คำพิพากษา คำสั่งคำร้องและคำวินิจฉัยศาลฎีกา

ทั้งหมด 133,243 รายการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 19883/2555
#538000
เปิดฉบับเต็ม

การเพิกถอนการฉ้อฉลตาม ป.พ.พ. มาตรา 237 เป็นเรื่องที่กฎหมายให้สิทธิแก่เจ้าหนี้ที่จะร้องขอให้ศาลเพิกถอนนิติกรรมอันลูกหนี้ได้กระทำกับผู้ได้ลาภงอก แต่เมื่อลูกหนี้ถูกพิทักษ์ทรัพย์แล้ว ตาม พ.ร.บ.ล้มละลาย พ.ศ.2483 มาตรา 113 บัญญัติให้เจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ทำเป็นคำร้องต่อศาลขอให้เพิกถอนการฉ้อฉลในคดีล้มละลายได้โดยไม่ต้องฟ้องเป็นคดีใหม่กรณีเป็นเรื่องที่กฎหมายให้อำนาจแก่เจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ไว้เป็นพิเศษในอันที่จะกระทำการแทนเจ้าหนี้เพื่อรักษาสิทธิของเจ้าหนี้และเพื่อรวบรวมทรัพย์สินของลูกหนี้เข้ากองทรัพย์สินและนำมาแบ่งปันให้แก่เจ้าหนี้ทั้งหลายในคดีล้มละลาย อายุความที่จะใช้บังคับแก่คดีย่อมจะต้องถือเอาอายุความของเจ้าหนี้ผู้ที่เกี่ยวข้องในขณะที่อาจบังคับตามสิทธิเรียกร้องได้เป็นเกณฑ์ในการพิจารณา โดยไม่ถือว่าวันที่เจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ได้รู้ถึงต้นเหตุอันเป็นมูลให้เพิกถอนการฉ้อฉลเป็นเวลาแรกเริ่มต้นนับอายุความ การยื่นคำร้องของเจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์จึงต้องการกระทำภายในอายุความ 1 ปี นับแต่วันที่เจ้าหนี้ผู้ที่เกี่ยวข้องได้รู้ต้นเหตุอันเป็นมูลให้เพิกถอนตามที่บัญญัติไว้ใน ป.พ.พ. มาตรา 240 ประการสำคัญในขณะทำนิติกรรมอันเป็นการฉ้อฉลนั้นจะต้องมีผู้เป็นเจ้าหนี้ที่ได้รับผลกระทบซึ่งต้องเสียเปรียบจากการกระทำของลูกหนี้อยู่ก่อนแล้วหากขณะทำนิติกรรมนั้นมีเจ้าหนี้หลายราย เจ้าหนี้ทุกรายย่อมเป็นเจ้าหนี้ซึ่งต้องเสียเปรียบด้วยกันหมดทุกคน การนับอายุความในการที่เจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ยื่นคำร้องขอให้เพิกถอนการฉ้อฉลแทนเจ้าหนี้ที่เกี่ยวข้องแต่ละราย จึงต้องเริ่มนับแต่เวลาที่เจ้าหนี้ผู้ที่เกี่ยวข้องรายนั้น ๆ ได้รู้ต้นเหตุอันเป็นมูลให้เพิกถอนเป็นเกณฑ์ ดังนั้น คำร้องที่ขอให้เพิกถอนการฉ้อฉลตาม พ.ร.บ.ล้มละลาย พ.ศ.2483 มาตรา 113 จึงต้องบรรยายด้วยว่า นิติกรรมที่ลูกหนี้ได้กระทำลงทั้งที่รู้ว่าจะเป็นทางให้เจ้าหนี้รายใดเสียเปรียบ มิฉะนั้นต้องถือว่าเจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ขอให้เพิกถอนการฉ้อฉลซึ่งทำให้โจทก์รายเดียวต้องเสียเปรียบเท่านั้น

ผู้ร้องทำการสอบสวนเจ้าหนี้รายที่ 40 ที่ยื่นคำร้องต่อผู้ร้องขอให้เพิกถอนการฉ้อฉลต่อศาลล้มละลายกลาง กรณีจึงเป็นเรื่องที่ผู้ร้องกระทำการแทนเจ้าหนี้รายที่ 40 ผู้ร้องจึงต้องยื่นคำร้องขอให้เพิกถอนการฉ้อฉลภายในอายุความ 1 ปี นับแต่เจ้าหนี้รายที่ 40 ได้รู้ต้นเหตุอันเป็นมูลให้เพิกถอน เมื่อเจ้าหนี้รายที่ 40 ทราบต้นเหตุอันเป็นมูลให้เพิกถอนตั้งแต่วันที่ 21 ธันวาคม 2543 การที่ผู้ร้องยื่นคำร้องขอให้เพิกถอนการฉ้อฉลต่อศาลล้มละลายกลางในวันที่ 21 ธันวาคม 2544 จึงยังอยู่ภายในกำหนดอายุความ 1 ปี นับแต่เจ้าหนี้รายที่ 40 ทราบต้นเหตุอันเป็นมูลให้เพิกถอน

นิติกรรมที่ผู้ร้องขอให้เพิกถอนการฉ้อฉลได้แก่ บันทึกท้ายทะเบียนหย่าในเรื่องแบ่งทรัพย์สิน ฉบับลงวันที่ 20 มิถุนายน 2540 อันเป็นการยกทรัพย์สินของจำเลยที่ 2 ให้แก่ผู้คัดค้านที่ 1 โดยไม่มีค่าตอบแทน ดังนั้น การที่จำเลยที่ 2 จดทะเบียนโอนกรรมสิทธิ์ที่ดินให้แก่ผู้คัดค้านที่ 1 ตามข้อตกลงข้างต้นเมื่อวันที่ 18 กรกฎาคม 2540 และการที่จำเลยที่ 2 นำเงินของตนไปเปิดบัญชีเงินฝากที่ธนาคารให้แก่เด็กชาย ช. และเด็กหญิง บ. บุตรทั้งสองของจำเลยที่ 2 กับผู้คัดค้านที่ 1 เมื่อวันที่ 1 กุมภาพันธ์ 2538 แล้วต่อมาวันที่ 19 มิถุนายน 2540 จำเลยที่ 2 ปิดบัญชีเดิมและนำเงินของตนเพิ่มเติมสมทบเปิดบัญชีเงินฝากใหม่ที่ธนาคารเดิมให้แก่บุตรทั้งสองของจำเลยที่ 2 กับผู้คัดค้านที่ 1 ถือได้ว่าเป็นการทำให้โดยเสน่หา จึงให้สันนิษฐานไว้ก่อนว่าเป็นการกระทำที่จำเลยที่ 2 ซึ่งเป็นลูกหนี้ และผู้คัดค้านที่ 1 กับบุตรทั้งสองซึ่งเป็นผู้ได้ลาภงอกแต่การนั้นรู้อยู่ว่าเป็นทางให้เจ้าหนี้ต้องเสียเปรียบตาม พ.ร.บ.ล้มละลาย พ.ศ.2483 มาตรา 114 ภาระการพิสูจน์เพื่อหักล้างข้อสันนิษฐานดังกล่าวจึงตกแก่จำเลยที่ 2 และผู้คัดค้านที่ 1 แต่ข้อนำสืบของจำเลยที่ 2 และผู้คัดค้านที่ 1 ไม่มีน้ำหนักน่าเชื่อถือ ไม่อาจหักล้างข้อสันนิษฐานของกฎหมายได้ จึงต้องฟังว่านิติกรรมการตกลงแบ่งทรัพย์สินที่จำเลยที่ 2 กระทำต่อผู้คัดค้านที่ 1 รวมทั้งนิติกรรมการให้ซึ่งจำเลยที่ 2 กระทำต่อบุตรทั้งสอง เป็นการกระทำในช่วงเวลาที่ตนอาจรับผิดชำระหนี้แก่เจ้าหนี้รายที่ 40 จำเลยที่ 2 ย่อมอยู่ในฐานะที่รู้ได้ว่านิติกรรมดังกล่าวเป็นทางให้เจ้าหนี้รายที่ 40 ต้องเสียเปรียบ เมื่อเป็นการทำให้โดยเสน่หาจำเลยที่ 2 เป็นผู้รู้ฝ่ายเดียวก็เพียงพอแล้ว ที่ผู้ร้องจะขอเพิกถอนได้ตาม ป.พ.พ. มาตรา 237 วรรคหนึ่ง ประกอบ พ.ร.บ.ล้มละลาย พ.ศ.2483 มาตรา 113 นิติกรรมที่ผู้คัดค้านที่ 1 จดทะเบียนรับโอนที่ดินอันเป็นการกระทำที่สืบเนื่องจากบันทึกท้ายทะเบียนการหย่าในเรื่องแบ่งทรัพย์สินจึงต้องถูกเพิกถอนด้วย แม้ว่าทรัพย์สินนั้นอาจเป็นสินสมรสที่ผู้คัดค้านที่ 1 มีส่วนเป็นเจ้าของรวมอยู่ด้วย กรณีต้องไปว่ากล่าวกันเมื่อมีการขายทรัพย์สินในชั้นบังคับคดีตาม พ.ร.บ.ล้มละลาย พ.ศ.2483 มาตรา 19 วรรคสาม และมาตรา 123

แม้ผู้คัดค้านที่ 2 เป็นบุคคลภายนอกซึ่งรับจำนองที่ดินจากผู้คัดค้านที่ 1 โดยเสียค่าตอบแทนก็ตาม แต่ในขณะที่รับจำนองนั้น ผู้คัดค้านที่ 2 ทราบถึงภาวะการมีหนี้สินล้นพ้นตัวของจำเลยที่ 2 จึงถือว่ารับจำนองโดยไม่สุจริต ผู้ร้องขอให้เพิกถอนการจำนองที่ดินดังกล่าวได้ ตาม ป.พ.พ. มาตรา 238 ประกอบ พ.ร.บ.ล้มละลาย พ.ศ.2483 มาตรา 113

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
คดีสืบเนื่องจากโจทก์ฟ้องขอให้มีคำสั่งพิทักษ์ทรัพย์ของจำเลยทั้งสองเด็ดขาดและพิพากษาให้เป็นบุคคลล้มละลายเมื่อวันที่ 23 มิถุนายน 2542 ศาลล้มละลายกลางมีคำสั่งพิทักษ์ทรัพย์ของจำเลยทั้งสองเด็ดขาดเมื่อวันที่ 27 มกราคม 2543 และพิพากษาให้จำเลยทั้งสองเป็นบุคคลล้มละลายเมื่อวันที่ 22 ตุลาคม 2544

ผู้ร้องยื่นคำร้องและแก้ไขคำร้องขอให้ยกคำร้อง

ผู้คัดค้านที่ 1 ยื่นคำคัดค้านขอให้ยกคำร้อง

ผู้คัดค้านที่ 2 ยื่นคำคัดค้านขอให้ยกคำร้อง

ศาลล้มละลายกลางพิจารณาแล้วมีคำสั่งยกคำร้อง ค่าฤชาธรรมเนียมให้เป็นพับ

ผู้ร้องอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์แผนกคดีล้มละลายพิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ

ผู้ร้องฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีล้มละลายวินิจฉัยว่า มีปัญหาข้อกฎหมายที่ต้องวินิจฉัยตามฎีกาของผู้ร้องว่า อายุความแห่งการร้องขอให้เพิกถอนการฉ้อฉล ตามพระราชบัญญัติล้มละลาย พ.ศ.2483 มาตรา 113 ประกอบประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 237 เริ่มนับแต่เมื่อใด เห็นว่า การเพิกถอนการฉ้อฉลตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 237 เป็นเรื่องที่กฎหมายให้สิทธิแก่เจ้าหนี้ที่จะร้องขอให้ศาลเพิกถอนนิติกรรมอันลูกหนี้ได้กระทำกับผู้ได้ลาภงอก แต่เมื่อลูกหนี้ถูกพิทักษ์ทรัพย์แล้ว ตามพระราชบัญญัติล้มละลาย พ.ศ.2483 มาตรา 113 บัญญัติให้เจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ทำคำร้องต่อศาลขอให้เพิกถอนการฉ้อฉลในคดีล้มละลายได้โดยไม่ต้องฟ้องเป็นคดีใหม่ กรณีเป็นเรื่องที่กฎหมายให้อำนาจแก่เจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ไว้เป็นพิเศษในอันที่จะกระทำการแทนเจ้าหนี้เพื่อรักษาสิทธิของเจ้าหนี้และเพื่อรวบรวมทรัพย์สินของลูกหนี้เข้ากองทรัพย์สินและนำมาแบ่งปันให้แก่เจ้าหนี้ทั้งหลายในคดีล้มละลาย ฉะนั้น อายุความที่จะใช้บังคับแก่คดีย่อมจะต้องถือเอาอายุความของเจ้าหนี้ผู้ที่เกี่ยวข้องในขณะที่อาจบังคับตามสิทธิเรียกร้องได้เป็นเกณฑ์พิจารณา โดยไม่ถือว่าวันที่เจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ได้รู้ถึงต้นเหตุอันเป็นมูลให้เพิกถอนการฉ้อฉลเป็นเวลาแรกเริ่มต้นนับอายุความ การยื่นคำร้องของเจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์จึงต้องกระทำภายในอายุความ 1 ปี นับแต่เวลาที่เจ้าหนี้ผู้ที่เกี่ยวข้องได้รู้ต้นเหตุอันเป็นมูลให้เพิกถอนตามที่บัญญัติไว้ในประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 240 ประการสำคัญในขณะทำนิติกรรมอันเป็นการฉ้อฉลนั้น จะต้องมีผู้เป็นเจ้าหนี้ที่ได้รับผลกระทบซึ่งต้องเสียเปรียบจากการกระทำของลูกหนี้อยู่ก่อนแล้ว หากขณะทำนิติกรรมนั้นมีเจ้าหนี้หลายราย เจ้าหนี้ทุกรายย่อมเป็นเจ้าหนี้ซึ่งต้องเสียเปรียบต่อการทำนิติกรรมของลูกหนี้นั้นด้วยกันหมดทุกคน การนับอายุความในการที่เจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ยื่นคำร้องขอให้เพิกถอนการฉ้อฉลแทนเจ้าหนี้ที่เกี่ยวข้องแต่ละราย จึงต้องเริ่มนับแต่เวลาที่เจ้าหนี้ผู้ที่เกี่ยวข้องรายนั้น ๆ ได้รู้ต้นเหตุอันเป็นมูลเหตุให้เพิกถอนเป็นเกณฑ์ ดังนั้น คำร้องที่ขอให้เพิกถอนการฉ้อฉลตามพระราชบัญญัติล้มละลาย พ.ศ.2483 มาตรา 113 จึงต้องบรรยายด้วยว่า นิติกรรมที่ลูกหนี้ได้กระทำลงทั้งที่รู้ว่าจะเป็นทางให้เจ้าหนี้รายใดเสียเปรียบ มิฉะนั้นต้องถือว่าเจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ขอให้เพิกถอนการฉ้อฉลซึ่งทำให้โจทก์รายเดียวต้องเสียเปรียบเท่านั้น คดีนี้ผู้ร้องยื่นคำร้องระบุว่า ผู้ร้องทำการสอบสวนตามคำร้องของบริษัทอัลฟาเทค อิเล็คโทรนิคส์ จำกัด (มหาชน) เจ้าหนี้รายที่ 40 ที่ยื่นต่อผู้ร้องขอให้เพิกถอนการฉ้อฉล ผู้ร้องสอบสวนแล้วได้ความตามคำร้อง ผู้ร้องจึงยื่นคำร้องต่อศาลล้มละลายกลางขอให้มีคำสั่งเพิกถอนการฉ้อฉลในคดีล้มละลาย กรณีจึงเป็นเรื่องที่ผู้ร้องกระทำการแทนเจ้าหนี้รายที่ 40 โดยเฉพาะในการยื่นคำร้องขอให้เพิกถอนการฉ้อฉลตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 237 ผู้ร้องจึงต้องยื่นคำร้องขอให้ เพิกถอนการฉ้อฉลภายในอายุความ 1 ปี นับแต่เจ้าหนี้รายที่ 40 ได้รู้ต้นเหตุอันเป็นมูลให้เพิกถอน ได้ความจากบันทึกถ้อยคำยืนยันข้อเท็จจริงหรือความเห็นของนายมาโนช ทนายเจ้าหนี้รายที่ 40 พยานผู้ร้องว่า เจ้าหนี้รายที่ 40 เป็นเจ้าหนี้จำเลยที่ 2 ในมูลหนี้ละเมิดและผิดสัญญาจ้างแรงงานซึ่งเกิดจากจำเลยที่ 2 กับพวกเบียดบังเงินของเจ้าหนี้รายที่ 40 ไปเป็นของตนเองกับพวกโดยทุจริตตั้งแต่ปี 2537 ถึง 2540 ทำให้เจ้าหนี้รายที่ 40 เสียหาย จึงขอรับชำระหนี้ในคดีล้มละลายต่อผู้ร้องเป็นต้นเงิน 256,954,844.73 บาท และดอกเบี้ย 5,233,391.06 บาท รวมเป็นเงินทั้งสิ้น 24,490,346,663.79 บาท ตามคำขอรับชำระหนี้ อันเป็นมูลหนี้เดียวกับหนี้ตามคำพิพากษาของศาลแรงงานกลาง เมื่อวันที่ 21 ธันวาคม 2543 พยานได้รับแต่งตั้งเป็นทนายความของธนาคารนครธน จำกัด (มหาชน) หรือธนาคารสแตนดาร์ดชาร์เตอร์ดนครธน จำกัด (มหาชน) จำเลยในคดีแพ่งหมายเลขดำที่ 9039/2543 ระหว่าง นางอุรารัตน์ อัศวโชค ในฐานะผู้แทนโดยชอบธรรมของเด็กชายชวิศ อัศวโชค ที่ 1 และเด็กหญิงเบลล์ อัศวโชค ที่ 2 โจทก์ ธนาคารนครธน จำกัด (มหาชน) หรือธนาคารสแตนดาร์ดชาร์เตอร์ดนครธน จำกัด (มหาชน) จำเลย ตามสำเนาใบแต่งทนายความและสำเนาคำฟ้อง พยานจึงทราบถึงต้นเหตุอันเป็นมูลให้เพิกถอนการฉ้อฉลคดีนี้ แล้วในวันเดียวกันพยานได้ขออนุญาตจำเลยในคดีดังกล่าวรายงานให้เจ้าหนี้รายที่ 40 ทราบ ครั้นวันที่ 19 มีนาคม 2544 เจ้าหนี้รายที่ 40 ได้มอบอำนาจให้พยานยื่นคำร้องต่อผู้ร้องขอให้ผู้ร้องดำเนินการยื่นคำร้องต่อศาลขอให้เพิกถอนการฉ้อฉลเป็นคดีนี้ ตามข้อเท็จจริงที่ได้ความดังกล่าวแสดงว่าเจ้าหนี้รายที่ 40 ทราบต้นเหตุอันเป็นมูลให้เพิกถอนการฉ้อฉลตั้งแต่วันที่ 21 ธันวาคม 2543 ซึ่งเป็นวันที่เจ้าหนี้รายที่ 40 ได้รับรายงานจากนายมาโนช ทนายความ เมื่อผู้ร้องยื่นคำร้องขอให้เพิกถอนการฉ้อฉลต่อศาลล้มละลายกลางในวันที่ 21 ธันวาคม 2544 จึงยังอยู่ภายในกำหนดอายุความ 1 ปี นับแต่เจ้าหนี้รายที่ 40 ทราบต้นเหตุอันเป็นมูลให้เพิกถอน คดีจึงไม่ขาดอายุความ ที่ศาลล้มละลายกลางวินิจฉัยว่า คดีขาดอายุความเพราะธนาคารนครธน จำกัด (มหาชน) หรือธนาคารสแตนดาร์ดชาร์เตอร์ดนครธน จำกัด (มหาชน) เจ้าหนี้อีกรายหนึ่งได้รู้ต้นเหตุอันเป็นมูลให้เพิกถอนเป็นเวลาเกินกว่า 1 ปี นับแต่วันยื่นคำร้องขอให้เพิกถอน จึงให้ยกคำร้อง และที่ศาลอุทธรณ์วินิจฉัยว่า จำเลยที่ 2 ได้ให้ถ้อยคำต่อผู้ร้องเมื่อวันที่ 18 กุมภาพันธ์ 2543 ว่า จำเลยที่ 2 ได้จดทะเบียนหย่ากับผู้คัดค้านที่ 1 และได้แบ่งสินสมรสตอนจดทะเบียนหย่าแล้ว แสดงว่าผู้ร้องรู้ต้นเหตุอันเป็นมูลเหตุให้เพิกถอน ย่อมมีอำนาจยื่นคำร้องขอให้เพิกถอนได้โดยไม่จำต้องให้เจ้าหนี้ร้องขอ เมื่อผู้ร้องยื่นคำร้องขอให้เพิกถอนการฉ้อฉลเกินกว่า 1 ปี จึงขาดอายุความ และพิพากษายืนนั้น ไม่ต้องด้วยความเห็นของศาลฎีกา เพราะการยื่นคำร้องขอให้เพิกถอนการฉ้อฉลของผู้ร้องมิได้เกิดจากที่ธนาคารนครธน จำกัด (มหาชน) หรือธนาคารแสตนดาร์ดชาร์เตอร์ดนครธน จำกัด (มหาชน) ร้องขอต่อผู้ร้อง และจากการที่ผู้ร้องสอบสวนจำเลยที่ 2 ก็ได้ความเพียงว่าจำเลยที่ 2 ได้จดทะเบียนหย่ากับผู้คัดค้านที่ 1 และแบ่งสินสมรสกันเท่านั้น ยังไม่ชัดเจนถึงขนาดว่าการทำนิติกรรมของจำเลยที่ 2 ดังกล่าวเป็นการฉ้อฉลเจ้าหนี้รายใดหรือไม่ ฎีกาของผู้ร้องข้อนี้ฟังขึ้น สำหรับปัญหาตามประเด็นข้ออื่นที่ศาลล้มละลายกลางยังมิได้วินิจฉัยนั้น เนื่องจากคดีนี้ศาลล้มละลายกลางดำเนินกระบวนพิจารณาสืบพยานจนเสร็จสิ้นกระแสความแล้ว ดังนั้น เพื่อให้คดีเสร็จสิ้นไปโดยเร็ว ศาลฎีกาเห็นสมควรวินิจฉัยไปเสียทีเดียวโดยไม่จำต้องย้อนสำนวนไปให้ศาลล้มละลายกลางวินิจฉัยอีก

ปัญหาที่ต้องวินิจฉัยต่อไปมีว่า จะต้องเพิกถอนนิติกรรมระหว่างจำเลยที่ 2กับผู้คัดค้านที่ 1 และระหว่างจำเลยที่ 2 กับเด็กชายชวิศ และเด็กหญิงเบลล์ โดยผู้คัดค้านที่ 1 ผู้แทนโดยชอบธรรมตามคำร้องหรือไม่ เห็นว่า ขณะที่จำเลยที่ 2 ทำบันทึกท้ายทะเบียนการหย่าในเรื่องแบ่งทรัพย์สิน ลงวันที่ 20 มิถุนายน 2540 อันเป็นการยกทรัพย์สินส่วนของตนให้แก่ผู้คัดค้านที่ 1 โดยไม่มีค่าตอบแทน และจำเลยที่ 2 นำเงินของตนไปเปิดบัญชีเงินฝากที่ธนาคารสแตนดาร์ดชาร์เตอร์ดนครธน จำกัด (มหาชน)ให้แก่เด็กชายชวิศและเด็กหญิงเบลล์เมื่อวันที่ 1 กุมภาพันธ์ 2538 แล้วต่อวันที่ 19 มิถุนายน 2540 จำเลยที่ 2 ปิดบัญชีเดิมและนำเงินของตนเพิ่มเติมสมทบเปิดบัญชีเงินฝากใหม่ที่ธนาคารดังกล่าวให้แก่เด็กชายชวิศและเด็กหญิงเบลล์โดยผู้คัดค้านที่ 1เป็นการกระทำในช่วงเวลาจำเลยที่ 2 ได้กระทำละเมิดและผิดสัญญาจ้างแรงงานต่อเจ้าหนี้รายที่ 40 ซึ่งมีภาระหนี้ที่จำเลยที่ 2 อาจต้องรับผิดแก่เจ้าหนี้รายที่ 40 ตามคำพิพากษาศาลแรงงานกลางเป็นเงินกว่า 14,000,000,000 บาท หรือตามที่ขอรับชำระหนี้ในคดีนี้เป็นเงินกว่า 24,000,000,000 บาท จำเลยที่ 2 ย่อมอยู่ในฐานะที่รู้ว่าการทำนิติกรรมยกทรัพย์สินส่วนของตนให้แก่ผู้คัดค้านที่ 1 ตามบันทึกท้ายทะเบียนการหย่าในเรื่องแบ่งทรัพย์สิน และการนำเงินของตนไปเปิดบัญชีเงินฝากในนามเด็กชายชวิศและเด็กหญิงเบลล์โดยผู้คัดค้านที่ 1 ในช่วงเวลาดังกล่าวย่อมเป็นทางให้เจ้าหนี้รายที่ 40 ต้องเสียเปรียบ ข้อที่จำเลยที่ 2 และผู้คัดค้านที่ 1 นำสืบอ้างว่า การที่จำเลยที่ 2 ยกทรัพย์สินอันเป็นที่ดินและสิ่งปลูกสร้างให้แก่ผู้คัดค้านที่ 1 ตามบันทึกท้ายทะเบียนการหย่าในเรื่องแบ่งทรัพย์สินดังกล่าว เพื่อผู้คัดค้านที่ 1 จะได้ไม่ยุ่งเกี่ยวกับหุ้นที่จำเลยที่ 2 ถืออยู่ในบริษัทต่าง ๆ นั้น ไม่มีเหตุผลน่าเชื่อเพราะขณะนั้นการดำเนินงานของเจ้าหนี้รายที่ 40 ซึ่งจำเลยที่ 2 เป็นกรรมการและมีตำแหน่งเป็นประธานเจ้าหน้าที่บริหารอยู่นั้น กำลังประสบปัญหาขาดสภาพคล่องจนต่อมาเจ้าหนี้รายที่ 40 ต้องเข้าสู่กระบวนการฟื้นฟูกิจการ ตามสำเนาคำสั่งศาลแพ่ง ส่วนบริษัทจำเลยที่ 1 ซึ่งจำเลยที่ 2 ถือหุ้นอยู่มีผลประกอบการขาดทุนสะสม ซึ่งต่อมาจำเลยที่ 1 มีหนี้สินล้นพ้นตัวถูกโจทก์ฟ้องและศาลล้มละลายกลางมีคำสั่งพิทักษ์ทรัพย์เด็ดขาดในคดีนี้ สำหรับบริษัทอื่น ๆ ที่จำเลยที่ 2 ถือหุ้นอยู่นั้น มีลักษณะเป็นบริษัทในเครือเดียวกันซึ่งได้ความจากบันทึกถ้อยคำยืนยันข้อเท็จจริงหรือความเห็นของจำเลยที่ 2 ว่า จำเลยที่ 2 ประกอบธุรกิจหลายประเภท มีการจัดตั้งบริษัทหลายแห่ง ในการดำเนินการส่วนใหญ่ได้กู้ยืมเงินจากสถาบันการเงินและธนาคารพาณิชย์หลายแห่งเป็นเงินประมาณ50,000,000,000 บาท โดยมีหลักทรัพย์เป็นประกัน จนกระทั่งกลางปี 2540 รัฐบาลประกาศลอยตัวค่าเงินบาท กระทรวงการคลังห้ามสถาบันการเงินทำธุรกรรมการเงินทำให้บริษัทต่าง ๆ ขาดสภาพคล่อง ไม่มีเงินทุนหมุนเวียน ธุรกิจหยุดชะงักและไม่สามารถชำระหนี้ได้จนถูกโจทก์ฟ้องล้มละลายคดีนี้ แสดงว่าหุ้นที่จำเลยที่ 2 ถืออยู่ในบริษัทต่าง ๆ นั้น ไม่น่าจะมีมูลค่าตามราคาที่ตั้งไว้อันเป็นเหตุจูงใจให้จำเลยที่ 2 จะต้องถือหุ้นไว้เองตามที่อ้าง และหากเป็นเช่นนั้นจริงก็น่าจะระบุเรื่องหุ้นไว้ในบันทึกท้ายทะเบียนการหย่าดังกล่าวเสียให้ชัดเจนเพื่อมิให้เกิดปัญหากับผู้คัดค้านที่ 1 ในภายหลัง แต่ก็หาเป็นเช่นนั้นไม่ การที่จำเลยที่ 2 นำเงินเข้าฝากในบัญชีธนาคารให้แก่บุตรทั้งสองซึ่งเป็นผู้เยาว์เพื่อเป็นทุนการศึกษาของบุตรทั้งสองในอนาคตนั้น ก็ปรากฏว่าเป็นการเบิกถอนเงินจากบัญชีเดิมของบุตรทั้งสองโดยจำเลยที่ 2 มีอำนาจเบิกถอนบัญชีละจำนวน 10,000,000 บาทซึ่งเปิดไว้ในวันที่ 1 กุมภาพันธ์ 2538 ซึ่งต่อมามีการปิดบัญชีและนำเงินของจำเลยที่ 2 อีกบางส่วนสมทบและเมื่อวันที่ 19 มิถุนายน 2540 จำเลยที่ 2 ได้ขอเปิดบัญชีใหม่ให้แก่บุตรทั้งสองโดยผู้คัดค้านที่ 1 มีอำนาจเบิกถอนบัญชีละจำนวน 24,900,000 บาท ปรากฏว่าการเปิดบัญชีเงินฝากทั้งสองครั้งอยู่ในช่วงเวลาที่จำเลยที่ 2 กระทำละเมิดและผิดสัญญาจ้างแรงงานต่อเจ้าหนี้รายที่ 40 ซึ่งเหตุเกิดตั้งแต่ปี 2537 ถึง 2540 ดังที่ศาลแรงงานกลางวินิจฉัยตามสำเนาคำพิพากษา การนำเงินเข้าฝากให้แก่บุตรทั้งสองเพิ่มเติมเป็นจำนวนมากถึงบัญชีละ 24,900,000 บาท ย่อมเกินเลยไปกว่าความจำเป็นที่จะต้องใช้จ่ายในการอุปการะเลี้ยงดูและให้การศึกษาแก่บุตรแต่ละคน ข้อนำสืบของจำเลยที่ 2 กับผู้คัดค้านที่ 1 จึงไม่มีน้ำหนักน่าเชื่อถือ ไม่อาจหักล้างข้อสันนิษฐานของกฎหมายได้ ฟังได้ว่านิติกรรมการตกลงแบ่งทรัพย์สินที่จำเลยที่ 2 กระทำต่อผู้คัดค้านที่ 1 รวมทั้งนิติกรรมการให้ ซึ่งจำเลยที่ 2 กระทำต่อเด็กชายชวิศและเด็กหญิงเบลล์ โดยผู้คัดค้านที่ 1 ผู้แทนโดยชอบธรรมซึ่งเป็นผู้ได้ลาภงอก เป็นการกระทำที่จำเลยที่ 2 รู้อยู่แล้วว่าเป็นทางให้เจ้าหนี้รายที่ 40 ต้องเสียเปรียบ เมื่อเป็นการทำให้โดยเสน่หา จำเลยที่ 2 เป็นผู้รู้ฝ่ายเดียวก็เพียงพอแล้วที่ผู้ร้องจะขอเพิกถอนได้ ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 237 วรรคหนึ่ง ประกอบพระราชบัญญัติล้มละลาย พ.ศ.2483 มาตรา 113 นิติกรรมที่ผู้คัดค้านที่ 1 จดทะเบียนรับโอนที่ดินโฉนดเลขที่ 50873 ตำบลบางชัน อำเภอคลองสามวา (มีนบุรี) กรุงเทพมหานคร ที่ดินโฉนดเลขที่ 10615, 10441 และ 10442 ตำบลบางชัน อำเภอมีนบุรี (เมือง) กรุงเทพมหานคร พร้อมสิ่งปลูกสร้าง อันเป็นการกระทำที่สืบเนื่องจากบันทึกท้ายทะเบียนการหย่าในเรื่องแบ่งทรัพย์สิน จึงต้องถูกเพิกถอนด้วย แม้ว่าทรัพย์สินตามบันทึกท้ายทะเบียนการหย่าอาจเป็นสินสมรสที่ผู้คัดค้านที่ 1 มีส่วนเป็นเจ้าของรวมอยู่ด้วย แต่กรณีเป็นเรื่องที่ต้องไปว่ากล่าวกันเมื่อมีการขายทรัพย์สินในชั้นบังคับคดีตามพระราชบัญญัติล้มละลาย พ.ศ.2483 มาตรา 19 วรรคสาม และมาตรา 123 ในกรณีที่การเพิกถอนไม่อาจกลับคืนสู่ฐานะเดิมได้ ผู้คัดค้านที่ 1 จะต้องชดใช้ราคาแทน ซึ่งผู้ร้องระบุในคำร้องว่า ที่ดินโฉนดเลขที่ 50873, 10615, 10441 และ 10442 มีราคาเป็นเงิน 32,060,600 บาท 9,675,000 บาท 10,212,500 บาท และ 13,510,600 บาท ตามลำดับ ส่วนสิ่งปลูกสร้างบ้านเลขที่ 81 หมู่ที่ 2 ถนนสามวา แขวงบางชัน เขตมีนบุรี กรุงเทพมหานคร มีราคาเป็นเงิน 30,000,000 บาท ผู้คัดค้านที่ 1 มิได้นำสืบหักล้างว่าราคาที่ดินพร้อมสิ่งปลูกสร้างดังกล่าวผู้ร้องกำหนดราคาไม่ถูกต้อง หรือสูงไปกว่าความเป็นจริงอย่างไร จึงต้องฟังว่าราคาที่ดินพร้อมสิ่งปลูกสร้างที่ผู้ร้องระบุมานั้นถูกต้องเหมาะสมแล้ว และผู้คัดค้านที่ 1 จะต้องชดใช้ดอกเบี้ยจากราคาที่ดินพร้อมสิ่งปลูกสร้างดังกล่าวในอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันที่ศาลพิพากษาให้เพิกถอน อันถือว่าเป็นวันผิดนัดเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จ ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 224 วรรคหนึ่ง

มีปัญหาที่ต้องวินิจฉัยประการต่อไปว่า จะต้องเพิกถอนนิติกรรมระหว่าง ผู้คัดค้านที่ 1 กับผู้คัดค้านที่ 2 ตามคำร้องหรือไม่ เห็นว่า นิติกรรมที่ผู้ร้องขอให้เพิกถอนได้แก่ การที่ผู้คัดค้านที่ 1 จำนองที่ดินโฉนดเลขที่ 10442 ตำบลบางชัน อำเภอมีนบุรี(เมือง) กรุงเทพมหานคร เป็นประกันหนี้ให้แก่ผู้คัดค้านที่ 2 เมื่อวันที่ 7 สิงหาคม 2540ตามสำเนาโฉนดที่ดินและสำเนาหนังสือสัญญาจำนอง ซึ่งผู้ร้องกล่าวอ้างว่า ผู้คัดค้านทั้งสองเป็นพี่น้องกันและร่วมสมคบกันรับจำนองที่ดินดังกล่าวโดยไม่สุจริต ทำให้เจ้าหนี้ของจำเลยที่ 2 เสียเปรียบ ปรากฏว่าผู้คัดค้านที่ 2 เป็นผู้รับจำนองที่ดินซึ่งผู้คัดค้านที่ 1 รับโอนมาจากจำเลยที่ 2 โดยการฉ้อฉลดังได้วินิจฉัยแล้วข้างต้นผู้คัดค้านที่ 2 จึงเป็นบุคคลภายนอกย่อมได้รับการคุ้มครองหากได้สิทธินั้นมาโดยสุจริตเสียค่าตอบแทนและได้มาก่อนที่ผู้ร้องยื่นคำร้องขอให้เพิกถอนการฉ้อฉล ตามนัยแห่งประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 238 เมื่อนิติกรรมการจำนองรายนี้เบื้องต้นเป็นการจำนองที่ดินรวม 3 แปลง ได้แก่ ที่ดินโฉนดเลขที่ 10615, 10442 และ 10441 ตำบลบางชัน อำเภอมีนบุรี (เมือง) กรุงเทพมหานคร เพื่อเป็นประกันหนี้ที่ผู้คัดค้านที่ 1กู้ยืมเงินไปจากผู้คัดค้านที่ 2 จำนวน 60,000,000 บาท และต่อมาผู้คัดค้านที่ 1 ได้ไถ่ถอนการจำนองที่ดิน 2 แปลง คงเหลือติดจำนองเฉพาะที่ดินโฉนดเลขที่ 10442 ในวงเงิน 35,000,000 บาทแสดงว่าผู้คัดค้านที่ 1 ชำระหนี้กู้ยืมเงินที่จำนองเป็นประกันยังไม่ครบถ้วน การจำนองดังกล่าวจึงเป็นนิติกรรมที่เชื่อได้ว่าเสียค่าตอบแทนและได้กระทำก่อนที่ผู้ร้องจะยื่นคำร้องขอให้เพิกถอนการฉ้อฉล คงมีปัญหาประการเดียวว่า ผู้คัดค้านที่ 2 จดทะเบียนรับจำนองที่ดินโฉนดเลขที่10442 ไว้โดยสุจริตหรือไม่ หรืออีกนัยหนึ่งในขณะที่ ผู้คัดค้านที่ 2 รับจำนองจากผู้คัดค้านที่ 1 ผู้คัดค้านที่ 2 ซึ่งเป็นบุคคลภายนอกได้รู้ถึงภาวะการมีหนี้สินล้นพ้นตัวของจำเลยที่ 2 หรือไม่ ในปัญหานี้ผู้ร้องมีบันทึกถ้อยคำยืนยันข้อเท็จจริงหรือความเห็นของนายมาโนช ทนายเจ้าหนี้รายที่ 40 และของนายเรวัต เจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์เป็นพยานว่า เมื่อจำเลยที่ 2 เจ็บป่วยก็ให้ผู้คัดค้านที่ 2 ซึ่งเป็นพี่ชายผู้คัดค้านที่ 1 เป็นผู้รักษาพยาบาล ตามสำเนาใบรับรองแพทย์ท้ายคำร้องขอเลื่อนคดีของศาลแรงงานกลาง 55 แสดงให้เห็นว่าจำเลยที่ 2 มีความสนิทคุ้นเคยกับญาติของผู้คัดค้านที่ 1 พฤติการณ์ของผู้คัดค้านทั้งสองเป็นการยักย้ายถ่ายเททรัพย์สินเพื่อหลีกเลี่ยงการบังคับคดี ส่วนผู้คัดค้านที่ 2 มีบันทึกถ้อยคำยืนยันข้อเท็จจริงหรือความเห็นของจำเลยที่ 2 เป็นพยานว่า ผู้คัดค้านที่ 2 เป็นพี่ชายผู้คัดค้านที่ 1 จำเลยที่ 2 รู้จักผู้คัดค้านที่ 2 มาก่อนแต่งงานกับผู้คัดค้านที่ 1 โดยผู้คัดค้านที่ 2 เป็นแพทย์ประจำตัวจำเลยที่ 2 ซึ่งให้การดูแลรักษาเวลาจำเลยที่ 2 เจ็บป่วยมาโดยตลอด ผู้คัดค้านที่ 2 ยังมีบันทึกถ้อยคำยืนยันข้อเท็จจริงหรือความเห็นของผู้คัดค้านที่ 1 เป็นพยานว่า เมื่อผู้คัดค้านที่ 1 หย่าขาดจากจำเลยที่ 2 แล้วผู้คัดค้านที่ 1 ไม่มีรายได้อื่นใดนอกจากการให้เช่าสถานที่บริเวณบ้านถ่ายทำละครโทรทัศน์ ผู้คัดค้านที่ 2 จึงแนะนำว่าหากต้องการมีรายได้ทางอื่นก็จะช่วยเหลือโดยนำเงินไปลงทุนในตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทยและซื้อหุ้นที่โรงพยาบาลธนบุรีซึ่งผู้คัดค้านที่ 2 ถือหุ้นอยู่ โดยให้ผู้คัดค้านที่ 1 จำนองที่ดินไว้แก่ผู้คัดค้านที่ 2 เมื่อผู้คัดค้านที่ 2 นำเงินไปลงทุนในตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย หากมีรายได้จะนำมาให้แก่ผู้คัดค้านที่ 1 เลี้ยงดูบุตรต่อไป แต่ต่อมาเศรษฐกิจไม่ดีหุ้นมีราคาตก ผู้คัดค้านที่ 1 จึงแจ้งต่อผู้คัดค้านที่ 2 ว่า จะไม่ให้ผู้คัดค้านที่ 2 นำเงินไปลงทุนและดำเนินการไถ่ถอนจำนอง คงเหลือไว้บางส่วนที่ผู้คัดค้านที่ 2 นำไปลงทุนแล้วเท่านั้น การจำนองระหว่างผู้คัดค้านทั้งสองกระทำโดยสุจริต มิฉะนั้นก็คงไม่ไถ่ถอนจำนอง และผู้คัดค้านที่ 2 มีบันทึกถ้อยคำยืนยันข้อเท็จจริงหรือความเห็นของนายจิติพจน์ เป็นพยานว่า ผู้คัดค้านที่ 2 มีศักดิ์เป็นน้าของพยาน ผู้คัดค้านที่ 2 เป็นแพทย์ผู้ดูแลรักษาจำเลยที่ 2 ในยามเจ็บป่วย ไม่เคยประกอบธุรกิจกับจำเลยที่ 2 การที่จำเลยที่ 2 หย่าขาดจากผู้คัดค้านที่ 1 ผู้คัดค้านที่ 2 ไม่ได้ยุ่งเกี่ยวโดยถือว่าเป็นเรื่องภายในครอบครัวของผู้คัดค้านที่ 1 แต่ผู้คัดค้านที่ 2 ก็ยังให้การรักษาพยาบาลแก่จำเลยที่ 2 ทุกครั้งที่จำเลยที่ 2 ไปพบ เห็นว่า ผู้ร้องนำสืบถึงความสัมพันธ์ระหว่างจำเลยที่ 2 กับผู้คัดค้านที่ 2 ว่าผู้คัดค้านที่ 2 เป็นพี่ชายผู้คัดค้านที่ 1 และจำเลยที่ 2 ไปให้ผู้คัดค้านที่ 2 ซึ่งเป็นแพทย์รักษาพยาบาลเมื่อเจ็บป่วย พฤติการณ์ของผู้คัดค้านที่ 2 ที่รู้จักคุ้นเคยกับจำเลยที่ 2 และผู้คัดค้านที่ 2 ยังเป็นพี่ชายผู้คัดค้านที่ 1 ซึ่งเคยเป็นภริยาจำเลยที่ 2 ผู้คัดค้านที่ 2 น่าจะอยู่ในฐานะที่ควรจะรู้ถึงการประกอบธุรกิจของจำเลยที่ 2 ในบริษัทต่าง ๆ ดังกล่าวข้างต้น โดยเฉพาะอย่างยิ่งย่อมทราบถึงผลกระทบของวิกฤตเศรษฐกิจในปี 2540 ที่มีต่อบริษัทต่าง ๆ อันเป็นธุรกิจของจำเลยที่ 2 ในเมื่อที่ดิน 3 แปลง ที่ผู้คัดค้านที่ 2 รับจำนองเมื่อวันที่ 7 สิงหาคม 2540 ไม่ได้มีชื่อผู้คัดค้านที่ 1 ถือกรรมสิทธิ์มาก่อน หากแต่ผู้คัดค้านที่ 1 รับโอนมาจากจำเลยที่ 2 โดยอาศัยบันทึกท้ายทะเบียนการหย่าในเรื่องแบ่งทรัพย์สิน ได้ความจากบันทึกถ้อยคำยืนข้อเท็จจริงหรือความเห็นของนายจิติพจน์พยานผู้คัดค้านที่ 2 ว่า ก่อนจดทะเบียนหย่า ผู้คัดค้านที่ 1 ได้มาปรึกษาพยานและผู้คัดค้านที่ 2 ซึ่งพยานและผู้คัดค้านที่ 2 ได้ห้ามปรามหลายครั้งเพื่อให้เห็นแก่บุตรทั้งสอง เพราะฉะนั้นอย่างน้อยก่อนจดทะเบียนรับจำนอง ผู้คัดค้านที่ 2 น่าจะสอบถามมูลเหตุถึงการที่จำเลยที่ 2 ยกที่ดินดังกล่าวให้แก่ผู้คัดค้านที่ 1 และความจำเป็นที่จะต้องจำนอง หากจำเลยที่ 2 ซึ่งเป็นบิดาเด็กชายชวิศและเด็กหญิงเบลล์บุตรทั้งสองไม่ได้ประสบปัญหามีหนี้สินล้นพ้นตัว เหตุใดผู้คัดค้านที่ 1 จะต้องมาขอความช่วยเหลือจากผู้คัดค้านที่ 2 กรณีมีเหตุผลเชื่อได้ว่าในขณะที่ผู้คัดค้านที่ 2 รับจำนองที่ดินจากผู้คัดค้านที่ 1 นั้น ผู้คัดค้านที่ 2 ทราบถึงภาวะการมีหนี้สินล้นพ้นตัวของจำเลยที่ 2 จึงเป็นการรับจำนองโดยไม่สุจริต ผู้ร้องจึงชอบที่จะขอให้เพิกถอนการจำนองที่ดินโฉนดเลขที่ 10442 เสียได้ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 238 ประกอบพระราชบัญญัติล้มละลาย พ.ศ. 2483 มาตรา 113

พิพากษากลับ ให้เพิกถอนการทำบันทึกท้ายทะเบียนการหย่าในเรื่องแบ่งทรัพย์สินลงวันที่ 20 มิถุนายน 2540 ระหว่างจำเลยที่ 2 กับผู้คัดค้านที่ 1 ให้ที่ดินโฉนดเลขที่ 9324 และ 9325 ซึ่งปัจจุบันรวมเป็นที่ดินโฉนดเลขที่ 50873 ตำบลบางชัน อำเภอคลองสามวา (มีนบุรี) กรุงเทพมหานคร ที่ดินโฉนดเลขที่ 10615, 10441 และ 10442 ตำบลบางชัน อำเภอมีนบุรี (เมือง) กรุงเทพมหานคร พร้อมสิ่งปลูกสร้างบ้านเลขที่ 81 หมู่ที่ 2 ถนนสามวา แขวงบางชัน เขตมีนบุรี กรุงเทพมหานคร กลับเป็นชื่อจำเลยที่ 2 เป็นผู้ถือกรรมสิทธิ์ดังเดิม และเพิกถอนการจำนองที่ดินโฉนดเลขที่ 10442 ตำบลบางชันอำเภอมีนบุรี (เมือง) กรุงเทพมหานคร ระหว่างผู้คัดค้านทั้งสอง หากกลับคืนสู่ฐานะเดิมไม่ได้ให้ผู้คัดค้านที่ 1 ชดใช้ราคาแทน ที่ดินโฉนดเลขที่ 50873, 10615, 10441 และ 10442 เป็นเงิน 32,060,600 บาท 9,675,000 บาท 10,212,500 บาทและ 13,510,600 บาท ตามลำดับ และบ้านเลขที่ 81 หมู่ที่ 2 เป็นเงิน 30,000,000บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงินแต่ละจำนวนดังกล่าว นับแต่วันที่ศาลให้เพิกถอนจนกว่าจะชำระเสร็จ และให้เพิกถอนการฝากเงินที่ธนาคารสแตนดาร์ดชาร์เตอร์ดนครธน จำกัด (มหาชน) บัญชีเลขที่ 055-3-00642-6 ชื่อบัญชีเด็กชายชวิศ โดยผู้คัดค้านที่ 1 ผู้แทนโดยชอบธรรม จำนวนเงิน 24,900,000 บาทพร้อมดอกเบี้ยอันเกิดจากเงินฝากดังกล่าว และบัญชีเลขที่ 055-3-00641-8 ชื่อบัญชีเด็กหญิงเบลล์ โดยผู้คัดค้านที่ 1 ผู้แทนโดยชอบธรรม จำนวนเงิน 24,900,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอันเกิดจากเงินฝากดังกล่าว กลับมาเป็นของจำเลยที่ 2 ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสามศาลให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.ล้มละลาย พ.ศ.2483 ม. 19 ม. 113 ม. 114 ม. 123
ป.พ.พ. ม. 237 ม. 238 ม. 240
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — ธนาคารนครหลวงไทย จำกัด (มหาชน)
ผู้ร้อง — เจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์
ผู้คัดค้าน — นางอุรารัตน์ อุนนะนันทน์ กับพวก
จำเลย — บริษัทซับไมครอน เทคโนโลยี จำกัด (มหาชน) กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลล้มละลายกลาง — นายชาญชัย ศรีแสงทรัพย์
ศาลอุทธรณ์ — นายยงยศ เอี่ยมทอง
ชื่อองค์คณะ
อัปษร หิรัญบูรณะ
มนูพงศ์ รุจิกัณหะ
กีรติ กาญจนรินทร์
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 19860/2555
#562532
เปิดฉบับเต็ม

แม้โจทก์ผู้ซื้อทรัพย์จากการขายทอดตลาดของเจ้าพนักงานบังคับคดีจะยังไม่ได้กรรมสิทธิ์ในห้องชุดที่ประมูลซื้อมาได้เพราะจำเลยที่ 1 ไม่ออกหนังสือรับรองการปลอดหนี้ให้โจทก์ อันเป็นเหตุให้พนักงานเจ้าหน้าที่ไม่รับจดทะเบียนตาม พ.ร.บ.อาคารชุด พ.ศ.2522 ก็ตาม แต่โจทก์ย่อมมีสิทธิในห้องชุดพิพาทในฐานะผู้ซื้อที่สุจริต และมีสิทธิที่จะขอให้จำเลยที่ 1 ออกหนังสือรับรองการปลอดหนี้ให้โจทก์ได้หากโจทก์ได้ชำระหนี้ที่เจ้าของเดิมของห้องชุดพิพาทค้างชำระ เช่นนี้ การที่โจทก์ขอชำระหนี้ของห้องชุดพิพาทที่ค้างชำระและขอให้ออกหนังสือรับรองการปลอดหนี้ให้โจทก์ แต่จำเลยที่ 1 ไม่ยอมออกหนังสือรับรองการปลอดหนี้ให้ โดยโจทก์และจำเลยที่ 1 ยังมีข้อโต้แย้งกันว่ายอดหนี้ค้างชำระของห้องชุดพิพาททั้งในส่วนค่าใช้จ่ายส่วนกลางและค่าปรับหรือเงินเพิ่มมีจำนวนเท่าใด ตลอดจนจำเลยที่ 1 จะเรียกให้โจทก์ชำระได้มากน้อยเพียงใด จึงเป็นกรณีที่มีข้อพิพาทเกี่ยวด้วยยอดหนี้ค้างชำระของห้องชุดพิพาทที่โจทก์จะต้องรับผิดชำระให้แก่จำเลยที่ 1 อันเป็นการโต้แย้งสิทธิระหว่างโจทก์และจำเลยที่ 1 ตาม ป.วิ.พ. มาตรา 55 แล้ว โจทก์จึงมีอำนาจฟ้อง

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยทั้งสามร่วมกันหรือแทนกันรับชำระเงินค่าใช้จ่ายส่วนกลางของห้องชุดเลขที่ 16/93 ในอัตราเดือนละ 298.20 บาท ย้อนหลังไป 5 ปี นับแต่วันฟ้องพร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของเงินต้นค่าส่วนกลางแต่ละงวดที่ค้างชำระ และให้จำเลยทั้งสามร่วมกันหรือแทนกันออกหนังสือรับรองการปลอดหนี้แก่โจทก์ หากจำเลยทั้งสามเพิกเฉยให้ถือเอาคำพิพากษาของศาลแทนการแสดงเจตนาของจำเลยทั้งสาม

จำเลยทั้งสามให้การ ขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นตรวจคำฟ้องและคำให้การแล้วมีคำสั่งงดสืบพยานโจทก์และจำเลยและพิพากษายกฟ้อง

โจทก์อุทธรณ์เฉพาะปัญหาข้อกฎหมายโดยตรงต่อศาลฎีกา โดยได้รับอนุญาตจากศาลชั้นต้นตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 223 ทวิ

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงตามคำฟ้องและคำให้การรับฟังเป็นยุติว่า โจทก์เป็นผู้ประมูลซื้อห้องชุดพิพาทเลขที่ 16/93 ชั้นที่ 2 อาคารชุดป๊อปปูล่าคอนโดมิเนียม อาคารครูเมืองทอง 1 จากการขายทอดตลาดของเจ้าพนักงานบังคับคดี ซึ่งเจ้าของเดิมของห้องชุดพิพาทค้างชำระหนี้ค่าใช้จ่ายส่วนกลางต่อจำเลยที่ 1 ซึ่งเป็นนิติบุคคลอาคารชุดพิพาท มีปัญหาวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของโจทก์ว่าโจทก์มีอำนาจฟ้องหรือไม่ เห็นว่า แม้โจทก์ผู้ซื้อทรัพย์จากการขายทอดตลาดของเจ้าพนักงานบังคับคดีจะยังไม่ได้กรรมสิทธิ์ในห้องชุดที่ประมูลซื้อมาได้เพราะจำเลยที่ 1 ไม่ออกหนังสือรับรองการปลอดหนี้ให้โจทก์ อันเป็นเหตุให้พนักงานเจ้าหน้าที่ไม่รับจดทะเบียนตามพระราชบัญญัติอาคารชุด พ.ศ.2522 ก็ตาม แต่โจทก์ย่อมมีสิทธิในห้องชุดพิพาทในฐานะผู้ซื้อที่สุจริต และมีสิทธิที่จะขอให้จำเลยที่ 1 ออกหนังสือรับรองการปลอดหนี้ให้โจทก์ได้หากโจทก์ได้ชำระหนี้ที่เจ้าของเดิมของห้องชุดพิพาทค้างชำระ เช่นนี้ การที่โจทก์ขอชำระหนี้ของห้องชุดพิพาทที่ค้างชำระและขอให้ออกหนังสือรับรองการปลอดหนี้ให้โจทก์ แต่จำเลยที่ 1 ไม่ยอมออกหนังสือรับรองการปลอดหนี้ให้ โดยโจทก์และจำเลยที่ 1 ยังมีข้อโต้แย้งกันว่ายอดหนี้ค้างชำระของห้องชุดพิพาททั้งในส่วนค่าใช้จ่ายส่วนกลางและค่าปรับหรือเงินเพิ่มมีจำนวนเท่าใด ตลอดจนจำเลยที่ 1 จะเรียกให้โจทก์ชำระได้มากน้อยเพียงใด จึงเป็นกรณีที่มีข้อพิพาทเกี่ยวด้วยยอดหนี้ค้างชำระของห้องชุดพิพาทที่โจทก์จะต้องรับผิดชำระให้แก่จำเลยที่ 1 อันเป็นการโต้แย้งสิทธิระหว่างโจทก์และจำเลยที่ 1 ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 55 แล้ว โจทก์จึงมีอำนาจฟ้อง และเมื่อจำเลยที่ 2 และที่ 3 โต้แย้งว่าไม่ต้องร่วมรับผิดต่อโจทก์เพราะจำเลยที่ 2 และที่ 3 เป็นตัวแทนจำเลยที่ 1 ซึ่งถูกแต่งตั้งตามพระราชบัญญัติอาคารชุด พ.ศ.2522 ก็ชอบที่ศาลชั้นต้นจะต้องวินิจฉัยจากพยานหลักฐานที่ทั้งสองฝ่ายจะได้นำสืบในชั้นพิจารณา ส่วนจะบังคับตามคำขอบังคับของโจทก์ได้หรือไม่เพียงใด ก็เป็นกรณีที่ศาลจะพิพากษาเมื่อได้พิจารณาพยานหลักฐานของทั้งสองฝ่ายเสร็จสิ้นแล้ว ที่ศาลชั้นต้นวินิจฉัยว่า ข้ออ้างตามคำฟ้องของโจทก์ยังไม่เป็นการโต้แย้งสิทธิของโจทก์ แล้วพิพากษายกฟ้องมานั้น ไม่ต้องด้วยความเห็นของศาลฎีกา อุทธรณ์ของโจทก์ฟังขึ้น และเนื่องจากคดีนี้ยังมิได้มีการสืบพยาน จึงเห็นสมควรย้อนสำนวนให้ศาลชั้นต้นดำเนินกระบวนพิจารณาแล้วพิพากษาใหม่ต่อไป ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 243 (2) ประกอบมาตรา 247

พิพากษายกคำพิพากษาศาลชั้นต้น ให้ศาลชั้นต้นดำเนินกระบวนพิจารณาสืบพยานโจทก์และจำเลยทั้งสามต่อไปแล้วพิพากษาใหม่ตามรูปคดี ค่าฤชาธรรมเนียมในชั้นนี้ให้ศาลชั้นต้นรวมสั่งเมื่อมีคำพิพากษาใหม่
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ. ม. 55
พ.ร.บ.อาคารชุด พ.ศ.2522
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — บริษัทบริหารสินทรัพย์ กรุงเทพพาณิชย์ จำกัด
นิติบุคคลอาคารชุดป๊อปปูล่าคอนโดมิเนียม
จำเลย — อาคารครูเมืองทอง 1 กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดนนทบุรี — นายเอกพล ชุติมาธิกุล
ชื่อองค์คณะ
วิรุฬห์ แสงเทียน
ฉัตรไชย จันทร์พรายศรี
วรงค์พร จิระภาค
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 19854/2555
#528536
เปิดฉบับเต็ม

การที่โจทก์ขอให้นับโทษจำเลยที่ 1 ต่อจากโทษในคดีอาญาหมายเลขดำที่ระบุในคำฟ้อง ซึ่งจำเลยที่ 1 ไม่ได้ให้การรับว่าเป็นบุคคลคนเดียวกับจำเลยในคดีที่โจทก์ขอให้นับโทษต่อนั้น เป็นหน้าที่ของโจทก์ต้องนำสืบและต้องแถลงให้ศาลทราบว่าคดีอาญาหมายเลขดำดังกล่าวศาลได้พิพากษาลงโทษจำเลยที่ 1 หรือไม่ประการใด แม้คดีนั้นจะอยู่ในศาลเดียวกันก็มิใช่ข้อเท็จจริงที่ศาลต้องรู้เองและก็ไม่มีหน้าที่จะต้องไปตรวจสอบคดีดังกล่าวด้วย ปัญหาว่าจะนับโทษจำเลยที่ 1 ต่อจากโทษในคดีอื่นได้หรือไม่ เป็นปัญหาข้อกฎหมายที่เกี่ยวกับความสงบเรียบร้อย

ศาลมีอำนาจยกขึ้นวินิจฉัยได้

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องและแก้ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 80, 83, 91, 288, 371 พระราชบัญญัติอาวุธปืน เครื่องกระสุนปืน วัตถุระเบิด ดอกไม้เพลิง และสิ่งเทียมอาวุธปืน พ.ศ.2490 มาตรา 7, 8 ทวิ, 72, 72 ทวิ นับโทษจำเลยที่ 1 ต่อจากโทษของจำเลยที่ 1 ในคดีอาญาหมายเลขดำที่ 192/2550 ของศาลชั้นต้น และโทษของจำเลยในคดีอาญาหมายเลขดำที่ 161/2551 ของศาลชั้นต้น และนับโทษจำเลยที่ 2 ต่อจากโทษของจำเลยในคดีอาญาหมายเลขแดงที่ 144/2552 ของศาลชั้นต้น

จำเลยทั้งสองให้การปฏิเสธ แต่จำเลยที่ 2 รับว่าเป็นบุคคลคนเดียวกับจำเลยในคดีที่โจทก์ขอให้นับโทษต่อ

ระหว่างพิจารณา นายอนุสินธ์ ผู้เสียหายที่ 1 ยื่นคำร้องและแก้ไขคำร้องขอให้บังคับจำเลยทั้งสองชดใช้ค่าสินไหมทดแทนที่ได้รับอันตรายสาหัส ค่าเสียโอกาสและขาดรายได้เป็นเงินคนละ 50,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับถัดจากวันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จแก่ผู้ร้อง

จำเลยทั้งสองไม่ให้การในคดีส่วนแพ่ง

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยที่ 1 มีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 288 ประกอบมาตรา 80, 83, 371 พระราชบัญญัติอาวุธปืน เครื่องกระสุนปืน วัตถุระเบิด ดอกไม้เพลิง และสิ่งเทียมอาวุธปืน พ.ศ.2490 มาตรา 7, 8 ทวิ วรรคหนึ่ง, 72 วรรคสาม, 72 ทวิ วรรคสอง การกระทำของจำเลยที่ 1 เป็นความผิดหลายกรรมต่างกัน ให้ลงโทษทุกกรรมเป็นกระทงความผิดไปตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 ฐานร่วมกันพยายามฆ่าผู้อื่น จำคุก 12 ปี ฐานร่วมกันมีอาวุธปืนที่เป็นของผู้อื่นซึ่งได้รับใบอนุญาตให้มีและใช้ตามกฎหมายและเครื่องกระสุนปืนไว้ในครอบครองโดยไม่ได้รับใบอนุญาต จำคุก 1 ปี ฐานร่วมกันพาอาวุธปืนไปในเมือง หมู่บ้าน หรือทางสาธารณะโดยไม่ได้รับใบอนุญาตและไม่มีเหตุสมควร เป็นการกระทำอันเป็นกรรมเดียวเป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบท ให้ลงโทษตามพระราชบัญญัติอาวุธปืนฯซึ่งเป็นกฎหมายบทที่มีโทษหนักที่สุดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 จำคุก 6 เดือน รวมจำคุก 13 ปี 6 เดือน นับโทษจำเลยที่ 1 ต่อจากโทษของจำเลยที่ 1 ในคดีอาญาหมายเลขแดงที่ 757/2551 ของศาลชั้นต้น และโทษของจำเลยในคดีอาญาหมายเลขแดงที่ 324/2554 ของศาลชั้นต้น ให้จำเลยที่ 1 ชำระค่าสินไหมทดแทนเป็นเงิน 20,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับถัดจากวันฟ้อง (ฟ้องวันที่ 26 สิงหาคม 2551) จนกว่าจะชำระเสร็จแก่ผู้ร้อง ยกฟ้องโจทก์สำหรับจำเลยที่ 2 และข้อหาอื่นสำหรับจำเลยที่ 1

จำเลยที่ 1 อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 9 พิพากษาแก้เป็นว่า ยกฟ้องโจทก์สำหรับความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 371 ยกคำขอให้นับโทษจำเลยที่ 1 ต่อจากโทษของจำเลยที่ 1 ในคดีอาญาหมายเลขแดงที่ 757/2551 ของศาลชั้นต้น และโทษของจำเลยในคดีอาญาหมายเลขแดงที่ 324/2554 ของศาลชั้นต้น นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

โจทก์ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ที่โจทก์ฎีกาขอให้นับโทษจำเลยที่ 1 ต่อจากโทษของจำเลยที่ 1 และจำเลยในคดีอาญาหมายเลขแดงที่ 757/2551 และ 324/2554 ของศาลชั้นต้น โดยอ้างว่าโจทก์ขอให้นับโทษจำเลยที่ 1 ต่อจากโทษในคดีอาญาดังกล่าว ซึ่งเป็นคดีของศาลชั้นต้นที่ศาลชั้นต้นสามารถตรวจสอบได้ ปัญหาการขอให้นับโทษต่อเป็นเพียงขั้นตอนในการดำเนินกระบวนพิจารณาของศาลชั้นต้นมิใช่ข้อหาหรือฐานความผิดที่เป็นประเด็นหลักในฟ้องอันโจทก์ต้องสืบพยานให้ฟังได้ในชั้นอุทธรณ์ จำเลยที่ 1 ก็ไม่ได้อุทธรณ์โต้แย้งดังกล่าวและมิใช่ข้อกฎหมายที่เกี่ยวกับความสงบเรียบร้อยตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 195 วรรคสองนั้น เห็นว่า คดีนี้โจทก์ขอให้นับโทษจำเลยที่ 1 ต่อจากโทษในคดีอาญาหมายเลขดำที่ 192/2550 และ 161/2551 ของศาลชั้นต้น ซึ่งจำเลยที่ 1 ไม่ได้ให้การรับว่าจำเลยที่ 1 เป็นบุคคลคนเดียวกับจำเลยในคดีที่โจทก์ขอให้นับโทษต่อ จึงเป็นหน้าที่ของโจทก์ต้องนำสืบในข้อนี้ และต้องแถลงให้ศาลทราบว่าคดีอาญาหมายเลขดำที่ 192/2550 และ 161/2551 ของศาลชั้นต้น ศาลได้พิพากษาลงโทษจำเลยที่ 1 หรือไม่ และลงโทษอย่างไร เพื่อศาลจะได้ใช้ดุลพินิจนับโทษต่อให้ตามคำขอของโจทก์ เมื่อโจทก์ไม่นำสืบและแถลงให้ศาลทราบถึงข้อเท็จจริงดังกล่าว แม้คดีนั้นจะอยู่ในศาลเดียวกันก็มิใช่ข้อเท็จจริงที่ศาลต้องรู้เอง และศาลก็ไม่มีหน้าที่จะต้องไปตรวจสอบคดีดังกล่าวด้วย กรณีจึงไม่อาจนับโทษจำเลยที่ 1 ต่อจากโทษในคดีอาญาหมายเลขดำที่ 192/2550 และ 161/2551 ของศาลชั้นต้นได้ ทั้งปัญหาว่าจะนับโทษจำเลยที่ 1 ต่อจากโทษในคดีอาญาอื่นได้หรือไม่ เป็นปัญหาข้อกฎหมายที่เกี่ยวกับความสงบเรียบร้อย แม้จำเลยที่ 1 ไม่อุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์ภาค 9 ก็มีอำนาจยกขึ้นวินิจฉัยได้ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 195 วรรคสอง ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 9 ไม่นับโทษจำเลยที่ 1 ต่อจากโทษในคดีอาญาหมายเลขแดงที่ 757/2551 และ 324/2554 ของศาลชั้นต้นชอบแล้ว ฎีกาของโจทก์ฟังไม่ขึ้น

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.อ. ม. 195 วรรคสอง
ป.อ. ม. 22
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการจังหวัดสตูล
จำเลย — นายวีรพงศ์หรือเบิร์ด สารุโน กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดสตูล — นายนฤพนธ์ ถิระวุฒิ
ศาลอุทธรณ์ภาค 9 — นายรังสรรค์ โรจน์ชีวิน
ชื่อองค์คณะ
พศวัจณ์ กนกนาก
อภิรัตน์ ลัดพลี
ธงชัย เสนามนตรี
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 19816/2555
#533015
เปิดฉบับเต็ม

โจทก์ฟ้องว่า จำเลยทั้งสองร่วมกันลักปุ๋ยของสหกรณ์การเกษตร ด. ผู้เสียหายที่เป็นของนายจ้างไป แต่กลับได้ความตามทางพิจารณาเกี่ยวกับทางปฏิบัติในการซื้อปุ๋ยของสหกรณ์การเกษตร ด. ผู้ขายว่า ต้องมีการขนส่งปุ๋ยมาตรวจนับ ณ ที่ทำการของสหกรณ์การเกษตร ด. ก่อนการชำระค่าปุ๋ยตามจำนวนที่ตรวจนับได้ ดังนี้ถือว่าสหกรณ์การเกษตร ด. และผู้ขายซึ่งเป็นคู่สัญญามีเจตนาเอาการตรวจนับปุ๋ย ณ ที่ทำการของสหกรณ์การเกษตร ด. เป็นสาระสำคัญในการโอนกรรมสิทธิ์ปุ๋ยกัน เมื่อปุ๋ยตามฟ้องสูญหายไประหว่างขนส่งก่อนการตรวจนับ กรรมสิทธิ์ในปุ๋ยจึงยังไม่ตกเป็นของสหกรณ์การเกษตร ด.

แม้คดีนี้เป็นคดีอาญาความผิดต่อแผ่นดินซึ่งพนักงานสอบสวนมีอำนาจสอบสวนโดยไม่มีผู้ร้องทุกข์ก็ตาม แต่เมื่อสหกรณ์การเกษตร ด. ยังไม่ได้กรรมสิทธิ์ในปุ๋ยจึงไม่ใช่ผู้เสียหาย และไม่มีอำนาจยื่นคำร้องขอเข้าร่วมเป็นโจทก์

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยทั้งสองตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83, 335 ให้จำเลยทั้งสองร่วมกันคืนหรือใช้ราคาทรัพย์ที่ยังไม่ได้คืนเป็นเงิน 236,800 บาท แก่ผู้เสียหาย

จำเลยทั้งสองให้การปฏิเสธ

ระหว่างพิจารณา สหกรณ์การเกษตรเดชอุดม จำกัด ผู้เสียหาย ยื่นคำร้องขอเข้าร่วมเป็นโจทก์ ศาลชั้นต้นอนุญาต

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยที่ 2 มีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 355 (11) (ที่ถูก 335 (11) วรรคแรก) จำคุก 5 ปี ทางนำสืบของจำเลยที่ 2 เป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้หนึ่งในสาม ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คงจำคุก 3 ปี 4 เดือน ให้จำเลยที่ 2 คืนหรือใช้ราคาทรัพย์ที่ยังไม่ได้คืนเป็นเงิน 236,800 บาท แก่โจทก์ร่วม ยกฟ้องจำเลยที่ 1

จำเลยที่ 2 อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 3 พิพากษาแก้เป็นว่า ให้ยกฟ้องโจทก์และโจทก์ร่วมสำหรับจำเลยที่ 2 เสียด้วย นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

โจทก์ร่วมฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงเบื้องต้นรับฟังเป็นยุติว่า เมื่อวันที่ 28 ธันวาคม 2548 จำเลยที่ 2 ในฐานะผู้จัดการใหญ่ของโจทก์ร่วมสั่งซื้อปุ๋ยอินทรีย์ตราสามหัววัว สูตร 4 จำนวน 32,000 กระสอบ ราคา 11,520,000 บาท และปุ๋ยอินทรีย์ตราสามหัววัว สูตร 2 จำนวน 8,000 กระสอบ ราคา 3,040,000 บาท จากบริษัทดินและปุ๋ย จำกัด รวมเป็นเงินทั้งสิ้น 14,560,000 บาท ต่อมาบริษัทดินและปุ๋ย จำกัด นำปุ๋ยบรรทุกรถยนต์ 12 คัน ทยอยไปส่งมอบแก่โจทก์ร่วม แต่รถยนต์คันที่ 6 และที่ 7 เดินทางไปไม่ถึงที่ทำการของโจทก์ร่วม ทำให้โจทก์ร่วมไม่ได้รับมอบปุ๋ยตามฟ้องจำนวน 640 กระสอบ ราคา 236,800 บาท สำหรับจำเลยที่ 1 ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง โจทก์และโจทก์ร่วมไม่อุทธรณ์ คดีเฉพาะจำเลยที่ 1 จึงถึงที่สุดไปแล้ว

มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจกท์ร่วมว่า จำเลยที่ 2 กระทำความผิดตามฟ้องหรือไม่ โจทก์ร่วมอ้างว่ามีกรรมสิทธิ์ในปุ๋ยตามฟ้อง 640 กระสอบ ราคา 236,800 บาท ซึ่งบริษัทดินและปุ๋ย จำกัด ขายให้โจทก์ร่วมโดยบรรทุกรถยนต์เพื่อส่งมอบให้โจทก์ร่วม จึงต้องวินิจฉัยก่อนว่า โจทก์ร่วมมีกรรมสิทธิ์ในปุ๋ยตามฟ้องจริงหรือไม่ โจทก์และโจทก์ร่วมมีพยานเบิกความได้ความว่า เมื่อโจทก์ร่วมสั่งซื้อปุ๋ยจากบริษัทดินและปุ๋ย จำกัด แล้ว บริษัทฯ จะนำปุ๋ยบรรทุกรถยนต์มาส่งให้ยังที่ทำการโจทก์ร่วม เจ้าหน้าที่โจทก์ร่วมจะชั่งน้ำหนักปุ๋ยก่อน แล้วจึงตรวจรับปุ๋ย โดยเจ้าหน้าที่โจทก์ร่วมจะลงลายมือชื่อเป็นผู้รับสินค้าในใบส่งของ และคนขับรถยนต์ของบริษัทฯ จะมอบใบส่งของสีฟ้าซึ่งเป็นคู่ฉบับให้ฝ่ายโจทก์ร่วมเก็บไว้ การชำระค่าปุ๋ยยึดถือตามคู่ฉบับใบส่งของสีฟ้าเท่านั้น คดีนี้โจทก์ร่วมไม่ได้รับปุ๋ยตามฟ้อง โจทก์ร่วมจึงไม่ชำระเงินในส่วนนี้ให้บริษัทฯ เห็นว่า แม้บริษัทผู้ขายจัดการเอาปุ๋ยบรรทุกรถยนต์คันที่ 6 และที่ 7 เพื่อนำไปส่งมอบแก่โจทก์ร่วมผู้ซื้อตามที่สั่งซื้อก็ตาม แต่โจทก์ร่วมจะต้องตรวจรับโดยชั่งน้ำหนักปุ๋ยว่าตรงกับที่ระบุในใบส่งของหรือไม่ ทั้งในใบส่งของของบริษัทฯ ก็ระบุไว้เช่นเดียวกันว่าให้โจทก์ร่วมผู้สั่งซื้อตรวจนับสินค้าให้ครบถ้วนก่อนเซ็นชื่อรับ ส่วนการชำระค่าปุ๋ยก็ถือตามจำนวนปุ๋ยที่โจทก์ร่วมตรวจรับไว้แล้ว ตามพฤติการณ์น่าเชื่อว่าคู่กรณีมีเจตนาถือเอาการตรวจรับปุ๋ยของโจทก์ร่วมเป็นการโอนกรรมสิทธิ์ปุ๋ย หาได้ถือเอาการคัดเลือก นับ ชั่งปุ๋ยของบริษัทฯ ผู้ขายแต่ฝ่ายเดียวเพื่อบ่งตัวทรัพย์หรือเพื่อให้รู้ราคาทรัพย์แน่นอนไม่ เมื่อบริษัทฯ ยังไม่ได้นำปุ๋ยตามฟ้องมาให้โจทก์ร่วมตรวจรับ กรรมสิทธิ์ในปุ๋ยจึงยังไม่ตกเป็นของโจทก์ร่วม โจทก์ร่วมไม่ใช่ผู้เสียหายและไม่มีอำนาจยื่นคำร้องขอเข้าเป็นโจทก์ร่วมได้

แม้คดีนี้จะเป็นคดีอาญาความผิดต่อแผ่นดินซึ่งพนักงานสอบสวนมีอำนาจสอบสวนแม้ไม่มีผู้ร้องทุกข์ก็ตาม จึงให้เพิกถอนคำสั่งศาลชั้นต้นที่อนุญาตให้สหกรณ์การเกษตรเดชอุดม จำกัด เข้าร่วมเป็นโจทก์และยกคำร้องขอเข้าร่วมเป็นโจทก์ เมื่อศาลอุทธรณ์ภาค 3 พิพากษายกฟ้องจำเลยที่ 2 โจทก์ไม่ฎีกา โจทก์ร่วมซึ่งมิใช่ผู้เสียหายย่อมไม่มีอำนาจยื่นฎีกาขอให้ลงโทษจำเลยที่ 2 ตามฟ้องได้

พิพากษาให้ยกฎีกาของโจทก์ร่วม
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.อ. ม. 335 วรรคสอง
ป.พ.พ. ม. 460
ป.วิ.อ. ม. 2 (4) ม. 3 (2) ม. 30
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการจังหวัดเดชอุดม
โจทก์ร่วม — สหกรณ์การเกษตรเดชอุดม จำกัด
จำเลย — นางสาวรังรองหรือนางฟ้าใส ภานะโสต กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดเดชอุดม — นายปัญจชัย เพ็ญประทุม
ศาลอุทธรณ์ภาค 3 — นายสุนทร เฟื่องวิวัฒน์
ชื่อองค์คณะ
วิวรรต นิ่มละมัย
นิยุต สุภัทรพาหิรผล
นุจรินทร์ จันทร์พรายศรี
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 19744/2555
#554749
เปิดฉบับเต็ม

จำเลยที่ 1 เป็นนิติบุคคลประเภทบริษัทจำกัด มีวัตถุประสงค์ซื้อ จัดหา รับเช่า เช่าซื้อ ถือกรรมสิทธิ์ ครอบครอง ปรับปรุง ใช้ จัดการโดยประการอื่นซึ่งทรัพย์สินใด ๆ ตลอดจนดอกผลของทรัพย์สินนั้นรวมทั้งประกอบกิจการรับเหมาก่อสร้างอาคาร อาคารพาณิชย์ อาคารที่พักอาศัย ฯลฯ การที่จำเลยที่ 1 สั่งซื้อปูนซีเมนต์จากโจทก์เป็นระยะเวลาติดต่อกันนานและเป็นจำนวนมากประกอบกับมีการชำระค่าสินค้าเป็นราคาตามกำหนด แสดงว่าจำเลยที่ 1 นำสินค้าที่ซื้อมานั้นไปจำหน่ายแก่บุคคลอื่น รวมทั้งรับเหมาก่อสร้างอาคารตามวัตถุประสงค์ของจำเลยที่ 1 และที่จำเลยที่ 1 สั่งซื้อปูนซีเมนต์ในช่วงเดือนมีนาคมถึงเดือนพฤศจิกายน 2540 นำไปก่อสร้างอาคารพาณิชย์ ซึ่งอาคารดังกล่าวจำเลยที่ 1 ใช้เป็นสำนักงานในการบริหารงานการค้าขายที่ค้าขายในต่างประเทศ จึงเป็นการกระทำเพื่อกิจการของจำเลยที่ 1 ฝ่ายลูกหนี้เอง อันเข้าข้อยกเว้นตอนท้ายของมาตรา 193/34 (1) ฉะนั้น สิทธิเรียกร้องของโจทก์ในการเรียกค่าสินค้าจากจำเลยที่ 1 จึงมีกำหนดอายุความ 5 ปี ตาม ป.พ.พ. มาตรา 193/33 (5) หาใช่มีอายุความเพียง 2 ปี

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยที่ 1 ชำระหนี้โจทก์จำนวน 16,788,842.51 บาท พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงินจำนวน 11,737,150.56 บาท นับตั้งแต่วันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระหนี้ให้โจทก์เสร็จสิ้น โดยให้จำเลยที่ 2 ร่วมรับผิดกับจำเลยที่ 1 จำนวน 16,284,007.12 บาท พร้อมทั้งดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงินจำนวน 11,411,119.33 บาท นับตั้งแต่วันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระหนี้ให้โจทก์เสร็จสิ้น และให้จำเลยที่ 3 ร่วมรับผิดกับจำเลยที่ 1 จำนวน 16,788,842.51 บาท พร้อมทั้งดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงิน 11,737,150.56 บาท นับตั้งแต่วันฟ้องจนกว่าจะชำระหนี้ให้โจทก์เสร็จสิ้น

จำเลยทั้งสามให้การขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยทั้งสามร่วมกันชำระเงินแก่โจทก์จำนวน 5,069,128.75 บาท พร้อมด้วยดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงินดังกล่าวนับตั้งแต่วันฟ้อง (ฟ้องวันที่ 27 มิถุนายน 2544) เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จ กับให้จำเลยทั้งสามใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ กำหนดค่าทนายความ 20,000 บาท ส่วนค่าขึ้นศาลให้ใช้แทนเท่าทุนทรัพย์ที่โจทก์ชนะคดี

จำเลยที่ 1 และที่ 3 อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน โจทก์ไม่แก้อุทธรณ์จึงไม่กำหนดค่าทนายความชั้นอุทธรณ์ให้

จำเลยที่ 1 ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงฟังเป็นยุติว่า จำเลยที่ 1 เป็นลูกค้าโจทก์สั่งซื้อปูนซีเมนต์จากโจทก์ในช่วงระหว่างวันที่ 5 พฤศจิกายน 2536 ถึงวันที่ 12 กรกฎาคม 2540 และค้างชำระค่าปูนซีเมนต์จำนวนหนึ่ง สำหรับหนี้ค่าปูนซีเมนต์ตามใบส่งของ รายการที่ 1 ถึง 172 เป็นเงิน 6,672,716.14 บาท ศาลชั้นต้นพิพากษาว่าคดีส่วนนี้ขาดอายุความ คู่ความต่างไม่อุทธรณ์ ซึ่งในส่วนนี้และส่วนที่เกี่ยวกับจำเลยที่ 2 และที่ 3 เป็นอันยุติไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

ปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยที่ 1 ข้อต่อมาว่า คดีโจทก์สำหรับสินค้าตามรายการที่ 173 ถึง 320 ข้างต้นขาดอายุความหรือไม่ ได้ความว่า จำเลยที่ 1 จดทะเบียนเป็นนิติบุคคลประเภทบริษัทจำกัด มีวัตถุประสงค์ซื้อ จัดหา รับเช่า เช่าซื้อ ถือกรรมสิทธิ์ ครอบครอง ปรับปรุง ใช้ จัดการ โดยประการอื่นซึ่งทรัพย์สินใด ๆ ตลอดจนดอกผลของทรัพย์สินนั้น รวมทั้งประกอบกิจการรับเหมาก่อสร้างอาคาร อาคารพาณิชย์ อาคารที่พักอาศัย ฯลฯ การที่จำเลยที่ 1 สั่งซื้อปูนซีเมนต์จากโจทก์เป็นเวลาติดต่อกันนานและเป็นจำนวนมากประกอบกับมีการชำระค่าสินค้าเป็นราคาตามกำหนด แสดงว่าจำเลยที่ 1 นำสินค้าที่ซื้อมานั้นไปจำหน่ายแก่บุคคลอื่น รวมทั้งรับเหมาก่อสร้างอาคารตามวัตถุประสงค์ของจำเลยที่ 1 ที่จำเลยที่ 1 ฎีกาทำนองว่า ช่วงเดือนมีนาคมถึงเดือนพฤศจิกายน 2540 จำเลยที่ 1 สั่งซื้อปูนซีเมนต์นำไปก่อสร้างอาคารพาณิชย์นั้น แม้จะเป็นจริงดังที่จำเลยที่ 1 นำสืบก็ตาม แต่อาคารพาณิชย์ที่สร้างขึ้นมาเป็นกรรมสิทธิ์ของจำเลยที่ 1 ซึ่งจำเลยที่ 1 นำสืบว่า อาคารดังกล่าวจำเลยที่ 1 ใช้เป็นสำนักงานในการบริหารงานการค้าขายที่ค้าขายในต่างประเทศ จึงเป็นการกระทำเพื่อกิจการของจำเลยที่ 1 ฝ่ายลูกหนี้นั่นเอง อันเข้าข้อยกเว้นตอนท้ายของมาตรา 193/34 (1) ฉะนั้นสิทธิเรียกร้องของโจทก์ในการเรียกค่าสินค้าจากจำเลยที่ 1 จึงมีกำหนดอายุความ 5 ปี ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์มาตรา 193/33 (5) หาใช่มีอายุความเพียง 2 ปี ดังที่จำเลยที่ 1 ฎีกาไม่ ที่ศาลอุทธรณ์พิพากษามานั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาของจำเลยที่ 1 ข้อนี้ฟังไม่ขึ้นเช่นกัน

พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 193/33 (5) ม. 193/34 (1)
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — บริษัทปูนซีเมนต์นครหลวง จำกัด (มหาชน)
จำเลย — บริษัทหนองมนเอ็นจิเนียริ่ง จำกัด กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลแพ่งกรุงเทพใต้ — นายวีระศักดิ์ ไชยสุขเจริญกุล
ศาลอุทธรณ์ — นางสาวประภาพรรณ อุดมจรรยา
ชื่อองค์คณะ
สรรทัศน์ เอี่ยมวรชัย
ปริญญา ดีผดุง
ธัชพันธ์ ประพุทธนิติสาร
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 19715/2555
#533013
เปิดฉบับเต็ม

โจทก์บรรยายฟ้องว่า จำเลยใช้กำลังประทุษร้ายกระทำอนาจารโจทก์ร่วมใช้มือดึงเสื้อและเสื้อชั้นในของโจทก์ร่วมขึ้นแล้วจับหน้าอกของโจทก์ร่วม เมื่อโจทก์ร่วมดึงเสื้อดังกล่าวลงมา จำเลยยังเอามือสอดเข้าไปใต้เสื้อของโจทก์ร่วม แล้วใช้มือกดที่หน้าอกของโจทก์ร่วมหลายครั้งและจำเลยเอามือสอดเข้าไปใต้กางเกงของโจทก์ร่วมและกดตรงหัวเหน่าของโจทก์ร่วมในขณะที่จำเลยตรวจรักษาโรคให้โจทก์ร่วม ซึ่งโจทก์ร่วมอยู่ในภาวะที่ไม่สามารถขัดขืนได้ เช่นนี้ ถือว่า การกระทำของจำเลยตามที่โจทก์บรรยายในฟ้องเป็นการใช้กำลังประทุษร้ายตาม ป.อ. มาตรา 1 (6) และโจทก์ร่วมอยู่ในภาวะที่ไม่สามารถขัดขืนได้ ฟ้องของโจทก์จึงบรรยายถึงการกระทำทั้งหลายที่อ้างว่าจำเลยได้กระทำผิด ข้อเท็จจริงและรายละเอียดที่เกี่ยวกับเวลาและสถานที่ซึ่งเกิดการกระทำนั้น ๆ อีกทั้งบุคคลหรือสิ่งของที่เกี่ยวข้องด้วยพอสมควรเท่าที่จะให้จำเลยเข้าใจข้อหาได้ดีแล้ว

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 278

จำเลยให้การปฏิเสธ

ระหว่างพิจารณา นางสาวรัชตา ผู้เสียหาย ยื่นคำร้องขอเข้าร่วมเป็นโจทก์ ศาลชั้นต้นอนุญาต

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 278 จำคุก 3 ปี และปรับ 20,000 บาท ไม่ปรากฏว่าจำเลยเคยต้องโทษจำคุกมาก่อน จึงให้รอการลงโทษมีกำหนด 5 ปี ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 56 ไม่ชำระค่าปรับให้จัดการตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 29, 30

โจทก์ร่วมและจำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษายืน

จำเลยฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า มีปัญหาข้อกฎหมายที่ต้องวินิจฉัยตามฎีกาจำเลยว่า ฟ้องโจทก์ชอบด้วยประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 158 (5) หรือไม่ โดยจำเลยฎีกาว่า โจทก์ไม่ได้บรรยายฟ้องว่าจำเลยใช้กำลังประทุษร้ายโจทก์ร่วมอย่างไร และการกระทำของจำเลยทำให้โจทก์ร่วมอยู่ในภาวะที่ไม่สามารถขัดขืนได้เพราะเหตุใดนั้น เห็นว่า โจทก์บรรยายฟ้องว่า จำเลยใช้กำลังประทุษร้ายกระทำอนาจารโจทก์ร่วมใช้มือดึงเสื้อและเสื้อชั้นในของโจทก์ร่วมขึ้นแล้วจับหน้าอกของโจทก์ร่วม เมื่อโจทก์ร่วมดึงเสื้อดังกล่าวลงมา จำเลยยังเอามือสอดเข้าไปใต้เสื้อของโจทก์ร่วม แล้วใช้มือกดที่หน้าอกของโจทก์ร่วมหลายครั้งและจำเลยเอามือสอดเข้าไปใต้กางเกงของโจทก์ร่วมและกดตรงหัวเหน่าของโจทก์ร่วม ในขณะที่จำเลยตรวจรักษาโรคให้โจทก์ร่วม ซึ่งโจทก์ร่วมอยู่ในภาวะที่ไม่สามารถขัดขืนได้ เช่นนี้ ถือว่า การกระทำของจำเลยตามที่โจทก์บรรยายในฟ้องเป็นการใช้กำลังประทุษร้ายตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 1 (6) และโจทก์ร่วมอยู่ในภาวะที่ไม่สามารถขัดขืนแล้ว ฟ้องของโจทก์จึงบรรยายถึงการกระทำทั้งหลายที่อ้างว่าจำเลยได้กระทำผิด ข้อเท็จจริงและรายละเอียดที่เกี่ยวกับเวลาและสถานที่ซึ่งเกิดการกระทำนั้น ๆ อีกทั้งบุคคลหรือสิ่งของที่เกี่ยวข้องด้วยพอสมควรเท่าที่จะให้จำเลยเข้าใจข้อหาได้ดีแล้ว ส่วนที่จำเลยฎีกาว่า ฟ้องโจทก์ไม่ได้บรรยายว่าจำเลยขู่เข็ญโจทก์ร่วมอย่างไรนั้น เห็นว่า โจทก์บรรยายฟ้องกล่าวหาว่าจำเลยกระทำอนาจารโจทก์ร่วมโดยใช้กำลังประทุษร้ายและโดยโจทก์ร่วมอยู่ในภาวะที่ไม่สามารถขัดขืนได้เท่านั้น ไม่ได้กล่าวหาว่าจำเลยกระทำอนาจารโจทก์ร่วมโดยขู่เข็ญด้วยประการใด ๆ โจทก์จึงไม่จำต้องบรรยายฟ้องว่าจำเลยขู่เข็ญโจทก์ร่วมอย่างไร ฎีกาของจำเลยฟังไม่ขึ้น

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.อ. ม. 1 (6) ม. 278
ป.วิ.อ. ม. 158 (5)
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการจังหวัดนนทบุรี
โจทก์ร่วม — นางสาวรัชตา เริ่มลึก
จำเลย — นายแพทย์พงศธร สิริภานุพงศ์
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดนนทบุรี — นายสุวัตร์ สุขเกษม
ศาลอุทธรณ์ภาค 1 — นายวรงค์พร จิระภาค
ชื่อองค์คณะ
แรงรณ ปริพนธ์พจนพิสุทธิ์
ปดารณี ลัดพลี
สรรทัศน์ เอี่ยมวรชัย
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 19706/2555
#532919
เปิดฉบับเต็ม

จำเลยไม่ได้ยืนยันว่าโจทก์ร่วมทุจริต เพียงแต่สงสัยในพฤติการณ์ของโจทก์ร่วมซึ่งเป็นผู้พิพากษาในคดีที่จำเลยถูกผู้อื่นฟ้องที่มีคำสั่งให้งดชี้สองสถานกับงดสืบพยานในคดีนั้น แม้ว่าเป็นอำนาจและดุลพินิจของโจทก์ร่วม แต่ก็เป็นการใช้ดุลพินิจและอำนาจที่คลาดเคลื่อน เพราะหลังจากนั้นศาลฎีกาได้มีคำพิพากษาให้ยกคำพิพากษาของศาลชั้นต้นซึ่งโจทก์ร่วมเป็นองค์คณะ และย้อนสำนวนไปให้ศาลชั้นต้นทำการสืบพยานโจทก์และจำเลย และที่โจทก์ร่วมสั่งไม่รับอุทธรณ์ในข้อเท็จจริงนั้น ศาลอุทธรณ์ภาค 7 ก็มีคำสั่งให้รับอุทธรณ์ในข้อเท็จจริงไว้แล้ว นอกจากนี้จำเลยยื่นอุทธรณ์เมื่อวันที่ 27 เมษายน 2554 เวลา 10.50 นาฬิกา แต่โจทก์ร่วมไม่ได้สั่งอุทธรณ์ในวันดังกล่าว ต่อมาโจทก์ร่วมสั่งรับอุทธรณ์เฉพาะปัญหาข้อกฎหมายโดยประทับตรายางวันเดือนปี คือ เมษายน 2554 แต่มีการลบวันที่ซึ่งน่าจะเป็นวันที่ 27 และเขียนด้วยลายมือโจทก์ร่วมเป็นวันที่ 30 การที่จำเลยไปพบ ส. ซึ่งรับราชการในตำแหน่งอธิบดีผู้พิพากษาภาค 7 ที่โจทก์ร่วมรับราชการอยู่ในเขตอำนาจเพียงประสงค์จะให้ ส. ดูแลผู้พิพากษาในภาคให้มากกว่านี้ ไม่ได้ไปพบในลักษณะที่ว่าจะให้ตั้งกรรมการสอบสวนโจทก์ร่วม แม้ตามบันทึกเรื่องราวที่จำเลยมอบให้ ส. จะมีข้อความเกินเลยไปบ้าง แต่ก็มีลักษณะเป็นการปรับทุกข์และระบายความทุกข์กับ ส. ที่ดูแลผู้พิพากษาภายในภาค 7 การกระทำของจำเลยจึงไม่เป็นความผิดฐานดูหมิ่นเจ้าพนักงานซึ่งกระทำการตามหน้าที่หรือเพราะได้กระทำการตามหน้าที่ และดูหมิ่นศาลหรือผู้พิพากษาในการพิจารณาหรือพิพากษาคดีตาม ป.อ. มาตรา 136 และ 198

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 136, 198

ระหว่างพิจารณา นาย น. ผู้เสียหายยื่นคำร้องขอเข้าร่วมเป็นโจทก์ ศาลชั้นต้นอนุญาต

จำเลยให้การปฏิเสธ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 136, 198 การกระทำของจำเลยเป็นกรรมเดียวผิดต่อกฎหมายหลายบท ให้ลงโทษตามมาตรา 198 ซึ่งเป็นกฎหมายบทที่มีโทษหนักที่สุดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 จำคุก 2 ปี และปรับ 2,000 บาท จำเลยไม่เคยต้องโทษจำคุกมาก่อน กระทำความผิดเนื่องจากเป็นคู่ความซึ่งมีส่วนได้เสียในผลแห่งคดีอยู่ด้วย จึงเห็นสมควรให้โอกาสแก่จำเลยสักครั้ง โดยให้รอการลงโทษไว้ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 56 มีกำหนด 1 ปี จำเลยไม่ชำระค่าปรับให้จัดการตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 29, 30

โจทก์ร่วมและจำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 7 พิพากษายืน

โจทก์ร่วมและจำเลยฎีกา โดยผู้พิพากษาซึ่งพิจารณาและลงชื่อในคำพิพากษาศาลชั้นต้นอนุญาตให้ฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงรับฟังได้เป็นยุติในชั้นนี้โดยคู่ความไม่โต้แย้งคัดค้านว่า ก่อนเกิดเหตุและขณะเกิดเหตุคดีนี้ โจทก์ร่วมเป็นข้าราชการฝ่ายตุลาการศาลยุติธรรม ดำรงตำแหน่งผู้พิพากษาศาลจังหวัดสุพรรณบุรีระหว่างปี 2542 ถึง 2545 นาย ท. ได้ฟ้องจำเลยต่อศาลจังหวัดสุพรรณบุรี เรื่องที่ดิน สิทธิครอบครอง เพิกถอนคำคัดค้านการรังวัดออกโฉนดเป็นคดีแพ่งหมายเลขดำที่ 1246/2543 จำเลยให้การต่อสู้คดีและฟ้องแย้ง นาย ท.ให้การแก้ฟ้องแย้งตามภาพถ่ายคำพิพากษาคดีหมายเลขแดงที่ 252/2544 ของศาลจังหวัดสุพรรณบุรี โจทก์ร่วมได้รับมอบหมายเป็นเจ้าของสำนวนพิจารณาและพิพากษาคดีนี้โดยมีนาย ศ. ผู้พิพากษาหัวหน้าศาลจังหวัดสุพรรณบุรีเป็นองค์คณะ ในวันชี้สองสถาน คู่ความแถลงรับข้อเท็จจริงบางประการ และเห็นว่าคดีพอวินิจฉัยได้ จึงงดชี้สองสถานและงดสืบพยานโจทก์จำเลย นัดฟังคำพิพากษา จำเลยแถลงด้วยวาจาว่าไม่ควรงดชี้สองสถานและงดสืบพยานโจทก์จำเลย ขอให้บันทึกคำคัดค้านไว้ แต่โจทก์ร่วมสั่งให้แถลงเข้ามาเป็นลายลักษณ์อักษร เมื่อถึงวันนัด โจทก์ร่วมและนาย ศ.ร่วมกันพิพากษาให้จำเลยแพ้ จำเลยอุทธรณ์ทั้งข้อเท็จจริงและข้อกฎหมาย โจทก์ร่วมสั่งรับเฉพาะอุทธรณ์ข้อกฎหมายบางข้อ ส่วนข้อเท็จจริงไม่รับ จำเลยโทรศัพท์ไปหานาย ศ. เพื่อขอให้โจทก์ร่วมแก้ไขคำสั่งเป็นรับอุทธรณ์โจทก์ทุกข้อ โจทก์ร่วมไม่ยอมแก้ไขคำสั่ง นอกจากนี้ นาย ส. สามีของจำเลย ซึ่งขณะนั้นดำรงตำแหน่งรองประธานศาลอุทธรณ์ภาค 5 ได้ติดต่อทางโทรศัพท์ถึงนาย ศ. และโจทก์ร่วมขอให้แก้ไขคำสั่งด้วย โจทก์ร่วมไม่ยินยอม จำเลยอุทธรณ์คำสั่ง ศาลอุทธรณ์ภาค 7 มีคำสั่งให้รับอุทธรณ์ในข้อเท็จจริงด้วย ต่อมาโจทก์ร่วมอ่านคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 7 ให้คู่ความฟัง โดยศาลอุทธรณ์ภาค 7 พิพากษากลับให้ยกฟ้องโจทก์ (นาย ท.) และให้จำเลยชนะคดีตามฟ้องแย้ง โจทก์ (นาย ท.) ฎีกา ศาลฎีกาพิพากษายกคำพิพากษาศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ภาค 7 ให้ศาลชั้นต้นทำการสืบพยานโจทก์และพยานจำเลยแล้วพิพากษาใหม่ตามรูปคดี โดยศาลจังหวัดสุพรรณบุรีอ่านคำพิพากษาศาลฎีกาให้คู่ความฟัง อนึ่ง ข้อเท็จจริงเกี่ยวกับคดีนี้ได้ความว่า จำเลยไปพบนาย ส. ซึ่งขณะนั้นดำรงตำแหน่งอธิบดีผู้พิพากษาภาค 7 ที่สำนักงานศาลยุติธรรมประจำภาค 7 จังหวัดนครปฐม แล้วแจ้งถึงพฤติการณ์ของโจทก์ในการพิจารณาคดีข้างต้น พร้อมกับมอบบันทึกเรื่องจำเลยได้รับความเดือดร้อนจากการพิจารณาคดีของโจทก์ร่วมโดยบันทึกดังกล่าวจำเลยไม่ได้ลงลายมือชื่อ นาย ส. มีหนังสือถึงนาย ศ. ให้ตรวจสอบข้อเท็จจริงและรายงานให้ทราบ นาย ศ. มีหนังสือชี้แจงพร้อมกับแนบบันทึกการสอบข้อเท็จจริงด้วย ต่อมาโจทก์ร่วมนำเอกสารตามบันทึกการชี้แจงไปร้องทุกข์ต่อร้อยตำรวจเอก ว. พนักงานสอบสวนสถานีตำรวจภูธรอำเภอเมืองนครปฐม กล่าวหาว่าจำเลยกระทำความผิดคดีนี้ หลังจากนั้นจำเลยไปพบร้อยตำรวจเอก ว. และให้การปฏิเสธ

มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยว่า จำเลยกระทำความผิดตามที่ศาลอุทธรณ์ภาค 7 พิพากษาหรือไม่ โดยจำเลยฎีกาทำนองว่า จำเลยไม่มีเจตนากระทำความผิด โจทก์และโจทก์ร่วมมีนาย ส. เบิกความยืนยันว่า ขณะพยานรับราชการในตำแหน่งอธิบดีผู้พิพากษาภาค 7 และปฏิบัติหน้าที่ก็อยู่ที่สำนักงานศาลยุติธรรมประจำภาค 7 ซึ่งศาลจังหวัดสุพรรณบุรี ที่โจทก์ร่วมรับราชการก็อยู่ในเขตอำนาจของสำนักงานอธิบดีผู้พิพากษาภาค 7 ด้วย ได้มีจำเลยซึ่งพยานรู้จักมาพบ บอกว่ามีเรื่องไม่สบายใจอยากจะปรับทุกข์ จากนั้นจำเลยเล่าให้ฟังว่ามีคดีพิพาทกันทางแพ่งอยู่ที่ศาลจังหวัดสุพรรณบุรี โดยจำเลยตกเป็นจำเลยในคดีดังกล่าว ศาลงดสืบพยานและพิพากษาให้จำเลยแพ้คดี จำเลยยื่นอุทธรณ์ ศาลไม่รับอุทธรณ์ในข้อเท็จจริง พยานถามว่ามีเอกสารประกอบหรือไม่ จำเลยจึงมอบบันทึกให้ พยานสอบถามว่าผู้พิพากษาท่านใดเป็นเจ้าของสำนวน จำเลยแจ้งว่านาย น. จำนามสกุลไม่ได้ โดยจำเลยไม่ยอมลงลายมือชื่อในเอกสารดังกล่าว ศาลฎีกาตรวจดูบันทึกแล้ว มีข้อความว่า "เนื่องจากดิฉันได้รับความเดือดร้อนจากการกระทำของผู้พิพากษา น. ดังจะกราบเรียนดังต่อไปนี้ เมื่อวันที่ 23 มกราคม 2544 ดิฉันไปศาลจังหวัดสุพรรณบุรี ตามหมายนัดของศาลว่านัดชี้สองสถานและไกล่เกลี่ย ในคดีแพ่งหมายเลขดำที่ 1246/2543 หมายเลขแดงที่ 252/2544 ในข้อหาหรือฐานความผิดเกี่ยวกับที่ดิน สิทธิครอบครอง ในวันนั้นนาย น. ได้ถามทนายความของโจทก์ว่า โจทก์ทำไมไม่มา แล้วถามดิฉัน (ในวันนั้นดิฉันยังไม่ได้แต่งทนายเพราะคิดว่าศาลประสงค์จะไกล่เกลี่ย) ว่าตอนซื้อที่ดินแปลงพิพาทผู้ขายชี้แนวตรงคันนาใช่ไหม ดิฉันตอบว่าใช่ เพียงประโยคเดียวเท่านี้ผู้พิพากษาก็บอกว่าตัดพยานนัดฟังคำพิพากษา ดิฉันทักท้วง ศาลบอกว่าให้ทำคำแถลงเพื่อใช้ในการอุทธรณ์ เหมือนจะบอกใบ้ทนายความฝ่ายโจทก์ทราบ ศาลตัดสินให้โจทก์ชนะอย่างง่ายดายไม่ต้องเสียเวลานำพยานมาสืบ การกระทำของศาลคล้ายจะหลอกดิฉันให้เดินทางเพื่อสอบถามเพียงประโยคเดียวเท่านั้น เพราะถ้ามีเจตนาจะไกล่เกลี่ยจริงก็น่าที่จะเลื่อนไปนัดหน้า ผลของคำพิพากษาศาลตัดสินให้ดิฉันแพ้ดังที่ ท่าน น. บอกใบ้ การเขียนคำพิพากษาก็ล้วนแต่คิดเอาเองทั้งนั้น โดยไม่ได้นำพยานหลักฐานที่แนบท้ายคำให้การจำเลยและฟ้องแย้งมาประกอบการวินิจฉัย ดิฉันยื่นอุทธรณ์ แต่ผู้พิพากษา น. ไม่อยู่ วันที่ 8 พฤษภาคม 2544 ดิฉันโทรไปสอบถาม จึงทราบคำสั่งของศาล .ดิฉันพยายามติดต่อท่าน น. เพื่อขอให้ท่านสั่งให้ถูกต้อง แต่ติดต่อไม่ได้ ดิฉันจึงได้ติดต่อหัวหน้าศาลจังหวัดสุพรรณบุรีขอให้ท่านช่วยแก้ไขคำสั่งให้ถูกต้อง แต่ท่าน น. กลับพูดว่าถ้าสั่งผิดก็อุทธรณ์คำสั่ง ถ้าแก้คำสั่งให้เองเดี๋ยวจะมีคนเข้าใจผิดว่ามีการวิ่งเต้นคดี พฤติการณ์ของท่าน น. น่าสงสัยว่าฝ่ายโจทก์คงจะมาวิ่งเต้นคดีเพราะท่านเปิดโอกาสให้คู่ความติดต่อถึงตัวได้ทุกคน คู่ความสามารถวิ่งเต้นคดีได้ง่ายไม่มีใครรู้ ถ้าศาลสั่งแก้ไขแล้ว บุคคลภายนอกรู้ได้อย่างไร หรือว่าได้รับผลประโยชน์มาแล้วจึงเกรงว่าฝ่ายโจทก์จะมาร้องเรียนถ้าจะแก้ไขคำสั่งให้ถูกต้อง อีกทั้งคำพิพากษาและคำสั่งก็ล้วนแต่เอื้อประโยชน์ให้แก่ฝ่ายโจทก์จนกระทั่งไม่คำนึงถึงตัวบทกฎหมาย อีกทั้งเป็นการเพิ่มภาระให้แก่ประชาชนโดยไม่จำเป็น ทำให้ได้รับความเดือดร้อนมากเกินจำเป็น ศาลเป็นที่พึ่งสุดท้ายของประชาชน ถ้าศาลทำอย่างนี้เสียเองแล้ว ต่อไปประชาชนจะพึ่งใคร" เห็นว่า ตามบันทึกจำเลยไม่ได้ยืนยันว่าโจทก์ร่วมทุจริต เพียงแต่สงสัยในพฤติการณ์เท่านั้น ซึ่งเหตุที่ควรสงสัยได้แก่การที่โจทก์ร่วมงดชี้สองสถานกับงดสืบพยานโจทก์พยานจำเลยตามคดีแพ่งหมายเลขแดงที่ 252/2544 ของศาลจังหวัดสุพรรณบุรี ซึ่งแม้ว่าเป็นอำนาจและดุลพินิจของโจทก์ร่วม แต่ก็เป็นการใช้ดุลพินิจและอำนาจที่คลาดเคลื่อนโดยจะเห็นได้ว่า ศาลฎีกาได้มีคำพิพากษาให้ยกคำพิพากษาของศาลชั้นต้นซึ่งโจทก์ร่วมเป็นองค์คณะ กับยกคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 7 และย้อนสำนวนไปให้ศาลชั้นต้นทำการสืบพยานโจทก์และพยานจำเลย ตามคำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2567/2551 ประการที่สองได้แก่ การสั่งรับอุทธรณ์ของจำเลยเฉพาะข้อกฎหมายโดยไม่สั่งอุทธรณ์ในข้อเท็จจริง เมื่อจำเลยอุทธรณ์คำสั่ง ศาลอุทธรณ์ภาค 7 ก็มีคำสั่งให้รับอุทธรณ์ในข้อเท็จจริงด้วย ประการที่สามได้แก่ จำเลยยื่นอุทธรณ์คดีแพ่งข้างต้น เมื่อวันที่ 27 เมษายน 2544 เวลา 10.50 นาฬิกา แต่โจทก์ร่วมไม่ได้สั่งอุทธรณ์ในวันดังกล่าวและต่อมาปรากฏว่าโจทก์ร่วมสั่งรับอุทธรณ์ข้อกฎหมาย โดยมีตรายางประทับวันเดือนปี โดยเดือนและปีคือ เมษายน 2544 แต่มีการลบวันที่ (ซึ่งน่าจะเป็นวันที่ 27) และเขียนด้วยลายมือโจทก์ร่วมเป็นวันที่ 30 ซึ่งหากไม่มีการแก้วันที่แล้วอุทธรณ์คำสั่งของจำเลยซึ่งยื่นเมื่อวันที่ 14 พฤษภาคม 2544 ก็จะเกินกำหนด 15 วัน นอกจากนี้จำเลยก็ไม่ได้ลงลายมือชื่อโดยได้ความจากนาย ส. (อธิบดีผู้พิพากษาภาค 7 ขณะเกิดเหตุ) มาเบิกความเป็นพยานโจทก์และโจทก์ร่วมว่า จำเลยไปพบพยานเพียงประสงค์ว่าให้ดูแลผู้พิพากษาในภาคให้มากกว่านี้ ไม่ได้ไปพบในลักษณะที่ว่าให้ตั้งกรรมการสอบผู้พิพากษา พยานบอกให้จำเลยลงลายมือชื่อในบันทึก แต่จำเลยไม่ยอมลงลายมือชื่อ ดังนี้บ่งชี้ว่าจำเลยไม่ได้ประสงค์จะให้ตั้งกรรมการสอบสวนโจทก์ร่วม ดังที่นาย ส. ก็เบิกความตอบทนายจำเลยความถามค้านว่า บันทึกพยานต้องการให้ศาลจังหวัดสุพรรณบุรีรายงานข้อเท็จจริงให้ทราบ ไม่ใช่การตั้งกรรมการสอบสวนและเมื่อพิจารณาบันทึกทั้งหมดแล้ว แม้จะมีข้อความเกินเลยไปบ้าง แต่ก็มีลักษณะเป็นการปรับทุกข์และระบายความทุกข์กับนาย ส. ซึ่งเป็นอธิบดีผู้พิพากษาภาค 7 ที่ดูแลผู้พิพากษาภายในภาค 7 การกระทำของจำเลยดังวินิจฉัยมาแล้ว จึงไม่เป็นความผิดฐานดูหมิ่นเจ้าพนักงานซึ่งกระทำการตามหน้าที่ หรือเพราะได้กระทำการตามหน้าที่และดูหมิ่นศาลหรือผู้พิพากษาในการพิจารณาหรือพิพากษาคดีตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 136 และ 198 ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 7 พิพากษาว่าจำเลยกระทำความผิดมานั้น ศาลฎีกาไม่เห็นพ้องด้วย ฎีกาของจำเลยฟังขึ้น เมื่อวินิจฉัยดังนี้แล้ว ฎีกาของโจทก์ร่วมที่ว่าไม่ควรรอการลงโทษจำเลยจึงไม่จำต้องวินิจฉัย

พิพากษากลับ ให้ยกฟ้อง
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.อ. ม. 136 ม. 198
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการจังหวัดนครปฐม
โจทก์ร่วม — นาย น.
จำเลย — นาง อ.
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดนครปฐม — นายอร่าม หุตางกูร
ศาลอุทธรณ์ภาค 7 — นายชาติชาย อัครวิบูลย์
ชื่อองค์คณะ
กีรติ กาญจนรินทร์
ศรีอัมพร ศาลิคุปต์
ธราธร ศิลปะโอสถ
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 19673/2555
#538036
เปิดฉบับเต็ม

พ.ร.บ.ยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 มาตรา 100/2 บัญญัติให้ศาลมีอำนาจลงโทษผู้กระทำความผิดที่ได้ให้ข้อมูลที่สำคัญและเป็นประโยชน์อย่างยิ่งในการปราบปรามผู้กระทำความผิดเกี่ยวกับยาเสพติดให้โทษน้อยกว่าอัตราโทษขั้นต่ำที่กฎหมายกำหนดนั้นเพื่อสร้างแรงจูงใจให้ผู้กระทำความผิดที่ถูกจับกุมให้ข้อมูลเครือข่ายผู้กระทำความผิดที่ตนเกี่ยวข้องรู้เห็นหรือติดต่ออยู่ เพื่อประโยชน์ในการปราบปรามผู้กระทำความผิดที่เหลืออยู่ในสังคมให้หมดสิ้น เพื่อความสงบสุขของสังคม ปัญหาดังกล่าวจึงเป็นปัญหาข้อกฎหมายที่เกี่ยวกับความสงบเรียบร้อย ที่ศาลมีอำนาจยกขึ้นวินิจฉัยแม้ไม่ได้ยกขึ้นว่ากันมาแล้วในศาลชั้นต้นหรือไม่มีฝ่ายใดยกขึ้นอุทธรณ์ฎีกา แต่ต้องเป็นข้อเท็จจริงที่นำสืบไว้แล้วในศาลชั้นต้น

คำเบิกความของดาบตำรวจ อ. ผู้จับกุมและคำให้การชั้นสอบสวนของสิบตำรวจโท ค. กล่าวอ้างขึ้นลอย ๆ ว่าจำเลยให้ข้อมูลแก่เจ้าพนักงานตำรวจจนสามารถจับกุมผู้เกี่ยวข้องกับยาเสพติดได้อีก 2 ราย ไม่มีรายละเอียดของบุคคล วันเวลา สถานที่ที่จับกุมรวมทั้งยาเสพติดให้โทษหรือพยานหลักฐานในการจับกุมที่จะแสดงถึงความสัมพันธ์ระหว่างจำเลยและผู้ถูกจับกุมให้ตรวจสอบได้ว่าจำเลยได้ให้ข้อมูลเบื้องต้นเกี่ยวกับบุคคลที่เกี่ยวข้องกับการกระทำความผิดของจำเลย และไม่ปรากฏว่าจำเลยได้ให้ข้อมูลใด ๆ ที่จะเป็นประโยชน์ในการปราบปรามผู้กระทำความผิดเกี่ยวกับยาเสพติดให้โทษที่จำเลยเกี่ยวข้อง จึงฟังไม่ได้ว่าจำเลยได้ให้ข้อมูลผู้กระทำความผิดเกี่ยวกับยาเสพติดให้โทษและมีการจับกุมผู้กระทำความผิดมาดำเนินคดีอีก ๒ รายจริง

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 มาตรา 4, 7, 8, 15, 66, 100/1, 102 ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 32, 92 ริบของกลาง และเพิ่มโทษจำเลยตามกฎหมาย

จำเลยให้การปฏิเสธ แต่ก่อนสืบพยาน จำเลยขอถอนคำให้การเดิมและให้การใหม่เป็นรับสารภาพและรับว่าเป็นบุคคลคนเดียวกับจำเลยในคดีที่โจทก์ขอให้เพิ่มโทษ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 มาตรา 15 วรรคสาม (2), 66 วรรคสาม, 100/1, 102 ลงโทษจำคุกตลอดชีวิต และปรับ 1,000,000 บาท จำเลยให้การรับสารภาพเป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้กึ่งหนึ่งตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 ประกอบมาตรา 53 คงจำคุก 25 ปี และปรับ 500,000 บาท ไม่ชำระค่าปรับให้จัดการตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 29, 30 ในการกักขังแทนค่าปรับให้กักขังเป็นระยะเวลาไม่เกินสองปี ริบของกลาง คำขออื่นให้ยก

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 2 พิพากษาแก้เป็นว่า จำเลยมีความผิดตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 มาตรา 15 วรรคสาม (2), 66 วรรคสาม ประกอบมาตรา 100/2 วางโทษจำคุก 30 ปี ปรับ 600,000 บาท จำเลยให้การรับสารภาพเป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้กึ่งหนึ่งตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 78 คงจำคุก 15 ปี ปรับ 300,000 บาท ไม่ชำระค่าปรับให้จัดการตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 29, 30 โดยให้กักขังแทนค่าปรับไม่เกินหนึ่งปี นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

โจทก์และจำเลยฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาโจทก์ประการแรกมีว่า ศาลอุทธรณ์ภาค 2 มีอำนาจวินิจฉัยอุทธรณ์ของจำเลยในประเด็นว่าจำเลยให้ข้อมูลที่สำคัญและเป็นประโยชน์อย่างยิ่งในการปราบปรามผู้กระทำความผิดเกี่ยวกับยาเสพติดให้โทษต่อเจ้าพนักงานตำรวจ โดยจำเลยมิได้ยกขึ้นว่ากันมาแล้วในศาลชั้นต้นหรือไม่ เห็นว่า การที่พระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 มาตรา 100/2 บัญญัติให้ศาลมีอำนาจลงโทษผู้กระทำความผิดที่ได้ให้ข้อมูลที่สำคัญและเป็นประโยชน์อย่างยิ่งดังกล่าวน้อยกว่าอัตราโทษขั้นต่ำกว่าที่กฎหมายกำหนดนั้นเพื่อสร้างแรงจูงใจให้ผู้กระทำความผิดที่ถูกจับกุมให้ข้อมูลเครือข่ายผู้กระทำความผิดที่ตนเกี่ยวข้องรู้เห็นหรือติดต่ออยู่ เพื่อประโยชน์ในการปราบปรามผู้กระทำความผิดที่เหลืออยู่ในสังคมให้หมดสิ้น เพื่อความสงบสุขของสังคม ปัญหาดังกล่าวจึงเป็นปัญหาข้อกฎหมายที่เกี่ยวกับความสงบเรียบร้อย ที่ศาลมีอำนาจยกขึ้นวินิจฉัยแม้ไม่ได้ยกขึ้นว่ากันมาแล้วในศาลชั้นต้นหรือไม่มีฝ่ายใดยกขึ้นอุทธรณ์ฎีกา แต่ต้องเป็นข้อเท็จจริงที่นำสืบไว้แล้วในศาลชั้นต้นที่ศาลอุทธรณ์ภาค 2 วินิจฉัยให้ตามอุทธรณ์ของจำเลยนั้นชอบแล้ว ฎีกาโจทก์ที่ว่ามิใช่ปัญหาข้อกฎหมายที่เกี่ยวกับความสงบเรียบร้อย ศาลอุทธรณ์ภาค 2 ไม่มีอำนาจวินิจฉัยเพราะมิใช่ข้อที่จำเลยว่ากล่าวกันมาแล้วในศาลชั้นต้นนั้นฟังไม่ขึ้น

ปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาโจทก์ประการต่อไปมีว่า จำเลยได้ให้ข้อมูลที่สำคัญและเป็นประโยชน์อย่างยิ่งในการปราบปรามผู้กระทำความผิดเกี่ยวกับยาเสพติดให้โทษหรือไม่ ปัญหานี้เห็นสมควรวินิจฉัยเสียก่อนว่าจำเลยได้ให้ข้อมูลผู้กระทำความผิดเกี่ยวกับยาเสพติดให้โทษและมีการจับกุมผู้กระทำความผิดดังกล่าว มาดำเนินคดีอีก 2 รายหรือไม่ ข้อนี้จำเลยอุทธรณ์อ้างคำเบิกความของดาบตำรวจโอภาส ผู้จับกุมที่เบิกความตอบคำถามค้านทนายจำเลย และคำให้การชั้นสอบสวนของสิบตำรวจโทครรชิต ผู้ร่วมจับกุม เป็นพยานว่า จำเลยได้ให้ข้อมูลดังกล่าวต่อเจ้าพนักงาน แต่ทั้งคำเบิกความของดาบตำรวจโอภาสและคำให้การชั้นสอบสวนของสิบตำรวจโทครรชิตต่างมีลักษณะเป็นพยานบอกเล่าไม่ได้รับทราบจากจำเลยด้วยตนเอง หรือมีส่วนร่วมจับกุมผู้กระทำความผิดตามที่จำเลยให้ข้อมูล คำเบิกความและคำให้การชั้นสอบสวนดังกล่าวกล่าวอ้างขึ้นลอย ๆ ว่าจำเลยให้ข้อมูลแก่เจ้าพนักงานตำรวจจนสามารถจับกุมผู้เกี่ยวข้องกับยาเสพติดได้อีก 2 ราย ไม่มีรายละเอียดของบุคคล วันเวลาสถานที่ที่จับกุมรวมทั้งยาเสพติดให้โทษหรือพยานหลักฐานในการจับกุมที่จะแสดงถึงความสัมพันธ์ระหว่างจำเลยและผู้ถูกจับกุมให้ตรวจสอบได้ ตามบันทึกการจับกุม ก็ไม่ปรากฏข้อความหรือข้อมูลใด ๆ ที่จะแสดงให้เห็นว่าจำเลยได้ให้ข้อมูลเบื้องต้นเกี่ยวกับบุคคลที่เกี่ยวข้องกับการกระทำความผิดของจำเลย ตามสำเนาคำให้การชั้นสอบสวนของจำเลยที่พนักงานสอบสวนส่งศาลประกอบการไต่สวนฝากขังครั้งที่ 1 ก็ไม่ปรากฏว่าจำเลยได้ให้ข้อมูลใด ๆ ที่จะเป็นประโยชน์ในการปราบปรามผู้กระทำความผิดเกี่ยวกับยาเสพติดให้โทษที่จำเลยเกี่ยวข้อง พยานหลักฐานในสำนวนยังฟังไม่ได้ว่าจำเลยได้ให้ข้อมูลผู้กระทำความผิดเกี่ยวกับยาเสพติดให้โทษและมีการจับกุมผู้กระทำความผิดมาดำเนินคดีอีก 2 รายจริง จึงไม่จำต้องวินิจฉัยฎีกาโจทก์ว่าข้อมูลที่ดังกล่าวเป็นข้อมูลที่สำคัญและเป็นประโยชน์อย่างยิ่งในการปราบปรามผู้กระทำความผิดเกี่ยวกับยาเสพติดให้โทษหรือไม่ รวมทั้งไม่จำต้องวินิจฉัยฎีกาของจำเลยที่ขอให้ลงโทษจำเลยน้อยกว่าอัตราโทษขั้นต่ำของกฎหมายที่ศาลอุทธรณ์ภาค 2 กำหนดเพราะเหตุดังกล่าวอีกต่อไป

พิพากษาแก้เป็นว่า ให้บังคับคดีไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.ยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 ม. 100/2
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการจังหวัดจันทบุรี
จำเลย — นายธนกฤตหรือกฤษติเกียรติ เฮงประเสริฐ
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดจันทบุรี — นายนพดล ไกษร
ศาลอุทธรณ์ภาค 2 — นายภพพิสิษฐ สุขะพิสิษฐ์
ชื่อองค์คณะ
เสรี เพศประเสริฐ
พิศล พิรุณ
กฤษฎิ์จิรัฐ คุณาจิรภรณ์
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 19672/2555
#532999
เปิดฉบับเต็ม

แม้บันทึกคำรับสารภาพจำเลยกระทำขึ้นเนื่องจากจำเลยถูกจับในคดีอื่น แต่ในบันทึกนั้นจำเลยก็ได้กล่าวถึงการที่จำเลยใช้อาวุธปืนยิงผู้ตาย อันมีลักษณะเป็นถ้อยคำรับสารภาพว่า จำเลยผู้ถูกจับกุมได้กระทำความผิด จึงต้องห้ามมิให้รับฟังเป็นพยานหลักฐานตาม ป.วิ.อ. มาตรา 84 วรรคท้าย

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามพระราชบัญญัติอาวุธปืนเครื่องกระสุนปืน วัตถุระเบิด ดอกไม้เพลิง และสิ่งเทียมอาวุธปืน พ.ศ.2490 มาตรา 7, 8 ทวิ, 72, 72 ทวิ ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 371, 289, 288, 91, 80, 58, 33, 32 ริบปลอกกระสุนปืนของกลาง และบวกโทษจำคุกของจำเลยในคดีอาญาหมายเลขแดงที่ 213/2551 ของศาลจังหวัดสระแก้ว เข้ากับโทษของจำเลยในคดีนี้และนับโทษจำเลยในคดีนี้ต่อจากโทษของจำเลยในคดีอาญาหมายเลขดำที่ 4746/2551 และ 6190/2551 ของศาลชั้นต้น

จำเลยให้การปฏิเสธ แต่รับว่าเป็นบุคคลคนเดียวกับจำเลยในคดีที่โจทก์ขอให้บวกโทษและนับโทษต่อ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามพระราชบัญญัติอาวุธปืน เครื่องกระสุนปืน วัตถุระเบิด ดอกไม้เพลิง และสิ่งเทียมอาวุธปืน พ.ศ.2490 มาตรา 7, 72 วรรคสาม, 8 ทวิ วรรคหนึ่ง, 72 ทวิ วรรคสอง ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 289 (4), 288 ประกอบมาตรา 80, 371 เป็นความผิดหลายกรรมต่างกัน ให้ลงโทษทุกกรรมเป็นกระทงความผิดไปตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 ฐานมีอาวุธปืนมีทะเบียนของผู้อื่นซึ่งได้รับใบอนุญาตให้มีและใช้ตามกฎหมาย จำคุก 6 เดือน ความผิดตามพระราชบัญญัติอาวุธปืนฯ มาตรา 8 ทวิ วรรคหนึ่ง, 72 ทวิ วรรคสอง และประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 371 เป็นกรรมเดียวเป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบทลงโทษตามพระราชบัญญัติอาวุธปืนฯ มาตรา 72 ทวิ วรรคสอง ซึ่งเป็นบทที่มีโทษหนักที่สุดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 จำคุก 6 เดือน ฐานฆ่าผู้อื่นโดยไตร่ตรองไว้ก่อนกับฐานพยายามฆ่าผู้อื่นลงโทษฐานฆ่าผู้อื่นโดยไตร่ตรองไว้ก่อนซึ่งเป็นบทที่มีโทษหนักที่สุดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 ให้ประหารชีวิต คำให้การรับสารภาพในชั้นสอบสวนของจำเลยเป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้กระทงละหนึ่งในสามตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คงลงโทษฐานมีอาวุธปืนมีทะเบียนของผู้อื่นซึ่งได้รับใบอนุญาตให้มีและใช้ตามกฎหมาย จำคุก 4 เดือน ฐานพาอาวุธปืนไปในเมือง หมู่บ้าน และทางสาธารณะโดยไม่ได้รับใบอนุญาต จำคุก 4 เดือน ฐานฆ่าผู้อื่นโดยไตร่ตรองไว้ก่อน เมื่อลดโทษให้หนึ่งในสามแล้วคงจำคุกตลอดชีวิต ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 52 (1) เมื่อรวมโทษทุกกระทงแล้วคงให้จำคุกจำเลยตลอดชีวิต ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 (3) ริบปลอกกระสุนปืนของกลาง นับโทษจำเลยในคดีนี้ต่อจากโทษของจำเลยในคดีอาญาหมายเลขแดงที่ 2288/2552 ของศาลชั้นต้น ส่วนคดีอาญาหมายเลขแดงที่ 2040/2552 ของศาลชั้นต้น มีคำพิพากษายกฟ้อง จึงไม่อาจนับโทษต่อได้ และคดีนี้ศาลมีคำพิพากษาจำคุกจำเลยตลอดชีวิต จึงไม่อาจบวกโทษได้ ให้ยกคำขอ

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 7 พิพากษายืน

จำเลยฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงรับฟังได้ว่า มีคนร้ายใช้อาวุธปืนออโตเมติก ขนาด 9 มม. ยิงนายฉัตรชัย ผู้ตาย และนางนพวรรณ ผู้เสียหาย กระสุนปืนถูกผู้ตายและผู้เสียหายหลายนัดเป็นเหตุให้ผู้ตายถึงแก่ความตายและผู้เสียหายได้รับอันตรายสาหัส สำหรับความผิดฐานมีอาวุธปืนมีทะเบียนของผู้อื่นซึ่งได้รับใบอนุญาตให้มีและใช้ตามกฎหมาย และความผิดฐานพาอาวุธปืนไปโดยไม่ได้รับใบอนุญาต ศาลอุทธรณ์ภาค 7 พิพากษายืนตามศาลชั้นต้นและให้ลงโทษจำคุกจำเลยกระทงละไม่เกินห้าปี จึงต้องห้ามมิให้จำเลยฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริงตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 218 วรรคหนึ่ง ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัย

มีปัญหาวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยว่า ศาลจะรับฟังบันทึกคำรับสารภาพได้หรือไม่ เห็นว่า แม้บันทึกดังกล่าวจำเลยกระทำขึ้นเนื่องจากจำเลยถูกจับในคดีอื่น แต่ในบันทึกจำเลยได้กล่าวถึงการที่จำเลยใช้อาวุธปืนยิงผู้ตาย อันมีลักษณะเป็นถ้อยคำรับสารภาพว่าจำเลยผู้ถูกจับกุมได้กระทำความผิดจึงห้ามมิให้รับฟังเป็นพยานหลักฐานตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญามาตรา 84 วรรคท้าย ฎีกาของจำเลยข้อนี้ฟังขึ้น

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.อ. ม. 288 ม. 289
ป.วิ.อ. ม. 84 วรรคท้าย
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการจังหวัดสมุทรสาคร
จำเลย — นายอุทัยหรือโก๋น แสงเกตุ
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดสมุทรสาคร — นายสมชาย จันทร์นาค
ศาลอุทธรณ์ภาค 7 — นายกึกก้อง สมเกียรติเจริญ
ชื่อองค์คณะ
สบโชค สุขารมณ์
พฤษภา พนมยันตร์
อธิป จิตต์สำเริง
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 19513 -ที่ 19514/2555
#541507
เปิดฉบับเต็ม

พฤติการณ์ที่จำเลยที่ 2 กับพวกตระเตรียมอาวุธปืนมาแก้แค้นทำร้าย บ. พวกของโจทก์ร่วม แต่เมื่อไม่พบ บ. ก็ไปสอบถามและนำโจทก์ร่วมนั่งรถกระบะให้พาไปตามหา บ. โดยขับรถจากเขตเทศบาลเมืองสุราษฎร์ธานีไปถึงอำเภอเคียนซา แล้วย้อนกลับมาตามถนนสายกระบี่ - ขนอม เป็นเวลาหลายชั่วโมง ครั้นไม่พบ บ. จึงขับไปหยุดรถบนสะพานข้ามแม่น้ำตาปี หลังจากนั้นจำเลยทั้งสองกับพวกทั้งหมดก็ลงจากรถและพาโจทก์ร่วมไปยังท้ายรถให้จำเลยที่ 2 กับพวกอีก 2 คน ใช้อาวุธปืนยิงโจทก์ร่วมคนละนัดติดต่อกันรวม 3 นัด แล้วร่วมกันจับโจทก์ร่วมโยนทิ้งลงในแม่น้ำตาปีเช่นนี้ แม้ทางนำสืบของโจทก์และโจทก์ร่วมจะไม่ได้ความว่ามีการตกลงสมคบกันวางแผนล่วงหน้าที่จะฆ่าโจทก์ร่วมมาก่อน แต่การทำร้ายโจทก์ร่วมก็เห็นได้ว่ามิได้เกิดขึ้นจากโทสะที่พลุ่งขึ้นเฉพาะหน้าแล้วทำร้ายในทันทีทันใด แต่น่าจะเป็นการเกิดโทสะขึ้นก่อนจากการที่โจทก์ร่วมไม่บอกที่อยู่และไม่สามารถพาไปตามหา บ. ได้ จึงเกิดความคิดร่วมกันที่จะทำร้ายและฆ่าโจทก์ร่วมขึ้นในภายหลัง ซึ่งเป็นเหตุการณ์ที่จำเลยทั้งสองกับพวกจะต้องใช้เวลาไตร่ตรองและตัดสินใจอยู่เป็นเวลานานในการตกลงใจกระทำผิดในครั้งนี้ จึงเป็นการกระทำโดยไตร่ตรองไว้ก่อนตาม ป.อ. มาตรา 289 (4)

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
คดีทั้งสองสำนวนนี้ ศาลชั้นต้นพิจารณาและพิพากษารวมกัน โดยให้เรียกจำเลยในสำนวนแรกว่า จำเลยที่ 1 และเรียกจำเลยในสำนวนหลังว่า จำเลยที่ 2 ตามลำดับ

โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยทั้งสองตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 32, 80, 83, 91, 289 (4), 310, 371 พระราชบัญญัติอาวุธปืน เครื่องกระสุนปืน วัตถุระเบิด ดอกไม้เพลิง และสิ่งเทียมอาวุธปืน พ.ศ.2490 มาตรา 7, 8 ทวิ, 72, 72 ทวิ และริบของกลาง

จำเลยทั้งสองให้การปฏิเสธ

ระหว่างพิจารณา นายชัยพร ผู้เสียหาย ยื่นคำร้องขอเข้าร่วมเป็นโจทก์ ศาลชั้นต้นอนุญาตเฉพาะข้อหาความผิดต่อชีวิตและความผิดต่อเสรีภาพ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยทั้งสองมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 289 (4) ประกอบมาตรา 80, 310 (ที่ถูก มาตรา 310 วรรคแรก), 371 พระราชบัญญัติอาวุธปืน เครื่องกระสุนปืน วัตถุระเบิด ดอกไม้เพลิง และสิ่งเทียมอาวุธปืน พ.ศ.2490 มาตรา 7, 8 ทวิ วรรคหนึ่ง, 72 วรรคสาม, 72 ทวิ วรรคสอง ประกอบประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83 เป็นความผิดหลายกรรมต่างกัน ให้ลงโทษทุกกรรมเป็นกระทงความผิดไปตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 ฐานร่วมกันพยายามฆ่าผู้อื่นโดยไตร่ตรองไว้ก่อนและฐานร่วมกันหน่วงเหนี่ยวกักขังผู้อื่นเป็นการกระทำกรรมเดียวเป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบท ลงโทษฐานร่วมกันพยายามฆ่าผู้อื่นโดยไตร่ตรองไว้ก่อน ซึ่งเป็นกฎหมายบทที่มีโทษหนักที่สุดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 จำคุกจำเลยทั้งสองตลอดชีวิต ฐานร่วมกันมีอาวุธปืนที่เป็นของผู้อื่นซึ่งได้รับใบอนุญาตให้มีและใช้ตามกฎหมายโดยไม่ได้รับใบอนุญาต จำคุกคนละ 6 เดือน ฐานร่วมกันพาอาวุธปืนติดตัวไปในเมือง หมู่บ้านหรือทางสาธารณะโดยไม่ได้รับใบอนุญาตและโดยไม่มีเหตุสมควร เป็นการกระทำกรรมเดียวเป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบท ให้ลงโทษตามพระราชบัญญัติอาวุธปืน เครื่องกระสุนปืน วัตถุระเบิด ดอกไม้เพลิง และสิ่งเทียมอาวุธปืน พ.ศ.2490 ซึ่งเป็นกฎหมายบทที่มีโทษหนักที่สุดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 จำคุก 6 เดือน เมื่อลงโทษฐานร่วมกันพยายามฆ่าผู้อื่นโดยไตร่ตรองไว้ก่อน จำคุกจำเลยทั้งสองตลอดชีวิตแล้ว จึงไม่อาจนำโทษจำคุกฐานร่วมกันมีและพาอาวุธปืนมารวมได้อีก คงให้จำคุกจำเลยทั้งสองตลอดชีวิตสถานเดียว และริบของกลาง

จำเลยทั้งสองอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 8 พิพากษาแก้เป็นว่า ให้ยกฟ้องโจทก์สำหรับข้อหาความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 371 ในส่วนของจำเลยที่ 2 นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

จำเลยทั้งสองฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงเบื้องต้นรับฟังได้ว่า ในวันเวลาและสถานที่เกิดเหตุตามฟ้อง มีคนร้าย 6 ถึง 7 คน ร่วมกันใช้อาวุธปืนลูกซองสั้น 3 กระบอก จี้บังคับพาโจทก์ร่วมขึ้นรถกระบะขับไปตามถนนสายต่าง ๆ เป็นเวลาหลายชั่วโมง แล้วนำโจทก์ร่วมลงจากรถบนสะพานข้ามแม่น้ำตาปี ร่วมกันใช้อาวุธปืนดังกล่าวยิงโจทก์ร่วม 3 นัด กระสุนปืนถูกโจทก์ร่วมบริเวณสันหลัง ราวนมซ้าย รักแร้ซ้าย รักแร้ขวา ทรวงอกขวาและใบหน้า เป็นเหตุให้โจทก์ร่วมได้รับอันตรายสาหัสต้องป่วยเจ็บด้วยอาการทุกขเวทนา และจนประกอบกรณียกิจตามปกติไม่ได้เกินกว่ายี่สิบวัน

มีปัญหาวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยทั้งสองว่า จำเลยทั้งสองเป็นคนร้ายที่ร่วมกระทำความผิดดังที่ศาลอุทธรณ์ภาค 8 พิพากษาหรือไม่ สำหรับความผิดฐานร่วมกันมีอาวุธปืนที่เป็นของผู้อื่นซึ่งได้รับใบอนุญาตให้มีและใช้ตามกฎหมายโดยไม่ได้รับใบอนุญาต และฐานร่วมกันพาอาวุธปืนติดตัวไปในเมือง หมู่บ้านหรือทางสาธารณะโดยไม่ได้รับใบอนุญาตและโดยไม่มีเหตุสมควร ศาลอุทธรณ์ภาค 8 พิพากษายืนตามศาลชั้นต้นให้ลงโทษจำคุกจำเลยทั้งสองกระทงละไม่เกินห้าปี จึงต้องห้ามมิให้คู่ความฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริงตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 218 วรรคหนึ่ง ศาลฎีกาจึงไม่รับวินิจฉัยในความผิดทั้งสองฐานนี้อีก คดีคงมีปัญหาต้องวินิจฉัยเพียงว่า จำเลยทั้งสองร่วมกันกระทำผิดฐานพยายามฆ่าโจทก์ร่วมโดยไตร่ตรองไว้ก่อนหรือไม่ โจทก์ร่วมเบิกความได้ข้อเท็จจริงที่เชื่อมโยงเป็นลำดับเหตุการณ์มาโดยตลอดตั้งแต่ต้นจนจบ ยากที่จะแต่งเรื่องราวขึ้นมาเองเพื่อเบิกความได้ แม้ขณะเกิดเหตุจะเป็นเวลากลางคืน แต่ก็ได้ความจากโจทก์ร่วมว่าบริเวณหน้าห้องเช่าที่เกิดเหตุมีหลอดไฟฟ้าแบบฟลูออเรสเซนต์หลอดยาวติดอยู่ที่เสาไฟฟ้าประมาณ 4 ถึง 5 ต้น ซึ่งแต่ละต้นห่างกันประมาณ 3.5 ถึง 4 เมตร ส่องสว่างทำให้สามารถมองเห็นกันได้ชัดเจน โดยเฉพาะโจทก์ร่วมรู้จักคุ้นเคยกับจำเลยที่ 2 มาก่อน ทั้งโจทก์ร่วมเคยไปคุยกับจำเลยที่ 2 ที่บ้านเช่าและในคืนเกิดเหตุโจทก์ร่วมก็ได้เดินเข้าไปพูดคุยสอบถามจำเลยที่ 2 ถึงเหตุที่มารอพบโจทก์ร่วม จึงมีโอกาสเห็นหน้าของจำเลยที่ 2 ได้อย่างใกล้ชิด เชื่อว่าโจทก์ร่วมสามารถมองเห็นและจดจำจำเลยที่ 2 ได้ตั้งแต่ขณะนั้นแล้ว ประกอบกับในเวลาต่อมาโจทก์ร่วมก็ถูกจำเลยที่ 2 ใช้อาวุธปืนจี้บังคับให้ขึ้นรถกระบะและขับพาไปถนนต่าง ๆ เป็นเวลานานหลายชั่วโมง ทั้งได้พูดสอบถามและข่มขู่บังคับรวมทั้งชกต่อยทำร้ายโจทก์ร่วมอยู่ภายในรถจนไปถึงสะพานข้ามแม่น้ำตาปีสถานที่เกิดเหตุ หลังสุดจำเลยที่ 2 ก็เป็นผู้นำโจทก์ร่วมลงจากรถแล้วใช้อาวุธปืนยิงโจทก์ร่วมเป็นคนแรก จึงไม่มีเหตุให้สงสัยว่า โจทก์ร่วมจะจำจำเลยที่ 2 ไม่ได้หรือจำผิดตัว ส่วนจำเลยที่ 1 นั้น โจทก์ร่วมก็เคยเห็นหน้ามาก่อนเพราะเรียนอยู่วิทยาลัยเดียวกัน ในคืนเกิดเหตุขณะที่อยู่บริเวณหน้าตึกแถวห้องเช่าของโจทก์ร่วม จำเลยที่ 1 ก็แยกไปยืนอยู่ที่ข้างประตูรถด้านคนขับเพียงคนเดียว ย่อมทำให้เป็นจุดสนใจของโจทก์ร่วม ทั้งจำเลยที่ 1 ก็เป็นผู้ทำหน้าที่ขับรถตลอดการเดินทางและนั่งอยู่ที่เบาะคนขับตรงหน้าที่โจทก์ร่วมนั่งอยู่เป็นเวลานานหลายชั่วโมง และยังเป็นผู้ที่คอยสอบถามโจทก์ร่วมถึงบ้านของนายเบิร์ดเป็นบางครั้งด้วย โจทก์ร่วมย่อมจะจดจำลักษณะท่าทาง รูปร่างรวมทั้งน้ำเสียงได้และย่อมจะมีโอกาสเห็นหน้าของจำเลยที่ 1 บ้างในขณะที่หันมาสอบถามโจทก์ร่วม เชื่อว่าโจทก์ร่วมจำจำเลยที่ 1 ได้ด้วย ข้อที่จำเลยทั้งสองฎีกาว่า ที่โจทก์ร่วมอ้างว่าสามารถจดจำจำเลยทั้งสองได้ แต่กลับจดจำคนร้ายอื่นอีกประมาณ 5 คน ไม่ได้ ทั้งที่บุคคลทั้งเจ็ดต่างก็อยู่กับโจทก์ร่วมในระยะเวลาและสภาวะแวดล้อมเดียวกัน พยานโจทก์และโจทก์ร่วมจึงเป็นพิรุธให้น่าสงสัยนั้น เห็นว่า โจทก์ร่วมรู้จักกับจำเลยที่ 2 และเคยเห็นหน้าจำเลยที่ 1 มาก่อนเพราะเรียนอยู่วิทยาลัยเดียวกัน ย่อมจะต้องคุ้นเคยและสามารถที่จะจดจำลักษณะท่าทางและรูปร่างของจำเลยทั้งสองได้มากกว่าคนร้ายอื่นที่โจทก์ร่วมไม่รู้จักหรือไม่เคยเห็นหน้ามาก่อน ประกอบกับจำเลยที่ 2 ก็แสดงตัวเป็นหัวหน้ากลุ่มที่มีส่วนกระทำต่อโจทก์ร่วมมากที่สุด ส่วนจำเลยที่ 1 เป็นผู้ทำหน้าที่ขับรถตลอดการเดินทาง ทั้งยังสอบถามโจทก์ร่วมในบางเวลาด้วย จำเลยทั้งสองย่อมเป็นจุดสนใจของโจทก์ร่วมในอันที่จะทำให้โจทก์ร่วมให้ความสนใจมากกว่าคนอื่น การที่โจทก์ร่วมเบิกความยืนยันว่าจำจำเลยทั้งสองได้จึงสมเหตุสมผล ไม่เป็นพิรุธแก่พยานโจทก์และโจทก์ร่วมดังที่จำเลยทั้งสองฎีกาแต่อย่างใด พยานหลักฐานโจทก์และโจทก์ร่วมยังคงมีน้ำหนักมั่นคงรับฟังได้โดยปราศจากสงสัยว่า จำเลยที่ 2 เป็นคนร้ายที่ร่วมใช้อาวุธปืนยิงโจทก์ร่วมจริง จากพฤติการณ์ที่จำเลยที่ 2 ร่วมกับคนร้ายอื่นใช้ปืนซึ่งเป็นอาวุธที่มีอานุภาพร้ายแรงจ่อยิงโจทก์ร่วมที่ราวนมซ้ายกับรักแร้ โจทก์ร่วมตกใจวิ่งไปทางท้ายรถก็ถูกคนร้ายอีกคนหนึ่งล็อกคอและใช้ปืนยิงที่ด้านหลังบริเวณสะบักด้านซ้ายอีก 1 นัด และเมื่อโจทก์ร่วมล้มลงก็ถูกคนร้ายอีกคนหนึ่งใช้ปืนยิงที่ใบหน้าจนมีบาดแผลถูกยิงหลายแห่งได้รับอันตรายสาหัส เสียเลือดมากและต้องรักษาตัวไม่น้อยกว่า 3 สัปดาห์เช่นนี้ ถือได้ว่าจำเลยที่ 2 กับพวกมีเจตนาฆ่าโจทก์ร่วม เมื่อโจทก์ร่วมไม่ถึงแก่ความตายเพราะแพทย์ผ่าตัดรักษาได้ทันท่วงที การกระทำของจำเลยที่ 2 จึงเป็นความผิดฐานร่วมกันพยายามฆ่าโจทก์ร่วม ส่วนจำเลยที่ 1 ข้อเท็จจริงฟังได้ว่า เป็นผู้มีเหตุทะเลาะวิวาทกับนายเบิร์ดพวกของโจทก์ร่วมเองโดยตรงจนโจทก์ร่วมต้องช่วยไกล่เกลี่ยแต่ไม่สำเร็จ และก่อนเกิดเหตุนายเบิร์ดก็มีเรื่องชกต่อยกับจำเลยที่ 1 อีก พฤติการณ์ที่จำเลยที่ 1 พาจำเลยที่ 2 กับพวกอีกหลายคนมาตามหานายเบิร์ดแต่ไม่พบ จึงพากันมาสอบถามโจทก์ร่วมและพาโจทก์ร่วมออกตามหานายเบิร์ดโดยจำเลยที่ 1 เป็นผู้ทำหน้าที่ขับรถตลอดเส้นทาง และเมื่อไม่พบนายเบิร์ดจำเลยที่ 1 ก็จอดรถให้พวกพาโจทก์ร่วมลงจากรถรุมยิงทำร้ายและจับโจทก์ร่วมโยนทิ้งลงในแม่น้ำตาปีเช่นนี้ย่อมมีเหตุผลบ่งชี้ชัดว่า จำเลยที่ 1 เป็นตัวการร่วมกระทำผิดกับจำเลยที่ 2 และพวกโดยการแบ่งหน้าที่กันทำแล้ว นอกจากนี้ตามพฤติการณ์ที่จำเลยทั้งสองกับพวกตระเตรียมอาวุธปืนมาเพื่อแก้แค้นทำร้ายนายเบิร์ดพวกของโจทก์ร่วม แต่เมื่อไม่พบนายเบิร์ดก็ไปสอบถามและนำโจทก์ร่วมนั่งรถกระบะให้พาไปตามหานายเบิร์ดโดยขับรถจากเขตเทศบาลเมืองสุราษฎร์ธานีไปถึงอำเภอเคียนซา แล้วย้อนกลับมาตามถนนสายกระบี่ - ขนอม เป็นเวลานานหลายชั่วโมง ครั้นไม่พบนายเบิร์ดจึงขับไปหยุดรถบนสะพานข้ามแม่น้ำตาปี หลังจากนั้นจำเลยทั้งสองกับพวกทั้งหมดก็ลงจากรถและพาโจทก์ร่วมไปยังท้ายรถให้จำเลยที่ 2 กับพวกอีก 2 คน ใช้อาวุธปืนยิงโจทก์ร่วมคนละนัดติดต่อกันรวม 3 นัด แล้วช่วยกันจับโจทก์ร่วมโยนทิ้งลงในแม่น้ำตาปี เช่นนี้ แม้ทางนำสืบของโจทก์และโจทก์ร่วมจะไม่ได้ความว่ามีการตกลงสมคบกันวางแผนล่วงหน้าที่จะฆ่าโจทก์ร่วมมาก่อน แต่การทำร้ายโจทก์ร่วมก็เห็นได้ชัดว่ามิได้เกิดจากโทสะที่พลุ่งขึ้นเฉพาะหน้าแล้วทำร้ายในทันทีทันใด แต่น่าจะเป็นการเกิดโทสะขึ้นก่อนจากการที่โจทก์ร่วมไม่บอกที่อยู่และไม่สามารถพาไปตามหานายเบิร์ดได้ จึงเกิดความคิดร่วมกันที่จะทำร้ายและฆ่าโจทก์ร่วมขึ้นในภายหลัง ซึ่งเป็นเหตุการณ์ที่จำเลยทั้งสองกับพวกจะต้องใช้เวลาคิดไตร่ตรองและตัดสินใจอยู่เป็นเวลานานในการตกลงใจกระทำผิดในครั้งนี้ จึงเป็นการกระทำโดยไตร่ตรองไว้ก่อน ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 289 (4) ที่จำเลยทั้งสองนำสืบต่อสู้โดยอ้างฐานที่อยู่นั้นไม่มีน้ำหนักรับฟังหักล้างพยานหลักฐานของโจทก์และโจทก์ร่วมได้ ส่วนที่จำเลยที่ 1 ฎีกาทำนองว่าโจทก์และโจทก์ร่วมไม่มีพยานมาสืบให้เห็นได้ว่าจำเลยที่ 1 มีส่วนร่วมกระทำการหนึ่งการใดอันจะถือเป็นการร่วมมือกระทำความผิด และไม่มีเหตุอันควรเชื่อได้ว่าจะมีการวางแผนทำร้ายหรือฆ่าโจทก์ร่วมมาก่อนนั้นไม่มีเหตุผลพอที่จะรับฟังเพื่อหักล้างข้อวินิจฉัยดังกล่าวข้างต้นได้ ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 8 พิพากษาลงโทษจำเลยทั้งสองมา ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาของจำเลยทั้งสองฟังไม่ขึ้น

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.อ. ม. 83 ม. 289 (4)
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการจังหวัดสุราษฎร์ธานี
โจทก์ร่วม — นายชัยพร นุ่นสวัสดิ์
จำเลย — นายพนิตหรือเดีย ศรีลาเทพย์ กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดสุราษฎร์ธานี — นายวีรัช วรรธนะวงษา
ศาลอุทธรณ์ภาค 8 — นายบุญสิทธิ์ คงสุวรรณ
ชื่อองค์คณะ
พิสิฐ ฐิติภัค
วีระพล ตั้งสุวรรณ
สุนทร ทรงฤกษ์
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 19467/2555
#544515
เปิดฉบับเต็ม

สัญญาค้ำประกัน ข้อ 6 ระบุใจความสำคัญว่า โจทก์สัญญาจะฝากเงินประเภทออมทรัพย์กับจำเลยเป็นเวลาไม่น้อยกว่า 1 ปี เพื่อเป็นประกันการชำระหนี้ของผู้กู้ทุกรายเป็นจำนวนเงินในอัตราร้อยละ 5 ของต้นเงินที่ผู้กู้แต่ละรายกู้ไปจากจำเลย และโจทก์มอบให้จำเลยหักเงินจำนวนหนี้เพื่อชำระหนี้เมื่อผู้กู้รายหนึ่งรายใดหรือทั้งหมดทุกรายผิดสัญญากับจำเลยเป็นคราว ๆ ไปโดยไม่ต้องบอกกล่าวล่วงหน้า การนับระยะเวลาค้ำประกันให้นับระยะเวลาตามวันทำนิติกรรมของผู้กู้แต่ละราย ประกอบกับทางปฏิบัติที่จำเลยอนุมัติให้โจทก์เบิกเงินฝากค้ำประกันที่เลยกำหนด 1 ปี รวม 3 ครั้ง โจทก์ยินยอมให้จำเลยกันเงินไว้ทั้ง 3 ครั้ง สำหรับผู้กู้ที่ค้างชำระหนี้จำเลย แสดงให้เห็นว่าข้อสัญญาดังกล่าวเป็นเพียงข้อสัญญาในทางฝากเงินเพื่อเป็นประกันหนี้ในระยะเวลาขั้นต่ำ 1 ปี แต่ระยะเวลาขั้นสูงไม่ได้กำหนดไว้เท่านั้น จึงมิใช่การค้ำประกันจำกัดระยะเวลาความรับผิดไว้เพียง 1 ปี นับแต่วันทำสัญญากู้ของลูกค้าแต่ละราย

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยชำระเงิน 1,408,288.20 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงิน 1,349,200.68 บาท นับถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์

จำเลยให้การขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง ค่าฤชาธรรมเนียมให้เป็นพับ

โจทก์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษากลับ ให้จำเลยคืนเงินฝากค้ำประกัน 910,100 บาท แก่โจทก์ กับให้จำเลยชำระค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสองศาลแทนโจทก์ โดยกำหนดค่าทนายความรวม 20,000 บาท

จำเลยฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงรับฟังว่า โจทก์เป็นนิติบุคคลประเภทบริษัทจำกัด ประกอบกิจการก่อสร้างอาคารชุดโครงการบ้านระเบียงจันทร์ จำเลยเป็นนิติบุคคลและเป็นสถาบันการเงินที่ให้การสนับสนุนทางการเงินแก่โครงการของโจทก์ โดยให้ผู้ที่ซื้อที่ดินและอาคารในโครงการของโจทก์กู้เงินจากจำเลยเพื่อชำระค่าซื้อขายให้แก่โจทก์ เพื่อเป็นประกันการชำระหนี้โจทก์ต้องฝากเงินเข้าบัญชีเงินฝากออมทรัพย์เลขที่ 79 - 11 - 00720 - 2 เป็นจำนวนเงินในอัตราร้อยละ 5 ของต้นเงินที่ผู้กู้แต่ละรายกู้ไปจากจำเลยเป็นเวลาไม่น้อยกว่า 1 ปี หากผู้กู้รายหนึ่งรายใดหรือทุกคนผิดนัดไม่ชำระหนี้ให้แก่จำเลยงวดใดงวดหนึ่ง จำเลยมีสิทธิหักเงินจากบัญชีเงินฝากออมทรัพย์ของโจทก์ชำระหนี้ได้ ตามหนังสือสัญญาค้ำประกัน ลูกค้าในโครงการของโจทก์กู้เงินจากจำเลยรวม 48 ราย เป็นเงิน 86,892,000 บาท คิดเป็นเงินฝากที่ค้ำประกัน 4,344,600 บาท เมื่อครบกำหนดระยะเวลาค้ำประกัน โจทก์ได้เบิกถอนเงินฝากค้ำประกันคืนรวม 3 ครั้ง ครั้งที่ 1 จำนวน 1,803,600 บาท ครั้งที่ 2 จำนวน 1,097,150 บาท ครั้งที่ 3 จำนวน 533,750 บาท จำเลยตรวจสอบแล้วมีลูกค้าภายใต้โครงการของโจทก์ค้างชำระหนี้ 1 งวดขึ้นไป แต่ลูกค้าได้ทำข้อตกลงกับจำเลยหรือได้ทำข้อตกลงประนอมหนี้ไว้กับจำเลย จำเลยจึงกันเงินครั้งที่ 1 ไว้จำนวน 113,696 บาท ครั้งที่ 2 จำนวน 44,238.75 บาท และครั้งที่ 3 จำนวน 24,314.67 บาท รวมกันเงินไว้ 182,249.42 บาท ส่วนที่เหลือทั้งหมดคืนให้

มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยประการแรกว่า โจทก์มีอำนาจฟ้องจำเลยหรือไม่ จำเลยฎีกาว่า โจทก์ขอเบิกถอนเงินฝากค้ำประกันคืนครั้งสุดท้ายจำนวน 1,349,200.68 บาท จำเลยอนุมัติให้คืนโดยกำหนดให้โจทก์ติดต่อภายใน 10 วัน หากพ้นกำหนดจำเลยมีสิทธิยกเลิกได้ โจทก์ไม่ติดต่อภายในกำหนด จำเลยจึงยกเลิกการอนุมัติและมีสิทธินำเงินฝากค้ำประกันของโจทก์มาหักชำระหนี้ที่ค้างได้ โจทก์จึงไม่มีอำนาจฟ้องจำเลยนั้น เห็นว่า โจทก์ฟ้องอ้างว่าแม้โจทก์ได้รับหนังสือของจำเลยล่าช้า การแสดงเจตนาคืนเงินฝากค้ำประกันของจำเลยก็ไม่ตกไปและจำเลยไม่มีสิทธิหักเงินฝากค้ำประกันของโจทก์ จำเลยให้การว่า โจทก์เพิกเฉยไม่ดำเนินการเบิกถอนเงินตามคำอนุมัติ จำเลยจึงนำเงินฝากค้ำประกันของโจทก์มาหักชำระหนี้ที่ค้างชำระของผู้กู้ในโครงการของโจทก์ แสดงให้เห็นว่าจำเลยโต้แย้งสิทธิการเบิกถอนเงินฝากค้ำประกันของโจทก์ โจทก์จึงมีอำนาจฟ้องจำเลยให้คืนเงินฝากค้ำประกัน ฎีกาข้อนี้ของจำเลยฟังไม่ขึ้น

มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยประการที่สองว่า หนังสือสัญญาค้ำประกันจำกัดระยะเวลาความรับผิดไว้เพียง 1 ปี นับแต่วันทำสัญญากู้ของลูกค้าแต่ละคนหรือไม่ จำเลยฎีกาว่า ที่จำเลยให้โจทก์ทำสัญญาค้ำประกันและฝากเงินค้ำประกันบางส่วนเพื่อประกันว่า หากลูกหนี้ในโครงการไม่ชำระหนี้จำเลยก็สามารถหักเงินฝากค้ำประกันชำระหนี้ทั้งหมดได้ ที่จำเลยให้โจทก์ถอนเงินฝากค้ำประกันเมื่อเลยกำหนดระยะเวลา 1 ปี เนื่องจากจำเลยตรวจสอบแล้วหากลูกหนี้ค้างชำระหนี้จำเลยต้องนำเงินฝากค้ำประกันมาหักชำระหนี้ที่ค้างก่อน ที่เหลือจึงให้โจทก์เบิกไปอันเป็นการใช้สิทธิตามหนังสือสัญญาค้ำประกัน ข้อ 6 และข้อ 7 จึงหาทำให้กำหนดเวลาค้ำประกันจำกัดความรับผิดมีระยะเวลาเพียง 1 ปี ไม่ เห็นว่า ตามหนังสือสัญญาค้ำประกัน ข้อ 6 ระบุใจความสำคัญว่า โจทก์สัญญาจะฝากเงินประเภทฝากออมทรัพย์กับจำเลยเป็นเวลาไม่น้อยกว่า 1 ปี เพื่อเป็นประกันการชำระหนี้ของผู้กู้ทุกรายเป็นจำนวนเงินในอัตราร้อยละ 5 ของต้นเงินที่ผู้กู้แต่ละรายกู้ไปจากจำเลย และโจทก์มอบให้จำเลยหักเงินจำนวนหนี้เพื่อชำระหนี้เมื่อผู้กู้รายหนึ่งรายใดหรือทั้งหมดทุกรายผิดสัญญากับจำเลยเป็นคราว ๆ ไปโดยไม่ต้องบอกกล่าวล่วงหน้า การนับระยะเวลาค้ำประกันให้นับระยะเวลาตามวันทำนิติกรรมของผู้กู้แต่ละราย ประกอบกับทางปฏิบัติที่จำเลยอนุมัติให้โจทก์เบิกเงินฝากค้ำประกันที่เลยกำหนด 1 ปี รวม 3 ครั้ง และโจทก์ยอมให้จำเลยกันเงินไว้ทั้ง 3 ครั้ง สำหรับผู้กู้ที่ค้างชำระหนี้จำเลย แสดงให้เห็นว่าข้อสัญญาดังกล่าวเป็นเพียงข้อสัญญาในทางฝากเงินเพื่อเป็นประกันหนี้ในระยะเวลาขั้นต่ำ 1 ปี แต่ระยะเวลาขั้นสูงไม่ได้กำหนดไว้เท่านั้น จึงมิใช่การค้ำประกันจำกัดระยะเวลาความรับผิดไว้เพียง 1 ปี นับแต่วันทำสัญญากู้ของลูกค้าแต่ละรายไม่ ดังเห็นได้จากสัญญาข้อ 1 ที่ระบุว่า โจทก์ยอมรับเป็นผู้ค้ำประกันโดยไม่จำกัดระยะเวลาจนกว่าจำเลยจะได้รับชำระหนี้ทั้งหมดทุกรายเสร็จสิ้นและข้อ 7 ระบุว่า โจทก์มอบสมุดคู่ฝากออมทรัพย์ตามข้อ 6 ให้จำเลยยึดถือไว้เป็นหลักประกันตลอดไปจนกว่าจำเลยจะได้รับชำระหนี้จากผู้กู้ครบถ้วน และตกลงให้จำเลยหักเงินจากบัญชีออมทรัพย์ชดใช้ความเสียหายที่เกิดจากผู้กู้ได้ตามที่จำเลยเห็นสมควรโดยมิต้องแจ้งหรือได้รับความยินยอมจากโจทก์ก่อน ฎีกาข้อนี้ของจำเลยฟังขึ้น

พิพากษาแก้เป็นว่า ให้จำเลยคืนเงินฝากค้ำประกันแก่โจทก์ 32,282.11 บาท ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสามศาลให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 680
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — บริษัทพนาพร วิลเลจ จำกัด
จำเลย — ธนาคารอาคารสงเคราะห์
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลแพ่ง — นายชาญชัย ศิริพร
ศาลอุทธรณ์ — นางนวลทิพย์ ฉัตรชัยสกุล
ชื่อองค์คณะ
ภาภูมิ สรอัฑฒ์
สิงห์พล ละอองมณี
พิทักษ์ คงจันทร์
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 19464/2555
#532931
เปิดฉบับเต็ม

ฟ้องโจทก์เป็นการฟ้องเรียกร้องเอาค่าเสียหายเพื่อการเสียหายแห่งของที่รับขนในระหว่างที่อยู่ในความดูแลของจำเลยที่ 1 ตามสัญญารับขน ซึ่งจำเลยที่ 1 รับขนส่งสินค้าจากโรงงานของโจทก์ อำเภอบางปะอิน จังหวัดพระนครศรีอยุธยา ไปส่งที่ท่าเรือโยโกฮามา ประเทศญี่ปุ่น จึงเป็นการรับขนของโดยมีรูปแบบการขนส่งที่แตกต่างกันตั้งแต่สองรูปแบบขึ้นไปภายใต้สัญญาขนส่งต่อเนื่องหลายรูปแบบฉบับเดียว โดยขนส่งจากสถานที่ซึ่งผู้ประกอบการขนส่งต่อเนื่องได้รับมอบของในประเทศหนึ่งไปยังสถานที่ซึ่งกำหนดให้เป็นสถานที่ส่งมอบของในอีกประเทศหนึ่ง อันเป็นการขนส่งต่อเนื่องหลายรูปแบบตาม พ.ร.บ.การขนส่งต่อเนื่องหลายรูปแบบ พ.ศ.2548 จึงไม่อาจนำอายุความหนึ่งปีตาม ป.พ.พ. มาตรา 448 มาใช้บังคับดังที่ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางวินิจฉัย แต่ต้องใช้อายุความเก้าเดือนตาม พ.ร.บ.การขนส่งต่อเนื่องหลายรูปแบบ พ.ศ.2548 มาตรา 38 วรรคหนึ่ง

แม้จำเลยที่ 1 ไม่ได้จดทะเบียนการประกอบการขนส่งต่อเนื่อง แต่การจดทะเบียนการประกอบการขนส่งต่อเนื่องเป็นเพียงวิธีการควบคุมการประกอบการขนส่งต่อเนื่องหลายรูปแบบให้เป็นไปโดยมีประสิทธิภาพเท่านั้น การที่จำเลยที่ 1 ไม่ได้จดทะเบียนการประกอบการขนส่งต่อเนื่องก็ไม่ทำให้จำเลยที่ 1 ไม่มีสิทธิยกอายุความตามพระราชบัญญัติดังกล่าวขึ้นต่อสู้

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยทั้งสองร่วมกันชำระเงิน 41,953,496.31 บาท พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงิน 38,301,264.89 บาท นับถัดจากวันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์

จำเลยทั้งสองให้การขอให้ยกฟ้อง

ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางพิพากษาให้จำเลยที่ 1 ชำระเงิน 12,767,088.29 บาท พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับตั้งแต่วันที่ 24 มกราคม 2550 จนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ กับให้จำเลยที่ 1 ใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ โดยกำหนดค่าทนายความ 10,000 บาท ยกฟ้องโจทก์สำหรับจำเลยที่ 2 ค่าฤชาธรรมเนียมในส่วนของจำเลยที่ 2 ให้เป็นพับ

โจทก์และจำเลยที่ 1 อุทธรณ์ต่อศาลฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงฟังยุติได้ว่า โจทก์จ้างจำเลยที่ 1 ขนส่งสินค้าซึ่งบรรจุอยู่ในตู้สินค้ารวม 4 ตู้ รวมทั้งตู้สินค้าหมายเลข SAMU2226013 จากโรงงานของโจทก์ไปส่งที่ท่าเรือโยโกฮามา ประเทศญี่ปุ่น ต่อมาโจทก์อ้างว่าเมื่อวันที่ 24 มกราคม 2550 ผู้ซื้อสินค้าของโจทก์ที่ประเทศญี่ปุ่นแจ้งให้โจทก์ทราบว่าสินค้าบางส่วนประเภทเศษทองที่บรรจุอยู่ในตู้สินค้าหมายเลข SAMU2226013 สูญหายไป

มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของจำเลยที่ 1 ในข้อแรกว่า ฟ้องโจทก์ขาดอายุความหรือไม่ เห็นว่า ฟ้องโจทก์เป็นการฟ้องเรียกร้องเอาค่าเสียหายเพื่อการเสียหายแห่งของที่รับขนในระหว่างที่อยู่ในความดูแลของจำเลยที่ 1 ตามสัญญารับขน ซึ่งจำเลยที่ 1 รับขนส่งสินค้าจากโรงงานของโจทก์ อำเภอบางปะอิน จังหวัดพระนครศรีอยุธยา ไปส่งที่ท่าเรือโยโกฮามา ประเทศญี่ปุ่น จึงเป็นการรับขนของโดยมีรูปแบบการขนส่งที่แตกต่างกันตั้งแต่สองรูปแบบขึ้นไปภายใต้สัญญาขนส่งต่อเนื่องหลายรูปแบบฉบับเดียว โดยขนส่งจากสถานที่ซึ่งผู้ประกอบการขนส่งต่อเนื่องได้รับมอบของในประเทศหนึ่งไปยังสถานที่ซึ่งกำหนดให้เป็นสถานที่ส่งมอบของในอีกประเทศหนึ่ง อันเป็นการขนส่งต่อเนื่องหลายรูปแบบตามพระราชบัญญัติการขนส่งต่อเนื่องหลายรูปแบบ พ.ศ.2548 จึงไม่อาจนำอายุความหนึ่งปี ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 448 มาใช้บังคับดังที่ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางวินิจฉัย แต่ต้องนำอายุความเก้าเดือนตามพระราชบัญญัติการขนส่งต่อเนื่องหลายรูปแบบ พ.ศ.2548 มาตรา 38 วรรคหนึ่ง ที่บัญญัติว่า "สิทธิเรียกร้องใด ๆ อันเกิดจากการขนส่งต่อเนื่องหลายรูปแบบไม่ว่าจะมีมูลกรณีจากสัญญาขนส่งต่อเนื่องหลายรูปแบบหรือละเมิด ถ้ามิได้ฟ้องคดีต่อศาลหรือเสนอข้อพิพาทให้อนุญาโตตุลาการตามความในหมวด 3 เพื่อชี้ขาดภายในเก้าเดือนนับแต่วันที่ผู้ประกอบการขนส่งต่อเนื่องได้ส่งมอบของหรือควรจะส่งมอบของ ให้เป็นอันขาดอายุความ" เมื่อปรากฏว่าจำเลยที่ 1 ซึ่งเป็นผู้ประกอบการขนส่งต่อเนื่องได้ส่งมอบสินค้าให้ผู้ซื้อสินค้าที่ท่าเรือโยโกฮามา ประเทศญี่ปุ่น ในวันที่ 24 มกราคม 2550 แต่โจทก์ฟ้องคดีนี้วันที่ 26 ธันวาคม 2550 เกินเก้าเดือน จึงขาดอายุความ

ส่วนที่โจทก์แก้อุทธรณ์ว่า จำเลยที่ 1 ไม่ได้จดทะเบียนการประกอบการขนส่งต่อเนื่องฝ่าฝืนต่อพระราชบัญญัติการขนส่งต่อเนื่องหลายรูปแบบ พ.ศ.2548 และโจทก์กับจำเลยที่ 1 ทำสัญญาขนส่งกันตั้งแต่ปี 2547 ก่อนพระราชบัญญัติดังกล่าวมีผลใช้บังคับ จำเลยที่ 1 จึงไม่มีสิทธิยกอายุความตามพระราชบัญญัติดังกล่าวขึ้นเพื่อให้พ้นผิดได้นั้น เห็นว่า โจทก์ฟ้องว่าจำเลยที่ 1 รับจ้างโจทก์ขนส่งสินค้าตามฟ้องจากโรงงานของโจทก์ที่อำเภอบางปะอิน จังหวัดพระนครศรีอยุธยา ไปผ่านพิธีศุลกากรที่ด่านศุลกากรบ้านหว้าแล้วไปลงเรือที่ท่าเรือแหลมฉบัง ส่งไปยังท่าเรือโยโกฮามา ประเทศญี่ปุ่นภายหลังจากที่พระราชบัญญัติการขนส่งต่อเนื่องหลายรูปแบบ พ.ศ.2548 ใช้บังคับแล้ว จึงเป็นการที่โจทก์ว่าจ้างให้จำเลยที่ 1 ขนส่งต่อเนื่องหลายรูปแบบ ซึ่งต้องใช้พระราชบัญญัติดังกล่าวบังคับ แม้จำเลยที่ 1 จะไม่ได้จดทะเบียนการประกอบการขนส่งต่อเนื่อง แต่การจดทะเบียนการประกอบการขนส่งต่อเนื่องเป็นเพียงวิธีการควบคุมการประกอบการขนส่งต่อเนื่องหลายรูปแบบให้เป็นไปโดยมีประสิทธิภาพเท่านั้น การที่จำเลยที่ 1 ไม่ได้จดทะเบียนการประกอบการขนส่งต่อเนื่องก็ไม่ทำให้จำเลยที่ 1 ไม่มีสิทธิยกอายุความตามพระราชบัญญัติดังกล่าวขึ้นต่อสู้ดังคำแก้อุทธรณ์ของโจทก์ โจทก์จึงไม่มีสิทธิฟ้องให้จำเลยที่ 1 ชำระค่าเสียหายตามสัญญาดังกล่าวได้ ที่ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางวินิจฉัยว่าฟ้องโจทก์ไม่ขาดอายุความและพิพากษาให้จำเลยที่ 1 ชำระค่าเสียหายแก่โจทก์ ไม่ต้องด้วยความเห็นของศาลฎีกาแผนกคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศ อุทธรณ์ของจำเลยที่ 1 ฟังขึ้น ไม่จำต้องวินิจฉัยอุทธรณ์ของโจทก์และจำเลยที่ 1 ในข้ออื่นอีกต่อไป

พิพากษาแก้เป็นว่า ให้ยกฟ้องโจทก์สำหรับจำเลยที่ 1 เสียด้วย ค่าฤชาธรรมเนียมระหว่างโจทก์กับจำเลยที่ 1 ทั้งสองศาลให้เป็นพับ นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลาง
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.การขนส่งต่อเนื่องหลายรูปแบบ พ.ศ.2548 ม. 38 วรรคหนึ่ง
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — บริษัทมัตซึดะ ซังเกียว (ประเทศไทย) จำกัด
จำเลย — บริษัทไฮเทค นิทซู (ประเทศไทย) จำกัด กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลาง — นายธนารักษ์ เนาวรัตน์
ชื่อองค์คณะ
สมควร วิเชียรวรรณ
อร่าม เสนามนตรี
ไมตรี ศรีอรุณ
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 19463/2555
#559066
เปิดฉบับเต็ม

เครื่องหมายการค้า ของโจทก์และเครื่องหมายการค้า COMSTAR ของจำเลยต่างมีภาคส่วนเครื่องหมายคำเป็นอักษรโรมันคำว่า COM เช่นเดียวกัน แม้เครื่องหมายการค้าของโจทก์จะมีภาคส่วนดาวซึ่งแตกต่างจากเครื่องหมายการค้าของจำเลยซึ่งเป็นเครื่องหมายคำไม่มีภาพประกอบ แต่รูปดาวของโจทก์นั้นบุคคลทั่วไปย่อมทราบว่าหมายถึงคำว่า ดาว หรือคำว่า STAR ซึ่งเป็นเครื่องหมายการค้าของจำเลย ทั้งตามคำขอจดทะเบียนโจทก์ได้ระบุคำอ่านรูปดาวในเครื่องหมายการค้าของโจทก์ว่า "สตาร์" ซึ่งเมื่อเรียกขานรวมทั้งเครื่องหมายจะเรียกขานได้ว่า "คอมสตาร์" ซึ่งพ้องกับเสียงเรียกขานของเครื่องหมายการค้าของจำเลย เมื่อโจทก์และจำเลยต่างจดทะเบียนใช้กับสินค้าจำพวกเดียวกันรายการสินค้าเดียวกัน เครื่องหมายการค้าของจำเลยจึงคล้ายกับเครื่องหมายการค้าของโจทก์จนอาจทำให้สาธารณชนสับสนหลงผิดในความเป็นเจ้าของหรือแหล่งกำเนิดของสินค้า

จำเลยเป็นเพียงผู้จำหน่ายสินค้าที่ใช้เครื่องหมายการค้า และสินค้าที่ใช้เครื่องหมายการค้า COMSTAR ซึ่งเป็นของบริษัท ซ. ที่จำเลยซื้อจากประเทศสาธารณรัฐประชาชนจีนมาจำหน่ายในประเทศไทย เมื่อโจทก์ได้นำเครื่องหมายการค้า ไปจดทะเบียนเป็นของตน จำเลยไม่อาจจดทะเบียนเครื่องหมายการค้าดังกล่าวได้ จำเลยจึงจดทะเบียนเครื่องหมายการค้า COMSTAR แทนเพื่อจำหน่ายสินค้าให้แก่กลุ่มลูกค้าเดิม จึงเป็นการที่จำเลยนำเครื่องหมายการค้าของบริษัท ซ. มาจดทะเบียนเป็นของตนโดยไม่สุจริต

โจทก์เป็นเพียงผู้ซื้อสินค้าที่ใช้เครื่องหมายการค้า ของบริษัท ซ. จากประเทศสาธารณรัฐประชาชนจีนมาจำหน่ายในประเทศไทยเช่นเดียวกับจำเลย แล้วโจทก์นำเครื่องหมายการค้าดังกล่าวมาจดทะเบียนเป็นของตนโดยไม่สุจริตเช่นเดียวกับจำเลย ดังนั้นโจทก์จึงไม่มีสิทธิในเครื่องหมายการค้า และเครื่องหมายการค้า COMSTAR สำหรับสินค้าที่ยื่นขอจดทะเบียนไว้ดีกว่าจำเลย

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องและแก้ไขคำฟ้องขอให้มีคำสั่งให้จำเลยเพิกถอนการจดทะเบียนเครื่องหมายการค้า เลขที่ ค 186105 (คำขอเลขที่ 505396) ห้ามจำเลยใช้ หรือยื่นคำขอจดทะเบียน หรือเกี่ยวข้องในทางใด ๆ กับเครื่องหมายการค้าคำว่า รวมทั้งการใช้เครื่องหมายการค้า อ่านว่า คอมสตาร์ ของโจทก์

จำเลยให้การขอให้ยกฟ้อง

ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางพิพากษาห้ามจำเลยใช้เครื่องหมายการค้าคำว่า ของจำเลยในลักษณะเหมือนหรือคล้ายกับเครื่องหมายการค้า และรูปดาวหลังตัวอักษรโรมัน ของโจทก์อันจะทำให้บุคคลอื่นเข้าใจว่าสินค้าของจำเลยเป็นสินค้าของโจทก์ คำขออื่นนอกจากนี้ให้ยก ค่าฤชาธรรมเนียมให้เป็นพับ

โจทก์อุทธรณ์ต่อศาลฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศวินิจฉัยว่า มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของโจทก์ว่า เครื่องหมายการค้าคำว่า ของจำเลยเหมือนหรือคล้ายกับเครื่องหมายการค้า ของโจทก์จนทำให้สาธารณชนสับสนหรือหลงผิดในความเป็นเจ้าของหรือแหล่งกำเนิดของสินค้าหรือไม่ เห็นว่า การพิจารณาในเรื่องความเหมือนหรือคล้ายกันของเครื่องหมายการค้าว่าทำให้สาธารณชนสับสนหรือหลงผิดในความเป็นเจ้าของหรือแหล่งกำเนิดของสินค้าหรือไม่นั้น จะต้องพิจารณาองค์ประกอบโดยรวมของเครื่องหมายการค้าที่พิพาทส่วนที่เป็นสาระสำคัญ เสียงอ่านหรือเรียกขาน ซึ่งเมื่อเปรียบเทียบเครื่องหมายการค้าของโจทก์และของจำเลยแล้วจะเห็นว่าเครื่องหมายการค้าของโจทก์ประกอบด้วยสองส่วนเรียงต่อกัน ส่วนหน้าเป็นตัวอักษรโรมันคำว่า ส่วนหลังเป็นรูปดาวเรียงต่อจากอักษรโรมัน ซึ่งเป็นอักษรโรมันตัวสุดท้าย ส่วนเครื่องหมายการค้าของจำเลยมีส่วนเดียวเป็นตัวอักษรโรมันคำว่า ไม่มีภาพประกอบ โดยเครื่องหมายการค้าของจำเลยแม้จะเขียนติดต่อเป็นคำเดียวกัน แต่คำว่า COM และคำว่า STAR สามารถแยกออกจากกันได้ เห็นได้ว่า เครื่องหมายการค้าของโจทก์และจำเลยต่างมีภาคส่วนเครื่องหมายคำเป็นอักษรโรมันคำว่า COM เช่นเดียวกัน แม้เครื่องหมายการค้าของโจทก์จะมีภาคส่วนรูปดาวซึ่งแตกต่างจากเครื่องหมายการค้าของจำเลยซึ่งเป็นเครื่องหมายคำไม่มีภาพประกอบ แต่รูปดาวของโจทก์นั้นบุคคลทั่วไปย่อมทราบว่าหมายถึงคำว่า ดาว หรือคำว่า STAR ซึ่งมีความหมายเช่นเดียวกับอักษรโรมัน คำว่า STAR ซึ่งเป็นเครื่องหมายการค้าของจำเลย ทั้งตามข้อ 6 ในคำขอจดทะเบียนเครื่องหมายการค้าโจทก์ได้ระบุคำอ่านรูปดาวในเครื่องหมายการค้าของโจทก์ว่า "สตาร์" และเมื่อเรียกขานรวมกับภาคส่วนคำอักษรโรมันแล้วจะเรียกขานได้ว่า "คอมสตาร์" ซึ่งพ้องกับเสียงเรียกของเครื่องหมายการค้าของจำเลยทั้งเครื่องหมายการค้า ของโจทก์และเครื่องหมายการค้าคำว่า COMSTAR ของจำเลย ต่างจดทะเบียนใช้กับสินค้าจำพวก 12 รายการสินค้า วงล้อรถจักรยานยนต์ เช่นเดียวกันจึงมีโอกาสทำให้ผู้ซื้อหรือผู้ใช้สินค้าเกิดความสับสนหรือหลงผิดคิดว่าสินค้าวงล้อรถจักรยานยนต์ของจำเลยคือสินค้าของโจทก์ได้ ดังนั้นเครื่องหมายการค้าคำว่า COMSTAR ของจำเลยจึงคล้ายกับเครื่องหมายการค้า ของโจทก์ จนอาจทำให้สาธารณชนสับสนหรือหลงผิดในความเป็นเจ้าของหรือแหล่งกำเนิดของสินค้าได้ ที่ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางวินิจฉัยว่าเครื่องหมายการค้าของจำเลยไม่เหมือนหรือคล้ายกับเครื่องหมายการค้าของโจทก์อันอาจทำให้สาธารณชนสับสนหรือหลงผิดได้ ศาลฎีกาแผนกคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศไม่เห็นพ้องด้วย อุทธรณ์ของโจทก์ฟังขึ้น

สำหรับปัญหาว่า โจทก์มีสิทธิในเครื่องหมายการค้า และเครื่องหมายการค้าคำว่า COMSTAR ดีกว่าจำเลยหรือไม่ ปัญหาข้อนี้ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางไม่ได้วินิจฉัย แต่เมื่อสำนวนขึ้นมาสู่การพิจารณาของศาลฎีกาแผนกคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศโดยคู่ความได้นำพยานหลักฐานมาสืบในประเด็นนี้จนสิ้นกระแสความแล้ว ทั้งเพื่อมิให้คดีเนิ่นช้าออกไปอีก ศาลฎีกาแผนกคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศเห็นสมควรหยิบยกปัญหาว่าโจทก์มีสิทธิในเครื่องหมายการค้า และเครื่องหมายการค้าคำว่า COMSTAR ดีกว่าจำเลยหรือไม่มาวินิจฉัยโดยไม่ย้อนสำนวนให้ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางวินิจฉัยเสียก่อนตามพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศและวิธีพิจารณาคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศ พ.ศ.2539 มาตรา 45 ประกอบประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 243 (1) เห็นว่า จำเลยรับว่าเป็นเพียงผู้จำหน่ายสินค้าวงล้อรถจักรยานยนต์ที่ใช้เครื่องหมายการค้า และเครื่องหมายการค้าคำว่า COMSTAR ซึ่งเป็นของบริษัทเซี่ยงไฮ้ กังสึดา วีล จำกัด หรือ บริษัทเซี่ยงไฮ้ คอมสตาร์ วีล จำกัด ที่จำเลยซื้อจากประเทศสาธารณรัฐประชาชนจีนมาจำหน่ายในประเทศไทย ทั้งนายธนชาติเบิกความตอบทนายโจทก์รับว่าเนื่องจากโจทก์นำเครื่องหมายการค้า ไปจดทะเบียน จำเลยจึงไม่อาจจดทะเบียนเครื่องหมายการค้าดังกล่าวได้ จำเลยจึงจดทะเบียนเครื่องหมายการค้าคำว่า COMSTAR แทนเพื่อจำหน่ายสินค้าให้กับกลุ่มลูกค้าเดิม จึงเป็นการที่จำเลยนำเครื่องหมายการค้าของบริษัทเซี่ยงไฮ้ กังสึดา วีล จำกัด หรือบริษัทเซี่ยงไฮ้ คอมสตาร์ วีล จำกัด มาจดทะเบียนเป็นของตนโดยไม่สุจริต ส่วนโจทก์แม้โจทก์จะเบิกความว่าเป็นผู้คิดประดิษฐ์เครื่องหมายการค้า ด้วยตนเอง แต่เครื่องหมายการค้าของโจทก์มีลักษณะเหมือนกับเครื่องหมายของบริษัทเซี่ยงไฮ้ กังสึดา วีล จำกัด หรือบริษัทเซี่ยงไฮ้ คอมสตาร์ วีล จำกัด ที่ปรากฏในใบกำกับสินค้าของบริษัทเซี่ยงไฮ้ กังสึดา วีล จำกัด และเครื่องหมายการค้าที่ปรากฏในหน้าเว็บไซต์ www.comstarsh.com ของบริษัทเซี่ยงไฮ้ คอมสตาร์ วีล จำกัด ทั้งโจทก์เบิกความก็เบิกความตอบคำถามค้านทนายจำเลยรับว่า สินค้าวงล้อรถจักรยานยนต์ที่โจทก์จำหน่ายภายใต้เครื่องหมายการค้า ของโจทก์สั่งซื้อมาจากประเทศสาธารณรัฐประชาชนจีน โดยติดต่อซื้อจากบริษัทเซี่ยงไฮ้มอเตอร์วีล จำกัด ซึ่งเป็นบริษัทเดียวกับที่จำเลยติดต่อซื้อสินค้าที่ใช้เครื่องหมายการค้าของบริษัทเซี่ยงไฮ้ กังสึดา จำกัด หรือบริษัทเซี่ยงไฮ้ คอมสตาร์ วีล จำกัด จึงไม่น่าเชื่อว่าโจทก์เป็นผู้คิดเครื่องหมายการค้า ขึ้นมาเอง แต่โจทก์เป็นเพียงผู้ซื้อสินค้าที่ใช้เครื่องหมายการค้า จากประเทศสาธารณรัฐประชาชนจีนมาจำหน่ายในประเทศไทยเช่นเดียวกับจำเลย แล้วโจทก์จึงนำเครื่องหมายการค้าดังกล่าวมาจดทะเบียนเป็นของตนโดยไม่สุจริตเช่นเดียวกับจำเลย ดังนั้นโจทก์จึงไม่มีสิทธิในเครื่องหมายการค้า และเครื่องหมายการค้าคำว่า COMSTAR สำหรับสินค้าวงล้อรถจักรยานยนต์ดีกว่าจำเลย โจทก์จึงไม่อาจฟ้องขอให้บังคับตามคำขอตามฟ้องของโจทก์ได้

พิพากษากลับ ให้ยกฟ้อง ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสองศาลให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.เครื่องหมายการค้า พ.ศ.2542 ม. 67
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นางสาวจันทร์จิรา โตโอฬารไชย
จำเลย — บริษัทยูไนเต็ด ยูเนี่ยน พาร์ทส จำกัด
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลาง — นางเสาวลักษณ์ จุลมนต์
ชื่อองค์คณะ
เฉลียว พลวิเศษ
อร่าม เสนามนตรี
ธัชพันธ์ ประพุทธนิติสาร
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 19413/2555
#538004
เปิดฉบับเต็ม

แม้การโอนที่ดินพิพาทระหว่างจำเลยที่ 1 กับจำเลยที่ 3 และที่ 4 ตามหนังสือสัญญาซื้อขายที่ดินและสารบัญจดทะเบียนโฉนดที่ดินพิพาทระบุว่าเป็นการขายก็ตาม แต่จำเลยที่ 3 และที่ 4 เบิกความทำนองเดียวกันว่า จำเลยที่ 3 และที่ 4 รวบรวมเงินไปไถ่ถอนจำนองที่ดินพิพาทจาก ม. จำเลยที่ 1 และที่ 2 จึงโอนขายที่ดินพิพาทแก่จำเลยที่ 3 และที่ 4 ในวันเดียวกัน การโอนที่ดินพิพาทระหว่างจำเลยที่ 1 และที่ 2 กับจำเลยที่ 3 และที่ 4 จึงมิใช่เป็นการซื้อขายเพราะมิได้มีการชำระราคากันจริง แต่ถือเป็นการให้โดยเสน่หา ส่วนการที่จำเลยที่ 3 และที่ 4 หาเงินมาไถ่ถอนที่ดินพิพาทแทนจำเลยที่ 1 ย่อมเป็นการกระทำเพื่อช่วยเหลือจำเลยที่ 1 ผู้เป็นมารดาของจำเลยที่ 4 จะถือเอาการที่ต้องไถ่ถอนจำนองเองเป็นค่าตอบแทนการโอนหาได้ไม่ เมื่อเป็นการโอนให้โดยเสน่หา แม้จำเลยที่ 1 จะเป็นผู้รู้ฝ่ายเดียว โจทก์ก็ชอบที่จะขอให้เพิกถอนนิติกรรมการโอนทรัพย์ดังกล่าวระหว่างจำเลยที่ 1 กับจำเลยที่ 3 และที่ 4 ได้

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้เพิกถอนนิติกรรมการขายที่ดินโฉนดเลขที่ 2098 ตำบลป่าสะแก อำเภอเดิมบางนางบวช จังหวัดสุพรรณบุรี ระหว่างจำเลยทั้งสี่ ตามหนังสือสัญญาขายที่ดินฉบับลงวันที่ 18 พฤษภาคม 2550 ให้จำเลยทั้งสี่จดทะเบียนโอนกรรมสิทธิ์ที่ดินแปลงดังกล่าวคืนแก่จำเลยที่ 1 และที่ 2 โดยค่าธรรมเนียมและค่าใช้จ่ายของจำเลยทั้งสี่ หากไม่ปฏิบัติตามให้ถือเอาคำพิพากษาแทนการแสดงเจตนาของจำเลยทั้งสี่

จำเลยทั้งสี่ให้การขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้เพิกถอนนิติกรรมการโอนที่ดินโฉนดเลขที่ 2098 ตำบลป่าสะแก อำเภอเดิมบางนางบวช จังหวัดสุพรรณบุรี ระหว่างจำเลยที่ 1 กับจำเลยที่ 3 และที่ 4 ครึ่งหนึ่ง ให้จำเลยที่ 1 ที่ 3 และที่ 4 ร่วมกันใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ โดยกำหนดค่าทนายความ 4,000 บาท คำขออื่นนอกจากนี้ให้ยก และยกฟ้องโจทก์สำหรับจำเลยที่ 2

จำเลยที่ 1 ที่ 3 และที่ 4 อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 7 พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมระหว่างโจทก์กับจำเลยที่ 2 ในศาลชั้นต้นให้เป็นพับ ให้จำเลยที่ 1 ที่ 3 และที่ 4 ร่วมกันใช้ค่าทนายความชั้นอุทธรณ์ 4,000 บาท แทนโจทก์

จำเลยทั้งสี่ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยที่ 1 ที่ 3 และที่ 4 ว่านิติกรรมการโอนที่ดินพิพาทระหว่างจำเลยที่ 1 กับจำเลยที่ 3 และที่ 4 เป็นการโอนโดยมีค่าตอบแทนหรือไม่ เห็นว่า แม้การโอนที่ดินพิพาทระหว่างจำเลยที่ 1 กับจำเลยที่ 3 และที่ 4 เมื่อวันที่ 18 พฤษภาคม 2550 ตามหนังสือสัญญาขายที่ดิน และสารบัญจดทะเบียนโฉนดที่ดินพิพาท ระบุว่าเป็นการขายก็ตาม แต่จำเลยที่ 3 และที่ 4 เบิกความทำนองเดียวกันว่า จำเลยที่ 3 และที่ 4 รวบรวมเงินไปไถ่ถอนจำนองที่ดินพิพาทจากนางมุ่ยเกียง จำเลยที่ 1 และที่ 2 จึงโอนขายที่ดินพิพาทแก่จำเลยที่ 3 และที่ 4 ในวันเดียวกัน การโอนที่ดินพิพาทระหว่างจำเลยที่ 1 และที่ 2 กับจำเลยที่ 3 และที่ 4 จึงมิใช่เป็นการซื้อขายเพราะมิได้มีการชำระราคากันจริง แต่ถือเป็นการให้โดยเสน่หา ส่วนการที่จำเลยที่ 3 และที่ 4 หาเงินมาไถ่ถอนที่ดินพิพาทแทนจำเลยที่ 1 ย่อมเป็นการกระทำเพื่อช่วยเหลือจำเลยที่ 1 ผู้เป็นมารดาของจำเลยที่ 4 โดยจะถือเอาการที่ต้องไถ่จำนองเองเป็นค่าตอบแทนการโอนหาได้ไม่ เมื่อกรณีเป็นการโอนให้โดยเสน่หา แม้จำเลยที่ 1 จะเป็นผู้รู้ฝ่ายเดียว โจทก์ก็ชอบที่จะขอให้เพิกถอนนิติกรรมการโอนทรัพย์ดังกล่าวระหว่างจำเลยที่ 1 กับจำเลยที่ 3 และที่ 4 ได้ ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 7 พิพากษามานั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาของจำเลยที่ 1 ที่ 3 และที่ 4 ฟังไม่ขึ้น

อนึ่ง จำเลยทั้งสี่ยื่นฎีกามาในคำฟ้องฎีกาฉบับเดียวกัน และเสียค่าขึ้นศาลชั้นฎีการ่วมกัน แม้ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัยฎีกาของจำเลยที่ 2 เพราะเป็นฎีกาที่ไม่ได้ยกขึ้นว่ากล่าวกันมาแล้วโดยชอบในศาลอุทธรณ์ภาค 7 แต่ศาลฎีกาได้รับวินิจฉัยอุทธรณ์ของจำเลยที่ 1 ที่ 3 และที่ 4 แล้ว จึงไม่มีค่าขึ้นศาลชั้นฎีกาที่ต้องคืนให้แก่จำเลยที่ 2

พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมในชั้นฎีกาให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 237 ม. 453 ม. 521
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นางเกศินี มงคลทิพย์วาที
จำเลย — นางเกษร ทวีวัฒน์ กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดสุพรรณบุรี — นายอดิศร บุปผเวส
ศาลอุทธรณ์ภาค 7 — นายลาชิต ไชยอนงค์
ชื่อองค์คณะ
ฉัตรไชย จันทร์พรายศรี
วิรุฬห์ แสงเทียน
วรงค์พร จิระภาค
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 19411/2555
#541474
เปิดฉบับเต็ม

การที่โจทก์นำคดีมาฟ้องว่าจำเลยผิดสัญญาจะซื้อจะขายที่ดินพิพาท และขอบังคับให้จำเลยปฏิบัติตามสัญญาจะซื้อจะขายที่ทำไว้ต่อโจทก์โดยไปจดทะเบียนโอนที่ดินพิพาทให้แก่โจทก์ เป็นกรณีที่ไม่มีกฎหมายบัญญัติเรื่องอายุความไว้โดยเฉพาะจึงมีอายุความ 10 ปี ตาม ป.พ.พ. มาตรา 193/30 ซึ่งต้องเริ่มนับแต่ขณะที่โจทก์อาจบังคับตามสิทธิเรียกร้องได้ คือนับแต่โจทก์ทราบว่าเอกสารสูญหายและให้จำเลยนำเอกสารชุดใหม่มาให้อันเป็นช่วงระหว่างปี 2525 และเมื่อนับถึงวันฟ้องคือ วันที่ 9 ธันวาคม 2545 ล่วงเลย 10 ปี แล้วก็ตาม แต่จากคำฟ้องและคำเบิกความของโจทก์อ้างว่าจำเลยทำสัญญาจะซื้อจะขายที่ดินพิพาทให้แก่โจทก์ โดยโจทก์ชำระราคาที่ดินครบถ้วนและจำเลยส่งมอบการครอบครองที่ดินให้โจทก์แล้ว เพียงแต่ยังไม่ได้ไปดำเนินการจดทะเบียนโอนที่ดินพิพาทให้แก่โจทก์ตามสัญญา อันเป็นเหตุให้โจทก์นำคดีมาฟ้องให้จำเลยปฏิบัติการชำระหนี้ตามสัญญา เช่นนี้ หากข้อเท็จจริงเป็นไปตามข้อกล่าวอ้างของโจทก์ ย่อมถือได้ว่าหนี้ดังกล่าวเป็นคุณประโยชน์แก่โจทก์เกี่ยวด้วยทรัพย์สินที่โจทก์ครอบครองอยู่ ทำให้โจทก์อยู่ในฐานะเป็นผู้ทรงสิทธิยึดหน่วง ซึ่งย่อมมีสิทธิยึดหน่วงที่ดินพิพาทไว้จนกว่าจะมีการจดทะเบียนโอนที่ดินพิพาทตามสัญญาแม้คดีจะขาดอายุความแล้วก็ตาม อันเป็นการใช้สิทธิตาม ป.พ.พ. มาตรา 193/27 และมาตรา 241

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องและแก้ไขคำฟ้องขอให้บังคับจำเลยไปจดทะเบียนโอนที่ดินตามหนังสือรับรองการทำประโยชน์เลขที่ 86, 202/86, 203/86, 204/86, 205/86, 206/86 และ 207/86 ตำบลราไวย์ อำเภอเมืองภูเก็ต จังหวัดภูเก็ต ให้โจทก์ หากจำเลยไม่ไปดำเนินการให้ถือเอาคำพิพากษาแทนการแสดงเจตนาของจำเลย

จำเลยให้การขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยไปจดทะเบียนโอนที่ดินตามหนังสือรับรองการทำประโยชน์เลขที่ 86, 202/86, 203/86, 204/86, 205/86, 206/86 และ 207/86 ตำบลราไวย์ อำเภอเมืองภูเก็ต จังหวัดภูเก็ต ให้แก่โจทก์ หากจำเลยไม่ไปดำเนินการให้ถือเอาคำพิพากษาแทนการแสดงเจตนาของจำเลย กับให้จำเลยใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ โดยกำหนดค่าทนายความ 5,000 บาท

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 8 พิพากษากลับ ให้ยกฟ้องโจทก์ ให้โจทก์ใช้ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสองศาลแทนจำเลยโดยกำหนดค่าทนายความรวม 8,000 บาท

โจทก์ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ปัญหาวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ว่า ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 8 วินิจฉัยว่าคดีโจทก์ขาดอายุความและพิพากษายกฟ้องโจทก์ชอบหรือไม่ ปรากฏว่า คดีนี้โจทก์ฟ้องขอบังคับให้จำเลยปฏิบัติตามสัญญาซื้อขายที่ดินพิพาทโดยโจทก์เบิกความประกอบหนังสือรับรองการทำประโยชน์และหนังสือมอบอำนาจที่ระบุให้โจทก์ไปดำเนินการจดทะเบียนโอนที่ดินแทนจำเลย เมื่อประมาณเดือนกุมภาพันธ์ 2525 จำเลยทำสัญญาจะซื้อจะขายที่ดินพิพาทให้แก่โจทก์ในราคา 50,000 บาท ซึ่งโจทก์ได้ชำระเงินให้แก่จำเลยในวันทำสัญญา 40,000 บาท ส่วนที่เหลือตกลงจะชำระให้ในวันจดทะเบียนโอน ซึ่งกำหนดไว้ภายใน 1 เดือน ในวันทำสัญญาจำเลยส่งมอบการครอบครองที่ดินพิพาทและมอบหนังสือรับรองการทำประโยชน์ที่ดินพิพาทให้โจทก์ยึดถือไว้ ก่อนสัญญาถึงกำหนดจำเลยแจ้งโจทก์ว่าจำเลยต้องไปเร่ขายสินค้าต่างจังหวัดไม่มีเวลาไปดำเนินการจดทะเบียนโอนที่ดินพิพาทให้แก่โจทก์จึงทำหนังสือมอบอำนาจให้โจทก์ไปดำเนินการโอนที่ดินพิพาทแทนจำเลย เป็นทำนองว่าโจทก์ได้ปฏิบัติการชำระหนี้ด้วยการชำระเงินค่าที่ดินส่วนที่เหลือให้แก่จำเลยแล้ว และในส่วนของจำเลยซึ่งต้องปฏิบัติการชำระหนี้ตอบแทนด้วยการไปจดทะเบียนโอนที่ดินพิพาทให้แก่โจทก์นั้นจำเลยมอบอำนาจให้โจทก์ไปดำเนินการแทนซึ่งโจทก์ไม่ได้ดำเนินการทันทีเพราะเห็นว่าไม่จำเป็นต้องรีบร้อน ต่อมาประมาณปลายปี 2525 โจทก์ย้ายบ้านและหนังสือรับรองการทำประโยชน์พร้อมทั้งเอกสารสำคัญที่จำเลยมอบให้ไว้แก่โจทก์เพื่อไปดำเนินการจดทะเบียนโอนที่ดินพิพาทหายไป โจทก์ให้นายลือชัยซึ่งเป็นผู้ที่แนะนำให้โจทก์ซื้อที่ดินจากจำเลยช่วยติดต่อแจ้งให้จำเลยนำเอกสารมาให้ใหม่แทนเอกสารชุดเดิมที่หายไป แต่นายลือชัยไม่สามารถติดต่อกับจำเลยได้ ต่อมาเมื่อปี 2544 โจทก์พบสัญญาจะซื้อจะขายและหนังสือมอบอำนาจ ส่วนหนังสือรับรองการทำประโยชน์ที่ดินพิพาทและเอกสารส่วนตัวของจำเลยยังไม่พบจึงไปแจ้งความเรื่องเอกสารดังกล่าวสูญหายไว้เป็นหลักฐานที่สถานีตำรวจ และนำสำเนารายงานประจำวันรับแจ้งเอกสารหายกับสัญญาจะซื้อจะขายและหนังสือมอบอำนาจไปดำเนินการขอจดทะเบียนโอนที่ดินพิพาทแต่เจ้าหน้าที่ที่ดินไม่ดำเนินการให้โดยทักท้วงว่า หนังสือมอบอำนาจทำไว้นานแล้ว ต้องให้จำเลยมาดำเนินการจดทะเบียนโอนที่ดินพิพาทด้วยตนเอง เห็นว่า แม้การที่โจทก์นำคดีมาฟ้องว่าจำเลยผิดสัญญาจะซื้อจะขายที่ดินพิพาทและขอบังคับให้จำเลยปฏิบัติตามสัญญาจะซื้อจะขายที่ทำไว้ต่อโจทก์โดยไปจดทะเบียนโอนที่ดินพิพาทให้แก่โจทก์ เป็นกรณีไม่มีกฎหมายบัญญัติเรื่องอายุความไว้โดยเฉพาะ จึงมีอายุความ 10 ปี ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 193/30 ซึ่งต้องเริ่มนับแต่ขณะที่โจทก์อาจบังคับสิทธิเรียกร้องให้จำเลยนำเอกสารชุดใหม่มาให้ คือนับแต่โจทก์ทราบว่าเอกสารสูญหายอันเป็นช่วงระหว่างปี 2525 และเมื่อนับถึงวันฟ้องคดีคือวันที่ 9 ธันวาคม 2545 ล่วงเลยกำหนดเวลา 10 ปีแล้วก็ตาม แต่จากคำฟ้องและคำเบิกความของโจทก์อ้างว่าจำเลยทำสัญญาจะซื้อจะขายที่ดินพิพาทให้แก่โจทก์โดยโจทก์ได้ชำระราคาค่าที่ดินครบถ้วนและจำเลยส่งมอบการครอบครองที่ดินให้โจทก์ด้วย เพียงแต่ยังไม่ได้ไปดำเนินการจดทะเบียนโอนที่ดินพิพาทให้แก่โจทก์ตามสัญญา อันเป็นเหตุให้โจทก์นำคดีมาฟ้องให้จำเลยปฏิบัติการชำระหนี้ตามสัญญา เช่นนี้ หากข้อเท็จจริงเป็นไปตามข้อกล่าวอ้างของโจทก์ ย่อมถือได้ว่าหนี้ดังกล่าวเป็นคุณประโยชน์แก่โจทก์เกี่ยวด้วยทรัพย์สินที่โจทก์ครอบครองอยู่ ย่อมทำให้โจทก์อยู่ในฐานะเป็นผู้ทรงสิทธิยึดหน่วงซึ่งย่อมมีสิทธิยึดหน่วงที่ดินพิพาทไว้จนกว่าจะมีการจดทะเบียนโอนที่ดินพิพาทตามสัญญา ซึ่งแม้คดีจะขาดอายุความแล้วก็ตาม อันเป็นการใช้สิทธิบังคับตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 193/27 และมาตรา 241 (ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 8 พิพากษายกฟ้องโจทก์โดยเหตุคดีขาดอายุความนั้น ไม่ต้องด้วยความเห็นของศาลฎีกา)

พิพากษากลับเป็นว่า ให้บังคับคดีไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น ค่าฤชาธรรมเนียมในชั้นอุทธรณ์และฎีกาให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 193/27 ม. 193/30 ม. 241
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นางสาวชุ่ยเหี้ยง แซ่หลี
จำเลย — นายสรศักดิ์ ศรีชัยสันติกุล
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดภูเก็ต — นายสมศักดิ์ ลักษณะสมบูรณ์
ศาลอุทธรณ์ภาค 8 — นายชลิศร์ สวัสดิทัต
ชื่อองค์คณะ
ทัศนีย์ จั่นสัญจัย ธรรมเกณฑ์
ธีระพงศ์ จิระภาค
สุนันท์ ชัยชูสอน
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 19406/2555
#541515
เปิดฉบับเต็ม

ผู้เสียหายร้องทุกข์ให้ดำเนินคดีแก่จำเลยในข้อหาพยายามข่มขืนกระทำชำเราโดยใช้กำลังประทุษร้าย พฤติการณ์ของจำเลยที่ใช้กำลังทำร้ายร่างกายผู้เสียหายก็เพียงเพื่อให้ผู้เสียหายเกรงกลัวและยอมให้จำเลยข่มขืนกระทำชำเรา อันเป็นส่วนหนึ่งของการกระทำความผิดฐานพยายามข่มขืนกระทำชำเราโดยใช้กำลังประทุษร้ายตาม ป.อ. มาตรา 276 วรรคแรก ประกอบมาตรา 80 ดังนั้น เมื่อผู้เสียหายถอนคำร้องทุกข์ในข้อหาพยายามข่มขืนกระทำชำเราโดยใช้กำลังประทุษร้ายจึงย่อมมีผลให้สิทธินำคดีอาญามาฟ้องในข้อหาทำร้ายร่างกายระงับไปด้วย

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 339, 340 ตรี กับให้จำเลยคืนหรือใช้เงินจำนวน 180 บาท แก่ผู้เสียหาย

จำเลยให้การปฏิเสธ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 295, 335 (1) (ที่ถูก 335 (1) วรรคแรก) การกระทำของจำเลยเป็นความผิดหลายกรรมต่างกัน ให้เรียงกระทงลงโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 ฐานทำร้ายร่ายกายผู้อื่นเป็นเหตุให้ได้รับอันตรายแก่กายหรือจิตใจ จำคุก 1 ปี และฐานลักทรัพย์ในเวลากลางคืน จำคุก 1 ปี รวมเป็นจำคุก 2 ปี คำให้การในชั้นสอบสวนของจำเลยเป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้หนึ่งในสี่ (ที่ถูกกระทงละหนึ่งในสี่) ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คงจำคุก 1 ปี 6 เดือน กับให้จำเลยคืนหรือใช้เงินจำนวน 180 บาท แก่ผู้เสียหาย

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษาแก้เป็นว่า ให้ยกฟ้องความผิดฐานทำร้ายร่างกายคงลงโทษจำคุกจำเลยฐานลักทรัพย์ในเวลากลางคืนมีกำหนด 9 เดือน นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

โจทก์ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงเบื้องต้นฟังได้ว่า เดิมผู้เสียหายร้องทุกข์ให้ดำเนินคดีแก่จำเลยในข้อหาชิงทรัพย์เป็นเหตุให้ผู้อื่นได้รับอันตรายแก่กายและจิตใจ โดยใช้ยานพาหนะ พยายามข่มขืนกระทำชำเราและกระทำอนาจารโดยใช้กำลังประทุษร้าย ต่อมาผู้เสียหายขอถอนคำร้องทุกข์ในข้อหาพยายามข่มขืนกระทำชำเราและกระทำอนาจารโดยใช้กำลังประทุษร้าย ซึ่งเป็นความผิดอันยอมความได้ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 281 สิทธินำคดีอาญามาฟ้องสำหรับข้อหาดังกล่าวจึงเป็นอันระงับไปตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 39 (2) โจทก์จึงฟ้องจำเลยเฉพาะข้อหาชิงทรัพย์เป็นเหตุให้ผู้อื่นได้รับอันตรายแก่กายและจิตใจโดยใช้ยานพาหนะ ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดฐานทำร้ายร่างกายผู้อื่นเป็นเหตุให้ได้รับอันตรายแก่กายหรือจิตใจและฐานลักทรัพย์ในเวลากลางคืน ศาลอุทธรณ์พิพากษาแก้เป็นว่า จำเลยมีความผิดฐานลักทรัพย์ในเวลากลางคืนและให้ยกฟ้องความผิดฐานทำร้ายร่างกาย สำหรับความผิดฐานลักทรัพย์ในเวลากลางคืน ยุติตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ คดีมีปัญหาข้อกฎหมายต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ว่า การที่ผู้เสียหายถอนคำร้องทุกข์ในข้อหาพยายามข่มขืนกระทำชำเราโดยใช้กำลังประทุษร้ายมีผลทำให้สิทธินำคดีอาญามาฟ้องในความผิดฐานทำร้ายร่างกายระงับไปด้วยหรือไม่ เห็นว่า จากคำเบิกความของผู้เสียหายและบันทึกคำให้การของผู้เสียหาย พฤติการณ์ของจำเลยที่ใช้กำลังทำร้ายร่างกายผู้เสียหายก็เพียงเพื่อทำให้ผู้เสียหายเกรงกลัวและยอมให้จำเลยข่มขืนกระทำชำเรา อันเป็นส่วนหนึ่งของการกระทำความผิดฐานพยายามข่มขืนกระทำชำเราโดยใช้กำลังประทุษร้าย ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 276 วรรคแรก ประกอบมาตรา 80 ดังนั้น เมื่อผู้เสียหายถอนคำร้องทุกข์ในข้อหาพยายามข่มขืนกระทำชำเราโดยใช้กำลังประทุษร้ายจึงย่อมมีผลให้สิทธินำคดีอาญามาฟ้องในข้อหาทำร้ายร่างกายระงับไปด้วย ที่ศาลอุทธรณ์พิพากษามา ชอบแล้ว ฎีกาของโจทก์ฟังไม่ขึ้น

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.อ. ม. 276 ม. 281
ป.วิ.อ. ม. 39 (2)
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการประจำศาลจังหวัดมีนบุรี
จำเลย — นายวสันต์ บุญศิลป์
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดมีนบุรี — นายสุริยนต์ โสตถิทัต
ศาลอุทธรณ์ — นายประสิทธิ์ เจริญถาวรโภคา
ชื่อองค์คณะ
สมชาย พันธุมะโอภาส
จักร อุตตโม
ธราธร ศิลปะโอสถ
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 19305/2555
#532933
เปิดฉบับเต็ม

การจะเป็นผู้สร้างสรรค์งานอันมีลิขสิทธิ์นั้นความสำคัญมิได้อยู่ที่ว่างานที่อ้างว่าได้สร้างสรรค์นั้นเป็นงานใหม่หรือไม่ แต่อยู่ที่ว่าบุคคลนั้นได้ทำหรือก่อให้เกิดงานโดยได้ใช้ความวิริยะอุตสาหะในการสร้างสรรค์ และงานดังกล่าวมีที่มาหรือต้นกำเนิดจากบุคคลผู้นั้น มิได้คัดลอกหรือทำซ้ำหรือดัดแปลงมาจากงานอันมีลิขสิทธิ์อื่น

เมื่อพิจารณาตุ๊กตารูปช้างของโจทก์ร่วมเปรียบเทียบกับภาพธงราชนาวีไทยและธงชาติไทยในอดีตที่มีรูปช้างทรงเครื่องอยู่กลางธง ซึ่งมีมาช้านานแล้ว มีการตกแต่งเครื่องทรงตัวช้างที่คล้ายคลึงกัน แสดงว่างานที่โจทก์ร่วมอ้างว่าโจทก์ร่วมมีลิขสิทธิ์ตามฟ้องนั้นเป็นการปรับปรุงเล็กน้อยโดยลอกเลียนแบบมาจากรูปช้างทรงเครื่องที่มีมาตั้งแต่ครั้งโบราณเช่นที่ปรากฏอยู่ในธงราชนาวีไทยและธงชาติไทยในอดีต งานของโจทก์ร่วมจึงถือไม่ได้ว่าเป็นงานที่โจทก์ร่วมได้ทำขึ้นโดยใช้ความวิริยะอุตสาหะในการสร้างสรรค์งานของโจทก์ร่วมเอง โจทก์ร่วมจึงมิใช่ผู้สร้างสรรค์ตามความหมายแห่งมาตรา 4 ของ พ.ร.บ.ลิขสิทธิ์ พ.ศ.2537

การรับแจ้งข้อมูลลิขสิทธิ์ของกรมทรัพย์สินทางปัญญามิใช่เป็นการจดทะเบียนรับรองสิทธิหรือยืนยันลิขสิทธิ์ของผู้แจ้ง แต่เป็นเพียงหลักฐานเบื้องต้นของผู้แจ้งว่าเป็นเจ้าของของลิขสิทธิ์เท่านั้น หากมีการโต้แย้งว่าผู้ใดเป็นเจ้าของลิขสิทธิ์หรือไม่ต้องมีการพิสูจน์

โจทก์ฟ้องจำเลยว่าละเมิดลิขสิทธิ์โดยมิได้กล่าวถึงเรื่องสิทธิบัตรมาด้วย ตามทางพิจารณาก็ไม่ปรากฏข้อเท็จจริงดังกล่าว ข้อที่โจทก์ร่วมอ้างมาในอุทธรณ์จึงไม่ใช่ข้อที่ได้ยกขึ้นว่ากันมาแล้วโดยชอบในศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลาง ไม่ชอบด้วย พ.ร.บ.จัดตั้งศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศและวิธีพิจารณาคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศ พ.ศ.2539 มาตรา 45 ประกอบ ป.วิ.อ. มาตรา 15 และ ป.วิ.พ. มาตรา 225 วรรคหนึ่ง

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามพระราชบัญญัติลิขสิทธิ์ พ.ศ.2537 มาตรา 4, 8, 15, 31, 70, 75, 76 ให้ของกลางตกเป็นของเจ้าของลิขสิทธิ์ และสั่งจ่ายเงินค่าปรับฐานละเมิดลิขสิทธิ์กึ่งหนึ่งให้แก่ผู้เสียหายซึ่งเป็นเจ้าของลิขสิทธิ์

จำเลยให้การปฏิเสธ

ระหว่างพิจารณา นางสมหมาย ผู้เสียหายยื่นคำร้องขอเข้าร่วมเป็นโจทก์ ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางอนุญาต

ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางพิพากษายกฟ้อง

โจทก์ร่วมอุทธรณ์ต่อศาลฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงที่คู่ความมิได้โต้เถียงกันฟังได้เป็นยุติว่า โจทก์ร่วมประกอบอาชีพค้าขาย ทำผ้าไหม ผ้าขิด และตุ๊กตา โดยจดทะเบียนพาณิชย์ใช้ชื่อประกอบการว่า "ภูเขียวหัตถกรรม" โจทก์ร่วมทำตุ๊กตารูปช้างจากผ้าไหมและผ้าฝ้าย จำเลยประกอบอาชีพค้าขายผ้าไหมและผลิตภัณฑ์ของผ้าไหม ใช้ชื่อร้านค้าว่า ซิลค์ ออฟ สยาม โจทก์ร่วมไปซื้อสินค้าที่ร้านซิลค์ ออฟ สยาม โดยซื้อตุ๊กตารูปช้างซึ่งมีลักษณะคล้ายตุ๊กตารูปช้างที่โจทก์ร่วมผลิต 1 ตัว ในราคา 100 บาท ต่อมาโจทก์ร่วมเข้าร้องทุกข์ต่อเจ้าพนักงานตำรวจ และพาเจ้าพนักงานตำรวจไปตรวจยึดตุ๊กตารูปช้างลักษณะคล้ายตุ๊กตารูปช้างที่โจทก์ร่วมผลิตได้อีก 6 ตัว เป็นของกลางและกล่าวหาจำเลยว่าละเมิดลิขสิทธิ์ในงานสร้างสรรค์ประเภทงานศิลปกรรม (ศิลปประยุกต์) ตุ๊กตารูปช้างของโจทก์ร่วม โดยการเสนอขาย มีไว้เพื่อขายซึ่งตุ๊กตารูปช้างซึ่งมีผู้ทำซ้ำ ดัดแปลงขึ้นโดยละเมิดลิขสิทธิ์ของโจทก์ร่วม อันเป็นการกระทำเพื่อแสวงหากำไรในทางการค้า โดยจำเลยรู้อยู่แล้วว่างานศิลปกรรม (ศิลปประยุกต์) ตุ๊กตารูปช้างเป็นงานอันมีลิขสิทธิ์ของโจทก์ร่วม และโดยไม่ได้รับอนุญาตจากโจทก์ร่วม

มีปัญหาวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของโจทก์ร่วมว่า จำเลยกระทำความผิดตามฟ้องหรือไม่ พระราชบัญญัติลิขสิทธิ์ พ.ศ.2537 มาตรา 4 ได้ให้คำจำกัดความของคำว่า "ผู้สร้างสรรค์" ไว้ว่า หมายความถึงผู้ทำหรือก่อให้เกิดงานสร้างสรรค์อย่างใดอย่างหนึ่งที่เป็นงานอันมีลิขสิทธิ์ตามพระราชบัญญัตินี้ ซึ่งมีความหมายว่า การจะเป็นผู้สร้างสรรค์งานอันมีลิขสิทธิ์นั้นความสำคัญมิได้อยู่ที่ว่างานที่อ้างว่าได้สร้างสรรค์นั้นเป็นงานใหม่หรือไม่ แต่อยู่ที่ว่าบุคคลนั้นได้ทำหรือก่อให้เกิดงานโดยได้ใช้ความวิริยะอุตสาหะในการสร้างสรรค์ และงานดังกล่าวมีที่มาหรือต้นกำเนิดจากบุคคลผู้นั้น มิได้คัดลอกหรือทำซ้ำหรือดัดแปลงมาจากงานอันมีลิขสิทธิ์อื่น เมื่อพิจารณาตุ๊กตารูปช้างของโจทก์ร่วมเปรียบเทียบกับภาพธงราชนาวีไทย และธงชาติไทยในอดีตที่มีรูปช้างทรงเครื่องอยู่กลางธง ซึ่งมีมาช้านานแล้วก็เห็นว่า มีการตกแต่งเครื่องทรงตัวช้างที่คล้ายคลึงกัน แสดงว่างานที่โจทก์ร่วมอ้างว่าโจทก์ร่วมมีลิขสิทธิ์ตามฟ้องนั้นเป็นการปรับปรุงเล็กน้อยโดยลอกเลียนแบบมาจากรูปช้างทรงเครื่องที่มีมาตั้งแต่ครั้งโบราณเช่นที่ปรากฏอยู่ในธงราชนาวีไทยและธงชาติไทยในอดีต งานของโจทก์ร่วมจึงถือไม่ได้ว่าเป็นงานที่โจทก์ร่วมได้ทำขึ้นโดยใช้ความวิริยะอุตสาหะในการสร้างสรรค์งานของโจทก์ร่วมเอง โจทก์ร่วมจึงมิใช่ผู้สร้างสรรค์ตามความหมายแห่งมาตรา 4 ของพระราชบัญญัติลิขสิทธิ์ พ.ศ.2537 ที่โจทก์ร่วมอุทธรณ์ว่า โจทก์ร่วมได้ยื่นแจ้งข้อมูลลิขสิทธิ์และเจ้าหน้าที่ของกรมทรัพย์สินทางปัญญาพิจารณาแล้วเห็นว่าตุ๊กตารูปช้างของโจทก์ร่วมมีการคิดสร้างสรรค์เป็นพิเศษ จึงรับแจ้งข้อมูลลิขสิทธิ์ โจทก์ร่วมจึงมีลิขสิทธิ์ในตุ๊กตารูปช้างอันเป็นงานสร้างสรรค์ของโจทก์ร่วม เห็นว่า การรับแจ้งข้อมูลลิขสิทธิ์ของกรมทรัพย์สินทางปัญญามิใช่เป็นการจดทะเบียนรับรองสิทธิหรือยืนยันลิขสิทธิ์ของผู้แจ้ง แต่เป็นเพียงหลักฐานเบื้องต้นของผู้แจ้งว่าเป็นเจ้าของลิขสิทธิ์เท่านั้น หากมีการโต้แย้งว่าผู้ใดเป็นเจ้าของลิขสิทธิ์หรือไม่ต้องมีการพิสูจน์ เมื่อฟังว่าโจทก์ร่วมมิใช่ผู้สร้างสรรค์ดังวินิจฉัยแล้ว โจทก์ร่วมจึงไม่มีลิขสิทธิ์ในงานตุ๊กตารูปช้างตามที่กล่าวอ้าง สำหรับอุทธรณ์ของโจทก์ร่วมที่อ้างว่าโจทก์ร่วมได้ขอจดสิทธิบัตรการออกแบบผลิตภัณฑ์ตุ๊กตารูปช้างและทางราชการได้ออกสิทธิบัตรการออกแบบผลิตภัณฑ์ให้โจทก์ร่วมแล้ว เห็นว่า คดีนี้โจทก์ฟ้องจำเลยว่าละเมิดลิขสิทธิ์โดยมิได้กล่าวถึงเรื่องสิทธิบัตรมาด้วย ตามทางพิจารณาก็ไม่ปรากฏข้อเท็จจริงดังกล่าว ข้อที่โจทก์ร่วมอ้างมาในอุทธรณ์จึงไม่ใช่ข้อที่ได้ยกขึ้นว่ากันมาแล้วโดยชอบในศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลาง ไม่ชอบด้วยพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศและวิธีพิจารณาคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศ พ.ศ.2539 มาตรา 45 ประกอบประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 15 และประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 225 วรรคหนึ่ง ศาลฎีกาแผนกคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศไม่รับวินิจฉัย อุทธรณ์ของโจทก์ร่วมนอกจากวินิจฉัยมาเป็นเพียงการแสดงความคิดเห็น ไม่จำต้องวินิจฉัย เพราะไม่ทำให้ผลคดีเปลี่ยนแปลง ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางพิพากษาชอบแล้ว อุทธรณ์ของโจทก์ร่วมฟังไม่ขึ้น

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.ลิขสิทธิ์ พ.ศ.2537 ม. 4
พ.ร.บ.จัดตั้งศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศและวิธีพิจารณาคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศ พ.ศ.2539 ม. 45
ป.วิ.พ. ม. 225 วรรคหนึ่ง
ป.วิ.อ. ม. 15
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการ สำนักงานอัยการสูงสุด
โจทก์ร่วม — นางสมหมาย เศรษฐชวาลวงษ์
จำเลย — นายอชิระหรือกฤตภาส พรพิทักษ์ธรรม
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลาง — นายภูมิชัย พันธพฤทธ์พยัต
ชื่อองค์คณะ
เฉลียว พลวิเศษ
อร่าม เสนามนตรี
สมควร วิเชียรวรรณ
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 19287/2555
#540917
เปิดฉบับเต็ม

จำเลยเป็นเพียงผู้มีชื่อถือกรรมสิทธิ์ในที่ดินพิพาทแทนโจทก์ การที่จำเลยรู้อยู่แล้วว่าโฉนดที่ดินพิพาทอยู่ในความครอบครองของโจทก์มิได้สูญหาย แต่กลับไปแจ้งความต่อพนักงานสอบสวนว่าโฉนดที่ดินพิพาทสูญหาย แล้วนำบันทึกคำแจ้งความไปขอออกใบแทนโฉนดที่ดินแล้วโอนขายที่ดินพิพาทให้บุคคลภายนอก เป็นความผิดฐานแจ้งความเท็จตาม ป.อ. มาตรา 137 และโจทก์ย่อมเป็นผู้เสียหายเป็นพิเศษในการกระทำความผิดดังกล่าว มีอำนาจฟ้องคดีได้

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 137

ศาลชั้นต้นไต่สวนมูลฟ้องแล้ว คดีมีมูล ให้ประทับฟ้อง

จำเลยให้การปฏิเสธ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 137 จำคุก 3 เดือน

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 2 พิพากษากลับ ให้ยกฟ้องโจทก์

โจทก์ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงรับฟังว่า โจทก์ซื้อที่ดินโฉนดเลขที่ 1614 ตำบลองครักษ์ อำเภอองครักษ์ จังหวัดนครนายก จากนางประนอม โดยโจทก์ใส่ชื่อโจทก์จำเลยและบุคคลอื่นรวม 22 คน ในโฉนดที่ดิน ต่อมาโจทก์แบ่งแยกที่ดินออกเป็นหลายแปลงเพื่อนำมาจัดสรรขายโดยไม่ได้ขออนุญาตจัดสรรที่ดินตามกฎหมาย บรรดาที่ดินที่แบ่งแยกมีที่ดินโฉนดเลขที่ 65715 ตำบลองครักษ์ อำเภอองครักษ์ จังหวัดนครนายก เนื้อที่ 2 งาน ตารางวา มีชื่อจำเลยเป็นผู้ถือกรรมสิทธิ์ ตามวันเวลาและสถานที่เกิดเหตุตามฟ้อง จำเลยยื่นคำขอต่อเจ้าพนักงานที่ดินจังหวัดนครนายก สาขาองครักษ์ ว่าโฉนดที่ดินเลขที่ 65715 ข้างต้นสูญหายขอให้เจ้าพนักงานที่ดินออกใบแทนโฉนดที่ดินสูญหายให้แก่จำเลยและเจ้าพนักงานที่ดินได้ออกใบแทนโฉนดที่ดินให้แก่จำเลยแล้วจำเลยนำใบแทนโฉนดที่ดินไปจดทะเบียนโอนขายให้แก่นายสมาน

มีปัญหาวินิจฉัยประการแรกว่า จำเลยถือกรรมสิทธิ์ในที่ดินโฉนดเลขที่ 65715 ตำบลองครักษ์ อำเภอองครักษ์ จังหวัดนครนายก แทนโจทก์ หรือไม่ เสียก่อน โดยในปัญหาดังกล่าว ศาลอุทธรณ์ภาค 2 ฟังข้อเท็จจริงว่า โจทก์ใส่ชื่อและแบ่งแยกที่ดินให้ผู้จะซื้อที่ดิน ญาติของโจทก์ และจำเลยรวม 22 คน เพื่อหลบเลี่ยงไม่ขออนุญาตทำการจัดสรรที่ดินจากคณะกรรมการจัดสรรที่ดิน ซึ่งถือว่าโจทก์มีส่วนผิดในการแบ่งแยกที่ดินเป็นชื่อของจำเลย ทำให้จำเลยแจ้งต่อพนักงานที่ดินว่าโฉนดที่ดินสูญหาย จนเจ้าพนักงานที่ดินออกใบแทนโฉนดให้แก่จำเลย และนำที่ดินไปจดทะเบียนขายให้แก่นายสมาน แม้จะเป็นการแจ้งข้อความอันเป็นเท็จต่อเจ้าพนักงาน โจทก์ซึ่งมีส่วนผิดแต่เบื้องต้นจึงมิใช่ผู้เสียหายโดยนิตินัย ซึ่งในประเด็นนี้จำเลยหาได้ยื่นฎีกาคัดค้านคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 2 แต่จำเลยกลับยอมรับข้อเท็จจริงในคำแก้ฎีกาของจำเลยว่า โจทก์นำชื่อญาติพี่น้องของโจทก์ เพื่อนพนักงานในบริษัทของโจทก์ ผู้จะซื้อที่ดิน รวมทั้งจำเลยใส่ชื่อถือกรรมสิทธิ์ในโฉนดที่ดินเลขที่ 1614 ตำบลองครักษ์ อำเภอองครักษ์ จังหวัดนครนายก ที่โจทก์ซื้อมาจากนางประนอมเมื่อมีการแบ่งตอนจัดสรรก็โอนใส่ชื่อให้แก่ผู้ซื้อเพื่อหลบเลี่ยงไม่ต้องไปขออนุญาตจัดสรรที่ดินต่อคณะกรรมการจัดสรรที่ดิน ซึ่งแม้จะเป็นเรื่องที่โจทก์กระทำต่อคณะกรรมการจัดสรรที่ดิน แต่ก็เป็นการกระทำที่เป็นมูลเหตุหรือมีส่วนเกี่ยวข้องกับข้อหาที่โจทก์ฟ้องจำเลยว่าแจ้งความเท็จต่อเจ้าพนักงาน เพราะหากโจทก์ไม่ใส่ชื่อและแบ่งแยกที่ดินให้ผู้จะซื้อที่ดิน ญาติของโจทก์ และจำเลยรวม 22 คน เพื่อที่จะหลบเลี่ยงไม่ขออนุญาตจัดสรรที่ดินต่อคณะกรรมการจัดสรรที่ดินแล้ว ความผิดในข้อหาแจ้งความเท็จตามฟ้องของโจทก์ก็จะไม่เกิดขึ้น เนื่องจากจำเลยไม่สามารถที่จะไปแจ้งต่อเจ้าพนักงานที่ดินได้ว่า จำเลยเป็นผู้มีชื่อถือกรรมสิทธิ์ในที่ดินโฉนดเลขที่ 65715 โฉนดที่ดินสูญหายไป ดังนั้นการที่โจทก์ได้ใส่ชื่อผู้จะซื้อที่ดิน ญาติของโจทก์ และจำเลยเพื่อหลบเลี่ยงไม่ขออนุญาตจัดสรรที่ดิน จึงถือได้ว่าโจทก์มีส่วนผิดในการแบ่งแยกที่ดินเป็นชื่อของจำเลย ทำให้จำเลยแจ้งต่อเจ้าพนักงานที่ดินว่าโฉนดที่ดินสูญหาย ซึ่งแม้จะเป็นการแจ้งข้อความอันเป็นเท็จต่อเจ้าพนักงาน แต่การกระทำดังกล่าวเกิดขึ้นโดยที่โจทก์มีส่วนผิดแต่เบื้องต้น นอกจากข้อความดังกล่าวแล้ว จำเลยยังยอมรับในคำแก้ฎีกาว่า การแจ้งข้อความของจำเลยแม้จะเป็นการแจ้งข้อความอันเป็นเท็จต่อเจ้าพนักงานและโจทก์ได้รับความเสียหายต้องสูญเสียที่ดินไปตามที่โจทก์กล่าวอ้างในฎีกา แต่เมื่อโจทก์มีส่วนผิดในเบื้องต้นโจทก์จึงไม่ใช่ผู้เสียหายโดยนิตินัย ดังนี้ เห็นว่า ข้อเท็จจริงที่จำเลยยอมรับสอดคล้องกับทางนำสืบของโจทก์จึงฟังเป็นยุติว่า ในการจัดสรรที่ดินของโจทก์เพื่อเป็นการหลีกเลี่ยงที่จะไม่ต้องขออนุญาตจัดสรรที่ดินต่อคณะกรรมการจัดสรรที่ดิน โจทก์จึงนำชื่อของญาติของโจทก์ ผู้ที่ประสงค์จะซื้อที่ดินจากการจัดสรร รวมทั้งจำเลยใส่เป็นผู้ถือกรรมสิทธิ์ร่วมในโฉนดที่ดินไว้ก่อน โดยโจทก์จะเก็บต้นฉบับโฉนดที่ดินไว้กับโจทก์ พฤติการณ์จึงฟังได้ว่าโจทก์เป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์ในที่ดินพิพาทอยู่ ส่วนจำเลยเป็นเพียงผู้มีชื่อถือกรรมสิทธิ์ในที่ดินพิพาทแทนโจทก์เท่านั้น

มีปัญหาวินิจฉัยต่อไปว่า โจทก์เป็นผู้เสียหายโดยนิตินัยหรือไม่ ในปัญหาดังกล่าว เห็นว่า เมื่อโจทก์เป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์ในที่ดินพิพาทอยู่ ทั้งยังได้ยึดถือต้นฉบับโฉนดที่ดินที่พิพาทไว้ในครอบครอง การที่จำเลยรู้อยู่แล้วว่าโฉนดที่ดินอยู่ในความครอบครองของโจทก์ แต่กลับไปแจ้งความต่อพนักงานสอบสวนสถานีตำรวจภูธรอำเภอองครักษ์ ว่าโฉนดที่ดินของจำเลยสูญหายแล้วนำบันทึกการแจ้งความไปขอออกใบแทนโฉนดที่ดินแล้วขายที่ดินแปลงพิพาทให้แก่บุคคลภายนอกเช่นนี้ โจทก์ย่อมเป็นผู้เสียหายเป็นพิเศษในการกระทำความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 137 มีอำนาจฟ้องคดีนี้ได้

มีปัญหาวินิจฉัยประการสุดท้ายว่า จำเลยกระทำความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 137 หรือไม่ เห็นว่า การที่จำเลยรู้อยู่แล้วว่าโฉนดที่ดินพิพาทอยู่ในความครอบครองของโจทก์มิได้สูญหาย แต่กลับไปแจ้งความต่อพนักงานสอบสวนว่าโฉนดที่ดินพิพาทสูญหายแล้วนำบันทึกคำแจ้งความไปขอออกใบแทนโฉนดแล้วจึงโอนขายให้กับบุคคลภายนอกเช่นนี้ การแจ้งความของจำเลยจึงเป็นการแจ้งความเท็จตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 137

พิพากษากลับว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 137 จำคุก 3 เดือน ปรับ 1,000 บาท ไม่ปรากฏว่าจำเลยเคยต้องโทษจำคุกมาก่อน โทษจำคุกจึงให้รอการลงโทษไว้มีกำหนด 2 ปี ให้คุมความประพฤติของจำเลยไว้มีกำหนด 1 ปี โดยให้ไปรายงานตัวต่อพนักงานคุมประพฤติทุก 4 เดือนต่อ 1 ครั้ง และให้จำเลยกระทำกิจกรรมบริการสังคมหรือสาธารณประโยชน์มีกำหนด 12 ชั่วโมง ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 56 หากจำเลยไม่ชำระค่าปรับให้จัดการตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 29, 30
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.อ. ม. 2 (4) ม. 28 (2)
ป.อ. ม. 137
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นางสาวศุภภร หรูพิทักษ์
จำเลย — นางนรีรัตน์ เทียมน้อย
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดนครนายก — นายทองเลื่อน พูลพิพัฒน์
ศาลอุทธรณ์ภาค 2 — นายเศกสิทธิ์ สุขใจ
ชื่อองค์คณะ
ภาภูมิ สรอัฑฒ์
สิงห์พล ละอองมณี
พิทักษ์ คงจันทร์
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 19246/2555
#528611
เปิดฉบับเต็ม

โจทก์ฟ้องจำเลยคดีนี้กับคดีอาญาอื่นอีกสี่สำนวนของศาลชั้นต้นในวันเดียวกัน ศาลชั้นต้นได้พิพากษาลงโทษจำคุกจำเลยในคดีนี้กับในคดีอื่นอีกสามสำนวนติดต่อกันไป ดังนั้น เมื่อศาลชั้นต้นอ่านคำพิพากษาคดีนี้ โจทก์ย่อมไม่อาจแถลงต่อศาลชั้นต้นได้ว่าคดีอื่นอีกสามสำนวนนั้นศาลชั้นต้นมีคำพิพากษาลงโทษจำเลยหรือไม่ อย่างไร ตามพฤติการณ์ถือได้ว่าความปรากฏต่อศาลและคู่ความชัดแจ้งแล้วว่าคดีอื่นอีกสามสำนวนนั้นศาลชั้นต้นพิพากษาลงโทษจำเลยแล้ว ศาลชั้นต้นจึงพิพากษาให้นับโทษจำเลยติดต่อกันได้ โดยไม่จำต้องให้โจทก์แถลงต่อศาลซ้ำอีก

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามพระราชบัญญัติจัดหางานและคุ้มครองคนหางาน พ.ศ.2528

มาตรา 4, 91 ตรี ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 341 และนับโทษจำเลยในคดีนี้ต่อจากโทษของจำเลยในคดีอาญาหมายเลขดำที่ 121/2555 ถึง 123/2555 และ 125/2555 ของศาลชั้นต้น

จำเลยให้การรับสารภาพ และรับว่าเป็นบุคคลคนเดียวกับจำเลยในคดีที่โจทก์ขอให้นับโทษต่อ

ก่อนฟ้อง นายสิทธิศักดิ์ ผู้เสียหาย และจำเลยยอมความกันในความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 341 สิทธินำคดีอาญามาฟ้องในความผิดดังกล่าวจึงระงับไปตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 39 (2)

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามพระราชบัญญัติจัดหางานและคุ้มครองคนหางาน พ.ศ.2528 มาตรา 4, 91 ตรี จำคุก 3 ปี จำเลยให้การรับสารภาพ เป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 ลดโทษให้กึ่งหนึ่ง จำคุก 1 ปี 6 เดือน ให้นับโทษจำคุกคดีนี้ต่อจากโทษจำคุกในคดีอาญาหมายเลขดำที่ 121/2555 ถึง 123/2555 ของศาลชั้นต้น คำขออื่นให้ยก

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 4 พิพากษาแก้เป็นว่า ยกคำขอให้นับโทษของจำเลยในคดีนี้ต่อจากโทษของจำเลยในคดีอาญาหมายเลขดำที่ 121/2555 ถึง 123/2555 ของศาลชั้นต้น นอกจากที่แก้คงให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

โจทก์ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาโจทก์ว่า จะนับโทษจำเลยในคดีนี้ต่อจากโทษของจำเลยในคดีอาญาหมายเลขดำที่ 121/2555 ถึง 123/2555 ของศาลชั้นต้นได้หรือไม่ ข้อเท็จจริงรับฟังเป็นยุติตามฎีกาโจทก์โดยจำเลยไม่ได้แก้ฎีกาให้เห็นเป็นอย่างอื่นว่า โจทก์ฟ้องจำเลยคดีนี้กับคดีอาญาหมายเลขดำที่ 121/2555 ถึง 123/2555 ของศาลชั้นต้น ในวันเดียวกัน และศาลชั้นต้นมีคำพิพากษาคดีดังกล่าวในวันเดียวกันโดยพิพากษาในเวลาใกล้เคียงเกี่ยวเนื่องกันไป เห็นว่า ศาลชั้นต้นได้พิพากษาลงโทษจำคุกจำเลยในคดีนี้กับในคดีอื่นอีกสามสำนวนติดต่อกันไป ดังนั้น เมื่อศาลชั้นต้นอ่านคำพิพากษาคดีนี้ โจทก์ย่อมไม่อาจแถลงต่อศาลชั้นต้นได้ว่าคดีอื่นอีกสามสำนวนนั้น ศาลชั้นต้นมีคำพิพากษาลงโทษจำเลยหรือไม่ อย่างไร ทั้งตามพฤติการณ์ดังกล่าวถือได้ว่าความปรากฏต่อศาลและคู่ความชัดแจ้งแล้วว่าคดีอื่นอีกสามสำนวนนั้นศาลชั้นต้นพิพากษาลงโทษจำเลยแล้วโดยไม่จำต้องให้โจทก์แถลงต่อศาลซ้ำอีก ที่ศาลชั้นต้นพิพากษาให้นับโทษจำเลยติดต่อกันจึงชอบแล้ว ฎีกาโจทก์ฟังขึ้น

พิพากษาแก้เป็นว่า ให้นับโทษจำเลยต่อจากโทษของจำเลยในคดีอาญาหมายเลขดำที่ 121/2555 ถึง 123/2555 ของศาลชั้นต้น นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 4
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.อ. ม. 22
พ.ร.บ.จัดหางานและคุ้มครองคนหางาน พ.ศ.2528 ม. 4 ม. 91 ตรี
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการจังหวัดพล
จำเลย — นายทิวากร พรเติม
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดพล — นายรุ่งอรุณ ชนะวีรวรรณ
ศาลอุทธรณ์ภาค 4 — นายก่อเกียรติ เอี่ยมบุตรลบ
ชื่อองค์คณะ
แรงรณ ปริพนธ์พจนพิสุทธิ์
ปดารณี ลัดพลี
สรรทัศน์ เอี่ยมวรชัย
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 19144/2555
#538030
เปิดฉบับเต็ม

การที่จำเลยทั้งสองกับพวกร่วมกันมีไว้ในครอบครองเพื่อขายและขายเครื่องปรับอากาศของกลาง 250 เครื่อง ที่ยังมิได้เสียภาษีสรรพสามิต และจำเลยทั้งสองกับพวกร่วมกันปลอมเครื่องหมาย (สติกเกอร์) แสดงการเสียภาษีสรรพสามิตสำหรับเครื่องปรับอากาศอันเป็นเอกสารราชการและนำเอกสารราชการปลอมดังกล่าวไปใช้ติดกับเครื่องปรับอากาศของกลางเป็นความผิดต่อกฎหมายคนละฉบับ ซึ่งมีองค์ประกอบความผิดที่แตกต่างกัน และเป็นความผิดสำเร็จอยู่ในตัว ทั้งเจตนาในการกระทำความผิดสองฐานก่อให้เกิดผลที่ต่างกัน การกระทำของจำเลยทั้งสองจึงเป็นความผิดสองกรรมต่างกัน

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องและแก้ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยทั้งสองตามพระราชบัญญัติภาษีสรรพสามิต พ.ศ.2527 มาตรา 4, 103, 162, 167 พระราชบัญญัติพิกัดอัตราภาษีสรรพสามิต พ.ศ.2527 มาตรา 3 ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 32, 33, 83, 91, 264, 265, 268 ริบเครื่องหมาย (สติกเกอร์) แสดงการเสียภาษีปลอมของกลาง และนับโทษจำเลยที่ 2 คดีนี้ ต่อจากโทษของจำเลยที่ 2 ในคดีอาญาหมายเลขดำที่ 5402/2546 ของศาลอาญากรุงเทพใต้ คดีอาญาหมายเลขแดงที่ 3064/2547 3921/2548 และ 3955/2548 กับคดีอาญาหมายเลขดำที่ 1833/2547 ของศาลชั้นต้น

จำเลยทั้งสองให้การปฏิเสธ แต่จำเลยที่ 2 รับว่าเป็นบุคคลคนเดียวกับจำเลยในคดีที่โจทก์ขอให้นับโทษต่อ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยทั้งสองมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 268 วรรคแรก ประกอบมาตรา 265 (ที่ถูก มีมาตรา 83 ด้วย) พระราชบัญญัติภาษีสรรพสามิต พ.ศ.2527 มาตรา 162 (ที่ถูก 162 (1)), 167 (ที่ถูกมี ประกอบประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83) การกระทำของจำเลยทั้งสองเป็นความผิดหลายกรรมต่างกัน ให้ลงโทษทุกกระทงความผิดไปตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 ฐานใช้เอกสารปลอมปรับจำเลยที่ 1 เป็นเงิน 5,000 บาท จำคุกจำเลยที่ 2 มีกำหนด 2 ปี ฐานขายหรือมีไว้เพื่อขายสินค้าโดยรู้ว่าเป็นสินค้าที่มิได้เสียภาษี หรือเสียภาษีไม่ครบถ้วน ปรับจำเลยที่ 2 ห้าเท่าของค่าภาษีที่จะต้องเสียเป็นเงิน 1,160,156.10 บาท จำคุกจำเลยที่ 2 มีกำหนด 2 เดือน และปรับ 1,160,156.10 บาท รวมโทษปรับจำเลยที่ 1 เป็นเงิน 1,165,156.10 บาท จำคุกจำเลยที่ 2 มีกำหนด 2 ปี 2 เดือน และปรับ 1,160,156.10 บาท นับโทษจำคุกจำเลยที่ 2 ต่อจากโทษของจำเลยที่ 2 ในคดีอาญาหมายเลขแดงที่ 3064/2547 3921/2548 และ 3955/2548 ของศาลชั้นต้น หากจำเลยที่ 2 ไม่ชำระค่าปรับให้จัดการตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 29, 30 ส่วนจำเลยที่ 1 หากไม่ชำระค่าปรับให้จัดการยึดทรัพย์สินใช้ค่าปรับ (ที่ถูก ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 29) ริบเครื่องหมายแสดงการเสียภาษีสำหรับเครื่องปรับอากาศปลอมของกลาง คำขออื่นนอกจากนี้ให้ยก

จำเลยที่ 2 อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษาแก้เป็นว่า ความผิดฐานร่วมกันใช้เอกสารราชการปลอมและฐานร่วมกันมีไว้เพื่อขายและขายเครื่องปรับอากาศโดยรู้ว่ามิได้เสียภาษีสรรพสามิต เป็นความผิดกรรมเดียว แต่ผิดกฎหมายหลายบท สำหรับจำเลยที่ 1 เป็นนิติบุคคลลงโทษได้เฉพาะโทษปรับ จึงให้ลงโทษฐานร่วมกันมีไว้เพื่อขายและขายเครื่องปรับอากาศโดยรู้ว่ามิได้เสียภาษีสรรพสามิต ซึ่งเป็นกฎหมายที่มีบทลงโทษปรับหนักที่สุด ส่วนจำเลยที่ 2 ให้ลงโทษฐานร่วมกันใช้เอกสารราชการปลอม ซึ่งเป็นกฎหมายที่มีบทลงโทษจำคุกหนักที่สุดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 โดยปรับจำเลยที่ 1 เป็นเงิน 1,160,156.10 บาท จำคุกจำเลยที่ 2 มีกำหนด 1 ปี นอกจากที่แก้คงให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้นโจทก์

จำเลยที่ 2 ฎีกา โดยอัยการสูงสุดรับรองให้จำเลยที่ 2 ฎีกาเฉพาะในส่วนที่เกี่ยวกับขอให้ศาลฎีกาพิพากษาให้รอการลงโทษแก่จำเลยที่ 2

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ว่า การกระทำของจำเลยทั้งสองเป็นความผิดหลายกรรมต่างกันหรือไม่ เห็นว่า การที่จำเลยทั้งสองกับพวกร่วมกันมีไว้ในครอบครองเพื่อขายและขายเครื่องปรับอากาศของกลาง 250 เครื่อง ที่ยังมิได้เสียภาษีสรรพสามิต หลังจากนั้นจำเลยทั้งสองกับพวกร่วมกันปลอมเครื่องหมาย (สติกเกอร์) แสดงการเสียภาษีสรรพาสามิตสำหรับเครื่องปรับอากาศอันเป็นเอกสารราชการและนำเอกสารราชการปลอมดังกล่าวไปใช้ติดกับเครื่องปรับอากาศของกลาง เป็นความผิดต่อกฎหมายคนละฉบับ ซึ่งมีองค์ประกอบแห่งความผิดที่แตกต่างกันและเป็นความผิดสำเร็จอยู่ในตัว ทั้งเจตนาในการกระทำความผิดทั้งสองฐานก่อให้เกิดผลที่ต่างกัน การกระทำของจำเลยทั้งสองจึงเป็นความผิดสองกรรมต่างกันที่ศาลอุทธรณ์พิพากษามานั้น ศาลฎีกาไม่เห็นพ้องด้วย ฎีกาของโจทก์ฟังขึ้น แต่อย่างไรก็ตามเมื่อศาลชั้นต้นลงโทษจำคุกจำเลยที่ 2 ในความผิดฐานร่วมกันขายหรือมีไว้เพื่อขายสินค้าโดยรู้ว่าเป็นสินค้าที่มิได้เสียภาษีหรือเสียภาษีไม่ครบถ้วนแล้ว ศาลฎีกาเห็นสมควรไม่ลงโทษปรับจำเลยที่ 2 ในความผิดฐานดังกล่าวอีก

พิพากษาแก้เป็นว่า การกระทำของจำเลยทั้งสองเป็นความผิดหลายกรรมต่างกัน ให้ลงโทษทุกกรรมเป็นกระทงความผิดไปตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 ฐานร่วมกันใช้เอกสารราชการปลอม ปรับจำเลยที่ 1 เป็นเงิน 5,000 บาท จำคุกจำเลยที่ 2 มีกำหนด 1 ปี และฐานร่วมกันขายหรือมีไว้เพื่อขายสินค้าโดยรู้ว่าเป็นสินค้าที่มิได้เสียภาษีหรือเสียภาษีไม่ครบถ้วน ปรับจำเลยที่ 1 เป็นเงิน 1,160,156.10 บาท จำคุกจำเลยที่ 2 มีกำหนด 2 เดือน รวมปรับจำเลยที่ 1 เป็นเงิน 1,165,156.10 บาท จำคุกจำเลยที่ 2 มีกำหนด 1 ปี 2 เดือน นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.ภาษีสรรพสามิต พ.ศ.2527 ม. 162
ป.อ. ม. 264 ม. 265 ม. 268 ม. 91
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการ สำนักงานอัยการสูงสุด
บริษัทอุตสาหกรรม
จำเลย — เครื่องปรับอากาศไทย จำกัด กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลอาญา — นายนริศ มีสมบูรณ์
ศาลอุทธรณ์ — นายเอกชัย เหลี่ยมไพศาล
ชื่อองค์คณะ
พศวัจณ์ กนกนาก
อภิรัตน์ ลัดพลี
ธงชัย เสนามนตรี
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา