คำพิพากษา คำสั่งคำร้องและคำวินิจฉัยศาลฎีกา

ทั้งหมด 133,243 รายการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 19128/2555
#538006
เปิดฉบับเต็ม

เมื่อคดีถึงที่สุดแล้วและจำเลยที่ 1 ถึงแก่ความตายในระหว่างการบังคับคดี หน้าที่และความรับผิดของจำเลยที่ 1 ย่อมตกแก่ทายาทตาม ป.พ.พ. มาตรา 1599 และ 1600 เพื่อให้การบังคับคดีเสร็จไปเท่านั้น จึงไม่ใช่เรื่องคดีค้างพิจารณาที่ศาลจำต้องปฏิบัติตาม ป.วิ.พ. มาตรา 42 และ 44 ผู้ร้องจึงไม่อาจยื่นคำร้องขอเข้าเป็นคู่ความแทนจำเลยที่ 1 ผู้มรณะ และยื่นคำร้องขอเพิกถอนการบังคับคดีได้ แม้การร้องขอเข้าเป็นคู่ความแทนจำเลยที่ 1 ผู้มรณะ ของผู้ร้อง อาจเป็นไปเพื่อใช้สิทธิของจำเลยที่ 1 ซึ่งตกทอดแก่ตนในฐานะทายาทก็ตาม แต่การร้องขอเข้าเป็นคู่ความแทนที่ผู้มรณะในชั้นบังคับคดีนั้น จำต้องได้ความว่ามีข้อโต้แย้งสิทธิตามกฎหมายเกิดขึ้นในชั้นบังคับคดีเสียก่อน เมื่อคำร้องของผู้ร้องไม่ปรากฏข้อเท็จจริงว่ามีการบังคับคดีโดยฝ่าฝืนต่อกฎหมายอันมีผลกระทบต่อสิทธิของผู้ร้องในฐานะทายาทของจำเลยที่ 1 อย่างไร จึงเป็นคำร้องที่ไม่ชอบด้วย ป.วิ.พ. มาตรา 296 ลำพังเพียงเหตุว่าโจทก์ไม่บังคับคดีภายในสิบปี หาก่อให้เกิดสิทธิในการรับมรดกความเพื่อต่อสู้ในชั้นบังคับคดีได้ไม่ ทั้งการบังคับคดีภายในกำหนดระยะเวลาหรือไม่ก็เป็นสิทธิของโจทก์ซึ่งเป็นเจ้าหนี้ตามคำพิพากษา ไม่มีบทบัญญัติของกฎหมายใดให้อำนาจผู้ร้องที่จะร้องขอให้การบังคับคดีสิ้นผลเมื่อล่วงพ้นกำหนดระยะเวลาสิบปีได้ ผู้ร้องจึงไม่มีสิทธิยื่นคำร้องขอให้เพิกถอนการบังคับคดี

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
คดีสืบเนื่องมาจากศาลฎีกามีคำพิพากษาให้ที่ดินโฉนดเลขที่ 2239 เลขที่ดิน 39 ตำบลบางรัก อำเภอบางรัก กรุงเทพมหานคร ตกเป็นภาระจำยอมแก่ที่ดินโฉนดเลขที่ 9556 เลขที่ดิน 348 ตำบลบางรัก อำเภอบางรัก กรุงเทพมหานคร ของโจทก์ ให้จำเลยที่ 1 ดำเนินการจดทะเบียนภาระจำยอม หากไม่ปฏิบัติตามให้ถือเอาคำพิพากษาเป็นการแสดงเจตนาของจำเลยที่ 1 โดยให้โจทก์ดำเนินการจดทะเบียนภาระจำยอมแทนด้วยค่าใช้จ่ายของโจทก์ และห้ามจำเลยที่ 1 ทำการก่อสร้างอาคารบนที่ดินโฉนดเลขที่ 2239 ดังกล่าว ให้รื้อถอนสิ่งปลูกสร้างออกจากทางภาระจำยอมและซ่อมแซมทางภาระจำยอมให้กลับคืนสู่สภาพเดิม กับให้จำเลยที่ 1 ใช้ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสามศาลแทนโจทก์ โดยกำหนดค่าทนายความรวม 4,500 บาท โดยศาลชั้นต้นอ่านคำพิพากษาศาลฎีกาเมื่อวันที่ 13 พฤษภาคม 2540

ผู้ร้องยื่นคำร้องว่า จำเลยที่ 1 ถึงแก่ความตายเมื่อวันที่ 26 มีนาคม 2546 ผู้ร้องในฐานะบุตรและผู้จัดการมรดกขอเข้าเป็นคู่ความแทนจำเลยที่ 1 ผู้มรณะ และขอให้เพิกถอนการบังคับคดีเนื่องจากโจทก์ไม่บังคับคดีภายในสิบปี และมีคำสั่งจำหน่ายคดีออกจากสารบบความ

ศาลชั้นต้นมีคำสั่งยกคำร้อง ค่าคำร้องให้เป็นพับ

ในระหว่างระยะเวลาอุทธรณ์ ผู้ร้องยื่นคำร้องอีกฉบับหนึ่งว่า ผู้ร้องเป็นผู้จัดการมรดกของจำเลยที่ 1 และศาลฎีกามีคำพิพากษาให้รื้อถอนอาคาร แต่โจทก์ไม่ดำเนินการบังคับคดีจนล่วงพ้นระยะเวลาสิบปีนับแต่วันที่มีคำพิพากษาถึงที่สุด ขอให้ไต่สวนคำร้อง และมีคำสั่งงดการบังคับคดี กับเพิกถอนหมายบังคับคดีลงวันที่ 30 มิถุนายน 2540

ศาลชั้นต้นมีคำสั่งยกคำร้อง ค่าคำร้องให้เป็นพับ

ผู้ร้องอุทธรณ์คำสั่งศาลชั้นต้นทั้งสองฉบับ

ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ

ผู้ร้องฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของผู้ร้องว่า ผู้ร้องมีสิทธิขอเข้าเป็นคู่ความแทนที่จำเลยที่ 1 ผู้มรณะ และมีสิทธิขอให้เพิกถอนการบังคับคดีหรือไม่ เห็นว่า เมื่อคดีถึงที่สุดแล้วและจำเลยที่ 1 ถึงแก่ความตายในระหว่างการบังคับคดี หน้าที่และความรับผิดของจำเลยที่ 1 ย่อมตกแก่ทายาท ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1599 และ 1600 เพื่อให้การบังคับคดีเสร็จไปเท่านั้น จึงไม่ใช่เรื่องคดีค้างพิจารณาที่ศาลจำต้องปฏิบัติตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 42 และ 44 ผู้ร้องจึงไม่อาจยื่นคำร้องขอเข้าเป็นคู่ความแทนจำเลยที่ 1 ผู้มรณะ และยื่นคำร้องขอเพิกถอนการบังคับคดีได้ แม้การร้องขอเข้าเป็นคู่ความแทนจำเลยที่ 1 ผู้มรณะของผู้ร้อง อาจเป็นไปเพื่อใช้สิทธิของจำเลยที่ 1 ซึ่งตกทอดแก่ตนในฐานะทายาทก็ตาม แต่การร้องขอเข้าเป็นคู่ความแทนที่ผู้มรณะในชั้นบังคับคดีนั้น จำต้องได้ความว่ามีข้อโต้แย้งสิทธิตามกฎหมายเกิดขึ้นในชั้นบังคับคดีเสียก่อน เมื่อคำร้องของผู้ร้องไม่ปรากฏข้อเท็จจริงว่ามีการบังคับคดีโดยฝ่าฝืนต่อกฎหมายอันมีผลกระทบต่อสิทธิของผู้ร้องในฐานะทายาทของจำเลยที่ 1 อย่างไร จึงเป็นคำร้องที่ไม่ชอบด้วยประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 296 ลำพังเพียงเหตุว่าโจทก์ไม่บังคับคดีภายในสิบปี หาก่อให้เกิดสิทธิในการรับมรดกความเพื่อต่อสู้ในชั้นบังคับคดีได้ไม่ ทั้งการบังคับคดีภายในกำหนดระยะเวลาหรือไม่ก็เป็นสิทธิของโจทก์ซึ่งเป็นเจ้าหนี้ตามคำพิพากษา ไม่มีบทบัญญัติของกฎหมายใดให้อำนาจผู้ร้องที่จะร้องขอให้การบังคับคดีสิ้นผลเมื่อล่วงพ้นกำหนดระยะเวลาสิบปีได้ ผู้ร้องจึงไม่มีสิทธิยื่นคำร้องขอให้เพิกถอนการบังคับคดี ที่ศาลอุทธรณ์พิพากษายืนตามคำสั่งศาลชั้นต้นที่ให้ยกคำร้องของผู้ร้อง โดยไม่ไต่สวนคำร้องทั้งสองฉบับชอบแล้ว ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาของผู้ร้องฟังไม่ขึ้น

พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 1599 ม. 1600
ป.วิ.พ. ม. 42 ม. 44 ม. 271 ม. 296
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นายทวีเกียรติ กฤษณามระ
ผู้ร้อง — นายกชภูมิ อภิรักษ์ธนากร
จำเลย — นายวิบูลย์ อภิรักษ์ธนากร กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลแพ่ง — นายณัฐพงศ์ ฐาปนาเนติพงศ์
ศาลอุทธรณ์ — นายพรชัย พุ่มกำพล
ชื่อองค์คณะ
วิรุฬห์ แสงเทียน
นิยุต สุภัทรพาหิรผล
ฉัตรไชย จันทร์พรายศรี
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 19074/2555
#532876
เปิดฉบับเต็ม

การที่โจทก์ยื่นคำร้องขอคืนภาษีเงินได้นิติบุคคล เจ้าพนักงานประเมินต้องตรวจสอบบัญชีเอกสารหลักฐานต่าง ๆ ก่อนว่า ในรอบระยะเวลาบัญชีนั้นโจทก์เสียภาษีถูกต้องหรือไม่ ซึ่งตัวแทนโจทก์ไม่ได้ส่งมอบบัญชีและเอกสารประกอบการลงบัญชี อีกทั้งไม่สามารถให้ถ้อยคำเกี่ยวกับการดำเนินงานของบริษัทซึ่งตั้งขึ้นตามกฎหมายของต่างประเทศทั้งสามบริษัทให้เพียงพอแก่การตรวจสอบได้ เจ้าพนักงานประเมินจึงยังไม่สามารถทราบได้แน่ชัดว่าบริษัทต่างประเทศทั้งสามจะได้รับคืนภาษีตามจำนวนที่ขอคืนได้หรือไม่ และกรณีของโจทก์มิใช่เป็นการขอคืนชัดแจ้งซึ่งไม่จำต้องตรวจสอบตามระเบียบกรมสรรพากรว่าด้วยการคืนเงินภาษีอากร พ.ศ.2539 ข้อ 13.1 แต่เป็นกรณีที่จำเป็นต้องตรวจสอบบัญชีเอกสารหลักฐานต่าง ๆ ให้ปรากฏยอดเงินได้สุทธิหรือกำไรสุทธิหรือขาดทุนสุทธิ ตามข้อ 13.2 การที่จำเลยยังไม่อาจคืนภาษีให้ได้จึงยังไม่เป็นการโต้แย้งสิทธิโจทก์ตาม ป.วิ.พ. มาตรา 55 ประกอบ พ.ร.บ.จัดตั้งศาลภาษีอากรและวิธีพิจารณาคดีภาษีอากร พ.ศ.2528 มาตรา 17

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้จำเลยชำระเงินจำนวน 53,722,186.36 บาท พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 1 ต่อเดือน ของต้นเงิน 43,609,094.97 บาท นับแต่วันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าชำระเสร็จ ให้จำเลยชำระเงินค่าใช้จ่ายในการเดินทาง ค่าที่พัก และค่าดำเนินธุรกรรมทางการเงินจำนวน 95,000 บาท ต่อเดือน นับถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าคดีถึงที่สุด หากจำเลยไม่ชำระ ขอให้จำเลยนำเงินที่จะต้องชำระคืนแก่โจทก์ดังกล่าวไปหักกลบลบหนี้กับภาษีอื่นที่โจทก์ค้างชำระแก่จำเลย

จำเลยให้การขอให้ยกฟ้อง

ศาลภาษีอากรพิพากษาให้จำเลยคืนเงินภาษีอากรจำนวน 43,609,094.97 บาท ให้แก่โจทก์ภายใน 3 เดือน นับแต่วันพิพากษา หากไม่ชำระให้โจทก์มีสิทธินำไปหักกลบลบหนี้กับค่าภาษีอากร (ภาษีมูลค่าเพิ่ม) ที่ค้างชำระแก่จำเลยได้ กับให้จำเลยใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ โดยกำหนดค่าทนายความ 10,000 บาท คำขออื่นนอกจากนี้ให้ยกเสีย

จำเลยอุทธรณ์ต่อศาลฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า การเสียภาษีจากบริษัทและห้างหุ้นส่วนนิติบุคคลนั้น โดยทั่วไปต้องปฏิบัติตามมาตรา 65 แห่งประมวลรัษฎากร กล่าวคือ เงินได้ที่ต้องเสียภาษีตามความในส่วนนี้คือกำไรสุทธิซึ่งคำนวณได้จากรายได้จากกิจการ หรือเนื่องจากกิจการที่กระทำในรอบระยะเวลาบัญชี หักด้วยรายจ่ายตามเงื่อนไขที่ระบุไว้ในมาตรา 65 ทวิ และมาตรา 65 ตรี แห่งประมวลรัษฎากร โดยยื่นแบบแสดงรายการภาษีเงินได้นิติบุคคล (ภ.ง.ด. 50) และเสียภาษีตามอัตราที่กำหนดไว้ในบัญชีอัตราภาษีเงินได้ท้ายหมวดนี้ สำหรับกรณีบริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคลตามมาตรา 66 วรรคสอง กระทำกิจการขนส่งผ่านประเทศต่าง ๆ ให้เสียภาษีเฉพาะกิจการขนส่งตามเกณฑ์ในมาตรา 67 แห่งประมวลรัษฎากร โดย (1) ในกรณีรับขนคนโดยสาร ให้เสียภาษีในอัตราร้อยละ 3 ของค่าโดยสาร ค่าธรรมเนียม และประโยชน์อื่นใดที่เรียกเก็บในประเทศไทยก่อนหักรายจ่ายใด ๆ เนื่องในการรับขนคนโดยสารนั้น โดยยื่นแบบแสดงรายการภาษีเงินได้บริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคลตามมาตรา 69 เฉพาะกิจการขนส่งผ่านประเทศต่างๆ ตามมาตรา 67 แห่งประมวลรัษฎากร (ภ.ง.ด. 52) ดังนั้น การเสียภาษีเงินได้ของบริษัทดังกล่าวทั้งแบบ ภ.ง.ด. 50 และ แบบ ภ.ง.ด. 52 ต่างก็มีฐานภาษีจากรายได้จากกิจการหรือเนื่องจากกิจการที่ทำในรอบระยะเวลาบัญชีนั้นเอง และรายได้ที่นำมาคำนวณภาษีเงินได้นิติบุคคลตามแบบ ภ.ง.ด. 50 และ แบบ ภ.ง.ด. 52 ซึ่งพิพาทกันในคดีนี้เป็นรายได้จำนวนเดียวกัน ที่ต่างกันก็แต่เฉพาะการคำนวณภาษีตามแบบ ภ.ง.ด. 50 จะคำนวณจากฐานกำไรสุทธิ ส่วนการคำนวณภาษีตามแบบ ภ.ง.ด. 52 จะคำนวณอัตราร้อยละ 3 ของค่าโดยสาร ค่าธรรมเนียม และประโยชน์อื่นใดที่เรียกเก็บในประเทศไทยก่อนหักรายจ่ายใด ๆ เนื่องจากการรับขนคนโดยสารนั้น การที่โจทก์ยื่นคำร้องขอคืนภาษีจากการยื่นแบบแสดงรายการภาษีเงินได้บริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคลตามมาตรา 69 เฉพาะกิจการขนส่งผ่านประเทศต่างๆ ตามมาตรา 67 แห่งประมวลรัษฎากร (ภ.ง.ด. 52) นั้น เจ้าพนักงานประเมินของจำเลยจะต้องตรวจสอบบัญชีเอกสารหลักฐานต่าง ๆ ก่อนว่า ในรอบระยะเวลาบัญชีนั้นโจทก์เสียภาษีเงินได้นิติบุคคลถูกต้องครบถ้วนหรือไม่ และตามระเบียบของกรมสรรพากรว่าด้วยการตรวจสอบภาษีอากร พ.ศ.2539 ข้อ 13 กำหนดระยะเวลาการตรวจสอบตามความยากง่ายของคำร้องขอคืนภาษี ซึ่งคดีนี้ข้อเท็จจริงฟังยุติแล้วว่า ตัวแทนโจทก์ไม่ได้ส่งมอบบัญชีและเอกสารประกอบการลงบัญชี อีกทั้งไม่สามารถให้ถ้อยคำเกี่ยวกับการดำเนินงานของบริษัทซึ่งตั้งขึ้นตามกฎหมายของต่างประเทศทั้งสามบริษัทให้เพียงพอแก่การตรวจสอบความถูกต้องของการเสียภาษีเงินได้นิติบุคคลสำหรับรอบระยะเวลาบัญชีที่ขอคืนได้ เจ้าพนักงานประเมินของจำเลยจึงยังไม่สามารถทราบได้แน่ชัดว่าบริษัทซึ่งตั้งขึ้นตามกฎหมายของต่างประเทศทั้งสามจะได้รับคืนภาษีตามจำนวนที่ขอคืนหรือไม่ อย่างไร การขอคืนภาษีเงินได้นิติบุคคลสำหรับรอบระยะเวลาบัญชีพิพาทนั้น เจ้าพนักงานของจำเลยจะต้องตรวจสอบบัญชีและเอกสารต่าง ๆ การที่จำเลยยังไม่อาจคืนภาษีเงินได้นิติบุคคลดังกล่าวให้แก่บริษัทซึ่งตั้งขึ้นตามกฎหมายของต่างประเทศทั้งสามโดยมีโจทก์เป็นตัวแทนนั้น จึงยังไม่เป็นการโต้แย้งสิทธิโจทก์ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 55 ประกอบพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลภาษีอากรและวิธีพิจารณาคดีภาษีอากร พ.ศ.2528 มาตรา 17

การที่เจ้าพนักงานของจำเลยเห็นว่า กรณีของโจทก์มิใช่กรณีที่ขอคืนชัดแจ้งซึ่งไม่จำต้องตรวจสอบตามระเบียบดังกล่าวตามข้อ 13.1 อันจะสามารถสั่งคืนได้ภายใน 3 เดือน นับแต่วันที่ได้รับคำร้อง แต่เป็นกรณีที่จำเป็นต้องตรวจสอบบัญชีเอกสารหลักฐานต่าง ๆ อันได้แก่กรณีที่ต้องตรวจสอบให้ปรากฏยอดเงินได้สุทธิหรือกำไรสุทธิหรือขาดทุนสุทธิตามข้อ 13.2 ซึ่งผู้ขอคืนภาษีเป็นผู้ประกอบกิจการขนาดใหญ่ ตามระเบียบกรมสรรพากรดังกล่าวข้อ 13.2 (2) ให้ดำเนินการตรวจให้แล้วเสร็จภายในหนึ่งปี หากไม่แล้วเสร็จภายในเวลาดังกล่าวให้ขอขยายเวลาได้อีกหนึ่งครั้งไม่เกิน 3 เดือน ความเห็นของเจ้าพนักงานของจำเลยจึงชอบด้วยระเบียบดังกล่าวแล้ว การที่โจทก์นำคดีมาฟ้องขณะที่ยังอยู่ในระยะเวลาการตรวจสอบดังกล่าว ข้อเท็จจริงจึงฟังไม่ได้ว่าโจทก์ถูกโต้แย้งสิทธิตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 55 ประกอบมาตรา 17 แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลภาษีอากรและวิธีพิจารณาคดีภาษีอากร พ.ศ.2528 เช่นกัน ที่ศาลภาษีอากรกลางวินิจฉัยว่าโจทก์มีอำนาจฟ้องโดยให้เหตุผลว่า โจทก์เป็นตัวแทนของบริษัทซึ่งตั้งขึ้นตามกฎหมายของต่างประเทศตามมาตรา 76 ทวิ แห่งประมวลรัษฎากร ซึ่งกำหนดให้ตัวแทนมีหน้าที่และความรับผิดในการยื่นรายการและเสียภาษีแทนนิติบุคคลซึ่งตั้งขึ้นตามกฎหมายของต่างประเทศ แต่มิได้กำหนดถึงสิทธิของตัวแทนไว้ว่ามีเพียงใด การบังคับใช้กฎหมายจึงต้องบังคับใช้ให้เกิดความเป็นธรรม เมื่อโจทก์มีหน้าที่และความรับผิดในการยื่นแบบและเสียภาษี โจทก์ย่อมมีสิทธิที่จะดำเนินการเพื่อรักษาสิทธิต่างๆ เช่น การขอเงินภาษีอากรที่ชำระผิดประเภทคืนนั้น ไม่ต้องด้วยความเห็นของศาลฎีกาแผนกคดีภาษีอากร อุทธรณ์ของจำเลยในประเด็นนี้ฟังขึ้น ไม่จำต้องวินิจฉัยอุทธรณ์ของจำเลยประเด็นอื่นอีกต่อไป เพราะไม่ทำให้ผลของคดีเปลี่ยนแปลง

พิพากษากลับ ให้ยกฟ้อง ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสองศาลให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ. ม. 55
พ.ร.บ.จัดตั้งศาลภาษีอากรและวิธีพิจารณาคดีภาษีอากร พ.ศ.2528 ม. 17
ระเบียบกรมสรรพากร ว่าด้วยการคืนเงินภาษีอากร พ.ศ.2539
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — บริษัทสตาร์ครูซเซส ชิปปิ้ง แอนด์ เซอร์วิสเซส จำกัด
จำเลย — กรมศุลกากร
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลภาษีอากรกลาง — นายอดิศักดิ์ ศรธนะรัตน์
ชื่อองค์คณะ
วีระพล ตั้งสุวรรณ
องอาจ โรจนสุพจน์
พันวะสา บัวทอง
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 19031/2555
#533807
เปิดฉบับเต็ม
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นาย พร้อม วรินทรเวช
จำเลย — นาย ชม เกิดกันโณ กับพวกรวม 4 คน
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลแขวงนครศรีธรรมราช -
ชื่อองค์คณะ
นายสุทธิโชค เทพไตรรัตน์
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 19016/2555
#532891
เปิดฉบับเต็ม

จำเลยกระทำความผิดฐานลักทรัพย์ ซึ่งมิใช่ความผิดต่อส่วนตัว แม้จำเลยจะยินยอมชดใช้ค่าเสียหายแก่โจทก์ร่วม ก็หาทำให้สิทธินำคดีอาญามาฟ้องของโจทก์ระงับไปไม่

ตามพระธรรมนูญศาลยุติธรรม อำนาจพิจารณาพิพากษาคดีอาญาที่แบ่งตามประเภทคดีคงมีแต่เฉพาะในศาลชั้นต้นเท่านั้น ส่วนในชั้นอุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์และศาลอุทธรณ์ภาคซึ่งมีเขตอำนาจย่อมมีอำนาจพิจารณาพิพากษาคดีในศาลชั้นต้นในเขตอำนาจทุกประเภททั้งที่อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลแขวงและศาลจังหวัดที่อุทธรณ์มาได้ เมื่อคดีนี้อยู่ในเขตจังหวัดสมุทรปราการที่ศาลอุทธรณ์ภาค 1 มีเขตอำนาจศาล ศาลอุทธรณ์ภาค 1 จึงมีอำนาจพิพากษาลงโทษจำเลยได้

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 352 ให้จำเลยคืนบัตรเติมเงินโทรศัพท์เคลื่อนที่ที่จำเลยยักยอกไปหรือชดใช้เงินจำนวน 381,500 บาท แก่ผู้เสียหาย

จำเลยให้การปฏิเสธ

ระหว่างพิจารณาบริษัทซีเอ็ดยูเคชั่น จำกัด ผู้เสียหายยื่นคำร้องขอเข้าร่วมเป็นโจทก์ ศาลชั้นต้นอนุญาต

ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง

โจทก์อุทธรณ์โดยอธิบดีอัยการฝ่ายคดีศาลสูงเขต 1 ซึ่งอัยการสูงสุดได้มอบหมายรับรองให้อุทธรณ์ในปัญหาข้อเท็จจริง

ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษากลับว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 335(11) วรรคแรก ลงโทษจำคุก 2 ปี ให้จำเลยคืนบัตรเติมเงินโทรศัพท์เคลื่อนที่ที่ลักไปหรือใช้ราคาเป็นเงิน 381,500 บาท แก่โจทก์ร่วม

จำเลยฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยข้อแรกว่า จำเลยกระทำความผิดตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 1 หรือไม่ โจทก์และโจทก์ร่วมมีนายวิโรจน์ ผู้อำนวยการฝ่ายทรัพยากรบุคคลและพัฒนาองค์กรของโจทก์ร่วม มาเป็นพยานเบิกความได้ความว่า เมื่อวันที่ 25 ธันวาคม 2546 จำเลยได้รับบัตรเติมเงินโทรศัพท์ เคลื่อนที่จากบริษัทดิจิตอลโฟน จำกัด มีมูลค่าสี่ล้านบาทเศษไว้ในความดูแลรักษา โดยจำเลยลงลายมือชื่อไว้เป็นหลักฐานตามใบแจ้งหนี้ เป็นบัตรเติมเงินราคา 300 บาท 500 บาท และ 800 บาท จำนวน 11,720 ใบ 1,630 ใบ และ 840 ใบตามลำดับ จำเลยมีหน้าที่ดูแลจัดเก็บบัตรเติมเงินดังกล่าวไว้ในตู้เซฟและห้องจัดเก็บ จำเลยเป็นผู้รักษาทั้งกุญแจตู้และกุญแจห้องโดยหน้าที่เมื่อจำเลยรับบัตรเติมเงินมาแล้ว จำเลยต้องนำเอกสาร ไปแจ้งฝ่ายข้อมูลของโจทก์ร่วม จัดพิมพ์ใบรับสินค้าของสาขาโจทก์ร่วมเพื่อจะจำแนกจ่ายบัตรเติมเงินโทรศัพท์เคลื่อนที่ให้แก่สาขาต่าง ๆ ของโจทก์ร่วม ปรากฏตามใบรับสินค้าหรือ GRN จากนั้นจำเลยจะนำเอกสารไปจำแนกบัตรเติมเงินโทรศัพท์เคลื่อนที่เพื่อจัดส่งให้แก่สาขาต่าง ๆ ตามที่เอกสารดังกล่าวระบุไว้ เมื่อจำแนกเสร็จแล้ว จำเลยต้องมาจัดทำใบรับ - ส่งเอกสารระบุจำนวนบัตรเติมเงินที่จะต้องส่งไปยังสาขาต่าง ๆ ของโจทก์ร่วมและแยกจัดบัตรเติมเงินตามจำนวนที่ต้องส่งไปนั้น ตามตัวอย่างใบรับ - ส่ง เมื่อทราบว่าสาขาของโจทก์ร่วม ไม่ได้รับบัตรเติมเงินโทรศัพท์เคลื่อนที่ จึงมีการตรวจสอบเอกสารที่ส่วนกระจายสินค้า ไม่ปรากฏว่ามีการลงรายละเอียดของการส่งบัตรเติมเงินโทรศัพท์เคลื่อนที่ไปยังสาขาของโจทก์ร่วม นางสาวนงค์รัตน์ ผู้ช่วยผู้จัดการสาขาเวียงตากของโจทก์ร่วม เป็นพยานเบิกความได้ความว่านางสาวนงค์รัตน์ตรวจรับสินค้าในสภาพหีบห่อปกติเรียบร้อย แต่ไม่มีบัตรเติมเงินโทรศัพท์เคลื่อนที่ตามข้อมูลที่ปรากฏในคอมพิวเตอร์ และไม่พบใบรับสินค้าหรือ GRN ในกล่องสินค้า เมื่อสอบถามมายังจำเลย จำเลยแจ้งว่าอาจเกิดความผิดพลาดและจะติดตามให้ ภายหลังนางสาวนงค์รัตน์จึงแจ้งมายังนายโชคชัย ผู้จัดการศูนย์กระจายสินค้าของโจทก์ร่วมและนายอำนาจ ผู้ช่วยผู้จัดการฝ่ายตรวจสอบสินค้าของโจทก์ร่วมมาเป็นพยานเบิกความได้ความว่า พยานทั้งสองเป็นผู้บังคับบัญชาของจำเลย จำเลยมีหน้าที่จัดบัตรเติมเงินส่งไปยังสาขาต่างๆ ของโจทก์ร่วม เมื่อเกิดกรณีบัตรเติมเงินของโจทก์ร่วมหายไป ตรวจสอบแล้วพบว่าเป็นบัตรเติมเงินที่จำเลยมีหน้าที่ดูแลรักษาและจัดส่ง ในการจัดส่งบัตรเติมเงินไม่พบใบรับสินค้าหรือ GRN ในกล่องสินค้า และไม่มีการจัดทำใบรับ - ส่งเอกสารในส่วนบัตรเติมเงินจำนวนนั้น ซึ่งจำเลยมีหน้าที่ต้องทำ เมื่อสอบถามจำเลย จำเลยไม่สามารถชี้แจงเรื่องที่เกิดขึ้นได้ แต่ยอมรับผิดชอบและรับว่าจะจัดส่งบัตรไปให้ในภายหลังเอง ศาลฎีกาเห็นว่า พยานโจทก์และโจทก์ร่วมดังกล่าวเบิกความได้สอดคล้องกันอย่างสมเหตุผล ไม่ปรากฏข้อระแวงสงสัยว่าจะเบิกความกลั่นแกล้งจำเลย คำพยานมีน้ำหนักเชื่อถือได้ว่า จำเลยรับบัตรเติมเงินโทรศัพท์เคลื่อนที่ไว้ในความดูแลรักษาตามหน้าที่และไม่ส่งบัตรเติมเงินดังกล่าวไปยังสาขาของโจทก์ร่วม ทั้งไม่มีใบรับสินค้าหรือ GRN อยู่ในกล่อง แสดงให้เห็นว่า จำเลยเจตนาที่จะไม่จัดส่งบัตรเติมเงินไปยังสาขาของโจทก์ร่วม เมื่อมีการตรวจพบว่าไม่มีการส่งบัตรเติมเงิน จำเลยก็ไม่สามารถชี้แจงหรืออธิบายเรื่องที่เกิดขึ้นอย่างปกติได้ ครั้นเมื่อผู้บังคับบัญชาสอบถาม จำเลยก็ยอมรับในการกระทำที่ไม่ถูกต้องของตน พยานหลักฐานของโจทก์และโจทก์ร่วมที่นำสืบมาชี้ชัดว่า จำเลยเป็นผู้มีหน้าที่ดูแลรักษาบัตรเติมเงินโทรศัพท์เคลื่อนที่ของโจทก์ร่วมแล้วจำเลยไม่จัดส่งบัตรเติมเงินดังกล่าวไปยังสาขาของโจทก์ร่วมโดยปิดบังการไม่จัดส่งบัตรดังกล่าวให้ผู้อื่นรู้ บัตรเติมเงินดังกล่าวมีราคานับแสนบาทมีมูลค่าสูงย่อมสามารถจูงใจให้นำไปหาประโยชน์ได้จำนวนมาก ฉะนั้นแม้ไม่มีประจักษ์พยาน แต่พฤติการณ์และพยานแวดล้อมกรณีดังกล่าวมีน้ำหนักมั่นคงรับฟังได้โดยปราศจากข้อสงสัยว่า จำเลยเอาบัตรเติมเงินโทรศัพท์เคลื่อนที่ของโจทก์ร่วมที่จำเลยมีหน้าที่ดูแลรักษาอยู่ไปโดยทุจริต ส่วนการที่จำเลยจะนำบัตรเติมเงินออกไปจากที่ทำการของโจทก์ร่วมอย่างไร มีพนักงานของโจทก์ร่วมคนอื่นเข้ามาเกี่ยวข้องกับการทำงานของจำเลยและจำเลยมีรายได้เสริมหรือไม่ ก็ไม่ทำให้ผลคดีเปลี่ยนแปลงไป ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษาว่าจำเลยมีความผิดฐานลักทรัพย์นั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาข้อนี้ของจำเลยฟังไม่ขึ้น

มีปัญหาตามฎีกาของจำเลยข้อต่อไปว่า โจทก์มีอำนาจฟ้องหรือไม่ โดยจำเลยฎีกาว่า จำเลยได้ชดใช้ราคาค่าบัตรเติมเงินที่หายไปให้โจทก์ร่วมแล้ว จึงเป็นการที่โจทก์ร่วมประนีประนอมยอมความกับจำเลย โจทก์จึงไม่มีอำนาจฟ้อง เห็นว่า จำเลยกระทำความผิดฐานลักทรัพย์ ซึ่งมิใช่ความผิดต่อส่วนตัว แม้จำเลยจะยินยอมชดใช้ค่าเสียหายแก่โจทก์ร่วม ก็หาทำให้สิทธิการนำคดีอาญาของโจทก์มาฟ้องระงับไม่ โจทก์จึงมีอำนาจฟ้อง ฎีกาข้อนี้ของจำเลยฟังไม่ขึ้น

ปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยประการสุดท้ายว่า การที่ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษาลงโทษจำเลยในความผิดฐานลักทรัพย์ ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 335 (11) ชอบด้วยกฎหมายหรือไม่ โดยจำเลยฎีกาว่า โจทก์ฟ้องจำเลยต่อศาลแขวงว่า จำเลยกระทำความผิดฐานยักยอก ซึ่งความผิดฐานดังกล่าวอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลแขวง แต่ความผิดฐานลักทรัพย์ ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 335 (11) อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลจังหวัด ศาลอุทธรณ์ภาค 1 จึงไม่มีอำนาจพิพากษาลงโทษจำเลยแบบศาลจังหวัดและจะต้องลงโทษจำเลยในข้อหาที่ศาลแขวงมีอำนาจพิจารณาเท่านั้น เห็นว่า ตามพระธรรมนูญศาลยุติธรรม อำนาจพิจารณาพิพากษาคดีอาญาที่แบ่งตามประเภทคดีคงมีแต่เฉพาะในศาลชั้นต้นเท่านั้น ส่วนในชั้นอุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์และศาลอุทธรณ์ภาค 1 ซึ่งมีเขตอำนาจย่อมมีอำนาจพิจารณาพิพากษาบรรดาคดีในศาลชั้นต้นในเขตอำนาจทุกประเภททั้งที่อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลแขวงและศาลจังหวัดที่อุทธรณ์มาได้ เมื่อคดีนี้เกิดอยู่ในเขตจังหวัดสมุทรปราการที่ศาลอุทธรณ์ภาค 1 มีเขตอำนาจศาล ศาลอุทธรณ์ภาค 1 จึงมีอำนาจพิพากษาลงโทษจำเลยในความผิดดังกล่าวได้ฎีกาข้อนี้ของจำเลยฟังไม่ขึ้นเช่นกัน

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.อ. ม. 39 (2)
พระธรรมนูญศาลยุติธรรม ม. 2 ม. 22
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการคดีศาลแขวงสมุทรปราการ
โจทก์ร่วม — บริษัทซีเอ็ดยูเคชั่น จำกัด
จำเลย — นายอรรคพล เดชพละ
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลแขวงสมุทรปราการ — นายวรรณรัตน์ ชลวิชิต
ศาลอุทธรณ์ภาค 1 — นายอรรจพล เพชรกาฬ
ชื่อองค์คณะ
อัปษร หิรัญบูรณะ
อนันต์ ชุมวิสูตร
ชัยยุทธ ศรีจำนงค์
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 18982/2555
#532888
เปิดฉบับเต็ม

จำเลยนั่งรถยนต์ที่มี ร. เป็นผู้ขับเพื่อส่งเมทแอมเฟตามีนให้สายลับ เมื่อถึงจุดนัดหมาย ร. จอดรถสายลับเดินไปทางด้านซ้ายของรถที่จำเลยนั่งอยู่แล้วกระจกประตูรถด้านซ้ายลดลงสายลับคุยกับบุคคลภายในรถแล้วคนในรถส่งมอบเมทแอมเฟตามีนให้แก่สายลับและสายลับส่งธนบัตรที่ใช้ล่อซื้อให้แก่คนในรถ หากจำเลยมิได้มีส่วนรู้เห็นเกี่ยวข้องสายลับก็ต้องเดินไปหา ร. ซึ่งเป็นคนขับ ตามพฤติการณ์บ่งชี้ว่า จำเลยรู้เห็นในการจำหน่ายและได้ช่วยเหลือในการส่งมอบเมทแอมเฟตามีนจนทำให้การซื้อขายเป็นผลสำเร็จ อันถือได้ว่าจำเลยช่วยเหลือหรือให้ความสะดวกแก่ ร. ในการจำหน่ายเมทแอมเฟตามีน

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 มาตรา 4, 7, 8, 15, 66 ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83, 91

จำเลยให้การปฏิเสธ

ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง

โจทก์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 6 พิพากษาแก้เป็นว่า จำเลยมีความผิดตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 มาตรา 15 วรรคสาม (2) (ที่ถูก มาตรา 15 วรรคหนึ่ง), 66 วรรคสอง ประกอบประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 86 ให้จำคุก 4 ปี และปรับ 280,000 บาท หากไม่ชำระค่าปรับให้จัดการตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 29, 30 ให้กักขังแทนค่าปรับเกินกว่าหนึ่งปีแต่ไม่เกินสองปี ข้อหาอื่นนอกจากนี้ให้ยก

จำเลยฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงรับฟังเป็นยุติในเบื้องต้นว่า ในวันเกิดเหตุเจ้าพนักงานตำรวจสืบทราบจากสายลับว่า นางราเมลกับพวกนำเมทแอมเฟตามีนจำนวนมากมาจากจังหวัดทางภาคเหนือเพื่อจำหน่ายแก่กลุ่มวัยรุ่น จึงวางแผนจับกุมโดยการล่อซื้อ โดยมอบหมายให้สายลับโทรศัพท์สั่งซื้อเมทแอมเฟตามีน จำนวน 20 เม็ด จากนางราเมลในราคา 5,000 บาท นางราเมลนัดหมายจะนำเมทแอมเฟตามีนไปส่งมอบให้สายลับที่สนามกีฬากลางจังหวัดพิษณุโลก เจ้าพนักงานตำรวจจึงนำกำลังไปซุ่มอยู่บริเวณดังกล่าว ถึงเวลานัดหมายสายลับขับรถจักรยานยนต์ไปจอดรอสักพักหนึ่ง นางราเมลขับรถยนต์เก๋ง ยี่ห้อโตโยต้า หมายเลขทะเบียน กข 5244 พะเยา แล่นเข้าไปจอดใกล้รถจักรยานยนต์ของสายลับโดยมีจำเลยนั่งอยู่ด้านหน้าคู่กับนางราเมล สายลับเดินเข้าไปที่รถยนต์เก๋งของนางราเมล ส่งมอบเงินและเมทแอมเฟตามีนที่ตกลงซื้อขายให้แก่กัน จากนั้นเจ้าพนักงานตำรวจที่ซุ่มรออยู่เข้าไปแสดงตนและจับกุมจำเลยและนางราเมลยึดธนบัตรจำนวน 5,000 บาท ที่ใช้ล่อซื้ออยู่ในกระเป๋าภายในรถด้านหน้า และยึดเมทแอมเฟตามีน จำนวน 20 เม็ด ที่ล่อซื้อได้จากสายลับ เจ้าพนักงานตำรวจควบคุมตัวจำเลยและนางราเมลไปตรวจค้นร้านเสริมสวยของจำเลย ยึดเมทแอมเฟตามีนอีก 2 เม็ด ห่อด้วยกระดาษตะกั่วเก็บอยู่ในกระเป๋ากางเกงยีนของนางราเมลภายในห้องนอนของร้านเสริมสวย สำหรับเมทแอมเฟตามีน จำนวน 20 เม็ด ของกลางที่ได้จากการล่อซื้อ คำนวณเป็นสารบริสุทธิ์ได้ 0.511 กรัม สำหรับความผิดฐานร่วมกันมีเมทแอมเฟตามีน จำนวน 22 เม็ด ไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่าย ศาลอุทธรณ์ภาค 6 พิพากษายกฟ้อง ไม่มีคู่ความฝ่ายใดฎีกา จึงยุติไปตามคำพิพากษาของศาลอุทธรณ์ภาค 6

มีปัญหาวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยว่า จำเลยกระทำความผิดฐานเป็นผู้สนับสนุนนางราเมลจำหน่ายเมทแอมเฟตามีน จำนวน 20 เม็ด ตามคำพิพากษาของศาลอุทธรณ์ภาค 6 หรือไม่ แม้โจทก์มิได้นำสายลับมาเบิกความเป็นพยาน และโจทก์ไม่มีพยานที่เบิกความยืนยันว่า จำเลยได้มีส่วนร่วมในการเจรจาตกลงซื้อขายเมทแอมเฟตามีนกับสายลับ แต่ที่จำเลยกับนางราเมลเดินทางมาโดยรถยนต์เก๋งนำเมทแอมเฟตามีนมาส่งมอบให้สายลับด้วยกันตามที่สายลับได้ล่อซื้อเมทแอมเฟตามีนจากนางราเมลและร้อยตำรวจเอกสมชายพยานโจทก์เบิกความยืนยันว่า เห็นสายลับเดินไปที่รถยนต์เก๋งทางด้านซ้ายที่จำเลยนั่งแล้วกระจกรถด้านซ้ายลดลง สายลับพูดคุยกับคนในรถและส่งมอบสิ่งของให้แก่กัน การจำหน่ายเมทแอมเฟตามีนอันเป็นยาเสพติดให้โทษในประเภท 1 เป็นความผิดที่มีอัตราโทษสูง หากจำเลยไม่ได้มีส่วนเกี่ยวข้องกับเมทแอมเฟตามีนนางราเมลย่อมไม่กล้ากระทำโดยเปิดเผยให้จำเลยได้รู้เห็น ประกอบกับในชั้นสอบสวนจำเลยให้การรับว่านางราเมลได้ชวนจำเลยให้นั่งรถมาเป็นเพื่อนโดยบอกว่าจะเอาเมทแอมเฟตามีนไปส่งให้แก่ลูกค้า แสดงว่าจำเลยทราบดีอยู่แล้วว่านางราเมลจะนำเมทแอมเฟตามีนมาส่งให้แก่สายลับ ที่จำเลยฎีกาว่า บันทึกคำให้การพนักงานสอบสวนไม่ได้อ่านข้อความให้จำเลยฟังและจำเลยไม่ได้อ่านข้อความ จำเลยไม่ได้ให้การด้วยความสมัครใจ ทั้งไม่มีทนายความเข้าร่วมฟังการสอบคำให้การ บันทึกคำให้การจึงรับฟังไม่ได้นั้น จำเลยมิได้นำสืบหักล้างบันทึกคำให้การ และโจทก์มีพันตำรวจโทสามารถ พนักงานสอบสวนเป็นพยานเบิกความรับรองว่า ในชั้นสอบสวนพยานได้แจ้งข้อหาให้จำเลยทราบ จำเลยให้การปฏิเสธ แต่จำเลยรับว่าเดินทางมาพร้อมนางราเมลและรู้อยู่แล้วว่านางราเมลจะนำเมทแอมเฟตามีนไปจำหน่ายให้สายลับ ทั้งตามบันทึกคำให้การมีรายละเอียดข้อมูลส่วนตัวของจำเลย ซึ่งหากจำเลยมิได้เป็นผู้ให้การก็ยากที่พนักงานสอบสวนจะทำบันทึกคำให้การขึ้นเองได้ เชื่อว่าจำเลยให้การในชั้นสอบสวนด้วยความสมัครใจ มิได้เกิดจากการให้คำมั่นสัญญา ขู่เข็ญ หลอกลวง ทรมาน ใช้กำลังบังคับ หรือกระทำโดยมิชอบประการใด ๆ ส่วนที่จำเลยอ้างว่าไม่มีทนายความเข้าร่วมฟังการสอบคำให้การ เห็นว่า ตามบันทึกคำให้การปรากฏว่าพนักงานสอบสวนได้สอบถามจำเลยแล้วจำเลยตอบว่าไม่มีทนายความและไม่ประสงค์จะให้ทนายความร่วมรับฟังการสอบสวน ถือได้ว่าพนักงานสอบสวนได้สอบคำให้การจำเลยชอบด้วยกฏหมายแล้ว พยานหลักฐานของโจทก์จึงมีน้ำหนักอันควรแก่การรับฟัง ที่จำเลยนำสืบว่า จำเลยเดินทางไปกับนางราเมลเนื่องจากนางราเมลชวนไปรับประทานอาหาร จำเลยไม่ทราบว่านางราเมลจะนำเมทแอมเฟตามีนไปส่งมอบให้แก่สายลับนั้น เห็นว่า จำเลยมีเพียงตัวจำเลยอ้างตนเองเบิกความเป็นพยานเพียงปากเดียว โดยจำเลยไม่ได้อ้างนางราเมลเป็นพยาน ทั้งคำเบิกความของจำเลยยังขัดกับบันทึกคำให้การในชั้นสอบสวนของจำเลย จึงมีน้ำหนักน้อยไม่อาจหักล้างพยานหลักฐานของโจทก์ได้ การที่จำเลยนั่งรถยนต์มากับนางราเมลเพื่อนำเมทแอมเฟตามีน จำนวน 20 เม็ด มาส่งมอบให้แก่สายลับตามที่สายลับได้ล่อซื้อ และเมื่อนางราเมลจอดรถที่จุดนัดหมาย สายลับก็เดินไปทางด้านซ้ายของรถที่จำเลยนั่งแล้วกระจกประตูรถด้านซ้ายลดลง หลังจากนั้นสายลับพูดคุยกับบุคคลภายในรถแล้วคนในรถได้ส่งมอบเมทแอมเฟตามีนให้แก่สายลับ ส่วนสายลับส่งธนบัตรที่ใช้ล่อซื้อให้แก่คนในรถ ดังนี้ หากจำเลยมิได้มีส่วนรู้เห็นเกี่ยวข้องสายลับก็ย่อมต้องเดินไปหานางราเมลซึ่งเป็นคนขับรถมิใช่เดินมาทางด้านซ้ายของรถ ตามพฤติการณ์ดังกล่าวจึงบ่งชี้ว่า จำเลยรู้เห็นในการจำหน่ายเมทแอมเฟตามีนและได้ช่วยเหลือในการส่งเมทแอมเฟตามีนให้แก่สายลับจนทำให้การซื้อขายเมทแอมเฟตามีนระหว่างนางราเมลกับสายลับเป็นผลสำเร็จ อันถือได้ว่าจำเลยช่วยเหลือหรือให้ความสะดวกแก่นางราเมลในการจำหน่ายเมทแอมเฟตามีนตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 86 จำเลยจึงมีความผิดฐานเป็นผู้สนับสนุนการกระทำความผิดดังกล่าว ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 6 พิพากษามาชอบแล้ว ฎีกาของจำเลยฟังไม่ขึ้น

อนึ่ง คำให้การในชั้นสอบสวนของจำเลยเป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 6 ไม่ลดโทษให้แก่จำเลย ศาลฎีกาไม่เห็นพ้องด้วย และปัญหาดังกล่าวเป็นข้อกฎหมายที่เกี่ยวกับความสงบเรียบร้อย ศาลฎีกามีอำนาจยกขึ้นวินิจฉัยได้เองตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 195 วรรคสอง ประกอบด้วยมาตรา 225

พิพากษาแก้เป็นว่า คำให้การของจำเลยในชั้นสอบสวนเป็นประโยชน์แก่การพิจารณามีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 หนึ่งในสาม คงจำคุก 2 ปี 8 เดือน และปรับ 186,666.67 บาท นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 6
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.อ. ม. 86
พ.ร.บ.ยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 ม. 15 วรรคหนึ่ง ม. 66 วรรคสอง
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการจังหวัดพิษณุโลก
จำเลย — นางรัชนี สอนพันธ์
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดพิษณุโลก — นายนิติธร ศรีบุตร
ศาลอุทธรณ์ภาค 6 — นางพิมลรัตน์ วรรธนะหทัย
ชื่อองค์คณะ
สมยศ เข็มทอง
ไชยยงค์ คงจันทร์
เมทินี ชโลธร
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 18955/2555
#532861
เปิดฉบับเต็ม

ข้อบังคับสหกรณ์ออมทรัพย์ครูเลย จำกัด พ.ศ.2542 ข้อ 86 (1) กำหนดว่า กรณีเป็นระเบียบว่าด้วยการรับฝากเงินต้องได้รับความเห็นชอบจากนายทะเบียนสหกรณ์ก่อนจึงจะมีผลใช้บังคับได้ หากเป็นระเบียบอื่น เมื่อคณะกรรมการดำเนินการกำหนดใช้แล้ว ให้ส่งสำเนาให้นายทะเบียนสหกรณ์รับทราบ เมื่อพิจารณาระเบียบว่าด้วยเงินฝากสวัสดิการเพื่อช่วยเหลือครอบครัวสมาชิกโครงการ 1 พ.ศ.2539 (ส.ค.ส.1) แล้วจะเห็นได้ว่าระเบียบดังกล่าวระบุวัตถุประสงค์ของโครงการไว้ชัดเจนว่าเพื่อจัดสวัสดิการแก่สมาชิกหรือครอบครัวสมาชิกในกรณีที่ถึงแก่กรรมหรือมีอายุครบหกสิบปีบริบูรณ์ขึ้นไป เพื่อให้สมาชิกและครอบครัวมีหลักประกันชีวิตที่มั่นคงรวมทั้งเป็นหลักประกันในการชำระหนี้แก่สมาชิก ระเบียบดังกล่าวจึงเป็นระเบียบเกี่ยวกับการจัดสวัสดิการให้แก่สมาชิก ไม่ใช่เป็นเรื่องรับฝากเงินซึ่งผู้ฝากเงินส่งมอบเงินให้แก่ผู้รับฝากและผู้รับฝากตกลงว่าจะเก็บรักษาเงินไว้แล้วจะคืนให้ จึงไม่ใช่ระเบียบว่าด้วยการรับฝากเงินตามข้อ 86 (1) ที่จะต้องได้รับความเห็นชอบจากนายทะเบียนสหกรณ์ก่อนจึงจะมีผลบังคับได้ แต่เป็นระเบียบอื่นๆ ที่คณะกรรมการดำเนินการของจำเลยที่ 1 มีอำนาจดำเนินการแก้ไขเปลี่ยนแปลงได้ ทั้งก่อนมีการแก้ไขระเบียบว่าด้วยเงินฝากสวัสดิการเพื่อช่วยเหลือครอบครัวสมาชิกโครงการ 1 ฯ จำเลยที่ 1 แต่งตั้งคณะทำงานและรับฟังความคิดเห็นจากสมาชิกแล้ว ในที่สุดที่ประชุมใหญ่มีมติให้เปลี่ยนแปลงหลักเกณฑ์การจ่ายเงินสงเคราะห์โดยให้งดจ่ายเงินสงเคราะห์แก่สมาชิกเมื่ออายุครบ 60 ปี จำนวน 50,000 บาท แต่ให้จ่ายเงินสงเคราะห์แก่ทายาทของสมาชิกเมื่อสมาชิกเสียชีวิตเพียงครั้งเดียว 100,000 บาท และมีการแจ้งเรื่องดังกล่าวให้นายทะเบียนสหกรณ์ทราบแล้ว ดังนั้นการแก้ไขเปลี่ยนแปลงหลักเกณฑ์การจ่ายเงินสงเคราะห์ตามระเบียบว่าด้วยเงินฝากสวัสดิการเพื่อช่วยเหลือครอบครัวสมาชิกโครงการ 1 ฯ จึงเป็นการแก้ไขเปลี่ยนแปลงโดยชอบ มีผลผูกพันสมาชิกทั้งหมดรวมทั้งโจทก์ทั้งสองด้วย โจทก์ทั้งสองยื่นคำขอรับเงินสงเคราะห์เมื่ออายุครบ 60 ปี ภายหลังจากการแก้ไขเปลี่ยนแปลงที่ให้งดจ่ายเงินดังกล่าวแล้ว จำเลยที่ 1 จึงมีสิทธิปฏิเสธไม่จ่ายเงินตามคำขอของโจทก์ทั้งสองได้

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ทั้งสองฟ้องขอให้บังคับจำเลยทั้งสองร่วมกันหรือแทนกันชำระเงิน 100,625 บาท พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงิน 100,000 บาท นับถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ทั้งสอง

จำเลยที่ 1 ให้การขอให้ยกฟ้อง

จำเลยที่ 2 ขาดนัดยื่นคำให้การและขาดนัดพิจารณา

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยที่ 1 ชำระเงิน 100,625 บาท พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงิน 100,000 บาท นับถัดจากวันฟ้อง (ฟ้องวันที่ 31 ตุลาคม 2549) เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ทั้งสอง กับให้จำเลยที่ 1 ใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ทั้งสอง โดยกำหนดค่าทนายความ 3,000 บาท ให้ยกฟ้องโจทก์ทั้งสองสำหรับจำเลยที่ 2

จำเลยที่ 1 อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 4 พิพากษาแก้เป็นว่า ให้ยกฟ้องโจทก์ทั้งสองสำหรับจำเลยที่ 1 ด้วย ค่าฤชาธรรมเนียมระหว่างโจทก์ทั้งสองกับจำเลยที่ 2 ในศาลชั้นต้นและระหว่างโจทก์ทั้งสองกับจำเลยที่ 1 ทั้งสองศาลให้เป็นพับ นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

โจทก์ทั้งสองฎีกา โดยผู้พิพากษาที่ได้นั่งพิจารณาคดีในศาลชั้นต้นรับรองว่ามีเหตุสมควรที่จะฎีกาในข้อเท็จจริงได้

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงเบื้องต้นรับฟังได้ยุติตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 4 โดยคู่ความไม่ได้โต้แย้งในชั้นฎีกาว่า จำเลยที่ 1 เป็นนิติบุคคลประเภทสหกรณ์การธนกิจ จดทะเบียนจัดตั้งเมื่อปี 2512 ในปี 2539 จำเลยที่ 1 จัดให้มีโครงการเงินฝากสวัสดิการเพื่อช่วยเหลือครอบครัวสมาชิกโครงการ 1 พ.ศ.2539 (ส.ค.ส. 1) ตามระเบียบ ซึ่งระเบียบดังกล่าว ข้อ 16 และ 18 กำหนดให้จำเลยที่ 1 จ่ายเงินสงเคราะห์เท่ากับจำนวนสมาชิกคูณ 20 แต่ไม่เกิน 100,000 บาท ให้แก่ทายาทของสมาชิกที่ถึงแก่กรรม หากเป็นสมาชิกสวัสดิการมาแล้วไม่น้อยกว่า 10 ปี และมีอายุครบ 60 ปีบริบูรณ์ขึ้นไป สมาชิกมีสิทธิได้รับเงินสงเคราะห์เท่ากับจำนวนสมาชิกคูณ 20 แต่ไม่เกิน 50,000 บาท และเมื่อสมาชิกดังกล่าวถึงแก่กรรมจะมีการจ่ายเงินสงเคราะห์ที่เหลืออีกครึ่งหนึ่งให้แก่ทายาทของสมาชิก เมื่อวันที่ 13 กันยายน 2539 โจทก์ทั้งสองสมัครเข้าเป็นสมาชิกโครงการดังกล่าว ต่อมาเมื่อวันที่ 14 สิงหาคม 2549 จำเลยที่ 1 จัดให้มีการประชุมใหญ่วิสามัญประจำปี ครั้งที่ 1/2549 ซึ่งโจทก์ที่ 1 เข้าร่วมประชุมด้วย ที่ประชุมมีมติเปลี่ยนแปลงการจ่ายเงินสงเคราะห์ โดยให้งดจ่ายเงินสงเคราะห์เมื่ออายุครบ 60 ปี และให้จ่ายเงินสงเคราะห์ครั้งเดียว 100,000 บาท แก่ทายาทของสมาชิกเมื่อสมาชิกเสียชีวิต เมื่อวันที่ 13 กันยายน 2549 โจทก์ทั้งสองซึ่งเป็นสมาชิกครบ 10 ปี และอายุครบ 60 ปีบริบูรณ์ ยื่นคำขอรับเงินสงเคราะห์คนละ 50,000 บาท จำเลยที่ 1 ไม่จ่ายเงินสงเคราะห์ดังกล่าวให้โดยอ้างมติที่ประชุมใหญ่วิสามัญประจำปี ครั้งที่ 1/2549 ให้งดจ่ายเงินสงเคราะห์เมื่ออายุ 60 ปี แต่จะจ่ายเงินสงเคราะห์ 100,000 บาท ครั้งเดียวให้แก่ทายาทของสมาชิกเมื่อสมาชิกเสียชีวิต

มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ทั้งสองว่า ระเบียบสหกรณ์ออมทรัพย์ครูเลย จำกัด ว่าด้วยเงินฝากสวัสดิการเพื่อช่วยเหลือครอบครัวสมาชิกโครงการ 1 พ.ศ.2539 (ส.ค.ส. 1) ถือว่าเป็นระเบียบว่าด้วยการรับฝากเงินตามข้อบังคับสหกรณ์ออมทรัพย์ครูเลย จำกัด แก้ไขเพิ่มเติม (ฉบับที่ 3) พ.ศ.2547 ข้อ 86 (1) ซึ่งต้องได้รับความเห็นชอบจากนายทะเบียนสหกรณ์ก่อนจึงจะใช้บังคับได้หรือไม่ เห็นว่า ข้อบังคับสหกรณ์ออมทรัพย์ครูเลย จำกัด พ.ศ.2542 ข้อ 86 (1) กำหนดว่ากรณีเป็นระเบียบว่าด้วยการรับฝากเงินต้องได้รับความเห็นชอบจากนายทะเบียนสหกรณ์ก่อนจึงจะมีผลใช้บังคับได้ หากเป็นระเบียบอื่นเมื่อคณะกรรมการดำเนินการกำหนดใช้แล้วให้ส่งสำเนาให้นายทะเบียนสหกรณ์รับทราบ เมื่อพิจารณาระเบียบว่าด้วยเงินฝากสวัสดิการเพื่อช่วยเหลือครอบครัวสมาชิกโครงการ 1 พ.ศ. 2539 (ส.ค.ส. 1) แล้วจะเห็นได้ว่าระเบียบดังกล่าวระบุวัตถุประสงค์ของโครงการไว้ชัดเจนว่าเพื่อจัดสวัสดิการแก่สมาชิกหรือครอบครัวสมาชิกในกรณีที่ถึงแก่กรรมหรือมีอายุครบหกสิบปีบริบูรณ์ขึ้นไป เพื่อให้สมาชิกและครอบครัวมีหลักประกันชีวิตที่มั่นคงรวมทั้งเป็นหลักประกันในการชำระหนี้แก่สมาชิก ระเบียบดังกล่าวจึงเป็นระเบียบเกี่ยวกับการจัดสวัสดิการให้แก่สมาชิก ไม่ใช่เป็นเรื่องรับฝากเงินซึ่งผู้ฝากเงินส่งมอบเงินให้แก่ผู้รับฝากและผู้รับฝากตกลงว่าจะเก็บรักษาเงินนั้นไว้แล้วจะคืนให้ จึงไม่ใช่ระเบียบว่าด้วยการรับฝากเงินตามข้อ 86 (1) ที่จะต้องได้รับความเห็นชอบจากนายทะเบียนสหกรณ์ก่อนจึงจะมีผลบังคับได้ แต่เป็นระเบียบอื่น ๆ ที่คณะกรรมการดำเนินการของจำเลยที่ 1 มีอำนาจดำเนินการแก้ไขเปลี่ยนแปลงได้ ข้อเท็จจริงปรากฏตามสำเนารายงานการประชุมใหญ่วิสามัญประจำปี ครั้งที่ 1/2549 ของจำเลยที่ 1 ว่าก่อนมีการแก้ไขระเบียบว่าด้วยเงินฝากสวัสดิการเพื่อช่วยเหลือครอบครัวสมาชิกโครงการ 1 พ.ศ.2539 (ส.ค.ส. 1) จำเลยที่ 1 แต่งตั้งคณะทำงานและรับฟังความคิดเห็นจากสมาชิกแล้ว ในที่สุดที่ประชุมใหญ่มีมติให้เปลี่ยนแปลงหลักเกณฑ์การจ่ายเงินสงเคราะห์ โดยให้งดจ่ายเงินสงเคราะห์แก่สมาชิกเมื่ออายุครบ 60 ปี จำนวน 50,000 บาท แต่ให้จ่ายเงินสงเคราะห์แก่ทายาทของสมาชิกเมื่อสมาชิกเสียชีวิตเพียงครั้งเดียว 100,000 บาท และมีการแจ้งเรื่องดังกล่าวให้นายทะเบียนสหกรณ์ทราบแล้ว ดังนั้น การแก้ไขเปลี่ยนแปลงหลักเกณฑ์การจ่ายเงินสงเคราะห์ตามระเบียบว่าด้วยเงินฝากสวัสดิการเพื่อช่วยเหลือครอบครัวสมาชิกโครงการ 1 พ.ศ.2539 (ส.ค.ส. 1) จึงเป็นการแก้ไขเปลี่ยนแปลงโดยชอบ มีผลผูกพันสมาชิกทั้งหมดรวมทั้งโจทก์ทั้งสองด้วย โจทก์ทั้งสองยื่นคำขอรับเงินสงเคราะห์เมื่ออายุครบ 60 ปี ภายหลังจากการแก้ไขเปลี่ยนแปลงที่ให้งดจ่ายเงินดังกล่าวแล้ว จำเลยที่ 1 จึงมีสิทธิปฏิเสธไม่จ่ายเงินตามคำขอของโจทก์ทั้งสอง

พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมในชั้นฎีกาให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 672
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นายเสี่ยน วรินทรา กับพวก
จำเลย — สหกรณ์ออมทรัพย์ครูเลย จำกัด กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดเลย — นายอภิเชษฐ์ ศรีโยม
ศาลอุทธรณ์ภาค 4 — นายพงษ์รัตน์ เครือกลิ่น
ชื่อองค์คณะ
กฤษฎิ์จิรัฐ คุณาจิรภรณ์
พิศล พิรุณ
อิสสระ นิ่มละมัย
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 18952/2555
#541490
เปิดฉบับเต็ม

โจทก์เป็นผู้ครอบครองโฉนดที่ดินพิพาททั้งสามฉบับโดยจำเลยที่ 2 มอบให้ยึดถือเป็นประกันเงินกู้ตามสัญญากู้ยืมเงิน โจทก์จึงมีสิทธิยึดถือโฉนดที่ดินไว้เป็นประกันการชำระหนี้เงินกู้จนกว่าจะได้รับชำระหนี้คืน อันเป็นบุคคลสิทธิบังคับกันได้ระหว่างโจทก์กับจำเลยที่ 2 ในฐานะคู่สัญญาต่อกัน แม้การที่โจทก์ยึดถือโฉนดที่ดินพิพาททั้งสามฉบับเป็นประกันเงินกู้ที่โจทก์จะได้รับคืนซึ่งไม่ได้เป็นคุณแก่โจทก์เกี่ยวด้วยโฉนดพิพาททั้งสามฉบับ กรณีจึงหาใช่สิทธิยึดหน่วงตาม ป.พ.พ. มาตรา 241 ซึ่งหมายถึง การที่ผู้ครอบครองทรัพย์สินของผู้อื่นและมีหนี้อันเป็นคุณแก่ผู้ครอบครองเกี่ยวด้วยทรัพย์สินที่ครอบครองนั้นก็ตาม แต่โจทก์ก็ย่อมมีสิทธิยึดถือโฉนดที่ดินพิพาททั้งสามฉบับเป็นประกันจนกว่าจะได้รับชำระหนี้คืน

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้จำเลยทั้งสองร่วมกันชำระหนี้เงินกู้คำนวณถึงวันฟ้องเป็นเงิน 8,224,202 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 15 ต่อปี ของต้นเงินจำนวน 6,224,562 บาท นับถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์

จำเลยทั้งสองให้การขอให้ยกฟ้อง และจำเลยที่ 2 ฟ้องแย้งขอให้โจทก์คืนโฉนดที่ดินเลขที่ 22355, 22356 และ 22357 ตำบลบ้านช่างหล่อ อำเภอบางกอกน้อย กรุงเทพมหานคร แก่จำเลยที่ 2

โจทก์ให้การแก้ฟ้องแย้งขอให้ยกฟ้องแย้ง

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยทั้งสองร่วมกันชำระเงินจำนวน 1,000,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันที่ 2 มิถุนายน 2542 เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ แต่ดอกเบี้ยถึงวันฟ้อง (ฟ้องวันที่ 23 กรกฎาคม 2544) ต้องไม่เกินจำนวน 1,999,640 บาท ตามที่โจทก์ขอ กับให้จำเลยทั้งสองร่วมกันใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ โดยกำหนดค่าทนายความให้ 10,000 บาท ส่วนค่าขึ้นศาลให้ใช้แทนเท่าที่โจทก์ชนะคดี กับให้โจทก์คืนโฉนดที่ดินเลขที่ 22355, 22356 และ 22357 ตำบลบ้านช่างหล่อ อำเภอบางกอกน้อย กรุงเทพมหานคร แก่จำเลยที่ 2 ส่วนค่าฤชาธรรมเนียมในส่วนนี้ให้เป็นพับ

โจทก์และจำเลยทั้งสองอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษาแก้เป็นว่า ให้จำเลยทั้งสองรับผิดในดอกเบี้ยนับแต่วันที่ 8 มิถุนายน 2544 เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น ให้โจทก์ใช้ค่าฤชาธรรมเนียมสำหรับฟ้องของโจทก์และฟ้องแย้งของจำเลยที่ 2 ในชั้นอุทธรณ์แทนจำเลยทั้งสองโดยกำหนดค่าทนายความให้ 20,000 บาท

โจทก์ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงเบื้องต้นฟังเป็นยุติว่า จำเลยทั้งสองเป็นสามีภริยากันและร่วมกันกู้ยืมเงินโจทก์และมอบโฉนดที่ดิน 3 ฉบับ คือ โฉนดที่ดินเลขที่ 22355, 22356 และ 22357 ดังกล่าวให้โจทก์ยึดถือไว้เป็นหลักประกันและหนังสือมอบอำนาจให้แก่โจทก์เพื่อจดทะเบียนจำนองต่อเจ้าพนักงาน แต่โจทก์มิได้นำเอกสารไปจดจำนอง ภายหลังจำเลยทั้งสองผิดนัดไม่สามารถชำระหนี้ตามที่ตกลงกัน ในปี 2542 โจทก์และจำเลยทั้งสองตกลงคิดดอกเบี้ยกันใหม่ โดยจำเลยที่ 1 ทำสัญญากู้ให้โจทก์ไว้จำนวน 6,224,562 บาท และจำเลยที่ 2 ยังสั่งจ่ายเช็คให้แก่โจทก์ 1 ฉบับ มีจำนวนเงินในเช็คเท่ากับจำนวนเงินในสัญญากู้เงิน มีจำเลยที่ 1 ลงลายมือชื่อสลักหลัง เมื่อเช็คถึงกำหนดเรียกเก็บเงิน ธนาคารตามเช็คปฏิเสธการจ่ายเงิน

...โจทก์ฎีกาในข้อสุดท้ายว่า โจทก์มีสิทธิยึดหน่วงโฉนดที่ดินพิพาทไว้จนกว่าจะได้รับชำระหนี้ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 241 นั้น เห็นว่า เมื่อข้อเท็จจริงแห่งคดีคดีฟังเป็นยุติว่า โจทก์เป็นผู้ครอบครองโฉนดที่ดินพิพาททั้งสามฉบับ โดยจำเลยที่ 2 มอบให้ยึดถือเป็นประกันเงินกู้ โจทก์จึงมีสิทธิยึดถือโฉนดที่ดินไว้เป็นประกันการชำระหนี้เงินกู้จนกว่าจะได้รับชำระหนี้คืน อันเป็นบุคคลสิทธิบังคับกันได้ระหว่างโจทก์ กับจำเลยที่ 2 ในฐานะคู่สัญญาต่อกัน แม้การที่โจทก์ยึดถือโฉนดที่ดินพิพาททั้งสามฉบับเป็นประกันเงินกู้ที่โจทก์จะได้รับคืน ซึ่งไม่ได้เป็นคุณแก่โจทก์เกี่ยวด้วยที่ดินโฉนดพิพาททั้งสามฉบับดังกล่าว กรณีจึงหาใช่สิทธิยึดหน่วงตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 241 ซึ่งหมายถึง การที่ผู้ครอบครองได้ครอบครองทรัพย์สินของผู้อื่นและมีหนี้อันเป็นคุณแก่ผู้ครอบครองเกี่ยวด้วยทรัพย์สินที่ครอบครองนั้นก็ตาม แต่โจทก์ก็ย่อมมีสิทธิยึดถือโฉนดที่ดินพิพาททั้งสามฉบับเป็นประกันจนกว่าจะได้รับชำระหนี้คืน เมื่อจำเลยยังไม่ชำระต้นเงินและดอกเบี้ยให้แก่โจทก์ จำเลยจึงไม่มีสิทธิขอให้โจทก์คืนโฉนดที่ดินดังกล่าวจนกว่าจะชำระหนี้เสร็จ ที่ศาลล่างทั้งสองพิพากษาให้โจทก์คืนโฉนดที่ดินพิพาททั้งสามฉบับแก่จำเลยที่ 2 นั้น ศาลฎีกาไม่เห็นพ้องด้วย ฎีกาข้อนี้ของโจทก์ฟังขึ้น

พิพากษาแก้เป็นว่า โจทก์ยังคงยึดถือโฉนดที่ดินพิพาททั้งสามฉบับดังกล่าวไว้จนกว่าจำเลยทั้งสองจะชำระต้นเงินและดอกเบี้ยให้แก่โจทก์ครบถ้วน ยกฟ้องแย้ง ค่าฤชาธรรมเนียมในส่วนของฟ้องกับฟ้องแย้งในชั้นอุทธรณ์และชั้นฎีกาให้เป็นพับ นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 241
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นายทวีศักดิ์ เบญจวิทูร
จำเลย — นายชลอ กลับดี กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลแพ่งธนบุรี — นายสุชิน ต่างงาม
ศาลอุทธรณ์ — นายสมศักดิ์ จันทกุล
ชื่อองค์คณะ
ชูเกียรติ ตันทวีวงศ์
ศรีอัมพร ศาลิคุปต์
สุทธิโชค เทพไตรรัตน์
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 18949/2555
#532882
เปิดฉบับเต็ม

การที่ลูกจ้างซึ่งเป็นกรรมการสหภาพแรงงานลาไปร่วมประชุมตามที่ทางราชการกำหนดตาม พ.ร.บ.แรงงานสัมพันธ์ พ.ศ.2518 มาตรา 102 หมายถึงการลาไปร่วมประชุมในเรื่องเกี่ยวกับสหภาพแรงงานที่ทางราชการกำหนดขึ้นและเป็นสหภาพแรงงานที่ลูกจ้างสังกัดอยู่เท่านั้น

ข้อตกลงเกี่ยวกับสภาพการจ้างที่ระบุว่าจำเลยให้กรรมการสหภาพแรงงานและสมาชิกลาไปเพื่อดำเนินกิจการสหภาพแรงงานได้ตามที่หน่วยราชการมีหนังสือขอความร่วมมือโดยไม่ถือเป็นวันลานั้น ไม่ได้ให้สิทธิโจทก์ซึ่งเป็นกรรมการสหภาพแรงงานอาร์ทอพอินเตอร์เนชั่นแนลนอกเหนือไปจากที่บัญญัติไว้ในมาตรา 102 การลาไปร่วมประชุมที่จะไม่ถือเป็นวันลาจึงหมายความถึงการลาไปร่วมประชุมในเรื่องที่เกี่ยวกับสหภาพแรงงานที่ทางราชการกำหนดขึ้นและเป็นสหภาพแรงงานอาร์ทอพอินเตอร์เนชั่นแนลที่โจทก์สังกัดอยู่เท่านั้น การที่โจทก์ลาไปร่วมประชุมเรื่องรัฐธรรมนูญที่เป็นประชาธิปไตยควรมีสาระสำคัญอย่างไร และลาไปร่วมสัมมนาทางวิชาการรวมพลังส่งเสริมจรรยาบรรณวิชาชีพ ไม่ใช่การประชุมในเรื่องเกี่ยวกับสหภาพแรงงานอาร์ทอพอินเตอร์เนชั่นแนลที่โจทก์สังกัดอยู่ ไม่ใช่การลาที่ไม่ถือเป็นวันลาตามข้อตกลงเกี่ยวกับสภาพการจ้าง

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
คดีนี้เดิมศาลแรงงานกลางสั่งให้รวมพิจารณาเป็นคดีเดียวกันกับคดีหมายเลขดำที่ มบ.374/2550 ของศาลแรงงานกลาง แต่คดีดังกล่าวยุติไปแล้วตามคำพิพากษาของศาลแรงงานกลาง คงขึ้นมาสู่ศาลฎีกาเฉพาะคดีนี้

โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยจ่ายค่าจ้าง 573 บาท และเบี้ยขยัน 290 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 15 ต่อปี ทุก 7 วัน นับแต่วันครบกำหนดจ่ายค่าจ้างงวดแรกไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์

จำเลยให้การขอให้ยกฟ้อง

ศาลแรงงานกลางพิพากษาให้จำเลยจ่ายค่าจ้างให้แก่โจทก์เป็นเงิน 382 บาท และเบี้ยขยัน 290 บาท พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 15 ต่อปี นับแต่วันที่ 5 เมษายน 2546 ซึ่งเป็นวันครบกำหนดการจ่ายเงินไปจนกว่าจะชำระเสร็จ คำขออื่นให้ยก

จำเลยอุทธรณ์ต่อศาลฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีแรงงานวินิจฉัยว่า ปัญหาที่จะต้องวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของจำเลยมีว่าการลาของโจทก์ในวันที่ 9 มีนาคม 2550 และวันที่ 15 มีนาคม 2550 เป็นการลาไปเพื่อดำเนินกิจกรรมของสหภาพแรงงานตามข้อตกลงเกี่ยวกับสภาพการจ้างที่ไม่ถือเป็นวันลาใช่หรือไม่ โดยจำเลยอุทธรณ์ว่า การลาทั้งสองวันเป็นการลาเพื่อเข้าร่วมประชุมสัมมนา ไม่เกี่ยวกับกิจการของสหภาพแรงงานอาร์ทอพอินเตอร์เนชั่นแนลที่โจทก์สังกัดอยู่ จึงไม่เป็นการลาตามความในมาตรา 102 แห่งระราชบัญญัติแรงงานสัมพันธ์ พ.ศ.2518 และไม่เป็นการลาเพื่อดำเนินกิจกรรมของสหภาพแรงงานตามข้อตกลงเกี่ยวกับสภาพการจ้างที่มิให้ถือเป็นวันลา จำเลยจึงไม่ต้องจ่ายค่าจ้างในวันลา และเมื่อโจทก์ไม่มาทำงานให้จำเลย จำเลยจึงไม่ต้องจ่ายเบี้ยขยันให้แก่โจทก์ พิเคราะห์แล้ว บันทึกข้อตกลงเกี่ยวกับสภาพการจ้างของจำเลยลงวันที่ 7 มีนาคม 2546 ข้อ 6 มีข้อความว่า "บริษัทฯตกลงให้กรรมการสหภาพแรงงานฯและสมาชิกลาไปเพื่อดำเนินกิจกรรมสหภาพฯ ได้ตามที่หน่วยงานราชการได้มีหนังสือขอความร่วมมือไป โดยไม่ถือเป็นวันลา" ซึ่งเป็นไปตามมาตรา 102 แห่งพระราชบัญญัติแรงงานสัมพันธ์ พ.ศ.2518 ที่บัญญัติว่า "ลูกจ้างซึ่งเป็นกรรมการสหภาพแรงงานมีสิทธิลาเพื่อไปดำเนินกิจการสหภาพแรงงานในฐานะผู้แทนลูกจ้างในการเจรจา การไกล่เกลี่ยและการชี้ขาดข้อพิพาทแรงงาน และมีสิทธิลาเพื่อไปร่วมประชุมตามที่ทางราชการกำหนดได้ ทั้งนี้ให้ลูกจ้างดังกล่าวแจ้งให้นายจ้างทราบล่วงหน้าถึงเหตุที่ลาโดยชัดแจ้ง พร้อมทั้งแสดงหลักฐานที่เกี่ยวข้อง ถ้ามี และให้ถือว่าวันลาของลูกจ้างนั้นเป็นวันทำงาน" เห็นว่า ตามบันทึกข้อตกลงเกี่ยวกับสภาพการจ้าง และพระราชบัญญัติแรงงานสัมพันธ์ พ.ศ.2518 มาตรา 102 เป็นการให้สิทธิลูกจ้างซึ่งเป็นกรรมการสหภาพแรงงานลาไปเพื่อดำเนินกิจการสหภาพแรงงาน และไปร่วมประชุมตามที่ทางราชการกำหนดได้ จึงต้องหมายถึงการลาไปร่วมประชุมในเรื่องที่เกี่ยวกับสหภาพแรงงานที่ทางราชการกำหนดขึ้นและเป็นสหภาพแรงงานที่ลูกจ้างดังกล่าวสังกัดอยู่เท่านั้น มิใช่สหภาพแรงงานใด ๆ ก็ได้หรือประชุมในเรื่องใด ๆ ก็ได้โดยไม่มีขอบเขตจำกัด มิฉะนั้นลูกจ้างก็จะอ้างสิทธิไปร่วมประชุมในเรื่องที่ทางราชการกำหนดได้ทุกเรื่อง หากกฎหมายประสงค์จะให้สิทธิลูกจ้างประชุมในเรื่องอื่นก็จะต้องบัญญัติไว้ แม้คดีนี้จะมีการทำบันทึกข้อตกลงเกี่ยวกับสภาพการจ้างไว้ด้วยตามความในข้อ 6 แต่ความในข้อ 6 ก็มิได้ให้สิทธิใด ๆ แก่โจทก์ที่เป็นกรรมการสหภาพแรงงานนอกเหนือไปจากที่บัญญัติไว้ในมาตรา 102 แห่งพระราชบัญญัติแรงงานสัมพันธ์ พ.ศ.2518 ความในข้อ 6 จึงหมายความถึงการลาไปร่วมประชุมในเรื่องที่เกี่ยวกับสหภาพแรงงานที่ทางราชการกำหนดขึ้นและเป็นสหภาพแรงงานอาร์ทอพอินเตอร์เนชั่นแนลที่ลูกจ้างสังกัดอยู่เท่านั้น ตามหนังสือเชิญโจทก์ประชุมลงวันที่ 23 กุมภาพันธ์ 2550 ซึ่งโจทก์ขอลาไปเข้าร่วมประชุมในวันที่ 9 มีนาคม 2550 ระบุชื่อเรื่องไว้ว่า "ขอเชิญร่วมประชุมสัมมนาระดมความเห็นเวทีระดับชาติ เรื่องรัฐธรรมนูญที่เป็นประชาธิปไตยควรมีสาระสำคัญอย่างไร" และตามหนังสือเชิญโจทก์ประชุมลงวันที่ 8 มีนาคม 2550 ซึ่งโจทก์ขอลาไปเข้าร่วมประชุมในวันที่ 15 มีนาคม 2550 ก็ระบุชื่อเรื่องไว้ว่า ขอเชิญเข้าร่วมสัมมนาทางวิชาการรวมพลังส่งเสริมจรรยาบรรณวิชาชีพ การเชิญประชุมทั้งสองครั้งจึงมิใช่เป็นการประชุมในเรื่องที่เกี่ยวกับสหภาพแรงงานอาร์ทอพอินเตอร์เนชั่นแนลที่โจทก์สังกัดอยู่ และมิใช่การลาที่ไม่ถือเป็นวันลาโดยถือเป็นวันทำงานตามข้อตกลงเกี่ยวกับสภาพการจ้างของจำเลยหรือตามพระราชบัญญัติแรงงานสัมพันธ์ พ.ศ.2518 มาตรา 102 เมื่อโจทก์มิได้ทำงานให้แก่จำเลยในวันที่ 9 มีนาคม 2550 และวันที่ 15 มีนาคม 2550 จำเลยจึงไม่ต้องจ่ายค่าจ้างสำหรับวันทำงานทั้งสองวันให้แก่โจทก์ ส่วนเบี้ยขยันเป็นเงินที่จำเลยจะจ่ายให้แก่ลูกจ้างที่ทำงานโดยไม่ลาไม่ขาด เมื่อโจทก์ขอลาไปเข้าร่วมประชุมโดยมิได้ทำงานให้แก่จำเลย จำเลยจึงไม่ต้องจ่ายเบี้ยขยันให้แก่โจทก์ด้วยเช่นกัน อุทธรณ์ของจำเลยฟังขึ้น

พิพากษาแก้เป็นว่า จำเลยไม่ต้องจ่ายค่าจ้าง 382 บาท เบี้ยขยัน 290 บาท พร้อมดอกเบี้ยแก่โจทก์ นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลแรงงานกลาง
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.แรงงานสัมพันธ์ พ.ศ.2518 ม. 102
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นายสุคนธ์ สุพลดี กับพวก
จำเลย — บริษัทอาร์ทอพอินเตอร์เนชั่นแนล จำกัด
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลแรงงานกลาง — นายยงยุทธ สมัย
ชื่อองค์คณะ
พิทยา บุญชู
ชัยวัฒน์ เวียงธีรวัฒน์
พงษ์เทพ ศิริพงศ์ติกานนท์
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 18948/2555
#541498
เปิดฉบับเต็ม

จำเลยแถลงต่อศาลแรงงานภาค 9 ว่าติดใจเพียงประเด็นเดียวว่าโจทก์ทุจริตและกระทำความผิดอาญายักยอกทรัพย์ของจำเลยเท่านั้น และจำเลยสละประเด็นอื่น แล้วโจทก์จำเลยตกลงท้ากันโดยถือเอาข้อแพ้ชนะในคดีอาญาที่โจทก์ถูกฟ้องด้วยข้อหายักยอกทรัพย์ว่า "ถ้าหากศาลพิพากษายกฟ้อง" ให้ถือว่าโจทก์เป็นฝ่ายชนะ จำเลยต้องจ่ายค่าชดเชยและสินจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้าให้โจทก์ แต่ถ้าศาลในคดีอาญาพิพากษาว่าโจทก์ "มีความผิดและพิพากษาลงโทษในคดีดังกล่าว (คดีอาญา) ไม่ว่าจะลงโทษจำคุก หรือลงโทษปรับ หรือแม้กระทั่งรอการลงโทษ หรือรอการกำหนดโทษ" ให้ถือว่าโจทก์เป็นฝ่ายแพ้คดี ให้ศาลพิพากษายกฟ้อง

การที่จำเลยสละประเด็นตามคำให้การอื่น ยังคงติดใจเพียงประเด็นโจทก์ทุจริตและกระทำผิดอาญาโดยเจตนาแก่จำเลยผู้เป็นนายจ้างหรือไม่ ส่วนหนึ่งของคำท้าคือหากโจทก์ถูกศาลในคดีอาญาพิพากษาว่ามีความผิดถือว่าโจทก์แพ้คดี การที่โจทก์กระทำผิดฐานยักยอกทรัพย์ของจำเลยหรือไม่จึงเป็นสาระสำคัญของคำท้า การที่ศาลในคดีอาญาพิพากษายกฟ้องเนื่องจากคดีขาดอายุความ และศาลอุทธรณ์ภาค 9 พิพากษายืนด้วยเหตุเดียวกัน คดีอาญาถึงที่สุด ศาลในคดีอาญาไม่ได้พิพากษาว่าโจทก์กระทำผิดอาญาหรือไม่ดังความมุ่งหมายของคำท้า จึงไม่อาจวินิจฉัยชี้ขาดคดีให้ฝ่ายหนึ่งฝ่ายใดชนะหรือแพ้ตามคำท้าได้

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยจ่ายสินจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้า 9,200 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงินดังกล่าว นับตั้งแต่วันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จ และค่าชดเชย 92,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 15 ต่อปี ของต้นเงินดังกล่าว นับตั้งแต่วันเลิกจ้าง (วันที่ 30 กันยายน 2541) เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จ

จำเลยให้การขอให้ยกฟ้อง

ในชั้นพิจารณา จำเลยสละข้อต่อสู้อื่นตามคำให้การ ศาลกำหนดประเด็นข้อพิพาทเพียงข้อเดียวว่าโจทก์ทุจริตต่อหน้าที่หรือกระทำความผิดอาญาโดยเจตนาแก่จำเลยซึ่งเป็นนายจ้างหรือไม่ โจทก์และจำเลยตกลงท้ากันให้ถือผลคดีอาญาหมายเลขดำที่ 862/2542 ของศาลจังหวัดนราธิวาส เป็นข้อแพ้ชนะ โดยตกลงกันว่าหากศาลพิพากษาคดีถึงที่สุดให้ยกฟ้องโจทก์ในคดีอาญาดังกล่าว ให้ถือว่าโจทก์คดีนี้เป็นฝ่ายชนะคดี จำเลยต้องจ่ายค่าชดเชยและสินจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้าให้โจทก์ตามฟ้อง ถ้าศาลพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดและลงโทษไม่ว่าจะจำคุก รอการลงโทษ รอการกำหนดโทษ หรือปรับ ถือว่าโจทก์คดีนี้เป็นฝ่ายแพ้คดี ให้ศาลพิพากษายกฟ้องโจทก์ ต่อมาศาลจังหวัดนราธิวาสวินิจฉัยว่าคดีโจทก์ขาดอายุความ พิพากษายกฟ้อง ตามคดีอาญาหมายเลขดำที่ 862/2542 หมายเลขแดงที่ 582/2547 และศาลอุทธรณ์ภาค 9 พิพากษายืน คดีถึงที่สุด

ศาลแรงงานภาค 9 พิพากษาให้จำเลยจ่ายสินจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้า 9,200 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับตั้งแต่วันฟ้อง (ฟ้องวันที่ 27 เมษายน 2542) เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จ และค่าชดเชย 92,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 15 ต่อปี นับตั้งแต่วันที่ 30 กันยายน 2541 เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จ

จำเลยอุทธรณ์ต่อศาลฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีแรงงานวินิจฉัยว่า จำเลยอุทธรณ์ว่า โจทก์และจำเลยท้ากันโดยมีจุดประสงค์เพียงพิสูจน์ให้ทราบข้อเท็จจริงว่าโจทก์กระทำความผิดโดยการทุจริตยักยอกทรัพย์เงินจำนวนหลายล้านบาทของจำเลยหรือไม่ ดังนั้นเมื่อผลคดีอาญาคดีถึงที่สุดโดยศาลพิพากษายกฟ้องเนื่องจากคดีขาดอายุความ จึงไม่เป็นไปตามคำท้านั้น เห็นว่า ตามรายงานกระบวนพิจารณาศาลแรงงานกลาง (ปัจจุบันคือศาลแรงงานภาค 9) ลงวันที่ 8 มิถุนายน 2542 สอบถามจำเลยตามคำให้การซึ่งมีประเด็นสำคัญที่จำเลยให้การว่า โจทก์ทุจริตและกระทำความผิดอาญาโดยการยักยอกทรัพย์ของจำเลย ส่วนประเด็นอื่นไม่ว่าจะเป็นประเด็นอำนาจฟ้องหรือโจทก์ฝ่าฝืนข้อบังคับเกี่ยวกับการทำงานของจำเลยนั้น จำเลยแถลงว่าจำเลยติดใจเพียงประเด็นที่ว่าโจทก์ทุจริตและกระทำความผิดอาญาโดยการยักยอกทรัพย์ของจำเลยเท่านั้น และสละประเด็นอื่น คดีคงมีประเด็นพิพาทเพียงว่าโจทก์ทุจริตและกระทำความผิดอาญาโดยเจตนาแก่จำเลยซึ่งเป็นนายจ้างหรือไม่ ในประเด็นนี้ทั้งสองฝ่ายตกลงท้ากันว่าให้ถือข้อแพ้ชนะในคดีอาญาหมายเลขดำที่ 862/2542 ของศาลจังหวัดนราธิวาส ซึ่งพนักงานอัยการเป็นโจทก์ฟ้องโจทก์ในคดีนี้เป็นจำเลยในข้อหายักยอกทรัพย์ของจำเลยในคดีนี้ "ซึ่งถ้าศาลพิพากษายกฟ้องจำเลยซึ่งเป็นโจทก์ในคดีนี้ในคดีอาญาฐานยักยอกทรัพย์ ก็ให้ถือว่าโจทก์ในคดีนี้เป็นฝ่ายชนะ จำเลยต้องจ่ายค่าชดเชยและสินจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้าให้โจทก์ตามฟ้อง แต่ถ้าโจทก์ซึ่งเป็นจำเลยในคดีอาญาแพ้คดีในคดีอาญา คือถูกศาลพิพากษาว่าจำเลยมีความผิดและพิพากษาลงโทษในคดีดังกล่าวไม่ว่าจะลงโทษจำคุก หรือลงโทษปรับ หรือแม้กระทั่งรอการลงโทษ หรือรอการกำหนดโทษจำเลยก็ตาม ถือว่าโจทก์ในคดีนี้เป็นฝ่ายแพ้คดี ให้ศาลพิพากษายกฟ้องในคดีนี้ได้" ดังนั้นการที่จำเลยสละประเด็นตามคำให้การอื่น แต่ยังคงติดใจเพียงประเด็นว่าโจทก์ทุจริตและกระทำความผิดอาญาโดยเจตนาแก่จำเลยซึ่งเป็นนายจ้างหรือไม่ และส่วนหนึ่งของคำท้าคือหากโจทก์ในคดีนี้ถูกศาลในคดีอาญาพิพากษาว่ามีความผิดก็จะถือว่าโจทก์ในคดีนี้เป็นฝ่ายแพ้คดี การที่โจทก์ในคดีนี้กระทำความผิดในข้อหายักยอกทรัพย์ของจำเลยในคดีนี้หรือไม่จึงเป็นสาระสำคัญของคำท้า เมื่อปรากฏว่าศาลจังหวัดนราธิวาสวินิจฉัยว่าโจทก์ร่วมในคดีดังกล่าวรู้เรื่องและรู้ตัวผู้กระทำความผิดแล้วตั้งแต่วันที่ 27 กันยายน 2541 กรณีข้อกล่าวหาเป็นความผิดอันยอมความได้ โจทก์ร่วมซึ่งเป็นผู้เสียหายจะต้องร้องทุกข์ภายในกำหนดสามเดือนนับแต่วันรู้เรื่องความผิดและรู้ตัวผู้กระทำความผิด แต่ปรากฏว่าโจทก์ร่วมแจ้งความร้องทุกข์ เมื่อวันที่ 4 กุมภาพันธ์ 2542 เกินกำหนดสามเดือน คดีเป็นอันขาดอายุความตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 96 สิทธินำคดีอาญามาฟ้องย่อมระงับไปตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 39 (6) ไม่จำต้องวินิจฉัยว่าจำเลยกระทำความผิดตามฟ้องหรือไม่ พิพากษายกฟ้อง ต่อมาศาลอุทธรณ์ภาค 9 พิพากษายืน โดยวินิจฉัยว่าคดีโจทก์ขาดอายุความตามคดีหมายเลขดำที่ 1802/2547 หมายเลขแดงที่ 2345/2549 คดีถึงที่สุดแล้ว ดังนั้นเมื่อปรากฏว่าคดีอาญาดังกล่าวศาลจังหวัดนราธิวาสและศาลอุทธรณ์ภาค 9 มิได้พิพากษาว่าโจทก์ในคดีนี้กระทำความผิดตามฟ้องหรือไม่ดังความมุ่งหมายของคำท้า ศาลแรงงานภาค 9 ไม่อาจวินิจฉัยชี้ขาดให้ฝ่ายหนึ่งฝ่ายใดชนะหรือแพ้คดีตามคำท้าได้ คำพิพากษาศาลแรงงานภาค 9 จึงไม่ชอบด้วยวิธีพิจารณาความ ชอบที่ศาลฎีกาพิพากษายกคำพิพากษาศาลแรงงานภาค 9 เสียได้ โดยให้ย้อนสำนวนให้ศาลแรงงานภาค 9 ดำเนินกระบวนพิจารณาไต่สวนพยานโจทก์ตามประเด็นแห่งคดีแล้วพิพากษาใหม่ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 243 (1) ประกอบด้วยพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงาน พ.ศ.2522 มาตรา 31

พิพากษายกคำพิพากษาศาลแรงงานภาค 9 ให้ศาลแรงงานภาค 9 ดำเนินกระบวนพิจารณาและมีคำพิพากษาใหม่ตามรูปคดี
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ. ม. 138 ม. 243 (1)
พ.ร.บ.จัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงาน พ.ศ.2522 ม. 31
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นายสมาแอ ปาทาน
จำเลย — มูลนิธิอิสลามเพื่อการศึกษา
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลแรงงานภาค 9 — นายพิเชฐ โพธิวิจิตร
ชื่อองค์คณะ
สุนันท์ ชัยชูสอน
ชัยวัฒน์ เวียงธีรวัฒน์
วาสนา หงส์เจริญ
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 18945/2555
#532978
เปิดฉบับเต็ม

โจทก์เป็นลูกจ้างของธนาคาร ศ. และเป็นผู้ประกันตนตาม พ.ร.บ.ประกันสังคม พ.ศ.2533 มาตรา 33 เมื่อวันที่ 1 มีนาคม 2533 ต่อมาธนาคารแห่งประเทศไทยมีคำสั่งให้กองทุนเพื่อการฟื้นฟูและพัฒนาระบบสถาบันการเงินเข้าถือหุ้นในธนาคาร ศ. เกินร้อยละ 50 ธนาคาร ศ. ผู้เป็นนายจ้างมีสถานะเป็นรัฐวิสาหกิจตั้งแต่วันที่ 27 พฤษภาคม 2541 และไม่อยู่ในบังคับของ พ.ร.บ.ประกันสังคม พ.ศ.2533 มาตรา 4 (6) โจทก์จึงสิ้นสภาพการเป็นผู้ประกันตนโดยผลของกฎหมายที่มีสาเหตุจากการใช้อำนาจของธนาคารแห่งประเทศไทย วันที่ 1 เมษายน 2545 ธนาคาร ศ. โอนกิจการให้ธนาคาร น. ซึ่งเป็นรัฐวิสาหกิจและรับโอนโจทก์เข้าเป็นลูกจ้างของธนาคาร น. ด้วย วันที่ 25 พฤศจิกายน 2547 ธนาคารแห่งประเทศไทยมีคำสั่งให้กองทุนเพื่อการฟื้นฟูและพัฒนาระบบสถาบันการเงินลดการถือครองหุ้นในธนาคาร น. ลงต่ำกว่าร้อยละ 50 ทำให้สถานะของธนาคาร น. กลับคืนสู่การเป็นบริษัทอีกครั้ง ธนาคาร น. ผู้เป็นนายจ้างจึงหักค่าจ้างของโจทก์นำส่งเงินสมทบเข้ากองทุนประกันสังคม โจทก์กลับเป็นผู้ประกันตนตามมาตรา 33 อีกครั้ง

การที่โจทก์สิ้นสภาพการเป็นผู้ประกันตนเพราะนายจ้างเปลี่ยนสถานะเป็นรัฐวิสาหกิจในครั้งแรก และโจทก์กลับเป็นผู้ประกันตนอีกครั้งเพราะนายจ้างพ้นสถานะการเป็นรัฐวิสาหกิจในครั้งหลังล้วนเป็นผลโดยตรงจากคำสั่งของธนาคารแห่งประเทศไทยทั้งสิ้น โจทก์ไม่มีส่วนกระทำหรือมีพฤติการณ์ใดที่ต้องร่วมรับผิดชอบ โจทก์ยังคงมีสภาพเป็นลูกจ้างของธนาคารผู้เป็นนายจ้างตลอดมาไม่ขาดตอน ต้องถือว่าการเป็นผู้ประกันตนทั้งสองช่วงของโจทก์เป็นการประกันตนตามมาตรา 33 คราวเดียวกัน โดยให้นับระยะเวลาการประกันตนทั้งสองช่วงต่อเนื่องกันตามมาตรา 42

โจทก์เจ็บป่วยด้วยโรคไตวายเรื้อรังระยะสุดท้ายเมื่อวันที่ 11 กันยายน 2543 อยู่ในระหว่างระยะเวลาการเป็นผู้ประกันที่ให้นับต่อเนื่องกันนั้น โจทก์จึงมีสิทธิขอรับการบำบัดทดแทนไตด้วยวิธีฟอกเลือดด้วยเครื่องไตเทียม

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้เพิกถอนคำสั่งของสำนักงานประกันสังคมเขตพื้นที่ 9 ที่ รง 0621/79835 ลงวันที่ 8 กันยายน 2548 และคำวินิจฉัยของคณะกรรมการอุทธรณ์ที่ 1791/2548 ลงวันที่ 25 พฤศจิกายน 2548 และให้โจทก์มีสิทธิรับประโยชน์ค่าบำบัดทดแทนไตด้วยวิธีฟอกเลือดด้วยเครื่องไตเทียมตั้งแต่วันที่ 23 มิถุนายน 2548 เป็นต้นไป

จำเลยให้การขอให้ยกฟ้อง

ศาลแรงงานกลางพิพากษายกฟ้อง

โจทก์อุทธรณ์ต่อศาลฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีแรงงานวินิจฉัยว่า ศาลแรงงานกลางรับฟังข้อเท็จจริงว่า เมื่อวันที่ 21 เมษายน 2523 โจทก์เข้าทำงานเป็นพนักงานของธนาคารศรีนคร จำกัด ซึ่งเป็นบริษัท วันที่ 1 มีนาคม 2534 โจทก์ขึ้นทะเบียนเป็นผู้ประกันตน ต่อมาเมื่อวันที่ 27 พฤษภาคม 2541 ธนาคารศรีนคร จำกัด เปลี่ยนสถานะจากบริษัทเป็นรัฐวิสาหกิจ วันที่ 1 เมษายน 2545 ธนาคารศรีนคร จำกัด โอนกิจการให้แก่ธนาคารนครหลวงไทย จำกัด (มหาชน) ซึ่งมีฐานะเป็นรัฐวิสาหกิจ โดยโอนโจทก์เข้าทำงานเป็นพนักงานด้วยและให้นับอายุงานต่อเนื่อง วันที่ 25 พฤศจิกายน 2547 ธนาคารนครหลวงไทย จำกัด (มหาชน) เปลี่ยนสภาพจากรัฐวิสาหกิจเป็นบริษัท โจทก์จึงกลับเป็นผู้ประกันตน ระหว่างวันที่ 1 มีนาคม 2545 ถึงวันที่ 1 พฤษภาคม 2546 โจทก์ทำงานพิเศษเป็นลูกจ้างของบริษัทอุตสาหกรรมแหลมทองการแพทย์ จำกัด โจทก์มีข้อบ่งชี้ว่าเป็นโรคไตวายเรื้อรังระยะสุดท้ายมาก่อนได้รับการฟอกเลือดด้วยเครื่องไตเทียมครั้งแรกเมื่อวันที่ 11 กันยายน 2543 และโจทก์ได้ยื่นคำขอรับค่าบำบัดทดแทนไตด้วยวิธีฟอกเลือดด้วยเครื่องไตเทียมครั้งแรกเมื่อวันที่ 19 กันยายน 2545 และวันที่ 23 มิถุนายน 2548 โจทก์ยื่นคำขอรับค่าบำบัดทดแทนไตด้วยวิธีฟอกเลือดด้วยเครื่องไตเทียมต่อสำนักงานประกันสังคมเขตพื้นที่ 9 สำนักงานประกันสังคมเขตพื้นที่ 9 มีคำสั่งที่ รง 0621/79835 ลงวันที่ 8 กันยายน 2548 ว่าโจทก์ไม่มีสิทธิรับประโยชน์ค่าบำบัดทดแทนไตด้วยวิธีฟอกเลือดด้วยเครื่องไตเทียม โจทก์อุทธรณ์ต่อคณะกรรมการอุทธรณ์ คณะกรรมการอุทธรณ์มีคำวินิจฉัยที่ 1791/2548 ลงวันที่ 25 พฤศจิกายน 2548 มีมติให้ยกอุทธรณ์ของโจทก์ แล้ววินิจฉัยว่า โจทก์พ้นสภาพจากการเป็นผู้ประกันตนตามมาตรา 33 แม้จะกลับมาเป็นผู้ประกันตนอีกภายหลังเมื่อครั้งเป็นลูกจ้างของบริษัทอุตสาหกรรมแหลมทองการแพทย์ จำกัด ช่วงระหว่างวันที่ 1 มีนาคม 2545 ถึงวันที่ 1 พฤษภาคม 2546 และเมื่อธนาคารนครหลวงไทย จำกัด (มหาชน) เปลี่ยนสภาพเป็นบริษัทตั้งแต่วันที่ 25 พฤศจิกายน 2547 ถึงปัจจุบัน สำหรับการนับระยะเวลาการจ่ายเงินสมทบทุกช่วงเข้าด้วยกันเพื่อจะก่อให้เกิดสิทธิรับประโยชน์ทดแทนกรณีขอรับบริการทางการแพทย์โดยการบำบัดทดแทนไตด้วยวิธีฟอกเลือดด้วยเครื่องไตเทียมไม่อาจนำมาใช้แก่กรณีของโจทก์ได้ กรณีของโจทก์ต้องอยู่ในบังคับของพระราชบัญญัติประกันสังคม พ.ศ.2533 มาตรา 63 ประกอบประกาศคณะกรรมการการแพทย์ เมื่อโจทก์เป็นโรคไตวายเรื้อรังระยะสุดท้ายเมื่อวันที่ 11 กันยายน 2543 ก่อนการเป็นผู้ประกันตนครั้งที่สองในคราวที่ยื่นขอใช้สิทธิบำบัดทดแทนไต จึงไม่อยู่ในหลักเกณฑ์เงื่อนไขที่จะได้รับการฟอกเลือดด้วยเครื่องไตเทียม กรณีไม่มีเหตุเพิกถอนคำสั่งของสำนักงานประกันสังคมเขตพื้นที่ 9 และคำวินิจฉัยของคณะกรรมการอุทธรณ์

คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของโจทก์ว่า คำสั่งของสำนักงานประกันสังคมเขตพื้นที่ 9 และคำวินิจฉัยของคณะกรรมการอุทธรณ์ชอบด้วยกฎหมายและมีเหตุเพิกถอนหรือไม่ โดยอุทธรณ์ของโจทก์มีรายละเอียดสรุปได้ว่า คำวินิจฉัยของคณะกรรมการอุทธรณ์ของจำเลยที่ปฏิเสธสิทธิของโจทก์ไม่ชอบด้วยกฎหมาย โจทก์สิ้นสภาพการเป็นผู้ประกันตนตามพระราชบัญญัติประกันสังคม พ.ศ.2533 มาตรา 33 ด้วยผลของกฎหมายจากเหตุการเปลี่ยนสถานะของนายจ้างจากบริษัทเป็นรัฐวิสาหกิจ แม้จะทำให้โจทก์กลายสถานะจากลูกจ้างของบริษัทเป็นพนักงานของรัฐวิสาหกิจ แต่โจทก์ไม่สามารถสมัครเป็นผู้ประกันตนตามมาตรา 39 โจทก์ทำงานเป็นลูกจ้างของธนาคารผู้เป็นนายจ้างต่อเนื่องตลอดมา โดยที่ไม่เคยลาออกและถูกเลิกจ้าง จะถือว่าการเป็นผู้ประกันตนของโจทก์เป็นสองช่วงสองคราวไม่ได้ โจทก์ไม่มีพฤติการณ์สมรู้กับนายจ้างถือเอาประโยชน์จากกองทุนประกันสังคม เห็นว่า โจทก์เป็นพนักงานของธนาคารศรีนคร จำกัด ต่อมาธนาคารดังกล่าวเปลี่ยนสถานะจากบริษัทเป็นรัฐวิสาหกิจ หลังจากนั้นโอนกิจการให้แก่ธนาคารนครหลวงไทย จำกัด (มหาชน) ภายหลังธนาคารผู้เป็นนายจ้างเปลี่ยนกลับคืนสู่สถานะบริษัทอีกครั้ง ระหว่างระยะเวลาของการเป็นผู้ประกันตนทั้งสองช่วงโจทก์ป่วยเป็นโรคไตวายเรื้อรังระยะสุดท้าย สาเหตุที่โจทก์สิ้นสภาพการเป็นผู้ประกันตนตามมาตรา 33 เพราะธนาคารแห่งประเทศไทยซึ่งเป็นองค์กรของรัฐ มีคำสั่งให้กองทุนเพื่อการฟื้นฟูและพัฒนาระบบสถาบันการเงินเข้าไปถือหุ้นในนามของทางราชการเกินกว่าร้อยละห้าสิบในหุ้นของธนาคารศรีนคร จำกัด ผู้เป็นนายจ้าง ผลคือสถานะของธนาคารดังกล่าวเปลี่ยนจากบริษัทเป็นรัฐวิสาหกิจ โจทก์จึงสิ้นสภาพการเป็นผู้ประกันตนด้วยผลของมาตรา 4 (6) ที่มีสาเหตุมาจากการใช้อำนาจของธนาคารแห่งประเทศไทย เมื่อภายหลังจากธนาคารศรีนคร จำกัด โอนกิจการให้แก่ธนาคารนครหลวงไทย จำกัด (มหาชน) ซึ่งเป็นรัฐวิสาหกิจ ได้มีคำสั่งของธนาคารแห่งประเทศไทยให้กองทุนเพื่อการฟื้นฟูและพัฒนาระบบสถาบันการเงินลดจำนวนการถือครองหุ้นลงต่ำกว่าร้อยละ 50 ของจำนวนหุ้นทั้งหมด อันเป็นผลให้สถานะธนาคารนครหลวงไทย จำกัด (มหาชน) ที่เป็นรัฐวิสาหกิจกลับคืนสู่บริษัทอีกครั้ง ธนาคารนครหลวงไทย จำกัด (มหาชน) ผู้เป็นนายจ้างจึงมีหน้าที่หักค่าจ้างของโจทก์นำส่งเงินสมทบเข้ากองทุนประกันสังคม การที่โจทก์สิ้นสภาพการเป็นผู้ประกันตนหรือกลับเป็นผู้ประกันตนตามมาตรา 33 อีกครั้ง ล้วนเป็นผลโดยตรงจากคำสั่งของธนาคารแห่งประเทศไทยทั้งสิ้น โดยที่โจทก์ไม่ได้มีส่วนกระทำการใดหรือมีพฤติการณ์ใดที่จะต้องรับผิดชอบ โจทก์ยังคงทำงานเป็นพนักงานของธนาคารผู้เป็นนายจ้าง สภาพความเป็นนายจ้างและลูกจ้างมีอยู่ตลอดมาไม่ขาดตอน นอกจากนี้แม้พระราชบัญญัติประกันสังคม พ.ศ.2533 ไม่ได้ห้ามโจทก์สมัครเป็นผู้ประกันตนตามมาตรา 39 แต่การที่จำเลยซึ่งเป็นองค์กรของรัฐด้วยกันผลักภาระให้โจทก์มีหน้าที่สมัครขึ้นทะเบียนเป็นผู้ประกันตนตามมาตรา 39 เพื่อปกป้องรักษาสิทธิประโยชน์ตามกฎหมายประกันสังคมต่อไป ย่อมเป็นการสร้างภาระที่เกินสมควรแก่โจทก์ เพราะการเป็นผู้ประกันตนตามมาตรา 39 ต้องออกเงินสมทบสองเท่าของอัตราเงินสมทบและรัฐบาลออกให้หนึ่งเท่า ขณะที่ผู้ประกันตนตามมาตรา 33 รัฐบาล นายจ้าง และผู้ประกันตนออกเงินสมทบฝ่ายละเท่ากันตามที่บัญญัติไว้ในมาตรา 46 อีกทั้งสิทธิประโยชน์ทดแทนที่พึงได้จำกัดเพียง 3 ประเภท กล่าวคือ ประโยชน์ทดแทนในกรณีคลอดบุตร ในกรณีทุพพลภาพและในกรณีตายเท่านั้น ตามมาตรา 40 ประกอบพระราชกฤษฎีกากำหนดหลักเกณฑ์และอัตราการจ่ายเงินสมทบ ประเภทของประโยชน์ทดแทน ตลอดจนหลักเกณฑ์และเงื่อนไขแห่งสิทธิในการรับประโยชน์ทดแทนของผู้ประกันตนซึ่งมิใช่ลูกจ้าง พ.ศ.2537 นอกจากนี้การผลักภาระดังกล่าวไม่เป็นธรรมต่อโจทก์ เพราะโจทก์ไม่ได้มีส่วนรับผิดชอบต่อการสิ้นสภาพหรือกลับคืนสภาพการเป็นผู้ประกันตนตามมาตรา 33 การที่สำนักงานประกันสังคมเขตพื้นที่ 9 และคณะกรรมการอุทธรณ์ หน่วยงานของจำเลยซึ่งเป็นองค์กรของรัฐอาศัยผลจากการสิ้นสภาพการเป็นผู้ประกันตนของโจทก์ที่มีสาเหตุจากคำสั่งของธนาคารแห่งประเทศไทยมาปฏิเสธสิทธิของโจทก์ในการรับบริการทางการแพทย์โดยการฟอกเลือดด้วยเครื่องไตเทียม จึงเป็นการใช้กฎหมายและตีความกฎหมายประกันสังคมที่ไม่ชอบ การตีความและใช้กฎหมายประกันสังคมจะต้องมีเจตนารมณ์เพื่อคุ้มครองสิทธิของโจทก์ผู้ประกันตน โดยเฉพาะกรณีที่สาเหตุเนื่องจากการกระทำขององค์กรของรัฐด้วยกัน และด้วยผลของกฎหมายที่ทำให้การเป็นผู้ประกันตนสิ้นสุดและกลับมีขึ้นใหม่ กรณีนี้จึงต้องถือว่าการเป็นผู้ประกันตนทั้งสองช่วงของโจทก์เป็นการประกันตนตามมาตรา 33 คราวเดียวกัน โดยให้นับระยะเวลาการประกันตนทั้งสองช่วงต่อเนื่องกันตามมาตรา 42 เมื่อการเจ็บป่วยด้วยโรคไตวายเรื้อรังระยะสุดท้ายเกิดขึ้นระหว่างระยะเวลาการเป็นผู้ประกันตนดังกล่าว โจทก์จึงมีสิทธิขอรับการบำบัดทดแทนไตด้วยวิธีฟอกเลือดด้วยเครื่องไตเทียมตามมาตรา 63 ประกอบประกาศคณะกรรมการการแพทย์ตามพระราชบัญญัติประกันสังคม เรื่อง หลักเกณฑ์และอัตราสำหรับประโยชน์ทดแทนในกรณีประสบอันตรายหรือเจ็บป่วยอันมิใช่เนื่องจากการทำงาน กรณีบำบัดทดแทนไต ฉบับลงวันที่ 22 พฤศจิกายน 2547 ข้อ 8 (4) และหลักเกณฑ์ เงื่อนไขและอัตราการบริการทางการแพทย์แนบท้ายประกาศฉบับดังกล่าว ข้อ 2. คำสั่งของสำนักงานประกันสังคมเขตพื้นที่ 9 คำวินิจฉัยอุทธรณ์ของคณะกรรมการอุทธรณ์ของจำเลย และคำพิพากษาของศาลแรงงานกลางที่ปฏิเสธการให้บริการทางการแพทย์โดยการบำบัดทดแทนไตด้วยวิธีฟอกเลือดด้วยเครื่องไตเทียมแก่โจทก์ตามคำฟ้องจึงไม่ชอบด้วยกฎหมาย อุทธรณ์ของโจทก์ฟังขึ้น

พิพากษากลับ ให้เพิกถอนคำสั่งของสำนักงานประกันสังคมเขตพื้นที่ 9 ที่ รง 0621/79835 ลงวันที่ 8 กันยายน 2548 และคำวินิจฉัยของคณะกรรมการอุทธรณ์ที่ 1791/2548 ลงวันที่ 25 พฤศจิกายน 2548 และให้โจทก์มีสิทธิรับประโยชน์ค่าบำบัดทดแทนไตโดยวิธีฟอกเลือดด้วยเครื่องไตเทียมตั้งแต่วันที่ 23 มิถุนายน 2548 เป็นต้นไป
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.ประกันสังคม พ.ศ.2533 ม. 4 (6) ม. 33 ม. 42 ม. 63
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นางสาวนิศารัตน์ จิรศิริกุล
จำเลย — สำนักงานประกันสังคม
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลแรงงานกลาง — นางดาราวรรณ ใจคำป้อ
ชื่อองค์คณะ
อนันต์ ชุมวิสูตร
ชัยวัฒน์ เวียงธีรวัฒน์
วาสนา หงส์เจริญ
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 18918/2555
#559091
เปิดฉบับเต็ม

ศาลชั้นต้นพิพากษาลงโทษจำเลยตาม พ.ร.บ.ป่าสงวนแห่งชาติ พ.ศ.2507 และมีคำสั่งให้จำเลยพร้อมบริวารออกไปจากป่าสงวนแห่งชาติที่ยึดถือครอบครองตามมาตรา 31 วรรคสาม คดีถึงที่สุดแล้ว จำเลยซึ่งเป็นผู้กระทำความผิดจึงต้องออกไปจากป่าสงวนแห่งชาติที่ยึดถือครอบครองตามคำสั่งศาลดังกล่าวทันที การยึดถือครอบครองป่าสงวนแห่งชาติต่อมาภายหลังจากคดีถึงที่สุดแล้วยังคงเป็นการยึดถือครอบครองโดยไม่ชอบด้วยกฎหมายตลอดเวลาที่จำเลยยังไม่ออกไปจากป่าสงวนแห่งชาติดังกล่าว โดยจำเลยไม่อาจอ้างอายุความใด ๆ ที่จะมีสิทธิยึดถือครอบครองป่าสงวนแห่งชาติดังกล่าวต่อรัฐได้ ดังนั้น โจทก์ชอบที่จะบังคับจำเลยให้ออกจากป่าสงวนแห่งชาติได้ตลอดเวลาที่จำเลยยังยึดถือครอบครองป่าสงวนแห่งชาติดังกล่าว หาจำต้องบังคับคดีภายใน 10 ปี ดังเช่นคดีแพ่งทั่วไปไม่

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
คดีสืบเนื่องมาจากศาลชั้นต้นพิพากษาลงโทษจำเลยตามพระราชบัญญัติป่าไม้ พ.ศ.2484 มาตรา 54, 72 ตรี (ที่ถูก มาตรา 54 วรรคหนึ่ง, 72 ตรี วรรคหนึ่ง) พระราชบัญญัติป่าสงวนแห่งชาติ พ.ศ.2507 มาตรา 14, 31 (ที่ถูก มาตรา 31 วรรคหนึ่ง) ประมวลกฎหมายที่ดิน มาตรา 9, 108 ทวิ (ที่ถูก มาตรา 108 ทวิ วรรคหนึ่ง) เป็นการกระทำกรรมเดียวผิดต่อกฎหมายหลายบท ให้ลงโทษตามพระราชบัญญัติป่าสงวนแห่งชาติฯ ซึ่งเป็นกฎหมายบทที่มีโทษหนักที่สุดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 จำคุก 6 เดือน จำเลยให้การรับสารภาพ ลดโทษให้ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 กึ่งหนึ่ง คงจำคุก 3 เดือน โทษจำคุกให้รอการลงโทษไว้มีกำหนด 1 ปี ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 56 ให้จำเลยพร้อมบริวารออกไปจากป่าสงวนแห่งชาติที่ยึดถือครอบครอง คดีถึงที่สุดแล้ว

จำเลยและบริวารไม่ยอมออกไปจากป่าสงวนแห่งชาติที่ยึดถือครอบครอง โจทก์ขอให้ศาลชั้นต้นออกคำบังคับให้จำเลยและบริวารปฏิบัติตามคำพิพากษาภายใน 15 วัน นับแต่วันได้รับคำบังคับ จำเลยไม่ปฏิบัติตามคำบังคับ โจทก์ขอให้ออกหมายบังคับคดี ศาลชั้นต้นออกหมายตั้งเจ้าพนักงานบังคับคดีเพื่อบังคับให้จำเลยปฏิบัติตามคำพิพากษา

จำเลยยื่นคำร้องขอให้เพิกถอนคำสั่ง

ศาลชั้นต้นพิจารณาแล้วยกคำร้อง

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 5 แผนกคดีสิ่งแวดล้อมพิพากษายืน

จำเลยฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีสิ่งแวดล้อมวินิจฉัยว่า ปัญหาที่จะต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยข้อแรกมีว่า คดีนี้โจทก์จะต้องขอให้บังคับคดีภายใน 10 ปี นับแต่วันที่ศาลชั้นต้นมีคำพิพากษาหรือไม่ เห็นว่า ศาลชั้นต้นพิพากษาลงโทษจำเลยตามพระราชบัญญัติป่าสงวนแห่งชาติ พ.ศ.2507 มาตรา 14, 31 วรรคหนึ่ง ซึ่งเป็นกฎหมายบทที่มีโทษหนักที่สุด และมีคำสั่งให้จำเลยพร้อมบริวารออกไปจากป่าสงวนแห่งชาติที่ยึดถือครอบครอง ซึ่งเป็นการสั่งตามพระราชบัญญัติป่าสงวนแห่งชาติฯ มาตรา 31 วรรคสาม และคดีถึงที่สุดแล้ว จำเลยซึ่งเป็นผู้กระทำความผิดจึงต้องออกไปจากป่าสงวนแห่งชาติที่ยึดถือครอบครองดังกล่าวตามคำสั่งศาลทันที และการยึดถือครอบครองป่าสงวนแห่งชาติต่อมาหลังจากคดีถึงที่สุดแล้วยังคงเป็นการยึดถือครอบครองโดยไม่ชอบด้วยกฎหมายตลอดเวลาที่จำเลยยังไม่ออกไปจากป่าสงวนแห่งชาติดังกล่าว โดยจำเลยไม่อาจอ้างอายุความใด ๆ ที่จะมีสิทธิยึดถือครอบครองป่าสงวนแห่งชาติดังกล่าวต่อรัฐได้ ดังนั้น โจทก์ชอบที่จะบังคับจำเลยให้ออกจากป่าสงวนแห่งชาติโดยตลอดเวลาที่จำเลยยังยึดถือครอบครองป่าสงวนแห่งชาติดังกล่าว หาจำต้องบังคับคดีภายใน 10 ปี ดังเช่นคดีแพ่งทั่วไปไม่ ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 5 พิพากษามา ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาของจำเลยฟังไม่ขึ้น ส่วนที่จำเลยฎีกาอีกข้อหนึ่งอ้างว่า ได้มีพระราชกฤษฎีกาประกาศให้ที่ดินพิพาทเป็นเขตปฏิรูปที่ดิน ตามพระราชกฤษฎีกากำหนดเขตที่ดินในท้องที่อำเภอจอมทอง จังหวัดเชียงใหม่ ให้เป็นเขตปฏิรูปที่ดิน พ.ศ.2525 ซึ่งประกาศก่อนที่จำเลยถูกจับกุมคดีนี้ในปี 2539 และปัจจุบันมีประกาศคณะกรรมการการปฏิรูปที่ดินจังหวัดเชียงใหม่ แจ้งให้ผู้ถือครองที่ดินในเขตดำเนินการปฏิรูปที่ดิน แจ้งการถือครองที่ดินต่อพนักงานเจ้าหน้าที่ และจำเลยได้ยื่นขอออกหนังสืออนุญาตให้เข้าทำประโยชน์ในเขตปฏิรูปที่ดินแล้ว เห็นว่า ข้ออ้างของจำเลยที่ว่าที่ดินที่จำเลยยึดถือครอบครองอยู่ในเขตปฏิรูปที่ดินดังกล่าว จำเลยมิได้ยกขึ้นอ้างตั้งแต่ศาลชั้นต้น จึงเป็นข้อที่มิได้ยกขึ้นว่ากันมาแล้วโดยชอบในศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ภาค 5 ต้องห้ามมิให้จำเลยฎีกา ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 249 วรรคหนึ่ง ประกอบประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 15 ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัยให้

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ. ม. 271
ป.วิ.อ. ม. 15
พ.ร.บ.ป่าสงวนแห่งชาติ พ.ศ.2507 ม. 14 ม. 31 วรรคหนึ่ง
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการจังหวัดเชียงใหม่
จำเลย — นางนิ่ม ถาวร
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดเชียงใหม่ — นางสาวดุษณี เลขะวิพัฒน์
ศาลอุทธรณ์ภาค 5 — นายประวิตร ประคำโทน
ชื่อองค์คณะ
วรพจน์ วิไลชนม์
พันวะสา บัวทอง
วุฒิชัย หรูจิตตวิวัฒน์
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 18894/2555
#532872
เปิดฉบับเต็ม

การที่ผู้ตายกับจำเลยทำสัญญาประนีประนอมยอมความในคดีที่ผู้ตายฟ้องหย่าจำเลย และมีข้อตกลงเกี่ยวกับที่ดินพิพาทว่าผู้ตายจะโอนที่ดินพิพาทแก่จำเลยเมื่อพ้นกำหนดห้ามโอนตามกฎหมาย เป็นเรื่องของการหย่าโดยความตกลงและมีข้อตกลงเกี่ยวกับการแบ่งทรัพย์สินระหว่างสามีภริยา แม้จะเป็นข้อตกลงที่ผิดแผกแตกต่างจากที่ ป.พ.พ. มาตรา 1533 บัญญัติไว้ว่า ให้แบ่งสินสมรสให้ชายและหญิงได้ส่วนเท่ากัน ก็ไม่เป็นการขัดต่อความสงบเรียบร้อยหรือศีลธรรมอันดีของประชาชน ทั้งเป็นข้อตกลงให้โอนที่ดินพิพาทในส่วนที่เป็นของผู้ตายเท่านั้น หาใช่โอนกรรมสิทธิ์ในส่วนของจำเลยที่มีอยู่แล้วโดยผลของกฎหมายไม่ ข้อตกลงระหว่างผู้ตายกับจำเลยจึงมิใช่การจงใจหลีกเลี่ยงข้อกำหนดห้ามโอนตามกฎหมาย หรือมีวัตถุประสงค์เป็นการต้องห้ามโดยชัดแจ้งตาม พ.ร.บ.จัดที่ดินเพื่อการครองชีพ พ.ศ.2511 มาตรา 12 ย่อมไม่มีผลเป็นโมฆะและสามารถบังคับกันได้ตามคำพิพากษาตามยอม เมื่อจำเลยได้โอนที่ดินพิพาทเป็นของจำเลยภายหลังผู้ตายถึงแก่ความตาย กรรมสิทธิ์ในที่ดินพิพาททั้งแปลงย่อมเป็นของจำเลยโดยสมบูรณ์แต่เพียงผู้เดียว จำเลยจึงมีสิทธิที่จะยึดถือโฉนดที่ดินพิพาทไว้โดยไม่ต้องส่งมอบแก่โจทก์ซึ่งเป็นผู้จัดการมรดกของผู้ตาย

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้จำเลยส่งมอบโฉนดที่ดินเลขที่ 1275 ตำบลหนองลู อำเภอสังขละบุรี จังหวัดกาญจนบุรี คืนแก่โจทก์

จำเลยขาดนัดยื่นคำให้การ

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยส่งมอบโฉนดที่ดินเลขที่ 1275 ตำบลหนองลู อำเภอสังขละบุรี จังหวัดกาญจนบุรี แก่โจทก์ กับให้จำเลยชำระค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ โดยกำหนดค่าทนายความ 3,000 บาท

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 7 พิพากษากลับ ให้ยกฟ้องโจทก์ ให้โจทก์ใช้ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสองศาลแทนจำเลย โดยกำหนดค่าทนายความให้ 6,000 บาท

โจทก์ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า คดีมีปัญหาวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ว่า จำเลยต้องส่งมอบโฉนดที่ดินตามฟ้องแก่โจทก์หรือไม่ โดยโจทก์ฎีกาว่าในขณะที่ผู้ตายกับจำเลยทำสัญญาประนีประนอมยอมความในเรื่องหย่านั้น ที่ดินพิพาทยังอยู่ในระยะเวลาที่ห้ามโอน ข้อตกลงดังกล่าวจึงขัดต่อวัตถุประสงค์ของกฎหมายและหลีกเลี่ยงข้อกำหนดห้ามโอนตามพระราชบัญญัติจัดที่ดินเพื่อการครองชีพ พ.ศ.2511 มาตรา 12 จึงตกเป็นโมฆะ จำเลยย่อมไม่มีสิทธิใดๆ ในที่ดินพิพาท เห็นว่า ที่ดินพิพาทเป็นทรัพย์สินที่ผู้ตายได้มาในระหว่างสมรสกับจำเลย เมื่อกรณีเป็นที่สงสัยว่าเป็นสินสมรสหรือมิใช่ กฎหมายให้สันนิษฐานไว้ก่อนว่าเป็นสินสมรสตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1474 วรรคท้าย จำเลยย่อมได้รับประโยชน์จากข้อสันนิษฐานของกฎหมายดังกล่าว ดังนั้นแม้ผู้ตายเป็นผู้มีชื่อถือกรรมสิทธิ์ในที่ดินพิพาทแต่ผู้เดียว แต่เมื่อเป็นสินสมรส จำเลยจึงมีส่วนเป็นเจ้าของรวมอยู่ด้วย การที่ผู้ตายกับจำเลยทำสัญญาประนีประนอมยอมความในคดีที่ผู้ตายฟ้องหย่าจำเลย และมีข้อตกลงเกี่ยวกับที่ดินพิพาทว่าผู้ตายจะโอนที่ดินพิพาทแก่จำเลยเมื่อพ้นกำหนดห้ามโอนตามกฎหมาย เป็นเรื่องของการหย่าโดยความตกลงและมีข้อตกลงเกี่ยวกับการแบ่งทรัพย์สินระหว่างสามีภริยา แม้จะเป็นข้อตกลงที่ผิดแผกแตกต่างจากที่ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1533 บัญญัติไว้ว่า ให้แบ่งสินสมรสให้ชายและหญิงได้ส่วนเท่ากัน ก็ไม่เป็นการขัดต่อความสงบเรียบร้อยหรือศีลธรรมอันดีของประชาชน นอกจากนี้ข้อตกลงแบ่งทรัพย์สินในกรณีหย่าระหว่างผู้ตายกับจำเลยยังกำหนดให้ผู้ตายโอนที่ดินพิพาทแก่จำเลยเมื่อพ้นกำหนดเวลาห้ามโอนแล้วย่อมหมายถึงการโอนที่ดินพิพาทในส่วนที่เป็นของผู้ตายเท่านั้น หาใช่โอนกรรมสิทธิ์ในส่วนของจำเลยที่มีอยู่แล้วโดยผลของกฎหมายไม่ ข้อตกลงระหว่างผู้ตายกับจำเลยจึงมิใช่การจงใจหลีกเลี่ยงข้อกำหนดห้ามโอนตามกฎหมาย หรือมีวัตถุประสงค์เป็นการต้องห้ามโดยชัดแจ้งตามพระราชบัญญัติจัดที่ดินเพื่อการครองชีพ พ.ศ.2511 มาตรา 12 ไม่ ย่อมไม่มีผลเป็นโมฆะและสามารถบังคับกันได้ตามคำพิพากษาตามยอม เมื่อจำเลยได้โอนที่ดินพิพาทเป็นของจำเลยภายหลังผู้ตายถึงแก่ความตาย กรรมสิทธิ์ในที่ดินพิพาททั้งแปลงย่อมเป็นของจำเลยโดยสมบูรณ์แต่เพียงผู้เดียว จำเลยมีสิทธิที่จะยึดถือโฉนดที่ดินพิพาทไว้โดยไม่ต้องส่งมอบแก่โจทก์ซึ่งเป็นผู้จัดการมรดกของผู้ตาย ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 7 พิพากษากลับให้ยกฟ้องโจทก์มานั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาของโจทก์ฟังไม่ขึ้น

พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมในชั้นฎีกาให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 1474 ม. 1533
พ.ร.บ.จัดที่ดินเพื่อการครองชีพ พ.ศ.2511 ม. 12
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นางทัศนีย์หรือทัศณีย์ แก้วจันทร์
จำเลย — นางยุพิน ตระการวาณิชย์
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดทองผาภูมิ — นายอัยยรัช บุญส่งสุวรรณ์
ศาลอุทธรณ์ภาค 7 — นายสวัสดิ์ สุรวัฒนานันท์
ชื่อองค์คณะ
ชาติชาย อัครวิบูลย์
ประยูร ณ ระนอง
อดิศักดิ์ ปัตรวลี
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 18893/2555
#532853
เปิดฉบับเต็ม

ป.พ.พ. มาตรา 1726 บัญญัติว่า "ถ้าผู้จัดการมรดกมีหลายคน การทำหน้าที่ของผู้จัดการมรดกนั้นต้องถือเอาเสียงข้างมาก...ถ้าเสียงเท่ากัน เมื่อผู้มีส่วนได้เสียร้องขอ ก็ให้ศาลเป็นผู้ชี้ขาด" ข้อเท็จจริงได้ความว่า โจทก์และจำเลยที่ 1 เป็นผู้จัดการมรดกร่วมกันตามคำสั่งศาล การฟ้องคดีเป็นอำนาจหน้าที่ของผู้จัดการมรดกประการหนึ่งตาม ป.พ.พ. มาตรา 1736 วรรคสอง ดังนั้น โจทก์แต่ผู้เดียวไม่มีอำนาจยื่นฟ้องเพียงลำพัง แม้การกระทำของจำเลยที่ 1 จะเป็นปฏิปักษ์และเสียหายต่อกองมรดกก็ตาม เพราะโจทก์สามารถยื่นคำร้องต่อศาลแสดงเหตุขัดข้องเพื่อขออนุญาตฟ้องหรือขอให้ศาลถอดถอนจำเลยที่ 1 จากการเป็นผู้จัดการมรดกตาม ป.พ.พ. มาตรา 1727 วรรคหนึ่ง ได้ นอกจากนี้โจทก์อาจใช้สิทธิความเป็นทายาทฟ้องคดีในฐานะส่วนตัวเพื่อให้จำเลยที่ 1 รับผิดในการจัดการมรดกตาม ป.พ.พ. มาตรา 1733 วรรคสอง ก็ได้

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ศาลมีคำสั่งหรือพิพากษาว่านิติกรรมการจดทะเบียนเปลี่ยนแปลงกรรมสิทธิ์ในที่ดิน การขายที่ดินโฉนดเลขที่ 103688 ตำบลเสม็ด อำเภอเมืองชลบุรี จังหวัดชลบุรี ระหว่างจำเลยที่ 1 กับที่ 2 และระหว่างจำเลยที่ 2 กับที่ 3 ตกเป็นโมฆะ และสั่งให้เพิกถอนนิติกรรมการจดทะเบียนซื้อขายที่ดินดังกล่าวข้างต้น กับให้จำเลยทั้งหกร่วมกันดำเนินการจดทะเบียนแก้ไขชื่อเจ้าของกรรมสิทธิ์ในที่ดินให้กลับคืนสู่กองมรดกของนายสง่า หากไม่ปฏิบัติตามให้ถือเอาคำพิพากษาแทนการแสดงเจตนา หากสภาพไม่เปิดช่องหรือไม่สามารถบังคับตามคำขอข้างต้นได้ ให้จำเลยทั้งหกร่วมกันใช้ราคาที่ดินให้แก่โจทก์เป็นเงิน 1,585,500 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันฟ้องจนกว่าจำเลยทั้งหกจะชำระเสร็จ

จำเลยที่ 1 ให้การว่า โจทก์ไม่มีอำนาจฟ้อง จำเลยที่ 1 ขายที่ดินพิพาทตามความประสงค์ของทายาทผู้มีสิทธิรับมรดกโดยสุจริตและถูกต้องตามกฎหมาย และหากโจทก์เห็นว่าตนเป็นทายาทผู้มีสิทธิก็ชอบที่จะฟ้องให้จำเลยที่ 1 แบ่งมรดกให้แก่โจทก์เท่านั้น

จำเลยที่ 2, ที่ 3, ที่ 4, ที่ 5 และที่ 6 ให้การขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยที่ 1 ชำระเงินแก่กองมรดกของนายสง่า 1,585,500 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันที่ 28 พฤษภาคม 2546 จนกว่าจะชำระเสร็จ กับให้จำเลยที่ 1 ใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ โดยกำหนดค่าทนายความ 30,000 บาท ส่วนจำเลยที่ 2 ถึงที่ 6 ให้ยกฟ้อง ค่าฤชาธรรมเนียมให้เป็นพับ

จำเลยที่ 1 อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 2 พิพากษายืน ให้จำเลยที่ 1 ใช้ค่าทนายความในชั้นอุทธรณ์ 3,000 บาท แทนโจทก์

จำเลยที่ 1 ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงรับฟังได้เป็นยุติในชั้นนี้โดยคู่ความไม่ได้โต้แย้งคัดค้านว่า นายสง่า ผู้ตาย ถึงแก่ความตายเมื่อวันที่ 30 พฤษภาคม 2533 ครั้นวันที่ 31 มกราคม 2539 นายสงัด บุตรของผู้ตายยื่นคำร้องขอต่อศาลชั้นต้นขอให้ตั้งจำเลยที่ 1 เป็นผู้จัดการมรดก ศาลชั้นต้นมีคำสั่งตั้งจำเลยที่ 1 เป็นผู้จัดการมรดกผู้ตาย ปรากฏตามสำเนาภาพถ่ายคำร้องขอเป็นผู้จัดการมรดก คดีแพ่งหมายเลขดำที่ 374/2539 และสำเนาภาพถ่ายคำสั่งคดีแพ่งหมายเลขดำที่ 374/2539 คดีแพ่งหมายเลขแดงที่ 651/2539 ของศาลชั้นต้น ลงวันที่ 1 เมษายน 2539 ต่อมาวันที่ 16 เมษายน 2542 โจทก์ยื่นคำร้องขอถอนจำเลยที่ 1 ออกจากการเป็นผู้จัดการมรดกและขอให้ตั้งโจทก์เป็นผู้จัดการมรดก ได้มีการเจรจากันศาลได้บันทึกไว้ โจทก์เคยไปแจ้งอายัดที่ดินพิพาทซึ่งเป็นทรัพย์มรดกของผู้ตายไว้ เมื่อวันที่ 10 กุมภาพันธ์ 2542 และเมื่อวันที่ 26 พฤษภาคม 2542 ระหว่างพิจารณาเรื่องการถอนผู้จัดการมรดกทราบว่า นายสงัดถึงแก่ความตายไปแล้วตั้งแต่วันที่ 3 ธันวาคม 2540 ทั้งจำเลยที่ 1 โอนขายที่ดินพิพาทให้แก่จำเลยที่ 2 เมื่อวันที่ 14 ตุลาคม 2542 และมีการขายต่อให้แก่จำเลยที่ 3 เมื่อวันที่ 23 ธันวาคม 2542 หลังจากนั้นศาลชั้นต้นมีคำสั่งให้โจทก์และจำเลยที่ 1 เป็นผู้จัดการมรดกร่วมกันปรากฏตามสำเนาภาพถ่ายคำสั่งคดีแพ่งหมายเลขดำที่ 374/2539 หมายเลขแดงที่ 651/2539 ของศาลชั้นต้น ลงวันที่ 26 มีนาคม 2546 คดีสำหรับจำเลยที่ 2 ถึงที่ 4 ยุติตามคำพิพากษาของศาลชั้นต้น

ปัญหาต้องวินิจฉัยประการที่สองว่า โจทก์มีอำนาจฟ้องหรือไม่ เห็นว่า ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1726 บัญญัติว่า "ถ้าผู้จัดการมรดกมีหลายคน การทำการตามหน้าที่ของผู้จัดการมรดกนั้นต้องถือเอาเสียงข้างมาก...ถ้าเสียงเท่ากัน เมื่อผู้มีส่วนได้เสียร้องขอ ก็ให้ศาลเป็นผู้ชี้ขาด" ข้อเท็จจริงได้ความว่าโจทก์และจำเลยที่ 1 เป็นผู้จัดการมรดกร่วมกันตามคำสั่งศาล การฟ้องคดีเป็นอำนาจหน้าที่ของผู้จัดการมรดกประการหนึ่งตามมาตรา 1736 วรรคสอง ดังนั้น โจทก์แต่ผู้เดียวไม่มีอำนาจยื่นฟ้องเพียงลำพัง แม้การกระทำของจำเลยที่ 1 จะเป็นปฏิปักษ์และเสียหายต่อกองมรดกตามที่ศาลอุทธรณ์ภาค 2 วินิจฉัยก็ตาม เพราะโจทก์สามารถยื่นคำร้องต่อศาลแสดงเหตุขัดข้องเพื่อขออนุญาตฟ้องหรือขอให้ศาลถอดถอนจำเลยที่ 1 จากการเป็นผู้จัดการมรดกตามมาตรา 1727 วรรคหนึ่งได้ นอกจากนี้ โจทก์อาจใช้สิทธิความเป็นทายาทฟ้องในฐานะส่วนตัวเพื่อให้จำเลยที่ 1 รับผิดในการจัดการมรดกตามมาตรา 1733 วรรคสอง ก็ได้ ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 2 วินิจฉัยว่า โจทก์มีอำนาจฟ้อง ศาลฎีกาไม่เห็นพ้องด้วย ฎีกาของจำเลยที่ 1 ข้อนี้ฟังขึ้น

อนึ่ง ตามพฤติการณ์แห่งคดีดังข้อเท็จจริงที่ฟังได้ยุติเห็นได้ชัดเจนถึงความไม่สุจริตของจำเลยที่ 1 จึงเห็นสมควรให้จำเลยที่ 1 ใช้ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสามศาลแทนโจทก์ ทั้งนี้ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 161 ประกอบมาตรา 167

พิพากษาแก้ ให้ยกฟ้องโจทก์สำหรับจำเลยที่ 1 ด้วย ให้จำเลยที่ 1 ใช้ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสามศาลแทนโจทก์ โดยกำหนดค่าทนายความรวม 36,000 บาท นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 2
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 1726 ม. 1727 วรรคหนึ่ง ม. 1733 วรรคสาม ม. 1736 วรรคสอง
ชื่อคู่ความ
นางแจ๋ว สร้อยทับทิม
โจทก์ — ในฐานะผู้จัดการมรดกของนายสง่า สร้อยทับทิม
นายประจักษ์ ผาดศรี ในฐานะผู้จัดการมรดก
จำเลย — ของนายสง่า สร้อยทับทิม กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดชลบุรี — นายอนุรัตน์ ฤกษ์วิชานันท์
ศาลอุทธรณ์ภาค 2 — นายชัยชนา ตัญจพัฒนสกุล
ชื่อองค์คณะ
กีรติ กาญจนรินทร์
สมชาย พันธุมะโอภาส
ธราธร ศิลปโอสถ
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 18884/2555
#537959
เปิดฉบับเต็ม

แม้ตามสำเนาสัญญาซื้อขายลิขสิทธิ์เพลงเอกสารหมาย ล. 11 ระบุข้อความว่า โจทก์เป็นผู้ประพันธ์เพลงตกลงโอนขายและ ศ. ตกลงซื้อลิขสิทธิ์เพลงรวมเพลงพิพาทในคดีนี้ด้วย โดยการโอนนี้เป็นการโอนขายลิขสิทธิ์ทั้งหมดและเสร็จเด็ดขาดตลอดอายุแห่งลิขสิทธิ์ ศ. ผู้ซื้อตกลงจ่ายเงินให้แก่โจทก์ 190,000 บาท ในวันที่ 3 ธันวาคม 2527 อันเป็นวันทำสัญญา แต่ปรากฏในหน้า 2 ของสัญญาเอกสารหมาย ล. 11 ว่า ศ. ได้จ่ายค่าตอบแทนให้โจทก์อีก 30,000 บาท หลังวันทำสัญญาแล้วนานถึง 6 ปี 15 วัน แสดงให้เห็นว่าค่าตอบแทนตามสัญญามิได้มีการจ่ายให้แก่กันเป็นเงิน 190,000 บาท เพียงครั้งเดียวตามที่ระบุไว้ในสัญญาเอกสารหมาย ล. 11 ข้อ 3 แม้สัญญาในข้อ 1 จะระบุว่าเป็นการโอนขายลิขสิทธิ์และเสร็จเด็ดขาดตลอดอายุแห่งลิขสิทธิ์ ก็ไม่มีเหตุผลพอเชื่อว่าเป็นสัญญาโอนขายลิขสิทธิ์ทั้งหมดตลอดอายุแห่งลิขสิทธิ์เพราะหากเป็นการโอนขายลิขสิทธิ์ทั้งหมดตลอดอายุแห่งลิขสิทธิ์จริง ก็ไม่มีเหตุผลใดที่ ศ. ต้องจ่ายค่าลิขสิทธิ์ให้แก่โจทก์ภายหลังวันทำสัญญาอีก การที่ต้องจ่ายค่าลิขสิทธิ์ให้โจทก์อีกภายหลังกลับมีเหตุให้เชื่อว่าสัญญาดังกล่าวเป็นเพียงสัญญาอนุญาตให้ใช้ลิขสิทธิ์เท่านั้น มิใช่สัญญาโอนขายลิขสิทธิ์ทั้งหมด เมื่อสัญญาเอกสารหมาย ล. 11 เป็นสัญญาโอนขายลิขสิทธิ์เพียงแต่ชื่อ แต่เจตนาที่แท้จริงของคู่สัญญาระหว่างโจทก์กับ ศ. เป็นการทำสัญญาอนุญาตให้ใช้ลิขสิทธิ์เพลงของโจทก์ ลิขสิทธิ์ในเพลงดังกล่าวจึงยังคงเป็นของโจทก์ มิได้ตกเป็นของ ศ. ดังนั้น ศ. จึงมีสิทธิเฉพาะตัวในฐานะเป็นผู้รับอนุญาตให้ใช้ลิขสิทธิ์ในเพลงดังกล่าว และมีขอบเขตในสิทธิตามสัญญาอนุญาตให้ใช้สิทธิเท่านั้น ศ. จึงไม่มีสิทธินำเพลงดังกล่าวไปอนุญาตให้ผู้อื่นใช้สิทธิในลิขสิทธิ์อีก

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยทั้งสามร่วมกันชำระเงินจำนวน 4,071,750 บาท แก่โจทก์พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงินจำนวนดังกล่าวนับแต่วันถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ ให้จำเลยที่ 2 ร่วมรับผิดกับจำเลยที่ 1 ต่อโจทก์ในเงินจำนวน 2,763,625 บาท พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงินจำนวนดังกล่าวนับแต่วันถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ ให้จำเลยที่ 3 ร่วมรับผิดกับจำเลยที่ 1 ต่อโจทก์ในเงินจำนวน 1,308,125 บาท พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงินจำนวนดังกล่าวนับแต่วันถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์

จำเลยทั้งสามให้การและแก้ไขคำให้การขอให้ยกฟ้อง

ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางพิพากษายกฟ้อง ค่าฤชาธรรมเนียมให้เป็นพับ

โจทก์อุทธรณ์ต่อศาลฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศวินิจฉัยว่า มีปัญหาที่ต้องวินิจฉัยว่า โจทก์หรือจำเลยที่ 1 เป็นผู้มีลิขสิทธิ์ในเพลงจำนวน 5 เพลง คือ 1. เทพธิดาผ้าซิ่น 2. ล่องเรือหารัก 3. วานนี้รักวันนี้ลืม 4. ดอกไม้กับก้อนอิฐ และ 5. เรารอเขาลืม ปัญหานี้ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางวินิจฉัยว่า สิทธิเรียกร้องตามคำฟ้องของโจทก์ในส่วนที่เกี่ยวกับการละเมิดลิขสิทธิ์เพลงดอกไม้กับก้อนอิฐ เพลงเทพธิดาผ้าซิ่น และเพลงวานนี้รักวันนี้ลืม ตามคำฟ้องข้อ 2 ข้อ 3 และข้อ 4 และในส่วนที่เกี่ยวกับการละเมิดลิขสิทธิ์เพลงเรารอเขาลืม และเพลงล่องเรือหารัก ตามคำฟ้องข้อ 2 และข้อ 3 ขาดอายุความตามพระราชบัญญัติลิขสิทธิ์ พ.ศ.2537 มาตรา 63 แล้ว กรณีจึงไม่มีเหตุที่จะต้องวินิจฉัยต่อไปว่า เพลงต่าง ๆ ที่โจทก์บรรยายไว้ในคำฟ้องข้อ 2 ข้อ 3 และข้อ 4 โจทก์หรือจำเลยที่ 1 เป็นผู้มีลิขสิทธิ์ คงเหลือข้อที่จะต้องวินิจฉัยเพียงว่า เพลงเรารอเขาลืมตามที่โจทก์บรรยายไว้ในคำฟ้องข้อ 5 โจทก์หรือจำเลยที่ 1 เป็นผู้มีลิขสิทธิ์ในเพลงดังกล่าว เห็นว่า เมื่อศาลฎีกาแผนกคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศได้วินิจฉัยแล้วข้างต้นว่า ที่โจทก์ฟ้องคดีนี้ว่า จำเลยที่ 1 และที่ 3 กับจำเลยที่ 1 และที่ 2 ละเมิดลิขสิทธิ์ในเพลงทั้งห้าเพลงของโจทก์ เมื่อวันที่ 27 พฤษภาคม 2540 วันที่ 29 สิงหาคม 2543 และวันที่ 21 มิถุนายน 2548 นั้น โจทก์ฟ้องภายในกำหนดอายุความ 3 ปี นับแต่วันที่โจทก์ผู้เป็นเจ้าของลิขสิทธิ์รู้ถึงการละเมิดและรู้ตัวผู้กระทำละเมิด ตามพระราชบัญญัติลิขสิทธิ์ พ.ศ.2537 มาตรา 63 กรณีจึงต้องวินิจฉัยตามข้อต่อสู้ของจำเลยทั้งสามต่อไปว่า โจทก์ได้ขายลิขสิทธิ์ในเพลงทั้งหมดรวมทั้งเพลงทั้งห้าตามคำฟ้องอย่างเสร็จเด็ดขาดตลอดอายุการคุ้มครองลิขสิทธิ์ให้แก่นายศักดิ์ชัยแล้วและนายศักดิ์ชัยได้นำลิขสิทธิ์ในเพลงจำนวน 5 เพลง ดังกล่าวมาร่วมทำธุรกิจกับจำเลยที่ 1 โดยให้ถือครองเป็นผู้ทรงลิขสิทธิ์ร่วมกันหรือไม่ ในปัญหานี้ปรากฏตามสำเนาสัญญาซื้อขายลิขสิทธิ์เพลงลงวันที่ 3 ธันวาคม 2527 เอกสารหมาย ล. 11 ในคดีหมายเลขดำที่ ทป.92/2549 ของศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลาง ซึ่งระบุข้อความว่า โจทก์ผู้ประพันธ์เพลงตกลงโอนขายและนายศักดิ์ชัยผู้ซื้อตกลงซื้อลิขสิทธิ์เพลงตามรายชื่อเพลงทั้งหมดจำนวน 39 เพลง ที่ให้ไว้ทั้งเนื้อร้องและทำนองของโจทก์ซึ่งมีเพลงวานนี้รักพรุ่งนี้ลืม (ไม่ใช่เพลงวานนี้รักวันนี้ลืมในคดีนี้) เพลงดอกไม้กับก้อนอิฐ เพลงเรารอเขาลืม และเพลงเทพธิดาผ้าซิ่น ในคดีนี้รวมอยู่ด้วย โดยการโอนนี้เป็นการโอนขายลิขสิทธิ์ทั้งหมดและเสร็จเด็ดขาดตลอดอายุแห่งลิขสิทธิ์ นายศักดิ์ชัยผู้ซื้อตกลงจ่ายเงินให้แก่โจทก์จำนวน 190,000 บาท โดยจ่ายให้ในวันที่ 3 ธันวาคม 2527 อันเป็นวันทำสัญญา จากข้อความในสัญญาดังกล่าวแสดงให้เห็นว่าโจทก์มิได้นำเพลงวานนี้รักวันนี้ลืมของโจทก์มาโอนขายให้แก่นายศักดิ์ชัยด้วย ลิขสิทธิ์ในเพลงวานนี้รักวันนี้ลืมจึงยังคงเป็นของโจทก์ ส่วนเพลงดอกไม้กับก้อนอิฐ เพลงเรารอเขาลืม และเพลงเทพธิดาผ้าซิ่น นั้น มีปัญหาว่าโจทก์ได้โอนขายให้แก่นายศักดิ์ชัยทั้งหมดเสร็จเด็ดขาดตลอดอายุแห่งลิขสิทธิ์หรือไม่ ในข้อนี้ปรากฏในหน้า 2 ของสัญญาเอกสารหมาย ล. 11 ในคดีหมายเลขดำที่ ทป.92/2549 ของศาลดังกล่าว ระบุข้อความว่า "ได้รับเช็คเงินสดธนาคารกสิกรไทย สาขางามวงศ์วาน หมายเลขเช็ค 10934058 เป็นจำนวนเงินอีก 30,000 บาท เมื่อวันที่ 18 ธันวาคม 2533" และมีลายมือชื่อของโจทก์ลงไว้ใต้ข้อความดังกล่าว ทำให้เห็นว่า การจ่ายค่าตอบแทนตามสัญญาดังกล่าวนายศักดิ์ชัยมิได้จ่ายให้โจทก์จำนวน 190,000 บาท ในวันที่ 3 ธันวาคม 2527 อันเป็นวันทำสัญญาเอกสารหมาย ล. 11 เท่านั้น แต่ยังมีการจ่ายเงินค่าตอบแทนตามสัญญาหลังจากวันทำสัญญาด้วย ดังปรากฏในหน้า 2 ของสัญญาดังกล่าวว่า นายศักดิ์ชัยได้จ่ายค่าตอบแทนให้โจทก์อีกจำนวน 30,000 บาท หลังจากทำสัญญานั้นแล้วนานถึง 6 ปี 15 วัน แสดงให้เห็นว่าค่าตอบแทนตามสัญญานี้มิได้มีการจ่ายให้แก่กันเป็นเงินจำนวน 190,000 บาท เพียงครั้งเดียวดังที่ระบุไว้ในสัญญาเอกสารหมาย ล. 11 ข้อ 3 แม้สัญญานี้ในข้อ 1 จะระบุว่าเป็นการโอนขายลิขสิทธิ์และเสร็จเด็ดขาดตลอดอายุแห่งลิขสิทธิ์ ก็ไม่มีเหตุผลพอเชื่อว่าเป็นสัญญาโอนขายลิขสิทธิ์ทั้งหมดตลอดอายุแห่งลิขสิทธิ์เพราะหากเป็นการโอนขายลิขสิทธิ์ทั้งหมดตลอดอายุแห่งลิขสิทธิ์จริง ก็ไม่มีเหตุผลใดที่นายศักดิ์ชัยต้องจ่ายค่าลิขสิทธิ์ให้แก่โจทก์หลังวันทำสัญญาอีก การที่นายศักดิ์ชัยต้องจ่ายค่าลิขสิทธิ์ให้โจทก์อีกภายหลังวันทำสัญญากลับมีเหตุผลให้เชื่อว่าสัญญาดังกล่าวเป็นเพียงสัญญาอนุญาตให้ใช้ลิขสิทธิ์เท่านั้น มิใช่สัญญาโอนขายลิขสิทธิ์ทั้งหมดแต่อย่างใด เมื่อสัญญาเอกสารหมาย ล. 11 เป็นสัญญาโอนขายลิขสิทธิ์เพียงแต่ชื่อแต่เจตนาที่แท้จริงของคู่สัญญาระหว่างโจทก์กับนายศักดิ์ชัยเป็นการทำสัญญาอนุญาตให้ใช้ลิขสิทธิ์เพลงของโจทก์ ลิขสิทธิ์ในเพลงทั้งสามดังกล่าวจึงยังคงเป็นของโจทก์มิได้ตกเป็นของนายศักดิ์ชัย เพราะโจทก์มิได้โอนลิขสิทธิ์ในเพลงทั้งสามนั้นให้นายศักดิ์ชัยโจทก์เพียงแต่อนุญาตให้นายศักดิ์ชัยใช้ลิขสิทธิ์ในเพลงดังกล่าว นายศักดิ์ชัยจึงมีสิทธิเฉพาะตัวในฐานะเป็นผู้รับอนุญาตให้ใช้ลิขสิทธิ์ในเพลงทั้งสามนั้นและมีขอบเขตแห่งสิทธิตามสัญญาอนุญาตให้ใช้ลิขสิทธิ์เอกสารหมาย ล. 11 เท่านั้น นายศักดิ์ชัยไม่มีสิทธินำเพลงทั้งสามนี้ไปอนุญาตให้ผู้อื่นใช้สิทธิในลิขสิทธิ์อันจะเป็นปฏิบัติผิดสัญญาเอกสารหมาย จ. 11 ได้ การที่นายศักดิ์ชัยไปทำสัญญาร่วมลิขสิทธิ์เพลงลงวันที่ 1 มีนาคม 2539 กับจำเลยที่ 1 แม้จะฟังว่านายศักดิ์ชัยนำเพลงทั้งสามนั้นไปทำสัญญาร่วมทำธุรกิจกับจำเลยที่ 1 โดยให้ถือครองเป็นผู้ทรงลิขสิทธิ์ร่วมกัน ก็ไม่ทำให้จำเลยที่ 1 มีลิขสิทธิ์หรือมีสิทธิใช้ลิขสิทธิ์ในเพลงทั้งสามดังกล่าว เพราะนายศักดิ์ชัยซึ่งเป็นเพียงผู้รับอนุญาตให้ใช้ลิขสิทธิ์ย่อมไม่มีลิขสิทธิ์ในเพลงทั้งสามนั้นดังได้วินิจฉัยข้างต้น นายศักดิ์ชัยจึงไม่อาจให้จำเลยที่ 1 มีลิขสิทธิ์ร่วมกับนายศักดิ์ชัยในเพลงทั้งสามดังกล่าวได้ ทั้งไม่อาจอนุญาตให้จำเลยที่ 1 ใช้ลิขสิทธิ์ในเพลงทั้งสามนั้นได้ด้วย เนื่องจากโจทก์ผู้เป็นเจ้าของลิขสิทธิ์ในเพลงทั้งสามดังกล่าวเท่านั้นมีสิทธิแต่ผู้เดียวที่จะโอนลิขสิทธิ์ในเพลงทั้งสามนั้นแก่ผู้อื่นหรืออนุญาตให้ผู้อื่นใช้ลิขสิทธิ์ในเพลงทั้งสามดังกล่าว ตามพระราชบัญญัติลิขสิทธิ์ พ.ศ.2521 มาตรา 13, 14 และ 15 ซึ่งเป็นกฎหมายที่ใช้บังคับอยู่ในขณะทำสัญญาเอกสารหมาย ล. 11 หรือตามพระราชบัญญัติลิขสิทธิ์ พ.ศ.2537 มาตรา 15, 16 และ 17 ที่ใช้บังคับอยู่ในปัจจุบัน

พิพากษาแก้เป็นว่า ให้จำเลยที่ 1 ชำระค่าเสียหายจำนวน 80,000 บาท จำนวน 60,000 บาท และ 20,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันที่ 27 พฤษภาคม 2540 วันที่ 29 สิงหาคม 2543 และวันที่ 21 มิถุนายน 2548 จนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ ตามลำดับ ให้ยกฟ้องโจทก์สำหรับจำเลยที่ 2 และที่ 3 ค่าฤชาธรรมเนียมในชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ นอกจากที่แก้คงให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลาง
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.ลิขสิทธิ์ พ.ศ.2537 ม. 15 (5) ม. 17
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นายสมนึก ทองมา หรือชลธี ธารทอง
จำเลย — บริษัทเสียงสยามแผ่นเสียง - เทป จำกัด กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลาง — นายพัฒนไชย ยอดพยุง
ชื่อองค์คณะ
ปริญญา ดีผดุง
อร่าม เสนามนตรี
ธัชพันธ์ ประพุทธนิติสาร
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 18859/2555
#532926
เปิดฉบับเต็ม

โจทก์ร่วมยื่นคำร้องขอให้บังคับจำเลยชดใช้ค่าสินไหมทดแทนว่าโจทก์ร่วมเป็นภริยาโดยชอบด้วยกฎหมายของผู้ตาย โจทก์ร่วมจึงมีสิทธิได้รับค่าอุปการะเลี้ยงดูเพราะเป็นค่าสินไหมทดแทนที่โจทก์ร่วมมีสิทธิได้รับตามกฎหมาย แม้โจทก์ร่วมบรรยายคำร้องเพียงว่าผู้ตายมีรายได้จากการทำงานทั้งสิ้น 8,603,813.25 บาท โดยไม่ได้บรรยายว่าในระหว่างที่ผู้ตายมีชีวิตอยู่ได้ช่วยเหลือหรือส่งเสียหรือให้การช่วยเหลือโจทก์ร่วมเป็นเงินจำนวนเท่าใดก็ตาม แต่ก็ถือได้ว่าโจทก์ร่วมระบุจำนวนเงินค่าขาดไร้อุปการะที่เรียกจากจำเลยเท่ากับจำนวนรายได้ที่ผู้ตายจะได้รับหากยังมีชีวิตอยู่ ซึ่งศาลสามารถพิจารณากำหนดให้ตามที่เห็นสมควรได้ คำร้องของโจทก์ร่วมจึงแสดงรายละเอียดตามสมควรเกี่ยวกับค่าขาดไร้อุปการะของโจทก์ร่วมและจำนวนค่าสินไหมทดแทนที่เรียกร้องตามที่บัญญัติไว้ในประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 44/1 วรรคสอง แล้ว

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 , 291 พระราชบัญญัติจราจรทางบก พ.ศ.2522 มาตรา 43 (2) (4), 157, 160

จำเลยให้การรับสารภาพ

ระหว่างพิจารณานางจิตรลดา ภริยานายประยงค์ ผู้ตาย ยื่นคำร้องขอเข้าร่วมเป็นโจทก์ ศาลชั้นต้น อนุญาตเฉพาะข้อหากระทำโดยประมาทเป็นเหตุให้ผู้อื่นถึงแก่ความตาย และยื่นคำร้องขอให้บังคับจำเลยชดใช้ค่าสินไหมทดแทนเป็นค่าปลงศพ 705,660 บาท ค่ารักษาพยาบาลผู้ตายก่อนถึงแก่ความตายและค่าซ่อมรถจักรยานยนต์ 24,674 บาท ค่าขาดไร้อุปการะ 8,603,813.25 บาท และค่าการศึกษาของบุตร 300,000 บาท รวมเป็นเงิน 9,634,147.72 บาท แต่โจทก์ร่วมขอเรียกเพียง 9,500,000 บาท

จำเลยให้การในคดีส่วนแพ่ง ขอให้ยกคำร้อง

ศาลชั้นต้นมีคำสั่งให้พิจารณาพิพากษาคดีในส่วนอาญาไปก่อน แล้วจึงพิจารณาพิพากษาคดีในส่วนแพ่ง โดยในคดีส่วนอาญา ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 291 พระราชบัญญัติจราจรทางบก พ.ศ.2522 มาตรา 43 (2) (4), 157, 160 วรรคสาม การกระทำเป็นกรรมเดียวเป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบท ให้ลงโทษฐานกระทำโดยประมาทเป็นเหตุให้ผู้อื่นถึงแก่ความตาย ซึ่งเป็นกฎหมายบทที่มีโทษหนักที่สุดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 จำคุก 4 ปี และปรับ 8,000 บาท จำเลยให้การรับสารภาพเป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้กึ่งหนึ่งตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คงจำคุก 2 ปี และปรับ 4,000 บาท โทษจำคุกให้รอการลงโทษไว้มีกำหนด 2 ปี ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 56 หากจำเลยไม่ชำระค่าปรับให้จัดการตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 29, 30

โจทก์ร่วมอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 9 พิพากษาแก้เป็นว่า ลดโทษให้จำเลยกึ่งหนึ่งตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 แล้ว คงจำคุก 1 ปี ไม่ปรับและไม่รอการลงโทษจำคุกให้แก่จำเลย นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

จำเลยฎีกา

ศาลฎีกาพิพากษายืน คดีถึงที่สุด

สำหรับคดีในส่วนแพ่ง ศาลชั้นต้นพิจารณาแล้วพิพากษาให้จำเลยชำระเงิน 2,824,674 บาท แก่โจทก์ร่วม

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 9 พิพากษายืน

จำเลยฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า คงมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยข้อแรกว่า คำร้องของโจทก์ร่วมในส่วนที่เกี่ยวกับค่าอุปการะเลี้ยงดูโจทก์ร่วมชอบด้วยกฎหมายหรือไม่ โดยจำเลยฎีกาว่าโจทก์ร่วมบรรยายคำร้องว่า หากนายประยงค์ ผู้ตาย ทำงานได้จนอายุครบ 60 ปี ผู้ตายจะมีรายได้จากการทำงานทั้งสิ้น 8,603,813.25 บาท โจทก์ร่วมไม่ได้บรรยายคำร้องว่าในระหว่างที่ผู้ตายมีชีวิตอยู่ได้ช่วยเหลือหรือส่งเสียหรือให้การช่วยเหลือโจทก์ร่วมเป็นเงินเท่าใดอันเกิดมาจากเงินที่ผู้ตายได้รับมาจากการทำงานก่อนถึงแก่ความตาย คำร้องของโจทก์ร่วมจึงเป็นการเรียกร้องเงินค่าทำงานของผู้ตาย ไม่ได้เรียกร้องเงินค่าอุปการะเลี้ยงดูนั้น เห็นว่า ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 44/1 วรรคสอง บัญญัติไว้ว่า คำร้องขอให้บังคับจำเลยชดใช้ค่าสินไหมทดแทนต้องแสดงรายละเอียดตามสมควรเกี่ยวกับความเสียหายและจำนวนค่าสินไหมทดแทนที่เรียกร้อง คดีนี้โจทก์ร่วมยื่นคำร้องขอให้บังคับจำเลยชดใช้ค่าสินไหมทดแทนว่าโจทก์ร่วมเป็นภริยาโดยชอบด้วยกฎหมายของผู้ตาย โจทก์ร่วมจึงมีสิทธิได้รับค่าอุปการะเลี้ยงดูเพราะเป็นค่าสินไหมทดแทนที่โจทก์ร่วมมีสิทธิได้รับตามกฎหมาย แม้โจทก์ร่วมบรรยายคำร้องเพียงว่าผู้ตายมีรายได้จากการทำงานทั้งสิ้น 8,603,813.25 บาท โดยไม่ได้บรรยายว่าในระหว่างที่ผู้ตายมีชีวิตอยู่ได้ช่วยเหลือหรือส่งเสียหรือให้การช่วยเหลือโจทก์ร่วมเป็นเงินจำนวนเท่าใดก็ตาม แต่ก็ถือได้ว่าโจทก์ร่วมระบุจำนวนเงินค่าขาดไร้อุปการะที่เรียกจากจำเลยเท่ากับจำนวนรายได้ที่ผู้ตายจะได้รับหากยังมีชีวิตอยู่ ซึ่งศาลสามารถพิจารณากำหนดให้ตามที่เห็นสมควรได้ ดังนี้ คำร้องของโจทก์ร่วมได้แสดงรายละเอียดตามสมควรเกี่ยวกับค่าขาดไร้อุปการะของโจทก์ร่วมและจำนวนค่าสินไหมทดแทนที่เรียกร้องตามที่บัญญัติไว้ในประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 44/1 วรรคสองแล้ว คำร้องของโจทก์ร่วมจึงชอบด้วยกฎหมายแล้ว ฎีกาของจำเลยข้อนี้ฟังไม่ขึ้น

มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยข้อสุดท้ายว่า ค่าอุปการะเลี้ยงดูที่ศาลล่างทั้งสองกำหนด ให้โจทก์ร่วมสูงเกินไปหรือไม่ โดยจำเลยฎีกาว่า โจทก์ร่วมมีอาชีพรับราชการเป็นครูเงินเดือนเดือนละ 22,000 บาท มีความสามารถและฐานะดีพอ มั่นคง มีรายรับที่แน่นอนเพียงพอต่อการเลี้ยงชีพระหว่าง ผู้ตายมีชีวิตก็ไม่ได้ส่งเสียหรือให้การอุปการะเลี้ยงดูโจทก์ร่วม โจทก์ร่วมได้รับเงินจากธนาคารกสิกรไทย จำกัด (มหาชน) ตามหลักเกณฑ์ที่ธนาคารกำหนดนั้น เห็นว่า สามีภริยาต้องช่วยเหลืออุปการะเลี้ยงดูกันตามความสามารถและฐานะของตนตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1461 วรรคสอง ดังนั้น เมื่อผู้ตายซึ่งเป็นสามีของโจทก์ร่วมถึงแก่ความตายเพราะการกระทำละเมิดของจำเลย โจทก์ร่วมย่อมมีสิทธิได้รับค่าสินไหมทดแทนเป็นค่าขาดไร้อุปการะตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 443 วรรคสาม โดยไม่ต้องคำนึงว่าระหว่างผู้ตายมีชีวิตจะอุปการะเลี้ยงดูโจทก์ร่วมหรือไม่ โจทก์ร่วมจะมีฐานะมั่นคงและประกอบอาชีพมีรายได้แน่นอนหรือไม่ เพราะเป็นสิทธิของภริยาจะพึงได้รับค่าชดใช้ตามกฎหมาย ส่วนที่โจทก์ร่วมได้รับเงินจากธนาคารกสิกรไทย จำกัด (มหาชน) นั้น เงินจำนวนดังกล่าวเป็นเงินที่ธนาคารกสิกรไทย จำกัด (มหาชน) มอบให้โจทก์ร่วมตามหลักเกณฑ์ของธนาคารจึงเป็นเงินที่โจทก์ร่วมพึงมีสิทธิได้รับไม่ใช่ค่าสินไหมทดแทนเพื่อละเมิด ทั้งการกำหนดค่าขาดไร้อุปการะศาลย่อมกำหนดตามฐานะของผู้ตายและฐานะของผู้มีสิทธิได้รับการอุปการะเลี้ยงดู และต้องพิจารณาว่าตามความหวังที่มีเหตุผลหากผู้ตายมีชีวิตอยู่จะให้อุปการะเลี้ยงดูได้เพียงใดและเป็นเวลานานเท่าใด ได้ความจากคำเบิกความของนางพิจิตร ผู้จัดการธนาคารกสิกรไทย จำกัด (มหาชน) สาขากันตัง ว่า ผู้ตายถึงแก่ความตายเมื่ออายุ 51 ปี ผู้ตายทำงานได้ถึงอายุ 60 ปี ยังทำงานต่อได้อีก 9 ปี ผู้ตายมีรายได้เดือนสุดท้ายก่อนถึงแก่ความตาย 29,530 บาท ค่าครองชีพ 3,100 บาท เงินบำเหน็จพิเศษเดือนละ ร้อยละ 10 ของฐานเงินเดือน ซึ่งเดือนสุดท้ายได้ 2,953 บาท เงินสมทบกองทุนเลี้ยงชีพ เดือนละ 1,328.85 บาท รวมเดือนละ 36,911.85 บาทและมีโบนัสทุกปี แต่ละปีจะได้กี่เดือนแล้วแต่ผลงาน แต่ขั้นต่ำปีละ 3 เดือน เงินเดือนของผู้ตายจะปรับขึ้นร้อยละ 6.5 ต่อปีของทุกปี หากผู้ตายทำงานถึงเกษียณจะได้รับเงินเดือนสุดท้าย 52,048.40 บาท รวมรายได้ 9 ปี เป็นเงิน 6,673,608.75 บาท ดังนี้ เมื่อขณะเกิดเหตุผู้ตายอายุ 51 ปี ไม่ปรากฏว่าเจ็บป่วย ยังสามารถประกอบอาชีพได้ ซึ่งหากผู้ตายไม่ถูกจำเลยขับรถชนถึงแก่ความตายเสียก่อน ย่อมเป็นที่คาด หมายได้ว่าผู้ตายจะมีชีวิตต่อไปอีก 9 ปี จนอายุครบ 60 ปี ที่ศาลล่างทั้งสองกำหนดค่าขาดไร้อุปการะเลี้ยงดูให้โจทก์ร่วมเป็นเงิน 2,500,000 บาท เฉลี่ยแล้วปีละ 277,777 บาท เป็นการเหมาะสมแล้ว ฎีกาของจำเลยข้อนี้ฟังไม่ขึ้นเช่นกัน แต่เมื่อโจทก์ร่วมได้รับเงินจำนวน 200,000 บาท ที่จำเลยนำมาชดใช้ ค่าสินไหมทดแทนให้โจทก์ร่วม จึงต้องนำเงินจำนวนดังกล่าวหักออกจากค่าสินไหมทดแทนที่จำเลยต้องรับผิดตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 9 จำเลยจึงต้องรับผิดชดใช้ค่าสินไหมทดแทนให้โจทก์ร่วมเป็นเงิน 2,624,674 บาท

พิพากษาแก้เป็นว่า ให้จำเลยชดใช้ค่าสินไหมทดแทนเป็นเงิน 2,624,674 บาท แก่โจทก์ร่วม นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 9
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.อ. ม. 44/1
ป.อ. ม. 91 ม. 291
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการจังหวัดตรัง
โจทก์ร่วม — นางจิตรลดา จันทร์ผ่อง
จำเลย — นายฉวาง ชุมแก้ว
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดตรัง — นายธีระพงศ์ พงศ์สุภากุล
ศาลอุทธรณ์ภาค 8 — นางประทานพร ยอดปัญญา
ชื่อองค์คณะ
สุนันท์ ชัยชูสอน
ทัศนีย์ จั่นสัญจัย ธรรมเกณฑ์
สุทธินันท์ เสียมสกุล
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 18851/2555
#541514
เปิดฉบับเต็ม

พ.ร.บ.ล้มละลาย พ.ศ.2483 มาตรา 24 บัญญัติห้ามมิให้จำเลยกระทำการใด ๆ เกี่ยวกับทรัพย์สินหรือกิจการของตนเว้นแต่จะกระทำตามคำสั่งหรือความเห็นชอบของศาล เจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ ผู้จัดการทรัพย์หรือที่ประชุมเจ้าหนี้ การที่จำเลยสั่งจ่ายเช็คพิพาททั้งสองฉบับให้แก่โจทก์เพื่อชำระหนี้ ในขณะที่จำเลยถูกพิทักษ์ทรัพย์เด็ดขาดในคดีล้มละลายแล้ว จึงเป็นการกระทำเกี่ยวกับทรัพย์สินของจำเลยซึ่งจำเลยไม่มีอำนาจที่จะกระทำได้ตามบทบัญญัติดังกล่าว การกระทำของจำเลยเป็นการฝ่าฝืนต่อบทบัญญัติแห่ง พ.ร.บ.ล้มละลาย พ.ศ.2483 ซึ่งเป็นกฎหมายเกี่ยวกับความสงบเรียบร้อยของประชาชน เช็คพิพาททั้งสองฉบับดังกล่าวจึงเป็นโมฆะ โจทก์จึงไม่อาจนำเช็คพิพาททั้งสองฉบับมาฟ้องขอให้ลงโทษจำเลย

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามพระราชบัญญัติว่าด้วยความผิดอันเกิดจากการใช้เช็ค พ.ศ.2534 มาตรา 4 ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91

ศาลชั้นต้นไต่สวนมูลฟ้องแล้ว เห็นว่า คดีมีมูล ให้ประทับฟ้อง

จำเลยให้การปฏิเสธ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามพระราชบัญญัติว่าด้วยความผิดอันเกิดจากการใช้เช็ค พ.ศ.2534 มาตรา 4 เป็นการกระทำหลายกรรมต่างกัน ให้ลงโทษทุกกรรมเป็นกระทงความผิดไปตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 (ที่ถูก มาตรา 91) จำคุกกระทงละ 1 ปี รวมจำคุก 2 ปี

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษากลับ ให้ยกฟ้อง

โจทก์ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงในเบื้องต้นฟังเป็นยุติในชั้นฎีกาว่า ศาลล้มละลายกลางมีคำสั่งพิทักษ์ทรัพย์เด็ดขาดจำเลยเมื่อวันที่ 15 พฤศจิกายน 2548 เมื่อวันที่ 20 มกราคม 2549 จำเลยทำหนังสือรับสภาพหนี้ต่อโจทก์โดยรับว่าค้างชำระหนี้เงินกู้ยืมแก่โจทก์ และออกเช็คพิพาทแก่โจทก์เพื่อชำระหนี้ตามหนังสือรับสภาพหนี้ดังกล่าว และเมื่อเช็คถึงกำหนด โจทก์ได้นำไปเรียกเก็บเงิน แต่ธนาคารตามเช็คปฏิเสธการจ่ายเงิน

มีปัญหาต้องวินิจฉัยว่า จำเลยกระทำความผิดตามฟ้องหรือไม่ เห็นว่า แม้หนังสือรับสภาพหนี้ดังกล่าวมีข้อความชัดแจ้งว่าจำเลยรับว่าเป็นหนี้เงินกู้ยืมโจทก์จำนวน 15,615,102.50 บาท และจำนวน 2,990,000 บาท จริงแต่เมื่อศาลล้มละลายกลางมีคำสั่งพิทักษ์ทรัพย์จำเลยเด็ดขาดแล้ว ตามพระราชบัญญัติล้มละลายพ.ศ.2483 มาตรา 24 บัญญัติห้ามมิให้จำเลยกระทำการใด ๆ เกี่ยวกับทรัพย์สินหรือกิจการของตนเว้นแต่จะได้กระทำตามคำสั่งหรือความเห็นชอบของศาล เจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ผู้จัดการทรัพย์หรือที่ประชุมเจ้าหนี้ การที่จำเลยสั่งจ่ายเช็คพิพาททั้งสองฉบับให้แก่โจทก์เพื่อชำระหนี้ในขณะที่จำเลยถูกพิทักษ์ทรัพย์เด็ดขาดในคดีล้มละลายแล้ว จึงเป็นการกระทำเกี่ยวกับทรัพย์สินของจำเลย ซึ่งจำเลยไม่มีอำนาจที่จะกระทำได้ตามบทบัญญัติดังกล่าว การกระทำของจำเลยเป็นการฝ่าฝืนต่อบทบัญญัติแห่งพระราชบัญญัติล้มละลาย พ.ศ.2483 ซึ่งเป็นกฎหมายอันเกี่ยวกับความสงบเรียบร้อยของประชาชน เช็คพิพาททั้งสองฉบับดังกล่าวจึงเป็นโมฆะ แม้จะฟังข้อเท็จจริงตามทางนำสืบของโจทก์ว่าจำเลยเป็นหนี้เงินกู้ยืมตามจำนวนเงินตามเช็คดังกล่าว แต่เมื่อเช็คพิพาททั้งสองฉบับนั้นไม่สามารถบังคับได้ตามกฎหมาย โจทก์จึงไม่อาจนำเช็คพิพาททั้งสองฉบับมาฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามพระราชบัญญัติว่าด้วยความผิดอันเกิดจากการใช้เช็ค พ.ศ.2534 มาตรา 4 ที่ศาลอุทธรณ์พิพากษายกฟ้องนั้นศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาของโจทก์ฟังไม่ขึ้น

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.ว่าด้วยความผิดอันเกิดจากการใช้เช็ค พ.ศ.2534 ม. 4
พ.ร.บ.ล้มละลาย พ.ศ.2483 ม. 24
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นางณฤมล มังกรพานิชย์
จำเลย — นายปัญจนาถ พระเนตร
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลแขวงธนบุรี — นายพิชัย คุ้มพงษ์
ศาลอุทธรณ์ — นายประชา งามลำยอง
ชื่อองค์คณะ
ปดารณี ลัดพลี
วิรุฬห์ แสงเทียน
ฉัตรไชย จันทร์พรายศรี
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 18850/2555
#532928
เปิดฉบับเต็ม

ศาลล้มละลายกลางมีคำสั่งพิทักษ์ทรัพย์จำเลยเด็ดขาด หลังจากนั้นจำเลยออกเช็คพิพาทตามฟ้องเพื่อชำระหนี้ค่าซื้อหลักทรัพย์ (หุ้น) แก่โจทก์ การออกเช็คพิพาทเพื่อชำระหนี้แก่โจทก์เป็นการมุ่งโดยตรงต่อการผูกนิติสัมพันธ์ขึ้นกับโจทก์ตามกฎหมายลักษณะตั๋วเงินประเภทเช็คซึ่งเป็นการกระทำเกี่ยวกับทรัพย์สินของจำเลย โดยมิใช่กรณีกระทำตามคำสั่งหรือความเห็นชอบของศาล เจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ ผู้จัดการทรัพย์ หรือที่ประชุมเจ้าหนี้ตามบทบัญญัติแห่ง พ.ร.บ.ล้มละลาย พ.ศ.2483 หนี้ตามเช็คพิพาทไม่สามารถบังคับได้ตามกฎหมาย การกระทำของจำเลยจึงขาดองค์ประกอบความผิดตาม พ.ร.บ.ว่าด้วยความผิดอันเกิดจากการใช้เช็ค พ.ศ.2534 มาตรา 4 จำเลยไม่มีความผิดตามฟ้อง

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามพระราชบัญญัติว่าด้วยความผิดอันเกิดจากการใช้เช็ค พ.ศ.2534 มาตรา 4

ศาลชั้นต้นไต่สวนมูลฟ้องแล้ว คดีมีมูล ให้ประทับฟ้อง

จำเลยให้การปฏิเสธ

ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง

โจทก์อุทธรณ์ โดยผู้พิพากษาซึ่งพิจารณาและลงชื่อในคำพิพากษาศาลชั้นต้นอนุญาตให้อุทธรณ์ในปัญหาข้อเท็จจริง

ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน

โจทก์ฎีกา โดยผู้พิพากษาซึ่งลงชื่อในคำพิพากษาศาลอุทธรณ์อนุญาตให้ฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงฟังยุติว่า จำเลยลงลายมือชื่อสั่งจ่ายเช็คธนาคารไทยพาณิชย์ จำกัด (มหาชน) จำนวนเงิน 7,169,126.25 บาท ชำระหนี้ค่าซื้อหลักทรัพย์ (หุ้น) บี เอ็น ที แก่โจทก์ แต่ธนาคารปฏิเสธการจ่ายเงินตามเช็ค ก่อนหน้าที่จำเลยออกเช็ค ศาลล้มละลายกลางมีคำสั่งพิทักษ์ทรัพย์จำเลยเด็ดขาดในคดีหมายเลขแดงที่ 4802/2548 ของศาลล้มละลายกลาง และต่อมามีคำพิพากษาให้จำเลยล้มละลาย

ปัญหาวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ว่า จำเลยกระทำความผิดตามฟ้องหรือไม่ ที่โจทก์ฎีกาว่าศาลล่างทั้งสองรับฟังพยานหลักฐานผิดไปจากข้อเท็จจริงในสำนวนโดยข้อเท็จจริงตามคำฟ้องและทางนำสืบพยานโจทก์ในชั้นไต่สวนมูลฟ้องตลอดจนพยานเอกสารฟังยุติว่า นายอาคมเป็นผู้สั่งซื้อหลักทรัพย์ (หุ้น) ในบัญชีซื้อขายหุ้นของตนเอง จำเลยเป็นเพียงผู้ออกเช็คตามฟ้องเพื่อชำระหนี้ค่าซื้อหลักทรัพย์ (หุ้น) แทนนายอาคมเท่านั้น จึงมิใช่เป็นการกระทำเกี่ยวกับทรัพย์สินและกิจการของตนตามพระราชบัญญัติล้มละลาย พ.ศ.2483 มาตรา 24 เห็นว่า โจทก์บรรยายฟ้องว่า จำเลยร่วมกระทำการกับนายอาคม ในการซื้อขายหลักทรัพย์ (หุ้น) หลายรายการผ่านทางบัญชีเพื่อซื้อขายหลักทรัพย์ (หุ้น) ของนายอาคม ต่อมาจำเลยลงลายมือชื่อสั่งจ่ายเช็คธนาคารไทยพาณิชย์ จำกัด (มหาชน) สาขาพหลโยธิน จำนวนเงิน 7,169,126.25 บาท ชำระหนี้ค่าซื้อหลักทรัพย์ (หุ้น) บี เอ็น ที แก่โจทก์ซึ่งจำเลยและนายอาคมได้ร่วมกันสั่งซื้อ คำฟ้องโจทก์แสดงว่าจำเลยกับนายอาคมซื้อขายหลักทรัพย์ (หุ้น) ร่วมกัน ในชั้นไต่สวนมูลฟ้องโจทก์นำนายประสิทธิ์ศิลป์ ผู้รับมอบอำนาจมาเป็นพยานเบิกความว่า จำเลยเข้ามาเกี่ยวข้องกับการชำระหนี้ค่าซื้อหลักทรัพย์ (หุ้น) กับโจทก์เป็นผู้สั่งจ่ายเช็คชำระหนี้ค่าซื้อหลักทรัพย์ (หุ้น) แทนนายอาคม โดยนายอาคมสั่งซื้อหลักทรัพย์ (หุ้น) บี เอ็น ที จำนวน 13,000,000 หุ้น รวมค่านายหน้าและค่าภาษีแล้ว เป็นเงิน 7,169,126.25 บาท ดังนี้ ข้อเท็จจริงตามที่โจทก์กล่าวในฟ้องและที่โจทก์นำพยานเข้าไต่สวนจึงแตกต่างกันอยู่ในข้อที่จำเลยเป็นผู้สั่งจ่ายเช็คชำระหนี้ค่าซื้อหลักทรัพย์ (หุ้น) แทนนายอาคม หรือว่าเป็นผู้สั่งจ่ายเช็คชำระหนี้ค่าซื้อหลักทรัพย์ (หุ้น) บี เอ็น ที แก่โจทก์ซึ่งจำเลยและนายอาคมได้ร่วมกันสั่งซื้อ ข้อเท็จจริงไม่อาจรับฟังเป็นที่ยุติได้ การที่ศาลชั้นต้นรับฟังข้อเท็จจริงยุติตามคำฟ้องจึงไม่ชอบ แต่กระนั้นก็ตาม เมื่อข้อเท็จจริงฟังได้ว่า ศาลล้มละลายกลางมีคำสั่งพิทักษ์ทรัพย์จำเลยเด็ดขาดตั้งแต่วันที่ 22 พฤศจิกายน 2548 หลังจากนั้นจำเลยออกเช็คพิพาทตามฟ้องเพื่อชำระหนี้ค่าซื้อหลักทรัพย์ (หุ้น) แก่โจทก์ การออกเช็คพิพาทเพื่อชำระหนี้แก่โจทก์เป็นการมุ่งโดยตรงต่อการผูกนิติสัมพันธ์ขึ้นกับโจทก์ตามกฎหมายลักษณะตั๋วเงินประเภทเช็คซึ่งเป็นการกระทำเกี่ยวกับทรัพย์สินของจำเลย โดยมิใช่กรณีกระทำตามคำสั่งหรือความเห็นชอบของศาล เจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ ผู้จัดการทรัพย์ หรือที่ประชุมเจ้าหนี้ตามบทบัญญัติแห่งพระราชบัญญัติล้มละลาย พ.ศ.2483 ดังนั้น หนี้ตามเช็คพิพาทไม่สามารถบังคับได้ตามกฎหมาย การกระทำของจำเลยจึงขาดองค์ประกอบความผิดตามพระราชบัญญัติว่าด้วยความผิดอันเกิดจากการใช้เช็ค พ.ศ.2534 มาตรา 4 จำเลยไม่มีความผิดตามฟ้อง ที่ศาลล่างทั้งสองพิพากษามา ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาของโจทก์ฟังไม่ขึ้น

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.ว่าด้วยความผิดอันเกิดจากการใช้เช็ค พ.ศ.2534 ม. 4
พ.ร.บ.ล้มละลาย พ.ศ.2483 ม. 24
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — บริษัทหลักทรัพย์ ซิกโก้ จำกัด (มหาชน)
จำเลย — นางสาวชรัชพรหรือรัฐพร กองทอง
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลแขวงดุสิต — นายวิทูร จันทร์แจ้งดี
ศาลอุทธรณ์ — นายธีระพล ศรีอุดมขจร
ชื่อองค์คณะ
ภาภูมิ สรอัฑฒ์
สิงห์พล ละอองมณี
พิทักษ์ คงจันทร์
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 18801/2555
#544482
เปิดฉบับเต็ม

เมื่อผู้ร้องในฐานะผู้ค้ำประกันหนี้ของจำเลยที่ 2 ต่อเจ้าหนี้รายที่ 3 ได้ชำระหนี้ให้แก่เจ้าหนี้รายที่ 3 ย่อมมีผลให้ผู้ร้องได้รับช่วงสิทธิตามกฎหมายของเจ้าหนี้รายที่ 3 ที่ได้ยื่นคำขอรับชำระหนี้ไว้แล้ว ผู้ร้องจึงมีสิทธิที่จะยื่นคำร้องขอเพื่อรับช่วงสิทธิในคำขอรับชำระหนี้ของเจ้าหนี้รายที่ 3 สำหรับจำนวนหนี้ที่ผู้ร้องได้ชำระหนี้ให้แก่เจ้าหนี้รายที่ 3 ได้

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
คดีสืบเนื่องมาจาก เมื่อวันที่ 20 ธันวาคม 2545 ศาลล้มละลายกลางมีคำสั่งพิทักษ์ทรัพย์ของลูกหนี้ (จำเลย) ที่ 2 เด็ดขาด ในคดีหมายเลขแดงที่ 2247/2545 ต่อมาวันที่ 1 กุมภาพันธ์ 2549 ผู้ร้องยื่นคำร้องขอรับชำระหนี้ในฐานะผู้เข้าสวมสิทธิของเจ้าหนี้รายที่ 3 จากกองทรัพย์สินของลูกหนี้ที่ 2 จำนวน 8,313,423.87 บาท เจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์มีคำสั่งยกคำร้อง

ผู้ร้องยื่นคำร้องขอให้มีคำสั่งให้เจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์รับคำร้องของผู้ร้องและให้ผู้ร้องได้รับชำระหนี้ในฐานะผู้เข้าสวมสิทธิในคำขอรับชำระหนี้ของเจ้าหนี้รายที่ 3

เจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ยื่นคำคัดค้านว่า เมื่อเจ้าหนี้รายที่ 3 ได้นำมูลหนี้ตามคำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3343/2545 มายื่นขอรับชำระหนี้ไว้เต็มจำนวนแล้ว ผู้ร้องซึ่งเป็นผู้ค้ำประกันและจำเลยร่วมกับลูกหนี้ที่ 2 ในคำพิพากษาดังกล่าว จึงไม่อาจยื่นคำขอรับชำระหนี้ได้ แม้ต่อมาผู้ร้องจะชำระหนี้ให้แก่เจ้าหนี้รายที่ 3 ผู้ร้องก็มิอาจรับช่วงสิทธิคำขอรับชำระหนี้ของเจ้าหนี้รายที่ 3 ได้ เนื่องจากไม่มีบทบัญญัติในพระราชบัญญัติล้มละลาย พ.ศ.2483 บัญญัติให้กระทำได้ และหากจะถือว่าคำขอรับช่วงสิทธิของผู้ร้องเป็นคำขอรับชำระหนี้ของผู้ร้องในฐานะที่ผู้ร้องเป็นผู้รับช่วงสิทธิของเจ้าหนี้รายที่ 3 ก็พ้นกำหนดระยะเวลายื่นคำขอรับชำระหนี้แล้ว นอกจากนี้ สิทธิเรียกร้องของผู้ร้องเป็นสิทธิเรียกร้องที่เกิดขึ้นภายหลังศาลมีคำสั่งพิทักษ์ทรัพย์ของลูกหนี้ที่ 2 เด็ดขาด จึงเป็นหนี้ที่ไม่อาจยื่นขอรับชำระหนี้ได้ การที่เจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์มีคำสั่งยกคำร้องจึงชอบแล้ว ขอให้ยกคำร้อง

ศาลล้มละลายกลางพิจารณาแล้ววินิจฉัยว่า ผู้ร้องไม่อาจขอรับช่วงสิทธิเมื่อพ้นกำหนดระยะเวลาขอรับชำระหนี้ การที่เจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์มีคำสั่งยกคำร้องของผู้ร้องจึงชอบแล้ว จึงมีคำสั่งให้ยกคำร้อง ค่าฤชาธรรมเนียมให้เป็นพับ

ผู้ร้องอุทธรณ์ต่อศาลฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีล้มละลายวินิจฉัยว่า คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของผู้ร้องว่า ผู้ร้องจะขอเข้าสวมสิทธิในคำขอรับชำระหนี้ของเจ้าหนี้รายที่ 3 ได้หรือไม่ เห็นว่า เมื่อผู้ร้องในฐานะผู้ค้ำประกันหนี้ของลูกหนี้ที่ 2 ต่อเจ้าหนี้รายที่ 3 ได้ชำระหนี้ให้แก่เจ้าหนี้รายที่ 3 ย่อมมีผลให้ผู้ร้องได้รับช่วงสิทธิตามกฎหมายของเจ้าหนี้รายที่ 3 ที่ได้ยื่นคำขอรับชำระหนี้ไว้แล้ว ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 226, 229 และ 693 ผู้ร้องในฐานะผู้มีส่วนได้เสียในคำขอรับชำระหนี้ของเจ้าหนี้รายที่ 3 จึงมีสิทธิที่จะได้รับการบังคับตามสิทธิของตนที่มีอยู่ได้ ทั้งในพระราชบัญญัติล้มละลาย พ.ศ. 2483 ก็มิได้มีบทบัญญัติห้ามผู้ค้ำประกันขอรับชำระหนี้จากกองทรัพย์สินของลูกหนี้ และมิได้มีบทบัญญัติโดยชัดแจ้งห้ามมิให้ผู้ร้องในฐานะผู้ค้ำประกันที่ได้ชำระหนี้ให้แก่เจ้าหนี้แล้วเข้ารับช่วงสิทธิของเจ้าหนี้ในคำขอรับชำระหนี้ของเจ้าหนี้ที่ได้ยื่นคำขอรับชำระหนี้ไว้ คงบัญญัติห้ามเฉพาะการขอรับชำระหนี้ของผู้ค้ำประกันสำหรับจำนวนที่ผู้ค้ำประกันอาจใช้สิทธิไล่เบี้ยในเวลาภายหน้า ในกรณีที่เจ้าหนี้ได้ใช้สิทธิขอรับชำระหนี้ไว้เต็มจำนวนแล้ว ตามมาตรา 101 แห่งพระราชบัญญัติล้มละลาย พ.ศ.2483 ทั้งนี้ก็เพื่อไม่ต้องการให้ยอดหนี้ที่กองทรัพย์สินของลูกหนี้ต้องรับผิดซ้ำซ้อนกันเท่านั้น ซึ่งในกรณีการขอรับช่วงสิทธิในคำขอรับชำระหนี้ไม่มีผลให้ยอดหนี้ที่กองทรัพย์สินของลูกหนี้ที่ต้องรับผิดเปลี่ยนแปลงไป และมิใช่การยื่นคำขอรับชำระหนี้โดยตรง เพราะเจ้าหนี้ชั้นต้นได้ยื่นคำขอรับชำระหนี้ไว้แล้ว กรณีจึงไม่อยู่ในบังคับของระยะเวลาตามมาตรา 91 แห่งพระราชบัญญัติล้มละลาย พ.ศ.2483 แต่อย่างใด ผู้ร้องในฐานะผู้รับช่วงสิทธิของเจ้าหนี้รายที่ 3 จึงมีสิทธิที่จะยื่นคำร้องขอเพื่อรับช่วงสิทธิในคำขอรับชำระหนี้ของเจ้าหนี้รายที่ 3 สำหรับจำนวนหนี้ที่ผู้ร้องได้ชำระหนี้ให้แก่เจ้าหนี้รายที่ 3 ได้ ที่ศาลล้มละลายกลางยกคำร้องของผู้ร้อง จึงไม่ต้องด้วยความเห็นของศาลฎีกา อุทธรณ์ของผู้ร้องฟังขึ้น

พิพากษากลับ ให้ผู้ร้องเข้ารับช่วงสิทธิในคำขอรับชำระหนี้ของเจ้าหนี้รายที่ 3 จำนวน 8,313,423.87 บาท ค่าฤชาธรรมเนียมในชั้นนี้ให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 226 ม. 229 ม. 693
พ.ร.บ.ล้มละลาย พ.ศ.2483 ม. 91 ม. 101
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — บริษัทบริหารสินทรัพย์กรุงเทพพาณิชย์ จำกัด
ผู้ร้อง — ธนาคารกรุงเทพ จำกัด (มหาชน)
ผู้คัดค้าน — เจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์
จำเลย — บริษัทพืชกสิกรรม จำกัด กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลล้มละลายกลาง — นางนุชนภางค์ ศิริอัสสกุล
ชื่อองค์คณะ
เกษม เกษมปัญญา
มนูพงศ์ รุจิกัณหะ
อนันต์ วงษ์ประภารัตน์
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 18738 -ที่ 18740/2555
#537949
เปิดฉบับเต็ม

เครื่องหมายการค้าคำว่า ของโจทก์ เมื่อเปรียบเทียบกับเครื่องหมายการค้าคำว่า ของบุคคลอื่นที่ได้จดทะเบียนไว้แล้ว เครื่องหมายการค้าทั้งสองเครื่องหมายเป็นอักษรโรมันและมีลักษณะการประดิษฐ์ที่แตกต่างกันน้อยมาก เมื่อใช้กับสินค้าจำพวกเดียวกันจึงอาจทำให้สาธารณชนสับสนหลงผิดในความเป็นเจ้าของของสินค้าหรือแหล่งกำเนิดของสินค้าได้ แต่เมื่อโจทก์ใช้เครื่องหมายการค้าดังกล่าวในทางการค้าของโจทก์กับสินค้าจำพวกที่ 16 ได้แก่ เครื่องใช้สำนักงาน เครื่องเขียน โดยใช้สินค้าดังกล่าวภายในกิจการของกลุ่มโจทก์ และนำไปแจกจ่ายเป็นของแจก แลก ของสมนาคุณ เพื่อส่งเสริมการขายต่อกลุ่มโจทก์ ถือได้ว่าเป็นการใช้เพื่อแสดงว่าสินค้าดังกล่าวมีความแตกต่างกับสินค้าที่ใช้เครื่องหมายการค้าของบุคคลอื่น อันเป็นการใช้อย่างเครื่องหมายการค้าแล้ว เมื่อเครื่องหมายการค้าของโจทก์มีที่มาจากนามสกุลของผู้ก่อตั้งโจทก์ และโจทก์ใช้คำนี้เป็นชื่อของโจทก์ซึ่งจดทะเบียนเป็นนิติบุคคลตามกฎหมายสาธารณรัฐอินเดียตั้งแต่ปี 2460 ทั้งโจทก์ก็ยังเคยได้รับการจดทะเบียนเครื่องหมายการค้าดังกล่าวเพื่อใช้กับสินค้าหลายจำพวกรวมทั้งสินค้าจำพวกที่ 16 มาแล้วในหลายประเทศ จึงเป็นการใช้เครื่องหมายการค้าดังกล่าวโดยสุจริตมิได้มีเจตนาแสวงหาประโยชน์โดยมิชอบจากความมีชื่อเสียงของเครื่องหมายการค้าของบุคคลอื่นที่จดทะเบียนไว้ก่อนแล้ว ย่อมได้รับความคุ้มครองตามพระราชบัญญัติเครื่องหมายการค้า พ.ศ.2534 มาตรา 27 นายทะเบียนเครื่องหมายการค้ามีดุลพินิจรับจดทะเบียนเครื่องหมายการค้าที่เหมือนหรือคล้ายกันได้ โดยจะมีเงื่อนไขหรือข้อจำกัดเกี่ยวกับวิธีการใช้และเขตแห่งการใช้เครื่องหมายการค้านั้น เพื่อป้องกันมิให้สาธารณชนสับสนหลงผิดไว้ด้วยก็ได้

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
คดีทั้งสามสำนวนนี้ ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางพิจารณาและพิพากษารวมกัน

โจทก์ฟ้องจำเลยทั้งสามขอให้เพิกถอนคำสั่งของนายทะเบียนเครื่องหมายการค้า คำวินิจฉัยอุทธรณ์ของคณะกรรมการเครื่องหมายการค้าที่ 648/2551 ที่ 649/2551 และที่ 650/2551 และให้จำเลยดำเนินการรับจดทะเบียนเครื่องหมายการค้าของโจทก์ตามคำขอเลขที่ 642677 เลขที่ 646824 และเลขที่ 646823 ต่อไป

จำเลยให้การขอให้ยกฟ้อง

ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางพิพากษาว่า เครื่องหมายการค้าตามคำขอจดทะเบียนเครื่องหมายการค้าเลขที่ 642677 และเครื่องหมายการค้า ตามคำขอจดทะเบียนเครื่องหมายการค้าเลขที่ 646823 ไม่ต้องห้ามมิให้รับจดทะเบียนตามพระราชบัญญัติเครื่องหมายการค้า พ.ศ.2534 มาตรา 13 ให้เพิกถอนคำสั่งนายทะเบียนเครื่องหมายการค้าตามหนังสือสำนักเครื่องหมายการค้า กรมทรัพย์สินทางปัญญา ที่ พณ 0704/1420 และที่ พณ 0704/1426 คำวินิจฉัยอุทธรณ์ของคณะกรรมการเครื่องหมายการค้าที่ 648/2551 และที่ 650/2551 โดยให้จำเลยดำเนินการเกี่ยวกับคำขอจดทะเบียนเครื่องหมายการค้าเลขที่ 642677 และเลขที่ 646823 ของโจทก์ต่อไป คำขออื่นนอกจากนี้ให้ยก ค่าฤชาธรรมเนียมให้เป็นพับ

โจทก์และจำเลยทั้งสามสำนวนอุทธรณ์ต่อศาลฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศวินิจฉัยว่าคดีมีปัญหาที่ต้องวินิจฉัยประการแรกว่า เครื่องหมายการค้าของโจทก์ทั้งสามเครื่องหมายเหมือนหรือคล้ายกับเครื่องหมายการค้าที่ได้จดทะเบียนไว้แล้วทั้งสองเครื่องหมายจนอาจทำให้สาธารณชนสับสนหลงผิดในความเป็นเจ้าของของสินค้าหรือแหล่งกำเนิดของสินค้าหรือไม่ เห็นว่า เมื่อพิจารณาเครื่องหมายการค้าของโจทก์ ตามคำขอจดทะเบียนเลขที่ 642677 เปรียบเทียบกับเครื่องหมายการค้าที่ได้จดทะเบียนไว้แล้วคำว่า "ตาต้า" ทะเบียนเลขที่ ค 30496 และคำว่า "TATA" ทะเบียนเลขที่ ค 30497 โดยภาพรวมแล้ว เครื่องหมายการค้าของโจทก์ ตามคำขอจดทะเบียนเลขที่ 642677 มีภาคส่วน รูปประดิษฐ์อักษร T เป็นสาระสำคัญส่วนหนึ่งของเครื่องหมายและเป็นที่สังเกตจดจำของเครื่องหมายการค้า แม้จะมีภาคส่วนอักษรโรมันคำว่า "TATA" เช่นเดียวกับเครื่องหมายการค้าทะเบียนเลขที่ ค 30497 แต่ก็มีการประดิษฐ์อักษรโรมันให้แตกต่างไปจากเครื่องหมายการค้าที่ได้จดทะเบียนไว้แล้วดังกล่าว จึงไม่เหมือนหรือคล้ายกันจนอาจทำให้สาธารณชนสับสนหลงผิดในความเป็นเจ้าของของสินค้าหรือแหล่งกำเนิดของสินค้า ส่วนเครื่องหมายการค้าคำว่า "ตาต้า" ของบุคคลอื่นที่ได้จดทะเบียนไว้แล้วเป็นอักษรไทย แต่เครื่องหมายการค้าของโจทก์เป็นอักษรโรมัน โดยมีภาคส่วน รูปประดิษฐ์อักษร T เป็นสาระสำคัญอีกภาคส่วนประกอบด้วย จึงไม่เหมือนหรือคล้ายกับเครื่องหมายการค้าที่จดทะเบียนแล้วจนอาจทำให้สาธารณชนสับสนหลงผิดในความเป็นเจ้าของของสินค้าหรือแหล่งกำเนิดของสินค้าด้วยเช่นกัน ส่วนเครื่องหมายการค้าของโจทก์คำว่า "ทาทา" ตามคำขอจดทะเบียนเลขที่ 646823 เมื่อพิจารณาเปรียบเทียบกับเครื่องหมายการค้าของบุคคลอื่นที่ได้จดทะเบียนไว้แล้วทั้งสองเครื่องหมายดังกล่าวแล้ว เห็นว่า เมื่อเปรียบเทียบกับเครื่องหมายการค้าที่จดทะเบียนแล้วคำว่า "ตาต้า" มีลักษณะและเสียงเรียกขานที่แตกต่างกัน จึงไม่เหมือนหรือคล้ายกับเครื่องหมายการค้าของบุคคลอื่นที่ได้จดทะเบียนไว้แล้วจนอาจทำให้สาธารณชนสับสนหลงผิดในความเป็นเจ้าของของสินค้าหรือแหล่งกำเนิดของสินค้า ส่วนเครื่องหมายการค้าที่จดทะเบียนแล้วคำว่า "TATA" ซึ่งเป็นอักษรโรมันแม้อาจเรียกขานได้ว่า "ทาทา" ซึ่งเป็นคำพ้องเสียงกับเครื่องหมายการค้าของโจทก์ แต่เนื่องจากผู้ขอจดทะเบียนเครื่องหมายการค้าดังกล่าว คือ บริษัทตาต้า จำกัด โดยจดทะเบียนเครื่องหมายการค้าดังกล่าวเป็นเครื่องหมายชุดกับเครื่องหมายการค้าคำว่า "ตาต้า" สาธารณชนย่อมเรียกขานเครื่องหมายการค้าที่จดทะเบียนแล้วคำว่า"TATA" ดังกล่าวว่า "ตาต้า" ซึ่งเป็นชื่อของเจ้าของสินค้า จึงไม่สับสนหลงผิดในความเป็นเจ้าของของสินค้าหรือแหล่งกำเนิดของสินค้า แต่เมื่อพิจารณาเครื่องหมายการค้าคำว่า "TATA" ของโจทก์ตามคำขอจดทะเบียนเลขที่ 646824 เปรียบเทียบกับเครื่องหมายการค้าคำว่า "TATA" ของบุคคลอื่นที่ได้จดทะเบียนไว้แล้ว เห็นว่า เครื่องหมายการค้าทั้งสองเครื่องหมายเป็นอักษรโรมันและมีลักษณะการประดิษฐ์ที่แตกต่างกันน้อยมาก เมื่อใช้กับสินค้าจำพวกเดียวกันจึงอาจทำให้สาธารณชนสับสนหลงผิดในความเป็นเจ้าของของสินค้าหรือแหล่งกำเนิดของสินค้าได้ ที่ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางวินิจฉัยมาในข้อนี้ ศาลฎีกาแผนกคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศเห็นพ้องด้วย ที่โจทก์อุทธรณ์ว่าเครื่องหมายการค้าของโจทก์คำว่า "TATA" ไม่เหมือนหรือคล้ายกับเครื่องหมายการค้าที่ได้จดทะเบียนไว้แล้วจนอาจทำให้สาธารณชนสับสนหลงผิดในความเป็นเจ้าของของสินค้าหรือแหล่งกำเนิดของสินค้าจึงฟังไม่ขึ้น มีปัญหาที่ต้องวินิจฉัยประการต่อมาว่า นายทะเบียนเครื่องหมายการค้าชอบที่จะดำเนินการเกี่ยวกับคำขอจดทะเบียนเครื่องหมายการค้าทั้งสามเครื่องหมายของโจทก์ต่อไปหรือไม่ เห็นว่า เมื่อเครื่องหมายการค้าตามคำขอจดทะเบียนเลขที่ 642677 และเครื่องหมายการค้าคำว่า "ทาทา" ตามคำขอจดทะเบียนเลขที่ 646823 ไม่เหมือนหรือคล้ายกับเครื่องหมายการค้าที่ได้จดทะเบียนไว้แล้วจนอาจทำให้สาธารณชนสับสนหลงผิดในความเป็นเจ้าของของสินค้าหรือแหล่งกำเนิดของสินค้าได้ จึงไม่ต้องห้ามมิให้รับจดทะเบียนตามมาตรา 13 ของพระราชบัญญัติเครื่องหมายการค้า พ.ศ.2534 และมีลักษณะอันพึงรับจดทะเบียนได้ตามมาตรา 6 ของพระราชบัญญัตินี้นายทะเบียนเครื่องหมายการค้าจึงชอบที่จะดำเนินการเกี่ยวกับคำขอจดทะเบียนดังกล่าวต่อไป ที่ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางพิพากษาในส่วนนี้โดยให้เพิกถอนคำสั่งนายทะเบียนเครื่องหมายการค้าตามหนังสือสำนักเครื่องหมายการค้า กรมทรัพย์สินทางปัญญา ที่พณ 0704/1420 และที่พณ 0704/1426 คำวินิจฉัยอุทธรณ์ของคณะกรรมการเครื่องหมายการค้าที่ 648/2551 และที่ 650/2551 โดยให้จำเลยดำเนินการเกี่ยวกับคำขอจดทะเบียนเครื่องหมายการค้าเลขที่ 642677 และเลขที่ 646823 ของโจทก์ต่อไป นั้น ศาลฎีกาแผนกคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศเห็นพ้องด้วย ส่วนเครื่องหมายการค้าคำว่า "TATA" ของโจทก์ ที่โจทก์อุทธรณ์ว่า โจทก์ใช้เครื่องหมายการค้าดังกล่าวโดยสุจริตและใช้กับสินค้าจำพวกที่ 16 ซึ่งได้แก่เครื่องใช้สำนักงาน เครื่องเขียน โดยใช้สินค้าดังกล่าวภายในกิจการของกลุ่มโจทก์ และผลิตเพื่อแจกจ่ายเป็นของแจก แลก ของสมนาคุณ เพื่อส่งเสริมการขายต่อกลุ่มโจทก์ ในขณะที่จำเลยอุทธรณ์ว่า การใช้เครื่องหมายการค้าในลักษณะตามที่โจทก์กล่าวอ้างนั้น มิได้มีการจำหน่ายสินค้าให้แก่บุคคลทั่วไป จึงไม่มีการใช้อย่างเครื่องหมายการค้า นั้น เห็นว่า ตามมาตรา 4 ของพระราชบัญญัติเครื่องหมายการค้า พ.ศ.2534 บัญญัติความหมายของคำว่า "เครื่องหมายการค้า" หมายความว่า เครื่องหมายที่ใช้หรือจะใช้เป็นที่หมายหรือเกี่ยวข้องกับสินค้า เพื่อแสดงว่าสินค้าที่ใช้เครื่องหมายการค้าของเจ้าของเครื่องหมายการค้านั้นแตกต่างกับสินค้าที่ใช้เครื่องหมายการค้าของบุคคลอื่น เมื่อโจทก์ใช้เครื่องหมายการค้าคำว่า "TATA" ในทางการค้าของโจทก์กับสินค้าจำพวกที่ 16 โดยใช้สินค้าดังกล่าวภายในกิจการของกลุ่มโจทก์และนำไปแจกจ่ายเป็นของแจก แลก ของสมนาคุณ เพื่อส่งเสริมการขายต่อกลุ่มโจทก์ ถือว่าเป็นการใช้เครื่องหมายการค้าดังกล่าวกับสินค้าจำพวกที่ 16 ของโจทก์เพื่อแสดงว่าสินค้าดังกล่าวของโจทก์มีความแตกต่างกับสินค้าที่ใช้เครื่องหมายการค้าของบุคคลอื่น อันเป็นการใช้อย่างเครื่องหมายการค้าแล้ว อุทธรณ์ของจำเลยจึงฟังไม่ขึ้น ทั้งนี้ เมื่อได้ความตามทางนำสืบโจทก์โดยจำเลยมิได้โต้แย้งให้เห็นเป็นอย่างอื่นว่า เครื่องหมายการค้าคำว่า "TATA" ของโจทก์มีที่มาจากนามสกุลของผู้ก่อตั้งโจทก์ คือ นายยัมเชทยี และโจทก์ใช้คำว่า "TATA" เป็นชื่อของโจทก์ซึ่งจดทะเบียนเป็นนิติบุคคลตามกฎหมายประเทศสาธารณรัฐอินเดียตั้งแต่ปี 2460 ตามสำเนาหนังสือสำคัญแสดงการจดทะเบียนนิติบุคคลซึ่งโนตารีปับลิกรับรองแล้ว ทั้งโจทก์ยังเคยได้รับการจดทะเบียนเครื่องหมายการค้าคำว่า "TATA" เพื่อใช้กับสินค้าหลายจำพวกรวมทั้งสินค้าในจำพวกที่ 16 มาแล้วในหลายประเทศจึงเชื่อว่าโจทก์ใช้เครื่องหมายการค้าคำว่า "TATA" โดยสุจริต มิได้มีเจตนาแสวงหาประโยชน์โดยมิชอบจากความมีชื่อเสียงของเครื่องหมายการค้าของบุคคลอื่นที่จดทะเบียนไว้ก่อนแล้ว เมื่อข้อเท็จจริงรับฟังได้ว่า โจทก์เป็นเจ้าของเครื่องหมายการค้าคำว่า "TATA" และใช้เครื่องหมายการค้าดังกล่าวกับสินค้าจำพวกที่ 16 โดยสุจริต โจทก์ย่อมได้รับความคุ้มครองตามมาตรา 27 ของพระราชบัญญัติเครื่องหมายการค้า พ.ศ.2534 ซึ่งนายทะเบียนเครื่องหมายการค้ามีดุลพินิจที่จะรับจดทะเบียนเครื่องหมายการค้าที่เหมือนคล้ายกันได้ โดยจะมีเงื่อนไขหรือข้อจำกัดเกี่ยวกับวิธีการใช้และเขตแห่งการใช้เครื่องหมายการค้านั้น เพื่อป้องกันมิให้สาธารณชนสับสนหลงผิดไว้ด้วยก็ได้ ทั้งนี้ เครื่องหมายที่ห้ามมิให้นายทะเบียนเครื่องหมายการค้ารับจดทะเบียนตามมาตรา 13 ของพระราชบัญญัติเครื่องหมายการค้า พ.ศ.2534 นั้น จะต้องอยู่ภายใต้บังคับของมาตรา 27 ของพระราชบัญญัติเดียวกันด้วย นายทะเบียนเครื่องหมายการค้าจึงชอบที่จะดำเนินการตามคำขอจดทะเบียนเลขที่ 646824 ต่อไป ดังนั้น การที่นายทะเบียนเครื่องหมายการค้ามีคำสั่งปฏิเสธไม่รับจดทะเบียนเครื่องหมายการค้าคำว่า "TATA" ของโจทก์และคณะกรรมการเครื่องหมายการค้ามีคำวินิจฉัยยืนตามคำสั่งของนายทะเบียนเครื่องหมายการค้าดังกล่าวจึงไม่ต้องด้วยบทบัญญัติมาตรา 27 ดังกล่าว ที่ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางยกคำขอให้เพิกถอนคำสั่งนายทะเบียนเครื่องหมายการค้าตามหนังสือสำนักเครื่องหมายการค้า กรมทรัพย์สินทางปัญญา ที่พณ 0704/1427 และคำวินิจฉัยอุทธรณ์ของคณะกรรมการเครื่องหมายการค้าที่ 649/2551 นั้น ศาลฎีกาแผนกคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศไม่เห็นพ้องด้วย อุทธรณ์ของโจทก์ฟังขึ้น

พิพากษาแก้เป็นว่า ให้เพิกถอนคำสั่งของนายทะเบียนเครื่องหมายการค้าตามหนังสือสำนักเครื่องหมายการค้า กรมทรัพย์สินทางปัญญา ที่พณ 0704/1427 และคำวินิจฉัยอุทธรณ์ของคณะกรรมการเครื่องหมายการค้าที่ 649/2551 และให้นายทะเบียนเครื่องหมายการค้าดำเนินการตามคำขอจดทะเบียนเครื่องหมายการค้าเลขที่ 646824 ของโจทก์ต่อไป นอกจากที่แก้คงให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลาง ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสามสำนวนในชั้นนี้ให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.เครื่องหมายการค้า พ.ศ.2534 ม. 6 ม. 13 ม. 27
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — ทาทา ซันส์ ลิมิเต็ด
จำเลย — กรมทรัพย์สินทางปัญญา
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลาง — นายนทดล กิติกัมรา
ชื่อองค์คณะ
เฉลียว พลวิเศษ
อร่าม เสนามนตรี
ฉัตรไชย จันทร์พรายศรี
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 18654/2555
#541525
เปิดฉบับเต็ม

จำเลยที่ 1 ทำสัญญาซื้อขายหน้าดินจากจำเลยที่ 2 โดยมิได้ระแวงว่าหน้าดินที่จำเลยที่ 2 เสนอขายจะเป็นที่ดินของผู้ใด หลังจากนั้นจำเลยที่ 1 ให้ ว. กับพวก ลูกจ้างของจำเลยที่ 1 เข้าไปขุดดินในที่ดินของโจทก์ร่วมตามสัญญาซื้อขายดังกล่าว อันเป็นการกระทำโดยสุจริต จึงขาดเจตนารบกวนการครอบครองอสังหาริมทรัพย์และลักทรัพย์ของโจทก์ร่วม จำเลยที่ 1 ไม่มีความผิดฐานบุกรุกและลักทรัพย์ ส่วนจำเลยที่ 2 นำหน้าดินของโจทก์ร่วมมาขายให้แก่จำเลยที่ 1 จนลูกจ้างของจำเลยที่ 1 เข้ามาขุดเอาหน้าดินของโจทก์ร่วมไปโดยใช้ยานพาหนะนั้น นับว่าเป็นการกระทำเพื่อแสวงหาประโยชน์ที่มิควรได้โดยชอบด้วยกฎหมายสำหรับตนเองแล้ว ถือได้ว่าจำเลยที่ 2 มีเจตนารบกวนการครอบครองอสังหาริมทรัพย์ของโจทก์ร่วมโดยปกติสุข เข้าไปในที่ดินของโจทก์ร่วมและเอาทรัพย์ของโจทก์ร่วมไปโดยทุจริต โดยกระทำผ่านจำเลยที่ 1 กับพวก แต่เมื่อฟังว่าจำเลยที่ 1 ไม่มีความผิด จำเลยที่ 2 จึงไม่มีความผิดฐานร่วมกันบุกรุกและลักทรัพย์โดยร่วมกระทำความผิดด้วยกันตั้งแต่สองคนขึ้นไปตามที่ศาลอุทธรณ์ภาค 2 วินิจฉัย คงฟังได้เพียงว่า จำเลยที่ 2 มีความผิดฐานบุกรุกและลักทรัพย์โดยใช้ยานพาหนะเท่านั้น

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยทั้งสองตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 335, 336 ทวิ, 362, 365, 90, 83 และให้จำเลยทั้งสองร่วมกันคืนหรือใช้ราคาดินลูกรังที่ยังไม่ได้คืนจำนวน 300,000 ลูกบาศก์เมตร เป็นเงิน 25,800,000 บาท แก่ผู้เสียหาย

จำเลยทั้งสองให้การปฏิเสธ

ระหว่างพิจารณา บริษัทกิตติค้าข้าวพืชผล (1968) จำกัด ผู้เสียหาย ยื่นคำร้องขอเข้าร่วมเป็นโจทก์ ศาลชั้นต้นอนุญาต

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยทั้งสองมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 335 (7) วรรคแรก ประกอบมาตรา 336 ทวิ, 365 (2) ประกอบมาตรา 362 และมาตรา 83 เป็นการกระทำอันเป็นกรรมเดียวเป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบท ลงโทษฐานร่วมกันลักทรัพย์โดยใช้ยานพาหนะซึ่งเป็นกฎหมายบทที่มีโทษหนักที่สุดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 จำคุกคนละ 3 ปี ทางนำสืบของจำเลยทั้งสองเป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้หนึ่งในสามตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คงจำคุกคนละ 2 ปี ให้จำเลยทั้งสองร่วมกันคืนหรือใช้ราคาดินลูกรังที่ยังไม่ได้คืนจำนวน 130 ลูกบาศก์เมตร เป็นเงิน 11,180 บาท แก่โจทก์ร่วม

จำเลยทั้งสองอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 2 พิพากษาแก้เป็นว่า ให้ยกฟ้องโจทก์สำหรับจำเลยที่ 1 นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

โจทก์และจำเลยที่ 2 ฎีกา โดยผู้พิพากษาที่พิจารณาและลงชื่อในคำพิพากษาศาลชั้นต้นอนุญาตให้จำเลยที่ 2 ฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า คดีมีปัญหาวินิจฉัย ตามฎีกาของโจทก์ว่า จำเลยที่ 1 กระทำความผิดตามฟ้องหรือไม่ เห็นว่า เมื่อนายศรัณพจน์ผู้รับมอบอำนาจไปแจ้งความต่อเจ้าพนักงานตำรวจสถานีตำรวจภูธรอำเภอเมืองระยองว่า มีคนลักลอบขุดดินของโจทก์ร่วมในที่พิพาท จำเลยที่ 1 ก็ไปที่สถานีตำรวจในวันเกิดเหตุนั้นเอง อันเป็นการแสดงเจตนาบริสุทธิ์ของจำเลยที่ 1 ซึ่งพันตำรวจตรีมิตรชัย พนักงานสอบสวน ก็เบิกความว่า ในวันเกิดเหตุจำเลยที่ 1 มาที่สถานีตำรวจ ได้สอบปากคำจำเลยที่ 1 ในฐานะพยานไว้ด้วย จำเลยที่ 1 ให้ถ้อยคำว่า จำเลยที่ 2 ได้ขายหน้าดินให้จำเลยที่ 1 จากนั้นจำเลยที่ 1 ได้ว่าจ้างนายวัลลภกับพวกให้ขุดดิน จำเลยที่ 1 ได้แสดงสัญญาซื้อขายหน้าดินให้พยานดูด้วย เรื่องการซื้อขายหน้าดินระหว่างจำเลยที่ 1 กับจำเลยที่ 2 นี้ นางสาวกุสุยา ลูกจ้างของจำเลยที่ 1 เบิกความว่า เมื่อวันที่ 25 มกราคม 2542 (ที่ถูก น่าจะปี 2546) จำเลยที่ 2 มาพบจำเลยที่ 1 ที่บ้าน เสนอขายหน้าดินถมให้แก่จำเลยที่ 1 จำนวน 150 ไร่ เป็นเงิน 200,000 บาท ให้ตักหน้าดินได้ภายในสามปี ที่ดินตั้งอยู่ที่ตำบลทับมา อำเภอเมืองระยอง จังหวัดระยอง จำเลยที่ 1 ได้ชำระเงินให้จำเลยที่ 2 เป็นเงิน 50,000 บาท พยานเป็นผู้นับเงิน มีการทำสัญญาซื้อขายกัน จึงเป็นการทำสัญญาซื้อขายหน้าดินในลักษณะซื้อขายทรัพย์สินกันตามปกติ จำเลยที่ 1 ชำระเงินให้แก่จำเลยที่ 2 เป็นเงิน 50,000 บาท ซึ่งมีลักษณะเป็นมัดจำ น่าเชื่อว่าจำเลยที่ 1 ทำสัญญาซื้อขายหน้าดินจากจำเลยที่ 2 โดยสุจริต ซึ่งก่อนหน้านี้ก็ได้ความจากคำเบิกความของจำเลยที่ 1 ว่า จำเลยที่ 2 เคยติดต่อขายหน้าดินที่มาบตาพุดให้แก่จำเลยที่ 1 ด้วย แสดงว่า จำเลยที่ 1 และที่ 2 เคยทำธุรกิจร่วมกันมาก่อน จำเลยที่ 1 จึงมิได้ระแวงถึงเรื่องการทำสัญญาซื้อขายหน้าดินกับจำเลยที่ 2 ว่า หน้าดินที่จำเลยที่ 2 เสนอขายจะเป็นที่ดินของผู้ใด หลังจากทำสัญญาซื้อขายหน้าดินกับจำเลยที่ 2 แล้ว จำเลยที่ 1 ก็ให้นายวัลลภกับพวกขุดดินในที่พิพาทตามสัญญาซื้อขาย อันเป็นการกระทำโดยสุจริต จึงขาดเจตนารบกวนการครอบครองอสังหาริมทรัพย์และลักทรัพย์ของโจทก์ร่วม จำเลยที่ 1 ไม่มีความผิดฐานบุกรุกและลักทรัพย์ ฎีกาของโจทก์ฟังไม่ขึ้น

คดีมีปัญหาวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยที่ 2 ว่า จำเลยที่ 2 กระทำความผิดตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 2 หรือไม่ ได้ความจากคำเบิกความของนางสาวกุสุยา ลูกจ้างของจำเลยที่ 1 ว่า จำเลยที่ 2 อ้างว่าทำสัญญาซื้อขายหน้าดินกับจำเลยที่ 1 แทนนายแอ๊ด ไม่ทราบนามสกุล แต่ในการทำสัญญาไม่ปรากฏว่าจำเลยที่ 2 แจ้งแก่จำเลยที่ 1 ว่ากระทำแทนนายแอ๊ดหรือบุคคลอื่น คงมีแต่การบันทึกในสัญญาซื้อขายท้ายสัญญาว่า พี่แอ๊ดพร้อมหมายเลขโทรศัพท์เท่านั้น จำเลยที่ 2 จึงอ้างไม่ได้ว่าทำสัญญาซื้อขายแทนนายแอ๊ด จำเลยที่ 2 ทำสัญญาซื้อขายกับจำเลยที่ 1 จำเลยที่ 2 จะอ้างได้อย่างไรว่าทำสัญญาซื้อขายแทนนายแอ๊ด ใบมอบอำนาจให้ทำสัญญาแทนก็ไม่มี นอกจากนี้จำเลยที่ 2 ก็ไม่ได้นำนายแอ๊ดมาเบิกความทั้ง ๆ ที่อ้างว่ารู้จักนายแอ๊ด 9 ถึง 10 ปี รู้จักที่อยู่และเคยไปเที่ยวด้วยกันกับนายแอ๊ด ต่อมาเมื่อเจ้าพนักงานตำรวจจับกุมจำเลยที่ 2 ได้ขอหมายจับและแจ้งข้อหาแก่จำเลยที่ 2 ว่า ลักทรัพย์ในเวลากลางคืน และร่วมกันบุกรุก จำเลยที่ 2 ให้การปฏิเสธและอ้างว่าไม่รู้จักกับจำเลยที่ 1 ทั้ง ๆ ที่จำเลยที่ 2 รู้จักจำเลยที่ 1 มาก่อน ในชั้นสอบสวน จำเลยที่ 2 ก็มิได้ให้การแก่พนักงานสอบสวนมาแต่แรกว่า นายแอ๊ดให้จำเลยที่ 2 มาทำสัญญาซื้อขายกับจำเลยที่ 1 แทนนายแอ๊ด จำเลยที่ 2 เพิ่งมากล่าวอ้างในชั้นศาลอันเป็นพิรุธ เหตุที่จำเลยที่ 2 อ้างว่าทำสัญญาซื้อขายที่ดินแทนนายแอ๊ดอาจจะเป็นเพราะจำเลยที่ 2 ไม่มีบ่อดินเป็นของตนเอง จึงอ้างว่านายแอ๊ดเป็นเจ้าของบ่อดิน ซึ่งความจริงแล้วบ่อดินเป็นของโจทก์ร่วม การที่จำเลยที่ 2 ซึ่งไม่ใช่เจ้าของบ่อดิน นำหน้าดินของบุคคลอื่นมาขายให้แก่จำเลยที่ 1 จนนายวัลลภกับพวกลูกจ้างของจำเลยที่ 1 เข้ามาขุดหน้าดินของโจทก์ร่วมไปโดยใช้ยานพาหนะนั้น นับว่าเป็นการกระทำเพื่อแสวงหาประโยชน์ที่มิควรได้โดยชอบด้วยกฎหมายสำหรับตนเองแล้ว ถือได้ว่าจำเลยที่ 2 มีเจตนาที่จะรบกวนการครอบครองอสังหาริมทรัพย์ของโจทก์ร่วมโดยปกติสุข เข้าไปในที่ดินของโจทก์ร่วมและเอาทรัพย์ของโจทก์ร่วมไปโดยทุจริต โดยกระทำผ่านจำเลยที่ 1 กับพวก แต่เมื่อฟังว่าจำเลยที่ 1 ไม่มีความผิด จำเลยที่ 2 จึงไม่มีความผิดฐานร่วมกันบุกรุกและลักทรัพย์โดยร่วมกระทำความผิดด้วยกันตั้งแต่สองคนขึ้นไปตามที่ศาลอุทธรณ์ภาค 2 วินิจฉัย คงฟังได้เพียงว่า จำเลยที่ 2 มีความผิดฐานบุกรุกและลักทรัพย์โดยใช้ยานพาหนะเท่านั้น

พิพากษาแก้เป็นว่า จำเลยที่ 2 มีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 334 ประกอบมาตรา 336 ทวิ, 362 เป็นการกระทำอันเป็นกรรมเดียวเป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบท ให้ลงโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 334 ประกอบมาตรา 336 ทวิ ซึ่งเป็นกฎหมายบทที่มีโทษหนักที่สุดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 ส่วนโทษและนอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 2
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.อ. ม. 1 (1) ม. 59 วรรคสาม ม. 334 ม. 335 (7) ม. 335 วรรคแรก ม. 336 ทวิ ม. 362 ม. 365 (2)
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการจังหวัดระยอง
โจทก์ร่วม — บริษัทกิตติค้าข้าวพืชผล (1968) จำกัด
จำเลย — นายวินัย ทองเสน กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดระยอง — นางสาวศิริมา ชุมพาลี
ศาลอุทธรณ์ภาค 2 — นายสังคม สุภาผล
ชื่อองค์คณะ
สบโชค สุขารมณ์
พฤษภา พนมยันตร์
อธิป จิตต์สำเริง
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา