คำพิพากษา คำสั่งคำร้องและคำวินิจฉัยศาลฎีกา

ทั้งหมด 133,243 รายการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 18211/2555
#538074
เปิดฉบับเต็ม

ความผิดฐานเบิกความเท็จและนำสืบหรือแสดงพยานหลักฐานอันเป็นเท็จตาม ป.อ. มาตรา 177 และมาตรา 180 นั้น มีองค์ประกอบความผิดสำคัญประการหนึ่งว่า คำเบิกความและพยานหลักฐานอันเป็นเท็จจะต้องเป็นข้อสำคัญในคดีที่เบิกความหรือนำสืบด้วย ดังนั้นประเด็นสำคัญในคดีมีว่าอย่างไร คำเบิกความและพยานหลักฐานของจำเลยทั้งสามเป็นข้อสำคัญในคดีอย่างไร จึงเป็นสาระสำคัญอันเป็นองค์ประกอบของความผิดที่โจทก์จะต้องบรรยายไว้ให้ชัดแจ้งในฟ้อง แต่คดีนี้โจทก์บรรยายฟ้องว่าจำเลยทั้งสามร่วมกันเบิกความเท็จต่อศาลและนำสืบหรือแสดงพยานหลักฐานอันเป็นเท็จในคดีแพ่งหมายเลขดำที่ ร.57/2547 ของศาลชั้นต้น เรื่องร้องขัดทรัพย์ และบรรยายรายละเอียดที่จำเลยทั้งสามเบิกความอันเป็นเท็จและนำสืบหรือแสดงพยานหลักฐานอันเป็นเท็จ พร้อมกับความเป็นจริงว่าอย่างไร ทั้งคำเบิกความและการนำสืบหรือแสดงพยานหลักฐานอันเป็นเท็จนั้นเป็นข้อสำคัญในคดี แต่โจทก์ไม่ได้บรรยายให้เห็นว่า ในคดีดังกล่าวประเด็นและข้อความที่เป็นเท็จและการนำสืบหรือแสดงพยานหลักฐานอันเป็นเท็จเป็นข้อสำคัญในคดีนั้นอย่างไร จึงเป็นฟ้องที่ไม่ได้บรรยายถึงการกระทำที่อ้างว่าจำเลยทั้งสามได้กระทำผิดพอสมควรเท่าที่จะให้จำเลยทั้งสามเข้าใจข้อหาได้ดี แม้โจทก์แนบเอกสารท้ายฟ้อง สำเนาภาพถ่ายคำเบิกความของจำเลยทั้งสาม สำเนาภาพถ่ายบัญชีทรัพย์ สำเนาภาพถ่ายสัญญาซื้อขาย สำเนาภาพถ่ายบัญชียึดทรัพย์ สำเนาภาพถ่ายคำร้องขัดทรัพย์ และสำเนาภาพถ่ายคำพิพากษาในคดีดังกล่าวมาท้ายฟ้องซึ่งถือเป็นส่วนหนึ่งของฟ้องก็ตาม แต่เมื่อพิจารณาเอกสารเหล่านั้นประกอบแล้วก็มิได้แสดงให้เห็นข้อสำคัญในคดีก่อนแต่ประการใด ฟ้องโจทก์จึงไม่ชอบด้วย ป.วิ.อ. มาตรา 158 (5)

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยทั้งสามตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83, 91, 177, 180

ศาลชั้นต้นไต่สวนมูลฟ้องแล้ว เห็นว่า คดีมีมูล ให้ประทับฟ้อง

จำเลยทั้งสามให้การปฏิเสธ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยทั้งสามมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 177 และจำเลยที่ 1 มีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 180 วรรคแรก อีกกระทงหนึ่ง การกระทำของจำเลยที่ 1 เป็นการกระทำกรรมเดียวเป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบท ให้ลงโทษตามมาตรา 177 ซึ่งเป็นกฎหมายบทที่มีโทษหนักที่สุดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 จำคุกคนละ 2 ปี ข้อหาอื่นสำหรับจำเลยที่ 2 และที่ 3 และคำขออื่นสำหรับจำเลยที่ 1 นอกจากนี้ให้ยก จำเลยทั้งสามอุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์ภาค 6 พิพากษากลับ ให้ยกฟ้องโจทก์

โจทก์ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ว่า ฟ้องโจทก์ชอบด้วยประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 158 (5) หรือไม่ เห็นว่า ความผิดฐานเบิกความเท็จและนำสืบหรือแสดงพยานหลักฐานอันเป็นเท็จตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 177 และมาตรา 180 นั้น มีองค์ประกอบความผิดสำคัญประการหนึ่งว่า คำเบิกความและพยานหลักฐานอันเป็นเท็จจะต้องเป็นข้อสำคัญในคดีที่เบิกความหรือนำสืบด้วย ดังนั้นประเด็นสำคัญในคดีมีว่าอย่างไร คำเบิกความและพยานหลักฐานของจำเลยทั้งสามเป็นข้อสำคัญในคดีอย่างไร จึงเป็นสาระสำคัญอันเป็นองค์ประกอบของความผิดที่โจทก์จะต้องบรรยายไว้ให้ชัดแจ้งในฟ้อง แต่คดีนี้โจทก์บรรยายฟ้องว่าจำเลยทั้งสามร่วมกันเบิกความเท็จต่อศาลและนำสืบหรือแสดงพยานหลักฐานอันเป็นเท็จในคดีแพ่งหมายเลขดำที่ ร.57/2547 ของศาลชั้นต้น เรื่องร้องขัดทรัพย์ และบรรยายรายละเอียดที่จำเลยทั้งสามเบิกความอันเป็นเท็จและนำสืบหรือแสดงพยานหลักฐานอันเป็นเท็จ พร้อมกับความเป็นจริงว่าอย่างไร ทั้งคำเบิกความและการนำสืบหรือแสดงพยานหลักฐานอันเป็นเท็จนั้นเป็นข้อสำคัญในคดี แต่โจทก์ไม่ได้บรรยายให้เห็นว่าในคดีดังกล่าวประเด็นและข้อความที่เป็นเท็จและการนำสืบหรือแสดงพยานหลักฐานอันเป็นเท็จเป็นข้อสำคัญในคดีนั้นอย่างไร จึงเป็นฟ้องที่ไม่ได้บรรยายถึงการกระทำที่อ้างว่าจำเลยทั้งสามได้กระทำผิดพอสมควรเท่าที่จะให้จำเลยทั้งสามเข้าใจข้อหาได้ดี แม้โจทก์แนบเอกสารท้ายฟ้อง สำเนาภาพถ่ายคำเบิกความของจำเลยทั้งสาม สำเนาภาพถ่ายบัญชีทรัพย์ สำเนาภาพถ่ายสัญญาซื้อขาย สำเนาภาพถ่ายบัญชียึดทรัพย์ สำเนาภาพถ่ายคำร้องขัดทรัพย์ และสำเนาภาพถ่ายคำพิพากษาในคดีดังกล่าวมาท้ายฟ้อง ซึ่งถือเป็นส่วนหนึ่งของฟ้องก็ตาม แต่เมื่อพิจารณาเอกสารเหล่านั้นประกอบแล้วก็มิได้แสดงให้เห็นข้อสำคัญในคดีก่อนแต่ประการใด ฟ้องโจทก์จึงไม่ชอบด้วยประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 158 (5) ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 6 วินิจฉัยมานั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาของโจทก์ฟังไม่ขึ้น

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.อ. ม. 177 ม. 180
ป.วิ.อ. ม. 158 (5)
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นายนพ พนมไพร
จำเลย — นายพิษณุวัชร์ ผาติรงคสินธร กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดพิษณุโลก — นายเด่นชัย ศรีจุลฮาต
ศาลอุทธรณ์ภาค 6 — นายทรงพล สงวนพงศ์
ชื่อองค์คณะ
อภิรัตน์ ลัดพลี
ธงชัย เสนามนตรี
พศวัจณ์ กนกนาก
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 18079/2555
#533016
เปิดฉบับเต็ม

โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยทั้งสามฐานร่วมกันยักยอกทรัพย์มรดก ศาลอุทธรณ์ลงโทษจำเลยที่ 1 ฐานยักยอก แต่ลงโทษจำเลยที่ 2 และที่ 3 ฐานรับของโจร เมื่อศาลฎีกาเห็นว่าโจทก์มิได้ร้องทุกข์ภายในกำหนด 3 เดือน นับแต่วันที่รู้เรื่องความผิดและรู้ตัวผู้กระทำความผิด คดีของโจทก์จึงขาดอายุความแล้ว สิทธินำคดีอาญามาฟ้องของโจทก์ย่อมระงับไปตาม ป.วิ.อ. มาตรา 39 (6) โจทก์จึงไม่มีอำนาจฟ้องจำเลยที่ 1 ในความผิดฐานยักยอกทรัพย์ตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ และแม้ว่าคดีสำหรับจำเลยที่ 2 และที่ 3 ศาลอุทธรณ์พิพากษาว่ามีความผิดฐานรับของโจร แต่ศาลฎีกาเห็นว่า ตามฟ้องและทางนำสืบของโจทก์ได้ความว่า จำเลยที่ 1 ในฐานะผู้จัดการมรดกร่วมกับจำเลยที่ 2 และที่ 3 วางแผนโอนหุ้นของผู้ตายให้แก่จำเลยที่ 2 และที่ 3 ความผิดเกิดขึ้นเมื่อมีการโอนหุ้น การกระทำของจำเลยที่ 2 และที่ 3 จึงไม่เป็นความผิดฐานรับของโจร แต่เป็นความผิดฐานร่วมยักยอกตามฟ้อง ฉะนั้น คดีส่วนของจำเลยที่ 2 และที่ 3 จึงขาดอายุความแล้วเช่นกัน

กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.อ. ม. 352 ม. 353 ม. 354 ม. 357
ป.วิ.อ. ม. 39 (6)
ชื่อคู่ความ
เด็กชายอารียะ อัครขจรไชย โดยนางพิยะดา มั่นศักดิ์
โจทก์ — ผู้แทนโดยชอบธรรม กับพวก
จำเลย — นางเซี่ยวอ่วยหรือเซี่ยวอ้วย แซ่เซียว กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลอาญา — นางสาวสุพัตรา ฐิตะฐาน
ศาลอุทธรณ์ — นายอนันต์ ชุมวิสูตร
ชื่อองค์คณะ
นพวรรณ อินทรัมพรรย์
ไชยยงค์ คงจันทร์
เปรมใจ กิติคุณไพโรจน์
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 18043/2555
#532911
เปิดฉบับเต็ม

จำเลยทั้งสองให้การรับสารภาพโดยทนายความจำเลยทั้งสองเป็นผู้จัดทำคำให้การให้ และศาลชั้นต้นได้สอบถามจำเลยทั้งสองพร้อมบันทึกไว้ในรายงานกระบวนพิจารณา ประกอบกับจำเลยทั้งสองแถลงว่าประสงค์ที่จะเจรจาเรื่องยอดหนี้ในส่วนแพ่งและขอผ่อนชำระเงินให้ผู้เสียหาย ขอให้นัดพร้อม ต่อมาผู้เสียหายกับจำเลยทั้งสองตกลงกันโดยผู้เสียหายเรียกร้องค่าเสียหายจากจำเลยทั้งสองเป็นเงิน 400,000 บาท จำเลยทั้งสองขอเวลาหาเงินมาชำระให้ผู้เสียหายสักระยะหนึ่ง ศาลชั้นต้นอนุญาต แต่เมื่อถึงวันนัดจำเลยทั้งสองไม่ชำระเงินให้ผู้เสียหายตามที่ตกลงกันไว้ เมื่อกระบวนพิจารณากระทำในศาลโดยเปิดเผย จึงเป็นการให้การรับสารภาพด้วยความสมัครใจและมิได้สำคัญผิด เมื่อไม่ปรากฏว่าจำเลยทั้งสองให้การรับสารภาพโดยไม่สมัครใจ จึงไม่อาจยกเป็นข้อต่อสู้ได้ แม้จำเลยทั้งสองจะให้การหรือไม่เป็นสิทธิของจำเลยทั้งสองก็ตาม แต่เมื่อจำเลยทั้งสองให้การต่อศาลแล้ว การขอแก้คำให้การจำเลยทั้งสองสามารถกระทำได้ต่อเมื่อมีเหตุอันสมควรตาม ป.วิ.อ. มาตรา 163 วรรคสอง มิใช่เป็นไปตามอำเภอใจของจำเลยทั้งสอง อีกทั้งเป็นดุลพินิจของศาลถ้าเห็นสมควรจึงอนุญาตให้แก้ได้ การที่จำเลยทั้งสองยื่นคำให้การใหม่ เมื่อวันที่ 24 มกราคม 2555 โดยขอถอนคำให้การเดิมที่ให้การรับสารภาพและให้การใหม่เป็นปฏิเสธฟ้องโจทก์ ซึ่งมีผลเป็นการแก้คำให้การหลังจากที่ได้ให้การรับสารภาพและตกลงกับผู้เสียหายได้แล้ว โดยอ้างเหตุว่าจำเลยทั้งสองไม่ได้กระทำความผิด ผู้ที่กระทำความผิดที่โจทก์และจำเลยทั้งสองทราบคือ พ. กับพวก ซึ่งข้ออ้างของจำเลยทั้งสองแสดงว่าจำเลยทั้งสองรู้แต่แรกแล้วว่าผู้กระทำความผิดเป็นใคร ย่อมไม่มีเหตุที่จำเลยทั้งสองจะให้การรับสารภาพ เช่นนี้ เห็นได้ว่าเป็นการที่จำเลยทั้งสองให้การปฏิเสธเนื่องจากจำเลยทั้งสองไม่สามารถหาเงินมาชำระให้ผู้เสียหายตามที่ตกลงกันไว้ได้เพื่อให้มีการสืบพยานต่อไป ถือได้ว่าเป็นการกระทำเพื่อประวิงคดี จึงเป็นกรณีที่ไม่มีเหตุสมควร ไม่ชอบที่ศาลจะอนุญาตให้จำเลยแก้คำให้การ และคดีนี้มีอัตราโทษจำคุกไม่เกิน 3 ปี มิใช่เป็นคดีที่มีอัตราโทษอย่างต่ำจำคุกตั้งแต่ห้าปีขึ้นไป เมื่อจำเลยทั้งสองรับสารภาพในชั้นพิจารณา ศาลย่อมพิพากษาโดยไม่จำต้องสืบพยานหลักฐานต่อไปก็ได้ตาม ป.วิ.อ. มาตรา 176 วรรคหนึ่ง ที่ศาลชั้นต้นไม่อนุญาตให้จำเลยแก้คำให้การและพิพากษาคดีไปตามคำให้การรับสารภาพจึงชอบแล้ว

ในคดีส่วนแพ่งเมื่อโจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยทั้งสองตาม ป.อ. มาตรา 341 และมีคำขอให้จำเลยทั้งสองร่วมกันหรือแทนกันคืนหรือใช้เงินแก่ผู้เสียหาย จำนวน 2,060,000 บาท ซึ่งเป็นคำขอส่วนแพ่งที่เกี่ยวเนื่องกับคดีอาญาที่โจทก์ฟ้อง เมื่อจำเลยทั้งสองให้การรับสารภาพและศาลพิพากษาโดยไม่จำต้องสืบพยานหลักฐานต่อไป ข้อเท็จจริงจึงรับฟังได้ตามฟ้องโจทก์ว่าจำเลยทั้งสองร่วมกันฉ้อโกงเงินผู้เสียหายไปและผู้เสียหายยังไม่ได้รับเงินคืนจำนวน 2,060,000 บาท แม้ระหว่างพิจารณาของศาลชั้นต้นผู้เสียหายแถลงติดใจเรียกร้องค่าเสียหายจากจำเลยทั้งสองในส่วนแพ่งเป็นเงิน 400,000 บาท ก็เป็นผลสืบเนื่องจากการที่ผู้เสียหายและจำเลยทั้งสองเจรจาตกลงกันเท่านั้น มิใช่ผู้เสียหายไม่ได้รับความเสียหายทางแพ่งตามฟ้อง และเมื่อจำเลยทั้งสองไม่ชำระเงินจำนวนดังกล่าวให้แก่ผู้เสียหาย ผู้เสียหายก็แถลงต่อศาลว่าผู้เสียหายยังติดใจให้จำเลยทั้งสองคืนหรือใช้เงินตามจำนวนที่โจทก์ขอท้ายฟ้อง ดังนี้ โจทก์จึงไม่ต้องสืบพยานหลักฐานในคดีส่วนแพ่งอีก

เมื่อวันที่ 2 กันยายน 2554 ซึ่งเป็นวันเริ่มพิจารณาศาลชั้นต้นได้สอบจำเลยทั้งสองเรื่องทนายความแล้ว จำเลยทั้งสองแถลงว่าจะหาทนายความเอง ต่อมาวันที่ 17 ตุลาคม 2554 จำเลยทั้งสองแต่งตั้ง ต. เป็นทนายความ ดังนั้น จึงเป็นกรณีที่ศาลชั้นต้นได้ดำเนินการตาม ป.วิ.อ. มาตรา 173 วรรคสอง แล้ว ส่วนในวันนัดพร้อมหรือนัดฟังคำพิพากษา ต. ขอถอนตัวจากการเป็นทนายความของจำเลยทั้งสอง และศาลชั้นต้นอนุญาตก็ไม่ปรากฏว่าจำเลยทั้งสองแถลงต่อศาลขอเลื่อนคดีเพื่อให้จำเลยทั้งสองแต่งตั้งทนายความคนใหม่เข้ามาดำเนินคดี แต่จำเลยทั้งสองกลับเจรจาตกลงกับผู้เสียหายเพื่อขอชำระเงินแก่ผู้เสียหายและขอเลื่อนการอ่านคำพิพากษาออกไป แสดงว่าจำเลยทั้งสองไม่ติดใจที่จะให้ทนายความดำเนินกระบวนพิจารณาคดีในวันดังกล่าว ทั้งต่อมาวันที่ 24 มกราคม 2555 ซึ่งเป็นวันนัดฟังคำพิพากษา จำเลยทั้งสองได้แต่งตั้งทนายความคนใหม่เข้ามาดำเนินกระบวนพิจารณา ดังนี้ การดำเนินกระบวนพิจารณาของศาลชั้นต้นจึงชอบแล้ว

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยทั้งสองตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83, 91, 341 ให้จำเลยทั้งสองร่วมกันหรือแทนกันคืนหรือใช้เงินแก่ผู้เสียหาย จำนวน 2,060,000 บาท ที่ยังไม่ได้คืน

จำเลยทั้งสองให้การปฏิเสธ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยทั้งสองมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 341 ประกอบมาตรา 83 การกระทำของจำเลยทั้งสองเป็นความผิดหลายกรรมต่างกัน ให้ลงโทษทุกกรรมเป็นกระทงความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 รวม 4 กระทง จำคุกกระทงละ 3 ปี เป็นจำคุกจำเลยทั้งสองคนละ 12 ปี จำเลยทั้งสองให้การรับสารภาพ เป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้คนละกึ่งหนึ่งตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คงจำคุกจำเลยทั้งสองคนละ 6 ปี กับให้จำเลยทั้งสองร่วมกันคืนหรือใช้เงิน 2,060,000 บาทแก่ผู้เสียหาย

จำเลยทั้งสองอุทธรณ์คำสั่งและคำพิพากษา

ศาลอุทธรณ์ภาค 3 พิพากษายืน

จำเลยทั้งสองฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า การที่ศาลชั้นต้นไม่อนุญาตให้จำเลยทั้งสองแก้คำให้การและมีคำพิพากษาโดยไม่สืบพยานก่อนชอบหรือไม่ เห็นว่า จำเลยทั้งสองแถลงว่าประสงค์ที่จะเจรจาเรื่องยอดหนี้ในส่วนแพ่งและขอผ่อนชำระเงินให้ผู้เสียหาย ขอให้ศาลนัดพร้อมและหมายเรียกผู้เสียหายเข้ามาเจรจาในส่วนแพ่ง ศาลชั้นต้นจึงให้นัดฟังคำพิพากษาหรือนัดพร้อมในวันที่ 21 พฤศจิกายน 2554 เวลา 9 นาฬิกา และหมายเรียกผู้เสียหายมาในวันนัดพร้อม เมื่อถึงวันนัดพร้อมผู้เสียหายและจำเลยทั้งสองตกลงกันได้ โดยผู้เสียหายติดใจเรียกร้องค่าเสียหายจากจำเลยทั้งสองเป็นเงิน 400,000 บาท จำเลยทั้งสองขอเวลาหาเงินมาชำระให้ผู้เสียหายสักระยะหนึ่งและขอเลื่อนการอ่านคำพิพากษาไป ศาลชั้นต้นให้เลื่อนไปฟัง คำพิพากษาวันที่ 24 มกราคม 2555 เวลา 9 นาฬิกา เมื่อถึงวันนัดจำเลยทั้งสองยื่นคำร้องขอถอนคำให้การเดิมและให้การใหม่เป็นปฏิเสธฟ้องโจทก์ทุกข้อกล่าวหาโดยอ้างว่าจำเลยทั้งสองมีความประสงค์ต่อสู้คดีเพราะเห็นว่าจำเลยทั้งสองมิได้กระทำความผิดตามฟ้องของโจทก์ ผู้ที่กระทำความผิดที่โจทก์และจำเลยทั้งสองทราบคือ นางพุฒิธาดากับพวก ซึ่งมิได้ถูกฟ้องเป็นคดีนี้ จำเลยทั้งสองเห็นว่า เพื่อประโยชน์แห่งความยุติธรรมจึงมีความประสงค์ที่ขอต่อสู้คดี โดยในวันนัดดังกล่าวจำเลยทั้งสองไม่ได้ชำระเงินให้ผู้เสียหายตามที่ตกลงกันไว้ เห็นว่า จำเลยทั้งสองให้การรับสารภาพโดยทนายความจำเลยทั้งสองเป็นผู้จัดทำคำให้การให้ และศาลชั้นต้นได้สอบถามจำเลยทั้งสองพร้อมบันทึกไว้ในรายงานกระบวนพิจารณาประกอบกับจำเลยทั้งสองแถลงว่าประสงค์ที่จะเจรจาเรื่องยอดหนี้ในส่วนแพ่งและขอผ่อนชำระเงินให้ผู้เสียหาย ขอให้นัดพร้อม ต่อมาผู้เสียหายกับจำเลยทั้งสองตกลงกันโดยผู้เสียหายเรียกร้องค่าเสียหายจากจำเลยทั้งสองเป็นเงิน 400,000 บาท จำเลยทั้งสองขอเวลาหาเงินมาชำระให้ผู้เสียหายสักระยะหนึ่ง ศาลชั้นต้นอนุญาต แต่เมื่อถึงวันนัดจำเลยทั้งสองไม่ชำระเงินให้ผู้เสียหายตามที่ตกลงกันไว้ เมื่อกระบวนพิจารณากระทำในศาลโดยเปิดเผย จึงเป็นการให้การรับสารภาพด้วยความสมัครใจและมิได้สำคัญผิด เมื่อไม่ปรากฏว่าจำเลยทั้งสองให้การรับสารภาพโดยไม่สมัครใจ จึงไม่อาจยกเป็นข้อต่อสู้ได้ แม้จำเลยทั้งสองจะให้การหรือไม่เป็นสิทธิของจำเลยทั้งสองก็ตาม แต่เมื่อจำเลยทั้งสองให้การต่อศาลแล้วการขอแก้คำให้การจำเลยทั้งสองสามารถกระทำได้ต่อเมื่อมีเหตุอันควรตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 163 วรรคสอง มิใช่เป็นไปตามอำเภอใจของจำเลยทั้งสอง อีกทั้งเป็นดุลพินิจของศาลเห็นสมควรจึงอนุญาตให้แก้ได้ การที่จำเลยทั้งสองยื่นคำให้การใหม่ เมื่อวันที่ 24 มกราคม 2555 โดยขอถอนคำให้การเดิมที่ให้การรับสารภาพและให้การใหม่เป็นปฏิเสธฟ้องโจทก์ ซึ่งมีผลเป็นการแก้คำให้การหลังจากที่ได้ให้การรับสารภาพและตกลงกับผู้เสียหายได้แล้ว โดยอ้างเหตุว่าจำเลยทั้งสองไม่ได้กระทำความผิด ผู้ที่กระทำความผิดที่โจทก์และจำเลยทั้งสองทราบคือ นางพุฒิธาดา กับพวก ซึ่งข้ออ้างของจำเลยทั้งสองแสดงว่าจำเลยทั้งสองรู้แต่แรกแล้วว่าผู้กระทำความผิดเป็นใคร ย่อมไม่มีเหตุที่จำเลยทั้งสองจะให้การรับสารภาพ เช่นนี้ เห็นได้ว่าเป็นการที่จำเลยทั้งสองให้การปฏิเสธเนื่องจากจำเลยทั้งสองไม่สามารถหาเงินมาชำระให้ผู้เสียหายตามที่ตกลงกันไว้ได้เพื่อให้มีการสืบพยานต่อไป ถือได้ว่าเป็นการกระทำเพื่อประวิงคดี จึงเป็นกรณีที่ไม่มีเหตุอันควร ไม่ชอบที่ศาลจะอนุญาตให้จำเลยแก้คำให้การ และคดีนี้มีอัตราโทษจำคุกไม่เกิน 3 ปี มิใช่เป็นคดีที่มีอัตราโทษอย่างต่ำจำคุกตั้งแต่ห้าปีขึ้นไป เมื่อจำเลยทั้งสองให้การรับสารภาพในชั้นพิจารณา ศาลย่อมพิพากษาโดยไม่จำต้องสืบพยานหลักฐานต่อไปก็ได้ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 176 วรรคหนึ่ง ดังนั้น การที่ศาลชั้นต้นไม่อนุญาตให้จำเลยทั้งสองแก้คำให้การและได้พิพากษาคดีไปตามคำให้การรับสารภาพนั้น จึงชอบด้วยกฎหมายแล้ว ฎีกาจำเลยทั้งสองข้อนี้ฟังไม่ขึ้น มีปัญหาข้อกฎหมายที่ต้องวินิจฉัยตามฎีกาจำเลยทั้งสองข้อต่อไปว่า โจทก์ต้องสืบพยานหลักฐานในคดีส่วนแพ่งหรือไม่ เห็นว่า โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยทั้งสองตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 341 และมีคำขอให้จำเลยทั้งสองร่วมกันหรือแทนกันคืนหรือใช้เงินแก่ผู้เสียหาย จำนวน 2,060,000 บาท ซึ่งเป็นคำขอส่วนแพ่งที่เกี่ยวเนื่องกับคดีอาญาที่โจทก์ฟ้อง เมื่อจำเลยทั้งสองให้การรับสารภาพและศาลพิพากษาโดยไม่จำต้องสืบพยานหลักฐานต่อไปดังวินิจฉัยไว้ข้างต้น ข้อเท็จจริงจึงรับฟังได้ตามฟ้องโจทก์ว่าจำเลยทั้งสองร่วมกันฉ้อโกงเงินผู้เสียหายไปและผู้เสียหายยังไม่ได้รับเงินคืนจำนวน 2,060,000 บาท แม้ระหว่างพิจารณาของศาลชั้นต้นผู้เสียหายแถลงติดใจเรียกร้องค่าเสียหายจากจำเลยทั้งสองในส่วนแพ่งเป็นเงิน 400,000 บาท ก็เป็นผลสืบเนื่องจากการที่ผู้เสียหายและจำเลยทั้งสองเจรจาตกลงกันเท่านั้น มิใช่ผู้เสียหายไม่ได้รับความเสียหายทางแพ่งตามฟ้อง และเมื่อจำเลยทั้งสองไม่ชำระเงินจำนวนดังกล่าวให้แก่ผู้เสียหาย ผู้เสียหายก็แถลงต่อศาลว่าผู้เสียหายยังติดใจให้จำเลยทั้งสองคืนหรือใช้เงินตามจำนวนที่โจทก์ขอท้ายฟ้อง ดังนี้ โจทก์จึงไม่ต้องสืบพยานหลักฐานในคดีส่วนแพ่งอีก ที่ศาลล่างทั้งสองให้จำเลยทั้งสองร่วมกันหรือแทนกันใช้เงินแก่ผู้เสียหาย จำนวน 2,060,000 บาท จึงชอบแล้ว ฎีกาจำเลยทั้งสองข้อนี้ฟังไม่ขึ้น มีปัญหาข้อกฎหมายที่ต้องวินิจฉัยตามฎีกาจำเลยทั้งสองข้อสุดท้ายว่า การดำเนินกระบวนพิจารณาของศาลชั้นต้นชอบด้วยกฎหมายหรือไม่ โดยจำเลยทั้งสองฎีกาว่า เมื่อนายตุลัน ถอนตัวจากการเป็นทนายความจำเลยทั้งสอง จำเลยทั้งสองจึงไม่มีทนายความ การที่ศาลไม่สอบถามจำเลยทั้งสองว่าต้องการทนายความหรือไม่จึงไม่ชอบนั้น เห็นว่า ในวันที่ 2 กันยายน 2554 ซึ่งเป็นวันเริ่มพิจารณาศาลชั้นต้นได้สอบจำเลยทั้งสองเรื่องทนายความแล้ว จำเลยทั้งสองแถลงว่าจะหาทนายความเอง ต่อมาวันที่ 17 ตุลาคม 2554 ซึ่งเป็นวันที่ศาลนำคดีเข้าศูนย์สมานฉันท์ จำเลยทั้งสองแต่งตั้งนายตุลัน เป็นทนายความ ดังนั้น จึงเป็นกรณีที่ศาลชั้นต้นได้ดำเนินการตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 173 วรรคสอง แล้ว ส่วนในวันนัดพร้อมหรือนัดฟังคำพิพากษา นายตุลัน ขอถอนตัวจากการเป็นทนายความของจำเลยทั้งสอง และศาลชั้นต้นอนุญาต แต่ก็ไม่ปรากฏว่าจำเลยทั้งสองแถลงต่อศาลขอเลื่อนคดีเพื่อให้จำเลยทั้งสองแต่งตั้งทนายความคนใหม่เข้ามาดำเนินคดี แต่จำเลยทั้งสองกลับเจรจาตกลงกับผู้เสียหายเพื่อขอชำระเงินแก่ผู้เสียหายและขอเลื่อนการอ่านคำพิพากษาออกไป แสดงว่าจำเลยทั้งสองไม่ติดใจที่จะให้ทนายความดำเนินกระบวนพิจารณาคดีในวันดังกล่าว ทั้งต่อมาวันที่ 24 มกราคม 2555 ซึ่งเป็นวันนัดฟังคำพิพากษา จำเลยทั้งสองได้แต่งตั้งทนายความคนใหม่เข้ามาดำเนินกระบวนพิจารณา ดังนี้ การดำเนินกระบวนพิจารณาของศาลชั้นต้นจึงชอบแล้ว ฎีกาจำเลยทั้งสองข้อนี้ฟังไม่ขึ้นเช่นกัน

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.อ. ม. 341
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการจังหวัดยโสธร
จำเลย — นางกานดา อุปรี กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดยโสธร — นายอัฐษฎา วิลัยพิทย์
ศาลอุทธรณ์ภาค 3 — นายสมเกียรติ คมสัตย์ธรรม
ชื่อองค์คณะ
แรงรณ ปริพนธ์พจนพิสุทธิ์
ปดารณี ลัดพลี
สรรทัศน์ เอี่ยมวรชัย
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 18034/2555
#533003
เปิดฉบับเต็ม

คดีนี้โจทก์อุทธรณ์ว่า การที่ศาลชั้นต้นพิพากษาลงโทษจำเลยแต่ละกระทงเพียงปรับสถานเดียวยังคลาดเคลื่อนนั้น เป็นการอุทธรณ์ว่า คำพิพากษาศาลชั้นต้นไม่ชอบด้วยกฎหมาย ซึ่งเป็นอุทธรณ์ในปัญหาข้อกฎหมาย แต่เมื่อโจทก์มิได้อุทธรณ์ขอให้เพิ่มเติมโทษจำเลยโดยชัดแจ้ง การที่ศาลอุทธรณ์ภาค 9 พิพากษาแก้เป็นว่า ให้ลงโทษจำคุกจำเลยมีกำหนด 4 เดือน โดยไม่ปรับนั้นย่อมถือว่าเป็นการพิพากษาเพิ่มเติมโทษจำเลย ซึ่งต้องห้ามตาม ป.วิ.อ. มาตรา 212 ประกอบ พ.ร.บ.จัดตั้งศาลแขวงและวิธีพิจารณาความอาญาในศาลแขวง พ.ศ.2499 มาตรา 4 และ พ.ร.บ.ให้นำวิธีพิจารณาความอาญาในศาลแขวงมาใช้บังคับในศาลจังหวัด พ.ศ.2520 มาตรา 3 จึงเป็นการพิพากษาที่ไม่ชอบและถือว่าไม่มีคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 9 ที่ให้ลงโทษจำคุกจำเลย ไม่ก่อให้เกิดสิทธิฎีกาขอให้รอการลงโทษจำคุก ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัย

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามพระราชบัญญัติการพนัน พ.ศ.2478 มาตรา 4, 5, 6, 10, 12, 15 ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 33, 83, 91 ริบของกลางและให้จำเลยจ่ายเงินสินบนนำจับตามกฎหมาย

จำเลยให้การรับสารภาพ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามพระราชบัญญัติการพนัน พ.ศ.2478 มาตรา 4, 12 (1) ประกอบประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83 ฐานเป็นเจ้ามือรับกินรับใช้ รวม 2 กระทง ปรับกระทงละ 2,000 บาท เป็นปรับ 4,000 บาท จำเลยให้การรับสารภาพ เป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษลดโทษให้กึ่งหนึ่งตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คงปรับ 2,000 บาท ริบของกลาง ให้จำเลยจ่ายเงินสินบนนำจับกึ่งหนึ่งของค่าปรับ หากไม่ชำระค่าปรับให้จัดการตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 29, 30

โจทก์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 9 พิพากษาแก้เป็นว่า ให้ลงโทษจำคุกกระทงละ 4 เดือน โดยไม่ปรับ รวม 2 กระทง เป็นจำคุก 8 เดือน ลดโทษให้กึ่งหนึ่งตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 แล้ว คงจำคุก 4 เดือน ให้ยกคำขอให้จ่ายเงินสินบนนำจับนอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

จำเลยฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า คดีนี้โจทก์อุทธรณ์ว่าการที่ศาลชั้นต้นพิพากษาลงโทษจำเลยแต่ละกระทงเพียงปรับสถานเดียว ยังคลาดเคลื่อนนั้นเป็นการอุทธรณ์ว่า คำพิพากษาศาลชั้นต้นไม่ชอบด้วยกฎหมาย ซึ่งเป็นอุทธรณ์ในปัญหาข้อกฎหมาย แต่เมื่อโจทก์มิได้อุทธรณ์ขอให้เพิ่มเติมโทษจำเลยโดยชัดแจ้ง การที่ศาลอุทธรณ์ภาค 9 พิพากษาแก้เป็นว่า ให้ลงโทษจำคุกจำเลยมีกำหนด 4 เดือน โดยไม่ปรับนั้นย่อมถือว่าเป็นการพิพากษาเพิ่มเติมโทษจำเลย ซึ่งต้องห้ามตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 212 ประกอบพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลแขวงและวิธีพิจารณาความอาญาในศาลแขวง พ.ศ.2499 มาตรา 4 และพระราชบัญญัติให้นำวิธีพิจารณาความอาญาในศาลแขวงมาใช้บังคับในศาลจังหวัด พ.ศ.2520 มาตรา 3 จึงเป็นการพิพากษาที่ไม่ชอบและถือว่าไม่มีคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 9 ที่ให้ลงโทษจำคุกจำเลย ไม่ก่อให้เกิดสิทธิฎีกาขอให้รอการลงโทษจำคุก ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัย

พิพากษาแก้เป็นว่า ให้ยกคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 9 ที่ให้ลงโทษจำคุกจำเลย โดยให้บังคับคดีไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.อ. ม. 212
พ.ร.บ.การพนัน พ.ศ.2478 ม. 12
พ.ร.บ.จัดตั้งศาลแขวงและวิธีพิจารณาความอาญาในศาลแขวง พ.ศ.2499 ม. 4
พ.ร.บ.ให้นำวิธีพิจารณาความอาญาในศาลแขวงมาใช้บังคับในศาลจังหวัด พ.ศ.2520 ม. 3
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการจังหวัดตรัง
จำเลย — นางสาวภักดิ์ฤดี อ๋องสุวรรณ
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดตรัง — นางสาวภัทรมน ขาวทอง
ศาลอุทธรณ์ภาค 9 — นางประทานพร ยอดปัญญา
ชื่อองค์คณะ
พิศล พิรุณ
กฤษฎิ์จิรัฐ คุณาจิรภรณ์
เสรี เพศประเสริฐ
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 18031/2555
#538016
เปิดฉบับเต็ม

คดีอาญาที่โจทก์มีคำขอในส่วนแพ่งให้จำเลยคืนหรือใช้ราคาทรัพย์แก่โจทก์ร่วม เมื่อคดีส่วนแพ่ง โจทก์ร่วมและจำเลยตกลงทำสัญญาประนีประนอมยอมความและศาลชั้นต้นพิพากษาตามยอมแล้ว คดีส่วนแพ่งจึงเป็นไปตามคำพิพากษาตามยอมตาม ป.วิ.อ. มาตรา 47 ไม่จำต้องมีคำพิพากษาให้จำเลยคืนหรือใช้ราคาตามคำขอของโจทก์และโจทก์ร่วมในคำพิพากษาคดีส่วนอาญาอีก ที่ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยคืนหรือใช้ราคาทรัพย์ที่ยังไม่ได้คืนแก่โจทก์ร่วม และศาลอุทธรณ์ภาค 7 มิได้แก้ไขเป็นการไม่ถูกต้อง ปัญหาดังกล่าวเป็นปัญหาข้อกฎหมายที่เกี่ยวกับความสงบเรียบร้อย ศาลฎีกาเห็นสมควรแก้ไขให้ถูกต้องตาม ป.วิ.อ. มาตรา 195 วรรคสอง ประกอบมาตรา 225

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 335, 357 ให้จำเลยคืนหรือชดใช้ราคาทรัพย์ที่ถูกประทุษร้ายที่ยังไม่ได้คืนจำนวน 980,000 บาท แก่ผู้เสียหาย

จำเลยให้การรับสารภาพข้อหาลักทรัพย์

ระหว่างพิจารณานางสาวสุมิตรา ผู้เสียหาย ยื่นคำร้องขอเข้าร่วมเป็นโจทก์ ศาลชั้นต้นอนุญาต

โจทก์ร่วมยื่นคำร้องขอให้บังคับจำเลยชดใช้ค่าสินไหมทดแทนอันเนื่องมาจากการกระทำความผิดเป็นเงินจำนวน 300,000 บาท ไม่ประสงค์จะเรียกร้องค่าสินไหมทดแทน 980,000 บาท ตามฟ้อง

จำเลยให้การในส่วนแพ่งว่า จำเลยยินยอมชดใช้ค่าเสียหายจำนวน 300,000 บาท แก่โจทก์ร่วม

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 335 (3) (8) (11) วรรคสอง ให้จำคุก 4 ปี และปรับ 6,000 บาท จำเลยให้การรับสารภาพ เป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 กึ่งหนึ่ง คงจำคุก 2 ปี และปรับ 3,000 บาท ไม่ปรากฏว่าจำเลยได้รับโทษจำคุกมาก่อน เห็นสมควรให้โอกาสจำเลยกลับตนเป็นพลเมืองดีต่อไป โทษจำคุกให้รอการลงโทษไว้มีกำหนด 2 ปี ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 56 หากจำเลยไม่ชำระค่าปรับให้จัดการตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 29, 30 ส่วนที่โจทก์ขอให้จำเลยคืนหรือใช้ราคาทรัพย์ที่ถูกประทุษร้ายที่ยังไม่ได้คืนจำนวน 980,000 บาท แก่ผู้เสียหายนั้น ปรากฏว่าโจทก์ร่วมซึ่งเป็นผู้เสียหายยื่นคำร้องว่าติดใจให้จำเลยคืนหรือใช้ราคาทรัพย์เพียง 300,000 บาท เท่านั้น ซึ่งในส่วนแพ่งโจทก์ร่วมและจำเลยทำสัญญาประนีประนอมยอมความและศาลมีคำพิพากษาตามยอมแล้ว ประกอบกับโจทก์ร่วมแถลงว่าได้รับชดใช้จากจำเลยแล้ว 165,000 บาท คงเหลืออีก 135,000 บาท จึงให้จำเลยคืนหรือใช้ราคาทรัพย์ที่ถูกประทุษร้ายที่ยังไม่ได้คืนจำนวน 135,000 บาท แก่โจทก์ร่วม สำหรับคดีส่วนแพ่งให้บังคับตามคำพิพากษาตามยอม

โจทก์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 7 พิพากษาแก้เป็นว่า ไม่รอการลงโทษจำคุก และไม่ปรับ นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาของศาลชั้นต้น

จำเลยฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ที่โจทก์และโจทก์ร่วมมีคำขอในส่วนแพ่งให้จำเลยคืนหรือใช้ราคาทรัพย์แก่โจทก์ร่วม เมื่อคดีส่วนแพ่งโจทก์ร่วมและจำเลยตกลงทำสัญญาประนีประนอมยอมความและศาลชั้นต้นพิพากษาตามยอมแล้ว คดีส่วนแพ่งจึงเป็นไปตามคำพิพากษาตามยอม ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 47 ไม่จำต้องมีคำพิพากษาให้จำเลยคืนหรือใช้ราคาตามคำขอของโจทก์และโจทก์ร่วมในคดีส่วนอาญาอีก ที่ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยคืนหรือใช้ราคาทรัพย์ที่ยังไม่ได้คืน 135,000 บาท แก่โจทก์ร่วม และศาลอุทธรณ์ภาค 7 มิได้แก้ไขเป็นการไม่ถูกต้อง ปัญหาดังกล่าวเป็นปัญหาข้อกฎหมายเกี่ยวกับความสงบเรียบร้อย ศาลฎีกาเห็นสมควรแก้ไขให้ถูกต้อง ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 195 วรรคสอง ประกอบมาตรา 225

พิพากษาแก้เป็นว่า ให้ลงโทษจำคุกจำเลย 3 ปี ลดโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 ให้กึ่งหนึ่ง คงลงโทษจำคุกจำเลยมีกำหนด 1 ปี 6 เดือน ยกคำขอให้จำเลยคืนหรือใช้ราคาทรัพย์แก่โจทก์ร่วม นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 7
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.อ. ม. 47 ม. 195 วรรคสอง ม. 225
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการจังหวัดนครปฐม
โจทก์ร่วม — นางสาวสุมิตรา ลิ้มมั่นจริง
จำเลย — นายสิทธิพลหรือยะ อนุกูล
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดนครปฐม — นางอรอุมา วชิรประดิษฐพร
ศาลอุทธรณ์ภาค 7 — นายศิริชัย ศิริกุล
ชื่อองค์คณะ
สรศักดิ์ วาจาสิทธิศิลป์
อุบลรัตน์ ลุยวิกกัย
สวัสดิ์ สุรวัฒนานันท์
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 17922/2555
#528488
เปิดฉบับเต็ม

จำเลยที่ 2 เป็นเจ้าของที่ดินโฉนดเลขที่ 31910 และ 28735 ตำบลริมกก อำเภอเมืองเชียงราย จังหวัดเชียงราย จำเลยที่ 1 เป็นเจ้าของสิ่งปลูกสร้างบนที่ดินดังกล่าว จำเลยทั้งสองจดทะเบียนจำนองที่ดินพร้อมสิ่งปลูกสร้างเป็นประกันหนี้ที่มีต่อโจทก์ ต่อมาจำเลยทั้งสองผิดนัดชำระหนี้ตามคำพิพากษาตามยอม (สัญญาประนีประนอมยอมความ) ผู้แทนโจทก์นำเจ้าพนักงานบังคับคดียึดที่ดินพร้อมสิ่งปลูกสร้างของจำเลยทั้งสองออกขายทอดตลาด อ. ประมูลซื้อได้ในราคา 301,000,000 บาท แต่เจ้าพนักงานบังคับคดีมิได้แจ้งเรื่องการยึดทรัพย์และประกาศขายทอดตลาดทรัพย์ให้จำเลยที่ 1 ทราบ เมื่อสำเนาโฉนดที่ดินพิพาททั้งสองแปลงมีชื่อจำเลยที่ 2 ผู้เดียวเป็นผู้ถือกรรมสิทธิ์ อีกทั้งหนังสือรับรองการจดทะเบียนบริษัทระบุว่า จำเลยที่ 2 เป็นกรรมการคนหนึ่งของจำเลยที่ 1 โดยไม่ได้ระบุว่า กรรมการคนใดเป็นผู้จัดการของจำเลยที่ 1 และขณะที่เจ้าพนักงานบังคับคดีไปยึดที่ดินพร้อมสิ่งปลูกสร้าง จำเลยที่ 2 ยังเป็นกรรมการผู้มีอำนาจคนหนึ่งของจำเลยที่ 1 เจ้าพนักงานบังคับคดีได้ส่งประกาศขายทอดตลาดไปให้แก่จำเลยที่ 2 ณ ที่ตั้งของสำนักงานใหญ่ของจำเลยที่ 1 นอกจากนั้น ณ. กรรมการผู้มีอำนาจคนหนึ่งของจำเลยที่ 1 มอบอำนาจให้ ธ. เข้าร่วมขายทอดตลาด และ จ. กรรมการอีกคนหนึ่งของจำเลยที่ 1 ทำหนังสือถึงอธิบดีกรมบังคับคดีผ่านผู้อำนวยการสำนักงานบังคับคดีจังหวัดเชียงรายว่า จำเลยที่ 1 สามารถหาเงินซื้อที่ดินและอาคารของจำเลยที่ 1 คืนจากผู้ซื้อทรัพย์จากการขายทอดตลาดได้ ย่อมแสดงโดยแจ้งชัดว่าจำเลยที่ 1 ทราบเรื่องการยึดทรัพย์และประกาศขายทอดตลาดแล้ว ถือได้ว่าเป็นการแจ้งให้จำเลยที่ 1 ทราบถึงการยึดทรัพย์และการขายทอดตลาดโดยชอบด้วยกฎหมาย การขายทอดตลาดของเจ้าพนักงานบังคับคดีไม่เป็นการฝ่าฝืนต่อกฎหมาย

จำเลยที่ 1 ฎีกาว่า เจ้าพนักงานบังคับคดีประมาทเลินเล่ออย่างร้ายแรงขายทรัพย์สินในราคาที่ต่ำเกินสมควร เป็นฎีกาในประเด็นร้องขอให้เพิกถอนการขายทอดตลาดโดยอาศัยเหตุตาม ป.วิ.พ. มาตรา 309 ทวิ วรรคสอง เมื่อศาลชั้นต้นมีคำสั่งแล้วย่อมเป็นที่สุดตามมาตรา 309 ทวิ วรรคสี่

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
คดีสืบเนื่องมาจากศาลจังหวัดเชียงใหม่พิพากษาตามสัญญาประนีประนอมยอมความให้จำเลยทั้งสองร่วมกันชำระเงิน 289,692,959.59 บาท แก่โจทก์พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 18.50 ต่อปีของต้นเงิน 194,131,047.74 บาท และอัตราร้อยละ 15.75 ต่อปีของต้นเงิน 24,846,000 บาท ต่อมาจำเลยทั้งสองผิดนัด โจทก์นำเจ้าพนักงานบังคับคดียึดที่ดินโฉนดเลขที่ 31910 และ 28735 ตำบลริมกก อำเภอเมืองเชียงราย จังหวัดเชียงราย พร้อมสิ่งปลูกสร้างของจำเลยทั้งสองออกขายทอดตลาด ปรากฏว่านางสาวอุดมลักษณ์ เป็นผู้ประมูลซื้อได้ในราคา 301,000,000 บาท

จำเลยที่ 1 ยื่นคำร้อง ขอให้ยกคำร้อง

ศาลชั้นต้นไต่สวนแล้ว มีคำสั่งยกคำร้อง ให้จำเลยที่ 1 ใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนผู้ซื้อทรัพย์ โดยกำหนดค่าทนายความ 3,000 บาท

จำเลยที่ 1 อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 5 พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ

จำเลยที่ 1 ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยที่ 1 ประการแรกว่า การขายทอดตลาดของเจ้าพนักงานบังคับคดีเป็นการฝ่าฝืนกฎหมายหรือไม่ โดยจำเลยที่ 1 ฎีกาว่า จำเลยที่ 1 และที่ 2 มิใช่บุคคลคนเดียวกัน และจำเลยที่ 2 เป็นผู้มีส่วนได้เสียในทรัพย์ที่ยึดคนละส่วนที่แยกจากกันอย่างชัดเจน การที่เจ้าพนักงานบังคับคดีไม่ได้แจ้งการยึดทรัพย์ให้จำเลยที่ 1 ทราบ การยึดทรัพย์ของเจ้าพนักงานบังคับคดีดังกล่าวจึงไม่ชอบด้วยกฎหมายนั้น เห็นว่า เมื่อสำเนาโฉนดที่ดินพิพาททั้งสองแปลงของศาลแพ่งกรุงเทพใต้ มีชื่อจำเลยที่ 2 แต่ผู้เดียวเป็นผู้ถือกรรมสิทธิ์ ทั้งตามหนังสือรับรอง ซึ่งนายทะเบียนออกให้เมื่อวันที่ 27 พฤศจิกายน 2550 และหนังสือรับรองในสำนวนบังคับคดีของเจ้าพนักงานบังคับคดีซึ่งนายทะเบียนออกให้เมื่อวันที่ 28 ตุลาคม 2548 ในข้อ 2 ระบุว่า กรรมการของจำเลยที่ 1 มี 3 คน คือ จำเลยที่ 2 นางอุณณ์และนายจุมพล ส่วนข้อ 3 ระบุว่า จำนวนหรือชื่อกรรมการซึ่งลงชื่อผูกพันบริษัทได้คือ จำเลยที่ 2 หรือนางอุณณ์หรือนายจุมพล คนใดคนหนึ่งลงลายมือชื่อและประทับตราบริษัทโดยไม่ได้ระบุว่าบุคคลใดเป็นกรรมการผู้จัดการของจำเลยที่ 1 และปรากฏว่าขณะที่ เจ้าพนักงานบังคับคดีไปยึดที่ดินโฉนดเลขที่ 31910 และ 28735 ตำบลริมกก อำเภอเมืองเชียงราย จังหวัดเชียงราย ของจำเลยที่ 2 พร้อมสิ่งปลูกสร้าง เมื่อวันที่ 31 ตุลาคม 2548 ตามรายงานเจ้าหน้าที่นั้น จำเลยที่ 2 ก็ยังเป็นกรรมการของจำเลยที่ 1 การที่เจ้าพนักงานบังคับคดีแจ้งประกาศขายทอดตลาดให้จำเลยที่ 2 ซึ่งเป็นกรรมการผู้มีอำนาจคนหนึ่งของจำเลยที่ 1 ทราบ ถือว่าเป็นการแจ้งให้จำเลยที่ 1 ทราบด้วย ทั้งเจ้าพนักงานบังคับคดีได้ส่งประกาศขายทอดตลาดไปให้แก่จำเลยที่ 2 ที่บ้านเลขที่ 185/3 ถนนวัวลาย ตำบลหายยา อำเภอเมืองเชียงใหม่ จังหวัดเชียงใหม่ ซึ่งเป็นที่ตั้งของสำนักงานใหญ่ของจำเลยที่ 1 โดยในประกาศขายทอดตลาดมีรายละเอียดเกี่ยวกับสิ่งปลูกสร้างของจำเลยที่ 1 นอกจากนั้น นางอุณณ์กรรมการผู้มีอำนาจคนหนึ่งของจำเลยที่ 1 ยังมอบอำนาจให้นายธีระ ไปเข้าร่วมในการขายทอดตลาดของเจ้าพนักงานบังคับคดี ตามใบมอบอำนาจลงวันที่ 5 กันยายน 2549 ในสำนวนบังคับคดีของเจ้าพนักงานบังคับคดีในส่วนของผู้แทนจำเลย และเมื่อวันที่ 28 กันยายน 2549 นายจุมพลกรรมการคนหนึ่งของจำเลยที่ 1 ยังได้ทำหนังสือถึงอธิบดีกรมบังคับคดีผ่านผู้อำนวยการสำนักบังคับคดีจังหวัดเชียงรายว่า จำเลยที่ 1 สามารถหาเงินซื้อที่ดินและอาคารของจำเลยที่ 1 คืนจากผู้ซื้อทรัพย์จากการขายทอดตลาดได้ ตามหนังสือเรื่องขอทราบยอดชำระหนี้โรงแรมริมกกเชียงราย ลงวันที่ 28 กันยายน 2549 ในสำนวนบังคับคดีของเจ้าพนักงานบังคับคดี ย่อมแสดงโดยแจ้งชัดว่าจำเลยที่ 1 ทราบเรื่องการยึดทรัพย์และประกาศขายทอดตลาดแล้ว ทั้งเจ้าพนักงานบังคับคดียังได้ปิดประกาศขายทอดตลาด ณ ที่ตั้งทรัพย์ของจำเลยที่ 1 ด้วย ตามบัญชีส่งประกาศขายทอดตลาดทรัพย์ ถือได้ว่าเป็นการแจ้งให้จำเลยที่ 1 ทราบโดยชอบด้วยกฎหมายแล้ว การขายทอดตลาดของเจ้าพนักงานบังคับคดีจึงไม่เป็นการกระทำที่ฝ่าฝืนต่อกฎหมาย ส่วนคำพิพากษาศาลฎีกาที่จำเลยที่ 1 อ้างมาในฎีกาของจำเลยที่ 1 นั้น ข้อเท็จจริงไม่ตรงกับคดีนี้ ฎีกาข้อนี้ของจำเลยที่ 1 ในข้อนี้ฟังไม่ขึ้น

มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยที่ 1 ประการสุดท้ายว่า เจ้าพนักงานบังคับคดีได้ขายทอดตลาดทรัพย์พิพาทไปในราคาที่ต่ำเกินสมควรหรือไม่ โดยจำเลยที่ 1 ฎีกาว่าเจ้าพนักงานบังคับคดีขายทอดตลาดทรัพย์พิพาทโดยเร่งรีบทำให้ขายได้ราคาต่ำกว่าที่ควรเป็นอย่างมากเกิดจากความประมาทเลินเล่ออย่างร้ายแรงของเจ้าพนักงานบังคับคดี การขายทอดตลาดจึงไม่ชอบด้วยกฎหมายนั้น เห็นว่า ฎีกาของจำเลยที่ 1 ที่ว่าเจ้าพนักงานบังคับคดีประมาทเลินเล่ออย่างร้ายแรงขายทรัพย์สินในราคาที่ต่ำเกินสมควร เป็นฎีกาในประเด็นร้องขอให้เพิกถอนการขายทอดตลาดโดยอาศัยเหตุตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 309 ทวิ วรรคสอง เมื่อศาลชั้นต้นมีคำสั่งแล้วย่อมเป็นที่สุดตามมาตรา 309 ทวิ วรรคสี่ ดังนั้น จำเลยที่ 1 จึงไม่มีสิทธิฎีกาในประเด็นข้อนี้ ที่ศาลชั้นต้นมีคำสั่งรับฎีกาของจำเลยที่ 1 ในข้อนี้มานั้นจึงไม่ชอบด้วยกฎหมาย ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัยให้

พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 70
ป.วิ.พ. ม. 309 ทวิ
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — ธนาคารกรุงศรีอยุธยา จำกัด (มหาชน)
นางสาวอุดมลักษณ์ ปาลกะวงค์
ผู้ซื้อทรัพย์ — หรือปาลกะวงศ์ ณ อยุธยา
จำเลย — บริษัทริมกก จำกัด กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดเชียงราย — นางศรินดา เกียรติศิริโรจน์
ศาลอุทธรณ์ภาค 5 — นายดุสิต สิทธิฤทธิ์
ชื่อองค์คณะ
สมควร วิเชียรวรรณ
ปิยกุล บุญเพิ่ม
วาสนา หงส์เจริญ
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 17866/2555
#532917
เปิดฉบับเต็ม

การที่จำเลยสั่งให้ ส. กับพวกทำร้ายร่างกายผู้เสียหาย ด้วยคำพูดของจำเลยที่ว่า "กูจะฆ่ามึง พวกมึงไปจัดการมันเลย" นั้น แม้ตามพฤติการณ์แห่งคดีจะเป็นการพูดด้วยอารมณ์โกรธ และเพียงแต่มีเจตนาใช้ให้ทำร้ายร่างกายเพื่อสั่งสอนเท่านั้น แต่เมื่อการทำร้ายร่างกายผู้เสียหายตามที่จำเลยใช้ให้กระทำความผิดเกิดผลให้ผู้เสียหายได้รับอันตรายสาหัสซึ่งผู้ถูกใช้จะต้องรับผิดทางอาญามีกำหนดโทษสูงขึ้น จำเลยเป็นผู้ใช้ให้กระทำความผิดย่อมต้องรับผิดทางอาญาตามความผิดที่มีกำหนดโทษสูงขึ้นนั้นด้วย การกระทำของจำเลยจึงเป็นความผิดตาม ป.อ. มาตรา 297 (8), 84 ประกอบมาตรา 87 วรรคสอง

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 297, 84

จำเลยให้การปฏิเสธ

ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง

โจทก์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษากลับว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 297 (8), 84 ประกอบด้วยมาตรา 87 วรรคสอง จำคุก 1 ปี

จำเลยฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงเบื้องต้นรับฟังได้ว่า ในวันเวลาและสถานที่เกิดเหตุตามฟ้อง นายกฤษณะ ผู้เสียหาย ถูกนายโสภณใช้กำลังทำร้ายร่างกาย และผู้เสียหายอ้างว่ายังมีคนร้ายอีกหลายคนร่วมทำร้ายร่างกายด้วย ผู้เสียหายได้รับบาดเจ็บมีแผลถลอกที่ข้อศอกซ้าย ต้นขาซ้าย แผลฟกช้ำที่หลังด้านขวาบริเวณเอว และกระดูกหักที่ข้อมือซ้าย ต่อมานายโสภณถูกเจ้าพนักงานตำรวจจับกุมและดำเนินคดี

มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยว่า จำเลยกระทำความผิดฐานเป็นผู้ใช้ให้กระทำความผิดตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์หรือไม่ เห็นว่า ขณะเกิดเหตุเป็นเวลากลางวัน จำเลยโต้เถียงกับผู้เสียหายเป็นเวลานานถึง 5 นาที ผู้เสียหายย่อมมีโอกาสจำเสียงของจำเลยได้ ซึ่งผู้เสียหายเบิกความยืนยันว่าเสียงที่ตะโกนด่าไล่หลังว่า กูจะฆ่ามึง พวกมึงไปจัดการมันเลย เป็นเสียงของจำเลย และนางสาวชลธรพยานโจทก์ซึ่งยืนอยู่ข้าง ๆ ผู้เสียหายก็เบิกความยืนยันเช่นเดียวกับผู้เสียหาย ซึ่งขณะนั้นคงมีแต่จำเลยโต้เถียงกับผู้เสียหายเท่านั้นโดยไม่มีพนักงานคนอื่นของบริษัทเข้าโต้เถียงกับผู้เสียหายด้วย และเหตุการณ์ที่นายโสภณกับลูกน้องของจำเลยอีกหลายคนเข้ารุมทำร้ายผู้เสียหายก็เกิดขึ้นทันทีหลังจากจำเลยตะโกนสั่ง รูปคดีบ่งชี้ว่าจำเลยโต้เถียงกับผู้เสียหายแล้วเกิดอารมณ์โกรธจึงตะโกนว่า กูจะฆ่ามึง พวกมึงไปจัดการมันเลย และการที่นายโสภณกับลูกน้องของจำเลยคนอื่น ๆ ทำร้ายร่างกายผู้เสียหายก็เป็นการกระทำตามที่จำเลยตะโกนสั่ง มิฉะนั้นแล้วก็ไม่น่าจะมีเหตุการณ์ทำร้ายร่างกายผู้เสียหายเกิดขึ้นต่อเนื่องทันทีหลังจากมีเสียงตะโกนสั่งของจำเลย อีกทั้งโจทก์ยังมีรายงานประจำวันเกี่ยวกับคดีมาแสดงเป็นพยานหลักฐานประกอบ โดยผู้เสียหายได้แจ้งความร้องทุกข์ต่อพนักงานสอบสวนให้ดำเนินคดีแก่จำเลยทันทีหลังจากเกิดเหตุ จึงน่าเชื่อว่าเป็นการแจ้งความร้องทุกข์ตามความเป็นจริงโดยไม่ได้ปรุงแต่งเพื่อกลั่นแกล้งปรักปรำจำเลย รายงานประจำวันเกี่ยวกับคดีดังกล่าวยังระบุคำพูดของจำเลยและรายละเอียดรวมทั้งขั้นตอนการกระทำความผิดสอดคล้องตรงกับคำเบิกความของผู้เสียหายและนางสาวชลธร ทำให้คำเบิกความของผู้เสียหายและนางสาวชลธรมีน้ำหนักให้รับฟังยิ่งขึ้น นอกจากนี้ข้อเท็จจริงยังได้ความจากร้อยตำรวจโทโสเพชร พนักงานสอบสวนพยานโจทก์ว่า ในชั้นสอบสวนนายโสภณให้การรับสารภาพว่าทำร้ายร่างกายผู้เสียหายเนื่องจากได้ยินเสียงจำเลยพูดทำนองว่าให้จัดการหน่อย พยานหลักฐานของโจทก์ที่นำสืบมามีน้ำหนักมั่นคงฟังได้ว่า จำเลยสั่งให้นายโสภณกับพวกทำร้ายร่างกายผู้เสียหาย เมื่อผู้เสียหายได้รับบาดเจ็บมีแผลถลอกที่ข้อศอกซ้าย ต้นขาซ้าย แผลฟกช้ำที่หลังด้านขวาบริเวณเอว และกระดูกหักที่ข้อมือซ้าย ซึ่งแพทย์ลงความเห็นว่าต้องใช้เวลารักษานานเกินกว่า 1 เดือน และได้ความจากผู้เสียหายว่ากระดูกข้อมือซ้ายหักต้องเข้าเฝือก ระหว่างนั้นยกของหนักไม่ได้ กว่าจะหายเป็นปกติใช้เวลารักษา 2 เดือน จึงฟังได้ว่าผู้เสียหายป่วยเจ็บจนประกอบกรณียกิจตามปกติไม่ได้เกินกว่ายี่สิบวัน ถือได้ว่าผู้เสียหายถูกทำร้ายร่างกายจนเป็นเหตุให้ได้รับอันตรายสาหัส ส่วนคำพูดของจำเลยที่ว่า กูจะฆ่ามึง พวกมึงไปจัดการมันเลย นั้น แม้ตามพฤติการณ์แห่งคดีจะเป็นการพูดด้วยอารมณ์โกรธและเพียงแต่มีเจตนาใช้ให้ทำร้ายร่างกายเพื่อสั่งสอนเท่านั้น แต่เมื่อการทำร้ายร่างกายผู้เสียหายตามที่จำเลยใช้ให้กระทำเกิดผลให้ผู้เสียหายได้รับอันตรายสาหัสซึ่งผู้ถูกใช้จะต้องรับผิดทางอาญามีกำหนดโทษสูงขึ้น จำเลยเป็นผู้ใช้ให้กระทำความผิดย่อมต้องรับผิดทางอาญาตามความผิดที่มีกำหนดโทษสูงขึ้นนั้นด้วย การกระทำของจำเลยจึงเป็นความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 297 (8), 84 ประกอบมาตรา 87 วรรคสอง

พิพากษาแก้เป็นว่า โทษจำคุกให้รอการลงโทษไว้มีกำหนด 2 ปี นับแต่วันอ่านคำพิพากษาศาลฎีกาให้จำเลยฟัง และคุมความประพฤติของจำเลยไว้มีกำหนด 2 ปี โดยให้จำเลยไปรายงานตัวต่อพนักงานคุมประพฤติ 3 เดือน ต่อครั้ง เป็นเวลา 1 ปี ให้จำเลยกระทำกิจกรรมบริการสังคมหรือสาธารณประโยชน์ตามที่พนักงานคุมประพฤติและจำเลยเห็นสมควรมีกำหนด 12 ชั่วโมง ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 56 นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.อ. ม. 84 ม. 87 วรรคสอง ม. 297 (8)
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการ สำนักงานอัยการสูงสุด
จำเลย — นายสมเดช สิงห์สุทธิโสทร
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลอาญากรุงเทพใต้ — นายสุเพียร จึงเกรียงไกร
ศาลอุทธรณ์ — นายสถาพร วงศ์ตระกูลรักษา
ชื่อองค์คณะ
กฤษฎิ์จิรัฐ คุณาจิรภรณ์
อภิรัตน์ ลัดพลี
ธงชัย เสนามนตรี
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 17849/2555
#532903
เปิดฉบับเต็ม

การกระทำของจำเลยในความผิดฐานมีไว้ซึ่งภาพยนตร์ลามกเพื่อความประสงค์แห่งการค้าหรือโดยการค้าและฐานจำหน่ายภาพยนตร์ที่ไม่ผ่านการตรวจพิจารณาและไม่ได้รับอนุญาตจากคณะกรรมการพิจารณาภาพยนตร์และวีดิทัศน์ เป็นความผิดต่อกฎหมายคนละฉบับ มีองค์ประกอบความผิดที่แตกต่างกัน ทั้งเจตนาในการกระทำความผิดทั้งสองฐานดังกล่าวสามารถแยกต่างหากจากกันได้ การกระทำของจำเลยจึงเป็นความผิดสองกรรมต่างกัน มิใช่เป็นการกระทำกรรมเดียวกันตาม ป.อ. มาตรา 90

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามพระราชบัญญัติภาพยนตร์และวีดิทัศน์ พ.ศ.2551 มาตรา 4, 25, 38, 78, 79 ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 32, 91, 287 และริบแผ่นดีวีดีภาพยนตร์ลามกของกลาง

จำเลยให้การรับสารภาพ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 287 (1) พระราชบัญญัติภาพยนตร์และวีดิทัศน์ พ.ศ.2551 มาตรา 25 วรรคหนึ่ง, 38 วรรคหนึ่ง, 78, 79 การกระทำของจำเลยเป็นความผิดหลายกรรมต่างกัน ให้ลงโทษทุกกรรมเป็นกระทงความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 ฐานประกอบกิจการจำหน่ายภาพยนตร์โดยไม่ได้รับใบอนุญาต ปรับ 200,000 บาท ฐานจำหน่ายภาพยนตร์โดยภาพยนตร์ไม่ผ่านการตรวจพิจารณาและได้รับอนุญาต ปรับ 200,000 บาท ฐานมีไว้ในครอบครองซึ่งแผ่นดีวีดีภาพยนตร์ลามก ปรับ 3,000 บาท จำเลยให้การรับสารภาพ เป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้กระทงละกึ่งหนึ่งตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คงปรับ 201,500 บาท หากจำเลยไม่ชำระค่าปรับให้จัดการตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 29, 30 ริบของกลาง

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษาแก้เป็นว่า ข้อหาประกอบกิจการจำหน่ายภาพยนตร์โดยไม่ได้รับใบอนุญาต ปรับ 200,000 บาท ส่วนข้อหามีไว้ในครอบครองซึ่งภาพยนตร์ลามกและข้อหาจำหน่ายภาพยนตร์โดยภาพยนตร์ไม่ได้ผ่านการตรวจพิจารณาและไม่ได้รับอนุญาต เป็นความผิดกรรมเดียวผิดต่อกฎหมายหลายบท ให้ลงโทษข้อหามีไว้ในครอบครองซึ่งภาพยนตร์ลามก ซึ่งเป็นบทที่มีโทษหนักที่สุดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 ปรับ 3,000 บาท รวมปรับ 203,000 บาท จำเลยให้การรับสารภาพ ลดโทษให้กึ่งหนึ่งตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คงปรับ 101,500 บาท หากจำเลยไม่ชำระค่าปรับให้จัดการตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 29, 30 แต่มิให้กักขังเกินกว่า 1 ปี นอกจากที่แก้คงให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

โจทก์ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ว่า การกระทำของจำเลยในความผิดฐานมีไว้ซึ่งภาพยนตร์ลามกเพื่อความประสงค์แห่งการค้าหรือโดยการค้า และฐานจำหน่ายภาพยนตร์ที่ไม่ผ่านการตรวจพิจารณาและไม่ได้รับอนุญาตจากคณะกรรมการพิจารณาภาพยนตร์และวีดิทัศน์ เป็นความผิดหลายกรรมต่างกันหรือไม่ เห็นว่า การกระทำความผิดฐานมีไว้ซึ่งภาพยนตร์ลามกเพื่อความประสงค์แห่งการค้าหรือโดยการค้าและฐานจำหน่ายภาพยนตร์ที่ไม่ผ่านการตรวจพิจารณาและไม่ได้รับอนุญาตจากคณะกรรมการพิจารณาภาพยนตร์และวีดิทัศน์ เป็นความผิดต่อกฎหมายคนละฉบับ มีองค์ประกอบแห่งความผิดที่แตกต่างกัน ทั้งเจตนาในการกระทำความผิดทั้งสองฐานดังกล่าวสามารถแยกต่างหากจากกันได้ การกระทำของจำเลยจึงเป็นความผิดสองกรรมต่างกัน มิใช่เป็นการกระทำกรรมเดียวกันตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 90 ที่ศาลอุทธรณ์พิพากษามานั้น ศาลฎีกาไม่เห็นพ้องด้วย ฎีกาของโจทก์ฟังขึ้น

อนึ่ง ตามคำฟ้องเป็นการกล่าวหาว่าจำเลยกระทำความผิดในวันเวลาเดียวกันโดยมีแผ่นดีวีดีของกลางจำนวนเดียวกัน แม้การกระทำฐานประกอบกิจการจำหน่ายภาพยนตร์โดยไม่ได้รับใบอนุญาตจากนายทะเบียน และฐานจำหน่ายภาพยนตร์ที่ไม่ผ่านการตรวจพิจารณาและไม่ได้รับอนุญาตจากคณะกรรมการพิจารณาภาพยนตร์และวีดิทัศน์นั้น จะเป็นความผิดต่อบทบัญญัติของกฎหมายหลายบท แต่ก็ถือได้ว่าเป็นการกระทำที่จำเลยมีเจตนาเดียวโดยมุ่งประสงค์ต่อผลเดียว คือเพื่อประกอบกิจการจำหน่ายแผ่นดีวีดีของกลางในทางการค้าซึ่งได้กระทำไปในคราวเดียวกัน การกระทำของจำเลยในความผิดสองฐานดังกล่าวจึงเป็นความผิดกรรมเดียวผิดต่อกฎหมายหลายบท หาผิดคนละกรรมไม่ ปัญหานี้เป็นข้อกฎหมายที่เกี่ยวกับความสงบเรียบร้อย แม้ไม่มีคู่ความฝ่ายใดฎีกา ศาลฎีกายกขึ้นวินิจฉัยได้ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 195 วรรคสอง ประกอบมาตรา 225

พิพากษาแก้เป็นว่า ความผิดฐานประกอบกิจการจำหน่ายภาพยนตร์โดยไม่ได้รับใบอนุญาตจาก นายทะเบียนและฐานจำหน่ายภาพยนตร์ที่ไม่ผ่านการตรวจพิจารณาและไม่ได้รับอนุญาตจากคณะกรรมการพิจารณาภาพยนตร์และวีดิทัศน์เป็นกรรมเดียวเป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบท ให้ลงโทษฐานประกอบกิจการจำหน่ายภาพยนตร์โดยไม่ได้รับใบอนุญาตจากนายทะเบียน ซึ่งเป็นกฎหมายบทที่มีโทษหนักสุดตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 90 ปรับ 200,000 บาท และจำเลยมีความผิดฐานมีไว้ซึ่งภาพยนตร์ลามกเพื่อความประสงค์แห่งการค้าหรือโดยการค้า อีกกระทงหนึ่ง ปรับ 3,000 บาท รวมปรับ 203,000 บาท เมื่อลดโทษให้กึ่งหนึ่งตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 แล้ว คงปรับ 101,500 บาท นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.อ. ม. 90 ม. 91 ม. 287 (1)
พ.ร.บ.ภาพยนตร์และวีดิทัศน์ พ.ศ.2551 ม. 25 วรรคหนึ่ง ม. 38 วรรคหนึ่ง ม. 78 ม. 79
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการ สำนักงานอัยการสูงสุด
จำเลย — นางสาวณฤดี ศรีรชานนท์
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลอาญากรุงเทพใต้ — นางสาวสันธนา เอื้ออารักษ์
ศาลอุทธรณ์ — นายเอกชัย เหลี่ยมไพศาล
ชื่อองค์คณะ
ธงชัย เสนามนตรี
อภิรัตน์ ลัดพลี
พศวัจณ์ กนกนาก
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 17824/2555
#537950
เปิดฉบับเต็ม

ตาม พ.ร.บ.ว่าด้วยการเวนคืนอสังหาริมทรัพย์ พ.ศ.2530 มาตรา 21 วรรคท้าย บัญญัติว่า "ถ้าเจ้าของหรือผู้ครอบครองโดยชอบด้วยกฎหมายอยู่อาศัยหรือประกอบการค้าขายหรือการงานอันชอบด้วยกฎหมายอยู่ในอสังหาริมทรัพย์ที่ต้องเวนคืนนั้นและบุคคลดังกล่าวได้รับความเสียหายเนื่องจากที่ต้องออกจากอสังหาริมทรัพย์นั้น ให้กำหนดเงินค่าทดแทนให้สำหรับความเสียหายนั้นด้วย" ดังนั้น แม้โจทก์ทั้งสองจะมีโครงการก่อสร้างอาคารโดยจ้างบุคคลภายนอกให้ออกแบบก่อสร้างจนถึงขนาดได้รับอนุญาตจากกรุงเทพมหานครให้อนุญาตก่อสร้าง แต่เมื่อยังไม่ได้ลงมือก่อสร้างก็ไม่อาจรับนับว่าโจทก์ทั้งสองประกอบการค้าขายหรือการงานอยู่ในที่ดิน โจทก์ทั้งสองจึงไม่มีสิทธิได้รับเงินค่าทดแทนในส่วนนี้

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ทั้งสองฟ้องและแก้ไขคำฟ้องขอให้บังคับจำเลยทั้งสี่ร่วมกันชำระเงิน 312,886,949.99 บาท แก่โจทก์ทั้งสองพร้อมดอกเบี้ยเงินฝากประจำของธนาคารออมสิน หรืออัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงิน 286,890,000 บาทนับถัดจากวันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จ

จำเลยทั้งสี่ให้การขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง ให้โจทก์ทั้งสองใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนจำเลยทั้งสี่ โดยกำหนดค่าทนายความ 100,000 บาท

โจทก์ทั้งสองอุทธรณ์ ศาลชั้นต้นมีคำสั่งไม่รับอุทธรณ์ โจทก์ทั้งสองยื่นคำร้องขอให้ศาลชั้นต้นเพิกถอนคำสั่งซึ่งผิดหลง ศาลชั้นต้นมีคำสั่งยกคำร้อง ค่าคำร้องเป็นพับ

โจทก์ทั้งสองอุทธรณ์คำสั่ง

ศาลอุทธรณ์พิพากษากลับ ให้รับอุทธรณ์ของโจทก์ทั้งสอง ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นนี้ให้เป็นพับ

ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ

จำเลยทั้งสองฎีกา

ศาลฎีกาคณะคดีปกครองวินิจฉัยว่า มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ทั้งสองประการแรกว่า สมควรกำหนดเงินค่าทดแทนสำหรับที่ดินที่ถูกเวนคืนของโจทก์ทั้งสองตารางวาละ 350,000 บาท ตามที่โจทก์ทั้งสองฎีกาหรือไม่ เห็นว่า โดยสภาพการเวนคืนเพื่อก่อสร้างสถานีรถไฟฟ้าด้านหน้าของแปลงที่ดินของโจทก์ทั้งสองที่ทำให้ที่ดินของโจทก์ทั้งสองเหลือเป็นทางเข้าออกสู่ถนนรัชดาภิเษกกว้างประมาณ 18 เมตร ยาวลึกเข้าไปประมาณ 83 เมตร ซึ่งประมาณได้ว่าเหลือเนื้อที่ดินด้านในเป็นรูปทรงสี่เหลี่ยมผืนผ้าขนาดราว 100 x 72 เมตร นั้น ไม่ว่าจะคำนึงถึงเหตุผลข้อด้อยลงประการใดก็ปฏิเสธไม่ได้ว่ามีผลดีโดยตรงทำให้ที่ดินที่เหลืออยู่ดังกล่าวซึ่งยังคงศักยภาพขนาดของแปลงที่ดินในการก่อสร้างอาคารขนาดใหญ่ได้ ที่ปัจจุบันมีมูลค่าค้าขายด้านความสูงของอาคารกัน ได้รับความสะดวกในการคมนาคมมากขึ้น เนื่องเพราะรถไฟฟ้าที่รัฐจัดให้มีขึ้นนั้นเป็นการคมนาคมทางเลือกที่เพิ่มขึ้นจากการใช้ถนนรัชดาภิเษกซึ่งมีอยู่เดิมจะคำนึงแต่เฉพาะทางเข้าออกแปลงที่ดินของโจทก์ทั้งสองสู่ถนนรัชดาภิเษกที่เปลี่ยนไปดังข้อฎีกาของโจทก์ทั้งสองเป็นเกณฑ์ด้อยลงในประการสำคัญย่อมไม่ถูกต้อง โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อการเวนคืนดังกล่าวกำหนดส่วนที่เวนคืนเป็นสถานีรถไฟฟ้าด้วยแล้ว ย่อมทำให้การพัฒนาธุรกิจในที่ดินที่เหลือของโจทก์ทั้งสองมีโอกาสดีขึ้นกว่าแต่เดิมแน่นอน เพราะตามแบบช่องทางให้คนเดินสู่สถานีรถไฟฟ้าที่สร้างทำขึ้นดังที่คู่ความมิได้โต้เถียงกัน แม้แต่ผู้ที่อยู่บนถนนรัชดาภิเษกอีกฝั่งก็สามารถใช้ทางเดินใต้ดินซึ่งเชื่อมต่อกับสถานีรถไฟฟ้า เดินทางสู่ที่ดินที่เหลือของโจทก์ทั้งสองได้โดยง่าย อีกทั้งที่ดินของโจทก์ทั้งสองที่เหลืออยู่จากการเวนคืนส่วนใหญ่มีต้นไม้ใหญ่อยู่ทั่วไป บ่งบอกว่าเป็นที่ดินที่ยังไม่ได้พัฒนา ในขณะที่เจ้าของที่ดินรายอื่นซึ่งเคียงอยู่กับที่ดินของโจทก์ทั้งสองมีการลงทุนพัฒนาโดยการก่อสร้างเป็นอาคารสำนักงานหรืออาคารพาณิชย์จนผู้คนเข้าประกอบกิจการในอาคารต่าง ๆ เหล่านั้นได้แล้วอันทำให้ที่ดินริมถนนรัชดาภิเษกละแวกเดียวกับที่ดินของโจทก์ทั้งสองมีราคาสูงขึ้นเรื่อยมาแม้โจทก์ทั้งสองจะอยู่ในระหว่างดำเนินการเรื่องการขออนุญาตก่อสร้างดังที่อ้างนำสืบมาก็ต้องถือว่าโจทก์ทั้งสองไม่มีส่วนในการทำให้ราคาที่ดินละแวกนี้มีราคาสูงขึ้นแต่อย่างใดดังเห็นได้จากลักษณะที่ดินของโจทก์ทั้งสองขณะฟ้องคดียังคงมีสภาพเป็นที่ลุ่มต่ำกว่าระดับถนนรัชดาภิเษกถึง 50 เซนติเมตร ที่สำคัญอาคารของผู้อื่นซึ่งก่อสร้างทำขึ้นริมถนนรัชดาภิเษกดังกล่าวระนาบเดียวกับแปลงที่ดินโจทก์ทั้งสองก็ก่อสร้างทำขึ้นโดยตัวอาคารต้องถอยร่นห่างจากริมถนนดังกล่าวตามข้อบัญญัติกรุงเทพมหานคร ไม่สามารถก่อสร้างอาคารชิดแนวถนนได้ การที่ฝ่ายจำเลยกำหนดค่าทดแทนแก่โจทก์ทั้งสองโดยรวมที่ดินที่ต้องเว้นไว้เป็นระยะร่นดังกล่าวเข้าด้วยจึงคำนวณนับเป็นคุณแก่โจทก์อยู่บางส่วนแล้วดังที่ศาลอุทธรณ์วินิจฉัยไว้ และฝ่ายจำเลยยังกำหนดราคาค่าทดแทนเป็นราคาเฉลี่ยทั้งแปลงในส่วนที่เวนคืนเหล่านี้โดยมิได้คำนึงถึงความลึกห่างจากแนวถนนดังกล่าวอย่างราคาประเมินทุนทรัพย์เพื่อเรียกเก็บค่าธรรมเนียมในการจดทะเบียนสิทธิและนิติกรรมของกรมที่ดินซ้ำด้วย นอกจากนั้นที่โจทก์ทั้งสองยกเป็นข้อเถียงสำคัญในฎีกาว่า การเวนคืนทำให้ที่ดินของโจทก์ทั้งสองกลายผังรูปที่ดินเป็นซอยเข้าสู่ที่ดินที่เหลืออยู่ด้านใน ก็ไม่ถนัดขัดกับข้อความจริง เพราะเมื่อนำระยะ 18 เมตร ที่โจทก์ทั้งสองอ้างว่าความกว้างของซอยที่เกิดขึ้นนั้นเปรียบเทียบกับความกว้างของถนนรัชดาภิเษกฝั่งเดียวกับแปลงที่ดินซึ่งมีมากกว่า 3 ช่องเดินรถ ระยะ 18 เมตรดังกล่าวก็ยังมากกว่าความกว้างถนนฝั่งเดียวกับแปลงที่ดิน ลักษณะแปลงที่ดินของโจทก์ทั้งสองที่เปลี่ยนแปลงไปเพราะถูกเวนคืนดังกล่าวจึงหาใช่ถนนซอยเล็กโดยสภาพอย่างใดเลย โดยเฉพาะอย่างยิ่งความกว้างของซอยดังกล่าวก็เกิน 15 เมตร ไม่เป็นอุปสรรคขัดข้องต่อระเบียบการสร้างอาคารสูงในที่ดินด้านในที่เหลืออยู่ ส่วนภูมิทัศน์โดยรวมที่โจทก์ทั้งสองอ้างว่ากลายเป็นนอกจากมีอุโมงค์สถานีรถไฟฟ้า (ที่ถูกเวนคืนครั้งแรก) และลานจอดรถแล้ว ยังมีหมู่อาคารสำนักงานซึ่งมีความสูงกว่ามาก สถานีและลานจอดรถบดบังทัศนียภาพนั้น ก็ปรากฏข้อความจริงในท้องสำนวนว่า หมู่อาคาร 3 หลังดังกล่าวมีอาคารเพียงหลังเดียวที่มีความสูงใกล้เคียง 5เมตร ที่ดินของโจทก์ทั้งสองที่เหลือจากเวนคืนจึงยังคงศักยภาพและมิได้มีภูมิทัศน์ลดน้อยลงดังที่อ้างในฎีกา ส่วนที่โจทก์ทั้งสองหยิบยกเอาราคาค่าทดแทนที่ฝ่ายจำเลยจ่ายแก่แปลงที่ดินของบริษัทแหลมทองค้าสัตว์ จำกัด ระนาบเดียวกันห่างไป 2 ถึง 3 กิโลเมตร ในอัตราตารางวาละ 350,000 บาท มาเปรียบเทียบทำนองว่าฝ่ายจำเลยเลือกปฏิบัตินั้น การเวนคืนที่ดินของบริษัทดังกล่าวก็ปรากฏว่าเป็นที่ดินที่พัฒนาแล้วและถูกเวนคืนส่วนที่ชิดติดถนนเนื้อที่ประมาณ 150 ตารางวาเท่านั้น ที่สำคัญมิได้มีส่วนลึกเลยเข้าไป 70 - 80 เมตร อย่างที่ดินของโจทก์ทั้งสอง ซึ่งโดยทั่วไปราคาที่ดินติดถนนรัชดาภิเษกจะมีราคาสูงกว่าที่ดินที่อยู่ถัดเข้าไปด้านใน และที่ดินของโจทก์ทั้งสองเป็นที่ดินโล่ง ๆ ไม่มีสิ่งปลูกสร้าง กับทั้งที่ดินที่ถูกเวนคืนของโจทก์ทั้งสอง ฝ่ายจำเลยก็ยังกำหนดค่าทดแทนเฉลี่ยให้ทั้งแปลง 1,013 ตารางวาในราคาตารางวาละ 320,000 บาท ซึ่งย่อมเห็นได้ว่ามิได้มีลักษณะเลือกปฏิบัติอย่างใดเลยดังนั้น การที่คณะกรรมการกำหนดราคาเบื้องต้นกำหนดเงินค่าทดแทนสำหรับที่ดินที่ถูกเวนคืนแก่โจทก์ทั้งสองในราคาตารางวาละ 320,000 บาท โดยถือตามบัญชีประเมินทุนทรัพย์เพื่อเรียกเก็บค่าธรรมเนียมในการจดทะเบียนสิทธิและนิติกรรมของกรมที่ดินซึ่งประกาศใช้ในขณะเวนคืน คือ ระหว่างปี 2539 ถึงปี 2542 และประเมินราคาที่ดินเป็นรายแปลง จึงเป็นไปตามหลักเกณฑ์ของพระราชบัญญัติว่าด้วยการเวนคืนอสังหาริมทรัพย์ พ.ศ.2530 มาตรา 21 วรรคหนึ่ง (1) ถึง (5) โดยคำนึงเพื่อให้เกิดความเป็นธรรมแก่โจทก์ทั้งสองผู้ถูกเวนคืนและสังคมเป็นสำคัญ ข้อเถียงอื่นในฎีกาประการนี้ของโจทก์ทั้งสอง ศาลอุทธรณ์ก็วินิจฉัยให้เหตุผลไว้ถูกต้องแล้ว ฎีกาประการนี้ของโจทก์ทั้งสองฟังไม่ขึ้น

สำหรับฎีกาของโจทก์ทั้งสองประการสุดท้ายที่ว่า สมควรกำหนดค่าเสียหายค่าจ้างออกแบบก่อสร้างโรงแรมและอาคารสำนักงาน 10,000,000 บาท เป็นค่าทดแทนแก่โจทก์ทั้งสองหรือไม่ ข้อนี้โจทก์ทั้งสองนำสืบว่า โจทก์ทั้งสองเคยว่าจ้างบริษัทแปลนอาคิเทคจำกัด และบริษัทร้อด คอนซัลแต้นท์ จำกัด ออกแบบและก่อสร้างอาคารสูง 61 ชั้น และ 34 ชั้น รวม 2 อาคาร ค่าว่าจ้างประมาณ 37 ล้านบาท และโจทก์ทั้งสองชำระเงินให้แก่บริษัททั้งสองไปแล้ว เป็นเงิน 10 ล้านบาท โดยมีการออกแบบและขออนุญาตก่อสร้างเสร็จเรียบร้อยแล้ว การเวนคืนของฝ่ายจำเลยทำให้ต้องเปลี่ยนแปลงออกแบบใหม่นั้น เห็นว่า ตามพระราชบัญญัติว่าด้วยการเวนคืนอสังหาริมทรัพย์ พ.ศ.2530 มาตรา 21วรรคท้าย บัญญัติว่า "ถ้าเจ้าของหรือผู้ครอบครองโดยชอบด้วยกฎหมายอยู่อาศัยหรือประกอบการค้าขายหรือการงานอันชอบด้วยกฎหมายอยู่ในอสังหาริมทรัพย์ที่ต้องเวนคืนนั้นและบุคคลดังกล่าวได้รับความเสียหายเนื่องจากที่ต้องออกจากอสังหาริมทรัพย์นั้น ให้กำหนดเงินค่าทดแทนให้สำหรับความเสียหายนั้นด้วย" ดังนั้น แม้โจทก์ทั้งสองจะมีโครงการก่อสร้างอาคารโดยจ้างบุคคลภายนอกให้ออกแบบก่อสร้างจนถึงขนาดได้รับอนุญาตจากกรุงเทพมหานครให้อนุญาตก่อสร้างได้ดังที่นำสืบมา แต่เมื่อยังไม่ได้ลงมือก่อสร้างก็ไม่อาจรับนับว่าโจทก์ทั้งสองประกอบการค้าขายหรือการงานอยู่ในที่ดิน โจทก์ทั้งสองจึงไม่มีสิทธิได้รับเงินค่าทดแทนตามที่ฎีกาขอมาฎีกาในประการนี้ของโจทก์ทั้งสองฟังไม่ขึ้นเช่นเดียวกัน

พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.ว่าด้วยการเวนคืนอสังหาริมทรัพย์ พ.ศ.2534 ม. 21
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — บริษัทพูนจิราพงษ์ จำกัด กับพวก
จำเลย — ผู้อำนวยการองค์การรถไฟฟ้ามหานคร กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลแพ่ง — นายประเสริฐ โกวิทยา
ศาลอุทธรณ์ — นายธนสิทธิ์ นิลกำแหง
ชื่อองค์คณะ
พินิจ สายสอาด
วิรุฬห์ แสงเทียน
อภิรัตน์ ลัดพลี
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 17822/2555
#541494
เปิดฉบับเต็ม

จำเลยที่ 1 นำเข้าสินค้าโดยสำแดงราคาของในใบขนสินค้า 40,446.57 บาท แต่พนักงานเจ้าหน้าที่เห็นว่าราคาต่ำไปจึงให้เพิ่มราคาเป็น 159,228.63 บาท จำเลยที่ 1 ก็ระบุราคาของเพิ่มไว้ในใบขนสินค้าแล้ว ต่อมาพนักงานเจ้าหน้าที่ของโจทก์พบว่าจำเลยที่ 1 ไม่มีสิทธิได้รับการลดอัตราอากรจากร้อยละ 40 เหลือร้อยละ 5 จึงแจ้งให้จำเลยที่ 1 ชำระค่าอากรเพิ่ม โดยคิดอัตราร้อยละ 40 ของราคา 40,446.57 บาทแทนที่จะใช้ราคา 159,228.63 บาท ย่อมเห็นได้ว่าเหตุที่จำนวนเงินค่าอากรขาเข้าที่จำเลยที่ 1 ต้องชำระเพิ่มขาดจำนวนไปตามที่โจทก์ใช้สิทธิเรียกร้องฟ้องคดีนี้นั้น เกิดจากกรณีที่พนักงานเจ้าหน้าที่ของโจทก์คิดค่าอากรจากฐานราคาสินค้าผิดพลาด มิใช่เหตุจากการที่จำเลยที่ 1 สำแดงราคาของผิดพลาด สิทธิของโจทก์ที่จะเรียกเงินอากรที่ขาดเพราะเหตุดังกล่าวจึงมีอายุความ 2 ปี นับจากวันที่นำของเข้าตามมาตรา 10 วรรคสาม แห่ง พ.ร.บ.ศุลกากร พ.ศ.2469 โจทก์ฟ้องคดีนี้เกินกำหนด 2 ปี จึงขาดอายุความ

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยทั้งสองร่วมกันชำระค่าภาษีอากรจำนวน 78,396.45 บาท พร้อมเงินเพิ่มอากรขาเข้าในอัตราร้อยละ 1 ต่อเดือนหรือเศษของเดือนของค่าอากรที่ต้องเสียเพิ่มจำนวน 47,513 บาท นับแต่วันถัดจากวันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์

จำเลยทั้งสองให้การและแก้ไขคำให้การ ขอให้ยกฟ้อง

ศาลภาษีอากรกลางพิพากษาให้จำเลยทั้งสองร่วมกันชำระค่าภาษีอากรจำนวน 78,396.45 บาท พร้อมเงินเพิ่มอากรขาเข้าในอัตราร้อยละ 1 ต่อเดือนหรือเศษของเดือนของอากรที่ต้องเสียเพิ่มจำนวน 47,513 บาท นับถัดจากวันฟ้อง (ฟ้องวันที่ 6 มิถุนายน 2549) จนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ กับให้จำเลยทั้งสองร่วมกันใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ โดยกำหนดค่าทนายความ 3,000 บาท

จำเลยทั้งสองอุทธรณ์ต่อศาลฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีภาษีอากรวินิจฉัยว่า เห็นสมควรวินิจฉัยปัญหาตามอุทธรณ์ของจำเลยทั้งสองเป็นประการแรกว่า สิทธิเรียกร้องของโจทก์ที่จะเรียกค่าอากรที่ขาดตามฟ้องขาดอายุความหรือไม่ เห็นว่า โจทก์บรรยายฟ้องแสดงข้อเท็จจริงต่างๆ อันเป็นที่มาของการฟ้องเรียกค่าอากรที่ขาดในคดีนี้ เริ่มตั้งแต่การที่จำเลยที่ 1 นำเข้าสินค้าเมื่อวันที่ 5 ธันวาคม 2543 โดยสำแดงราคาของในใบขนสินค้าเป็นเงิน 40,446.57 บาท แต่พนักงานเจ้าหน้าที่ของโจทก์เห็นว่าราคาต่ำไปจึงให้เพิ่มราคาเป็น 159,228.63 บาท ซึ่งจำเลยที่ 1 ก็ยินยอมโดยมีการระบุราคาของเพิ่มเป็นจำนวน 159,228.63 บาท ไว้ในใบขนสินค้าดังกล่าวแล้ว ตามใบขนสินค้าพร้อมแบบแสดงรายการภาษีสรรพสามิตและภาษีมูลค่าเพิ่มหลังจากนั้นพนักงานเจ้าหน้าที่ของโจทก์ก็คิดค่าอากรอัตราร้อยละ 5 จากราคาของ 159,228.63 บาท จำเลยที่ 1 ก็ชำระแล้ว ครั้นต่อมาเดือนกันยายน 2545 พนักงานเจ้าหน้าที่ของโจทก์ตรวจพบว่า จำเลยที่ 1 ไม่มีสิทธิได้รับการลดอัตราอากรจากร้อยละ 40 เหลือร้อยละ 5 จึงแจ้งให้จำเลยที่ 1 ชำระค่าอากรเพิ่ม โดยคิดอัตราร้อยละ 40 ของราคาของ แต่กลับไปคิดจากจำนวนราคาของขณะนำเข้าคือราคา 40,446.57 บาท แทนที่จะใช้ราคา 159,228.63 บาท จำเลยที่ 1 ก็ยินยอมชำระให้ดังนี้ ย่อมเห็นได้ว่าเหตุที่จำนวนเงินค่าอากรขาเข้าที่จำเลยที่ 1 ต้องชำระเพิ่มขาดจำนวนไปตามที่โจทก์ใช้สิทธิเรียกร้องฟ้องคดีนี้นั้น เกิดจากกรณีที่พนักงานเจ้าหน้าที่ของโจทก์คิดค่าอากรจากราคาสินค้าอันเป็นฐานในการคำนวณอากรขาเข้าผิดพลาด ทั้งที่ตัวเลขราคาที่โจทก์ยืนยันว่าถูกต้องจำนวน 159,228.63 บาท โดยจำเลยที่ 1 ยอมรับไว้แต่แรกก็ปรากฏอยู่ในใบขนสินค้าดังกล่าวแล้ว เหตุที่โจทก์คิดค่าอากรขาดไปเช่นนี้ย่อมไม่ใช่เหตุจากการที่จำเลยที่ 1 สำแดงราคาของผิดพลาดแต่เกิดจากการที่พนักงานเจ้าหน้าที่ของโจทก์ใช้จำนวนราคาสินค้าผิดจากจำนวนที่ปรากฏอยู่แล้วเอง ซึ่งราคาสินค้าดังกล่าวเป็นองค์ประกอบหนึ่งที่ใช้ในการคิดคำนวณจำนวนเงินอากรขาเข้าจนทำให้คำนวณได้ผิดพลาดไป จึงเป็นกรณีที่พนักงานเจ้าหน้าที่ของโจทก์คำนวณจำนวนอากรผิดนั่นเอง ทั้งตามฟ้องโจทก์มิได้กล่าวอ้างว่าเหตุที่จำเลยที่ 1 ชำระอากรขาเข้าขาดเกิดจากการหลีกเลี่ยงหรือพยายามหลีกเลี่ยงอากร สิทธิของโจทก์ที่จะเรียกเงินอากรที่ขาดเพราะเหตุที่ได้คำนวณจำนวนเงินอากรผิดดังกล่าวจึงมีอายุความ 2 ปี นับจากวันที่นำของเข้าตามมาตรา 10 วรรคสาม แห่งพระราชบัญญัติศุลกากร พ.ศ.2469 และเมื่อจำเลยที่ 1 นำสินค้าพิพาทเข้ามาในราชอาณาจักรเมื่อวันที่ 5 ธันวาคม 2543 และโจทก์ฟ้องคดีนี้เมื่อวันที่ 6 มิถุนายน 2549 ซึ่งเกินกำหนด 2 ปี สิทธิเรียกร้องตามคำฟ้องโจทก์สำหรับจำเลยที่ 1 จึงขาดอายุความ จำเลยที่ 1 ย่อมมีสิทธิปฏิเสธไม่ชำระหนี้ค่าอากรตามฟ้องได้ และย่อมเป็นผลให้จำเลยที่ 2 ซึ่งเป็นหุ้นส่วนผู้จัดการของจำเลยที่ 1 ที่จะต้องร่วมรับผิดในหนี้ของจำเลยที่ 1 ปฏิเสธไม่ชำระหนี้ของจำเลยที่ 1 ได้เช่นกัน อุทธรณ์ของจำเลยทั้งสองในข้อนี้ฟังขึ้น เมื่อวินิจฉัยดังนี้แล้ว อุทธรณ์ของจำเลยทั้งสองในประการอื่นจึงไม่เป็นสาระแก่คดีอันควรได้รับการวินิจฉัยเพราะไม่ทำให้ผลของคดีเปลี่ยนแปลง

พิพากษากลับ ให้ยกฟ้องโจทก์ ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสองศาลให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.ศุลกากร พ.ศ.2469 ม. 10
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — กรมศุลกากร
จำเลย — ห้างหุ้นส่วนจำกัดศรีภูมิเทรดดิ้ง กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลภาษีอากรกลาง — นายปรีชา บุญโรจน์พงศ์
ชื่อองค์คณะ
พรเพชร วิชิตชลชัย
สุทัศน์ ศิริมหาพฤกษ์
ชาลี ทัพภวิมล
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 17817/2555
#532883
เปิดฉบับเต็ม

ศาลแรงงานกลางอ่านคำพิพากษาให้ทนายจำเลยฟังโดยถือว่าโจทก์ทราบเมื่อวันที่ 20 ธันวาคม 2550 ครบกำหนดยื่นอุทธรณ์วันที่ 4 มกราคม 2551 วันที่ 17 มกราคม 2551 ซึ่งพ้นกำหนดเวลายื่นอุทธรณ์แล้ว โจทก์ยื่นคำร้องขอขยายระยะเวลายื่นอุทธรณ์ออกไปอีก 30 วัน นับแต่วันครบกำหนดยื่นอุทธรณ์ แต่เนื่องจากการพิมพ์คำพิพากษายังไม่เสร็จอันเป็นความจำเป็นและเพื่อประโยชน์แห่งความยุติธรรมสมควรขยายเวลายื่นอุทธรณ์ให้ได้ ศาลแรงงานกลางจึงอนุญาต การนับระยะเวลาที่ขอขยายออกไปต้องนับจากวันสุดท้ายที่ครบกำหนดยื่นอุทธรณ์ โดยเริ่มนับจากวันที่ 5 มกราคม 2551 ซึ่งครบกำหนดยื่นอุทธรณ์ในวันที่ 4 กุมภาพันธ์ 2551

โจทก์ยื่นอุทธรณ์วันที่ 19 กุมภาพันธ์ 2551 จึงล่วงพ้นกำหนดระยะเวลาที่ศาลแรงงานกลางอนุญาตให้ขยายแล้ว

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องและแก้ไขคำฟ้องขอให้บังคับจำเลยชดใช้เงินจำนวน 4,275,435.45 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงิน 3,725,000 บาท นับถัดจากวันฟ้องไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์

จำเลยให้การขอให้ยกฟ้อง

ศาลแรงงานกลางพิพากษายกฟ้อง

โจทก์อุทธรณ์ต่อศาลฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีแรงงานวินิจฉัยว่า ศาลแรงงานกลางอ่านคำพิพากษาให้ทนายจำเลยฟังโดยถือว่าโจทก์ทราบเมื่อวันที่ 20 ธันวาคม 2550 ครบกำหนดยื่นอุทธรณ์วันที่ 4 มกราคม 2551 แม้โจทก์ยื่นคำร้องขอขยายระยะเวลายื่นอุทธรณ์ในวันที่ 17 มกราคม 2551 ซึ่งพ้นกำหนดเวลายื่นอุทธรณ์แล้ว แต่การพิมพ์คำพิพากษายังไม่เสร็จตามที่โจทก์อ้างในคำร้อง ก็เป็นความจำเป็นและเพื่อประโยชน์แห่งความยุติธรรมที่สมควรขยายระยะเวลายื่นอุทธรณ์ให้ได้ตามพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงาน พ.ศ.2522 มาตรา 26 เมื่อโจทก์ยื่นคำร้องขอขยายระยะเวลายื่นอุทธรณ์ออกไปอีก 30 วัน นับแต่วันครบกำหนดยื่นอุทธรณ์ และศาลแรงงานกลางมีคำสั่งอนุญาต ดังนั้นการนับระยะเวลาที่ขอขยายออกไปจึงต้องนับต่อจากวันสุดท้ายที่ครบกำหนดยื่นอุทธรณ์ โดยเริ่มนับหนึ่งตั้งแต่วันที่ 5 มกราคม 2551 และจะครบกำหนดในวันที่ 4 กุมภาพันธ์ 2551 โจทก์ยื่นอุทธรณ์วันที่ 19 กุมภาพันธ์ 2551 จึงล่วงพ้นกำหนดระยะเวลาที่ศาลแรงงานกลางขยายให้แล้ว อุทธรณ์ของโจทก์ต้องห้ามตามพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงาน พ.ศ.2522 มาตรา 54 วรรคหนึ่ง ประกอบมาตรา 26 แม้ศาลแรงงานกลางจะสั่งรับอุทธรณ์ของโจทก์ไว้ก็เป็นการไม่ชอบ ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัย

พิพากษายกอุทธรณ์ของโจทก์
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.จัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงาน พ.ศ.2522 ม. 26 ม. 54
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — ธนาคารกรุงศรีอยุธยา จำกัด(มหาชน)
จำเลย — นางสาววาสนา จวงตะคุ หรือนางสาวรชตะ กีรติพจน์
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลแรงงานกลาง — นายสากล สมสุข
ชื่อองค์คณะ
พงษ์เทพ ศิริพงศ์ติกานนท์
ชัยวัฒน์ เวียงธีรวัฒน์
ทวีป ตันสวัสดิ์
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 17766/2555
#538029
เปิดฉบับเต็ม

พฤติการณ์ที่จำเลยให้คำมั่นแก่ผู้เสียหายว่าจะจัดหาลูกจ้าง 60 คน ภายใน 1 เดือน เพื่อเป็นคนงานตัดอ้อยในไร่อ้อยของผู้เสียหายซึ่งอยู่ต่างท้องที่กับที่อยู่ของคนงาน จึงเป็นเรื่องที่ต้องมีการติดต่อประสานงานและบริหารจัดการเพื่อรวบรวมและรับสมัครคนงานภายในเวลาที่จำกัดและต้องเสียค่าใช้จ่ายในการดำเนินการ ซึ่งนอกจากจำเลยจะต้องผูกพันรับผิดชอบต่อผู้เสียหายแล้ว ยังต้องตระหนักถึงความเสียหายหรือผลกระทบที่อาจเกิดขึ้นแก่ผู้สมัครทำงานอีกด้วย แม้จะไม่ปรากฏว่าจำเลยได้เรียกหรือรับค่าบริการตอบแทนในส่วนนี้ด้วยหรือไม่ก็ตาม รูปคดีน่าเชื่อว่าจำเลยมีเจตนาจัดหางานให้แก่คนหางานโดยหวังผลประโยชน์ตอบแทนมิใช่การกระทำให้เปล่า การกระทำของจำเลยจึงเป็นการประกอบธุรกิจจัดหางานให้แก่คนหางานหรือหาลูกจ้างให้แก่นายจ้าง เมื่อไม่ปรากฏว่าจำเลยได้รับใบอนุญาตจากนายทะเบียนให้ประกอบธุรกิจจัดหางานให้แก่คนหางานทำงานในประเทศ จำเลยจึงมีความผิดฐานจัดหางานให้คนหางานทำงานในประเทศ โดยไม่ได้รับใบอนุญาต

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามพระราชบัญญัติจัดหางานและคุ้มครองคนหางาน พ.ศ.2528 มาตรา 8, 73 พระราชบัญญัติจัดหางานและคุ้มครองคนหางาน (ฉบับที่ 2) พ.ศ.2537 ลงวันที่ 30 มิถุนายน 2537

จำเลยให้การปฏิเสธ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามพระราชบัญญัติจัดหางานและคุ้มครองคนหางาน พ.ศ.2528 มาตรา 8 วรรคหนึ่ง, 73 จำคุก 1 ปี และปรับ 40,000 บาท โทษจำคุกให้รอการลงโทษไว้มีกำหนด 2 ปี ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 56 ไม่ชำระค่าปรับจัดการตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 29, 30

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 3 พิพากษากลับ ให้ยกฟ้อง

โจทก์ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงที่คู่ความมิได้โต้เถียงกันในชั้นนี้รับฟังได้ว่า ผู้เสียหายมีไร่อ้อยอยู่ที่จังหวัดเพชรบุรีต้องการจะได้คนงานตัดอ้อยจึงติดต่อพันตำรวจโทอภิชลซึ่งรู้จักคุ้นเคยกันให้หาคนงานให้ พันตำรวจโทอภิชลได้แนะนำจำเลยแก่ผู้เสียหายว่าสามารถจัดหาคนงานตัดอ้อยให้ผู้เสียหายได้ ผู้เสียหายจึงติดต่อจำเลยทางโทรศัพท์ จำเลยแจ้งว่าสามารถหาคนงานตัดอ้อยให้ผู้เสียหายได้จำนวน 60 คน ต่อมาผู้เสียหายโอนเงินจำนวน 60,000 บาท ผ่านธนาคารกรุงไทย จำกัด (มหาชน) สาขาชะอำ เข้าบัญชีของจำเลยที่ธนาคารกรุงไทย จำกัด (มหาชน) สาขากันทรลักษ์ จังหวัดศรีสะเกษ ถึงกำหนดผู้เสียหายเดินทางไปรับคนงาน ปรากฏว่าจำเลยจัดหาคนงานให้ไม่ได้ ผู้เสียหายขอเงินคืน แต่จำเลยเพิกเฉยยังไม่คืนเงินให้

คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยว่า จำเลยมีความผิดฐานจัดหางานให้คนหางานทำงานในประเทศโดยไม่ได้รับใบอนุญาตตามพระราชบัญญัติจัดหางานและคุ้มครองคนหางาน พ.ศ.2528 ดังที่โจทก์ฎีกาหรือไม่ เห็นว่า ตามพระราชบัญญัติจัดหางานและคุ้มครองคนหางาน พ.ศ.2528 มาตรา 8 วรรคหนึ่ง บัญญัติว่า ห้ามมิให้ผู้ใดจัดหางานให้คนหางานทำงานในประเทศ เว้นแต่จะได้รับใบอนุญาตจากนายทะเบียน และมาตรา 4 บัญญัติว่า จัดหางาน หมายความว่า ประกอบธุรกิจจัดหางานให้แก่คนหางานหรือหาลูกจ้างให้แก่นายจ้าง โดยจะเรียกหรือรับค่าบริการตอบแทนหรือไม่ก็ตาม และให้หมายรวมถึงการเรียกเงินหรือทรัพย์สินหรือประโยชน์อื่นใดเพื่อจัดหางานให้คนหางาน ซึ่งลักษณะของการกระทำความผิดย่อมจะเป็นความผิดสำเร็จทันทีที่มีการกระทำอันเป็นการประกอบธุรกิจจัดหางานให้แก่คนหางานหรือหาลูกจ้างให้แก่นายจ้าง โดยไม่คำนึงว่าผู้นั้นจะเป็นคนธรรมดาหรือนิติบุคคลและเคยประกอบธุรกิจจัดหางานมาก่อนหรือไม่ พฤติการณ์ที่จำเลยให้คำมั่นหรือสัญญาแก่ผู้เสียหายว่าจะจัดหาลูกจ้างตามจำนวนที่ตกลงกันให้ โดยเรียกและรับเงินค่าบริการเพื่อเป็นการตอบแทนล่วงหน้าเช่นนี้ ย่อมมิใช่ลักษณะการไหว้วานจากเพื่อนหรือผู้รู้จักกันตามวิสัยเป็นครั้งคราวดังที่ศาลอุทธรณ์ภาค 3 วินิจฉัย เมื่อพิจารณาถึงลักษณะของแรงงานที่ผู้เสียหายต้องการ คือ คนงานตัดอ้อยในไร่อ้อยของผู้เสียหาย อันมิใช่แรงงานธรรมดาทั่วไป ทั้งยังต้องจัดหาคนงานหรือลูกจ้างมากถึง 60 คน ภายในเวลาประมาณ 1 เดือน อันเป็นระยะเวลาค่อนข้างจำกัด และคนงานเหล่านั้นจะต้องเดินทางไปทำงานกับนายจ้างซึ่งอยู่ต่างถิ่นอีกด้วย จึงเป็นเรื่องที่มีความยุ่งยากและซับซ้อนเพราะจะต้องมีการติดต่อประสานงานและบริหารจัดการเพื่อรวบรวมและรับสมัครคนงาน และจะต้องเสียค่าใช้จ่ายในการดำเนินการ ซึ่งนอกจากจำเลยจะต้องมีความผูกพันและรับผิดชอบต่อผู้เสียหายในการให้บริการดังกล่าวแล้ว ยังต้องตระหนักถึงความเสียหายหรือผลกระทบที่อาจเกิดขึ้นแก่ผู้ที่มาสมัครทำงานอีกด้วย แม้จะไม่ปรากฏว่าจำเลยได้เรียกหรือรับค่าบริการตอบแทนในส่วนนี้ด้วยหรือไม่ก็ตาม ดังนั้น รูปคดีจึงเชื่อว่าจำเลยมีเจตนาจะจัดหางานให้แก่คนหางานและจัดหาลูกจ้างให้แก่นายจ้างหรือผู้เสียหาย โดยหวังผลประโยชน์ค่าตอบแทนการให้บริการดังกล่าวจากผู้เสียหายในเชิงธุรกิจทั่วไป มิใช่เป็นการกระทำให้เปล่าในลักษณะไหว้วานขานใช้จากเพื่อนหรือผู้รู้จักกันตามวิสัยเป็นครั้งคราวแต่อย่างใด การกระทำของจำเลยจึงเป็นการประกอบธุรกิจจัดหางานให้แก่คนหางานหรือหาลูกจ้างให้แก่นายจ้างตามบทนิยามดังกล่าวแล้ว เมื่อไม่ปรากฏว่าจำเลยได้รับใบอนุญาตจากนายทะเบียนให้ประกอบธุรกิจจัดหางานให้แก่คนหางานทำงานในประเทศ จำเลยจึงมีความผิดฐานจัดหางานให้คนหางานทำงานในประเทศโดยไม่ได้รับใบอนุญาต ตามพระราชบัญญัติจัดหางานและคุ้มครองคนหางาน พ.ศ.2528 มาตรา 8 วรรคหนึ่ง ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 3 พิพากษามานั้น ไม่ต้องด้วยความเห็นของศาลฎีกา ฎีกาของโจทก์ฟังขึ้น แต่ทางนำสืบรับของจำเลยมีข้อเท็จจริงที่เป็นประโยชน์แก่การพิจารณา จึงมีเหตุบรรเทาโทษและเห็นสมควรลดโทษให้จำเลยตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78

พิพากษากลับเป็นว่า จำเลยมีความผิดตามพระราชบัญญัติจัดหางานและคุ้มครองคนหางาน พ.ศ.2528 มาตรา 8 วรรคหนึ่ง, 73 จำคุก 1 ปี และปรับ 40,000 บาท ลดโทษให้ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 หนึ่งในสี่แล้ว คงจำคุก 9 เดือน และปรับ 30,000 บาท ไม่ปรากฏว่าจำเลยเคยได้รับโทษจำคุกมาก่อน โทษจำคุกจึงให้รอการลงโทษไว้มีกำหนด 2 ปี นับแต่วันที่อ่านคำพิพากษาของศาลฎีกาให้จำเลยฟัง ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 56 หากจำเลยไม่ชำระค่าปรับให้จัดการตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 29, 30
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.จัดหางานและคุ้มครองคนหางาน พ.ศ.2528 ม. 8 วรรคหนึ่ง ม. 73
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการจังหวัดศรีสะเกษ
จำเลย — นายสมชัย สุรพัฒน์
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดศรีสะเกษ — นางสุธิดา คูหะสุวรรณ
ศาลอุทธรณ์ภาค 3 — นายสถิตย์ อรรถบลยุคล
ชื่อองค์คณะ
สุทธิโชค เทพไตรรัตน์
ศรีอัมพร ศาลิคุปต์
นพพร โพธิรังสิยากร
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 17738/2555
#537952
เปิดฉบับเต็ม

โจทก์ใช้สิทธิเรียกเงินคืนจากจำเลยโดยอาศัยสิทธิเรียกร้องที่เกิดจากบันทึกข้อตกลงในการรับบัตรเครดิต เนื่องจากผู้ถือบัตรเครดิตของโจทก์หรือบัตรเครดิตที่ร่วมกับบริษัทอื่นหรือสถาบันอื่นออกบัตรเครดิตภายใต้ข้อตกลงร่วมกับโจทก์ ได้ใช้บัตรเครดิตดังกล่าวชำระค่าสินค้าหรือบริการแก่จำเลยแทนการชำระเงิน และจำเลยได้นำบัตรเครดิตของลูกค้ารูดผ่านเครื่องบันทึกข้อมูลแล้วส่งข้อมูลการขายให้โจทก์เพื่อขอรับเงินค่าสินค้าหรือบริการดังกล่าวให้แก่จำเลยแล้ว แต่โจทก์ไม่สามารถเรียกเก็บเงินจากธนาคารผู้ออกบัตรเครดิตได้ เนื่องจากจำเลยไม่นำส่งใบบันทึกค่าสินค้าหรือบริการดังกล่าวให้แก่โจทก์ตามที่ตกลงกัน กรณีจึงไม่ใช่ผู้ประกอบธุรกิจในการดูแลกิจการของผู้อื่นหรือรับทำงานต่าง ๆ ฟ้องเรียกเอาเงินที่ได้ออกทดรองไปตาม ป.พ.พ. มาตรา 193/34 (7) เมื่อสิทธิเรียกร้องดังกล่าวกฎหมายมิได้กำหนดอายุความไว้โดยเฉพาะ จึงมีกำหนดอายุความ 10 ปี ตาม ป.พ.พ. มาตรา 193/30

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยชำระเงินจำนวน 31,702.89 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 11.50 บาท ต่อปี ในต้นเงิน 23,000 บาท นับแต่วันฟ้องจนกว่าจะชำระเงินเสร็จแก่โจทก์

จำเลยให้การ ขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง ค่าฤชาธรรมเนียมให้เป็นพับ

โจทก์อุทธรณ์เฉพาะปัญหาข้อกฎหมายโดยตรงต่อศาลฎีกาโดยได้รับอนุญาตจากศาลชั้นต้น ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 223 ทวิ

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า มีปัญหาต้องวินิจฉัยข้อกฎหมายตามอุทธรณ์ของโจทก์ว่า ฟ้องโจทก์ขาดอายุความหรือไม่ เห็นว่า ตามคำฟ้อง โจทก์ใช้สิทธิเรียกเงินคืนจากจำเลยโดยอาศัยสิทธิเรียกร้องที่เกิดจากบันทึกข้อตกลงในการรับบัตรเครดิต เนื่องจากผู้ถือบัตรเครดิตของโจทก์หรือบัตรเครดิตที่ร่วมกับบริษัทอื่นหรือสถาบันอื่นออกบัตรเครดิตภายใต้ข้อตกลงร่วมกับโจทก์ได้ใช้บัตรเครดิตดังกล่าวชำระค่าสินค้าหรือบริการแก่จำเลยแทนการชำระเงินสด และจำเลยได้นำบัตรเครดิตของลูกค้ารูดบัตรผ่านเครื่องบันทึกข้อมูลแล้วส่งข้อมูลการขายให้โจทก์เพื่อขอรับเงินค่าสินค้าหรือบริการจากโจทก์ โดยโจทก์ได้โอนเงินค่าสินค้าหรือบริการดังกล่าวให้แก่จำเลยแล้ว แต่โจทก์ไม่สามารถเรียกเก็บเงินจากธนาคารผู้ออกบัตรเครดิตได้ เนื่องจากจำเลยไม่นำส่งใบบันทึกค่าสินค้าหรือบริการดังกล่าวให้แก่โจทก์ตามที่ตกลงกัน กรณีจึงมิใช่ผู้ประกอบธุรกิจในการดูแลกิจการของผู้อื่นหรือรับทำงานต่าง ๆ ฟ้องเรียกเอาเงินที่ได้ออกทดรองไป ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 193/34 (7) เมื่อสิทธิเรียกร้องดังกล่าวกฎหมายมิได้กำหนดอายุความไว้โดยเฉพาะ จึงมีกำหนดอายุความ10 ปี ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 193/30 ข้อเท็จจริงได้ความว่าโจทก์นำเงินเข้าบัญชีของจำเลยเมื่อวันที่ 15 ธันวาคม 2548 และนำยอดเงินตามหลักฐานการใช้บัตรเครดิตแทนการชำระเงินสดที่โจทก์เรียกเก็บเงินไม่ได้มาหักจากบัญชีเงินฝากสะสมทรัพย์ของจำเลยครั้งสุดท้ายเมื่อวันที่ 23 เมษายน 2550 เมื่อหักทอนบัญชีกันปรากฏว่าจำเลยเป็นหนี้โจทก์จำนวน 24,423.86 บาท ต่อมาโจทก์มีหนังสือทวงถามจากจำเลย โดยกำหนดให้จำเลยชำระหนี้แก่โจทก์ภายใน 7 วัน นับแต่วันที่ได้รับหนังสือดังกล่าว จำเลยได้รับหนังสือบอกกล่าวของโจทก์เมื่อวันที่ 4 มกราคม 2553 อายุความตามสิทธิเรียกร้องของโจทก์จึงเริ่มนับแต่วันที่ 12 มกราคม 2553 เป็นต้นไปโจทก์ฟ้องคดีนี้เมื่อวันที่ 20 มกราคม 2553 ยังไม่พ้นกำหนดสิบปี คดีโจทก์จึงไม่ขาดอายุความ ที่ศาลชั้นต้นวินิจฉัยว่าคดีโจทก์ขาดอายุความแล้วพิพากษายกฟ้องโจทก์นั้น ศาลฎีกาไม่เห็นพ้องด้วย อุทธรณ์ของโจทก์ฟังขึ้น ส่วนปัญหาว่า จำเลยจะต้องรับผิดชำระหนี้แก่โจทก์หรือไม่เพียงใดนั้น ศาลชั้นต้นยังไม่ได้วินิจฉัย ซึ่งผลแห่งการวินิจฉัยของศาลชั้นต้นอาจนำไปสู่การจำกัดสิทธิอุทธรณ์ฎีกาของคู่ความได้ เพราะคดีนี้มีทุนทรัพย์ที่พิพาทกันไม่เกินห้าหมื่นบาท จึงเห็นควรย้อนสำนวนไปให้ศาลชั้นต้นพิจารณาพิพากษาในประเด็นดังกล่าวที่ยังไม่ได้วินิจฉัยใหม่ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 247 ประกอบมาตรา 243 (1)

พิพากษายกคำพิพากษาศาลชั้นต้น ให้ย้อนสำนวนไปให้ศาลชั้นต้นพิจารณาวินิจฉัยในประเด็นว่าจำเลยจะต้องรับผิดชำระหนี้ให้แก่โจทก์หรือไม่เพียงใด แล้วมีคำพิพากษาใหม่ตามรูปคดี ค่าฤชาธรรมเนียมในชั้นนี้ให้ศาลชั้นต้นพิจารณารวมสั่งเมื่อมีคำพิพากษาใหม่
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 193/30 ม. 193/34 (7)
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — ธนาคารกรุงเทพ จำกัด (มหาชน)
จำเลย — นางสมยงค์ พลเวียง
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลแขวงนนทบุรี — นายอำพล ใจแผ้ว
ชื่อองค์คณะ
วรงค์พร จิระภาค
วิรุฬห์ แสงเทียน
ฉัตรไชย จันทร์พรายศรี
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 17705/2555
#544555
เปิดฉบับเต็ม

จำเลยที่ 1 และที่ 3 ถึงที่ 5 ร่วมกับจำเลยที่ 2 และพวกอีกหลายคนที่ยังหลบหนีแบ่งหน้าที่กันทำโดยให้จำเลยที่ 1 ที่ 2 และ ท. หลอกลวงสำนักงานสลากกินแบ่งรัฐบาลด้วยการแสดงข้อความอันเป็นเท็จว่า เป็นผู้มีชื่อตามหางบัตรที่ได้รับเลือกให้เป็นกรรมการร่วมออกรางวัล ซึ่งจะตักตลับลูกบอลในภาชนะที่ตนอยู่ประจำหลักด้วยวิธีเสี่ยงทาย ความจริงแล้วจำเลยที่ 1 ที่ 2 และ ท. มิได้เป็นผู้มีชื่อตามหางบัตรที่แท้จริง และจำเลยที่ 1 ที่ 2 และ ท. ได้ทำเครื่องหมายที่ตลับลูกบอลด้วยสารเคมีตามวิธีการที่วางแผนซักซ้อมกันมา แล้วจะเลือกตักเอาลูกบอลที่มีเครื่องหมายดังกล่าวซึ่งเป็นลูกบอลหมายเลข 1 โดยการหลอกลวงดังว่านั้น ได้ไปซึ่งทรัพย์สินจากบุคคลที่สาม จึงเป็นความผิดฐานร่วมกันฉ้อโกงตามฟ้อง นอกจากนั้นการที่จำเลยที่ 1 ที่ 3 และที่ 4 ร่วมประชุมวางแผนแบ่งหน้าที่กันกับจำเลยที่ 2 และพวกอีกหลายคนที่ยังหลบหนีเพื่อจะกระทำความผิดดังกล่าว ย่อมเป็นการสมคบกันตั้งแต่ห้าคนขึ้นไปเพื่อตระเตรียมกระทำความผิดฐานฉ้อโกง ซึ่งมีอัตราโทษจำคุกอย่างสูงตั้งแต่หนึ่งปีขึ้นไป การกระทำของจำเลยที่ 1 ที่ 3 และที่ 4 จึงเป็นความผิดฐานซ่องโจรด้วย

ความผิดฐานซ่องโจรกฎหมายเอาโทษไว้ก็เพราะการที่บุคคลตั้งแต่ห้าคนขึ้นไป เพียงที่ตกลงกันจะกระทำความผิดตามที่บัญญัติไว้ในประมวลกฎหมายอาญาภาค 2 ซึ่งแม้ยังไม่ทันได้กระทำความผิด ก็เป็นอันตรายแก่สังคมแล้ว กรณีนี้กรรมในเรื่องการสมคบกันกระทำความผิดฐานฉ้อโกงอันเป็นความผิดฐานซ่องโจรได้กระทำสำเร็จไปแล้ว เมื่อจำเลยที่ 1 ที่ 3 และที่ 4 ได้กระทำกรรมใหม่ขึ้นอีก ด้วยการร่วมกับจำเลยอื่นที่เหลือหลอกลวงสำนักงานสลากกินแบ่งรัฐบาลด้วยการแสดงข้อความอันเป็นเท็จ เป็นเหตุให้ได้รับทรัพย์สินจากบุคคลที่สาม การกระทำของจำเลยที่ 1 ที่ 3 และที่ 4 กับพวกดังกล่าวจึงเป็นความผิดหลายกรรมต่างกัน

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยทั้งห้าตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83, 91, 210, 341, 342 และให้จำเลยทั้งห้ากับพวกร่วมกันคืนหรือใช้ราคาทรัพย์คิดเป็นเงิน 900 บาท แก่ผู้เสียหาย

จำเลยทั้งห้าให้การปฏิเสธ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยทั้งห้ามีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 210 วรรคแรก 341 ประกอบด้วยมาตรา 83 การกระทำของจำเลยทั้งห้าเป็นความผิดหลายกรรมต่างกัน ให้เรียงกระทงลงโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 ฐานซ่องโจร จำคุกคนละ 4 ปี ฐานร่วมกันฉ้อโกง จำคุกคนละ 2 ปี รวมลงโทษจำคุกคนละ 6 ปี คำขออื่นให้ยก

จำเลยทั้งห้าอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษาแก้เป็นว่า จำเลยที่ 5 มีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 341 ประกอบด้วยมาตรา 83 เพียงกระทงเดียว จำคุก 2 ปี ให้ยกฟ้องความผิดฐานซ่องโจรตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 210 วรรคแรก เฉพาะจำเลยที่ 5 เสีย สำหรับจำเลยอื่นและนอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

โจทก์และจำเลยที่ 1 และที่ 3 ถึงที่ 5 ฎีกา โดยผู้พิพากษาซึ่งพิจารณาและลงชื่อในคำพิพากษาศาลชั้นต้นอนุญาตให้จำเลยที่ 1 และที่ 3 ถึงที่ 5 ฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า มีปัญหาต้องวินิจฉัยประการแรกตามฎีกาของจำเลยที่ 1 และที่ 3 ถึงที่ 5 ว่า จำเลยที่ 1 และที่ 3 ถึงที่ 5 ร่วมกับจำเลยที่ 2 กระทำความผิดฐานฉ้อโกง และจำเลยที่ 1 ที่ 3 และที่ 4 กระทำความผิดฐานซ่องโจรตามฟ้องหรือไม่ พฤติการณ์ดังกล่าวรับฟังได้ว่า จำเลยที่ 1 ที่ 2 และนายทองสุขกับพวกดังกล่าวร่วมกันประชุมวางแผนเพื่อแสดงตัวเป็นกรรมการออกรางวัลสลากกินแบ่งรัฐบาลงวดประจำวันเกิดเหตุ แล้วอาศัยโอกาสกัดหลอดพลาสติกบรรจุสารเคมีสีขาวซึ่งอมไว้ เพื่อให้สารเคมีหยดลงในภาชนะบรรจุตลับลูกบอลซึ่งบุคคลทั้งสามประจำอยู่ ก่อนที่พนักงานของสำนักงานสลากกินแบ่งรัฐบาลจะบรรจุตลับลูกบอลที่บรรจุลูกบอลหมายเลข 1 ลงไป เพื่อเป็นการทำเครื่องหมายที่ตลับลูกบอลไว้ก่อน แล้วจึงเลือกตักตลับลูกบอลที่ได้ทำเครื่องหมายไว้เป็นผลให้สามารถล็อกเลข คือ กำหนดหมายเลขรางวัลสลากกินแบ่งรัฐบาลได้ตามที่ต้องการ คือ หมายเลข 1 ในหลักหน่วยและหลักสิบในการออกรางวัลที่หนึ่ง ได้ความต่อไปว่า หลังจากการประชุมฝึกซ้อมดังกล่าวแล้ว ในวันเกิดเหตุเวลาประมาณ 5 นาฬิกา นายมนัสพาจำเลยที่ 1 ที่ 2 กับพวกดังกล่าวเดินทางไปที่โรงแรมตรัง กรุงเทพมหานคร ใกล้สำนักงานสลากกินแบ่งรัฐบาล โดยนายมนัสจองห้องประชุมและสั่งอาหารไว้สำหรับคนถึง 110 คน ในการประชุมดังกล่าวนอกจากนางพจนีย์ พยานโจทก์ข้างต้นแล้ว ยังมีนายอัตชัย พยานโจทก์อีกปากหนึ่งซึ่งมีอาชีพขับรถจักรยานยนต์รับจ้างอยู่ที่วินรถจักรยานยนต์รับจ้างของจำเลยที่ 3 ได้พาคนขับรถจักรยานยนต์ในวินเดียวกันไปที่โรงแรมด้วย โดยได้รับค่าจ้างคนละ 200 บาท แม้ในชั้นพิจารณานายอัตชัยไม่ยืนยันว่าใครเป็นผู้ว่าจ้าง แต่ตามบันทึกคำให้การของพยาน นายอัตชัย ให้การว่า จำเลยที่ 3 ยกเว้นค่าวินรถจักรยานยนต์ให้แก่ผู้ขับรถจักรยานยนต์ที่เข้าร่วมชมการออกรางวัลเป็นเวลา 2 วัน คิดเป็นเงิน 200 บาท ส่วนนายอัตชัยได้รับค่าจ้าง 500 บาทสอดคล้องกับบัญชีรายชื่อผู้ขับรถจักรยานยนต์รับจ้างในวินของจำเลยที่ 3 ซึ่งปรากฏว่า มีชื่อซ้ำกับรายชื่อผู้เข้าชมการออกรางวัลสลากหลายรอบ แสดงว่าจำเลยที่ 3 เป็นผู้ว่าจ้างนายอัตชัยกับพวก โดยมีจำเลยที่ 4 ซึ่งนาย อัตชัยให้การไว้ชัดเจนว่า เป็นลูกน้องของจำเลยที่ 3 ทำงานอยู่ที่สมาคมสนุ้กเกอร์ของจำเลยที่ 3 เป็นผู้ควบคุมในลำดับสุดท้าย ทำหน้าที่พาผู้เข้าร่วมประชุมวางแผนที่โรงแรมตรังทั้งหมดไปชมการออกรางวัลที่สำนักงานสลากกินแบ่งรัฐบาล จากนั้นจัดให้พวกที่พยานพาไปชมการออกรางวัลมอบหางบัตรให้แก่พวกที่ไปฝึกซ้อมการล็อกเลขมาจากไร่กุสุมารีสอร์ท ทำให้จำเลยที่ 1 ที่ 2 และนายทองสุขสามารถแสดงตัวเป็นกรรมการและดำเนินการตามที่วางแผนกันมาได้สำเร็จ ซึ่งนอกจากพฤติการณ์ดังกล่าวแล้ว ยังได้ความจากนายมนัสด้วยว่า หลังจากการออกรางวัลในงวดเกิดเหตุนี้แล้ว นายอนันต์ให้พยานไปที่บ้านของจำเลยที่ 3 เพื่อฝึกซ้อมการล็อกเลขรางวัลสลากของธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร งวดประจำวันที่ 10 พฤศจิกายน 2544 ในครั้งนี้พยานพบจำเลยที่ 3 และที่ 4 ไปดูการฝึกซ้อมด้วย และในการออกรางวัลงวดล่าสุดนี้ พันตำรวจโทชัดชัยเห็นเหตุการณ์ที่จำเลยที่ 4 พาพวกประมาณ 80 คน ไปชมการออกรางวัลด้วย แต่เมื่อพนักงานของสำนักงานสลากกินแบ่งรัฐบาลผู้ดำเนินการออกรางวัลแจ้งว่า จะเปลี่ยนแปลงวิธีการออกรางวัลโดยไม่ให้ประชาชนขึ้นไปร่วมออกรางวัล จำเลยที่ 4 ไม่พอใจและเรียกให้พวกทั้งหมดกลับไปพร้อมกัน จึงเป็นข้อสนับสนุนให้เห็นชัดยิ่งขึ้นถึงการกระทำของจำเลยที่ 3 และที่ 4 ดังนี้เห็นว่า พยานสำคัญของโจทก์ซึ่งเบิกความเกี่ยวกับพฤติการณ์ของจำเลยที่ 1 ถึงที่ 4 ไม่มีสาเหตุโกรธเคืองกับจำเลยคนใดมาก่อน จึงไม่มีเหตุให้ระแวงว่าจะเบิกความปรักปรำจำเลยคนใดให้ต้องรับโทษ และแม้ว่าพยานดังกล่าวส่วนมากจะเป็นผู้เกี่ยวข้องในการกระทำความผิดด้วย แต่ได้ถูกเจ้าพนักงานตำรวจกันไว้เป็นพยาน ไม่เหมือนพยานที่ไร้มลทินมาแต่ต้น แต่พยานดังกล่าวก็เบิกความสอดคล้องต้องกันสมเหตุสมผล เชื่อว่าพยานเบิกความไปตามความจริงที่รู้เห็นมา พยานหลักฐานของโจทก์จึงรับฟังได้ว่า จำเลยที่ 3 และที่ 4 ร่วมกับจำเลยที่ 1 และที่ 2 กับพวกอีกหลายคนประชุมวางแผนจัดตั้งกลุ่มบุคคลดังกล่าวขึ้น เพื่อล็อกเลขรางวัลสลากกินแบ่งรัฐบาลงวดประจำวันเกิดเหตุ อันเป็นการร่วมกันหลอกลวงด้วยการแสดงข้อความอันเป็นเท็จต่อสำนักงานสลากกินแบ่งรัฐบาลว่า ผู้ได้รับการคัดเลือกให้เป็นกรรมการออกรางวัลเป็นผู้ที่มีชื่อตามหางบัตรที่ได้รับเลือกและจะตักตลับลูกบอลเพื่อออกรางวัลโดยการเสี่ยงทาย ทั้งที่ความจริงแล้วมิได้เป็นผู้มีชื่อตามหางบัตรที่แท้จริง ทั้งได้มีการทำเครื่องหมายด้วยสารเคมีสีขาวที่ตลับลูกบอลตามวิธีการที่ซักซ้อมกันมาก่อน แม้การกระทำดังกล่าวจะมิได้มีวัตถุประสงค์ให้ได้ของชำร่วยไปจากสำนักงานสลากกินแบ่งรัฐบาลซึ่งมีราคาเพียงอันละ 300 บาท อันเห็นได้ว่ามีราคาเล็กน้อยเมื่อเทียบกับค่าใช้จ่ายต่าง ๆ เช่น ค่าจ้างวานคนให้เข้าชมการออกรางวัลสลากประมาณ 70 ถึง 80 คน ต่อครั้ง ซึ่งต้องเสียค่าจ้างอย่างน้อยคนละ 200 บาท ค่าเช่าสถานที่เพื่อฝึกซ้อมที่ไร่กุสุมารีสอร์ท ค่าเช่าห้องประชุมของโรงแรม ค่าอาหาร ค่าอุปกรณ์และค่าพาหนะต่าง ๆ ก็ตาม แต่ได้ความจากพันตำรวจโทประวุธ พนักงานสอบสวนว่า พยานรับแจ้งความจากนายฮุย เจ้ามือสลากกินรวบว่า ถูกจำเลยที่ 5 ฉ้อโกงด้วยการล็อกเลขรางวัลสลากกินแบ่งรัฐบาล งวดประจำวันที่ 1 มิถุนายน 2544 โดยจำเลยที่ 5 มุ่งเน้นแทงสลากกินรวบ หมายเลข 1 ของรางวัลเลขท้ายสามตัวของรางวัลที่หนึ่ง จนถูกรางวัลเป็นเงินประมาณ 15,000,000 บาท และนายฮุยเป็นพยานโจทก์เบิกความว่า หลังจากจำเลยที่ 5 ถูกรางวัลสลากกินรวบแล้ว พยานโอนเงินให้จำเลยที่ 5 (ศาลจังหวัดสุรินทร์) เป็นเงินประมาณ 3,500,000 บาท พยานต่อรองขอจ่ายเพียงครึ่งเดียว แต่จำเลยที่ 5 ไม่ยินยอม และยังพาจำเลยที่ 3 กับพวกอีกหลายคนไปทวงเงินจากนายฮุยที่บ้านในเขตจังหวัดสุรินทร์ด้วย จำเลยที่ 5 บอกพยานว่า ให้โอนเงินเข้าบัญชีของจำเลยที่ 3 จำนวน 5,000,000 บาท ซึ่งเรื่องนี้จำเลยที่ 3 และที่ 5 ต่างก็เบิกความรับว่า ได้ไปทวงเงินจากนายฮุยจริง นอกจากนี้พันตำรวจโทเชน พยานโจทก์อีกปากหนึ่งซึ่งไปตรวจยึดสมุดบัญชีเงินฝากของจำเลยที่ 2 จำนวน 2 ฉบับ ก็พบว่า จำเลยที่ 2 ได้รับเงินโอนเข้าบัญชีธนาคารดังกล่าวรวม 380,000 บาท โดยอ้างว่าเป็นเงินที่ถูกรางวัลสลากกินรวบ และตามบันทึกคำให้การของพยาน นางพจนีย์ให้การว่า ในการประชุมที่โรงแรม ผู้ทำหน้าที่อธิบายในที่ประชุมบอกว่า งวดนี้ให้เลข 11 ใครต้องการก็ให้โทรศัพท์บอกญาติพี่น้อง แสดงว่าการล็อกเลขรางวัลสลากกินแบ่งรัฐบาลงวดประจำวันที่เกิดเหตุนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อฉ้อโกงให้ได้เงินจากเจ้ามือสลากกินรวบด้วย สำหรับจำเลยที่ 5 แม้ไม่ปรากฏชัดว่าได้มีความเกี่ยวข้องมาด้วยตั้งแต่ต้น แต่พฤติการณ์ที่จำเลยที่ 5 แทงสลากกินรวบโดยมุ่งเน้นแต่หมายเลข 1 จนถูกรางวัลถึง 15,000,000 บาท ทั้งรับว่ารู้จักจำเลยที่ 3 มาก่อนเกิดเหตุหลายปีในวงพนันมวย บ่งชี้ว่าจำเลยที่ 5 ทราบดีว่ามีการล็อกเลขดังกล่าว โดยเฉพาะเมื่อถูกรางวัลแล้วยังชักชวนจำเลยที่ 3 ให้เดินทางไปทวงเงินจากนายฮุยพร้อมกับจำเลยที่ 5 ที่จังหวัดสุรินทร์ โดยจำเลยที่ 5 บอกนายฮุยให้โอนเงินเข้าบัญชีของจำเลยที่ 3 จำนวน 5,000,000 บาท ทำให้เชื่อว่าจำเลยที่ 3 และที่ 5 แบ่งหน้าที่กันทำเพื่อให้ได้รับผลประโยชน์จากการถูกรางวัลสลากกินรวบดังกล่าว ทั้งนายฮุยก็เบิกความยืนยันว่า จำเลยที่ 3 และที่ 5 กับพวกไปข่มขู่คุกคามพยานสอดคล้องกับรายงานประจำวันรับแจ้งเป็นหลักฐาน (ศาลจังหวัดสุรินทร์) ที่นายฮุยแจ้งความ เมื่อวันที่ 27 กันยายน 2544 เวลา 17.30 นาฬิกา ว่า นายฮุยถูกจำเลยที่ 3 และที่ 5 กับพวกรวม 7 คน ข่มขู่เกรงว่าจะได้รับอันตรายแก่ชีวิตและทรัพย์สิน การกระทำของจำเลยที่ 3 จึงมิใช่เพียงการไปเป็นเพื่อนจำเลยที่ 5 ดังที่อ้าง เมื่อปรากฏว่าจำเลยที่ 5 ได้รับเงินบางส่วนไปจากนายฮุยแล้ว พยานหลักฐานของโจทก์จึงรับฟังได้โดยปราศจากสงสัยว่า จำเลยที่ 1 และที่ 3 ถึงที่ 5 ร่วมกับจำเลยที่ 2 และพวกอีกหลายคนที่ยังหลบหนีแบ่งหน้าที่กันทำโดยให้จำเลยที่ 1 ที่ 2 และนายทองสุขหลอกลวงสำนักงานสลากกินแบ่งรัฐบาลโดยแสดงข้อความอันเป็นเท็จว่า เป็นผู้มีชื่อตามหางบัตรที่ได้รับเลือกให้เป็นกรรมการร่วมออกรางวัล และจะตักตลับลูกบอลในภาชนะซึ่งตนได้อยู่ประจำหลักด้วยวิธีเสี่ยงทาย ทั้งที่ความเป็นจริงแล้วจำเลยที่ 1 ที่ 2 และนายทองสุขมิได้เป็นผู้มีชื่อตามหางบัตรที่แท้จริง และจำเลยที่ 1 ที่ 2 และนายทองสุขได้ทำเครื่องหมายที่ตลับลูกบอลด้วยสารเคมีตามวิธีการที่วางแผนซักซ้อมกันมา แล้วเลือกตักเอาลูกบอลที่มีเครื่องหมายซึ่งเป็นลูกบอลหมายเลข 1 และโดยการหลอกลวงดังว่านั้น ได้ไปซึ่งทรัพย์สินจากบุคคลที่สาม อันเป็นความผิดฐานร่วมกันฉ้อโกงตามฟ้องสำหรับจำเลยที่ 1 ที่ 3 และที่ 4 ร่วมประชุมวางแผนแบ่งหน้าที่กันกับจำเลยที่ 2 และพวกอีกหลายคนที่ยังหลบหนีเพื่อจะกระทำความผิดดังกล่าว จึงเป็นการสมคบกันตั้งแต่ห้าคนขึ้นไปเพื่อตระเตรียมการเพื่อกระทำความผิดฐานฉ้อโกง ซึ่งมีอัตราโทษจำคุกอย่างสูงเกินกว่าหนึ่งปีขึ้นไป การกระทำของจำเลยที่ 1 ที่ 3 และที่ 4 จึงเป็นความผิดฐานซ่องโจรด้วย

ปัญหาต้องวินิจฉัยต่อไปตามฎีกาของโจทก์มีว่า จำเลยที่ 5 กระทำความผิดฐานซ่องโจรด้วยหรือไม่ โจทก์ฎีกาว่า การสมคบกันเพื่อกระทำความผิดฐานซ่องโจรมีความหมายกว้างว่า เป็นการร่วมรู้เห็นเป็นใจ มีผลประโยชน์ร่วมกัน หรือแบ่งหน้าที่กันทำ โดยผู้กระทำความผิดไม่จำเป็นต้องร่วมกระทำทุกขั้นตอน จำเลยที่ 5 จึงต้องมีความผิดฐานซ่องโจรด้วยนั้น เห็นว่า ความผิดฐานซ่องโจรตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 210 ผู้กระทำต้องสมคบกันเพื่อกระทำความผิดโดยร่วมกันคบคิดหรือแสดงออกซึ่งความตกลงจะทำความผิดร่วมกัน เช่น ประชุมหรือหารือวางแผนที่จะกระทำความผิด และมาตรา 212 บัญญัติให้เอาความผิดแก่ผู้จัดหาที่ประชุมหรือที่พำนักให้แก่ซ่องโจร เป็นข้อสนับสนุนให้เห็นถึงองค์ประกอบของความผิดฐานเป็นซ่องโจรให้เห็นเด่นชัดว่า จะต้องมีการคบคิดประชุมปรึกษาหารือกันเพื่อกระทำความผิดซึ่งมีสภาพเป็นการกระทำระหว่างผู้ร่วมกระทำความผิดด้วยกัน เมื่อโจทก์ไม่มีพยานปากใดเบิกความยืนยันว่า จำเลยที่ 5 เข้าร่วมประชุมปรึกษาหารือ ร่วมซักซ้อม หรือช่วยเหลือว่าจ้างคนให้เข้าร่วมประชุมในการล็อกเลขรางวัลเพื่อกระทำความผิดด้วยเหมือนกรณีของจำเลยที่ 3 จึงไม่มีพยานหลักฐานยืนยันว่า จำเลยที่ 5 กระทำความผิดฐานซ่องโจร ฎีกาของโจทก์ฟังไม่ขึ้น

ปัญหาต้องวินิจฉัยต่อไปตามฎีกาของจำเลยที่ 1 ที่ 3 และที่ 4 มีว่า การกระทำความผิดตามฟ้องเป็นกรรมเดียวกันและควรกำหนดโทษเท่ากัน และความผิดฐานซ่องโจรกับร่วมกันฉ้อโกงตามฟ้องมีลักษณะเกลื่อนกลืนกันด้วยเหตุมีเจตนาเดียวคือจะไปฉ้อโกงเท่านั้น จึงควรลงโทษจำเลยที่ 1 ที่ 3 และ ที่ 4 เพียงบทเดียว และไม่ควรกำหนดโทษในความผิดฐานซ่องโจรหนักกว่าฐานฉ้อโกงซึ่งได้กระทำสำเร็จหรือไม่ นั้น เห็นว่า การจะวินิจฉัยดังกล่าวข้อสำคัญอยู่ที่ว่า กรรมที่จำเลยที่ 1 ที่ 3 และที่ 4 กระทำอันเป็นความผิดฐานใดฐานหนึ่งได้สำเร็จไปแล้วตอนหนึ่ง แล้วจำเลยที่ 1 ที่ 3 และที่ 4 ได้กระทำกรรมใหม่อันเป็นความผิดขึ้นอีกหรือไม่ หากได้กระทำกรรมใหม่ขึ้นมาอีก ดังนี้จึงเป็นหลายกรรม สำหรับความผิดฐานซ่องโจรนี้กฎหมายเอาโทษไว้ก็เพราะบุคคลตั้งแต่ห้าคนขึ้นไป เพียงที่ตกลงกันจะกระทำความผิดตามที่บัญญัติไว้ในประมวลกฎหมายอาญาภาค 2 ถึงยังไม่ทันได้กระทำความผิด ก็เป็นอันตรายแก่สังคมแล้ว กรณีนี้กรรมในเรื่องการสมคบกันกระทำความผิดฐานฉ้อโกงอันเป็นความผิดฐานซ่องโจรได้กระทำสำเร็จไปแล้ว จำเลยที่ 1 ที่ 3 และที่ 4 ได้กระทำกรรมใหม่ขึ้นอีก ด้วยการร่วมกับจำเลยอื่นที่เหลือหลอกลวงสำนักงานสลากกินแบ่งรัฐบาลด้วยการแสดงข้อความอันเป็นเท็จ เป็นเหตุให้ได้รับทรัพย์สินจากบุคคลที่สาม การกระทำของจำเลยที่ 1 ที่ 3 และที่ 4 กับพวกดังกล่าวจึงเป็นความผิดหลายกรรมต่างกัน หาใช่กรรมเดียวดังจำเลยที่ 1 ที่ 3 และที่ 4 ฎีกาไม่ และเมื่อตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 210 วรรคแรก ความผิดฐานซ่องโจรมีระวางโทษจำคุกไม่เกินห้าปี หรือปรับไม่เกินหนึ่งหมื่นบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ ส่วนความผิดฐานฉ้อโกงมาตรา 341 มีระวางโทษจำคุกไม่เกินสามปี หรือปรับไม่เกินหกพันบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ ที่ศาลล่างทั้งสองกำหนดโทษที่จะลงแก่ความผิดฐานซ่องโจรหนักยิ่งกว่าฐานฉ้อโกงนั้นชอบแล้ว ฎีกาข้อนี้ของจำเลยที่ 1 ที่ 3 และที่ 4 ฟังไม่ขึ้น

ปัญหาต้องวินิจฉัยต่อไปตามฎีกาของจำเลยที่ 5 เป็นประการสุดท้ายมีว่า คดีมีเหตุที่จะลงโทษในสถานเบาและรอการลงโทษให้แก่จำเลยที่ 5 หรือไม่ ในข้อนี้ศาลฎีกาเห็นด้วยกับคำวินิจฉัยของศาลล่างทั้งสองว่า สำนักงานสลากกินแบ่งรัฐบาลเป็นหน่วยงานของรัฐที่จัดจำหน่ายและออกรางวัลสลากกินแบ่งรัฐบาลให้แก่ประชาชนทั่วไป การดำเนินการจึงต้องเป็นไปด้วยความบริสุทธิ์ยุติธรรมเพื่อให้ได้รับความเชื่อถือและไว้วางใจจากประชาชน การกระทำของจำเลยทั้งห้าที่ล็อกเลขรางวัลเพื่อประโยชน์เฉพาะตัวของตนย่อมกระทบต่อความเชื่อถือของประชาชนต่อสำนักงานสลากกินแบ่งรัฐบาล ทั้งเห็นได้ว่าเป็นการมุ่งแสวงหาประโยชน์โดยไม่คำนึงถึงความเดือดร้อนเสียหายต่อผู้อื่นและสังคมส่วนรวม จึงเป็นพฤติการณ์ที่ร้ายแรง ที่ศาลอุทธรณ์พิพากษาลงโทษจำคุกจำเลยที่ 5 ฐานร่วมกันฉ้อโกง มีกำหนด 2 ปี โดยไม่รอการลงโทษ จึงเหมาะสมแก่พฤติการณ์แล้ว ไม่มีเหตุที่ศาลฎีกาจะลดโทษหรือรอการลงโทษให้แก่จำเลยที่ 5 อีก ฎีกาของจำเลยที่ 5 ในข้อนี้ฟังไม่ขึ้นเช่นเดียวกัน ที่ศาลอุทธรณ์พิพากษามานั้นศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาของโจทก์และจำเลยที่ 1 และที่ 3 ถึงที่ 5 ทุกข้อฟังไม่ขึ้น

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.อ. ม. 83 ม. 91 ม. 210 ม. 341 ม. 342
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการ สำนักงานอัยการสูงสุด
จำเลย — นายสมตระกูล จอบกระโทก กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลอาญา — นายสะสม สิริเจริญสุข
ศาลอุทธรณ์ — นายพิสิฐ ฐิติภัค
ชื่อองค์คณะ
พฤษภา พนมยันตร์
อาวุธ ปั้นปรีชา
อธิป จิตต์สำเริง
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 17584/2555
#532887
เปิดฉบับเต็ม

ผู้ตายสมัครใจทะเลาะวิวาทกับจำเลย จ. มารดาผู้ตายจึงไม่ใช่เป็นผู้เสียหายโดยนิตินัย ที่จะมีสิทธิยื่นคำร้องขอให้บังคับจำเลยชดใช้ค่าสินไหมทดแทนตาม ป.วิ.อ. มาตรา 44/1 วรรคหนึ่งได้

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 33, 80, 91, 288, 371 พระราชบัญญัติอาวุธปืน เครื่องกระสุนปืน วัตถุระเบิด ดอกไม้เพลิง และสิ่งเทียมอาวุธปืน พ.ศ.2490 มาตรา 8 ทวิ, 72 ทวิ ริบอาวุธปืน ปลอกกระสุนปืนและหัวกระสุนปืนของกลาง

จำเลยให้การต่อสู้อ้างเหตุป้องกัน ส่วนข้อหาอื่นนอกจากนี้ให้การปฏิเสธ

ระหว่างพิจารณา นายจันทร์ ผู้เสียหาย นางสาวจันทร์พิมพ์ มารดาของนายธนัฐศรณ์ ผู้ตาย ยื่นคำร้องขอเข้าร่วมเป็นโจทก์ ศาลชั้นต้นอนุญาตเฉพาะข้อหาฆ่าผู้อื่นและพยายามฆ่าผู้อื่น โดยให้เรียกนายจันทร์และนางสาวจันทร์พิมพ์ว่า โจทก์ร่วมที่ 1 และที่ 2 ตามลำดับ

โจทก์ร่วมที่ 1 ยื่นคำร้องขอให้บังคับจำเลยชดใช้ค่าสินไหมทดแทนเป็นค่าขาดประโยชน์ระหว่างเจ็บป่วยไม่สามารถประกอบกรณียกิจตามปกติต้องรักษาตัวทำให้ขาดรายได้ 60 วัน วันละ 500 บาท รวมเป็นเงิน 30,000 บาท เจ็บป่วยทนทุกข์ทรมานเป็นเงิน 170,000 บาท รวมเป็นเงินทั้งสิ้น 200,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงินดังกล่าวนับแต่วันถัดจากวันฟ้องจนกว่าชำระเสร็จ

โจทก์ร่วมที่ 2 ยื่นคำร้องขอให้บังคับจำเลยชดใช้ค่าสินไหมทดแทนเป็นค่าปลงศพ เป็นเงิน 100,000 บาท ค่าขาดไร้อุปการะเดือนละ 8,000 บาท เป็นเวลา 20 ปี เป็นเงิน 1,920,000 บาท รวมเป็นเงิน 2,020,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงินดังกล่าวนับแต่วันถัดจากวันฟ้องจนกว่าชำระเสร็จ

จำเลยให้การในคดีส่วนแพ่งขอให้ยกคำร้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 288, 288 ประกอบมาตรา 80, 371 พระราชบัญญัติอาวุธปืน เครื่องกระสุนปืน วัตถุระเบิด ดอกไม้เพลิง และสิ่งเทียมอาวุธปืน พ.ศ.2490 มาตรา 8 ทวิ วรรคหนึ่ง, 72 ทวิ วรรคสอง การกระทำของจำเลยเป็นความผิดหลายกรรมต่างกัน ให้ลงโทษทุกกรรมเป็นกระทงความผิดไปตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 ฐานฆ่าผู้อื่น จำคุก 15 ปี ฐานพยายามฆ่าผู้อื่น จำคุก 10 ปี สำหรับความผิดฐานพาอาวุธปืนมีทะเบียนของตนเป็นกรรมเดียวผิดต่อกฎหมายหลายบทให้ลงโทษตามพระราชบัญญัติอาวุธปืนฯ ซึ่งเป็นบทที่มีโทษหนักที่สุดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 ปรับ 2,000 บาท รวมจำคุก 25 ปี และปรับ 2,000 บาท สำหรับโทษปรับหากไม่ชำระให้จัดการตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 29, 30 ริบอาวุธปืนและปลอกกระสุนปืนของกลาง ให้ยกคำร้องขอเข้าร่วมเป็นโจทก์ของโจทก์ร่วมที่ 2 กับให้จำเลยชดใช้ค่าสินไหมทดแทนเป็นเงิน 100,000 บาท แก่โจทก์ร่วมที่ 1 และค่าสินไหมทดแทนเป็นเงิน 90,000 บาท แก่นางสาวจันทร์พิมพ์พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงินทั้งสองจำนวนดังกล่าวนับแต่วันถัดจากวันฟ้อง (ฟ้องวันที่ 19 พฤศจิกายน 2553) เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จ คำขออื่นนอกจากนี้ให้ยก

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 7 พิพากษายืน

จำเลยฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงเบื้องต้นรับฟังได้ว่า ผู้ตายเป็นบุตรของนางสาวจันทร์พิมพ์ ซึ่งเกิดจากสามีคนเก่าของนางสาวจันทร์พิมพ์ ส่วนโจทก์ร่วมที่ 1 เป็นสามีคนปัจจุบันของนางสาวจันทร์พิมพ์ สำหรับจำเลยเป็นพี่ชายของนางสาวจันทร์พิมพ์ เดิมที่ดินของนางสาวจันทร์พิมพ์และจำเลยเป็นที่ดินแปลงเดียวกัน แล้วต่อมามีการรังวัดแบ่งแยกโฉนดที่ดินเป็นสัดส่วน โดยมีการกันเป็นทางเดินไว้ แต่การรังวัดกันทางเดินผิดพลาดคลาดเคลื่อน ซึ่งจะต้องมีการรังวัดสอบเขตใหม่ ก่อนเกิดเหตุนางสาวจันทร์พิมพ์และจำเลยมีปากเสียงกันเกี่ยวกับเรื่องที่ดินเป็นประจำ ในวันเวลาและสถานที่เกิดเหตุตามฟ้อง ขณะที่นางสาวจันทร์พิมพ์กับผู้ตายกำลังขุดดินบริเวณทางเดินเพื่อวางท่อประปา จำเลยเข็นรถปูนผ่านมาโดยจำเลยพาอาวุธปืนพกรีวอลเวอร์ ขนาด .38 เครื่องหมายทะเบียน สพ 1/009988 ซึ่งเป็นของจำเลยที่ได้รับใบอนุญาตให้มีและใช้จากนายทะเบียนท้องที่ติดตัวมาด้วย และเกิดการโต้เถียงกันระหว่างฝ่ายนางสาวจันทร์พิมพ์และผู้ตายกับฝ่ายจำเลย ต่อมาผู้ตายและโจทก์ร่วมที่ 1 ถูกจำเลยใช้อาวุธปืนยิงในเขตที่ดินของผู้เสียหาย กระสุนปืนถูกผู้ตายที่ใต้คางด้านซ้ายและใต้รักแร้ขวาด้านใน เป็นเหตุให้ผู้ตายถึงแก่ความตาย ส่วนโจทก์ร่วมที่ 1 ถูกกระสุนปืนที่บริเวณหน้าอกและสะบักขวา เป็นเหตุให้โจทก์ร่วมที่ 1 ได้รับอันตรายสาหัส หลังเกิดเหตุเจ้าพนักงานยึดอาวุธปืนพกกระบอกดังกล่าว กระสุนปืนขนาด .38 จำนวน 3 นัด และปลอกกระสุนปืนขนาด .38 จำนวน 3 ปลอก เป็นของกลาง ความผิดฐานพาอาวุธปืนมีทะเบียนของตนยุติไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 7

คดีมีปัญหาวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยว่า การกระทำของจำเลยเป็นการป้องกันโดยชอบด้วยกฎหมายหรือไม่ เห็นว่า การกระทำของจำเลยไม่ใช่เป็นการป้องกันโดยชอบด้วยกฎหมาย พยานหลักฐานจำเลยไม่มีน้ำหนักหักล้างได้ จำเลยจึงมีความผิดฐานฆ่าผู้ตาย และฐานพยายามฆ่าโจทก์ร่วมที่ 1 ฎีกาของจำเลยข้อนี้ฟังไม่ขึ้น

...มีปัญหาวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยว่า โจทก์ร่วมที่ 1 เป็นผู้เสียหายหรือไม่ เห็นว่า โจทก์ร่วมที่ 1 เบิกความยืนยันว่า โจทก์ร่วมที่ 1 ไม่ได้มีส่วนร่วมทำร้ายร่างกายจำเลย แต่เป็นผู้เข้าไปห้ามการทะเลาะวิวาทระหว่างจำเลยกับผู้ตาย ข้อเท็จจริงได้ความว่า การที่โจทก์ร่วมที่ 1 เข้าไปห้ามและดึงผู้ตายออกมาห่างตัวจำเลย จึงเป็นโอกาสให้จำเลยชักอาวุธปืนออกมายิงผู้ตายและโจทก์ร่วมที่ 1 ดังที่วินิจฉัยมาแล้วข้างต้น เมื่อโจทก์ร่วมที่ 1 ไม่ได้มีส่วนร่วมในการทะเลาะวิวาทและทำร้ายร่างกายจำเลย แต่ถูกจำเลยใช้อาวุธปืนยิงได้รับอันตรายสาหัส โจทก์ร่วมที่ 1 จึงเป็นผู้เสียหาย ฎีกาของจำเลยข้อนี้ฟังไม่ขึ้น

มีปัญหาวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยข้อสุดท้ายว่า นางสาวจันทร์พิมพ์มีสิทธิเรียกค่าสินไหมทดแทนจากจำเลยหรือไม่ เห็นว่า ข้อเท็จจริงฟังได้ยุติว่า ผู้ตายสมัครใจทะเลาะวิวาทกับจำเลย นางสาวจันทร์พิมพ์จึงไม่ใช่เป็นผู้เสียหายโดยนิตินัยที่จะมีสิทธิยื่นคำร้องขอให้บังคับจำเลยชดใช้ค่าสินไหมทดแทนตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 44/1 วรรคหนึ่งได้ ที่ศาลล่างทั้งสองพิพากษาให้จำเลยชดใช้ค่าสินไหมทดแทนแก่นางสาวจันทร์พิมพ์นั้น ศาลฎีกาไม่เห็นพ้องด้วย ฎีกาข้อนี้ของจำเลยฟังขึ้น

พิพากษาแก้เป็นว่า ให้ยกคำร้องขอให้บังคับจำเลยชดใช้ค่าสินไหมทดแทนแก่นางสาวจันทร์พิมพ์ด้วย นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 7
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.อ. ม. 44/1 วรรคหนึ่ง
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการจังหวัดสุพรรณบุรี
โจทก์ร่วม — นายจันทร์ ภาษี กับพวก
จำเลย — นายประเสริฐ สายสุริยะ
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดสุพรรณบุรี — นายสิงห์ชัย สุพรรณพงษ์
ศาลอุทธรณ์ภาค 7 — นายกึกก้อง สมเกียรติเจริญ
ชื่อองค์คณะ
สุทธิโชค เทพไตรรัตน์
ศรีอัมพร ศาลิคุปต์
สุรพันธุ์ ละอองมณี
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 17581/2555
#532914
เปิดฉบับเต็ม

แม้เหตุคดีนี้เกิดขึ้นในเขตท้องที่สถานีตำรวจนครบาลบึงกุ่ม ซึ่งมีร้อยตำรวจโท อ. เป็นพนักงานสอบสวนผู้รับผิดชอบตาม ป.วิ.อ. มาตรา 18 ส่วนพันตำรวจตรี ต. พนักงานสอบสวนสถานีตำรวจนครบาลโชคชัย เข้ามาเป็นพนักงานสอบสวนคดีนี้ ก็สืบเนื่องมาจากพลตำรวจตรี ว. ผู้บังคับการ กองบังคับการตำรวจนครบาล 4 ออกคำสั่งแต่งตั้งพนักงานสอบสวนศูนย์สอบสวนคดีพิเศษประจำกองบังคับการตำรวจนครบาล 4 โดยให้พันตำรวจตรี ต. ปฏิบัติราชการที่ศูนย์สอบสวนคดีเด็ก สตรี และคดีพิเศษ เพื่อให้การสอบสวนเกี่ยวกับคดีดังกล่าวเป็นไปด้วยความเรียบร้อย รวดเร็ว มีประสิทธิภาพ ประสบผลสำเร็จตามความมุ่งหมายของทางราชการ ซึ่งเป็นคำสั่งภายในหน่วยงานสำนักงานตำรวจแห่งชาติ ดังนั้น พันตำรวจตรี ต. ผู้ได้รับมอบหมายตามคำสั่งดังกล่าวจึงมีอำนาจหน้าที่เป็นพนักงานสอบสวนคดีนี้

ตามฟ้องของโจทก์ได้บรรยายการกระทำของจำเลยที่ 1 แบ่งเป็น 3 กรรม คือ ครั้งแรกประมาณต้นเดือนกุมภาพันธ์ 2550 ครั้งที่ 2 ประมาณปลายเดือนกุมภาพันธ์ 2550 และครั้งที่ 3 ประมาณต้นเดือนมีนาคม 2550 ซึ่งครอบคลุมช่วงระยะเวลาระหว่างวันที่ 14 กุมภาพันธ์ 2550 ถึงวันที่ 16 มีนาคม 2550 อยู่ด้วยในตัว ประกอบกับจำเลยที่ 1 ก็เบิกความว่าจำเลยที่ 1 รับผู้เสียหายมาอยู่ด้วยในช่วงเวลาดังกล่าวจริง กรณีจึงถือไม่ได้ว่าข้อเท็จจริงตามทางพิจารณาแตกต่างไปจากที่โจทก์บรรยายในฟ้องในข้อสาระสำคัญอันเป็นเหตุให้ต้องยกฟ้องโจทก์

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83, 91, 277, 285, 391

จำเลยทั้งสองให้การปฏิเสธ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยที่ 1 มีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 277 วรรคสอง ประกอบมาตรา 285 กระทงหนึ่ง กับมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 277 วรรคสอง ประกอบมาตรา 285, 391, 83 อีกกระทงหนึ่ง เป็นความผิดหลายกรรมต่างกัน ให้เรียงกระทงลงโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 ฐานข่มขืนกระทำชำเรา สืบสันดาน ซึ่งเป็นเด็กหญิงอายุยังไม่เกินสิบสามปี จำคุก 9 ปี 4 เดือน ฐานร่วมกันทำร้ายร่างกายผู้อื่นไม่ถึงกับเป็นเหตุให้เกิดอันตรายแก่กายหรือจิตใจ กับฐานร่วมกันข่มขืนกระทำชำเราผู้สืบสันดาน ซึ่งเป็นเด็กหญิงอายุยังไม่เกินสิบสามปี เป็นการกระทำกรรมเดียวผิดต่อกฎหมายหลายบท ลงโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 277 วรรคสอง ประกอบมาตรา 285, 83 ซึ่งเป็นกฎหมายบทที่มีโทษหนักที่สุดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 จำคุก 9 ปี 4 เดือน รวมจำคุก 18 ปี 8 เดือน จำเลยที่ 2 มีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 277 วรรคสอง, 391 ประกอบมาตรา 83 อันเป็นการกระทำกรรมเดียวผิดต่อกฎหมายหลายบท ลงโทษตามมาตรา 277 วรรคสอง ประกอบมาตรา 83 ซึ่งเป็นกฎหมายบทที่มีโทษหนักที่สุดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 จำคุก 7 ปี ข้อหาอื่นนอกจากนี้ให้ยก

จำเลยทั้งสองอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน

จำเลยทั้งสองฎีกา

ระหว่างพิจารณาของศาลฎีกา จำเลยที่ 2 ยื่นคำร้องขอถอนฎีกา ศาลฎีกาอนุญาตให้จำเลยที่ 2 ถอนฎีกาได้ ให้จำหน่ายคดีเฉพาะจำเลยที่ 2 ออกจากสารบบความศาลฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงที่โจทก์และจำเลยที่ 1 ไม่ฎีกาโต้แย้งกันรับฟังได้ในเบื้องต้นว่า เด็กหญิง ส. ผู้เสียหายเกิดเมื่อวันที่ 26 มิถุนายน 2541 เป็นบุตรของ น. กับ ต. ส่วนจำเลยที่ 1 เป็นตาของผู้เสียหาย จำเลยที่ 2 เป็นภริยาคนใหม่ของจำเลยที่ 1 ตามวันเวลาและสถานที่เกิดเหตุในฟ้อง น. พาผู้เสียหายไปฝากให้จำเลยทั้งสองดูแล เมื่อผู้เสียหายกลับมาได้เล่าให้ ป. ซึ่งมีศักดิ์เป็นยายของผู้เสียหายฟังว่า จำเลยที่ 1 ข่มขืนกระทำชำเราผู้เสียหายหลายครั้ง ต่อมา ป. พาผู้เสียหายไปแจ้งความร้องทุกข์ต่อพนักงานสอบสวนสถานีตำรวจนครบาลบึงกุ่มให้ดำเนินคดีแก่จำเลยทั้งสอง คงมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยที่ 1 ว่า จำเลยที่ 1 กระทำความผิดตามคำพิพากษาศาลล่างทั้งสองหรือไม่ โจทก์มีผู้เสียหายเป็นพยานเบิกความว่า หลังจากวันเด็กประมาณ 2 สัปดาห์ ขณะผู้เสียหายนั่งดูโทรทัศน์ภายในห้องที่บ้านของจำเลยที่ 1 จำเลยข่มขืนกระทำชำเราผู้เสียหาย เมื่อเสร็จแล้วจำเลยที่ 1 พูดข่มขู่ผู้เสียหายไม่ให้ไปบอกใคร หลังจากนั้นจำเลยที่ 1 ข่มขืนกระทำชำเราเสียหายอีกหลายครั้ง โดยครั้งสุดท้ายผู้เสียหายเห็นจำเลยทั้งสองกำลังร่วมเพศกันโดยบังเอิญ เมื่อจำเลยทั้งสองทราบว่าผู้เสียหายเห็นเหตุการณ์ดังกล่าว จำเลยที่ 1 จะเข้าข่มขืนกระทำชำเราผู้เสียหาย แต่ผู้เสียหายขัดขืน จำเลยที่ 2 บอกให้จำเลยที่ 1 ต่อยท้องผู้เสียหาย แล้วจำเลยที่ 1 ก็ต่อยท้องและตบหน้าผู้เสียหาย ผู้เสียหายร้องขอความช่วยเหลือ จำเลยที่ 2 บอกจำเลยที่ 1 ว่าทำมันเลย แล้วจำเลยที่ 1 ก็ข่มขืนกระทำชำเราผู้เสียหาย ทั้งโจทก์มี ป. และ ช. อดีตภริยาของจำเลยที่ 1 และเป็นยายของผู้เสียหายมาเบิกความว่า ผู้เสียหายจึงเล่าเรื่องที่ถูกจำเลยที่ 1 ข่มขืนกระทำชำเราให้ฟัง วันที่ 30 มีนาคม 2550 ป. และ ช. พาผู้เสียหายไปตรวจที่โรงพยาบาลสินแพทย์ แต่โรงพยาบาลดังกล่าวแจ้งว่าเป็นเรื่องเกี่ยวกับคดี ให้ไปตรวจที่โรงพยาบาลตำรวจ ต่อมาเวลาประมาณ 8 ถึง 9 นาฬิกา ป. และ ช. จึงพาผู้เสียหายไปแจ้งความร้องทุกข์ต่อพนักงานสอบสวนสถานีตำรวจนครบาลบึงกุ่มให้ดำเนินคดีแก่จำเลยทั้งสอง นอกจากนี้โจทก์ยังมีร้อยตำรวจโทอังครนาวิน พนักงานสอบสวนสถานีตำรวจนครบาลบึงกุ่มมาเบิกความสนับสนุนว่า วันที่ 30 มีนาคม 2550 เวลาก่อนเที่ยงวัน ป.กับพี่สาวซึ่งพยานจำชื่อไม่ได้ พาผู้เสียหายมาแจ้งความว่า ผู้เสียหายถูกตาของผู้เสียหายล่วงละเมิดทางเพศ พยานสอบถามผู้เสียหาย แต่ผู้เสียหายไม่ยอมพูดอะไร เนื่องจากมีท่าทางกลัว พยานจึงส่งผู้เสียหายไปตรวจร่างกายที่โรงพยาบาลตำรวจ ต่อมาเวลา 1 นาฬิกา ของวันที่ 31 มีนาคม 2550 ป. กับพี่สาวมาพบพยานที่สถานีตำรวจนครบาลบึงกุ่ม แจ้งว่าจำเลยที่ 1 ซึ่งเป็นตาของผู้เสียหายข่มขืนกระทำชำเราผู้เสียหาย เห็นว่า พยานโจทก์ทุกปากเบิกความสอดคล้องเชื่อมโยงกันไม่มีข้อพิรุธ โดยเฉพาะผู้เสียหายเป็นหลานของจำเลยที่ 1 เรียนหนังสือที่โรงเรียนคลองกุ่มผลการเรียนค่อนข้างดี ไม่ปรากฏความประพฤติที่เสียหาย ทั้งได้ความจากพันตำรวจตรีปิยพงษ์ แพทย์สถาบันนิติเวชโรงพยาบาลตำรวจ วันที่ 30 มีนาคม 2550 เวลา 18.30 นาฬิกา พยานตรวจร่างกายผู้เสียหาย ตามผลการตรวจชันสูตรบาดแผลจึงสนับสนุนให้พยานหลักฐานของโจทก์มีน้ำหนักรับฟังได้ยิ่งขึ้นว่า จำเลยที่ 1 กระทำความผิดตามคำพิพากษาศาลล่างทั้งสอง ที่จำเลยที่ 1 ฎีกาว่า เหตุคดีนี้ เกิดขึ้นที่บริเวณแฟลตข้าราชการข้างสำนักงานเขตบึงกุ่มแฟลต 1 ชั้น 2 ห้อง 107/201 ถนนเสรีไทย แขวงคลองกุ่ม เขตบึงกุ่ม กรุงเทพมหานคร และจำเลยทั้งสองมีที่อยู่และถูกจับในเขตท้องที่สถานีตำรวจนครบาลบึงกุ่ม จึงอยู่ในอำนาจการสอบสวนของสถานีตำรวจนครบาลบึงกุ่ม แต่คดีนี้พนักงานสอบสวนที่ทำการสอบสวนและรับผิดชอบในคดีคือพันตำรวจตรีไตรพงษ์ ซึ่งเป็นพนักงานสอบสวนสถานีตำรวจนครบาลโชคชัย การสอบสวนจึงไม่ชอบ โจทก์ไม่มีอำนาจฟ้องนั้น เห็นว่า แม้เหตุคดีนี้เกิดขึ้นในเขตท้องที่สถานีตำรวจนครบาลบึงกุ่ม ซึ่งมีร้อยตำรวจโทอังครนาวินเป็นพนักงานสอบสวนผู้รับผิดชอบตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 18 ส่วนพันตำรวจตรีไตรพงษ์พนักงานสอบสวนสถานีตำรวจนครบาลโชคชัย เข้ามาเป็นพนักงานสอบสวนคดีนี้ก็สืบเนื่องมาจากพลตำรวจตรีวิทยา ผู้บังคับการ กองบังคับการตำรวจนครบาล 4 ออกคำสั่งกองบังคับการตำรวจนครบาล 4 ที่ 171/2549 เรื่อง แต่งตั้งพนักงานสอบสวนศูนย์สอบสวนคดีพิเศษประจำกองบังคับการตำรวจนครบาล 4 โดยให้พันตำรวจตรีไตรพงษ์ปฏิบัติราชการที่ศูนย์สอบสวนคดีเด็ก สตรี และคดีพิเศษ ประจำกองบังคับการตำรวจนครบาล 4 เพื่อให้การสอบสวนเกี่ยวกับคดีดังกล่าวเป็นไปด้วยความเรียบร้อย รวดเร็ว มีประสิทธิภาพประสบผลสำเร็จตามความมุ่งหมายของทางราชการ ซึ่งเป็นคำสั่งภายในหน่วยงานสำนักงานตำรวจแห่งชาติ ดังนั้น พันตำรวจตรีไตรพงษ์ผู้ได้รับมอบหมายตามคำสั่งดังกล่าวจึงมีอำนาจหน้าที่เป็นพนักงานสอบสวนคดีนี้ ที่ศาลอุทธรณ์วินิจฉัยมานั้นชอบแล้ว ฎีกาของจำเลยที่ 1 ในข้อนี้ฟังไม่ขึ้น ที่จำเลยที่ 1 ฎีกาว่า ผู้เสียหายเบิกความว่าวันเกิดเหตุหลังวันเด็กประมาณ 2 สัปดาห์ จำวันที่ไม่ได้ เวลาประมาณ 7 นาฬิกาแตกต่างจากที่ผู้เสียหายให้การต่อพนักงานสอบสวน ว่า เหตุเกิดประมาณต้นเดือนกุมภาพันธ์ 2550 เวลา 22 นาฬิกา เป็นพิรุธนั้น เห็นว่า ขณะเกิดเหตุผู้เสียหายอายุเพียง 8 ปีเศษ จะเกณฑ์ให้ผู้เสียหายจดจำเรื่องราวที่ซับซ้อนและสามารถเบิกความได้เหมือนเช่นผู้ใหญ่คงเป็นไปได้ยาก ทั้งผู้เสียหายมาเบิกความ หลังเกิดเหตุแล้วถึง 1 ปีเศษ คำเบิกความของผู้เสียหายเกี่ยวกับวันเวลาเกิดเหตุจึงย่อมคลาดเคลื่อนไปได้บ้างอย่างไรก็ตามผู้เสียหายเบิกความตอบทนายจำเลยที่ 1 ถามค้านว่า ขณะที่ผู้เสียหายมาอยู่ที่บ้านจำเลยที่ 1 นั้น ปิดเทอมแล้ว คือช่วงเดือนกุมภาพันธ์ 2550 ส่วนที่ผู้เสียหายเบิกความว่า เหตุเกิดเวลา 7 นาฬิกา ก็ได้ความตามที่ผู้เสียหายเบิกความตอบทนายจำเลยที่ 1 ถามค้านว่า ในวันที่ผู้เสียหายไปบ้านจำเลยที่ 1 และดูโทรทัศน์กับจำเลยที่ 1 เป็นเวลาดึกแล้ว ละครหลังข่าวยังไม่จบ แสดงว่า เวลาประมาณ 7 นาฬิกา ที่ผู้เสียหายเบิกความตอบโจทก์นั้น หมายถึงเวลากลางคืน ไม่ใช่เวลาเช้า จึงหาใช่ข้อพิรุธไม่ ฎีกาของจำเลยที่ 1 ในข้อนี้ฟังไม่ขึ้น ส่วนที่จำเลยที่ 1 ฎีกาว่า น. มารดาของผู้เสียหายเบิกความว่าพยานให้ผู้เสียหายไปพักอยู่ที่บ้านของจำเลยที่ 1 ตั้งแต่วันที่ 14 กุมภาพันธ์ 2550 ถึงวันที่ 16 มีนาคม 2550 จึงไม่ตรงกับวันเวลาเกิดเหตุตามฟ้อง ไม่ชอบด้วยประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 158 (5) นั้น เห็นว่า ตามฟ้องของโจทก์ได้บรรยายการกระทำของจำเลยที่ 1 แบ่งเป็น 3 กรรม คือ ครั้งแรกประมาณต้นเดือนกุมภาพันธ์ 2550 ครั้งที่ 2 ประมาณปลายเดือนกุมภาพันธ์ 2550 และครั้งที่ 3 ประมาณต้นเดือนมีนาคม 2550 ซึ่งครอบคลุมช่วงระยะเวลา ระหว่างวันที่ 14 กุมภาพันธ์ 2550 ถึงวันที่ 16 มีนาคม 2550 อยู่ด้วยในตัว ประกอบกับจำเลยที่ 1 ก็เบิกความว่า จำเลยที่ 1 รับผู้เสียหายมาอยู่ด้วยในช่วงเวลาดังกล่าวจริง กรณีจึงถือไม่ได้ว่าข้อเท็จจริงตามทางพิจารณาแตกต่างไปจากที่โจทก์บรรยายในฟ้องในข้อสาระสำคัญ อันเป็นเหตุให้ต้องยกฟ้องโจทก์ ฎีกาของจำเลยที่ 1 ในข้อนี้ฟังไม่ขึ้นเช่นกัน สำหรับฎีกาของจำเลยที่ 1 ในข้ออื่นไม่จำต้องวินิจฉัยเพราะไม่ทำให้ผลของคดีเปลี่ยนแปลงไป ที่ศาลอุทธรณ์พิพากษามานั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาของจำเลยที่ 1 ฟังไม่ขึ้น

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.อ. ม. 18 ม. 192
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการ สำนักงานอัยการสูงสุด
จำเลย — นายปฏิภาณหรือภาณ สีทอง กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลอาญา — นายณรงค์ทัต แจ่มจรรยา
ศาลอุทธรณ์ — นางสาวประภาพรรณ อุดมจรรยา
ชื่อองค์คณะ
เกษม เกษมปัญญา
อนันต์ วงษ์ประภารัตน์
ปกรณ์ วงศาโรจน์
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 17579/2555
#532922
เปิดฉบับเต็ม

โจทก์บรรยายฟ้องข้อเท็จจริงที่อ้างว่าจำเลยทั้งสองกระทำความผิดฐานปลอมเอกสารสิทธิว่าจำเลยที่ 1 และ/หรือจำเลยที่ 2 รู้เห็นเป็นใจและร่วมกันเติมหรือกรอกข้อความลงในสัญญากู้ซึ่งเป็นเอกสารที่แท้จริงและมีลายมือชื่อของโจทก์โดยไม่ได้รับความยินยอม หรือโดยฝ่าฝืนคำสั่งของโจทก์ว่าเมื่อวันที่ 15 กุมภาพันธ์ 2543 โจทก์กู้ยืมและรับเงินจากจำเลยที่ 1 ไปครบถ้วนในวันทำสัญญาจำนวน 300,000 บาท และจะชำระคืนภายในวันที่ 31 กรกฎาคม 2543 ซึ่งไม่เป็นความจริงโดยประการที่น่าจะเกิดความเสียหายแก่โจทก์ ผู้อื่นหรือประชาชน อันเป็นการบรรยายฟ้องกล่าวหาว่าจำเลยทั้งสองร่วมกันกระทำความผิดฐานปลอมเอกสารตาม ป.อ. มาตรา 264 วรรคสอง ซึ่งโจทก์อยู่ในบังคับต้องบรรยายฟ้องระบุองค์ประกอบภายในส่วนของเจตนาพิเศษด้วยว่าจำเลยทั้งสองกระทำเพื่อนำเอาเอกสารนั้นไปใช้ในกิจการที่อาจเกิดเสียหายแก่ผู้หนึ่งผู้ใดหรือประชาชนด้วย แต่ฟ้องโจทก์หาได้บรรยายระบุองค์ประกอบภายใน ในส่วนของมูลเหตุจูงใจเช่นว่านี้ไว้ด้วยแต่อย่างใด ฟ้องโจทก์จึงบรรยายการกระทำทั้งหลายที่อ้างว่าจำเลยทั้งสองกระทำความผิดไม่ครบองค์ประกอบความผิดตาม ป.อ. มาตรา 264 วรรคสอง อันเป็นการไม่ชอบด้วย ป.วิ.อ. มาตรา 158 (5)

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 264, 265, 268, 83 และ 91

ศาลชั้นต้นไต่สวนมูลฟ้องแล้ว เห็นว่า คดีมีมูล ให้ประทับฟ้อง

จำเลยทั้งสองให้การปฏิเสธ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยทั้งสองมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 265 ประกอบมาตรา 83 จำเลยที่ 1 มีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 268 วรรคหนึ่งด้วย ลงโทษจำเลยที่ 1 ฐานใช้เอกสารสิทธิปลอมตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 268 วรรคสอง ให้จำคุก 1 ปี ลงโทษจำเลยที่ 2 ฐานร่วมกันปลอมเอกสารสิทธิให้จำคุก 1 ปี

จำเลยที่ 1 และที่ 2 อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 5 พิพากษากลับ ให้ยกฟ้อง

โจทก์ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า คดีนี้โจทก์บรรยายฟ้องข้อเท็จจริงที่อ้างว่าจำเลยทั้งสองกระทำความผิดฐานปลอมเอกสารสิทธิเพียงว่า จำเลยที่ 1 และ/หรือจำเลยที่ 2 รู้เห็นเป็นใจและร่วมกันเติมหรือกรอกข้อความลงในสัญญากู้ซึ่งเป็นเอกสารที่แท้จริงและมีลายมือชื่อของโจทก์โดยไม่ได้รับความยินยอม หรือโดยฝ่าฝืนคำสั่งของโจทก์ว่า เมื่อวันที่ 15 กุมภาพันธ์ 2543 โจทก์กู้ยืมและรับเงินจากจำเลยที่ 1 ไปครบถ้วนในวันทำสัญญาจำนวน 300,000 บาท และจะชำระคืนภายในวันที่ 31 กรกฎาคม 2543 ซึ่งไม่เป็นความจริง โดยประการที่น่าจะเกิดความเสียหายแก่โจทก์ผู้อื่นหรือประชาชน อันเป็นการบรรยายฟ้องกล่าวหาว่า จำเลยทั้งสองร่วมกันกระทำความผิดฐานปลอมเอกสารตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 264 วรรคสอง ซึ่งโจทก์อยู่ในบังคับต้องบรรยายฟ้องระบุองค์ประกอบภายในส่วนของเจตนาพิเศษด้วยว่า จำเลยทั้งสองได้กระทำเพื่อนำเอาเอกสารนั้นไปใช้ในกิจการที่อาจเกิดเสียหายแก่ผู้หนึ่งผู้ใดหรือประชาชนด้วยแต่คำฟ้องโจทก์หาได้บรรยายระบุองค์ประกอบภายในในส่วนของมูลเหตุจูงใจเช่นว่านี้ไว้ด้วยไม่ คำฟ้องโจทก์จึงบรรยายการกระทำทั้งหลายที่อ้างว่าจำเลยทั้งสองกระทำความผิดไม่ครบองค์ประกอบความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 264 วรรคสอง อันเป็นการไม่ชอบด้วยประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 158 (5) การกระทำของจำเลยทั้งสองตามที่โจทก์บรรยายมาในฟ้องจึงไม่เป็นความผิดฐานปลอมเอกสารและปลอมเอกสารสิทธิ ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 264 วรรคสอง และมาตรา 265 ดังนั้น การที่จำเลยที่ 1 อ้างสัญญากู้เป็นพยานหลักฐานฟ้องโจทก์ในคดีแพ่ง จึงไม่เป็นความผิดฐานใช้เอกสารสิทธิปลอมตามที่โจทก์บรรยายฟ้องด้วย ปัญหาดังกล่าวแม้ไม่มีคู่ความฎีกา แต่เป็นข้อกฎหมายที่เกี่ยวกับความสงบเรียบร้อย ศาลฎีกามีอำนาจยกขึ้นวินิจฉัยเองได้ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 195 วรรคสอง ประกอบมาตรา 225 ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 5 พิพากษามานั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วยในผล ฎีกาของโจทก์ฟังไม่ขึ้น

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.อ. ม. 264 ม. 265 ม. 268
ป.วิ.อ. ม. 158 (5)
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นางจุฑารัตน์ ลออวรากุล
จำเลย — นางนิภา ชัยชนะ กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดลำปาง — นายพิศณุ ตันบัวคลี่
ศาลอุทธรณ์ภาค 5 — นายพิชัย นิลทองคำ
ชื่อองค์คณะ
สถิตย์ ทาวุฒิ
ปริญญา ดีผดุง
สรรทัศน์ เอี่ยมวรชัย
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 17440/2555
#532869
เปิดฉบับเต็ม

จำเลยที่ 1 เป็นลูกจ้างจำเลยที่ 3 ขับรถบรรทุกเฉี่ยวชนรถโดยสารของโจทก์ได้รับความเสียหายแม้ขณะเกิดเหตุเป็นเวลา 20 นาฬิกา แต่จำเลยที่ 1 ยังคงสวมใส่ชุดทำงาน ในวันรุ่งขึ้นจำเลยที่ 2 หุ้นส่วนผู้จัดการห้างจำเลยที่ 3 ไปพบพนักงานสอบสวนกับจำเลยที่ 1 โดยมิได้ปฏิเสธความรับผิดว่าจำเลยที่ 1 มิได้กระทำการในทางการที่จ้างของจำเลยที่ 3 แต่กลับยอมรับต่อตัวแทนฝ่ายโจทก์และพนักงานสอบสวนว่าจำเลยที่ 2 เป็นนายจ้างของจำเลยที่ 1 และยังร่วมเจรจาต่อรองค่าเสียหายโดยไม่ได้แจ้งหรือแสดงพฤติการณ์ใดให้เห็นว่าเป็นการกระทำในฐานะตัวแทนของจำเลยที่ 1 แสดงว่าจำเลยที่ 2 รับโดยปริยายแล้วว่าการกระทำละเมิดของจำเลยที่ 1 เป็นการกระทำในทางการที่จ้างซึ่งจำเลยที่ 3 จะต้องร่วมรับผิดต่อโจทก์ จำเลยที่ 2 ในฐานะหุ้นส่วนผู้จัดการที่ยินยอมเสนอเงินชดใช้ค่าเสียหายแก่โจทก์ แม้จำเลยที่ 1 จะเป็นเพียงลูกจ้างรายวันและขณะเกิดเหตุจะล่วงเลยเวลาทำงานตามปกติของจำเลยที่ 1 แล้วก็ตาม แต่ก็ยังถือว่าจำเลยที่ 1 เป็นลูกจ้างและเมื่องานที่ทำเป็นกิจการของนายจ้าง จึงเป็นการปฏิบัติงานในทางการที่จ้างที่จำเลยที่ 3 ในฐานะนายจ้าง และจำเลยที่ 2 ในฐานะหุ้นส่วนผู้จัดการของห้างจำเลยที่ 3 ต้องร่วมรับผิดต่อโจทก์ซึ่งเป็นบุคคลภายนอกโดยไม่จำกัดความรับผิดในผลแห่งละเมิดที่ห้างก่อให้เกิดขึ้นด้วย

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยทั้งสามร่วมกันชำระเงิน 247,996.17 บาท พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงิน 240,581 บาท นับแต่วันถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์

จำเลยที่ 1 ขาดนัดยื่นคำให้การ

จำเลยที่ 2 และที่ 3 ให้การขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยทั้งสามร่วมกันชดใช้ค่าสินไหมทดแทนให้แก่โจทก์ 90,581 บาท พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงินดังกล่าวนับแต่วันที่ 8 สิงหาคม 2552 เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ กับให้จำเลยทั้งสามร่วมกันใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ เฉพาะค่าขึ้นศาลให้ใช้แทนตามทุนทรัพย์ที่โจทก์ชนะคดีโดยกำหนดค่าทนายความให้ 8,000 บาท

จำเลยที่ 2 และที่ 3 อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 4 พิพากษาแก้เป็นว่า ให้ยกฟ้องจำเลยที่ 2 และที่ 3 ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

โจทก์ฎีกา โดยผู้พิพากษาที่นั่งพิจารณาคดีในศาลชั้นต้นรับรองว่ามีเหตุสมควรฎีกาในข้อเท็จจริงได้

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงเบื้องต้นที่คู่ความมิได้โต้เถียงกันในชั้นฎีการับฟังได้ว่า จำเลยที่ 1 ซึ่งเป็นลูกจ้างของจำเลยที่ 3 ขับรถบรรทุก หมายเลขทะเบียน บง - 6846 หนองบัวลำภู ด้วยความประมาทเลินเล่อเฉี่ยวชนรถโดยสาร หมายเลขทะเบียน 10 - 1759 เลย ของโจทก์ได้รับความเสียหายเป็นเงิน 90,581 บาท สำหรับคดีในส่วนของจำเลยที่ 1 ยุติไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้นแล้ว

มีปัญหาวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ว่า จำเลยที่ 1 ขับรถบรรทุกไปในทางการที่จ้างของจำเลยที่ 3 หรือไม่ และจำเลยที่ 2 และที่ 3 ต้องร่วมรับผิดต่อโจทก์ด้วยหรือไม่ โดยโจทก์ฎีกาว่า แม้ขณะเกิดเหตุเป็นเวลา 20 นาฬิกา แต่จำเลยที่ 1 ยังคงปฏิบัติหน้าที่อยู่ และการที่จำเลยที่ 2 มาเจรจาชดใช้ค่าเสียหายต่อพนักงานสอบสวนย่อมแสดงว่ายอมรับว่าจำเลยที่ 1 เป็นลูกจ้างและปฏิบัติหน้าที่ในทางการที่จ้างแล้ว จำเลยที่ 2 และที่ 3 ต้องร่วมกันรับผิดต่อโจทก์ด้วย โจทก์มีนายสมศักดิ์และนายสงกรานต์ คนขับรถโดยสารและพนักงานเก็บเงินค่าโดยสารของโจทก์เบิกความทำนองเดียวกันว่า ขณะเกิดเหตุจำเลยที่ 1 แต่งตัวลักษณะเป็นช่างก่อสร้าง เนื่องจากบริเวณเนื้อตัวและเสื้อผ้ามีเศษปูนติดอยู่ไม่มีอาการเมาสุรา ส่วนรถบรรทุกของจำเลยที่ 1 มีลักษณะเป็นรถที่ใช้ในการขนวัสดุก่อสร้าง จำเลยที่ 2 บอกนายสมศักดิ์ นายสงกรานต์ และนายจิระชัยพยานโจทก์อีกปากหนึ่งที่อยู่ร่วมในการเจรจาค่าเสียหายที่สถานีตำรวจว่า จำเลยที่ 2 เป็นนายจ้างของจำเลยที่ 1 และได้เสนอราคาชดใช้ค่าเสียหายให้แก่โจทก์เพียง 10,000 บาท จึงตกลงกันไม่ได้ ทั้งจำเลยที่ 2 เป็นผู้ชำระเงินค่าปรับแทนจำเลยที่ 1 ด้วย นายจิระชัยยังเบิกความตอบคำถามค้านว่าขณะเจรจาได้ยินจำเลยที่ 1 พูดว่านายจ้างให้มาเอาของที่อำเภอภูกระดึงเพื่อไปส่งที่ผานกเค้า ส่วนที่จำเลยที่ 2 และที่ 3 อ้างว่า จำเลยที่ 1 เป็นลูกจ้างรายวันของจำเลยที่ 3 ทำหน้าที่เป็นช่างไม้และช่างปูน มีรถจักรยานยนต์ใช้ขับไปกลับที่ทำงาน เริ่มทำงานเวลา 8 ถึง 17 นาฬิกา รถบรรทุกคันเกิดเหตุ เป็นของจำเลยที่ 3 ที่ให้นายสุดตาเป็นผู้ขับรับส่งพนักงานและเก็บรักษาที่บ้านของนายสุดตา ในวันเกิดเหตุ รถคันดังกล่าวจอดไว้โดยมีกุญแจรถเสียบคาอยู่ จำเลยที่ 1 ขับรถคันดังกล่าวไปโดยพลการ เงินค่าปรับที่จำเลยที่ 2 จ่ายแทนจำเลยที่ 1 ไป 400 บาท ได้หักจากค่าจ้างของจำเลยที่ 1 แล้ว และการที่จำเลยที่ 2 มาเจรจาค่าเสียหายเป็นการกระทำในฐานะตัวแทนจำเลยที่ 1 และจะหักค่าปรับจากค่าจ้างของจำเลยที่ 1 ในภายหลังนั้น มีแต่จำเลยที่ 2 และนายสุดตาเป็นพยานเบิกความลอย ๆ ซึ่งจะเบิกความอย่างไรก็ได้ เพราะเป็นเรื่องที่มีแต่จำเลยทั้งสามและพยานจำเลยทั้งสามเท่านั้นที่จะรู้ว่าเป็นความจริงหรือไม่ อีกทั้งจำเลยที่ 1 จะทำงานล่วงเวลาหรือได้รับคำสั่งจากจำเลยที่ 3 โดยจำเลยที่ 2 ในฐานะหุ้นส่วนผู้จัดการให้ทำการงานในทางการที่จ้างหรือไม่นั้น เป็นเรื่องกิจการภายในที่อยู่ในความรู้เห็นของฝ่ายจำเลยที่มีความสัมพันธ์กันในฐานะนายจ้างลูกจ้างเท่านั้นยากที่โจทก์ซึ่งเป็นบุคคลภายนอกและเข้ามาเกี่ยวข้องหลังเกิดเหตุแล้วจะล่วงรู้ถึงการใช้จ้างวานและการปฏิบัติงานในหน้าที่ที่ได้รับมอบหมายก่อนเกิดเหตุได้ ประกอบกับข้ออ้างดังกล่าวของจำเลยที่ 2 และที่ 3 ยังขัดแย้งกับพฤติการณ์ของจำเลยที่ 1 และที่ 2 ที่แสดงออกต่อบุคคลภายนอก เพราะจำเลยที่ 1 ยังคงสวมใส่ชุดทำงานอยู่ในขณะเกิดเหตุ ทั้งในวันรุ่งขึ้น จำเลยที่ 2 ก็ไปพบพนักงานสอบสวนกับจำเลยที่ 1 ด้วยโดยมิได้ปฏิเสธความรับผิดว่าจำเลยที่ 1 มิได้กระทำการในทางการที่จ้างของจำเลยที่ 3 แต่กลับยอมรับต่อตัวแทนฝ่ายโจทก์และพนักงานสอบสวนในขณะนั้นว่า จำเลยที่ 2 เป็นนายจ้างของจำเลยที่ 1 ตามข้อความที่ปรากฏในรายงานประจำวันเกี่ยวกับคดี และยังร่วมเจรจาต่อรองค่าเสียหายกับตัวแทนฝ่ายโจทก์โดยไม่ปรากฏว่าจำเลยที่ 2 ได้แจ้งหรือแสดงพฤติการณ์ใดให้เห็นว่าเป็นการกระทำในฐานะตัวแทนของจำเลยที่ 1 ดังที่กล่าวอ้าง แสดงว่าจำเลยที่ 2 รับโดยปริยายแล้วว่าการกระทำละเมิดของจำเลยที่ 1 เป็นการกระทำในทางการที่จ้างซึ่งจำเลยที่ 3 จะต้องร่วมรับผิดต่อโจทก์ จำเลยที่ 2 ในฐานะหุ้นส่วนผู้จัดการที่ยินยอมเสนอเงินชดใช้ค่าเสียหายแก่โจทก์ แม้จำเลยที่ 1 จะเป็นเพียงลูกจ้างรายวัน และขณะเกิดเหตุจะล่วงเลยเวลาทำงานตามปกติของจำเลยที่ 1 แล้วก็ตาม แต่ก็ยังถือว่าจำเลยที่ 1 เป็นลูกจ้างและเมื่องานที่ทำเป็นกิจการของนายจ้าง จึงเป็นการปฏิบัติงานในทางการที่จ้าง ที่จำเลยที่ 3 ในฐานะนายจ้าง และจำเลยที่ 2 ในฐานะหุ้นส่วนผู้จัดการของห้างจำเลยที่ 3 ต้องร่วมรับผิดต่อโจทก์ซึ่งเป็นบุคคลภายนอกโดยไม่จำกัดความรับผิดในผลแห่งละเมิดที่ห้างก่อให้เกิดขึ้นด้วย ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 4 พิพากษามา ศาลฎีกาไม่เห็นพ้องด้วย ฎีกาของโจทก์ฟังขึ้น

พิพากษาแก้เป็นว่า ให้จำเลยที่ 2 และที่ 3 ร่วมรับผิดกับจำเลยที่ 1 ด้วย นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 4 ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 425
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นายเทิดศักดิ์ เบญจวัฒนานนท์
จำเลย — นายคำพลองหรือคำพอง แสนซื่อ กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดเลย — นายพร้อมมิตร โล่สิริลักษณ์
ศาลอุทธรณ์ภาค 4 — นายจักรกฤษณ์ อนันต์สุชาติกุล
ชื่อองค์คณะ
อภิรัตน์ ลัดพลี
ธงชัย เสนามนตรี
พศวัจน์ กนกนาก
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 17438/2555
#537972
เปิดฉบับเต็ม

ในเรื่องวิธีการคุ้มครองชั่วคราวก่อนศาลชั้นต้นพิพากษา เมื่อศาลชั้นต้นมีคำพิพากษาแล้วจึงหมดความจำเป็นที่ศาลฎีกาจะต้องพิจารณาเกี่ยวกับคำร้องขอคุ้มครองชั่วคราวของโจทก์ต่อไป

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
คดีสืบเนื่องมาจากโจทก์ฟ้องขอให้พิพากษาว่า สัญญาขายฝากระหว่างโจทก์และจำเลยที่ 3 ตกเป็นโมฆะ ให้จำเลยที่ 1 และที่ 2 ชำระเงินกู้ 1,800,000 บาท แก่จำเลยที่ 3 พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จ ให้จำเลยที่ 3 คืนต้นฉบับโฉนดที่ดิน 2 ฉบับตามฟ้องแก่โจทก์ และห้ามยุ่งเกี่ยวกับที่ดินพร้อมอาคารพาณิชย์ 2 คูหา

โจทก์ยื่นคำร้องขอคุ้มครองชั่วคราวก่อนพิพากษาขอให้มีคำสั่งห้ามชั่วคราวมิให้จำเลยที่ 3 โอนขาย ยักย้าย หรือจำหน่ายที่ดินพิพาทพร้อมสิ่งปลูกสร้าง จนกว่าคดีจะถึงที่สุด

จำเลยที่ 3 ยื่นคำคัดค้านขอให้ยกคำร้อง

ศาลชั้นต้นไต่สวนแล้ว มีคำสั่งให้ยกคำร้อง ค่าฤชาธรรมเนียมในชั้นนี้ให้เป็นพับ

โจทก์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 3 พิพากษายกอุทธรณ์ของโจทก์ ให้คืนค่าธรรมเนียมศาลชั้นอุทธรณ์ทั้งหมดแก่โจทก์

โจทก์ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ปัญหาในชั้นนี้เป็นเรื่องวิธีการคุ้มครองชั่วคราวก่อนศาลชั้นต้นพิพากษา แต่ปรากฏจากถ้อยคำสำนวนที่ศาลชั้นต้นส่งมายังศาลฎีกาว่า คดีนี้ศาลชั้นต้นมีคำพิพากษาแล้ว ฉะนั้นจึงหมดความจำเป็นที่จะต้องพิจารณาเกี่ยวกับคำร้องขอคุ้มครองชั่วคราวของโจทก์ต่อไป ไม่จำต้องวินิจฉัยปัญหาตามฎีกาของโจทก์

ให้จำหน่ายคดีออกจากสารบบความของศาลฎีกา คืนค่าขึ้นศาลชั้นฎีกาทั้งหมดแก่โจทก์ ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกานอกจากนี้ให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ. ม. 254
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นายอภิชา บุญศุภลักษณ์
จำเลย — นายอนันท์หรือจ่าสิบเอกอนันท์ วรหาญ กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดนครราชสีมา — นายธีรพงศ์ วงศ์สวัสดิ์
ศาลอุทธรณ์ภาค 3 — นายประดิษฐ์ จิตต์จำนง
ชื่อองค์คณะ
ทวีป ตันสวัสดิ์
ศิริชัย วัฒนโยธิน
ธงชัย เสนามนตรี
แหล่งที่มา
แหล่งที่มา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 17432/2555
#532867
เปิดฉบับเต็ม

การจะพิจารณาว่าข้อตกลงในสัญญาหรือในสัญญาสำเร็จรูปเป็นข้อสัญญาที่ไม่เป็นธรรมหรือไม่ต้องพิจารณาว่าเป็นผลให้ผู้ประกอบธุรกิจการค้า หรือวิชาชีพ หรือผู้กำหนดสัญญาสำเร็จรูป หรือผู้ซื้อฝากนั้นได้เปรียบผู้บริโภคหรือคู่สัญญาอีกฝ่ายหนึ่งเกินสมควรตาม พ.ร.บ.ว่าด้วยข้อสัญญาที่ไม่เป็นธรรม พ.ศ.2540 หรือไม่ ซึ่งในมาตรา 4 วรรคสาม ได้กำหนดตัวอย่างของข้อตกลงที่มีลักษณะหรือมีผลให้คู่สัญญาอีกฝ่ายหนึ่งปฏิบัติหรือรับภาระเกินกว่าที่วิญญูชนจะพึงคาดหมายได้ตามปกติ เป็นข้อตกลงที่อาจถือได้ว่าทำให้ได้เปรียบคู่สัญญาอีกฝ่ายหนึ่ง เช่น ข้อตกลงให้ต้องรับผิดหรือรับภาระมากกว่าที่กฎหมายกำหนด ส่วน ป.พ.พ. มาตรา 203 วรรคสอง ที่ให้สิทธิแก่ลูกหนี้ในการชำระหนี้ก่อนกำหนดเวลาที่ตกลงกันไว้ได้ เป็นเพียงบทสันนิษฐานในกรณีเป็นที่สงสัยเท่านั้น แต่ถ้ามีการตกลงหรือมีพฤติการณ์อย่างชัดแจ้งว่าลูกหนี้จะชำระหนี้ทั้งหมดก่อนครบกำหนดตามเวลาที่ตกลงกันไม่ได้ ลูกหนี้จะชำระหนี้ก่อนครบกำหนดเวลาตามที่ตกลงกันโดยเจ้าหนี้ไม่ยินยอมหาได้ไม่ ดังนั้นเมื่อโจทก์และจำเลยมีข้อตกลงอย่างชัดแจ้งตามสัญญากู้เงินว่าในกรณีที่ผู้กู้ชำระคืนเงินกู้ก่อนกำหนดทั้งจำนวนภายใน 5 ปี นับแต่วันที่เบิกใช้เงินกู้ครั้งแรก ผู้กู้ตกลงชำระค่าธรรมเนียมคืนเงินกู้ก่อนกำหนด (Prepayment Fee) ในอัตราร้อยละ 2 ของวงเงินกู้ โจทก์จึงชำระหนี้เงินกู้ทั้งจำนวนคืนแก่จำเลยก่อนกำหนดโดยที่จำเลยไม่ยินยอมหาได้ไม่ เมื่อโจทก์ต้องการคืนเงินกู้ทั้งจำนวนแก่จำเลยก่อนกำหนดภายใน 5 ปี นับแต่วันที่โจทก์เบิกใช้เงินกู้ครั้งแรก โจทก์จึงต้องชำระค่าธรรมเนียมคืนเงินกู้ก่อนกำหนดแก่จำเลยตามสัญญากู้ โดยจำเลยมีสิทธิเรียกเก็บค่าบริการได้ตาม พ.ร.บ.การธนาคารพาณิชย์ พ.ศ.2505 ข้อ 14 แก้ไขเพิ่มเติมโดย พ.ร.บ.การธนาคารพาณิชย์ (ฉบับที่ 2) พ.ศ.2522 อันเป็นกฎหมายที่ใช้บังคับอยู่ในขณะทำสัญญากู้เงินและธนาคารแห่งประเทศไทยได้กำหนดหลักเกณฑ์ในการที่ธนาคารพาณิชย์เรียกเก็บค่าธรรมเนียมและค่าปรับกรณีไม่ชำระหนี้ตามกำหนดเวลา จำเลยจึงมีสิทธิที่จะเรียกเก็บค่าธรรมเนียมหรือค่าบริการอื่น ๆ นอกเหนือจากดอกเบี้ยจากโจทก์ได้ การที่จำเลยกำหนดเงื่อนไขให้โจทก์ต้องเสียค่าธรรมเนียมคืนเงินกู้ก่อนกำหนด จึงไม่เป็นข้อสัญญาที่ทำให้โจทก์ต้องรับผิดหรือรับภาระมากกว่าที่กฎหมายกำหนด

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยชำระเงิน 57,222 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงิน 57,000 บาท นับแต่วันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์

จำเลยให้การขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง ค่าฤชาธรรมเนียมให้เป็นพับ

โจทก์อุทธรณ์เฉพาะปัญหาข้อกฎหมายโดยตรงต่อศาลฎีกา โดยได้รับอนุญาตจากศาลชั้นต้น ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 223 ทวิ

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงเบื้องต้นรับฟังเป็นยุติว่า โจทก์ทำสัญญากู้เงิน 2,850,000 บาท จากจำเลยซึ่งเป็นสถาบันการเงิน โดยจดทะเบียนจำนองที่ดินพร้อมสิ่งปลูกสร้างไว้เป็นประกันการชำระหนี้ และจะผ่อนชำระคืนภายใน 360 เดือน โจทก์ตกลงให้จำเลยคิดดอกเบี้ยตามอัตราที่กำหนด และหากโจทก์ชำระเงินกู้คืนทั้งจำนวนภายใน 5 ปี นับแต่วันที่เบิกใช้เงินกู้ครั้งแรก โจทก์ยอมเสียค่าธรรมเนียมคืนเงินกู้ก่อนกำหนด (Prepayment Fee) ในอัตราร้อยละ 2 ของวงเงินกู้ ตามสัญญากู้เงินข้อ 4.2 หลังจากทำสัญญาแล้วโจทก์ผ่อนชำระหนี้แก่จำเลยเรื่อยมา แต่ก่อนจะครบ 5 ปี นับแต่วันที่โจทก์เบิกใช้เงินกู้ครั้งแรก โจทก์นำเงินไปชำระหนี้เงินกู้ทั้งจำนวนให้แก่จำเลยพร้อมค่าธรรมเนียมจำนวน 57,000 บาท

มีปัญหาวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของโจทก์ว่า ข้อตกลงตามสัญญาที่ระบุว่า หากโจทก์ชำระคืนเงินกู้ก่อนกำหนดทั้งจำนวนแก่จำเลยภายใน 5 ปี นับแต่วันที่โจทก์เบิกใช้เงินกู้ครั้งแรก โจทก์จะต้องชำระค่าธรรมเนียมคืนเงินกู้ก่อนกำหนดในอัตราร้อยละ 2 ของวงเงินกู้ เป็นข้อสัญญาที่ไม่เป็นธรรมตามพระราชบัญญัติว่าด้วยข้อสัญญาที่ไม่เป็นธรรม พ.ศ.2540 หรือไม่ พิเคราะห์แล้ว โจทก์อุทธรณ์ในข้อแรกว่า ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 203 วรรคสอง ถ้าได้กำหนดเวลาชำระหนี้ไว้ แต่หากกรณีเป็นที่สงสัยให้สันนิษฐานไว้ก่อนว่าเจ้าหนี้จะเรียกให้ชำระหนี้ก่อนถึงเวลานั้นหาได้ไม่ แต่ฝ่ายลูกหนี้จะชำระหนี้ก่อนกำหนดนั้นก็ได้ และตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 654 ประกอบพระราชบัญญัติดอกเบี้ยเงินให้กู้ยืมของสถาบันการเงิน พ.ศ.2523 มาตรา 4 ในการกู้ยืมเงินจากสถาบันการเงิน ผู้กู้มีภาระต้องคืนต้นเงินและดอกเบี้ยให้แก่สถาบันการเงินในอัตราที่สถาบันการเงินแต่ละแห่งกำหนดภายใต้ประกาศกระทรวงการคลังและประกาศธนาคารแห่งประเทศไทยเท่านั้น การที่จำเลยกำหนดเงื่อนไขให้โจทก์ต้องเสียค่าธรรมเนียมคืนเงินกู้ก่อนกำหนด จึงเป็นข้อสัญญาที่ทำให้โจทก์ต้องรับผิดหรือรับภาระมากกว่าที่กฎหมายกำหนด เห็นว่า พระราชบัญญัติว่าด้วยข้อสัญญาที่ไม่เป็นธรรม พ.ศ.2540 มาตรา 4 วรรคหนึ่ง บัญญัติให้ข้อตกลงในสัญญาระหว่างผู้บริโภคกับผู้ประกอบธุรกิจการค้า หรือวิชาชีพ หรือในสัญญาสำเร็จรูป หรือในสัญญาขายฝากที่ทำให้ผู้ประกอบธุรกิจการค้า หรือวิชาชีพ หรือผู้กำหนดสัญญาสำเร็จรูป หรือผู้ซื้อฝากได้เปรียบคู่สัญญาอีกฝ่ายหนึ่งเกินสมควร เป็นข้อสัญญาที่ไม่เป็นธรรมและให้มีผลบังคับได้เพียงเท่าที่เป็นธรรมและพอสมควรแก่กรณีเท่านั้น ดังนั้น การจะพิจารณาว่าข้อตกลงในสัญญาหรือในสัญญาสำเร็จรูปเป็นข้อสัญญาที่ไม่เป็นธรรมหรือไม่ จึงต้องพิจารณาว่าเป็นผลให้ผู้ประกอบธุรกิจการค้า หรือวิชาชีพ หรือผู้กำหนดสัญญาสำเร็จรูป หรือผู้ซื้อฝากได้เปรียบผู้บริโภคหรือคู่สัญญาอีกฝ่ายหนึ่งเกินสมควรหรือไม่ และในมาตรา 4 วรรคสาม ได้กำหนดตัวอย่างของข้อตกลงที่มีลักษณะหรือมีผลให้คู่สัญญาอีกฝ่ายหนึ่งปฏิบัติหรือรับภาระเกินกว่าที่วิญญูชนจะพึงคาดหมายได้ตามปกติ เป็นข้อตกลงที่อาจถือได้ว่าทำให้ได้เปรียบคู่สัญญาอีกฝ่ายหนึ่ง เช่น ข้อตกลงให้ต้องรับผิดหรือรับภาระมากกว่าที่กฎหมายกำหนด บทบัญญัติแห่งประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 203 วรรคสอง ที่ให้สิทธิแก่ลูกหนี้ในการชำระหนี้ก่อนกำหนดเวลาที่ตกลงกันไว้ได้ เป็นเพียงบทสันนิษฐานในกรณีเป็นที่สงสัยเท่านั้น กล่าวคือ ใช้บังคับแก่กรณีที่ไม่มีข้อตกลงหรือพฤติการณ์ที่ชี้ให้เห็นว่า ลูกหนี้ไม่อาจชำระหนี้ได้ก่อนกำหนดอย่างชัดแจ้งเท่านั้น ถ้ามีการตกลงกันหรือมีพฤติการณ์อย่างชัดแจ้งว่า ลูกหนี้จะชำระหนี้ทั้งหมดก่อนครบกำหนดตามเวลาที่ตกลงกันไม่ได้ ลูกหนี้จะชำระหนี้ก่อนครบกำหนดตามเวลาที่ตกลงกันโดยเจ้าหนี้ไม่ยินยอมหาได้ไม่ เมื่อปรากฏว่าโจทก์และจำเลยมีข้อตกลงอย่างชัดแจ้งตามสัญญากู้เงินข้อ 4.2 ประกอบข้อ 1 ช. ว่า ในกรณีที่ผู้กู้ชำระคืนเงินกู้ก่อนกำหนดทั้งจำนวนภายใน 5 ปี นับแต่วันที่เบิกใช้เงินกู้ครั้งแรก ผู้กู้ตกลงชำระค่าธรรมเนียมคืนเงินกู้ก่อนกำหนด (Prepayment Fee) ในอัตราร้อยละ 2 ของวงเงินกู้ โจทก์จึงชำระหนี้เงินกู้ทั้งจำนวนคืนแก่จำเลยก่อนกำหนดภายใน 5 ปี นับแต่วันที่เบิกใช้เงินกู้ครั้งแรกโดยที่จำเลยไม่ยินยอมหาได้ไม่ เมื่อโจทก์ต้องการคืนเงินกู้ทั้งจำนวนแก่จำเลยก่อนกำหนดภายใน 5 ปี นับแต่วันที่โจทก์เบิกใช้เงินกู้ครั้งแรก โจทก์จึงต้องชำระค่าธรรมเนียมคืนเงินกู้ก่อนกำหนดแก่จำเลย ส่วนปัญหาการเรียกเก็บค่าบริการของธนาคารพาณิชย์ จำเลยเป็นธนาคารพาณิชย์ต้องอยู่ภายใต้บังคับของกฎหมายอื่น ๆ นอกจากประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 654 และพระราชบัญญัติดอกเบี้ยเงินให้กู้ยืมของสถาบันการเงิน พ.ศ.2523 มาตรา 4 กล่าวคือ พระราชบัญญัติการธนาคารพาณิชย์ พ.ศ.2505 มาตรา 14 แก้ไขเพิ่มเติมโดยพระราชบัญญัติการธนาคารพาณิชย์ (ฉบับที่ 2) พ.ศ.2522 อันเป็นกฎหมายที่ใช้บังคับอยู่ในขณะที่โจทก์ทำสัญญากู้เงินจากจำเลยกำหนดให้ธนาคารแห่งประเทศไทยมีอำนาจกำหนดให้ธนาคารพาณิชย์ปฏิบัติในเรื่องค่าบริการที่ธนาคารพาณิชย์อาจเรียกเก็บได้ไว้ใน (3) และธนาคารแห่งประเทศไทยได้มีหนังสือแจ้งจำเลยเกี่ยวกับแนวปฏิบัติในการเรียกเก็บค่าธรรมเนียมเพื่อให้เกิดความเป็นธรรมแก่ลูกค้า แสดงให้เห็นว่า นอกจากดอกเบี้ยแล้วจำเลยยังมีสิทธิที่จะเรียกเก็บค่าบริการได้อีก และธนาคารแห่งประเทศไทยก็ได้กำหนดหลักเกณฑ์ในการที่ธนาคารพาณิชย์เรียกเก็บค่าธรรมเนียมและค่าปรับกรณีไม่ชำระหนี้ตามกำหนดเวลา จำเลยจึงมีสิทธิที่จะเรียกค่าธรรมเนียมหรือค่าบริการอื่น ๆ นอกเหนือจากดอกเบี้ยจากโจทก์ได้ การที่จำเลยกำหนดเงื่อนไขให้โจทก์ต้องเสียค่าธรรมเนียมคืนเงินกู้ก่อนกำหนด จึงไม่เป็นข้อสัญญาที่ทำให้โจทก์ต้องรับผิดหรือรับภาระมากกว่าที่กฎหมายกำหนด

โจทก์อุทธรณ์ในข้อต่อมาว่า จำเลยกำหนดข้อตกลงให้โจทก์เสียค่าธรรมเนียมคืนเงินกู้ก่อนกำหนดทั้งจำนวนภายใน 5 ปี นับแต่วันที่เบิกใช้เงินกู้ครั้งแรกในอัตราร้อยละ 2 ของวงเงินกู้ เป็นข้อตกลงที่ไม่เป็นธรรมและเกินสมควรแก่กรณี เห็นว่า ตามสัญญากู้เงินโจทก์ตกลงผ่อนชำระหนี้เงินกู้แก่จำเลยจนครบภายในกำหนด 360 เดือน ซึ่งเท่ากับ 30 ปี นับเป็นเวลาชำระคืนเงินกู้ทั้งหมดที่ยาวนานอันเป็นคุณแก่โจทก์ซึ่งเป็นผู้กู้ ส่วนเรื่องเวลาที่โจทก์จะต้องเสียค่าธรรมเนียมคืนเงินกู้ก่อนกำหนดทั้งจำนวนภายใน 5 ปี นับแต่วันที่เบิกใช้เงินกู้ครั้งแรก ซึ่งเป็นเวลาหนึ่งในหกของกำหนดชำระคืนเงินกู้ทั้งจำนวนในอัตราค่าธรรมเนียมเพียงร้อยละ 2 ของวงเงินกู้ ซึ่งต่ำกว่าอัตราดอกเบี้ยปกติที่จำเลยเรียกจากโจทก์ นับว่าเป็นข้อตกลงที่เป็นธรรมและพอสมควรแก่กรณีแล้ว

โจทก์อุทธรณ์ในข้อสุดท้ายว่า ธนาคารแห่งประเทศไทยประกาศกำหนดหลักเกณฑ์การปฏิบัติในเรื่องดอกเบี้ย ส่วนลด ค่าบริการต่าง ๆ และเบี้ยปรับสำหรับธนาคารพาณิชย์ โดยกำหนดให้ธนาคารพาณิชย์สามารถคิดเบี้ยปรับได้เฉพาะกรณีไถ่ถอนสินเชื่อที่อยู่อาศัยก่อนกำหนดทั้งจำนวน เพื่อไปใช้บริการกับสถาบันการเงินอื่น (Prepayment Fee) เท่านั้น ตามประกาศธนาคารแห่งประเทศไทยที่ สนส. 80/2551โจทก์ชำระคืนเงินกู้ทั้งจำนวนและไถ่ถอนจำนองที่ดินและสิ่งปลูกสร้างเพื่อนำไปขายให้แก่บุคคลภายนอกไม่ใช่เพื่อไปใช้บริการกับสถาบันการเงินอื่น จำเลยจึงเรียกเบี้ยปรับหรือค่าธรรมเนียมจากโจทก์ไม่ได้ เห็นว่า ประกาศธนาคารแห่งประเทศไทยเป็นประกาศที่ออกโดยอาศัยอำนาจตามพระราชบัญญัติธุรกิจสถาบันการเงิน พ.ศ.2551 ซึ่งเป็นกฎหมายที่ใช้บังคับภายหลังจากยกเลิกพระราชบัญญัติการธนาคารพาณิชย์ พ.ศ.2505 และประกาศฉบับดังกล่าวมีผลใช้บังคับตั้งแต่วันที่ 4 สิงหาคม 2551 ซึ่งเป็นเวลาภายหลังจากที่โจทก์ทำสัญญากู้เงินจากจำเลยและชำระคืนเงินกู้ทั้งจำนวนแก่จำเลยแล้ว จึงนำประกาศธนาคารแห่งประเทศไทยฉบับดังกล่าวมาใช้บังคับแก่คดีนี้ไม่ได้ ดังนั้นข้อตกลงตามสัญญาที่ระบุว่า หากโจทก์ชำระคืนเงินกู้ก่อนกำหนดทั้งจำนวนแก่จำเลยภายใน 5 ปี นับแต่วันที่โจทก์เบิกใช้เงินกู้ครั้งแรกโจทก์ต้องชำระค่าธรรมเนียมคืนเงินกู้ก่อนกำหนดในอัตราร้อยละ 2 ของวงเงินกู้ จึงไม่เป็นข้อสัญญาที่ไม่เป็นธรรมตามพระราชบัญญัติว่าด้วยข้อสัญญาที่ไม่เป็นธรรม พ.ศ.2540 ที่ศาลชั้นต้นพิพากษามาชอบแล้ว อุทธรณ์ของโจทก์ทุกข้อฟังไม่ขึ้น

พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมในชั้นนี้ให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.ว่าด้วยข้อสัญญาที่ไม่เป็นธรรม พ.ศ.2540 ม. 4
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นายวิสุทธิ์ พุฒพวง
จำเลย — ธนาคารธนชาต จำกัด (มหาชน)
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลแขวงพระนครเหนือ — นายสมชาย ขานสระน้อย
ชื่อองค์คณะ
วัส ติงสมิตร
ธีระพงศ์ จิระภาค
ถมรัตน์ เลิศไพรวัน
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา