คำพิพากษา คำสั่งคำร้องและคำวินิจฉัยศาลฎีกา

ทั้งหมด 133,243 รายการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 18652 -ที่ 18653/2555
#532910
เปิดฉบับเต็ม

จำเลยที่ 1 ซึ่งเป็นลูกจ้างของโจทก์ร่วม ทำใบส่งชุบนอต สกรู และแหวนอีแปะต่าง ๆ ของโจทก์ร่วมไปยังโรงชุบ ฮ. ของ ณ. และจากนั้นแจ้งข้อความอันเป็นเท็จว่า สินค้าบางส่วนจำเลยที่ 1 ซื้อจากโจทก์ร่วมแล้ว เป็นเหตุให้ ณ. หลงเชื่อนำสินค้าบางส่วนดังกล่าวไปส่งมอบให้แก่จำเลยทั้งสี่หรือยอมให้จำเลยที่ 2 ถึงที่ 4 มารับสินค้าบางส่วนของโจทก์ร่วมไปจาก ณ. การกระทำของจำเลยที่ 1 จึงเป็นความผิดฐานฉ้อโกง

เอกสารที่จำเลยที่ 1 ลักไปจากโจทก์ร่วมเป็นแบบฟอร์มใบกำกับภาษี/ใบส่งสินค้าที่ยังไม่มีข้อความ ไม่เป็นเอกสาร คงเป็นแบบพิมพ์ที่ยังไม่กรอกข้อความ จึงมีสภาพเป็นทรัพย์ธรรมดา ดังนั้น จำเลยที่ 1 จึงไม่มีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 188

การปลอมใบกำกับภาษี/ใบส่งสินค้าแต่ละฉบับระบุวันเดือนปี และสินค้าแตกต่างจากกันเป็นการกระทำให้เห็นถึงการแยกเจตนาของจำเลยที่ 1 ที่จะให้เกิดผลแตกต่างกัน แม้บางฉบับจะระบุทำในวันเดียวกันก็หาทำให้เป็นกรรมเดียวกันแต่อย่างใดไม่ ถ้าจำเลยที่ 1 มีเจตนาที่จะทำผิดเพียงกรรมเดียวก็สามารถทำเพียงฉบับเดียวได้ จึงเป็นข้อสนับสนุนให้เห็นถึงเจตนาของจำเลยที่ 1 ที่จะแยกการกระทำต่างหากจากกัน การกระทำของจำเลยที่ 1 จึงเป็นการกระทำต่างกรรมต่างวาระกัน

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
ศาลชั้นต้นพิพากษาคดีทั้งสองสำนวนรวมกัน โดยให้เรียกโจทก์ทั้งสองสำนวนว่า โจทก์ เรียกจำเลยทั้งสองในสำนวนแรกว่า จำเลยที่ 1 ที่ 2 เรียกจำเลยทั้งสองในสำนวนหลังว่า จำเลยที่ 3 ที่ 4 ตามลำดับ

สำนวนแรกโจทก์ฟ้องและแก้ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยทั้งสองตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 32, 33, 83, 91, 188, 264, 265, 268, 335, 336 ทวิ ประมวลรัษฎากร มาตรา 77/1, 86/13, 90/4 (3) ริบใบกำกับภาษี/ใบส่งสินค้าปลอม รถกระบะของกลาง ให้จำเลยที่ 1 คืนหรือใช้ราคาทรัพย์เอกสารที่ยังไม่ได้คืนเป็นเงิน 100 บาท และให้จำเลยทั้งสองร่วมกันคืนหรือใช้ราคาทรัพย์นอต สกรู ที่ยังไม่ได้คืน ราคา 54,257.50 บาท แก่ผู้เสียหาย

สำนวนที่สองโจทก์ฟ้องจำเลยที่ 3 ที่ 4 ขอให้ลงโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 33, 83, 91, 268, 335, 336 ทวิ, 357 ริบเอกสารต้นฉบับใบกำกับภาษี/ใบส่งสินค้าปลอม รถกระบะของกลาง และให้จำเลยที่ 3 ที่ 4 ร่วมกันคืนหรือใช้ราคาทรัพย์ที่ยังไม่ได้คืนราคา 54,257.50 บาท แก่ผู้เสียหาย

จำเลยทั้งสี่ให้การปฏิเสธ

ระหว่างพิจารณา บริษัทกรุงเทพสกรูไทย (1999) จำกัด ผู้เสียหายยื่นคำร้องขอเข้าร่วมเป็นโจทก์ ศาลชั้นต้นอนุญาต

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยที่ 1 มีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 188, 265, 335 (11) วรรคแรก ประมวลรัษฎากร มาตรา 86/13, 90/4 (3) เป็นความผิดหลายกรรมต่างกัน ให้เรียงกระทงลงโทษ ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 ฐานเอาไปเสียซึ่งเอกสารกับฐานลักทรัพย์ของนายจ้างกระทงแรก เป็นการกระทำกรรมเดียวผิดต่อกฎหมายหลายบท ให้ลงโทษฐานลักทรัพย์ของนายจ้างซึ่งเป็นบทที่มีโทษหนักที่สุดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 จำคุก 1 ปี ฐานลักทรัพย์ของนายจ้างกระทงที่สอง จำคุก 3 ปี ฐานปลอมเอกสารสิทธิกับฐานออกใบกำกับภาษีโดยไม่มีสิทธิที่จะออก เป็นการกระทำกรรมเดียวผิดต่อกฎหมายหลายบท ให้ลงโทษฐานออกใบกำกับภาษีโดยไม่มีสิทธิที่จะออกซึ่งเป็นบทที่มีโทษหนักที่สุด ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 จำคุก 3 ปี รวมจำคุก 7 ปี จำเลยที่ 1 ให้การรับสารภาพในชั้นจับกุม เป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้หนึ่งในสาม ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คงจำคุก 4 ปี 8 เดือน ให้จำเลยที่ 1 คืนหรือใช้ราคาทรัพย์ที่ยังไม่ได้คืน สำหรับใบกำกับภาษี/ใบส่งสินค้า เป็นเงิน 100 บาท ส่วนสินค้านอต สกรู เป็นเงิน 54,257.50 บาท แก่โจทก์ร่วม ริบใบกำกับภาษี/ใบส่งสินค้าของกลาง ส่วนรถกระบะ หมายเลขทะเบียน รษ 2121 กรุงเทพมหานคร ให้คืนแก่เจ้าของ ข้อหาอื่นนอกจากนี้ให้ยก ให้ยกฟ้องสำหรับจำเลยที่ 2 ที่ 3 และที่ 4

โจทก์ โจทก์ร่วม และจำเลยที่ 1 อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษาแก้เป็นว่า ให้ยกฟ้องโจทก์สำหรับจำเลยที่ 1 สำหรับความผิดฐานลักทรัพย์นายจ้างตามฟ้อง ข้อ 1.2 และยกคำขอให้คืนหรือใช้ราคานอต สกรู เป็นเงิน 54,257.50 บาท แก่โจทก์ร่วม นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

โจทก์ โจทก์ร่วม และจำเลยที่ 1 ฎีกา โดยอัยการสูงสุดลงลายมือชื่อรับรองฎีกาโจทก์ว่า มีเหตุอันควรที่ศาลสูงสุดจะได้วินิจฉัย

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า มีข้อวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ว่า จำเลยทั้งสี่ร่วมกันกระทำความผิดฐานลักทรัพย์และฎีกาของโจทก์ร่วมว่า จำเลยที่ 1 กระทำความผิดฐานลักทรัพย์หรือไม่ พยานหลักฐานโจทก์และโจทก์ร่วมรับฟังได้มั่นคงว่า จำเลยที่ 1 ทำใบส่งชุบนอต สกรู และแหวนอีแปะต่าง ๆ ไปยังโรงชุบฮงแชของนายณัฐพล และจากนั้นแจ้งข้อความอันเป็นเท็จว่า สินค้าบางส่วนจำเลยที่ 1 ซื้อจากโจทก์ร่วมแล้ว เป็นเหตุให้นายณัฐพลหลงเชื่อจึงนำไปส่งมอบให้แก่จำเลยทั้งสี่หรือยอมให้จำเลยที่ 2 ถึงที่ 4 มารับสินค้าของโจทก์ร่วมไปจากนายณัฐพล การกระทำของจำเลยที่ 1 จึงเป็นความผิดฐานฉ้อโกง ที่จำเลยที่ 1 อ้างว่าไม่ได้ให้การรับสารภาพนั้น เป็นการเบิกความลอย ๆ ไม่มีน้ำหนักรับฟัง คงมีข้อวินิจฉัยต่อไปว่า จำเลยที่ 2 ถึงที่ 4 ร่วมกระทำความผิดกับจำเลยที่ 1 หรือไม่ เห็นว่า จำเลยที่ 3 เป็นพี่ชายจำเลยที่ 1 จำเลยที่ 4 เป็นน้องชายจำเลยที่ 1 และจำเลยที่ 2 เป็นภริยาของจำเลยที่ 3 จึงเป็นบุคคลเครือญาติใกล้ชิดกัน ซึ่งเดิมจำเลยทั้งสี่มิได้ประกอบอาชีพขายนอต สกรู และแหวนอีแปะต่าง ๆ เช่นเดียวกับโจทก์ร่วม แต่เมื่อจำเลยที่ 1 มาทำงานเป็นลูกจ้างของโจทก์ร่วมแล้วจึงอาศัยช่องทางดังกล่าวร่วมกันขายสินค้าแข่งกับโจทก์ร่วม โดยซื้อจากบุคคลภายนอกบางส่วนมาร่วมกันขาย นอกจากนี้จำเลยที่ 2 ถึงที่ 4 ยังมาซื้อสินค้าที่ร้านโจทก์ร่วม และฉ้อโกงสินค้าของโจทก์ร่วมไปจากโรงชุบฮงแช พฤติการณ์ดังกล่าวจึงถือว่าจำเลยที่ 2 ถึงที่ 4 ร่วมกระทำความผิดกับจำเลยที่ 1 แม้โจทก์และโจทก์ร่วมจะมิได้ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยทั้งสี่ฐานฉ้อโกง แต่ไม่ถือว่าแตกต่างกันในข้อสาระสำคัญและเกินคำขอ ทั้งไม่เป็นเรื่องที่โจทก์ไม่ประสงค์ให้ลงโทษ อีกทั้งจำเลยทั้งสี่มิได้หลงข้อต่อสู้ ศาลจึงมีอำนาจลงโทษจำเลยทั้งสี่ฐานร่วมกันฉ้อโกงโจทก์ร่วมได้ แต่เมื่อพิเคราะห์พฤติการณ์แห่งคดีแล้วเห็นว่า จำเลยที่ 1 กระทำความผิดโดยอาศัยอำนาจหน้าที่ที่เป็นลูกจ้างของโจทก์ร่วมกระทำความผิดโดยที่จำเลยที่ 1 มิได้สำนึกถึงบุญคุณของโจทก์ร่วมให้โอกาสทำงานตามที่จำเลยที่ 1 ไปของานทำเพื่อได้รับเงินเดือนสำหรับเลี้ยงชีพตน จึงเห็นควรลงโทษจำเลยที่ 1 หนักกว่าจำเลยที่ 2 ถึงที่ 4 แต่ที่ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์พิพากษาตรงกันว่า จำเลยที่ 1 มีความผิดฐานเอาไปเสียซึ่งเอกสารของโจทก์ร่วมนั้น เห็นว่า เอกสารที่จำเลยที่ 1 ลักไปจากโจทก์ร่วมเป็นแบบฟอร์มใบกำกับภาษี/ใบส่งสินค้าที่ยังไม่มีข้อความ จึงไม่เป็นเอกสาร คงเป็นแบบพิมพ์ที่ยังไม่กรอกข้อความ จึงมีสภาพเป็นทรัพย์ธรรมดา ดังนั้น จำเลยที่ 1 จึงไม่มีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 188 แม้จำเลยที่ 1 จะมิได้อุทธรณ์ แต่เป็นข้อกฎหมายเกี่ยวกับความสงบเรียบร้อย ศาลฎีกาสามารถยกขึ้นวินิจฉัยได้

มีข้อวินิจฉัยต่อไปว่า การกระทำของจำเลยที่ 1 ที่กรอกข้อความในใบกำกับภาษี/ใบส่งสินค้าของโจทก์ร่วมว่า โจทก์ร่วมขายสินค้าให้แก่ร้านกุลเจริญของจำเลยทั้งสี่จำนวน 18 ฉบับ เป็นการกระทำต่างกรรมต่างวาระกันหรือไม่ เห็นว่า การปลอมใบกำกับภาษี/ใบส่งสินค้าแต่ละฉบับระบุวันเดือนปี และสินค้าแตกต่างจากกัน เป็นการกระทำให้เห็นถึงการแยกเจตนาของจำเลยที่ 1 ที่จะให้เกิดผลแตกต่างกัน แม้บางฉบับจะระบุทำในวันเดียวกันก็หาทำให้เป็นกรรมเดียวกันแต่อย่างใด ถ้าจำเลยที่ 1 มีเจตนาที่จะทำผิดเพียงกรรมเดียวก็สามารถทำเพียงฉบับเดียวได้ จึงเป็นข้อสนับสนุนให้เห็นถึงเจตนาของจำเลยที่ 1 ที่จะแยกการกระทำต่างหากจากกัน การกระทำของจำเลยที่ 1 จึงเป็นการกระทำต่างกรรมต่างวาระกัน แต่ที่ศาลล่างทั้งสองลงโทษจำเลยที่ 1 ให้จำคุก 3 ปี ในความผิดฐานนี้หนักเกินไปเห็นสมควรแก้ไขให้เหมาะสม ส่วนที่จำเลยที่ 1 ฎีกาว่า ร้อยตำรวจโททีปกรบันทึกในสำเนาประจำวันเพียงข้อหายักยอกทรัพย์เพียงข้อหาเดียว โดยไม่ปรากฏขณะแจ้งความร้องทุกข์ความผิดต่อส่วนตัวดังกล่าว นายประวิทย์มิได้รับมอบอำนาจหรือมีอำนาจกระทำการแทนโจทก์ร่วมแต่อย่างใด การแจ้งความร้องทุกข์จึงไม่ชอบด้วยกฎหมายก็ดี การตรวจค้นและจับกุมไม่ชอบด้วยกฎหมายก็ดี การจับจำเลยที่ 1 และค้นบ้านจำเลยที่ 1 โดยไม่มีหมายก็ดี พันตำรวจตรีทองอยู่ ไม่ได้ร่วมเป็นพนักงานสอบสวนก็ดี พนักงานสอบสวนทราบว่าจำเลยที่ 1 เปลี่ยนชื่อใหม่ก็ดี เป็นข้อที่ไม่ได้ยกขึ้นว่ากล่าวกันมาแล้วโดยชอบในศาลล่างทั้งสอง ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัยให้

พิพากษาแก้เป็นว่า จำเลยที่ 1 มีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 265, 335 (11) วรรคแรก, 341 ประมวลรัษฎากร มาตรา 86/13, 90/4 (3) ประกอบประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83 ฐานลักทรัพย์ต้นฉบับใบกำกับภาษี ใบส่งสินค้า ให้จำคุก 1 ปี ฐานฉ้อโกงให้จำคุก 3 ปี ฐานปลอมเอกสารสิทธิกับฐานออกใบกับภาษีโดยไม่มีสิทธิที่จะออกเป็นการกระทำกรรมเดียวผิดต่อกฎหมายหลายบท ให้ลงโทษฐานออกใบกำกับภาษีโดยไม่มีสิทธิที่จะออกซึ่งเป็นบทที่มีโทษหนักที่สุด ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 จำคุกกระทงละ 6 เดือน จำนวน 18 กระทง จำเลยที่ 1 ให้การรับสารภาพชั้นจับกุมและสอบสวนเป็นประโยชน์แก่การพิจารณา เป็นเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้หนึ่งในสาม รวมจำคุก 8 ปี 8 เดือน จำเลยที่ 2 ถึงที่ 4 มีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 341 ประกอบมาตรา 83 ให้จำคุกคนละ 2 ปี ให้จำเลยทั้งสี่ร่วมกันคืนหรือใช้ราคาทรัพย์ที่ยังไม่ได้คืนในส่วนของสินค้านอต สกรู เป็นเงิน 54,257.50 บาท ข้อหาอื่นนอกจากนี้ให้ยก ส่วนทรัพย์ต่าง ๆ ที่ยึดเป็นของกลางมิใช่ทรัพย์ที่ใช้ในการกระทำความผิดให้คืนแก่เจ้าของ และให้ยกฎีกาของจำเลยที่ 1
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.อ. ม. 91 ม. 188 ม. 265 ม. 335 (11) ม. 335 วรรคแรก ม. 341
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการ สำนักงานอัยการสูงสุด
โจทก์ร่วม — บริษัทกรุงเทพสกรูไทย (1999) จำกัด
จำเลย — นางณัชชาหรือกชพร เทียนชัยแสง กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลอาญาธนบุรี — นายเผด็จ ชมพานิชย์
ศาลอุทธรณ์ — นายบุญทอง ปลื้มวรสวัสดิ์
ชื่อองค์คณะ
ศิริชัย วัฒนโยธิน
ทวีป ตันสวัสดิ์
พศวัจณ์ กนกนาก
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 18641/2555
#554981
เปิดฉบับเต็ม

ความผิดฐานรับของโจรตาม ป.อ. มาตรา 357 นั้น กฎหมายมิได้บัญญัติว่าความผิดฐานลักทรัพย์ วิ่งราวทรัพย์ กรรโชกทรัพย์ รีดเอาทรัพย์ ชิงทรัพย์ ปล้นทรัพย์ ฉ้อโกง ยักยอก หรือเจ้าพนักงานยักยอกทรัพย์จะต้องเป็นความผิดที่ปรากฏตัวผู้กระทำความผิดและศาลพิพากษาลงโทษเป็นความผิดแล้ว ผู้ที่ช่วยซ่อนเร้น ช่วยจำหน่าย ช่วยพาไปเสีย ซื้อ รับจำนำ หรือรับไว้โดยประการใด จึงจะมีความผิดฐานรับของโจร ดังนั้น แม้ความผิดที่บัญญัติไว้ในมาตรา 357 จะไม่ปรากฏตัวผู้กระทำความผิดเลยก็ตาม ผู้ที่ช่วยซ่อนเร้น ช่วยจำหน่าย ช่วยพาไปเสีย ซื้อ รับจำนำ หรือรับไว้ โดยประการใด ก็ย่อมมีความผิดฐานรับของโจรได้

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องและแก้ไขฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยทั้งสองตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83, 357

จำเลยทั้งสองให้การปฏิเสธ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยทั้งสองมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 357 วรรคแรก ประกอบมาตรา 83 จำคุกคนละ 5 ปี

จำเลยทั้งสองอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 3 พิพากษายืน

จำเลยทั้งสองฎีกา โดยผู้พิพากษาซึ่งพิจารณาและลงชื่อในคำพิพากษา

ศาลชั้นต้นอนุญาตให้ฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่าที่จำเลยทั้งสองฎีกาในปัญหาข้อกฎหมายว่า ความผิดฐานรับของโจรในคดีนี้นั้นจะต้องปรากฏตัวผู้กระทำความผิดฐานยักยอก เมื่อข้อเท็จจริงในคดีนี้รับฟังเป็นยุติไม่ได้ว่า ผู้ใดเป็นผู้กระทำความผิดฐานยักยอกโจทก์จึงไม่อาจฟ้องจำเลยทั้งสองในความผิดฐานรับของโจรได้นั้น เห็นว่า ความผิดฐานรับของโจรตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 357 วรรคแรก บัญญัติว่า ผู้ใดช่วยซ่อนเร้น ช่วยจำหน่าย ช่วยพาเอาไปเสีย ซื้อ รับจำนำหรือรับไว้โดยประการใดซึ่งทรัพย์อันได้มาโดยการกระทำความผิด ถ้าความผิดนั้นเข้าลักษณะลักทรัพย์ วิ่งราวทรัพย์ กรรโชกทรัพย์ รีดเอาทรัพย์ ชิงทรัพย์ ปล้นทรัพย์ ฉ้อโกง ยักยอก หรือเจ้าพนักงานยักยอกทรัพย์ ผู้นั้นกระทำความผิดฐานรับของโจรต้องระวางโทษจำคุกไม่เกินห้าปี หรือปรับไม่เกินหนึ่งหมื่นบาทหรือทั้งจำทั้งปรับ จะเห็นได้ว่าความผิดฐานรับของโจรนั้นกฎหมายมิได้บัญญัติว่าความผิดฐานลักทรัพย์ วิ่งราวทรัพย์ กรรโชกทรัพย์ รีดเอาทรัพย์ ชิงทรัพย์ ปล้นทรัพย์ ฉ้อโกง ยักยอก หรือเจ้าพนักงานยักยอกทรัพย์จะต้องเป็นความผิดที่ปรากฏตัวผู้กระทำความผิดและศาลพิพากษาลงโทษเป็นความผิดแล้ว ผู้ที่ช่วยซ่อนเร้น ช่วยจำหน่าย ช่วยพาไปเสีย ซื้อ รับจำนำ หรือรับไว้โดยประการใดๆ จึงจะมีความผิดฐานรับของโจร ดังนั้น แม้ความผิดที่บัญญัติไว้ในมาตรา 357 จะไม่ปรากฏตัวผู้กระทำความผิดเลยก็ตาม ผู้ที่ช่วยซ่อนเร้น ช่วยจำหน่าย ช่วยพาไปเสีย ซื้อ รับจำนำ หรือรับไว้โดยประการใดๆ ก็ย่อมมีความผิดฐานรับของโจรได้ ฎีกาจำเลยทั้งสองข้อนี้ก็ฟังไม่ขึ้นเช่นกัน คำพิพากษาศาลล่างทั้งสองชอบแล้ว

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.อ. ม. 357
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการจังหวัดสุรินทร์
จำเลย — จ่าสิบตำรวจวัฒน์ สุดใส กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดสุรินทร์ — นายปิยะพล สำเริง
ศาลอุทธรณ์ภาค 3 — นายเมธี ประจงการ
ชื่อองค์คณะ
สมศักดิ์ อเนกพุฒิ
พิศาล อัยยะวรากูล
ประยูร ณ ระนอง
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 18624/2555
#541470
เปิดฉบับเต็ม

จำเลยที่ 2 เป็นกรรมการผู้จัดการบริษัท ท. ต่อมาเมื่อวันที่ 20 กุมภาพันธ์ 2536 จดทะเบียนเลิกบริษัทโดยมีจำเลยที่ 1 เป็นผู้ชำระบัญชี ในระหว่างการชำระบัญชี โจทก์ตรวจสอบแล้วพบว่า บริษัทเป็นหนี้ค่าภาษีอากรค้างชำระ จึงแจ้งให้ชำระ ขณะนั้น จำเลยที่ 1 ก็รวบรวมทรัพย์สินของบริษัทแล้วแบ่งคืนเป็นเงินให้แก่จำเลยที่ 2 โจทก์จึงยื่นฟ้องบริษัทต่อศาลภาษีอากรกลางและยื่นฟ้องจำเลยที่ 2 ต่อศาลแพ่งกรุงเทพใต้ เพื่อเรียกเงินคืน จนกระทั่งศาลฎีกามีคำพิพากษาในคดีดังกล่าวว่า จำเลยที่ 2 รับเงินไว้โดยปราศจากมูลจะอ้างด้วยกฎหมาย จึงเป็นลาภมิควรได้ที่จะต้องคืนให้แก่บริษัท แต่เนื่องจากโจทก์มิได้ใช้สิทธิเรียกร้องในนามของตนแทนลูกหนี้รวมทั้งไม่ได้เรียกลูกหนี้เข้ามาในคดีด้วย จึงให้ยกฟ้องแต่ไม่ตัดสิทธิที่โจทก์จะฟ้องใหม่ คำพิพากษาดังกล่าวจึงผูกพันคู่ความตาม ป.วิ.พ. มาตรา 145 วรรคหนึ่ง โจทก์จะกล่าวอ้างว่าเป็นการใช้สิทธิติดตามเอาคืนทรัพย์หาได้ไม่ เมื่อสิทธิของโจทก์เป็นการใช้สิทธิเรียกร้องแทนลูกหนี้ตาม ป.พ.พ. มาตรา 233 แล้ว โจทก์จะต้องฟ้องคดีภายใน 1 ปี นับแต่เวลาที่รู้หรือ 10 ปี นับแต่เวลาที่สิทธินั้นมีขึ้นตาม ป.พ.พ. มาตรา 419 การที่โจทก์ได้ฟ้องคดีก่อนภายในอายุความแล้ว แม้ระหว่างนั้นไม่ว่าจำเลยที่ 2 จะนำเงินบางส่วนไปชำระให้แก่โจทก์หรือไม่ก็ตาม ย่อมถือว่าอายุความไม่เคยสะดุดหยุดลงตาม ป.พ.พ. มาตรา 193/17 วรรคหนึ่ง และต่อมาเมื่อศาลฎีกามีคำพิพากษาในคดีนั้นเมื่อวันที่ 22 สิงหาคม 2546 ซึ่งอายคุวามครบกำหนดสิบปีไปแล้วโจทก์จึงต้องฟ้องเป็นคดีใหม่ภายใน 60 วัน ตาม ป.พ.พ. มาตรา 193/17 วรรคสอง เมื่อโจทก์ฟ้องคดีนี้ เมื่อวันที่ 20 กันยายน 2548 คดีของโจทก์จึงขาดอายุความ สำหรับจำเลยที่ 2

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องและแก้ไขคำฟ้องขอให้บังคับจำเลยทั้งสองร่วมกันชำระเงิน 8,455,312.50 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์

จำเลยที่ 1 ขาดนัดยื่นคำให้การ

จำเลยที่ 2 ให้การขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยที่ 1 ชำระเงิน 8,455,312.50 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงิน 4,350,000 บาท นับแต่วันฟ้อง (ฟ้องวันที่ 20 กันยายน 2548) เป็นต้นไปนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ กับให้จำเลยที่ 1 ใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ โดยกำหนดค่าทนายความ 25,000 บาท ยกฟ้องจำเลยที่ 2 ค่าฤชาธรรมเนียมระหว่างโจทก์กับจำเลยที่ 2 ให้เป็นพับ

โจทก์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ

โจทก์ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงรับฟังได้ว่า จำเลยที่ 2 เป็นกรรมการบริษัททิพยนานันท์ จำกัด วันที่ 26 ธันวาคม 2535 บริษัททิพยนานันท์ จำกัด จดทะเบียนเลิกบริษัทโดยตั้งจำเลยที่ 1 เป็นผู้ชำระบัญชี วันที่ 20 กุมภาพันธ์ 2536 จำเลยที่ 1 แบ่งคืนเงินสินทรัพย์ของบริษัทที่เหลือให้แก่ผู้ถือหุ้นตามส่วน โดยจำเลยที่ 2 ได้รับส่วนแบ่ง 6,970,100 บาท ต่อมาโจทก์ตรวจสอบพบว่าบริษัททิพยนานันท์ จำกัด เสียภาษีไม่ถูกต้องจึงแจ้งการประเมินให้จำเลยที่ 1 ในฐานะผู้ชำระบัญชีทราบ แต่จำเลยที่ 1 เพิกเฉย โจทก์จึงฟ้องบริษัททิพยนานันท์ จำกัด และศาลภาษีอากรกลางพิพากษาให้ชำระหนี้ 14,074,319.75 บาท แก่โจทก์ หลังจากนั้นโจทก์ยื่นฟ้องจำเลยที่ 2 และผู้ถือหุ้นต่อศาลแพ่งกรุงเทพใต้เพื่อให้นำเงินส่วนแบ่งที่ได้รับจากจำเลยที่ 1 คืนแก่โจทก์ ผู้ถือหุ้นอื่นนำเงินไปชำระให้โจทก์แล้ว โจทก์จึงถอนฟ้อง ส่วนจำเลยที่ 2 ชำระเงินคืนเพียง 2,620,100 บาท ต่อมาศาลฎีกามีคำพิพากษาให้ยกฟ้อง แต่ไม่ตัดสิทธิโจทก์ที่จะฟ้องคดีใหม่ให้ถูกต้องภายในกำหนดอายุความ โจทก์จึงยื่นฟ้องจำเลยที่ 2 ใหม่เป็นคดีนี้

คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ว่า ฟ้องโจทก์สำหรับจำเลยที่ 2 ขาดอายุความหรือไม่ เห็นว่า คำพิพากษาศาลฎีกาที่จำเลยที่ 2 อ้างวินิจฉัยว่า การที่ผู้ชำระบัญชีของบริษัททิพยนานันท์ จำกัด แบ่งเงินอันเป็นสินทรัพย์ที่เหลืออยู่ของบริษัทให้แก่จำเลยที่ 2 (จำเลยที่ 1 ในคดีดังกล่าว) ถือได้ว่า จำเลยที่ 2 รับไว้โดยปราศจากมูลอันจะอ้างตามกฎหมาย จึงถือเป็นลาภมิควรได้ที่จำเลยที่ 2 ต้องคืนเงินให้แก่บริษัททิพยนานันท์ จำกัด ผู้เป็นเจ้าของเงิน หากบริษัททิพยนานันท์ จำกัด หรือผู้ชำระบัญชีขัดขืนไม่ยอมใช้สิทธิเรียกร้อง เป็นเหตุให้โจทก์ผู้เป็นเจ้าหนี้เสียประโยชน์ โจทก์ก็มีสิทธิที่จะใช้สิทธิเรียกร้องในนามของตนเองแทนบริษัททิพยนานันท์ จำกัด ลูกหนี้ได้ แต่คำฟ้องโจทก์ไม่ปรากฏเหตุแห่งการใช้สิทธิเรียกร้องแทน ทั้งไม่ได้เรียกลูกหนี้โดยตรงเข้ามาในคดีด้วย โจทก์จึงยังไม่มีอำนาจฟ้องนั้น คำพิพากษาศาลฎีกาดังกล่าวได้กล่าวไว้โดยชัดแจ้งและเป็นประเด็นแห่งคดีโดยตรงจึงมีผลผูกพันโจทก์และจำเลยที่ 2 ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 145 วรรคหนึ่ง จึงฟังได้ว่า บริษัททิพยนานันท์ จำกัด มีสิทธิเรียกร้องให้จำเลยที่ 2 คืนเงินในฐานลาภมิควรได้เท่านั้น เมื่อสิทธิของโจทก์เป็นการใช้สิทธิเรียกร้องแทนบริษัททิพยนานันท์ จำกัด ซึ่งเป็นลูกหนี้โดยอาศัยบทบัญญัติตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 233 แล้ว โจทก์ย่อมไม่อาจใช้สิทธิให้แตกต่างจากสิทธิที่ลูกหนี้พึงใช้ได้ โจทก์จึงต้องฟ้องคดีภายในอายุความหนึ่งปี นับแต่เวลาที่รู้ว่ามีสิทธิเรียกคืนหรือสิบปีนับแต่เวลาที่สิทธินั้นมีขึ้น ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 419 คดีนี้ จำเลยที่ 1 ในฐานะผู้ชำระบัญชีแบ่งเงินอันเป็นสินทรัพย์ที่เหลือของบริษัททิพยนานันท์ จำกัด ให้แก่จำเลยที่ 2 เมื่อวันที่ 20 กุมภาพันธ์ 2536 ถือได้ว่าสิทธิเรียกร้องในการเรียกเงินคืนของบริษัททิพยนานันท์ จำกัด ได้มีขึ้นแล้วนับแต่วันดังกล่าว แม้อายุความจะสะดุดหยุดลงโดยการชำระค่าภาษีอากรดังที่โจทก์อ้างหรือไม่ก็ตาม แต่เมื่อโจทก์ฟ้องจำเลยที่ 2 ต่อศาลแพ่งกรุงเทพใต้เป็นคดีก่อนและอยู่ในระยะเวลาไม่เกินสิบปีแล้วศาลฎีกาพิพากษายกฟ้อง ย่อมถือได้ว่าอายุความไม่เคยสะดุดหยุดลง ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 193/17 วรรคหนึ่ง ทั้งขณะที่ศาลฎีกามีคำพิพากษาในคดีก่อนคือวันที่ 22 สิงหาคม 2546 นั้น อายุความได้ครบกำหนดไปแล้วในระหว่างการพิจารณาคดีก่อน โจทก์จึงต้องฟ้องเป็นคดีใหม่ภายในกำหนดหกสิบวันนับแต่วันที่มีคำพิพากษาถึงที่สุด ตามมาตรา 193/17 วรรคสอง การที่โจทก์ฟ้องจำเลยที่ 2 เป็นคดีนี้ในวันที่ 20 กันยายน 2548 จึงเกินกำหนดระยะเวลาตามที่กฎหมายบัญญัติไว้ ฟ้องโจทก์สำหรับจำเลยที่ 2 จึงขาดอายุความ ที่ศาลอุทธรณ์พิพากษายกฟ้องจำเลยที่ 2 มานั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วยในผล ฎีกาของโจทก์ฟังไม่ขึ้น

พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ. ม. 145
ป.พ.พ. ม. 193/17 ม. 233 ม. 419
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — กรมสรรพากร
จำเลย — นายแสงสุภาพหรือชัยวัฒน์ เครือสินธุ์ กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลแพ่งธนบุรี — นายมานัส อานามวัฒน์
ศาลอุทธรณ์ — นายประสิทธิ์ ตันติเสรี
ชื่อองค์คณะ
ชัยยุทธ ศรีจำนงค์
อนันต์ ชุมวิสูตร
สมชาติ ธัญญาวินิชกุล
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 18623/2555
#528504
เปิดฉบับเต็ม

แม้จำเลยที่ 2 มิได้เป็นกรรมการผู้มีอำนาจของจำเลยที่ 1 แต่การติดต่อซื้อขายรถระหว่างโจทก์กับจำเลยที่ 2 นั้น กระทำการในที่ทำการและเวลาทำการของจำเลยที่ 1 โดยจำเลยที่ 1 แต่งตั้งให้จำเลยที่ 2 ซึ่งเป็นลูกจ้างของจำเลยที่ 1 ทำหน้าที่ในตำแหน่งผู้จัดการฝ่ายขายของจำเลยที่ 1 ตามพฤติการณ์ดังกล่าวย่อมแสดงว่า จำเลยที่ 1 ได้แสดงให้โจทก์หรือบุคคลทั่วไปเข้าใจว่าจำเลยที่ 2 เป็นตัวแทนในการขายรถยนต์ของจำเลยที่ 1 แล้ว การกระทำใด ๆ ของจำเลยที่ 2 เพื่อให้บรรลุเป้าหมายการขายรถยนต์ของจำเลยที่ 1 นั้น ย่อมเป็นการกระทำในขอบอำนาจแห่งตัวแทนเพื่อกิจการค้าขายที่จำเลยที่ 1 จะถือเอาประโยชน์จากกิจการนั้นได้ ไม่ว่าการที่จำเลยที่ 2 รับซื้อรถคันเก่าจากโจทก์โดยนำไปฝากขายที่เต็นท์รถมือสอง จะเป็นการกระทำโดยจำเลยที่ 1 จะมีวัตถุประสงค์ในการรับซื้อรถเก่าจากลูกค้าหรือไม่ก็ตาม ถือได้ว่าเป็นการดำเนินการส่วนหนึ่งของการขายซึ่งเป็นไปตามนโยบายการขายของจำเลยที่ 1 อันเป็นการกระทำในหน้าที่ของจำเลยที่ 2 ในกิจการของจำเลยที่ 1 ซึ่งเป็นตัวการแล้ว จำเลยที่ 1 ย่อมต้องผูกพันต่อโจทก์ในกิจการที่จำเลยที่ 2 กระทำไปด้วย แม้จะปรากฏว่าการกระทำของจำเลยที่ 2 อาจเป็นเรื่องการกระทำโดยผิดระเบียบของจำเลยที่ 1 แต่เป็นเรื่องกิจการภายในของจำเลยที่ 1 ซึ่งจำเลยที่ 1 ต้องไปว่ากล่าวเอาแก่จำเลยที่ 2 เอง ไม่อาจยกเป็นข้ออ้างต่อบุคคลภายนอกผู้สุจริตเพื่อให้ตนพ้นผิดได้

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยทั้งสองร่วมกันชำระเงินจำนวน 161,038 บาท ให้แก่โจทก์ พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ในต้นเงินจำนวน 123,888 บาท นับแต่วันถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จ

จำเลยที่ 1 ให้การขอให้ยกฟ้อง

จำเลยที่ 2 ขาดนัดยื่นคำให้การและขาดนัดพิจารณา

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยทั้งสองชำระเงินจำนวน 161,038 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ในต้นเงินจำนวน 123,888 บาท นับแต่วันถัดจากวันฟ้อง (ฟ้องวันที่ 18 พฤศจิกายน 2551) เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ กับให้จำเลยทั้งสองใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ โดยกำหนดค่าทนายความให้ 8,000 บาท

จำเลยที่ 1 อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษาแก้เป็นว่า สำหรับจำเลยที่ 1 ให้ยกฟ้อง นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น ค่าฤชาธรรมเนียมในชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ

โจทก์ฎีกา โดยผู้พิพากษาที่ได้นั่งพิจารณาคดีในศาลชั้นต้นรับรองว่ามีเหตุสมควรที่จะฎีกาในข้อเท็จจริงได้

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงเบื้องต้นที่คู่ความมิได้โต้เถียงกันในชั้นฎีการับฟังได้ว่า โจทก์ซื้อรถยนต์ยี่ห้อนิสสัน หมายเลขทะเบียน ตย 5011 กรุงเทพมหานคร จากจำเลยทั้งสอง โดยนำรถยนต์หมายเลขทะเบียน บน 5964 จันทบุรี ซึ่งโจทก์ซื้อจากนางสาวสุภาพ หลานของโจทก์ แต่คงมีชื่อนางสาวสุภาพ เป็นผู้เช่าซื้อจากบริษัทเงินทุนเกียรตินาคิน จำกัด (มหาชน) มาเสนอขายเพื่อหักทอนกับราคาขายรถคันใหม่และตกลงราคาซื้อขายรถคันเก่า 160,000 บาท แต่หักชำระเป็นเงินดาวน์รถคันใหม่ได้เพียง 36,112 บาท เพราะจะต้องนำเงินส่วนต่าง 123,888 บาท ไปชำระค่าเช่าซื้อรถคันเก่าที่ยังค้างชำระต่อบริษัทเงินทุนเกียรตินาคิน จำกัด (มหาชน) เสียก่อน ซึ่งจำเลยที่ 2 จะเป็นผู้ดำเนินการชำระค่าเช่าซื้อให้โดยจะนำรถไปฝากขายที่เต็นท์รถมือสอง แต่มิได้ชำระค่าเช่าซื้อที่ค้างชำระตามที่ตกลงกับโจทก์ เป็นเหตุให้โจทก์ต้องรับผิดชำระค่าเช่าซื้อที่ค้างชำระให้แก่บริษัทเงินทุนเกียรตินาคิน จำกัด (มหาชน) 123,888 บาท แทนนางสาวสุภาพ และเสียค่าติดตามรถคืน 5,000 บาท ให้จำเลยที่ 2 ไปโดยจำเลยที่ 2 ไม่ได้ดำเนินการติดตามรถคืนให้โจทก์ ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยที่ 2 รับผิดในเงินจำนวนดังกล่าวตามฟ้อง จำเลยที่ 2 ไม่อุทธรณ์ คดีในส่วนของจำเลยที่ 2 จึงยุติตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

มีปัญหาวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ว่า จำเลยที่ 1 ต้องร่วมรับผิดกับจำเลยที่ 2 ในเงินจำนวนดังกล่าวด้วยหรือไม่ โจทก์ฎีกาว่า ที่โจทก์ตกลงขายรถคันเก่าให้แก่จำเลยที่ 2 ก็เนื่องจากจำเลยที่ 2 เป็นผู้จัดการสาขาของจำเลยที่ 1 และเชื่อโดยสุจริตว่าจำเลยที่ 2 รับซื้อรถของโจทก์ไว้ตามหน้าที่ในกิจการของจำเลยที่ 1 จึงถือเป็นตัวแทนกระทำการแทนจำเลยที่ 1 จำเลยที่ 1 จึงต้องร่วมรับผิดกับจำเลยที่ 2 ด้วย เห็นว่า แม้จำเลยที่ 2 มิได้เป็นกรรมการผู้มีอำนาจของจำเลยที่ 1 แต่การติดต่อซื้อขายรถระหว่างโจทก์กับจำเลยที่ 2 นั้น กระทำการในที่ทำการและเวลาทำการของจำเลยที่ 1 โดยจำเลยที่ 1 แต่งตั้งให้จำเลยที่ 2 ซึ่งเป็นลูกจ้างของจำเลยที่ 1 ทำหน้าที่ในตำแหน่งผู้จัดการฝ่ายขาย สาขาบางนา ของจำเลยที่ 1 ตามพฤติการณ์ย่อมแสดงว่า จำเลยที่ 1 ได้แสดงให้โจทก์หรือบุคคลทั่วไปเข้าใจว่าจำเลยที่ 2 เป็นตัวแทนในการขายรถยนต์ของจำเลยที่ 1 แล้ว ดังนั้น การกระทำใด ๆ ของจำเลยที่ 2 เพื่อให้บรรลุเป้าหมายการขายรถยนต์ของจำเลยที่ 1 นั้น ย่อมเป็นการกระทำในขอบอำนาจแห่งตัวแทนเพื่อกิจการค้าขายที่จำเลยที่ 1 จะถือเอาประโยชน์จากกิจการนั้นได้ ดังนั้น ไม่ว่าการที่จำเลยที่ 2 รับซื้อรถคันเก่าจากโจทก์ โดยนำไปฝากขายที่เต็นท์รถมือสอง ตามข้อความระบุว่า "รถเก่าเต็นท์ซื้อ" จะเป็นการกระทำโดยจำเลยที่ 1 จะมีวัตถุประสงค์ในการรับซื้อรถเก่าจากลูกค้าหรือไม่ก็ตาม แต่ก็ถือได้ว่าเป็นการดำเนินการส่วนหนึ่งของการขายซึ่งเป็นไปตามนโยบายการขายของจำเลยที่ 1 อันถือเป็นการกระทำในหน้าที่ของจำเลยที่ 2 ในกิจการของจำเลยที่ 1 ซึ่งเป็นตัวการแล้ว จำเลยที่ 1 ย่อมต้องผูกพันต่อโจทก์ในกิจการที่จำเลยที่ 2 กระทำไปด้วย แม้จะปรากฏว่าการกระทำของจำเลยที่ 2 อาจเป็นเรื่องการกระทำโดยผิดระเบียบของจำเลยที่ 1 แต่เป็นเรื่องกิจการภายในของจำเลยที่ 1 ซึ่งจำเลยที่ 1 จะต้องไปว่ากล่าวเอาแก่จำเลยที่ 2 เอง หาอาจยกเป็นข้ออ้างต่อบุคคลภายนอกผู้สุจริตเพื่อให้ตนพ้นผิดไม่ ที่จำเลยที่ 1 แก้ฎีกาว่า คดีโจทก์ขาดอายุความละเมิด หรือขาดอายุความเรียกเอาค่าของที่ได้ส่งมอบซึ่งมีกำหนดอายุความ 2 ปี โดยเริ่มนับจากวันที่โจทก์ส่งมอบรถให้จำเลยที่ 2 ซึ่งเป็นวันที่อาจบังคับสิทธิเรียกร้องได้เพราะถือเป็นวันที่ถึงกำหนดต้องชำระราคาตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 490 เห็นว่า คดีนี้มิใช่เรื่องละเมิด จึงไม่อาจนำอายุความละเมิดมาบังคับใช้ได้ ส่วนเรื่องอายุความเรียกเอาค่าของที่ได้ส่งมอบคืนนั้น เห็นว่า โจทก์ส่งมอบรถคันเก่าให้จำเลยทั้งสอง เพื่อให้ตีราคารถและนำราคาส่วนต่างมาหักค่าซื้อขายรถคันใหม่ โดยจำเลยทั้งสองรับว่าจะเป็นผู้ไปชำระเงินค่าเช่าซื้อส่วนที่ค้างชำระให้แก่บริษัทผู้ให้เช่าซื้อในภายหลัง สิทธิเรียกร้องให้คืนค่ารถของโจทก์ จึงเกิดขึ้นเมื่อจำเลยทั้งสองไม่ปฏิบัติตามข้อตกลงที่ให้ไว้แก่โจทก์ ซึ่งโจทก์เพิ่งทราบว่า จำเลยทั้งสองมิได้นำเงินจำนวน 123,888 บาท ที่จะต้องชำระแก่โจทก์ไปชำระแก่บริษัทผู้ให้เช่าซื้อ หลังจากบริษัทผู้ให้เช่าซื้อมีหนังสือทวงถามค่าเช่าซื้อมายังนางสาวสุภาพ สิทธิเรียกร้องของโจทก์จึงเริ่มนับแต่วันดังกล่าว คิดถึงวันฟ้องคือวันที่ 18 พฤศจิกายน 2551 คดีโจทก์จึงไม่ขาดอายุความ ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษายกฟ้องจำเลยที่ 1 มานั้น ศาลฎีกาไม่เห็นพ้องด้วย ฎีกาของโจทก์ฟังขึ้น

พิพากษาแก้เป็นว่า ให้จำเลยที่ 1 ร่วมรับผิดกับจำเลยที่ 2 ตามคำพิพากษาของศาลชั้นต้น นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 1 ค่าฤชาธรรมเนียมในชั้นฎีกาให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 820 ม. 821 ม. 822
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นางสาวประไพ ไชยนคร
จำเลย — บริษัทสยามนิสสัน พระนคร 2000 จำกัด กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลแขวงสมุทรปราการ — นายอาทิตย์ พนาจันทร์
ศาลอุทธรณ์ภาค 1 — นายรักเกียรติ วัฒนพงษ์
ชื่อองค์คณะ
เกษม วีรวงศ์
วิรุฬห์ แสงเทียน
ปดารณี ลัดพลี
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 18619/2555
#541492
เปิดฉบับเต็ม

คดีแพ่งที่เกี่ยวเนื่องกับคดีอาญา ศาลในคดีส่วนแพ่งจะรอฟังข้อเท็จจริงจากคำพิพากษาคดีส่วนอาญาหรือไม่ก็ได้ เป็นดุลพินิจของศาลที่จะพิจารณาเป็นเรื่อง ๆ ไป พฤติกรรมของจำเลยที่ 1 ที่หลบหนีคดีอาญาอยู่ ไม่อาจทราบได้ว่าคดีส่วนอาญาจะมีคำพิพากษาได้เมื่อใด การที่ศาลล่างทั้งสองไม่รอฟังคดีอาญาก่อนจึงชอบแล้ว

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยทั้งสามร่วมกันหรือแทนกันชำระเงิน 1,466,500 บาท แก่โจทก์ทั้งหก พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี จากต้นเงินดังกล่าวนับแต่วันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ทั้งหก

จำเลยที่ 1 ขาดนัดยื่นคำให้การ และไม่มาศาลในวันนัดพิจารณา

จำเลยที่ 2 และที่ 3 ให้การขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยที่ 1 และที่ 2 ร่วมกันชำระเงิน 1,456,500 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงินดังกล่าว นับถัดจากวันฟ้อง (ฟ้องวันที่ 28 กันยายน 2543) เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ทั้งหก กับให้จำเลยที่ 3 ร่วมกันรับผิดชำระเงินไม่เกิน 250,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงิน 250,000 บาท นับถัดจากวันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ทั้งหก ให้จำเลยทั้งสามร่วมกันใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ทั้งหก สำหรับค่าขึ้นศาลให้จำเลยทั้งสามรับผิดเพียงเท่าจำนวนทุนทรัพย์ที่โจทก์ทั้งหกชนะคดี โดยกำหนดค่าทนายความ 30,000 บาท คำขออื่นนอกจากนี้ให้ยก

จำเลยที่ 2 อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 3 พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมในชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ

จำเลยที่ 2 ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงเบื้องต้นรับฟังได้ว่า โจทก์ที่ 1 และที่ 2 เป็นบิดามารดานายภากร ผู้ตาย โจทก์ที่ 3 เป็นภริยาผู้ตาย โจทก์ที่ 4 ที่ 5 และที่ 6 เป็นบุตรผู้เยาว์ของผู้ตาย ผู้ตายทำงานเป็นพนักงานของบริษัทวิริยะประกันภัย จำกัด เมื่อวันที่ 28 กันยายน 2542 เวลา 15.30 นาฬิกา เกิดเหตุรถยนต์เฉี่ยวชนกันในที่เกิดเหตุ ซึ่งอยู่ระหว่างหลักกิโลเมตรที่ 197 กับ 198 ของถนนมิตรภาพ ช่วงถนนโค้งและลงเนิน มีช่องเดินรถ 4 ช่อง มีเกาะกลางถนนแบ่งช่องเดินรถข้างละ 2 ช่อง คือ มุ่งหน้าไปทางจังหวัดนครราชสีมา 2 ช่อง ช่องเดินรถสวนทาง 2 ช่อง เหตุเกิดที่ช่องเดินรถที่มุ่งหน้าไปทางจังหวัดนครราชสีมา รถที่เกิดเหตุนั้นคันหนึ่งเอาประกันภัยไว้กับบริษัทที่ผู้ตายทำงาน ผู้ตายไปตรวจสอบที่เกิดเหตุและถ่ายภาพรถและสถานที่เกิดเหตุ ผู้ตายขับรถยนต์ของผู้ตายไป เป็นรถยนต์นั่งส่วนบุคคล หมายเลขทะเบียน 6 ษ - 6700 กรุงเทพมหานคร ผู้ตายจอดรถยนต์ไว้ที่ไหล่ทางด้านขวา มีพนักงานของหน่วยกู้ภัยคอยโบกรถที่แล่นมุ่งหน้าไปทางจังหวัดนครราชสีมาซึ่งมีช่องเดินรถ 2 ช่อง ให้ขับไปทางช่องเดินรถช่องซ้าย จำเลยที่ 2 เป็นเจ้าของรถยนต์กระบะหมายเลขทะเบียน 8 ฒ - 2717 กรุงเทพมหานคร เป็นรถยนต์กระบะตอนเดียว ที่กระบะท้ายได้ต่อโครงเหล็กเสริมสำหรับบรรทุกสิ่งของ มีหลังคาอลูมิเนียมคลุมกระบะ จำเลยที่ 2 เอาประกันภัยไว้กับจำเลยที่ 3 กำหนดความรับผิดชอบต่อบุคคลคนละ 250,000 บาท ขณะเกิดเหตุอยู่ในระยะเวลาประกันภัย จำเลยที่ 1 ขับรถยนต์กระบะของจำเลยที่ 2 คันดังกล่าวบรรทุกน้ำมันพืชของจำเลยที่ 2 จำนวน 150 ปีบ น้ำหนักปีบละประมาณ 15 กิโลกรัม มุ่งหน้าไปทางจังหวัดนครราชสีมา โดยขับรถในช่องเดินรถช่องขวา เมื่อมาถึงที่เกิดเหตุ เห็นพนักงานของหน่วยกู้ภัยโบกรถให้ขับไปทางช่องเดินรถช่องซ้าย ก็หักหลบไปทางช่องเดินรถช่องซ้าย แต่รถยนต์ที่ขับเสียหลักพลิกหงายท้อง ล้อทั้งสี่ชี้ฟ้า ลื่นไถลไป ซึ่งโจทก์ฟ้องว่า ลื่นไถลไปชนรถยนต์ของผู้ตายที่จอดอยู่ รถยนต์ของผู้ตายกระเด็นไปถูกผู้ตายที่ยืนถ่ายภาพอยู่ที่หน้ารถยนต์ของผู้ตาย ผู้ตายได้รับอันตรายแก่กายสาหัส ถึงแก่ความตายในวันรุ่งขึ้น ต่อมาวันที่ 29 พฤศจิกายน 2542 พันตำรวจโทชัยวัฒน์ พนักงานสอบสวน แจ้งข้อกล่าวหาแก่จำเลยที่ 1 ว่าขับรถโดยประมาทหรือน่าหวาดเสียวอันอาจเกิดอันตรายแก่บุคคลหรือทรัพย์สิน และเป็นเหตุให้ผู้อื่นถึงแก่ความตาย จำเลยที่ 1 ให้การปฏิเสธ วันที่ 23 พฤษภาคม 2543 พนักงานอัยการฟ้องจำเลยเป็นคดีอาญาต่อศาลชั้นต้น (ศาลจังหวัดสีคิ้ว) จำเลยที่ 1 ให้การปฏิเสธ โจทก์ทั้งหกฟ้องคดีนี้เมื่อวันที่ 28 กันยายน 2543 โจทก์ทั้งหกยื่นบัญชีระบุพยานอ้างสำนวนคดีอาญาดังกล่าวเป็นพยานของโจทก์ทั้งหกด้วย ศาลชั้นต้นสืบพยานโจทก์ทั้งหกได้ 2 ปาก คือโจทก์ที่ 1 และที่ 3 เบิกความเมื่อวันที่ 20 และ 30 สิงหาคม 2544 ตามลำดับ ครั้นวันที่ 27 กันยายน 2544 ศาลชั้นต้นมีคำสั่งจำหน่ายคดีชั่วคราวเพื่อรอฟังผลคดีอาญา โดยคดีอาญา สืบพยานโจทก์ปากแรกคือ ตัวโจทก์ที่ 3 เมื่อวันที่ 11 เมษายน 2545 วันที่ 22 มกราคม 2545 สืบร้อยตำรวจเอกสถาพร รองสารวัตรงาน 2 กองกำกับการวิทยาการเขต 4 ผู้ตรวจพิสูจน์ร่องรอยเฉี่ยวชนของรถยนต์กระบะของจำเลยที่ 2 กับรถยนต์ของผู้ตาย และวันที่ 17 กันยายน 2545 สืบนายเจษฎา ผู้อ้างว่าเป็นประจักษ์พยานคดีนี้ ต่อมาจำเลยที่ 1 หลบหนีคดีอาญา ถึงวันนัดวันที่ 27 กุมภาพันธ์ 2546 ยังจับตัวจำเลยที่ 1 ไม่ได้ ศาลชั้นต้นออกหมายจับและจำหน่ายคดีอาญาชั่วคราว วันที่ 20 มกราคม 2547 ศาลชั้นต้นมีคำสั่งยกคดีนี้ขึ้นพิจารณาต่อไป และให้นำสำนวนคดีอาญามาผูกพ่วงไว้กับคดีนี้ตามที่โจทก์ทั้งหกขอ ศาลชั้นต้นนัดพร้อมวันที่ 22 มีนาคม 2547 และนัดสืบพยานโจทก์ทั้งหกและพยานจำเลยที่ 2 ในวันที่ 22 ธันวาคม 2547 เวลา 9.00 ถึง 16.30 นาฬิกา ถึงวันนัดศาลชั้นต้นออกนั่งพิจารณาเวลา 13.30 นาฬิกา ศาลชั้นต้นสืบพยานโจทก์ทั้งหกได้อีก 1 ปาก ทนายโจทก์ทั้งหกแถลงหมดพยาน ศาลชั้นต้นสืบพยานจำเลยที่ 2 ต่อไปในวันเดียวกันนั้น โดยสืบพยานจำเลยที่ 2 ได้ 2 ปาก ฝ่ายจำเลยที่ 2 แถลงหมดพยาน ศาลชั้นต้นพิพากษาคดีนี้เมื่อวันที่ 2 กุมภาพันธ์ 2548 จำเลยที่ 2 อุทธรณ์ ขณะคดีนี้อยู่ในระหว่างการพิจารณาของศาลอุทธรณ์ภาค 3 ปรากฏตามสำนวนคดีอาญาที่ผูกพ่วงกับคดีนี้ว่า วันที่ 3 มกราคม 2551 ผู้ประกันตามจับจำเลยที่ 1 ส่งศาลชั้นต้น จำเลยที่ 1 ให้การรับสารภาพ ศาลชั้นต้นสั่งให้พนักงานคุมประพฤติสืบเสาะและพินิจจำเลยที่ 1 ก่อนพิพากษา ในรายงานของพนักงานคุมประพฤติรายงานต่อศาลชั้นต้นระบุไว้ด้วยว่า จำเลยที่ 1 เป็นลูกจ้างขับรถของจำเลยที่ 2 ขับรถไปในทางการที่จ้างของจำเลยที่ 2 ขับมาในช่องเดินรถช่องขวามือตลอดด้วยความเร็วสูง เมื่อมาถึงที่เกิดเหตุ มีชาย 2 คน โบกรถให้ขับรถไปในช่องเดินรถช่องซ้าย แต่โบกกะทันหัน จึงหักหลบไปช่องเดินรถช่องซ้ายรถพลิกคว่ำไถลไปชนรถยนต์ของผู้ตาย รถยนต์ของผู้ตายกระเด็นไปชนผู้ตาย ศาลชั้นต้นลดโทษให้กึ่งหนึ่งแล้ว จำคุก 1 ปี จำเลยที่ 1 อุทธรณ์ ต่อมาถอนอุทธรณ์ คดีอาญาถึงที่สุดแล้วโดยศาลชั้นต้นออกหมายจำคุกเมื่อคดีถึงที่สุด (หมายแดง) ลงวันที่ 13 มิถุนายน 2551 ส่วนคดีนี้ คำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 3 ลงวันที่ 4 กรกฎาคม 2551 ศาลชั้นต้นอ่านให้คู่ความฟังเมื่อวันที่ 20 ตุลาคม 2551

ที่จำเลยที่ 2 ฎีกาข้อแรกว่า คดีนี้เป็นคดีแพ่งที่เกี่ยวเนื่องกับคดีอาญา ศาลล่างทั้งสองควรรอฟังข้อเท็จจริงจากคำพิพากษาคดีส่วนอาญาก่อนนั้น เห็นว่า ศาลในคดีส่วนแพ่งจะรอฟังข้อเท็จจริงจากคำพิพากษาคดีส่วนอาญาหรือไม่ก็ได้ เป็นดุลพินิจของศาลที่จะพิจารณาเป็นเรื่อง ๆ ไป ไม่มีบทกฎหมายบังคับให้จำต้องรอฟังพฤติกรรมของจำเลยที่ 1 ที่หลบหนีคดีอาญาอยู่ ไม่อาจทราบได้ว่าคดีส่วนอาญาจะมีคำพิพากษาได้เมื่อใด การที่ศาลล่างทั้งสองไม่รอฟังคดีอาญาก่อนจึงชอบแล้ว

พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.อ. ม. 46 ม. 47
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นายภักดี นามวงศ์ กับพวก
จำเลย — นายทรงกาย อาจสาลี กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดสีคิ้ว — นายถิรายุ สุวรรณรัตน์
ศาลอุทธรณ์ภาค 3 — นายทรงพล สงวนพงศ์
ชื่อองค์คณะ
ประทีป ดุลพินิจธรรมา
โสภณ โรจน์อนนท์
สุริยง ลิ้มสถิรานันท์
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 18550/2555
#538018
เปิดฉบับเต็ม

ตามบัญชีอัตราภาษีป้าย (3) (ข) ท้าย พ.ร.บ.ภาษีป้าย พ.ศ.2510 แก้ไขเพิ่มเติมโดย พ.ร.บ.ภาษีป้าย (ฉบับที่ 2) พ.ศ.2534 ระบุว่า "ป้ายที่มีอักษรไทยบางส่วนหรือทั้งหมดอยู่ใต้หรือต่ำกว่าอักษรต่างประเทศ" ย่อมแสดงให้เห็นว่าป้ายที่แม้มีเพียงบางส่วนของอักษรไทยอยู่ใต้หรือต่ำกว่าอักษรต่างประเทศก็ถือเป็นป้ายตามบัญชีอัตราภาษีป้าย (3) (ข) โดยไม่ต้องคำนึงว่าจะมีอักษรไทยอยู่ที่ส่วนใดของป้ายอีกหรือไม่ ดังนั้น เมื่อป้ายรายการที่ 4 มีข้อความอักษรไทยอยู่ใต้และต่ำกว่าอักษรต่างประเทศ จึงเป็นป้ายตามบัญชีอัตราภาษีป้าย (3) (ข)

สำหรับป้ายรายการที่ 2 และที่ 5 ส่วนบนมีอักษรไทยว่า "โตโยต้า" มีอักษรต่างประเทศว่า "TOYOTA" และมีสัญลักษณ์ ส่วนล่างมีอักษรไทยว่า "โตโยต้าหนองคาย แผนกขาย ศูนย์บริการ แผนกอะไหล่และศูนย์บริการตัวถังและสี" อยู่บนวัสดุปิดผิวเรียบประเภทอลูมิเนียม แม้ส่วนบนและส่วนล่างข้อความจะอยู่บนวัสดุปิดผิวที่ต่างระดับกันและมีขนาดต่างกัน แต่ข้อความทั้งส่วนบนและส่วนล่างต่างก็อยู่บนวัสดุปิดผิวเรียบซึ่งเป็นอลูมิเนียมและสีเดียวกันและอยู่บนโครงสร้างที่ได้ทำในคราวเดียวกัน ทั้งในส่วนข้อความหรือสัญลักษณ์ทั้งส่วนบนและส่วนล่างก็ล้วนเป็นข้อความและสัญลักษณ์แสดงชื่อ ยี่ห้อหรือเครื่องหมายที่ใช้ในการประกอบการค้าของโจทก์ ทำให้ป้ายส่วนบนและส่วนล่างมีลักษณะเป็นป้ายที่มีความต่อเนื่องกันอย่างไม่อาจแยกออกจากกันได้และเป็นป้ายที่มีอักษรไทยอยู่ใต้และต่ำกว่าอักษรต่างประเทศ จึงเป็นป้ายตาม (3) (ข)

ส่วนกรณีการคำนวณพื้นที่เพื่อเสียภาษีป้ายนั้น ตาม พ.ร.บ.ภาษีป้าย พ.ศ.2510 แก้ไขเพิ่มเติมโดย พ.ร.บ.ภาษีป้าย (ฉบับที่ 2) พ.ศ.2534 มาตรา 17 ระบุว่า ให้คำนวณภาษีป้ายตามบัญชีอัตราภาษีป้าย (6) และ (7) และตามอัตราภาษีป้ายที่กำหนดในกฎกระทรวง ซึ่งตามบัญชีอัตราภาษีป้าย (6) (ก) ระบุว่า ถ้าเป็นป้ายที่มีขอบเขตกำหนดได้ให้เอาส่วนกว้างที่สุดคูณด้วยส่วนยาวที่สุดของขอบเขตป้ายเป็นตารางเซนติเมตร จากบทบัญญัติดังกล่าวแสดงให้เห็นว่าการคำนวณพื้นที่เพื่อเสียภาษีป้ายที่มีขอบเขตนั้นให้คำนวณพื้นที่โดยเอาส่วนกว้างที่สุดคูณด้วยส่วนยาวที่สุดของขอบเขตป้าย

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้จำเลยทั้งสองร่วมกันคืนเงิน 197,455.90 บาท และดอกเบี้ยจนถึงวันฟ้อง 2,474.77 บาท รวมทั้งสิ้น 199,930.67 บาท พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี จากต้นเงิน 197,455.90 บาท นับแต่วันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จสิ้นแก่โจทก์

จำเลยทั้งสองให้การขอให้ยกฟ้อง

ศาลภาษีอากรกลางพิพากษาให้จำเลยที่ 1 คืนเงินค่าภาษีป้ายและเงินเพิ่มที่ได้รับจากโจทก์ไว้เกิน จำนวน 144,909.10 บาท แก่โจทก์พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ในต้นเงินดังกล่าวนับแต่วันชำระภาษีวันที่ 1 มิถุนายน 2552 จนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ ดอกเบี้ยคำนวณถึงวันฟ้อง (วันที่ 11 สิงหาคม 2552) ต้องไม่เกิน 2,474.77 บาท ตามที่โจทก์ขอ ยกฟ้องจำเลยที่ 2 ค่าฤชาธรรมเนียมเป็นพับ

โจทก์และจำเลยทั้งสองอุทธรณ์ต่อศาลฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีภาษีอากรวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงที่คู่ความไม่อุทธรณ์โต้แย้งฟังเป็นยุติได้ว่า เมื่อวันที่ 12 มีนาคม 2552 โจทก์ยื่นแบบแสดงรายการภาษีป้ายประจำปี 2552 รวม 5 รายการ รายการที่ 1 ป้ายประเภทมีอักษรไทยล้วน ขนาดกว้าง 120 เซนติเมตร ยาว 2,772 เซนติเมตร มีข้อความว่า "ศูนย์บริการมาตรฐาน" และ "ศูนย์บริการตัวถังและสีมาตรฐาน" จำนวน 1 ป้าย รายการที่ 2 ป้ายประเภทมีอักษรไทยล้วน ขนาดกว้าง 295 เซนติเมตร ยาว 1,670 เซนติเมตร มีอักษรไทยว่า "โตโยต้า หนองคาย แผนกขาย ศูนย์บริการ แผนกอะไหล่ ศูนย์บริการตัวถังและสี" จำนวน 2 ป้าย รายการที่ 3 ป้ายประเภทมีอักษรไทยปนอักษรต่างประเทศหรือเครื่องหมาย ขนาดกว้าง 120 เซนติเมตร ยาว 2,035 เซนติเมตร มีอักษรไทยว่า "โตโยต้า" อยู่เหนือสัญลักษณ์และอักษรต่างประเทศว่า "TOYOTA" และแนวเดียวกันมีอักษรไทยว่า "โตโยต้าหนองคาย" จำนวน 1 ป้าย รายการที่ 4 ป้ายประเภทมีอักษรไทยปนอักษรต่างประเทศหรือเครื่องหมาย ขนาด 120 เซนติเมตร ยาว 360 เซนติเมตร มีอีกษรไทยว่า "โตโยต้า" อยู่เหนือสัญลักษณ์และอักษรต่างประเทศว่า "TOYOTA" และมีอักษรไทยถัดลงมาว่า "โชว์รูม ทางเข้า โชว์รูมรถใหม่ อุปกรณ์ประดับยนต์ ศูนย์บริการ ศูนย์บริการตัวถังและสี อะไหล่ ที่จอดรถ" จำนวน 2 ป้าย และรายการที่ 5 ป้ายประเภทมีอักษรไทยปนอักษรต่างประเทศหรือเครื่องหมาย ขนาด 430 เซนติเมตร ยาว 650 เซนติเมตร มีอักษรไทยว่า "โตโยต้า" อยู่เหนือสัญลักษณ์และอักษรต่างประเทศว่า "TOYOTA" จำนวน 2 ป้าย ต่อมาพนักงานเจ้าหน้าที่ของจำเลยที่ 1 ได้มีหนังสือแจ้งการประเมินภาษีป้ายแก่โจทก์ให้เรียกเก็บภาษีประจำปี 2552 โดยเห็นว่า ป้ายรายการที่ 2 และ 5 เป็นป้ายที่ติดตั้งอยู่ในโครงเหล็กเดียวกันที่ปิดทับด้วยอลูมิเนียมและทำในคราวเดียวกัน แม้จะมีอักษรหรือสัญลักษณ์ไม่เต็มทั้งวัสดุแต่ถือว่าเป็นป้ายเดียวกันทั้งหมดตามขอบเขตของโครงเหล็กซึ่งปิดทับด้วยอลูมิเนียมดังกล่าว ไม่อาจแบ่งแยกได้ เมื่อป้ายดังกล่าวมีอักษรไทยอยู่ใต้อักษรต่างประเทศจึงถือเป็นป้ายประเภท (3) (ข) ตามบัญชีอัตราภาษีป้ายท้ายพระราชบัญญัติภาษีป้าย (ฉบับที่ 2) พ.ศ.2534 และมีขนาดส่วนที่กว้างที่สุด 650 เซนติเมตร และมีขนาดส่วนที่ยาวที่สุด 2,100 เซนติเมตร จำนวน 2 ป้าย เมื่อคำนวณภาษีป้ายในอัตรา 40 บาทต่อห้าร้อยตารางเซนติเมตรตาม (3) แห่งกฎกระทรวงฉบับที่ 5 (พ.ศ.2535) ออกตามความในพระราชบัญญัติภาษีป้าย พ.ศ.2510 เท่ากับ 218,400 บาท สำหรับป้ายรายการที่ 4 เป็นป้ายที่มีอักษรไทยต่ำกว่าอักษรต่างประเทศถือเป็นป้ายประเภท (3) (ข) ตามบัญชีอัตราภาษีป้ายท้ายพระราชบัญญัติภาษีป้าย (ฉบับที่ 2) พ.ศ.2534 และมีขนาดส่วนที่กว้างที่สุด 120 เซนติเมตร และมีขนาดส่วนที่ยาวที่สุด 360 เซนติเมตร จำนวน 2 ป้าย เมื่อคำนวณภาษีป้ายในอัตรา 40 บาทต่อห้าร้อยตารางเซนติเมตรตาม (3) แห่งกฎกระทรวงฉบับที่ 5 (พ.ศ.2535) ออกตามความในพระราชบัญญัติภาษีป้าย พ.ศ.2510 เท่ากับ 6,912 บาท สำหรับป้ายรายการที่ 1 และ 3 พนักงานเจ้าหน้าที่ของจำเลยที่ 1 เห็นว่า ตามแบบแสดงรายการภาษีป้ายของโจทก์ถูกต้องตามขนาดและประเภทของป้ายแล้ว โดยรายการที่ 1 คิดเป็นเงินภาษีป้าย 1,996 บาท รายการที่ 3 คิดเป็นเงินภาษีป้าย 9,768 บาท จึงได้ประเมินภาษีป้ายประจำปี 2552 เป็นเงินภาษีป้ายทั้งสิ้น 237,076 บาท โจทก์ไม่เห็นด้วยจึงอุทธรณ์การประเมิน ต่อมาจำเลยที่ 2 ได้แจ้งคำวินิจฉัยอุทธรณ์แก่โจทก์ ให้ยืนตามการประเมิน โจทก์ได้ชำระเงินภาษีป้ายและเงินเพิ่มตามการประเมิน

ปัญหาที่ต้องวินิจฉัยในประการแรกตามอุทธรณ์ของจำเลยทั้งสองว่า คำพิพากษาของศาลภาษีอากรกลางที่วินิจฉัยให้ป้ายรายการที่ 4 ถือเป็นป้ายประเภท (2) ตามบัญชีอัตราภาษีป้ายชอบหรือไม่ ศาลฎีกาแผนกคดีภาษีอากรเห็นว่า ตามบัญชีอัตราภาษีป้าย (3) (ข) ท้ายพระราชบัญญัติภาษีป้าย พ.ศ.2510 แก้ไขเพิ่มเติมโดยพระราชบัญญัติภาษีป้าย (ฉบับที่ 2) พ.ศ.2534 ระบุว่า "ป้ายที่มีอักษรไทยบางส่วนหรือทั้งหมดอยู่ใต้หรือต่ำกว่าอักษรต่างประเทศ" การที่ตามบัญชีอัตราภาษีป้ายระบุชัดเจนโดยมีคำว่า "มีอักษรไทยบางส่วนหรือทั้งหมด" ย่อมแสดงให้เห็นว่าป้ายที่แม้มีเพียงบางส่วนของอักษรไทยอยู่ใต้หรือต่ำกว่าอักษรต่างประเทศก็ถือเป็นป้ายตามบัญชีอัตราภาษีป้าย (3) (ข) โดยไม่ต้องคำนึงว่าจะมีอักษรไทยอยู่ที่ส่วนใดของป้ายอีกหรือไม่ ดังนั้น เมื่อปรากฏว่าป้ายรายการที่ 4 มีข้อความอักษรไทยว่า "โชว์รูม ทางเข้า โชว์รูมรถใหม่ อุปกรณ์ประดับยนต์ ศูนย์บริการ ศูนย์บริการตัวถังและสี อะไหล่ ที่จอดรถ" อยู่ใต้และต่ำกว่าอักษรต่างประเทศคำว่า "TOYOTA" จึงถือเป็นป้ายประเภท (3) (ข) ตามบัญชีอัตราภาษีป้ายโดยไม่ต้องคำนึงว่าจะมีอักษรไทยอยู่ที่ส่วนใดของป้ายหรือไม่ ส่วนการที่ป้ายรายการที่ 4 มีข้อความอักษรไทยอีก 1 ข้อความ คือคำว่า "โตโยต้า" อยู่เหนืออักษรต่างประเทศคำว่า "TOYOTA" ก็ไม่ทำให้ป้ายดังกล่าวกลายเป็นป้ายประเภท (2) ตามบัญชีอัตราภาษีป้ายไปได้ เมื่อโจทก์ไม่ได้โต้แย้งการคำนวณพื้นที่เพื่อเสียภาษีป้าย การประเมินและคำวินิจฉัยอุทธรณ์สำหรับป้ายรายการที่ 4 จึงชอบแล้ว การที่ศาลภาษีอากรกลางวินิจฉัยว่าป้ายรายการที่ 4 เป็นป้ายประเภท (2) ตามบัญชีอัตราภาษีป้าย ศาลฎีกาแผนกคดีภาษีอากรไม่เห็นพ้องด้วย อุทธรณ์ของจำเลยทั้งสองฟังขึ้น

กรณีมีปัญหาที่ต้องวินิจฉัยในประการต่อมาตามอุทธรณ์ของโจทก์และจำเลยทั้งสองว่า คำพิพากษาของศาลภาษีอากรกลางที่วินิจฉัยให้โจทก์ชำระภาษีป้ายสำหรับป้ายรายการที่ 2 และ 5 โดยถือเป็นป้ายเดียวกันในประเภท (2) ตามบัญชีอัตราภาษีป้ายชอบหรือไม่ ศาลฎีกาแผนกคดีภาษีอากรเห็นว่า สำหรับป้ายรายการที่ 2 และ 5 ส่วนบนมีอักษรไทยว่า "โตโยต้า" มีอักษรต่างประเทศว่า "TOYOTA" และมีสัญลักษณ์ ส่วนล่างมีอักษรไทยว่า "โตโยต้าหนองคาย แผนกขาย ศูนย์บริการ แผนกอะไหล่ ศูนย์บริการตัวถังและสี" อยู่บนวัสดุปิดผิวเรียบประเภทอลูมิเนียม แม้ส่วนบนและส่วนล่างข้อความจะอยู่บนวัสดุปิดผิวที่ต่างระดับกันและมีขนาดต่างกันก็ตาม แต่ข้อความทั้งส่วนบนและส่วนล่างต่างก็อยู่บนวัสดุปิดผิวเรียบซึ่งเป็นอลูมิเนียมชนิดและสีเดียวกันและอยู่บนโครงสร้างที่ได้ทำในคราวเดียวกัน ตามที่โจทก์ได้ขออนุญาตก่อสร้างตามใบอนุญาตก่อสร้างอาคาร ดัดแปลงอาคาร หรือรื้อถอนอาคาร (แบบ อ.1) ในข้อ 2 (4) เลขที่ 029/2549 ออกให้ ณ วันที่ 9 มกราคม 2549 และแบบแปลนโครงสร้างป้าย ทั้งในส่วนของข้อความหรือสัญลักษณ์ทั้งส่วนบนและส่วนล่างก็ล้วนเป็นข้อความและสัญลักษณ์แสดงชื่อ ยี่ห้อหรือเครื่องหมายที่ใช้ในการประกอบการค้าของโจทก์ ทำให้ป้ายส่วนบนและส่วนล่างมีลักษณะเป็นป้ายที่มีความต่อเนื่องกันทั้งในเรื่องวัสดุปิดผิว โครงสร้างและข้อความหรือสัญลักษณ์ที่ปรากฏในป้ายบนวัสดุปิดผิวอย่างไม่อาจแยกออกจากกันได้ แม้ข้อความหรือสัญลักษณ์จะติดไม่เต็มวัสดุปิดผิวก็เพื่อความสวยงามและอ่านข้อความง่ายในโครงสร้างชิ้นเดียวกันทุกข้อความในโครงสร้างนั้นเพื่อประโยชน์ในการโฆษณาการค้าของโจทก์ แต่ถือว่าเป็นป้ายที่มีขอบเขตกำหนดได้ตามวัสดุปิดผิวซึ่งเป็นอลูมิเนียมดังกล่าว จึงถือว่าป้ายรายการที่ 2 และ 5 เป็นป้ายเดียวกันไม่อาจแยกการคำนวณภาษีป้ายออกจากกันได้ และปรากฏว่าป้ายดังกล่าวมีข้อความอักษรไทยว่า "โตโยต้าหนองคาย แผนกขาย ศูนย์บริการ แผนกอะไหล่ ศูนย์บริการตัวถังและสี" อยู่ใต้และต่ำกว่าอักษรต่างประเทศคำว่า "TOYOTA" จึงถือเป็นป้ายประเภท (3) (ข) ตามบัญชีอัตราภาษีป้าย โดยไม่ต้องคำนึงว่าจะมีอักษรไทยอยู่ที่ส่วนใดของป้าย ส่วนการที่ป้ายดังกล่าวมีข้อความอักษรไทยอีก 1 ข้อความคือคำว่า "โตโยต้า" อยู่เหนืออักษรต่างประเทศคำว่า "TOYOTA" ก็ไม่ทำให้ป้ายดังกล่าวกลายเป็นป้ายประเภท (2) ตามบัญชีอัตราภาษีป้ายไปได้

ส่วนกรณีการคำนวณพื้นที่เพื่อเสียภาษีป้ายนั้น เห็นว่า ตามพระราชบัญญัติภาษีป้าย พ.ศ.2510 แก้ไขเพิ่มเติมโดยพระราชบัญญัติภาษีป้าย (ฉบับที่ 2) พ.ศ.2534 มาตรา 17 ระบุว่า ให้พนักงานเจ้าหน้าที่ประเมินภาษีป้ายตามหลักเกณฑ์การคำนวณภาษีป้ายที่กำหนดไว้ในบัญชีอัตราภาษีป้าย (6) และ (7) ท้ายพระราชบัญญัตินี้และตามอัตราภาษีป้ายที่กำหนดในกฎกระทรวง ซึ่งตามบัญชีอัตราภาษีป้าย (6) (ก) ระบุว่า ถ้าเป็นป้ายที่มีขอบเขตกำหนดได้ให้เอาส่วนกว้างที่สุดคูณด้วยส่วนยาวที่สุดของขอบเขตป้ายเป็นตารางเซนติเมตร จากบทบัญญัติดังกล่าวแสดงให้เห็นว่าการคำนวณพื้นที่เพื่อเสียภาษีป้ายที่มีขอบเขตตามกฎหมายนั้นให้คำนวณพื้นที่โดยเอาส่วนกว้างที่สุดคูณด้วยส่วนยาวที่สุดของขอบเขตป้าย เมื่อกฎกระทรวงฉบับที่ 5 (พ.ศ.2535) ออกตามความในพระราชบัญญัติภาษีป้าย พ.ศ.2510 ให้คำนวณภาษีป้ายประเภท (3) (ข) ป้ายที่มีอักษรไทยบางส่วนหรือทั้งหมดอยู่ใต้หรือต่ำกว่าอักษรต่างประเทศในอัตรา 40 บาท ต่อห้าร้อยตารางเซนติเมตร ประกอบกับโจทก์ไม่ได้ปฏิเสธถึงขนาดของป้ายว่า ส่วนที่กว้างที่สุดของป้ายดังกล่าวมีขนาด 650 เซนติเมตร และขนาดความสูงส่วนบนเท่ากับ 430 เซนติเมตร และส่วนล่างเท่ากับ 1,670 เซนติเมตร จึงมีความยาวที่สุดเท่ากับ 2,100 เซนติเมตร ดังนั้น การที่พนักงานเจ้าหน้าที่ของจำเลยที่ 1 ประเมินภาษีป้ายดังกล่าวโดยนำความกว้างที่สุดคูณความยาวที่สุดดังกล่าวแล้วนำมาคำนวณอัตราภาษีป้ายในอัตรา 40 บาทต่อห้าร้อยตารางเซนติเมตร จึงถูกต้องแล้ว เมื่อโจทก์ไม่โต้แย้งการประเมินสำหรับป้ายรายการที่ 1 และ 3 การประเมินและคำวินิจฉัยอุทธรณ์จึงชอบแล้ว ที่ศาลภาษีอากรกลางพิพากษาให้คืนเงินบางส่วนแก่โจทก์นั้น ศาลฎีกาแผนกคดีภาษีอากรไม่เห็นพ้องด้วย อุทธรณ์ของจำเลยทั้งสองฟังขึ้น ส่วนอุทธรณ์ของโจทก์ฟังไม่ขึ้น

พิพากษาแก้เป็นว่า ให้ยกฟ้องโจทก์ นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาของศาลภาษีอากรกลาง ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.ภาษีป้าย พ.ศ.2510 ม. 17
กฎกระทรวง ฉบับที่ 5 (พ.ศ.2535) ออกตามความในพระราชบัญญัติภาษีป้าย พ.ศ.2510
บัญชีอัตราภาษีป้าย
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — บริษัทโตโยต้าหนองคายผู้จำหน่ายโตโยต้า จำกัด
จำเลย — เทศบาลตำบลโพธิ์ชัย กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลภาษีอากรกลาง — นางศุภลักษณ์ เขียวรัตน์
ชื่อองค์คณะ
เปรมใจ กิติคุณไพโรจน์
สุทัศน์ ศิริมหาพฤกษ์
ชาลี ทัพภวิมล
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 18549/2555
#538011
เปิดฉบับเต็ม

โจทก์ผู้รับประเมินเป็นรัฐวิสาหกิจไม่พอใจคำชี้ขาดที่ชี้ขาดยืนตามการประเมินของพนักงานเจ้าหน้าที่ของจำเลยที่ 1 เนื่องจากโจทก์เห็นว่า การประเมินของพนักงานเจ้าหน้าที่ของจำเลยที่ 1 มิได้นำค่ารายปีที่ล่วงมาแล้วเป็นเกณฑ์สำหรับการพิจารณาเพื่อเสียภาษีโรงเรือนและที่ดิน ซึ่งไม่มีพฤติการณ์เปลี่ยนแปลงที่เห็นได้ว่าค่ารายปีที่ล่วงมาแล้วนั้นไม่เหมาะสมอย่างไร กรณีดังกล่าวถือได้ว่า โจทก์ไม่พอใจคำชี้ขาดของจำเลยที่ 2 เนื่องจากเห็นว่า จำนวนเงินซึ่งประเมินไว้นั้นมีจำนวนที่สูงเกินสมควร อันเป็นการประเมินไม่ถูกต้องตามความใน พ.ร.บ.ภาษีโรงเรือนและที่ดิน พ.ศ.2475 มาตรา 31 วรรคหนึ่ง โจทก์จึงต้องนำเรื่องเสนอคณะรัฐมนตรีเพื่อพิจารณาภายในสามสิบวัน นับแต่ได้รับแจ้งคำชี้ขาดตาม พ.ร.บ.ภาษีโรงเรือนและที่ดิน พ.ศ.2475 มาตรา 31 วรรคท้าย แม้กรณีของโจทก์จะเป็นการประเมินค่ารายปีจากทรัพย์สินที่มิได้เกิดจากการประเมินกิจการของโจทก์โดยตรง แต่เป็นการประเมินค่ารายปีจากทรัพย์สินที่โจทก์ให้บุคคลภายนอกหาประโยชน์ก็ตาม ซึ่ง พ.ร.บ.ภาษีโรงเรือนและที่ดิน พ.ศ.2475 มาตรา 31 วรรคท้าย หาได้บัญญัติให้เป็นทางเลือกของหน่วยงานของรัฐวิสาหกิจที่จะนำคำชี้ขาดของจำเลยที่ 2 ไปเสนอต่อคณะรัฐมนตรีหรือฟ้องต่อศาลเพื่อพิจารณาก็ได้ การที่โจทก์มิได้นำเรื่องคำชี้ขาดของจำเลยที่ 2 ที่เห็นด้วยกับการประเมินค่ารายปีและค่าภาษีของพนักงานเจ้าหน้าที่ของจำเลยที่ 1 เสนอคณะรัฐมนตรีเพื่อพิจารณาภายในสามสิบวัน นับแต่วันที่ได้รับแจ้งคำชี้ขาดของจำเลยที่ 2 ก่อน จึงเป็นการดำเนินการข้ามขั้นตอนที่กฎหมายบัญญัติไว้ โจทก์จึงไม่มีอำนาจฟ้อง

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องและแก้ไขคำฟ้องขอให้เพิกถอนการประเมินภาษีโรงเรือนและที่ดินของจำเลยที่ 1 ตามใบแจ้งรายการประเมิน ภ.ร.ด. 8 เล่มที่ 2 เลขที่ 94 ฉบับลงวันที่ 27 กุมภาพันธ์ 2550 และใบแจ้งคำชี้ขาด ภ.ร.ด. 11 เล่มที่ 1 เลขที่ 1 ลงวันที่ 24 มกราคม 2551 กำหนดค่ารายปีของโจทก์ใหม่เป็นค่ารายปีจำนวน 425,920 บาท เป็นค่าภาษีโรงเรือนและที่ดินจำนวน 53,240 บาท ให้จำเลยทั้งสองร่วมกันคืนเงินจำนวน 340,500 บาท แก่โจทก์

จำเลยทั้งสองให้การขอให้ยกฟ้อง

ศาลภาษีอากรกลางพิพากษายกฟ้อง ให้โจทก์ใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนจำเลย โดยกำหนดค่าทนายความ 4,000 บาท

โจทก์อุทธรณ์ต่อศาลฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีภาษีอากรวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงรับฟังเป็นยุติโดยโจทก์และจำเลยทั้งสองมิได้อุทธรณ์ว่า วันที่ 12 กุมภาพันธ์ 2550 โจทก์ยื่นแบบแจ้งรายการเพื่อเสียภาษีโรงเรือนและที่ดินประจำปีภาษี 2550 ต่อจำเลยที่ 1 เป็นค่ารายปีจำนวน 425,920 บาท ภาษีโรงเรือนและที่ดินจำนวน 53,240 บาท ต่อมาจำเลยที่ 1 มีหนังสือเลขที่ สข 53403/0171 ลงวันที่ 28 กุมภาพันธ์ 2550 แจ้งการประเมินค่ารายปีใหม่เป็นค่ารายปีจำนวน 2,724,000 บาท ภาษีโรงเรือนและที่ดินจำนวน 340,500 บาท ไปยังโจทก์ วันที่ 19 ธันวาคม 2550 โจทก์ยื่นคำร้องขอให้พิจารณาการประเมินภาษีโรงเรือนและที่ดิน วันที่ 24 มกราคม 2551 จำเลยที่ 2 มีใบแจ้งคำชี้ขาดยืนตามการประเมินของพนักงานเจ้าหน้าที่ของจำเลยที่ 1 แก่โจทก์ โจทก์ไม่เห็นด้วยจึงนำคดีมาฟ้อง

ปัญหาตามอุทธรณ์ของโจทก์ว่า โจทก์มีอำนาจฟ้องหรือไม่ โดยโจทก์อุทธรณ์ว่า พระราชบัญญัติภาษีโรงเรือนและที่ดิน พ.ศ.2475 มาตรา 31 วรรคท้าย บัญญัติในลักษณะให้หน่วยงานรัฐวิสาหกิจเลือกว่า ในกรณีที่รัฐวิสาหกิจมีข้อพิพาทกับหน่วยงานของรัฐเกี่ยวกับเรื่องภาษีโรงเรือนและที่ดิน หากรัฐวิสาหกิจเห็นว่าจำนวนค่ารายปีตามการประเมินสูงเกินสมควร ให้รัฐวิสาหกิจมีสิทธินำเรื่องเสนอคณะรัฐมนตรีซึ่งเป็นองค์การทางฝ่ายบริหารด้วยกันได้มีโอกาสพิจารณาตรวจสอบเพื่อสั่งลดหย่อนจำนวนค่าภาษีโรงเรือนและที่ดินให้แก่รัฐวิสาหกิจตามที่เห็นสมควรได้ และตามบทบัญญัติดังกล่าวหามีใจความตอนใดระบุว่า การที่โจทก์ไม่ใช้สิทธินำเรื่องเสนอต่อคณะรัฐมนตรี โจทก์จะสิ้นสิทธิที่จะนำคดีมาฟ้องต่อศาลเพื่อลดหย่อนค่ารายปี ตามการประเมินของพนักงานเจ้าหน้าที่ของจำเลยที่ 1 นอกจากนี้เงินค่ารายปีที่เสนอให้คณะรัฐมนตรีพิจารณาลดหย่อนนั้นต้องเป็นค่ารายปีที่รัฐวิสาหกิจนั้นได้รับมาจากการประกอบกิจการของรัฐวิสาหกิจนั้นโดยตรง หาใช่เงินค่ารายปีที่รัฐวิสาหกิจได้รับมาจากการให้บริการกับบุคคลภายนอกและบุคคลภายนอกให้ผลประโยชน์ตอบแทนกับรัฐวิสาหกิจนั้น ปัญหานี้พระราชบัญญัติภาษีโรงเรือนและที่ดิน พ.ศ.2475 มาตรา 31 วรรคแรก บัญญัติว่า "ผู้รับประเมินผู้ใดไม่พอใจในคำชี้ขาดของอธิบดีกรมสรรพากร หรือสมุหเทศาภิบาลจะนำคดีไปสู่ศาลเพื่อแสดงให้ศาลเห็นว่าการประเมินนั้นไม่ถูกก็ได้ แต่ต้องทำภายในสามสิบวันนับแต่วันรับแจ้งความให้ทราบคำชี้ขาด" และวรรคท้าย บัญญัติว่า "ในกรณีที่ผู้รับประเมินซึ่งเป็นรัฐวิสาหกิจไม่พอใจในคำชี้ขาดตามวรรคหนึ่ง เนื่องจากเห็นว่าจำนวนเงินซึ่งประเมินไว้นั้น มีจำนวนที่สูงเกินสมควรให้รัฐวิสาหกิจนั้นนำเรื่องเสนอคณะรัฐมนตรีเพื่อพิจารณาภายในสามสิบวัน นับแต่วันที่ได้รับแจ้งคำชี้ขาดตามมาตรา 30 ในการนี้คณะรัฐมนตรีมีอำนาจให้ลดหย่อนค่ารายปีให้แก่รัฐวิสาหกิจนั้นได้ตามที่เห็นสมควร มติของคณะรัฐมนตรีให้เป็นที่สุด" เมื่อโจทก์ผู้รับประเมินเป็นรัฐวิสาหกิจไม่พอใจคำชี้ขาดของจำเลยที่ 2 ที่ชี้ขาดยืนตามการประเมินของพนักงานเจ้าหน้าที่ของจำเลยที่ 1 เนื่องจากโจทก์เห็นว่าการประเมินของพนักงานเจ้าหน้าที่ของจำเลยที่ 1 มิได้นำค่ารายปีที่ล่วงมาแล้วเป็นเกณฑ์สำหรับการพิจารณาเพื่อเสียภาษีโรงเรือนและที่ดิน ซึ่งไม่มีพฤติการณ์เปลี่ยนแปลงที่เห็นได้ว่าค่ารายปีที่ล่วงมาแล้วนั้นไม่เหมาะสมอย่างไร กรณีดังกล่าวถือได้ว่า โจทก์ไม่พอใจคำสั่งชี้ขาดของจำเลยที่ 2 เนื่องจากเห็นว่าจำนวนเงินซึ่งประเมินไว้นั้นมีจำนวนที่สูงเกินสมควรอันเป็นการประเมินไม่ถูกต้องตามความในพระราชบัญญัติภาษีโรงเรือนและที่ดิน พ.ศ.2475 มาตรา 31 วรรคหนึ่ง โจทก์จึงต้องนำเรื่องเสนอคณะรัฐมนตรีเพื่อพิจารณาภายในสามสิบวัน นับแต่วันที่ได้รับแจ้งคำชี้ขาดตามบทบัญญัติดังกล่าวก่อน แม้กรณีของโจทก์จะเป็นการประเมินค่ารายปีจากทรัพย์สินที่มิได้เกิดจากการประเมินกิจการของโจทก์โดยตรง แต่เป็นการประเมินค่ารายปีจากทรัพย์สินที่โจทก์ให้บุคคลภายนอกหาประโยชน์ก็ตาม ซึ่งพระราชบัญญัติภาษีโรงเรือนและที่ดิน พ.ศ.2475 มาตรา 31 วรรคท้าย หาได้บัญญัติให้เป็นทางเลือกของหน่วยงานของรัฐวิสาหกิจที่จะนำคำชี้ขาดของจำเลยที่ 2 ไปเสนอต่อคณะรัฐมนตรีหรือฟ้องต่อศาลเพื่อพิจารณาก็ได้ ดังที่โจทก์อุทธรณ์ไม่ ดังนั้น การที่โจทก์มิได้นำเรื่องคำชี้ขาดของจำเลยที่ 2 ที่เห็นด้วยกับการประเมินค่ารายปีและค่าภาษีโรงเรือนและที่ดินของพนักงานเจ้าหน้าที่ของจำเลยที่ 1 เสนอคณะรัฐมนตรีเพื่อพิจารณาภายในสามสิบวัน นับแต่วันที่ได้รับแจ้งคำชี้ขาดของจำเลยที่ 2 ก่อน จึงเป็นการดำเนินการข้ามขั้นตอนที่กฎหมายบัญญัติไว้ โจทก์จึงไม่มีอำนาจฟ้อง

พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.ภาษีโรงเรือนและที่ดิน พ.ศ.2475 ม. 31
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — การรถไฟแห่งประเทศไทย
จำเลย — เทศบาลตำบลคลองแงะ กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลภาษีอากรกลาง — นายเฉลิมชัย จินะปริวัตอาภรณ์
ชื่อองค์คณะ
เมทินี ชโลธร
สุทัศน์ ศิริมหาพฤกษ์
ธัชพันธ์ ประพุทธนิติสาร
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 18538/2555
#538052
เปิดฉบับเต็ม

ป.วิ.อ. มาตรา 13 วรรคสอง บัญญัติว่า "ในกรณีที่...พยานไม่สามารถพูดหรือเข้าใจภาษาไทย...และไม่มีล่าม ให้พนักงานสอบสวน พนักงานอัยการหรือศาลจัดหาล่าม...ให้ถามตอบหรือสื่อความหมายโดยวิธีอื่นที่เห็นสมควร" จากบทบัญญัติดังกล่าวบ่งชี้ว่า "ผู้ที่จะเป็นล่ามจะเป็นบุคคลใดก็ได้ที่มีความสามารถในการเป็นล่ามแต่จะต้องมิใช่พนักงานสอบสวนหรือพนักงานอัยการหรือศาลซึ่งเป็นผู้ทำหน้าที่ในการสอบสวนหรือซักถามพยานนั้น ได้ความว่าในการสอบสวน จ. และ ม. ผู้ทำการสอบสวนคือร้อยตำรวจตรี ค. ส่วนร้อยตำรวจโท ธ. ทำหน้าที่เป็นล่าม และในการที่ จ. เบิกความต่อศาล ร้อยตำรวจโท ธ. ก็เป็นเพียงล่าม ดังนี้ ร้อยตำรวจโท ธ. จึงเป็นเพียงล่ามที่พนักงานสอบสวน และศาลเป็นผู้จัดหาล่ามให้แก่ จ. และ ม. ตามกฎหมาย แม้ทนายจำเลยได้แถลงคัดค้านเรื่องที่ร้อยตำรวจโท ธ. เป็นล่ามดังกล่าวในวันสืบพยานโจทก์ แต่ทนายจำเลยก็มิได้แสดงเหตุแห่งคำคัดค้านว่าร้อยตำรวจโท ธ. เป็นล่ามแปลไม่ถูกต้องอย่างไร การที่ร้อยตำรวจโท ธ. ทำหน้าที่เป็นล่ามแปลในชั้นสอบสวนจึงไม่ต้องห้ามมิให้รับฟังถ้อยคำของพยานที่แปลนั้นเป็นพยานหลักฐานแต่อย่างใด ส่วนการพิจารณาสืบพยานบุคคลปาก จ. ก่อนโจทก์ฟ้องคดีต่อศาลนั้น ปรากฏว่าร้อยตำรวจโท ธ. ผู้ทำหน้าที่เป็นล่ามได้สาบานตนก่อนแปลคำเบิกความของ จ. ต่อศาลแล้ว การให้การและเบิกความของ จ. ซึ่งเป็นชาวต่างประเทศและไม่เข้าใจภาษาไทยจึงเป็นการชอบด้วย ป.วิ.อ. มาตรา 13 วรรคสี่

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83, 295

จำเลยให้การปฏิเสธ

ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง

โจทก์อุทธรณ์ โดยอธิบดีอัยการฝ่ายคดีศาลสูงซึ่งได้รับมอบหมายจากอัยการสูงสุดรับรองให้อุทธรณ์ในปัญหาข้อเท็จจริง

ศาลอุทธรณ์พิพากษากลับว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 295 (ที่ถูก ประกอบมาตรา 83) จำคุก 6 เดือน

จำเลยฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยว่าจำเลยเป็นคนร้ายที่กระทำความผิดตามฟ้องหรือไม่ โจทก์มีผู้เสียหายเป็นพยานเบิกความได้ความว่า ผู้เสียหายและนางสาวเจมิร่ากับเพื่อนของนางสาวเจมิร่านั่งรับประทานอาหารและดื่มสุราที่ร้านทราฟิค บาร์ ชั้นล่าง ร้านทราฟิค บาร์ มีห้องน้ำเพียงห้องเดียวอยู่ชั้นที่ 2 ผู้เสียหายและนางสาวเจมิร่าจึงต้องเดินขึ้นไปเข้าห้องน้ำที่อยู่บนชั้นที่ 2 ซึ่งมีคนนั่งรับประทานอาหารอยู่ 1 โต๊ะรวมประมาณ 7 ถึง 8 คน โดยเป็นผู้หญิง 2 คน กลุ่มคนดังกล่าวพูดแซวผู้เสียหายทำนองว่า มีคนรักเป็นฝรั่งแน่หรือ ในเวลาประมาณ 2 นาฬิกา เมื่อร้านปิดการบริการกลุ่มคนที่พูดแซวผู้เสียหายออกจากร้านไปก่อน จากนั้นผู้เสียหาย นางสาวเจมิร่าและเพื่อนก็ออกจากร้านแล้วเพื่อนของนางสาวเจมิร่าขึ้นรถแท็กซี่กลับไป ผู้เสียหายและนางสาวเจมิร่าเดินไปตามถนนตะนาวผ่านกลุ่มคนที่พูดแซวดังกล่าว กลุ่มคนดังกล่าวพูดแซวว่า "มึงมีแฟนฝรั่งแน่หรือ" ผู้เสียหายไม่อยากมีเรื่องแล้วนึกได้ว่ามีคนรู้จัก ในร้านทราฟิค บาร์ จะขอกลับบ้านด้วยจึงบอกให้นางสาวเจมีร่ายืนรอ จากนั้นผู้เสียหายเดินกลับไปที่ร้านทราฟิค บาร์ และสอบถามถึงคนที่จะขอกลับบ้านด้วย แต่ปรากฏว่าคนดังกล่าวกลับไปแล้ว ผู้เสียหายจึงเดินย้อนจะไปหานางสาวเจมิร่า ขณะเดินผ่านกลุ่มคนที่พูดแซวกลุ่มคนดังกล่าวก็พูดว่า "มีแฟนฝรั่งแน่หรือ" อีก ผู้เสียหายพูดตอบว่า "จะกลับบ้าน" แล้วกลุ่มคนดังกล่าวเข้ามาทำร้ายชกต่อยผู้เสียหาย โดยจำเลยเป็นผู้ใช้ขวดเบียร์ตีที่ใบหน้าข้างซ้ายของผู้เสียหาย จนเป็นเหตุให้ผู้เสียหายมึนงงและล้มลง แล้วผู้หญิงในกลุ่มคนดังกล่าวเข้ามากระทืบผู้เสียหายซ้ำ หลังเกิดเหตุผู้เสียหายรักษาตัวอยู่ที่โรงพยาบาลประมาณ 3 วัน และโจทก์มีนางสาวเจมิร่าเป็นพยานเบิกความว่า วันเกิดเหตุพยานกับเพื่อนไปที่ร้านทราฟิค บาร์ก่อน ต่อมาผู้เสียหายจึงตามมานั่งร่วมโต๊ะด้วย เมื่อพยานขึ้นไปเข้าห้องน้ำในร้านชั้นที่ 2 เห็นกลุ่มวัยรุ่นประมาณ 7 ถึง 8 คน นั่งอยู่ที่โต๊ะใกล้หน้าห้องน้ำ เมื่อร้านดังกล่าวปิดแล้วพยานเดินไปทางสี่แยกคอกวัว โดยผู้เสียหายเดินตามหลังห่างประมาณ 7 ถึง 8 เมตร พยานได้ยินเสียงแก้วแตกจึงหันไปดูและเห็นจำเลยวิ่งข้ามถนนถือขวดเบียร์ด้วยมือขวาเข้าไปตีบริเวณศีรษะของผู้เสียหาย 1 ครั้ง ผู้เสียหายล้มลงแล้วมีกลุ่มวัยรุ่นวิ่งข้ามถนนมารุมทำร้ายผู้เสียหาย เมื่อพยานวิ่งไปเพื่อช่วยผู้เสียหาย กลุ่มวัยรุ่นดังกล่าวจึงวิ่งหลบหนีไป สักครู่หนึ่งเจ้าพนักงานตำรวจมาถึงที่เกิดเหตุและเข้าจับกุมจำเลยกับพวกซึ่งกำลังจะขึ้นรถแท็กซี่ จากนั้นพยานพาผู้เสียหายไปโรงพยาบาล หลังจากเกิดเหตุประมาณ 2 วัน ผู้เสียหายไปแจ้งความที่สถานีตำรวจโดยพยานไปกับผู้เสียหายด้วย เจ้าพนักงานตำรวจสอบปากคำพยานและให้ดูภาพถ่ายของจำเลย พยานยืนยันว่าจำเลยคือคนร้ายที่ใช้ขวดตีผู้เสียหายตามภาพถ่ายประกอบสำนวนการสอบสวนหมาย ร.4 นอกจากนี้โจทก์มีร้อยตำรวจโทธีรศักดิ์ พนักงานสอบสวนมาเบิกความเป็นพยานสนับสนุนว่า เมื่อวันที่ 8 สิงหาคม 2549 ขณะพยานปฏิบัติหน้าที่ร้อยเวรอยู่ที่สถานีตำรวจนครบาลชนะสงคราม ผู้เสียหายมาแจ้งความว่า ถูกกลุ่มวัยรุ่นทำร้ายที่บริเวณถนนตะนาวในวันเกิดเหตุ ผู้เสียหายขอทราบว่าในช่วงเวลาที่เกิดเหตุมีการจับกุมบุคคลใดมาที่สถานีตำรวจหรือไม่ พยานจึงไปค้นบันทึกการจับกุม พบว่าในวันเกิดเหตุมีการจับกุมจำเลยกับพวกในข้อหาเมาสุราประพฤติตนวุ่นวายในที่สาธารณะที่บริเวณถนนตะนาว พยานจึงนำสำเนาบัตรประจำตัวประชาชนของผู้ต้องหาที่ถูกจับดังกล่าวให้ผู้เสียหายดู ผู้เสียหายดูแล้วชี้จำเลยตามสำเนาบัตรประจำตัวประชาชนว่าเป็นคนใช้ขวดเบียร์ตีที่บริเวณใบหน้าของผู้เสียหาย พยานได้สอบปากคำนางสาวเจมิร่าและนายมาร์ค ซึ่งยืนยันภาพถ่ายของจำเลยว่าเป็นคนร้ายที่ใช้ขวดตีศีรษะของผู้เสียหายเป็นพยานโดยบันทึกถ้อยคำไว้ตามบันทึกคำให้การของผู้ร้องทุกข์ ผู้กล่าวโทษหรือพยาน หลังจากนั้นพยานหมายเรียกจำเลยมารับทราบข้อกล่าวหา เมื่อพิจารณาพยานโจทก์ดังกล่าว เห็นว่า พยานโจทก์เบิกความสอดคล้องต้องกันในสาระสำคัญไม่มีข้อพิรุธ ก่อนเกิดเหตุผู้เสียหายเบิกความยืนยันว่าบริเวณชั้นที่ 2 ของร้านทราฟิค บาร์ มีคนนั่งรับประทานอาหารอยู่ 1 โต๊ะ รวมประมาณ 7 ถึง 8 คน ซึ่งจำเลยก็นำสืบเจือสมว่าจำเลยและเพื่อนกับผู้หญิงที่ไปด้วยรวมทั้งหมดประมาณ 8 ถึง 9 คน นั่งรับประทานอาหารและดื่มสุราอยู่บนชั้นที่ 2 ของร้านดังกล่าวจนกระทั่งร้านปิด ในเหตุที่ผู้เสียหายกับนางสาวเจมิร่าขึ้นไปเข้าห้องน้ำชั้นที่ 2 นั้นหลายครั้งโดยผู้เสียหายถูกพูดแซวทุกครั้ง ผู้เสียหายย่อมสังเกตมองกลุ่มคนที่พูดแซวดังกล่าว ซึ่งหลังจากร้านดังกล่าวปิดแล้วผู้เสียหายก็ยังเดินผ่านกลุ่มคนที่พูดแซวนั้นอีก 2 ครั้ง ดังนั้น หากจำเลยอยู่ในกลุ่มคนที่ผู้เสียหายเบิกความถึงผู้เสียหายย่อมมีโอกาสสังเกตเห็นจำเลยตั้งแต่อยู่ที่ร้านทราฟิค บาร์ และจำได้ แม้ขณะเกิดเหตุเป็นเวลากลางคืน แต่ก็ได้ความจากบันทึกการตรวจสถานที่เกิดคดีอาญา ของร้อยตำรวจโทธีรศักดิ์ว่า บริเวณถนนที่เกิดเหตุมีอาคารพาณิชย์ตั้งอยู่สองข้างทาง มีแสงจากหลอดไฟสาธารณะริมถนนทั้งสองข้างส่องสว่างให้สามารถมองเห็นได้อย่างชัดเจนในระยะ 15 เมตร ในข้อเท็จจริงที่ผู้เสียหายเบิกความตอบทนายจำเลยถามค้านว่าจำจำเลยได้เนื่องจากจำเลยสวมเสื้อสีขาวและใส่กางเกงยีน ก็ไม่ปรากฏว่าจำเลยได้นำสืบต่อสู้ให้เห็นเป็นอย่างอื่น จึงน่าเชื่อว่าผู้เสียหายจดจำจำเลยได้ดังที่เบิกความ สำหรับนางสาวเจมิร่าประจักษ์พยานโจทก์ที่เบิกความว่า จำเลยคือคนร้ายผู้ใช้ขวดเบียร์ตีผู้เสียหายนั้น เป็นพยานที่อยู่ใกล้ชิดในเหตุการณ์มาตั้งแต่แรก ซึ่งนายสุรชัย พยานจำเลยก็เบิกความว่าในวันเกิดเหตุนายสุรชัยและจำเลยกับพวกถูกเจ้าพนักงานตำรวจจับกุมบริเวณถนนที่เกิดเหตุในข้อหาเมาสุราประพฤติตนวุ่นวายในที่สาธารณะขณะสุรชัยและจำเลยกับพวกกำลังจะขึ้นรถแท็กซี่ อันเป็นข้อเท็จจริงที่สอดคล้องกับคำเบิกความของนางสาวเจมิร่าที่ว่าก่อนที่นางสาวเจมิร่าจะพาผู้เสียหายไปส่งที่โรงพยาบาลเห็นจำเลยกับกลุ่มวัยรุ่นที่รุมทำร้ายผู้เสียหายวิ่งหลบหนีจะไปขึ้นรถแท็กซี่แล้วถูกเจ้าพนักงานตำรวจเข้าจับกุม จึงเชื่อว่านางสาวเจมิร่าเห็นเหตุการณ์ขณะผู้เสียหายถูกรุมทำร้ายจริง ประกอบกับตามบันทึกคำให้การของผู้ร้องทุกข์ผู้กล่าวโทษหรือพยาน ได้ความว่าในช่วงเวลาที่เกิดเหตุนายมาร์คซึ่งเดินกลับจากการทำงานที่ร้านทราฟิค บาร์ ไปตามถนนตะนาวเห็นจำเลยเป็นผู้ใช้ขวดเบียร์ตีหน้าผู้เสียหาย โดยนายมาร์คให้ถ้อยคำเป็นพยานต่อร้อยตำรวจโทธีรศักดิ์ระบุว่าจำเลยคือคนร้ายด้วยการดูสำเนาบัตรประจำตัวประชาชนของจำเลยจากร้อยตำรวจโทธีรศักดิ์และให้ถ้อยคำว่าจำได้ว่าก่อนเกิดเหตุจำเลยนั่งอยู่กับพวกที่โต๊ะใกล้ห้องน้ำในร้านชั้นที่ 2 พยานของโจทก์ในส่วนนี้จึงสนับสนุนคำเบิกความของผู้เสียหายและนางสาวเจมิร่าให้มีน้ำหนักเชื่อถือยิ่งขึ้น รูปคดีมีเหตุผลเชื่อได้ว่าผู้เสียหายและนางสาวเจมิราจำจำเลยได้ไม่ผิดตัว ที่จำเลยฎีกาว่า ผู้เสียหายและนางสาวเจมิร่าเบิกความแตกต่างกัน โดยนางสาวเจมิร่าเบิกความว่า เห็นจำเลยถือขวดเบียร์วิ่งข้ามถนนมาตีศีรษะผู้เสียหาย 1 ครั้ง แล้วกลุ่มวัยรุ่นวิ่งข้ามถนนมารุมทำร้ายผู้เสียหาย แต่ผู้เสียหายเบิกความว่า ก่อนถูกจำเลยใช้ขวดเบียร์ตี กลุ่มของจำเลยเข้ามาทำร้ายผู้เสียหายก่อน จึงเป็นการไม่แน่ชัดว่ากลุ่มคนที่ทำร้ายผู้เสียหายเป็นกลุ่มพวกของจำเลยหรือไม่นั้น เห็นว่า ผู้เสียหายเบิกความตอบทนายจำเลยถามค้านได้ความชัดเจนว่า บริเวณถนนที่เดินออกจากร้านทราฟิค บาร์ มามีผู้เสียหายและนางสาวเจมิร่ากับกลุ่มของจำเลย กลุ่มของจำเลยเป็นพวกที่เข้ามารุมทำร้ายผู้เสียหาย โดยทั้งผู้เสียหายและนางสาวเจมิร่าก็เบิกความตรงกันว่าจำเลยเป็นคนใช้ขวดเบียร์ตีผู้เสียหาย กรณีจึงไม่มีเหตุสงสัยว่ากลุ่มคนที่เข้ารุมทำร้ายผู้เสียหายเป็นกลุ่มพวกของจำเลยหรือไม่ ที่จำเลยฎีกาว่า บันทึกคำให้การของนางสาวเจมิร่าและนายมาร์ค ที่ให้ถ้อยคำต่อพนักงานสอบสวนว่าจำเลยเดินข้ามมาจากอีกฝั่งหนึ่งของถนนตะนาว และวิ่งเข้าไปใช้ขวดเบียร์ที่ถืออยู่ในมือขวาตีที่ใบหน้าของผู้เสียหาย 1 ครั้งจนขวดแตกและผู้เสียหายล้มลงกับพื้น หลังจากนั้นก็ได้มีกลุ่มวัยรุ่นทั้งผู้หญิงและผู้ชายกรูเข้ามาทำร้ายผู้เสียหายจนมีพลเมืองดีเข้ามาช่วยห้ามและพาผู้เสียหายส่งโรงพยาบาล สักครู่หนึ่งก็มีเจ้าพนักงานตำรวจนำกลุ่มวัยรุ่นมาที่สถานีตำรวจชนะสงครามเป็นการให้ถ้อยคำต่อพนักงานสอบสวนเหมือนกันทุกตัวอักษร น่าเชื่อว่าพนักงานสอบสวนสอบพยานเพียงรายเดียวหรือจัดทำคำให้การขึ้นมาเองแล้วนำมาแก้ไขรายละเอียดของพยานแต่ละคนโดยมิได้มีการสอบปากคำพยานแต่ละคนแต่ประการใดนั้น เห็นว่า เมื่อร้อยตำรวจโทธีรศักดิ์เบิกความตอบโจทก์ขออนุญาตศาลถามว่าร้อยตำรวจโทธีรศักดิ์ได้สอบปากคำนางสาวเจมิร่าและนายมาร์คไว้ตามบันทึกคำให้การ ทนายจำเลยก็ไม่ได้ถามค้านร้อยตำรวจโทธีรศักดิ์เกี่ยวกับความข้อนี้ไว้แต่อย่างใด ทนายจำเลยเพียงแต่ขออนุญาตศาลถามเกี่ยวกับเรื่องล่ามในการสอบปากคำนางสาวเจมิร่าและนายมาร์คเท่านั้น ข้ออ้างตามฎีกาของจำเลยข้อนี้จึงเป็นเรื่องที่จำเลยคาดเดาเอาเอง และที่จำเลยฎีกาว่า นางสาวเจมิร่าและนายมาร์คเป็นพยานชาวต่างชาติซึ่งจะต้องมีล่ามแปลที่เป็นคนกลาง แต่ร้อยตำรวจโทธีรศักดิ์ซึ่งถือว่ามีส่วนได้เสียมาเป็นล่ามแปลในชั้นสอบสวน และเป็นล่ามแปลให้นางสาวเจมิร่าเบิกความก่อนฟ้องคดีประกอบ จึงไม่อาจรับฟังพยานหลักฐานดังกล่าวได้นั้น เห็นว่า ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 13 วรรคสอง บัญญัติว่า "ในกรณีที่...พยานไม่สามารถเข้าใจภาษาไทย....และไม่มีล่าม ให้พนักงานสอบสวน พนักงานอัยการหรือศาลจัดหาล่าม...ให้ถามตอบหรือสื่อความหมายโดยวิธีอื่นที่เห็นสมควร" จากบทบัญญัติดังกล่าวบ่งชี้ว่า "ผู้ที่จะเป็นล่ามจะเป็นบุคคลใดก็ได้ที่มีความสามารถในการเป็นล่ามแต่จะต้องมิใช่พนักงานสอบสวนหรือพนักงานอัยการหรือศาลซึ่งเป็นผู้ทำหน้าที่ในการสอบสวนหรือซักถามพยานนั้น ข้อเท็จจริงได้ความว่าในการสอบสวนนางสาวเจมิร่าและนายมาร์คตาม ผู้ทำการสอบสวนคือ ร้อยตำรวจตรีคำรณ ส่วนร้อยตำรวจโทธีรศักดิ์ทำหน้าที่เป็นล่าม และในการที่นางเจมิร่าเบิกความต่อศาล ร้อยตำรวจโทธีรศักดิ์ก็เป็นเพียงล่าม ดังนี้ ร้อยตำรวจโทธีรศักดิ์จึงเป็นเพียงล่ามที่พนักงานสอบสวน (ร้อยตำรวจตรีคำรณ) และศาลเป็นผู้จัดหาล่ามให้แก่นางสาวเจมิร่าและนายมาร์คตามกฎหมายดังกล่าวทั้งในขณะที่นางสาวเจมิร่าเบิกความก่อนฟ้องคดีจำเลยก็ไม่ได้คัดค้าน แม้ทนายจำเลยได้แถลงคัดค้านเรื่องที่ร้อยตำรวจโทธีรศักดิ์เป็นล่ามดังกล่าวในวันสืบพยานโจทก์ แต่ทนายจำเลยก็มิได้แสดงเหตุแห่งคำคัดค้านว่าร้อยตำรวจโทธีรศักดิ์เป็นล่ามแปลไม่ถูกต้องอย่างไร การที่ร้อยตำรวจโทธีรศักดิ์ทำหน้าที่เป็นล่ามแปลในชั้นสวบสวนจึงไม่ต้องห้ามมิให้รับฟังถ้อยคำของพยานที่แปลนั้นเป็นพยานหลักฐานแต่อย่างใด ส่วนการพิจารณาสืบพยานบุคคลปากนางสาวเจมิร่าก่อนโจทก์ฟ้องคดีต่อศาลนั้น ปรากฏว่าร้อยตำรวจโทธีรศักดิ์ผู้ทำหน้าที่เป็นล่ามได้สาบานตนก่อนแปลคำเบิกความของนางสาวเจมิร่าต่อศาลแล้ว การให้การและเบิกความของนางสาวเจมีร่าซึ่งเป็นชาวต่างประเทศและไม่เข้าใจภาษาไทยจึงเป็นการชอบด้วยประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 13 วรรคสี่ ฎีกาของจำเลยข้อนี้ฟังไม่ขึ้น ส่วนฎีกาของจำเลยนอกนั้นเป็นรายละเอียดปลีกย่อยที่ไม่ทำให้ผลของคดีเปลี่ยนแปลงไป จึงไม่จำต้องวินิจฉัย จากข้อวินิจฉัยข้างต้นโดยตลอดพยานหลักฐานของโจทก์มีน้ำหนักมั่นคงรับฟังได้โดยปราศจากข้อสงสัยว่า จำเลยกระทำความผิดฐานร่วมกันทำร้ายผู้เสียหายจนเป็นเหตุให้ได้รับอันตรายแก่กายตามฟ้อง พยานหลักฐานของจำเลยไม่มีน้ำหนักหักล้างพยานหลักฐานของโจทก์ ที่ศาลอุทธรณ์พิพากษามานั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาของจำเลยฟังไม่ขึ้น

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.อ. ม. 13 วรรคสอง ม. 13 วรรคสี่
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการสำนักงานอัยการสูงสุด
จำเลย — นายภูวดล อิสมาแอน
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลแขวงดุสิต — นายไพบูลย์ ชูเกียรติศิริ
ศาลอุทธรณ์ — นายสุภัทร สุทธิมนัส
ชื่อองค์คณะ
ปรีดา พูนคำ
นิยุต สุภัทรพาหิรผล
วิรุฬห์ แสงเทียน
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 18532/2555
#532854
เปิดฉบับเต็ม

ศาลอุทธรณ์ภาค 3 มีคำสั่งให้จำเลยนำค่าเสียหายที่ต้องชำระให้แก่โจทก์ทั้งห้าตามคำพิพากษามาวางศาลนั้น มีความหมายชัดแจ้งอยู่ในตัวแล้วว่า ให้จำเลยนำเงินค่าเสียหายมาวางต่อศาล การที่จำเลยนำสลากออมสินพิเศษซึ่งเป็นเพียงหลักประกันมาวาง จึงเป็นการไม่ปฏิบัติตามคำสั่งศาลอุทธรณ์ภาค 3 คำร้องขอทุเลาการบังคับของจำเลยจึงเป็นอันยกไป แต่อย่างไรก็ตาม การที่จำเลยนำสลากออมสินพิเศษมาวางต่อศาลชั้นต้นตามคำร้องฉบับลงวันที่ 12 กุมภาพันธ์ 2552 นั้น พอถือได้ว่าเป็นการขอวางหลักประกันเพื่อขอให้ศาลชั้นต้นงดการบังคับคดีตาม ป.วิ.พ. มาตรา 231 วรรคสาม ซึ่งจำเลยมีสิทธิที่จะกระทำได้แม้จะไม่ได้ขอทุเลาการบังคับก็ตาม ศาลชั้นต้นจึงชอบที่จะรับหลักประกันที่จำเลยนำมาวางไว้พิจารณาว่าพอที่จะชำระหนี้ตามคำพิพากษารวมทั้งค่าฤชาธรรมเนียมในการฟ้องร้องและการบังคับคดีหรือไม่

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
คดีสืบเนื่องมาจากศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยส่งมอบการครอบครองห้องพักในอาคารเอ็มเอ็นแมนชั่น เลขที่ 15/13 ซอยสรรพสิทธิ์ 10 ถนนสรรพสิทธิ์ ตำบลในเมือง อำเภอเมืองอุบลราชธานี จังหวัดอุบลราชธานี ให้แก่โจทก์ทั้งห้า ห้ามจำเลยและบริวารเข้าเกี่ยวข้อง และให้จำเลยชำระค่าเสียหายแก่โจทก์ทั้งห้าคนละ 4,000 บาท ต่อเดือนนับแต่วันฟ้อง (ฟ้องวันที่ 14 พฤศจิกายน 2549) เป็นต้นไปจนกว่าจะส่งมอบการครอบครองห้องพักให้แก่โจทก์แต่ละคนจนแล้วเสร็จ จำเลยอุทธรณ์และขอทุเลาการบังคับคดี โจทก์ทั้งห้าคัดค้านการขอทุเลาการบังคับคดี

ศาลอุทธรณ์ภาค 3 มีคำสั่งว่า ถ้าจำเลยนำค่าเสียหายที่จะต้องชำระให้แก่โจทก์ทั้งห้าตามคำพิพากษาศาลชั้นต้นนับถึงวันทราบคำสั่งนี้มาวางไว้ต่อศาลชั้นต้นภายในระยะเวลาที่ศาลชั้นต้นกำหนด ก็อนุญาตให้ทุเลาการบังคับคดีไว้ในระหว่างอุทธรณ์ สำหรับค่าเสียหายในเดือนต่อ ๆ ไป ให้จำเลยนำมาวางไว้ต่อศาลชั้นต้นเดือนละครั้งภายในวันที่ 20 ของทุกเดือน หากผิดนัดเดือนใด ก็ไม่อนุญาตให้ทุเลาการบังคับคดีอีกต่อไป ศาลชั้นต้นอ่านคำสั่งศาลอุทธรณ์ภาค 3 ให้จำเลยฟัง และมีคำสั่งให้จำเลยนำค่าเสียหายมาวางศาลภายใน 30 วัน และค่าเสียหายในเดือนต่อ ๆ ไปมาวางศาลชั้นต้นเดือนละครั้งภายในวันที่ 20 ของทุกเดือน

จำเลยยื่นคำร้องขอนำสลากออมสินพิเศษจำนวนเงิน 200,000 บาท มาวางศาลเป็นค่าเสียหายในการทุเลาการบังคับคดี ศาลชั้นต้นมีคำสั่งว่า ศาลอุทธรณ์ภาค 3 มีคำสั่งให้จำเลยนำค่าเสียหายมาวางศาลมิใช่ให้จำเลยนำหลักประกันมาวางศาล จึงไม่รับสลากออมสินและให้คืนไป และอนุญาตให้จำเลยขยายระยะเวลาวางเงินต่อศาลชั้นต้น

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 3 พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ

จำเลยฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า คดีนี้จำเลยยื่นอุทธรณ์คัดค้านคำพิพากษาศาลชั้นต้นและยื่นคำร้องขอทุเลาการบังคับในระหว่างอุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์ภาค 3 มีคำสั่งว่า "พิเคราะห์แล้ว ถ้าจำเลยนำค่าเสียหายที่ต้องชำระให้แก่โจทก์ทั้งห้าตามคำพิพากษาศาลชั้นต้นนับถึงวันทราบคำสั่งนี้มาวางไว้ต่อศาลชั้นต้นภายในเวลาที่ศาลชั้นต้นกำหนด ก็อนุญาตให้ทุเลาการบังคับไว้ในระหว่างอุทธรณ์ สำหรับค่าเสียหายในเดือนต่อ ๆ ไป ให้จำเลยนำมาวางไว้ต่อศาลชั้นต้นเดือนละครั้งภายในวันที่ 20 ของทุกเดือน หากผิดนัดเดือนใดก็ไม่อนุญาตให้ทุเลาการบังคับอีกต่อไป" ภายหลังจากจำเลยทราบคำสั่งของศาลอุทธรณ์ภาค 3 จำเลยยื่นคำร้องฉบับลงวันที่ 12 กุมภาพันธ์ 2552 ขอวางสลากออมสินพิเศษมีมูลค่าตามสลากรวม 200,000 บาท เป็นหลักประกัน ศาลชั้นต้นมีคำสั่งว่า "ศาลอุทธรณ์ภาค 3 มีคำสั่งให้จำเลยนำค่าเสียหายมาวางศาล มิใช่ให้จำเลยนำหลักประกันมาวางศาลจึงไม่รับสลากออมสิน และให้คืนไป..."

มีปัญหาวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยว่า คำสั่งของศาลชั้นต้นที่ไม่อนุญาตให้จำเลยวางหลักประกันเป็นคำสั่งที่ชอบหรือไม่ โดยจำเลยฎีกาว่า ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 231 บัญญัติให้สิทธิคู่ความผู้ขอทุเลาการบังคับที่จะเลือกอย่างใดอย่างหนึ่งระหว่างนำเงินมาวางต่อศาลชั้นต้นเป็นประกันในการขอทุเลาการบังคับหรือหาหลักประกันมาวาง การนำสลากออมสินพิเศษมาวางเป็นหลักประกันการชำระหนี้ตามคำพิพากษารวมทั้งค่าฤชาธรรมเนียมจึงเป็นสิทธิที่จำเลยพึงกระทำได้การที่ศาลชั้นต้นมีคำสั่งไม่รับหลักประกันของจำเลยจึงเป็นการไม่ชอบ เห็นว่า ตามคำสั่งของศาลอุทธรณ์ภาค 3 ที่สั่งให้จำเลยนำค่าเสียหายที่ต้องชำระให้แก่โจทก์ทั้งห้าตามคำพิพากษามาวางศาล มีความหมายชัดแจ้งอยู่ในตัวแล้วว่า ให้จำเลยนำเงินค่าเสียหายมาวางต่อศาล การที่จำเลยนำสลากออมสินพิเศษซึ่งเป็นเพียงหลักประกันมาวาง จึงเป็นการไม่ปฏิบัติตามคำสั่งศาลอุทธรณ์ภาค 3 คำร้องขอทุเลาการบังคับของจำเลยจึงเป็นอันยกไป แต่อย่างไรก็ตาม การที่จำเลยนำสลากออมสินพิเศษมาวางต่อศาลชั้นต้นตามคำร้องฉบับลงวันที่ 12 กุมภาพันธ์ 2552 พอถือได้ว่าเป็นการขอวางหลักประกันเพื่อขอให้ศาลชั้นต้นงดการบังคับคดีตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 231 วรรคสาม ซึ่งจำเลยมีสิทธิที่จะกระทำได้แม้จะไม่ได้ขอทุเลาการบังคับก็ตาม ศาลชั้นต้นจึงชอบที่จะรับหลักประกันที่จำเลยนำมาวางไว้พิจารณาว่าพอที่จะชำระหนี้ตามคำพิพากษารวมทั้งค่าฤชาธรรมเนียมในการฟ้องร้องและการบังคับคดีหรือไม่ ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 3พิพากษามา ยังไม่ต้องด้วยความเห็นของศาลฎีกา ฎีกาของจำเลยฟังขึ้น

พิพากษากลับให้ศาลชั้นต้นรับหลักประกันที่จำเลยขอวางตามคำร้องฉบับลงวันที่ 12 กุมภาพันธ์ 2552 ไว้พิจารณาแล้วดำเนินกระบวนพิจารณาต่อไป ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสามศาลให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ. ม. 231
ชื่อคู่ความ
นายสรัลหรือพิสิษฐ์ วงศ์ศิริวัฒนคุณ
โจทก์ — หรือคนพิเศษ กับพวก
ผู้ร้องสอด — นางศศิประภา วงศ์ศิริวัฒนคุณ กับพวก
จำเลย — นายเกียรติศักดิ์ วงศ์ศิริวัฒนคุณ
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลชั้นต้น — นางสุชา ลัทธิวงศกร คงชาตรี
ศาลอุทธรณ์ภาค 3 — นายเพรา โพอุทัย
ชื่อองค์คณะ
เกษม วีรวงศ์
วิรุฬห์ แสงเทียน
พศวัจณ์ กนกนาก
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 18531/2555
#532856
เปิดฉบับเต็ม

จำเลยที่ 1 เป็นตัวแทนโจทก์ซื้อที่ดินจากธนาคาร น. โดยได้ออกเงินทดรองชำระราคาที่ดินพิพาทแทนโจทก์ไปและใส่ชื่อจำเลยที่ 1 เป็นเจ้าของที่ดินพิพาทไว้แทนโจทก์ จำเลยที่ 1 จึงชอบที่จะเรียกเอาเงินชดใช้จากโจทก์ซึ่งเป็นตัวการได้ตาม ป.พ.พ. มาตรา 816 วรรคหนึ่ง เมื่อโจทก์ค้างชำระค่าที่ดินพิพาทแก่จำเลยที่ 1 จำเลยที่ 1 ในฐานะตัวแทนของโจทก์ชอบที่จะยึดหน่วงทรัพย์สินอย่างใดๆ ของตัวการอันตกอยู่ในความครอบครองของตนเพราะเป็นตัวแทนนั้นเอาไว้ได้จนกว่าจะได้รับเงินบรรดาค้างชำระแก่ตนเพราะการเป็นตัวแทนตาม ป.พ.พ. มาตรา 819 จำเลยที่ 1 จึงไม่จำต้องส่งมอบหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส.3) และจดทะเบียนโอนที่ดินพิพาทให้แก่โจทก์จนกว่าโจทก์จะได้ชำระค่าที่ดินพิพาทจนครบถ้วน

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องและแก้ไขคำฟ้องขอให้มีคำสั่งเพิกถอนนิติกรรมการโอนที่ดินระหว่างจำเลยที่ 1 กับจำเลยที่ 2 ให้จำเลยที่ 1 ส่งมอบหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส. 3) สารบบเล่ม 51 หน้า 80 หมู่ที่ 1 ตำบลพังตรุ อำเภอท่าม่วง จังหวัดกาญจนบุรี หรือโฉนดที่ดินเลขที่ 38416 ตำบลพังตรุ อำเภอท่าม่วง จังหวัดกาญจนบุรี แก่โจทก์ และดำเนินการแก้ไขเปลี่ยนแปลงผู้ถือสิทธิในที่ดินเป็นชื่อโจทก์ หากไม่ปฏิบัติตามให้ถือเอาคำพิพากษาแทนการแสดงเจตนา และขอให้มีคำสั่งว่าหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส. 3) หรือโฉนดที่ดินดังกล่าวสูญหาย และให้เจ้าพนักงานที่ดินออกใบแทนใหม่แล้วทำการเปลี่ยนแปลงรายการทะเบียนเป็นชื่อโจทก์เป็นผู้ถือสิทธิหรือกรรมสิทธิ์ในที่ดินดังกล่าว

จำเลยทั้งสองให้การขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้เพิกถอนนิติกรรมโอนสิทธิในการขายที่ดินพิพาทระหว่างจำเลยที่ 1 กับจำเลยที่ 2 ให้จำเลยที่ 1 ส่งมอบหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส. 3) สารบบเล่ม 51 หน้า 80 หมู่ที่ 1 ตำบลพังตรุ อำเภอท่าม่วง จังหวัดกาญจนบุรี หรือโฉนดที่ดินเลขที่ 38416 ตำบลพังตรุ อำเภอท่าม่วง จังหวัดกาญจนบุรี แก่โจทก์ และดำเนินการแก้ไขเปลี่ยนแปลงชื่อผู้ถือสิทธิในที่ดินดังกล่าวเป็นชื่อโจทก์ หากจำเลยที่ 1 ไม่ปฏิบัติตาม ให้ถือเอาคำพิพากษาของศาลแทนการแสดงเจตนา และให้จำเลยทั้งสองร่วมกันใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ โดยกำหนดค่าทนายความ 3,000 บาท คำขออื่นนอกจากนี้ให้ยก

จำเลยทั้งสองอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 7 พิพากษาแก้เป็นว่า ให้ยกคำขอที่ให้จำเลยที่ 1 ส่งมอบหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส. 3) ตำบลพังตรุ อำเภอท่าม่วง จังหวัดกาญจนบุรี หรือโฉนดที่ดินเลขที่ 38416 ตำบลพังตรุ อำเภอท่าม่วง จังหวัดกาญจนบุรี แก่โจทก์ นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ

จำเลยทั้งสองฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงเบื้องต้นรับฟังได้ยุติตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 7 โดยโจทก์และจำเลยทั้งสองไม่ได้โต้แย้งในชั้นฎีกาว่า เดิมที่ดินพิพาทเป็นที่ดินมีเอกสารสิทธิเป็นหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส. 3) ตั้งอยู่หมู่ที่ 1 ตำบลพังตรุ อำเภอท่าม่วง จังหวัดกาญจนบุรี เนื้อที่ 27 ไร่ 2 งาน 77 ตารางวา ธนาคารนครหลวงไทย จำกัด จดทะเบียนขายที่ดินพิพาทให้แก่จำเลยที่ 1 เมื่อปี 2534 จำเลยที่ 1 ฟ้องขับไล่โจทก์ออกจากที่ดินพิพาท ศาลฎีกามีคำพิพากษาเมื่อวันที่ 23 กุมภาพันธ์ 2539 เป็นคดีหมายเลขแดงที่ 814/2539 โดยวินิจฉัยว่า จำเลยที่ 1 ซื้อที่ดินพิพาทในฐานะตัวแทนโจทก์ จึงไม่มีสิทธิขับไล่โจทก์ออกจากที่ดินพิพาท ต่อมาจำเลยที่ 1 จดทะเบียนขายที่ดินพิพาทให้แก่จำเลยที่ 2 จำเลยที่ 2 ขอออกโฉนดที่ดินสำหรับที่ดินพิพาทและได้รับโฉนดที่ดิน เป็นโฉนดที่ดินเลขที่ 38416 ตำบลพังตรุ อำเภอท่าม่วง จังหวัดกาญจนบุรี สำหรับฎีกาของจำเลยทั้งสองที่ว่า โจทก์ทราบว่าจำเลยที่ 1 จดทะเบียนขายที่ดินพิพาทให้แก่จำเลยที่ 2 เป็นการตีใช้หนี้และได้ให้สัตยาบันการกระทำของจำเลยที่ 1 ในฐานะตัวแทนแล้วจึงผูกพันโจทก์ โจทก์ไม่มีสิทธิเพิกถอนการซื้อขายที่ดินพิพาทระหว่างจำเลยที่ 1 กับจำเลยที่ 2 เห็นว่า ปัญหาดังกล่าวมิได้ยกขึ้นว่ากันมาแล้วโดยชอบในศาลอุทธรณ์ภาค 7 จึงต้องห้ามมิให้ฎีกาตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 249 วรรคหนึ่ง

มีปัญหาวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยทั้งสองว่า จำเลยที่ 1 ต้องส่งมอบหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส. 3) หรือโฉนดที่ดินสำหรับที่ดินพิพาท และจดทะเบียนโอนที่ดินพิพาทให้แก่โจทก์ตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 7 หรือไม่ ข้อเท็จจริงฟังได้ว่า ในการที่จำเลยที่ 1 เป็นตัวแทนโจทก์ซื้อที่ดินพิพาทจากธนาคารนครหลวงไทย จำกัด นั้น จำเลยที่ 1 ได้ออกเงินทดรองชำระราคาที่ดินพิพาทแทนโจทก์ไป จำเลยที่ 1 จึงชอบที่จะเรียกเอาเงินชดใช้จากโจทก์ซึ่งเป็นตัวการได้ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 816 วรรคหนึ่ง ปัญหามีว่าโจทก์ชดใช้เงินที่จำเลยที่ 1 ทดรองจ่ายค่าที่ดินพิพาทให้แก่จำเลยที่ 1 ครบถ้วนแล้วหรือไม่ โจทก์เบิกความกลับไปกลับมาไม่อยู่กับร่องกับรอย ฟังไม่ได้แน่ชัดว่าได้ชำระหนี้ค่าที่ดินพิพาทคืนให้แก่จำเลยที่ 1 หมดสิ้นแล้ว ประกอบกับข้อเท็จจริงปรากฏจากคำพิพากษาศาลฎีกาในคดีหมายเลขแดงที่ 814/2539 ว่า หลังจากจำเลยที่ 1 ชำระค่าที่ดินพิพาทให้แก่ธนาคารนครหลวงไทย จำกัด งวดแรก 150,000 บาท แล้ว จำเลยที่ 1 ชำระอีกปีละ 70,000 บาท และชำระที่เหลือทั้งหมด 490,000 บาท แล้วจดทะเบียนรับโอนที่ดินพิพาทจากธนาคารนครหลวงไทย จำกัด เมื่อพิจารณาว่า โจทก์มีคดีพิพาทกับจำเลยที่ 1 โดยถูกจำเลยที่ 1 ฟ้องขับไล่ออกจากที่ดินพิพาทตั้งแต่ปี 2534 ซึ่งศาลฎีกามีคำพิพากษาเมื่อวันที่ 23 กุมภาพันธ์ 2539 และโจทก์ฟ้องจำเลยที่ 1 เป็นคดีนี้เมื่อวันที่ 27 ธันวาคม 2547 จึงไม่น่าเชื่อว่าในระหว่างที่มีคดีพิพาทกันอยู่เช่นนี้โจทก์จะชำระหนี้ด้วยอ้อยให้แก่จำเลยที่ 1 เป็นการหักกลบลบหนี้ หากมีการชำระหนี้ด้วยอ้อยจริงก็น่าจะมีการทำบันทึกเป็นหลักฐานหรือมีพยานรู้เห็น โจทก์เพียงแต่อ้างตนเองเป็นพยานเบิกความลอย ๆ โดยไม่มีพยานหลักฐานอื่นสนับสนุนจึงมีน้ำหนักน้อยในการรับฟัง ส่วนจำเลยที่ 1 แม้จะอ้างตนเองเป็นพยานเพียงปากเดียวเช่นกันว่าโจทก์ยังไม่ได้ชำระค่าที่ดินพิพาทให้และไม่มีพยานหลักฐานอื่นสนับสนุนก็ตาม แต่การที่จำเลยที่ 1 ได้จดทะเบียนโอนขายที่ดินพิพาทให้แก่จำเลยที่ 2 ไป นับว่ามีเหตุผลให้รับฟังถึงสาเหตุที่ไม่ติดใจฟ้องร้องเรียกให้โจทก์ชำระค่าที่ดินพิพาท พยานหลักฐานของจำเลยที่ 1 มีน้ำหนักดีกว่าพยานหลักฐานของโจทก์ ข้อเท็จจริงฟังได้ว่า โจทก์ยังค้างชำระค่าที่ดินพิพาทแก่จำเลยที่ 1 และนางวีนัส แต่เนื่องจากจำเลยที่ 1 มิได้ฟ้องแย้งให้โจทก์ชำระค่าที่ดินพิพาท จึงไม่เป็นประเด็นที่จะต้องวินิจฉัยว่าโจทก์ค้างชำระค่าที่ดินพิพาทแก่จำเลยที่ 1 และนางวีนัสเพียงใด เป็นกรณีที่จำเลยที่ 1 และนางวีนัสจะต้องใช้สิทธิเรียกร้องให้โจทก์ชำระหนี้ต่อไป เมื่อข้อเท็จจริงฟังได้ว่าโจทก์ยังค้างชำระค่าที่ดินพิพาทแก่จำเลยที่ 1 และนางวีนัสแล้ว จำเลยที่ 1 ในฐานะตัวแทนของโจทก์ชอบที่จะยึดหน่วงทรัพย์สินอย่างใด ๆ ของตัวการอันตกอยู่ในความครอบครองของตนเพราะเป็นตัวแทนนั้นเอาไว้ได้จนกว่าจะได้รับเงินบรรดาค้างชำระแก่ตนเพราะการเป็นตัวแทนตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 819 ดังนั้น จำเลยที่ 1 จึงไม่จำต้องส่งมอบหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส. 3) และจดทะเบียนโอนที่ดินพิพาทให้แก่โจทก์จนกว่าโจทก์จะได้ชำระค่าที่ดินพิพาทจนครบถ้วน ที่ศาลล่างทั้งสองพิพากษามา ไม่ต้องด้วยความเห็นของศาลฎีกา ฎีกาของจำเลยทั้งสองฟังขึ้นบางส่วน

อนึ่ง เมื่อศาลชั้นต้นพิพากษาเพิกถอนการจดทะเบียนขายที่ดินพิพาทระหว่างจำเลยที่ 1 กับจำเลยที่ 2 แล้ว โฉนดที่ดินสำหรับที่ดินพิพาทซึ่งจำเลยที่ 2 ขอออกหลังจากซื้อที่ดินพิพาทมาจึงไม่ชอบ เห็นควรให้เพิกถอนโฉนดที่ดินดังกล่าวเสีย ปัญหาดังกล่าวเป็นข้อกฎหมายอันเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชน แม้ไม่มีคู่ความฝ่ายใดฎีกา ศาลฎีกามีอำนาจหยิบยกขึ้นวินิจฉัยและแก้ไขให้ถูกต้องได้ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 142 (5) ประกอบมาตรา 246 และมาตรา 247 และคดีนี้โจทก์ฟ้องขอให้เพิกถอนนิติกรรมการโอนที่ดินพิพาท แต่ศาลชั้นต้นพิพากษาให้เพิกถอนนิติกรรมโอนสิทธิในการขายที่ดินพิพาท ไม่ถูกต้อง ศาลฎีกาเห็นควรแก้ไขให้ถูกต้อง

พิพากษาแก้เป็นว่า ให้เพิกถอนนิติกรรมการโอนที่ดินพิพาทเมื่อวันที่ 30 มิถุนายน 2546 ระหว่างจำเลยที่ 1 กับจำเลยที่ 2 ยกคำขอของโจทก์ที่ให้จำเลยที่ 1 ส่งมอบหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส. 3) สารบบเล่ม 51 หน้า 80 หมู่ที่ 1 ตำบลพังตรุ อำเภอท่าม่วง จังหวัดกาญจนบุรี และคำขอที่ให้ดำเนินการแก้ไขเปลี่ยนแปลงชื่อผู้ถือสิทธิในที่ดินพิพาทเป็นชื่อโจทก์ ให้เพิกถอนโฉนดที่ดินเลขที่ 38416 ตำบลพังตรุ อำเภอท่าม่วง จังหวัดกาญจนบุรี นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 7 ค่าฤชาธรรมเนียมในชั้นฎีกาให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 816 วรรคหนึ่ง ม. 819
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นายฉิตหรือพัชรพล ตันเจริญ
จำเลย — นายวิบูลย์ พงษ์ศักดิ์ กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดกาญจนบุรี — นายกิตติพงษ์ กลิ่นขจร
ศาลอุทธรณ์ภาค 7 — นายสราวุธ ศิริภาณุรักษ์
ชื่อองค์คณะ
กฤษฎิ์จิรัฐ คุณาจิรภรณ์
อภิรัตน์ ลัดพลี
ธงชัย เสนามนตรี
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 18527/2555
#541465
เปิดฉบับเต็ม

การที่จำเลยจงใจและอ้างว่าจำเลยเป็นเจ้าของลิขสิทธิ์ในงานเพลงจำนวน 142 เพลง ที่โจทก์เป็นผู้สร้างสรรค์ตามคำฟ้อง ทั้ง ๆ ที่จำเลยทราบดีว่าโจทก์มิได้โอนขายลิขสิทธิ์ในงานเพลงจำนวน 142 เพลง ดังกล่าวแก่จำเลยนั้น แม้จะมิใช่การทำซ้ำ หรือดัดแปลง หรือเผยแพร่ต่อสาธารณชนซึ่งเพลงอันเป็นงานดนตรีกรรมที่โจทก์มีลิขสิทธิ์โดยไม่ได้รับอนุญาตจากโจทก์อันจะถือว่าเป็นการละเมิดลิขสิทธิ์ในงานดนตรีกรรมของโจทก์ตาม พ.ร.บ.ลิขสิทธิ์ พ.ศ.2537 มาตรา 27 หรือ พ.ร.บ.ลิขสิทธิ์ พ.ศ.2521 มาตรา 24 ก็ตาม แต่ก็ถือได้ว่าเป็นการที่จำเลยจงใจทำต่อโจทก์โดยไม่มีสิทธิและผิดต่อกฎหมายเป็นเหตุให้โจทก์ได้รับความเสียหายแก่ทรัพย์สินเป็นการละเมิดต่อโจทก์ตาม ป.พ.พ. มาตรา 420 ซึ่งจำเลยให้การต่อสู้ว่าสิทธิเรียกร้องตามคำฟ้องของโจทก์ขาดอายุความ 3 ปี นับแต่วันที่โจทก์รู้ถึงการละเมิดและรู้ตัวผู้กระทำละเมิดตาม พ.ร.บ.ลิขสิทธิ์ พ.ศ.2537 แต่มิได้ให้การต่อสู้ว่าสิทธิเรียกร้องตามคำฟ้องของโจทก์ขาดอายุความในมูลละเมิดตาม ป.พ.พ. มาตรา 448 คดีจึงไม่มีประเด็นข้อพิพาทว่าสิทธิเรียกร้องของโจทก์ตามคำฟ้องขาดอายุความในมูลละเมิดตาม ป.พ.พ. มาตรา 448 หรือไม่ จำเลยย่อมต้องรับผิดชดใช้ค่าเสียหายเนื่องจากการละเมิดดังกล่าวแก่โจทก์

เมื่อลิขสิทธิ์ในเพลงทั้งสิบห้าเพลงดังกล่าวซึ่งเป็นเพลงส่วนหนึ่งของเพลงจำนวน 142 เพลง ตามคำฟ้องและยังคงเป็นลิขสิทธิ์ของโจทก์มิได้โอนลิขสิทธิ์ให้จำเลย การที่จำเลยผลิตและจำหน่ายซีดีเพลงดังกล่าวเป็นการทำซ้ำและดัดแปลงงานดนตรีกรรมอันมีลิขสิทธิ์ของโจทก์โดยไม่ได้รับอนุญาตจากโจทก์ จึงเป็นการละเมิดลิขสิทธิ์ในงานดนตรีกรรมของโจทก์ ตาม พ.ร.บ.ลิขสิทธิ์ พ.ศ.2537 มาตรา 27 (1) และการที่จำเลยโดยรู้อยู่แล้วได้นำซีดีซึ่งเป็นสิ่งบันทึกเสียงเพลงที่จำเลยได้ทำขึ้นโดยละเมิดลิขสิทธิ์ของโจทก์ออกขายแก่ประชาชนทั่วไปเพื่อหากำไรและเพื่อการค้ายังเป็นการละเมิดลิขสิทธิ์ในงานดนตรีกรรมของโจทก์ตาม พ.ร.บ.ลิขสิทธิ์ พ.ศ.2537 มาตรา 31 (1) อีกด้วย เมื่อโจทก์พบการกระทำของจำเลยอันเป็นการละเมิดลิขสิทธิ์ในงานดนตรีกรรมของโจทก์ เมื่อวันที่ 26 สิงหาคม 2547 และโจทก์ฟ้องจำเลยเป็นคดีนี้เมื่อวันที่ 7 กรกฎาคม 2549 จึงเป็นการฟ้องคดีละเมิดลิขสิทธิ์ภายในกำหนด 3 ปี นับแต่วันที่โจทก์ผู้เป็นเจ้าของลิขสิทธิ์รู้ถึงการละเมิดและรู้ตัวผู้กระทำความผิด สิทธิเรียกร้องตามคำฟ้องของโจทก์ในส่วนนี้จึงไม่ขาดอายุความตาม พ.ร.บ.ลิขสิทธิ์ พ.ศ.2537 มาตรา 63

การชดใช้ค่าเสียหายในกรณีที่มีการละเมิดลิขสิทธิ์นั้น ศาลมีอำนาจพิพากษาให้ผู้ละเมิดชดใช้ค่าเสียหายแก่เจ้าของลิขสิทธิ์ตามสมควร โดยคำนึงถึงความร้ายแรงของความเสียหาย รวมทั้งการสูญเสียประโยชน์และค่าใช้จ่ายอันจำเป็นในการบังคับตามสิทธิของเจ้าของลิขสิทธิ์ด้วยตาม พ.ร.บ.ลิขสิทธิ์ พ.ศ.2537 มาตรา 64 การที่จำเลยนำซีดีซึ่งเป็นสิ่งบันทึกเสียงเพลงที่จำเลยได้ทำขึ้นโดยละเมิดลิขสิทธิ์ของโจทก์ออกขายแก่ประชาชนทั่วไปเพื่อหากำไรและเพื่อการค้า จำเลยย่อมได้รับประโยชน์จากกำไรที่ได้มาจากการขายซีดีดังกล่าวโดยไม่ต้องแบ่งผลกำไรนั้นให้แก่โจทก์ และโจทก์ย่อมสูญเสียประโยชน์ในการแสวงหากำไรจากงานอันมีลิขสิทธิ์ของโจทก์รวมทั้งค่าใช้จ่ายอันจำเป็นในการบังคับตามสิทธิของโจทก์ด้วย แต่ผลกำไรที่จะเป็นฐานในการกำหนดค่าเสียหายก็ต้องหักต้นทุนหรือค่าใช้จ่ายออกเสียก่อนด้วยเช่นกัน ทั้งยังต้องคำนึงถึงการที่ซีดีแต่ละชุดมิได้ประกอบด้วยเพลงอันมีลิขสิทธิ์ของโจทก์ทั้งหมด จึงต้องเทียบตามสัดส่วนของเพลงอันมีลิขสิทธิ์ของโจทก์ในแต่ละชุดด้วย เมื่อเทียบสัดส่วนกับจำนวนเพลงทั้งหมด 6 ชุด จำนวนชุดละ 14 เพลง รวมจำนวน 84 เพลง แล้ว จะเป็นสัดส่วนเพลงของโจทก์ประมาณร้อยละ 10 ของเพลงทั้งหมด อย่างไรก็ดี เมื่อเพลงของโจทก์ทั้งเก้าเพลงดังกล่าวเป็นเพลงดังในอัลบั้มเพลงจำนวน 4 ชุด ในจำนวน 6 ชุด ดังกล่าวซึ่งจำเลยมิได้นำสืบโต้แย้งให้เห็นเป็นอย่างอื่น เพลงทั้งเก้าเพลงนี้ย่อมมีความสำคัญกว่าเพลงอื่น จึงเห็นควรกำหนดความสำคัญของเพลงโดยการเทียบสัดส่วนกับเพลงอื่น ๆ ในจำนวน 6 ชุด นั้นเป็นร้อยละ 20 ของเพลงทั้งหมด เพื่อนำไปหาค่าเฉลี่ยผลกำไรที่โจทก์สูญเสียไปหรือที่โจทก์ควรได้รับสำหรับการกำหนดค่าเสียหาย แม้โจทก์มิได้นำสืบถึงผลกำไรที่หักต้นทุนเพื่อให้เห็นถึงผลกำไรที่แท้จริงก็ตาม แต่ได้ความว่าโจทก์ขายแผ่นซีดีที่มีเพลงอันเป็นลิขสิทธิ์ของโจทก์แผ่นละ 100 บาทเศษ หากขายได้ 50,000 แผ่น จะได้กำไรแผ่นละ 30 บาทเศษ อัตราผลกำไรดังกล่าวเป็นอัตรากำไรที่เหมาะสมในการดำเนินธุรกิจ จึงเห็นสมควรนำมาเทียบเคียงและกำหนดค่าประมาณในการคำนวณหาผลกำไร โดยกำหนดผลกำไรให้เป็นอัตราร้อยละ 30 ของยอดขายจำนวน 36,000,000 บาท ตามที่โจทก์นำสืบและจำเลยมิได้โต้แย้ง เมื่อคำนวณแล้วได้ผลกำไรจากการขายเพลงทั้งหมดในซีดีทั้งหกชุดเป็นเงินจำนวน 10,800,000 บาท เมื่อนำสัดส่วนเพลงดังของโจทก์ซึ่งเท่ากับร้อยละ 20 ของเพลงทั้งหมดมาคำนวณจากผลกำไรดังกล่าวแล้ว จะได้ค่าเสียหายที่โจทก์สูญเสียไปหรือที่โจทก์ควรได้รับจากกำไรเป็นเงิน 2,160,000 บาท จึงเห็นสมควรกำหนดค่าเสียหายในส่วนนี้จำนวน 2,160,000 บาท

การที่จำเลยแอบอ้างว่าโจทก์ได้ขายลิขสิทธิ์ในงานเพลงจำนวน 142 เพลง ตามคำฟ้องให้แก่จำเลยแล้ว จำเลยจึงเป็นเจ้าของลิขสิทธิ์ในเพลงจำนวนดังกล่าว จำเลยนำเพลงนั้นไปอนุญาตให้ผู้อื่นใช้ลิขสิทธิ์ตามสัญญาอนุญาตให้ใช้ลิขสิทธิ์จำนวน 15 ฉบับ และที่จำเลยอ้างต่อบริษัทที่จัดเก็บลิขสิทธิ์เพลงของโจทก์ว่าเพลงที่จัดเก็บลิขสิทธิ์นั้นเป็นลิขสิทธิ์ของจำเลย กับการที่จำเลยได้ทำซ้ำและดัดแปลงงานเพลงจำนวน 15 เพลง อันมีลิขสิทธิ์ของโจทก์แล้วผลิตเป็นซีดีสิ่งบันทึกเสียงเพลงออกจำหน่ายโดยไม่ได้รับอนุญาตจากโจทก์นั้นมิใช่การละเมิดสิทธิในธรรมสิทธิ (Moral right) ของโจทก์ผู้สร้างสรรค์งานอันมีลิขสิทธิ์โดยการบิดเบือน ตัดทอน ดัดแปลง หรือทำโดยประการอื่นในลักษณะเดียวกันจนเกิดความเสียหายต่อชื่อเสียงหรือเกียรติคุณของโจทก์ผู้สร้างสรรค์งานเพลงดังกล่าวเพราะจำเลยมิได้ดัดแปลงหรือเปลี่ยนแปลงเนื้อร้องหรือทำนองเพลงจำนวน 142 เพลง ตามคำฟ้องให้ผิดแผกแตกต่างไปจากเนื้อร้องหรือทำนองเพลงที่โจทก์ได้แต่งขึ้นในลักษณะที่เป็นถ้อยคำหยาบคาย ลามก หรือให้ผิดเพี้ยนไปจากที่โจทก์ประสงค์จะสื่อสารไปถึงผู้ฟังเพลงแต่อย่างใด ทั้งการกระทำดังกล่าวก็ถือไม่ได้ว่าเป็นการที่จำเลยใช้สิทธิของโจทก์ผู้สร้างสรรค์งานดนตรีกรรมในอันที่จะแสดงว่าโจทก์เป็นผู้สร้างสรรค์งานดังกล่าวโดยมิชอบ เพราะจำเลยยังคงระบุในสัญญาอนุญาตให้ใช้ลิขสิทธิ์เพลงจำนวน 15 ฉบับ ว่าโจทก์เป็นผู้แต่งคำร้องและทำนองเพลงดังกล่าว มิได้บิดเบือนว่าจำเลยเป็นผู้สร้างสรรค์งานเพลงนั้นขึ้นแต่อย่างใด การกระทำของจำเลยดังกล่าวทั้งหมดจึงถือไม่ได้ว่าเป็นการละเมิดสิทธิในธรรมสิทธิ (Moral right) ของโจทก์ผู้สร้างสรรค์งานดนตรีกรรมจนเกิดความเสียหายต่อชื่อเสียงหรือเกียรติคุณของโจทก์ผู้สร้างสรรค์ดังที่บัญญัติไว้ใน พ.ร.บ.ลิขสิทธิ์ พ.ศ.2521 มาตรา 15 หรือ พ.ร.บ.ลิขสิทธิ์ พ.ศ.2537 มาตรา 18 โจทก์ไม่อาจเรียกค่าเสียหายจากจำเลยในส่วนนี้ได้

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องและแก้ไขคำฟ้องขอให้บังคับจำเลยชดใช้ค่าเสียหายฐานละเมิดและละเมิดลิขสิทธิ์ในงานดนตรีกรรมของโจทก์จำนวนทั้งสิ้น 148,600,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจำเลยจะชำระเสร็จแก่โจทก์กับห้ามจำเลยนำเพลงจำนวนทั้ง 142 เพลง ซึ่งเป็นลิขสิทธิ์ของโจทก์ตามคำฟ้องไปทำซ้ำ ดัดแปลง ขาย หรืออนุญาตให้บุคคลอื่นใช้ โฆษณา เผยแพร่ต่อสาธารณชน หรือกล่าวอ้างว่าเป็นลิขสิทธิ์ของจำเลย รวมทั้งห้ามจำเลยนำใบแนบท้ายสัญญาซื้อขายลิขสิทธิ์ฉบับลงวันที่ 23 มกราคม 2529 ระหว่างโจทก์กับจำเลยออกโฆษณากล่าวอ้างเผยแพร่ต่อสาธารณชนว่าเป็นใบแนบท้ายสัญญาซื้อขายฉบับดังกล่าว

จำเลยให้การขอให้ยกฟ้อง

ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางพิพากษายกฟ้อง ให้โจทก์ใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนจำเลย โดยกำหนดค่าทนายความให้ 20,000 บาท

โจทก์อุทธรณ์ต่อศาลฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศวินิจฉัยว่า มีปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของโจทก์ว่า โจทก์ได้ขายลิขสิทธิ์ในงานเพลงจำนวน 142 เพลง ตามคำฟ้องทั้งหมดแก่จำเลยแล้วตามสัญญาฉบับลงวันที่ 23 มกราคม 2529 และจำเลยได้ละเมิดลิขสิทธิ์ในงานเพลงตามคำฟ้องหรือละเมิดต่อโจทก์เป็นเหตุให้โจทก์ได้รับความเสียหายหรือไม่ เพียงใด ข้อเท็จจริงว่า มีเหตุผลให้เชื่อตามที่โจทก์นำสืบว่า จำเลยนำแผ่นที่ 2, 4 และ 5 ไปแนบท้ายสัญญาซื้อขายลิขสิทธิ์ลงวันที่ 23 มีนาคม 2529 เพื่อให้บุคคลอื่นเข้าใจผิดว่า โจทก์ได้ขายลิขสิทธิ์เพลงจำนวน 142 เพลง ให้แก่จำเลยด้วย ๆ ทั้งที่โจทก์มิได้ขายลิขสิทธิ์เพลงจำนวน 142 เพลงนั้นให้แก่จำเลย ลิขสิทธิ์ในเพลงจำนวน 142 เพลง ยังคงเป็นของโจทก์

มีปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของโจทก์ว่า จำเลยได้ละเมิดลิขสิทธิ์ในงานเพลงตามคำฟ้องหรือละเมิดต่อโจทก์หรือไม่ เห็นว่า การที่จำเลยจงใจและอ้างว่าจำเลยเป็นเจ้าของลิขสิทธิ์ในงานเพลงจำนวน 142 เพลง ที่โจทก์เป็นผู้สร้างสรรค์ตามคำฟ้อง ทั้ง ๆ ที่จำเลยทราบดีว่าโจทก์มิได้โอนขายลิขสิทธิ์ในงานเพลงจำนวน 142 เพลง ดังกล่าวแก่จำเลยนั้น แม้จะมิใช่การทำซ้ำ หรือดัดแปลง หรือเผยแพร่ต่อสาธารณชนซึ่งเพลงอันเป็นงานดนตรีกรรมที่โจทก์มีลิขสิทธิ์โดยไม่ได้รับอนุญาตจากโจทก์ อันจะถือว่าเป็นการละเมิดลิขสิทธิ์ในงานดนตรีกรรมของโจทก์ตามพระราชบัญญัติลิขสิทธิ์ พ.ศ.2537 มาตรา 27 หรือพระราชบัญญัติลิขสิทธิ์ พ.ศ.2521 มาตรา 24 ก็ตาม แต่ก็ถือได้ว่าเป็นการที่จำเลยจงใจทำต่อโจทก์ โดยไม่มีสิทธิและผิดต่อกฎหมายเป็นเหตุให้โจทก์ได้รับความเสียหายแก่ทรัพย์สิน เป็นการละเมิดต่อโจทก์ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 420 ซึ่งจำเลยให้การต่อสู้ว่า สิทธิเรียกร้องตามคำฟ้องของโจทก์ขาดอายุความ 3 ปี นับแต่วันที่โจทก์รู้ถึงการละเมิดและรู้ตัวผู้กระทำละเมิดตามพระราชบัญญัติลิขสิทธิ์ พ.ศ.2537 แต่มิได้ให้การต่อสู้ว่า สิทธิเรียกร้องตามคำฟ้องของโจทก์ขาดอายุความในมูลละเมิด ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 448 คดีจึงไม่มีประเด็นข้อพิพาทว่า สิทธิเรียกร้องของโจทก์ตามคำฟ้องขาดอายุความในมูลละเมิด ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 448 หรือไม่ จำเลยย่อมต้องรับผิดชดใช้ค่าเสียหายเนื่องจากการละเมิดดังกล่าวแก่โจทก์ ค่าเสียหายในส่วนนี้ ศาลฎีกาวินิจฉัยให้จำเลยรับผิดต่อโจทก์จำนวน 390,000 บาท ส่วนค่าเสียหายฐานละเมิดลิขสิทธิ์ในงานดนตรีกรรมของโจทก์ เห็นว่า เมื่อได้วินิจฉัยมาข้างต้นแล้วว่า ลิขสิทธิ์ในเพลงทั้งสิบห้าเพลงดังกล่าวซึ่งเป็นเพลงส่วนหนึ่งของเพลงจำนวน 142 เพลง ตามคำฟ้องและยังคงเป็นลิขสิทธิ์ของโจทก์โดยโจทก์มิได้โอนลิขสิทธิ์ให้จำเลย การกระทำของจำเลยดังกล่าวเป็นทำซ้ำและดัดแปลงงานดนตรีกรรมอันมีลิขสิทธิ์ของโจทก์โดยไม่ได้รับอนุญาตจากโจทก์ จึงเป็นการละเมิดลิขสิทธิ์ในงานดนตรีกรรมของโจทก์ตามพระราชบัญญัติลิขสิทธิ์ พ.ศ.2537 มาตรา 27 (1) และการที่จำเลยโดยรู้อยู่แล้วได้นำซีดีซึ่งเป็นสิ่งบันทึกเสียงเพลง ที่จำเลยได้ทำขึ้นโดยละเมิดลิขสิทธิ์ของโจทก์ออกขายแก่ประชาชนทั่วไปเพื่อหากำไรและเพื่อการค้า ยังเป็นการละเมิดลิขสิทธิ์ในงานดนตรีกรรมของโจทก์ ตามพระราชบัญญัติลิขสิทธิ์ พ.ศ.2537 มาตรา 31 (1) อีกด้วย เมื่อโจทก์พบการกระทำของจำเลยอันเป็นการละเมิดลิขสิทธิ์ในงานดนตรีกรรมของโจทก์ดังกล่าวเมื่อวันที่ 26 สิงหาคม 2547 และโจทก์ฟ้องจำเลยเป็นคดีนี้เมื่อวันที่ 7 กรกฎาคม 2549 จึงเป็นการฟ้องคดีละเมิดลิขสิทธิ์ภายในกำหนด 3 ปี นับแต่วันที่โจทก์ผู้เป็นเจ้าของลิขสิทธิ์รู้ถึงการละเมิดและรู้ตัวผู้กระทำความผิด สิทธิเรียกร้องตามคำฟ้องของโจทก์ในส่วนนี้จึงไม่ขาดอายุความตามพระราชบัญญัติลิขสิทธิ์ พ.ศ.2537 มาตรา 63 ดังที่จำเลยให้การต่อสู้ เมื่อปรากฏตามทางนำสืบโจทก์ โดยจำเลยมิได้นำสืบโต้แย้งว่า จำเลยจำหน่ายซีดีทั้งหกชุด ถึงปัจจุบันรวมได้จำนวนประมาณชุดละ 40,000 แผ่น จำหน่ายราคาแผ่นละ 150 บาท รวมเป็นเงินจำนวน 36,000,000 บาท แต่โจทก์ขอคิดค่าเสียหายจำนวน 10,000,000 บาท นั้น เห็นว่า การชดใช้ค่าเสียหายในกรณีที่มีการละเมิดลิขสิทธิ์นั้น ศาลมีอำนาจพิพากษาให้ผู้ละเมิดชดใช้ค่าเสียหายแก่เจ้าของลิขสิทธิ์ตามสมควร โดยคำนึงถึงความร้ายแรงของความเสียหาย รวมทั้งการสูญเสียประโยชน์และค่าใช้จ่ายอันจำเป็นในการบังคับตามสิทธิของเจ้าของลิขสิทธิ์ด้วยตามพระราชบัญญัติลิขสิทธิ์ พ.ศ.2537 มาตรา 64 การที่จำเลยนำซีดีซึ่งเป็นสิ่งบันทึกเสียงเพลงที่จำเลยได้ทำขึ้นโดยละเมิดลิขสิทธิ์ของโจทก์ออกขายแก่ประชาชนทั่วไปเพื่อหากำไรและเพื่อการค้า จำเลยย่อมได้รับประโยชน์จากกำไรที่ได้มาจากการขายซีดีดังกล่าวโดยไม่ต้องแบ่งผลกำไรนั้นให้แก่โจทก์ และโจทก์ย่อมสูญเสียประโยชน์ในการแสวงหากำไรจากงานอันมีลิขสิทธิ์ของโจทก์รวมทั้งค่าใช้จ่ายอันจำเป็นในการบังคับตามสิทธิของโจทก์ด้วย แต่ผลกำไรที่จะเป็นฐานในการกำหนดค่าเสียหายก็ต้องหักต้นทุนหรือค่าใช้จ่ายออกเสียก่อนด้วยเช่นกัน ทั้งยังต้องคำนึงถึงการที่ซีดีแต่ละชุดมิได้ประกอบด้วยเพลงอันมีลิขสิทธิ์ของโจทก์ทั้งหมด จึงต้องเทียบตามสัดส่วนของเพลงอันมีลิขสิทธิ์ของโจทก์ในแต่ละชุดด้วย ปรากฏตามสำเนาปกซีดีว่ามีเพลงอันเป็นลิขสิทธิ์ของโจทก์ตามเอกสารทั้งหมดจำนวน 23 เพลง ซึ่งโจทก์อ้างในคำฟ้องว่าเพลงอันมีลิขสิทธิ์ของโจทก์จำนวน 15 เพลง แต่ปรากฏจากทางนำสืบของโจทก์ตามเอกสารดังกล่าวว่า มีเพลงตามที่โจทก์อ้างในคำฟ้องจำนวนเพียง 9 เพลง โดยมีเพลงล้นเกล้าเผ่าไทยซึ่งเป็นหนึ่งในเพลงทั้งเก้าอยู่ในแผ่นซีดีจำนวน 2 ชุด เมื่อเทียบสัดส่วนกับจำนวนเพลงทั้งหมด 6 ชุด จำนวนชุดละ 14 เพลง รวมจำนวน 84 เพลง แล้ว จะเป็นสัดส่วนเพลงของโจทก์ประมาณร้อยละ 10 ของเพลงทั้งหมด อย่างไรก็ดี เมื่อเพลงของโจทก์ทั้งเก้าเพลงเป็นเพลงดังในอัลบั้มเพลงจำนวน 4 ชุด ในจำนวน 6 ชุด ซึ่งจำเลยมิได้นำสืบโต้แย้งให้เห็นเป็นอย่างอื่น เพลงทั้งเก้าเพลงนี้ย่อมมีความสำคัญกว่าเพลงอื่น จึงเห็นควรกำหนดความสำคัญของเพลงโดยการเทียบสัดส่วนกับเพลงอื่น ๆ ในจำนวน 6 ชุด นั้นเป็นร้อยละ 20 ของเพลงทั้งหมด เพื่อนำไปหาค่าเฉลี่ยผลกำไรที่โจทก์สูญเสียไปหรือที่โจทก์ควรได้รับสำหรับการกำหนดค่าเสียหาย แม้โจทก์มิได้นำสืบถึงผลกำไรที่หักต้นทุนเพื่อให้เห็นถึงผลกำไรที่แท้จริงก็ตาม แต่ได้ความจากนายเกรียงไกร พยานโจทก์เบิกความว่าพยานขายแผ่นซีดีที่มีเพลงอันเป็นลิขสิทธิ์ของโจทก์แผ่นละ 100 บาทเศษ หากขายได้ 50,000 แผ่น จะได้กำไรแผ่นละ 30 บาทเศษ จึงเห็นว่าอัตราผลกำไรดังกล่าวเป็นอัตรากำไรที่เหมาะสมในการดำเนินธุรกิจแล้ว จึงเห็นสมควรนำมาเทียบเคียงและกำหนดค่าประมาณในการคำนวณหาผลกำไร โดยกำหนดผลกำไรให้เป็นอัตราร้อยละ 30 ของยอดขายจำนวน 36,000,000 บาท ตามที่โจทก์นำสืบและจำเลยมิได้โต้แย้ง เมื่อคำนวณแล้วได้ผลกำไรจากการขายเพลงทั้งหมดในซีดีทั้งหกชุดเป็นเงินจำนวน 10,800,000 บาท เมื่อนำสัดส่วนเพลงดังของโจทก์ซึ่งเท่ากับร้อยละ 20 ของเพลงทั้งหมดมาคำนวณจากผลกำไรดังกล่าวแล้ว จะได้ค่าเสียหายที่โจทก์สูญเสียไปหรือที่โจทก์ควรได้รับจากกำไรเป็นเงิน 2,160,000 บาท จึงเห็นสมควรกำหนดค่าเสียหายในส่วนนี้จำนวน 2,160,000 บาท ส่วนที่โจทก์ฟ้องและนำสืบประการสุดท้ายว่า การกระทำของจำเลยดังกล่าวข้างต้นทั้งหมดทำให้โจทก์ได้รับความเสียหายแก่ชื่อเสียงเกียรติคุณของโจทก์ผู้สร้างสรรค์งานดนตรีกรรมตามคำฟ้องเป็นเงินจำนวน 90,000,000 บาท นั้น เห็นว่า การที่จำเลยแอบอ้างว่าโจทก์ได้ขายลิขสิทธิ์ในงานเพลงจำนวน 142 เพลง ตามคำฟ้องให้แก่จำเลยแล้ว จำเลยจึงเป็นเจ้าของลิขสิทธิ์ในเพลงจำนวนดังกล่าว จำเลยนำเพลงนั้นไปอนุญาตให้ผู้อื่นใช้ลิขสิทธิ์ตามสัญญาอนุญาตให้ใช้ลิขสิทธิ์ และที่จำเลยอ้างต่อบริษัทที่จัดเก็บลิขสิทธิ์เพลงของโจทก์ว่า เพลงที่จัดเก็บลิขสิทธิ์นั้นเป็นลิขสิทธิ์ของจำเลย กับการที่จำเลยได้ทำซ้ำและดัดแปลงงานเพลงจำนวน 15 เพลง อันมีลิขสิทธิ์ของโจทก์แล้วผลิตเป็นซีดีสิ่งบันทึกเสียงเพลงออกจำหน่ายโดยไม่ได้รับอนุญาตจากโจทก์นั้น มิใช่การละเมิดสิทธิในธรรมสิทธิ (Moral right) ของโจทก์ผู้สร้างสรรค์งานอันมีลิขสิทธิ์โดยการบิดเบือน ตัดทอน ดัดแปลง หรือทำโดยประการอื่นในลักษณะเดียวกันจนเกิดความเสียหายต่อชื่อเสียงหรือเกียรติคุณของโจทก์ผู้สร้างสรรค์งานเพลงดังกล่าวเพราะจำเลยมิได้ดัดแปลงหรือเปลี่ยนแปลงเนื้อร้องหรือทำนองเพลงจำนวน 142 เพลง ตามคำฟ้องให้ผิดแผกแตกต่างไปจากเนื้อร้องหรือทำนองเพลงที่โจทก์ได้แต่งขึ้นในลักษณะที่เป็นถ้อยคำหยาบคาย ลามก หรือให้ผิดเพี้ยนไปจากที่โจทก์ประสงค์จะสื่อสารไปถึงผู้ฟังเพลงแต่อย่างใด ทั้งการกระทำดังกล่าวก็ถือไม่ได้ว่า เป็นการที่จำเลยใช้สิทธิของโจทก์ผู้สร้างสรรค์งานดนตรีกรรมในอันที่จะแสดงว่าโจทก์เป็นผู้สร้างสรรค์งานดังกล่าวโดยมิชอบเพราะจำเลยยังคงระบุในสัญญาอนุญาตให้ใช้ลิขสิทธิ์เพลงว่า โจทก์เป็นผู้แต่งคำร้องและทำนองเพลงดังกล่าวมิได้บิดเบือนว่า จำเลยเป็นผู้สร้างสรรค์งานเพลงนั้นขึ้นแต่อย่างใด การกระทำของจำเลยทั้งหมดจึงถือไม่ได้ว่า เป็นการละเมิดสิทธิในธรรมสิทธิ (Moral right) ของโจทก์ผู้สร้างสรรค์งานดนตรีกรรมจนเกิดความเสียหายต่อชื่อเสียงหรือเกียรติคุณของโจทก์ผู้สร้างสรรค์ดังที่บัญญัติไว้ในพระราชบัญญัติลิขสิทธิ์ พ.ศ.2521 มาตรา 15 หรือพระราชบัญญัติลิขสิทธิ์ พ.ศ.2537 มาตรา 18 โจทก์ไม่อาจเรียกค่าเสียหายจากจำเลยในส่วนนี้ได้ สรุปจำเลยต้องรับผิดชดใช้ค่าเสียหายแก่โจทก์ ได้แก่ ค่าเสียหายเนื่องจากจำเลยนำงานดนตรีกรรมของโจทก์ไปอนุญาตให้บุคคลอื่นใช้ลิขสิทธิ์โดยไม่มีสิทธิเป็นเงินจำนวน 635,472.10 บาท ค่าเสียหายอันเป็นค่าขาดรายได้ของโจทก์จำนวน 390,000 บาท และค่าเสียหายเนื่องจากจำเลยทำซ้ำและดัดแปลงงานดนตรีกรรมของโจทก์โดยไม่ได้รับอนุญาตเป็นเงินจำนวน 2,160,000 บาท รวมเป็นค่าเสียหายทั้งสิ้นจำนวน 3,185,472.10 บาท พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันที่ 7 กรกฎาคม 2549 อันเป็นวันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จ ที่ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางพิพากษายกฟ้องมานั้น ศาลฎีกาแผนกคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศไม่เห็นพ้องด้วย อุทธรณ์ของโจทก์ฟังขึ้นบางส่วน

พิพากษาแก้เป็นว่า ให้จำเลยชำระค่าเสียหายจำนวน 3,185,472.10 บาท พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันที่ 7 กรกฎาคม 2549 อันเป็นวันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ คำขออื่นของโจทก์ให้ยก ให้จำเลยใช้ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสองศาลแทนโจทก์ โดยกำหนดค่าทนายความรวม 40,000 บาท
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 420 ม. 428
ป.วิ.พ. ม. 183
พ.ร.บ.ลิขสิทธิ์ พ.ศ.2537 ม. 17 ม. 18 ม. 27 ม. 31 ม. 63 ม. 64
พ.ร.บ.ลิขสิทธิ์ พ.ศ.2521 ม. 15 ม. 24
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นายสมนึก ทองมา หรือนายชลธี ธารทอง
จำเลย — บริษัท เสียงสยามแผ่นเสียง - เทป จำกัด
ชื่อองค์คณะ
ปริญญา ดีผดุง
อร่าม เสนามนตรี
ธัชพันธ์ ประพุทธนิติสาร
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 18520/2555
#532906
เปิดฉบับเต็ม

ในวันตรวจพยานหลักฐาน ศาลบันทึกไว้เพียงว่า เอกสารดังกล่าวให้ทนายจำเลยดูแล้วโดยไม่ปรากฏว่าทนายจำเลยแถลงรับข้อเท็จจริงตามเอกสารหมาย จ. 10 ว่าจำเลยไม่เคยได้รับใบอนุญาตให้มีและใช้อาวุธปืน คงแถลงรับข้อเท็จจริงว่าพันตำรวจโท ป. เป็นพนักงานสอบสวนจริงและทำการสอบสวนโดยชอบเท่านั้น ดังนั้นจำเลยจึงมิได้แถลงรับข้อเท็จจริงว่า จำเลยไม่เคยได้รับใบอนุญาตให้มีและใช้อาวุธปืน เมื่อโจทก์ไม่นำสืบให้เห็นว่าจำเลยไม่เคยได้รับใบอนุญาตให้มีและใช้อาวุธปืนตามฟ้อง พยานหลักฐานโจทก์จึงฟังไม่ได้ว่าจำเลยกระทำความผิดต่อ พ.ร.บ.อาวุธปืน เครื่องกระสุนปืน วัตถุระเบิด ดอกไม้เพลิง และสิ่งเทียมอาวุธปืน พ.ศ.2490

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตาม ป.อ. มาตรา 277 วรรคสี่ จำคุก 25 ปี จำเลยอุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์พิพากษาแก้เป็นว่าจำเลยมีความผิดตาม ป.อ. มาตรา 277 วรรคหนึ่ง จำคุก 3 ปี เป็นกรณีที่ศาลอุทธรณ์พิพากษาแก้วรรคของความผิดในบทมาตราเดียวกัน ไม่ถือเป็นการแก้บทความผิด แม้ศาลอุทธรณ์จะแก้โทษด้วยก็เป็นการแก้ไขเล็กน้อย และคงให้ลงโทษจำคุกไม่เกินห้าปี จึงต้องห้ามมิให้คู่ความฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริงตาม ป.วิ.อ. มาตรา 218 วรรคหนึ่ง โจทก์ฎีกาว่า คำเบิกความของผู้เสียหายที่ 1 รับฟังได้โดยปราศจากข้อสงสัยว่า จำเลยมีอาวุธปืนในขณะกระทำชำเราผู้เสียหายที่ 1 แม้โจทก์จะฎีกาในปัญหาข้อกฎหมายเกี่ยวกับการกระทำชำเราเด็กโดยมีอาวุธปืนด้วยก็ตาม แต่ในการวินิจฉัยปัญหาข้อกฎหมายดังกล่าว ศาลฎีกาต้องฟังข้อเท็จจริงก่อนว่าจำเลยมีอาวุธปืนในการกระทำชำเราผู้เสียหายที่ 1 หรือไม่ ฎีกาของโจทก์จึงเป็นการโต้เถียงดุลพินิจในการรับฟังพยานหลักฐานของศาลอุทธรณ์ อันเป็นฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง ต้องห้ามมิให้ฎีกาตามบทบัญญัติดังกล่าว การที่ศาลชั้นต้นรับฎีกาข้อนี้ของโจทก์จึงไม่ชอบ ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัย

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91, 277, 283 ทวิ, 284, 317, 371 พระราชบัญญัติอาวุธปืน เครื่องกระสุนปืน วัตถุระเบิด ดอกไม้เพลิง และสิ่งเทียมอาวุธปืน พ.ศ.2490 มาตรา 7, 8 ทวิ, 72, 72 ทวิ

จำเลยให้การปฏิเสธ แต่ต่อมาขอถอนคำให้การเดิม และให้การใหม่เป็นรับสารภาพข้อหาพรากเด็กไปเพื่อการอนาจาร พาเด็กไปเพื่อการอนาจารโดยใช้กำลังประทุษร้ายและกระทำชำเราเด็ก แต่มิได้กระทำโดยมีอาวุธปืน ส่วนข้อหาอื่นนอกจากนี้ให้การปฏิเสธ

ระหว่างพิจารณา พันตรีวีระศักดิ์ ผู้เสียหายที่ 2 ยื่นคำร้องขอให้บังคับจำเลยชดใช้ค่าสินไหมทดแทนเป็นเงิน 701,500 บาท พร้อมดอกเบี้ยร้อยละ 7.5 ต่อปี นับถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จ

จำเลยไม่ยื่นคำให้การในคดีส่วนแพ่ง

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 277 วรรคสี่, 283 ทวิ วรรคสอง, 284 วรรคหนึ่ง, 317 วรรคสาม, 371 พระราชบัญญัติ อาวุธปืน เครื่องกระสุนปืน วัตถุระเบิด ดอกไม้เพลิง และสิ่งเทียมอาวุธปืน พ.ศ.2490 มาตรา 7, 8 ทวิ วรรคหนึ่ง, 72 วรรคสาม, 72 ทวิ วรรคสอง เป็นการกระทำความผิดหลายกรรมต่างกัน ให้เรียงกระทงลงโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 ฐานกระทำชำเราเด็กอายุยังไม่เกินสิบห้าปีซึ่งมิใช่ภริยาของตนโดยมีอาวุธปืน ฐานพาเด็กอายุยังไม่เกินสิบห้าปีไปเพื่อการอนาจาร และฐานพาผู้อื่นไปเพื่อการอนาจารโดยใช้กำลังประทุษร้าย เป็นการกระทำกรรมเดียวผิดต่อกฎหมายหลายบท ลงโทษฐานกระทำชำเราเด็กอายุยังไม่เกินสิบห้าปีซึ่งมิใช่ภริยาของตนโดยมีอาวุธปืนอันเป็นกฎหมายบทที่มีโทษหนักที่สุดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 จำคุกตลอดชีวิต ฐานพรากเด็กอายุยังไม่เกินสิบห้าปีไปเสียจากบิดาเพื่อการอนาจาร จำคุก 4 ปี ฐานมีอาวุธปืนไว้ในครอบครองโดยไม่ได้รับใบอนุญาต จำคุก 8 เดือน ฐานพาอาวุธปืนไปในเมือง หมู่บ้าน หรือทางสาธารณะโดยไม่ได้รับใบอนุญาตและไม่มีเหตุสมควร เป็นการกระทำกรรมเดียวผิดต่อกฎหมายหลายบท ลงโทษตามพระราชบัญญัติอาวุธปืนฯ อันเป็นกฎหมายบทที่มีโทษหนักที่สุดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 จำคุก 6 เดือน จำเลยให้การรับสารภาพความผิดฐานกระทำชำเราเด็กอายุยังไม่เกินสิบห้าปีซึ่งมิใช่ภริยาของตนโดยมีอาวุธปืนและพรากเด็กอายุยังไม่เกินสิบห้าปีไปเสียจากบิดาเพื่อการอนาจาร ลดโทษให้กระทงละกึ่งหนึ่งตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 53 ประกอบมาตรา 78 คงจำคุกฐานกระทำชำเราเด็กอายุยังไม่เกินสิบห้าปีซึ่งมิใช่ภริยาของตนโดยมีอาวุธปืน 25 ปี ฐานพรากเด็กอายุยังไม่เกินสิบห้าปีไปเสียจากบิดาเพื่อการอนาจาร 2 ปี รวมจำคุก 27 ปี 14 เดือน ให้จำเลยใช้ค่าสินไหมทดแทนแก่ผู้เสียหายที่ 2 เป็นเงิน 170,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยร้อยละ 7.5 ต่อปี นับถัดจากวันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จ ค่าฤชาธรรมเนียมให้เป็นพับ

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษาแก้เป็นว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 277 วรรคหนึ่ง, 283 ทวิ วรรคสอง, 284 วรรคหนึ่ง, 317 วรรคสาม, 371 เป็นการกระทำอันเป็นความผิดหลายกรรมต่างกัน ให้ลงโทษทุกกรรมเป็นกระทงความผิดไปตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 ฐานกระทำชำเราเด็กอายุยังไม่เกินสิบห้าปีซึ่งมิใช่ภริยาของตน ฐานพาเด็กอายุยังไม่เกินสิบห้าปีไปเพื่อการอนาจารและฐานพาผู้อื่นไปเพื่อการอนาจารโดยใช้กำลังประทุษร้ายเป็นการกระทำอันเป็นกรรมเดียวเป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบท ลงโทษฐานกระทำชำเราเด็กอายุยังไม่เกินสิบห้าปีซึ่งมิใช่ภริยาของตนตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 277 วรรคหนึ่ง ซึ่งเป็นกฎหมายบทที่มีโทษหนักที่สุด ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 จำคุก 6 ปี และฐานพาอาวุธไปในเมือง หมู่บ้าน หรือทางสาธารณะโดยไม่มีเหตุสมควร ปรับ 100 บาท คำรับสารภาพและทางนำสืบของจำเลยว่าได้กระทำชำเราผู้เสียหายที่ 1 เป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้กึ่งหนึ่งตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คงจำคุก 3 ปี รวมโทษฐานพรากเด็กอายุยังไม่เกินสิบห้าปีไปเสียจากบิดาเพื่อการอนาจารตามคำพิพากษาของศาลชั้นต้นเข้าด้วยแล้ว เป็นจำคุก 5 ปี และปรับ 100 บาท ไม่ชำระค่าปรับให้จัดการตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 29 ยกฟ้องข้อหาความผิดอื่น และยกคำพิพากษาศาลชั้นต้นในส่วนค่าฤชาธรรมเนียม นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

โจทก์ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงที่คู่ความไม่โต้เถียงกันในชั้นฎีการับฟังเป็นยุติว่า ในวันและเวลาเกิดเหตุตามฟ้อง จำเลยพาอาวุธปืนไปในเมืองและทางสาธารณะโดยไม่มีเหตุสมควร จำเลยพรากเด็กหญิง ว. ผู้เสียหายที่ 1 อายุ 14 ปีเศษ ไปเสียจากพันตรีวีระศักดิ์ ผู้เสียหายที่ 2 ซึ่งเป็นบิดาเพื่อการอนาจาร แล้วพาผู้เสียหายที่ 1 ไปที่ห้องเลขที่ 206 อาคารเอสบี อพาร์ตเมนต์ เพื่อการอนาจาร จากนั้นจำเลยกระทำชำเราผู้เสียหายที่ 1 โดยผู้เสียหายที่ 1 ไม่ยินยอม

มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ว่า จำเลยมีความผิดตามพระราชบัญญัติอาวุธปืน เครื่องกระสุนปืน วัตถุระเบิด ดอกไม้เพลิง และสิ่งเทียมอาวุธปืน พ.ศ.2490 ตามคำพิพากษาศาลชั้นต้นหรือไม่ เห็นว่า ในคดีอาญาโจทก์มีหน้าที่ต้องนำพยานหลักฐานเข้าสืบให้ชัดแจ้งเพื่อให้ศาลรับฟังได้ว่าจำเลยกระทำความผิดตามข้อกล่าวหา คดีนี้โจทก์ฟ้องว่าจำเลยกระทำความผิดต่อพระราชบัญญัติอาวุธปืนฯ โจทก์จึงมีหน้าที่นำสืบให้เห็นว่าจำเลยไม่ได้รับใบอนุญาตให้มีและพาอาวุธปืนติดตัวตามพระราชบัญญัติอาวุธปืนฯ แม้โจทก์จะส่งผลการตรวจสอบข้อมูลทะเบียนอาวุธปืนของจำเลย เอกสารหมาย จ.10 ต่อศาลในวันตรวจพยานหลักฐาน แต่ตามรายงานกระบวนพิจารณาฉบับลงวันที่ 29 มิถุนายน 2552 ศาลบันทึกไว้เพียงว่า เอกสารดังกล่าวให้ทนายจำเลยดูแล้ว โดยไม่ปรากฏว่าทนายจำเลยแถลงรับข้อเท็จจริงตามเอกสารหมาย จ.10 ว่าจำเลยไม่เคยได้รับใบอนุญาตให้มีและใช้อาวุธปืน ส่วนที่จำเลยแถลงรับข้อเท็จจริงตามรายงานกระบวนพิจารณาฉบับลงวันที่ 25 มีนาคม 2553 ก็ปรากฏว่าจำเลยรับข้อเท็จจริงว่าพันตำรวจโทปรีชาเป็นพนักงานสอบสวนผู้ทำการสรุปสำนวนการสอบสวนในคดีนี้จริง และทำการสอบสวนโดยชอบเท่านั้น จำเลยมิได้แถลงรับข้อเท็จจริงตามเอกสารหมาย จ.10 ดังนี้ ตามรายงานกระบวนพิจารณาทั้งสองฉบับจึงฟังไม่ได้ว่าจำเลยแถลงรับข้อเท็จจริงว่าจำเลยไม่เคยได้รับใบอนุญาตให้มีและใช้อาวุธปืน เมื่อโจทก์ไม่นำสืบให้เห็นว่าจำเลยไม่เคยได้รับใบอนุญาตให้มีและใช้อาวุธปืนตามฟ้อง พยานหลักฐานโจทก์จึงฟังไม่ได้ว่าจำเลยกระทำความผิดต่อพระราชบัญญัติอาวุธปืนฯ ที่ศาลอุทธรณ์พิพากษามานั้น ศาลฎีกาพ้องด้วย ฎีกาของโจทก์ข้อนี้ฟังไม่ขึ้น

ส่วนที่โจทก์ฎีกาว่า การกระทำของจำเลยเป็นความผิดฐานข่มขืนกระทำชำเราเด็กอายุยังไม่เกินสิบห้าปีซึ่งมิใช่ภริยาของตนโดยมีอาวุธปืนนั้น คดีนี้ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 277 วรรคสี่ จำคุก 25 ปี จำเลยอุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์พิพากษาแก้เป็นว่าจำเลยมีความผิดตามประมวลฎหมายอาญา มาตรา 277 วรรคหนึ่ง จำคุก 3 ปี เป็นกรณีที่ศาลอุทธรณ์พิพากษาแก้วรรคของความผิดในบทมาตราเดียวกัน ไม่ถือเป็นการแก้บทความผิด แม้ศาลอุทธรณ์จะแก้โทษด้วยก็เป็นการแก้ไขเล็กน้อย และคงให้ลงโทษจำคุกไม่เกินห้าปี จึงต้องห้ามมิให้คู่ความฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริงตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 218 วรรคหนึ่ง เมื่อศาลอุทธรณ์วินิจฉัยว่าพยานหลักฐานโจทก์เป็นที่น่าสงสัยว่า จำเลยเจตนามีอาวุธปืนในการกระทำชำเราผู้เสียหายที่ 1 หรือไม่ จึงต้องยกประโยชน์แห่งความสงสัยให้จำเลยเท่ากับศาลอุทธรณ์ฟังข้อเท็จจริงว่าจำเลยไม่มีอาวุธปืนในการกระทำชำเราผู้เสียหายที่ 1 โจทก์ฎีกาว่า คำเบิกความของผู้เสียหายที่ 1 รับฟังได้โดยปราศจากข้อสงสัยว่า จำเลยมีอาวุธปืนในขณะกระทำชำเราผู้เสียหายที่ 1 แม้โจทก์จะฎีกาในปัญหาข้อกฎหมายเกี่ยวกับการกระทำชำเราเด็กโดยมีอาวุธปืนด้วยก็ตาม แต่ในการวินิจฉัยปัญหาข้อกฎหมายดังกล่าว ศาลฎีกาต้องฟังข้อเท็จจริงก่อนว่าจำเลยมีอาวุธปืนในการกระทำชำเราผู้เสียหายที่ 1 หรือไม่ ฎีกาของโจทก์จึงเป็นการโต้เถียงดุลพินิจในการรับฟังพยานหลักฐานของศาลอุทธรณ์ อันเป็นฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง ต้องห้ามมิให้ฎีกาตามบทบัญญัติดังกล่าว การที่ศาลชั้นต้นรับฎีกาข้อนี้ของโจทก์จึงไม่ชอบ ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัย

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.อ. ม. 277
ป.วิ.อ. ม. 173/1 ม. 218 ม. 229/1
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการ สำนักงานอัยการสูงสุด
จำเลย — นายจรัสพงศ์หรือเบียร์ อรชร
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลอาญา — นายวิชัย ลีลาสวัสดิ์
ศาลอุทธรณ์ — นายอำนวย โอภาพันธ์
ชื่อองค์คณะ
ธงชัย เสนามนตรี
อภิรัตน์ ลัดพลี
พศวัจณ์ กนกนาก
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 18462/2555
#532923
เปิดฉบับเต็ม

ความผิดตาม พ.ร.บ.หลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ พ.ศ.2535 มาตรา 243 (2) เป็นการกระทำที่มีเจตนาทำการซื้อขายหลักทรัพย์ในตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทยในลักษณะต่อเนื่องกัน อันเป็นผลทำให้การซื้อขายหลักทรัพย์นั้นผิดไปจากสภาพปกติของตลาด และการกระทำดังกล่าวได้กระทำไปเพื่อชักจูงให้บุคคลทั่วไปทำการซื้อหรือขายหลักทรัพย์นั้น พฤติการณ์ในลักษณะต่าง ๆ ของจำเลยที่ 1 และที่ 2 ที่ร่วมกันทำการซื้อขายหุ้นธนาคาร น. ในช่วงเกิดเหตุ จนทำให้มีปริมาณในการซื้อขายหุ้นดังกล่าวเพิ่มขึ้นหลายเท่าตัว และมีระดับราคาเพิ่มสูงขึ้นโดยไม่มีข้อมูลหรือปัจจัยใดมาสนับสนุนให้มีการเปลี่ยนแปลงเช่นนี้ได้ ทั้งราคาหุ้นดังกล่าวก็เพิ่มสูงขึ้น แต่ไม่มีข้อมูลใดที่จะส่งผลให้การซื้อขายหุ้นเปลี่ยนแปลงเพิ่มสูงขึ้นได้เช่นกัน เมื่อเปรียบเทียบกับหุ้นของธนาคารอื่นที่มีสินทรัพย์และผลประกอบการระดับเดียวกัน การซื้อขายหุ้นนี้จึงเป็นการซื้อขายหุ้นที่ผิดไปจากสภาพปกติของตลาดอันเกิดจากการกระทำของจำเลยที่ 1 และที่ 2 แล้ว นอกจากนี้ การที่จำเลยที่ 2 มีคำสั่งซื้อหุ้นอันมีลักษณะเป็นการชี้นำนักลงทุนทั่วไปว่ามีนักลงทุนจำนวนมากสนใจซื้อหุ้นดังกล่าวจนทำให้ราคาเพิ่มสูงขึ้น หรือพฤติการณ์ของจำเลยที่ 1 และที่ 2 ที่มีการส่งคำสั่งซื้อโดยใช้คำสั่งย่อยคำสั่งละ 10,000 หุ้น ก็เป็นไปตามความต้องการของจำเลยที่ 1 หรือที่ 2 เพื่อให้นักลงทุนทั่วไปเข้าใจว่ามีนักลงทุนเป็นจำนวนมากสนใจซื้อหุ้นดังกล่าว จนมีนักลงทุนทั่วไปซื้อหุ้นนี้จนมีราคาสูงขึ้นในวันนั้น ๆ ซึ่งหากจำเลยที่ 1 และที่ 2 ต้องการซื้อหุ้นดังกล่าวไว้เก็งกำไรจริง ย่อมต้องเข้าซื้อหุ้นขณะที่มีราคาถูกแล้วรอไว้ขายเมื่อราคาปรับตัวสูงขึ้นตามกลไกของตลาด พฤติการณ์ในการซื้อขายหุ้นดังกล่าวของจำเลยที่ 1 และที่ 2 ในขณะเกิดเหตุ หาใช่เป็นการซื้อเพื่อเก็งกำไรตามที่นักลงทุนทั่วไปปฏิบัติกัน จึงเป็นการซื้อขายในลักษณะต่อเนื่องกัน เป็นผลให้การซื้อขายหุ้นดังกล่าวผิดไปจากสภาพปกติของตลาดเพื่อชักจูงให้บุคคลทั่วไปทำการซื้อหรือขายหุ้นดังกล่าว อันเป็นความผิดตามพระราชบัญญัติฉบับนี้แล้ว

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องและแก้ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยทั้งหกตามพระราชบัญญัติหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ พ.ศ.2535 มาตรา 243, 244, 296 ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 50, 83 และห้ามจำเลยที่ 1 ที่ 3 และที่ 4 ประกอบอาชีพที่เกี่ยวข้องกับการซื้อขายหลักทรัพย์ในตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทยมีกำหนด 5 ปี

จำเลยทั้งหกให้การปฏิเสธ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยที่ 1 และที่ 2 มีความผิดตามพระราชบัญญัติหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ พ.ศ.2535 มาตรา 243 (2), 296 ประกอบประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83 จำคุกคนละ 1 ปี และปรับคนละ 4,000,000 บาท โทษจำคุกให้รอการลงโทษไว้มีกำหนด 2 ปี ตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 56 ไม่ชำระค่าปรับให้จัดการตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 29, 30 หากต้องกักขังแทนค่าปรับให้กักขังได้ไม่เกิน 2 ปี ส่วนที่โจทก์ขอให้สั่งห้ามจำเลยที่ 1 ประกอบอาชีพที่เกี่ยวข้องกับการเป็นนายหน้าซื้อขายหลักทรัพย์มีกำหนด 5 ปี นับแต่วันพ้นโทษ ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 50 นั้น ปรากฏว่าคดีนี้ศาลรอการลงโทษจำคุกให้จำเลยที่ 1 จึงไม่อาจสั่งห้ามประกอบอาชีพตามที่โจทก์ขอได้ คำขอส่วนนี้และข้อหาอื่นให้ยก และยกฟ้องสำหรับจำเลยที่ 3 ถึงที่ 6

โจทก์ จำเลยที่ 1 และที่ 2 อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษาแก้เป็นว่า ให้ปรับจำเลยที่ 1 และที่ 2 คนละ 8,000,000 บาท นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาของศาลชั้นต้น

จำเลยที่ 1 และที่ 2 ฎีกา โดยผู้พิพากษาซึ่งพิจารณาและลงชื่อในคำพิพากษาศาลชั้นต้นอนุญาตให้ฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงในเบื้องต้นรับฟังได้ว่า จำเลยที่ 1 เป็นภริยาของจำเลยที่ 2 จำเลยที่ 1 เป็นกรรมการบริษัทเงินทุนหลักทรัพย์เมืองทองทรัสต์ จำกัด ซึ่งเป็นซับโบรกเกอร์ซื้อขายหลักทรัพย์ในตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย ขณะเกิดเหตุจำเลยที่ 3 ถึงที่ 5 และนางสาวอัษฏ์คุณเป็นลูกจ้างของบริษัทเงินทุนหลักทรัพย์เมืองทองทรัสต์ จำกัด จำเลยที่ 2 เป็นแพทย์เจ้าของเมโทรสลิมคลีนิค จำเลยที่ 6 และนางสาวจิงจูเป็นลูกจ้างทำงานที่เมโทรสลิมคลีนิคของจำเลยที่ 2 เมื่อวันที่ 7 กุมภาพันธ์ 2535 จำเลยที่ 3 ขอเปิดบัญชีเงินฝากกระแสรายวันกับธนาคารนครหลวงไทย จำกัด (มหาชน) สำนักเพชรบุรี บัญชีเลขที่ 001-1-16843-5 และวันที่ 10 กุมภาพันธ์ 2535 นางสาวอัษฏ์คุณขอเปิดบัญชีเงินฝากกระแสรายวันกับธนาคารนครหลวงไทย จำกัด (มหาชน) สำนักงานใหญ่ บัญชีเลขที่ 001-1-16841-8 แล้ว จำเลยที่ 3 กับนางสาวอัษฏ์คุณมอบอำนาจให้จำเลยที่ 1 เป็นผู้มีอำนาจเบิกถอนเงินจากบัญชีเงินฝากกระแสรายวันดังกล่าว การซื้อขายหลักทรัพย์ในตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย ประชาชนทั่วไปไม่สามารถซื้อหรือขายหลักทรัพย์ได้โดยตรง แต่จะต้องทำการซื้อขายผ่านตัวแทนซึ่งเป็นสมาชิกของตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย ซึ่งเรียกว่า โบรกเกอร์หรือซับโบรกเกอร์ แต่ซับโบรกเกอร์ไม่สามารถทำการซื้อขายหลักทรัพย์กับตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทยได้โดยตรง หากจะทำการซื้อขายหลักทรัพย์แทนลูกค้าจะต้องแจ้งความจำนงขอซื้อหรือขายหลักทรัพย์ผ่านโบรกเกอร์อีกทอดหนึ่ง ผู้ที่ต้องการซื้อหรือขายหลักทรัพย์ในตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทยจะต้องเปิดบัญชีเพื่อซื้อขายหลักทรัพย์กับโบรกเกอร์หรือซับโบรกเกอร์แล้วแจ้งความจำนงให้โบรกเกอร์หรือซับโบรกเกอร์ที่ตนเปิดบัญชีทำคำสั่งซื้อหรือคำสั่งขายเข้าไปที่ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย การซื้อหรือขายหลักทรัพย์ไม่สามารถทำคำสั่งซื้อหรือคำสั่งขายได้ตามใจชอบ จะต้องเสนอราคาซื้อหรือขายต่ำสุดหรือสูงสุดไม่เกินร้อยละ 10 ของราคาซื้อขายครั้งสุดท้ายในวันก่อนหน้านั้น เมื่อโบรกเกอร์ส่งคำสั่งซื้อหรือคำสั่งขายไปที่ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทยแล้ว คำสั่งซื้อหรือคำสั่งขายจะแสดงบนจอคอมพิวเตอร์ โดยคำสั่งซื้อหรือคำสั่งขายจะแบ่งออกเป็น 2 ฝ่าย ฝ่ายคำสั่งซื้อจะจัดลำดับจากคำสั่งซื้อราคาสูงสุดเรียงลงไปถึงคำสั่งซื้อราคาราคาต่ำสุด ส่วนฝ่ายคำสั่งขายจะจัดลำดับจากคำสั่งขายราคาต่ำสุดเรียงไปจนถึงคำสั่งขายราคาสูงสุด หากมีการส่งคำสั่งซื้อหรือคำสั่งขายที่ราคาเท่ากัน คำสั่งซื้อหรือคำสั่งขายจะเรียงตามลำดับก่อนหลังที่มีการส่งคำสั่งซื้อหรือคำสั่งขายเรียงกันไป ขณะเกิดเหตุตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทยจะเปิดทำการเวลา 9 นาฬิกา แต่คำสั่งซื้อหรือคำสั่งขายสามารถทำคำสั่งส่งไปได้ตั้งแต่เวลา 8.30 นาฬิกา แต่ยังไม่มีผลให้ทำการซื้อขายกันจนกว่าตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทยจะเปิดทำการ เมื่อตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทยเปิดทำการระบบคอมพิวเตอร์ของตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทยจะจัดลำดับคำสั่งซื้อหรือคำสั่งขายและให้มีผลเป็นการซื้อขายกันโดยวิธีจับคู่ซื้อขายด้วยระบบคอมพิวเตอร์ โดยจะจับคู่คำสั่งซื้อหรือคำสั่งขายในราคาซื้อหรือขายที่ตรงกัน หากราคาซื้อและราคาขายไม่ตรงกันก็อาจมีการจับคู่ให้มีการซื้อขายกันในระดับราคาซื้อที่ดีที่สุดและราคาขายที่ดีที่สุด ส่วนคำสั่งซื้อหรือคำสั่งขายที่ยังไม่เกิดการซื้อขายกันก็จะเรียงลำดับบนจอคอมพิวเตอร์ด้านละ 3 ราคา ซึ่งเป็นไปตามข้อบังคับของตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย จำเลยที่ 1 ขอเปิดบัญชีซื้อขายหลักทรัพย์และบัญชีเดินสะพัดต่อบริษัทเงินทุนหลักทรัพย์เอกชาติ จำกัด จำเลยที่ 2 ขอเปิดบัญชีซื้อขายหลักทรัพย์และบัญชีเดินสะพัดต่อบริษัทเงินทุนหลักทรัพย์ธนไทย จำกัด ก่อนเกิดเหตุจำเลยที่ 1 และที่ 2 ขอให้จำเลยที่ 3 ถึงที่ 6 และนางสาวจิงจูเปิดบัญชีซื้อขายหลักทรัพย์กับบริษัทเงินทุนหลักทรัพย์นครหลวงเครดิต จำกัด เพื่อให้จำเลยที่ 1 และที่ 2 ใช้บัญชีซื้อขายหลักทรัพย์ของจำเลยที่ 3 ถึงที่ 6 และนางสาวจิงจูซื้อขายหลักทรัพย์ในตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย ส่วนนายสมบูรณ์ นายสุรศักคิ์ นายนพคุณ นายสุธน และนายหู ต่างมีบัญชีซื้อขายหลักทรัพย์ในตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทยอยู่ก่อนแล้ว และต่างยินยอมให้จำเลยที่ 2 ใช้บัญชีซื้อขายหลักทรัพย์ดังกล่าวซื้อขายหลักทรัพย์ในตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทยได้ หุ้นของธนาคารนครหลวงไทย จำกัด (มหาชน) เป็นหลักทรัพย์จดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย มีชื่อย่อใช้เรียกขานกันว่า "SCIB" หุ้น "SCIB" ในเดือนมกราคม 2535 มีปริมาณการซื้อขายเฉลี่ยวันละ 3,930,000 หุ้น มีราคาปิดเฉลี่ยหุ้นละ 7.91 บาท เดือนกุมภาพันธ์ 2535 มีปริมาณการซื้อขายเฉลี่ยวันละ 1,770,000 หุ้น มีราคาปิดเฉลี่ยหุ้นละ 7.99 บาท เดือนมีนาคม 2535 มีปริมาณการซื้อขายเฉลี่ยวันละ 1,270,000 หุ้น มีราคาปิดเฉลี่ยหุ้นละ 7.82 บาท เดือนเมษายน 2535 มีปริมาณการซื้อขายเฉลี่ยวันละ 1,700,000 หุ้น มีราคาปิดเฉลี่ยหุ้นละ 7.74 บาท เดือนพฤษภาคม 2535 มีปริมาณการซื้อขายเฉลี่ยวันละ 1,530,000 หุ้น ราคาปิดเฉลี่ยหุ้นละ 7.33 บาท ตามราคาปริมาณและมูลค่าการซื้อขายหุ้น "SCIB" ระหว่างวันที่ 1 ถึงวันที่ 16 มิถุนายน 2535 หุ้น "SCIB" มีปริมาณการซื้อขายเฉลี่ยวันละ 840,000 หุ้น ราคาปิดเฉลี่ยหุ้นละ 7.08 บาท วันที่ 17 มิถุนายน 2535 มีปริมาณการซื้อขาย 8,395,700 หุ้น ราคาปิดเฉลี่ยหุ้นละ 7.90 บาท วันที่ 18 มิถุนายน 2535 มีปริมาณการซื้อขาย 18,972,200 หุ้น ราคาปิดเฉลี่ยหุ้นละ 8.60 บาท วันที่ 19 มิถุนายน 2535 มีปริมาณการซื้อขาย 20,868,900 หุ้น ราคาปิดเฉลี่ยหุ้นละ 8.20 บาท วันที่ 22 มิถุนายน 2535 มีปริมาณการซื้อขาย 28,951,200 หุ้น ราคาปิดเฉลี่ยหุ้นละ 9.00 บาท วันที่ 23 มิถุนายน 2535 มีปริมาณการซื้อขาย 37,286,100 หุ้น ราคาปิดเฉลี่ยหุ้นละ 9.90 บาท และวันที่ 24 มิถุนายน 2535 มีปริมาณการซื้อขาย 54,336,700 หุ้น ราคาปิดเฉลี่ยหุ้นละ 10.25 บาท เมื่อวันที่ 17 มิถุนายน 2535 จำเลยที่ 2 ซื้อหุ้น "SCIB" โดยใช้บัญชีซื้อขายหลักทรัพย์ของนายสมบูรณ์ 1,378,000 หุ้น และใช้บัญชีซื้อขายหลักทรัพย์ของนายสุรศักดิ์ 4,240,000 หุ้น รวม 5,618,000 หุ้น คิดเป็นร้อยละ 66.91 ของปริมาณการซื้อขายหุ้น "SCIB" วันนั้น วันที่ 18 มิถุนายน 2535 จำเลยที่ 2 ซื้อหุ้น "SCIB" โดยใช้บัญชีซื้อขายหลักทรัพย์ของนายนพคุณ 1,285,900 หุ้น คิดเป็นร้อยละ 6.77 ของปริมาณการซื้อขายหุ้น "SCIB" ในวันนั้น และขายหุ้น "SCIB" ในบัญชีซื้อขายหลักทรัพย์ของจำเลยที่ 2 จำนวน 2,500,000 หุ้น วันที่ 19 มิถุนายน 2535 จำเลยที่ 2 ซื้อหุ้น "SCIB" โดยใช้บัญชีซื้อขายหลักทรัพย์ของจำเลยที่ 3 จำนวน 700,000 หุ้น ของจำเลยที่ 4 จำนวน 800,000 หุ้น ของจำเลยที่ 5 จำนวน 800,000 หุ้น ของจำเลยที่ 6 จำนวน 877,500 หุ้น และของนางสาวจิงจู 700,000 หุ้น รวม 3,788,500 หุ้น คิดเป็นร้อยละ 18.58 ของปริมาณการซื้อขายหุ้น "SCIB" ในวันนั้น จำเลยที่ 2 ขายหุ้น "SCIB" ในบัญชีซื้อขายหลักทรัพย์ของจำเลยที่ 2 จำนวน 1,663,600 หุ้น และในบัญชีซื้อขายหลักทรัพย์ของนายหู 300,000 หุ้น วันที่ 22 มิถุนายน 2535 จำเลยที่ 1 ขายหุ้น "SCIB" ในบัญชีซื้อขายหลักทรัพย์ของจำเลยที่ 1 จำนวน 1,900,000 หุ้น และในบัญชีซื้อขายหลักทรัพย์ของจำเลยที่ 2 จำนวน 3,000,000 หุ้น วันที่ 23 มิถุนายน 2535 จำเลยที่ 2 ขายหุ้น "SCIB" ในบัญชีซื้อขายหลักทรัพย์ของนายสุธน 1,275,000 หุ้น ในบัญชีซื้อขายหลักทรัพย์ของบริษัทบางกอกแลนด์ จำกัด 4,725,000 หุ้น และในบัญชีซื้อขายหลักทรัพย์ของนายสาคร 600,000 หุ้น และวันที่ 24 มิถุนายน 2535 จำเลยที่ 2 ขายหุ้น "SCIB" ในบัญชีซื้อขายหลักทรัพย์ของนายนพคุณ 2,600,000 หุ้น ตามรายการซื้อขายหุ้นธนาคารนครหลวงไทย จำกัด (มหาชน) เงินค่าหุ้น "SCIB" ที่จำเลยที่ 2 สั่งซื้อดังกล่าวมีการชำระโดยมีจำเลยที่ 1 ลงลายมือชื่อสั่งจ่ายเช็คนำเงินจากบัญชีเงินฝากกระแสรายวัน เลขที่ 001-1-16843-5 ที่จำเลยที่ 3 เปิดบัญชีไว้ที่ธนาคารนครหลวงไทย จำกัด (มหาชน) สำนักเพชรบุรี มาชำระเงินค่าหุ้น และเงินค่าหุ้น "SCIB" ที่จำเลยที่ 1 และที่ 2 สั่งขายมีการนำเงินฝากเข้าบัญชีกระแสรายวัน เลขที่ 001-1-16843-5 เช่นกัน ตามรายงานสรุปข้อเท็จจริงในการซื้อขายหุ้นธนาคารนครหลวงไทย จำกัด (มหาชน) สำหรับความผิดฐานซื้อขายหลักทรัพย์โดยรู้เห็นหรือตกลงกับบุคคลอื่น ตามพระราชบัญญัติหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ พ.ศ.2535 มาตรา 243 (1) ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง คดีเป็นอันยุติตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น ส่วนจำเลยที่ 3 ถึงที่ 6 ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง ศาลอุทธรณ์พิพากษายืนคดีในส่วนของจำเลยที่ 3 ถึงที่ 6 เป็นยุติตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์

มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยที่ 1 และที่ 2 ข้อแรกว่า การซื้อขายหุ้น "SCIB" ของจำเลยที่ 1 และที่ 2 ดังกล่าวเป็นความผิดตามพระราชบัญญัติหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ พ.ศ.2535 มาตรา 243 (2) หรือไม่ เห็นว่า ความผิดตามมาตรา 243 (2) แห่งพระราชบัญญัติหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์เป็นการกระทำที่มีเจตนาทำการซื้อขายหลักทรัพย์ในตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทยในลักษณะต่อเนื่องกัน อันเป็นผลทำให้การซื้อขายหลักทรัพย์นั้นผิดไปจากสภาพปกติของตลาด และการกระทำดังกล่าวได้กระทำไปเพื่อชักจูงให้บุคคลทั่วไปทำการซื้อหรือขายหลักทรัพย์นั้น ข้อเท็จจริงได้ความว่าหุ้น "SCIB" ระหว่างเดือนกุมภาพันธ์ 2535 ถึงเดือนพฤษภาคม 2535 มีปริมาณการซื้อขายเฉลี่ยวันละประมาณ 1,270,000 หุ้น ถึง 1,770,000 หุ้น ราคาปิดเฉลี่ยหุ้นละ 7.74 บาท ถึง 7.99 บาท และระหว่างวันที่ 1 ถึงวันที่ 16 มิถุนายน 2535 มีปริมาณการซื้อขายเฉลี่ยวันละ 840,000 หุ้น ราคาปิดเฉลี่ยหุ้นละ 7.08 บาท ผลการวิเคราะห์ของนายไกรทัศน์ นายนิวัฒน์ และนายปรีดาน่าเชื่อถือมีน้ำหนักให้รับฟังได้ว่า หุ้น "SCIB" ที่มีการเปลี่ยนแปลงมีปริมาณการซื้อขายเพิ่มสูงขึ้นกว่าปริมาณการซื้อขายในวันก่อนหน้านั้นประมาณ 1,000 เปอร์เซ็นต์ และมีราคาซื้อขายเพิ่มสูงขึ้นนั้น มิใช่เป็นการซื้อขายหลักทรัพย์ในสภาวะปกติ จำเลยที่ 1 และที่ 2 กล่าวอ้างลอย ๆ ว่า หุ้น "SCIB" มีราคาต่ำกว่ามูลค่าที่แท้จริง ไม่มีพยานหลักฐานใดสนับสนุน ที่อ้างว่าหุ้นของบริษัทเงินทุนหลักทรัพย์นครหลวงเครดิต จำกัด และบริษัทเงินทุนหลักทรัพย์ซี เอฟ จำกัด จะได้รับอนุญาตให้เข้าทำการซื้อขายในตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทยนั้น ก็ปรากฏตามประกาศคณะกรรมการกำกับตลาดหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ว่า หุ้นของบริษัทเงินทุนหลักทรัพย์นครหลวงเครดิต จำกัด และบริษัทเงินทุนหลักทรัพย์ซี เอฟ จำกัด ได้รับอนุญาตให้เข้าทำการซื้อขายในตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทยเมื่อวันที่ 27 มกราคม 2536 และวันที่ 4 ธันวาคม 2535 ตามลำดับ หลังเกิดเหตุเป็นเวลาประมาณ 6 เดือน ส่วนจำเลยที่ 1 และที่ 2 เมื่อจำเลยที่ 2 ซื้อหุ้น "SCIB" ระหว่างวันที่ 17 ถึงวันที่ 19 มิถุนายน 2535 แล้ว กลับขายหุ้น "SCIB" ไปเกือบทั้งหมดในทันที หาได้มีการถือครองหุ้นไว้เพื่อรอให้หุ้นของบริษัทเงินทุนหลักทรัพย์นครหลวงเครดิต จำกัด และบริษัทเงินทุนหลักทรัพย์ซี เอฟ จำกัด เข้าทำการซื้อขายในตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทยอันจะส่งผลให้หุ้น "SCIB" มีราคาเพิ่มขึ้นแล้วค่อยขายหุ้น "SCIB" ไปเพื่อทำกำไร ตามที่กล่าวอ้าง และได้ความตามรายงานการวิเคราะห์การซื้อขายหุ้นธนาคารนครหลวงไทย จำกัด (มหาชน) ว่า ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทยได้เปิดเผยข้อมูลดังกล่าวตั้งแต่วันที่ 28 พฤษภาคม 2535 เมื่อมีการเปิดเผยข้อมูลดังกล่าว หุ้น "SCIB" ก็คงมีปริมาณการซื้อขายและราคาเปลี่ยนแปลงเพียงเล็กน้อย และมีความเคลื่อนไหวในช่วงแคบ ๆ จึงเป็นไปไม่ได้ที่หุ้น "SCIB" จะมีการเปลี่ยนแปลงเนื่องจากข่าวการขายหุ้นเพิ่มทุนตามที่จำเลยที่ 1 และที่ 2 อ้าง ที่ข้อเท็จจริงได้ความว่า วันที่ 17 มิถุนายน 2535 จำเลยที่ 2 ซื้อหุ้น "SCIB" จำนวน 5,618,000 หุ้น คิดเป็นร้อยละ 66.91 ของปริมาณการซื้อขายในวันนั้น วันที่ 18 มิถุนายน 2535 จำเลยที่ 2 ซื้อหุ้น "SCIB" จำนวน 1,285,900 หุ้น คิดเป็นร้อยละ 6.77 ของปริมาณการซื้อขายในวันนั้น และวันที่ 19 มิถุนายน 2535 จำเลยที่ 2 ซื้อหุ้น "SCIB" จำนวน 3,788,500 หุ้น คิดเป็นร้อยละ 18.58 ของปริมาณการซื้อขายในวันนั้น โดยมีระดับราคาเพิ่มสูงขึ้น โดยเฉพาะวันที่ 17 และวันที่ 18 มิถุนายน 2535 มีระดับราคาใกล้เคียงกับราคาสูงสุดที่ทำการซื้อขายได้ในวันนั้น ต่อมาวันที่ 22 ถึงวันที่ 24 มิถุนายน 2535 จำเลยที่ 1 และที่ 2 ขายหุ้น "SCIB" และในการซื้อขายหุ้น "SCIB" ของจำเลยที่ 1 และที่ 2 ในขณะเกิดเหตุ จำเลยที่ 1 และที่ 2 ขอให้จำเลยที่ 3 ถึงที่ 6 และนางสาวจิงจูเปิดบัญชีซื้อขายหลักทรัพย์กับบริษัทเงินทุนหลักทรัพย์นครหลวงเครดิต จำกัด เพื่อให้จำเลยที่ 1 และที่ 2 ใช้บัญชีซื้อขายหลักทรัพย์ นอกจากนี้ยังใช้บัญชีซื้อขายหลักทรัพย์ของนายสมบูรณ์ นายสุรศักคิ์ นายนพคุณ นายสุธน และนายหู มาทำการซื้อขายหุ้น "SCIB" ทั้งเงินค่าหุ้น "SCIB" ที่จำเลยที่ 2 สั่งซื้อดังกล่าวมีการชำระโดยจำเลยที่ 1 เป็นผู้สั่งจ่ายเช็คนำเงินจากบัญชีเงินฝากกระแสรายวันเลขที่ 001-1-16843-5 ที่จำเลยที่ 3 เปิดบัญชีไว้ที่ธนาคารนครหลวงไทย จำกัด (มหาชน) สำนักเพชรบุรี ตามที่มอบอำนาจให้จำเลยที่ 1 เบิกถอนเงินออกจากบัญชีได้ แสดงให้เห็นว่าจำเลยที่ 1 และที่ 2 ร่วมกันทำการซื้อขายหุ้น "SCIB" ในช่วงเกิดเหตุจนมีปริมาณเปลี่ยนแปลงเพิ่มสูงขึ้นหลายเท่าตัว และมีระดับราคาเพิ่มสูงขึ้นโดยไม่มีข้อมูลหรือปัจจัยใดมาสนับสนุนให้มีการเปลี่ยนแปลงเช่นนี้ได้ ข้อเท็จจริงรับฟังได้ว่า การซื้อขายหุ้น "SCIB" เป็นการซื้อขายที่ผิดไปจากสภาพปกติของตลาดอันเกิดจากการกระทำของจำเลยที่ 1 และที่ 2

มีปัญหาต่อมาว่า การซื้อขายหุ้น "SCIB" ของจำเลยที่ 1 และที่ 2 ขณะเกิดเหตุ เป็นการซื้อขายในลักษณะต่อเนื่องกัน เพื่อชักจูงให้บุคคลทั่วไปทำการซื้อหรือขายหลักทรัพย์นั้น หรือไม่ เห็นว่า แม้โจทก์ไม่ได้นำนักลงทุนรายอื่นมาเป็นพยานให้ข้อเท็จจริงได้ความว่าเหตุที่เข้ามาซื้อขายหุ้น "SCIB" ขณะเกิดเหตุ เนื่องจากพบว่าปริมาณการซื้อขายเพิ่มขึ้นและคาดหมายว่าจะมีนักลงทุนรายใหญ่เข้ามากว้านซื้อหุ้น "SCIB" จนทำให้มีราคาเพิ่มสูงขึ้นตามที่จำเลยที่ 1 และที่ 2 ฎีกา แต่หุ้น "SCIB" ในวันที่ 16 มิถุนายน 2535 มีปริมาณการซื้อขายเพียง 868,700 หุ้น มีราคาปิดหุ้นละ 7.20 บาท ส่วนวันที่ 17 มิถุนายน 2535 มีปริมาณการซื้อขายเพิ่มสูงถึง 8,395,700 หุ้น มีราคาปิดเพิ่มขึ้นถึงหุ้นละ 7.90 บาท โดยเฉพาะจำเลยที่สั่งซื้อหุ้น "SCIB" มีปริมาณการซื้อขายจำนวนสูงกว่าการซื้อขายหุ้น "SCIB" ในวันที่ 16 มิถุนายน 2535 เป็นจำนวนประมาณ 800 เปอร์เซ็นต์ ถือว่าเป็นจำนวนที่สูงมาก ส่วนราคาปิดก็สูงสุดเท่าที่สามารถทำการซื้อขายได้ในวันนั้น โดยจำเลยที่ 2 ใช้บัญชีซื้อขายหลักทรัพย์ของนายสมบูรณ์และนายสุรศักดิ์ซื้อหุ้น "SCIB" 5,618,000 หุ้น คิดเป็นร้อยละ 66.91 ของปริมาณการซื้อขายหุ้น "SCIB" ในวันนั้น และมีคำสั่งซื้อหุ้น "SCIB" ที่ราคาหุ้นละ 7.30 บาท และเพิ่มสูงขึ้นจนถึงราคาหุ้นละ 7.90 บาท การซื้อขายหุ้น "SCIB" ในวันที่ 17 มิถุนายน 2535 นายนิวัฒน์มีความเห็นว่าหากเป็นฝ่ายผู้ซื้อ ราคาที่ดีที่สุดจะอยู่ที่หุ้นละ 7.20 บาท เท่ากับราคาปิดของวันก่อนหน้านั้น แต่ก่อนตลาดเปิดนายสมบูรณ์มีคำสั่งซื้อที่ราคาหุ้นละ 7.30 บาท ทั้งคำสั่งซื้อของนายสมบูรณ์และนายสุรศักดิ์ดังกล่าวมีลักษณะเป็นการตั้งรอซื้อเพื่อพยุงราคามิให้ตกลงมา โดยไม่มีข้อมูลหรือปัจจัยใดมาสนับสนุนให้เห็นว่าหุ้น "SCIB" มีการเปลี่ยนแปลงเช่นนี้ได้ ถือว่าการเปลี่ยนแปลงดังกล่าวเป็นการเปลี่ยนแปลงจำนวนสูงมาก ทั้งจำเลยที่ 2 มีคำสั่งซื้อหุ้น "SCIB" โดยในบัญชีซื้อขายหลักทรัพย์ของนายสมบูรณ์ได้ใช้คำสั่งย่อยคำสั่งละ 10,000 หุ้น ถึง 100 คำสั่ง และในบัญชีซื้อขายหลักทรัพย์ของนายสุรศักดิ์ใช้คำสั่งย่อยคำสั่งละ 10,000 หุ้น ถึง 224 คำสั่ง ซึ่งในข้อนี้นายเสน่ห์หรือฐิติกร เจ้าหน้าที่การตลาดบริษัทเงินทุนหลักทรัพย์ร่วมเสริมกิจ จำกัด นายหน้าซื้อขายหลักทรัพย์ที่นายสมบูรณ์เปิดบัญชีไว้เบิกความว่า ที่มีการส่งคำสั่งซื้อหุ้น "SCIB" คำสั่งละ 10,000 หุ้น เป็นความต้องการของลูกค้า แม้ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทยจะไม่มีข้อกำหนดห้ามไว้ แต่ต้องใช้คนหลายคนในการส่งคำสั่งซึ่งไม่สะดวก จากคำเบิกความดังกล่าวแสดงให้เห็นว่าเหตุที่มีการส่งคำสั่งซื้อโดยใช้คำสั่งย่อยคำสั่งละ 10,000 หุ้น ก็เป็นไปตามความต้องการของจำเลยที่ 1 หรือที่ 2 เพื่อให้นักลงทุนทั่วไปเข้าใจว่ามีนักลงทุนเป็นจำนวนมากสนใจซื้อหุ้น "SCIB" จนมีนักลงทุนทั่วไปซื้อหุ้น "SCIB" ทำให้มีราคาสูงขึ้นในวันนั้น นอกจากนี้หากจำเลยที่ 1 และที่ 2 ต้องการซื้อหุ้น "SCIB" ไว้เก็งกำไรจริง ย่อมจะต้องเข้าซื้อหุ้น "SCIB" ขณะที่มีราคาถูกแล้วรอไว้ขายเมื่อราคาปรับตัวสูงขึ้นตามกลไกของตลาด กรณีนี้หุ้น "SCIB" มีราคาปิดในวันที่ 16 มิถุนายน 2535 เพียงหุ้นละ 7.20 บาท หากจำเลยที่ 1 และที่ 2 ต้องการซื้อไว้เก็งกำไร ก็น่าจะหาหนทางซื้อในราคาที่ต่ำ เพื่อจะขายได้เมื่อราคาเพิ่มสูงขึ้นในภายภาคหน้า แต่การซื้อหุ้น "SCIB" ของจำเลยที่ 2 ในวันที่ 17 มิถุนายน 2535 กลับได้ความว่าก่อนเปิดตลาดไม่มีนักลงทุนรายใดส่งคำเสนอขอซื้อที่ราคาหุ้นละ 7.30 บาท หรือสูงกว่านั้น แต่จำเลยที่ 2 กลับมีคำสั่งซื้อที่ราคาหุ้นละ 7.30 บาท และจับคู่ซื้อขายกันจนทำให้มีราคาเปิดที่หุ้นละ 7.30 บาท ต่อมาเมื่อเปิดตลาดได้ส่งคำสั่งซื้อเพิ่มสูงขึ้นเรื่อย ๆ จนไปถึงราคา หุ้นละ 7.90 บาท มีผลให้มีการจับคู่ซื้อขายกันที่ราคาหุ้นละ 7.40 บาท 7.50 บาท และ 7.90 บาท ตามลำดับ อันมีลักษณะเป็นการชี้นำนักลงทุนทั่วไปว่ามีนักลงทุนจำนวนมากสนใจซื้อหุ้น "SCIB" จนทำให้ราคาเพิ่มสูงขึ้นตามลำดับ ที่จำเลยที่ 1 และที่ 2 อ้างว่าไม่ได้สั่งการให้ส่งคำสั่งซื้อเป็นคำสั่งย่อยคำสั่งละ 10,000 หุ้น แต่เป็นที่ระบบคอมพิวเตอร์ กลับได้ความตามคำเบิกความของนายนิวัฒน์และรายการซื้อขายหุ้นธนาคารนครหลวงไทย จำกัด (มหาชน) ว่า ในวันที่ 17 มิถุนายน 2535 จำเลยที่ 2 มีคำสั่งซื้อหุ้น "SCIB" คำสั่งละ 100,000 หุ้นบ้าง และ 10,000 หุ้นบ้าง หากเป็นที่ระบบคอมพิวเตอร์ตามที่อ้าง คำสั่งซื้อจะต้องมีแต่เฉพาะคำสั่งละไม่เกิน 10,000 หุ้นเท่านั้น เมื่อมีคำสั่งซื้อที่มีจำนวนหุ้นเกินกว่า 10,000 หุ้นปรากฏด้วย แสดงให้เห็นว่าคำสั่งซื้อที่เป็นคำสั่งย่อยคำสั่งละ 10,000 หุ้น มิได้เกิดจากระบบคอมพิวเตอร์ตามที่จำเลยที่ 1 และที่ 2 อ้าง แต่เป็นเพราะจำเลยที่ 1 และที่ 2 ต้องการให้ใช้คำสั่งย่อยตามที่ปรากฏ ส่วนวันที่ 18 มิถุนายน 2535 จำเลยที่ 2 ใช้บัญชีซื้อขายหลักทรัพย์ของนายนพคุณซื้อหุ้น "SCIB" จำนวน 1,285,900 หุ้น คิดเป็นร้อยละ 6.78 ของปริมาณการซื้อขายในวันนั้น เมื่อเปรียบเทียบกับจำนวนหุ้น "SCIB" ที่มีการซื้อขายในวันที่ 17 มิถุนายน 2535 แม้จะมีจำนวนไม่มากนัก แต่นายนิวัฒน์เบิกความว่าราคาหุ้น "SCIB" ผันผวน และได้ความว่าเมื่อเวลา 9.08 นาฬิกา จำเลยที่ 2 มีคำเสนอขอซื้อราคาหุ้น "SCIB" ที่ราคาหุ้นละ 8.40 บาท จับคู่ซื้อขายกันได้ 73,100 หุ้น ยังเหลือคำเสนอขอซื้อตั้งรอซื้อจำนวนหนึ่ง แต่จำเลยที่ 2 มีคำเสนอขอซื้อที่ราคาหุ้นละ 8.50 บาท เข้ามาจำนวนมากทำให้ราคาหุ้น "SCIB" ซื้อขายกันที่ราคาหุ้นละ 8.50 บาท จนมีราคาปิดที่หุ้นละ 8.60 บาท ซึ่งเป็นราคาสูงสุดที่ทำการซื้อขายได้ นายนิวัฒน์มีความเห็นว่าเหตุที่ราคาหุ้น "SCIB" ยังมีราคาที่สูงอยู่สืบเนื่องจากการซื้อขายหุ้น "SCIB" ในวันที่ 17 มิถุนายน 2535 ทั้งจำเลยที่ 2 มีคำสั่งซื้อในลักษณะเพื่อไล่ราคาให้อยู่ที่หุ้นละ 8.50 บาท ส่วนวันที่ 19 มิถุนายน 2535 จำเลยที่ 2 ใช้บัญชีซื้อขายหลักทรัพย์ของจำเลยที่ 3 ถึงที่ 6 และนางสาวจิงจูซื้อหุ้น "SCIB" 3,877,500 หุ้น ที่ราคาหุ้นละ 9.20 บาท ถึง 9.35 บาท คิดเป็นร้อยละ 18.58 ของปริมาณการซื้อขายหุ้น "SCIB" ในวันนั้น วันที่ 22 ถึงวันที่ 24 มิถุนายน 2535 จำเลยที่ 1 และที่ 2 ไม่ได้ซื้อหุ้น "SCIB" คงแต่ขายหุ้น "SCIB" ออกไป และได้ความตามหนังสือพิมพ์กรุงเทพธุรกิจว่า บริษัทบางกอกแลนด์ จำกัด ต้องการเข้ามากว้านซื้อหุ้น "SCIB" เพื่อเข้ามาบริหารกิจการธนาคารนครหลวงไทย จำกัด (มหาชน) ซึ่งในข้อนี้จำเลยที่ 1 และที่ 2 ก็มิได้นำสืบหักล้างว่าบริษัทบางกอกแลนด์ จำกัด มิได้เสนอข่าวตามดังกล่าว ทั้งนายนิวัฒน์ยังได้เบิกความถึงความสัมพันธ์ระหว่างจำเลยที่ 1 กับบริษัทบางกอกแลนด์ จำกัด ว่า บริษัทบางกอกแลนด์ จำกัด มีบุคคลในครอบครัวกาญจนพาศน์เป็นผู้บริหาร ส่วนจำเลยที่ 1 เดิมมีนามสกุลกาญจนพาสน์ เมื่อมาสมรสกับจำเลยที่ 2 จึงใช้นามสกุลจำเลยที่ 2 และจำเลยที่ 1 เป็นผู้ถือหุ้นรายใหญ่ในบริษัทบางกอกแลนด์ จำกัด ทั้งเมื่อมีการเสนอข่าวดังกล่าวแล้ว ไม่ปรากฏข้อเท็จจริงว่าบริษัทบางกอกแลนด์ จำกัด เข้ามากว้านซื้อหุ้น "SCIB" จริงตามที่เป็นข่าว ที่จำเลยที่ 1 และที่ 2 อ้างว่าไม่มีเงินทุนจำนวนมากพอที่จะมากว้านซื้อหุ้น "SCIB" เพื่อกำหนดราคา แต่ตามข่าวย่อมส่งผลให้นักลงทุนทั่วไปหลงเชื่อว่าบริษัทบางกอกแลนด์ จำกัด เป็นนักลงทุนรายใหญ่มีเงินทุนจำนวนมากที่จะเข้ามากว้านซื้อหุ้น "SCIB" เพื่อลงทุนและบริหารกิจการธนาคารนครหลวงไทย จำกัด (มหาชน) ตามที่มีการเสนอข่าว จนทำให้หุ้น "SCIB" มีการซื้อขายเพิ่มสูงขึ้นทั้งปริมาณและราคาจากการเสนอข่าวดังกล่าวทำให้สอดรับกับข้อเท็จจริงที่ได้ความว่า จำเลยที่ 1 และที่ 2 ซื้อหุ้น "SCIB" จนทำให้นักลงทุนทั่วไปเข้าใจว่ามีบริษัทบางกอกแลนด์ จำกัด เข้ามากว้านซื้อหุ้น "SCIB" ทั้งระหว่างวันที่ 22 ถึงวันที่ 24 มิถุนายน 2535 จำเลยที่ 1 และที่ 2 ก็ไม่ได้ซื้อหุ้น "SCIB" เพิ่มขึ้นอีกเลยแต่เหตุที่หุ้น "SCIB" ยังมีราคาสูงก็เป็นผลสืบเนื่องที่จำเลยที่ 1 และที่ 2 ซื้อหุ้น "SCIB" ในระหว่างวันที่ 17 ถึง 19 มิถุนายน 2535 ไปเป็นจำนวนมากจนมีปริมาณการซื้อขายเพิ่มขึ้นหลายเท่าตัว จนวันที่ 19 มิถุนายน 2535 มีราคาปิดเปลี่ยนแปลงเพิ่มขึ้นถึงหุ้นละ 8.20 บาท และมีคำขอซื้อในราคาที่เพิ่มขึ้นตลอด ต่อมาวันที่ 22 มิถุนายน 2535 มีการเสนอข่าวว่าบริษัทบางกอกแลนด์ จำกัด จะเข้ามาลงทุนในกิจการธนาคารนครหลวงไทย จำกัด (มหาชน) โดยที่จำเลยที่ 1 เป็นบุคคลในครอบครัวกาญจนพาสน์ ซึ่งเป็นผู้บริหารบริษัทบางกอกแลนด์ จำกัด ย่อมแสดงให้เห็นว่าเป็นการร่วมกันเสนอข่าวเพื่อให้นักลงทุนส่วนใหญ่สนใจเข้าซื้อหุ้น "SCIB" ในราคาที่เพิ่มสูงขึ้นตามที่จำเลยที่ 1 และที่ 2 ซื้อหุ้น "SCIB" ไว้ก่อนหน้านั้น พฤติการณ์ในการซื้อหุ้น "SCIB" ของจำเลยที่ 1 และที่ 2 ในวันที่ 17 ถึงวันที่ 19 มิถุนายน 2535 หาใช่เป็นการซื้อเพื่อเก็งกำไรตามที่นักลงทุนทั่วไปปฏิบัติกันตามที่จำเลยที่ 1 และที่ 2 นำสืบและฎีกา ข้อเท็จจริงจากพยานหลักฐานของโจทก์รับฟังได้ว่า ในการซื้อขายหุ้น "SCIB" ของจำเลยที่ 1 และที่ 2 ตามฟ้องมีลักษณะต่อเนื่องกัน อันเป็นผลให้การซื้อขายหุ้น "SCIB" ผิดไปจากสภาพปกติของตลาด เพื่อชักจูงให้บุคคลทั่วไปทำการซื้อหรือขายหุ้น "SCIB" อันเป็นความผิดตามพระราชบัญญัติหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ พ.ศ.2535 มาตรา 243 (2) ที่ศาลอุทธรณ์พิพากษามานั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาของจำเลยที่ 1 และที่ 2 ข้อนี้ฟังไม่ขึ้น

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.หลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ พ.ศ.2535 ม. 243 (2) ม. 296
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการ สำนักงานอัยการสูงสุด
จำเลย — นางสวัสดิ์ศรี เยาวพงศ์ศิริ กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลอาญา — นายอนันต์ เสนคุ้ม
ศาลอุทธรณ์ — นายนพพร โพธิรังสิยากร
ชื่อองค์คณะ
วีระชาติ เอี่ยมประไพ
ศรีอัมพร ศาลิคุปต์
กีรติ กาญจนรินทร์
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 18460/2555
#541484
เปิดฉบับเต็ม

เดิมจำเลยยื่นคำร้องขอให้ศาลชั้นต้นมีคำสั่งว่าที่ดินพิพาทเป็นกรรมสิทธิ์ของจำเลย ศาลชั้นต้นไต่สวนแล้วมีคำสั่งว่าที่ดินพิพาทตกเป็นกรรมสิทธิ์ของจำเลยโดยการครอบครองปรปักษ์ตาม ป.พ.พ. มาตรา 1382 โจทก์เป็นบุตรเจ้าของที่ดินพิพาทซึ่งถึงแก่ความตายแล้วฟ้องเป็นคดีนี้ขอให้เพิกถอนคำสั่งศาลชั้นต้นดังกล่าว พอจะแปลความหมายได้ว่า โจทก์ประสงค์ขอให้ศาลพิพากษาว่าโจทก์มีสิทธิในที่ดินพิพาทดีกว่าจำเลย เมื่อข้อเท็จจริงฟังได้ว่าจำเลยซื้อที่ดินพิพาทจากเจ้าของที่ดินพิพาท และครอบครองโดยความสงบ โดยเปิดเผย ด้วยเจตนาเป็นเจ้าของเป็นเวลากว่าสิบปีแล้ว จำเลยจึงได้กรรมสิทธิ์ในที่ดินพิพาท กรณีจึงไม่ต้องด้วยข้อยกเว้นที่จะขอให้คำสั่งศาลชั้นต้นดังกล่าวไม่ผูกพันโจทก์ตาม ป.วิ.พ. มาตรา 145 วรรคสอง (2)

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้พิพากษาเพิกถอนคำสั่งศาลชั้นต้นคดีแพ่งหมายเลขแดงที่ 266/2550 ว่าที่ดินโฉนดเลขที่ 11409 ตำบลในเมือง (โพธิ์กลาง) อำเภอเมืองนครราชสีมา จังหวัดนครราชสีมา เป็นกรรมสิทธิ์ของจำเลย ให้จำเลยส่งมอบที่ดินดังกล่าวแก่โจทก์ และห้ามจำเลยเข้าเกี่ยวข้องกับที่ดิน

จำเลยให้การ แก้ไขคำให้การ และฟ้องแย้ง ขอให้ยกฟ้องและขับไล่โจทก์และบริวารห้ามเข้ายุ่งเกี่ยวและรบกวนการครอบครองที่ดินพิพาทของจำเลย

โจทก์ให้การแก้ฟ้องแย้ง ขอให้ยกฟ้องแย้ง

ระหว่างพิจารณา ศาลชั้นต้นมีคำสั่งให้จำเลยนำค่าขึ้นศาลตามฟ้องแย้งมาชำระเพิ่มเติม แต่จำเลยไม่ดำเนินการภายในเวลาตามที่ศาลชั้นต้นกำหนด ศาลชั้นต้นมีคำสั่งว่าจำเลยทิ้งฟ้องแย้งและจำหน่ายคดีในส่วนฟ้องแย้งออกจากสารบบความ

ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง ห้ามโจทก์และบริวารเข้ายุ่งเกี่ยวรบกวนกรรมสิทธิ์ในที่ดินโฉนดเลขที่ 11409 ตำบลในเมือง (โพธิ์กลาง) อำเภอเมืองนครราชสีมา จังหวัดนครราชสีมา ของจำเลย ค่าฤชาธรรมเนียมให้เป็นพับ

โจทก์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 3 พิพากษาแก้เป็นว่า ให้ยกคำพิพากษาศาลชั้นต้นที่พิพากษาห้ามโจทก์และบริวารเข้ายุ่งเกี่ยวรบกวนกรรมสิทธิ์ในที่ดินพิพาทของจำเลย นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ

โจทก์ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ว่า มีเหตุเพิกถอนคำสั่งของศาลชั้นต้นในคดีแพ่งหมายเลขแดงที่ 266/2550 หรือไม่ ซึ่งพอจะแปลความหมายได้ว่า โจทก์ประสงค์ขอให้ศาลพิพากษาว่าโจทก์มีสิทธิในที่ดินพิพาทดีกว่าจำเลย โจทก์มีตัวโจทก์เบิกความว่า เมื่อวันที่ 20 กันยายน 2551 โจทก์ทราบจากทนายความของธนาคารกรุงเทพ จำกัด (มหาชน) ว่าที่ดินพิพาทติดจำนองอยู่ที่ธนาคาร จำเลยมาอ้างสิทธิว่าได้กรรมสิทธิ์ในที่ดินดังกล่าวแล้ว โจทก์มอบหมายให้ทนายความตรวจสอบจึงทราบเรื่องที่จำเลยมายื่นคำร้องขอแสดงกรรมสิทธิ์โดยการครอบครองปรปักษ์ที่ดินพิพาท โจทก์และบรรดาพี่น้องของโจทก์ไม่มีผู้ใดทราบเรื่องการซื้อขายที่ดินพิพาทระหว่างมารดาของโจทก์กับจำเลยซึ่งไม่มีเอกสารการซื้อขายกันแต่อย่างใด มารดาของโจทก์ให้นายทองสุขอาศัยอยู่ในที่ดินพิพาทตั้งแต่ปี 2512 และมีผู้อาศัยอื่น คือนางเครือ บ้านพักเดิมของมารดาโจทก์อยู่ห่างที่ดินพิพาทประมาณ 50 เมตร นางสมหญิง น้องสาวของโจทก์ก็เบิกความว่า นางอัมพรมารดาของพยานไม่เคยขายที่ดินพิพาทให้แก่บุคคลใด หากมีการซื้อขายจริงก็จะมีสัญญาซื้อขาย แต่พยานไม่เคยเห็นสัญญาดังกล่าว พยานปากนี้ได้เบิกความตอบคำถามค้านของทนายจำเลยว่า พยานเพียงทราบว่ามารดาของพยานถือกรรมสิทธิ์ในที่ดินพิพาท โดยทราบเมื่อทนายความของธนาคารมาบอก ส่วนที่ดินแปลงอื่นๆ มารดาของพยานขายไปหมดแล้ว บ้านที่ปลูกสร้างบนที่ดินพิพาทพยานไม่ทราบรายละเอียดว่าจะสร้างและแบ่งให้บุคคลอื่นเช่าอาศัยอยู่ด้วยหรือไม่ จากคำเบิกความพยานโจทก์ดังกล่าวมาแล้ว แสดงให้เห็นว่าทั้งตัวโจทก์และนางสมหญิงต่างไม่รู้เรื่องเกี่ยวกับที่ดินพิพาทมาก่อนเลย คำเบิกความที่กล่าวอ้างว่านางอัมพรไม่เคยขายที่ดินพิพาทให้จำเลยก็ดี นางอัมพรให้นายทองสุขและจำเลยอาศัยอยู่ในที่ดินพิพาทก็ดี ล้วนเป็นเรื่องที่ตัวโจทก์และนางสมหญิงคิดเอาเอง จึงมีน้ำหนักน้อยที่จะรับฟัง ที่โจทก์ฎีกาว่า จำเลยไม่มีสัญญาซื้อขายที่ดินพิพาทและไม่มีหลักฐานการชำระเงินมาแสดง จำเลยอ้างว่าซื้อที่ดินพิพาทตั้งแต่ปี 2512 แต่เพิ่งมาร้องขอแสดงกรรมสิทธิ์เมื่อปี 2549 มีข้อพิรุธ และจำเลยอยู่ในที่ดินพิพาทในฐานะผู้อาศัยนั้น ฝ่ายจำเลยมีตัวจำเลยเบิกความยืนยันว่า นายทองสุข ได้จำเลยเป็นภริยาคนที่ 2 เมื่อปี 2512 จึงซื้อที่ดินพิพาทจากนางอัมพรเพื่อใช้เป็นที่อยู่อาศัยในราคา 50,000 บาท มีการชำระราคาครบถ้วน แต่ไม่ได้ทำสัญญาซื้อขายเนื่องจากที่ดินพิพาทติดจำนองธนาคาร นางอัมพรจะนำเงิน 50,000 บาท ซึ่งเป็นจำนวนตามที่ระบุในสัญญาจำนองไปไถ่ถอนจำนองให้ แต่ไม่สามารถดำเนินการได้เพราะเกิดดอกเบี้ยจำนวนมาก เมื่อซื้อที่ดินพิพาทแล้ว จำเลยได้เลี้ยงหมูบนที่ดินพิพาทหลายปี แล้วปลูกสร้างตึกสองชั้น 3 คูหา ก่อนบุตรชายของจำเลยจะเกิด ในสำนวนคดีแพ่งหมายเลขแดงที่ 266/2550 ของศาลชั้นต้น จำเลยมีบุตรที่เกิดจากนายทองสุข 1 คน ชื่อนายกิติศักดิ์ เกิดเมื่อวันที่ 12 พฤศจิกายน 2519 ตามสำเนา สูติบัตร จำเลยดำเนินการตั้งสถานบริการอาบอบนวด นางอัมพรไม่เคยมาไล่หรือฟ้องขับไล่ให้ออกจากที่ดินพิพาท ไม่เคยมายุ่งเกี่ยว ไม่มีการเรียกร้องค่าเช่าหรือเก็บเงินกินเปล่าจากจำเลย จำเลยจดทะเบียนสมรสกับนายทองสุข ตามใบสำคัญการสมรส นายทองสุข เคยซื้อที่ดินจากนางอัมพร 1 แปลง เนื้อที่ 95 ตารางวา ใส่ชื่อนางเครือ ภริยาคนแรกเป็นเจ้าของเมื่อวันที่ 14 ตุลาคม 2506 ตามสำเนาโฉนดที่ดิน ที่ดินดังกล่าวอยู่ทางทิศใต้ติดกับที่ดินพิพาท นายศรีนาถ พยานจำเลยเบิกความว่า รู้จักกับจำเลยและนายทองสุขตั้งแต่ปี 2515 นายทองสุขเปิดสถานบริการอาบอบนวดใช้ชื่อว่า ลาสเต็ลล่า อาบอบนวด โดยสถานบริการอยู่ด้านหน้า ส่วนที่ดินพิพาทจะอยู่ติดกันบนที่ดินพิพาทสร้างเป็นอาคารตึกสองชั้น แบ่งเป็นห้องให้คนที่มาเที่ยวใช้บริการ จำเลยมีหน้าที่เชียร์แขกและเก็บเงินค่าบริการ คำเบิกความของพยานจำเลยดังกล่าวมีเหตุผลสอดคล้องกัน เมื่อพิจารณาประกอบภาพถ่ายตึกสองชั้น 3 คูหาที่ปลูกสร้างบนที่ดินพิพาท ในคดีแพ่งหมายเลขแดงที่ 266/2550 แล้ว มีลักษณะเป็นอาคารขนาดใหญ่ที่มั่นคงแข็งแรงสร้างมานาน เจือสมตรงกับที่จำเลยนำสืบ เมื่อจำเลยยื่นคำร้องขอแสดงกรรมสิทธิ์ในที่ดินพิพาท ก็มีการส่งหมายนัดสำเนาคำร้องให้นายสมชาติ ทายาทผู้มีชื่อในโฉนดที่ดิน ปรากฏว่าส่งได้โดยวิธีปิดหมายโดยพบภูมิลำเนาตามหมายปิดอยู่ สอบถามบุคคลบ้านข้างเคียง เป็นหญิงอายุประมาณ 35 ปี แจ้งว่าทายาทผู้มีชื่อในโฉนดที่ดินออกไปทำธุระข้างนอก ไม่ทราบกำหนดเวลากลับที่แน่นอน ผู้ส่งหมายคือนายเสริมพงศ์ เจ้าหน้าที่ศาลยุติธรรม 4 จึงปิดหมาย นอกจากนี้ยังมีการส่งหมายนัดสำเนาคำร้องให้ธนาคารกรุงเทพ จำกัด ผู้รับจำนอง เจ้าพนักงานบังคับคดีผู้ยึดทรัพย์ และมีการปิดประกาศศาลชั้นต้นเรื่องคำร้องขอแสดงกรรมสิทธิ์ตามระเบียบแล้ว ปรากฏว่าไม่มีผู้คัดค้าน โจทก์เองก็เบิกความรับว่า นายสมชาติเป็นพี่ชายของโจทก์มีชื่ออยู่ในทะเบียนบ้านหลังเดียวกับนางอัมพร การไต่สวนคำร้องขอแสดงกรรมสิทธิ์ที่ดินพิพาทของศาลชั้นต้นจึงเป็นไปโดยชอบทุกประการ พยานหลักฐานที่จำเลยนำสืบจึงมีน้ำหนักดีกว่าพยานหลักฐานของโจทก์ ที่ศาลล่างทั้งสองฟังข้อเท็จจริงและวินิจฉัยว่า จำเลยซื้อที่ดินพิพาทจากนางอัมพร และครอบครองโดยความสงบ โดยเปิดเผย ด้วยเจตนาเป็นเจ้าของเป็นเวลากว่าสิบปีแล้ว จำเลยจึงได้กรรมสิทธิ์ในที่ดินพิพาท ต้องด้วยความเห็นของศาลฎีกา กรณีจึงไม่ต้องด้วยข้อยกเว้นที่จะขอให้คำสั่งของศาลชั้นต้นในคดีแพ่งหมายเลขแดงที่ 266/2550 ไม่ผูกพันโจทก์ ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 145 วรรคสอง (2) ฎีกาของโจทก์ฟังไม่ขึ้น

พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ. ม. 145 วรรคสอง (2)
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นางสมลักษณ์ พรหมพันธ์ใจ
จำเลย — นางพรภิมล โสงขุนทด
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดนครราชสีมา — นายสริโยธิน พูนมั่น
ศาลอุทธรณ์ภาค 3 — นายวีรภัทร ไพบูลย์วัฒนกิจ
ชื่อองค์คณะ
วีระชาติ เอี่ยมประไพ
ศรีอัมพร ศาลิคุปต์
สุทธิโชค เทพไตรรัตน์
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 18449/2555
#540902
เปิดฉบับเต็ม

จำเลยที่ 2 เป็นผู้รับประกันภัยรถยนต์ของโจทก์นำรถยนต์ที่ได้รับความเสียหายจากอุบัติเหตุเข้าซ่อมที่อู่ซ่อมรถของจำเลยที่ 1 ซึ่งเป็นอู่ซ่อมรถในเครือของจำเลยที่ 2 จำเลยที่ 1 ทำการซ่อมแซมด้วยการตัดต่อส่วนหัวของรถโดยโจทก์ไม่ทราบและไม่ได้ยินยอมทำให้หมายเลขตัวรถหายไป โจทก์ได้รับความเสียหายรถยนต์ไม่ผ่านการตรวจสภาพและไม่สามารถเสียภาษีประจำปีได้ โจทก์ไม่สามารถใช้สอยรถได้ตามปกติและชอบด้วยกฎหมาย การกระทำของจำเลยที่ 1 จึงเป็นการละเมิดต้องรับผิดต่อโจทก์ ส่วนจำเลยที่ 2 เป็นผู้จัดให้จำเลยที่ 1 ซึ่งเป็นอู่ในเครือของจำเลยที่ 2 ซ่อมแซมรถของโจทก์อันเป็นการปฏิบัติตามความผูกพันในการชดใช้ความเสียหายต่อรถยนต์ซึ่งระบุไว้ในตารางกรมธรรม์ประกันภัย จำเลยที่ 2 มีหน้าที่ต้องเลือกหาอู่ที่ซ่อมแซมดีเพื่อให้รถสามารถกลับไปใช้งานได้เป็นปกติตามวัตถุประสงค์แห่งสัญญา เมื่อจำเลยที่ 1 กระทำละเมิดถือได้ว่าจำเลยที่ 2 มีส่วนผิดในการเลือกหาผู้รับจ้างซ่อมรถให้แก่โจทก์ตามหน้าที่ที่กำหนดไว้ในกรมธรรม์ประกันภัย จำเลยที่ 2 จึงต้องร่วมรับผิดต่อโจทก์ตามกรมธรรม์ประกันภัย

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยทั้งสองร่วมกันชำระเงิน 448,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์

จำเลยที่ 1 และที่ 2 ให้การขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยทั้งสองร่วมกันชำระเงิน 400,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับถัดจากวันฟ้อง (ฟ้องวันที่ 13 ตุลาคม 2543) เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ กับให้จำเลยทั้งสองร่วมกันใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ โดยกำหนดค่าทนายความให้ 10,000 บาท

จำเลยที่ 2 อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษากลับ ให้ยกฟ้องโจทก์ ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ

โจทก์ฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีพาณิชย์และเศรษฐกิจวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงที่ไม่โต้เถียงกันชั้นฎีการับฟังว่า โจทก์เช่าซื้อรถยนต์หมายเลขทะเบียน 1 ฮ - 8684 กรุงเทพมหานคร เลขตัวรถ RA 31 - A 13448 ซึ่งอยู่ที่กระจังหน้าตอนในของส่วนหัวของรถ ไปจากบริษัทซิตี้ลิสซิ่ง จำกัด เป็นเงินค่าเช่าซื้อ 499,608 บาท กำหนดชำระค่าเช่าซื้อ 36 งวด วันเดียวกันนั้นเองโจทก์นำรถที่เช่าซื้อนี้ไปทำสัญญาประกันภัยไว้กับจำเลยที่ 2 คุ้มครองความเสียหายต่อตัวรถ 340,000 บาท ต่อมาซึ่งเป็นเวลาหลังจากทำสัญญาเช่าซื้อ 13 วัน และอยู่ในระยะเวลาประกันภัย โจทก์ขับรถที่เช่าซื้อชนรถอื่นรถที่เช่าซื้อได้รับความเสียหายส่วนหัวของรถ จำเลยที่ 2 นำรถที่เช่าซื้อไปซ่อมแซมที่อู่ทอม มอเตอร์ สปอร์ต ของจำเลยที่ 1 ซึ่งมีนางจรูญศรี เป็นกรรมการผู้มีอำนาจคนหนึ่งด้วย จำเลยที่ 1 ตรวจสอบและทำใบเสนอราคาต่อจำเลยที่ 2 จำเลยที่ 2 สั่งอนุมัติให้จำเลยที่ 1 ซ่อมแซมในราคา 210,000 บาท จำเลยที่ 1 ซ่อมแซมจนเสร็จ โจทก์รับรถที่เช่าซื้อไปจากจำเลยที่ 1 จำเลยที่ 2 จ่ายค่าซ่อมแซมแก่จำเลยที่ 1 จำนวน 210,000 บาท ต่อมาโจทก์นำรถที่เช่าซื้อไปตรวจสภาพที่สำนักทะเบียนและภาษีรถกรุงเทพมหานคร กรมการขนส่งทางบก เพื่อเสียภาษีประจำปีรถยนต์ ช่างตรวจสอบสภาพรถตรวจสภาพรถแล้ว บันทึกการตรวจรถในวันเดียวกันนั้นว่า "ไม่ผ่าน โดยมีข้อบกพร่องคือ มีร่องรอยการตัดต่อแผงกระจังหน้า (บริเวณหมายเลขตัวรถ)" แล้วยึดรถไว้ส่งไปให้กองพิสูจน์หลักฐาน สำนักงานวิทยาการตำรวจ ตรวจพิสูจน์ และส่งไปให้ศูนย์ป้องกันและปราบปรามการโจรกรรมรถ กองบัญชาการตำรวจนครบาล ตรวจสอบด้วย กองพิสูจน์หลักฐานตรวจพิสูจน์แล้วทำรายงานการตรวจพิสูจน์ไว้ ซึ่งในส่วนที่เกี่ยวกับเลขตัวรถ RA 31 - A 13448 นั้นรายงานว่า ตรวจพบการขูดลบแก้ไขที่บริเวณเลขหมายประจำตัวถังของรถยนต์คันนี้ โดยตรวจพบรอยตัดตัวถังรถ ส่วนที่มีเลขหมายประจำตัวถังเดิมออก แล้วนำชิ้นส่วนตัวถังรถคันอื่นที่มีเลขหมายประจำตัวถังที่ปรากฏมาเชื่อมต่อแทน จึงไม่อาจตรวจพิสูจน์ยืนยันได้ว่าเลขหมายประจำตัวถังเดิมเป็นเลขอะไร และเลขหมาย RA 31 - A 13448 ที่ปรากฏอยู่ก่อนการตรวจพิสูจน์ไม่ใช่เลขหมายประจำตัวถังเดิมของรถยนต์คันนี้ และตรวจพบการตัดต่อตัวถังโดยนำตัวถังส่วนหน้าของรถยนต์คันหนึ่งมาเชื่อมต่อกับตัวถังส่วนหลังของรถยนต์อีกคันหนึ่งที่บริเวณหลังคาและพื้นรถใต้ที่วางเท้าตอนหลัง โจทก์ร้องเรียนไปยังส่วนคุ้มครองผู้เอาประกันภัยเขต 2 กรมการประกันภัย กระทรวงพาณิชย์ จำเลยที่ 2 มอบอำนาจให้นายสุชา หัวหน้าอุบัติเหตุสินไหมรถยนต์ของจำเลยที่ 2 เป็นตัวแทนมาชี้แจงข้อเท็จจริงต่อนายสุปัญญา พนักงานเจ้าหน้าที่ส่วนคุ้มครองผู้เอาประกันภัยเขต 2 ซึ่งเป็นพนักงานเจ้าหน้าที่ตามพระราชบัญญัติประกันวินาศภัย พ.ศ.2535 นายสุชาแจ้งว่ายินดีรับผิดชอบต่อเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น ศาลชั้นต้นวินิจฉัยว่า โจทก์ไม่ทราบว่าจำเลยที่ 1 ซ่อมแซมโดยการตัดต่อส่วนหัวของรถ ส่วนจำเลยที่ 1 ทราบดีว่าการตัดต่อส่วนหัวของรถจะทำให้หมายเลขตัวรถซึ่งอยู่ที่กระจังหน้ารถหายไปทำให้ไม่สามารถเสียภาษีประจำปีได้ จำเลยที่ 1 จึงทำละเมิดต่อโจทก์ จำเลยที่ 2 ผู้ว่าจ้างจำเลยที่ 1 และเป็นผู้รับประกันภัยต้องร่วมรับผิดด้วย จำเลยทั้งสองต้องร่วมกันรับผิดใช้ค่าสินไหมทดแทนแก่โจทก์ กำหนดค่าเสียหายเกี่ยวกับตัวรถ 340,000 บาท และค่าใช้จ่ายที่ไม่อาจใช้รถที่เช่าซื้อในการเดินทางไปทำงาน 60,000 บาท รวม 400,000 บาท จำเลยที่ 1 ไม่อุทธรณ์ จำเลยที่ 2 ผู้เดียวอุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์วินิจฉัยว่า โจทก์ทราบและยินยอมให้จำเลยที่ 1 ซ่อมแซมโดยการตัดต่อส่วนหัวของรถ การกระทำของจำเลยที่ 1 จึงไม่เป็นการทำละเมิดต่อโจทก์ จำเลยที่ 2 จึงไม่ต้องรับผิด แม้จำเลยที่ 1 มิได้อุทธรณ์ แต่คำพิพากษาที่จำเลยที่ 2 อุทธรณ์เกี่ยวด้วยการชำระหนี้อันไม่อาจแบ่งแยกได้ เห็นควรให้คำพิพากษาของศาลอุทธรณ์มีผลถึงจำเลยที่ 1 ด้วย โจทก์ฎีกาว่า พยานหลักฐานของโจทก์มีน้ำหนักรับฟังได้แล้วว่าโจทก์ไม่ทราบและไม่ได้ยินยอมให้จำเลยที่ 1 ซ่อมแซมโดยการตัดต่อส่วนหัวของรถ การที่จำเลยที่ 1 ซ่อมแซมโดยการตัดต่อส่วนหัวของรถเป็นการทำละเมิดต่อโจทก์ จำเลยทั้งสองต้องรับผิดต่อโจทก์

มีปัญหาวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ว่า จำเลยทั้งสองต้องรับผิดต่อโจทก์หรือไม่ แม้โจทก์อายุ 40 ปี อาชีพรับราชการ โจทก์ก็ยืนยันอยู่ว่าโจทก์ไม่มีความเชี่ยวชาญไม่สามารถตรวจสอบส่วนที่ตัดต่อได้ ซึ่งน่าเชื่อว่าเป็นความจริง เพราะร่องรอยการตัดต่อต้องใช้ความชำนาญตามที่ได้เรียนมาและประสบการณ์ คนทั่วไปอาจไม่พบดังจะเห็นได้ตามคำเบิกความของนายสังคม ช่างตรวจสภาพรถ 4 ผู้ตรวจสอบรถที่เช่าซื้อ พยานโจทก์อีกปากหนึ่งเบิกความไว้ คำเบิกความของโจทก์จึงประกอบด้วยเหตุผลที่ดีมีน้ำหนักให้รับฟัง ส่วนจำเลยที่ 1 มีนางจรูญศรีเพียงปากเดียวเป็นพยาน เบิกความตามที่ปรากฏในทางนำสืบของจำเลยที่ 1 ข้างต้น ที่นางจรูญศรีเบิกความว่า โจทก์แจ้งจำเลยที่ 1 ว่าขอเปลี่ยนส่วนหัวของรถก็ดี และที่เบิกความว่าจำเลยที่ 1 ซื้อส่วนหัวเก๋งมาจากต่างประเทศก็ไม่มีหลักฐานสนับสนุนทั้ง ๆ ที่น่าจะมีเอกสารเกี่ยวกับเรื่องนี้ก็ดี จึงเป็นแต่คำเบิกความลอย ๆ มีน้ำหนักน้อย ที่ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยที่ 1 รับผิดโดยวินิจฉัยพยานหลักฐานของโจทก์เปรียบเทียบกับพยานหลักฐานของจำเลยที่ 1 ว่า พยานหลักฐานของโจทก์มีน้ำหนักมากกว่าแล้วรับฟังข้อเท็จจริงว่าจำเลยที่ 1 ทำละเมิดต่อโจทก์ ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย สำหรับจำเลยที่ 2 ไม่ได้ให้การว่าโจทก์ยินยอมให้จำเลยที่ 1 ซ่อมแซมโดยการตัดต่อดังที่จำเลยที่ 1 ให้การ และพยานจำเลยที่ 2 มีเพียงนายสุชา เพียงปากเดียวมาเบิกความก็มิได้เบิกความว่าโจทก์ยินยอมให้จำเลยที่ 1 ซ่อมแซมโดยการตัดต่อ ที่ศาลอุทธรณ์ยกเอาคำเบิกความของนางจรูญศรี พยานของจำเลยที่ 1 ที่เบิกความว่าโจทก์ประสงค์ให้เปลี่ยนส่วนหัวของรถมาวินิจฉัยนั้น คดีนี้จำเลยทั้งสองยื่นคำให้การคนละฉบับ สืบพยานแยกต่างหากจากกัน จำเลยที่ 1 สืบพยานปากเดียวคือนางจรูญศรี เมื่อศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยที่ 1 รับผิดโดยวินิจฉัยพยานหลักฐานของโจทก์เปรียบเทียบกับพยานหลักฐานของจำเลยที่ 1 ที่มีนางจรูญศรี เบิกความเพียงปากเดียว แล้วรับฟังว่าจำเลยที่ 1 ทำละเมิดต่อโจทก์ดังกล่าว จำเลยที่ 1 ไม่อุทธรณ์ แสดงว่าจำเลยที่ 1 พอใจในคำวินิจฉัยและคำพิพากษาของศาลชั้นต้น จำเลยที่ 2 มิได้อ้างนางจรูญศรี เป็นพยานจำเลยที่ 2 ด้วย ศาลอุทธรณ์ยกเอาคำเบิกความของนางจรูญศรีมารับฟังเป็นพยานของจำเลยที่ 2 แล้ววินิจฉัยว่ามีน้ำหนักน่าเชื่อกว่าพยานหลักฐานของโจทก์หาชอบไม่ เมื่อศาลฎีกาเปรียบเทียบพยานหลักฐานของโจทก์กับพยานหลักฐานของจำเลยที่ 2 แล้ว เห็นว่า พยานหลักฐานของโจทก์มีน้ำหนักมากกว่าพยานหลักฐานของจำเลยที่ 2 ข้อเท็จจริงรับฟังได้ตามพยานหลักฐานของโจทก์ว่าโจทก์ไม่ทราบและไม่ได้ยินยอมให้จำเลยที่ 1 ซ่อมแซมโดยการตัดต่อส่วนหัวของรถ การตัดต่อส่วนหัวของรถเป็นการกระทำของจำเลยที่ 1 ซึ่งเป็นการละเมิดต่อโจทก์ ส่วนจำเลยที่ 2 เป็นผู้จัดให้จำเลยที่ 1 ซึ่งเป็นอู่ในเครือของจำเลยที่ 2 ซ่อมแซมรถที่โจทก์เช่าซื้ออันเป็นการปฏิบัติตามความผูกพันในการชดใช้ความเสียหายต่อรถยนต์ซึ่งระบุไว้ในตารางกรมธรรม์ ข้อ 3.5.1 จำเลยที่ 2 มีหน้าที่ต้องเลือกหาอู่ที่ซ่อมแซมดีเพื่อให้รถสามารถกลับไปใช้งานได้เป็นปกติตามวัตถุประสงค์แห่งสัญญา เมื่อจำเลยที่ 1 ทำการตัดต่อส่วนหัวของรถโดยไม่แจ้งโจทก์ทราบและก่อให้เกิดความเสียหายแก่โจทก์ย่อมถือได้ว่าจำเลยที่ 2 มีส่วนผิดในการเลือกหาผู้รับจ้างซ่อมรถให้แก่โจทก์ตามหน้าที่ที่กำหนดไว้ในกรมธรรม์ประกันภัย พฤติการณ์ของจำเลยทั้งสองทำให้โจทก์ได้รับความเสียหายรถไม่ผ่านการตรวจสภาพเพื่อเสียภาษีประจำปีรถยนต์ โจทก์ไม่สามารถใช้สอยรถได้ตามปกติและชอบด้วยกฎหมาย จำเลยที่ 1 ผู้ทำละเมิดจึงต้องรับผิดใช้ค่าสินไหมทดแทนแก่โจทก์ ส่วนจำเลยที่ 2 ต้องรับผิดต่อโจทก์ตามกรมธรรม์ประกันภัย ที่ศาลอุทธรณ์ยกฟ้องนั้น ศาลฎีกาไม่เห็นพ้องด้วย ฎีกาของโจทก์ฟังขึ้น ส่วนจำเลยทั้งสองต้องรับผิดใช้ค่าสินไหมทดแทนแก่โจทก์เพียงใด ศาลอุทธรณ์ยังไม่ได้วินิจฉัย เพื่อมิให้คดีต้องล่าช้า ศาลฎีกาเห็นควรวินิจฉัยไปเสียทีเดียวโดยไม่ต้องย้อนสำนวนไปให้ศาลอุทธรณ์วินิจฉัยก่อน ศาลฎีกาเห็นว่า ได้ความตามคำฟ้องและทางนำสืบของโจทก์ว่า โจทก์ชำระค่าเช่าซื้อ 13 งวด รวมเป็นเงิน 180,000 บาทเศษ การทำละเมิดของฝ่ายจำเลย ทำให้โจทก์ได้รับความเสียหาย โดยเสียสิทธิที่จะได้เป็นเจ้าของรถที่เช่าซื้อ เสียสิทธิที่จะครอบครองใช้สอยรถโดยชอบด้วยกฎหมาย เสียค่าใช้จ่ายที่ไม่อาจใช้รถที่เช่าซื้อในการเดินทางไปทำงานตั้งแต่วันที่โจทก์นำรถไปตรวจสภาพและถูกยึดไว้ โจทก์จึงควรได้รับค่าเสียหายเท่ากับค่าเช่าซื้อที่โจทก์ชำระรวมกับค่าใช้จ่ายดังกล่าว ที่โจทก์ฟ้องและศาลชั้นต้นกำหนดให้เป็นค่าเสียหายเกี่ยวกับตัวรถนั้น โจทก์เป็นเพียงผู้เช่าซื้อรถ ไม่ใช่เจ้าของ ไม่อาจเรียกค่าเสียหายเกี่ยวกับตัวรถได้ แต่เล็งเห็นเจตนาของโจทก์ได้ว่าโจทก์เรียกค่าเสียหายโดยเทียบเคียงกับค่าเสียหายเกี่ยวกับตัวรถ ศาลจึงกำหนดค่าเสียหายให้ตามสมควรแก่พฤติการณ์และความร้ายแรงแห่งละเมิดได้ และเห็นควรกำหนดค่าเสียหายให้จำเลยทั้งสองรับผิดแก่โจทก์ 190,000 บาท

พิพากษากลับ ให้จำเลยทั้งสองชำระเงิน 190,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันฟ้อง (ฟ้องวันที่ 13 ตุลาคม 2543) เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสามศาลให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 420
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — จ่าอากาศเอกหรือนายปรีชา กิ่งน้อย
จำเลย — บริษัททอม มอเตอร์ สปอร์ต จำกัด กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลแพ่งกรุงเทพใต้ — นางดาราวรรณ สามิบัติ
ศาลอุทธรณ์ — นายชวลิต ยงพาณิชย์
ชื่อองค์คณะ
ประทีป ดุลพินิจธรรมา
วีระวัฒน์ ปวราจารย์
จักร อุตตโม
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 18437/2555
#532877
เปิดฉบับเต็ม

ตามบัญชีอัตราภาษีป้าย (3) (ข) ท้าย พ.ร.บ.ภาษีป้าย พ.ศ.2510 แก้ไขเพิ่มเติมโดย พ.ร.บ.ภาษีป้าย (ฉบับที่ 2) พ.ศ.2534 ระบุว่า "ป้ายที่มีอักษรไทยบางส่วนหรือทั้งหมดอยู่ใต้หรือต่ำกว่าอักษรต่างประเทศ"ย่อมแสดงให้เห็นว่าป้ายที่แม้มีเพียงบางส่วนของอักษรไทยอยู่ใต้หรือต่ำกว่าอักษรต่างประเทศก็ถือเป็นป้ายตามบัญชีอัตราภาษีป้าย (3) (ข) โดยไม่ต้องคำนึงว่าจะมีอักษรไทยอยู่ที่ส่วนใดของป้ายอีกหรือไม่ ดังนั้น เมื่อป้ายรายการที่ 8 มีข้อความอักษรไทยอยู่ใต้และต่ำกว่าอักษรต่างประเทศ จึงเป็นป้ายตามบัญชีอัตราภาษีป้าย (3) (ข)

สำหรับป้ายรายการที่ 1, 2 และที่ 6 ส่วนบนมีอักษรไทยว่า "โตโยต้า" มีอักษรต่างประเทศว่า "TOYOTA" และมีสัญลักษณ์ ส่วนล่างมีอักษรไทยว่า "โตโยต้าหนองคาย แผนกขาย ศูนย์บริการ แผนกอะไหล่ และศูนย์บริการตัวถังและสี" อยู่บนวัสดุปิดผิวเรียบประเภทอลูมิเนียม แม้ส่วนบนและส่วนล่างข้อความจะอยู่บนวัสดุปิดผิวที่ต่างระดับกันและมีขนาดต่างกัน แต่ข้อความทั้งส่วนบนและส่วนล่างต่างก็อยู่บนวัสดุปิดผิวเรียบซึ่งเป็นอลูมิเนียมและสีเดียวกันและอยู่บนโครงสร้างที่ได้ทำในคราวเดียวกัน ทั้งในส่วนข้อความหรือสัญลักษณ์ทั้งส่วนบนและส่วนล่างก็ล้วนเป็นข้อความและสัญลักษณ์ แสดงชื่อ ยี่ห้อหรือเครื่องหมายที่ใช้ในการประกอบการค้าของโจทก์ ทำให้ป้ายส่วนบนและส่วนล่างมีลักษณะเป็นป้ายที่มีความต่อเนื่องกันอย่างไม่อาจแยกออกจากกันได้ และเป็นป้ายที่มีอักษรไทยอยู่ใต้และต่ำกว่าอักษรต่างประเทศ จึงเป็นป้ายตาม (3) (ข)

ส่วนกรณีการคำนวณพื้นที่เพื่อเสียภาษีป้ายนั้นตาม พ.ร.บ.ภาษีป้าย พ.ศ.2510 แก้ไขเพิ่มเติมโดย พ.ร.บ.ภาษีป้าย (ฉบับที่ 2) พ.ศ.2534 มาตรา 17 ระบุว่า ให้คำนวณภาษีป้ายตามบัญชีอัตราภาษีป้าย (6) และ (7) และตามอัตราภาษีป้ายที่กำหนดในกฎกระทรวง ซึ่งตามบัญชีอัตราภาษีป้าย (6) (ก) ระบุว่า ถ้าเป็นป้ายที่มีขอบเขตกำหนดได้ให้เอาส่วนกว้างที่สุดคูณด้วยส่วนยาวที่สุดของขอบเขตป้ายเป็นตารางเซนติเมตร จากบทบัญญัติดังกล่าวแสดงให้เห็นว่าการคำนวณพื้นที่เพื่อเสียภาษีป้ายที่มีขอบเขตนั้น ให้คำนวณพื้นที่โดยเอาส่วนกว้างที่สุดคูณด้วยส่วนที่ยาวที่สุดของขอบเขตป้าย

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้จำเลยทั้งสองร่วมกันคืนเงิน 251,359.12 บาท และดอกเบี้ยจนถึงวันฟ้อง 309.90 บาท รวมทั้งสิ้น 251,669.02 บาท พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี จากต้นเงิน 251,359.12 บาท นับแต่วันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จสิ้นแก่โจทก์

จำเลยทั้งสองให้การ ขอให้ยกฟ้อง

ศาลภาษีอากรกลางพิพากษาให้จำเลยที่ 1 คืนเงินค่าภาษีป้าย จำนวน 137,865 บาท แก่โจทก์ พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงินดังกล่าว นับตั้งแต่วันที่ 17 กันยายน 2551 เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ ค่าฤชาธรรมเนียมให้เป็นพับ คำขออื่นนอกจากนี้ให้ยก

โจทก์และจำเลยทั้งสองอุทธรณ์ต่อศาลฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีภาษีอากรวินิจฉัยว่า ปัญหาที่ต้องวินิจฉัยในประการแรกตามอุทธรณ์ของโจทก์และจำเลยทั้งสองมีว่า คำพิพากษาของศาลภาษีอากรกลางที่วินิจฉัยให้ป้ายรายการที่ 8 ถือเป็นป้าย ประเภท (2) ตามบัญชีอัตราภาษีป้าย แต่ต้องยุติตามการประเมินว่าเป็นป้ายประเภท (3) ตามบัญชีอัตราภาษีป้ายเนื่องจากโจทก์ไม่ได้อุทธรณ์การประเมินชอบหรือไม่ โจทก์อุทธรณ์ว่า แม้โจทก์จะยื่นแบบแสดงรายการภาษีป้ายว่าป้ายรายการที่ 8 ถือเป็นป้ายประเภท (3) ตามบัญชีอัตราภาษีป้ายก็เป็นด้วยความเข้าใจผิดและภายหลังโจทก์ก็ได้ยื่นอุทธรณ์การประเมินแล้วว่า ป้ายรายการที่ 8 เป็นป้ายประเภท (2) ตามบัญชีอัตราภาษีป้าย ส่วนจำเลยทั้งสองอุทธรณ์ว่า ป้ายรายการที่ 8 ถือเป็นป้ายประเภท (3) ตามบัญชีอัตราภาษีป้าย แต่เห็นด้วยกับคำพิพากษาของศาลภาษีอากรกลางที่ให้ป้ายรายการที่ 8 ยุติตามการประเมิน เห็นว่า แม้โจทก์จะยื่นแบบแสดงรายการภาษีป้ายสำหรับป้ายรายการที่ 8 ว่าเป็นป้ายประเภท (3) ป้ายที่ไม่มีอักษรไทยก็ตาม แต่ก็ได้อุทธรณ์การประเมินสำหรับงวดสุดท้ายประจำปี 2550 ว่าโจทก์ควรเสียภาษีป้าย 13,482 บาท ต่ำกว่าการประเมิน และสำหรับประจำปี 2551 ได้ให้รายละเอียดว่าป้ายตามภาพประกอบ 1 ซึ่งก็คือป้ายรายการที่ 8 จำนวน 2 ป้าย มีลักษณะเป็นป้ายประเภท (2) คิดเป็นภาษีป้ายๆ ละ 1,680 บาท กรณีจึงถือว่าโจทก์อุทธรณ์การประเมินสำหรับป้ายรายการที่ 8 ไว้แล้ว การที่ศาลภาษีอากรกลางวินิจฉัยว่า โจทก์อุทธรณ์การประเมินเฉพาะป้ายรายการที่ 1, 2 และ 6 จึงไม่ชอบ แต่อย่างไรก็ตาม สำหรับป้ายรายการที่ 8 นั้น เมื่อปรากฏว่าตามบัญชีอัตราภาษีป้าย (3) (ข) ท้ายพระราชบัญญัติภาษีป้าย พ.ศ.2510 แก้ไขเพิ่มเติมโดยพระราชบัญญัติภาษีป้าย (ฉบับที่ 2) พ.ศ. 2534 ระบุว่า "ป้ายที่มีอักษรไทยบางส่วนหรือทั้งหมดอยู่ใต้หรือต่ำกว่าอักษรต่างประเทศ" การที่ตามบัญชีอัตราภาษีป้ายระบุชัดเจนโดยมีคำว่า "มีอักษรไทยบางส่วนหรือทั้งหมด" ย่อมแสดงให้เห็นว่าป้ายที่แม้มีเพียงบางส่วนของอักษรไทยอยู่ใต้หรือต่ำกว่าอักษรต่างประเทศก็ถือเป็นป้ายตามบัญชีอัตราภาษีป้าย (3) (ข) โดยไม่ต้องคำนึงว่าจะมีอักษรไทยอยู่ที่ส่วนใดของป้ายอีกหรือไม่ ดังนั้น เมื่อปรากฏว่าป้ายรายการที่ 8 ตรงกับ มีข้อความอักษรไทยว่า "โชว์รูม ทางเข้า โชว์รูมรถใหม่ อุปกรณ์ประดับยนต์ ศูนย์บริการ ศูนย์บริการตัวถังและสี อะไหล่ ที่จอดรถ"อยู่ใต้และต่ำกว่าอักษรต่างประเทศคำว่า "TOYOTA" จึงถือเป็นป้ายประเภท (3) (ข) ตามบัญชีอัตราภาษีป้ายโดยไม่ต้องคำนึงว่าจะมีอักษรไทยอยู่ที่ส่วนใดของป้าย ส่วนการที่ป้ายรายการที่ 8 มีข้อความอักษรไทยอีก 1 ข้อความคือคำว่า "โตโยต้า" อยู่เหนืออักษรต่างประเทศคำว่า "TOYOTA" ก็ไม่ทำให้ป้ายดังกล่าวกลายเป็นป้ายประเภท (2) ตามบัญชีอัตราภาษีป้ายไปได้ เมื่อโจทก์ไม่ได้โต้แย้งการคำนวณพื้นที่เพื่อเสียภาษีป้าย การประเมินและคำวินิจฉัยอุทธรณ์สำหรับป้ายรายการที่ 8 จึงชอบแล้ว การที่ศาลภาษีอากรกลางวินิจฉัยว่า ป้ายรายการที่ 8 เป็นป้ายประเภท (2) ตามบัญชีอัตราภาษีป้าย ศาลฎีกาแผนกคดีภาษีอากร ไม่เห็นพ้องด้วย อุทธรณ์ข้อนี้ของจำเลยทั้งสองฟังขึ้น ส่วนอุทธรณ์ของโจทก์ฟังไม่ขึ้น

กรณีมีปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของโจทก์และจำเลยทั้งสอง ในประการต่อไปว่า พิพากษาของศาลภาษีอากรกลางที่วินิจฉัยให้โจทก์ ชำระภาษีสำหรับป้ายรายการที่ 1, 2 และ 6 โดยถือเป็นป้ายเดียวกันในประเภท (2) ตามบัญชีอัตราภาษีป้าย ชอบหรือไม่ โจทก์อุทธรณ์ว่า ป้ายดังกล่าวมีลักษณะรูปตัว T ป้าย ส่วนบนตามป้ายรายการที่ 6 มีขนาดกว้าง 430 เซนติเมตร และยาว 650 เซนติเมตร ถือเป็นป้ายประเภท (2) ตามบัญชีอัตราภาษีป้าย และไม่ได้ต่อเนื่องเป็นผิวเดียวกันกับป้าย ส่วนล่างตามป้ายรายการที่ 1 และ 2 แม้จะอยู่บนโครงสร้างเดียวกันแต่โจทก์มีเจตนาแยกป้ายส่วนบนกับส่วนล่างออกจากกันอย่างแจ้งชัด โดยป้ายส่วนล่างตามป้ายรายการที่ 1 และ 2 มีขนาดกว้าง 295 เซนติเมตร ยาว 1,670 เซนติเมตร ถือเป็นป้ายประเภท (1) ตามบัญชีอัตราภาษีป้าย การที่ศาลภาษีอากรกลางวินิจฉัยว่า ป้ายรายการที่ 1, 2 และ 6 เป็นป้ายเดียวกันในประเภท (2) ตามบัญชีอัตราภาษีป้ายจึงไม่ชอบ และการคำนวณภาษีป้ายโดยเอาส่วนที่กว้างที่สุดคูณส่วนที่ยาวที่สุด เป็นการคำนวณเกินจากพื้นที่จริง ขอให้จำเลยทั้งสองคืนเงินตามฟ้อง ส่วนจำเลยทั้งสองอุทธรณ์ว่า จำเลยทั้งสองเห็นด้วยกับคำพิพากษาของศาลภาษีอากรกลางที่วินิจฉัยว่าป้ายรายการที่ 1, 2 และ 6 ถือเป็นป้ายเดียวกัน แต่ไม่เห็นด้วยที่วินิจฉัยว่าป้ายดังกล่าวเป็นป้ายประเภท (2) ตามบัญชีอัตราภาษีป้าย เนื่องจากป้ายดังกล่าวมีอักษรไทยอยู่ใต้อักษรต่างประเทศคำว่า "TOYOTA" จึงเป็นป้ายประเภท (3) (ข) ตามบัญชีอัตราภาษีป้าย การประเมินชอบแล้วไม่มีเหตุที่ต้องคืนเงิน ตามคำพิพากษาของศาลภาษีอากรกลาง ศาลฎีกาแผนกคดีภาษีอากร เห็นว่า สำหรับป้ายรายการที่ 1, 2 และ 6 ส่วนบนมีอักษรไทยว่า "โตโยต้า" มีอักษรต่างประเทศว่า "TOYOTA" และมีสัญลักษณ์ ส่วนล่างมีอักษรไทยว่า "โตโยต้าหนองคาย แผนกขายศูนย์บริการ แผนกอะไหล่ ศูนย์บริการตัวถังและสี" อยู่บนวัสดุปิดผิวเรียบประเภทอลูมิเนียม แม้ส่วนบนและส่วนล่างข้อความจะอยู่บนวัสดุปิดผิวที่ต่างระดับกันและมีขนาดต่างกันก็ตามแต่ข้อความทั้งส่วนบนและส่วนล่างต่างก็อยู่บนวัสดุปิดผิวเรียบซึ่งเป็นอลูมิเนียมชนิดและสีเดียวกันและอยู่บนโครงสร้างที่ได้ทำในคราวเดียวกันตามที่โจทก์ได้ขออนุญาตก่อสร้างตามใบอนุญาตก่อสร้างอาคาร ดัดแปลงอาคาร หรือรื้อถอนอาคาร (แบบ อ.1) ในข้อ 2(4) เลขที่ 029/2549 ออกให้ ณ วันที่ 9 มกราคม 2549 และแบบแปลนโครงสร้างป้ายทั้งในส่วนของข้อความหรือสัญลักษณ์ ทั้งส่วนบนและส่วนล่างก็ล้วนเป็นข้อความและสัญลักษณ์แสดงชื่อ ยี่ห้อหรือเครื่องหมายที่ใช้ในการประกอบการค้าของโจทก์ ทำให้ป้ายส่วนบนและส่วนล่างมีลักษณะเป็นป้ายที่มีความต่อเนื่องกันทั้งในเรื่องวัสดุปิดผิว โครงสร้างและข้อความหรือสัญลักษณ์ที่ปรากฏในป้ายบนวัสดุปิดผิวอย่างไม่อาจแยกออกจากกันได้ แม้ข้อความหรือสัญลักษณ์จะติดไม่เต็มวัสดุปิดผิว ก็เพื่อความสวยงามและอ่านข้อความง่ายในโครงสร้างชิ้นเดียวกันทุกข้อความในโครงสร้างนั้น เพื่อประโยชน์ในการโฆษณาการค้าของโจทก์ แต่ถือว่าเป็นป้ายที่มีขอบเขตกำหนดได้ตามวัสดุปิดผิวซึ่งเป็นอลูมิเนียมดังกล่าว จึงถือว่าป้ายรายการที่ 1, 2 และ 6 เป็นป้ายเดียวกันไม่อาจแยกการคำนวณภาษีป้ายออกจากกันได้และปรากฏว่า ป้ายดังกล่าวมีข้อความอักษรไทยว่า "โตโยต้าหนองคาย แผนกขาย ศูนย์บริการ แผนกอะไหล่ ศูนย์บริการตัวถังและสี" อยู่ใต้และต่ำกว่าอักษรต่างประเทศคำว่า "TOYOTA" จึงถือเป็นป้ายประเภท (3) (ข) ตามบัญชีอัตราภาษีป้าย โดยไม่ต้องคำนึงว่าจะมีอักษรไทย อยู่ที่ส่วนใดของป้าย ส่วนการที่ป้ายดังกล่าวมีข้อความอักษรไทยอีก 1 ข้อความคือคำว่า "โตโยต้า" อยู่เหนืออักษรต่าง ประเทศคำว่า "TOYOTA" ก็ไม่ทำให้ป้ายดังกล่าวกลายเป็นป้ายประเภท (2) ตามบัญชีอัตราภาษีป้ายไปได้ ส่วนกรณีการคำนวณพื้นที่เพื่อเสียภาษีป้ายนั้น เห็นว่า ตามพระราชบัญญัติภาษีป้าย พ.ศ.2510 แก้ไขเพิ่มเติมโดยพระราชบัญญัติภาษีป้าย (ฉบับที่ 2) พ.ศ.2534 มาตรา 17 ระบุว่า ให้พนักงานเจ้าหน้าที่ประเมินภาษีป้าย ตามหลักเกณฑ์การคำนวณภาษีป้ายที่กำหนดไว้ในบัญชีอัตราภาษีป้าย (6) และ (7) ท้ายพระราชบัญญัตินี้และตามอัตราภาษีป้ายที่กำหนดในกฎกระทรวง ซึ่งตามบัญชีอัตราภาษีป้าย (6) (ก) ระบุว่า ถ้าเป็นป้ายที่มีขอบเขตกำหนดได้ให้เอาส่วนกว้างที่สุดคูณด้วยส่วนยาวที่สุดของขอบเขตป้ายเป็นตารางเซนติเมตร จากบทบัญญัติดังกล่าวแสดงให้เห็นว่าการคำนวณพื้นที่เพื่อเสียภาษีป้ายที่มีขอบเขตตามกฎหมายนั้น ให้คำนวณพื้นที่โดยเอาส่วนกว้างที่สุดคูณด้วยส่วนยาวที่สุดของขอบเขตป้าย เมื่อกฎกระทรวงฉบับที่ 5 (พ.ศ.2535) ออกตามความในพระราชบัญญัติภาษีป้าย พ.ศ.2510 ให้คำนวณภาษีป้ายประเภท (3) (ข) ป้ายที่มีอักษรไทยบางส่วนหรือทั้งหมดอยู่ใต้หรือต่ำกว่าอักษรต่างประเทศ ในอัตรา 40 บาทต่อห้าร้อยตารางเซนติเมตร ประกอบกับโจทก์ยอมรับในอุทธรณ์แล้วว่า ส่วนที่กว้างที่สุดของป้ายดังกล่าวมีขนาด 650 เซนติเมตร และ ขนาดความสูงส่วนบนเท่ากับ 430 เซนติเมตร และส่วนล่างเท่ากับ 1,670 เซนติเมตร จึงมีความยาวที่สุดเท่ากับ 2,100 เซนติเมตร ดังนั้น การที่พนักงานเจ้าหน้าที่ของจำเลยที่ 1 ประเมินภาษีป้ายดังกล่าวโดยนำความกว้างที่สุดคูณความยาวที่สุดดังกล่าวแล้วนำมาคำนวณอัตราภาษีป้ายในอัตรา 40 บาท ต่อห้าร้อยตารางเซนติเมตร จึงถูกต้องแล้ว เมื่อโจทก์ไม่โต้แย้งการประเมินสำหรับป้ายรายการที่ 3, 4, 5 และ 7 การประเมินและ คำวินิจฉัยอุทธรณ์จึงชอบแล้ว ที่ศาลภาษีอากรกลางพิพากษาให้คืนเงินบางส่วนแก่โจทก์นั้น ศาลฎีกาแผนกคดีภาษีอากรไม่เห็นพ้องด้วย อุทธรณ์ของจำเลยทั้งสองฟังขึ้น ส่วนอุทธรณ์ของโจทก์ฟังไม่ขึ้น

พิพากษาแก้เป็นว่า ให้ยกฟ้องโจทก์ นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาของศาลภาษีอากรกลาง ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.ภาษีป้าย พ.ศ.2510 ม. 17
กฎกระทรวง ฉบับที่ 5 (พ.ศ.2535) ออกตามความในพระราชบัญญัติภาษีป้าย พ.ศ.2510
บัญชีอัตราภาษีป้าย
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — บริษัทโตโยต้าหนองคายผู้จำหน่ายโตโยต้า จำกัด
จำเลย — เทศบาลตำบลโพธิ์ชัย กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลภาษีอากรกลาง — นายสุธรรม จุลิรัชนีกร
ชื่อองค์คณะ
ชาลี ทัพภวิมล
สุทัศน์ ศิริมหาพฤกษ์
เปรมใจ กิติคุณไพโรจน์
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 18358/2555
#540872
เปิดฉบับเต็ม

แม้โจทก์จะถูก ส. ฉ้อโกงหลอกลวงซื้อปุ๋ยจากโจทก์อันมีผลทำให้นิติกรรมระหว่างโจทก์กับ ส. ที่เกิดขึ้นโดยโจทก์ถูกกลฉ้อฉลตกเป็นโมฆียะและโจทก์จะบอกล้างโมฆียะกรรมแล้วก็ต้องห้ามมิให้ยกเป็นข้อต่อสู้จำเลยที่ 1 ซึ่งเป็นบุคคลภายนอกผู้กระทำการโดยสุจริตตาม ป.พ.พ. มาตรา 160 ทั้งเมื่อจำเลยที่ 1 ได้มาซึ่งปุ๋ยพิพาทโดยมีค่าตอบแทนและโดยสุจริตเช่นนี้ สิทธิของจำเลยที่ 1 ย่อมไม่เสียไปถึงแม้ว่า ส. ผู้โอนทรัพย์สินให้จำเลยที่ 1 จะได้ทรัพย์สินนั้นมาโดยนิติกรรมที่ทำกลฉ้อฉลต่อโจทก์อันตกเป็นโมฆียะ และนิติกรรมนั้นได้ถูกบอกล้างในภายหลังตาม ป.พ.พ. มาตรา 1329 จำเลยที่ 1 ย่อมมีสิทธิที่จะปฏิเสธไม่คืนปุ๋ยพิพาทให้แก่โจทก์ได้

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยทั้งสองส่งมอบปุ๋ยเคมีสูตร 46 - 0 - 0 ตรากระต่าย จำนวน 40 กระสอบ และปุ๋ยเคมีสูตร 15 - 15 - 15 ตราหัววัว (ดาวแดง) จำนวน 20 กระสอบ คืนแก่โจทก์ หากคืนไม่ได้ให้จำเลยทั้งสองร่วมกันหรือแทนกันใช้ราคาเป็นเงินจำนวน 83,200 บาท พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี จากต้นเงินดังกล่าวนับถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จ

จำเลยทั้งสองให้การขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง ค่าฤชาธรรมเนียมให้เป็นพับ

โจทก์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 4 พิพากษาแก้เป็นว่า ให้จำเลยที่ 1 คืนปุ๋ยเคมีสูตร 46 - 0 - 0 ตรากระต่าย 40 กระสอบ และปุ๋ยเคมีสูตร 15 - 15 - 15 ตราหัววัว (ดาวแดง) 20 กระสอบ ของกลางให้แก่โจทก์ หากคืนไม่ได้ให้จำเลยที่ 1 ใช้ราคาแทนเป็นเงิน 35,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ในจำนวนเงินดังกล่าวนับถัดจากวันฟ้อง (ฟ้องวันที่ 3 ธันวาคม 2551) ไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ จำเลยที่ 2 คงให้ยกฟ้อง ให้จำเลยที่ 1 ใช้ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์แทนโจทก์ โดยกำหนดค่าทนายความให้ 3,000 บาท

จำเลยที่ 1 ฎีกา โดยผู้พิพากษาที่ได้นั่งพิจารณาคดีในศาลชั้นต้นรับรองว่ามีเหตุสมควรที่จะฎีกาในข้อเท็จจริงได้

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงที่คู่ความมิได้โต้เถียงกันในชั้นฎีการับฟังยุติว่า โจทก์ประกอบอาชีพค้าขายปุ๋ยเคมี นางสุกัญญา สั่งซื้อปุ๋ยสูตร 46 - 0 - 0 ตรากระต่าย 100 กระสอบ สูตร 16 - 16 - 8 ตรากระต่าย 50 กระสอบ และสูตร 15 - 15 - 15 ตราหัววัว (ดาวแดง) 20 กระสอบ จากโจทก์แล้วนางสุกัญญานำปุ๋ยบางส่วนไปขายให้จำเลยที่ 1 ซึ่งจำเลยที่ 1 โดยจำเลยที่ 2 ผู้จัดการสหกรณ์จำเลยที่ 1 กระทำการแทนได้รับซื้อและรับมอบปุ๋ยสูตร 46 - 0 - 0 ตรากระต่าย 40 กระสอบ และปุ๋ยสูตร 15 - 15 - 15 ตราหัววัว (ดาวแดง) 20 กระสอบ จากนางสุกัญญาโดยได้ชำระราคาเป็นเงิน 32,800 บาท แก่นางสุกัญญาแล้วตามบิลเงินสด ต่อมาโจทก์ขอปุ๋ย 60 กระสอบ ดังกล่าวคืน แต่จำเลยทั้งสองไม่คืนให้ โจทก์จึงร้องทุกข์ต่อพนักงานสอบสวนให้ดำเนินคดีแก่นางสุกัญญาในข้อหาฉ้อโกง และจำเลยที่ 2 ในข้อหารับของโจร แต่พนักงานอัยการมีคำสั่งเด็ดขาดไม่ฟ้องจำเลยที่ 2 ส่วนปุ๋ยของกลางซึ่งพนักงานสอบสวนอายัดไว้ให้คืนแก่เจ้าของ ตามหนังสือแจ้งผลเกี่ยวกับทรัพย์สินของกลาง ต่อมาโจทก์ขอรับปุ๋ยของกลางคืน แต่จำเลยที่ 1 โต้แย้งกรรมสิทธิ์ พนักงานสอบสวนจึงยังไม่คืนปุ๋ยของกลางให้โจทก์

มีปัญหาวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยที่ 1 ประการแรกว่า จำเลยที่ 1 ไม่ต้องคืนปุ๋ยแก่โจทก์ เนื่องจากจำเลยที่ 1 ซื้อปุ๋ยจากนางสุกัญญาโดยสุจริตและเสียค่าตอบแทนหรือไม่ ปัญหานี้ข้อเท็จจริงรับฟังยุติแล้วว่า จำเลยที่ 1 รับซื้อปุ๋ยที่พิพาทกันโดยเสียค่าตอบแทน และตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 6 บัญญัติไว้ให้สันนิษฐานไว้ก่อนว่าบุคคลทุกคนกระทำการโดยสุจริต โจทก์ย่อมมีภาระการพิสูจน์แสดงให้เห็นว่าจำเลยที่ 1 รับซื้อปุ๋ยพิพาทไว้โดยไม่สุจริต ซึ่งในข้อนี้โจทก์เบิกความว่า จำเลยที่ 1 รับซื้อปุ๋ยพิพาทในราคาต่ำกว่าราคาท้องตลาด และแม้โจทก์จะเบิกความด้วยว่าราคาปุ๋ยที่ขายให้แก่นางสุกัญญาเป็นราคาขายส่งก็ตาม แต่จำเลยที่ 1 เป็นสหกรณ์ที่รับซื้อปุ๋ยไว้เพื่อจำหน่ายแก่สมาชิก ซึ่งก็จะต้องซื้อจำนวนมากที่ควรซื้อในราคาขายส่งได้เช่นกัน ทั้งโจทก์ไม่ได้เบิกความยืนยันว่าราคาที่โจทก์ขายแก่นางสุกัญญานั้นเป็นราคาตลาดของราคาขายส่งแต่อย่างใด ส่วนพยานหลักฐานของจำเลยที่ 1 มีนายลา ประธานสหกรณ์จำเลยที่ 1 และจำเลยที่ 2 มาเบิกความเป็นพยานได้ความตรงกันว่า ก่อนรับซื้อปุ๋ยพิพาทนางสุกัญญามาเสนอขายปุ๋ยซึ่งจำเลยที่ 2 ไม่ได้รับซื้อทันที แต่สืบราคาดูก่อน เมื่อเห็นว่าราคาถูกกว่าราคาท้องตลาดเล็กน้อย โดยนางสุกัญญาอ้างว่าตนเป็นตัวแทนบริษัทใหญ่ที่มีโรงงานในจังหวัดสุพรรณบุรีและขอเสนอขายปุ๋ยให้จำเลยที่ 1 ทั้งในการติดต่อซื้อขายก็ดี การส่งมอบและตรวจรับปุ๋ยก็ดี การจัดเก็บปุ๋ยก็ดี รวมถึงการชำระเงินให้แก่นางสุกัญญาในการส่งมอบปุ๋ยครั้งแรกก็ได้กระทำโดยเปิดเผยตลอดมา และออกหลักฐานการชำระเงินให้ตามบิลเงินสด ตามพฤติการณ์มีเหตุผลให้น่าเชื่อว่าจำเลยที่ 1 โดยจำเลยที่ 2 รับซื้อปุ๋ยพิพาทไว้เพราะเชื่อโดยสุจริตว่านางสุกัญญาเป็นตัวแทนบริษัทผู้จำหน่ายปุ๋ยที่ขายปุ๋ยให้แก่จำเลยที่ 1 ตามพยานหลักฐานเห็นได้ว่า พยานหลักฐานของโจทก์ไม่มีน้ำหนักให้รับฟังได้ดีกว่าพยานหลักฐานของจำเลยที่ 1 และไม่อาจรับฟังหักล้างข้อสันนิษฐานของกฎหมายดังกล่าวได้ จึงฟังได้ว่า การซื้อขายปุ๋ยพิพาทของจำเลยที่ 1 เป็นการกระทำโดยสุจริต ดังนี้ แม้โจทก์จะถูกนางสุกัญญาฉ้อโกงหลอกลวงซื้อปุ๋ยจากโจทก์อันมีผลทำให้นิติกรรมระหว่างโจทก์กับนางสุกัญญาที่เกิดขึ้นโดยโจทก์ถูกกลฉ้อฉลตกเป็นโมฆียะและโจทก์จะบอกล้างโมฆียะกรรมแล้วก็ต้องห้ามมิให้ยกเป็นข้อต่อสู้จำเลยที่ 1 ซึ่งเป็นบุคคลภายนอกผู้กระทำการโดยสุจริตตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 160 ทั้งเมื่อจำเลยที่ 1 ได้มาซึ่งทรัพย์สินปุ๋ยพิพาทโดยมีค่าตอบแทนและโดยสุจริตเช่นนี้ สิทธิของจำเลยที่ 1 ย่อมไม่เสียไป ถึงแม้ว่านางสุกัญญาผู้โอนทรัพย์สินให้จำเลยที่ 1 จะได้ทรัพย์สินนั้นมาโดยนิติกรรมที่ทำกลฉ้อฉลต่อโจทก์อันตกเป็นโมฆียะ และนิติกรรมนั้นได้ถูกบอกล้างในภายหลังตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1329 จำเลยที่ 1 ย่อมมีสิทธิที่จะปฏิเสธไม่คืนปุ๋ยพิพาทให้แก่โจทก์ได้ ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 4 พิพากษาให้จำเลยที่ 1 คืนปุ๋ยพิพาทแก่โจทก์ ศาลฎีกาไม่เห็นพ้องด้วย ฎีกาของจำเลยที่ 1 ฟังไม่ขึ้น

พิพากษาแก้เป็นว่า ให้ยกฟ้องโจทก์สำหรับจำเลยที่ 1 ด้วย นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 4 ค่าฤชาธรรมเนียมในชั้นอุทธรณ์และฎีกาให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 160 ม. 1329
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นางสาวจันทร์ทิพย์ นองสินธุ์
จำเลย — สหกรณ์การเกษตรท่าบ่อ จำกัด กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดหนองคาย — นายยงทวี กะวิกุล
ศาลอุทธรณ์ภาค 4 — นายปรัชญา โกไศยกานนท์
ชื่อองค์คณะ
ธัชพันธ์ ประพุทธนิติสาร
ปริญญา ดีผดุง
สรรทัศน์ เอี่ยมวรชัย
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 18311/2555
#532858
เปิดฉบับเต็ม

โจทก์บรรยายฟ้องว่าโจทก์นำสำรวจแบ่งแยกที่ดิน แต่เจ้าพนักงานที่ดินคำนวณเนื้อที่ผิดพลาดเป็นเหตุให้เนื้อที่ที่ดินขาดหายไปเป็นส่วนหนึ่งของที่ดินจำเลย กับมีคำขอให้บังคับจำเลยเพิกถอนแก้ไขทำเพิ่มเติมเปลี่ยนแปลงเนื้อที่ที่ทับซ้อนที่ดินของโจทก์ อันเป็นการกล่าวอ้างว่าโฉนดที่ดินของโจทก์ออกโดยคลาดเคลื่อนไม่ถูกต้อง ซึ่งหากโจทก์เห็นว่าการออกโฉนดที่ดินให้แก่โจทก์ของเจ้าพนักงานที่ดินทำไม่ถูกต้องหรือไม่ชอบด้วยประการใดจนเป็นเหตุให้โจทก์ได้รับความเสียหาย โจทก์ต้องดำเนินการฟ้องร้องเจ้าพนักงานที่ดินผู้ออกโฉนดที่ดินให้แก่โจทก์โดยตรง แต่คดีนี้โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยกระทำการแก้ไขเปลี่ยนแปลงเกี่ยวกับโฉนดที่ดินของโจทก์ อันเป็นอำนาจของเจ้าพนักงานที่ดินที่จะดำเนินการโดยไม่ได้ฟ้องเจ้าพนักงานที่ดิน ทั้งโจทก์มิได้ฟ้องขอให้เพิกถอนเปลี่ยนแปลงแก้ไขโฉนดที่ดินของจำเลยแต่อย่างใด กรณีจึงไม่อาจพิพากษาให้ตามฟ้องของโจทก์ได้

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยเพิกถอนหรือแก้ไขทำเพิ่มเติมเปลี่ยนแปลงเนื้อที่ทับซ้อนที่ดินของโจทก์ที่ปรากฏในโฉนดที่ดินเลขที่ 12996 ตำบลตะโหมด อำเภอตะโหมด จังหวัดพัทลุง จากเนื้อที่ 5 ไร่ 1 งาน 4.9 ตารางวา เป็นเนื้อที่ 6 ไร่ 3 งาน 25.4 ตารางวา หากจำเลยไม่ทำการใดให้ถือเอาคำพิพากษาแทนการแสดงเจตนา

จำเลยให้การขอให้ยกฟ้อง

ในวันชี้สองสถาน ศาลชั้นต้นเห็นว่า คดีพอวินิจฉัยได้ จึงให้งดสืบพยานโจทก์และจำเลย แล้วพิพากษายกฟ้อง ค่าฤชาธรรมเนียมให้เป็นพับ

โจทก์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 9 พิพากษายกคำพิพากษาศาลชั้นต้น ให้ศาลชั้นต้นดำเนินกระบวนพิจารณาสืบพยานโจทก์และจำเลยต่อไป แล้วพิพากษาใหม่ตามรูปคดี ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นนี้ให้ศาลชั้นต้นรวมสั่งเมื่อมีคำพิพากษาใหม่ คืนค่าขึ้นศาลชั้นนี้ส่วนที่เกิน 200 บาท แก่โจทก์

จำเลยฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า มีปัญหาข้อกฎหมายที่ต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยว่า กรณีสามารถพิพากษาให้ตามคำขอท้ายฟ้องของโจทก์หรือไม่ เห็นว่า คดีนี้โจทก์บรรยายฟ้องว่า โจทก์นำสำรวจแบ่งแยกที่ดินแปลงหน้าสำรวจ 4281 ซึ่งมีเนื้อที่ 6 ไร่ 3 งาน 25.4 ตารางวา เพื่อออกเป็นโฉนดที่ดิน แต่เจ้าพนักงานที่ดินได้ออกเป็นโฉนดที่ดินเลขที่ 12996 มีเนื้อที่เพียง 5 ไร่ 1 งาน 4.9 ตารางวา ขาดหายไป 1 ไร่ 2 งาน 20.5 ตารางวา โดยที่ดินของโจทก์ที่ขาดหายไปเป็นบริเวณที่อยู่ติดกับที่ดินโฉนดเลขที่ 12995 ของจำเลยซึ่งอยู่ทางด้านทิศใต้ ครั้นปลายปี 2551 จำเลยยื่นเรื่องราวขอรังวัดสอบแนวเขตที่ดิน โจทก์จึงทราบว่า ที่เจ้าพนักงานที่ดินออกโฉนดที่ดินให้แก่โจทก์มีเนื้อที่ขาดหายไป 1 ไร่ 2 งาน 20.5 ตารางวา เนื่องจากเจ้าพนักงานที่ดินที่เกี่ยวข้องไม่นำที่ดินตามแนวเขตที่ดินอีก 2 หลัก ใน 8 หลัก ของโจทก์มาคำนวณเนื้อที่ ทำให้ที่ดินในโฉนดที่ดินของโจทก์เหลือเนื้อที่ 5 ไร่ 1 งาน 4.9 ตารางวา ซึ่งไม่ถูกต้องตรงกับความเป็นจริงที่ได้ทำการสอบสวนสิทธิมาตั้งแต่ต้น โจทก์จึงคัดค้านว่าเนื้อที่ที่ดินของจำเลยรุกล้ำและทับที่ดินของโจทก์ 1 ไร่ 2 งาน 20.5 ตารางวา เจ้าพนักงานที่ดินนัดไกล่เกลี่ยแล้ว แต่จำเลยไม่ยอมไปตามนัด โจทก์บอกกล่าวให้จำเลยแก้ไขหรือเพิกถอนหรือเปลี่ยนแปลงเนื้อที่ในโฉนดที่ดินของโจทก์ให้ถูกต้องแล้ว จำเลยเพิกเฉย จึงขอให้บังคับจำเลยเพิกถอนแก้ไขทำเพิ่มเติมเปลี่ยนแปลงเนื้อที่ที่ทับซ้อนที่ดินของโจทก์ที่ปรากฏในโฉนดที่ดินเลขที่ 12996 ตำบลตะโหมด อำเภอตะโหมด จังหวัดพัทลุง จากเนื้อที่ 5 ไร่ 1 งาน 4.9 ตารางวา เป็นเนื้อที่ 6 ไร่ 3 งาน 25.4 ตารางวา หากจำเลยไม่ทำการใดให้ถือเอาคำพิพากษาแทนการแสดงเจตนา จากคำฟ้องของโจทก์ดังกล่าว โจทก์กล่าวอ้างว่าโฉนดที่ดินของโจทก์ออกโดยคลาดเคลื่อนไม่ถูกต้อง โดยโฉนดที่ดินของโจทก์มีเนื้อที่น้อยกว่าความเป็นจริง ซึ่งหากโจทก์เห็นว่าการออกโฉนดที่ดินให้แก่โจทก์ของเจ้าพนักงานที่ดินทำไม่ถูกต้องหรือไม่ชอบด้วยประการใดจนเป็นเหตุให้โจทก์ได้รับความเสียหาย โจทก์ต้องดำเนินการฟ้องร้องเจ้าพนักงานที่ดินผู้ออกโฉนดที่ดินให้แก่โจทก์โดยตรง แต่คดีนี้โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยกระทำการแก้ไขเปลี่ยนแปลงเกี่ยวกับโฉนดที่ดินของโจทก์ อันเป็นอำนาจของเจ้าพนักงานที่ดินที่จะดำเนินการโดยไม่ได้ฟ้องเจ้าพนักงานที่ดิน ทั้งโจทก์มิได้ฟ้องขอให้เพิกถอนเปลี่ยนแปลงแก้ไขที่ดินโฉนดเลขที่ 12995 ของจำเลยแต่อย่างใด กรณีจึงไม่อาจพิพากษาให้ตามคำขอท้ายฟ้องของโจทก์ได้ ที่ศาลชั้นต้นมีคำสั่งให้งดสืบพยานโจทก์และจำเลย แล้วพิพากษายกฟ้องนั้นชอบแล้ว ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 9 พิพากษามานั้น ศาลฎีกาไม่เห็นพ้องด้วย ฎีกาของจำเลยฟังขึ้น

พิพากษาแก้เป็นว่า ให้ยกฟ้อง ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสามศาลให้เป็นพับ นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 9
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ. ม. 55
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นายเสนอ พลเพชร
จำเลย — นายศักดิภัทร์ ฤทธิ์เดช
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดพัทลุง — นายอนุวัฒน์ พนาโยธากุล
ศาลอุทธรณ์ภาค 9 — นายสมชาย ธารณธรรม
ชื่อองค์คณะ
สิริรัตน์ จันทรา
วิรุฬห์ แสงเทียน
ปดารณี ลัดพลี
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 18281/2555
#554890
เปิดฉบับเต็ม

แม้ข้อเท็จจริงปรากฏในทางพิจารณาว่า จำเลยขับรถยนต์บรรทุกสิบล้อโดยประมาทเฉี่ยวชนถูกไหล่โจทก์ร่วมที่ 2 เป็นเหตุให้โจทก์ร่วมที่ 1 ตกจากรถ แล้วรถจักรยานยนต์ของโจทก์ร่วมที่ 2 เสียหลักล้มลง แตกต่างจากข้อเท็จจริงที่กล่าวในฟ้องเนื่องจากโจทก์ฟ้องว่า จำเลยขับรถยนต์บรรทุกสิบล้อโดยประมาทเฉี่ยวชนถูกโจทก์ร่วมที่ 1 แต่เมื่อผลคือโจทก์ร่วมที่ 1 ได้รับอันตรายสาหัส และโจทก์ร่วมที่ 2 ได้รับอันตรายแก่กายจากการกระทำของจำเลยตามที่โจทก์ฟ้อง จึงเป็นการแตกต่างกันในข้อที่มิใช่สาระสำคัญ ทั้งจำเลยมิได้หลงต่อสู้ จึงลงโทษจำเลยได้

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องและแก้ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 300, 390, 90, 91 พระราชบัญญัติจราจรทางบก พ.ศ.2522 มาตรา 43 (4), 78, 157, 160

จำเลยให้การปฏิเสธ

ระหว่างพิจารณา นางณัฐฐาหรือสิรพัชร์ และนางเกศดาพร ผู้เสียหายทั้งสองยื่นคำร้องขอเข้าร่วมเป็นโจทก์ในความผิดฐานกระทำโดยประมาทเป็นเหตุให้ผู้อื่นได้รับอันตรายสาหัสและได้รับอันตรายแก่กายหรือจิตใจ ศาลชั้นต้นอนุญาตและให้เรียกผู้เสียหายทั้งสองว่า โจทก์ร่วมที่ 1 และโจทก์ร่วมที่ 2 ตามลำดับ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 300, 390 พระราชบัญญัติจราจรทางบก พ.ศ.2522 มาตรา 43 (4), 78 วรรคหนึ่ง, 157, 160 วรรคหนึ่ง การกระทำของจำเลยเป็นความผิดหลายกรรมต่างกัน ให้ลงโทษทุกกรรมเป็นกระทงความผิดไปตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 ฐานขับรถโดยประมาทเป็นกรรมเดียวผิดต่อกฎหมายหลายบท ให้ลงโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 300 ซึ่งเป็นกฎหมายบทที่มีโทษหนักที่สุด ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 จำคุก 6 เดือน ฐานไม่หยุดรถและให้ความช่วยเหลือและแสดงตัวพร้อมแจ้งเหตุต่อพนักงานเจ้าหน้าที่ จำคุก 2 เดือน รวมจำคุก 8 เดือน

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 3 พิพากษากลับ ให้ยกฟ้อง

โจทก์ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงเบื้องต้นรับฟังว่า ตามวันเวลาและสถานที่เกิดเหตุในฟ้อง โจทก์ร่วมที่ 2 ขับรถจักรยานยนต์โดยมีโจทก์ร่วมที่ 1 นั่งซ้อนท้ายไปตามถนนมิตรภาพมุ่งหน้าไปทางจังหวัดสระบุรี ซึ่งมี 4 ช่องเดินรถไปและกลับฝั่งละ 2 ช่องเดินรถ ไม่มีเกาะกลางถนน แต่มีถนนคู่ขนาน 2 ฝั่ง และระหว่างถนนคู่ขนานกับถนนหลักมีเกาะกลางถนน โดยขับอยู่ในช่องเดินรถที่ 1 ชิดเกาะกลางถนนคู่ขนาน ระหว่างนั้นมีผู้ขับรถยนต์บรรทุกสิบล้อไปตามถนนมิตรภาพมุ่งหน้าไปทางจังหวัดสระบุรี ตามหลังโจทก์ร่วมทั้งสองในช่องเดินรถเดียวกันและขับแซงเบียดขึ้นมาบริเวณที่เกิดเหตุด้วยความเร็ว โจทก์ร่วมที่ 2 ถูกรถยนต์บรรทุกสิบล้อคันดังกล่าวเฉี่ยวที่แขน ส่วนโจทก์ร่วมที่ 1 ตกจากรถและหมดสติในที่เกิดเหตุ รถจักรยานยนต์ของโจทก์ร่วมที่ 2 เสียหลักล้มลง โจทก์ร่วมที่ 1 มีเลือดออกที่สมองและสมองช้ำได้รับอันตรายสาหัส โจทก์ร่วมที่ 2 ได้รับอันตรายสาหัส โจทก์ร่วมที่ 2 มีบาดแผลถลอกบริเวณใบหน้า แขนและเข่าทั้งสองข้างได้รับอันตรายแก่กาย

มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ว่า จำเลยเป็นผู้ขับรถยนต์บรรทุกสิบล้อเฉี่ยวชนโจทก์ร่วมทั้งสองหรือไม่ เห็นว่า แม้โจทก์และโจทก์ร่วมทั้งสองไม่มีประจักษ์พยานรู้เห็นว่า จำเลยเป็นผู้ขับรถยนต์บรรทุกสิบล้อเฉี่ยวชนรถโจทก์ร่วมที่ 2 และโจทก์ร่วมที่ 2 เห็นเหตุการณ์หลังจากถูกเฉี่ยวชนเพียงว่ารถที่เฉี่ยวชนเป็นรถยนต์บรรทุก โดยไม่ได้สังเกตหมายเลขทะเบียนรถ ส่วนโจทก์ร่วมที่ 1 หลังตกจากรถแล้วก็หมดสติไปไม่เห็นเหตุการณ์ แต่โจทก์และโจทก์ร่วมทั้งสองยังมีนางสมจิตร เบิกความว่า ขณะเกิดเหตุ นางสมจิตรขับรถจักรยานยนต์อยู่ในช่องเดินรถที่ 1 ตามหลังโจทก์ร่วมทั้งสองห่างกัน 50 เมตร เห็นรถยนต์บรรทุกสิบล้อคันหนึ่งแซงรถของนางสมจิตรออกไปทางขวา แล้วขับเบี่ยงมาช่องเดินรถด้านหน้านางสมจิตร แต่ด้วยความแรงของรถยนต์บรรทุกสิบล้อทำให้ตอนกลางของรถยนต์บรรทุกสิบล้อเฉี่ยวชนถูกไหล่ของโจทก์ร่วมที่ 2 เป็นเหตุให้โจทก์ร่วมที่ 1 ตกจากรถ แล้วรถจักรยานยนต์ของโจทก์ร่วมที่ 2 เสียหลักล้มลง นางสมจิตรขับรถจักรยานยนต์ตามรถยนต์บรรทุกสิบล้อคันดังกล่าวไปและเห็นแผ่นป้ายทะเบียนรถมีหมายเลข 80-9912 นครราชสีมา จึงโทรศัพท์แจ้งไปที่สถานีตำรวจภูธรปากช่องว่า จำหมายเลขทะเบียนรถของคนร้ายได้และบอกให้เจ้าพนักงานตำรวจทราบ ที่นางสมจิตรเบิกความตอบทนายจำเลยถามค้านว่า รถจักรยานยนต์ของโจทก์ร่วมที่ 2 เกาะติดไปกับรถยนต์บรรทุกสิบล้อไม่นานแล้วหลุดออกนั้น เป็นปรากฏการณ์ที่แปลกแต่ถ้าไม่เห็นเช่นนั้นจริงคงจะเอามาเบิกความไม่ได้ และก็คงเป็นเพราะแรงดูดที่เกิดจากรถยนต์บรรทุกสิบล้อที่แล่นมาด้วยความเร็ว 80 กิโลเมตรต่อชั่วโมง ทำให้เกิดแรงลมดูดรถจักรยานยนต์ให้เคลื่อนที่ไปตามทิศทางของรถยนต์บรรทุกสิบล้อเพียงชั่วขณะหนึ่งแล้วแยกจากกันโดยที่ไม่มีส่วนใดของรถทั้งสองคันกระแทกกันนับว่าเป็นปรากฏการณ์ธรรมชาติ มิฉะนั้นแล้วสภาพของรถจักรยานยนต์โดยเฉพาะอย่างยิ่งบริเวณแถบขวาของรถต้องได้รับความเสียหายมากกว่านี้ สอดคล้องกับคำเบิกความของโจทก์ร่วมที่ 2 ที่ตอบทนายจำเลยถามค้านว่า รถจักรยานยนต์แล่นไปตามกระแสลมของรถยนต์บรรทุกสิบล้อ ทำให้รถจักรยานยนต์เสียหลักล้มลง ดังนั้น รถจักรยานยนต์จึงไม่ได้ล้มลงทันทีแต่ได้แล่นไปตามแรงลมของรถยนต์บรรทุกสิบล้อที่แล่นมาด้วยความเร็วสูงที่มีลมอยู่ชั่วขณะหนึ่ง เมื่อหมดแรงลมรถจักรยานยนต์จึงแยกหลุดจากรถยนต์บรรทุกสิบล้อและล้มลงดังที่โจทก์ร่วมที่ 2 เบิกความ ลักษณะเช่นนี้จึงทำให้นางสมจิตรดูเหมือนรถจักรยานยนต์เกาะติดไปกับรถยนต์บรรทุกสิบล้อ ประกอบกับนางสมจิตรอยู่ห่างจากโจทก์ร่วมที่ 2 ถึง 50 เมตร จึงอาจมองเห็นเช่นนั้นได้ คำเบิกความของนางสมจิตรจึงไม่เป็นพิรุธ ทั้งไม่ได้ขัดกับคำเบิกความของโจทก์ร่วมที่ 2 และพันตำรวจตรีสถาพร ซึ่งเป็นผู้ตรวจพิสูจน์ร่องรอยการเฉี่ยวชนที่ว่ารถทั้งสองคันไม่มีร่องรอยการเฉี่ยวชนกัน แต่เหตุที่โจทก์ร่วมที่ 1 ตกจากรถจักรยานยนต์และรถจักรยานยนต์ล้มเกิดจากถูกรถยนต์บรรทุกของจำเลยเฉี่ยวไปด้วยความเร็ว ส่วนที่นางสมจิตรเบิกความตอบทนายจำเลยถามค้านว่า นางสมจิตรโทรศัพท์แจ้งดาบตำรวจธนาดอน พนักงานวิทยุประจำสถานีตำรวจภูธรปากช่องว่า จำหมายเลขทะเบียนรถได้แต่ไม่ได้แจ้งชื่อจังหวัดเพราะจำไม่ได้นั้น นางสมจิตรก็ได้เบิกความตอบโจทก์ถามติงแล้วว่า จำไม่ได้ว่าจะได้แจ้งชื่อจังหวัดด้วยหรือไม่เพราะเหตุเกิดนานแล้ว ประกอบกับคำเบิกความของดาบตำรวจธนาดอนสนับสนุนคำเบิกความของนางสมจิตรให้มีน้ำหนักรับฟังยิ่งขึ้น ทำให้เห็นว่านางสมจิตรได้เห็นเหตุการณ์และจำหมายเลขทะเบียนรถยนต์บรรทุกสิบล้อที่เฉี่ยวชนโจทก์ร่วมทั้งสองได้ถูกต้องจริง และเป็นหลักฐานสำคัญที่นำไปสู่การจับกุมจำเลยได้ในที่สุด โดยโจทก์และโจทก์ร่วมทั้งสองมีพันตำรวจโทสมชาย พนักงานสอบสวนเบิกความว่า หลังจากทราบหมายเลขทะเบียนรถยนต์บรรทุกสิบล้อที่เฉี่ยวชนจากดาบตำรวจธนาดอนแล้ว ได้ตรวจสอบปรากฏว่าเป็นรถของร้านค้าในเขตตำบลหนองสาหร่าย อำเภอปากช่อง จังหวัดนครราชสีมา จึงประสานไปยังสถานีตำรวจภูธรหนองสาหร่าย ตรวจสอบก็พบว่าเป็นรถของร้านค้าจริง และเจ้าของร้านแจ้งว่าขณะนั้นจำเลยกำลังใช้รถคันดังกล่าวไปส่งของที่กรุงเทพมหานคร พันตำรวจโทสมชายจึงโทรศัพท์สอบถามจำเลย จำเลยให้การรับว่าวันเกิดเหตุจำเลยได้ขับรถยนต์บรรทุกสิบล้อคันเกิดเหตุผ่านมาที่เกิดเหตุจริง พยานหลักฐานของโจทก์และโจทก์ร่วมทั้งสองที่นำสืบมาสอดคล้องต้องกัน โดยเฉพาะเจ้าพนักงานตำรวจและนางสมจิตรไม่มีสาเหตุโกรธเคืองกับจำเลยมาก่อน จึงมีความเป็นกลาง มีน้ำหนักรับฟังได้ ประกอบกับทางนำสืบของจำเลยก็รับอีกว่า วันเกิดเหตุจำเลยได้ขับรถยนต์บรรทุกสิบล้อคันเกิดเหตุผ่านมาที่เกิดเหตุจริง ทั้งยังยอมรับว่าหลังเกิดเหตุบริษัทวิริยะประกันภัย จำกัด ซึ่งเป็นผู้รับประกันภัยรถยนต์บรรทุกสิบล้อคันเกิดเหตุไว้จากนายจ้างของจำเลยได้ให้ตัวแทนมาเจรจาค่าเสียหายกับโจทก์ร่วมทั้งสองที่สถานีตำรวจภูธรปากช่อง โดยเสนอชดใช้ค่าเสียหายให้แก่โจทก์ร่วมทั้งสองเป็นเงิน 50,000 บาท แต่โจทก์ร่วมทั้งสองต้องการให้จำเลยชดใช้เป็นเงิน 200,000 บาท จึงไม่สามารถตกลงกันได้ แสดงว่าจำเลยได้กระทำความผิดจริง บริษัทวิริยะประกันภัย จำกัด ในฐานะผู้รับประกันภัยจึงยอมเสนอชดใช้ค่าเสียหายให้แก่โจทก์ร่วมทั้งสอง ทางนำสืบของจำเลยเจือสมกับพยานหลักฐานของโจทก์และโจทก์ร่วมทั้งสอง เมื่อรับฟังประกอบกันแล้วมีน้ำหนักมั่นคงฟังได้ว่า จำเลยขับรถยนต์บรรทุกสิบล้อเฉี่ยวโจทก์ร่วมทั้งสอง เป็นความผิดข้อหาขับรถโดยประมาทเป็นเหตุให้ผู้อื่นได้รับอันตรายสาหัสและได้รับอันตรายแก่กาย แม้ข้อเท็จจริงตามที่ปรากฏในการพิจารณาแตกต่างกับข้อเท็จจริงที่กล่าวในฟ้อง เนื่องจากโจทก์ฟ้องว่าจำเลยขับรถยนต์บรรทุกสิบล้อเฉี่ยวชนโจทก์ร่วมที่ 1 แต่เมื่อผลคือโจทก์ร่วมที่ 1 ได้รับอันตรายสาหัสและโจทก์ร่วมที่ 2 ได้รับอันตรายแก่กายจากการกระทำของจำเลย จึงเป็นการแตกต่างกันในข้อที่มิใช่สาระสำคัญ ทั้งจำเลยให้การต่อสู้คดีทำนองอ้างฐานที่อยู่และมิได้หลงต่อสู้ จึงลงโทษจำเลยได้ตามฟ้องข้อหานี้ ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 3 พิพากษายกฟ้องจำเลยข้อหานี้ จึงไม่ต้องด้วยความเห็นของศาลฎีกา ฎีกาของโจทก์ข้อหานี้ฟังขึ้น แต่พยานหลักฐานของโจทก์และโจทก์ร่วมทั้งสองดังกล่าวมาข้างต้นหาได้พิสูจน์ว่าจำเลยรู้ตัวว่าตนเองก่อให้เกิดความเสียหายแก่โจทก์ร่วมทั้งสองหรือทรัพย์สินของโจทก์ร่วมทั้งสองโดยขับรถยนต์บรรทุกสิบล้อเฉี่ยวรถจักรยานยนต์ของโจทก์ร่วมที่ 2 ล้ม ณ ที่เกิดเหตุไม่ คดีจึงไม่อาจฟังว่า จำเลยมีความผิดข้อหาไม่หยุดรถและให้ความช่วยเหลือพร้อมแสดงตนแจ้งเหตุต่อพนักงานเจ้าหน้าที่ ฎีกาของโจทก์ข้อหานี้ฟังไม่ขึ้น สรุปแล้วฎีกาของโจทก์ฟังขึ้นบางส่วน

พิพากษาแก้เป็นว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 300, 390 พระราชบัญญัติจราจรทางบก พ.ศ.2522 มาตรา 43 (4), 157 เป็นกรรมเดียวผิดต่อกฎหมายหลายบทให้ลงโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 300 ซึ่งเป็นกฎหมายที่มีโทษหนักที่สุด ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 จำคุก 6 เดือน และปรับ 6,000 บาท โทษจำคุกให้รอการลงโทษไว้มีกำหนด 2 ปี ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 56 ไม่ชำระค่าปรับให้จัดการตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 29, 30 นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 3
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.อ. ม. 192
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการจังหวัดสีคิ้ว (ปากช่อง)
โจทก์ร่วม — นางณัฐฐาหรือสิรพัชร์ ลีลาวิราม กับพวก
จำเลย — นายสอิ้ง ช่างโคกสูง
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดสีคิ้ว — นายทรงพล กาญจนสิน
ศาลอุทธรณ์ภาค 3 — นายสถิตย์ อรรถบลยุคล
ชื่อองค์คณะ
จักร อุตตโม
สมชาย พันธุมะโอภาส
ธราธร ศิลปโอสถ
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 18217/2555
#528535
เปิดฉบับเต็ม

ผู้ร้องเป็นผู้ให้เช่าซื้อรถยนต์ของกลาง แม้ผู้ร้องมิได้นำสืบให้เห็นว่า ฉ. ผู้เช่าซื้อชำระค่าเช่าซื้อให้ผู้ร้องแล้วกี่งวด เป็นเงินจำนวนเท่าใดและยังค้างชำระอยู่จำนวนเท่าใด ก็มิใช่ข้อที่แสดงให้เห็นว่าผู้ร้องรู้เห็นเป็นใจด้วยในการกระทำความผิดของจำเลยที่ 1 และที่ 3 และการที่ผู้ร้องรับชำระค่าเช่าซื้อหลังจากที่รถยนต์ของกลางถูกยึดแล้ว ก็มิใช่เป็นการบ่งชี้ว่าผู้ให้เช่าซื้อกระทำโดยไม่สุจริตเสมอไป เมื่อโจทก์ไม่มีพยานมานำสืบหักล้างให้เห็นเป็นอย่างอื่น จึงฟังได้ว่าผู้ร้องไม่ได้รู้เห็นเป็นใจด้วยในการกระทำความผิด และผู้ร้องจะบอกเลิกสัญญาเช่าซื้อกี่ครั้งหรือเมื่อบอกเลิกสัญญาแล้วผู้ร้องจะดำเนินคดีทางแพ่งเรียกค่าเสียหายตามสัญญาเช่าซื้อจาก ฉ. หรือไม่ ย่อมเป็นสิทธิตามสัญญาเช่าซื้อที่ผู้ร้องจะใช้หรือไม่ใช้ก็ได้ เมื่อผู้ร้องเป็นเจ้าของรถยนต์ของกลางย่อมมีสิทธิติดตามเอาทรัพย์สินของกลางที่ให้เช่าซื้อคืนได้ การที่ผู้ร้องยื่นคำร้องขอคืนรถยนต์ของกลางจึงเป็นการกระทำเพื่อประโยชน์ของผู้ร้องโดยตรง พฤติการณ์แห่งคดียังถือไม่ได้ว่าผู้ร้องใช้สิทธิโดยไม่สุจริต เมื่อผู้ร้องไม่ได้รู้เห็นเป็นใจด้วยในการกระทำความผิดของจำเลยที่ 1 และที่ 3 จึงต้องคืนรถยนต์ของกลางให้ผู้ร้อง

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
คดีสืบเนื่องมาจากศาลชั้นต้นพิพากษาลงโทษจำเลยที่ 1 และที่ 3 ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 335 (1) (7) (8) วรรคสอง ประกอบมาตรา 336 ทวิ, 83 ลงโทษจำเลยที่ 4 และที่ 5 ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 357 ประกอบมาตรา 83 ยกฟ้องจำเลยที่ 2 ที่ 6 ที่ 7 และที่ 8 และริบรถยนต์หมายเลขทะเบียน จร 8787 กรุงเทพมหานคร ของกลาง

ผู้ร้องยื่นคำร้องขอให้คืนรถยนต์ของกลางแก่ผู้ร้อง

โจทก์ยื่นคำคัดค้านขอให้ยกคำร้อง

ศาลชั้นต้นไต่สวนแล้ว มีคำสั่งให้ยกคำร้อง

ผู้ร้องอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 5 พิพากษายืน

ผู้ร้องฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า การขอให้ศาลสั่งคืนของกลางที่ศาลสั่งริบแล้วตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 36 นั้นเป็นส่วนหนึ่งของคดีอาญา เมื่อผู้ร้องอ้างว่ารถยนต์ของกลางที่ศาลสั่งริบเป็นของผู้ร้อง ผู้ร้องมิได้รู้เห็นเป็นใจด้วยในการกระทำความผิดของจำเลยที่ 1 และที่ 3 จึงเป็นหน้าที่ของผู้ร้องที่จะต้องนำสืบให้ได้ความตามที่กล่าวอ้าง คดีนี้ผู้ร้องมีนายทรงยศ ผู้รับมอบอำนาจช่วง เป็นพยานเบิกความว่า ในระหว่างที่ผู้เช่าซื้อยังชำระค่าเช่าซื้อให้ผู้ร้องไม่ครบถ้วน รถยนต์ของกลางถูกพนักงานสอบสวนยึดไว้เป็นของกลางในคดีอาญา และต่อมาศาลมีคำพิพากษาให้ริบรถยนต์ของกลาง ถือได้ว่าผู้เช่าซื้อได้กระทำผิดข้อตกลงในสัญญาเช่าซื้ออันเป็นสาระสำคัญของสัญญาตามสัญญาเช่าซื้อ ข้อ 6 และข้อ 11.2 ซึ่งเป็นผลให้สัญญาสิ้นสุดทันทีและผู้ร้องมีสิทธิบอกเลิกสัญญาได้ ผู้ร้องจึงมีหนังสือบอกเลิกสัญญาไปยังผู้เช่าซื้อ ผู้ร้องไม่มีโอกาสทราบหรือไม่มีเหตุอันควรสงสัยว่าจะมีการกระทำความผิด หรือมีการนำทรัพย์สินดังกล่าวไปใช้ในการกระทำความผิด หรือได้ใช้ทรัพย์สินดังกล่าวเป็นอุปกรณ์ให้ได้รับผลในการกระทำความผิด หรือมีทรัพย์สินดังกล่าวไว้ใช้ในการกระทำความผิดตามที่ถูกฟ้อง ผู้ร้องไม่ได้มีส่วนรู้เห็นเป็นใจหรือให้ความยินยอมหรือมีส่วนเกี่ยวข้องในการกระทำความผิดของจำเลย ดังนี้ ผู้ร้องได้นำสืบให้เห็นแล้วว่าผู้ร้องซึ่งเป็นผู้ให้เช่าซื้อรถยนต์ของกลางไม่รู้เห็นเป็นใจด้วยในการกระทำความผิดของจำเลยที่ 1 และที่ 3 แม้ผู้ร้องมิได้นำสืบให้เห็นว่านายเฉลา ผู้เช่าซื้อ ชำระค่าเช่าซื้อให้ผู้ร้องแล้วกี่งวด เป็นเงินจำนวนเท่าใดและยังค้างชำระอยู่จำนวนเท่าใด แต่นายทรงยศก็เบิกความว่า รถยนต์ของกลางถูกยึดในระหว่างที่ผู้เช่าซื้อยังชำระค่าเช่าซื้อไม่ครบถ้วน จึงฟังได้ว่าขณะเกิดเหตุผู้เช่าซื้อยังคงค้างชำระค่าเช่าซื้อแก่ผู้ร้อง และการที่ผู้เช่าซื้อชำระค่าเช่าซื้อหรือไม่เพียงใดก็มิใช่ข้อที่แสดงให้เห็นว่าผู้ร้องรู้เห็นเป็นใจด้วยในการกระทำความผิดของจำเลยที่ 1 และที่ 3 ส่วนที่นายทรงยศไม่ได้เบิกความว่าเมื่อรถยนต์ของกลางถูกพนักงานสอบสวนยึดแล้ว ผู้ร้องยังคงรับชำระค่าเช่าซื้อจากนายเฉลาหรือไม่ก็มิใช่ข้อสำคัญเช่นกัน การที่โจทก์ยื่นคำคัดค้านว่าหลังจากรถยนต์ของกลางถูกยึดแล้วผู้ร้องยังคงรับชำระค่าเช่าซื้อเรื่อยมา ก็เป็นหน้าที่ของโจทก์ที่จะถามค้านนายทรงยศหรือนำพยานเข้าสืบให้เห็นดังที่โจทก์ยื่นคำคัดค้านไว้ และการที่ผู้ให้เช่าซื้อรับชำระค่าเช่าซื้อหลังจากที่รถยนต์ของกลางถูกยึดแล้ว ก็มิใช่เป็นการบ่งชี้ว่าผู้ให้เช่าซื้อกระทำโดยไม่สุจริตเสมอไป เมื่อโจทก์ไม่มีพยานมานำสืบหักล้างให้เห็นเป็นอย่างอื่น จึงฟังได้ว่าผู้ร้องไม่ได้รู้เห็นเป็นใจด้วยในการกระทำความผิด นอกจากนี้การที่ผู้ร้องเคยบอกเลิกสัญญาเช่าซื้อกับนายเฉลาเมื่อวันที่ 30 เมษายน 2551 มาครั้งหนึ่งแล้ว และมาบอกเลิกสัญญากับนายเฉลาอีกครั้งหนึ่งในวันที่ 27 สิงหาคม 2551 ก็มิใช่ข้อพิรุธเพราะเหตุที่บอกเลิกสัญญาเช่าซื้อเป็นเหตุเดียวกัน และผู้ร้องจะบอกเลิกสัญญาเช่าซื้อกี่ครั้งหรือเมื่อบอกเลิกสัญญาแล้วผู้ร้องจะดำเนินคดีทางแพ่งเรียกค่าเสียหายตามสัญญาเช่าซื้อจากนายเฉลาหรือไม่ ย่อมเป็นสิทธิตามสัญญาเช่าซื้อที่ผู้ร้องจะใช้หรือไม่ใช้ก็ได้ เมื่อผู้ร้องเป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์รถยนต์ของกลางย่อมมีสิทธิติดตามเอาทรัพย์สินของกลางที่ให้เช่าซื้อคืนได้ การที่ผู้ร้องยื่นคำร้องขอคืนรถยนต์ของกลางจึงเป็นการกระทำเพื่อประโยชน์ของผู้ร้องโดยตรง พฤติการณ์แห่งคดียังถือไม่ได้ว่าผู้ร้องขอคืนรถยนต์ของกลางเพื่อประโยชน์ของนายเฉลาผู้เช่าซื้อ อันเป็นการใช้สิทธิโดยไม่สุจริต ผู้ร้องจึงมีสิทธิขอคืนรถยนต์ของกลาง เมื่อผู้ร้องไม่ได้รู้เห็นเป็นใจด้วยในการกระทำความผิดของจำเลยที่ 1 และที่ 3 จึงต้องคืนรถยนต์ของกลางให้ผู้ร้อง ที่ศาลล่างทั้งสองพิพากษามานั้น ศาลฎีกาไม่เห็นพ้องด้วย ฎีกาของผู้ร้องฟังขึ้น

พิพากษากลับ ให้คืนรถยนต์หมายเลขทะเบียน จร 8787 กรุงเทพมหานคร ของกลางแก่ผู้ร้อง
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.อ. ม. 36
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการจังหวัดพะเยา
ผู้ร้อง — บริษัทอยุธยา แคปติตอล ออโต้ ลีส จำกัด (มหาชน)
จำเลย — นายรักษ์พงษ์ สูงศักดิ์ กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดพะเยา — นายโพชฌงค์ พรหมขันธ์
ศาลอุทธรณ์ภาค 5 — นายอุดม วัตตธรรม
ชื่อองค์คณะ
แรงรณ ปริพนธ์พจนพิสุทธิ์
ปดารณี ลัดพลี
สรรทัศน์ เอี่ยมวรชัย
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา