คำพิพากษา คำสั่งคำร้องและคำวินิจฉัยศาลฎีกา

ทั้งหมด 133,243 รายการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 16973/2555
#581410
เปิดฉบับเต็ม

การออกเช็คที่เป็นความผิดตาม พ.ร.บ.ว่าด้วยความผิดอันเกิดจากการใช้เช็ค พ.ศ.2534 มาตรา 4 นั้น องค์ประกอบที่สำคัญคือ เช็คดังกล่าวจะต้องเป็นเช็คที่ออกเพื่อชำระหนี้ที่มีอยู่จริงและสามารถบังคับได้ตามกฎหมาย เมื่อเช็คที่โจทก์นำมาฟ้องเป็นเช็คที่ไม่อาจฟ้องบังคับได้ตามกฎหมาย โจทก์นำเช็คมาฟ้องเป็นคดีนี้ให้จำเลยรับผิดไม่ได้

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามพระราชบัญญัติว่าด้วยความผิดอันเกิดจากการใช้เช็ค พ.ศ.2534 มาตรา 4 และนับโทษต่อจากโทษของจำเลยในคดีอาญาหมายเลขดำที่ 2725/2549, 2726/2549 และ 2727/2549 ของศาลชั้นต้น

จำเลยให้การปฏิเสธ แต่รับว่าเป็นบุคคลคนเดียวกับจำเลยในคดีที่โจทก์ขอให้นับโทษต่อ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามพระราชบัญญัติว่าด้วยความผิดอันเกิดจากการใช้เช็ค พ.ศ.2534 มาตรา 4 จำคุก 6 เดือน ส่วนคดีที่โจทก์ขอให้นับโทษต่อไม่ปรากฏว่าศาลมีคำพิพากษาแล้วหรือไม่ จึงไม่อาจนับโทษต่อได้ ยกคำขอส่วนนี้

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษากลับ ให้ยกฟ้อง

โจทก์ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามพระราชบัญญัติว่าด้วยความผิดอันเกิดจากการใช้เช็ค พ.ศ.2534 มาตรา 4 โดยอ้างว่าจำเลยออกเช็คพิพาทตามฟ้องเพื่อชำระหนี้เงินยืม 3,150,000 บาท แก่ผู้เสียหาย ซึ่งเป็นหนี้ที่มีอยู่จริงและบังคับได้ตามกฎหมาย แต่มิได้แนบสัญญากู้มาพร้อมฟ้องหรือกล่าวอ้างมาในคำฟ้องว่าได้มีการทำสัญญากู้ไว้เป็นหลักฐานหรือไม่ เพราะจำนวนหนี้เงินกู้ดังกล่าว หากมิได้มีหลักฐานแห่งการกู้ยืมเงินเป็นหนังสืออย่างใดอย่างหนึ่งลงลายมือชื่อผู้ยืมเป็นสำคัญจะฟ้องร้องบังคับคดีหาได้ไม่ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 653 วรรคหนึ่ง ต่อมาในชั้นพิจารณาโจทก์นำสืบว่า การกู้ยืมเงินระหว่างผู้เสียหายกับจำเลยมิได้ทำหลักฐานการกู้ยืมอย่างใดอย่างหนึ่ง เป็นการกู้ยืมด้วยวาจา เมื่อครบกำหนดแล้ว จำเลยไม่ชำระ ผู้เสียหายทวงถาม หลังจากทวงถามนานประมาณปีครึ่ง จำเลยได้ทำหนังสือรับสภาพหนี้ว่าจะชำระหนี้คืนผู้เสียหายภายในเวลา 2 ปี นับแต่วันทำสัญญา เห็นว่า การออกเช็คที่เป็นความผิดตามพระราชบัญญัติว่าด้วยความผิดอันเกิดจากการใช้เช็ค พ.ศ.2534 มาตรา 4 นั้น องค์ประกอบที่สำคัญคือ เช็คดังกล่าวจะต้องเป็นเช็คที่ออกเพื่อชำระหนี้ที่มีอยู่จริงและสามารถบังคับได้ตามกฎหมาย เมื่อเช็คที่โจทก์นำมาฟ้องเป็นเช็คที่ไม่อาจฟ้องบังคับได้ตามกฎหมาย โจทก์นำเช็คมาฟ้องเป็นคดีนี้ให้จำเลยรับผิดไม่ได้ ปัญหาข้อนี้แม้ไม่มีฝ่ายใดยกขึ้นฎีกา แต่ศาลฎีกาก็มีอำนาจหยิบยกขึ้นวินิจฉัยได้ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 195 วรรคสอง ประกอบมาตรา 225 ที่ศาลอุทธรณ์พิพากษายกฟ้องมานั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วยในผล ไม่จำต้องวินิจฉัยฎีกาของโจทก์ต่อไปเพราะไม่ทำให้ผลคดีเปลี่ยนแปลง

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.ว่าด้วยความผิดอันเกิดจากการใช้เช็ค พ.ศ.2534 ม. 4
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการ สำนักงานอัยการสูงสุด
จำเลย — นางสาวอำพร อุดดีหรือศรีธนิยะประภา
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลแขวงพระนครใต้ — นายผดุงศักดิ์ เทศดี
ศาลอุทธรณ์ — นายอนันต์ เสนคุ้ม
ชื่อองค์คณะ
วีระชาติ เอี่ยมประไพ
สมชาย พันธุมะโอภาส
กีรติ กาญจนรินทร์
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 16889/2555
#538017
เปิดฉบับเต็ม

จำเลยเป็นลูกจ้างของผู้เสียหายซึ่งประกอบอาชีพค้าขายทองคำและเป็นผู้จัดการร้าน มีหน้าที่ขายทองคำของผู้เสียหายให้แก่ลูกค้า และยังมีหน้าที่รับจำนำทองคำของลูกค้าด้วย จำเลยใช้กลอุบายนำสร้อยคอทองคำ สร้อยข้อมือทองคำ แหวนทองคำ และแหวนพลอยของผู้เสียหายที่จำเลยมีหน้าที่ขายให้แก่ลูกค้าไปบอกแก่พนักงานเก็บเงินในร้านของผู้เสียหายว่าเป็นของลูกค้าที่นำมาจำนำแก่ทางร้าน เมื่อพนักงานเก็บเงินส่งมอบเงินซึ่งเป็นของผู้เสียหายที่จะต้องนำไปมอบให้แก่ลูกค้าที่นำทรัพย์มาจำนำให้แก่จำเลยตามที่จำเลยอ้าง จำเลยก็รับเอาเงินดังกล่าวไปเป็นของตน การกระทำของจำเลยมิใช่เอาเงินของผู้เสียหายไปโดยพลการโดยทุจริต หากแต่เป็นการหลอกลวงพนักงานเก็บเงินของผู้เสียหายด้วยการแสดงข้อความอันเป็นเท็จว่าสร้อยคอทองคำ สร้อยข้อมือทองคำ แหวนทองคำ และแหวนพลอยของผู้เสียหายเป็นของลูกค้าที่นำมาจำนำ การที่จำเลยได้เงินของผู้เสียหายไปจึงเกิดจากการที่พนักงานเก็บเงินซึ่งเป็นตัวแทนของผู้เสียหายหลงเชื่อการหลอกลวงของจำเลย การกระทำของจำเลยจึงเป็นความผิดฐานฉ้อโกง

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91, 335 ให้จำเลยคืนหรือใช้เงิน 3,147,450 บาท แก่ผู้เสียหาย

จำเลยให้การปฏิเสธ ต่อมาเมื่อสืบพยานโจทก์ไปได้บางส่วนแล้ว จำเลยขอถอนคำให้การเดิม และให้การใหม่เป็นรับสารภาพ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 335 (11) วรรคแรก เป็นความผิดหลายกรรมต่างกัน ให้ลงโทษทุกกรรมเป็นกระทงความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 จำคุกกระทงละ 4 ปี รวม 70 กระทง จำคุก 280 ปี จำเลยให้การรับสารภาพเป็นประโยชน์แก่การพิจารณามีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้กึ่งหนึ่งตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คงจำคุก 140 ปี แต่ความผิดที่กระทำมีอัตราโทษจำคุกอย่างสูงเกินสามปีแต่ไม่เกินสิบปี เมื่อลดโทษและรวมโทษทุกกระทงจึงให้ลงโทษจำคุก 20 ปี ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 (2) ให้จำเลยคืนหรือใช้เงิน 3,147,450 บาท แก่ผู้เสียหาย

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 2 พิพากษาแก้เป็นว่า ตามฟ้องข้อ 1 ถึงข้อ 69 จำเลยมีความผิดฐานฉ้อโกง ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 341, 335 (11) วรรคแรก เป็นความผิดหลายกรรมต่างกัน ให้ลงโทษทุกกรรมเป็นกระทงความผิด ฐานฉ้อโกง จำคุกกระทงละ 2 ปี รวม 69 กระทง จำคุก 138 ปี ฐานลักทรัพย์ที่เป็นของนายจ้างอีกหนึ่งกระทง จำคุก 2 ปี รวม 70 กระทง เป็นจำคุก 140 ปี ลดโทษให้กึ่งหนึ่งแล้ว คงจำคุก 70 ปี แต่เนื่องจากความผิดฐานลักทรัพย์ที่เป็นของนายจ้างซึ่งเป็นความผิดกระทงที่หนักที่สุดมีอัตราโทษจำคุกอย่างสูงไม่เกินห้าปี จึงลงโทษจำคุกจำเลยได้เพียง 20 ปี ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 (2) ข้อหาอื่นให้ยก นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

โจทก์ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาโจทก์ว่า การกระทำของจำเลยตามฟ้องข้อ 1 ถึงข้อ 69 เป็นความผิดฐานลักทรัพย์ตามคำพิพากษาศาลชั้นต้นหรือไม่ เห็นว่า คดีนี้ศาลอุทธรณ์ภาค 2 วินิจฉัยว่า คดีนี้จำเลยให้การรับสารภาพ และข้อหาในความผิดซึ่งจำเลยรับสารภาพนั้นมีอัตราโทษจำคุกขั้นต่ำไม่ถึงห้าปี ศาลไม่จำต้องสืบพยานหลักฐานก่อนจะพิพากษาตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 176 วรรคหนึ่ง ข้อเท็จจริงจึงรับฟังได้ตามฟ้องว่า จำเลยเป็นลูกจ้างของผู้เสียหายซึ่งประกอบอาชีพค้าขายทองคำและเป็นผู้จัดการร้าน มีหน้าที่ขายทองคำของผู้เสียหายให้แก่ลูกค้า และยังมีหน้าที่รับจำนำทองคำของลูกค้าด้วย เมื่อระหว่างวันที่ 21 พฤษภาคม 2551 ถึงวันที่ 18 ธันวาคม 2551 จำเลยกระทำความผิดโดยใช้กลอุบายนำสร้อยคอทองคำ สร้อยข้อมือทองคำ แหวนทองคำ และแหวนพลอยของผู้เสียหายที่จำเลยมีหน้าที่ขายให้แก่ลูกค้าดังกล่าวไปบอกแก่พนักงานเก็บเงินในร้านของผู้เสียหายว่าเป็นของลูกค้าที่นำมาจำนำแก่ทางร้าน เมื่อพนักงานเก็บเงินส่งมอบเงินซึ่งเป็นของผู้เสียหายที่จะต้องนำไปมอบให้แก่ลูกค้าที่นำทรัพย์มาจำนำตามที่จำเลยอ้างมา จำเลยก็รับเอาเงินดังกล่าวไปเป็นของตนโดยทุจริต ดังนี้ ศาลอุทธรณ์ภาค 2 ได้ฟังข้อเท็จจริงตามฟ้องและคำรับสารภาพของจำเลยแล้ว โดยไม่ได้รับฟังข้อเท็จจริงที่ไม่ได้ว่ากันมาแล้วในศาลชั้นต้นดังที่โจทก์ฎีกา เมื่อจำเลยบอกพนักงานเก็บเงินของผู้เสียหายว่า สร้อยคอทองคำ สร้อยข้อมือทองคำ แหวนทองคำ และแหวนพลอยของผู้เสียหายเป็นของลูกค้าที่นำมาจำนำไม่ตรงตามความเป็นจริงแล้วเอาเงินของผู้เสียหายไป จึงมิใช่เอาเงินของผู้เสียหายไปโดยพลการโดยทุจริต หากแต่เป็นการหลอกลวงพนักงานเก็บเงินของผู้เสียหายด้วยการแสดงข้อความอันเป็นเท็จว่าสร้อยคอทองคำ สร้อยข้อมือทองคำ แหวนทองคำ และแหวนพลอยของผู้เสียหายเป็นของลูกค้าที่นำมาจำนำ การที่จำเลยได้เงินของผู้เสียหายไปจึงเกิดจากการที่พนักงานเก็บเงินซึ่งเป็นตัวแทนของผู้เสียหายหลงเชื่อการหลอกลวงของจำเลย การกระทำของจำเลยตามฟ้องข้อ 1 ถึงข้อ 69 จึงเป็นความผิดฐานฉ้อโกง ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 2 พิพากษามานั้นชอบแล้ว ฎีกาของโจทก์ฟังไม่ขึ้น

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.อ. ม. 176
ป.อ. ม. 335 ม. 341
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการ สำนักงานอัยการจังหวัดพัทยา
จำเลย — นางสาวสุจิต ทองตรัง
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดพัทยา — นายมานิตย์ ธนะกิจรุ่งเรือง
ศาลอุทธรณ์ภาค 2 — นายธีรยุทธ ศุภะกลิน
ชื่อองค์คณะ
อภิรัตน์ ลัดพลี
ธงชัย เสนามนตรี
พศวัจณ์ กนกนาก
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 16802/2555
#528512
เปิดฉบับเต็ม

โจทก์ยอมรับว่าได้ทำหนังสือรับสภาพหนี้ให้ไว้แก่จำเลยจริงและยินยอมชดใช้หนี้นั้น หนี้ตามหนังสือรับสภาพหนี้จึงเป็นหนี้ที่ไม่มีข้อต่อสู้แล้ว เมื่อค่าจ้างที่โจทก์มีสิทธิได้รับจากจำเลยมีจำนวนน้อยกว่าค่าเสียหายตามหนังสือรับสภาพหนี้ จำเลยจึงมีสิทธินำค่าจ้างที่ต้องชำระแก่โจทก์มาหักกับหนี้ตามหนังสือรับสภาพหนี้ที่จำเลยเป็นเจ้าหนี้โจทก์ได้

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยชำระค่าจ้าง 17,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 15 ต่อปี นับแต่วันฟ้องจนกว่าชำระเสร็จแก่โจทก์

จำเลยให้การขอให้ยกฟ้อง

ศาลแรงงานกลางพิพากษาให้จำเลยชำระค่าจ้างค้าง 15,300 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 15 ต่อปี นับแต่วันฟ้อง (24 กุมภาพันธ์ 2549) เป็นต้นไปจนกว่าชำระเสร็จแก่โจทก์

จำเลยอุทธรณ์ต่อศาลฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีแรงงานวินิจฉัยว่า โจทก์ฟ้องเรียกค่าจ้างที่จำเลยยังไม่ชำระให้แก่โจทก์ จำเลยให้การต่อสู้คดีว่าโจทก์ยื่นใบลาออกทันทีโดยไม่บอกกล่าวล่วงหน้าทำให้จำเลยเสียหายและโจทก์ยักยอกทรัพย์ของจำเลย โจทก์ได้ทำหนังสือยอมรับสภาพหนี้ในความเสียหายบางส่วนให้แก่จำเลยมีจำนวนมากกว่าค่าจ้างที่จำเลยค้างชำระแก่โจทก์ โจทก์จึงไม่มีสิทธิที่จะได้รับเงินค่าจ้างตามฟ้อง ขอให้ยกฟ้อง ศาลแรงงานกลางฟังข้อเท็จจริงว่า จำเลยค้างค่าจ้างโจทก์จำนวน 15,300 บาท และวินิจฉัยในประเด็นที่ว่าโจทก์เป็นหนี้จำเลยมากกว่าจำนวนค่าจ้างที่ค้าง จำเลยจะมีสิทธินำค่าจ้างค้างมาหักหนี้ได้หรือไม่ เห็นว่า หนี้ตามหนังสือรับสภาพหนี้ ซึ่งโจทก์รับว่าโจทก์ทำให้แก่จำเลยจริงและยินยอมชดใช้หนี้ให้ตามหนังสือรับสภาพหนี้นี้ แต่จำเลยจะเรียกร้องมากกว่าหนี้ตามหนังสือรับสภาพหนี้ โจทก์จึงไม่ยอมชำระนั้น เมื่อค่าจ้างที่โจทก์มีสิทธิที่จะได้รับจากจำเลยมีจำนวนน้อยกว่าค่าเสียหายที่โจทก์รับว่าจะใช้ให้แก่จำเลยตามหนังสือรับสภาพหนี้ ซึ่งเป็นหนี้ที่ไม่มีข้อต่อสู้แล้ว จำเลยจึงมีสิทธินำค่าจ้างที่จะต้องชำระให้แก่โจทก์มาหักกับหนี้ที่จำเลยเป็นเจ้าหนี้โจทก์ได้ จึงไม่มีหนี้ที่จำเลยต้องชำระให้แก่โจทก์อีก ส่วนอุทธรณ์ของจำเลยที่ว่าโจทก์ลาออกโดยไม่ได้บอกกล่าวล่วงหน้าตามพระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน พ.ศ.2541 มาตรา 17 โจทก์ลาออกโดยยังไม่ได้ส่งมอบงานในหน้าที่ของโจทก์ให้แก่จำเลย โจทก์ละทิ้งหน้าที่ และค่าเสียหายส่วนที่จำเลยดำเนินคดีอาญาแก่โจทก์ ล้วนไม่ทำให้คำวินิจฉัยของศาลเปลี่ยนแปลงผลของคำพิพากษา จึงไม่จำต้องวินิจฉัยอุทธรณ์ของจำเลยฟังขึ้น

พิพากษากลับ ให้ยกฟ้องโจทก์
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 344
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นางสาวชฎาภรณ์ โพธิ์งาม
จำเลย — บริษัทเอส.เอส.อาร์.แมนูแฟคเจอริ่ง จำกัด
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลแรงงานกลาง — นายอนันต์ โรจนเนืองนิตย์
ชื่อองค์คณะ
พงษ์เทพ ศิริพงศ์ติกานนท์
ชัยวัฒน์ เวียงธีรวัฒน์
พิทยา บุญชู
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 16776/2555
#532942
เปิดฉบับเต็ม

การที่จำเลยไม่ได้ร้องขอให้บังคับคดีตามคำพิพากษาศาลชั้นต้นจนล่วงพ้นระยะเวลา 10 ปี นับแต่วันมีคำพิพากษา จำเลยย่อมสิ้นสิทธิที่จะบังคับคดีแก่ ส. และทายาท เมื่อหนี้ที่จำเลยอาศัยเป็นมูลเหตุยึดถือโฉนดที่ดินของโจทก์ไว้ไม่อาจบังคับคดีได้เสียแล้ว จำเลยจึงไม่มีสิทธิยึดถือโฉนดที่ดินไว้เป็นประกันการชำระหนี้อีกต่อไป

เหตุที่จำเลยจะใช้สิทธิยึดหน่วงตามกฎหมายได้ ต้องปรากฏว่าจำเลยเป็นผู้ครองทรัพย์สินของผู้อื่น และมีหนี้อันเป็นคุณประโยชน์แก่ตนเกี่ยวด้วยทรัพย์สินซึ่งครองนั้น จึงจะใช้สิทธิยึดหน่วงไว้จนกว่าจะได้รับชำระหนี้ได้ แต่การที่ ส. กู้ยืมเงินและส่งมอบโฉนดที่ดินให้จำเลยยึดถือไว้เป็นประกันหนี้เงินกู้นั้น หนี้เงินกู้ดังกล่าวหาได้เป็นหนี้อันเป็นคุณประโยชน์แก่จำเลยเกี่ยวกับโฉนดที่ดินไม่ จำเลยจึงไม่มีสิทธิยึดหน่วงโฉนดที่ดินดังกล่าวไว้

โจทก์ขอให้ศาลมีคำสั่งให้เจ้าพนักงานที่ดินออกใบแทนโฉนดที่ดินให้แก่โจทก์ โดยให้จำเลยออกค่าใช้จ่ายในการยื่นคำขอออกใบแทนโฉนดที่ดินดังกล่าว เมื่อโจทก์ไม่ได้ฟ้องเจ้าพนักงานที่ดินเป็นจำเลยด้วยจึงเป็นการบังคับบุคคลภายนอกที่มิได้เป็นคู่ความในคดี ศาลไม่อาจบังคับให้เจ้าพนักงานที่ดินกระทำการตามที่โจทก์ขอได้ อีกทั้งเป็นเรื่องวิธีการในชั้นบังคับคดี ที่ศาลชั้นต้นพิพากษาตามคำขอของโจทก์ในส่วนนี้เป็นการไม่ชอบ เมื่อศาลอุทธรณ์ภาค 3 มิได้แก้ไขและปัญหานี้เป็นปัญหาเกี่ยวกับความสงบเรียบร้อยของประชาชน แม้คู่ความไม่ฎีกาศาลฎีกาก็มีอำนาจแก้ไขให้ถูกต้องได้

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้มีคำสั่งให้เจ้าพนักงานที่ดินออกใบแทนโฉนดที่ดินแปลงดังกล่าวให้แก่โจทก์ โดยให้จำเลยออกค่าใช้จ่ายในการยื่นคำขอออกใบแทนโฉนดที่ดินแทนโจทก์

จำเลยให้การขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยส่งมอบโฉนดที่ดินเลขที่ 22400 ตำบลในเมือง (ปทุม) อำเภอเมืองอุบลราชธานี จังหวัดอุบลราชธานี ให้แก่โจทก์ หากจำเลยไม่ส่งมอบคืน ให้เจ้าพนักงานที่ดินออกใบแทนที่ดินแปลงดังกล่าวให้แก่โจทก์ โดยให้จำเลยออกค่าใช้จ่ายในการยื่นคำขอออกใบแทนโฉนดที่ดินแทนโจทก์ กับให้จำเลยใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ โดยกำหนดค่าทนายความ 5,000 บาท

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 3 พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ

จำเลยฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงที่คู่ความไม่โต้แย้งกันในชั้นฎีการับฟังเป็นยุติว่า นายสวัสดิ์ กู้ยืมเงินจำเลยโดยมอบโฉนดที่ดินเลขที่ 22400 ตำบลในเมือง (ปทุม) อำเภอเมืองอุบลราชธานี จังหวัดอุบลราชธานี ให้จำเลยยึดถือไว้เป็นประกันการกู้ยืมเงิน ต่อมาจำเลยยื่นฟ้องนายสวัสดิ์ให้ชำระหนี้เงินกู้ ศาลชั้นต้นมีคำพิพากษาให้นายสวัสดิ์ชำระเงินแก่จำเลย ไม่มีคู่ความฝ่ายใดอุทธรณ์ คดีถึงที่สุดแล้ว จำเลยไม่ได้ดำเนินการบังคับคดีตามคำพิพากษาภายใน 10 ปี นับแต่วันมีคำพิพากษา ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 271 หลังจากนายสวัสดิ์ถึงแก่ความตาย ศาลมีคำสั่งตั้งโจทก์เป็นผู้จัดการมรดก

มีปัญหาวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยว่า จำเลยมีสิทธิยึดถือโฉนดที่ดินเลขที่ 22400 ของนายสวัสดิ์หรือไม่ เห็นว่า การที่จำเลยไม่ได้ร้องขอให้บังคับคดีตามคำพิพากษาศาลชั้นต้นจนล่วงพ้นระยะเวลา 10 ปี นับแต่วันมีคำพิพากษา จำเลยย่อมสิ้นสิทธิที่จะบังคับคดีแก่นายสวัสดิ์และทายาทเมื่อหนี้ที่จำเลยอาศัยเป็นมูลเหตุยึดถือโฉนดที่ดินของโจทก์ไว้ไม่อาจบังคับคดีได้เสียแล้ว จำเลยจึงไม่มีสิทธิยึดถือโฉนดที่ดินไว้เป็นประกันการชำระหนี้อีกต่อไป ที่จำเลยฎีกาว่า แม้จำเลยไม่ได้ร้องขอให้บังคับคดีภายใน 10 ปี แต่จำเลยมีสิทธิยึดหน่วงโฉนดที่ดินไว้จนกว่าจะได้รับชำระหนี้ครบถ้วน ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 241 และ 244 เห็นว่า เหตุที่จำเลยจะใช้สิทธิยึดหน่วงตามกฎหมายได้ต้องปรากฏว่า จำเลยเป็นผู้ครองทรัพย์สินของผู้อื่นและมีหนี้อันเป็นคุณประโยชน์แก่ตนเกี่ยวด้วยทรัพย์สินซึ่งครองนั้น จึงจะใช้สิทธิยึดหน่วงไว้จนกว่าจะได้รับชำระหนี้ได้ แต่การที่นายสวัสดิ์กู้ยืมเงินและส่งมอบโฉนดที่ดินให้จำเลยยึดถือไว้เป็นประกันหนี้เงินกู้นั้น หนี้เงินกู้ดังกล่าวหาได้เป็นหนี้อันเป็นคุณประโยชน์แก่จำเลยเกี่ยวกับโฉนดที่ดินไม่ จำเลยจึงไม่มีสิทธิยึดหน่วงโฉนดที่ดินดังกล่าวไว้ ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 3 พิพากษามา ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาของจำเลยฟังไม่ขึ้น

อนึ่ง ที่โจทก์ขอให้ศาลมีคำสั่งให้เจ้าพนักงานที่ดินออกใบแทนโฉนดที่ดินให้แก่โจทก์ โดยให้จำเลยออกค่าใช้จ่ายในการยื่นคำขอออกใบแทนโฉนดที่ดินดังกล่าว เมื่อคดีนี้โจทก์ไม่ได้ฟ้องเจ้าพนักงานที่ดินเป็นจำเลยด้วยจึงเป็นการบังคับบุคคลภายนอกที่มิได้เป็นคู่ความในคดี ศาลไม่อาจบังคับให้เจ้าพนักงานที่ดินกระทำการตามที่โจทก์ขอได้ อีกทั้งเป็นเรื่องวิธีการในชั้นบังคับคดี ที่ศาลชั้นต้นพิพากษาตามคำขอของโจทก์ในส่วนนี้เป็นการไม่ชอบ เมื่อศาลอุทธรณ์ภาค 3 มิได้แก้ไขและปัญหาข้อนี้เป็นปัญหาเกี่ยวกับความสงบเรียบร้อยของประชาชน แม้คู่ความไม่ฎีกาศาลฎีกาก็มีอำนาจแก้ไขให้ถูกต้องได้

พิพากษาแก้เป็นว่า ให้ยกคำขอให้เจ้าพนักงานที่ดินออกใบแทนโฉนดที่ดินเลขที่ 22400 ตำบลในเมือง (ปทุม) อำเภอเมืองอุบลราชธานี จังหวัดอุบลราชธานี ให้แก่โจทก์โดยให้จำเลยออกค่าใช้จ่ายในการยื่นคำขอออกใบแทนโฉนดที่ดินแทนโจทก์ ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาให้เป็นพับนอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 3
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ. ม. 271
ป.พ.พ. ม. 241 ม. 244
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นางวาสนา แสงอร่าม
จำเลย — นายบัวกัน คำเพราะ
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดอุบลราชธานี — นายนุสิทธิ์ อนุสรณ์
ศาลอุทธรณ์ภาค 3 — นายวิเชียร แสงเจริญถาวร
ชื่อองค์คณะ
วิรุฬห์ แสงเทียน
ฉัตรไชย จันทร์พรายศรี
วรงค์พร จิระภาค
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 16694/2555
#537969
เปิดฉบับเต็ม

เมื่อพิจารณาถึงการที่จำเลยที่ 1 เข้าเป็นนักศึกษาของมหาวิทยาลัยโจทก์โดยชำระค่าใช้จ่ายในการศึกษาแต่ละภาคการศึกษาเป็นเงินจำนวนไม่น้อย โดยโจทก์เพิ่งแจ้งให้ทราบภายหลังเมื่อจำเลยที่ 1 เข้าเป็นนักศึกษาแล้วถึง 3 ปี ว่าจำเลยที่ 1 จะต้องเข้าทำสัญญาดังกล่าวกับมหาวิทยาลัยโจทก์ ย่อมทำให้จำเลยที่ 1 ซึ่งเป็นนักศึกษาตกอยู่ในฐานะเสียเปรียบโดยจำยอมต้องเข้าทำสัญญาดังกล่าว เพราะมิฉะนั้นอาจเป็นผลต่อการสำเร็จการศึกษา ทั้งสัญญาผูกพันการเข้าปฏิบัติงานตามเอกสารหมาย จ.9 และสัญญาค้ำประกันตามเอกสารหมาย จ.13 เป็นสัญญาสำเร็จรูป โดยมีการพิมพ์ข้อความกำหนดข้อสัญญาที่เป็นสาระสำคัญไว้ล่วงหน้า และข้อความในสัญญาผูกพันการปฏิบัติงานตามเอกสารหมาย จ.9 มีใจความโดยสรุปว่า เมื่อจำเลยที่ 1 สำเร็จการศึกษาแล้วจะปฏิบัติตามคำสั่งของมหาวิทยาลัยโจทก์ โดยไปปฏิบัติงานตามที่มหาวิทยาลัยโจทก์จัดการ หรือกำหนดให้ไม่ว่าในมหาวิทยาลัยหรือในโรงพยาบาลอื่นเป็นเวลา 3 ปี หากจำเลยที่ 1 ปฏิเสธไม่ยอมปฏิบัติตามสัญญายินยอมชดใช้เงินจำนวน 400,000 บาท ให้แก่มหาวิทยาลัยโจทก์ ซึ่งเป็นข้อตกลงที่ทำให้จำเลยที่ 1 ถูกจำกัดสิทธิหรือเสรีภาพในการประกอบอาชีพการงาน โดยต้องปฏิบัติงานตามที่มหาวิทยาลัยโจทก์เป็นผู้กำหนดหรือจัดหาให้เท่านั้น ซึ่งแม้มีกำหนดเวลาเพียง 3 ปี และมีค่าตอบแทนให้ แต่ทำให้จำเลยที่ 1 ไม่อาจเลือกได้เอง จึงถือว่าเป็นข้อสัญญาที่ไม่เป็นธรรม โดยเป็นข้อตกลงที่ทำให้จำเลยที่ 1 ถูกจำกัดสิทธิหรือเสรีภาพ โดยต้องรับภาระมากกว่าที่พึงคาดหมายได้ตามปกติ ซึ่งตามมาตรา 5 แห่ง พ.ร.บ.ว่าด้วยข้อสัญญาที่ไม่เป็นธรรม พ.ศ.2540 บัญญัติให้มีผลบังคับได้เพียงเท่าที่เป็นธรรมและพอสมควรแก่กรณีเท่านั้น

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องและแก้ไขคำฟ้องขอให้บังคับจำเลยทั้งสองร่วมกันหรือแทนกันใช้เงิน 400,000 บาท แก่โจทก์

จำเลยทั้งสองให้การและแก้ไขคำให้การขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง ให้โจทก์ใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนจำเลยทั้งสอง โดยกำหนดค่าทนายความ 10,000 บาท

โจทก์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 7 พิพากษาแก้เป็นว่า ให้จำเลยทั้งสองร่วมกันชำระเงิน 200,000 บาท แก่โจทก์ ให้จำเลยทั้งสองร่วมกันใช้ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสองศาลแทนโจทก์ตามส่วนที่โจทก์ชนะคดีโดยกำหนด ค่าทนายความรวม 6,000 บาท

จำเลยทั้งสองฎีกา โดยผู้พิพากษาที่ได้นั่งพิจารณาคดีในศาลชั้นต้นรับรองว่ามีเหตุสมควรที่จะฎีกาในข้อเท็จจริง

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงตามที่คู่ความไม่ได้ฎีกาโต้แย้งรับฟังได้ในเบื้องต้นว่า โจทก์เป็นนิติบุคคลตามพระราชบัญญัติสถาบันอุดมศึกษาเอกชน พ.ศ.2522 ใช้ชื่อว่า มหาวิทยาลัยคริสเตียน โจทก์เปิดหลักสูตรการศึกษาคณะวิทยาศาสตร์สุขภาพและพยาบาลศาสตร์ขึ้น โดยรับนักศึกษาที่ผ่านขั้นตอนการสอบคัดเลือกของทบวงมหาวิทยาลัย และที่ผ่านการคัดเลือกของมหาวิทยาลัยโจทก์เอง ในปีการศึกษา 2542 จำเลยที่ 1 ได้ผ่านการคัดเลือกเข้าเป็นนักศึกษามหาวิทยาลัยโจทก์คณะวิทยาศาสตร์สุขภาพและพยาบาลศาสตร์ โดยในปีดังกล่าวจำเลยที่ 1 เข้าศึกษาในหลักสูตรพยาบาลศาสตร์ ระดับปริญญาตรี ระหว่างที่จำเลยที่ 1 ศึกษาอยู่ในมหาวิทยาลัยโจทก์ ในปี 2545 มหาวิทยาลัยโจทก์ออกประกาศมหาวิทยาลัยโจทก์ที่ 448/2545 เรื่องระเบียบปฏิบัติการทำสัญญาเป็นนักศึกษาคณะพยาบาลศาสตร์ระดับปริญญาตรี โดยประกาศดังกล่าวมีสาระสำคัญว่า นักศึกษาที่ผ่านการคัดเลือกเข้าเป็นนักศึกษาในคณะดังกล่าวต้องทำสัญญาเข้าเป็นนักศึกษา และทำสัญญาผูกพันเมื่อสำเร็จการศึกษาตามสำเนาประกาศของโจทก์ ฉบับลงวันที่ 29 กรกฎาคม 2545 วันที่ 6 กันยายน 2546 ระหว่างที่จำเลยที่ 1 เป็นนักศึกษาชั้นปีที่ 3 ของมหาวิทยาลัยโจทก์ จำเลยที่ 1 ได้ทำสัญญากับโจทก์ 2 ฉบับ ฉบับแรกเป็นสัญญาเข้าเป็นนักศึกษาหลักสูตรพยาบาลศาสตร์บัณฑิต ตามเอกสารหมาย จ.8 ฉบับที่ 2 เป็นสัญญาเข้าปฏิบัติงานเมื่อสำเร็จการศึกษาโดยมีสาระสำคัญว่า จำเลยที่ 1 ยินยอมเข้าปฏิบัติงานในโรงพยาบาลที่มหาวิทยาลัยโจทก์กำหนดให้ ตามเอกสารหมาย จ.9 โดยมีจำเลยที่ 2 ผูกพันตนเข้าทำสัญญาค้ำประกันการเข้าเป็นนักศึกษาของจำเลยที่ 1 และทำสัญญาค้ำประกันการเข้าปฏิบัติงานเมื่อสำเร็จการศึกษาของจำเลยที่ 1 ตามสัญญาค้ำประกัน เอกสารหมาย จ.12 และ จ.13 ภายหลังจากจำเลยที่ 1 จบการศึกษาแล้ว มหาวิทยาลัยโจทก์จัดให้จำเลยที่ 1 เข้าทำงานในตำแหน่งพยาบาลวิชาชีพที่โรงพยาบาลหัวเฉียว โดยเป็นการปฏิบัติตามเงื่อนไขของสัญญาเข้าปฏิบัติงานที่จำเลยที่ 1 ทำไว้กับโจทก์ตามเอกสารหมาย จ.9 แต่ต่อมาในวันที่ 1 มกราคม 2548 จำเลยที่ 1 ลาออกจากการทำงานที่โรงพยาบาลดังกล่าวโดยมีระยะเวลาที่จำเลยที่ 1 ปฏิบัติงานตามสัญญาดังกล่าวเพียง 2 เดือน 13 วัน

มีปัญหาวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยทั้งสองว่า จำเลยทั้งสองต้องรับผิดตามสัญญาที่ทำไว้ต่อโจทก์ตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 7 หรือไม่ เห็นว่า มหาวิทยาลัยโจทก์เพิ่งแจ้งให้จำเลยที่ 1 ทราบว่าจำเลยที่ 1 ต้องทำสัญญาเข้าเป็นนักศึกษาและสัญญาผูกพันเมื่อสำเร็จการศึกษา โดยต้องมีผู้ค้ำประกันการทำสัญญาดังกล่าวภายหลังเมื่อจำเลยที่ 1 เข้าเป็นนักศึกษาของมหาวิทยาลัยโจทก์แล้วโดยการปิดประกาศมหาวิทยาลัยโจทก์ ตามเอกสารหมาย จ.6 เมื่อปี 2545 ทั้งไม่เคยแจ้งให้ทราบถึงค่าใช้จ่ายที่กล่าวอ้างว่ามหาวิทยาลัยโจทก์ออกให้ว่ามีค่าใช้จ่ายอะไรบ้างและเป็นจำนวนเงินเท่าใด เมื่อพิจารณาถึงการที่จำเลยที่ 1 เข้าเป็นนักศึกษาของมหาวิทยาลัยโจทก์โดยชำระค่าใช้จ่ายในการศึกษาแต่ละภาคการศึกษาเป็นเงินจำนวนไม่น้อย โดยโจทก์เพิ่งแจ้งให้ทราบในภายหลัง เมื่อจำเลยที่ 1 เข้าเป็นนักศึกษาแล้วถึง 3 ปี ว่าจำเลยที่ 1 จะต้องทำสัญญาดังกล่าวกับมหาวิทยาลัยโจทก์ ย่อมทำให้จำเลยที่ 1 ซึ่งเป็นนักศึกษาตกอยู่ในฐานะเสียเปรียบโดยจำยอมต้องเข้าทำสัญญาดังกล่าว เพราะมิฉะนั้นอาจเป็นผลต่อการสำเร็จการศึกษา ทั้งสัญญาผูกพันการเข้าปฏิบัติงาน ตามเอกสารหมาย จ.9 และสัญญาค้ำประกัน ตามเอกสารหมาย จ.13 เป็นสัญญาสำเร็จรูปโดยมีการพิมพ์ข้อความกำหนดข้อสัญญาที่เป็นสาระสำคัญไว้ล่วงหน้า และข้อความในสัญญาผูกพันการปฏิบัติงาน ตามเอกสารหมาย จ.9 มีใจความโดยสรุปว่า เมื่อจำเลยที่ 1 สำเร็จการศึกษาแล้วจะปฏิบัติตามคำสั่งของมหาวิทยาลัยโจทก์โดยไปปฏิบัติงานตามที่มหาวิทยาลัยโจทก์จัดการ หรือกำหนดให้ไม่ว่าในมหาวิทยาลัยหรือในโรงพยาบาลอื่นเป็นเวลา 3 ปี หากจำเลยที่ 1 ปฏิเสธไม่ยอมปฏิบัติตามสัญญายินยอมชดใช้เงินจำนวน 400,000 บาท ให้แก่มหาวิทยาลัยโจทก์ ซึ่งเป็นข้อตกลงที่ทำให้จำเลยที่ 1 ถูกจำกัดสิทธิหรือเสรีภาพในประกอบอาชีพการงานโดยต้องปฏิบัติงานตามที่มหาวิทยาลัยโจทก์เป็นผู้กำหนดหรือจัดหาให้เท่านั้น ซึ่งแม้มีกำหนดเวลาเพียง 3 ปี และมีค่าตอบแทนให้ แต่ทำให้จำเลยที่ 1 ไม่อาจเลือกได้เอง จึงถือว่าเป็นข้อสัญญาที่ไม่เป็นธรรม โดยเป็นข้อตกลงที่ทำให้จำเลยที่ 1 ถูกจำกัดสิทธิหรือเสรีภาพโดยต้องรับภาระมากกว่าที่พึงคาดหมายได้ตามปกติ ซึ่งตามมาตรา 5 แห่งพระราชบัญญัติว่าด้วยข้อสัญญาที่ไม่เป็นธรรม พ.ศ.2540 บัญญัติให้มีผลบังคับได้เพียงเท่าที่เป็นธรรมและพอสมควรแก่กรณีเท่านั้น เมื่อพิเคราะห์ถึงการที่จำเลยที่ 1 ตกเป็นฝ่ายเสียเปรียบไม่อาจเลือกประกอบอาชีพภายหลังสำเร็จการศึกษาได้โดยอิสระ โดยการเข้าทำสัญญาดังกล่าวกับมหาวิทยาลัยโจทก์เป็นเรื่องที่จำเลยที่ 1 ไม่เคยคาดหมายมาก่อนเข้าเป็นนักศึกษาของมหาวิทยาลัยโจทก์ ซึ่งหากจำเลยที่ 1 ทราบถึงเงื่อนไขว่าจะต้องทำสัญญาดังกล่าวแต่แรก จำเลยที่ 1 อาจไม่ตัดสินใจเข้าเป็นนักศึกษาของมหาวิทยาลัยโจทก์ ทั้งนี้เพื่อให้ตนไม่ต้องถูกจำกัดสิทธิในการเลือกสถานที่ทำงาน รวมทั้งความพึงพอใจอื่นในการตัดสินใจเข้าทำงานการบังคับตามสัญญาผูกพันการปฏิบัติงานภายหลังสำเร็จการศึกษา เอกสารหมาย จ.9 ย่อมทำให้จำเลยที่ 1 ไม่ได้รับความเป็นธรรมโดยสิ้นเชิง จึงสมควรให้สัญญาดังกล่าวไม่มีผลใช้บังคับ และเมื่อจำเลยที่ 1 ซึ่งเป็นลูกหนี้ชั้นต้นไม่ต้องถูกบังคับตามสัญญาผูกพันการปฏิบัติงานภายหลังสำเร็จการศึกษา เอกสารหมาย จ.9 แล้ว จำเลยที่ 2 ซึ่งเป็นผู้ค้ำประกันจำเลยที่ 1 ตามสัญญาค้ำประกัน เอกสารหมาย จ.13 ย่อมไม่มีความผูกพันต้องรับผิดต่อโจทก์ตามสัญญาค้ำประกันนั้นด้วย ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 7 พิพากษาให้จำเลยทั้งสองร่วมรับผิดชำระเงินจำนวน 200,000 บาท ให้แก่โจทก์นั้น ไม่ต้องด้วยความเห็นของศาลฎีกา ฎีกาของจำเลยทั้งสองฟังขึ้น

พิพากษากลับว่า ให้ยกฟ้องโจทก์ ให้โจทก์ใช้ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสามศาลแทนจำเลยทั้งสอง โดยกำหนดค่าทนายความรวม 11,000 บาท
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.ว่าด้วยข้อสัญญาที่ไม่เป็นธรรม พ.ศ.2540 ม. 5
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — มหาวิทยาลัยคริสเตียน
จำเลย — นางสาวลัดดาวรรณหรือชณัญดา เดชกล้า กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดนครปฐม — นายสมศักดิ์ เทวรักษ์กุล
ศาลอุทธรณ์ภาค 7 — นายสมยศ ใจสำราญ
ชื่อองค์คณะ
ทัศนีย์ จั่นสัญจัย ธรรมเกณฑ์
สุนันท์ ชัยชูสอน
สถิตย์ ทาวุฒิ
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 16640/2555
#538005
เปิดฉบับเต็ม

ความผิดฐานซ่องโจรเป็นความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา ลักษณะ 5 ความผิดเกี่ยวกับความสงบสุขของประชาชน ซึ่งบัญญัติไว้เพื่อความเป็นระเบียบเรียบร้อยของสังคม ความสงบสุข และความปลอดภัยของประชาชนโดยส่วนรวม มิใช่บัญญัติไว้เพื่อบุคคลหนึ่งบุคคลใดโดยเฉพาะเจาะจงเป็นส่วนตัว ดังนั้น ความผิดฐานซ่องโจรถือว่าเป็นการกระทำต่อรัฐโดยตรง รัฐเท่านั้นเป็นผู้เสียหายโดยนิตินัย โจทก์ซึ่งเป็นราษฎรจึงไม่ใช่บุคคลผู้ได้รับความเสียหายจากการกระทำความผิดโดยตรง มิใช่ผู้เสียหายนิตินัย ไม่มีอำนาจฟ้องคดีได้เอง

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องและแก้ไขฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยทั้งสิบเจ็ดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 177, 180, 188, 210, 264, 265, 266, 268, 269, 83, 84, 86, 91

ศาลชั้นต้นตรวจฟ้องแล้วพิพากษายกฟ้องในความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 188

โจทก์ยื่นคำร้องขอถอนฟ้องจำเลยที่ 5 ที่ 6 ที่ 8 ที่ 11 ถึงที่ 15 ศาลชั้นต้นอนุญาต

ศาลชั้นต้นไต่สวนมูลฟ้องแล้ว เห็นว่า คดีไม่มีมูล พิพากษายกฟ้อง

โจทก์อุทธรณ์โดยผู้พิพากษาซึ่งพิจารณาและลงชื่อในคำพิพากษาศาลชั้นต้นอนุญาตให้อุทธรณ์ในปัญหาข้อเท็จจริงในความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 180, 264 และ 269

ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน

โจทก์ฎีกา โดยผู้พิพากษาซึ่งพิจารณาและลงชื่อในคำพิพากษาศาลชั้นต้นอนุญาตให้ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า โจทก์นำสืบในชั้นไต่สวนมูลฟ้องว่า โจทก์เคยเป็นกรรมการของบริษัทเอเชียวิชั่นส์ จำกัด ในปี 2539 บริษัทเอเชียวิชั่นส์ จำกัด กู้เงินบริษัทเงินทุนหลักทรัพย์เจ้าพระยา จำกัด จำนวน 90,000,000 บาท โดยออกตั๋วสัญญาใช้เงินเลขที่ 352/39 ให้ไว้ในเป็นประกัน นอกจากนี้โจทก์ยังเป็นผู้ค้ำประกันหนี้รายดังกล่าวด้วย ต่อมาวันที่ 26 มิถุนายน 2540 บริษัทเอเชียวิชั่นส์ จำกัด กู้ยืมเงินบริษัทเงินทุนหลักทรัพย์เจ้าพระยา จำกัด อีก 90,000,000 บาท แล้วนำเงินไปชำระหนี้เดิม โจทก์ซึ่งเป็นผู้ค้ำประกันกู้ยืมในปี 2539 จึงหลุดพ้นจากหนี้ ทั้งโจทก์ไม่ได้เป็นผู้ค้ำประกันการกู้ยืมเงินรายใหม่ด้วย โจทก์จึงไม่มีหน้าที่ชำระหนี้ให้แก่บริษัทเงินทุนหลักทรัพย์เจ้าพระยาจำกัด แต่ในปี 2540 ได้เกิดปัญหาวิกฤติทางเศรษฐกิจเป็นเหตุให้บริษัทเงินทุนหลักทรัพย์เจ้าพระยา จำกัด และสถาบันการเงินอื่นหลายแห่งถูกปิดกิจการ คณะกรรมการองค์การเพื่อการปฏิรูประบบสถาบันการเงิน ตามพระราชกำหนดการปฏิรูประบบสถาบันการเงิน พ.ศ.2540 ได้ประมูลขายทรัพย์สินของบริษัทเงินทุนหลักทรัพย์เจ้าพระยา จำกัด ให้แก่บริษัทเอ เอส โอ วัน (เดลาแวร์) แอล แอล ซี จำกัด แล้วบริษัทดังกล่าวโอนสิทธิให้จำเลยที่ 1 เข้าทำสัญญาซื้อทรัพย์สินของบริษัทเงินทุนหลักทรัพย์เจ้าพระยา จำกัด แทน จำเลยที่ 1 จึงเข้าสวมสิทธิของบริษัทเงินทุนหลักทรัพย์เจ้าพระยา จำกัด หลังจากนั้นจำเลยที่ 1 มอบให้ทนายความมีหนังสือทวงถามให้โจทก์ชำระหนี้ที่บริษัทเอเชียวิชั่นส์ จำกัด กู้จากบริษัทเงินทุนหลักทรัพย์เจ้าพระยา จำกัด เมื่อวันที่ 26 มิถุนายน 2540 โจทก์ได้มอบให้ทนายความมีหนังสือแจ้งไปยังกรรมการผู้จัดการบริษัทเงินทุนหลักทรัพย์เจ้าพระยา จำกัด และจำเลยที่ 6 ว่าโจทก์ไม่ได้เป็นผู้ค้ำประกันบริษัทเอเชียวิชั่นส์ จำกัด ทั้งได้แจ้งด้วยว่าหนี้ที่บริษัทเอเชียวิชั่นส์ จำกัด กู้จากบริษัทเงินทุนหลักทรัพย์เจ้าพระยา จำกัด ที่โจทก์เป็นผู้ค้ำประกันได้ระงับลงแล้ว ต่อมาวันที่ 16 พฤษภาคม 2543 จำเลยที่ 1 ได้ฟ้องโจทก์เป็นจำเลยต่อศาลแพ่งขอให้บังคับให้โจทก์รับผิดในมูลหนี้จำนวน 144,568,081 บาท โดยบรรยายฟ้องว่าโจทก์เป็นผู้ค้ำประกันบริษัทเอเชียวิชั่นส์ จำกัด และแนบสำเนาหนังสือขอรับเงินกู้ ลงวันที่ 26 มิถุนายน 2540 มาท้ายคำฟ้องแต่เอกสารดังกล่าวมีข้อความบางตอนลบเลือน ข้อความที่ว่า นำเงินจำนวนดังกล่าวหักชำระหนี้ตามตั๋วสัญญาใช้เงินฉบับเลขที่ 352/39 ลงวันที่ 26 สิงหาคม 2539 ซึ่งข้าพเจ้าเป็นผู้ออกตั๋ว ถูกจำเลยที่ 1 ถึงที่ 4 ที่ 7 ที่ 9 ที่ 10 ที่ 16 และที่ 17 ร่วมกันทำให้ลบเลือนหายไปโดยมุ่งหวังให้ศาลเชื่อว่ามูลหนี้เดิมที่โจทก์เป็นผู้ค้ำประกันบริษัทเอเชียวิชั่นส์ จำกัด ยังไม่ระงับไป เอกสารฉบับนั้นจึงเป็นเอกสารเท็จ นอกจากนี้ในปี 2544 จำเลยที่ 1 ยังฟ้องโจทก์เป็นจำเลยต่อศาลล้มละลายกลางด้วย แล้วจำเลยที่ 1 ถึงที่ 4 ที่ 7 ที่ 9 ที่ 10 ที่ 16 และที่ 17 ได้ร่วมกันนำสืบโดยนำเอกสารเท็จฉบับนั้นไปแสดงต่อศาลแพ่งและศาลล้มละลายกลาง โดยประการที่น่าจะเกิดความเสียหายแก่โจทก์ ยิ่งกว่านั้นจำเลยที่ 1 ถึงที่ 4 ที่ 7 ที่ 9 ที่ 16 และที่ 17 ยังร่วมกันใช้จ้างวานให้จำเลยที่ 10 เบิกความต่อศาลล้มละลายกลางเมื่อวันที่ 18 มิถุนายน 2544 มีใจความสำคัญว่า โจทก์เป็นผู้ค้ำประกันบริษัทเอเชียวิชั่นส์ จำกัด ในการกู้ยืมเงินทุนหลักทรัพย์เจ้าพระยา จำกัด เมื่อวันที่ 26 มิถุนายน 2540 จำนวน 90,000,000 บาท ซึ่งเป็นความเท็จ ความจริงจำเลยที่ 10 ไม่ได้ร่วมรู้เห็นในการกู้ยืมเงินดังกล่าวเลย ทั้งข้อความเท็จดังกล่าวเป็นข้อสำคัญในคดี เพราะหากศาลหลงเชื่อคำเบิกความของจำเลยที่ 10 ก็อาจพิพากษาให้โจทก์เป็นบุคคลล้มละลายได้ เป็นเหตุให้โจทก์ได้รับความเสียหาย แม้ต่อมาจำเลยที่ 1 จะยื่นคำร้องขอถอนฟ้องคดีแพ่งและคดีล้มละลายนั้นเสีย ก็ไม่มีผลลบล้างความผิดที่ได้กระทำไปแล้ว การที่จำเลยที่ 1 ถึงที่ 4 ที่ 7 ที่ 9 ที่ 10 ที่ 16 และที่ 17 ร่วมสมคบกันกระทำความผิดดังกล่าวยังเป็นความผิดฐานซ่องโจรอีกบทหนึ่งด้วย

คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ประการแรกว่า โจทก์มีอำนาจฟ้องจำเลยที่ 1 ถึงที่ 4 ที่ 7 ที่ 9 ที่ 10 ที่ 16 และที่ 17 ในความผิดฐานซ่องโจรหรือไม่ เห็นว่า แม้ในความผิดฐานซ่องโจรกฎหมายจะไม่ได้บัญญัติว่าเป็นการกระทำความผิดต่อรัฐและรัฐเป็นผู้เสียหายก็ตาม แต่ความผิดฐานซ่องโจรนั้น เป็นความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา ลักษณะ 5 ความผิดเกี่ยวกับความสงบสุขของประชาชน ซึ่งบัญญัติไว้เพื่อความเป็นระเบียบเรียบร้อยของสังคม ความสงบสุข และความปลอดภัยของประชาชนโดยส่วนรวม มิใช่บัญญัติไว้เพื่อบุคคลหนึ่งบุคคลใดโดยเฉพาะเจาะจงเป็นส่วนตัว ดังนั้น ความผิดฐานซ่องโจรถือว่าเป็นการกระทำต่อรัฐโดยตรง รัฐเท่านั้นเป็นผู้เสียหายโดยนิตินัย โจทก์ซึ่งเป็นราษฎรจึงไม่ใช่บุคคลผู้ได้รับความเสียหายจากการกระทำความผิดโดยตรง มิใช่ผู้เสียหายโดยนิตินัย ไม่มีอำนาจฟ้องคดีนี้ได้เอง ฎีกาของโจทก์ข้อนี้ฟังไม่ขึ้น

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.อ. ม. 210
ป.วิ.อ. ม. 2 (4)
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นายประมุท สูตะบุตร
จำเลย — กองทุนรวมแกมม่าแคปปิตอล กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลอาญากรุงเทพใต้ — นายกำพล ภู่สุดแสวง
ศาลอุทธรณ์ — นายบุญทอง ปลื้มวรสวัสดิ์
ชื่อองค์คณะ
สุทธิโชค เทพไตรรัตน์
ศรีอัมพร ศาลิคุปต์
นพพร โพธิรังสิยากร
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 16572/2555
#528528
เปิดฉบับเต็ม

ฟ้องว่าจำเลยที่ 1 ขับรถยนต์แล่นสวนทางกับรถจักรยานยนต์ที่จำเลยที่ 2 ขับ เมื่อถึงบริเวณสี่แยกจำเลยที่ 1 ขับรถความเร็วสูงโดยประมาทไม่ดูให้ดีว่าในขณะนั้นมีรถจักรยานยนต์ของจำเลยที่ 2 แล่นสวนทางมาในช่องฝั่งตรงกันข้าม และขณะนั้นจำเลยที่ 1 จะขับรถเลี้ยวไปทางขวามือเพื่อผ่านสี่แยกดังกล่าว ส่วนจำเลยที่ 2 ก็ขับรถจักรยานยนต์ด้วยความเร็วสูงโดยประมาทเช่นเดียวกันไม่ดูให้ดีว่าขณะนั้นมีรถของจำเลยที่ 1 กำลังเลี้ยวผ่านหน้าไป ทำให้จำเลยทั้งสองไม่สามารถหยุดรถหรือชะลอความเร็วของรถให้ช้าลงพอที่จะขับหลบหลีกไม่เฉี่ยวชนกันได้ รถของจำเลยที่ 1 และรถของจำเลยที่ 2 จึงพุ่งเข้าเฉี่ยวชนกันอย่างแรง ทำให้รถทั้งสองคันได้รับความเสียหาย และเป็นเหตุให้จำเลยที่ 2 ตกจากรถได้รับอันตรายสาหัส ฟ้องโจทก์ดังกล่าวได้บรรยายถึงการกระทำทั้งหลายที่อ้างว่าจำเลยที่ 2 กระทำโดยประมาท และผลของการกระทำโดยประมาทของจำเลยที่ 2 แล้ว แม้จะบรรยายต่อไปว่าจำเลยที่ 2 ได้รับอันตรายสาหัส แต่ก็เป็นผลมาจากการกระทำของจำเลยที่ 2 เองด้วย เมื่อจำเลยที่ 2 ให้การรับสารภาพ แสดงว่าจำเลยที่ 2 เข้าใจข้อหาได้ดีแล้ว ฟ้องของโจทก์จึงชอบด้วย ป.วิ.อ. มาตรา 158 (5) แต่เมื่อการที่จำเลยที่ 2 ได้รับอันตรายสาหัสเป็นผลมาจากการกระทำของจำเลยที่ 2 เอง จึงไม่อาจลงโทษจำเลยที่ 2 ตาม ป.อ. มาตรา 300 ได้ ที่ศาลล่างทั้งสองลงโทษจำเลยที่ 2 ในความผิดฐานดังกล่าวด้วยนั้น เป็นการลงโทษในการกระทำความผิดที่ไม่ได้กล่าวในฟ้อง ต้องห้ามตาม ป.วิ.อ. มาตรา 192 วรรคหนึ่ง

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยกับพวกตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91, 300 พระราชบัญญัติจราจรทางบก พ.ศ.2522 มาตรา 43, 157 พระราชบัญญัติรถยนต์ พ.ศ.2522 มาตรา 42, 64 พระราชบัญญัติคุ้มครองผู้ประสบภัยจากรถ พ.ศ.2535 มาตรา 11, 39

จำเลยทั้งสองให้การปฏิเสธ แต่ก่อนสืบพยานโจทก์ จำเลยทั้งสองขอถอนคำให้การเดิมและให้การใหม่เป็นรับสารภาพ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยที่ 1 มีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 300 พระราชบัญญัติจราจรทางบก พ.ศ.2522 มาตรา 43 (4), 157 การกระทำของจำเลยที่ 1 เป็นการกระทำกรรมเดียวผิดต่อกฎหมายหลายบท ให้ลงโทษฐานกระทำโดยประมาทเป็นเหตุให้ผู้อื่นรับอันตรายสาหัสซึ่งเป็นกฎหมายบทที่มีโทษหนักที่สุด ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 จำคุก 1 ปี และปรับ 6,000 บาท ส่วนจำเลยที่ 2 มีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 300 พระราชบัญญัติจราจรทางบก พ.ศ.2522 มาตรา 43 (4), 157 พระราชบัญญัติคุ้มครองผู้ประสบภัยจากรถ พ.ศ.2535 มาตรา 11, 39 พระราชบัญญัติรถยนต์ พ.ศ.2522 มาตรา 42 (ที่ถูก มาตรา 42 วรรคหนึ่ง), 64 การกระทำของจำเลยที่ 2 เป็นการกระทำความผิดหลายกรรมต่างกัน ให้ลงโทษทุกกรรมเป็นกระทงความผิดไปตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 ฐานใช้รถที่ไม่ได้จัดให้มีการประกันความเสียหาย ปรับ 2,000 บาท ฐานขับรถโดยไม่ได้รับใบอนุญาตขับรถ ปรับ 500 บาท ส่วนความผิดตามพระราชบัญญัติจราจรทางบก พ.ศ.2520 (ที่ถูก พ.ศ.2522) มาตรา 43 (4), 157 และฐานกระทำโดยประมาทเป็นเหตุให้บุคคลอื่นรับอันตรายสาหัสตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 300 เป็นการกระทำกรรมเดียวผิดต่อกฎหมายหลายบท ให้ลงโทษฐานกระทำโดยประมาทเป็นเหตุให้ผู้อื่นรับอันตรายสาหัสซึ่งเป็นกฎหมายบทที่มีโทษหนักที่สุดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 จำคุก 1 ปี และปรับ 6,000 บาท รวมจำคุกจำเลยที่ 2 มีกำหนด 1 ปี และปรับ 8,500 บาท จำเลยทั้งสองให้การรับสารภาพเป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้กึ่งหนึ่งตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คงจำคุกจำเลยที่ 1 มีกำหนด 6 เดือน และปรับ 3,000 บาท ส่วนจำเลยที่ 2 คงจำคุก 6 เดือน และปรับ 4,250 บาท พิเคราะห์แล้ว ไม่ปรากฏว่าจำเลยทั้งสองได้รับโทษจำคุกมาก่อนเห็นสมควรปรานีให้โอกาสกลับตัวเป็นพลเมืองดีจึงรอการลงโทษจำคุกไว้ 2 ปี ให้คุมความประพฤติของจำเลยทั้งสองโดยให้ไปรายงานตัวต่อพนักงานคุมประพฤติ 4 ครั้ง ภายใน 1 ปี แต่ละครั้งห่างกันไม่น้อยกว่า 2 เดือน กับให้จำเลยทั้งสองกระทำกิจกรรมบริการสังคมหรือสาธารณประโยชน์ตามที่พนักงานคุมประพฤติและจำเลยทั้งสองเห็นสมควรเป็นเวลา 24 ชั่วโมง ภายในกำหนดเวลา 1 ปี ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 56 ไม่ชำระค่าปรับให้จัดการตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 29, 30

จำเลยที่ 2 อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 4 พิพากษายืน

จำเลยที่ 2 ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า คดีนี้โจทก์บรรยายฟ้องในความผิดฐานขับรถโดยประมาทและฐานกระทำโดยประมาทเป็นเหตุให้ผู้อื่นรับอันตรายสาหัสว่า จำเลยที่ 1 ขับรถยนต์กระบะหมายเลขทะเบียน ลษ 1178 กรุงเทพมหานคร แล่นไปตามถนนถีนานนท์ จากทางด้านอำเภอกันทรวิชัยมุ่งหน้าเข้าอำเภอเมืองมหาสารคาม ในขณะเดียวกันจำเลยที่ 2 ขับรถจักรยานยนต์ ยี่ห้อฮอนด้า ไม่ติดแผ่นป้ายทะเบียนแล่นไปตามถนนถีนานนท์ จากทางด้านอำเภอเมืองมหาสารคามมุ่งหน้าไปทางอำเภอกันทรวิชัยในลักษณะแล่นสวนทางกัน เมื่อมาถึงที่เกิดเหตุทางร่วมทางแยกซึ่งเป็นสี่แยกดินดำบ้านวังยาว บริเวณสี่แยกจะมีป้ายเครื่องหมายจราจรเตือนว่าเป็นทางร่วมทางแยกและสัญญาณจราจรไฟเปิดกะพริบเตือน จำเลยที่ 1 ขับรถมาด้วยความเร็วสูงเกินสมควรไม่ระมัดระวังดูให้ดีว่ามีป้ายเครื่องหมายจราจรเตือนว่าทางข้างหน้าเป็นทางร่วมทางแยก ขณะนั้นจำเลยที่ 1 ประสงค์จะขับรถเลี้ยวไปทางขวามือเพื่อผ่านสี่แยกดังกล่าว ส่วนจำเลยที่ 2 ขับรถจักรยานยนต์ดังกล่าวในสภาพที่ไม่มีโคมไฟหน้าและไม่มีห้ามล้อหน้าด้วยความเร็วสูงเกินสมควรโดยไม่ระมัดระวังดูทางข้างหน้าให้ดีเช่นเดียวกับจำเลยที่ 1 โดยจำเลยที่ 1 ไม่ชะลอหรือลดความเร็วของรถให้ช้าลงหรือต้องหยุดรถเมื่อขับรถมาถึงสี่แยก แล้วจำเลยที่ 1 ได้ขับรถเลี้ยวไปทางขวามือตัดผ่านสี่แยกดังกล่าวในทันทีทันใดโดยไม่ดูให้ดีว่าในขณะนั้นมีรถจักรยานยนต์ของจำเลยที่ 2 แล่นสวนทางมาในช่องฝั่งตรงข้าม ส่วนจำเลยที่ 2 ก็ยังคงขับรถดังกล่าวด้วยความเร็วสูงเกินสมควร โดยจำเลยที่ 2 ไม่ชะลอหรือลดความเร็วของรถให้ช้าลงหรือต้องหยุดรถเมื่อมาถึงทางร่วมทางแยกเพื่อดูให้ดีว่าในขณะนั้นมีรถของจำเลยที่ 1 กำลังเลี้ยวผ่านหน้าไป และด้วยความประมาทปราศจากความระมัดระวังของจำเลยทั้งสองดังกล่าว ทำให้จำเลยทั้งสองไม่สามารถหยุดรถหรือชะลอความเร็วของรถให้ช้าลงพอที่จะขับหลบหลีกไม่เฉี่ยวชนกันได้ รถยนต์ของจำเลยที่ 1 และรถจักรยานยนต์ของจำเลยที่ 2 จึงพุ่งเข้าเฉี่ยวชนกันอย่างแรง ทำให้รถทั้งสองคันได้รับความเสียหาย และเป็นเหตุให้จำเลยที่ 2 ตกจากรถได้รับอันตรายสาหัสต้องป่วยเจ็บด้วยอาการทุกขเวทนาและจนประกอบกรณียกิจตามปกติไม่ได้เกินกว่ายี่สิบวัน ฟ้องโจทก์ดังกล่าวได้บรรยายถึงการกระทำทั้งหลายที่อ้างว่าจำเลยที่ 2 กระทำโดยประมาทและผลของการกระทำโดยประมาทของจำเลยที่ 2 แล้ว แม้จะบรรยายฟ้องต่อไปว่าจำเลยที่ 2 ได้รับอันตรายสาหัส แต่ก็เป็นผลมาจากการกระทำของจำเลยที่ 2 เองด้วย เมื่อจำเลยที่ 2 ให้การรับสารภาพ แสดงว่าจำเลยที่ 2 เข้าใจข้อหาได้ดีแล้ว ฟ้องโจทก์จึงชอบด้วยประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 158 (5) แต่เมื่อการที่จำเลยที่ 2 ได้รับอันตรายสาหัสเป็นผลมาจากการกระทำของจำเลยที่ 2 เอง ดังวินิจฉัยข้างต้น จึงไม่อาจลงโทษจำเลยที่ 2 ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 300 ได้ จำเลยที่ 2 จึงมีความผิดฐานขับรถโดยประมาทตามพระราชบัญญัติจราจรทางบก พ.ศ.2522 มาตรา 43 (4), 157 เท่านั้น ที่ศาลล่างทั้งสองลงโทษจำเลยที่ 2 ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 300 จึงเป็นการลงโทษในการกระทำความผิดที่ไม่ได้กล่าวในฟ้อง ต้องห้ามตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 192 วรรคหนึ่ง ฎีกาของจำเลยที่ 2 ฟังขึ้นบางส่วน

พิพากษาแก้เป็นว่า จำเลยที่ 2 มีความผิดตามพระราชบัญญัติจราจรทางบก พ.ศ.2522 มาตรา 43 (4), 157 ปรับ 1,000 บาท ลดโทษให้กึ่งหนึ่งแล้ว คงปรับ 500 บาท เมื่อรวมกับโทษในความผิดฐานอื่นแล้ว เป็นปรับจำเลยที่ 2 เป็นเงิน 1,750 บาท นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 4
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.อ. ม. 300
ป.วิ.อ. ม. 158 (5) ม. 192 วรรคหนึ่ง
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการจังหวัดมหาสารคาม
จำเลย — นางสาวพิสมัย ลุนราษี กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดมหาสารคาม — นายสมเกียรติ เกียรติศักดาชัย
ศาลอุทธรณ์ภาค 4 — นายวิรัตน์ รีชัยพิชิตกุล
ชื่อองค์คณะ
พศวัจณ์ กนกนาก
อภิรัตน์ ลัดพลี
ธงชัย เสนามนตรี
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 16571/2555
#533728
เปิดฉบับเต็ม

ในระหว่างที่จำเลยกำลังรับโทษตามคำพิพากษาซึ่งคดีถึงที่สุด ได้มี พ.ร.บ.ยาเสพติดให้โทษ (ฉบับที่ 5) พ.ศ.2545 มาตรา 8 และมาตรา 19 ยกเลิกความในมาตรา 15 และมาตรา 65 แห่ง พ.ร.บ.ยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 และให้ใช้ข้อความใหม่แทน โดยตามมาตรา 65 วรรคสอง (เดิม) กำหนดไว้ว่า ผู้ใดผลิตยาเสพติดให้โทษในประเภท 1 เพื่อจำหน่าย ต้องระวางโทษประหารชีวิต ส่วนในมาตรา 65 ที่แก้ไขใหม่ กำหนดแยกบทลงโทษกรณีผลิตโดยการแบ่งบรรจุหรือรวมบรรจุ และมีปริมาณคำนวณเป็นสารบริสุทธิ์ไม่ถึงปริมาณที่กำหนดตามมาตรา 15 วรรคสาม (3) คือไม่ถึง 3 กรัม หากเป็นการผลิตเพื่อจำหน่าย ต้องระวางโทษตามมาตรา 65 วรรคสี่ ซึ่งมีระวางโทษจำคุกตั้งแต่สี่ปีถึงจำคุกตลอดชีวิตและปรับตั้งแต่สี่แสนบาทถึงห้าล้านบาท เช่นนี้ ความผิดฐานผลิตเฮโรอีนเพื่อจำหน่ายตามมาตรา 65 วรรคสี่ ที่แก้ไขใหม่ จะเป็นคุณมากกว่ากฎหมายเดิมตามมาตรา 65 วรรคสอง ซึ่งเป็นกฎหมายที่ใช้ในขณะกระทำความผิด เฉพาะในกรณีที่เป็นการผลิตเฮโรอีนเพื่อจำหน่ายโดยการแบ่งบรรจุหรือรวมบรรจุ และมีปริมาณคำนวณเป็นสารบริสุทธิ์ไม่ถึงปริมาณที่กำหนดตาม พ.ร.บ.ยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 มาตรา 15 วรรคสาม (3) (ใหม่) คือไม่ถึง 3 กรัม เมื่อข้อเท็จจริงรับฟังได้ตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 8 ซึ่งคดีถึงที่สุดแล้วว่า จำเลยผลิตเฮโรอีนโดยการแบ่งบรรจุใส่หลอดพลาสติก 150 หลอด น้ำหนัก 142.007 กรัม คำนวณเป็นสารบริสุทธิ์ได้ 91.865 กรัม แม้ฟ้องโจทก์จะไม่ได้บรรยายว่า เฮโรอีนดังกล่าวมีปริมาณคำนวณเป็นสารบริสุทธิ์ได้เท่าใด แต่โจทก์บรรยายฟ้องมาแล้วว่า จำเลยผลิตเฮโรอีนโดยการแบ่งจากห่อแล้วบรรจุใส่หลอดพลาสติก 150 หลอด น้ำหนัก 142.007 กรัม อันเป็นการบรรยายฟ้องมาครบองค์ประกอบความผิดตาม พ.ร.บ.ยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 มาตรา 15 วรรคหนึ่ง (เดิม), 65 วรรคสอง (เดิม) ซึ่งเป็นกฎหมายที่ใช้ในขณะกระทำความผิดแล้ว เมื่อเฮโรอีนของกลางมีปริมาณสารบริสุทธิ์ 91.865 กรัม เกินกว่าที่กำหนดตามมาตรา 15 วรรคสาม (3) จึงไม่เข้าเงื่อนไขตามมาตรา 65 วรรคสี่ ที่แก้ไขใหม่ กฎหมายที่แก้ไขใหม่จึงไม่เป็นคุณแก่จำเลย ส่วนกำหนดโทษตามมาตรา 65 วรรคสอง (เดิม) และมาตรา 65 วรรคสอง ที่แก้ไขใหม่ มีระวางโทษประหารชีวิตสถานเดียวเท่ากัน กฎหมายที่แก้ไขใหม่จึงไม่เป็นคุณแก่จำเลย ต้องใช้กฎหมายเดิมซึ่งเป็นกฎหมายที่ใช้ในขณะกระทำความผิดบังคับแก่จำเลย กรณีจึงไม่อยู่ในบังคับตาม ป.อ. มาตรา 3 (1) ที่ศาลจะกำหนดโทษจำเลยในความผิดฐานผลิตเฮโรอีนเพื่อจำหน่ายใหม่ได้

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
คดีสืบเนื่องมาจากศาลอุทธรณ์ภาค 8 มีคำพิพากษาลงโทษจำเลยตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 มาตรา 15 วรรคสอง, 65 วรรคสอง, 66 วรรคหนึ่ง เป็นความผิดหลายกรรมต่างกัน ให้ลงโทษทุกกรรมเป็นกระทงความผิดไปตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 ฐานจำหน่ายเฮโรอีน จำคุก 20 ปี ฐานผลิตเฮโรอีนเพื่อจำหน่ายและฐานมีเฮโรอีนไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่าย เป็นการกระทำกรรมเดียวผิดต่อกฎหมายหลายบท ให้ลงโทษฐานผลิตเฮโรอีนเพื่อจำหน่ายซึ่งเป็นกฎหมายบทที่มีโทษหนักที่สุดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 ให้ประหารชีวิต คำรับสารภาพของจำเลยในชั้นจับกุมและชั้นสอบสวนเป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้กระทงละหนึ่งในสามตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 ประกอบมาตรา 52 (1) ฐานผลิตเฮโรอีนเพื่อจำหน่าย คงจำคุกตลอดชีวิต เมื่อลงโทษจำคุกตลอดชีวิตแล้ว จึงไม่อาจลงโทษฐานจำหน่ายเฮโรอีนได้ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 (3) คงให้จำคุกตลอดชีวิตสถานเดียว คดีถึงที่สุดแล้ว

จำเลยยื่นคำร้องขอให้กำหนดโทษจำเลยใหม่และลงโทษจำเลยน้อยกว่าอัตราโทษขั้นต่ำตามที่กฎหมายกำหนด

ศาลชั้นต้นมีคำสั่งว่า สำหรับความผิดฐานผลิตเฮโรอีน ข้อเท็จจริงได้ความว่า เฮโรอีนที่ยึดได้คำนวณเป็นสารบริสุทธิ์ได้ 91.865 กรัม ไม่ต้องด้วยพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 มาตรา 65 วรรคสามและวรรคสี่ ที่แก้ไขใหม่ ส่วนโทษตามมาตรา 65 วรรคสอง ที่แก้ไขใหม่ มีอัตราโทษประหารชีวิตเท่ากับกฎหมายเดิม กรณีไม่อยู่ในหลักเกณฑ์ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 3 (1) ที่ศาลจะกำหนดโทษใหม่ให้จำเลยได้ สำหรับข้อหาจำหน่ายเฮโรอีน ไม่ว่าโจทก์จะบรรยายปริมาณสารบริสุทธิ์ของเฮโรอีน 1 หลอด ที่จำเลยจำหน่ายไปหรือไม่ ก็ไม่มีผลเปลี่ยนแปลงโทษที่ศาลจะลงแก่จำเลยเพราะเมื่อรวมโทษทุกกรรมแล้ว คงลงโทษจำเลยได้เพียงจำคุกตลอดชีวิตตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 (3) ส่วนมาตรา 100/2 เป็นบทกฎหมายที่ให้ศาลใช้ดุลพินิจลงโทษจำเลยในสถานเบา มิใช่บทกำหนดความผิดและบทกำหนดโทษ ไม่อยู่ในหลักเกณฑ์ของประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 3 (1) ให้ยกคำร้อง

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 8 พิพากษาแก้เป็นว่า ให้กำหนดโทษจำเลยใหม่ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 3 (1) สำหรับข้อหาผลิตเฮโรอีนเพื่อจำหน่าย ให้จำคุกตลอดชีวิต ส่วนข้อหาจำหน่ายเฮโรอีน ให้จำคุก 4 ปี ลดโทษให้ข้อหาละหนึ่งในสามตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 ประกอบมาตรา 53 แล้ว ข้อหาแรกคงจำคุก 33 ปี 4 เดือน ข้อหาที่ 2 คงจำคุก 2 ปี 8 เดือน รวมจำคุก 35 ปี 12 เดือน ให้ศาลชั้นต้นแจ้งผลคำพิพากษาของศาลอุทธรณ์ภาค 8 ให้โจทก์และจำเลยทราบกับออกหมายจำคุกเมื่อคดีถึงที่สุดแก่จำเลยใหม่ตามคำพิพากษานี้ นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำสั่งของศาลชั้นต้น

โจทก์ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า จำเลยยื่นคำร้องขอให้ศาลชั้นต้นกำหนดโทษจำเลยใหม่โดยอ้างว่า พระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 ที่ใช้ในขณะกระทำความผิดแตกต่างกับพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ (ฉบับที่ 5) พ.ศ.2545 ซึ่งใช้ในภายหลังการกระทำความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 3 (1) เห็นว่า สำหรับความผิดฐานผลิตเฮโรอีนเพื่อจำหน่ายนั้น ในระหว่างที่จำเลยกำลังรับโทษตามคำพิพากษาซึ่งคดีถึงที่สุดอยู่แล้วนั้น ได้มีพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ (ฉบับที่ 5) พ.ศ.2545 มาตรา 8 และมาตรา 19 ยกเลิกความในมาตรา 15 และมาตรา 65 แห่งพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 และให้ใช้ข้อความใหม่แทน โดยตามมาตรา 65 วรรคสอง (เดิม) กำหนดไว้ว่า ผู้ใดผลิตยาเสพติดให้โทษในประเภท 1 เพื่อจำหน่าย ต้องระวางโทษประหารชีวิต ส่วนในมาตรา 65 ที่แก้ไขใหม่ กำหนดแยกบทลงโทษกรณีผลิตโดยการแบ่งบรรจุหรือรวมบรรจุ และมีปริมาณคำนวณเป็นสารบริสุทธิ์ไม่ถึงปริมาณที่กำหนดตามมาตรา 15 วรรคสาม (3) คือไม่ถึง 3 กรัม หากเป็นการผลิตเพื่อจำหน่าย ต้องระวางโทษตามมาตรา 65 วรรคสี่ ซึ่งมีระวางโทษจำคุกตั้งแต่สี่ปีถึงจำคุกตลอดชีวิตและปรับตั้งแต่สี่แสนบาทถึงห้าล้านบาท เช่นนี้ ความผิดฐานผลิตเฮโรอีนเพื่อจำหน่ายตามมาตรา 65 วรรคสี่ ที่แก้ไขใหม่ จะเป็นคุณมากกว่ากฎหมายเดิมตามมาตรา 65 วรรคสอง ซึ่งเป็นกฎหมายที่ใช้ในขณะกระทำความผิด เฉพาะในกรณีที่เป็นการผลิตเฮโรอีนเพื่อจำหน่ายโดยการแบ่งบรรจุหรือรวมบรรจุ และมีปริมาณคำนวณเป็นสารบริสุทธิ์ไม่ถึงปริมาณที่กำหนดตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 มาตรา 15 วรรคสาม (3) (ที่แก้ไขใหม่) คือไม่ถึง 3 กรัม เมื่อข้อเท็จจริงรับฟังได้ตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 8 ซึ่งคดีถึงที่สุดแล้วว่า จำเลยผลิตเฮโรอีนโดยการแบ่งบรรจุใส่หลอดพลาสติก 150 หลอด น้ำหนัก 142.007 กรัม คำนวณเป็นสารบริสุทธิ์ได้ 91.865 กรัม แม้ฟ้องโจทก์จะไม่ได้บรรยายว่า เฮโรอีนมีปริมาณคำนวณเป็นสารบริสุทธิ์ได้เท่าใด แต่โจทก์บรรยายฟ้องมาแล้วว่า จำเลยผลิตเฮโรอีนโดยการแบ่งจากห่อแล้วบรรจุใส่หลอดพลาสติก 150 หลอด น้ำหนัก 142.007 กรัม อันเป็นการบรรยายฟ้องมาครบองค์ประกอบความผิดตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 มาตรา 15 วรรคหนึ่ง (เดิม), 65 วรรคสอง (เดิม) ซึ่งเป็นกฎหมายที่ใช้ในขณะกระทำความผิดแล้ว เมื่อเฮโรอีนของกลางอันเป็นวัตถุแห่งการกระทำความผิดมีปริมาณคำนวณเป็นสารบริสุทธิ์ได้ 91.865 กรัม เกินกว่าที่กำหนดตามมาตรา 15 วรรคสาม (3) จึงไม่เข้าเงื่อนไขตามมาตรา 65 วรรคสี่ ที่แก้ไขใหม่ กฎหมายที่แก้ไขใหม่จึงไม่เป็นคุณแก่จำเลย ส่วนกำหนดโทษตามมาตรา 65 วรรคสอง (เดิม) และมาตรา 65 วรรคสอง ที่แก้ไขใหม่มีระวางโทษประหารชีวิตสถานเดียวเท่ากัน กฎหมายที่แก้ไขใหม่จึงไม่เป็นคุณแก่จำเลยต้องใช้กฎหมายเดิมซึ่งเป็นกฎหมายที่ใช้ในขณะกระทำความผิดบังคับแก่จำเลย กรณีจึงไม่อยู่ในบังคับตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 3 (1) ที่ศาลจะกำหนดโทษจำเลยในความผิดฐานผลิตเฮโรอีนเพื่อจำหน่ายใหม่ได้ และหลังจากลดโทษแล้ว คงลงโทษจำเลยฐานผลิตเฮโรอีนเพื่อจำหน่ายให้จำคุกตลอดชีวิต การกำหนดโทษในข้อหาจำหน่ายเฮโรอีนใหม่ก็ไม่มีผลเปลี่ยนแปลงโทษที่จะลงแก่จำเลย จึงไม่มีเหตุที่ศาลจะกำหนดโทษจำเลยใหม่ ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 8 พิพากษากำหนดโทษให้จำเลยใหม่มานั้นไม่ถูกต้อง ปัญหาดังกล่าวเป็นปัญหาข้อกฎหมายที่เกี่ยวกับความสงบเรียบร้อย ศาลฎีกามีอำนาจยกขึ้นวินิจฉัยได้ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 195 วรรคสอง ประกอบมาตรา 225 แต่โจทก์มิได้ฎีกาในปัญหานี้ คงฎีกาเฉพาะขอให้เพิ่มโทษปรับตามมาตรา 65 วรรคสี่ ที่แก้ไขใหม่เท่านั้น ศาลฎีกาจึงไม่อาจกำหนดโทษจำเลยใหม่ได้เพราะจะเป็นการเพิ่มเติมโทษจำเลย ต้องห้ามตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 212 ประกอบมาตรา 225 และกรณีไม่จำต้องวินิจฉัยฎีกาของโจทก์

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.อ. ม. 3 (1)
พ.ร.บ.ยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 ม. 65
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการจังหวัดทุ่งสง
จำเลย — นางเกษร จันทร์สุด
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดทุ่งสง — นางบุญณิศากร จุนวีระนงค์
ศาลอุทธรณ์ภาค 8 — นายธีระยุทธ ทรัพย์นภาพร
ชื่อองค์คณะ
มนตรี ศรีเอี่ยมสะอาด
สุรศักดิ์ คีรีวิเชียร
สมสันต์ ศุภศาสตรสิน
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 16552/2555
#528511
เปิดฉบับเต็ม

สัญญาจ้างโจทก์มีกำหนดระยะเวลาการจ้างตลอดมาถึงวันที่ 31 ธันวาคม 2547 และจำเลยมีหนังสือเลิกจ้างโจทก์ให้มีผลสัญญาจ้างสิ้นสุดในวันที่ 31 ธันวาคม 2547 ซึ่งเป็นวันครบกำหนดตามสัญญาเพราะโจทก์มีหนังสือถึงจำเลยว่าไม่มีความจำเป็นต้องต่อสัญญาอีกต่อไปตามความเข้าใจผิดของโจทก์เอง เป็นการเลิกจ้างโดยมีเหตุอันสมควร ไม่ใช่การเลิกจ้างที่ไม่เป็นธรรม

สหภาพแรงงาน ค. มีลูกจ้างซึ่งทำงานในกิจการประเภทเดียวกันเป็นสมาชิกไม่เกินสองในสามของลูกจ้างทั้งหมด ข้อตกลงเกี่ยวกับสภาพการจ้างที่จำเลยทำกับสหภาพแรงงาน ค. จึงมีผลผูกพันจำเลยกับลูกจ้างที่เป็นสมาชิกของสหภาพแรงงาน ค. เท่านั้น ไม่มีผลผูกพันลูกจ้างทุกคนตาม พ.ร.บ.แรงงานสัมพันธ์ พ.ศ.2518 มาตรา 19 วรรคสอง

นับแต่ปี 2520 จนถึงปัจจุบันสหภาพแรงงาน ค. ทำข้อตกลงเกี่ยวกับสภาพจ้างกับจำเลยโดยทุกฉบับกำหนดยกเว้นไม่ใช้บังคับแก่ลูกจ้างที่มีกำหนดระยะเวลาการจ้างที่แน่นอน และไม่ได้กำหนดให้ผูกพันลูกจ้างทุกคน

ตั้งแต่วันที่ 25 กรกฎาคม 2539 ที่โจทก์เข้าเป็นลูกจ้างของจำเลยถึงวันที่ 24 ตุลาคม 2544 โจทก์ไม่ได้เป็นสมาชิกของสหภาพแรงงาน ค. ข้อตกลงเกี่ยวกับสภาพการจ้างระหว่างจำเลยกับสหภาพแรงงาน ค. จึงไม่ผูกพันโจทก์

โจทก์เข้าเป็นสมาชิกสหภาพแรงงาน ค. ตั้งแต่วันที่ 25 ตุลาคม 2544 ถึงสิ้นปี 2547 ข้อตกลงเกี่ยวกับสภาพการจ้างระหว่างจำเลยกับสหภาพแรงงาน ค. ก็ยังคงไม่ผูกพันโจทก์ซึ่งเป็นลูกจ้างที่มีกำหนดระยะเวลาการจ้างที่แน่นอน

เมื่อข้อตกลงเกี่ยวกับสภาพการจ้างระหว่างสหภาพแรงงาน ค. กับจำเลยไม่มีผลผูกพันลูกจ้างทั้งหมดซึ่งรวมถึงโจทก์ด้วย สัญญาจ้างแรงงานที่จำเลยทำกับโจทก์โดยระบุให้โจทก์ได้รับสิทธิในสวัสดิการน้อยกว่าที่กำหนดไว้ในข้อตกลงเกี่ยวกับสภาพการจ้างนั้นก็ไม่เป็นการฝ่าฝืน พ.ร.บ.แรงงานสัมพันธ์ พ.ศ.2518 มาตรา 20

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยนำข้อตกลงเกี่ยวกับสภาพการจ้างที่ได้ทำกับสหภาพแรงงานคนทำยางแห่งประเทศไทยมาใช้บังคับแก่โจทก์ ยกเลิกสัญญาจ้างแรงงานที่ได้ทำกับโจทก์พร้อมจ่ายค่าเสียหายให้แก่โจทก์ทั้งหมด 204,059.56 บาท ค่าชดเชย 48,537.60 บาท สินจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้า 5,864.96 บาท ค่าเสียหายจากการเลิกจ้างที่ไม่เป็นธรรม 50,000 บาท ให้แก่โจทก์ พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 15 ต่อปี ของต้นเงินค่าเสียหาย 204,059.56 บาท กับค่าชดเชย 48,537.60 บาท และดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงิน สินจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้า 5,864.96 บาท กับค่าเสียหายจากการเลิกจ้างที่ไม่เป็นธรรม 50,000 บาท นับแต่วันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์

จำเลยให้การและแก้ไขคำให้การขอให้ยกฟ้อง

ศาลแรงงานกลางพิพากษาให้จำเลยชดใช้ค่าเสียหายในส่วนที่เกี่ยวกับสวัสดิการเป็นค่าจ้างสำหรับวันหยุดพักผ่อนประจำปี 1,820.16 บาท เงินโบนัส 7,212.63 บาท เงินสมนาคุณ 6,100 บาท ค่าครองชีพ 605.20 บาท และค่าชดเชย 48,537.60 บาท สินจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้า 5,864.96 บาท กับค่าเสียหายจากการเลิกจ้างที่ไม่เป็นธรรม 50,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 15 ต่อปี ของต้นเงินค่าจ้างสำหรับวันหยุดพักผ่อนประจำปี 1,820.16 บาท ค่าครองชีพ 605.20 บาท และค่าชดเชย 48,537.60 บาท กับดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงินสินจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้า 5,864.96 บาท เงินโบนัส 7,212.63 บาท เงินสมนาคุณ 6,100 บาท และค่าเสียหายจากการเลิกจ้างที่ไม่เป็นธรรม 50,000 บาท นับแต่วันฟ้อง (วันที่ 15 กุมภาพันธ์ 2548) จนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ คำขอนอกจากนี้ให้ยก

โจทก์และจำเลยอุทธรณ์ต่อศาลฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีแรงงานวินิจฉัยว่า จำเลยเลิกจ้างโจทก์เป็นการเลิกจ้างที่ไม่เป็นธรรม ต้องชดใช้ค่าเสียหายแก่โจทก์หรือไม่ ศาลแรงงานกลางรับฟังข้อเท็จจริงว่า จำเลยทำสัญญาจ้างแรงงานกับโจทก์เป็นหนังสือตั้งแต่วันที่ 25 กรกฎาคม 2539 สิ้นสุดสัญญาวันที่ 31 ธันวาคม 2539 แล้วมีการตกลงต่อสัญญาปีต่อปีตลอดมาทุกปีจนถึงวันที่ 31 ธันวาคม 2546 หลังจากนั้นจำเลยไม่ได้ทำสัญญาจ้างแรงงานกับโจทก์เป็นหนังสืออีก แต่คงให้โจทก์ทำงานกับจำเลยต่อไปในตำแหน่งและสภาพการจ้างเดิม แสดงว่าโจทก์และจำเลยมีการต่อสัญญาจ้างที่มีกำหนดระยะเวลาการจ้างแน่นอนในปี 2547 อีกโดยปริยายและให้สิ้นสุดสัญญาในวันที่ 31 ธันวาคม 2547 เหมือนปีที่ผ่านมา เพียงแต่ไม่ได้ทำสัญญาจ้างแรงงานเป็นหนังสือเท่านั้น ซึ่งความข้อนี้ปรากฏชัดว่าเมื่อวันที่ 15 พฤศจิกายน 2547 จำเลยมีหนังสือถึงโจทก์ระบุข้อความว่าสัญญาจ้างโจทก์ปี 2547 จะหมดอายุแล้วให้โจทก์แจ้งความจำนงเพื่อต่อสัญญาจ้างกลับมายังจำเลยภายในวันที่ 19 พฤศจิกายน 2547 หากพ้นกำหนดจำเลยจะถือว่าโจทก์ไม่ประสงค์ต่อสัญญา ในวันที่ 18 พฤศจิกายน 2547 โจทก์มีหนังสือตอบจำเลยว่าประสงค์จะต่อสัญญาจ้างที่มีกำหนดระยะเวลาการจ้างแน่นอนกับจำเลยอีกโดยมีสภาพการจ้างเหมือนเดิม ซึ่งเป็นการชี้ชัดว่าโจทก์และจำเลยต่างมีเจตนาทำการตกลงต่อสัญญาจ้างที่มีกำหนดระยะเวลาการจ้างแน่นอนสำหรับปี 2547 ต่อไปอีก โดยให้มีผลนับแต่วันที่ 1 มกราคม 2547 ถึงวันที่ 31 ธันวาคม 2547 หาใช่เป็นกรณีสัญญาจ้างที่มีกำหนดระยะเวลาการจ้างแน่นอนสิ้นสุดลงในวันที่ 31 ธันวาคม 2546 แต่โจทก์ยังคงทำงานต่อไป จำเลยรู้แล้วก็ไม่ทักท้วง จึงเกิดสัญญาจ้างที่ไม่ได้กำหนดระยะเวลาการจ้างดังคำวินิจฉัยของศาลแรงงานกลางไม่ ที่ปรากฏต่อมาว่าในวันที่ 14 ธันวาคม 2547 โจทก์กลับมีหนังสือถึงจำเลยว่าไม่จำเป็นจะต้องต่อสัญญาจ้างที่ไม่มีกำหนดระยะเวลาการจ้างที่แน่นอนเพราะเมื่อสัญญาจ้างที่มีกำหนดระยะเวลาการจ้างแน่นอนสิ้นสุดลงในวันที่ 31 ธันวาคม 2546 ก็ไม่มีการต่อสัญญาจ้าง โจทก์จึงไม่ใช่ลูกจ้างที่มีกำหนดระยะเวลาการจ้างแน่นอนอีกต่อไป จึงเป็นความเข้าใจผิดของโจทก์ เมื่อสัญญาจ้างโจทก์เป็นสัญญาจ้างที่มีกำหนดระยะเวลาการจ้างไว้แน่นอนตลอดมาถึงวันที่ 31 ธันวาคม 2547 และจำเลยมีหนังสือเลิกจ้างโจทก์ให้มีผลสัญญาจ้างสิ้นสุดในวันที่ 31 ธันวาคม 2547 ซึ่งเป็นวันครบกำหนดตามสัญญาเพราะเหตุที่โจทก์มีหนังสือถึงจำเลยว่าไม่มีความจำเป็นต้องต่อสัญญาอีกต่อไป ถือได้ว่าเป็นการเลิกจ้างโดยมีเหตุอันสมควรไม่เป็นการเลิกจ้างที่ไม่เป็นธรรมตามพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงาน พ.ศ.2522 มาตรา 49 จำเลยไม่ต้องชดใช้ค่าเสียหายจากการเลิกจ้างที่ไม่เป็นธรรมแก่โจทก์ อุทธรณ์ของจำเลยข้อนี้ฟังขึ้น

ปัญหาต้องวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของโจทก์และจำเลยข้อสุดท้ายว่า ข้อตกลงเกี่ยวกับสภาพการจ้างทุกฉบับระหว่างจำเลยกับสหภาพแรงงานคนทำยางแห่งประเทศไทยผูกพันโจทก์หรือไม่ และสัญญาจ้างแรงงานระหว่างโจทก์กับจำเลยฝ่าฝืนพระราชบัญญัติแรงงานสัมพันธ์ พ.ศ.2518 มาตรา 20 หรือไม่ ข้อเท็จจริงยุติในสำนวนและตามที่ศาลแรงงานกลางรับฟังมาว่า นับแต่ปี 2520 จนถึงปัจจุบัน สหภาพแรงงานคนทำยางแห่งประเทศไทยทำข้อตกลงเกี่ยวกับสภาพการจ้างกับจำเลยหลายฉบับโดยสหภาพแรงงานคนทำยางแห่งประเทศไทยมีลูกจ้างซึ่งทำงานในกิจการประเภทเดียวกันเป็นสมาชิกไม่เกินสองในสามของลูกจ้างทั้งหมด ข้อตกลงดังกล่าวกำหนดให้มีผลใช้บังคับแก่พนักงานรายเดือนและพนักงานรายชั่วโมงซึ่งได้รับการว่าจ้างและบรรจุตามอัตรากำลังการจ้างปกติและได้รับการจ่ายค่าจ้างโดยผ่านบัญชีค่าจ้างของจำเลย ทั้งนี้ไม่รวมถึงลูกจ้างที่มีกำหนดระยะเวลาการจ้างที่แน่นอนซึ่งจำเลยตกลงจ้างไว้เป็นการเสริมอัตรากำลังการจ้างปกติ หรือจ้างไว้ไม่เป็นการประจำเพื่อทำงานอันมีลักษณะเป็นครั้งคราว เป็นงานจรหรืองานโครงการ จำเลยจ้างโจทก์เป็นพนักงานรายชั่วโมงในแผนกคลังยางตั้งแต่วันที่ 25 กรกฎาคม 2539 โจทก์เข้าเป็นสมาชิกของสหภาพแรงงานคนทำยางแห่งประเทศไทยตั้งแต่วันที่ 25 ตุลาคม 2544 ถึงสิ้นปี 2547 เห็นว่า ขณะทำข้อตกลงเกี่ยวกับสภาพการจ้างทุกฉบับระหว่างจำเลยกับสหภาพแรงงานคนทำยางแห่งประเทศไทย สหภาพแรงงานคนทำยางแห่งประเทศไทยมีลูกจ้างซึ่งทำงานในกิจการประเภทเดียวกันเป็นสมาชิกไม่เกินกว่าสองในสามของลูกจ้างทั้งหมด ข้อตกลงเกี่ยวกับสภาพการจ้างจึงมีผลผูกพันจำเลยกับลูกจ้างที่เป็นสมาชิกสหภาพแรงงานคนทำยางแห่งประเทศไทยเท่านั้น ไม่มีผลผูกพันลูกจ้างทุกคนตามพระราชบัญญัติแรงงานสัมพันธ์ พ.ศ.2518 มาตรา 19 วรรคสอง และตามข้อตกลงเกี่ยวกับสภาพการจ้างก็ไม่ได้กำหนดให้ผูกพันลูกจ้างทุกคนของจำเลย ดังนั้นในช่วงแรกตั้งแต่วันที่ 25 กรกฎาคม 2539 จนก่อนถึงวันที่ 25 ตุลาคม 2544 ซึ่งเป็นช่วงที่โจทก์ไม่ได้เป็นสมาชิกสหภาพแรงงานคนทำยางแห่งประเทศไทย ข้อตกลงเกี่ยวกับสภาพการจ้างดังกล่าวย่อมไม่ผูกพันโจทก์ ส่วนนับแต่วันที่ 25 ตุลาคม 2544 จนสิ้นปี 2547 ข้อตกลงเกี่ยวกับสภาพการจ้างดังกล่าวก็ยังไม่ผูกพันโจทก์ซึ่งเป็นลูกจ้างที่มีกำหนดระยะเวลาการจ้างที่แน่นอนตามที่วินิจฉัยมาข้างต้นแม้สหภาพแรงงานคนทำยางแห่งประเทศไทยได้ยื่นข้อเรียกร้องต่อจำเลยเมื่อวันที่ 6 สิงหาคม 2547 เพื่อให้โจทก์และพนักงานอื่นในแผนกคลังยางได้รับการผูกพันตามข้อตกลงดังกล่าวด้วย แต่ก็ไม่สำเร็จเพราะจำเลยไม่ตกลง สหภาพแรงงานคนทำยางแห่งประเทศไทยจึงขอถอนข้อเรียกร้องนี้ไป เมื่อข้อตกลงเกี่ยวกับสภาพการจ้างไม่ผูกพันลูกจ้างทั้งหมดรวมทั้งโจทก์ สัญญาจ้างแรงงานที่จำเลยทำกับโจทก์แม้ระบุให้โจทก์ได้รับสิทธิในสวัสดิการน้อยกว่าที่กำหนดไว้ในข้อตกลงเกี่ยวกับสภาพการจ้างข้างต้นก็ไม่เป็นการฝ่าฝืนพระราชบัญญัติแรงงานสัมพันธ์ พ.ศ.2518 มาตรา 20 โจทก์ไม่มีสิทธิได้รับประโยชน์จากข้อตกลงเกี่ยวกับสภาพการจ้างทุกฉบับที่สหภาพแรงงาน คนทำยางแห่งประเทศไทย ทำไว้กับจำเลยในส่วนเกี่ยวกับค่าจ้างสำหรับวันหยุดพักผ่อนประจำปี เงินโบนัส เงินสมนาคุณและค่าครองชีพ อุทธรณ์ของจำเลยฟังขึ้น ส่วนอุทธรณ์ของโจทก์ฟังไม่ขึ้น สำหรับอุทธรณ์ข้ออื่นไม่จำต้องวินิจฉัยเพราะไม่ทำให้ผลคดีเปลี่ยนแปลง

พิพากษาแก้เป็นว่า ให้ยกคำขอเรื่องค่าเสียหายส่วนที่เกี่ยวกับสวัสดิการในวันหยุดพักผ่อนประจำปี เงินโบนัส เงินสมนาคุณ ค่าครองชีพ และการเลิกจ้างที่ไม่เป็นธรรม นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลแรงงานกลาง
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.จัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงาน พ.ศ.2522 ม. 49
พ.ร.บ.แรงงานสัมพันธ์ พ.ศ.2518 ม. 19 วรรคสอง ม. 20
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นายฉลอม โค้งนอก
จำเลย — บริษัทกู๊ดเยียร์ (ประเทศไทย) จำกัด (มหาชน)
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลแรงงานกลาง — นายชวลิต ธรรมฤาชุ
ชื่อองค์คณะ
อนันต์ ชุมวิสูตร
ชัยวัฒน์ เวียงธีรวัฒน์
นิพนธ์ ใจสำราญ
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 16527/2555
#544495
เปิดฉบับเต็ม

การที่จำเลยขับรถยนต์กระบะชนรถจักรยานยนต์สายตรวจที่จอดขวางอยู่ก็เพื่อต้องการเปิดทางหลบหนีการจับกุม ซึ่งจำเลยย่อมเล็งเห็นผลได้ว่าอาจทำให้ผู้เสียหายที่ 3 ที่ยืนอยู่บริเวณที่รถจักรยานยนต์ดังกล่าวจอดได้รับบาดเจ็บได้ จึงมีเจตนาทำร้ายผู้เสียหายที่ 3 เมื่อผลการตรวจร่างกายผู้เสียหายที่ 3 คงมีอาการปวดแก้มก้น 2 ข้าง และปวดขาข้างขวาถึงเท้า รักษาให้หายภายใน 7 วัน หากไม่มีโรคแทรกซ้อนตามผลการตรวจชันสูตรบาดแผลของแพทย์ ซึ่งอาการดังกล่าวยังถือไม่ได้ว่าผู้เสียหายที่ 3 ได้รับอันตรายแก่กาย การกระทำของจำเลยจึงมีความผิดฐานใช้กำลังทำร้ายผู้อื่นโดยไม่ถึงกับเป็นเหตุให้เกิดอันตรายแก่กายตาม ป.อ. มาตรา 391 และความผิดดังกล่าวก็เป็นความผิดอย่างหนึ่งที่รวมอยู่ในความผิดฐานพยายามฆ่าเจ้าพนักงานซึ่งกระทำการตามหน้าที่ตามฟ้องซึ่งมีโทษเบากว่า ศาลย่อมลงโทษความผิดฐานนี้ตามที่พิจารณาได้ความได้ตาม ป.วิ.อ. มาตรา 192 วรรคท้าย ประกอบมาตรา 215 และ 225

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 33, 80, 91, 92, 278, 289, 358, 362, 364, 365 ริบของกลาง นับโทษจำเลยต่อจากโทษของจำเลยในคดีอาญาหมายเลขแดงที่ 3832/2544 ของศาลจังหวัดนนทบุรี และเพิ่มโทษจำเลยตามกฎหมาย

จำเลยให้การปฏิเสธ แต่รับว่าเป็นบุคคลคนเดียวกับจำเลยในคดีที่โจทก์ขอให้นับโทษต่อและขอให้เพิ่มโทษ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 278, 365 (3) ประกอบมาตรา 364, 358, 289 (2) ประกอบมาตรา 80 การกระทำของจำเลยเป็นความผิดหลายกรรมต่างกัน ลงโทษทุกกรรม เป็นกระทงความผิดไปตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 ฐานกระทำอนาจารแก่บุคคลอายุกว่าสิบห้าปีโดยใช้กำลังประทุษร้าย จำคุก 1 ปี ฐานบุกรุกเคหสถานในเวลากลางคืน จำคุก 1 ปี ฐานทำให้เสียทรัพย์ จำคุก 6 เดือน และฐานพยายามฆ่าเจ้าพนักงานซึ่งกระทำการตามหน้าที่ จำคุกตลอดชีวิตตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 52 (1) เพิ่มโทษกระทงละหนึ่งในสามตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 92 ฐานกระทำอนาจารแก่บุคคลอายุกว่าสิบห้าปีโดยใช้กำลังประทุษร้ายเป็นจำคุก 1 ปี 4 เดือน ฐานบุกรุกเคหสถานในเวลากลางคืนเป็นจำคุก 1 ปี 4 เดือน ฐานทำให้เสียทรัพย์เป็นจำคุก 8 เดือน แต่สำหรับความผิดฐานพยายามฆ่าเจ้าพนักงานซึ่งกระทำการตามหน้าที่เมื่อศาลวางโทษจำคุกตลอดชีวิตแล้ว จึงไม่อาจเพิ่มโทษจำเลยสำหรับความผิดฐานนี้ได้อีก ทางนำสืบของจำเลยเป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้จำเลยสำหรับความผิดฐานกระทำอนาจารแก่บุคคลอายุกว่าสิบห้าปีโดยใช้กำลังประทุษร้าย ฐานบุกรุกเคหสถานในเวลากลางคืนและฐานทำให้เสียทรัพย์กระทงละหนึ่งในสามตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 และสำหรับความผิดฐานพยายามฆ่าเจ้าพนักงานซึ่งกระทำการตามหน้าที่ลดโทษให้หนึ่งในสามตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 ประกอบมาตรา 53 คงจำคุกสำหรับความผิดฐานกระทำอนาจารแก่บุคคลอายุกว่าสิบห้าปีโดยใช้กำลังประทุษร้าย 10 เดือน 20 วัน ฐานบุกรุกเคหสถานในเวลากลางคืน 10 เดือน 20 วัน ฐานทำให้เสียทรัพย์ 5 เดือน 10 วัน และฐานพยายามฆ่าเจ้าพนักงานซึ่งกระทำการตามหน้าที่ 33 ปี 4 เดือน รวมจำคุก 33 ปี 30 เดือน 20 วัน นับโทษจำเลยคดีนี้ต่อจากโทษของจำเลยในคดีอาญาหมายเลขแดงที่ 3832/2544 ของศาลจังหวัดนนทบุรี ริบของกลาง คำขออื่นให้ยก

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษาแก้เป็นว่า จำเลยมีความผิดฐานพยายามทำร้ายร่างกายเจ้าพนักงานซึ่งกระทำการตามหน้าที่ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 296 ประกอบมาตรา 80 จำคุก 2 ปี ความผิดฐานกระทำอนาจารแก่บุคคลอายุกว่าสิบห้าปีโดยใช้กำลังประทุษร้าย จำคุก 6 เดือน ความผิดฐานบุกรุกเคหสถานในเวลากลางคืนกับความผิดฐานทำให้เสียทรัพย์ การกระทำของจำเลยเป็นกรรมเดียวเป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบทให้ลงโทษฐานบุกรุกเคหสถานในเวลากลางคืนซึ่งเป็นกฎหมายบทที่มีโทษหนักที่สุดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 จำคุก 1 ปี เพิ่มโทษในแต่ละกระทงหนึ่งในสาม ความผิดฐานพยายามทำร้ายเจ้าพนักงานซึ่งกระทำการตามหน้าที่ จำคุก 2 ปี 8 เดือน ความผิดฐานกระทำอนาจารแก่บุคคลอายุกว่าสิบห้าปีโดยใช้กำลังประทุษร้าย จำคุก 8 เดือน ความผิดฐานบุกรุกเคหสถานในเวลากลางคืนจำคุก 1 ปี 4 เดือน ลดโทษให้ในแต่ละกระทงหนึ่งในสามแล้ว ความผิดฐานพยายามทำร้ายเจ้าพนักงานซึ่งกระทำการตามหน้าที่ คงจำคุก 1 ปี 9 เดือน 10 วัน ความผิดฐานกระทำอนาจารแก่บุคคลอายุกว่าสิบห้าปีโดยใช้กำลังประทุษร้าย คงจำคุก 5 เดือน 10 วัน และความผิดฐานบุกรุกเคหสถานในเวลากลางคืน คงจำคุก 10 เดือน 20 วัน รวมจำคุก 1 ปี 25 เดือน 10 วัน นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

โจทก์ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ว่า จำเลยมีเจตนาฆ่าผู้เสียหายที่ 3 หรือไม่ เห็นว่า ได้ความจากคำเบิกความของผู้เสียหายที่ 3 ที่มาเป็นพยานโจทก์ว่า ขณะที่ผู้เสียหายที่ 3 ขับรถจักรยานยนต์จอดตรงจุดเส้นกึ่งกลางถนนนวลจันทร์ ผู้เสียหายที่ 3 ยืนคร่อมรถจักรยานยนต์สายตรวจอยู่และใช้ไฟฉายทำสัญญาณกวักขึ้นลงเพื่อให้หยุดรถ แต่คนร้ายไม่ยอมหยุดรถ เมื่ออยู่ห่างประมาณ 10 เมตร ผู้เสียหายที่ 3 กระโดดหลบ จึงชนรถจักรยานยนต์สายตรวจ แต่ปรากฏว่าผู้เสียหายที่ 3 ให้การในชั้นสอบสวนตามบันทึกคำให้การกลับระบุว่า ผู้เสียหายที่ 3 ยืนอยู่ มิได้ยืนคร่อมรถจักรยานยนต์ดังที่เบิกความแต่อย่างใดอันเป็นการแตกต่างกัน ทั้งสิบตำรวจตรีบรรดล พยานโจทก์อีกปากหนึ่งซึ่งมากับผู้เสียหายที่ 3 เบิกความว่า หลังจากที่พยานวิ่งไล่ตามรถยนต์กระบะของคนร้ายไป พยานได้ยินเสียงรถชนกัน เมื่อไปถึงถนนนวลจันทร์พยานเห็นรถจักรยานยนต์สายตรวจและผู้เสียหายล้มลง แสดงว่าพยานปากนี้ไม่เห็นเหตุการณ์ขณะที่รถชนกันย่อมไม่ทราบว่าก่อนที่รถจะชนกันนั้น ผู้เสียหายที่ 3 ยืนคร่อมรถจักรยานยนต์สายตรวจหรือยืนอยู่โดยไม่ได้คร่อมรถจักรยานยนต์สายตรวจ และไม่ปรากฏจากคำเบิกความของพันตำรวจโทภคพงศ์ พยานโจทก์ด้วยว่าผู้เสียหายที่ 3 ได้ให้การหรือบอกพยานว่าก่อนที่รถจะชนกันผู้เสียหายที่ 3 ยืนคร่อมรถจักรยานยนต์สายตรวจแต่อย่างใดด้วย ดังนั้นย่อมยังไม่อาจรับฟังได้ว่า ก่อนที่รถจะชนกันผู้เสียหายที่ 3 ยืนคร่อมรถจักรยานยนต์สายตรวจตามที่ผู้เสียหายที่ 3 เบิกความ จึงต้องรับฟังตามคำให้การในชั้นสอบสวนของผู้เสียหายที่ 3 ว่า ผู้เสียหายที่ 3 ยืนอยู่บริเวณที่รถจักรยานยนต์สายตรวจจอดอยู่กลางถนน และเมื่อพิจารณาถึงการที่จำเลยขับรถยนต์กระบะชนรถจักรยานยนต์สายตรวจ แม้ผู้เสียหายที่ 3 เบิกความว่า คนร้ายคือจำเลยขับรถยนต์กระบะด้วยความเร็วประมาณ 80 กิโลเมตรต่อชั่วโมง และรถจักรยานยนต์สายตรวจกระเด็นไปไกลถึง 15 เมตร แต่ไม่ปรากฏในแผนที่สังเขปแสดงสถานที่เกิดเหตุ ว่ามีการระบุจุดรถจักรยานยนต์สายตรวจล้มลงหลังถูกชนว่าอยู่บริเวณใด ที่จะบ่งชี้ว่าอยู่ห่างจากจุดที่ผู้เสียหายที่ 3 จอดรถจักรยานยนต์สายตรวจขวางถนนประมาณ 15 เมตร ตามที่ผู้เสียหายที่ 3 เบิกความ ทั้งสิบตำรวจตรีบรรดล ก็เบิกความว่าพยานเห็นผู้เสียหายที่ 3 ล้มลงอยู่ห่างจากรถจักรยานยนต์สายตรวจที่ล้มลงประมาณ 1 เมตร และผู้เสียหายที่ 3 ยังเบิกความว่า ผู้เสียหายที่ 3 กระเด็นตกจากรถจักรยานยนต์สายตรวจห่างจากจุดที่ยืนคร่อมรถจักรยานยนต์สายตรวจ แสดงว่าผู้เสียหายที่ 3 ล้มลงห่างจากจุดที่ผู้เสียหายที่ 3 จอดรถจักรยานยนต์ (จุดที่ผู้เสียหายที่ 3 จอดรถจักรยานยนต์ขวางถนนอยู่) ประมาณ 1 เมตร และห่างจากจุดที่รถจักรยานยนต์ที่ถูกชนล้มลงประมาณ 1 เมตร อันเป็นการบ่งชี้ว่า หลังจากรถจักรยานยนต์ถูกชนแล้วล้มลงจะอยู่ห่างจากจุดที่ผู้เสียหายที่ 3 จอดรถจักรยานยนต์สายตรวจขวางถนนอยู่ไม่น่าเกินกว่า 2 เมตร จึงเป็นการชนไม่รุนแรงนัก ดังนั้นที่ผู้เสียหายที่ 3 อ้างว่าจำเลยขับรถยนต์กระบะด้วยความเร็ว 80 กิโลเมตรต่อชั่วโมง แล้วชนรถจักรยานยนต์สายตรวจกระเด็นไปไกลประมาณ 15 เมตร อันเป็นการชนอย่างรุนแรงจึงไม่อาจรับฟังได้ เมื่อเป็นการชนไม่รุนแรง และจำเลยก็หาได้ขับรถยนต์กระบะกลับมาชนผู้เสียหายที่ 3 ขณะล้มลงอีกไม่ จึงยังฟังไม่ได้ว่า จำเลยมีเจตนาฆ่าผู้เสียหายที่ 3 จำเลยจึงไม่มีความผิดฐานพยายามฆ่าเจ้าพนักงานซึ่งกระทำการตามหน้าที่ ที่ศาลอุทธรณ์พิพากษายกฟ้องความผิดฐานนี้มานั้นชอบแล้ว ฎีกาของโจทก์ฟังไม่ขึ้น แต่อย่างไรก็ตามการที่จำเลยขับรถยนต์กระบะชนรถจักรยานยนต์สายตรวจที่จอดขวางอยู่ก็เพื่อต้องการเปิดทางหลบหนีการจับกุมนั่นเองดังที่ผู้เสียหายที่ 3 ให้การไว้ในชั้นสอบสวนตามบันทึกคำให้การ ซึ่งจำเลยย่อมเล็งเห็นผลได้ว่าอาจทำให้ผู้เสียหายที่ 3 ที่ยืนอยู่บริเวณที่รถจักรยานยนต์ดังกล่าวจอดได้รับบาดเจ็บได้ จึงมีเจตนาทำร้ายผู้เสียหายที่ 3 เมื่อผลการตรวจร่างกายผู้เสียหายที่ 3 คงมีอาการปวดแก้มก้น 2 ข้าง และปวดขาข้างขวาถึงเท้า รักษาให้หายภายใน 7 วัน หากไม่มีโรคแทรกซ้อนตามผลการตรวจชันสูตรบาดแผลของแพทย์ซึ่งอาการดังกล่าวยังถือไม่ได้ว่าผู้เสียหายที่ 3 ได้รับอันตรายแก่กาย การกระทำของจำเลยจึงมีความผิดฐานใช้กำลังทำร้ายผู้อื่นโดยไม่ถึงกับเป็นเหตุให้เกิดอันตรายแก่กายตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 391 เท่านั้น หาใช่เป็นการพยายามทำร้ายร่างกายผู้เสียหายที่ 3 ตามที่ศาลอุทธรณ์วินิจฉัยไม่ และความผิดดังกล่าวก็เป็นความผิดอย่างหนึ่งที่รวมอยู่ในความผิดฐานพยายามฆ่าเจ้าพนักงานซึ่งกระทำการตามหน้าที่ตามฟ้องซึ่งมีโทษเบากว่า ศาลย่อมลงโทษความผิดฐานนี้ตามที่พิจารณาได้ความได้ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 192 วรรคท้าย ประกอบมาตรา 215 และ 225 ศาลฎีกามีอำนาจแก้ไขให้ถูกต้องได้

พิพากษาแก้เป็นว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 391 แต่เพิ่มโทษไม่ได้เนื่องจากเป็นความผิดลหุโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 94 ให้จำคุก 1 เดือน ลดโทษให้หนึ่งในสามตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คงจำคุก 20 วัน เมื่อรวมโทษจำคุกฐานกระทำอนาจารและฐานบุกรุกตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์เป็นจำคุก 16 เดือน 20 วัน นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.อ. ม. 192 วรรคท้าย ม. 215 ม. 225
ป.อ. ม. 80 ม. 91 ม. 289 (2) ม. 391
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการ สำนักงานอัยการสูงสุด
นายสุเมธหรือสิทธิการหรือเอ็กส์
จำเลย — หรือสุทธิกรหรือสุทธิพร ถ้ำสุวรรณ
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลอาญา — นายจิโรจน์ กรีดกราย
ศาลอุทธรณ์ — นายนพรัตน์ สี่ทิศประเสริฐ
ชื่อองค์คณะ
จินดา ปัณฑะโชติ
เกษม เกษมปัญญา
สรรทัศน์ เอี่ยมวรชัย
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 16513/2555
#554424
เปิดฉบับเต็ม

จำเลยทั้งสองทำสัญญาจะซื้อขายบ้านและที่ดินกับโจทก์ เมื่อจำเลยทั้งสองชำระเงินดาวน์งวดสุดท้ายแล้วได้แสดงเจตนาที่จะให้โจทก์โอนกรรมสิทธิ์ที่ดินและบ้านพิพาทให้ แต่โจทก์ไม่สามารถดำเนินการให้ได้ เนื่องจากโจทก์นำที่ดินพิพาทไปจดทะเบียนจำนองไว้แก่ธนาคาร อ. จึงได้นัดโอนกรรมสิทธิ์ในปี 2526 ต่อมาศาลชั้นต้นได้มีคำสั่งให้พิทักษ์ทรัพย์โจทก์เด็ดขาด จำเลยที่ 1 ได้ยื่นคำขอรับชำระหนี้ต่อเจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ พฤติการณ์ของจำเลยทั้งสองที่เรียกร้องให้โจทก์โอนกรรมสิทธิ์ที่ดินพร้อมบ้านพิพาทและการยื่นคำขอรับชำระหนี้ดังกล่าวของจำเลยที่ 1 โดยโจทก์ได้ทราบเรื่องดังกล่าวแล้วเป็นการเปลี่ยนลักษณะแห่งการยึดถือว่าจำเลยที่ 1 มิได้มีเจตนาจะยึดถือที่ดินและบ้านแทนโจทก์อีกต่อไปตาม ป.พ.พ. มาตรา 1381 เมื่อจำเลยทั้งสองได้ครอบครองที่ดินและบ้านพิพาทโดยชอบและโดยเปิดเผยด้วยเจตนาเป็นเจ้าของนับแต่วันที่เจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์มีความเห็นคำขอรับชำระหนี้ของจำเลยที่ 1 ว่าจำเลยที่ 1 ใช้สิทธิเลิกสัญญาแล้ว ดังนี้ ถือว่าจำเลยทั้งสองได้แสดงเจตนายึดถือเพื่อตน เมื่อนับถึงวันฟ้อง เป็นเวลาติดต่อกันเกิน 10 ปี จำเลยทั้งสองจึงได้กรรมสิทธิ์ในที่ดินและบ้านพิพาทโดยการครอบครองปรปักษ์ตาม ป.พ.พ. มาตรา 1382

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยทั้งสองคืนอาคารพิพาทแก่โจทก์ หากคืนไม่ได้ให้ชำระค่าเสียหายเป็นเงินจำนวน 896,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จ กับให้ขับไล่จำเลยทั้งสองและบริวารขนย้ายทรัพย์สินออกจากที่ดินและอาคารพิพาทของโจทก์ และให้จำเลยทั้งสองชดใช้ค่าเสียหายแก่โจทก์เดือนละ 11,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจำเลยทั้งสองและบริวารออกไปจากที่ดินและอาคารพิพาท

จำเลยทั้งสองให้การและฟ้องแย้งขอให้ยกฟ้องและพิพากษาว่าที่ดินโฉนดเลขที่ 83412 ตำบลสีกัน อำเภอบางเขน (ตลาดขวัญ) กรุงเทพมหานคร พร้อมบ้านเลขที่ 1/4 เป็นกรรมสิทธิ์ของจำเลยทั้งสอง ให้โจทก์จดทะเบียนโอนกรรมสิทธิ์ให้แก่จำเลยทั้งสองโดยให้โจทก์เป็นผู้เสียค่าธรรมเนียม ค่าอากร และค่าใช้จ่ายในการจดทะเบียนโอน หากโจทก์ไม่ปฏิบัติตาม ให้ถือเอาคำพิพากษาเป็นการแสดงเจตนาโอนแก่โจทก์

โจทก์ให้การแก้ฟ้องแย้งขอให้ยกฟ้องแย้ง

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า ที่ดินโฉนดเลขที่ 83412 เลขที่ดิน 4583 (เดิม 4400) ตำบลสีกัน อำเภอบางเขน (ตลาดขวัญ) กรุงเทพมหานคร เนื้อที่ดิน 64 ตารางวา พร้อมบ้านเลขที่ 1/4 ซึ่งอยู่บนที่ดินแปลงนี้ เป็นกรรมสิทธิ์ของจำเลยทั้งสองโดยติดจำนองกับธนาคารอาคารสงเคราะห์ตามสารบัญจดทะเบียนด้านหลังโฉนดที่ดินดังกล่าว และเมื่อคดีถึงที่สุดแล้ว ให้เจ้าพนักงานที่ดินและนายทะเบียนแก้ชื่อทางทะเบียนจากโจทก์เป็นจำเลยทั้งสองในโฉนดที่ดินและบ้านพิพาทตามฟ้อง คำขออื่นนอกจากนี้ของจำเลยทั้งสองให้ยก ให้ยกฟ้องโจทก์ ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งตามฟ้องของโจทก์และฟ้องแย้งของจำเลยทั้งสองให้เป็นพับ

โจทก์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ

โจทก์ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ประการแรกว่า ที่ศาลชั้นต้นวินิจฉัยว่าจำเลยทั้งสองเปลี่ยนลักษณะการครอบครอง ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1381 เป็นการวินิจฉัยนอกประเด็นหรือไม่ ประเด็นดังกล่าวศาลอุทธรณ์ยังมิได้วินิจฉัยและเป็นข้อกฎหมายอันเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชนตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 142(5) ศาลฎีกาเห็นสมควรวินิจฉัยไปเลยโดยไม่ต้องย้อนสำนวน เห็นว่า จำเลยทั้งสองฟ้องแย้งในข้อ 3 ว่า โจทก์ส่งมอบการครอบครองที่ดินให้จำเลยทั้งสองตั้งแต่ปลายปี 2524 การซื้อขายเป็นการซื้อขายเสร็จเด็ดขาด จำเลยทั้งสองครอบครองที่ดินด้วยความสงบและโดยเปิดเผย ด้วยเจตนาเป็นเจ้าของติดต่อกันเกินกว่า 10 ปี ที่ดินและบ้านพิพาทจึงเป็นกรรมสิทธิ์ของจำเลยทั้งสอง โจทก์ให้การแก้ฟ้องแย้งข้อ 2.1 ว่า จำเลยทั้งสองครอบครองบ้านพร้อมที่ดินโดยอาศัยสิทธิโจทก์ไม่เคยแสดงเจตนาเปลี่ยนลักษณะการครอบครองแต่อย่างใด ศาลชั้นต้นกำหนดประเด็นข้อพิพาทข้อ 2 ว่า จำเลยทั้งสองได้กรรมสิทธิ์ในที่ดินและบ้านพิพาทโดยการครอบครองปรปักษ์ตามกฎหมายหรือไม่ ดังนี้ถือได้ว่ามีประเด็นเรื่องเปลี่ยนลักษณะการครอบครอง ตามมาตรา 1381 แห่งประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์แล้ว คำวินิจฉัยของศาลชั้นต้นจึงไม่เป็นเรื่องนอกประเด็น ฎีกาของโจทก์ข้อนี้ฟังไม่ขึ้น

ปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ประการที่สองว่า จำเลยทั้งสองได้กรรมสิทธิ์ในที่ดินและบ้านพิพาทโดยการครอบครองปรปักษ์ตามกฎหมายหรือไม่ จำเลยทั้งสองมีพยานคือจำเลยทั้งสองเบิกความทำนองเดียวกันว่า เมื่อทำสัญญาจะซื้อขายบ้านและที่ดินพิพาทกับโจทก์แล้ว ปลายปี 2524 ได้เข้าครอบครองบ้านและที่ดินพิพาทตลอดมาในฐานะเจ้าของกรรมสิทธิ์ ต่อมาโจทก์ถูกฟ้องล้มละลาย และวันที่ 1 กันยายน 2526 จำเลยทั้งสองยื่นคำขอรับชำระหนี้ต่อจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ โจทก์ทราบว่าจำเลยทั้งสองครอบครองที่ดินพร้อมบ้านพิพาทตลอดมา และเพื่อนบ้านข้างเคียงทราบว่าจำเลยทั้งสองครอบครองในฐานะเป็นเจ้าของโดยเปิดเผย โจทก์ไม่เคยโต้แย้งสิทธิใด ๆ เห็นว่า เมื่อจำเลยทั้งสองได้ชำระเงินดาวน์งวดสุดท้าย เมื่อวันที่ 2 สิงหาคม 2525 พนักงานของโจทก์ได้ออกใบเสร็จรับเงินให้จำเลยทั้งสอง โดยระบุท้ายใบเสร็จรับเงินดังกล่าวว่า "ให้มาติดต่อใหม่ประมาณเดือน... 2526" แสดงว่าเมื่อจำเลยทั้งสองชำระเงินดาวน์งวดสุดท้ายแล้วได้แสดงเจตนาที่จะให้โจทก์โอนกรรมสิทธิ์ที่ดินและบ้านพิพาทให้ แต่โจทก์ไม่สามารถดำเนินการให้ได้ เนื่องจากโจทก์นำที่ดินพิพาทไปจดทะเบียนจำนองไว้แก่ธนาคารอาคารสงเคราะห์ จึงได้นัดโอนกรรมสิทธิ์ในปี 2526 ต่อมาเมื่อวันที่ 12 กรกฎาคม 2526 ศาลชั้นต้นได้มีคำสั่งให้พิทักษ์ทรัพย์โจทก์เด็ดขาด จำเลยที่ 1 ได้ยื่นคำขอรับชำระหนี้ต่อเจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ ครั้นวันที่ 20 พฤศจิกายน 2528 เจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์มีความเห็นว่า การที่จำเลยที่ 1 (ฝ่ายเจ้าหนี้) ได้บอกเลิกสัญญาและจำเลยที่ 1 (ฝ่ายเจ้าหนี้) มีสิทธิได้รับชำระหนี้ 201,859.29 บาท แต่จำเลยที่ 1 (ฝ่ายเจ้าหนี้) ขอเพียง 193,300 บาท เจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์จึงให้ได้รับชำระหนี้เพียงเท่าที่ขอมา ศาลชั้นต้นมีคำสั่งอนุญาตให้จำเลยที่ 1 (ฝ่ายเจ้าหนี้) ได้รับชำระหนี้ตามรายงานของเจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ คำสั่งดังกล่าวถึงที่สุดโดยไม่มีผู้ใดอุทธรณ์คำสั่งศาลชั้นต้น เจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ได้จ่ายเงินเป็นค่าส่วนแบ่งทรัพย์สินแก่จำเลยที่ 1 เป็นเงิน 32,861 บาท หลังจากนั้นจำเลยทั้งสองยังคงครอบครองที่ดินและบ้านพิพาทตลอดมา ทั้งปรากฏว่าในการไต่สวนการยื่นคำขอรับชำระหนี้ของจำเลยที่ 1 เจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ได้สอบคำให้การโจทก์แล้ว โจทก์ได้ตรวจดูบัญชีรายชื่อเจ้าหนี้และจำนวนหนี้แล้ว ให้การยอมรับว่าจำเลยที่ 1 เป็นเจ้าหนี้ของโจทก์จริง พฤติการณ์ของจำเลยทั้งสองดังกล่าวในการเรียกร้องให้โจทก์โอนกรรมสิทธิ์ที่ดินพร้อมบ้านพิพาทและการยื่นคำขอรับชำระหนี้ดังกล่าวของจำเลยที่ 1 โดยฝ่ายโจทก์ได้ทราบเรื่องดังกล่าวแล้วเป็นการเปลี่ยนลักษณะแห่งการยึดถือว่าจำเลยที่ 1 มิได้มีเจตนาจะยึดถือที่ดินและบ้านแทนโจทก์อีกต่อไป ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1381 ทั้งข้อเท็จจริงปรากฏว่า เมื่อวันที่ 18 ตุลาคม 2538 บ้านพิพาทถูก นายอดิสรณ์ น้องชายของจำเลยที่ 1 วางเพลิงเผาทรัพย์ จำเลยที่ 1 ได้ให้การต่อพนักงานสอบสวนและเข้าเบิกความต่อศาลในคดีดังกล่าวในฐานะผู้เสียหาย ซึ่งพยานหลักฐานในสำนวนคดีอาญาหมายเลขดำที่ 238/2539 หมายเลขแดงที่ 8508/2539 ของศาลอาญา ล้วนระบุว่าจำเลยที่ 1 เป็นเจ้าของบ้านพิพาท โดยไม่ปรากฏว่า โจทก์ได้แจ้งต่อพนักงานสอบสวนในคดีดังกล่าวว่าตนเป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์บ้านพิพาท แต่กลับปรากฏว่าโจทก์เพิ่งแจ้งความไว้เป็นหลักฐานว่าบ้านเลขที่ 1/4 เป็นทรัพย์ของโจทก์ เมื่อวันที่ 7 มกราคม 2546 หลังจากที่นายอดิสรณ์วางเพลิง 7 ปีเศษ และก่อนโจทก์ฟ้องคดีนี้ (ฟ้องวันที่ 12 มีนาคม 2546) เพียง 2 เดือนเศษ อันมีลักษณะเป็นการสร้างพยาน หลักฐานเพิ่มเติม ยิ่งเป็นข้อสนับสนุนว่าจำเลยทั้งสองมิได้เจตนายึดที่ดินและบ้านพิพาทแทนโจทก์ต่อไปดังกล่าวข้างต้น พยานหลักฐานที่จำเลยทั้งสองนำสืบมีน้ำหนักกว่าพยานหลักฐานโจทก์ ข้อเท็จจริงฟังได้ว่า จำเลยทั้งสองได้ครอบครองที่ดินและบ้านพิพาทโดยสงบและโดยเปิดเผยด้วยเจตนาเป็นเจ้าของนับแต่วันที่ 20 พฤศจิกายน 2528 อันเป็นวันที่เจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์มีความเห็นคำขอรับชำระหนี้ของจำเลยที่ 1 ว่า จำเลยที่ 1 ใช้สิทธิเลิกสัญญาแล้ว ดังนี้ ถือว่าจำเลยทั้งสองได้แสดงเจตนายึดถือเพื่อตน เมื่อนับถึงวันฟ้อง คือ วันที่ 12 มีนาคม 2546 เป็นเวลาติดต่อกันเกิน 10 ปี จำเลยทั้งสองจึงได้กรรมสิทธิ์ในที่ดินและบ้านพิพาทโดยการครอบครองปรปักษ์ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์มาตรา 1382 ฎีกาของโจทก์ฟังไม่ขึ้น

พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาให้เป็นพับ.
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 1381 ม. 1382
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — บริษัท เครดิตฟองซิเอร์ เสรีสากลธนกิจ จำกัด
จำเลย — นางกนกรัตน์ ณ กาฬสินธุ์ กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลแพ่ง — นางสุภา ทั่งสุวรรณ
ศาลอุทธรณ์ — นายสุภัทร์ สุทธิมนัส
ชื่อองค์คณะ
กีรติ กาญจนรินทร์
สมชาย พันธุมะโอภาส
วีระชาติ เอี่ยมประไพ
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 16499/2555
#541516
เปิดฉบับเต็ม

นอกจากโจทก์จะฎีกากล่าวอ้างว่า พยานโจทก์ที่นำสืบมีน้ำหนักรับฟังได้ว่า จำเลยกระทำความผิดฐานจำหน่ายเมทแอมเฟตามีนแล้ว โจทก์ยังฎีกายกเหตุที่ไม่เห็นด้วยกับการรับฟังพยานหลักฐานของศาลอุทธรณ์ภาค 8 ด้วย เป็นการโต้แย้งคัดค้านคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 8 แล้ว จึงเป็นฎีกาที่ชอบด้วย ป.วิ.อ. มาตรา 216

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดฐานมีเมทแอมเฟตามีนไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่ายตาม พ.ร.บ.ยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 มาตรา 66 วรรคหนึ่ง, 100/2 จำคุก 2 ปี และศาลอุทธรณ์ภาค 8 พิพากษาแก้เป็นว่า จำเลยมีความผิดฐานมีเมทแอมเฟตามีนไว้ครอบครองโดยไม่ได้รับอนุญาต ตาม พ.ร.บ.ยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 มาตรา 67, 100/2 ลดโทษกึ่งหนึ่งแล้ว จำคุก 3 เดือน ปรับ 5,000 บาท และรอการลงโทษ เป็นกรณีที่ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ภาค 8 ลงโทษจำคุกไม่เกิน 2 ปี และปรับไม่เกิน 40,000 บาท จึงต้องห้ามมิให้คู่ความฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริงตาม ป.วิ.อ. มาตรา 219

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 มาตรา 4, 7, 8, 15, 66, 67, 102 ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 32, 33, 91 ริบเมทแอมเฟตามีน โทรศัพท์เคลื่อนที่ และรถยนต์ของกลาง

จำเลยให้การปฏิเสธ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 มาตรา 15 วรรคหนึ่งและวรรคสาม (2), 66 วรรคหนึ่ง, 100/2, 102 การกระทำของจำเลยเป็นความผิดหลายกรรมต่างกัน ให้ลงโทษทุกกรรมเป็นกระทงความผิดไป ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 ฐานมีเมทแอมเฟตามีนไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่าย จำคุก 2 ปี ฐานจำหน่ายเมทแอมเฟตามีน จำคุก 2 ปี รวมจำคุก 4 ปี ริบเมทแอมเฟตามีน โทรศัพท์เคลื่อนที่ และรถยนต์ของกลาง

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 8 พิพากษาแก้เป็นว่า จำเลยมีความผิดตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 มาตรา 15 วรรคหนึ่ง, 67, 100/2 จำคุก 6 เดือน และปรับ 10,000 บาท ทางนำสืบของจำเลยเป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้กึ่งหนึ่งตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คงจำคุก 3 เดือน และปรับ 5,000 บาท ไม่ปรากฏว่าจำเลยเคยได้รับโทษจำคุกมาก่อน โทษจำคุกให้รอการลงโทษไว้ 2 ปี คุมความประพฤติจำเลยไว้ ให้จำเลยไปรายงานตัวต่อพนักงานคุมประพฤติ 4 ครั้ง ภายในกำหนด 1 ปี กับให้จำเลยทำกิจกรรมบริการสังคมหรือสาธารณประโยชน์ตามที่พนักงานคุมประพฤติและจำเลยเห็นสมควรเป็นเวลา 20 ชั่วโมง ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 56 ไม่ชำระเงินค่าปรับให้จัดการตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 29, 30 คืนธนบัตร โทรศัพท์เคลื่อนที่และรถยนต์ของกลางแก่เจ้าของ นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตาม

คำพิพากษาของศาลชั้นต้น

โจทก์ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงที่คู่ความไม่ได้โต้เถียงกันในชั้นฎีการับฟังเป็นยุติว่า ในวันเวลาและสถานที่เกิดเหตุตามฟ้อง เจ้าพนักงานตำรวจจับกุมจำเลย และยึดเมทแอมเฟตามีน 15 เม็ด ธนบัตรฉบับละ 1,000 บาท 2 ฉบับ ฉบับละ 500 บาท 4 ฉบับ โทรศัพท์เคลื่อนที่หมายเลข 0 1539 4442 และรถยนต์หมายเลขทะเบียน กข 133 ภูเก็ต เป็นของกลาง คดีนี้ ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 มาตรา 15 วรรคหนึ่งและวรรคสาม (2), 66 วรรคหนึ่ง, 100/2 ฐานมีเมทแอมเฟตามีนไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่าย จำคุก 2 ปี ฐานจำหน่ายเมทแอมเฟตามีน จำคุก 2 ปี ศาลอุทธรณ์ภาค 8 วินิจฉัยว่า การกระทำของจำเลยไม่เป็นความผิดฐานมีเมทแอมเฟตามีนไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่ายและฐานจำหน่ายเมทแอมเฟตามีน คงมีความผิดฐานมีเมทแอมเฟตามีนไว้ในครอบครองโดยไม่ได้รับอนุญาตเท่านั้น และพิพากษาแก้เป็นว่า จำเลยมีความผิดตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 มาตรา 15 วรรคหนึ่ง, 67, 100/2 ฐานมีเมทแอมเฟตามีนไว้ในครอบครองโดยไม่ได้รับอนุญาต จำคุก 6 เดือน และปรับ 10,000 บาท ทางนำสืบของจำเลยเป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้กึ่งหนึ่งตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คงจำคุก 3 เดือน และปรับ 5,000 บาท โทษจำคุกให้รอการลงโทษและคุมความประพฤติไว้ ซึ่งในความผิดฐานมีเมทแอมเฟตามีนไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่ายตามที่โจทก์ฟ้อง และศาลอุทธรณ์ภาค 8 พิพากษาว่า เป็นความผิดฐานมีเมทแอมเฟตามีนไว้ในครอบครองโดยไม่ได้รับอนุญาต เป็นกรณีที่ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ภาค 8 ลงโทษจำคุกจำเลยไม่เกิน 2 ปี และปรับไม่เกิน 40,000 บาท จึงต้องห้ามมิให้คู่ความฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริงตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 219 ที่โจทก์ฎีกาว่า พยานโจทก์ที่นำสืบรับฟังได้โดยปราศจากข้อสงสัยว่า จำเลยกระทำความผิดฐานมีเมทแอมเฟตามีนไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่าย เป็นการโต้เถียงดุลพินิจในการรับฟังพยานหลักฐานของศาลอุทธรณ์ภาค 8 เป็นฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง จึงต้องห้ามฎีกาตามบทบัญญัติดังกล่าว ที่ศาลชั้นต้นสั่งรับฎีกาของโจทก์ในความผิดฐานนี้มานั้น เป็นการไม่ชอบ ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัย

มีปัญหาวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์เฉพาะความผิดฐานจำหน่ายเมทแอมเฟตามีน สำหรับปัญหาข้อนี้เห็นควรวินิจฉัยตามคำแก้ฎีกาของจำเลยก่อนว่า ฎีกาของโจทก์เป็นฎีกาที่ชอบด้วยกฎหมายหรือไม่ เห็นว่า นอกจากโจทก์จะฎีกากล่าวอ้างว่าพยานโจทก์ที่นำสืบมีน้ำหนักรับฟังได้ว่าจำเลยกระทำความผิดฐานจำหน่ายเมทแอมเฟตามีนแล้ว โจทก์ยังได้ฎีกายกเหตุที่โจทก์ไม่เห็นด้วยกับการรับฟังพยานหลักฐานของศาลอุทธรณ์ภาค 8 อีกด้วย เป็นการโต้แย้งคัดค้านคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 8 แล้ว จึงเป็นฎีกาที่ชอบด้วยประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 216

มีปัญหาวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ว่า จำเลยกระทำความผิดฐานจำหน่ายเมทแอมเฟตามีนตามฟ้องหรือไม่ เห็นว่า พยานโจทก์ทั้งสองเบิกความสอดคล้องต้องกันถึงการสืบทราบว่าจำเลยมีพฤติกรรมลักลอบจำหน่ายเมทแอมเฟตามีน แล้วร่วมกับพวกวางแผนให้สายลับโทรศัพท์ติดต่อล่อซื้อ ภายหลังเมื่อสายลับให้สัญญาณว่าล่อซื้อเมทแอมเฟตามีนได้แล้ว และพยานโจทก์ทั้งสองกับพวกติดตามเข้าไปตรวจค้นตัวจำเลย ก็สามารถยึดธนบัตรที่ใช้ในการล่อซื้อ เมทแอมเฟตามีน 5 เม็ด และโทรศัพท์เคลื่อนที่ที่ใช้ติดต่อกับสายลับได้เป็นของกลาง โดยก่อนมอบธนบัตรให้สายลับไปใช้ในการล่อซื้อ ได้นำธนบัตรไปถ่ายสำเนาและลงบันทึกประจำวันไว้เป็นหลักฐาน เป็นการดำเนินการอย่างเป็นขั้นตอนสมเหตุผล ขณะเกิดเหตุเป็นเวลากลางวัน พยานโจทก์ทั้งสองติดตามสายลับไปโดยตลอดและซุ่มดูอยู่ใกล้ ๆ เชื่อว่ามีโอกาสเห็นเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น นอกจากนี้จากคำเบิกความของพยานโจทก์ทั้งสองและแผนที่สังเขปแสดงสถานที่เกิดเหตุ จุดนัดหมายส่งมอบเมทแอมเฟตามีนอยู่ที่บริเวณริมถนนหลังพรศิริอพาร์ตเมนต์ซึ่งอยู่ไม่ไกลจากปากซอยอิ่มจิตรมากนัก หลังจากจำเลยและสายลับส่งมอบสิ่งของให้แก่กันแล้ว จำเลยก็เดินไปขึ้นรถยนต์ของกลางและขับออกไปโดยทันที ดังนั้น ที่พยานโจทก์ทั้งสองกับพวกไม่เข้าจับกุมจำเลยในขณะที่ส่งมอบเมทแอมเฟตามีนให้แก่สายลับ และตามไปจับกุมจำเลยได้ที่ปากซอยอิ่มจิตร จึงไม่มีข้อพิรุธน่าสงสัยแต่อย่างใด ทั้งจำเลยยังเบิกความรับว่า ถูกเจ้าพนักงานตำรวจจับกุมขณะขับรถยนต์ไปถึงบริเวณปากซอยอิ่มจิตร และเมทแอมเฟตามีน 5 เม็ด ของกลาง เจ้าพนักงานตำรวจตรวจค้นพบที่ตัวจำเลยเจือสมกับคำเบิกความของพยานโจทก์ทั้งสอง ที่จำเลยนำสืบต่อสู้ว่า จำเลยไม่ได้จำหน่ายเมทแอมเฟตามีน เหตุที่จำเลยถูกจับกุมเนื่องจากไม่ยอมไปล่อซื้อเมทแอมเฟตามีนให้เจ้าพนักงานตำรวจที่จับกุมจำเลยนั้น เห็นว่า จำเลยเบิกความกล่าวอ้างลอย ๆ เพียงปากเดียว ไม่มีพยานหลักฐานอื่นมาสนับสนุนให้น่าเชื่อถือ ทั้งเหตุตามที่จำเลยนำสืบต่อสู้ไม่ใช่เหตุร้ายแรงถึงขนาดที่พยานโจทก์ทั้งสองจะต้องสมคบกันมาเบิกความเพื่อปรักปรำจำเลยให้ต้องรับโทษหรือแต่งเรื่องขึ้นให้สลับซับซ้อนเพื่อเอาผิดกับจำเลย ข้อนำสืบของจำเลยจึงไม่มีน้ำหนักแก่การรับฟัง พยานหลักฐานของโจทก์ที่นำสืบมีน้ำหนักมั่นคงรับฟังได้โดยปราศจากข้อสงสัยว่า จำเลยจำหน่ายเมทแอมเฟตามีนให้แก่สายลับผู้ล่อซื้อจริงตามฟ้อง ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 8 พิพากษายกฟ้องโจทก์ในความผิดฐานนี้มา ศาลฎีกาไม่เห็นพ้องด้วย ฎีกาข้อนี้ของโจทก์ฟังขึ้น เมื่อข้อเท็จจริงฟังได้ว่าจำเลยจำหน่ายเมทแอมเฟตามีนจำนวน 10 เม็ด ให้แก่สายลับผู้ล่อซื้อและต่อมาจำเลยถูกจับกุมได้พร้อมเมทแอมเฟตามีนจำนวน 5 เม็ด จำเลยจึงมีเมทแอมเฟตามีนไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่ายจำนวน 15 เม็ด ตามฟ้อง ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 8 ฟังข้อเท็จจริงว่าจำเลยมีเมทแอมเฟตามีนไว้ในครอบครองจำนวน 5 เม็ด จึงไม่ถูกต้อง อย่างไรก็ดีเนื่องจากความผิดฐานมีเมทแอมเฟตามีนไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่าย ต้องห้ามมิให้คู่ความฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริงดังที่ได้วินิจฉัยแล้วข้างต้น จึงไม่อาจลงโทษจำเลยในความผิดฐานมีเมทแอมเฟตามีนไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่ายได้อีก เพราะจะเป็นการเพิ่มเติมโทษจำเลยตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 212 ส่วนที่โจทก์ฎีกาว่าข้อมูลที่จำเลยให้ตามหนังสือของพันตำรวจโทธีราณัติ ไม่เป็นประโยชน์อย่างยิ่งในการปราบปรามการกระทำความผิดเกี่ยวกับยาเสพติดให้โทษ จำเลยไม่ควรได้รับประโยชน์ตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 มาตรา 100/1 (ที่ถูก มาตรา 100/2) เห็นว่า ตามหนังสือและบันทึกการจับกุม ปรากฏข้อเท็จจริงว่า หลังถูกจับกุมจำเลยเป็นสายลับล่อซื้อเมทแอมเฟตามีนให้เจ้าพนักงานตำรวจ และเป็นเหตุให้สามารถจับกุมนายเสกสรรหรือโอ และนายจิระพงศ์หรือพงค์ พร้อมด้วยเมทแอมเฟตามีน 30 เม็ด มาดำเนินคดีได้ จากข้อเท็จจริงดังกล่าวนับว่าจำเลยเป็นผู้ให้ข้อมูลที่สำคัญและเป็นประโยชน์อย่างยิ่งในการปราบปรามการกระทำความผิดเกี่ยวกับยาเสพติดให้โทษต่อเจ้าพนักงานตำรวจ ชอบที่จะลงโทษจำเลยน้อยกว่าอัตราโทษขั้นต่ำที่กำหนดไว้สำหรับความผิดนั้น ตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 มาตรา 100/2 ฎีกาข้อนี้ของโจทก์ฟังไม่ขึ้น

พิพากษาแก้เป็นว่า จำเลยมีความผิดฐานจำหน่ายเมทแอมเฟตามีนตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 มาตรา 15 วรรคหนึ่ง, 66 วรรคหนึ่ง,100/2 อีกกระทงหนึ่ง จำคุก 2 ปี ริบโทรศัพท์เคลื่อนที่ และรถยนต์ของกลาง นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 8
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.อ. ม. 216 ม. 219
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการจังหวัดภูเก็ต
จำเลย — นายศุภกรหรือปุ๋ย โกยสินสก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดภูเก็ต — นางสาวพรพิมล โศจิรัตน์
ศาลอุทธรณ์ภาค 8 — นายปัญญา ช่อมณี
ชื่อองค์คณะ
สุริยง ลิ้มสถิรานันท์
วิรุฬห์ แสงเทียน
ประทีป ดุลพินิจธรรมา
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 16469/2555
#532866
เปิดฉบับเต็ม

ตาม ป.พ.พ. มาตรา 1363 วรรคหนึ่ง บัญญัติว่า "เจ้าของรวมคนหนึ่ง ๆ มีสิทธิเรียกให้แบ่งทรัพย์สินได้ เว้นแต่จะมีนิติกรรมขัดอยู่ หรือถ้าวัตถุประสงค์ที่เป็นเจ้าของรวมกันนั้นมีลักษณะเป็นการถาวรก็เรียกให้แบ่งไม่ได้" และวรรคสามบัญญัติว่า "ท่านว่าเจ้าของรวมจะเรียกให้แบ่งทรัพย์สินในเวลาที่ไม่เป็นโอกาสอันควรไม่ได้" ตามข้อเท็จจริงไม่ปรากฏว่า ว. โจทก์และจำเลยทั้งสองมีข้อตกลงกันว่าการซื้อที่ดินและอาคารพาณิชย์พิพาทนี้ห้ามแบ่งแยกกัน แม้จะได้ความจาก ว. ที่ตอบคำถามค้านทนายจำเลยทั้งสองว่า ว. ต้องการให้โจทก์มีที่ทำกินในอาคารพาณิชย์พิพาทร่วมกับจำเลยทั้งสองไปเรื่อย ๆ แต่ ว. เป็นเพียงผู้ออกเงินชำระค่าที่ดินมิใช่เจ้าของรวม จึงถือไม่ได้ว่าเป็นวัตถุประสงค์ของเจ้าของรวมให้ใช้ประโยชน์ร่วมกันอันมีลักษณะเป็นการถาวร การที่จำเลยที่ 2 ยังเป็นผู้เยาว์ก็มิใช่ข้อห้ามแบ่งแยกและไม่ใช่กรณีไม่เป็นโอกาสอันควรแต่อย่างใด เมื่อปรากฏว่าโจทก์ไม่อาจทำกิจการค้าต่อไปได้ และการที่จะให้ผู้อื่นเช่าก็เกิดปัญหากับจำเลยทั้งสองถึงขั้นตกลงกันไม่ได้ จะให้จำเลยทั้งสองครอบครองโดยให้ประโยชน์ตอบแทนแก่โจทก์ก็เกิดปัญหาเรื่องจำนวนค่าตอบแทน การถือกรรมสิทธิ์ร่วมกันต่อไปย่อมไม่เกิดประโยชน์ การที่โจทก์ต้องการแบ่งกรรมสิทธิ์รวมจึงเป็นสิทธิของโจทก์และมีความเหมาะสม โจทก์จึงเรียกให้แบ่งกรรมสิทธิ์รวมในที่ดินและอาคารพาณิชย์พิพาทได้

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องและแก้ไขคำฟ้องขอให้บังคับจำเลยทั้งสองแบ่งกรรมสิทธิ์รวมโดยนำที่ดินและอาคารพิพาทออกขายนำเงินที่ได้มาแบ่งกันหรือโดยวิธีอื่นใดที่สามารถแบ่งกรรมสิทธิ์รวมได้ หากจำเลยทั้งสองไม่ดำเนินการแบ่งกรรมสิทธิ์รวมให้ถือเอาคำพิพากษาแทนการแสดงเจตนา ให้จำเลยที่ 2 โดยจำเลยที่ 1 ในฐานะผู้แทนโดยชอบธรรมชำระเงินค่ากรรมสิทธิ์รวมจำนวน 1,066,666.66 บาท แก่โจทก์

จำเลยทั้งสองให้การขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้แบ่งกรรมสิทธิ์รวมในที่ดินโฉนดเลขที่ 29280 ตำบลในเมือง อำเภอเมืองนครราชสีมา จังหวัดนครราชสีมา พร้อมอาคารพาณิชย์สามชั้นครึ่ง เลขที่ 17 ถนนมนัส ตำบลในเมือง อำเภอเมืองนครราชสีมา จังหวัดนครราชสีมา ซึ่งตั้งอยู่บนที่ดินดังกล่าว โดยวิธีประมูลราคาระหว่างโจทก์ฝ่ายหนึ่งกับจำเลยทั้งสองอีกฝ่ายหนึ่ง หรือนำที่ดินพร้อมอาคารพาณิชย์ดังกล่าวออกขายทอดตลาดแล้วนำเงินที่ได้มาแบ่งกันระหว่างโจทก์กับจำเลยทั้งสองตามส่วนกรรมสิทธิ์ของแต่ละฝ่าย คำขออื่นนอกจากนี้ให้ยก ค่าฤชาธรรมเนียมและค่าทนายความให้เป็นพับ

จำเลยทั้งสองอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 3 พิพากษาแก้เป็นว่า ให้จำเลยทั้งสองแบ่งที่ดินโฉนดเลขที่ 29280 ตำบลในเมือง อำเภอเมืองนครราชสีมา จังหวัดนครราชสีมา พร้อมอาคารพาณิชย์สามชั้นครึ่ง เลขที่ 17 ที่ปลูกสร้างอยู่บนที่ดินดังกล่าวให้แก่โจทก์ 2 ใน 3 ส่วน โดยให้โจทก์ จำเลยทั้งสองแบ่งทรัพย์สินดังกล่าวกันเองก่อน เมื่อไม่สามารถแบ่งได้ให้ประมูลราคาระหว่างกันเอง ถ้าตกลงกันไม่ได้ก็ให้นำทรัพย์สินดังกล่าวออกขายทอดตลาดได้เงินสุทธิเท่าใดให้แบ่งให้โจทก์ 2 ใน 3 ส่วน และให้จำเลยทั้งสอง 1 ใน 3 ส่วน ให้จำเลยทั้งสองใช้ค่าทนายความในชั้นอุทธรณ์ 32,000 บาท แก่โจทก์ นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

จำเลยทั้งสองฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงเบื้องต้นฟังได้ว่า นางวารินทร์มารดาโจทก์รู้จักคุ้นเคยกับจำเลยที่ 1 มาก่อน จำเลยที่ 1 พบประกาศขายที่ดินพร้อมอาคารพาณิชย์พิพาทและสนใจจะซื้อแต่ไม่มีเงินจึงปรึกษากับนางวารินทร์ นางวารินทร์เห็นดีด้วยและสนับสนุนด้านการเงินจึงตกลงซื้อร่วมกันโดยนางวารินทร์ออกเงินชำระให้ก่อน เมื่อจำเลยที่ 1 ขายที่ดินได้ จำเลยที่ 1 จะนำเงินส่วนที่จำเลยที่ 1 ต้องชำระมาคืนให้นางวารินทร์ และตกลงให้โจทก์กับจำเลยที่ 2 ซึ่งเป็นบุตรผู้เยาว์ของจำเลยที่ 1 มีชื่อถือกรรมสิทธิ์ร่วมกัน แต่เมื่อมีการจดทะเบียนโอนกรรมสิทธิ์กันจริงปรากฏว่ามีการจดทะเบียนโอนกรรมสิทธิ์ให้โจทก์และจำเลยทั้งสองถือกรรมสิทธิ์ร่วมกัน หลังจากนั้นโจทก์และจำเลยทั้งสองเข้าทำประโยชน์ในที่ดินและอาคารพาณิชย์พิพาท แต่กิจการที่โจทก์เข้าทำประโยชน์ค้าขายสุราต่างประเทศไม่ดีจึงเลิกกิจการ และให้จำเลยที่ 1 ใช้พื้นที่ทำประโยชน์ทั้งหมดโดยให้ค่าตอบแทนแก่โจทก์ ปลายปี 2550 โจทก์ขอค่าตอบแทนเพิ่ม จำเลยที่ 1 ไม่ยินยอม โจทก์จึงหาผู้มาเช่า แต่ตกลงกับจำเลยที่ 1 ไม่ได้ โจทก์จึงขอแบ่งกรรมสิทธิ์รวมในที่ดินและอาคารพาณิชย์พิพาท และข้อเท็จจริงฟังได้ยุติตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 3 ว่า โจทก์มีกรรมสิทธิ์รวมในที่ดินและอาคารพาณิชย์พิพาทสองในสามส่วน

มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยทั้งสองว่า โจทก์เรียกให้แบ่งกรรมสิทธิ์ในที่ดินและอาคารพาณิชย์พิพาทได้หรือไม่ เห็นว่า ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1363 วรรคหนึ่ง บัญญัติว่า เจ้าของรวมคนหนึ่ง ๆ มีสิทธิเรียกให้แบ่งทรัพย์สินได้ เว้นแต่จะมีนิติกรรมขัดอยู่ หรือถ้าวัตถุที่ประสงค์ที่เป็นเจ้าของรวมกันนั้นมีลักษณะเป็นการถาวรก็เรียกให้แบ่งไม่ได้ และวรรคสามบัญญัติว่า ท่านว่าเจ้าของรวมจะเรียกให้แบ่งทรัพย์สินในเวลาที่ไม่เป็นโอกาสอันควรไม่ได้ ตามข้อเท็จจริงไม่ปรากฏว่า นางวารินทร์ โจทก์ และจำเลยทั้งสองมีข้อตกลงกันว่าการซื้อที่ดินและอาคารพาณิชย์พิพาทนี้ห้ามแบ่งแยกกัน แม้จะได้ความจากนางวารินทร์ที่ตอบคำถามค้านของทนายจำเลยทั้งสองว่า นางวารินทร์ต้องการให้โจทก์มีที่ทำกินในอาคารพาณิชย์พิพาทร่วมกับจำเลยทั้งสองไปเรื่อย ๆ แต่นางวารินทร์ไม่ใช่เจ้าของรวมจึงถือไม่ได้ว่าเป็นวัตถุประสงค์ของเจ้าของรวมให้ใช้ประโยชน์ร่วมกันอันมีลักษณะเป็นการถาวร ทั้งการที่จำเลยที่ 2 ยังเป็นผู้เยาว์ก็ไม่ใช่ข้อห้ามแบ่งแยกและไม่ใช่กรณีไม่เป็นโอกาสอันควรแต่อย่างใด เมื่อปรากฏว่าโจทก์ไม่อาจทำกิจการค้าขายต่อไปได้และการจะให้ผู้อื่นเช่าก็เกิดปัญหากับจำเลยทั้งสองถึงขั้นตกลงกันไม่ได้ จะให้จำเลยทั้งสองครอบครองโดยให้ประโยชน์ตอบแทนแก่โจทก์ก็เกิดปัญหาเรื่องจำนวนค่าตอบแทน การถือกรรมสิทธิ์ร่วมกันต่อไปย่อมไม่เกิดประโยชน์การที่โจทก์ต้องการแบ่งกรรมสิทธิ์รวมจึงเป็นสิทธิของโจทก์และมีความเหมาะสม โจทก์จึงเรียกให้แบ่งกรรมสิทธิ์รวมที่ดินและอาคารพาณิชย์พิพาทได้ ฎีกาของจำเลยทั้งสองในข้อนี้ฟังไม่ขึ้น

พิพากษายืน ให้จำเลยทั้งสองใช้ค่าทนายความชั้นฎีกา 20,000 บาท แทนโจทก์
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 1363 วรรคหนึ่ง
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นางสาวมัชฌิมา วัฒนไชย
จำเลย — นางฉัตรมณี ธีระเนติกุล กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดนครราชสีมา — นายวิฑูร วิมลเศรษฐ
ศาลอุทธรณ์ภาค 3 — นายสรชัย จตุรภัทรวงศ์
ชื่อองค์คณะ
พีรพล พิชยวัฒน์
ศรีอัมพร ศาลิคุปต์
ศุภชัย สมเจริญ
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 16467/2555
#537965
เปิดฉบับเต็ม

ตามระเบียบคณะกรรมการบริหารศาลยุติธรรมว่าด้วยรถราชการ พ.ศ.2544 ข้อ 12 กำหนดขอบเขตไว้ชัดเจนว่า การใช้รถยนต์ประจำตำแหน่งในการปฏิบัติหน้าที่ราชการให้รวมถึงการใช้รถยนต์เพื่อเดินทางไป - กลับระหว่างที่พักและสถานที่ปฏิบัติราชการด้วย ดังนั้น การที่จำเลยขับรถยนต์ประจำตำแหน่งออกจากบ้านพักที่จังหวัดนนทบุรีเพื่อไปปฏิบัติราชการที่ศาลจังหวัดพัทยา จึงเป็นการปฏิบัติราชการในตำแหน่งหน้าที่ตามระเบียบดังกล่าวแล้ว

จำเลยดูแลรักษารถยนต์และนำเข้าตรวจสภาพเมื่อรถเกิดอาการผิดปกติ อันเป็นการใช้รถยนต์ประจำตำแหน่งด้วยความระมัดระวังเช่นวิญญูชนพึงกระทำ และก่อนเกิดเหตุจำเลยให้พนักงานขับรถนำรถยนต์ไปตรวจสอบที่ศูนย์บริการแล้ว แต่ไม่พบความบกพร่อง รถยนต์สามารถใช้งานได้ จึงถือไม่ได้ว่าจำเลยทราบอยู่แล้วว่ารถยนต์มีสภาพไม่สมบูรณ์ และจำเลยขับรถโดยใช้ความเร็วไม่เกิน 100 กม. ต่อ ชม. ซึ่งไม่เกินอัตราความเร็วที่กฎหมายกำหนดให้ใช้บนเส้นทางดังกล่าวไม่เกิน 120 กม. ต่อ ชม. การกระทำของจำเลยจึงไม่เป็นการกระทำโดยประมาทเลินเล่ออย่างร้ายแรง แต่เหตุเกิดจากความชำรุดบกพร่องของตัวรถอันเป็นเหตุสุดวิสัย จำเลยจึงไม่ต้องรับผิดชดใช้ค่าสินไหมทดแทนแก่โจทก์

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องและแก้ไขฟ้องขอให้บังคับจำเลยชำระเงิน 686,146.62 บาท แก่โจทก์พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงิน 658,437.50 บาท นับถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จ

จำเลยให้การขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง ค่าฤชาธรรมเนียมให้เป็นพับ

โจทก์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 2 พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมในชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ

โจทก์ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ว่า จำเลยต้องรับผิดชดใช้ค่าสินไหมทดแทนให้แก่โจทก์หรือไม่ เห็นว่า ตามพระราชบัญญัติความรับผิดทางละเมิดของเจ้าหน้าที่ พ.ศ.2539 มาตรา 10 วรรคหนึ่ง บัญญัติว่า "ในกรณีที่เจ้าหน้าที่เป็นผู้กระทำละเมิดต่อหน่วยงานของรัฐ ไม่ว่าจะเป็นหน่วยงานของรัฐที่ผู้นั้นอยู่ในสังกัดหรือไม่ ถ้าเป็นการกระทำในการปฏิบัติหน้าที่ การเรียกร้องค่าสินไหมทดแทนจากเจ้าหน้าที่ให้นำบทบัญญัติมาตรา 8 มาใช้บังคับโดยอนุโลม แต่ถ้ามิใช่การกระทำในการปฏิบัติหน้าที่ให้บังคับตามบทบัญญัติแห่งประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ " และมาตรา 8 วรรคหนึ่ง บัญญัติว่า "ในกรณีที่หน่วยงานของรัฐต้องรับผิดใช้ค่าสินไหมทดแทนแก่ผู้เสียหายเพื่อการละเมิดของเจ้าหน้าที่ ให้หน่วยงานของรัฐมีสิทธิเรียกให้เจ้าหน้าที่ผู้ทำละเมิดชดใช้ค่าสินไหมทดแทนดังกล่าวแก่หน่วยงานของรัฐได้ ถ้าเจ้าหน้าที่ได้กระทำการนั้นไปด้วยความจงใจหรือประมาทเลินเล่ออย่างร้ายแรง" ดังนี้จึงต้องวินิจฉัยเสียก่อนว่า การที่จำเลยใช้รถยนต์ประจำตำแหน่งเดินทางไป - กลับระหว่างบ้านพักส่วนตัวของจำเลยกับสถานที่ปฏิบัติราชการเป็นการปฏิบัติหน้าที่ตามความในพระราชบัญญัติความรับผิดทางละเมิดของเจ้าหน้าที่ พ.ศ.2539 มาตรา 10 วรรคหนึ่ง หรือไม่ สำหรับการใช้รถยนต์ประจำตำแหน่งนั้น ตามระเบียบคณะกรรมการบริหารศาลยุติธรรมว่าด้วยรถราชการ พ.ศ.2544 กำหนดว่า รถประจำตำแหน่งให้ใช้ในการปฏิบัติราชการในตำแหน่งหน้าที่ หรือที่ได้รับมอบหมายโดยชอบ หรืองานที่เกี่ยวเนื่องโดยตรงกับงานในตำแหน่งหน้าที่หรือฐานะที่ดำรงตำแหน่งนั้น รวมตลอดถึงการใช้เพื่อเดินทางไป - กลับระหว่างที่พักและสถานที่ปฏิบัติราชการ และเพื่อการอื่นที่จำเป็นและเหมาะสมแก่การดำรงตำแหน่งหน้าที่ในหมู่ข้าราชการและสังคม ตามระเบียบดังกล่าวกำหนดขอบเขตการใช้รถยนต์ประจำตำแหน่งไว้ชัดเจนว่า การใช้รถยนต์ประจำตำแหน่งในการปฏิบัติหน้าที่ราชการให้รวมถึงการใช้รถยนต์เพื่อเดินทางไป - กลับระหว่างที่พักและสถานที่ปฏิบัติราชการด้วย ดังนั้น การที่จำเลยขับรถยนต์ประจำตำแหน่งออกจากบ้านพักที่จังหวัดนนทบุรีเพื่อไปปฏิบัติราชการที่ศาลจังหวัดพัทยา จึงเป็นการปฏิบัติราชการในตำแหน่งหน้าที่ตามความในข้อ 12 ของระเบียบคณะกรรมการบริหารศาลยุติธรรมว่าด้วยรถราชการ พ.ศ. 2544 ที่โจทก์ฎีกาว่า การที่จำเลยนำรถยนต์ประจำตำแหน่งไปใช้เป็นยานพาหนะในการเดินทางไป - กลับ จากบ้านพักของจำเลยซึ่งอยู่ที่จังหวัดนนทบุรีเดินทางไปปฏิบัติราชการที่ศาลจังหวัดพัทยาเป็นการใช้รถยนต์ของทางราชการเพื่อเดินทางไป - กลับระหว่างที่พักและสถานที่ปฏิบัติราชการที่เกินจากความเหมาะสมหรือเกินกว่าความจำเป็นในการปฏิบัติหน้าที่ราชการของจำเลย อีกทั้งยังไม่เป็นการเก็บรักษา ควบคุม หรือผู้รับผิดชอบรถประจำตำแหน่งผู้พิพากษาหัวหน้าศาลจังหวัดพัทยาในการปฏิบัติราชการของจำเลยซึ่งเป็นผู้ดำรงตำแหน่งนั้นดังเช่นที่ระเบียบคณะกรรมการบริหารราชการศาลยุติธรรมว่าด้วยรถราชการ พ.ศ. 2544 ข้อ 12 และข้อ 22 ได้กำหนดไว้ นั้น เห็นว่า ตามคำฟ้องโจทก์บรรยายว่า จำเลยขับรถยนต์ประจำตำแหน่งจากที่พักส่วนตัวที่จังหวัดนนทบุรีเพื่อไปปฏิบัติงานที่ศาลจังหวัดพัทยา ซึ่งการใช้รถในลักษณะดังกล่าวมิใช่การใช้รถในการปฏิบัติหน้าที่ แต่เป็นการใช้เพื่อเดินทางไป - กลับ ระหว่างที่พักและสถานที่ปฏิบัติราชการ ซึ่งกรมบัญชีกลางโดยได้รับมอบอำนาจจากกระทรวงการคลังพิจารณาแล้วเห็นว่าการที่จำเลยขับรถออกจากที่พักเดินทางไปทำงานไม่ถือเป็นการปฏิบัติหน้าที่ เป็นเพียงการกำหนดสิทธิในการใช้รถยนต์ประจำตำแหน่งตามระเบียบคณะกรรมการบริหารศาลยุติธรรมว่าด้วยรถราชการ พ.ศ.2544 ข้อ 12 เท่านั้น ดังนี้ ฎีกาของโจทก์ดังกล่าวจึงเป็นเรื่องที่มิได้กล่าวมาในฟ้อง เป็นเรื่องนอกฟ้องนอกประเด็น ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัยให้

มีปัญหาต้องวินิจฉัยต่อไปว่า จำเลยกระทำให้รถยนต์ประจำตำแหน่งเสียหายโดยจงใจหรือประมาทเลินเล่ออย่างร้ายแรงหรือไม่ เห็นว่า โจทก์ไม่มีพยานที่รู้เห็นเหตุการณ์ขณะเกิดเหตุ การที่นายเฉลิมชัยพยานโจทก์เบิกความว่า อุบัติเหตุเกิดจากความประมาทเลินเล่ออย่างร้ายแรงของจำเลยเนื่องจากขับรถด้วยความเร็วสูงจนไม่สามารถบังคับรถได้นั้นเป็นเพียงการคาดคะเนเอาจากสภาพความเสียหายของรถและร่องรอยที่พบในที่เกิดเหตุ ไม่มีพยานหลักฐานที่น่าเชื่อถือมานำสืบสนับสนุนว่าเหตุเกิดจากความประมาทเลินเล่ออย่างร้ายแรงของจำเลยจริงหรือไม่ ฝ่ายจำเลยนอกจากตัวจำเลยจะเบิกความยืนยันว่าเหตุเกิดจากปีกนกฉีกขาดทำให้จำเลยไม่สามารถควบคุมบังคับรถได้แล้ว จำเลยยังมีนายสุธรรม เป็นประจักษ์พยานเบิกความว่า ขณะที่พยานขับรถตามหลังรถที่จำเลยขับโดยใช้ความเร็วประมาณ 90 กิโลเมตรต่อชั่วโมง พยานเห็นว่ารถคันดังกล่าวแล่นช้า เมื่อขับรถตามไปประมาณ 2 นาที กำลังมองหาช่องทางจะแซงรถคันดังกล่าว ก็เห็นรถคันดังกล่าวล้อหลังด้านซ้ายมีอาการแกว่งผิดปกติ พยานจึงห้ามล้อรถชะลอความเร็วและเห็นว่ารถคันดังกล่าวเสียการทรงตัว เฉออกไปด้านซ้ายจะชนรถคันอื่น มีการหักรถเพื่อให้มาทางด้านขวา รถจะตกร่องกลางถนน คนขับพยายามหักพวงมาลัยออกไปทางด้านซ้ายอีกครั้ง แล้วหักกลับด้านขวา จากนั้นรถก็พลิกคว่ำตกลงไปในร่องกลางถนน พยานจึงจอดรถและเข้าไปช่วยเหลือ ทั้งมีนายชูศักดิ์เป็นพยานเบิกความว่า จำเลยเป็นลูกค้าเคยนำรถมาให้ซ่อมเครื่องยนต์และหม้อน้ำ หลังเกิดเหตุพยานได้รับโทรศัพท์จากจำเลยแจ้งว่าจำเลยประสบอุบัติเหตุรถที่ขับมีอาการส่ายควบคุมรถไม่ได้ พยานเดินทางไปเยี่ยมจำเลย จำเลยนำภาพถ่าย ให้พยานดู พบว่าบริเวณมุมล้อมีลักษณะสนิมเก่ากับบริเวณที่สนิมจางและบริเวณที่แตกหักใหม่ ซึ่งรอยแตกหักใหม่ยาวประมาณ 1 เซนติเมตร มีสีแตกต่างจากรอยเดิมที่มีรอยสนิมกิน นอกจากนี้พยานไปตรวจสอบรถคันดังกล่าวพบว่ามีลักษณะเดียวกับภาพถ่าย จากประสบการณ์ของพยานเชื่อว่าอุบัติเหตุเกิดจากล้อหลังปีกนกฉีกขาดเป็นสาเหตุให้บังคับรถไม่ได้ เห็นว่า นายสุธรรมและนายชูศักดิ์เบิกความสอดคล้องต้องกันสนับสนุนข้อต่อสู้ของจำเลย ไม่ปรากฏว่านายสุธรรมรู้จักจำเลยมาก่อน เป็นเพียงผู้มาประสบพบเหตุการณ์ดังกล่าวและเข้าช่วยเหลือจำเลย ส่วนนายชูศักดิ์เป็นช่างซ่อมรถที่จำเลยเคยนำรถไปให้ซ่อม พยานทั้งสองปากไม่มีส่วนได้เสียกับฝ่ายใด จึงไม่มีข้อระแวงสงสัยว่าจะเบิกความเพื่อช่วยเหลือหรือเพื่อประโยชน์แก่ฝ่ายหนึ่งฝ่ายใดโดยไม่มีมูลความจริง ประกอบกับพันตำรวจโทอนันต์ พนักงานสอบสวนพยานโจทก์เบิกความตอบทนายจำเลยถามค้านว่า ในชั้นสอบสวนนายสุธรรมให้การว่า นายสุธรรมขับรถตามหลังรถของจำเลย ก่อนถึงบริเวณที่เกิดเหตุรถของจำเลยมีอาการส่ายไปมา จากนั้นจึงพลิกคว่ำ โดยนายสุธรรมระบุว่ามีเหตุผิดปกติเกิดขึ้นที่บริเวณล้อหลังด้านซ้าย และพันตำรวจโทอรรณนพ ตำแหน่งนักวิทยาศาสตร์ สบ 3 กองกำกับการวิทยาเขต 13 ชลบุรี ผู้ตรวจสภาพรถยนต์คันเกิดเหตุ พยานโจทก์อีกปากหนึ่งเบิกความตอบทนายจำเลยถามค้านว่า ขณะตรวจดึงล้อหลังข้างซ้าย พบรอยฉีกขาดของปีกนก และมีสนิมเกาะอยู่เกือบครึ่งหนึ่ง และมีรอยฉีกขาดใหม่ หากเกิดจากการฉีกขาดในคราวเดียวกัน สภาพของสนิมน่าจะเกิดขึ้นในลักษณะใกล้เคียงกัน และพยานปากนี้เบิกความตอบโจทก์ถามติงว่า จากการตรวจสภาพสนิมที่เกาะอยู่สามารถบ่งชี้ได้ว่า เกิดขึ้นในช่วงเวลาแตกต่างกัน น่าจะมีการฉีกขาดอยู่ก่อนแล้ว ทำให้กลุ่มของสนิมไม่เท่ากัน อันเป็นการเจือสมคำเบิกความของพยานจำเลย ทำให้คำเบิกความของพยานจำเลยมีน้ำหนักน่าเชื่อถือยิ่งขึ้น อีกทั้งยังได้ความจากจำเลยด้วยว่า ก่อนเกิดเหตุประมาณ 1 เดือน ในช่วงเดือนพฤศจิกายน 2546 รถยนต์คันดังกล่าวมีเสียงดังบริเวณช่วงล่าง เมื่อวันที่ 19 พฤศจิกายน 2546 จำเลยได้มอบให้นายต้นคนขับรถประจำศาลจังหวัดพัทยานำรถคันดังกล่าวไปตรวจบำรุงรักษาตามระยะทางพร้อมแจ้งอาการของรถให้ช่างของบริษัทพัทยา ฮอนด้าคาร์ส์ จำกัด ทราบ ทางบริษัทดังกล่าวแจ้งว่าไม่สามารถหาสาเหตุของเสียงได้ รถสามารถใช้งานได้ ให้นำกลับไปใช้ จำเลยนำรถกลับมาใช้งานประมาณ 7 ถึง 10 วัน ก็ยังมีเสียงดังจึงให้นายต้นนำรถกลับไปตรวจเฉพาะช่วงล่างอีกครั้ง แต่บริษัทพัทยา ฮอนด้าคาร์ส์ จำกัด ยังคงแจ้งว่าไม่พบสาเหตุที่มีเสียงดัง จำเลยจึงนำรถกลับมาใช้งานจนเกิดเหตุคดีนี้ ซึ่งนายรณรงค์ ช่างเทคนิคของบริษัทฮอนด้า ออโต้โมบิล (ประเทศไทย) จำกัด พยานโจทก์เบิกความเจือสมจำเลยว่า จากการตรวจสอบประวัติของรถคันดังกล่าวปรากฏว่ามีการนำเข้าตรวจสอบที่ศูนย์ฮอนด้าพัทยาอยู่เป็นประจำครั้งสุดท้ายเข้าตรวจเช็คเมื่อวันที่ 19 พฤศจิกายน 2546 เป็นการตรวจสภาพเนื่องจากได้รับแจ้งว่าช่วงล่างของรถมีเสียงดัง แสดงให้เห็นว่าจำเลยเอาใจใส่ดูแลรักษารถยนต์คันเกิดเหตุและนำเข้าตรวจสภาพเมื่อรถเกิดอาการผิดปกติ อันเป็นการใช้รถยนต์ประจำตำแหน่งด้วยความระมัดระวังเช่นวิญญูชนพึงกระทำ ที่โจทก์ฎีกาว่า จำเลยทราบอยู่ก่อนแล้วว่ารถยนต์ประจำตำแหน่งที่จำเลยขับมีสภาพไม่สมบูรณ์อาจจะเกิดอุบัติเหตุในการขับขี่ได้ แต่จำเลยกลับขับรถด้วยความเร็วสูงประมาณ 100 กิโลเมตรต่อชั่วโมง จึงเป็นการขับขี่ด้วยความประมาทปราศจากความระมัดระวังจนเป็นเหตุให้เกิดอุบัติเหตุถือได้ว่าเป็นการประมาทเลินเล่ออย่างร้ายแรง เห็นว่า ก่อนเกิดเหตุจำเลยให้พนักงานขับรถนำรถยนต์คันเกิดเหตุไปตรวจสภาพแล้ว แต่พนักงานของบริษัทพัทยา ฮอนด้าคาร์ส์ จำกัด แจ้งว่าไม่พบความบกพร่อง รถยนต์สามารถใช้งานได้ จึงถือไม่ได้ว่าจำเลยทราบอยู่แล้วว่ารถยนต์มีสภาพไม่สมบูรณ์ และจำเลยขับรถโดยใช้ความเร็วไม่เกิน 100 กิโลเมตรต่อชั่วโมง ซึ่งไม่เกินอัตราความเร็วที่กฎหมายกำหนดให้ใช้บนเส้นทางดังกล่าวที่กำหนดให้ใช้ความเร็วไม่เกิน 120 กิโลเมตรต่อชั่วโมง การกระทำของจำเลยจึงไม่เป็นการกระทำโดยประมาทเลินเล่ออย่างร้ายแรง แต่เหตุเกิดจากความชำรุดบกพร่องของตัวรถคันดังกล่าวอันเป็นเหตุสุดวิสัย จำเลยจึงไม่ต้องรับผิดชดใช้ค่าสินไหมทดแทนแก่โจทก์ ที่ศาลล่างทั้งสองพิพากษามานั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วยในผล ฎีกาของโจทก์ฟังไม่ขึ้น อนึ่ง ที่จำเลยยื่นคำร้องขอให้ศาลฎีกาวินิจฉัยชี้ขาดว่า โจทก์ไม่มีอำนาจฟ้องเพราะศาลปกครองสูงสุดพิพากษาเพิกถอนคำสั่งของผู้ถูกฟ้องที่ 3 (โจทก์) ที่ให้จำเลยชดใช้ค่าสินไหมทดแทนแล้ว และฟ้องของโจทก์ต้องห้ามตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 148 นั้น เห็นว่า เมื่อศาลฎีกาวินิจฉัยแล้วว่าจำเลยไม่ได้ประมาทเลินเล่ออย่างร้ายแรง ไม่ต้องรับผิดต่อโจทก์ตามฟ้อง คำร้องของจำเลยจึงไม่จำต้องวินิจฉัยเพราะไม่ทำให้ผลแห่งคดีเปลี่ยนแปลงไป

พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ระเบียบคณะกรรมการบริหารศาลยุติธรรม ว่าด้วยรถราชการ พ.ศ.2544
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — สำนักงานศาลยุติธรรม
จำเลย — นายสุทิน อุ้ยตระกูล
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดชลบุรี — นายพรชัย เอื้อวิริยวงศ์
ศาลอุทธรณ์ภาค 2 — นายกิตติพงษ์ ศิริโรจน์
ชื่อองค์คณะ
อภิรัตน์ ลัดพลี
พินิจ สายสะอาด
วิรุฬห์ แสงเทียน
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 16412/2555
#532905
เปิดฉบับเต็ม

วันเวลาเกิดเหตุจำเลยพาผู้เสียหายที่ 2 ซึ่งเป็นหญิงคนรักนั่งซ้อนท้ายรถจักรยานยนต์ ระหว่างทางได้เกิดอุบัติเหตุรถจักรยานยนต์ที่จำเลยขับล้มลงทำให้ผู้เสียหายที่ 2 ตกจากรถจักรยานยนต์ได้รับอันตรายสาหัสนอนหมดสติในพงหญ้าข้างทาง แล้วจำเลยหลบหนีไม่ให้ความช่วยเหลือ ทิ้งให้ผู้เสียหายที่ 2 นอนหมดสติในที่เกิดเหตุ เป็นเวลานานถึง 8 วัน และไม่แจ้งให้ผู้เสียหายที่ 1 ซึ่งเป็นมารดาทราบ จนมีผู้ไปพบผู้เสียหายที่ 2 จำเลยย่อมเล็งเห็นผลได้ว่า การงดเว้นไม่ให้ความช่วยเหลือ ผู้เสียหายที่ 2 อาจถึงแก่ความตายได้ เมื่อผู้เสียหายที่ 2 ไม่ถึงแก่ความตาย จำเลยจึงมีความผิดฐานพยายามฆ่าผู้อื่นตาม ป.อ. มาตรา 288 ประกอบมาตรา 80 และมาตรา 59 วรรคท้าย

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 80, 91, 279, 283 ทวิ, 288, 300, 317 พระราชบัญญัติจราจรทางบก พ.ศ.2522 มาตรา 43, 78, 157, 160

จำเลยให้การรับสารภาพ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 279 วรรคแรก, 283 ทวิ วรรคสอง, 288, ประกอบมาตรา 80, 300, 317 วรรคสาม พระราชบัญญัติจราจรทางบก พ.ศ.2522 มาตรา 43(4) (8), 78 วรรคหนึ่ง, 157, 160 วรรคสอง เป็นการกระทำอันเป็นความผิดหลายกรรมต่างกัน ให้ลงโทษทุกกรรมเป็นกระทงความผิดไปตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 จำเลยอายุกว่าสิบแปดปีแต่ยังไม่เกินยี่สิบปี ลดมาตราส่วนโทษให้กึ่งหนึ่งตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 76 แล้ว ความผิดฐานพยายามฆ่าผู้อื่นและฐานหลบหนีไม่หยุดให้ความช่วยเหลือตามสมควร ไม่แจ้งเหตุและแสดงตัวต่อพนักงานเจ้าหน้าที่ที่ใกล้เคียงทันทีเป็นเหตุให้ผู้อื่นได้รับอันตรายสาหัส เป็นการกระทำอันเป็นกรรมเดียวเป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบทให้ลงโทษฐานพยายามฆ่าผู้อื่น อันเป็นกฎหมายบทที่มีโทษหนักที่สุดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 จำคุก 5 ปี ฐานกระทำอนาจารเด็กและพาเด็กไปเพื่อการอนาจาร เป็นการกระทำอันเป็นกรรมเดียวเป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบท ให้ลงโทษฐานกระทำอนาจารอันเป็นกฎหมายบทที่มีโทษหนักที่สุดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 จำคุก 1 เดือน ฐานกระทำโดยประมาทเป็นเหตุให้ผู้อื่นได้รับอันตรายสาหัสและขับรถโดยประมาทโดยไม่คำนึงถึงความปลอดภัยหรือเดือดร้อนของผู้อื่น เป็นการกระทำอันเป็นกรรมเดียวเป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบท ให้ลงโทษฐานกระทำโดยประมาทเป็นเหตุให้ผู้อื่นรับอันตรายสาหัส อันเป็นกฎหมายบทที่มีโทษหนักที่สุดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 จำคุก 3 เดือน ฐานพรากเด็กไปเพื่อการอนาจาร จำคุก 2 ปี 6 เดือน รวมจำคุก 7 ปี 10 เดือน จำเลยให้การรับสารภาพเป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้กึ่งหนึ่งตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คงจำคุก 3 ปี 11 เดือน

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 4 พิพากษาแก้เป็นว่า จำเลยมีความผิดฐานหลบหนีไม่หยุดให้ความช่วยเหลือตามสมควร ไม่แจ้งเหตุและแสดงตัวต่อพนักงานเจ้าหน้าที่ที่ใกล้เคียงทันทีตามพระราชบัญญัติจราจรทางบก พ.ศ.2522 มาตรา 78 วรรคหนึ่ง, 160 วรรคหนึ่ง จำเลยอายุกว่าสิบแปดปี แต่ยังไม่เกินยี่สิบปี ลดมาตราส่วนโทษให้กึ่งหนึ่งตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 76 แล้ว จำคุก 1 เดือน และปรับ 4,000 บาท ส่วนความผิดฐานอื่นให้ลงโทษปรับอีกสถานหนึ่งทุกกรรมและลดมาตราส่วนโทษให้กึ่งหนึ่งตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 76 แล้ว ฐานกระทำอนาจาร ให้ปรับ 2,000 บาท ฐานกระทำโดยประมาทเป็นเหตุให้ผู้อื่นรับอันตรายสาหัส ปรับ 2,000 บาท และฐานพรากเด็กไปเพื่อการอนาจาร ปรับ 6,000 บาท รวมจำคุก 2 ปี 11 เดือน และปรับ 14,000 บาท จำเลยให้การรับสารภาพ เป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้กึ่งหนึ่งตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คงจำคุก 1 ปี 5 เดือน 15 วัน และปรับ 7,000 บาท โทษจำคุกให้รอการลงโทษไว้มีกำหนด 2 ปี ให้จำเลยไปรายงานตัวต่อพนักงานคุมประพฤติ 3 เดือนต่อครั้ง มีกำหนด 1 ปี ให้จำเลยกระทำกิจกรรมบริการสังคมหรือสาธารณประโยชน์ตามที่พนักงานคุมประพฤติและจำเลยเห็นสมควร จำนวน 24 ชั่วโมง ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 56 ไม่ชำระค่าปรับให้จัดการตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 29, 30 ข้อหาอื่นให้ยก นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

โจทก์ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า มีปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามฎีกาโจทก์ข้อแรกว่า ฟ้องโจทก์ในความผิดฐานพยายามฆ่าและฐานหลบหนีไม่หยุดให้ความช่วยเหลือตามสมควร ไม่แจ้งเหตุและแสดงตัวต่อพนักงานเจ้าหน้าที่ที่ใกล้เคียงทันทีเป็นเหตุให้ผู้อื่นได้รับอันตรายสาหัสครบองค์ประกอบความผิดหรือไม่ เห็นว่า ตามฟ้องของโจทก์ได้กล่าวถึงการกระทำของจำเลยอันเป็นการพยายามฆ่าผู้เสียหายที่ 2 ไว้ชัดเจนแล้วว่า เมื่อรถจักรยานยนต์ที่จำเลยขับล้มลง เป็นเหตุให้ผู้เสียหายที่ 2 หมดสติ จำเลยไม่ช่วยเหลือหรือแจ้งให้ผู้อื่นไปช่วยเหลือผู้เสียหายที่ 2 อันเป็นการเล็งเห็นผลได้ว่าผู้เสียหายที่ 2 อาจถึงแก่ความตายได้ ฟ้องโจทก์ในความผิดฐานพยายามฆ่าจึงครบองค์ประกอบความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 288 ประกอบมาตรา 80 แล้ว เมื่อพยานหลักฐานโจทก์ที่นำสืบประกอบคำรับสารภาพของจำเลยฟังได้ว่า วันเวลาเกิดเหตุจำเลยพาผู้เสียหายที่ 2 ซึ่งเป็นคนรักนั่งซ้อนท้ายรถจักรยานยนต์ ระหว่างทางได้จับมือผู้เสียหายที่ 2 ไปกอดไว้และเกิดอุบัติเหตุรถจักรยานยนต์ที่จำเลยขับล้มลง ทำให้ผู้เสียหายที่ 2 ตกจากรถจักรยานยนต์ได้รับอันตรายสาหัสนอนหมดสติในพงหญ้าข้างทางแล้วจำเลยหลบหนีไม่ให้ความช่วยเหลือทิ้งให้ผู้เสียหายที่ 2 นอนหมดสติในที่เกิดเหตุเป็นเวลานานถึง 8 วันและไม่แจ้งให้ผู้เสียหายที่ 1 ทราบ จนมีผู้ไปพบผู้เสียหายที่ 2 จำเลยย่อมเล็งเห็นผลได้ว่าการงดเว้นไม่ให้ความช่วยเหลือผู้เสียหายที่ 2 อาจถึงแก่ความตายได้ เมื่อผู้เสียหายที่ 2 ไม่ถึงแก่ความตาย จำเลยจึงมีความผิดฐานพยายามฆ่าผู้อื่นตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 288 ประกอบมาตรา 80 และมาตรา 59 วรรคท้าย ส่วนความผิดฐานหลบหนีไม่หยุดให้ความช่วยเหลือตามสมควร ไม่แจ้งเหตุและแสดงตัวต่อพนักงานเจ้าหน้าที่ที่ใกล้เคียงทันทีนั้น เห็นว่า โจทก์บรรยายฟ้องแต่เพียงว่า จำเลยได้ทิ้งผู้เสียหายที่ 2 ซึ่งหมดสติอยู่ที่เกิดเหตุโดยไม่ให้ความช่วยเหลือตามสมควร และไม่ไปแสดงตัวและแจ้งเหตุต่อพนักงานเจ้าหน้าที่ที่ใกล้เคียงทันที มิได้บรรยายอ้างเหตุว่าการที่จำเลยไม่อยู่ให้ความช่วยเหลือตามสมควร พร้อมทั้งแสดงตัวและแจ้งเหตุต่อพนักงานเจ้าหน้าที่ที่ใกล้เคียงทันที อันเป็นการไม่ปฏิบัติตามมาตรา 78 วรรคหนึ่งนั้น เป็นเหตุให้ผู้เสียหายที่ 2 ได้รับอันตรายสาหัส แม้โจทก์จะบรรยายในตอนท้ายของข้อ (1) ค. ว่า ผู้เสียหายที่ 2 ได้รับอันตรายสาหัสก็เป็นการบรรยายฟ้องสืบเนื่องมาจากรถจักรยานยนต์ที่จำเลยขับล้มและผลจากการที่จำเลยพยายามฆ่าผู้เสียหายที่ 2 เท่านั้น ฟ้องโจทก์จึงไม่ครบองค์ประกอบความผิดฐานหลบหนีไม่หยุดให้ความช่วยเหลือตามสมควร ไม่แจ้งเหตุและแสดงตัวต่อพนักงานเจ้าหน้าที่ที่ใกล้เคียงทันทีเป็นเหตุให้ผู้อื่นได้รับอันตรายสาหัส แม้จำเลยให้การรับสารภาพก็ไม่อาจลงโทษตามมาตรา 160 วรรคสองได้ ต้องลงโทษตามมาตรา 160 วรรคหนึ่ง ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 4 วินิจฉัยมานั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วยบางส่วน ฎีกาของโจทก์ข้อนี้ฟังขึ้นบางส่วน

มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ข้อต่อไปว่า มีเหตุไม่รอการลงโทษจำคุกให้แก่จำเลยหรือไม่ สำหรับความผิดฐานกระทำอนาจาร ฐานกระทำโดยประมาทเป็นเหตุให้ผู้อื่นได้รับอันตรายสาหัส และฐานพรากเด็กไปเพื่อการอนาจาร เห็นว่า ศาลชั้นต้นลงโทษจำคุกจำเลยแต่ละกระทงไม่เกินสองปี ศาลอุทธรณ์ภาค 4 พิพากษาแก้เป็นว่าให้ลงโทษปรับจำเลยในแต่ละกระทงอีกสถานหนึ่ง แต่ศาลอุทธรณ์ภาค 4 ยังคงลงโทษจำคุกจำเลยแต่ละกระทงไม่เกินสองปี หรือปรับแต่ละกระทงไม่เกินสี่หมื่นบาท จึงต้องห้ามมิให้คู่ความฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริงตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 219 ที่โจทก์ขอให้ไม่รอการลงโทษจำคุกจำเลยในความผิดฐานดังกล่าวเป็นการโต้เถียงดุลพินิจในการลงโทษของศาลอุทธรณ์ภาค 4 อันเป็นฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง ต้องห้ามตามบทบัญญัติดังกล่าว ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัย ส่วนความผิดฐานพยายามฆ่าผู้อื่นและความผิดฐานหลบหนีไม่หยุดให้ความช่วยเหลือตามสมควร ไม่แจ้งเหตุและแสดงตัวต่อพนักงานเจ้าหน้าที่ที่ใกล้เคียงทันทีซึ่งเป็นกรรมเดียวกันนั้น เห็นว่า แม้ขณะเกิดเหตุจำเลยอายุ 19 ปี และหลังเกิดเหตุจำเลยได้ชดใช้ค่าเสียหายให้แก่ผู้เสียหายทั้งสองแล้วก็ตาม แต่จำเลยและผู้เสียหายที่ 2 เป็นคนรักกัน เมื่อรถจักรยานยนต์ที่จำเลยขับประสบอุบัติเหตุจนเป็นเหตุให้ผู้เสียหายที่ 2 ได้รับอันตรายสาหัส จำเลยในฐานะคนรักของผู้เสียหายที่ 2 และไม่ได้รับบาดเจ็บมากควรช่วยเหลือผู้เสียหายที่ 2 หรือไปตามบุคคลอื่นมาช่วยเหลือผู้เสียหายที่ 2 แต่จำเลยกลับไม่กระทำและทิ้งผู้เสียหายที่ 2 ไว้ในที่เกิดเหตุ เมื่อผู้เสียหายที่ 1 ไปสอบถามถึงผู้เสียหายที่ 2 จำเลยก็ไม่ยอมบอกให้ผู้เสียหายที่ 1 ทราบ ปล่อยให้ผู้เสียหายที่ 2 ต้องทนทุกข์ทรมานเป็นเวลานานถึง 8 วัน จนกระทั่งนายอุดม ไปพบผู้เสียหายที่ 2 หากนายอุดมไม่ไปพบผู้เสียหายที่ 2 อาจทำให้ผู้เสียหายที่ 2 ถึงแก่ความตายได้ ที่จำเลยแก้ฎีกาว่า จำเลยกลัวความผิดและเข้าใจผิดว่าผู้เสียหายที่ 2 ถึงแก่ความตายแล้วจึงไม่กล้าบอกหรือเล่าเรื่องให้ผู้อื่นฟัง ก็เป็นการผิดวิสัยของคนที่รักกัน พฤติการณ์แห่งคดีเป็นเรื่องร้ายแรง จึงไม่มีเหตุที่จะรอการลงโทษจำคุกให้แก่จำเลย ฎีกาของโจทก์ฟังขึ้น และเมื่อศาลฎีกาไม่รอการลงโทษจำคุกจำเลยในความผิดฐานพยายามฆ่าผู้อื่นแล้ว การคุมประพฤติจำเลยในความผิดฐานกระทำอนาจาร ฐานกระทำโดยประมาทเป็นเหตุให้ผู้อื่นได้รับอันตรายสาหัส และฐานพรากเด็กไปเพื่อการอนาจาร ย่อมไม่เกิดประโยชน์แต่อย่างใด จึงเห็นสมควรให้ยกเลิกการคุมประพฤติจำเลยในความผิดฐานดังกล่าว

พิพากษาแก้เป็นว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 288 ประกอบมาตรา 80 อีกกระทงหนึ่ง การกระทำของจำเลยในความผิดฐานพยายามฆ่าผู้อื่นและความผิดฐานหลบหนีไม่หยุดให้ความช่วยเหลือตามสมควร ไม่แจ้งเหตุและแสดงตัวต่อพนักงานเจ้าหน้าที่ที่ใกล้เคียงทันที เป็นกรรมเดียวเป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบท ให้ลงโทษฐานพยายามฆ่าผู้อื่นซึ่งเป็นกฎหมายบทที่มีโทษหนักที่สุดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 เมื่อลดมาตราส่วนโทษให้จำเลยกึ่งหนึ่งแล้ว จำคุก 5 ปี ลดโทษให้จำเลยกึ่งหนึ่งตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คงจำคุก 2 ปี 6 เดือน ความผิดฐานกระทำอนาจาร ฐานกระทำโดยประมาทเป็นเหตุให้ผู้อื่นได้รับอันตรายสาหัส และฐานพรากเด็กไปเพื่อการอนาจาร ให้บังคับคดีไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 4 กับให้ยกเลิกการคุมประพฤติในความผิดฐานดังกล่าว นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 4
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.อ. ม. 59 วรรคสอง ม. 59 วรรคท้าย
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการจังหวัดอุดรธานี
จำเลย — นายสัตตยา สีแก้ว
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดอุดรธานี — นายพลวัฒน์ อมราสิงห์
ศาลอุทธรณ์ภาค 4 — นางวิไลวรรณ ชิดเชื้อ
ชื่อองค์คณะ
พศวัจณ์ กนกนาก
อภิรัตน์ ลัดพลี
ธงชัย เสนามนตรี
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 16410/2555
#532900
เปิดฉบับเต็ม

คดีก่อนพนักงานอัยการจังหวัดพระนครศรีอยุธยาได้ฟ้องจำเลยที่ 1 ตามคดีอาญาหมายเลขแดงที่ 2371/2550 ของศาลจังหวัดพระนครศรีอยุธยา ในความผิดฐานร่วมกันประกอบกิจการโรงงานโดยทำการดูดทรายบนที่ดินอันเป็นการแปรสภาพลำเลียงและทำลายหิน กรวด ดิน ทราย โดยใช้เครื่องจักรอันเป็นโรงงานจำพวกที่ 3 โดยไม่ได้รับอนุญาต ซึ่งข้อเท็จจริงฟังได้ว่าจำเลยที่ 1 กับพวกประกอบกิจการดูดทรายทำให้ริมตลิ่งคลองบางบาลพังไปเป็นคุ้งน้ำยาวตามลำน้ำประมาณ 300 เมตร ลึกเข้าไปจากริมตลิ่งประมาณ 200 เมตร ส่วนคดีนี้โจทก์ฟ้องจำเลยที่ 1 ในความผิดฐานร่วมกันทำให้เสียหาย ทำลาย ทำให้เสื่อมค่าหรือทำให้ไร้ประโยชน์ซึ่งทรัพย์ที่ใช้หรือมีไว้เพื่อสาธารณประโยชน์ โดยใช้เครื่องจักรและอุปกรณ์ทำการดูดทรายบริเวณพื้นที่ติดต่อกับคลองบางบาล เป็นเหตุให้ชายตลิ่งริมคลองบางบาลถูกทำลายจนพังทลายลง การกระทำของจำเลยที่ 1 ตามคดีอาญาหมายเลขแดงที่ 2371/2550 ของศาลจังหวัดพระนครศรีอยุธยา และคดีนี้จึงเป็นการกระทำในสถานที่เกิดเหตุเดียวกันคือ การดูดทรายในที่ดินบริเวณริมคลองบางบาล ตำบลวัดยม อำเภอบางบาล จังหวัดพระนครศรีอยุธยา ทั้งเป็นการกระทำความผิดต่อเนื่องในช่วงระยะเวลาเดียวกัน หาใช่เป็นการกระทำแยกจากกันหรือต่างกรรมต่างวาระกันไม่ ฟ้องโจทก์คดีนี้จึงเป็นฟ้องที่ศาลได้มีคำพิพากษาเสร็จเด็ดขาดในความผิดซึ่งได้ฟ้องแล้ว สิทธินำคดีอาญามาฟ้องของโจทก์จึงระงับไปตาม ป.วิ.อ. มาตรา 39 (4)

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 360, 83 ประมวลกฎหมายที่ดิน มาตรา 1, 9, 108 ทวิ และนับโทษจำคุกของจำเลยที่ 1 และที่ 2 ในคดีนี้ต่อจากโทษของจำเลยที่ 2 และที่ 1 ในคดีอาญาหมายเลขดำที่ 2020/2548 ของศาลจังหวัดพระนครศรีอยุธยา

จำเลยทั้งสี่ให้การปฏิเสธ แต่จำเลยที่ 1 และที่ 2 รับว่าเป็นบุคคลคนเดียวกับจำเลยในคดีที่โจทก์ขอให้นับโทษต่อ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยทั้งสี่มีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 360 ประมวลกฎหมายที่ดิน มาตรา 9 (2), 108 ทวิ วรรคสอง การกระทำของจำเลยทั้งสี่เป็นกรรมเดียวผิดต่อกฎหมายหลายบทให้ลงโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 360 ซึ่งเป็นกฎหมายบทที่มีโทษหนักที่สุดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 จำคุกจำเลยที่ 1 และที่ 2 คนละ 5 ปี ปรับจำเลยที่ 3 และที่ 4 รายละ 10,000 บาท หากไม่ชำระค่าปรับให้จัดการตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 29 ส่วนที่โจทก์ขอให้นับโทษจำเลยที่ 1 และที่ 2 ในคดีนี้ต่อจากโทษของจำเลยที่ 2 และที่ 1 ในคดีอาญาหมายเลขดำที่ 2020/2548 ของศาลจังหวัดพระนครศรีอยุธยา นั้น เนื่องจากศาลจังหวัดพระนครศรีอยุธยาพิพากษาให้รอการลงโทษ จึงไม่อาจนับโทษต่อ ให้ยกคำขอ

จำเลยทั้งสี่อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษาแก้เป็นว่า ให้จำคุกจำเลยที่ 1 มีกำหนด 3 ปี และยกฟ้องจำเลยที่ 2 นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

จำเลยที่ 1 ที่ 3 และที่ 4 ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงที่คู่ความไม่โต้เถียงกันในชั้นฎีการับฟังเป็นยุติว่า จำเลยที่ 1 ที่ 3 และที่ 4 ร่วมกันใช้เรือซึ่งมีเครื่องจักรกลและอุปกรณ์ที่ใช้สำหรับการขุดลอกลำน้ำ รถบรรทุก และรถทำการดูดทรายบริเวณพื้นที่ติดต่อกับคลองบางบาล อันเป็นทรัพย์ที่ใช้หรือมีไว้เพื่อสาธารณประโยชน์ และเป็นบริเวณที่หวงห้ามตามประกาศกระทรวงมหาดไทย เป็นเหตุให้ชายตลิ่งริมคลองบางบาลถูกทำลายจนพังทลายเป็นความยาว 450 เมตร และทำให้พื้นที่บริเวณดังกล่าวเป็นคุ้งน้ำขนาดใหญ่ โดยจำเลยที่ 1 ที่ 3 และที่ 4 ไม่มีสิทธิครอบครองและไม่ได้รับอนุญาต คดีสำหรับจำเลยที่ 2 ยุติไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ โดยโจทก์ไม่ฎีกา

มีปัญหาวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยที่ 1 ที่ 3 และที่ 4 ว่า สิทธินำคดีอาญามาฟ้องของโจทก์ระงับไปตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 39 (4) หรือไม่ โดยจำเลยที่ 1 ที่ 3 และที่ 4 ฎีกาว่า การดูดทรายที่ทำให้ริมตลิ่งคลองบางบาลพังทลายเป็นความยาว 450 เมตร กับการดูดทรายที่เป็นความผิดตามพระราชบัญญัติโรงงาน พ.ศ.2535 เป็นการกระทำครั้งเดียวกัน ช่วงเวลาเดียวกัน ฟ้องโจทก์คดีนี้จึงเป็นฟ้องซ้ำกับคดีอาญาหมายเลขดำที่ 2020/2548 คดีอาญาหมายเลขแดงที่ 2371/2550 ของศาลจังหวัดพระนครศรีอยุธยา เห็นว่า สิทธินำคดีอาญามาฟ้องระงับไปเมื่อมีคำพิพากษาเสร็จเด็ดขาดในความผิดซึ่งได้ฟ้อง ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 39 (4) มุ่งหมายถึงการกระทำที่ก่อให้เกิดความผิดอันหนึ่ง ๆ ในคราวเดียวกัน เมื่อข้อเท็จจริงปรากฏว่าพนักงานอัยการจังหวัดพระนครศรีอยุธยาได้ฟ้องจำเลยที่ 1 ตามคดีอาญาหมายเลขแดงที่ 2371/2550 ของศาลจังหวัดพระนครศรีอยุธยา ในความผิดฐานร่วมกันประกอบกิจการโรงงานโดยทำการดูดทรายบนที่ดินอันเป็นการแปรสภาพ ลำเลียงและทำลายหิน กรวด ดิน ทราย โดยใช้เครื่องจักรอันเป็นโรงงานจำพวกที่ 3 โดยไม่ได้รับอนุญาต ซึ่งข้อเท็จจริงฟังได้ว่าจำเลยที่ 1 กับพวกประกอบกิจการดูดทรายบริเวณบ่อทรายซึ่งอยู่ติดกับคลองบางบาลทำให้ริมตลิ่งคลองบางบาลพังไปเป็นคุ้งน้ำยาวตามลำน้ำประมาณ 300 เมตร ลึกเข้าไปจากริมตลิ่งประมาณ 200 เมตร ส่วนคดีนี้โจทก์ฟ้องจำเลยที่ 1 ในความผิดฐานร่วมกันทำให้เสียหาย ทำลาย ทำให้เสื่อมค่าหรือทำให้ไร้ประโยชน์ซึ่งทรัพย์ที่ใช้หรือมีไว้เพื่อสาธารณประโยชน์ โดยใช้เครื่องจักรและอุปกรณ์ทำการดูดทรายบริเวณพื้นที่ติดต่อกับคลองบางบาล เป็นเหตุให้ชายตลิ่งริมคลองบางบาลถูกทำลายจนพังทลายลง ดังนี้ การกระทำของจำเลยที่ 1 ตามคดีอาญาหมายเลขแดงที่ 2371/2550 ของศาลจังหวัดพระนครศรีอยุธยาและคดีนี้จึงเป็นการกระทำในสถานที่เกิดเหตุเดียวกันคือ การดูดทรายในที่ดินบริเวณริมคลองบางบาล ตำบลวัดยม อำเภอบางบาล จังหวัดพระนครศรีอยุธยา โดยใช้เครื่องจักรและอุปกรณ์ แม้จำเลยที่ 1 จะกระทำความผิดในคดีก่อนเมื่อวันที่ 12 มีนาคม 2546 ส่วนคดีนี้จำเลยที่ 1 กระทำความผิดเมื่อระหว่างต้นปี 2540 ถึง 2547 ก็ตาม แต่การกระทำของจำเลยที่ 1 เป็นการกระทำความผิดต่อเนื่องในช่วงระยะเวลาเดียวกันหาใช่เป็นการกระทำแยกจากกันหรือต่างกรรมต่างวาระกันไม่ เมื่อคดีอาญาหมายเลขแดงที่ 2371/2550 ของศาลจังหวัดพระนครศรีอยุธยา มีคำพิพากษาเสร็จเด็ดขาดลงโทษจำเลยที่ 1 ก่อนศาลชั้นต้นมีคำพิพากษาคดีนี้ ฟ้องโจทก์คดีนี้ในส่วนของจำเลยที่ 1 จึงเป็นฟ้องที่ศาลได้มีคำพิพากษาเสร็จเด็ดขาดในความผิดซึ่งได้ฟ้องแล้ว สิทธินำคดีอาญามาฟ้องของโจทก์จึงระงับไปตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 39 (4) ส่วนจำเลยที่ 3 และที่ 4 โจทก์มิได้ฟ้องเป็นจำเลยในคดีอาญาหมายเลขแดงที่ 2371/2550 ของศาลจังหวัดพระนครศรีอยุธยาด้วย สิทธินำคดีอาญามาฟ้องของโจทก์ในส่วนของจำเลยที่ 3 และที่ 4 จึงไม่ระงับไปตามบทบัญญัติดังกล่าว ที่ศาลอุทธรณ์พิพากษามา ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วยบางส่วน ฎีกาของจำเลยที่ 1 ที่ 3 และที่ 4 ฟังขึ้นบางส่วน

พิพากษาแก้เป็นว่า ให้ยกฟ้องจำเลยที่ 1 ด้วย นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.อ. ม. 360
ป.วิ.อ. ม. 39 (4)
ป.ที่ดิน ม. 9 ม. 108 ทวิ
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการ สำนักงานอัยการสูงสุด
จำเลย — นายพิชิตหรือแกละ หวังเทพอนุเคราะห์ กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลอาญา — นายกิตติศักดิ์ ธรรม์ญาณเนตร์
ศาลอุทธรณ์ — นายกมล ธีรเวชพลกุล
ชื่อองค์คณะ
พศวัจณ์ กนกนาก
อภิรัตน์ ลัดพลี
ธงชัย เสนามนตรี
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 16408/2555
#528551
เปิดฉบับเต็ม

การสั่งจ่ายเงินรางวัลทนายความที่ศาลตั้งให้จำเลยคดีนี้เป็นกรณีจำเลยให้การรับสารภาพซึ่งมีระเบียบกำหนดไว้เป็นการเฉพาะแล้ว จึงต้องเป็นไปตามอัตราที่กำหนดไว้ในข้อดังกล่าว โดยไม่จำต้องอ้างอิงอัตราเงินรางวัลทนายความที่ศาลตั้งให้แก่ผู้ต้องหาหรือจำเลยตาม ป.วิ.อ. มาตรา 173 ท้ายระเบียบ เมื่ออัตราเงินรางวัลทนายความตามข้อ 7 มิได้กำหนดอัตราขั้นต่ำไว้ ที่ศาลชั้นต้นสั่งจ่ายเงินรางวัลทนายความให้แก่ผู้ร้อง 2,000 บาท จึงชอบแล้ว

อำนาจในการกำหนดเงินรางวัลให้ทนายความเป็นอำนาจเฉพาะของศาลชั้นต้นตามที่ระบุไว้ใน ป.วิ.อ. มาตรา 173 วรรคสาม ประกอบระเบียบคณะกรรมการบริหารศาลยุติธรรมว่าด้วยการจ่ายเงินรางวัลและค่าใช้จ่ายแก่ทนายความที่ศาลตั้งผู้ต้องหาหรือจำเลยตาม ป.วิ.อ. มาตรา 173 พ.ศ.2548 ข้อ 5 ผู้ร้องไม่มีอำนาจฎีกาให้ศาลฎีกากำหนดเงินรางวัลทนายความใหม่ได้

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
คดีสืบเนื่องมาจากโจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 33, 91, 278, 358, 362, 364, 365 (1) (2) (3) จำเลยให้การปฏิเสธ ศาลชั้นต้นจึงตั้งผู้ร้องเป็นทนายความให้จำเลย ระหว่างพิจารณาผู้ร้องยื่นคำให้การจำเลย บัญชีพยานจำเลย ขอคัดถ่ายเอกสารในสำนวน ไปศาลตามกำหนดนัด ยื่นคำร้องขอหมายเรียกพยานเอกสาร และยื่นคำแถลงขอยื่นบัญชีระบุพยานเพิ่มเติม ต่อมาจำเลยขอถอนคำให้การเดิมและให้การใหม่เป็นรับสารภาพ ศาลชั้นต้นมีคำสั่งให้พนักงานคุมประพฤติสืบเสาะและพินิจจำเลยก่อนมีคำพิพากษา ระหว่างนั้นผู้ร้องยื่นคำแถลงว่า จำเลยจะขอวางเงิน 20,000 บาท ต่อศาลเพื่อบรรเทาความเสียหายให้แก่ผู้เสียหาย โดยได้นำเงิน 5,000 บาท มาวางต่อศาลไว้ก่อน ผู้ร้องยื่นคำแถลงการณ์ปิดคดีประกอบคำรับสารภาพของจำเลยโดยมีเอกสารแนบท้ายมาด้วย และผู้ร้องยื่นคำแถลงว่าจำเลยขอวางเงินอีก 15,000 บาท ต่อศาลเพื่อบรรเทาความเสียหายให้แก่ผู้เสียหายรับไปแล้ว ต่อมาศาลชั้นต้นพิพากษาลงโทษจำเลยตามฟ้อง หลังจากนั้นผู้ร้องยื่นคำร้องขอรับเงินรางวัลทนายความ ศาลชั้นต้นมีคำสั่งให้จ่ายเงินรางวัลทนายความ 2,000 บาท แก่ผู้ร้อง

ผู้ร้องอุทธรณ์คำสั่งศาลชั้นต้นว่า ศาลชั้นต้นสั่งจ่ายเงินรางวัลทนายความต่ำกว่าอัตราขั้นต่ำตามตารางอัตราเงินรางวัลทนายความที่ศาลตั้งให้แก่ผู้ต้องหาหรือจำเลยตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 173 ท้ายระเบียบคณะกรรมการบริหารศาลยุติธรรมว่าด้วยการจ่ายเงินรางวัลและค่าใช้จ่ายแก่ทนายความที่ศาลตั้งให้ผู้ต้องหาหรือจำเลยตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 173 (ฉบับที่ 2) พ.ศ.2550

ศาลอุทธรณ์ภาค 4 วินิจฉัยว่า ศาลชั้นต้นใช้ดุลพินิจสั่งจ่ายเงินรางวัลให้แก่ผู้ร้องซึ่งเป็นทนายความที่ศาลตั้งให้จำเลยไม่เกินกว่าจำนวนเงินที่ได้กำหนดไว้ตามระเบียบคณะกรรมการบริหารศาลยุติธรรมว่าด้วยการจ่ายเงินรางวัลและค่าใช้จ่ายแก่ทนายความที่ศาลตั้งให้ผู้ต้องหาหรือจำเลยตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 173 (ฉบับที่ 2) พ.ศ.2550 ข้อ 7 พิพากษายืน

ผู้ร้องฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า มีปัญหาวินิจฉัยตามฎีกาของผู้ร้องว่า ศาลชั้นต้นสั่งจ่ายเงินรางวัลทนายความให้ผู้ร้องชอบหรือไม่ โดยผู้ร้องฎีกาว่า แม้ตามระเบียบคณะกรรมการบริหารศาลยุติธรรมว่าด้วยการจ่ายเงินรางวัลและค่าใช้จ่ายแก่ทนายความที่ศาลตั้งให้ผู้ต้องหาหรือจำเลยตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 173 (ฉบับที่ 2) พ.ศ. 2550 ข้อ 7 ได้ระบุให้เป็นดุลพินิจในการสั่งจ่ายเงินรางวัลทนายความให้แก่ทนายความที่ศาลตั้งก็ตาม แต่ระเบียบข้อดังกล่าวก็ต้องสั่งจ่ายเงินรางวัลทนายความในอัตราขั้นต่ำหรืออัตราขั้นสูงตามประเภทของคดีตามตารางอัตราเงินรางวัลทนายความที่ศาลตั้งให้แก่ผู้ต้องหาหรือจำเลยตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 173 ท้ายระเบียบด้วยนั้น เห็นว่า ระเบียบคณะกรรมการบริหารศาลยุติธรรมว่าด้วยการจ่ายเงินรางวัลและค่าใช้จ่ายแก่ทนายความที่ศาลตั้งให้ผู้ต้องหาหรือจำเลยตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 173 พ.ศ.2548 ซึ่งแก้ไขเพิ่มเติมโดยระเบียบคณะกรรมการบริหารศาลยุติธรรมว่าด้วยการจ่ายเงินรางวัลและค่าใช้จ่ายแก่ทนายความที่ศาลตั้งให้ผู้ต้องหาหรือจำเลยตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 173 (ฉบับที่ 2) พ.ศ.2550 ข้อ 4 ระบุว่า "อัตราเงินรางวัลทนายความที่ศาลตั้งให้ผู้ต้องหาหรือจำเลยตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 173 ให้เป็นไปตามอัตราที่กำหนดไว้ในข้อ 7 และตารางท้ายระเบียบนี้" ดังนี้ อัตราเงินรางวัลทนายความที่ศาลตั้งให้ผู้ต้องหาหรือจำเลยตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 173 จึงมี 2 อัตรา กล่าวคือ อัตราที่กำหนดไว้ในข้อ 7 และอัตราที่กำหนดไว้ตามตารางอัตราเงินรางวัลทนายความที่ศาลตั้งให้แก่ผู้ต้องหาหรือจำเลยตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 173 ท้ายระเบียบ การที่ศาลชั้นต้นจะสั่งจ่ายเงินรางวัลทนายความอัตราใดย่อมเป็นไปตามหลักเกณฑ์ที่กำหนดไว้ในระเบียบดังกล่าว คดีนี้จำเลยให้การรับสารภาพ ซึ่งข้อ 7 แห่งระเบียบ ระบุว่า "ในคดีที่จำเลยให้การรับสารภาพหรือคดีเสร็จไปโดยศาลชั้นต้นไม่ได้พิพากษา เช่น คดีที่โจทก์ถอนฟ้อง หรือยอมความกันโดยถูกต้องตามกฎหมาย หรือจำเลยถึงแก่ความตาย เป็นต้น หรือในกรณีที่มีการสืบพยานไว้ก่อนฟ้องคดีต่อศาล หรือไต่สวนชันสูตรพลิกศพ หรือในคดีที่ทนายความปฏิบัติหน้าที่ได้เพียงบางส่วน โดยไม่ได้เป็นความผิดของทนายความผู้นั้น และศาลเห็นว่ามีเหตุผลพิเศษที่ทนายความผู้นั้นควรได้รับเงินรางวัลให้ศาลมีอำนาจสั่งจ่ายเงินรางวัลให้แก่ทนายความได้ตามที่เห็นสมควร แต่ต้องไม่เกิน 10,000 บาท" การสั่งจ่ายเงินรางวัลทนายความที่ศาลตั้งให้จำเลยคดีนี้เป็นกรณีที่จำเลยให้การรับสารภาพ ซึ่งมีระเบียบกำหนดไว้เป็นการเฉพาะแล้ว ดังนั้นจึงต้องเป็นไปตามอัตราที่ระบุไว้ในข้อดังกล่าว โดยไม่จำต้องอ้างอิงตารางอัตราเงินรางวัลทนายความที่ศาลตั้งให้แก่ผู้ต้องหาหรือจำเลยตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 173 ท้ายระเบียบดังที่ผู้ร้องฎีกา และเมื่ออัตราเงินรางวัลทนายความตามข้อ 7 มิได้กำหนดอัตราขั้นต่ำไว้ ที่ศาลชั้นต้นสั่งจ่ายเงินรางวัลทนายความให้แก่ผู้ร้อง 2,000 บาท จึงชอบแล้ว ฎีกาของผู้ร้องฟังไม่ขึ้น ส่วนที่ผู้ร้องฎีกาทำนองโต้แย้งดุลพินิจในการสั่งจ่ายเงินรางวัลทนายความของศาลชั้นต้น เห็นว่า อำนาจในการกำหนดเงินรางวัลให้ทนายความ เป็นอำนาจเฉพาะของศาลชั้นต้นตามที่ระบุไว้ในประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 173 วรรคสาม ประกอบระเบียบคณะกรรมการบริหารศาลยุติธรรมว่าด้วยการจ่ายเงินรางวัลและค่าใช้จ่ายแก่ทนายความที่ศาลตั้งให้ผู้ต้องหาหรือจำเลยตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 173 พ.ศ.2548 ข้อ 5 ผู้ร้องจึงไม่มีอำนาจฎีกาให้ศาลฎีกากำหนดเงินรางวัลทนายความใหม่ได้ แม้ศาลชั้นต้นสั่งรับฎีกาของผู้ร้องในข้อนี้ ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัยให้

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.อ. ม. 173
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการจังหวัดกาฬสินธุ์
ผู้ร้อง — ว่าที่ร้อยตรีเจษฎากรณ์ คุณคำเพ็ญ
จำเลย — นายบุญรัตน์ ภูมิเย็น
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดกาฬสินธุ์ — นายสราวุธ ยงใจยุทธ
ศาลอุทธรณ์ภาค 4 — นายสมสันต์ ศุภศาสตรสิน
ชื่อองค์คณะ
สมชาติ ธัญญาวินิชกุล
อนันต์ ชุมวิสูตร
ชัยยุทธ ศรีจำนงค์
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 16407/2555
#532991
เปิดฉบับเต็ม

จำเลยได้รับมอบหมายให้ดูแลเกี่ยวกับการกู้ยืมเงินจากกองทุนเงินให้กู้ยืมเพื่อการศึกษาให้แก่นักเรียน โดยไม่มีหน้าที่โดยตรงที่ต้องเก็บรักษาสมุดบัญชีเงินฝากของนักเรียนไว้และไปถอนเงินจากธนาคารแทนนักเรียน การที่จำเลยบอกให้นักเรียนบางคนมอบสมุดบัญชีเงินฝากไว้ที่จำเลยและมอบอำนาจให้จำเลยไปถอนเงินจากธนาคารแทนแล้วให้นักเรียนไปขอเบิกจากจำเลยอีกทอดหนึ่ง จึงเป็นเรื่องที่จำเลยกระทำไปนอกเหนือหน้าที่ตามที่ได้รับมอบหมาย นอกจากนี้ เงินที่กองทุนเงินให้กู้ยืมเพื่อการศึกษาโอนเข้าบัญชีเงินฝากของนักเรียน ยังถือว่าเป็นทรัพย์สินส่วนตัวของนักเรียน มิใช่เป็นทรัพย์สินของหน่วยงานราชการซึ่งจำเลยมีหน้าที่ดูแลรักษาอีกด้วย เมื่อจำเลยไม่มีหน้าที่ต้องดูแลรับผิดชอบเงินในบัญชีเงินฝากอันเป็นทรัพย์สินส่วนตัวของนักเรียน แม้จำเลยจะได้นำเงินดังกล่าวไปใช้หมุนเวียนเพื่อประโยชน์ส่วนตนก่อนที่จะถูกร้องเรียนและคืนให้นักเรียนในภายหลังหรือไม่ก็ตาม จำเลยก็ไม่มีความผิดฐานเป็นเจ้าพนักงานปฏิบัติหรือละเว้นการปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบ หรือปฏิบัติหรือละเว้นการปฏิบัติหน้าที่โดยทุจริตตาม ป.อ. มาตรา 157

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 157

จำเลยให้การปฏิเสธ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 157 ลงโทษจำคุก 2 ปี ทางพิจารณาของจำเลยเป็นประโยชน์ต่อการพิจารณามีเหตุบรรเทาโทษ ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 ลดโทษให้หนึ่งในสามคงจำคุก 1 ปี 4 เดือน

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษายืน

จำเลยฎีกา โดยผู้พิพากษาซึ่งพิจารณาและลงชื่อในคำพิพากษาศาลชั้นต้นอนุญาตให้ฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงเบื้องต้นฟังได้ว่า จำเลยรับราชการครูโรงเรียนท่าช้างวิทยาคารและได้รับแต่งตั้งให้เป็นหัวหน้างานแนะแนวและได้รับมอบหมายให้ดูแลรับผิดชอบเรื่องการขอกู้ยืมเงินจากกองทุนเงินให้กู้ยืมเพื่อการศึกษาให้แก่นักเรียนด้วย ในวันเวลาและสถานที่เกิดเหตุตามฟ้อง จำเลยให้นักเรียนซึ่งทำสัญญากู้ยืมเงินจากกองทุนเงินให้กู้ยืมเพื่อการศึกษาหลายคนมอบสมุดบัญชีเงินฝากและลงชื่อในใบถอนเงินเปล่าให้ไว้แก่จำเลย แล้วจำเลยไปถอนเงินจากธนาคารแทนและให้นักเรียนไปขอเบิกเงินจากจำเลย แต่นักเรียนได้รับเงินไปไม่ครบจำนวนตามที่กู้ยืม ภายหลังนักเรียนและผู้ปกครองนักเรียนเข้าร้องเรียนเรื่องและนายสุทธิพงศ์ ผู้อำนวยการโรงเรียนท่าช้างวิทยาคารมีคำสั่งแต่งตั้งคณะกรรมการสอบข้อเท็จจริง จำเลยจึงโอนเงินเข้าบัญชีให้แก่นักเรียนจนครบทุกคน

คงมีปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยว่า จำเลยเป็นเจ้าพนักงานปฏิบัติหรือละเว้นการปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบ หรือปฏิบัติหรือละเว้นการปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบโดยทุจริตหรือไม่ ได้ความจากคำเบิกความของนางนงลักษณ์ นางพิมลรัตน์ และนางสุนารัตน์ ครูโรงเรียนท่าช้างวิทยาคาร เพื่อนร่วมงานของจำเลย โดยนางนงลักษณ์และนางพิมลรัตน์เป็นคณะกรรมการที่ได้รับแต่งตั้งให้สอบข้อเท็จจริงตามคำสั่งโรงเรียนท่าช้างวิทยาคารว่า ตามระเบียบของการกู้ยืมเงินจากกองทุนเงินให้กู้ยืมเพื่อการศึกษา นักเรียนต้องทำสัญญากู้ยืมเงินกับกองทุนเงินให้กู้ยืมเพื่อการศึกษา แล้วนักเรียนจะไปเปิดบัญชีเงินฝากที่ธนาคารกรุงไทย จำกัด (มหาชน) สาขาสิงห์บุรี จากนั้นกองทุนเงินให้กู้ยืมเพื่อการศึกษาจะฝากเงินเข้าบัญชีของนักเรียนเดือนละ 1,000 บาท ทุกเดือน โดยนักเรียนจะเป็นผู้เก็บสมุดบัญชีเงินฝากไว้และนำสมุดบัญชีเงินฝากไปถอนเงินจากธนาคารเอง กองทุนเงินให้กู้ยืมเพื่อการศึกษาไม่ได้มอบหมายให้โรงเรียนเก็บรักษาสัญญากู้ยืมเงินและสมุดบัญชีเงินฝากของนักเรียนไว้ ซึ่งตรงกับหนังสือ เรื่อง แนวทางปฏิบัติเกี่ยวกับสมุดบัญชีเงินฝากและบัตรเอทีเอ็มของนักเรียน นักศึกษาที่กู้ยืมเงินกองทุนเงินให้กู้ยืมเพื่อการศึกษา ของสำนักงานศึกษาธิการจังหวัดสิงห์บุรี ซึ่งคณะกรรมการกองทุนเงินให้กู้ยืมเพื่อการศึกษาได้ตอบข้อหารือของกระทรวงศึกษาธิการว่าผู้กู้ยืมควรเป็นผู้เก็บรักษาสมุดบัญชีเงินฝากและบัตรเอทีเอ็มไว้เองเพราะเป็นสิทธิส่วนบุคคล แม้ผู้กู้ยืมจะสมัครใจให้โรงเรียนเก็บไว้ให้โรงเรียนก็ไม่สมควรจะเก็บไว้ แต่ควรจะสอนให้ผู้กู้ยืมรู้จักความรับผิดชอบมากขึ้น จึงมีมติให้ผู้กู้ยืมเป็นผู้เก็บรักษาสมุดบัญชีเงินฝากและบัตรเอทีเอ็มด้วยตนเองเท่านั้น โดยมิให้สถาบันการศึกษาเป็นผู้จัดเก็บ แม้ผู้กู้ยืมจะยินยอมก็ตาม ดังนี้ตามหน้าที่ที่จำเลยได้รับมอบหมายให้ดูแลเกี่ยวกับการกู้ยืมเงินจากกองทุนเงินให้กู้ยืมเพื่อการศึกษาให้แก่นักเรียน จำเลยจึงไม่มีหน้าที่โดยตรงที่ต้องเก็บรักษาสมุดบัญชีเงินฝากของนักเรียนไว้และไปถอนเงินจากธนาคารแทนนักเรียน การที่จำเลยบอกให้นักเรียนบางคนมอบสมุดบัญชีเงินฝากไว้ที่จำเลยและมอบอำนาจให้จำเลยไปถอนเงินจากธนาคารแทนแล้วให้นักเรียนไปขอเบิกจากจำเลยอีกทอดหนึ่ง จึงเป็นเรื่องที่จำเลยกระทำไปนอกเหนือหน้าที่ตามที่ได้รับมอบหมาย นอกจากนี้ เงินที่กองทุนเงินให้กู้ยืมเพื่อการศึกษาโอนเข้าบัญชีเงินฝากของนักเรียน ยังถือว่าเป็นทรัพย์สินส่วนตัวของนักเรียน มิใช่เป็นทรัพย์สินของหน่วยงานราชการซึ่งจำเลยมีหน้าที่ดูแลรักษาอีกด้วย เมื่อจำเลยไม่มีหน้าที่ต้องดูแลรับผิดชอบเงินในบัญชีเงินฝากอันเป็นทรัพย์สินส่วนตัวของนักเรียน แม้จำเลยจะได้นำเงินดังกล่าวไปใช้หมุนเวียนเพื่อประโยชน์ส่วนตนก่อนที่จะถูกร้องเรียนและคืนให้นักเรียนในภายหลังหรือไม่ก็ตาม คงเข้าลักษณะของการกระทำที่อาจเป็นการยักยอกตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 352 ซึ่งโจทก์มิได้ฟ้องขอให้ลงโทษ จำเลยไม่มีความผิดฐานเป็นเจ้าพนักงานปฏิบัติหรือละเว้นการปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบ หรือปฏิบัติหรือละเว้นการปฏิบัติหน้าที่โดยทุจริต ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 157 ที่ศาลล่างทั้งสองพิพากษาลงโทษจำเลยนั้น ศาลฎีกาไม่เห็นพ้องด้วย ฎีกาของจำเลยฟังขึ้น

พิพากษากลับ ให้ยกฟ้อง
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.อ. ม. 157
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการจังหวัดสิงห์บุรี
จำเลย — นางณิชาภาหรือสายทอง ดอกเทียน
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดสิงห์บุรี — นายเด่นชัย ศรีจุลฮาต
ศาลอุทธรณ์ภาค 1 — นายประมวล สุขสมพร
ชื่อองค์คณะ
วิรุฬห์ แสงเทียน
ปดารณี ลัดพลี
ฉัตรไชย จันทร์พรายศรี
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 16405/2555
#540912
เปิดฉบับเต็ม

จำเลยที่ 1 ถูกศาลในคดีก่อนพิพากษาลงโทษฐานแจ้งความเท็จแก่เจ้าพนักงานตาม ป.อ. มาตรา 137 ปรากฏว่าวัน เวลา และการกระทำอันเป็นมูลเหตุแห่งความผิดที่จำเลยที่ 1 ถูกฟ้องในคดีก่อนกับคดีนี้ เป็นวัน เวลา และการกระทำอันเป็นมูลเหตุแห่งความผิดลักษณะอย่างเดียวกัน ถึงแม้ว่าโจทก์คดีนี้จะบรรยายฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยที่ 1 โดยอ้างความผิดตามมาตรา 267 เพิ่มเข้ามาอีกด้วยก็ตาม แต่โจทก์ก็บรรยายฟ้องและนำสืบเกี่ยวกับการไต่สวนมูลฟ้องถึงการกระทำของจำเลยที่ 1 ในลักษณะอย่างเดียวกันกับคดีก่อน การกระทำของจำเลยที่ 1 ในคดีก่อนกับคดีนี้จึงเป็นกรรมเดียวกัน และที่จำเลยที่ 1 ถูกฟ้องคดีนี้ในข้อหาแจ้งความเท็จแก่เจ้าพนักงานตามมาตรา 137 และข้อหาแจ้งให้เจ้าพนักงานจดข้อความอันเป็นเท็จลงในเอกสารมหาชนหรือเอกสารราชการตามมาตรา 267 ก็ล้วนเป็นการกระทำที่ต่อเนื่องกันโดยเจตนาและความมุ่งหมายอย่างเดียวกันที่จะให้นายทะเบียนหุ้นส่วนบริษัทยอมรับการจดทะเบียนการเปลี่ยนแปลงกรรมการและอำนาจการลงนามของกรรมการ การกระทำของจำเลยที่ 1 ในทั้งสองข้อหาดังกล่าวจึงเป็นกรรมเดียวผิดต่อกฎหมายหลายบท มิใช่ความผิดหลายกรรมต่างกัน

แม้คดีก่อนมี ย. เป็นโจทก์ ซึ่งเป็นคนละคนกับโจทก์คดีนี้ก็ตาม แต่โจทก์ทั้งสองคดีต่างฟ้องจำเลยในการกระทำอย่างเดียวกัน เมื่อคดีก่อนศาลมีคำพิพากษาลงโทษจำเลยที่ 1 ในการกระทำอันเดียวกันนั้นเสร็จสิ้นแล้ว โจทก์ในคดีนี้จะนำการกระทำอันเดียวกันของจำเลยที่ 1 มาฟ้องเพื่อให้ศาลลงโทษจำเลยที่ 1 ซ้ำอีกนั้นไม่อาจกระทำได้ เพราะผู้ที่กระทำความผิดกรรมเดียวกันไม่จำต้องถูกลงโทษซ้ำสองครั้ง

แม้ในวันที่โจทก์ยื่นฟ้องคดีนี้จะยังไม่เป็นฟ้องซ้ำ เพราะคดีก่อนยังมิได้มีคำพิพากษา แต่เมื่อคดีก่อนพิจารณาเสร็จและศาลมีคำพิพากษาเสร็จเด็ดขาดในความผิดซึ่งได้ฟ้องแล้ว นับตั้งแต่นั้นมาย่อมเป็นผลให้สิทธิในการดำเนินคดีอาญาของโจทก์ในคดีนี้ย่อมต้องสิ้นสุดลงตาม ป.วิ.อ. มาตรา 39 (4) โจทก์จึงไม่มีอำนาจฟ้องเพื่อขอให้ศาลลงโทษจำเลยที่ 1 อีกได้

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยทั้งสองตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83, 84, 90, 137, 267

ศาลชั้นต้นไต่สวนมูลฟ้องแล้ว เห็นว่า คดีไม่มีมูล พิพากษายกฟ้อง

โจทก์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 2 พิพากษายืน

โจทก์ฎีกา โดยผู้พิพากษาซึ่งพิจารณาและลงชื่อในคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 2 อนุญาตให้ฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า คดีนี้ศาลชั้นต้นไต่สวนมูลฟ้องแล้ว เห็นว่า ฟ้องโจทก์ในส่วนเกี่ยวกับจำเลยที่ 1 เป็นฟ้องซ้ำ ส่วนจำเลยที่ 2 เป็นเพียงผู้รับมอบอำนาจจากจำเลยที่ 1 นำเอกสารไปยื่นต่อนายทะเบียนเท่านั้น การกระทำของจำเลยที่ 2 จึงเป็นการกระทำไปตามหน้าที่ของพนักงานบริษัทภายใต้บังคับบัญชาของจำเลยที่ 1 โดยจำเลยที่ 2 มิได้มีเจตนาร่วมกระทำความผิดกับจำเลยที่ 1 คดีโจทก์ไม่มีมูล จึงพิพากษายกฟ้อง โจทก์ยื่นอุทธรณ์ ศาลชั้นต้นรับอุทธรณ์ของโจทก์ในข้อที่ว่า ฟ้องโจทก์ในส่วนเกี่ยวกับจำเลยที่ 1 เป็นฟ้องซ้ำหรือไม่ และไม่รับอุทธรณ์ของโจทก์ในข้อที่เกี่ยวกับจำเลยที่ 2 เนื่องจากเป็นอุทธรณ์ปัญหาข้อเท็จจริงซึ่งต้องห้าม ดังนั้น คดีของโจทก์ในส่วนเกี่ยวกับจำเลยที่ 2 จึงยุติ มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ว่า สิทธินำคดีอาญามาฟ้องจำเลยที่ 1 ของโจทก์ระงับไปแล้ว เพราะเป็นฟ้องซ้ำตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 39 (4) หรือไม่ ซึ่งเป็นปัญหาข้อกฎหมายที่เกี่ยวกับความสงบเรียบร้อยตามมาตรา 195 วรรคสอง ประกอบมาตรา 225 โจทก์ฎีกาว่า คดีก่อนคือคดีอาญาหมายเลขแดงที่ 3974/2550 ของศาลชั้นต้น จำเลยที่ 1 ถูกฟ้องในความผิดฐานแจ้งความเท็จแก่เจ้าพนักงาน ส่วนคดีนี้จำเลยที่ 1 ถูกฟ้องฐานแจ้งความเท็จแก่เจ้าพนักงานและฐานแจ้งให้เจ้าพนักงานจดข้อความอันเป็นเท็จลงในเอกสารราชการหรือเอกสารมหาชนอันเป็นความผิดสองกรรมต่างกัน ฟ้องโจทก์คดีนี้จึงไม่เป็นฟ้องซ้ำกับคดีก่อน เห็นว่า จำเลยที่ 1 ถูกศาลในคดีก่อนพิพากษาลงโทษฐานแจ้งความเท็จแก่เจ้าพนักงานตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 137 ปรากฏว่า วัน เวลา และการกระทำอันเป็นมูลเหตุแห่งความผิดที่จำเลยที่ 1 ถูกฟ้องในคดีก่อนกับคดีนี้ เป็นวัน เวลา และการกระทำอันเป็นมูลเหตุแห่งความผิดลักษณะอย่างเดียวกัน ถึงแม้ว่าโจทก์คดีนี้จะบรรยายฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยที่ 1 โดยอ้างความผิดตามมาตรา 267 เพิ่มเข้ามาอีกด้วยก็ตาม แต่โจทก์ก็บรรยายฟ้องและนำสืบเกี่ยวกับการไต่สวนมูลฟ้องถึงการกระทำของจำเลยที่ 1 ในลักษณะอย่างเดียวกันกับคดีก่อน การกระทำของจำเลยที่ 1 ในคดีก่อนกับคดีนี้จึงเป็นกรรมเดียวกัน และที่จำเลยที่ 1 ถูกฟ้องคดีนี้ในข้อหาแจ้งความเท็จต่อเจ้าพนักงานตามมาตรา 137 และข้อหาแจ้งให้เจ้าพนักงานจดข้อความอันเป็นเท็จลงในเอกสารมหาชนหรือเอกสารราชการตามมาตรา 267 ก็ล้วนเป็นการกระทำที่ต่อเนื่องกันโดยเจตนาและความมุ่งหมายอย่างเดียวกันที่จะให้นายทะเบียนหุ้นส่วนบริษัทยอมรับการจดทะเบียนการเปลี่ยนแปลงกรรมการและอำนาจการลงนามของกรรมการ การกระทำของจำเลยที่ 1 ในทั้งสองข้อหาดังกล่าวจึงเป็นความผิดกรรมเดียวผิดต่อกฎหมายหลายบท มิใช่ความผิดหลายกรรมต่างกันอย่างโจทก์อ้างในฎีกา ดังนั้น มูลเหตุที่จำเลยที่ 1 ถูกฟ้องในคดีก่อนกับในคดีนี้จึงมิใช่การกระทำต่างกรรมกัน

ส่วนที่โจทก์ฎีกาว่า คดีก่อนกับคดีนี้โจทก์ไม่ใช่คนเดียวกัน เห็นว่า แม้คดีก่อนมีนายยงยุทธ์เป็นโจทก์ ซึ่งเป็นคนละคนกับโจทก์คดีนี้ก็ตาม แต่โจทก์ทั้งสองคดีต่างฟ้องจำเลยในการกระทำอย่างเดียวกัน เมื่อคดีก่อนศาลได้มีคำพิพากษาลงโทษจำเลยที่ 1 ในการกระทำอันเดียวกันนั้นเสร็จสิ้นแล้ว โจทก์ในคดีนี้จะนำการกระทำอันเดียวกันของจำเลยที่ 1 มาฟ้องเพื่อให้ศาลลงโทษจำเลยที่ 1 ซ้ำอีกนั้นไม่อาจกระทำได้ เพราะผู้ที่กระทำความผิดกรรมเดียวกันไม่ควรต้องถูกลงโทษซ้ำสองครั้ง

ส่วนที่โจทก์ฎีกาอีกว่า ในวันที่โจทก์ฟ้องจำเลยที่ 1 เป็นคดีนี้ คดีก่อนยังมิได้มีคำพิพากษานั้น เห็นว่า แม้ในวันที่โจทก์มายื่นฟ้องคดีนี้จะยังไม่เป็นฟ้องซ้ำ เพราะคดีก่อนยังมิได้มีคำพิพากษา แต่เมื่อคดีก่อนพิจารณาเสร็จและศาลมีคำพิพากษาเสร็จเด็ดขาดในความผิดที่ได้ฟ้องแล้ว นับตั้งแต่นั้นมาย่อมเป็นผลให้สิทธิในการดำเนินคดีอาญาของโจทก์ในคดีนี้ย่อมต้องสิ้นสุดลงด้วยตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 39 (4) โจทก์จึงไม่มีอำนาจฟ้องเพื่อขอให้ศาลลงโทษจำเลยที่ 1 อีกได้ ที่ศาลล่างทั้งสองพิพากษายกฟ้องจำเลยที่ 1 นั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาของโจทก์ฟังไม่ขึ้น

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.อ. ม. 90 ม. 91
ป.วิ.อ. ม. 39 (4)
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นายโรม โรจนะ
จำเลย — นายทรงศักดิ์ จิตเจือจุน กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดระยอง — นายธีรวิชช์ ควรเสรี
ศาลอุทธรณ์ภาค 2 — นางอุไรลักษณ์ ลีธรรมชโย
ชื่อองค์คณะ
ศรีอัมพร ศาลิคุปต์
นพพร โพธิรังสิยากร
สุทธิโชค เทพไตรรัตน์
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 16358/2555
#532932
เปิดฉบับเต็ม

การพิจารณาว่าเครื่องหมายการค้าใดในขณะที่จดทะเบียนคล้ายกับเครื่องหมายการค้าของบุคคลอื่นที่ได้จดทะเบียนไว้แล้วจนอาจทำให้สาธารณชนสับสนหรือหลงผิดในความเป็นเจ้าของของสินค้าหรือแหล่งกำเนิดของสินค้าสำหรับสินค้าจำพวกเดียวกันที่มีลักษณะอย่างเดียวกันตาม พ.ร.บ.เครื่องหมายการค้า พ.ศ.2534 มาตรา 61 (4) หรือไม่นั้น ต้องพิจารณาภาพรวมของเครื่องหมายการค้านั้นเปรียบเทียบกับเครื่องหมายการค้าของบุคคลอื่นที่ได้จดทะเบียนไว้แล้วว่ามีความเหมือนหรือคล้ายกันในสาระสำคัญหรือในลักษณะเด่นของเครื่องหมายการค้านั้นหรือไม่ หากเป็นเครื่องหมายการค้าประเภทคำนอกจากจะต้องพิจารณาลักษณะเด่นหรือสาระสำคัญของเครื่องหมายการค้าแล้วยังต้องพิจารณาถึงสำเนียงเรียกขานเครื่องหมายการค้านั้น และที่สำคัญต้องพิจารณาว่าเครื่องหมายการค้านั้นใช้กับสินค้าจำพวกเดียวกันหรือต่างจำพวกกันที่มีลักษณะอย่างเดียวกันหรือไม่ด้วย

เครื่องหมายการค้าของโจทก์เป็นอักษรไทยคำว่า "แทงโก้" และอักษรโรมันคำว่า "Tango" แต่คำว่า "Tango" ในเครื่องหมายการค้าของโจทก์เหมือนกับคำว่า "TANGO", "TANGO THINS", "TANGO MAXCRUNCH" และ "TANGO SAPPHIRE" ของ จ. และคำว่า "TANGO" เป็นคำนำหน้าในเครื่องหมายการค้าทั้งสี่ซึ่งเป็นสาระสำคัญและลักษณะเด่นที่สาธารณชนผู้บริโภคสินค้าประเภทลูกอม ขนมหวาน และช็อกโกแลตจะจดจำในการเลือกซื้อสินค้าดังกล่าวคำว่า "THINS" คำว่า "MAXCRUNCH" และคำว่า "SAPPHIRE" ที่ต่อท้ายคำว่า "TANGO" มิใช่สาระสำคัญหรือส่วนที่เป็นลักษณะเด่นของเครื่องหมายการค้าที่ผู้บริโภคจะจดจำเพื่อแยกแยะความแตกต่างในการเลือกซื้อสินค้า เครื่องหมายการค้าของโจทก์จึงคล้ายกับเครื่องหมายการค้าทั้งสี่ของ จ.

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ศาลพิพากษาว่าเครื่องหมายการค้า "" ของโจทก์ไม่เหมือนหรือคล้ายกับเครื่องหมายการค้าคำว่า "TANGO THINS" คำว่า "TANGO MAXCRUNCH" และคำว่า "TANGO SAPPHIRE" ของจีซีไอเอช เทรดมาร์กส์ ลิมิเต็ด ที่ได้จดทะเบียนไว้แล้ว และขอให้ยกคำสั่งของจำเลยที่ 1 ถึงจำเลยที่ 9 ตามคำสั่งคณะกรรมการเครื่องหมายการค้าที่ 14/2552 เรื่อง เพิกถอนการจดทะเบียนเครื่องหมายการค้าตามคำขอเลขที่ 534459 ทะเบียนเลขที่ ค.204115 และพิพากษาว่าโจทก์มีสิทธิโดยชอบในเครื่องหมายการค้าที่จดทะเบียนแล้วนี้

จำเลยทั้งเก้าให้การขอให้ยกฟ้อง

ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางพิพากษายกฟ้อง ค่าฤชาธรรมเนียมให้เป็นพับ

โจทก์อุทธรณ์ต่อศาลฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงที่โจทก์และจำเลยทั้งเก้าไม่โต้แย้งกันในชั้นอุทธรณ์รับฟังได้ว่า โจทก์เป็นเจ้าของเครื่องหมายการค้าในลักษณะอักษรประดิษฐ์คำว่า "" โดยได้รับการจดทะเบียนแล้วสำหรับสินค้าจำพวกที่ 30 รายการสินค้า ลูกอม ตามคำขอเลขที่ 534459 ทะเบียนเลขที่ ค.204115 โดยโจทก์ยื่นขอจดทะเบียนไว้เมื่อวันที่ 28 ตุลาคม 2546 จีซีไอเอช เทรดมาร์กส์ ลิมิเต็ด เป็นบริษัทจดทะเบียนที่ตั้งขึ้นภายใต้กฎหมายฮ่องกงและได้รับการจดทะเบียนเครื่องหมายการค้าคำว่า "TANGO" จำนวน 3 เครื่องหมาย ในประเทศไทย ได้แก่ เครื่องหมายการค้าอักษรโรมันคำว่า "TANGO THINS" ตามคำขอเลขที่ 442852 ทะเบียนเลขที่ ค.144913 ซึ่งได้จดทะเบียนไว้สำหรับสินค้าจำพวกที่ 30 รายการสินค้า ช็อกโกแลตและผลิตภัณฑ์ที่ทำจากโกโก้ โดยยื่นขอจดทะเบียนไว้เมื่อวันที่ 8 มกราคม 2544 เครื่องหมายการค้าอักษรโรมันคำว่า "TANGO MAXCRUNCH" ตามคำขอเลขที่ 512580 ทะเบียนเลขที่ ค.194060 ซึ่งได้จดทะเบียนไว้สำหรับสินค้าจำพวกที่ 30 รายการสินค้าช็อกโกแลต ขนมหวานทำจากช็อกโกแลต อาหารทำจากช็อกโกแลต โกโก้ ผลิตภัณฑ์ที่ทำจากโกโก้ ขนมปังกรอบ ขนมคุกกี้ ลูกกวาด เครื่องดื่มที่มีช็อกโกแลตผสมอาหารธัญพืชสำเร็จรูป แป้งทำจากธัญพืช อาหารทำจากธัญพืช ขนมปัง พาสตรี และขนมหวาน โดยยื่นขอจดทะเบียนไว้เมื่อวันที่ 5 มีนาคม 2546 โดยไม่ขอถือเป็นสิทธิของตนแต่เพียงผู้เดียวที่จะใช้อักษรโรมันคำว่า "MAXCRUNCH" และเครื่องหมายการค้าอักษรโรมันคำว่า "TANGO SAPPHIRE" คำขอเลขที่ 528538 ทะเบียนเลขที่ ค.201933 ซึ่งได้จดทะเบียนไว้สำหรับสินค้าจำพวกที่ 30 รายการสินค้า ช็อกโกแลต ขนมหวานทำจากช็อกโกแลต โกโก้ ผลิตภัณฑ์ซึ่งทำจากโกโก้ ขนมปังกรอบสอดไส้ ขนมคุกกี้ เครื่องดื่มช็อกโกแลต เครื่องดื่มโกโก้ ขนมธัญพืชอัดแท่ง อาหารสำเร็จรูปที่ทำจากธัญพืช สิ่งที่ทำขึ้นจากธัญพืชสำเร็จรูป อาหารที่ทำจากข้าวโอต อาหารเช้าที่ทำจากธัญพืช ขนมปัง ขนมเวเฟิล ขนมหวานที่ทำจากเยลลี่ที่ไม่มีโอสถผสม ลูกกวาด ลูกอม ขนมเค้ก พาสตรี ขนมหวาน ขนมปังกรอบ ขนมข้าวอบกรอบ อาหารว่าง โดยยื่นขอจดทะเบียนไว้เมื่อวันที่ 29 สิงหาคม 2546 ต่อมาวันที่ 20 มีนาคม 2550 จีซีไอเอช เทรดมาร์กส์ ลิมิเต็ด ได้ยื่นขอจดทะเบียนเครื่องหมายการค้า ตามคำขอเลขที่ 656268 เพื่อใช้กับสินค้าจำพวกที่ 30 รายการสินค้า ช็อกโกแลต ขนมหวานช็อกโกแลต อาหารทำจากช็อกโกแลต โกโก้ เป็นต้น ซึ่งนายทะเบียนเครื่องหมายการค้าตรวจสอบแล้วเห็นว่า เครื่องหมายการค้าตามคำขอเลขที่ 656268 ดังกล่าว เหมือนและคล้ายกับเครื่องหมายการค้าของโจทก์ตามคำขอเลขที่ 534459 ทะเบียนเลขที่ ค.204115 นายทะเบียนเครื่องหมายการค้าจึงมีหนังสือแจ้งคำสั่งปฏิเสธไม่รับจดทะเบียน ต่อมาวันที่ 21 พฤษภาคม 2551 จีซีไอเอช เทรดมาร์กส์ ลิมิเต็ด ได้ยื่นคำขอให้เพิกถอนการจดทะเบียนเครื่องหมายการค้าของโจทก์ตามทะเบียนเลขที่ ค.204115 จำเลยทั้งเก้ามีมติเป็นเอกฉันท์ให้เพิกถอนการจดทะเบียนเครื่องหมายการค้าของโจทก์ตามคำขอเลขที่ 534459 ทะเบียนเลขที่ ค.204115 ตามคำสั่งคณะกรรมการเครื่องหมายการค้าที่ 14/2552

มีปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของโจทก์ว่า เครื่องหมายการค้าในลักษณะอักษรประดิษฐ์คำว่า "" ของโจทก์ที่ได้รับการจดทะเบียนสำหรับสินค้าจำพวกที่ 30 รายการสินค้า ลูกอม ตามคำขอเลขที่ 534459 ทะเบียนเลขที่ ค.204115 ในขณะที่ขอจดทะเบียนเมื่อวันที่ 28 ตุลาคม 2546 คล้ายกับเครื่องหมายการค้า 3 เครื่องหมาย ของจีซีไอเอช เทรดมาร์กส์ ลิมิเต็ด ได้แก่ เครื่องหมายการค้าคำว่า "TANGO THINS" ที่ได้รับการจดทะเบียนสำหรับสินค้าจำพวกที่ 30 รายการสินค้า ช็อกโกแลตและผลิตภัณฑ์ที่ทำจากโกโก้ ตามคำขอเลขที่ 442852 ทะเบียนเลขที่ ค.144913 ซึ่งได้ยื่นขอจดทะเบียนเมื่อวันที่ 8 มกราคม 2544 เครื่องหมายการค้าคำว่า "TANGO MAXCRUNCH" ที่ได้รับการจดทะเบียนสำหรับสินค้าจำพวกที่ 30 รายการสินค้า ช็อกโกแลต ผลิตภัณฑ์ที่ทำจากโกโก้ และลูกกวาด ตามคำขอเลขที่ 512580 ทะเบียนเลขที่ ค.194060 ซึ่งได้ยื่นขอจดทะเบียนเมื่อวันที่ 5 มีนาคม 2546 และเครื่องหมายการค้าคำว่า "TANGO SAPPHIRE" ที่ได้รับการจดทะเบียนสำหรับสินค้าจำพวกที่ 30 รายการสินค้า ช็อกโกแลต ผลิตภัณฑ์ที่ทำจากโกโก้ ลูกกวาด และลูกอม ตามคำขอเลขที่ 528538 ทะเบียนเลขที่ ค.201933 ซึ่งได้ยื่นขอจดทะเบียนไว้เมื่อวันที่ 29 สิงหาคม 2546 จนอาจทำให้สาธารณชนสับสนหลงผิดในความเป็นเจ้าของของสินค้าหรือแหล่งกำเนิดของสินค้าจำพวกเดียวกันที่มีลักษณะอย่างเดียวกัน ซึ่งคณะกรรมการเครื่องหมายการค้าชอบที่จะสั่งให้เพิกถอนการจดทะเบียนเครื่องหมายการค้าในลักษณะอักษรประดิษฐ์คำว่า "" ของโจทก์ตามทะเบียนเลขที่ ค.204115 ตามพระราชบัญญัติเครื่องหมายการค้า พ.ศ.2534 มาตรา 61 (4) ดังที่ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางพิพากษาหรือไม่ เห็นว่า การพิจารณาว่าเครื่องหมายการค้าใดในขณะที่จดทะเบียนคล้ายกับเครื่องหมายการค้าของบุคคลอื่นที่ได้จดทะเบียนไว้แล้วจนอาจทำให้สาธารณชนสับสนหลงผิดในความเป็นเจ้าของของสินค้าหรือแหล่งกำเนิดของสินค้าสำหรับสินค้าจำพวกเดียวกันที่มีลักษณะอย่างเดียวกันตามพระราชบัญญัติเครื่องหมายการค้า พ.ศ.2534 มาตรา 61 (4) หรือไม่นั้น ต้องพิจารณาภาพรวมของเครื่องหมายการค้านั้นเปรียบเทียบกับเครื่องหมายการค้าของบุคคลอื่นที่ได้จดทะเบียนไว้แล้วว่ามีความเหมือนหรือคล้ายกันในสาระสำคัญหรือในลักษณะเด่นของเครื่องหมายการค้านั้นหรือไม่ หากเป็นเครื่องหมายการค้าประเภทคำดังเครื่องหมายการค้า "" ของโจทก์กับเครื่องหมายการค้าคำว่า "TANGO THINS" คำว่า "TANGO MAXCRUNCH" และคำว่า "TANGO SAPPHIRE" ของจีซีไอเอช เทรดมาร์กส์ ลิมิเต็ด นอกจากจะต้องพิจารณาลักษณะเด่นหรือสาระสำคัญของเครื่องหมายการค้าแล้วยังต้องพิจารณาถึงสำเนียงเรียกขานเครื่องหมายการค้านั้น และที่สำคัญต้องพิจารณาว่าเครื่องหมายการค้านั้นใช้กับสินค้าจำพวกเดียวกันหรือต่างจำพวกกันที่มีลักษณะอย่างเดียวกันหรือไม่ด้วย เครื่องหมายการค้าของโจทก์เป็นอักษรไทยคำว่า "แทงโก้" และอักษรโรมันคำว่า "Tango" มีสำเนียงเรียกขานว่า "แทงโก้" แม้คำว่า "Tango" จะเป็นคำสามัญที่มีความหมายว่า จังหวะการเต้นรำคู่หญิงชายที่มีกำเนิดจากกลุ่มประเทศลาตินอเมริกาและมีลักษณะบ่งเฉพาะในตัวเองเพราะมิใช่คำอันเล็งถึงลักษณะหรือคุณสมบัติของสินค้าลูกอมที่โจทก์ขอจดทะเบียนเครื่องหมายการค้าตามคำขอเลขที่ 534459 โดยตรง ชอบที่โจทก์จะขอจดทะเบียนเครื่องหมายการค้านั้นได้ ตามพระราชบัญญัติเครื่องหมายการค้า พ.ศ. 2534 มาตรา 7 วรรคสอง (2) และมาตรา 6 (1) ก็ตาม แต่คำว่า "Tango" ในเครื่องหมายการค้าของโจทก์ตามคำขอเลขที่ 534459 ทะเบียนเลขที่ ค.204115 เหมือนกับคำว่า "TANGO" ในเครื่องหมายการค้าของจีซีไอเอช เทรดมาร์กส์ ลิมิเต็ด คำว่า "TANGO THINS" คำว่า "TANGO MAXCRUNCH" และคำว่า "TANGO SAPPHIRE" ตามทะเบียนเลขที่ ค.144913 เลขที่ ค.194060 และเลขที่ ค.201933 โดยมีความเหมือนกันทั้งจำนวนตัวอักษร 5 ตัว และสำเนียงเรียกขาน ซึ่งจีซีไอเอช เทรดมาร์กส์ ลิมิเต็ด ได้รับการจดทะเบียนเครื่องหมายการค้าทั้งสามดังกล่าวไว้ก่อนเครื่องหมายการค้าในลักษณะอักษรประดิษฐ์คำว่า "" ของโจทก์ และคำว่า "TANGO" เป็นคำนำหน้าในเครื่องหมายการค้าทั้งสี่ซึ่งเป็นสาระสำคัญและลักษณะเด่นของเครื่องหมายการค้าทั้งสี่ดังกล่าวที่สาธารณชนผู้บริโภคสินค้าประเภทลูกอม ขนมหวาน และช็อกโกแลตจะจดจำในการเลือกซื้อสินค้าดังกล่าว คำว่า "THINS" คำว่า "MAXCRUNCH" และคำว่า "SAPPHIRE" ที่ต่อท้ายคำว่า "TANGO" มิใช่สาระสำคัญหรือส่วนที่เป็นลักษณะเด่นของเครื่องหมายการค้าที่ผู้บริโภคจะจดจำเพื่อแยกแยะความแตกต่างในการเลือกซื้อสินค้าประเภทลูกอม ขนมหวาน และช็อกโกแลตดังกล่าว เครื่องหมายการค้า "" ของโจทก์จึงคล้ายกับเครื่องหมายการค้าคำว่า "TANGO THINS" คำว่า "TANGO MAXCRUNCH" และคำว่า "TANGO SAPPHIRE" ของจีซีไอเอช เทรดมาร์กส์ ลิมิเต็ด จนสาธารณชนไม่อาจแยกแยะความแตกต่างได้ ดังนี้ เมื่อนำเครื่องหมายการค้าในลักษณะอักษรประดิษฐ์คำว่า "" ของโจทก์ซึ่งคล้ายกับเครื่องหมายการค้าคำว่า "TANGO THINS" คำว่า "TANGO MAXCRUNCH" และคำว่า "TANGO SAPPHIRE" ของจีซีไอเอช เทรดมาร์กส์ ลิมิเต็ด ที่ได้รับการจดทะเบียนไว้ก่อนกับสินค้าลูกอมในจำพวกที่ 30 ซึ่งเป็นสินค้าในจำพวกเดียวกันที่มีลักษณะอย่างเดียวกันกับสินค้าช็อกโกแลต ลูกกวาด และลูกอม ในจำพวกที่ 30 ที่จีซีไอเอช เทรดมาร์กส์ ลิมิเต็ด ได้รับการจดทะเบียนเครื่องหมายการค้าคำว่า "TANGO THINS" คำว่า "TANGO MAXCRUNCH" และคำว่า "TANGO SAPPHIRE" ตามลำดับ ย่อมทำให้สาธารณชนสับสนหลงผิดในความเป็นเจ้าของของสินค้าหรือแหล่งกำเนิดของสินค้าได้ คณะกรรมการเครื่องหมายการค้าจึงชอบที่จะมีคำสั่งที่ 14/2552 ให้เพิกถอนการจดทะเบียนเครื่องหมายการค้าในลักษณะอักษรประดิษฐ์คำว่า "" ตามทะเบียนเลขที่ ค.204115 ตามพระราชบัญญัติเครื่องหมายการค้า พ.ศ.2534 มาตรา 61 (4) ที่ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางพิพากษายกฟ้องมานั้น ศาลฎีกาแผนกคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศเห็นพ้องด้วย อุทธรณ์ของโจทก์ฟังไม่ขึ้น

พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมในชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.เครื่องหมายการค้า พ.ศ.2534 ม. 61 (4)
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นายอนุชิต เดชคุณากร
จำเลย — กรมทรัพย์สินทางปัญญา กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลาง — นางเสาวลักษณ์ จุลมนต์
ชื่อองค์คณะ
ปริญญา ดีผดุง
อร่าม เสนามนตรี
ธัชพันธ์ ประพุทธนิติสาร
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา