คำพิพากษา คำสั่งคำร้องและคำวินิจฉัยศาลฎีกา

ทั้งหมด 133,243 รายการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2473/2556
#538019
เปิดฉบับเต็ม

แม้โทรสารที่โจทก์ส่งมายังจำเลยที่ 1 ข้อความบางตอนมีรายละเอียดเกี่ยวกับการหย่าว่าการหย่าครั้งนี้เป็นการหย่าที่ยินยอมทั้งสองฝ่าย โดยไม่มีการฟ้องหย่าเรื่องชู้สาวระหว่างจำเลยทั้งสอง แต่กรณีที่จะเป็นการกระทำอันแสดงให้เห็นได้ว่าเป็นการที่โจทก์ให้อภัยการกระทำของจำเลยทั้งสองและทำให้สิทธิฟ้องหย่าหมดไปนั้นต้องได้ความว่าคู่สมรสที่มีสิทธิฟ้องหย่าจะต้องมีเจตนาที่จะยกโทษให้คู่สมรสฝ่ายที่ทำผิดกลับคืนสู่สถานะในทางครอบครัวดังเดิม คือคู่สมรสทั้งสองฝ่ายมีเจตนากลับมาอยู่กินด้วยกันฉันสามีภริยาต่อไป การที่โจทก์ขอเข้าไปขนย้ายทรัพย์สินต่าง ๆ ของโจทก์ออกจากบ้านที่เคยอยู่กินกับจำเลยที่ 1 ไม่มีพฤติการณ์ที่โจทก์และจำเลยที่ 1 จะอยู่กินฉันสามีภริยาดังเดิมต่อไปอีก นอกจากนี้โจทก์ยังได้แจ้งความดำเนินคดีแก่จำเลยที่ 1 ในความผิดฐานพยายามฆ่า ตามพฤติการณ์จึงไม่อยู่ในวิสัยที่โจทก์และจำเลยที่ 1 จะกลับมาอยู่กินฉันสามีภริยากันดังเดิมต่อไป ถือไม่ได้ว่าโจทก์ได้ให้อภัยแก่จำเลยอันจะเป็นเหตุให้สิทธิฟ้องหย่าหมดไปตาม ป.พ.พ. มาตรา 1518

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องและแก้ไขคำฟ้องขอให้บังคับจำเลยที่ 1 ดำเนินการจดทะเบียนหย่ากับโจทก์ หากไม่ดำเนินการให้ถือเอาคำพิพากษาแทนการแสดงเจตนาของจำเลยที่ 1 กับให้จำเลยที่ 1 ชำระค่าทดแทนแก่โจทก์ 500,000 บาท และให้จำเลยทั้งสองร่วมกันชำระค่าทดแทนแก่โจทก์ 500,000 บาท รวมเป็นเงิน 1,000,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์

จำเลยที่ 1 และที่ 2 ให้การขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้โจทก์และจำเลยที่ 1 หย่าขาดจากกัน ให้จำเลยที่ 1 ชำระค่าทดแทน 500,000 บาท และให้จำเลยทั้งสองร่วมกันชำระค่าทดแทน 300,000 บาท รวมเป็นเงิน 800,000 บาท แก่โจทก์ กับให้จำเลยทั้งสองร่วมกันใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ โดยกำหนดค่าทนายความ 20,000 บาท

จำเลยทั้งสองอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 1 แผนกคดีเยาวชนและครอบครัว พิพากษาแก้เป็นว่า ให้จำเลยที่ 1 ชำระค่าทดแทนแก่โจทก์ 300,000 บาท และให้จำเลยที่ 2 ชำระค่าทดแทนแก่โจทก์ 150,000 บาท ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

จำเลยทั้งสองฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีเยาวชนและครอบครัววินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงรับฟังเป็นยุติในเบื้องต้นว่า โจทก์และจำเลยที่ 1 อยู่กินฉันสามีภรรยาก่อนจดทะเบียนสมรสโดยไม่มีบุตรด้วยกัน ต่อมาภายหลังได้จดทะเบียนสมรสและจำเลยที่ 1 รับว่ามีความสัมพันธ์ฉันชู้สาวกับจำเลยที่ 2

มีปัญหาวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยทั้งสองประการแรกว่า สิทธิฟ้องหย่าของโจทก์หมดไป เนื่องจากโจทก์ให้ความยินยอมและรู้เห็นเป็นใจในการกระทำที่เป็นเหตุหย่าหรือไม่ จำเลยทั้งสองฎีกาอ้างว่า โจทก์ให้ความยินยอมและรู้เห็นเป็นใจให้จำเลยที่ 1 มีความสัมพันธ์ฉันชู้สาวกับจำเลยที่ 2 และไม่ติดใจเรียกร้องค่าเสียหายจากจำเลยทั้งสองตั้งแต่วันที่โจทก์ส่งโทรสารมายังจำเลยที่ 1 แล้ว เห็นว่า แม้เอกสารดังกล่าวเป็นเพียงสำเนาเอกสาร แต่โจทก์เบิกความตอบทนายจำเลยถามค้านรับว่าเป็นผู้ส่งเอกสารมายังจำเลยที่ 1 เมื่อจำเลยที่ 1 ไม่สามารถอ้างส่งต้นฉบับเอกสารต่อศาลในการพิจารณาได้เนื่องจากต้นฉบับเอกสารสูญหาย แต่จำเลยที่ 1 ลงชื่อรับรองสำเนาเอกสารดังกล่าวแล้ว ดังนั้นกรณีจึงเป็นเรื่องที่คู่ความไม่สามารถนำต้นฉบับเอกสารมาแสดงเพราะเอกสารสูญหาย และเนื่องจากเอกสารที่จำเลยอ้างดังกล่าว จำเลยต่อสู้ว่าเป็นเอกสารที่มีข้อความว่าโจทก์รู้เห็นเป็นใจและได้ให้อภัยแก่จำเลยทั้งสองในการที่จำเลยทั้งสองมีความสัมพันธ์ฉันชู้สาวกันแล้ว จึงเห็นว่าเป็นกรณีจำเป็นและเพื่อประโยชน์แห่งความยุติธรรมที่จะต้องนำสืบสำเนาเอกสาร ศาลจึงรับฟังสำเนาเอกสารได้ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 93 (2) แต่เมื่อพิจารณารายละเอียดข้อความในเอกสารดังกล่าวมีเพียงข้อความเกี่ยวกับทรัพย์สินจำพวกสิ่งของ เครื่องใช้ เฟอร์นิเจอร์ และเครื่องใช้ไฟฟ้า ที่โจทก์มีถึงจำเลยที่ 1 เพื่อขอเข้าไปขนย้ายทรัพย์สินของโจทก์ออกจากบ้าน ซึ่งเป็นบ้านของมารดาจำเลยที่ 1 อันมีลักษณะเป็นเอกสารเพื่อให้เจ้าของสถานที่ยินยอมให้โจทก์นำทรัพย์สินออกมาจากบ้าน อันเป็นการป้องกันมิให้โจทก์ถูกดำเนินคดีในความผิดอาญา แม้ข้อความบางตอนมีรายละเอียดเกี่ยวกับการหย่าว่า การหย่าครั้งนี้เป็นการหย่าที่ยินยอมทั้งสองฝ่าย โดยไม่มีการฟ้องหย่าเรื่องชู้สาวระหว่างจำเลยทั้งสอง ซึ่งศาลเห็นว่า กรณีที่จะเป็นการกระทำอันแสดงให้เห็นได้ว่าเป็นการที่โจทก์ให้อภัยในการกระทำของจำเลยทั้งสองและทำให้สิทธิฟ้องหย่าหมดไปนั้นต้องได้ความว่า คู่สมรสที่มีสิทธิฟ้องหย่าจะต้องมีเจตนาที่จะยกโทษให้คู่สมรสฝ่ายที่ทำผิดเพื่อที่จะให้คู่สมรสที่ทำผิดกลับคืนสู่สถานะในทางครอบครัวดังเดิม คือคู่สมรสทั้งสองฝ่ายมีเจตนากลับมาอยู่กินด้วยกันฉันสามีภริยาต่อไป แต่เมื่อพิจารณาเนื้อหาในข้อความตามเอกสาร เป็นการที่โจทก์ขอเข้าไปขนย้ายทรัพย์สินต่าง ๆ ของโจทก์ออกจากบ้านที่เคยอยู่กินกับจำเลยที่ 1 ไม่มีพฤติการณ์ที่โจทก์และจำเลยที่ 1 จะอยู่กินฉันสามีภริยาดังเดิมต่อไป อีกทั้งได้ความจากคำของจำเลยที่ 1 ว่า จำเลยที่ 1 ไปอยู่กินกับจำเลยที่ 2 ตั้งแต่ปลายเดือนเมษายน 2551 นอกจากนี้โจทก์ยังได้แจ้งความดำเนินคดีแก่จำเลยที่ 1 ในความผิดฐานพยายามฆ่า คดีอยู่ระหว่างพิจารณาของศาล ตามพฤติการณ์จึงไม่อยู่ในวิสัยที่โจทก์และจำเลยที่ 1 จะกลับมาอยู่กินฉันสามีภริยากันดังเดิมต่อไป ถือไม่ได้ว่าโจทก์ได้ให้อภัยแก่จำเลยที่ 1 อันจะเป็นเหตุให้สิทธิฟ้องหย่าหมดไปตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1518

มีปัญหาวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยทั้งสองประการสุดท้ายว่า สมควรกำหนดให้จำเลยทั้งสองใช้ค่าทดแทนแก่โจทก์หรือไม่ เพียงใด เมื่อข้อเท็จจริงปรากฏจากคำเบิกความของจำเลยที่ 1 ว่า จำเลยที่ 2 มาทำงานที่บริษัท อ.ส.ม.ท. จำกัด (มหาชน) ตำแหน่งลูกจ้างสำนักวิศวกรรม ในหน่วยงานที่จำเลยที่ 1 ทำงานอยู่ จากนั้นจำเลยทั้งสองไปพักอาศัยอยู่ด้วยกันตั้งแต่ปลายเดือนเมษายน 2551 โดยจำเลยที่ 1 รับว่ามีความสัมพันธ์กับจำเลยที่ 2 ก่อนไปพักยังที่ดังกล่าว การที่จำเลยที่ 1 เป็นสามีโดยชอบด้วยกฎหมายของโจทก์มีความสัมพันธ์และอุปการะเลี้ยงดูจำเลยที่ 2 โดยอยู่กินกันฉันสามีภริยาจึงมีเหตุฟ้องหย่าและโจทก์มีสิทธิได้รับค่าทดแทนจากจำเลยทั้งสองตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1523 ซึ่งการกำหนดค่าทดแทนที่โจทก์พึงได้รับหมายรวมถึงความเสียหายแก่ชื่อเสียงและเกียรติคุณของโจทก์ในฐานะภริยา แม้โจทก์ไม่ได้นำสืบว่าสมควรได้ค่าทดแทนเท่าใด แต่เมื่อพิเคราะห์พฤติการณ์แห่งคดีและฐานะความสัมพันธ์ระหว่างโจทก์กับจำเลยที่ 1 ผู้เป็นสามี เมื่อคำนึงถึงฐานะทางสังคมของโจทก์ซึ่งสำเร็จการศึกษาระดับปริญญาโท สาขาการตลาด จากประเทศสหรัฐอเมริกา ปัจจุบันทำงานตำแหน่งผู้จัดการฝ่ายการตลาดต่างประเทศบริษัทซันพาราเทค จำกัด (มหาชน) ได้รับเงินเดือนรวมเบี้ยเลี้ยงและค่าเดินทางเป็นเงิน 95,000 บาท ต่อเดือน แม้โจทก์และจำเลยที่ 1 เพิ่งจดทะเบียนสมรสเมื่อปี 2551 และไม่มีบุตรด้วยกัน แต่จำเลยที่ 1 รับว่าคบกับโจทก์ถึงปัจจุบันเป็นเวลา 7 ปี ไปไหนมาไหนกับโจทก์ไม่ได้หลบ ๆ ซ่อน ๆ ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 1 กำหนดให้จำเลยที่ 1 ใช้ค่าทดแทนจำนวน 300,000 บาท และให้จำเลยที่ 2 ใช้ค่าทดแทนจำนวน 150,000 บาท แก่โจทก์นั้นเหมาะสมแล้ว ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาของจำเลยทั้งสองทุกข้อฟังไม่ขึ้น

พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมในชั้นฎีกาให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 1518
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นางวัฒนารัฐ ศรีสุทธิวัฒนา
จำเลย — นายกิตติพงษ์ แหวนทอง กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดนนทบุรีแผนกคดีเยาวชนและครอบครัว — นายบุญเจือ รัตนสมบัติ
ศาลอุทธรณ์ภาค 1 — นายประพัฒน์ ไพทยาภรณ์
ชื่อองค์คณะ
สมชาย พันธุมะโอภาส
เพลินจิต ตั้งพูลสกุล
วิกร อังคณาวิศัลย์
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2470/2556
#538028
เปิดฉบับเต็ม

การพิจารณาว่าสัญญาใดเป็นสัญญาจ้างแรงงานหรือจ้างทำของต้องพิจารณาถึงข้อเท็จจริงในการทำงานของนายจ้างลูกจ้างจึงจะทราบเจตนาในการทำสัญญาว่าคู่สัญญาเจตนาทำสัญญาจ้างแรงงานหรือสัญญาจ้างทำของ

แม้สัญญาจ้างหาโฆษณาระหว่างโจทก์กับจำเลยมีรายละเอียดมุ่งถึงผลสำเร็จของการหาโฆษณาให้แก่หนังสือพิมพ์บ้านเมืองของจำเลยให้ได้ตามเป้าประสงค์ในสัญญาว่าโจทก์กับพวกต้องหาโฆษณาจากบุคคลภายนอกมาตีพิมพ์โดยคิดค่าโฆษณามีมูลค่าไม่ต่ำกว่า 25 ล้านบาท และ 32 ล้านบาท ภายในกำหนด 10 เดือน และ 12 เดือน แต่ในทางปฏิบัติเมื่อโจทก์กับพวกไม่สามารถหาโฆษณาได้ตามเป้าประสงค์ จำเลยก็ผ่อนผันให้แก่โจทก์กับพวก ทั้งยังจ่ายเงินเดือนและค่านายหน้าให้ตามสัญญา เมื่อครบกำหนดตามสัญญาแล้วจำเลยยังทำสัญญาจ้างโจทก์กับพวกต่ออีก แสดงว่าเจตนาของจำเลยในการทำสัญญาจ้างโจทก์หาโฆษณาไม่ได้มุ่งถึงความสำเร็จของการงานที่ว่าจ้างเป็นสำคัญ จำเลยกำหนดให้โจทก์มีตำแหน่งผู้อำนวยการฝ่ายโฆษณาและมอบบัตรประจำตัวพนักงานแก่โจทก์ พวกของโจทก์มีตำแหน่งในฝ่ายโฆษณาทั้งสิ้น โจทก์มีอำนาจลงโทษตักเตือนลูกจ้างที่กระทำผิดแทนจำเลยได้ แสดงถึงอำนาจบังคับบัญชาที่จำเลยมีต่อโจทก์กับพวก นิติสัมพันธ์ระหว่างโจทก์กับจำเลยจึงเป็นการจ้างแรงงาน

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยชำระเงิน 420,000 บาท แก่โจทก์ พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 15 ต่อปี นับแต่วันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จ

จำเลยให้การ ขอให้ยกฟ้อง

ในวันนัดพิจารณาจำเลยแถลงไม่ประสงค์จะให้อธิบดีผู้พิพากษาศาลแรงงานกลางวินิจฉัยว่าคดีอยู่ในอำนาจศาลแรงงานหรือไม่

ศาลแรงงานกลางพิพากษาให้จำเลยชำระเงิน 420,000 บาท แก่โจทก์ พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 15 ต่อปี นับแต่วันที่ 1 พฤษภาคม 2550 เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จ

จำเลยอุทธรณ์ต่อศาลฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีแรงงานวินิจฉัยว่า จำเลยประกอบกิจการจัดพิมพ์หนังสือพิมพ์บ้านเมืองซึ่งเป็นหนังสือพิมพ์รายวันออกจำหน่าย เมื่อวันที่ 14 กุมภาพันธ์ 2545 โจทก์กับพวกรวม 8 คน และจำเลยทำสัญญาจ้างหาโฆษณาโดยโจทก์กับพวกจะหาโฆษณาจากบุคคลภายนอกมาลงโฆษณาในหนังสือพิมพ์บ้านเมือง คิดเป็นเงินค่าโฆษณาไม่ต่ำกว่า 25,000,000 บาท ภายในกำหนด 10 เดือน นับแต่วันที่ 1 มีนาคม 2545 ถึงวันที่ 31 ธันวาคม 2545 หากโจทก์กับพวกหาโฆษณาภายในกำหนดเวลาได้ไม่ถึงยอดเงินดังกล่าวแล้วยอมให้จำเลยบอกเลิกสัญญาจ้างหาโฆษณานี้ได้ทันที จำเลยตกลงจ่ายเงินเดือนและค่านายหน้าให้โจทก์กับพวกโดยโจทก์รับค่าจ้างเดือนละ 70,000 บาท จำเลยหักค่าจ้างของโจทก์ไว้บางส่วนเป็นเงินภาษีหัก ณ ที่จ่าย และหักไว้บางส่วนเป็นเงินสะสมของโจทก์ เนื่องจากโจทก์เป็นผู้ประกันตนและจำเลยจ่ายเงินสมทบให้สำนักงานประกันสังคม เมื่อครบกำหนดระยะเวลาตามสัญญาจ้างหาโฆษณาแล้ว ปรากฏว่าโจทก์กับพวกหาโฆษณาให้จำเลยคิดเป็นเงินต่ำกว่า 25,000,000 บาท แต่จำเลยกับโจทก์เจรจากันและจำเลยตกลงให้โจทก์กับพวกหาโฆษณาต่ออีก 1 ปี นับตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม 2546 ถึงวันที่ 31 ธันวาคม 2546 โดยโจทก์กับพวกต้องหาโฆษณามาลงหนังสือพิมพ์บ้านเมืองของจำเลยคิดเป็นเงินไม่ต่ำกว่า 36,000,000 บาท ตามสัญญาจ้างหาโฆษณาฉบับลงวันที่ 1 มกราคม 2546 ส่วนค่าตอบแทนในการหาโฆษณานั้นเป็นไปตามเงื่อนไขเดิมโดยโจทก์ทำบันทึกขอเสนอรายละเอียดอัตราเงินเดือนของโจทก์กับพวกต่อกรรมการผู้จัดการจำเลยเพื่อทราบ การพิจารณาว่าสัญญาดังกล่าวเป็นสัญญาจ้างทำของหรือไม่ จึงต้องพิจารณาข้อเท็จจริงในการทำงานระหว่างโจทก์กับจำเลยที่มีต่อกันด้วย มิใช่จะพิจารณาเฉพาะข้อความในสัญญาเพียงอย่างเดียว โดยแม้โจทก์กับพวกไม่สามารถหาโฆษณาให้จำเลยได้เป็นเงินถึง 25,000,000 บาท ภายในกำหนดเวลา 10 เดือน หรือเป็นเงินถึง 36,000,000 บาท ภายในกำหนดเวลา 12 เดือน ก็ตาม แต่โจทก์กับพวกยังได้รับค่านายหน้าจากจำเลย ทั้งระหว่างที่โจทก์ทำงานกับจำเลย จำเลยจ่ายค่าจ้างให้โจทก์เป็นประจำทุกเดือนตลอดมา จึงไม่ใช่เป็นการทำงานในลักษณะจ้างทำของ ส่วนข้อความในสัญญาจ้างหาโฆษณาที่ระบุว่าหากผู้รับจ้างจัดหาโฆษณาได้เป็นเงินไม่ถึง 25,000,000 บาท ภายในกำหนดเวลา 10 เดือน หรือผู้รับจ้างจัดหาโฆษณาได้เป็นเงินไม่ถึง 36,000,000 บาท ภายในกำหนดเวลา 12 เดือน ก็เป็นเพียงเงื่อนไขที่กำหนดไว้เพื่อให้สิทธิแก่จำเลยผู้ว่าจ้างในการจะบอกเลิกสัญญาหากโจทก์กับพวกไม่สามารถหาโฆษณาได้เป็นเงินตามที่กำหนดไว้เท่านั้น สัญญาจ้างหาโฆษณาจึงมิใช่สัญญาจ้างทำของ โจทก์เป็นลูกจ้างของจำเลยการที่จำเลยเลิกสัญญาจ้างกับโจทก์โดยอ้างเหตุว่าโจทก์กับพวกมิเคยทำงานตามที่ได้รับจ้างสำเร็จลุล่วงตามข้อตกลงไว้ในหนังสือเลิกจ้างพนักงาน เป็นการเลิกจ้างโดยโจทก์ไม่ได้กระทำความผิดในกรณีหนึ่งกรณีใดตามพระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน พ.ศ.2541 มาตรา 119 จำเลยต้องรับผิดจ่ายค่าชดเชยจำนวน 420,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยตามฟ้องให้โจทก์

คดีมีปัญหาตามอุทธรณ์ของจำเลยประการต่อมาว่าสัญญาจ้างหาโฆษณาระหว่างโจทก์และจำเลยเป็นสัญญาจ้างแรงงานหรือไม่ โดยจำเลยอุทธรณ์ในข้อ 2.1 ถึง 2.4 ว่า สัญญาจ้างหาโฆษณาระหว่างโจทก์และจำเลยเป็นสัญญาจ้างทำของนั้น เห็นว่า ในการพิจารณาว่าสัญญาใดเป็นสัญญาจ้างแรงงานหรือสัญญาจ้างทำของนั้นหาจำต้องพิจารณาเพียงแต่ข้อความในสัญญาไม่ หากแต่ต้องพิจารณาถึงข้อเท็จจริง ในการทำงานของนายจ้างและลูกจ้างด้วย จึงจะทราบถึงเจตนาในการทำสัญญาของคู่สัญญาว่าเจตนาทำสัญญาจ้างแรงงานหรือสัญญาจ้างทำของ แม้สัญญาจ้างหาโฆษณาระหว่างโจทก์และจำเลยจะมีรายละเอียดมุ่งถึงผลสำเร็จของงานอันได้แก่การหาโฆษณาให้แก่หนังสือพิมพ์ของจำเลยให้ได้ตามเป้าประสงค์ในสัญญา แต่ในทางปฏิบัติเมื่อโจทก์กับพวกไม่สามารถหาโฆษณาให้จำเลยได้ตามเป้าประสงค์ในสัญญา จำเลยก็ผ่อนผันให้แก่โจทก์กับพวก ทั้งยังจ่ายเงินเดือนและค่านายหน้าให้ตามสัญญา และเมื่อระยะเวลาตามสัญญาจ้างหาโฆษณาครบกำหนดแล้ว ปรากฏว่าจำเลยยังทำสัญญาจ้างโจทก์กับพวกอีก จึงแสดงถึงเจตนาของจำเลยในการจ้างโจทก์หาโฆษณาว่าแม้มีการกำหนดเป้าประสงค์ในการให้โจทก์กับพวกหาโฆษณามีมูลค่าไม่ต่ำกว่าในสัญญาข้อ 3 แต่จำเลยมิได้มุ่งถึงผลสำเร็จของการงานที่ว่าจ้างนั้นเป็นสำคัญ ทั้งในการจ้างโจทก์กับพวกดังกล่าวจำเลยกำหนดให้โจทก์มีตำแหน่งเป็นผู้อำนวยการฝ่ายโฆษณา ส่วนพวกของโจทก์ก็มีตำแหน่งในฝ่ายโฆษณาทั้งสิ้น จำเลยมอบบัตรประจำตัวพนักงานแก่โจทก์ โจทก์จะต้องลงเวลาเข้าทำงาน และโจทก์มีอำนาจลงโทษตักเตือนลูกจ้างที่กระทำผิดแทนจำเลยได้ พฤติการณ์ดังกล่าวจึงล้วนแสดงถึงอำนาจบังคับบัญชาที่จำเลยมีต่อโจทก์กับพวก นิติสัมพันธ์ระหว่างจำเลยกับโจทก์จึงเป็นการจ้างแรงงานอย่างแจ้งชัด หาใช่สัญญาจ้างทำของไม่ ส่วนการที่จำเลยอ้างว่าโจทก์กับพวกไม่ต้องทดลองงานตามข้อบังคับของจำเลยนั้น เห็นว่า การที่จำเลยจ้างโจทก์กับพวกหาโฆษณาให้แก่จำเลยในจำนวนเงินมูลค่าไม่ต่ำกว่า 25,000,000 บาท และไม่ต่ำกว่า 36,000,000 บาท นั้น จำเลยย่อมเล็งเห็นความเชี่ยวชาญของโจทก์กับพวกเป็นสำคัญ ทั้งสัญญาระหว่างจำเลยกับโจทก์เป็นสัญญาจ้างแรงงานแบบมีกำหนดระยะเวลาสิ้นสุดตามสัญญา ย่อมต้องแตกต่างจากการจ้างแรงงานแบบสัญญาจ้างไม่มีกำหนดระยะเวลาที่จำเลยใช้บังคับแก่ลูกจ้างของจำเลยทั่วไป ลำพังการที่จำเลยไม่ให้โจทก์กับพวกทดลองงานหาทำให้นิติสัมพันธ์ระหว่างจำเลยกับโจทก์กลายเป็นสัญญาจ้างทำของไปไม่ อุทธรณ์ของจำเลยฟังไม่ขึ้น

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 575
พ.ร.บ.คุ้มครองแรงงาน พ.ศ.2541 ม. 5
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นางขนิษฐา แสงมณี
จำเลย — บริษัทนวกิจบ้านเมือง จำกัด
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลแรงงานกลาง — นายวิรัตน์ ลัทธิวงศกร
ชื่อองค์คณะ
สุนันท์ ชัยชูสอน
ชัยวัฒน์ เวียงธีรวัฒน์
ธีระพงศ์ จิระภาค
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2416/2556
#540915
เปิดฉบับเต็ม

บริษัท ร. ประกอบธุรกิจส่งวิทยุโทรทัศน์เพื่อให้บริการแก่สาธารณะหรือชุมชนโดยไม่ได้รับอนุญาต พ. ทราบว่าตนในฐานะผู้ถือหุ้นและเป็นกรรมการผู้มีอำนาจของบริษัท จะต้องถูกเจ้าพนักงานตำรวจจับกุมดำเนินคดีตามกฎหมาย จึงโอนหุ้นของตนให้แก่จำเลยและจดทะเบียนเปลี่ยนแปลงให้จำเลยเป็นกรรมการผู้มีอำนาจในบริษัท เพื่อหลีกเลี่ยงให้ตนเองพ้นความรับผิดทางอาญาโดยให้จำเลยเป็นผู้รับโทษในทางอาญาแทนตน ต่อมาพนักงานอัยการได้ยื่นฟ้องบริษัท ร. และจำเลยเป็นจำเลยต่อศาลชั้นต้น ฐานร่วมกันส่งวิทยุโทรทัศน์เพื่อให้บริการแก่สาธารณะหรือชุมชนโดยไม่ได้รับอนุญาต ศาลชั้นต้นพิพากษาลงโทษจำเลย คดีถึงที่สุด นิติกรรมการโอนหุ้นระหว่าง พ. กับจำเลยจึงมีวัตถุประสงค์ขัดต่อความสงบเรียบร้อยหรือศีลธรรมอันดีของประชาชน พ. ไม่ใช่ผู้เสียหายโดยนิตินัยที่จะมีสิทธิร้องทุกข์ขอให้เจ้าพนักงานตำรวจดำเนินคดีแก่จำเลยในความผิดฐานยักยอกซึ่งเป็นความผิดอันยอมความได้ พนักงานสอบสวนย่อมไม่มีอำนาจสอบสวนคดีนี้และพนักงานอัยการย่อมไม่มีอำนาจฟ้อง

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 352 และให้จำเลยคืนหรือใช้ราคาทรัพย์จำนวน 500,000 บาท แก่ผู้เสียหาย

จำเลยให้การปฏิเสธ

ศาลชั้นต้นพิจารณาแล้ววินิจฉัยว่า จำเลยรับโอนหุ้นของผู้เสียหายมาเพื่อครอบครองแทนแล้วเบียดบังทรัพย์ของผู้เสียหายเป็นของตนโดยทุจริต การกระทำของจำเลยจึงเป็นการยักยอกทรัพย์ตามฟ้อง พิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 352 วรรคแรก จำคุก 5 เดือน และให้จำเลยคืนหรือใช้ราคาทรัพย์จำนวน 500,000 บาท แก่ผู้เสียหาย

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 1 วินิจฉัยว่า ผู้เสียหายโอนหุ้นให้จำเลยครอบครองแทนเท่านั้น การที่จำเลยอ้างว่าหุ้นบริษัทรังสิต เคเบิ้ลทีวี จำกัด จำนวน 5,000 หุ้น ตามฟ้องเป็นของตนเพราะผู้เสียหายโอนให้โดยชอบเป็นการแสดงถึงเจตนาทุจริต ถือเอาประโยชน์โดยไม่ชอบจากการที่ผู้เสียหายหลีกเลี่ยงไม่ให้ผู้เสียหายต้องรับผิดตามกฎหมาย แม้จะมิได้เป็นไปตามครรลองโดยชอบ แต่จำเลยก็หาอาจอ้างเหตุดังกล่าวถือเอาหุ้นจำนวนดังกล่าวเป็นของตน การกระทำของจำเลยจึงเป็นความผิดฐานยักยอก พิพากษายืน

จำเลยฎีกาโดยผู้พิพากษาซึ่งพิจารณาและลงชื่อในคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 1 อนุญาตให้ฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงฟังยุติตามคำพิพากษาศาลล่างทั้งสองโดยโจทก์และจำเลยมิได้ฎีกาโต้แย้งว่า ก่อนเกิดเหตุนายพิศิษฐ์ เป็นกรรมการผู้มีอำนาจของบริษัทรังสิต เคเบิ้ลทีวี จำกัด และเป็นผู้ถือหุ้นของบริษัท นายพิศิษฐ์ทราบว่าบริษัทรังสิต เคเบิ้ลทีวี จำกัด ประกอบธุรกิจส่งวิทยุโทรทัศน์เพื่อให้บริการแก่สาธารณะหรือชุมชนโดยไม่ได้รับอนุญาตและทราบว่าตนในฐานะผู้ถือหุ้นและเป็นกรรมการผู้มีอำนาจของบริษัทจะต้องถูกเจ้าพนักงานตำรวจจับกุมและดำเนินคดีตามกฎหมาย จึงจดทะเบียนโอนหุ้นของตนให้แก่จำเลยจำนวน 5,000 หุ้น มูลค่าหุ้นละ 100 บาท และจดทะเบียนเปลี่ยนแปลงให้จำเลยเป็นกรรมการผู้มีอำนาจของบริษัทแทน เมื่อวันที่ 16 กรกฎาคม 2546 ต่อมาพนักงานอัยการได้ยื่นฟ้องบริษัทรังสิต เคเบิ้ลทีวี จำกัด และนายสิงหนาถกับจำเลย เป็นจำเลยต่อศาลชั้นต้น ฐานร่วมกันส่งวิทยุโทรทัศน์เพื่อให้บริการแก่สาธารณะหรือชุมชนโดยไม่ได้รับอนุญาต ศาลชั้นต้นพิพากษาลงโทษจำเลยทั้งสามในคดีดังกล่าว คดีถึงที่สุดแล้ว ตามสำเนาคำพิพากษาคดีอาญาหมายเลขแดงที่ 4841/2546 ของศาลชั้นต้น

มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยว่า โจทก์มีอำนาจฟ้องคดีนี้หรือไม่ จำเลยฎีกาว่า นายพิศิษฐ์ไม่เป็นผู้เสียหายตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญานั้น เห็นว่า พฤติการณ์ตามที่ได้ความยุตินั้น บริษัทรังสิต เคเบิ้ลทีวี จำกัด ประกอบธุรกิจส่งวิทยุโทรทัศน์เพื่อให้บริการแก่สาธารณะหรือชุมชนโดยไม่ได้รับอนุญาตและนายพิศิษฐ์ซึ่งเป็นผู้ถือหุ้นและเป็นกรรมการของบริษัทได้โอนหุ้นของตนและจดทะเบียนเปลี่ยนแปลงกรรมการเป็นจำเลยเพื่อหลีกเลี่ยงให้ตนเองพ้นความรับผิดทางอาญา โดยให้จำเลยเป็นผู้รับโทษในทางอาญาแทนตน นิติกรรมการโอนหุ้นระหว่างนายพิศิษฐ์กับจำเลยจึงมีวัตถุประสงค์ขัดต่อความสงบเรียบร้อยหรือศีลธรรมอันดีของประชาชน นายพิศิษฐ์ไม่ใช่ผู้เสียหายโดยนิตินัยที่จะมีสิทธิร้องทุกข์ขอให้เจ้าพนักงานตำรวจดำเนินคดีแก่จำเลยในความผิดฐานยักยอกซึ่งเป็นความผิดอันยอมความได้ พนักงานสอบสวนย่อมไม่มีอำนาจสอบสวนคดีนี้และพนักงานอัยการย่อมไม่มีอำนาจฟ้อง ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษาลงโทษจำเลยนั้น ศาลฎีกาไม่เห็นพ้องด้วย คดีไม่จำต้องวินิจฉัยฎีกาของจำเลยอีกต่อไป

พิพากษากลับ ให้ยกฟ้อง
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.อ. ม. 352 วรรคแรก
ป.วิ.อ. ม. 2 (4)
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการจังหวัดธัญบุรี
จำเลย — นายภาคินหรือธนพงศ์ มาลีบูชา
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดธัญบุรี — นายเนติพันธ์ บุญมา
ศาลอุทธรณ์ภาค 1 — นายพลศักดิ์ พฤกษาฎาจันทร์
ชื่อองค์คณะ
วีระพล ตั้งสุวรรณ
สุนทร ทรงฤกษ์
วันทนี กีรติพิบูล
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2367/2556
#541529
เปิดฉบับเต็ม

ป. ผู้ตายเป็นฝ่ายก่อเหตุทำร้ายจำเลยก่อน การกระทำของจำเลยจึงเป็นการกระทำเพราะถูกข่มเหงอย่างร้ายแรงด้วยเหตุอันไม่เป็นธรรม อันเป็นการกระทำความผิดโดยบันดาลโทสะ เมื่อผู้ตายเป็นผู้ก่อให้จำเลยกระทำความผิด ผู้ตายจึงไม่ใช่ผู้เสียหายโดยนิตินัยสำหรับความผิดตาม ป.อ. มาตรา 290 ตาม ป.วิ.อ. มาตรา 2 (4) โจทก์ร่วมทั้งสองซึ่งเป็นบิดาและมารดาของผู้ตายย่อมไม่มีอำนาจจัดการแทนผู้ตายได้ตาม ป.วิ.อ. มาตรา 5 (2 ) และไม่มีอำนาจเข้าร่วมเป็นโจทก์กับพนักงานอัยการตาม ป.วิ.อ. มาตรา 30 และยื่นคำร้องขอให้บังคับจำเลยชดใช้ค่าสินไหมทดแทนตาม ป.วิ.อ. มาตรา 44/1

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 33, 290 ริบท่อนไม้ยูคาลิปตัสของกลาง

จำเลยให้การปฏิเสธ

ระหว่างพิจารณานายภิญโญ และนางวรรณี บิดาและมารดาของนายปรีชา ผู้ตาย ยื่นคำร้องขอเข้าร่วมเป็นโจทก์ ศาลชั้นต้นอนุญาต และยื่นคำร้องขอให้บังคับจำเลยชดใช้ค่าสินไหมทดแทนเป็นค่าขาดไร้อุปการะเป็นเงิน 2,880,000 บาท ค่าปลงศพและค่าใช้จ่ายในการจัดการศพผู้ตายเป็นเงิน 400,000 บาท รวมเป็นเงิน 3,280,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของเงินจำนวนดังกล่าวนับแต่วันทำละเมิดจนถึงวันที่ 17 มีนาคม 2554 เป็นเงิน 299,917.81 บาท และนับถัดจากวันที่ 17 มีนาคม 2554 เป็นต้นไปจนกว่าจำเลยจะชำระเสร็จ

จำเลยให้การในคดีส่วนแพ่ง ขอให้ยกคำร้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 290 วรรคแรก ประกอบมาตรา 72 จำคุก 2 ปี ทางนำสืบของจำเลยเป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 ให้หนึ่งในสาม คงจำคุก 16 เดือน ริบท่อนไม้ยูคาลิปตัสของกลาง ให้จำเลยชดใช้เงิน 120,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับตั้งแต่วันที่ 27 ธันวาคม 2552 เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ร่วมทั้งสอง คำขออื่นให้ยก

โจทก์ร่วมทั้งสองและจำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษาแก้เป็นว่า ให้จำเลยชำระเงิน 200,000 บาทพร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันที่ 27 ธันวาคม 2552 เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ร่วมทั้งสอง นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

โจทก์ร่วมทั้งสองฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า คดีนี้ศาลชั้นต้นฟังข้อเท็จจริงว่า นายปรีชา ผู้ตายเป็นฝ่ายก่อเหตุทำร้ายจำเลยก่อน การกระทำของจำเลยจึงเป็นการกระทำเพราะถูกผู้ตายข่มเหงอย่างร้ายแรงด้วยเหตุอันไม่เป็นธรรม เป็นการกระทำความผิดโดยบันดาลโทสะ และพิพากษาว่าจำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 290 วรรคแรก ประกอบมาตรา 72 โจทก์ร่วมทั้งสองไม่อุทธรณ์ในปัญหาที่ว่าการกระทำของจำเลยเป็นการกระทำความผิดโดยบันดาลโทสะหรือไม่ ข้อเท็จจริงจึงรับฟังเป็นยุติว่าผู้ตายเป็นผู้ก่อให้จำเลยกระทำความผิด ดังนี้ ผู้ตายจึงไม่ใช่ผู้เสียหายโดยนิตินัยสำหรับความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 290 ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 2(4) โจทก์ร่วมทั้งสองซึ่งเป็นบิดาและมารดาของผู้ตายย่อมไม่มีอำนาจจัดการแทนผู้ตายได้ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 5 (2) และไม่มีอำนาจเข้าร่วมเป็นโจทก์กับพนักงานอัยการตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 30 และยื่นคำร้องขอให้บังคับจำเลยชดใช้ค่าสินไหมทดแทนตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 44/1 กับไม่มีสิทธิอุทธรณ์และฎีกาว่าการกระทำของจำเลยเป็นความผิดฐานฆ่าผู้อื่นและขอให้บังคับจำเลยชดใช้ค่าสินไหมทดแทน ที่ศาลชั้นต้นอนุญาตให้นายภิญโญและนางวรรณีเข้าร่วมเป็นโจทก์กับพนักงานอัยการ และศาลล่างทั้งสองพิพากษาให้จำเลยชดใช้ค่าสินไหมทดแทนแก่โจทก์ร่วมทั้งสองจึงไม่ชอบ ปัญหาดังกล่าวเป็นข้อกฎหมายที่เกี่ยวกับความสงบเรียบร้อย แม้ไม่มีคู่ความฝ่ายใดฎีกา ศาลฎีกาก็มีอำนาจยกขึ้นวินิจฉัยได้ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 195 วรรคสอง ประกอบมาตรา 225

พิพากษาแก้เป็นว่า ให้ยกคำร้องขอเข้าร่วมเป็นโจทก์ของนายภิญโญและนางวรรณี และคำร้องขอให้บังคับจำเลยชดใช้ค่าสินไหมทดแทนของนายภิญโญและนางวรรณี ยกฎีกาของโจทก์ร่วมทั้งสอง นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 7
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.อ. ม. 2 (4) ม. 5 (2) ม. 30 ม. 44/1
ป.อ. ม. 72 ม. 290
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการจังหวัดสมุทรปราการ
โจทก์ร่วม — นายภิญโญ สุวรรณสุข กับพวก
จำเลย — นายพิเชฐหรือขาว ปิ่นแก้ว
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดสมุทรปราการ — นายทวีวัฒน์ ภูมิกาศ
ศาลอุทธรณ์ภาค 1 — นางรัชนี สุขใจ
ชื่อองค์คณะ
พศวัจณ์ กนกนาก
อภิรัตน์ ลัดพลี
ธงชัย เสนามนตรี
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2273/2556
#590032
เปิดฉบับเต็ม

ผู้เสียหายที่ 2 ที่ถูกหน่วงเหนี่ยว ขวางทาง ฉุดรั้งและข่มขืนใจโดยถูกประทุษร้ายเพื่อให้ยอมไม่เข้าร่วมเสนอราคาไม่ได้ยอมตามที่ถูกกระทำดังกล่าว กลับได้เข้าไปยื่นซองเสนอราคาและร้องเรียนต่อเจ้าพนักงานที่เกี่ยวข้อง จนการจัดประกวดราคาในวันดังกล่าวถูกยกเลิก การกระทำของจำเลยที่ 1 กับพวกจึงเป็นเพียงการพยายามกระทำความผิดตาม พ.ร.บ.ว่าด้วยความผิดเกี่ยวกับการเสนอราคาต่อหน่วยงานของรัฐ พ.ศ.2542 มาตรา 6 และ ป.อ. มาตรา 337 วรรคแรก

เจตนาในการตั้งกลุ่มกระทำความผิดฐานเป็นอั้งยี่ ซ่องโจรของจำเลยที่ 1 ถึงที่ 3ก็เพื่อกระทำความผิดฐานต่าง ๆ ใน พ.ร.บ.ว่าด้วยความผิดเกี่ยวกับการเสนอราคาต่อหน่วยงานของรัฐฯ จึงเป็นเจตนาเดียวกัน เป็นการกระทำกรรมเดียวแต่ผิดต่อกฎหมายหลายบท จึงต้องลงโทษในความผิดฐานเป็นอั้งยี่ตาม ป.อ. มาตรา 213 ประกอบมาตรา 209 วรรคสอง ซึ่งเป็นกฎหมายบทที่มีโทษหนักที่สุดตาม ป.อ. มาตรา 90

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยทั้งสี่ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 209, 210, 213, 309, 310, 337, 391, 83, 91 พระราชบัญญัติว่าด้วยความผิดเกี่ยวกับการเสนอราคาต่อหน่วยงานของรัฐ พ.ศ.2542 มาตรา 4, 5, 6

จำเลยทั้งสี่ให้การปฏิเสธ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยทั้งสี่มีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 209, 210, 213, 310, 337, 391, 83 พระราชบัญญัติว่าด้วยความผิดเกี่ยวกับการเสนอราคาต่อหน่วยงานของรัฐ พ.ศ.2542 มาตรา 4, 5, 6 ลงโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 209 ประกอบด้วยมาตรา 213 ซึ่งเป็นกฎหมายบทที่มีโทษหนักที่สุดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 จำคุกจำเลยที่ 1 ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 209 วรรคสอง ประกอบด้วยมาตรา 213 มีกำหนด 5 ปี จำคุกจำเลยที่ 2 ถึงที่ 4 ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 209 วรรคหนึ่ง ประกอบด้วยมาตรา 213 มีกำหนดคนละ 4 ปี

โจทก์และจำเลยทั้งสี่อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษากลับ ให้ยกฟ้อง

โจทก์ฎีกา

ระหว่างการพิจารณาของศาลฎีกา จำเลยที่ 4 ถึงแก่ความตาย ศาลฎีกามีคำสั่งให้จำหน่ายคดีเฉพาะจำเลยที่ 4 ออกจากสารบบความ

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า พิเคราะห์แล้ว ข้อเท็จจริงเบื้องต้นรับฟังได้ยุติว่า ระหว่างปี 2542 ถึงวันที่ 17 พฤษภาคม 2544 กลุ่มผู้ประกอบอาชีพรับเหมาก่อสร้างในพื้นที่จังหวัดกาญจนบุรี จำนวนประมาณ 14 ถึง 20 คน เช่น นายรุ่งศักดิ์หรือปั้ง หุ้นส่วนผู้จัดการของห้างหุ้นส่วนจำกัด จิตติชัยการโยธา นายลี้ หุ้นส่วนผู้จัดการของห้างหุ้นส่วนจำกัด สิทธิพรก่อสร้าง นางศิริหรือมุ้ย หุ้นส่วนผู้จัดการของห้างหุ้นส่วนจำกัดเลาขวัญสามพี่น้อง นายสมชายหรือต้น หุ้นส่วนผู้จัดการของห้างหุ้นส่วนจำกัด จิรกาญจน์โยธา นายวิทยาหรือโดเรมอน หุ้นส่วนผู้จัดการของห้างหุ้นส่วนจำกัด เวสเทอร์นแทรคเตอร์ นายพิพัฒน์ หุ้นส่วนผู้จัดการของห้างหุ้นส่วนจำกัดพิพัฒน์การโยธา นายชัยวัฒน์ หุ้นส่วนผู้จัดการของห้างหุ้นส่วนจำกัด ธนวัฒน์สุวรรณ นางฉัตรพนิตหรือเตี้ย หุ้นส่วนผู้จัดการของห้างหุ้นส่วนจำกัด กิจสมชัย นายสุรชัย หุ้นส่วนผู้จัดการของห้างหุ้นส่วนจำกัด โรงปูนเขตรุ่งเรือง นายบุญยสิทธิ์หรือบุญชูหรืออ้วน หุ้นส่วนผู้จัดการของห้างหุ้นส่วนจำกัด สินพัฒนกาญจน์ นายจรินทร์หรืออ้น หุ้นส่วนผู้จัดการของห้างหุ้นส่วนจำกัด กาญจน์ธนพลก่อสร้าง นายอนุกูล หุ้นส่วนผู้จัดการของห้างหุ้นส่วนจำกัด โชคไพศาลโยธา นายชูศักดิ์หรือเบี้ยว หุ้นส่วนผู้จัดการของห้างหุ้นส่วนจำกัด หมั่นตั้งธรรม และนายอดุลย์ กรรมการผู้จัดการของบริษัทจรรโลง (1991) จำกัด ได้รวมตัวกันโดยตั้งชื่อกลุ่มว่า ยูโรกาญจน์ ต่อมาเมื่อวันที่ 17 พฤษภาคม 2544 ที่หอประชุมกำนันผู้ใหญ่บ้าน ซึ่งตั้งอยู่ในบริเวณเดียวกันกับศาลากลางจังหวัดกาญจนบุรี อำเภอเมืองกาญจนบุรี จังหวัดกาญจนบุรี หน่วยงานของทางราชการจัดให้มีการยื่นซองประกวดราคารับเหมาก่อสร้างหลายโครงการ ในวันดังกล่าวเวลา 9.30 นาฬิกา นายเดชา ผู้เสียหายที่ 2 ซึ่งเป็นตัวแทนของบริษัทวัสดุเซ็นเตอร์ จำกัด ผู้เสียหายที่ 1 ไปยื่นซองเสนอราคาขายเหล็กเส้นเสริมคอนกรีตต่อหน่วยงานของกรมชลประทาน แต่ถูกนายสมศักดิ์ และนายสมชาย กับพวกรวม 10 คน ซึ่งเป็นจำเลยในคดีอาญาหมายเลขแดงที่ 2580/2546 ของศาลชั้นต้น ร่วมกันกีดกัน ขัดขวาง หน่วงเหนี่ยว ข่มขืนใจและเสนอให้เงินตอบแทนเพื่อไม่ให้เข้าไปยื่นซองเสนอราคารวมทั้งขู่เข็ญให้เกิดความกลัวและร่วมกันทำร้ายร่างกายด้วย เจ้าพนักงานตำรวจที่แฝงตัวดูเหตุการณ์อยู่จึงแสดงตัวจับกุมนายสมศักดิ์ นายสมชายกับพวกดังกล่าวไปดำเนินคดีและศาลมีคำพิพากษาลงโทษแล้ว ต่อมาถึงปี 2546 สำนักงานตำรวจแห่งชาติมีคำสั่งแต่งตั้งคณะพนักงานสืบสวนสอบสวนขยายผลการกระทำความผิดของนายสมศักดิ์และนายสมชายกับพวกดังกล่าว แล้วต่อมาจึงกล่าวหาจำเลยทั้งสี่เป็นคดีนี้

ปัญหาที่จะต้องวินิจฉัยมีตามที่โจทก์ฎีกาว่า จำเลยที่ 1 ถึงที่ 3 ร่วมกันกระทำความผิดกับกลุ่มของนายสมชายในวันที่ 17 พฤษภาคม 2544 ด้วยหรือไม่ โจทก์นำสืบพยานโดยมีนางศิริกับพวกดังกล่าวแล้วมาเบิกความยืนยันข้อเท็จจริงเป็นทำนองเดียวกันว่า ในวันเกิดเหตุดังกล่าวกลุ่มยูโรกาญจน์ได้เข้าร่วมปฏิบัติการฮั้วการประมูลด้วย ดังที่เคยทำมาในการประกวดราคาครั้งก่อน ๆ และในครั้งนี้นายสมชายก็ได้เข้าปฏิบัติการร่วมกับกลุ่มบุคคลที่เป็นทหารและถูกจับดำเนินคดี ส่วนจำเลยที่ 1 ถึงที่ 3 นำสืบปฏิเสธ โดยยืนยันข้อเท็จจริงเป็นทำนองเดียวกันว่า จำเลยที่ 1 ถึงที่ 3 ไม่รู้เห็นในการกระทำความผิดของนายสมชายและไม่ได้รู้เห็นกับการยื่นซองประกวดราคาของกลุ่มยูโรกาญจน์ เห็นว่า พยานโจทก์ดังกล่าวเบิกความยืนยันข้อเท็จจริงที่อาจจะเป็นผลร้ายกับตนเอง ทั้งเบิกความสอดคล้องต้องกันไม่มีพิรุธ เชื่อว่าจะเบิกความไปตามที่รู้เห็นจริง ๆ ส่วนที่พยานโจทก์บางปาก เช่น นายลี้ นายรุ่งศักดิ์ นายจรินทร์ และนายอนุกูล เบิกความยืนยันว่านายสมชายไม่ได้ทำงานให้จำเลยที่ 1 แต่ทำงานเป็นเลขาให้นายเรวัต สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดกาญจนบุรี นั้น เห็นว่า เป็นการเบิกความขัดแย้งกับข้อเท็จจริงที่ปรากฏอยู่ในเอกสารการแต่งตั้งการเป็นผู้ช่วยสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรตาม ว่านายสมชายเป็นผู้ช่วยของจำเลยที่ 1 คำเบิกความของพยานโจทก์ดังกล่าวนั้นจึงมีน้ำหนักรับฟังได้น้อย ข้อเท็จจริงมีน้ำหนักรับฟังได้ตามที่พยานโจทก์ปากอื่น ๆ ที่เบิกความยืนยันว่านายสมชายเป็นเลขาของจำเลยที่ 1 และทำงานให้จำเลยที่ 1 และที่ 2 จำเลยที่ 1 ถึงที่ 3 นำสืบปฏิเสธแต่เพียงว่า จำเลยที่ 1 ถึงที่ 3 ไม่มีส่วนรู้เห็นกับการกระทำความผิดของนายสมชายกับพวก ดังนี้เห็นว่าพยานหลักฐานโจทก์มีน้ำหนักรับฟังได้มั่นคงปราศจากข้อสงสัยว่า จำเลยที่ 1 ถึงที่ 3 ร่วมกระทำความผิดกับนายสมชายกับพวกดังกล่าวด้วย แต่ได้ความจากคำเบิกความของนายเดชา ผู้เสียหายที่ 2 ที่ถูกหน่วงเหนี่ยว ขวางทาง ฉุดรั้งและข่มขืนใจโดยถูกประทุษร้ายเพื่อให้ยอมไม่เข้าร่วมเสนอราคายืนยันว่าไม่ได้ยอมตามที่ถูกนายสมชายกับพวกกระทำการดังกล่าว กลับได้เข้าไปยื่นซองเสนอราคาและร้องเรียนต่อเจ้าพนักงานที่เกี่ยวข้อง จนการจัดประกวดราคาในวันเกิดเหตุดังกล่าวถูกยกเลิก เช่นนี้จึงต้องฟังข้อเท็จจริงว่าการกระทำความผิดของจำเลยที่ 1 ถึงที่ 3 กับพวกตามพระราชบัญญัติว่าด้วยความผิดเกี่ยวกับการเสนอราคาต่อหน่วยงานของรัฐ พ.ศ.2542 มาตรา 6 และประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 337 วรรคแรก ยังไม่บรรลุผลคงเป็นเพียงการพยายามกระทำความผิดดังกล่าวเท่านั้น

ข้อเท็จจริงที่จะต้องพิจารณาวินิจฉัยต่อไปมีตามที่โจทก์ฎีกาว่า การกระทำความผิดของจำเลยที่ 1 ถึงที่ 3 ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 209 วรรคสอง, 210 วรรคแรก, 213, 310 วรรคแรก, 391 กับความผิดตามพระราชบัญญัติว่าด้วยความผิดเกี่ยวกับการเสนอราคาต่อหน่วยงานของรัฐ พ.ศ.2542 มาตรา 4, 5, 6 และประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 337 วรรคแรก ประกอบมาตรา 80 นั้น เป็นความผิดต่างกรรมกัน จึงต้องเรียงกระทงลงโทษหรือไม่ เห็นว่า เจตนาในการตั้งกลุ่มกระทำความผิดฐานเป็นอั้งยี่ ซ่องโจร ของจำเลยที่ 1 ถึงที่ 3 ก็เพื่อกระทำความผิดฐานต่าง ๆ ในพระราชบัญญัติว่าด้วยความผิดเกี่ยวกับการเสนอราคาต่อหน่วยงานของรัฐ จึงเป็นเจตนาเดียวกัน เป็นการกระทำกรรมเดียวแต่ผิดกฎหมายหลายบท จึงต้องลงโทษในความผิดฐานร่วมกันเป็นอั้งยี่ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 209 วรรคสอง ประกอบมาตรา 213 ซึ่งเป็นบทที่มีโทษหนักที่สุด ฎีกาโจทก์ข้อนี้ฟังไม่ขึ้น

พิพากษาแก้เป็นว่า จำเลยที่ 1 ถึงที่ 3 มีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 209 วรรคสอง, 210 วรรคแรก, 213, 310 วรรคแรก, 391 พระราชบัญญัติว่าด้วยความผิดเกี่ยวกับการเสนอราคาต่อหน่วยงานของรัฐ พ.ศ.2542 มาตรา 4, 5, 6 ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 337 วรรคแรกประกอบมาตรา 80, 83 เป็นการกระทำกรรมเดียวเป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบท ให้ลงโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 209 วรรคสอง อันเป็นกฎหมายบทที่มีโทษหนักที่สุดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 จำคุกจำเลยที่ 1 มีกำหนด 5 ปี จำเลยที่ 2 และที่ 3 คนละ 4 ปี นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาของศาลอุทธรณ์
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.ว่าด้วยความผิดเกี่ยวกับการเสนอราคาต่อหน่วยงานของรัฐ พ.ศ.2542 ม. 4 ม. 5 ม. 6
ป.อ. ม. 80 ม. 90 ม. 209 ม. 210 ม. 213 ม. 310 ม. 337 ม. 391
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการ สำนักงานอัยการสูงสุด
จำเลย — นายประชาหรือเซี๊ยะ โพธิพิพิธ กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลอาญา — นายมานิตย์ จิตต์จันทร์กลับ
ศาลอุทธรณ์ — นายเฉลียว พลวิเศษ
ชื่อองค์คณะ
พิศาล อัยยะวรากูล
ประยูร ณ ระนอง
อดิศักดิ์ ปัตรวลี
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2271/2556
#544550
เปิดฉบับเต็ม

จำเลยที่ 3 ใช้รถยนต์ของกลางเป็นยานพาหนะไปซื้อผักกาดขาวมาใช้ซ่อนเร้นเมทแอมเฟตามีนของกลาง และพาจำเลยที่ 5 และที่ 6 ซึ่งมีเมทแอมเฟตามีนของกลางไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่ายไปส่งที่ศาลาพักผู้โดยสาร อันเป็นการใช้รถยนต์ของกลางในการกระทำความผิดหรือให้ได้รับผลในการกระทำความผิดโดยตรงอันจะพึงริบตาม พ.ร.บ.ยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 มาตรา 102 และ ป.อ. มาตรา 33 (1)

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องและแก้ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยทั้งหกตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 มาตรา 4, 7, 8, 15, 66, 102 พระราชบัญญัติอาวุธปืน เครื่องกระสุนปืน วัตถุระเบิด ดอกไม้เพลิง และสิ่งเทียมอาวุธปืน พ.ศ.2490 มาตรา 4, 7, 8 ทวิ, 72, 72 ทวิ ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 32, 33, 83, 91, 371 ริบเมทแอมเฟตามีนและของกลางอื่นทั้งหมด

จำเลยทั้งหกให้การปฏิเสธ แต่จำเลยที่ 2 ให้การรับสารภาพฐานมีอาวุธปืนและเครื่องกระสุนปืนไว้ในครอบครองโดยไม่ได้รับใบอนุญาต

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยทั้งหกมีความผิดตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 มาตรา 15 วรรคสอง (เดิม), 66 วรรคสอง (เดิม), 102 ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83 ลงโทษประหารชีวิต และจำเลยที่ 2 มีความผิดตามพระราชบัญญัติอาวุธปืน เครื่องกระสุนปืน วัตถุระเบิดดอกไม้เพลิง และสิ่งเทียมอาวุธปืน พ.ศ.2490 มาตรา 7, 8 ทวิ วรรคหนึ่ง, 72 วรรคหนึ่ง, 72 ทวิ วรรคสอง ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91, 371 การกระทำของจำเลยที่ 2 เป็นความผิดหลายกรรมต่างกัน เรียงกระทงลงโทษ ฐานมีอาวุธปืนไว้ในครอบครองโดยไม่ได้รับใบอนุญาต จำคุก 1 ปี ฐานพาอาวุธปืนไปในเมือง หมู่บ้านหรือทางสาธารณะ โดยไม่ได้รับใบอนุญาต เป็นความผิดกรรมเดียวผิดต่อกฎหมายหลายบท ให้ลงโทษตามพระราชบัญญัติอาวุธปืนฯ ซึ่งเป็นบทที่มีโทษหนักที่สุด ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 จำคุก 6 เดือน จำเลยที่ 2 ให้การรับสารภาพข้อหามีอาวุธปืนและเครื่องกระสุนปืนไว้ในครอบครองโดยไม่ได้รับใบอนุญาต เป็นประโยชน์แก่การพิจารณามีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้กึ่งหนึ่ง ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คงจำคุก 6 เดือน ส่วนข้อหาพาอาวุธปืนไปในเมือง หมู่บ้าน หรือทางสาธารณะโดยไม่ได้รับใบอนุญาต จำเลยที่ 2 ให้การรับสารภาพในชั้นจับกุมและสอบสวนเป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้หนึ่งในสาม คงจำคุก 4 เดือน เมื่อรวมโทษของจำเลยที่ 2 ทุกกระทงแล้ว คงให้ประหารชีวิต ริบเมทแอมเฟตามีนและของกลางอื่นทั้งหมด

จำเลยทั้งหกอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 5 พิพากษาแก้เป็นว่า ให้ยกฟ้องจำเลยที่ 1 และที่ 2 ในข้อหามีเมทแอมเฟตามีนไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่าย คืนรถยนต์กระบะหมายเลขทะเบียน พ - 4531 ลำพูน โทรศัพท์เคลื่อนที่ 2 เครื่อง และเงินสด 24,000 บาท แก่เจ้าของ นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

โจทก์และจำเลยที่ 3 ถึงที่ 6 ฎีกา

ระหว่างพิจารณาของศาลฎีกา จำเลยที่ 6 ถึงแก่ความตาย ศาลฎีกามีคำสั่งให้จำหน่ายคดีเฉพาะจำเลยที่ 6 ออกจากสารบบความ

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงที่คู่ความไม่ได้โต้เถียงกันในชั้นนี้รับฟังเป็นยุติว่า ในวันเวลาและสถานที่เกิดเหตุตามฟ้อง เจ้าหน้าที่ป้องกันและปราบปรามยาเสพติดและเจ้าพนักงานตำรวจจับจำเลยทั้งหกได้ พร้อมยึดเมทแอมเฟตามีน 26,000 เม็ด รถยนต์กระบะ ยี่ห้อมิตซูบิชิ หมายเลขทะเบียน พ - 4531 ลำพูน โทรศัพท์เคลื่อนที่ ยี่ห้อโมโตโรล่า หมายเลข 0 1473 3029 และยี่ห้อโนเกีย หมายเลข 0 1951 9683 รวม 2 เครื่อง เงินสด 24,000 บาท ถุงปุ๋ย อาวุธปืนและเครื่องกระสุนปืนเป็นของกลาง สำหรับจำเลยที่ 2 เกี่ยวกับความผิดฐานมีและพาอาวุธปืน เครื่องกระสุนปืนโดยไม่ได้รับใบอนุญาตยุติไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 5

ส่วนที่โจทก์ฎีกาขอให้ริบทรัพย์ของกลางว่า รถยนต์กระบะของกลางเป็นยานพาหนะที่จำเลยที่ 3 ใช้ไปซื้อผักกาดขาวมาซ่อนเร้นเมทแอมเฟตามีนของกลางบางส่วนและพาจำเลยที่ 5 ซึ่งซุกซ่อนเมทแอมเฟตามีนของกลางไว้ที่ตัว กับจำเลยที่ 6 ซึ่งถือถุงปุ๋ยที่บรรจุผักกาดขาวดังกล่าวไปส่งที่ศาลาพักผู้โดยสาร อันเป็นการใช้รถยนต์กระบะของกลางโดยตรงในการกระทำความผิดหรือให้ได้รับผลในการกระทำความผิดตามฟ้อง โทรศัพท์เคลื่อนที่ 2 เครื่อง ของกลาง ก็ยึดได้จากจำเลยที่ 1 และที่ 3 ทันทีหลังจากพบการกระทำความผิดและยังพบกระดาษจดหมายเลขโทรศัพท์ของจำเลยที่ 3 จากจำเลยที่ 5 จึงเชื่อได้ว่าเป็นเครื่องมือเครื่องใช้ในการติดต่อนัดหมายกระทำความผิดระหว่างจำเลยที่ 1 กับจำเลยที่ 3 และเงินสด 24,000 บาท ก็ยึดได้จากจำเลยที่ 3 และที่ 4 ทันทีหลังจากยึดได้เมทแอมเฟตามีนของกลาง จึงเชื่อได้ว่าจำเลยที่ 1 และที่ 2 นำเงินจำนวนดังกล่าวไปชำระหนี้บางส่วนให้แก่จำเลยที่ 3 และที่ 4 เป็นค่าจัดหาเมทแอมเฟตามีนของกลาง อันเป็นทรัพย์สินที่ได้มาจากการกระทำความผิดหรือได้ใช้ในการกระทำความผิดนั้น เห็นว่า แม้โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยทั้งหกในความผิดฐานร่วมกันมีเมทแอมเฟตามีนไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่าย แต่พยานหลักฐานที่โจทก์นำสืบได้ความว่า จำเลยที่ 3 ใช้รถยนต์กระบะของกลางเป็นยานพาหนะไปซื้อผักกาดขาวมาใช้ซ่อนเร้นเมทแอมเฟตามีนของกลาง และพาจำเลยที่ 5 และที่ 6 ซึ่งมีเมทแอมเฟตามีนของกลางไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่ายไปส่งที่ศาลาพักผู้โดยสาร อันเป็นการใช้รถยนต์กระบะของกลางในการกระทำความผิดหรือให้ได้รับผลในการกระทำความผิดโดยตรง อันจะพึงริบตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 มาตรา 102 และประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 33 (1) ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 5 ไม่ริบรถยนต์กระบะของกลาง ไม่ต้องด้วยความเห็นของศาลฎีกา ส่วนโทรศัพท์เคลื่อนที่และเงินสด 24,000 บาท นั้น แม้ข้อเท็จจริงรับฟังได้ว่า จำเลยที่ 1 และที่ 2 เป็นตัวการร่วมกับจำเลยที่ 3 ถึงที่ 5 กระทำความผิดฐานมีเมทแอมเฟตามีนไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่าย แต่ทางนำสืบของโจทก์ก็ไม่ปรากฏว่ามีการติดต่อกันทางโทรศัพท์เคลื่อนที่ของกลางทั้ง 2 เครื่อง ดังกล่าว หรือเงินสดนั้น จำเลยที่ 3 ได้มาอย่างไร ดังนั้น โทรศัพท์เคลื่อนที่ 2 เครื่องกับเงินสด 24,000 บาท ของกลาง ย่อมมิใช่ทรัพย์สิน ซึ่งจำเลยที่ 1 และที่ 3 ได้ใช้ หรือจำเลยที่ 3 ได้มาโดยได้กระทำความผิดตามที่โจทก์ฟ้อง จึงไม่อาจริบทรัพย์สินของกลางตามที่โจทก์ฎีกาและเห็นควรคืนให้แก่เจ้าของ ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 5 พิพากษามานั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วยเพียงบางส่วน ฎีกาของโจทก์ฟังขึ้นบางส่วน ส่วนฎีกาของจำเลยที่ 3 ถึงที่ 5 ฟังไม่ขึ้น

พิพากษาแก้เป็นว่า ให้บังคับคดีสำหรับจำเลยที่ 1 และที่ 2 ไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น ริบรถยนต์กระบะหมายเลขทะเบียน พ - 4531 ลำพูน ของกลาง นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 5
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.อ. ม. 33 (1)
พ.ร.บ.ยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 ม. 102
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการจังหวัดเชียงใหม่
จำเลย — นางเฟย กาสุริยะ กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดเชียงใหม่ — นายเจริญชัย ตรีวัฒนาวงศ์
ศาลอุทธรณ์ภาค 5 — นายโอภาส อนันตสมบูรณ์
ชื่อองค์คณะ
ชัยยุทธ ศรีจำนงค์
อนันต์ ชุมวิสูตร
สมชาติ ธัญญาวินิชกุล
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2265/2556
#554864
เปิดฉบับเต็ม

สิทธิในการฎีกาในคดีอาญาย่อมต้องเป็นไปตามบทบัญญัติแห่ง ป.วิ.อ. มาตรา 216 ที่บัญญัติให้คู่ความมีอำนาจฎีกาคัดค้านคำพิพากษาหรือคำสั่งศาลอุทธรณ์ภายในหนึ่งเดือน นับแต่วันอ่านหรือถือว่าได้อ่านคำพิพากษาหรือคำสั่งนั้นให้คู่ความฝ่ายที่ฎีกาฟัง ดังนั้น ถึงแม้โจทก์จะยื่นคำร้องไว้ในระหว่างอุทธรณ์ว่าโจทก์ไม่ประสงค์จะดำเนินคดีแก่จำเลยอีกต่อไปอันจะแปลความหมายว่าเป็นการสละสิทธิในการฎีกา ก็หาได้มีผลเป็นการตัดสิทธิโจทก์ที่จะฎีกาโดยเด็ดขาดไม่ โจทก์ยังคงมีสิทธิที่จะฎีกาได้ภายในเวลาที่กำหนดไว้ตามกฎหมาย

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องและแก้ฟ้องว่า ขอให้ลงโทษจำเลยตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 137 พระราชบัญญัติการเลือกตั้งสมาชิกสภาท้องถิ่นหรือผู้บริหารท้องถิ่น พ.ศ.2545 มาตรา 114 เพิกถอนสิทธิเลือกตั้งจำเลยมีกำหนดสิบปี และนับโทษจำเลยในคดีนี้ต่อจากคดีอาญาหมายเลขดำที่ 2327/2547 ของศาลชั้นต้น

ศาลชั้นต้นไต่สวนมูลฟ้องแล้ว เห็นว่าคดีมีมูล ให้ประทับฟ้อง

จำเลยให้การปฏิเสธ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 137 พระราชบัญญัติการเลือกตั้งสมาชิกสภาท้องถิ่นหรือผู้บริหารท้องถิ่น พ.ศ.2545 มาตรา 114 วรรคสอง การกระทำของจำเลยเป็นกรรมเดียวกันผิดต่อกฎหมายหลายบท ให้ลงโทษตามพระราชบัญญัติการเลือกตั้งฯ ซึ่งเป็นบทที่มีโทษหนักที่สุดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 จำคุก 5 ปี และปรับ 100,000 บาท ทางนำสืบของจำเลยเป็นประโยชน์แก่การพิจารณามีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 หนึ่งในสี่ คงจำคุก 3 ปี 9 เดือน และปรับ 75,000 บาท ไม่ชำระค่าปรับให้จัดการตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 29, 30 ให้เพิกถอนสิทธิเลือกตั้งมีกำหนดสิบปี ส่วนที่โจทก์ขอให้นับโทษจำเลยต่อจากโทษของจำเลยในคดีอาญาหมายเลขดำที่ 2327/2547 ของศาลชั้นต้น ไม่อาจนับโทษต่อให้ได้เนื่องจากยังมิได้มีคำพิพากษาในคดีดังกล่าว จึงให้ยกคำขอให้ส่วนนี้

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 5 พิพากษากลับ ให้ยกฟ้องโจทก์

โจทก์ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า เห็นควรวินิจฉัยปัญหาข้อกฎหมายตามคำแก้ฎีกาของจำเลยเสียก่อนว่า คำร้องของโจทก์ที่ยื่นไว้ในระหว่างอุทธรณ์ว่าโจทก์ไม่ประสงค์จะดำเนินคดีแก่จำเลยอีกต่อไปนั้น ถือว่าโจทก์ได้สละสิทธิในการอุทธรณ์หรือฎีกาคดีนี้แล้วหรือไม่ เห็นว่า สิทธิในการฎีกาในคดีอาญาย่อมต้องเป็นไปตามบทบัญญัติแห่งประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 216 ที่บัญญัติให้คู่ความมีอำนาจฎีกาคัดค้านคำพิพากษาหรือคำสั่งศาลอุทธรณ์ภายในหนึ่งเดือน นับแต่วันอ่านหรือถือว่าได้อ่านคำพิพากษาหรือคำสั่งนั้นให้คู่ความฝ่ายที่ฎีกาฟัง ดังนั้น ถึงแม้คำร้องของโจทก์ดังกล่าวจะแปลความหมายว่าเป็นการสละสิทธิในการฎีกา ก็หาได้มีผลเป็นการตัดสิทธิโจทก์ที่จะฎีกาโดยเด็ดขาดไม่ โจทก์ยังคงมีสิทธิที่จะฎีกาได้ภายในเวลาที่กำหนดไว้ตามกฎหมาย ข้อโต้แย้งของจำเลยฟังไม่ขึ้น

พิพากษากลับว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 137 พระราชบัญญัติการเลือกตั้งสมาชิกสภาท้องถิ่นหรือผู้บริหารท้องถิ่น พ.ศ.2545 มาตรา 114 วรรคสอง การกระทำของจำเลยเป็นกรรมเดียวเป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบท ให้ลงโทษตามพระราชบัญญัติการเลือกตั้งสมาชิกสภาท้องถิ่นหรือผู้บริหารท้องถิ่น พ.ศ.2545 มาตรา 114 วรรคสอง ซึ่งเป็นกฎหมายบทที่มีโทษหนักที่สุดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 จำคุก 5 ปี และปรับ 100,000 บาท ทางนำสืบและการมีคุณความดีมาแต่ก่อนของจำเลย นับเป็นเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้กึ่งหนึ่งตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คงจำคุก 2 ปี 6 เดือน และปรับ 50,000 บาท โทษจำคุกให้รอการลงโทษไว้มีกำหนด 2 ปี ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 56 ไม่ชำระค่าปรับให้จัดการตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 29, 30 และเพิกถอนสิทธิเลือกตั้งของจำเลยมีกำหนดสิบปี คำขอให้นับโทษต่อให้ยก
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.อ. ม. 216
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นางรัตนา จงสุทธนามณี
จำเลย — นางสลักจิต ติยะไพรัช
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดเชียงราย — นางราตรี เพียรพิทักษ์ วังศาบุตร
ศาลอุทธรณ์ภาค 5 — นายสมนึก พานิช
ชื่อองค์คณะ
นพพร โพธิรังสิยากร
ศรีอัมพร ศาลิคุปต์
สุทธิโชค เทพไตรรัตน์
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2217/2556
#541541
เปิดฉบับเต็ม

จำเลยมีสาเหตุโกรธเคืองกับผู้ตายและโจทก์ร่วมมาก่อนเกิดเหตุ เนื่องจากพวกของจำเลยตบหน้าผู้ตาย เมื่อจำเลยขับรถจักรยานยนต์กลับบ้าน ผู้ตายและโจทก์ร่วมขับรถจักรยานยนต์วนไปมาโดยถือเหล็กแป๊บมาด้วย พฤติการณ์ดังกล่าวย่อมทำให้จำเลยเชื่อว่าผู้ตายและโจทก์ร่วมจะตามมาเอาเรื่องจำเลย เมื่อจำเลยกลับถึงบ้านจึงบอกบิดาจำเลยแล้วนำอาวุธปืนออกมา การกระทำดังกล่าวแสดงให้เห็นว่าจำเลยและบิดาจำเลยเกิดความโกรธที่ผู้ตายและโจทก์ร่วมตามมาเอาเรื่องจำเลยโดยมีอาวุธมาเพื่อใช้ทำร้ายจำเลย จำเลยและบิดาจำเลยจึงได้ตอบโต้โดยตระเตรียมอาวุธปืนเพื่อมายิงต่อสู้กับผู้ตายและโจทกร่วม และเมื่อผู้ตายขับรถจักรยานยนต์ผ่านมา จำเลยและบิดาจำเลยได้ขับรถจักรยานยนต์ตามไปประมาณ 200 เมตร จึงใช้อาวุธปืนยิงผู้ตายและโจทก์ร่วมที่ด้านหลัง โดยที่ผู้ตายและโจทก์ร่วมมิได้ต่อสู้ด้วย กรณีที่เกิดขึ้นจำเลยและบิดาจำเลยมีโอกาสคิดไตร่ตรองทบทวนแล้วจึงตกลงใจกระทำความผิด หาใช่เป็นการกระทำในลักษณะปัจจุบันทันด่วนไม่ การกระทำของจำเลยจึงเป็นความผิดฐานร่วมกันฆ่าผู้อื่นโดยไตร่ตรองไว้ก่อนและพยายามฆ่าผู้อื่นโดยไตร่ตรองไว้ก่อน

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 33, 80, 91, 288, 289, 371 พระราชบัญญัติอาวุธปืน เครื่องกระสุนปืน วัตถุระเบิด ดอกไม้เพลิง และสิ่งเทียมอาวุธปืน พ.ศ.2490 มาตรา 8 ทวิ, 55, 72 ทวิ, 78 ริบหัวกระสุนปืนและปลอกกระสุนปืนของกลาง และนับโทษจำเลยต่อกับโทษของจำเลยในคดีอาญาหมายเลขแดงที่ 1236/2550 ของศาลชั้นต้น

จำเลยให้การปฏิเสธ แต่รับว่าเป็นบุคคลคนเดียวกับจำเลยในคดีที่โจทก์ขอให้นับโทษต่อ

ระหว่างพิจารณา นายอุดร ผู้เสียหาย ยื่นคำร้องขอเข้าร่วมเป็นโจทก์ ศาลชั้นต้นอนุญาตเฉพาะข้อหาความผิดต่อชีวิต (ที่ถูก ข้อหาร่วมกันพยายามฆ่าผู้อื่น) และยื่นคำร้องขอให้บังคับจำเลยชดใช้เงินค่าสินไหมทดแทนเป็นค่ารักษาพยาบาล 300,000 บาท ค่าขาดประโยชน์จากการไม่สามารถทำงานได้ 200,000 บาท รวมเป็นเงิน 500,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันที่ 8 พฤษภาคม 2551 จนกว่าจะชำระเสร็จ ดอกเบี้ยคิดถึงวันฟ้องเป็นเงิน 40,625 บาท

นางจิราวดีมารดาของนายขวัญชัย ผู้ตายยื่นคำร้องขอให้บังคับจำเลยชดใช้ค่าสินไหมทดแทนเป็นค่าปลงศพ 250,000 บาท ค่าขาดไร้อุปการะเลี้ยงดูและค่าขาดแรงงาน 400,000 บาท รวมเป็นเงิน 650,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันที่ 8 พฤษภาคม 2551 จนกว่าจะชำระเสร็จ ดอกเบี้ยคิดถึงวันฟ้องเป็นเงิน 85,312 บาท

จำเลยไม่ยื่นคำให้การในคดีส่วนแพ่ง

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 289 (4), 289 (4) ประกอบมาตรา 80 พระราชบัญญัติอาวุธปืน เครื่องกระสุนปืน วัตถุระเบิด ดอกไม้เพลิง และสิ่งเทียมอาวุธปืน พ.ศ.2490 มาตรา 7, 8 ทวิ วรรคหนึ่ง, 72 วรรคสาม, 72 ทวิ วรรคสอง ประกอบประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83 เป็นความผิดหลายกรรมต่างกัน ให้ลงโทษทุกกรรมเป็นกระทงความผิดไปตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 ฐานร่วมกันฆ่าผู้อื่นโดยไตร่ตรองไว้ก่อนกับฐานร่วมกันพยายามฆ่าผู้อื่นโดยไตร่ตรองไว้ก่อน เป็นการกระทำกรรมเดียวเป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบท ให้ลงโทษฐานร่วมกันฆ่าผู้อื่นโดยไตร่ตรองไว้ก่อนอันเป็นกฎหมายบทที่มีโทษหนักที่สุดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 ให้ประหารชีวิต ฐานร่วมกันมีอาวุธปืนที่เป็นของผู้อื่นซึ่งได้รับใบอนุญาตให้มีและใช้ตามกฎหมาย จำคุก 6 เดือน ฐานร่วมกันพาอาวุธปืนไปในเมือง หมู่บ้าน หรือทางสาธารณะโดยไม่ได้รับใบอนุญาต จำคุก 6 เดือน เมื่อลงโทษประหารชีวิตในความผิดฐานร่วมกันฆ่าผู้อื่นโดยไตร่ตรองไว้ก่อนแล้วไม่อาจนำโทษจำคุกในความผิดกระทงอื่นมารวมหรือนับโทษต่อได้อีก จึงให้ลงโทษประหารชีวิตจำเลยเพียงสถานเดียว ข้อหาและคำขออื่นนอกจากนี้ให้ยก ให้จำเลยชดใช้ค่าสินไหมทดแทนแก่ผู้ร้องเป็นเงิน 510,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันที่ 8 พฤษภาคม 2551 จนกว่าจะชำระเสร็จ แต่ดอกเบี้ยคิดถึงวันฟ้อง (ฟ้องวันที่ 18 กันยายน 2552) ห้ามมิให้เกิน 85,312 บาท กับให้จำเลยชดใช้ค่าสินไหมทดแทนแก่โจทก์ร่วมเป็นเงิน 500,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันที่ 8 พฤษภาคม 2551 จนกว่าจะชำระเสร็จแต่ดอกเบี้ยคิดถึงวันฟ้อง (ฟ้องวันที่ 18 กันยายน 2552) ห้ามมิให้เกิน 40,625 บาท

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 2 พิพากษาแก้เป็นว่า เฉพาะความผิดต่อชีวิตจำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 288, 288 ประกอบมาตรา 80 เป็นการกระทำกรรมเดียวเป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบท ลงโทษฐานร่วมกันฆ่าผู้อื่นอันเป็นกฎหมายบทที่มีโทษหนักที่สุดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 ให้จำคุกตลอดชีวิต ทางนำสืบของจำเลยเป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้กระทงละหนึ่งในสามตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 ประกอบมาตรา 53 ฐานร่วมกันฆ่าผู้อื่น คงจำคุก 33 ปี 4 เดือน ฐานร่วมกันมีอาวุธปืนที่เป็นของผู้อื่นซึ่งได้รับใบอนุญาตให้มีและใช้ตามกฎหมาย คงจำคุก 4 เดือน ฐานร่วมกันพาอาวุธปืนไปในเมือง หมู่บ้าน หรือทางสาธารณะโดยไม่ได้รับใบอนุญาต คงจำคุก 4 เดือน รวมจำคุก 33 ปี 12 เดือน นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

โจทก์ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงเบื้องต้นรับฟังได้ว่า จำเลยกับพวกใช้อาวุธปืนยิงผู้ตายและโจทก์ร่วม เป็นเหตุให้ผู้ตายถึงแก่ความตาย โจทก์ร่วมได้รับอันตรายสาหัส ความผิดฐานร่วมกันมีอาวุธปืนที่เป็นของผู้อื่นซึ่งได้รับใบอนุญาตให้มีและใช้ตามกฎหมาย และฐานร่วมกันพาอาวุธปืนไปในเมือง หมู่บ้านหรือทางสาธารณะโดยไม่ได้รับใบอนุญาต ยุติไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 2

มีปัญหาวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ว่า จำเลยร่วมกับพวกฆ่าผู้ตายโดยไตร่ตรองไว้ก่อนและพยายามฆ่าโจทก์ร่วมโดยไตร่ตรองไว้ก่อนหรือไม่ โจทก์และโจทก์ร่วมมีนายวุฒิพงษ์เบิกความเป็นพยานซึ่งมีสาระสำคัญสอดคล้องเชื่อมโยงกับคำเบิกความของโจทก์ร่วมและคำให้การของนายวุฒิพงษ์ในชั้นสอบสวน ซึ่งให้การในวันเดียวกับที่เกิดเหตุ ได้ความว่าหลังจากจำเลยส่งนายวุฒิพงษ์แล้วและกำลังขับรถจักรยานยนต์กลับบ้าน จำเลยพบผู้ตายกับโจทก์ร่วม โจทก์ร่วมขับรถจักรยานยนต์วนไปมาโดยถือเหล็กแป๊บมาด้วย พฤติการณ์ดังกล่าวย่อมทำให้จำเลยเชื่อว่าผู้ตายและโจทก์ร่วมจะตามมาเอาเรื่องจำเลยกับนายวุฒิพงษ์ จึงกลับบ้านไปบอกบิดาของจำเลยแล้วนำอาวุธปืนออกมา การกระทำดังกล่าวแสดงให้เห็นว่าจำเลยและบิดาจำเลยเกิดความโกรธที่ผู้ตายและโจทก์ร่วมตามมาเอาเรื่องจำเลยโดยมีอาวุธมาเพื่อใช้ทำร้ายจำเลยและบิดาจำเลยจึงได้ตอบโต้โดยตระเตรียมอาวุธปืนเพื่อมายิงต่อสู้กับผู้ตายและโจทก์ร่วม และเมื่อผู้ตายขับรถจักรยานยนต์ผ่านมา จำเลยและบิดาของจำเลยได้ขับรถจักรยานยนต์ตามไปประมาณ 200 เมตร จึงใช้อาวุธปืนยิงผู้ตายและโจทก์ร่วมที่ด้านหลัง โดยที่ผู้ตายและโจทก์ร่วมมิได้ต่อสู้ด้วย กรณีที่เกิดขึ้นจำเลยและบิดาจำเลยมีโอกาสคิดไตร่ตรองทบทวนแล้วจึงตกลงใจกระทำความผิด หาใช่เป็นการกระทำในลักษณะปัจจุบันทันด่วนไม่ การกระทำของจำเลยจึงเป็นความผิดฐานร่วมกันฆ่าผู้อื่นโดยไตร่ตรองไว้ก่อนและพยายามฆ่าผู้อื่นโดยไตร่ตรองไว้ก่อน ฎีกาของโจทก์ฟังขึ้น

พิพากษาแก้เป็นว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 289 (4), 289 (4) ประกอบมาตรา 80 เป็นการกระทำกรรมเดียวเป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบท ให้ลงโทษฐานร่วมกันฆ่าผู้อื่นโดยไตร่ตรองไว้ก่อน อันเป็นกฎหมายบทที่มีโทษหนักที่สุดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 ให้ประหารชีวิต ลดโทษให้หนึ่งในสามตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 ประกอบมาตรา 52 (1) คงจำคุกตลอดชีวิต เมื่อรวมกับโทษในความผิดฐานอื่นแล้ว ให้จำคุกตลอดชีวิตสถานเดียวตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 (3) นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 2
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.อ. ม. 289 (4)
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการจังหวัดระยอง
โจทก์ร่วม — นายอุดร ไชยทอง
จำเลย — นายนิพนธ์ อ่วมหอมทอง
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดระยอง — นายทวีศักดิ์ นคนันท์
ศาลอุทธรณ์ภาค 2 — นายเสถียร ศรีทองชัย
ชื่อองค์คณะ
นุจรินทร์ จันทร์พรายศรี
นิยุต สุภัทรพาหิรผล
วิวรรต นิ่มละมัย
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2170/2556
#537977
เปิดฉบับเต็ม

โจทก์มีคำสั่งแต่งตั้งให้จำเลยเข้ารับราชการเป็นพนักงานส่วนตำบลในตำแหน่งนักวิชาการศึกษา ระดับ 3 โดยอาศัยอำนาจตามความในมาตรา 25 ประกอบมาตรา 15 แห่ง พ.ร.บ.ระเบียบบริหารงานบุคคลส่วนท้องถิ่น พ.ศ.2542 และกฎ ก.พ. ฉบับที่ 3 (พ.ศ.2538) ข้อ 2 ประกอบมติคณะกรรมการพนักงานส่วนตำบลจังหวัดนครราชสีมาไม่ได้มีความผูกพันกันตามกฎหมายว่าด้วยนิติกรรมสัญญา จึงไม่อาจนำบทบัญญัติเกี่ยวกับการเลิกสัญญาและกลับคืนสู่ฐานะดังที่เป็นอยู่เดิมตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์มาใช้บังคับ

จำเลยเข้ารับราชการเป็นพนักงานของโจทก์และปฏิบัติราชการไปตามอำนาจหน้าที่ที่ได้รับมอบหมายตลอดมา การที่โจทก์จ่ายเงินเดือนและผลประโยชน์ตอบแทนอื่นให้แก่จำเลย ถือได้ว่าเป็นการให้เงินเดือนและผลประโยชน์ตอบแทนการทำงานของจำเลยในฐานะที่เป็นพนักงานของโจทก์ ซึ่งเป็นสิทธิโดยชอบธรรมของจำเลยที่จะได้รับจากการทำงานของตน ขณะเดียวกันโจทก์ก็ได้รับผลแห่งการงานที่จำเลยได้กระทำในระหว่างที่เป็นพนักงานของโจทก์เป็นการตอบแทนด้วย แม้ภายหลังคณะกรรมการพนักงานส่วนตำบลจังหวัดนครนายกจะตรวจสอบพบว่าจำเลยเป็นผู้ไม่ปรากฏชื่อว่าเป็นผู้สอบแข่งขันได้ ก็เป็นเพียงเรื่องที่จำเลยขาดคุณสมบัติหรือมีคุณสมบัติไม่ตรงตามความประสงค์ของโจทก์ในการรับบุคคลเข้ารับราชการอันเป็นเหตุให้โจทก์เลิกจ้างหรือให้จำเลยพ้นจากราชการได้เท่านั้น หาเป็นเหตุให้โจทก์มีสิทธิเรียกเงินเดือนและผลประโยชน์ตอบแทนอื่นที่จำเลยมีสิทธิได้รับโดยชอบด้วยกฎหมายในระหว่างที่ยังเป็นพนักงานของโจทก์คืนจากจำเลยไม่ เงินเดือนและผลประโยชน์ตอบแทนอื่นที่จำเลยได้รับจึงไม่ใช่กรณีที่จำเลยได้รับมาโดยปราศจากมูลอันจะอ้างกฎหมายได้และต้องคืนเงินนั้นให้แก่โจทก์ฐานลาภมิควรได้

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยชำระเงิน 173,230.20 บาท แก่โจทก์พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปีของต้นเงินดังกล่าว นับถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จ

จำเลยให้การขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง ค่าฤชาธรรมเนียมให้เป็นพับ

โจทก์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 3 พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ

โจทก์ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงที่คู่ความมิได้โต้แย้งกันในชั้นฎีการับฟังว่า โจทก์บรรจุแต่งตั้งให้จำเลยเข้ารับราชการในตำแหน่งนักวิชาการศึกษา ระดับ 3 อัตราเงินเดือน 7,630 บาท โดยใช้บัญชีรายชื่อผู้สอบแข่งขันเข้ารับราชการและแต่งตั้งให้เป็นพนักงานส่วนตำบลขององค์การบริหารส่วนตำบลบ้านใหญ่ จังหวัดนครนายก จำเลยโอนย้ายไปดำรงตำแหน่งนักวิชาการศึกษา ระดับ 3 ที่องค์การบริหารส่วนตำบลโนนพะยอม อำเภอชนบท จังหวัดขอนแก่น ต่อมาอำเภอโนนสูง จังหวัดนครราชสีมา ขอให้โจทก์ตรวจสอบการใช้บัญชีผู้สอบแข่งขันได้ขององค์การบริหารส่วนตำบลบ้านใหญ่ว่ามีชื่อจำเลยเป็นผู้สอบแข่งขันได้จริงหรือไม่ โจทก์มีหนังสือขอให้คณะกรรมการพนักงานส่วนตำบลจังหวัดนครนายกตรวจสอบ ผลปรากฏว่าไม่มีชื่อจำเลยเป็นผู้สอบแข่งขันได้ โจทก์แจ้งความร้องทุกข์ให้ดำเนินคดีแก่จำเลยและแจ้งให้จำเลยคืนเงินเดือนและผลประโยชน์ตอบแทนอื่นที่จำเลยได้รับระหว่างรับราชการกับโจทก์ แต่จำเลยเพิกเฉย

มีปัญหาวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ว่า จำเลยต้องคืนเงินเดือนและผลประโยชน์ตอบแทนอื่นที่จำเลยได้รับระหว่างรับราชการกับโจทก์ให้แก่โจทก์หรือไม่ โดยโจทก์ฎีกาว่า จำเลยเป็นผู้ไม่ปรากฏชื่อเป็นผู้สอบแข่งขันได้เพื่อบรรจุได้ตามประกาศรายชื่อผู้สอบแข่งขันได้เพื่อบรรจุเข้ารับราชการและแต่งตั้งให้เป็นพนักงานส่วนตำบลขององค์การบริหารส่วนตำบลบ้านใหญ่ จำเลยจึงเป็นผู้ขาดคุณสมบัติที่จะเข้ารับราชการกับโจทก์ตั้งแต่แรก การที่โจทก์จ่ายเงินเดือนและผลประโยชน์ตอบแทนให้แก่จำเลยก็สืบเนื่องจากหลงผิดในคุณสมบัติของจำเลย เมื่อโจทก์ทราบความจริงก็ได้ดำเนินคดีกับจำเลยทั้งทางแพ่งและอาญา ถือได้ว่าโจทก์แสดงเจตนาใช้สิทธิยกเลิกนิติกรรมสัญญากับจำเลยแล้ว คู่กรณีจึงต้องกลับคืนสู่ฐานะดังที่เป็นอยู่เดิม จำเลยทำงานกับโจทก์โดยไม่สุจริตและโจทก์จ่ายเงินเดือนและผลประโยชน์ตอบแทนให้แก่จำเลยจึงปราศจากมูลอันจะอ้างกฎหมายได้ จำเลยจึงต้องคืนเงินเต็มจำนวนแก่โจทก์ฐานลาภมิควรได้ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 406 หาใช่ไม่มีกฎหมายบัญญัติไว้โดยเฉพาะดังที่ศาลอุทธรณ์ภาค 3 วินิจฉัยแต่อย่างใดไม่ เห็นว่า การที่โจทก์มีคำสั่งแต่งตั้งให้จำเลยเข้ารับราชการเป็นพนักงานส่วนตำบลในตำแหน่งนักวิชาการศึกษา ระดับ 3 เป็นการแต่งตั้งโดยอาศัยอำนาจตามความในมาตรา 25 ประกอบมาตรา 15 แห่งพระราชบัญญัติระเบียบบริหารงานบุคคลส่วนท้องถิ่น พ.ศ. 2542 และกฎ ก.พ. ฉบับที่ 3 (พ.ศ. 2538) ข้อ 2 ประกอบมติคณะกรรมการพนักงานส่วนตำบลจังหวัดนครราชสีมา ครั้งที่ 8/2550 เมื่อวันที่ 16 สิงหาคม 2550 ไม่ได้มีความผูกพันกันตามกฎหมายว่าด้วยนิติกรรมสัญญา จึงไม่อาจนำบทบัญญัติเกี่ยวกับการเลิกสัญญาและกลับคืนสู่ฐานะดังที่เป็นอยู่เดิมตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์มาใช้บังคับแก่กรณีนี้ตามที่โจทก์ฎีกาได้ คดีนี้ จำเลยเข้ารับราชการเป็นพนักงานของโจทก์เมื่อวันที่ 1 กันยายน 2550 และปฏิบัติราชการไปตามอำนาจหน้าที่ที่ได้รับมอบหมายจากโจทก์ตลอดมา การที่โจทก์จ่ายเงินเดือนและผลประโยชน์ตอบแทนอื่นให้แก่จำเลย ถือได้ว่าเป็นการให้เงินเดือนและผลประโยชน์ตอบแทนการทำงานของจำเลยในฐานะที่เป็นพนักงานของโจทก์ ซึ่งเป็นสิทธิโดยชอบธรรมของจำเลยที่จะได้รับจากการทำงานของตน ขณะเดียวกันโจทก์ก็ได้รับผลแห่งการงานที่จำเลยได้กระทำในระหว่างที่เป็นพนักงานของโจทก์เป็นการตอบแทนด้วย แม้ภายหลังคณะกรรมการพนักงานส่วนตำบลจังหวัดนครนายกจะตรวจสอบพบว่าจำเลยเป็นผู้ไม่ปรากฏชื่อว่าเป็นผู้สอบแข่งขันได้ ก็เป็นเพียงเรื่องที่จำเลยขาดคุณสมบัติหรือมีคุณสมบัติไม่ตรงตามความประสงค์ของโจทก์ในการรับบุคคลเข้ารับราชการกับโจทก์ ต่อมาจำเลยได้ยื่นหนังสือลาออกจากการเป็นพนักงานของโจทก์ ซึ่งหากจำเลยยังไม่ลาออก การขาดคุณสมบัติดังกล่าวก็เป็นเพียงเหตุให้โจทก์เลิกจ้างหรือให้จำเลยพ้นจากราชการได้เท่านั้น หาเป็นเหตุให้โจทก์มีสิทธิเรียกเงินเดือนและผลประโยชน์ตอบแทนอื่น ที่จำเลยมีสิทธิได้รับโดยชอบด้วยกฎหมายในระหว่างที่ยังเป็นพนักงานของโจทก์คืนจากจำเลยไม่ เงินเดือนและผลประโยชน์ตอบแทนอื่นที่จำเลยได้รับจึงไม่ใช่กรณีที่จำเลยได้รับมาโดยปราศจากมูลอันจะอ้างกฎหมายได้และต้องคืนเงินนั้นให้แก่โจทก์ฐานลาภมิควรได้ดังที่โจทก์ฎีกา ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 3 พิพากษามา ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาของโจทก์ฟังไม่ขึ้น

พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมในชั้นฎีกาให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 406
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — องค์การบริหารส่วนตำบลลำคอหงษ์
จำเลย — นายบัญศาสตร์ ฉิมบันทึก หรือนายจิรวัฒน์ วิเสส
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลแขวงนครราชสีมา — นายยงยุทธ โสพิลา
ศาลอุทธรณ์ภาค 3 — นางปิยนุช จรูญรัตนา
ชื่อองค์คณะ
พศวัจณ์ กนกนาก
อภิรัตน์ ลัดพลี
ธงชัย เสนามนตรี
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2165/2556
#537962
เปิดฉบับเต็ม

แม้ตาม ป.พ.พ. มาตรา 391 วรรคสาม บัญญัติรับรองสิทธิของโจทก์ที่จะเรียกร้องค่าแห่งการงานที่โจทก์ทำให้จำเลย แต่ตามสัญญาตัวแทนประกันชีวิตระหว่างโจทก์กับจำเลยมีข้อความว่า เมื่อสัญญาตัวแทนประกันชีวิตสิ้นสุดลงจำเลยมีสิทธิงดจ่ายค่าจ้างหรือประโยชน์อื่นใดแก่โจทก์ แสดงให้เห็นว่าโจทก์ยอมสละสิทธิเรียกร้องค่าแห่งการงานที่โจทก์มีต่อจำเลย โจทก์จึงไม่อาจใช้สิทธิเรียกร้องค่าแห่งการงานที่โจทก์ทำให้แก่จำเลยก่อนสัญญาตัวแทนประกันชีวิตสิ้นสุดลงได้

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องและแก้ไขคำฟ้องขอให้บังคับจำเลยชำระเงิน 7,438,550.64 บาท แก่โจทก์ พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จ

จำเลยให้การขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยชำระเงิน 972,029.17 บาท แก่โจทก์ พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จ ให้จำเลยใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ โดยกำหนดค่าทนายความ 20,000 บาท เฉพาะค่าขึ้นศาลให้ใช้แทนตามทุนทรัพย์ที่โจทก์ชนะคดี

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษาแก้เป็นว่า ให้จำเลยชำระเงิน 242,166 บาท แก่โจทก์พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงินดังกล่าวนับแต่วันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จ นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ

โจทก์ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงที่คู่ความไม่โต้เถียงกันในชั้นนี้รับฟังว่า จำเลยเป็นนิติบุคคลประเภทบริษัทจำกัดประกอบธุรกิจประกันชีวิตและประกันภัย จำเลยตั้งให้โจทก์เป็นตัวแทนประกันชีวิตของจำเลยมีหน้าที่ชี้ชวนให้บุคคลทั่วไปเข้าทำสัญญาประกันชีวิตและต่ออายุกรมธรรม์กับจำเลย โดยโจทก์มีสิทธิได้รับค่านายหน้าจากจำเลยต่อเมื่อจำเลยได้ออกกรมธรรม์ให้แก่ผู้เอาประกันชีวิตที่โจทก์หามาได้และผู้เอาประกันชีวิตรายนั้นชำระเบี้ยประกันให้แก่จำเลยแล้ว หลังจากนั้นโจทก์ติดต่อหาลูกค้าให้แก่จำเลยตลอดมา จำเลยบอกเลิกสัญญาตัวแทนประกันชีวิตกับโจทก์ เมื่อนับถึงวันที่จำเลยบอกเลิกสัญญาแล้วโจทก์มีสิทธิได้รับค่านายหน้าจากจำเลย 242,166 บาท

มีปัญหาวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ว่า นอกจากโจทก์มีสิทธิเรียกร้องค่านายหน้าจำนวนดังกล่าวจากจำเลยแล้ว โจทก์จะเรียกร้องเอาค่าแห่งการงานที่โจทก์ติดต่อหาลูกค้าให้จำเลยได้หรือไม่ โจทก์ฎีกาว่า เมื่อจำเลยบอกเลิกสัญญาตัวแทนประกันชีวิตเป็นเหตุให้สัญญาตัวแทนประกันชีวิตระหว่างโจทก์กับจำเลยเลิกไปก็ตาม แต่จำเลยจำต้องให้โจทก์ได้กลับคืนสู่ฐานะดังที่เป็นอยู่เดิม ส่วนการงานที่โจทก์ทำให้แก่จำเลยและจำเลยได้รับประโยชน์ไปแล้ว จำเลยต้องใช้เงินให้แก่โจทก์ตามค่าแห่งการนั้น ทั้งนี้ ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 391 วรรคสาม พิเคราะห์แล้ว ที่โจทก์ฎีกาว่า โจทก์มีสิทธิได้รับค่านายหน้าจากจำเลยเป็นเงินทั้งสิ้น 974,029.17 บาท แม้ลูกค้าบางรายจะชำระเบี้ยประกันให้แก่จำเลยหลังจากที่โจทก์ถูกเลิกสัญญาก็ตาม แต่การที่ลูกค้าเหล่านั้นเข้าทำสัญญากับจำเลยเป็นผลจากการที่โจทก์เป็นนายหน้าให้แก่จำเลย จำเลยย่อมมีหน้าที่ชำระค่านายหน้าจำนวนดังกล่าวให้แก่โจทก์ เห็นว่า แม้ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 391 วรรคสาม บัญญัติรับรองสิทธิของโจทก์ที่จะเรียกร้องค่าแห่งการงานที่โจทก์ทำให้แก่จำเลยก็ตาม แต่ตามสัญญาตัวแทนประกันชีวิตระหว่างโจทก์กับจำเลย ข้อ 26.2 มีข้อความว่า เมื่อสัญญาตัวแทนประกันชีวิตสิ้นสุดลง จำเลยมีสิทธิงดจ่ายค่าจ้างหรือประโยชน์อื่นใดแก่โจทก์ การที่โจทก์ทำสัญญาฉบับดังกล่าวกับจำเลยแสดงให้เห็นว่าโจทก์ยอมสละสิทธิเรียกร้องค่าแห่งการงานที่โจทก์มีต่อจำเลย การที่จำเลยปฏิเสธไม่ยอมจ่ายเงินจำนวนดังกล่าวให้แก่โจทก์จึงชอบแล้ว โจทก์ไม่อาจใช้สิทธิเรียกร้องค่าแห่งการงานที่โจทก์ทำให้แก่จำเลยก่อนสัญญาตัวแทนประกันชีวิตสิ้นสุดลงได้ ศาลอุทธรณ์พิพากษาคดีชอบแล้ว ฎีกาของโจทก์ฟังไม่ขึ้น

พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 391
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นางสุวรรณา เกียรติอำนวย
จำเลย — บริษัทอาคเนย์ประกันชีวิต จำกัด
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลแพ่งกรุงเทพใต้ — นางสาวสมปรารถนา เกิดสว่างเนตร
ศาลอุทธรณ์ — นายชาญวิทย์ รักษ์กุลชน
ชื่อองค์คณะ
กำพล ภู่สุดแสวง
ปดารณี ลัดพลี
แรงรณ ปริพนธ์พจนพิสุทธิ์
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2159/2556
#538007
เปิดฉบับเต็ม

จำเลยที่ 1 ลูกจ้างของจำเลยร่วมขับรถบรรทุกหกล้อถอยหลังด้วยความประมาทเฉี่ยวชนรถจักรยานยนต์ที่ ว. ขับ เป็นเหตุให้ ว. ทุพพลภาพพิการตลอดชีวิต ความรู้สึกตัวและความจำไม่ปกติไม่สามารถช่วยเหลือตัวเองได้ ว. จึงเป็นคนไร้ความสามารถไม่สามารถฟ้องคดีด้วยตัวเองได้ ต้องอยู่ในความอนุบาลและให้ผู้อนุบาลดำเนินคดีแทนตาม ป.วิ.พ. มาตรา 56 วรรคหนึ่ง และแม้โจทก์ทราบว่าจำเลยร่วมเป็นเจ้าของรถบรรทุกหกล้อคันเกิดเหตุและเป็นนายจ้างของจำเลยที่ 1 หรือไม่ ก็ตาม แต่โจทก์ไม่สามารถดำเนินคดีแทน ว. ได้จนกว่าจะมีคำสั่งศาลตั้งให้โจทก์เป็นผู้อนุบาลของ ว. เสียก่อน กรณีเช่นนี้การนับอายุความจึงต้องนับตาม ป.พ.พ. มาตรา 193/20 ที่บัญญัติให้อายุความสิทธิเรียกร้องของบุคคลวิกลจริตอันศาลจะสั่งให้เป็นคนไร้ความสามารถ ถ้าจะครบกำหนดลงในระหว่างหนึ่งปีนับแต่วันที่บุคคลดังกล่าวไม่มีผู้อนุบาล อายุความนั้นยังไม่ครบกำหนดจนกว่าจะครบหนึ่งปีนับแต่วันที่บุคคลนั้นได้มีผู้อนุบาล แต่ถ้าอายุความสิทธิเรียกร้องนั้นมีระยะเวลาน้อยกว่าหนึ่งปีก็ให้กำหนดระยะเวลาที่สั้นกว่านั้นมาใช้แทนกำหนดระยะเวลาหนึ่งปีดังกล่าว ซึ่งคดีนี้นอกจากโจทก์จะฟ้องจำเลยที่ 1 ที่ 2 และจำเลยร่วมในฐานะส่วนตัวแล้ว โจทก์ยังฟ้องในฐานะเป็นผู้อนุบาลของ ว. ด้วย เมื่อนับระยะเวลานับแต่โจทก์เป็นผู้อนุบาลของ ว. ตามคำสั่งศาลวันที่ 21 สิงหาคม 2544 จึงครบอายุความหนึ่งปีในวันที่ 21 สิงหาคม 2545 โจทก์ยื่นคำร้องขอให้เรียกห้างหุ้นส่วนจำกัด ข. เข้ามาเป็นจำเลยร่วมวันที่ 29 มีนาคม 2545 จึงยังไม่ครบหนึ่งปีนับแต่โจทก์ได้รับแต่งตั้งให้เป็นผู้อนุบาล ว. คดีของโจทก์สำหรับจำเลยร่วมจึงไม่ขาดอายุความ

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องและแก้ไขคำฟ้องขอให้บังคับจำเลยทั้งสามร่วมกันชำระเงิน 4,011.075.30 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงิน 3,753,053 บาท นับถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์

จำเลยที่ 1 และที่ 2 ให้การขอให้ยกฟ้อง

ก่อนจำเลยที่ 3 ยื่นคำให้การ โจทก์บอกกล่าวถอนฟ้องจำเลยที่ 3 ศาลชั้นต้นอนุญาต และให้จำหน่ายคดีเฉพาะจำเลยที่ 3 ออกจากสารบบความ

ระหว่างพิจารณา โจทก์ยื่นคำร้องขอให้เรียกห้างหุ้นส่วนจำกัด เข็มทองผลิตภัณฑ์คอนกรีต เข้ามาเป็นจำเลยร่วม โดยอ้างว่าเป็นผู้ที่ต้องร่วมรับผิดชดใช้ค่าสินไหมทดแทนกับจำเลยที่ 1 ศาลชั้นต้นอนุญาต

จำเลยร่วมให้การขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยที่ 1 ชำระเงินแก่โจทก์ 1,498,053 บาท กับให้จำเลยที่ 1 ใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ โดยกำหนดค่าทนายความ 5,000 บาท เฉพาะค่าขึ้นศาลให้ใช้แทนตามจำนวนทุนทรัพย์ที่โจทก์ชนะคดี คำขออื่นนอกจากนี้ให้ยก สำหรับค่าธรรมเนียมศาลที่โจทก์ได้รับการยกเว้นให้ฟ้องคดีอย่างคนอนาถาให้จำเลยที่ 1 ชำระต่อศาลในนามของโจทก์ และให้ยกฟ้องโจทก์ในส่วนที่เกี่ยวกับจำเลยที่ 2 กับจำเลยร่วม ค่าฤชาธรรมเนียมระหว่างโจทก์กับจำเลยที่ 2 และจำเลยร่วมให้เป็นพับ

โจทก์และจำเลยที่ 1 อุทธรณ์โดยได้รับอนุญาตให้ดำเนินคดีอย่างคนอนาถา

ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ

โจทก์และจำเลยที่ 1 ฎีกา โดยได้รับอนุญาตให้ดำเนินคดีอย่างคนอนาถา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงที่โจทก์และจำเลยที่ 1 ไม่ฎีกาโต้แย้งกันรับฟังเป็นยุติว่า โจทก์เป็นผู้อนุบาลของนายวีรพงศ์ ตามคำสั่งศาลเยาวชนและครอบครัวกลาง ในวันเวลาเกิดเหตุตามฟ้องขณะนายวีรพงศ์ขับรถจักรยานยนต์มาตามถนนสวนผักมุ่งหน้าสู่ถนนทุ่งมังกรได้มีจำเลยที่ 1 ลูกจ้างของจำเลยร่วมขับรถยนต์บรรทุกหกล้อหมายเลขทะเบียน 90-8793 กรุงเทพมหานคร ของจำเลยร่วมถอยหลังเข้าโรงงานเสาเข็มด้วยความประมาทเป็นเหตุให้เฉี่ยวชนรถจักรยานยนต์ที่นายวีรพงศ์ขับเป็นเหตุให้นายวีรพงศ์ได้รับอันตรายสาหัส กะโหลกศีรษะร้าว กระดูกคอหัก ต้องทุพพลภาพและพิการตลอดชีวิต

มีปัญหาวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ประการแรกว่า คดีระหว่างโจทก์กับจำเลยร่วมขาดอายุความหรือไม่ ข้อเท็จจริงที่คู่ความไม่เถียงกันฟังได้ว่า หลังเกิดเหตุละเมิดนายวีรพงศ์ ทุพพลภาพพิการตลอดชีวิต ความรู้สึกตัวและความจำไม่ปกติ ไม่สามารถช่วยเหลือตัวเองได้ นายวีรพงศ์จึงเป็นคนไร้ความสามารถไม่สามารถฟ้องคดีด้วยตนเองได้ ต้องอยู่ในความอนุบาลและให้ผู้อนุบาลดำเนินคดีแทนตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 56 วรรคหนึ่ง และแม้ข้อเท็จจริงจะฟังว่าโจทก์ได้ทราบว่าจำเลยร่วมเป็นเจ้าของรถยนต์บรรทุกหกล้อคันเกิดเหตุและเป็นนายจ้างของจำเลยที่ 1 หรือไม่ก็ตาม แต่โจทก์ไม่สามารถจะดำเนินคดีแทนนายวีรพงศ์ได้จนกว่าจะมีคำสั่งศาลตั้งให้โจทก์เป็นผู้อนุบาลของนายวีรพงศ์เสียก่อน กรณีเช่นนี้การนับอายุความจึงต้องนับตามที่ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 193/20 ที่บัญญัติว่า "อายุความสิทธิเรียกร้องของผู้เยาว์หรือของบุคคลวิกลจริตอันศาลจะสั่งให้เป็นคนไร้ความสามารถหรือไม่ก็ตาม ถ้าจะครบกำหนดลงในขณะที่บุคคลดังกล่าวยังไม่ลุถึงความสามารถเต็มภูมิหรือในระหว่างหนึ่งปีนับแต่วันที่บุคคลดังกล่าวไม่มีผู้แทนโดยชอบธรรมหรือผู้อนุบาล อายุความนั้นยังไม่ครบกำหนดจนกว่าจะครบหนึ่งปีนับแต่วันที่บุคคลนั้นได้ลุถึงความสามารถเต็มภูมิหรือได้มีผู้แทนโดยชอบธรรมหรือผู้อนุบาล แล้วแต่กรณี แต่ถ้าอายุความสิทธิเรียกร้องนั้นมีระยะเวลาน้อยกว่าหนึ่งปีก็ให้กำหนดระยะเวลาที่สั้นกว่านั้นมาใช้แทนกำหนดระยะเวลาหนึ่งปีดังกล่าว" ซึ่งคดีนี้นอกจากโจทก์จะฟ้องจำเลยที่ 1 ที่ 2 และจำเลยร่วมในฐานะส่วนตัวแล้วโจทก์ยังฟ้องในฐานะเป็นผู้อนุบาลของนายวีรพงศ์ด้วย เมื่อนับระยะเวลานับแต่โจทก์เป็นผู้อนุบาลของนายวีรพงศ์ตามคำสั่งศาล วันที่ 21 สิงหาคม 2544 จึงครบอายุความหนึ่งปีในวันที่ 21 สิงหาคม 2545 โจทก์ยื่นคำร้องขอให้เรียกห้างหุ้นส่วนจำกัด เข็มทองผลิตภัณฑ์คอนกรีต เข้ามาเป็นจำเลยร่วมวันที่ 29 มีนาคม 2545 จึงยังไม่ครบหนึ่งปี นับแต่โจทก์ได้รับแต่งตั้งให้เป็นผู้อนุบาลนายวีรพงศ์ คดีของโจทก์สำหรับจำเลยร่วมจึงไม่ขาดอายุความ

พิพากษาแก้เป็นว่า ให้จำเลยที่ 1 ที่ 2 และจำเลยร่วม ร่วมกันชำระเงิน 1,498,053 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันละเมิด (วันที่ 1 ธันวาคม 2543) จนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ ให้จำเลยที่ 2 และจำเลยร่วม ร่วมกับจำเลยที่ 1 ใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ในศาลชั้นต้นด้วย นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ. ม. 56 วรรคหนึ่ง
ป.พ.พ. ม. 193/20
ชื่อคู่ความ
นายสนั่น ศรีสุวรรณ ในฐานะส่วนตัวและในฐานะ
โจทก์ — ผู้อนุบาลของนายวีรพงศ์ ศรีสุวรรณ ผู้ไร้ความสามารถ
จำเลย — นายถาวร แก้วพรหมหรือแก้วพรม กับพวก
จำเลยร่วม — ห้างหุ้นส่วนจำกัด เข็มทองผลิตภัณฑ์คอนกรีต
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลแพ่งธนบุรี — นายประพันธ์ กิ่งพุทธพงษ์
ศาลอุทธรณ์ — นายปิ่น ศรีเมือง
ชื่อองค์คณะ
สถิตย์ ทาวุฒิ
ปริญญา ดีผดุง
สรรทัศน์ เอี่ยมวรชัย
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2144/2556
#538077
เปิดฉบับเต็ม

แม้หนังสือสัญญาเงินกู้และหลักฐานแห่งการกู้ยืมเงิน จะมีข้อความระบุไว้ชัดเจนว่า จำเลยกู้ยืมเงินโจทก์ไปจริงและจะชำระหนี้ด้วยเช็คพิพาท แต่ในการค้นหาเจตนาที่แท้จริงจำต้องพิจารณาข้อเท็จจริงอื่น ๆ ประกอบเข้าด้วย โดยเฉพาะพฤติการณ์แห่งการกระทำทั้งหลายในขณะที่มีการออกเช็ค หาใช่ต้องถือตามข้อความที่เป็นลายลักษณ์อักษรโดยฝ่ายเดียว เมื่อพิจารณาประกอบพฤติการณ์แห่งความสัมพันธ์และการกระทำซึ่งโจทก์ทราบถึงฐานะการเงินของจำเลยเป็นอย่างดีมาตั้งแต่ต้น เชื่อว่าขณะที่จำเลยกู้ยืมเงินโจทก์แล้วออกเช็คพิพาทให้ไว้แก่โจทก์ล่วงหน้า โจทก์ทราบดีแล้วว่าจำเลยไม่มีทางที่จะชำระเงินตามเช็คได้ แต่ที่โจทก์ยอมรับเช็คก็เพื่อเป็นประกันหนี้และอาจนำมาฟ้องร้องบีบบังคับจำเลยเป็นคดีอาญาได้อีกทางหนึ่งเท่านั้น จำเลยไม่มีความผิดตาม พ.ร.บ.ว่าด้วยความผิดอันเกิดจากการใช้เช็ค พ.ศ.2534 มาตรา 4

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องและแก้ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามพระราชบัญญัติว่าด้วยความผิดอันเกิดจากการใช้เช็ค พ.ศ.2534 มาตรา 4 ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91

ศาลชั้นต้นไต่สวนมูลฟ้องแล้ว เช็คตามฟ้องฉบับที่ 3 ที่ 5 และที่ 6 มีมูลให้ประทับฟ้อง ส่วนเช็คฉบับอื่นไม่มีมูล ให้ยกฟ้อง

จำเลยให้การปฏิเสธ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามพระราชบัญญัติว่าด้วยความผิดอันเกิดจากการใช้เช็ค พ.ศ.2534 มาตรา 4 การกระทำของจำเลยเป็นความผิดหลายกรรมต่างกัน ให้เรียงกระทงลงโทษทุกกรรมเป็นกระทงความผิดไปตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 รวม 3 กระทง จำคุกกระทงละ 4 เดือน รวมจำคุก 12 เดือน ทางนำสืบของจำเลยเป็นประโยชน์แก่การพิจารณา ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 ลดโทษให้กึ่งหนึ่ง คงจำคุก 6 เดือน

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษากลับ ให้ยกฟ้อง

โจทก์ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงที่มิได้โต้เถียงกันในชั้นนี้ฟังเป็นยุติว่า เดิมจำเลยเป็นพนักงานขายรถยนต์ของห้างสยามนิสสัน สาขาถนนสุขาภิบาล 3 เมื่อปี 2546 โจทก์และจำเลยเข้าหุ้นกันประกอบกิจการซื้อขายรถยนต์มือสอง โดยโจทก์ลงทุนด้วยเงินสด จำเลยลงทุนด้วยแรงงานทำหน้าที่เป็นผู้ติดต่อซื้อขายรถยนต์กับลูกค้าและตกลงแบ่งกำไรให้จำเลยร้อยละ 40 จนถึงกลางปี 2547 ก็เลิกการเป็นหุ้นส่วนกัน แต่จำเลยยังคงประกอบกิจการต่อและกู้ยืมเงินจากโจทก์ไปลงทุนหลายครั้ง เฉพาะที่เกี่ยวข้องกับคดีนี้จำเลยกู้ยืมเงินโจทก์รวม 5 ครั้ง ซึ่งในการกู้ยืมเงินแต่ละครั้งจำเลยได้ออกเช็คธนาคารนครหลวงไทย จำกัด (มหาชน) สาขาย่อยสุขาภิบาล 3 มอบให้ไว้แก่โจทก์ รวมแล้วมี 6 ฉบับ ฉบับที่ 1 ลงวันที่ 30 เมษายน 2548 จำนวนเงิน 1,200,000 บาท ฉบับที่ 2 ลงวันที่ 1 กรกฎาคม 2548 จำนวนเงิน 1,200,000 บาท และฉบับที่ 3 ลงวันที่ 31 มีนาคม 2548 จำนวนเงิน 340,000 บาท ฉบับที่ 4 ลงวันที่ 20 เมษายน 2548 จำนวนเงิน 1,200,000 บาท ฉบับที่ 5 ลงวันที่ 24 เมษายน 2548 จำนวนเงิน 325,000 บาท และฉบับที่ 6 ลงวันที่ 24 เมษายน 2548 จำนวนเงิน 1,015,000 บาท ครั้นเช็คทั้งหกฉบับถึงกำหนด ธนาคารปฏิเสธการจ่ายเงินตามเช็คทุกฉบับ คดีสำหรับเช็คฉบับที่ 1 ที่ 2 และที่ 4 ยุติไปตามคำสั่งศาลชั้นต้นที่ให้ยกฟ้องในชั้นไต่สวนมูลฟ้อง

มีปัญหาวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ว่า จำเลยออกเช็คฉบับที่ 3 ที่ 5 และที่ 6 เพื่อชำระหนี้เงินกู้ยืมหรือไม่ โดยโจทก์ฎีกาว่า จำเลยกู้ยืมเงินไปจากโจทก์และจำเลยยังทำหลักฐานการกู้ยืมเงินกับเขียนระบุไว้ชัดเจนว่าจะชำระหนี้ด้วยเช็คพิพาท โดยจำเลยมิได้ถูกโจทก์บังคับขู่เข็ญ แม้โจทก์จะทราบถึงฐานะการเงินของจำเลยดีว่าขาดสภาพคล่องอาจไม่สามารถหาเงินมาชำระหนี้ทั้งหมดได้ก็ตาม แต่มิได้หมายความว่าจำเลยจะต้องออกเช็คพิพาทเพื่อประกันหนี้กู้ยืมเสมอไป ฟังได้ว่าจำเลยออกเช็คพิพาทเพื่อชำระหนี้เงินกู้ยืมตามที่โจทก์นำสืบ มิใช่เพื่อประกันหนี้ เห็นว่า ตามหนังสือสัญญาเงินกู้และหลักฐานแห่งการกู้ยืมเงิน แม้มีข้อความระบุไว้ชัดเจนว่าจำเลยกู้ยืมเงินโจทก์ไปจริงและจะชำระหนี้ด้วยเช็คพิพาท แต่ในการค้นหาเจตนาที่แท้จริงจำต้องพิจารณาข้อเท็จจริงอื่น ๆ ประกอบเข้าด้วย โดยเฉพาะพฤติการณ์แห่งการกระทำทั้งหลายในขณะที่มีการออกเช็ค หาใช่ต้องถือตามข้อความที่เป็นลายลักษณ์อักษรโดยฝ่ายเดียว ซึ่งในข้อนี้เดิมได้ความว่าจำเลยเป็นเพียงพนักงานขายรถยนต์ แต่เหตุที่จำเลยมาร่วมกับโจทก์ประกอบกิจการซื้อขายรถยนต์มือสองได้ก็เพราะมีโจทก์เป็นคนออกเงินทุนให้ และที่จำเลยสามารถลงทุนได้ด้วยแรงงานเพียงอย่างเดียว แสดงว่าโจทก์เองทราบเป็นอย่างดีมาตั้งแต่ต้นว่าจำเลยไม่มีหนทางใดที่จะหาเงินมาลงทุนด้วยได้เลย เพราะไม่เช่นนั้นโจทก์คงไม่ยอมให้จำเลยเอาเปรียบที่ไม่ต้องเสี่ยงต่อการสูญเสียเงินลงทุนหากกิจการประสบภาวะขาดทุน ซึ่งสอดคล้องกับที่โจทก์กล่าวในฎีกาว่า โจทก์เองทราบถึงฐานะการเงินของจำเลยดีว่าขาดสภาพคล่องและอาจไม่สามารถหาเงินมาชำระหนี้ทั้งหมดได้ ดังนี้ การที่โจทก์ให้จำเลยกู้ยืมเงินจำนวนมากและหลายครั้งในระยะเวลาต่อเนื่องใกล้เคียงกัน โดยที่จำเลยยังมิได้ชำระหนี้เดิมให้เสร็จสิ้นหรือแม้บางส่วน เชื่อว่าโจทก์ทราบดีว่าจำเลยจะยังคงไม่สามารถที่จะหาเงินมาชำระหนี้ซึ่งมีจำนวนมากให้แก่โจทก์ในระยะเวลาอันใกล้ได้เลย ถึงแม้เป็นเรื่องที่จำเลยกระทำไปโดยสมัครใจของจำเลยเอง มิได้เกิดจากการบังคับขู่เข็ญของโจทก์และจำเลยยอมรับว่าเป็นหนี้เงินกู้ยืมโจทก์และออกเช็คพิพาทให้ไว้แก่โจทก์จริง ก็เป็นการยอมรับการเป็นหนี้ในทางแพ่งเท่านั้น หาใช่เป็นการยอมรับว่าจำเลยออกเช็คเพื่อการชำระหนี้เงินกู้ยืมด้วยไม่ กับได้ความอีกว่าในการเปิดบัญชีเงินฝากกระแสรายวันเพื่อการใช้เช็คพิพาทของจำเลย จำเลยเพิ่งกระทำด้วยการฝากเงิน 10,000 บาท ก่อนการกู้ยืมเงินโจทก์และออกเช็คพิพาทให้แก่โจทก์ไม่นานนัก แต่หลังจากนั้นไม่มีการติดต่อกับธนาคารเพื่อขอทำธุรกรรมใด ๆ ในบัญชีอีกเลย เจือสมกับที่จำเลยนำสืบว่า โจทก์บอกว่าจะเป็นนายทุนให้จำเลยกู้ยืมเงินและให้จำเลยไปเปิดบัญชีที่ธนาคารเพื่อขอใช้เช็ค จำเลยจึงไปเปิดบัญชีเงินฝากกระแสรายวันที่ธนาคารนครหลวงไทยจำกัด (มหาชน) สาขาย่อยสุขาภิบาล 3 และเมื่อจำเลยไปกู้ยืมเงินโจทก์ โจทก์ก็จะให้จำเลยออกเช็คมอบให้โจทก์ไว้เป็นประกัน และที่เช็คฉบับที่ 1 ที่ 2 และที่ 4 มีการแก้ไขข้อความวันที่และจำนวนเงิน ได้ความว่าเป็นการนำเช็คที่จำเลยออกให้แก่โจทก์ไว้เดิมมาแก้ไขด้วยเหตุที่จำเลยกู้ยืมเงินเพิ่มเติม ซึ่งฟังเป็นยุติตามคำสั่งศาลชั้นต้นว่าโจทก์เพียงยึดถือเช็คดังกล่าวไว้เป็นประกันหนี้เงินกู้ยืม ยังเป็นข้อเท็จจริงอันเดียวเกี่ยวพันกับการออกเช็คฉบับที่ 3 ที่ 5 และที่ 6 ทั้งการที่โจทก์มิได้นำเช็คไปเรียกเก็บเงินในทันทีที่เช็คแต่ละฉบับถึงกำหนดใช้เงิน แต่นำเช็คหลายฉบับไปเรียกเก็บในคราวเดียวกัน ยังเป็นข้อบ่งชี้ว่าเป็นเพราะโจทก์ทราบดีอยู่แล้วว่าถึงอย่างไรเช็คก็ไม่สามารถเรียกเก็บเงินได้ตามกำหนดนั่นเอง เมื่อพิจารณาประกอบพฤติการณ์แห่งความสัมพันธ์และการกระทำซึ่งโจทก์ทราบถึงฐานะการเงินของจำเลยเป็นอย่างดีมาตั้งแต่ต้น เชื่อว่าขณะที่จำเลยกู้ยืมเงินโจทก์แล้วออกเช็คพิพาทให้ไว้แก่โจทก์ล่วงหน้า โจทก์ทราบดีแล้วว่าจำเลยไม่มีทางที่จะชำระเงินตามเช็คได้ แต่ที่โจทก์ยอมรับเช็คไว้ก็เพื่อเป็นประกันหนี้และอาจนำมาฟ้องร้องบีบบังคับจำเลยเป็นคดีอาญาได้อีกทางหนึ่งเท่านั้น พยานหลักฐานของโจทก์ที่นำสืบมาฟังไม่ได้ว่าจำเลยออกเช็คฉบับที่ 3 ที่ 5 และที่ 6 เพื่อชำระหนี้เงินกู้ยืม จำเลยไม่มีความผิดตามพระราชบัญญัติว่าด้วยความผิดอันเกิดจากการใช้เช็ค พ.ศ.2534 มาตรา 4 ที่ศาลอุทธรณ์พิพากษามานั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาของโจทก์ฟังไม่ขึ้น

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.ว่าด้วยความผิดอันเกิดจากการใช้เช็ค พ.ศ.2534 ม. 4
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นายไพโรจน์ กุลธีระธวัช
จำเลย — นายพลตระการ จิระเพิ่มพูน
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดมีนบุรี — นายศักรินทร์ กิตติสารพงษ์
ศาลอุทธรณ์ — นายขจรเดช คงแสงชู
ชื่อองค์คณะ
วิรุฬห์ แสงเทียน
ฉัตรไชย จันทร์พรายศรี
วรงค์พร จิระภาค
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2122/2556
#554909
เปิดฉบับเต็ม

จำเลยที่ 2 ออกใบรับขนของทางอากาศฉบับแรกโดยระบุชื่อผู้ขายเป็นผู้ส่ง บริษัทผู้ซื้อเป็นผู้รับตราส่ง และใบรับขนของทางอากาศฉบับหลังก็ปรากฏข้อเท็จจริงต่อเนื่องกันกับการออกใบรับขนของทางอากาศฉบับแรก โดยใบรับขนของทางอากาศฉบับหลังจำเลยที่ 3 ออกให้โดยระบุจำเลยที่ 2 เป็นผู้ส่ง และจำเลยที่ 1 เป็นผู้รับตราส่งที่ท่าอากาศยานปลายทางในประเทศไทย อันแสดงว่าจำเลยที่ 2 ว่าจ้างจำเลยที่ 3 ขนส่งสินค้านี้ทางอากาศเพื่อนำไปส่งมอบแก่จำเลยที่ 1 ดังนี้จำเลยที่ 1 จะต้องเป็นผู้รับมอบสินค้าจากจำเลยที่ 3 เพื่อนำไปส่งมอบยังสำนักงานของผู้ซื้อ จำเลยที่ 1 จึงเป็นผู้รับจัดการขนส่งโดยมอบหมายให้จำเลยที่ 2 รับมอบสินค้าจากผู้ขายแล้วดำเนินการขนส่งมาจนถึงท่าอากาศยานในประเทศแคนาดาและว่าจ้างจำเลยที่ 3 ขนส่งทางอากาศมายังประเทศไทย และจำเลยที่ 1 เป็นผู้ขนส่งทางบกต่อในช่วงสุดท้ายนี้ด้วย จำเลยที่ 1 และที่ 2 จึงเป็นผู้ขนส่ง หากสินค้าสูญหายไปในช่วงระหว่างตั้งแต่จำเลยที่ 2 รับมอบสินค้าจนถึงเวลาที่จำเลยที่ 1 ขนส่งทางบกช่วงสุดท้ายไปส่งมอบแก่ผู้ซื้อ จำเลยที่ 1 และที่ 2 ย่อมต้องรับผิดต่อผู้ซื้อซึ่งเป็นผู้เอาประกันภัยและต้องรับผิดต่อโจทก์ผู้รับช่วงสิทธิจากผู้เอาประกันภัย

ปัญหาว่าสินค้าสูญหายไปในช่วงการขนส่งโดยจำเลยที่ 1 และที่ 2 ดังกล่าวหรือไม่ โจทก์ผู้กล่าวอ้างข้อเท็จจริงมีภาระการพิสูจน์ เมื่อพยานหลักฐานของโจทก์มีน้ำหนักน้อยกว่าพยานหลักฐานของจำเลยที่ 1 ไม่อาจรับฟังข้อเท็จจริงได้ว่า สินค้าตามฟ้องสูญหายไปในระหว่างการขนส่งที่ผู้ขนส่งต้องรับผิด จำเลยที่ 1 จึงไม่ต้องรับผิดตามสัญญารับขนต่อโจทก์ และเมื่อโจทก์ขอให้จำเลยที่ 1 และที่ 2 ร่วมกันรับผิดชำระค่าเสียหายแก่โจทก์ในลักษณะเป็นลูกหนี้ร่วม กรณีจึงเกี่ยวด้วยการชำระหนี้อันไม่อาจแบ่งแยกได้ แม้จำเลยที่ 2 มิได้อุทธรณ์ก็สมควรพิพากษาให้มีผลถึงจำเลยที่ 2 ด้วยตาม พ.ร.บ.จัดตั้งศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศและวิธีพิจารณาคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศ พ.ศ.2539 มาตรา 45 ประกอบด้วย ป.วิ.พ. มาตรา 245 (1)

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยทั้งสามร่วมกันชำระเงินจำนวนดังกล่าวพร้อมดอกเบี้ยคิดถึงวันฟ้องรวมเป็นเงิน 365,666.87 บาท แก่โจทก์กับชำระดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงิน 346,765.32 บาท นับแต่วันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระให้แก่โจทก์เสร็จสิ้น

จำเลยที่ 1 ที่ 3 ให้การขอให้ยกฟ้อง

จำเลยที่ 2 ขาดนัดยื่นคำให้การ

ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางพิพากษาให้จำเลยที่ 1 และที่ 2 ร่วมกันชำระเงินจำนวน 346,765.32 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงินดังกล่าว นับถัดจากวันที่ 1 ตุลาคม 2551 เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ กับให้จำเลยที่ 1 และที่ 2 ใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ โดยกำหนดค่าทนายความ 6,000 บาท และให้ยกฟ้องโจทก์สำหรับจำเลยที่ 3 ค่าฤชาธรรมเนียมในส่วนนี้ให้เป็นพับ

จำเลยที่ 1 อุทธรณ์ต่อศาลฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศวินิจฉัยว่ามีปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของจำเลยที่ 1 ประการแรกว่า สินค้าสูญหายไปในระหว่างการขนส่งที่จำเลยที่ 1 เป็นผู้ขนส่งซึ่งต้องรับผิดชดใช้ค่าเสียหายแก่โจทก์ตามฟ้องหรือไม่ เห็นว่า เมื่อพิจารณาประกอบกันใบรับขนของทางอากาศซึ่งเป็นฉบับเดียวกันก็ปรากฏว่า จำเลยที่ 2 ออกใบรับขนของทางอากาศฉบับนี้โดยระบุชื่อผู้ขายเป็นผู้ส่ง บริษัทดิจิตอล โฟน จำกัด ผู้ซื้อเป็นผู้รับตราส่ง และตามใบรับขนของทางอากาศ ซึ่งเป็นฉบับเดียวกันก็ปรากฏข้อเท็จจริงต่อเนื่องกันกับการออกใบรับขนของทางอากาศฉบับแรก ดังกล่าวข้างต้น โดยใบรับขนของทางอากาศฉบับหลังเป็นใบรับขนของทางอากาศที่จำเลยที่ 3 ออกให้โดยระบุ จำเลยที่ 2 เป็นผู้ส่ง และจำเลยที่ 1 เป็นผู้รับตราส่งที่ท่าอากาศยานปลายทางในประเทศไทย อันแสดงว่าจำเลยที่ 2 ว่าจ้างจำเลยที่ 3 ขนส่งสินค้านี้ทางอากาศเพื่อนำไปส่งมอบแก่จำเลยที่ 1 ดังนี้จำเลยที่ 1 จะต้องเป็นผู้รับมอบสินค้าจากจำเลยที่ 3 เพื่อนำไปส่งมอบยังสำนักงานของบริษัทดิจิตอล โฟน จำกัด และจำเลยที่ 1 ก็นำสืบรับว่า พนักงานของจำเลยที่ 1 ไปรับมอบสินค้าจากบริษัทการบินไทย จำกัด (มหาชน) แล้วนำขึ้นรถยนต์บรรทุกนำไปส่งแก่ผู้ซื้อที่สำนักงานผู้ซื้อแสดงว่า จำเลยที่ 2 และจำเลยที่ 1 ได้ติดต่อประสานงานกันให้จำเลยที่ 3 ขนส่งสินค้าทางอากาศมามอบให้แก่จำเลยที่ 1 เพื่อรับสินค้าและขนส่งต่อไปยังสำนักงานผู้ซื้อนั่นเอง จึงฟังได้ว่าจำเลยที่ 1 เป็นผู้รับจัดการขนส่งโดยมอบหมายให้จำเลยที่ 2 รับมอบสินค้าจากผู้ขายแล้วดำเนินการขนส่งมาจนถึงท่าอากาศยานในประเทศแคนาดา และว่าจ้างจำเลยที่ 3 ขนส่งทางอากาศมายังประเทศไทย และจำเลยที่ 1 เป็นผู้ขนส่งทางบกต่อในช่วงสุดท้ายนี้ด้วย จำเลยที่ 1 และที่ 2 จึงเป็นผู้ขนส่ง ดังนี้หากสินค้าสูญหายไปในช่วงระหว่างตั้งแต่จำเลยที่ 2 รับมอบสินค้าจนถึงเวลาที่จำเลยที่ 1 ขนส่งทางบกช่วงสุดท้ายไปส่งมอบแก่ผู้ซื้อ จำเลยที่ 1 และที่ 2 ย่อมต้องรับผิดต่อผู้ซื้อซึ่งเป็นผู้เอาประกันภัยและต้องรับผิดต่อโจทก์ผู้รับช่วงสิทธิจากผู้เอาประกันภัย ส่วนปัญหาต่อไปว่าสินค้าสูญหายไปในช่วงการขนส่งโดยจำเลยที่ 1 และที่ 2 ดังกล่าวหรือไม่ เห็นว่า ปัญหานี้เป็นปัญหาข้อเท็จจริงที่โจทก์ผู้กล่าวอ้างข้อเท็จจริงนี้มีภาระการพิสูจน์ที่ต้องนำสืบพยานหลักฐานให้รับฟังข้อเท็จจริงได้ว่า สินค้า 20 เครื่อง สูญหายไปในช่วงการขนส่งดังกล่าวนี้ ซึ่งตามพยานหลักฐานของโจทก์นั้นในเบื้องต้นโจทก์ไม่ได้นำสืบถึงรายละเอียดข้อตกลงในการซื้อขายสินค้าระหว่างผู้ขายกับผู้ซื้อในเทอมเอฟซีเอ (FCA)ที่ผู้ซื้อต้องรับมอบสินค้าจากผู้ขายในประเทศแคนาดาว่ามีรายละเอียดการส่งมอบกันในลักษณะอย่างไรและใครมีหน้าที่ในการบรรจุสินค้าบนพัลเล็ต ซึ่งจะทำให้ทราบได้ว่าสินค้าสูญหายไปในระหว่างอยู่ในความผิดชอบของจำเลยที่ 1 และที่ 2 หรือไม่ ทั้งปรากฏว่า ตามใบรับขนของทางอากาศ อันเป็นหลักฐานที่แสดงว่าจำเลยที่ 2 ได้รับสินค้าไว้จากผู้ขาย ก็ปรากฏรายละเอียดของสินค้าเพียงว่า สินค้าทั้งหมดที่จำเลยที่ 2 ได้รับไว้มี 3 กล่อง กล่องที่ 1 มีขนาด 120 x 102 x 30 เซนติเมตร กล่องที่ 2 มีขนาด 29 x 17 x 23 เซนติเมตร และกล่องที่ 3 มีขนาด 40 x 29 x 21 เซนติเมตรและทั้งสามกล่องมีน้ำหนักรวม 198 กิโลกรัม เท่านั้น โดยไม่ระบุจำนวนสินค้าว่ามีเครื่องโทรศัพท์เคลื่อนที่ 240 กล่อง และอุปกรณ์ 12 กล่อง ตามสัญญาซื้อขายแต่อย่างใด ซึ่งเป็นเอกสารแสดงถึงการที่พนักงานขับรถยนต์ของจำเลยที่ 1 นำสินค้าจากท่าอากาศยานสุวรรณภูมิไปส่งมอบให้แก่ผู้ซื้อนั้น ปรากฏว่ามีนายธีรชาติ พนักงานบริษัทผู้ซื้อเป็นผู้รับสินค้า โดยมีข้อความในการรับมอบสินค้าระบุไว้ว่าสภาพภายนอกพัลเล็ตเรียบร้อย มีซีลหุ้มปกติตรวจสอบสินค้าไม่ครบจำนวน 20 เซ็ต ซึ่งก็เจือสมกับข้อเท็จจริงตามที่นายวิชาญ พยานจำเลยที่ 1 ยื่นบันทึกถ้อยคำยืนยันข้อเท็จจริงและเบิกความประกอบว่า พนักงานของจำเลยที่ 1 ไปรับมอบสินค้า 3 พัลเล็ตที่คลังสินค้าบริษัทการบินไทย จำกัด (มหาชน) ในสภาพเรียบร้อย แล้วนำขึ้นรถยนต์บรรทุกปิดประตูผนึกซีลไว้ และเดินทางจากท่าอากาศยานสุวรรณภูมิถึงสำนักงานบริษัทผู้ซื้อในจังหวัดนนทบุรีใช้เวลา 1 ชั่วโมง 20 นาที ซึ่งเป็นเวลาเดินทางตามปกติ แล้วส่งมอบแก่พนักงานบริษัทผู้ซื้อโดยซีลปกติ ส่วนสินค้าบนพัลเล็ตนั้นจะมีแผ่นพลาสติกคลุมปิดทับมีแถบพลาสติกคาดรอบพัลเล็ตอย่างแน่นหนาปรากฏตามภาพถ่าย ต้องใช้เครื่องมือตัดแถบรัดทั้งกล่องบรรจุสินค้าที่สูญหายก็อยู่กลางพัลเล็ต แสดงว่าสินค้าต้องสูญหายไปก่อนมีการปิดคลุมพลาสติกและคาดแถบรัดดังกล่าว เพราะหากสูญหายภายหลังก็ต้องมีรอยพลาสติกฉีกขาด แม้นายธีรชาติเบิกความในชั้นพิจารณาปฏิเสธว่าข้อความในดังกล่าวว่า "สภาพภายนอกพัลเล็ตเรียบร้อยดี มีซีลหุ้มปกติ" ไม่ใช่ลายมือเขียนของตนก็ตาม แต่นางสาวพัทธ์ธีราพยานโจทก์ซึ่งเป็นเจ้าหน้าที่ฝ่ายนำเข้าสินค้าบริษัทผู้ซื้อเบิกความว่า บริษัทสั่งซื้อสินค้าทำนองเดียวกันนี้มาแล้ว 2 ถึง 3 ปี โดยขนส่งทางอากาศ ซึ่งปกติจะมีการวางสินค้ารวมกันบนพัลเล็ตและมีแถบพลาสติกคาดไว้ตามภาพถ่ายภาพที่ 2 และมีพลาสติกคลุมอีกชั้นหนึ่ง โดยมีสายพลาสติกคาดไว้อีกชั้นด้วยตามภาพถ่าย ภาพที่ 1 ซึ่งลักษณะการคลุมพลาสติกและมีสายรัด 2 ชั้น ตามภาพ 2 ภาพนี้ เห็นได้ว่าหากจะนำกล่องบรรจุสินค้าออกมาแกะเอาสินค้าไป จะต้องทำลายพลาสติกและแถบรัด และนายธีรชาติก็เบิกความอีกว่า ในวันรับสินค้าพนักงานจำเลยที่ 1 นำสินค้ามาส่ง 3 หีบห่อ พยานตรวจสอบเลขซีลที่ประตูรถบรรทุกแล้วเห็นว่าถูกต้องจึงตัดซีลออกแล้วเปิดประตูนำสินค้าเข้าไปที่คลังสินค้าเพื่อตรวจสอบ การตรวจสอบด้วยสายตาถ้าเห็นว่าปกติก็จะแกะหีบห่อแล้วนำขึ้นชั่งน้ำหนัก แต่เมื่อยกสินค้าขึ้นก็ปรากฏว่ามีน้ำหนักเบา พยานตรวจสอบอีกครั้งก็ปรากฏว่ามีรอยกรีดที่หีบห่อซึ่งอยู่ตรงกลางมัด เมื่อแกะออกดูแล้วไม่พบสินค้า จึงถ่ายภาพไว้ตามภาพถ่าย ซึ่งก็เป็นเพียงภาพกล่องสินค้ากล่องใหญ่ที่มีรอยกรีดฝากล่องเท่านั้น อันเป็นภาพกล่องหลายกล่องบนพัลเล็ตที่มีการแกะพลาสติกห่อหุ้มพัลเล็ตออกหมดแล้ว ไม่ปรากฏภาพแสดงว่าก่อนตัดแถบรัดและแกะพลาสติกหุ้มคลุมพัลเล็ตออกมีรอยตัดสายรัดหรือพลาสติกหุ้มฉีกขาด ซึ่งหากมีร่องรอยเช่นนี้นายธีรชาติก็น่าจะถ่ายภาพและเบิกความให้ปรากฏไว้ และนายธีรชาติก็เบิกความตอบทนายจำเลยที่ 3ถามค้านว่า ขณะที่พยานเห็นสินค้ามองด้วยสายตาไม่อาจทราบได้ว่าสินค้าสูญหายหรือไม่ต้องเปิดดูจึงจะทราบ ซึ่งก็ส่อแสดงว่าก่อนแกะเปิดดูสภาพพลาสติกและแถบรัดพัลเล็ตเป็นปกติ นอกจากนี้นายธีรชาติก็ยังเบิกความอีกว่า ต้นฉบับเอกสาร ดังกล่าวน่าจะเก็บอยู่ที่บริษัทดิจิตอล โฟน จำกัด ทั้งโจทก์เป็นฝ่ายอ้างและนำส่งเอกสารฉบับนี้ประกอบคำเบิกความพยานโจทก์ปากนางสาวจินดา และนางสาวพัทธ์ธีรา อันเป็นเหตุให้น่าเชื่อว่าต้นฉบับเอกสารฉบับนี้เก็บอยู่ที่บริษัทผู้ซื้อที่เอาประกันภัยไว้กับโจทก์ ย่อมไม่มีเหตุผลที่บุคคลภายนอกจะแก้ไขเพิ่มเติมข้อความในเอกสารฉบับนี้ คำเบิกความของนายธีรชาติที่ว่าข้อความที่ว่าสภาพภายนอกพัลเล็ตเรียบร้อย ไม่ใช่ลายมือของตนจึงไม่น่าเชื่อ ทั้งตามคำเบิกความนายธีรชาติก็ได้เบิกความเป็นทำนองว่าจะต้องมีการชั่งน้ำหนักด้วย ก็มีข้อความระบุถึงสินค้าที่พนักงานจำเลยที่ 1 นำมาส่งมอบมี 3 ชิ้น น้ำหนัก 198 กิโลกรัม ซึ่งการตรวจรับสินค้าก็ควรต้องชั่งน้ำหนักให้ทราบว่ามีน้ำหนัก 198 กิโลกรัม จริงหรือไม่ โดยหากสินค้าโทรศัพท์เคลื่อนที่ 20 เครื่อง ที่บรรจุในกล่องเล็ก 20 กล่อง ซึ่งน่าจะมีน้ำหนักพอสมควรสูญหายไปในระหว่างการขนส่งจริงน้ำหนักสินค้าก็ต้องลดลงจาก 198 กิโลกรัม อันจะเป็นข้อมูลพิสูจน์แสดงว่าสินค้าดังกล่าวสูญหายไประหว่างการขนส่งของผู้ขนส่งจริง ซึ่งเป็นเรื่องสำคัญที่ผู้เอาประกันภัยและโจทก์สามารถตรวจสอบแสดงข้อมูลการชั่งน้ำหนักเช่นนี้ได้ แต่โจทก์ก็ไม่นำสืบแสดงพยานหลักฐานข้อมูลการชั่งน้ำหนักสินค้าในขณะที่บริษัทผู้ซื้อตรวจรับสินค้าแต่อย่างใด ย่อมเป็นข้อบกพร่องและเป็นพิรุธอย่างยิ่งในการนำสืบพยานหลักฐานของโจทก์ผู้มีภาระการพิสูจน์ข้อเท็จจริงนี้จากพยานหลักฐานดังกล่าวจึงฟังไม่ได้ว่า สินค้าสูญหายไปภายหลังจากที่มีการบรรจุบนพัลเล็ตและห่อหุ้มพลาสติกกับรัดแถบพลาสติกคาดไว้แล้ว ดังนี้ย่อมมีความเป็นไปได้เพียงว่าสินค้าอาจสูญหายไปก่อนการบรรจุบนพัลเล็ต และในข้อนี้ก็มีปัญหาที่ต้องพิจารณาต่อไปว่าใครเป็นผู้บรรจุสินค้าบนพัลเล็ตดังกล่าว เห็นได้ว่าพยานหลักฐานของโจทก์มีน้ำหนักน้อยกว่าพยานหลักฐานของจำเลยที่ 1 ไม่อาจรับฟังข้อเท็จจริงได้ว่า จำเลยที่ 2 รับสินค้าจากผู้ขายมาบรรจุหีบห่อบนพัลเล็ต 3 พัลเล็ต เอง และสินค้าโทรศัพท์เคลื่อนที่ 20 เครื่อง ตามฟ้องสูญหายไปในระหว่างตั้งแต่จำเลยที่ 2 รับมอบสินค้าทั้งหมดจากผู้ขายในประเทศแคนาดา แล้วนำมาส่งมอบแก่จำเลยที่ 3 ขนส่งทางอากาศมายังสนามบินสุวรรณภูมิ แล้วจำเลยที่ 1รับมอบสินค้านั้นไปส่งมอบแก่ผู้เอาประกันภัย อันจะถือว่าของหรือสินค้าที่ได้มอบหมายให้แก่ผู้ขนส่งสูญหายไปในระหว่างการขนส่งที่ผู้ขนส่งต้องรับผิด จำเลยที่ 1 จึงไม่ต้องรับผิดตามสัญญารับขนต่อโจทก์ ทั้งตามคำฟ้องของโจทก์นั้นมีข้อหาและข้ออ้างที่อาศัยเป็นหลักแห่งข้อหาที่จำเลยที่ 1 ต้องรับผิดเพราะจำเลยที่ 1 เป็นผู้ขนส่งและสินค้าที่เขามอบหมายให้จำเลยที่ 1 ขนส่งสูญหายไปในระหว่างการขนส่งอันเป็นความรับผิดตามสัญญารับขนตามปัญหาที่ได้วินิจฉัยมาแล้วเท่านั้น โดยโจทก์ไม่ได้ฟ้องขอให้จำเลยที่ 1 รับผิดตามสัญญาตัวแทนแต่อย่างใด ที่ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางพิพากษาให้จำเลยที่ 1 รับผิดในฐานะตัวแทนตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 812 เป็นการพิพากษานอกเหนือจากคำฟ้องโดยไม่ชอบ อุทธรณ์ของจำเลยที่ 1 ฟังขึ้น และเมื่อโจทก์ฟ้องขอให้บังคับคดีจำเลยที่ 1 และที่ 2 ร่วมกันรับผิดชำระค่าเสียหายแก่โจทก์ในลักษณะเป็นลูกหนี้ร่วม กรณีจึงเกี่ยวด้วยการชำระหนี้อันไม่อาจแบ่งแยกได้ แม้จำเลยที่ 2 มิได้อุทธรณ์ก็สมควรพิพากษาให้มีผลถึงจำเลยที่ 2ด้วยตามพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศและวิธีพิจารณาคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศ พ.ศ.2539 มาตรา 45ประกอบด้วยประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 245 (1)

พิพากษาแก้เป็นว่า ให้ยกฟ้องโจทก์สำหรับจำเลยที่ 1 และที่ 2 ด้วยนอกจากที่แก้คงให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลาง ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสองศาลให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 616 ม. 617 ม. 618
ป.วิ.พ. ม. 245 (1)
พ.ร.บ.จัดตั้งศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศและวิธีพิจารณาคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศ พ.ศ.2539 ม. 45
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — บริษัทสินมั่งคงประกันภัย จำกัด (มหาชน)
จำเลย — บริษัทไพโอเนียร์ แอร์คาร์โก้ จำกัด กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลาง — นายภูมิชัย พันธพฤทธ์พยัต
ชื่อองค์คณะ
ธัชพันธ์ ประพุทธนิติสาร
อร่าม เสนามนตรี
ปริญญา ดีผดุง
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2107/2556
#537954
เปิดฉบับเต็ม

ที่จำเลยร่วมอุทธรณ์ว่า เจ้าพนักงานบังคับคดีขายห้องชุด 114 ห้อง โดยแยกขายทีละห้องไปเป็นเหตุให้ราคาที่ได้จากการขายทอดตลาดต่ำเกินสมควรและผู้เกี่ยวข้องในการเข้าสู้ราคาคบคิดกันฉ้อฉลนั้น เป็นกรณีที่อ้างว่า ราคาที่ได้การขายทอดตลาดทรัพย์สินมีจำนวนต่ำเกินสมควรเกิดจากการคบคิดกันฉ้อฉลในระหว่างผู้ที่เกี่ยวข้องในการสู้ราคาหรือความประมาทเลินเล่ออย่างร้ายแรงของเจ้าพนักงานบังคับคดีในการปฏิบัติหน้าที่ตาม พ.ร.บ.จัดตั้งศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศและวิธีพิจารณาคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศ พ.ศ.2539 มาตรา 26 ประกอบ ป.วิ.พ. มาตรา 309 ทวิ วรรคสอง ซึ่งศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางได้มีคำสั่งยกคำร้องแล้ว คำสั่งดังกล่าวย่อมถึงที่สุดตาม พ.ร.บ.จัดตั้งศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศและวิธีพิจารณาคดีทางทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศ พ.ศ.2539 มาตรา 26 ประกอบ ป.วิ.พ. มาตรา 309 ทวิ วรรคสี่ ศาลฎีกาแผนกคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศไม่รับวินิจฉัย

ไม่มีบทกฎหมายใดกำหนดให้เจ้าพนักงานบังคับคดีคำนวณยอดหนี้ที่จำเลยร่วมค้างชำระแก่จำเลย ทั้งการขายทอดตลาดนัดที่ 1 ห่างจากวันที่จำเลยร่วมยื่นคำร้องขอต่อเจ้าพนักงานบังคับคดีถึง 2 เดือนเศษ อยู่ในวิสัยที่จำเลยร่วมจะดำเนินการด้วยตนเองเพื่อทราบจำนวนหนี้ค้างชำระและวางเงินชำระหนี้แก่เจ้าพนักงานบังคับคดีได้ ข้อเท็จจริงยังถือไม่ได้ว่า เหตุที่ทำให้ต้องมีการขายทอดตลาดทรัพย์สินพิพาทนั้นเกิดจากการปฏิบัติหน้าที่โดยประมาทเลินเล่ออย่างร้ายแรงของเจ้าพนักงานบังคับคดี

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
คดีสืบเนื่องมาจากศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางพิพากษาตามสัญญาประนีประนอมยอมความให้จำเลยชำระเงินแก่โจทก์ หลังจากนั้นให้จำเลยร่วมชำระเงินแก่จำเลย ต่อมาจำเลยร่วมไม่ปฏิบัติตามคำพิพากษา จำเลยขอให้บังคับคดี เจ้าพนักงานบังคับคดียึดห้องชุดจำนวน 114 ห้อง และขายทอดตลาดไปในนัดที่ 2 จำนวน 18 ห้อง และนัดที่ 3 จำนวน 59 ห้อง ดังที่ปรากฏในรายงานของเจ้าพนักงานบังคับคดีฉบับลงวันที่ 3 เมษายน 2552 และฉบับลงวันที่ 22 เมษายน 2552

จำเลยร่วมยื่นคำร้องขอให้เพิกถอนการขายทอดตลาดนัดที่ 2 และที่ 3 และงดการขายทอดตลาดนัดที่ 4

จำเลยยื่นคำคัดค้านว่า จำเลยนำเจ้าพนักงานบังคับคดียึดทรัพย์จำนองห้องชุดในอาคารชุดเพรสิเดนท์ พาร์ค พาร์ควิว ทาวเวอร์ อาคาร 1, 2, 3 และ 5 จำนวน 107 ห้อง และอาคารชุดเพรสิเดนท์ พาร์ค ฮาร์เบอร์วิว มะฮอกกานี ทาวเวอร์ จำนวน 7 ห้อง รวมทั้งสิ้นจำนวน 114 ห้อง เจ้าพนักงานบังคับคดีได้ประเมินราคาห้องชุดเป็นเงินทั้งสิ้น 518,439,400 บาท ซึ่งจำเลยร่วมมิได้คัดค้านราคาประเมินของเจ้าพนักงานบังคับคดีหรือวิธีการขายทอดตลาดแต่อย่างใด การขายทอดตลาดโดยแยกเป็นรายห้องแบบปลอดจำนองนับเป็นประโยชน์แก่คู่ความทุกฝ่าย ทำให้มีผู้เข้ามาสู้ราคาจำนวนมากขึ้นและยังให้การบังคับคดีเป็นไปโดยไม่ชักช้า เมื่อเจ้าพนักงานบังคับคดีได้ประกาศขายทอดตลาดทรัพย์สินจำนวน 4 นัด ในการขายทอดตลาดตั้งแต่นัดที่ 1 ถึงนัดที่ 3 เมื่อมีผู้รับราคาเริ่มต้นของเจ้าพนักงานบังคับคดี และมีผู้เสนอราคาสูงสุดแล้ว เมื่อจำเลยและจำเลยร่วมคัดค้านราคา เจ้าพนักงานบังคับคดีจะมีคำสั่งให้เลื่อนการขายทอดตลาดออกไป โดยให้ผู้เสนอราคาสูงสุดต้องผูกพันกับการเสนอราคาเป็นระยะเวลา 30 วัน พร้อมกำชับให้ผู้คัดค้านหาผู้เข้าสู้ราคาให้ได้ตามที่ต้องการ มิฉะนั้นจะไม่ฟังคำคัดค้านราคาอีก ซึ่งเมื่อวันนัดขายทอดตลาดในครั้งต่อมา จำเลยร่วมมิได้หาผู้ใดมาเข้าสู้ราคา เจ้าพนักงานบังคับคดีจึงขานราคานับสามพร้อมเคาะไม้ขายให้กับผู้เสนอราคาสูงสุดไป เจ้าพนักงานบังคับคดีได้ประกาศขายทอดตลาดทรัพย์พิพาทของจำเลยร่วมโดยกำหนดวิธีการขายและเงื่อนไขการเข้าสู้ราคาตามขั้นตอนของกฎหมายและระเบียบของกรมบังคับคดีแล้ว มิได้มีพฤติการณ์ประมาทเลินเล่ออย่างร้ายแรงแต่อย่างใด จำเลยร่วมยื่นคำร้องขอเพิกถอนการขายทอดตลาดนัดที่ 2 ซึ่งมีขึ้นในวันที่ 3 เมษายน 2552 อันเป็นระยะเวลาเกินกว่า 15 วัน ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่งมาตรา 309 ทวิ ประกอบมาตรา 296

ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางมีคำสั่งให้ยกคำร้อง ค่าฤชาธรรมเนียมให้เป็นพับ

จำเลยร่วมอุทธรณ์ต่อศาลฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศวินิจฉัยว่า ข้อที่จำเลยร่วมอุทธรณ์ว่า เจ้าพนักงานบังคับคดีจัดให้มีการขายห้องชุดจำนวน 114 ห้อง โดยการแยกขายทีละห้องต่อเนื่องกันไป เป็นเหตุให้ราคาที่ได้จากการขายทอดตลาดต่ำเกินสมควรและผู้เกี่ยวข้องในการเข้าสู้ราคาคบคิดกันฉ้อฉล เห็นว่า คำร้องของจำเลยร่วมเป็นกรณีที่อ้างว่า ราคาที่ได้การขายทอดตลาดทรัพย์สินมีจำนวนต่ำเกินสมควรเกิดจากการคบคิดกันฉ้อฉลในระหว่างผู้ที่เกี่ยวข้องในการสู้ราคาหรือความประมาทเลินเล่ออย่างร้ายแรงของเจ้าพนักงานบังคับคดีในการปฏิบัติหน้าที่ตามพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศและวิธีพิจารณาคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศ พ.ศ.2539 มาตรา 26 ประกอบประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 309 ทวิ วรรคสอง ซึ่งศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางมีคำสั่งยกคำร้องแล้ว คำสั่งดังกล่าวย่อมถึงที่สุดตามพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศและวิธีพิจารณาคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศ พ.ศ.2539 มาตรา 26 ประกอบประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 309 ทวิ วรรคสี่ ดังนั้น ที่ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางรับอุทธรณ์ของจำเลยร่วมในข้อนี้มา จึงเป็นการมิชอบ ศาลฎีกาแผนกคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศไม่รับวินิจฉัย

มีปัญหาวินิจฉัยของจำเลยร่วมอุทธรณ์ว่า เจ้าพนักงานบังคับคดีมิได้คำนวณจำนวนหนี้ที่จำเลยร่วมค้างชำระแก่จำเลยตามที่จำเลยร่วมร้องขอ เพื่อที่จำเลยร่วมจะได้วางเงินจำนวนดังกล่าวต่อเจ้าพนักงานบังคับคดีเพื่อชำระหนี้ตามคำพิพากษา และให้มีการถอนการบังคับคดีตามพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศและวิธีพิจารณาคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศ พ.ศ.2539 มาตรา 26 ประกอบประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 295 (1) แต่เจ้าพนักงานบังคับคดีกลับไม่ดำเนินการใด ๆ เป็นเหตุให้ต้องมีการขายทอดตลาดทรัพย์พิพาท เห็นว่า ไม่มีบทกฎหมายใดกำหนดให้เจ้าพนักงานบังคับคดีคำนวณยอดหนี้ที่จำเลยร่วมค้างชำระแก่จำเลย ทั้งได้ความว่าแม้ว่าจำเลยร่วมจะไม่ได้รับแจ้งจำนวนยอดหนี้ค้างชำระจากเจ้าพนักงานบังคับคดีก่อนมีการขายทอดตลาด แต่การขายทอดตลาดนัดที่ 1 ห่างจากวันที่จำเลยร่วมยื่นคำร้องขอต่อเจ้าพนักงานบังคับคดีถึง 2 เดือนเศษ จำเลยร่วมจึงอยู่ในวิสัยที่จะดำเนินการด้วยตนเอง เพื่อทราบถึงจำนวนยอดหนี้ค้างชำระและวางเงินที่เพียงพอเพื่อการชำระหนี้แก่เจ้าพนักงานบังคับคดีได้ หากจำเลยร่วมมีความประสงค์ที่แท้จริงที่จะดำเนินการ ข้อเท็จจริงจึงยังถือไม่ได้ว่า เหตุที่ทำให้ต้องมีการขายทอดตลาดทรัพย์สินพิพาทเกิดจากการปฏิบัติหน้าที่โดยประมาทเลินเล่ออย่างร้ายแรงของเจ้าพนักงานบังคับคดีดังที่จำเลยร่วมกล่าวอ้าง ถือไม่ได้ว่ากรณีมีการบังคับคดีฝ่าฝืนบทบัญญัติแห่งกฎหมายแต่อย่างใด ที่ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางมีคำสั่งยกคำร้องมาชอบแล้ว อุทธรณ์ของจำเลยร่วมข้อนี้ฟังไม่ขึ้น

พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมในชั้นนี้ให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ. ม. 295 (1) ม. 309 ทวิ
พ.ร.บ.จัดตั้งศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศและวิธีพิจารณาคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศ พ.ศ.2539 ม. 26
ชื่อคู่ความ
บริษัทเอสอีเอ เพรสสิเด้นท์ อินเวสท์เมนท์
โจทก์ — พีทีอี จำกัด
จำเลย — ธนาคารกรุงเทพ จำกัด (มหาชน)
บริษัท เพรสิเดนท์ พาร์ค พรอพเพอร์ตี้ส์
จำเลยร่วม — จำกัด (มหาชน)
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลาง — นายสุรพล คงลาภ
ชื่อองค์คณะ
ไมตรี ศรีอรุณ
อร่าม เสนามนตรี
สมควร วิเชียรวรรณ
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2033/2556
#540944
เปิดฉบับเต็ม

โจทก์บรรยายฟ้องว่า จำเลยที่ 2 ขับรถยนต์กระบะมาถึงสี่แยกหนองขาหยั่งขณะนั้นสัญญาณจราจรไฟซึ่งติดตั้งไว้บนทางที่จำเลยที่ 2 ขับมาขึ้นเป็นไฟสีแดงซึ่งจำเลยที่ 2 ต้องชะลอความเร็วของรถลงและหยุดรอจนกว่าสัญญาณจราจรไฟจะเปลี่ยนเป็นไฟสีเขียวจึงจะขับรถแล่นเข้าบริเวณสี่แยกนั้นได้ จำเลยที่ 2 อาจใช้ความระมัดระวังเช่นว่านั้นได้ แต่หาได้ใช้เพียงพอไม่ จำเลยที่ 2 กลับขับรถแล่นตรงเข้าสี่แยกดังกล่าวทันที เป็นเหตุให้รถยนต์ที่จำเลยที่ 2 ขับเฉี่ยวชนกับรถจักรยานยนต์ของจำเลยที่ 1 แม้ศาลชั้นต้นฟังข้อเท็จจริงว่า จำเลยที่ 2 ไม่ได้ขับรถฝ่าฝืนสัญญาณจราจรไฟสีแดง แต่ข้อแตกต่างดังกล่าวเป็นเพียงรายละเอียด ทั้งการที่จำเลยที่ 2 ขับรถแล่นเข้าไปในสี่แยกที่เกิดเหตุด้วยความเร็วโดยมิได้ลดความเร็วลงและให้รถจักรยานยนต์ที่จำเลยที่ 1 ขับซึ่งแล่นมาทางด้านขวาผ่านไปก่อน เป็นการขาดความระมัดระวังตามวิสัยและพฤติการณ์อันเป็นการกระทำโดยประมาท เป็นเหตุให้เกิดเฉี่ยวชนกับรถจักรยานยนต์ของจำเลยที่ 1 จึงเป็นการวินิจฉัยข้อเท็จจริงว่าจำเลยกระทำโดยประมาทตามที่กล่าวไว้ในฟ้องแล้ว ศาลชั้นต้นจึงลงโทษจำเลยที่ 2 ตาม ป.อ. มาตรา 300 ได้

จำเลยที่ 2 ไม่ชะลอรถก่อนเข้าทางร่วมแยกและให้รถจักรยานยนต์ของจำเลยที่ 1 แล่นผ่านไปก่อนโดยประมาททำให้รถยนต์กระบะของจำเลยที่ 2 ชนเข้ากับรถจักรยานยนต์ของจำเลยที่ 1 เป็นเหตุให้จำเลยที่ 1 ได้รับอันตรายสาหัส แม้เหตุที่จำเลยที่ 1 ได้รับอันตรายสาหัสเกิดจากมีพลเมืองดีขึ้นไปสตาร์ตรถทำให้น้ำในหม้อน้ำรถยนต์กระบะแตกลวกตัวจำเลยที่ 1 ซึ่งนอนอยู่ใต้รถ แต่การที่จำเลยที่ 1 ถูกน้ำร้อนลวกบริเวณหน้าอกและหน้าท้องเป็นผลโดยตรงจากความประมาทของจำเลยที่ 2 จำเลยที่ 2 จึงมีความผิดฐานกระทำโดยประมาทเป็นเหตุให้ผู้อื่นได้รับอันตรายสาหัส

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องและแก้ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยกับพวกตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 300 พระราชบัญญัติจราจรทางบก พ.ศ.2522 มาตรา 43 (4), 70, 71, (1) (3), 148, 157

จำเลยทั้งสองให้การปฏิเสธ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยที่ 2 มีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 300 พระราชบัญญัติจราจรทางบก พ.ศ.2522 มาตรา 43 (4), 70, 148, 157 เป็นกรรมเดียวเป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบทให้ลงโทษฐานกระทำโดยประมาทเป็นเหตุให้ผู้อื่นรับอันตรายสาหัสตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 300 ซึ่งเป็นกฎหมายบทที่มีโทษหนักที่สุดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 จำคุก 6 เดือน ยกฟ้องจำเลยที่ 1

จำเลยที่ 2 อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 7 พิพากษาแก้เป็นว่า จำเลยที่ 2 มีความผิดตามพระราชบัญญัติจราจรทางบก พ.ศ.2522 มาตรา 70, 148 ลงโทษปรับ 500 บาท ไม่ชำระค่าปรับให้จัดการตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 29, 30 ข้อหาอื่นสำหรับจำเลยที่ 2 นอกจากนี้ให้ยกฟ้อง นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

โจทก์ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงรับฟังเป็นยุติตามคำวินิจฉัยของศาลล่างทั้งสองว่า ตามวันเวลาและสถานที่เกิดเหตุ จำเลยที่ 1 ขับรถจักรยานยนต์คันเกิดเหตุมาตามถนนยิงเป้าใต้ (หรือถนนหนองขาหยั่ง) มุ่งหน้าไปทางถนนยิงเป้าถึงสี่แยกหนองขาหยั่ง ซึ่งเป็นสี่แยกที่ถนนเพชรเกษมตัดกับถนนยิงเป้าและยิงเป้าใต้ มีสัญญาณจราจรไฟอัตโนมัติควบคุมการเดินรถ ถนนเพชรเกษมช่วงดังกล่าวทางเดินรถแบ่งเป็นสองด้านด้านสวนทางกันมีเกาะกลางถนนกั้นกลาง ด้านหนึ่งเป็นทางเดินรถจากกรุงเทพมหานครไปสู่จังหวัดราชบุรี อีกด้านหนึ่งเป็นทางเดินรถจากจังหวัดราชบุรีไปสู่กรุงเทพมหานคร ทางเดินรถแต่ละด้านมีช่องเดินรถ 5 ช่อง เป็นช่องทางด่วน 3 ช่อง ตรงกลางติดกับเกาะกลางถนน อีก 2 ช่อง เป็นช่องคู่ขนานอยู่ด้านริมและมีเกาะกั้นระหว่างช่องทางด่วนกับช่องทางคู่ขนาน สัญญาณจราจรไฟ ณ สี่แยกเกิดเหตุมีสัญญาณไฟเขียว 4 จังหวะ จังหวะที่ 1 ให้สัญญาณแก่รถที่แล่นบนถนนเพชรเกษมทั้งสองด้านทุกช่องทางแล่นผ่านได้ จังหวะที่ 2 ให้สัญญาณแก่รถที่แล่นบนถนนเพชรเกษมซึ่งมุ่งหน้าไปจังหวัดราชบุรีเลี้ยวขวาเข้าถนนยิงเป้า และรถที่แล่นบนถนนเพชรเกษมมุ่งหน้ากรุงเทพมหานครเลี้ยวขวาเข้าถนนยิงเป้าใต้ จังหวะที่ 3 ให้สัญญาณแก่รถที่แล่นบนถนนยิงเป้าแล่นตรงไปยังถนนยิงเป้าใต้หรือเลี้ยวซ้ายขวาไปตามถนนเพชรเกษม จังหวะที่ 4 ให้สัญญาณแก่รถบนถนนยิงเป้าใต้แล่นตรงไปยังถนนยิงเป้าหรือเลี้ยวซ้ายขวาไปตามถนนเพชรเกษม เมื่อจำเลยที่ 1 ขับรถจักรยานยนต์มาจากถนนยิงเป้าใต้ตัดถนนเพชรเกษมผ่านช่องทางด่วนและกำลังจะเลี้ยวขวาเข้าช่องทางคู่ขนานก็เกิดเหตุเฉี่ยวชนกับรถยนต์กระบะของจำเลยที่ 2 ซึ่งแล่นมาตามถนนเพชรเกษมในช่องทางคู่ขนานในทางเดินรถจากด้านจังหวัดราชบุรีมุ่งหน้ากรุงเทพมหานครโดยขณะนั้นจำเลยที่ 2 ได้รับสัญญาณจราจรไฟสีเขียว จากการชนกันดังกล่าวทำให้รถทั้งสองคันเสียหาย จำเลยที่ 1 ได้รับอันตรายสาหัส คดีสำหรับจำเลยที่ 1 ยุติไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น ส่วนความผิดของจำเลยที่ 2 ตามพระราชบัญญัติจราจรทางบก พ.ศ.2522 มาตรา 43 (3), 70, 71 (1) (3) โจทก์และจำเลยที่ 2 ไม่ฎีกาจึงยุติไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 7

คงมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ในปัญหาข้อกฎหมายว่า การที่ศาลชั้นต้นวินิจฉัยว่า จำเลยที่ 2 ได้รับสัญญาณจราจรไฟสีเขียวแล้วขับรถเข้าไปในสี่แยกที่เกิดเหตุโดยไม่ชะลอความเร็วของรถจนเกิดเฉี่ยวชนกับรถจักรยานยนต์ของจำเลยที่ 1 เป็นการกระทำโดยประมาทเป็นเหตุให้จำเลยที่ 1 ได้รับอันตรายสาหัส อันเป็นความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 300 นั้น เป็นกรณีข้อเท็จจริงที่ปรากฏในทางพิจารณาแตกต่างกับข้อเท็จจริงที่กล่าวในฟ้องและโจทก์ไม่ประสงค์ให้ลงโทษตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 7 หรือไม่ เห็นว่า โจทก์บรรยายฟ้องว่า จำเลยที่ 2 ขับรถยนต์กระบะไปตามถนนเพชรเกษมจากจังหวัดราชบุรีมุ่งหน้าไปยังสี่แยกหนองขาหยั่งเพื่อไปจังหวัดนครปฐม ด้วยความประมาทปราศจากความระมัดระวังซึ่งบุคคลในภาวะเช่นจำเลยที่ 2 จักต้องมีตามวิสัยและพฤติการณ์ เมื่อมาถึงสี่แยกดังกล่าวซึ่งเป็นสี่แยกที่ถนนยิงเป้าและถนนยิงเป้าใต้ (ถนนหนองขาหยั่ง) มาบรรจบกับถนนเพชรเกษม ขณะนั้นสัญญาณจราจรไฟซึ่งติดตั้งไว้บนทางที่จำเลยที่ 2 ขับมาขึ้นเป็นไฟสีแดงซึ่งจำเลยที่ 2 ต้องชะลอความเร็วของรถลงและหยุดรอจนกว่าสัญญาณจราจรไฟจะเปลี่ยนเป็นไฟสีเขียวจึงจะขับรถแล่นเข้าบริเวณสี่แยกนั้นได้ จำเลยที่ 2 อาจใช้ความระมัดระวังเช่นว่านั้นได้ แต่หาได้ใช้เพียงพอไม่ จำเลยที่ 2 กลับขับรถแล่นตรงเข้าสี่แยกดังกล่าวทันที เป็นเหตุให้รถยนต์ที่จำเลยที่ 2 ขับเฉี่ยวชนกับรถจักรยานยนต์ของจำเลยที่ 1 แม้ศาลชั้นต้นฟังข้อเท็จจริงว่า จำเลยที่ 2 ไม่ได้ขับรถฝ่าฝืนสัญญาณจราจรไฟสีแดง แต่ข้อแตกต่างดังกล่าวเป็นเพียงรายละเอียด ทั้งการที่จำเลยที่ 2 ขับรถแล่นเข้าไปในสี่แยกที่เกิดเหตุด้วยความเร็วโดยมิได้ลดความเร็วลงและให้รถจักรยานยนต์ที่จำเลยที่ 1 ขับซึ่งแล่นมาทางด้านขวาผ่านไปก่อน เป็นการขาดความระมัดระวังตามวิสัยและพฤติการณ์อันเป็นการกระทำโดยประมาท เป็นเหตุให้เกิดเฉี่ยวชนกับรถจักรยานยนต์ของจำเลยที่ 1 จึงเป็นการวินิจฉัยข้อเท็จจริงว่า จำเลยที่ 2 กระทำโดยประมาทตามที่กล่าวไว้ในฟ้องแล้ว ศาลชั้นต้นจึงลงโทษจำเลยที่ 2 ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 300 ได้ ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 7 วินิจฉัยว่า ศาลชั้นต้นวินิจฉัยถึงข้อเท็จจริงที่แตกต่างจากฟ้องและโจทก์ไม่ประสงค์ให้ลงโทษและพิพากษายกฟ้องจำเลยที่ 2 ในความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 300 มานั้น ศาลฎีกาไม่เห็นพ้องด้วย ฎีกาของโจทก์ฟังขึ้น

มีปัญหาต้องวินิจฉัยประการต่อมาว่า จำเลยที่ 2 ขับรถโดยประมาทเป็นเหตุให้จำเลยที่ 1 ได้รับอันตรายสาหัสหรือไม่ เห็นว่า ก่อนเกิดเหตุจำเลยที่ 1 ได้รับสัญญาณจราจรไฟสีเขียวแล้วจึงขับรถจักรยานยนต์ออกมา แต่เนื่องจากสัญญาณจราจรไฟเปลี่ยนเร็วมาก เมื่อรถจักรยานยนต์ของจำเลยที่ 1 แล่นมาถึงจุดเกิดเหตุสัญญาณจราจรไฟทางด้านของจำเลยที่ 1 ได้เปลี่ยนเป็นสีแดงในขณะเดียวกันสัญญาณจราจรไฟทางด้านของจำเลยที่ 2 ได้เปลี่ยนเป็นสีเขียวแล้ว ซึ่งแม้จำเลยที่ 2 จะสามารถแล่นรถผ่านไปได้ แต่จุดดังกล่าวเป็นทางร่วมทางแยก จำเลยที่ 2 ควรใช้ความระมัดระวังดูรถทางฝั่งขวามือว่ายังมีรถแล่นมาหรือไม่ ทั้งขณะเกิดเหตุเป็นเวลากลางวันหากจำเลยที่ 2 ใช้ความสังเกตก็จะเห็นว่ามีรถจักรยานยนต์ของจำเลยที่ 1 แล่นผ่านมาแต่จำเลยที่ 2 หาได้ใช้ความระมัดระวังให้เพียงพอไม่ กลับขับรถผ่านทางร่วมทางแยกดังกล่าวโดยไม่ชะลอความเร็วของรถลงเป็นเหตุให้เกิดการเฉี่ยวชนเข้ากับรถจักรยานยนต์ของจำเลยที่ 1 เหตุที่เกิดขึ้นเกิดจากความประมาทของจำเลยที่ 2 ข้อเท็จจริงจึงรับฟังได้ว่า จำเลยที่ 2 ขับรถโดยประมาทเป็นเหตุให้จำเลยที่ 1 ได้รับอันตรายสาหัส และแม้จำเลยที่ 2 จะอ้างว่า เหตุที่จำเลยที่ 1 ได้รับอันตรายสาหัสเนื่องจากมีพลเมืองดีขึ้นไปสตาร์ตรถทำให้น้ำในหม้อน้ำรถยนต์กระบะแตกลวกตัวจำเลยที่ 1 ซึ่งนอนอยู่ใต้รถนั้น เห็นว่า การที่จำเลยที่ 1 ถูกน้ำร้อนลวกเป็นผลโดยตรงที่เกิดขึ้นได้จากการที่รถยนต์กระบะของจำเลยที่ 2 ชนเข้ากับรถจักรยานยนต์ของจำเลยที่ 1 หากจำเลยที่ 2 ใช้ความระมัดระวังชะลอรถก่อนเข้าทางร่วมทางแยกและให้รถจักรยานยนต์ของจำเลยที่ 1 แล่นผ่านไปก่อนเหตุในคดีนี้ก็จะไม่เกิดขึ้น การที่จำเลยที่ 1 ถูกน้ำร้อนลวกบริเวณหน้าอกและหน้าท้องจึงเป็นผลโดยตรงจากความประมาทของจำเลยที่ 2 จำเลยที่ 2 จึงมีความผิดฐานกระทำโดยประมาทเป็นเหตุให้ผู้อื่นได้รับอันตรายสาหัส ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 300

พิพากษาแก้เป็นว่า จำเลยที่ 2 มีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 300 อีกบทหนึ่ง การกระทำของจำเลยที่ 2 เป็นกรรมเดียวเป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบท ให้ลงโทษฐานกระทำโดยประมาทเป็นเหตุให้ผู้อื่นรับอันตรายสาหัสตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 300 ซึ่งเป็นกฎหมายบทที่มีโทษหนักที่สุดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 จำคุก 6 เดือน และปรับ 6,000 บาท โทษจำคุกให้รอการลงโทษไว้มีกำหนด 1 ปี ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 56 ไม่ชำระค่าปรับให้จัดการตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 29, 30 นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 7
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.อ. ม. 192
ป.อ. ม. 300
พ.ร.บ.จราจรทางบก พ.ศ.2522 ม. 70 ม. 148
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการประจำศาลแขวงนครปฐม
นางสาวศรินยาหรือศิรินยา
จำเลย — หรือศิริญญา เขี้ยวแก้ว กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลแขวงนครปฐม — นางพีรนุช เจริญวงศ์
ศาลอุทธรณ์ภาค 7 — นายสมควร วิเชียรวรรณ
ชื่อองค์คณะ
อุบลรัตน์ ลุยวิกกัย
วีระพล ตั้งสุวรรณ
สุนทร ทรงฤกษ์
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2025/2556
#538075
เปิดฉบับเต็ม

การที่ ล. และ น. สามีภริยากันติดต่อซื้อขายยาเสพติดให้โทษกับจำเลยที่ 1 โดยใช้โทรศัพท์และ ล. กับ น. ตกลงว่าจ้างให้ ก. กับ จ. ลำเลียงยาเสพติดให้โทษไปจากจังหวัดเชียงรายเพื่อส่งมอบให้ อ. ผู้มารับช่วงลำเลียงต่อที่กรุงเทพมหานคร โดย อ. ไม่เคยรู้จัก ก. กับ จ. มาก่อน แต่จะติดต่อกันทางโทรศัพท์ หลังจาก อ. ได้รับยาเสพติดให้โทษจาก ก. กับ จ. แล้ว ก็จะลำเลียงต่อไปยังอำเภอหาดใหญ่เพื่อส่งมอบให้แก่จำเลยที่ 1 ผู้ซื้ออีกทอดหนึ่ง ลักษณะการตกลงกันเพื่อให้มีการขายและส่งมอบยาเสพติดให้โทษเช่นนี้ ถือได้ว่าเป็นการคบคิดร่วมกัน อันเป็นความผิดฐานสมคบโดยการตกลงกันตั้งแต่สองคนขึ้นไป เพื่อกระทำความผิดเกี่ยวกับยาเสพติดให้โทษแล้ว การกระทำของจำเลยที่ 1 จึงเป็นความผิดฐานเป็นผู้สมคบกันกระทำความผิดเกี่ยวกับยาเสพติดตามมาตรา 8 วรรคหนึ่ง แห่ง พ.ร.บ.มาตรการในการปราบปรามผู้กระทำความผิดเกี่ยวกับยาเสพติด พ.ศ.2534 และข้อเท็จจริงได้ความว่าในที่สุดได้มีการส่งมอบยาเสพติดให้โทษของกลางให้แก่จำเลยที่ 1 รับไว้ในครอบครองแล้ว การกระทำของจำเลยที่ 1 จึงเป็นความผิดฐานร่วมกันมียาเสพติดให้โทษไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่ายและความผิดฐานเป็นผู้สมคบกันกระทำความผิดเกี่ยวกับยาเสพติดตาม มาตรา 8 วรรคสอง อีกด้วย แต่การกระทำความผิดทั้งสองข้อหามีเจตนาเดียวกันคือ เจตนาเพียงเพื่อต้องการมียาเสพติดให้โทษไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่ายเท่านั้น การกระทำของจำเลยที่ 1 จึงเป็นการกระทำกรรมเดียวเป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบท ต้องลงโทษฐานร่วมกันมียาเสพติดให้โทษไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่ายซึ่งเป็นกฎหมายบทที่มีโทษหนักที่สุดตาม ป.อ. มาตรา 90

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยทั้งสองตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 มาตรา 4, 7, 8, 15, 66, 100/1, 102 พระราชบัญญัติมาตรการในการปราบปรามผู้กระทำความผิดเกี่ยวกับยาเสพติด พ.ศ.2534 มาตรา 3, 4, 5, 6, 7, 8, 14 ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 32, 33, 83, 91 ริบของกลางทั้งหมด

จำเลยทั้งสองให้การปฏิเสธ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยทั้งสองมีความผิดตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ. 2522 มาตรา 15 วรรคหนึ่ง วรรคสาม (2), 66 วรรคสาม พระราชบัญญัติมาตรการในการปราบปรามผู้กระทำความผิดเกี่ยวกับยาเสพติด พ.ศ.2534 มาตรา 6, 8 ประกอบประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83 การกระทำของจำเลยทั้งสองเป็นความผิดหลายกรรมต่างกัน ให้ลงโทษทุกกรรมเป็นกระทงความผิดไปตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 ฐานสมคบกันกระทำความผิดเกี่ยวกับยาเสพติด จำคุกคนละ 5 ปี ฐานร่วมกันมียาเสพติดให้โทษในประเภท 1 ซึ่งมีปริมาณสารบริสุทธิ์เกินกว่ายี่สิบกรัมขึ้นไปไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่าย ให้ประหารชีวิตจำเลยทั้งสอง เมื่อรวมทุกกระทงความผิดแล้ว คงลงโทษประหารชีวิตจำเลยทั้งสองสถานเดียว ริบของกลางทั้งหมด คำขออื่นนอกจากนี้ให้ยก

จำเลยทั้งสองอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 6 พิพากษายืน

จำเลยทั้งสองฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยทั้งสองว่า จำเลยทั้งสองกระทำความผิดตามคำพิพากษาของศาลล่างทั้งสองหรือไม่ พยานหลักฐานที่โจทก์นำสืบมีประจักษ์พยานคือร้อยตำรวจโทบัณฑิต จ่าสิบตำรวจมานิต และพันตำรวจตรีมนตรี เจ้าพนักงานตำรวจสถานีตำรวจภูธรทรงธรรมผู้ร่วมจับกุมนายก๋องกับนายจายพร้อมยาไอซ์ของกลาง นอกจากนี้ยังมีพันตำรวจโทศราวุธ เจ้าพนักงานตำรวจกองกำกับการตำรวจภูธรภาค 6 ผู้เข้าร่วมจับกุมภายหลังและร่วมขยายผลจนนำนายก๋องและนายจายไปจับกุมนางอรพรรณรวมถึงจำเลยทั้งสองได้ด้วย พยานโจทก์ดังกล่าวเบิกความยืนยันข้อเท็จจริงเชื่อมโยงเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นได้อย่างเป็นขั้นเป็นตอนถูกต้องตรงกัน โดยพยานโจทก์ดังกล่าวต่างเป็นเจ้าพนักงานตำรวจปฏิบัติการไปตามหน้าที่และไม่ปรากฏว่าเคยรู้จักหรือมีสาเหตุใดๆ กับจำเลยทั้งสองมาก่อน พยานหลักฐานโจทก์ที่นำสืบมาฟังได้ว่า จำเลยที่ 1 มีเมทแอมเฟตามีนของกลางไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่ายตามฟ้อง ส่วนความผิดฐานสมคบกันกระทำความผิดเกี่ยวกับยาเสพติด แม้ขณะถูกจับกุมทั้งนายจาย นางอรพรรณและจำเลยที่ 1 ต่างก็มีโทรศัพท์เคลื่อนที่ใช้อยู่ และเมื่อเจ้าพนักงานตำรวจตรวจสอบหมายเลขและหลักฐานการใช้โทรศัพท์ที่ตรวจยึดไว้เป็นของกลาง ปรากฏว่าต่างมีการบันทึกหมายเลขโทรศัพท์ของนายเล่าว่างและนางนางไว้ตรงกัน และมีข้อมูลบันทึกการใช้โทรศัพท์ยืนยันว่าจำเลยที่ 1 ติดต่อกับนางอรพรรณและนางนางจริงก็ตาม แต่กลับไม่มีรายละเอียดว่าพูดคุยกันอย่างไรบ้าง แต่ก็น่าเชื่อได้ว่าเป็นการติดต่อตกลงเพื่อซื้อขายยาเสพติดให้โทษกัน ตามที่นายก๋อง นายจายและนางอรพรรณยืนยันนั่นเอง เพราะมีหลักฐานการโอนเงินของจำเลยที่ 1 ไปที่บัญชีธนาคารที่เปิดไว้ที่อำเภอแม่สาย จังหวัดเชียงราย ด้วย ทั้งๆ ที่จำเลยที่ 1 ยืนยันว่ามีธุรกิจอยู่เฉพาะทางภาคใต้และในประเทศมาเลเซียเท่านั้น มิได้มีธุรกิจทางภาคเหนือหรือที่จังหวัดเชียงรายแต่อย่างใด เห็นว่า พยานหลักฐานที่โจทก์นำสืบมาดังกล่าวแล้วข้างต้นมีเหตุมีผลสามารถเชื่อมโยงข้อเท็จจริงได้อย่างถูกต้องตรงกันไม่มีพิรุธน่าสงสัยแต่อย่างใดสามารถยืนยันให้รับฟังข้อเท็จจริงได้อย่างแน่ชัดว่านายเล่าว่างเป็นสามีของนางนางหรือนางจันทร์หอม ทั้งสองคนติดต่อซื้อขายยาเสพติดให้โทษกับจำเลยที่ 1 โดยใช้โทรศัพท์ และนายเล่าว่างกับนางนางตกลงว่าจ้างให้นายก๋องกับนายจายลำเลียงยาเสพติดให้โทษไปจากจังหวัดเชียงรายเพื่อส่งมอบให้ผู้มารับช่วงลำเลียงต่อที่กรุงเทพมหานครซึ่งผู้ที่มารับช่วงต่อคือนางอรพรรณ โดยที่นางอรพรรณไม่เคยรู้จักนายก๋องกับนายจายมาก่อน แต่จะติดต่อกันทางโทรศัพท์ซึ่งนางนางเป็นผู้แจ้งหมายเลขโทรศัพท์ให้ทราบ หลังจากนางอรพรรณได้รับยาเสพติดให้โทษจากนายก๋องกับนายจายแล้ว ก็จะลำเลียงต่อไปยังอำเภอหาดใหญ่เพื่อส่งมอบให้แก่จำเลยที่ 1 ผู้ซื้ออีกทอดหนึ่ง ลักษณะการตกลงกันเพื่อให้มีการขายและส่งมอบยาเสพติดให้โทษกันเช่นนี้ ถือได้ว่าเป็นการคบคิดร่วมกัน อันเป็นความผิดฐานสมคบโดยการตกลงกันตั้งแต่สองคนขึ้นไปเพื่อกระทำความผิดเกี่ยวกับยาเสพติดให้โทษแล้วการกระทำของจำเลยที่ 1 จึงเป็นความผิดฐานเป็นผู้สมคบกันกระทำความผิดเกี่ยวกับยาเสพติดตามมาตรา 8 วรรคหนึ่ง แห่งพระราชบัญญัติมาตรการในการปราบปรามผู้กระทำความผิดเกี่ยวกับยาเสพติด พ.ศ.2534 และข้อเท็จจริงได้ความว่าในที่สุดได้มีการส่งมอบยาไอซ์ของกลางให้แก่จำเลยที่ 1 รับไว้ในครอบครองแล้ว การกระทำของจำเลยที่ 1 จึงเป็นความผิดฐานร่วมกันมียาเสพติดให้โทษในประเภท 1 ไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่าย และความผิดฐานเป็นผู้สมคบกันกระทำความผิดเกี่ยวกับยาเสพติด ตามมาตรา 8 วรรคสองอีกด้วย พยานหลักฐานที่จำเลยที่ 1 นำสืบไม่น่า เชื่อถือ ไม่มีเหตุผล ไม่มีน้ำหนักรับฟังหักล้างพยานโจทก์ได้ ที่จำเลยที่ 1 ฎีกาอ้างว่าโจทก์นำสืบประจักษ์พยานผู้จับกุมเพียงปากเดียวคือพันตำรวจโทธนารักษ์ ทำให้จำเลยเสียเปรียบเพราะไม่อาจซักค้านพยานให้เห็นข้อพิรุธได้นั้น เห็นว่า พันตำรวจโทธนารักษ์ไม่ใช่ผู้ร่วมจับกุมแต่อย่างใด โดยพยานเป็นเพียงพนักงานสอบสวนที่เข้ามาร่วมสอบสวนในภายหลังจากมีการจับกุมผู้ต้องหาได้แล้วเท่านั้น ข้อเท็จจริงผู้จับกุมซึ่งเป็นประจักษ์พยานที่โจทก์นำเข้าสืบมีหลายปาก แต่ไม่ปรากฏว่าจำเลยที่ 1 จะได้ซักค้านให้เห็นพิรุธใด ๆ ได้ ส่วนสมุดจดหมายเลขโทรศัพท์และข้อมูลการใช้โทรศัพท์ หรือหลักฐานการโอนเงิน ก็ไม่ใช่หลักฐานอย่างเดียวที่นำมารับฟังว่าจำเลยที่ 1 กระทำความผิด แต่เป็นเพียงพยานหลักฐานส่วนหนึ่งที่นำมารับฟังประกอบกับพยานหลักฐานอื่น เพื่อให้เห็นว่าจำเลยที่ 1 กระทำความผิดเท่านั้น เมทแอมเฟตามีนหรือยาไอซ์ของกลาง ถูกตรวจพบและยึดเป็นของกลางที่จังหวัดกำแพงเพชร เจ้าพนักงานตำรวจไม่อาจทราบได้ว่าจำเลยที่ 1 เกี่ยวข้องด้วยอย่างไร แต่มาทราบภายหลังเมื่อนายก๋องและนายจายให้การรับสารภาพ จนนำยาไอซ์ของกลางไปขยายผลต่อ จึงจับกุมนางอรพรรณได้ และหลังจากนั้นเมื่อนางอรพรรณรับสารภาพจึงขยายผลต่อไปจนจำเลยที่ 1 มารับยาไอซ์ของกลางจึงถูกเจ้าพนักงานตำรวจจับกุมเช่นนี้ ไม่อาจฟังข้อเท็จจริงเป็นอย่างอื่นได้ นอกจากต้องฟังว่ายาไอซ์ที่นายก๋องและนายจายขนมาจนถูกจับกุมกับที่จำเลยที่ 1 สั่งซื้อจากนางนางเป็นจำนวนเดียวกันนั่นเอง แม้ว่าขณะนำยาไอซ์ของกลางเพียงบางส่วนจากจังหวัดกำแพงเพชรไปจนจับนางอรพรรณและจำเลยที่ 1 ได้ก็ตาม แต่พยานหลักฐานที่โจทก์นำสืบก็ยืนยันได้แน่ชัดแล้วว่าจำเลยที่ 1 มีเจตนาสั่งซื้อยาไอซ์ทั้งหมดนั่นเอง ส่วนสถานที่ส่งมอบยาไอซ์ที่สถานีขนส่งซึ่งมีผู้คนมากนั้นก็ไม่ใช่ข้อพิรุธ เพราะยาไอซ์ของกลางถูกซุกซ่อนอยู่ในกระเป๋ามิดชิด ผู้ที่ไม่มีส่วนเกี่ยวข้องด้วยย่อมไม่มีโอกาสที่จะทราบได้ ขณะรับกระเป๋าจากนางอรพรรณ จำเลยที่ 1 จึงต้องเปิดดูก่อนตามที่พยานโจทก์เบิกความยืนยันนั่นเอง ส่วนฎีกาจำเลยที่ 1 ที่ว่า พยานหลักฐานอื่นที่โจทก์นำสืบ มีพิรุธไม่น่าเชื่อถือนั้น เป็นเพียงความเห็นของจำเลยที่ 1 เอง ฎีกาข้ออื่นๆ ของจำเลยที่ 1 ก็เป็นเพียงข้อปลีกย่อยที่ไม่สามารถรับฟังเพื่อเปลี่ยนแปลงผลคำพิพากษาได้ ที่ศาลล่างทั้งสองพิพากษาลงโทษจำเลยที่ 1 มานั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาของจำเลยที่ 1 ฟังไม่ขึ้น แต่ที่พิพากษาว่าการกระทำของจำเลยที่ 1 เป็นความผิดสองกรรมต่างกันนั้นยังไม่ถูกต้อง เนื่องจากการกระทำความผิดตามฟ้องทั้งสองข้อหามีเจตนาเดียวกัน ไม่ว่าจะเป็นการสมคบ หรือการมีเมทแอมเฟตามีนไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่ายก็ตาม คือเจตนาเพียงเพื่อต้องการมีเมทแอมเฟตามีนไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่ายเท่านั้น การกระทำของจำเลยที่ 1 จึงเป็นความผิดกรรมเดียวผิดกฎหมายหลายบท ต้องลงโทษฐานร่วมกันมีเมทแอมเฟตามีนไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่าย ซึ่งเป็นกฎหมายบทที่มีโทษหนักที่สุด ส่วนคดีสำหรับจำเลยที่ 2 พยานหลักฐานที่โจทก์นำสืบจะเห็นได้ว่า ไม่ได้มีส่วนเกี่ยวข้องหรืออ้างยืนยันถึงจำเลยที่ 2 มาก่อนเลย จนกระทั่งจำเลยที่ 2 ถูกจับกุมพร้อมกับจำเลยที่ 1 เท่านั้น พฤติการณ์ที่จำเลยที่ 2 เพียงแต่ไปกับจำเลยที่ 1 ด้วยขณะถูกจับกุม เพียงเท่านี้ยังไม่พอฟังว่าจำเลยที่ 2 ร่วมกระทำความผิดกับจำเลยที่ 1 ด้วย เมื่อพยานที่โจทก์นำสืบไม่อาจยืนยันให้เห็นได้ว่าจำเลยที่ 2 มีส่วนเกี่ยวข้องกับยาไอซ์ของกลางอย่างไร ลำพังข้อเท็จจริงเพียงจำเลยที่ 2 เดินไปพร้อมกับจำเลยที่ 1 ขณะถูกจับกุม จึงยังเป็นพิรุธน่าสงสัยอยู่ ยังไม่แน่ว่าจำเลยที่ 2 จะมีส่วนร่วมในการกระทำความผิดกับจำเลยที่ 1 ด้วยหรือไม่ ทั้งจำเลยที่ 2 ให้การปฏิเสธมาโดยตลอด จึงต้องยกประโยชน์แห่งความสงสัยให้แก่จำเลยที่ 2 ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 226 วรรคสอง คดีไม่อาจรับฟังลงโทษจำเลยที่ 2 ตามฟ้องโจทก์ได้ที่ศาลล่างทั้งสองพิพากษาลงโทษจำเลยที่ 2 มานั้น ไม่ต้องด้วยความเห็นของศาลฎีกา ฎีกาของจำเลยที่ 2 ฟังขึ้น

พิพากษาแก้เป็นว่า จำเลยที่ 1 มีความผิดตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 มาตรา 15 วรรคสาม (2), 66 วรรคสาม พระราชบัญญัติมาตรการในการปราบปรามผู้กระทำความผิดเกี่ยวกับยาเสพติด พ.ศ.2534 มาตรา 8 วรรคสอง การกระทำของจำเลยที่ 1 เป็นกรรมเดียวผิดต่อกฎหมายหลายบท ให้ลงโทษฐานมีเมทแอมเฟตามีนไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่าย ซึ่งเป็นกฎหมายบทที่มีโทษหนักที่สุดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 ให้ยกฟ้องโจทก์สำหรับจำเลยที่ 2 เสีย ส่วนโทษและนอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 6
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.อ. ม. 83 ม. 90
พ.ร.บ.ยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 ม. 15 วรรคหนึ่ง ม. 66 วรรคสาม
พ.ร.บ.มาตรการในการปราบปรามผู้กระทำความผิดเกี่ยวกับยาเสพติด พ.ศ.2534 ม. 6 ม. 8
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการจังหวัดกำแพงเพชร
จำเลย — นายโป อาเก้าหรือโปยูลิม กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดกำแพงเพชร — นางฉัตรสุดา พลพิภพ
ศาลอุทธรณ์ภาค 6 — นายทรงพล สงวนพงศ์
ชื่อองค์คณะ
พันธุ์เลิศ บุญเลี้ยง
ปดารณี ลัดพลี
แรงรณ ปริพนธ์พจนพิสุทธิ์
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1993/2556
#540882
เปิดฉบับเต็ม

การที่องค์การนานาชาติแพนเพื่อร่วมกันพัฒนาประเทศไทยได้มอบเงินให้เปล่าแก่ชาวบ้านหมู่บ้านป่าดู่ผ่านกองทุนหมู่บ้านป่าดู่ โดยให้คณะกรรมการหมู่บ้านบริหาร โจทก์ที่ 8 เป็นชาวบ้านหมู่บ้านป่าดู่จึงมีส่วนเป็นเจ้าของเงินด้วย เมื่อจำเลยทั้งสี่ได้รับมอบหมายให้เป็นผู้จัดสรรเงินกู้ยืมและติดตามเงินกู้ยืมคืนจากชาวบ้าน แต่จำเลยทั้งสี่ไม่นำเงินที่ชาวบ้านชำระหนี้เงินกู้ยืมเข้าบัญชี โดยนำไปใช้จ่ายส่วนตัว โจทก์ที่ 8 ย่อมได้รับความเสียหายและถือว่าถูกโต้แย้งสิทธิตาม ป.วิ.พ. มาตรา 55 โจทก์ที่ 8 จึงมีอำนาจฟ้อง

กองทุนหมู่บ้านป่าดู่มิได้เป็นนิติบุคคลจึงไม่จำต้องมีผู้กระทำการแทนนิติบุคคลตามบทบัญญัติของกฎหมาย และไม่ปรากฏว่ามีข้อบังคับใด ๆ ของกองทุนหมู่บ้านป่าดู่ที่กำหนดให้คณะกรรมการกองทุนทั้ง 11 คน ต้องกระทำการร่วมกันในการใช้สิทธิฟ้องร้องเรียกเงินกองทุนคืนจากจำเลยทั้งสี่แต่อย่างใด เมื่อโจทก์ที่ 8 มีส่วนเป็นเจ้าของเงินกองทุนอยู่ด้วย โจทก์ที่ 8 ย่อมใช้สิทธิอันเกิดแต่กรรมสิทธิ์ครอบไปถึงทรัพย์สินทั้งหมดได้ตาม ป.พ.พ. มาตรา 1359 รวมทั้งการใช้สิทธิทางศาลด้วย โจทก์ที่ 8 แต่ผู้เดียวย่อมมีอำนาจฟ้องเรียกเงินกองทุนที่จำเลยทั้งสี่นำไปใช้จ่ายส่วนตัวและยังไม่ชำระคืนโดยไม่จำต้องได้รับมอบอำนาจให้ฟ้องคดีจากเจ้าของรวมคนอื่น

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ทั้งเก้าฟ้องขอให้บังคับจำเลยที่ 1 ชำระเงิน 18,780 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงิน 15,650 บาท จำเลยที่ 2 ชำระเงิน 15,518 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงิน 13,000 บาท จำเลยที่ 3 ชำระเงิน 21,825 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงิน 19,400 บาท และจำเลยที่ 4 ชำระเงิน 193,320 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงิน 171,840 บาท นับถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่กองทุนหมู่บ้านป่าดู่

จำเลยทั้งสี่ให้การขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นมีคำสั่งให้งดสืบพยานจำเลย และพิพากษายกฟ้อง ค่าฤชาธรรมเนียมให้เป็นพับ

โจทก์ทั้งเก้าอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 4 พิพากษายกคำพิพากษาศาลชั้นต้น เพิกถอนคำสั่งศาลชั้นต้นที่ให้งดสืบพยานจำเลยทั้งสี่ ให้ศาลชั้นต้นดำเนินกระบวนพิจารณาสืบพยานจำเลยทั้งสี่ต่อไป แล้วพิพากษาใหม่ตามรูปคดี คืนค่าขึ้นศาลชั้นอุทธรณ์แก่โจทก์ทั้งเก้า ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์อื่นนอกจากนี้ให้เป็นพับ

ระหว่างพิจารณาของศาลชั้นต้น โจทก์ที่ 1 ถึงที่ 7 และที่ 9 ยื่นคำร้องขอถอนฟ้อง ศาลชั้นต้นมีคำสั่งอนุญาต

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยที่ 1 ชำระเงิน 18,780 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงิน 15,650 บาท นับแต่วันฟ้อง (ฟ้องวันที่ 28 พฤศจิกายน 2545) เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ ให้จำเลยที่ 2 ชำระเงิน 15,518 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงิน 13,000 บาท นับแต่วันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ ให้จำเลยที่ 3 ชำระเงิน 21,825 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงิน 19,400 บาท นับแต่วันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ ให้จำเลยที่ 4 ชำระเงิน 193,320 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงิน 171,840 บาท นับแต่วันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ กับให้จำเลยทั้งสี่ร่วมกันใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ โดยกำหนดค่าทนายความ 2,000 บาท

จำเลยทั้งสี่อุทธรณ์ โดยผู้พิพากษาที่นั่งพิจารณาคดีในศาลชั้นต้นรับรองว่ามีเหตุสมควรที่จะอุทธรณ์ในข้อเท็จจริงได้

ศาลอุทธรณ์ภาค 4 พิพากษาแก้เป็นว่า ให้จำเลยทั้งสี่ชำระเงินแก่กองทุนหมู่บ้านป่าดู่ นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น ให้จำเลยทั้งสี่ร่วมกันใช้ค่าทนายความในชั้นอุทธรณ์แทนโจทก์ที่ 8 จำนวน 4,000 บาท

จำเลยทั้งสี่ฎีกา โดยผู้พิพากษาที่นั่งพิจารณาคดีในศาลชั้นต้นรับรองว่ามีเหตุสมควรที่จะฎีกาในข้อเท็จจริงได้

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงเบื้องต้นรับฟังได้ยุติตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 4 โดยโจทก์ที่ 8 และจำเลยทั้งสี่ไม่โต้แย้งในชั้นฎีกาว่า โจทก์ที่ 8 เป็นชาวบ้านในหมู่บ้านป่าดู่ มีภูมิลำเนาอยู่บ้านป่าดู่ หมู่ที่ 8 ตำบลคำแคน อำเภอมัญจาคีรี จังหวัดขอนแก่น โจทก์ที่ 8 มอบอำนาจให้นายสังเวียนและนายคำศรีดำเนินคดีแทน เมื่อปี 2540 องค์การนานาชาติแพนเพื่อร่วมกันพัฒนาประเทศไทยได้มอบเงินให้เปล่าแก่ชาวบ้านผ่านกองทุนหมู่บ้านป่าดู่โดยให้คณะกรรมการหมู่บ้านบริหารเงินดังกล่าวในการให้ชาวบ้านกู้ยืมซื้อโค กระบือ จักรเย็บผ้า ขุดบ่อเลี้ยงปลา เมื่อผู้กู้ยืมนำเงินมาชำระหนี้ก็จะนำเงินดังกล่าวฝากเข้าบัญชีเพื่อให้ชาวบ้านคนอื่นกู้ยืมต่อไป ชาวบ้านป่าดู่ได้มอบหมายให้จำเลยทั้งสี่เป็นผู้ให้กู้ยืมและติดตามทวงถามหนี้สิน จำเลยทั้งสี่ดำเนินการให้ชาวบ้านกู้ยืม เมื่อชาวบ้านที่กู้ยืมนำเงินมาชำระหนี้ให้แก่จำเลยทั้งสี่ จำเลยทั้งสี่ไม่นำเงินเข้าบัญชีแต่กลับนำไปใช้จ่ายส่วนตัว ต่อมาวันที่ 13 กันยายน 2542 โจทก์ทั้งเก้าและนางเพ็ญพราว เจ้าหน้าที่องค์การนานาชาติแพนเพื่อร่วมกันพัฒนาประเทศไทยเรียกให้จำเลยทั้งสี่มาชี้แจง จำเลยทั้งสี่ยอมรับว่านำเงินกองทุนหมู่บ้านไปใช้ส่วนตัวและยอมใช้คืนโดยทำหนังสือรับสภาพหนี้ไว้ความว่า จำเลยที่ 1 เป็นหนี้ 15,650 บาท ตกลงจะใช้คืนภายในเดือนกุมภาพันธ์ 2543 จำเลยที่ 2 เป็นหนี้ 13,000 บาท ตกลงจะใช้คืนภายในเดือนมีนาคม 2543 จำเลยที่ 3 เป็นหนี้ 19,400 บาท ตกลงจะใช้คืนภายในเดือนกุมภาพันธ์ 2544 จำเลยที่ 4 เป็นหนี้ 171,840 บาท ตกลงจะใช้คืนภายในเดือนกุมภาพันธ์ 2544 ตามหนังสือรับสภาพหนี้ เมื่อครบกำหนดชำระหนี้ จำเลยทั้งสี่เพิกเฉยไม่ยอมชำระ

ปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยทั้งสี่มีว่า โจทก์ที่ 8 ไม่ใช่ผู้มีสิทธิได้รับชำระหนี้ จึงไม่มีอำนาจฟ้องหรือไม่ เห็นว่า แม้คำขอท้ายฟ้องของโจทก์ที่ 8 และคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 4 จะพิพากษาให้จำเลยทั้งสี่ชำระหนี้ให้แก่กองทุนหมู่บ้านป่าดู่ก็ตาม แต่การที่องค์การนานาชาติแพนเพื่อร่วมกันพัฒนาประเทศไทยได้มอบเงินให้เปล่าแก่ชาวบ้านหมู่บ้านป่าดู่ผ่านกองทุนหมู่บ้านป่าดู่โดยให้คณะกรรมการหมู่บ้านบริหาร โจทก์ที่ 8 เป็นชาวบ้านหมู่บ้านป่าดู่จึงมีส่วนเป็นเจ้าของเงินด้วย เมื่อจำเลยทั้งสี่ได้รับมอบหมายให้เป็นผู้จัดสรรเงินกู้ยืมและติดตามเงินกู้ยืมคืนจากชาวบ้าน แต่จำเลยทั้งสี่ไม่นำเงินที่ชาวบ้านชำระหนี้เงินกู้ยืมเข้าบัญชี โดยนำไปใช้จ่ายส่วนตัว เช่นนี้ โจทก์ที่ 8 ย่อมได้รับความเสียหายและถือว่าถูกโต้แย้งสิทธิตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 55 แล้ว โจทก์ที่ 8 ย่อมมีสิทธิปกป้องรักษาเงินที่ได้รับมาจากองค์การนานาชาติแพนเพื่อร่วมกันพัฒนาประเทศไทยซึ่งเป็นทรัพย์ส่วนรวมของชาวบ้านในหมู่บ้านได้ โจทก์ที่ 8 จึงมีอำนาจฟ้องจำเลยทั้งสี่ได้ ฎีกาข้อนี้ของจำเลยทั้งสี่ฟังไม่ขึ้นเช่นกัน

ปัญหาข้อสุดท้ายที่ต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยทั้งสี่มีว่า คณะกรรมการกองทุนหมู่บ้านป่าดู่มีทั้งหมด 11 คน ซึ่งรวมโจทก์ทั้งเก้าด้วย และระหว่างพิจารณาคดีของศาลชั้นต้น โจทก์ที่ 1 ถึงที่ 7 และที่ 9 ยื่นคำร้องขอถอนฟ้องจำเลยทั้งสี่ ศาลชั้นต้นอนุญาต คงเหลือแต่โจทก์ที่ 8 จึงไม่มีอำนาจฟ้องหรือไม่ เห็นว่า กองทุนหมู่บ้านป่าดู่มิได้เป็นนิติบุคคล จึงไม่จำต้องมีผู้กระทำการแทนนิติบุคคลตามบทบัญญัติของกฎหมาย และข้อเท็จจริงไม่ปรากฏว่ามีข้อบังคับใด ๆ ของกองทุนหมู่บ้านป่าดู่ที่กำหนดให้คณะกรรมการกองทุนทั้ง 11 คน ต้องกระทำการร่วมกันในการใช้สิทธิฟ้องร้องเรียกเงินกองทุนคืนจากจำเลยทั้งสี่แต่อย่างใด เมื่อโจทก์ที่ 8 มีส่วนเป็นเจ้าของเงินกองทุนอยู่ด้วย โจทก์ที่ 8 ย่อมใช้สิทธิอันเกิดแต่กรรมสิทธิ์ครอบไปถึงทรัพย์สินทั้งหมดได้ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1359 รวมทั้งการใช้สิทธิทางศาลด้วย ดังนั้น โจทก์ที่ 8 แต่ผู้เดียวย่อมมีอำนาจฟ้องเรียกเงินกองทุนที่จำเลยทั้งสี่นำไปใช้จ่ายส่วนตัวและยังไม่ได้ชำระคืนได้โดยไม่จำต้องได้รับมอบอำนาจให้ฟ้องคดีจากเจ้าของรวมคนอื่น เมื่อข้อเท็จจริงฟังได้ว่าจำเลยทั้งสี่ยังไม่ได้ชำระหนี้เงินกองทุนหมู่บ้านป่าดู่ตามหนังสือรับสภาพหนี้ที่ทำไว้ จำเลยทั้งสี่จึงต้องรับผิดชำระหนี้ตามความรับผิดของแต่ละคน ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 4 พิพากษามานั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาข้อนี้ของจำเลยทั้งสี่ฟังไม่ขึ้นเช่นกัน

พิพากษายืน ให้จำเลยทั้งสี่ร่วมกันใช้ค่าทนายความในชั้นฎีกาแทนโจทก์ที่ 8 จำนวน 4,000 บาท
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 1359
ป.วิ.พ. ม. 55
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นายทองทิพย์ จันทร์วิเศษ กับพวก
จำเลย — นายประหยัด วังสีดี กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลแขวงขอนแก่น — นายปรีชา พันธไชย
ศาลอุทธรณ์ภาค 4 — นางปาริชาติ ภู่สำรวจ
ชื่อองค์คณะ
กฤษฎิ์จิรัฐ คุณาจิรภรณ์
พิศล พิรุณ
ธงชัย เสนามนตรี
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1983/2556
#544461
เปิดฉบับเต็ม

ก่อน ป. เจ้ามรดกถึงแก่ความตายได้ทำหนังสือให้ความยินยอมให้จำเลยหักเงินจากบัญชีเงินฝากพร้อมดอกเบี้ยชำระหนี้บัตรเครดิตของ ม. แม้ ม. จะเป็นหนี้จากการใช้บัตรเครดิตของจำเลยครั้งสุดท้ายก่อนวันที่ ป. เจ้ามรดกถึงแก่ความตายและหนี้ดังกล่าวไม่ระงับลงเพราะความตายของ ป. เจ้ามรดกก็ตาม แต่การที่จำเลยจะใช้สิทธิและอำนาจในการหักเงินจากบัญชีเงินฝากของ ป. เจ้ามรดก จำเลยจะต้องดำเนินการในระหว่างที่หนังสือให้ความยินยอมมีผลใช้บังคับ หาใช่จะใช้สิทธิและอำนาจตามอำเภอใจเมื่อใดก็ได้ เมื่อหนังสือให้ความยินยอมทำขึ้นเพื่อเป็นประกันการชำระหนี้ที่เกิดขึ้นจากการใช้บัตรเครดิตที่จำเลยออกให้แก่ ม. โดยสภาพจึงเป็นเรื่องเฉพาะตัวของ ป. เจ้ามรดก เมื่อ ป. เจ้ามรดกถึงแก่ความตาย หน้าที่และความรับผิดตามหนังสือให้ความยินยอมย่อมสิ้นสุดลงหาเป็นมรดกตกทอดแก่ทายาทไม่ จำเลยจะอาศัยแสวงสิทธิจากหนังสือให้ความยินยอมหักเงินจากบัญชีเงินฝากของ ป. เจ้ามรดกหลังจาก ป. เจ้ามรดกถึงแก่ความตายหาได้ไม่ โดยไม่ต้องพิจารณาว่าจำเลยจะทราบเรื่องที่ ป. เจ้ามรดกถึงแก่ความตายแล้วหรือไม่ การที่จำเลยหักเงินจากบัญชีเงินฝากของ ป. เจ้ามรดกชำระหนี้บัตรเครดิตของ ม. จึงเป็นการไม่ชอบ

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยชำระเงินจำนวน 350,294.05 บาท พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงิน 200,392.06 บาท นับถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์

จำเลยให้การขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง ค่าฤชาธรรมเนียมให้เป็นพับ

โจทก์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษากลับให้จำเลยชำระต้นเงินจำนวน 200,392.06 บาท พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันที่ 10 ตุลาคม 2538 จนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ แต่ดอกเบี้ยคิดถึงวันฟ้อง (วันที่ 15 พฤศจิกายน 2548) ไม่ให้เกิน 150,294.05 บาท ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสองศาลให้เป็นพับ

จำเลยฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงฟังยุติโดยไม่มีคู่ความฝ่ายใดโต้แย้งในชั้นฎีกาว่า นายประสงค์ สมัครเป็นสมาชิกบัตรเครดิตวีซ่ากับจำเลยและจำเลยออกบัตรเครดิตวีซ่าเลขที่ 4966-9401-0007-8212 ให้แก่นายประสงค์ ต่อมานายประสงค์เปิดบัญชีเงินฝากประจำประเภท 3 เดือน บัญชีเลขที่ 001-3-38140-5 เป็นเงิน 200,000 บาท ไว้กับจำเลย ในวันเดียวกันนายมณฑล สมัครเป็นสมาชิกบัตรเครดิตวีซ่ากับจำเลย และจำเลยออกบัตรเครดิตวีซ่าเลขที่ 4966-9411-0233-3019 ให้แก่นายมณฑล เพื่อเป็นประกันการชำระหนี้ที่เกิดขึ้นจากการใช้บัตรเครดิตวีซ่าที่จำเลยออกให้แก่นายมณฑล นายประสงค์ทำหนังสือให้ความยินยอมให้จำเลยหักเงินจากบัญชีเงินฝากดังกล่าวพร้อมดอกเบี้ยชำระหนี้นั้นจนครบถ้วนทันที บัญชีเงินฝากของนายประสงค์มียอดเงินฝากคงเหลือ 200,392.06 บาท ต่อมานายประสงค์ถึงแก่ความตาย ครั้นศาลจังหวัดนนทบุรีมีคำสั่งตั้งโจทก์ซึ่งเป็นบุตรนายประสงค์เป็นผู้จัดการมรดกของนายประสงค์ นายประสงค์มีหนี้จากการใช้บัตรเครดิตวีซ่าของจำเลยครั้งสุดท้ายจำนวน 62,829.01 บาท ส่วนนายมณฑลมีหนี้จากการใช้บัตรเครดิตวีซ่าของจำเลยครั้งสุดท้ายจำนวน 170,147.56 บาท หลังจากนั้นจำเลยหักเงินจากบัญชีเงินฝากของนายประสงค์เพื่อชำระหนี้บัตรเครดิตของนายประสงค์และหนี้บัตรเครดิตของนายมณฑล

มีปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยว่า จำเลยมีสิทธิหักเงินจากบัญชีเงินฝากของนายประสงค์เพื่อชำระหนี้บัตรเครดิตของนายประสงค์และหนี้บัตรเครดิตของนายมณฑลหรือไม่ สำหรับการหักเงินจากบัญชีเงินฝากของนายประสงค์เพื่อชำระหนี้บัตรเครดิตของนายประสงค์ จำเลยฎีกาอ้างว่า บันทึกข้อตกลงเกี่ยวกับการใช้บัตรวีซ่า ข้อ 5.1 ระบุว่า "ผู้ใช้บริการตกลงให้ธนาคารออกเงินให้ก่อนทันที โดยไม่ต้องขอความยินยอมและ/หรือแจ้งให้ผู้ใช้บริการทราบล่วงหน้าและผู้ใช้บริการยินยอมชดใช้เงินที่ธนาคารได้จ่ายไปก่อนแล้วให้ธนาคารเต็มจำนวนโดยยอมให้ธนาคารหักบัญชี" ซึ่งในบันทึกข้อตกลงและคำยินยอมท้ายบันทึกไม่ได้ระบุว่าให้จำเลยหักเงินจากบัญชีเงินฝากเลขบัญชีใดของนายประสงค์ชำระหนี้ที่เกิดจากการใช้บัตรเครดิตของนายประสงค์ ดังนั้น จำเลยจึงหักเงินในบัญชีเงินฝากของนายประสงค์ที่ได้ฝากไว้กับจำเลยได้ทุกบัญชีเพื่อชำระหนี้ที่เกิดจากการใช้บัตรเครดิตของนายประสงค์ เห็นว่า แม้บันทึกข้อตกลงเกี่ยวกับการใช้บัตรวีซ่าจะระบุให้จำเลยหักเงินจากบัญชีเงินฝากของนายประสงค์ชำระหนี้ที่เกิดจากการใช้บัตรเครดิตของนายประสงค์ได้ก็ตาม แต่ในบันทึกข้อตกลงนั้นก็ระบุให้หักเงินจากบัญชีเงินฝากหมายเลขบัญชีอื่น ไม่ใช่หมายเลขบัญชีเงินฝากที่เป็นเหตุพิพาทในคดีนี้ ทั้งบัญชีเงินฝากดังกล่าวนายประสงค์ก็เพิ่งเปิดบัญชีหลังจากที่นายประสงค์สมัครเป็นสมาชิกบัตรเครดิตวีซ่าของจำเลยแล้ว โดยไม่ปรากฏว่านายประสงค์ได้ให้ความยินยอมให้จำเลยหักเงินจากบัญชีเงินฝากนี้ชำระหนี้นั้นแต่อย่างใด ดังนั้น การที่จำเลยหักเงินจากบัญชีเงินฝากของนายประสงค์ชำระหนี้บัตรเครดิตของนายประสงค์จึงเป็นการใช้สิทธินอกเหนือไปจากเจตนาที่นายประสงค์ได้แสดงให้ไว้แก่จำเลย จึงเป็นการไม่ชอบ ส่วนการหักเงินจากบัญชีเงินฝากของนายประสงค์เพื่อชำระหนี้บัตรเครดิตของนายมณฑลนั้น จำเลยฎีกาอ้างว่า จำเลยมีสิทธิหักเงินจากบัญชีเงินฝากของนายประสงค์เพื่อชำระหนี้บัตรเครดิตของนายมณฑลได้ เพราะเป็นหนี้ที่นายมณฑลก่อขึ้นก่อนที่นายประสงค์จะถึงแก่ความตาย โดยจำเลยจะใช้สิทธิหักเมื่อใดนั้นเป็นเรื่องวิธีปฏิบัติของจำเลย หนังสือยินยอมและคำยินยอมของนายประสงค์ย่อมไม่สิ้นสุดลงเพราะนายประสงค์ถึงแก่ความตายนั้น เห็นว่า แม้นายมณฑลจะเป็นหนี้จากการใช้บัตรเครดิตวีซ่าของจำเลยครั้งสุดท้ายจำนวน 170,147.56 บาท ก่อนที่นายประสงค์จะถึงแก่ความตาย และหนี้ดังกล่าวไม่ระงับลงเพราะความตายของนายประสงค์ก็ตาม แต่การที่จำเลยจะใช้สิทธิและอำนาจในการหักเงินจากบัญชีเงินฝากของนายประสงค์ได้นั้น จำเลยจะต้องดำเนินการในระหว่างที่หนังสือให้ความยินยอมมีผลใช้บังคับ หาใช่จะใช้สิทธิและอำนาจนั้นตามอำเภอใจเมื่อใดก็ได้ เมื่อหนังสือให้ความยินยอมทำขึ้นเพื่อเป็นประกันการชำระหนี้ที่เกิดขึ้นจากการใช้บัตรเครดิตวีซ่าที่จำเลยออกให้แก่นายมณฑล โดยสภาพจึงเป็นเรื่องเฉพาะตัวของนายประสงค์ เมื่อนายประสงค์ถึงแก่ความตายหน้าที่และความรับผิดตามหนังสือให้ความยินยอมนั้นย่อมสิ้นสุดลงหาเป็นมรดกตกทอดแก่ทายาทไม่ ดังนั้น จำเลยจะอาศัยแสวงสิทธิจากหนังสือให้ความยินยอมดังกล่าวหักเงินจากบัญชีเงินฝากของนายประสงค์หลังจากนายประสงค์ถึงแก่ความตายหาได้ไม่ โดยไม่จำต้องพิจารณาว่า จำเลยจะทราบเรื่องที่นายประสงค์ถึงแก่ความตายแล้วหรือไม่ การที่จำเลยหักเงินจากบัญชีเงินฝากของนายประสงค์ชำระหนี้บัตรเครดิตของนายมณฑลจึงเป็นการไม่ชอบ ที่ศาลอุทธรณ์พิพากษามา ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วยในผล ฎีกาของจำเลยฟังไม่ขึ้น

อนึ่ง การที่โจทก์ขอให้จำเลยรับผิดชำระดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงินจำนวน 200,392.06 บาท นับแต่วันที่ 10 ตุลาคม 2538 เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จ โดยไม่ปรากฏเหตุอย่างอื่นนั้น ถือเป็นการขอคิดดอกเบี้ยในระหว่างผิดนัด ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 224 เมื่อไม่ปรากฏวันที่แน่ชัดที่โจทก์ทวงถามให้จำเลยชำระหนี้แล้วจำเลยไม่ชำระและตกเป็นผู้ผิดนัด โจทก์จึงมีสิทธิคิดดอกเบี้ยนี้นับแต่วันฟ้องเป็นต้นไป การที่ศาลอุทธรณ์พิพากษาให้จำเลยรับผิดชำระดอกเบี้ยตามที่โจทก์ขอ เท่ากับพิพากษาให้จำเลยชำระดอกเบี้ยก่อนวันผิดนัด เป็นการให้จำเลยรับผิดมากกว่าที่จำเลยต้องรับผิดตามกฎหมาย จึงเป็นการไม่ชอบ ปัญหาดังกล่าวเป็นข้อกฎหมายอันเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชน แม้จำเลยไม่ได้ยกขึ้นอ้างในฎีกา ศาลฎีกาก็มีอำนาจยกขึ้นวินิจฉัยเองได้ ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 142 (5) ประกอบมาตรา 246 และ 247

พิพากษาแก้เป็นว่า ให้จำเลยรับผิดชำระดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันฟ้อง (ฟ้องวันที่ 15 พฤศจิกายน 2548) เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 1600
ชื่อคู่ความ
นายสุชาญ แสวงศักดิ์ ในฐานะผู้จัดการมรดก
โจทก์ — ของนายประสงค์ แสวงศักดิ์
จำเลย — ธนาคารทหารไทย จำกัด (มหาชน)
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลแพ่ง — นายนพรัตน์ รุพันธ์
ศาลอุทธรณ์ — นายสุนทร นาเนกรังสรรค์
ชื่อองค์คณะ
วรงค์พร จิระภาค
วิรุฬห์ แสงเทียน
ฉัตรไชย จันทร์พรายศรี
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1906/2556
#538031
เปิดฉบับเต็ม

การบอกกล่าวล่วงหน้าเพื่อเลิกสัญญาจ้างตาม พ.ร.บ.คุ้มครองแรงงาน พ.ศ.2541 มาตรา 17 วรรคสาม ที่ใช้ในขณะเกิดเหตุนั้น นายจ้างสามารถที่จะเลิกจ้างลูกจ้างโดยทำเป็นหนังสือหรือบอกเลิกจ้างลูกจ้างด้วยวาจาก็ได้ แต่ต้องอยู่ภายใต้หลักเกณฑ์ว่าหากนายจ้างประสงค์จะยกเหตุตามมาตรา 119 ขึ้นอ้างเพื่อปฏิเสธการจ่ายค่าชดเชยนายจ้างจะต้องแจ้งเหตุนั้นให้ลูกจ้างทราบขณะเลิกจ้าง ในกรณีที่นายจ้างเลิกจ้างลูกจ้างด้วยวาจานายจ้างจะต้องระบุหรือแจ้งเหตุผลนั้นให้ลูกจ้างทราบขณะบอกเลิกสัญญาจ้างด้วยวาจาด้วย ในขณะที่จำเลยผู้เป็นนายจ้างบอกเลิกสัญญาจ้างแก่โจทก์ผู้เป็นลูกจ้างด้วยวาจาโจทก์ก็ทราบดีอยู่แล้วว่าเกิดจากการที่โจทก์กับพวกได้จัดตั้งบริษัททำกิจการค้าแข่งกับจำเลย ถือว่าเป็นกรณีที่จำเลยได้ระบุเหตุตามมาตรา 119 (2) (4) แก่โจทก์ในขณะบอกเลิกสัญญาจ้างด้วยวาจาแล้ว จำเลยเลิกจ้างโจทก์ได้โดยไม่ต้องจ่ายค่าชดเชย ไม่ต้องห้ามตามมาตรา 17 วรรคสาม

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยจ่ายสินจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้าจำนวน 57,866 บาท ค่าเสียหายจากการเลิกจ้างที่ไม่เป็นธรรมจำนวน 50,000 บาท ค่าจ้างสำหรับวันหยุดพักผ่อนประจำปีจำนวน 6,200 บาท ค่าชดเชยจำนวน 310,000 บาท

จำเลยให้การขอให้ยกฟ้อง

ศาลแรงงานกลาง พิพากษายกฟ้อง

โจทก์อุทธรณ์ต่อศาลฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีแรงงานวินิจฉัยว่า คดีมีปัญหาวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของโจทก์ว่าจำเลยเลิกจ้างโจทก์ทางโทรศัพท์ เมื่อวันที่ 2 พฤศจิกายน 2548 โดยไม่ได้ทำเป็นหนังสือและระบุเหตุแห่งการเลิกจ้างไว้ จำเลยจึงไม่มีสิทธิที่จะกล่าวอ้างและปฏิเสธการจ่ายค่าชดเชยให้แก่โจทก์ตามพระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน พ.ศ.2541 มาตรา 17 วรรคสาม ซึ่งบัญญัติว่า ในกรณีที่นายจ้างเป็นฝ่ายบอกเลิกสัญญาจ้าง ถ้านายจ้างมิได้ระบุเหตุผลไว้ในหนังสือบอกเลิกสัญญาจ้าง นายจ้างจะยกเหตุตามมาตรา 119 ขึ้นอ้างในภายหลังไม่ได้นั้น เห็นว่า พระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน พ.ศ.2541 มาตรา 17 วรรคสาม ที่ใช้บังคับในขณะเกิดเหตุ มีความหมายว่ากรณีนายจ้างบอกเลิกสัญญาจ้างโดยทำเป็นหนังสือหากประสงค์จะยกเหตุตามมาตรา 119 ขึ้นอ้างเพื่อไม่ต้องจ่ายค่าชดเชยนายจ้างต้องระบุเหตุแห่งการเลิกจ้างไว้ในหนังสือบอกเลิกสัญญาจ้างด้วย หากไม่ระบุไว้นายจ้างก็ต้องจ่ายค่าชดเชยให้แก่ลูกจ้าง แต่ไม่ได้บังคับเด็ดขาดว่าห้ามนายจ้างเลิกจ้างลูกจ้างด้วยวาจา ดังนั้นถ้ามีเหตุเลิกจ้างตามมาตรา 119 นายจ้างมีสิทธิบอกเลิกสัญญาจ้างด้วยวาจาได้โดยไม่ต้องบอกกล่าวเลิกจ้างเป็นหนังสือ แต่ต้องอยู่ภายใต้หลักเกณฑ์ว่าหากนายจ้างประสงค์จะยกเหตุตามมาตรา 119 ขึ้นอ้างปฏิเสธไม่ต้องจ่ายค่าชดเชย นายจ้างต้องแจ้งเหตุนั้นให้ลูกจ้างทราบขณะบอกเลิกสัญญาจ้างด้วยวาจา ในขณะที่จำเลยผู้เป็นนายจ้างบอกเลิกสัญญาจ้างแก่โจทก์ผู้เป็นลูกจ้างด้วยวาจาโจทก์ทราบดีอยู่แล้วว่าเกิดจากการที่โจทก์กับพวกตั้งบริษัทวัฒนเจริญโลหะกิจ จำกัด ทำกิจการค้าแข่งขันกับจำเลย ถือเป็นกรณีจำเลยได้ระบุเหตุตามมาตรา 119 (2) (4) แก่โจทก์ในขณะบอกเลิกสัญญาจ้างด้วยวาจาแล้ว จำเลยจึงเลิกจ้างโจทก์ได้โดยไม่ต้องจ่ายค่าชดเชย ไม่ต้องห้ามตามมาตรา 17 วรรคสาม ที่ใช้บังคับในขณะเกิดเหตุ อุทธรณ์ของโจทก์ฟังไม่ขึ้น

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.คุ้มครองแรงงาน พ.ศ.2541 ม. 17 (เดิม) ม. 119 วรรคสาม (ใหม่)
ป.พ.พ. ม. 582 ม. 583
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นางสาวกมลวรรณ พูลเพิ่ม
จำเลย — บริษัทซี เอ็ม ซี สตีลเทรดดิ้ง จำกัด
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลแรงงานกลาง (สมุทรปราการ) — นายพันธ์เทพ เปรมประเสริฐสุข
ชื่อองค์คณะ
ทวีป ตันสวัสดิ์
ชัยวัฒน์ เวียงธีรวัฒน์
วิรุฬห์ แสงเทียน
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1902 -ที่ 1904/2556
#537999
เปิดฉบับเต็ม

การพักงานไม่เกิน 7 วัน โดยไม่จ่ายค่าจ้างเป็นโทษทางวินัยตามข้อบังคับเกี่ยวกับการทำงานของผู้ร้องซึ่งเป็นนายจ้าง การที่ผู้ร้องมีคำสั่งพักงานผู้คัดค้านทั้งสองซึ่งเป็นลูกจ้างและเป็นกรรมการลูกจ้างโดยจ่ายค่าจ้างให้ไม่เป็นการลงโทษ แต่เป็นการสั่งให้ผู้คัดค้านทั้งสองหยุดทำงานชั่วคราวเพื่อดำเนินการยื่นคำร้องขออนุญาตลงโทษผู้คัดค้านทั้งสองต่อศาลแรงงานภาค 1 การกระทำของผู้ร้องไม่เป็นการฝ่าฝืน พ.ร.บ.แรงงานสัมพันธ์ พ.ศ.2518 มาตรา 52

การละทิ้งหน้าที่ที่เป็นการฝ่าฝืนระเบียบข้อบังคับเกี่ยวกับการทำงานของผู้ร้องกรณีร้ายแรงต้องเป็นกรณีลูกจ้างมีหน้าที่ปฏิบัติที่สำคัญให้นายจ้างแล้วไม่ปฏิบัติเป็นเวลานาน เมื่อไม่ปรากฏว่าผู้คัดค้านที่ 1 มีหน้าที่สำคัญอย่างไร หากออกไปจากการปฏิบัติหน้าที่แล้วจะเกิดความเสียหายแก่ผู้ร้องอย่างไร การที่ผู้คัดค้านที่ 1 ออกไปบอกพนักงานของบริษัทรับเหมาค่าแรงให้ไปรวมตัวกันที่โรงอาหารซึ่งเป็นเวลาช่วงบ่ายใกล้เลิกงานแล้วถือไม่ได้ว่าเป็นการฝ่าฝืนระเบียบข้อบังคับเกี่ยวกับการทำงานของผู้ร้องเป็นกรณีร้ายแรง

การที่ผู้คัดค้านที่ 1 ละทิ้งหน้าที่แต่ยังไม่ถึงขนาดหรือมีเหตุสมควรที่จะอนุญาตให้เลิกจ้างผู้คัดค้านที่ 1 ตามคำร้องของผู้ร้อง เมื่อศาลแรงงานภาค 1 เห็นว่าผู้ร้องควรลงโทษด้วยการตักเตือนเป็นหนังสือเสียก่อน ศาลแรงงานภาค 1 ก็สามารถอนุญาตให้ลงโทษผู้คัดค้านที่ 1 ด้วยการตักเตือนเป็นหนังสือซึ่งเป็นโทษที่อยู่ในข้อบังคับเกี่ยวกับการทำงานของผู้ร้อง และเป็นโทษสถานเบากว่าการเลิกจ้างได้ ถือเป็นการใช้ดุลพินิจตามที่เห็นสมควรและเหมาะสมแก่พฤติการณ์แห่งคดี ไม่เป็นการพิพากษาเกินไปกว่าคำขอ

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
คดีทั้งสามสำนวนนี้ศาลแรงงานภาค 1 สั่งให้รวมพิจารณาเป็นคดีเดียวกัน โดยให้เรียกผู้ร้องในสำนวนที่สามซึ่งเป็นผู้คัดค้านในสำนวนแรกและสำนวนที่สองว่าผู้ร้อง และเรียกผู้ร้องในสำนวนแรกและสำนวนที่สองซึ่งเป็นผู้คัดค้านในสำนวนที่สามว่าผู้คัดค้านที่ 1 และที่ 2 ตามลำดับ

ผู้ร้องยื่นคำร้องในสำนวนที่สามและยื่นคำคัดค้านในสำนวนแรกและสำนวนที่สองขอให้ศาลอนุญาตให้ผู้ร้องเลิกจ้างผู้คัดค้านทั้งสอง และยกคำร้องของผู้คัดค้านทั้งสอง

ผู้คัดค้านทั้งสองยื่นคำร้องในสำนวนแรกและสำนวนที่สองและยื่นคำคัดค้านในสำนวนที่สาม ขอให้เพิกถอนคำสั่งพักงานของผู้ร้อง ให้รับผู้คัดค้านทั้งสองเข้าทำงานในตำแหน่งเดิมและยกคำร้องของผู้ร้อง

ศาลแรงงานภาค 1 พิพากษายกคำร้องของผู้ร้องและให้เพิกถอนคำสั่งพักงานของผู้ร้อง

ผู้ร้องอุทธรณ์ต่อศาลฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีแรงงานวินิจฉัยว่า ศาลแรงงานภาค 1 ฟังข้อเท็จจริงว่า ผู้คัดค้านทั้งสองเป็นลูกจ้างและเป็นกรรมการลูกจ้างของผู้ร้อง ผู้ร้องมีคำสั่งพักงานผู้คัดค้านทั้งสองโดยจ่ายค่าจ้างและสวัสดิการให้ตามหนังสือการพักงาน ผู้คัดค้านทั้งสองไม่ได้เล่นการพนันทายผลฟุตบอล ในวันที่พนักงานของบริษัทผู้รับเหมาค่าแรงร่วมกันผละงานนั้นผู้คัดค้านที่ 1 ได้ละทิ้งงาน แต่ผู้คัดค้านทั้งสองไม่ได้ยุยงส่งเสริม สนับสนุนให้พนักงานของบริษัทรับเหมาค่าแรงที่ทำงานในบริษัทผู้ร้องร่วมกันผละงานและละทิ้งหน้าที่เข้าร่วมในการผละงาน แล้ววินิจฉัยว่า ผู้คัดค้านที่ 2 ไม่ได้กระทำผิดตามคำร้องจึงไม่มีเหตุอนุญาตให้ผู้ร้องเลิกจ้าง สำหรับการละทิ้งงานของผู้คัดค้านที่ 1 กรณียังถือไม่ได้ว่ากระทำผิดระเบียบข้อบังคับการทำงานที่ร้ายแรง และผู้ร้องยังไม่ได้ว่ากล่าวตักเตือนเป็นหนังสือ จึงไม่มีเหตุสมควรอนุญาตให้ผู้ร้องเลิกจ้างผู้คัดค้านที่ 1

มีปัญหาวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของผู้ร้องในประเด็นแรกว่า ผู้คัดค้านทั้งสองมีอำนาจร้องขอให้เพิกถอนคำสั่งของผู้ร้องที่สั่งพักงานผู้คัดค้านทั้งสองได้หรือไม่ ผู้ร้องอุทธรณ์ว่า คำสั่งพักงานผู้คัดค้านทั้งสองโดยจ่ายค่าจ้างและสวัสดิการให้ ไม่ใช่การลงโทษตามระเบียบข้อบังคับเกี่ยวกับการทำงานของผู้ร้องไม่เป็นการฝ่าฝืนต่อพระราชบัญญัติแรงงานสัมพันธ์ พ.ศ.2518 และไม่เป็นการโต้แย้งสิทธิหรือหน้าที่ของผู้คัดค้านทั้งสอง หรือผู้คัดค้านทั้งสองต้องใช้สิทธิทางศาลนั้น เห็นว่า แม้ผู้คัดค้านทั้งสองจะมีอำนาจฟ้องขอให้เพิกถอนคำสั่งลงโทษพักงานของผู้ร้องก็ตาม แต่การที่ผู้ร้องมีคำสั่งพักงานผู้คัดค้านทั้งสองซึ่งเป็นกรรมการลูกจ้าง ก่อนยื่นคำร้องขออนุญาตลงโทษผู้คัดค้านทั้งสองต่อศาลแรงงานภาค 1 โดยจ่ายค่าจ้าง การพักงานเช่นนี้เป็นการสั่งให้ผู้คัดค้านทั้งสองหยุดทำงานชั่วคราวเพื่อดำเนินการยื่นคำร้องขออนุญาตลงโทษผู้คัดค้านทั้งสองต่อศาลแรงงานภาค 1 เสียก่อน อีกทั้งข้อบังคับเกี่ยวกับการทำงานของผู้ร้องก็กำหนดโทษทางวินัยไว้ในข้อ 4.2 และ 4.2.3 ว่าโทษทางวินัยคือการพักงานไม่เกิน 7 วัน โดยไม่จ่ายค่างจ้าง/ค่าตอบแทน เมื่อผู้ร้องได้จ่ายค่าจ้างในระหว่างที่ผู้คัดค้านทั้งสองไม่ได้ทำงานจึงไม่ถือเป็นการลงโทษแก่ผู้คัดค้านทั้งสอง และการกระทำของผู้ร้องไม่เป็นการฝ่าฝืนพระราชบัญญัติแรงงานสัมพันธ์ พ.ศ.2518 มาตรา 52 แต่อย่างใด อุทธรณ์ของผู้ร้องข้อนี้ฟังขึ้น

มีปัญหาวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของผู้ร้องในประเด็นต่อไปว่า ผู้คัดค้านทั้งสองละทิ้งหน้าที่เป็นการฝ่าฝืนระเบียบข้อบังคับเกี่ยวกับการทำงานของผู้ร้องเป็นกรณีร้ายแรงหรือไม่ เห็นว่า การละทิ้งหน้าที่ที่จะเป็นการฝ่าฝืนระเบียบข้อบังคับการทำงานเป็นกรณีร้ายแรงนั้น จะต้องเป็นกรณีที่ลูกจ้างมีหน้าที่ปฏิบัติที่สำคัญให้นายจ้างแล้วไม่ปฏิบัติเป็นเวลานานแต่ไม่ปรากฏว่าผู้คัดค้านที่ 1 มีหน้าที่สำคัญอย่างไร หากออกไปจากการปฏิบัติหน้าที่แล้วจะเกิดความเสียหายต่อการผลิตของผู้ร้องอย่างไร ดังนั้นการที่ผู้คัดค้านที่ 1 ละทิ้งหน้าที่ออกไปบอกพนักงานของบริษัทรับเหมาค่าแรงให้ไปรวมตัวกันที่โรงอาหารช่วงบ่ายใกล้เวลาเลิกงานแล้ว กรณียังถือไม่ได้ว่าเป็นการฝ่าฝืนระเบียบข้อบังคับเกี่ยวกับการทำงานของผู้ร้องเป็นกรณีร้ายแรง ผู้ร้องซึ่งเป็นนายจ้างต้องตักเตือนผู้คัดค้านที่ 1 เป็นหนังสือก่อน เมื่อยังไม่ได้ดำเนินการจึงยังไม่มีเหตุสมควรที่ผู้ร้องจะเลิกจ้างผู้คัดค้านที่ 1 ทันที ในส่วนของผู้คัดค้านที่ 2 ศาลแรงงานภาค 1 วินิจฉัยว่า ผู้คัดค้านที่ 2 ไม่ได้ละทิ้งหน้าที่ ผู้ร้องอุทธรณ์ว่า ผู้คัดค้านที่ 2 ละทิ้งหน้าที่ จึงเป็นอุทธรณ์โต้แย้งดุลพินิจในการรับฟังพยานหลักฐานของศาลแรงงานภาค 1 ถือเป็นอุทธรณ์ในข้อเท็จจริงต้องห้ามตามพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงาน พ.ศ.2522 มาตรา 54 วรรคหนึ่ง ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัย

มีปัญหาวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของผู้ร้องในประเด็นต่อไปว่า ศาลแรงงานภาค 1 วินิจฉัยว่า ผู้คัดค้านที่ 1 ละทิ้งหน้าที่เป็นการฝ่าฝืนระเบียบข้อบังคับเกี่ยวกับการทำงานของผู้ร้อง ศาลต้องอนุญาตให้ผู้ร้องลงโทษผู้คัดค้านที่ 1 โดยการตักเตือนเป็นหนังสือโดยผู้ร้องไม่ต้องร้องขอได้หรือไม่ โดยผู้ร้องอุทธรณ์ว่า แม้ผู้ร้องจะไม่ได้ร้องขอ แต่พระราชบัญญัติจัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงาน พ.ศ.2522 มาตรา 52 ให้ศาลแรงงานพิพากษาเกินคำขอได้นั้น เห็นว่า แม้ตามคำขอท้ายคำร้องของผู้ร้องจะขอให้ศาลแรงงานภาค 1 อนุญาตให้ลงโทษผู้คัดค้านที่ 1 ด้วยการเลิกจ้างก็ตาม แต่เมื่อศาลแรงงานภาค 1 เห็นว่าผู้คัดค้านที่ 1 ละทิ้งหน้าที่ แต่ยังไม่ถึงขนาดหรือมีเหตุสมควรที่จะอนุญาตให้เลิกจ้างผู้คัดค้านที่ 1 โดยเห็นว่าการกระทำของผู้คัดค้านที่ 1 ดังกล่าวผู้ร้องควรลงโทษด้วยการตักเตือนเป็นหนังสือก่อน ศาลแรงงานภาค 1 ก็สามารถอนุญาตให้ลงโทษผู้คัดค้านที่ 1 ด้วยการตักเตือนเป็นหนังสือ ซึ่งเป็นโทษที่อยู่ในข้อบังคับเกี่ยวกับการทำงานของผู้ร้อง และเป็นโทษในสถานเบากว่าการเลิกจ้างได้ ถือเป็นการใช้ดุลพินิจตามที่เห็นสมควรและเหมาะสมแก่พฤติการณ์แห่งคดีและไม่เป็นการพิพากษาเกินไปกว่าคำขอแต่ประการใด ดังนั้นที่ศาลแรงงานภาค 1 ไม่มีคำสั่งอนุญาตให้ผู้ร้องลงโทษผู้คัดค้านที่ 1 ด้วยการตักเตือนเป็นหนังสือให้เสร็จสิ้นไปไม่ต้องด้วยความเห็นของศาลฎีกา อุทธรณ์ของผู้ร้องข้อนี้ฟังขึ้น

พิพากษาแก้เป็นว่า อนุญาตให้ผู้ร้องลงโทษผู้คัดค้านที่ 1 ด้วยการตักเตือนเป็นหนังสือ และยกคำร้องของผู้คัดค้านทั้งสองนอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลแรงงานภาค 1
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.แรงงานสัมพันธ์ พ.ศ.2518 ม. 52
ชื่อคู่ความ
ผู้ร้อง — บริษัทอาปีโกไฮเทค จำกัด (มหาชน)
ผู้คัดค้าน — นายอำนาจ มณีแสง กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลแรงงานภาค 1 — นายสมควร ศิริยุทธ
ชื่อองค์คณะ
นิยุต สุภัทรพาหิรผล
ชัยวัฒน์ เวียงธีรวัฒน์
วิรุฬห์ แสงเทียน
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา