผู้เสียหายที่ 37 คืนเงินจำนวน 180,000 บาท แก่พันโทเปล่ง ผู้เสียหายที่ 38 คืนเงินจำนวน 240,000 บาท แก่นายทองคูณ ผู้เสียหายที่ 39 พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจำเลยที่ 1 จะชำระเสร็จแก่ผู้เสียหายทั้งสี่ดังกล่าวและให้จำเลยที่ 2 คืนเงินจำนวน 380,000 บาท แก่นายสมพร ผู้เสียหายที่ 5 คืนเงินจำนวน 200,000 บาท แก่นางเล็ก ผู้เสียหายที่ 29 คืนเงินจำนวน 100,000 บาท แก่นายสังเวียน ผู้เสียหายที่ 41 คืนเงินจำนวน 500,000 บาท แก่นางคำแพง ผู้เสียหายที่ 42 คืนเงินจำนวน 260,000 บาท แก่นางจงรักษ์ ผู้เสียหายที่ 43 คืนเงินจำนวน 200,000 บาท แก่นายสมชาติ ผู้เสียหายที่ 45 คืนเงินจำนวน 70,000 บาท แก่นางสำลี ผู้เสียหายที่ 46 คืนเงินจำนวน 373,200 บาท แก่จ่าสิบเอกสมัย ผู้เสียหายที่ 47 คืนเงินจำนวน 160,000 บาท แก่นายอุบล ผู้เสียหายที่ 48 และคืนเงินจำนวน 500,000 บาท แก่นางธารีรัตน์ ผู้เสียหายที่ 49 พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 15 ต่อปี นับแต่วันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจำเลยที่ 2 จะชำระเสร็จแก่ผู้เสียหายทั้งสิบคนดังกล่าว ข้อหาและคำขออื่นให้ยก

จำเลยทั้งสองอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษาแก้เป็นว่า จำเลยทั้งสองมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 341 ประกอบมาตรา 83 และพระราชกำหนดการกู้ยืมเงินที่เป็นการฉ้อโกงประชาชน พ.ศ.2527 มาตรา 4 วรรคหนึ่ง ประกอบมาตรา 12 การกระทำของจำเลยทั้งสอง เป็นความผิดกรรมเดียวผิดต่อกฎหมายหลายบท ให้ลงโทษตามพระราชกำหนดการกู้ยืมเงินที่เป็นการฉ้อโกงประชาชน พ.ศ.2527 ซึ่งเป็นบทหนักที่สุดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 ให้จำเลยที่ 2 คืนเงินให้แก่ผู้เสียหายทั้ง 10 ราย พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ยกฟ้องจำเลยทั้งสอง สำหรับข้อหาจัดให้มีบุคคลตั้งแต่ห้าคนขึ้นไป ไปชักชวนบุคคลต่าง ๆ เพื่อให้มีการกู้ยืมเงิน ส่วนโทษและนอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

โจทก์ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า คดีมีปัญหาวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ว่า จำเลยที่ 2 ต้องรับผิดชำระดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 15 ต่อปี ของต้นเงินที่จำเลยที่ 2 ต้องคืนให้แก่ผู้เสียหายแต่ละคนหรือไม่ ในข้อนี้โจทก์ฎีกาอ้างว่า โจทก์มีอำนาจเรียกต้นเงินคืนให้แก่ผู้เสียหายและเรียกผลประโยชน์ตอบแทนที่เป็นสิทธิอันชอบด้วยกฎหมายให้แก่ผู้เสียหายด้วยตามพระราชกำหนดการกู้ยืมเงินที่เป็นการฉ้อโกงประชาชน พ.ศ.2527 มาตรา 9 ซึ่งให้นำบทบัญญัติว่าด้วยการฟ้องคดีแพ่งเกี่ยวเนื่องกับคดีอาญามาใช้บังคับโดยอนุโลมโดยประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 50 ให้ถือว่าผู้เสียหายเป็นเจ้าหนี้ตามคำพิพากษา และตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 654 บัญญัติให้เจ้าหนี้มีสิทธิคิดดอกเบี้ยได้ถึงร้อยละ 15 ต่อปี ดังนั้นผลประโยชน์ตอบแทนที่เป็นสิทธิอันชอบด้วยกฎหมายของผู้เสียหายในกรณีนี้คือการคิดดอกเบี้ยได้ในอัตราร้อยละ 15 ต่อปี เห็นว่า ผลประโยชน์ตอบแทนที่ผู้เสียหายมีสิทธิได้รับดังกล่าวจะต้องเป็นผลประโยชน์ตอบแทนที่เป็นสิทธิอันชอบด้วยกฎหมาย แต่ข้อเท็จจริงที่โจทก์บรรยายฟ้องและนำสืบได้ความว่าจำเลยที่ 2 หลอกลวงผู้เสียหายแต่ละคนว่าจะได้รับผลประโยชน์ตอบแทนในลักษณะเป็นดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 10 ต่อเดือน หรือคิดเป็นร้อยละ 120 ต่อปี ซึ่งเป็นการกระทำที่ผิดกฎหมายมิใช่เป็นการกู้เงินอันจะมีสิทธิคิดดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 15 ต่อปี ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 654 จึงมีผลทำให้ข้อตกลงเรื่องดอกเบี้ยเป็นโมฆะ ดังนั้นเงินที่จำเลยที่ 2 ได้ไปจึงเป็นลาภมิควรได้ ทั้งการกระทำของจำเลยที่ 2 เป็นละเมิด จำเลยที่ 2 จึงต้องคืนเงินในฐานลาภมิควรได้ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 406 วรรคหนึ่ง และมาตรา 438 วรรคหนึ่ง แต่เนื่องจากเป็นหนี้เงิน ผู้เสียหายย่อมมีสิทธิคิดดอกเบี้ยระหว่างผิดนัดในอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 224 วรรคหนึ่ง โจทก์ขอดอกเบี้ยมานับแต่วันกระทำผิด ศาลชั้นต้นให้ดอกเบี้ยนับแต่วันฟ้อง โจทก์ไม่อุทธรณ์ คดีจึงยุติตามคำพิพากษาศาลชั้นต้นว่าจำเลยต้องชำระดอกเบี้ยนับแต่วันฟ้อง ที่ศาลอุทธรณ์พิพากษาให้จำเลยที่ 2 ชำระดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ชอบแล้ว ฎีกาของโจทก์ฟังไม่ขึ้น

อนึ่ง ที่ศาลล่างทั้งสองพิพากษาให้จำเลยที่ 2 ชำระต้นเงินคืนให้แก่นางธารีรัตน์ ผู้เสียหายที่ 49 ตามบัญชีทรัพย์ถูกประทุษร้ายเอกสารท้ายคำฟ้อง จำนวน 500,000 บาท นั้นเป็นการไม่ถูกต้อง เพราะข้อเท็จจริงได้ความว่า จำเลยที่ 2 คืนต้นเงินให้แก่นางธารีรัตน์ไปแล้วจำนวน 100,000 บาท จึงคงเหลือต้นเงินที่ต้องคืนอีกเพียง 400,000 บาท และศาลชั้นต้นวินิจฉัยว่าการกระทำของจำเลยที่ 1 คดีนี้เป็นความผิดเฉพาะฐานฉ้อโกง ไม่เป็นความผิดฐานกู้ยืมเงินที่เป็นการฉ้อโกงประชาชน และในระหว่างการพิจารณาของศาลอุทธรณ์ ข้อเท็จจริงปรากฏว่าผู้เสียหายที่ 3 ที่ 33 ที่ 37 และที่ 39 ได้ขอถอนคำร้องทุกข์ไม่ประสงค์ดำเนินคดีแก่จำเลยที่ 1 ในคดีนี้ต่อไป ตามบันทึกขอถอนคำร้องทุกข์ ลงวันที่ 1 กรกฎาคม 2551 เอกสารแนบท้ายคำร้องของทนายจำเลยทั้งสอง ฉบับลงวันที่ 22 สิงหาคม 2551 ดังนั้นสิทธินำคดีอาญามาฟ้องของโจทก์สำหรับจำเลยที่ 1 จึงเป็นอันระงับไปตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 39 (2) รวมทั้งคำขอให้จำเลยที่ 1 ชดใช้เงินคืนให้แก่ผู้เสียหายแต่ละคนย่อมตกไปด้วย แต่ศาลอุทธรณ์มิได้สั่งจำหน่ายคดีสำหรับจำเลยที่ 1 และยังคงพิพากษาว่าจำเลยที่ 1 มีความผิดฐานร่วมกันฉ้อโกง จึงเป็นการไม่ชอบ ส่วนจำเลยที่ 2 แม้ผู้เสียหายที่ 5 ที่ 29 ที่ 41 ถึงที่ 43 และที่ 45 ถึงที่ 49 จะขอถอนคำร้องทุกข์ไม่ประสงค์ดำเนินคดีแก่จำเลยที่ 2 ในคดีนี้ต่อไป ตามบันทึกขอถอนคำร้องทุกข์แนบท้ายคำร้องของทนายจำเลยทั้งสองฉบับเดียวกัน แต่การกระทำของจำเลยที่ 2 นั้นเป็นความผิดตามพระราชกำหนดการกู้ยืมเงินที่เป็นการฉ้อโกงประชาชนฯ ด้วยอันเป็นการกระทำกรรมเดียวกับความผิดฐานร่วมกันฉ้อโกง และความผิดตามพระราชกำหนดการกู้ยืมเงินที่เป็นการฉ้อโกงประชาชนฯ ซึ่งเป็นบทที่มีโทษหนักที่สุดมิใช่ความผิดอันยอมความได้ ดังนั้นสิทธินำคดีอาญามาฟ้องในความผิดตามพระราชกำหนดการกู้ยืมเงินที่เป็นการฉ้อโกงประชาชนฯ จึงไม่ระงับไป คงระงับไปเฉพาะความผิดฐานร่วมกันฉ้อโกงเท่านั้น ปัญหานี้เป็นข้อกฎหมายที่เกี่ยวกับความสงบเรียบร้อย ศาลฎีกามีอำนาจยกขึ้นวินิจฉัยและแก้ไขให้ถูกต้องได้ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 195 วรรคสอง ประกอบมาตรา 225

พิพากษาแก้เป็นว่า ให้ยกคำพิพากษาศาลอุทธรณ์เฉพาะส่วนที่เกี่ยวกับจำเลยที่ 1 ให้จำหน่ายคดีเฉพาะจำเลยที่ 1 จากสารบบความ และยกคำขอให้จำเลยที่ 1 คืนต้นเงินพร้อมดอกเบี้ยแก่ผู้เสียหายทั้งหมด ให้จำหน่ายคดีสำหรับจำเลยที่ 2 เฉพาะความผิดฐานร่วมกันฉ้อโกง ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 341 ประกอบมาตรา 83 และให้จำเลยที่ 2 คืนต้นเงินจำนวน 400,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันฟ้องจนกว่าจะคืนเงินให้แก่นางธารีรัตน์ ผู้เสียหายที่ 49 เสร็จสิ้น นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 224 วรรคหนึ่ง ม. 406 วรรคหนึ่ง ม. 438 วรรคหนึ่ง ม. 654
พ.ร.ก.การกู้ยืมเงินที่เป็นการฉ้อโกงประชาชน พ.ศ.2527 ม. 9
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการ สำนักงานอัยการสูงสุด
จำเลย — นางจิตาภาหรือสมพิศ ศรสิทธิ์ กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลอาญา — นายวัชรินทร์ ฤชุโรจน์
ศาลอุทธรณ์ — นายนพพร โพธิรังสิยากร
ชื่อองค์คณะ
กีรติ กาญจนรินทร์
ศรีอัมพร ศาลิคุปต์
วีระชาติ เอี่ยมประไพ
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3130/2556
#544548
เปิดฉบับเต็ม

คณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติหาได้มีอำนาจที่จะตรวจสอบเจ้าหน้าที่ของรัฐในความผิดฐานปลอมและใช้เอกสารราชการปลอม รายงานการสอบสวนของคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติก็มิได้ชี้มูลความผิดฐานนี้ การที่อนุกรรมการไต่สวนของคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติดำเนินการไต่สวนในความผิดฐานนี้มาด้วย จึงเป็นการสอบสวนที่ไม่ชอบ และแม้การสอบสวนของคณะกรรมการสืบสวนข้อเท็จจริงซึ่งผู้บังคับการตำรวจภูธรจังหวัดกำแพงเพชรแต่งตั้งจะพบการกระทำความผิดฐานนี้ ก็มิใช่การสอบสวนโดยพนักงานสอบสวนที่มีอำนาจสอบสวน เมื่อพนักงานสอบสวนไม่ได้แจ้งข้อหานี้ให้จำเลยทราบ โจทก์จึงไม่มีอำนาจฟ้องจำเลยในความผิดฐานดังกล่าว

จำเลยเป็นพนักงานสอบสวนแก้ไขข้อความในสำนวนการสอบสวนจากเดิมที่มีความเห็นสั่งฟ้องผู้ต้องหาเป็นสั่งไม่ฟ้องผู้ต้องหาหลังจากเสนอสำนวนการสอบสวนให้ผู้บังคับบัญชาตามลำดับชั้นลงชื่อแล้วเพื่อช่วยผู้ต้องหามิให้ต้องโทษ จึงเป็นความผิดตาม ป.อ. มาตรา 157 และ 200 วรรคแรก

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องและแก้ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 157, 200, 264, 265, 268

จำเลยให้การปฏิเสธ

ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง

โจทก์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 6 พิพากษายืน

โจทก์ฎีกา โดยอัยการสูงสุดรับรองให้ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงเบื้องต้นฟังเป็นยุติว่า นางสุดาทิพย์ ขับรถยนต์กระบะหมายเลขทะเบียน บ - 4091 ตาก ชนกับรถยนต์กระบะหมายเลขทะเบียน บ - 8214 กำแพงเพชร และ 5ท - 4810 เชียงใหม่ มีผู้ถึงแก่ความตายและรับอันตรายสาหัส เหตุเกิดที่ตำบลนครชุม อำเภอเมืองกำแพงเพชร จังหวัดกำแพงเพชร โดยจำเลยเป็นพนักงานสอบสวนผู้รับผิดชอบในการดำเนินคดีนางสุดาทิพย์ผู้ต้องหาในข้อหาขับรถโดยประมาทเป็นเหตุให้เฉี่ยวชนรถของผู้อื่นเสียหายและเป็นเหตุให้ผู้อื่นถึงแก่ความตายและรับอันตรายสาหัส ตามสำนวนการสอบสวนคดีจราจรที่ 18/2541 ต่อมาจำเลยย้ายไปรับราชการที่สถานีตำรวจภูธรปางมะค่า ศาลชั้นต้นในคดีแพ่งหมายเลขดำที่ 294/2542 มีคำสั่งเรียกสำนวนการสอบสวนไปยังผู้กำกับการสถานีตำรวจภูธรเมืองกำแพงเพชร พันตำรวจเอกศิรินทร์ ตรวจสอบแล้วไม่พบหลักฐานการส่งสำนวนการสอบสวนไปยังพนักงานอัยการจังหวัดกำแพงเพชร จึงติดต่อแจ้งให้จำเลยนำสำนวนการสอบสวนไปมอบให้ จำเลยนำสำนวนการสอบสวนคดีจราจรที่ 18/2541 ไปมอบให้พันตำรวจเอกศิรินทร์พบว่า มีการแก้ไขข้อความในสำนวนการสอบสวนหลายแห่งด้วยการใช้น้ำยาลบข้อความเดิมออกแล้วพิมพ์กับเขียนข้อความใหม่แทน โดยแก้ไขหนังสือส่งสำนวนจากข้อความเดิม "ส่งสำนวนที่เห็นควรสั่งฟ้องผู้ต้องหาฝากขัง" เป็น "ส่งสำนวนที่เห็นควรสั่งไม่ฟ้องและได้ปล่อยตัวผู้ต้องหาไปแล้ว" แก้ไขรายงานการสอบสวนจากข้อความ "ให้การสอดคล้องต้องกันและจากการสอบสวนผู้ต้องหาแล้วรับว่าได้ขับรถคันเกิดเหตุมาจริงแต่ไม่ได้เฉี่ยวชนรถของผู้ใด โดยพนักงานสอบสวนได้ตรวจสอบสภาพที่เกิดเหตุและพิเคราะห์ร่องรอยของรถที่ถูกเฉี่ยวชนแล้วไม่ได้เป็นไปตามคำให้การของผู้ต้องหา แต่เป็นไปตามคำให้การของพยานที่มากับรถยนต์กระบะสองคันที่ถูกรถของผู้ต้องหา" เป็น "ให้การสอดคล้องต้องกันว่ามีรถจักรยานยนต์คันหนึ่งขับมาตัดหน้ารถของผู้ต้องหาในระยะกระชั้นชิดเป็นเหตุให้ผู้ต้องหาต้องหักหลบรถจึงเสียหลักวิ่งมาชนเกาะกลางถนนแล้วข้ามมาชนกับรถผู้อื่น จึงเป็นเหตุสุดวิสัยที่ผู้ต้องหาจะหลีกเลี่ยงได้ในขณะนั้น สาเหตุที่ผู้ต้องหาขับรถมาชนรถของผู้อื่นนี้จึงเป็นเหตุสุดวิสัย อันเป็นอุบัติเหตุซึ่งไม่อาจคาดคิดได้" แก้ไขจากข้อความ "สั่งฟ้อง" เป็น "สั่งไม่ฟ้อง" แก้ไขบันทึกการควบคุมตัวผู้ต้องหาจากข้อความ "ได้ไปขอฝากขังผู้ต้องหาเป็นครั้งที่ 7 นับแต่วันที่ 21 มิถุนายน 2541 ถึงวันที่ 2 กรกฎาคม 2541" เป็น "ได้ขอปล่อยตัวผู้ต้องหาต่อศาล เนื่องจากมีความเห็นสั่งไม่ฟ้องผู้ต้องหา" และแก้ไขคำร้องขอปล่อยตัวผู้ต้องหาจากตัวเลข "19" เป็นเลข "8" พันตำรวจเอกศิรินทร์รายงานไปยังผู้บังคับการตำรวจภูธรจังหวัดกำแพงเพชร ผู้บังคับการตำรวจภูธรจังหวัดกำแพงเพชรมีคำสั่งแต่งตั้งคณะกรรมการสืบสวนข้อเท็จจริง คณะกรรมการสืบสวนข้อเท็จจริงรวบรวมพยานหลักฐานและทำรายงานความเห็นต่อผู้บังคับการตำรวจภูธรจังหวัดกำแพงเพชรว่า การกระทำของจำเลยมีมูล 1. กระทำผิดวินัยร้ายแรง โดยเป็นพนักงานสอบสวนรับผิดชอบสำนวนการสอบสวนคดีจราจรที่ 18/2541 แล้วไม่ส่งสำนวนดังกล่าวให้พนักงานอัยการจังหวัดกำแพงเพชรพิจารณาตามระเบียบและกฎหมาย แต่ได้นำเอาสำนวนการสอบสวนไปเปลี่ยนแปลงแก้ไขสำระสำคัญซึ่งไม่ถูกต้องตามความเป็นจริง 2. กระทำผิดกฎหมายอาญาฐานเป็นเจ้าพนักงานปฏิบัติหรือละเว้นการปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบเพื่อให้เกิดความเสียหายแก่ผู้หนึ่งผู้ใด หรือปฏิบัติหรือละเว้นการปฏิบัติหน้าที่โดยทุจริต ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 157 และ 3. กระทำผิดกฎหมายอาญาฐานปลอมและใช้เอกสารราชการปลอมตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 265 จึงเห็นควรตั้งคณะกรรมการพิจารณาภาคทัณฑ์ทางวินัยร้ายแรงตามข้อ 1 และเห็นควรดำเนินคดีอาญา ตามข้อ 2 และ 3 ตามรายงานผลการสืบสวนข้อเท็จจริง พันตำรวจเอกศิรินทร์เข้าร้องทุกข์ต่อพันตำรวจโทพันธ์ศักดิ์ พนักงานสอบสวนให้ดำเนินคดีแก่จำเลย ผู้บังคับการตำรวจภูธรจังหวัดกำแพงเพชรส่งเรื่องให้คณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (คณะกรรมการ ป.ป.ช.) คณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติมีคำสั่งแต่งตั้งคณะอนุกรรมการไต่สวน คณะอนุกรรมการไต่สวนรายงานการไต่สวนต่อคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ คณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติมีมติว่า การกระทำของจำเลยมีมูลเป็นความผิดทางวินัยอย่างร้ายแรงและมีมูลเป็นความผิดทางอาญาฐานเป็นเจ้าพนักงานปฏิบัติหรือละเว้นการปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบเพื่อให้เกิดความเสียหายแก่ผู้หนึ่งผู้ใด หรือปฏิบัติหรือละเว้นการปฏิบัติหน้าที่โดยทุจริต และฐานเป็นเจ้าพนักงานสอบสวน กระทำการหรือไม่กระทำการใด ๆ ในตำแหน่งอันเป็นการมิชอบ เพื่อจะช่วยบุคคลหนึ่งบุคคลใดมิให้ต้องโทษหรือให้รับโทษน้อยลงตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 157 และ 200 กับส่งรายงานเอกสารและความเห็นไปยังอัยการสูงสุดเพื่อดำเนินคดีแก่จำเลย ตามพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริต พ.ศ.2542 มาตรา 97

มีปัญหาวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ว่า จำเลยกระทำความผิดตามฟ้องหรือไม่ ศาลอุทธรณ์ภาค 6 ฟังข้อเท็จจริงว่า จำเลยได้คัดค้านพันตำรวจเอกขัตติยะและพันตำรวจโทพันธ์ศักดิ์อนุกรรมการไต่สวนว่า เป็นผู้รู้เห็นเกี่ยวข้องในทางคดีและมีอคติโกรธเคืองกันในเรื่องส่วนตัว พันตำรวจโทพันธ์ศักดิ์ถอนตัวไป แต่พันตำรวจเอกขัตติยะไม่ขอถอนตัวยังคงปฏิบัติหน้าที่ร่วมถามปากคำพยานรวม 7 ปาก กับร่วมลงชื่อในรายงานการไต่สวน จึงไม่อาจฟังว่าพันตำรวจเอกขัตติยะดำเนินการโดยชอบด้วยกฎหมาย เมื่อรายงานการไต่สวนมีพันตำรวจเอกขัตติยะร่วมลงชื่อด้วย อันถือได้ว่าเป็นสำนวนการสอบสวนตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา เท่ากับเป็นการสอบสวนที่ไม่ชอบ โจทก์จึงไม่มีอำนาจฟ้องแล้วพิพากษายืนตามคำพิพากษาศาลชั้นต้นที่ให้ยกฟ้องโจทก์ด้วยเหตุผลเดียวกัน ที่โจทก์ฎีกาว่ารายงานของคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ เป็นสำนวนการสอบสวนที่ชอบด้วยกฎหมาย โจทก์มีอำนาจฟ้อง เห็นว่า อำนาจของคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ ในการตรวจสอบเจ้าหน้าที่ของรัฐตามพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริต พ.ศ.2542 มาตรา 84 (เดิม) เป็นเรื่องการกล่าวหาเจ้าหน้าที่ของรัฐว่ากระทำความผิดฐานทุจริตต่อหน้าที่ กระทำความผิดต่อตำแหน่งหน้าที่ราชการ หรือกระทำความผิดต่อตำแหน่งหน้าที่ในการยุติธรรม หาได้มีอำนาจที่จะตรวจสอบเจ้าหน้าที่ของรัฐในความผิดฐานปลอมและใช้เอกสารราชการปลอม ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 264, 265, 268 ด้วยไม่ ทั้งตามรายงานการไต่สวนข้อเท็จจริง คณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติก็ได้ไต่สวนและมีมติว่าการกระทำของจำเลยมีมูลเป็นความผิดทางอาญาฐานเป็นเจ้าพนักงานปฏิบัติหรือละเว้นการปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบเพื่อให้เกิดความเสียหายแก่ผู้หนึ่งผู้ใด หรือปฏิบัติหรือละเว้นการปฏิบัติหน้าที่โดยทุจริต และฐานเป็นพนักงานสอบสวนกระทำการหรือไม่กระทำการอย่างใด ๆ ในตำแหน่งอันเป็นการมิชอบ เพื่อจะช่วยบุคคลหนึ่งบุคคลใดมิให้ต้องโทษ หรือให้รับโทษน้อยลงตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 157 และ 200 มิได้ชี้มูลความผิดจำเลยฐานปลอมและใช้เอกสารราชการปลอมด้วย เพราะเหตุที่มิใช่เป็นความผิดที่อยู่ในอำนาจหน้าที่การตรวจสอบของคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาตินั่นเอง ที่ศาลล่างทั้งสองวินิจฉัยว่าอนุกรรมการไต่สวนดำเนินการโดยไม่ชอบด้วยกฎหมายเท่ากับเป็นการสอบสวนที่ไม่ชอบ ทำให้โจทก์ไม่มีอำนาจฟ้องและยกฟ้องจำเลยในความผิดฐานปลอมและใช้เอกสารราชการปลอมด้วยเหตุผลดังกล่าวด้วยจึงไม่ชอบ อย่างไรก็ตาม ข้อเท็จจริงได้ความว่า หลังจากที่พันตำรวจเอกศิรินทร์เข้าร้องทุกข์ต่อพันตำรวจโทพันธ์ศักดิ์ให้ดำเนินคดีแก่จำเลย พันตำรวจโทพันธ์ศักดิ์มิได้แจ้งข้อหาความผิดฐานปลอมและใช้เอกสารราชการปลอมให้จำเลยทราบ ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 134 กับมิได้ดำเนินการสอบสวนข้อเท็จจริงเกี่ยวกับการกระทำความผิดฐานปลอมและใช้เอกสารราชการปลอม แม้การสอบสวนของคณะกรรมการสืบสวนข้อเท็จจริงซึ่งผู้บังคับการตำรวจภูธรจังหวัดกำแพงเพชรแต่งตั้งจะได้พบการกระทำของจำเลยซึ่งเป็นการปลอมและใช้เอกสารราชการปลอม ก็มิใช่เป็นการสอบสวนโดยพนักงานสอบสวนที่มีอำนาจสอบสวน ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 18 ถือได้ว่าคดีนี้มิได้มีการสอบสวนจำเลยในความผิดฐานปลอมและใช้เอกสารราชการปลอมมาก่อน โจทก์จึงไม่มีอำนาจฟ้องจำเลยในความผิดดังกล่าว ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 120 ที่ศาลล่างทั้งสองพิพากษายกฟ้องโจทก์สำหรับความผิดฐานปลอมและใช้เอกสารราชการปลอม ศาลฎีกาจึงเห็นพ้องด้วยในผล ส่วนความผิดตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 157 และมาตรา 200 วรรคแรก จำเลยนำสืบว่าจำเลยได้คัดค้านพันตำรวจเอกขัตติยะและพันตำรวจโทพันธ์ศักดิ์อนุกรรมการไต่สวนว่า เป็นผู้รู้เห็นเกี่ยวข้องในทางคดีและมีอคติโกรธเคืองกันในเรื่องส่วนตัว ตามหนังสือเรื่อง ขอคัดค้านผู้ได้รับการแต่งตั้งเป็นอนุกรรมการไต่สวน ซึ่งพันตำรวจโทพันธ์ศักดิ์ได้ถอนตัวไป ส่วนพันตำรวจเอกขัตติยะยังคงปฏิบัติหน้าที่ร่วมถามปากคำพยานรวม 7 ปาก การทำหน้าที่ร่วมถามปากคำของพันตำรวจเอกขัตติยะ ขัดกับมาตรา 46 วรรคสองและวรรคสาม ทำให้การสอบสวนไม่ชอบนั้น เห็นว่า ตามพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริต พ.ศ.2542 มาตรา 46 วรรคท้าย บัญญัติว่า "การยื่นคำคัดค้าน การพิจารณาคำคัดค้าน และการแต่งตั้งบุคคลเป็นอนุกรรมการไต่สวนแทนให้เป็นไปตามหลักเกณฑ์และวิธีการที่คณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติกำหนด" ซึ่งตามระเบียบคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ ว่าด้วยการปฏิบัติหน้าที่ของอนุกรรมการไต่สวน พ.ศ.2543 ข้อ 9 ระบุว่า "คำคัดค้านผู้ได้รับแต่งตั้งเป็นอนุกรรมการต้องทำเป็นหนังสือยื่นต่อประธานกรรมการภายในเจ็ดวันนับแต่วันรับทราบคำสั่งแต่งตั้งคณะอนุกรรมการไต่สวน หรือวันทราบเหตุแห่งการคัดค้านโดยแสดงข้อเท็จจริงที่เป็นเหตุแห่งการคัดค้านไว้ในคำคัดค้านด้วยว่าจะทำให้การไต่สวนข้อเท็จจริงไม่ได้ความจริงและความยุติธรรมอย่างใด" ซึ่งตามหนังสือที่จำเลยอ้างว่าคัดค้านตามเอกสารนั้น ระบุเพียงว่ามีอคติโกรธเคืองในเรื่องส่วนตัวและเป็นผู้รู้เห็นเกี่ยวข้องในทางคดี อันเป็นเหตุตามมาตรา 46 (1) (3) เท่านั้น แต่ไม่ได้แสดงข้อเท็จจริงที่เป็นเหตุแห่งการคัดค้านไว้ในคำคัดค้านด้วยว่าจะทำให้การไต่สวนข้อเท็จจริงไม่ได้ความจริงและความยุติธรรมอย่างใด นอกจากนี้พยานโจทก์ปากนายซาเล็มเบิกความตอบโจทก์ถามติงว่า "หนังสือที่จำเลยอ้างว่าคัดค้านตามเอกสาร ไม่มีการลงเลขรับเอกสารไว้ตามระเบียบงานสารบรรณ และพยานเพิ่งเคยเห็นเอกสาร เมื่อมีการแจ้งให้จำเลยคัดค้านอนุกรรมการไต่สวน จำเลยไม่ได้คัดค้าน พยานเข้าใจว่าจำเลยคงติดต่อกับประธานอนุกรรมการทางโทรศัพท์" ซึ่งเมื่อพิจารณาหนังสือแจ้งให้จำเลยทราบเรื่องการแต่งตั้งอนุกรรมการไต่สวน ระบุให้จำเลยลงลายมือชื่อและวันที่รับทราบคำสั่ง แล้วส่งคืนสำนักงานป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ ภายใน 15 วัน โดยบันทึกรับทราบคำสั่งแต่งตั้งคณะอนุกรรมการไต่สวน จำเลยลงชื่อรับทราบคำสั่งเมื่อวันที่ 15 มกราคม 2544 ตรงกับวันที่ส่งในใบรับฝากไปรษณีย์ด่วนพิเศษ ที่จำเลยส่งคืนสำนักงานป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ มีการลงเลขรับเมื่อวันที่ 16 มกราคม 2544 แต่หนังสือที่จำเลยอ้างว่าคัดค้านอนุกรรมการไต่สวน ไม่ปรากฏว่ามีการลงเลขรับเอกสารไว้ หากเอกสารทั้งสองฉบับได้ส่งทางไปรษณีย์ไปพร้อมกันจริง ก็น่าจะมีการลงเลขรับเอกสารในวันเดียวกัน แต่หนังสือที่จำเลยอ้างว่าคัดค้านอนุกรรมการไต่สวน ไม่มีการลงเลขรับเอกสาร จึงน่าเชื่อว่าใบรับฝากไปรษณีย์ด่วนพิเศษ เป็นหลักฐานการส่งบันทึกรับทราบคำสั่งแต่งตั้งคณะอนุกรรมการไต่สวน ไม่ใช่หลักฐานการส่งหนังสือคัดค้าน ดังที่จำเลยกล่าวอ้าง อีกทั้งสำนวนรายงานการไต่สวนของคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ ที่จำเลยขอหมายเรียกมาจากสำนักงานป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ ก็ไม่ปรากฏว่ามีเรื่องการคัดค้านอนุกรรมการไต่สวนตามที่จำเลยกล่าวอ้าง จึงไม่น่าเชื่อว่าจำเลยได้ยื่นคำคัดค้านอนุกรรมการไต่สวนเป็นหนังสือในวันที่ 15 มกราคม 2544 จริง เมื่อการคัดค้านอนุกรรมการไต่สวนของจำเลยไม่ได้ปฏิบัติตามกฎหมายจึงไม่มีผลกระทบถึงการปฏิบัติหน้าที่ของพันตำรวจเอกขัตติยะและไม่มีผลทำให้รายงานการไต่สวนข้อเท็จจริงและมติของคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ ซึ่งถือเป็นสำนวนการสอบสวนตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา ตามพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริต พ.ศ.2542 มาตรา 97 เสียไปหรือเป็นการไม่ชอบ ส่วนที่จำเลยนำสืบว่า พันตำรวจเอกขัตติยะเคยขอให้จำเลยช่วยเหลือและจำเลยไม่สามารถช่วยเหลือได้จึงทำให้พันตำรวจเอกขัตติยะไม่พอใจ ก็เป็นการกล่าวอ้างลอย ๆ ไม่มีพยานหลักฐานสนับสนุน จึงไม่มีน้ำหนักให้รับฟังว่า พันตำรวจเอกขัตติยะมีสาเหตุโกรธเคืองกับจำเลยตามที่จำเลยกล่าวอ้าง การไต่สวนข้อเท็จจริงของคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ จึงเป็นไปโดยชอบ ถือได้ว่าความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 157 และมาตรา 200 วรรคแรก มีการสอบสวนโดยชอบ โจทก์จึงมีอำนาจฟ้องจำเลยในความผิดดังกล่าว สำหรับปัญหาว่า จำเลยกระทำผิดฐานเป็นเจ้าพนักงานปฏิบัติหรือละเว้นการปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบเพื่อให้เกิดความเสียหายแก่ผู้หนึ่งผู้ใด หรือปฏิบัติหรือละเว้นการปฏิบัติหน้าที่โดยทุจริต และเป็นเจ้าพนักงานในตำแหน่งพนักงานสอบสวนกระทำการหรือไม่กระทำการในตำแหน่งอย่างใด ๆ โดยมิชอบเพื่อช่วยเหลือบุคคลหนึ่งบุคคลใดมิให้ต้องโทษหรือให้รับโทษน้อยลงหรือไม่นั้น ศาลล่างทั้งสองยังมิได้วินิจฉัย แต่ศาลชั้นต้นได้สืบพยานคู่ความจนเสร็จสิ้นแล้วเพื่อมิให้ล่าช้า ศาลฎีกาเห็นสมควรวินิจฉัยชี้ขาดไปโดยไม่จำต้องย้อนสำนวนไปให้ศาลล่างทั้งสองพิจารณาพิพากษาใหม่ ซึ่งโจทก์มีพันตำรวจโทพันธ์ศักดิ์ รองผู้กำกับการตำรวจภูธรเมืองกำแพงเพชรและพันตำรวจเอกนิรันดร์ ผู้กำกับการตำรวจภูธรเมืองกำแพงเพชร ซึ่งเป็นผู้บังคับบัญชาของจำเลยและร่วมลงชื่อในสำนวนการสอบสวนคดีจราจรที่ 18/2541 เพื่อส่งสำนวนและความเห็นไปยังพนักงานอัยการจังหวัดกำแพงเพชรเป็นพยาน โดยพันตำรวจโทพันธ์ศักดิ์เบิกความว่า พยานมีความเห็นสั่งฟ้องนางสุดาทิพย์ ผู้ต้องหาแล้วเสนอความเห็นต่อไปยังผู้บังคับบัญชาตามลำดับชั้น การแก้ไขข้อความกระทำหลังจากพยานมีความเห็นและลงชื่อในเอกสารแล้ว ส่วนพันตำรวจเอกนิรันดร์แม้เบิกความว่า ขณะที่ลงชื่อพยานจำไม่ได้ว่ามีความเห็นสั่งฟ้องหรือสั่งไม่ฟ้อง แต่พยานเชื่อว่าเป็นการแก้ไขภายหลัง เพราะไม่มีการลงชื่อกำกับการแก้ไขไว้และหากเป็นการแก้ไขข้อผิดพลาดจำนวนมากก็จะให้พิมพ์ขึ้นมาใหม่ โดยไม่มีเหตุผลและข้อสงสัยใดที่พยานทั้งสองจะต้องเบิกความบิดเบือนความจริง ทั้งหากมีการแก้ไขข้อความจำนวนมากซึ่งสกปรกเลอะเทอะอย่างเห็นได้ชัด ไม่เชื่อว่าพยานทั้งสองจะยอมลงชื่อและทำความเห็นในสำนวนการสอบสวน ซึ่งต้องเสนอไปให้พนักงานอัยการจังหวัดกำแพงเพชรพิจารณาโดยไม่สั่งให้จำเลยไปทำมาใหม่ เช่นนี้ฟังได้ว่าจำเลยแก้ไขข้อความในสำนวนการสอบสวนหลังจากที่จำเลยเสนอสำนวนการสอบสวนที่มีความเห็นสั่งฟ้องนางสุดาทิพย์ผู้ต้องหาให้พันตำรวจโทพันธ์ศักดิ์และพันตำรวจเอกนิรันดร์ ผู้บังคับบัญชาตามลำดับชั้นลงชื่อในสำนวนการสอบสวนเพื่อส่งสำนวนและความเห็นไปยังพนักงานอัยการจังหวัดกำแพงเพชร หาใช่เป็นการแก้ไขก่อนจำเลยเสนอสำนวนต่อบุคคลทั้งสองดังจำเลยอ้างไม่ ที่จำเลยอ้างอีกว่าการแก้ไขข้อความต่าง ๆ เป็นการแก้ไขให้ถูกต้องตามความจริง ก็ยากแก่การรับฟัง เพราะหากจำเลยสอบสวนแล้วมีความเห็นว่านางสุดาทิพย์ผู้ต้องหาไม่มีความผิดตามข้อกล่าวหาเนื่องจากมีรถจักรยานยนต์ตัดหน้าในระยะกระชั้นชิดเป็นเหตุให้ผู้ต้องหาต้องหักหลบรถจึงเสียหลักวิ่งเข้าชนเกาะกลางถนนแล้วข้ามไปชนกับรถยนต์คันอื่น อันเป็นเหตุสุดวิสัยเป็นอุบัติเหตุซึ่งไม่อาจคาดคิดได้ จำเลยย่อมสามารถที่จะพิมพ์ข้อความและมีความเห็นสั่งไม่ฟ้องได้อยู่แล้ว ไม่มีเหตุผลใดเลยที่จำเลยจะต้องทำสำนวนการสอบสวนโดยเชื่อว่าผู้ต้องหามีความผิดและมีความเห็นสั่งฟ้องก่อนแล้วจึงแก้ไขข้อความในภายหลัง ยิ่งไปกว่านั้นจำเลยมิได้ส่งสำนวนพร้อมด้วยความเห็นไปให้พนักงานอัยการจังหวัดกำแพงเพชรตามขั้นตอน ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 142 และหลังจากที่ได้รับคำสั่งย้ายไปรับราชการที่อื่นจำเลยยังนำสำนวนการสอบสวนติดตัวไปด้วย ทั้ง ๆ ที่เป็นเอกสารที่ต้องอยู่ในระบบราชการของสถานีตำรวจภูธรเมืองกำแพงเพชร มิใช่ทรัพย์สินส่วนตัวหรือเป็นเอกสารที่ต้องติดตัวจำเลยไปด้วย ที่จำเลยอ้างว่า จำเลยลืมส่งสำนวนการสอบสวนไปยังพนักงานอัยการจังหวัดกำแพงเพชรเป็นการกล่าวอ้างง่าย ๆ จึงยากแก่การรับฟัง และที่อ้างอีกว่า จำเลยไม่ทราบว่าสำนวนได้ติดตัวจำเลยไปด้วยขณะที่ย้ายไปรับราชการที่อื่น ก็เป็นข้ออ้างที่ขาดเหตุผลไม่น่ารับฟังเช่นกัน ไม่เชื่อว่าจำเลยจะกระทำไปโดยไม่รู้สำนึกในสิ่งที่ได้กระทำไป การที่จำเลยเก็บสำนวนไว้ที่ตัวจึงเชื่อว่าเพื่อปกปิดซ่อนเร้นเรื่องที่จำเลยแก้ไขสำนวนการสอบสวนโดยมิชอบนั่นเอง พฤติการณ์แห่งการกระทำของจำเลยล้วนเป็นพิรุธผิดวิสัยของพนักงานสอบสวนที่ปฏิบัติราชการตามอำนาจหน้าที่โดยสุจริตอย่างตรงไปตรงมา อันมีเหตุซึ่งเชื่อได้ว่าจำเลยแก้ไขข้อความในสำนวนการสอบสวนจากเดิมที่มีความเห็นสั่งฟ้องเป็นสั่งไม่ฟ้องก็เพื่อช่วยเหลือนางสุดาทิพย์ผู้ต้องหามิให้ต้องโทษ พยานหลักฐานของโจทก์ที่นำสืบมามีน้ำหนักมั่นคงรับฟังได้โดยปราศจากข้อสงสัยว่า จำเลยซึ่งเป็นเจ้าพนักงานปฏิบัติหรือละเว้นการปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบเพื่อให้เกิดความเสียหายแก่ผู้หนึ่งผู้ใด อันเป็นความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 157 และยังถือว่าเป็นเจ้าพนักงานในตำแหน่งพนักงานสอบสวนกระทำการหรือไม่กระทำการอย่างใด ๆ ในตำแหน่งโดยมิชอบเพื่อช่วยเหลือบุคคลหนึ่งบุคคลใดมิให้ต้องโทษหรือให้รับโทษน้อยลง อันเป็นความผิดประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 200 วรรคแรก ด้วย ที่ศาลล่างทั้งสองพิพากษามา ศาลฎีกาไม่เห็นพ้องด้วย ฎีกาของโจทก์ฟังขึ้นบางส่วน

พิพากษาแก้เป็นว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 157, 200 วรรคแรก การกระทำของจำเลยเป็นกรรมเดียวผิดต่อกฎหมายหลายบท ให้ลงโทษตามมาตรา 157 ซึ่งเป็นกฎหมายบทที่มีโทษหนักที่สุดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 จำคุก 2 ปี นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 6
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.อ. ม. 157 ม. 200 ม. 265 ม. 268
ป.วิ.อ. ม. 18 ม. 120 ม. 134
พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญ ว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริต พ.ศ.2542 ม. 84 (เดิม)
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการจังหวัดกำแพงเพชร
จำเลย — ร้อยตำรวจเอกทวีพงษ์ คงเผ่าพงษ์
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดกำแพงเพชร — นายสุกิจ ศรีสุวรรณ
ศาลอุทธรณ์ภาค 6 — นายพันธุ์เลิศ บุญเลี้ยง
ชื่อองค์คณะ
วิรุฬห์ แสงเทียน
อภิรัตน์ ลัดพลี
ฉัตรไชย จันทร์พรายศรี
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3114/2556
#538033
เปิดฉบับเต็ม

ศาลชั้นต้นมีคำพิพากษาเมื่อวันที่ 5 มีนาคม 2551 ซึ่ง พ.ร.บ.ล้างมลทินในวโรกาสที่พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดชมีพระชนมพรรษา 80 พรรษา พ.ศ.2550 มีผลใช้บังคับแล้ว เมื่อความผิดที่โจทก์อาศัยเป็นเหตุขอให้เพิ่มโทษ จำเลยได้ต้องโทษและพ้นโทษแล้วก่อนวันที่พระราชบัญญัติดังกล่าวใช้บังคับอันเป็นไปตามหลักเกณฑ์ที่กฎหมายกำหนด จำเลยย่อมได้รับประโยชน์ตามมาตรา 4 แห่งพระราชบัญญัตินั้น ที่ศาลชั้นต้นมีคำพิพากษาเพิ่มโทษจำเลยจึงเป็นการพิพากษาโดยมีข้อผิดหลงเล็กน้อย ซึ่ง ป.วิ.อ. มาตรา 190 บัญญัติให้แก้ไขคำพิพากษาซึ่งอ่านแล้วได้เฉพาะถ้อยคำที่เขียนหรือพิมพ์ผิดพลาดเท่านั้น มิได้บัญญัติรวมถึงการแก้ไขกรณีมีข้อผิดหลงเล็กน้อยไว้เหมือนดังเช่น ป.วิ.พ. มาตรา 143 ดังนี้ แม้คดีจะถึงที่สุดไปแล้ว แต่เมื่อจำเลยยื่นคำร้องว่าจำเลยได้รับประโยชน์จากพ.ร.บ.ล้างมลทินในวโรกาสที่พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดชมีพระชนมพรรษา 80 พรรษา พ.ศ.2550 ขอให้งดเพิ่มโทษจำเลย เท่ากับจำเลยร้องขอให้ศาลมีคำสั่งเพิ่มเติมแก้ไขข้อผิดพลาดนั้นให้ถูกต้องและคดีขึ้นสู่ศาลฎีกาแล้ว ศาลฎีกามีอำนาจแก้ไขข้อผิดหลงนั้นได้ตาม ป.วิ.พ. มาตรา 143 ประกอบ ป.วิ.อ. มาตรา 15 เพราะมิใช่เป็นการกลับหรือแก้คำวินิจฉัยในคำพิพากษาเดิม ปัญหาดังกล่าวเป็นข้อกฎหมายที่เกี่ยวกับความสงบเรียบร้อย แม้ไม่มีคู่ความฝ่ายใดฎีกา ศาลฎีกาก็ยกขึ้นวินิจฉัยได้ตาม ป.วิ.อ. มาตรา 195 วรรคสอง ประกอบมาตรา 225

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
คดีสืบเนื่องมาจากศาลชั้นต้นมีคำพิพากษาถึงที่สุดเมื่อวันที่ 5 เมษายน 2551 ว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 288 จำคุก 15 ปี เพิ่มโทษหนึ่งในสามตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 92 เป็นจำคุก 20 ปี ลดโทษให้กึ่งหนึ่งตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คงจำคุก 10 ปี ริบอาวุธมีดของกลางและให้จำเลยชดใช้ค่าสินไหมทดแทนแก่โจทก์ร่วม 356,350 บาท

เมื่อวันที่ 2 พฤษภาคม 2555 จำเลยยื่นคำร้องว่า คดีที่ศาลชั้นต้นนำมาเพิ่มโทษเป็นคดีที่ได้กระทำก่อนวันที่ 5 ธันวาคม 2550 และจำเลยพ้นโทษไปแล้วในปี 2546 จำเลยย่อมได้รับประโยชน์จากพระราชบัญญัติล้างมลทินในวโรกาสที่พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดชมีพระชนมพรรษา 80 พรรษา พ.ศ.2550 มาตรา 4 ประกอบประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 2 วรรคสอง และมาตรา 3 (1) จึงไม่อาจเพิ่มโทษจำเลยได้ ขอให้งดเพิ่มโทษจำเลย

ศาลชั้นต้นมีคำสั่งว่า ศาลพิพากษาลงโทษและเพิ่มโทษจำเลยจนคดีถึงที่สุดแล้ว ไม่มีเหตุที่จะแก้ไขเปลี่ยนแปลงการเพิ่มโทษเพราะไม่ใช่การแก้ไขถ้อยคำที่เขียนหรือพิมพ์ผิดพลาด ให้ยกคำร้อง

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 2 พิพากษายืน

จำเลยฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า คดีนี้ศาลชั้นต้นมีคำพิพากษาเมื่อวันที่ 5 มีนาคม 2551 ซึ่งพระราชบัญญัติล้างมลทินในวโรกาสที่พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดชมีพระชนมพรรษา 80 พรรษา พ.ศ. 2550 มีผลใช้บังคับแล้ว เมื่อความผิดที่โจทก์อาศัยเป็นเหตุขอให้เพิ่มโทษ จำเลยได้ต้องโทษและพ้นโทษแล้วก่อนวันที่พระราชบัญญัติดังกล่าวใช้บังคับอันเป็นไปตามหลักเกณฑ์ที่กฎหมายกำหนด จำเลยย่อมได้รับประโยชน์ตามมาตรา 4 แห่งพระราชบัญญัตินั้น ที่ศาลชั้นต้นมีคำพิพากษาเพิ่มโทษจำเลยจึงเป็นการพิพากษาโดยมีข้อผิดหลงเล็กน้อย ซึ่งประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 190 บัญญัติให้แก้ไขคำพิพากษาซึ่งอ่านแล้วได้เฉพาะถ้อยคำที่เขียนหรือพิมพ์ผิดพลาดเท่านั้น มิได้บัญญัติรวมถึงการแก้ไขกรณีมีข้อผิดหลงเล็กน้อยไว้เหมือนดังเช่นประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 143 ดังนี้ แม้คดีจะถึงที่สุดไปแล้ว แต่เมื่อจำเลยยื่นคำร้องว่าจำเลยได้รับประโยชน์จากพระราชบัญญัติล้างมลทินในวโรกาสที่พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดชมีพระชนมพรรษา 80 พรรษา พ.ศ.2550 ขอให้งดเพิ่มโทษจำเลย เท่ากับจำเลยร้องขอให้ศาลมีคำสั่งเพิ่มเติมแก้ไขข้อผิดพลาดนั้นให้ถูกต้องและคดีขึ้นสู่ศาลฎีกาแล้ว ศาลฎีกามีอำนาจแก้ไขข้อผิดหลงนั้นได้ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 143 ประกอบประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 15 เพราะมิใช่เป็นการกลับหรือแก้คำวินิจฉัยในคำพิพากษาเดิม ปัญหาดังกล่าวเป็นข้อกฎหมายที่เกี่ยวกับความสงบเรียบร้อย แม้ไม่มีคู่ความฝ่ายใดฎีกา ศาลฎีกายกขึ้นวินิจฉัยได้ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 195 วรรคสอง ประกอบมาตรา 225 กรณีไม่จำต้องวินิจฉัยฎีกาของจำเลยอีก

พิพากษากลับว่า ไม่เพิ่มโทษจำเลยหนึ่งในสามตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 92 จำคุกจำเลย 15 ปี เมื่อลดโทษให้จำเลยกึ่งหนึ่งตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 แล้ว คงจำคุก 7 ปี 6 เดือน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ. ม. 143
ป.วิ.อ. ม. 15 ม. 190 ม. 195 วรรคสอง ม. 225
พ.ร.บ.ล้างมลทินในวโรกาสที่พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดชมีพระชนมพรรษา 80 พรรษา พ.ศ.2550 ม. 4
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการจังหวัดชลบุรี
โจทก์ร่วม — นางอำนวย นาครัตน์
จำเลย — นายณัฐพล ตระกูลทอง
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดชลบุรี — นายดำรงค์ บำรุงศิลป์
ศาลอุทธรณ์ภาค 2 — นางสาวกรวรรณ อาธารมาศ
ชื่อองค์คณะ
ธงชัย เสนามนตรี
อภิรัตน์ ลัดพลี
พศวัจณ์ กนกนาก
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3099/2556
#554932
เปิดฉบับเต็ม

คดีนี้ จำเลยยื่นคำร้อง 2 ฉบับ คือคำร้องขอให้พิจารณาคดีใหม่ฉบับหนึ่ง และคำร้องขอให้เพิกถอนการยึดทรัพย์อีกฉบับหนึ่ง เมื่อศาลชั้นต้นมีคำสั่งยกคำร้องขอพิจารณาคดีใหม่ และคำร้องขอให้เพิกถอนการขายทอดตลาด (ที่ถูก คำร้องขอให้เพิกถอนการยึดทรัพย์) จำเลยอุทธรณ์คำสั่งคำร้องทั้งสองฉบับดังกล่าวมาในอุทธรณ์ฉบับเดียวกัน เมื่อศาลอุทธรณ์เห็นว่าจำเลยอุทธรณ์คำสั่งของศาลชั้นต้น โดยขอให้ศาลอุทธรณ์มีคำสั่งอนุญาตให้พิจารณาคดีใหม่ซึ่งจะทำให้คำพิพากษาศาลชั้นต้นที่บังคับให้จำเลยชำระหนี้แก่โจทก์เป็นอันเพิกถอนไป ผลเท่ากับเป็นการอุทธรณ์คำพิพากษาศาลชั้นต้นอยู่ในตัว จำเลยจึงต้องนำเงินค่าธรรมเนียมซึ่งจะต้องใช้แก่โจทก์ตามคำพิพากษาศาลชั้นต้นมาวางศาลพร้อมกับอุทธรณ์ตาม ป.วิ.พ. มาตรา 229 เมื่อจำเลยมิได้วางเงินค่าธรรมเนียมซึ่งจะต้องใช้แก่โจทก์ จึงเป็นอุทธรณ์ที่ไม่ชอบ ก็ชอบที่ศาลอุทธรณ์จะยกอุทธรณ์ของจำเลยในส่วนคำร้องขอให้พิจารณาคดีใหม่นี้เท่านั้น การที่ศาลอุทธรณ์ยกอุทธรณ์ของจำเลยในส่วนคำร้องขอให้เพิกถอนการยึดทรัพย์มาด้วยนั้น ศาลฎีกาไม่เห็นพ้องด้วย

จำเลยเป็นหนี้ตามคำพิพากษาแก่โจทก์เพียง 35,384.36 บาท ซึ่งเมื่อนำมาเทียบกับราคาที่ดินพร้อมสิ่งปลูกสร้างของจำเลยที่โจทก์นำยึดซึ่งมีราคาประเมินของเจ้าพนักงานบังคับคดีสูงถึง 6,386,400 บาท นับว่ามีราคาต่างกันมากไม่เหมาะสมกัน โจทก์น่าจะนำยึดทรัพย์สินภายในบ้านอันมีราคาใกล้เคียงกับจำนวนหนี้ของจำเลยจะเป็นการเหมาะสมกว่า การที่โจทก์นำยึดที่ดินพร้อมสิ่งปลูกสร้างอันเป็นที่อยู่อาศัยของจำเลยโดยปรากฏจากข้ออ้างของโจทก์เพียงประการเดียวว่า จำเป็นต้องยึดเพราะระยะเวลาในการบังคับคดีใกล้จะสิ้นสุดลงแล้ว โดยไม่เคยร้องขอให้เจ้าพนักงานบังคับคดีเข้าไปตรวจสอบทรัพย์สินภายในบ้านของจำเลยว่า จำเลยมีทรัพย์สินอื่นที่ไม่ใช่ที่ดินพร้อมสิ่งปลูกสร้างที่มีราคาใกล้เคียงกับจำนวนหนี้ตามคำพิพากษาหรือไม่ นอกจากจะเป็นข้ออ้างที่ปราศจากเหตุผลแล้ว ยังเป็นการไม่เป็นธรรมแก่จำเลยอีกด้วย จึงเห็นได้ว่าโจทก์นำยึดทรัพย์สินของจำเลยเกินกว่าที่จำเป็นแก่การบังคับคดี อันต้องห้ามตาม ป.วิ.พ. มาตรา 284 วรรคหนึ่ง กรณีจึงมีเหตุตามกฎหมายที่ศาลจะสั่งเพิกถอนการยึดทรัพย์นั้นได้ และถือว่าเป็นความผิดของโจทก์ โจทก์จึงมีหน้าที่ที่จะต้องชำระค่าธรรมเนียมเจ้าพนักงานบังคับคดีกรณีที่ยึดทรัพย์สินซึ่งไม่ใช่ตัวเงินแล้วไม่มีการขายหรือจำหน่ายตามมาตรา 284 วรรคสอง โดยให้คิดค่าธรรมเนียมในอัตราร้อยละ 3 ครึ่งของราคาทรัพย์สินที่ยึดแต่ไม่เกินจำนวนหนี้ที่จะต้องรับผิดในการบังคับคดีของจำเลยตามตาราง 5 ข้อ 3 ท้าย ป.วิ.พ. (เดิม)

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
คดีสืบเนื่องมาจาก โจทก์ฟ้องขอให้จำเลยชำระเงินแก่โจทก์ จำเลยขาดนัดยื่นคำให้การและขาดนัดพิจารณา ศาลชั้นต้นพิจารณาแล้วพิพากษาให้จำเลยชำระเงิน 35,384.36 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 15 ต่อปี นับแต่วันที่ 10 ตุลาคม 2540 เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ กับให้จำเลยใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ โดยกำหนดค่าทนายความ 1,000 บาท

จำเลยยื่นคำร้องขอพิจารณาคดีใหม่อ้างว่า จำเลยไม่เคยได้รับหมายเรียกและสำเนาคำฟ้อง จึงไม่ทราบเหตุแห่งการฟ้องคดีของโจทก์ พร้อมกับยื่นคำร้องขอให้เพิกถอนการยึดที่ดินโฉนดเลขที่ 128727 ตำบลบางเขนฝั่งใต้ อำเภอบางซื่อ กรุงเทพมหานคร พร้อมบ้านเลขที่ 10/28 ถนนประชาชื่น แขวงบางซื่อ เขตบางซื่อ กรุงเทพมหานคร ของจำเลย และให้โจทก์เป็นฝ่ายชำระค่าธรรมเนียมถอนการยึด

ศาลชั้นต้นไต่สวนคำร้องขอพิจารณาคดีใหม่และคำร้องขอให้เพิกถอนการยึดแล้วมีคำสั่งว่า กรณีไม่มีเหตุที่จะยกคดีขึ้นพิจารณาใหม่ และเมื่อศาลไม่อนุญาตให้พิจารณาคดีใหม่ กรณีจึงไม่มีเหตุตามกฎหมายในการเพิกถอนการขายทอดตลาดตามคำร้องของจำเลย จึงให้ยกคำร้องขอพิจารณาคดีใหม่และคำร้องขอให้เพิกถอนการขายทอดตลาดของจำเลย (ที่ถูก ยกคำร้องขอให้เพิกถอนการยึด) ค่าฤชาธรรมเนียมและค่าทนายความให้เป็นพับ

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษายกอุทธรณ์ของจำเลย คืนค่าขึ้นศาลชั้นอุทธรณ์ทั้งหมดแก่จำเลย

จำเลยฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยว่า ที่ศาลอุทธรณ์ยกอุทธรณ์ของจำเลย ชอบด้วยกฎหมายหรือไม่ เห็นว่า คดีนี้จำเลยยื่นคำร้อง 2 ฉบับ คือคำร้องขอให้พิจารณาคดีใหม่ฉบับหนึ่ง และคำร้องขอให้เพิกถอนการยึดทรัพย์อีกฉบับหนึ่ง เมื่อศาลชั้นต้นมีคำสั่งยกคำร้องขอให้พิจารณาคดีใหม่ และคำร้องขอให้เพิกถอนการขายทอดตลาด (ที่ถูกคำร้องขอให้เพิกถอนการยึดทรัพย์) จำเลยอุทธรณ์คำสั่งคำร้องทั้งสองฉบับดังกล่าวมาในอุทธรณ์ฉบับเดียวกัน เมื่อศาลอุทธรณ์เห็นว่าจำเลยอุทธรณ์คำสั่งของศาลชั้นต้น โดยขอให้ศาลอุทธรณ์มีคำสั่งอนุญาตให้พิจารณาคดีใหม่ซึ่งจะทำให้คำพิพากษาศาลชั้นต้นที่บังคับให้จำเลยชำระหนี้แก่โจทก์เป็นอันเพิกถอนไป ผลเท่ากับเป็นการอุทธรณ์คำพิพากษาศาลชั้นต้นอยู่ในตัว จำเลยจึงต้องนำเงินค่าธรรมเนียมซึ่งจะต้องใช้แก่โจทก์ตามคำพิพากษาศาลชั้นต้นมาวางศาลพร้อมกับอุทธรณ์ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 229 เมื่อจำเลยมิได้วางเงินค่าธรรมเนียมซึ่งจะต้องใช้แก่โจทก์ จึงเป็นอุทธรณ์ที่ไม่ชอบ ก็ชอบที่ศาลอุทธรณ์จะยกอุทธรณ์ของจำเลยในส่วนคำร้องขอให้พิจารณาคดีใหม่นี้เท่านั้น การที่ศาลอุทธรณ์ยกอุทธรณ์ของจำเลยในส่วนคำร้องขอให้เพิกถอนการยึดทรัพย์มาด้วยนั้น ศาลฎีกาไม่เห็นพ้องด้วย ฎีกาของจำเลยฟังขึ้น

สำหรับปัญหาตามอุทธรณ์ของจำเลยที่ว่า มีเหตุตามกฎหมายที่จะเพิกถอนการยึดทรัพย์หรือไม่นั้น ศาลอุทธรณ์ยังไม่ได้มีคำวินิจฉัย แต่เมื่อศาลชั้นต้นไต่สวนพยานจนเสร็จสิ้นแล้ว ศาลฎีกาเห็นสมควรวินิจฉัยไปเสียทีเดียวโดยไม่จำต้องย้อนสำนวนไปให้ศาลอุทธรณ์มีคำวินิจฉัยใหม่ ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 243 (1) ประกอบมาตรา 247 เห็นว่า จำเลยเป็นหนี้ตามคำพิพากษาแก่โจทก์เพียง 35,384.36 บาท ซึ่งเมื่อนำมาเทียบกับราคาที่ดินโฉนดเลขที่ 128727 ตำบลบางเขนฝั่งใต้ อำเภอบางซื่อ กรุงเทพมหานคร พร้อมบ้านเลขที่ 10/28 ถนนประชาชื่น แขวงบางซื่อ เขตบางซื่อ กรุงเทพมหานคร ของจำเลยที่โจทก์นำยึดซึ่งมีราคาประเมินของเจ้าพนักงานบังคับคดีสูงถึง 6,386,400 บาท นับว่ามีราคาต่างกันมากไม่เหมาะสมกันเลย โจทก์น่าจะนำยึดทรัพย์สินภายในบ้านอันมีราคาใกล้เคียงกับจำนวนหนี้ของจำเลยจะเป็นการเหมาะสมกว่า การที่โจทก์นำยึดที่ดินพร้อมสิ่งปลูกสร้างอันเป็นที่อยู่อาศัยของจำเลย โดยปรากฏจากข้ออ้างของโจทก์เพียงประการเดียวว่า จำเป็นต้องยึดเพราะระยะเวลาในการบังคับคดีใกล้จะสิ้นสุดลงแล้ว โดยไม่เคยร้องขอให้เจ้าพนักงานบังคับคดีเข้าไปตรวจสอบทรัพย์สินภายในบ้านของจำเลยว่าจำเลยมีทรัพย์สินอื่นที่ไม่ใช่ที่ดินพร้อมสิ่งปลูกสร้างที่มีราคาใกล้เคียงกับจำนวนหนี้ตามคำพิพากษาที่จะยึดมาขายทอดตลาดเอาเงินชำระหนี้แก่โจทก์หรือไม่ นอกจากจะเป็นข้ออ้างที่ปราศจากเหตุผลแล้ว ยังเป็นการไม่เป็นธรรมแก่จำเลยอีกด้วย จึงเห็นได้ว่าโจทก์นำยึดทรัพย์สินของจำเลยเกินกว่าที่จำเป็นแก่การบังคับคดี อันต้องห้ามตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 284 วรรคหนึ่ง กรณีจึงมีเหตุตามกฎหมายที่ศาลจะสั่งเพิกถอนการยึดทรัพย์นั้นได้ และถือได้ว่าเป็นความผิดของโจทก์ที่นำยึดทรัพย์เกินแก่ความจำเป็นสำหรับการบังคับคดี โจทก์จึงมีหน้าที่ที่จะต้องชำระค่าธรรมเนียมเจ้าพนักงานบังคับคดีกรณีที่ยึดทรัพย์สินซึ่งไม่ใช่ตัวเงินแล้วไม่มีการขายหรือจำหน่ายตามมาตรา 284 วรรคสอง โดยให้คิดค่าธรรมเนียมในอัตราร้อยละ 3 ครึ่ง ของราคาทรัพย์สินที่ยึดแต่ไม่เกินจำนวนหนี้ที่จะต้องรับผิดในการบังคับคดีของจำเลยตามตาราง 5 ข้อ 3 ท้ายประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง (เดิม) ฎีกาของจำเลยในส่วนนี้ฟังขึ้น

พิพากษาแก้เป็นว่า ให้เพิกถอนการยึดที่ดินโฉนดเลขที่ 128727 ตำบลบางเขนฝั่งใต้ อำเภอบางซื่อ กรุงเทพมหานคร พร้อมบ้านเลขที่ 10/28 ถนนประชาชื่น แขวงบางซื่อ เขตบางซื่อ กรุงเทพมหานคร ของจำเลย ให้โจทก์เสียค่าธรรมเนียมการยึดทรัพย์สินแล้วไม่มีการขายร้อยละ 3 ครึ่ง ของราคาทรัพย์ที่ยึด แต่ไม่เกินจำนวนหนี้ที่โจทก์ชนะคดีตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น นอกจากที่แก้คงให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ ค่าฤชาธรรมเนียมในชั้นฎีกาให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ. ม. 229 ม. 284
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — บริษัทสมาร์ทแคช จำกัด
จำเลย — นางทัศนีย์พร สุดใจ
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลแพ่ง — นายธนารักษ์ พงศ์ศิริเดชา
ศาลอุทธรณ์ — นางจรรยา จีระเรืองรัตนา
ชื่อองค์คณะ
นุจรินทร์ จันทร์พรายศรี
นิยุต สุภัทรพาหิรผล
วิวรรต นิ่มละมัย
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3089/2556
#544494
เปิดฉบับเต็ม

การที่ บ. ข่มขืนกระทำชำเราผู้เสียหายที่ 2 แล้วเรียกจำเลยเข้าไปในห้อง ส่วน บ. ออกจากห้องไปรอที่รถ เมื่อผู้เสียหายที่ 2 ไม่ยินยอมให้จำเลยกระทำชำเรา จำเลยก็เรียกให้ บ. เข้าไปช่วยจับหัวไหล่ผู้เสียหายที่ 2 ไว้เพื่อข่มขืนกระทำชำเราผู้เสียหายที่ 2 ได้นั้น เป็นพฤติการณ์ที่จำเลยกับ บ. คบคิดหรือนัดแนะกันมาแต่ต้น ถือว่าได้กระทำชำเราโดยร่วมกระทำความผิดด้วยกันอันมีลักษณะเป็นการโทรมเด็กหญิงและเด็กนั้นไม่ยินยอมแล้ว

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83, 91, 277, 317

จำเลยให้การปฏิเสธ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 277 วรรคสาม (ที่ถูก มาตรา 277 วรรคสี่), 317 วรรคสาม ประกอบมาตรา 83 เป็นความผิดหลายกรรมต่างกัน ให้ลงโทษทุกกรรมเป็นกระทงความผิดไปตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 ฐานกระทำชำเราเด็กอายุยังไม่เกินสิบห้าปีอันมีลักษณะเป็นการโทรมเด็กหญิง จำคุกตลอดชีวิต ฐานร่วมกันพรากเด็กอายุยังไม่เกินสิบห้าปีไปเสียจากบิดาเพื่อการอนาจาร จำคุก 6 ปี หลังเกิดเหตุจำเลยอยู่กินฉันสามีภริยากับผู้เสียหายที่ 2 และศาลจังหวัดชลบุรีแผนกคดีเยาวชนและครอบครัวอนุญาตให้จำเลยและผู้เสียหายที่ 2 สมรสกันได้ มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้หนึ่งในสามตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 ความผิดฐานกระทำชำเราเด็กอายุยังไม่เกินสิบห้าปีอันมีลักษณะเป็นการโทรมเด็กหญิงเปลี่ยนโทษจำคุกตลอดชีวิตเป็นจำคุก 50 ปี ตามมาตรา 53 แล้ว คงจำคุก 33 ปี 4 เดือน ฐานร่วมกันพรากเด็กอายุยังไม่เกินสิบห้าปีไปเสียจากบิดาเพื่อการอนาจาร จำคุก 4 ปี รวมจำคุก 37 ปี 4 เดือน

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 2 พิพากษาแก้เป็นว่า ความผิดฐานร่วมกันพรากเด็กอายุยังไม่เกินสิบห้าปีไปเสียจากบิดาเพื่อการอนาจาร จำคุก 5 ปี ลดโทษให้กึ่งหนึ่ง ความผิดฐานกระทำชำเราเด็กอายุยังไม่เกินสิบห้าปีอันมีลักษณะเป็นการโทรมเด็กหญิงเปลี่ยนโทษจำคุกตลอดชีวิตเป็นจำคุก 25 ปี ความผิดฐานร่วมกันพรากเด็กอายุยังไม่เกินสิบห้าปีไปเสียจากบิดาเพื่อการอนาจาร จำคุก 2 ปี 6 เดือน รวมจำคุก 27 ปี 6 เดือน นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

จำเลยฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงเบื้องต้นฟังได้ว่า ตามวันเวลาในฟ้องเจ้าพนักงานตำรวจจับกุมจำเลยในข้อหาร่วมกันกระทำชำเราเด็กอายุยังไม่เกินสิบห้าปีอันมีลักษณะเป็นการโทรมเด็กหญิง และร่วมกันพรากเด็กอายุยังไม่เกินสิบห้าปีไปเพื่อการอนาจาร สำหรับความผิดฐานพรากเด็กอายุยังไม่เกินสิบห้าปี เพื่อการอนาจารตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 317 วรรคสาม ศาลชั้นต้นพิพากษาลงโทษจำคุก 6 ปี ศาลอุทธรณ์ภาค 2 พิพากษาแก้เป็นว่าจำเลยมีความผิดในบทมาตราเดียวกัน แต่ให้จำคุก 2 ปี 6 เดือน จึงเป็นกรณีที่ศาลอุทธรณ์ภาค 2 พิพากษาแก้ไขเล็กน้อยและยังคงลงโทษจำคุกจำเลยไม่เกินห้าปี จึงต้องห้ามมิให้คู่ความฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริงตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 218 วรรคหนึ่ง ที่จำเลยฎีกาขอให้ยกฟ้องฐานนี้ด้วย เป็นการโต้แย้งดุลพินิจในการรับฟังพยานหลักฐานของศาลอุทธรณ์ภาค 2 เป็นฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง จึงต้องห้ามฎีกาตามบทบัญญัติดังกล่าว ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัย คงมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยว่า จำเลยกระทำความผิดฐานร่วมกันกระทำชำเราเด็กหญิงอายุยังไม่เกินสิบห้าปีซึ่งมิใช่ภริยาของตน อันมีลักษณะเป็นการโทรมเด็กหญิงและเด็กหญิงนั้นไม่ยินยอมตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 2 หรือไม่ โจทก์มีผู้เสียหายที่ 2 เป็นพยานเบิกความว่า วันเกิดเหตุจำเลยกับนายบิ๊กพวกของจำเลย ขับรถยนต์มารับผู้เสียหายที่ 2 ที่บ้านไปรับประทานอาหารที่อำเภอบ้านบึง จังหวัดชลบุรี จนเวลา 19 นาฬิกา จำเลยกับนายบิ๊กพาผู้เสียหายที่ 2 ไปที่หนองสังข์รีสอร์ท จำเลยไปติดต่อเช่าห้อง นายบิ๊กให้ผู้เสียหายที่ 2 เข้าไปนั่งเล่นภายในห้อง แล้วนายบิ๊กบอกให้ผู้เสียหายที่ 2 ถอดเสื้อผ้า ผู้เสียหายที่ 2 ไม่ยินยอม นายบิ๊กบอกว่าหากไม่ยอมจะต่อยท้อง ผู้เสียหายที่ 2 กลัวจึงทำตามที่นายบิ๊กบอก นายบิ๊กได้ข่มขืนกระทำชำเราผู้เสียหายที่ 2 จากนั้นจำเลยเข้ามาในห้องจะข่มขืนกระทำชำเราผู้เสียหายที่ 2 ผู้เสียหายที่ 2 ไม่ยินยอม จำเลยให้นายบิ๊กจับแขนผู้เสียหายที่ 2 ไว้ แล้วจำเลยข่มขืนกระทำชำเราผู้เสียหายที่ 2 เห็นว่า ผู้เสียหายที่ 2 เบิกความสอดคล้องกับคำให้การชั้นสอบสวนของผู้เสียหายที่ 2 โดยได้ความว่า เมื่อนายบิ๊กพูดข่มขู่ให้ผู้เสียหายที่ 2 ถอดเสื้อผ้า ผู้เสียหายที่ 2 ไม่ยินยอม นายบิ๊กจะต่อยท้อง ผู้เสียหายที่ 2 เป็นเด็กหญิงอยู่ในห้องพักตามลำพังกับนายบิ๊กที่เป็นผู้ชายอายุ 20 ปีเศษ ซึ่งอยู่ในวัยฉกรรจ์และมีรอยสักรูปยันต์ที่กลางแผ่นหลัง ผู้เสียหายที่ 2 ย่อมมีความเกรงกลัวนายบิ๊ก นายบิ๊กจึงข่มขืนกระทำชำเราผู้เสียหายที่ 2 ได้ ต่อจากนั้นได้ความในรายละเอียดตามคำให้การชั้นสอบสวนของผู้เสียหายที่ 2 ว่า หลังจากนายบิ๊กกระทำชำเราผู้เสียหายที่ 2 เสร็จแล้ว นายบิ๊กได้เรียกจำเลยเข้ามาในห้องพัก แล้วนายบิ๊ก ออกไปรอที่รถยนต์ จำเลยสั่งให้ผู้เสียหายที่ 2 อาบน้ำ เมื่อผู้เสียหายที่ 2 อาบน้ำเสร็จจะใส่เสื้อผ้า จำเลยห้ามไม่ให้ใส่และสั่งผู้เสียหายที่ 2 นอนบนที่นอน ผู้เสียหายที่ 2 ไม่ทำตาม จำเลยผลักผู้เสียหายที่ 2 ล้มลงบนที่นอน ผู้เสียหายที่ 2 พยายามดิ้นไม่ให้จำเลยข่มขืนกระทำชำเรา จำเลยจึงเรียกให้นายบิ๊กเข้ามาช่วยจับหัวไหล่ผู้เสียหายที่ 2 ไว้ แล้วจำเลยข่มขืนกระทำชำเราผู้เสียหายที่ 2 หนึ่งครั้ง โดยใช้เวลาประมาณ 4 นาที จากนั้นจำเลยกับนายบิ๊กขับรถยนต์มาส่งผู้เสียหายที่ 2 ที่บ้าน ผู้เสียหายที่2 ไม่กล้าเล่าเรื่องที่เกิดขึ้นให้ผู้เสียหายที่ 1 ซึ่งเป็นบิดาฟังเนื่องจากกลัวจะถูกตี ต่อมาวันที่ 17 มีนาคม 2551 ผู้เสียหายที่ 2 รู้สึกอึดอัดใจ จึงได้เล่าเรื่องให้ผู้เสียหายที่ 1 ฟัง จะเห็นได้ว่า จำเลยเป็นคนรักของผู้เสียหายที่ 2 ผู้เสียหายที่ 2 ย่อมไม่เบิกความกลั่นแกล้งให้จำเลยต้องรับโทษเป็นแน่ การที่นายบิ๊กข่มขืนกระทำชำเราผู้เสียหายที่ 2 แล้วเรียกจำเลยเข้าไปในห้อง ส่วนนายบิ๊กออกจากห้องไปรอที่รถ เมื่อผู้เสียหายที่ 2 ไม่ยินยอมให้จำเลยกระทำชำเรา จำเลยก็เรียกให้นายบิ๊กเข้าไปช่วยจับหัวไหล่ผู้เสียหายที่ 2 ไว้เพื่อข่มขืนกระทำชำเราผู้เสียหายที่ 2 ได้นั้น เป็นพฤติการณ์ที่จำเลยกับนายบิ๊กคบคิดหรือนัดแนะกันมาแต่ต้น ถือว่าได้กระทำชำเราโดยร่วมกระทำความผิดด้วยกันอันมีลักษณะเป็นการโทรมเด็กหญิงและเด็กนั้นไม่ยินยอมด้วยแล้ว ส่วนที่จำเลยฎีกาว่า พวกของจำเลยกระทำชำเราผู้เสียหายที่ 2 ครั้งแรกสำเร็จไปแล้ว การกระทำความผิดในครั้งหลัง พวกของจำเลยเพียงแต่ช่วยเหลือจับตัวผู้เสียหายที่ 2 ไว้เพื่อให้จำเลยกระทำชำเราผู้เสียหายที่ 2 เพียงผู้เดียว พวกของจำเลยไม่ได้กระทำชำเราผู้เสียหายที่ 2 ด้วย จึงไม่ใช่การผลัดเปลี่ยนหมุนเวียนกันกระทำชำเราผู้เสียหายที่ 2 ตามที่ศาลอุทธรณ์ภาค 2 วินิจฉัย อันไม่เข้าลักษณะเป็นการโทรมเด็กหญิงนั้น เห็นว่า จำเลยกับนายบิ๊กมีเจตนาร่วมกันพาผู้เสียหายที่ 2 ไปกระทำชำเราตั้งแต่แรกดังวินิจฉัยข้างต้น การกระทำชำเราผู้เสียหายที่ 2 ของจำเลยกับนายบิ๊กทั้งสองครั้งจึงต่อเนื่องเชื่อมโยงกันและอยู่ในวาระเดียวกันตามแผนการที่จำเลยกับนายบิ๊กคบคิดหรือนัดแนะกันมา ถือได้ว่าเป็นการผลัดเปลี่ยนกันกระทำชำเราอันมีลักษณะเป็นการโทรมเด็กหญิงแล้ว ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 2 พิพากษามานั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วยในผล ฎีกาของจำเลยฟังไม่ขึ้น

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.อ. ม. 83 ม. 277
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการจังหวัดชลบุรี
จำเลย — นายธีรยุทธหรือโอ่ง สาโรจน์
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดชลบุรี — นางอัจฉรา จรรยามั่น
ศาลอุทธรณ์ภาค 2 — นายวิเชียร โบราณวัฒน์
ชื่อองค์คณะ
วิทยา วีระประจักษ์
วัชรินทร์ ปัจเจกวิญญูสกุล
ทวีศักดิ์ ทองภักดี
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3024/2556
#541513
เปิดฉบับเต็ม

ทางหรือถนนซึ่งเป็นทรัพย์สินสำหรับพลเมืองใช้ร่วมกัน อันจะเป็นสาธารณสมบัติของแผ่นดินตาม ป.พ.พ. มาตรา 1304 (2) ย่อมต้องเป็นทรัพย์สินของแผ่นดินซึ่งใช้เพื่อสาธารณประโยชน์ หรือสงวนไว้เพื่อประโยชน์ร่วมกัน หาได้หมายความรวมถึงทางหรือถนนอันเป็นทรัพย์ของเอกชนหรืออยู่ในที่ดินของเอกชนด้วยไม่ เว้นเสียแต่เจ้าของที่ดินซึ่งเป็นเอกชนจะได้อุทิศให้เป็นทางสาธารณประโยชน์แล้ว เมื่อข้อเท็จจริงฟังได้ว่าทางพิพาทอยู่ในเขตที่ดินของจำเลยที่ 2 แม้มีชาวบ้านใช้ทางพิพาทเข้าออกไปทำนา ทำสวน ทำไร่และขนพืชผลทางการเกษตรมาเป็นเวลานานไม่ต่ำกว่า 50 ปี แต่ไม่มีพยานปากใดเบิกความว่า เจ้าของที่ดินได้อุทิศหรือยกทางพิพาทให้เป็นทางสาธารณประโยชน์แล้ว การใช้ทางพิพาทเฉพาะผู้ที่มีที่ดินอยู่ด้านในถัดจากที่ดินของจำเลยที่ 2 จึงเป็นลักษณะการถือวิสาสะหรือการใช้ทางจำเป็นหรือภาระจำยอมเท่านั้น มิใช่เป็นการใช้ทางพิพาทเพื่อการสัญจรไปมาตามปกติของพลเมืองหรือประชาชนหมู่มากโดยทั่วไป ทั้งโจทก์ก็มิได้นำสืบให้เห็นว่าทางพิพาทมิได้สิ้นสุดเพียงในที่ดินของจำเลยที่ 2 เท่านั้นหรือเชื่อมต่อกับทางสาธารณประโยชน์อื่นด้วย พยานหลักฐานของโจทก์ที่นำสืบมายังฟังไม่ได้ว่าทางพิพาทเป็นสาธารณประโยชน์อันเป็นสาธารณสมบัติของแผ่นดินตาม ป.พ.พ. มาตรา 1304 (2) หรือเป็นที่ดินของรัฐตามประมวลกฎหมายที่ดิน มาตรา 2 การกระทำของจำเลยทั้งสองที่เข้าไปทำนาและปลูกต้นกล้วยในทางพิพาทจึงไม่เป็นการร่วมกันทำให้เสียหาย ทำลาย ทำให้เสื่อมค่าหรือทำให้ไร้ประโยชน์ซึ่งทรัพย์ที่ใช้หรือมีไว้เพื่อสาธารณประโยชน์หรือเข้าไปยึดถือครอบครองที่ดินของรัฐตามฟ้อง

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องและแก้ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยทั้งสองตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83, 91, 360 ประมวลกฎหมายที่ดิน พ.ศ.2479 มาตรา 9, 108 ทวิ วรรคสอง ให้จำเลยทั้งสองและบริวารออกจากที่ดินที่ยึดครอบครอง

จำเลยทั้งสองให้การปฏิเสธ

ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง

โจทก์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 5 พิพากษากลับว่า จำเลยทั้งสองมีความผิดตามประมวลกฎหมายที่ดิน มาตรา 9 (1), 108 ทวิ วรรคสอง ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 360 ประกอบมาตรา 83 การกระทำของจำเลยทั้งสองเป็นกรรมเดียวเป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบทให้ลงโทษฐานร่วมกันทำให้เสียทรัพย์ที่ใช้หรือมีไว้เพื่อสาธารณประโยชน์ซึ่งเป็นกฎหมายที่มีโทษหนักที่สุดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 จำคุกคนละ 1 เดือน และปรับคนละ 3,000 บาท ไม่ปรากฏว่าจำเลยทั้งสองเคยต้องโทษจำคุกมาก่อน โทษจำคุกจึงให้รอการลงโทษไว้คนละ 1 ปี ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 56 หากจำเลยทั้งสองไม่ชำระค่าปรับ ให้จัดการตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 29, 30 ให้จำเลยทั้งสองและบริวารออกจากที่พิพาท

จำเลยทั้งสองฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงที่มิได้โต้เถียงกันในชั้นนี้ฟังเป็นยุติว่า นายติ๊บเป็นเจ้าของที่ดินตามโฉนดเลขที่ 8805 ตำบลแม่เย็น อำเภอพาน จังหวัดเชียงราย เนื้อที่ 1 ไร่ 2 งาน 96 ตารางวา ซึ่งรับโอนมาจากนายจันทร์ บิดา จำเลยที่ 2 เป็นเจ้าของที่ดินตามหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส. 3 ข.) เลขที่ 266 หมู่ที่ 8 ตำบลแม่เย็น อำเภอพาน จังหวัดเชียงราย เนื้อที่ 6 ไร่ 3 งาน 13 ตารางวา โดยนางเหลี่ยว มารดา ยกให้เมื่อวันที่ 14 พฤษภาคม 2545 ระหว่างที่ดินของนายติ๊บด้านตะวันออกและที่ดินของจำเลยที่ 2 ด้านทิศตะวันตกมีทางพิพาทซึ่งกว้างประมาณ 4 เมตร ยาวประมาณ 40 เมตร เมื่อวันที่ 17 มิถุนายน 2549 จำเลยที่ 1 พี่สาวของจำเลยที่ 2 ซึ่งทำนาในที่ดินของจำเลยที่ 2 ว่าจ้างบุคคลอื่นไถนาในที่ดินรุกล้ำทางพิพาทกว้างประมาณ 2 เมตร ยาวตลอดแนว 40 เมตร และต่อมาจำเลยที่ 1 ปลูกต้นกล้วยลงบนทางพิพาท ชาวบ้านหลายคนซึ่งไม่สามารถใช้ทางพิพาทได้แจ้งต่อนายละ ผู้ใหญ่บ้านท้องที่ วันที่ 20 มิถุนายน 2549 นายละจึงเข้าร้องเรียนต่อนายรุจ ปลัดอำเภอพาน และร้องทุกข์ต่อพันตำรวจโทวิษณุ พนักงานสอบสวน ให้ดำเนินคดีแก่จำเลยที่ 1 วันที่ 28 กันยายน 2549 นายอำเภอพานแจ้งให้สำนักงานที่ดินจังหวัดเชียงราย สาขาพาน ตรวจสอบ สำนักงานที่ดินจังหวัดเชียงราย สาขาพาน ตรวจสอบแล้วรายงานนายอำเภอพาน นายอำเภอพานแต่งตั้งคณะกรรมการตรวจสอบ คณะกรรมการตรวจสอบแล้วเสนอรายงานต่อนายอำเภอพาน โดยเชื่อว่าทางพิพาทเป็นทางสาธารณประโยชน์ วันที่ 22 พฤศจิกายน 2549 นายอำเภอพานมีหนังสือแจ้งให้จำเลยที่ 2 ปรับสภาพที่ดินให้กลับสู่สภาพเดิม แต่จำเลยที่ 2 ไม่ปฏิบัติตาม วันที่ 12 ธันวาคม 2549 นายอำเภอพานมอบอำนาจให้นายรุจเข้าร้องทุกข์ต่อพันตำรวจโทแสวง พนักงานสอบสวน ให้ดำเนินคดีแก่จำเลยทั้งสอง ผู้กำกับการสถานีตำรวจภูธรอำเภอพานขอให้สำนักงานที่ดินจังหวัดเชียงราย สาขาพาน ตรวจสอบรังวัดแนวเขต สำนักงานที่ดินจังหวัดเชียงราย สาขาพาน ตรวจสอบแล้วมีหนังสือแจ้งผู้กำกับการสถานีตำรวจภูธรอำเภอพาน

มีปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยทั้งสองว่า จำเลยทั้งสองร่วมกันกระทำความผิดตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 5 หรือไม่ เห็นว่า ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1304 บัญญัติว่า " สาธารณสมบัติของแผ่นดินนั้น รวมทรัพย์สินทุกชนิดของแผ่นดินซึ่งใช้เพื่อสาธารณประโยชน์ หรือสงวนไว้เพื่อประโยชน์ร่วมกัน เช่น (1) ที่ดินรกร้างว่างเปล่า และที่ดินซึ่งมีผู้เวนคืนหรือทอดทิ้งหรือกลับมาเป็นของแผ่นดินโดยประการอื่น ตามกฎหมายที่ดิน (2) ทรัพย์สินสำหรับพลเมืองใช้ร่วมกัน เป็นต้นว่า ที่ชายตลิ่ง ทางน้ำ ทางหลวง ทะเลสาบ (3) ทรัพย์สินใช้เพื่อประโยชน์ของแผ่นดินโดยเฉพาะ เป็นต้นว่า ป้อมและโรงทหาร สำนักราชการบ้านเมือง เรือรบ อาวุธยุทธภัณฑ์ " จากบทบัญญัติของกฎหมายดังกล่าวเห็นได้ว่า ทางหรือถนนซึ่งเป็นทรัพย์สินสำหรับพลเมืองใช้ร่วมกัน อันจะเป็นสาธารณสมบัติของแผ่นดิน ตามมาตรา 1304 (2) ย่อมต้องเป็นทรัพย์สินของแผ่นดินซึ่งใช้เพื่อสาธารณประโยชน์ หรือสงวนไว้เพื่อประโยชน์ร่วมกัน หาได้หมายความรวมถึงทางหรือถนนอันเป็นทรัพย์สินของเอกชนหรืออยู่ในที่ดินของเอกชนด้วยไม่ เว้นเสียแต่เจ้าของที่ดินซึ่งเป็นเอกชนจะได้อุทิศให้เป็นทางสาธารณประโยชน์แล้ว เมื่อหลักฐานเดิมที่ดินทั้งสองแปลงอยู่ติดกันโดยไม่จดทางสาธารณประโยชน์ ย่อมฟังได้ว่าทางพิพาทมิใช่เป็นทางสำหรับพลเมืองใช้ร่วมกันมาแต่เดิมก่อนการเข้าครอบครองทำประโยชน์ในที่ดินโดยถูกต้องตามกฎหมายแต่อย่างใด กับได้ความตามหนังสือสำนักงานที่ดินจังหวัดเชียงราย สาขาพาน ประกอบการนำชี้แนวเขตที่ดินของนายจันทร์และจำเลยที่ 2 ว่า ทางพิพาทอยู่นอกเขตโฉนดที่ดินเลขที่ 8805 อีกด้วย เช่นนี้ฟังได้ว่าทางพิพาทอยู่ในเขตที่ดินของจำเลยที่ 2 แม้โจทก์จะมีพยานบุคคลหลายคนมาเบิกความยืนยันว่า ชาวบ้านใช้ทางพิพาทเป็นทางเข้าออกไปทำนา ทำสวน ทำไร่และขนพืชผลทางการเกษตรมาเป็นเวลานานไม่ต่ำกว่า 50 ปี แต่ไม่มีพยานปากใดเบิกความว่า เจ้าของที่ดินได้อุทิศหรือยกทางพิพาทให้เป็นทางสาธารณประโยชน์แล้ว ทั้งการใช้ทางพิพาทก็เพียงเฉพาะผู้ที่มีที่ดินอยู่ด้านในถัดจากที่ดินของจำเลยที่ 2 เพื่อการเข้าไปทำนา ทำสวนและทำไร่ตามฤดูกาลในลักษณะของการถือวิสาสะหรือการใช้ทางจำเป็นหรือทางภารจำยอมเท่านั้น มิใช่เป็นการใช้ทางพิพาทเพื่อการสัญจรไปมาตามปกติของพลเมืองหรือประชาชนหมู่มากโดยทั่วไป เพราะโจทก์มิได้นำสืบให้เห็นว่าทางพิพาทมิได้สิ้นสุดเพียงแค่ในที่ดินของจำเลยที่ 2 เท่านั้น หากแต่ยังได้เชื่อมต่อเป็นเส้นทางเดียวกันกับทางสาธารณประโยชน์ส่วนอื่น ๆ ด้วย พยานหลักฐานของโจทก์ที่นำสืบมายังฟังไม่ได้ว่าทางพิพาทเป็นทางสาธารณประโยชน์อันเป็นสาธารณสมบัติของแผ่นดิน ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1304 (2) หรือเป็นที่ดินของรัฐ ตามประมวลกฎหมายที่ดิน มาตรา 2 การกระทำของจำเลยทั้งสองจึงไม่เป็นการร่วมกันทำให้เสียหาย ทำลาย ทำให้เสื่อมค่าหรือทำให้ไร้ประโยชน์ซึ่งทรัพย์ที่ใช้หรือมีไว้เพื่อสาธารณประโยชน์ หรือเข้าไปยึดถือครอบครองที่ดินของรัฐตามฟ้อง ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 5 พิพากษาลงโทษจำเลยทั้งสองนั้น ศาลฎีกาไม่เห็นพ้องด้วย ฎีกาของจำเลยทั้งสองฟังขึ้น

พิพากษากลับ ให้ยกฟ้อง
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.อ. ม. 360
ป.พ.พ. ม. 1304 (2)
ป.ที่ดิน ม. 9 ม. 108
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการจังหวัดเชียงราย
จำเลย — นางเกี๋ยงคำ หน่อขัด กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดเชียงราย — นายเศวต อิทธิภูวดล
ศาลอุทธรณ์ภาค 5 — นางจุฑามาศ วงศ์ศิวะวิลาส
ชื่อองค์คณะ
วิรุฬห์ แสงเทียน
ฉัตรไชย จันทร์พรายศรี
วรงค์พร จิระภาค
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3003 -ที่ 3004/2556
#544475
เปิดฉบับเต็ม

พ.ร.บ.จัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงาน พ.ศ.2522 มาตรา 45 วรรคหนึ่งและวรรคสอง บัญญัติให้ศาลแรงงานมีอำนาจเรียกพยานหลักฐานมาสืบได้เองตามที่เห็นสมควร ศาลแรงงานเป็นผู้ซักถามพยานเองไม่ว่าจะเป็นพยานที่คู่ความฝ่ายใดอ้างหรือที่ศาลแรงงานเรียกมาตัวความหรือทนายความจะซักถามพยานได้ต่อเมื่อได้รับอนุญาตจากศาลแรงงานเท่านั้น ดังนั้นการที่โจทก์ซักถามพยานได้ก็เนื่องจากโจทก์ได้รับอนุญาตจากศาลแรงงานภาค 2 นั่นเอง

โจทก์เป็นผู้ซักถามพยานโจทก์ด้วยตนเอง 6 ปาก แล้วตัวโจทก์เข้าเบิกความเป็นพยานปากสุดท้ายโดยศาลแรงงานภาค 2 เป็นผู้ซักถามโจทก์เอง เป็นกรณีศาลแรงงานภาค 2 อนุญาตให้โจทก์เข้าเบิกความเป็นพยานศาลได้โดยไม่ฟังว่าคำเบิกความของโจทก์ผิดระเบียบ จึงไม่เป็นการฝ่าฝืน ป.วิ.พ. มาตรา 114 วรรคหนึ่ง ประกอบ พ.ร.บ.จัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงาน พ.ศ.2522 มาตรา 31

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
คดีทั้งสองสำนวนนี้ศาลแรงงานภาค 2 สั่งให้รวมพิจารณาเป็นคดีเดียวกัน โดยให้เรียกโจทก์ทั้งสองสำนวนว่าโจทก์ และเรียกจำเลยตามลำดับสำนวนว่าจำเลยที่ 1 และที่ 2

โจทก์ทั้งสองฟ้องขอให้บังคับจำเลยทั้งสองจ่ายค่าจ้างตั้งแต่วันที่ 29 ถึงวันที่ 31 ธันวาคม 2549 เป็นเงิน 1,680 บาท ค่าชดเชย 50,400 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 15 ต่อปี จากต้นเงิน 52,080 บาท สินจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้า 14,000 บาท เงินโบนัสประจำปี 2549 จำนวน 25,200 บาท และค่าเสียหายจากการเลิกจ้างที่ไม่เป็นธรรม 33,600 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์

จำเลยที่ 1 และที่ 2 ให้การขอให้ยกฟ้อง

ศาลแรงงานภาค 2 พิพากษาให้จำเลยทั้งสองร่วมกันหรือแทนกันจ่ายค่าชดเชย 49,833 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 15 ต่อปี สินจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้า 13,842.50 บาท และค่าเสียหาย 33,222 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันฟ้อง (วันที่ 15 กุมภาพันธ์ 2550) เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ คำขออื่นให้ยก

จำเลยที่ 1 และที่ 2 อุทธรณ์ต่อศาลฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีแรงงานวินิจฉัยว่า ศาลแรงงานภาค 2 ฟังข้อเท็จจริงและวินิจฉัยว่า จำเลยที่ 1 ดำเนินกิจการประกอบโครงสร้างเหล็กขนาดใหญ่และติดตั้งแท่นเจาะ จำเลยที่ 1 ไม่ต้องการว่าจ้างลูกจ้างด้วยตนเองเพราะเกรงความรับผิดในฐานะนายจ้างจึงทำสัญญาจ้างจำเลยที่ 2 ซึ่งมิใช่ผู้รับใบอนุญาตให้จัดหางาน (มิใช่การประกอบธุรกิจจัดหางาน) ไปว่าจ้างลูกจ้างและส่งมาทำงานในกระบวนการผลิตให้แก่จำเลยที่ 1 จำเลยที่ 2 รับโจทก์เข้าทำงานเป็นลูกจ้าง แต่ก่อนทำสัญญาจ้าง โจทก์จะต้องไปทดสอบงานกับจำเลยที่ 1 เมื่อผ่านการทดสอบแล้ว จำเลยที่ 2 ส่งโจทก์ไปปฏิบัติงานที่บริษัทจำเลยที่ 1 ตำแหน่งหัวหน้างานประกอบติดตั้งแท่นเจาะ ได้รับค่าจ้างชั่วโมงละ 70 บาท โดยทำงานภายใต้ระเบียบข้อบังคับของจำเลยทั้งสองและภายใต้การบังคับบัญชาของจำเลยที่ 1 แม้จำเลยที่ 1 จะไม่ใช่ผู้ว่าจ้างโจทก์โดยตรงก็ตาม แต่พระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน พ.ศ.2541 มาตรา 5 ที่ใช้บังคับในขณะเกิดเหตุ ความหมายของคำว่า "นายจ้าง" ตาม (3) ให้ถือว่าจำเลยที่ 1 เป็นนายจ้างของลูกจ้างจำเลยที่ 2 ด้วย จำเลยที่ 1 จึงเป็นนายจ้างของโจทก์ โจทก์ทำงานในตำแหน่งหัวหน้างานประกอบติดตั้งแท่นเจาะซึ่งมีลักษณะเป็นงานถาวร การที่จำเลยทั้งสองทำสัญญาจ้างโจทก์โดยมีกำหนดเวลาแต่จำเลยทั้งสองได้ต่อสัญญาจ้างโจทก์ทุกปีเรื่อยมา ถือเป็นการหลีกเลี่ยงไม่ปฏิบัติตามกฎหมาย ขัดต่อพระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน พ.ศ.2541 มาตรา 118 วรรคสาม โจทก์เป็นผู้แทนลูกจ้างของจำเลยที่ 2 ยื่นข้อเรียกร้องเกี่ยวกับเงินโบนัสและสวัสดิการต่อจำเลยที่ 2 แต่ตกลงกันไม่ได้ พนักงานประนอมข้อพิพาทแรงงานได้นัดเจรจารวม 4 ครั้ง ในวันที่ 28 ธันวาคม 2549 จำเลยทั้งสองยึดบัตรพนักงานและไม่ให้โจทก์เข้าไปทำงานในบริษัทจำเลยที่ 1 พฤติการณ์ดังกล่าวของจำเลยทั้งสองถือเป็นการเลิกจ้างโจทก์แล้ว ที่จำเลยที่ 2 อ้างว่าโจทก์ละทิ้งหน้าที่เป็นเวลาสามวันทำงานติดต่อกันโดยไม่มีเหตุอันสมควรตั้งแต่วันที่ 3 ถึงวันที่ 10 มกราคม 2550 เป็นเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นภายหลังที่จำเลยทั้งสองเลิกจ้างโจทก์แล้ว ถือไม่ได้ว่า โจทก์ละทิ้งหน้าที่เป็นเวลาสามวันทำงานติดต่อกันโดยไม่มีเหตุอันสมควรแต่อย่างใด การเลิกจ้างโจทก์ของจำเลยทั้งสองจึงเป็นการเลิกจ้างที่ไม่เป็นธรรม พิเคราะห์แล้ว ที่จำเลยที่ 1 อุทธรณ์ข้อ 2.1 ว่านายสุทธิพงษ์ พยานจำเลยที่ 1 เบิกความว่า "โจทก์ได้รับเงินเดือนและสวัสดิการต่างๆ จากจำเลยที่ 2 มิใช่บริษัทจำเลยที่ 1" สอดคล้องกับคำเบิกความของนายนที ผู้รับมอบอำนาจของจำเลยที่ 2 โจทก์เองก็ยอมรับว่าเป็นลูกจ้างของจำเลยที่ 2 มิใช่จำเลยที่ 1 จากข้อเท็จจริงสรุปได้ว่า โจทก์มิใช่ลูกจ้างของจำเลยที่ 1 และที่จำเลยที่ 1 อุทธรณ์ข้อ 2.2 ว่าความสัมพันธ์ระหว่างจำเลยที่ 1 และที่ 2 เป็นเพียงการว่าจ้างให้จำเลยที่ 2 ทำการงานที่ว่าจ้างอันมีลักษณะเป็นการจ้างทำของ ในเมื่อข้อเท็จจริงได้ความว่าโจทก์เป็นพนักงานของจำเลยที่ 2 ที่เป็นผู้รับจ้างของจำเลยที่ 1 ตามสัญญาที่มีต่อกัน ผลจึงสรุปได้ว่าโจทก์เป็นเพียงลูกจ้างของจำเลยที่ 2 เท่านั้นมิใช่เป็นลูกจ้างของจำเลยที่ 1 ด้วย กับที่จำเลยที่ 1 อุทธรณ์ข้อ 2.3 ว่าตามสัญญาจ้างบริการข้อ 2 พันธะผูกพันของผู้รับจ้างข้อ 2.7 และข้อ 2.8 ได้มีเงื่อนไขระหว่างกันกำหนดให้จำเลยที่ 1 มิต้องร่วมจ่ายเงินชดเชยให้แก่ลูกจ้างของตนด้วย เมื่อจำเลยที่ 2 เป็นนายจ้างของโจทก์ จำเลยที่ 2 จึงต้องรับภาระความรับผิดชอบแต่ฝ่ายเดียวนั้น เป็นอุทธรณ์ในประเด็นที่ศาลแรงงานภาค 2 ได้วินิจฉัยไว้โดยชอบแล้ว จึงไม่มีเหตุเปลี่ยนแปลงคำวินิจฉัย อุทธรณ์ของจำเลยที่ 1 ฟังไม่ขึ้น

มีปัญหาวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของจำเลยที่ 2 ประการแรกว่า การที่ศาลแรงงานภาค 2 มิได้กำหนดประเด็นว่าจำเลยทั้งสองเลิกจ้างโจทก์ระหว่างที่โจทก์ยื่นข้อเรียกร้องต่อนายจ้างชอบด้วยพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงาน พ.ศ.2522 มาตรา 39 หรือไม่ และการที่ศาลแรงงานภาค 2 หยิบยกการยื่นข้อเรียกร้องของโจทก์ขึ้นวินิจฉัยเป็นการวินิจฉัยนอกฟ้องนอกประเด็นหรือไม่ โดยจำเลยที่ 2 อุทธรณ์ว่า โจทก์กล่าวอ้างในคำฟ้องเพียงว่าจำเลยเลิกจ้างโจทก์โดยไม่มีความผิด มิได้กล่าวในคำฟ้องให้เป็นที่เข้าใจของจำเลยที่ 2 ว่าโจทก์ถูกเลิกจ้างในระหว่างที่โจทก์ยื่นข้อเรียกร้องต่อนายจ้าง เมื่อศาลแรงงานภาค 2 มิได้กำหนดประเด็นข้อพิพาทว่าจำเลยทั้งสองเลิกจ้างโจทก์ระหว่างที่ยื่นข้อเรียกร้องต่อนายจ้างหรือไม่ ทำให้จำเลยทั้งสองหลงต่อสู้ตามที่ศาลแรงงานภาค 2 กำหนดประเด็นมาว่าโจทก์ละทิ้งหน้าที่เป็นเวลาสามวันทำงานติดต่อกันโดยไม่มีเหตุอันสมควรหรือไม่ คำฟ้องโจทก์แสดงสภาพแห่งข้อหาว่าจำเลยทั้งสองเลิกจ้างโจทก์โดยไม่มีความผิด และจำเลยที่ 2 ให้การว่า จำเลยที่ 2 เลิกจ้างโจทก์ด้วยสาเหตุโจทก์ละทิ้งหน้าที่เป็นเวลาสามวันทำงานติดต่อกันไม่ว่าจะมีวันหยุดคั่นหรือไม่ก็ตามโดยไม่มีเหตุอันสมควร โดยขาดงานต่อเนื่องตั้งแต่วันที่ 3 ถึงวันที่ 5 และวันที่ 8 ถึงวันที่ 10 มกราคม 2550 ดังนั้นกรณีจึงมีประเด็นที่ยังไม่อาจตกลงกันว่าโจทก์ละทิ้งหน้าที่เป็นเวลาสามวันทำงานติดต่อกันโดยไม่มีเหตุสมควรหรือไม่ การที่ศาลแรงงานภาค 2 กำหนดประเด็นข้อพิพาทว่าโจทก์ละทิ้งหน้าที่เป็นเวลาสามวันทำงานติดต่อกันโดยไม่มีเหตุอันสมควรหรือไม่ จึงชอบด้วยพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงาน พ.ศ.2522 มาตรา 39 วรรคหนึ่ง แล้ว ส่วนที่ศาลแรงงานภาค 2 หยิบยกการยื่นข้อเรียกร้องของโจทก์ต่อนายจ้างซึ่งเป็นข้อพิพาทแรงงานตามพระราชบัญญัติแรงงานสัมพันธ์ พ.ศ.2518 ขึ้นวินิจฉัยนั้นก็เพื่อแสดงให้เห็นพฤติการณ์ของจำเลยทั้งสอง ซึ่งศาลแรงงานภาค 2 ถือเป็นการเลิกจ้างโจทก์และแสดงเหตุผลแห่งคำวินิจฉัยว่าการละทิ้งหน้าที่เป็นเวลาสามวันทำงานติดต่อกันโดยไม่มีเหตุสมควรตั้งแต่วันที่ 3 ถึงวันที่ 10 มกราคม 2550 ตามที่จำเลยที่ 2 อ้างนั้น เป็นเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นหลังจากที่จำเลยทั้งสองเลิกจ้างโจทก์แล้ว จึงฟังไม่ได้ว่าโจทก์ละทิ้งหน้าที่เป็นเวลาสามวันทำงานติดต่อกันโดยไม่มีเหตุอันสมควรแต่อย่างใด การวินิจฉัยของศาลแรงงานภาค 2 จึงมิได้เป็นการวินิจฉัยนอกฟ้องนอกประเด็น อุทธรณ์ของจำเลยที่ 2 ข้อนี้ฟังไม่ขึ้น

มีปัญหาวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของจำเลยที่ 2 ประการต่อไปว่า การที่โจทก์ซึ่งเป็นผู้ซักถามพยานด้วยตนเองนำพยานเข้าสืบจำนวน 6 ปาก และโจทก์เข้าเบิกความเป็นปากสุดท้ายเป็นการฝ่าฝืนประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 114 วรรคหนึ่ง ประกอบพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงาน พ.ศ.2522 มาตรา 31 หรือไม่ พระราชบัญญัติจัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงาน พ.ศ.2522 มาตรา 45 บัญญัติให้ศาลแรงงานมีอำนาจเรียกพยานหลักฐานมาสืบได้เองตามที่เห็นสมควร และในการสืบพยานไม่ว่าจะเป็นพยานที่คู่ความฝ่ายใดอ้างหรือที่ศาลแรงงานเรียกมาเอง ศาลแรงงานจะเป็นผู้ซักถามพยานเอง ตัวความหรือทนายความจะซักถามพยานได้ต่อเมื่อได้รับอนุญาตจากศาลแรงงานเท่านั้นตามพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงาน พ.ศ.2522 มาตรา 45 วรรคหนึ่งและวรรคสอง ดังนั้นการที่โจทก์ซักถามพยานได้นั้นก็เนื่องจากโจทก์ได้รับอนุญาตศาลแรงงานภาค 2 นั่นเอง แม้โจทก์จะเข้าเบิกความเป็นพยานหลังจากได้ซักถามพยานฝ่ายโจทก์แล้วก็ตาม แต่การที่โจทก์เข้าเบิกความเป็นพยาน ศาลแรงงานภาค 2 ก็เป็นผู้ซักถามโจทก์เอง จึงเห็นได้ว่าศาลแรงงานภาค 2 อนุญาตให้โจทก์เข้าเบิกความเป็นพยานศาลได้โดยไม่ฟังว่าคำเบิกความของโจทก์ผิดระเบียบ จึงไม่เป็นการฝ่าฝืนประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 114 วรรคหนึ่ง ประกอบพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงาน พ.ศ.2522 มาตรา 31 อุทธรณ์ของจำเลยที่ 2 ฟังไม่ขึ้น

มีปัญหาวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของจำเลยที่ 2 ประการสุดท้ายว่า ในการสืบพยานคดีนี้ศาลแรงงานภาค 2 มิได้เป็นผู้ซักถามพยานเอง โดยให้ผู้นำพยานเข้าสืบเป็นผู้ซักถามพยานเป็นการขัดต่อพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงาน พ.ศ.2522 มาตรา 45 วรรคสอง หรือไม่ พระราชบัญญัติจัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงาน พ.ศ.2522 ได้บัญญัติให้ศาลแรงงานมีอำนาจดำเนินกระบวนพิจารณาทั้งปวง รวมทั้งการซักถามพยานตามมาตรา 45 วรรคสอง ศาลแรงงานจะซักถามพยานเองหรือจะอนุญาตให้ตัวความหรือทนายความซักถามพยานก็ได้ เป็นอำนาจและดุลพินิจของศาลแรงงานโดยเฉพาะ จำเลยที่ 2 ไม่มีสิทธิคัดค้านว่า การที่ศาลแรงงานภาค 2 อนุญาตให้ผู้นำพยานเข้าสืบเป็นผู้ซักถามพยานเป็นการขัดต่อพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงาน พ.ศ.2522 มาตรา 45 วรรคสอง อุทธรณ์ของจำเลยที่ 2 ฟังไม่ขึ้น

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ. ม. 114 วรรคหนึ่ง
พ.ร.บ.จัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงาน พ.ศ.2522 ม. 31 ม. 45 วรรคหนึ่ง ม. 45 วรรคสอง
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นายมานพ สุทนต์
จำเลย — บริษัทซียูอีแอล จำกัด กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลแรงงานภาค 2 — นางเศรณี ศิริมงคละ
ชื่อองค์คณะ
ปัญญา สุทธิบดี
ชัยวัฒน์ เวียงธีรวัฒน์
วิรุฬห์ แสงเทียน
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2976/2556
#554817
เปิดฉบับเต็ม

ศ. สามีโจทก์ที่ 1 และเป็นบิดาโจทก์ที่ 2 เป็นผู้เกี่ยวข้องกับยาเสพติดและกระทำความผิดเกี่ยวกับยาเสพติด เจ้าพนักงานมีเหตุอันควรสงสัยว่าทรัพย์สินของ ศ. และโจทก์ทั้งสองเป็นทรัพย์เกี่ยวเนื่องกับการกระทำความผิดเกี่ยวกับยาเสพติดคณะกรรมการตรวจสอบทรัพย์สินและเลขาธิการคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามยาเสพติดจึงมีอำนาจตรวจสอบทรัพย์สินที่เกี่ยวเนื่องกับการกระทำความผิดเกี่ยวกับยาเสพติดและยึดหรืออายัดทรัพย์สินดังกล่าวได้ตาม พ.ร.บ.มาตรการในการปราบปรามผู้กระทำความผิดเกี่ยวกับยาเสพติด พ.ศ.2534 มาตรา 16 (2) (4) และมาตรา 22 ดังนั้น การที่คณะกรรมการตรวจสอบทรัพย์สินมีคำสั่งยึดและอายัดทรัพย์สินของ ศ. และโจทก์ทั้งสองจึงชอบด้วยกฎหมาย

กรณีที่ ศ. ผู้ต้องหาหลบหนีและพนักงานอัยการไม่อาจดำเนินคดีได้ภายใน 2 ปี นับแต่วันที่การกระทำความผิดเกิด ทรัพย์สินที่ได้ยึดหรืออายัดไว้เนื่องจากการกระทำความผิดของ ศ. ต้องตกเป็นของกองทุน ตามมาตรา 32 วรรคสอง หากโจทก์ทั้งสองเห็นว่าทรัพย์สินที่คณะกรรมการตรวจสอบทรัพย์สินที่ยึดหรืออายัดไว้ไม่เป็นทรัพย์สินที่เกี่ยวเนื่องกับการกระทำความผิดเกี่ยวกับยาเสพติด โจทก์ทั้งสองจะต้องดำเนินการยื่นคำร้องพร้อมทั้งเอกสารหลักฐานต่อคณะกรรมการตรวจสอบทรัพย์สินตามมาตรา 33 ดังนั้น เมื่อคำสั่งคณะกรรมการตรวจสอบทรัพย์สินเป็นคำสั่งที่ชอบด้วยกฎหมาย โจทก์ทั้งสองจึงไม่มีอำนาจฟ้องขอให้ศาลเพิกถอนคำสั่งยึดหรืออายัดทรัพย์สินของคณะกรรมการตรวจสอบทรัพย์สินได้

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ทั้งสองฟ้อง ขอให้ศาลเพิกถอนคำสั่งยึดหรืออายัดทรัพย์สินของคณะกรรมการตรวจสอบทรัพย์สินและคืนทรัพย์สินดังกล่าวแก่โจทก์ทั้งสอง

จำเลยให้การ ขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้เพิกถอนคำสั่งคณะกรรมการตรวจสอบทรัพย์สินที่ให้ยึดหรืออายัดทรัพย์สินของโจทก์ทั้งสอง และให้คืนเงินสดจำนวน 404,550 บาท สร้อยคอทองลายโซ่จำนวน 1 เส้น น้ำหนักประมาณ 30.2 กรัม สร้อยคอทองลายคดกริชสี่เหลี่ยมจำนวน 1 เส้น น้ำหนักประมาณ 60.8 กรัม สร้อยคอทองลายคดกริชจำนวน 1 เส้น น้ำหนักประมาณ 30.2 กรัม สร้อยคอทองลายปล้องกลมสลับห่วงจำนวน 1 เส้น น้ำหนักประมาณ 45.5 กรัม สร้อยคอทองรูปตัววายประดับเพชรจำนวน 1 เส้น น้ำหนักประมาณ 54.4 กรัม สร้อยข้อมือทองลายบิดจำนวน 1 เส้น น้ำหนักประมาณ 76.0 กรัม สร้อยข้อมือทองลายรูปตัวยูคู่ประดับเพชรจำนวน 1 เส้น น้ำหนักประมาณ 55.2 กรัม สร้อยข้อมือทองลายห่างสลับสี่เหลี่ยมจำนวน 1 เส้น น้ำหนักประมาณ 30.4 กรัม แหวนทองประดับหินสีเขียวล้อมเพชรจำนวน 1 วง น้ำหนักประมาณ 8.9 กรัม แหวนทองประดับหินสีเขียวรูปหกเหลี่ยมล้อมเพชรจำนวน 1 วง น้ำหนักประมาณ 9.1 กรัม พระเครื่องพิมพ์นางพญาพร้อมกรอบทองจำนวน 1 องค์ น้ำหนักประมาณ 6.8 กรัม พระพุทธรูปยอดธงพร้อมกรอบทองจำนวน 1 องค์ น้ำหนักประมาณ 14 กรัม และน้ำหนักประมาณ 9.2 กรัม จำนวน 1 องค์ เหรียญรัชกาลที่ 5 พร้อมกรอบทองจำนวน 1 องค์ น้ำหนักประมาณ 8.6 กรัม เครื่องรับโทรทัศน์สียี่ห้อโซนี หมายเลขเครื่อง 1514534 จำนวน 1 เครื่อง โทรศัพท์ยี่ห้อโมบิร่าทอล์คแมน (TALKMAN) และรุ่นซิตี้แมน (CITYMAN) จำนวนอย่างละ 1 เครื่อง รถยนต์บรรทุกยี่ห้ออีซูซุ หมายเลขทะเบียน บง 326 สมุทรสงคราม รถยนต์กระบะยี่ห้อฮีโน่ หมายเลขทะเบียน 70 - 2349 เพชรบุรี เงินฝากพร้อมดอกเบี้ยในบัญชีเงินฝากประจำธนาคารไทยพาณิชย์ จำกัด (มหาชน) สาขาถนนศรีสุริยวงศ์ เลขที่ บัญชี 774-1-00144-2 เงินฝากพร้อมดอกเบี้ยในบัญชีเงินฝากประจำธนาคารไทยพาณิชย์ จำกัด (มหาชน) สาขาราชบุรี จำนวน 2 บัญชี เลขที่ 571-1-08245-0 และเลขที่ 571-1-06920-8 เงินฝากพร้อมดอกเบี้ยในบัญชีเงินฝากออมทรัพย์ธนาคารไทยพาณิชย์ จำกัด(มหาชน) สาขาราชบุรี เลขที่ 571-2-21770-7 เงินฝากพร้อมดอกเบี้ยในบัญชีเงินฝากประจำของธนาคารกรุงศรีอยุธยา จำกัด (มหาชน) สาขาราชบุรี จำนวน 4 บัญชี เลขที่ 119-2-10069-5 เลขที่ 119-2-07958-9 เลขที่ 119-2-07959-7 และเลขที่ 119-2-10182-9 เงินฝากพร้อมดอกเบี้ยในบัญชีเงินฝากประจำธนาคารกรุงเทพ จำกัด (มหาชน) สาขาราชบุรี เลขที่บัญชี 292-2-45757-3 เงินฝากพร้อมดอกเบี้ยในบัญชีเงินฝากสะสมทรัพย์ธนาคารกรุงเทพ จำกัด (มหาชน) สาขาสามแยกวังมะนาว ราชบุรี เลขที่ 567-0-03069-0 ที่ดินตามหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส. 3 ก.) เลขที่ 356 เลขที่ดิน 16 ตำบลทุ่งหลวง อำเภอปากท่อ จังหวัดราชบุรี ที่ดินโฉนดเลขที่ 18052 เลขที่ดิน 290 ตำบลทุ่งหลวง อำเภอปากท่อ จังหวัดราชบุรี และที่ดินโฉนดเลขที่ 15520 เลขที่ดิน 30 ตำบลหนองกระทุ่ม อำเภอปากท่อ จังหวัดราชบุรี แก่โจทก์ทั้งสอง คำขออื่นนอกจากนี้ให้ยก ค่าฤชาธรรมเนียมให้เป็นพับ

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษาแก้เป็นว่า ไม่เพิกถอนคำสั่งยึดและอายัดทรัพย์สินของคณะกรรมการตรวจสอบทรัพย์สินที่ 50/2542 ลงวันที่ 12 มีนาคม 2542 และไม่คืนทรัพย์สินที่ยึดและอายัดรายการที่ 1 ถึงที่ 34 จำนวน 34 รายการดังกล่าวแก่โจทก์ทั้งสอง นอกจากที่แก้คงให้เป็นไปตามคำพิพากษาของศาลชั้นต้น ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ

โจทก์ทั้งสองฎีกา

ศาลฎีกาคณะคดีปกครองวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงในชั้นฎีการับฟังเป็นยุติว่า นายศักดิ์ชัยหรือจิตต์ เคยเป็นสามีโจทก์ที่ 1 มีบุตรด้วยกัน 2 คน คือ โจทก์ที่ 2 และนายมงคล โจทก์ที่ 1 และนายศักดิ์ชัยได้จดทะเบียนหย่าเมื่อวันที่ 15 เมษายน 2537 ตามสำเนาใบสำคัญการหย่า เมื่อวันที่ 5 มีนาคม 2541 เจ้าพนักงานตำรวจสถานีตำรวจภูธรอำเภอเมืองราชบุรียึดเมทแอมเฟตามีนอันเป็นยาเสพติดให้โทษในประเภท 1 จำนวน 101,500 เม็ด เป็นของกลาง โดยกล่าวหาว่านายศักดิ์ชัยกับพวกร่วมกันมีเมทแอมเฟตามีนของกลางไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่าย แต่นายศักดิ์ชัยหลบหนีการจับกุมไปได้ เจ้าพนักงานตำรวจจึงออกหมายจับนายศักดิ์ชัยไว้ ตามสำเนาหมายจับ (ของศาลจังหวัดสุราษฎร์ธานี) วันที่ 6 มีนาคม 2541 เจ้าพนักงานตำรวจไปตรวจยึดทรัพย์สินที่บ้านเลขที่ 54 หมู่ที่ 4 ตำบลหนองกระทุ่ม อำเภอปากท่อ จังหวัดราชบุรี รวม 28 รายการ ตามสำเนาบันทึกการตรวจค้น ต่อมาจำเลยมีคำสั่งแต่งตั้งพนักงานเจ้าหน้าที่ให้ตรวจสอบทรัพย์สินต่างๆ ของนายศักดิ์ชัยและโจทก์ทั้งสอง โดยได้ยึดหรืออายัดทรัพย์สินเพิ่มเติมอีกรวมเป็น 35 รายการ ไว้ชั่วคราว ตามสำเนาคำสั่งและสำเนาแบบแสดงบัญชีทรัพย์สินที่ยึด ต่อมาคณะกรรมการตรวจสอบทรัพย์สินวินิจฉัยว่า ทรัพย์สินทั้ง 35 รายการ เป็นทรัพย์สินของนายศักดิ์ชัยที่มีอยู่หรือได้มาเกินกว่าฐานะหรือความสามารถในการประกอบอาชีพหรือกิจกรรมอย่างอื่นโดยสุจริต เป็นทรัพย์สินที่เกี่ยวเนื่องกับการกระทำความผิดเกี่ยวกับยาเสพติดเป็นมูลค่า 16,717,110.01 บาท ตามสำเนาบันทึกพิจารณาการตรวจสอบทรัพย์สิน คณะกรรมการตรวจสอบทรัพย์สินจึงมีคำสั่งที่ 50/2542 ลงวันที่ 12 มีนาคม 2542 ให้ยึดและอายัดทรัพย์สินทั้ง 35 รายการ ตามสำเนาคำสั่งคณะกรรมการตรวจสอบทรัพย์สิน นับแต่คณะกรรมการตรวจสอบทรัพย์สินมีคำสั่งให้ยึดหรืออายัดทรัพย์สินของนายศักดิ์ชัยและโจทก์ทั้งสองจนถึงปัจจุบัน เจ้าพนักงานตำรวจยังไม่สามารถจับกุมนายศักดิ์ชัยมาดำเนินคดีได้ คดีมีปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ทั้งสองว่า โจทก์ทั้งสองมีสิทธิฟ้องขอให้เพิกถอนคำสั่งยึดหรืออายัดทรัพย์สินของคณะกรรมการตรวจสอบทรัพย์สินได้หรือไม่ โดยโจทก์ทั้งสองฎีกาว่า ตามพระราชบัญญัติมาตรการในการปราบปรามผู้กระทำความผิดเกี่ยวกับยาเสพติด พ.ศ.2534 มาตรา 22 วรรคสอง ให้อำนาจคณะกรรมการตรวจสอบทรัพย์สินยึดหรืออายึดทรัพย์สินของผู้ต้องหาหรือผู้ที่อ้างว่าเป็นเจ้าของไว้ได้จนกว่าจะมีคำสั่งเด็ดขาดไม่ฟ้องคดี แต่เพื่อคุ้มครองประโยชน์ของเจ้าของทรัพย์ไม่ให้ต้องถูกยึดหรืออายัดทรัพย์สินโดยคณะกรรมการไว้นานเกินควร จึงจำกัดเวลาในการมีคำสั่งไม่ฟ้องคดีดังกล่าวไว้ว่า ต้องไม่ช้ากว่า 1 ปี นับแต่วันยึดหรืออายัด เมื่อมีคำสั่งฟ้องแล้ว คณะกรรมการจึงมีอำนาจยึดหรืออายัดทรัพย์สินต่อไปจนกว่าจะมีคำพิพากษาถึงที่สุดให้ยกฟ้องผู้ต้องหานั้น ซึ่งมีความหมายว่าคณะกรรมการไม่มีอำนาจที่จะยึดหรืออายัดทรัพย์สินของผู้ต้องหาหรือผู้ซึ่งอ้างว่าเป็นเจ้าของไว้โดยเด็ดขาด การที่จะให้ทรัพย์สินที่ยึดหรืออายัดไว้ตกเป็นของกองทุนป้องกันและปราบปรามยาเสพติดได้นั้น มีอยู่ 2 ประการ ประการแรกได้แก่ โดยคำสั่งศาลในกรณีมีการดำเนินคดีตามมาตรา 29 ส่วนประการที่สองได้แก่ กรณีไม่อาจดำเนินคดีได้เนื่องจากผู้ต้องหาหรือจำเลยหลบหนีหรือถึงแก่ความตายตามมาตรา 32 วรรคสอง อย่างไรก็ดี กระบวนการก่อนหน้านี้ต้องได้ความว่ามีการสั่งฟ้องผู้ต้องหาหรือจำเลยนั้นแล้ว แต่ข้อเท็จจริงปรากฏว่าเจ้าพนักงานตำรวจยังไม่สามารถจับกุมตัวนายศักดิ์ชัยได้ โดยไม่ปรากฏว่าได้มีการสั่งฟ้องนายศักดิ์ชัยแล้วหรือไม่ ดังนั้น วันยึดหรืออายัดทรัพย์สินแต่ละรายการเมื่อนับถึงวันฟ้องเป็นเวลาเกินกว่า 1 ปีแล้ว คำสั่งคณะกรรมการที่ให้ยึดหรืออายึดทรัพย์สินจึงสิ้นสุดลงตามตัวบทกฎหมายดังกล่าวนั้น เห็นว่า เมื่อข้อเท็จจริงฟังได้ว่า นายศักดิ์ชัยสามีโจทก์ที่ 1 และเป็นบิดาโจทก์ที่ 2 เป็นผู้เกี่ยวข้องกับยาเสพติดและกระทำความผิดเกี่ยวกับยาเสพติด การที่เจ้าพนักงานไปตรวจค้นบ้านของโจทก์ที่ 1 พบทรัพย์สินจำนวนมากจึงเป็นกรณีที่เจ้าพนักงานมีเหตุอันควรสงสัยว่า ทรัพย์สินของนายศักดิ์ชัยและของโจทก์ทั้งสองเป็นทรัพย์สินที่เกี่ยวเนื่องกับการกระทำความผิดเกี่ยวกับยาเสพติด คณะกรรมการตรวจสอบทรัพย์สินและเลขาธิการคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามยาเสพติด จึงมีอำนาจตรวจสอบทรัพย์สินที่เกี่ยวเนื่องกับการกระทำความผิดเกี่ยวกับยาเสพติดและยึดหรืออายัดทรัพย์สินดังกล่าวได้ตามพระราชบัญญัติมาตรการในการปราบปรามผู้กระทำความผิดเกี่ยวกับยาเสพติด พ.ศ.2534 มาตรา 16 (2) (4) และมาตรา 22 ดังนั้นคำสั่งคณะกรรมการตรวจสอบทรัพย์สิน จึงเป็นคำสั่งที่ชอบด้วยกฎหมาย การยึดหรืออายัดทรัพย์สินของโจทก์ทั้งสองตามคำสั่งดังกล่าวย่อมมีผลสมบูรณ์ต่อไปจนกว่าศาลสั่งริบทรัพย์สินนั้น ตามมาตรา 29 วรรคหนึ่ง หรือกรณีที่บุคคลซึ่งอ้างว่าเป็นเจ้าของทรัพย์สินได้ยื่นคำร้องขอคืนก่อนคดีถึงที่สุดและแสดงให้ศาลเห็นว่า (1) ตนเป็นเจ้าของที่แท้จริง และทรัพย์สินนั้นไม่ได้เกี่ยวเนื่องกับการกระทำความผิดเกี่ยวกับยาเสพติด หรือ (2) ตนเป็นผู้รับโอน หรือผู้รับประโยชน์และได้ทรัพย์สินนั้นมาโดยสุจริตและมีค่าตอบแทน หรือได้มาตามสมควรในทางศีลธรรมอันดี หรือในทางกุศลสาธารณะ ตามมาตรา 29 วรรคหนึ่ง (1) (2) หรือกรณีพนักงานอัยการมีคำสั่งเด็ดขาดไม่ฟ้องคดี หรือมีคำพิพากษาถึงที่สุดให้ยกฟ้องผู้ต้องหาหรือจำเลยรายใด มีผลทำให้การยึดหรืออายัดทรัพย์สินของผู้ต้องหาหรือจำเลยรายนั้น รวมทั้งทรัพย์สินของผู้อื่นที่ได้ยึดหรืออายัดไว้เนื่องจากเกี่ยวเนื่องกับการกระทำความผิดของผู้ต้องหาหรือจำเลยรายนั้นสิ้นสุดลง ส่วนทรัพย์สินที่ไม่ปรากฏตัวเจ้าของที่ได้ยึดหรืออายัดไว้เนื่องจากการกระทำความผิดของผู้ต้องหาหรือจำเลยรายนั้น ถ้าไม่มีผู้ใดมาขอรับคืนภายใน 1 ปี นับแต่วันที่มีคำสั่งเด็ดขาดไม่ฟ้องคดี หรือมีคำพิพากษาถึงที่สุดให้ยกฟ้อง ให้ตกเป็นของกองทุน ตามมาตรา 32 วรรคหนึ่ง ในกรณีที่ไม่อาจดำเนินคดีได้ภายใน 2 ปี นับแต่วันที่การกระทำความผิดเกิด และไม่อาจจับตัวผู้ต้องหาหรือจำเลยได้ ให้ทรัพย์สินที่ได้ยึดหรืออายัดไว้เนื่องจากการกระทำความผิดของผู้ต้องหาหรือจำเลยรายนั้นตกเป็นของกองทุน แต่ถ้าไม่อาจดำเนินคดีต่อไปได้เพราะเหตุที่ผู้ต้องหาหรือจำเลยรายใดถึงแก่ความตาย และทายาทของผู้ต้องหาหรือจำเลยรายนั้นสามารถพิสูจน์ได้ว่าทรัพย์สินนั้นไม่เกี่ยวเนื่องกับการกระทำความผิดเกี่ยวกับยาเสพติด หรือผู้ต้องหาหรือจำเลยรายนั้นได้ทรัพย์สินดังกล่าวมาโดยสุจริตและมีค่าตอบแทน หรือได้มาตามสมควรในทางศีลธรรมอันดี หรือในทางกุศลสาธารณะ ก็ให้คืนทรัพย์สินนั้นให้แก่ทายาทของผู้ต้องหาหรือจำเลยรายนั้น ตามมาตรา 32 วรรคสอง เมื่อคำสั่งยึดหรืออายัดของคณะกรรมการตรวจสอบทรัพย์สินสิ้นผลลง ผู้เป็นเจ้าของทรัพย์สินจะต้องไปยื่นคำร้องพร้อมทั้งเอกสารหลักฐานต่อคณะกรรมการตรวจสอบทรัพย์สิน และการขอรับทรัพย์สินคืนและการคืนทรัพย์สินให้เป็นไปตามหลักเกณฑ์ วิธีการและเงื่อนไขที่กำหนดไว้ในกฎกระทรวง ตามมาตรา 33 สำหรับกรณีที่นายศักดิ์ชัยผู้ต้องหาหลบหนีและพนักงานอัยการไม่อาจดำเนินคดีได้ภายใน 2 ปี นับแต่วันที่การกระทำความผิดเกิด ทรัพย์สินที่ได้ยึดหรืออายัดไว้เนื่องจากการกระทำความผิดของนายศักดิ์ชัยต้องตกเป็นของกองทุนตามมาตรา 32 วรรคสอง หากโจทก์ทั้งสองเห็นว่าทรัพย์สินที่คณะกรรมการตรวจสอบทรัพย์สินที่ยึดหรืออายัดไว้ไม่เป็นทรัพย์สินที่เกี่ยวเนื่องกับการกระทำความผิดเกี่ยวกับยาเสพติด โจทก์ทั้งสองจะต้องดำเนินการยื่นคำร้องพร้อมทั้งเอกสารหลักฐานต่อคณะกรรมการตรวจสอบทรัพย์สินตามมาตรา 33 ดังนั้น เมื่อคำสั่งคณะกรรมการตรวจสอบทรัพย์สินเป็นคำสั่งที่ชอบด้วยกฎหมาย โจทก์ทั้งสองจึงไม่มีอำนาจฟ้องขอให้ศาลเพิกถอนคำสั่งยึดหรืออายัดทรัพย์สินของคณะกรรมการตรวจสอบทรัพย์สินได้ ที่ศาลอุทธรณ์พิพากษามานั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาของโจทก์ทั้งสองฟังไม่ขึ้น

พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.มาตรการในการปราบปรามผู้กระทำความผิดเกี่ยวกับยาเสพติด พ.ศ.2534 ม. 16 (2) ม. 16 (4) ม. 22 ม. 29 วรรคหนึ่ง ม. 32 วรรคหนึ่ง ม. 32 วรรคสอง
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นางวันดาว สายอร่ามหรือบุญมั่น กับพวก
สำนักงานคณะกรรมการป้องกัน
จำเลย — และปราบปรามยาเสพติด
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลแพ่ง — นายทวีศักดิ์ อุนนาทรรัตนกุล
ศาลอุทธรณ์ — นายวัชรินทร์ สุขเกื้อ
ชื่อองค์คณะ
ศุภชัย สมเจริญ
พินิจ สายสอาด
นิยุต สุภัทรพาหิรผล
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2969/2556
#559115
เปิดฉบับเต็ม

ตาม ป.วิ.อ. มาตรา 133 ทวิ วรรคหนึ่ง แก้ไขเพิ่มเติม โดยพระราชบัญญัติแก้ไขเพิ่มเติมประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา (ฉบับที่ 26) พ.ศ.2550 มาตรา 5 ที่ใช้บังคับขณะที่มีการสอบสวนผู้เสียหายทั้งสอง แตกต่างจาก ป.วิ.อ. มาตรา 133 ทวิ วรรคหนึ่ง (เดิม) ซึ่งแก้ไขเพิ่มเติมโดยพระราชบัญญัติแก้ไขเพิ่มเติมประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา (ฉบับที่ 20) พ.ศ.2542 เมื่อไม่ปรากฏว่า ในวันที่ 8 พฤศจิกายน 2552 ซึ่งเป็นวันที่ผู้เสียหายทั้งสองเข้าให้การตามบันทึกคำให้การชั้นสอบสวนเอกสารหมาย จ.3 และ จ.4 อันเป็นวันที่พระราชบัญญัติแก้ไขเพิ่มเติมประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา (ฉบับที่ 26) พ.ศ.2550 มีผลใช้บังคับแล้ว และคดีนี้ไม่ใช่คดีความผิดที่บัญญัติไว้โดยเฉพาะ เป็นเพียงคดีความผิดอื่นที่มีอัตราโทษจำคุก ซึ่งผู้เสียหายทั้งสองมิได้มีการร้องขอให้พนักงานสอบสวนทำการสอบปากคำดังที่บัญญัติตาม ป.วิ.อ. มาตรา 133 ทวิ วรรคหนึ่ง (ที่แก้ไข) แต่อย่างใด การที่พนักงานสอบสวน ถามปากคำผู้เสียหายทั้งสองและบันทึกไว้จึงชอบแล้ว

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 334, 336 ให้จำเลยคืนโทรศัพท์เคลื่อนที่พร้อมซิมการ์ดหรือใช้ราคาให้แก่ผู้เสียหายที่ 1 เป็นเงิน 3,500 บาท และให้แก่ผู้เสียหายที่ 2 เป็นเงิน 4,500 บาท

จำเลยให้การปฏิเสธ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 336 วรรคแรก จำคุก 3 ปี ให้จำเลยคืนโทรศัพท์เคลื่อนที่พร้อมซิมการ์ดแก่ผู้เสียหายทั้งสอง หรือใช้ราคาให้แก่ผู้เสียหายที่ 1 เป็นเงิน 3,500 บาท และให้แก่ผู้เสียหายที่ 2 เป็นเงิน 4,500 บาท

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษาแก้เป็นว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 334 จำคุก 2 ปี นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

โจทก์และจำเลยฎีกา โดยผู้พิพากษาซึ่งพิจารณาและลงชื่อในคำพิพากษาศาลชั้นต้นอนุญาตให้จำเลยฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่ามีปัญหาข้อแรกว่าการกระทำของจำเลยเป็นความผิดฐานวิ่งราวทรัพย์หรือไม่ โจทก์ฎีกาในปัญหาข้อกฎหมายว่าการกระทำความผิดฐานวิ่งราวทรัพย์โดยการฉกฉวยเอาซึ่งหน้า เกิดจากเจตนาของผู้กระทำความผิดที่ลงมือกระทำความผิดโดยการฉกฉวยเอาทรัพย์ โดยผู้กระทำความผิดไม่มีเจตนาหลักในการใช้กำลังประทุษร้ายเพื่อความสะดวกในการกระทำความผิด พาทรัพย์นั้นไป ให้ยื่นให้ซึ่งทรัพย์นั้น หรือเพื่อให้พ้นจากการจับกุม แต่อาจมีการใช้กำลังประทุษร้ายอยู่ในตัว จนอาจเป็นเหตุให้ผู้เสียหายได้รับอันตรายแก่กายหรือจิตใจ อันตรายสาหัส หรือถึงแก่ความตายซึ่งกฎหมายบัญญัติให้ผู้กระทำต้องรับโทษหนักขึ้น การที่จำเลยใช้สองมือจับและบีบข้อมือทั้งสองข้างของผู้เสียหายที่ 1 เพื่อเอาโทรศัพท์เคลื่อนที่ของผู้เสียหายทั้งสองไปซึ่งหน้า จึงเป็นทั้งความผิดฐานวิ่งราวทรัพย์และฐานชิงทรัพย์ เมื่อโจทก์บรรยายฟ้องว่าจำเลยฉกฉวยเอาโทรศัพท์เคลื่อนที่ของผู้เสียหายทั้งสองไปซึ่งหน้า แม้ข้อเท็จจริงที่ปรากฏในทางพิจารณาได้ความว่าเป็นความผิดฐานชิงทรัพย์ ก็ชอบที่จะลงโทษจำเลยฐานวิ่งราวทรัพย์ได้นั้น ศาลฎีกาเห็นว่า ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 336 วรรคแรก ได้บัญญัติองค์ประกอบความผิดฐานวิ่งราวทรัพย์ว่า เป็นการกระทำความผิดฐานลักทรัพย์ประการหนึ่ง และในการลักทรัพย์นั้นได้กระทำโดยการฉกฉวยเอาซึ่งหน้าอีกประการหนึ่ง ส่วนประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 339 วรรคแรก ได้บัญญัติองค์ประกอบความผิดฐานชิงทรัพย์ว่า เป็นการกระทำความผิดฐานลักทรัพย์ประการหนึ่ง และในการลักทรัพย์นั้นได้กระทำโดยใช้กำลังประทุษร้ายหรือขู่เข็ญว่าในทันใดนั้นจะใช้กำลังประทุษร้ายอีกประการหนึ่ง จึงเห็นได้ว่ากฎหมายได้บัญญัติลักษณะหรือวิธีการลงมือกระทำความผิดแต่ละอย่างตามความหนักเบาของการกระทำซึ่งต้องรับโทษหนักขึ้นอันเป็นปัจจัยเกี่ยวกับตัวผู้กระทำในแต่ละฐานความผิดไว้โดยเฉพาะ เมื่อความผิดฐานวิ่งราวทรัพย์เป็นการลงมือลักทรัพย์โดยการฉกฉวยเอาซึ่งหน้าซึ่งกฎหมายมิได้บัญญัติลักษณะในการกระทำความผิดถึงการใช้แรงกายภาพหรือขู่เข็ญว่าจะใช้แรงกายภาพอันเป็นการใช้กำลังประทุษร้ายต่อเจ้าของทรัพย์ เพื่อความสะดวกในการกระทำความผิด พาทรัพย์นั้นไป ให้ยื่นให้ซึ่งทรัพย์นั้น หรือเพื่อให้พ้นจากการจับกุม โดยมุ่งหมายให้การเอาทรัพย์นั้นเป็นผลสำเร็จดังเช่นความผิดฐานชิงทรัพย์ จึงไม่สามารถถือได้ว่าความผิดฐานวิ่งราวทรัพย์อาจมีการใช้กำลังประทุษร้ายอยู่ในตัว ส่วนที่โจทก์ฎีกาว่าการที่ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 336 วรรคสอง วรรคสามและวรรคสี่ บัญญัติให้ผู้กระทำความผิดต้องรับได้โทษหนักขึ้นหากผู้เสียหายได้รับอันตรายแก่กายหรือจิตใจ อันตรายสาหัส หรือถึงแก่ความตาย จึงแสดงว่าความผิดฐานวิ่งราวทรัพย์ย่อมต้องมีการใช้กำลังประทุษร้ายอยู่ด้วยในตัวนั้น เห็นว่า บทบัญญัติดังกล่าวเป็นเพียงผลของการกระทำความผิดที่ผู้กระทำต้องรับโทษหนักขึ้นตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 63 มิใช่ผลที่เกิดจากการกระทำโดยประสงค์ต่อผลหรือย่อมเล็งเห็นผลจากการกระทำนั้นตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 59 วรรคสอง จึงมิใช่ข้อที่แสดงว่าความผิดฐานวิ่งราวทรัพย์อาจมีการใช้กำลังประทุษร้ายอยู่ด้วยดังที่โจทก์ฎีกา ดังนั้น เมื่อข้อเท็จจริงเป็นที่ยุติตามที่โจทก์ฎีการับว่า ขณะเกิดเหตุจำเลยใช้สองมือจับและบีบข้อมือทั้งสองข้างของผู้เสียหายที่ 1 เพื่อเอาโทรศัพท์เคลื่อนที่ของผู้เสียหายทั้งสองไปซึ่งหน้า โดยศาลอุทธรณ์ภาค 1 วินิจฉัยว่า เป็นการกระทำความผิดฐานชิงทรัพย์ แต่เมื่อโจทก์มิได้บรรยายฟ้องว่าจำเลยใช้กำลังประทุษร้ายหรือขู่เข็ญว่าจะใช้กำลังประทุษร้าย หรืออ้างมาตราตามกฎหมายที่ว่าการกระทำของจำเลยเป็นความผิดฐานชิงทรัพย์ จึงต้องถือว่าเป็นข้อเท็จจริงที่โจทก์มิได้กล่าวในฟ้องและโจทก์ไม่ประสงค์ให้ลงโทษ จึงไม่อาจลงโทษจำเลยฐานชิงทรัพย์ตามข้อเท็จจริงซึ่งพิจารณาได้ความเนื่องจากต้องห้ามตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 192 วรรคหนึ่ง และวรรคสี่ คงลงโทษจำเลยฐานลักทรัพย์ได้เท่านั้น ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 1 วินิจฉัยนั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาของโจทก์ฟังไม่ขึ้น มีปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยว่าบันทึกคำให้การในชั้นสอบสวนของผู้เสียหายที่ 1 และที่ 2 ไม่ชอบด้วยประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 133 ทวิ เนื่องจากมิได้ทำต่อหน้าพนักงานอัยการ นักจิตวิทยาหรือนักสังคมสงเคราะห์ จึงไม่อาจรับฟังเป็นพยานหลักฐานนั้น เห็นว่า ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 133 ทวิ วรรคหนึ่ง ซึ่งแก้ไขเพิ่มเติมโดยพระราชบัญญัติแก้ไขเพิ่มเติมประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา (ฉบับที่ 26) พ.ศ.2550 มาตรา 5 ที่ใช้บังคับในขณะที่มีการสอบสวนผู้เสียหายทั้งสอง บัญญัติว่า "ในคดีความผิดเกี่ยวกับเพศ ความผิดเกี่ยวกับชีวิตและร่างกายอันมิใช่ความผิดที่เกิดจากการชุลมุนต่อสู้ ความผิดเกี่ยวกับเสรีภาพ ความผิดฐานกรรโชก ชิงทรัพย์ และปล้นทรัพย์ตามประมวลกฎหมายอาญา ความผิดตามกฎหมายว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการค้าประเวณี ความผิดตามกฎหมายว่าด้วยมาตรการในการป้องกันและปราบปรามการค้าหญิงและเด็ก ความผิดตามกฎหมายว่าด้วยสถานบริการหรือคดีความผิดอื่นที่มีอัตราโทษจำคุก ซึ่งผู้เสียหายหรือพยานที่เป็นเด็กอายุไม่เกินสิบแปดปีร้องขอ การถามปากคำผู้เสียหายหรือพยานที่เป็นเด็กอายุไม่เกินสิบแปดปี ให้พนักงานสอบสวนแยกกระทำเป็นส่วนสัดในสถานที่ที่เหมาะสมสำหรับเด็ก และให้มีนักจิตวิทยาหรือนักสังคมสงเคราะห์ บุคคลที่เด็กร้องขอ และพนักงานอัยการร่วมอยู่ด้วยในการถามปากคำเด็กนั้น..."ต่างจากประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 133 ทวิ วรรคหนึ่ง (เดิม) ซึ่งแก้ไขเพิ่มเติมโดยพระราชบัญญัติแก้ไขเพิ่มเติมประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา (ฉบับที่ 20) พ.ศ.2542 มาตรา 5 ซึ่งพนักงานสอบสวนต้องจัดให้มีนักจิตวิทยาหรือนักสังคมสงเคราะห์ บุคคลที่เด็กร้องขอและพนักงานอัยการเข้าร่วมในการถามปากคำในคดีที่มีอัตราโทษจำคุกอย่างสูงตั้งแต่สามปีขึ้นไป คดีที่มีอัตราโทษจำคุกอย่างสูงไม่ถึงสามปีและผู้เสียหายหรือพยานซึ่งเป็นเด็กร้องขอหรือในคดีทำร้ายร่างกายเด็กอายุไม่เกินสิบแปดปี ดังนั้น เมื่อไม่ปรากฏว่าในวันที่ 8 พฤศจิกายน 2552 ซึ่งผู้เสียหายทั้งสองเข้าให้การ ตามบันทึกคำให้การในชั้นสอบสวน อันเป็นวันที่พระราชบัญญัติแก้ไขเพิ่มเติมประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา (ฉบับที่ 26) พ.ศ.2550 มีผลใช้บังคับและคดีนี้ไม่ใช่คดีความผิดที่บัญญัติไว้โดยเฉพาะ เป็นเพียงคดีความผิดอื่นที่มีอัตราโทษจำคุก ผู้เสียหายทั้งสองมิได้มีการร้องขอให้พนักงานสอบสวนทำการสอบปากคำดังที่บัญญัติไว้ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 133 ทวิ วรรคหนึ่ง (ที่แก้ไข) แต่อย่างใด การที่พนักงานสอบสวนถามปากคำผู้เสียหายทั้งสองและบันทึกไว้ จึงชอบด้วยกฎหมายแล้ว ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 1 วินิจฉัยปัญหาข้อกฎหมายว่าการถามปากคำผู้เสียหายทั้งสองไม่ชอบด้วยประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 133 ทวิ นั้น ไม่ต้องด้วยความเห็นของศาลฎีกา ส่วนที่จำเลยอ้างว่าบันทึกคำให้การของผู้เสียหายทั้งสองดังกล่าวมีคำถามและคำตอบเหมือนกันจนเป็นพิรุธว่าพนักงานสอบสวนอาจแต่งเติมขึ้นเองนั้น เห็นว่า การที่ศาลอุทธรณ์ภาค 1 วินิจฉัยพยานหลักฐานโจทก์โดยเฉพาะคำเบิกความของผู้เสียหายทั้งสองที่เป็นประจักษ์พยานกล่าวถึงข้อเท็จจริงขณะเกิดเหตุ รวมทั้งการจดจำคนร้ายแล้วเชื่อว่าจำเลยเป็นคนร้ายที่กระทำความผิดจริงตามฟ้อง โดยมิได้อาศัยคำให้การในชั้นสอบสวนของผู้เสียหายทั้งสอง เป็นพยานหลักฐานในการวินิจฉัยข้อเท็จจริงแต่ประการใด ฎีกาของจำเลยข้อนี้จึงไม่จำต้องวินิจฉัยเพราะไม่ทำให้ผลแห่งคดีเปลี่ยนแปลงไป ฎีกาของจำเลยฟังไม่ขึ้นเช่นเดียวกัน สำหรับฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริงของจำเลยซึ่งแยกเป็นประเด็นข้อแรกถึงข้อที่ห้า นอกจากเนื้อหาบางส่วนมีการลอกคำวินิจฉัยของศาลอุทธรณ์ภาค 1 แล้ว การกล่าวถึงข้อเท็จจริงขณะเกิดเหตุก็ดี อ้างว่าคำเบิกความพยานโจทก์เป็นพิรุธก็ดี ความไม่สมบูรณ์ในการรวบรวมพยานหลักฐานของพนักงานสอบสวนและน้ำหนักพยานหลักฐานของจำเลยที่นำสืบอ้างฐานที่อยู่ก็ดีนั้น ล้วนคัดลอกข้อความจากอุทธรณ์ซึ่งโต้แย้งคัดค้านคำพิพากษาศาลชั้นต้นมาทั้งสิ้น และแม้คำขอท้ายฎีกาจะเป็นการขอให้ศาลฎีกาพิพากษากลับคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 1 ก็เป็นฎีกาที่มิได้คัดค้านคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 1 การที่ศาลชั้นต้นมีคำสั่งรับฎีกาของจำเลยในประเด็นข้อแรกถึงข้อที่ห้าจึงไม่ชอบด้วยประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 216 ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัย

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.อ. ม. 133 ทวิ
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการจังหวัดอ่างทอง
จำเลย — นายวิทวัส ชินเกตุ
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดอ่างทอง — นายไกรวิช จามรมาน
ศาลอุทธรณ์ภาค 1 — นายก่อพงศ์ สุวรรณจูฑะ
ชื่อองค์คณะ
ปดารณี ลัดพลี
วิรุฬห์ แสงเทียน
แรงรณ ปริพนธ์พจนพิสุทธิ์
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2967/2556
#541539
เปิดฉบับเต็ม

ตาม พ.ร.บ.ยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 มาตรา 4 บัญญัติว่า "ผลิต" หมายความว่า เพาะ ปลูก ทำ ผสม ปรุง แปรสภาพ เปลี่ยนรูป สังเคราะห์ทางวิทยาศาสตร์และให้หมายความรวมถึง การแบ่งบรรจุ หรือรวมบรรจุด้วย ดังนั้น การที่จำเลยแบ่งบรรจุเมทแอมเฟตามีนใส่หลอดกาแฟ 6 หลอด หลอดละ 10 เม็ด และยังเตรียมบรรจุอีก 2,600 เม็ด ซึ่งเป็นการกระทำเพื่อความสะดวกแก่การจำหน่าย ทำให้ยาเสพติดให้โทษแพร่ระบาดได้ง่ายขึ้น อันเป็นอันตรายแก่สังคมอย่างร้ายแรง จึงเป็นความผิดฐานผลิตเมทแอมเฟตามีนตามบทกฎหมายดังกล่าวแล้ว

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 มาตรา 15, 65, 66, 100/1, 100/2 ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 32, 33 ริบเมทแอมเฟตามีน หลอดกาแฟ และซองพลาสติกของกลาง

จำเลยให้การรับสารภาพข้อหามีเมทแอมเฟตามีนไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่าย ส่วนข้อหาผลิตเมทแอมเฟตามีนให้การปฏิเสธ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 มาตรา 15 วรรคสาม (2), 66 วรรคสาม, 100/1, 102 ให้จำคุกตลอดชีวิต และปรับ 1,000,000 บาท จำเลยให้การรับสารภาพเป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้กึ่งหนึ่งตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 ประกอบมาตรา 53 คงจำคุก 25 ปี และปรับ 500,000 บาท หากไม่ชำระค่าปรับให้จัดการตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 29, 30 โดยให้กักขังแทนค่าปรับได้เกิน 1 ปี แต่ไม่เกิน 2 ปี ริบเมทแอมเฟตามีน หลอดกาแฟและซองพลาสติกของกลาง ข้อหาอื่นนอกจากนี้ให้ยก

โจทก์และจำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษาแก้เป็นว่า จำเลยมีความผิดตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 มาตรา 15 วรรคสาม (2), (ที่ถูก มาตรา 15 วรรคหนึ่ง วรรคสาม (2)), 65 วรรคสอง, 66 วรรคสาม การกระทำของจำเลยเป็นกรรมเดียวผิดกฎหมายหลายบท ลงโทษฐานผลิตเมทแอมเฟตามีนเพื่อจำหน่ายซึ่งเป็นบทหนักที่สุด ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 ให้ประหารชีวิต ทางนำสืบของจำเลยเป็นประโยชน์แก่การพิจารณาอยู่บ้าง ลดโทษให้จำเลยหนึ่งในสามตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 ประกอบ มาตรา 52 (1) ให้จำคุกตลอดชีวิต นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

จำเลยฎีกา โดยศาลฎีกามีคำสั่งอนุญาตให้ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงฟังได้ในเบื้องต้นว่า ตามวันเวลาและสถานที่เกิดเหตุในฟ้อง เจ้าพนักงานตำรวจ สถานีตำรวจนครบาลคลองตัน กรุงเทพมหานคร จับกุมจำเลยได้ขณะนั่งบรรจุเมทแอมเฟตามีนใส่หลอดกาแฟอยู่บนเตียงภายในบ้าน โดยบรรจุเมทแอมเฟตามีนไปแล้ว 6 หลอด หลอดละ 10 เม็ด เมทแอมเฟตามีนที่ยังไม่บรรจุหลอดกาแฟอยู่ในจานวางอยู่บนเตียง 1 ถุง 200 เม็ด และเมทแอมเฟตามีน 11 ถุง ถุงละ 200 เม็ด รวม 2,200 เม็ด อยู่ในกล่องเหล็กข้างตัวจำเลย รวมทั้งสิ้น 2,460 เม็ด คำนวณเป็นสารบริสุทธิ์ได้ 39.411 กรัม หลอดกาแฟเปล่า 1 ห่อ และซองพลาสติกใสดึงเปิดปิด 1 ห่อ เป็นของกลาง ข้อเท็จจริงฟังยุติได้ว่าจำเลยมีเมทแอมเฟตามีนของกลางไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่าย

มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยว่า การที่จำเลยแบ่งบรรจุเมทแอมเฟตามีนของกลางใส่หลอดกาแฟเป็นการผลิตเมทแอมเฟตามีนหรือไม่ เห็นว่า ตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 มาตรา 4 บัญญัติว่า "ผลิต" หมายความว่า เพาะ ปลูก ทำ ผสม ปรุง แปรสภาพ เปลี่ยนรูป สังเคราะห์ทางวิทยาศาสตร์และให้หมายความรวมตลอดถึงการแบ่งบรรจุ หรือรวมบรรจุด้วย เมื่อข้อเท็จจริงฟังได้ว่าจำเลยบรรจุเมทแอมเฟตามีนใส่หลอดกาแฟไปแล้ว 6 หลอด หลอดละ 10 เม็ด และยังมีเมทแอมเฟตามีนวางอยู่บนจาน 1 ถุง 200 เม็ด เพื่อเตรียมบรรจุใส่หลอดกาแฟ และเมทแอมเฟตามีนอีก 2,400 เม็ด อยู่ในกล่องเหล็กวางอยู่ข้างตัวจำเลยเพื่อเตรียมบรรจุใส่หลอดกาแฟและหลอดกาแฟ 1 ห่อ เช่นนี้ การกระทำของจำเลยเป็นการแบ่งบรรจุเพื่อความสะดวกแก่การจำหน่าย ทำให้ยาเสพติดให้โทษนั้นแพร่ระบาดได้ง่ายขึ้น ซึ่งเป็นการกระทำที่จะเกิดอันตรายแก่สังคมอย่างร้ายแรง การกระทำของจำเลยเป็นความผิดฐานผลิตเมทแอมเฟตามีนตามบทกฎหมายดังกล่าว ที่ศาลอุทธรณ์พิพากษามานั้นชอบแล้ว ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาของจำเลยฟังไม่ขึ้น

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.ยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 ม. 4
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการ สำนักงานอัยการสูงสุด
จำเลย — นางสมนึกหรือเรียม เกิดอยู่
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดพระโขนง — นายพลีส เทอดไทย
ศาลอุทธรณ์ — นายธีระศักดิ์ วริวงศ์
ชื่อองค์คณะ
ชูเกียรติ ตันทวีวงศ์
ศรีอัมพร ศาลิคุปต์
ประทีป ดุลพินิจธรรมา
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2959/2556
#599072
เปิดฉบับเต็ม

ศาลชั้นต้นอ่านคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 2 ให้จำเลยที่ 2 ฟังเมื่อวันที่ 7 ตุลาคม 2542 หลังจากนั้น วันที่ 18 พฤศจิกายน 2542 ศาลชั้นต้นได้อ่านคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 2 ให้โจทก์ฟัง โจทก์ย่อมมีสิทธิฎีกาคัดค้านคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 2 ได้ภายในกำหนด 1 เดือน นับแต่วันที่อ่านคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 2 ตาม ป.วิ.อ. มาตรา 216 วรรคหนึ่ง ครบกำหนดที่โจทก์สามารถยื่นฎีกาได้ภายในวันที่ 18 ธันวาคม 2542 ซึ่งตรงกับวันเสาร์อันเป็นวันหยุดราชการ ระยะเวลายื่นฎีกาจึงสิ้นสุดลงวันที่ 20 ธันวาคม 2542 อันเป็นวันเริ่มทำการใหม่ ตาม ป.พ.พ. มาตรา 193/8 เมื่อโจทก์ไม่ฎีกา คดีจึงถึงที่สุดในวันที่ 20 ธันวาคม 2542 อันเป็นวันสิ้นกำหนดระยะเวลาฎีกา ตาม ป.วิ.พ. มาตรา 147 วรรคสอง ประกอบ ป.วิ.อ. มาตรา 15 ฉะนั้น จำเลยที่ 2 จะยื่นคำร้องขอให้ศาลชั้นต้นออกหมายจำคุกเมื่อคดีถึงที่สุดว่าคำพิพากษาได้ถึงที่สุดแล้วเมื่อวันที่ 7 พฤศจิกายน 2542 หาได้ไม่

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
คดีสืบเนื่องมาจากศาลอุทธรณ์ภาค 2 พิพากษาว่า จำเลยทั้งสองมีความผิดตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 มาตรา 15 วรรคสอง, 66 วรรคสอง ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83 ให้จำคุกจำเลยทั้งสองตลอดชีวิต โดยศาลชั้นต้นอ่านคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 2 ให้จำเลยทั้งสองฟังเมื่อวันที่ 7 ตุลาคม 2542 และอ่านให้โจทก์ฟังเมื่อวันที่ 18 พฤศจิกายน 2542 ต่อมาศาลชั้นต้นออกหมายจำคุกเมื่อคดีถึงที่สุดแก่จำเลยที่ 2 โดยระบุว่า คดีถึงที่สุด วันที่ 18 ธันวาคม 2542 หลังจากนั้นเมื่อวันที่ 5 กรกฎาคม 2550 จำเลยที่ 2 ยื่นคำร้องว่าศาลชั้นต้นอ่านคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 2 ให้จำเลยที่ 2 ฟังเมื่อวันที่ 7 ตุลาคม 2542 คดีสำหรับจำเลยที่ 2 จึงถึงที่สุดเมื่อวันที่ 7 พฤศจิกายน 2542 การที่ศาลชั้นต้นออกหมายจำคุกเมื่อคดีถึงที่สุดแก่จำเลยที่ 2 เป็นวันที่ 18 ธันวาคม 2542 ไม่ถูกต้อง ทำให้จำเลยที่ 2 ไม่ได้รับพระราชทานอภัยโทษตามพระราชกฤษฎีกาพระราชทานอภัยโทษ พ.ศ.2542 พ.ศ.2547 และ พ.ศ.2549 ตามลำดับ ขอให้ศาลชั้นต้นออกหมายจำคุกเมื่อคดีถึงที่สุดให้จำเลยที่ 2 ใหม่

ศาลชั้นต้นพิจารณาแล้วมีคำสั่งว่า ศาลชั้นต้นอ่านคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 2 ให้โจทก์ฟังเมื่อวันที่ 18 พฤศจิกายน 2542 การออกหมายจำคุกเมื่อคดีถึงที่สุดแก่จำเลยที่ 2 ในวันที่ 18 ธันวาคม 2542 จึงชอบแล้ว ให้ยกคำร้อง

จำเลยที่ 2 อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 5 พิพากษากลับว่า คดีของจำเลยทั้งสองถึงที่สุดเมื่อวันที่ 8 พฤศจิกายน 2542 ให้ศาลชั้นต้นออกหมายจำคุกเมื่อคดีถึงที่สุดของจำเลยทั้งสองใหม่เป็นวันที่ 8 พฤศจิกายน 2542

โจทก์ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า เห็นว่า การที่จำเลยที่ 2 จะขอให้ศาลออกหมายจำคุกเมื่อคดีถึงที่สุดแก่จำเลยที่ 2 ได้ นั้น จะต้องเป็นกรณีที่คดีดังกล่าวถึงที่สุดแล้ว โดยไม่มีการอุทธรณ์หรือฎีกากันอีกทั้งคดี คดีนี้แม้ศาลชั้นต้นอ่านคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 2 ให้จำเลยที่ 2 ฟัง เมื่อวันที่ 7 ตุลาคม 2542 แต่หลังจากนั้นเมื่อวันที่ 18 พฤศจิกายน 2542 ศาลชั้นต้นได้อ่านคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 2 ให้โจทก์ฟัง ดังนี้โจทก์ย่อมมีสิทธิฎีกาคัดค้านคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 2 ได้ภายในกำหนด 1 เดือน นับแต่วันอ่านคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 2 ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 216 วรรคหนึ่ง คดีนี้ ศาลชั้นต้นอ่านคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 2 ให้โจทก์ฟังเมื่อวันที่ 18 พฤศจิกายน 2542 ครบกำหนดยื่นฎีกาวันที่ 18 ธันวาคม 2542 ซึ่งตรงกับวันเสาร์ อันเป็นวันหยุดราชการ ระยะเวลายื่นฎีกาจึงสิ้นสุดลงวันที่ 20 ธันวาคม 2542 อันเป็นวันที่เริ่มทำการใหม่ ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 193/8 ดังนี้ เมื่อโจทก์ไม่ฎีกา คดีจึงถึงที่สุดเมื่อวันที่ 20 ธันวาคม 2542 อันเป็นวันสิ้นกำหนดระยะเวลาฎีกาตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 147 วรรคสอง ประกอบประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 15 ฉะนั้น จำเลยที่ 2 จะยื่นคำร้องขอให้ศาลชั้นต้นออกหมายจำคุกเมื่อคดีถึงที่สุดว่าคำพิพากษาได้ถึงที่สุดแล้วเมื่อวันที่ 7 พฤศจิกายน 2542 หาได้ไม่ ส่วนปัญหาตามคำแก้ฎีกาของจำเลยที่ 2 ที่ว่า โจทก์ไม่มีอำนาจยื่นฎีกานั้น ไม่เป็นสาระแห่งคดีอันควรแก่การวินิจฉัย ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัยให้ ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 5 พิพากษามานั้น ศาลฎีกาไม่เห็นพ้องด้วย ฎีกาของโจทก์ฟังขึ้น

พิพากษากลับ ให้ยกคำร้องของจำเลยที่ 2 ให้ศาลชั้นต้นออกหมายจำคุกเมื่อคดีถึงที่สุดของจำเลยทั้งสองใหม่เป็นวันที่ 20 ธันวาคม 2542
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 193/8
ป.วิ.พ. ม. 147 วรรคสอง
ป.วิ.อ. ม. 15 ม. 216 วรรคหนึ่ง
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการจังหวัดเชียงราย
จำเลย — นายเล่าจี แซ่เล่า กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดเชียงราย — นายถานันทร์ จันทร์ธาดารัตน์
ศาลอุทธรณ์ภาค 5 — นายอุดม วัตตธรรม
ชื่อองค์คณะ
สมชาย สินเกษม
ปริญญา ดีผดุง
สรรทัศน์ เอี่ยมวรชัย
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2909/2556
#538078
เปิดฉบับเต็ม

ความผิดฐานฟ้องเท็จ ฟ้องโจทก์บรรยายว่าเมื่อวันที่ 9 พฤศจิกายน 2557 เวลากลางวันจำเลยเอาความเท็จฟ้องโจทก์เป็นคดีอาญาต่อศาลแขวงอุบลราชธานี โดยจำเลยบรรยายฟ้องว่าเมื่อวันที่ 4 เมษายน 2543 โจทก์ปลอมสัญญากู้เงินของ ส. และ อ. ที่ทำสัญญากู้เงินไว้กับกลุ่มออมทรัพย์บ้านหนองบัวแดง และเมื่อวันที่ 7 มีนาคม 2543 ปลอมเอกสารดังกล่าวจากเดือนมีนาคมเป็นเดือนเมษายนทั้งสองฉบับ ด้วยเจตนาทุจริตเบียดบังเอาเงินของกลุ่มออมทรัพย์บ้านหนองบัวแดงไปเป็นประโยชน์ของตน จำเลยทราบข้อเท็จจริงว่าโจทก์ไม่ได้กระทำความผิดหรือปลอมเอกสารดังกล่าวตามที่จำเลยฟ้อง แต่ยังกลั่นแกล้งนำความเท็จมาฟ้องต่อศาลเพื่อต้องการให้โจทก์ได้รับโทษโดยโจทก์แนบสำเนาคำฟ้องคดีที่จำเลยฟ้องโจทก์กับสำเนาบันทึกการสอบสวนข้อเท็จจริงที่แสดงว่าโจทก์ไม่ได้กระทำความผิดมาท้ายคำฟ้องด้วย ถือได้ว่าโจทก์ได้บรรยายฟ้องข้อเท็จจริงที่แสดงให้เห็นว่าคำฟ้องของจำเลยเป็นเท็จและความจริงโจทก์ไม่ได้กระทำความผิดฐานปลอมเอกสาร ส่วนความผิดฐานเบิกความเท็จ ฟ้องโจทก์บรรยายถึงคำเบิกความของจำเลยที่เป็นเท็จและบรรยายว่าความเท็จดังกล่าวเป็นข้อสำคัญในการพิจารณาคดีอาญา ซึ่งความจริงโจทก์ไม่ได้ปลอมเอกสารตามที่จำเลยเบิกความ หากศาลเชื่อว่าโจทก์กระทำความผิดจริงก็จะทำให้โจทก์ถูกพิพากษาลงโทษโดยโจทก์แนบคำเบิกความของจำเลยตามสำเนาคำให้การและสำเนาคำพิพากษาคดีก่อนมาท้ายคำฟ้อง ถือว่าโจทก์ได้บรรยายฟ้องเป็นการกระทำที่อ้างว่าจำเลยได้กระทำความผิดพอสมควรเท่าที่จะทำให้จำเลยเข้าใจข้อหาได้ดี ฟ้องโจทก์ทั้งสองข้อหาชอบด้วย ป.วิ.อ. มาตรา 158 (5) แล้ว

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 175, 177 และมาตรา 91

ศาลชั้นต้นไต่สวนมูลฟ้องแล้ว เห็นว่า คดีมีมูล ให้ประทับฟ้อง

จำเลยให้การปฏิเสธ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 175, 177 วรรคสอง การกระทำเป็นความผิดหลายกรรมต่างกัน ให้ลงโทษทุกกรรมเป็นกระทงความผิดไป ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 ฐานฟ้องเท็จ จำคุก 1 ปี ฐานเบิกความเท็จ จำคุก 2 ปี รวมจำคุก 3 ปี

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 3 พิพากษากลับ ให้ยกฟ้อง

โจทก์ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ปัญหาที่จะต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์มีว่า ฟ้องโจทก์เคลือบคลุมหรือไม่ โจทก์ฎีกาว่าโจทก์บรรยายฟ้องชอบด้วยประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 158 (5) แล้ว โจทก์ยื่นฟ้องจำเลยโดยบรรยายฟ้องชัดแจ้งว่าเป็นฟ้องเท็จ เบิกความเท็จ และโจทก์ยังบรรยายฟ้องว่าการกระทำทั้งหลายที่อ้างว่าจำเลยได้กระทำความผิดฐานฟ้องเท็จและข้อเท็จจริงและรายละเอียดที่เกี่ยวกับวันเวลาและสถานที่ซึ่งเกิดการกระทำนั้นๆ อีกทั้งบุคคล สิ่งของที่เกี่ยวข้องด้วยพอสมควรเท่าที่จะให้จำเลยเข้าใจข้อหาที่จำเลยนำมาฟ้องโจทก์เป็นคดีต่อศาลแขวงอุบลราชธานี และโจทก์แนบสำเนาฟ้องคดีอาญาหมายเลขดำที่ 3766/2547 เป็นส่วนหนึ่งของฟ้องที่จำเลยยื่นฟ้องโจทก์ในคดีนี้กล่าวว่าทำเอกสารปลอม และได้บรรยายความผิดฐานเบิกความเท็จและแนบสำเนาคำเบิกความและสำเนาคำพิพากษามาท้ายฟ้องซึ่งความเท็จดังกล่าวเป็นข้อสำคัญในคดี ฟ้องโจทก์ในความผิดฐานเบิกความเท็จไม่เคลือบคลุม เห็นว่า ความผิดฐานฟ้องเท็จตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 175 บัญญัติว่า "ผู้ใดเอาความอันเป็นเท็จฟ้องผู้อื่นต่อศาลว่ากระทำความผิดอาญา..." พิจารณาแล้วฟ้องโจทก์ได้บรรยายว่าเมื่อวันที่ 9 พฤศจิกายน 2547 เวลากลางวันจำเลยเอาความเท็จฟ้องโจทก์เป็นคดีอาญาต่อศาลแขวงอุบลราชธานี โดยจำเลยบรรยายฟ้องว่าเมื่อวันที่ 4 เมษายน 2543 โจทก์ได้ปลอมสัญญากู้เงินของนายแสวง และนางอำนวย ที่ทำสัญญากู้เงินไว้กับกลุ่มออมทรัพย์ บ้านหนองบัวแดง หมู่ที่ 3 เมื่อวันที่ 7 มีนาคม 2543 ปลอมเอกสารดังกล่าวจากเดือนมีนาคมเป็นเดือนเมษายนทั้งสองฉบับด้วยเจตนาทุจริตเบียดบังเอาเงินของกลุ่มออมทรัพย์ บ้านหนองบัวแดง ไปเป็นประโยชน์ส่วนตน รายละเอียดปรากฏตามสำเนาฟ้องคดีอาญาหมายเลขแดงที่ 3766/2547 ซึ่งความจริงแล้วเมื่อวันที่ 4 ตุลาคม 2544 จำเลยทราบข้อเท็จจริงเป็นอย่างดีแล้วว่าโจทก์ไม่ได้กระทำความผิดหรือปลอมเอกสารดังกล่าวตามที่จำเลยได้ฟ้อง แต่ยังกลั่นแกล้งนำความเท็จมาฟ้องต่อศาลเพื่อต้องการให้โจทก์ได้รับโทษ รายละเอียดในการทราบความจริงของจำเลยปรากฏตามสำเนาบันทึกการสอบข้อเท็จจริง สำเนาฟ้องระบุว่าจำเลยฟ้องโจทก์ข้อหาปลอมเอกสาร โจทก์บรรยายว่าจำเลยเอาความเท็จมาฟ้องโจทก์ ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของฟ้อง ความจริงเมื่อวันที่ 4 ตุลาคม 2544 จำเลยทราบข้อเท็จจริงเป็นอย่างดีว่าโจทก์ไม่ได้กระทำความผิดหรือปลอมเอกสารดังกล่าวตามที่จำเลยฟ้อง แต่ยังกลั่นแกล้งนำความเท็จมาฟ้องต่อศาลเพื่อต้องการให้โจทก์ได้รับโทษ โจทก์กล่าวถึงความจริงว่าโจทก์มิได้กระทำความผิดหรือไม่ได้ปลอมเอกสารตามที่จำเลยฟ้องโจทก์ ถือได้ว่าโจทก์ได้บรรยายฟ้องข้อเท็จจริงที่แสดงให้เห็นว่าคำฟ้องของจำเลยเป็นเท็จและความจริงโจทก์ไม่ได้กระทำความผิดฐานปลอมเอกสาร ส่วนความผิดฐานเบิกความเท็จตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 177 บัญญัติว่า "ผู้ใดเบิกความอันเป็นเท็จในการพิจารณาคดีต่อศาล ถ้าความเท็จนั้นเป็นข้อสำคัญในคดี... ถ้าความผิดดังกล่าวในวรรคแรก ได้กระทำในการพิจารณาคดีอาญา..." ฟ้องโจทก์บรรยายถึงคำเบิกความของจำเลยที่เป็นเท็จและบรรยายว่าความเท็จดังกล่าวเป็นข้อสำคัญในการพิจารณาคดีอาญา ซึ่งความจริงโจทก์ไม่ได้ปลอมเอกสารตามที่จำเลยเบิกความ โจทก์แนบคำเบิกความของจำเลยตามสำเนาคำให้การและสำเนาคำพิพากษา ถือเป็นส่วนหนึ่งของฟ้อง ซึ่งมีข้อเท็จจริงว่าโจทก์ปลอมเอกสาร เมื่อพิจารณาคำเบิกความดังกล่าวและคำพิพากษาแล้วจำเลยเบิกความว่า โจทก์กระทำความผิดข้อหาปลอมเอกสารขอให้ลงโทษฐานปลอมเอกสารตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 264 หากศาลเชื่อว่าโจทก์กระทำความผิดจริงก็จะทำให้โจทก์ต้องถูกพิพากษาลงโทษ คำเบิกความว่าโจทก์ปลอมเอกสารเป็นข้อสำคัญ ถือได้ว่าโจทก์ได้บรรยายฟ้องเป็นการกระทำที่อ้างว่าจำเลยได้กระทำความผิดพอสมควรเท่าที่จะให้จำเลยเข้าใจข้อหาได้ดี ฟ้องโจทก์ทั้งสองข้อหาชอบด้วยประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 158 (5) แล้ว ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 3 พิพากษามานั้น ศาลฎีกาไม่เห็นพ้องด้วย ฎีกาของโจทก์ฟังขึ้น

อนึ่ง เนื่องจากคดีนี้อาจต้องห้ามฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง จึงสมควรย้อนสำนวนให้ศาลอุทธรณ์ภาค 3 พิพากษาใหม่ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 208 (2) ประกอบมาตรา 225

พิพากษากลับให้ยกคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 3 ให้ศาลอุทธรณ์ภาค 3 พิจารณาพิพากษาใหม่ตามรูปคดี
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.อ. ม. 158 (5)
ป.อ. ม. 175 ม. 177
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นายสมาน สายแวว
จำเลย — นายบุญส่ง สินค้ำ
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดอุบลราชธานี — นายอรรคเดช ชัยจันทร์
ศาลอุทธรณ์ภาค 3 — นายแชน ศิริพงษ์
ชื่อองค์คณะ
ปกรณ์ วงศาโรจน์
เกษม เกษมปัญญา
อนันต์ วงษ์ประภารัตน์
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2906/2556
#554802
เปิดฉบับเต็ม

การที่ศาลชั้นต้นดำเนินกระบวนพิจารณาเพื่อให้ได้ข้อเท็จจริงที่ครบถ้วนอันเป็นดุลพินิจของศาลชั้นต้นที่จะใช้อำนาจสืบพยานเองโดยพลการ ตามที่ ป.วิ.อ. มาตรา 228 ให้อำนาจไว้ ทั้งศาลชั้นต้นย่อมมีอำนาจเต็มที่ในอันที่จะวินิจฉัยว่าพยานหลักฐานที่คู่ความนำสืบมานั้นจะเกี่ยวกับประเด็นและเป็นอันเพียงพอให้เชื่อฟังเป็นยุติได้หรือไม่ และพิพากษาคดีไปตามนั้น ตาม ป.วิ.พ. มาตรา 104 วรรคหนึ่ง ประกอบ ป.วิ.อ. มาตรา 15 ที่ศาลชั้นต้นยกคำร้องลงวันที่ 4 ธันวาคม 2551 ของผู้ร้องที่ขอให้หมายเรียกพยานอันดับที่ 3 และอันดับที่ 6 ตามบัญชีระบุพยานเพิ่มเติมครั้งที่ 1 ของผู้ร้องเพราะเห็นว่าข้อเท็จจริงเพียงพอแก่การวินิจฉัยคดีจึงชอบแล้ว

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
คดีสืบเนื่องมาจาก ผู้ร้องยื่นคำร้องว่า ผู้ร้องเป็นภริยาโดยชอบด้วยกฎหมายของนายมะยาเต็ง ซึ่งทำงานเป็นลูกจ้างประจำสังกัดโรงเรียนบ้านบางลาง ทำหน้าที่เป็นนักการภารโรง เมื่อวันที่ 24 มิถุนายน 2550 เวลากลางวัน เจ้าหน้าที่ทหารพรานสังกัดทหารพรานที่ 41 (ฉก.41) ฐานปฏิบัติการย่อยโรงเรียนบันนังสตาอินทรฉัตร อำเภอบังนังสตา จังหวัดยะลา เข้าตรวจค้นบ้านพักของผู้ร้องและควบคุมตัวนายมะยาเต็งไปโดยไม่ได้แจ้งข้อหาพร้อมยึดรถกระบะยี่ห้อมาสด้า หมายเลขทะเบียน บจ 4769 ยะลา อาวุธปืนสั้นออโตเมติกใบอนุญาตเลขที่ 149/2539 และโทรศัพท์เคลื่อนที่ยี่ห้อโนเกีย เจ้าหน้าที่แจ้งว่าจะนำตัวนายมะยาเต็งไปสอบสวนที่ฐานปฏิบัติการย่อยโรงเรียนบันนังสตาอินทรฉัตร หลังเกิดเหตุผู้ร้องไปติดต่อเจ้าหน้าที่ ณ สถานที่ดังกล่าว แต่เจ้าหน้าที่ปฏิเสธว่านายมะยาเต็งไม่อยู่ วันที่ 2 กรกฎคม 2550 ผู้ร้องไปร้องทุกข์ที่สถานีตำรวจภูธรอำเภอบันนังสตาว่า การควบคุมตัวนายมะยาเต็งและการยึดทรัพย์ดังกล่าวเป็นไปโดยมิชอบด้วยกฎหมาย จนถึงปัจจุบันนายมะยาเต็งยังไม่ได้รับการปล่อยตัวจากเจ้าหน้าที่ทหารดังกล่าว ขอให้ศาลมีคำสั่งให้ผู้คุมขังนายมะยาเต็งปล่อยตัวนายมะยาเต็ง และคืนทรัพย์ที่ยึดไปทั้งหมดหรือชดใช้ราคา กับให้ใช้ค่าชดเชยและค่าเสียหายเป็นค่าขาดรายได้เดือนละ 20,000 บาท จนกว่านายมะยาเต็งเกษียณอายุ ค่าเช่ารถยนต์ 32,750 บาท ให้ใช้หนี้ธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร และสหกรณ์ครูยะละซึ่งผู้ร้องไม่สามารถชำระหนี้ได้เพราะนายมะยาเต็งถูกคุมขังโดยมิชอบกับค่าใช้จ่ายในการติดตามนายมะยาเต็ง 30,000 บาท แก่ผู้ร้อง

ระหว่างไต่สวนคำร้อง ผู้ร้องยื่นคำร้องขอออกหมายเรียกพยานบุคคลตามบัญชีระบุพยานเพิ่มเติมครั้งที่ 1 อันดับที่ 3, 5, 6 และ 7 ศาลชั้นต้นมีคำสั่งยกคำร้อง ต่อมาวันที่ 14 พฤศจิกายน 2551 ศาลชั้นต้นออกหมายเรียกนายบัญญัติ ผู้อำนวยการโรงเรียนบันนังสตาอินทรฉัตรมาไต่สวนในวันที่ 27 พฤศจิกายน 2551 ซึ่งเป็นวันที่ศาลชั้นต้นนัดฟังคำสั่ง หลังจากไต่สวนแล้ว ศาลชั้นต้นเลื่อนนัดฟังคำสั่งไปเป็นวันที่ 16 ธันวาคม 2551

ผู้ร้องยื่นคำร้องลงวันที่ 4 ธันวาคม 2551 รวม 3 ฉบับ ขอให้ศาลชั้นต้นเพิกถอนการดำเนินกระบวนพิจารณาผิดระเบียบเรื่องที่ศาลชั้นต้นหมายเรียกนายบัญญัติมาไต่สวนโดยไม่แจ้งให้ผู้ร้องทราบก่อนเพื่อให้ทนายความผู้ร้องถามค้าน คำร้องขอให้หมายเรียกพยานอันดับที่ 3 และอันดับที่ 6 ตามบัญชีระบุพยานเพิ่มเติมครั้งที่ 1 ของผู้ร้อง กับคำร้องขอให้หมายเรียกนายบัญญัติมาไต่สวนใหม่เพื่อให้ผู้ร้องได้ถามค้าน

ศาลชั้นต้นมีคำสั่งยกคำร้องของผู้ร้องทั้งสามฉบับ

ผู้ร้องอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 9 พิพากษายืน

ผู้ร้องฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของผู้ร้องว่า การที่ศาลชั้นต้นยกคำร้องลงวันที่ 4 ธันวาคม 2551 ของผู้ร้องที่ขอให้หมายเรียกพยานบุคคลและพยานเอกสารมาไต่สวนเป็นการไม่ชอบด้วยมาตรา 40 (2) ของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พ.ศ.2550 ซึ่งบัญญัติว่า บุคคลย่อมมีสิทธิในกระบวนการยุติธรรมดังต่อไปนี้ (2) สิทธิพื้นฐานในกระบวนการพิจารณา ซึ่งอย่างน้อยต้องมีหลักประกันขั้นพื้นฐานเรื่องการได้รับการพิจารณาโดยเปิดเผย การได้รับข้อเท็จจริงและตรวจเอกสารอย่างเพียงพอ การเสนอข้อเท็จจริงและตรวจเอกสารอย่างเพียงพอ การเสนอข้อเท็จจริง ข้อโต้แย้ง และพยานหลักฐานของตน การคัดค้านผู้พิพากษาหรือตุลาการ การได้รับการพิจารณาโดยผู้พิพากษาหรือตุลาการที่นั่งพิจารณาคดีครบองค์คณะและการได้รับทราบเหตุผลประกอบคำวินิจฉัย คำพิพากษา หรือคำสั่ง และการที่ศาลชั้นต้นหมายเรียกนายบัญญัติ มาไต่สวน เมื่อผู้ร้องขอให้ศาลชั้นต้นหมายเรียกพยานบุคคลที่เคยยื่นบัญชีระบุพยานเพิ่มเติมไว้ ศาลชั้นต้นกลับยกคำร้อง และรับฟังข้อเท็จจริงว่าคำเบิกความของเจ้าหน้าที่ฝ่ายทหารเจือสมกับนายบัญญัติจึงเป็นการที่ผู้ร้องไม่ได้รับความคุ้มครองโดยเสมอภาคกับเจ้าหน้าที่ความมั่งคงของรัฐ อันเป็นการขัดต่อบทบัญญัติของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พ.ศ.2550 มาตรา 30 ที่บัญญัติว่า บุคคลย่อมเสมอภาคกันในกฎหมายและได้รับความคุ้มครองตามกฎหมายเท่าเทียมกัน ได้ความว่า ผู้ร้องยื่นบัญชีระบุพยานเพิ่มเติมครั้งที่ 1 เมื่อวันที่ 20 ตุลาคม 2551 วันเดียวกันผู้ร้องยื่นคำร้องขอให้ศาลชั้นต้นหมายเรียกพยานบุคคล 4 อันดับ ซึ่งรวมถึงพยานอันดับที่ 3 ผู้อำนวยการโรงเรียนบ้านบางลาง และอันดับที่ 6 พนักงานสอบสวนคดีเผาโรงเรียนบ้านบางลาง ตามบัญชีพยานดังกล่าวอยู่ด้วยศาลชั้นต้นมีคำสั่งว่า ตามคำร้องไม่ปรากฏว่าพยานบุคคลที่ผู้ร้องขอให้ศาลชั้นต้นออกหมายเรียกนั้นเกี่ยวข้องกับประเด็นแห่งคดี และพยานเกี่ยวข้องกับการควบคุมนายมะยาเต็งอย่างไร จึงไม่มีเหตุให้ออกหมายเรียก ยกคำร้อง โดยผู้ร้องมิได้โต้แย้งคำสั่งดังกล่าวของศาลชั้นต้น ต่อมาวันที่ 22 ตุลาคม 2551 ศาลชั้นต้นไต่สวนพยานผู้ร้อง 2 ปาก และไต่สวนพยานที่ศาลชั้นต้นหมายเรียกอีก 2 ปาก ตามรายงานกระบวนพิจารณาของศาลชั้นต้น ในวันดังกล่าวทนายผู้ร้องแถลงว่าติดใจนำพยานเข้าไต่สวนเพียงเท่านี้และขอยื่นคำแถลงการณ์ปิดคดีภายใน 15 วัน ศาลชั้นต้นให้นัดฟังคำสั่งในวันที่ 27 พฤศจิกายน 2551 จึงเห็นได้ว่าผู้ร้องไม่ติดใจที่จะให้ศาลชั้นต้นไต่สวนพยานอันดับที่ 3 และอันดับที่ 6 ตามบัญชีระบุพยานเพิ่มเติมครั้งที่ 1 อีกต่อไป และเห็นได้ว่าศาลชั้นต้นได้ดำเนินกระบวนพิจารณาเกี่ยวกับพยานตามบัญชีระบุพยานเพิ่มเติมครั้งที่ 1 ของผู้ร้อง โดยรับรองสิทธิพื้นฐานของผู้ร้องตามที่บัญญัติไว้ตามรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พ.ศ.2550 มาตรา 40 (2) โดยครบถ้วนแล้ว ส่วนเรื่องที่ในนัดต่อมาซึ่งเป็นวันนัดฟังคำสั่งศาลชั้นต้นไต่สวนนายบัญญัติ ก็ได้ความว่าศาลชั้นต้นหมายเรียกนายบัญญัติมาไต่สวนเนื่องจากเห็นว่าในรายงานสรุปผลการสอบสวนข้อเท็จจริงของคณะกรรมการที่ร้อยโทสุรพล นำไปยื่นต่อศาลเมื่อวันที่ 10 พฤศจิกายน 2551 ปรากฏว่านายบัญญัติอยู่ในเหตุการณ์ขณะที่นายมะยาเต็งไปให้ข้อมูลข่าวสารแก่เจ้าหน้าที่ทหารที่ฐานปฏิบัติการย่อยโรงเรียนบันนังสตาอินทรฉัตร โดยศาลชั้นต้นได้ไต่สวนพยานต่อหน้าผู้ร้อง แม้วันดังกล่าวผู้ร้องไม่มีทนายความ แต่ก็หามีเหตุอย่างใดที่จะถือได้ว่าการกระทำของศาลชั้นต้นเป็นปฏิปักษ์ต่อผู้ร้องไม่ เพราะเป็นการที่ศาลชั้นต้นดำเนินกระบวนพิจารณาเพื่อให้ได้ข้อเท็จจริงครบถ้วนอันเป็นดุลพินิจของศาลชั้นต้นที่จะใช้อำนาจสืบพยานเองโดยพลการ ตามที่ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 228 ให้อำนาจไว้ ทั้งศาลชั้นต้นย่อมมีอำนาจเต็มที่ในอันที่จะวินิจฉัยว่าพยานหลักฐานที่คู่ความนำสืบมานั้นจะเกี่ยวกับประเด็นและเป็นอันเพียงพอให้เชื่อฟังเป็นยุติได้หรือไม่ และพิพากษาคดีไปตามนั้น ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 104 วรรคหนึ่ง ประกอบประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 15 ที่ศาลชั้นต้นยกคำร้องลงวันที่ 4 ธันวาคม 2551 ของผู้ร้องที่ขอให้หมายเรียกพยานอันดับที่ 3 และอันดับที่ 6 ตามบัญชีระบุพยานเพิ่มเติมครั้งที่ 1 ของผู้ร้องเพราะเห็นว่าข้อเท็จจริงเพียงพอแก่การวินิจฉัยคดีจึงชอบแล้ว อนึ่ง เห็นควรกล่าวไว้ด้วยว่า คดีนี้เมื่อศาลชั้นต้นไต่สวนผู้ร้องเสร็จแล้ว ทนายผู้ร้องแถลงหมดพยาน แม้ศาลชั้นต้นได้พิจารณาแล้วเห็นว่าตามคำเบิกความของผู้ร้องนั้น ผู้ร้องไม่ทราบว่านายมะยาเต็งถูกผู้ใดคุมขังอยู่ที่ไหน ทำให้คำร้องของผู้ร้องไม่มีมูลมาตั้งแต่ต้น แต่ศาลชั้นต้นก็ได้หมายเรียกเจ้าหน้าที่ทหารและพยานอื่นๆ ที่เกี่ยวข้องมาไต่สวนให้ได้ความว่านายมะยาเต็งถูกคุมขังอยู่หรือไม่ โดยมิได้ยกคำร้องของผู้ร้องเสียทันที หลังจากนั้นยังอนุญาตให้ผู้ร้องยื่นบัญชีระบุเพิ่มเติมและนำพยานเข้าไต่สวนได้อีกทั้งที่ได้แถลงหมดพยานแล้ว เห็นได้ว่า ศาลชั้นต้นได้ดำเนินกระบวนพิจารณาโดยมุ่งให้ความคุ้มครองผู้ร้องภายใต้บทบัญญัติของกฎหมายอย่างเต็มที่หามีที่ใดแสดงให้เห็นว่าเป็นการเลือกปฏิบัติโดยมุ่งคุ้มครองเจ้าหน้าที่รัฐยิ่งกว่าราษฎรไม่ที่ศาลชั้นต้นหมายเรียกนายบัญญัติมาไต่สวนและยกคำร้องของผู้ร้องที่ขอให้หมายเรียกพยานบุคคลมาไต่สวนหลังจากนั้นจึงเป็นการใช้ดุลพินิจโดยชอบแล้ว ฎีกาของผู้ร้องฟังไม่ขึ้น

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.อ. ม. 15 ม. 228
ป.วิ.พ. ม. 104
ชื่อคู่ความ
ผู้ร้อง — นางซูมาอีเด๊าะ มะรานอ
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดยะลา — นายตรัสภณ ภัทรภรพงศ์
ศาลอุทธรณ์ภาค 9 — นางวราภรณ์ สหัสโพธิ์
ชื่อองค์คณะ
เปรมศักดิ์ ชื่นชวน
สุรศักดิ์ คีรีวิเชียร
สมสันต์ ศุภศาสตรสิน
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2848/2556
#537983
เปิดฉบับเต็ม

ค่าเช่าซื้อนั้นมีราคารถยนต์รวมอยู่ด้วยส่วนหนึ่ง มิใช่ค่าเช่าหรือค่าใช้รถยนต์เพียงอย่างเดียว เมื่อรถยนต์สูญหายนอกจากจะทำให้ผู้ให้เช่าซื้อไม่ได้รับรถยนต์คืนหรือไม่ได้รับค่าเช่าซื้อครบถ้วนตามสัญญาแล้ว ยังทำให้โจทก์ผู้เช่าซื้อไม่อาจได้รับกรรมสิทธิ์รถยนต์หากชำระค่าเช่าซื้อครบถ้วนด้วย แม้จะฟังว่าจำเลยทั้งสองผู้ซ่อมแซมรถยนต์แล้วรถยนต์สูญหายไปได้ชดใช้เงินให้แก่บริษัทประกันภัยที่ได้ชดใช้ค่าเสียหายให้แก่บริษัทผู้ให้เช่าซื้อไป กับให้โจทก์ผู้เช่าซื้อไปอีก 80,000 บาท ก็ตาม แต่เมื่อคำนึงถึงค่าเช่าซื้อที่โจทก์ชำระให้แก่ผู้ให้เช่าซื้อไปงวดละ 13,905 บาท รวม 16 งวด แต่โจทก์ได้รับการชดใช้ค่าเสียหายเพียง 80,000 บาท ประกอบด้วยแล้ว เห็นได้ว่า โจทก์ยังคงได้รับความเสียหายอยู่อีก จำเลยทั้งสองจึงยังคงต้องรับผิดชดใช้ค่าเสียหายในส่วนนี้ให้โจทก์อีกด้วย ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 2 กำหนดให้จำเลยทั้งสองชดใช้แก่โจทก์เพิ่มอีก 50,000 บาท นั้น เหมาะสมแล้ว

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยทั้งสองร่วมกันหรือแทนกันชำระเงิน 279,292 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปีของต้นเงิน 272,480 บาท นับถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์

จำเลยทั้งสองให้การ ขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง ค่าฤชาธรรมเนียมให้เป็นพับ

โจทก์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 2 พิพากษากลับ ให้จำเลยทั้งสองชำระเงิน 50,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับตั้งแต่วันที่ 22 ตุลาคม 2550 เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ กับให้จำเลยทั้งสองใช้ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสองศาลแทนโจทก์ตามทุนทรัพย์ที่โจทก์ชนะคดี โดยกำหนดค่าทนายความ 6,000 บาท

จำเลยทั้งสองฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงรับฟังยุติตามคำพิพากษาศาลชั้นต้นว่า จำเลยทั้งสองประมาทเลินเล่อกระทำละเมิดต่อโจทก์ คดีมีปัญหาข้อกฎหมายต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยทั้งสองว่า การชดใช้ความผิดทางละเมิดของจำเลยทั้งสองยุติลงแล้วหรือไม่ โดยจำเลยทั้งสองฎีกาว่า ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 438 วรรคสอง กำหนดให้ผู้ทำละเมิดคืนทรัพย์หรือชดใช้ราคารวมทั้งค่าเสียหายอันจะพึงบังคับให้ใช้เพื่อความเสียหายอย่างใด ๆ อันได้ก่อขึ้น ซึ่งหมายความถึงผู้ทำละเมิดต้องทำเพียงประการใดประการหนึ่ง มิใช่ทั้งสองประการ และมาตรา 439 ก็กำหนดให้ผู้ทำละเมิดที่คืนทรัพย์ให้ผู้เสียหายต้องรับผิดเพิ่มเติมอีกถ้าทรัพย์นั้นเสื่อมเสียหรือถูกทำลายลง มิได้กำหนดให้ต้องคืนทรัพย์แล้วใช้ราคาค่าสินไหมทดแทนอีก ส่วนค่าเสียหายอันจะพึงบังคับให้ใช้เพื่อความเสียหายอย่างใด อันก่อให้เกิดขึ้นตามที่กำหนดในมาตรา 438 วรรคสอง หมายถึงค่าเสียหายภายหลังจากที่รถยนต์สูญหายไปแล้ว มิใช่หมายความถึงค่าชดใช้ราคารถยนต์ที่สูญหาย เมื่อบริษัทผู้รับประกันภัยรถยนต์ชดใช้ราคารถยนต์คืนให้บริษัทผู้ให้เช่าซื้อกับชดใช้เงินให้โจทก์อีก 80,000 บาท ย่อมฟังได้ว่าโจทก์ได้รับชดใช้ค่าสินไหมทดแทนแล้ว ดังนั้นเมื่อจำเลยทั้งสองคืนทรัพย์ชดใช้ราคาทรัพย์ให้แก่บริษัทผู้รับประกันภัยซึ่งเข้าสวมสิทธิของโจทก์มาไล่เบี้ยเอาจากจำเลยทั้งสองแล้ว การชดใช้ความผิดทางละเมิดของจำเลยทั้งสองย่อมยุติลง ส่วนค่างวดรถยนต์ที่โจทก์ต้องสูญเสียไปเป็นเงินที่โจทก์มีหน้าที่ต้องชำระตามสัญญาเช่าซื้อและโจทก์ได้ใช้รถยนต์ตามสัญญาเช่าซื้อตลอดเวลาที่ชำระค่างวด เงินจำนวนดังกล่าวจึงมิใช่ค่าเสียหายอันเกิดจากการละเมิดนั้น เห็นว่า ในค่าเช่าซื้อรถยนต์นั้นมีราคารถยนต์รวมอยู่ด้วยส่วนหนึ่ง มิใช่ค่าเช่าหรือค่าใช้รถยนต์เพียงอย่างเดียว ตามสัญญาเช่าซื้อรถยนต์ ระบุจำนวนเงินค่าเช่าซื้อรวมภาษีทั้งสิ้น 667,440 บาท และข้อเท็จจริงฟังได้ว่าโจทก์ชำระค่าเช่าซื้อแล้ว 16 งวด เมื่อรถยนต์สูญหายนอกจากจะทำให้ผู้ให้เช่าซื้อไม่ได้รับรถยนต์คืนหรือไม่ได้รับค่าเช่าซื้อครบถ้วนตามสัญญาแล้ว ยังทำให้โจทก์ไม่อาจได้รับกรรมสิทธิ์รถยนต์หากชำระค่าเช่าซื้อครบถ้วนด้วย แม้จะฟังว่าจำเลยทั้งสองชดใช้เงินให้แก่บริษัทประกันภัยที่ได้ชดใช้ค่าเสียหายให้แก่บริษัทผู้ให้เช่าซื้อรถยนต์ 430,000 บาท กับให้โจทก์ 80,000 บาท แล้วก็ตาม แต่เมื่อคำนึงถึงค่าเช่าซื้อที่โจทก์ชำระให้แก่ผู้ให้เช่าซื้อแล้วถึง 16 งวดดังกล่าว แต่โจทก์ได้รับชดใช้ค่าเสียหายเพียง 80,000 บาท ประกอบด้วยแล้ว เห็นได้ว่าโจทก์ยังคงได้รับความเสียหายอยู่อีก จำเลยทั้งสองจึงยังคงต้องรับผิดชดใช้ค่าเสียหายในส่วนนี้ให้โจทก์อีกด้วย ซึ่งค่าเสียหายที่ศาลอุทธรณ์ภาค 2 กำหนดให้จำเลยทั้งสองชดใช้แก่โจทก์เพิ่มอีก 50,000 บาทนั้น เห็นว่าเหมาะสมแล้ว ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาของจำเลยทั้งสองฟังไม่ขึ้น

พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมในชั้นฎีกาให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 438 ม. 439 ม. 572
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นายตุ๊ สรหงษ์
จำเลย — บริษัทที.พี.บอร์ดี้เพนท์ 1995 จำกัด กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดพัทยา — นายประทีป ทับอัตตานนท์
ศาลอุทธรณ์ภาค 2 — นายอริยะ นาวินธรรม
ชื่อองค์คณะ
ปดารณี ลัดพลี
วิรุฬห์ แสงเทียน
แรงรณ ปริพนธ์พจนพิสุทธิ์
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2845/2556
#540898
เปิดฉบับเต็ม

การฟ้องคดีต่อศาลตามปกติย่อมเป็นการกระทำโดยชอบ เพราะเป็นการที่จำเลยใช้สิทธิของตนทางศาลอันเป็นสิ่งที่กฎหมายอนุญาต การใช้สิทธิเช่นนี้ไม่เป็นการผิดกฎหมายเว้นแต่จะปรากฏว่าจำเลยกระทำโดยไม่สุจริต

การที่โจทก์เคยร้องทุกข์ต่อพนักงานสอบสวนให้ดำเนินคดีแก่จำเลยข้อหาข่มขู่ ขู่เข็ญให้เกิดความกลัว ดูหมิ่นซึ่งหน้าและปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบ และร้องเรียนจำเลยต่อผู้บังคับบัญชาจำเลยในเรื่องเดียวกัน ย่อมมีมูลทำให้จำเลยเข้าใจได้ว่าโจทก์หมิ่นประมาทจำเลย จึงได้ฟ้องโจทก์เป็นคดีอาญาต่อศาลชั้นต้นในความผิดฐานหมิ่นประมาท มิใช่เป็นกรณีที่จำเลยปั้นเรื่องขึ้นฟ้องโจทก์แต่อย่างใด แม้ศาลจะพิพากษายกฟ้องโดยเห็นว่าการกระทำของโจทก์ไม่เป็นการหมิ่นประมาทจำเลยก็ยังไม่พอฟังว่าการกระทำของจำเลยเป็นการใช้สิทธิอันไม่สุจริตอันจะเป็นการกระทำละเมิดต่อโจทก์

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องและแก้ไขคำฟ้องขอให้บังคับจำเลยชำระเงินจำนวน 3,000,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์

จำเลยให้การขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง ค่าฤชาธรรมเนียมให้เป็นพับ

โจทก์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 3 พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ

โจทก์ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า คดีมีปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์เป็นประการแรกว่า การที่ศาลอุทธรณ์ภาค 3 ยกประเด็นว่า จำเลยทำละเมิดต่อโจทก์หรือไม่ขึ้นวินิจฉัยก่อนเป็นการวินิจฉัยนอกฟ้องนอกประเด็นหรือไม่ เห็นว่า ในปัญหาว่าจำเลยทำละเมิดต่อโจทก์หรือไม่นั้น จำเลยได้ยกปัญหานี้ขึ้นกล่าวแก้ไว้ในคำแก้อุทธรณ์ จึงเป็นประเด็นที่ศาลอุทธรณ์ภาค 3 สามารถยกขึ้นวินิจฉัยได้ คำวินิจฉัยของศาลอุทธรณ์ภาค 3 ในประเด็นนี้จึงมิใช่เป็นการวินิจฉัยนอกฟ้องนอกประเด็นตามที่โจทก์กล่าวอ้างในฎีกา ฎีกาของโจทก์ในข้อนี้ฟังไม่ขึ้น

มีปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์เป็นประการต่อไปว่า การที่จำเลยไปฟ้องร้องโจทก์เป็นคดีอาญาในข้อหาหมิ่นประมาทและไปเบิกความต่อศาลเพื่อยืนยันคำฟ้อง เป็นการทำละเมิดต่อโจทก์หรือไม่ เห็นว่า การฟ้องคดีต่อศาลนั้นตามปกติย่อมเป็นการกระทำโดยชอบ เพราะเป็นการที่จำเลยใช้สิทธิของตนทางศาลอันเป็นสิ่งที่กฎหมายอนุญาต การใช้สิทธิเช่นนี้ไม่เป็นการผิดกฎหมายแต่อย่างใด เว้นไว้แต่จะปรากฏว่าจำเลยกระทำโดยไม่สุจริต มิได้หวังผลอันเป็นธรรมดาแห่งการใช้สิทธิทางศาล หากแต่จงใจให้โจทก์ได้รับความเสียหายโดยใช้ศาลเป็นเครื่องมือ สำหรับคดีนี้ข้อเท็จจริงได้ความว่า โจทก์เคยร้องทุกข์ต่อพนักงานสอบสวนสถานีตำรวจภูธรอำเภอภูเขียวให้ดำเนินคดีแก่จำเลยในข้อหาข่มขู่ ขู่เข็ญให้เกิดความกลัว ดูหมิ่นซึ่งหน้าและปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบ ทั้งได้ร้องเรียนจำเลยต่อผู้อำนวยการสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาชัยภูมิเขต 2 ว่า จำเลยซึ่งเป็นผู้บังคับบัญชาของโจทก์ได้ข่มขู่ อาฆาตและด่าประจานโจทก์ในที่ประชุม ซึ่งการที่โจทก์ร้องทุกข์ต่อพนักงานสอบสวนและร้องเรียนจำเลยต่อผู้บังคับบัญชาของจำเลยดังกล่าวมีมูลที่จะทำให้จำเลยเข้าใจได้ว่าโจทก์หมิ่นประมาทจำเลย จึงได้ฟ้องโจทก์เป็นคดีอาญาต่อศาลชั้นต้นในความผิดฐานหมิ่นประมาท มิใช่เป็นกรณีที่จำเลยปั้นเรื่องขึ้นฟ้องโจทก์แต่อย่างใด แม้ศาลจะพิพากษายกฟ้องโดยเห็นว่า การกระทำของโจทก์ไม่เป็นการหมิ่นประมาทจำเลย แต่ข้อความที่โจทก์ยกขึ้นอ้างในการร้องทุกข์และร้องเรียนนั้น จะเป็นการหมิ่นประมาทจำเลยหรือไม่ เป็นข้อกฎหมายอันจำเลยอาจเห็นว่าเป็นข้อความหมิ่นประมาทก็ได้ จึงยังไม่พอฟังว่า การที่จำเลยฟ้องโจทก์ฐานหมิ่นประมาทนั้น เป็นการใช้สิทธิโดยไม่สุจริตอันจะเป็นการกระทำละเมิดต่อโจทก์ ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 3 พิพากษามานั้น ต้องด้วยความเห็นของศาลฎีกา ฎีกาของโจทก์ฟังไม่ขึ้น

พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมในชั้นฎีกาให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 420 ม. 421
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นางดาหวัน บุตรโยจันโท
จำเลย — นายศุภชัย ไตรณรงค์
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดภูเขียว — นายอุดม มีแสง
ศาลอุทธรณ์ภาค 3 — นายไพบูลย์ ชูโชติ
ชื่อองค์คณะ
วีระชาติ เอี่ยมประไพ
ศรีอัมพร ศาลิคุปต์
สุทธิโชค เทพไตรรัตน์
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2844/2556
#541487
เปิดฉบับเต็ม

โจทก์เป็นเจ้าหนี้ตามคำพิพากษาคดีหมายเลขแดงที่ ย.636/2544 ของศาลแพ่งกรุงเทพใต้ โจทก์นำเจ้าพนักงานบังคับคดีจังหวัดชลบุรียึดที่ดิน 4 แปลง ที่จังหวัดชลบุรี ของลูกหนี้ออกขายทอดตลาด ศาลอนุญาตให้ขายทอดตลาดที่ดิน มีการประกาศกำหนดวันขายทอดตลาด 3 ครั้ง ตามประกาศขายทอดตลาดโดยยึดถือประกาศของจำเลยที่ 1 เรื่องนโยบายการขายทอดตลาดทรัพย์สิน ในการขายทอดตลาดครั้งแรกกำหนดราคาเริ่มต้นร้อยละ 80 ของราคาประเมิน ขายแยกแปลง กำหนดไว้แปลงละ 440,000 บาท มีผู้รับมอบอำนาจโจทก์และ ส. เข้าร่วมประมูลสู้ราคา ส. ให้ราคาสูงสุดแปลงละ 2,500,000 บาท ผู้แทนจำเลยที่ 1 ในคดีดังกล่าว คัดค้านอ้างว่าราคาต่ำไป จึงงดการขาย ครั้งที่สองกำหนดราคาแปลงละ 2,500,000 บาท ไม่มีผู้ใดเข้าสู้ราคาจึงงดการขาย ก่อนกำหนดขายทอดตลาดครั้งที่สามมีประกาศของจำเลยที่ 1 เรื่องนโยบายการขายทอดตลาดทรัพย์สิน ในการขายทอดตลาดครั้งที่สามเจ้าพนักงานบังคับคดีกำหนดราคาเริ่มต้นร้อยละ 50 ของราคาประเมิน มีผู้แทนโจทก์เข้าสู้ราคาเพียงรายเดียวเสนอราคาแปลงละ 300,000 บาท รวมเป็นเงิน 1,200,000 บาท เจ้าพนักงานบังคับคดีเคาะไม้ขายทอดตลาด หลังจากนั้นผู้แทนโจทก์ทำสัญญาซื้อขายที่ดินกับจำเลยที่ 1 เมื่อโจทก์ชำระค่าซื้อที่ดินให้แก่จำเลยที่ 1 แล้วเจ้าพนักงานบังคับคดีมีหนังสือให้โจทก์ดำเนินการรับโอนที่ดินทั้งสี่แปลง ต่อมาจำเลยทั้งสองในฐานะลูกหนี้ตามคำพิพากษายื่นคำร้องขอเพิกถอนการขายทอดตลาดต่อศาลชั้นต้น โจทก์ยื่นคำร้องคัดค้าน ศาลชั้นต้นไต่สวนแล้ววินิจฉัยว่า ถือว่าเป็นความประมาทเลินเล่ออย่างร้ายแรงของเจ้าพนักงานบังคับคดี มีคำสั่งให้เพิกถอนการขายทอดตลาด โจทก์ยื่นอุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์พิพากษายืนโจทก์ยื่นคำขอรับเงินค่าซื้อที่ดินคืนและขอค่าเสียหายต่าง ๆ ที่เกิดขึ้น เจ้าพนักงานบังคับคดีมีคำสั่งให้คืนเงินที่ซื้อแก่โจทก์ แต่ยกคำร้องในส่วนค่าเสียหาย ซึ่งโจทก์ได้รับคืนเงินค่าซื้อที่ดินแล้ว

ฎีกาโจทก์ว่าจำเลยที่ 1 จะต้องรับผิดชดใช้ค่าดอกเบี้ยและค่าเสียหายต่าง ๆ ตามฟ้องโจทก์หรือไม่ เพียงใด เจ้าพนักงานบังคับคดีดำเนินการขายทอดตลาดไปตามประกาศของจำเลยที่ 1 ในเรื่องนโยบายการขายทอดตลาดทั้ง 2 ฉบับ ที่ใช้บังคับอยู่ในขณะนั้น ซึ่งในการขายทอดตลาดครั้งที่ 3 เจ้าพนักงานบังคับคดีตกลงเคาะไม้ให้โจทก์เป็นผู้ซื้อทรัพย์สินได้เมื่อโจทก์วางเงินค่าซื้อทรัพย์ครบถ้วน เจ้าพนักงานบังคับคดีก็ทำหนังสือถึงเจ้าพนักงานที่ดินจังหวัดชลบุรีจดทะเบียนโอนกรรมสิทธิ์ที่ดินให้โจทก์ หากไม่มีการเพิกถอนการขายทอดตลาดในครั้งนี้ โจทก์ก็สามารถเป็นเจ้าของทรัพย์สินและขอรับเงินจากการขายทอดตลาดมาชำระหนี้ตามคำพิพากษาได้ แสดงว่าโจทก์ยอมรับเอาการปฏิบัติหน้าที่และการตัดสินใจของเจ้าพนักงานบังคับคดีในการขายทอดตลาดครั้งนี้แล้ว เมื่อลูกหนี้เดิมซึ่งถูกยึดทรัพย์ได้ยื่นคำร้องขอเพิกถอนการขายทอดตลาดซึ่งศาลอุทธรณ์พิพากษาให้เพิกถอนการขายทอดตลาด โดยวินิจฉัยว่า ถือว่าเป็นความประมาทเลินเล่ออย่างร้ายแรงของเจ้าพนักงานบังคับคดีในการตีความประกาศของกรมบังคับคดีจนเป็นผลเสียแก่ลูกหนี้ตามคำพิพากษา โจทก์จึงต้องรับผลที่เกิดขึ้นจากการปฏิบัติหน้าที่และการตัดสินใจของเจ้าพนักงานบังคับคดีที่เกิดขึ้นในภายหลังด้วยเช่นกัน กรณียังฟังไม่ได้ว่าเจ้าพนักงานบังคับคดีประมาทเลินเล่อกระทำต่อโจทก์โดยผิดกฎหมายให้โจทก์เสียหายตาม ป.พ.พ. มาตรา 420 แต่อย่างใด หลังจากโจทก์ประมูลซื้อทรัพย์สินได้ วันดังกล่าวโจทก์ได้ทำหนังสือสัญญาซื้อขายที่ดินไว้ต่อเจ้าพนักงานบังคับคดี มีเงื่อนไขให้โจทก์ต้องปฏิบัติตามสัญญา ซึ่งในข้อ 5 ของสัญญาได้ระบุไว้ชัดเจนแล้วว่าหากศาลที่มีอำนาจในการบังคับคดีนี้ได้ชี้ขาดลงต่อมาภายหลังว่าที่ดินนั้นไม่ใช่ของจำเลยหรือเพราะเหตุอื่น ๆ ก็ดี อันเป็นเหตุให้ข้าพเจ้า (ผู้ซื้อ) ไม่ได้กรรมสิทธิ์ในที่ดินที่ซื้อ สัญญาซื้อขายนี้เป็นอันยกเลิก เมื่อเจ้าพนักงานบังคับคดีคืนเงินที่ข้าพเจ้า (ผู้ซื้อ) ได้ชำระไว้ ข้าพเจ้า (ผู้ซื้อ) จะไม่คิดดอกเบี้ยหรือค่าเสียหายแต่อย่างใด ดังนั้น เมื่อศาลอุทธรณ์พิพากษาให้เพิกถอนการขายทอดตลาด อันมีผลให้โจทก์ผู้ซื้อไม่ได้กรรมสิทธิ์ในที่ดิน 4 แปลงนี้ โจทก์จึงไม่มีสิทธิคิดดอกเบี้ยหรือค่าเสียหายจากเจ้าพนักงานบังคับคดีได้อีก ทั้งหนังสือสัญญาซื้อขายที่โจทก์จัดทำไว้กับเจ้าพนักงานบังคับคดีเป็นแบบพิมพ์ที่ผู้ซื้อทุกรายจะต้องทำไว้กับเจ้าพนักงานบังคับคดี เมื่อเจ้าพนักงานบังคับคดีไม่ใช่ลูกหนี้ของโจทก์ ดังนั้นเจ้าพนักงานบังคับคดีจึงสามารถวางข้อตกลงเกี่ยวกับความรับผิดในเรื่องดอกเบี้ยและค่าเสียหายอันอาจจะเกิดขึ้นไว้ในหนังสือสัญญาซื้อขายนี้ได้ กรณีไม่เข้าหลักเกณฑ์ตาม ป.พ.พ. มาตรา 373 ตามที่โจทก์อ้างในฎีกาแต่อย่างใด หนังสือสัญญาซื้อขายจึงไม่ตกเป็นโมฆะ จำเลยที่ 1 จึงไม่ต้องรับผิดชดใช้ค่าดอกเบี้ยและค่าเสียหายต่าง ๆ ตามฟ้องแก่โจทก์ ส่วนโจทก์จะมีสิทธิเรียกค่าธรรมเนียมการโอนได้หรือไม่ เพียงใด เป็นเรื่องที่โจทก์จะต้องไปว่ากล่าวเอาแก่หน่วยงานที่เกี่ยวข้องต่อไป

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องและแก้ไขคำฟ้องขอให้บังคับจำเลยทั้งสองร่วมกันชำระเงิน 343,926 บาท พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์

จำเลยทั้งสองให้การขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยที่ 1 ชำระเงิน 187,712.33 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี จากต้นเงินดังกล่าว นับแต่วันฟ้อง (วันที่ 10 มิถุนายน 2548) เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ กับให้ใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์โดยกำหนดค่าทนายความ 8,000 บาท ให้ยกฟ้องโจทก์สำหรับจำเลยที่ 2 ค่าฤชาธรรมเนียมระหว่างโจทก์กับจำเลยที่ 2 ให้ตกเป็นพับ

โจทก์และจำเลยที่ 1 อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษาแก้เป็นว่า ให้ยกฟ้องโจทก์สำหรับจำเลยที่ 1 ค่าฤชาธรรมเนียมระหว่างโจทก์กับจำเลยที่ 1 ในศาลชั้นต้นและชั้นอุทธรณ์ให้ตกเป็นพับ นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

โจทก์ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงเบื้องต้นรับฟังยุติว่า จำเลยที่ 1 เป็นหน่วยงานของรัฐมีฐานะเป็นนิติบุคคล มีหน้าที่ดูแลการยึด อายัด การขายทอดตลาดตามคำพิพากษา จำเลยที่ 2 เป็นข้าราชการดำรงตำแหน่งผู้อำนวยการสำนักงานบังคับคดีจังหวัดชลบุรี มีหน้าที่ทำการยึดทรัพย์และขายทอดตลาดทรัพย์สินของลูกหนี้ โจทก์เป็นเจ้าหนี้ตามคำพิพากษาคดีหมายเลขแดงที่ ย.636/2544 ของศาลแพ่งกรุงเทพใต้ โจทก์นำเจ้าพนักงานบังคับคดีจังหวัดชลบุรียึดที่ดิน 4 แปลง ตั้งอยู่ที่ตำบลแสนสุข (หนองมน) อำเภอเมืองชลบุรี (บางพระ) จังหวัดชลบุรี ของลูกหนี้ออกขายทอดตลาด ศาลอนุญาตให้ขายทอดตลาดที่ดินดังกล่าว มีการประกาศกำหนดวันขายทอดตลาด 3 ครั้ง ตามประกาศขายทอดตลาดลำดับที่ 70 โดยยึดถือประกาศของจำเลยที่ 1 เรื่องนโยบายการขายทอดตลาดทรัพย์สิน ในการขายทอดตลาดครั้งแรกกำหนดราคาเริ่มต้นร้อยละ 80 ของราคาประเมิน ขายแยกแปลง กำหนดไว้แปลงละ 440,000 บาท มีผู้รับมอบอำนาจโจทก์และนายสมพงษ์ เข้าร่วมประมูลสู้ราคา นายสมพงษ์ให้ราคาสูงสุดแปลงละ 2,500,000 บาท ผู้แทนจำเลยที่ 1 ในคดีดังกล่าว คัดค้านอ้างว่าราคาต่ำไป จึงงดการขาย ครั้งที่สองกำหนดราคาแปลงละ 2,500,000 บาท ไม่มีผู้ใดเข้าสู้ราคาจึงงดการขาย ก่อนกำหนดขายทอดตลาดครั้งที่สามมีประกาศของจำเลยที่ 1 เรื่องนโยบายการขายทอดตลาดทรัพย์สิน ในการขายทอดตลาดครั้งที่สามเจ้าพนักงานบังคับคดีกำหนดราคาเริ่มต้นร้อยละ 50 ของราคาประเมิน มีผู้แทนโจทก์เข้าสู้ราคาเพียงรายเดียวเสนอราคาแปลงละ 300,000 บาท รวมเป็นเงิน 1,200,000 บาท เจ้าพนักงานบังคับคดีเคาะไม้ขายทอดตลาด หลังจากนั้นผู้แทนโจทก์ทำสัญญาซื้อขายที่ดินกับจำเลยที่ 1 เมื่อโจทก์ชำระค่าซื้อที่ดินให้แก่จำเลยที่ 1 แล้ว เจ้าพนักงานบังคับคดีมีหนังสือให้โจทก์ดำเนินการรับโอนที่ดินทั้งสี่แปลง ต่อมาจำเลยทั้งสองในคดีดังกล่าวในฐานะลูกหนี้ตามคำพิพากษายื่นคำร้องขอเพิกถอนการขายทอดตลาดต่อศาลชั้นต้น โจทก์ยื่นคำร้องคัดค้าน ศาลชั้นต้นไต่สวนแล้ววินิจฉัยว่า ถือว่าเป็นความประมาทเลินเล่ออย่างร้ายแรงของเจ้าพนักงานบังคับคดีมีคำสั่งให้เพิกถอนการขายทอดตลาด โจทก์ยื่นอุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน โจทก์ยื่นคำขอรับเงินค่าซื้อที่ดินคืนและขอค่าเสียหายต่าง ๆ ที่เกิดขึ้น เจ้าพนักงานบังคับคดีมีคำสั่งให้คืนเงินที่ซื้อแก่โจทก์ แต่ยกคำร้องในส่วนค่าเสียหาย ซึ่งโจทก์ได้รับคืนเงินค่าซื้อที่ดินแล้ว

มีปัญหาวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ว่า จำเลยที่ 1 จะต้องรับผิดชดใช้ค่าดอกเบี้ยและค่าเสียหายต่าง ๆ ตามฟ้องให้โจทก์หรือไม่ เพียงใด เจ้าพนักงานบังคับคดีดำเนินการขายทอดตลาดไปตามประกาศของจำเลยที่ 1 ในเรื่องนโยบายการขายทอดตลาดทั้ง 2 ฉบับ ที่ใช้บังคับอยู่ในขณะนั้น ซึ่งในการขายทอดตลาดครั้งที่ 3 เจ้าพนักงานบังคับคดีตกลงเคาะไม้ให้โจทก์เป็นผู้ซื้อทรัพย์สินได้ เมื่อโจทก์วางเงินค่าซื้อทรัพย์ครบถ้วน เจ้าพนักงานบังคับคดีก็ทำหนังสือถึงเจ้าพนักงานที่ดินจังหวัดชลบุรีจดทะเบียนโอนกรรมสิทธิ์ที่ดินให้โจทก์ หากไม่มีการเพิกถอนการขายทอดตลาดในครั้งนี้ โจทก์ก็สามารถเป็นเจ้าของทรัพย์สินและขอรับเงินจากการขายทอดตลาดมาชำระหนี้ตามคำพิพากษาได้ แสดงว่าโจทก์ยอมรับเอาการปฏิบัติหน้าที่และการตัดสินใจของเจ้าพนักงานบังคับคดีในการขายทอดตลาดครั้งนี้แล้ว เมื่อลูกหนี้เดิมซึ่งถูกยึดทรัพย์ได้ยื่นคำร้องขอเพิกถอนการขายทอดตลาดซึ่งศาลอุทธรณ์พิพากษาให้เพิกถอนการขายทอดตลาด โดยวินิจฉัยว่า ถือว่าเป็นความประมาทเลินเล่ออย่างร้ายแรงของเจ้าพนักงานบังคับคดีในการตีความประกาศของกรมบังคับคดีจนเป็นผลเสียแก่ลูกหนี้ตามคำพิพากษา ดังนั้น โจทก์จึงต้องรับผลที่เกิดขึ้นจากการปฏิบัติหน้าที่และการตัดสินใจของเจ้าพนักงานบังคับคดีที่เกิดขึ้นในภายหลังด้วยเช่นกัน กรณียังฟังไม่ได้ว่าเจ้าพนักงานบังคับคดีประมาทเลินเล่อกระทำต่อโจทก์โดยผิดกฎหมายให้โจทก์เสียหายตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 420 แต่อย่างใด หลังจากโจทก์ประมูลซื้อทรัพย์สินได้ วันดังกล่าวโจทก์ได้ทำหนังสือสัญญาซื้อขายที่ดินไว้ต่อเจ้าพนักงานบังคับคดี มีเงื่อนไขให้โจทก์ต้องปฏิบัติตามสัญญาดังกล่าว ซึ่งในข้อ 5 ของสัญญาได้ระบุไว้ชัดเจนแล้วว่า หากศาลที่มีอำนาจในการบังคับคดีนี้ได้ชี้ขาดลง ต่อมาภายหลังว่าที่ดินนั้นไม่ใช่ของจำเลยหรือเพราะเหตุอื่นๆ ก็ดี อันเป็นเหตุให้ข้าพเจ้า (ผู้ซื้อ) ไม่ได้กรรมสิทธิ์ในที่ดินที่ซื้อ สัญญาซื้อขายนี้เป็นอันยกเลิก เมื่อเจ้าพนักงานบังคับคดีคืนเงินที่ข้าพเจ้า (ผู้ซื้อ) ได้ชำระไว้ ข้าพเจ้า (ผู้ซื้อ) จะไม่คิดดอกเบี้ยหรือค่าเสียหายแต่อย่างใด ดังนั้น เมื่อศาลอุทธรณ์พิพากษาให้เพิกถอนการขายทอดตลาด อันมีผลให้โจทก์ผู้ซื้อไม่ได้กรรมสิทธิ์ในที่ดิน 4 แปลงนี้ โจทก์จึงไม่มีสิทธิคิดดอกเบี้ยหรือค่าเสียหายจากเจ้าพนักงานบังคับคดีได้อีก ทั้งหนังสือสัญญาซื้อขายที่โจทก์จัดทำไว้กับเจ้าพนักงานบังคับคดีดังกล่าวเป็นแบบพิมพ์ที่ผู้ซื้อทุกรายจะต้องทำไว้กับเจ้าพนักงานบังคับคดี เมื่อเจ้าพนักงานบังคับคดีไม่ใช่ลูกหนี้ของโจทก์ ดังนั้นเจ้าพนักงานบังคับคดีจึงสามารถวางข้อตกลงเกี่ยวกับความรับผิดในเรื่องดอกเบี้ยและค่าเสียหายอันอาจอาจจะเกิดขึ้นไว้ในหนังสือสัญญาซื้อขายนี้ได้ กรณีไม่เข้าหลักเกณฑ์ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 373 ตามที่โจทก์อ้างในฎีกาแต่อย่างใด หนังสือสัญญาซื้อขายดังกล่าวจึงไม่ตกเป็นโมฆะ จำเลยที่ 1 จึงไม่ต้องรับผิดชดใช้ค่าดอกเบี้ยและค่าเสียหายต่าง ๆ ตามฟ้องแก่โจทก์ ส่วนโจทก์จะมีสิทธิเรียกค่าธรรมเนียมการโอนได้หรือไม่ เพียงใด เป็นเรื่องที่โจทก์จะต้องไปว่ากล่าวเอาแก่หน่วยงานที่เกี่ยวข้องต่อไป ที่ศาลอุทธรณ์พิพากษามา ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาของโจทก์ฟังไม่ขึ้น

พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 420 ม. 373
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นายกอบเกียรติหรือชัยธวัฒน์ เทพชะนะกุล
จำเลย — กรมบังคับคดี กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลแพ่งธนบุรี — นายสันติ ฉ่ำแฉล้ม
ศาลอุทธรณ์ — นายดุสิต ฉิมพลีย์
ชื่อองค์คณะ
วิจิตร วิสุชาติ
พินิจ สายสอาด
สุรศักดิ์ วิมลรัตน์
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2812/2556
#554974
เปิดฉบับเต็ม

โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยในความผิดฐานฆ่าผู้อื่นโดยเจตนา จำเลยให้การต่อสู้อ้างเหตุป้องกัน ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้องโจทก์โดยวินิจฉัยว่า การกระทำของจำเลยเป็นการป้องกันพอสมควรแก่เหตุ อันถือได้ว่าเป็นการป้องกันโดยชอบด้วยกฎหมายตาม ป.อ. มาตรา 68 โจทก์อุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์ภาค 2 พิพากษากลับว่า จำเลยมีความผิดตาม ป.อ. มาตรา 288 ประกอบมาตรา 69 โดยวินิจฉัยว่า การกระทำของจำเลยเป็นการกระทำที่ป้องกันเกินสมควรแก่เหตุและเกินกว่ากรณีแห่งความจำเป็น จึงเป็นกรณีที่ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ภาค 2 ยกฟ้องโจทก์ในความผิดฐานฆ่าผู้อื่นโดยเจตนาโดยมิได้กระทำเพื่อป้องกันสิทธิของตนตาม ป.อ. มาตรา 288 โดยเห็นว่าการกระทำของจำเลยเป็นการป้องกัน โจทก์จึงฎีกาขอให้ลงโทษจำเลยในความผิดฐานฆ่าผู้อื่นโดยเจตนาโดยอ้างว่าการกระทำของจำเลยมิได้เป็นการกระทำเพื่อป้องกันอีกไม่ได้ ต้องห้ามตาม ป.วิ.อ. มาตรา 220

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 288

จำเลยให้การปฏิเสธ แต่เมื่อสืบพยานโจทก์ไปบ้างแล้ว จำเลยขอถอนคำให้การเดิม และให้การใหม่อ้างเหตุป้องกัน

ศาลชั้นต้นพิจารณาแล้ว พิพากษายกฟ้อง

โจทก์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 2 พิพากษากลับว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 288 ประกอบมาตรา 69 จำคุก 3 ปี ลดโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 ให้หนึ่งในสาม คงจำคุก 2 ปี

โจทก์ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า คดีนี้โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยในความผิดฐานฆ่าผู้อื่นโดยเจตนา จำเลยให้การต่อสู้อ้างเหตุป้องกัน ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้องโจทก์โดยวินิจฉัยว่า การกระทำของจำเลยเป็นการป้องกันพอสมควรแก่เหตุ อันถือได้ว่าเป็นการป้องกันโดยชอบด้วยกฎหมายตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 68 โจทก์อุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์ภาค 2 พิพากษากลับว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 288 ประกอบมาตรา 69 โดยวินิจฉัยว่า การกระทำของจำเลยเป็นการกระทำที่ป้องกันเกินสมควรแก่เหตุและเกินกว่ากรณีแห่งความจำเป็น จึงเป็นกรณีที่ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ภาค 2 ยกฟ้องโจทก์ในความผิดฐานฆ่าผู้อื่นโดยเจตนาโดยมิได้กระทำเพื่อป้องกันสิทธิของตนตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 288 โดยเห็นว่าการกระทำของจำเลยเป็นการป้องกัน โจทก์จึงฎีกาขอให้ลงโทษจำเลยในความผิดฐานฆ่าผู้อื่นโดยเจตนา โดยอ้างว่าการกระทำของจำเลยมิได้เป็นการกระทำเพื่อป้องกันอีกไม่ได้ ต้องห้ามตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 220 ที่ศาลชั้นต้นสั่งรับฎีกาโจทก์ เป็นการไม่ชอบ ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัย

พิพากษายกฎีกาโจทก์
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.อ. ม. 288 ม. 68 ม. 69
ป.วิ.อ. ม. 220
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการจังหวัดจันทบุรี
จำเลย — นางสาวสมาพร ยินดี
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดจันทบุรี — นายมารุดา เป้าประยูร
ศาลอุทธรณ์ภาค 2 — นายสมบูรณ์ จิตพัฒนากุล
ชื่อองค์คณะ
แรงรณ ปริพนธ์พจนพิสุทธิ์
ปดารณี ลัดพลี
พันธุ์เลิศ บุญเลี้ยง
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา