คำพิพากษา คำสั่งคำร้องและคำวินิจฉัยศาลฎีกา

ทั้งหมด 133,243 รายการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2809/2556
#541526
เปิดฉบับเต็ม

การจะนำโทษตามกฎหมายที่ใช้ภายหลังกระทำความผิดมากำหนดโทษใหม่ในคดีที่คำพิพากษาถึงที่สุดแล้วนั้น จะต้องปรากฏว่าโทษที่กำหนดตามคำพิพากษาถึงที่สุดหนักกว่าโทษที่กำหนดตามกฎหมายที่บัญญัติในภายหลัง เมื่อคำพิพากษาถึงที่สุดลงโทษจำเลยทั้งสองฐานร่วมกันจำหน่ายเฮโรอีนให้จำคุกตลอดชีวิต แล้วลดโทษให้จำเลยที่ 1 กึ่งหนึ่ง คงจำคุก 25 ปี การกำหนดโทษตามคำพิพากษาดังกล่าวจึงอยู่ในระวางโทษตามบทบัญญัติกฎหมายที่แก้ไขใหม่ ซึ่งกำหนดโทษจำคุกตลอดชีวิต หรือประหารชีวิต ถือไม่ได้ว่าโทษที่กำหนดตามคำพิพากษาหนักกว่าโทษที่กำหนดตามกฎหมายที่บัญญัติในภายหลัง กรณีไม่อยู่ในเกณฑ์ ป.อ. มาตรา 3 (1) ที่ศาลจะกำหนดโทษให้จำเลยทั้งสองใหม่ได้

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
คดีสืบเนื่องมาจากศาลชั้นต้นมีคำพิพากษาถึงที่สุดสำหรับจำเลยที่ 1 และศาลฎีกามีคำพิพากษาถึงที่สุดสำหรับจำเลยที่ 2 ว่า จำเลยทั้งสองมีความผิดตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 มาตรา 15 วรรคหนึ่ง, 66 วรรคหนึ่ง ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83 ให้ลงโทษทุกกรรมเป็นกระทงความผิดไปตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 ฐานมีเฮโรอีนไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่ายโดยไม่ได้รับอนุญาต จำคุกจำเลยทั้งสองตลอดชีวิต ฐานจำหน่ายเฮโรอีนโดยไม่ได้รับอนุญาต จำคุกจำเลยทั้งสองตลอดชีวิต จำเลยที่ 1 ให้การรับสารภาพเป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้กึ่งหนึ่งตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 เปลี่ยนโทษจำคุกตลอดชีวิตเป็นจำคุก 50 ปี ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 53 คงจำคุกกระทงละ 25 ปี รวม 2 กระทง เป็นจำคุกจำเลยที่ 1 มีกำหนด 50 ปี ส่วนจำเลยที่ 2 เมื่อรวมโทษทุกกระทงแล้วให้จำคุกตลอดชีวิตเพียงสถานเดียว ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 (3) ริบเฮโรอีนและรถยนต์กระบะของกลาง

จำเลยที่ 1 ยื่นคำร้องว่า ฟ้องโจทก์ไม่ได้บรรยายฟ้องว่า เฮโรอีนของกลางที่จำเลยที่ 1 จำหน่ายคำนวณเป็นสารบริสุทธิ์เท่าใด ระหว่างที่จำเลยที่ 1 ต้องโทษได้มีพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ (ฉบับที่ 5) พ.ศ.2545 มาตรา 66 วรรคหนึ่ง ใช้บังคับ ซึ่งเป็นกฎหมายที่เป็นคุณมากกว่ามาตรา 66 วรรคหนึ่ง (เดิม) ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 3 (1) ขอให้กำหนดโทษจำเลยที่ 1 ในความผิดฐานร่วมกันจำหน่ายเฮโรอีนใหม่ตามมาตรา 66 วรรคหนึ่ง (ใหม่) ศาลชั้นต้นยกคำร้อง

จำเลยที่ 2 ยื่นคำร้องว่า การกระทำของจำเลยที่ 2 ในความผิดฐานร่วมกันจำหน่ายเฮโรอีน 90 หลอด และฐานร่วมกันมีเฮโรอีน 90 หลอด ไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่ายเป็นกรรมเดียวกัน จำเลยที่ 2 จึงมีความผิดฐานร่วมกันจำหน่ายเฮโรอีนเพียงกรรมเดียว ที่ศาลล่างทั้งสองลงโทษจำเลยที่ 2 ในความผิดฐานร่วมกันมีเฮโรอีนจำนวน 129 หลอด ไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่ายเป็นการไม่ชอบ โจทก์ไม่ได้บรรยายฟ้องว่า เฮโรอีนจำนวน 90 หลอด คำนวณเป็นสารบริสุทธิ์ได้เท่าใด จึงต้องลงโทษจำเลยที่ 2 ตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 มาตรา 15 วรรคหนึ่ง (เดิม), 66 วรรคหนึ่ง (ใหม่) ซึ่งเป็นกฎหมายที่เป็นคุณ ขอให้ปรับบทลงโทษและกำหนดโทษจำเลยที่ 2 ใหม่ ศาลชั้นต้นยกคำร้อง

จำเลยทั้งสองอุทธรณ์ ศาลชั้นต้นมีคำสั่งไม่รับอุทธรณ์ของจำเลยที่ 1

จำเลยที่ 1 อุทธรณ์คำสั่ง

ศาลอุทธรณ์ภาค 9 มีคำสั่งว่า เมื่อความปรากฏในสำนวนว่า จำเลยที่ 2 ยื่นอุทธรณ์ขอให้กำหนดโทษจำเลยที่ 2 ใหม่ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 3 (1) โดยอ้างเหตุเดียวกันกับอุทธรณ์ของจำเลยที่ 1 และคดีขึ้นสู่ศาลอุทธรณ์ภาค 9 เช่นนี้แล้ว ศาลอุทธรณ์ภาค 9 ย่อมมีอำนาจสั่งให้รับอุทธรณ์ของจำเลยที่ 1 ไว้พิจารณาและเนื่องจากคดีพอวินิจฉัยได้โดยไม่ต้องย้อนสำนวนให้ศาลชั้นต้นดำเนินการต่อไป จึงเห็นสมควรวินิจฉัยอุทธรณ์ของจำเลยที่ 1 ไปพร้อมกับอุทธรณ์ของจำเลยที่ 2 เสียทีเดียว

ศาลอุทธรณ์ภาค 9 พิพากษายืน

จำเลยทั้งสองฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ที่จำเลยที่ 2 ฎีกาว่า จำเลยที่ 2 มีเฮโรอีนของกลางไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่าย 90 หลอด และจำหน่ายหมดไปในคราวเดียวกัน การกระทำของจำเลยที่ 2 จึงเป็นความผิดฐานร่วมกันจำหน่ายเฮโรอีนเพียงกรรมเดียว และที่ศาลล่างทั้งสองลงโทษจำเลยที่ 2 ในความผิดฐานร่วมกันมีเฮโรอีนของกลาง 129 หลอด ไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่ายเป็นการไม่ชอบ เห็นว่า คดีนี้จำเลยที่ 2 ยื่นคำร้องขอให้ศาลกำหนดโทษจำเลยที่ 2 เสียใหม่ตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 มาตรา 15 วรรคหนึ่ง (เดิม), 66 วรรคหนึ่ง (ใหม่) ดังนี้ ประเด็นที่ต้องวินิจฉัยตามคำร้องของจำเลยที่ 2 มีเพียงว่า ศาลจะกำหนดโทษจำเลยที่ 2 ใหม่ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 3 ได้หรือไม่เท่านั้น ส่วนประเด็นที่จำเลยที่ 2 ฎีกาเกี่ยวกับการกระทำความผิดดังกล่าวข้างต้น ยุติไปในคดีหลักตามคำพิพากษาศาลฎีกาซึ่งถึงที่สุดแล้ว จำเลยที่ 2 จะยกประเด็นดังกล่าวขึ้นมาในคำร้องขอกำหนดโทษใหม่ต่อไปอีกไม่ได้ ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัยให้ คงมีปัญหาวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยทั้งสองว่า จะนำกฎหมายที่แก้ไขใหม่ในส่วนที่เป็นคุณมากำหนดโทษจำเลยทั้งสองใหม่ในความผิดฐานร่วมกันจำหน่ายเฮโรอีนได้หรือไม่ ข้อเท็จจริงรับฟังเป็นยุติว่า จำเลยทั้งสองร่วมกันมีเฮโรอีนไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่าย 129 หลอด รวมน้ำหนัก 135.5 กรัม มีปริมาณคำนวณเป็นสารบริสุทธิ์ได้ 95.9 กรัม และจำเลยทั้งสองร่วมกันจำหน่ายเฮโรอีน 90 หลอด ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของเฮโรอีนที่จำเลยทั้งสองร่วมกันมีไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่ายให้แก่ผู้มีชื่อ เป็นเงิน 175,000 บาท และในระหว่างที่จำเลยทั้งสองกำลังรับโทษตามคำพิพากษาซึ่งถึงที่สุดแล้วนั้น มีพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ (ฉบับที่ 5) พ.ศ.2545 มาตรา 8 และมาตรา 19 ยกเลิกความในมาตรา 15 และมาตรา 66 แห่งพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 และให้ใช้ข้อความใหม่แทน ซึ่งข้อเท็จจริงปรากฏว่า โจทก์บรรยายฟ้องว่า จำเลยทั้งสองร่วมกันมีเฮโรอีน 129 หลอด คำนวณเป็นสารบริสุทธิ์ได้ 95.9 กรัม ไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่าย โดยไม่ปรากฏว่าเฮโรอีน 90 หลอด ที่จำเลยทั้งสองร่วมกันจำหน่ายให้แก่ผู้มีชื่อ มีปริมาณคำนวณเป็นสารบริสุทธิ์ได้เท่าใด แต่เฮโรอีน 90 หลอด เป็นส่วนหนึ่งของเฮโรอีน 129 หลอด ซึ่งตามรายงานการตรวจพิสูจน์ของกลางตรวจพบว่าเป็นเฮโรอีน คำนวณเป็นปริมาณเฮโรอีนไฮโดรคลอไรด์บริสุทธิ์หนัก 95.9 กรัม และมีเฮโรอีนของกลางเหลือจากการตรวจพิสูจน์ 125 กรัม แสดงว่าเป็นการนำเฮโรอีนของกลางบางส่วนมาตรวจพิสูจน์หาปริมาณสารบริสุทธิ์ แล้วจึงนำผลที่ได้มาคำนวณหาปริมาณสารบริสุทธิ์ของเฮโรอีนของกลาง 129 หลอด ซึ่งสอดคล้องกับบทบัญญัติของพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 ที่กำหนดปริมาณสารบริสุทธิ์ของยาเสพติดให้โทษโดยการคำนวณ จึงคำนวณสารบริสุทธิ์ของเฮโรอีน 90 หลอด ซึ่งเป็นจำนวนมากกว่าครึ่งหนึ่งของเฮโรอีนของกลางทั้งหมด 129 หลอด ได้มากกว่าครึ่งหนึ่งของสารบริสุทธิ์ 95.9 กรัม เช่นกัน ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 9 คำนวณเทียบเป็นน้ำหนักสารบริสุทธิ์ของเฮโรอีน 90 หลอด ได้ 74.98 กรัม และปรับเข้าองค์ประกอบความผิดและบทกำหนดโทษตามกฎหมายที่แก้ไขใหม่เป็นความผิดตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 มาตรา 66 วรรคสาม ที่บัญญัติว่า ผู้ใดจำหน่ายหรือมีไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่ายซึ่งยาเสพติดให้โทษในประเภท 1 โดยไม่ได้รับอนุญาตและมีปริมาณคำนวณเป็นสารบริสุทธิ์เกินยี่สิบกรัมขึ้นไป ต้องระวางโทษจำคุกตลอดชีวิตและปรับตั้งแต่หนึ่งล้านบาทถึงห้าล้านบาท หรือประหารชีวิต นั้น ต้องด้วยความเห็นของศาลฎีกาแล้ว และการจะนำโทษตามกฎหมายที่ใช้ภายหลังกระทำความผิดมากำหนดโทษใหม่ในคดีที่คำพิพากษาถึงที่สุดแล้วนั้น จะต้องปรากฏว่าโทษที่กำหนดตามคำพิพากษาถึงที่สุดหนักกว่าโทษที่กำหนดตามกฎหมายที่บัญญัติในภายหลังเมื่อคำพิพากษาถึงที่สุด ลงโทษจำเลยทั้งสองฐานร่วมกันจำหน่ายเฮโรอีน ให้จำคุกตลอดชีวิต แล้วลดโทษให้จำเลยที่ 1 กึ่งหนึ่ง คงจำคุก 25 ปี การกำหนดโทษตามคำพิพากษาดังกล่าวจึงอยู่ในระวางโทษตามบทบัญญัติกฎหมายที่แก้ไขใหม่ ถือไม่ได้ว่าโทษที่กำหนดตามคำพิพากษาหนักกว่าโทษที่กำหนดตามกฎหมายที่บัญญัติในภายหลังกรณีไม่เข้าอยู่ในเกณฑ์ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 3 (1) ที่ศาลจะกำหนดโทษให้จำเลยทั้งสองได้ ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 9 พิพากษามาชอบแล้ว ฎีกาของจำเลยทั้งสองฟังไม่ขึ้น

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.อ. ม. 3 (1)
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการจังหวัดสตูล
จำเลย — นายเฉลิมศักดิ์หรือศักดิ์ เตียวสกุล กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดสตูล — นายสำเร็จ พงศ์วงประเสริฐ
ศาลอุทธรณ์ภาค 9 — นางวราภรณ์ สหัสโพธิ์
ชื่อองค์คณะ
วาสนา หงส์เจริญ
สมควร วิเชียรวรรณ
ปิยกุล บุญเพิ่ม
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2754/2556
#559155
เปิดฉบับเต็ม

ความผิดฐานผลิตเฮโรอีนเพื่อจำหน่ายตาม พ.รบ.ยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 มาตรา 65 วรรคสอง (เดิม) ต้องระวางโทษประหารชีวิตสถานเดียว ศาลอุทธรณ์ภาค 9 จึงพิพากษาให้ประหารชีวิต แต่เมื่อลดโทษให้กึ่งหนึ่งตาม ป.อ. มาตรา 78 ประกอบมาตรา 52 (2) คงจำคุก 25 ปี เช่นนี้ต้องถือว่าโทษที่ศาลอุทธรณ์ภาค 9 กำหนดตามคำพิพากษาคือโทษประหารชีวิต มิใช่โทษจำคุก 25 ปี ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 9 ลดโทษให้กึ่งหนึ่งแล้ว เมื่อปรากฏว่าระหว่างที่จำเลยกำลังรับโทษตามคำพิพากษาซึ่งคดีถึงที่สุดแล้วนั้น ได้มี พ.ร.บ.ยาเสพติดให้โทษ (ฉบับที่ 5) พ.ศ.2545 มาตรา 8 และมาตรา 9 ยกเลิกความในมาตรา 15 และมาตรา 65 แห่ง พ.ร.บ.ยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 และให้ใช้ข้อความใหม่แทน ซึ่งเฮโรอีนที่จำเลยผลิตโดยการแบ่งบรรจุมีน้ำหนัก 0.30 กรัม เป็นที่เข้าใจว่าหากคำนวณเป็นสารบริสุทธิ์คงไม่ถึง 3 กรัม เมื่อจำเลยผลิตเฮโรอีนของกลางโดยการแบ่งบรรจุเพื่อจำหน่าย การกระทำของจำเลยจึงต้องด้วยมาตรา 65 วรรคสี่ ที่แก้ไขใหม่ ซึ่งมีระวางโทษจำคุกตั้งแต่สี่ปีถึงจำคุกตลอดชีวิตและปรับตั้งแต่สี่แสนบาทถึงห้าล้านบาท อันเป็นคุณแก่จำเลยมากกว่ากฎหมายเดิม เมื่อโทษที่ศาลอุทธรณ์ภาค 9 กำหนดคือโทษประหารชีวิต หนักกว่าโทษจำคุกตั้งแต่สี่ปีถึงจำคุกตลอดชีวิตและปรับตั้งแต่สี่แสนบาทถึงห้าล้านบาทตามกฎหมายที่บัญญัติในภายหลัง ศาลต้องกำหนดโทษให้จำเลยใหม่ตามโทษที่กำหนดตามกฎหมายที่บัญญัติในภายหลังตาม ป.อ. มาตรา 3 (1) มิใช่ถือเอาโทษจำคุก 25 ปี ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 9 ลดโทษให้แล้วมาเป็นหลักในการเปรียบเทียบกับโทษที่กำหนดตามกฎหมายที่บัญญัติในภายหลัง

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
คดีสืบเนื่องมาจากศาลชั้นต้นพิพากษาลงโทษจำเลยตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 มาตรา 15 วรรคหนึ่ง, 26 วรรคหนึ่ง, 75, 66 วรรคหนึ่ง, 76 วรรคหนึ่ง, 91 เรียงกระทงลงโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 ฐานมีเฮโรอีนไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่าย จำคุก 6 ปี ฐานมีกัญชาไว้ในครอบครอง จำคุก 6 เดือน ฐานเสพเฮโรอีน จำคุก 6 เดือน รวมจำคุก 7 ปี โทษส่วนที่เพิ่มและส่วนที่ลดเท่ากัน จึงไม่เพิ่มไม่ลด ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 54 ริบของกลาง ข้อหาอื่นให้ยก ศาลอุทธรณ์ภาค 9 พิพากษาแก้เป็นว่า จำเลยมีความผิดฐานผลิตเฮโรอีนเพื่อจำหน่าย ตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 มาตรา 65 วรรคสอง เฮโรอีนที่ผลิตเพื่อจำหน่ายกับที่มีไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่ายเป็นจำนวนเดียวกัน เป็นกรรมเดียวเป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบท ลงโทษตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 มาตรา 65 วรรคสอง ซึ่งเป็นกฎหมายบทที่มีโทษหนักที่สุดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 ให้ประหารชีวิต กรณีไม่อาจเพิ่มโทษอีกกึ่งหนึ่งตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 มาตรา 97 ได้ จำเลยให้การรับสารภาพ ลดโทษให้กึ่งหนึ่งตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 ประกอบด้วยมาตรา 52 (2) คงจำคุก 25 ปี รวมกับโทษฐานมีกัญชาไว้ในครอบครองและฐานเสพเฮโรอีน คงจำคุก 26 ปี นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น คดีถึงที่สุดวันที่ 19 ตุลาคม 2544

วันที่ 22 มกราคม 2551 จำเลยยื่นคำร้องขอให้กำหนดโทษจำเลยใหม่ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 3 (1)

ศาลชั้นต้นมีคำสั่งให้กำหนดโทษจำเลยใหม่ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 3 (1) พระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 มาตรา 65 วรรคสี่ (ที่แก้ไขใหม่), 76 วรรคหนึ่ง (ที่แก้ไขใหม่), 91 (ที่แก้ไขใหม่) ฐานผลิตเฮโรอีนโดยการแบ่งบรรจุเพื่อจำหน่าย จำคุกตลอดชีวิต ฐานมีกัญชาไว้ในครอบครอง จำคุก 6 เดือน ฐานเสพเฮโรอีน จำคุก 6 เดือน ฐานผลิตเฮโรอีนโดยการแบ่งบรรจุเพื่อจำหน่ายศาลลงโทษจำคุกตลอดชีวิต จึงไม่อาจเพิ่มโทษอีกกึ่งหนึ่งตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 มาตรา 97 ได้ ลดโทษให้กึ่งหนึ่งตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 ประกอบมาตรา 53 จำคุก 25 ปี ฐานมีกัญชาไว้ในครอบครองและฐานเสพเฮโรอีน มีเหตุเพิ่มโทษตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 มาตรา 97 กึ่งหนึ่ง และลดโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 กึ่งหนึ่ง แต่โทษส่วนที่เพิ่มและส่วนที่ลดเท่ากัน จึงไม่เพิ่มไม่ลด ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 54 คงจำคุกรวม 26 ปี

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 9 พิพากษายกคำร้อง คำสั่งของศาลชั้นต้น และอุทธรณ์ของจำเลย

จำเลยฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยเพียงว่า จำเลยมีสิทธิได้รับการกำหนดโทษใหม่ในความผิดตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 มาตรา 65 วรรคสอง (เดิม) ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 3 (1) หรือไม่ ข้อเท็จจริงรับฟังได้ตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 9 ว่า จำเลยผลิตเฮโรอีนโดยการแบ่งบรรจุใส่หลอดพลาสติก 30 หลอด น้ำหนัก 0.30 กรัม เพื่อจำหน่าย และมีเฮโรอีนจำนวนดังกล่าวไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่าย ศาลอุทธรณ์ภาค 9 พิพากษาว่าจำเลยมีความผิดฐานผลิตเฮโรอีนเพื่อจำหน่าย ตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 มาตรา 65 วรรคสอง (เดิม) เฮโรอีนที่ผลิตเพื่อจำหน่ายกับที่มีไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่ายเป็นจำนวนเดียวกันเป็นกรรมเดียวเป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบท ลงโทษตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 มาตรา 65 วรรคสอง (เดิม) ซึ่งเป็นกฎหมายบทที่มีโทษหนักที่สุด ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 ให้ประหารชีวิต กรณีไม่อาจเพิ่มโทษอีกกึ่งหนึ่งตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 มาตรา 97 ได้ จำเลยให้การรับสารภาพ ลดโทษให้กึ่งหนึ่ง ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 ประกอบด้วยมาตรา 52 (2) คงจำคุก 25 ปี ซึ่งความผิดฐานผลิตเฮโรอีนเพื่อจำหน่ายตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 มาตรา 65 วรรคสอง (เดิม) ต้องระวางโทษประหารชีวิตสถานเดียว ศาลอุทธรณ์ภาค 9 จึงให้ประหารชีวิต แต่เมื่อลดโทษให้กึ่งหนึ่งแล้วคงจำคุก 25 ปี เช่นนี้ต้องถือว่าโทษที่ศาลอุทธรณ์ภาค 9 กำหนดตามคำพิพากษาคือโทษประหารชีวิต มิใช่โทษจำคุก 25 ปี ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 9 ลดโทษให้กึ่งหนึ่งแล้ว และปรากฏว่าในระหว่างที่จำเลยกำลังรับโทษตามคำพิพากษาซึ่งคดีถึงที่สุดแล้วนั้น ได้มีพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ (ฉบับที่ 5) พ.ศ.2545 มาตรา 8 และมาตรา 19 ยกเลิกความในมาตรา 15 และมาตรา 65 แห่งพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 และให้ใช้ข้อความใหม่แทนตามข้อเท็จจริงที่ได้ความ เฮโรอีนของกลางที่จำเลยผลิตโดยการแบ่งบรรจุ มีน้ำหนัก 0.30 กรัม ซึ่งเป็นที่เข้าใจกันโดยทั่วไปว่าหากคำนวณเป็นสารบริสุทธิ์คงไม่ถึง 3 กรัม เมื่อจำเลยผลิตเฮโรฮีนของกลางโดยการแบ่งบรรจุเพื่อจำหน่าย การกระทำของจำเลยจึงต้องด้วยมาตรา 65 วรรคสี่ ที่แก้ไขใหม่ ซึ่งมีระวางโทษจำคุกตั้งแต่สี่ปีถึงจำคุกตลอดชีวิต และปรับตั้งแต่สี่แสนบาทถึงห้าล้านบาท อันเป็นคุณแก่จำเลยมากกว่ากฎหมายเดิม เมื่อโทษที่ศาลอุทธรณ์ภาค 9 กำหนดตามคำพิพากษาคือโทษประหารชีวิตหนักกว่าโทษจำคุกตั้งแต่สี่ปีถึงจำคุกตลอดชีวิตและปรับตั้งแต่สี่แสนบาทถึงห้าล้านบาท ซึ่งเป็นโทษที่กำหนดตามกฎหมายที่บัญญัติในภายหลัง ศาลต้องกำหนดโทษให้จำเลยใหม่ตามโทษที่กำหนดตามกฎหมายที่บัญญัติในภายหลัง ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 9 ถือเอาโทษจำคุก 25 ปี ว่าเป็นโทษที่กำหนดตามคำพิพากษามาเป็นหลักในการเปรียบเทียบกับโทษที่กำหนดตามกฎหมายที่บัญญัติในภายหลัง แล้วเห็นว่าถือไม่ได้ว่าโทษที่กำหนดตามคำพิพากษาหนักกว่าโทษที่กำหนดตามที่กฎหมายบัญญัติในภายหลัง และพิพากษายกคำร้องนั้น ศาลฎีกาไม่เห็นพ้องด้วย ฎีกาของจำเลยฟังขึ้น

พิพากษากลับ สำหรับความผิดฐานผลิตเฮโรอีนเพื่อจำหน่าย ให้กำหนดโทษจำเลยเสียใหม่ตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 มาตรา 15 วรรคหนึ่ง (เดิม), 65 วรรคสี่ (ที่แก้ไขใหม่) ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 3 (1) โดยให้จำคุก 15 ปี และปรับ 400,000 บาท เพิ่มโทษตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 มาตรา 97 กึ่งหนึ่ง และลดโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 กึ่งหนึ่ง ส่วนของการเพิ่มเท่ากับส่วนของการลด เห็นสมควรไม่เพิ่มไม่ลด ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 54 เมื่อรวมกับโทษฐานมีกัญชาไว้ในครอบครองและฐานเสพเฮโรอีนฐานละ 6 เดือน เข้าด้วยกันแล้ว เป็นจำคุกจำเลยทั้งสิ้น 15 ปี 12 เดือน และปรับ 400,000 บาท ไม่ชำระค่าปรับให้จัดการตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 29, 30 หากจะต้องกักขังแทนค่าปรับก็ให้กักขังแทนค่าปรับเกิน 1 ปีได้ แต่ไม่เกิน 2 ปี
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.อ. ม. 3 (1)
พ.ร.บ.ยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 ม. 65
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการจังหวัดสงขลา
จำเลย — นายอาหามะหรืออาฮามะ โต๊ะลู
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดสงขลา — นายศุภชัย ฟูจิตร์
ศาลอุทธรณ์ภาค 9 — นายชนะ ภาสกานนท์
ชื่อองค์คณะ
ประทีป ดุลพินิจธรรมา
สุนทร ทรงฤกษ์
สุริยง ลิ้มสถิรานันท์
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2742/2556
#554938
เปิดฉบับเต็ม

จำเลยทั้งสองให้การเพียงว่าสิทธิเรียกร้องโจทก์ขาดอายุความแล้ว เนื่องจากจำเลยที่ 1 ทำสัญญาเช่าซื้อกับบริษัท ศ. ผู้ให้เช่าซื้อเดิมเมื่อวันที่ 13 พฤศจิกายน 2538 แต่โจทก์ฟ้องคดีเกินกำหนดระยะเวลา 10 ปีแล้ว จึงขาดอายุความ คดีมีประเด็นข้อพิพาทตามคำฟ้องและคำให้การเพียงว่า ฟ้องโจทก์ขาดอายุความนับจากวันทำสัญญาหรือไม่เท่านั้น อีกทั้งไม่มีประเด็นอายุความอันเกี่ยวด้วยการเลิกสัญญาเนื่องจากจำเลยทั้งสองมิได้ให้การในประเด็นดังกล่าวไว้ การที่ศาลล่างทั้งสองวินิจฉัยว่าเมื่อนับจากวันที่โจทก์มีสิทธิเรียกร้องค่าเสียหายได้จนถึงวันที่โจทก์ฟ้องคดี คดีโจทก์ขาดอายุความนั้น จึงเป็นการวินิจฉัยนอกประเด็นข้อพิพาทแห่งคดี ปัญหาดังกล่าวเป็นข้อกฎหมายอันเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชน แม้ไม่มีคู่ความฝ่ายใดฎีกา ศาลฎีกาก็มีอำนาจยกขึ้นวินิจฉัยได้ตาม ป.วิ.พ. มาตรา 142 (5)

คำฟ้องของโจทก์ที่เรียกร้องให้จำเลยทั้งสองชดใช้ค่าเสียหายอันเกิดจากการขายรถยนต์แล้วยังขาดราคาค่าเช่าซื้ออยู่และค่าขาดประโยชน์นั้น เป็นกรณีที่โจทก์ฟ้องเรียกค่าเสียหายจากการที่จำเลยที่ 1 ผิดสัญญาเช่าซื้อ การฟ้องเรียกค่าเสียหายเช่นนี้เป็นผลมาจากการเลิกสัญญาไม่มีกฎหมายบัญญัติอายุความไว้โดยเฉพาะจึงมีอายุความสิบปีตาม ป.พ.พ. มาตรา 193/30 ซึ่งเมื่อสัญญาเช่าซื้อสิ้นสุดลงผู้ให้เช่าซื้อย่อมอาจบังคับให้ผู้เช่าซื้อชดใช้ค่าขาดประโยชน์และราคารถยนต์ส่วนที่ขาดได้นับแต่วันดังกล่าวตามมาตรา 193/12 ซึ่งเป็นวันที่อาจบังคับตามสิทธิเรียกร้องนั้นได้ มิใช่สิทธิเรียกร้องของผู้ให้เช่าซื้อมีอายุความสิบปีนับแต่วันทำสัญญา ฟ้องโจทก์จึงไม่ขาดอายุความ

ข้อเท็จจริงตามพยานหลักฐานของโจทก์ไม่ปรากฏหลักฐานเป็นหนังสือบอกกล่าวของผู้ให้เช่าซื้อให้จำเลยที่ 1 ชำระค่าเช่าซื้อตามสัญญาภายใน 30 วัน และมีการบอกเลิกสัญญาไปยังจำเลยที่ 1 ตามที่ระบุไว้ในสัญญาเช่าซื้อ ข้อ 6 สัญญาเช่าซื้อจึงยังไม่เลิกกันเพราะเหตุที่จำเลยที่ 1 ผิดนัดชำระค่าเช่าซื้อสองงวดติดต่อกันดังฟ้องของโจทก์ การที่ผู้ให้เช่าซื้อมิได้ดำเนินการตามขั้นตอนการบอกกล่าวทวงถามและการบอกเลิกสัญญา จำเลยที่ 1 จึงไม่จำต้องรับผิดชดใช้ค่าขาดราคาซึ่งเป็นค่าเสียหายที่โจทก์อาจเรียกร้องได้ในกรณีที่มีการบอกเลิกสัญญาเช่าซื้อ แต่เมื่อต่อมาบริษัท ศ. ติดตามรถยนต์กลับคืนมาเมื่อวันที่ 23 ตุลาคม 2539 โดยไม่ปรากฏข้อเท็จจริงว่า จำเลยที่ 1 ได้โต้แย้งคัดค้าน ข้อเท็จจริงรับฟังได้ว่า คู่สัญญาสมัครใจเลิกสัญญากันโดยปริยาย คู่กรณีแต่ละฝ่ายจำต้องให้อีกฝ่ายหนึ่งได้กลับสู่ฐานะดังที่เป็นอยู่เดิมตาม ป.พ.พ. มาตรา 391 วรรคหนึ่ง และการที่จำเลยที่ 1 ได้ใช้รถยนต์ที่เช่าซื้อก่อนเลิกสัญญาโดยไม่ได้ชำระค่าเช่าซื้อนั้น จำเลยที่ 1 จำต้องใช้เงินเป็นค่าใช้ทรัพย์ให้แก่ผู้ให้เช่าซื้อตามมาตรา 391 วรรคสาม พร้อมดอกเบี้ย และเมื่อผู้ให้เช่าซื้อมีสิทธิเรียกได้แต่ค่าใช้ทรัพย์ที่เช่าซื้อโดยไม่ชำระค่าเช่าซื้อเท่านั้นจึงไม่ก่อให้เกิดความรับผิดในการเสียภาษีมูลค่าเพิ่มแต่อย่างใด

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยทั้งสองร่วมกันชำระเงิน 215,685.21 บาท พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี จากต้นเงิน 156,815.10 บาท นับแต่วันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจำเลยทั้งสองชำระเสร็จแก่โจทก์

จำเลยทั้งสองให้การขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง ค่าฤชาธรรมเนียมระหว่างโจทก์กับจำเลยทั้งสองให้เป็นพับ

โจทก์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ

โจทก์ฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีพาณิชย์และเศรษฐกิจวินิจฉัยว่า คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ประการเดียวว่า ฟ้องโจทก์ที่ให้จำเลยทั้งสองชดใช้ราคารถยนต์ส่วนที่ขาดนั้นขาดอายุความแล้วหรือไม่ เห็นว่า จำเลยทั้งสองให้การเพียงว่าสิทธิเรียกร้องโจทก์ขาดอายุความแล้ว เนื่องจากจำเลยที่ 1 ทำสัญญาเช่าซื้อกับบริษัทเงินทุนหลักทรัพย์ศรีมิตร จำกัด (มหาชน) เมื่อวันที่ 13 พฤศจิกายน 2538 แต่โจทก์ฟ้องคดีเกินกำหนดระยะเวลา 10 ปี แล้ว สิทธิเรียกร้องของโจทก์จึงขาดอายุความ โจทก์ไม่มีอำนาจฟ้องคดีนี้นั้น คดีจึงมีประเด็นข้อพิพาทตามคำฟ้องและคำให้การเพียงว่าฟ้องของโจทก์ขาดอายุความนับจากวันทำสัญญาหรือไม่เท่านั้น อีกทั้งไม่มีประเด็นอายุความอันเกี่ยวด้วยการเลิกสัญญาเนื่องจากจำเลยทั้งสองมิได้ให้การในประเด็นดังกล่าวไว้ ดังนั้น การที่ศาลล่างทั้งสองวินิจฉัยว่า เมื่อนับจากวันที่โจทก์มีสิทธิเรียกร้องค่าเสียหายได้จนถึงวันที่โจทก์ฟ้องคดี คดีของโจทก์ขาดอายุความนั้น จึงเป็นการวินิจฉัยนอกประเด็นข้อพิพาทแห่งคดี แม้ศาลล่างทั้งสองจะวินิจฉัยในประเด็นดังกล่าว กรณีก็ไม่อาจถือได้ว่าเป็นการวินิจฉัยโดยชอบด้วยกฎหมาย ปัญหาดังกล่าวเป็นข้อกฎหมายอันเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชน แม้ไม่มีคู่ความฝ่ายใดฎีกา ศาลฎีกาก็มีอำนาจยกขึ้นวินิจฉัยได้ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 142 (5) ที่ศาลล่างทั้งสองพิพากษามานั้น ศาลฎีกาไม่เห็นพ้องด้วยและเพื่อมิให้คดีต้องล่าช้า ศาลฎีกาเห็นสมควรวินิจฉัยปัญหาตามประเด็นแห่งคดีไปเสียทีเดียวโดยไม่ต้องย้อนสำนวนไปให้ศาลล่างทั้งสองวินิจฉัย

คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยประการแรกว่า ฟ้องโจทก์ขาดอายุความหรือไม่ เห็นว่า คำฟ้องของโจทก์ที่เรียกร้องให้จำเลยทั้งสองชดใช้ค่าเสียหายอันเกิดจากการขายรถยนต์แล้วยังขาดราคาค่าเช่าซื้ออยู่และค่าขาดประโยชน์นั้น เป็นกรณีที่โจทก์ฟ้องเรียกค่าเสียหายจากการที่จำเลยที่ 1 ผิดสัญญาเช่าซื้อ การฟ้องเรียกค่าเสียหายเช่นนี้เป็นผลมาจากการเลิกสัญญาไม่มีกฎหมายบัญญัติอายุความไว้โดยเฉพาะจึงมีอายุความสิบปีตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 193/30 ซึ่งเมื่อสัญญาเช่าซื้อสิ้นสุดลงผู้ให้เช่าซื้อย่อมอาจบังคับให้ผู้เช่าซื้อชดใช้ค่าขาดประโยชน์และราคารถยนต์ส่วนที่ขาดได้นับแต่วันดังกล่าวตามมาตรา 193/12 ซึ่งเป็นวันที่อาจบังคับตามสิทธิเรียกร้องนั้นได้ มิใช่สิทธิเรียกร้องของผู้ให้เช่าซื้อมีอายุความสิบปีนับแต่วันทำสัญญาดังที่จำเลยทั้งสองให้การต่อสู้คดีไว้ ดังนั้นฟ้องโจทก์จึงยังไม่ขาดอายุความ

คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยประการต่อไปว่า จำเลยทั้งสองต้องรับผิดต่อโจทก์หรือไม่ เพียงใด ปัญหาว่าโจทก์มีสิทธิเรียกร้องค่าเสียหายเรื่องใดได้บ้างหรือไม่เป็นข้อกฎหมายอันเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชน ศาลฎีกายกขึ้นวินิจฉัยได้ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 142 (5) ซึ่งทางพิจารณาโจทก์มีนางสาวทัตยา ผู้รับมอบอำนาจโจทก์เบิกความยืนยันว่า เมื่อวันที่ 13 พฤศจิกายน 2538 จำเลยที่ 1 ทำสัญญาเช่าซื้อรถยนต์จากบริษัทเงินทุนหลักทรัพย์ศรีมิตร จำกัด (มหาชน) ในราคา 335,328 บาท กำหนดชำระค่าเช่าซื้อ 48 งวด และจำเลยที่ 1 ชำระค่าเช่าซื้อแก่บริษัทเงินทุนหลักทรัพย์ศรีมิตร จำกัด (มหาชน) 3 งวด รวมเป็นเงิน 20,958 บาท หลังจากนั้นผิดนัดไม่ชำระค่าเช่าซื้อตั้งแต่งวดวันที่ 25 กุมภาพันธ์ 2539 เป็นต้นมา ต่อมาบริษัทเงินทุนหลักทรัพย์ศรีมิตร จำกัด (มหาชน) ติดตามรถยนต์กลับคืนมาเมื่อวันที่ 23 ตุลาคม 2539 และประมูลขายทอดตลาดรถยนต์ที่เช่าซื้อเมื่อวันที่ 7 ธันวาคม 2539 ในราคา 202,000 บาท ซึ่งแม้บริษัทเงินทุนหลักทรัพย์ศรีมิตร จำกัด (มหาชน) ผู้ให้เช่าซื้อจะมิได้ดำเนินการบอกกล่าวทวงถามและบอกเลิกสัญญาตามสัญญาเช่าซื้อ ข้อ 6 ซึ่งกำหนดว่า ในกรณีที่ผู้เช่าซื้อผิดนัดไม่ชำระค่าเช่าซื้อสองงวดติด ๆ กัน เมื่อปรากฏหลักฐานเป็นหนังสือบอกกล่าวของเจ้าของแล้ว แต่ผู้เช่าซื้อละเลยหรือเพิกเฉยเสียและไม่ปฏิบัติภายในกำหนด 30 วัน นับแต่วันที่ได้รับหนังสือนั้น เจ้าของมีสิทธิโดยชอบด้วยกฎหมายที่จะบอกเลิกการเช่าซื้อ เมื่อข้อเท็จจริงตามพยานหลักฐานของโจทก์ไม่ปรากฏหลักฐานเป็นหนังสือบอกกล่าวของผู้ให้เช่าซื้อให้จำเลยที่ 1 ชำระค่าเช่าซื้อตามสัญญาภายใน 30 วัน และมีการบอกเลิกสัญญาไปยังจำเลยที่ 1 แล้ว สัญญาเช่าซื้อจึงยังไม่เลิกกันเพราะเหตุที่จำเลยที่ 1 ผิดนัดชำระค่าเช่าซื้อสองงวดติดต่อกันดังฟ้องของโจทก์ การที่ผู้ให้เช่าซื้อมิได้ดำเนินการตามขั้นตอนการบอกกล่าวทวงถามและการบอกเลิกสัญญา ดังนั้น จำเลยที่ 1 จึงไม่จำต้องรับผิดใช้ค่าขาดราคาซึ่งเป็นค่าเสียหายที่โจทก์อาจเรียกร้องได้ในกรณีที่มีการบอกเลิกสัญญาเช่าซื้อ แต่เมื่อต่อมาบริษัทเงินทุนหลักทรัพย์ศรีมิตร จำกัด (มหาชน) ติดตามรถยนต์กลับคืนมาเมื่อวันที่ 23 ตุลาคม 2539 โดยไม่ปรากฏข้อเท็จจริงว่า จำเลยที่ 1 ได้โต้แย้งคัดค้าน ข้อเท็จจริงจึงรับฟังได้ว่า คู่สัญญาสมัครใจเลิกสัญญากันโดยปริยาย คู่กรณีแต่ละฝ่ายจำต้องให้อีกฝ่ายหนึ่งได้กลับสู่ฐานะดังที่เป็นอยู่เดิมตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 391 วรรคหนึ่ง และการที่จำเลยที่ 1 ได้ใช้รถยนต์ที่เช่าซื้อก่อนเลิกสัญญาโดยไม่ได้ชำระค่าเช่าซื้อนั้น จำเลยที่ 1 จำต้องใช้เงินเป็นค่าใช้ทรัพย์ให้แก่ผู้ให้เช่าซื้อตามมาตรา 391 วรรคสาม พร้อมดอกเบี้ย รถยนต์ที่เช่าซื้อในคดีนี้เป็นรถยนต์ใหม่ มีราคาค่าเช่าซื้อเดือนละ 6,986 บาท ค่าใช้ทรัพย์ที่โจทก์เรียกมาเป็นค่าขาดประโยชน์ในอัตราเดือนละ 6,000 บาท นับแต่วันที่จำเลยที่ 1 ไม่ชำระค่าเช่าซื้อจนถึงวันที่ยึดรถยนต์คืนมาได้เป็นเวลา 7 เดือน เหมาะสมแล้ว ส่วนดอกเบี้ยค้างชำระระหว่างผิดนัดก่อนฟ้องตามที่โจทก์ขอมาเป็นเวลา 5 ปี นั้น เห็นควรกำหนดให้ตามขอ สำหรับภาษีมูลค่าเพิ่มนั้น เห็นว่า เมื่อผู้ให้เช่าซื้อมีสิทธิเรียกได้แต่ค่าใช้ทรัพย์ที่เช่าซื้อโดยไม่ชำระค่าเช่าซื้อเท่านั้นซึ่งไม่ก่อให้เกิดความรับผิดในการเสียภาษีมูลค่าเพิ่มแต่อย่างใด ผู้ให้เช่าซื้อจึงไม่มีสิทธิเรียกเอาภาษีมูลค่าเพิ่มจากจำเลยที่ 1 จึงไม่กำหนดให้

พิพากษากลับ ให้จำเลยทั้งสองร่วมกันชำระเงิน 42,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี จากต้นเงินดังกล่าวนับแต่วันฟ้องนับย้อนหลังไป 5 ปี และนับถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสามศาลให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 193/12 ม. 193/30 ม. 391 วรรคหนึ่ง ม. 391 วรรคสาม
ป.วิ.พ. ม. 142 (5)
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — บริษัทแคปปิตอล เอเซีย จำกัด
จำเลย — นายเชฏฐา คงกะพันธ์ กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลแขวงพระโขนง — หม่อมราชวงศ์ดำรงรักษ์ เกษมสันต์
ศาลอุทธรณ์ — นายเฉลิมชัย ศรีเลิศชัยพานิช
ชื่อองค์คณะ
ปิยกุล บุญเพิ่ม
วีระวัฒน์ ปวราจารย์
สุทธินันท์ เสียมสกุล
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2739/2556
#541486
เปิดฉบับเต็ม

ตาม ป.พ.พ. มาตรา 1713 บัญญัติว่า "ทายาทหรือผู้มีส่วนได้เสียหรือพนักงานอัยการจะร้องต่อศาลขอให้ตั้งผู้จัดการมรดกก็ได้ ในกรณีดังต่อไปนี้ (1) เมื่อเจ้ามรดกตาย..." หมายความว่าในขณะยื่นคำร้องขอให้ศาลตั้งผู้จัดการมรดกต้องปรากฏว่าเจ้ามรดกถึงแก่ความตายแล้ว เมื่อข้อเท็จจริงตามคำร้องขอและตามทางไต่สวนได้ความว่า ขณะยื่นคำร้องขอให้ศาลตั้งผู้จัดการมรดกของ บ. ศาลยังมิได้มีคำสั่งว่า บ. เป็นคนสาบสูญ จึงถือไม่ได้ว่า บ. ถึงแก่ความตายแล้วตาม ป.พ.พ. มาตรา 61 และ 62 ผู้ร้องจึงไม่มีอำนาจยื่นคำร้องขอให้ศาลตั้งผู้จัดการมรดกของ บ. มาพร้อมกับขอให้ศาลสั่งให้ บ. เป็นคนสาบสูญ

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
ผู้ร้องยื่นคำร้องขอให้ศาลมีคำสั่งว่านายบุญเลียงเป็นคนสาบสูญ และตั้งผู้ร้องเป็นผู้จัดการมรดกของนายบุญเลียง

ศาลชั้นต้นมีคำสั่งว่า นายบุญเลียงเป็นคนสาบสูญ ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 61 ประกาศคำสั่งในราชกิจการนุเบกษา คำขออื่นนอกจากนี้ให้ยก

ผู้ร้องอุทธรณ์เฉพาะปัญหาข้อกฎหมายโดยตรงต่อศาลฎีกา ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 223 ทวิ

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า คดีนี้ผู้ร้องอุทธรณ์เฉพาะปัญหาข้อกฎหมายพร้อมกับยื่นคำร้องขออนุญาตยื่นอุทธรณ์โดยตรงต่อศาลฎีกา แม้ศาลชั้นต้นมิได้สั่งอนุญาตแต่การที่ศาลชั้นต้นสั่งให้ส่งสำนวนไปยังศาลฎีกา พอแปลได้ว่าศาลชั้นต้นอนุญาตให้ผู้ร้องยื่นอุทธรณ์โดยตรงต่อศาลฎีกาตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 223 ทวิ วรรคหนึ่ง แล้ว

ปัญหาต้องวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของผู้ร้องมีว่า ผู้ร้องมีอำนาจยื่นคำร้องขอให้ศาลตั้งผู้จัดการมรดกของนายบุญเลียงกับขอให้ศาลสั่งให้นายบุญเลียงเป็นคนสาบสูญพร้อมกันได้หรือไม่ เห็นว่า ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 61 และมาตรา 62 การที่จะถือว่าบุคคลใดถึงแก่ความตายเพราะเหตุที่บุคคลนั้นได้ไปจากภูมิลำเนาหรือถิ่นที่อยู่ และไม่มีใครรู้แน่ว่าบุคคลนั้นยังมีชีวิตอยู่หรือไม่ตลอดระยะเวลาห้าปีจะต้องมีคำสั่งของศาลให้บุคคลนั้นเป็นคนสาบสูญเสียก่อน และการยื่นคำร้องขอจัดการมรดกของผู้ตายดังกล่าว ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1713 ที่บัญญัติว่า "ทายาทหรือผู้มีส่วนได้เสียหรือพนักงานอัยการจะร้องต่อศาลขอให้ตั้งผู้จัดการมรดกก็ได้ ในกรณีดั่งต่อไปนี้ (1) เมื่อเจ้ามรดกตาย..." หมายความว่าในขณะยื่นคำร้องขอให้ศาลตั้งผู้จัดการมรดกต้องปรากฏว่าเจ้ามรดกถึงแก่ความตายแล้ว เมื่อข้อเท็จจริงตามคำร้องขอและตามทางไต่สวนได้ความว่า ขณะยื่นคำร้องขอให้ศาลตั้งผู้จัดการมรดกของนายบุญเลียง ศาลยังมิได้มีคำสั่งว่านายบุญเลียงเป็นคนสาบสูญ ผู้ร้องจึงไม่มีอำนาจยื่นคำร้องขอให้ศาลตั้งผู้จัดการมรดกของนายบุญเลียงมาพร้อมกับขอให้ศาลสั่งให้นายบุญเลียงเป็นคนสาบสูญ ที่ศาลชั้นต้นมีคำสั่งยกคำร้องขอจัดการมรดกนั้นชอบแล้ว อุทธรณ์ของผู้ร้องฟังไม่ขึ้น

อนึ่ง ศาลชั้นต้นไม่ได้สั่งค่าฤชาธรรมเนียม ศาลฎีกาเห็นสมควรแก้ไขให้ถูกต้อง

พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมในศาลชั้นต้นและชั้นฎีกาให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 61 ม. 62 ม. 1713
ชื่อคู่ความ
ผู้ร้อง — นางคำมี ว่องไว
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดมุกดาหาร — นายนรเทพ สอนเผือก
ชื่อองค์คณะ
ฉัตรไชย จันทร์พรายศรี
วิรุฬห์ แสงเทียน
วรงค์พร จิระภาค
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2731/2556
#544456
เปิดฉบับเต็ม

เอกสารสำคัญประจำตัวเด็กชาย ว. ทั้งตามสูติบัตรและสำเนาทะเบียนบ้าน อันเป็นเอกสารมหาชนซึ่งพนักงานเจ้าหน้าที่ได้ทำขึ้นอันต้องด้วยข้อสันนิษฐานว่าเป็นของแท้จริงและถูกต้อง ตาม ป.วิ.พ. มาตรา 127 กับทะเบียนนักเรียนและหนังสือรับรองของโรงเรียนสาธิตอุดมศึกษา ล้วนระบุว่าเด็กชาย ว.เป็นบุตรของผู้ตาย เช่นนี้ เชื่อว่าผู้ตายได้มอบหลักฐานสำเนาทะเบียนบ้านและสำเนาบัตรประจำตัวประชาชนของผู้ตายประกอบการขอออกสูติบัตรของเด็กชาย ว. พนักงานเจ้าหน้าที่จึงได้ระบุชื่อผู้ตายเป็นบิดา อันเท่ากับเป็นการยอมรับว่าเด็กชาย ว. เป็นบุตรและยินยอมให้ใช้ชื่อสกุลแล้วนั่นเอง แม้ไม่มีหนังสือยินยอมแยกต่างหากก็ตาม พฤติการณ์ของผู้ตายที่เลี้ยงดูผู้คัดค้านที่ 1 กับเด็กชาย ว.และยินยอมให้เด็กชาย ว. ใช้ชื่อสกุลของผู้ตายอย่างเปิดเผยแก่บุคคลทั่วไปย่อมเป็นพฤติการณ์ที่ถือได้ว่าเป็นการรับรองว่าเด็กชาย ว. เป็นบุตรของผู้ตายแล้ว ส่วนหลักฐานที่แสดงว่าเด็กหญิง ม. และเด็กหญิง ฐ.เป็นบุตรของผู้ตายก็ปรากฏชัดตามสูติบัตรอันเป็นเอกสารมหาชนซึ่งพนักงานเจ้าหน้าที่ได้ทำขึ้น จึงต้องด้วยข้อสันนิษฐานว่าเป็นของแท้จริงและถูกต้อง ตาม ป.วิ.พ. มาตรา 127 ทั้งในการแจ้งเกิดต่อพนักงานเจ้าหน้าที่ดังกล่าวมีเอกสารประกอบคำขอทั้งสำเนาทะเบียนบ้าน สำเนาบัตรประจำตัวประชาชนของผู้คัดค้านที่ 2 และผู้ตายกับหนังสือยินยอมให้ใช้ชื่อสกุลของผู้ตาย อันเป็นพฤติการณ์ที่แสดงว่าผู้ตายรับว่าเด็กหญิง ม. และเด็กหญิง ฐ.เป็นบุตรของตนและยินยอมให้ใช้ชื่อสกุลด้วยความเต็มใจและอย่างเปิดเผย ถือได้ว่าเป็นพฤติการณ์ที่รับรองว่าเด็กหญิง ม. และเด็กหญิง ฐ. เป็นบุตรผู้ตาย ข้อเท็จจริงฟังได้ว่าเด็กชาย ว. เด็กหญิง ม. และเด็กหญิง ฐ.เป็นบุตรนอกกฎหมายที่ผู้ตายได้รับรองแล้ว จึงเป็นผู้สืบสันดานเหมือนกับบุตรที่ชอบด้วยกฎหมายและเป็นทายาทโดยธรรมที่มีสิทธิรับมรดกของผู้ตาย ตาม ป.พ.พ. มาตรา 1627, 1629 (1) ดังนั้น ผู้คัดค้านที่ 1 ในฐานะผู้แทนโดยชอบธรรมของเด็กชาย ว. และผู้คัดค้านที่ 2 ในฐานะผู้แทนโดยชอบธรรมของเด็กหญิง ม. และเด็กหญิง ฐ. จึงเป็นผู้มีส่วนได้เสียในอันที่จะร้องขอต่อศาลให้ตั้งผู้จัดการมรดกได้ ตาม ป.พ.พ. มาตรา 1713

หลังจากผู้ตายกับผู้คัดค้านที่ 4 จดทะเบียนหย่า ผู้ตายและผู้คัดค้านที่ 4 ยังคงอยู่กินกันฉันสามีภริยาและมีบุตรด้วยกันอีก 6 คน โดยผู้คัดค้านที่ 8 ซึ่งเป็นบุตรคนสุดท้องนั้น ย่อมเป็นข้อสนับสนุนว่า ผู้ตายกับผู้คัดค้านที่ 4 มิได้ถือเอาทะเบียนสมรสเป็นสาระสำคัญของความผูกพันเป็นสามีภริยากัน ทั้งความสัมพันธ์ของบุคคลในการอยู่กินกันและทำมาหาได้ร่วมกันซึ่งทรัพย์สินนั้น หาใช่ว่าบุคคลทั้งสองจะต้องอยู่ร่วมกันในบ้านเดียวกันตลอดเวลาและต้องกระทำสิ่งต่างๆ ร่วมกันในทุกเรื่องทุกราวเสมอไป แม้หากฝ่ายหนึ่งต้องออกไปทำงานนอกบ้านแสวงหาทรัพย์สินเพื่อสร้างฐานะความเป็นอยู่ให้แก่ครอบครัวตามความรู้ความสามารถ ส่วนอีกฝ่ายเพียงทำหน้าที่คอยดูแลบ้านให้มีระเบียบเรียบร้อยและเลี้ยงดูบุตรอย่างไม่บกพร่อง รวมทั้งการให้คำปรึกษาหารือ ส่งเสริมสนับสนุนให้กำลังใจเป็นห่วงเป็นใยและแบ่งปันความทุกข์สุขซึ่งกันและกัน ย่อมเรียกได้ว่าเป็นการอยู่ร่วมกันและช่วยกันทำมาหาได้ซึ่งทรัพย์สินแล้ว ภายหลังผู้คัดค้านที่ 4 ให้กำเนิดผู้คัดค้านที่ 8 ทั้งผู้ตายและผู้คัดค้านที่ 4 ต่างมิได้มีคู่สมรสใหม่ หากแต่ยังคงร่วมกันเลี้ยงดูบุตรทั้ง 7 คน อย่างไม่มีข้อบกพร่องตลอดมา ย่อมบ่งชี้ว่าผู้ตายและผู้คัดค้านที่ 4 ยังคงมีความสัมพันธ์กันฉันสามีภริยาเช่นเดิม ข้อเท็จจริงจึงฟังได้ว่าผู้คัดค้านที่ 4 อยู่กินกับผู้ตายจนถึงวันที่ผู้ตายถึงแก่ความตาย ผู้คัดค้านที่ 4 จึงเป็นเจ้าของกรรมสิทธ์รวมในทรัพย์สินที่ทำมาหาได้ร่วมกับผู้ตายและเป็นผู้มีส่วนได้เสียในทรัพย์มรดกของผู้ตาย

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
ผู้ร้องยื่นคำร้องขอขอให้ศาลมีคำสั่งตั้งผู้ร้องเป็นผู้จัดการมรดกของผู้ตาย

ผู้คัดค้านที่ 1 ยื่นคำคัดค้านขอให้ศาลมีคำสั่งยกคำร้องขอของผู้ร้องและแต่งตั้งผู้คัดค้านที่ 1 เพียงผู้เดียวหรือร่วมกับผู้ร้องเป็นผู้จัดการมรดกของผู้ตาย

ผู้คัดค้านที่ 2 ยื่นคำคัดค้านขอให้ศาลมีคำสั่งยกคำร้องขอของผู้ร้องและแต่งตั้งผู้คัดค้านที่ 2 ร่วมกับผู้ร้องเป็นผู้จัดการมรดกของผู้ตาย

ผู้คัดค้านที่ 3 ยื่นคำคัดค้านขอให้ศาลมีคำสั่งแต่งตั้งผู้คัดค้านที่ 3 ร่วมกับผู้ร้องเป็นผู้จัดการมรดกของผู้ตาย และยกคำคัดค้านของผู้คัดค้านที่ 1 และที่ 2

ผู้คัดค้านที่ 4 ยื่นคำคัดค้านขอให้ศาลมีคำสั่งตั้งผู้คัดค้านที่ 4 แต่ผู้เดียวหรือร่วมกับผู้ร้องเป็นผู้จัดการมรดกของผู้ตาย และยกคำคัดค้านของผู้คัดค้านที่ 1 และที่ 2

ผู้คัดค้านที่ 5 ยื่นคำคัดค้านและแก้ไขคำคัดค้านขอให้ศาลมีคำสั่งตั้งผู้คัดค้านที่ 5 แต่ผู้เดียวหรือร่วมกับผู้ร้องหรือร่วมกับผู้คัดค้านที่ 3 หรือที่ 4 เป็นผู้จัดการมรดกของผู้ตาย และยกคำคัดค้านของผู้คัดค้านที่ 1 และที่ 2

ผู้คัดค้านที่ 6 ถึงที่ 8 ยื่นคำคัดค้านขอให้ศาลมีคำสั่งแต่งตั้งผู้คัดค้านที่ 6 ถึงที่ 8 เป็นผู้จัดการมรดกของมรดกของผู้ตายหรือร่วมกับผู้ร้องหรือร่วมกับผู้คัดค้านที่ 3 หรือที่ 4 หรือที่ 5 เป็นผู้จัดการมรดกของผู้ตาย และยกคำคัดค้านของผู้คัดค้านที่ 1 และที่ 2

ระหว่างพิจารณาผู้คัดค้านที่ 6 ยื่นคำร้องขอถอนคำคัดค้าน ศาลชั้นต้นอนุญาต

ศาลชั้นต้นมีคำสั่งตั้งผู้ร้อง ผู้คัดค้านที่ 1 ถึงที่ 5 ที่ 7 และที่ 8 เป็นผู้จัดการมรดกของผู้ตายร่วมกัน กับให้มีสิทธิและหน้าที่ตามกฎหมาย

ผู้ร้อง ผู้คัดค้านที่ 1 ถึงที่ 5 ที่ 7 และที่ 8 อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษาแก้เป็นว่า ให้ตั้งผู้ร้อง ผู้คัดค้านที่ 3 ถึงที่ 5 ที่ 7 และที่ 8 เป็นผู้จัดการมรดกของผู้ตายร่วมกัน ให้ยกคำคัดค้านของผู้คัดค้านที่ 1 และที่ 2 นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำสั่งของศาลชั้นต้น ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ

ผู้ร้อง ผู้คัดค้านที่ 1 ถึงที่ 5 ที่ 7 และที่ 8 ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า มีปัญหาต้องวินิจฉัยก่อนว่า ผู้คัดค้านที่ 1 และที่ 2 เป็นผู้มีส่วนได้เสียในทรัพย์มรดกของผู้ตายหรือไม่ ที่ผู้ร้อง ผู้คัดค้านที่ 3 ถึงที่ 5 ที่ 7 และที่ 8 ฎีกาว่าเด็กชายวัชริศ เด็กหญิงมุกดาและเด็กหญิงฐิติรัตน์ไม่ใช่บุตรของผู้ตายและผู้ตายไม่ได้รับรองว่าเป็นบุตรนั้น ผู้คัดค้านที่1 มีผู้คัดค้านที่ 1 เบิกความว่า ผู้ตายและผู้คัดค้านที่ 1 มีความสัมพันธ์ฉันสามีภริยามาตั้งแต่ปี 2535 ในปี 2536 ผู้คัดค้านที่ 1 ตั้งครรภ์ ผู้ตายจึงให้ผู้คัดค้านที่ 1 ลาออกจากราชการ ผู้ตายให้เงินเป็นค่าใช้จ่ายประจำวัน สร้างบ้านและซื้อรถยนต์ให้ ผู้คัดค้านที่ 1 เคยไปพักกับผู้ตายที่ห้องส่วนตัวของผู้ตายที่โรงแรมแอมบาสเดอร์ ซิตี้ จอมเทียน พัทยา เป็นประจำ พนักงานของโรงแรมทราบดีว่าผู้คัดค้านที่ 1 เป็นภริยาของผู้ตาย และมีนาวาเอกนฤพล นาวาโทหญิงทิพย์วัลย์ เรือเอกหญิงสมหมาย นายอนุ และนางราวัลย์ เป็นพยานเบิกความสนับสนุนว่า พยานทั้งห้ารู้เห็นเรื่องราวความสัมพันธ์ระหว่างผู้ตายและผู้คัดค้านที่ 1 ว่า เป็นสามีภริยากันและเด็กชายวัชริศเป็นบุตรของผู้ตาย เห็นว่า ความสัมพันธ์ของบุคคลซึ่งเป็นสามีภริยากันมิใช่เป็นเรื่องที่บุคคลใดจะสามารถนำมากล่าวอ้างและปั้นแต่งเรื่องราวขึ้นมาได้เองโดยง่าย แม้นาวาเอกนฤพล นาวาโทหญิงทิพย์วัลย์ เรือเอกหญิงสมหมาย นายอนุ และนางราวัลย์จะรู้จักสนิทสนมกับผู้คัดค้านที่ 1 ก็มิใช่เป็นข้อพิรุธเพราะเรื่องเช่นนี้ย่อมเป็นที่รับรู้ได้ดีในกลุ่มคนที่รู้จักหรือใกล้ชิดกัน เด็กชายวัชริศก็เบิกความถึงเหตุการณ์เท่าที่พยานจะสามารถรับรู้ได้ว่า ผู้ตายเป็นบิดาและเคยเลี้ยงดูพยาน กับได้ความจากผู้คัดค้านที่ 1 ว่า หลังจากผู้ตายประสบอุบัติเหตุถึงแก่ความตาย ในวันรุ่งขึ้นผู้ร้องเป็นคนบอกให้พนักงานของโรงแรมติดต่อแจ้งข่าวให้ผู้คัดค้านที่ 1 ทราบและนายภูษิต ทนายความประจำโรงแรมแอมบาสเดอร์ ซิตี้ จอมเทียน พัทยา ของผู้ตายซึ่งเป็นทนายความของผู้ร้องด้วย เป็นคนโทรศัพท์บอกผู้คัดค้านที่ 1 ว่า ผู้ร้องบอกให้ผู้คัดค้านที่ 1 ไปร่วมงานศพด้วย เมื่อเข้าไปในงานนายภูษิตก็พาผู้คัดค้านที่ 1 ไปแนะนำตัวกับผู้คัดค้านที่ 3 ว่า เป็นภริยาของผู้ตาย ซึ่งผู้คัดค้านที่ 3 เบิกความตอบทนายผู้คัดค้านที่ 1 ถามค้านรับว่า นายภูษิตพา ผู้คัดค้านที่ 1 ไปแนะนำตัวเช่นนั้นจริง ที่ผู้คัดค้านที่ 1 เบิกความว่า หลังผู้ตายถึงแก่ความตายประมาณ 1 สัปดาห์ ผู้คัดค้านที่ 1 ถามนายภูษิตถึงสิทธิของเด็กชายวัชริศ หลังจากนั้นประมาณ 3 ถึง 4 สัปดาห์ นายภูษิตแจ้งผู้คัดค้านที่ 1 ว่า ผู้ร้องและพี่น้องปรึกษากันแล้วตกลงกันที่จะให้ค่าเลี้ยงดูเด็กชายวัชริศเดือนละ 50,000 บาท โดยโอนเงินเข้าบัญชีของผู้คัดค้านที่ 1 แต่ผู้ร้องโอนให้เพียง 3 เดือน ก็หยุดเพราะไม่พอใจที่ผู้คัดค้านที่ 1 ยื่นคำคัดค้านเข้ามาในคดีนี้ ผู้ร้องเบิกความตอบทนายผู้คัดค้านที่ 1 ถามค้านเจือสมว่า ผู้ร้องได้จ่ายเงินให้แก่ผู้คัดค้านที่ 1 ไปดังกล่าวจริงและเมื่อผู้คัดค้านที่ 1 ยื่นคำคัดค้านเข้ามาในคดีนี้ ผู้ร้องก็หยุดให้เงิน ย่อมเป็นพฤติการณ์สนับสนุนที่แสดงว่าผู้ตายแสดงออกจนเป็นที่รับรู้ของนายภูษิตทนายความประจำตัวและผู้ร้องมาโดยตลอดว่า ผู้คัดค้านที่ 1 เป็นภริยาของผู้ตายและเด็กชายวัชริศเป็นบุตรของผู้ตาย เพราะไม่เช่นนั้นย่อมไม่มีเหตุผลใดที่ผู้ร้องต้องแจ้งเรื่องที่ผู้ตายประสบอุบัติเหตุจนถึงแก่ความตายให้ผู้คัดค้านที่ 1 ไปร่วมงานและยังจ่ายค่าเลี้ยงดูให้แก่เด็กชายวัชริศ ที่ผู้คัดค้านที่ 1 ไม่ยินยอมให้เด็กชายวัชริศไปตรวจหาพันธุกรรม เพราะไม่ไว้ใจขั้นตอนการตรวจก็ไม่ถึงขนาดเป็นพิรุธว่าเด็กชายวัชริศไม่ใช่บุตรของผู้ตาย ยิ่งไปกว่านั้นเอกสารสำคัญประจำตัวเด็กชายวัชริศทั้งตามสูติบัตรและสำเนาทะเบียนบ้าน อันเป็นเอกสารมหาชนซึ่งพนักงานเจ้าหน้าที่ได้ทำขึ้นอันต้องด้วยข้อสันนิษฐานว่าเป็นของแท้จริงและถูกต้อง ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 127 กับทะเบียนนักเรียนและหนังสือรับรองของโรงเรียนสาธิตอุดมศึกษา ล้วนระบุว่า เด็กชายวัชริศเป็นบุตรของผู้ตาย เช่นนี้ เชื่อว่าผู้ตายได้มอบหลักฐานสำเนาทะเบียนบ้านและสำนาบัตรประจำตัวประชาชนของผู้ตายประกอบการขอออกสูติบัตรของเด็กชายวัชริศ พนักงานเจ้าหน้าที่จึงได้ระบุชื่อผู้ตายเป็นบิดา อันเท่ากับเป็นการยอมรับว่าเด็กชายวัชริศเป็นบุตรและยินยอมให้ใช้ชื่อสกุลแล้วนั่นเอง แม้ไม่มีหนังสือยินยอมแยกต่างหากก็ตาม พฤติการณ์ของผู้ตายที่เลี้ยงดูผู้คัดค้านที่ 1 กับเด็กชายวัชริศและยินยอมให้เด็กชายวัชริศใช้ชื่อสกุลของผู้ตายอย่างเปิดเผยแก่บุคคลทั่วไปย่อมเป็นพฤติการณ์ที่ถือได้ว่าเป็นการรับรองว่าเด็กชายวัชริศเป็นบุตรของผู้ตายแล้ว ส่วนผู้คัดค้านที่ 2 มีผู้คัดค้านที่ 2 นางกานดา มารดาของผู้คัดค้านที่ 2 นางรพีพร และนางเกศราหรือมณกร ซึ่งรู้จักกับทั้งผู้ตายและผู้คัดค้านที่ 2 เป็นอย่างดีเบิกความยืนยันว่า ตายไปมาหาสู่และช่วยเหลือครอบครัวของผู้คัดค้านที่ 2 ประมาณ 1 ปี จนสนิทสนมกัน เมื่อปี 2536 ผู้ตายขอผู้คัดค้านที่ 2 แต่งงานและจัดงานแต่งงานขึ้นที่โรงแรมแอมบาสเดอร์ กรุงเทพมหานคร ของผู้ตายซึ่งเป็นการสังสรรค์ในหมู่ญาติประมาณ 10 คน หลังจากนั้นได้อยู่กินฉันสามีภริยากันจนมีบุตร 2 คน ได้แก่ เด็กหญิงมุกดาและเด็กหญิงฐิติรัตน์ แม้ผู้ตายเป็นนักธุรกิจที่มีชื่อเสียงระดับประเทศ แต่กลับไม่ยอมที่จะจัดงานใหญ่โตที่มีแขกจำนวนมากไปร่วมเป็นสักขีพยาน ก็เป็นเพียงเหตุผลส่วนตัวของผู้ตาย เพราะขณะนั้นผู้ตายมีผู้คัดค้านที่ 1 เป็นภริยาจึงไม่ใช่เป็นเรื่องผิดปกติแต่อย่างใด หลักฐานที่แสดงว่าเด็กหญิงมุกดาและเด็กหญิงฐิติรัตน์เป็นบุตรของผู้ตายก็ปรากฏชัดตามสูติบัตร อันเป็นเอกสารมหาชนซึ่งพนักงานเจ้าหน้าที่ได้ทำขึ้น จึงต้องด้วยข้อสันนิษฐานว่าเป็นของแท้จริงและถูกต้อง ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 127 ทั้งในการแจ้งเกิดต่อพนักงานเจ้าหน้าที่ดังกล่าว มีเอกสารประกอบคำขอทั้งสำเนาทะเบียนบ้าน สำเนาบัตรประจำตัวประชาชนของผู้คัดค้านที่ 2 และผู้ตายกับหนังสือยินยอมให้ใช้ชื่อของผู้ตาย อันเป็นพฤติการณ์ที่แสดงว่าผู้ตายรับว่าเด็กหญิงมุกดาและเด็กหญิงฐิติรัตน์เป็นบุตรของตนและยินยอมให้ใช้ชื่อสกุลด้วยความเต็มใจและอย่างเปิดเผย ถือได้ว่าเป็นพฤติการณ์ที่รับรองว่าเด็กหญิงมุกดาและเด็กหญิงฐิติรัตน์เป็นบุตรผู้ตาย พยานหลักฐานของผู้คัดค้านที่ 1 และที่ 2 มีน้ำหนักดีกว่าพยานหลักฐานของผู้ร้องและผู้คัดค้านที่ 3 ถึงที่ 5 ที่ 7 และที่ 8 ข้อเท็จจริงฟังได้ว่าเด็กชายวัชริศ เด็กหญิงมุกดาและเด็กหญิงฐิติรัตน์เป็นบุตรนอกฎหมายที่ผู้ตายได้รับรองแล้ว จึงเป็นผู้สืบสันดานเหมือนกับบุตรที่ชอบด้วยกฎหมายและเป็นทายาทโดยธรรมที่มีสิทธิรับมรดกของผู้ตาย ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1627, 1629 (1) ดังนั้น ผู้คัดค้านที่ 1 ในฐานะผู้แทนโดยชอบธรรมของเด็กชายวัชริศ และผู้คัดค้านที่ 2 ในฐานะผู้แทนโดยชอบธรรมของเด็กหญิงมุกดาและเด็กหญิงฐิติรัตน์จึงเป็นผู้มีส่วนได้เสียในอันที่จะร้องขอต่อศาลให้ตั้งผู้จัดการมรดกได้ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1713

มีปัญหาต้องวินิจฉัยต่อไปตามฎีกาของผู้ร้องและผู้คัดค้านที่ 1 ว่า ผู้คัดค้านที่ 4 เป็นผู้มีส่วนได้เสียหรือไม่ เห็นว่า คดีนี้เริ่มต้นโดยผู้ร้องยื่นคำร้องขอใช้สิทธิทางศาลขอให้ตั้งผู้จัดการมรดกของผู้ตายอย่างคดีไม่มีข้อพิพาท เมื่อผู้คัดค้านที่ 1 และที่ 4 ต่างยื่นคำคัดค้านเข้ามาในคดีโดยอ้างว่าตนเองเป็นผู้มีส่วนได้เสียในทรัพย์มรดกของผู้ตาย คำคัดค้านดังกล่าวย่อมเป็นคำคู่ความที่ก่อให้เกิดประเด็นตามคำคัดค้านอยู่ในตัวว่า ผู้คัดค้านที่ 1 และที่ 4 เป็นผู้มีส่วนได้เสียหรือไม่ กรณีเช่นนี้ผู้ร้องและผู้คัดค้านที่ 1 จึงหาจำต้องยื่นคัดค้านเพื่อคัดค้านคำคัดค้านของผู้คัดค้านที่ 4 ว่า ผู้คัดค้านที่ 4 มิใช่เป็นผู้มีส่วนได้เสียอันจะเป็นการซ้ำไปซ้ำมาอีก ที่ศาลอุทธรณ์วินิจฉัยว่า ผู้ร้องและผู้คัดค้านที่ 1 ไม่ได้ยกข้อต่อสู้ว่า ผู้คัดค้านที่ 4 มิใช่เป็นผู้มีส่วนได้เสียในทรัพย์มรดกของผู้ตายโต้เถียงไว้ในคำคัดค้านของตน แสดงว่าผู้ร้องและผู้คัดค้านที่ 1 ยอมรับว่า ผู้คัดค้านที่ 4 มีอำนาจยื่นคำร้องขอจัดการมรดกรายนี้ได้ จึงเป็นการไม่ถูกต้อง แต่ข้อที่ได้ความว่า หลังจากผู้ตายกับผู้คัดค้านที่ 4 จดทะเบียนหย่าเมื่อวันที่ 4 เมษายน 2504 ผู้ตายและผู้คัดค้านที่ 4 ยังคงอยู่กินกันฉันสามีภริยาและมีบุตรด้วยกันอีก 6 คน โดยผู้คัดค้านที่ 8 ซึ่งเป็นบุตรคนสุดท้องเกิดวันที่ 29 มีนาคม 2517 นั้น ย่อมเป็นข้อสนับสนุนว่า ผู้ตายกับผู้คัดค้านที่ 4 มิได้ถือเอาทะเบียนสมรสเป็นสาระสำคัญของความผูกพันเป็นสามีภริยากัน เพราะหากผู้ตายและผู้คัดค้านที่ 4 มีเจตนาที่จะเลิกจากการเป็นสามีภริยากันโดยแท้จริงและเด็ดขาด คงไม่อยู่ร่วมกันอีกเป็นเวลายาวนานจนมีบุตรด้วยกันอีกถึง 6 คน ทั้งความสัมพันธ์ของบุคคลในการอยู่กินกันและทำมาหาได้ร่วมกันซึ่งทรัพย์สินนั้น หาใช่ว่าบุคคลทั้งสองจะต้องอยู่ร่วมกันในบ้านเดียวกันตลอดเวลาและต้องกระทำสิ่งต่างๆ ร่วมกันในทุกเรื่องทุกราวเสมอไป แม้หากฝ่ายหนึ่งต้องออกไปทำงานนอกบ้านแสวงหาทรัพย์สินเพื่อสร้างฐานะความเป็นอยู่ให้แก่ครอบครัวตามความรู้ความสามารถ ส่วนอีกฝ่ายเพียงทำหน้าที่คอยดูแลบ้านให้มีระเบียบเรียบร้อยและเลี้ยงดูบุตรอย่างไม่บกพร่อง รวมทั้งการให้คำปรึกษาหารือ ส่งเสริมสนับสนุนให้กำลังใจเป็นห่วงเป็นใยและแบ่งปันความทุกข์สุขซึ่งกันและกัน ย่อมเรียกได้ว่าเป็นการอยู่ร่วมกันและช่วยกันทำมาหาได้ซึ่งทรัพย์สินแล้ว ภายหลังผู้คัดค้านที่ 4 ให้กำเนิดผู้คัดค้านที่ 8 ทั้งผู้ตายและผู้คัดค้านที่ 4 ต่างมิได้มีคู่สมรสใหม่ หากแต่ยังคงร่วมกันเลี้ยงดูบุตรทั้ง 7 คน อย่างไม่มีข้อบกพร่องตลอดมา ย่อมบ่งชี้ว่าผู้ตายและผู้คัดค้านที่ 4 ยังคงมีความสัมพันธ์กันฉันสามีภริยาเช่นเดิม ที่ผู้ตายเลี้ยงดูและยกย่องผู้คัดค้านที่ 1 และที่ 2 เป็นภริยาก็เพิ่งเกิดขึ้นในปี 2535 และปี 2536 หลังผู้ตายกับผู้คัดค้านที่ 4 มีบุตรคนสุดท้องด้วยกันเกือบ 20 ปี ประกอบกับในชั้นพิจารณา ผู้ร้องและผู้คัดค้านที่ 1 มิได้นำสืบให้เห็นว่าผู้ตายกับผู้คัดค้านที่ 4 เลิกกันอย่างเด็ดขาดแล้วและเมื่อใด คงนำสืบอ้างเพียงการจดทะเบียนหย่าซึ่งก็มิใช่เป็นเหตุผล ดังข้อเท็จจริงซึ่งเป็นยุติแล้วว่าหลังจดทะเบียนหย่าผู้ตายกับผู้คัดค้านที่ 4 ยังคงอยู่กินกันฉันสามีภริยาเหมือนเดิม ที่ผู้ร้องฎีกาอ้างว่า ความสัมพันธ์ในฐานะสามีภริยาระหว่างผู้ตายและผู้คัดค้านที่ 4 สิ้นสุดลงอย่างเด็ดขาดในปี 2517 โดยถือเอาเวลาภายหลังผู้คัดค้านที่ 4 ให้กำเนิดผู้คัดค้านที่ 8 บุตรคนสุดท้องมาเป็นเกณฑ์ จึงเป็นเรื่องที่ไม่มีเหตุผลและผู้ร้องไม่มีพยานหลักฐานใดสนับสนุน ที่ผู้ร้องฎีกาว่า เมื่อปี 2533 ผู้คัดค้านที่ 4 เคยไปให้ปากคำต่อเจ้าหน้าที่ของสถานพินิจและคุ้มครองเด็กกลางเพื่อขายที่ดินแทนผู้เยาว์ ตามหนังสือลงวันที่ 12 กันยายน 2533 ว่า เมื่อปี 2525 ผู้คัดค้านที่ 4 เลิกร้างกับผู้ตายอย่างจริงจัง โดยผู้ตายแยกไปอยู่ที่โรงแรมแอมบาสเดอร์ ผู้ร้องนำเอกสารดังกล่าวมาถามค้านผู้คัดค้านที่ 4 ซึ่งเข้าเบิกความเมื่อวันที่ 2 มีนาคม 2547 แล้ว แต่ศาลชั้นต้นไม่รับเอกสารดังกล่าวไว้เป็นพยานนั้น เห็นว่า แม้ในการซักถามพยานปากผู้คัดค้านที่ 4 ผู้ร้องมีสิทธิที่จะถามค้านเพื่อทำลายน้ำหนักความน่าเชื่อถือของคำเบิกความของผู้คัดค้านที่ 4 ได้ก็ตาม แต่เมื่อผู้ร้องอ้างส่งเอกสารประกอบคำซักถาม โดยมิได้ยื่นบัญชีระบุพยานและส่งสำเนาให้ผู้คัดค้านที่ 4 เพื่อให้ผู้คัดค้านที่ 4 ซึ่งถูกอ้างอิงเอกสารมาเป็นพยานหลักฐานยันตนได้มีโอกาสคัดค้านความมีอยู่และความถูกต้องแท้จริงของเอกสารเสียก่อน อันเป็นการฝ่าฝืนต่อบทบัญญัติแห่งประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 88 และมาตรา 90 ย่อมทำให้ผู้คัดค้านที่ 4 เสียเปรียบ ศาลชั้นต้นจึงมีอำนาจในอันที่จะยอมให้ผู้ร้องนำสืบพยานหลักฐานดังกล่าวหรือไม่ก็ได้แล้วแต่เห็นสมควร ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 120 ประกอบกับผู้คัดค้านที่ 4 ไม่ยอมรับเอกสารดังกล่าว การที่ศาลชั้นต้นไม่ยอมให้ผู้ร้องนำสืบหนังสือของสถานพินิจและคุ้มครองเด็กกลาง ฉบับลงวันที่ 12 กันยายน 2533 จึงไม่เป็นการฝ่าฝืนหรือขัดต่อกฎหมาย และแม้หากหนังสือฉบับดังกล่าวมีอยู่จริง ก็ไม่เพียงพอเป็นหลักฐานว่า ผู้ตายกับผู้คัดค้านที่ 4 เลิกกันแล้ว เพราะอาจเป็นเพียงการให้ถ้อยคำเพื่อที่จะทำให้ผู้คัดค้านที่ 4 สามารถขายที่ดินแทนผู้เยาว์ได้สะดวกยิ่งขึ้นเท่านั้น นอกจากนี้ภายหลังศาลชั้นต้นมีคำสั่งตั้งผู้ร้อง ผู้คัดค้านที่ 1 ถึงที่ 5 ที่ 7 และที่ 8 เป็นผู้จัดการมรดกของผู้ตายร่วมกัน ที่ผู้คัดค้านที่ 1 จัดทำบัญชีทรัพย์มรดกของผู้ตายยื่นต่อศาลเมื่อวันที่ 22 มิถุนายน 2547 โดยปรากฏข้อเท็จจริงส่วนที่เป็นหนี้สินว่า ผู้คัดค้านที่ 4 เคยร่วมกับผู้ตายเข้าทำสัญญาค้ำประกันหนี้เงินกู้ของบริษัทชวริน จำกัด ซึ่งเป็นกิจการของผู้ตาย จนถูกธนาคารทหารไทย จำกัด (มหาชน) เจ้าหนี้ฟ้องบังคับให้ชำระหนี้เป็นจำนวนถึง 1,589,954,704.98 บาท ตามคดีแพ่งหมายเลขแดงที่ 7238/2544 ของศาลแพ่ง ย่อมเป็นพยานหลักฐานที่สนับสนุนให้เห็นถึงความสัมพันธ์ฉันสามีภริยาของผู้ตายและผู้คัดค้านที่ 4 ได้อีกประการหนึ่ง ฉะนั้น ข้อเท็จจริงจึงฟังได้ว่าผู้คัดค้านที่ 4 อยู่กินกับผู้ตายจนถึงวันที่ผู้ตายถึงแก่ความตาย ผู้คัดค้านที่ 4 จึงเป็นเจ้าของกรรมสิทธ์รวมในทรัพย์สินที่ทำมาหาได้ร่วมกับผู้ตายและเป็นผู้มีส่วนได้เสียในทรัพย์มรดกของผู้ตาย

พิพากษาแก้เป็นว่า ให้ตั้งผู้ร้อง ผู้คัดค้านที่ 1 ที่ 2 และที่ 4 เป็นผู้จัดการมรดกของนายชวลิต ทั่งสัมพันธ์ ผู้ตายร่วมกัน และให้ยกคำขอของผู้คัดค้านที่ 3 ที่ 5 ที่ 7 และที่ 8 ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสามศาลให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ. ม. 127
ป.พ.พ. ม. 1627 ม. 1629 (1) ม. 1713
ชื่อคู่ความ
ผู้ร้อง — นายไชย ทั่งสัมพันธ์
นาวาตรีหญิงเรณู ชูเชื้อ ในฐานะผู้แทนโดยชอบธรรม
ผู้คัดค้าน — ของเด็กชายวัชริศ ทั้งสัมพันธ์ กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลแพ่งกรุงเทพใต้ — นายวันชัย โสภาโชติ
ศาลอุทธรณ์ — นายอมรเทพ การะโชติ
ชื่อองค์คณะ
วิรุฬห์ แสงเทียน
ฉัตรไชย จันทร์พรายศรี
วรงค์พร จิระภาค
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2670/2556
#537991
เปิดฉบับเต็ม

พฤติการณ์ที่จะเข้าเหตุหย่าตาม ป.พ.พ. มาตรา 1516 (4/2) นั้น นอกจากสามีภริยาต้องสมัครใจแยกกันอยู่ตลอดมาเกิน 3 ปี แล้ว ยังต้องเป็นการแยกกันอยู่เพราะเหตุที่ไม่อาจอยู่ร่วมกันฉันสามีภริยาได้โดยปกติด้วย

โจทก์จำเลยทำบันทึกข้อความตกลงประนีประนอมยอมความกันว่า ไม่ประสงค์จะร่วมชีวิตฉันสามีภริยากันอีกต่อไปจนถึงวันฟ้องคดีนี้เป็นเวลาเกิน 3 ปี แล้ว แต่เหตุที่โจทก์จำเลยไม่สามารถอยู่ร่วมกันฉันสามีภริยาได้โดยปกตินั้น ศาลชั้นต้นวินิจฉัยข้อเท็จจริงว่า โจทก์ไม่นำสืบถึงเหตุทะเลาะ แต่โจทก์กลับรับว่า จำเลยไม่เคยประพฤติเสียหายหรือประพฤติชั่วอันจะเป็นปฏิปักษ์ต่อการอยู่ร่วมกันฉันสามีภริยา ทางนำสืบของจำเลยซึ่งอ้างว่าโจทก์ติดพันหญิงอื่นมีน้ำหนักให้รับฟังยิ่งกว่าพยานหลักฐานของโจทก์ จึงรับฟังข้อเท็จจริงว่า โจทก์ไม่ประสงค์จะอยู่กินกับจำเลยและไปจากภูมิลำเนาเสียเอง ทั้งที่จำเลยยังเต็มใจที่จะเป็นคู่สมรสของโจทก์ โจทก์มิได้อุทธรณ์โต้แย้งว่า คำวินิจฉัยของศาลชั้นต้นดังกล่าวไม่ชอบด้วยเหตุใด ข้อเท็จจริงจึงต้องฟังยุติตามที่ศาลชั้นต้นวินิจฉัย แม้ข้อความในบันทึกข้อตกลงประนีประนอมยอมความว่า โจทก์จำเลยไม่ประสงค์จะอยู่ร่วมกันฉันสามีภริยากันอีกต่อไป แต่ข้อความดังกล่าวแสดงให้เห็นเพียงว่า โจทก์เท่านั้นที่สมัครใจแยกไปฝ่ายเดียว ยังถือไม่ได้ว่าเป็นการสมัครใจแยกกันอยู่เพราะเหตุที่โจทก์และจำเลยไม่อาจอยู่ร่วมกันฉันสามีภริยาได้โดยปกติสุข จึงไม่เข้าเหตุหย่าตามมาตรา 1516 (4/2) ไม่ว่ามีการแยกกันอยู่นานเท่าใดก็ตาม

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้พิพากษาให้โจทก์กับจำเลยหย่าขาดจากกันและบังคับให้จำเลยไปจดทะเบียนหย่า หากจำเลยไม่ไปขอถือเอาคำพิพากษาแทนการแสดงเจตนาของจำเลยและให้โจทก์ใช้อำนาจปกครองและอุปการะเลี้ยงดูบุตรทั้งสองแต่ผู้เดียว

จำเลยให้การขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง ให้โจทก์ใช้ค่าฤชาธรรมเนียมและค่าทนายความแทนจำเลย

โจทก์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 9 แผนกคดีเยาวชนและครอบครัวพิพากษากลับ ให้โจทก์กับจำเลยหย่าขาดจากกัน และให้บุตรผู้เยาว์ทั้งสองอยู่ในความดูแลเลี้ยงดูของจำเลยแต่ฝ่ายเดียว โดยให้โจทก์จำเลยเป็นผู้ใช้อำนาจปกครองบุตรผู้เยาว์ทั้งสองร่วมกันและให้โจทก์ชำระค่าอุปการะเลี้ยงดูบุตรผู้เยาว์ทั้งสองให้แก่จำเลยเป็นเงินคนละ 3,000 บาทต่อเดือน นับแต่วันฟ้องเป็นต้นไปจนบุตรผู้เยาว์ทั้งสองมีอายุ 15 ปี หลังจากนั้นให้โจทก์ชำระค่าอุปการะเลี้ยงดูเป็นเงินคนละ 4,500 บาทต่อเดือน จนกว่าบุตรผู้เยาว์ทั้งสองจะบรรลุนิติภาวะ คำขอให้จำเลยไปจดทะเบียนหย่าขาดจากโจทก์ หากจำเลยไม่ยอมปฏิบัติก็ให้ถือเอาคำพิพากษาแทนการแสดงเจตนาของจำเลยให้ยก ค่าฤชาธรรมเนียมและค่าทนายความทั้งสองศาลให้เป็นพับ

จำเลยฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงที่คู่ความมิได้โต้แย้งในชั้นฎีการับฟังว่า โจทก์กับจำเลยเป็นสามีภริยากัน โดยจดทะเบียนสมรสกัน มีภูมิลำเนาอยู่กินด้วยกันที่บ้านเลขที่ 157/5 ตามฟ้องและมีบุตรผู้เยาว์ด้วยกันสองคน ขณะที่โจทก์เป็นอาสาสมัครทหารพรานปฏิบัติหน้าที่ที่หน่วยทักษิณพัฒนาที่ 9 วัดหนองครก ตำบลควนโนรี อำเภอโคกโพธิ์ จังหวัดปัตตานี โจทก์กับจำเลยทำบันทึกข้อความตกลงประนีประนอมยอมความ มีใจความสำคัญว่า โจทก์ จำเลยตกลงกันว่าไม่มีความประสงค์ที่จะร่วมชีวิตฉันสามีภริยากันอีกต่อไป โดยโจทก์จะช่วยค่าอุปการะเลี้ยงดูบุตรผู้เยาว์ทั้งสองซึ่งอยู่ในความปกครองของจำเลยตามจำนวนที่ตกลงกันและโจทก์จำเลยจะไม่เรียกร้องสิทธิใด ๆ ต่อกันอีก ภายหลังจากนั้นโจทก์ไปจากภูมิลำเนา โจทก์กับจำเลยไม่ได้อยู่ร่วมกันฉันสามีภริยากันอีกเลย นับถึงวันฟ้อง 8 กุมภาพันธ์ 2554 เป็นเวลาเกิน 3 ปีแล้ว

มีปัญหาตามฎีกาจำเลยว่า คดีมีเหตุที่โจทก์มีสิทธิฟ้องหย่าได้ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1516 (4/2) ซึ่งบัญญัติว่า สามีและภริยาสมัครใจแยกกันอยู่ เพราะเหตุที่ไม่อาจจะอยู่ร่วมกันฉันสามีภริยาได้โดยปกติสุขตลอดมาเกิน 3 ปี หรือไม่ พิเคราะห์แล้ว กรณีที่จะเข้าเหตุหย่าตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1516 (4/2) นั้น นอกจากสามีภริยาต้องสมัครใจแยกกันอยู่ตลอดมาเกิน 3 ปีแล้ว ยังต้องเป็นการแยกกันอยู่ เพราะเหตุที่ไม่อาจอยู่ร่วมกันฉันสามีภริยาได้โดยปกติด้วย คดีนี้แม้ข้อเท็จจริงฟังยุติได้ในเบื้องต้นว่า นับแต่วันที่ 30 มิถุนายน 2549 ที่โจทก์ จำเลยทำบันทึกข้อความตกลงประนีประนอมยอมความตกลงกันว่า ไม่ประสงค์ที่จะร่วมชีวิตฉันสามีภริยากันอีกต่อไปจนถึงวันที่โจทก์ฟ้องคดีนี้เมื่อวันที่ 8 กุมภาพันธ์ 2554 เป็นเวลาเกิน 3 ปีแล้ว แต่ในส่วนที่เกี่ยวกับเหตุที่โจทก์กับจำเลยไม่สามารถอยู่ร่วมกันฉันสามีภริยาได้โดยปกตินั้น เมื่อศาลชั้นต้นวินิจฉัยข้อเท็จจริงว่า โจทก์ไม่นำสืบให้เห็นเหตุทะเลาะเบาะแว้ง อันเป็นเหตุให้ไม่อาจอยู่ร่วมกันฉันสามีภริยาได้โดยปกติสุข ในทางกลับกันโจทก์กลับรับว่า จำเลยไม่เคยประพฤติเสียหายหรือประพฤติชั่วอันจะเป็นปฏิปักษ์ต่อการอยู่ร่วมกันฉันสามีภริยา ทางนำสืบของจำเลยซึ่งอ้างว่าโจทก์ติดพันผู้หญิงอื่นมีน้ำหนักให้รับฟังยิ่งกว่าพยานหลักฐานของโจทก์จึงรับฟังข้อเท็จจริงว่า โจทก์ไม่ประสงค์จะอยู่กินกับจำเลย และไปจากภูมิลำเนาเสียเอง ทั้งที่จำเลยยังเต็มใจที่จะเป็นคู่สมรสของโจทก์อยู่ โจทก์มิได้อุทธรณ์โต้แย้งว่า คำวินิจฉัยของศาลชั้นต้นดังกล่าวไม่ชอบด้วยเหตุใด ข้อเท็จจริงจึงต้องฟังเป็นยุติตามที่ศาลชั้นต้นวินิจฉัย ซึ่งเมื่อพิจารณาข้อเท็จจริงที่ฟังเป็นยุติดังกล่าวแล้ว ย่อมเห็นได้ว่า แม้ตามบันทึกข้อความตกลงประนีประนอมยอมความ ข้อ 2 มีข้อความว่า "วันที่ 30 มิถุนายน 2549 (วันนี้) ทั้งสองฝ่ายได้มีความเห็นชอบตกลงกันว่าไม่มีความประสงค์จะอยู่ร่วมชีวิตฉันสามีภริยากันอีกต่อไป " ข้อความดังกล่าวแสดงว่า ตัวโจทก์เท่านั้นสมัครใจแยกไปฝ่ายเดียว ยังถือไม่ได้ว่าเป็นการสมัครใจแยกกันอยู่เพราะเหตุที่โจทก์และจำเลยไม่อาจอยู่ร่วมกันฉันสามีภริยาได้โดยปกติสุข จึงไม่เข้าเหตุหย่าตามมาตรา 1516 (4/2) ไม่ว่ามีการแยกกันอยู่นานเท่าใดก็ตาม ฎีกาจำเลยที่ว่า โจทก์ไม่มีเหตุฟ้องหย่าจำเลย เพราะจำเลยยังสมัครใจที่จะอยู่กับโจทก์ฟังขึ้น

พิพากษากลับ ให้ยกฟ้องตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสามศาลให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 1516
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — สิบโทปรเมษฐ์ ศิริ
จำเลย — นางพรทิพย์ เจ๊ะหวังหรือศิริ
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลเยาวชนและครอบครัวจังหวัดปัตตานี — นายวัชระ สุวรรณลิขิต
ศาลอุทธรณ์ภาค 9 — นายชาติชาย โฆษิตวัฒนฤกษ์
ชื่อองค์คณะ
นพวรรณ อินทรัมพรรย์
เพลินจิต ตั้งพูลสกุล
กีรติ กาญจนรินทร์
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2668/2556
#537990
เปิดฉบับเต็ม

แม้ว่า ป.พ.พ. มาตรา 1566 วรรคหนึ่ง บัญญัติว่า "บุตรซึ่งยังไม่บรรลุนิติภาวะต้องอยู่ภายใต้อำนาจปกครองของบิดามารดา" แต่ก็มีข้อยกเว้นตามบทบัญญัติมาตรา 1521 ประกอบมาตรา 1566 วรรคสอง (5) ให้อำนาจศาลที่จะใช้ดุลพินิจสั่งให้บิดาหรือมารดาเป็นผู้ใช้อำนาจปกครองบุตรแต่เพียงผู้เดียวได้ หากผู้ใช้อำนาจปกครองประพฤติตนไม่สมควรหรือภายหลังพฤติการณ์ได้เปลี่ยนแปลงไป ทั้งนี้ โดยคำนึงถึงประโยชน์และความผาสุกของผู้เยาว์เป็นสำคัญ โดยไม่ถือว่าเป็นการสั่งเพิกถอนอำนาจปกครองของผู้ใช้อำนาจปกครองตาม ป.พ.พ. มาตรา 1582 วรรคหนึ่ง

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องและแก้ไขคำฟ้องขอให้พิพากษาให้โจทก์เป็นผู้ใช้อำนาจปกครองบุตรผู้เยาว์แต่เพียงผู้เดียว เพิกถอนอำนาจปกครองของจำเลยและห้ามมิให้จำเลยยุ่งเกี่ยวหรือกระทำการใดอันเป็นการรบกวนโจทก์ บังคับให้จำเลยชำระค่าอุปการะเลี้ยงดูและค่าใช้จ่ายของบุตรผู้เยาว์ จำนวน 1,081,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์

จำเลยให้การและแก้ไขคำให้การขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้โจทก์เป็นผู้ใช้อำนาจปกครอง ด.ญ.ซ. บุตรผู้เยาว์แต่เพียงผู้เดียว แต่ให้จำเลยพบปะเยี่ยมเยียนบุตรผู้เยาว์ได้ตามสมควรโดยบุตรผู้เยาว์สมัครใจและให้อยู่ภายใต้การดูแลของโจทก์ กับให้จำเลยชำระค่าอุปการะเลี้ยงดูบุตรผู้เยาว์ที่ค้างชำระ จำนวน 178,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันฟ้อง (ฟ้องวันที่ 15 กุมภาพันธ์ 2551) เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จ ค่าฤชาธรรมเนียมให้เป็นพับ

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์แผนกคดีเยาวชนและครอบครัว พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับและคืนค่าขึ้นศาลส่วนที่เกิน 22,575 บาท แก่จำเลย

จำเลยฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีเยาวชนและครอบครัววินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงรับฟังเป็นยุติว่า โจทก์มีสัญชาติอเมริกัน ส่วนจำเลยมีสัญชาติอังกฤษ โจทก์กับจำเลยจดทะเบียนสมรสกันที่ประเทศไซปรัส ระหว่างสมรสมีบุตรด้วยกัน 1 คน ชื่อ ด.ญ.ซ. เกิดเมื่อวันที่ 22 พฤษภาคม 2542 ต่อมาศาลแห่งมลรัฐฟลอริด้า ประเทศสหรัฐอเมริกา พิพากษาให้โจทก์และจำเลยหย่ากัน แต่มิได้พิพากษาเกี่ยวกับเรื่องการใช้อำนาจปกครองบุตรผู้เยาว์ ต่อมาโจทก์ จำเลยและบุตรผู้เยาว์ได้เดินทางมาอยู่ในประเทศไทย โดยโจทก์มาประกอบอาชีพเป็นครูสอนภาษาอังกฤษ ปัจจุบันบุตรผู้เยาว์พักอาศัยอยู่กับโจทก์

มีปัญหาวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยว่า คำพิพากษาศาลอุทธรณ์เกี่ยวกับอำนาจปกครองบุตรผู้เยาว์ชอบด้วยกฎหมายหรือไม่ โดยจำเลยฎีกาอ้างว่า ศาลไม่มีอำนาจพิพากษาให้อำนาจปกครองบุตรผู้เยาว์อยู่กับโจทก์เพียงผู้เดียว เพราะเท่ากับเป็นการเพิกถอนอำนาจปกครองของจำเลย ซึ่งศาลจะมีคำสั่งถอนอำนาจปกครองได้ต้องเป็นกรณีที่ผู้ใช้อำนาจปกครองเป็นคนไร้ความสามารถหรือเสมือนไร้ความสามารถโดยคำสั่งศาล ใช้อำนาจปกครองเกี่ยวแก่ตัวผู้เยาว์โดยมิชอบหรือประพฤติชั่วร้ายตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1582 วรรคหนึ่ง เห็นว่า แม้ว่าประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1566 วรรคหนึ่ง บัญญัติว่า "บุตรซึ่งยังไม่บรรลุนิติภาวะต้องอยู่ภายใต้อำนาจปกครองของบิดามารดา" แต่มีข้อยกเว้นตามวรรคสองว่า อำนาจปกครองอยู่กับบิดาหรือมารดาในกรณีดังต่อไปนี้ ซึ่งตามวรรคสอง (5) บัญญัติว่า"ศาลสั่งให้อำนาจปกครองอยู่กับบิดาหรือมารดา" และมาตรา 1521 บัญญัติว่า "ถ้าปรากฏว่าผู้ใช้อำนาจปกครองหรือผู้ปกครองตามมาตรา 1520 ประพฤติตนไม่สมควร หรือภายหลังมีพฤติการณ์เปลี่ยนแปลงไป ศาลมีอำนาจสั่งเปลี่ยนตัวผู้ใช้อำนาจปกครองโดยคำนึงถึงความผาสุกและประโยชน์ของบุตรเป็นสำคัญ" จะเห็นได้ว่า บทบัญญัติมาตรา 1521 ประกอบมาตรา 1566 วรรคสอง (5) เป็นการให้อำนาจศาลที่จะใช้ดุลพินิจสั่งให้บิดาหรือมารดาเป็นผู้ใช้อำนาจปกครองบุตรแต่เพียงผู้เดียวได้ หากผู้ใช้อำนาจปกครองประพฤติตนไม่สมควรหรือภายหลังพฤติการณ์ได้เปลี่ยนแปลงไป ทั้งนี้ โดยคำนึงถึงประโยชน์และความผาสุกของผู้เยาว์เป็นสำคัญ และเมื่อข้อเท็จจริงได้ความว่า ศาลมลรัฐฟลอริด้า ประเทศสหรัฐอเมริกา พิพากษาให้โจทก์และจำเลยหย่ากัน โดยมิได้กล่าวถึงเรื่องอำนาจปกครองบุตรผู้เยาว์ว่าจะให้ฝ่ายใดเป็นผู้ใช้อำนาจปกครองบุตรผู้เยาว์ ซึ่งต้องยังถือว่าอำนาจปกครองอยู่กับโจทก์และจำเลย แต่เมื่อศาลได้พิเคราะห์พฤติการณ์แห่งคดีเกี่ยวกับความสัมพันธ์ระหว่างโจทก์และจำเลยกับบุตรผู้เยาว์ ภายหลังโจทก์และจำเลยหย่ากันแล้ว เห็นว่า การที่จำเลยยังคงเป็นผู้ใช้อำนาจปกครองบุตรผู้เยาว์ร่วมกับโจทก์ต่อไปจะเป็นผลร้ายต่อสุขภาพจิตของบุตรผู้เยาว์ แต่หากให้โจทก์เป็นผู้ใช้อำนาจปกครองบุตรเพียงผู้เดียวจะเกิดความผาสุกและเป็นประโยชน์แก่บุตรผู้เยาว์มากกว่า ศาลย่อมมีคำพิพากษาให้โจทก์เป็นผู้ใช้อำนาจปกครองบุตรแต่เพียงผู้เดียว โดยกำหนดให้จำเลยพบปะเยี่ยมเยียนบุตรผู้เยาว์ได้ตามสมควรโดยให้อยู่ภายใต้การดูแลของโจทก์ได้ ทั้งนี้ เพื่อเป็นการคุ้มครองประโยชน์ของผู้เยาว์ และกรณีไม่ถือว่าเป็นการสั่งเพิกถอนอำนาจปกครองของผู้ใช้อำนาจปกครองตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1582 วรรคหนึ่ง ดังที่จำเลยฎีกา ส่วนที่จำเลยฎีกาว่า ลำพังเพียงแค่รายงานการตรวจสภาพจิตซึ่งคณะแพทย์ผู้ตรวจสรุปผลการตรวจวิเคราะห์สภาพจิตของบุตรผู้เยาว์ยังไม่เพียงพอที่จะนำมาเป็นเหตุผลในการถอนการใช้อำนาจปกครองบุตรผู้เยาว์ให้ตกแก่โจทก์เพียงผู้เดียว ควรต้องให้โอกาสจำเลยสร้างสัมพันธ์ภาพกับบุตรผู้เยาว์บ้าง และการที่ศาลมีคำสั่งเพิกถอนการใช้อำนาจปกครองของจำเลยมีผลผูกพันตลอดไปเป็นการทำลายความสัมพันธ์ระหว่างจำเลยกับบุตรผู้เยาว์ เห็นว่า นอกจากผลการตรวจวิเคราะห์สภาพจิตบุตรผู้เยาว์แล้ว โจทก์ยังอ้างตนเอง และนางแซนดร้า ซึ่งเป็นครูสอน ด.ญ.ซ. เป็นพยานเบิกความเกี่ยวกับความสัมพันธ์ระหว่างโจทก์และจำเลยกับบุตรผู้เยาว์ สอดคล้องกับคำแถลงของ ด.ญ.ซ. ซึ่งกล่าวถึงเหตุผลที่ ด.ญ.ซ. ไม่ต้องการอยู่กับจำเลย แต่ต้องการอยู่กับโจทก์ ทั้งตามฎีกาของจำเลยก็ยอมรับว่าบุตรผู้เยาว์มีความรู้สึกไม่พอใจจำเลยอันเป็นการเจือสมกับทางนำสืบของโจทก์ กรณีจึงมิใช่เป็นการรับฟังข้อเท็จจริงจากพยานหลักฐานเฉพาะผลการตรวจวิเคราะห์สภาพจิตบุตรผู้เยาว์เท่านั้น อย่างไรก็ตาม จำเลยก็ยังมีโอกาสไปเยี่ยมเยียนบุตรผู้เยาว์ได้ตามสมควร โดยความสมัครใจของบุตรผู้เยาว์และอยู่ในความดูแลของโจทก์ ซึ่งหากภายหลังมีพฤติการณ์เปลี่ยนแปลงไป ศาลก็อาจมีคำสั่งเปลี่ยนแปลงการใช้อำนาจปกครองได้โดยคำนึงถึงความผาสุกและประโยชน์ของผู้เยาว์ การที่ศาลพิพากษาให้โจทก์เป็นผู้ใช้อำนาจปกครองบุตรผู้เยาว์ฝ่ายเดียวจึงมิได้เป็นการทำลายความสัมพันธ์ระหว่างจำเลยกับบุตรผู้เยาว์ตลอดไป ดังที่จำเลยอ้างในฎีกาของจำเลย ฎีกาของจำเลยประการอื่นล้วนเป็นเพียงรายละเอียดที่ไม่มีผลให้คำวินิจฉัยข้างต้นเปลี่ยนแปลงไปได้ ที่ศาลอุทธรณ์พิพากษามา ศาลฎีกาแผนกคดีเยาวชนและครอบครัวเห็นพ้องด้วย ฎีกาของจำเลยฟังไม่ขึ้น

พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 1582 วรรคหนึ่ง ม. 1566 วรรคสอง (5)
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นางลอร่า ลิกูโอรี
จำเลย — นายจอร์น แพททริค เบอร์เดท
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลเยาวชนและครอบครัวกลาง — นางปิยนันท์ พันธ์ชนะวาณิช
ศาลอุทธรณ์ — นายนิติ เอื้อจรัสพันธุ์
ชื่อองค์คณะ
สมชาติ ธัญญาวินิชกุล
เพลินจิต ตั้งพูลสกุล
ชัยยุทธ ศรีจำนงค์
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2666/2556
#544539
เปิดฉบับเต็ม

จำเลยมีหนังสือเลิกจ้างโจทก์อ้างเหตุว่าโจทก์ทุจริตค่าน้ำมันรถ โจทก์อุทธรณ์คำสั่งเลิกจ้างต่อผู้บังคับบัญชาระดับบริหารตามระเบียบข้อบังคับเกี่ยวกับการทำงานของจำเลย ระหว่างพิจารณาอุทธรณ์คำสั่งเลิกจ้างโจทก์ทำหนังสือขอลาออกจากการเป็นลูกจ้างของจำเลยด้วยความสมัครใจและรับเงินช่วยเหลือ 100,000 บาท จากจำเลย

แม้หนังสือลาออกของโจทก์ (ที่กระทำขึ้นภายหลังจากจำเลยมีหนังสือเลิกจ้าง) ไม่เป็นเหตุให้สัญญาจ้างแรงงานระหว่างโจทก์กับจำเลยสิ้นสุดลง แต่ตามพฤติการณ์แห่งคดีประกอบกับพฤติกรรมของโจทก์ที่ตกลงยินยอมรับเงินช่วยเหลือจากจำเลย 100,000 บาท ไปแล้วในภายหลังโดยปราศจากข้อโต้แย้งคัดค้านอื่นใดทั้งสิ้น เป็นกรณีที่โจทก์ยินยอมกับจำเลยเพื่อยุติเรื่องการเลิกจ้างที่อ้างเหตุว่าโจทก์ทุจริตค่าน้ำมันรถ เท่ากับโจทก์ไม่ประสงค์จะเรียกร้องเกี่ยวกับการเลิกจ้างอีกต่อไป โจทก์จึงไม่มีสิทธินำคดีมาฟ้อง

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยจ่ายค่าชดเชย 199,600 บาท สินจ้างแทนการบอกล่าวล่วงหน้า 33,266 บาท และค่าเสียหายจากการเลิกจ้างที่ไม่เป็นธรรม 300,000 บาท

จำเลยให้การขอให้ยกฟ้อง

ศาลแรงงานภาค 8 พิพากษายกฟ้อง

โจทก์อุทธรณ์ต่อศาลฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีแรงงานวินิจฉัยว่า ศาลแรงงานภาค 8 รับฟังข้อเท็จจริงว่า โจทก์เป็นลูกจ้างจำเลยตั้งแต่ปี 2533 ตำแหน่งสุดท้ายเป็นหัวหน้างานธุรการ อัตราเงินเดือนเดือนละ 19,960 บาท กำหนดจ่ายค่าจ้างทุกวันที่ 30 ของเดือน ต่อมาจำเลยแต่งตั้งคณะกรรมการสอบสวนเนื่องจากมีข้อสงสัยว่าโจทก์ทุจริตค่าน้ำมันรถ คณะกรรมการสอบสวนสรุปผลว่าโจทก์ทุจริตต่อหน้าที่ จำเลยจึงมีหนังสือเลิกจ้าง โดยให้มีผลตั้งแต่วันที่ 15 กันยายน 2549 โจทก์ได้รับค่าจ้างเพียงถึงวันที่ 15 กันยายน 2549 จากนั้นโจทก์ยื่นอุทธรณ์คำสั่งว่าโจทก์ไม่ได้ทุจริต ขอให้จำเลยทบทวนการลงโทษหรือขอให้จ่ายค่าชดเชย ระหว่างพิจารณาอุทธรณ์ โจทก์ยื่นหนังสือลาออกพร้อมรับเงินช่วยเหลือจากจำเลยเป็นเงิน 100,000 บาท แล้ววินิจฉัยในประเด็นที่ว่า โจทก์ลาออกด้วยความสมัครใจหรือไม่ว่า แม้จำเลยจะเลิกจ้างโจทก์แล้ว แต่โจทก์ยื่นอุทธรณ์ตามระเบียบข้อบังคับการทำงานที่ระบุว่า ผลการวินิจฉัยของผู้บังคับบัญชาระดับบริหารถึงที่สุด กรณียังถือไม่ได้ว่าการลงโทษและการเลิกจ้างโจทก์เป็นที่สุด แต่ในระหว่างการพิจารณาอุทธรณ์ การเป็นนายจ้างและลูกจ้างระหว่างโจทก์กับจำเลยยังไม่สิ้นสุด โจทก์ทำหนังสือขอลาออกจากการเป็นพนักงานจำเลยด้วยความสมัครใจและรับเงินช่วยเหลือจากจำเลยจำนวน 100,000 บาท ย่อมทำให้สัญญาจ้างสิ้นสุดลงด้วยเหตุโจทก์ลาออก มิใช่ถูกเลิกจ้าง โจทก์จึงไม่มีสิทธิเรียกร้องค่าชดเชย สินจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้าและค่าเสียหายจากการเลิกจ้างที่ไม่เป็นธรรม

ที่โจทก์อุทธรณ์ว่าการที่ศาลแรงงานภาค 8 กำหนดประเด็นข้อพิพาทว่า โจทก์ลาออกด้วยความสมัครใจหรือไม่ เป็นการกำหนดประเด็นขึ้นเพิ่มเติม จึงไม่ชอบด้วยกฎหมาย เห็นว่า คดีนี้โจทก์ฟ้องอ้างว่าจำเลยเลิกจ้างโดยโจทก์มิได้กระทำผิด ไม่มีเหตุสมควรในการเลิกจ้างถือว่าจำเลยเลิกจ้างโดยไม่เป็นธรรม จำเลยให้การว่าจำเลยมีสิทธิเลิกจ้างโจทก์ด้วยเหตุทุจริตต่อหน้าที่ ระหว่างที่โจทก์ขออุทธรณ์การเลิกจ้างโจทก์ทำหนังสือลาออกพร้อมกับขอเงินช่วยเหลือจากจำเลยจำนวน 100,000 บาท โจทก์จึงลาออกด้วยความสมัครใจ ดังนั้นการที่จะพิจารณาวินิจฉัยว่าโจทก์มีสิทธิรับค่าชดเชย สินจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้าและค่าเสียหายจากการเลิกจ้างที่ไม่เป็นธรรมตามฟ้องหรือไม่ จำต้องวินิจฉัยข้อเท็จจริงตามคำฟ้องประกอบกับคำให้การในส่วนที่ว่าจำเลยเลิกจ้างโจทก์หรือโจทก์ลาออกเอง การที่ศาลแรงงานภาค 8 กำหนดประเด็นข้อพิพาทเกี่ยวกับการลาออกของโจทก์ไว้ด้วยก็เพื่อความสะดวกในการวินิจฉัยประเด็นแห่งคดี หาใช่เป็นการกำหนดประเด็นข้อพิพาทขึ้นเพิ่มเติมจนถึงกับเป็นเรื่องนอกเหนือประเด็นแห่งคดีอันจะเป็นเหตุให้ไม่ชอบด้วยกฎหมายแต่อย่างใด อุทธรณ์ของโจทก์ฟังไม่ขึ้น

ที่โจทก์อุทธรณ์ว่าจำเลยเลิกจ้างโจทก์ตามหนังสือเลิกจ้างอ้างเหตุว่า โจทก์ทุจริตค่าน้ำมันรถโดยให้มีผลตั้งแต่วันที่ 15 กันยายน 2549 โจทก์รับทราบคำสั่งเลิกจ้างในวันดังกล่าว เมื่อจำเลยบอกเลิกจ้างโดยยื่นหนังสือเลิกจ้างให้โจทก์ ทำให้สัญญาจ้างแรงงานระหว่างโจทก์กับจำเลยสิ้นสุดลงทันทีตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 168 และมาตรา 386 สัญญาจ้างแรงงานของโจทก์จำเลยจึงสิ้นสุดลงด้วยการเลิกจ้าง มิใช่การลาออก ส่วนการยื่นอุทธรณ์คำสั่งเลิกจ้างไม่ทำให้สัญญาจ้างแรงงานที่สิ้นสุดแล้วกลับสมบูรณ์ขึ้นมาอีก เห็นว่า แม้สัญญาจ้างแรงงานระหว่างโจทก์จำเลยสิ้นสุดลงทันทีด้วยการเลิกจ้างตามที่โจทก์อุทธรณ์มาก็ตาม แต่เมื่อศาลแรงงานภาค 8 รับฟังข้อเท็จจริงแล้ววินิจฉัยว่า ในระหว่างพิจารณาอุทธรณ์คำสั่งเลิกจ้าง โจทก์ได้ทำหนังสือขอลาออกจากการเป็นพนักงานของจำเลยด้วยความสมัครใจและรับเงินช่วยเหลือจากจำเลย จำนวน 100,000 บาท ซึ่งเมื่อใบลาออกของโจทก์เป็นการกระทำขึ้นภายหลังที่โจทก์ถูกเลิกจ้าง ทั้งอยู่ในระหว่างพิจารณาอุทธรณ์หนังสือเลิกจ้างที่อ้างเหตุว่าโจทก์ทุจริตค่าน้ำมันรถ โดยเฉพาะอย่างยิ่งเป็นการลาออกด้วยความสมัครใจ แม้ใบลาออกของโจทก์หาเป็นเหตุให้สัญญาจ้างแรงงานระหว่างโจทก์จำเลยสิ้นสุดลงไปก็ตาม แต่เมื่อพิเคราะห์ถึงพฤติการณ์แห่งคดีประกอบกับพฤติกรรมของโจทก์ที่โจทก์ตกลงยินยอมรับเงินช่วยเหลือจากจำเลย จำนวน 100,000 บาท ไปแล้วในภายหลังโดยปราศจากข้อโต้แย้งคัดค้านอื่นใดทั้งสิ้น จึงเป็นกรณีที่โจทก์ตกลงยินยอมกับจำเลยเพื่อยุติเรื่องการเลิกจ้างที่อ้างเหตุว่าโจทก์ทุจริตค่าน้ำมันรถ เท่ากับว่าโจทก์ไม่ประสงค์ที่จะเรียกร้องเกี่ยวกับการเลิกจ้างต่อไปอีก โจทก์จึงไม่มีสิทธินำคดีมาฟ้อง ไม่จำต้องวินิจฉัยว่าโจทก์ทุจริตค่าน้ำมันรถตามหนังสือเลิกจ้างหรือไม่ เพราะไม่ทำให้ผลแห่งคดีเปลี่ยนแปลง ที่ศาลแรงงานภาค 8 พิพากษายกฟ้อง ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วยในผล อุทธรณ์ของโจทก์ในข้อนี้ฟังไม่ขึ้น

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 386
พ.ร.บ.คุ้มครองแรงงาน พ.ศ.2541 ม. 118
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นายประจักษ์ สมใจ
จำเลย — บริษัทสหอุตสาหกรรมน้ำมันปาล์ม จำกัด (มหาชน)
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลแรงงานภาค 8 — นายเพิ่มศักดิ์ สายสีทอง
ชื่อองค์คณะ
ธีระพงศ์ จิระภาค
ชัยวัฒน์ เวียงธีรวัฒน์
นิยุต สุภัทรพาหิรผล
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2663/2556
#538032
เปิดฉบับเต็ม

โจทก์เป็นผู้ประกันตน โจทก์สูญเสียสมรรถภาพในการทำงานของร่างกายตั้งแต่เริ่มป่วย (อันมิใช่เนื่องจากการทำงาน) ในวันที่ 26 พฤศจิกายน 2544 โจทก์จึงเป็นผู้ประกันตนที่มีสิทธิจะได้รับเงินทดแทนการขาดรายได้ตาม พ.ร.บ.ประกันสังคม พ.ศ.2533 มาตรา 71 ตั้งแต่วันที่โจทก์เริ่มป่วย ไม่ใช่ตั้งแต่วันที่แพทย์ประเมินการสูญเสียสมรรถภาพในการทำงานของร่างกายโจทก์ (วันที่ 13 มกราคม 2549) นายจ้างเลิกจ้างโจทก์โดยมีผลเป็นการเลิกจ้างในเมื่อวันที่ 1 มิถุนายน 2545 โจทก์จึงมีสิทธิได้รับเงินทดแทนการขาดรายได้ตั้งแต่วันที่ขาดรายได้หรือวันที่นายจ้างเลิกจ้างคือวันที่ 1 มิถุนายน 2545

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้เพิกถอนคำวินิจฉัยของคณะกรรมการอุทธรณ์ที่ 1048/2549 ลงวันที่ 15 สิงหาคม 2549 ที่ให้จำเลยจ่ายเงินทดแทนการขาดรายได้ในกรณีทุพพลภาพแก่โจทก์ผู้ประกันตนตั้งแต่วันที่ 13 มกราคม 2549 โดยให้โจทก์เป็นผู้ทุพพลภาพและมีสิทธิได้รับเงินทดแทนการขาดรายได้กรณีทุพพลภาพตั้งแต่วันที่ 26 พฤศจิกายน 2544 ซึ่งเป็นวันที่โจทก์ล้มป่วยเป็นต้นไป

จำเลยให้การ ขอให้ยกฟ้อง

ศาลแรงงานกลางพิพากษาให้เพิกถอนคำวินิจฉัยของคณะกรรมการอุทธรณ์ที่ 1048/2549 ลงวันที่ 15 สิงหาคม 2549 ให้จำเลยจ่ายเงินทดแทนการขาดรายได้ในกรณีทุพพลภาพให้แก่โจทก์ในอัตราร้อยละ 50 ของค่าจ้างตามพระราชบัญญัติประกันสังคม พ.ศ.2533 มาตรา 57 วรรคหนึ่ง (ที่ถูกเป็นมาตรา 71) นับแต่วันที่ 1 มิถุนายน 2545 ไปตลอดชีวิตของโจทก์ โดยให้จำเลยหักเงินทดแทนการขาดรายได้ที่จำเลยได้จ่ายให้โจทก์ไปแล้วออกก่อน

จำเลยอุทธรณ์ต่อศาลฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีแรงงานวินิจฉัยว่า มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของจำเลยว่าโจทก์มีสิทธิได้รับประโยชน์ทดแทนในกรณีทุพพลภาพจากจำเลยตั้งแต่วันที่ 13 มกราคม 2549 อันเป็นดังที่แพทย์ของจำเลยตรวจและวินิจฉัยหรือไม่ โดยจำเลยอุทธรณ์ว่า พระราชบัญญัติประกันสังคม พ.ศ.2533 มาตรา 5 บัญญัติว่า ทุพพลภาพ หมายความว่าการสูญเสียอวัยวะหรือสูญเสียสมรรถภาพของอวัยวะหรือของร่างกาย หรือสูญเสียสภาวะปกติของจิตใจจนไม่สามารถทำงานได้ ทั้งนี้ตามหลักเกณฑ์ที่คณะกรรมการแพทย์พิจารณาซึ่งคณะกรรมการการแพทย์กำหนดหลักเกณฑ์ในกรณีทุพพลภาพไว้ในประกาศสำนักงานประกันสังคม เรื่อง กำหนดหลักเกณฑ์ในกรณีทุพพลภาพ ลงวันที่ 23 มีนาคม 2536 ข้อ 1 ว่ากรณีที่ผู้ประกันตนประสบอันตรายหรือเจ็บป่วยอันมิใช่เนื่องจากการทำงานเป็นเหตุให้สูญเสียอวัยวะ หรือสูญเสียสมรรถภาพของอวัยวะอย่างถาวรในกรณีใดกรณีหนึ่งดังต่อไปนี้ให้ถือว่าผู้ประกันตนทุพพลภาพ โดยให้พนักงานเจ้าหน้าที่ของสำนักงานประกันสังคมเป็นผู้พิจารณา คือ (9) โรคหรือการบาดเจ็บของสมองเป็นเหตุให้สูญเสียความสามารถของอวัยวะของร่างกายจนไม่สามารถประกอบกิจวัตรประจำวันที่จำเป็นได้และต้องมีผู้อื่นมาช่วยเหลือดูแล ทั้งต้องนำมาพิจารณาประกอบกับหลักเกณฑ์และอัตราประโยชน์ทดแทนในกรณีทุพพลภาพตามประกาศฉบับลงวันที่ 1 มิถุนายน 2534 (ที่ถูกน่าจะเป็นฉบับลงวันที่ 17 พฤษภาคม 2534 มีผลใช้บังคับตั้งแต่วันที่ 1 มิถุนายน 2534 ) ข้อ 1 ซึ่งกำหนดให้ผู้ประสงค์จะขอรับประโยชน์ทดแทนในกรณีทุพพลภาพจะต้องไปรับการตรวจและวินิจฉัยจากคณะกรรมการการแพทย์ด้วยตนเองเว้นแต่ผู้ประกันตนมีเหตุผลอันสมควรไม่สามารถไปรับการตรวจได้ ในกรณีดังกล่าวให้ผู้ประกันตนแจ้งเหตุผลให้สำนักงานประกันสังคมทราบ การที่ผู้ประกันตนจะเป็นผู้ทุพพลภาพหรือไม่ให้อยู่ในดุลพินิจของคณะกรรมการการแพทย์ ซึ่งข้อกำหนดหลักเกณฑ์ดังกล่าวมีความหมายว่า วันที่คณะกรรมการการแพทย์ตรวจและวินิจฉัยเป็นวันเริ่มต้นแห่งสิทธิที่จะได้รับประโยชน์ทดแทนในกรณีทุพพลภาพ กล่าวคือหากโจทก์เชื่อว่าโจทก์เป็นผู้ทุพพลภาพตั้งแต่วันที่ 26 พฤศจิกายน 2544 โจทก์ต้องยื่นแสดงความประสงค์ต่อจำเลยเพื่อให้ได้มีการวินิจฉัยจากแพทย์ที่ขึ้นทะเบียนกับจำเลยว่าโจทก์เป็นผู้ทุพพลภาพก่อน แต่โจทก์ยื่นขอรับประโยชน์กรณีทุพพลภาพเมื่อวันที่ 9 พฤศจิกายน 2548 โดยคณะกรรมการการแพทย์ของจำเลยยังมิได้มีการวินิจฉัยว่าโจทก์เป็นผู้ทุพพลภาพหรือไม่ และแพทย์ผู้เชี่ยวชาญที่ขึ้นทะเบียนกับจำเลยตรวจวินิจฉัยและมีความเห็นว่าโจทก์เป็นผู้ทุพพลภาพ ความเป็นผู้ทุพพลภาพของโจทก์จึงมีผลตั้งแต่วันที่แพทย์ของจำเลยวินิจฉัย มิใช่วันที่โจทก์เจ็บป่วยคือวันที่ 26 พฤศจิกายน 2544 ตาม คำวินิจฉัยของศาลแรงงานกลางนั้น เห็นว่าตามข้อเท็จจริงปรากฏว่าโจทก์เริ่มป่วยตั้งแต่วันที่ 26 พฤศจิกายน 2544 แพทย์วินิจฉัยว่าเป็นโรคหลอดเลือดตีบในสมองทำให้ร่างกายซีกขวาอ่อนแรงใช้การไม่ได้ ร่างกายซีกซ้ายพอใช้การได้ พูดได้แต่ช้า ฟังรู้เรื่อง เดินได้โดยใช้ไม้เท้าพยุง ช่วยเหลือตัวเองในการประกอบกิจวัตรประจำวันได้บ้าง ต้องรับการรักษาจากแพทย์โรงพยาบาลหลายแห่งตลอดมา จนเมื่อวันที่ 13 มกราคม 2549 นายสิทธิชัย แพทย์ตรวจร่างกายโจทก์มีความเห็นว่าโจทก์มีอาการหรืออัมพาตของร่างกาย การเกร็งตัวของกล้ามเนื้อมือ แขน ขา และเท้าข้างขวามีมาก การลีบของกล้ามเนื้อมือ แขน ขา และเท้าข้างขวามีน้อย เดินได้แต่ต้องมีคนหรือเครื่องช่วยพยุง มีการสูญเสียสมรรถภาพในการใช้แขนและมือข้างขวาจนไม่สามารถใช้ในการช่วยตนเองได้ ฟังเข้าใจแต่นึกคำพูดได้บ้างไม่ได้บ้าง สามารถเข้าใจและแสดงภาษาในการสื่อความหมายกับบุคคลอื่นได้ลำบากแต่พอสื่อความหมายได้ มีความผิดปกติในการควบคุมการถ่ายปัสสาวะและอุจจาระโดยควบคุมได้บ้าง กลั้นไม่ได้บ้างเป็นบางครั้ง ช่วยเหลือตัวเองในกิจวัตรประจำวันโดยรับประทานอาหารได้บ้าง แต่งตัวได้บ้างโดยมีผู้อื่นช่วยเหลือ รับการรักษามาหลายปียังมีอาการร่างกายซีกขวาอ่อนแรงและพูดสื่อสารกับบุคคลอื่นลำบาก สูญเสียสมรรถภาพในการทำงานของร่างกายมากกว่าร้อยละ 50 จึงเห็นควรให้เป็นผู้ทุพพลภาพ ดังนี้แสดงว่าโจทก์สูญเสียสมรรถภาพในการทำงานของร่างกายตลอดมาตั้งแต่เริ่มป่วย เมื่อนายสิทธิชัยประเมินการสูญเสียสมรรถภาพในการทำงานของโจทก์เช่นนี้โจทก์ย่อมตกเป็นผู้ประกันตนที่มีสิทธิจะได้รับเงินทดแทนการขาดรายได้ตามพระราชบัญญัติประกันสังคม พ.ศ.2533 มาตรา 71 และประกาศสำนักงานประกันสังคม เรื่อง กำหนดหลักเกณฑ์ในกรณีทุพพลภาพ ลงวันที่ 23 มีนาคม 2536 ข้อ 1 (9) ตั้งแต่วันที่โจทก์เริ่มป่วยเมื่อวันที่ 26 พฤศจิกายน 2544 แล้วดังคำวินิจฉัยของศาลแรงงานกลาง มิใช่ตั้งแต่วันที่นายแพทย์สิทธิชัยประเมินการสูญเสียสมรรถภาพในการทำงานของร่างกายโจทก์เมื่อวันที่ 13 มกราคม 2549 ดังที่คณะอนุกรรมการพิจารณาประโยชน์ทดแทนและคณะกรรมการอุทธรณ์ของจำเลยวินิจฉัยโจทก์จึงมีสิทธิได้รับเงินทดแทนการขาดรายได้ตั้งแต่วันที่ขาดรายได้หรือวันที่นายจ้างเลิกจ้างโจทก์เมื่อวันที่ 1 มิถุนายน 2545 ส่วนประกาศสำนักงานประกันสังคม เรื่อง หลักเกณฑ์และอัตราสำหรับประโยชน์ทดแทนในกรณีทุพพลภาพ ลงวันที่ 17 พฤษภาคม 2539 (ซึ่งมีผลใช้บังคับตั้งแต่วันที่ 1 มิถุนายน 2539) ข้อ 1 ตามที่จำเลยอ้างมาในอุทธรณ์เป็นเพียงการกำหนดแนวปฏิบัติเพื่อให้การวินิจฉัยกรณีทุพพลภาพได้ถูกต้องตามประกาศสำนักงานประกันสังคมฉบับลงวันที่ 23 มีนาคม 2536 เท่านั้น มิใช่บทบัญญัติแห่งกฎหมายที่กำหนดวันเริ่มต้นแห่งสิทธิที่จะได้รับประโยชน์ทดแทนในกรณีทุพพลภาพแต่อย่างใด คำพิพากษาศาลแรงงานกลางชอบแล้วอุทธรณ์ของจำเลยฟังไม่ขึ้น

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.ประกันสังคม พ.ศ.2533 ม. 5 ม. 71
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นางสาวภคปาณิศ บุญชัยศรี
จำเลย — สำนักงานประกันสังคม
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลแรงงานกลาง — นางชุติมา จงสงวน
ชื่อองค์คณะ
ปดารณี ลัดพลี
ชัยวัฒน์ เวียงธีรวัฒน์
นิยุต สุภัทรพาหิรผล
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2660/2556
#554947
เปิดฉบับเต็ม

จำเลยที่ 1 ผู้เป็นนายจ้างจ่ายเงินค่าเบี้ยกันดารและค่าเช่าที่พักให้โจทก์ผู้เป็นลูกจ้างเมื่อโจทก์ต้องไปทำงานในต่างจังหวัด หากโจทก์กลับเข้ามาทำงานในกรุงเทพมหานครแล้วจำเลยที่ 1 ไม่จ่ายให้ แสดงว่าจำเลยที่ 1 จ่ายเงินทั้งสองประเภทให้แก่โจทก์เป็นสวัสดิการ ไม่ใช่จ่ายเป็นค่าตอบแทนในการทำงานตามสัญญาจ้างสำหรับระยะเวลาการทำงานปกติ เงินค่าเบี้ยกันดารและค่าเช่าที่พักจึงไม่เป็นค่าจ้าง

โจทก์แจ้งความประสงค์ให้จำเลยที่ 1 แบ่งจ่ายค่าจ้างเดือนละ 2 ครั้ง ในวันที่ 15 และวันสิ้นเดือนของทุกเดือน จำเลยที่ 1 ตกลง เกิดเป็นข้อตกลงส่วนหนึ่งของสัญญาจ้างในการจ่ายค่าจ้างให้เป็นไปตามกำหนดนั้น สัญญาจ้างระหว่างโจทก์กับจำเลยที่ 1 ไม่มีกำหนดระยะเวลาจำเลยที่ 1 บอกกล่าวเลิกจ้างโจทก์วันที่ 29 กรกฎาคม 2547 เป็นผลให้สัญญาจ้างเลิกกันเมื่อถึงกำหนดจ่ายค่าจ้างคราวถัดไปคือวันที่ 15 สิงหาคม 2547 เมื่อจำเลยที่ 1 เลิกจ้างโจทก์ทันทีตั้งแต่วันที่ 29 กรกฎาคม 2547 โดยไม่ได้บอกกล่าวเลิกจ้างล่วงหน้า จึงต้องจ่ายสินจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้าตั้งแต่วันที่ 29 กรกฎาคม 2547 ถึงวันที่ 15 สิงหาคม 2547 รวม 18 วัน

แผนรางวัลอายุงานเป็นสภาพการจ้างที่ผูกพันจำเลยที่ 1 กับพนักงานที่รวมถึงโจทก์ด้วย ตามระเบียบแผนรางวัลอายุงานจำเลยที่ 1 มีสิทธิลดเงินรางวัลอายุงานลงได้เพื่อให้สอดคล้องเหมาะสมแก่ประโยชน์ที่โจทก์ได้รับจากแหล่งต่างๆ รวมทั้งการเลิกจ้างในทุกกรณี โดยไม่มีข้อยกเว้นกรณีการเลิกจ้างที่ไม่เป็นธรรม เมื่อโจทก์มีสิทธิได้รับค่าชดเชยอันเป็นเงินที่จำเลยที่ 1 ต้องจ่ายเพราะการเลิกจ้าง จำเลยที่ 1 จึงมีสิทธินำค่าชดเชยไปหักออกจากเงินรางวัลอายุงานที่โจทก์มีสิทธิได้รับจากจำเลยที่ 1

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องและแก้ไขคำฟ้องขอให้บังคับจำเลยทั้งสามร่วมกันหรือแทนกันชำระเงิน 80,631,640 บาท พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันถูกเลิกจ้างจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์

ระหว่างพิจารณาโจทก์ขอถอนฟ้องจำเลยที่ 2 และที่ 3 ศาลแรงงานกลางอนุญาตให้จำหน่ายคดีเฉพาะจำเลยที่ 2 และที่ 3 ออกจากสารบบความ

จำเลยที่ 1 ให้การขอให้ยกฟ้อง

ศาลแรงงานกลางพิพากษาให้จำเลยที่ 1 จ่ายค่าจ้างสำหรับวันหยุดพักผ่อนประจำปี 27,993 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันที่ 31 กรกฎาคม 2547 เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ ให้จำเลยที่ 1 จ่ายสินจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้า 83,979 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ ให้จำเลยที่ 1 จ่ายค่าชดเชย 1,399,650 บาท พร้อมด้วยดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันที่ 29 กรกฎาคม 2547 เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ และให้จำเลยที่ 1 จ่ายค่าเสียหายจากการเลิกจ้างที่ไม่เป็นธรรม 2,239,440 บาท พร้อมด้วยดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ นอกนั้นให้ยก

โจทก์อุทธรณ์ต่อศาลฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีแรงงานวินิจฉัยว่า ศาลแรงงานกลางรับฟังข้อเท็จจริงและวินิจฉัยว่า โจทก์ไม่ได้กระทำความผิดตามหนังสือเลิกจ้างของจำเลยที่ 1 จำเลยที่ 1 เลิกจ้างโจทก์จึงเป็นการเลิกจ้างที่ไม่เป็นธรรม จำเลยที่ 1 ต้องจ่ายค่าเสียหาย ค่าชดเชย สินจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้า ค่าจ้างสำหรับวันหยุดพักผ่อนประจำปีพร้อมดอกเบี้ยแก่โจทก์ โดยไม่นำค่าเบี้ยกันดาร ค่าเช่าบ้าน และเงินช่วยเหลือค่าดอกเบี้ยเงินกู้ซื้อบ้าน ซึ่งเป็นสวัสดิการไม่ใช่ค่าจ้างมารวมเป็นฐานคำนวณเงินประเภทต่างๆ ดังกล่าวข้างต้น ส่วนเงินรางวัลตามอายุงานโจทก์มีสิทธิได้รับ 1,119,720 บาท แต่ตามระเบียบเงินรางวัลอายุงานระบุให้สิทธิจำเลยที่ 1 หักเงินนี้ในกรณีที่มีการจ่ายเงินตามกฎหมาย แผนสวัสดิการอื่น... รวมทั้งในการเลิกจ้าง...ให้แก่พนักงาน โดยให้หักจำนวนเงินลงให้สอดคล้องเหมาะสมกับประโยชน์ต่างๆ ที่พนักงานได้รับจากแหล่งอื่นๆ เมื่อโจทก์มีสิทธิได้รับค่าชดเชยถึง 1,399,650 บาท มากกว่าเงินรางวัลตามอายุงานแล้ว จำเลยที่ 1 จึงมีสิทธิหักเงินรางวัลตามอายุงานออกทั้งหมด ไม่เหลือจ่ายให้แก่โจทก์อีก และเมื่อโจทก์ถูกเลิกจ้างขณะมีอายุ 40 ปี ไม่ได้เกษียณอายุครบ 60 ปี โจทก์ย่อมไม่มีสิทธิได้รับเงินบำเหน็จตามอายุงาน

โจทก์อุทธรณ์ข้อแรกว่า ค่าเบี้ยกันดารและค่าเช่าบ้านเป็นค่าจ้างต้องนำมารวมเป็นฐานคำนวณค่าชดเชย ค่าเสียหายกรณีเลิกจ้างที่ไม่เป็นธรรมและค่าจ้างสำหรับวันหยุดพักผ่อนประจำปีให้แก่โจทก์ด้วยนั้น เห็นว่า เงินค่าเบี้ยกันดารและค่าเช่าบ้าน จำเลยที่ 1 มีระเบียบการจ่ายชัดเจนว่าประสงค์จะช่วยเหลือโจทก์ในด้านเงินค่าใช้จ่ายเกี่ยวกับส่วนตัวและค่าเช่าที่พักเมื่อโจทก์ต้องไปทำงานในต่างจังหวัด หากโจทก์กลับเข้ามาทำงานในกรุงเทพมหานครแล้ว จำเลยที่ 1 จะไม่จ่ายเงินทั้งสองประเภทนี้ให้แก่โจทก์ แสดงให้เห็นว่าจำเลยที่ 1 จ่ายเงินทั้งสองประเภทให้แก่โจทก์เพื่อเป็นสวัสดิการเท่านั้น ไม่ได้จ่ายให้แก่โจทก์ด้วย วัตถุประสงค์เพื่อค่าตอบแทนในการทำงานตามสัญญาจ้างสำหรับระยะเวลาการทำงานปกติ เงินค่าเบี้ยกันดารและค่าเช่าบ้านจึงไม่เป็นค่าจ้างตามพระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน พ.ศ.2541 มาตรา 5 ที่ศาลแรงงานกลางไม่นำเงินทั้งสองประเภทมารวมเป็นฐานคำนวณค่าชดเชย ค่าเสียหายที่เลิกจ้างที่ไม่เป็นธรรม และค่าจ้างสำหรับวันหยุดพักผ่อนประจำปีชอบแล้ว อุทธรณ์ของโจทก์ข้อนี้ฟังไม่ขึ้น

โจทก์อุทธรณ์ข้อสองว่า จำเลยที่ 1 จ้างโจทก์เป็นรายเดือน ไม่ใช่เป็นรายครึ่งเดือนทุกวันที่ 15 ของเดือนและทุกวันสิ้นเดือน กำหนดจ่ายค่าจ้างให้แก่โจทก์จึงต้องจ่ายเป็นรายเดือนเป็นเงิน 181,955 บาท โจทก์จึงมีสิทธิได้รับสินจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้าเป็นเงิน 181,955 บาท ไม่ใช่ 83,979 บาท ตามคำพิพากษาศาลแรงงานกลาง เห็นว่า แม้โจทก์เป็นลูกจ้างรายเดือน ได้รับค่าจ้างอัตราสุดท้ายเดือนละ 181,955 บาท แต่โจทก์ได้ยื่นความประสงค์ต่อจำเลยที่ 1 ให้แบ่งจ่ายค่าจ้างแก่โจทก์เดือนละ 2 ครั้ง คือ ในวันที่ 15 และวันสิ้นเดือนของทุกเดือน ซึ่งจำเลยที่ 1 ก็ตกลงตามข้อเสนอของโจทก์ จึงเกิดเป็นข้อตกลงลักษณะหนึ่งของสัญญาจ้างระหว่างโจทก์กับจำเลยที่ 1 ว่า การจ่ายเงินค่าจ้างให้แก่โจทก์ต้องจ่ายตามกำหนดดังกล่าว เมื่อสัญญาจ้างไม่ได้กำหนดว่าสิ้นสุดเวลาใด จึงต้องถือว่าโจทก์เป็นบุคคลจ้างตามสัญญาจ้างไม่มีกำหนดระยะเวลา หากจำเลยที่ 1 ประสงค์เลิกจ้างโจทก์ต้องบอกกล่าวล่วงหน้าเป็นหนังสือให้โจทก์ทราบในเมื่อถึงหรือก่อนจะถึงกำหนดจ่ายค่าจ้างคราวถึงคราวใด เพื่อให้เป็นผลเลิกสัญญากัน เมื่อถึงกำหนดจ่ายค่าจ้างคราวถัดไปข้างหน้าก็ได้ แต่ไม่จำต้องบอกกล่าวล่วงหน้าเกินสามเดือน ตามที่พระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน พ.ศ.2541 มาตรา 17 วรรคสอง ที่ใช้บังคับในขณะเกิดเหตุบัญญัตินี้ ปรากฏว่าจำเลยที่ 1 มีหนังสือบอกกล่าวเลิกจ้างโจทก์เมื่อวันที่ 29 กรกฎาคม 2547 จึงเป็นผลให้สัญญาจ้างเลิกกันเมื่อถึงกำหนดจ่ายค่าจ้างคราวถัดไปคือวันที่ 15 สิงหาคม 2547 เมื่อจำเลยที่ 1 เลิกจ้างโจทก์ทันทีตั้งแต่วันที่ 29 กรกฎาคม 2547 โดยไม่ได้บอกกล่าวล่วงหน้า จำเลยที่ 1 จึงต้องจ่ายสินจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้าตั้งแต่วันดังกล่าวถึงวันที่ 15 สิงหาคม 2547 รวม 18 วัน วันละ 4,665.50 บาท เป็นเงินทั้งสิ้น 83,979 บาท คำพิพากษาศาลแรงงานกลางส่วนนี้ชอบแล้ว อุทธรณ์ของโจทก์ข้อนี้ฟังไม่ขึ้น

โจทก์อุทธรณ์ข้อสามว่า จำเลยที่ 1 เลิกจ้างโจทก์เป็นการเลิกจ้างที่ไม่เป็นธรรม จึงไม่เข้าเงื่อนไขตามแผนรางวัลอายุงาน ไม่อาจนำระเบียบดังกล่าวมาใช้แก่กรณีของโจทก์ได้ การที่ศาลแรงงานกลางพิพากษาให้จำเลยที่ 1 หักเงินค่าชดเชยออกจากเงินรางวัลอายุงานทั้งหมด ไม่เหลือจ่ายให้แก่โจทก์เป็นการไม่ชอบนั้น ปรากฏว่าแผนรางวัลอายุงาน ระบุว่า การหักเงินในกรณีที่มีการจ่ายเงินตามกฎหมาย หรือแผนสวัสดิการอื่น ในกรณีที่พนักงานได้รับหรือจะได้รับ หรือมีสิทธิได้รับประโยชน์ใดๆ จากแหล่งใดๆ ซึ่งรวมถึงแต่ไม่จำกัดเฉพาะกรมสวัสดิการและคุ้มครองแรงงาน...หน่วยราชการหรือองค์การเอกชนอื่นใด...เพื่อให้มีการจ่ายประโยชน์แก่พนักงาน...การเลิกจ้าง...บริษัทมีสิทธิที่จะลดผลประโยชน์ที่จะจ่ายตามแผนนี้ลงเพื่อให้สอดคล้องและเหมาะสมแก่ประชาชนต่างๆ ที่พนักงานได้รับจากแหล่งอื่นๆ นั้น เห็นว่า แผนดังกล่าวสภาพการจ้าง ที่ผูกพันจำเลยที่ 1 กับพนักงานรวมทั้งโจทก์ให้ต้องปฏิบัติตาม ระเบียบนี้มีความหมายว่าเงินรางวัลอายุงานที่โจทก์มีสิทธิได้รับจากจำเลยที่ 1 จำเลยที่ 1 มีสิทธิที่จะลดลงได้เพื่อให้สอดคล้องเหมาะสมแก่ประโยชน์ต่าง ๆ ที่โจทก์ได้รับจากแหล่งต่างๆ รวมทั้งจากการเลิกจ้างในทุกกรณี โดยไม่มีข้อยกเว้นกรณีการเลิกจ้างที่ไม่เป็นธรรมตามข้อกล่าวอ้างของโจทก์ ดังนั้น เมื่อโจทก์มีสิทธิได้รับค่าชดเชยอันเป็นเงินที่จ่ายเพราะการเลิกจ้าง จำเลยที่ 1 ย่อมมีสิทธินำค่าชดเชยไปหักออกจากเงินรางวัลอายุงานที่โจทก์มีสิทธิได้รับจากจำเลยที่ 1 ปรากฏว่าค่าชดเชยมีจำนวนมากกว่าเงินรางวัลอายุงาน เมื่อหักกันแล้วจึงไม่มีเงินรางวัลอายุงานเหลืออยู่อีก คำพิพากษาศาลแรงงานกลางในส่วนนี้ชอบแล้ว อุทธรณ์ของโจทก์ข้อนี้ฟังไม่ขึ้น

โจทก์อุทธรณ์ข้อสุดท้ายว่า การจ่ายเงินแผนบำเหน็จบำนาญให้ลูกจ้างของจำเลยที่ 1 ไม่ได้ขึ้นอยู่กับอายุของลูกจ้าง แต่ขึ้นอยู่กับระยะเวลาที่ลูกจ้างทำงานกับจำเลยที่ 1 หากลูกจ้างทำงานกับจำเลยที่ 1 จนครบ 5 ปีขึ้นไป แม้อายุไม่ถึง 55 ปี หรือ 60 ปี ดังเช่นโจทก์ซึ่งถูกเลิกจ้างขณะมีอายุ 40 ปี และทำงานให้จำเลยที่ 1 มานาน 16 ปี โจทก์ย่อมมีสิทธิได้รับเงินแผนบำเหน็จบำนาญ เห็นว่า แผนบำเหน็จบำนาญ ระบุไว้ในข้อ 3 ว่าพนักงานจะครบกำหนดเกษียณอายุในวันแรกของเดือนถัดจากเดือนที่พนักงานผู้นั้นมีอายุครบ 60 ปี เว้นแต่พนักงานผู้นั้นและบริษัทจะตกลงกันให้เกษียณอายุก่อนครบกำหนดอายุ 60 ปี โดยทำหนังสือลงลายมือชื่อของทั้งสองฝ่ายไว้เป็นหลักฐาน และพนักงานผู้นั้นมีอายุไม่ต่ำกว่า 55 ปีบริบูรณ์ ระบุในข้อ 6 ว่าพนักงานที่มีอายุครบ 50 ปี ขึ้นไป ขณะออกจากงานมีสิทธิขอให้แปลงเงินบำเหน็จและเงินอื่นใดที่พึงได้จากบริษัทบางส่วนหรือทั้งหมดเป็นเงินบำนาญได้ ข้อ 8.3กำหนดตารางคำนวณเงินบำนาญทุกประเภท โดยกำหนดอายุพนักงานขณะขอรับบำนาญขั้นต่ำสุด 50 ปี ขั้นสูงสุด 55 ปี จากข้อกำหนดดังกล่าวแสดงให้เห็นว่าแผนบำเหน็จบำนาญ มีความประสงค์จะช่วยเหลือพนักงานที่เกษียณอายุ 60 ปี หรือที่มีอายุไม่ต่ำกว่า 55 ปี และขอเกษียณอายุก่อนครบกำหนด 60 ปี กับให้สิทธิแก่พนักงานที่มีอายุครบ 50 ปีขึ้นไป ขณะออกจากงานมีสิทธิขอให้แปลงเงินบำเหน็จและเงินอื่นใดที่พึงได้จากบริษัทบางส่วนหรือทั้งหมดเป็นเงินบำนาญได้ โจทก์ซึ่งมีอายุ 40 ปี ขณะถูกเลิกจ้างจึงไม่เข้าเงื่อนไขที่จะได้รับประโยชน์จากแผนบำเหน็จบำนาญฉบับนี้ อุทธรณ์ของโจทก์ข้อนี้ ฟังไม่ขึ้นเช่นเดียวกัน

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.คุ้มครองแรงงาน พ.ศ.2541 ม. 5 ม. 17 วรรคสอง (เดิม) ม. 118
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นายบุญรักษ์ ตั้งศรีตระกูล
จำเลย — บริษัทเอสโซ่ (ประเทศไทย) จำกัด (มหาชน) กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลแรงงานกลาง — นายวิชัย วิสิทธิวงศ์
ชื่อองค์คณะ
อนันต์ ชุมวิสูตร
ชัยวัฒน์ เวียงธีรวัฒน์
นิยุต สุภัทรพาหิรผล
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2659/2556
#540906
เปิดฉบับเต็ม

"ลูกจ้างของนายจ้าง" ที่จ้างไว้เพื่อทำงานอันมี "ลักษณะ" เป็นครั้งคราว เป็นการจร หรือเป็นไปตามฤดูกาลตาม พ.ร.ฎ.กำหนดลูกจ้างตามมาตรา 4 (6) แห่งพระราชบัญญัติประกันสังคม พ.ศ.2533 พ.ศ.2545 มาตรา 4 (6) หมายความถึงลักษณะงานของนายจ้างหรือสภาพงานหลักของนายจ้างเป็นงานที่เป็นครั้งคราว เป็นการจร หรือเป็นไปตามฤดูกาล

โจทก์ผู้เป็นนายจ้างประกอบกิจการรับเหมาก่อสร้าง โจทก์จ้างลูกจ้างให้ทำงานก่อสร้างตามงานที่ได้รับจากผู้ว่าจ้าง งานที่โจทก์ให้ลูกจ้างทำจึงเป็นงานหลักของโจทก์ แม้โจทก์จ้างลูกจ้างทำงานตามแต่จะมีการรับเหมาก่อสร้างเป็นครั้งคราว ลูกจ้างสมัครใจทำงานหรือหยุดงานก็ได้ โดยจ่ายค่าจ้างเป็นรายวัน สภาพงานของโจทก์ไม่ใช่งานอันมีลักษณะเป็นครั้งคราว เป็นการจรหรือเป็นไปตามฤดูกาล ลูกจ้างของโจทก์จึงไม่เป็นลูกจ้างของนายจ้างที่จ้างไว้เพื่อทำงานอันมีลักษณะเป็นครั้งคราว เป็นการจร หรือเป็นไปตามฤดูกาลด้วย

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้เพิกถอนคำสั่งของจำเลยตามหนังสือที่ ชย 0025/2402 และคำวินิจฉัยของคณะกรรมการอุทธรณ์ของจำเลยที่ 39/2549

จำเลยให้การขอให้ยกฟ้อง

ศาลแรงงานกลางพิพากษาให้เพิกถอนคำสั่งของจำเลยตามหนังสือที่ ชย 0025/2402 และคำวินิจฉัยของคณะกรรมการอุทธรณ์ของจำเลยที่ 39/2549

จำเลยอุทธรณ์ต่อศาลฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีแรงงานวินิจฉัยว่า มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของจำเลยประการเดียวว่าลูกจ้างของโจทก์เป็นลูกจ้างตามพระราชบัญญัติประกันสังคม พ.ศ.2533 มาตรา 4 (6) และพระราชกฤษฎีกากำหนดลูกจ้างตามมาตรา 4 (6) แห่งพระราชบัญญัติประกันสังคม พ.ศ.2533 พ.ศ.2545 หรือไม่ พิเคราะห์แล้วพระราชบัญญัติประกันสังคม พ.ศ.2533 มาตรา 4 บัญญัติว่า "พระราชบัญญัตินี้ไม่ใช้บังคับแก่...(6) กิจการหรือลูกจ้างอื่นตามที่กำหนดในพระราชกฤษฎีกา" และพระราชกฤษฎีกากำหนดลูกจ้างตามมาตรา 4 (6) แห่งพระราชบัญญัติประกันสังคม พ.ศ.2533 พ.ศ.2545 มาตรา 4 บัญญัติว่า "ให้ลูกจ้างต่อไปนี้เป็นลูกจ้างตามมาตรา 4 (6) แห่งพระราชบัญญัติประกันสังคม พ.ศ.2533...(6) ลูกจ้างของนายจ้างที่จ้างไว้เพื่อทำงานอันมีลักษณะเป็นครั้งคราว เป็นการจร หรือเป็นไปตามฤดูกาล" การแปลความหมายว่า "ลูกจ้างของนายจ้าง" นั้น จะเป็นลูกจ้างของนายจ้างที่จ้างไว้เพื่อทำงานอันมีลักษณะตามบทบัญญัติดังกล่าวหรือไม่ ต้องพิจารณาถึงความมุ่งหมายของบทบัญญัตินี้ โดยเทียบเคียงกับคำว่า "ลูกจ้างของนายจ้าง" ที่บัญญัติไว้ใน (7) และ (8) ซึ่งเป็นบทกฎหมายที่ใกล้เคียงอย่างยิ่งตามบทบัญญัติมาตรา 4 แห่งประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ ดังนั้น "ลูกจ้างของนายจ้าง" ตามอนุมาตรา (6) จึงต้องหมายความถึง ลักษณะงานของนายจ้างหรือสภาพงานหลักของนายจ้าง ซึ่งโจทก์เป็นนิติบุคคลประเภทห้างหุ้นส่วนจำกัด มีวัตถุประสงค์ในการประกอบกิจการรับเหมาก่อสร้าง

โจทก์จ้างลูกจ้างเป็นคนงานหรือกรรมกรก็เพื่อให้ทำงานก่อสร้างตามงานที่ได้รับจากผู้ว่าจ้าง งานที่โจทก์ให้ลูกจ้างทำจึงเป็นงานหลักของโจทก์ แม้โจทก์จะจ้างลูกจ้างทำงานตามแต่จะมีงานรับเหมาก่อสร้างเป็นครั้งคราว ซึ่งลูกจ้างจะสมัครใจทำงานหรือหยุดงานก็ได้โดยมีการจ่ายค่าจ้างเป็นรายวัน สภาพงานของโจทก์ก็มิใช่งานอันมีลักษณะเป็นครั้งคราว เป็นการจร หรือเป็นไปตามฤดูกาล ลูกจ้างของโจทก์จึงไม่เป็นลูกจ้างของนายจ้างที่จ้างไว้เพื่อทำงานอันมีลักษณะเป็นครั้งคราว เป็นการจร หรือเป็นไปตามฤดูกาลด้วย โจทก์ซึ่งเป็นนายจ้างจึงมีหน้าที่ต้องยื่นแบบรายการแสดงรายชื่อผู้ประกันตน อัตราค่าจ้าง และข้อความอื่นตามแบบที่เลขาธิการสำนักงานประกันสังคมกำหนดต่อสำนักงานประกันสังคมภายในสามสิบวันนับแต่วันที่ลูกจ้างดังกล่าวเป็นผู้ประกันตน และนำส่งเงินสมทบตามพระราชบัญญัติประกันสังคม พ.ศ.2533 มาตรา 34 และมาตรา 47 เมื่อโจทก์ไม่ปฏิบัติ จำเลยจึงมีอำนาจดำเนินการตามมาตรา 47 ทวิ เรียกให้โจทก์ส่งเงินสมทบพร้อมเงินเพิ่มได้ ดังนั้นการที่จำเลยโดยสำนักงานประกันสังคมจังหวัดชัยภูมิมีหนังสือแจ้งผลการตรวจบัญชีค่าจ้างประจำปี 2546 ที่ ชย 0025/2402 ลงวันที่ 20 มิถุนายน 2548 และคณะกรรมการอุทธรณ์มีคำวินิจฉัย ที่ 39/2549 ลงวันที่ 10 มกราคม 2549 จึงถูกต้องแล้ว ที่ศาลแรงงานกลางให้เพิกถอนคำสั่งและคำวินิจฉัยดังกล่าวไม่ต้องด้วยความเห็นของศาลฎีกา อุทธรณ์จำเลยฟังขึ้น

พิพากษากลับ ให้ยกฟ้องโจทก์
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 4
พ.ร.บ.ประกันสังคม พ.ศ.2533 ม. 4 (6)
พ.ร.ฎ.กำหนดลูกจ้างตามมาตรา 4 (6) แห่งพระราชบัญญัติประกันสังคม พ.ศ.2533 พ.ศ.2545 ม. 4 (6)
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — ห้างหุ้นส่วนจำกัด ไทยสงวนพาณิชย์และเพื่อน
จำเลย — สำนักงานประกันสังคม
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลแรงงานกลาง — วิเชียร อภิรัตน์มนตรี
ชื่อองค์คณะ
นิยุต สุภัทรพาหิรผล
ชัยวัฒน์ เวียงธีรวัฒน์
วิรุฬห์ แสงเทียน
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2580/2556
#538051
เปิดฉบับเต็ม

แม้ผู้ร้องที่ 1 เคยรับจ้างขนแร่ให้แก่บริษัท จ. มาก่อน และไม่เคยถูกจับกุม แต่ก็มิใช่ว่าการกระทำความผิดเกี่ยวกับการขนแร่โดยไม่ได้รับใบอนุญาตจะไม่เกิดขึ้น การที่ผู้ร้องที่ 1 กำชับให้จำเลยตรวจสอบใบอนุญาตให้ถูกต้องแสดงให้เห็นว่าผู้ร้องที่ 1 ทราบว่าอาจมีการกระทำความผิดเกี่ยวกับการขนแร่โดยไม่ได้รับใบอนุญาตเกิดขึ้นได้ และการกำชับดังกล่าวเป็นเพียงวิธีการควบคุมเบื้องต้นซึ่งเป็นเรื่องภายในระหว่างผู้ร้องที่ 1 กับจำเลยเท่านั้น ผู้ร้องที่ 1 ยังมีหน้าที่ต้องคอยควบคุมดูแลมิให้จำเลยขนแร่โดยไม่มีใบอนุญาตขนแร่ที่ถูกต้องตามกฎหมายอีกด้วย การที่ผู้ร้องที่ 1 ปล่อยปละละเลยให้จำเลยซึ่งเป็นลูกจ้างของผู้ร้องที่ 1 นำรถพ่วงของกลางไปบรรทุกแร่ โดยเป็นผู้ตรวจสอบใบอนุญาตขนแร่เองทั้ง ๆ ที่จำเลยไม่รู้ว่าใบอนุญาตขนแร่ที่ถูกต้องตามกฎหมายมีลักษณะอย่างไร ถือได้ว่า ผู้ร้องที่ 1 ไม่ได้ใช้ความระมัดระวังตามสมควรที่จะป้องกันมิให้มีการกระทำความผิดขนแร่โดยไม่ได้รับใบอนุญาตเกิดขึ้นอีกด้วย จึงให้ริบรถพ่วงของกลางและยกคำร้องของผู้ร้องที่ 1

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
คดีสืบเนื่องมาจากโจทก์ฟ้องว่า เมื่อวันที่ 30 ตุลาคม 2552 เวลากลางวัน จำเลยมีแร่เหล็ก น้ำหนัก 30 เมตริกตัน ซึ่งเกินกว่าสองกิโลกรัมไว้ในครอบครอง และขนแร่ดังกล่าวโดยไม่ได้รับใบอนุญาตจากเจ้าพนักงานอุตสาหกรรมแร่ประจำท้องที่ ขอให้ลงโทษตามพระราชบัญญัติแร่ พ.ศ.2510 มาตรา 105, 108, 148, 154 ริบแร่เหล็ก รถยนต์บรรทุกสิบล้อหมายเลขทะเบียน 85 - 7451 นครราชสีมา และรถพ่วงหมายเลขทะเบียน 85 - 7622 นครราชสีมา ของกลาง ซึ่งเป็นยานพาหนะที่จำเลยใช้ในการกระทำความผิด พนักงานเจ้าหน้าที่ประกาศหนังสือพิมพ์รายวันตามที่กฎหมายกำหนดแล้ว จำเลยให้การรับสารภาพ

ก่อนศาลชั้นต้นมีคำพิพากษา ผู้ร้องที่ 1 ยื่นคำร้องขอให้มีคำสั่งคืนรถพ่วงของกลางแก่ผู้ร้องที่ 1

ผู้ร้องที่ 2 ยื่นคำร้องขอให้มีคำสั่งคืนรถยนต์บรรทุกสิบล้อของกลางแก่ผู้ร้องที่ 2

โจทก์ยื่นคำคัดค้านขอให้ยกคำร้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามพระราชบัญญัติแร่ พ.ศ.2510 มาตรา 108 (ที่ถูก มาตรา 105 ด้วย), 148 วรรคหนึ่ง เป็นการกระทำความผิดหลายกรรมต่างกัน ให้ลงโทษทุกกรรมเป็นกระทงความผิดไปตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 ฐานมีแร่ไว้ในครอบครองโดยไม่ได้รับใบอนุญาต และฐานขนแร่โดยไม่ได้รับใบอนุญาต ปรับกระทงละ 73,200 บาท รวมเป็นเงิน 146,400 บาท จำเลยให้การรับสารภาพ เป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้กึ่งหนึ่งตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คงปรับ 73,200 บาท หากไม่ชำระค่าปรับให้จัดการตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 29, 30 ริบแร่เหล็กและรถพ่วงหมายเลขทะเบียน 85 - 7622 นครราชสีมา ของกลาง คำขออื่นนอกจากนี้ให้ยก คืนรถยนต์บรรทุกสิบล้อ หมายเลขทะเบียน 85 - 7451 นครราชสีมา ให้แก่ผู้ร้องที่ 2 ยกคำร้องของผู้ร้องที่ 1

ผู้ร้องที่ 1 อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 4 พิพากษาแก้เป็นว่า ให้ริบของกลางเฉพาะแร่เหล็ก คืนรถพ่วงหมายเลขทะเบียน 85 - 7622 นครราชสีมา แก่ผู้ร้องที่ 1 นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

โจทก์ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงที่คู่ความไม่โต้แย้งกันในชั้นฎีการับฟังเป็นยุติว่า ผู้ร้องที่ 1 เป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์รถพ่วงหมายเลขทะเบียน 85 - 7622 นครราชสีมา ของกลาง จำเลยเป็นลูกจ้างของผู้ร้องที่ 1 เมื่อวันที่ 30 ตุลาคม 2552 ผู้ร้องที่ 1 มอบหมายให้จำเลยนำรถพ่วงของกลางไปขนแร่เหล็กที่บ้านผาน้อย ตำบลผาน้อย อำเภอวังสะพุง จังหวัดเลย เพื่อนำไปส่งให้บริษัทจงเฉิงไมนิ่ง (ประเทศไทย) จำกัด ที่อำเภอบางปะกง จังหวัดฉะเชิงเทรา ระหว่างนำรถพ่วงของกลางไปชั่งน้ำหนัก เจ้าพนักงานตำรวจขอตรวจใบอนุญาตขนแร่ แต่จำเลยมีเพียงสำเนาใบอนุญาตขนแร่ ซึ่งมิใช่ใบอนุญาตขนแร่ที่ถูกต้องตามกฎหมาย จึงถูกเจ้าพนักงานตำรวจจับกุมดำเนินคดี มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ว่า ผู้ร้องที่ 1 ไม่มีโอกาสทราบหรือไม่มีเหตุอันควรสงสัยว่าจะมีการนำรถพ่วงของกลางไปใช้ในการกระทำความผิดขนแร่โดยไม่ได้รับใบอนุญาต และได้ใช้ความระมัดระวังตามสมควรที่จะป้องกันมิให้มีการกระทำความผิดดังกล่าวเกิดขึ้นหรือไม่ ผู้ร้องที่ 1 มีนายวิโรจน์ กรรมการผู้มีอำนาจของผู้ร้องที่ 1 เบิกความว่า เมื่อประมาณเดือนตุลาคม 2552 ผู้ร้องที่ 1 ได้รับการติดต่อจากห้างหุ้นส่วนจำกัดสยามเคกรุ๊ป โดยนายกิตติพงษ์ ให้ผู้ร้องที่ 1 ไปขนแร่ที่จังหวัดเลย ซึ่งผู้ว่าจ้างเคยว่าจ้างผู้ร้องที่ 1 มาก่อน ต่อมาวันที่ 30 ตุลาคม 2552 ผู้ร้องที่ 1 มอบหมายให้จำเลยนำรถพ่วงของกลางไปบรรทุกแร่ โดยผู้ร้องที่ 1 ได้กำชับจำเลยว่าให้ดูใบอนุญาตขนแร่ให้ครบถ้วนถูกต้อง เห็นว่า แม้ผู้ร้องที่ 1 เคยรับจ้างขนแร่ให้แก่บริษัทจงเฉิงไมนิ่ง (ประเทศไทย) จำกัด มาก่อน และไม่เคยถูกจับกุม แต่ก็มิใช่ว่าการกระทำความผิดเกี่ยวกับการขนแร่โดยไม่ได้รับใบอนุญาตจะไม่เกิดขึ้น การที่ผู้ร้องที่ 1 กำชับให้จำเลยตรวจสอบใบอนุญาตขนแร่ให้ถูกต้อง แสดงให้เห็นว่าผู้ร้องที่ 1 ทราบว่าอาจมีการกระทำความผิดเกี่ยวกับการขนแร่โดยไม่ได้รับใบอนุญาตเกิดขึ้นได้ และการกำชับดังกล่าวเป็นเพียงวิธีการควบคุมเบื้องต้นซึ่งเป็นเรื่องภายในระหว่างผู้ร้องที่ 1 กับจำเลยเท่านั้น ผู้ร้องที่ 1 ยังมีหน้าที่ต้องคอยควบคุมดูแลมิให้จำเลยขนแร่โดยไม่มีใบอนุญาตขนแร่ที่ถูกต้องตามกฎหมายอีกด้วย และยังได้ความจากนายวิโรจน์ เบิกความตอบโจทก์ถามค้านว่า พยานรู้ว่าการขนแร่ต้องมีใบอนุญาตขนย้ายซึ่งต้องเป็นต้นฉบับหรือสำเนาซึ่งมีคำรับรองถูกต้องของเจ้าพนักงานกำกับไว้ทุกครั้ง กับต้องขนย้ายภายในเวลาที่เจ้าพนักงานกำหนด แต่ไม่ปรากฏว่านายวิโรจน์แจ้งให้จำเลยทราบถึงเรื่องดังกล่าว ทั้งจำเลยเบิกความว่า ในการขนแร่ทุกครั้งจะได้รับสำเนาใบอนุญาตขนแร่ แสดงให้เห็นว่าจำเลยไม่รู้ว่าใบอนุญาตขนแร่ที่ถูกต้องตามกฎหมายต้องมีลักษณะอย่างไร ดังนี้ การที่ผู้ร้องที่ 1 ปล่อยปละละเลยให้จำเลยซึ่งเป็นลูกจ้างของผู้ร้องที่ 1 นำรถพ่วงของกลางไปบรรทุกแร่โดยเป็นผู้ตรวจสอบใบอนุญาตขนแร่เอง ทั้งๆ ที่จำเลยไม่รู้ว่าใบอนุญาตขนแร่ที่ถูกต้องตามกฎหมายมีลักษณะอย่างไร ถือได้ว่าผู้ร้องที่ 1 ไม่ได้ใช้ความระมัดระวังตามสมควรที่จะป้องกันมิให้มีการกระทำความผิดขนแร่โดยไม่ได้รับใบอนุญาตเกิดขึ้นอีกด้วย ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 4 พิพากษาให้คืนรถพ่วงของกลางแก่ผู้ร้องที่ 1 นั้น ศาลฎีกาไม่เห็นพ้องด้วย ฎีกาของโจทก์ฟังขึ้น

พิพากษาแก้เป็นว่า ริบรถพ่วงหมายเลขทะเบียน 85 - 7622 นครราชสีมา ของกลาง และยกคำร้องของผู้ร้องที่ 1 นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 4
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.อ. ม. 29 ม. 30
พ.ร.บ.แร่ พ.ศ.2510 ม. 105 วรรคหนึ่ง ม. 148 วรรคหนึ่ง
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการจังหวัดเลย
ผู้ร้อง — บริษัท ซี เค เอส โลจิสติกส์ (ไทยแลนด์) จำกัด กับพวก
จำเลย — นายชินกร ชมภูทอง
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดเลย — นายชัยวัฒน์ ยัพวัฒนพันธ์
ศาลอุทธรณ์ภาค 4 — นายสุพจน์ กิตติรักษนนท์
ชื่อองค์คณะ
พศวัจณ์ กนกนาก
อภิรัตน์ ลัดพลี
ธงชัย เสนามนตรี
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2574/2556
#537993
เปิดฉบับเต็ม

จำเลยที่ 1 และที่ 2 ให้การตอนแรกว่า ต. และจำเลยที่ 1 ไม่เคยขายที่ดินพิพาทให้แก่โจทก์ แต่สัญญาซื้อขายตามฟ้องเป็นนิติกรรมอำพรางสัญญากู้ที่ ต. และจำเลยที่ 1 กู้เงินไปจากโจทก์ จึงเป็นคำให้การที่แสดงการปฏิเสธโดยชัดแจ้งว่าไม่ได้ขายที่ดินพิพาทให้แก่โจทก์ รวมทั้งอ้างเหตุแห่งการนั้น ว่าสัญญาซื้อขายเป็นนิติกรรมอำพรางสัญญากู้ ส่วนที่จำเลยที่ 1 และที่ 2 ให้การตอนหลังว่า สัญญาซื้อขายตามฟ้องมิได้ทำเป็นหนังสือและจดทะเบียนต่อพนักงานเจ้าหน้าที่จึงตกเป็นโมฆะ และตัดฟ้องโจทก์ว่าโจทก์มิได้ฟ้องคดีภายใน 10 ปี นับแต่วันทำสัญญาซื้อขาย คดีโจทก์จึงขาดอายุความนั้น ก็มิใช่ว่าเป็นคำให้การที่ยอมรับหรือถือว่า ต. และจำเลยที่ 1 ทำสัญญาซื้อขายที่ดินพิพาทกับโจทก์จริง จึงมิได้ขัดแย้งกันเองหรือไม่ชัดแจ้งว่ายอมรับหรือปฏิเสธข้ออ้างในคำฟ้องโจทก์ คำให้การของจำเลยที่ 1 และที่ 2 จึงแสดงโดยชัดแจ้งว่าปฏิเสธฟ้องโจทก์ทั้งหมด รวมทั้งเหตุแห่งการนั้นแล้ว ชอบด้วย ป.วิ.พ. มาตรา 177 วรรคสอง จำเลยที่ 1 และที่ 2 มีสิทธินำพยานเข้าสืบหักล้างสัญญาซื้อขายตามฟ้องได้ ไม่ต้องห้ามตาม ป.วิ.พ. มาตรา 94

การที่โจทก์ปล่อยปละละเลยให้เวลาล่วงเลยมานานเกือบ 20 ปี นับแต่ที่อ้างว่าซื้อที่ดินพิพาททั้งสองแปลงมาจาก ต. และจำเลยที่ 1 โดยมิได้จัดให้มีการเปลี่ยนแปลงชื่อทางทะเบียนในที่ดินพิพาททั้งสองซึ่งเป็นเรื่องผิดปกติที่ไม่ดำเนินการปกป้องสิทธิของตนเองเช่นนั้น ถือได้ว่าเป็นข้อพิรุธของโจทก์อย่างยิ่ง ส่อแสดงให้เห็นได้ว่าโจทก์ทราบดีว่าตนมีสิทธิเพียงเข้าทำกินในที่ดินพิพาททั้งสองแปลงต่างดอกเบี้ยเท่านั้นเอง การทำสัญญาซื้อขายที่ดินพิพาทตามฟ้องจึงเป็นนิติกรรมอำพรางนิติกรรมการกู้ยืมเงิน ทำให้นิติกรรมการซื้อขายดังกล่าวตกเป็นโมฆะตาม ป.พ.พ. มาตรา 155 วรรคแรก และต้องบังคับตามนิติกรรมการกู้ยืมเงินซึ่งเป็นนิติกรรมที่ถูกอำพรางไว้ตาม ป.พ.พ. มาตรา 155 วรรคสอง

แม้กรณีเช่นนี้จะมิได้มีหลักฐานแห่งการกู้ยืมเงินเป็นหนังสืออย่างใดอย่างหนึ่งลงลายมือชื่อ ต.และจำเลยที่ 1 เป็นสำคัญต่างหากจากสัญญาซื้อขายก็ตาม ย่อมถือได้ว่าสัญญาซื้อขายที่ดินพิพาทตามฟ้อง เป็นนิติกรรมสัญญากู้ยืมเงินที่ทำกันไว้เป็นลายลักษณ์อักษรระหว่าง ต. กับโจทก์ จึงมีผลบังคับกันได้

การที่ ต. และจำเลยที่ 1 มิได้ขายที่ดินพิพาททั้งสองแปลงให้แก่โจทก์ แต่ ต. และจำเลยที่ 1 กู้เงินไปจากโจทก์และให้โจทก์เข้าทำประโยชน์ในที่ดินพิพาททั้งสองแปลงเป็นการทำกินต่างดอกเบี้ย ต. และจำเลยที่ 1 มิได้สละการครอบครองให้แก่โจทก์แต่อย่างใด แม้ว่าโจทก์จะครอบครองที่ดินพิพาททั้งสองแปลงเป็นระยะเวลานานเท่าใดก็ตาม ก็ไม่ทำให้โจทก์ได้สิทธิครอบครองหรือได้กรรมสิทธิ์ เพราะยังถือได้ว่าโจทก์ครอบครองแทน ต. หรือทายาทของ ต. และจำเลยที่ 1 อยู่ตลอดไป

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องและแก้ไขคำฟ้องขอให้เพิกถอนนิติกรรมการซื้อขายที่ดินตามโฉนดที่ดินเลขที่ 32764 ตำบลหนองกราด อำเภอด่านขุนทด จังหวัดนครราชสีมา ระหว่างจำเลยที่ 2 กับจำเลยที่ 3 และเพิกถอนนิติกรรมที่จำเลยที่ 1 ยกที่ดินตามโฉนดที่ดินเลขที่ 32764 ให้แก่จำเลยที่ ๒ กับเพิกถอนโฉนดที่ดินเลขที่ 32763 และโฉนดที่ดินเลขที่ 32764 ขอให้พิพากษาว่าที่ดินตามโฉนดที่ดินเลขที่ 32763 และที่ดินตามโฉนดที่ดินเลขที่ 32764 เป็นของโจทก์ ให้จำเลยที่ 1 ดำเนินการจดทะเบียนโอนที่ดินตามหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส. 3 ก.) เลขที่ 1340 เลขที่ดิน 40 และเลขที่ 1341 เลขที่ดิน 41 ตำบลหนองกราด อำเภอด่านขุนทด จังหวัดนครราชสีมา ให้โจทก์ โดยให้จำเลยที่ 1 เป็นผู้ออกค่าใช้จ่าย หากจำเลยที่ 1 ไม่ปฏิบัติตามให้ถือเอาคำพิพากษาเป็นการแสดงเจตนาของจำเลยที่ 1 หากไม่สามารถพิพากษาบังคับจำเลยที่ 1 ได้ ขอให้พิพากษาเพิกถอนชื่อของนายติ่งออกจากหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส. ๓ ก.) เลขที่ 1340 เลขที่ดิน 40 และเพิกถอนชื่อจำเลยที่ 1 ออกจากหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส. 3 ก.) เลขที่ 1341 เลขที่ดิน 41

จำเลยที่ 1 ให้การขอให้ยกฟ้อง และฟ้องแย้งและแก้ไขฟ้องแย้งโดยได้รับอนุญาตให้ดำเนินคดีอย่างคนอนาถาโดยขอให้บังคับโจทก์กับบริวารขนย้ายทรัพย์สินออกจากที่ดินโฉนดเลขที่ 32763 เลขที่ดิน 48 ตำบลหนองกราด อำเภอด่านขุนทด จังหวัดนครราชสีมา

จำเลยที่ 2 และที่ 3 ให้การขอให้ยกฟ้อง

โจทก์ให้การแก้ฟ้องแย้งขอให้ยกฟ้องแย้ง

ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้องและยกฟ้องแย้ง ให้โจทก์ใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนจำเลยที่ 3 โดยกำหนดค่าทนายความ 8,000 บาท ส่วนค่าฤชาธรรมเนียมระหว่างโจทก์กับจำเลยที่ 1 และที่ 2 ให้เป็นพับ

โจทก์และจำเลยที่ 1 อุทธรณ์ โดยจำเลยที่ 1 ได้รับอนุญาตให้ดำเนินคดีอย่างคนอนาถา

ศาลอุทธรณ์ภาค 3 พิพากษาแก้เป็นว่า ให้จำเลยที่ 1 ชำระเงิน 30,000 บาท ให้แก่โจทก์ และให้โจทก์ส่งมอบที่ดินโฉนดที่ดินเลขที่ 32763 ตำบลหนองกราด อำเภอด่านขุนทด จังหวัดนครราชสีมา คืนแก่จำเลยที่ 1 ห้ามโจทก์และบริวารเข้าเกี่ยวข้องในที่ดินดังกล่าวอีกต่อไป ค่าฤชาธรรมเนียมในส่วนฟ้องแย้งระหว่างโจทก์กับจำเลยที่ 1 ในศาลชั้นต้นให้เป็นพับ นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น ค่าฤชาธรรมเนียมในชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ

โจทก์ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงฟังเป็นยุติในเบื้องต้นว่า เดิมที่ดินพิพาทเป็นที่ดินมือเปล่ารวมสองแปลง ซึ่งเป็นที่ดินมีหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส. 3 ก.) เลขที่ 1340 ตำบลหนองกราด อำเภอด่านขุนทด จังหวัดนครราชสีมา มีชื่อนายติ่งเป็นผู้มีสิทธิครอบครอง และหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส. 3 ก.) เลขที่ 1341 ตำบลหนองกราด อำเภอด่านขุนทด จังหวัดนครราชสีมา มีชื่อจำเลยที่ 1 เป็นผู้มีสิทธิครอบครอง วันที่ 20 กุมภาพันธ์ 2528 นายติ่งและจำเลยที่ 1 ทำสัญญาซื้อขายที่ดินพิพาทกับโจทก์ ต่อมาที่ดินพิพาททั้งสองแปลงเปลี่ยนเป็นโฉนดที่ดินเลขที่ 32763 และ 32764 มีชื่อนายติ่งกับจำเลยที่ 1 เป็นผู้ถือกรรมสิทธิ์

คดีมีข้อกฎหมายที่ต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ประการแรกว่า คำให้การของจำเลยที่ 1 และที่ 2 เป็นคำให้การชอบด้วยประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 177 วรรคสอง หรือไม่ จำเลยที่ 1 และที่ 2 มีสิทธินำพยานหลักฐานมาสืบหักล้างสัญญาซื้อขายตามฟ้อง ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 94 หรือไม่ เห็นว่า จำเลยที่ 1 และที่ 2 ให้การตอนแรกว่านายติ่งและจำเลยที่ 1 ไม่เคยขายที่ดินพิพาทให้แก่โจทก์ แต่สัญญาซื้อขายตามฟ้องเป็นนิติกรรมอำพรางสัญญากู้ที่นายติ่งและจำเลยที่ 1 กู้เงินไปจากโจทก์ 30,000 บาท โดยโจทก์คิดดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 5 ต่อเดือน เป็นเงิน 18,000 บาท จึงเป็นคำให้การที่แสดงการปฏิเสธโดยชัดแจ้งว่าไม่ได้ขายที่ดินพิพาทให้แก่โจทก์ รวมทั้งอ้างเหตุแห่งการนั้นว่าสัญญาซื้อขายเป็นนิติกรรมอำพรางสัญญากู้ ส่วนที่จำเลยที่ 1 และที่ 2 ให้การตอนหลังว่า สัญญาซื้อขายตามฟ้องมิได้ทำเป็นหนังสือและจดทะเบียนต่อพนักงานเจ้าหน้าที่ จึงตกเป็นโมฆะ และตัดฟ้องโจทก์ว่าโจทก์มิได้ฟ้องคดีภายใน 10 ปี นับแต่วันทำสัญญาซื้อขาย คดีโจทก์จึงขาดอายุความนั้น ก็มิใช่ว่าเป็นคำให้การที่ยอมรับหรือถือว่านายติ่งและจำเลยที่ 1 ทำสัญญาซื้อขายที่ดินพิพาทกับโจทก์จริง จึงมิได้ขัดแย้งกันเองหรือไม่ชัดแจ้งว่ายอมรับหรือปฏิเสธข้ออ้างในคำฟ้องโจทก์ คำให้การของจำเลยที่ 1 และที่ 2 จึงแสดงโดยชัดแจ้งว่าปฏิเสธฟ้องโจทก์ทั้งหมดรวมทั้งเหตุแห่งการนั้นแล้ว ชอบด้วยประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 177 วรรคสอง จำเลยที่ 1 และที่ 2 มีสิทธินำพยานเข้าสืบหักล้างสัญญาซื้อขายตามฟ้องได้ ไม่ต้องห้ามตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 94 ฎีกาของโจทก์ในข้อนี้ฟังไม่ขึ้น

คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ประการต่อไปว่า สัญญาซื้อขายตามฟ้องโจทก์เป็นนิติกรรมอำพรางสัญญากู้หรือไม่ เห็นว่า ที่โจทก์นำสืบอ้างว่าซื้อที่ดินพิพาททั้งสองแปลงเนื้อที่รวม 50 ไร่เศษ จากนายติ่งและจำเลยที่ 1 ในราคา 48,000 บาท นั้น คำนวณราคาได้ไร่ละประมาณ 900 บาท เกี่ยวกับประเด็นดังกล่าวนี้ นางสาวนกเอี้ยง นางสาวทองศรี และนางทองย้อย เบิกความเป็นพยานโจทก์ ในทำนองเดียวกันว่า ปี 2528 พยานทั้งสามมีที่ดินอยู่ในละแวกใกล้เคียงกับที่ดินพิพาททั้งสองแปลง ซึ่งมีราคาไร่ละ 2,000 ถึง 3,000 บาท จะเห็นได้ว่าราคาซื้อขายที่ดินพิพาทตามท้องตลาดสูงกว่าราคาที่โจทก์อ้างว่านายติ่งและจำเลยที่ 1 ขายให้แก่โจทก์มาก คำเบิกความของพยานโจทก์ดังกล่าวจึงเจือสมกับทางนำสืบของจำเลยที่ 1 และที่ 2 ที่ว่า โจทก์ให้นายติ่งและจำเลยที่ 1 ทำสัญญาซื้อขายที่ดินพิพาทตามฟ้องกับโจทก์ ซึ่งเป็นนิติกรรมอำพรางสัญญากู้ โดยให้นายติ่งลงลายมือชื่อในฉบับที่ระบุจำนวนเงินต้นที่กู้ไปจากโจทก์ 30,000 บาท ส่วนจำเลยที่ 1 ลงลายมือชื่อในฉบับที่ระบุจำนวนเงินดอกเบี้ย 18,000 บาท และให้โจทก์เข้าทำกินในที่ดินพิพาทต่างดอกเบี้ยตั้งแต่วันทำสัญญาซื้อขายตลอดมา เมื่อคำนวณเงินดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 5 ต่อเดือนจากต้นเงิน 30,000 บาท แล้ว ในเวลา 1 ปี ก็จะได้ดอกเบี้ยเป็นเงิน 18,000 บาท พอดี หากนายติ่งและจำเลยที่ 1 ขายที่ดินพิพาททั้งสองแปลงให้แก่โจทก์ในปี 2528 จริง โจทก์น่าจะดำเนินการให้นายติ่งและจำเลยที่ 1 จัดการจดทะเบียนโอนที่ดินพิพาททั้งสองแปลงมาเป็นของโจทก์นับแต่วันทำสัญญาซื้อขายที่ดินพิพาทกัน เนื่องจากโจทก์ทราบดีว่าที่ดินพิพาททั้งสองแปลงเป็นที่ดินมีหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส. 3 ก.) แต่โจทก์ก็ไม่ดำเนินการเช่นนั้น จนกระทั่งปี 2532 ทางราชการเปลี่ยนหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส. 3 ก.) ในที่ดินพิพาททั้งสองแปลงมาเป็นโฉนดที่ดิน โจทก์ก็มิได้ให้ทายาทของนายติ่งและจำเลยที่ 1 ดำเนินการโอนกรรมสิทธิ์ในที่ดินพิพาททั้งสองแปลงมาเป็นกรรมสิทธิ์ของโจทก์ เพียงแต่โจทก์รับโฉนดที่ดินพิพาทแปลงที่มีชื่อนายติ่งเป็นผู้ถือกรรมสิทธิ์มาเก็บรักษาไว้เท่านั้น จนกระทั่งปี 2536 และปี 2541 มีการจดทะเบียนเปลี่ยนแปลงผู้ถือกรรมสิทธิ์ในที่ดินพิพาทแปลงที่มีชื่อจำเลยที่ 1 เป็นผู้ถือกรรมสิทธิ์มาเป็นของจำเลยที่ 2 และโอนมาเป็นของจำเลยที่ 3 โดยไม่ปรากฏข้อเท็จจริงว่าโจทก์ได้โต้แย้งคัดค้านว่าโจทก์เป็นผู้มีกรรมสิทธิ์ในที่ดินพิพาททั้งสองแปลงแต่อย่างใด การที่โจทก์ปล่อยปละละเลยให้เวลาล่วงเลยมานานเกือบ 20 ปี นับแต่ที่อ้างว่าซื้อที่ดินพิพาททั้งสองแปลงมาจากนายติ่งและจำเลยที่ 1 ซึ่งเป็นเรื่องผิดปกติที่ไม่ดำเนินการปกป้องสิทธิของตนเองเช่นนั้น ถือได้ว่าเป็นข้อพิรุธของโจทก์อย่างยิ่ง ส่อแสดงให้เห็นได้ว่าโจทก์ทราบดีว่าตนมีสิทธิเพียงเข้าทำกินในที่ดินพิพาททั้งสองแปลงต่างดอกเบี้ยเท่านั้นเอง พยานหลักฐานของจำเลยที่ 1 และที่ 2 มีน้ำหนักกว่าพยานหลักฐานของโจทก์ ข้อเท็จจริงรับฟังได้ว่าสัญญาซื้อขายที่ดินพิพาทตามฟ้องเป็นนิติกรรมอำพรางนิติกรรมการกู้ยืมเงิน นิติกรรมการซื้อขายจึงเป็นโมฆะ ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 155 วรรคแรก และต้องบังคับตามนิติกรรมการกู้ยืมเงินซึ่งเป็นนิติกรรมที่ถูกอำพรางไว้ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 155 วรรคสอง

และแม้ในกรณีเช่นนี้จะมิได้มีหลักฐานแห่งการกู้ยืมเงินเป็นหนังสืออย่างใดอย่างหนึ่งลงลายมือชื่อนายติ่งและจำเลยที่ 1 เป็นสำคัญต่างหากจากสัญญาซื้อขายก็ตาม ย่อมถือได้ว่าสัญญาซื้อขายที่ดินพิพาทเป็นนิติกรรมสัญญากู้ยืมเงินที่ทำกันไว้เป็นลายลักษณ์อักษรระหว่างนายติ่งกับโจทก์ จึงมีผลบังคับกันได้

เมื่อคดีรับฟังได้ว่านายติ่งและจำเลยที่ 1 มิได้ขายที่ดินพิพาททั้งสองแปลงให้แก่โจทก์ แต่นายติ่งและจำเลยที่ 1 กู้เงินไปจากโจทก์ 30,000 บาท แล้วให้โจทก์เข้าทำประโยชน์ในที่ดินพิพาททั้งสองแปลงเป็นการทำกินต่างดอกเบี้ย นายติ่งและจำเลยที่ 1 มิได้สละการครอบครองให้แก่โจทก์แต่อย่างใด แม้ว่าโจทก์จะครอบครองที่ดินพิพาททั้งสองแปลงเป็นระยะเวลานานเท่าใดก็ตาม ก็ไม่ได้ทำให้โจทก์ได้สิทธิครอบครองหรือได้กรรมสิทธิ์ เพราะยังถือได้ว่าโจทก์ครอบครองแทนนายติ่งหรือทายาทของนายติ่งและจำเลยที่ 1 อยู่ตลอดไป เมื่อจำเลยที่ 1 ในฐานะผู้จัดการมรดกของนายติ่งไม่ประสงค์ให้โจทก์และบริวารอยู่ในที่ดินพิพาทของนายติ่งอีกต่อไป โจทก์และบริวารจึงต้องออกไปจากที่ดินของนายติ่งนับแต่วันที่จำเลยที่ 1 ในฐานะผู้จัดการมรดกของนายติ่งหรือทายาทของนายติ่งชำระเงินกู้ 30,000 บาท คืนแก่โจทก์ ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 3 พิพากษามานั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาของโจทก์ฟังไม่ขึ้น

พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 155 ม. 456 วรรคหนึ่ง ม. 1382
ป.วิ.พ. ม. 94 ม. 197 วรรคสอง
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นายสิงห์ โม่งแสวง
นางเงิน ทวีลาภ ในฐานะทายาทโดยธรรม
จำเลย — ของนายติ่ง ทวีลาภ และฐานะส่วนตัว กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดสีคิ้ว — นายวีระศักดิ์ หมั่นภักดี
ศาลอุทธรณ์ภาค 3 — นายพีรพล จันทร์สว่าง
ชื่อองค์คณะ
กษิดิ์เดช จีนสลุต
อร่าม แย้มสอาด
ชุติมนต์ โพธิเดช
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2569/2556
#537966
เปิดฉบับเต็ม

การที่โจทก์จองซื้อที่ดินและอาคารพาณิชย์จากจำเลย 2 แปลง คือแปลงหมายเลข 1314 และ 1315 โดยวางเงินจองไว้แปลงละ 100,000 บาท ย่อมถือได้ว่าเป็นการให้มัดจำและเป็นหลักฐานว่าได้ทำสัญญากันแล้วตาม ป.พ.พ. มาตรา 377 แม้ตามใบจองซื้อที่ดินพร้อมอาคารพาณิชย์จะมีข้อความว่าให้ทำสัญญาเป็นหนังสือต่อกัน และโจทก์จำเลยยังไม่ได้ทำก็ตาม แต่ใบจองดังกล่าวระบุราคาขายที่ดินพร้อมอาคารพาณิชย์ไว้ และระบุว่าวางเงินจองจำนวน 100,000 บาท กับระบุค่าโอนกรรมสิทธิ์ให้จำเลยเป็นผู้ชำระ ซึ่งแสดงให้เห็นเจตนาของโจทก์จำเลยว่าตกลงจะโอนกรรมสิทธิ์ที่ดินพร้อมอาคารพาณิชย์กันต่อไป กรณีจึงมีสาระสำคัญครบถ้วนเป็นสัญญาจะซื้อจะขายที่ดินพร้อมอาคารพาณิชย์ระหว่างโจทก์กับจำเลย ดังนั้น ใบจองซื้อที่ดินพร้อมอาคารพาณิชย์ทั้งสองแปลงจึงเป็นสัญญาจะซื้อจะขาย

ข้อเท็จจริงที่ยกขึ้นอ้างในฎีกา ถือได้ว่าเป็นข้อที่มิได้ยกขึ้นว่ากันมาแล้วโดยชอบในศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ภาค 2 จึงต้องห้ามมิให้ฎีกาตาม ป.วิ.พ. มาตรา 249 วรรคหนึ่ง

สัญญาจะซื้อจะขายที่ดินพร้อมอาคารพาณิชย์ระหว่างโจทก์จำเลยเป็นสัญญาต่างตอบแทน เมื่อหนี้ที่ต่างต้องชำระมิได้กำหนดเวลาไว้แน่นอน ต่างฝ่ายย่อมเรียกให้อีกฝ่ายหนึ่งชำระหนี้ได้โดยพลัน โดยกำหนดระยะเวลาพอสมควร บอกกล่าวให้อีกฝ่ายชำระหนี้ภายในระยะเวลาที่กำหนดขึ้นตาม ป.พ.พ. มาตรา 387 ประกอบมาตรา 369 การที่จำเลยมีหนังสือบอกกล่าวนัดโอนกรรมสิทธิ์ที่ดินพร้อมอาคารพาณิชย์แปลงหมายเลข 1314 โดยกำหนดระยะเวลาพอสมควรให้โจทก์ชำระหนี้ แต่โจทก์เพิกเฉย จำเลยมีสิทธิบอกเลิกสัญญาได้ จำเลยมีสิทธิรับเงินมัดจำ จำนวน 100,000 บาท ได้ตาม ป.พ.พ. มาตรา 378 (2) ส่วนที่ดินพร้อมสิ่งปลูกสร้างแปลงหมายเลข 1315 จำเลยบอกเลิกสัญญาโดยมิได้บอกกล่าวให้โจทก์ชำระหนี้ก่อนจึงไม่ชอบตาม ป.พ.พ. มาตรา 387 เมื่อทั้งสองฝ่ายต่างบอกเลิกสัญญาต่อกัน แม้ไม่มีฝ่ายใดผิดสัญญาตามพฤติการณ์ แสดงให้เห็นเจตนาของโจทก์จำเลยว่าสมัครใจที่จะเลิกสัญญาต่อกันโดยปริยาย สัญญาจะซื้อจะขายที่ดินพร้อมอาคารพาณิชย์แปลงหมายเลข 1315 จึงไม่มีผลผูกพันกันต่อไป กรณีไม่มีฝ่ายใดผิดสัญญา จำเลยจึงไม่มีสิทธิรับเงินมัดจำจำนวน 100,000 บาท

สำหรับเงินค่าทำสัญญาที่โจทก์ชำระให้แก่จำเลยตามสัญญาจะซื้อจะขายที่ดินพร้อมอาคารพาณิชย์สองแปลง เป็นเงินแปลงละ 100,000 บาท รวมเป็นเงิน 200,000 บาท นั้น ไม่ใช่มัดจำ แต่เป็นการชำระราคาค่าที่ดินพร้อมอาคารพาณิชย์บางส่วน เมื่อสัญญาจะซื้อจะขายเลิกกันแล้ว คู่กรณีต้องกลับคืนสู่ฐานะเดิม ส่วนเงินที่จะต้องใช้คืนแก่กันให้บวกดอกเบี้ยเข้าด้วยคิดแต่เวลาที่ได้รับไว้ตาม ป.พ.พ. มาตรา 391 วรรคหนึ่งและวรรคสอง จำเลยจึงต้องคืนเงินมัดจำตามสัญญาจะซื้อจะขายที่ดินพร้อมอาคารพาณิชย์แปลงหมายเลข 1315 และราคาที่ดินพร้อมอาคารพาณิชย์ทั้งสองแปลงบางส่วนดังกล่าวที่โจทก์ชำระให้แก่จำเลยไว้พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันที่ 2 เมษายน 2545 อันเป็นวันที่รับไว้เป็นต้นไป

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้อง ขอให้บังคับให้จำเลยชำระเงิน 400,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์

จำเลยให้การ ขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยคืนเงิน 400,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันฟ้อง (วันที่ 5 กรกฎาคม 2545) จนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ กับให้จำเลยใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ โดยกำหนดค่าทนายความ 6,000 บาท

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 2 พิพากษากลับให้ยกฟ้องโจทก์ ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสองศาลให้เป็นพับ

โจทก์ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า คดีมีปัญหาวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ข้อแรกว่า ใบจองซื้อที่ดินพร้อมอาคารพาณิชย์ทั้งสองแปลงเป็นสัญญาจะซื้อจะขายหรือไม่ เห็นว่า การที่โจทก์จองซื้อที่ดินและอาคารพาณิชย์จากจำเลย 2 แปลง โดยวางเงินจองไว้แปลงละ 100,000 บาท ย่อมถือได้ว่าเป็นการให้มัดจำและเป็นหลักฐานว่าได้ทำสัญญากันขึ้นแล้วตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 377 แม้ตามใบจองซื้อที่ดินพร้อมอาคารพาณิชย์มีข้อความว่าให้ทำสัญญาเป็นหนังสือต่อกันและโจทก์จำเลยยังไม่ได้ทำก็ตาม แต่ใบจองดังกล่าวระบุราคาขายที่ดินพร้อมอาคารพาณิชย์ไว้ และระบุว่าวางเงินจองจำนวน 100,000 บาท กับระบุค่าโอนกรรมสิทธิ์ให้จำเลยเป็นผู้ชำระซึ่งตามแผนผังที่ดินและภาพถ่ายอาคารพาณิชย์จำนวน 4 ภาพ ประกอบกับข้อเท็จจริงที่คู่ความมิได้นำสืบโต้แย้งให้เห็นเป็นอย่างอื่นฟังได้ว่าที่ดินพร้อมอาคารพาณิชย์ที่โจทก์จองซื้อเป็นแปลงหมายเลข 1314 และ 1315 ในแผนผังที่ดิน แสดงให้เห็นเจตนาของโจทก์จำเลยว่าตกลงจะโอนกรรมสิทธิ์ที่ดินพร้อมอาคารพาณิชย์กันต่อไป กรณีจึงมีสาระสำคัญครบถ้วนเป็นสัญญาจะซื้อจะขายที่ดินพร้อมอาคารพาณิชย์ระหว่างโจทก์กับจำเลย ดังนั้นใบจองซื้อที่ดินพร้อมอาคารพาณิชย์ทั้งสองแปลงจึงเป็นสัญญาจะซื้อจะขาย ฎีกาของโจทก์ข้อนี้ฟังไม่ขึ้น ส่วนที่โจทก์ฎีกาว่า นางสาววธู ตัวแทนโจทก์เป็นผู้ลงนามในฐานะผู้จอง และนางภัทรพร ลงนามในฐานะผู้รับจอง ใบจองดังกล่าวไม่อาจถือได้ว่าเป็นสัญญาจะซื้อจะขายเพราะผู้รับจองมิได้มีอำนาจขายทรัพย์สิน แต่ผู้มีอำนาจขายทรัพย์สินได้คือบริษัทจำเลยนั้น เห็นว่า เป็นข้อเท็จจริงที่เพิ่งยกขึ้นอ้างในฎีกา ถือได้ว่าเป็นข้อที่มิได้ยกขึ้นว่ากันมาแล้วโดยชอบในศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ภาค 2 จึงต้องห้ามมิให้ฎีกาตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 249 วรรคหนึ่ง ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัยให้

ปัญหาข้อต่อไปตามฎีกาของโจทก์มีว่า จำเลยเป็นฝ่ายผิดสัญญาและต้องคืนเงินให้แก่โจทก์หรือไม่เพียงใด เห็นว่า ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 386 วรรคแรก บัญญัติว่า ถ้าคู่สัญญาฝ่ายหนึ่งมีสิทธิเลิกสัญญาโดยข้อสัญญาหรือโดยบทบัญญัติแห่งกฎหมายการเลิกสัญญาเช่นนั้นย่อมทำด้วยแสดงเจตนาแก่อีกฝ่ายหนึ่ง แสดงให้เห็นว่าผู้ที่ใช้สิทธิเลิกสัญญาได้นั้นจะต้องเป็นผู้มีสิทธิเลิกสัญญา โดยข้อสัญญาหรือโดยบทบัญญัติแห่งกฎหมาย มิใช่ว่าจะใช้สิทธิเลิกสัญญาได้ตามอำเภอใจ เมื่อพิจารณาสัญญาจะซื้อจะขายที่ดินพร้อมอาคารพาณิชย์ตามใบจองซื้อระหว่างโจทก์กับจำเลยแล้วไม่มีข้อความที่ระบุข้อตกลงระหว่างโจทก์กับจำเลยว่าให้โจทก์มีสิทธิบอกเลิกสัญญาได้หากโจทก์ประสงค์จะซื้อที่ดินพร้อมอาคารพาณิชย์เพียงแปลงเดียวตามที่โจทก์อ้าง ทั้งการที่โจทก์มีหนังสือบอกเลิกสัญญาจะซื้อจะขายที่ดินพร้อมอาคารพาณิชย์ทั้งสองแปลงกับจำเลยตามหนังสือเรื่อง ขอยกเลิกการจองซื้อที่ดินและอาคารพาณิชย์ ก็ไม่ปรากฏว่าโจทก์มีสิทธิเลิกสัญญาโดยเหตุใด โจทก์จึงไม่มีสิทธิบอกเลิกสัญญา สัญญาจะซื้อจะขายที่ดินพร้อมอาคารพาณิชย์ระหว่างโจทก์กับจำเลยเป็นสัญญาต่างตอบแทน เมื่อหนี้ที่ต่างต้องชำระต่อกันมิได้กำหนดเวลาลงไว้แน่นอน ต่างฝ่ายย่อมเรียกให้อีกฝ่ายหนึ่งชำระหนี้ได้โดยพลันโดยกำหนดระยะเวลาพอสมควรแล้วบอกกล่าวให้อีกฝ่ายชำระหนี้ภายในกำหนดเวลาที่กำหนดนั้นได้ หากจำเลยประสงค์จะเลิกสัญญาจะต้องบอกกล่าวไปยังโจทก์ให้ชำระราคาที่ค้างชำระโดยกำหนดระยะเวลาพอสมควรก่อนและจำเลยจะต้องขอปฏิบัติการชำระหนี้ต่อโจทก์ด้วยว่าจำเลยพร้อมจะโอนกรรมสิทธิ์ที่ดินพร้อมอาคารพาณิชย์ให้แก่โจทก์แล้วตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 387 ประกอบมาตรา 369 การที่จำเลยมีหนังสือบอกกล่าวนัดโอนกรรมสิทธิ์ที่ดินพร้อมอาคารพาณิชย์เฉพาะแปลงหมายเลข 1314 เพียงแปลงเดียว โดยกำหนดระยะเวลาพอสมควรให้โจทก์ชำระหนี้ภายในระยะเวลานั้นก่อน แต่โจทก์เพิกเฉยไม่ชำระหนี้ภายในระยะเวลาดังกล่าวจำเลยจึงมีสิทธิบอกเลิกสัญญาได้ การบอกเลิกสัญญาของจำเลยเฉพาะที่ดินพร้อมอาคารพาณิชย์แปลงหมายเลข 1314 ชอบแล้ว และถือว่าโจทก์เป็นฝ่ายผิดสัญญาจะซื้อจะขายต่อจำเลย จำเลยมีสิทธิริบเงินมัดจำจำนวน 100,000 บาท ได้ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 378 (2) ส่วนที่ดินพร้อมอาคารพาณิชย์แปลงหมายเลข 1315 นั้น จำเลยบอกเลิกสัญญาโดยมิได้บอกกล่าวให้โจทก์ชำระหนี้ก่อนจึงไม่ชอบตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 387 เมื่อทั้งสองฝ่ายต่างบอกเลิกสัญญาต่อกันแม้ไม่มีฝ่ายใดผิดสัญญา ตามพฤติการณ์แสดงให้เห็นเจตนาของคู่กรณีทั้งสองฝ่ายว่าสมัครใจที่จะเลิกสัญญาต่อกันโดยปริยาย สัญญาจะซื้อจะขายที่ดินพร้อมอาคารพาณิชย์แปลงหมายเลข 1315 จึงไม่มีผลผูกพันกันต่อไป กรณีไม่มีฝ่ายใดผิดสัญญา จำเลยจึงไม่มีสิทธิริบเงินมัดจำจำนวน 100,000 บาท สำหรับเงินค่าทำสัญญาที่โจทก์ชำระให้แก่จำเลยตามสัญญาจะซื้อจะขายที่ดินพร้อมอาคารพาณิชย์สองแปลง เป็นเงินแปลงละ 100,000 บาท รวมเป็นเงิน 200,000 บาทนั้น มิใช่มัดจำแต่เป็นการชำระราคาที่ดินพร้อมอาคารพาณิชย์บางส่วน เมื่อสัญญาจะซื้อจะขายเลิกกันแล้ว คู่กรณีต้องกลับคืนสู่ฐานะเดิม ส่วนเงินอันจะต้องใช้คืนแก่กันให้บวกดอกเบี้ยเข้าด้วยคิดแต่เวลาที่ได้รับไว้ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 391 วรรคหนึ่งและวรรคสอง จำเลยจึงต้องคืนเงินมัดจำตามสัญญาจะซื้อจะขายที่ดินพร้อมอาคารพาณิชย์แปลงหมายเลข 1315 และราคาที่ดินพร้อมอาคารพาณิชย์ทั้งสองแปลงบางส่วนดังกล่าวที่โจทก์ชำระให้แก่จำเลยไว้พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันที่ 2 เมษายน 2545 อันเป็นวันที่รับไว้เป็นต้นไป แต่โจทก์ขอให้บังคับจำเลยชำระเงินจำนวนดังกล่าวพร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันที่ 5 กรกฎาคม 2545 อันเป็นวันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ ศาลฎีกาจึงไม่อาจพิพากษาให้จำเลยชำระดอกเบี้ยแก่โจทก์นับแต่วันที่ 2 เมษายน 2545 อันเป็นวันที่รับไว้ได้เพราะจะเป็นการพิพากษาเกินไปกว่าที่ปรากฏในคำฟ้อง ต้องห้ามตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 142 ประกอบมาตรา 246 และ 247 ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 2 พิพากษามานั้น ศาลฎีกาไม่เห็นพ้องด้วย ฎีกาของโจทก์ข้อนี้ฟังขึ้นบางส่วน

พิพากษาแก้เป็นว่า ให้จำเลยชำระเงินจำนวน 300,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันฟ้อง (ฟ้องวันที่ 5 กรกฎาคม 2545) จนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ นอกจากที่แก้คงให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 2 ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ. ม. 249 วรรคหนึ่ง
ป.พ.พ. ม. 369 ม. 377 ม. 387 ม. 391 วรรคหนึ่ง ม. 391 วรรคสอง
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นางสาวพรรณรัตน วิประกษิต
จำเลย — บริษัทไซเบอร์ พาราไดช์ จำกัด
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดชลบุรี — นายอนุรัตน์ ฤกษ์วิชานันท์
ศาลอุทธรณ์ภาค 2 — นายเสถียร ศรีทองชัย
ชื่อองค์คณะ
จตุรงค์ นาสมใจ
สู่บุญ วุฒิวงศ์
บุญมี ฐิตะศิริ
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2566/2556
#544458
เปิดฉบับเต็ม

สัญญาต่างตอบแทนพิเศษยิ่งกว่าสัญญาธรรมดา ต้องเป็นสัญญาที่คู่กรณีฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งมีภาระผูกพันเพิ่มขึ้นต่างหากจากการปฏิบัติตามสัญญาโดยปกติทั่วไป การที่จำเลยอนุมัติสินเชื่อให้โจทก์เพื่อจัดทำโครงการศูนย์การค้าในวงเงิน 27,000,000 บาท แต่จำเลยก็ตกลงยินยอมให้โจทก์ขอสินเชื่อได้เป็นคราว ๆ ไป โดยให้โจทก์ทำสัญญากู้ไว้แก่จำเลย ดังนั้น จำนวนวงเงินที่โจทก์ได้รับอนุมัติจากจำเลย เป็นแต่เพียงจำนวนเงินขั้นสูงสุดที่โจทก์มีสิทธิได้รับการสนับสนุนจากจำเลยเท่านั้น ไม่ใช่จำนวนเงินที่กำหนดไว้แน่นอนเพื่อผูกพันจำเลยตามที่ได้อนุมัติไว้แต่อย่างใด จึงไม่อาจรับฟังได้ว่าสัญญาสนับสนุนโครงการศูนย์การค้าของโจทก์เป็นสัญญาต่างตอบแทนพิเศษยิ่งกว่าสัญญากู้ธรรมดา

หนี้ตามสัญญากู้เบิกเงินเกินบัญชีกับหนี้ตามสัญญากู้เงินเป็นหนี้ต่างประเภทกัน มีเงื่อนไขและวิธีการในการคิดดอกเบี้ยแตกต่างกันตามที่คู่กรณีตกลงกัน เมื่อโจทก์กับจำเลยตกลงกันให้จำเลยหักเงินในบัญชีกระแสรายวันเพื่อชำระหนี้เงินกู้ จึงเป็นข้อตกลงที่มีผลผูกพันใช้บังคับกันได้ ดังนั้น เมื่อโจทก์ไม่มีเงินเหลืออยู่ในบัญชีกระแสรายวันที่จะให้จำเลยหักชำระหนี้เงินกู้ จำเลยจึงตกลงยินยอมให้โจทก์เบิกเงินเกินบัญชีตามบัญชีกระแสรายวันเพื่อนำไปชำระหนี้เงินกู้ การคิดดอกเบี้ยของจำเลยในกรณีนี้จึงเป็นการคิดดอกเบี้ยตามข้อตกลง หาใช่การคิดดอกเบี้ยซ้อนดอกเบี้ยแต่อย่างใดไม่

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยชำระเงินแก่โจทก์รวมเป็นเงิน 72,621,564.35 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จ ให้จำเลยไปจดทะเบียนไถ่ถอนจำนองที่ดินตามคำฟ้อง หากไม่ดำเนินการให้ถือเอาคำพิพากษาแสดงเจตนาแทน และให้จำเลยชำระค่าเสียหายเดือนละ 100,000 บาท นับแต่วันฟ้องจนกว่าจะไถ่ถอนจำนองที่ดินแล้วเสร็จ

จำเลยให้การและแก้ไขคำให้การขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง ให้โจทก์ชำระค่าฤชาธรรมเนียมแทนจำเลย โดยกำหนดค่าทนายความ 50,000 บาท

โจทก์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 5 พิพากษาแก้เป็นว่า ให้โจทก์จำเลยคำนวณหนี้ตามสัญญากู้เบิกเงินเกินบัญชีใหม่ โดยมิให้นำหนี้จากสัญญากู้เงินมาหักในบัญชีดังกล่าว หากโจทก์เป็นหนี้เท่าใดก็ให้ชำระแก่จำเลยเท่านั้น หากโจทก์ชำระเกินให้จำเลยชำระเงินคืนแก่โจทก์พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันที่หักชำระหนี้ไว้เกินแต่ละงวดเป็นต้นไป จนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ ให้จำเลยใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ โดยกำหนดค่าทนายความ 30,000 บาท

โจทก์และจำเลยฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงรับฟังว่า เมื่อปี 2535 โจทก์จัดทำโครงการศูนย์การค้าเวียงคำเมืองใหม่ บนเนื้อที่ดินประมาณ 42 ไร่ โจทก์ขอสินเชื่อซึ่งจำเลยอนุมัติให้กู้ในวงเงิน 27,000,000 บาท โจทก์ทำสัญญากู้เงินจำนวน 10,000,000 บาท และทำสัญญากู้เบิกเงินเกินบัญชีจำนวน 5,000,000 บาท โดยโจทก์จำนองที่ดินตามหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส.3 ก.) จำนวน 79 แปลง เป็นประกัน โจทก์ทำสัญญากู้เงินจำนวน 12,000,000 บาท โดยมีนายเฉลิม เป็นผู้ค้ำประกันและจำนองที่ดินพร้อมสิ่งปลูกสร้างเป็นประกัน ต่อมาโจทก์ได้รับเพิ่มวงเงินตามสัญญากู้เบิกเงินเกินบัญชีอีกจำนวน 5,000,000 บาท โดยโจทก์ได้ทำบันทึกเพิ่มวงเงินจำนองที่ดินมีโฉนด 3 แปลง และที่ดินตามหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส.3 ก.) จำนวน 53 แปลง โจทก์ทำสัญญากู้เงิน 12,000,000 บาท เพื่อนำไปชำระเงินกู้ตามสัญญากู้เงินและสัญญากู้เบิกเงินเกินบัญชี โดยมีนายเฉลิมและนางวไลย เป็นผู้ค้ำประกัน ต่อมาเมื่อปลายปี 2539 โจทก์ขอกู้เงินเพื่อก่อสร้างอาคารพาณิชย์อีก 17 คูหา แต่จำเลยไม่อนุมัติ เมื่อโจทก์ชำระหนี้เงินกู้และหนี้เบิกเงินเกินบัญชีตามสัญญาฉบับแรก จำเลยปลอดจำนองที่ดินแก่โจทก์เพียง 17 แปลง

มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ในข้อแรกว่า จำเลยปฏิบัติผิดสัญญาต่อโจทก์ตามฟ้องหรือไม่ โดยโจทก์ฎีกาว่า สัญญาระหว่างโจทก์และจำเลยเป็นสัญญาต่างตอบแทนพิเศษยิ่งกว่าสัญญากู้ธรรมดา เป็นสัญญาสนับสนุนโครงการศูนย์การค้าท่ารถของโจทก์ โจทก์และจำเลยต่างมีสิทธิและหน้าที่ต้องปฏิบัติตอบแทนซึ่งกันและกัน การที่เมื่อปลายปี 2539 โจทก์ขออนุมัติวงเงินเพิ่มจากจำเลยเพื่อดำเนินโครงการก่อสร้างอาคารพาณิชย์ จำนวน 17 คูหา ในที่ดินที่จำนองไว้แก่โจทก์ จึงมิใช่เป็นการขอสินเชื่อใหม่จากจำเลย แต่เป็นไปตามสัญญาสนับสนุนทางด้านการเงินให้แก่โครงการศูนย์การค้าท่ารถที่โจทก์และจำเลยได้ตกลงกันมาแล้ว การที่จำเลยไม่สนับสนุนสินเชื่อให้แก่โจทก์ จึงเป็นการปฏิบัติผิดสัญญาต่อโจทก์ตามสัญญากู้เบิกเงินเกินบัญชี ย่อมทำให้โครงการของโจทก์ได้รับผลกระทบอย่างรุนแรงจนถึงขั้นไม่สามารถดำเนินการต่อไปได้ เป็นเหตุให้ได้รับความเสียหาย เห็นว่า สัญญาต่างตอบแทนพิเศษยิ่งกว่าสัญญาธรรมดา จักต้องเป็นสัญญาที่คู่กรณีฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งมีภาระผูกพันเพิ่มขึ้นต่างหากจากการปฏิบัติตามสัญญาโดยปกติทั่วไป สำหรับคดีนี้แม้จะปรากฏว่าจำเลยอนุมัติสินเชื่อให้โจทก์เพื่อจัดทำโครงการศูนย์การค้าในวงเงิน 27,000,000 บาท แต่จำเลยก็ตกลงยินยอมให้โจทก์ขอสินเชื่อได้เป็นคราว ๆ ไป โดยให้โจทก์ทำสัญญากู้เงินไว้แก่จำเลย ดังนั้นจำนวนวงเงินที่โจทก์ได้รับการอนุมัติจากจำเลยเป็นแต่เพียงจำนวนเงินขั้นสูงสุดที่โจทก์มีสิทธิที่จะได้รับการสนับสนุนจากจำเลยเท่านั้น หาใช่จำนวนเงินที่กำหนดไว้แน่นอนเพื่อผูกพันจำเลยตามที่ได้อนุมัติไว้แต่อย่างใดไม่ ทั้งการอนุมัติให้โจทก์กู้เงินก็เป็นไปตามเงื่อนไข หลักเกณฑ์และวิธีการที่จำเลยกำหนดตกลงกับโจทก์ ซึ่งจากพยานหลักฐานของโจทก์ไม่ปรากฏข้อเท็จจริงใดที่ส่อแสดงให้เห็นได้ว่า การที่โจทก์ได้รับอนุมัติสินเชื่อจากจำเลยแล้วทำสัญญากู้เงินจากจำเลยในแต่ละคราวนั้น โจทก์ต้องมีภาระผูกพันเพิ่มเติมนอกเหนือไปจากสถานะของลูกหนี้ตามสัญญากู้ อันจะต้องปฏิบัติต่อจำเลยซึ่งเป็นเจ้าหนี้แตกต่างไปจากลูกหนี้โดยปกติทั่วไปของจำเลยด้วยเหตุประการใด ข้อเท็จจริงจึงไม่อาจรับฟังได้ว่าสัญญาสนับสนุนโครงการศูนย์การค้าของโจทก์เป็นสัญญาต่างตอบแทนพิเศษยิ่งกว่าสัญญากู้ธรรมดา การที่จำเลยไม่อนุมัติวงเงินเพิ่มให้โจทก์เพื่อดำเนินการโครงการก่อสร้างอาคารพาณิชย์ จำนวน 17 คูหา จึงมิได้เป็นการปฏิบัติผิดสัญญาต่อโจทก์ ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 5 วินิจฉัยในปัญหานี้มานั้นชอบแล้ว ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาของโจทก์ในข้อนี้ฟังไม่ขึ้น

มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ประการต่อไปมีว่า จำเลยจะต้องปลอดจำนองที่ดินตามหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส.3 ก.) เลขที่ 1442, 663 และ 664 ตำบลเวียงพางคำ อำเภอแม่สาย จังหวัดเชียงราย ให้แก่โจทก์หรือไม่ โดยโจทก์ฎีกาว่า สัญญาจำนองที่ดินและบันทึกขึ้นเงินจำนองไม่ได้ประกันถึงหนี้ในอนาคต โดยเป็นประกันเฉพาะแต่หนี้ทุกประเภทที่โจทก์มีต่อจำเลยขณะทำสัญญาจำนองคือ สัญญากู้และสัญญาเบิกเงินเกินบัญชีเท่านั้น เมื่อโจทก์ชำระหนี้ตามสัญญาแล้ว จำเลยจึงต้องปลอดจำนองที่ดินให้แก่โจทก์ เห็นว่า ข้อเท็จจริงรับฟังเป็นยุติแล้วว่า เมื่อโจทก์ชำระหนี้ตามสัญญากู้และสัญญากู้เบิกเงินเกินบัญชี จำเลยได้ปลอดจำนองที่ดินให้แก่โจทก์แล้วจำนวน 17 แปลง อีกทั้งสัญญาจำนองที่ดินระบุไว้ว่า เป็นประกันหนี้และภาระผูกพันใดๆ ทุกชนิดของโจทก์ต่อจำเลยซึ่งย่อมหมายถึงเป็นการประกันหนี้ทุกประเภทที่โจทก์มีต่อจำเลย โดยมิได้มีข้อระบุจำกัดไว้ว่าเป็นประกันหนี้เฉพาะตามสัญญาเท่านั้น เมื่อโจทก์ชำระหนี้แต่เพียงบางส่วนยังมิได้ชำระให้แล้วเสร็จตามจำนวนหนี้ที่แท้จริง ที่ดินดังกล่าวก็ยังคงมีภาระผูกพันติดจำนองอยู่อีก โดยเฉพาะอย่างยิ่งที่ดินดังกล่าวเป็นส่วนถนนในโครงการซึ่งไม่มีการประเมินราคาเพื่อเป็นหลักทรัพย์ในการจำนองอีกด้วย ดังนั้น จำเลยจึงไม่จำต้องปลอดจำนองที่ดินดังกล่าวให้แก่โจทก์ ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 5 วินิจฉัยในปัญหานี้มานั้นชอบแล้ว ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาของโจทก์ในข้อนี้ฟังไม่ขึ้นเช่นกัน

มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยว่า โจทก์มีสิทธิเรียกดอกเบี้ยคืนหรือไม่ เพียงใด โดยจำเลยฎีกาว่า การที่โจทก์ยินยอมให้จำเลยหักชำระหนี้เงินกู้จากบัญชีกระแสรายวันตามสัญญากู้เบิกเงินเกินบัญชีมิใช่เป็นเรื่องการคิดดอกเบี้ยซ้อนดอกเบี้ย การคิดดอกเบี้ยของจำเลยจึงชอบด้วยข้อตกลงและวัตถุประสงค์ในการกู้ยืมเงินแล้ว เห็นว่า หนี้ตามสัญญากู้เบิกเงินเกินบัญชีกับหนี้ตามสัญญากู้เงินเป็นหนี้ต่างประเภทกัน โดยเป็นหนี้ต่างชนิดแยกต่างหากจากกันจึงมีเงื่อนไขและวิธีการในการคิดดอกเบี้ยแตกต่างกันไปตามที่คู่กรณีตกลงกัน เมื่อโจทก์กับจำเลยตกลงกันให้จำเลยหักเงินในบัญชีกระแสรายวันเพื่อชำระหนี้ในหนี้เงินกู้ จึงเป็นข้อตกลงที่มีผลผูกพันใช้บังคับกันได้ ดังนั้น เมื่อโจทก์ไม่มีเงินเหลืออยู่ในบัญชีกระแสรายวันที่จะให้จำเลยหักชำระหนี้เงินกู้ได้ จำเลยจึงตกลงยินยอมให้โจทก์เบิกเงินเกินบัญชีตามบัญชีกระแสรายวันเพื่อนำไปชำระหนี้เงินกู้ ซึ่งเป็นเหตุให้โจทก์ตกเป็นลูกหนี้ในหนี้อันจะต้องเสียดอกเบี้ยตามที่ตกลงกันไว้กับจำเลย การคิดดอกเบี้ยของจำเลยในกรณีนี้จึงเป็นการคิดดอกเบี้ยตามข้อตกลงหาใช่การคิดดอกเบี้ยซ้อนดอกเบี้ยแต่อย่างใดไม่ โจทก์จึงไม่มีสิทธิเรียกดอกเบี้ยจากหนี้ดังกล่าวคืนจากจำเลย ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 5 วินิจฉัยในปัญหานี้มานั้น ไม่ต้องด้วยความเห็นของศาลฎีกา ฎีกาของจำเลยในข้อนี้ฟังขึ้น

พิพากษาแก้เป็นว่า ให้ยกฟ้องโจทก์ ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสามศาลให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 369 ม. 370
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — บริษัทเชียงรายข้าวทอง จำกัด
จำเลย — ธนาคารเอเชีย จำกัด (มหาชน)
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดเชียงราย — นายเดชา คำสิทธิ
ศาลอุทธรณ์ภาค 5 — นายณัฐวัสส์ บัณฑิตอาภรณ์
ชื่อองค์คณะ
ธีระพงศ์ จิระภาค
วัส ติงสมิตร
ถมรัตน์ เลิศไพรวัน
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2541/2556
#537981
เปิดฉบับเต็ม

แม้ฟ้องแย้งของจำเลยจะเกี่ยวกับฟ้องเดิม ซึ่งทำให้สามารถยื่นเข้ามาในคำให้การได้ แต่ฟ้องแย้งมีลักษณะเป็นคำฟ้อง การเสนอคำฟ้องแย้ง จึงต้องอยู่ภายใต้บังคับ ป.วิ.พ. มาตรา 2 (1) เมื่อฟ้องแย้งของจำเลยมีทุนทรัพย์เกินกว่า 300,000 บาท จึงไม่อยู่ในอำนาจศาลแขวงที่จะรับคดีไว้พิจารณาตามพระธรรมนูญศาลยุติธรรม มาตรา 17 ประกอบมาตรา 25 (4) การจะนำ ป.วิ.พ. มาตรา 192 วรรคสี่ มาใช้บังคับแก่คดีได้นั้น จะต้องเป็นศาลชั้นต้นที่มีอำนาจพิจารณาพิพากษาคดีตามพระธรรมนูญศาลยุติธรรมด้วย

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องและแก้ไขคำฟ้องขอให้บังคับจำเลยชำระเงินจำนวน 244,375 บาท พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงินจำนวน 230,000 บาท นับถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์

จำเลยให้การ แก้ไขคำการ และฟ้องแย้งขอให้ยกฟ้องและขอให้บังคับโจทก์ชำระเงินจำนวน 307,500 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงินจำนวน 300,000 บาท นับแต่วันฟ้องแย้งเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่จำเลย

ศาลชั้นต้นมีคำสั่งรับคำให้การจำเลย ส่วนฟ้องแย้งของจำเลยมีทุนทรัพย์เกินสามแสนบาท ไม่อยู่ในอำนาจของศาลชั้นต้นที่จะพิจารณาพิพากษา จึงไม่รับฟ้องแย้ง

จำเลยอุทธรณ์คำสั่ง

ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ

จำเลยฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า มีปัญหาวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยว่า ศาลอุทธรณ์พิพากษายืนตามคำสั่งศาลชั้นต้นที่ไม่รับฟ้องแย้งของจำเลยไว้พิจารณาชอบหรือไม่ ที่จำเลยฎีกาอ้างว่า แม้ฟ้องแย้งของจำเลยมีทุนทรัพย์เกินกว่า 300,000 บาท ซึ่งทำให้ไม่อยู่ในอำนาจพิจารณาของศาลชั้นต้นก็ตาม แต่ฟ้องแย้งของจำเลยเป็นเรื่องที่เกี่ยวกับฟ้องเดิม และตามเจตนารมณ์ในการแก้ไขประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 192 วรรคสี่ ขึ้นใหม่ ก็เพื่อให้ศาลที่ไม่มีเขตอำนาจพิจารณาคดีดังเช่นศาลชั้นต้นมีอำนาจพิจารณาคดีในส่วนคำฟ้องแย้งของจำเลยได้ เพื่อความรวดเร็ว ประหยัดค่าใช้จ่ายและเป็นธรรมแก่คู่ความทุกฝ่าย เห็นว่า แม้ฟ้องแย้งของจำเลยจะเกี่ยวกับฟ้องเดิม ซึ่งทำให้จำเลยสามารถยื่นฟ้องแย้งมาในคำให้การได้ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 177 วรรคสาม ก็ตาม แต่ฟ้องแย้งมีลักษณะเป็นคำฟ้องตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 1 (3) ดังนั้น การเสนอคำฟ้องแย้งต่อศาลจึงต้องอยู่ในบังคับประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 2 (1) กล่าวคือ ศาลนั้นต้องมีอำนาจที่จะพิจารณาพิพากษาคดีตามฟ้องแย้งนั้นได้ตามบทบัญญัติแห่งกฎหมายว่าด้วยพระธรรมนูญศาลยุติธรรม เมื่อฟ้องแย้งของจำเลยมีทุนทรัพย์ 307,500 บาท เกินกว่า 300,000 บาท จึงไม่อยู่ในอำนาจศาลชั้นต้น ซึ่งเป็นศาลแขวงที่จะรับไว้พิจารณาพิพากษาได้ตามพระธรรมนูญศาลยุติธรรม มาตรา 17 ประกอบมาตรา 25 (4) ส่วนประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 192 วรรคสี่ ที่จำเลยอ้างมาในฎีกานั้น เป็นเรื่องวิธีพิจารณาคดีที่ให้อำนาจศาลชั้นต้นในกรณีที่จำเลยฟ้องแย้งเข้ามาในคดีมโนสาเร่ว่าจะดำเนินการพิจารณาคดีไปอย่างคดีสามัญหรืออย่างคดีมโนสาเร่อันเป็นวิธีพิจารณาวิสามัญ ซึ่งเป็นคนละเรื่องกับอำนาจพิจารณาพิพากษาคดีของศาลชั้นต้นตามบทบัญญัติแห่งกฎหมายว่าด้วยพระธรรมนูญศาลยุติธรรมกล่าวอีกนัยหนึ่งก็คือ ศาลที่มีอำนาจสั่งให้นำวิธีพิจารณาคดีตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 192 วรรคสี่ มาใช้บังคับแก่คดีได้ จะต้องเป็นศาลที่มีอำนาจพิจารณาพิพากษาคดีตามพระธรรมนูญศาลยุติธรรมได้ด้วย ที่ศาลอุทธรณ์พิพากษายืนมา ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาของจำเลยฟังไม่ขึ้น

พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ. ม. 2 (1) ม. 177 วรรคสาม ม. 192 วรรคสี่
พระธรรมนูญศาลยุติธรรม ม. 17 ม. 25 (4)
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — ห้างหุ้นส่วนจำกัด เจริญทรัพย์พลาสติก
จำเลย — บริษัทนงนุช อินเตอร์เนชั่นแนล จำกัด
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลแขวงธนบุรี — นายวรรณรัตน์ ชลวิชิต
ศาลอุทธรณ์ — นางจรรยา จีระเรืองรัตนา
ชื่อองค์คณะ
วรงค์พร จิระภาค
วิรุฬห์ แสงเทียน
ฉัตรไชย จันทร์พรายศรี
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2536/2556
#537958
เปิดฉบับเต็ม

การฟ้องคดีของโจทก์ซึ่งทำให้อายุความสะดุดหยุดลงย่อมเป็นคุณเฉพาะแก่ฝ่ายโจทก์ หาได้เป็นคุณแก่จำเลยทั้งสองซึ่งฟ้องแย้งด้วยไม่ เมื่อจำเลยทั้งสองฟ้องแย้งพ้นกำหนด 1 ปี นับแต่วันที่จำเลยทั้งสองรู้ถึงการละเมิดและรู้ตัวผู้จะพึงต้องใช้ค่าสินไหมทดแทน ฟ้องแย้งของจำเลยทั้งสองจึงขาดอายุความตาม ป.พ.พ. มาตรา 448 วรรคหนึ่ง

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยทั้งสองในฐานะทายาทโดยธรรมของผู้ตายร่วมกันชำระค่าเสียหาย

294,958 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงิน 274,590 บาท นับถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์

จำเลยทั้งสองให้การและฟ้องแย้งขอให้ยกฟ้องและพิพากษาให้โจทก์ชำระค่าเสียหาย 276,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 15 ต่อปี ของต้นเงินดังกล่าวนับแต่วันที่ 31 กรกฎาคม 2552 เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่จำเลยทั้งสอง

โจทก์ให้การแก้ฟ้องแย้งขอให้ยกฟ้องแย้ง

ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง ให้โจทก์ชำระค่าเสียหาย 50,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงินดังกล่าวนับแต่วันที่ 31 พฤษภาคม 2551 เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่จำเลยทั้งสอง ให้โจทก์ใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนจำเลยทั้งสอง โดยกำหนดค่าทนายความ 3,000 บาท

โจทก์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 3 พิพากษากลับ ให้จำเลยทั้งสองร่วมกันชำระเงิน 150,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันที่ 31 พฤษภาคม 2551 เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ กับให้จำเลยทั้งสองร่วมกันใช้ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสองศาลแทนโจทก์ เฉพาะค่าขึ้นศาลให้ใช้แทนเท่าทุนทรัพย์ที่โจทก์ชนะคดี โดยกำหนดค่าทนายความรวม 6,000 บาท แต่ทั้งนี้จำเลยทั้งสองไม่ต้องร่วมกันรับผิดเกินกว่าทรัพย์มรดกของนายสุข ผู้ตายที่ตกทอดได้แก่จำเลยทั้งสองให้ยกฟ้องแย้งของจำเลยทั้งสอง ค่าฤชาธรรมเนียมในส่วนของฟ้องแย้งให้เป็นพับ

จำเลยทั้งสองฎีกา โดยผู้พิพากษาที่ได้นั่งพิจารณาคดีในศาลชั้นต้นรับรองว่ามีเหตุสมควรที่จะฎีกาในข้อเท็จจริงได้

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงที่คู่ความไม่ได้โต้เถียงกันรับฟังเป็นยุติว่า นายสุทธิมล พนักงานขับรถยนต์โดยสารของโจทก์ขับรถยนต์โดยสารหมายเลขทะเบียน 10 - 7154 นครราชสีมาจากจังหวัดมุกดาหารมุ่งหน้าไปจังหวัดยโสธร เมื่อมาถึงที่เกิดเหตุบริเวณสี่แยกถนนเลี่ยงเมืองตัดกับถนนวารีราชเดช รถยนต์คันดังกล่าวได้เฉี่ยวชนกับรถยนต์บรรทุกหกล้อหมายเลขทะเบียน 80 - 0578 ยโสธร ซึ่งนายสุข เป็นคนขับ รถยนต์ของโจทก์ได้รับความเสียหาย ส่วนนายสุขถึงแก่ความตายในที่เกิดเหตุ

มีปัญหาวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยทั้งสองประการแรกว่า ฟ้องแย้งของจำเลยทั้งสองขาดอายุความหรือไม่ โดยจำเลยทั้งสองฎีกาว่า โจทก์และจำเลยทั้งสองต่างฟ้องเรียกค่าเสียหายในมูลละเมิดเหตุเดียวกัน การฟ้องคดีของโจทก์ย่อมทำให้อายุความสะดุดหยุดลง เมื่อจำเลยทั้งสองให้การและฟ้องแย้งภายในระยะเวลาที่กฎหมายกำหนด อายุความในการเรียกค่าเสียหายของจำเลยทั้งสองจึงต้องสะดุดหยุดลงด้วยนั้น เห็นว่า แม้การฟ้องคดีของโจทก์และการฟ้องแย้งของจำเลยทั้งสองจะเป็นการใช้สิทธิเรียกร้องค่าสินไหมทดแทนในมูลละเมิดเหตุเดียวกัน แต่การที่จำเลยทั้งสองฟ้องแย้งโจทก์เป็นการกล่าวอ้างว่าจำเลยทั้งสองเป็นเจ้าหนี้ ส่วนโจทก์เป็นลูกหนี้ โจทก์กับจำเลยทั้งสองจึงเป็นคนละฝ่ายกัน การฟ้องคดีของโจทก์ซึ่งทำให้อายุความสะดุดหยุดลงย่อมเป็นคุณเฉพาะแก่ฝ่ายโจทก์ หาได้เป็นคุณแก่จำเลยทั้งสองซึ่งฟ้องแย้งด้วยไม่ เมื่อจำเลยทั้งสองฟ้องแย้งพ้นกำหนด 1 ปี นับแต่วันที่จำเลยทั้งสองรู้ถึงการละเมิดและรู้ตัวผู้จะพึงต้องใช้ค่าสินไหมทดแทน ฟ้องแย้งของจำเลยทั้งสองจึงขาดอายุความตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 448 วรรคหนึ่ง

พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 422 ม. 448 วรรคหนึ่ง
พ.ร.บ.จราจรทางบก พ.ศ.2522 ม. 71 (1)
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — บริษัทนครชัยทัวร์ จำกัด
จำเลย — นางล้าน สว่างแสง กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดยโสธร — นายสัมฤทธิ์ ทินบุตร
ศาลอุทธรณ์ภาค 3 — นายสุนทร เฟื่องวิวัฒน์
ชื่อองค์คณะ
รัตน กองแก้ว
อร่าม แย้มสอาด
กษิดิ์เดช จีนสลุต
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2520/2556
#537976
เปิดฉบับเต็ม

การที่จำเลยที่ 1 ทำสัญญาโอนสิทธิเรียกร้องที่จำเลยที่ 1 มีต่อจำเลยที่ 2 ในค่าก่อสร้างอาคารให้แก่โจทก์ ซึ่งขณะทำสัญญาโอนสิทธิเรียกร้องนั้นจำเลยที่ 1 อยู่ระหว่างก่อสร้างอาคารให้แก่จำเลยที่ 2 และยังไม่ทราบจำนวนค่าวัสดุก่อสร้างที่จำเลยที่ 1 ซื้อจากโจทก์ จึงทำสัญญาโอนสิทธิเรียกร้องไว้จำนวน 10,250,000 บาท ซึ่งเป็นจำนวนที่จำเลยที่ 1 จะได้รับจากจำเลยที่ 2 ทั้งหมดตามสัญญาจ้างเผื่อไว้ โดยสัญญาโอนสิทธิเรียกร้อง ข้อ 2 ระบุว่าหากเงินที่ได้รับโอนตามสิทธิเรียกร้องเกินกว่าหนี้ที่จำเลยที่ 1 มีต่อโจทก์ ให้โจทก์คืนส่วนที่เกินแก่จำเลยที่ 1 ในวันที่โจทก์ได้รับเงินจากจำเลยที่ 2 แสดงว่าโจทก์และจำเลยที่ 1 ตกลงโอนสิทธิเรียกร้องตามจำนวนค่าวัสดุก่อสร้างที่ซื้อไปจากโจทก์เท่านั้น แม้สัญญาโอนสิทธิเรียกร้อง ข้อ 3 จะมีข้อตกลงว่า หากเกิดความเสียหายใดๆ แก่ผู้รับโอนอันเนื่องมาจากการรับโอนสิทธิในการรับเงินรายนี้ ผู้โอนยินยอมชดใช้ค่าสินไหมทดแทนแก่ผู้รับโอนทั้งสิ้นก็ตาม ก็เป็นกรณีที่จำเลยที่ 1 ยินยอมผูกพันยอมชำระหนี้แก่โจทก์แม้จะได้โอนสิทธิเรียกร้องดังกล่าวให้แก่โจทก์แล้ว ข้อตกลงดังกล่าวเป็นเพียงข้อตกลงผิดแผกแตกต่างจากบทบัญญัติของกฎหมายและไม่ใช่กฎหมายอันเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยหรือศีลธรรมอันดีหรือเป็นข้อตกลงที่ต้องห้ามตามกฎหมายจึงย่อมมีผลบังคับได้ เมื่อโจทก์บอกกล่าวการโอนสิทธิเรียกร้องให้จำเลยที่ 2 ทราบแล้ว การโอนสิทธิเรียกร้องก็สมบูรณ์ตามกฎหมายโดยจำเลยที่ 2 ไม่อาจโต้แย้งการโอนสิทธิเรียกร้องได้ จำเลยที่ 2 จึงต้องรับผิดชำระหนี้ตามสิทธิเรียกร้องแก่โจทก์

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องและแก้ไขคำฟ้องขอให้บังคับจำเลยทั้งสองร่วมกันชำระเงินแก่โจทก์จำนวน 4,100,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จ

จำเลยที่ 1 ขาดนัดยื่นคำให้การ

จำเลยที่ 2 ให้การขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยที่ 2 ชำระเงินแก่โจทก์จำนวน 3,856,682.25 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันที่ 14 มิถุนายน 2550 เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จ และให้จำเลยที่ 2 ใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ โดยกำหนดค่าทนายความ 5,000 บาท ส่วนจำเลยที่ 1 ให้ยกฟ้อง ค่าฤชาธรรมเนียมระหว่างโจทก์กับจำเลยที่ 1 ให้เป็นพับ

จำเลยที่ 2 อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 7 พิพากษาแก้เป็นว่า ให้ยกฟ้องโจทก์สำหรับจำเลยที่ 2 และให้โจทก์ใช้ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสองศาลแทนจำเลยที่ 2 โดยกำหนดค่าทนายความรวม 6,000 บาท นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

โจทก์ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ว่า จำเลยที่ 2 ต้องรับผิดชำระหนี้ตามสิทธิเรียกร้องที่จำเลยที่ 1 โอนให้แก่โจทก์หรือไม่ เพียงใด เห็นว่า การที่โจทก์และจำเลยที่ 1 ทำสัญญาโอนสิทธิเรียกร้องที่จำเลยที่ 1 มีต่อจำเลยที่ 2 ให้แก่โจทก์ตามสัญญาโอนสิทธิเรียกร้องการรับเงิน ซึ่งขณะทำสัญญาจำเลยที่ 1 อยู่ระหว่างทำการก่อสร้างให้แก่จำเลยที่ 2 และยังไม่ทราบว่าจำนวนค่าวัสดุก่อสร้างที่จำเลยที่ 1 ซื้อจากโจทก์ จึงมีการทำสัญญาโอนสิทธิเรียกร้องไว้จำนวน 10,250,000 บาท ตามจำนวนที่จำเลยที่ 1 จะได้รับจากจำเลยที่ 2 ทั้งหมดตามสัญญาเผื่อไว้ โดยในข้อ 2 ของสัญญาระบุว่าหากเงินที่ได้รับโอนตามสิทธิเรียกร้องเกินกว่าหนี้ของจำเลยที่ 1 ที่มีต่อโจทก์ให้โจทก์คืนส่วนที่เกินแก่จำเลยที่ 1 ในวันที่รับเงินจากจำเลยที่ 2 แสดงว่าโจทก์และจำเลยที่ 1 ตกลงโอนสิทธิเรียกร้องตามจำนวนค่าวัสดุอุปกรณ์ก่อสร้างที่ซื้อไปจากโจทก์เท่านั้น แม้ตามสัญญาโอนสิทธิเรียกร้องข้อ 3 จะมีข้อตกลงว่า หากเกิดความเสียหายใดๆ แก่ผู้รับโอนอันเนื่องมาจากการรับโอนสิทธิในการรับเงินรายนี้ ผู้โอนยินยอมชดใช้ค่าสินไหมทดแทนแก่ผู้รับโอนทั้งสิ้นก็ตาม ก็เป็นกรณีที่จำเลยที่ 1 ยินยอมผูกพันยอมชำระหนี้แก่โจทก์แม้จะได้โอนสิทธิเรียกร้องดังกล่าวแก่โจทก์แล้ว ข้อตกลงดังกล่าวเป็นเพียงข้อตกลงผิดแผกแตกต่างจากบทบัญญัติของกฎหมาย และไม่ใช่กฎหมายอันเกี่ยวกับความสงบเรียบร้อยหรือศีลธรรมอันดี หรือเป็นข้อตกลงที่ต้องห้ามตามกฎหมาย จึงย่อมมีผลบังคับได้เมื่อโจทก์ได้บอกกล่าวการโอนสิทธิเรียกร้องให้จำเลยที่ 2 ทราบแล้ว การโอนสิทธิเรียกร้องก็สมบูรณ์ตามกฎหมายโดยจำเลยที่ 2 ไม่อาจโต้แย้งการโอนสิทธิเรียกร้องได้ จำเลยที่ 2 จึงต้องรับผิดชำระหนี้ตามสิทธิเรียกร้องแก่โจทก์ ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 7 พิพากษายกฟ้องโจทก์สำหรับจำเลยที่ 2 มานั้น ศาลฎีกาไม่เห็นพ้องด้วย ฎีกาของโจทก์ฟังขึ้น

พิพากษาแก้เป็นว่า ให้บังคับคดีสำหรับจำเลยที่ 2 ไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น ให้จำเลยที่ 2 ใช้ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสามศาลแทนโจทก์ เฉพาะค่าขึ้นศาลให้ใช้แทนเท่าจำนวนทุนทรัพย์ที่โจทก์ชนะคดี โดยกำหนดค่าทนายความรวม 20,000 บาท นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 7
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 150 ม. 151 ม. 303 ม. 306
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — บริษัทบ้านบ่อค้าไม้ (1992) จำกัด
ห้างหุ้นส่วนจำกัด อำนวยศิลป์อลูมิเนียม
จำเลย — และก่อสร้าง กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดกาญจนบุรี — นายสุวีร์ ตรียุทธนากุล
ศาลอุทธรณ์ภาค 7 — นายปณัฏฐ์สรณ์ จิวัธยากูล
ชื่อองค์คณะ
สมชาย พันธุมะโอภาส
พิศล พิรุณ
ทวีป ตันสวัสดิ์
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2496/2556
#538057
เปิดฉบับเต็ม

ป.วิ.อ. มาตรา 158 (5) (6) บัญญัติถึงสิ่งซึ่งเป็นสาระสำคัญที่ฟ้องต้องมี ได้แก่ การกระทำทั้งหลายที่อ้างว่าจำเลยได้กระทำความผิด ข้อเท็จจริงและรายละเอียดที่เกี่ยวกับเวลาและสถานที่ซึ่งเกิดการกระทำนั้น ๆ อีกทั้งบุคคลหรือสิ่งของที่เกี่ยวข้องด้วยพอสมควรเท่าที่จะให้จำเลยเข้าใจข้อหาได้ดี และอ้างมาตราในกฎหมายซึ่งบัญญัติว่าการกระทำเช่นนั้นเป็นความผิด ฉะนั้น แม้ตามมาตรา 2 แห่ง พ.ร.บ.การเลือกตั้งสมาชิกสภาท้องถิ่นหรือผู้บริหารท้องถิ่น พ.ศ.2545 บัญญัติว่า พ.ร.บ.นี้จะใช้บังคับแก่การเลือกตั้งสมาชิกสภาท้องถิ่นหรือผู้บริหารท้องถิ่นขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นประเภทใดและเมื่อใด ให้ตราเป็น พ.ร.ฎ ก็ตาม แต่ข้อที่ว่าได้มีการตราเป็น พ.ร.ฎ. แล้วหรือไม่ มิใช่เป็นข้อเท็จจริงอันเกี่ยวกับกฎหมายที่บัญญัติว่าการกระทำเช่นนั้นเป็นความผิดที่โจทก์ต้องกล่าวมาในฟ้อง หากแต่เป็นเรื่องการมีผลบังคับใช้ของกฎหมายซึ่งศาลย่อมต้องรู้เองได้เมื่อปรากฏว่า ขณะเกิดเหตุมีการตรา พ.ร.ฎ. ให้ใช้ พ.ร.บ.การเลือกตั้งสมาชิกสภาท้องถิ่นหรือผู้บริหารท้องถิ่น พ.ศ.2545 แก่การเลือกตั้งสมาชิกสภาท้องถิ่นหรือผู้บริหารท้องถิ่นขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น พ.ศ.2546 โดยให้ใช้บังคับได้ตั้งแต่วันถัดจากวันที่ประกาศในราชกิจจานุเบกษาเป็นต้นไป (ประกาศในราชกิจจานุเบกษาเมื่อวันที่ 3 มีนาคม 2546) ดังนี้ พ.ร.บ.การเลือกตั้งสมาชิกสภาท้องถิ่นหรือผู้บริหารท้องถิ่น พ.ศ.2545 จึงใช้บังคับแก่จำเลยทั้งสองในคดีนี้ได้และโดยโจทก์ไม่ต้องกล่าวมาในฟ้อง

พ.ร.บ.การเลือกตั้งสมาชิกสภาท้องถิ่นหรือผู้บริหารท้องถิ่น พ.ศ.2545 มาตรา 43 บัญญัติไว้ชัดแจ้งแล้วว่า การกระทำเพื่อประโยชน์ในการเลือกตั้งโดยมิชอบ หมายรวมถึงการดำเนินการย้ายบุคคลเข้ามาในทะเบียนบ้านที่มีลักษณะอย่างใดอย่างหนึ่งในสามกรณี ดังนั้น เมื่อโจทก์บรรยายฟ้องว่า จำเลยทั้งสองร่วมกันย้ายบุคคลผู้มีชื่อเข้ามาในทะเบียนบ้านโดยบุคคลผู้มีชื่อทั้งหมดมิได้อยู่อาศัยจริงอันเข้าข้อสันนิษฐานตามกฎหมายว่าเป็นการย้ายบุคคลเข้ามาในทะเบียนบ้านเพื่อประโยชน์ในการเลือกตั้งโดยมิชอบ ย่อมถือเป็นคำฟ้องที่แจ้งชัดและครบถ้วนในการกระทำทั้งหลายที่เป็นองค์ประกอบความผิดตาม พ.ร.บ.การเลือกตั้งสมาชิกสภาท้องถิ่นหรือผู้บริหารท้องถิ่น พ.ศ.2545 มาตรา 43 วรรคหนึ่ง ซึ่งต้องรับโทษตามมาตรา 113 พอสมควรเท่าที่จะให้จำเลยทั้งสองเข้าใจข้อหาได้ดีแล้ว ฟ้องโจทก์จึงเป็นฟ้องที่สมบูรณ์ตาม ป.วิ.อ. มาตรา 158 (5)

พ.ร.บ.การเลือกตั้งสมาชิกสภาท้องถิ่นหรือผู้บริหารท้องถิ่น พ.ศ.2545 เป็นบทบัญญัติเพื่อที่จะให้การเลือกตั้งสมาชิกสภาท้องถิ่นหรือผู้บริหารท้องถิ่นเป็นไปโดยสุจริตและเที่ยงธรรม ซึ่งการดำเนินการย้ายบุคคลเข้ามาในทะเบียนบ้านเพื่อประโยชน์ในการเลือกตั้งโดยมิชอบ โดยบุคคลนั้นมิได้อยู่อาศัยจริงนั้นเป็นการจัดตั้งตัวบุคคลเพื่อที่จะให้ลงคะแนนเลือกตั้งให้แก่ผู้สมัครรับเลือกตั้งคนหนึ่งคนใดอย่างชัดเจน จำนวนของบุคคลที่ย้ายเข้ามาในทะเบียนบ้านจึงมีผลต่อการเลือกตั้งโดยตรง ดังนั้นแม้การดำเนินการย้ายบุคคลเข้ามาในทะเบียนบ้านโดยมีเจตนาเดียวเพื่อประโยชน์ในการเลือกตั้งโดยมิชอบ แต่เมื่อจำนวนของบุคคลที่ย้ายเข้ามาในทะเบียนบ้านซึ่งมีสามารถลงคะแนนเลือกตั้งได้หนึ่งคนต่อหนึ่งคะแนนประกอบกับการดำเนินการย้ายบุคคลเข้ามาในทะเบียนบ้านเป็นสิทธิเฉพาะตัวที่ต้องทำเป็นรายบุคคล แม้จะมีการแจ้งย้ายเข้ารวมกันมาในใบแจ้งการย้ายที่อยู่ใบเดียว ก็ยังต้องถือว่าเป็นความผิดรายกระทงตามจำนวนของบุคคลแต่ละคนที่มีการดำเนินการย้ายเข้ามาในทะเบียนบ้าน

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยทั้งสองตามพระราชบัญญัติการเลือกตั้งสมาชิกสภาท้องถิ่นหรือผู้บริหารท้องถิ่น พ.ศ.2545 มาตรา 4, 43, 113 ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83, 91

จำเลยทั้งสองให้การปฏิเสธ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยทั้งสองมีความผิดตามพระราชบัญญัติการเลือกตั้งสมาชิกสภาท้องถิ่นหรือผู้บริหารท้องถิ่น พ.ศ.2545 มาตรา 43 วรรคหนึ่ง (2) (ที่ถูก มาตรา 43 วรรคหนึ่ง วรรคสอง (2)), 113 ประกอบประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83 การกระทำของจำเลยทั้งสองเป็นการกระทำความผิดหลายกรรมต่างกัน ให้ลงโทษทุกกรรมเป็นกระทงความผิดไปตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 จำคุกกระทงละ 2 ปี จำเลยที่ 1 กระทำความผิด 3 กระทง รวมจำคุก 6 ปี จำเลยที่ 2 กระทำความผิด 2 กระทง รวมจำคุก 4 ปี

จำเลยทั้งสองอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 3 พิพากษาแก้เป็นว่า การกระทำของจำเลยทั้งสองเป็นกรรมเดียว ให้จำคุกจำเลยทั้งสองคนละ 1 ปี นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

โจทก์และจำเลยทั้งสองฎีกา โดยผู้พิพากษาซึ่งลงชื่อในคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 3 อนุญาตให้จำเลยทั้งสองฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงที่มิได้โต้เถียงกันในชั้นนี้ฟังเป็นยุติว่า ผู้อำนวยการการเลือกตั้งประจำเทศบาลตำบลสังขะ จังหวัดสุรินทร์ ประกาศให้มีการเลือกตั้งนายกเทศมนตรีตำบลสังขะและสมาชิกสภาเทศบาลตำบลสังขะ เนื่องจากการดำรงตำแหน่งครบวาระ โดยกำหนดวันเลือกตั้งในวันที่ 12 พฤศจิกายน 2549 จำเลยที่ 1 เป็นผู้สมัครรับเลือกตั้งเป็นสมาชิกสภาเทศบาลตำบลสังขะ เขตเลือกตั้งที่ 2 หมายเลข 1 ในนามกลุ่มรักสังขะที่มีนางกิ่งกาญจน์ พี่สาวของจำเลยที่ 1 สมัครเป็นนายกเทศมนตรีตำบลสังขะ นายมิง บิดาจดทะเบียนให้ที่ดินตามหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส.3ก) เลขที่ 3994 หมู่ที่ 1 ตำบลสังขะ อำเภอสังขะ จังหวัดสุรินทร์ พร้อมสิ่งปลูกสร้างบ้านเลขที่ 363 ซึ่งเป็นห้องแถวครึ่งตึกครึ่งไม้ 2 ชั้น จำนวน 4 ห้อง แก่จำเลยที่ 1 จำเลยที่ 1 ยื่นคำร้องขอเลขรหัสประจำบ้านสำหรับห้องแถวทั้ง 4 ห้อง เพื่อกำหนดเลขหมายและจัดทำทะเบียนบ้านเลขที่ 363, 363/1, 363/2 และ 363/3 จำเลยที่ 1 แจ้งย้ายจำเลยที่ 2 ซึ่งเป็นบิดาภริยาของนายฉัตร ผู้สมัครรับเลือกตั้งเป็นสมาชิกสภาเทศบาลตำบลสังขะ เขตเลือกตั้งที่ 2 หมายเลข 5 กลุ่มรักสังขะ เข้ามาในทะเบียนบ้านเลขที่ 363/1 ในฐานะเป็นเจ้าบ้านและยินยอมให้นางคูณ ภริยาของจำเลยที่ 2 เข้ามาในทะเบียนบ้านเลขที่ 363/1 ในฐานะผู้อาศัย จำเลยที่ 2 ในฐานะเจ้าบ้านยินยอมให้นางบุญเรือน นายกาย นางเสียง และนางหรือนางสาววรรณา ย้ายเข้ามาในทะเบียนบ้านเลขที่ 363/1 จำเลยที่ 2 ในฐานะเจ้าบ้านยินยอมให้นายฉันท์ นางแอม และนางอุทัยย้ายเข้ามาในทะเบียนบ้านเลขที่ 363/1 จำเลยที่ 2 นางคูณ นางบุญเรือน นายกาย นางเสียง นางหรือนางสาววรรณา นายฉันท์ นางแอมและนางอุทัยต่างไปใช้สิทธิเลือกตั้ง ตามสำเนาบัญชีชื่อผู้มีสิทธิเลือกตั้งและบัญชีรายชื่อผู้ไม่ไปใช้สิทธิเลือกตั้ง คณะกรรมการการเลือกตั้งประกาศผลการเลือกตั้งสมาชิกสภาเทศบาลตำบลสังขะ ซึ่งจำเลยที่ 2 และนายฉัตรได้รับเลือกตั้งด้วย ต่อมาจำเลยที่ 2 นางหรือนางสาววรรณาและนางบุญเรือนย้ายออกจากทะเบียนบ้านเลขที่ 363/1 โดยย้ายเข้าที่บ้านเลขที่เดิมของตน ตามสำเนาใบรับแจ้งการย้ายออก แต่ก่อนการเลือกตั้งมีผู้สมัครรับเลือกตั้งเป็นสมาชิกสภาเทศบาลตำบลสังขะหลายคนร้องเรียนต่อคณะกรรมการการเลือกตั้งประจำจังหวัดสุรินทร์ว่า มีการย้ายชื่อจำเลยที่ 2 และพวกรวม 9 คน เข้ามาในทะเบียนบ้านเลขที่ 363/1 ของจำเลยที่ 1 โดยบุคคลเหล่านั้นมิใช่ญาติและมิได้อาศัยอยู่จริง คณะกรรมการการเลือกตั้งซึ่งได้รับรายงานการสืบสวนสอบสวนและความเห็นของคณะกรรมการการเลือกตั้งประจำจังหวัดสุรินทร์และเลขาธิการคณะกรรมการการเลือกตั้ง พิจารณาแล้วมีคำวินิจฉัยสั่งการในส่วนของจำเลยที่ 1 ว่า จำเลยที่ 1 เป็นผู้ก่อให้ผู้อื่นกระทำ สนับสนุนหรือรู้เห็นเป็นใจให้บุคคลอื่นกระทำการ อันเป็นการฝ่าฝืนมาตรา 43 แห่งพระราชบัญญัติการเลือกตั้งสมาชิกสภาท้องถิ่นหรือผู้บริหารท้องถิ่น พ.ศ.2545 จึงให้เพิกถอนสิทธิเลือกตั้งและให้มีการเลือกตั้งใหม่ในส่วนของจำเลยที่ 1 กับให้ดำเนินคดีอาญาแก่จำเลยที่ 1 ตามสำเนาคำวินิจฉัยสั่งการ

คดีนี้ทั้งโจทก์และจำเลยทั้งสองฎีกา จึงเห็นควรวินิจฉัยฎีกาไปตามรูปคดี โดยวินิจฉัยฎีกาของจำเลยทั้งสองก่อนในประเด็นว่า จำเลยทั้งสองกระทำความผิดตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 4 หรือไม่ ที่จำเลยทั้งสองฎีกาข้อแรกว่า พระราชบัญญัติการเลือกตั้งสมาชิกสภาท้องถิ่นหรือผู้บริหารท้องถิ่น พ.ศ.2545 มีผลบังคับใช้เมื่อมีการตราพระราชกฤษฎีกา ทั้งนี้ ตามมาตรา 2 แห่งพระราชบัญญัติการเลือกตั้งสมาชิกสภาท้องถิ่นหรือผู้บริหารท้องถิ่น พ.ศ.2545 แม้มิใช่องค์ประกอบความผิด แต่โจทก์ก็ต้องบรรยายฟ้องว่าการกระทำของจำเลยทั้งสองเป็นความผิดตามกฎหมายใด เพราะเหตุใด การที่โจทก์มิได้บรรยายฟ้องว่าได้มีการตราพระราชกฤษฎีกาแล้วหรือไม่ จึงลงโทษจำเลยทั้งสองตามพระราชบัญญัติการเลือกตั้งสมาชิกสภาท้องถิ่นหรือผู้บริหารท้องถิ่น พ.ศ.2545 ไม่ได้นั้น เห็นว่า ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 158 (5) (6) บัญญัติถึงสิ่งซึ่งเป็นสาระสำคัญที่ฟ้องต้องมี ได้แก่ การกระทำทั้งหลายที่อ้างว่าจำเลยได้กระทำความผิด ข้อเท็จจริงและรายละเอียดที่เกี่ยวกับเวลาและสถานที่ซึ่งเกิดการกระทำนั้นๆ อีกทั้งบุคคลหรือสิ่งของที่เกี่ยวข้องด้วยพอสมควรเท่าที่จะให้จำเลยเข้าใจข้อหาได้ดี และอ้างมาตราในกฎหมายซึ่งบัญญัติว่าการกระทำเช่นนั้นเป็นความผิด ฉะนั้น แม้ตามมาตรา 2 แห่งพระราชบัญญัติการเลือกตั้งสมาชิกสภาท้องถิ่นหรือผู้บริหารท้องถิ่น พ.ศ.2545 บัญญัติว่า พระราชบัญญัตินี้จะใช้บังคับแก่การเลือกตั้งสมาชิกสภาท้องถิ่นหรือผู้บริหารท้องถิ่นขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นประเภทใดและเมื่อใด ให้ตราเป็นพระราชกฤษฎีกา ก็ตาม แต่ข้อที่ว่าได้มีการตราเป็นพระราชกฤษฎีกาแล้วหรือไม่ มิใช่เป็นข้อเท็จจริงอันเกี่ยวกับกฎหมายที่บัญญัติว่า การกระทำเช่นนั้นเป็นความผิดที่โจทก์ต้องกล่าวมาในฟ้อง หากแต่เป็นเรื่องการมีผลบังคับใช้ของกฎหมายซึ่งศาลย่อมต้องรู้เองได้ เมื่อปรากฏว่า ขณะเกิดเหตุมีการตราพระราชกฤษฎีกาให้ใช้พระราชบัญญัติการเลือกตั้งสมาชิกสภาท้องถิ่นหรือผู้บริหารท้องถิ่น พ.ศ.2545 แก่การเลือกตั้งสมาชิกสภาท้องถิ่นหรือผู้บริหารท้องถิ่นขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น พ.ศ.2546 โดยให้ใช้บังคับได้ตั้งแต่วันถัดจากวันที่ประกาศในราชกิจจานุเบกษาเป็นต้นไป (ประกาศในราชกิจจานุเบกษาเมื่อวันที่ 3 มีนาคม 2546) ดังนี้ พระราชบัญญัติการเลือกตั้งสมาชิกสภาท้องถิ่นหรือผู้บริหารท้องถิ่น พ.ศ.2545 จึงใช้บังคับแก่จำเลยทั้งสองในคดีนี้ได้และโดยโจทก์ไม่ต้องกล่าวมาในฟ้อง ที่จำเลยทั้งสองฎีกาอีกว่า ฟ้องโจทก์ที่บรรยายว่า การย้ายบุคคลเข้ามาในทะเบียนบ้านเพื่อประโยชน์ในการเลือกตั้งสมาชิกสภาเทศบาลตำบลสังขะโดยมิชอบนั้น จำเลยทั้งสองไม่เข้าใจว่ามิชอบด้วยประการใด วิธีใดและอย่างไร คำฟ้องโจทก์จึงไม่ชอบ เห็นว่า พระราชบัญญัติการเลือกตั้งสมาชิกสภาท้องถิ่นหรือผู้บริหารท้องถิ่น พ.ศ. 2545 มาตรา 43 บัญญัติว่า "ห้ามมิให้ผู้ใดดำเนินการย้ายบุคคลเข้ามาในทะเบียนบ้านเพื่อประโยชน์ในการเลือกตั้งโดยมิชอบ

กรณีดังต่อไปนี้ให้สันนิษฐานว่าเป็นการย้ายบุคคลเข้ามาในทะเบียนบ้านเพื่อประโยชน์ในการเลือกตั้งโดยมิชอบด้วย เว้นแต่คณะกรรมการการเลือกตั้งประจำจังหวัดพิจารณาแล้วเห็นว่า เป็นการย้ายโดยมีเหตุผลอันสมควร

(1) การย้ายบุคคลตั้งแต่สิบคนขึ้นไปซึ่งไม่มีชื่อสกุลเดียวกับเจ้าบ้านเข้ามาในทะเบียนบ้านเพื่อให้บุคคลดังกล่าวมีสิทธิเลือกตั้งที่จะมีขึ้นภายในสองปีนับแต่วันที่ย้ายเข้ามาในทะเบียนบ้าน

(2) การย้ายบุคคลเข้ามาในทะเบียนบ้านโดยบุคคลนั้นมิได้อยู่อาศัยจริง

(3) การย้ายบุคคลเข้ามาในทะเบียนบ้านโดยมิได้รับความยินยอมจากเจ้าบ้าน"

จากบทบัญญัติดังกล่าวกฎหมายได้บัญญัติไว้ชัดแจ้งแล้วว่า การกระทำเพื่อประโยชน์ในการเลือกตั้งโดยมิชอบ หมายรวมถึงการดำเนินการย้ายบุคคลเข้ามาในทะเบียนบ้านที่มีลักษณะอย่างใดอย่างหนึ่งในสามกรณีดังกล่าวด้วย ดังนั้น เมื่อโจทก์บรรยายฟ้องว่า จำเลยทั้งสองร่วมกันย้ายบุคคลผู้มีชื่อเข้ามาในทะเบียนบ้านโดยบุคคลผู้มีชื่อทั้งหมดมิได้อยู่อาศัยจริง อันเข้าข้อสันนิษฐานตามกฎหมายว่าเป็นการย้ายบุคคลเข้ามาในทะเบียนบ้านเพื่อประโยชน์ในการเลือกตั้งโดยมิชอบ ย่อมถือเป็นคำฟ้องที่แจ้งชัดและครบถ้วนในการกระทำทั้งหลายที่เป็นองค์ประกอบความผิดตามพระราชบัญญัติการเลือกตั้งสมาชิกสภาท้องถิ่นหรือผู้บริหารท้องถิ่น พ.ศ.2545 มาตรา 43 วรรคหนึ่ง ซึ่งต้องรับโทษตามมาตรา 113 พอสมควรเท่าที่จะให้จำเลยทั้งสองเข้าใจข้อหาได้ดีแล้ว ฟ้องโจทก์จึงเป็นฟ้องที่สมบูรณ์ ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 158 (5) ไม่เป็นฟ้องที่มิชอบหรือเคลือบคลุม ฎีกาข้อนี้ของจำเลยทั้งสองฟังไม่ขึ้น

มีปัญหาวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยทั้งสองในข้อต่อไปว่า จำเลยทั้งสองดำเนินการย้ายบุคคลเข้ามาในทะเบียนบ้านเพื่อประโยชน์ในการเลือกตั้งโดยมิชอบหรือไม่ เห็นว่า นายสิทธิวัชร์และนางพรรณเป็นประจักษ์พยานที่อยู่ใกล้กับบ้านเลขที่ 363/1 โดยนายสิทธิวัชร์เป็นผู้ใหญ่บ้านท้องที่ด้วย เชื่อว่าพยานทั้งสองรู้เห็นความเป็นไปของบ้านได้ดี ที่นายสิทธิวัชร์ทราบเพียงว่าเป็นบ้านของบิดานายกเทศบาลตำบลสังขะในลักษณะซึ่งเป็นที่รับรู้ของชาวบ้านทั่วไป บ่งชี้ว่านายสิทธิวัชร์เบิกความไปตามข้อเท็จจริงเท่าที่พยานรู้เห็นมาโดยมิได้มุ่งปรักปรำผู้ใด ส่วนนางพรรณเป็นเพียงชาวบ้านซึ่งไม่มีเหตุที่ต้องบิดเบือนเรื่องราวให้เป็นคุณหรือเป็นโทษแก่บุคคลใดเช่นกัน คำเบิกความพยานทั้งสองจึงมีน้ำหนักในการรับฟัง และโจทก์ยังมีนายทวน กำนันตำบลสังขะ เบิกความว่า ในปี 2548 ถึงปี 2549 พยานคงพบเห็นจำเลยที่ 2 และนางคูณอยู่อาศัยที่บ้านเลขที่ 186 หมู่ที่ 16 ตำบลสังขะ เห็นนายกายกับนางเสียงอาศัยอยู่ที่บ้านเลขที่ 41 หมู่ที่ 8 ตำบลสังขะ และนางบุญเรือนอยู่อาศัยที่บ้านเลขที่ 176 หมู่ที่ 4 ตำบลสังขะ มาโดยตลอด การที่พยานทั้งสี่คงพบเห็นจำเลยที่ 2 และพวกอยู่อาศัยในบ้านของตนตลอดมาโดยไม่ได้ไปอยู่อาศัยที่อื่น ย่อมเป็นการสอดรับกับที่นายสิทธิวัชร์และนางพรรณไม่เคยเห็นจำเลยที่ 2 และพวกไปอยู่อาศัยที่บ้านเลขที่ 363/1 พฤติการณ์ที่จำเลยที่ 1 ยินยอมให้จำเลยที่ 2 และนางคูณย้ายเข้ามาในทะเบียนบ้าน โดยให้จำเลยที่ 2 เข้ามาเป็นเจ้าบ้าน จากนั้นจำเลยที่ 2 ในฐานะเจ้าบ้านยินยอมให้นางบุญเรือน นายกาย นางเสียง นางหรือนางสาววรรณา นายฉันท์ นางแอมและนางอุทัยย้ายเข้ามาในทะเบียนบ้าน ไม่น้อยกว่าหนึ่งปีก่อนการครบวาระการดำรงตำแหน่งของจำเลยที่ 1 ซึ่งจะทำให้จำเลยที่ 2 และพวกทั้ง 9 คน เป็นผู้มีสิทธิเลือกตั้งตามมาตรา 33 (3) แห่งพระราชบัญญัติการเลือกตั้งสมาชิกสภาท้องถิ่นหรือผู้บริหารท้องถิ่น พ.ศ.2545 ประกอบกับหลังเลือกตั้งจำเลยที่ 2 นางหรือนางสาววรรณาและนางบุญเรือนต่างย้ายออกจากทะเบียนบ้านเลขที่ 363/1 โดยย้ายเข้าที่บ้านเลขที่เดิมของตน ย่อมมีเหตุผลที่เชื่อได้ว่าจำเลยทั้งสองร่วมกันวางแผนย้ายบุคคลเข้ามาในทะเบียนบ้านก็เพื่อที่จะใช้สิทธิในการเลือกตั้งสมาชิกสภาเทศบาลตำบลสังขะและนายกเทศมนตรีตำบลสังขะนั่นเอง พยานหลักฐานของโจทก์ที่นำสืบมามีน้ำหนักมั่นคงรับฟังได้โดยปราศจากข้อสงสัยว่า จำเลยที่ 1 ดำเนินการย้ายจำเลยที่ 2 และนางคูณ และจำเลยทั้งสองร่วมกันดำเนินการย้ายนางบุญเรือน นายกาย นางเสียง นางหรือนางสาววรรณา นายฉันท์ นางแอมและนางอุทัยเข้ามาในทะเบียนบ้านเลขที่ 363/1 โดยบุคคลดังกล่าวมิได้อยู่อาศัยจริง อันเป็นการดำเนินการย้ายบุคคลเข้ามาในทะเบียนบ้านเพื่อประโยชน์ในการเลือกตั้งโดยมิชอบ แม้เป็นเพียงการยินยอมให้บุคคลย้ายเข้ามาในทะเบียนบ้านก็เรียกได้ว่าเป็นการกระทำอันเป็นการดำเนินการย้ายบุคคลเข้ามาในทะเบียนบ้านเพื่อประโยชน์ในการเลือกตั้งโดยมิชอบแล้ว จำเลยทั้งสองมีความผิดตามพระราชบัญญัติการเลือกตั้งสมาชิกสภาท้องถิ่นหรือผู้บริหารท้องถิ่น พ.ศ.2545 มาตรา 43 วรรคหนึ่ง, 113 ส่วนที่ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ภาค 3 มีคำพิพากษายกฟ้องในคดีอื่นซึ่งมีข้อเท็จจริงเหมือนกันกับคดีนี้ ก็เป็นดุลพินิจในแต่ละคดี ไม่มีผลผูกพันคดีอื่น ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 3 พิพากษาว่าจำเลยทั้งสองมีความผิดตามฟ้องนั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาข้อนี้ของจำเลยทั้งสองฟังไม่ขึ้น

มีปัญหาตามฎีกาของโจทก์ว่า การกระทำของจำเลยทั้งสองเป็นความผิดหลายกรรมต่างกันหรือไม่ เห็นว่า พระราชบัญญัติการเลือกตั้งสมาชิกสภาท้องถิ่นหรือผู้บริหารท้องถิ่น พ.ศ.2545 เป็นบทบัญญัติเพื่อที่จะให้การเลือกตั้งสมาชิกสภาท้องถิ่นหรือผู้บริหารท้องถิ่นเป็นไปโดยสุจริตและเที่ยงธรรม ซึ่งการดำเนินการย้ายบุคคลเข้ามาในทะเบียนบ้านเพื่อประโยชน์ในการเลือกตั้งโดยมิชอบ ด้วยการย้ายบุคคลเข้ามาในทะเบียนบ้านโดยบุคคลนั้นมิได้อยู่อาศัยจริงนั้น เป็นการจัดตั้งตัวบุคคลเพื่อที่จะให้ลงคะแนนเลือกตั้งให้แก่ผู้สมัครรับเลือกตั้งคนหนึ่งคนใดอย่างชัดเจน จำนวนของบุคคลที่ย้ายเข้ามาในทะเบียนบ้านจึงมีผลต่อการเลือกตั้งโดยตรง เพราะหากย้ายเข้ามาจำนวนมากย่อมมีผลทำให้ผู้สมัครรับเลือกตั้งที่ได้รับการสนับสนุนจากผู้ที่ดำเนินการย้ายบุคคลเข้ามาในทะเบียนบ้านมีโอกาสชนะการเลือกตั้งสูง อันมีผลทำให้การเลือกตั้งมิได้เป็นไปโดยสุจริตและเที่ยงธรรม ดังนั้น แม้การดำเนินการย้ายบุคคลเข้ามาในทะเบียนบ้านโดยมีเจตนาเดียวเพื่อประโยชน์ในการเลือกตั้งโดยมิชอบ แต่เมื่อจำนวนของบุคคลที่ย้ายเข้ามาในทะเบียนบ้านซึ่งสามารถลงคะแนนเลือกตั้งได้หนึ่งคนต่อหนึ่งคะแนนมีผลต่อการแพ้หรือชนะการเลือกตั้งซึ่งแตกต่างกันมาก ประกอบกับการดำเนินการย้ายบุคคลเข้ามาในทะเบียนบ้านเป็นสิทธิเฉพาะตัวที่ต้องทำเป็นรายบุคคล แม้จะมีการแจ้งย้ายเข้ารวมกันมาในใบแจ้งการย้ายที่อยู่ใบเดียว ก็ยังต้องถือว่าเป็นความผิดรายกระทงตามจำนวนของบุคคลแต่ละคนที่มีการดำเนินการย้ายเข้ามาในทะเบียนบ้าน จึงมิใช่เป็นความผิดเพียงกรรมเดียวและไม่เป็นความผิดตามจำนวนครั้งตามใบแจ้งการย้ายที่อยู่ เมื่อจำเลยที่ 1 ดำเนินการย้ายจำเลยที่ 2 และนางคูณรวม 2 คน แต่โจทก์มิได้ฟ้องจำเลยที่ 1 ในส่วนที่ดำเนินการย้ายจำเลยที่ 2 เข้ามาในทะเบียนถือเป็นข้อเท็จจริงแตกต่างจากที่กล่าวในฟ้องในข้อที่เป็นสาระสำคัญและจำเลยทั้งสองร่วมกันดำเนินการย้ายนางบุญเรือน นายกาย นางเสียง นางหรือนางสาววรรณา นายฉันท์ นางแอมและนางอุทัย รวม 7 คน เข้ามาในทะเบียนบ้านเพื่อประโยชน์ในการเลือกตั้งโดยมิชอบ จำเลยที่ 1 ไม่มีความผิดในส่วนดำเนินการย้ายจำเลยที่ 2 คงมีความผิดเพียงกรรมเดียว และร่วมกับจำเลยที่ 2 กระทำความผิดอีก 7 กรรม รวมเป็น 8 กรรม ส่วนจำเลยที่ 2 มีความผิดรวม 7 กรรม แต่โจทก์ฎีกาขอให้ลงโทษจำเลยทั้งสองตามที่ฟ้องและมีคำขอให้ลงโทษจำเลยที่ 1 เพียง 3 กรรม และลงโทษจำเลยที่ 2 เพียง 2 กรรม จึงคงลงโทษจำเลยทั้งสองได้เท่าที่โจทก์มีคำขอ ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 192 วรรคหนึ่ง ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 3 พิพากษาลงโทษจำเลยทั้งสองเพียงกรรมเดียว ไม่ต้องด้วยความเห็นของศาลฎีกา ฎีกาของโจทก์ฟังขึ้น

พิพากษาแก้เป็นว่า กระทำของจำเลยที่ 1 เป็นความผิด 8 กรรม จำเลยที่ 2 มีความผิด 7 กรรม แต่คงลงโทษจำเลยที่ 1 เพียง 3 กรรม และลงโทษจำเลยที่ 2 เพียง 2 กรรม ตามที่โจทก์ฟ้องและมีคำขอให้ลงโทษ จำคุกกระทงละ 1 ปี จำเลยที่ 1 รวมจำคุก 3 ปี จำเลยที่ 2 รวมจำคุก 2 ปี นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 3
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.อ. ม. 158
ป.อ. ม. 91
พ.ร.บ.การเลือกตั้งสมาชิกสภาท้องถิ่นหรือผู้บริหารท้องถิ่น พ.ศ.2545 ม. 2 ม. 4 ม. 43 ม. 113
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการคดีศาลแขวงสุรินทร์
จำเลย — นางวริศศา หุตังคบดี กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลแขวงสุรินทร์ — นายสามารถ บุตรศรี
ศาลอุทธรณ์ภาค 3 — นายสิงห์ชัย ฤาชุตานันท์
ชื่อองค์คณะ
วิรุฬห์ แสงเทียน
ฉัตรไชย จันทร์พรายศรี
วรงค์พร จิระภาค
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2475/2556
#538022
เปิดฉบับเต็ม

คำสั่งของศาลอุทธรณ์ที่เห็นว่าโจทก์เสียค่าขึ้นศาลชั้นอุทธรณ์ไม่ครบถ้วนและมีคำสั่งให้ศาลชั้นต้นเรียกให้โจทก์ให้ชำระค่าขึ้นศาลชั้นอุทธรณ์ตามทุนทรัพย์ให้ครบถ้วนถูกต้องภายใน 15 วันนับแต่ทราบคำสั่ง เป็นคำสั่งระหว่างพิจารณาของศาลอุทธรณ์ แม้โจทก์ไม่เห็นด้วยกับคำสั่งดังกล่าว โจทก์ก็ต้องชำระค่าขึ้นศาลตามคำสั่งดังกล่าวไปก่อน และโต้แย้งคำสั่งไว้เพื่อใช้สิทธิฎีกาในภายหลัง แต่โจทก์มิได้ดำเนินการชำระค่าขึ้นศาลในชั้นอุทธรณ์ให้ครบถ้วนภายในกำหนดเวลาดังกล่าวจึงถือว่าโจทก์ทิ้งอุทธรณ์ตาม ป.วิ.พ. มาตรา 174 (2) ประกอบมาตรา 246 ศาลอุทธรณ์ชอบที่จะจำหน่ายคดีของโจทก์ออกจากสารบบความตาม ป.วิ.พ. มาตรา 132 (1)

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
คดีสืบเนื่องมาจากศาลชั้นต้นพิพากษาให้โจทก์จำเลยหย่าขาดจากกัน ให้จำเลยเป็นผู้ใช้อำนาจปกครองบุตรผู้เยาว์ทั้งสองแต่เพียงผู้เดียว ให้โจทก์จ่ายค่าอุปการะเลี้ยงดูบุตรผู้เยาว์ทั้งสองแก่จำเลยคนละ 10,000 บาท ต่อเดือน นับแต่วันพิพากษาไปจนกว่าบุตรผู้เยาว์แต่ละคนจะบรรลุนิติภาวะ ให้โจทก์ จำเลยแบ่งบ้านเลขที่ 46/3 ตำบลวัดชลอ อำเภอบางกรวย จังหวัดนนทบุรี ที่ดินโฉนดเลขที่ 10645 ตำบลบางขนุน อำเภอบางกรวย จังหวัดนนทบุรี พร้อมสิ่งปลูกสร้างในที่ดินดังกล่าว รถยนต์ยี่ห้อเบนซ์ หมายเลขทะเบียน ขจ 3456 กรุงเทพมหานคร รถยนต์โฟล์คสวาเก้น หมายเลขทะเบียน 1ค 6489 กรุงเทพมหานคร รถยนต์แลนด์โรเวอร์ หมายเลขทะเบียน นน 1964 กรุงเทพมหานคร รถจักรยานยนต์เวสป้า หมายเลขทะเบียน 3 ก กรุงเทพมหานคร 3690 นาฬิกา 4 เรือน กันคนละครึ่ง หากตกลงแบ่งกันไม่ได้ให้นำออกประมูลราคากันระหว่างโจทก์กับจำเลย หรือขายทอดตลาดนำเงินที่ได้มาแบ่งกันคนละครึ่ง ให้โจทก์จำเลยรับผิดในหนี้เงินกู้ที่โจทก์กู้ธนาคารอาคารสงเคราะห์ สำนักงานใหญ่ คนละครึ่ง ให้โจทก์ชดใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนจำเลย โดยกำหนดค่าทนายความ 20,000 บาท คำขออื่นของจำเลยให้ยก ให้ยกฟ้องโจทก์ ค่าฤชาธรรมเนียมในส่วนของโจทก์ให้ตกเป็นพับ

โจทก์อุทธรณ์

ระหว่างอุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์มีคำสั่งให้โจทก์ชำระค่าขึ้นศาลชั้นอุทธรณ์ตามจำนวนทุนทรัพย์ให้ถูกต้องครบถ้วนภายใน 15 วัน นับแต่วันทราบคำสั่ง โจทก์ได้รับหมายแจ้งคำสั่งแล้ว แต่โจทก์เพิกเฉยไม่ชำระค่าขึ้นศาลภายในกำหนดระยะเวลา ศาลชั้นต้นจึงส่งสำนวนคืนมายังศาลอุทธรณ์เพื่อพิจารณา

ศาลอุทธรณ์แผนกคดีเยาวชนและครอบครัว ให้จำหน่ายคดีออกจากสารบบความของศาลอุทธรณ์ ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ

โจทก์ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงในเบื้องต้นรับฟังเป็นยุติว่า หลังจากศาลชั้นมีคำพิพากษา โจทก์อุทธรณ์คำพิพากษา ศาลอุทธรณ์เห็นว่า อุทธรณ์ของโจทก์เป็นคดีที่มีคำขอให้ปลดเปลื้องทุกข์อันอาจคำนวณเป็นราคาเงินได้หรือเป็นคดีมีทุนทรัพย์ จึงมีคำสั่งให้โจทก์ชำระค่าขึ้นศาลชั้นอุทธรณ์ตามจำนวนทุนทรัพย์ให้ถูกต้องครบถ้วนภายใน 15 วัน นับแต่ทราบคำสั่ง โจทก์ได้รับหมายแจ้งคำสั่งแล้วเพิกเฉยไม่ดำเนินการภายในระยะเวลาที่ศาลอุทธรณ์กำหนด ศาลอุทธรณ์จึงมีคำสั่งให้จำหน่ายคดีออกจากสารบบความ ที่โจทก์ฎีกาว่าอุทธรณ์ของโจทก์เป็นคำขอให้ปลดเปลื้องทุกข์อันไม่อาจคำนวณเป็นราคาเงินได้โจทก์เสียค่าขึ้นศาลเพียง 200 บาท ซึ่งโจทก์ได้ชำระแล้ว ศาลอุทธรณ์มีคำสั่งจำหน่ายคดีให้จึงไม่ชอบนั้น เห็นว่า ถึงแม้โจทก์จะเห็นว่าอุทธรณ์ของโจทก์ต้องเสียค่าขึ้นศาลเพียง 200 บาท และโจทก์เสียค่าขึ้นศาลชั้นอุทธรณ์ไว้ในชั้นที่โจทก์ยื่นอุทธรณ์ต่อศาลชั้นต้นแล้ว แต่เมื่อศาลอุทธรณ์เห็นว่าโจทก์เสียค่าขึ้นศาลชั้นอุทธรณ์ไม่ครบถ้วนและมีคำสั่งให้ศาลชั้นต้นเรียกโจทก์ให้ชำระค่าขึ้นศาลชั้นอุทธรณ์ตามทุนทรัพย์ให้ครบถ้วนถูกต้องภายใน 15 วัน นับแต่ทราบคำสั่ง โดยศาลชั้นต้นส่งหมายแจ้งวันนัดคำสั่งศาลอุทธรณ์ให้โจทก์ทราบโดยชอบแล้ว แม้โจทก์ไม่เห็นด้วยกับคำสั่งดังกล่าวซึ่งเป็นคำสั่งระหว่างพิจารณาของศาลอุทธรณ์ โจทก์ก็จำต้องชำระค่าขึ้นศาลตามคำสั่งดังกล่าวไปก่อนและโต้แย้งคำสั่งไว้เพื่อใช้สิทธิฎีกาในภายหลัง แต่โจทก์มิได้ดำเนินการชำระค่าขึ้นศาลในชั้นอุทธรณ์ให้ครบถ้วนภายในกำหนดเวลาดังกล่าว จึงถือว่าโจทก์ทิ้งอุทธรณ์ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 174 (2) ประกอบมาตรา 246 ศาลอุทธรณ์มีคำสั่งจำหน่ายคดีออกจากสารบบความ ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 132 (1) ชอบแล้ว ฎีกาของโจทก์ฟังไม่ขึ้น

พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ. ม. 132 (1) ม. 174 (2) ม. 246
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นายอดิศักดิ์ เทียนกริม
จำเลย — นางสุรภี เทียนกริม
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลเยาวชนและครอบครัวกลาง — นายชวลิต พรายภู่
ศาลอุทธรณ์ — นายวิชัย ตัญศิริ
ชื่อองค์คณะ
พฤษภา พนมยันตร์
เพลินจิต ตั้งพูลสกุล
อธิป จิตต์สำเริง
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา