คำพิพากษา คำสั่งคำร้องและคำวินิจฉัยศาลฎีกา

ทั้งหมด 133,243 รายการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4328/2556
#554429
เปิดฉบับเต็ม

โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยที่ 1 และที่ 2 ว่า จำเลยที่ 1 และที่ 2 กับ ศ. ร่วมกันมีเมทแอมเฟตามีน 3 เม็ด ไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่ายและจำหน่ายเมทแอมเฟตามีนดังกล่าวให้แก่สายลับ แต่ข้อเท็จจริงได้ความว่าจำเลยที่ 1 ซื้อเมทแอมเฟตามีน มาจากจำเลยที่ 2 จำนวน 10 เม็ด ได้เสพไปจนเหลือ 3 เม็ด แล้วจำเลยที่ 1 กับ ศ. นำเม็ดแอมเฟตามีนไปจำหน่ายให้แก่สายลับ โดยจำเลยที่ 2 ไม่มีส่วนรู้เห็นด้วย ข้อเท็จจริงที่ปรากฏในทางพิจารณาจึงแตกต่างไปจากข้อเท็จจริงที่โจทก์ฟ้องในข้อสาระสำคัญ ทั้งการกระทำของจำเลยที่ 2 ไม่เป็นการสนับสนุนให้จำเลยที่ 1 มีเมทแอมเฟตามีนไว้ในความครอบครองเพื่อจำหน่ายและจำหน่ายเมทแอมเฟตามีนให้แก่สายลับด้วย จึงไม่อาจลงโทษจำเลยที่ 2 ในข้อหาดังกล่าวได้

การที่จำเลยที่ 2 จำหน่ายเมทแอมเฟตามีนให้แก่จำเลยที่ 1 แสดงให้เห็นว่าจำเลยที่ 2 มีเมทแอมเฟตามีนของกลางจำนวน 3 เม็ด ไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่าย ศาลฎีกามีอำนาจพิพากษาลงโทษจำเลยที่ 2 ในความผิดฐานนี้ตามที่พิจารณาได้ความได้ตาม ป.วิ.อ. มาตรา 192 วรรคท้าย

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยทั้งสองตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 มาตรา 15, 66, 91, 102 ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 32, 33, 80, 83, 91 พระราชบัญญัติมาตรการในการปราบปรามผู้กระทำความผิดเกี่ยวกับยาเสพติด พ.ศ.2534 มาตรา 7 และริบเมทแอมเฟตามีนของกลาง

จำเลยที่ 1 ให้การรับสารภาพฐานเสพเมทแอมเฟตามีน ข้อหาอื่นให้การปฏิเสธ

จำเลยที่ 2 และที่ 3 ให้การปฏิเสธ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยที่ 1 มีความผิดตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 มาตรา 15 วรรคหนึ่ง, 57, 66 วรรคหนึ่ง, 91 ประกอบประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83 (ที่ถูก ไม่ปรับบทประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83 สำหรับฐานความผิดตามมาตรา 57, 91) จำเลยที่ 2 มีความผิดตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 มาตรา 15 วรรคหนึ่ง, 57, 66 วรรคหนึ่ง, 91 ประกอบพระราชบัญญัติมาตรการในการปราบปรามผู้กระทำความผิดเกี่ยวกับยาเสพติด พ.ศ.2534 มาตรา 7 และประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 80, 83 (ที่ถูก ไม่ปรับบทประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83 สำหรับฐานความผิดตามมาตรา 57, 91) การกระทำของจำเลยที่ 1 และที่ 2 เป็นความผิดหลายกรรมต่างกัน ให้ลงโทษทุกกรรมเป็นกระทงความผิดไปตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 สำหรับจำเลยที่ 1 ฐานเสพเมทแอมเฟตามีน จำคุก 6 เดือน ฐานร่วมกันมีเมทแอมเฟตามีนไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่ายและจำหน่ายเป็นกรรมเดียวผิดต่อกฎหมายหลายบท แต่ละบทมีโทษเท่ากัน ให้ลงโทษฐานจำหน่ายเมทแอมเฟตามีนตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 (ที่ถูก ไม่ปรับบทประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90) ภายหลังการจับกุม จำเลยที่ 1 ได้ให้ข้อมูลที่สำคัญและเป็นประโยชน์อย่างยิ่งในการปราบปรามการกระทำความผิดเกี่ยวกับยาเสพติดให้โทษ เห็นควรลดโทษให้ตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ มาตรา 100/2 เป็นจำคุก 3 ปี ความผิดฐานเสพเมทแอมเฟตามีน จำเลยที่ 1 ให้การรับสารภาพ มีเหตุบรรเทาโทษลดโทษให้กึ่งหนึ่งตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คงจำคุก 3 เดือน ความผิดฐานจำหน่ายเมทแอมเฟตามีนคำให้การของจำเลยที่ 1 ในชั้นสอบสวนเป็นประโยชน์แก่การพิจารณามีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้หนึ่งในสามตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คงจำคุก 2 ปี รวมจำคุกจำเลยที่ 1 มีกำหนด 2 ปี 3 เดือน สำหรับจำเลยที่ 2 ฐานเสพเมทแอมเฟตามีน จำคุก 6 เดือน ฐานร่วมกันมีเมทแอมเฟตามีนไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่ายและจำหน่ายเป็นกรรมเดียวผิดต่อกฎหมายหลายบท แต่ละบทมีโทษเท่ากัน ให้ลงโทษฐานร่วมกันจำหน่ายเมทแอมเฟตามีนตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 (ที่ถูก ไม่ปรับบทประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90) จำคุก 4 ปี ฐานร่วมกันมีเมทแอมเฟตามีนไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่ายและพยายามจำหน่ายเป็นกรรมเดียวผิดต่อกฎหมายหลายบท แต่ละบทมีโทษเท่ากัน ให้ลงโทษฐานร่วมกันพยายามจำหน่ายเมทแอมเฟตามีนตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 (ที่ถูก ไม่ปรับบทประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90) จำคุก 4 ปี คำให้การรับสารภาพของจำเลยที่ 2 เป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษลดโทษให้หนึ่งในสามตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คงจำคุกฐานเสพเมทแอมเฟตามีน 4 เดือน ฐานร่วมกันจำหน่ายเมทแอมเฟตามีน 2 ปี 8 เดือน และฐานร่วมกันพยายามจำหน่ายเมทแอมเฟตามีน 2 ปี 8 เดือน รวมจำคุกจำเลยที่ 2 มีกำหนด 4 ปี 20 เดือน ยกฟ้องจำเลยที่ 3 ริบเมทแอมเฟตามีนของกลาง

โจทก์ จำเลยที่ 1 และที่ 2 อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 8 พิพากษาแก้เป็นว่า ให้ยกฟ้องจำเลยที่ 2 ในข้อหาร่วมกันมีเมทแอมเฟตามีนไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่ายและจำหน่าย คงจำคุกจำเลยที่ 2 มีกำหนด 2 ปี 12 เดือน นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาของศาลชั้นต้น

โจทก์ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า คงมีปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ว่า จำเลยที่ 2 ร่วมกับจำเลยที่ 1 มีเมทแอมเฟตามีน 3 เม็ด ไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่ายและจำหน่ายเมทแอมเฟตามีนนั้นให้แก่สายลับตามฟ้องโจทก์หรือไม่ เห็นว่า โจทก์มีร้อยตำรวจเอกสวาทกับดาบตำรวจสมพงศ์เป็นพยานเบิกความว่า หลังจากที่พยานโจทก์ทั้งสองกับพวกร่วมกันจับกุมจำเลยที่ 1 กับนายศักดิ์ดาและยึดเมทแอมเฟตามีนได้แล้ว พยานได้สอบถามจำเลยที่ 1 ถึงเมทแอมเฟตามีนที่จำเลยที่ 1 กับนายศักดิ์ดาจำหน่ายให้แก่สายลับ จำเลยที่ 1 บอกพยานว่าซื้อมาจากจำเลยที่ 2 พยานกับพวกจึงใช้ให้จำเลยที่ 1 โทรศัพท์สั่งซื้อเมทแอมเฟตามีนจากจำเลยที่ 2 อีก ปรากฏว่าจำเลยที่ 2 ตกลงขายให้และนัดให้จำเลยที่ 1 เดินทางไปรับเมทแอมเฟตามีนที่ศาลาที่พักผู้โดยสารบ้านควนกรด ตำบลควนกรด อำเภอทุ่งสง จังหวัดนครศรีธรรมราช ในวันเดียวกันนั้นเวลาประมาณ 17 นาฬิกา พยานโจทก์ทั้งสองกับร้อยตำรวจเอกนวพลและจำเลยที่ 1 จึงเดินทางไปพบจำเลยที่ 2 โดยใช้รถยนต์กระบะของจำเลยที่ 1 เป็นยานพาหนะและพบกับจำเลยที่ 2 ตามที่นัดหมาย นอกจากนี้โจทก์ยังมีพันตำรวจโทจำลอง พนักงานสอบสวนเป็นพยานเบิกความว่า ในวันเกิดเหตุเวลาประมาณ 19 นาฬิกา ร้อยตำรวจเอกสวาทกับพวกควบคุมตัวจำเลยที่ 1 และที่ 2 กับนายศักดิ์ดาไปให้พยานสอบสวน จำเลยที่ 1 และที่ 2 กับนายศักดิ์ดาต่างให้การตรงกันว่า จำเลยที่ 1 ซื้อเมทแอมเฟตามีนจากจำเลยที่ 2 จำนวน 10 เม็ด ในราคา 3,300 บาท หลังจากนั้นจำเลยที่ 1 ได้เสพไปบ้างคงเหลืออยู่เพียง 3 เม็ด ที่จำหน่ายให้แก่สายลับ แม้คำให้การในชั้นสอบสวนของบุคคลทั้งสามเป็นเพียงพยานบอกเล่าก็ตาม แต่ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 226/3 มิได้บัญญัติห้ามมิให้รับฟังอย่างสิ้นเชิง ตรงกันข้ามยังเปิดช่องให้ศาลรับฟังพยานบอกเล่าได้ โดยมีเงื่อนไขว่าหากคำนึงถึงสภาพ ลักษณะ ตลอดจนแหล่งที่มาและข้อเท็จจริงแวดล้อมแล้วเห็นว่าพยานบอกเล่านั้นน่าจะพิสูจน์ความจริงได้ สำหรับคดีนี้ได้ความว่าพันตำรวจโทจำลองสอบสวนจำเลยที่ 1 และที่ 2 กับนายศักดิ์ดาในวันรุ่งขึ้นจากวันเกิดเหตุอันเป็นเวลาใกล้ชิดติดพันกันกับที่จับกุมบุคคลทั้งสามได้ เห็นได้ว่าบุคคลทั้งสามต่างให้การไปตามเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น โดยไม่ทันได้คิดตรึกตรองหาช่องทางแก้ตัวให้พ้นผิด ยิ่งไปกว่านั้นจำเลยที่ 1 ยังเบิกความต่อศาลว่าก่อนเกิดเหตุจำเลยที่ 1 ซื้อเมทแอมเฟตามีน 10 เม็ด จากจำเลยที่ 2 จริง ส่วนนายศักดิ์ดาเบิกความต่อศาลว่า ในชั้นสอบสวนนายศักดิ์ดาให้การรับสารภาพด้วยความสมัครใจและรับรองว่าคำให้การในชั้นสอบสวนของตนเองถูกต้องตรงกับความเป็นจริง อันเป็นการยอมรับว่าเมทแอมเฟตามีน 3 เม็ด ที่จำเลยที่ 1 กับนายศักดิ์ดาจำหน่ายให้แก่สายลับเป็นส่วนหนึ่งของเมทแอมเฟตามีนที่ได้มาจากจำเลยที่ 2 ดังนั้น ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 8 เห็นว่า พยานหลักฐานของโจทก์ไม่มีน้ำหนักพอให้รับฟังว่าจำเลยที่ 1 ได้เมทแอมเฟตามีนที่จำหน่ายให้แก่สายลับมาจากจำเลยที่ 2 จึงไม่ต้องด้วยความเห็นของศาลฎีกา ฎีกาของโจทก์ในข้อนี้ฟังขึ้น แต่ที่โจทก์ฎีกาขอให้ลงโทษจำเลยที่ 2 ในความผิดฐานร่วมกับจำเลยที่ 1 และนายศักดิ์ดามีเมทแอมเฟตามีน 3 เม็ด ไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่ายและจำหน่ายเมทแอมเฟตามีนดังกล่าวให้แก่สายลับนั้น เมื่อข้อเท็จจริงได้ความว่า จำเลยที่ 1 ซื้อเมทแอมเฟตามีนมาจากจำเลยที่ 2 หลังจากนั้นจำเลยที่ 1 กับนายศักดิ์ดาจึงนำไปจำหน่ายให้แก่สายลับ โดยจำเลยที่ 2 ไม่มีส่วนรู้เห็นด้วยเลย ข้อเท็จจริงตามที่ปรากฏในการพิจารณาจึงแตกต่างกับข้อเท็จจริงที่กล่าวในฟ้องในสาระสำคัญ ศาลฎีกาไม่อาจลงโทษจำเลยที่ 2 ฐานจำหน่ายเมทแอมเฟตามีนตามข้อเท็จจริงที่ได้ความนั้นได้ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 192 วรรคสอง ประกอบด้วยมาตรา 215, 225 ทั้งไม่อาจลงโทษจำเลยที่ 2 ในความผิดฐานเป็นผู้สนับสนุนจำเลยที่ 1 ให้มีเมทแอมเฟตามีนไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่ายและจำหน่ายเมทแอมเฟตามีนให้แก่สายลับได้ด้วย ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 8 พิพากษายกฟ้องจำเลยที่ 2 ในความผิดฐานนี้ ศาลฎีกาเห็นด้วยในผล อย่างไรก็ดี การที่จำเลยที่ 2 จำหน่ายเมทแอมเฟตามีนให้แก่จำเลยที่ 1 เป็นเหตุผลที่แสดงให้เห็นว่าจำเลยที่ 2 มีเมทแอมเฟตามีนของกลางจำนวน 3 เม็ด ไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่ายโดยไม่ได้รับอนุญาต ศาลฎีกาจึงมีอำนาจลงโทษจำเลยที่ 2 ในความผิดฐานนี้ตามที่พิจารณาได้ความได้ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 192 วรรคท้าย

พิพากษาแก้เป็นว่า จำเลยที่ 2 มีความผิดตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 มาตรา 15 วรรคหนึ่ง, 66 วรรคหนึ่ง จำคุก 4 ปี เมื่อรวมกับโทษในความผิดฐานมีเมทแอมเฟตามีนไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่ายและพยายามจำหน่ายเมทแอมเฟตามีนกับความผิดฐานเสพเมทแอมเฟตามีนแล้วรวมจำคุกจำเลยที่ 2 มีกำหนด 4 ปี 20 เดือน นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 8
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.อ. ม. 192 วรรคสอง ม. 192 วรรคท้าย
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการจังหวัดนครศรีธรรมราช
จำเลย — นายเกริกไกรหรือบ่าว หัตถิยา กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดนครศรีธรรมราช — นายวรชาติ เกลี้ยงแก้ว
ศาลอุทธรณ์ภาค 8 — นายปัญญา ช่อมณี
ชื่อองค์คณะ
กำพล ภู่สุดแสวง
ปดารณี ลัดพลี
พันธุ์เลิศ บุญเลี้ยง
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4300/2556
#572039
เปิดฉบับเต็ม

จำเลยที่ 2 มีเมทแอมเฟตามีน 5 เม็ด ไว้ในครอบครองโดยไม่ได้รับอนุญาตเป็นคนละจำนวนกับเมทแอมเฟตามีนที่จำเลยที่ 1 มีไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่ายและจำหน่าย การที่ศาลชั้นต้นพิพากษาลงโทษจำเลยที่ 1 โดยนำเมทแอมเฟตามีน 5 เม็ด ดังกล่าวมารวมกับเมทแอมเฟตามีน 20 เม็ด ที่จำเลยที่ 1 มีไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่ายและจำหน่าย โดยที่จำเลยที่ 2 ไม่ได้ร่วมกระทำความผิดกับจำเลยที่ 1 จึงไม่ถูกต้องและถือว่าจำเลยที่ 1 ไม่มีความผิดฐานมีเมทแอมเฟตามีน 5 เม็ด ไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่าย แต่มีความผิดฐานมีเมทแอมเฟตามีน 20 เม็ด ไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่ายและฐานจำหน่ายเมทแอมเฟตามีน 20 เม็ด เท่านั้น ปัญหานี้แม้โจทก์และจำเลยที่ 1 จะมิได้อุทธรณ์ฎีกา แต่ศาลฎีกาเห็นว่าเป็นเหตุอยู่ในส่วนลักษณะคดี จึงพิพากษาให้มีผลไปถึงจำเลยที่ 1 ด้วย ตาม ป.วิ.อ. มาตรา 213 ประกอบมาตรา 225

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยทั้งสองตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 มาตรา 4, 7, 8, 15, 66, 102 ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83, 91 ริบของกลาง เว้นธนบัตรล่อซื้อ 10,000 บาท ให้คืนแก่เจ้าของ

จำเลยทั้งสองให้การปฏิเสธ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยทั้งสองมีความผิดตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 มาตรา 15 วรรคหนึ่ง, 66 วรรคหนึ่ง เป็นความผิดหลายกรรมต่างกัน ให้เรียงกระทงลงโทษทุกกระทงความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 ฐานร่วมกันมียาเสพติดให้โทษในประเภท 1 ไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่าย จำคุกคนละ 4 ปี ฐานร่วมกันจำหน่ายยาเสพติดให้โทษในประเภท 1 จำคุกคนละ 4 ปี รวมจำคุกคนละ 8 ปี จำเลยทั้งสองให้การรับสารภาพชั้นจับกุมและชั้นสอบสวน เป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้คนละหนึ่งในสามตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คงจำคุกคนละ 5 ปี 4 เดือน ริบของกลาง เว้นธนบัตรล่อซื้อ 10,000 บาท คืนแก่เจ้าของ

จำเลยที่ 2 อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 9 พิพากษาแก้เป็นว่า จำเลยที่ 2 มีความผิดตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 มาตรา 15 วรรคหนึ่ง, 67 ให้ลงโทษปรับ 20,000 บาท ไม่ชำระค่าปรับจัดการตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 29, 30 ยกคำขออื่นของโจทก์ ไม่ริบโทรศัพท์เคลื่อนที่ยี่ห้อโนเกีย หมายเลข 0 9486 2514 ของกลางที่ยึดจากจำเลยที่ 2 และให้คืนแก่เจ้าของ นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

โจทก์ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงเบื้องต้นรับฟังได้ว่าในวันเกิดเหตุเวลาประมาณ 17 นาฬิกา เจ้าพนักงานตำรวจจับกุมจำเลยที่ 1 ที่หน้าศักดิ์ชายแมนชั่น อำเภอหาดใหญ่ จังหวัดสงขลา พร้อมยึดเมทแอมเฟตามีน 20 เม็ด ธนบัตรที่ใช่ล่อซื้อ 10,000 บาท และโทรศัพท์เคลื่อนที่ 1 เครื่อง จากจำเลยที่ 1 หลังจากนั้น จำเลยที่ 1 นำเจ้าพนักงานตำรวจไปจับจำเลยที่ 2 ที่ร้านจ๊ะเอ๋คาราโอเกะพร้อมยึดเมทแอมเฟตามีน 5 เม็ด และโทรศัพท์เคลื่อนที่ 1 เครื่อง จากจำเลยที่ 2 โดยแจ้งข้อหาว่า จำเลยทั้งสองร่วมกันมีเมทแอมเฟตามีนไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่ายและจำหน่ายเมทแอมเฟตามีน สำหรับจำเลยที่ 1 ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยที่ 1 มีความผิดฐานมีเมทแอมเฟตามีน 25 เม็ด ไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่าย และฐานจำหน่ายเมทแอมเฟตามีน 20 เม็ด โจทก์และจำเลยที่ 1 ไม่อุทธรณ์

เมื่อข้อเท็จจริงรับฟังได้ว่า จำเลยที่ 2 ไม่ได้ร่วมกระทำความผิดกับจำเลยที่ 1 และเมทแอมเฟตามีน 5 เม็ด ที่จำเลยที่ 2 มีไว้ในครอบครองโดยไม่ได้รับอนุญาตเป็นคนละจำนวนกับเมทแอมเฟตามีนที่จำเลยที่ 1 มีไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่ายและจำหน่าย การที่ศาลชั้นต้นพิพากษาลงโทษจำเลยที่ 1 โดยนำเมทแอมเฟตามีน 5 เม็ด ดังกล่าว มารวมกับเมทแอมเฟตามีน 20 เม็ด ที่จำเลยที่ 1 มีไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่ายและจำหน่าย จึงไม่ถูกต้องและต้องถือว่าจำเลยที่ 1 ไม่มีความผิดฐานมีเมทแอมเฟตามีน 5 เม็ด ไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่าย แต่มีความผิดฐานมีเมทแอมเฟตามีน 20 เม็ด ไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่ายและฐานจำหน่ายเมทแอมเฟตามีน 20 เม็ด เท่านั้น ซึ่งเป็นการกระทำอันเป็นกรรมเดียวเป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบท ปัญหานี้แม้โจทก์และจำเลยที่ 1 จะมิได้อุทธรณ์ฎีกา แต่ศาลฎีกาเห็นว่า เป็นเหตุอยู่ในส่วนลักษณะคดี จึงพิพากษาให้มีผลไปถึงจำเลยที่ 1 ด้วย ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 213 ประกอบมาตรา 225 สำหรับโทษของจำเลยที่ 1 นั้น ศาลชั้นต้นพิพากษาลงโทษในอัตราขั้นต่ำของกฎหมายแล้ว จึงไม่มีเหตุที่จะแก้ไขเปลี่ยนแปลงแต่อย่างใด

พิพากษาแก้เป็นว่า ให้ยกฟ้องจำเลยที่ 1 ฐานมีเมทแอมเฟตามีน 5 เม็ดไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่าย การกระทำของจำเลยที่ 1 เป็นกรรมเดียวผิดต่อกฎหมายหลายบท ซึ่งแต่ละบทมีอัตราโทษเท่ากัน ให้ลงโทษฐานจำหน่ายยาเสพติดให้โทษในประเภท 1 โดยไม่ได้รับอนุญาต จำคุก 4 ปี ลดโทษให้หนึ่งในสามตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 แล้ว คงจำคุกจำเลยที่ 1 มีกำหนด 2 ปี 8 เดือน และ ให้ลงโทษจำคุกจำเลยที่ 2 มีกำหนด 1 ปี 6 เดือน อีกสถานหนึ่ง เมื่อรวมกับโทษปรับตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 9 เป็นจำคุก 1 ปี 6 เดือน และปรับ 20,000 บาท โทษจำคุกให้รอการลงโทษไว้ 2 ปี ให้คุมความประพฤติของจำเลยที่ 2 มีกำหนด 1 ปี โดยให้จำเลยที่ 2 ไปรายงานตัวต่อพนักงานคุมประพฤติทุก 3 เดือน กับให้จำเลยที่ 2 กระทำกิจกรรมบริการสังคมหรือสาธารณประโยชน์ตามที่พนักงานคุมประพฤติและจำเลยที่ 2 เห็นสมควร โดยมีกำหนดระยะเวลา 12 ชั่วโมง ภายในระยะเวลาที่คุมความประพฤติ ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 56 นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 9
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.อ. ม. 213 ม. 225
พ.ร.บ.ยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 ม. 15 วรรคหนึ่ง ม. 66 วรรคหนึ่ง ม. 67
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการจังหวัดสงขลา
จำเลย — นายวีระศักดิ์หรือเอก สุขุมาลกุล กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดสงขลา — นายวันชัย แก้วพรหม
ศาลอุทธรณ์ภาค 9 — นางนิจรินทร์ องค์พิสุทธิ์
ชื่อองค์คณะ
สุทธิโชค เทพไตรรัตน์
ศรีอัมพร ศาลิคุปต์
นพพร โพธิรังสิยากร
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4267/2556
#592029
เปิดฉบับเต็ม

จำเลยเป็นลูกจ้างโจทก์ จำเลยเบิกเงินยืมทดรองจ่ายเพื่อดำเนินคดีในฐานะทนายความให้แก่โจทก์ เมื่อปฏิบัติหน้าที่เสร็จต้องนำใบเสร็จรับเงินหรือใบสำคัญการจ่ายเงินมาหักล้างบัญชีเงินทดรองจ่าย หากไม่ได้ดำเนินคดีหรือมีเงินเหลือต้องส่งคืนแก่โจทก์ โจทก์ฟ้องเรียกหนี้เงินที่จำเลยยืมไปคืนตามความผูกพันที่เกิดจากสัญญาจ้างแรงงานระหว่างโจทก์กับจำเลยซึ่งไม่มีกฎหมายบัญญัติไว้โดยเฉพาะจึงมีกำหนด 10 ปี ตาม ป.พ.พ. มาตรา 193/30 ไม่ใช่กรณีนายจ้างเรียกเอาคืนเงินที่ได้จ่ายทดรองที่นายจ้างจ่ายล่วงหน้าไปคืนตามมาตรา 193/34 (9)

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยชดใช้ค่าเสียหายจำนวน 1,453,722.56 บาท พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์

จำเลยให้การและแก้ไขคำให้การขอให้ส่งสำนวนคดีนี้ไปให้อธิบดีผู้พิพากษาศาลแรงงานกลางวินิจฉัยเรื่องเขตอำนาจศาลตามพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงาน พ.ศ.2522 มาตรา 9 วรรคสอง

ระหว่างพิจารณา จำเลยแถลงยอมรับว่าศาลแรงงานกลางมีอำนาจพิจารณาพิพากษาคดีนี้ตามรายงานกระบวนพิจารณาลงวันที่ 10 พฤศจิกายน 2547 จำเลยคืนแคชเชียร์เช็คเลขที่ 0133292 ลงวันที่ 30 พฤศจิกายน2544 จำนวนเงิน 60,412.50 บาท ให้แก่ทนายโจทก์ตามรายงานกระบวนพิจารณาลงวันที่ 18 สิงหาคม 2547

ศาลแรงงานกลางพิพากษาให้จำเลยชำระเงินจำนวน 1,393,310.06 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงินจำนวนดังกล่าวนับแต่วันฟ้อง (วันที่ 19 มีนาคม 2547) จนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์จำเลยอุทธรณ์ต่อศาลฎีกา

ระหว่างพิจารณาจำเลยถึงแก่กรรม นางพัชรี มารดาผู้เป็นทายาทของจำเลยแถลงขอเข้าเป็นคู่ความแทน ศาลฎีกาอนุญาต และธนาคารธนชาติ จำกัด (มหาชน) ยื่นคำร้องขอสวมสิทธิเป็นคู่ความแทนโจทก์ ศาลฎีกาอนุญาต

ศาลฎีกาแผนกคดีแรงงานวินิจฉัยว่า จำเลยอุทธรณ์ข้อ 2.1 เป็นประการแรกว่า เดิมผู้พิพากษาเจ้าของสำนวนได้ไกล่เกลี่ยและตกลงกับจำเลยว่าหากจำเลยคัดถ่ายรายงานกระบวนพิจารณาของศาลในคดีที่จำเลยไปปฏิบัติหน้าที่และเบิกเงินยืมทดรองจ่ายมาแสดง ก็จะตัดเงินยืมทดรองจ่ายในรายการดังกล่าวออกให้ แต่เมื่อมีการเปลี่ยนแปลงองค์คณะ ผู้พิพากษาเจ้าของสำนวนใหม่ให้จำเลยนำใบเสร็จรับเงินหรือใบสำคัญจ่ายซึ่งเป็นค่าใช้จ่ายของจำเลยมาแสดง ทำให้จำเลยไม่สามารถหาเอกสารมาแสดงได้ทันเวลา เพราะเอกสารดังกล่าวอยู่ในสำนวนที่ส่งคืนโจทก์แล้ว การที่ศาลแรงงานกลางไม่อนุญาตให้เรียกสำนวนคดีทั้งหมดมาเป็นพยาน จำเลยย่อมไม่อาจนำเอกสารมาแสดงต่อศาลได้ ศาลแรงงานกลางจึงไม่อาจถือเอาเพียงพยานหลักฐานที่โจทก์จำเลยนำมาแสดงเพื่อชั่งน้ำหนักพยานแต่เพียงเท่านั้น อีกทั้งโจทก์ยังได้แถลงยอมรับว่าจำเลยได้ยื่นใบแต่งทนายความและขอรับชำระหนี้ในบางคดีไว้แล้ว และอุทธรณ์ข้อ 2.2 เป็นประการต่อมาว่า โจทก์ทราบดีอยู่แล้วว่าเงินยืมทดรองจ่ายจำนวน 35 ราย ดังกล่าวโจทก์สามารถส่งใช้แทนจำเลยได้เอง และโจทก์ก็มิได้พิสูจน์ให้ศาลเห็นว่าจำเลยไม่ได้ไปปฏิบัติงานหรือทำให้เกิดความเสียหายแก่โจทก์อย่างไร ย่อมแสดงว่าคดีทั้งหมดที่โจทก์กล่าวอ้างมานั้นจำเลยได้ดำเนินการให้แก่โจทก์ไปแล้ว เพียงแต่ยังมิได้รายงานคดีและส่งใช้เงินยืมทดรองจ่ายเท่านั้น เห็นว่า ศาลแรงงานกลางฟังข้อเท็จจริงว่า โจทก์มีคำสั่งที่54/2536 กำหนดเวลาส่งคืนเงินยืมไว้ ซึ่งตามคำสั่งดังกล่าวจำเลยจะต้องส่งคืนเงินยืมและใบสำคัญหักล้างบัญชีเงินยืมทดรองจ่ายทันทีที่เสร็จงานนั้นหรือภายในกำหนดการส่งคืน แต่จำเลยไม่มีใบเสร็จรับเงินหรือใบสำคัญการจ่ายเงินมาแสดง และไม่ปรากฏว่าจำเลยได้ดำเนินการใดให้เป็นไปตามคำสั่งที่ 54/2536 ดังกล่าว ดังนั้นการที่จำเลยอุทธรณ์ข้อ 2.1 และข้อ 2.2 เพื่อให้เห็นว่าจำเลยได้ดำเนินคดีแก่ลูกค้าโจทก์ครบถ้วนและมีใบเสร็จรับเงินหรือใบสำคัญการจ่ายเงินอยู่ในสำนวนที่ส่งให้โจทก์แล้วเช่นนี้ จึงเป็นการโต้แย้งดุลพินิจในการรับฟังพยานหลักฐานของศาลแรงงานกลาง เป็นอุทธรณ์ในข้อเท็จจริงต้องห้ามตามพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงาน พ.ศ.2522 มาตรา 54 วรรคหนึ่ง ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัย

สำหรับอุทธรณ์จำเลยประการสุดท้าย ซึ่งจำเลยอุทธรณ์ว่า เงินจำนวนตามคำฟ้องทั้งหมดเป็นเงินที่โจทก์ออกทดรองจ่ายไปล่วงหน้าเพื่อให้จำเลยไปทำงานให้โจทก์ จึงมีอายุความ 2 ปี นับแต่วันที่จำเลยได้เบิกเงินยืมทดรองจ่ายไป การที่โจทก์ฟ้องจำเลยเมื่อพ้นระยะเวลา 2 ปี จึงขาดอายุความตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 193/34 (9) แล้วนั้น เห็นว่า จำเลยเบิกเงินยืมทดรองจ่ายเพื่อดำเนินคดีในฐานะทนายความให้แก่โจทก์เมื่อปฏิบัติหน้าที่เสร็จต้องนำใบเสร็จรับเงินหรือใบสำคัญการจ่ายเงินมาหักล้างบัญชีเงินทดรองจ่าย หากไม่ได้ดำเนินคดีหรือมีเงินเหลือจะต้องส่งคืนแก่โจทก์ ซึ่งกรณีนี้โจทก์ฟ้องเรียกหนี้เงินที่จำเลยยืมไปคืนตามความผูกพันซึ่งเกิดจากสัญญาจ้างแรงงานระหว่างโจทก์จำเลยซึ่งมิได้มีกฎหมายบัญญัติอายุความไว้โดยเฉพาะจึงมีกำหนด 10 ปี ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์มาตรา 193/30 มิใช่กรณีนายจ้างเรียกเอาคืนเงินที่ได้จ่ายทดรองที่นายจ้างจ่ายล่วงหน้าไปคืนตามมาตรา 193/34 (9) เมื่อนับจากวันที่จำเลยรับเงินทั้งหมดไปจากโจทก์จนถึงวันที่โจทก์ฟ้องคดีนี้แล้วยังไม่พ้นกำหนด 10 ปี คดีจึงไม่ขาดอายุความ ที่ศาลแรงงานกลางพิพากษามานั้นชอบแล้ว อุทธรณ์จำเลยฟังไม่ขึ้น

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 193/30
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — ธนาคารนครหลวงไทย จำกัด (มหาชน)
นายพินิจศักดิ์ เกตุสิน
จำเลย — โดยนางพัชรี เกตุสิน ผู้เข้าเป็นคู่ความแทน
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลแรงงานกลาง — อนันต์ ธนะโสธร
ชื่อองค์คณะ
ทวีป ตันสวัสดิ์
ชัยวัฒน์ เวียงธีรวัฒน์
วิรุฬห์ แสงเทียน
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4219/2556
#579631
เปิดฉบับเต็ม

ที่ดินที่โจทก์มีหลักฐานเป็นใบ ภ.บ.ท. 5 เป็นที่ดินไม่มีหนังสือสำคัญแสดงกรรมสิทธิ์ แต่โจทก์อาจมีสิทธิครอบครองได้ โดยการครอบครองมาก่อนหรือรับโอนการครอบครองจากผู้ที่ครอบครองมาก่อนวันที่ประมวลกฎหมายที่ดินใช้บังคับ เมื่อพยานหลักฐานโจทก์ฟังไม่ได้ราษฎรที่โจทก์ซื้อที่ดินดังกล่าวมา ได้ครอบครองที่ดินตามหลักฐานใบ ภ.บ.ท. 5 มาก่อนวันที่ประมวลกฎหมายที่ดินใช้บังคับ โจทก์จึงไม่ได้รับความคุ้มครองตามมาตรา 4 ป.ที่ดิน ต้องถือว่าที่ดินดังกล่าวเป็นของรัฐ การเข้ายึดถือครอบครองโดยไม่ได้รับใบอนุญาตจากพนักงานเจ้าหน้าที่แม้จะเสียภาษีบำรุงท้องที่ก็ตาม เป็นการต้องห้ามตามมาตรา 9 แห่ง ป.ที่ดิน โจทก์ย่อมไม่มีสิทธิอ้างการครอบครองที่ผิดกฎหมายยันรัฐได้

ที่ดินตามหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส.3 ก.) ซึ่งโจทก์ถือครอง เป็นส่วนหนึ่งของที่ทำเลเลี้ยงสัตว์โคกสูงที่ราษฎรนำสัตว์มาเลี้ยงร่วมกันตั้งแต่ปี 2473 ก่อนประกาศเป็นเขตป่าสงวนแห่งชาติในปี 2511 จึงเป็นสาธารณสมบัติของแผ่นดินสำหรับพลเมืองใช้ประโยชน์ร่วมกันตาม ป.พ.พ. มาตรา 1304 (2) โดยสภาพ แม้นายอำเภอปักธงชัยจะเพิ่งออกประกาศว่าที่ดินดังกล่าวเป็นสาธารณสมบัติของแผ่นดินในปี 2524 ภายหลังเวลาที่มีการออกหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส.3 ก.) ให้แก่ราษฎรผู้มีชื่อในปี 2518 ก็ไม่มีผลทำให้ที่ดินดังกล่าวไม่เป็นสาธารณสมบัติของแผ่นดินอย่างใดเพราะการเป็นสาธารณสมบัติของแผ่นดินสำหรับพลเมืองใช้ร่วมกันนั้น แม้ทางราชการไม่ได้ทำหลักฐานขึ้นทะเบียนไว้ ก็ยังคงเป็นสาธารณสมบัติของแผ่นดินตามกฎหมาย

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้พิพากษาให้จำเลยทั้งเจ็ดร่วมกันทำลายแผนที่และเอกสารอื่นที่เกิดจากการรังวัดที่จำเลยที่ 3 จัดทำขึ้นทั้งหมด และให้จำเลยทั้งเจ็ดร่วมกันทำลายหรือถอนหลักคอนกรีตและหลักเขตที่สาธารณะที่ไปปักในที่ดินของโจทก์ออกทั้งหมด โดยค่าใช้จ่ายของจำเลยทั้งเจ็ดเอง หากจำเลยทั้งเจ็ดไม่ปฏิบัติตามให้ถือเอาคำพิพากษาของศาลเป็นการแสดงเจตนาแทน

จำเลยที่ 1 ที่ 2 และที่ 4 ถึงที่ 7 ให้การขอให้ยกฟ้อง

จำเลยที่ 3 ขาดนัดยื่นคำให้การและขาดนัดพิจารณา

ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง ค่าฤชาธรรมเนียมให้เป็นพับ

โจทก์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ

โจทก์ฎีกา

ระหว่างการพิจารณาของศาลฎีกา โจทก์ถึงแก่ความตาย นางพึงใจ ภริยาโดยชอบด้วยกฎหมายของผู้ตายยื่นคำร้องขอเข้าเป็นคู่ความแทน ศาลฎีกาอนุญาต

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงที่คู่ความต่างมิได้ฎีกาโต้แย้งกันรับฟังเป็นยุติในชั้นนี้ว่า เมื่อปี 2533 โจทก์ซื้อที่ดินจากผู้มีชื่อโดยสุจริตและเสียค่าตอบแทน เป็นที่ดินมีหลักฐานแสดงสิทธิในที่ดินตามประมวลกฎหมายที่ดิน จำนวน 9 แปลง ตามหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส. 3 ก.) และเป็นที่ดินไม่มีหลักฐานแสดงสิทธิในที่ดินตามประมวลกฎหมายที่ดิน มีเพียงหลักฐานการเสียภาษีบำรุงท้องที่ จำนวน 6 แปลง ตามใบ ภ.บ.ท. 5 เจ้าพนักงานที่ดินออกหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส. 3 ก.) ให้แก่เจ้าของที่ดินเดิมเมื่อวันที่ 22 สิงหาคม 2518 แต่ตั้งแต่วันที่ 6 กรกฎาคม 2524 นายอำเภอปักธงชัยในขณะนั้นได้ออกประกาศอำเภอปักธงชัย เรื่อง การจัดทำทะเบียนที่ดินสาธารณประโยชน์ความว่า อำเภอปักธงชัยให้เจ้าหน้าที่ไปสำรวจตรวจสอบประวัติและสภาพความเป็นมาของที่ทำเลเลี้ยงสัตว์โคกสูง หมู่ที่ 5, ที่ 6 และที่ 13 ตำบลตะคุ อำเภอปักธงชัย จังหวัดนครราชสีมา จำนวนเนื้อที่ดินโดยประมาณ 916 ไร่ เพื่อจัดทำทะเบียนไว้เป็นหลักฐาน ตามระเบียบกระทรวงมหาดไทย ว่าด้วยการดูแลรักษาอันเป็นที่ดินสาธารณสมบัติของแผ่นดิน พ.ศ.2515 ปรากฏว่า ที่ดินแปลงดังกล่าวเป็นที่ซึ่งราษฎรตำบลตะคุใช้ประโยชน์โดยทำเป็นที่ทำเลเลี้ยงสัตว์และเก็บผักหักฟืนร่วมกันมาแต่โบราณกาลนานนับร้อยปี จึงประกาศว่าที่ดินดังกล่าวเป็นที่สาธารณสมบัติของแผ่นดินสำหรับพลเมืองใช้ประโยชน์ร่วมกัน ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1304 ซึ่งอำเภอปักธงชัยจะได้นำขึ้นทะเบียนที่ดินสาธารณประโยชน์เป็นหลักฐานของทางราชการต่อไป ผู้ใดจะคัดค้านให้ยื่นคำคัดค้านภายใน 30 วัน นับแต่วันประกาศ ต่อมาวันที่ 20 มกราคม 2542 นายอำเภอปักธงชัยในขณะนั้น ซึ่งได้รับมอบหมายจากจำเลยที่ 4 ให้ดำเนินการตามหนังสือสำคัญสำหรับที่หลวง ตามคำสั่งมีหนังสือแจ้งไปยังอธิบดีกรมที่ดินผ่านเจ้าพนักงานที่ดินจังหวัดว่า ในปีงบประมาณ 2542 อำเภอปักธงชัยประสงค์ขอรังวัดออกหนังสือสำคัญสำหรับที่หลวงแก่ที่ทำเลเลี้ยงสัตว์โคกสูง เจ้าพนักงานที่ดินจังหวัดนครราชสีมา สาขาปักธงชัย จึงมีคำสั่งให้จำเลยที่ 3 ซึ่งมีตำแหน่งเป็นช่างรังวัดไปทำการรังวัดตามคำสั่งในใบนัดทำการรังวัด จำเลยที่ 3 ไปรังวัดที่ดินแปลงดังกล่าว รวม 4 ครั้ง ปรากฏว่า ได้เนื้อที่ 882 ไร่ 3 งาน 55 ตารางวา ลดลงจากที่ระบุในประกาศอำเภอปักธงชัย จำนวน 33 ไร่ 55 ตารางวา จำเลยที่ 3 เข้าปักหลักคอนกรีต 25 หลัก และหลักเขตที่สาธารณะ 4 หลัก ซึ่งรวมเข้าไปถึงที่ดินของโจทก์ทั้ง 16 แปลง และที่ดินของชาวบ้านอื่นด้วย โจทก์และบุคคลอื่นรวม 10 คน คัดค้านการรังวัด จำเลยที่ 3 ทำรายงานการรังวัดและแผนผังบริเวณที่รังวัดไว้ แต่จนกระทั่งถึงวันฟ้องยังมิได้มีการออกหนังสือสำคัญสำหรับที่หลวงให้แก่ที่ทำเลเลี้ยงสัตว์โคกสูง

มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ว่า ฝ่ายจำเลยกระทำละเมิดตามฟ้อง เพราะโจทก์มีสิทธิครอบครองที่ดินจำนวน 16 แปลง ตามหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส. 3 ก.) และตามใบ ภ.บ.ท. 5 หรือไม่ โดยโจทก์อ้างเป็นข้อฎีกาสำคัญว่า ที่ดินทั้ง 16 แปลง ของโจทก์มิใช่ที่ทำเลเลี้ยงสัตว์โคกสูงไม่ใช่ที่สาธารณประโยชน์ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1304 (1) (2) เบื้องแรกเห็นว่า ในส่วนที่ดินที่โจทก์มีหลักฐานเป็นใบ ภ.บ.ท. 5 ทั้งเจ็ดแปลงนั้น ล้วนเป็นที่ดินไม่มีหนังสือสำคัญแสดงกรรมสิทธิ์ แต่โจทก์อาจมีสิทธิครอบครองได้โดยการครอบครองมาก่อนหรือรับโอนการครอบครองจากผู้ที่ครอบครองมาก่อนวันที่ประมวลกฎหมายที่ดินใช้บังคับตามมาตรา 4 แห่งประมวลกฎหมายที่ดิน ซึ่งบัญญัติว่า "ภายใต้บังคับมาตรา 6 บุคคลใดได้มาซึ่งสิทธิครอบครองในที่ดินก่อนวันที่ประมวลกฎหมายที่ดินนี้ใช้บังคับ ให้มีสิทธิครอบครองสืบไปและให้คุ้มครองตลอดถึงผู้รับโอนด้วย" โดยประมวลกฎหมายที่ดินเริ่มใช้บังคับเมื่อวันที่ 1 ธันวาคม 2497 เมื่อโจทก์กล่าวมาในฟ้องว่า โจทก์ซื้อที่ดินเหล่านั้นมาจากราษฎรซึ่งมีหลักฐานดังกล่าวท้ายคำฟ้อง โจทก์จึงมีหน้าที่นำสืบให้ได้ความว่าผู้ซึ่งมีใบ ภ.บ.ท. 5 เหล่านี้ ได้ครอบครองที่ดินเหล่านั้นมาก่อนวันที่ประมวลกฎหมายที่ดินใช้บังคับ แต่พยานหลักฐานที่โจทก์นำสืบมาไม่ปรากฏจากคำเบิกความของพยานโจทก์ปากใดเลยว่า ราษฎรเหล่านั้นได้ครอบครองที่ดินตามหลักฐานใบ ภ.บ.ท. 5 มาก่อนวันที่ประมวลกฎหมายที่ดินใช้บังคับ ดังนั้น โจทก์จึงไม่ได้รับความคุ้มครองตามบทกฎหมายดังกล่าว และต้องถือว่าที่ดินตามหลักฐานใบ ภ.บ.ท. 5 เป็นของรัฐ การเข้ายึดถือครอบครองโดยไม่ได้รับใบอนุญาตจากพนักงานเจ้าหน้าที่แม้จะเสียภาษีบำรุงท้องที่ก็ตาม เป็นการต้องห้ามตามมาตรา 9 แห่งประมวลกฎหมายที่ดิน โจทก์ย่อมไม่มีสิทธิอ้างการครอบครองที่ผิดกฎหมายยันรัฐได้ คดีนี้โจทก์ฟ้องจำเลยทั้งเจ็ดซึ่งเป็นพนักงานเจ้าหน้าที่และหน่วยงานของรัฐเพื่อมิให้จัดทำแผนที่ตามรังวัดออกหนังสือสำคัญสำหรับที่หลวงในที่ดินที่มีใบ ภ.ท.บ. 5 จึงมีผลเท่ากับโจทก์อ้างการครอบครองที่ผิดกฎหมายยันรัฐ ซึ่งไม่อาจกระทำได้ โจทก์จึงไม่มีอำนาจฟ้องโดยอ้างสิทธิครอบครองตามหลักฐานใบ ภ.บ.ท. 5 เหล่านี้ ปัญหาดังกล่าวเป็นข้อกฎหมายอันเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชน แม้ไม่มีคู่ความฝ่ายใดยกอ้าง ศาลฎีกาก็มีอำนาจยกขึ้นวินิจฉัยเองได้ ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 142 (5)

สำหรับที่ดินอีก 9 แปลง ที่โจทก์มีหลักฐานถือสิทธิครอบครองตามหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส. 3 ก.) ซึ่งจัดทำจากข้อมูลระวางรูปถ่ายทางอากาศ ชื่อ บ้านสุขัง หมายเลข 5338? แผ่นที่ 12 มาแสดงเป็นหลักฐานเพื่อยืนยันการละเมิดของฝ่ายจำเลยตามฟ้องนั้น เห็นว่า แม้ทางราชการจะเคยออกหลักฐานดังกล่าวไว้ในปี 2518 และยังมิได้ถูกเพิกถอน แต่หากปรากฏว่าที่ดินแปลงเหล่านี้เป็นสาธารณสมบัติของแผ่นดินประเภทพลเมืองใช้ร่วมกันอยู่ก่อนหน้าเวลาดังกล่าวแล้ว ก็ย่อมทำให้หนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส. 3 ก.) ไม่อาจถือเป็นหลักฐานแสดงสิทธิในที่ดินที่ชอบด้วยกฎหมาย เมื่อปรากฏแจ้งชัดตามหนังสือว่า เคยมีกฎกระทรวงฉบับที่ 342 (พ.ศ.2511) ลงวันที่ 4 พฤศจิกายน 2511 ออกตามความในพระราชบัญญัติป่าสงวนแห่งชาติ พ.ศ.2507 ประกอบแผนที่ต่อท้ายกฎกระทรวงดังกล่าว กำหนดให้ป่าสูงเนิน ในท้องที่หลายตำบล ซึ่งรวมทั้งตำบลตะคุ อำเภอปักธงชัย จังหวัดนครราชสีมา เป็นเขตป่าสงวนแห่งชาติ ตลอดมา ตราบจนกระทั่งในปี 2527 คณะรัฐมนตรีได้อนุมัติเปลี่ยนแปลงมติเดิม (ปี 2506) ในการจำแนกประเภทที่ดินเฉพาะแห่งในท้องที่จังหวัดนครราชสีมา คือ จำแนกป่าไม้ถาวรของชาติซึ่งอยู่นอกเขตป่าสงวนแห่งชาติ จำนวน 15 ป่า อันรวมทั้งป่าดงอีจานใหญ่ (ส่วนหนึ่งของป่าสูงเนินตามแผนที่ท้ายกฎกระทรวงข้างต้น) เปลี่ยนเป็นอยู่นอกเขตป่าสงวนแห่งชาติ ให้เป็นที่ทำกินของราษฎรหรือเพื่อใช้ประโยชน์อย่างอื่นโดยมอบหมายให้กรมที่ดินรับไปดำเนินการ จึงบ่งชี้แสดงชัดว่าขณะในปี 2518 ที่ทางราชการออกหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส. 3 ก.) นั้น ที่ดินดังกล่าวอยู่ในเขตป่าสงวนแห่งชาติที่ยังมิได้มีมติคณะรัฐมนตรีเปลี่ยนแปลงเป็นอยู่นอกเขตป่าสงวนแห่งชาติ การออกหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส. 3 ก.) จึงเป็นไปโดยไม่ถูกต้อง และโจทก์เองก็ทราบดีขณะรับโอนมาดังเห็นได้จากรายละเอียดในบันทึกถ้อยคำของคู่กรณีผู้ขายและโจทก์ผู้ซื้อในปี 2533 ที่พนักงานเจ้าหน้าที่ก็ได้แจ้งให้คู่กรณีทราบแล้วว่า ที่ดินเหล่านี้อยู่ในเขตป่าสงวนแห่งชาติ ซึ่งตามกฎหมายอาจมีการยกเลิกเพิกถอนหรือแก้ไขในภายหลัง สำหรับในปัญหาที่ว่าที่ดินดังกล่าวเป็นส่วนหนึ่งของที่ทำเลเลี้ยงสัตว์โคกสูงซึ่งราษฎรนำสัตว์มาเลี้ยงร่วมกันอันเป็นสาธารณสมบัติของแผ่นดินสำหรับพลเมืองใช้ประโยชน์ร่วมกัน ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1304 (2) หรือไม่ ดังข้อฎีกาของโจทก์นั้น ปรากฏหลักฐานเบื้องต้นตามเอกสารที่โจทก์เสนอแสดงเอง ว่าตั้งแต่ปี 2524 นายอำเภอปักธงชัยซึ่งให้เจ้าหน้าที่ออกไปสำรวจตรวจสอบแล้ว ได้อาศัยอำนาจตามพระราชบัญญัติลักษณะปกครองท้องที่ พุทธศักราช 2457 ประกาศว่า ที่ทำเลเลี้ยงสัตว์ "โคกสูง" บ้านหมู่ที่ 5 ที่ 6 และที่ 13 ตำบลตะคุ อำเภอปักธงชัย จังหวัดนครราชสีมา เนื้อที่โดยประมาณ 916 ไร่ เป็นสาธารณสมบัติของแผ่นดินสำหรับพลเมืองใช้ประโยชน์ร่วมกัน โดยจักได้นำขึ้นทะเบียนที่ดินสาธารณประโยชน์ไว้เป็นหลักฐานทางราชการต่อไป นอกจากนั้นยังได้ความตามทางนำสืบของจำเลยว่า หลังจากปลายปี 2530 ที่นายสมบูรณ์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดนครราชสีมาในสมัยนั้น ซึ่งได้รับหนังสือร้องเรียนจากชาวบ้านตำบลตะคุ อำเภอปักธงชัย จังหวัดนครราชสีมา ว่ามีนายทุนบุกรุกที่ทำเลเลี้ยงสัตว์โคกสูงโดยทางราชการออกหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส. 3 ก.) ให้โดยมิชอบ และนายสมบูรณ์แจ้งต่อกระทรวงมหาดไทยให้พิจารณา กระทรวงมหาดไทยได้แจ้งกรมที่ดินไปดำเนินการ ซึ่งกรมที่ดินให้ผู้ว่าราชการจังหวัดนครราชสีมาตรวจสอบ ต่อมาในปี 2531 นายอำเภอปักธงชัยซึ่งได้รับมอบหมายจากผู้ว่าราชการจังหวัดนครราชสีมาให้ดำเนินการตรวจสอบ มีหนังสือแจ้งไปยังผู้ว่าราชการจังหวัดนครราชสีมา ว่าที่ดินดังกล่าวอยู่ในเขตป่าสงวนแห่งชาติ และมีการออกหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส. 3 ก.) ให้ที่ดินบางแปลงไปโดยผิดหลงเต็มทั้งระวาง เพราะขณะที่เจ้าหน้าที่ทำการเดินสำรวจนั้นยังไม่ได้มีการขีดเส้นแนวเขตป่าสงวนลงในระวางแผนที่รูปถ่ายทางอากาศชื่อบ้านสุขัง หมายเลข 5338 ? แผ่นที่ 12 ตามหนังสือลงวันที่ 6 และวันที่ 26 พฤษภาคม ตามลำดับ หลังจากนั้นเมื่อล่วงปีถัดมา สำนักงานที่ดินจังหวัดนครราชสีมา สาขาปักธงชัย ได้ตั้งคณะกรรมการสอบสวนกรณีราษฎรร้องเรียนว่า มีนายทุนร่วมกับเจ้าหน้าที่บางคนของอำเภอปักธงชัย นำที่ทำเลเลี้ยงสัตว์โคกสูงซึ่งสงวนไว้สำหรับราษฎรใช้ประโยชน์ร่วมกันไปจัดขาย คณะกรรมการสอบสวนสอบปากคำราษฎรสูงอายุปรากฏต่างให้การว่า เห็นชาวบ้านนำสัตว์ไปเลี้ยงร่วมกันมานานตั้งแต่แต่ละคนยังเป็นเด็ก ตามบันทึกถ้อยคำ สอดคล้องกับข้อเท็จจริงตามบันทึกถ้อยคำของนายไชยา ถ้อยคำของนายไชยาและผู้ให้การในบันทึกถ้อยคำ ชั้นการสอบสวนในปี 2532 จึงมีน้ำหนักน่าเชื่อถือและนำมาประกอบการรับฟังได้ว่า ที่ดินตามหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส. 3 ก.) ซึ่งโจทก์ถือครอง เป็นส่วนหนึ่งของที่ทำเลเลี้ยงสัตว์โคกสูง ที่ราษฎรนำสัตว์มาเลี้ยงร่วมกันตั้งแต่ปี 2473 ก่อนประกาศเป็นเขตป่าสงวนแห่งชาติในปี 2511 จึงเป็นสาธารณสมบัติของแผ่นดินสำหรับพลเมืองใช้ประโยชน์ร่วมกันตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1304 (2) โดยสภาพ แม้นายอำเภอปักธงชัยจะเพิ่งออกประกาศว่าที่ดินดังกล่าวเป็นสาธารณสมบัติของแผ่นดินในปี 2524 ภายหลังเวลาที่มีการออกหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส. 3 ก.) ให้แก่ราษฎรผู้มีชื่อในปี 2518 ก็ไม่มีผลทำให้ที่ดินดังกล่าวไม่เป็นสาธารณสมบัติของแผ่นดินอย่างใด เพราะการเป็นสาธารณสมบัติของแผ่นดินสำหรับพลเมืองใช้ร่วมกันนั้น แม้ทางราชการไม่ได้ทำหลักฐานขึ้นทะเบียนไว้ ก็ยังคงเป็นสาธารณสมบัติของแผ่นดินตามกฎหมาย การทำหลักฐานหรือขึ้นทะเบียนซึ่งอาจต้องขออนุญาตผู้มีหน้าที่ดูแลเขตป่าไม้ตามข้อฎีกาของโจทก์นั้น เป็นเพียงวิธีการเพื่อให้ทราบแนวเขต ที่ตั้ง จำนวนเนื้อที่ และการใช้ประโยชน์ในที่ดินเท่านั้น ที่โจทก์มีนายน้อย นายอาจ ผู้ขายที่ดินตามหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส. 3 ก.) มาเบิกความเป็นพยาน ก็ได้ความเพียงว่า ครอบครองที่ดินแปลงดังกล่าวมาก่อนเบิกความประมาณ 30 ปี ซึ่งก็คือประมาณปี 2515 โดยอ้างว่าเป็นที่ดินตกทอดกันมาแต่ชั้นปู่ย่าตายาย แต่ก็ไม่ปรากฏว่าปู่ย่าตายายเริ่มครอบครองเมื่อใด คำเบิกความจึงมีน้ำหนักน้อย ที่โจทก์ฎีกาโต้แย้งด้วยว่าตามบันทึกถ้อยคำ (ซึ่งเจ้าหน้าที่ทำขึ้นคราวเดียวกับบันทึกถ้อยคำที่จำเลยอ้างถึงถ้อยคำนายไชยา) ของนายลิ ผู้ที่ขณะให้ถ้อยคำในปี 2532 อายุ 73 ปี นายลิยืนยันว่า เป็นผู้เกิดและเติบโตอยู่อาศัยในหมู่ที่ 6 ตำบลตะคุตลอดมา ไม่เคยทราบเรื่องที่สาธารณะโคกสูง แต่นายลิทำนาอยู่ในที่ดินบริเวณที่ชาวบ้านเรียกว่า "โคกสูง" โดยมีหลักฐานเป็นหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส. 3 ก.) เลขที่ 1297 อันเป็นหลักฐานสนับสนุนข้ออ้างของโจทก์ว่า ที่พิพาทมิใช่ที่สาธารณสมบัติของแผ่นดินสำหรับพลเมืองใช้ร่วมกันที่พึงนำมาวินิจฉัยแก่คดีของโจทก์นั้น ก็เห็นได้ว่า หนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส. 3 ก.) เลขที่ 1297 ที่นายลิถือครองก็คือหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส. 3 ก.) ที่นายบุญร่วม ผู้คัดค้านอีกรายหนึ่งอ้างเป็นหลักฐานคัดค้านในการที่ฝ่ายจำเลยเข้าไปทำการรังวัดออกหนังสือรับรองสำคัญสำหรับที่หลวงในปี 2542 โดยเฉพาะแปลงที่ดินดังกล่าวยังติดต่อเนื่องกับแปลงที่ดินตามหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส. 3 ก.) เลขที่ 1318 ของโจทก์เอง ต้องถือว่ามิใช่คนกลาง แต่เป็นผู้มีส่วนประโยชน์ส่วนได้เสีย ถ้อยคำของนายลิจึงไม่มีน้ำหนักสนับสนุนคดีโจทก์ ที่ศาลอุทธรณ์พิพากษายกฟ้องโจทก์มาโดยวินิจฉัยว่า ที่ดินดังกล่าวของโจทก์เป็นส่วนหนึ่งของที่ทำเลเลี้ยงสัตว์โคกสูงซึ่งราษฎรนำสัตว์เลี้ยงมาเลี้ยงร่วมกัน อันเป็นสาธารณสมบัติของแผ่นดินประเภททรัพย์สินสำหรับพลเมืองใช้ประโยชน์ร่วมกัน ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1304 (2) ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาของโจทก์ฟังไม่ขึ้น

พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 1304 (2)
ป.ที่ดิน ม. 4 ม. 9
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นายธรรมนูญ วรรณพานิช
โจทก์ — โดยนางพึงใจ วรรณพานิช ผู้เข้าเป็นคู่ความแทน
จำเลย — กรมที่ดิน กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลแพ่ง — นายศุภวัฒน์ รมยานนท์
ศาลอุทธรณ์ — นายอธิคม อินทุภูติ
ชื่อองค์คณะ
พินิจ สายสอาด
นิยุต สุภัทรพาหิรผล
วิรุฬห์ แสงเทียน
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4169/2556
#562629
เปิดฉบับเต็ม

จำเลยเป็นลูกจ้างที่ทำงานอยู่ในสำนักงานของโจทก์ร่วม การควบคุม ดูแล เก็บรักษาสินค้า เบิกจ่ายสินค้าและทำบัญชีเบิกจ่ายสินค้าในสต็อกจึงเป็นเพียงการทำงานในหน้าที่และดูแลสินค้าชั่วคราวในเวลาที่จำเลยทำงานเท่านั้น หาใช่เป็นเรื่องที่โจทก์ร่วมได้มอบการครอบครองสินค้าให้แก่จำเลยไปดูแลจัดการโดยเด็ดขาดไม่ ดังนี้ แม้หากมีสินค้าของโจทก์ร่วมขาดหายไปจากสต็อกซึ่งอยู่ในความรับผิดชอบของจำเลยก็ไม่เข้าองค์ประกอบความผิดฐานยักยอกตาม ป.อ. มาตรา 352 วรรคแรก

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 352 กับให้จำเลยคืนหรือใช้ราคาทรัพย์ 83 รายการ เป็นเงิน 216,920 บาท แก่ผู้เสียหาย และนับโทษจำเลยต่อจากโทษของจำเลยในคดีอาญาหมายเลขดำที่ 1205/2545 ของศาลชั้นต้น

จำเลยให้การปฏิเสธ และรับว่าเป็นบุคคลคนเดียวกันกับจำเลยในคดีที่โจทก์ขอให้นับโทษต่อ

ระหว่างพิจารณา บริษัทเพนพับลิชชิ่ง จำกัด ผู้เสียหายยื่นคำร้องขอเข้าเป็นโจทก์ร่วม ศาลชั้นต้นอนุญาต

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 352 (ที่ถูก มาตรา 352 วรรคแรก) จำคุก 10 เดือน ให้จำเลยคืนหรือใช้ราคาทรัพย์ 83 รายการ เป็นเงิน 216,920 บาท แก่โจทก์ร่วม คำขออื่นให้ยก

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษากลับ ให้ยกฟ้อง

โจทก์ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า มีปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ว่า จำเลยยักยอกสินค้าของโจทก์ร่วมหรือไม่ เห็นว่า จำเลยเป็นลูกจ้างที่ทำงานอยู่ในสำนักงานของโจทก์ร่วม การควบคุม ดูแล เก็บรักษาสินค้า เบิกจ่ายสินค้าและทำบัญชีเบิกจ่ายสินค้าในสต็อกจึงเป็นเพียงการทำงานในหน้าที่และดูแลสินค้าชั่วคราวในเวลาที่จำเลยทำงานเท่านั้น หาใช่เป็นเรื่องที่โจทก์ร่วมได้มอบการครอบครองสินค้าให้แก่จำเลยไปดูแลจัดการโดยเด็ดขาดไม่ ดังนี้ แม้หากมีสินค้าของโจทก์ร่วมขาดหายไปจากสต็อกซึ่งอยู่ในความรับผิดชอบของจำเลยก็ไม่เข้าองค์ประกอบความผิดฐานยักยอกตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 352 วรรคแรก คงมีปัญหาว่า จำเลยลักทรัพย์สินค้าของโจทก์ร่วมหรือไม่ อันมิใช่ข้อแตกต่างกันในข้อสาระสำคัญหรือเป็นเรื่องเกินคำขอ ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 192 วรรคสอง เห็นว่า ในคดีอาญาที่จำเลยให้การปฏิเสธ โจทก์ย่อมมีหน้าที่ต้องนำสืบพิสูจน์ว่าจำเลยกระทำผิดให้รับฟังได้โดยปราศจากข้อสงสัยว่าจำเลยกระทำผิดจริง แต่ข้อเท็จจริงตามทางนำสืบของโจทก์และโจทก์ร่วมได้ความเพียงว่า นางสิริพัชรเพียงนำรายการสินค้าที่โจทก์ร่วมขอเบิกมาจากบริษัทไมด้าเอ็กซ์เซ็ส จำกัด มาเปรียบเทียบกับรายการสินค้า BARTER ส่งฝากขายที่ไมด้า ใบสรุปรายการรับเงินจากการขายของ BARTER/ค่าขายนิตยสาร ซึ่งจำเลยทำขึ้น แล้วพบว่าสินค้าขาดหายไปหลายรายการตามใบสรุปผลการตรวจนับสินค้า BARTER และใบสรุปยอดสินค้าขาดสต็อกเท่านั้น หาได้มีผู้ใดพบเห็นว่าจำเลยเป็นผู้ที่ลักสินค้าดังกล่าวไปอย่างไรและเมื่อใดไม่ ลำพังการตรวจสอบด้านเอกสารแล้วพบว่ามีสินค้าขาดหายไปจากสต็อกในขณะอยู่ในความรับผิดชอบของจำเลยแล้วจะพึงอนุมานเอาว่าจำเลยต้องเป็นคนเอาไปย่อมไม่ได้ ยิ่งกว่านั้นที่นางสิริพัชรเบิกความตอบโจทก์ว่า พยานตรวจสอบเอกสารที่จำเลยทำขึ้นพบว่ามีผู้มาขอเบิกสินค้าไปจากจำเลยแล้วเรียกเก็บค่าสินค้าไม่ได้หลายรายการ กับพบว่าจำเลยเรียกเก็บเงินค่าสินค้าจากผู้เบิกสินค้าได้แล้ว แต่จำเลยไม่ได้นำเงินเข้าบัญชีให้แก่บริษัทไมด้าเอ็กซ์เซ็ส จำกัด กับเบิกความตอบทนายจำเลยถามค้านยืนยันในเรื่องดังกล่าวว่า มีสินค้าบางรายการที่พนักงานของโจทก์ร่วมเบิกไปและยังไม่ได้ชำระค่าสินค้าและบางรายการเป็นสินค้าที่นำไปวางจำหน่ายตามร้านค้าของลูกค้าหรือบริษัทในเครือของโจทก์ร่วมและยังเรียกเก็บเงินไม่ได้ แต่จำเลยไม่มีเอกสารมายืนยัน พยานจึงไม่ตัดออกจากรายการสินค้าสูญหาย ย่อมแสดงว่าการเบิกสินค้าหลายรายการตามเอกสารมีผู้ขอเบิกไปจากจำเลยจริง มิใช่เป็นเรื่องที่จำเลยเอาสินค้าไปเองโดยพลการโดยทุจริต และที่จำเลยไม่นำเงินค่าสินค้าที่รับมาเข้าบัญชีให้แก่บริษัทไมด้าเอ็กซเซ็ส จำกัด มิใช่เป็นเหตุผลว่าจำเลยได้ลักสินค้าไป พยานหลักฐานของโจทก์ที่นำสืบมาฟังไม่ได้ว่าจำเลยลักทรัพย์ของโจทก์ร่วมเช่นกัน ที่ศาลอุทธรณ์พิพากษามานั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วยในผล ฎีกาของโจทก์ฟังไม่ขึ้น

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.อ. ม. 352 วรรคแรก
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการ สำนักงานอัยการสูงสุด
โจทก์ร่วม — บริษัทเพนพับลิชชิ่ง จำกัด
จำเลย — นางสาวกันติศาหรือยุพิน ปานพลอย
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลแขวงพระนครเหนือ — นางสิริรัชต์ เมตตามิตรพงศ์
ศาลอุทธรณ์ — นายบุญทอง ปลื้มวรสวัสดิ์
ชื่อองค์คณะ
วิรุฬห์ แสงเทียน
ฉัตรไชย จันทร์พรายศรี
วรงค์พร จิระภาค
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4150/2556
#554759
เปิดฉบับเต็ม

ตามคำฟ้องและคำให้การมีประเด็นอยู่ว่า โจทก์มีสิทธิฟ้องจำเลยขอให้เปิดทางจำเป็นหรือไม่ หากเป็นทางจำเป็นแล้วควรกว้างยาวเพียงใด และโจทก์ต้องใช้ค่าทดแทนแก่เจ้าของที่ดินหรือไม่ โจทก์หาต้องบรรยายว่า ที่ดินของโจทก์จำเลยเป็นที่ดินแปลงเดียวกันมาก่อน ส่วนการที่ที่ดินของโจทก์และจำเลยจะเป็นที่ดินแปลงเดียวกันมาก่อนก็เป็นเรื่องผลของกฎหมายตาม ป.พ.พ. มาตรา 1350 ซึ่งบัญญัติว่า ถ้าที่ดินแบ่งแยกหรือแบ่งโอนกันเป็นเหตุให้แปลงหนึ่งไม่มีทางออกไปสู่ทางสาธารณะไซร้ ท่านว่าเจ้าของที่ดินแปลงนั้นมีสิทธิเรียกร้องเอาทางเดินตามมาตราก่อนได้เฉพาะบนที่ดินแปลงที่ได้แบ่งแยกหรือแบ่งโอนกันและไม่ต้องเสียค่าทดแทน ดังนั้น มาตรา 1350 นั้น จึงไม่จำต้องบรรยายไว้ในคำฟ้องและเป็นเรื่องข้อเท็จจริงที่จะเกิดขึ้นจากการพิจารณา กล่าวคือ หากที่ดินแบ่งแยกหรือแบ่งโอนกันเป็นเหตุให้ไม่มีทางออกสู่ทางสาธารณะ ก็ไม่จำต้องเสียค่าทดแทน หากทางจำเป็นมิได้เกิดจากการแบ่งแยกที่ดินแปลงเดียวกันผู้ที่ขอใช้ทางจำเป็นก็จำต้องใช้ค่าทดแทน การที่โจทก์นำสืบว่า ที่ดินของโจทก์จำเลยเคยเป็นที่ดินแปลงเดียวกันมาก่อนจึงไม่เป็นการนำสืบนอกฟ้องนอกประเด็น

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้จำเลยเปิดทางพิพาทตามแผนที่สังเขปท้ายคำฟ้องเป็นทางจำเป็น มีความกว้างประมาณ 4 เมตร ยาวประมาณ 120 เมตร จากทางสาธารณประโยชน์บ้านผีผ่วน - บ้านดวน ถึงที่ดินโจทก์

จำเลยให้การ ขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้ทางพิจารณาส่วนที่ระบายด้วยสีเหลืองตามแผนที่สังเขป ของที่ดินโฉนดเลขที่ 7836 ตำบลน้ำอ้อม อำเภอค้อวัง จังหวัดยโสธร และที่ดินตามหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส. 3 ก.) เลขที่ 4645 ตำบลน้ำอ้อม อำเภอค้อวัง จังหวัดยโสธร กว้าง 3.5 เมตร ยาวตลอดแนวที่ดินด้านทิศตะวันออกของที่ดินทั้งสองแปลงดังกล่าว จากที่ดินของโจทก์ถึงทางสาธารณประโยชน์บ้านผีผ่วน - บ้านดวน เป็นทางจำเป็นสำหรับที่ดินของโจทก์ ตามโฉนดที่ดินเลขที่ 18050 ตำบลน้ำอ้อม อำเภอค้อวัง จังหวัดยโสธร กับให้จำเลยใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ โดยกำหนดค่าทนายความ 5,000 บาท

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 3 พิพากษาแก้เป็นว่า ให้ทางพิพาทมีความกว้าง 3 เมตร ให้โจทก์ใช้ค่าทดแทนให้แก่จำเลยเป็นเงิน 10,000 บาท กับให้จำเลยใช้ค่าฤชาธรรมเนียมในศาลชั้นต้นแทนโจทก์ โดยกำหนด ค่าทนายความ 3,000 บาท ค่าฤชาธรรมเนียมในชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

จำเลยฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงเบื้องต้นรับฟังได้ว่า โจทก์และจำเลยเป็นบุตรของนายมองกับนางทองดำ โจทก์เป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์ที่ดินตามโฉนดที่ดินเลขที่ 18050 ตำบลน้ำอ้อม อำเภอค้อวัง จังหวัดยโสธร ที่ดินแปลงดังกล่าวทางทิศเหนือติดกับที่ดินของจำเลยสองแปลงคือที่ดินตามหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส. 3 ก.) เลขที่ 4645 ตำบลน้ำอ้อม กิ่งอำเภอค้อวัง (อำเภอค้อวัง) จังหวัดยโสธร กับที่ดินตามโฉนดเลขที่ 7836 ตำบลน้ำอ้อม อำเภอค้อวัง จังหวัดยโสธร ที่ดินของโจทก์มีที่ดินแปลงอื่นล้อมอยู่จนไม่มีทางออกถึงทางสาธารณะ ประการแรกเห็นสมควรวินิจฉัยเสียก่อนว่า ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 3 วินิจฉัยว่า โจทก์บรรยายฟ้องไว้แต่เพียงว่า โจทก์จำเลยได้ที่ดินมาจากมรดกเท่านั้น โดยมิได้บรรยายว่า เคยเป็นที่ดินแปลงเดียวกันมาก่อนไว้แต่อย่างใด การที่โจทก์นำสืบว่าที่ดินของโจทก์ จำเลย เคยเป็นที่ดินแปลงเดียวกันมาก่อนจึงเป็นการนำสืบนอกฟ้อง นอกประเด็น การที่ศาลชั้นต้นนำข้อเท็จจริงดังกล่าวมาวินิจฉัยข้อกฎหมายว่า โจทก์มีสิทธิเรียกร้องเอาทางเดินจากที่ดินแปลงที่แบ่งแยกคือที่ดินของจำเลยซึ่งเดิมเป็นที่ดินแปลงเดียวกับที่ดินของโจทก์ได้เท่านั้นตามมาตรา 1350 แห่งประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ จึงไม่ชอบนั้น ศาลอุทธรณ์ภาค 3 วินิจฉัยชอบหรือไม่ เห็นว่า ประเด็นตามคำฟ้อง คำให้การ ประเด็นมีอยู่ว่าโจทก์มีสิทธิฟ้องจำเลยขอให้เปิดทางจำเป็นหรือไม่ หากเป็นทางจำเป็นแล้วควรกว้างยาวเพียงใด และโจทก์ต้องใช้ค่าทดแทนแก่เจ้าของที่ดินหรือไม่ โจทก์หาจำต้องบรรยายว่า ที่ดินของโจทก์ จำเลยเป็นที่ดินแปลงเดียวกันมาก่อน ส่วนการที่ที่ดินของโจทก์และจำเลยจะเป็นที่ดินแปลงเดียวกันมาก่อนก็เป็นเรื่องผลของกฎหมายตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1350 ซึ่งบัญญัติว่า ถ้าที่ดินแบ่งแยกหรือแบ่งโอนกันเป็นเหตุให้แปลงหนึ่งไม่มีทางออกไปสู่ทางสาธารณะไซร้ ท่านว่าเจ้าของที่ดินแปลงนั้นมีสิทธิเรียกร้องเอาทางเดินตามมาตราก่อนได้เฉพาะบนที่ดินแปลงที่ได้แบ่งแยกหรือแบ่งโอนกันและไม่ต้องเสียค่าทดแทน ดังนั้นมาตรา 1350 นั้น จึงไม่จำเป็นต้องบรรยายไว้ในคำฟ้องและเป็นเรื่องข้อเท็จจริงที่จะเกิดขึ้นจากการพิจารณา กล่าวคือ หากที่ดินแบ่งแยกหรือแบ่งโอนกันเป็นเหตุไม่มีทางออกสู่ทางสาธารณะก็ไม่จำต้องเสียค่าทดแทน หากทางจำเป็นมิได้เกิดจากการแบ่งแยกที่ดินแปลงเดียวกันผู้ที่ขอใช้ทางจำเป็นก็จำต้องใช้ค่าทดแทน ดังนั้น ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 3 วินิจฉัยว่า โจทก์นำสืบนอกฟ้องนอกประเด็นศาลฎีกาไม่เห็นพ้องด้วย

พิพากษาแก้เป็นว่า โจทก์ไม่ต้องใช้ค่าทดแทนแก่จำเลย นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 3 ค่าฤชาธรรมเนียมในชั้นฎีกาให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 1350
ป.วิ.พ. ม. 172 วรรคสอง
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นายค่ำ สีหาอาจ
จำเลย — นายสมเดช สีหาอาจ
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดยโสธร — นายวัฒนา ภูชงค์
ศาลอุทธรณ์ภาค 3 — นายไพบูลย์ ชูโชติ
ชื่อองค์คณะ
นายสมศักดิ์ อเนกพุฒิ
พิศาล อัยยะวรากูล
อดิศักดิ์ ปัตรวลี
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4134/2556
#587406
เปิดฉบับเต็ม

ตาม ป.วิ.พ. มาตรา 23 ประกอบ ป.วิ.อ. มาตรา 15 ได้บัญญัติหลักเกณฑ์ในการขอขยายระยะเวลาไว้ว่าให้คู่ความขอขยายระยะเวลาได้เมื่อมีพฤติการณ์พิเศษ โดยให้มีคำขอก่อนสิ้นระยะเวลานั้น เว้นแต่ในกรณีมีเหตุสุดวิสัยก็ให้ขอได้แม้สิ้นระยะเวลานั้น สำหรับกรณีของจำเลย การที่จำเลยไม่ปฏิบัติตามคำสั่งศาลชั้นต้นที่ให้ทำคำฟ้องอุทธรณ์มายื่นใหม่ภายในกำหนด แต่กลับอุทธรณ์คำสั่งศาลชั้นต้นดังกล่าว จึงเป็นกรณีที่จำเลยเลือกที่จะใช้สิทธิดำเนินกระบวนพิจารณาในทางอุทธรณ์คัดค้านคำสั่งศาลชั้นต้น และเลือกที่จะไม่ปฏิบัติตามคำสั่งศาลชั้นต้นที่ให้โอกาสจำเลยแก้ไขคำฟ้องอุทธรณ์มายื่นใหม่ภายในกำหนด การที่ต่อมาศาลอุทธรณ์ภาค 4 พิพากษายืนโดยเห็นพ้องตามคำสั่งศาลชั้นต้น แล้วจำเลยจึงมายื่นขอขยายระยะเวลาอุทธรณ์ เมื่อพ้นกำหนดระยะเวลาที่ศาลชั้นต้นให้จำเลยทำคำฟ้องอุทธรณ์มายื่นใหม่แล้วนั้นไม่ถือเป็นเหตุสุดวิสัยที่ศาลจะอนุญาตให้ขยายระยะเวลาอุทธรณ์แก่จำเลยได้ เพราะไม่มีเหตุขัดข้องที่ทำให้จำเลยไม่อาจยื่นอุทธรณ์ได้ภายในกำหนดตามคำสั่งศาลชั้นต้นแต่อย่างใด ที่จำเลยฎีกาว่า เมื่อจำเลยใช้สิทธิอุทธรณ์คำสั่งศาลชั้นต้นดังกล่าวย่อมเป็นเหตุให้ระยะเวลาในการยื่นอุทธรณ์ตามกฎหมายของจำเลยต้องสะดุดหยุดลง ระยะเวลาที่ล่วงไประหว่างอุทธรณ์ไม่นับหักจากระยะเวลาตามคำสั่งศาลชั้นต้นนั้น เห็นว่า ระยะเวลาในการยื่นอุทธรณ์ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา ไม่ใช่อายุความตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ที่จะสะดุดหยุดลงได้ ทั้งไม่มีบทกฎหมายบัญญัติไว้ดังที่จำเลยอ้าง ดังนั้น การที่ศาลชั้นต้นมีคำสั่งอนุญาตให้ขยายระยะเวลาอุทธรณ์แก่จำเลยจึงไม่ชอบด้วย ป.วิ.พ. มาตรา 23 ประกอบ ป.วิ.อ. มาตรา 15 กรณีเป็นปัญหาข้อกฎหมายที่เกี่ยวกับความสงบเรียบร้อย แม้ไม่มีคู่ความฝ่ายใดอุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์ภาค 4 ก็ยกขึ้นวินิจฉัยได้ตาม ป.วิ.อ. มาตรา 195 วรรคสอง

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องและแก้ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91, 341 พระราชบัญญัติจัดหางานและคุ้มครองคนหางาน พ.ศ.2528 มาตรา 30, 82, 91 ตรี ให้จำเลยคืนเงินจำนวน 40,000 บาท แก่ผู้เสียหาย นับโทษจำเลยต่อจากโทษของจำเลยในคดีอาญาหมายเลขดำที่ 553/2545ของศาลชั้นต้น

จำเลยให้การปฏิเสธ แต่รับว่าเป็นบุคคลคนเดียวกับจำเลยในคดีที่โจทก์ขอให้นับโทษต่อ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามพระราชบัญญัติจัดหางานและคุ้มครองคนหางาน พ.ศ.2528 มาตรา 91 ตรี และประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 341 เป็นการกระทำกรรมเดียวผิดต่อกฎหมายหลายบท ลงโทษตามพระราชบัญญัติจัดหางานและคุ้มครองคนหางาน พ.ศ.2528 มาตรา 91 ตรี ซึ่งเป็นกฎหมายบทที่มีโทษหนักที่สุด ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 ให้จำคุก 3 ปีให้จำเลยคืนหรือชดใช้เงินจำนวน 40,000 บาท แก่ผู้เสียหาย ยกฟ้องความผิดฐานจัดหางานให้คนหางานเพื่อไปทำงานในต่างประเทศโดยไม่ได้รับอนุญาต ส่วนที่โจทก์ขอให้นับโทษจำเลยต่อจากคดีอาญาหมายเลขดำที่ 553/2545 ของศาลชั้นต้น นั้น คดีดังกล่าวศาลยังไม่มีคำพิพากษาจึงไม่อาจนับโทษต่อได้ คำขอส่วนนี้ให้ยก

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 4 พิพากษายกคำสั่งศาลชั้นต้นที่อนุญาตให้ขยายระยะเวลายื่นอุทธรณ์แก่จำเลยและยกอุทธรณ์ของจำเลย ให้บังคับคดีตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

จำเลยฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยมีว่า ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 4 พิพากษามานั้นชอบหรือไม่ เห็นว่า ศาลชั้นต้นมีคำสั่งอนุญาตให้ขยายระยะเวลาอุทธรณ์โดยไม่ชอบ จึงพิพากษายกคำสั่งศาลชั้นต้นที่อนุญาตให้ขยายระยะเวลาอุทธรณ์แก่จำเลยและยกอุทธรณ์ของจำเลยเห็นว่า ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 23 ประกอบประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 15 ได้บัญญัติหลักเกณฑ์ในการขอขยายระยะเวลาไว้ว่าให้คู่ความขอขยายระยะเวลาได้เมื่อมีพฤติการณ์พิเศษ โดยให้มีคำขอก่อนสิ้นระยะเวลานั้นเว้นแต่ในกรณีมีเหตุสุดวิสัยจึงให้ขอได้แม้สิ้นระยะเวลานั้นแล้ว สำหรับกรณีของจำเลย การที่จำเลยไม่ปฏิบัติตามคำสั่งศาลชั้นต้นที่ให้ทำคำฟ้องอุทธรณ์มายื่นใหม่ภายในกำหนด แต่กลับอุทธรณ์คำสั่งศาลชั้นต้นดังกล่าวไป จึงเป็นกรณีที่จำเลยเลือกที่จะใช้สิทธิดำเนินกระบวนพิจารณาในทางอุทธรณ์คัดค้านคำสั่งศาลชั้นต้น และเลือกที่จะไม่ปฏิบัติตามคำสั่งศาลชั้นต้นที่ให้โอกาสจำเลยแก้ไขคำฟ้องอุทธรณ์มายื่นใหม่ภายในกำหนด การที่ต่อมาศาลอุทธรณ์ภาค 4 พิพากษายืนโดยเห็นพ้องตามคำสั่งศาลชั้นต้น แล้วจำเลยจึงมายื่นขอขยายระยะเวลาอุทธรณ์ แต่พ้นกำหนดระยะเวลาที่ศาลชั้นต้นให้จำเลยทำคำฟ้องอุทธรณ์มายื่นใหม่แล้วนั้นไม่ถือเป็นเหตุสุดวิสัยที่ศาลจะอนุญาตให้ขยายระยะเวลาอุทธรณ์แก่จำเลยได้ เพราะไม่มีเหตุขัดข้องที่ทำให้จำเลยไม่อาจยื่นอุทธรณ์ได้ภายในกำหนดตามคำสั่งศาลชั้นต้นแต่อย่างใดที่จำเลยฎีกาว่า เมื่อจำเลยใช้สิทธิอุทธรณ์คำสั่งศาลชั้นต้นดังกล่าวย่อมเป็นเหตุให้ระยะเวลาในการยื่นอุทธรณ์ตามกฎหมายของจำเลยต้องสะดุดหยุดลง ระยะเวลาที่ล่วงไประหว่างอุทธรณ์ไม่นับหักในระยะเวลาตามคำสั่งศาลชั้นต้นนั้น เห็นว่า ระยะเวลาในการยื่นอุทธรณ์ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา ไม่ใช่อายุความตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ที่จะสะดุดหยุดลงได้ ทั้งไม่มีบทกฎหมายบัญญัติไว้ดังที่จำเลยอ้าง ดังนั้น การที่ศาลชั้นต้นมีคำสั่งอนุญาตให้ขยายระยะเวลาอุทธรณ์แก่จำเลยจึงไม่ชอบด้วยประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 23 ประกอบประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญามาตรา 15 กรณีเป็นปัญหาข้อกฎหมายที่เกี่ยวกับความสงบเรียบร้อย แม้ไม่มีคู่ความฝ่ายใดอุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์ภาค 4 ก็ยกขึ้นวินิจฉัยเองได้ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 195 วรรคสอง ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 4 พิพากษามานั้นชอบแล้วฎีกาของจำเลยฟังไม่ขึ้น

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ. ม. 23
ป.วิ.อ. ม. 15 ม. 195 วรรคสอง
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการจังหวัดหนองบัวลำภู
จำเลย — นายมานพ นิ่งใจเย็น
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดหนองบัวลำภู — นางสาวศุภัททิยะ ศุภางคเสน
ศาลอุทธรณ์ภาค 4 — นายเกียรติพงศ์ อมาตยกุล
ชื่อองค์คณะ
วิวรรต นิ่มละมัย
วิรุฬห์ แสงเทียน
วิกร อังคณาวิศัลย์
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4132/2556
#538066
เปิดฉบับเต็ม

แม้ก่อนสืบพยานโจทก์ปากผู้เสียหาย ทนายจำเลยแถลงว่า ขณะสืบพยานโจทก์ปาก ว. ผู้เสียหายนั่งอยู่ในห้องพิจารณา ทำให้ฝ่ายจำเลยเสียเปรียบ ขอคัดค้านการสืบพยานปากผู้เสียหาย ตามที่ปรากฏในรายงานกระบวนพิจารณา และศาลชั้นต้นอนุญาตให้โจทก์นำพยานปากผู้เสียหายเข้าสืบโดยยังไม่ได้จดรายงานกระบวนพิจารณาดังที่จำเลยฎีกาก็ตาม แต่ก็มิใช่เป็นกรณีที่ศาลชั้นต้นดำเนินกระบวนพิจารณาที่ผิดระเบียบตาม ป.วิ.พ. มาตรา 27 ประกอบ ป.วิ.อ. มาตรา 15 เพราะกรณีดังกล่าวเท่ากับศาลชั้นต้นได้พิจารณาข้อคัดค้านของทนายจำเลยแล้วจึงอนุญาตให้โจทก์นำพยานปากผู้เสียหายเข้าสืบและบันทึกเหตุผลในการอนุญาตไว้ในรายงานกระบวนพิจารณาหลังจากที่ดำเนินกระบวนพิจารณาในวันนั้นเสร็จสิ้นแล้ว ทั้งเมื่อยังไม่ปรากฏว่าพยานปากผู้เสียหายเบิกความเป็นที่เชื่อฟังได้หรือไม่ ก็ต้องให้ผู้เสียหายเบิกความไปก่อนเพื่อศาลจะได้ใช้ดุลพินิจในการรับฟังคำเบิกความดังกล่าวว่าเป็นการผิดระเบียบตาม ป.วิ.พ. มาตรา 114 ประกอบ ป.วิ.อ. มาตรา 15 หรือไม่ต่อไป แม้ตามบทบัญญัติดังกล่าวมิได้เป็นการบังคับมิให้ศาลรับฟังคำเบิกความของผู้เสียหายซึ่งได้ฟังคำเบิกความของ ว. แล้วก็ตาม แต่หากปรากฏว่าคำเบิกความของผู้เสียหายอาจเปลี่ยนแปลงไปโดยฟังคำเบิกความของ ว. พยานคนก่อนหรือสามารถทำให้คำวินิจฉัยชี้ขาดของศาลเปลี่ยนแปลงไปได้ คำเบิกความของผู้เสียหายก็เป็นการผิดระเบียบไม่มีน้ำหนักให้รับฟังได้

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83, 336, 336 ทวิ และให้จำเลยคืนหรือใช้ราคาทรัพย์ 11,770 บาท แก่ผู้เสียหาย

จำเลยให้การปฏิเสธ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 336 วรรคแรก ประกอบมาตรา 336 ทวิ, 83 จำคุก 6 ปี ให้จำเลยร่วมกันคืนหรือใช้ราคาทรัพย์ที่ยังไม่ได้คืน 11,770 บาท แก่ผู้เสียหาย

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 2 พิพากษาแก้เป็นว่า จำคุกจำเลย 3 ปี นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

จำเลยฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ที่จำเลยฎีกาว่า เมื่อทนายจำเลยแถลงคัดค้านการสืบพยานโจทก์ปากผู้เสียหาย ศาลชั้นต้นต้องวินิจฉัยในประเด็นที่ว่าสมควรอนุญาตให้ผู้เสียหายเบิกความหรือไม่ การที่ศาลชั้นต้นอนุญาตให้ผู้เสียหายเข้าเบิกความและจดคำเบิกความจนเสร็จสิ้นแล้วจึงจดรายงานกระบวนพิจารณาจึงเป็นกระบวนพิจารณาที่ผิดระเบียบตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 27 ประกอบประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 15 และการที่ศาลล่างทั้งสองรับฟังคำเบิกความของพันตำรวจโทวุฒิภัทร และผู้เสียหายเป็นการไม่ชอบด้วยประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 114 ประกอบประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 15 เห็นว่า แม้ก่อนสืบพยานโจทก์ปากผู้เสียหาย ทนายจำเลยจะแถลงว่า ขณะสืบพยานโจทก์ปากพันตำรวจโทวุฒิภัทร ผู้เสียหายนั่งอยู่ในห้องพิจารณา ทำให้ฝ่ายจำเลยเสียเปรียบ ขอคัดค้านการสืบพยานปากผู้เสียหาย และศาลชั้นต้นอนุญาตให้โจทก์นำพยานปากผู้เสียหายเข้าสืบโดยยังไม่ได้จดรายงานกระบวนพิจารณาดังที่จำเลยฎีกาก็ตาม แต่ก็มิใช่เป็นกรณีที่ศาลชั้นต้นดำเนินกระบวนพิจารณาที่ผิดระเบียบตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 27 ประกอบประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 15 เพราะกรณีดังกล่าวเท่ากับศาลชั้นต้นได้พิจารณาข้อคัดค้านของทนายจำเลยแล้วจึงอนุญาตให้โจทก์นำพยานปากผู้เสียหายเข้าสืบและบันทึกเหตุผลในการอนุญาตไว้ในรายงานกระบวนพิจารณาหลังจากที่ดำเนินกระบวนพิจารณาในวันนั้นเสร็จสิ้นแล้ว ทั้งเมื่อยังไม่ปรากฏว่าพยานปากผู้เสียหายเบิกความเป็นที่เชื่อฟังได้หรือไม่ ก็ต้องให้ผู้เสียหายเบิกความไปก่อนเพื่อศาลจะได้ใช้ดุลพินิจในการรับฟังคำเบิกความว่าเป็นการผิดระเบียบตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 114 ประกอบประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 15 หรือไม่ต่อไป แม้ตามบทบัญญัติดังกล่าวจะมิได้เป็นการบังคับมิให้ศาลรับฟังคำเบิกความของผู้เสียหายซึ่งได้ฟังคำเบิกความของพันตำรวจโทวุฒิภัทรแล้วก็ตาม แต่หากปรากฏว่าคำเบิกความของผู้เสียหายอาจเปลี่ยนแปลงไปโดยฟังคำเบิกความของพันตำรวจโทวุฒิภัทร พยานคนก่อน หรือสามารถทำให้คำวินิจฉัยชี้ขาดของศาลเปลี่ยนแปลงไปได้ คำเบิกความของผู้เสียหายก็เป็นการผิดระเบียบ ไม่มีน้ำหนักให้รับฟังได้ แต่เมื่อพิเคราะห์คำเบิกความของผู้เสียหายแล้วปรากฏว่าผู้เสียหายเบิกความโดยรู้เห็นเหตุการณ์ขณะเกิดเหตุว่า เวลาประมาณ 20 นาฬิกา ขณะผู้เสียหายอยู่ที่ร้าน มีรถยนต์กระบะสีดำ จำหมายเลขทะเบียนแน่นอนไม่ได้ แต่ตัวเลขมี 4 ตัว จำได้ 2 ตัวกลาง คือ 11 มาจอดหน้าร้านของผู้เสียหาย คนนั่งที่เบาะซ้ายเปิดประตูรถลงมาขอซื้อสุราขาว ผู้เสียหายขายให้ไปในราคา 23 บาท ขณะนั้นคนร้ายส่งเงินให้ผู้เสียหาย 20 บาท เป็นค่าสุรา และทำท่าล้วงกระเป๋าเอาเงินอีก 3 บาท ทันใดนั้นได้ใช้มือกระชากสร้อยคอทองคำหนัก 2 สลึง พร้อมพระแก้วมรกตเลี่ยมทองของผู้เสียหายไป หลังจากนั้นคนร้ายวิ่งหนีไปขึ้นรถยนต์กระบะที่จอดอยู่หลบหนีไป โจทก์ให้ผู้เสียหายดูจำเลยในห้องพิจารณาแล้วถามว่าจำเลยคือคนร้ายที่ก่อเหตุหรือไม่ ผู้เสียหายเบิกความว่า ลักษณะ อายุ ส่วนสูง รูปร่างใกล้เคียงกับคนร้าย แต่ในส่วนผมนั้น คนร้ายจะผมยาวกว่าจำเลย หลังเกิดเหตุผู้เสียหายไปแจ้งความต่อเจ้าพนักงานตำรวจ พร้อมแจ้งตำหนิรูปพรรณของคนร้ายให้เจ้าพนักงานตำรวจทราบ ต่อมาประมาณ 1 อาทิตย์ เจ้าพนักงานตำรวจแจ้งว่าสามารถจับกุมคนร้ายมีลักษณะใกล้เคียงกับที่ก่อเหตุวิ่งราวทรัพย์จึงแจ้งให้ผู้เสียหายไปดูตัวคนร้ายซึ่งมีการจัดให้ชี้ตัวคนร้ายด้วย ผู้เสียหายชี้ตัวและยืนยันว่าบุคคลในลำดับที่ 5 คือคนร้ายซึ่งมีการถ่ายรูปขณะชี้ตัวและมีการจัดทำบันทึกไว้ด้วย นอกจากนี้เจ้าพนักงานตำรวจยังให้ผู้เสียหายดูรถยนต์ของกลางที่ยึดได้ ซึ่งเป็นรถยนต์ที่มีลักษณะสีใกล้เคียงและป้ายหมายเลขทะเบียนมีเลข 1 สองตัวอยู่ตรงกลาง ตรงตามที่จำได้ในวันเกิดเหตุ จึงชี้ยืนยันรถยนต์ ส่วนพันตำรวจโทวุฒิภัทรไม่ได้รู้เห็นเหตุการณ์ในขณะเกิดเหตุและเบิกความถึงการสืบสวนจนทราบว่ามีคนร้ายใช้รถยนต์กระบะสีดำหมายเลขทะเบียน บต และเลข 11 เป็นยานพาหนะในการก่อเหตุวิ่งราวทรัพย์และปล้นทรัพย์ โดยผู้ก่อเหตุเป็นชายอายุ 30 ปีเศษ และผู้หญิงผิวขาว รูปร่างท้วม ต่อมาพบรถยนต์คันดังกล่าวจอดอยู่ที่หน้าโรงงานในจังหวัดชลบุรี โดยมีนางรัตนาวลีและนายสิทธิชัย เป็นผู้ครอบครองรถยนต์ จึงจับกุมและสอบถามทราบว่ามาหาจำเลย จึงเชิญตัวจำเลยมาพบ กับเบิกความถึงการจัดให้ผู้เสียหายชี้ตัวจำเลยและรถยนต์ที่คนร้ายใช้ก่อเหตุเท่านั้น ดังนี้ ผู้เสียหายและพันตำรวจโทวุฒิภัทร จึงไม่ได้เป็นพยานที่รู้เห็นเหตุการณ์ร่วมกันและจดจำคนร้ายได้ในขณะเกิดเหตุ แม้ผู้เสียหายและพันตำรวจโทวุฒิภัทรจะรู้เห็นร่วมกันในการชี้ตัวจำเลยและรถยนต์ของกลางที่ยึดได้ แต่การที่ผู้เสียหายชี้ตัวจำเลยและรถยนต์ของกลางที่ยึดได้เกิดจากความจำของผู้เสียหายเอง และมีการทำบันทึกผลการชี้ตัวผู้ต้องหาและถ่ายรูปการชี้ตัวผู้ต้องหาและรถยนต์ของกลางไว้ด้วยเช่นนี้ คำเบิกความของผู้เสียหายเกี่ยวกับการจดจำคนร้ายได้ในขณะเกิดเหตุจึงมิได้เปลี่ยนแปลงไปโดยฟังคำเบิกความของพันตำรวจโทวุฒิภัทรพยานคนก่อน และไม่สามารถทำให้คำวินิจฉัยชี้ขาดของศาลเปลี่ยนแปลงไปได้ อันจะเป็นคำเบิกความที่ผิดระเบียบตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 114 ประกอบประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 15 ฎีกาของจำเลยฟังไม่ขึ้น

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ. ม. 114
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการจังหวัดชลบุรี
จำเลย — นายปราโมทย์หรือบอย อุมา
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดชลบุรี — นายพีรวุฒิ เอ่งฉ้วน
ศาลอุทธรณ์ภาค 2 — นายจรัญ เนาวพนานนท์
ชื่อองค์คณะ
ธงชัย เสนามนตรี
อภิรัตน์ ลัดพลี
พศวัจณ์ กนกนาก
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4116/2556
#544479
เปิดฉบับเต็ม

กฎกระทรวงฉบับที่ 8 (พ.ศ.2541) ฯ กำหนดให้ลูกจ้างที่ทำงานเฝ้าดูแลสถานที่หรือทรัพย์สินไม่มีสิทธิได้รับค่าล่วงเวลาตาม พ.ร.บ.คุ้มครองแรงงาน พ.ศ.2541 มาตรา 61 และค่าล่วงเวลาในวันหยุดตาม มาตรา 63 แต่ให้มีสิทธิได้รับค่าตอบแทนเป็นเงินเท่ากับอัตราค่าจ้างต่อชั่วโมงในวันทำงานตามจำนวนชั่วโมงที่ทำ หมายความว่าลูกจ้างที่ทำงานดังกล่าวไม่มีสิทธิได้รับค่าล่วงเวลาและค่าล่วงเวลาในวันหยุด แต่มีสิทธิได้รับค่าตอบแทนเป็นเงินเท่ากับอัตราค่าจ้างต่อชั่วโมงในวันทำงาน ซึ่งวันทำงานไม่ได้หมายถึงวันที่นายจ้างกำหนดให้ลูกจ้างทำงานตามปกติตามความหมายของคำว่า "วันทำงาน" ในมาตรา 5 แต่หมายถึงวันทำงานที่ลูกจ้างได้ทำ และตาม มาตรา 62 (2) บัญญัติให้นายจ้างจ่ายค่าทำงานในวันหยุดให้ลูกจ้างซึ่งไม่มีสิทธิได้รับค่าจ้างในวันหยุดไม่น้อยกว่า 2 เท่า ของอัตราค่าจ้างต่อชั่วโมงในวันทำงาน ดังนั้นหากลูกจ้างทำงานล่วงเวลาในวันทำงานตามปกติก็มีสิทธิได้รับค่าตอบแทนเป็นเงินเท่ากับค่าจ้างต่อชั่วโมงในวันทำงานตามปกติ หากลูกจ้างทำงานล่วงเวลาในวันหยุดก็มีสิทธิได้รับค่าตอบแทนเป็นเงินเท่ากับอัตราค่าจ้างต่อชั่วโมงในวันทำงานในวันหยุดคือ 2 เท่า ของอัตราค่าจ้างต่อชั่วโมงในวันทำงานตามปกติ

โจทก์เป็นพนักงานรักษาความปลอดภัย โจทก์ทำงานล่วงเวลาในวันหยุด จึงได้รับค่าตอบแทนเป็นเงินเท่ากับอัตราค่าจ้างต่อชั่วโมงในวันหยุดหรืออัตรา 2 เท่า ของค่าจ้างต่อชั่วโมงในวันทำงานตามปกติ

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยจ่ายค่าจ้างจำนวน 2,866 บาท ค่าล่วงเวลาในวันหยุดจำนวน 8,830 บาท

จำเลยให้การและแก้ไขคำให้การ ขอให้ยกฟ้อง

ศาลแรงงานภาค 8 พิพากษาให้จำเลยจ่ายค่าทำงานในวันหยุดที่ค้างชำระจำนวน 6,975 บาท แก่โจทก์พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 15 ต่อปี นับแต่วันฟ้อง (ฟ้องวันที่ 18 กันยายน 2550) ไปจนกว่าชำระเสร็จ คำขออื่นให้ยก

จำเลยอุทธรณ์ต่อศาลฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีแรงงานวินิจฉัยว่า ศาลแรงงานภาค 8 ฟังข้อเท็จจริงเป็นยุติว่า ตามข้อบังคับเกี่ยวกับการทำงานของจำเลยกำหนดว่าพนักงานแต่ละคนจะปฏิบัติงานปกติวันละไม่เกิน 8 ชั่วโมง หรือไม่เกินสัปดาห์ละ 48 ชั่วโมง ให้มีวันหยุดประจำสัปดาห์ สัปดาห์ละ 1 วัน โดยผลัดเปลี่ยนหมุนเวียนกันหยุด มีวันหยุดตามประเพณีปีละ 13 วัน โจทก์เป็นลูกจ้างจำเลย ตำแหน่งพนักงานรักษาความปลอดภัย เข้าทำงานเมื่อวันที่ 3 มิถุนายน 2549 ได้รับค่าจ้างรายชั่วโมง ชั่วโมงละ 23.25 บาท โจทก์ทำงานในวันหยุดวันละ 12 ชั่วโมง แต่จำเลยคิดค่าทำงานในวันหยุดเป็น 2 ช่วง คือ ช่วงแรก 8 ชั่วโมง จ่ายให้สองเท่าเป็น 16 ชั่วโมง ส่วน 4 ชั่วโมงหลังจ่ายให้หนึ่งเท่า และตั้งแต่วันที่ 3 มิถุนายน 2549 ถึงวันที่ 31 สิงหาคม 2550 โจทก์ทำงานในวันหยุดตามประเพณีจำนวน 13 วัน และทำงานในวันหยุดประจำสัปดาห์จำนวน 62 วัน และโจทก์ไม่ติดใจเรียกร้องค่าจ้างตั้งแต่เดือนมิถุนายน 2549 ถึงเดือนสิงหาคม 2550 จำนวน 2,866 บาท ตามฟ้องแล้ววินิจฉัยว่า ฟ้องโจทก์ได้บรรยายโดยชัดแจ้งซึ่งสภาพข้อหาและคำขอบังคับ ทั้งข้ออ้างที่อาศัยเป็นหลักแห่งข้อหานั้นแล้ว ฟ้องโจทก์จึงไม่เคลือบคลุม การที่โจทก์เป็นลูกจ้างประเภทไม่มีสิทธิได้รับค่าจ้างในวันหยุด เมื่อจำเลยสั่งให้โจทก์มาทำงานในวันหยุดตามประเพณีจำนวน 13 วัน และวันหยุดประจำสัปดาห์จำนวน 62 วัน โจทก์ทำงานในวันหยุดวันละ 12 ชั่วโมง ทุกวัน โจทก์ย่อมมีสิทธิได้รับค่าทำงานในวันหยุดไม่น้อยกว่าสองเท่าของอัตราค่าจ้างต่อชั่วโมงในวันทำงานตามชั่วโมงที่ทำตามมาตรา 62 (2) แห่งพระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน พ.ศ.2541 จำเลยไม่อาจยกกรณีการจ่ายค่าล่วงเวลาสำหรับงานเฝ้าดูแลสถานที่หรือทรัพย์สินตามมาตรา 65 (8) แห่งพระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน พ.ศ.2541 ประกอบกฎกระทรวงฉบับที่ 8 (พ.ศ.2541) ลงวันที่ 14 กันยายน 2541 ที่ลูกจ้างไม่มีสิทธิได้รับค่าล่วงเวลาตาม มาตรา 61 และค่าล่วงเวลาในวันหยุดตามมาตรา 63 แต่ให้มีสิทธิได้รับค่าตอบแทนเป็นเงินเท่ากับอัตราค่าจ้างต่อชั่วโมงในวันทำงานตามจำนวนชั่วโมงที่ทำมาเป็นข้ออ้างเพื่อให้หลุดพ้นจากหน้าที่ที่จะต้องจ่ายค่าทำงานในวันหยุดสองเท่าหาได้ไม่ โจทก์เริ่มทำงานเมื่อวันที่ 3 มิถุนายน 2549 ถึงวันที่ 31 สิงหาคม 2550 จำเลยสั่งให้โจทก์มาทำงานในวันหยุดตามประเพณีและวันหยุดประจำสัปดาห์ทุกวัน และโจทก์ทำงานในวันหยุดวันละ 12 ชั่วโมง โดยแยกเป็นการทำงานในวันหยุดตามประเพณี 13 วัน และวันหยุดประจำสัปดาห์ 62 วัน รวมเป็นจำนวน 75 วัน ดังนั้นจำเลยต้องจ่ายค่าทำงานในวันหยุดให้โจทก์ไม่น้อยกว่าสองเท่าของอัตราค่าจ้างต่อชั่วโมงที่ทำ เท่ากับจำเลยต้องจ่ายค่าทำงานในวันหยุดวันละ 24 ชั่วโมง เมื่อจำเลยจ่ายค่าทำงานในวันหยุดให้โจทก์เพียงวันละ 20 ชั่วโมง ยังขาดอยู่วันละ 4 ชั่วโมง เมื่อคิดจากวันทำงานในวันหยุด 75 วัน รวมค่าทำงานในวันหยุดที่จำเลยจ่ายไม่ครบจำนวน 300 ชั่วโมง คิดจากค่าจ้างชั่วโมงละ 23.25 บาท รวมเป็นค่าจ้างที่จำเลยค้างหรือจ่ายไม่ครบถ้วนจำนวน 6,975 บาท

คดีมีปัญหาตามอุทธรณ์ของจำเลยว่าโจทก์มีสิทธิได้รับค่าล่วงเวลาในวันหยุดในอัตราสองเท่าหรือไม่ โดยจำเลยอุทธรณ์ว่า โจทก์เป็นพนักงานรักษาความปลอดภัยเฝ้าดูแลสถานที่หรือทรัพย์สินประจำธนาคารธนชาต จำกัด (มหาชน) สาขานครศรีธรรมราช ซึ่งมีลักษณะงานตามกฎกระทรวงฉบับที่ 8 (พ.ศ.2541)ฯ โจทก์จึงไม่มีสิทธิได้รับค่าล่วงเวลาตามพระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน พ.ศ.2541 มาตรา 61 และค่าล่วงเวลาในวันหยุดตามมาตรา 63 แต่มีสิทธิได้รับค่าตอบแทนสำหรับการทำงานในวันหยุดเท่ากับอัตราค่าจ้างต่อชั่วโมงในวันทำงาน โจทก์จึงมีสิทธิได้รับค่าตอบแทนการทำงานล่วงเวลาในวันหยุดในอัตราหนึ่งเท่า หรือเท่ากับอัตราค่าจ้างต่อชั่วโมงในวันทำงานนั้น เห็นว่า ตามกฎกระทรวง ฉบับที่ 8 (พ.ศ.2541)ฯ กำหนดให้งานเฝ้าดูแลสถานที่หรือทรัพย์สินเป็นงานตามมาตรา 65 (8) ที่ใช้บังคับในขณะเกิดเหตุที่ลูกจ้างไม่มีสิทธิได้รับค่าล่วงเวลาตาม มาตรา 61 และค่าล่วงเวลาในวันหยุดตามมาตรา 63 แต่ให้มีสิทธิได้รับค่าตอบแทนเป็นเงินเท่ากับอัตราค่าจ้างต่อชั่วโมงในวันทำงานตามจำนวนชั่วโมงที่ทำ หมายความว่าลูกจ้างที่ทำงานเฝ้าดูแลสถานที่หรือทรัพย์สินไม่มีสิทธิได้รับค่าล่วงเวลาและค่าล่วงเวลาในวันหยุด แต่มีสิทธิได้รับค่าตอบแทนเป็นเงินเท่ากับอัตราค่าจ้างต่อชั่วโมงในวันทำงาน ซึ่งวันทำงานดังกล่าวนี้มิใช่หมายถึงวันที่นายจ้างกำหนดให้ลูกจ้างทำงานตามปกติตามความหมายของคำว่า "วันทำงาน" ในมาตรา 5 แต่หมายความถึงวันทำงานที่ลูกจ้างได้ทำ และตามมาตรา 62 (2) บัญญัติให้นายจ้างจ่ายค่าทำงานในวันหยุดให้ลูกจ้างซึ่งไม่มีสิทธิได้รับค่าจ้างในวันหยุดไม่น้อยกว่าสองเท่าของอัตราค่าจ้างต่อชั่วโมงในวันทำงาน ดังนั้น หากลูกจ้างทำงานล่วงเวลาในวันทำงานตามปกติก็มีสิทธิได้รับค่าตอบแทนเป็นเงินเท่ากับอัตราค่าจ้างต่อชั่วโมงในวันทำงานตามปกติ แต่หากลูกจ้างทำงานล่วงเวลาในวันหยุดก็มีสิทธิได้รับค่าตอบแทนเป็นเงินเท่ากับอัตราค่าจ้างต่อชั่วโมงในวันทำงานในวันหยุดคือสองเท่าของอัตราค่าจ้างต่อชั่วโมงในวันทำงานตามปกติ คดีนี้โจทก์เป็นพนักงานรักษาความปลอดภัย ทำงานในวันหยุดประจำสัปดาห์ 62 วัน และทำงานในวันหยุดตามประเพณี 13 วัน โดยทำงานวันละ 12 ชั่วโมง เมื่อโจทก์มีเวลาทำงานตามปกติวันละ 8 ชั่วโมง โจทก์จึงทำงานล่วงเวลาในวันหยุดวันละ 4 ชั่วโมง และมีสิทธิได้รับค่าตอบแทนเป็นเงินเท่ากับอัตราค่าจ้างต่อชั่วโมงในวันหยุดหรืออัตราสองเท่าของอัตราค่าจ้างต่อชั่วโมงในวันทำงานตามปกติตามกฎกระทรวงฉบับที่ 8 (พ.ศ.2541)ฯ แต่จำเลยได้จ่ายค่าตอบแทนแก่โจทก์ไปแล้วจำนวนหนึ่งเท่า จึงจ่ายค่าตอบแทนขาดไปจำนวนหนึ่งเท่าของค่าจ้างในวันทำงานตามปกติ ที่ศาลแรงงานภาค 8 พิพากษามานั้นศาลฎีกาเห็นพ้องด้วยในผล อุทธรณ์ของจำเลยฟังไม่ขึ้น

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.คุ้มครองแรงงาน พ.ศ.2541 ม. 5 ม. 62 (2) ม. 65 (8) (เดิม)
กฎกระทรวง ฉบับที่ 8 (พ.ศ.2541) ออกตามความใน พ.ร.บ.คุ้มครองแรงงาน พ.ศ.2541
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นายบุญทอง วาระเพียง
บริษัท จี 4 เอส ซีเคียวริตี้เซอร์วิสเซส
จำเลย — (ประเทศไทย) จำกัด
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลแรงงานภาค 8 — นายเพิ่มศักดิ์ สายสีทอง
ชื่อองค์คณะ
ชัยรัตน์ เบ็ญจะมโน
ชัยวัฒน์ เวียงธีรวัฒน์
อนันต์ ชุมวิสูตร
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4115/2556
#540907
เปิดฉบับเต็ม

บริษัท ย. มีหนังสือมอบอำนาจให้จำเลยที่ 1 โดยจำเลยที่ 2 เป็นตัวแทนกระทำการทุกอย่างแทนในการจัดหาคนหางานไปทำงานในประเทศไนจีเรีย จำเลยที่ 1 โดยจำเลยที่ 2 ซึ่งเป็นกรรมการผู้มีอำนาจกระทำการแทนจำเลยที่ 1 จัดทำสัญญาจ้างงานกับโจทก์ จำเลยที่ 2 ลงลายมือชื่อพร้อมประทับตราของจำเลยที่ 1 ในฐานะนายจ้าง เป็นกรณีจำเลยทั้งสองเป็นตัวแทนทำสัญญาจ้างงานแทนบริษัท ย. ซึ่งเป็นตัวการอยู่ต่างประเทศและมีภูมิลำเนาในต่างประเทศ จำเลยทั้งสองจึงต้องรับผิดตามสัญญาจ้างงานนั้นเองตาม ป.พ.พ. มาตรา 824

จำเลยทั้งสองทำสัญญาจ้างงานกับโจทก์แทนบริษัท ย. ไม่ใช่กรณีจำเลยทั้งสองเป็นนายจ้างตาม พ.ร.บ.คุ้มครอบแรงงาน พ.ศ.2541 มาตรา 5 จึงต้องบังคับตาม ป.พ.พ. มาตรา 1167 ประกอบมาตรา 820, 821 เมื่อการกระทำของจำเลยที่ 2 เป็นการกระทำแทนจำเลยที่ 1 ในขอบอำนาจ จำเลยที่ 2 จึงไม่ต้องรับผิด พิพากษายกฟ้องจำเลยที่ 2

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยทั้งสองร่วมกันรับผิดชดใช้หนี้โจทก์เป็นเงิน 76,617.31 บาท พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 15 ต่อปี จากยอดเงิน 70,002 บาท นับแต่วันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์

จำเลยทั้งสองให้การและฟ้องแย้งขอให้ยกฟ้องและบังคับให้โจทก์ใช้เงินค่าเสียหายและค่าขาดประโยชน์ 75,500 บาท พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันฟ้องแย้งเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จสิ้นให้แก่จำเลยทั้งสอง

โจทก์ให้การแก้ฟ้องแย้งขอให้ยกฟ้องแย้งของจำเลยทั้งสอง

ศาลแรงงานกลางพิพากษาให้จำเลยทั้งสองร่วมกันชำระเงิน 76,617.13 บาท พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 15 ต่อปี จากต้นเงิน 70,002 บาท นับแต่วันฟ้อง (วันที่ 18 พฤษภาคม 2550) จนกว่าจะชำระเสร็จให้แก่โจทก์ และให้ยกฟ้องแย้ง

จำเลยทั้งสองอุทธรณ์ต่อศาลฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีแรงงานวินิจฉัยว่ามีปัญหาวินิจฉัยประการแรกตามที่จำเลยทั้งสองอุทธรณ์ว่าจำเลยทั้งสองจะต้องร่วมกันชำระเงินพร้อมดอกเบี้ยให้แก่โจทก์หรือไม่ เพียงใด เห็นว่า ตามที่ศาลแรงงานกลางวินิจฉัยว่าหนังสือมอบอำนาจ ที่ระบุว่าบริษัทยูจินเอ็นจิเนียริ่ง (ประเทศไนจีเรีย) จำกัด มอบอำนาจให้จำเลยที่ 1 โดยจำเลยที่ 2 เป็นตัวแทนกระทำการทุกอย่างแทนในการจัดหาคนหางานไปทำงานในประเทศไนจีเรีย ซึ่งจำเลยที่ 1 โดยจำเลยที่ 2 ซึ่งเป็นกรรมการผู้มีอำนาจกระทำการแทนจำเลยที่ 1 ได้จัดทำสัญญาจ้างงานกับโจทก์ จำเลยที่ 2 ลงลายมือชื่อพร้อมประทับตราของจำเลยที่ 1 ในนามนายจ้างนั้นเป็นกรณีต้องตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 824 ที่จำเลยทั้งสองเป็นตัวแทนทำสัญญาจ้างงานแทนบริษัทดังกล่าวซึ่งเป็นตัวการอยู่ต่างประเทศและมีภูมิลำเนาในต่างประเทศ จำเลยทั้งสองจึงต้องรับผิดตามสัญญาจ้างงานนั้นแต่ลำพังตนเอง กรณีไม่จำต้องวินิจฉัยต่อไปตามที่จำเลยทั้งสองอุทธรณ์ว่าจำเลยทั้งสองเป็นเพียงนายหน้า ผู้ชี้ช่องในการจัดหางานและจัดส่งโจทก์ไปทำงาน ศาลแรงงานกลางแปลความหมายในสัญญาจ้างงานผิดพลาด ไม่ตรงตามเจตนาของคู่สัญญาเป็นการนอกฟ้องขัดต่อพยานหลักฐานเอกสารที่ปรากฏ เป็นการวินิจฉัยข้อกฎหมายผิดพลาดไม่ถูกต้อง ไม่ชอบด้วยกฎหมายอีกต่อไป เพราะไม่ทำให้ผลแห่งคดีเปลี่ยนแปลงไป อุทธรณ์ของจำเลยทั้งสองในข้อนี้ฟังไม่ขึ้น

มีปัญหาต้องวินิจฉัยประการที่สองตามที่จำเลยทั้งสองอุทธรณ์ว่าโจทก์มีสิทธิคิดดอกเบี้ยได้ในอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ตามกฎหมายเท่านั้น ตามสัญญาจ้างงานก็มิได้ระบุให้คิดในอัตราร้อยละ 15 ต่อปี นั้น เห็นว่า การที่ฝ่ายจำเลยลดค่าจ้างโดยโจทก์ไม่ยินยอมฝ่ายจำเลยผิดสัญญา จึงต้องชดใช้ค่าจ้างส่วนที่ลดลงให้โจทก์ เมื่อนายจ้างไม่จ่ายค่าจ้างส่วนที่ลดลงนั้นก็ต้องเสียดอกเบี้ยให้แก่โจทก์ผู้เป็นลูกจ้างในระหว่างเวลาผิดนัดร้อยละ 15 ต่อปี ตามพระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน พ.ศ.2541 มาตรา 9 วรรคหนึ่ง ดังนั้นการที่ศาลแรงงานกลางกำหนดอัตราดอกเบี้ยร้อยละ 15 ต่อปี จึงเป็นไปตามที่กฎหมายบัญญัติให้อำนาจไว้ อุทธรณ์ของจำเลยทั้งสองในข้อนี้ฟังไม่ขึ้น

มีปัญหาวินิจฉัยประการสุดท้ายตามที่จำเลยทั้งสองอุทธรณ์ว่าศาลแรงงานกลางยกฟ้องแย้งโดยวินิจฉัยข้อกฎหมายผิดพลาดหรือไม่ เห็นว่า การที่ศาลแรงงานกลางวินิจฉัยว่า ฝ่ายจำเลยผิดสัญญาจ้างงานและได้คืนเงินค่าบริการและค่าใช้จ่ายเกี่ยวกับการจัดหางานที่เรียกเก็บไป 86,000 บาท ให้แก่โจทก์แล้ว เมื่อฝ่ายจำเลยผิดสัญญาจึงไม่มีสิทธิเรียกค่าเสียหายจากโจทก์ เป็นการวินิจฉัยโดยถูกต้องชอบด้วยกฎหมายแล้ว อุทธรณ์ของจำเลยทั้งสองในข้อนี้ฟังไม่ขึ้นเช่นกัน อนึ่ง เมื่อศาลฎีกาวินิจฉัยแล้วว่า จำเลยที่ 1 ซึ่งเป็นนิติบุคคล มีจำเลยที่ 2 เป็นกรรมการผู้มีอำนาจลงนามกระทำการแทนจำเลยที่ 1 ต้องรับผิดแทนบริษัทยูจินเอ็นจิเนียรริ่ง (ประเทศไนจีเรีย) จำกัด ผู้เป็นกิจการตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 824 ตามข้างต้น ไม่ใช่กรณีจำเลยทั้งสองเป็นนายจ้างตามพระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน พ.ศ.2541 มาตรา 5 จึงต้องบังคับตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1167 ประกอบมาตรา 820, 821 เมื่อการกระทำของจำเลยที่ 2 เป็นการกระทำแทนจำเลยที่ 1 ในขอบอำนาจ จำเลยที่ 2 จึงไม่ต้องร่วมรับผิด พิพากษาแก้เป็นว่า ให้ยกฟ้องจำเลยที่ 2 นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลแรงงานกลาง
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 820 ม. 821 ม. 824 ม. 1167
พ.ร.บ.คุ้มครองแรงงาน พ.ศ.2541 ม. 5
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นายจักรวาล เทียมจันทร์
บริษัทจัดหางานแมน-โปร เอ็นยิเนียริ่งแอนด์
จำเลย — คอนสทรัคชั่น จำกัด กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลแรงงานกลาง — นายประเวศ อัศวรัตน์
ชื่อองค์คณะ
ธีระพงศ์ จิระภาค
ชัยวัฒน์ เวียงธีรวัฒน์
นิยุต สุภัทรพาหิรผล
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4114/2556
#559087
เปิดฉบับเต็ม

โจทก์เป็นลูกจ้างของธนาคาร ศ. เป็นผู้ประกันตนตาม พ.ร.บ.ประกันสังคม พ.ศ.2533 มาตรา 33 เมื่อวันที่ 1 มีนาคม 2534 วันที่ 27 พฤษภาคม 2541 ธนาคารแห่งประเทศไทยซึ่งเป็นองค์กรของรัฐสั่งให้กองทุนเพื่อการฟื้นฟูและพัฒนาระบบสถาบันการเงินเข้าถือหุ้นในธนาคาร ศ. เกินร้อยละ 50 ธนาคาร ศ. จึงเปลี่ยนฐานะเป็นรัฐวิสาหกิจ ทำให้โจทก์สิ้นสภาพการเป็นผู้ประกันตนด้วยผลของมาตรา 4 (6) ต่อมาธนาคาร ศ. ควบรวมกับธนาคาร น. ซึ่งเป็นรัฐวิสาหกิจและธนาคาร น. รับโอนโจทก์มาเป็นลูกจ้าง วันที่ 25 พฤศจิกายน 2547 กองทุนเพื่อการฟื้นฟูและพัฒนาระบบสถาบันการเงินลดการถือหุ้นในธนาคาร น. ลงเหลือไม่เกินร้อยละ 50 ทำให้ธนาคาร น. พ้นจากการเป็นรัฐวิสาหกิจ โจทก์จึงกลับเป็นผู้ประกันตนตามมาตรา 33 และธนาคาร น. ผู้เป็นนายจ้างหักค่าจ้างโจทก์ส่งเข้ากองทุนประกันสังคม การที่โจทก์สิ้นสภาพการเป็นผู้ประกันตนและกลับเป็นผู้ประกันตนตามมาตรา 33 อีกครั้งเป็นผลโดยตรงจากคำสั่งของธนาคารแห่งประเทศไทยโดยโจทก์ไม่ได้มีส่วนกระทำหรือมีพฤติการณ์ที่ต้องรับผิดชอบ โจทก์ยังคงทำงานเป็นลูกจ้างของธนาคารผู้เป็นนายจ้างตลอดมา ต้องถือว่าการเป็นผู้ประกันตนของโจทก์ช่วงแรกและช่วงหลังต่อเนื่องเป็นการประกันตนในคราวเดียวกันโดยให้นับระยะเวลาการประกันตนช่วงแรกและช่วงหลังต่อเนื่องกันตามมาตรา 42

โจทก์ป่วยเป็นโรคไตวายระยะสุดท้ายต้องฟอกเลือดด้วยเครื่องไตเทียมตั้งแต่วันที่ 13 มกราคม 2536 ในขณะที่โจทก์เป็นผู้ประกันตนช่วงแรก อันเป็นการป่วยด้วยไตวายเรื้อรังระยะสุดท้ายระหว่างการเป็นผู้ประกันตน โจทก์จึงมีสิทธิขอรับบริการทางการแพทย์โดยการฟอกเลือดด้วยเครื่องไตเทียม

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้เพิกถอนคำสั่งของสำนักงานประกันสังคมเขตพื้นที่ 5 ที่ รง 0624/12181 ลงวันที่ 1 สิงหาคม 2548 และคำวินิจฉัยของคณะกรรมการอุทธรณ์ที่ 1779/2548 ลงวันที่ 25 พฤศจิกายน 2548 และให้โจทก์มีสิทธิรับประโยชน์ค่าบำบัดทดแทนไตโดยวิธีฟอกเลือดด้วยเครื่องไตเทียมตั้งแต่วันที่ 7 มิถุนายน 2548 เป็นต้นไป

จำเลยให้การขอให้ยกฟ้อง

ศาลแรงงานกลางพิพากษาให้เพิกถอนคำสั่ง (คำสั่ง ที่ รง 0624/12181 ลงวันที่ 1 สิงหาคม 2548 ของสำนักงานประกันสังคมเขตพื้นที่ 5) และคำวินิจฉัยที่ 1779/2548 ลงวันที่ 25 พฤศจิกายน 2548 ของคณะกรรมการอุทธรณ์ของจำเลย ให้จำเลยจ่ายสิทธิประโยชน์ค่าบำบัดทดแทนไตโดยวิธีฟอกเลือดด้วยเครื่องไตเทียมแก่โจทก์ตั้งแต่วันที่ 7 มิถุนายน 2548 เป็นต้นไป

จำเลยอุทธรณ์ต่อศาลฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีแรงงานวินิจฉัยว่า คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของจำเลยว่าคำสั่งของสำนักงานประกันสังคมเขตพื้นที่ 5 และคำวินิจฉัยของคณะกรรมการอุทธรณ์ชอบด้วยกฎหมายหรือไม่ มีเหตุเพิกถอนหรือไม่ เห็นว่า สาเหตุที่โจทก์สิ้นสภาพการเป็นผู้ประกันตนตามมาตรา 33 เพราะธนาคารแห่งประเทศไทยซึ่งเป็นองค์กรของรัฐมีคำสั่งให้กองทุนฟื้นฟูและพัฒนาระบบสถาบันการเงินเข้าไปถือหุ้นในธนาคารศรีนคร จำกัด ซึ่งเป็นนายจ้างของโจทก์เกินร้อยละ 50 ผลคือฐานะของธนาคารดังกล่าวเปลี่ยนจากบริษัทเอกชนเป็นรัฐวิสาหกิจ โจทก์จึงสิ้นสภาพการเป็นผู้ประกันตนด้วยผลของพระราชบัญญัติประกันสังคม พ.ศ.2533 มาตรา 4 (6) ที่มีสาเหตุมาจากการใช้อำนาจของธนาคารแห่งประเทศไทย เมื่อภายหลังโดยผลของคำสั่งของธนาคารแห่งประเทศไทยให้กองทุนฟื้นฟูและพัฒนาระบบสถาบันการเงินลดจำนวนการถือครองหุ้นลงต่ำกว่าร้อยละ 50 ของจำนวนหุ้นทั้งหมด อันเป็นผลให้ฐานะธนาคารนครหลวงไทย จำกัด (มหาชน) ผู้รับโอนโจทก์มาเป็นลูกจ้างซึ่งเป็นรัฐวิสาหกิจกลับคืนสู่บริษัทเอกชนอีกครั้ง ธนาคารนครหลวงไทย จำกัด (มหาชน) ผู้เป็นนายจ้างจึงมีหน้าที่หักค่าจ้างของโจทก์นำส่งเงินสมทบเข้ากองทุนประกันสังคม การที่โจทก์สิ้นสภาพการเป็นผู้ประกันตนหรือกลับเป็นผู้ประกันตนตามมาตรา 33 อีกครั้งเป็นผลโดยตรงจากคำสั่งของธนาคารแห่งประเทศไทย โดยที่โจทก์ไม่ได้มีส่วนกระทำการใดหรือมีพฤติการณ์ใดที่จะต้องรับผิดชอบ โจทก์ยังคงทำงานเป็นพนักงานของธนาคารนายจ้าง สภาพความเป็นนายจ้างและลูกจ้างมีอยู่ตลอดมา การที่จำเลยซึ่งเป็นองค์กรของรัฐด้วยกันจะผลักภาระให้โจทก์มีหน้าที่สมัครเป็นผู้ประกันตนมาตรา 39 เพื่อปกป้องรักษาสิทธิประโยชน์ตามกฎหมายประกันสังคม ย่อมเป็นการสร้างภาระที่เกินควรแก่โจทก์เพราะการเป็นผู้ประกันตนตามมาตรา 39 ต้องออกเงินสมทบสองเท่าของอัตราเงินสมทบและรัฐบาลออกให้หนึ่งเท่า ขณะที่ผู้ประกันตนตามมาตรา 33 รัฐบาล นายจ้าง และผู้ประกันตนออกเงินสมทบฝ่ายละเท่ากัน การผลักภาระดังกล่าวไม่เป็นธรรมต่อโจทก์เพราะโจทก์ไม่ได้มีส่วนรับผิดชอบต่อการสิ้นสภาพหรือกลับคืนสภาพการเป็นผู้ประกันตนตามมาตรา 33 กรณีนี้จึงต้องถือว่า การเป็นผู้ประกันตนของโจทก์ทั้งช่วงแรกและช่วงหลังต่อเนื่องเป็นการประกันตนในคราวเดียวกัน โดยให้นับระยะเวลาการประกันตนช่วงแรกและช่วงหลังต่อเนื่องกัน ตามมาตรา 42 เมื่อโจทก์ป่วยเป็นโรคไตวายเรื้อรังระยะสุดท้ายระหว่างการเป็นผู้ประกันตน โจทก์จึงมีสิทธิขอรับบริการทางการแพทย์โดยการฟอกเลือดด้วยเครื่องไตเทียมตามมาตรา 63 ประกอบประกาศคณะกรรมการการแพทย์ตามพระราชบัญญัติประกันสังคม เรื่อง หลักเกณฑ์และอัตราสำหรับประโยชน์ทดแทนในกรณีประสบอันตรายหรือเจ็บป่วยอันมิใช่เนื่องจากการทำงาน กรณีบำบัดทดแทนไตฉบับลงวันที่ 22 พฤศจิกายน 2547 คำสั่งของสำนักงานประกันสังคมเขตพื้นที่ 5 และคำวินิจฉัยอุทธรณ์ของคณะกรรมการอุทธรณ์ของจำเลยที่ปฏิเสธการให้บริการทางการแพทย์ในการบำบัดไตโดยวิธีฟอกเลือดด้วยเครื่องไตเทียมแก่โจทก์ไม่ชอบด้วยกฎหมาย คำพิพากษาของศาลแรงงานกลางชอบแล้ว อุทธรณ์ของจำเลยฟังไม่ขึ้น

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.ประกันสังคม พ.ศ.2533 ม. 4 (6) ม. 33 ม. 42 ม. 63
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นายประจันต์ ศรานนทวัฒน์
จำเลย — สำนักงานประกันสังคม
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลแรงงานกลาง — นายอนันต์ โรจนเนืองนิตย์
ชื่อองค์คณะ
สุนทร ทรงฤกษ์
ชัยวัฒน์ เวียงธีรวัฒน์
อนันต์ ชุมวิสูตร
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4112/2556
#555025
เปิดฉบับเต็ม

ตาม พ.ร.บ.การรื้อฟื้นคดีอาญาขึ้นพิจารณาใหม่ พ.ศ.2526 มาตรา 8 เมื่อผู้ร้องยื่นคำร้องต่อศาลชั้นต้น ศาลชั้นต้นต้องไต่สวนคำร้องแล้วส่งสำนวนการไต่สวนพร้อมความเห็นไปยังศาลอุทธรณ์เพื่อพิจารณาว่าจะสั่งรับคำร้องนั้นไว้เพื่อดำเนินการพิจารณาคดีนั้นใหม่หรือไม่ตามมาตรา 9 ซึ่งในการพิจารณาสั่งคำร้องนั้น มาตรา 10 วรรคหนึ่ง บัญญัติว่า "...ถ้าศาลอุทธรณ์เห็นว่าคำร้องนั้นไม่มีมูล ให้ศาลอุทธรณ์มีคำสั่งยกคำร้องนั้น" และวรรคสองบัญญัติว่า "คำสั่งของศาลอุทธรณ์ตามวรรคหนึ่งให้เป็นที่สุด" ดังนั้น ที่ศาลอุทธรณ์วินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงที่ผู้ร้องหยิบยกขึ้นอ้างล้วนแต่ประกอบด้วยพยานหลักฐานเดิมที่มีอยู่ก่อนและศาลได้วินิจฉัยชั่งน้ำหนักในคดีถึงที่สุดนั้นแล้วทั้งสิ้นหาใช่เป็นพยานหลักฐานใหม่อันขัดแย้งและสำคัญแก่คดีไม่ เหตุตามคำร้องจึงไม่เข้าหลักเกณฑ์ตาม พ.ร.บ.การรื้อฟื้นคดีอาญาขึ้นพิจารณาคดีใหม่ พ.ศ.2526 มาตรา 5 (1) (2) (3) เท่ากับเห็นว่า คำร้องของผู้ร้องไม่มีมูล คำพิพากษาศาลอุทธรณ์ที่ให้ยกคำร้องของผู้ร้องย่อมเป็นที่สุดตามมาตรา 10 วรรคสอง ผู้ร้องจึงไม่มีสิทธิฎีกา

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
คดีสืบเนื่องมาจากศาลชั้นต้นพิพากษาว่า ผู้ร้องมีความผิดฐานมียาเสพติดให้โทษในประเภท 1 (3,4 เมทิลลีน ไดออกซีเมทแอมเฟตามีน) ไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่าย มีวัตถุออกฤทธิ์ในประเภท 2 (คีตามีน) ไว้ในครอบครองเกินปริมาณที่รัฐมนตรีกำหนด มีวัตถุออกฤทธิ์ในประเภท 4 (โคลนาซีแพม) ไว้ในครอบครอง และมีเครื่องกระสุนปืนไว้ในครอบครองโดยไม่ได้รับใบอนุญาต ลงโทษจำคุก 25 ปี 12 เดือน และปรับ 341,000 บาท ศาลอุทธรณ์และศาลฎีกาพิพากษายืน คดีถึงที่สุด ผู้ร้องยื่นคำร้องขอให้รื้อฟื้นคดีอาญาขึ้นพิจารณาใหม่อ้างว่าห้องพักเลขที่ 3/144 ชั้น 17 ที่เกิดเหตุและรถยนต์กระบะ ยี่ห้อโตโยต้า หมายเลขทะเบียน 7 ย - 6244 กรุงเทพมหานคร คันเกิดเหตุที่เจ้าพนักงานตำรวจตรวจค้นพบยาเสพติดให้โทษและวัตถุออกฤทธิ์ของกลางนั้นอยู่ในความครอบครองดูแลของนายดนัย และนางสาวหทัยรัตน์ ซึ่งได้เช่าห้องพักและซื้อรถยนต์กระบะดังกล่าวจากจำเลยก่อนจำเลยถูกจับกุมดำเนินคดี ไม่ใช่ภายหลังจากที่จำเลยถูกจับกุมแล้วดังที่ศาลชั้นต้น ศาลอุทธรณ์และศาลฎีกาวินิจฉัยปรากฏตามหนังสือสัญญาเช่าและหนังสือสัญญาขายรถยนต์จำเลยจึงไม่มีส่วนเกี่ยวข้องกับของกลางที่เจ้าพนักงานตำรวจยึดได้ และหากจำเลยเป็นเจ้าของหรือเกี่ยวข้องกับของกลางนั้นก็จะต้องปรากฏลายพิมพ์นิ้วมือของจำเลยในวัตถุใด ๆ หรือบริเวณต่าง ๆ ที่มีการตรวจค้น นอกจากนั้นจ่าสิบตำรวจสมเจต ซึ่งได้ซุ่มดูจำเลยก่อนเกิดเหตุประมาณ 2 สัปดาห์นั้นก็เบิกความว่า ไม่เคยเห็นจำเลยจำหน่ายยาเสพติดให้โทษ แต่จำเลยกลับถูกเจ้าพนักงานตำรวจข่มขู่ให้รับสารภาพ จึงขอให้รื้อฟื้นคดีดังกล่าวขึ้นพิจารณาใหม่

ศาลชั้นต้นตรวจคำร้องแล้ววินิจฉัยว่า กรณีตามคำร้องของผู้ร้องไม่ต้องด้วยหลักเกณฑ์ตามพระราชบัญญัติการรื้อฟื้นคดีอาญาขึ้นพิจารณาใหม่ พ.ศ.2526 มาตรา 5 เห็นผู้ร้องอุทธรณ์สมควรไม่รับคำร้อง

ผู้ร้องอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน

ผู้ร้องฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า การร้องขอให้ศาลรื้อฟื้นคดีอาญาขึ้นพิจารณาใหม่ตามพระราชบัญญัติการรื้อฟื้นคดีอาญาขึ้นพิจารณาใหม่ พ.ศ.2526 เมื่อผู้ร้องยื่นคำร้องต่อศาลชั้นต้นตามมาตรา 8 ศาลชั้นต้นต้องทำการไต่สวนคำร้องแล้วส่งสำนวนการไต่สวนพร้อมความเห็นไปยังศาลอุทธรณ์ เพื่อให้ศาลอุทธรณ์พิจารณาว่าจะสั่งรับคำร้องนั้นไว้เพื่อดำเนินการพิจารณาคดีนั้นใหม่หรือไม่ตามมาตรา 9 ซึ่งในการพิจารณาสั่งคำร้องของศาลอุทธรณ์นั้น มาตรา 10 วรรคหนึ่ง บัญญัติว่า "เมื่อศาลอุทธรณ์ได้รับสำนวนการไต่สวนและความเห็นแล้วถ้าศาลอุทธรณ์เห็นว่าคำร้องนั้นมีมูลพอที่จะรื้อฟื้นคดีขึ้นพิจารณาพิพากษาใหม่ ให้ศาลอุทธรณ์สั่งรับคำร้องและสั่งให้ศาลชั้นต้นที่รับคำร้องดำเนินการพิจารณาคดีที่รื้อฟื้นขึ้นพิจารณาใหม่ต่อไป แต่ถ้าอุทธรณ์เห็นว่าคำร้องนั้นไม่มีมูล ให้ศาลอุทธรณ์มีคำสั่งยกคำร้องนั้น" และวรรคสองบัญญัติว่า "คำสั่งของศาลอุทธรณ์ตามวรรคหนึ่งให้เป็นที่สุด" เมื่อคดีนี้อยู่ในชั้นที่ศาลอุทธรณ์จักต้องพิจารณาว่าคำร้องของผู้ร้องนั้นมีมูลพอที่จะให้รับคำร้องหรือไม่ ตามมาตรา 10 ดังกล่าว ดังนั้น ที่ศาลอุทธรณ์พิจารณาวินิจฉัยว่าข้อเท็จจริงที่ผู้ร้องหยิบยกขึ้นอ้างล้วนแต่ประกอบด้วยพยานหลักฐานเดิมที่มีอยู่ก่อนและศาลได้วินิจฉัยชั่งน้ำหนักในคดีถึงที่สุดนั้นแล้วทั้งสิ้นหาใช่เป็นพยานหลักฐานใหม่อันขัดแย้งและสำคัญแก่คดีไม่ กรณีเหตุตามคำร้องจึงไม่เข้าหลักเกณฑ์ตามพระราชบัญญัติการรื้อฟื้นคดีอาญาขึ้นพิจารณาใหม่ พ.ศ.2526 มาตรา 5 (1) (2) (3) แล้วพิพากษายกคำร้องเท่ากับว่าศาลอุทธรณ์เห็นว่าคำร้องของผู้ร้องนั้นไม่มีมูล คำพิพากษาของศาลอุทธรณ์ที่ให้ยกคำร้องของผู้ร้องย่อมเป็นที่สุด ตามบทบัญญัติมาตรา 10 วรรคสอง ดังกล่าวข้างต้นผู้ร้องจึงไม่มีสิทธิฎีกา ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัยให้

พิพากษายกฎีกาของผู้ร้อง
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.การรื้อฟื้นคดีอาญาขึ้นพิจารณาใหม่ พ.ศ.2526 ม. 5 ม. 8 ม. 9 ม. 10
ชื่อคู่ความ
ผู้ร้อง — นายกิตติ วิริยะกิจขจร
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลอาญา — นายสุรัตนชัย ศิลาภากุล
ศาลอุทธรณ์ — นายโชติวัฒน์ เหลืองประเสริฐ
ชื่อองค์คณะ
ธีระพงศ์ จิระภาค
วัส ติงสมิตร
ถมรัตน์ เลิศไพรวัน
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4068/2556
#554860
เปิดฉบับเต็ม

พ.ร.บ.ล้างมลทินในวโรกาสที่พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดชมีพระชนมพรรษา 80 พรรษา พ.ศ.2550 มีผลให้ล้างมลทินแก่บรรดาผู้ต้องโทษในกรณีความผิดต่างๆ ที่ได้กระทำก่อนหรือในวันที่ 5 ธันวาคม 2550 และได้พ้นโทษไปแล้วก่อนหรือในวันที่พระราชบัญญัติดังกล่าวใช้บังคับเท่านั้น จำเลยที่ 1 ได้รับการรอการลงโทษ ย่อมไม่มีวันพ้นโทษ ดังนั้นจำเลยที่ 1 จึงไม่ได้รับประโยชน์จาก พ.ร.บ.ล้างมลทินในวโรกาสที่พระบาลสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดชมีพระชนมพรรษา 80 พรรษา พ.ศ.2550

แม้โจทก์ไม่อุทธรณ์ขอให้บวกโทษและไม่ฎีกา ก็เป็นกรณีที่ความปรากฏแก่ศาลเองตาม ป.อ. มาตรา 58 วรรคแรก ศาลย่อมบวกโทษจำคุกของจำเลยที่ 1 ที่ได้รับการรอการลงโทษไว้ในคดีก่อนได้

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ขอให้ลงโทษจำเลยทั้งสามตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 มาตรา 4, 7, 8, 15, 26, 66, 76/1, 102 พระราชบัญญัติอาวุธปืน เครื่องกระสุนปืน วัตถุระเบิด ดอกไม้เพลิง และสิ่งเทียมอาวุธปืน พ.ศ.2490 มาตรา 7, 72 ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 32, 33, 58, 91 ริบของกลางและบวกโทษจำคุกจำเลยที่ 1 ที่ศาลชั้นต้นรอการลงโทษไว้ในคดีอาญาหมายเลขแดงที่ 851/2548 ของศาลชั้นต้น ซึ่งศาลพิพากษาลงโทษจำคุก 6 เดือน แต่รอการลงโทษจำคุกไว้ 2 ปี เข้ากับโทษจำคุกของจำเลยที่ 1 ในคดีนี้

จำเลยที่ 1 ให้การปฏิเสธ แต่รับว่าเป็นบุคคลคนเดียวกับจำเลยในคดีที่โจทก์ขอให้บวกโทษ

จำเลยที่ 2 และที่ 3 ให้การรับสารภาพ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยทั้งสามมีความผิดตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 มาตรา 15 วรรคสาม, 66 วรรคสอง, 26 วรรคหนึ่ง, 76วรรคหนึ่ง ประกอบประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83 เป็นความผิดหลายกรรมต่างกัน ให้ลงโทษทุกกรรมเป็นกระทงความผิดไปตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 ฐานร่วมกันมีเมทแอมเฟตามีนไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่าย จำคุกคนละ 7 ปี และปรับคนละ 400,000 บาท ฐานร่วมกันมีกัญชาไว้ในครอบครองโดยไม่ได้รับอนุญาต จำคุกคนละ 3 เดือน รวมจำคุกจำเลยทั้งสามคนละ 7 ปี 3 เดือน และปรับคนละ 400,000 บาท คำให้การในชั้นสอบสวนและทางนำสืบของจำเลยที่ 1 เป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้จำเลยที่ 1 หนึ่งในสาม จำเลยที่ 2 และที่ 3 ให้การรับสารภาพลดโทษให้กึ่งหนึ่ง ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คงจำคุกจำเลยที่ 1 มีกำหนด 4 ปี 10 เดือน และปรับ 266,666 บาท จำคุกจำเลยที่ 2 และที่ 3 คนละ 3 ปี 7 เดือน 15 วัน และปรับ 200,000 บาท ไม่ชำระค่าปรับให้จัดการตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 29, 30 ในกรณีกักขังแทนค่าปรับให้กักขังแทนไม่เกินคนละ 2 ปี ริบอาวุธปืน กระสุนปืน เมทแอมเฟตามีน กัญชาและอุปกรณ์การเสพของกลางทั้งหมด ส่วนคำขอให้บวกโทษจำคุกของจำเลยที่ 1 นั้น เนื่องจากจำเลยที่ 1 ได้รับการล้างมลทินตามพระราชบัญญัติล้างมลทินในวโรกาสที่พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดชมีพระชนมพรรษา 80 พรรษา พ.ศ.2550 ไม่อาจนำโทษจำคุกจำเลยที่ 1 ในคดีดังกล่าวมาบวกกับโทษจำคุกของจำเลยที่ 1 ในคดีนี้ได้ คำขอส่วนนี้และข้อหาอื่นจึงให้ยก

โจทก์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 8 พิพากษาแก้เป็นว่า จำเลยทั้งสามมีความผิดตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 มาตรา 15 วรรคสาม (2), 66 วรรคสาม พระราชบัญญัติอาวุธปืน เครื่องกระสุนปืน วัตถุระเบิด ดอกไม้เพลิง และสิ่งเทียมอาวุธปืน พ.ศ. 2490 มาตรา 7, 72 วรรคหนึ่ง ประกอบประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83, 76 (ที่ถูก ไม่ต้องปรับมาตรา 76) เป็นความผิดหลายกรรมต่างกัน ให้ลงโทษทุกกรรมเป็นกระทงความผิดไปตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 ฐานร่วมกันมีเมทแอมเฟตามีนไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่าย จำคุกจำเลยที่ 1 และที่ 2 คนละตลอดชีวิต และปรับคนละ 2,100,000 บาท จำเลยที่ 3 อายุ 19 ปี ลดมาตราส่วนโทษให้หนึ่งในสามตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 (ที่ถูกมาตรา 76 ประกอบมาตรา 53) จำคุก 33 ปี 4 เดือน และปรับ 1,400,000 บาท ฐานร่วมกันมีอาวุธปืน จำคุกจำเลยที่ 1 และที่ 2 คนละ 1 ปี จำคุกจำเลยที่ 3 มีกำหนด 8 เดือน ทางนำสืบของจำเลยที่ 1 เป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้หนึ่งในสาม จำเลยที่ 2 และที่ 3 ให้การรับสารภาพ ลดโทษให้กึ่งหนึ่ง ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 (ที่ถูก ประกอบมาตรา 53) คงลงโทษฐานร่วมกันมีเมทแอมเฟตามีนไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่าย จำคุกจำเลยที่ 1 มีกำหนด 33 ปี 4 เดือน และปรับ 1,400,000 บาท จำคุกจำเลยที่ 2 มีกำหนด 25 ปี และปรับ 1,050,000 บาทจำคุกจำเลยที่ 3 มีกำหนด 16 ปี 8 เดือน และปรับ 700,000 บาท ฐานร่วมกันมีอาวุธปืน จำคุกจำเลยที่ 1 มีกำหนด 8 เดือน จำเลยที่ 2 มีกำหนด 6 เดือน จำเลยที่ 3 มีกำหนด 4 เดือน เมื่อรวมโทษฐานร่วมกันมีกัญชาไว้ในครอบครองโดยไม่ได้รับอนุญาตตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น หลังลดโทษให้จำเลยที่ 1 หนึ่งในสาม ลดโทษให้จำเลยที่ 2 กึ่งหนึ่ง และลดมาตราส่วนโทษหนึ่งในสามกับลดโทษให้กึ่งหนึ่งแก่จำเลยที่ 3 ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 แล้ว เป็นจำคุกจำเลยที่ 1 มีกำหนด 33 ปี 14 เดือน และปรับ 1,400,000 บาท จำเลยที่ 2 มีกำหนด 25 ปี 7 เดือน 15 วัน และปรับ 1,050,000 บาท และจำเลยที่ 3 มีกำหนด 16 ปี 13 เดือน และปรับ 700,000 บาท ไม่ชำระค่าปรับให้กักขังแทนไม่เกินคนละ 2 ปี ไม่ริบอุปกรณ์การเสพของกลาง นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

จำเลยที่ 1 ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงที่โจทก์และจำเลยที่ 1 นำสืบรับกันฟังได้ว่า ในวันเกิดเหตุ เวลาประมาณ 17 นาฬิกา เจ้าพนักงานตำรวจสถานีตำรวจภูธรเกาะสมุยนำหมายค้นไปตรวจค้นบ้านเลขที่ 14/3 หมู่ที่ 4 ตำบลบ่อผุด อำเภอเกาะสมุย จังหวัดสุราษฎร์ธานี ซึ่งมีจำเลยที่ 1 และที่ 2 สามีภริยาเป็นผู้เช่า และมีจำเลยที่ 3 เป็นผู้อาศัยอยู่ในบ้าน จากการตรวจค้นพบเมทแอมเฟตามีนอยู่ภายในบ้าน 3 แห่ง คือในกระเป๋ากางเกงด้านหลังของจำเลยที่ 3 จำนวน 12 เม็ด ที่ลิ้นชักตู้เสื้อผ้าในห้องนอนของจำเลยที่ 1 และที่ 2 จำนวน 5 เม็ด และตกอยู่ที่พื้นห้องน้ำอีก 5 เม็ด ในถุงพลาสติก 2 เม็ด นอกจากนั้นยังพบกัญชาแห้งอัดแท่ง 3 แท่ง ในกะละมังใส่ผ้า กัญชาผสมบุหรี่ 1 ถ้วย ถุงพลาสติกขนาดเล็ก 200 ใบ สมุดรายชื่อลูกค้า 2 เล่ม อุปกรณ์การเสพเมทแอมเฟตามีนและกัญชา กับสัญญาเช่าบ้านเลขที่ 76/22 หมู่ที่ 5 ตำบลบ่อผุด อำเภอเกาะสมุย จังหวัดสุราษฎร์ธานี โดยมีนายมณเฑียร บุตรนางบุญเยี่ยม เป็นผู้ให้เช่า จึงยึดเป็นของกลาง จากนั้นตามไปตรวจค้นบ้านเลขที่ 76/22 พบเมทแอมเฟตามีน 10,071 เม็ด แยกใส่ถุงพลาสติก 4 ใบ ซ่อนอยู่ในกล่องกระดาษชำระ กับอาวุธปืนพกขนาด 9 มม. พร้อมกระสุนปืนขนาดเดียวกันบรรจุอยู่ในซองกระสุนซุกซ่อนอยู่ในตู้เสื้อผ้าในห้องนอน จึงยึดเป็นของกลาง นำส่งพนักงานสอบสวนดำเนินคดี โจทก์ฟ้องว่า จำเลยทั้งสามร่วมกันมีเมทแอมเฟตามีนที่พบทั้งหมด คือ 10,095 เม็ด ไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่าย ร่วมกันมีกัญชาไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่าย และร่วมกันมีอาวุธปืนพกไม่มีเครื่องหมายทะเบียนพร้อมกระสุนปืนไว้ในครอบครองโดยไม่ได้รับใบอนุญาต ศาลชั้นต้นฟังว่า จำเลยทั้งสามร่วมกันกระทำความผิดเฉพาะของกลางที่ตรวจพบในบ้านหลังแรก คือ ร่วมกันมีเมทแอมเฟตามีน 24 เม็ด ไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่าย และร่วมกันมีกัญชาไว้ในครอบครองโดยไม่ได้รับอนุญาต โจทก์อุทธรณ์ฝ่ายเดียวขอให้ลงโทษจำเลยทั้งสามสำหรับเมทแอมเฟตามีนและอาวุธปืนที่พบในบ้านหลังที่สองด้วย โดยไม่อุทธรณ์ขอให้บวกโทษจำเลยที่ 1 ศาลอุทธรณ์ภาค 8 ฟังว่า จำเลยทั้งสามร่วมกันกระทำความผิดเกี่ยวกับของกลางที่พบในบ้านหลังที่สอง คือ เมทแอมเฟตามีนอีก 10,071 เม็ด กับอาวุธปืนพกพร้อมกระสุนปืนด้วย พิพากษาแก้บทลงโทษในความผิดฐานร่วมกันมีเมทแอมเฟตามีนไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่ายจากมาตรา 66 วรรคสอง แห่งพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ. 2522 เป็นมาตรา 66 วรรคสาม กับพิพากษาว่า จำเลยทั้งสามร่วมกันมีอาวุธปืนไว้ในครอบครองโดยไม่ได้รับใบอนุญาตอีกกรรมหนึ่ง รวมกับความผิดฐานร่วมกันมีกัญชาไว้ในครอบครองโดยไม่ได้รับอนุญาต เป็นลงโทษจำเลยทั้งสามรวม 3 กรรม สำหรับฟ้องโจทก์ในข้อหาร่วมกันมีกัญชาไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่ายซึ่งศาลชั้นต้นพิพากษาว่าจำเลยทั้งสามมีความผิดเพียงฐานร่วมกันมีกัญชาไว้ในครอบครองโดยไม่ได้รับอนุญาตนั้น โจทก์ไม่อุทธรณ์คำวินิจฉัยของศาลชั้นต้นในส่วนนี้ ข้อเท็จจริงจึงฟังเป็นยุติว่าจำเลยทั้งสามร่วมกันมีกัญชาไว้ในครอบครองโดยไม่ได้รับอนุญาต

คดีนี้โจทก์บรรยายฟ้องว่า ของกลางมี 7 รายการ คือ เมทแอมเฟตามีนกัญชา อาวุธปืน กระสุนปืน โทรศัพท์เคลื่อนที่ 2 เครื่อง ถุงพลาสติก 200 ใบ และบัญชีลูกค้ายาเสพติด 1 ชุด ขอให้ริบทั้งหมด และขอให้บวกโทษจำเลยที่ 1 ที่ศาลชั้นต้นรอการลงโทษจำคุกไว้ในคดีอาญาหมายเลขแดงที่ 851/2548 ของศาลชั้นต้นเข้ากับโทษของจำเลยที่ 1 ในคดีนี้ สำหรับโทรศัพท์เคลื่อนที่นั้นตามคำฟ้องของโจทก์ โจทก์บรรยายฟ้องและขอให้ลงโทษจำเลยทั้งสามเฉพาะฐานร่วมกันมีเมทแอมเฟตามีนและกัญชาไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่าย มิได้ฟ้องข้อหาร่วมกันจำหน่ายด้วย ทั้งทางพิจารณาก็ไม่ได้ความว่าจำเลยทั้งสามได้ใช้โทรศัพท์เคลื่อนที่ของกลางในการกระทำความผิดเกี่ยวกับยาเสพติดข้อหามีไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่ายตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 มาตรา 102 หรือมีไว้เพื่อใช้ในการกระทำผิดหรือได้มาโดยการกระทำความผิดอันจะพึงริบได้ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 33 (1) (2) แต่อย่างใด จึงไม่อาจริบโทรศัพท์เคลื่อนที่ 2 เครื่อง ของกลางตามขอได้ ส่วนคำขอให้บวกโทษจำเลยที่ 1 เข้ากับโทษของจำเลยในคดีอาญาหมายเลขแดงที่ 851/2548 ของศาลชั้นต้นนั้น เห็นว่า พระราชบัญญัติล้างมลทินในวโรกาสที่พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดชมีพระชนมพรรษา 80 พรรษา พ.ศ.2550 มีผลให้ล้างมลทินแก่บรรดาผู้ต้องโทษในกรณีความผิดต่าง ๆ ที่ได้กระทำก่อนหรือในวันที่ 5 ธันวาคม 2550 และได้พ้นโทษไปแล้วก่อนหรือในวันที่พระราชบัญญัติดังกล่าวใช้บังคับเท่านั้น จำเลยที่ 1 ได้รับการรอการลงโทษ ย่อมไม่มีวันพ้นโทษ ดังนั้นจำเลยที่ 1 จึงไม่ได้รับประโยชน์จากพระราชบัญญัติล้างมลทินฯ ดังคำวินิจฉัยของศาลชั้นต้น แม้โจทก์ไม่อุทธรณ์ในปัญหาดังกล่าวและไม่ฎีกา ก็เป็นกรณีที่ความปรากฏแก่ศาลเองตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 58 วรรคแรก ศาลย่อมบวกโทษจำคุกของจำเลยที่ 1 ที่ได้รับการรอการลงโทษไว้ในคดีก่อนได้ ที่ศาลชั้นต้นยกคำขอของโจทก์ในส่วนนี้และศาลอุทธรณ์ภาค 8 ไม่ได้แก้ไขจึงไม่ถูกต้อง ศาลฎีกาสมควรแก้ไข

พิพากษาแก้เป็นว่า จำเลยที่ 3 มีความผิดฐานร่วมกันมีเมทแอมเฟตามีน 24 เม็ด ไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่ายตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ. 2522 มาตรา 15 วรรคสาม (2), 66 วรรคสอง ลดมาตราส่วนโทษให้หนึ่งในสามตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 8 จำคุก 6 ปี และปรับ 400,000 บาท จำเลยที่ 3 ให้การรับสารภาพลดโทษให้อีกกึ่งหนึ่งตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 เป็นจำคุก 3 ปี และปรับ 200,000 บาท รวมกับโทษจำคุกอีก 1 เดือน หลังจากลดมาตราส่วนโทษและลดโทษในความผิดฐานมีกัญชาไว้ในครอบครองโดยไม่ได้รับอนุญาตตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 8 แล้ว เป็นจำคุกจำเลยที่ 3 มีกำหนด 3 ปี 1 เดือน และปรับ 200,000 บาท ยกฟ้องโจทก์สำหรับจำเลยที่ 2 และที่ 3 ในข้อหาร่วมกันมีอาวุธปืนไว้ในครอบครองโดยไม่ได้รับใบอนุญาต และยกฟ้องโจทก์สำหรับจำเลยที่ 3 ในข้อหาร่วมกันมีเมทแอมเฟตามีนที่เหลือ10,071 เม็ด ไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่าย คงลงโทษจำเลยที่ 2 ฐานร่วมกันมีเมทแอมเฟตามีน 10,095 เม็ด ไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่าย หลังจากลดโทษกึ่งหนึ่งตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 8 แล้ว จำคุก 25 ปี และปรับ 1,050,000 บาทรวมกับโทษจำคุก 1 เดือน 15 วัน ฐานร่วมกันมีกัญชาไว้ในครอบครองโดยไม่ได้รับอนุญาตหลังจากลดโทษกึ่งหนึ่งตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 8 แล้ว เป็นจำคุกจำเลยที่ 2 มีกำหนด 25 ปี 1 เดือน 15 วัน และปรับ 1,050,000 บาท นำโทษจำคุกของจำเลยที่ 1 ที่ศาลชั้นต้นรอการลงโทษไว้ในคดีอาญาหมายเลขแดงที่ 851/2548 มาบวกเข้ากับโทษของจำเลยที่ 1 ในคดีนี้ เป็นลงโทษจำคุกจำเลยที่ 1 มีกำหนด 33 ปี 20 เดือน และปรับ 1,400,000 บาท ไม่ริบโทรศัพท์เคลื่อนที่ 2 เครื่องของกลาง โดยให้คืนแก่เจ้าของ นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 8
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.อ. ม. 58
พ.ร.บ.ล้างมลทินในวโรกาสที่พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดชมีพระชนมพรรษา 80 พรรษา พ.ศ.2550 ม. 4
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการจังหวัดสุราษฎร์ธานี(เกาะสมุย)
จำเลย — นายไก่แก้วหรือตี๋ อุทัยพิบูลย์ กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดเกาะสมุย — นายนันทชัย ผุดภักดี
ศาลอุทธรณ์ภาค 8 — นายบุญสิทธิ์ คงสุวรรณ
ชื่อองค์คณะ
พิศล พิรุณ
วัชรินทร์ ปัจเจกวิญญูสกุล
ปิ่น ศรีเมือง
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4013/2556
#559117
เปิดฉบับเต็ม

กรณีที่จะเป็นการดำเนินกระบวนพิจารณาซ้ำหรือฟ้องซ้ำนั้น ต้องเป็นการดำเนินกระบวนพิจารณาหรือฟ้องอันเกี่ยวกับประเด็นข้อเดียวกันที่ศาลได้มีการวินิจฉัยชี้ขาดไปแล้ว หากประเด็นในเรื่องแรกที่ศาลได้มีคำวินิจฉัยชี้ขาดไปเป็นคนละเรื่องคนละกรณีกันกับประเด็นในเรื่องหลัง ก็ไม่ถือว่าเป็นการดำเนินกระบวนพิจารณาหรือฟ้องคดีอันเกี่ยวเนื่องกับคดีหรือประเด็นที่ได้มีคำวินิจฉัยแล้ว

ประเด็นที่ต้องวินิจฉัยตามคำร้องฉบับแรกมีว่า ผู้ร้องมีสิทธิเข้าสวมสิทธิเป็นคู่ความแทนบริษัทบริหารสินทรัพย์ พ. ผู้สวมสิทธิเป็นคู่ความแทนโจทก์เดิมหรือไม่ ส่วนคำร้องฉบับที่สอง ผู้ร้องขอเข้าสวมสิทธิเป็นคู่ความแทนบรรษัทบริหารสินทรัพย์ ท. จึงเป็นการร้องขอเข้าสวมสิทธิเป็นเจ้าหนี้ตามคำพิพากษาเพื่อบังคับคดีแก่จำเลยทั้งห้า ถือว่าการร้องขอเข้าสวมสิทธิของผู้ร้องในฉบับที่สองนี้เป็นการร้องขอเข้าสวมสิทธิโดยอาศัยเหตุที่มาคนละเหตุกัน ประเด็นที่ต้องวินิจฉัยตามคำร้องฉบับที่สองจึงอาศัยเหตุที่ต้องวินิจฉัยแตกต่างกับคำร้องฉบับแรก การยื่นคำร้องฉบับที่สองของผู้ร้องจึงไม่เป็นการดำเนินกระบวนพิจารณาซ้ำหรือฟ้องซ้ำกับคำร้องฉบับแรก

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
คดีสืบเนื่องมาจากศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางมีคำพิพากษาคดีถึงที่สุดให้จำเลยทั้งห้าร่วมกันชำระหนี้ตามคำขอเปิดเลตเตอร์ออฟเครดิต สัญญาทรัสต์รีซีท และสัญญาค้ำประกัน 12,223,378.04 บาท พร้อมดอกเบี้ย

ระหว่างการบังคับคดีตามคำพิพากษา บริษัทบริหารสินทรัพย์สุขุมวิท จำกัด ผู้ร้อง ยื่นคำร้องฉบับแรกเมื่อวันที่ 12 มกราคม 2552 ขอให้ศาลมีคำสั่งอนุญาตให้ผู้ร้องเข้าสวมสิทธิเป็นคู่ความแทนผู้สวมสิทธิเป็นคู่ความแทนโจทก์เดิม

ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางไต่สวนคำร้องแล้วมีคำสั่งเมื่อวันที่ 21 ธันวาคม 2552 ให้ยกคำร้อง

ผู้ร้องไม่ได้อุทธรณ์คำสั่งของศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลาง แต่ได้ยื่นคำร้องฉบับที่สองเมื่อวันที่ 1 เมษายน 2553 ขอสวมสิทธิเป็นคู่ความแทนอีกครั้งหนึ่ง

บรรษัทบริหารสินทรัพย์ไทยและผู้สวมสิทธิเป็นคู่ความแทนโจทก์เดิมไม่คัดค้านการยื่นคำร้องขอเข้าสวมสิทธิของผู้ร้อง ส่วนจำเลยที่ 2 ยื่นคำร้องคัดค้าน

ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางไต่สวนคำร้องแล้วมีคำสั่งให้ผู้ร้องเข้าสวมสิทธิเป็นคู่ความแทนผู้สวมสิทธิเป็นคู่ความแทนโจทก์เดิมได้

จำเลยที่ 2 อุทธรณ์คำสั่งต่อศาลฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงที่คู่ความไม่ได้โต้แย้งกันในชั้นนี้รับฟังเป็นยุติว่า เมื่อวันที่ 12 ตุลาคม 2544 ผู้สวมสิทธิเป็นคู่ความแทนโจทก์เดิมทำสัญญาโอนสินทรัพย์และหลักประกันด้อยคุณภาพให้แก่บรรษัทบริหารสินทรัพย์ไทย ซึ่งรวมถึงสิทธิเรียกร้องที่มีต่อจำเลยทั้งห้าด้วย โดยบรรษัทบริหารสินทรัพย์ไทยรับโอนเมื่อวันที่ 9 มิถุนายน 2546 ต่อมาเมื่อวันที่ 7 พฤษภาคม 2547 ผู้สวมสิทธิเป็นคู่ความแทนโจทก์เดิมโอนกิจการให้แก่ผู้ร้องตามมติของกองทุนฟื้นฟูและพัฒนาระบบสถาบันการเงิน และในวันที่ 24 มกราคม 2551 บรรษัทบริหารสินทรัพย์ไทยได้ทำสัญญาโอนคืนสินทรัพย์และหลักประกันด้อยคุณภาพ รวมถึงสิทธิเรียกร้องที่มีต่อจำเลยทั้งห้าให้แก่ผู้สวมสิทธิเป็นคู่ความแทนโจทก์เดิม

มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของจำเลยที่ 2 ว่า การดำเนินกระบวนพิจารณาตามคำร้องขอเข้าสวมสิทธิของผู้ร้องฉบับที่สองเป็นการดำเนินกระบวนพิจารณาซ้ำและฟ้องซ้ำตามมาตรา 26 แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศและวิธีพิจารณาคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศ พ.ศ.2539 ประกอบมาตรา 144 และ 148 แห่งประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่งหรือไม่ เห็นว่า กรณีที่จะเป็นการดำเนินกระบวนพิจารณาซ้ำหรือฟ้องซ้ำนั้น ต้องเป็นการดำเนินกระบวนพิจารณาหรือฟ้องอันเกี่ยวกับประเด็นข้อเดียวกันที่ศาลได้มีการวินิจฉัยชี้ขาดไปแล้ว หากประเด็นในเรื่องแรกที่ศาลได้มีคำวินิจฉัยชี้ขาดไปเป็นคนละเรื่องคนละกรณีกันกับประเด็นในเรื่องหลัง ก็ไม่ถือว่าเป็นการดำเนินกระบวนพิจารณาหรือฟ้องคดีอันเกี่ยวเนื่องกับคดีหรือประเด็นที่ได้มีคำวินิจฉัยแล้ว คดีนี้ได้ความว่าผู้ร้องยื่นคำร้องฉบับแรกอ้างว่า ผู้ร้องได้รับโอนสินทรัพย์รวมทั้งสิทธิเรียกร้องที่บริษัทบริหารสินทรัพย์เพชรบุรี จำกัด ผู้สวมสิทธิเป็นคู่ความแทนโจทก์เดิมมีต่อจำเลยทั้งห้ามาจากผู้สวมสิทธิเป็นคู่ความแทนโจทก์เดิมตั้งแต่วันที่ 7 พฤษภาคม 2547 จึงขอให้ศาลมีคำสั่งอนุญาตให้ผู้ร้องเข้าสวมสิทธิเป็นคู่ความแทนผู้สวมสิทธิเป็นคู่ความแทนโจทก์เดิม อันเป็นการร้องขอเข้าสวมสิทธิเป็นคู่ความแทนบริษัทบริหารสินทรัพย์เพชรบุรี จำกัด ผู้สวมสิทธิเป็นคู่ความแทนโจทก์เดิม โดยประเด็นที่ต้องวินิจฉัยตามคำร้องฉบับนี้มีว่า ผู้ร้องมีสิทธิเข้าสวมสิทธิเป็นคู่ความแทนบริษัทบริหารสินทรัพย์เพชรบุรี จำกัด ผู้สวมสิทธิเป็นคู่ความแทนโจทก์เดิมหรือไม่ ส่วนคำร้องฉบับที่สองได้ความว่า ผู้ร้องอ้างว่าบริษัทบริหารสินทรัพย์เพชรบุรี จำกัด ได้ทำสัญญาโอนสินทรัพย์และหลักประกันด้อยคุณภาพของจำเลยทั้งห้าให้แก่บรรษัทบริหารสินทรัพย์ไทยเมื่อวันที่ 9 มิถุนายน 2546 และต่อมาบรรษัทบริหารสินทรัพย์ไทยได้มีหนังสือแจ้งถึงการโอนสินทรัพย์และหลักประกันด้อยคุณภาพของจำเลยทั้งห้าดังกล่าวคืนให้แก่บริษัทบริหารสินทรัพย์เพชรบุรี จำกัด แต่เนื่องจากกองทุนและพัฒนาระบบสถาบันการเงินได้มีมติให้โอนกิจการบริษัทบริหารสินทรัพย์เพชรบุรี จำกัด ให้แก่ผู้ร้อง เมื่อวันที่ 7 พฤษภาคม 2547 สินทรัพย์และหลักประกันด้อยคุณภาพของจำเลยทั้งห้าจึงตกแก่ผู้ร้องตามพระราชกำหนดบรรษัทบริหารสินทรัพย์ไทย พ.ศ.2544 ผู้ร้องจึงขอเข้าสวมสิทธิเป็นคู่ความแทนบรรษัทบริหารสินทรัพย์ไทย เห็นได้ว่า คำร้องฉบับที่สองของผู้ร้องเป็นการอ้างเหตุผลที่มาแห่งสิทธิของผู้ร้องเพื่อร้องขอสวมสิทธิแทนบรรษัทบริหารสินทรัพย์ไทย เนื่องจากบรรษัทบริหารสินทรัพย์ไทยได้โอนคืนสินทรัพย์และหลักประกัน แม้ว่าในขณะที่ผู้ร้องยื่นคำร้องวันที่ 1 เมษายน 2553 สินทรัพย์และหลักประกันด้อยคุณภาพของจำเลยทั้งห้าดังกล่าวจะไม่ได้อยู่กับบรรษัทบริหารสินทรัพย์ไทยแล้วเพราะได้โอนคืนให้แก่บริษัทบริหารสินทรัพย์เพชรบุรี จำกัด ตั้งแต่วันที่ 24 มกราคม 2551 แต่การที่บริษัทบริหารสินทรัพย์เพชรบุรี จำกัด ได้โอนกิจการทั้งหมดให้แก่ผู้ร้องแล้วเมื่อวันที่ 7 พฤษภาคม 2547 ก่อนที่บรรษัทบริหารสินทรัพย์ไทยจะแจ้งการโอนคืนสินทรัพย์และหลักประกันด้อยคุณภาพดังกล่าว ฉะนั้น สิทธิเรียกร้องใด ๆ ที่เป็นของบริษัทบริหารสินทรัพย์เพชรบุรี จำกัด นับแต่นั้นมาย่อมตกแก่ผู้ร้องโดยผลของกฎหมาย จึงถือได้ว่าการโอนคืนสินทรัพย์และหลักประกันด้อยคุณภาพดังกล่าวของบรรษัทบริหารสินทรัพย์ไทยเป็นการโอนคืนสินทรัพย์และหลักประกันด้อยคุณภาพให้แก่ผู้ร้องนั่นเอง ผู้ร้องจึงเป็นเจ้าหนี้ตามคำพิพากษาโดยผลของกฎหมายและมีสิทธิยื่นคำร้องเพื่อเข้าสวมสิทธิเป็นคู่ความแทนในสินทรัพย์และหลักประกันด้อยคุณภาพของจำเลยทั้งห้าในคดีนี้ได้ การที่ผู้ร้องยื่นคำร้องฉบับที่สองนี้ จึงเป็นการร้องขอเข้าสวมสิทธิเป็นเจ้าหนี้ตามคำพิพากษาเพื่อบังคับคดีแก่จำเลยทั้งห้า ถือว่าการร้องขอเข้าสวมสิทธิของผู้ร้องในฉบับที่สองนี้เป็นการร้องขอเข้าสวมสิทธิโดยอาศัยเหตุที่มาคนละเหตุกัน ประเด็นที่ต้องวินิจฉัยตามคำร้องฉบับที่สองจึงอาศัยเหตุที่ต้องวินิจฉัยแตกต่างกับคำร้องฉบับแรก การยื่นคำร้องฉบับที่สองของผู้ร้องจึงไม่เป็นการดำเนินกระบวนพิจารณาซ้ำหรือฟ้องซ้ำกับคำร้องฉบับแรก เมื่อวินิจฉัยเช่นนี้แล้วอุทธรณ์ข้ออื่นของจำเลยที่ 2 ก็ไม่เป็นประโยชน์แก่คดีเพราะไม่ทำให้ผลแห่งคดีเปลี่ยนแปลงไป ที่ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางวินิจฉัยมานั้น ศาลฎีกาแผนกคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศเห็นพ้องด้วยในผล อุทธรณ์ของจำเลยที่ 2 ฟังไม่ขึ้น

พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นนี้ให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ. ม. 144 ม. 148
พ.ร.บ.จัดตั้งศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศและวิธีพิจารณาคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศ พ.ศ.2539 ม. 26
ชื่อคู่ความ
ธนาคารศรีนคร จำกัด (มหาชน)
โดยบริษัทบริหารสินทรัพย์เพชรบุรี จำกัด
โจทก์ — ผู้สวมสิทธิเป็นคู่ความแทน
ผู้ร้อง — บริษัทบริหารสินทรัพย์สุขุมวิท จำกัด
จำเลย — บริษัทซันกรีนอินเตอร์เทรด จำกัด กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลาง — นายสุรพล คงลาภ
ชื่อองค์คณะ
อนันต์ วงษ์ประภารัตน์
อร่าม เสนามนตรี
ธัชพันธ์ ประพุทธนิติสาร
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3946/2556
#541473
เปิดฉบับเต็ม

ตามอุทธรณ์ของผู้ร้องกล่าวอ้างเพียงว่าศาลชั้นต้นเลือกรับฟังพยานหลักฐานในบางเรื่องแล้วพิจารณาพิพากษาคดีไป โดยอ้างบทกฎหมายคลาดเคลื่อน และผู้ร้องเห็นว่าเป็นปัญหาอันเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชน อันเป็นข้ออ้างเกี่ยวกับดุลพินิจในการรับฟังพยานหลักฐานอันนำไปสู่การอ้างว่าการฟังข้อเท็จจริงไม่ชอบทำให้ปรับบทกฎหมายผิด เป็นอุทธรณ์โต้แย้งดุลพินิจในการรับฟังพยานหลักฐานของศาลชั้นต้น เมื่อไม่ปรากฏว่าศาลชั้นต้นรับฟังพยานหลักฐานโดยฝ่าฝืนต่อกฎหมายที่จะเป็นคำพิพากษาที่ฝ่าฝืนต่อบทกฎหมายอันเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชนแต่อย่างใด อุทธรณ์ของผู้ร้องจึงต้องห้ามตามมาตรา 45 วรรคหนึ่ง ศาลฎีกาไม่รับอุทธรณ์ของผู้ร้องไว้พิจารณา

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
ผู้ร้องยื่นคำร้องขอให้ศาลเพิกถอนคำชี้ขาดของคณะอนุญาโตตุลาการโดยอ้างว่าการยอมรับหรือการบังคับตามคำชี้ขาดนั้นจะเป็นการขัดต่อความสงบเรียบร้อยหรือศีลธรรมอันดีของประชาชน เนื่องจากคณะอนุญาโตตุลาการวินิจฉัยข้อเท็จจริงโดยรับฟังพยานหลักฐานเพียงฝ่ายเดียว และวินิจฉัยข้อกฎหมายไม่ถูกต้อง จึงยื่นคำร้องให้เพิกถอนคำชี้ขาดของคณะอนุญาโตตุลาการ ตามพระราชบัญญัติอนุญาโตตุลาการ พ.ศ.2545 มาตรา 40

ผู้คัดค้านยื่นคำคัดค้านขอให้ยกคำร้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้ยกคำร้อง ค่าฤชาธรรมเนียมให้เป็นพับ

ผู้ร้องอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 2 เห็นว่า พระราชบัญญัติอนุญาโตตุลาการ พ.ศ. 2545 มาตรา 45 บัญญัติให้อุทธรณ์คำพิพากษาต่อศาลฎีกา จึงให้ส่งสำนวนคืนศาลชั้นต้นเพื่อดำเนินการส่งศาลฎีกาต่อไป

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า คดีนี้ผู้ร้องขอเพิกถอนคำชี้ขาดของคณะอนุญาโตตุลาการต่อศาล ศาลชั้นต้นมีคำพิพากษาแล้ว ให้ยกคำร้องของผู้ร้อง การที่ผู้ร้องยื่นอุทธรณ์ จึงต้องเป็นไปตามพระราชบัญญัติอนุญาโตตุลาการ พ.ศ.2545 มาตรา 45 ซึ่งความในมาตรา 45 วรรคท้าย บัญญัติให้อุทธรณ์ต่อศาลฎีกาหรือศาลปกครองสูงสุด การที่ผู้ร้องยื่นอุทธรณ์ต่อศาลอุทธรณ์ภาค 2 จึงไม่ชอบ แต่เมื่อศาลอุทธรณ์ภาค 2 เห็นว่าคดีไม่อยู่ในอำนาจศาลอุทธรณ์ภาค 2 และส่งสำนวนให้ศาลชั้นต้นส่งศาลฎีกา ศาลฎีกาจึงรับวินิจฉัยอุทธรณ์ของผู้ร้องได้ตามความในมาตรา 45 ดังกล่าว แต่กรณีจะอุทธรณ์ได้ตามมาตรา 45 จะต้องได้ความว่า (1) การยอมรับหรือการบังคับตามคำชี้ขาดนั้นจะเป็นการขัดต่อความสงบเรียบร้อยหรือศีลธรรมอันดีของประชาชน (2) คำสั่งหรือคำพิพากษานั้นฝ่าฝืนต่อบทกฎหมายอันเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชน (3) คำสั่งหรือคำพิพากษานั้นไม่ตรงกับคำชี้ขาดของคณะอนุญาโตตุลาการ (4) ผู้พิพากษา หรือตุลาการซึ่งพิจารณาคดีนั้นได้ทำความเห็นแย้งไว้ในคำพิพากษา หรือ (5) เป็นคำสั่งเกี่ยวด้วยการใช้วิธีการชั่วคราวเพื่อคุ้มครองประโยชน์ของคู่พิพาทตามมาตรา 16 แต่ตามอุทธรณ์ของผู้ร้องกล่าวอ้างเพียงว่าศาลชั้นต้นเลือกรับฟังพยานหลักฐานในบางเรื่อง แล้วพิจารณาพิพากษาคดีไป โดยอ้างบทกฎหมายคลาดเคลื่อนและผู้ร้องเห็นว่าเป็นปัญหาอันเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชนนั้น ข้ออ้างของผู้ร้องเกี่ยวกับดุลพินิจในการรับฟังพยานหลักฐานอันจะนำไปสู่การอ้างว่าการฟังข้อเท็จจริงไม่ชอบทำให้ปรับบทกฎหมายผิด ก็เป็นอุทธรณ์โต้แย้งดุลพินิจในการรับฟังพยานหลักฐานของศาลชั้นต้น เมื่อไม่ปรากฎว่าศาลชั้นต้นรับฟังพยานหลักฐานโดยฝ่าฝืนต่อกฎหมายว่าด้วยพยานหลักฐานที่จะเป็นคำพิพากษาที่ฝ่าฝืนต่อบทกฎหมายอันเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชนแต่อย่างใด อุทธรณ์ของผู้ร้องจึงต้องห้ามตามมาตรา 45 วรรคหนึ่ง ศาลฎีกาไม่รับอุทธรณ์ของผู้ร้องไว้พิจารณา

พิพากษายกอุทธรณ์ของผู้ร้อง คืนค่าขึ้นศาลในชั้นอุทธรณ์แก่ผู้ร้อง ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์นอกจากที่สั่งคืนให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.อนุญาโตตุลาการ พ.ศ.2545 ม. 45
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — บริษัทอิสท์ตินี่ อินน์ จำกัด
จำเลย — บริษัทเอส. ซี. เจนเนอรัล คอนสตรัคชั่น จำกัด
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดพัทยา — นายเลิศพงษ์ บุษนาวิน
ชื่อองค์คณะ
นพพร โพธิรังสิยากร
ศรีอัมพร ศาลิคุปต์
สุทธิโชค เทพไตรรัตน์
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3927/2556
#544467
เปิดฉบับเต็ม

เมื่อพิจารณาพยานหลักฐานที่โจทก์นำสืบแล้วไม่ปรากฏว่ามีเอกสารฉบับใดเลยที่มีข้อความแสดงให้เห็นได้ว่าจำเลยที่ 1 ได้กู้ยืมเงินจากโจทก์หรือมีข้อความว่าจะใช้คืนอันเป็นสาระสำคัญของหลักฐานเป็นหนังสือที่บ่งชี้ให้เห็นว่าจำเลยที่ 1 ได้กู้ยืมเงินจากโจทก์หรือเป็นหนี้โจทก์ ลำพังหนังสือขอเบิกค่าใช้จ่ายประจำเดือนของจำเลยที่ 1 ที่มีเพียงข้อความระบุถึงจำนวนเงินที่ขอเบิกและวันที่ขอรับเงินตามเอกสารหมาย จ.12 ถึง จ.24 คงรับฟังได้เพียงว่าจำเลยที่ 2 ได้รับเช็คไปจากโจทก์แล้วเท่านั้น ยังไม่อาจฟังขยายความออกไปได้ว่าเป็นการรับเช็คที่กู้ยืมเงินจากโจทก์หรือรับเงินที่กู้ยืม หนังสือขอเบิกค่าใช้จ่ายประจำเดือนตามเอกสารดังกล่าวจึงมิใช่หลักฐานแห่งการกู้ยืมเงิน ส่วนรายงานที่ ป. มีถึงโจทก์ ก็ปรากฎเพียงข้อความว่า ขอให้โจทก์พิจารณาจ่ายเงินกู้ยืมให้จำเลยที่ 1 ซึ่งเป็นเอกสารที่ ป. จัดทำขึ้นเองแต่ฝ่ายเดียว ทั้งไม่ปรากฏลายมือชื่อของจำเลยที่ 2 ลงไว้เป็นสำคัญ เอกสารดังกล่าวจึงมิใช่หลักฐานแห่งการกู้ยืมเงินอีกเช่นกัน

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยทั้งสองร่วมกันชำระเงินจำนวน 132,034,958.90 บาท พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 12 ต่อปี ของต้นเงิน 110,000,000 บาท นับแต่วันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าชำระเสร็จแก่โจทก์

จำเลยทั้งสองให้การ ขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษา ให้จำเลยทั้งสองร่วมกันชำระเงิน 110,000,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงิน 8,000,000 บาท นับแต่วันที่ 30 มิถุนายน 2546 วันที่ 30 กรกฎาคม 2546 วันที่ 28 สิงหาคม 2546 วันที่ 29 กันยายน 2546 วันที่ 29 ตุลาคม 2546 วันที่ 26 พฤศจิกายน 2546 วันที่ 27 มกราคม 2547 วันที่ 26 มีนาคม 2547 วันที่ 28 เมษายน 2547 วันที่ 27 พฤษภาคม 2547 และวันที่ 24 มิถุนายน 2547 ของต้นเงิน 10,000,000 บาท นับแต่วันที่ 25 ธันวาคม 2546 ของต้นเงิน 1,000,000 บาท นับแต่วันที่ 20 กุมภาพันธ์ 2547 ของต้นเงิน 7,000,000 บาท นับแต่วันที่ 23 กุมภาพันธ์ 2547 และของต้นเงิน 4,000,000 บาท นับแต่วันที่ 8 มีนาคม 2547 จนกว่าชำระเสร็จแก่โจทก์ กับให้จำเลยทั้งสองร่วมกันใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ โดยกำหนดค่าทนายความ 50,000 บาท

จำเลยทั้งสองอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษาแก้เป็นว่า ให้จำเลยทั้งสองร่วมกันชำระเงิน 13,000,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงิน 8,000,000 บาท นับแต่วันที่ 30 มิถุนายน 2546 และของต้นเงิน 5,000,000 บาท นับแต่วันที่ 30 กรกฎาคม 2546 จนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ กับชำระค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสองศาลแทนโจทก์ เฉพาะค่าขึ้นศาลให้ชำระแทนเท่าที่โจทก์ชนะคดีในชั้นอุทธรณ์ โดยกำหนดค่าทนายความรวม 50,000 บาท คำขออื่นนอกจากนี้ให้ยก

โจทก์ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ว่า เอกสารขอเบิกเงินค่าใช้จ่ายประจำเดือนและสำเนาเช็คที่จำเลยที่ 2 ลงลายมือชื่อรับต้นฉบับไปจากโจทก์ ตามเอกสารหมาย จ.12 - จ.14 เป็นหลักฐานแห่งการกู้ยืมเงินหรือไม่ โดยโจทก์ฎีกาว่า เอกสารขอเบิกเงินค่าใช้จ่ายประจำเดือน และสำเนาเช็คที่จำเลยที่ 2 ลงลายมือชื่อรับต้นฉบับไปจากโจทก์ทุกฉบับ เป็นหลักฐานแห่งการกู้ยืมเป็นหนังสือซึ่งจำเลยที่ 1 โดยจำเลยที่ 2 ลงลายมือชื่อผู้ยืมเป็นสำคัญ โจทก์จึงฟ้องร้องบังคับจำเลยทั้งสองได้นั้น เห็นว่า จากหลักฐานหนังสือขอเบิกค่าใช้จ่ายประจำเดือนและการจ่ายเงิน ตามเอกสารหมาย จ.10 ถึง จ.24 เมื่อจำเลยที่ 1 ทำหนังสือขอเบิกค่าใช้จ่ายประจำเดือน นางปัทมาพนักงานการเงินของบริษัทอุตสาหกรรมท่อน้ำไทย จำกัด จะทำรายงานเสนอโจทก์เพื่อให้โจทก์พิจารณาอนุมัติเงินที่จำเลยที่ 1 ขอเบิก เมื่อโจทก์อนุมัติให้จ่ายเงินตามที่จำเลยที่ 1 ขอเบิกแล้ว หากจ่ายเป็นเงินสด จำเลยที่ 2 จะลงชื่อรับเงินในใบรับเงิน โดยมีข้อความว่า จำเลยที่ 1 โดยจำเลยที่ 2 ได้รับเงินยืมจากโจทก์เพื่อนำไปใช้ในการก่อสร้างโครงการปรับปรุงขยายการประปาอุดรธานีไว้เรียบร้อยแล้ว หากสั่งจ่ายเป็นเช็คโจทก์ก็สั่งจ่ายจากบัญชีส่วนตัวของโจทก์ให้แก่จำเลยที่ 1 โดยจำเลยที่ 2 ลงชื่อรับเช็คไว้ นอกจากนี้ในการรับเงินสดหรือเช็คจากโจทก์ จำเลยที่ 2 ได้สั่งจ่ายเช็คเท่ากับจำนวนเงินที่ได้รับจากโจทก์ให้แก่โจทก์เพื่อเป็นประกันการชำระหนี้ ซึ่งเมื่อพิจารณาข้อความในบันทึกของจำเลยที่ 1 ที่ขอเบิกค่าใช้จ่ายประจำเดือนจากโจทก์ประกอบกับรายงานที่นางปัทมามีถึงโจทก์แล้ว แม้เป็นกรณีนางปัทมาขอให้โจทก์พิจารณาจ่ายเงินกู้ยืมแก่จำเลยที่ 1 ทั้งเป็นการกู้ยืมเงินต่อเนื่องจากการกู้ยืมเงินตามเอกสารหมาย จ.10 และ จ.11 แต่คงมีเพียงใบรับเงินตามเอกสารหมาย จ.10 และ จ.11 เท่านั้น ที่มีข้อความแสดงชัดว่า จำเลยที่ 1 โดยจำเลยที่ 2 ได้รับเงินยืมจากโจทก์ 8,000,000 บาทและ 5,000,000 บาท ตามลำดับ โดยมีจำเลยที่ 2 ลงชื่อเป็นผู้รับเงิน ใบรับเงินตามเอกสารหมาย จ.10 และ จ.11 จึงเป็นหลักฐานแห่งการกู้ยืมเงินตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 653 โจทก์สามารถฟ้องให้บังคับคดีตามใบรับเงินทั้งสองฉบับนี้ได้ดังที่ศาลอุทธรณ์ได้วินิจฉัยไว้แล้ว ส่วนการรับเงินครั้งอื่นๆ นอกเหนือจากนี้ เมื่อพิจารณาพยานหลักฐานที่โจทก์นำสืบแล้วไม่ปรากฏว่ามีเอกสารฉบับใดเลยที่มีข้อความแสดงให้เห็นได้ว่าจำเลยที่ 1 ได้กู้ยืมเงินจากโจทก์ หรือมีข้อความว่าจะใช้คืนให้อันเป็นสาระสำคัญของหลักฐานเป็นหนังสือที่บ่งชี้ให้เห็นว่าจำเลยที่ 1 ได้กู้ยืมเงินโจทก์หรือเป็นหนี้โจทก์ ลำพังหนังสือขอเบิกค่าใช้จ่ายประจำเดือนของจำเลยที่ 1 ที่มีเพียงข้อความระบุถึงจำนวนเงินที่ขอเบิกและวันที่ขอรับเงินตามเอกสารหมาย จ.12 ถึง จ.24 คงรับฟังได้เพียงว่าจำเลยที่ 2 ได้รับเช็คไปจากโจทก์แล้วเท่านั้น ยังไม่อาจรับฟังขยายความออกไปได้ว่าเป็นการรับเช็คที่กู้ยืมเงินจากโจทก์หรือรับเงินที่กู้ยืม หนังสือขอเบิกค่าใช้จ่ายประจำเดือนตามเอกสารดังกล่าวจึงไม่ใช่หลักฐานแห่งการกู้ยืมเงิน ส่วนรายงานที่นางปัทมามีถึงโจทก์ ก็ปรากฏเพียงข้อความว่า ขอให้โจทก์พิจารณาจ่ายเงินกู้ยืมให้จำเลยที่ 1 ซึ่งเป็นเอกสารที่นางปัทมาจัดทำขึ้นเองแต่ฝ่ายเดียว ทั้งไม่ปรากฏลายมือชื่อของจำเลยที่ 2 ลงไว้เป็นสำคัญ เอกสารดังกล่าวจึงมิใช่หลักฐานแห่งการกู้ยืมเงินอีกเช่นกัน โจทก์จึงไม่อาจอาศัยเอกสารขอเบิกเงินค่าใช้จ่ายประจำเดือนและสำเนาเช็คตามเอกสารหมาย จ.12 - จ.24 ที่มิใช่หลักฐานแห่งการกู้ยืมดังกล่าวมาฟ้องบังคับให้จำเลยทั้งสองต้องรับผิดได้

อนึ่ง จำเลยทั้งสองมิได้ฎีกาคัดค้านคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ แต่จำเลยทั้งสองแก้ฎีกาขอให้ศาลฎีกาพิพากษายกฟ้องมาด้วย โดยอ้างว่าจำเลยทั้งสองไม่ต้องรับผิดชำระต้นเงินและดอกเบี้ยตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์นั้น ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัย

พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมในชั้นฎีกาให้เห็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 653
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นายวิฑูรย์ ภัทรเลาหะ
จำเลย — ห้างหุ้นส่วนจำกัด ศรีกนกพรการโยธา กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลแพ่งธนบุรี — นายวินิตย์ ศรีภิญโญ
ศาลอุทธรณ์ — นายสัญญา ภูริภักดี
ชื่อองค์คณะ
สู่บุญ วุฒิวงศ์
บุญมี ฐิตะศิริ
จตุรงค์ นาสมใจ
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3880/2556
#538064
เปิดฉบับเต็ม

ความผิดฐานพาอาวุธปืนไปในเมือง หมู่บ้านหรือทางสาธารณะโดยไม่ได้รับใบอนุญาต ศาลอุทธรณ์พิพากษายืนตามศาลชั้นต้น และคงลงโทษจำคุกไม่เกินห้าปี จึงต้องห้ามคู่ความฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริงตาม ป.วิ.อ. มาตรา 218 วรรคหนึ่ง

ความผิดฐานร่วมกันก่อการร้าย ฐานร่วมกันกระทำการอันเป็นส่วนหนึ่งของแผน ฐานเป็นอั้งยี่ และฐานเป็นซ่องโจร ย่อมเป็นความผิดสำเร็จแล้วตั้งแต่มีการสมคบวางแผนเพื่อกระทำการอันเป็นความผิด แม้ยังมิได้มีการกระทำการตามที่ได้สมคบกันก็ตาม จึงเป็นการกระทำความผิดกรรมหนึ่ง ต่อมาจำเลยกระทำความผิดฐานพยายามฆ่าเจ้าพนักงานโดยไตร่ตรองไว้ก่อน ฐานมีอาวุธปืนที่นายทะเบียนไม่อาจออกใบอนุญาตให้ได้ไว้ในครอบครอง และฐานใช้อาวุธปืนดังกล่าวในการกระทำความผิดฐานร่วมกันพยายามฆ่าเจ้าพนักงานจึงเป็นความผิดอีกกรรมหนึ่ง ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 9 พิพากษาว่าการกระทำความผิดทุกฐานดังกล่าวเป็นการกระทำกรรมเดียวนั้น ศาลฎีกาไม่เห็นพ้องด้วย ปัญหาว่าจำเลยกระทำความผิดกรรมเดียวหรือหลายกรรมนี้เป็นปัญหาข้อกฎหมายที่เกี่ยวกับความสงบเรียบร้อย ศาลฎีกามีอำนาจยกขึ้นวินิจฉัยได้เองตาม ป.วิ.อ. มาตรา 195 วรรคสอง ประกอบมาตรา 225

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
คดีนี้ เดิมศาลชั้นต้นพิจารณาและพิพากษารวมกันกับคดีอาญาหมายเลขแดงที่ 581/2553 และ 582/2553 ของศาลชั้นต้น แต่คดีทั้งสองสำนวนดังกล่าวยุติไปแล้วตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น คงขึ้นมาสู่ศาลฎีกาเฉพาะคดีนี้

โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 32, 80, 83, 91, 135/1, 135/2, 209, 210, 289 พระราชบัญญัติอาวุธปืน เครื่องกระสุนปืน วัตถุระเบิด ดอกไม้เพลิง และสิ่งเทียมอาวุธปืน พ.ศ.2490 มาตรา 4, 6, 8 ทวิ, 55, 72 ทวิ, 78 ริบของกลาง

จำเลยให้การปฏิเสธ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 135/1 (1), 135/2 (2), 209, (ที่ถูก มาตรา 209 วรรคแรก) 210, 289 (2) (4) ประกอบมาตรา 80 พระราชบัญญัติอาวุธปืน เครื่องกระสุนปืน วัตถุระเบิด ดอกไม้เพลิง และสิ่งเทียมอาวุธปืน พ.ศ.2490 มาตรา 8 ทวิ วรรคหนึ่ง, 55, 72 ทวิ วรรคสอง, 78 วรรคหนึ่ง ประกอบประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83 การกระทำของจำเลยเป็นความผิดหลายกรรมต่างกันให้ลงโทษทุกกรรมเป็นกระทงความผิดไป ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 ฐานร่วมกันก่อการร้าย ฐานร่วมกันกระทำการอันเป็นส่วนของแผนการก่อการร้าย ฐานร่วมกันเป็นอั้งยี่ ฐานร่วมกันเป็นซ่องโจร และฐานร่วมกันพยายามฆ่าเจ้าพนักงานโดยไตร่ตรองไว้ก่อนเป็นการกระทำกรรมเดียวผิดต่อกฎหมายหลายบทให้ลงโทษฐานร่วมกันก่อการร้ายตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 135/1 (1) ประกอบมาตรา 83 ซึ่งเป็นกฎหมายบทที่มีโทษหนักที่สุด ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 ลงโทษจำคุกตลอดชีวิต ฐานมีอาวุธปืนและเครื่องกระสุนปืนที่นายทะเบียนไม่สามารถออกใบอนุญาตให้ได้ไว้ในครอบครอง จำคุก 3 ปี ฐานพาอาวุธปืนไปในเมือง หมู่บ้าน หรือทางสาธารณะโดยไม่ได้รับใบอนุญาต จำคุก 6 เดือน จำเลยให้การรับสารภาพในชั้นสอบสวนเป็นประโยชน์แก่การพิจารณา ลดโทษให้กระทงละหนึ่งในสาม ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 ประกอบมาตรา 53 คงลงโทษฐานร่วมกันก่อการร้าย จำคุก 33 ปี 4 เดือน ฐานร่วมกันมีอาวุธปืนที่นายทะเบียนไม่สามารถออกใบอนุญาตให้ได้ไว้ในครอบครอง จำคุก 2 ปี 6 เดือน ฐานพาอาวุธปืนไปในเมือง หมู่บ้าน หรือทางสาธารณะโดยไม่ได้รับใบอนุญาต จำคุก 4 เดือน รวมจำคุก 35 ปี 8 เดือน ริบปลอกกระสุนปืนของกลาง

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 9 พิพากษาแก้เป็นว่า จำเลยมีความผิดตามพระราชบัญญัติอาวุธปืน เครื่องกระสุนปืน วัตถุระเบิด ดอกไม้เพลิง และสิ่งเทียมอาวุธปืน พ.ศ.2490 มาตรา 78 วรรคสาม อีกบทหนึ่งด้วย ความผิดฐานร่วมกันมีอาวุธปืนที่นายทะเบียนไม่อาจออกใบอนุญาตให้ได้ไว้ในครอบครองตามพระราชบัญญัติอาวุธปืนฯ มาตรา 78 วรรคหนึ่ง ความผิดฐานร่วมกันใช้อาวุธปืนดังกล่าวในการกระทำความผิดฐานร่วมกันพยายามฆ่าผู้อื่น ตามมาตรา 78 วรรคสาม ฐานร่วมกันพยายามฆ่าเจ้าพนักงานโดยไตร่ตรองไว้ก่อน ฐานร่วมกันก่อการร้าย ฐานร่วมกันกระทำการอันเป็นส่วนของแผนการก่อการร้าย ฐานร่วมกันเป็นอั้งยี่ และฐานเป็นซ่องโจร เป็นการกระทำกรรมเดียวเป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบท ให้ลงโทษฐานร่วมกันใช้อาวุธปืนที่นายทะเบียนไม่อาจออกใบอนุญาตให้ได้ในการกระทำความผิดฐานร่วมกันพยายามฆ่าผู้อื่น ตามพระราชบัญญัติอาวุธปืนฯ มาตรา 78 วรรคสาม ซึ่งเป็นกฎหมายบทที่มีโทษหนักที่สุดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 ลงโทษจำคุกตลอดชีวิต จำเลยให้การรับสารภาพในชั้นสอบสวนเป็นประโยชน์แก่การพิจารณา ลดโทษให้หนึ่งในสามตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 ประกอบมาตรา 53 คงจำคุก 33 ปี 4 เดือน และเมื่อรวมกับโทษที่ศาลชั้นต้นพิพากษาลงโทษฐานพาอาวุธปืนตามพระราชบัญญัติอาวุธปืนฯ มาตรา 72 ทวิ วรรคสอง จำคุก 4 เดือน แล้ว คงจำคุกจำเลย 33 ปี 8 เดือน นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

จำเลยฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงที่โจทก์และจำเลยไม่ฎีกาโต้แย้งฟังยุติว่า ในวันเวลาและสถานที่เกิดเหตุตามฟ้อง มีคนร้ายหลายคนใช้อาวุธปืนซุ่มยิงจ่าเอกโอภาส ผู้เสียหายที่ 1 พันจ่าเอกสำราญ ผู้เสียหายที่ 2 จ่าเอกยงค์ยุทธ ผู้เสียหายที่ 3 พลทหารกำจัด ผู้เสียหายที่ 4 จ่าเอกดนัย ผู้เสียหายที่ 5 พลทหารวัลลภ ผู้เสียหายที่ 6 จ่าเอกธัญญะ ผู้เสียหายที่ 7 และพลทหารต่วนเล๊าะ ผู้เสียหายที่ 8 ทหารนาวิกโยธินกองร้อยที่ 4 หน่วยเฉพาะกิจปัตตานีที่ 26 ซึ่งเป็นเจ้าพนักงานขณะกระทำการตามหน้าที่ขับรถจักรยานยนต์ไปคุ้มครองครูที่ถนนสายบ้านรังมดแดง - บ้านป่าไหม้ หมู่ที่ 4 ตำบลดอนทราย อำเภอไม้แก่น จังหวัดปัตตานี ต่อมาเจ้าพนักงานตำรวจยึดได้ปลอกกระสุนปืนเล็กกลขนาด .223 (5.56 มม.) จำนวน 12 ปลอก ในบริเวณที่เกิดเหตุเป็นของกลาง ปลอกกระสุนปืนดังกล่าวตรวจสอบแล้วใช้ยิงมาจากอาวุธปืนเล็กกลขนาด .223 (เอ็ม 16) ซึ่งเป็นอาวุธปืนที่นายทะเบียนไม่สามารถออกใบอนุญาตให้ได้

มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยว่า จำเลยร่วมกับคนร้ายกระทำความผิดตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 9 หรือไม่ เห็นว่า ข้อเท็จจริงฟังได้ว่าจำเลยเป็นสมาชิกกลุ่มก่อความไม่สงบต้องการแบ่งแยกรัฐปัตตานีร่วมสมคบกันวางแผนกระทำการใด ๆ อันก่อให้เกิดอันตรายต่อทรัพย์สิน ชีวิตหรือร่างกาย แล้วจำเลยร่วมกับคนร้ายอีก 4 คน ใช้อาวุธปืนที่นายทะเบียนไม่สามารถออกใบอนุญาตให้ได้ซุ่มยิงผู้เสียหายทั้งแปดซึ่งเป็นเจ้าพนักงานขณะกระทำการตามหน้าที่ขับรถจักรยานยนต์ไปคุ้มครองครู แต่กระสุนปืนไม่ถูกผู้เสียหายทั้งแปด เป็นการสร้างความปั่นป่วนให้เกิดความหวาดกลัวในหมู่ประชาชนอันเป็นส่วนของแผนการเพื่อก่อการร้าย โดยแบ่งแยกหน้าที่กันทำ การกระทำของจำเลยจึงเป็นความผิดตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 9

สำหรับฎีกาของจำเลยในส่วนความผิดฐานพาอาวุธปืนไปในเมือง หมู่บ้านหรือทางสาธารณะโดยไม่ได้รับใบอนุญาต ศาลอุทธรณ์ภาค 9 พิพากษายืนตามศาลชั้นต้น และคงลงโทษจำคุกไม่เกินห้าปี จึงต้องห้ามคู่ความฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 218 วรรคหนึ่ง ศาลฎีกาจึงไม่รับวินิจฉัย ความผิดฐานนี้จึงยุติไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 9 ส่วนฎีกาประการอื่นของจำเลยเป็นรายละเอียดไม่จำต้องวินิจฉัยเพราะไม่ทำให้ผลคดีเปลี่ยนแปลงไป ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 9 พิพากษามานั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาของจำเลยฟังไม่ขึ้น

อนึ่ง ความผิดฐานร่วมกันก่อการร้าย ฐานร่วมกันกระทำการอันเป็นส่วนหนึ่งของแผน ฐานเป็นอั้งยี่ และฐานเป็นซ่องโจร ย่อมเป็นความผิดสำเร็จแล้วตั้งแต่มีการสบคบวางแผนเพื่อกระทำการอันเป็นความผิด แม้ยังมิได้มีการกระทำการตามที่ได้สมคบกันก็ตาม จึงเป็นการกระทำความผิดกรรมหนึ่ง เมื่อต่อมาจำเลยกับพวกวางแผนการอย่างใด ๆ เพื่อก่อความไม่สงบร่วมกันดักซุ่มยิงทหารชุดคุ้มครองครูจึงเป็นเจตนาอีกอันหนึ่งซึ่งเกิดขึ้นในภายหลังแยกออกจากกัน การกระทำความผิดฐานพยายามฆ่าเจ้าพนักงานโดยไตร่ตรองไว้ก่อน ฐานมีอาวุธปืนที่นายทะเบียนไม่อาจออกใบอนุญาตให้ได้ไว้ในครอบครอง และฐานใช้อาวุธปืนดังกล่าวในการกระทำความผิดฐานร่วมกันพยายามฆ่าเจ้าพนักงานจึงเป็นความผิดอีกกรรมหนึ่ง ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 9 พิพากษาว่าการกระทำความผิดทุกฐานดังกล่าวเป็นการกระทำกรรมเดียวกันนั้น ศาลฎีกาไม่เห็นพ้องด้วย แม้โจทก์ไม่ฎีกา ศาลฎีกาเห็นสมควรปรับบทลงโทษจำเลยให้ถูกต้องโดยไม่แก้โทษ เพราะจะเป็นการเพิ่มเติมโทษจำเลย ต้องห้ามตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 212 ประกอบมาตรา 225 ปัญหาว่าจำเลยกระทำความผิดกรรมเดียวหรือหลายกรรมนี้เป็นปัญหาข้อกฎหมายที่เกี่ยวกับความสงบเรียบร้อย ศาลฎีกามีอำนาจยกขึ้นวินิจฉัยได้เองตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 195 วรรคสอง ประกอบมาตรา 225

พิพากษาแก้เป็นว่า ความผิดฐานร่วมกันก่อการร้าย ฐานร่วมกันกระทำการอันเป็นส่วนหนึ่งของแผน ฐานเป็นอั้งยี่ และฐานเป็นซ่องโจร เป็นการกระทำความผิดอีกกรรมหนึ่ง โทษและนอกจากที่แก้คงให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 9
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.อ. ม. 195 วรรคสอง ม. 218 วรรคหนึ่ง ม. 225
ป.อ. ม. 90 ม. 91
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการจังหวัดปัตตานี
จำเลย — นายอิบรอเฮมหรือเฮง ดอเลาะ
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดปัตตานี — นางสาวจิราพร ศิริพงษ์
ศาลอุทธรณ์ภาค 9 — นายสมบูรณ์ วัฒนพรมงคล
ชื่อองค์คณะ
กรองเกียรติ คมสัน
อิสสระ นิ่มละมัย
ทรงศิลป์ ธรรมรัตน์
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3874/2556
#544507
เปิดฉบับเต็ม

ขณะเกิดเหตุ ร้านเสริมสวยของผู้เสียหายที่ 1 ยังเปิดให้บริการอยู่ ประชาชนทั่วไปรวมทั้งจำเลยทั้งสองมีความชอบธรรมที่จะเข้าไปได้ ไม่ถือเป็นเคหสถาน ดังนั้น การที่จำเลยทั้งสองกับพวกเข้าไปในร้านดังกล่าวแล้วร่วมกันพยายามกรรโชก และใช้กำลังทำร้ายผู้เสียหายทั้งสอง จึงไม่เป็นความผิดฐานบุกรุกเคหสถาน

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 80, 83, 91, 337, 362, 364, 365, 391

จำเลยทั้งสองให้การปฏิเสธ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยที่ 1 มีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 337 วรรคสอง (1) ประกอบมาตรา 80, 391 เป็นกรรมเดียวเป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบท ลงโทษฐานพยายามกรรโชกทรัพย์ อันเป็นกฎหมายบทที่มีโทษหนักที่สุด ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 จำคุก 1 ปี 4 เดือน ทางนำสืบของจำเลยที่ 1 เป็นประโยชน์แก่การพิจารณามีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้กึ่งหนึ่ง ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คงจำคุก 8 เดือน ข้อหาอื่นให้ยก ยกฟ้องโจทก์ในส่วนของจำเลยที่ 2

โจทก์และจำเลยที่ 1 อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 3 พิพากษาแก้เป็นว่า จำเลยทั้งสองมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 337 วรรคสอง (1) ประกอบมาตรา 80, 365 (2) ประกอบด้วยมาตรา 364, 391 ประกอบมาตรา 83 เป็นการกระทำกรรมเดียวเป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบท ให้ลงโทษฐานร่วมกันบุกรุกเคหสถานของผู้อื่น อันเป็นกฎหมายบทที่มีโทษหนักที่สุดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 จำคุกจำเลยที่ 1 มีกำหนด 1 ปี 4 เดือน จำเลยที่ 2 มิใช่ผู้ลงมือใช้กำลังประทุษร้ายและขู่เข็ญจะทำอันตรายต่อชีวิตของผู้เสียหายทั้งสองโดยตรง จึงให้ลงโทษจำเลยที่ 2 ลดหลั่นลงจากโทษของจำเลยที่ 1 ให้จำคุกจำเลยที่ 2 มีกำหนด 8 เดือน ทางนำสืบของจำเลยทั้งสองเป็นประโยชน์แก่การพิจารณานับเป็นเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 กึ่งหนึ่ง คงจำคุกจำเลยที่ 1 มีกำหนด 8 เดือน จำคุกจำเลยที่ 2 มีกำหนด 4 เดือน

จำเลยทั้งสองฎีกา โดยผู้พิพากษาซึ่งพิจารณาและลงชื่อในคำพิพากษาศาลชั้นต้นอนุญาตให้จำเลยทั้งสองฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า มีปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยทั้งสองว่า จำเลยทั้งสองร่วมกันกระทำความผิดตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 3 หรือไม่ ที่จำเลยทั้งสองฎีกาว่า จำเลยที่ 1 ให้จำเลยที่ 2 ซื้อสลากกินรวบและถูกรางวัล จำเลยที่ 1 จึงเข้าใจและเชื่อโดยสุจริตเช่นชาวบ้านทั่ว ๆ ไปว่าตนเองจะได้รับเงินที่ถูกสลากกินรวบ จำเลยที่ 1 มีเจตนาเพียงทวงถามเงินค่าสลากกินรวบ กับถือได้ว่าการเข้าไปในเคหสถานของผู้เสียหายที่ 1 โดยมีเหตุอันสมควร และจำเลยที่ 2 มิได้แบ่งหน้าที่กันทำในลักษณะตัวการร่วมนั้น เห็นว่า การที่จำเลยทั้งสองซื้อสลากกินรวบจากผู้เสียหายที่ 1 จำเลยทั้งสองย่อมทราบเป็นอย่างดีว่าเป็นการกระทำซึ่งเป็นความผิดตามพระราชบัญญัติการพนัน พ.ศ.2478 มาตรา 4 วรรคสอง, 12 (1) และไม่ก่อให้เกิดหนี้ในอันที่จะสามารถบังคับกันได้ตามกฎหมาย ยิ่งกว่านั้น แม้หากเป็นหนี้ที่ชอบด้วยกฎหมายและลูกหนี้ไม่ยอมชำระหนี้ เจ้าหนี้ยังหาได้มีสิทธิที่จะทวงถามด้วยการข่มขืนใจให้ลูกหนี้ยอมชำระหนี้โดยการใช้กำลังประทุษร้ายหรือโดยขู่เข็ญว่าจะทำอันตรายต่อชีวิตของลูกหนี้ไม่ จึงไม่มีเหตุที่จะให้จำเลยที่ 1 เข้าใจหรือเชื่อโดยสุจริตได้เลยว่าจำเลยที่ 1 มีสิทธิที่จะบังคับและข่มขู่ให้ผู้เสียหายที่ 1 ยอมชำระเงินค่าสลากกินรวบให้แก่จำเลยที่ 1 ด้วยการใช้กำลังประทุษร้ายและขู่เข็ญว่าจะทำอันตรายต่อชีวิตของผู้เสียหายที่ 1 เช่นนั้นได้ แต่เมื่อผู้เสียหายที่ 1 ไม่ได้ยอมที่จะให้เงินแก่จำเลยที่ 1 การกระทำของจำเลยที่ 1 จึงเป็นการพยายามกรรโชก สำหรับจำเลยที่ 2 เป็นผู้ที่ติดต่อซื้อสลากกินรวบจากผู้เสียหายที่ 1 หลังทราบว่าสลากถูกรางวัลได้โทรศัพท์ทวงเงินค่าสลากกินรวบจากผู้เสียหายที่ 1 ครั้นผู้เสียหายที่ 1 แจ้งว่าเงินรางวัลมีจำนวนมากเจ้ามือจะขอจ่ายเพียงครึ่งเดียวก่อน ก็ได้ความจากคำเบิกความของผู้เสียหายที่ 1 ว่า ในคืนวันที่ 16 ตุลาคม 2551 จำเลยที่ 2 โทรศัพท์ข่มขู่ว่าจะพาเจ้าพนักงานตำรวจจากจังหวัดขอนแก่นไปจัดการผู้เสียหายที่ 1 เพื่อเอาเงินค่าสลากกินรวบให้ครบ ซึ่งสอดคล้องกับพฤติการณ์ที่ต่อมาวันรุ่งขึ้นจำเลยที่ 2 ไปที่ร้านของผู้เสียหายที่ 1 โดยมีจำเลยที่ 1 และพวกอีกถึง 5 คน ไปด้วย ย่อมแสดงชัดว่าเป็นเรื่องที่จำเลยที่ 2 รู้เห็นโดยมีเจตนาที่จะร่วมกับจำเลยที่ 1 และพวกไปขู่เข็ญกับใช้กำลังประทุษร้ายเพื่อทวงถามเงินค่าสลากกินรวบจากผู้เสียหายที่ 1 มาตั้งแต่แรก มิใช่เป็นเรื่องที่จำเลยที่ 1 กระทำไปเองเพียงลำพัง คดีฟังได้ว่าจำเลยที่ 2 เป็นตัวการร่วมกับจำเลยที่ 1 ในการพยายามกรรโชก และใช้กำลังทำร้ายผู้เสียหายทั้งสองโดยไม่ถึงกับเป็นเหตุให้เกิดอันตรายแก่กาย แต่สำหรับความผิดฐานร่วมกันบุกรุกโดยไม่มีเหตุอันสมควรนั้น ได้ความว่า ขณะเกิดเหตุร้านเสริมสวยของผู้เสียหายที่ 1 ยังเปิดให้บริการอยู่ ประชาชนทั่วไปรวมทั้งจำเลยทั้งสองมีความชอบธรรมที่จะเข้าไปได้ ไม่ถือเป็นเคหสถาน ดังนั้น การกระทำของจำเลยทั้งสองจึงไม่เป็นความผิดฐานบุกรุกเคหสถานตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 364 ฎีกาข้อนี้ของจำเลยทั้งสองฟังขึ้นบางส่วน

ส่วนที่จำเลยทั้งสองฎีกาในประการสุดท้ายขอให้ลงโทษในสถานเบาและรอการลงโทษ เห็นว่า ศาลอุทธรณ์ภาค 1 กำหนดโทษเหมาะสมแล้ว ไม่มีเหตุเปลี่ยนแปลงแก้ไขโทษให้เบาลง แต่การที่ผู้เสียหายที่ 1 ซึ่งเป็นฝ่ายเจ้ามือรับกินรับใช้รับแทงพนันสลากกินรวบจากจำเลยที่ 2 แล้วบ่ายเบี่ยงการจ่ายเงินรางวัล ถือว่ามีส่วนกระทำความผิดกฎหมายอยู่ด้วย ทั้งการที่จำเลยทั้งสองร่วมกันขู่เข็ญและใช้กำลังทำร้ายผู้เสียหายทั้งสองด้วยการตบศีรษะมิได้รุนแรงมากนัก เพราะมิได้ใช้อาวุธและไม่ถึงกับเป็นเหตุให้ผู้เสียหายทั้งสองเกิดอันตรายแก่กาย รวมทั้งมิได้มีการทุบทำลายทรัพย์สินในร้านเสริมสวย แสดงว่าจำเลยทั้งสองยังเกรงกลัวต่อกฎหมายอยู่บ้างและสามารถที่ระงับยับยั้งชั่งใจได้ในระดับหนึ่ง มิใช่เป็นการลุแก่โทสะหรืออำนาจบาตรใหญ่แล้วก่อให้เกิดความเสียหายอย่างหนักแก่ผู้เสียหายทั้งสองจนเกินสมควรไปมาก เมื่อไม่ปรากฏว่าจำเลยทั้งสองเคยรับโทษจำคุกหรือเคยประพฤติผิดเช่นนี้มาก่อน จึงเห็นสมควรปรานีโทษให้แก่จำเลยทั้งสอง ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 3 ไม่รอการลงโทษให้แก่จำเลยทั้งสองนั้น ศาลฎีกาไม่เห็นพ้องด้วย ฎีกาของจำเลยทั้งสองข้อนี้ฟังขึ้น แต่เพื่อให้จำเลยทั้งสองเข็ดหลาบจึงให้ลงโทษปรับอีกสถานหนึ่งด้วย

พิพากษาแก้เป็นว่า จำเลยทั้งสองมีความผิดและปรับบทลงโทษจำเลยทั้งสองตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น ให้ลงโทษปรับจำเลยที่ 1 เป็นเงิน 8,000 บาท และปรับจำเลยที่ 2 เป็นเงิน 4,000 บาท อีกสถานหนึ่ง ลดโทษให้คนละกึ่งหนึ่ง ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 แล้ว คงปรับจำเลยที่ 1 เป็นเงิน 4,000 บาท และปรับจำเลยที่ 2 เป็นเงิน 2,000 บาท โทษจำคุกให้รอการลงโทษไว้มีกำหนด 2 ปี นับแต่วันอ่านคำพิพากษาศาลฎีกาให้จำเลยทั้งสองฟัง ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 56 หากจำเลยทั้งสองไม่ชำระค่าปรับให้จัดการตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 29, 30 นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 3
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.อ. ม. 364 ม. 365
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการจังหวัดบุรีรัมย์
จำเลย — นายอำนวย นรินทร์รัมย์ กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดบุรีรัมย์ — นายศิริวัฒน์ นาคเจริญ
ศาลอุทธรณ์ภาค 3 — นางพัชรวรรณ สวัสดิทัต
ชื่อองค์คณะ
วิรุฬห์ แสงเทียน
ฉัตรไชย จันทร์พรายศรี
วรงค์พร จิระภาค
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3845/2556
#544471
เปิดฉบับเต็ม

การที่บริษัทเงินทุน ธ. ทำสัญญาซื้อขายหนี้จากธนาคาร ด. ตามสัญญาซื้อขายหนี้เงินกู้รวมทั้งหนี้เบิกเงินเกินบัญชี โดยมีข้อตกลงว่าธนาคาร ด. ตกลงโอนสิทธิและหน้าที่ตามสัญญากู้เงินและสัญญาเบิกเงินเกินบัญชีทั้งหมดให้แก่บริษัทเงินทุน ธ. ถือว่าเป็นสัญญาโอนสิทธิเรียกร้องตาม ป.พ.พ. มาตรา 303 สิทธิการเป็นเจ้าหนี้ของธนาคาร ด. เป็นสิทธิที่อยู่ในสภาพเปิดช่องให้โอนกันได้ มิใช่สิทธิเฉพาะตัวหรือมีกฎหมายห้ามโอน การโอนสิทธิเรียกร้องในหนี้ย่อมสามารถกระทำได้ตามมาตราดังกล่าว ทั้งการโอนสิทธิเรียกร้องดังกล่าวมิได้มีวัตถุประสงค์เป็นการต้องห้ามชัดแจ้งตามกฎหมายดังที่บัญญัติไว้ใน ป.พ.พ. มาตรา 150 แม้บริษัทเงินทุน ธ. มิได้เป็นบริษัทบริหารสินทรัพย์ตาม พ.ร.ก.บริษัทบริหารสินทรัพย์ พ.ศ.2540 ก็หาได้หมายความว่าคู่สัญญาไม่สามารถโอนสิทธิเรียกร้องในหนี้ด้อยคุณภาพตามบทบัญญัติดังกล่าวไม่ เพราะไม่มีบทบัญญัติแห่งกฎหมายที่ห้ามโอนสิทธิเรียกร้องที่เป็นหนี้ที่ไม่ก่อให้เกิดรายได้หรือหนี้ด้อยคุณภาพว่าจะต้องเป็นไปแต่เฉพาะตามกฎหมายที่ตราไว้เพื่อแก้ไขปัญหาสินทรัพย์ด้อยคุณภาพนอกเหนือจากประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์แต่อย่างใด

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยทั้งสองร่วมกันชำระเงิน 30,622,984.18 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 15 ต่อปี ของต้นเงิน 25,177,943.28 บาท นับถัดจากวันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ หากไม่ชำระให้ยึดทรัพย์จำนองและทรัพย์สินอื่นของจำเลยทั้งสองออกขายทอดตลาดนำเงินมาชำระหนี้แก่โจทก์จนครบ

จำเลยทั้งสองให้การ ขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง ค่าฤชาธรรมเนียมให้เป็นพับ

โจทก์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษายกคำพิพากษาของศาลชั้นต้นในส่วนที่เกี่ยวกับอำนาจฟ้องของโจทก์ ให้ศาลชั้นต้นพิพากษาคดีใหม่ ค่าฤชาธรรมเนียมในชั้นอุทธรณ์ให้ศาลชั้นต้นรวมสั่งเมื่อมีคำพิพากษาใหม่

จำเลยทั้งสองฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีพาณิชย์และเศรษฐกิจวินิจฉัยว่า คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยทั้งสองว่า การทำสัญญาซื้อขายหนี้เงินกู้ระหว่างธนาคารดีบีเอส ไทยทนุ จำกัด (มหาชน) กับบริษัทเงินทุน ธนชาติ จำกัด (มหาชน) ขัดต่อวัตถุประสงค์ของบริษัทเงินทุน ธนชาติ จำกัด (มหาชน) และขัดต่อกฎหมายหรือไม่ โดยจำเลยทั้งสองฎีกาว่า วัตถุประสงค์ของบริษัทเงินทุน ธนชาติ จำกัด (มหาชน) ตามหนังสือรับรอง ในการรับโอนสิทธิเรียกร้องที่เกิดจากการกู้ยืมเป็นเรื่องที่เกี่ยวกับการประกอบกิจการโดยทั่วไป มิใช่วัตถุประสงค์ในการซื้อสินทรัพย์ด้อยคุณภาพมาบริหาร ทั้งการซื้อสินทรัพย์ด้อยคุณภาพเป็นกิจการพิเศษที่ต้องได้รับอนุญาตจากธนาคารแห่งประเทศไทย หรือเป็นไปตามพระราชกำหนดบริษัทบริหารสินทรัพย์ พ.ศ.2541 แต่บริษัทเงินทุน ธนชาติ จำกัด (มหาชน) ไม่ได้รับอนุญาตจากธนาคารแห่งประเทศไทยและมิใช่บริษัทบริหารสินทรัพย์ จึงไม่มีสิทธิรับโอนสินทรัพย์ด้อยคุณภาพนั้น เห็นว่า การที่บริษัทเงินทุน ธนชาติ จำกัด (มหาชน) ทำสัญญาซื้อขายหนี้เงินกู้ รวมทั้งหนี้เบิกเงินเกินบัญชีจากธนาคารดีบีเอส ไทยทนุ จำกัด (มหาชน) ตามสัญญาซื้อขายหนี้เงินกู้ โดยมีข้อตกลงว่า ธนาคารดีบีเอส ไทยทนุ จำกัด (มหาชน) ตกลงโอนสิทธิและหน้าที่ตามสัญญากู้เงินและสัญญาเบิกเงินเกินบัญชีทั้งหมดให้แก่บริษัทเงินทุน ธนชาติ จำกัด (มหาชน) ถือว่าเป็นสัญญาโอนสิทธิเรียกร้องตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 303 เมื่อธนาคารดีบีเอส ไทยทนุ จำกัด (มหาชน) เป็นเจ้าหนี้จำเลยทั้งสองในมูลหนี้เงินกู้และมูลหนี้เบิกเงินเกินบัญชี และสิทธิการเป็นเจ้าหนี้ของธนาคารดีบีเอส ไทยทนุ จำกัด (มหาชน) เป็นสิทธิที่อยู่ในสภาพเปิดช่องให้โอนกันได้ มิใช่สิทธิเฉพาะตัวหรือมีกฎหมายห้ามโอน การโอนสิทธิเรียกร้องในหนี้รายนี้ย่อมสามารถกระทำได้ตามมาตรา 303 ทั้งการโอนสิทธิเรียกร้องดังกล่าวมิได้มีวัตถุประสงค์เป็นการต้องห้ามชัดแจ้งตามกฎหมายดังที่บัญญัติไว้ตามมาตรา 150 ดังนั้น ธนาคารดีบีเอส ไทยทนุ จำกัด (มหาชน) จึงสามารถโอนสิทธิเรียกร้องตามสัญญากู้เงินและสัญญาเบิกเงินเกินบัญชีให้แก่บริษัทเงินทุน ธนชาติ จำกัด (มหาชน) ได้ แม้บริษัทเงินทุน ธนชาติ จำกัด (มหาชน) มิได้เป็นบริษัทบริหารสินทรัพย์ตามพระราชกำหนดบริษัทบริหารสินทรัพย์ พ.ศ.2541 ก็หาได้หมายความว่าคู่สัญญาไม่สามารถโอนสิทธิเรียกร้องในหนี้ด้อยคุณภาพตามบทบัญญัติดังกล่าวไม่ เพราะไม่มีบทบัญญัติแห่งกฎหมายใดที่ห้ามโอนสิทธิเรียกร้องที่เป็นหนี้ที่ไม่ก่อให้เกิดรายได้หรือหนี้ด้อยคุณภาพว่าจะต้องเป็นไปแต่เฉพาะตามกฎหมายพิเศษที่ตราขึ้นไว้เพื่อแก้ไขปัญหาสินทรัพย์ด้อยคุณภาพนอกเหนือจากประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์แต่อย่างใด ทั้งการโอนสิทธิเรียกร้องดังกล่าวถือได้ว่าอยู่ในวัตถุประสงค์ข้อ 4 ของบริษัทเงินทุน ธนชาติ จำกัด (มหาชน) ที่ระบุว่า ซื้อทรัพย์สินหรือสิทธิและหน้าที่ทุกชนิดทุกประเภท ซึ่งสามารถกระทำได้มิได้เป็นการนอกเหนือวัตถุประสงค์ ดังนั้น โจทก์ย่อมสามารถรับโอนสิทธิเรียกร้องดังกล่าวจากบริษัทเงินทุน ธนชาติ จำกัด (มหาชน) ต่อมาได้ และเมื่อศาลชั้นต้นวินิจฉัยว่าโจทก์ไม่มีอำนาจฟ้องแล้วพิพากษายกฟ้องโดยยังมิได้วินิจฉัยประเด็นข้อพิพาทอื่นๆ ที่จำเลยทั้งสองต่อสู้มาในคำให้การ ศาลอุทธรณ์จึงมีอำนาจย้อนสำนวนไปให้ศาลชั้นต้นวินิจฉัยและพิพากษาใหม่เพื่อให้เป็นไปตามลำดับชั้นศาลได้ ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 243 (1) ที่ศาลอุทธรณ์พิพากษามานั้นจึงชอบแล้ว ฎีกาของจำเลยทั้งสองฟังไม่ขึ้น

พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมในชั้นนี้ให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 150 ม. 303
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — บริษัทบริหารสินทรัพย์ แม็กซ์ จำกัด
จำเลย — นายประทีป วงศ์จิตรัตน์ กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลแพ่งธนบุรี — ประดิษฐ์ สิงหทัศน์
ศาลอุทธรณ์ — บุญสิทธิ์ คงสุวรรณ
ชื่อองค์คณะ
สุทธินันท์ เสียมสกุล
วีระวัฒน์ ปวราจารย์
สุนันท์ ชัยชูสอน
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3812 -ที่ 3814/2556
#541537
เปิดฉบับเต็ม

จำเลยเป็นเสมียนตราอำเภอโนนแดง มีหน้าที่เกี่ยวกับการเงินและบัญชีของอำเภอโนนแดง เงินค่าวัสดุก่อสร้างโครงการฝายประชาอาสาทั้งสี่โครงการรวม 1,308,104.40 บาท เป็นเงินที่ทางอำเภอโนนแดงต้องเบิกจากทางจังหวัดนครราชสีมาไปชำระให้แก่ห้างหุ้นส่วนจำกัด น. และห้างหุ้นส่วนจำกัด ต. แต่จำเลยไม่ได้เป็นกรรมการรับเงินที่จะมีอำนาจหน้าที่ไปเบิกและรับเงินค่าวัสดุก่อสร้างดังกล่าว การที่จำเลยใช้คำสั่งแต่งตั้งคณะกรรมการรับเงินซึ่งไม่ใช่คำสั่งที่ผู้ลงชื่อประสงค์จะตั้งจำเลยไปดำเนินการดังกล่าว ทั้งบางคำสั่งก็ตั้งกรรมการไม่ครบตามกฎระเบียบไปแสดงต่อเสมียนตราจังหวัดเพื่อขอเบิกและรับเงินโครงการดังกล่าว เมื่อได้รับเช็คแล้วนำเช็คไปเบิกเงินจากธนาคารเอาไปโดยทุจริต เป็นการกระทำในส่วนที่นอกอำนาจหน้าที่รับผิดชอบของตน ถือไม่ได้ว่าเป็นการกระทำความผิดในฐานะเจ้าพนักงาน จึงไม่อาจลงโทษจำเลยฐานเจ้าพนักงานยักยอกทรัพย์ตาม ป.อ. มาตรา 147 ตามฟ้องอันเป็นบทเฉพาะได้ แต่อาจลงโทษจำเลยในความผิดฐานยักยอกทรัพย์เงินดังกล่าว ซึ่งเป็นความผิดในตัวเองและเป็นส่วนหนึ่งของการกระทำความผิดฐานเจ้าพนักงานยักยอกทรัพย์ที่โจทก์ฟ้องมาได้ อย่างไรก็ตามข้อเท็จจริงที่ได้วินิจฉัยไว้ข้างต้นจำเลยไม่ได้รับมอบทรัพย์โดยชอบแล้วเบียดบังไว้โดยทุจริตอันจะเป็นความผิดฐานยักยอก แต่จำเลยได้รับเช็คจาก ก. เจ้าหน้าที่การเงินและบัญชีประจำที่ทำการปกครองจังหวัดนครราชสีมาโดยแสดงคำสั่งแต่งตั้งดังกล่าวต่อ ก. เพื่อให้เข้าใจว่าตนได้รับแต่งตั้งเป็นกรรมการรับเงินโดยชอบ จน ก. หลงเชื่อมอบเช็คดังกล่าวให้ไป แล้วจำเลยแสดงคำสั่งแต่งตั้งดังกล่าวต่อเจ้าหน้าที่ธนาคารในการนำเช็คไปขอเบิกเงินสดจากธนาคารตามเช็คด้วย ซึ่งการกระทำดังกล่าวเป็นการหลอกลวงผู้อื่นแล้วได้มาซึ่งเช็คและเงิน ย่อมเป็นความผิดฐานฉ้อโกงตาม ป.อ. มาตรา 341 แม้โจทก์ไม่ได้บรรยายฟ้องและขอให้ลงโทษฐานนี้ก็ตาม แต่เมื่อศาลอาจลงโทษจำเลยในความผิดฐานยักยอกได้ จึงเป็นการแตกต่างกันระหว่างการกระทำความผิดฐานฉ้อโกง และยักยอก เมื่อจำเลยไม่หลงต่อสู้ จึงลงโทษจำเลยในความผิดฐานฉ้อโกงที่ได้ความได้ตาม ป.วิ.อ. มาตรา 192 วรรคสอง และวรรคสาม แต่อำเภอโนนแดงร้องทุกข์เมื่อล่วงพ้นกำหนด 3 เดือน นับแต่รู้เรื่องความผิดและรู้ตัวผู้กระทำความผิด คดีจึงขาดอายุความตาม ป.อ. มาตรา 96

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
คดีทั้งสามสำนวนนี้ ศาลชั้นต้นพิจารณาและพิพากษารวมกัน โดยให้เรียกโจทก์ทั้งสามสำนวนว่า โจทก์ และเรียกจำเลยทั้งสามสำนวนว่า จำเลย

สำนวนแรก โจทก์ฟ้องและแก้ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91, 147, 264, 265, 268 นับโทษจำเลยต่อจากโทษจำเลยในคดีอาญาหมายเลขดำที่ 276 ถึง 278/2539, 609/2540 และ 610/2540 ของศาลชั้นต้น และให้จำเลยคืนหรือใช้เงินที่ยังไม่ได้คืน 743,431.50 บาท แก่ผู้เสียหาย

สำนวนที่สอง โจทก์ฟ้องและแก้ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91, 147, 264, 265, 268 นับโทษจำเลยต่อจากโทษของจำเลยในคดีอาญาหมายเลขดำที่ 276 ถึง 278/2539, 608/2540 และ 610/2540 ของศาลชั้นต้น และให้จำเลยคืนหรือใช้เงินที่ยังไม่ได้คืน 282,336.45 บาท แก่ผู้เสียหาย

สำนวนที่สาม โจทก์ฟ้องและแก้ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91, 147, 264, 265, 268 นับโทษจำเลยต่อจากโทษจำเลยในคดีอาญาหมายเลขดำที่ 276 ถึง 278/2539, 608/2540 และ 609/2540 ของศาลชั้นต้น และให้จำเลยคืนหรือใช้เงินที่ยังไม่ได้คืน 282,336.45 บาท แก่ผู้เสียหาย

จำเลยให้การปฏิเสธทั้งสามสำนวน แต่รับว่าเป็นบุคคลคนเดียวกับจำเลยในคดีที่โจทก์ขอให้นับโทษต่อ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 147 เป็นความผิดหลายกรรมต่างกัน ให้ลงโทษทุกกรรมเป็นกระทงความผิดไปตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 จำคุกกระทงละ 5 ปี รวม 3 กระทง คำเบิกความของจำเลยเป็นประโยชน์แก่การพิจารณาอยู่บ้าง มีเหตุบรรเทาโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 ลดโทษให้กระทงละหนึ่งในสาม คงจำคุกกระทงละ 3 ปี 4 เดือน รวมจำคุก 9 ปี 12 เดือน ให้จำเลยคืนเงิน 1,308,104.40 บาท แก่ผู้เสียหาย นับโทษจำเลยต่อจากโทษในคดีอาญาหมายเลขแดงที่ 1690 ถึง 1692/2547 ของศาลชั้นต้น ยกฟ้องข้อหาอื่น

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 3 พิพากษาแก้เป็นว่า ให้ยกคำขอให้จำเลยคืนหรือใช้เงิน1,308,104.40 บาท แก่ผู้เสียหาย นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

จำเลยฎีกา โดยผู้พิพากษาซึ่งพิจารณาและลงชื่อในคำพิพากษาศาลชั้นต้นอนุญาตให้ฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาจำเลยว่าจำเลยไม่ได้กระทำความผิดฐานเจ้าพนักงานยักยอกทรัพย์ตามฟ้องหรือไม่ เห็นว่าข้ออ้างจำเลยเรื่องได้เบิกและรับเงินมาแล้วได้มอบให้นายไชยยศเก็บไว้ในตู้นิรภัยตามระเบียบปฏิบัติการเก็บรักษาเงินเป็นการกล่าวอ้างลอย ๆ นั้น เมื่อโจทก์ไม่ได้นำสืบว่าในตู้นิรภัยไม่มีเงินดังกล่าว และรายงานเงินคงเหลือประจำวันไม่ได้แสดงยอดเงินดังกล่าว ทั้งกรรมการเก็บรักษาเงินก็ไม่ได้ทักท้วงว่าเงินขาดบัญชีแต่อย่างใด จึงฟังไม่ได้ว่าจำเลยเบียดบังเงินดังกล่าวเป็นของตนโดยทุจริต นอกจากนี้จำเลยได้รับแต่งตั้งให้ไปเบิกและรับเงินเพียงคนเดียวเป็นการขัดกับระเบียบ ซึ่งต้องตั้งกรรมการ 2 ถึง 3 คน ไปดำเนินการดังกล่าว การแต่งตั้งจึงไม่ถูกต้อง การดำเนินการดังกล่าวของจำเลยจึงไม่ได้กระทำในฐานะเจ้าพนักงานอันอาจมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 147 ขอให้พิพากษายกฟ้องนั้น เห็นว่า แม้โจทก์จะไม่ได้นำสืบพยานหลักฐานว่าในตู้นิรภัยไม่มีเงินดังกล่าว และรายงานเงินคงเหลือประจำวันไม่ได้แสดงยอดเงินดังกล่าว ทั้งกรรมการเก็บรักษาเงินก็ไม่ได้ทักท้วงว่าเงินขาดบัญชีแต่อย่างใดตามที่จำเลยอ้างก็ตาม แต่ตามข้อเท็จจริงอันยุติตามพฤติการณ์จำเลยที่นำคำสั่งไปเบิกเงิน หากฟังว่าเป็นเอกสารแท้จริง จำเลยก็ต้องรู้ว่าเป็นคำสั่งที่ไม่ชอบเพราะมีคณะกรรมการรับเงินไม่ครบเนื่องจากจำเลยเป็นเสมียนตราอำเภอมีหน้าที่เกี่ยวกับการรับเงินและบัญชีย่อมรู้เรื่องระเบียบการตั้งคณะกรรมการรับเงินดีว่าถ้าไปรับเงินเกิน 30,000 บาท ต้องมีคณะกรรมการ 2 ถึง 3 คน และยังฟังได้จากนายไชยยศผู้ลงนามในคำสั่ง และนายสิทธิชัยผู้ลงนามในคำสั่ง สรุปว่าตามคำสั่งที่ตนลงชื่อนั้นไม่ได้ประสงค์ตั้งจำเลยเป็นกรรมการรับเงินไปรับเงินโครงการฝายประชาอาสา แต่มีการเพิ่มเติมข้อความที่ทำให้ใช้แสดงขอเบิกและรับเงินดังกล่าวได้ภายหลังที่พยานแต่ละคนลงชื่อในคำสั่ง แม้จะฟังไม่ได้ว่าจำเลยเป็นผู้ปลอมเอกสารราชการดังกล่าวแต่จำเลยก็สมควรต้องทราบอีกเช่นกันว่าใช้เบิกและรับเงินไม่ได้ในขณะที่ยื่นเอกสารเพราะเป็นการรับเงินเกิน 30,000 บาท แต่มีจำเลยเป็นกรรมการรับเงินเพียงผู้เดียวซึ่งไม่ชอบนอกจากนี้ตามคำสั่งที่นายไชยยศลงนามแต่งตั้งคณะกรรมการรับเงินแม้จะปรากฏว่ามีคณะกรรมการซึ่งรวมจำเลยด้วยเป็น 3 คน ก็ตามแต่นายไชยยศก็เบิกความว่าจำเลยเอาคำสั่ง ซึ่งให้จำเลยไปรับเงินเดือนและเงินอื่น ๆ ไปพิมพ์เพิ่มเติมจำนวนผู้รับเงิน เป็นสัสดีและผู้ช่วยสัสดีเป็นผู้รับเงินร่วมกับจำเลย ซึ่งบุคคลทั้งสองนี้ไม่เกี่ยวกับการเงินไม่สมควรตั้ง โดยปกติจะตั้งปลัดอำเภอ เจ้าหน้าที่ปกครองและเสมียนตราอำเภอเช่นจำเลยอย่างละ 1 คน เป็นกรรมการรับเงิน ขณะพยานลงชื่อออกคำสั่งระบุเพียงเงินเดือนและเงินอื่น ๆ ไม่ได้ระบุจำนวนเงินเพื่อรับเงินเดือนและเงินอื่น ๆ ซึ่งไม่มากนัก แต่มีการระบุยอดรับไว้ 770,695.69 บาท ทำให้เสมียนตราจังหวัดจึงเข้าใจว่าเป็นเงินฝายประชาอาสาโครงการที่ 3 และ 4 จึงออกเช็คซึ่งเป็นเงินค่าวัสดุก่อสร้างในโครงการ 3 และ 4 และเงินสดอีก 27,000 บาทเศษ ให้จำเลย เมื่อพิจารณาประกอบกับพฤติการณ์จำเลยที่ตามไปพบร้อยโทชัยสวัสดิ์ และจ่าสิบเอกวุฒิพงษ์ สัสดีอำเภอโนนแดงและผู้ช่วย ซึ่งเข้าร่วมประชุมที่ห้องประชุมจังหวัดนครราชสีมานอกที่ทำการปกติ เพื่อขอให้ลงชื่อในคำสั่ง เพื่อรับการแต่งตั้งเป็นกรรมการรับเงิน โดยอ้างว่านายไชยยศแต่งตั้ง ตามที่ได้ความจากร้อยโทชัยสวัสดิ์และจ่าสิบเอกวุฒิพงษ์ เสมือนลักลอบดำเนินการซึ่งนายไชยยศไม่น่าจะแต่งตั้งบุคคลที่ตนเห็นว่าไม่สมควรตามที่ให้เหตุผลไว้ ในส่วนนี้ทำให้ฟังได้ว่านายไชยยศประสงค์แต่งตั้งจำเลยคนเดียวเป็นกรรมการรับเงินไปเบิกเงินเดือนและเงินอื่น ๆ ที่รวมกันจำนวนไม่ถึง 30,000 บาท ไม่ใช่ตั้งจำเลย สัสดีและผู้ช่วยสัสดี รวม 3 คน เป็นคณะกรรมการรับเงินไปรับเงินค่าวัสดุก่อสร้างในโครงการ 3 และ 4 ด้วย จำเลยก็น่าจะทราบข้อนี้ดีเพราะเป็นผู้ดำเนินการให้บุคคลทั้งสองลงชื่อในคำสั่ง แต่จำเลยยังอาศัยคำสั่งไปเบิกและรับเงิน ตามที่ได้ความจากนายสุรัชว่าจำเลยนำเช็คไปเบิกเงินสดจากธนาคาร เมื่อวันที่ 30 มิถุนายน 2538, วันที่ 16 และ 19 พฤษภาคม 2538 ตามลำดับ แสดงว่าจำเลยได้รับเงินตามเช็คแต่ละฉบับไปในแต่ละวันดังกล่าว ภายหลังที่ถูกสอบสวนความผิดเกี่ยวกับเงินค่าวัสดุอุปกรณ์ก่อสร้างโครงการฝายประชาอาสาทั้ง 4 โครงการแล้ว จำเลยได้นำเงินดังกล่าวไปชำระให้แก่นางพิทธิยาผู้ดำเนินการแทนห้างฯ ทั้งสองที่ขายวัสดุอุปกรณ์การก่อสร้างให้โครงการ หากถือตามวันที่ในใบเสร็จรับเงินก็เป็นการนำไปชำระวันที่ 6 ตุลาคม 2538 ห่างจากวันนำเช็คไปเบิกเงินประมาณ 4 เดือน ซึ่งส่วนนี้พันตำรวจโทชลิสว่าเป็นการลงวันที่ย้อนหลัง ซึ่งจำเลยไม่มีสิทธิเอาเงินดังกล่าวไปเก็บรักษาเองหรือใช้ประโยชน์ส่วนตัว การกระทำของจำเลยแสดงถึงความทุจริตของจำเลยในเงินจำนวนดังกล่าว และเป็นการแสดงชัดเจนอยู่ในตัวว่าเงินดังกล่าวอยู่ที่จำเลยไม่ได้ถูกเก็บรักษาไว้ในตู้นิรภัย หรือแสดงไว้ในรายงานเงินคงเหลือประจำวัน ทั้งไม่ได้มีการนำไปให้นายไชยยศตามที่จำเลยนำสืบด้วย มิฉะนั้นแล้วจำเลยก็คงไม่มีหรือไม่ยอมนำเงินจำนวนมากเช่นนั้นไปจ่ายให้นางพิทธิยาเป็นแน่ พยานหลักฐานโจทก์เพียงเท่านี้โจทก์ไม่จำเป็นต้องนำสืบถึงเรื่องที่จำเลยอ้างมาในฎีกา จำเลยต่างหากสมควรนำสืบให้ได้ความตามที่ฎีกาเพราะเป็นประโยชน์ต่อจำเลย เมื่อจำเลยไม่กระทำ ทั้งข้อต่อสู้จำเลยพิจารณาแล้วไม่มีน้ำหนักหักล้างพยานหลักฐานโจทก์คดีจึงฟังได้โดยปราศจากข้อสงสัยว่าจำเลยเบิกและรับเงินค่าวัสดุอุปกรณ์ก่อสร้างโครงการฝายประชาอาสาทั้ง 4 โครงการ โดยไม่ชอบแล้วเอาไว้โดยทุจริต คงต้องวินิจฉัยต่อไปว่าการกระทำของจำเลยดังกล่าวเป็นความผิดฐานเจ้าพนักงานยักยอกทรัพย์ ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 147 หรือไม่ เห็นว่า จำเลยเป็นเสมียนตราอำเภอโนนแดงมีหน้าที่เกี่ยวกับการเงินและบัญชีของอำเภอโนนแดง เงินค่าวัสดุก่อสร้างโครงการฝายประชาอาสาทั้ง 4 โครงการ รวม 1,308,104.40 บาท เป็นเงินที่ทางอำเภอโนนแดงต้องเบิกจากทางจังหวัดนครราชสีมาไปชำระให้กับห้างฯ ทั้งสอง ก่อนมีการเบิกจ่ายเงินจำนวนนี้ยังไม่อยู่ในการครอบครองเก็บรักษาใช้สอยของอำเภอโนนแดง การเบิกจ่ายเมื่อเกิน 30,000 บาท ทางอำเภอโนนแดงโดยนายอำเภอหรือปลัดอำเภอผู้รักษาราชการแทนซึ่งขณะนั้นได้แก่นายไชยยศหรือนายสิทธิชัยต้องลงนามในคำสั่งอำเภอโนนแดงแต่งตั้งคณะกรรมการรับเงินตั้งแต่ 2 ถึง 3 คน จากข้าราชการอำเภอโนนแดงไปยื่นเอกสารเบิกและรับเงิน คณะกรรมการที่ได้รับการแต่งตั้งโดยถูกต้องและชอบด้วยกฎระเบียบแล้วจึงจะเข้าไปมีอำนาจหน้าที่เกี่ยวข้องกับเงินดังกล่าวได้ตามกฎระเบียบ หากยังไม่ได้รับการแต่งตั้งดังกล่าวแล้วไม่ว่าจำเลยหรือผู้ใดก็ไม่มีอำนาจหน้าที่ไม่ว่าในทางใด ตามข้อเท็จจริงได้วินิจฉัยแล้วฟังได้ข้างต้นเมื่อจำเลยใช้คำสั่งแต่งตั้งคณะกรรมการรับเงินซึ่งไม่ใช่คำสั่งที่ผู้ลงชื่อประสงค์ตั้งจำเลยไปดำเนินการดังกล่าว ทั้งบางคำสั่งก็ตั้งกรรมการไม่ครบตามกฎระเบียบ ไปแสดงต่อเสมียนตราจังหวัดเพื่อขอเบิกและรับเงินโครงการฝายประชาอาสาย่อมเป็นการดำเนินการที่ไม่ชอบ จำเลยจึงไม่ได้เกี่ยวข้องกับเงินดังกล่าวตามอำนาจหน้าที่ของตนไม่ว่าโดยทางปกติทั่วไปหรือการได้รับแต่งตั้ง เมื่อบทบัญญัติประมวลกฎหมายอาญาที่บัญญัติมุ่งเอาผิดต่อบุคคลในฐานะเจ้าพนักงานกระทำความผิดนอกจากผู้นั้นต้องเป็นเจ้าพนักงานแล้วยังต้องกระทำความผิดในอำนาจหน้าที่ตนด้วย หากไม่มีอำนาจหน้าที่ในสิ่งที่ได้กระทำความผิดลงไปนั้น ย่อมถือไม่ได้ว่าผู้นั้นกระทำความผิดฐานะเจ้าพนักงาน จึงไม่ต้องรับผิดในฐานะเจ้าพนักงาน คงรับผิดฐานะบุคคลธรรมดาทั่วไปที่กระทำความผิดกรณีกฎหมายบัญญัติเป็นความผิดเท่านั้น กรณีนี้ไม่ว่าผู้มีอำนาจแต่งตั้งไม่ได้ประสงค์ตั้งจำเลยเป็นกรรมการรับเงินไปเบิกและรับเงินค่าวัสดุก่อสร้างโครงการฝายประชาอาสาทั้ง 4 โครงการ หรือการแต่งตั้งไม่ชอบด้วยกฎระเบียบเพราะตั้งจำเลยคนเดียวเป็นกรรมการรับเงินเกิน 30,000 บาท ก็มีผลเช่นเดียวกันคือจำเลยไม่ได้เป็นกรรมการรับเงินที่จะมีอำนาจหน้าที่ไปเบิกและรับเงินค่าวัสดุก่อสร้างโครงการฝายประชาอาสาทั้ง 4 โครงการ การที่จำเลยใช้คำสั่ง แม้จะฟังไม่ได้ว่าจำเลยเป็นผู้ปลอมและใช้เอกสารราชการปลอมเพราะยุติไปแล้วก็ตาม ไปขอเบิกและรับเงินแล้วได้รับเช็ค แล้วนำเช็คดังกล่าวไปเบิกเงินจากธนาคารเอาไปโดยทุจริต ก็เป็นการกระทำในส่วนที่นอกอำนาจหน้าที่รับผิดชอบของตน ถือไม่ได้ว่าเป็นการกระทำความผิดในฐานะเจ้าพนักงานสำหรับเงินค่าวัสดุก่อสร้างฝายประชาอาสาทั้ง 4 โครงการ รวม 1,308,104.40 บาท จึงไม่อาจลงโทษจำเลยฐานเจ้าพนักงานยักยอกทรัพย์ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 147 ตามฟ้องอันเป็นบทเฉพาะได้ แต่อาจลงโทษจำเลยในความผิดฐานยักยอกทรัพย์เงินดังกล่าวได้ ซึ่งเป็นความผิดในตัวเองและเป็นส่วนหนึ่งของการกระทำความผิดฐานเจ้าพนักงานยักยอกที่โจทก์ฟ้องมาได้ อย่างไรก็ตาม ตามข้อเท็จจริงที่ได้วินิจฉัยไว้ข้างต้นจำเลยไม่ได้รับมอบทรัพย์โดยชอบแล้วเบียดบังเอาไว้โดยทุจริตอันจะเป็นความผิดฐานยักยอก แต่จำเลยได้รับเช็คนางกรุณาโดยแสดงคำสั่งแต่งตั้งต่อนางกรุณาเพื่อให้เข้าใจว่าตนได้รับแต่งตั้งเป็นกรรมการรับเงินโดยชอบ จนนางกรุณาหลงเชื่อมอบเช็คดังกล่าวให้ไป แล้วจำเลยยังได้แสดงคำสั่งแต่งตั้งต่อเจ้าหน้าที่ธนาคารในการนำเช็คไปขอเบิกเงินสดจากธนาคารตามเช็คด้วย ซึ่งการกระทำดังกล่าวเป็นการหลอกลวงผู้อื่นแล้วได้มาซึ่งเช็คและเงิน ย่อมเป็นความผิดฐานฉ้อโกงตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 341 แม้โจทก์ไม่ได้บรรยายฟ้องและขอให้ลงโทษฐานนี้ก็ตาม แต่เมื่อศาลอาจลงโทษจำเลยในความผิดฐานยักยอกได้ จึงเป็นการแตกต่างกันระหว่างการกระทำความผิดฐานฉ้อโกงและยักยอก เมื่อจำเลยไม่ได้หลงต่อสู้ จึงลงโทษจำเลยในความผิดฐานฉ้อโกงที่ได้ความได้ ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 192 วรรคสอง และวรรคสาม ซึ่งทั้งความผิดฐานยักยอกและฉ้อโกงถือเป็นความผิดต่อส่วนตัวที่ผู้เสียหายต้องร้องทุกข์ภายใน 3 เดือน นับแต่รู้เรื่องและรู้ตัวผู้กระทำความผิด ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 96 ตามข้อเท็จจริงยุติคดีนี้ เมื่อวันที่ 3 กรกฎาคม 2539 อำเภอโนนแดงโดยนายไชยยศนายอำเภอได้มอบอำนาจให้นายณรงค์ปลัดอำเภอแจ้งความต่อพนักงานสอบสวนดำเนินคดีกับจำเลยในความผิดฐานเจ้าพนักงานยักยอกเงินค่าวัสดุก่อสร้างฝาย 1,308,104.50 บาท ตรวจดูแล้วถือได้ว่าเป็นให้ร้องทุกข์ในข้อหาความผิดต่อส่วนตัวที่จำเลยกระทำดังกล่าวด้วย และที่มีการแจ้งความเนื่องจากผู้ว่าราชการจังหวัดนครราชสีมาได้สั่งการตามบันทึกสรุปเรื่องที่เสนอผู้ว่าราชการจังหวัดให้อำเภอโนนแดงดำเนินคดีกับจำเลย ฉบับลงวันที่ 17 พฤษภาคม 2539 ซึ่งก่อนนี้ได้มีคำสั่งจังหวัดนครราชสีมาลงวันที่ 28 มีนาคม 2539 ที่ลงนามโดยผู้ว่าราชการจังหวัด เรื่องลงโทษข้าราชการออกจากราชการ โดยลงโทษไล่จำเลยออกจากราชการ ระบุข้อความสรุปว่ากรณีจำเลยยักยอกเงินโครงการฝายประชาอาสาของอำเภอโนนแดง 4 โครงการ รวมเป็นเงิน 1,308,104.50 บาท ได้มีการตรวจพบการทุจริตเดือนกันยายน 2538 ทั้งตามคำสั่ง สั่ง ณ วันที่ 28 มีนาคม 2539 ทั้งนายไชยยศและผู้ว่าราชการจังหวัดย่อมต้องรู้เรื่องจำเลยกระทำการทุจริตดังกล่าวก่อนวันออกคำสั่งฉบับนี้ หากนับจากวันมีคำสั่งถึงวันที่ 3 กรกฎาคม 2539 ซึ่งมีการแจ้งความดำเนินคดีกับจำเลยตามหนังสือมอบอำนาจ เป็นการร้องทุกข์เมื่อล่วงพ้นกำหนด 3 เดือน นับแต่รู้เรื่องความผิดและรู้ตัวผู้กระทำความผิด การกระทำของจำเลยที่เป็นความผิดต่อส่วนตัวดังวินิจฉัยจึงขาดอายุความ เรื่องคดีขาดอายุความหรือไม่เป็นปัญหาข้อกฎหมายที่เกี่ยวความสงบเรียบร้อยแม้ไม่มีคู่ความฝ่ายใดฎีกา ศาลฎีกาก็มีอำนาจยกขึ้นวินิจฉัยตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 195 วรรคสอง ประกอบมาตรา 225 ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 3 พิพากษา นั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วยในผลที่ยกคำขอให้จำเลยคืนหรือใช้เงิน 1,304,104.40 บาท แก่ผู้เสียหายเท่านั้น ฎีกาจำเลยฟังขึ้นบางส่วน

พิพากษาแก้เป็นว่า ให้ยกฟ้องโจทก์ในความผิดตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 147 ด้วย นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 3
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.อ. ม. 192 วรรคสอง ม. 192 วรรคสาม
ป.อ. ม. 96 ม. 147 ม. 341 ม. 352
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการประจำศาลจังหวัดบัวใหญ่
จำเลย — นางพัชนี พยุงธรรม
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดบัวใหญ่ — นายศุทธิพงศ์ ภูสุวรรณ
ศาลอุทธรณ์ภาค 3 — นายวีรภัทร ไพบูลย์วัฒนกิจ
ชื่อองค์คณะ
ถมรัตน์ เลิศไพรวัน
วัส ติงสมิตร
ธีระพงศ์ จิระภาค
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา