คำพิพากษา คำสั่งคำร้องและคำวินิจฉัยศาลฎีกา

ทั้งหมด 133,243 รายการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3806/2556
#554885
เปิดฉบับเต็ม

การที่จำเลยที่ 1 และที่ 2 ยื่นบัญชีระบุพยานเพิ่มเติมครั้งที่ 3 และคำร้องขอส่งเอกสารไปตรวจพิสูจน์ก่อนแถลงหมดพยาน จำเลยดังกล่าวย่อมมีสิทธิทำได้เพราะในส่วนของการยื่นบัญชีระบุพยานเพิ่มเติมของจำเลยที่ 1 และที่ 2 สามารถยื่นได้ก่อนฝ่ายจำเลยจะสืบพยานเสร็จ การที่ศาลชั้นต้นอนุญาตให้จำเลยดังกล่าวยื่นบัญชีระบุพยานเพิ่มเติมครั้งที่ 3 จึงชอบแล้ว แต่การขอส่งพยานเอกสารดังกล่าวไปตรวจพิสูจน์เป็นคนละส่วนที่สามารถแยกพิจารณาจากกันได้ ทั้งผลการตรวจพิสูจน์เป็นเพียงความเห็นของผู้ตรวจพิสูจน์ที่ศาลต้องใช้ดุลพินิจในการรับฟังว่าสมควรเชื่อหรือไม่เพียงใด หาใช่บังคับให้ศาลต้องรับฟังข้อเท็จจริงตามผลการตรวจพิสูจน์ จึงเป็นดุลพินิจศาลในการจะอนุญาตให้ส่งเอกสารไปตรวจพิสูจน์ตามคำร้องขอของคู่ความโดยพิจารณาว่าจะเป็นประโยชน์แก่คดีหรือไม่เพียงใด และต้องพิจารณาความเหมาะสมโดยคำนึงถึงคู่ความทุกฝ่ายด้วย หาใช่พิจารณาความต้องการของคู่ความฝ่ายใดฝ่ายเดียวไม่

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยทั้งสามตามพระราชบัญญัติว่าด้วยความผิดอันเกิดจากการใช้เช็ค พ.ศ.2534 มาตรา 4 ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83, 91

ศาลชั้นต้นไต่สวนมูลฟ้องแล้ว มีคำสั่งให้ประทับฟ้องจำเลยทั้งสามในความผิดฐานร่วมกันสั่งจ่ายเช็คธนาคารกรุงเทพ จำกัด (มหาชน) สาขาสำเพ็ง 44 ฉบับ ยกฟ้องความผิดฐานร่วมกันสั่งจ่ายเช็คธนาคารทหารไทย จำกัด (มหาชน) สาขาย่อยถนนสามัคคี 20 ฉบับ เนื่องจากมิใช่คดีที่อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลชั้นต้น

จำเลยทั้งสามให้การปฏิเสธ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยทั้งสามมีความผิดตามพระราชบัญญัติว่าด้วยความผิดอันเกิดจากการใช้เช็ค พ.ศ.2534 มาตรา 4 ประกอบประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83 การกระทำของจำเลยทั้งสามเป็นความผิดหลายกรรมต่างกัน ลงโทษทุกกรรมเป็นกระทงความผิดไป ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 ปรับจำเลยที่ 1 กระทงละ 10,000 บาท และจำคุกจำเลยที่ 2 และที่ 3 คนละ 2 เดือน ต่อ 1 กระทง รวม 30 กระทง รวมโทษปรับจำเลยที่ 1 เป็นเงิน 300,000 บาท จำคุกจำเลยที่ 2 และที่ 3 คนละ 60 เดือน หากจำเลยที่ 1 ไม่ชำระค่าปรับให้จัดการตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 29 ยกฟ้องโจทก์สำหรับเช็คฉบับที่ 1 เลขที่เช็ค 4160653 เช็คฉบับที่ 2 เลขที่เช็ค 4160654 เช็คฉบับที่ 3 เลขที่เช็ค 4160655 เช็คฉบับที่ 4 เลขที่เช็ค 4160656 เช็คฉบับที่ 5 เลขที่เช็ค 4160657 เช็คฉบับที่ 11 เลขที่เช็ค 4160665 เช็คฉบับที่ 12 เลขที่เช็ค 4160666 เช็คฉบับที่ 13 เลขที่เช็ค 4160667 เช็คฉบับที่ 14 เลขที่เช็ค 4160668 เช็คฉบับที่ 21 เลขที่เช็ค 4186440 เช็คฉบับที่ 22 เลขที่เช็ค 4186441 เช็คฉบับที่ 33 เลขที่เช็ค 4217151 เช็คฉบับที่ 34 เลขที่เช็ค 4217152 และเช็คฉบับที่ 35 เลขที่เช็ค 4217153

จำเลยทั้งสามอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน

จำเลยทั้งสามฎีกา โดยผู้พิพากษาซึ่งพิจารณาและลงชื่อในคำพิพากษาศาลชั้นต้น อนุญาตให้ฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ที่จำเลยทั้งสามฎีกาประการแรกว่า เมื่อศาลชั้นต้นอนุญาตให้ฝ่ายจำเลยยื่นบัญชีระบุพยานเพิ่มเติมครั้งที่ 3 ลงวันที่ 11 ธันวาคม 2546 โดยอันดับที่ 1 และที่ 2 ขอส่งเอกสารไปตรวจพิสูจน์เรื่องมีการพิมพ์ข้อความเพิ่มเติมภายหลังจำเลยที่ 2 ลงชื่อและประทับตราในกระดาษเปล่าหรือไม่ กับลายมือชื่อจำเลยที่ 2 และใบสำคัญจ่าย (สีเขียว) ปลอมหรือไม่แล้ว จำเลยที่ 1 และที่ 2 ย่อมมีสิทธิส่งเอกสารดังกล่าวไปตรวจพิสูจน์ การที่ศาลมีคำสั่งยกคำร้องฉบับลงวันที่วันเดียวกันที่ขอส่งเอกสารดังกล่าวไปตรวจพิสูจน์เป็นการไม่ชอบ ขอให้ศาลฎีกามีคำสั่งเพิกถอนคำสั่งศาลชั้นต้นที่ยกคำร้อง แล้วให้ศาลชั้นต้นส่งเอกสารดังกล่าวไปตรวจพิสูจน์ แล้วพิจารณาพิพากษาใหม่ นั้น เห็นว่า การที่จำเลยที่ 1 และที่ 2 ยื่นบัญชีระบุพยานเพิ่มเติมครั้งที่ 3 และคำร้องขอส่งเอกสารไปตรวจพิสูจน์เมื่อวันที่ 11 ธันวาคม 2546 ก่อนแถลงหมดพยาน จำเลยดังกล่าวย่อมมีสิทธิทำได้เพราะในส่วนของการยื่นบัญชีระบุพยานเพิ่มเติมของจำเลยที่ 1 และที่ 2 สามารถยื่นได้ก่อนฝ่ายจำเลยจะสืบพยานเสร็จ การที่ศาลชั้นต้นอนุญาตให้จำเลยดังกล่าวยื่นบัญชีพยานเพิ่มเติมครั้งที่ 3 จึงชอบแล้ว แต่การขอส่งพยานเอกสารดังกล่าวไปตรวจพิสูจน์เป็นคนละส่วนที่สามารถแยกพิจารณาจากกันได้ ทั้งผลการตรวจพิสูจน์เป็นเพียงความเห็นของผู้ตรวจพิสูจน์ที่ศาลต้องใช้ดุลพินิจในการรับฟังว่าสมควรเชื่อหรือไม่เพียงใด หาใช่บังคับให้ศาลต้องรับฟังข้อเท็จจริงตามผลการตรวจพิสูจน์ จึงเป็นดุลพินิจศาลในการจะอนุญาตให้ส่งเอกสารไปตรวจพิสูจน์ตามคำร้องขอของคู่ความโดยพิจารณาว่าจะเป็นประโยชน์แก่คดีหรือไม่เพียงใด และต้องพิจารณาความเหมาะสมโดยคำนึงถึงคู่ความทุกฝ่ายด้วย หาใช่พิจารณาความต้องการของคู่ความฝ่ายใดฝ่ายเดียวไม่ ดังนั้นเมื่อฝ่ายจำเลยขอส่งเอกสารไปตรวจพิสูจน์ในเรื่องดังกล่าวที่ศาลสามารถพิจารณาได้เองอยู่แล้วในวันนัดสืบพยานฝ่ายจำเลยครั้งสุดท้ายของการนัดพิจารณาคดีต่อเนื่องที่มีนัดฟังคำพิพากษาไว้ด้วย ทั้งก่อนหน้านี้ก็มีการขอเลื่อนคดีเพราะเหตุฝ่ายจำเลยหลายครั้ง พฤติการณ์ย่อมส่อไปในทางประวิงคดีเพราะหากศาลอนุญาตก็ไม่รู้ว่าจะทำการตรวจพิสูจน์เสร็จและนัดฟังคำพิพากษาได้อีกเมื่อใดซึ่งคงต้องใช้เวลานาน ที่ศาลชั้นต้นไม่อนุญาตจึงเป็นการใช้ดุลพินิจที่ชอบแล้ว ไม่มีเหตุที่จะเพิกถอนคำสั่งแล้วให้ศาลชั้นต้นดำเนินการส่งเอกสารไปตรวจพิสูจน์ตามคำร้องจำเลยที่ 1 และที่ 2 ข้างต้นแล้วพิจารณาพิพากษาใหม่ ฎีกาของจำเลยทั้งสามส่วนนี้ฟังไม่ขึ้น

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ. ม. 99 ม. 129
ป.วิ.อ. ม. 15
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นายเลิศ เครือวงศ์วานิช กับพวก
จำเลย — ห้างหุ้นส่วนจำกัด อุตสาหกรรมผ้านวมไทย กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลแขวงปทุมวัน — นายกำธร พรหมขุนทอง
ศาลอุทธรณ์ — นายอาคม รุ่งแจ้ง
ชื่อองค์คณะ
ถมรัตน์ เลิศไพรวัน
วัส ติงสมิตร
ธีระพงศ์ จิระภาค
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3805/2556
#538085
เปิดฉบับเต็ม

การที่ผู้จะถูกริบทรัพย์ ถูกศาลอุทธรณ์พิพากษาถึงที่สุดว่ากระทำความผิดฐานมีวัตถุออกฤทธิ์ในประเภท 2 (อีเฟดรีน และ เพโมลีน) ไว้ในครอบครองเพื่อขาย ซึ่งเป็นกรรมเดียวเป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบท ลงโทษตาม พ.ร.บ.วัตถุที่ออกฤทธิ์ต่อจิตและประสาท พ.ศ.2518 มาตรา 13 ทวิ วรรคหนึ่ง, 89 ซึ่งเป็นบทที่มีโทษหนักที่สุด ดังนี้ การมีวัตถุออกฤทธิ์ในประเภท 2 ไว้ในครอบครองเพื่อขาย จึงอยู่ในความหมายของความผิดเกี่ยวกับยาเสพติดตาม พ.ร.บ.มาตรการในการปราบปรามผู้กระทำความผิดเกี่ยวกับยาเสพติด พ.ศ.2534 มาตรา 3

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
คดีสาขาทั้งสองสำนวนนี้ ศาลชั้นต้นพิจารณาและพิพากษารวมกัน โดยเรียกผู้จะถูกริบทรัพย์ทั้งสี่ในคดีสาขาที่ 1 ว่าผู้จะถูกริบทรัพย์ที่ 1 ถึงที่ 4 ตามลำดับ เรียกผู้จะถูกริบทรัพย์ในคดีสาขาที่ 2 ว่าผู้จะถูกริบทรัพย์ที่ 5 และที่ 6 ตามลำดับ

ผู้ร้องยื่นคำร้องทั้งสองสำนวนเป็นใจความขอให้มีคำสั่งริบทรัพย์สินสิทธิเรียกร้อง ดอกผล และดอกเบี้ยจากทรัพย์สินดังกล่าว ทรัพย์สินที่เปลี่ยนสภาพไปเป็นกรรมสิทธิ์ในห้องชุดให้ตกเป็นของกองทุนป้องกันและปราบปรามยาเสพติด ตามพระราชบัญญัติมาตรการในการปราบปรามผู้กระทำความผิดเกี่ยวกับยาเสพติด พ.ศ.2534 มาตรา 29, 31

ศาลชั้นต้นได้สั่งให้ประกาศในหนังสือพิมพ์ตามกฎหมายแล้ว

ผู้จะถูกริบทรัพย์ที่ 1 ถึงที่ 4 ยื่นคำคัดค้านขอให้ยกคำร้อง และคืนทรัพย์สินทั้งหมดให้แก่ผู้จะถูกริบทรัพย์ที่ 1 ถึงที่ 4

ผู้จะถูกริบทรัพย์ที่ 5 และที่ 6 ยื่นคำคัดค้านทำนองเดียวกันขอให้ยกคำร้องและปล่อยทรัพย์สินที่ยึด

ผู้คัดค้านที่ 1 ยื่นคำคัดค้านขอให้ยกคำร้อง เฉพาะทรัพย์รายการที่ 8 คือบัญชีเงินฝากประจำ ธนาคารไทยพาณิชย์ จำกัด (มหาชน) สาขาพลับพลาไชย เลขที่ 057 - 1 - 02289 - 4 ในชื่อของผู้จะถูกริบทรัพย์ที่ 1 ยอดเงินคงเหลือ 21,187,576.83 บาท พร้อมดอกเบี้ยทรัพย์สินดังกล่าวหรือสั่งริบโดยให้มีภาระจำนำสิทธิการรับเงินฝากของผู้คัดค้านที่ 1 ไว้จะได้บังคับจำนำต่อไป

ผู้คัดค้านที่ 2 ยื่นคำคัดค้านขอให้มีคำสั่งคืนทรัพย์สินของผู้จะถูกริบทรัพย์ที่ 3 รายการที่ 54 ที่ดินโฉนดเลขที่ 121806 เลขที่ดิน 5390 ตำบลบางแคเหนือ อำเภอภาษีเจริญ กรุงเทพมหานคร เนื้อที่ 60 ตารางวาเศษ พร้อมสิ่งปลูกสร้างอาคารพาณิชย์ดังกล่าวให้แก่ผู้คัดค้านที่ 2

ศาลชั้นต้นมีคำสั่งให้ริบทรัพย์สินทั้ง 99 รายการ ของผู้จะถูกริบทรัพย์ทั้งหก ตามคำสั่งคณะกรรมการตรวจสอบทรัพย์สินที่ 23/2538 24/2538 และ 78/2538 ให้ตกเป็นของกองทุนป้องกันและปราบปรามยาเสพติด

ผู้จะถูกริบทรัพย์ที่ 1 ถึงที่ 6 และผู้คัดค้านที่ 2 อุทธรณ์

ระหว่างพิจารณาของศาลอุทธรณ์ ผู้คัดค้านที่ 2 ถึงแก่กรรม นางดรุณียื่นคำร้องขอเข้าเป็นคู่ความแทนผู้คัดค้านที่ 2 ศาลอุทธรณ์มีคำสั่งอนุญาต

ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน

ผู้จะถูกริบทรัพย์ที่ 1 ถึงที่ 6 และผู้คัดค้านที่ 2 ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงเบื้องต้นรับฟังเป็นยุติว่า ผู้จะถูกริบทรัพย์ที่ 1 เป็นสามีชอบด้วยกฎหมายของผู้จะถูกริบทรัพย์ที่ 2 ส่วนผู้จะถูกริบทรัพย์ที่ 3 และที่ 4 อยู่กินด้วยกันฉันสามีภริยา สำหรับผู้จะถูกริบทรัพย์ที่ 5 เป็นสามีชอบด้วยกฎหมายของผู้จะถูกริบทรัพย์ที่ 6 เมื่อวันที่ 22 มิถุนายน 2537 ผู้ร้องยื่นฟ้องผู้จะถูกริบทรัพย์ที่ 1 ที่ 3 และที่ 5 กับนายสมเกียรติ เป็นจำเลยต่อศาลชั้นต้นในคดีอาญาหมายเลขแดงที่ 4196/2541 โดยฟ้องผู้จะถูกริบทรัพย์ที่ 1 และที่ 3 ฐานร่วมกันมีอีเฟดรีนอันเป็นวัตถุออกฤทธิ์ประเภท 2 น้ำหนักรวม 199.7 กิโลกรัม คำนวณเป็นสารบริสุทธิ์ได้ 189.1 กิโลกรัม ไว้ในครอบครองเพื่อขาย และฟ้องผู้จะถูกริบทรัพย์ที่ 5 ฐานมีอีเฟรดรีนอันเป็นวัตถุออกฤทธิ์ประเภท 2 น้ำหนักรวม 199.7 กิโลกรัม คำนวณเป็นสารบริสุทธิ์ได้ 189.1 กิโลกรัม ไว้ในครอบครองเพื่อขายและขาย ฐานมีอีเฟรดรีนอันเป็นวัตถุออกฤทธิ์ประเภท 2 น้ำหนักรวม 1,205.75 กิโลกรัม คำนวณเป็นสารบริสุทธิ์ได้ 1,152.4 กิโลกรัม ไว้ในครอบครองเพื่อขาย และฐานมีเพโมลีนอันเป็นวัตถุออกฤทธิ์ประเภท 2 น้ำหนักรวม 728.21 กิโลกรัม ไว้ในครอบครองเพื่อขาย สำหรับคดีเกี่ยวกับผู้จะถูกริบทรัพย์ที่ 1 และที่ 5 ถึงที่สุดตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ที่ให้ลงโทษจำคุกคนละ 13 ปี 4 เดือน ส่วนคดีเกี่ยวกับผู้จะถูกริบทรัพย์ที่ 3 ถึงที่สุดตามคำพิพากษาศาลฎีกาที่พิพากษายืนตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ให้ลงโทษจำคุก 13 ปี 4 เดือน ตามคำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3497/2543

มีปัญหาวินิจฉัยตามฎีกาของผู้จะถูกริบทรัพย์ที่ 5 และที่ 6 ว่า ความผิดที่ผู้จะถูกริบทรัพย์ที่ 5 ถูกศาลลงโทษอยู่ในความหมายของความผิดเกี่ยวกับยาเสพติดตามพระราชบัญญัติมาตรการในการปราบปรามผู้กระทำความผิดเกี่ยวกับยาเสพติด พ.ศ.2534 มาตรา 3 หรือไม่ โดยผู้จะถูกริบทรัพย์ที่ 5 และที่ 6 ฎีกาว่า ในคดีที่ผู้จะถูกริบทรัพย์ที่ 5 ถูกศาลลงโทษนั้น ศาลอุทธรณ์พิพากษาลงโทษผู้จะถูกริบทรัพย์ที่ 5 ในความผิดฐานมีไว้ในครอบครองเท่านั้น จึงไม่อยู่ในความหมายของความผิดเกี่ยวกับยาเสพติดตามบทกฎหมายดังกล่าวนั้น เห็นว่า ในคดีอาญาหมายเลขแดงที่ 4196/2541 ศาลอุทธรณ์มีคำพิพากษาถึงที่สุดสำหรับผู้จะถูกริบทรัพย์ที่ 5 ว่า ผู้จะถูกริบทรัพย์ที่ 5 กระทำความผิดฐานมีวัตถุออกฤทธิ์ในประเภท 2 ไว้ในครอบครองเพื่อขาย ซึ่งเป็นกรรมเดียวเป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบท ลงโทษตามพระราชบัญญัติวัตถุที่ออกฤทธิ์ต่อจิตและประสาท พ.ศ.2518 มาตรา 13 ทวิ วรรคหนึ่ง, 89 ซึ่งเป็นบทที่มีโทษหนักที่สุด การมีวัตถุออกฤทธิ์ในประเภท 2 ไว้ในครอบครองเพื่อขายจึงอยู่ในความหมายของความผิดเกี่ยวกับยาเสพติดตามพระราชบัญญัติมาตรการในการปราบปรามผู้กระทำความผิดเกี่ยวกับยาเสพติด พ.ศ.2534 มาตรา 3 ฎีกาข้อนี้ของผู้จะถูกริบทรัพย์ที่ 5 และที่ 6 ฟังไม่ขึ้นเช่นกัน

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.มาตรการในการปราบปรามผู้กระทำความผิดเกี่ยวกับยาเสพติด พ.ศ.2534 ม. 3 ม. 27 วรรคสอง
ชื่อคู่ความ
ผู้ร้อง — พนักงานอัยการ สำนักงานอัยการสูงสุด
ผู้คัดค้าน — ธนาคารไทยพาณิชย์ จำกัด (มหาชน) กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลอาญาธนบุรี — นายสมเกียรติ ตั้งสกุล
ศาลอุทธรณ์ — นางสาวประภาพรรณ อุดมจรรยา
ชื่อองค์คณะ
สุทธิโชค เทพไตรรัตน์
ศรีอัมพร ศาลิคุปต์
นพพร โพธิรังสิยากร
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3782/2556
#537978
เปิดฉบับเต็ม

ถ. ทำสัญญาค้ำประกันหนี้ของจำเลยที่ 1 และเป็นผู้รับอาวัลตั๋วสัญญาใช้เงินที่จำเลยที่ 1 ออกให้แก่โจทก์ไว้ต่อโจทก์ด้วย แม้หนี้งวดแรกตามบันทึกข้อตกลงที่จำเลยที่ 1 จะต้องชำระให้แก่โจทก์ในวันที่ 16 พฤษภาคม 2544 ยังไม่ถึงกำหนดชำระก็ตาม ถ. ก็มีความความผูกพันในฐานะผู้รับอาวัลตั๋วสัญญาใช้เงินที่จะต้องชำระหนี้ให้แก่โจทก์ หากจำเลยที่ 1 ผิดนัด และถึงแม้จำเลยที่ 1 จะผิดนัดหลังจาก ถ. ถึงแก่กรรมแล้ว การรับอาวัลตั๋วสัญญาใช้เงินก็ยังไม่ระงับสิ้นไปเพราะเหตุผู้รับอาวัลตั๋วสัญญาใช้เงินถึงแก่กรรม ความรับผิดในฐานะผู้รับอาวัลตั๋วสัญญาใช้เงินย่อมเป็นมรดกตกทอดแก่ทายาทโดยธรรมของ ถ. ดังนั้น จำเลยที่ 3 ที่ 5 และที่ 6 ในฐานะทายาทโดยธรรมของ ถ. จึงต้องร่วมกันรับผิดกับจำเลยที่ 1 ชำระหนี้ให้แก่โจทก์ แต่ทั้งนี้จำเลยที่ 3 ที่ 5 และที่ 6 ต้องร่วมรับผิดกับจำเลยที่ 1 ไม่เกินกว่าทรัพย์มรดกที่จำเลยที่ 3 ที่ 5 และที่ 6 ได้รับจากกองมรดกของ ถ. ตาม ป.พ.พ. มาตรา 1601

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องและแก้ไขคำฟ้องขอให้บังคับจำเลยทั้งหกร่วมกันชำระเงิน 45,713,989.53 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 15 ต่อปี จากต้นเงิน 41,257,534.25 บาท นับถัดจากวันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์

จำเลยทั้งหกให้การขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยที่ 1 ชำระหนี้ 41,257,534.25 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 13.5 ต่อปี จากต้นเงิน 40,000,000 บาท นับแต่วันที่ 17 พฤศจิกายน 2543 ถึงวันที่ 16 พฤษภาคม 2544 ดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 15 ต่อปี นับแต่วันที่ 17 พฤษภาคม 2544 จนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ ให้จำเลยที่ 1 ใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ โดยกำหนดค่าทนายความ 80,000 บาท คำขออื่นให้ยก ยกฟ้องสำหรับจำเลยที่ 2 ถึงที่ 6 ค่าฤชาธรรมเนียมระหว่างโจทก์กับจำเลยที่ 2 ถึงที่ 6 ให้เป็นพับ

โจทก์อุทธรณ์

ระหว่างอยู่ในระยะเวลาอุทธรณ์ จำเลยที่ 1 ขอขยายระยะเวลายื่นอุทธรณ์ ศาลชั้นต้นมีคำสั่งไม่อนุญาต

จำเลยที่ 1 อุทธรณ์คำสั่ง

ศาลอุทธรณ์พิพากษาแก้เป็นว่า ให้จำเลยที่ 3 ที่ 5 และที่ 6 ในฐานะทายาทโดยธรรมของนายถนอมร่วมกับจำเลยที่ 1 ชำระเงิน 41,257,534.25 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 13.5 ต่อปี จากต้นเงิน 40,000,000 บาท นับแต่วันที่ 17 พฤศจิกายน 2543 ถึงวันที่ 16 พฤษภาคม 2544 ดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 15 ต่อปี นับแต่วันที่ 17 พฤษภาคม 2544 จนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ ให้จำเลยที่ 3 ที่ 5 และที่ 6 ในฐานะทายาทโดยธรรมของนายถนอมร่วมกันใช้ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์แทนโจทก์ โดยกำหนดค่าทนายความ 40,000 บาท ค่าฤชาธรรมเนียมระหว่างโจทก์กับจำเลยที่ 1 ให้เป็นพับ นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาและคำสั่งศาลชั้นต้น

จำเลยที่ 3 ที่ 5 และที่ 6 ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงฟังยุติโดยไม่มีคู่ความฝ่ายใดฎีกาโต้แย้งว่า เดิมบริษัทโมเดอร์นโฮม ดีเวลลอปเม้นท์ จำกัด (มหาชน) เป็นลูกหนี้บริษัทเงินทุนและบริษัทเงินทุนหลักทรัพย์รวม 15 แห่ง สถาบันการเงินดังกล่าวถูกระงับการดำเนินการ องค์การเพื่อการปฏิรูประบบสถาบันการเงิน หรือ ปรส. นำสินทรัพย์ต่าง ๆ รวมทั้งสิทธิเรียกร้องที่มีต่อบริษัทโมเดอร์นโฮม ดีเวลลอปเม้นท์ จำกัด (มหาชน) ออกขายเพื่อชำระบัญชี โจทก์เป็นผู้ซื้อได้ ต่อมาวันที่ 23 สิงหาคม 2543 บริษัทโมเดอร์นโฮม ดีเวลลอปเม้นท์ จำกัด (มหาชน) ทำความตกลงเกี่ยวกับการชำระหนี้แก่โจทก์โดยยอมรับว่าคงค้างชำระหนี้ ณ วันที่ 31 ธันวาคม 2541 เป็นเงิน 1,274,203,265.77 บาท ยอมเสียดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 13.5 ต่อปี จากต้นเงิน 1,018,456,916.98 บาท นับแต่วันที่ 31 ธันวาคม 2541 จนกว่าจะชำระเสร็จ โดยตกลงโอนทรัพย์สินที่เป็นหลักประกันเดิมบางส่วนให้โจทก์หักหนี้ตามราคาที่กำหนด โดยมีนายถนอมเป็นผู้ค้ำประกันตามสัญญาปรับปรุงโครงสร้างหนี้ หลังจากนั้นบริษัทโมเดอร์นโฮม ดีเวลลอปเม้นท์ จำกัด (มหาชน) ยื่นคำร้องขอฟื้นฟูกิจการ ศาลล้มละลายกลางมีคำสั่งเมื่อวันที่ 25 กันยายน 2543 ให้บริษัทดังกล่าวฟื้นฟูกิจการ ต่อมาเมื่อวันที่ 16 พฤศจิกายน 2543 จำเลยที่ 1 ทำบันทึกข้อตกลงกับโจทก์โดยจำเลยที่ 1 ประสงค์จะรับผิดอย่างลูกหนี้ร่วมกับบริษัทโมเดอร์นโฮม ดีเวลลอปเม้นท์ จำกัด (มหาชน) โดยรับภาระที่จะดำเนินการโอนกรรมสิทธิ์ทรัพย์สินตีใช้หนี้ยอดเงินจำนวน 165,846,640 บาท โดยจำเลยที่ 1 จะดำเนินการให้บริษัทดังกล่าวชำระหนี้เป็นเงินสดแก่โจทก์จำนวน 60,000,000 บาท และโอนกรรมสิทธิ์ทรัพย์สินอีกส่วนหนึ่งตีใช้หนี้ จำเลยที่ 1 ตกลงชำระหนี้แก่โจทก์จำนวน 40,000,000 บาท แบ่งชำระ 7 งวด งวดละ 1 ปี เริ่มงวดแรกในปีที่สี่นับแต่วันที่ทำบันทึกข้อตกลงกำหนดชำระให้เสร็จภายใน 120 เดือน นับแต่วันทำบันทึกข้อตกลง จำเลยที่ 1 ตกลงชำระดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 13.5 ต่อปี จากต้นเงิน 40,000,000 บาท นับแต่วันที่ 23 สิงหาคม 2543 จนกว่าจะชำระเสร็จ โดยชำระเป็นงวดราย 6 เดือน เริ่มงวดแรกวันที่ 16 ของเดือนที่หกนับแต่เดือนที่ทำบันทึกข้อตกลง งวดต่อไปชำระทุกวันที่ 30 ของเดือน หากผิดนัดงวดใดงวดหนึ่งถือว่าผิดนัดทั้งหมด หนี้ทั้งหมดถึงกำหนดชำระทันที เพื่อเป็นหลักฐานการชำระหนี้ดังกล่าว จำเลยที่ 1 ตกลงออกตั๋วสัญญาใช้เงินเพื่อชำระหนี้ต้นเงินและดอกเบี้ยให้แก่โจทก์รวม 8 ฉบับ โดยมีนายถนอมลงลายมือชื่อรับอาวัลตั๋วสัญญาใช้เงินทั้ง 8 ฉบับ และลงลายมือชื่อในบันทึกข้อตกลงในฐานะผู้ค้ำประกัน วันที่ 27 กันยายน 2544 ศาลล้มละลายกลางมีคำสั่งเห็นชอบด้วยแผนฟื้นฟูกิจการและตั้งบริษัทโมเดอร์นโฮม แฟลนเนอร์ จำกัด เป็นผู้บริหารแผน นายถนอมถึงแก่กรรมเมื่อวันที่ 23 มีนาคม 2544 ต่อมาเมื่อถึงกำหนดที่จำเลยที่ 1 ต้องชำระดอกเบี้ยงวดแรกวันที่ 16 พฤษภาคม 2544 จำนวน 1,257,534.25 บาท จำเลยที่ 1 ผิดนัดไม่ชำระ จำเลยที่ 3 ที่ 5 และที่ 6 เป็นทายาทโดยธรรมของนายถนอม โจทก์ทวงถามให้จำเลยที่ 1 ที่ 3 ที่ 5 และที่ 6 ชำระหนี้แล้ว คดีสำหรับจำเลยที่ 1 ที่ 2 และที่ 4 ถึงที่สุด

คดีคงมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยที่ 3 ที่ 5 และที่ 6 ว่า จำเลยที่ 3 ที่ 5 และที่ 6 ต้องร่วมรับผิดกับจำเลยที่ 1 ตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์หรือไม่ เห็นว่า คดีนี้นอกจากนายถนอมทำสัญญาค้ำประกันบริษัทโมเดอร์นโฮม ดีเวลลอปเม้นท์ จำกัด (มหาชน) ซึ่งเป็นหนี้โจทก์ 1,274,203,265.77 บาท พร้อมด้วยดอกเบี้ยไว้ต่อโจทก์แล้ว นายถนอมยังทำสัญญาค้ำประกันหนี้ของจำเลยที่ 1 และเป็นผู้รับอาวัลตั๋วสัญญาใช้เงินที่จำเลยที่ 1 ออกให้แก่โจทก์ไว้ต่อโจทก์ด้วย แม้หนี้งวดแรกตามบันทึกข้อตกลงดังกล่าวที่จำเลยที่ 1 จะต้องชำระให้แก่โจทก์ในวันที่ 16 พฤษภาคม 2544 ยังไม่ถึงกำหนดชำระก็ตาม นายถนอมก็มีความผูกพันในฐานะผู้รับอาวัลตั๋วสัญญาใช้เงินที่จะต้องชำระหนี้ให้แก่โจทก์ หากจำเลยที่ 1 ผิดนัด และถึงแม้จำเลยที่ 1 จะผิดนัดหลังจากนายถนอมถึงแก่กรรมแล้ว การรับอาวัลตั๋วสัญญาใช้เงินก็ยังไม่ระงับสิ้นไปเพราะเหตุผู้รับอาวัลตั๋วสัญญาใช้เงินถึงแก่กรรม ความรับผิดในฐานะผู้รับอาวัลตั๋วสัญญาใช้เงินย่อมเป็นมรดกตกทอดแก่ทายาทโดยธรรมของนายถนอม ดังนั้น จำเลยที่ 3 ที่ 5 และที่ 6 ในฐานะทายาทโดยธรรมของนายถนอมจึงต้องร่วมกันรับผิดกับจำเลยที่ 1 ชำระหนี้ให้แก่โจทก์ แต่ทั้งนี้จำเลยที่ 3 ที่ 5 และที่ 6 ต้องร่วมรับผิดกับจำเลยที่ 1 ไม่เกินกว่าทรัพย์มรดกที่จำเลยที่ 3 ที่ 5 และที่ 6 ได้รับจากกองมรดกของนายถนอม ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1601 ซึ่งศาลอุทธรณ์มิได้พิพากษาให้จำเลยที่ 3 ที่ 5 และที่ 6 ร่วมรับผิดกับจำเลยที่ 1 ไม่เกินกว่าทรัพย์มรดกที่จำเลยที่ 3 ที่ 5 และที่ 6 ได้รับจากกองมรดกของนายถนอม ศาลฎีกาเห็นควรแก้ไขให้ถูกต้อง ฎีกาของจำเลยที่ 3 ที่ 5 และ 6 ฟังไม่ขึ้น

พิพากษาแก้เป็นว่า ทั้งนี้จำเลยที่ 3 ที่ 5 และที่ 6 ร่วมรับผิดกับจำเลยที่ 1 ไม่เกินกว่าทรัพย์มรดกที่จำเลยที่ 3 ที่ 5 และที่ 6 ได้รับจากกองมรดกของนายถนอม ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาให้เป็นพับ นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 940 ม. 982 ม. 985 ม. 1601
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — บรรษัทบริหารสินทรัพย์สถาบันการเงิน
จำเลย — บริษัทกิตติกรเรียลเอสเตท จำกัด กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลแพ่งกรุงเทพใต้ — นายศิริภูม เด่นวุฒิวรกาญจน์
ศาลอุทธรณ์ — นายสรศักดิ์ วาจาสิทธิศิลป์
ชื่อองค์คณะ
ประยูร ณ ระนอง
ชาติชาย อัครวิบูลย์
อดิศักดิ์ ปัตรวลี
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3742/2556
#554791
เปิดฉบับเต็ม

คดีนี้โจทก์บรรยายฟ้องว่า จำเลยเป็นคนร้ายลักทรัพย์ของผู้เสียหายหรือรับของโจร และจำเลยใช้บัตรอิเล็กทรอนิกส์ของผู้อื่นโดยมิชอบ ศาลชั้นต้นบันทึกคำให้การของจำเลยว่า ข้าพเจ้าขอให้การรับสารภาพฐานลักทรัพย์ตามฟ้องโจทก์ทุกประการ และบันทึกรายงานกระบวนพิจารณาต่อท้ายคำให้การของจำเลยว่า อ่านและอธิบายฟ้องให้จำเลยเข้าใจดีแล้ว จำเลยให้การรับสารภาพตามฟ้อง โจทก์และจำเลยแถลงไม่ติดใจสืบพยาน คำให้การของจำเลยดังกล่าวเป็นแบบพิมพ์ของศาล ซึ่งมีข้อความเป็นตัวพิมพ์ว่า ข้าพเจ้าขอให้การรับสารภาพตามฟ้อง และมีถ้อยคำที่เขียนด้วยปากกาตกเติมระหว่างข้อความดังกล่าวว่า ฐานลักทรัพย์ หลังจากศาลชั้นต้นพิพากษาลงโทษจำเลยแล้ว จำเลยได้อุทธรณ์คัดค้านคำพิพากษาศาลชั้นต้นโดยรับว่าจำเลยกระทำความผิดจริง และให้การรับสารภาพด้วยความสมัครใจ เพียงขอให้รอการลงโทษเท่านั้น พอแปลความหมายคำรับสารภาพของจำเลยได้ว่า จำเลยให้การรับสารภาพตามฟ้อง แต่เนื่องจากฟ้องของโจทก์ระบุว่าจำเลยเป็นคนร้ายที่ลักทรัพย์ของผู้เสียหายหรือรับของโจร การที่ศาลชั้นต้นเขียนถ้อยคำเพิ่มเติมระหว่างข้อความรับสารภาพตามฟ้องว่าฐานลักทรัพย์ ก็เพื่อเป็นการระบุให้แน่ชัดว่าจำเลยให้การรับสารภาพในความผิดฐานใดระหว่างความผิดฐานลักทรัพย์หรือรับของโจร กรณีจึงพอถือได้ว่าจำเลยได้ให้การรับสารภาพความผิดฐานลักทรัพย์และฐานใช้บัตรอิเล็กทรอนิกส์ของผู้อื่นโดยมิชอบตามฟ้องแล้ว

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91, 269/5, 269/7, 334, 357

จำเลยให้การรับสารภาพฐานลักทรัพย์ตามฟ้องโจทก์ทุกประการ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 334, 269/7 ประกอบมาตรา 265 (ที่ถูก มาตรา 269/5), 91 การกระทำของจำเลยเป็นความผิดหลายกรรมต่างกัน เรียงกระทงลงโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 ฐานลักทรัพย์ จำคุก 4 เดือน ฐานใช้บัตรอิเล็กทรอนิกส์ของผู้อื่นโดยมิชอบ จำคุก 3 ปี รวมจำคุก 3 ปี 4 เดือน จำเลยให้การรับสารภาพ เป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้กึ่งหนึ่งตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คงจำคุก 1 ปี 8 เดือน ข้อหาอื่นให้ยก

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 6 พิพากษาแก้เป็นว่า ความผิดฐานลักทรัพย์ให้ปรับจำเลย 3,000 บาท อีกสถานหนึ่ง ลดโทษให้กึ่งหนึ่งตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 แล้วคงปรับ 1,500 บาท โทษจำคุกให้รอการลงโทษไว้มีกำหนด 2 ปี ให้จำเลยไปรายงานตัวต่อพนักงานคุมประพฤติจำนวน 2 ครั้ง ตามที่พนักงานคุมประพฤติกำหนดภายในระยะเวลา 1 ปี และกระทำกิจกรรมบริการสังคมหรือสาธารณประโยชน์ตามที่พนักงานคุมประพฤติและจำเลยเห็นสมควรจำนวน 24 ชั่วโมง ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 56 ไม่ชำระค่าปรับให้จัดการตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 29, 30 ให้ยกฟ้องความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 269/5 ประกอบมาตรา 269/7 นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

โจทก์ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ว่า ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 6 ยกฟ้องโจทก์ในความผิดฐานใช้บัตรอิเล็กทรอนิกส์ของผู้อื่นโดยมิชอบตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 269/5 ประกอบมาตรา 269/7 ชอบหรือไม่ คดีนี้โจทก์บรรยายฟ้องว่า จำเลยเป็นคนร้ายลักทรัพย์ของผู้เสียหายหรือรับของโจร และจำเลยใช้บัตรอิเล็กทรอนิกส์ของผู้อื่นโดยมิชอบ ศาลชั้นต้นบันทึกคำให้การของจำเลยว่า ข้าพเจ้าขอให้การรับสารภาพฐานลักทรัพย์ตามฟ้องโจทก์ทุกประการ และบันทึกรายงานกระบวนพิจารณาต่อท้ายคำให้การของจำเลยว่า อ่านและอธิบายฟ้องให้จำเลยเข้าใจดีแล้ว จำเลยให้การรับสารภาพตามฟ้อง โจทก์และจำเลยแถลงไม่ติดใจสืบพยาน แล้วศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 334, 269/7 ประกอบมาตรา 265 (ที่ถูก มาตรา 269/5) เห็นว่า คำให้การของจำเลยดังกล่าวเป็นแบบพิมพ์ของศาล ซึ่งมีข้อความเป็นตัวพิมพ์ว่า ข้าพเจ้าขอให้การรับสารภาพตามฟ้อง และมีถ้อยคำที่เขียนด้วยปากกาตกเติมระหว่างข้อความดังกล่าวว่า ฐานลักทรัพย์ หลังจากศาลชั้นต้นพิพากษาลงโทษจำเลยแล้ว จำเลยได้อุทธรณ์คัดค้านคำพิพากษาศาลชั้นต้นโดยรับว่าจำเลยกระทำความผิดจริง และให้การรับสารภาพด้วยความสมัครใจ เพียงขอให้รอการลงโทษเท่านั้น โดยมิได้โต้แย้งว่าจำเลยไม่ได้ให้การรับสารภาพในความผิดตามคำพิพากษาศาลชั้นต้นแต่อย่างใด ดังนี้ เมื่อพิจารณาบันทึกคำให้การของจำเลยและรายงานกระบวนพิจารณาประกอบฟ้องและข้ออุทธรณ์ของจำเลยดังกล่าวแล้ว พอแปลความหมายคำรับสารภาพของจำเลยได้ว่า จำเลยให้การรับสารภาพตามฟ้อง แต่เนื่องจากฟ้องของโจทก์ระบุว่าจำเลยเป็นคนร้ายที่ลักทรัพย์ของผู้เสียหายหรือรับของโจร การที่ศาลชั้นต้นเขียนถ้อยคำเพิ่มเติมระหว่างข้อความรับสารภาพตามฟ้องว่าฐานลักทรัพย์ ก็เพื่อเป็นการระบุให้แน่ชัดว่าจำเลยให้การรับสารภาพในความผิดฐานใดระหว่างความผิดฐานลักทรัพย์หรือรับของโจร กรณีจึงพอถือได้ว่าจำเลยได้ให้การรับสารภาพความผิดฐานลักทรัพย์และฐานใช้บัตรอิเล็กทรอนิกส์ของผู้อื่นโดยมิชอบตามฟ้องแล้ว ซึ่งก็ตรงกับคำให้การรับสารภาพของจำเลยในชั้นสอบสวนตามที่ระบุในฟ้องด้วย ทั้งการแปลความหมายเช่นนี้ ย่อมเป็นการตีความตรงตามเจตนาที่แท้จริงของจำเลยและเป็นธรรมแก่คู่ความทุกฝ่าย ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 6 วินิจฉัยว่า จำเลยให้การรับสารภาพเฉพาะความผิดฐานลักทรัพย์เท่านั้นและยกฟ้องในความผิดฐานใช้บัตรอิเล็กทรอนิกส์ของผู้อื่นโดยมิชอบนั้น ศาลฎีกาไม่เห็นพ้องด้วย ฎีกาของโจทก์ฟังขึ้น

พิพากษาแก้เป็นว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 269/5 ประกอบมาตรา 269/7 อีกกระทงหนึ่ง จำคุก 1 ปี 6 เดือน ลดโทษให้กึ่งหนึ่ง คงจำคุก 9 เดือน กับให้ยกเลิกการคุมประพฤติในความผิดฐานลักทรัพย์ นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ 6
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.อ. ม. 269/5 ม. 269/7 ม. 334 ม. 357
ป.วิ.อ. ม. 172
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการจังหวัดพิษณุโลก
จำเลย — นายนพพร แป้นสวน
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดพิษณุโลก — นางสาวบังเอิญ เนียมศรี
ศาลอุทธรณ์ภาค 6 — นายเกียรติศักดิ์ เกียรติดำรง
ชื่อองค์คณะ
พศวัจณ์ กนกนาก
อภิรัตน์ ลัดพลี
ธงชัย เสนามนตรี
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3678/2556
#554773
เปิดฉบับเต็ม

ข้อเท็จจริงที่เป็นข้อมูลที่สำคัญและเป็นประโยชน์อย่างยิ่งในการปราบปรามการกระทำความผิดเกี่ยวกับยาเสพติดให้โทษที่จำเลยให้แก่เจ้าพนักงานตำรวจอันจะเป็นเหตุให้ศาลจะลงโทษจำเลยน้อยกว่าอัตราขั้นต่ำที่กำหนดไว้สำหรับความผิดโดยอาศัย พ.ร.บ.ยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 มาตรา 100/2 นั้น จะต้องเป็นข้อเท็จจริงที่ได้เกิดขึ้นก่อนที่ศาลชั้นต้นจะมีคำพิพากษา เมื่อปรากฏว่าข้อมูลที่จำเลยอ้างว่าเป็นผู้ให้แก่เจ้าพนักงานตำรวจจนสามารถจับคนร้ายซึ่งเป็นหนึ่งในเครือข่ายยาเสพติดให้โทษได้นั้น เกิดขึ้นภายหลังจากที่จำเลยฟังคำพิพากษาศาลอุทธรณ์แล้ว จำเลยจึงไม่อาจที่จะได้รับประโยชน์จากกฎหมายดังกล่าว

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 มาตรา 4, 7, 8, 15, 66, 102 พระราชบัญญัติอาวุธปืน เครื่องกระสุนปืน วัตถุระเบิด ดอกไม้เพลิง และสิ่งเทียมอาวุธปืน พ.ศ.2490 มาตรา 4, 7, 72 ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 32, 33, 91 ริบเมทแอมเฟตามีน โทรศัพท์เคลื่อนที่ อาวุธปืนรีวอลเวอร์ ขนาด .22 MAGNUM และอาวุธปืนรูปร่างคล้ายปากกา ขนาด .357 MAGNUM ไม่มีเครื่องหมายทะเบียนของกลาง นับโทษจำเลยต่อจากโทษในคดีอาญาหมายเลขแดงที่ 3176/2550 ของศาลอาญากรุงเทพใต้

จำเลยให้การปฏิเสธ แต่รับว่าเป็นบุคคลคนเดียวกับจำเลยในคดีที่โจทก์ขอให้นับโทษต่อ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 มาตรา 15 วรรคสาม (2), 66 วรรคสาม พระราชบัญญัติอาวุธปืน เครื่องกระสุนปืน วัตถุระเบิด ดอกไม้เพลิง และสิ่งเทียมอาวุธปืน พ.ศ.2490 มาตรา 7, 72 วรรคหนึ่งและวรรคสาม การกระทำของจำเลยเป็นความผิดหลายกรรมต่างกัน ให้ลงโทษทุกกรรมเป็นกระทงความผิดไปตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 ฐานมีเมทแอมเฟตามีนไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่าย จำคุกตลอดชีวิต และปรับ 1,200,000 บาท ความผิดตามพระราชบัญญัติอาวุธปืนฯ มาตรา 7, 72 วรรคหนึ่งและวรรคสาม เป็นการกระทำกรรมเดียวเป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบทให้ลงโทษตามมาตรา 72 วรรคหนึ่ง ซึ่งเป็นกฎหมายบทที่มีโทษหนักที่สุดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 จำคุก 3 ปี คำให้การชั้นสอบสวนของจำเลยเป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้หนึ่งในสามตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 ประกอบมาตรา 53 ฐานมีเมทแอมเฟตามีนไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่าย คงจำคุก 33 ปี 4 เดือน และปรับ 800,000 บาท ฐานมีอาวุธปืนไว้ในครอบครองโดยไม่ได้รับใบอนุญาต คงจำคุก 2 ปี รวมจำคุก 35 ปี 4 เดือน และปรับ 800,000 บาท ไม่ชำระค่าปรับให้จัดการตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 29, 30 แต่กักขังแทนค่าปรับไม่เกิน 1 ปี ริบเมทแอมเฟตามีน โทรศัพท์เคลื่อนที่ อาวุธปืนรีวอลเวอร์ ขนาด .22 MAGNUM และอาวุธปืนพกรูปร่างคล้ายปากกา ขนาด .357 MAGNUM ไม่มีเครื่องหมายทะเบียนของกลาง นับโทษจำเลยต่อจากโทษของจำเลยในคดีอาญาหมายเลขแดงที่ 3176/2550 ของศาลอาญากรุงเทพใต้

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษาแก้เป็นว่า ความผิดฐานมีอาวุธปืนไว้ในครอบครองโดยไม่ได้รับใบอนุญาต ให้จำคุก 2 ปี 8 เดือน ฐานมีเมทแอมเฟตามีนไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่าย ให้ปรับ 1,000,000 บาท ลดโทษให้หนึ่งในสามตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 แล้ว คงจำคุก 1 ปี 9 เดือน 10 วัน และปรับ 666,666.67 บาท เมื่อรวมกับโทษจำคุกฐานมีเมทแอมเฟตามีนไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่ายตามคำพิพากษาศาลชั้นต้นแล้วเป็นจำคุก 34 ปี 13 เดือน 10 วัน และปรับ 666,666.67 บาท คืนอาวุธปืนรีวอลเวอร์ ขนาด .22 MAGNUM เครื่องหมายทะเบียน กท 696488 เลขหมายประจำปืน 114065 แก่เจ้าของ นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

จำเลยฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามที่จำเลยฎีกาเพียงว่า กรณีมีเหตุที่จำเลยจะได้รับประโยชน์ตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 มาตรา 100/2 หรือไม่ จำเลยฎีกาว่า ภายหลังจากจำเลยฟังคำพิพากษาศาลอุทธรณ์แล้ว จำเลยได้ให้ข้อมูลแก่เจ้าพนักงานตำรวจสถานีตำรวจนครบาลพหลโยธินจนสามารถจับคนร้ายซึ่งเป็นหนึ่งในเครือข่ายยาเสพติดให้โทษได้ จึงขอรับประโยชน์ตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 มาตรา 100/2 นั้น เห็นว่า ข้อเท็จจริงที่เป็นข้อมูลที่สำคัญและเป็นประโยชน์อย่างยิ่งในการปราบปรามการกระทำความผิดเกี่ยวกับยาเสพติดให้โทษที่จำเลยให้แก่เจ้าพนักงานตำรวจอันจะเป็นเหตุให้ศาลจะลงโทษจำเลยน้อยกว่าอัตราขั้นต่ำที่กำหนดไว้สำหรับความผิดนั้นตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 มาตรา 100/2 จะต้องเป็นข้อเท็จจริงที่ได้เกิดขึ้นก่อนที่ศาลชั้นต้นจะมีคำพิพากษา เมื่อปรากฏว่าข้อมูลที่จำเลยอ้างว่า เป็นผู้ให้แก่เจ้าพนักงานตำรวจสถานีตำรวจนครบาลพหลโยธินจนสามารถจับคนร้ายซึ่งเป็นหนึ่งในเครือข่ายยาเสพติดให้โทษได้นั้น เกิดขึ้นภายหลังจากที่ศาลอุทธรณ์มีคำพิพากษาแล้ว จำเลยจึงไม่อาจที่จะรับประโยชน์จากพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 มาตรา 100/2 และข้อเท็จจริงดังกล่าวก็เป็นข้อที่มิได้มีการยกขึ้นว่ากันมาแล้วโดยชอบในศาลล่างทั้งสอง ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 249 วรรคหนึ่ง ประกอบประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 15 ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัย

พิพากษายกฎีกาของจำเลย
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.ยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 ม. 100/2
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการ สำนักงานอัยการสูงสุด
นายอันดาหรือเล็กหรือตี๋ลาย วิรุฬชัยโชติ
จำเลย — หรือวิรุฬห์ชัยโชติ
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลอาญา — นางจริยา เฉลิมเผ่า
ศาลอุทธรณ์ — นายรุ่งศักดิ์ วงศ์กระสันต์
ชื่อองค์คณะ
วันทนี กีรติพิบูล
วีระพล ตั้งสุวรรณ
เกียรติพงศ์ อมาตยกุล
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3661/2556
#541522
เปิดฉบับเต็ม

เนื่องด้วยระเบียบคณะกรรมการบริหารศาลยุติธรรม ว่าด้วยการจ่ายเงินรางวัลและค่าใช้จ่ายแก่ทนายความที่ศาลตั้งให้ผู้ต้องหาหรือจำเลย ตาม ป.วิ.อ. มาตรา 173 พ.ศ.2548 ซึ่งแก้ไขเพิ่มเติมโดยระเบียบคณะกรรมการบริหารศาลยุติธรรม ว่าด้วยการจ่ายเงินรางวัลและค่าใช้จ่ายแก่ทนายความที่ศาลตั้งให้ผู้ต้องหาหรือจำเลย ตาม ป.วิ.อ. มาตรา 173 (ฉบับที่ 2) พ.ศ.2550 ข้อ 4 ระบุว่า อัตราเงินรางวัลทนายความที่ศาลตั้งให้ผู้ต้องหาหรือจำเลยตาม ป.วิ.อ. มาตรา 173 ให้เป็นไปตามอัตราที่กำหนดไว้ในข้อ 7 และตารางท้ายระเบียบนี้ ดังนั้น อัตราเงินรางวัลทนายความที่ศาลตั้งให้ผู้ต้องหาหรือจำเลยตาม ป.วิ.อ. มาตรา 173 จึงมี 2 อัตรา คือ อัตราที่กำหนดไว้ในข้อ 7 และอัตราที่กำหนดไว้ตามตารางอัตราเงินรางวัลทนายความที่ศาลตั้งแก่ผู้ต้องหาหรือจำเลยตาม ป.วิ.อ. มาตรา 173 ท้ายระเบียบ

เมื่อข้อเท็จจริงไม่ปรากฏว่าศาลชั้นต้นใช้ดุลพินิจกำหนดเงินรางวัลทนายความผิดกฎหมายหรือระเบียบ ศาลอุทธรณ์ภาค 1 ย่อมไม่อาจก้าวล่วงไปกำหนดเงินรางวัลทนายความเพิ่มเติม เพราะอำนาจในการกำหนดเงินรางวัลทนายความเป็นอำนาจเฉพาะของศาลชั้นต้นตามที่ระบุไว้ใน ป.วิ.อ. มาตรา 173 วรรคสาม ประกอบระเบียบคณะกรรมการบริหารศาลยุติธรรม ว่าด้วยการจ่ายเงินรางวัลและค่าใช้จ่ายแก่ทนายความที่ศาลตั้งให้ผู้ต้องหาหรือจำเลยตาม ป.วิ.อ. มาตรา 173 พ.ศ.2548 ข้อ 5

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
คดีสืบเนื่องมาจากโจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83, 335 และนับโทษจำเลยต่อจากโทษของจำเลยในคดีอาญาหมายเลขแดงที่ 3536/2554, 3537/2554, 3538/2554 และ 3540/2554 ของศาลชั้นต้น จำเลยแถลงขอต่อสู้คดีกับแถลงว่าไม่มีและต้องการทนายความ ศาลชั้นต้นจึงตั้งผู้ร้องเป็นทนายความให้จำเลย ระหว่างพิจารณาผู้ร้องยื่นคำให้การจำเลย ยื่นบัญชีพยานจำเลย และไปศาลในวันนัดพร้อม ต่อมาศาลชั้นต้นจัดโครงการสมานฉันท์ จำเลยขอถอนคำให้การเดิม และให้การใหม่เป็นรับสารภาพ ศาลชั้นต้นมีคำพิพากษาลงโทษจำเลยตามฟ้อง หลังจากนั้นผู้ร้องยื่นคำร้องขอรับเงินรางวัลทนายความ ศาลชั้นต้นมีคำสั่งให้จ่ายเงินรางวัลทนายความ 1,000 บาท แก่ผู้ร้อง

ผู้ร้องอุทธรณ์คำสั่ง

ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษาแก้เป็นว่า ให้จ่ายเงินรางวัลและค่าใช้จ่ายแก่ผู้ร้อง จำนวน 2,000 บาท

ผู้ร้องฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่ามีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของผู้ร้องว่า ศาลอุทธรณ์ภาค 1 สั่งจ่ายเงินรางวัลทนายความให้ผู้ร้องชอบหรือไม่ โดยผู้ร้องฎีกาว่า ระเบียบคณะกรรมการบริหารศาลยุติธรรม ว่าด้วยการจ่ายเงินรางวัลและค่าใช้จ่ายแก่ทนายความที่ศาลตั้งให้ผู้ต้องหาหรือจำเลย ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 173 พ.ศ.2548 ซึ่งแก้ไขเพิ่มเติมโดยระเบียบคณะกรรมการบริหารศาลยุติธรรม ว่าด้วยการจ่ายเงินรางวัลและค่าใช้จ่ายแก่ทนายความที่ศาลตั้งให้ผู้ต้องหาหรือจำเลย ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 173 (ฉบับที่ 2) พ.ศ. 2550 ข้อ 4 กำหนดให้อัตราเงินรางวัลทนายความที่ศาลตั้งให้ผู้ต้องหาหรือจำเลยให้เป็นไปตามอัตราที่กำหนดไว้ในข้อ 7 และตารางท้ายระเบียบนี้ ศาลจึงต้องพิจารณาให้รางวัลทนายตั้งแต่ 4,000 บาท ถึง 10,000 บาท โดยพิจารณาตามข้อ 5 ประกอบนั้น เห็นว่า ระเบียบคณะกรรมการบริหารศาลยุติธรรม ว่าด้วยการจ่ายเงินรางวัลและค่าใช้จ่ายแก่ทนายความที่ศาลตั้งให้ผู้ต้องหาหรือจำเลยตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 173 พ.ศ.2548 ซึ่งแก้ไขเพิ่มเติมโดยระเบียบคณะกรรมการบริหารศาลยุติธรรม ว่าด้วยการจ่ายเงินรางวัลและค่าใช้จ่ายแก่ทนายความที่ศาลตั้งให้ผู้ต้องหาหรือจำเลย ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 173 (ฉบับที่ 2) พ.ศ.2550 ข้อ 4 ระบุว่า "อัตราเงินรางวัลทนายความที่ศาลตั้งให้ผู้ต้องหาหรือจำเลยตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 173 ให้เป็นไปตามอัตราที่กำหนดไว้ในข้อ 7 และตารางท้ายระเบียบนี้" ดังนี้ อัตราเงินรางวัลทนายความที่ศาลตั้งให้ผู้ต้องหาหรือจำเลยตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 173 จึงมี 2 อัตรา กล่าวคือ อัตราที่กำหนดไว้ในข้อ 7 และอัตราที่กำหนดไว้ตามตารางอัตราเงินรางวัลทนายความที่ศาลตั้งให้แก่ผู้ต้องหาหรือจำเลยตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 173 ท้ายระเบียบ การที่ศาลชั้นต้นจะสั่งจ่ายเงินรางวัลทนายความอัตราใดย่อมเป็นไปตามหลักเกณฑ์ที่กำหนดไว้ในระเบียบดังกล่าว คดีนี้เดิมจำเลยให้การปฏิเสธ ต่อมาจำเลยขอถอนคำให้การเดิมและให้การใหม่เป็นรับสารภาพ กรณีจึงเป็นไปตามข้อ 7 แห่งระเบียบดังกล่าวที่ระบุว่า "ในคดีที่จำเลยให้การรับสารภาพหรือคดีเสร็จไปโดยศาลชั้นต้นไม่ได้พิพากษา เช่น คดีที่โจทก์ถอนฟ้อง หรือยอมความกันโดยถูกต้องตามกฎหมาย หรือจำเลยถึงแก่ความตาย เป็นต้น หรือในกรณีที่มีการสืบพยานไว้ก่อนฟ้องคดีต่อศาล หรือไต่สวน ชันสูตรพลิกศพ หรือในคดีที่ทนายความปฏิบัติหน้าที่ได้เพียงบางส่วน โดยไม่ได้เป็นความผิดของทนายความผู้นั้น และศาลเห็นว่ามีเหตุผลพิเศษที่ทนายความผู้นั้นควรได้รับเงินรางวัล ให้ศาลมีอำนาจสั่งจ่ายเงินรางวัลให้แก่ทนายความได้ตามที่เห็นสมควร แต่ต้องไม่เกิน 10,000 บาท" การสั่งจ่ายเงินรางวัลให้แก่ทนายความที่ศาลตั้งให้จำเลยคดีนี้จึงต้องเป็นไปตามอัตราที่ระบุไว้ในข้อดังกล่าว โดยไม่จำต้องอ้างอิงตารางอัตราเงินรางวัลทนายความที่ศาลตั้งให้แก่ผู้ต้องหาหรือจำเลยตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 173 ท้ายระเบียบ ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 1 วินิจฉัยมาชอบแล้ว ฎีกาของผู้ร้องฟังไม่ขึ้น

อนึ่ง เมื่อข้อเท็จจริงไม่ปรากฏว่าศาลชั้นต้นใช้ดุลพินิจกำหนดเงินรางวัลทนายความของศาลชั้นต้นแก่ผู้ร้องผิดกฎหมายหรือระเบียบแล้ว ศาลอุทธรณ์ภาค 1 ย่อมไม่อาจก้าวล่วงไปกำหนดเงินรางวัลทนายความให้แก่ผู้ร้องเพิ่มได้ เพราะอำนาจในการกำหนดเงินรางวัลให้ทนายความเป็นอำนาจเฉพาะของศาลชั้นต้นตามที่ระบุไว้ในประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 173 วรรคสาม ประกอบระเบียบคณะกรรมการบริหารศาลยุติธรรม ว่าด้วยการจ่ายเงินรางวัลและค่าใช้จ่ายแก่ทนายความที่ศาลตั้งให้ผู้ต้องหาหรือจำเลยตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 173 พ.ศ.2548 ข้อ 5 การที่ศาลอุทธรณ์ภาค 1 กำหนดเงินรางวัลทนายความใหม่จึงเป็นการไม่ชอบ ปัญหาดังกล่าวเป็นข้อกฎหมายที่เกี่ยวกับความสงบเรียบร้อย ศาลฎีกามีอำนาจยกขึ้นวินิจฉัยได้เองตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 195 วรรคสอง ประกอบมาตรา 225

พิพากษายกคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 1 ในส่วนที่กำหนดเงินรางวัลทนายความเพิ่ม โดยให้จ่ายเงินรางวัลทนายความ 1,000 บาท แก่ผู้ร้องตามคำสั่งศาลชั้นต้น
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.อ. ม. 173
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการจังหวัดพระนครศรีอยุธยา
ผู้ร้อง — นายเชษฐ รัตนสุขวิมล
จำเลย — นายณรงค์ศักดิ์ หีบจันทร์ตรี
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดพระนครศรีอยุธยา — นายไวกูณฐ์ สว่างสุรีย์
ศาลอุทธรณ์ภาค 1 — นางสาวเสาวลักษณ์ จิระรัตนานนท์
ชื่อองค์คณะ
แรงรณ ปริพนธ์พจนพิสุทธิ์
ปดารณี ลัดพลี
สรรทัศน์ เอี่ยมวรชัย
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3659/2556
#554866
เปิดฉบับเต็ม

แม้ ป.วิ.อ. มาตรา 188 จะบัญญัติว่า คำพิพากษาหรือคำสั่งมีผลตั้งแต่วันที่ได้อ่านในศาลโดยเปิดเผยเป็นต้นไป แต่คำพิพากษาของศาลชั้นต้นที่ให้จำเลยที่ 3 คืนหรือชดใช้เงินแก่โจทก์ร่วมทั้งสาม ก็ยังไม่มีผลให้โจทก์ร่วมทั้งสามซึ่งเป็นผู้เสียหายสามารถบังคับคดีได้ทันที เพราะคำพิพากษาในส่วนเรียกทรัพย์สินหรือราคาที่ยังไม่ได้คืนเนื่องจากการกระทำความผิดเป็นส่วนหนึ่งแห่งคำพิพากษาในคดีอาญาตาม ป.วิ.อ. มาตรา 44 วรรคสอง ซึ่งการบังคับคดีต้องเป็นไปตามบทบัญญัติแห่ง ป.วิ.อ. ว่าด้วยเรื่องการบังคับตามคำพิพากษา เมื่อ ป.วิ.อ. มาตรา 245 วรรคหนึ่ง กำหนดให้การบังคับตามคำพิพากษาในคดีอาญาจะกระทำได้ต่อเมื่อคดีถึงที่สุดแล้ว ดังนั้นในระหว่างที่คดียังไม่ถึงที่สุด โจทก์ร่วมทั้งสามจึงยังไม่อาจบังคับตามคำพิพากษาในส่วนเรียกทรัพย์สินหรือราคาที่ยังไม่ได้คืนเอาแก่ทรัพย์สินของจำเลยที่ 3 ได้ การออกหมายบังคับคดีจึงไม่ชอบด้วยกฎหมาย

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
คดีสืบเนื่องมาจากศาลชั้นต้นพิพากษาลงโทษจำเลยที่ 3 ตามพระราชกำหนดการกู้ยืมเงินที่เป็นการฉ้อโกงประชาชน พ.ศ.2527 มาตรา 4, 5, 12 ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 343 วรรคแรก ประกอบด้วยมาตรา 83 ให้จำคุก 7 ปี กับให้ร่วมกันคืนหรือชดใช้เงินแก่โจทก์ร่วมที่ 1 จำนวน 707,720 บาท แก่โจทก์ร่วมที่ 2 จำนวน 275,000 บาท และแก่โจทก์ร่วมที่ 3 จำนวน 550,000 บาท ระหว่างอุทธรณ์ โจทก์ร่วมที่ 1 ขอออกหมายบังคับคดี ศาลชั้นต้นออกหมายบังคับคดีที่ 659/2549 ต่อมาภายหลังศาลอุทธรณ์ภาค 5 มีคำพิพากษา โจทก์ร่วมที่ 1 แถลงขอให้เจ้าพนักงานบังคับคดีดำเนินการบังคับคดีต่อไป และนำเจ้าพนักงานบังคับคดียึดทรัพย์ของจำเลยที่ 3 คือ ที่ดินโฉนดเลขที่ 74861 เลขที่ดิน 732 ตำบลแม่เหียะ อำเภอเมืองเชียงใหม่ จังหวัดเชียงใหม่ พร้อมสิ่งปลูกสร้างไม่ติดเลขทะเบียนจำนวน 2 หลัง เพื่อนำออกขายทอดตลาดชำระหนี้

จำเลยที่ 3 ยื่นคำร้องว่า ภายหลังจากศาลชั้นต้นมีคำพิพากษา จำเลยที่ 3 ยื่นอุทธรณ์ต่อศาลอุทธรณ์ภาค 5 และภายหลังศาลอุทธรณ์ภาค 5 พิพากษา จำเลยที่ 3 ยื่นฎีกา คดีอยู่ในระหว่างพิจารณาของศาลฎีกา คดีจึงยังไม่ถึงที่สุด โจทก์ร่วมที่ 1 บังคับคดีแก่ทรัพย์สินของจำเลยที่ 3 ในชั้นนี้ยังไม่ได้ ทั้งจำเลยที่ 3 ได้ยื่นคำร้องขอทุเลาการบังคับคดีไว้ ขอให้ศาลเพิกถอนหมายบังคับคดีที่ 659/2549 และเพิกถอนการยึดทรัพย์ที่ดินดังกล่าว

ศาลชั้นต้นมีคำสั่งว่า การบังคับคดีให้คืนหรือใช้ราคาทรัพย์สิน ต้องเป็นไปตามบทบัญญัติแห่งประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 249 ไม่จำต้องรอให้คดีถึงที่สุดเสียก่อน และไม่ปรากฏว่าหมายบังคับคดีออกโดยมิชอบอย่างไร ทั้งคดีล่วงเลยการพิจารณาของศาลอุทธรณ์ภาค 5 แล้ว จึงไม่มีเหตุที่จะเพิกถอนการบังคับคดี ยกคำร้อง

จำเลยที่ 3 อุทธรณ์คำสั่ง

ศาลอุทธรณ์ภาค 5 พิพากษากลับเป็นว่า ให้เพิกถอนหมายบังคับคดีของศาลชั้นต้นและเพิกถอนการยึดทรัพย์ที่ดินโฉนดเลขที่ 74861 เลขที่ดิน 732 ตำบลแม่เหียะ อำเภอเมืองเชียงใหม่ จังหวัดเชียงใหม่ พร้อมสิ่งปลูกสร้างไม่ติดเลขทะเบียนจำนวน 2 หลัง ของจำเลยที่ 3 และแจ้งเจ้าพนักงานบังคับคดีทราบ

โจทก์ร่วมทั้งสามฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ร่วมทั้งสามว่า การออกหมายบังคับคดีชอบหรือไม่ โดยโจทก์ร่วมทั้งสามฎีกาว่า คำพิพากษาของศาลชั้นต้นย่อมมีผลทั้งทางแพ่งและอาญานับแต่วันที่ได้อ่านอย่างเปิดเผย โจทก์ร่วมที่ 1 ในฐานะเจ้าหนี้ตามคำพิพากษาชอบที่จะร้องขอให้บังคับคดีตามคำพิพากษาได้นับแต่วันดังกล่าว หากจำเลยที่ 3 ซึ่งเป็นลูกหนี้ตามคำพิพากษาส่วนแพ่งไม่ปฏิบัติตามคำพิพากษาและไม่ได้ขอทุเลาการบังคับคดี โจทก์ร่วมทั้งสามดำเนินการบังคับคดีชอบด้วยประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่งแล้วและไม่จำต้องรอให้คดีถึงที่สุดนั้น เห็นว่า แม้ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 188 จะบัญญัติว่า "คำพิพากษาหรือคำสั่งมีผลตั้งแต่วันที่ได้อ่านในศาลโดยเปิดเผยเป็นต้นไป" แต่คำพิพากษาของศาลชั้นต้นที่ให้จำเลยที่ 3 คืนหรือชดใช้เงินแก่โจทก์ร่วมทั้งสาม ก็ยังไม่มีผลให้โจทก์ร่วมทั้งสามซึ่งเป็นผู้เสียหายสามารถบังคับคดีได้ทันที เพราะคำพิพากษาในส่วนเรียกทรัพย์สินหรือราคาที่ยังไม่ได้คืนเนื่องจากการกระทำผิดเป็นส่วนหนึ่งแห่งคำพิพากษาในคดีอาญาตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 44 วรรคสอง ซึ่งการบังคับคดีต้องเป็นไปตามบทบัญญัติแห่งประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญาว่าด้วยเรื่องการบังคับตามคำพิพากษา เมื่อประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 245 วรรคหนึ่ง กำหนดให้การบังคับตามคำพิพากษาในคดีอาญาจะกระทำได้ต่อเมื่อคดีถึงที่สุดแล้ว ดังนั้นในระหว่างที่คดียังไม่ถึงที่สุด โจทก์ร่วมทั้งสามจึงยังไม่อาจบังคับตามคำพิพากษาในส่วนเรียกทรัพย์สินหรือราคาที่ยังไม่ได้คืนเอาแก่ทรัพย์สินของจำเลยที่ 3 ได้ การออกหมายบังคับคดีจึงไม่ชอบด้วยกฎหมาย ที่โจทก์ร่วมทั้งสามฎีกาว่า จำเลยที่ 3 มีพฤติการณ์ยักย้ายถ่ายโอนทรัพย์ทำให้โจทก์ร่วมทั้งสามเสียเปรียบนั้น เป็นเรื่องที่โจทก์ร่วมทั้งสามต้องไปว่ากล่าวเอากับจำเลยที่ 3 เอง ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 5 พิพากษามาชอบแล้ว ฎีกาของโจทก์ร่วมทั้งสามฟังไม่ขึ้น

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.อ. ม. 44 วรรคสอง ม. 188 ม. 245 วรรคหนึ่ง ม. 249
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการจังหวัดเชียงใหม่
โจทก์ร่วม — นายอนุพงศ์ บุญฤทธิ์ กับพวก
จำเลย — บริษัทเมอรี่ไทม์ อินเตอร์เนชั่นแนล จำกัด กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดเชียงใหม่ — นายประดิษฐ์ พงษ์สุวรรณ
ศาลอุทธรณ์ภาค 5 — นายปีติ นาถะภักติ
ชื่อองค์คณะ
แรงรณ ปริพนธ์พจนพิสุทธิ์
ปดารณี ลัดพลี
สรรทัศน์ เอี่ยมวรชัย
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3628/2556
#540945
เปิดฉบับเต็ม

เมื่อจำเลยทำสัญญาประนีประนอมยอมความและศาลพิพากษาตามยอมแล้ว จำเลยก็ต้องปฏิบัติตามสัญญาประนีประนอมยอมความและคำพิพากษาตามยอม จะอ้างเหตุดังที่จำเลยนำสืบมาบ่ายเบี่ยงหรือหน่วงเหนี่ยวมิให้เป็นไปตามคำพิพากษาตามยอมโดยที่คู่ความอีกฝ่ายหนึ่งที่ทำยอมมิได้ตกลงด้วยหาได้ไม่ การที่จำเลยกระทำการเกี่ยวกับทรัพย์ตามสัญญาประนีประนอมยอมความ ทำให้ยุ่งยากแก่การบังคับคดีให้เป็นไปตามคำพิพากษาตามยอม จึงเป็นการเพื่อจะมิให้การเป็นไปตามคำพิพากษาตามยอมของศาลทำให้เสียหายซึ่งทรัพย์ที่จำเลยรู้ว่าน่าจะถูกยึดหรืออายัด อันเป็นความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 187

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 187, 91

จำเลยให้การปฏิเสธ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 187 การกระทำของจำเลยเป็นความผิดหลายกรรมต่างกัน ให้ลงโทษทุกกรรมเป็นกระทงความผิดไป ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 จำคุกกระทงละ 6 เดือน และปรับกระทงละ 6,000 บาท รวมสองกระทงเป็นจำคุก 12 เดือน และปรับ 12,000 บาท ไม่ปรากฏว่าจำเลยเคยต้องโทษจำคุกมาก่อน ประกอบพฤติการณ์แห่งคดีเห็นควรให้โอกาสจำเลยกลับตนเป็นพลเมืองดี ให้รอการลงโทษไว้มีกำหนด 2 ปี หากจำเลยไม่ชำระค่าปรับให้จัดการตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 29, 30

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 6 พิพากษากลับ ให้ยกฟ้องโจทก์

โจทก์ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า มีปัญหาวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ว่า จำเลยมีความผิดตามคำพิพากษาศาลชั้นต้นหรือไม่ โดยโจทก์ฎีกาว่า พยานหลักฐานของโจทก์มีน้ำหนักรับฟังได้และครบองค์ประกอบความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 187 แล้วว่าจำเลยกระทำผิดตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น ตามฎีกาของโจทก์ เมื่อพิจารณาจากข้อเท็จจริงที่รับฟังได้ในเบื้องต้นดังกล่าว และคำเบิกความของนายมงคล นายสมศักดิ์ เจ้าพนักงานที่ดินผู้จดทะเบียนแบ่งเช่าที่ดินโฉนดเลขที่ 8 กับพันตำรวจโทบุญเลิศ พนักงานสอบสวน พยานโจทก์ ตลอดแล้ว เห็นว่า หลังจากทำสัญญาประนีประนอมยอมความและศาลชั้นต้นพิพากษาตามยอมแล้ว หากทางฝ่ายโจทก์หรือฝ่ายจำเลยหรือทางศาลแจ้งให้เจ้าพนักงานที่ดินทราบ เจ้าพนักงานที่ดินก็จะไม่จดทะเบียนแบ่งเช่าและแบ่งแยกให้ เพราะตามสัญญาประนีประนอมยอมความข้อ 2 จำเลยตกลงยกให้เป็น 6 ส่วน เท่าๆ กัน การที่จำเลยขอจดทะเบียนแบ่งเช่าให้นายบุญพิสิฐเช่าและขอจดทะเบียนแบ่งแยกเป็นชื่อของจำเลยเองโดยที่มิได้แจ้งเจ้าพนักงานที่ดิน เห็นได้ว่าก็เพื่อจะมิให้การเป็นการไปตามคำพิพากษาศาลตามยอมนั่นเอง และการที่จำเลยดำเนินการจดทะเบียนแบ่งเช่าโดยให้นายบุญพิสิฐเช่านานถึง 10 ปี และเมื่อแบ่งแยกแล้วทั้งสองแปลงก็ยังคงติดภาระการเช่า 10 ปี ทำให้ยุ่งยากแก่การบังคับคดีให้เป็นไปตามคำพิพากษาตามยอม เช่น แทนที่จะแบ่งเป็น 6 ส่วน เท่าๆ กัน ได้ทันทีที่มีความพร้อม ก็อาจจะต้องไปพิพาทกับผู้เช่าก่อน ย่อมเป็นการทำให้เสียหายซึ่งที่ดินโฉนดเลขที่ 8 อยู่ในตัว นอกจากนี้ในการบังคับคดีให้เป็นไปตามสัญญาประนีประนอมยอมความข้อ 2 ก็อาจจะต้องยึดหรืออายัดทรัพย์ตามที่ระบุไว้ในข้อ 2 ซึ่งรวมทั้งที่ดินโฉนดเลขที่ 8 ด้วย ที่ดินโฉนดเลขที่ 8 จึงเป็นทรัพย์ที่น่าจะถูกยึดหรืออายัด ไม่ใช่ไม่เป็นทรัพย์ที่ถูกยึดทรัพย์หรือน่าจะถูกยึดดังที่ศาลอุทธรณ์ภาค 6 วินิจฉัย และจำเลยเคยรับราชการมานานเชื่อว่าจำเลยรู้ดีว่าที่ดินโฉนดเลขที่ 8 น่าจะถูกยึดหรืออายัดในชั้นบังคับคดีภายหน้า พยานหลักฐานของโจทก์มีน้ำหนักมั่นคง ส่วนพยานจำเลยที่จำเลยนำสืบทำนองว่า จำเลยโอนใบอนุญาตให้จัดตั้งโรงเรียนแก่นายบุญพิสิฐ และทำหนังสือสัญญาเช่าที่ดินและสิ่งปลูกสร้างกันเองให้นายบุญพิสิฐเช่าที่ดินที่ตั้งของโรงเรียนทั้งสามพร้อมสิ่งปลูกสร้าง 10 ปี ต่อมาทางราชการทักท้วงว่าจะต้องจดทะเบียนการเช่าด้วย เมื่อจะจดทะเบียนการเช่าที่ดินอันเป็นที่ตั้งของโรงเรียนเปี่ยมเมธีวิทยาคารก็ไม่อาจกระทำได้เพราะที่ดินถูกอายัด ประกอบกับขณะนั้นได้ขอเลิกกิจการโรงเรียนเปี่ยมเมธีโปลีเทคนิค จึงจะย้ายสถานที่ตั้งโรงเรียนเปี่ยมเมธีวิทยาคารแทนที่โรงเรียนเปี่ยมเมธีโปลีเทคนิค ซึ่งอยู่ห่างกัน 1 กิโลเมตร มิฉะนั้นโรงเรียนเปี่ยมเมธีวิทยาคารอาจถูกเลิกกิจการไปด้วยซึ่งจะทำให้ครูและนักเรียนจำนวนมากเดือดร้อน จึงได้จดทะเบียนแบ่งเช่าและแบ่งแยกที่ดินโฉนดเลขที่ 8 อันเป็นที่ตั้งของโรงเรียนเปี่ยมเมธีโปลีเทคนิคเพื่อรองรับการย้ายมาของโรงเรียนเปี่ยมเมธีวิทยาคาร ที่ดินโฉนดเลขที่ 8 และโฉนดเลขที่ 38743 ที่แบ่งแยกมาจากโฉนดเลขที่ 8 หลังจากแบ่งแยกแล้วก็ยังคงมีชื่อจำเลยเป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์ยังไม่โอนแก่ผู้ใดไม่ทำให้เสียหายนั้น เห็นว่า เมื่อจำเลยทำสัญญาประนีประนอมยอมความและศาลพิพากษาตามยอมแล้ว จำเลยก็ต้องปฏิบัติตามสัญญาประนีประนอมยอมความและคำพิพากษาตามยอม จะอ้างเหตุดังที่จำเลยนำสืบมาบ่ายเบี่ยงหรือหน่วงเหนี่ยวมิให้เป็นไปตามคำพิพากษาตามยอมโดยที่คู่ความอีกฝ่ายหนึ่งที่ทำยอมมิได้ตกลงด้วยหาได้ไม่ พยานหลักฐานของจำเลยไม่มีเหตุผลและน้ำหนักหักล้างพยานหลักฐานของโจทก์ ที่ศาลชั้นต้นเห็นว่า พยานหลักฐานของโจทก์มีน้ำหนักรับฟังได้ว่า จำเลยเพื่อจะมิให้การเป็นไปตามคำพิพากษาตามยอมของศาลทำให้เสียหายซึ่งที่ดินโฉนดเลขที่ 8 ที่จำเลยรู้ว่าน่าจะถูกยึดหรืออายัดมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 187 นั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ส่วนที่ศาลอุทธรณ์ภาค 6 พิพากษายกฟ้องนั้น ศาลฎีกาไม่เห็นด้วย ฎีกาของโจทก์ฟังขึ้น

พิพากษากลับว่า จำเลยมีความผิดและให้บังคับคดีไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.อ. ม. 187
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการจังหวัดอุตรดิตถ์
จำเลย — นายบุญเลิศ ศรีหงส์
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดอุตรดิตถ์ — นายสมพงษ์ จันทร์ประเสริฐ
ศาลอุทธรณ์ภาค 6 — นายประสิทธิ์ ศักดิ์ศรีมณีกูล
ชื่อองค์คณะ
ประทีป ดุลพินิจธรรมา
สุนทร ทรงฤกษ์
สุริยง ลิ้มสถิรานันท์
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3608/2556
#541485
เปิดฉบับเต็ม

ผู้ร้องยื่นคำร้องขอให้เพิกถอนคำชี้ขาดของอนุญาโตตุลาการ อ้างว่าคำชี้ขาดไม่เป็นไปตามประเพณีการค้า และขัดต่อความสงบเรียบร้อยและศีลธรรมอันดีต่อประชาชน แต่เนื้อหาคำร้องเป็นเรื่องโต้แย้งการใช้ดุลพินิจในการรับฟังพยานหลักฐานของอนุญาโตตุลาการ จึงเป็นการโต้เถียงการใช้ดุลพินิจในการวินิจฉัยคดีของอนุญาโตตุลาการ หาเป็นปัญหาที่กระทบต่อความสงบเรียบร้อยหรือศีลธรรมอันดีของประชาชนไม่ จึงไม่ต้องด้วย พ.ร.บ.อนุญาโตตุลาการ พ.ศ.2545 มาตรา 45 วรรคหนึ่ง

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
ผู้ร้องยื่นคำร้องขอให้มีคำสั่งเพิกถอนคำชี้ขาดของอนุญาโตตุลาการของสำนักงานคณะกรรมการกำกับและส่งเสริมการประกอบธุรกิจประกันภัย ในข้อพิพาทหมายเลขดำที่ 37/2554 หมายเลขแดงที่ 152/2554

ผู้คัดค้านยื่นคำคัดค้านขอให้ยกคำร้อง

ระหว่างพิจารณาศาลชั้นต้น คดีพอวินิจฉัยได้ จึงสั่งให้งดสืบพยานทั้งสองฝ่าย

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้ยกคำร้อง ค่าฤชาธรรมเนียมให้เป็นพับ

ผู้ร้องอุทธรณ์ต่อศาลฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ผู้ร้องยื่นคำร้องขอเพิกถอนคำชี้ขาดของอนุญาโตตุลาการอ้างว่า การยอมรับตามคำชี้ขาดนั้นจะเป็นการขัดต่อความสงบเรียบร้อยหรือศีลธรรมอันดีของประชาชน แต่ข้อเท็จจริงเป็นเรื่องที่ผู้ร้องนำคดีเข้าสู่การพิจารณาของอนุญาโตตุลาการของคณะกรรมการกำกับและส่งเสริมการประกอบธุรกิจประกันภัย ซึ่งมีระเบียบว่าด้วยอนุญาโตตุลาการ พ.ศ.2551 ข้อ 29 ว่า คู่พิพาทฝ่ายใดกล่าวอ้างข้ออ้างใด ต้องเป็นฝ่ายมีหน้าที่นำสืบให้ประจักษ์ตามข้ออ้างของตน และอนุญาโตตุลาการเห็นว่าผู้ร้องมีแต่ใบรับรองความเสียหาย (ใบเคลม) โดยไม่มีพยานหลักฐานอื่น จึงมีคำชี้ขาดให้ยกคำเสนอข้อพิพาท ผู้ร้องยื่นคำร้องต่อศาลเพื่อขอให้เพิกถอนคำชี้ขาดโดยอ้างว่า คำชี้ขาดไม่เป็นไปตามประเพณีการค้า และขัดต่อความสงบเรียบร้อยและศีลธรรมอันดีต่อประชาชน แต่เนื้อหาคำร้องเป็นเรื่องโต้แย้งการใช้ดุลพินิจในการรับฟังพยานหลักฐานของอนุญาโตตุลาการ ให้ยกคำร้อง การที่ผู้ร้องยื่นอุทธรณ์อ้างเหตุในทำนองยื่นคำร้องต่อศาลชั้นต้นว่า การรับฟังพยานหลักฐานของอนุญาโตตุลาการไม่ชอบ จึงเป็นการโต้เถียงการใช้ดุลพินิจในการวินิจฉัยคดีของอนุญาโตตุลาการ หาเป็นปัญหาที่กระทบต่อความสงบเรียบร้อยหรือศีลธรรมอันดีของประชาชนไม่ อุทธรณ์ของผู้ร้องจึงไม่ต้องด้วยพระราชบัญญัติอนุญาโตตุลาการ พ.ศ.2545 มาตรา 45 วรรคหนึ่ง ศาลฎีกาไม่รับอุทธรณ์ของผู้ร้องไว้พิจารณา

พิพากษายกอุทธรณ์ของผู้ร้อง คืนค่าขึ้นศาลชั้นอุทธรณ์ทั้งหมดให้แก่ผู้ร้อง ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์นอกจากนี้ให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.อนุญาโตตุลาการ พ.ศ.2545 ม. 45 วรรคหนึ่ง
ชื่อคู่ความ
ผู้ร้อง — สหกรณ์แท็กซี่สุวรรณภูมิ จำกัด
ผู้คัดค้าน — บริษัทวิริยะประกันภัย จำกัด
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลแพ่ง — นายกิตติพงศ์ ว่องเมทินี
ชื่อองค์คณะ
นพพร โพธิรังสิยากร
ศรีอัมพร ศาลิคุปต์
สุทธิโชค เทพไตรรัตน์
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3602/2556
#561067
เปิดฉบับเต็ม

คำพิพากษาในคดีก่อนที่พิพากษาว่าจำเลยที่ 2 เป็นบุตรชอบด้วยกฎหมายของผู้ตาย มีผลนับแต่วันมีคำพิพากษาถึงที่สุดตาม ป.พ.พ. มาตรา 1547, 1557 (3) เดิม เมื่อไม่มีบทกฎหมายสารบัญญัติให้สิทธิแก่บุคคลภายนอกที่จะฟ้องขอให้ศาลพิพากษาเพิกถอนคำพิพากษาว่าเป็นบุตรชอบด้วยกฎหมาย และไม่เข้าข้อยกเว้นกรณีคำพิพากษาหรือคำสั่งไม่ผูกพันบุคคลภายนอกตาม ป.วิ.พ. มาตรา 145 วรรคสอง จึงถือไม่ได้ว่าโจทก์ถูกโต้แย้งสิทธิตาม ป.วิ.พ. มาตรา 55 ผลของการที่ไม่อาจเพิกถอนคำพิพากษาดังกล่าวได้ ทำให้จำเลยที่ 2 มีฐานะเป็นบุตรชอบด้วยกฎหมายของผู้ตายซึ่งเป็นทายาทลำดับแรกมีสิทธิได้รับมรดกของผู้ตาย โจทก์ซึ่งเป็นทายาทลำดับถัดลงไปย่อมไม่มีสิทธิในทรัพย์มรดกของผู้ตายตาม ป.พ.พ. มาตรา 1630 วรรคแรก จึงถือไม่ได้ว่าโจทก์ถูกโต้แย้งสิทธิในการรับมรดกของผู้ตาย

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องและแก้ไขคำฟ้องขอให้ศาลสั่งให้โจทก์และจำเลยที่ 2 ให้แพทย์หรือผู้เชี่ยวชาญตรวจสารพันธุกรรมหากจำเลยที่ 2 ไม่ใช่บุตรของผู้ตาย ให้ศาลมีคำพิพากษาว่าจำเลยที่ 2 ไม่ใช่บุตรโดยแท้จริงทางสายโลหิตและไม่ใช่บุตรโดยชอบด้วยกฎหมายและไม่ใช่ทายาทโดยธรรมของผู้ตาย ให้ศาลมีคำพิพากษาเพิกถอนคำสั่งของศาลชั้นต้นในคดีแพ่งหมายดำที่ 48/2548 หมายเลขแดงที่ 6/2548 และให้ศาลมีคำพิพากษาให้จำเลยทั้งสองร่วมกันหรือแทนกันคืนทรัพย์มรดกตามบัญชีทรัพย์เอกสารท้ายคำฟ้องหมายเลข 3 และทรัพย์สินใด ๆ ที่ได้รับในฐานะทายาทโดยธรรมและทรัพย์สินหรือสิทธิใด ๆ ที่ได้รับจากกรมพัฒนาที่ดินในฐานะทายาทโดยธรรมหรือบุตรของผู้ตายคืนให้โจทก์ทั้งหมด

จำเลยทั้งสองยื่นคำให้การและแก้ไขคำให้การขอให้ยกฟ้องโจทก์

ระหว่างการพิจารณาจำเลยทั้งสองยื่นคำร้องขอให้วินิจฉัยข้อกฎหมายเบื้องต้นว่าโจทก์ไม่มีอำนาจฟ้องคดีนี้เนื่องจากเป็นฟ้องซ้ำและดำเนินกระบวนพิจารณาซ้ำกับคดีหมายเลขแดงที่ 6/2548 ของศาลชั้นต้น

โจทก์ยื่นคำคัดค้าน

ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง ค่าฤชาธรรมเนียมให้เป็นพับ

โจทก์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 1 แผนกคดีเยาวชนและครอบครัว พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ

โจทก์ฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีเยาวชนและครอบครัววินิจฉัยว่า คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ว่า โจทก์มีอำนาจฟ้องหรือไม่ เมื่อได้ความว่าศาลชั้นต้นมีคำสั่งว่าจำเลยที่ 2 เป็นบุตรโดยชอบด้วยกฎหมายของผู้ตาย ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1547 ย่อมมีผลนับแต่วันมีคำพิพากษาถึงที่สุด ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1557 (3) (เดิม) ทั้งไม่มีบทกฎหมายสารบัญญัติใดให้สิทธิแก่บุคคลภายนอกที่จะฟ้องขอให้ศาลพิพากษาเพิกถอนคำพิพากษาว่าเป็นบุตรชอบด้วยกฎหมาย และไม่เข้าข้อยกเว้นกรณีคำพิพากษาหรือคำสั่งไม่ผูกพันบุคคลภายนอก ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความ มาตรา 145 วรรคสอง จึงถือไม่ได้ว่าโจทก์ถูกโต้แย้งสิทธิ ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 55 ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษาว่าโจทก์ไม่มีอำนาจฟ้องชอบแล้ว ที่โจทก์ฎีกาว่าเมื่อศาลชั้นต้นมีคำสั่งว่าจำเลยที่ 2 เป็นบุตรชอบด้วยกฎหมายของผู้ตาย จำเลยที่ 2 จึงเป็นทายาทโดยธรรมมีสิทธิรับมรดกของผู้ตายแต่เพียงผู้เดียว ทำให้โจทก์ซึ่งเป็นพี่น้องร่วมบิดามารดาเดียวกับผู้ตายไม่มีสิทธิรับมรดกของผู้ตาย จึงเป็นการโต้แย้งสิทธิของโจทก์ โจทก์จึงมีอำนาจฟ้องโดยไม่ต้องกล่าวถึงคดีก่อน ศาลก็มีอำนาจพิพากษาได้นั้น เห็นว่า โจทก์บรรยายฟ้องเป็นใจความว่า นายทรงศักดิ์สุขภาพร่างกายอ่อนแอมีโรคประจำตัวเชื้ออสุจิอ่อน แม้จะอยู่กินฉันสามีภริยากับจำเลยที่ 1 ก็ไม่สามารถมีบุตรได้ จำเลยที่ 2 จึงไม่ใช่บุตรที่แท้จริงของนายทรงศักดิ์ ผู้ตาย ขอให้ศาลพิพากษาเพิกถอนคำสั่งของศาลชั้นต้นที่สั่งว่าจำเลยที่ 2 เป็นบุตรชอบด้วยกฎหมายของผู้ตายและเรียกทรัพย์มรดกคืน เมื่อศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษาว่าโจทก์ไม่มีอำนาจฟ้องขอให้เพิกถอนคำสั่งของศาลชั้นต้นเป็นไปตามประเด็นคำฟ้องของโจทก์ชอบแล้ว การที่โจทก์ยกฎีกาว่าผลจากที่ศาลชั้นต้นมีคำสั่งว่าจำเลยที่ 2 เป็นบุตรชอบด้วยกฎหมายของนายทรงศักดิ์ ผู้ตาย เป็นการโต้แย้งสิทธิของโจทก์ในการรับมรดกของผู้ตายโจทก์จึงมีอำนาจฟ้อง เห็นว่า ผลของการไม่อาจเพิกถอนคำพิพากษาในคดีก่อนได้คือจำเลยที่ 2 มีฐานะเป็นบุตรชอบด้วยกฎหมายของผู้ตายซึ่งเป็นทายาทลำดับแรกที่มีสิทธิได้รับมรดกของผู้ตาย โจทก์ซึ่งเป็นทายาทลำดับถัดลงไปย่อมไม่มีสิทธิในทรัพย์มรดกของผู้ตายและตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1630 วรรคแรก ถือไม่ได้ว่าโจทก์ถูกโต้แย้งสิทธิในการรับมรดกของผู้ตาย แม้โจทก์จะกล่าวอ้างเหตุดังกล่าวก็ไม่ทำให้โจทก์มีอำนาจฟ้องเช่นกัน ที่โจทก์ฎีกาว่าโจทก์มีอำนาจฟ้องจึงฟังไม่ขึ้น ส่วนฎีกาข้ออื่น ๆ ของโจทก์หาจำต้องยกขึ้นวินิจฉัยไม่ เพราะไม่ทำให้ผลของคดีเปลี่ยนไป ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษามาศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาโจทก์ฟังไม่ขึ้น

พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 1547 ม. 1557 (3) เดิม ม. 1630 วรรคแรก
ป.วิ.พ. ม. 55
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นายสำรวย วงศ์คำ
จำเลย — นางสายทิพย์ มาลัยสิทธิ์ กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลเยาวชนและครอบครัวจังหวัดอ่างทอง — นายสมพร สมุทรคุณ
ศาลอุทธรณ์ภาค 1 — นางปิยนันท์ พันธุ์ชนะวานิช
ชื่อองค์คณะ
วัชรินทร์ ปัจเจกวิญญูสกุล
ทวีศักดิ์ ทองภักดี
พิศิฎฐ์ สุดลาภา
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3597/2556
#541496
เปิดฉบับเต็ม

จำเลยทั้งสองอายุครบ 24 ปี ในระหว่างพิจารณาของศาลฎีกา วิธีการสำหรับเด็กและเยาวชนที่ศาลล่างทั้งสองกำหนดให้ใช้บังคับแก่จำเลยทั้งสองไว้จึงไม่เหมาะสม ปัญหาดังกล่าวเป็นปัญหาในการกำหนดวิธีการสำหรับเด็กหรือเยาวชนซึ่งศาลคำนึงถึงพฤติการณ์เฉพาะเรื่องตาม พ.ร.บ.ศาลเยาวชนและครอบครัวฯ มาตรา 119 ประกอบมาตรา 142 แม้โจทก์จะไม่อุทธรณ์ฎีกาในปัญหาดังกล่าว ศาลฎีกาก็มีอำนาจจะเปลี่ยนแปลงวิธีการให้เหมาะสมได้เพราะมิใช่การเปลี่ยนแปลงโทษ จึงไม่ใช่การเพิ่มเติมโทษ ซึ่งต้องห้ามตาม ป.วิ.อ. 212 และมาตรา 225 เมื่อพิจารณาความหนักเบาแห่งข้อหาและพฤติการณ์แห่งคดีแล้ว อาศัยอำนาจตามมาตรา 142 วรรคท้ายเปลี่ยนแปลงวิธีการสำหรับเด็กและเยาวชนใหม่เป็น หลังจากจำเลยทั้งสองอายุครบ 24 ปีแล้วให้ส่งตัวจำเลยทั้งสองไปจำคุกไว้ในเรือนจำมีกำหนด 2 ปี

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 33, 58, 83, 91, 288 พระราชบัญญัติอาวุธปืนเครื่องกระสุนปืน วัตถุระเบิด ดอกไม้เพลิง และสิ่งเทียมอาวุธปืน พ.ศ.2490 มาตรา 4, 7, 8 ทวิ, 72, 72 ทวิ ริบหัวกระสุนปืนของกลาง และกำหนดโทษของจำเลยที่ 1 ที่รอการกำหนดโทษไว้ในคดีก่อนบวกเข้ากับโทษในคดีนี้

จำเลยทั้งสองให้การปฏิเสธ แต่จำเลยที่ 1 รับว่าเป็นบุคคลคนเดียวกับจำเลยในคดีที่โจทก์ขอให้บวกโทษ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยทั้งสองมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 288 พระราชบัญญัติอาวุธปืนเครื่องกระสุนปืน วัตถุระเบิด ดอกไม้เพลิง และสิ่งเทียมอาวุธปืน พ.ศ.2490 มาตรา 7, 72 วรรคหนึ่ง, 8 ทวิวรรคหนึ่ง, 72 ทวิ วรรคสอง ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83 การกระทำของจำเลยทั้งสองเป็นการกระทำผิดหลายกรรมต่างกัน ให้เรียงกระทงลงโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 ขณะกระทำความผิดจำเลยที่ 1 อายุ 16 ปีเศษ จำเลยที่ 2 อายุ 17 ปีเศษ ลดมาตราส่วนโทษให้กึ่งหนึ่งตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 75 และมาตรา 76 ฐานร่วมกันฆ่าผู้อื่น จำคุกคนละ 9 ปี ฐานร่วมกันมีอาวุธปืนและเครื่องกระสุนปืนไว้ในครอบครองโดยไม่ได้รับใบอนุญาต จำคุกคนละ 6 เดือน ฐานร่วมกันพาอาวุธปืนไปในเมือง หมู่บ้านและทางสาธารณะโดยไม่ได้รับใบอนุญาตและไม่มีเหตุสมควร จำคุก คนละ 6 เดือน รวมจำคุก 9 ปี 12 เดือน ทางนำสืบของจำเลยทั้งสองเป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษลดโทษให้คนละหนึ่งในสาม ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คงจำคุกคนละ 6 ปี 8 เดือน เปลี่ยนโทษจำคุกเป็นส่งตัวจำเลยทั้งสองไปควบคุมเพื่อฝึกและอบรมยังสถานพินิจมีกำหนดขั้นต่ำ 2 ปี ขั้นสูง 4 ปี ริบหัวกระสุนปืนของกลาง คำขออื่นให้ยก

จำเลยทั้งสองอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 5 แผนกคดีเยาวชนและครอบครัว พิพากษายืน

จำเลยทั้งสองฎีกา โดยผู้พิพากษาซึ่งพิจารณาและลงชื่อในในคำพิพากษาศาลชั้นต้นอนุญาตให้ฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง

ศาลฎีกาแผนกคดีเยาวชนและครอบครัววินิจฉัยว่าที่จำเลยทั้งสองฎีกาว่าไม่มีประจักษ์พยานโจทก์ปากใดยืนยันว่าจำเลยทั้งสองได้ร่วมกับพวกฆ่าผู้ตาย จำเลยทั้งสองไม่เคยรู้จักหรือมีสาเหตุโกรธเคืองกับผู้ตายและพวกมาก่อน เหตุที่จำเลยทั้งสองไปที่เกิดเหตุ เนื่องจากพวกของจำเลยทั้งสองไปมีเรื่องกับผู้ตายกับพวกจึงขับรถจักรยานยนต์มาบอกจำเลยทั้งสองกับพวกว่า "มีเรื่องข้างนอกมา" แล้วขับรถจักรยานยนต์ออกไป จำเลยทั้งสองกับพวกจึงขับรถจักรยานยนต์ติดตามไป โดยไม่ทราบว่าพวกของจำเลยทั้งสองคนใดมีอาวุธปืนติดตัวไปด้วยและจะไปใช้ก่อเหตุยิงผู้ตายกับพวก พยานหลักฐานของโจทก์ยังมีข้อพิรุธน่าสงสัยว่า จำเลยทั้งสองได้ร่วมกระทำความผิดตามฟ้องหรือไม่ ควรยกประโยชน์แห่งความสงสัยให้แก่จำเลยทั้งสองนั้น เห็นว่า เป็นฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริงซึ่งศาลล่างทั้งสองได้วินิจฉัยข้อเท็จจริงดังกล่าวไว้ชอบด้วยเหตุผลและเมื่อพิจารณาฎีกาของจำเลยทั้งสองทั้งฉบับแล้ว กรณีไม่มีเหตุที่จะเปลี่ยนแปลงผลคำวินิจฉัยของศาลล่างทั้งสอง ฎีกาของจำเลยทั้งสองจึงไม่เป็นสาระอันควรแก่การพิจารณาพิพากษา ศาลฎีกาไม่รับคดีไว้พิจารณาพิพากษาตามรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2550 มาตรา 219 วรรคสอง และพระธรรมนูญศาลยุติธรรม มาตรา 23 วรรคหนึ่ง

อนึ่ง เนื่องจากปรากฏว่าจำเลยทั้งสองอายุครบ 24 ปี ในระหว่างการพิจารณาของศาลฎีกา วิธีการสำหรับเด็กและเยาวชนที่ศาลล่างทั้งสองกำหนดให้ใช้บังคับแก่จำเลยทั้งสองไว้ไม่เหมาะสม ปัญหาดังกล่าวเป็นปัญหาในการกำหนดวิธีการสำหรับเด็กหรือเยาวชน ซึ่งศาลต้องคำนึงถึงพฤติการณ์เฉพาะเรื่องตามพระราชบัญญัติศาลเยาวชนและครอบครัวและวิธีพิจารณาคดีเยาวชนและครอบครัว มาตรา 119 ประกอบมาตรา 142 แม้โจทก์จะไม่อุทธรณ์ฎีกาในปัญหาดังกล่าว ศาลฎีกาก็มีอำนาจที่จะเปลี่ยนแปลงวิธีการให้เหมาะสมได้เพราะมิใช่การเปลี่ยนแปลงโทษ จึงไม่ใช่การเพิ่มเติมโทษ ซึ่งต้องห้ามตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 212 และมาตรา 225 ดังนี้ เมื่อพิจารณาตามความหนักเบาแห่งข้อหาและพฤติการณ์แห่งคดีแล้วเห็นสมควรอาศัยอำนาจตามมาตรา 142 วรรคท้าย เปลี่ยนแปลงวิธีการสำหรับเด็กและเยาวชนที่ใช้บังคับแก่จำเลยใหม่เป็นหลังจากจำเลยทั้งสองอายุครบ 24 ปีแล้ว ให้ส่งตัวจำเลยทั้งสองไปจำคุกไว้ในเรือนจำมีกำหนด 2 ปี

พิพากษายืน แต่ให้เปลี่ยนแปลงวิธีการสำหรับเด็กและเยาวชนเป็นว่า เมื่อจำเลยทั้งสองอายุครบ 24 ปีแล้วให้ส่งตัวจำเลยทั้งสองไปจำคุกไว้ในเรือนจำมีกำหนด 2 ปี
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.ศาลเยาวชนและครอบครัวและวิธีพิจารณาคดีเยาวชนและครอบครัว พ.ศ.2553 ม. 119 ม. 142
ป.วิ.อ. ม. 212 ม. 225
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการคดีเยาวชนและครอบครัวจังหวัดลำปาง
จำเลย — นายปิยวัชรหรือเบ๊นซ์ ไหมเครือแก้ว กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดลำปางแผนกคดีเยาวชนและครอบครัว — นายพลจักร คงน้อย
ศาลอุทธรณ์ภาค 6 — นายสู่บุญ วุฒิวงศ์
ชื่อองค์คณะ
ธราธร ศิลปโอสถ
วัชรินทร์ ปัจเจกวิญญูสกุล
พิศิฏฐ์ สุดลาภา
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3568/2556
#562637
เปิดฉบับเต็ม
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.อ. ม. 92
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการจังหวัดศรีสะเกษ
จำเลย — นายสุรักษ์หรือรักษ์ สุริหะ
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดศรีสะเกษ — นางสาวดารารัตน์ พุ่มอ่อน
ศาลอุทธรณ์ภาค 3 — นายพีรพล จันทร์สว่าง
ชื่อองค์คณะ
วิรุฬห์ แสงเทียน
ปดารณี ลัดพลี
ฉัตรไชย จันทร์พรายศรี
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3562/2556
#554951
เปิดฉบับเต็ม

พ.ร.บ.จัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงาน พ.ศ.2522 มาตรา 54 วรรคหนึ่ง บัญญัติหลักเกณฑ์และวิธีการไว้เป็นการเฉพาะให้คู่ความอุทธรณ์คำพิพากษาหรือคำสั่งของศาลแรงงานได้เฉพาะในข้อกฎหมาย ไม่มีบทบัญญัติยกเว้นกรณีหนึ่งกรณีใดให้คู่ความอุทธรณ์ในข้อเท็จจริงได้ จึงนำหลักการอุทธรณ์กรณีผู้พิพากษาสมทบฝ่ายลูกจ้างทำความเห็นแย้งตาม ป.วิ.พ. มาตรา 224 วรรคหนึ่ง มาใช้กับการอุทธรณ์คำพิพากษาหรือคำสั่งของศาลแรงงานไม่ได้

ตามวิธีปฏิบัติงาน เรื่อง การดำเนินการเกี่ยวกับน้ำมันเชื้อเพลิง ระบุการเติมน้ำมันเชื้อเพลิงรถยนต์โดยสารแต่ละคันเติมด้วยยอดจำนวนเต็มหรือตามที่กำหนดในแต่ละสาย เมื่อครบจำนวนตามกำหนดพนักงานเติมน้ำมันจะดึงหัวจ่ายออกแล้วเก็บไว้ในที่เก็บและปิดฝาถังน้ำมันรถยนต์โดยสาร แสดงให้เห็นว่าน้ำมันที่ยังค้างอยู่ในหัวจ่ายเป็นน้ำมันของจำเลย แม้จะมีการตัดยอดจ่ายน้ำมันแล้ว แต่จำเลยก็ไม่มีระเบียบให้ทิ้งน้ำมันดังกล่าว การที่โจทก์ซึ่งเป็นพนักงานเติมน้ำมันเทน้ำมันที่ค้างอยู่ที่หัวจ่ายใส่ถังน้ำมันและเอาไว้เป็นส่วนตัวจึงเป็นการลักทรัพย์นายจ้างซึ่งเป็นความผิดอาญาและจงใจไม่ปฏิบัติตามวิธีปฏิบัติงาน เป็นการกระทำผิดวินัยร้ายแรงตามข้อบังคับของจำเลย ฉบับที่ 46 จำเลยมีอำนาจไล่โจทก์ออกได้ตามข้อบังคับ

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องและแก้ไขคำฟ้องขอให้เพิกถอนคำสั่งองค์การขนส่งมวลชนกรุงเทพ เขตการเดินรถที่ 1 ที่ 286/2549 ลงวันที่ 11 ตุลาคม 2549 ของจำเลย และคำสั่งของคณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์ ให้จำเลยรับโจทก์กลับเข้าทำงานในตำแหน่งเดิม ในอัตราเงินเดือนไม่ต่ำกว่าเดือนละ 20,680 บาท โดยนับอายุงานของโจทก์ต่อเนื่องไปนับตั้งแต่วันที่จำเลยสั่งพักงานโจทก์ ให้จำเลยชำระเงินเดือนงวดเดือนสิงหาคม 2549 ถึงงวดเดือนกุมภาพันธ์ 2550 รวมเป็นเงิน 142,320 บาท และค่าเสื่อมเสียชื่อเสียงจำนวน 700,000 บาท รวมเป็นเงิน 842,320 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 15 ต่อปี ของต้นเงินดังกล่าวนับจากวันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ ให้จำเลยชำระเงินให้แก่โจทก์ต่อไปเป็นรายเดือนในอัตราเดือนละ 20,680 บาท นับตั้งแต่งวดเดือนมีนาคม 2550 เป็นต้นไปทุกเดือน จนกว่าโจทก์จะได้กลับเข้าทำงานกับจำเลยหรือจนกว่าโจทก์จะครบอายุ 60 ปี (ครบเกษียณอายุเดือนกันยายน 2552) ถ้าหากโจทก์ไม่สามารถที่จะกลับเข้าทำงานกับจำเลยได้ไม่ว่าเพราะเหตุใด ให้จำเลยชำระเงินดังกล่าวให้แก่โจทก์จนเสร็จสิ้น ให้จำเลยชำระเงินบำเหน็จจำนวน 603,096 บาท ค่าชดเชยจำนวน 194,600 บาท สินจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้าจำนวน 19,460 บาท เงินตอบแทนความชอบในการทำงานจำนวน 165,440 บาท รวมเป็นเงิน 982,596 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 15 ต่อปี นับจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์

จำเลยให้การและแก้ไขคำให้การขอให้ยกฟ้อง

ศาลแรงงานกลางพิพากษายกฟ้อง

โจทก์อุทธรณ์ต่อศาลฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีแรงงานวินิจฉัยว่า

คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของโจทก์ประการต่อมาว่าการที่ผู้พิพากษาสมทบฝ่ายลูกจ้างได้ทำความเห็นแย้งทำให้คดีไม่ต้องห้ามอุทธรณ์ในข้อเท็จจริงตามพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงาน พ.ศ.2522 มาตรา 54 วรรคหนึ่ง หรือไม่ เห็นว่า ในคดีแรงงานการอุทธรณ์คำพิพากษาหรือคำสั่งของศาลแรงงานจะต้องอยู่ภายใต้บทบัญญัติแห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงาน พ.ศ.2522 ซึ่งในมาตรา 54 วรรคหนึ่ง ได้บัญญัติให้คู่ความอุทธรณ์คำพิพากษาหรือคำสั่งของศาลแรงงานได้เฉพาะในข้อกฎหมายไปยังศาลฎีกา โดยมิได้มีบทบัญญัติยกเว้นกรณีหนึ่งกรณีใดให้คู่ความอุทธรณ์ในข้อเท็จจริงได้ และเมื่อบทกฎหมายดังกล่าวได้บัญญัติหลักเกณฑ์และวิธีการอุทธรณ์คำพิพากษาหรือคำสั่งของศาลแรงงานไว้เป็นการเฉพาะแล้ว จึงไม่อาจนำหลักการอุทธรณ์ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่งมาตรา 224 ดังที่โจทก์อ้างในอุทธรณ์มาใช้กับการอุทธรณ์คำพิพากษาหรือคำสั่งของศาลแรงงานได้ ดังนั้นแม้คำพิพากษาของศาลแรงงานกลางจะมีผู้พิพากษาสมทบทำความเห็นแย้งไว้ คู่ความก็ไม่อาจอุทธรณ์ในข้อเท็จจริงต่อศาลฎีกาได้ อุทธรณ์ของโจทก์ข้อนี้ฟังไม่ขึ้น

คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของโจทก์ประการสุดท้ายว่าการกระทำของโจทก์เป็นการผิดระเบียบข้อบังคับถึงขั้นถูกลงโทษไล่ออกหรือไม่ เห็นว่า ตามวิธีปฏิบัติงาน เรื่อง การดำเนินเนินการเกี่ยวกับน้ำมันเชื้อเพลิงระบุให้การเติมน้ำมันรถยนต์โดยสารแต่ละคันจะเติมด้วยยอดจำนวนเต็มหรือตามที่กำหนดในแต่ละสาย เมื่อครบจำนวนตามกำหนดพนักงานเติมน้ำมันจะดึงหัวจ่ายออกแล้วเก็บไว้ในที่เก็บแล้วปิดฝาถังน้ำมันรถยนต์โดยสาร จากระเบียบวิธีปฏิบัติดังกล่าวแสดงให้เห็นว่าน้ำมันที่ยังค้างอยู่ที่หัวจ่ายย่อมเป็นน้ำมันของจำเลย ซึ่งแม้จะมีการตัดยอดจ่ายน้ำมันแล้วแต่จำเลยก็ไม่มีระเบียบให้ทิ้งน้ำมันดังกล่าว การที่โจทก์เทน้ำมันที่ค้างอยู่ที่หัวจ่ายใส่ถังน้ำมันและเอาไว้เป็นส่วนตัวจึงเป็นการลักทรัพย์ของนายจ้างซึ่งเป็นความผิดอาญา และจงใจไม่ปฏิบัติตามวิธีปฏิบัติงาน เรื่อง การดำเนินการเกี่ยวกับน้ำมันเชื้อเพลิง อันถือเป็นการกระทำผิดวินัยร้ายแรงตามข้อบังคับองค์การขนส่งมวลชนกรุงเทพฉบับที่ 46 ว่าด้วยวินัย การสอบสวน การลงโทษ และการอุทธรณ์การลงโทษของพนักงาน พ.ศ.2524 ข้อ 8.1 และข้อ 8.2 ซึ่งจำเลยมีอำนาจลงโทษไล่โจทก์ออกได้ คำสั่งลงโทษไล่โจทก์ออกจากการเป็นพนักงานจึงชอบด้วยข้อบังคับของจำเลยแล้ว อุทธรณ์ของโจทก์ข้อนี้ฟังไม่ขึ้นเช่นเดียวกัน

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ. ม. 224 วรรคหนึ่ง
พ.ร.บ.จัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงาน พ.ศ.2522 ม. 54 วรรคหนึ่ง
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นายกมลชัย แสวงเทศ
จำเลย — องค์การขนส่งมวลชนกรุงเทพ
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลแรงงานกลาง — นายวิชัย วิสิทธวงศ์
ชื่อองค์คณะ
ปัญญา สุทธิบดี
ชัยวัฒน์ เวียงธีรวัฒน์
วิรุฬห์ แสงเทียน
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3553/2556
#554851
เปิดฉบับเต็ม

โจทก์ระบุเหตุในหนังสือเลิกจ้างไว้เพียงว่าจำเลยที่ 2 ประพฤติตนไม่เหมาะสมกับการเป็นพนักงาน ไม่ได้ระบุข้อเท็จจริงอันเป็นเหตุที่เลิกจ้างว่าการประพฤติตนไม่เหมาะสมกับการเป็นพนักงานของจำเลยที่ 2 นั้นประพฤติตนในรายละเอียดอย่างไรจึงไม่เหมาะสมอย่างยิ่งจนถึงเป็นเหตุแห่งการเลิกจ้างโดยไม่ต้องจ่ายค่าชดเชยตาม พ.ร.บ.คุ้มครองแรงงาน พ.ศ.2541 มาตรา 119 เมื่อโจทก์ไม่ระบุเหตุผลแห่งการเลิกจ้างว่าจำเลยที่ 2 มีสัมพันธ์ในทางชู้สาวอันเป็นเหตุผิดวินัยตามข้อบังคับเกี่ยวกับการทำงาน โจทก์จึงยกเหตุมีสัมพันธ์ในทางชู้สาวเป็นข้อต่อสู้เพื่อไม่ต้องจ่ายค่าชดเชยและค่าจ้างสำหรับวันหยุดพักผ่อนประจำปีไม่ได้ตามมาตรา 17 วรรคสาม (เดิม)

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้อง ขอให้เพิกถอนคำสั่งของพนักงานตรวจแรงงานที่ 130/2548

จำเลยที่ 1 ให้การ ขอให้ยกฟ้อง

ระหว่างพิจารณาของศาลแรงงานกลาง โจทก์ยื่นคำร้องขอถอนฟ้องจำเลยที่ 2 ศาลแรงงานกลางอนุญาตและจำหน่ายคดีเฉพาะจำเลยที่ 2

ศาลแรงงานกลาง พิพากษายกฟ้อง

โจทก์อุทธรณ์ต่อศาลฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีแรงงานวินิจฉัยว่า ศาลแรงงานกลางฟังข้อเท็จจริงเป็นยุติว่า เมื่อวันที่ 23 พฤษภาคม 2544 โจทก์จ้างจำเลยที่ 2 ทำงานตำแหน่งพนักงานประจำบาร์ ต่อมาวันที่ 31 สิงหาคม 2548 โจทก์มีหนังสือเลิกจ้างจำเลยที่ 2 โดยระบุเหตุผลในการเลิกจ้างไว้เพียง 2 ประการ คือ ประการที่หนึ่ง ประพฤติตนไม่เหมาะสมกับการเป็นพนักงาน และประการที่สอง ข่มขู่เพื่อนร่วมงาน แล้ววินิจฉัยว่า เมื่อโจทก์มิได้ระบุถึงเหตุเลิกจ้างกรณีที่จำเลยที่ 2 บุกรุกเข้าไปในห้องประชุมโดยไม่ได้รับอนุญาตและแสดงกิริยาก้าวร้าว อันเป็นการฝ่าฝืนข้อบังคับเกี่ยวกับการทำงานกรณีร้ายแรงไว้ในหนังสือเลิกจ้าง โจทก์จึงไม่อาจยกเหตุดังกล่าวขึ้นเป็นข้อต่อสู้ในอันที่จะไม่ต้องรับผิดชำระค่าชดเชยและค่าจ้างสำหรับวันหยุดพักผ่อนประจำปีได้ สำหรับเหตุที่จำเลยที่ 2 มีความประพฤติในทางชู้สาวนั้น ในหนังสือเลิกจ้างมิได้ระบุว่า จำเลยที่ 2 มีความประพฤติในทางชู้สาว แต่ระบุเหตุเพียงว่าจำเลยที่ 2 ประพฤติตนไม่เหมาะสมกับการเป็นพนักงาน จึงเป็นการระบุเหตุในความหมายที่กว้างเกินไป และไม่สามารถชี้เฉพาะเจาะจงไปได้ว่าประพฤติตนไม่เหมาะสมในเรื่องใด เพราะความประพฤติที่ไม่เหมาะสมนั้นมีทั้งที่เป็นการกระทำที่ผิดวินัยอย่างร้ายแรงกับการกระทำที่ผิดวินัยไม่ร้ายแรง ซึ่งมีผลต่อการถูกนายจ้างเลิกจ้างโดยทันทีหรือนายจ้างต้องมีหนังสือตักเตือนก่อนจึงจะเลิกจ้างได้ จึงยังไม่อาจรับฟังได้ว่าเหตุดังกล่าวมีความหมายเป็นไปในทางเดียวกันกับความประพฤติในทางชู้สาวได้ เมื่อโจทก์มิได้ระบุเหตุผลว่าจำเลยที่ 2 มีความประพฤติในทางชู้สาวไว้ในหนังสือเลิกจ้างโดยชัดแจ้งโจทก์ย่อมไม่อาจอ้างเหตุดังกล่าวขึ้นเป็นข้อต่อสู้ได้ ตามพระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน พ.ศ.2541 มาตรา 17 วรรคสาม สำหรับเหตุเลิกจ้างสุดท้ายที่ระบุไว้ว่าจำเลยที่ 2 ข่มขู่เพื่อนร่วมงานนั้น ตามข้อบังคับเกี่ยวกับการทำงานของโจทก์ มิได้ระบุไว้โดยชัดแจ้งว่าการข่มขู่เพื่อนร่วมงานเป็นการกระทำที่ผิดวินัยอย่างร้ายแรงและพฤติกรรมของจำเลยที่ 2 ก็ยังไม่ถือว่าเป็นการกระทำผิดอย่างร้ายแรง โจทก์ย่อมไม่สามารถอ้างเหตุดังกล่าวเพื่อเลิกจ้างจำเลยที่ 2 ได้ทันทีโดยไม่ต้องมีหนังสือตักเตือนแต่อย่างใด คำสั่งของจำเลยที่ 1 จึงเป็นคำสั่งที่ชอบด้วยกฎหมาย ไม่มีเหตุที่จะต้องเพิกถอน พิพากษายกฟ้อง

คดีมีปัญหาตามอุทธรณ์ของโจทก์ประเด็นเดียวว่ามีเหตุเพิกถอนคำสั่งของพนักงานตรวจแรงงานที่ 130/2548 หรือไม่ โจทก์อุทธรณ์ว่า จำเลยที่ 2 มีความสัมพันธ์ในทางชู้สาวกับพนักงานโจทก์อันเป็นการผิดข้อบังคับเกี่ยวกับการทำงานในกรณีร้ายแรง และหนังสือเลิกจ้างระบุว่าจำเลยที่ 2 ประพฤติตนไม่เหมาะสมเป็นเหตุการเลิกจ้างแล้วนั้น ตามพระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน พ.ศ.2541 มาตรา 17 วรรคสาม(เดิม) บัญญัติว่า ในกรณีที่นายจ้างเป็นฝ่ายบอกเลิกสัญญาจ้าง ถ้านายจ้างไม่ได้ระบุเหตุผลไว้ในหนังสือบอกเลิกสัญญาจ้าง นายจ้างจะยกเหตุตามมาตรา 119 ขึ้นอ้างในภายหลังไม่ได้ เมื่อโจทก์ระบุเหตุผลในหนังสือเลิกจ้างไว้เพียงว่าจำเลยที่ 2 ประพฤติตนไม่เหมาะสมกับการเป็นพนักงาน โดยมิได้ระบุข้อเท็จจริงอันเป็นเหตุที่เลิกจ้างว่าการประพฤติตนไม่เหมาะสมกับการเป็นพนักงานของจำเลยที่ 2 นั้นประพฤติตนในรายละเอียดอย่างไรจึงไม่เหมาะสมอย่างยิ่งจนถึงเป็นเหตุแห่งการเลิกจ้างโดยไม่จำต้องจ่ายค่าชดเชยตามพระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน พ.ศ.2541 มาตรา 119 จำเลยที่ 2 ย่อมไม่อาจเข้าใจว่าตนถูกเลิกจ้างเพราะประพฤติไม่เหมาะสมอย่างใด เมื่อโจทก์ไม่ระบุเหตุผลแห่งการเลิกจ้างว่าจำเลยที่ 2 มีความสัมพันธ์ในทางชู้สาวอันเป็นเหตุผิดวินัยตามข้อบังคับเกี่ยวกับการทำงาน ดังนั้นโจทก์จะยกเหตุดังกล่าวเป็นข้อต่อสู้เพื่อไม่ต้องจ่ายค่าชดเชยและค่าจ้างสำหรับวันหยุดพักผ่อนประจำปีตามพระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน พ.ศ.541 มาตรา 17 วรรคสาม(เดิม) โจทก์จึงมีหน้าที่ต้องจ่ายค่าชดเชยและค่าจ้างสำหรับวันหยุดพักผ่อนประจำปีแก่จำเลยที่ 2 คำสั่งของจำเลยที่ 1 และคำพิพากษาของศาลแรงงานกลางชอบแล้ว อุทธรณ์ของโจทก์ฟังไม่ขึ้น พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.คุ้มครองแรงงาน พ.ศ.2541 ม. 14 วรรคสาม (เดิม) ม. 67 ม. 119
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — บริษัทจิตต์จินดา จำกัด
นายบรรจง แก้วลอดหล้า ในฐานะ
จำเลย — พนักงานตรวจแรงงาน กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลแรงงานกลาง — นายสมบูรณ์ ไวนฤนาท
ชื่อองค์คณะ
นิยุต สุภัทรพาหิรผล
ชัยวัฒน์ เวียงธีรวัฒน์
วิรุฬห์ แสงเทียน
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3541/2556
#554877
เปิดฉบับเต็ม

จำเลยที่ 6 เป็นเครือข่ายของขบวนการค้ายาเสพติด ต้องการขายเมทแอมเฟตามีน พยานโจทก์ซึ่งเป็นเจ้าพนักงานตำรวจจึงปลอมตัวไปติดต่อล่อซื้อกับจำเลยที่ 6 ในครั้งแรกจำเลยที่ 6 เสนอขายเมทแอมเฟตามีน 300,000 เม็ด ราคาเม็ดละ 65 บาท มีการขอดูเงินที่จะซื้อแล้ว จำเลยที่ 6 ขอรับเงินก่อน พยานโจทก์ไม่ยอม ต่อมาจำเลยที่ 6 พาจำเลยที่ 1 มาพบพยานโจทก์และมีการแนะนำจำเลยที่ 1 ให้รู้จักกับพยานโจทก์ในครั้งนี้จำเลยที่ 6 เสนอขายเมทแอมเฟตามีน 100,000 เม็ด ราคาเม็ดละ 32 บาท มีการขอดูเงินก่อนและพวกจำเลยที่ 1 จะขอรับเงินครึ่งหนึ่งก่อนส่งมอบเมทแอมเฟตามีน พยานโจทก์ไม่ยอม หลังจากนั้น 2 เดือนเศษ ต่อมาจำเลยที่ 1 ติดต่อกับพยานโจทก์โดยตรง เป็นเหตุให้จับจำเลยที่ 1 ถึงที่ 5 ได้ โดยจำเลยที่ 6 ไม่ได้เข้ามาเกี่ยวข้อง ไม่ปรากฏว่าระหว่างที่ติดต่อกับจำเลยที่ 1 มีการใช้โทรศัพท์ติดต่อกับจำเลยที่ 6 ทั้งฟังไม่ได้ว่าเมทแอมเฟตามีนของกลางเป็นส่วนหนึ่งของเมทแอมเฟตามีนที่จำเลยที่ 6 เป็นผู้บอกขาย ถือไม่ได้ว่าจำเลยที่ 6 เป็นตัวการร่วมกับจำเลยที่ 1 ถึงที่ 5 ในการมีเมทแอมเฟตามีนของกลางไว้เพื่อจำหน่ายและจำหน่ายเมทแอมเฟตามีนของกลาง แต่ถือว่าการซื้อขายเมทแอมเฟตามีนของกลางเป็นผลสำเร็จได้จากการชี้ช่องของจำเลยที่ 6 ซึ่งอยู่ในเครือข่ายค้ายาเสพติดด้วยกันกับจำเลยที่ 1 จำเลยที่ 6 จึงเป็นผู้สนับสนุนในการจำหน่ายเมทแอมเฟตามีนให้แก่พยานโจทก์ ซึ่งศาลมีอำนาจลงโทษจำเลยที่ 6 ได้เพราะไม่เกินคำขอของโจทก์ตาม ป.วิ.อ. มาตรา 192 วรรคหนึ่ง

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องและแก้ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยทั้งหกตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 มาตรา 4, 7, 8, 15, 66, 102 และริบเมทแอมเฟตามีน โทรศัพท์เคลื่อนที่ รถจักรยานยนต์และกระเป๋าเป้แบบสะพายของกลาง

จำเลยที่ 1 ถึงที่ 3 และที่ 5 ให้การรับสารภาพ

จำเลยที่ 4 และที่ 6 ให้การปฏิเสธ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยทั้งหกมีความผิดตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 มาตรา 15 วรรคสาม (2) (ที่ถูก มาตรา 15 วรรคหนึ่ง วรรคสาม (2)), 66 วรรคสาม ประกอบประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83 เป็นการกระทำกรรมเดียวผิดกฎหมายหลายบท แต่ละบทมีอัตราโทษเท่ากัน ลงโทษฐานจำหน่ายเมทแอมเฟตามีนเพียงกระทงเดียวตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 ให้ประหารชีวิตจำเลยทั้งหก จำเลยที่ 1 ถึงที่ 3 และที่ 5 ให้การรับสารภาพ เป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้คนละกึ่งหนึ่ง ส่วนจำเลยที่ 4 และที่ 6 ทางนำสืบเป็นประโยชน์แก่การพิจารณาอยู่บ้าง มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้คนละหนึ่งในสาม ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 ประกอบมาตรา 52 (1) (2) คงจำคุกจำเลยที่ 1 ถึงที่ 3 และที่ 5 มีกำหนดคนละ 50 ปี จำคุกจำเลยที่ 4 และที่ 6 ตลอดชีวิต ริบเมทแอมเฟตามีน โทรศัพท์เคลื่อนที่ รถจักรยานยนต์และกระเป๋าเป้แบบสะพายของกลาง

จำเลยที่ 1 ที่ 3 ที่ 4 ที่ 5 และที่ 6 อุทธรณ์

ระหว่างพิจารณาของศาลอุทธรณ์ภาค 5 จำเลยที่ 1 ถึงแก่ความตายสิทธินำคดีอาญามาฟ้องย่อมระงับไปตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 39 (1) ศาลอุทธรณ์ภาค 5 มีคำสั่งจำหน่ายคดีเฉพาะจำเลยที่ 1

ศาลอุทธรณ์ภาค 5 พิพากษายืน

จำเลยที่ 4 ที่ 5 และที่ 6 ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงฟังได้ในเบื้องต้นตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 5 โดยไม่มีคู่ความฝ่ายใดคัดค้านว่า ในวันเวลาและสถานที่เกิดเหตุตามฟ้อง จำเลยที่ 1 ที่ 2 ที่ 3 และที่ 5 ร่วมกันมีเมทแอมเฟตามีนจำนวน 28,000 เม็ด ของกลางไว้เพื่อจำหน่ายและร่วมกันจำหน่ายเมทแอมเฟตามีนของกลาง แก่เจ้าพนักงานตำรวจซึ่งปลอมตัวเป็นผู้ล่อซื้อ คดีมีปัญหาวินิจฉัยว่า จำเลยที่ 4 และที่ 6 ร่วมกระทำความผิดด้วยตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 5 หรือไม่ พยานหลักฐานโจทก์มีน้ำหนักมั่นคงฟังได้ว่า จำเลยที่ 4 ร่วมกระทำความผิดด้วยกับจำเลยที่ 1 ที่ 2 ที่ 3 และที่ 5 ในการมีเมทแอมเฟตามีนของกลางไว้เพื่อจำหน่ายและจำหน่ายเมทแอมเฟตามีนของกลางที่ศาลล่างทั้งสองพิพากษาต้องกันให้ลงโทษจำเลยที่ 4 มานั้นชอบแล้ว ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาของจำเลยที่ 4 ฟังไม่ขึ้น

สำหรับจำเลยที่ 6 นั้น ศาลฎีกาเห็นว่า เหตุที่มีการวางแผนล่อซื้อจนนำไปสู่การจับกุมจำเลยที่ 1 ถึงที่ 5 ได้ในที่สุดพร้อมเมทแอมเฟตามีนของกลางก็เนื่องจากมีสายลับแจ้งว่า จำเลยที่ 6 ต้องการจำหน่ายเมทแอมเฟตามีน ร้อยตำรวจเอกอรุณศักดิ์ พยานโจทก์ ซึ่งเป็นหัวหน้าชุดศูนย์ปฏิบัติการต่อสู้เพื่อเอาชนะยาเสพติดตำรวจภูธรภาค 5 จึงได้วางแผนกำหนดให้สิบตำรวจเอกเดชากับสิบตำรวจเอกคนัง พยานโจทก์ปลอมตัวไปทำการติดต่อล่อซื้อกับจำเลยที่ 6 มีการบันทึกภาพการเคลื่อนไหวของจำเลยที่ 6 อย่างเป็นระยะต่อเนื่องกัน เริ่มแต่จำเลยที่ 6 เสนอขายเมทแอมเฟตามีนจำนวน 100,000 เม็ด เม็ดละ 65 บาท ผ่านสายลับที่บริเวณโรงแรมช้างเผือก ถนนโชตนา ในวันที่ 15 พฤศจิกายน 2548 จำเลยที่ 6 พร้อมสายลับมาพบปะกับสิบตำรวจเอกคนังที่ลานจอดรถห้างริมปิงโชตนา ถนนเชียงใหม่ - พร้าว ในวันที่ 20 พฤศจิกายน 2548 ซึ่งปรากฏตามคำเบิกความของสิบตำรวจเอกคนังว่า ครั้งนี้จำเลยที่ 6 เสนอขายเมทแอมเฟตามีนจำนวน 300,000 เม็ด ราคาเม็ดละ 65 บาท สายลับได้แนะนำให้จำเลยที่ 6 และสิบตำรวจเอกคนังรู้จักกัน มีการขอดูเงินที่จะซื้อ จำเลยที่ 6 จะขอรับเงินไปก่อนแล้วให้ตามไปรับเมทแอมเฟตามีนแต่สิบตำรวจคนังไม่ยอม หลังจากนั้นจำเลยที่ 6 มากับจำเลยที่ 1 พบปะกับสิบตำรวจเอกคนังที่หน้าธนาคารกรุงไทย จำกัด(มหาชน) สาขาถนนช้างคลาน ในวันที่ 16 ธันวาคม 2548 ซึ่งปรากฏตามคำเบิกความของสิบตำรวจเอกคนังว่า ครั้งนี้จำเลยที่ 6 เสนอขายเมทแอมเฟตามีนจำนวน 100,000 เม็ด ราคาเม็ดละ 32 บาท จำเลยที่ 6 ได้แนะนำให้จำเลยที่ 1 และ สิบตำรวจเอกคนังรู้จักกัน มีการขอดูเงินที่จะซื้อเหมือนเช่นครั้งก่อน แต่ไม่อาจตกลงกันได้เพราะพวกของจำเลยที่ 1 ที่ตามมาสมทบจะขอรับเงินไปก่อนครึ่งหนึ่ง ซึ่งสิบตำรวจเอกคนังไม่ยอม จำเลยที่ 6 เบิกความยอมรับว่าเป็นบุคคลตามภาพถ่ายดังกล่าวมาข้างต้น จึงฟังได้ในเบื้องต้นโดยปราศจากข้อสงสัยว่า จำเลยที่ 6 เป็นเครือข่ายคนหนึ่งของขบวนการค้ายาเสพติดที่ปรากฏตัวออกมาเจรจาซื้อขายกับสิบตำรวจเอกคนังกับพวก แต่ในวันเกิดเหตุผู้ที่โทรศัพท์ติดต่อบอกขายเมทแอมเฟตามีนมายังสิบตำรวจเอกเดชาเป็นจำเลยที่ 1 โดยบอกขายจำนวน 60,000 เม็ด ราคาเม็ดละ 48 บาท แล้วแจ้งในเวลาต่อมาว่ามีขายให้เพียง 28,000 เม็ด จนนำไปสู่การล่อซื้อและเข้าจับกุมจำเลยที่ 1 ถึงที่ 5 ได้ในวันเดียวกันนั้น พร้อมเมทแอมเฟตามีนของกลางจำนวน 28,000 เม็ด ที่บอกขายและนำมาส่งมอบ โดยไม่ปรากฏว่ามีจำเลยที่ 6 เข้าเกี่ยวข้องด้วย การปรากฏตัวของจำเลยที่ 6 ครั้งหลังสุดห่างจากวันเกิดเหตุถึง 2 เดือนเศษ ไม่ปรากฏว่าระหว่างนั้นมีการใช้โทรศัพท์ติดต่อกันระหว่างจำเลยที่ 6 กับสิบตำรวจเอกคนังกับพวก ตามคำเบิกความของสิบตำรวจเอกคนังที่ตอบคำถามค้านก็ว่า ไม่ทราบว่าจำเลยทั้งหกจะเป็นเจ้าของเมทแอมเฟตามีนของกลางหรือไม่ ซึ่งเท่ากับฟังไม่ได้ว่า จำเลยที่ 6 เป็นเจ้าของเมทแอมเฟตามีนของกลาง ทั้งไม่ได้ความว่าเมทแอมเฟตามีนของกลางเป็นส่วนหนึ่งของเมทแอมเฟตามีนที่จำเลยที่ 6 เป็นผู้บอกขาย จึงถือไม่ได้ว่าจำเลยที่ 6 เป็นตัวการร่วมกับจำเลยที่ 1 ถึงที่ 5 ในการมีเมทแอมเฟตามีนของกลางไว้เพื่อจำหน่ายและจำหน่ายเมทแอมเฟตามีนของกลางตามที่โจทก์ฟ้องดังที่ศาลล่างทั้งสองพิพากษาลงโทษมา แต่ก็ถือได้ว่าการซื้อขายเมทแอมเฟตามีนของกลางรายนี้เป็นผลสำเร็จได้จากการชี้ช่องของจำเลยที่ 6 ซึ่งอยู่ในเครือข่ายค้ายาเสพติดด้วยกันกับจำเลยที่ 1 ให้ได้รู้จักกับสิบตำรวจเอกเดชาและสิบตำรวจเอกคนังในการติดต่อซื้อขายเมทแอมเฟตามีน จำเลยที่ 6 จึงเป็นผู้สนับสนุนในการจำหน่ายเมทแอมเฟตามีนของกลางของจำเลยที่ 1 ถึงที่ 5 ให้แก่สิบตำรวจเอกเดชาและสิบตำรวจเอกคนึง ซึ่งศาลฎีกามีอำนาจลงโทษจำเลยที่ 6 ได้เพราะไม่เกินคำขอของโจทก์ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 192 วรรคหนึ่ง ฎีกาของจำเลยที่ 6 ฟังขึ้นบางส่วน

พิพากษาแก้เป็นว่า ยกฟ้องโจทก์สำหรับจำเลยที่ 6 ในข้อหาร่วมกันมีเมทแอมเฟตามีนไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่ายและร่วมกันจำหน่ายเมทแอมเฟตามีน จำเลยที่ 6 คงมีความผิดตามพระราช บัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 มาตรา 15 วรรคหนึ่ง, 66 วรรคสาม ประกอบประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 86 ให้ลงโทษจำคุกตลอดชีวิต เมื่อลดโทษให้หนึ่งในสามตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 ประกอบมาตรา 53 แล้ว คงจำคุกจำเลยที่ 6 มีกำหนด 33 ปี 4 เดือน นอกจากที่แก้คงให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 5
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.อ. ม. 192 วรรคหนึ่ง
ป.อ. ม. 86
พ.ร.บ.ยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 ม. 66 วรรคสาม
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการจังหวัดเชียงใหม่
จำเลย — นายทุน ชัยมล กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดเชียงใหม่ — นายจิรพจน์ ไทยเล็ก
ศาลอุทธรณ์ภาค 5 — นายพิชัย นิลทองคำ
ชื่อองค์คณะ
สวัสดิ์ สุรวัฒนานันท์
วีระพล ตั้งสุวรรณ
สรศักดิ์ วาจาสิทธิศิลป์
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3392/2556
#538071
เปิดฉบับเต็ม

โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยทั้งสี่ในความผิดฐานปล้นทรัพย์ ข้อเท็จจริงที่ปรากฏในทางพิจารณาฟังได้ว่า จำเลยที่ 1 ถึงที่ 3 ปล้นทรัพย์ของผู้เสียหายแล้วนำมาแบ่งกันที่บ้านของจำเลยที่ 4 และจำเลยที่ 4 ได้รับทรัพย์ของผู้เสียหายไว้เพื่อประโยชน์แก่ตนเองหรือผู้อื่นโดยรู้อยู่แล้วว่าเป็นทรัพย์ที่ได้มาจากการกระทำความผิดฐานปล้นทรัพย์ จำเลยที่ 4 จึงมีความผิดฐานรับของโจร แม้โจทก์มิได้ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยที่ 4 ในความผิดฐานนี้ แต่กรณีถือได้ว่าข้อเท็จจริงที่ปรากฏในทางพิจารณาแตกต่างกับข้อเท็จจริงดังที่กล่าวในฟ้องระหว่างการกระทำความผิดฐานปล้นทรัพย์กับรับของโจร มิให้ถือว่าต่างกันในสาระสำคัญ ทั้งจำเลยที่ 4 มิได้หลงต่อสู้ ศาลจึงมีอำนาจลงโทษจำเลยที่ 4 ในความผิดฐานรับของโจรได้ โดยไม่ถือว่าเป็นการพิพากษาเกินคำขอหรือเป็นเรื่องที่โจทก์ไม่ประสงค์ให้ลงโทษตาม ป.วิ.อ. มาตรา 192 วรรคสาม

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยทั้งสี่ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83, 340, 340 ตรี, 371, 91, 92 พระราชบัญญัติอาวุธปืน เครื่องกระสุนปืน วัตถุระเบิด ดอกไม้เพลิง และสิ่งเทียมอาวุธปืน พ.ศ.2490 มาตรา 7, 8 ทวิ, 72, 72 ทวิ ริบเสื้อแขนยาวสีน้ำเงิน 2 ตัว กางเกงยีนสีน้ำเงิน เสื้อเชิ้ตแขนยาวผ้ายีน หมวกคลุมศีรษะ ปืนไฟแช็กแก๊ส อาวุธปืนพกรีวอลเวอร์ของกลาง และให้จำเลยทั้งสี่ร่วมกันคืนหรือใช้ราคาทรัพย์ จำนวน 14,160 บาท ที่ยังไม่ได้คืนแก่ผู้เสียหาย เพิ่มโทษจำเลยที่ 1 ตามกฎหมาย

จำเลยที่ 1 ถึงที่ 3 ให้การรับสารภาพ และจำเลยที่ 1 รับว่าเป็นบุคคลคนเดียวกับจำเลยในคดีที่โจทก์อ้างเป็นเหตุขอให้เพิ่มโทษ ส่วนจำเลยที่ 4 ให้การปฏิเสธ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยทั้งสี่มีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 340 วรรคสอง ประกอบมาตรา 340 ตรี, 83 จำคุกคนละ 18 ปี และจำเลยที่ 2 มีความผิดตามพระราชบัญญัติอาวุธปืน เครื่องกระสุนปืน วัตถุระเบิด ดอกไม้เพลิง และสิ่งเทียมอาวุธปืน พ.ศ.2490 มาตรา 7, 8 ทวิ วรรคหนึ่ง, 72 วรรคหนึ่ง, 72 ทวิ วรรคสอง ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 371 การกระทำของจำเลยที่ 2 เป็นความผิดหลายกรรมต่างกัน ให้ลงโทษทุกกรรมเป็นกระทงความผิดไปตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 ฐานมีอาวุธปืนไม่มีเครื่องหมายทะเบียนไว้ในครอบครองโดยไม่ได้รับใบอนุญาต จำคุก 1 ปี ฐานพาอาวุธปืนไปในเมือง หมู่บ้านหรือทางสาธารณะ โดยไม่มีเหตุสมควรและโดยไม่ได้รับใบอนุญาต เป็นกรรมเดียวผิดต่อกฎหมายหลายบท ลงโทษตามพระราชบัญญัติอาวุธปืนฯ อันเป็นกฎหมายบทที่มีโทษหนักที่สุดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 จำคุก 6 เดือน รวมจำคุกจำเลยที่ 2 มีกำหนด 19 ปี 6 เดือน จำเลยที่ 1 ถึงที่ 3 ให้การรับสารภาพเป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 กึ่งหนึ่ง คงจำคุกจำเลยที่ 1 และที่ 3 คนละ 9 ปี จำคุกจำเลยที่ 2 มีกำหนด 9 ปี 9 เดือน ริบหมวกคลุมศีรษะ ปืนไฟแช็กแก๊สและอาวุธปืนพกรีวอลเวอร์ของกลาง และให้จำเลยทั้งสี่ร่วมกันคืนหรือใช้ราคาทรัพย์จำนวน 14,160 บาท แก่ผู้เสียหาย คำขออื่นนอกจากนี้ให้ยก

จำเลยที่ 2 ถึงที่ 4 อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 7 พิพากษายืน

จำเลยที่ 4 ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงเบื้องต้นฟังยุติตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 7 ว่า นายพิเชษฐ์ ผู้เสียหายซึ่งอยู่ที่บ้านเลขที่ 5 หมู่ที่ 2 ตำบลวันดาว อำเภอปากท่อ จังหวัดราชบุรี และใช้บ้านดังกล่าวเปิดขายของชำ จำเลยที่ 1 ถึงที่ 3 ร่วมกันปล้นทรัพย์โดยจำเลยที่ 3 จอดรถจักรยานยนต์รอดูต้นทางและจำเลยที่ 1 และที่ 2 สวมหมวกคลุมหน้าและถืออาวุธปืนเข้ามาในร้านของผู้เสียหายแล้ว ใช้อาวุธปืนตีที่บริเวณใบหน้าและศีรษะผู้เสียหายคนละครั้งและหยิบเอาเงินสดจำนวน 10,300 บาท บัตรเอทีเอ็ม 5 ใบ บัตรเติมเงินโทรศัพท์ 51 ใบ จากลิ้นชักโต๊ะของผู้เสียหาย และหยิบเอาโทรศัพท์เคลื่อนที่ ยี่ห้อโนเกีย รุ่น 6220 จำนวน 1 เครื่อง ใส่ถุงพลาสติกแล้วพากันขับรถจักรยานยนต์ซึ่งจอดอยู่ที่หน้าร้านหลบหนี หลังเกิดเหตุเจ้าพนักงานตำรวจสืบสวนสอบสวนแล้วทราบว่ามีผู้ต้องสงสัยสี่คนเป็นคนร้ายร่วมกันปล้นทรัพย์ในคดีนี้ คือจำเลยทั้งสี่ ต่อมาจับกุมจำเลยที่ 1 ถึงที่ 3 ได้ และจำเลยที่ 4 เข้ามอบตัว ชั้นสอบสวนจำเลยที่ 4 ให้การปฏิเสธ และยึดของกลางจากจำเลยที่ 1 เป็นบัตรเติมเงินโทรศัพท์เคลื่อนที่ราคา 100 บาท จำนวน 1 ใบ ราคา 300 บาท จำนวน 3 ใบ ยึดรถจักรยานยนต์หมายเลขทะเบียน กษน ราชบุรี 595 จากเพื่อนของจำเลยที่ 3 ยึดโทรศัพท์เคลื่อนที่ของผู้เสียหาย 1 เครื่อง เงินสด 1,200 บาท และไฟแช็กแก๊สทำเป็นลักษณะปืน 1 อัน จากจำเลยที่ 2 กับยึดของกลางบางส่วนได้จากบ้านของจำเลยที่ 4 สำหรับจำเลยที่ 1 ถึงที่ 3 ไม่ฎีกา คดีสำหรับจำเลยที่ 1 ถึงที่ 3 จึงยุติตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 7

คดีมีปัญหาตามฎีกาของจำเลยที่ 4 ที่ต้องวินิจฉัยว่า จำเลยที่ 4 กระทำความผิดฐานปล้นทรัพย์ตามคำพิพากษาของศาลล่างทั้งสองหรือไม่ เห็นว่า พยานโจทก์ที่นำมาสืบในชั้นพิจารณานั้น คงมีแต่คำให้การในชั้นสอบสวนของจำเลยที่ 1 ถึงที่ 3 ซึ่งให้การในทำนองเดียวกันว่า ก่อนเกิดเหตุจำเลยที่ 1 ถึงที่ 3 และจำเลยที่ 4 ร่วมกันวางแผนในการปล้นทรัพย์โดยแบ่งหน้าที่กันกระทำความผิดคือให้จำเลยที่ 1 และที่ 2 ใช้รถจักรยานยนต์ 1 คัน เป็นยานพาหนะขับเข้าไปจอดที่หน้าร้านของผู้เสียหายโดยมีอาวุธปืนพกรีวอลเวอร์และไฟแช็กแก๊สซึ่งทำขึ้นมีลักษณะคล้ายปืนเป็นอาวุธติดตัวไปข่มขู่และตีผู้เสียหาย เป็นเหตุให้ได้รับบาดเจ็บและปล้นเอาทรัพย์สินของผู้เสียหายหลายรายการจากผู้เสียหายไป โดยขณะเกิดเหตุจำเลยที่ 3 ใช้รถจักรยานยนต์อีก 1 คัน จอดรอดูต้นทางและให้จำเลยที่ 4 ขับรถจักรยานยนต์ไปรออยู่ที่ถนนสายธนบุรี - ปากท่อ เพื่อรอรับจำเลยอื่นหลังการปล้นทรัพย์ แล้วพากันไปแบ่งทรัพย์สินที่บ้านของจำเลยที่ 4 และนอกจากนี้พันตำรวจตรีสุนทรเจ้าพนักงานตำรวจผู้จับกุมและพันตำรวจโทฉัตรชัยพนักงานสอบสวนต่างได้รับคำบอกเล่าจากจำเลยที่ 1 ถึงที่ 3 ว่า จำเลยที่ 4 เป็นคนร้ายที่ร่วมกระทำความผิดในการปล้นทรัพย์ครั้งนี้ พยานโจทก์เกี่ยวกับจำเลยที่ 4 ที่โจทก์นำมาสืบในชั้นพิจารณาคงมีแต่พยานบอกเล่าทั้งสิ้น ทำให้พยานโจทก์เกี่ยวกับจำเลยที่ 4 มีน้ำหนักน้อย แม้จำเลยที่ 1 ถึงที่ 3 จะให้การในชั้นสอบสวนว่าจำเลยที่ 4 ร่วมกระทำความผิดฐานปล้นทรัพย์โดยจำเลยที่ 1 ถึงที่ 3 ยอมรับว่ากระทำความผิดจริงและมิใช่เป็นเรื่องการปัดความรับผิดของจำเลยที่ 1 ถึงที่ 3 ก็ตาม และพันตำรวจตรีสุนทรและพันตำรวจโทฉัตรชัยจะได้รับฟังคำให้การจากจำเลยที่ 1 ถึงที่ 3 เกี่ยวกับจำเลยที่ 4 ที่มีส่วนร่วมกระทำความผิดนั้นก็เป็นเพียงพยานบอกเล่า และโจทก์เองก็ไม่มีพยานอื่นมาสืบในชั้นพิจารณาเพื่อนำมาประกอบกับพยานบอกเล่าดังกล่าว ทำให้พยานโจทก์ในความผิดฐานปล้นทรัพย์มีน้ำหนักน้อย ทั้งจำเลยที่ 4 ก็นำสืบโต้แย้งว่า จำเลยที่ 4 มิได้ร่วมกระทำความผิดกับจำเลยที่ 1 ถึงที่ 3 ในความผิดฐานปล้นทรัพย์ พยานโจทก์จึงยังมีความสงสัยตามสมควรว่าจำเลยที่ 4 จะมีส่วนในการร่วมกันแบ่งหน้าที่ในการปล้นทรัพย์ผู้เสียหายในคดีนี้หรือไม่ จึงต้องยกประโยชน์แห่งความสงสัยนั้นให้จำเลยโดยยังไม่อาจลงโทษจำเลยที่ 4 ในความผิดฐานปล้นทรัพย์ได้

อย่างไรก็ดี มีเหตุผลเชื่อว่าหลังจากจำเลยที่ 1 ถึงที่ 3 ปล้นทรัพย์สินที่ปล้นทรัพย์นั้นมาแบ่งกันที่บ้านของจำเลยที่ 4 และจำเลยที่ 4 ได้รับทรัพย์ของผู้เสียหายคือบัตรเติมเงินโทรศัพท์เคลื่อนที่รวม 10 ใบ และจำเลยที่ 4 รับจากจำเลยที่ 1 ถึงที่ 3 ไว้ จึงมีเหตุผลเชื่อว่าจำเลยที่ 4 รู้อยู่แล้วว่าทรัพย์ที่จำเลยที่ 4 รับจากจำเลยที่ 1 ถึงที่ 3 นั้น เป็นทรัพย์ที่ได้มาจากการกระทำความผิดฐานปล้นทรัพย์และจำเลยที่ 4 รับทรัพย์ดังกล่าวไว้เพื่อเป็นประโยชน์ของตนเองหรือผู้อื่น การกระทำของจำเลยที่ 4 จึงเป็นความผิดฐานรับของโจร แม้โจทก์จะมิได้ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยที่ 4 ในความผิดฐานนี้ แต่กรณีถือได้ว่าข้อเท็จจริงตามที่ปรากฏในทางพิจารณาแตกต่างกับข้อเท็จจริงดังที่กล่าวในฟ้อง แต่มิให้ถือว่าต่างกันในข้อสาระสำคัญ และจำเลยมิได้หลงต่อสู้ ศาลจึงมีอำนาจลงโทษจำเลยในความผิดฐานรับของโจรได้ ไม่ถือว่าเป็นการพิพากษาเกินคำขอหรือเป็นเรื่องที่โจทก์ไม่ประสงค์ให้ลงโทษตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 192 วรรคสาม ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 7 พิพากษามานั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วยบางส่วน

พิพากษาแก้เป็นว่า จำเลยที่ 4 มีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 357 วรรคสอง ให้จำคุก 5 ปี ให้ยกฟ้องโจทก์สำหรับจำเลยที่ 4 ในความผิดฐานปล้นทรัพย์ และให้ยกคำขอของโจทก์สำหรับจำเลยที่ 4 เกี่ยวกับการคืนหรือใช้ราคาทรัพย์แก่ผู้เสียหาย นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 7
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.อ. ม. 192 วรรคสาม
ป.อ. ม. 340 ม. 357
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการจังหวัดราชบุรี
จำเลย — นายพเยาว์ พวงพยอม กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดราชบุรี — นางอรอุมา วชิรประดิษฐพร
ศาลอุทธรณ์ภาค 7 — นายวัฒนา วิทยกุล
ชื่อองค์คณะ
ศรีอัมพร ศาลิคุปต์
สรรทัศน์ เอี่ยมวรชัย
สรศักดิ์ วาจาสิทธิศิลป์
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3377/2556
#541527
เปิดฉบับเต็ม

ความผิดฐานเป็นธุระจัดหาหญิงไปเพื่อสนองความใคร่ของผู้อื่นและเพื่อการอนาจารและความผิดฐานเป็นธุระจัดหาบุคคลไปเพื่อกระทำการค้าประเวณีนั้น กฎหมายมุ่งที่จะบังคับแก่ผู้ที่เป็นธุระจัดหาหญิงไปเพื่อสนองความใคร่ของผู้อื่น เพื่อการอนาจารหรือเพื่อให้กระทำการค้าประเวณี ไม่ว่าการเป็นธุระจัดหาดังกล่าวกระทำขึ้นโดยวิธีการใด ส่วนความผิดฐานเป็นเจ้าของ ผู้ดูแล ผู้จัดการกิจการการค้าประเวณีหรือสถานการค้าประเวณีนั้น กฎหมายมุ่งที่จะบังคับแก่ผู้จัดการกิจการหรือสถานที่ซึ่งมีวัตถุประสงค์เพื่อการค้าประเวณีหรือเพื่อใช้ในการติดต่อหรือจัดหาบุคคลเพื่อกระทำการค้าประเวณีเป็นการเฉพาะ ดังนี้ เมื่อสภาพแห่งความผิดทั้งสองอย่างดังกล่าวมีความมุ่งหมายให้เกิดผลต่อผู้กระทำความผิดที่มีเจตนากระทำความผิดแตกต่างกันจึงเป็นความผิดต่างกรรม มิใช่กรรมเดียวผิดต่อกฎหมายหลายบทดังที่ศาลอุทธรณ์ภาค 4 พิพากษา แม้ไม่มีคู่ความฝ่ายใดยกปัญหานี้ขึ้นฎีกา แต่เป็นปัญหาข้อกฎหมายที่เกี่ยวกับความสงบเรียบร้อย ศาลฎีกาเห็นสมควรยกขึ้นวินิจฉัยและแก้ไขให้ถูกต้องได้ตาม ป.วิ.อ. มาตรา 195 วรรคสอง ประกอบมาตรา 225 แต่อย่างไรก็ตาม เมื่อโจทก์ไม่ฎีกา ศาลฎีกาจึงไม่อาจลงโทษทั้งสองบทในความผิดฐานเป็นธุระจัดหาหญิงไปเพื่อสนองความใคร่ของผู้อื่นเพื่อการอนาจารและฐานเป็นธุระจัดหาหญิงไปเพื่อให้กระทำการค้าประเวณีตามจำนวนผู้เสียหาย รวม 4 กระทง กับฐานเป็นเจ้าของ ผู้ดูแล ผู้จัดการกิจการการค้าประเวณีหรือสถานการค้าประเวณี อีก 1 กระทง ต่างหากได้ เนื่องจากจะเป็นการเพิ่มโทษจำเลยที่ 3 และที่ 4 ซึ่งต้องห้ามตาม ป.วิ.อ. มาตรา 212 ประกอบมาตรา 225

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยทั้งห้าตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83, 91, 283 พระราชบัญญัติป้องกันและปราบปรามการค้าประเวณี พ.ศ.2539 มาตรา 4, 9, 11

จำเลยทั้งห้าให้การปฏิเสธ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยที่ 3 และที่ 4 มีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 283 วรรคแรก (ที่ถูก มาตรา 282 วรรคแรก ด้วย) พระราชบัญญัติป้องกันและปราบปรามการค้าประเวณี พ.ศ.2539 มาตรา 9 วรรคหนึ่ง และวรรคสี่, 11 วรรคหนึ่ง ประกอบประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83 จำเลยที่ 5 มีความผิดตามพระราชบัญญัติป้องกันและปราบปรามการค้าประเวณี พ.ศ.2539 มาตรา 11 วรรคหนึ่ง ประกอบประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 86 การกระทำของจำเลยที่ 3 และที่ 4 เป็นความผิดหลายกรรมต่างกัน ให้ลงโทษทุกกรรมเป็นกระทงความผิดไปตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 ฐานร่วมกันเป็นธุระจัดหา ล่อไป หรือพาไปเพื่อการอนาจารซึ่งผู้เสียหายที่ 2 ที่ 3 และที่ 4 โดยใช้อุบายหลอกลวงเพื่อสนองความใคร่ของผู้อื่น เป็นกรรมเดียวเป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบท ให้ลงโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 283 วรรคแรก ซึ่งเป็นกฎหมายบทที่มีโทษหนักที่สุดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 รวม 3 กระทง จำคุกกระทงละ 5 ปี ฐานร่วมกันเป็นธุระจัดหา ล่อไป หรือพาไปเพื่อการอนาจารซึ่งผู้เสียหายที่ 1 เพื่อสนองความใคร่ของผู้อื่น โดยผู้เสียหายที่ 1 ยินยอม (ที่ถูก ต้องระบุด้วยว่า เป็นกรรมเดียวเป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบท ให้ลงโทษตามพระราชบัญญัติป้องกันและปราบปรามการค้าประเวณีฯ มาตรา 9 วรรคหนึ่ง ซึ่งเป็นกฎหมายบทที่มีโทษหนักที่สุดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90) จำคุกคนละ 1 ปี ฐานร่วมกันเป็นเจ้าของกิจการการค้าประเวณี จำคุกคนละ 3 ปี รวมจำคุกจำเลยที่ 3 และที่ 4 คนละ 19 ปี ลงโทษจำเลยที่ 5 ฐานเป็นผู้สนับสนุนเจ้าของกิจการการค้าประเวณี จำคุก 2 ปี ทางนำสืบของจำเลยที่ 3 ที่ 4 และที่ 5 เป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้หนึ่งในสามตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คงจำคุกจำเลยที่ 3 และที่ 4 คนละ 12 ปี 8 เดือน จำคุกจำเลยที่ 5 มีกำหนด 1 ปี 4 เดือน ยกฟ้องโจทก์สำหรับจำเลยที่ 1 และที่ 2

จำเลยที่ 3 และที่ 4 อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 4 พิพากษาแก้เป็นว่า จำเลยที่ 3 และที่ 4 มีความผิดตาม พระราชบัญญัติป้องกันและปราบปรามการค้าประเวณี พ.ศ.2539 มาตรา 9 วรรคหนึ่ง, 11 วรรคหนึ่ง ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 282 วรรคแรก ประกอบมาตรา 83 เป็นความผิดหลายกรรมต่างกัน ให้ลงโทษทุกกรรมเป็นกระทงความผิดไปตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 ฐานเพื่อสนองความใคร่ของผู้อื่น ร่วมกันเป็นธุระจัดหา ล่อไป หรือพาไปเพื่อการอนาจาร รวม 4 กระทง ฐานร่วมกันเป็นธุระจัดหา ล่อไปหรือชักพาหญิงไปเพื่อให้กระทำการค้าประเวณี รวม 4 กระทง และฐานร่วมกันเป็นเจ้าของกิจการการค้าประเวณี ผู้ดูแล หรือผู้จัดการกิจการการค้าประเวณี หรือสถานการค้าประเวณี หรือเป็นผู้ควบคุมผู้กระทำการค้าประเวณีในสถานการค้าประเวณี รวม 4 กระทง แต่ความผิดทั้งสามฐานดังกล่าวเป็นกรรมเดียวเป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบท ให้ลงโทษตามพระราชบัญญัติป้องกันและปราบปรามการค้าประเวณี พ.ศ.2539 มาตรา 11 วรรคหนึ่ง ซึ่งเป็นกฎหมายบทที่มีโทษหนักที่สุดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 จำคุกกระทงละ 3 ปี รวม 4 กระทง จำคุกคนละ 12 ปี ลดโทษให้หนึ่งในสามตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 แล้ว คงจำคุกคนละ 8 ปี นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

จำเลยที่ 3 และที่ 4 ฎีกา โดยผู้พิพากษาซึ่งพิจารณาและลงชื่อในคำพิพากษาศาลชั้นต้นอนุญาตให้ฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่ามีปัญหาที่ต้องวินิจฉัยประการแรกว่า จำเลยที่ 3 และที่ 4 เป็นธุระจัดหา ล่อไป หรือพาผู้เสียหายทั้งสี่ไปเพื่อการอนาจาร เพื่อสนองความใคร่ของผู้อื่น และเพื่อให้ผู้เสียหายทั้งสี่กระทำการค้าประเวณี และเป็นเจ้าของ ผู้ดูแล ผู้จัดการกิจการหรือผู้ควบคุมผู้กระทำการค้าประเวณีในร้านน้องแพ็ทคาราโอเกะซึ่งเป็นสถานการค้าประเวณีหรือไม่ ที่จำเลยที่ 3 และที่ 4 ฎีกาว่า ร้านน้องแพ็ทคาราโอเกะเป็นร้านขายสุราและเครื่องดื่ม ไม่ใช่สถานการค้าประเวณี จำเลยที่ 3 และที่ 4 ไม่เคยได้รับเงินค่าบริการจากลูกค้าผู้ซื้อบริการทางเพศ การที่ผู้เสียหายทั้งสี่กระทำการค้าประเวณีเป็นเรื่องส่วนตัวไม่เกี่ยวข้องกับจำเลยที่ 3 และที่ 4 เหตุที่จำเลยที่ 3 และที่ 4 เดินทางไปรับผู้เสียหายทั้งสี่เนื่องจากได้รับแจ้งจากนางสอนหรือแอ๋ว ว่าผู้เสียหายทั้งสี่ประสงค์ไปทำงานเสิร์ฟอาหาร โดยจำเลยที่ 3 และที่ 4 มิได้เป็นผู้ชักชวนให้ไปค้าประเวณีนั้น คงได้ความตามที่โจทก์มีผู้เสียหายทั้งสี่เป็นพยานเบิกความทำนองเดียวกันสรุปได้ว่า ร้านน้องแพ็ทคาราโอเกะเป็นห้องแถวคล้ายร้านอาหาร มีตู้คาราโอเกะชนิดหยอดเหรียญและโต๊ะสำหรับรอรับแขกประมาณ 5 ชุด มีพนักงานหญิงนอกเหนือจากพยานทั้งสี่อีก 10 ถึง 20 คน โดยในระหว่างการทำงานพยานทั้งสี่และพนักงานอื่นต้องไปนั่งหน้าร้านเพื่อรอลูกค้าเลือกไปให้บริการทางเพศที่โรงแรมหลังจากจ่ายเงินค่าบริการให้แก่เจ้าของร้าน และในระหว่างที่พยานทั้งสี่ทำงานที่ร้านดังกล่าวได้ถูกลูกค้าที่เป็นชายเลือกไปให้บริการทางเพศที่โรงแรมหลังจากจ่ายเงินค่าบริการให้แก่จำเลยที่ 5 บุตรของจำเลยที่ 3 และที่ 4 ดังนี้ นอกจากโจทก์มีผู้เสียหายทั้งสี่เป็นพยานยืนยันว่าร้านน้องแพ็ทคาราโอเกะเป็นสถานที่ที่ใช้ในการติดต่อหรือจัดหาบุคคลเพื่อกระทำการค้าประเวณีโดยผู้เสียหายทั้งสี่รวมทั้งพนักงานหญิงของร้านมีหน้าที่นั่งหน้าร้านเพื่อรอให้ผู้ประสงค์ใช้บริการเลือกตัวไปให้บริการทางเพศโดยการชำระสินจ้างซึ่งเป็นค่าบริการให้แก่ทางร้านแล้ว เมื่อพิจารณาจากสิ่งอำนวยความสะดวกสำหรับบริการลูกค้าและลักษณะการให้บริการของร้านน้องแพ็ทคาราโอเกะดังที่จำเลยที่ 3 และที่ 4 อ้างตนเองเป็นพยานเบิกความรับว่า มีเพียงการจำหน่ายเบียร์ สุราและเครื่องดื่มกับให้บริการตู้เพลงหรือตู้คาราโอเกะชนิดหยอดเหรียญและโต๊ะอาหารสำหรับให้บริการลูกค้าเพียง 5 ถึง 6 ชุด ทั้งที่ไม่ปรากฏว่ามีการขายอาหารหรือการให้บริการอื่นในลักษณะอย่างเป็นร้านอาหารซึ่งจำเป็นต้องใช้พนักงานเสิร์ฟหญิงจำนวนมาก โดยเฉพาะการที่ผู้เสียหายทั้งสี่ต่างเบิกความถึงลักษณะการทำงานว่า พนักงานทั้งหมดมีหน้าที่นั่งหน้าร้านเพื่อรอให้ลูกค้าเลือกตัวไปให้บริการทางเพศที่โรงแรมหลังจากชำระค่าบริการให้แก่ทางร้าน กรณีจึงรับฟังได้ว่าร้านน้องแพ็ทคาราโอเกะของจำเลยที่ 3 และที่ 4 เป็นสถานที่ที่ใช้ในการติดต่อหรือจัดหาบุคคลอื่นเพื่อกระทำการค้าประเวณี จึงเป็นสถานการค้าประเวณี การที่จำเลยที่ 3 และที่ 4 ร่วมกันเดินทางไปรับผู้เสียหายทั้งสี่จากจังหวัดขอนแก่น พาไปเสนอตัวเพื่อให้บริการทางเพศที่ร้านดังกล่าวอันเป็นประโยชน์ในกิจการของจำเลยที่ 3 และที่ 4 จึงรับฟังได้ว่าจำเลยที่ 3 และที่ 4 เป็นเจ้าของ ผู้ดูแล ผู้จัดการกิจการหรือผู้ควบคุมผู้กระทำการค้าประเวณี และเป็นธุระจัดหา ล่อไป หรือพาผู้เสียหายทั้งสี่ไปเพื่อการอนาจาร เพื่อสนองความใคร่ของผู้อื่นและเพื่อให้ผู้เสียหายทั้งสี่กระทำการค้าประเวณี ดังที่ศาลล่างทั้งสองพิพากษา ที่จำเลยที่ 3 และที่ 4 ฎีกาอ้างว่า ร้านน้องแพ็ทคาราโอเกะเป็นร้านขายสุราและเครื่องดื่ม การค้าประเวณีเป็นเรื่องส่วนตัวไม่เกี่ยวข้องกับจำเลยที่ 3 และที่ 4 ขัดแย้งกับลักษณะการประกอบกิจการและการทำงานของพนักงานดังกล่าวข้างต้น จึงฟังไม่ขึ้น

ปัญหาที่ต้องวินิจฉัยต่อไปตามที่จำเลยที่ 3 และที่ 4 ฎีกาว่า คำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 4 ที่พิพากษาว่าจำเลยที่ 3 และที่ 4 มีความผิดฐานเป็นธุระจัดหา ล่อไปหรือพาหญิงไปเพื่อสนองความใคร่ของผู้อื่นและเพื่อการอนาจารโดยหญิงยินยอมตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 282 เกินคำขอและเป็นข้อที่โจทก์ไม่ประสงค์ให้ลงโทษตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 192 วรรคหนึ่ง และวรรคสี่หรือไม่ เห็นว่า โจทก์บรรยายฟ้องและขอให้ลงโทษจำเลยที่ 3 และที่ 4 ฐานเป็นธุระจัดหา ล่อไปหรือพาหญิงไปเพื่อสนองความใคร่ของผู้อื่นและเพื่อการอนาจารโดยใช้อุบายหลอกลวง ขู่เข็ญ ใช้กำลังประทุษร้าย ใช้อำนาจครอบงำผิดคลองธรรม หรือให้วิธีข่มขืนใจด้วยประการอื่นใด อันเป็นความผิดที่รวมการกระทำหลายอย่างและแต่ละอย่างอาจเป็นความผิดได้อยู่ในตัวเอง เมื่อข้อเท็จจริงตามที่ปรากฏในทางพิจารณาได้ความว่าการกระทำความผิดของจำเลยที่ 3 และที่ 4 เกิดขึ้นโดยความยินยอมของผู้เสียหายทั้งสี่ ศาลอุทธรณ์ภาค 4 จึงชอบที่จะลงโทษจำเลยที่ 3 และที่ 4 ตามข้อเท็จจริงซึ่งพิจารณาได้ความนั้นได้ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 192 วรรคท้าย ไม่ใช่กรณีเกินคำขอหรือโจทก์ไม่ประสงค์ให้ลงโทษดังที่จำเลยที่ 3 และที่ 4 ยกขึ้นฎีกา คำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 4 ในส่วนนี้ชอบด้วยกฎหมายแล้ว ฎีกาของจำเลยที่ 3 และที่ 4 ในข้อนี้ฟังไม่ขึ้น

ปัญหาที่ต้องวินิจฉัยต่อไปตามที่จำเลยที่ 3 และที่ 4 ฎีกาในปัญหาข้อกฎหมายว่า ศาลอุทธรณ์ภาค 4 พิพากษาลงโทษจำเลยที่ 3 และที่ 4 ในความผิดฐานเป็นเจ้าของ ผู้ดูแล หรือผู้จัดการกิจการการค้าประเวณีหรือสถานการค้าประเวณี หลายกรรมต่างกันตามจำนวนผู้เสียหายทั้งสี่รวม 4 กระทง ถูกต้องหรือไม่ เห็นว่า พระราชบัญญัติป้องกันและปราบปรามการค้าประเวณี พ.ศ.2539 มาตรา 4 บัญญัติบทนิยามความหมายของสถานการค้าประเวณีว่า เป็นสถานที่ที่จัดไว้เพื่อการค้าประเวณีหรือยอมให้มีการค้าประเวณี และให้หมายความรวมถึงสถานที่ที่ใช้ในการติดต่อหรือจัดหาบุคคลอื่นเพื่อกระทำการค้าประเวณีด้วย และมาตรา 11 วรรคหนึ่ง บัญญัติความผิดและกำหนดโทษสำหรับผู้เป็นเจ้าของกิจการการค้าประเวณี ผู้ดูแล หรือผู้จัดการกิจการการค้าประเวณีหรือสถานการค้าประเวณี หรือผู้ควบคุมผู้กระทำการค้าประเวณีในสถานการค้าประเวณี ดังนั้น โดยวัตถุประสงค์ของบทบัญญัติดังกล่าวจึงมุ่งที่จะห้ามมิให้มีการจัดสถานที่สำหรับกิจการหรือสถานการค้าประเวณีเป็นสำคัญ โดยมิได้คำนึงถึงจำนวนบุคคลผู้กระทำการค้าประเวณีดังเช่นที่กำหนดเป็นความผิดเฉพาะสำหรับผู้เป็นธุระจัดหา ล่อไป หรือชักพาบุคคลไปเพื่อกระทำการค้าประเวณีตาม มาตรา 9 แห่งพระราชบัญญัติฉบับเดียวกัน ดังนั้น การที่จำเลยที่ 3 และที่ 4 เป็นเจ้าของร้านน้องแพ็ทคาราโอเกะซึ่งเป็นสถานการค้าประเวณีจึงเป็นความผิดกรรมเดียวตามฟ้องข้อ 1 (จ) เท่านั้น และลงโทษได้เพียงกระทงเดียว ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 4 พิพากษาว่าความผิดฐานนี้เป็นการกระทำหลายกรรมต่างกันและให้ลงโทษรวม 4 กระทง ตามจำนวนผู้เสียหายทั้งสี่ จึงไม่ถูกต้อง ฎีกาของจำเลยที่ 3 และที่ 4 ในข้อนี้ฟังขึ้น

ปัญหาที่ต้องวินิจฉัยประการสุดท้ายตามที่จำเลยที่ 3 และที่ 4 ฎีกาว่ามีเหตุสมควรลงโทษสถานเบาและรอการลงโทษให้จำเลยที่ 3 และที่ 4 หรือไม่ เห็นว่า ความผิดตามพระราชบัญญัติป้องกันและปราบปรามการค้าประเวณี พ.ศ.2539 มาตรา 11 วรรคหนึ่ง มีระวางโทษจำคุกตั้งแต่สามปีถึงสิบห้าปี ศาลอุทธรณ์ภาค 4 ลงโทษจำคุกจำเลยที่ 3 และที่ 4 ให้จำคุกกระทงละ 3 ปี ก่อนลดโทษให้อีกหนึ่งในสาม จึงเป็นการกำหนดโทษขั้นต่ำที่สุดตามที่กฎหมายบัญญัติไว้แล้ว ไม่อาจกำหนดโทษในสถานเบาไปกว่านี้ได้อีก ส่วนความผิดตามมาตรา 9 วรรคหนึ่ง มีระวางโทษจำคุกตั้งแต่หนึ่งปีถึงสิบปี กำหนดโทษตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 4 นับว่าเหมาะสมแก่พฤติการณ์ความผิดแล้ว ไม่มีเหตุที่ศาลฎีกาจะเปลี่ยนแปลงแก้ไข และเมื่อพิจารณาจากพฤติการณ์ความผิดของจำเลยที่ 3 และที่ 4 ที่จัดหาหญิงจำนวนมากเข้าทำงานในสถานการค้าประเวณี แม้เป็นความยินยอมของหญิงที่ทำการค้าประเวณี แต่ก็มีลักษณะอุกอาจกระทำการอย่างเปิดเผย มุ่งแต่ประโยชน์ส่วนตนโดยไม่เคารพยำเกรงต่อกฎหมาย จึงไม่มีเหตุรอการลงโทษ ฎีกาของจำเลยที่ 3 และที่ 4 ข้อนี้ฟังไม่ขึ้น

อนึ่ง ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 4 พิพากษาว่า ความผิดฐานเป็นธุระจัดหาหญิงไปเพื่อสนองความใคร่ของผู้อื่นและเพื่อการอนาจารตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 282 วรรคแรก รวม 4 กระทง และความผิดฐานเป็นธุระจัดหาบุคคลไปเพื่อกระทำการค้าประเวณีตามพระราชบัญญัติป้องกันปราบปรามการค้าประเวณีฯ มาตรา 9 วรรคหนึ่ง รวม 4 กระทง เป็นการกระทำกรรมเดียวกับความผิดฐานเป็นเจ้าของ ผู้ดูแล ผู้จัดการกิจการการค้าประเวณีหรือสถานการค้าประเวณีตามพระราชบัญญัติป้องกันและปราบปรามการค้าประเวณี ฯ มาตรา 11 วรรคหนึ่ง และให้ลงโทษตามพระราชบัญญัติป้องกันปราบปรามการค้าประเวณี ฯ มาตรา 11 วรรคหนึ่ง ซึ่งเป็นบทที่มีโทษหนักที่สุดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 นั้น เห็นว่า ความผิดฐานเป็นธุระจัดหาหญิงไปเพื่อสนองความใคร่ของผู้อื่นและเพื่อการอนาจารและความผิดฐานเป็นธุระจัดหาบุคคลไปเพื่อกระทำการค้าประเวณีนั้น กฎหมายมุ่งที่จะบังคับแก่ผู้ที่เป็นธุระจัดหาหญิงไปเพื่อสนองความใคร่ของผู้อื่น เพื่อการอนาจารหรือเพื่อให้กระทำการค้าประเวณี ไม่ว่าการเป็นธุระจัดหาดังกล่าวกระทำขึ้นโดยวิธีการใด ส่วนความผิดฐานเป็นเจ้าของ ผู้ดูแล ผู้จัดการกิจการการค้าประเวณีหรือสถานการค้าประเวณีนั้น กฎหมายมุ่งที่จะบังคับแก่ผู้จัดการกิจการหรือสถานที่ซึ่งมีวัตถุประสงค์เพื่อการค้าประเวณีหรือเพื่อใช้ในการติดต่อหรือจัดหาบุคคลเพื่อกระทำการค้าประเวณีเป็นการเฉพาะ ดังนี้ เมื่อสภาพแห่งความผิดทั้งสองอย่างดังกล่าวมีความมุ่งหมายให้เกิดผลต่อผู้กระทำความผิดที่มีเจตนากระทำความผิดแตกต่างกัน จึงเป็นความผิดต่างกรรม มิใช่กรรมเดียวผิดต่อกฎหมายหลายบทดังที่ศาลอุทธรณ์ภาค 4 พิพากษา ดังที่วินิจฉัยมาแล้ว แม้ไม่มีคู่ความฝ่ายใดยกปัญหานี้ขึ้นฎีกา แต่เป็นปัญหาข้อกฎหมายที่เกี่ยวกับความสงบเรียบร้อย ศาลฎีกาเห็นสมควรยกขึ้นวินิจฉัยและแก้ไขให้ถูกต้องได้ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 195 วรรคสอง ประกอบมาตรา 225 แต่อย่างไรก็ตามเมื่อโจทก์ไม่ฎีกา ศาลฎีกาจึงไม่อาจลงโทษทั้งสองบทในความผิดฐานเป็นธุระจัดหาหญิงไปเพื่อสนองความใคร่ของผู้อื่นเพื่อการอนาจารและฐานเป็นธุระจัดหาหญิงไปเพื่อให้กระทำการค้าประเวณี ตามจำนวนผู้เสียหายรวม 4 กระทงกับฐานเป็นเจ้าของ ผู้ดูแล ผู้จัดการกิจการการค้าประเวณีหรือสถานการค้าประเวณีอีก 1 กระทง ต่างหากได้ เนื่องจากจะเป็นการเพิ่มโทษจำเลยที่ 3 และที่ 4 ซึ่งต้องห้ามตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 212 ประกอบมาตรา 225

พิพากษาแก้เป็นว่า ความผิดฐานเป็นธุระจัดหาหญิงไปเพื่อสนองความใคร่ของผู้อื่นเพื่อการอนาจารและฐานเป็นธุระจัดหาหญิงไปเพื่อให้กระทำการค้าประเวณีทั้งสี่กระทง เป็นการกระทำต่างกรรมกับความผิดฐานเป็นเจ้าของ ผู้ดูแล ผู้จัดการกิจการการค้าประเวณีหรือสถานการค้าประเวณี ให้ลงโทษฐานเป็นธุระจัดหาหญิงไปเพื่อให้กระทำการค้าประเวณีทั้งสี่กระทงตามพระราชบัญญัติป้องกันและปราบปรามการค้าประเวณีฯ มาตรา 9 วรรคหนึ่ง ซึ่งเป็นกฎหมายบทที่มีโทษหนักที่สุดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 ส่วนโทษและนอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 4
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.อ. ม. 91 ม. 282
ป.วิ.อ. ม. 195 วรรคสอง ม. 212 ม. 225
พ.ร.บ.ป้องกันและปราบปรามการค้าประเวณี พ.ศ.2539 ม. 9 ม. 11
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการจังหวัดขอนแก่น
จำเลย — นางสมจิตรหรือสมหรือจิตร วงศ์ตรีหรือวงศ์ตี กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดขอนแก่น — นายสมบูรณ์ ศรีมณี
ศาลอุทธรณ์ภาค 4 — นายสมสันต์ ศุภศาสตรสิน
ชื่อองค์คณะ
อภิรัตน์ ลัดพลี
ธงชัย เสนามนตรี
พศวัจณ์ กนกนาก
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3356/2556
#538081
เปิดฉบับเต็ม

คดีนี้โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยทั้งสองฐานร่วมกันวิ่งราวทรัพย์โดยใช้ยานพาหนะหรือร่วมกันรับของโจร ย่อมแสดงว่าโจทก์ประสงค์ให้ศาลพิจารณาพิพากษาลงโทษฐานใดฐานหนึ่งตามข้อเท็จจริงที่ปรากฏในชั้นพิจารณา ศาลย่อมมีอำนาจพิพากษาลงโทษจำเลยทั้งสองฐานใดฐานหนึ่งเท่านั้น และเมื่อลงโทษฐานใดแล้วต้องถือว่าเป็นการลงโทษตามฟ้องแล้ว คดีนี้ศาลอุทธรณ์ภาค 4 ลงโทษจำเลยทั้งสองฐานร่วมกันรับของโจร แม้จะแตกต่างจากศาลชั้นต้นก็ตาม กรณีถือว่าศาลอุทธรณ์ภาค 4 ลงโทษจำเลยทั้งสองตามฟ้องแล้ว โจทก์ไม่ชอบที่จะฎีกาขอให้ลงโทษจำเลยทั้งสองฐานร่วมกันวิ่งราวทรัพย์โดยใช้ยานพาหนะได้อีก ที่ศาลชั้นต้นรับฎีกาของโจทก์ที่ขอให้ลงโทษจำเลยทั้งสองฐานร่วมกันวิ่งราวทรัพย์โดยใช้ยานพาหนะมานั้น เป็นการไม่ชอบ ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัยให้

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยทั้งสองตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 33, 83, 336, 336 ทวิ, 357 ให้จำเลยทั้งสองร่วมกันคืนหรือใช้ราคาบัตรประจำตัวประชาชน 1 ฉบับ บัตรเอทีเอ็มของธนาคารกรุงเทพ จำกัด (มหาชน) 1 ฉบับ หนังสือพาสปอร์ต 1 เล่ม บัตรประกันสังคม 1 ฉบับ ต่างหูเงิน 3 ข้าง ราคา 150 บาท และกระเป๋าหนังสีดำ 1 ใบ ราคา 300 บาท ที่ยังไม่ได้คืนแก่ผู้เสียหาย

จำเลยทั้งสองให้การปฏิเสธ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยทั้งสองมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 336 วรรคแรก ประกอบมาตรา 336 ทวิ จำคุกคนละ 3 ปี ขณะจำเลยทั้งสองกระทำความผิดอายุ 19 ปีเศษ ลดมาตราส่วนโทษให้ตามมาตรา 76 กึ่งหนึ่ง คงจำคุกคนละ 1 ปี 6 เดือน ให้จำเลยทั้งสองร่วมกันคืนหรือใช้ราคาบัตรประจำตัวประชาชน 1 ฉบับ บัตรเอทีเอ็มธนาคารกรุงเทพ จำกัด (มหาชน) 1 ฉบับ หนังสือพาสปอร์ต 1 เล่ม บัตรประกันสังคม 1 ฉบับ ต่างหูเงิน 3 ข้าง ราคา 150 บาท และกระเป๋าหนังสีดำ 1 ใบ ราคา 300 บาท ที่ยังไม่ได้คืนแก่ผู้เสียหาย ยกฟ้องข้อหารับของโจร

จำเลยทั้งสองอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 4 พิพากษาแก้เป็นว่า จำเลยทั้งสองมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 357 วรรคแรก ประกอบมาตรา 83 ขณะกระทำความผิดจำเลยทั้งสองอายุ 19 ปีเศษ ลดมาตราส่วนโทษให้กึ่งหนึ่งตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 76 จำคุกคนละ 1 ปี 6 เดือน และปรับคนละ 3,000 บาท โทษจำคุกให้รอการลงโทษไว้มีกำหนดคนละ 2 ปี ให้คุมความประพฤติของจำเลยทั้งสอง โดยให้จำเลยทั้งสองไปรายงานตัวต่อพนักงานคุมประพฤติปีละ 3 ครั้ง ภายในกำหนดระยะเวลาที่รอการลงโทษตามเงื่อนไขและกำหนดเวลาที่พนักงานคุมประพฤติเห็นสมควรกำหนด ให้จำเลยทั้งสองละเว้นการประพฤติใดอันอาจนำไปสู่การกระทำความผิดทำนองเดียวกันนี้อีก กับให้จำเลยทั้งสองกระทำกิจกรรมบริการสังคมหรือสาธารณประโยชน์ตามที่พนักงานคุมประพฤติและจำเลยทั้งสองเห็นสมควรมีกำหนด 12 ชั่วโมง ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 56 ไม่ชำระค่าปรับให้จัดการตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 29, 30 ยกฟ้องข้อหาวิ่งราวทรัพย์ กับให้ยกคำขอของโจทก์ที่ให้จำเลยทั้งสองคืนหรือใช้ราคาทรัพย์ที่ยังไม่ได้คืนแก่ผู้เสียหาย

โจทก์ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงฟังได้ว่า ตามวันเวลาและสถานที่เกิดเหตุตามฟ้อง ขณะที่ผู้เสียหายนั่งอยู่ในร้านสวนอาหารสองศรีโดยวางกระเป๋าถือบนโต๊ะข้างหน้าต่างบานเกร็ดของร้าน มีคนร้ายได้ยื่นมือเข้ามาช่องหน้าต่างหยิบเอากระเป๋าถือดังกล่าววิ่งหนีไปนั่งซ้อนท้ายรถจักรยานยนต์ของคนร้ายอีก 2 คน ที่จอดรออยู่หลบหนีไปด้วยกัน ต่อมาเจ้าพนักงานมาตรวจสถานที่เกิดเหตุแล้วติดตามจับกุมพลทหารอุดรได้ที่ห้องพักของจำเลยที่ 1 พร้อมสร้อยข้อมือทองคำหนัก 2 สลึง 1 เส้น ต่างหูเงิน 1 ข้าง และเงินสด 1,050 บาท ซึ่งเป็นทรัพย์สินบางส่วนของผู้เสียหายที่เก็บอยู่ในกระเป๋าถือที่คนร้ายหยิบเอาไปเป็นของกลาง ต่อมาวันเดียวกันเจ้าพนักงานจับกุมจำเลยทั้งสองได้ส่งพนักงานสอบสวนดำเนินคดี ดังนี้ เห็นว่า คดีนี้โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยทั้งสองฐานร่วมกันวิ่งราวทรัพย์โดยใช้ยานพาหนะหรือร่วมกันรับของโจร ย่อมแสดงว่าโจทก์ประสงค์ให้ศาลพิจารณาพิพากษาลงโทษฐานใดฐานหนึ่งตามข้อเท็จจริงที่ปรากฏในชั้นพิจารณา ศาลย่อมมีอำนาจพิพากษาลงโทษจำเลยทั้งสองฐานใดฐานหนึ่งเท่านั้น และเมื่อลงโทษฐานใดแล้วต้องถือว่าเป็นการลงโทษตามฟ้องแล้ว คดีนี้ศาลอุทธรณ์ภาค 4 ลงโทษจำเลยทั้งสองฐานร่วมกันรับของโจร แม้จะแตกต่างจากศาลชั้นต้นก็ตาม กรณีถือว่าศาลอุทธรณ์ภาค 4 ลงโทษจำเลยทั้งสองตามฟ้องแล้ว โจทก์ไม่ชอบที่จะฎีกาขอให้ลงโทษจำเลยทั้งสองฐานร่วมกันวิ่งราวทรัพย์โดยใช้ยานพาหนะได้อีก ที่ศาลชั้นต้นรับฎีกาของโจทก์ที่ขอให้ลงโทษจำเลยทั้งสองฐานร่วมกันวิ่งราวทรัพย์โดยใช้ยานพาหนะมานั้น เป็นการไม่ชอบ ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัยให้

พิพากษายกฎีกาของโจทก์
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.อ. ม. 336 ม. 336 ทวิ ม. 357
ป.วิ.อ. ม. 192 ม. 216
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการจังหวัดอุดรธานี
จำเลย — นายเอกชัย สวัสดี กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดอุดรธานี — นายเกียรติศักดิ์ ชัยวงษ์
ศาลอุทธรณ์ภาค 4 — นายสุภิญโญ ชยารักษ์
ชื่อองค์คณะ
สรรทัศน์ เอี่ยมวรชัย
ปริญญา ดีผดุง
ธัชพันธ์ ประพุทธนิติสาร
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3262/2556
#554756
เปิดฉบับเต็ม

พ.ร.ก.บรรษัทบริหารสินทรัพย์ไทย พ.ศ.2544 เป็นกฎหมายที่ตราออกมาใช้บังคับเพื่อการแก้ไขปัญหาที่ประเทศไทยประสบปัญหาวิกฤติทางเศรษฐกิจอย่างร้ายแรง เป็นกรณีฉุกเฉินที่มีความจำเป็นรีบด่วนอันไม่อาจหลีกเลี่ยงได้เพื่อรักษาความมั่นคงทางเศรษฐกิจของประเทศตามหมายเหตุแนบท้าย พ.ร.ก. และข้อความในตอนต้นของ พ.ร.ก. ก็ระบุไว้อย่างแจ้งชัดแล้วว่า พ.ร.ก. นี้มีบทบัญญัติบางประการเกี่ยวกับการจำกัดสิทธิและเสรีภาพของบุคคลซึ่งเป็นการกระทำโดยอาศัยอำนาจตามที่รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทยบัญญัติให้ทำได้โดยอาศัยบทบัญญัติของกฎหมาย พ.ร.ก. ดังกล่าวมิได้ใช้บังคับกับการทำนิติกรรมทั่ว ๆ ไป ดังเช่นที่ใช้ใน ป.พ.พ. แต่ใช้เป็นกรณีพิเศษเกี่ยวกับหนี้สินหรือทรัพย์สินที่เกี่ยวข้องกับสถาบันการเงินต่าง ๆ ตามที่ระบุไว้ใน พ.ร.ก. เท่านั้น บทบัญญัติต่าง ๆ ที่ระบุไว้จึงย่อมแตกต่างไปจากที่ระบุไว้ใน ป.พ.พ. รวมทั้งเรื่องการบังคับจำนองหรือการเอาทรัพย์สินหลุดเป็นสิทธิของผู้รับจำนอง การที่โจทก์บังคับจำนองทรัพย์สินคือที่ดินพิพาทหลุดเป็นสิทธิโดยอาศัยอำนาจตามที่ พ.ร.ก. บรรษัทบริหารสินทรัพย์ไทย พ.ศ.2544 มาตรา 76 ให้อำนาจไว้โดยชอบแล้ว แม้ไม่ได้ดำเนินการตามที่ ป.พ.พ. บัญญัติไว้ ก็ไม่ทำให้การโอนที่ดินพิพาทของโจทก์เป็นโมฆะ

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยขนย้ายทรัพย์สินและบริวารออกไปจากที่ดินและสิ่งปลูกสร้างบนที่ดินโฉนดเลขที่ 389 ตำบลบางโฉลง อำเภอบางพลี (บางพลีใหญ่) จังหวัดสมุทรปราการ และส่งมอบที่ดินพร้อมสิ่งปลูกสร้างบนที่ดินทั้งหมดแก่โจทก์ในสภาพเรียบร้อย กับชำระค่าเสียหายแก่โจทก์เป็นเงินจำนวน 48,657.74 บาท และชำระค่าเสียหายอีกเดือนละ 246,668.72 บาท นับถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจำเลยจะขนย้ายทรัพย์สินและบริวารออกไปจากที่ดินและสิ่งปลูกสร้างบนที่ดิน

จำเลยให้การ ขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยและบริวารขนย้ายทรัพย์สินออกไปจากที่ดินและสิ่งปลูกสร้างบนที่ดินโฉนดเลขที่ 389 ตำบลบางโฉลง อำเภอบางพลี (บางพลีใหญ่) จังหวัดสมุทรปราการ และส่งมอบที่ดินพร้อมสิ่งปลูกสร้างบนที่ดินทั้งหมดให้โจทก์ในสภาพเรียบร้อย ให้จำเลยชำระค่าเสียหายแก่โจทก์เป็นเงิน 10,200 บาท กับค่าเสียหายนับตั้งแต่วันที่ 7 ธันวาคม 2550 ถึงวันที่ 31 ธันวาคม 2550 เป็นเงิน 42,500 บาท และค่าเสียหายอีกเดือนละ 51,000 บาท นับตั้งแต่เดือนมกราคม 2551 เป็นต้นไปจนกว่าจำเลยและบริวารจะขนย้ายทรัพย์สินออกไปจากที่ดินและสิ่งปลูกสร้าง กับให้จำเลยใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ โดยกำหนดค่าทนายความ 20,000 บาท

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษายืน แต่ให้จำเลยใช้ค่าทนายความในศาลชั้นต้น 2,400 บาท ค่าฤชาธรรมเนียมในชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ

จำเลยฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า มีปัญหาต้องวินิจฉัยในประการแรกตามฎีกาของจำเลยว่า การที่โจทก์รับโอนที่ดินพิพาทตามพระราชกำหนดบรรษัทบริหารสินทรัพย์ไทย พ.ศ.2544 ขัดต่อประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 656 ทำให้การโอนเป็นโมฆะหรือไม่ เห็นว่า พระราชกำหนดบรรษัทบริหารสินทรัพย์ไทย พ.ศ.2544 เป็นกฎหมายที่ตราออกมาใช้บังคับเพื่อการแก้ไขปัญหาที่ประเทศไทยประสบปัญหาวิกฤติทางเศรษฐกิจอย่างร้ายแรง เป็นกรณีฉุกเฉินที่มีความจำเป็นรีบด่วนอันไม่อาจหลีกเลี่ยงได้เพื่อรักษาความมั่นคงทางเศรษฐกิจของประเทศ ตามหมายเหตุแนบท้ายพระราชกำหนด ทั้งข้อความในตอนต้นของพระราชกำหนดก็ระบุไว้อย่างแจ้งชัดแล้วว่า พระราชกำหนดนี้มีบทบัญญัติบางประการเกี่ยวกับการจำกัดสิทธิและเสรีภาพของบุคคลซึ่งเป็นการกระทำโดยอาศัยอำนาจตามที่รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทยบัญญัติให้ทำได้โดยอาศัยบทบัญญัติของกฎหมาย พระราชกำหนดดังกล่าวมิได้ใช้บังคับกับการทำนิติกรรมทั่วๆ ไป ดังเช่นที่ใช้ในประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ แต่ใช้เป็นกรณีพิเศษเกี่ยวกับหนี้สินหรือทรัพย์สินที่เกี่ยวข้องกับสถาบันการเงินต่างๆ ตามที่ระบุไว้ในพระราชกำหนดเท่านั้น บทบัญญัติต่างๆ ที่ระบุไว้จึงย่อมแตกต่างไปจากที่ระบุไว้ในประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ รวมทั้งเรื่องการบังคับจำนองหรือการเอาทรัพย์สินหลุดเป็นสิทธิของผู้รับจำนอง ดังนั้นเมื่อฟังข้อเท็จจริงว่า การที่โจทก์บังคับจำนองเอาทรัพย์สินคือ ที่ดินพิพาทหลุดเป็นสิทธิโดยอาศัยอำนาจตามที่พระราชกำหนดให้อำนาจไว้โดยชอบแล้ว แม้ไม่ได้ดำเนินการตามที่ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์บัญญัติไว้ ก็ไม่ทำให้การโอนที่ดินพิพาทของโจทก์เป็นโมฆะดังที่จำเลยกล่าวอ้างในฎีกาแต่อย่างใด ฎีกาข้อนี้ของจำเลยฟังไม่ขึ้น สำหรับปัญหาที่จำเลยฎีกาว่าในคดีเดิมคือคดีหมายเลขแดงที่ 9306/2546 ของศาลแพ่งกรุงเทพใต้ ยังไม่ถึงที่สุด แต่อยู่ระหว่างการพิจารณาของศาลฎีกานั้น ก็ไม่ได้ทำให้โจทก์ไม่มีสิทธิดำเนินคดีนี้ เนื่องจากในคดีดังกล่าวไม่ปรากฏว่าจำเลยได้รับอนุญาตให้ทุเลาการบังคับคดีไว้ในระหว่างการพิจารณาของศาลฎีกา โจทก์ย่อมมีสิทธิดำเนินคดีนี้ต่อไปได้ ปัญหาสุดท้ายที่จำเลยฎีกาในเรื่องค่าเสียหายนั้น เห็นว่าในชั้นพิจารณาจำเลยพยายามนำสืบว่า ที่ดินพิพาทมีราคาสูงถึงตารางวาละ 100,000 บาท แต่ที่จำเลยนำสืบเองกลับระบุว่า ที่ดินพิพาทมีราคาเพียงตารางวาละ 50,000 บาท เท่านั้นซึ่งขัดกับข้อที่จำเลยฎีกาอ้างว่าศาลล่างทั้งสองกำหนดค่าเสียหายของโจทก์สูงเกินไป เพราะหากที่ดินพิพาทยิ่งมีราคาสูงขึ้นเท่าไร ค่าเสียหายของโจทก์ก็ต้องสูงขึ้นตามไปด้วย เมื่อพิจารณาแล้วเห็นว่า ค่าเสียหายที่ศาลล่างทั้งสองกำหนดให้แก่โจทก์นับว่าเหมาะสมแล้ว ไม่มีเหตุที่ศาลฎีกาจะเปลี่ยนแปลงแก้ไข ฎีกาข้อนี้ของจำเลยฟังไม่ขึ้นเช่นเดียวกัน

พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 656
พ.ร.ก.บรรษัทบริหารสินทรัพย์ไทย พ.ศ.2544 ม. 76
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — บรรษัทบริหารสินทรัพย์ไทย
จำเลย — นางสาวศิริวรรณ ศิริสุนทรินท์
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดสมุทรปราการ — นายสมเกียรติ ศรศิลป์
ศาลอุทธรณ์ภาค 1 — นายภิญโญ แสงภู่
ชื่อองค์คณะ
พันธุ์เลิศ บุญเลี้ยง
ปดารณี ลัดพลี
แรงรณ ปริพนธ์พจนพิสุทธิ์
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3254/2556
#540875
เปิดฉบับเต็ม

โจทก์เป็นผู้รับประกันภัยค้ำจุน โจทก์ต้องรับผิดใช้ค่าสินไหมทดแทนในนามของผู้เอาประกันภัยเพื่อความวินาศภัยอันเกิดขึ้นแก่บุคคลภายนอกซึ่งผู้เอาประกันจะต้องรับผิดชอบ บุคคลภายนอกมีสิทธิเรียกร้องจากผู้รับประกันภัยได้โดยตรงตาม ป.พ.พ. มาตรา 887 เมื่อจำเลยผู้เอาประกันภัยทำละเมิดและต้องรับผิดชอบต่อ ว. ท. และ จ. บุคคลภายนอก โจทก์ย่อมมีหน้าที่ที่จะต้องใช้ค่าสินไหมทดแทนแก่ ว. ท. และ จ. ตามบทบัญญัติในมาตราดังกล่าว โจทก์ไม่อาจนำข้อยกเว้นความรับผิด เนื่องจากขณะขับขี่จำเลยมีปริมาณแอลกอฮอล์ในเลือดไม่น้อยกว่า 150 มิลลิกรัมเปอร์เซ็นต์ ตามเงื่อนไขกรมธรรม์ประกันภัยรถยนต์ประเภท 1 ข้อ 7.6 ซึ่งเป็นข้อตกลงที่ใช้บังคับระหว่างโจทก์ผู้รับประกันภัยกับจำเลยผู้เอาประกันภัยไปใช้เป็นข้อต่อสู้บุคคลภายนอกตามบทบัญญัติในมาตราดังกล่าวได้ โจทก์ยังต้องรับผิดต่อบุคคลภายนอก เพียงแต่เมื่อโจทก์ชดใช้ค่าสินไหมทดแทนแก่บุคคลภายนอกไปแล้ว จำเลยต้องใช้เงินที่โจทก์ใช้ไปนั้นคืนโจทก์

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องและแก้ไขคำฟ้องขอให้บังคับจำเลยใช้เงิน 173,322 บาท พร้อมด้วยดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์

จำเลยขาดนัดยื่นคำให้การและขาดนัดพิจารณา

ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง ค่าฤชาธรรมเนียมเป็นพับ

โจทก์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 7 พิพากษากลับ ให้จำเลยใช้เงินจำนวน 173,322 บาท พร้อมด้วยดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ กับให้จำเลยใช้ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสองศาลแทนโจทก์ โดยกำหนดค่าทนายความรวม 5,000 บาท

จำเลยฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงที่โจทก์และจำเลยไม่ได้โต้เถียงกันในชั้นฎีกาฟังเป็นยุติว่า โจทก์ประกอบกิจการประกันภัย โจทก์รับประกันภัยรถยนต์หมายเลขทะเบียน วษ 2195 กรุงเทพมหานคร ไว้จากจำเลยผู้เอาประกันภัย โดยโจทก์จะต้องรับผิดชดใช้ค่าเสียหายต่อร่างกายและทรัพย์สินของบุคคลภายนอกด้วย ตามตารางกรมธรรม์ประกันภัยรถยนต์ มีเงื่อนไขกรมธรรม์ประกันภัยรถยนต์ในหมวดการคุ้มครองความรับผิดต่อบุคคลภายนอกสรุปได้ว่า ข้อ 1 บริษัท (โจทก์) จะชดใช้ค่าสินไหมทดแทนเพื่อความสูญเสียหรือความเสียหายอย่างใดๆ อันเกิดแก่บุคคลภายนอก ซึ่งผู้เอาประกันภัย (จำเลย) จะต้องรับผิดชอบตามกฎหมาย เนื่องจากอุบัติเหตุอันเกิดจากรถยนต์ที่ใช้หรืออยู่ในทางระหว่างระยะเวลาประกันภัยในนามผู้เอาประกัน ดังนี้ 1.1 ความเสียหายต่อร่างกาย 1.2 ความเสียหายต่อทรัพย์สิน ข้อ 7 การยกเว้นทั่วไป การประกันภัยตามหมวดนี้ ไม่คุ้มครองความรับผิดอันเกิดจาก 7.6 การขับขี่โดยบุคคลซึ่งในขณะขับขี่มีปริมาณแอลกอฮอล์ในเลือดไม่น้อยกว่า 150 มิลลิกรัมเปอร์เซ็นต์ และข้อ 8 ข้อสัญญาพิเศษ ภายใต้จำนวนเงินจำกัดความรับผิดที่ระบุไว้ในตาราง เงื่อนไข 7.6 บริษัทจะไม่นำมาเป็นข้อต่อสู้บุคลลภายนอกเพื่อปฏิเสธความรับผิดทั้งตาม 1.1 และ 1.2 ในหมวดนี้ ในกรณีที่บริษัทไม่ต้องรับผิดตามกฎหมายหรือรับผิดตามกรมธรรม์ประกันภัยนี้ต่อผู้เอาประกันภัย แต่บริษัทได้ชดใช้ค่าสินไหมทดแทนไปแล้วตามเงื่อนไข 7.6 ในความรับผิดที่ผู้เอาประกันภัยต้องรับผิดต่อบุคคลภายนอกไปแล้ว ผู้เอาประกันภัยต้องใช้จำนวนเงินที่บริษัทได้จ่ายไปนั้นคืนให้บริษัทภายใน 7 วัน นับแต่ได้รับหนังสือเรียกร้องจากบริษัท ตามเงื่อนไขกรมธรรม์ประกันภัยรถยนต์ประเภท 1 ต่อมาวันที่ 26 กรกฎาคม 2546 เวลา 20.30 นาฬิกา ซึ่งอยู่ในระหว่างระยะเวลาประกันภัย จำเลยขับรถยนต์ที่โจทก์รับประกันภัยตามหลังรถยนต์หมายเลขทะเบียน มค 5224 กรุงเทพมหานคร ที่นายวิชชา ขับอย่างกระชั้นชิด ไม่เว้นให้ห่างพอสมควรในระยะที่จะหยุดรถได้ทันโดยปลอดภัยเมื่อจำเป็นต้องหยุดรถ และขับรถด้วยความเร็ว อีกทั้งจำเลยขับรถในขณะเมาสุรา เมื่อขับรถมาถึงตำบลละหาร อำเภอบางบัวทอง จังหวัดนนทบุรี ก็ชนท้ายรถที่นายวิชชาขับ รถที่นายวิชชาขับเสียการทรงตัวพุ่งชนนายเทพรักษ์ และนางสาวจุรีรัตน์ ที่เดินอยู่ที่ไหล่ทาง เป็นเหตุให้นายวิชชา นายเทพรักษ์ และนางสาวจุรีรัตน์ ได้รับอันตรายสาหัส รถที่นายวิชชาขับได้รับความเสียหาย พนักงานสอบสวนตรวจสถานที่เกิดเหตุและตรวจวัดปริมาณแอลกอฮอล์ในเลือดของจำเลย ปรากฏว่าวัดได้ 230 มิลลิกรัมเปอร์เซ็นต์ ต่อมาจำเลยถูกพนักงานอัยการฟ้องฐานขับรถโดยประมาทเป็นเหตุให้ผู้อื่นได้รับอันตรายสาหัส น่าหวาดเสียวอันอาจเกิดอันตรายแก่บุคคลและทรัพย์สินของผู้อื่น และขณะเมาสุรา จำเลยให้การรับสารภาพ ศาลพิพากษาลงโทษ คดีถึงที่สุดแล้ว โจทก์ใช้ค่าเสียหาย คือค่าซ่อมรถที่นายวิชชาขับกับค่ารักษาพยาบาลของนายวิชชา เป็นเงิน 120,000 บาท ค่ารักษาพยาบาลแก่นายเทพรักษ์และนางสาวจุรีรัตน์ 3,322 บาท และ 50,000 บาท ตามลำดับ รวมเป็นค่าเสียหายที่โจทก์ใช้ไปทั้งสิ้น 173,322 บาท โจทก์เรียกร้องทวงถามให้จำเลยชำระค่าเสียหายจำนวนดังกล่าวคืนแก่โจทก์แล้ว แต่จำเลยเพิกเฉย

มีปัญหาข้อกฎหมายต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยว่า จำเลยต้องรับผิดชำระเงิน 173,322 บาท แก่โจทก์ ตามข้อ 7 และข้อ 8 แห่งเงื่อนไขกรมธรรม์ประกันภัยรถยนต์ประเภท 1 หรือไม่ เห็นว่า กรณีคดีนี้ เป็นเรื่องที่โจทก์เป็นผู้รับประกันภัยค้ำจุนอยู่ด้วย โจทก์ต้องรับผิดใช้ค่าสินไหมทดแทนในนามของผู้เอาประกันภัยเพื่อความวินาศภัยอันเกิดขึ้นแก่บุคคลภายนอกซึ่งผู้เอาประกันภัยจะต้องรับผิดชอบ บุคคลภายนอกมีสิทธิเรียกร้องจากผู้รับประกันภัยได้โดยตรงตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 887 เมื่อจำเลยทำละเมิดและต้องรับผิดชอบต่อนายวิชชา นายเทพรักษ์และนางสาวจุรีรัตน์ โจทก์ย่อมมีหน้าที่ที่จะต้องใช้ค่าสินไหมทดแทนแก่นายวิชชา นายเทพรักษ์และนางสาวจุรีรัตน์ ตามบทบัญญัติในมาตราดังกล่าว โจทก์ไม่อาจนำความที่จำเลยจะต้องรับผิดชอบต่อนายวิชชา นายเทพรักษ์ และนางสาวจุรีรัตน์ บุคคลภายนอก เพื่อปฏิเสธความรับผิดใช้ค่าสินไหมทดแทนได้ ที่ข้อ 7 กำหนดยกเว้นทั่วไป ไว้ว่าการประกันภัยตามหมวดการคุ้มครองความรับผิดต่อบุคคลภายนอก ไม่คุ้มครองความรับผิดอันเกิดจาก 7.6 การขับขี่โดยบุคคลซึ่งในขณะขับขี่มีปริมาณแอลกอฮอล์ในเลือดไม่น้อยกว่า 150 มิลลิกรัมเปอร์เซ็นต์ เป็นข้อตกลงที่ใช้บังคับระหว่างโจทก์ผู้รับประกันภัยกับจำเลยผู้เอาประกันภัย ไม่อาจนำข้อตกลงนี้ไปใช้เป็นข้อต่อสู้บุคคลภายนอกตามบทบัญญัติมาตราดังกล่าว โจทก์ยังต้องรับผิดต่อบุคคลภายนอก เพียงแต่เมื่อโจทก์ชดใช้ค่าสินไหมทดแทนแก่บุคคลภายนอกไปแล้ว จำเลยต้องใช้เงินที่โจทก์ใช้ไปนั้นคืนโจทก์ ซึ่งตามข้อ 8 ก็กำหนดไว้เช่นนั้น ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 7 พิพากษาให้จำเลยรับผิดชำระเงิน 173,322 บาท แก่โจทก์นั้นชอบแล้ว ฎีกาของจำเลยฟังไม่ขึ้น

พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฏีกาให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 887
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — บริษัทไทยประกันภัย จำกัด (มหาชน)
จำเลย — นายธานี เพิ่มพูล
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลแขวงราชบุรี — นายสมเกียรติ สมสวย
ศาลอุทธรณ์ภาค 7 — นายชัชวาล บุนนาค
ชื่อองค์คณะ
ประทีป ดุลพินิจธรรมา
สุนทร ทรงฤกษ์
สุริยง ลิ้มสถิรานันท์
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา