คำพิพากษา คำสั่งคำร้องและคำวินิจฉัยศาลฎีกา

ทั้งหมด 133,243 รายการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 20447/2555
#544477
เปิดฉบับเต็ม

ผู้คัดค้านเป็นลูกจ้างของผู้ร้องในตำแหน่งพนักงานปั๊มโลหะและเป็นกรรมการลูกจ้าง ผู้คัดค้านดื่มสุราในเวลาพักรับประทานอาหารนอกเขตโรงงานของผู้ร้องจนมึนเมา เวลา 12.50 นาฬิกา ผู้คัดค้านกลับเข้ามาตอกบัตรเลิกงานและออกจากโรงงานไปไม่ได้ทำงานในช่วงบ่าย

การที่ผู้คัดค้านดื่มสุราจนมึนเมาเป็นการฝ่าฝืนข้อบังคับเกี่ยวกับการทำงาน ข้อ 3.5.6 ซึ่งมีเจตนารมณ์ที่จะไม่ให้ลูกจ้างมีอาการมึนเมาในขณะทำงานไม่ว่าในหรือนอกโรงงาน เนื่องจากงานส่วนใหญ่ของผู้ร้องคือปั๊มชิ้นโลหะด้วยเครื่องจักร หากพนักงานคุมเครื่องปั๊มโลหะขณะมีอาการมึนเมาจากการดื่มสุรา เสพยาเสพติด หรือเพราะเหตุอื่นอาจเกิดอันตรายจากเครื่องจักรแก่พนักงานคนนั้นหรือพนักงานอื่นได้ พฤติกรรมของผู้คัดค้านไม่เหมาะสมแก่การเป็นลูกจ้างที่ดีอย่างยิ่ง เป็นการฝ่าฝืนข้อบังคับเกี่ยวกับการทำงานของผู้ร้องเป็นกรณีร้ายแรง ผู้ร้องมีสิทธิเลิกจ้างผู้คัดค้านได้

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
ผู้ร้องยื่นคำร้องขออนุญาตเลิกจ้างผู้คัดค้าน

ผู้คัดค้านยื่นคำคัดค้านขอให้ยกคำร้อง

ศาลแรงงานกลางมีคำสั่งยกคำร้อง

ผู้ร้องอุทธรณ์ต่อศาลฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีแรงงานวินิจฉัยว่า ศาลแรงงานกลางรับฟังข้อเท็จจริงเป็นยุติว่า ผู้ร้องประกอบกิจการผลิตอุปกรณ์เครื่องใช้ไฟฟ้า งานส่วนใหญ่เป็นการปั๊มชิ้นโลหะ เวลาทำงานปกติตั้งแต่ 8 นาฬิกา ถึง 17 นาฬิกา พักกลางวันตั้งแต่ 12 นาฬิกา ถึง 13 นาฬิกา ผู้คัดค้านเป็นลูกจ้างของผู้ร้องตำแหน่งพนักงานปั๊มโลหะ มีหน้าที่ควบคุมเครื่องจักรในการปั๊มโลหะ และเป็นกรรมการลูกจ้าง ในวันเกิดเหตุผู้คัดค้านทำงานกระทั่งถึงเวลา 12 นาฬิกา จึงออกไปรับประทานอาหารกลางวันและดื่มสุรากับเพื่อนพนักงานอีก 3 คน ที่นอกเขตโรงงานจนมีอาการมึนเมาไม่สามารถทำงานในช่วงบ่ายได้ ครั้นเวลา 12.50 นาฬิกา ผู้คัดค้านกลับเข้ามาตอกบัตรเลิกงานและออกจากโรงงานไปไม่ได้ทำงานในช่วงบ่าย

ปัญหาต้องวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของผู้ร้องมีว่าการกระทำของผู้คัดค้านดังข้างต้นเป็นการจงใจทำให้ผู้ร้องได้รับความเสียหายหรือประมาทเลินเล่อเป็นเหตุให้ผู้ร้องได้รับความเสียหายอย่างร้ายแรงหรือฝ่าฝืนข้อบังคับเกี่ยวกับการทำงาน ระเบียบ หรือคำสั่งของผู้ร้องอันชอบด้วยกฎหมายและเป็นธรรมกรณีร้ายแรงหรือไม่ เห็นว่า การที่ผู้คัดค้านออกไปดื่มสุรา แม้จะไม่ได้เปิดเครื่องจักรทิ้งไว้ และไม่ได้กลับเข้ามาทำงานอีกอันเป็นการกระทำที่ไม่ได้จงใจทำให้นายจ้างได้รับความเสียหาย ไม่ได้กระทำประมาทเลินเล่อจนเป็นเหตุให้นายจ้างเสียหายอย่างร้ายแรง และไม่ใช่การละทิ้งหน้าที่เกินกว่าสามวันโดยไม่มีเหตุอันสมควรก็ตาม แต่การกระทำของผู้คัดค้านเป็นการฝ่าฝืนข้อบังคับเกี่ยวกับการทำงาน ข้อ 3.5.6 ซึ่งมีเจตนารมณ์ที่จะไม่ให้ลูกจ้างมีอาการมึนเมาในขณะทำงานไม่ว่าในหรือนอกโรงงาน เนื่องจากงานส่วนใหญ่ของผู้ร้องคือปั๊มชิ้นโลหะด้วยเครื่องจักร หากพนักงานทำงานคุมเครื่องปั๊มโลหะขณะมีอาการมึนเมาจากการดื่มสุรา เสพยาเสพติด หรือเพราะเหตุอื่นอาจเกิดอันตรายจากเครื่องจักรแก่พนักงานคนนั้นหรือพนักงานอื่นได้ พฤติกรรมของผู้คัดค้านจึงเป็นพฤติกรรมที่ไม่เหมาะสมแก่การเป็นลูกจ้างที่ดีอย่างยิ่ง ทั้งผู้คัดค้านเป็นถึงกรรมการลูกจ้างควรจะประพฤติปฏิบัติตนเป็นตัวอย่างแก่ลูกจ้างอื่น การกระทำของผู้คัดค้านถือได้ว่าเป็นการฝ่าฝืนคำสั่งระเบียบ หรือข้อบังคับเกี่ยวกับการทำงานของนายจ้างเป็นกรณีร้ายแรง ผู้ร้องจึงมีสิทธิขอเลิกจ้างผู้คัดค้านได้

พิพากษากลับเป็นว่า อนุญาตให้ผู้ร้องเลิกจ้างผู้คัดค้านได้
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.แรงงานสัมพันธ์ พ.ศ.2518 ม. 52
ชื่อคู่ความ
ผู้ร้อง — บริษัทไทยอินดัสเตรียลพาร์ท จำกัด
ผู้คัดค้าน — นายปัญญา พิเนตร
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลแรงงานกลาง — นายศุภกฤษฎิ์ สามิบัติ
ชื่อองค์คณะ
อนันต์ ชุมวิสูตร
ชัยวัฒน์ เวียงธีรวัฒน์
ทวีป ตันสวัสดิ์
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 20446/2555
#532881
เปิดฉบับเต็ม

แม้จำเลยจะให้การว่าคดีไม่อยู่ในอำนาจของศาลแรงงาน แต่ในรายงานกระบวนพิจารณาจำเลยยอมรับว่าเป็นลูกจ้างโจทก์จริง และศาลแรงงานกลางกำหนดประเด็นข้อพิพาทไว้ในรายงานกระบวนพิจารณาฉบับเดียวกันนั้นโดยไม่ได้กำหนดประเด็นข้อพิพาทเรื่องอำนาจศาลไว้ด้วย จำเลยไม่โต้แย้งคัดค้าน ถือว่าจำเลยสละประเด็นข้อนี้แล้ว การที่จำเลยอุทธรณ์ในปัญหาดังกล่าวแม้เป็นปัญหาเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชน แต่ศาลฎีกาเห็นสมควรไม่วินิจฉัยให้

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยชำระเงิน จำนวน 1,803,097 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงินจำนวน 1,216,527 บาท นับถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์

จำเลยให้การขอให้ยกฟ้อง

ศาลแรงงานกลางพิพากษาให้จำเลยชำระเงินจำนวน 1,780,957 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงินจำนวน 1,216,527 บาท นับถัดจากวันฟ้อง (ฟ้องวันที่ 16 มกราคม 2549) เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์

จำเลยอุทธรณ์ต่อศาลฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีแรงงานวินิจฉัยว่า มีปัญหาวินิจฉัยตามอุทธรณ์ข้อ 1 ของจำเลยว่าการที่ศาลแรงงานกลางมิได้ส่งสำนวนไปให้อธิบดีผู้พิพากษาศาลแรงงานกลางวินิจฉัยตามพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงาน พ.ศ.2522 มาตรา 9 วรรคสอง ชอบด้วยกฎหมายหรือไม่ แม้จำเลยจะให้การต่อสู้เรื่องอำนาจศาล แต่ในรายงานกระบวนพิจารณาฉบับลงวันที่ 22 กุมภาพันธ์ 2549 จำเลยยอมรับว่าเป็นลูกจ้างโจทก์จริง แล้วศาลแรงงานกลางกำหนดประเด็นข้อพิพาทไว้ในรายงานกระบวนพิจารณาฉบับเดียวกันนั้นโดยมิได้กำหนดประเด็นข้อพิพาทเรื่องอำนาจศาลไว้ จำเลยก็มิได้โต้แย้งคัดค้าน ถือว่าจำเลยสละประเด็นข้อนี้แล้ว การที่จำเลยอุทธรณ์ในปัญหาดังกล่าว แม้เป็นปัญหาอันเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชน แต่ศาลฎีกาเห็นสมควรไม่วินิจฉัยให้

พิพากษายกอุทธรณ์ของจำเลย
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.จัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงาน พ.ศ.2522 ม. 9 วรรคสอง
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — บริษัทนารายณ์ภัณฑ์ จำกัด
จำเลย — นางพาชื่น สิทธิ์กานต์เกียรติ
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลแรงงานกลาง — นายศักดิ์ชัย รังสีวงศ์
ชื่อองค์คณะ
สุนทร ทรงฤกษ์
ชัยวัฒน์ เวียงธีรวัฒน์
อนันต์ ชุมวิสูตร
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 20395/2555
#554878
เปิดฉบับเต็ม

ความผิดตาม พ.ร.บ.ห้ามเรียกดอกเบี้ยเกินอัตรา พ.ศ.2475 เป็นคดีอาญาความผิดต่อแผ่นดิน มิใช่ความผิดต่อส่วนตัวที่ห้ามพนักงานสอบสวนทำการสอบสวน เว้นแต่จะมีคำร้องทุกข์ตามระเบียบตาม ป.วิ.อ. มาตรา 121 วรรคสอง พนักงานสอบสวนจึงมีอำนาจสอบสวนโดยมิพักต้องมีผู้เสียหายตามกฎหมายมาร้องทุกข์กล่าวโทษ การที่ผู้เสียหายจะเป็นผู้เสียหายโดยนิตินัยหรือไม่ จึงมิใช่ข้อสาระสำคัญของการสอบสวน ดังนี้ แม้ผู้เสียหายจะยินยอมให้ดอกเบี้ยแก่จำเลยในอัตราที่ขัดต่อกฎหมาย พนักงานสอบสวนก็มีอำนาจสอบสวนและพนักงานอัยการย่อมมีอำนาจฟ้องตาม ป.วิ.อ. มาตรา 120

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องและแก้ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 33, 91, 177, 180, 264, 265, 268, 341, 343 พระราชบัญญัติอาวุธปืน เครื่องกระสุนปืน วัตถุระเบิด ดอกไม้เพลิง และสิ่งเทียมอาวุธปืน พ.ศ.2490 มาตรา 7, 72 พระราชบัญญัติห้ามเรียกดอกเบี้ยเกินอัตรา พ.ศ.2475 มาตรา 3 และริบสมุดบันทึกเกี่ยวกับการปล่อยเงินกู้จำนวน 36 เล่ม ของกลาง กับให้จำเลยคืนเงิน 16,000 บาท 2,000 บาท 70,000 บาท 60,000 บาท และ 50,000 บาท แก่ผู้เสียหายที่ 1 ถึงที่ 4 และที่ 8 ตามลำดับ

จำเลยให้การปฏิเสธ แต่เมื่อสืบพยานโจทก์ไปบ้างแล้ว จำเลยให้การใหม่ว่ารับสารภาพข้อหามีอาวุธปืนและเครื่องกระสุนปืนไว้ในครอบครองโดยไม่ได้รับใบอนุญาต ส่วนข้อหาอื่นนอกจากนี้ให้การปฏิเสธ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 177 วรรคแรก, 180 วรรคแรก, 265, 268 วรรคแรก ประกอบมาตรา 265 พระราชบัญญัติอาวุธปืน เครื่องกระสุนปืน วัตถุระเบิด ดอกไม้เพลิง และสิ่งเทียมอาวุธปืน พ.ศ.2490 มาตรา 7, 72 วรรคสองและวรรคสาม พระราชบัญญัติห้ามเรียกดอกเบี้ยเกินอัตรา พ.ศ.2475 มาตรา 3 การกระทำของจำเลยเป็นความผิดหลายกรรมต่างกัน ให้ลงโทษทุกกรรมเป็นกระทงความผิดไป ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 ฐานเบิกความเท็จ จำคุก 1 ปี ฐานนำสืบหรือแสดงพยานหลักฐานอันเป็นเท็จในการพิจารณาคดี จำคุก 6 เดือน ฐานปลอมและใช้เอกสารสิทธิปลอม ให้ลงโทษฐานใช้เอกสารสิทธิปลอม ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 268 วรรคแรก ประกอบมาตรา 265 แต่กระทงเดียว ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 268 วรรคสอง จำคุก 2 ปี ฐานเรียกดอกเบี้ยเกินอัตรา จำคุกกระทงละ 6 เดือน รวม 2 กระทง ฐานมีอาวุธปืนของผู้อื่นและเครื่องกระสุนปืนไว้ในครอบครองโดยไม่ได้รับใบอนุญาตให้ลงโทษตามพระราชบัญญัติอาวุธปืนฯ มาตรา 72 วรรคสอง ซึ่งเป็นกฎหมายบทที่มีโทษหนักที่สุด ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 ปรับ 10,000 บาท จำเลยให้การรับสารภาพในข้อหามีอาวุธปืนไว้ในครอบครองโดยไม่ได้รับใบอนุญาต เป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้กึ่งหนึ่ง ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คงปรับ 5,000 บาท รวมจำคุก 3 ปี 18 เดือน และปรับ 5,000 บาท ข้อหาและคำขออื่นให้ยก

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษาแก้เป็นว่า สำหรับความผิดฐานมีอาวุธปืนและเครื่องกระสุนปืนไว้ในครอบครองโดยไม่ได้รับใบอนุญาต จำเลยมีความผิดตามพระราชบัญญัติอาวุธปืน เครื่องกระสุนปืน วัตถุระเบิด ดอกไม้เพลิง และสิ่งเทียมอาวุธปืน พ.ศ.2490 มาตรา 7, 72 วรรคสาม นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

จำเลยฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยประการแรกว่า โจทก์มีอำนาจฟ้องในความผิดตามพระราชบัญญัติห้ามเรียกดอกเบี้ยเกินอัตรา พ.ศ.2475 หรือไม่ โดยจำเลยฎีกาว่า ผู้เสียหายยินยอมให้ดอกเบี้ยแก่จำเลยในอัตราที่ขัดต่อกฎหมาย จึงเป็นผู้ยินยอมให้มีการกระทำความผิดหรือมีส่วนให้เกิดการกระทำความผิด ไม่ใช่ผู้เสียหายโดยนิตินัย พนักงานสอบสวนไม่มีอำนาจสอบสวน และพนักงานอัยการไม่มีอำนาจฟ้องนั้น เห็นว่า ความผิดตามพระราชบัญญัติห้ามเรียกดอกเบี้ยเกินอัตรา พ.ศ.2475 เป็นคดีอาญาความผิดต่อแผ่นดิน มิใช่คดีความผิดต่อส่วนตัวที่ห้ามพนักงานสอบสวนทำการสอบสวนเว้นแต่จะมีคำร้องทุกข์ตามระเบียบตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 121 วรรคสอง พนักงานสอบสวนจึงมีอำนาจสอบสวนโดยมิพักต้องมีผู้เสียหายตามกฎหมายมาร้องทุกข์กล่าวโทษ การที่ผู้เสียหายจะเป็นผู้เสียหายโดยนิตินัยหรือไม่จึงมิใช่ข้อสาระสำคัญของการสอบสวน ดังนี้ แม้ผู้เสียหายจะยินยอมให้ดอกเบี้ยแก่จำเลยในอัตราที่ขัดต่อกฎหมาย พนักงานสอบสวนก็มีอำนาจสอบสวนและพนักงานอัยการย่อมมีอำนาจฟ้องตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 120 ฎีกาของจำเลยข้อนี้ฟังไม่ขึ้น

มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยประการสุดท้ายว่า การกระทำความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 177 วรรคแรก มาตรา 180 วรรคแรก มาตรา 265 และมาตรา 268 วรรคแรก ประกอบมาตรา 265 เป็นการกระทำกรรมเดียวหรือไม่ โดยจำเลยฎีกาว่า การกระทำของจำเลยมีเจตนาเพื่อนำเอกสารมาฟ้องร้องต่อศาลแขวงลพบุรีให้นางรัตนากับพวกร่วมกันหรือแทนกันชำระเงินกู้ เป็นเจตนาเดียวกันต่อเนื่องกัน ไม่ได้เจตนาก่อให้เกิดความเสียหายอย่างอื่นอีกนั้น เห็นว่า ในการวินิจฉัยปัญหาข้อกฎหมายดังกล่าว ศาลฎีกาจะต้องฟังข้อเท็จจริงตามที่ศาลอุทธรณ์ภาค 1 ได้วินิจฉัยมาแล้วจากพยานหลักฐานในสำนวนตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 222 ข้อเท็จจริงรับฟังได้ว่า การที่จำเลยปลอมและอ้างใช้สัญญากู้ยืมเงินปลอมดังกล่าวแนบท้ายคำฟ้องที่ยื่นฟ้องนางรัตนาในฐานะผิดสัญญากู้ยืมเงินต่อศาล แล้วต่อมาเบิกความเท็จพร้อมกับนำสืบพยานหลักฐานสัญญากู้ยืมเงินอันเป็นเท็จในการพิจารณาคดีแพ่งดังกล่าว แม้จะเป็นความผิดต่อบทบัญญัติของกฎหมายหลายบทต่างกัน แต่ก็เป็นการกระทำที่เกี่ยวเนื่องเชื่อมโยงโดยมีเจตนามุ่งประสงค์ต่อผลอย่างเดียวกันคือ เพื่อให้ศาลพิพากษาให้นางรัตนารับผิดชำระหนี้ตามจำนวนเงินในสัญญากู้ยืมเงินปลอม การกระทำของจำเลยจึงเป็นกรรมเดียวผิดต่อกฎหมายหลายบท ต้องลงโทษในความผิดฐานใช้เอกสารสิทธิปลอมตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 268 วรรคแรก ประกอบมาตรา 265 ซึ่งเป็นกฎหมายบทที่มีโทษหนักที่สุดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 แต่เพียงบทเดียว ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษาลงโทษจำเลยเป็นความผิดหลายกรรมนั้นไม่ชอบ ฎีกาของจำเลยข้อนี้ฟังขึ้น

พิพากษาแก้เป็นว่า ความผิดฐานปลอมเอกสารสิทธิ ฐานใช้เอกสารสิทธิปลอมฐานนำสืบหรือแสดงพยานหลักฐานอันเป็นเท็จในการพิจารณาคดี และฐานเบิกความเท็จ เป็นกรรมเดียวผิดต่อกฎหมายหลายบท ให้ลงโทษฐานใช้เอกสารสิทธิปลอมตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 268 วรรคแรก ประกอบมาตรา 265 ซึ่งเป็นกฎหมายบทที่มีโทษหนักที่สุดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 แต่เพียงกระทงเดียว จำคุก 2 ปี รวมโทษทุกกระทงแล้วให้จำคุกจำเลย 2 ปี 12 เดือน และปรับ 5,000 บาท ไม่ชำระค่าปรับให้จัดการตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 29, 30 นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 1
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.อ. ม. 120 ม. 121 วรรคสอง
พ.ร.บ.ห้ามเรียกดอกเบี้ยเกินอัตรา พ.ศ.2475
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการจังหวัดลพบุรี
จำเลย — นายชวน ทรงเจียระพานิช
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดลพบุรี — นายวุฒิพงศ์ เถาวัฒนะ
ศาลอุทธรณ์ภาค 1 — นายสันติชัย วัฒนวิกย์กรรม์
ชื่อองค์คณะ
แรงรณ ปริพนธ์พจนพิสุทธิ์
ปดารณี ลัดพลี
สรรทัศน์ เอี่ยมวรชัย
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 20388/2555
#532979
เปิดฉบับเต็ม

โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยในความผิดฐานต่อสู้ขัดขวางเจ้าพนักงานในการปฏิบัติตามหน้าที่โดยใช้กำลังประทุษร้าย แต่ความผิดดังกล่าวรวมการกระทำหลายอย่าง ซึ่งแต่ละอย่างเป็นความผิดได้อยู่ในตัวเอง เมื่อจำเลยใช้กำลังทำร้ายดาบตำรวจ ว. แต่ไม่เป็นเหตุให้ดาบตำรวจ ว. ได้รับอันตรายแก่กายหรือจิตใจ ศาลฎีกาย่อมมีอำนาจลงโทษจำเลยในความผิดฐานใช้กำลังทำร้ายผู้อื่นแต่ไม่เป็นเหตุให้ได้รับอันตรายแก่กายหรือจิตใจ ซึ่งมีบทลงโทษเบากว่าตามที่พิจารณาได้ความได้ตาม ป.วิ.อ. มาตรา 192 วรรคท้าย

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 มาตรา 4, 7, 8, 15, 66 พระราชบัญญัติอาวุธปืน เครื่องกระสุนปืน วัตถุระเบิด ดอกไม้เพลิงและสิ่งเทียมอาวุธปืน พ.ศ.2490 มาตรา 7, 8 ทวิ, 72, 72 ทวิ ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 138, 140, 371, 32, 91 ริบอาวุธปืนของกลาง

จำเลยให้การรับสารภาพข้อหามีอาวุธปืนฯ และพาอาวุธปืนฯ ส่วนข้อหาอื่นให้การปฏิเสธ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 มาตรา 15 วรรคหนึ่ง, 66 วรรคหนึ่ง พระราชบัญญัติอาวุธปืนเครื่องกระสุนปืน วัตถุระเบิด ดอกไม้เพลิงและสิ่งเทียมอาวุธปืน พ.ศ.2490 มาตรา 7, 8 ทวิ วรรคหนึ่ง, 72 วรรคสาม, 72 ทวิ วรรคสอง ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 138, 140 วรรคสาม, 371 การกระทำของจำเลยเป็นความผิดหลายกรรมต่างกัน ให้ลงโทษทุกกรรมเป็นกระทงความผิดไปตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 ฐานมีเมทแอมเฟตามีนไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่ายและจำหน่ายเมทแอมเฟตามีนเป็นกรรมเดียวผิดกฎหมายบทมาตราเดียวกัน ให้ลงโทษจำเลยฐานจำหน่ายเมทแอมเฟตามีน จำคุก 4 ปี ฐานมีอาวุธปืนมีทะเบียนของผู้อื่น จำคุก 1 ปี ฐานพาอาวุธปืน ลงโทษตามพระราชบัญญัติอาวุธปืนฯ ซึ่งเป็นบทที่มีโทษหนักที่สุดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 จำคุก 6 เดือน ฐานต่อสู้ขัดขวางเจ้าพนักงานในการปฏิบัติการตามหน้าที่โดยมีอาวุธปืน จำคุก 4 เดือน รวมจำคุก 5 ปี 10 เดือน ความผิดฐานจำหน่ายเมทแอมเฟตามีนและต่อสู้ขัดขวางเจ้าพนักงานในการปฏิบัติการตามหน้าที่ จำเลยให้การรับสารภาพในชั้นสอบสวนและทางนำสืบของจำเลยเป็นประโยชน์แก่การพิจารณา ลดโทษให้กระทงละหนึ่งในสี่ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คงจำคุก 3 ปี 3 เดือน ส่วนข้อหามีและพาอาวุธปืนจำเลยให้การรับสารภาพเป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้กึ่งหนึ่งตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คงจำคุก 9 เดือน รวมจำคุก 3 ปี 12 เดือน ริบของกลาง

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษาแก้เป็นว่า ความผิดฐานมีอาวุธปืนให้จำคุก 8 เดือน ลดโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 กึ่งหนึ่งแล้ว คงจำคุก 4 เดือน เมื่อรวมกับโทษในความผิดฐานอื่นตามคำพิพากษาศาลชั้นต้นแล้วรวมจำคุกจำเลย 3 ปี 7 เดือน ยกฟ้องข้อหาต่อสู้ขัดขวางเจ้าพนักงาน คืนธนบัตรที่ใช้ล่อซื้อของกลางแก่เจ้าของ นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

โจทก์ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า มีปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ว่า จำเลยรู้หรือไม่ว่าดาบตำรวจวัฒนาเป็นเจ้าพนักงานตำรวจซึ่งกำลังปฏิบัติราชการตามหน้าที่ ศาลฎีกาได้พิเคราะห์คำเบิกความของพยานโจทก์ทั้งสามปากแล้ว ไม่มีพยานปากใดเบิกความว่าในวันเกิดเหตุพันตำรวจตรีสมบัติแต่งเครื่องแบบข้าราชการตำรวจ คงมีแต่บันทึกการจับกุมเท่านั้นที่มีข้อความว่าพันตำรวจตรีสมบัติแต่งเครื่องแบบข้าราชการ ซึ่งไม่มีน้ำหนักพอให้รับฟังเป็นยุติเช่นนั้นได้ ส่วนรถที่พยานโจทก์ทั้งสามปากใช้เป็นยานพาหนะแล่นติดตามจำเลยไปได้ความว่าพันตำรวจตรีสมบัติกับดาบตำรวจวัฒนานั่งรถยนต์ส่วนตัวของดาบตำรวจวัฒนา ส่วนพันตำรวจตรีเสวียนจะนั่งรถคันใดไปยังไม่ได้ความชัด เพราะพันตำรวจตรีเสวียนไม่ได้เบิกความเลยว่ารถที่พยานนั่งไปเป็นรถชนิดใด คงมีแต่คำเบิกความของดาบตำรวจวัฒนาที่ระบุว่ารถยนต์ที่พันตำรวจตรีเสวียนนั่งไปเป็นรถยนต์ของทางราชการ แต่ถ้อยคำของดาบตำรวจวัฒนาในเรื่องนี้มีใจความขัดแย้งกับพันตำรวจตรีสมบัติอย่างเห็นได้ชัด เพราะพันตำรวจตรีสมบัติเบิกความว่าพันตำรวจตรีเสวียนนั่งรถจักรยานยนต์ติดตามจำเลยไป ซึ่งเห็นได้อยู่ในตัวว่าพันตำรวจตรีเสวียนไม่ได้นั่งไปในรถยนต์ของทางราชการ ดังนั้น ที่โจทก์ฎีกาว่าจำเลยรู้ดีว่าผู้ที่กำลังไล่ตามจำเลยไปเป็นเจ้าพนักงานตำรวจจึงฟังไม่ขึ้น ที่ศาลอุทธรณ์พิพากษายกฟ้องโจทก์ในความผิดฐานต่อสู้ขัดขวางดาบตำรวจวัฒนา ซึ่งเป็นเจ้าพนักงานในการปฏิบัติตามหน้าที่โดยใช้กำลังประทุษร้าย ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย แต่การที่จำเลยชกต่อยดาบตำรวจวัฒนาเป็นการใช้กำลังทำร้ายผู้อื่นไม่เป็นเหตุให้เกิดอันตรายแก่กายหรือจิตใจอันเป็นความผิดลหุโทษ แม้โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยในความผิดฐานต่อสู้ขัดขวางเจ้าพนักงานในการปฏิบัติตามหน้าที่โดยใช้กำลังประทุษร้าย แต่เห็นได้ว่าความผิดที่โจทก์ฟ้องรวมการกระทำหลายอย่าง ซึ่งแต่ละอย่างอาจเป็นความผิดได้อยู่ในตัวเอง เมื่อข้อเท็จจริงได้ความว่าจำเลยใช้กำลังทำร้ายดาบตำรวจวัฒนา แต่ไม่เป็นเหตุให้ดาบตำรวจวัฒนาได้รับอันตรายแก่กายหรือจิตใจ ศาลฎีกาย่อมมีอำนาจลงโทษจำเลยในความผิดฐานใช้กำลังทำร้ายผู้อื่นแต่ไม่เป็นเหตุให้ได้รับอันตรายแก่กายหรือจิตใจ ซึ่งมีบทลงโทษเบากว่าตามที่พิจารณาได้ความได้ ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 192 วรรคท้าย

พิพากษาแก้เป็นว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 391 ปรับ 1,000 บาท ลดโทษให้ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 หนึ่งในสี่ คงปรับ 750 บาท หากจำเลยไม่ชำระค่าปรับให้จัดการตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 29, 30 นอกจากที่แก้ให้คงเป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.อ. ม. 192 วรรคท้าย
ป.อ. ม. 391
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการจังหวัดไชยา
จำเลย — นายพินิตหรือพินิจ ห้าวหาญ
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดไชยา — นายเกรียงศักดิ์ รอดพันธ์ชู
ศาลอุทธรณ์ — นายเฉลิมชัย จินะปริวัตอาภรณ์
ชื่อองค์คณะ
กำพล ภู่สุดแสวง
ปดารณี ลัดพลี
แรงรณ ปริพนธ์พจนพิสุทธิ์
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 20386/2555
#533017
เปิดฉบับเต็ม

เมื่อศาลชั้นต้นกำหนดวันนัดพิจารณาคดีต่อเนื่องแล้ว คู่ความทุกฝ่ายมีหน้าที่ต้องเตรียมพยานหลักฐานและนำพยานมาสืบให้แล้วเสร็จตามกำหนดนัด

ในวันนัดตรวจพยานหลักฐาน โจทก์แถลงประสงค์จะสืบพยานบุคคล 11 ปาก เป็นพยานหมายทั้งหมด ไม่มีพยานประเด็นที่ศาลอื่น ซึ่งหากโจทก์ตรวจสอบภูมิลำเนาของผู้เสียหายที่ 2 ก่อนวันนัดหรือหากโจทก์เร่งส่งหมายเรียกพยานบุคคลให้แก่ผู้เสียหายที่ 2 ก็ย่อมจะทราบทันทีว่าผู้เสียหายที่ 2 ย้ายภูมิลำเนาไปอยู่ที่จังหวัดจันทบุรีตั้งแต่วันที่ 26 ตุลาคม 2552 การที่โจทก์เพิ่งมาขอระบุพยานเพิ่มเติมเกี่ยวกับภูมิลำเนาของผู้เสียหายที่ 2 หลังจากวันนัดตรวจพยานหลักฐานถึง 7 เดือนเศษ จึงนับเป็นความบกพร่องของโจทก์เอง แม้ศาลชั้นต้นจะไม่อนุญาตให้ส่งประเด็นไปสืบพยานปากผู้เสียหายที่ 2 ที่ศาลจังหวัดจันทบุรี แต่ก็ยังให้โอกาสโจทก์ติดตามผู้เสียหายที่ 2 มาเบิกความต่อศาลชั้นต้นภายในวันนัดสืบพยานจำเลยซึ่งมีเวลาเพียงพอ เมื่อถึงวันนัดโจทก์กลับแถลงว่าผู้เสียหายที่ 2 ไม่มาศาล และยังไม่ได้รับรายงานผลการส่งหมายเรียกให้พยานขอเลื่อนคดี พฤติการณ์ของโจทก์ดังกล่าวยังถือไม่ได้ว่ามีเหตุจำเป็นอันมิอาจก้าวล่วงได้ตาม ป.วิ.พ. มาตรา 40 ประกอบ ป.วิ.อ. มาตรา 15 ที่จะอนุญาตให้เลื่อนคดี

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องและแก้ไขฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91, 277, 310, 317

จำเลยให้การปฏิเสธ

ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง

โจทก์อุทธรณ์ โดยความผิดฐานกระทำด้วยประการใด ๆ ให้ผู้อื่นปราศจากเสรีภาพในร่างกาย อธิบดีอัยการสำนักงานคดีศาลสูงเขต 3 ซึ่งได้รับมอบหมายจากอัยการสูงสุดรับรองให้อุทธรณ์ในปัญหาข้อเท็จจริง

ศาลอุทธรณ์ภาค 3 พิพากษายกคำพิพากษาศาลชั้นต้น และคำสั่งศาลชั้นต้นที่ไม่อนุญาตให้โจทก์ส่งประเด็นไปสืบผู้เสียหายที่ 2 ที่ศาลจังหวัดจันทบุรี คำสั่งไม่อนุญาตให้โจทก์เลื่อนคดี คำสั่งงดสืบพยานโจทก์ปากผู้เสียหายที่ 2 ให้ศาลชั้นต้นดำเนินกระบวนพิจารณาสืบพยานโจทก์ปากผู้เสียหายที่ 2 และพยานจำเลยแล้วพิพากษาใหม่ตามรูปคดี

จำเลยฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า มีปัญหาวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยว่า ศาลชั้นต้นมีคำสั่งไม่อนุญาตให้โจทก์ส่งประเด็นไปสืบผู้เสียหายที่ 2 และงดสืบพยานโจทก์ปากผู้เสียหายที่ 2 ชอบแล้วหรือไม่ ข้อเท็จจริงได้ความว่า ศาลชั้นต้นกำหนดให้มีวันนัดตรวจพยานหลักฐาน และสอบคำให้การจำเลยในวันที่ 7 เมษายน 2553 เมื่อถึงวันนัดโจทก์แถลงขอสืบพยาน 11 ปาก ที่ศาลชั้นต้น วันเดียวกันโจทก์ขอให้ศาลออกหมายเรียกผู้เสียหายที่ 2 ตามภูมิลำเนาเดิมที่จังหวัดศรีสะเกษ และศาลนัดพิจารณาคดีต่อเนื่อง โดยนัดสืบพยานโจทก์วันที่ 24 และ 25 พฤศจิกายน 2553 และนัดสืบพยานจำเลยวันที่ 26 พฤศจิกายน 2553 ต่อมาวันที่ 16 พฤศจิกายน 2553 โจทก์ยื่นบัญชีระบุพยานเพิ่มเติมครั้งที่ 1 ระบุว่า ผู้เสียหายที่ 2 อยู่บ้านเลขที่ 46/2 หมู่ที่ 10 ตำบลนายายอาม อำเภอนายายอาม จังหวัดจันทบุรี และหมายเหตุว่า พยานประเด็น ครั้นวันที่ 24 พฤศจิกายน 2553 ซึ่งเป็นวันนัดสืบพยานโจทก์นัดแรก โจทก์อ้างส่งแบบรับรองการทะเบียนราษฎรระบุว่าผู้เสียหายที่ 2 ย้ายไปยังที่อยู่ตามบัญชีระบุพยานเพิ่มเติมครั้งที่ 1 ตั้งแต่วันที่ 26 ตุลาคม 2552 และแถลงขอส่งประเด็นไปสืบผู้เสียหายที่ 2 ที่ศาลจังหวัดจันทบุรี ศาลชั้นต้นมีคำสั่งว่า ผู้เสียหายที่ 2 ย้ายที่อยู่ก่อนวันนัดตรวจพยานหลักฐาน โจทก์ย่อมทราบมาก่อน แต่ไม่แถลงขอส่งประเด็น ไม่อนุญาตให้โจทก์ส่งประเด็น แต่ไม่ตัดสิทธิโจทก์ที่จะติดตามผู้เสียหายที่ 2 มาเบิกความที่ศาลนี้อย่างช้าที่สุดในวันสืบพยานจำเลยในวันที่ 26 พฤศจิกายน 2553 โจทก์ยื่นคำร้องคัดค้าน ศาลชั้นต้นมีคำสั่งยกคำร้อง โจทก์สืบพยานต่อมาอีกสองนัด แล้วแถลงขอเลื่อนคดีเนื่องจากยังไม่ได้รับรายงานผลการส่งหมายเรียกผู้เสียหายที่ 2 ศาลชั้นต้นมีคำสั่งไม่อนุญาตให้โจทก์เลื่อนคดี และงดสืบพยานโจทก์ปากผู้เสียหายที่ 2 เห็นว่า คดีนี้ศาลชั้นต้นกำหนดวันนัดพิจารณาคดีต่อเนื่อง คู่ความทุกฝ่ายมีหน้าที่ต้องเตรียมพยานหลักฐานและนำพยานมาสืบให้แล้วเสร็จตามกำหนดนัดโดยเคร่งครัด ปรากฏตามรายงานกระบวนพิจารณาฉบับลงวันที่ 7 เมษายน 2553 โดยโจทก์แถลงว่า ประสงค์จะสืบพยานบุคคล 11 ปาก ทั้งหมดเป็นพยานหมาย โดยไม่ปรากฏตามคำแถลงของโจทก์ว่ามีพยานประเด็นที่ศาลอื่น และโจทก์ขอให้ศาลออกหมายเรียกผู้เสียหายที่ 2 ในวันเดียวกัน ซึ่งหากโจทก์ตรวจสอบภูมิลำเนาของผู้เสียหายที่ 2 มาก่อนวันนัดตรวจพยานหลักฐาน โจทก์ย่อมทราบทันทีว่าผู้เสียหายที่ 2 ย้ายภูมิลำเนาไปอยู่ที่จังหวัดจันทบุรี ตั้งแต่วันที่ 26 ตุลาคม 2552 หรือหากโจทก์เร่งส่งหมายเรียกพยานบุคคลให้แก่ผู้เสียหายที่ 2 เสียแต่เนิ่น ๆ โจทก์ก็ย่อมทราบเรื่องที่ผู้เสียหายที่ 2 ย้ายภูมิลำเนาแล้วเช่นกัน การที่โจทก์เพิกเฉยไม่ดำเนินการ แต่เพิ่งมาขอระบุพยานเพิ่มเติมเกี่ยวกับภูมิลำเนาของผู้เสียหายที่ 2 เมื่อวันที่ 16 พฤศจิกายน 2553 หลังจากวันนัดตรวจพยานหลักฐานถึง 7 เดือนเศษ ย่อมเป็นความบกพร่องของโจทก์เอง อย่างไรก็ตาม แม้ศาลชั้นต้นไม่อนุญาตให้โจทก์ส่งประเด็นไปสืบพยานปากผู้เสียหายที่ 2 ที่ศาลจังหวัดจันทบุรี ศาลชั้นต้นก็ยังให้โอกาสโจทก์ติดตามผู้เสียหายที่ 2 มาเบิกความต่อศาลชั้นต้นภายในวันสืบพยานจำเลยวันที่ 26 พฤศจิกายน 2553 ซึ่งมีเวลาเพียงพอ แต่เมื่อถึงวันนัดโจทก์แถลงว่า ผู้เสียหายที่ 2 ไม่มาศาล และโจทก์ยังไม่ได้รับรายงานผลการส่งหมายเรียกให้พยาน ขอเลื่อนคดี โดยทนายจำเลยแถลงคัดค้าน พฤติการณ์ของโจทก์ถือไม่ได้ว่ามีเหตุจำเป็นอันมิอาจก้าวล่วงได้ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 40 ประกอบประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 15 ที่ศาลชั้นต้นมีคำสั่งไม่อนุญาตให้โจทก์ส่งประเด็นไปสืบผู้เสียหายที่ 2 และงดสืบพยานโจทก์ปากผู้เสียหายที่ 2 นั้น เป็นการดำเนินกระบวนพิจารณาที่ชอบแล้ว คำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 3 ไม่ต้องด้วยความเห็นของศาลฎีกา ฎีกาของจำเลยฟังขึ้น

พิพากษายกคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 3 และให้ศาลอุทธรณ์ภาค 3 วินิจฉัยอุทธรณ์ของโจทก์ข้ออื่นต่อไป
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.อ. ม. 15
ป.วิ.พ. ม. 40
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการจังหวัดศรีสะเกษ
จำเลย — นายสมพรหรือพร ระยับศรี
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดศรีสะเกษ — นายพงศ์ภัทร อะสีติรัตน์
ศาลอุทธรณ์ภาค 3 — นายศุภร พิชิตวงศ์เลิศ
ชื่อองค์คณะ
เกษม เกษมปัญญา
อนันต์ วงษ์ประภารัตน์
ปกรณ์ วงศาโรจน์
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 20377/2555
#532889
เปิดฉบับเต็ม

การที่จำเลยที่ 2 ที่ 3 และที่ 4 ร่วมกันเก็บกวาดเศษกระจก และเศษชิ้นส่วนของรถจักรยานยนต์คันที่ผู้ตายขับเฉี่ยวชนกับรถไถนาที่จำเลยที่ 1 ขับ ซึ่งตกอยู่ในที่เกิดเหตุ และจำเลยที่ 2 นำรถจักรยานยนต์คันที่ผู้ตายขับซึ่งล้มอยู่ในที่เกิดเหตุไปทิ้งลงในคลองชลประทาน เป็นการกระทำด้วยเจตนาอันเดียวกัน คือ เพื่อช่วยเหลือจำเลยที่ 1 มิให้ต้องรับโทษ และเป็นการกระทำในคราวเดียวกัน ต่อเนื่องกัน การกระทำของจำเลยที่ 2 และที่ 3 จึงเป็นกรรมเดียว เป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบท ให้ลงโทษฐานร่วมกันเพื่อจะช่วยเหลือผู้อื่นมิให้ต้องรับโทษ ทำให้เสียหาย ทำลาย ซ่อนเร้น เอาไปเสีย หรือทำให้สูญหายซึ่งพยานหลักฐานในการกระทำความผิดตาม ป.อ. มาตรา 184 ซึ่งเป็นกฎหมายบทที่มีโทษหนักที่สุดตาม ป.อ. มาตรา 90 ปัญหาดังกล่าวเป็นข้อกฎหมายที่เกี่ยวกับความสงบเรียบร้อย แม้จำเลยที่ 2 และที่ 3 ไม่ได้ยกขึ้นฎีกา ศาลฎีกามีอำนาจยกขึ้นวินิจฉัยและแก้ไขให้ถูกต้องได้ตาม ป.วิ.อ. มาตรา 195 วรรคสอง ประกอบมาตรา 225 และเรื่องดังกล่าวเป็นเหตุอยู่ในส่วนลักษณะคดี ศาลฎีกามีอำนาจพิพากษาตลอดไปถึงจำเลยที่ 4 ซึ่งมิได้ฎีกาด้วยตาม ป.วิ.อ. มาตรา 213 ประกอบมาตรา 225

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยทั้งสี่ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 33, 83, 91, 184, 291 ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 150 ทวิ และริบไม้กวาดทางมะพร้าวของกลาง

จำเลยที่ 1 ให้การปฏิเสธ ศาลชั้นต้นมีคำสั่งให้แยกฟ้องจำเลยที่ 1 เป็นคดีใหม่

จำเลยที่ 2 ที่ 3 และที่ 4 ให้การรับสารภาพ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยที่ 2 ที่ 3 และที่ 4 มีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 184, 83 ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 150 ทวิ วรรคสอง (ที่ถูก และประกอบประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83) การกระทำของจำเลยที่ 2 ที่ 3 และที่ 4 เป็นความผิดหลายกรรมต่างกัน ให้ลงโทษทุกกรรมเป็นกระทงความผิดไปตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 ฐานร่วมกันเพื่อจะช่วยผู้อื่นมิให้ต้องรับโทษ ทำให้เสียหาย ทำลาย ซ่อนเร้น เอาไปเสีย หรือทำให้สูญหายซึ่งพยานหลักฐานในการกระทำผิด จำคุกคนละ 6 เดือน ฐานร่วมกันกระทำการใด ๆ แก่สภาพแวดล้อมในบริเวณที่พบศพก่อนการชันสูตรพลิกศพเสร็จสิ้น ในประการที่น่าจะทำให้การชันสูตรพลิกศพหรือผลทางคดีเปลี่ยนแปลงไปโดยทุจริตหรือเพื่ออำพรางคดี จำคุกคนละ 12 เดือน รวมจำคุกคนละ 18 เดือน จำเลยที่ 2 ที่ 3 และที่ 4 ให้การรับสารภาพ เป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้กึ่งหนึ่ง ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คงจำคุกคนละ 9 เดือน ริบไม้กวาดทางมะพร้าวของกลาง

จำเลยที่ 2 และที่ 3 อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 7 พิพากษายืน

จำเลยที่ 2 และที่ 3 ฎีกา โดยผู้พิพากษาซึ่งพิจารณาและลงชื่อในคำพิพากษาศาลชั้นต้นอนุญาตให้ฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า เห็นสมควรยกขึ้นวินิจฉัยเสียก่อนว่า การกระทำของจำเลยที่ 2 และที่ 3 เป็นกรรมเดียวเป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบทหรือไม่ เห็นว่า การที่จำเลยที่ 2 ที่ 3 และที่ 4 ร่วมกันเก็บกวาดเศษกระจก และเศษชิ้นส่วนของรถจักรยานยนต์คันที่เด็กชาย ย. ผู้ตายขับและเกิดอุบัติเหตุเฉี่ยวชนกับรถไถนาที่จำเลยที่ 1 ขับซึ่งตกอยู่ในที่เกิดเหตุไปทิ้งลงในคลองชลประทาน และจำเลยที่ 2 นำรถจักรยานยนต์คันที่ผู้ตายขับซึ่งล้มอยู่ในที่เกิดเหตุไปทิ้งลงในคลองชลประทาน เป็นการกระทำด้วยเจตนาอันเดียวกันคือเพื่อช่วยเหลือจำเลยที่ 1 มิให้ต้องรับโทษ และเป็นการกระทำในคราวเดียวกัน ทั้งต่อเนื่องกัน การกระทำของจำเลยที่ 2 และที่ 3 จึงเป็นกรรมเดียวเป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบท ให้ลงโทษฐานร่วมกันเพื่อจะช่วยผู้อื่นมิให้ต้องรับโทษ ทำให้เสียหาย ทำลาย ซ่อนเร้น เอาไปเสีย หรือทำให้สูญหายซึ่งพยานหลักฐานในการกระทำผิด ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 184 ซึ่งเป็นกฎหมายบทที่มีโทษหนักที่สุด ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 หาใช่เป็นความผิดหลายกรรมต่างกันตามที่ศาลอุทธรณ์ภาค 7 พิพากษาไม่ ปัญหาดังกล่าวเป็นข้อกฎหมายที่เกี่ยวกับความสงบเรียบร้อย แม้จำเลยที่ 2 และที่ 3 ไม่ได้ยกขึ้นฎีกา ศาลฎีกาก็มีอำนาจยกขึ้นวินิจฉัยและแก้ไขให้ถูกต้องได้ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 195 วรรคสอง ประกอบมาตรา 225 และเรื่องดังกล่าวเป็นเหตุอยู่ในส่วนลักษณะคดี ศาลฎีกาย่อมมีอำนาจพิพากษาตลอดไปถึงจำเลยที่ 4 ซึ่งมิได้ฎีกาด้วย ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 213 ประกอบมาตรา 225

พิพากษาแก้เป็นว่า การกระทำของจำเลยที่ 2 ที่ 3 และที่ 4 เป็นกรรมเดียวเป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบท ให้ลงโทษฐานร่วมกันเพื่อจะช่วยผู้อื่นมิให้ต้องรับโทษ ทำให้เสียหาย ทำลาย ซ่อนเร้น เอาไปเสีย หรือทำให้สูญหายซึ่งพยานหลักฐานในการกระทำผิด ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 184 ซึ่งเป็นกฎหมายบทที่มีโทษหนักที่สุด ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 จำคุกคนละ 6 เดือน และเฉพาะจำเลยที่ 2 และที่ 3 ให้ลงโทษปรับคนละ 10,000 บาท อีกสถานหนึ่ง ลดโทษให้กึ่งหนึ่งตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คงจำคุกคนละ 3 เดือน และปรับจำเลยที่ 2 และที่ 3 คนละ 5,000 บาท โทษจำคุกเฉพาะจำเลยที่ 2 และที่ 3 ให้รอการลงโทษไว้ 3 ปี และคุมความประพฤติของจำเลยที่ 2 และที่ 3 ไว้ 2 ปี นับแต่วันที่ได้อ่านคำพิพากษาศาลฎีกาให้จำเลยที่ 2 และที่ 3 ฟัง โดยให้จำเลยที่ 2 และที่ 3 ไปรายงานตัวต่อพนักงานคุมประพฤติปีละ 3 ครั้ง ตามเงื่อนไขและกำหนดระยะเวลาที่พนักงานคุมประพฤติเห็นสมควร ให้จำเลยที่ 2 และที่ 3 กระทำกิจกรรมบริการสังคมหรือสาธารณประโยชน์ตามที่พนักงานคุมประพฤติและจำเลยที่ 2 และที่ 3 เห็นสมควรมีกำหนดคนละ 30 ชั่วโมง ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 56 ไม่ชำระค่าปรับให้จัดการตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 29, 30 นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 7
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.อ. ม. 90 ม. 184
ป.วิ.อ. ม. 150 ทวิ วรรคสอง ม. 195 วรรคสอง ม. 213 ม. 225
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการจังหวัดราชบุรี
จำเลย — นายมาโนชย์ เฉลิมรัตน์ กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดราชบุรี — นายกิตติพงษ์ กลิ่นขจร
ศาลอุทธรณ์ภาค 7 — นายวิชาญ ศิริเศรษฐ์
ชื่อองค์คณะ
อนันต์ วงษ์ประภารัตน์
เกษม เกษมปัญญา
ปกรณ์ วงศาโรจน์
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 20375/2555
#544564
เปิดฉบับเต็ม

จำเลยที่ 1 ใช้ปืนซึ่งเป็นอาวุธที่มีอานุภาพร้ายแรงยิงผู้เสียหาย ขณะที่ผู้เสียหายกอดรัดอยู่กับจำเลยที่ 2 แม้กระสุนปืนจะเฉี่ยวศีรษะของผู้เสียหายไปเป็นเหตุให้มีเพียงบาดแผลฉีกขาดที่ศีรษะได้รับบาดเจ็บเท่านั้นก็ตาม ก็ถือได้ว่าเป็นการยิงโดยมีเจตนาฆ่าผู้เสียหายและจำเลยได้กระทำไปตลอดครบองค์ประกอบของความผิดฐานพยายามฆ่าแล้ว แม้ข้อเท็จจริงจะได้ความว่า เมื่อผู้เสียหายหนีไปอยู่หลังกระต๊อบ จำเลยที่ 2 ไปลากผู้เสียหายออกมาแล้ว จำเลยที่ 1 จะยับยั้งไม่ใช้อาวุธปืนยิงผู้เสียหายต่อไปจนถึงแก่ความตาย จำเลยที่ 1 ก็ยังต้องรับโทษสำหรับความผิดฐานพยายามฆ่าผู้อื่นที่ได้กระทำไปแล้ว กรณีหาใช่การกระทำความผิดของจำเลยที่ 1 เป็นการยับยั้งเสียเองไม่กระทำให้ตลอดหรือจำเลยที่ 1 กลับใจแก้ไขไม่ให้การกระทำนั้นบรรลุผลอันจะทำให้จำเลยที่ 1 ไม่ต้องรับโทษสำหรับการกระทำความผิดนั้น ตาม ป.อ. มาตรา 82

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยทั้งสองตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 80, 83, 91, 288, 371 พระราชบัญญัติอาวุธปืน เครื่องกระสุนปืน วัตถุระเบิด ดอกไม้เพลิง และสิ่งเทียมอาวุธปืน พ.ศ.2490 มาตรา 7, 8 ทวิ, 72, 72 ทวิ

จำเลยทั้งสองให้การปฏิเสธ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยทั้งสองมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 295 ประกอบมาตรา 83 จำคุกคนละ 3 เดือน และปรับคนละ 3,000 บาท จำเลยทั้งสองนำสืบเป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 หนึ่งในสาม คงจำคุกคนละ 2 เดือน และปรับคนละ 2,000 บาท โทษจำคุกให้รอการลงโทษไว้มีกำหนดคนละ 1 ปี ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 56 ไม่ชำระค่าปรับให้จัดการตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 29, 30 ข้อหาอื่นให้ยก

โจทก์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 2 พิพากษาแก้เป็นว่า จำเลยทั้งสองมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 288 ประกอบมาตรา 80, 82, 83 ไม่ต้องรับโทษฐานร่วมกันพยายามฆ่า ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 82 คงลงโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 295 ประกอบมาตรา 83 และมีความผิดตามพระราชบัญญัติอาวุธปืน เครื่องกระสุนปืน วัตถุระเบิด ดอกไม้เพลิง และสิ่งเทียมอาวุธปืน พ.ศ.2490 มาตรา 7, 72 วรรคสาม, 8 ทวิ วรรคหนึ่ง, 72 ทวิ วรรคสอง และประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 371 ประกอบมาตรา 83 ด้วย เป็นความผิดหลายกรรมต่างกัน ให้ลงโทษทุกกรรมเป็นกระทงความผิดไปตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 ฐานร่วมกันมีอาวุธปืนไว้ในครอบครองโดยไม่ได้รับใบอนุญาต จำคุกคนละ 1 ปี ฐานร่วมกันพาอาวุธปืนติดตัวไปในเมือง หมู่บ้าน และทางสาธารณะโดยไม่ได้รับใบอนุญาตและโดยไม่มีเหตุสมควร เป็นการกระทำกรรมเดียวผิดต่อกฎหมายหลายบท ให้ลงโทษตามพระราชบัญญัติอาวุธปืน มาตรา 72 ทวิ วรรคสอง ซึ่งเป็นกฎหมายบทที่มีโทษหนักที่สุดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 จำคุกคนละ 1 ปี เมื่อรวมกับโทษจำคุกฐานร่วมกันทำร้ายร่างกายตามคำพิพากษาของศาลชั้นต้นแล้ว เป็นจำคุกคนละ 2 ปี 3 เดือน ไม่ปรับและไม่รอการลงโทษ นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

จำเลยทั้งสองฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงในเบื้องต้นรับฟังเป็นยุติว่า ตามวันเวลาและสถานที่เกิดเหตุในฟ้อง จำเลยทั้งสองร่วมกันชกต่อยผู้เสียหายจนเป็นเหตุให้เกิดอันตรายแก่กาย

มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยทั้งสองว่า จำเลยทั้งสองร่วมกันมีอาวุธปืนที่เป็นของผู้อื่นซึ่งได้รับอนุญาตให้มีและใช้ไว้ในครอบครองโดยจำเลยทั้งสองไม่ได้รับใบอนุญาต ร่วมกันพาอาวุธปืนไปในเมือง หมู่บ้าน และทางสาธารณะโดยไม่ได้รับใบอนุญาตและโดยไม่มีเหตุสมควร และร่วมกันพยายามฆ่าผู้เสียหายแต่ยับยั้งเสียเองไม่กระทำการให้ตลอด ดังที่ศาลอุทธรณ์ภาค 2 พิพากษาหรือไม่ เห็นว่า แม้ขณะเกิดเหตุจะเป็นเวลากลางคืน แต่ก็ได้ความจากพยานปากผู้เสียหายว่า บริเวณที่เกิดเหตุมีไฟฟ้าเปิดส่องสว่างอยู่ภายในกระต๊อบ 1 ดวง ในครัวซึ่งอยู่ติดกับกระต๊อบ 1 ดวง และที่บ่อปลาอีก 1 ดวง ซึ่งผู้เสียหายอ้างว่ามีแสงสว่างสามารถมองเห็นกันได้ชัดเจน นอกจากนี้ยังได้ความจากพันตำรวจโทมาโนช พนักงานสอบสวนสถานีตำรวจภูธรอำเภอบ้านโพธิ์ เบิกความตอบทนายจำเลยทั้งสองถามค้านว่า ในวันที่เกิดเหตุมีแสงสว่างจากหลอดไฟภายในกระต๊อบและหลอดไฟที่เสาไฟฟ้าต้นที่ปรากฏอยู่ในภาพถ่าย ซึ่งระบุในแผนที่สังเขปแสดงสถานที่เกิดเหตุว่า ที่เสาไฟฟ้ามีหลอดไฟฟ้าขนาด 60 วัตต์ เปิดสว่างอยู่ และเมื่อดูจากภาพถ่ายแล้วจะเห็นได้ว่า เสาไฟฟ้าอยู่ใกล้กันกับที่เกิดเหตุ ทั้งที่เกิดเหตุก็เป็นบริเวณที่โล่งเตียนไม่มีอะไรบัง ประกอบกับผู้เสียหายมีโอกาสเห็นจำเลยที่ 1 ถืออาวุธปืนอยู่ในมือถึง 2 ครั้ง โดยครั้งแรกเห็นในขณะที่จำเลยที่ 1 ลงจากรถและเดินเข้ามาหยุดอยู่ห่างจากผู้เสียหายประมาณ 10 เมตร และเห็นอีกครั้งหนึ่งเมื่อผู้เสียหายวิ่งไปหลบด้านหลังกระต๊อบ และจำเลยทั้งสองวิ่งตามไปทันโดยเห็นจำเลยที่ 1 ยืนถืออาวุธปืนอยู่ห่างจากผู้เสียหายเพียง 2 เมตร ทั้งผู้เสียหายยังได้มีโอกาสพูดจาโต้ตอบกับจำเลยที่ 1 ในขณะนั้นด้วย แสดงว่าผู้เสียหายมีโอกาสเห็นจำเลยที่ 1 ยืนถืออาวุธปืนอยู่ในระยะใกล้กันเป็นเวลานานพอสมควร น่าเชื่อว่าผู้เสียหายสามารถมองเห็นจำเลยที่ 1 ถืออาวุธปืนได้ชัดเจนจนถึงขนาดรู้ได้ว่าเป็นอาวุธปืนชนิดลูกโม่สีดำ อีกทั้งภายหลังเกิดเหตุ เมื่อผู้เสียหายไปขอความช่วยเหลือจากนายวิเชษฐ ผู้เสียหายก็บอกนายวิเชษฐทันทีว่าถูกจำเลยที่ 1 ยิงได้รับบาดเจ็บ และภายหลังจากออกจากโรงพยาบาล เมื่อผู้เสียหายไปแจ้งความและได้พบกับพนักงานสอบสวนผู้เสียหายก็แจ้งต่อพนักงานสอบสวนว่าถูกจำเลยที่ 1 ใช้อาวุธปืนยิง โดยโจทก์มีนายวิเชษฐและพันตำรวจโทมาโนช พนักงานสอบสวนมาเบิกความสนับสนุนว่าผู้เสียหายได้แจ้งแก่ตนเช่นนั้นจริง สำหรับมูลเหตุที่ทำให้เกิดเหตุการณ์ได้ความจากคำเบิกความของผู้เสียหายว่า ก่อนหน้าเกิดเหตุมีชาวบ้านพูดกันว่านายพะนอกับภรรยาของจำเลยที่ 1 คบกันอย่างชู้สาว ซึ่งข้อมูลดังกล่าวจำเลยที่ 2 เองก็เคยให้การในชั้นสอบสวนว่า เหตุที่ไปหานายพะนอในคืนเกิดเหตุเนื่องจากมารดาไม่อยู่ สงสัยว่าจะไปกับนายพะนอจึงย่อมเป็นเหตุผลที่แท้จริงว่าที่จำเลยทั้งสองเดินทางไปยังที่เกิดเหตุก็เพื่อตรวจสอบว่า ภรรยาของจำเลยที่ 1 ซึ่งเป็นมารดาของจำเลยที่ 2 อยู่กับนายพะนอดังที่ชาวบ้านลือกันจริงหรือไม่ และเป็นเหตุผลที่ทำให้น่าเชื่อว่าจำเลยที่ 1 จะต้องพาอาวุธปืนติดตัวไปโดยเจตนาที่จะใช้อาวุธปืนทำร้ายนายพะนอ หากพบว่าอยู่กับนางวรรณนภาเป็นแน่ หาใช่จำเลยทั้งสองไปหานายพะนอเพื่อจะสอบถามว่า นางวรรณนภาเป็นหนี้นายพะนออยู่เป็นเงินเท่าใดดังที่จำเลยทั้งสองเบิกความไม่ แต่เมื่อไปถามหาไม่พบนายพะนอจำเลยทั้งสองกลับไปมีเรื่องทะเลาะวิวาทกับผู้เสียหาย จำเลยที่ 1 จึงใช้อาวุธปืนยิงผู้เสียหาย พยานหลักฐานของโจทก์มีน้ำหนักแน่นหนารับฟังได้ว่า จำเลยที่ 1 ใช้อาวุธปืนยิงผู้เสียหายจริง ที่จำเลยทั้งสองฎีกาทำนองว่า หากจำเลยใช้อาวุธปืนยิงผู้เสียหายในขณะที่ผู้เสียหายล้มลงกับพื้นและกระสุนปืนเฉี่ยวผู้เสียหายจริง กระสุนปืนย่อมตกอยู่ในที่เกิดเหตุ แต่พนักงานสอบสวนกลับไม่พบปลอกกระสุนปืนหรือหัวกระสุนปืนตกอยู่ในที่เกิดเหตุนั้น ในข้อนี้เมื่อได้ความว่าอาวุธปืนที่จำเลยที่ 1 ใช้ยิงเป็นอาวุธปืนลูกโม่ซึ่งโดยปกติเมื่อยิงแล้วปลอกกระสุนย่อมจะไม่สลัดออกจากตัวปืน สำหรับหัวกระสุนปืนที่ยิงเฉี่ยวผู้เสียหายไปนั้น หากดูจากภาพถ่ายสถานที่เกิดเหตุ แล้วก็น่าเชื่อว่าหัวกระสุนปืนน่าจะตกลงไปในบ่อปลาที่เห็นอยู่ในภาพถ่ายแล้วจึงทำให้ตรวจไม่พบหัวกระสุนปืน ที่จำเลยทั้งสองฎีกาว่า ตามผลการตรวจชันสูตรบาดแผลของแพทย์ระบุว่า บาดแผลของผู้เสียหายเป็นบาดแผลถูกของแข็งมีคม เป็นแผลฉีกขาดขอบเรียบบริเวณศีรษะขนาด 3 คูณ 0.5 เซนติเมตร แต่กลับได้ความจากคำเบิกความของนายแพทย์นัฐวุฒิ ที่ตอบทนายจำเลยทั้งสองถามค้านว่า บาดแผลที่เกิดจากกระสุนปืนยิงจะมีลักษณะขอบไม่เรียบ ในข้อนี้ก็ได้ความจากผู้เสียหายเบิกความตอบทนายจำเลยทั้งสองถามค้านว่า ในวันเกิดเหตุพยาบาลเป็นคนตรวจบาดแผลและเย็บแผลให้ ในวันดังกล่าวผู้เสียหายไม่ได้พบแพทย์ ทั้งยังได้เบิกความยืนยันข้อเท็จจริงในขณะตอบโจทก์ถามติงอีกครั้งหนึ่งด้วย จึงมีเหตุให้น่าเชื่อว่าแพทย์น่าจะเขียนรายงานผลการตรวจจากรายงานที่พยาบาลได้บันทึกการรักษาไว้ โดยแพทย์ไม่ได้เห็นบาดแผลด้วยตนเอง กรณีนี้จึงอาจจะเกิดจากการผิดพลาดขึ้นโดยง่าย จึงไม่ถือเป็นพิรุธถึงขนาดจะทำให้พยานหลักฐานโจทก์ต้องเสียไป ตามพฤติการณ์ที่จำเลยที่ 1 ใช้ปืนซึ่งเป็นอาวุธที่มีอานุภาพร้ายแรงยิงผู้เสียหายขณะที่ผู้เสียหายกอดรัดอยู่กับจำเลยที่ 2 แม้กระสุนปืนจะเฉี่ยวศีรษะของผู้เสียหายไปเป็นเหตุให้มีเพียงบาดแผลฉีกขาดที่ศีรษะได้รับบาดเจ็บเท่านั้นก็ตาม ก็ถือได้ว่าเป็นการยิงโดยมีเจตนาฆ่าผู้เสียหายและจำเลยได้กระทำไปตลอดครบองค์ประกอบของความผิดฐานพยายามฆ่าแล้ว แม้ข้อเท็จจริงจะได้ความว่าเมื่อจำเลยที่ 2 ลากผู้เสียหายออกมาจากหลังกระต๊อบแล้ว จำเลยที่ 1 จะยับยั้งไม่ใช้อาวุธปืนยิงผู้เสียหายต่อไปจนถึงแก่ความตาย จำเลยที่ 1 ก็ยังต้องรับโทษสำหรับความผิดฐานพยายามฆ่าผู้อื่นที่ได้กระทำไปแล้ว กรณีหาใช่การกระทำความผิดของจำเลยที่ 1 เป็นการยับยั้งเสียเองไม่กระทำให้ตลอดหรือจำเลยที่ 1 กลับใจแก้ไขไม่ให้การกระทำนั้นบรรลุผล อันจะทำให้จำเลยที่ 1 ไม่ต้องรับโทษสำหรับการพยายามกระทำความผิดนั้น ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 82 ดังที่ศาลอุทธรณ์ภาค 2 วินิจฉัยไม่ เมื่อข้อเท็จจริงได้ความว่าจำเลยที่ 2 ได้ร่วมกระทำความผิดกับจำเลยที่ 1 โดยตลอด จำเลยที่ 2 จึงเป็นตัวการที่ร่วมกระทำความผิดฐานพยายามฆ่ากับจำเลยที่ 1 ด้วย ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 2 วินิจฉัยว่า เป็นการร่วมกันพยายามกระทำความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 82 จำเลยทั้งสองจึงไม่ต้องรับโทษฐานพยายามฆ่า คงต้องรับโทษในความผิดฐานทำร้ายร่างกายนั้นไม่ถูกต้อง ปัญหาข้อนี้เป็นข้อกฎหมายที่เกี่ยวกับความสงบเรียบร้อย แม้โจทก์จะมิได้ฎีกา ศาลฎีกาก็ปรับบทลงโทษให้ถูกต้องได้ ส่วนโทษที่ลงแก่จำเลยทั้งสองคงให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 2 กำหนด เพราะต้องห้ามเพิ่มเติมโทษจำเลยทั้งสองตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 212 ประกอบด้วยมาตรา 225 เมื่อฟังได้ว่าจำเลยทั้งสองร่วมกันใช้อาวุธปืนยิงผู้เสียหายแล้ว จึงต้องฟังว่าจำเลยทั้งสองมีความผิดฐานร่วมกันมีอาวุธปืนที่เป็นของผู้อื่นซึ่งได้รับอนุญาตให้มีและใช้ไว้ในครอบครองโดยจำเลยทั้งสองไม่ได้รับใบอนุญาตและร่วมกันพาอาวุธปืนไปในเมือง หมู่บ้าน และทางสาธารณะโดยไม่ได้รับใบอนุญาตและโดยไม่มีเหตุสมควรดังที่ศาลอุทธรณ์ภาค 2 วินิจฉัยด้วย ฎีกาของจำเลยทั้งสองในข้อนี้ฟังไม่ขึ้น

พิพากษาแก้เป็นว่า จำเลยทั้งสองมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 288 ประกอบมาตรา 80, 83 แต่คงให้ลงโทษเป็นฐานทำร้ายร่างกาย ซึ่งเมื่อลดโทษให้ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 หนึ่งในสามแล้วคงจำคุกคนละ 2 เดือน เมื่อรวมกับโทษจำคุกในความผิดฐานร่วมกันมีอาวุธปืนไว้ในครอบครองและพาอาวุธปืนติดตัวไปในเมือง หมู่บ้าน และทางสาธารณะโดยไม่ได้รับใบอนุญาตและโดยไม่มีเหตุสมควรอีกกระทงละ 1 ปี รวม 2 กระทง จำคุกคนละ 2 ปี ดังที่ศาลอุทธรณ์ภาค 2 กำหนดแล้ว เป็นจำคุกจำเลยทั้งสองคนละ 2 ปี 2 เดือน โดยไม่ปรับและไม่รอการลงโทษ นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 2
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.อ. ม. 80 ม. 82 ม. 288
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการจังหวัดฉะเชิงเทรา
จำเลย — นายวิรัตน์ ด้วงประเสริฐ กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดฉะเชิงเทรา — นายศุภกร สัณฐาน
ศาลอุทธรณ์ภาค 2 — นายกานต์ วงศ์ศิริ
ชื่อองค์คณะ
พิสิฐ ฐิติภัค
พิศล พิรุณ
เฉลิมชัย ตันตยานนท์
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 20348/2555
#532851
เปิดฉบับเต็ม

ในการตีความสัญญานั้นต้องคำนึงความประสงค์หรือเจตนาอันมีร่วมกันของคู่สัญญาซึ่งเป็นเจตนาที่คาดหมายในทางสุจริต และต้องคำนึงประเพณีปฏิบัติในระหว่างคู่สัญญาเอง หรือประเพณีในทางการค้าด้วยตาม ป.พ.พ. มาตรา 368 จะถือเอาเจตนาของฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งเพียงฝ่ายเดียวไม่ได้

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยทั้งสองร่วมกันชำระเงินจำนวน 130,066.61 บาท พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 15 ต่อปี ของต้นเงินจำนวน 54,352 บาท นับถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์

จำเลยทั้งสองขาดนัดยื่นคำให้การ

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยที่ 1 ชำระเงิน 47,977 บาท ให้แก่โจทก์ พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงินจำนวนดังกล่าวนับแต่วันที่ 20 พฤศจิกายน 2551 เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จ กับให้จำเลยที่ 1 ใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ โดยกำหนดค่าทนายความ 3,000 บาท สำหรับจำเลยที่ 2 ให้ยกฟ้อง ค่าฤชาธรรมเนียมเฉพาะส่วนของจำเลยที่ 2 ให้เป็นพับ คำขออื่นนอกจากนี้ให้ยก

โจทก์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 4 พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ

โจทก์ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า การตีความสัญญานั้นต้องคำนึงถึงความประสงค์หรือเจตนาอันมีร่วมกันของคู่สัญญาซึ่งเป็นเจตนาที่คาดหมายในทางสุจริต และต้องคำนึงประเพณีปฏิบัติในระหว่างคู่สัญญาเองหรือประเพณีในทางการค้าด้วยตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 368 จะถือเอาเจตนาของฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งเพียงฝ่ายเดียวไม่ได้ ซึ่งตามสัญญาข้อตกลง ข้อ 15 ระบุไว้ว่า ถ้าในการกระทำหรือละเว้นการกระทำใด ๆ ด้วยเจตนาหรือประมาทเลินเล่อหรือรู้เท่าไม่ถึงการณ์ของตัวแทน เป็นเหตุให้เกิดความเสียหายแก่บริษัทไม่ว่าทางตรงหรือทางอ้อมไม่ว่ามากน้อยเพียงใด ตัวแทนตกลงยินยอมชดใช้ค่าเสียหายอันเกิดจากการกระทำหรืองดเว้นการกระทำของตนทั้งสิ้นในทันที มิฉะนั้นตัวแทนตกลงยินยอมชำระดอกเบี้ยในจำนวนค่าเสียหายที่ต้องชำระในอัตราร้อยละ 15 ต่อปี จนกว่าจะได้ชำระให้เป็นที่ถูกต้องเรียบร้อย ตามข้อสัญญาดังกล่าวเห็นได้โดยชัดแจ้งว่ามีวัตถุประสงค์เพื่อไม่ให้ตัวแทนกระทำความเสียหายแก่โจทก์ และได้กำหนดค่าเสียหายไว้ในรูปของดอกเบี้ย อันถือว่าเป็นเบี้ยปรับตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 379 ดังนี้การที่โจทก์จะเรียกดอกเบี้ยอัตราดังกล่าวจากจำเลยได้นั้น จำเลยที่ 1 จะต้องเป็นผู้ก่อความเสียหายแก่โจทก์ไม่ว่าเกิดจากการกระทำหรือละเว้นการกระทำใด ๆ ด้วยเจตนาหรือประมาทเลินเล่อหรือรู้เท่าไม่ถึงการณ์ของจำเลยที่ 1 ส่วนตามสัญญาข้อ 10 นั้น เป็นเรื่องที่ตัวแทนต้องคืนผลประโยชน์ที่ได้รับจากโจทก์ ในกรณีที่โจทก์ต้องคืนเบี้ยประกันให้ผู้ขอประกันชีวิต ผู้เอาประกันชีวิตไม่ว่าโดยเหตุที่ผู้ขอประกันชีวิตบอกเลิกการขอประกันชีวิต หรือโดยเหตุสัญญาประกันชีวิตเป็นโมฆียะ หรือโดยเหตุที่บุคคลดังกล่าวมีสุขภาพไม่สมบูรณ์มาก่อนและขณะขอประกันชีวิต ซึ่งกรณีที่ผู้ขอประกันชีวิตบอกเลิกการขอประกันชีวิตตามที่ระบุไว้ในสัญญาข้อ 10 นี้ อาจไม่เกี่ยวกับการกระทำใด ๆ ของตัวแทนหรือจำเลยที่ 1 ก็ได้ กรณีจึงเป็นคนละเรื่องกับสัญญาข้อ 15 ดังนั้น เมื่อโจทก์ไม่ได้นำสืบให้ได้ความว่าเหตุที่ต้องคืนดอกเบี้ยเกิดจากการกระทำของจำเลยที่ 1 ดังที่ระบุไว้ตามสัญญาข้อ 15 จำเลยที่ 1 จึงไม่ต้องรับผิดชำระดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 15 ต่อปี แก่โจทก์ดังที่โจทก์ฎีกา นอกจากนี้ข้อเท็จจริงได้ความว่าจำเลยที่ 1 ถูกปลดออกจากการเป็นตัวแทนของโจทก์ตั้งแต่เดือนพฤศจิกายน 2541 แต่มีการทำหนังสือตั้งหนี้ หลังจากจำเลยที่ 1 มิได้เป็นตัวแทนโจทก์แล้ว จึงถือไม่ได้ว่า จำเลยที่ 1 ได้ทราบว่ามีหนี้ต้องชำระเงินดังกล่าว อันจะก่อให้เกิดสิทธิเรียกร้องเอาดอกเบี้ยจากจำเลยที่ 1 ที่ถือว่าผิดนัด จึงต้องถือเอาวันที่จำเลยที่ 1 ได้รับหนังสือบอกกล่าวขอให้ชำระหนี้และพ้นจากระยะเวลาตามที่ระบุไว้ในหนังสือดังกล่าวเป็นวันผิดนัด คือวันที่ 20 พฤศจิกายน 2551 ที่ศาลล่างทั้งสองวินิจฉัยปัญหานี้มานั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาของโจทก์ข้อนี้ฟังไม่ขึ้น

พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 368
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — บริษัทไทยประกันชีวิต จำกัด
จำเลย — นายจรัส บุตรการ กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดมุกดาหาร — นายนราเทพ สอนเผือก
ศาลอุทธรณ์ภาค 4 — นายสุทิน ปัทมราชวิเชียร
ชื่อองค์คณะ
สมยศ เข็มทอง
ไชยยงค์ คงจันทร์
เมทินี ชโลธร
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 20277/2555
#554855
เปิดฉบับเต็ม

แม้มีการยื่นคำร้องคัดค้านการจัดกลุ่มเจ้าหนี้มาแล้ว ซึ่งศาลมีคำสั่งยกคำร้อง คำสั่งจึงถึงที่สุดตาม พ.ร.บ.ล้มละลาย พ.ศ.2483 มาตรา 90/42 ทวิ วรรคสอง แต่ปัญหาการจัดกลุ่มเจ้าหนี้มีประกันกับสิทธิที่ได้รับชำระหนี้ของเจ้าหนี้เป็นข้อสำคัญเกี่ยวกับการพิจารณาแผน เนื่องจากแผนฟื้นฟูกิจการซึ่งที่ประชุมเจ้าหนี้ได้มีมติพิเศษยอมรับมาแล้วจะต้องได้รับความเห็นชอบจากศาลอีกชั้นหนึ่งเพื่อก่อให้เกิดความเป็นธรรมแก่บุคคลที่เกี่ยวข้องทุกฝ่าย ในการจัดกลุ่มเจ้าหนี้มีประกันตามแผนมิได้พิจารณาเพียงจำนวนหนี้ของเจ้าหนี้มีประกัน แต่จะต้องคำนึงถึงราคาทรัพย์สินอันเป็นหลักประกันเป็นสำคัญ หากจำนวนหนี้ของเจ้าหนี้มีประกันสูงกว่าราคาทรัพย์สินอันเป็นหลักประกัน การเป็นเจ้าหนี้มีประกันในอันที่จะบังคับชำระหนี้จากทรัพย์สินอันเป็นหลักประกันได้ก่อนเจ้าหนี้อื่น ย่อมมีอยู่เฉพาะในมูลค่าราคาทรัพย์สินอันเป็นหลักประกันเท่านั้น ดังนั้น การที่เจ้าหนี้มีทรัพย์สินของลูกหนี้เป็นประกันจะมีฐานะเป็นเจ้าหนี้มีประกันที่มีจำนวนหนี้มีประกันจึงมีเพียงเท่าราคาทรัพย์สินอันเป็นหลักประกัน ทั้งนี้ การตีราคาทรัพย์สินอันเป็นหลักประกันนั้นจะต้องเป็นราคาสมควรและเป็นธรรมด้วย โดยแผนอาจจัดให้เป็นเจ้าหนี้มีประกันตาม พ.ร.บ.ล้มละลาย พ.ศ.2483 มาตรา 90/42 ทวิ วรรคหนึ่ง (1) หรือ (2) แล้วแต่กรณี ส่วนหนี้ที่เหลือย่อมมีฐานะเป็นเจ้าหนี้ไม่มีประกันที่อาจจัดได้เป็นหลายกลุ่มโดยให้เจ้าหนี้ไม่มีประกันที่มีสิทธิเรียกร้องหรือผลประโยชน์ที่มีสาระสำคัญเหมือนกันหรือทำนองเดียวกันอยู่ในกลุ่มเดียวกันตามมาตรา 90/42 ทวิ วรรคหนึ่ง (3)

เจ้าหนี้กลุ่มที่ 1 ถึงที่ 3 เป็นผู้รับจำนำหุ้นของบริษัทต่าง ๆ ที่ลูกหนี้เป็นผู้ถือหุ้นอยู่ตามสัญญาจำนำหุ้นที่กำหนดวงเงินจำนำครอบคลุมถึงหนี้ประธานตามสัญญาปรับปรุงโครงสร้างหนี้ซึ่งลูกหนี้กระทำต่อเจ้าหนี้กลุ่มที่ 1 ถึงที่ 3 ก่อนเข้าสู่กระบวนการฟื้นฟูกิจการ แสดงว่าเจ้าหนี้กลุ่มที่ 1 ถึงที่ 3 ต่างมีหุ้นที่ลูกหนี้จำนำเป็นทรัพย์สินอันเป็นหลักประกันร่วมกัน จึงอยู่ในฐานะเจ้าหนี้มีประกันเช่นเดียวกัน แต่ผู้ทำแผนไม่ได้ประเมินหรือตีราคาหุ้นอันเป็นหลักประกันตามสัดส่วนแห่งความเป็นเจ้าหนี้เพื่อจัดกลุ่มเจ้าหนี้มีประกัน แต่กลับนำจำนวนหนี้ประธานของเจ้าหนี้มีประกันแต่ละรายมาคำนวณเปรียบเทียบกับจำนวนหนี้ทั้งหมดที่บรรดาเจ้าหนี้ขอรับชำระหนี้ในการฟื้นฟูกิจการ แล้วจัดให้เจ้าหนี้รายที่ 20 เป็นเจ้าหนี้กลุ่มที่ 1 และเจ้าหนี้รายที่ 39 เป็นเจ้าหนี้กลุ่มที่ 2 โดยอ้างว่าเป็นเจ้าหนี้มีประกันรายที่มีจำนวนหนี้มีประกันไม่น้อยกว่าร้อยละ 15 ของจำนวนหนี้ทั้งหมดที่อาจขอรับชำระหนี้ในการฟื้นฟูกิจการ และให้เจ้าหนี้มีประกันอื่นเป็นเจ้าหนี้กลุ่มที่ 3 ซึ่งไม่ถูกต้องตามวิธีการจัดกลุ่มเจ้าหนี้มีประกัน หากมีการประเมินและตีราคาหุ้นอันเป็นหลักประกันอย่างสมควรและเป็นธรรมแล้ว มูลค่าทรัพย์สินอันเป็นหลักประกันน่าจะไม่สูงไปกว่าจำนวนหนี้ประธาน กรณีเช่นนี้หนี้ส่วนที่เหลือจากมูลค่าทรัพย์สินอันเป็นหลักประกันของเจ้าหนี้กลุ่มที่ 1 ถึงที่ 3 ซึ่งต่างเป็นสถาบันการเงินเช่นเดียวกัน ตามแผนจะต้องจัดให้เจ้าหนี้ที่มีสิทธิเรียกร้องหรือผลประโยชน์ที่มีสาระสำคัญเหมือนกันหรือทำนองเดียวกันเหล่านี้อยู่ในกลุ่มเดียวกัน การที่แผนกำหนดให้เจ้าหนี้กลุ่มที่ 2 ซึ่งเป็นเจ้าหนี้มีประกันแต่เพียงบางส่วนเมื่อหักราคาหุ้นอันเป็นหลักประกันตามสัดส่วนของการจำนำตามสัญญาปรับปรุงโครงสร้างหนี้ ให้ได้รับชำระหนี้ร้อยละ 100 ในขณะที่เจ้าหนี้กลุ่มที่ 3 ซึ่งเป็นเจ้าหนี้มีประกันแต่เพียงบางส่วนเมื่อหักราคาหุ้นอันเป็นหลักประกันตามสัดส่วนของการจำนำตามสัญญาปรับปรุงโครงสร้างหนี้เช่นกัน ให้ได้รับชำระหนี้เพียงร้อยละ 19.58 จึงไม่ถูกต้องและเท่าเทียมกัน ปรากฏว่าเจ้าหนี้กลุ่มที่ 2 และที่ 3 เป็นสถาบันการเงินที่เคยให้การช่วยเหลือสนับสนุนทางการเงินให้แก่ลูกหนี้มาก่อนเข้าสู่กระบวนการฟื้นฟูกิจการเช่นเดียวกัน จึงควรได้รับการปฏิบัติการชำระหนี้ในการฟื้นฟูกิจการเหมือนกันหรือทำนองเดียวกัน โดยการจัดกลุ่มเจ้าหนี้ให้ถูกต้อง มิใช่แยกไปจัดกลุ่มต่างกันและลดจำนวนหนี้ของเจ้าหนี้กลุ่มที่ 3 ลงถึงร้อยละ 80.42 การที่แผนกำหนดให้เจ้าหนี้รายที่ 39 เป็นเจ้าหนี้กลุ่มที่ 2 จะได้รับชำระหนี้ทั้งหมดร้อยละ 100 และมีการแก้ไขแผนอันเป็นการเอื้อประโยชน์แก่เจ้าหนี้รายที่ 39 โดยเฉพาะเจาะจง เป็นเหตุให้ได้รับการสนับสนุนจากเจ้าหนี้รายที่ 39 ในการลงมติยอมรับแผน แต่เจ้าหนี้เสียงส่วนน้อยของเจ้าหนี้ซึ่งได้เข้าประชุมด้วยตนเองหรือมอบฉันทะให้ผู้อื่นเข้าประชุมแทนในที่ประชุมเจ้าหนี้และได้ออกเสียงลงคะแนนในมตินั้นที่มีจำนวนหนี้คิดเป็นร้อยละ 40.24 เป็นเจ้าหนี้ที่ไม่ยอมรับแผน ซึ่งเกือบทั้งหมดเป็นเจ้าหนี้กลุ่มที่ 3 ต่างได้รับผลกระทบจากการจัดสรรชำระหนี้ตามแผน แผนการฟื้นฟูกิจการดังกล่าวจึงเป็นการจัดทำขึ้นเพื่อปรับลดหนี้ของเจ้าหนี้กลุ่มที่ 3 โดยไม่มีเหตุผลและไม่เท่าเทียมกันกับเจ้าหนี้กลุ่มที่ 2 มีลักษณะเลือกปฏิบัติก่อให้เกิดความไม่เป็นธรรมแก่เจ้าหนี้กลุ่มที่ 3 ไม่ก่อให้เกิดประโยชน์แก่เจ้าหนี้ทั้งปวง ทั้งยังส่อไปในทางไม่สุจริตในการจัดทำแผน จึงเป็นแผนที่ไม่ชอบด้วยกฎหมาย

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
คดีสืบเนื่องมาจากศาลล้มละลายกลางมีคำสั่งให้ฟื้นฟูกิจการของบริษัทจัสมิน อินเตอร์เนชั่นแนล จำกัด ลูกหนี้ และตั้งบริษัทแจ้งวัฒนะ แพลนเนอร์ จำกัด เป็นผู้ทำแผน เมื่อวันที่ 17 กันยายน 2545 ต่อมาเจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์รายงานว่า เมื่อวันที่ 6 มีนาคม 2546 ที่ประชุมเจ้าหนี้มีมติพิเศษยอมรับแผนฟื้นฟูกิจการของลูกหนี้ที่ได้มีการแก้ไขแล้วตามพระราชบัญญัติล้มละลาย พ.ศ.2483 มาตรา 90/46 (2) ขอให้ศาลนัดพิจารณาแผน ซึ่งเจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ได้แจ้งกำหนดวันนัดพิจารณาแผนให้ผู้ทำแผน ลูกหนี้และเจ้าหนี้ทั้งหลายทราบโดยชอบแล้วตามพระราชบัญญัติล้มละลาย พ.ศ.2483 มาตรา 90/56

เจ้าหนี้รายที่ 23 ที่ 25 ถึงที่ 29 ที่ 31 ที่ 33 ถึงที่ 36 ที่ 38 ที่ 40 และที่ 43 ยื่นคำคัดค้านและแก้ไขคำคัดค้าน ขอให้มีคำสั่งไม่เห็นชอบด้วยแผนและยกเลิกคำสั่งให้ฟื้นฟูกิจการของลูกหนี้

ผู้ทำแผนยื่นคำชี้แจง ขอให้มีคำสั่งเห็นชอบด้วยแผน

เจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ชี้แจงว่า แผนมีรายการครบถ้วนตามที่พระราชบัญญัติล้มละลาย พ.ศ.2483 มาตรา 90/42 กำหนด โดยเหตุผลในการฟื้นฟูกิจการปรากฏในแผนหน้า 10 ข้อ 4.3 หลักการและวิธีการฟื้นฟูกิจการ การก่อหนี้ ระดมเงินทุนและแหล่งเงินทุน ปรากฏในแผนหน้าที่ 24 ข้อ 7.3 และหน้า 35 (3) การจัดการและการหาประโยชน์จากทรัพย์สินของลูกหนี้ ปรากฏในแผนหน้า 19 และหน้า 35 (4) การลดทุนและเพิ่มทุน ปรากฏในแผนหน้า 34 ช่องทางในการฟื้นฟูกิจการและแผนการประกอบธุรกิจในอนาคตปรากฏในแผนหน้า 11 และหน้า 19 กำหนดระยะเวลาในการดำเนินงานตามแผน ปรากฏในแผนบทที่ 11 หน้า 49 ส่วนกำหนดเวลาชำระหนี้ของเจ้าหนี้รายที่ 39 ไม่ใช่ระยะเวลาดำเนินการเป็นผลสำเร็จตามแผน การจัดลำดับการชำระหนี้ตามแผนของเจ้าหนี้กลุ่มที่ 1 ที่ 2 และที่ 3 ไม่ขัดต่อมาตรา 130 (7) เจ้าหนี้รายที่ 20 ไม่ได้เป็นเจ้าหนี้ด้อยสิทธิตามมาตรา 130 ทวิ ตามแผนไม่ปรากฏว่ามีการตั้งสำรองเงินเพิ่มที่จะจ่ายให้แก่เจ้าหนี้กลุ่มที่ 6 มูลค่ากิจการของลูกหนี้ในการที่ลูกหนี้ล้มละลายตามแผนจัดทำโดยบริษัท เอส.เค. แอคเคาน์แต้นท์ เซอร์วิสเซส จำกัด ได้แสดงสัดส่วนผลตอบแทนกรณีลูกหนี้ล้มละลายและกรณีลูกหนี้ดำเนินการตามแผนเปรียบเทียบไว้ในแผนหน้า 13 และหน้า 14 ส่วนรายงานการวิเคราะห์ซึ่งจัดทำโดยบริษัทแกร้นท์ ธอร์นตัน จำกัด ที่นำเสนอโดยเจ้าหนี้ผู้คัดค้านระบุว่ามิได้ทำการตรวจสอบข้อมูลของลูกหนี้ บริษัทย่อยและบริษัทรวม จึงจำเป็นต้องตั้งสมมุติฐานต่างๆ ในการประเมินมูลค่ากิจการ

ศาลล้มละลายกลางพิจารณาแล้วมีคำสั่งเห็นชอบด้วยแผนฟื้นฟูกิจการของลูกหนี้ ค่าฤชาธรรมเนียมให้เป็นพับ

เจ้าหนี้รายที่ 29 ที่ 34 ที่ 35 ที่ 36 ที่ 40 และที่ 43 อุทธรณ์ต่อศาลฎีกา อธิบดีผู้พิพากษาศาลล้มละลายกลางไม่อนุญาตให้อุทธรณ์ แต่ศาลฎีกาให้รับอุทธรณ์ตามพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลล้มละลายและวิธีพิจารณาคดีล้มละลาย พ.ศ.2542 มาตรา 26 (เดิม)

ศาลฎีกาแผนกคดีล้มละลายวินิจฉัยว่า มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของเจ้าหนี้รายที่ 29 ที่ 34 ที่ 35 ที่ 36 ที่ 40 และที่ 43 ประการแรกว่า การที่แผนฟื้นฟูกิจการกำหนดให้เจ้าหนี้รายที่ 29 ที่ 34 ที่ 35 ที่ 36 ที่ 40 และที่ 43 เป็นเจ้าหนี้กลุ่มที่ 3 ซึ่งมีสิทธิได้รับชำระหนี้ร้อยละ 19.58 น้อยกว่าธนาคารกรุงเทพ จำกัด (มหาชน) เจ้าหนี้รายที่ 39 เป็นเจ้าหนี้กลุ่มที่ 2 ซึ่งมีสิทธิได้รับชำระหนี้ร้อยละ 100 เป็นการชอบด้วยกฎหมายหรือไม่ ได้ความว่า ตามแผนฟื้นฟูกิจการมีการจัดกลุ่มเจ้าหนี้มีประกันออกเป็น 3 กลุ่ม คือ เจ้าหนี้กลุ่มที่ 1 เจ้าหนี้มีประกันที่มีจำนวนหนี้มีประกันไม่น้อยกว่าร้อยละ 15 ของจำนวนหนี้ทั้งหมด ได้แก่ บริษัทอคิวเมนท์ จำกัด เจ้าหนี้รายที่ 20 ซึ่งเป็นเจ้าหนี้ที่มีสิทธิเหนือทรัพย์สินของลูกหนี้ในทางจำนำภายใต้สัญญาปรับปรุงโครงสร้างหนี้ (ซึ่งเป็นหลักประกันเดียวกับหลักประกันของเจ้าหนี้กลุ่มที่ 2 และที่ 3) โดยมีจำนวนหนี้ 2,270,144,000 บาท หรือคิดเป็นร้อยละ 19.24 ของจำนวนหนี้ทั้งหมด 11,800,822,000 บาท เจ้าหนี้กลุ่มที่ 2 เจ้าหนี้มีประกันที่มีจำนวนหนี้มีประกันไม่น้อยกว่าร้อยละ 15 ของจำนวนหนี้ทั้งหมด ได้แก่ ธนาคารกรุงเทพ จำกัด (มหาชน) เจ้าหนี้รายที่ 39 ซึ่งเป็นเจ้าหนี้ที่มีสิทธิเหนือทรัพย์สินของลูกหนี้ในทางจำนำภายใต้สัญญาปรับปรุงโครงสร้างหนี้ (ซึ่งเป็นหลักประกันเดียวกับหลักประกันของเจ้าหนี้กลุ่มที่ 1 และที่ 3) โดยมีจำนวนหนี้ 1,808,342,000 บาท หรือคิดเป็นร้อยละ 15.32 ของจำนวนหนี้ทั้งหมด 11,800,822,000 บาท และเจ้าหนี้กลุ่มที่ 3 เจ้าหนี้มีประกันอื่น ได้แก่ เจ้าหนี้รายที่ 29 ที่ 34 ที่ 35 ที่ 36 ที่ 40 และที่ 43 กับเจ้าหนี้อื่นรวม 32 ราย โดยมีจำนวนหนี้รวม 5,639,570,000 บาท ซึ่งเป็นเจ้าหนี้ที่มีสิทธิเหนือทรัพย์สินของลูกหนี้ในทางจำนำภายใต้สัญญาปรับปรุงโครงสร้างหนี้ (ซึ่งเป็นหลักประกันเดียวกับหลักประกันของเจ้าหนี้กลุ่มที่ 1 และที่ 2) โดยเจ้าหนี้แต่ละรายในกลุ่มมีจำนวนหนี้มีประกันน้อยกว่า ร้อยละ 15 ของจำนวนหนี้ทั้งหมด เจ้าหนี้รายที่ 29 ที่ 34 ที่ 35 ที่ 36 ที่ 40 และที่ 43 อุทธรณ์ว่า เจ้าหนี้รายที่ 20 ซึ่งเป็นเจ้าหนี้กลุ่มที่ 1 เป็นบริษัทในเครือของลูกหนี้เนื่องจากลูกหนี้ถือหุ้นอยู่ร้อยละ 100 จะได้รับชำระหนี้ตามแผนร้อยละ 17.45 ของจำนวนหนี้ เจ้าหนี้รายที่ 39 ซึ่งเป็นเจ้าหนี้กลุ่มที่ 2 จะได้รับชำระหนี้ตามแผนร้อยละ 100 ของจำนวนหนี้ ส่วนเจ้าหนี้รายที่ 29 ที่ 34 ที่ 35 ที่ 36 ที่ 40และที่ 43 ซึ่งเป็นเจ้าหนี้กลุ่มที่ 3 จะได้รับชำระหนี้ตามแผนร้อยละ 19.58 ของจำนวนหนี้ เป็นการได้รับชำระหนี้ในสัดส่วนที่แตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญเพราะเจ้าหนี้กลุ่มที่ 2 และที่ 3 อยู่ภายใต้สัญญาปรับปรุงโครงสร้างหนี้ด้วยกัน การที่แผนกำหนดให้เจ้าหนี้มีประกันในกลุ่มที่ 3 ได้รับชำระเพียงร้อยละ 19.58 ของจำนวนหนี้แต่ละรายน้อยกว่าเจ้าหนี้ไม่มีประกันในกลุ่มที่ 5 ที่ 6 ที่ 7 และที่ 8 ซึ่งต่างได้รับชำระหนี้ร้อยละ 100 ของจำนวนหนี้ จึงไม่ก่อให้เกิดความเป็นธรรมแก่เจ้าหนี้กลุ่มที่ 3 ซึ่งเป็นเจ้าหนี้เสียงข้างน้อยทั้งการจัดกลุ่มเจ้าหนี้มีประกันไม่ถูกต้อง เนื่องจากจำนวนหนี้ของเจ้าหนี้รายที่ 20 ที่ 39 และเจ้าหนี้กลุ่มที่ 3 ต่างมีสัดส่วนในมูลค่าหุ้นซึ่งเป็นหลักประกันมีจำนวนน้อยกว่าร้อยละ 15 ของจำนวนหนี้ทั้งหมด เป็นการเอาเปรียบเจ้าหนี้กลุ่มที่ 3 แสดงให้เห็นกลอุบายในการควบคุมคะแนนเสียงของที่ประชุมเจ้าหนี้ เนื่องจากเจ้าหนี้รายที่ 20 เป็นบริษัทในเครือของลูกหนี้ซึ่งลูกหนี้และผู้ทำแผนย่อมควบคุมการลงคะแนนเสียงได้ ส่วนเจ้าหนี้รายที่ 39 มีการเสนอให้ได้รับชำระหนี้ร้อยละ 100 เพื่อจะได้รับคะแนนเสียงสนับสนุนจากเจ้าหนี้รายที่ 39 ผู้ทำแผนแก้อุทธรณ์ว่า ผู้ทำแผนจัดกลุ่มเจ้าหนี้มีประกันถูกต้องตามที่กฎหมายกำหนดแล้ว ทั้งเจ้าหนี้รายที่ 40 และที่ 43 เคยยื่นคำร้องคัดค้านการจัดกลุ่มเจ้าหนี้มาแล้ว ซึ่งศาลล้มละลายกลางมีคำสั่งยกคำร้อง คำสั่งจึงถึงที่สุดตามพระราชบัญญัติล้มละลาย พ.ศ.2483 มาตรา 90/42 ทวิ วรรคสอง การที่เจ้าหนี้รายที่ 29 ที่ 34 ที่ 35 ที่ 36 ที่ 40 และที่ 43 อุทธรณ์คัดค้านการจัดกลุ่มเจ้าหนี้อีกจึงต้องห้ามมิให้อุทธรณ์ เห็นว่า คดีนี้เป็นเรื่องการพิจารณาให้ความเห็นชอบด้วยแผน อุทธรณ์ของเจ้าหนี้รายที่ 29 ที่ 34 ที่ 35 ที่ 36 ที่ 40 และที่ 43 อ้างว่าการจัดกลุ่มเจ้าหนี้มีประกันไม่ชอบด้วยกฎหมายเพราะเป็นการเอื้อประโยชน์แก่เจ้าหนี้รายที่ 39 ซึ่งเป็นเจ้าหนี้กลุ่มที่ 2 อย่างไม่เป็นธรรมและเท่าเทียมกับเจ้าหนี้กลุ่มที่ 3 ฉะนั้น ปัญหาการจัดกลุ่มเจ้าหนี้มีประกันกับสิทธิที่ได้รับชำระหนี้ของเจ้าหนี้จึงเป็นข้อสำคัญเกี่ยวกับการพิจารณาแผน เนื่องจากแผนฟื้นฟูกิจการซึ่งที่ประชุมเจ้าหนี้ได้มีมติพิเศษยอมรับมาแล้วจะต้องได้รับความเห็นชอบจากศาลอีกชั้นหนึ่งตามพระราชบัญญัติล้มละลาย พ.ศ.2483 หมวด 3/1 ส่วนที่ 8 ว่าด้วยการพิจารณาให้ความเห็นชอบแผนฟื้นฟูกิจการ ทั้งนี้ เพื่อให้ศาลเข้ามามีบทบาทในทางเศรษฐกิจ โดยใช้อำนาจทางตุลาการเพื่อก่อให้เกิดความเป็นธรรมแก่บุคคลที่เกี่ยวข้องทุกฝ่าย ศาลฎีกาจึงมีอำนาจวินิจฉัยอุทธรณ์ปัญหานี้ได้ตามพระราชบัญญัติล้มละลาย พ.ศ.2483 มาตรา 90/42 ทวิ วรรคหนึ่ง บัญญัติว่า "การจัดกลุ่มเจ้าหนี้ตามมาตรา 90/42 (3) (ข) ให้จัดดังต่อไปนี้

(1) เจ้าหนี้มีประกันแต่ละรายที่มีจำนวนหนี้มีประกันไม่น้อยกว่าร้อยละสิบห้าของจำนวนหนี้ทั้งหมดที่อาจขอรับชำระหนี้ในการฟื้นฟูกิจการได้ ให้จัดเป็นรายละกลุ่ม

(2) เจ้าหนี้มีประกันที่ไม่ได้จัดกลุ่มไว้ใน (1) ให้จัดเป็นหนึ่งกลุ่ม

(3) เจ้าหนี้ไม่มีประกันอาจจัดได้เป็นหลายกลุ่ม โดยให้เจ้าหนี้ไม่มีประกันที่มีสิทธิเรียกร้องหรือผลประโยชน์ที่มีสาระสำคัญเหมือนกันหรือทำนองเดียวกันอยู่ในกลุ่มเดียวกัน

(4) เจ้าหนี้ตามมาตรา 130 ทวิ ให้จัดเป็นหนึ่งกลุ่ม"

และมาตรา 6 บัญญัติว่า "เจ้าหนี้มีประกัน หมายความว่า เจ้าหนี้ผู้มีสิทธิเหนือทรัพย์สินของลูกหนี้ในทางจำนอง จำนำ หรือสิทธิยึดหน่วง หรือเจ้าหนี้ผู้มีบุริมสิทธิที่บังคับได้ทำนองเดียวกับผู้รับจำนำ"

ในการจัดกลุ่มเจ้าหนี้มีประกันตามแผนนั้น มิได้พิจารณาเพียงจำนวนหนี้ของเจ้าหนี้มีประกัน แต่จะต้องคำนึงถึงราคาทรัพย์สินอันเป็นหลักประกันเป็นสำคัญ หากจำนวนหนี้ของเจ้าหนี้มีประกันสูงกว่าราคาทรัพย์สินอันเป็นหลักประกัน การเป็นเจ้าหนี้มีประกันในอันที่จะบังคับชำระหนี้จากทรัพย์สินอันเป็นหลักประกันได้ก่อนเจ้าหนี้อื่น ย่อมมีอยู่เฉพาะในมูลค่าราคาทรัพย์สินอันเป็นหลักประกันเท่านั้น ดังนั้น การที่เจ้าหนี้มีทรัพย์สินของลูกหนี้เป็นประกันจะมีฐานะเป็นเจ้าหนี้มีประกันที่มีจำนวนหนี้มีประกันตามบทบัญญัติดังกล่าวจึงมีเพียงเท่าราคาทรัพย์สินอันเป็นหลักประกัน ทั้งนี้ การตีราคาทรัพย์สินอันเป็นหลักประกันนั้นจะต้องเป็นราคาสมควรและเป็นธรรมด้วย โดยแผนอาจจัดให้เป็นเจ้าหนี้มีประกันตามพระราชบัญญัติล้มละลาย พ.ศ.2483 มาตรา 90/42 ทวิ วรรคหนึ่ง (1) หรือ (2) แล้วแต่กรณี ส่วนหนี้ที่เหลือย่อมมีฐานะเป็นเจ้าหนี้ไม่มีประกันที่อาจจัดได้เป็นหลายกลุ่มโดยให้เจ้าหนี้ไม่มีประกันที่มีสิทธิเรียกร้องหรือผลประโยชน์ที่มีสาระสำคัญเหมือนกันหรือทำนองเดียวกันอยู่ในกลุ่มเดียวกันตามมาตรา 90/42 ทวิ วรรคหนึ่ง (3) คดีนี้ปรากฏว่าเจ้าหนี้กลุ่มที่ 1 ถึงที่ 3 ต่างเป็นผู้รับจำนำหุ้นของบริษัทต่าง ๆ ที่ลูกหนี้เป็นผู้ถือหุ้นอยู่ตามสัญญาจำนำหุ้นฉบับลงวันที่ 12 ตุลาคม 2543 ซึ่งสัญญาจำนำดังกล่าวกำหนดวงเงินจำนำครอบคลุมถึงหนี้ประธานตามสัญญาปรับปรุงโครงสร้างหนี้ซึ่งลูกหนี้กระทำต่อเจ้าหนี้กลุ่มที่ 1 ถึงที่ 3 ก่อนเข้าสู่กระบวนการฟื้นฟูกิจการ แสดงว่าเจ้าหนี้กลุ่มที่ 1 ถึงที่ 3 ต่างมีหุ้นที่ลูกหนี้จำนำเป็นทรัพย์สินอันเป็นหลักประกันร่วมกัน จึงอยู่ในฐานะเจ้าหนี้มีประกันเช่นเดียวกัน แต่ผู้ทำแผนไม่ได้ประเมินหรือตีราคาหุ้นอันเป็นหลักประกันตามสัดส่วนแห่งความเป็นเจ้าหนี้เพื่อจัดกลุ่มเจ้าหนี้มีประกัน แต่กลับนำจำนวนหนี้ประธานของเจ้าหนี้มีประกันแต่ละรายมาคำนวณเปรียบเทียบกับจำนวนหนี้ทั้งหมดที่บรรดาเจ้าหนี้ขอรับชำระหนี้ในการฟื้นฟูกิจการ แล้วจัดให้เจ้าหนี้รายที่ 20 เป็นเจ้าหนี้กลุ่มที่ 1 และเจ้าหนี้รายที่ 39 เป็นเจ้าหนี้กลุ่มที่ 2 โดยอ้างว่าเป็นเจ้าหนี้มีประกันรายที่มีจำนวนหนี้มีประกันไม่น้อยกว่าร้อยละ 15 ของจำนวนหนี้ทั้งหมดที่อาจขอรับชำระหนี้ในการฟื้นฟูกิจการ และให้เจ้าหนี้มีประกันอื่นเป็นเจ้าหนี้กลุ่มที่ 3 ซึ่งไม่ถูกต้องตามวิธีการจัดกลุ่มเจ้าหนี้มีประกันดังกล่าวแล้วข้างต้น และหากมีการประเมินและตีราคาหุ้นอันเป็นหลักประกันอย่างสมควรและเป็นธรรมแล้ว มูลค่าทรัพย์สินอันเป็นหลักประกันน่าจะไม่สูงไปกว่าจำนวนหนี้ประธาน กรณีเช่นนี้หนี้ส่วนที่เหลือจากมูลค่าทรัพย์สินอันเป็นหลักประกันของเจ้าหนี้กลุ่มที่ 1 ถึงที่ 3 ซึ่งต่างเป็นสถาบันการเงินเช่นเดียวกัน ตามแผนจะต้องจัดให้เจ้าหนี้ไม่มีประกันที่มีสิทธิเรียกร้องหรือผลประโยชน์ที่มีสาระสำคัญเหมือนกันหรือทำนองเดียวกันเหล่านี้อยู่ในกลุ่มเดียวกัน การจัดทำแผนฟื้นฟูกิจการของผู้ทำแผนที่กำหนดให้เจ้าหนี้กลุ่มที่ 2 ซึ่งเป็นเจ้าหนี้มีประกันแต่เพียงบางส่วนเมื่อหักราคาหุ้นอันเป็นหลักประกันตามสัดส่วนของการจำนำตามสัญญาปรับปรุงโครงสร้างหนี้ให้ได้รับชำระหนี้ร้อยละ 100 ในขณะเจ้าหนี้กลุ่มที่ 3 ซึ่งเป็นเจ้าหนี้มีประกันแต่เพียงบางส่วนเมื่อหักราคาหุ้นอันเป็นหลักประกันตามสัดส่วนของการจำนำตามสัญญาปรับปรุงโครงสร้างหนี้เช่นกันให้ได้รับชำระหนี้เพียงร้อยละ 19.58 จึงไม่ถูกต้องและเท่าเทียมกัน แม้ผู้ทำแผนอ้างว่าเจ้าหนี้รายที่ 39 ซึ่งเป็นเจ้าหนี้กลุ่มที่ 2 เคยช่วยเหลือสนับสนุนทางการเงินแก่ลูกหนี้ในภาวะวิกฤติที่สุดของลูกหนี้ จึงเป็นหนี้ที่มีลักษณะของสิทธิเรียกร้องหรือผลประโยชน์ที่มีสาระสำคัญต่างจากเจ้าหนี้กลุ่มที่ 3 แต่ปรากฏว่าเจ้าหนี้กลุ่มที่ 2 และที่ 3 ต่างก็เป็นสถาบันการเงินที่เคยให้การช่วยเหลือสนับสนุนทางการเงินให้แก่ลูกหนี้มาก่อนเข้าสู่กระบวนการฟื้นฟูกิจการเช่นเดียวกัน จึงควรได้รับการปฏิบัติการชำระหนี้ในการฟื้นฟูกิจการเหมือนกันหรือทำนองเดียวกัน โดยการจัดกลุ่มเจ้าหนี้ให้ถูกต้อง มิใช่แยกไปจัดกลุ่มต่างกันและลดจำนวนหนี้ของเจ้าหนี้ กลุ่มที่ 3 ลงถึงร้อยละ 80.42 เช่นนี้ ปรากฏตามหนังสือสำนักฟื้นฟูกิจการของลูกหนี้ ฉบับลงวันที่ 13 มีนาคม 2546 รายงานผลการประชุมเจ้าหนี้เพื่อพิจารณาแผน เอกสารในสำนวนว่า ก่อนวันประชุมเจ้าหนี้เพื่อพิจารณาแผน เจ้าหนี้รายที่ 39 ขอแก้ไขแผนซึ่งที่ประชุมเจ้าหนี้มีมติให้แก้ไขแผน และผู้ทำแผนแถลงยอมให้แก้ไขแผนตามมติของที่ประชุมเจ้าหนี้ เมื่อเจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ให้ที่ประชุมเจ้าหนี้ลงมติพิเศษว่าจะยอมรับแผนและแผนที่มีการแก้ไขนั้นหรือไม่ โดยมีเจ้าหนี้กลุ่มที่ 5 ที่ 6 ที่ 7 และที่ 8 เป็นเจ้าหนี้ตามพระราชบัญญัติล้มละลาย พ.ศ.2483 มาตรา 90/46 ทวิ ส่วนเจ้าหนี้กลุ่มที่ 1 ที่ 2 และที่ 4 ซึ่งไม่ใช่กลุ่มเจ้าหนี้ตามมาตรา 96/46 ทวิ มีมติพิเศษยอมรับแผนและแผนที่มีการแก้ไขนั้น และเมื่อนับรวมจำนวนหนี้ของเจ้าหนี้ที่ยอมรับแผนในที่ประชุมเจ้าหนี้ทุกกลุ่มแล้วมีจำนวนหนี้ทั้งสิ้น 6,464,425,219.47 บาท หรือคิดเป็นร้อยละ 59.76 ของเจ้าหนี้ซึ่งได้เข้าประชุมด้วยตนเองหรือมอบฉันทะให้ผู้อื่นเข้าประชุมแทนในที่ประชุมเจ้าหนี้และได้ออกเสียงลงคะแนนในมตินั้น ดังนี้ การที่แผนกำหนดให้เจ้าหนี้รายที่ 39 เป็นเจ้าหนี้กลุ่มที่ 2 จะได้รับชำระหนี้ทั้งหมดร้อยละ 100 และมีการแก้ไขแผนอันเป็นการเอื้อประโยชน์แก่เจ้าหนี้รายที่ 39 โดยเฉพาะเจาะจง เป็นเหตุให้ได้รับการสนับสนุนจากเจ้าหนี้รายที่ 39 ในการลงมติยอมรับแผน แต่เจ้าหนี้เสียงส่วนน้อยของเจ้าหนี้ซึ่งได้เข้าประชุมด้วยตนเองหรือมอบฉันทะให้ผู้อื่นเข้าประชุมแทนในที่ประชุมเจ้าหนี้และได้ออกเสียงลงคะแนนในมตินั้นที่มีจำนวนหนี้คิดเป็นร้อยละ 40.24 เป็นเจ้าหนี้ที่ไม่ยอมรับแผนซึ่งเกือบทั้งหมดเป็นเจ้าหนี้กลุ่มที่ 3 ต่างได้รับผลกระทบจากการจัดสรรชำระหนี้ตามแผน แผนการฟื้นฟูกิจการดังกล่าวจึงเป็นการจัดทำขึ้นเพื่อปรับลดหนี้ของเจ้าหนี้กลุ่มที่ 3 โดยไม่มีเหตุผลและไม่เท่าเทียมกันกับเจ้าหนี้กลุ่มที่ 2 มีลักษณะเลือกปฏิบัติก่อให้เกิดความไม่เป็นธรรมแก่เจ้าหนี้กลุ่มที่ 3 ไม่ก่อให้เกิดประโยชน์แก่เจ้าหนี้ทั้งปวง ทั้งยังส่อไปในทางไม่สุจริตในการจัดทำแผน จึงเป็นแผนที่ไม่ชอบด้วยกฎหมาย ที่ศาลล้มละลายกลางมีคำสั่งเห็นชอบด้วยแผนมานั้น ศาลฎีกาไม่เห็นพ้องด้วย อุทธรณ์ข้อนี้ของเจ้าหนี้รายที่ 29 ที่ 34 ที่ 35 ที่ 36 ที่ 40 และที่ 43 ฟังขึ้น กรณีไม่จำต้องวินิจฉัยอุทธรณ์ข้ออื่นของเจ้าหนี้รายที่ 29 ที่ 34 ที่ 35 ที่ 36 ที่ 40 และที่ 43 เนื่องจากไม่ทำให้ผลของคดีเปลี่ยนแปลงไป

พิพากษากลับว่า ไม่เห็นชอบด้วยแผนฟื้นฟูกิจการ และให้ยกเลิกคำสั่งให้ฟื้นฟูกิจการของลูกหนี้ ตามพระราชบัญญัติล้มละลาย พ.ศ.2483 มาตรา 90/58 วรรคสาม ประกอบมาตรา 90/48 วรรคสี่ ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสองศาลให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.ล้มละลาย พ.ศ.2483 ม. 90/42 ทวิ
ชื่อคู่ความ
บริษัทจัสมิน อินเตอร์เนชั่นแนล
ลูกหนี้ผู้ร้องขอ — จำกัด (มหาชน)
แบริ่งส์ (เกิร์นซี่ย์) ลิมิเต็ด ในฐานะตัวแทน
และคัสโตเดี้ยนของแอสเซ็ท โฮลเดอร์ พีซีซี โนทู
ลิมิเต็ด (รีแอชมอร์เอเชี่ยนรีคัฟเวอรี่ ฟันด์ เซลล์
ผู้คัดค้าน — เจ้าหนี้รายที่ 23 กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลล้มละลายกลาง — นางชนากานต์ ธีรเวชพลกุล
ชื่อองค์คณะ
ปิยกุล บุญเพิ่ม
มนูพงศ์ รุจิกัณหะ
สมควร วิเชียรวรรณ
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 20230/2555
#541469
เปิดฉบับเต็ม

ตาม พ.ร.บ.วิธีปฏิบัติราชการทางปกครอง พ.ศ.2539 มาตรา 2 บัญญัติให้พระราชบัญญัตินี้มีผลใช้บังคับเมื่อพ้นกำหนดหนึ่งร้อยแปดสิบวันนับแต่วันถัดจากวันประกาศในราชกิจจานุเบกษาเป็นต้นไป ซึ่งพระราชบัญญัติฉบับนี้ประกาศในราชกิจจานุเบกษาเมื่อวันที่ 14 พฤศจิกายน 2539 จึงมีผลใช้บังคับเมื่อวันที่ 14 พฤษภาคม 2540 ดังนั้น ในขณะที่คณะกรรมการนโยบายข้าวมีมตินี้ เมื่อวันที่ 23 เมษายน 2540 จึงยังไม่อาจนำ พ.ร.บ.วิธีปฏิบัติราชการทางปกครอง พ.ศ.2539 มาใช้พิจารณาว่ามติของคณะกรรมการนโยบายข้าวดังกล่าวเป็นคำสั่งทางปกครองที่จะต้องปฏิบัติตาม พ.ร.บ. ดังกล่าวหรือไม่ อย่างไรก็ตาม แม้จะไม่ต้องพิจารณาว่ามติดังกล่าวเป็นคำสั่งทางปกครองหรือไม่ แต่หากกรณีเป็นคำสั่งทั่วไปของเจ้าหน้าที่ที่มีผลกระทบต่อสิทธิหน้าที่ของโจทก์ ศาลก็ชอบที่จะรับไว้พิจารณาวินิจฉัยได้ตาม ป.วิ.พ มาตรา 55

มติของคณะกรรมการนโยบายข้าวที่เป็นเหตุขอให้เพิกถอนนี้ มีเนื้อหาว่า "ให้กรมการค้าต่างประเทศขึ้นบัญชีดำ โดยไม่ออกใบอนุญาตส่งออกข้าวให้ และไม่ให้ได้รับสิทธิประโยชน์อื่นใดที่รัฐบาลให้ความช่วยเหลือแก่ผู้ส่งออกหรือโรงสีด้วย..." เป็นเพียงความเห็นหรือข้อเสนอแนะภายในของคณะกรรมการที่จะต้องนำมติดังกล่าวเสนอต่อรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์หรือกรมการค้าต่างประเทศเพื่อพิจารณา เนื่องจากคณะกรรมการนโยบายข้าวไม่มีอำนาจในการที่จะอนุญาตหรือไม่อนุญาตให้โจทก์ส่งออกข้าวไปต่างประเทศได้หากแต่เป็นอำนาจของรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์จำเลยที่ 2 หรือผู้ที่รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์มอบหมายตามมาตรา 7 แห่งพระราชบัญญัติการส่งออกไปนอกและการนำเข้าในราชอาณาจักรซึ่งสินค้า พ.ศ.2522 ดังนั้น มติของคณะกรรมการนโยบายข้าวที่ให้กรมการค้าต่างประเทศขึ้นบัญชีดำ โดยไม่ออกใบอนุญาตส่งออกข้าวให้ และไม่ให้ได้รับสิทธิประโยชน์อื่นใดที่รัฐบาลให้ความช่วยเหลือแก่ผู้ส่งออกหรือโรงสีด้วย ทั้งนี้ รวมถึงบริษัทส่งออกข้าวหรือโรงสีที่มีกรรมการคนหนึ่งคนใดเป็นกรรมการหรือผู้จัดการของโจทก์ด้วย ตามมติที่ประชุมคณะกรรมการนโยบายข้าว ครั้งที่ 1/2540 เมื่อวันที่ 23 เมษายน 2540 จึงไม่มีผลกระทบต่อสิทธิหรือหน้าที่ของโจทก์ โจทก์จึงยังไม่ถูกโต้แย้งสิทธิ จึงไม่มีอำนาจฟ้อง

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้เพิกถอนมติคณะกรรมการนโยบายข้าว ครั้งที่ 1/2540 เมื่อวันที่ 23 เมษายน 2540 ของจำเลยที่ 1 ถึงที่ 9 เฉพาะหน้า 16 ความว่า "ประธานกรรมการได้ให้ข้อคิดเห็นว่า กรณีบริษัทโรงสีไฟชัยประสิทธิ์ จำกัด มีผลกระทบเสียหายต่อโครงการยกระดับราคาข้าวเพื่อช่วยเหลือชาวนาของรัฐบาล และมีผลกระทบเสียหายต่อการส่งออกข้าวของไทยโดยรวม ขอให้กรมการค้าต่างประเทศขึ้นบัญชีดำบริษัทโรงสีไฟชัยประสิทธิ์ จำกัด โดยไม่ออกใบอนุญาตส่งออกให้ รวมทั้งระงับความช่วยเหลือหรือสิทธิประโยชน์ใด ๆ ที่รัฐให้แก่ผู้ส่งออกและโรงสี เช่น การสนับสนุนสินเชื่ออัตราดอกเบี้ยต่ำด้วย และให้รวมถึงบริษัทหรือโรงสีที่มีกรรมการ ผู้จัดการคนหนึ่งคนใดเป็นกรรมการ หรือผู้จัดการบริษัทโรงสีไฟชัยประสิทธิ์ จำกัด ด้วย" และมติที่ประชุมหน้า 16 ย่อหน้าสุดท้ายความว่า "สำหรับบริษัทโรงสีไฟชัยประสิทธิ์ จำกัด ซึ่งผิดสัญญาไม่ส่งมอบข้าวตามโครงการฯ วงเงิน 3.02 ล้านบาท และขณะนี้อยู่ระหว่างดำเนินการทางศาลนั้นให้กรมการค้าต่างประเทศขึ้นบัญชีดำ โดยไม่ออกใบอนุญาตส่งออกข้าวให้ และไม่ให้ได้รับสิทธิประโยชน์อื่นใดที่รัฐบาลให้ความช่วยเหลือแก่ผู้ส่งออกหรือโรงสีด้วย เช่น การให้สินเชื่ออัตราดอกเบี้ยต่ำ ทั้งนี้ รวมถึงบริษัทส่งออกข้าวหรือโรงสีที่มีกรรมการหรือผู้จัดการคนหนึ่งคนใดเป็นกรรมการหรือผู้จัดการของบริษัทโรงสีไฟชัยประสิทธิ์ จำกัด ด้วย" และให้เพิกถอนคำสั่งของจำเลยที่ 10 ที่งดออกใบอนุญาตส่งออกไปนอกราชอาณาจักรซึ่งสินค้าข้าวแก่โจทก์ ตามรายละเอียดในหนังสือที่ พณ 0303/ว 2835 ลงวันที่ 19 พฤษภาคม 2540

จำเลยทั้งสิบให้การและแก้ไขคำให้การขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้เพิกถอนมติที่ประชุมคณะกรรมการนโยบายข้าว ครั้งที่ 1/2540 เมื่อวันที่ 23 เมษายน 2540 ของจำเลยที่ 1 ถึงที่ 9 หน้า 16 ย่อหน้าสุดท้ายความว่า "สำหรับบริษัทโรงสีไฟชัยประสิทธิ์ จำกัด ซึ่งผิดสัญญาไม่ส่งมอบข้าวตามโครงการฯ วงเงิน 3.02 ล้านบาท และขณะนี้อยู่ระหว่างการดำเนินการทางศาลนั้น ให้กรมการค้าต่างประเทศขึ้นบัญชีดำ โดยไม่ออกใบอนุญาตส่งออกข้าวให้ และไม่ให้ได้รับสิทธิประโยชน์อื่นใดที่รัฐบาลให้ความช่วยเหลือแก่ผู้ส่งออกหรือโรงสีด้วย เช่น การให้สินเชื่ออัตราดอกเบี้ยต่ำ ทั้งนี้ รวมถึงบริษัทส่งออกข้าวหรือโรงสีที่มีกรรมการหรือผู้จัดการคนหนึ่งคนใดเป็นกรรมการหรือผู้จัดการของบริษัทโรงสีไฟชัยประสิทธิ์ จำกัด ด้วย" และให้เพิกถอนคำสั่งงดการออกใบอนุญาตส่งออกข้าวให้แก่โจทก์ ซึ่งจำเลยที่ 10 โดยความเห็นชอบของจำเลยที่ 2 ได้แจ้งแก่โจทก์ ตามหนังสือพณ 0303/ว 2835 ลงวันที่ 19 พฤษภาคม 2540 ให้จำเลยทั้งสิบร่วมกันใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ โดยกำหนดค่าทนายความให้ 200,000 บาท คำขออื่นนอกจากนี้ให้ยก

โจทก์และจำเลยทั้งสิบอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษากลับให้ยกฟ้องโจทก์ ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสองศาลให้เป็นพับ

โจทก์ฎีกา

ศาลฎีกาคณะคดีปกครองวินิจฉัยว่า คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ประการแรกว่า มติของจำเลยที่ 1 ถึงที่ 9 ในฐานะกรรมการและผู้เข้าร่วมประชุมแทนกรรมการในคณะกรรมการนโยบายข้าวที่ว่า "โจทก์ผิดสัญญาไม่ส่งมอบข้าวตามสัญญาซื้อขายข้าวสารตามโครงการแทรกแซงการค้าข้าวของรัฐ จึงให้กรมการค้าต่างประเทศระงับออกใบอนุญาตให้ส่งสินค้าออกไปนอกราชอาณาจักร (ข้าว) ให้แก่โจทก์ และตัดสิทธิโจทก์ที่จะได้รับความช่วยเหลือจากรัฐเกี่ยวกับกิจการค้าข้าวระหว่างประเทศ โดยให้มีผลถึงบริษัทส่งออกข้าวหรือโรงสีที่มีกรรมการหรือผู้จัดการคนหนึ่งคนใดเป็นกรรมการหรือผู้จัดการของโจทก์ด้วย" เป็นคำสั่งทางปกครองที่ไม่ชอบด้วยกฎหมายหรือไม่ ตามพระราชบัญญัติวิธีปฏิบัติราชการทางปกครอง พ.ศ.2539 มาตรา 2 บัญญัติให้พระราชบัญญัตินี้มีผลใช้บังคับเมื่อพ้นกำหนดหนึ่งร้อยแปดสิบวันนับแต่วันถัดจากวันประกาศในราชกิจจานุเบกษาเป็นต้นไป ซึ่งพระราชบัญญัติฉบับนี้ประกาศในราชกิจจานุเบกษาเมื่อวันที่ 14 พฤศจิกายน 2539 จึงมีผลใช้บังคับเมื่อวันที่ 14 พฤษภาคม 2540 ดังนั้น ในขณะที่คณะกรรมการนโยบายข้าวมีมตินี้ เมื่อวันที่ 23 เมษายน 2540 จึงยังไม่อาจนำพระราชบัญญัติวิธีปฏิบัติราชการทางปกครอง พ.ศ.2539 มาใช้พิจารณาว่ามติของคณะกรรมการนโยบายข้าวดังกล่าวเป็นคำสั่งทางปกครองที่จะต้องปฏิบัติตามพระราชบัญญัติดังกล่าวหรือไม่ อย่างไรก็ตาม แม้จะไม่ต้องพิจารณาว่ามติดังกล่าวเป็นคำสั่งทางปกครองหรือไม่ แต่หากกรณีเป็นคำสั่งทั่วไปของเจ้าหน้าที่ที่มีผลกระทบต่อสิทธิหน้าที่ของโจทก์ ศาลก็ชอบที่จะรับไว้พิจารณาวินิจฉัยได้ ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 55 และ เมื่อพิจารณามติของคณะกรรมการนโยบายข้าวที่เป็นเหตุขอให้เพิกถอนนี้ มีเนื้อหาว่า"ให้กรมการค้าต่างประเทศขึ้นบัญชีดำ โดยไม่ออกใบอนุญาตส่งออกข้าวให้ และไม่ให้ได้รับสิทธิประโยชน์อื่นใดที่รัฐบาลให้ความช่วยเหลือแก่ผู้ส่งออกหรือโรงสีด้วย..."จึงเห็นได้ว่า มติดังกล่าวเป็นเพียงความเห็นหรือข้อเสนอแนะภายในของคณะกรรมการที่ยังไม่มีผลกระทบใด ๆ ต่อโจทก์ แต่จะต้องนำมติดังกล่าวเสนอต่อรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์หรือกรมการค้าต่างประเทศเพื่อพิจารณา เนื่องจากคณะกรรมการนโยบายข้าวไม่มีอำนาจในการที่จะอนุญาตหรือไม่อนุญาตให้โจทก์ส่งออกข้าวไปต่างประเทศได้หากแต่เป็นอำนาจของรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ จำเลยที่ 2 หรือผู้ที่รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์มอบหมายตามมาตรา 7 แห่งพระราชบัญญัติการส่งออกไปนอกและการนำเข้าในราชอาณาจักรซึ่งสินค้า พ.ศ.2522 ดังนั้น มติของคณะกรรมการนโยบายข้าวที่ให้กรมการค้าต่างประเทศขึ้นบัญชีดำ โดยไม่ออกใบอนุญาตส่งออกข้าวให้ และไม่ให้ได้รับสิทธิประโยชน์อื่นใดที่รัฐบาลให้ความช่วยเหลือแก่ผู้ส่งออกหรือโรงสีด้วย ทั้งนี้ รวมถึงบริษัทส่งออกข้าวหรือโรงสีที่มีกรรมการคนหนึ่งคนใดเป็นกรรมการหรือผู้จัดการของโจทก์ด้วย ตามมติที่ประชุมคณะกรรมการ นโยบายข้าว ครั้งที่ 1/2540 เมื่อวันที่ 23 เมษายน 2540 จึงไม่มีผลกระทบต่อสิทธิหรือหน้าที่ของโจทก์ โจทก์จึงยังไม่ถูกโต้แย้งสิทธิตามมาตรา 55 แห่งประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง เมื่อได้วินิจฉัยว่าโจทก์ไม่มีอำนาจฟ้องแล้ว จึงไม่จำต้องวินิจฉัยฎีกาโจทก์ที่ว่า มติของคณะกรรมการนโยบายข้าวดังกล่าวเป็นคำสั่งทางปกครองที่ชอบด้วยกฎหมายหรือไม่

คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ประการต่อมาว่า คำสั่งของจำเลยที่ 10 ที่ให้ระงับการออกใบอนุญาตส่งออกไปนอกราชอาณาจักร (ข้าว) ให้แก่โจทก์ ตามนัยกฎกระทรวง ฉบับที่ 2 (พ.ศ.2523) ออกตามความในพระราชบัญญัติการส่งออกไปนอกและการนำเข้ามาในราชอาณาจักรซึ่งสินค้า พ.ศ.2522 ตั้งแต่วันที่ 21 พฤษภาคม 2540 เป็นต้นไปจนกว่าจะมีคำสั่งเปลี่ยนแปลงเป็นอย่างอื่น ตามหนังสือที่ พณ 0303/ว 2835 ลงวันที่ 19 พฤษภาคม 2540 เป็นคำสั่งทางปกครองที่ชอบด้วยกฎหมายหรือไม่ โดยโจทก์ฎีกาโต้แย้งคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ว่า คำสั่งของจำเลยที่ 10 ดังกล่าวไม่ชอบด้วยกฎหมายรวม 2 ประการ คือ ประการที่หนึ่งในส่วนขั้นตอนและกระบวนการในการออกคำสั่งดังกล่าวว่าไม่ปฏิบัติตามพระราชบัญญัติวิธีปฏิบัติราชการทางปกครอง พ.ศ.2539 มาตรา 13 (1) เนื่องจากโจทก์กับจำเลยที่ 10 เป็นคู่กรณีซึ่งมีข้อพิพาทกันอยู่ในศาล จำเลยที่ 10 จึงไม่อาจเป็นผู้ออกคำสั่งทางปกครองได้ นอกจากนี้ ยังไม่ให้โอกาสโจทก์ได้ทราบข้อเท็จจริงอย่างเพียงพอและได้โต้แย้งแสดงพยานหลักฐานเพื่อหักล้างข้อกล่าวหาตามมาตรา 30 และไม่แสดงเหตุผลประกอบคำสั่งตามมาตรา 37 ประการที่สองในส่วนเนื้อหาของคำสั่ง โดยอ้างว่าโจทก์มิได้กระทำการใดให้เกิดความเสียหายแก่การค้าระหว่างประเทศตามข้อ 3 ของกฎกระทรวงฉบับที่ 2 (พ.ศ.2523) ออกตามความในพระราชบัญญัติการส่งออกไปนอกและการนำเข้ามาในราชอาณาจักรซึ่งสินค้า พ.ศ.2522 จึงไม่มีเหตุที่จำเลยที่ 10 จะระงับการออกใบอนุญาตส่งออกข้าวให้แก่โจทก์นั้น ตามพระราชกฤษฎีกาควบคุมการส่งออกไปนอกราชอาณาจักรซึ่งสินค้าบางอย่าง (ฉบับที่ 13) พ.ศ.2490 มาตรา 4 ออกตามความในมาตรา 3 แห่งพระราชบัญญัติควบคุมการส่งออกไปนอกและการนำเข้ามาในราชอาณาจักรซึ่งสินค้าบางอย่าง พ.ศ.2482 กำหนดให้ข้าวเป็นสินค้าต้องห้ามมิให้ส่งออกไปนอกราชอาณาจักร และต่อมามีพระราชบัญญัติการส่งออกไปนอกและการนำเข้าในราชอาณาจักรซึ่งสินค้า พ.ศ.2522 ยกเลิกพระราชบัญญัติดังกล่าวโดยมาตรา 7 บัญญัติว่า "เมื่อได้ประกาศกำหนดสินค้าใดเป็นสินค้าที่ต้องขออนุญาตในการส่งออกหรือในการนำเข้าตามมาตรา 5 (2) แล้ว ห้ามมิให้ผู้ใดส่งออกหรือนำเข้าซึ่งสินค้านั้น เว้นแต่จะได้รับใบอนุญาตจากรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ หรือผู้ซึ่งรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์มอบหมาย" ซึ่งจำเลยที่ 2 มีคำสั่งกระทรวงพาณิชย์ที่ 5/2540 เรื่องมอบหมายให้ลงนามในใบอนุญาตให้ส่งออกและนำเข้าซึ่งสินค้า ลงวันที่ 3 มกราคม 2540 ตามสำเนาคำสั่งมอบหมายให้ข้าราชการของจำเลยที่ 10 ตามบัญชีรายชื่อแนบท้ายคำสั่งเป็นผู้มีอำนาจลงนามในใบอนุญาตให้ส่งสินค้า ออกไปนอกและนำเข้ามาในราชอาณาจักรซึ่งสินค้า ซึ่งรวมถึงการมอบอำนาจให้แก่จำเลยที่ 8 ด้วย จำเลยที่ 8 จึงมีอำนาจในการที่จะอนุญาตให้บุคคลเป็นผู้ส่งสินค้าออกไปนอกราชอาณาจักร เมื่อวันที่ 23 พฤษภาคม 2539 โจทก์ยื่นความจำนงขอเป็นผู้ส่งออกข้าวไปจำหน่ายต่างประเทศต่อจำเลยที่ 10 ซึ่งจำเลยที่ 10 พิจารณาแล้วอนุมัติให้โจทก์ขึ้นทะเบียนเป็นผู้ส่งออกข้าว ตามสำเนาหนังสือ ต่อมาเมื่อวันที่ 19 พฤษภาคม 2540 จำเลยที่ 8 มีหนังสือที่ พณ 0303/ว 2835 ลงวันที่ 19 พฤษภาคม 2540 แจ้งระงับการออกใบอนุญาตส่งออกไปนอกราชอาณาจักร (ข้าว) ให้แก่โจทก์ตามนัยกฎกระทรวง ฉบับที่ 2 (พ.ศ.2523) ตั้งแต่วันที่ 21 พฤษภาคม 2540 เป็นต้นไปจนกว่าจะมีคำสั่งเปลี่ยนแปลงเป็นอย่างอื่น ตามสำเนาหนังสือ หนังสือดังกล่าวจึงเป็นคำสั่งทางปกครองและในขณะที่ออกคำสั่งทางปกครองนั้น พระราชบัญญัติวิธีปฏิบัติราชการทางปกครอง พ.ศ.2539 มีผลใช้บังคับแล้ว กรณีจึงต้องปฏิบัติตามขั้นตอนและวิธีการตามที่พระราชบัญญัติดังกล่าวกำหนดไว้สำหรับปัญหานี้ โจทก์ฎีกาอ้างว่า คำสั่งทางปกครองดังกล่าวไม่ชอบด้วยพระราชบัญญัติวิธีปฏิบัติราชการทางปกครอง พ.ศ.2539 มาตรา 13 (1) มาตรา 30 และ มาตรา 37 แต่เมื่อพิจารณาคำฟ้องของโจทก์กลับอ้างเหตุแห่งการไม่ชอบด้วยพระราชบัญญัติวิธีปฏิบัติราชการทางปกครอง พ.ศ.2539 ของคำสั่งทางปกครองดังกล่าวเพียงประการเดียว คือ ผู้ออกคำสั่งไม่จัดให้มีเหตุผลประกอบคำสั่งตามมาตรา 37 ดังนั้น ฎีกาของโจทก์ในส่วนที่อ้างว่า คำสั่งทางปกครองดังกล่าวไม่ชอบด้วยพระราชบัญญัติวิธีปฏิบัติราชการทางปกครอง พ.ศ.2539 มาตรา 13 (1) และมาตรา 30 จึงเป็นฎีกาที่ไม่ได้ยกขึ้นว่ากันมาแล้วโดยชอบในศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัยในส่วนนี้ให้ ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 249 วรรคหนึ่ง คดีคงมีปัญหาต้องวินิจฉัยแต่เพียงว่า คำสั่งทางปกครองตามหนังสือที่ พณ 0303/ว 2835 ลงวันที่ 19 พฤษภาคม 2540 เป็นคำสั่งทางปกครองที่ไม่ชอบด้วยพระราชบัญญัติวิธีปฏิบัติราชการทางปกครอง พ.ศ.2539 มาตรา 37 หรือไม่ ตามมาตรา 37 แห่งพระราชบัญญัติดังกล่าว บัญญัติว่า คำสั่งทางปกครองที่ทำเป็นหนังสือและการยืนยันคำสั่งทางปกครองเป็นหนังสือต้องจัดให้มีเหตุผลไว้ด้วย และเหตุผลนั้นอย่างน้อยต้องประกอบไปด้วย (1) ข้อเท็จจริงอันเป็นสาระสำคัญ (2) ข้อกฎหมายที่อ้างอิง (3) ข้อพิจารณาและข้อสนับสนุนในการใช้ดุลพินิจ และมาตรา 41 ของพระราชบัญญัติเดียวกัน บัญญัติว่า คำสั่งทางปกครองที่ออกโดยการฝ่าฝืนหรือไม่ปฏิบัติตามหลักเกณฑ์ดังต่อไปนี้ ไม่เป็นเหตุให้คำสั่งทางปกครองนั้นไม่สมบูรณ์ (2) คำสั่งทางปกครองที่ต้องจัดให้มีเหตุผลตามมาตรา 37 วรรคหนึ่ง ถ้าได้จัดให้มีเหตุผลดังกล่าวในภายหลัง จากบทบัญญัติดังกล่าว การที่กฎหมายบังคับให้ผู้ออกคำสั่งต้องให้เหตุผลประกอบคำสั่งทางปกครองก็เพื่อที่ผู้ซึ่งได้รับผลกระทบจากคำสั่งจะได้ตรวจสอบได้ว่าเหตุผลที่อ้างมานั้นทั้งข้อเท็จจริงและข้อกฎหมายถูกต้องหรือไม่ ถ้าผู้นั้นเห็นว่าเหตุผลที่อ้างมานั้นไม่ถูกต้องก็จะได้ใช้สิทธิอุทธรณ์หรือฟ้องศาลต่อไปได้ แต่การไม่ให้เหตุผลดังกล่าวไม่ถึงกับทำให้คำสั่งนั้นต้องเสียไป เพียงแต่อาจทำให้คำสั่งทางปกครองนั้นไม่สมบูรณ์ ดังจะเห็นได้ว่ากฎหมายเปิดช่องให้สามารถแก้ไขข้อบกพร่องดังกล่าวได้ เนื่องจากการให้เหตุผลตามมาตรา 37 เป็นเพียงขั้นตอนในวิธีการทำคำสั่งทางปกครอง มิใช่เนื้อหาของคำสั่งทางปกครอง โดยหากต่อมาเจ้าหน้าที่ได้จัดให้มีเหตุผลประกอบคำสั่งดังกล่าวไม่ว่าจะโดยการริเริ่มของเจ้าหน้าที่ผู้ทำคำสั่งนั้นเองหรือการร้องขอของผู้รับคำสั่งความไม่สมบูรณ์ของคำสั่งทางปกครองดังกล่าวเนื่องจากเหตุแห่งการไม่จัดให้มีเหตุผลก็เป็นอันหมดสิ้นไป ทั้งนี้ตามที่บัญญัติไว้ในมาตรา 41 แห่งพระราชบัญญัติวิธีปฏิบัติราชการทางปกครอง พ.ศ.2539 เมื่อข้อเท็จจริงปรากฏว่าหนังสือที่ พณ 0303/ว 2835 ลงวันที่ 19 พฤษภาคม 2540 ที่แจ้งระงับการออกใบอนุญาตส่งออกไปนอกราชอาณาจักร (ข้าว) ให้แก่โจทก์ มีเพียงคำสั่งและข้อกฎหมาย โดยไม่ปรากฏข้อเท็จจริงอันเป็นสาระสำคัญ ข้อพิจารณาและข้อสนับสนุนในการใช้ดุลพินิจของเจ้าหน้าที่ ที่ใช้เป็นฐานในการออกคำสั่ง ดังนั้นคำสั่งของจำเลยที่ 8 ตามหนังสือดังกล่าวจึงเป็นคำสั่งทางปกครองที่ไม่สมบูรณ์โดยไม่จัดให้มีเหตุผลประกอบคำสั่งตามหลักเกณฑ์ของมาตรา 37 แห่งพระราชบัญญัติวิธีปฏิบัติราชการทางปกครอง พ.ศ.2539 อย่างไรก็ตาม ภายหลังที่จำเลยที่ 8 มีหนังสือแจ้งคำสั่งทางปกครอง ตามสำเนาหนังสือให้โจทก์ ทราบแล้ว โจทก์มีหนังสือลงวันที่ 21 พฤษภาคม 2540 ขอทราบเหตุผลในการออกคำสั่งทางปกครองดังกล่าว ต่อมาจำเลยที่ 10 โดยรองอธิบดีกรมส่งเสริมการส่งออกช่วยปฏิบัติราชการในตำแหน่งรองอธิบดีกรมการค้าต่างประเทศ ปฏิบัติราชการแทนอธิบดีกรมการค้าต่างประเทศมีหนังสือลงวันที่ 23 พฤษภาคม 2540 แจ้งเหตุผลในการระงับการออกใบอนุญาตส่งออกข้าวไปนอกราชอาณาจักรให้แก่โจทก์ว่า การที่โจทก์ไม่ปฏิบัติตามสัญญาซื้อขายข้าวสารที่ทำไว้กับจำเลยที่ 10 ตามโครงการแทรกแซงตลาดข้าวสารฤดูการผลิตปี 2535/2536 กล่าวคือ ไม่ส่งมอบข้าวให้แก่จำเลยที่ 10 ตามเงื่อนไขในสัญญาทำให้ไม่สามารถส่งออกข้าวดังกล่าวไปต่างประเทศตามที่จำเลยที่ 10 ได้ทำสัญญาขายกับผู้ซื้อไว้ เป็นผลเสียหายแก่การค้าส่งออกข้าวของไทยโดยส่วนรวม จึงถือว่าเป็นกรณีที่จำเลยที่ 8 ได้ให้เหตุผลประกอบคำสั่งทางปกครองโดยระบุข้อเท็จจริงและข้อพิจารณาที่ใช้เป็นเหตุผลในการใช้ดุลพินิจระงับการออกใบอนุญาตให้แก่โจทก์ซึ่งเป็นการดำเนินการแก้ไขข้อบกพร่องดังกล่าวตามวิธีการที่บัญญัติไว้ในมาตรา 41 แล้ว จึงทำให้คำสั่งของจำเลยที่ 8 ที่ให้ระงับใบอนุญาตส่งออกข้าวไปต่างประเทศแก่โจทก์ตามหนังสือที่ พณ 0303/ว 2835 ลงวันที่ 19 พฤษภาคม 2540 เป็นคำสั่งทางปกครองที่สมบูรณ์ชอบด้วยพระราชบัญญัติวิธีปฏิบัติราชการทางปกครอง พ.ศ.2539

คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยฎีกาของโจทก์ประการต่อไปในเรื่องความชอบด้วยกฎหมายของเนื้อหาของคำสั่งทางปกครองว่า โจทก์มิได้กระทำการใดให้เกิดความเสียหายแก่การค้าระหว่างประเทศ ตามข้อ 3 ของกฎกระทรวงฉบับที่ 2 (พ.ศ.2523) ออกตามความในพระราชบัญญัติการส่งออกไปนอกและการนำเข้ามาในราชอาณาจักรซึ่งสินค้า พ.ศ.2522 ทั้งศาลในคดีที่คู่ความพิพาทกันเกี่ยวกับสัญญาซื้อขายข้าวยังไม่มีคำพิพากษาถึงที่สุดว่าโจทก์เป็นฝ่ายผิดสัญญา จะถือว่าโจทก์ได้กระทำการใด ๆ ที่เป็นผลเสียหายแก่การค้าระหว่างประเทศไม่ได้ จึงไม่มีเหตุที่จำเลยที่ 8 จะงดออกใบอนุญาตส่งออกข้าวให้แก่โจทก์นั้น เมื่อมีกฎหมายบังคับให้ผู้ประสงค์ที่จะส่งข้าวออกไปนอกราชอาณาจักรต้องได้รับใบอนุญาตจากรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ตามหลักเกณฑ์และวิธีการและเงื่อนไขที่กำหนดในกฎกระทรวง เพื่อการนี้ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์อาศัยอำนาจตามมาตรา 7 วรรคสอง และมาตรา 25 แห่งพระราชบัญญัติการส่งออกไปนอกและการนำเข้ามาในราชอาณาจักรซึ่งสินค้า พ.ศ.2522 ออกกฎกระทรวงฉบับที่ 2 (พ.ศ.2523) กำหนดคุณสมบัติของผู้ขอรับใบอนุญาตส่งออกตามมาตรา5 (2) ไว้ในข้อ 3 ว่า ผู้ขอรับใบอนุญาตต้องเป็นผู้ไม่เคยกระทำการใด ๆ ที่เป็นผลเสียหายแก่การค้าระหว่างประเทศมาก่อน ในกรณีที่ผู้ขอรับใบอนุญาตเป็นนิติบุคคลกรรมการหรือผู้จัดการของนิติบุคคลนั้น ต้องเป็นผู้ไม่เคยกระทำการใด ๆ ที่เป็นผลเสียหายแก่การค้าระหว่างประเทศมาก่อน หรือเคยเป็นกรรมการหรือผู้จัดการของนิติบุคคลที่เคยกระทำการใด ๆ ที่เป็นผลเสียหายแก่การค้าระหว่างประเทศมาก่อน การขอรับใบอนุญาตส่งข้าวออกไปนอกราชอาณาจักรจึงอยู่ในบังคับแห่งพระราชบัญญัติและกฎกระทรวงที่กล่าวมาแล้วข้างต้น สำหรับการพิจารณาออกใบอนุญาตแก่ผู้ขอรับใบอนุญาตส่งข้าวออกไปนอกราชอาณาจักร กระทรวงพาณิชย์ได้ออกระเบียบว่าด้วยการส่งข้าวออกไปนอกราชอาณาจักร (ฉบับที่ 1) พ.ศ.2534 กำหนดระเบียบการอนุญาตให้ส่งข้าวออกไปนอกราชอาณาจักรและการพิจารณาอนุญาตไว้ว่า ให้จำเลยที่ 10 พิจารณาอนุญาตแก่ผู้มีคุณสมบัติถูกต้อง อันหมายถึง ไม่เป็นบุคคลต้องห้ามตามที่กำหนดไว้ในกฎกระทรวง ฉบับที่ 2 (พ.ศ.2523) ข้อ 3 ดังกล่าวข้างต้น ดังนั้น เมื่อโจทก์ยื่นคำขอรับใบอนุญาตส่งข้าวออกไปนอกราชอาณาจักรจำเลยที่ 8 ผู้ได้รับมอบอำนาจจากจำเลยที่ 2 ตามคำสั่งกระทรวงพาณิชย์ ที่5/2540 จึงต้องพิจารณาคุณสมบัติของโจทก์ว่าเข้าลักษณะเป็นผู้ต้องห้ามตามกฎกระทรวงฉบับดังกล่าวหรือไม่ ทั้งนี้ ข้อความที่ว่า "ผู้กระทำใด ๆ ที่เป็นผลเสียหายแก่การค้าระหว่างประเทศตามความหมายของกฎกระทรวง ฉบับที่ 2 (พ.ศ.2523) ข้อ 3 ดังกล่าว มิได้หมายถึงแต่บุคคลที่ศาลวินิจฉัยชี้ขาดเป็นที่สุดแล้วว่าเป็นผู้กระทำการใด ๆ ที่เป็นผลเสียหายแก่การค้าระหว่างประเทศแต่เพียงอย่างเดียว เพราะมิฉะนั้นแล้ว บุคคลซึ่งก่อให้เกิดความเสียหายแก่การค้าระหว่างประเทศแต่มิได้ถูกฟ้องร้องต่อศาลก็ยังคงมีคุณสมบัติเป็นผู้ขอรับใบอนุญาตส่งข้าวออกไปนอกราชอาณาจักรได้ตลอดไปกฎกระทรวง ฉบับที่ 2 (พ.ศ.2523) จะไร้ผลบังคับโดยสิ้นเชิง ดังนั้น จำเลยที่ 8 ย่อมมีอำนาจพิจารณาได้ว่า การกระทำของโจทก์ทั้งหลายทั้งปวงนั้นเป็นการกระทำที่เป็นผลเสียหายแก่การค้าระหว่างประเทศหรือไม่ โดยมิได้พิจารณาเฉพาะว่าโจทก์ในขณะมีสถานะเป็นโรงสีท้องถิ่นซึ่งเคยทำสัญญาซื้อขายข้าวเพื่อรอการส่งข้าวออกไปขายนอกประเทศกระทำการผิดสัญญาจริงหรือไม่ แต่จำเลยที่ 8 มีอำนาจหน้าที่ในการที่จะนำข้อเท็จจริงทุกประการเพื่อที่จะพิสูจน์ว่าโจทก์เคยเป็นผู้กระทำให้เกิดความเสียหายแก่การค้าระหว่างประเทศมาพิจารณาเพื่อออกใบอนุญาตหรือไม่ออกใบอนุญาตให้แก่โจทก์ได้ แม้หากข้อเท็จจริงจะปรากฏว่าโจทก์มิได้ผิดสัญญาซื้อขายข้าวสารต่อจำเลยที่ 10 แต่หากพฤติการณ์หรือการกระทำของโจทก์เป็นผลเสียหายแก่การค้าระหว่างประเทศ ก็อยู่ในดุลพินิจที่จำเลยที่ 8 จะไม่ออกใบอนุญาตส่งออกข้าวไปต่างประเทศให้แก่โจทก์ได้เช่นกัน ดังนั้น เมื่อข้อเท็จจริงรับฟังได้ว่า จำเลยที่ 10 ซึ่งเคยเป็นคู่สัญญากับโจทก์ในการทำสัญญาซื้อขายข้าวสาร ตามประกาศรับซื้อข้าวสารตามนโยบายแทรกแซงตลาดของรัฐบาลได้พิจารณาแล้วว่า พฤติการณ์ของโจทก์ในการเก็บรักษาข้าวไว้ในโกดังเพื่อรอการส่งออกไปยังต่างประเทศไม่ดี จนข้าวไม่มีคุณภาพตามสัญญา และโจทก์ไม่จัดหาข้าวใหม่มาทดแทนข้าวเดิมซึ่งเสื่อมคุณภาพ เป็นเหตุให้ผู้ซื้อข้าวจากจำเลยที่ 10 บอกเลิกสัญญากับจำเลยที่ 10 การที่โจทก์ปฏิบัติผิดสัญญา ทำให้จำเลยที่ 10 เสียหายจนนำไปสู่การบอกเลิกสัญญาแก่โจทก์ และเรียกให้โจทก์ชดใช้ค่าเสียหาย ตามสำเนาหนังสือ ลงวันที่ 8 พฤศจิกายน 2537 จำเลยที่ 10 โดยจำเลยที่ 8 ย่อมถือได้ว่าการกระทำดังกล่าวของโจทก์เป็นการกระทำการใด ๆ ที่เป็นผลเสียหายแก่การค้าระหว่างประเทศแล้ว โดยไม่จำต้องรอให้ศาลมีคำพิพากษาถึงที่สุดก่อนว่าโจทก์เป็นฝ่ายผิดสัญญาหรือไม่ ตามที่โจทก์ฎีกา เพราะมิฉะนั้น จะกลายเป็นการนำผลของคำพิพากษามาจำกัดอำนาจในการใช้ดุลพินิจของเจ้าหน้าที่ ซึ่งไม่สอดคล้องต่อพระราชบัญญัติวิธีปฏิบัติราชการทางปกครอง พ.ศ.2539 พระราชบัญญัติการส่งออกไปนอกและการนำเข้ามาในราชอาณาจักรซึ่งสินค้า พ.ศ.2522 และกฎกระทรวงฉบับที่ 2 (พ.ศ.2523) ออกตามความตามพระราชบัญญัติการส่งออกไปนอกและการนำเข้ามาในราชอาณาจักรซึ่งสินค้า พ.ศ.2522 เพราะการผิดสัญญาหรือไม่เป็นอีกเรื่องหนึ่งที่โจทก์และจำเลยที่ 10 ในฐานะคู่สัญญาทั้งสองฝ่ายอาจใช้สิทธิเรียกร้องไปว่ากล่าวกันเป็นคดีอื่นได้ ส่วนที่โจทก์ฎีกาว่าโจทก์มิได้ก่อให้เกิดความเสียหายแก่การค้าระหว่างประเทศนั้น ข้อเท็จจริงปรากฏว่าจำเลยที่ 10 ออกประกาศกรมการค้าต่างประเทศฉบับที่ 33 (พ.ศ.2536) เรื่องการซื้อขายข้าวสารแทรกแซงตลาดของรัฐบาล (ครั้งที่ 7/2536) ฉบับลงวันที่ 11 กุมภาพันธ์ 2536 ตามสำเนาประกาศ ระบุเจตนารมณ์ของประกาศฉบับนี้ว่า "...รัฐบาลประสงค์จะช่วยเกษตรกรชาวนาให้สามารถขายข้าวเปลือกได้ตามราคาเป้าหมายที่กำหนด จึงมอบหมายให้กระทรวงพาณิชย์ดำเนินการแทรกแซงตลาด โดยซื้อข้าวนึ่งจากโรงสีรอการส่งออกไว้เป็นจำนวน 100,000 ตัน" จะเห็นได้ว่าการซื้อข้าวนึ่งไว้รอการส่งออกเป็นการกระทำที่มีสองขั้นตอนสำคัญคือ การซื้อและการส่งออก ซึ่งหมายถึงเมื่อจำเลยที่ 10 ซื้อข้าวนึ่งจากผู้เสนอขายหรือโจทก์แล้ว ผู้เสนอขายหรือโจทก์จะต้องเก็บรักษาข้าวจำนวนดังกล่าวไว้ก่อนเพื่อรอไปจำหน่ายนอกราชอาณาจักร หลักเกณฑ์เงื่อนไข และรายละเอียดเกี่ยวกับเรื่องนี้จึงมีระบุไว้ในประกาศของจำเลยที่ 10 หนังสือรับรองการเสนอขายและสัญญาซื้อขายข้าวสาร ดังนั้น หน้าที่ของผู้ขายหรือโจทก์ภายหลังจากการทำสัญญาซื้อขายข้าวแล้วยังต้องมีหน้าที่ในการเก็บรักษาข้าวให้พร้อมที่จะส่งมอบให้แก่ผู้ซื้อด้วย ดังที่ระบุไว้ในข้อ 3 ของสัญญา ซึ่งคำว่าพร้อมนั้นย่อมหมายความถึง ความพร้อมในปริมาณและคุณภาพข้าวตามประกาศมาตรฐานข้าวของกระทรวงพาณิชย์ด้วย และในการรับมอบข้าว หากเจ้าหน้าที่ตรวจคุณภาพพิจารณาว่าข้าวที่ผู้ขายหรือโจทก์ส่งมอบไม่ถูกต้อง หรือต่ำกว่ามาตรฐานหรือคุณภาพที่กำหนดไว้ในสัญญา ผู้ขายหรือโจทก์ตกลงที่จะปรับปรุงคุณภาพข้าวหรือจัดเปลี่ยนข้าวใหม่ให้เป็นที่เรียบร้อยตามข้อ 6 ของสัญญา นอกจากนี้ สัญญายังระบุให้ผู้ขายต้องดูแลข้าวให้มีจำนวนครบถ้วนตามข้อผูกพันและต้องรักษาคุณภาพข้าวให้พร้อมส่งมอบตลอดเวลา โดยกำหนดให้จำเลยที่ 10 ต้องจ่ายค่ารักษาคุณภาพข้าวให้แก่โจทก์ในอัตราตันละ25 บาทต่อเดือน แสดงให้เห็นชัดว่า ข้อสัญญาให้ความสำคัญแก่การรักษาคุณภาพข้าวตามมาตรฐานกระทรวงพาณิชย์ไว้พร้อมส่งมอบตลอดเวลาเพื่อการจำหน่ายไปต่างประเทศ แต่ปรากฏว่าในการส่งมอบข้าวนึ่ง 100 เปอร์เซ็นต์ ส่วนที่เหลือที่จำเลยที่ 10 ให้โจทก์เก็บรักษาไว้นั้นผู้ซื้อไม่ยอมรับเนื่องจากมีปัญหาเรื่องคุณภาพข้าว จึงได้มีการประชุมผู้ที่เกี่ยวข้องเพื่อแก้ไขปัญหาเมื่อวันที่ 16 พฤษภาคม 2537 โดยมีผู้แทนของโจทก์เข้าร่วมประชุมด้วย ตกลงกันว่าโจทก์จะส่งมอบข้าวนึ่ง 100 เปอร์เซ็นต์ ให้แก่บริษัทผู้ซื้อและให้สภาหอการค้าแห่งประเทศไทยเป็นผู้ดำเนินการตรวจสอบคุณภาพข้าว จากการตรวจสอบของผู้ตรวจสอบคุณภาพข้าวสภาหอการค้าแห่งประเทศไทยพบว่ามีข้าวเมล็ดเหลืองร้อยละ 3.5 เกินกว่ามาตรฐานข้าวที่กำหนดให้ปนข้าวเมล็ดเหลืองไม่เกินร้อยละ 0.5 และมีส่วนผสมเป็นข้าวเมล็ดเสียลีบสีดำร้อยละ 1 เกินกว่ามาตรฐานข้าวของกระทรวงพาณิชย์ ซึ่งจะไม่เกินร้อยละ 0.25 บริษัทผู้ซื้อข้าวจากจำเลยที่ 10 จึงไม่ยอมรับข้าว ต่อมาในวันที่ 21 กรกฎาคม 2537 จำเลยที่ 10 โจทก์และบริษัทซุ่นฮั้วเซ่งไรซ์ จำกัด ผู้รับซื้อข้าวเพื่อการส่งออกได้มาตกลงกันอีกครั้งหนึ่ง โดยกำหนดคุณภาพข้าวนึ่งที่จะส่งมอบกันใหม่ โดยให้เป็นไปตามตัวอย่างที่โจทก์กับบริษัทซุ่นฮั้วเซ่งไรซ์ จำกัด ตกลงกันและมอบตัวอย่างข้าวไว้ให้ที่จำเลยที่ 10 เป็นสีอ่อนและสีกลาง อย่างละ 4 ชุด เป็นข้าวที่ผ่านการคัดแยกสีจากเครื่อง SORTEX แล้ว และในการนี้ บริษัทซุ่นฮั้วเซ่งไรซ์ จำกัด จะจ่ายค่าป่วยการในการ SORTEX ให้โจทก์ ตันละ 10 เหรียญดอลลาร์สหรัฐ และจะจัดหาพาหนะมารับมอบสินค้าที่หน้าโกดังของโจทก์ โดยโจทก์จะเป็นผู้รับผิดชอบค่าพาหนะไม่เกินตันละ 50 บาท และจะมีการตรวจสอบคุณภาพข้าวที่หน้าโกดังของโจทก์ โดยผู้แทนของสภาหอการค้าแห่งประเทศไทย ผู้แทนกองตรวจสอบมาตรฐานสินค้า และผู้แทนกองการค้าธัญพืช หน่วยงานละ 1 คน โดยบริษัทซุ่นฮั้วเซ่งไรซ์ จำกัด เป็นผู้รับผิดชอบค่าใช้จ่าย นอกจากนี้ โจทก์ตกลงที่จะส่งมอบข้าวนึ่ง 100 เปอร์เซ็นต์ ผ่านการคัดแยกสีจากเครื่อง SORTEX จำนวน 2,374.20 ตันเป็นข้าวสีอ่อน 1,300 ตัน และข้าวสีกลาง 1,074.20 ตัน ให้แก่บริษัทซุ่นฮั้วเซ่งไรซ์จำกัด โดยใช้เวลาเตรียมส่งมอบข้าว 14 วัน และส่งมอบภายใน 6 วัน รวม 20 วัน ตามสำเนาบันทึกช่วยจำ ต่อมา โจทก์และจำเลยที่ 10 มีปัญหาโต้แย้งกันในเรื่องการชำระค่าเช่าโกดังและค่าเก็บรักษา โดยโจทก์ประสงค์จะให้จำเลยที่ 10 ชำระค่าเช่าโกดังและค่าเก็บรักษาข้าวจนกว่าโจทก์จะส่งมอบข้าวเสร็จเรียบร้อย แต่จำเลยที่ 10 ยืนยันจะคิดให้เพียงวันที่ 3 พฤษภาคม 2537 เท่านั้นตามหนังสือลงวันที่ 4 สิงหาคม 2537 และ 5 สิงหาคม 2537 ต่อมา เมื่อวันที่ 9 สิงหาคม 2537 โจทก์มีหนังสือขอยกเลิกบันทึกช่วยจำและขอส่งมอบข้าวนึ่ง 100 เปอร์เซ็นต์ แบบไม่ผ่านเครื่อง SORTEX และไม่กำหนดสี ตามสัญญาที่ทำไว้เดิมกับจำเลยที่ 10 จนกระทั่ง วันที่ 1 พฤศจิกายน 2537 โจทก์ได้ให้ทนายความมีหนังสือถึงจำเลยที่ 8 บอกเลิกสัญญา และให้ชำระค่าเสียหาย โดยไม่มีการส่งมอบข้าวนึ่งส่วนที่เหลือให้แก่ผู้ซื้อ จากข้อเท็จจริงดังกล่าว ไม่ว่าฝ่ายใดจะเป็นฝ่ายผิดสัญญาแต่เมื่อมีการทำความตกลงกันใหม่ตามบันทึกช่วยจำระหว่างโจทก์กับผู้ซื้อข้าว ต่อมา โจทก์ไม่พอใจจำเลยที่ 10 เนื่องจากจำเลยที่ 10 ไม่ยอมชำระค่าเช่าโกดังและค่ารักษาคุณภาพข้าวเพิ่มเติมให้แก่โจทก์ตามจำนวนที่โจทก์ต้องการ โจทก์กลับมีหนังสือยกเลิกข้อตกลงตามบันทึกช่วยจำดังกล่าวฝ่ายเดียว โดยไม่คำนึงถึงความเสียหายในการที่จำเลยที่ 10 จะไม่มีข้าวส่งมอบให้แก่ผู้ซื้อ หากโจทก์เห็นว่าจำเลยที่ 10 ผิดสัญญา ก็ชอบที่จะใช้สิทธิเรียกร้องในฐานะคู่สัญญาเอากับจำเลยที่ 10 มิใช่ใช้วิธีการที่มีผลกระทบต่อบุคคลที่สาม และนำความเสียหายมาสู่จำเลยที่ 10 และความเสียหายของจำเลยที่ 10 ในฐานะคู่สัญญากับผู้ซื้อข้าวเพื่อส่งออกต่างประเทศ ทำให้ไม่อาจส่งมอบข้าวตามกำหนดได้ ก่อให้เกิดผลเสียหายต่อชื่อเสียงของประเทศ นอกจากนี้ การที่โจทก์ส่งมอบข้าวไม่ได้มาตรฐานของกระทรวงพาณิชย์ หากมีการรับมอบไปขายยังต่างประเทศ ย่อมก่อให้เกิดความเสียหายต่อชื่อเสียงของประเทศในฐานะผู้ส่งออกข้าวรายใหญ่ของโลกเช่นกัน การกระทำของโจทก์ดังกล่าวมาจึงเป็นการกระทำใด ๆ ที่เป็นผลเสียหายแก่การค้าระหว่างประเทศตามความหมายของกฎกระทรวง ฉบับที่ 2 (พ.ศ.2523) ข้อ 3 ออกตามความในพระราชบัญญัติการส่งออกไปนอกและการนำเข้ามาในราชอาณาจักรซึ่งสินค้า พ.ศ.2522 แล้ว โดยไม่จำต้องพิจารณาให้แน่ชัดก่อนว่า โจทก์หรือจำเลยที่ 10 ฝ่ายใดจะเป็นฝ่ายผิดสัญญา ที่จำเลยที่ 8 ระงับการออกใบอนุญาตส่งข้าวออกไปต่างประเทศให้แก่โจทก์ ตามหนังสือที่ พณ 0303/ว 2835 ลงวันที่ 19 พฤษภาคม 2540 จึงเป็นคำสั่งทางปกครองที่ชอบด้วยกฎหมายแล้ว ฎีกาข้อนี้ของโจทก์ฟังไม่ขึ้นเช่นกัน ส่วนฎีกาในปัญหาอื่นเป็นฎีกาในรายละเอียดปลีกย่อย ซึ่งไม่อาจเปลี่ยนแปลงผลของคำพิพากษาได้ จึงไม่จำต้องวินิจฉัย

พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ. ม. 55
พ.ร.บ.วิธีปฏิบัติราชการทางปกครอง พ.ศ.2539 ม. 2 ม. 7
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — บริษัทโรงสีไฟชัยประสิทธิ์ จำกัด
จำเลย — นายอำนวย วีรวรรณ กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลแพ่ง — นางกาญจนา ฤทธิทิศ
ศาลอุทธรณ์ — นายธนสิทธิ์ นิลกำแหง
ชื่อองค์คณะ
นิยุต สุภัทรพาหิรผล
วิรุฬห์ แสงเทียน
อภิรัตน์ ลัดพลี
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 20145/2555
#533008
เปิดฉบับเต็ม

ระหว่างกำหนดระยะเวลาฎีกาก่อนจำเลยยื่นฎีกา โจทก์ยื่นคำร้องขอถอนฟ้อง ศาลชั้นต้นมีคำสั่งว่าคำร้องขอถอนฟ้องของโจทก์แปลความได้ว่าเป็นการยอมความโดยถูกต้องตามกฎหมาย สิทธิในการนำคดีอาญามาฟ้องในส่วนความผิดฐานยักยอก ซึ่งเป็นความผิดอันยอมความได้ย่อมระงับไปตาม ป.วิ.อ. มาตรา 39 (2) ส่วนความผิดฐานปลอมและใช้เอกสารปลอมมิใช่ความผิดอันยอมความกันได้ จึงไม่ระงับ โดยศาลชั้นต้นยังมิได้มีคำสั่งอนุญาตให้โจทก์ถอนฟ้องและให้จำหน่ายคดีโจทก์ในส่วนความผิดต่อส่วนตัวฐานยักยอกและฐานฉ้อโกงที่โจทก์ขอถอนฟ้อง จึงยังไม่ถูกต้อง เมื่อคดีขึ้นมาสู่ศาลฎีกาแล้ว ศาลฎีกาเห็นสมควรแก้ไขโดยสั่งคำร้องขอถอนฟ้องของโจทก์โดยไม่ต้องย้อนสำนวนไปให้ศาลชั้นต้นสั่ง จึงอนุญาตให้โจทก์ถอนฟ้องและให้จำหน่ายคดีโจทก์ในส่วนความผิดฐานยักยอกและฉ้อโกงตาม ป.อ.มาตรา 341 และมาตรา 352 วรรคแรก จากสารบบความ คำพิพากษาของศาลล่างทั้งสองเกี่ยวกับความผิดทั้งสองฐานดังกล่าวเป็นอันระงับไปในตัว รวมทั้งที่ให้จำเลยคืนเงินแก่โจทก์ด้วย

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91, 264, 268, 341, 352 และให้จำเลยคืนเงินจำนวน 118,438.97 บาท แก่โจทก์

ศาลชั้นต้นไต่สวนมูลฟ้องแล้ว เห็นว่า คดีมีมูล ให้ประทับฟ้อง

จำเลยให้การปฏิเสธคดีส่วนอาญา และให้การคดีส่วนแพ่งขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 264 วรรคแรก, 268 วรรคแรก (ที่ถูก 268 วรรคแรก ประกอบ 264 วรรคแรก), 341, 352 วรรคแรก การกระทำของจำเลยเป็นความผิดหลายกรรมต่างกัน ให้ลงโทษทุกกรรมเป็นกระทงความผิดไปตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 ฐานปลอมเอกสารใช้เอกสารปลอม และฉ้อโกง เป็นกรรมเดียวเป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบทแต่ละบทมีโทษเท่ากัน ทั้งจำเลยเป็นผู้ปลอมและใช้เอกสารปลอมดังกล่าว จึงให้ลงโทษฐานใช้เอกสารปลอมแต่เพียงกระทงเดียวตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90, 268 วรรคสอง ประกอบมาตรา 264 (ที่ถูก วรรคแรก) จำคุก 1 ปี ฐานยักยอก จำคุก 6 เดือน รวมจำคุก 1 ปี 6 เดือน กับให้จำเลยคืนเงินให้แก่โจทก์จำนวน 106,691 บาท

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 4 พิพากษายืน

ระหว่างกำหนดระยะเวลาฎีกาก่อนจำเลยยื่นฎีกา โจทก์ยื่นคำร้องขอถอนฟ้อง เนื่องจากไม่ประสงค์จะดำเนินคดีแก่จำเลยอีกต่อไป โดยจำเลยมอบหมายให้บิดาของจำเลยตกลงยินยอมชำระเงินจำนวน 106,691 บาท ให้แก่โจทก์ครบถ้วน ศาลชั้นต้นมีคำสั่งว่าคำร้องขอถอนฟ้องของโจทก์พอแปลได้ว่าเป็นการยอมความกันโดยถูกต้องตามกฎหมายแล้ว สิทธิในการนำคดีอาญามาฟ้องในส่วนความผิดฐานยักยอก ซึ่งเป็นความผิดอันยอมความกันได้ย่อมระงับไป ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 39 (2) ส่วนความผิดฐานปลอมเอกสารและใช้เอกสารปลอมมิใช่ความผิดอันยอมความกันได้ จึงไม่ระงับไปด้วยเหตุการณ์ยอมความดังกล่าว

จำเลยฎีกา โดยผู้พิพากษาซึ่งพิจารณาและลงชื่อในคำพิพากษาศาลชั้นต้นอนุญาตให้ฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ศาลชั้นต้นยังมิได้มีคำสั่งอนุญาตให้โจทก์ถอนฟ้องและให้จำหน่ายคดีโจทก์ในส่วนความผิดต่อส่วนตัวฐานยักยอกและฐานฉ้อโกงที่โจทก์ขอถอนฟ้อง จึงยังไม่ถูกต้อง เมื่อคดีขึ้นมาสู่ศาลฎีกาแล้ว ศาลฎีกาเห็นสมควรแก้ไขเสียให้ถูกต้องโดยสั่งคำร้องขอถอนฟ้องของโจทก์โดยไม่ต้องย้อนสำนวนไปให้ศาลชั้นต้นสั่ง จึงอนุญาตให้โจทก์ถอนฟ้องและให้จำหน่ายคดีโจทก์ในส่วนความผิดฐานยักยอกและฉ้อโกงตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 341 และมาตรา 352 วรรคแรก จากสารบบความคำพิพากษาของศาลล่างทั้งสองเกี่ยวกับความผิดทั้งสองฐานดังกล่าวเป็นอันระงับไปในตัว รวมทั้งที่ให้จำเลยคืนเงินแก่โจทก์ด้วย

พิพากษาแก้เป็นว่า ฐานใช้เอกสารปลอมให้ลงโทษปรับจำเลย 2,000 บาท อีกสถานหนึ่ง โทษจำคุกให้รอการลงโทษไว้มีกำหนด 2 ปี ให้คุมความประพฤติจำเลยไว้ 1 ปี นับตั้งแต่วันที่ได้อ่านคำพิพากษาศาลฎีกาให้จำเลยฟัง ให้จำเลยรายงานตัวต่อพนักงานคุมประพฤติทุก 3 เดือน ต่อครั้ง ภายในกำหนด 1 ปี และให้จำเลยทำงานบริการสังคมหรือสาธารณประโยชน์ตามที่พนักงานคุมประพฤติและจำเลยเห็นสมควร เป็นเวลา 12 ชั่วโมง ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 56 หากจำเลยไม่ชำระค่าปรับให้จัดการตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 29, 30 จำหน่ายคดีฐานยักยอกและฉ้อโกงจากสารบบความ นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 4
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.อ. ม. 39 (2)
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — สหกรณ์การเกษตรเต่างอย จำกัด
จำเลย — นายอดิศร นีอำมาตย์
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดสกลนคร — นายสมศักดิ์ ศรียาภัย
ศาลอุทธรณ์ภาค 4 — นายนรินทร์ ตงศิริ
ชื่อองค์คณะ
สุริยง ลิ้มสถิรานันท์
สุนทร ทรงฤกษ์
ประทีป ดุลพินิจธรรมา
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 20130/2555
#532990
เปิดฉบับเต็ม

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตาม พ.ร.บ.ยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 มาตรา 15 วรรคหนึ่ง, 66 วรรคหนึ่ง, 67 การกระทำของจำเลยเป็นความผิดหลายกรรมต่างกัน ให้ลงโทษทุกกรรมเป็นกระทงความผิดไปตาม ป.อ. มาตรา 91 ฐานมีเมทแอมเฟตามีน 15 เม็ด ไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่ายและจำหน่ายเมทแอมเฟตามีนเป็นกรรมเดียวเป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบท ซึ่งแต่ละบทมีอัตราโทษเท่ากัน ลงโทษฐานจำหน่ายเมทแอมเฟตามีนตาม ป.อ. มาตรา 90 จำคุก 6 ปี ฐานมีเมทแอมเฟตามีน 2 เม็ด ไว้ในครอบครองโดยไม่ได้รับอนุญาต จำคุก 1 ปี รวมจำคุก 7 ปี ลดโทษให้หนึ่งในสาม คงจำคุก 4 ปี 8 เดือน ศาลอุทธรณ์ภาค 8 พิพากษาแก้เป็นว่า จำเลยมีความผิดตาม พ.ร.บ.ยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 มาตรา 15 วรรคหนึ่ง, 66 วรรคหนึ่ง การกระทำของจำเลยเป็นความผิดหลายกรรมต่างกัน ให้ลงโทษทุกกรรมเป็นกระทงความผิดไปตาม ป.อ. มาตรา 91 ฐานมีเมทแอมเฟตามีนไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่าย จำคุก 6 ปี ฐานจำหน่ายเมทแอมเฟตามีน จำคุก 6 ปี รวมจำคุก 12 ปี ลดโทษให้หนึ่งในสาม คงจำคุก 8 ปี เป็นกรณีที่ศาลอุทธรณ์ภาค 8 พิพากษายืนตามศาลชั้นต้นในความผิดฐานจำหน่ายเมทแอมเฟตามีน และยังคงให้ลงโทษจำคุกจำเลยในความผิดฐานนี้ไม่เกินห้าปี จึงต้องห้ามมิให้คู่ความฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริงตาม ป.วิ.อ. มาตรา 218 วรรคหนึ่ง ส่วนความผิดฐานมีเมทแอมเฟตามีนไว้ในครอบครองโดยไม่ได้รับอนุญาต ศาลอุทธรณ์ภาค 8 แก้คำพิพากษาศาลชั้นต้นโดยให้ลงโทษจำเลยฐานมีเมทแอมเฟตามีน 17 เม็ด ไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่ายและแก้โทษด้วย อันเป็นการแก้ไขมาก จึงไม่ต้องห้ามคู่ความฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องและแก้ฟ้อง ขอให้ลงโทษจำเลยตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 มาตรา 4, 7 (1), 8, 15, 66, 102 ริบของกลาง

จำเลยให้การปฏิเสธ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 มาตรา 15 วรรคหนึ่ง, 66 วรรคหนึ่ง, 67 การกระทำของจำเลยเป็นความผิดหลายกรรมต่างกัน ให้ลงโทษทุกกรรมเป็นกระทงความผิดไปตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 ฐานมีเมทแอมเฟตามีน 15 เม็ด ไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่ายและจำหน่ายเมทแอมเฟตามีนเป็นกรรมเดียวเป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบท ซึ่งแต่ละบทมีโทษเท่ากัน ให้ลงโทษฐานจำหน่ายเมทแอมเฟตามีนตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 จำคุก 6 ปี ฐานมีเมทแอมเฟตามีนไว้ในครอบครองโดยไม่ได้รับอนุญาต จำคุก 1 ปี รวมจำคุก 7 ปี ข้อเท็จจริงที่ได้จากคำให้การในชั้นจับกุมเป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้หนึ่งในสามตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คงจำคุก 4 ปี 8 เดือน ริบเมทแอมเฟตามีน เศษกระดาษและถุงพลาสติกของกลาง ส่วนคำขออื่นให้ยก

โจทก์และจำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 8 พิพากษาแก้เป็นว่า จำเลยมีความผิดตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 มาตรา 15 วรรคหนึ่ง, 66 วรรคหนึ่ง การกระทำของจำเลยเป็นความผิดหลายกรรมต่างกัน ให้ลงโทษทุกกรรมเป็นกระทงความผิดไปตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 ฐานมีเมทแอมเฟตามีนไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่าย จำคุก 6 ปี ฐานจำหน่ายเมทแอมเฟตามีน จำคุก 6 ปี รวมจำคุก 12 ปี ลดโทษให้หนึ่งในสามตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คงจำคุก 8 ปี ริบเงิน 700 บาท นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

จำเลยฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า คดีนี้ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 มาตรา 15 วรรคหนึ่ง, 66 วรรคหนึ่ง, 67 การกระทำของจำเลยเป็นความผิดหลายกรรมต่างกัน ให้ลงโทษทุกกรรมเป็นกระทงความผิดไปตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 ฐานมีเมทแอมเฟตามีน 15 เม็ด ไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่ายและจำหน่ายเมทแอมเฟตามีนเป็นกรรมเดียวเป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบท ซึ่งแต่ละบทมีโทษเท่ากัน ให้ลงโทษฐานจำหน่ายเมทแอมเฟตามีนตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 จำคุก 6 ปี ฐานมีเมทแอมเฟตามีนไว้ในครอบครองโดยไม่ได้รับอนุญาต จำคุก 1 ปี รวมจำคุก 7 ปี ลดโทษให้หนึ่งในสามตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คงจำคุก 4 ปี 8 เดือน ศาลอุทธรณ์ภาค 8 พิพากษาแก้เป็นว่า จำเลยมีความผิดตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 มาตรา 15 วรรคหนึ่ง, 66 วรรคหนึ่ง การกระทำของจำเลยเป็นความผิดหลายกรรมต่างกัน ให้ลงโทษทุกกรรมเป็นกระทงความผิดไปตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 ฐานมีเมทแอมเฟตามีนไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่าย จำคุก 6 ปี ฐานจำหน่ายเมทแอมเฟตามีน จำคุก 6 ปี รวมจำคุก 12 ปี ลดโทษให้หนึ่งในสามตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คงจำคุก 8 ปี ดังนี้ เป็นกรณีที่ศาลอุทธรณ์ภาค 8 พิพากษายืนตามศาลชั้นต้นในความผิดฐานจำหน่ายเมทแอมเฟตามีนตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 มาตรา 15 วรรคหนึ่ง, 66 วรรคหนึ่ง และยังคงให้ลงโทษจำคุกจำเลยในความผิดฐานดังกล่าวไม่เกินห้าปี จึงต้องห้ามมิให้คู่ความฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริงในความผิดฐานนี้ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 218 วรรคหนึ่ง ส่วนความผิดฐานมีเมทแอมเฟตามีนไว้ในครอบครองโดยไม่ได้รับอนุญาต ศาลอุทธรณ์ภาค 8 แก้คำพิพากษาศาลชั้นต้นโดยให้ลงโทษจำเลยฐานมีเมทแอมเฟตามีน 17 เม็ด ไว้ในครอบ- ครองเพื่อจำหน่ายและแก้โทษด้วย อันเป็นการแก้ไขมาก จึงไม่ต้องห้ามคู่ความฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง ที่จำเลยฎีกาว่า จำเลยไม่ได้กระทำความผิดตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 8 แต่มีความผิดฐานมีเมทแอมเฟตามีน 2 เม็ด ไว้ในครอบครองโดยไม่ได้รับอนุญาต และขอให้ลงโทษสถานเบาด้วยการรอการลงโทษนั้น เป็นฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง ดังนี้ การที่ศาลชั้นต้นมีคำสั่งให้รับฎีกาของจำเลยในความผิดฐานจำหน่ายเมทแอมเฟตามีน และไม่รับฎีกาในความผิดฐานมีเมทแอมเฟตามีนไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่าย เพราะต้องห้ามฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริงตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 218 วรรคหนึ่ง จึงเป็นการไม่ชอบ ศาลฎีกาเห็นสมควรเพิกถอนคำสั่งของศาลชั้นต้นดังกล่าวแล้วมีคำสั่งใหม่ว่า รับฎีกาของจำเลยในความผิดฐานมีเมทแอมเฟตามีนไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่าย ส่วนความผิดฐานจำหน่ายเมทแอมเฟตามีนต้องห้ามฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริงตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 218 วรรคหนึ่ง จึงไม่รับ ปัญหาดังกล่าวเป็นข้อกฎหมายที่เกี่ยวกับความสงบเรียบร้อย ศาลฎีกายกขึ้นแก้ไขให้ถูกต้องได้ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 195 วรรคสอง ประกอบมาตรา 225 และเมื่อคดีขึ้นมาสู่ศาลฎีกาแล้วประกอบกับโจทก์ไม่แก้ฎีกา เพื่อให้การพิจารณาคดีไม่ล่าช้า ศาลฎีกาเห็นสมควรวินิจฉัยฎีกาของจำเลยโดยไม่จำต้องย้อนสำนวนไปให้ศาลชั้นต้นดำเนินการให้ถูกต้องก่อน ข้อเท็จจริงรับฟังเป็นยุติว่า วันเวลาเกิดเหตุตามฟ้อง จำเลยจำหน่ายเมทแอมเฟตามีนของกลาง 15 เม็ด ให้แก่สิบตำรวจเอกสุวิทย์ หลังจากนั้นดาบตำรวจสุรัตน์ กับพวกเข้าจับกุมจำเลยและตรวจค้นพบเมทแอมเฟตามีนของกลางอีก 2 เม็ด ที่ตัวจำเลย มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยว่า จำเลยมีความผิดฐานมีเมทแอมเฟตามีนของกลาง 17 เม็ด ไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่ายหรือไม่ เห็นว่า ก่อนเกิดเหตุจำเลยจำหน่ายเมทแอมเฟตามีนของกลาง 15 เม็ด ให้แก่สิบตำรวจเอกสุวิทย์ หลังเกิดเหตุเจ้าพนักงานตำรวจตรวจค้นพบเมทแอมเฟตามีนของกลางอีก 2 เม็ด ที่ตัวจำเลย พฤติการณ์ดังกล่าวจึงฟังได้ว่าจำเลยมีเมทแอมเฟตามีนของกลาง 2 เม็ด ไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่ายด้วย จำเลยจึงมีความผิดฐานมีเมทแอมเฟตามีนของกลาง 17 เม็ด ไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่าย ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 8 พิพากษามานั้นชอบแล้ว ฎีกาของจำเลยฟังไม่ขึ้น อนึ่ง ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 8 วางโทษจำคุกจำเลยกระทงละ 6 ปี ก่อนลดโทษนั้นหนักเกินไป ศาลฎีกาเห็นสมควรแก้ไขให้เหมาะสมแก่พฤติการณ์แห่งคดี

พิพากษาแก้เป็นว่า ความผิดฐานมีเมทแอมเฟตามีนไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่าย จำคุก 4 ปี ความผิดฐานจำหน่ายเมทแอมเฟตามีน จำคุก 4 ปี รวมจำคุก 8 ปี ลดโทษให้หนึ่งในสามตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คงจำคุก 5 ปี 4 เดือน นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 8
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.อ. ม. 218 วรรคหนึ่ง
พ.ร.บ.ยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 ม. 15 วรรคหนึ่ง ม. 66 วรรคหนึ่ง ม. 67
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการจังหวัดระนอง
จำเลย — นายสมานหรือบังหมาน ถลาง
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดระนอง — นางสาวนภา พัชรโกมล
ศาลอุทธรณ์ภาค 8 — นายเดชา อัชรีวงศ์ไพศาล
ชื่อองค์คณะ
ธงชัย เสนามนตรี
อภิรัตน์ ลัดพลี
พศวัจณ์ กนกนาก
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 20100/2555
#532920
เปิดฉบับเต็ม

แม้ตามฟ้องคดีนี้จะระบุว่าเหตุเกิดระหว่างวันที่ 11 สิงหาคม 2548 ถึงวันที่ 14 สิงหาคม 2548 ก็ตามแต่ข้อเท็จจริงตามที่ปรากฏในทางพิจารณาได้ความจากคำเบิกความของ ม. ผู้เสียหายที่ 1 และ ป. เพื่อนผู้เสียหายที่ 1 ตรงกันว่า ระหว่างวันที่ 11 สิงหาคม 2548 ถึงวันที่ 14 สิงหาคม 2548 ผู้เสียหายที่ 1 ได้ออกจากบ้านไปพักอยู่กับ ป. มาโดยตลอด จนกระทั่งวันที่ 15 สิงหาคม 2548 ผู้เสียหายที่ 1 จึงเดินทางจากบ้านของ ป. ที่จังหวัดนครราชสีมาไปหาจำเลยที่จังหวัดอุบลราชธานีโดยจำเลยโอนเงินค่ารถไฟไปให้ 300 บาท แล้วจำเลยพาผู้เสียหายที่ 1 ไปอยู่ด้วยกัน ดังนั้นความผิดฐานพรากผู้เยาว์ของจำเลยจึงเกิดขึ้นและเป็นความผิดสำเร็จในวันที่ 15 สิงหาคม 2548 ซึ่งข้อแตกต่างกันเกี่ยวกับเวลากระทำความผิดเช่นนี้ตาม ป.วิ.อ. มาตรา 192 วรรคสาม ถือว่าเป็นข้อแตกต่างในรายละเอียดมิใช่ข้อแตกต่างในสาระสำคัญ เมื่อจำเลยไม่หลงข้อต่อสู้ ศาลย่อมมีอำนาจลงโทษจำเลยตามข้อเท็จจริงที่พิจารณาได้ความนั้นได้ ตามมาตรา 192 วรรคสามประกอบวรรคสอง กรณีจึงต้องถือว่าเหตุความผิดฐานพรากผู้เยาว์ในคดีนี้เกิดขึ้นในวันที่ 15 สิงหาคม 2548 ตามที่พิจารณาได้ความ หาใช่เหตุเกิดขึ้นระหว่างวันที่ 11 สิงหาคม 2548 ถึงวันที่ 14 สิงหาคม 2548 ดังที่โจทก์บรรยายมาในฟ้องไม่ เมื่อปรากฏว่าจำเลยถูกพนักงานอัยการจังหวัดนครราชสีมาเป็นโจทก์ฟ้องในข้อหาความผิดฐานพรากผู้เยาว์ ตามคดีอาญาหมายเลขแดงที่ 538/2550 ของศาลจังหวัดนครราชสีมาอีกคดีหนึ่ง โดยบรรยายฟ้องว่าเหตุเกิดเมื่อวันที่ 15 สิงหาคม 2548 ถึงวันที่ 9 กุมภาพันธ์ 2549 กรณีจึงเป็นความผิดกรรมเดียวกัน ซึ่งคดีดังกล่าวจำเลยให้การรับสารภาพตามฟ้อง ศาลมีคำพิพากษาเสร็จเด็ดขาดไปแล้ว สิทธินำคดีอาญามาฟ้องจำเลยฐานพรากผู้เยาว์จึงเป็นอันระงับไปตาม ป.วิ.อ. มาตรา 39 (4) การที่โจทก์นำเอาการกระทำของจำเลยที่พรากผู้เยาว์ในคดีดังกล่าวมาฟ้องจำเลยเป็นคดีนี้อีก จึงเป็นฟ้องซ้ำตามบทบัญญัติกฎหมายดังกล่าว

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้อง ขอให้ลงโทษจำเลยตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 276, 319

จำเลยให้การปฏิเสธ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 319 (ที่ถูก มาตรา 319 วรรคแรก) จำคุก 2 ปี ข้อหาอื่นให้ยก

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 3 พิพากษายืน

จำเลยฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงรับฟังเป็นยุติว่า จำเลยเคยถูกพนักงานอัยการจังหวัดนครราชสีมาเป็นโจทก์ฟ้องในข้อหาความผิดฐานพรากผู้เยาว์ตามคดีอาญาหมายเลขแดงที่ 538/2550 ของศาลจังหวัดนครราชสีมา โดยบรรยายฟ้องว่า เหตุเกิดเมื่อวันที่ 15 สิงหาคม 2548 ถึงวันที่ 9 กุมภาพันธ์ 2549 ซึ่งคดีดังกล่าว จำเลยให้การรับสารภาพและศาลจังหวัดนครราชสีมามีคำพิพากษาเสร็จเด็ดขาดไปแล้ว คดีมีปัญหาข้อกฎหมายต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยว่า ฟ้องโจทก์เป็นฟ้องซ้ำกับคดีอาญาหมายเลขแดงที่ 538/2550 ของศาลจังหวัดนครราชสีมาหรือไม่ เห็นว่า แม้ตามฟ้องคดีนี้จะระบุว่าเหตุเกิดระหว่างวันที่ 11 สิงหาคม 2548 ถึงวันที่ 14 สิงหาคม 2548 ก็ตาม แต่ข้อเท็จจริงตามที่ปรากฏในทางพิจารณาได้ความจากคำเบิกความของ ม. ผู้เสียหายที่ 1 และ ป.เพื่อนผู้เสียหายที่ 1 ตรงกันว่า ระหว่างวันที่ 11 สิงหาคม 2548 ถึงวันที่ 14 สิงหาคม 2548 ผู้เสียหายที่ 1 ได้ออกจากบ้านไปพักอยู่กับ ป. มาโดยตลอด จนกระทั่งวันที่ 15 สิงหาคม 2548 ผู้เสียหายที่ 1 จึงเดินทางจากบ้านของ ป. ที่จังหวัดนครราชสีมาไปหาจำเลยที่จังหวัดอุบลราชธานีโดยจำเลยโอนเงินค่ารถไฟไปให้ 300 บาท แล้วจำเลยพาผู้เสียหายที่ 1 ไปอยู่ด้วยกัน ดังนั้นความผิดฐานพรากผู้เยาว์ของจำเลยจึงเกิดขึ้นและเป็นความผิดสำเร็จในวันที่ 15 สิงหาคม 2548 ซึ่งข้อแตกต่างกันเกี่ยวกับเวลากระทำความผิดเช่นนี้ ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 192 วรรคสาม ถือว่าเป็นข้อแตกต่างในรายละเอียดมิใช่ข้อแตกต่างในสาระสำคัญ เมื่อจำเลยไม่หลงข้อต่อสู้ ศาลย่อมมีอำนาจลงโทษจำเลยตามข้อเท็จจริงที่พิจารณาได้ ตามมาตรา 192 วรรคสามประกอบวรรคสอง กรณีจึงต้องถือว่าเหตุความผิดฐานพรากผู้เยาว์ในคดีนี้เกิดขึ้นในวันที่ 15 สิงหาคม 2548 ตามที่พิจารณาได้ความ หาใช่เหตุเกิดขึ้นระหว่างวันที่ 11 ถึงวันที่ 14 สิงหาคม 2548 ดังที่โจทก์บรรยายมาในฟ้องไม่ เมื่อปรากฏว่าจำเลยนี้ถูกพนักงานอัยการจังหวัดนครราชสีมาเป็นโจทก์ฟ้องในข้อหาความผิดฐานพรากผู้เยาว์ ตามคดีอาญาหมายเลขแดงที่ 538/2550 ของศาลจังหวัดนครราชสีมาอีกคดีหนึ่ง โดยบรรยายฟ้องว่าเหตุเกิดเมื่อวันที่ 15 สิงหาคม 2548 ถึงวันที่ 9 กุมภาพันธ์ 2549 กรณีจึงเป็นความผิดกรรมเดียวกัน ซึ่งคดีดังกล่าวจำเลยให้การรับสารภาพตามฟ้อง และศาลมีคำพิพากษาเสร็จเด็ดขาดไปแล้ว สิทธินำคดีอาญามาฟ้องจำเลยฐานพรากผู้เยาว์จึงเป็นอันระงับไปตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 39 (4) การที่โจทก์นำเอาการกระทำของจำเลยที่พรากผู้เยาว์ในคดีอาญาดังกล่าวมาฟ้องจำเลยเป็นคดีนี้อีก จึงเป็นฟ้องซ้ำตามบทบัญญัติกฎหมายดังกล่าว ที่ศาลล่างทั้งสองพิพากษามานั้น ศาลฎีกาไม่เห็นพ้องด้วย ฎีกาของจำเลยฟังขึ้น

พิพากษาแก้เป็นว่า ให้ยกฟ้องโจทก์สำหรับความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 319 วรรคแรกเสียด้วย นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 3
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.อ. ม. 319
ป.วิ.อ. ม. 39 (4)
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการจังหวัดอุบลราชธานี
จำเลย — นายเผ่าพงศ์ จันทรจำนง
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดอุบลราชธานี — นายธีวรรธน์ บั้งทอง
ศาลอุทธรณ์ภาค 3 — นายพิชัยวัฒน์ อุตะเดช
ชื่อองค์คณะ
สมยศ เข็มทอง
ไชยยงค์ คงจันทร์
เมทินี ชโลธร
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 20075/2555
#540933
เปิดฉบับเต็ม

จำเลยหลอกลวงให้ผู้เสียหายทั้งสองนำเงินที่จะซื้อหวยมาทำพิธีทาน้ำมันตาทิพย์ก่อนจึงจะแทงหวยถูก เมื่อผู้เสียหายทั้งสองนำเงินใส่บาตรเพื่อให้จำเลยทำพิธี จำเลยไม่คืนเงินให้โดยแจ้งว่าขอให้นำเงินดังกล่าวร่วมทุนกับทางวัดเพื่อไปซื้อหวย ความจริงผู้เสียหายที่ 1 ไม่ยินยอม แต่กลัวว่าจะเกิดอันตรายแก่ตนและบุตรชาย แสดงว่าผู้เสียหายทั้งสองไม่มีเจตนาที่จะมอบเงินให้จำเลยไปซื้อหวยให้ เพราะสามารถซื้อเองได้อยู่แล้ว ผู้เสียหายทั้งสองจึงเป็นผู้เสียหายโดยนิตินัยมีสิทธิร้องทุกข์ให้เจ้าพนักงานตำรวจดำเนินคดีแก่จำเลยกับพวกได้ โจทก์จึงมีอำนาจฟ้อง

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83, 341 ให้จำเลยคืนเงินแก่ผู้เสียหายที่ 1 จำนวน 144,000 บาท และคืนเงินแก่ผู้เสียหายที่ 2 จำนวน 11,500 บาท และนับโทษจำเลยต่อจากโทษของจำเลยในคดีอาญาหมายเลขดำที่ 454/2547 ของศาลชั้นต้น

จำเลยให้การปฏิเสธ แต่รับว่าเป็นบุคคลคนเดียวกับจำเลยในคดีที่โจทก์ขอให้นับโทษต่อ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 341 ประกอบมาตรา 83 จำคุก 6 เดือน ให้จำเลยคืนเงินแก่ผู้เสียหายที่ 1 จำนวน 144,000 บาท และคืนเงินแก่ผู้เสียหายที่ 2 จำนวน 11,500 บาท ส่วนที่โจทก์ขอให้นับโทษจำเลยต่อจากโทษของจำเลยในคดีอาญาหมายเลขดำที่ 454/2547 หมายเลขแดงที่ 1633/2547 ของศาลชั้นต้นนั้น คดีดังกล่าวศาลชั้นต้นรอการลงโทษจำคุกแก่จำเลย จึงมิอาจนับโทษต่อได้ ยกคำขอส่วนนี้

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 3 พิพากษากลับ ให้ยกฟ้องโจทก์

โจทก์ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า คดีมีปัญหาตามฎีกาของโจทก์ว่า โจทก์มีอำนาจฟ้องหรือไม่ โจทก์มีผู้เสียหายทั้งสองและนายชวลิต เบิกความเป็นพยานทำนองเดียวกันว่า จำเลยหลอกให้ผู้เสียหายทั้งสองนำเงินที่จะแทงหวยมาทำพิธีทาน้ำมันตาทิพย์ก่อนจึงจะแทงถูก เมื่อผู้เสียหายทั้งสองนำเงินมามอบให้จำเลยทำพิธี จำเลยกลับไม่คืนเงินให้โดยอ้างว่าซื้อหวยให้แล้ว เห็นว่า ปกติผู้ให้หวยจะไม่ทำหน้าที่ซื้อหวยให้ด้วย แต่จะให้ผู้ได้รับใบ้หวยไปแทงหวยเอง พฤติกรรมของจำเลยกับพวกจึงมีพิรุธ ประกอบกับผู้เสียหายที่ 1 ตอบทนายจำเลยถามค้านว่า ผู้เสียหายที่ 1 กับบุตรชายนำเงินใส่บาตรแล้ว จำเลยแจ้งว่าเงินจำนวนดังกล่าวขอให้ร่วมทุนกับทางวัดเพื่อไปซื้อหวย ความจริงผู้เสียหายที่ 1 ไม่ยินยอม แต่กลัวว่าจะเกิดอันตรายแก่ตนและบุตรชาย แสดงว่าผู้เสียหายทั้งสองไม่มีเจตนาที่จะมอบเงินให้จำเลยไปซื้อหวยให้เลย เพราะสามารถซื้อเองได้อยู่แล้ว ผู้เสียหายทั้งสองจึงเป็นผู้เสียหายโดยนิตินัยมีสิทธิร้องทุกข์ให้เจ้าพนักงานตำรวจดำเนินคดีแก่จำเลยกับพวกได้ โจทก์จึงมีอำนาจฟ้อง ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 3 มีคำพิพากษามานั้น ศาลฎีกาไม่เห็นพ้องด้วย ฎีกาของโจทก์ฟังขึ้น

พิพากษากลับ ให้บังคับคดีไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.อ. ม. 2 (4)
ป.อ. ม. 341
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการจังหวัดภูเขียว
จำเลย — นายสมเกียรติ นิยมสุข
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดภูเขียว — นางสาวธนวรรณ เนียมกลาง
ศาลอุทธรณ์ภาค 3 — นายตั้งใจ ศาสตร์ศศิ
ชื่อองค์คณะ
ทวีป ตันสวัสดิ์
ศิริชัย วัฒนโยธิน
ธงชัย เสนามนตรี
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 19980/2555
#533001
เปิดฉบับเต็ม

ความผิดฐานฟ้องเท็จและเบิกความอันเป็นเท็จในการพิจารณาคดีอาญา โจทก์ต้องบรรยายฟ้องถึงข้อความที่อ้างว่าเป็นเท็จ โดยมีความจริงว่าอย่างไรและผู้กระทำทราบว่าความที่นำไปฟ้องและเบิกความเป็นเท็จด้วย ที่โจทก์กล่าวบรรยายฟ้องว่า การที่ ว. เป็นโจทก์ฟ้องจำเลยทั้งสองตามคดีอาญาหมายเลขดำที่ 250/2548 ของศาลชั้นต้น โจทก์เพียงบรรยายและเรียงคำฟ้องในฐานะทนายความที่รับคำบอกเล่ามาจาก ว. ซึ่งเป็นลูกความ ข้อความที่ปรากฏในคำฟ้องจะเป็นความเท็จหรือความจริงโจทก์ย่อมไม่มีโอกาสทราบได้ หากในเวลาภายหน้าความปรากฏว่า คำฟ้องเป็นความเท็จผู้ที่จะต้องรับผิดชอบคือ ว. ไม่ใช่โจทก์นั้น เป็นเพียงการอ้างผลของคำพิพากษาในคดีอาญาหมายเลขดำที่ 310/2548 หมายเลขแดงที่ 895/2549 ของศาลชั้นต้น ว่าศาลในคดีดังกล่าววินิจฉัยชี้ขาดคดีว่าอย่างไรเท่านั้น มิใช่เป็นการกล่าวยืนยันข้อความใดที่อ้างว่าเป็นความเท็จ โดยความจริงมีว่าอย่างไรแต่อย่างใด

ส่วนที่โจทก์กล่าวว่า โจทก์ทำหน้าที่เพียงเป็นทนายความที่รับคำบอกเล่ามาจาก ว. ตัวความซึ่งจำเลยทั้งสองทราบดี แต่การเป็นทนายความผู้เรียงคำฟ้องก็อาจเป็นตัวการร่วมกับตัวความกระทำความผิดฐานฟ้องเท็จได้ หากทนายความกระทำไปโดยรู้เห็นหรือร่วมกับตัวความวางแผนเอาความอันเป็นเท็จฟ้องผู้อื่นมาตั้งแต่ต้น โจทก์จึงต้องบรรยายฟ้องยืนยันข้อเท็จจริงที่เป็นความจริงด้วยว่า ความจริงจำเลยทั้งสองทราบเป็นอย่างดีว่า โจทก์มิได้รู้เห็นหรือทราบมาก่อนว่าเรื่องราวตามที่โจทก์บรรยายและเรียงคำฟ้องในคดีอาญาหมายเลขดำที่ 250/2548 ของศาลชั้นต้น เป็นความเท็จ ลำพังการอ้างว่า โจทก์บรรยายและเรียงคำฟ้องในฐานะทนายความ จึงมิใช่เป็นการกล่าวถึงข้อความที่อ้างว่าเป็นเท็จนั้นเช่นไร โดยมีความจริงเป็นอย่างไรและจำเลยทั้งสองทราบดีเช่นเดียวกัน ถือว่าฟ้องโจทก์มิได้บรรยายถึงการกระทำทั้งหลายของจำเลยทั้งสองที่อ้างว่าจำเลยที่ 1 ฟ้องเท็จและจำเลยทั้งสองเบิกความอันเป็นเท็จในการพิจารณาคดีอาญาพอสมควรเท่าที่จะให้จำเลยทั้งสองเข้าใจข้อหาได้ดี จึงเป็นฟ้องที่ไม่สมบูรณ์ ไม่ชอบด้วย ป.วิ.อ. มาตรา 158 (5) คดีไม่มีมูลความผิดตาม ป.อ. มาตรา 175 และ 177 วรรคสอง

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยทั้งสองตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 59, 83, 90, 91, 175, 177 วรรคสอง พระราชบัญญัติการเลือกตั้งสมาชิกสภาท้องถิ่นหรือผู้บริหารท้องถิ่น พ.ศ.2545 มาตรา 114 วรรคหนึ่ง เพิกถอนสิทธิการเลือกตั้งของจำเลยทั้งสองมีกำหนดสิบปี และนับโทษจำเลยทั้งสองต่อจากโทษของจำเลยในคดีอาญาหมายเลขแดงที่ 1185/2548 และ 1186/2548 ของศาลชั้นต้น

ศาลชั้นต้นไต่สวนมูลฟ้องแล้ว คดีไม่มีมูล พิพากษายกฟ้อง

โจทก์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 4 พิพากษายืน

โจทก์ฎีกา โดยผู้พิพากษาซึ่งลงชื่อในคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 4 อนุญาตให้ฎีกาในปัญหาข้อกฎหมาย

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อหาความผิดต่อพระราชบัญญัติการเลือกตั้งสมาชิกสภาท้องถิ่นหรือผู้บริหารท้องถิ่น พ.ศ.2545 มาตรา 114 ศาลชั้นต้นวินิจฉัยว่าคดีไม่มีมูลเนื่องจากโจทก์ไม่ใช่ผู้เสียหาย โจทก์ไม่อุทธรณ์ ความผิดดังกล่าวจึงยุติไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น มีปัญหาวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ว่า คดีโจทก์มีมูลความผิดฐานฟ้องเท็จและเบิกความอันเป็นเท็จในการพิจารณาคดีอาญาตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 175 และ 177 วรรคสอง หรือไม่ พิเคราะห์แล้วในปัญหาข้อแรกซึ่งเป็นข้อกฎหมายว่า ฟ้องโจทก์ในความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 175 และ 177 วรรคสอง เป็นฟ้องที่ชอบด้วยกฎหมายหรือไม่ นั้น โจทก์ฎีกาว่า โจทก์บรรยายฟ้องระบุถ้อยคำอย่างครบถ้วนชัดเจนแล้วว่า จำเลยที่ 1 ฟ้องเท็จและจำเลยทั้งสองเบิกความอันเป็นเท็จว่า โจทก์ทำหน้าที่เป็นทนายความของนางวีณาซึ่งจำเลยทั้งสองทราบดี โดยเริ่มต้นบรรยายฟ้องตามฟ้องข้อ 1. ซึ่งจำเลยทั้งสองก็สามารถเข้าใจข้อหาได้ดีนั้น เห็นว่า ความผิดฐานฟ้องเท็จและเบิกความอันเป็นเท็จในการพิจารณาคดีอาญา โจทก์ต้องบรรยายฟ้องถึงข้อความตามที่อ้างว่าเป็นเท็จ โดยมีความจริงว่าอย่างไรและผู้กระทำทราบว่าความที่นำไปฟ้องและเบิกความนั้นเป็นเท็จด้วย ที่โจทก์กล่าวบรรยายฟ้องว่า การที่นางวีณาเป็นโจทก์ฟ้องจำเลยทั้งสองตามคดีอาญาหมายเลขดำที่ 250/2548 ของศาลชั้นต้น โจทก์เพียงบรรยายและเรียงคำฟ้องในฐานะทนายความที่รับคำบอกเล่ามาจากนางวีณาซึ่งเป็นลูกความ ข้อความที่ปรากฏในคำฟ้องจะเป็นความเท็จหรือความจริงโจทก์ย่อมไม่มีโอกาสทราบได้ หากในเวลาภายหน้าความปรากฏว่าคำฟ้องเป็นความเท็จผู้ที่จะต้องรับผิดชอบคือนางวีณาไม่ใช่โจทก์นั้น เป็นเพียงการอ้างผลของคำพิพากษาในคดีอาญาหมายเลขดำที่ 310/2548 หมายเลขแดงที่ 895/2549 ของศาลชั้นต้น ว่าศาลในคดีดังกล่าววินิจฉัยชี้ขาดคดีว่าอย่างไรเท่านั้น มิใช่เป็นการกล่าวยืนยันข้อความใดที่อ้างว่าเป็นความเท็จ โดยความจริงมีว่าอย่างไรแต่อย่างใด ส่วนที่โจทก์กล่าวว่า โจทก์ทำหน้าที่เพียงเป็นทนายความที่รับคำบอกเล่ามาจากนางวีณาตัวความซึ่งจำเลยทั้งสองทราบดี แต่การเป็นทนายความผู้เรียงคำฟ้องก็อาจเป็นตัวการร่วมกับตัวความกระทำความผิดฐานฟ้องเท็จได้ หากทนายความกระทำไปโดยรู้เห็นหรือร่วมกับตัวความวางแผนเอาความอันเป็นเท็จฟ้องผู้อื่นมาตั้งแต่ต้น โจทก์จึงต้องบรรยายฟ้องยืนยันข้อเท็จจริงที่เป็นความจริงด้วยว่า ความจริงจำเลยทั้งสองทราบเป็นอย่างดีว่า โจทก์มิได้รู้เห็นหรือทราบมาก่อนว่าเรื่องราวตามที่โจทก์บรรยายและเรียงคำฟ้องในคดีอาญาหมายเลขดำที่ 250/2548 ของศาลชั้นต้น เป็นความเท็จ ลำพังการอ้างว่า โจทก์บรรยายและเรียงคำฟ้องในฐานะทนายความ จึงมิใช่เป็นการกล่าวถึงข้อความที่อ้างว่าเป็นเท็จนั้นเช่นไร โดยมีความจริงเป็นอย่างไรและจำเลยทั้งสองทราบดีเช่นเดียวกัน ถือว่าฟ้องโจทก์มิได้บรรยายถึงการกระทำทั้งหลายของจำเลยทั้งสองที่อ้างว่า จำเลยที่ 1 ฟ้องเท็จและจำเลยทั้งสองเบิกความอันเป็นเท็จในการพิจารณาคดีอาญาพอสมควรเท่าที่จะให้จำเลยทั้งสองเข้าใจข้อหาได้ดี จึงเป็นฟ้องที่ไม่สมบูรณ์ ไม่ชอบด้วยประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 158 (5) คดีไม่มีมูลความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 175 และ 177 วรรคสอง คำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 4 ชอบแล้ว และไม่จำต้องวินิจฉัยฎีกาของโจทก์ในข้ออื่น ๆ อีก เพราะไม่มีผลเปลี่ยนแปลงคำพิพากษาของศาลฎีกาได้ ฎีกาของโจทก์ฟังไม่ขึ้น

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.อ. ม. 175 ม. 177 วรรคสอง
ป.วิ.อ. ม. 158 (5)
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นายการุณ ใสงาม
จำเลย — นายวีรศักดิ์ พรหมภักดี กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดสว่างแดนดิน — นายนพรัตน์ อภิวิมลลักษณ์
ศาลอุทธรณ์ภาค 4 — นายไชยผล สุรวงษ์สิน
ชื่อองค์คณะ
วิรุฬห์ แสงเทียน
ฉัตรไชย จันทร์พรายศรี
วรงค์พร จิระภาค
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 19979/2555
#540919
เปิดฉบับเต็ม

จำเลยเพียงแต่โทรศัพท์นัดให้โจทก์ร่วมที่ 3 ไปพบบริเวณที่เกิดเหตุ โดยโจทก์ร่วมที่ 3 ขับรถจักรยานยนต์ไปพบ แล้วจำเลยข่มขืนกระทำชำเราโจทก์ร่วมที่ 3 บริเวณจุดที่นัดพบทุกครั้ง ไม่ปรากฏข้อเท็จจริงว่าจำเลยได้พาโจทก์ร่วมที่ 3 ไปที่อื่นอีก แสดงว่าจำเลยมิได้หน่วงเหนี่ยวหรือกักขังโจทก์ร่วมที่ 3 การที่จะเป็นความผิดฐานพรากเด็กอายุกว่าสิบห้าปีแต่ยังไม่เกินสิบแปดปีไปเสียจากบิดามารดา ผู้ปกครอง หรือผู้ดูแลเพื่อการอนาจาร จะต้องเป็นการพาไปหรือแยกเด็กออกไปจากความปกครองดูแล ทำให้ความปกครองดูแลของบิดามารดาหรือผู้ปกครองเด็กถูกรบกวนหรือถูกกระทบกระเทือน ซึ่งคำว่า "พราก" ตามพจนานุกรม ฉบับราชบัณฑิตยสถาน พ.ศ.2542 หมายความว่า จากไป พา เอาไปจาก แยกออกจากกัน หรือเอาออกจากกัน ดังนั้น การกระทำของจำเลยดังกล่าวยังไม่เข้าลักษณะพา และแยกเด็กไปจากความปกครองดูแลของผู้ปกครองเด็กอันทำให้ความปกครองดูแลของผู้ปกครองเด็กถูกรบกวนหรือถูกกระทบกระเทือนสิทธิ จึงไม่เป็นความผิดฐานพรากเด็กอายุกว่าสิบห้าปีแต่ยังไม่เกินสิบแปดปีไปเสียจากบิดามารดา ผู้ปกครองหรือผู้ดูแล เพื่อการอนาจารตาม ป.อ. มาตรา 319 วรรคหนึ่ง

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91, 276, 318

จำเลยให้การปฏิเสธ

ระหว่างพิจารณา นางจง นายสังเวย และ จ. ผู้เสียหาย ยื่นคำร้องขอเข้าร่วมเป็นโจทก์ ศาลชั้นต้นอนุญาต โดยให้เรียกว่าโจทก์ร่วมที่ 1 ที่ 2 และที่ 3 ตามลำดับ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 319 วรรคหนึ่ง จำคุกกระทงละ 2 ปี รวม 3 กระทง เป็นจำคุก 6 ปี พิเคราะห์พฤติการณ์แห่งคดีแล้วเห็นว่า จำเลยมีอาชีพรับราชการครู รู้จักโจทก์ร่วมที่ 3 ตั้งแต่โจทก์ร่วมที่ 3 ศึกษาอยู่ชั้นประถมศึกษาปีที่ 5 ในฐานะครูกับศิษย์ ทั้งยังได้รับความเคารพนับถือจากครอบครัวโจทก์ร่วมทั้งสามและชาวบ้านใกล้เคียง ประกอบกับจำเลยมีภริยาและบุตรแล้ว น่าจะประพฤติตัวให้เป็นแบบอย่างที่ดีแก่สังคม แต่กลับฉกฉวยโอกาสจากความไว้เนื้อเชื่อใจและความไร้เดียงสาของโจทก์ร่วมที่ 3 เพื่อสนองตัณหาของตน จึงไม่มีเหตุรอการลงโทษ ข้อหาและคำขออื่นนอกจากนี้ให้ยก

โจทก์และจำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 6 พิพากษายืน

จำเลยฎีกา โดยผู้พิพากษาซึ่งพิจารณาและลงชื่อในคำพิพากษาศาลชั้นต้นอนุญาตให้ฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงที่คู่ความทั้งสองฝ่ายไม่ได้โต้เถียงกันในชั้นฎีการับฟังเป็นยุติว่า จ. โจทก์ร่วมที่ 3 เกิดวันที่ 10 พฤษภาคม 2531 เป็นบุตรของโจทก์ร่วมที่ 1 และที่ 2 ขณะเกิดเหตุโจทก์ร่วมที่ 3 อาศัยอยู่กับโจทก์ร่วมที่ 1 และที่ 2 จำเลยรับราชการครูที่โรงเรียนบ้านโว้งบ่อ ซึ่งโจทก์ร่วมที่ 3 เคยเป็นนักเรียนที่โรงเรียนดังกล่าว ก่อนจำเลยถูกฟ้องดำเนินคดีนี้ จำเลยกับโจทก์ร่วมที่ 3 เคยมีเพศสัมพันธ์กันสำหรับความผิดฐานข่มขืนกระทำชำเราตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 276 ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง ศาลอุทธรณ์ภาค 6 พิพากษายืน ความผิดฐานดังกล่าวจึงยุติไปแล้ว คดีคงมีปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยว่า จำเลยโดยปราศจากเหตุอันสมควรพรากเด็กอายุกว่าสิบห้าปีแต่ยังไม่เกินสิบแปดปีไปเสียจากบิดามารดา ผู้ปกครองหรือผู้ดูแลเพื่อการอนาจารตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 6 หรือไม่ โจทก์มีโจทก์ร่วมที่ 3 เบิกความว่า เมื่อประมาณเดือนพฤษภาคม 2548 จำเลยโทรศัพท์มาหาโจทก์ร่วมที่ 3 นัดให้ไปพบที่บริเวณถนนสายบ้านมนคีรี ตำบลเมืองเก่า อำเภอเมือง จังหวัดสุโขทัย บอกว่ามีธุระจะคุยด้วย โจทก์ร่วมที่ 3 ขับรถจักรยานยนต์ออกไปพบจำเลย แล้วจำเลยข่มขืนกระทำชำเราโจทก์ร่วมที่ 3 ที่บริเวณข้างถนนดังกล่าว ต่อมาประมาณ 3 สัปดาห์ จำเลยโทรศัพท์มาหาโจทก์ร่วมที่ 3 นัดให้ไปพบที่ถนนสายบ้านมนคีรีที่เดิม โจทก์ร่วมที่ 3 ออกไปพบ แล้วจำเลยข่มขืนกระทำชำเราโจทก์ร่วมที่ 3 บริเวณเดิม หลังจากนั้นวันที่ 6 เมษายน 2550 และวันที่ 10 พฤษภาคม 2550 จำเลยโทรศัพท์นัดโจทก์ร่วมที่ 3 ให้ไปพบที่บริเวณค่ายลูกเสือ ตำบลเมืองเก่า อำเภอเมือง จังหวัดสุโขทัย แล้วจำเลยข่มขืนกระทำชำเราโจทก์ร่วมที่ 3 ที่บริเวณดังกล่าว วันที่ 9 และ 16 มิถุนายน 2550 จำเลยนัดโจทก์ร่วมที่ 3 ให้ไปพบแล้วข่มขืนกระทำชำเราโจทก์ร่วมที่ 3 ที่วัดเจดีย์สูง ตำบลเมืองเก่า อำเภอเมือง จังหวัดสุโขทัย จากคำเบิกความของโจทก์ร่วมที่ 3 จะเห็นว่าจำเลยเพียงแต่โทรศัพท์นัดให้โจทก์ร่วมที่ 3 ไปพบบริเวณที่เกิดเหตุ โดยโจทก์ร่วมที่ 3 ขับรถจักรยานยนต์ไปพบ แล้วจำเลยข่มขืนกระทำชำเราโจทก์ร่วมที่ 3 บริเวณจุดที่นัดพบทุกครั้งไม่ปรากฏข้อเท็จจริงว่าจำเลยได้พาโจทก์ร่วมที่ 3 ไปที่อื่นอีก สอดคล้องกับที่โจทก์ร่วมที่ 3 ให้การในชั้นสอบสวนว่า หลังจากจำเลยข่มขืนกระทำชำเราโจทก์ร่วมที่ 3 ในครั้งแรก จำเลยพูดว่าไม่ให้นำเรื่องไปบอกใคร แล้วโจทก์ร่วมที่ 3 ก็ขับรถจักรยานยนต์กลับบ้าน แสดงว่าจำเลยมิได้มีการหน่วงเหนี่ยวหรือกักขังโจทก์ร่วมที่ 3 แต่อย่างใด การที่จะเป็นความผิดฐานพรากเด็กอายุกว่าสิบห้าปีแต่ยังไม่เกินสิบแปดปีไปเสียจากบิดามารดา ผู้ปกครองหรือผู้ดูแลเพื่อการอนาจาร จะต้องเป็นการพาไปหรือแยกเด็กออกไปจากความปกครองดูแล ทำให้ความปกครองดูแลของบิดามารดาหรือผู้ปกครองเด็กถูกรบกวนหรือถูกกระทบกระเทือน ซึ่งคำว่า "พราก" ตามพจนานุกรมฉบับราชบัณฑิตยสถาน พ.ศ.2542 หมายความว่า จากไป พา เอาไปจาก แยกออกจากกัน หรือเอาออกจากกัน ดังนั้น การกระทำของจำเลยดังกล่าวยังไม่เข้าลักษณะพาและแยกเด็กไปจากความปกครองดูแลของผู้ปกครองเด็กอันทำให้ความปกครองดูแลของผู้ปกครองเด็กถูกรบกวนหรือถูกกระทบกระเทือนสิทธิ จึงไม่เป็นความผิดฐานพรากเด็กอายุกว่าสิบห้าปีแต่ยังไม่เกินสิบแปดปีไปเสียจากบิดามารดา ผู้ปกครองหรือผู้ดูแล เพื่อการอนาจารตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 319 วรรคหนึ่ง ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 6 พิพากษาลงโทษจำเลยในความผิดฐานนี้มานั้น ศาลฎีกาไม่เห็นพ้อง ฎีกาของจำเลยฟังขึ้น กรณีไม่จำต้องวินิจฉัยฎีกาข้ออื่นของจำเลย

พิพากษาแก้เป็นว่า ให้ยกฟ้องโจทก์ในความผิดฐานพรากเด็กอายุกว่าสิบห้าปีแต่ยังไม่เกินสิบแปดปีไปเสียจากบิดามารดา ผู้ปกครอง หรือผู้ดูแล เพื่อการอนาจารตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 319 วรรคหนึ่ง ด้วย นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 6
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.อ. ม. 319
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการจังหวัดสุโขทัย
โจทก์ร่วม — นางจง ขำทุ่ง กับพวก
จำเลย — ว่าที่ร้อยตรีไพศาล กล่อมดี
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดสุโขทัย — นางสาววรรณรัตน์ เจษฎาจินต์
ศาลอุทธรณ์ภาค 6 — นายนพเรศ พันธุ์นรา
ชื่อองค์คณะ
อาวุธ ปั้นปรีชา
วิรุฬห์ แสงเทียน
ปดารณี ลัดพลี
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 19960/2555
#541503
เปิดฉบับเต็ม

ขณะจำเลยรับผู้เสียหายเข้าทำงานไม่ได้ตรวจดูหลักฐานเกี่ยวกับอายุของผู้เสียหายก่อน ผู้เสียหายมีรูปร่างโตกว่าเด็กทั่วไปตัวใหญ่และมีส่วนสูงประมาณ 155 เซนติเมตร และเมื่อพิจารณาภาพถ่ายของผู้เสียหายแล้วก็มีรูปร่างสูงใหญ่และลักษณะสูงใหญ่เกินกว่าเด็กหญิงที่มีอายุ 15 ปี โดยทั่วไป เช่นนี้จึงมีเหตุผลที่จำเลยจะเข้าใจโดยสุจริตว่าผู้เสียหายมีอายุ 17 ถึง 18 ปี การที่จำเลยสำคัญผิดเกี่ยวกับอายุของผู้เสียหายนี้เป็นการไม่รู้ข้อเท็จจริงอันเป็นองค์ประกอบของความผิด การกระทำของจำเลยจึงไม่เป็นความผิดฐานกระทำชำเราเด็กอายุยังไม่เกินสิบห้าปีตาม ป.อ. มาตรา 277 วรรคแรก ประกอบมาตรา 59 วรรคสาม วรรคสอง และวรรคหนึ่ง แม้จะมีบทบัญญัติความผิดฐานข่มขืนกระทำชำเราในมาตรา 276 วรรคแรก แต่เมื่อผู้เสียหายยินยอมให้จำเลยกระทำชำเรา การกระทำของจำเลยก็ไม่เป็นความผิดมาตรา 276 วรรคแรก

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 92, 277, 277 ทวิ และเพิ่มโทษจำเลยตามกฎหมาย

จำเลยให้การปฏิเสธ แต่รับว่าเป็นบุคคลคนเดียวกับจำเลยในคดีที่โจทก์ขอให้เพิ่มโทษ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 277 วรรคแรก จำคุก 4 ปี เพิ่มโทษหนึ่งในสามตามมาตรา 92 เป็นจำคุก 5 ปี 4 เดือน ข้อหาอื่นให้ยก

โจทก์และจำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 7 พิพากษาแก้เป็นว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 277 วรรคแรก ประกอบมาตรา 277 ทวิ (1) จำคุก 15 ปี ทางนำสืบของจำเลยเป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้หนึ่งในสามตามมาตรา 78 คงจำคุก 10 ปี ไม่เพิ่มโทษ นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

จำเลยฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงฟังได้ตามทางนำสืบของคู่ความที่ไม่โต้แย้งกันในชั้นฎีกาว่า เด็กหญิง บ. ผู้เสียหาย เกิดเมื่อวันที่ 21 สิงหาคม 2533 เป็นบุตรของนาง ว. กับนาย อ. ตามวันเวลาเกิดเหตุ ผู้เสียหายมีอายุ 14 ปีเศษ พักอาศัยอยู่กับนางสาว ส. น้าของผู้เสียหายและผู้เสียหายทำงานรับจ้างปอกตาสับปะรดให้จำเลย วันเกิดเหตุเวลาประมาณ 14 นาฬิกา ขณะที่ผู้เสียหายและเด็กหญิง จ. รับประทานอาหารอยู่ที่บ้าน นาย ก.ซึ่งเป็นคนรักของเด็กหญิง จ. ขับรถจักรยานยนต์มาที่บ้านชวนผู้เสียหายไปตัดผมที่โป่งกระทิง ผู้เสียหายตกลงแล้วผู้เสียหายและเด็กหญิง จ. นั่งซ้อนท้ายรถจักรยานยนต์ของนาย ก. ไปโดยเด็กหญิง จ. นั่งตรงกลางผู้เสียหายนั่งท้ายสุด เมื่อใกล้ถึงร้านตัดผมนาย ก. ขับรถจักรยานยนต์พาเด็กหญิง จ. และผู้เสียหายไปบ้านของจำเลย พบจำเลยนั่งอยู่กับเพื่อนประมาณ 4 ถึง 6 คน โดยผู้เสียหายอ้างว่า จำเลยนั่งดื่มสุรากับเพื่อน นาย ก. และเด็กหญิง จ. พาผู้เสียหายเข้าไปในห้องของนาย ก. ซึ่งเป็นห้องนอนด้วยโดยอยู่ห่างจากบ้านของจำเลยประมาณ 2 ถึง 3 ก้าว สักครู่จำเลยเดินเข้ามาในห้อง นาย ก. และเด็กหญิง จ. เดินออกไปจากห้อง ต่อมามีเลือดออกมาจากอวัยวะเพศของผู้เสียหาย นาย ก. และเด็กหญิง จ. นำยามาให้ผู้เสียหายกิน 1 เม็ด จากนั้นนาย ก. และเด็กหญิง จ. ขับรถจักรยานยนต์พาผู้เสียหายกลับบ้าน ระหว่างทางแวะซื้อผ้าอนามัยให้ผู้เสียหายใช้ซับเลือด ผู้เสียหายถึงบ้านแล้วเข้านอนมีเลือดออกตลอดเวลา ผู้เสียหายปวดท้องน้อยและหน้ามืด ครั้นเวลาประมาณ 20 นาฬิกา นางสาว ส. กลับถึงบ้านพาผู้เสียหายไปโรงพยาบาลสวนผึ้ง แพทย์หญิง พ. ตรวจร่างกายผู้เสียหายแล้วทำการห้ามเลือด แต่ความดันโลหิตของผู้เสียหายต่ำซึ่งหากต่ำมากๆ เลือดอาจไหลไม่หยุดเป็นอันตรายต่อชีวิต จึงส่งตัวผู้เสียหายไปรับการรักษาต่อที่โรงพยาบาลศูนย์ราชบุรี นายแพทย์ ท. รับตัวผู้เสียหายไว้ทำการตรวจรักษาผู้เสียหายแล้วเห็นว่า ผู้เสียหายน่าจะผ่านการร่วมประเวณีมาและใช้เวลารักษาหายภายใน 14 วัน ถ้าไม่มีโรคแทรกซ้อน นาง ว. มารดาของผู้เสียหายแจ้งความต่อพนักงานสอบสวน กล่าวหาจำเลยกระทำชำเราผู้เสียหายอายุ 14 ปีเศษ ต่อมานาง ว. และนาง ฉ. มารดาของจำเลยได้มีการเจรจากัน ทำบันทึกเรื่องเจรจาตกลงชดใช้ค่าเสียหายว่า นาง ว. เรียกร้องค่าเสียหายเป็นเงิน 200,000 บาท ฝ่ายนาง ฉ. ขอไปปรึกษาญาติก่อน แต่ตกลงกันไม่ได้

มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยว่า จำเลยกระทำความผิดตามฟ้องโจทก์หรือไม่ โจทก์มีผู้เสียหายเป็นประจักษ์พยานเบิกความว่า นาย ก. และเด็กหญิง จ. พาผู้เสียหายเข้าไปในห้องของนาย ก. เด็กหญิง จ. บอกผู้เสียหายว่า จำเลยจะขอพูดอะไรด้วย เมื่อจำเลยเข้ามาในห้องผู้เสียหายจะเดินตามนาย ก. และเด็กหญิง จ. ออกไปจำเลยดึงแขนผู้เสียหายไว้ จำเลยล็อกประตูห้อง จำเลยถามผู้เสียหายว่ามาทำอะไร ผู้เสียหายบอกว่าไม่รู้ว่าจะพามาที่นี่ แล้วจำเลยผลักผู้เสียหายลงบนที่นอน ผู้เสียหายไม่กล้าร้องเพราะจำเลยดื่มสุราและมีพวกของจำเลยรออยู่ข้างนอกอีกหลายคน ผู้เสียหายรู้สึกกลัว พยายามขัดขืน จำเลยเข้ามาถอดเสื้อผ้าของผู้เสียหายออกจนหมด จำเลยขึ้นมาทับตัวผู้เสียหายพยายามเอาอวัยวะเพศของจำเลยที่แข็งตัวสอดเข้าไปในอวัยวะเพศของผู้เสียหาย แต่สอดเข้าไปได้ไม่ถึงครึ่งของอวัยวะเพศของจำเลย เนื่องจากช่องคลอดของผู้เสียหายฉีกขาดมีเลือดออก จำเลยพยายามสอดใส่อวัยวะเพศเข้าออกอีกหลายครั้งประมาณ 25 นาที ผู้เสียหายเจ็บมีเลือดไหลออกเลอะที่นอน เมื่อจำเลยเห็นว่าทำไม่สำเร็จจำเลยจะเดินออกไปจากห้อง ผู้เสียหายบอกจำเลยให้เรียกเด็กหญิง จ. เข้ามาแล้วนาย ก. และเด็กหญิง จ. เข้ามาในห้อง เด็กหญิง จ. บอกจะซื้อยามาให้ ผู้เสียหายรออยู่ประมาณ 10 นาที นาย ก. และเด็กหญิง จ. เข้ามาในห้อง นำยามาให้ผู้เสียหายกิน 1 เม็ด แต่ไม่ได้บอกว่าเป็นยาอะไร เห็นว่า ตามแบบสำหรับส่งผู้ป่วยไปรับการตรวจหรือรักษาต่อ ที่แพทย์หญิง พ. จัดทำระบุในส่วนของประวัติการป่วยได้ใจความว่า ประจำเดือนผู้เสียหายมาครั้งสุดท้ายเมื่อวันที่ 27 สิงหาคม 2547 ประจำเดือนขาดไป 1 เดือน สงสัยว่าตั้งครรภ์ วันนี้เพื่อนเอายามาให้กิน 1 เม็ด เมื่อเวลา 15 นาฬิกา เพื่อขับเลือด หลังกินยาประมาณ 1 ชั่วโมง มีเลือดออกทางช่องคลอด เมื่อแพทย์หญิง พ. ไม่มีส่วนได้เสียหรือเกี่ยวข้องกับผู้เสียหายหรือจำเลยจึงเป็นพยานคนกลาง ทำให้เชื่อว่าประวัติการป่วยที่แพทย์หญิง พ. เขียนนี้ได้มาจากการสอบถามผู้เสียหายถึงสาเหตุว่า ที่มาพบแพทย์และเป็นผู้ที่ผู้เสียหายเดินทางมาพบเพื่อให้ตรวจรักษาอาการที่มีเลือดออกทางช่องคลอดและปวดท้องน้อยกับมีอาการหน้ามืด จึงเชื่อว่าผู้เสียหายให้ข้อเท็จจริงตามความเป็นจริงเพื่อจะได้รับการรักษาอาการที่บาดเจ็บให้ถูกต้องต่อไป แม้ตามแบบสำหรับส่งผู้ป่วยไปรับการตรวจหรือรักษาต่อ จะมีข้อความที่ผู้เสียหายแจ้งต่อแพทย์หญิง พ. ว่าก่อนเลือดออกประมาณ 1 ชั่วโมง ผู้เสียหายกินยาขับเลือด แต่ตามบันทึกประกอบผลการตรวจชันสูตรบาดแผลของแพทย์ ที่นายแพทย์ ท. จัดทำได้ความว่า ผู้เสียหายมีบาดแผลฉีกขาดที่ผนังช่องคลอดด้านขวาขนาด 3 x 0.3 เซนติเมตร มีบาดแผลฉีกขาดที่ผนังช่องคลอดด้านซ้ายขนาด 1.5 x 0.2 เซนติเมตร มีเลือดออกภายในช่องคลอด ส่วนปากมดลูกและมดลูกปกติไม่มีเลือดออกจากปากมดลูก เช่นนี้เลือดจึงออกจากบาดแผลฉีกขาดของผนังช่องคลอดทั้งสองด้านมิได้ออกจากมดลูก ทำให้ฟังได้ว่าเลือดที่ออกมิใช่มาจากการกินยาขับเลือด และฟังได้ต่อไปตามคำเบิกความของผู้เสียหายประกอบคำเบิกความของแพทย์หญิง พ. และนายแพทย์ ท. ว่า บาดแผลที่ผนังช่องคลอดนี้เกิดจากการร่วมประเวณี จึงเชื่อว่าวันเกิดเหตุจำเลยได้กระทำชำเราผู้เสียหายจริง ที่จำเลยนำสืบว่าวันเกิดเหตุไม่ได้กระทำชำเราผู้เสียหายไม่อาจรับฟังได้ อย่างไรก็ดีตามแบบสำหรับส่งผู้ป่วยไปรับการตรวจหรือรักษาต่อ ที่ผู้เสียหายแจ้งต่อแพทย์หญิง พ. ว่าสงสัยตั้งครรภ์ อันแสดงว่าก่อนวันเกิดเหตุที่ผู้เสียหายมาพบแพทย์หญิง พ. ผู้เสียหายเคยผ่านการร่วมประเวณีมาแล้ว แม้ไม่ปรากฏว่าผู้ที่เคยร่วมประเวณีกับผู้เสียหายจนผู้เสียหายสงสัยว่าตั้งครรภ์จะเป็นจำเลย แต่เมื่อพิจารณาภาพถ่ายประกอบคำเบิกความของผู้เสียหายได้ความว่า ห้องที่เกิดเหตุอยู่ใกล้กับม้าหินที่พวกของจำเลยนั่งอยู่ โดยนาย ก. และเด็กหญิง จ. ซึ่งเป็นเพื่อนของผู้เสียหายก็อยู่บริเวณนั้น แต่ผู้เสียหายไม่ได้ร้องให้ใครช่วยนับว่าเป็นพิรุธ ส่วนที่ผู้เสียหายอ้างว่าไม่กล้าร้องเพราะจำเลยดื่มสุราและมีพวกรออยู่ข้างนอกอีกหลายคนนั้น ผู้เสียหายเบิกความว่า ก่อนที่จำเลยจะผลักผู้เสียหายลงบนที่นอน จำเลยไม่ได้พูดอะไรและทางพิจารณาไม่ปรากฏว่า จำเลยได้ข่มขู่อย่างไรให้ผู้เสียหายต้องกลัวไม่กล้าร้อง ทั้งพวกของจำเลยที่นั่งอยู่นั้นก็มี 1 คน ที่ผู้เสียหายรู้จัก เมื่อการถูกข่มขืนกระทำชำเราเป็นเรื่องที่กระทบกระเทือนต่อจิตใจของผู้หญิงอย่างมากนับว่าเป็นเรื่องร้ายแรงอย่างยิ่ง ฉะนั้นข้ออ้างของผู้เสียหายที่ไม่ร้องให้ใครช่วยจึงไม่มีเหตุผลเพียงพอให้รับฟังได้ ประกอบกับการตรวจร่างกายผู้เสียหายของนายแพทย์ ท. ที่ไม่พบบาดแผลบริเวณอวัยวะเพศภายนอก ทำให้เชื่อว่าผู้เสียหายยินยอมให้จำเลยกระทำชำเรา ส่วนข้ออ้างตามฎีกาของจำเลยว่า จำเลยสำคัญผิดว่าผู้เสียหายอายุเกินกว่า 15 ปี โดยมีอายุประมาณ 17 ถึง 18 ปี นั้น เมื่อพิจารณาสถานที่ประกอบกิจการขายสับปะรดของจำเลยตามภาพถ่ายภาพที่ 1 แล้ว เป็นกิจการขนาดเล็กทำในครอบครัว ทั้งจำเลยและผู้เสียหายอยู่ในตำบลเดียวกัน เชื่อว่าขณะจำเลยรับผู้เสียหายเข้าทำงานไม่ได้ตรวจดูหลักฐานเกี่ยวกับอายุของผู้เสียหายก่อน ประกอบกับได้ความตามคำเบิกความของนางสาว ส. น้าของผู้เสียหายว่า ผู้เสียหายมีรูปร่างโตกว่าเด็กทั่วไป ทั้งในชั้นพิจารณาศาลชั้นต้นได้บันทึกว่า ผู้เสียหายมีส่วนสูงและตัวใหญ่กว่านักจิตวิทยาซึ่งมีส่วนสูงประมาณ 155 เซนติเมตร ยิ่งไปกว่านั้นเมื่อพิจารณาภาพถ่ายของผู้เสียหายแล้ว เห็นว่า ผู้เสียหายมีรูปร่างและลักษณะสูงใหญ่เกินกว่าเด็กหญิงที่มีอายุ 15 ปี โดยทั่วไป เช่นนี้จึงมีเหตุผลที่จำเลยจะเข้าใจโดยสุจริตว่าผู้เสียหายมีอายุ 17 ถึง 18 ปี การที่จำเลยสำคัญผิดเกี่ยวกับอายุของผู้เสียหายนี้เป็นการไม่รู้ข้อเท็จจริงอันเป็นองค์ประกอบของความผิด การกระทำของจำเลยจึงไม่มีความผิดฐานกระทำชำเราเด็กอายุยังไม่เกินสิบห้าปี ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 277 วรรคแรก ประกอบด้วยมาตรา 59 วรรคสาม วรรคสองและวรรคหนึ่ง และแม้จะมีบทบัญญัติความผิดฐานข่มขืนกระทำชำเราในมาตรา 276 วรรคแรก แต่เมื่อวินิจฉัยมาข้างต้นว่าผู้เสียหายยินยอมให้จำเลยกระทำชำเรา ฉะนั้นการกระทำของจำเลยก็ไม่เป็นความผิดตามมาตรา 276 วรรคแรก เช่นกัน ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 7 ฟังว่าจำเลยกระทำความผิดตามฟ้องนั้น ศาลฎีกาไม่เห็นพ้องด้วย ฎีกาของจำเลยฟังขึ้น และเมื่อฟังว่าการกระทำของจำเลยไม่เป็นความผิดฐานกระทำชำเราเด็กหญิงอายุยังไม่เกินสิบห้าปีแล้ว จึงไม่เป็นประโยชน์ที่จะต้องวินิจฉัยฎีกาข้ออื่นของจำเลยอีกต่อไป

พิพากษากลับให้ยกฟ้องโจทก์
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.อ. ม. 277 วรรคแรก ม. 276 วรรคแรก ม. 59 วรรคสาม ม. 59 วรรคสอง ม. 59 วรรคหนึ่ง
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการจังหวัดราชบุรี
จำเลย — นายกาญจน์หรือกาญ อินทนิล
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดราชบุรี — นายจุฬา อินอิว
ศาลอุทธรณ์ภาค 7 — นายธงชัย เสนามนตรี
ชื่อองค์คณะ
วิรุฬห์ แสงเทียน
ปดารณี ลัดพลี
ฉัตรไชย จันทร์พรายศรี
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 19958/2555
#544503
เปิดฉบับเต็ม

ความผิดฐานพรากเด็กอายุยังไม่เกินสิบห้าปี ไปเสียจากบิดามารดา ผู้ปกครอง หรือผู้ดูแลตาม ป.อ. มาตรา 317 แม้จะมุ่งคุ้มครองมิให้ผู้ใดมาก่อการรบกวน หรือกระทำการใด ๆ อันจะกระทบต่ออำนาจปกครองของบิดามารดา ผู้ปกครองหรือผู้ดูแลเด็ก แต่กรณีจะเป็นความผิดดังกล่าวได้จะต้องมีการกระทำที่เป็นการพราก ซึ่งหมายถึงการพาไปเสียประกอบด้วย การที่เด็กทั้งห้ามาที่ห้องพักของจำเลยด้วยความสมัครใจ จำเลยไม่เคยเป็นผู้พามา และเด็กทั้งห้าสามารถกลับบ้านของตนเองได้เสมอหากต้องการเช่นนั้น เช่นนี้จำเลยจึงมิได้กระทำการใด ๆ อันเป็นการพรากเด็กทั้งห้าไปเสียจากบิดามารดา ผู้ปกครอง หรือผู้ดูแล จำเลยย่อมไม่มีความผิดตาม ป.อ. มาตรา 317 วรรคสาม

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 33, 91, 278, 279, 317, 319 และริบของกลาง

จำเลยให้การปฏิเสธ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 279 (ที่ถูก มาตรา 279 วรรคแรก) ที่กระทำต่อ ด.ช. น. หรือเอ็ม ด.ช. ล. หรือโต้ง จำคุกกระทงละ 6 เดือน กระทำต่อ ด.ช. ม. หรือลม จำคุก 4 เดือน กระทำต่อ ด.ช. ช. ด.ช. ณ. หรือวาต จำคุกกระทงละ 1 เดือนรวมเป็นจำคุก 18 เดือน ริบทรัพย์สินตามบัญชีของกลางคดีอาญาเฉพาะลำดับที่ 1 ที่ 5 ที่ 6 และที่ 7 คำขออื่นยก

โจทก์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษาแก้เป็นว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 317 วรรคสามด้วย จำคุกกระทงละ 5 ปี รวม 5 กระทง เป็นจำคุก25 ปี ลงโทษจำคุกในความผิดฐานกระทำอนาจารตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา279 วรรคแรก กระทงละ 1 ปี รวม 5 กระทง เป็นจำคุก 5 ปี รวมโทษจำคุกทุกกระทงแล้วเป็นจำคุก 30 ปี นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

จำเลยฎีกา โดยผู้พิพากษาซึ่งพิจารณาและลงชื่อในคำพิพากษาศาลชั้นต้นอนุญาตให้ฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า คดีมีปัญหาวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยประการแรกว่า จำเลยมีความผิดฐานพรากเด็กอายุยังไม่เกินสิบห้าปีไปเสียจากบิดามารดา ผู้ปกครอง หรือผู้ดูแลเพื่อการอนาจารตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 317 วรรคสาม ตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์หรือไม่ โดยจำเลยฎีกาอ้างว่า การกระทำของจำเลยมิได้เป็นการล่วงล้ำอำนาจปกครองของบิดามารดา ผู้ปกครอง หรือผู้ดูแลของเด็กทั้งห้า เด็กทั้งห้ามาที่ห้องพักของจำเลยเอง หรือมาที่ห้องพักเพราะเพื่อนเป็นผู้ชักชวนโดยจำเลยไม่ได้ใช้กลอุบายล่อลวงมาและเด็กทุกคนมีอิสระที่จะไปไหนมาไหนหรือจะกระทำการหรือไม่กระทำการใดด้วยสมัครใจของตนเองนั้นเห็นว่า ความผิดฐานพรากเด็กอายุยังไม่เกิน 15 ปี ไปเสียจากบิดามารดา ผู้ปกครอง หรือผู้ดูแลตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 317 แม้จะมุ่งคุ้มครองมิให้มีผู้ใดมาก่อการรบกวน หรือกระทำการใด ๆ อันจะกระทบต่ออำนาจปกครองของบิดามารดา ผู้ปกครอง หรือผู้ดูแลเด็ก แต่กรณีจะเป็นความผิดดังกล่าวได้จะต้องมีการกระทำที่เป็นการพราก ซึ่งหมายถึง การพาเอาไปเสียประกอบด้วย แต่จากพยานหลักฐานที่โจทก์นำสืบได้ความว่า ด.ช. น. รู้จักนายแอนดี้ซึ่งเคยพักอยู่ห้องเดียวกับจำเลยมาก่อนและเคยมาพักที่ห้องพักของจำเลยด้วย หลังจากนั้น ด.ช. น. ได้แนะนำ ด.ช. ล. หรือโต้ง สรสิทธิ์ เด็กชาย ช. หรือเอ้ และเด็กชาย ม. หรือลม บู่เรือง ให้รู้จักจำเลยและมาที่ห้องพักดังกล่าวเนื่องจากมีของเล่นและคอมพิวเตอร์ ส่วนเด็กชาย ณ. หรือวาต มีนายแอนดี้เป็นผู้แนะนำให้รู้จักจำเลย และมาเล่นคอมพิวเตอร์ที่ห้องพักของจำเลยเช่นกัน ทุกครั้งที่มาจำเลยจะให้อาหารและขนมหรือเงินแก่เด็กทั้งห้าโดยเฉพาะเด็กชาย ช.หรือเอ้เบิกความตอบคำถามค้านของทนายจำเลยด้วยว่า เหตุที่มาที่ห้องพักของจำเลยเพราะอยู่บ้านก็ไม่มีอะไรจะทำ ซึ่งแสดงว่าเด็กทั้งห้ามาที่ห้องพักของจำเลยเองด้วยความเต็มใจ จำเลยไม่เคยเป็นผู้พามา และเด็กทั้งห้าสามารถกลับบ้านของตนเองได้เสมอหากต้องการเช่นนั้น เช่นนี้จำเลยจึงมิได้กระทำการใด ๆ อันเป็นพรากเด็กทั้งห้าไปเสียจากบิดามารดา ผู้ปกครอง หรือผู้ดูแล จำเลยย่อมไม่มีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 317 วรรคสาม ที่ศาลอุทธรณ์พิพากษาลงโทษจำเลยในความผิดดังกล่าวมาด้วยนั้น ไม่ต้องด้วยความเห็นของศาลฎีกา ฎีกาของจำเลยข้อนี้ฟังขึ้น

ปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยประการต่อมาว่า มีเหตุสมควรกำหนดโทษจำเลยในความผิดฐานกระทำอนาจารตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 279 วรรคแรก แต่ละกระทงลดหลั่นกันไปตามลักษณะการกระทำต่อเด็กแต่ละคนดังที่ศาลชั้นต้นกำหนดหรือไม่ เห็นว่า แม้จำเลยจะกระทำอนาจารต่อเด็กแต่ละคนด้วยวิธีการอันแตกต่างกัน แต่การกระทำของจำเลยดังกล่าวก็ส่อเจตนาเช่นเดียวกันในการแสวงหาความสุขทางเพศต่อเด็กที่ยังอ่อนเดียงสา ก่อให้เกิดผลกระทบเชิงพฤติกรรมแก่เด็กเหล่านั้นในลักษณะเดียวกัน และจะเป็นผลเสียหายต่อสังคมต่อไป ที่ศาลอุทธรณ์ใช้ดุลพินิจกำหนดโทษจำเลยในความผิดดังกล่าวให้จำคุกกระทงละ 1 ปี รวม 5 กระทง นับว่าเหมาะสมแก่พฤติการณ์แห่งความผิดแล้ว ไม่มีเหตุที่ศาลฎีกาจะเปลี่ยนแปลงแก้ไข ฎีกาของจำเลยข้อนี้ฟังไม่ขึ้นเช่นกัน

พิพากษาแก้เป็นว่า ยกฟ้องจำเลยในความผิดตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 317 วรรคสาม คงลงโทษจำเลยในความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 279 วรรคแรก จำคุกกระทงละ 1 ปี รวม 5 กระทง เป็นจำคุก 5 ปี นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.อ. ม. 317 วรรคสาม
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการ สำนักงานอัยการสูงสุด
จำเลย — นายไรอัน วิลเลี่ยม เจมส์
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลอาญา — หม่อมหลวงเฉลิมชัย เกษมสันต์
ศาลอุทธรณ์ — นายวิชาญ กาญจนะ
ชื่อองค์คณะ
เมทินี ชโลธร
ไชยยงค์ คงจันทร์
สมยศ เข็มทอง
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 19944/2555
#554927
เปิดฉบับเต็ม

ผู้ร้องทำสัญญาจะซื้อจะขายที่ดินกับจำเลยที่ 2 จำนวน 26 แปลง รวมถึงที่ดินพิพาททั้ง 8 แปลงด้วย ตั้งแต่วันที่ 21 พฤศจิกายน 2548 และผ่อนชำระที่ดินครบในวันที่ 21 ธันวาคม 2551 ก่อนที่โจทก์จะนำเจ้าพนักงานบังคับคดีไปยึดที่ดินพิพาททั้ง 8 แปลง ในวันที่ 6 มีนาคม 2552 ดังนี้ สิทธิเรียกร้องของผู้ร้องที่จะเรียกให้จำเลยที่ 2 โอนกรรมสิทธิ์ในที่ดินพิพาทตามสัญญาจะซื้อจะขายให้แก่ผู้ร้องเกิดขึ้นตั้งแต่วันที่ 21 ธันวาคม 2551 ก่อนที่โจทก์จะนำยึดที่ดินพิพาททั้ง 8 แปลง ผู้ร้องจึงอยู่ในฐานะอันจะให้จดทะเบียนสิทธิของตนได้อยู่ก่อนตาม ป.พ.พ. มาตรา 1300 ทั้งได้รับการคุ้มครองสิทธิตาม ป.วิ.พ. มาตรา 287

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
คดีสืบเนื่องมาจากโจทก์นำเจ้าพนักงานบังคับคดียึดที่ดินโฉนดเลขที่ 38290 ถึง 38297 ตำบลหนองผึ้ง อำเภอสารภี จังหวัดเชียงใหม่ รวม 8 แปลงของจำเลยที่ 2 เพื่อบังคับชำระหนี้ตามคำพิพากษา

ผู้ร้องยื่นคำร้องและแก้ไขคำร้องว่า เมื่อวันที่ 21 พฤศจิกายน 2548 จำเลยที่ 2 นำที่ดินพิพาทโฉนดเลขที่ 38290 ถึง 38297 รวม 8 แปลง มาทำสัญญาจะซื้อจะขายกับผู้ร้อง ต่อมาผู้ร้องฟ้องจำเลยที่ 2 ต่อศาลชั้นต้นเป็นคดีแพ่งหมายเลขดำที่ 207/2552 คดีหมายเลขแดงที่ 276/2552 ศาลมีคำพิพากษาตามยอมคดีถึงที่สุดให้จำเลยที่ 2 จดทะเบียนโอนที่ดินทั้ง 8 แปลง ให้เป็นของผู้ร้อง หากจำเลยที่ 2 ไม่ยอมดำเนินการให้ถือเอาคำพิพากษาแทนการแสดงเจตนาของจำเลยที่ 2 ผู้ร้องจึงอยู่ในฐานะอันจะให้จดทะเบียนสิทธิของตนได้อยู่ก่อนตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1300 โจทก์ไม่มีอำนาจยึดที่ดินพิพาททั้ง 8 แปลง

โจทก์ยื่นคำคัดค้าน ขอให้ยกคำร้อง

ศาลชั้นต้นมีคำสั่งให้เพิกถอนการยึดที่ดินโฉนดเลขที่ 38290 ถึง 38297 ตำบลหนองผึ้ง อำเภอสารภี จังหวัดเชียงใหม่ รวม 8 แปลง ตามคำร้องค่าฤชาธรรมเนียมระหว่างผู้ร้องและโจทก์ผู้คัดค้านให้เป็นพับ

โจทก์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 5 พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ

โจทก์ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ว่า การที่ศาลล่างทั้งสองมีคำสั่งให้เพิกถอนการยึดที่ดินพิพาททั้ง 8 แปลง ของโจทก์ชอบด้วยกฎหมายหรือไม่ ผู้ร้องนำสืบว่า เมื่อปี 2548 ผู้ร้องทำสัญญาจะซื้อจะขายที่ดินกับจำเลยที่ 2 จำนวน 26 แปลง รวมถึงที่ดินพิพาททั้ง 8 แปลง ราคา 2,775,000 บาท ชำระเงินดาวน์ 275,000 บาท ส่วนที่เหลือตกลงผ่อนชำระเป็นงวดรวม 36 งวด ตามสัญญาจะซื้อจะขาย หลังจากทำสัญญาผู้ร้องผ่อนชำระราคาให้แก่จำเลยที่ 2 ครบถ้วนแล้ว ตามใบเสร็จรับเงิน และได้เข้าครอบครองที่ดินพิพาทตลอดมา แต่จำเลยที่ 2 ไม่ยอมโอนกรรมสิทธิ์ที่ดินให้ ผู้ร้องจึงฟ้องจำเลยที่ 2 ต่อศาลชั้นต้นขอให้บังคับจำเลยที่ 2 โอนกรรมสิทธิ์ที่ดินให้แก่ผู้ร้องเป็นคดีแพ่งหมายเลขดำที่ 207/2552 คดีหมายเลขแดงที่ 276/2552 ผู้ร้องและจำเลยที่ 2 ตกลงทำสัญญาประนีประนอมยอมความกัน โดยจำเลยที่ 2 ตกลงโอนกรรมสิทธิ์ที่ดินตามสัญญาจะซื้อจะขายทั้งหมดให้แก่ผู้ร้อง ศาลชั้นต้นมีคำพิพากษาตามยอมคดีถึงที่สุดแล้ว แต่จำเลยที่ 2 ไม่สามารถโอนกรรมสิทธิ์ในที่ดินพิพาททั้ง 8 แปลง ให้แก่ผู้ร้องได้ เนื่องจากโจทก์นำยึดไว้ตามคำพิพากษาคดีนี้ ส่วนโจทก์นำสืบว่า จำเลยที่ 2 เป็นหนี้โจทก์ตามคำพิพากษารวม 23 คดี ในฐานะผู้ค้ำประกัน ซึ่งโจทก์ได้ยึดทรัพย์ของลูกหนี้ชั้นต้นออกขายทอดตลาดแล้วแต่ไม่พอชำระหนี้ จึงมาบังคับคดีเอาแก่ทรัพย์สินของจำเลยที่ 2 และยื่นฟ้องจำเลยที่ 2 ต่อศาลล้มละลายกลาง จำเลยที่ 2 ให้การต่อสู้ว่ามิใช่บุคคลที่มีหนี้สินล้นพ้นตัว โจทก์ตรวจสอบทรัพย์สินของจำเลยที่ 2 ใหม่พบว่าจำเลยที่ 2 มีที่ดินจำนวน 106 แปลง โดยไม่มีภาระผูกพัน จึงบังคับคดียึดที่ดินของจำเลยที่ 2 รวม 80 แปลง รวมถึงที่ดินพิพาททั้ง 8 แปลงในคดีนี้ หลังจากนั้นผู้ร้องได้ยื่นคำร้องขัดทรัพย์และคำร้องขอกันส่วนเป็นคดีนี้โดยอ้างสิทธิตามคำพิพากษาตามยอมระหว่างผู้ร้องกับจำเลยที่ 2 ในคดีแพ่งหมายเลขดำที่ 207/2552 คดีหมายเลขแดงที่ 276/2552 ของศาลชั้นต้น โจทก์ทำการตรวจสอบฐานะของจำเลยที่ 2 ปรากฏว่า จำเลยที่ 2 เป็นบริษัทร้างถูกขีดชื่อออกจากทะเบียนตั้งแต่ปี 2551 ก่อนยื่นคำฟ้องและทำสัญญาประนีประนอมยอมความกับจำเลยที่ 2 ในคดีดังกล่าวและก่อนยื่นคำร้องคดีนี้ เห็นว่า จำเลยที่ 2 มีฐานะเป็นบริษัทร้างโดยถูกนายทะเบียนขีดชื่อออกจากทะเบียนตั้งแต่วันที่ 19 มิถุนายน 2551 ดังนี้ ในวันที่ 23 กุมภาพันธ์ 2552 อันเป็นวันที่ผู้ร้องยื่นฟ้องขอให้บังคับจำเลยที่ 2 โอนกรรมสิทธิ์ที่ดินตามสัญญาจะซื้อจะขายรวม 26 แปลง ให้แก่ผู้ร้อง และในวันที่ 13 มีนาคม 2552 ซึ่งเป็นวันที่ศาลชั้นต้นมีคำพิพากษาตามยอม ในคดีแพ่งหมายเลขดำที่ 207/2552 คดีหมายเลขแดงที่ 276/2552 ของศาลชั้นต้น จำเลยที่ 2 ไม่มีฐานะเป็นนิติบุคคลตามกฎหมาย กรรมการของจำเลยที่ 2 ไม่มีอำนาจทำสัญญาประนีประนอมยอมความกับผู้ร้อง แม้ต่อมาภายหลังศาลจังหวัดเชียงใหม่มีคำสั่งให้นายทะเบียนหุ้นส่วนบริษัทจดชื่อบริษัทจำเลยที่ 2 กลับคืนสู่ทะเบียนเสมือนมิได้ถูกขีดชื่อออกจากทะเบียนตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1273 (4) ก็เป็นผลให้การดำเนินธุรกิจของจำเลยที่ 2 ได้ดำเนินไปอย่างต่อเนื่อง แต่ก็หาทำให้จำเลยที่ 2 กลับกลายจะต้องผูกพันตามสัญญาประนีประนอมยอมความ ซึ่งได้กระทำขึ้นในขณะที่จำเลยที่ 2 ไม่มีฐานะเป็นนิติบุคคลแต่อย่างใดไม่ สัญญาประนีประนอมยอมความระหว่างผู้ร้องกับจำเลยที่ 2 จึงไม่อาจใช้ยันโจทก์ได้ ฎีกาของโจทก์ในส่วนนี้ฟังขึ้น แต่อย่างไรก็ดี ตามคำร้องผู้ร้องยื่นคำร้องโดยอ้างสิทธิเหนือที่ดินพิพาทว่า ผู้ร้องอยู่ในฐานะอันจะให้จดทะเบียนสิทธิของตนได้อยู่ก่อน เห็นว่า ผู้ร้องทำสัญญาจะซื้อจะขายที่ดินกับจำเลยที่ 2 จำนวน 26 แปลง รวมถึงที่ดินพิพาททั้ง 8 แปลงด้วย ตั้งแต่วันที่ 21 พฤศจิกายน 2548 และผ่อนชำระที่ดินครบในวันที่ 21 ธันวาคม 2551 ก่อนที่โจทก์จะนำเจ้าพนักงานบังคับคดีไปยึดที่ดินพิพาททั้ง 8 แปลง ในวันที่ 6 มีนาคม 2552 ดังนี้ สิทธิเรียกร้องของผู้ร้องที่จะเรียกให้จำเลยที่ 2 โอนกรรมสิทธิ์ในที่ดินพิพาทตามสัญญาจะซื้อจะขายให้แก่ผู้ร้องเกิดขึ้นตั้งแต่วันที่ 21 ธันวาคม 2551 ก่อนที่โจทก์จะนำยึดที่ดินพิพาททั้ง 8 แปลง ผู้ร้องจึงอยู่ในฐานะอันจะให้จดทะเบียนสิทธิของตนได้อยู่ก่อนตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1300 ทั้งได้รับการคุ้มครองสิทธิตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 287 ที่ศาลชั้นต้นมีคำสั่งให้เพิกถอนการยึดที่ดินพิพาท และศาลอุทธรณ์ภาค 5 พิพากษายืนมานั้น ต้องด้วยความเห็นของศาลฎีกา ฎีกาของโจทก์ในส่วนนี้ฟังไม่ขึ้น

พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ. ม. 287
ป.พ.พ. ม. 1300
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — ธนาคารกรุงไทย จำกัด (มหาชน)
ผู้ร้อง — นางสายชล โวลฟายล์
จำเลย — นายชุติเดช เพียรพิเศษ กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดเชียงใหม่ — นายอุทัย พิศวง
ศาลอุทธรณ์ภาค 5 — นายวีระชาติ กุลอัศยะศิริ
ชื่อองค์คณะ
เมทินี ชโลธร
ไชยยงค์ คงจันทร์
สมยศ เข็มทอง
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 19938/2555
#532868
เปิดฉบับเต็ม

ปรากฏตามคำร้องสอดของผู้ร้องสอดทั้งสองว่า ผู้ร้องสอดทั้งสองต่างมีหน้าที่ร่วมกันและช่วยกันในการคุ้มครองดูแลรักษาที่สาธารณประโยชน์ป่าช้าหัวนาหว้า ทรัพย์สินอันเป็นที่สาธารณสมบัติของแผ่นดิน มิให้ผู้ใดกีดกันเอาไปเป็นอาณาประโยชน์แต่เฉพาะตัว การดำเนินการตามหน้าที่ดังกล่าวของผู้ร้องสอดคนใดคนหนึ่งย่อมผูกพันผู้ร้องสอดอีกคนหนึ่งตามที่มีหน้าที่ร่วมกัน ผลแห่งคำพิพากษาในคดีแพ่งหมายเลขดำที่ 2263/2548 หมายเลขแดงที่ 1288/2549 ของศาลชั้นต้น ที่แม้จะปรากฏว่าผู้ร้องสอดที่ 2 เพียงผู้เดียวเป็นโจทก์ฟ้องคดีก็ตาม แต่ย่อมมีผลผูกพันถึงผู้ร้องสอดที่ 1 ด้วยเช่นกัน

คดีนี้โจทก์ฟ้องว่า โจทก์เป็นเจ้าของที่ดินโฉนดเลขที่ 6329 ขอให้จำเลยทั้งสี่ร่วมกันรื้อถอนสิ่งปลูกสร้างที่ก่อสร้างรุกล้ำเข้ามาในที่ดินของโจทก์และเรียกค่าเสียหาย จำเลยทั้งสี่ขาดนัดยื่นคำให้การ ก่อนศาลจังหวัดอุดรธานีมีคำพิพากษา ผู้ร้องสอดทั้งสองยื่นคำร้องขอว่า ที่ดินพิพาทไม่ใช่ที่ดินของโจทก์ แต่เป็นส่วนหนึ่งของที่สาธารณประโยชน์ ขอให้ศาลพิพากษาว่าที่ดินพิพาทเป็นที่สาธารณประโยชน์ ห้ามโจทก์เกี่ยวข้องอีกต่อไป ศาลจังหวัดอุดรธานียกคำร้องขอของผู้ร้องสอดทั้งสอง ผู้ร้องสอดทั้งสองอุทธรณ์ ขณะที่คดีที่ผู้ร้องสอดทั้งสองอุทธรณ์ขอให้ศาลจังหวัดอุดรธานีรับคำร้องขอของผู้ร้องสอดทั้งสองไว้พิจารณาอยู่ในระหว่างการพิจารณาของศาลอุทธรณ์ภาค 4 ผู้ร้องสอดที่ 2 เป็นโจทก์ยื่นฟ้องโจทก์คดีนี้เป็นจำเลยต่อศาลชั้นต้น เป็นคดีแพ่งหมายเลขดำที่ 2263/2548 ขอให้พิพากษาว่า ที่ดินพิพาทเป็นที่สาธารณสมบัติของแผ่นดินและขอให้เพิกถอนโฉนดที่ดินเลขที่ 6329 ซึ่งเห็นได้ว่าคดีนี้ที่ผู้ร้องสอดทั้งสองร้องสอดเข้ามา และคดีที่ผู้ร้องสอดที่ 2 เป็นโจทก์ฟ้องโจทก์คดีนี้เป็นจำเลยดังกล่าวนั้น มีประเด็นพิพาทเป็นอย่างเดียวกันว่า ที่พิพาทเป็นที่สาธารณประโยชน์อันเป็นสาธารณสมบัติของแผ่นดินหรือไม่ จึงเป็นคดีเรื่องเดียวกัน การที่ผู้ร้องสอดที่ 2 ยื่นคำร้องสอดเข้ามาในคดีนี้ตามมาตรา 57 (1) ถือได้ว่าผู้ร้องสอดที่ 2 เป็นโจทก์ยื่นฟ้องโจทก์คดีนี้เป็นจำเลยแล้ว แม้ศาลจังหวัดอุดรธานีจะสั่งยกคำร้องขอ แต่ผู้ร้องสอดที่ 2 ได้ยื่นอุทธรณ์และคดียังคงอยู่ในระหว่างการพิจารณา การที่ผู้ร้องสอดที่ 2 นำคดีเรื่องเดียวกันมายื่นฟ้องโจทก์เป็นคดีแพ่งหมายเลขดำที่ 2263/2548 ของศาลชั้นต้นอีก จึงเป็นฟ้องซ้อนต้องห้ามตาม ป.วิ.พ. มาตรา 173 วรรคสอง (1) การที่ศาลชั้นต้นสั่งรับคดีดังกล่าวของผู้ร้องสอดที่ 2 ไว้พิจารณาจึงเป็นการไม่ชอบ และส่งผลพลอยทำให้กระบวนพิจารณาที่ดำเนินต่อมาในภายหลังจนกระทั่งศาลชั้นต้นมีคำพิพากษาเป็นคดีแพ่งหมายเลขแดงที่ 1288/2549 และศาลอุทธรณ์ภาค 4 พิพากษายืนตามให้ยกฟ้องของผู้ร้องสอดที่ 2 และคดีถึงที่สุดไปแล้วนั้น พลอยไม่ชอบด้วยกฎหมายไปด้วย เสมือนหนึ่งไม่เคยมีการดำเนินกระบวนพิจารณาและพิพากษาคดีดังกล่าวมาก่อนเลย ดังนั้น การดำเนินคดีนี้จึงไม่เป็นการดำเนินกระบวนพิจารณาซ้ำหรือเป็นฟ้องซ้ำกับคดีดังกล่าวของผู้ร้องสอดที่ 2 อันจักต้องห้ามตาม ป.วิ.พ. มาตรา 144 และมาตรา 148 แต่อย่างใด

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้จำเลยทั้งสี่รื้อถอนสิ่งปลูกสร้างและขนย้ายทรัพย์สินออกไปจากที่ดินโจทก์ ให้จำเลยทั้งสี่เสียค่าใช้จ่ายในการรื้อถอน หากไม่ปฏิบัติตามให้ถือเอาคำพิพากษาแทนการแสดงเจตนาของจำเลยทั้งสี่และให้ร่วมกันชำระค่าเสียหาย 20,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี และชำระดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 15 ต่อปีของต้นเงิน 20,000 บาท นับถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ และให้ร่วมกันชำระค่าเสียหายเดือนละ 1,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 15 ต่อปี นับแต่วันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจำเลยทั้งสี่จะร่วมกันรื้อถอนสิ่งปลูกสร้างออกจากที่ดินของโจทก์จนแล้วเสร็จ

จำเลยทั้งสี่ขาดนัดยื่นคำให้การ

ผู้ร้องสอดทั้งสองยื่นคำร้องสอดขอให้พิพากษาว่า ที่ดินพิพาทเป็นส่วนหนึ่งของที่สาธารณประโยชน์ที่ป่าช้าหัวนาหว้าอันเป็นสาธารณสมบัติของแผ่นดิน ห้ามโจทก์เกี่ยวข้องกับที่สาธารณประโยชน์ดังกล่าว

ศาลจังหวัดอุดรธานีมีคำสั่งยกคำร้องของผู้ร้องสอดทั้งสอง ค่าคำร้องให้เป็นพับ

ผู้ร้องสอดทั้งสองอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 4 พิพากษายกคำสั่งและคำพิพากษาศาลจังหวัดอุดรธานี ให้ศาลจังหวัดอุดรธานีดำเนินกระบวนพิจารณาใหม่ตั้งแต่นัดไต่สวนคำร้องของผู้ร้องสอดทั้งสองแล้วพิพากษาใหม่ตามรูปคดี ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นนี้ให้ศาลจังหวัดอุดรธานีรวมสั่งเมื่อมีคำพิพากษาใหม่

ระหว่างไต่สวนคำร้องสอดของผู้ร้องสอดทั้งสอง โจทก์ยื่นคำร้องขอถอนฟ้องจำเลยทั้งสี่ ศาลจังหวัดอุดรธานีอนุญาตให้ถอนฟ้อง จำหน่ายคดีโจทก์เฉพาะจำเลยทั้งสี่ออกจากสารบบความ คดีคงมีข้อโต้แย้งระหว่างโจทก์กับผู้ร้องสอดทั้งสอง และศาลจังหวัดอุดรธานีเห็นว่าเป็นคดีมีทุนทรัพย์ 200,000 บาท จึงโอนคดีให้ศาลแขวงอุดรธานีซึ่งเป็นศาลชั้นต้นพิจารณาพิพากษา

ศาลชั้นต้นมีคำสั่งให้งดการไต่สวนและอนุญาตให้ผู้ร้องสอดทั้งสองเข้าเป็นคู่ความตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 57 (1)

ทนายโจทก์ยื่นคำร้องขอให้ศาลชั้นต้นวินิจฉัยชี้ขาดข้อกฎหมายเบื้องต้นว่าผู้ร้องสอดที่ 2 ได้เป็นโจทก์ยื่นฟ้องโจทก์คดีนี้เป็นจำเลยต่อศาลชั้นต้น และศาลอุทธรณ์ภาค 4 พิพากษาคดีถึงที่สุดยืนตามศาลชั้นต้นว่าที่ดินพิพาทเป็นของโจทก์ ไม่ใช่ที่สาธารณสมบัติของแผ่นดินประเภทประชาชนใช้ร่วมกัน การดำเนินกระบวนพิจารณาในคดีนี้เป็นการดำเนินกระบวนพิจารณาซ้ำกับคดีแพ่งหมายเลขดำที่ 2263/2548 หมายเลขแดงที่ 1288/2549 ของศาลชั้นต้น

ผู้ร้องสอดทั้งสองไม่คัดค้าน

ศาลชั้นต้นเห็นว่าเป็นการดำเนินกระบวนพิจารณาซ้ำแล้วพิพากษายกฟ้อง ค่าฤชาธรรมเนียมให้เป็นพับ

ผู้ร้องสอดทั้งสองอุทธรณ์เฉพาะปัญหาข้อกฎหมายโดยตรงต่อศาลฎีกา โดยได้รับอนุญาตจากศาลชั้นต้นตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 223 ทวิ

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงรับฟังได้ว่า ผู้ร้องสอดที่ 2 ได้เป็นโจทก์ยื่นฟ้องโจทก์คดีนี้เป็นจำเลยต่อศาลชั้นต้น เป็นคดีแพ่งหมายเลขดำที่ 2263/2548 หมายเลขแดงที่ 1288/2549 ขอให้พิพากษาว่า ที่ดินพิพาทเนื้อที่ประมาณ 100 ตารางวา เป็นที่สาธารณสมบัติของแผ่นดินประเภทประชาชนใช้ประโยชน์ร่วมกัน และขอให้เพิกถอนโฉนดที่ดินเลขที่ 6329 ตำบลข้าวสาร อำเภอบ้านผือ จังหวัดอุดรธานี ที่มีการออกทับที่ดินสาธารณสมบัติของแผ่นดิน ศาลชั้นต้นวินิจฉัยว่า ที่ดินพิพาทไม่ใช่ที่สาธารณสมบัติของแผ่นดินประเภทประชาชนใช้ประโยชน์ร่วมกัน และการออกโฉนดที่ดินดังกล่าวก็ไม่รุกล้ำที่สาธารณประโยชน์ และพิพากษายกฟ้อง ผู้ร้องสอดที่ 2 อุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์ภาค 4 พิพากษายืน คดีถึงที่สุดโดยไม่มีการฎีกา เบื้องแรกเห็นสมควรวินิจฉัยอุทธรณ์ของผู้ร้องสอดที่ 1 ก่อน โดยผู้ร้องสอดที่ 1 อุทธรณ์ว่า ผู้ร้องสอดที่ 1 ไม่ใช่คู่ความในคดีแพ่งหมายเลขดำที่ 2263/2548 หมายเลขแดงที่ 1288/2549 ของศาลชั้นต้น ทั้งการดำเนินคดีของผู้ร้องสอดที่ 2 เป็นการกระทำโดยพลการโดยผู้ร้องสอดที่ 1 ไม่ได้รู้เห็นเป็นใจหรือเกี่ยวข้องด้วย การดำเนินคดีของผู้ร้องสอดที่ 2 และคำพิพากษาในคดีดังกล่าวจึงไม่ผูกพันผู้ร้องสอดที่ 1 นั้น ปรากฏตามคำร้องสอดของผู้ร้องสอดทั้งสองว่า ผู้ร้องสอดทั้งสองต่างร่วมกันและช่วยกันดูแลรักษาที่สาธารณประโยชน์ป่าช้าหัวนาหว้า ตำบลข้าวสาร อำเภอบ้านผือ จังหวัดอุดรธานี มิให้ผู้ใดกีดกันเอาไปเป็นอาณาประโยชน์แต่เฉพาะตัว ดังนี้ เมื่อผู้ร้องสอดทั้งสองต่างมีหน้าที่ร่วมกันในการคุ้มครองดูแลรักษาทรัพย์สินอันเป็นที่สาธารณสมบัติของแผ่นดิน การดำเนินการตามหน้าที่ดังกล่าวของผู้ร้องสอดคนใดคนหนึ่งย่อมผูกพัน ผู้ร้องสอดอีกคนหนึ่งตามที่มีหน้าที่ร่วมกันดังกล่าว ผลแห่งคำพิพากษาในคดีแพ่งหมายเลขดำที่ 2263/2548 หมายเลขแดงที่ 1288/2549 ของศาลชั้นต้นดังกล่าว ซึ่งแม้จะปรากฏว่าผู้ร้องสอดที่ 2 เพียงผู้เดียวเป็นโจทก์ฟ้องคดีก็ตาม แต่ย่อมมีผลผูกพันถึงผู้ร้องสอดที่ 1 ด้วยเช่นกัน อุทธรณ์ของผู้ร้องสอดที่ 1 ฟังไม่ขึ้น

ส่วนอุทธรณ์ของผู้ร้องสอดที่ 2 เห็นสมควรวินิจฉัยก่อนว่า คำฟ้องของผู้ร้องสอดที่ 2 ในคดีแพ่งหมายเลขดำที่ 2263/2548 ของศาลชั้นต้นเป็นฟ้องซ้อนกับคดีนี้หรือไม่ เห็นว่า คดีนี้โจทก์ฟ้องว่า โจทก์เป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์ที่ดินโฉนดเลขที่ 6329 ตำบลข้าวสาร อำเภอบ้านผือ จังหวัดอุดรธานี จำเลยทั้งสี่ร่วมกันก่อสร้างอาคารศาลาพักศพรุกล้ำเข้ามาในที่ดินของโจทก์เนื้อที่ประมาณ 100 ตารางวา ขอให้รื้อถอนสิ่งปลูกสร้างดังกล่าวออกไปจากที่ดินของโจทก์และเรียกค่าเสียหาย จำเลยทั้งสี่ขาดนัดยื่นคำให้การ ก่อนศาลจังหวัดอุดรธานีมีคำพิพากษาชี้ขาดคดีโดยจำเลยทั้งสี่ขาดนัดยื่นคำให้การ ผู้ร้องสอดที่ 1 และผู้ร้องสอดที่ 2 ยื่นคำร้องว่า ที่ดินพิพาทไม่ใช่ที่ดินของโจทก์ แต่เป็นที่ป่าช้าหัวนาหว้า ตำบลข้าวสาร ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของที่สาธารณประโยชน์ ขอให้พิพากษาว่าที่ดินพิพาทเป็นที่สาธารณประโยชน์ ห้ามโจทก์เกี่ยวข้องอีกต่อไป ศาลจังหวัดอุดรธานียกคำร้องของผู้ร้องสอดทั้งสอง ผู้ร้องสอดทั้งสองอุทธรณ์ ขณะที่คดีที่ผู้ร้องสอดทั้งสองอุทธรณ์ขอให้ศาลจังหวัดอุดรธานีรับคำร้องของผู้ร้องสอดทั้งสองไว้พิจารณาอยู่ในระหว่างการพิจารณาของศาลอุทธรณ์ภาค 4 ผู้ร้องสอดที่ 2 ได้เป็นโจทก์ยื่นฟ้องโจทก์คดีนี้เป็นจำเลยต่อศาลชั้นต้น เป็นคดีแพ่งหมายเลขดำที่ 2263/2548 ขอให้พิพากษาว่าที่ดินพิพาทเป็นที่ดินสาธารณสมบัติของแผ่นดิน และขอให้เพิกถอนโฉนดที่ดินเลขที่ 6329 ตำบลข้าวสาร อำเภอบ้านผือ จังหวัดอุดรธานี ที่ออกทับที่ดินสาธารณประโยชน์อีก ซึ่งจะเห็นได้ว่าคดีนี้ที่ผู้ร้องสอดทั้งสองร้องสอดเข้ามา และคดีที่ผู้ร้องสอดที่ 2 เป็นโจทก์ฟ้องโจทก์เป็นจำเลยในคดีแพ่งหมายเลขดำที่ 2263/2548 ดังกล่าวนั้น มีประเด็นพิพาทเป็นอย่างเดียวกันว่า ที่ดินพิพาทเป็นที่สาธารณประโยชน์อันเป็นสาธารณสมบัติของแผ่นดินหรือไม่ จึงเป็นคดีเรื่องเดียวกัน และการที่ผู้ร้องสอดที่ 2 ยื่นคำร้องสอดเข้ามาในคดีนี้ ตามมาตรา 57 (1) ถือได้ว่าผู้ร้องสอดที่ 2 ได้เป็นโจทก์ยื่นฟ้องโจทก์เป็นจำเลยแล้ว แม้ศาลจังหวัดอุดรธานีจะสั่งยกคำร้อง แต่ผู้ร้องสอดที่ 2 ได้ยื่นอุทธรณ์ คดีของผู้ร้องสอดที่ 2 จึงยังคงอยู่ในระหว่างการพิจารณา การที่ผู้ร้องสอดที่ 2 นำคดีเรื่องเดียวกันนี้มายื่นฟ้องโจทก์เป็นคดีแพ่งหมายเลขดำที่ 2263/2548 ของศาลชั้นต้นอีก จึงเป็นฟ้องซ้อนต้องห้ามตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 173 วรรคสอง (1) การที่ศาลชั้นต้นสั่งรับคดีดังกล่าวของผู้ร้องสอดที่ 2 ไว้พิจารณาจึงเป็นการไม่ชอบ และย่อมส่งผลพลอยทำให้กระบวนพิจารณาที่ได้ดำเนินการต่อมาในภายหลังจนกระทั่งศาลชั้นต้นมีคำพิพากษาเป็นคดีหมายเลขแดงที่ 1288/2549 และศาลอุทธรณ์ภาค 4 พิพากษายืนตามให้ยกฟ้องของผู้ร้องสอดที่ 2 และคดีถึงที่สุดไปแล้วนั้น พลอยไม่ชอบด้วยกฎหมายไปด้วย เสมือนหนึ่งไม่เคยมีการดำเนินกระบวนพิจารณาและพิพากษาคดีดังกล่าวมาก่อนเลย ดังนั้น การดำเนินคดีนี้จึงไม่เป็นการดำเนินกระบวนพิจารณาซ้ำหรือเป็นฟ้องซ้ำกับคดีดังกล่าวของผู้ร้องสอดที่ 2 อันจักต้องห้ามตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 144 และมาตรา 148 แต่อย่างใด ที่ศาลชั้นต้นมีคำสั่งวินิจฉัยชี้ขาดคดีเบื้องต้นว่าการดำเนินคดีนี้เป็นการดำเนินกระบวนพิจารณาซ้ำกับคดีหมายเลขดำที่ 2263/2548 หมายเลขแดงที่ 1288/2549 ของศาลชั้นต้นและพิพากษายกฟ้องของโจทก์มานั้น ศาลฎีกาไม่เห็นพ้องด้วย อุทธรณ์ของผู้ร้องสอดทั้งสองในข้อนี้ฟังขึ้น

พิพากษายกคำพิพากษาศาลชั้นต้น ให้ศาลชั้นต้นพิจารณาคดีระหว่างโจทก์กับผู้ร้องสอดทั้งสองต่อไป และมีคำพิพากษาหรือมีคำสั่งใหม่ตามรูปคดี ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสองศาลในชั้นนี้ ให้ศาลชั้นต้นรวมสั่งเมื่อมีคำพิพากษาหรือมีคำสั่งใหม่
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ. ม. 57 (1) ม. 144 ม. 145 ม. 148 ม. 173 วรรคสอง (1)
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นางมา ไชยสงค์
ผู้ร้องสอด — นายอำเภอบ้านผือ กับพวก
จำเลย — นายสุริยนต์ ไชยคำ กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลแขวงอุดรธานี — นางอารีย์ โรจน์วัฒนบูลย์
ชื่อองค์คณะ
ศรีอัมพร ศาลิคุปต์
นพพร โพธิรังสิยากร
สุทธิโชค เทพไตรรัตน์
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา