คำพิพากษา คำสั่งคำร้องและคำวินิจฉัยศาลฎีกา

ทั้งหมด 133,243 รายการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 16350/2555
#532863
เปิดฉบับเต็ม

การที่โจทก์บอกเลิกสัญญาเช่าแก่จำเลย แสดงเจตนาว่าโจทก์ไม่ประสงค์ให้จำเลยเช่าต่อไป แต่เหตุที่โจทก์ยอมรับเงินค่าใช้ประโยชน์เป็นเพียงการยอมผ่อนผันให้แก่จำเลยและเป็นการบรรเทาความเสียหายของโจทก์ ไม่อาจถือได้ว่าเป็นเรื่องที่โจทก์ตกลงให้จำเลยเช่าต่อไปโดยไม่มีกำหนดระยะเวลา

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ขับไล่จำเลยและบริวารพร้อมทั้งขนย้ายทรัพย์สินออกไปจากที่ดินโจทก์ และส่งมอบพื้นที่คืนแก่โจทก์ในสภาพเรียบร้อย ให้จำเลยชำระค่าเสียหายแก่โจทก์จำนวน 262,441 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงินดังกล่าว นับแต่วันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจำเลยและบริวารจะขนย้ายทรัพย์สินออกไปจากที่ดินโจทก์และส่งมอบคืนแก่โจทก์ และค่าเสียหายรายเดือนอีกเดือนละ 21,866.67 บาท นับแต่วันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจำเลยจะออกไปจากที่ดินโจทก์

จำเลยให้การขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้ขับไล่จำเลยและบริวารออกไปจากที่ดินโจทก์และส่งมอบที่ดินคืนโจทก์ในสภาพเรียบร้อย ให้จำเลยชำระค่าเสียหายแก่โจทก์จำนวน 166,915.60 บาท และค่าเสียหายรายเดือนอีกเดือนละ 21,866.67 บาท นับแต่วันถัดจากวันฟ้อง (ฟ้องวันที่ 4 มิถุนายน 2547) เป็นต้นไปจนกว่าจำเลยจะออกไปจากที่ดินโจทก์และส่งมอบคืนโจทก์ โดยให้นำเงินที่จำเลยวางประกันตามสัญญาจำนวน 262,441 บาท มาหักชำระค่าเสียหายดังกล่าวก่อน แล้วให้จำเลยชำระค่าเสียหายส่วนที่เหลือ กับให้จำเลยชดใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ โดยกำหนดค่าทนายความ 3,000 บาท

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน ให้จำเลยใช้ค่าทนายความในชั้นอุทธรณ์ 1,500 บาท แทนโจทก์

จำเลยฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ปัญหาที่จะต้องวินิจฉัยมีตามที่จำเลยฎีกาเพียงประเด็นเดียวว่า จำเลยอยู่ในที่ดินโจทก์โดยอาศัยสิทธิตามสัญญาเช่าที่ไม่มีกำหนดระยะเวลาการเช่าหรือไม่ โจทก์นำสืบพยานโดยมีนายสมศักดิ์เบิกความว่า พยานเป็นพนักงานฝ่ายบริหารทรัพย์สินของโจทก์ มีหน้าที่ตรวจสอบให้ผู้เช่าทรัพย์สินของโจทก์ปฏิบัติตามสัญญาเช่า ซึ่งรวมถึงจำเลยในคดีนี้ด้วย โดยโจทก์มีหนังสือบอกเลิกสัญญาเช่าแก่จำเลยแล้ว และต่อมาโจทก์ยังมีหนังสือถึงจำเลยให้ส่งมอบพื้นที่ที่เช่าคืนโจทก์ จำเลยได้รับหนังสือแล้วขอผ่อนผันการใช้ประโยชน์ในที่ดินที่เช่าต่อโจทก์ จำเลยไม่ยอมออกจากที่ดินที่เช่า โจทก์จึงต้องฟ้องเป็นคดีนี้ จำเลยนำสืบโดยมีนายสมชายและนายนพดลมาเบิกความยืนยันข้อเท็จจริงเป็นทำนองเดียวกันว่า ถึงแม้โจทก์จะมีหนังสือบอกเลิกการเช่าแล้ว แต่จำเลยขอผ่อนผันขอใช้ประโยชน์ต่อและชำระเงินค่าใช้ประโยชน์ในที่ดินที่เช่าตลอดมา โดยโจทก์ไม่ได้คัดค้าน ดังนี้ เห็นว่า การที่โจทก์บอกเลิกสัญญาเช่าแก่จำเลยแสดงเจตนาว่าโจทก์ไม่ประสงค์ให้จำเลยเช่าต่อไป แต่เหตุที่โจทก์ยอมรับเงินค่าใช้ประโยชน์ เป็นเพียงการยอมผ่อนผันให้แก่จำเลยและเป็นการบรรเทาความเสียหายของโจทก์ ไม่อาจถือได้ว่าเป็นเรื่องที่โจทก์ตกลงให้จำเลยเช่าต่อไปโดยไม่มีกำหนดระยะเวลา พยานหลักฐานฝ่ายโจทก์มีน้ำหนักรับฟังดีกว่าฝ่ายจำเลย ที่ศาลอุทธรณ์พิพากษายืนตามคำพิพากษาศาลชั้นต้นชอบแล้ว ฎีกาจำเลยฟังไม่ขึ้น

พิพากษายืน ให้จำเลยใช้ค่าทนายความในชั้นฎีกา 1,500 บาท แทนโจทก์
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 570
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — การรถไฟแห่งประเทศไทย
จำเลย — บริษัทน่ำเฮงคอนกรีต (1992) จำกัด
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลแพ่ง — นางโชติพรรณ โชติวงศ์สุโรจน์
ศาลอุทธรณ์ — นายปานนท์ กัจฉปานันท์
ชื่อองค์คณะ
พิศาล อัยยะวรากูล
ประยูร ณ ระนอง
อดิศักดิ์ ปัตรวลี
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 16349/2555
#544457
เปิดฉบับเต็ม

โจทก์ฎีกาว่า เงินจำนวน 344,250 บาท ที่จำเลยทั้งสองรับไปจากโจทก์เป็นเงินค่าจ้างล่วงหน้าและจำเลยทั้งสองจะต้องคืนแก่โจทก์หรือไม่ สัญญาซื้อขายอุปกรณ์ไฟฟ้าและสัญญาจ้างเหมาค่าแรงงานติดตั้งระบบไฟฟ้า แบ่งการทำงานและการชำระเงินเป็น 6 งวด แต่เงินจำนวน 344,250 บาท ที่จำเลยทั้งสองรับไปจากโจทก์นั้น เป็นการรับไปตามสัญญาซื้อขายวัสดุอุปกรณ์ไฟฟ้า ข้อ 1 และสัญญาจ้างเหมาค่าแรงงานติดตั้งระบบไฟฟ้างวดที่ 1 ซึ่งเงินงวดนี้ไม่ได้ระบุถึงเนื้องานว่าจำเลยจะต้องดำเนินการให้แล้วเสร็จเพียงใด ซึ่งต่างจากการดำเนินการในงวดงานที่ 2 ถึงงวดที่ 6 เพียงแต่มีข้อความว่าชำระเงินจำนวนร้อยละ 10 ของราคาวัสดุอุปกรณ์และค่าแรงทั้งหมด ในวันเซ็นสัญญาหรือเมื่อผู้ซื้อออกหนังสือสัญญาว่าจะจ้างให้แก่ผู้ขาย และผู้ขายจะนำหนังสือค้ำประกันธนาคารจำนวนเงินเท่ากันมาเป็นหลักค้ำประกัน อันเป็นการสอดคล้องกับเนื้อความในข้อสัญญาที่ว่าโจทก์ได้จ่ายให้แก่จำเลยในวันลงนามสัญญา เมื่อเงินจำนวนดังกล่าวโจทก์จ่ายให้แก่จำเลยในวันเริ่มลงนามสัญญาโดยไม่ต้องคำนึงถึงผลการดำเนินงานที่จำเลยรับจ้างทำงานให้แก่โจทก์ เงินจำนวน 344,250 บาท ที่จำเลยทั้งสองรับไปจากโจทก์จึงเป็นเงินค่าจ้างล่วงหน้า

ตามสัญญาจ้างเหมาค่าแรงงาน งวดที่ 2 จำเลยจะต้องดำเนินการสกัดแนวท่อ ฝังบล็อก วางท่อ ร้อยสายไฟฟ้า ต่อสาย ระบบไฟฟ้า ระบบโทรศัพท์และระบบสัญญาณเตือนเพลิงไหม้ พร้อมทั้งปิดฝากล่องเชื่อมสายไฟให้เรียบร้อย ทั้งจะต้องจัดทำระบบสายใต้ดินให้แล้วเสร็จร้อยละ 90 ของงาน จำเลยไม่ได้นำสืบหักล้างพยานโจทก์ จึงรับฟังได้ว่าจำเลยมิได้ส่งมอบงานและดำเนินงานให้แล้วเสร็จตามสัญญางวดที่ 2 โจทก์จึงชอบที่จะบอกเลิกสัญญาได้ เมื่อโจทก์ใช้สิทธิบอกเลิกสัญญาโดยชอบแล้ว สัญญาย่อมเลิกกันตาม ป.พ.พ. มาตรา 391 จำเลยทั้งสองจำต้องให้ฝ่ายโจทก์ได้กลับคืนสู่ฐานะดังที่เป็นอยู่เดิม โดยต้องใช้เงินค่าจ้างล่วงหน้าที่รับไปคืนแก่โจทก์

สัญญาทั้งสองฉบับเป็นสัญญาจ้างทำของ เงินค่าจ้างล่วงหน้าที่โจทก์ฟ้องเรียกคืนจากจำเลยทั้งสอง ถือได้ว่าเป็นเงินที่โจทก์ในฐานะผู้ว่าจ้างให้ประกอบการงานเรียกเอาคืนซึ่งเงินทดรองที่ตนได้จ่ายล่วงหน้าไปตาม ป.พ.พ. มาตรา 193/34 (1) จึงมีอายุความ 2 ปี หาใช่เรื่องที่ไม่มีกฎหมายบัญญัติกำหนดอายุความไว้โดยเฉพาะอันจะมีอายุความ 10 ปี ตามมาตรา 193/30 เมื่อโจทก์ใช้สิทธิบอกเลิกสัญญาโดยชอบแล้ว สัญญาจึงเลิกกันตาม ป.พ.พ. มาตรา 391 จำเลยทั้งสองได้รับหนังสือบอกเลิกสัญญาแล้ว สัญญาระหว่างโจทก์และจำเลยทั้งสองจึงสิ้นสุดลงในวันนั้น สิทธิเรียกร้องของโจทก์ให้จำเลยทั้งสองคืนเงินค่าจ้างล่วงหน้าที่รับไปจึงเริ่มนับตั้งแต่วันที่สัญญาสิ้นสุดดังกล่าว เมื่อคิดถึงวันที่โจทก์ฟ้องคดีนี้ยังไม่เกิน 2 ปี คดีโจทก์จึงไม่ขาดอายุความ

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องและแก้ไขคำฟ้องว่า โจทก์เป็นนิติบุคคลประเภทบริษัทจำกัด จำเลยที่ 1 เป็นนิติบุคคลประเภทห้างหุ้นส่วนจำกัด มีจำเลยที่ 2 เป็นหุ้นส่วนผู้จัดการ โจทก์ว่าจ้างจำเลยทั้งสองให้ร่วมกันรับเหมาติดตั้งงานระบบไฟฟ้า โทรศัพท์ เตือนเพลิงไหม้ เสียงและระบบโทรทัศน์ ในโรงพยาบาลปศุสัตว์และโรงพยาบาลสัตว์เล็กซึ่งโจทก์รับเหมาก่อสร้างจากมหาวิทยาลัยเชียงใหม่ โดยจำเลยทั้งสองเป็นฝ่ายจัดหาวัสดุอุปกรณ์และแรงงานทั้งหมด มีการทำสัญญาเป็น 2 ฉบับ ฉบับแรกโจทก์ทำสัญญาซื้อขายวัสดุอุปกรณ์ไฟฟ้า โทรศัพท์ เตือนเพลิงไหม้ เสียง และโทรทัศน์กับจำเลยที่ 1 เป็นเงิน 5,885,000 บาท ฉบับที่สองโจทก์ทำสัญญากับจำเลยที่ 2 เป็นสัญญาจ้างเหมาค่าแรงงาน งานติดตั้งระบบไฟฟ้า โทรศัพท์ เตือนเพลิงไหม้ เสียง และระบบโทรทัศน์ หน่วยงานโรงพยาบาลปศุสัตว์ อาคารเอ็น อาคารเอ็ม และอาคารโอ ตำบลแม่เหียะ อำเภอเมืองเชียงใหม่ จังหวัดเชียงใหม่ และหน่วยงานโรงพยาบาลสัตว์เล็ก ตำบลสุเทพ อำเภอเมืองเชียงใหม่ จังหวัดเชียงใหม่ เป็นเงิน 1,000,000 บาท รวมเป็นเงิน 6,885,000 บาท ซึ่งในสัญญาทั้งสองฉบับดังกล่าวโจทก์กับจำเลยทั้งสองตกลงแบ่งงวดการทำงานกับแบ่งการชำระค่าจ้างและค่าวัสดุอุปกรณ์รวม 6 งวด โดยจำเลยทั้งสองจะทำงานตามสัญญาให้แล้วเสร็จภายในวันที่ 15 พฤษภาคม 2541 ภายหลังทำสัญญาโจทก์ตกลงให้จำเลยทั้งสองเริ่มงานในอาคารเอ็มของโรงพยาบาลปศุสัตว์และอาคารโรงพยาบาลสัตว์เล็กรวม 2 อาคารก่อน โจทก์จ่ายเงินค่าจ้างล่วงหน้าให้แก่จำเลยทั้งสองตามข้อตกลงงวดแรกของสัญญาทั้งสองฉบับเป็นเงิน 347,750 บาท ฝ่ายจำเลยทั้งสองเริ่มทำงานตามสัญญาทั้งสองฉบับตรงกับงวดงานที่สอง โดยจำเลยที่ 1 จะต้องดำเนินการจัดส่งวัสดุอุปกรณ์ไฟฟ้าตามที่ระบุในสัญญาซื้อขายวัสดุอุปกรณ์ ส่วนตามสัญญาจ้างเหมาค่าแรงงานนั้น จำเลยที่ 2 จะต้องดำเนินการตามที่ระบุในสัญญาให้ได้เนื้องานร้อยละ 90 ของงวดงานที่สองโจทก์จึงจะจ่ายค่าจ้างให้ แต่จำเลยทั้งสองไม่ดำเนินการตามที่โจทก์ว่าจ้างให้แล้วเสร็จในงวดงานที่สองและทิ้งงานไปเมื่อประมาณต้นปี 2541 โจทก์ติดตามให้จำเลยทั้งสองดำเนินงานต่อตามสัญญา แต่จำเลยทั้งสองเพิกเฉย โจทก์จึงมีหนังสือบอกเลิกสัญญา จำเลยทั้งสองได้รับหนังสือดังกล่าวแล้ว หลังบอกเลิกสัญญาแล้ว โจทก์ต้องเข้าดำเนินงานแทนจำเลยทั้งสอง ค่าเสียหายที่จำเลยทั้งสองทิ้งงานเป็นเงิน 419,564.89 บาท กับเงินค่าจ้างล่วงหน้าที่โจทก์จ่ายให้แก่จำเลยทั้งสองตามสัญญางวดงานที่ 1 อีก 347,750 บาท รวมเป็นค่าเสียหายทั้งสิ้น 767,314.89 บาท ขอให้บังคับจำเลยทั้งสองร่วมกันชดใช้ค่าเสียหายจำนวนดังกล่าวแก่โจทก์พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จ

จำเลยทั้งสองให้การและแก้ไขคำให้การขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยทั้งสองร่วมกันชดใช้เงินแก่โจทก์เป็นเงิน 344,250 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงินดังกล่าว นับแต่วันที่ 6 กรกฎาคม 2543 ซึ่งเป็นวันถัดจากวันฟ้องจนกว่าจำเลยทั้งสองจะชำระเสร็จแก่โจทก์และให้จำเลยทั้งสองใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ตามทุนทรัพย์ที่โจทก์ชนะคดี โดยกำหนดค่าทนายความ 10,000 บาท

จำเลยทั้งสองอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 5 พิพากษากลับ ให้ยกฟ้อง ให้โจทก์ใช้ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสองศาลแทนจำเลยทั้งสอง โดยกำหนดค่าทนายความ 5,000 บาท

โจทก์ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงเบื้องต้นฟังว่า โจทก์เป็นนิติบุคคลประเภทบริษัทจำกัด มีนายอนุรักษ์ เป็นกรรมการผู้มีอำนาจกระทำการแทน จำเลยที่ 1 เป็นนิติบุคคลประเภทห้างหุ้นส่วนจำกัด มีจำเลยที่ 2 เป็นหุ้นส่วนผู้จัดการ โจทก์ทำสัญญาซื้อขายวัสดุอุปกรณ์ไฟฟ้ากับจำเลยที่ 1 ตามสัญญาซื้อขายวัสดุอุปกรณ์ไฟฟ้า ของคดีแพ่งหมายเลขแดงที่ 121/2544 (คดีเดิม) และทำสัญญาจ้างจำเลยที่ 2 ให้ติดตั้งระบบไฟฟ้าตามสัญญาจ้างเหมาค่าแรงงาน (คดีเดิม) เมื่อเริ่มลงนามในสัญญาทั้งสองฉบับ จำเลยทั้งสองได้รับเงินจากโจทก์ไปจำนวน 344,250 บาท โดยฝ่ายจำเลยให้ธนาคารไทยทนุ จำกัด (มหาชน) สาขาถนนช้างเผือก ออกหนังสือค้ำประกัน จำนวน 2 ฉบับ มอบให้โจทก์ยึดถือไว้

มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ประการแรกว่า ฟ้องโจทก์เป็นการดำเนินกระบวนพิจารณาซ้ำกับคดีแพ่งหมายเลขแดงที่ 121/2544 ของศาลชั้นต้นหรือไม่ เห็นว่า การดำเนินกระบวนพิจารณาซ้ำซึ่งต้องห้ามตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 144 นั้น จะต้องเป็นการดำเนินกระบวนพิจารณาอันเกี่ยวกับคดี หรือประเด็นที่ศาลได้มีคำพิพากษาหรือคำสั่งวินิจฉัยชี้ขาดแล้ว คดีนี้ข้อเท็จจริงที่ศาลล่างทั้งสองวินิจฉัยจากพยานหลักฐานของโจทก์และจำเลยรับฟังว่า สัญญาที่จำเลยที่ 1 นำไปอ้างเป็นเหตุฟ้องโจทก์เพื่อเรียกเงินตามเช็คธนาคารไทยพาณิชย์ จำกัด (มหาชน) สาขาสี่แยกสนามบิน เลขที่ 9611229 จำนวนเงิน 200,000 บาท ในคดีดังกล่าว เป็นการอ้างสัญญาเอกสาร (คดีเดิม) ตามงวดงานที่ 2 อันเป็นการเรียกให้ชำระเงินค่าวัสดุอุปกรณ์และเรียกให้ชำระค่าแรง ส่วนจำนวนเงินที่โจทก์ฟ้องขอให้จำเลยทั้งสองชำระในคดีนี้เฉพาะจำนวน 347,750 บาท ซึ่งเป็นประเด็นที่ขึ้นมาสู่ศาลฎีกาเป็นเงินค่าจ้างล่วงหน้า ตามสัญญาข้อ 1 ซึ่งจำเลยทั้งสองให้การรับว่า ได้รับไปเมื่อวันที่ 18 มิถุนายน 2540 โดยโจทก์จ่ายเงินดังกล่าวให้เป็นเช็คธนาคารกสิกรไทย จำกัด (มหาชน) สาขาศรีดอนชัย เลขที่ 0773181 จำนวนเงิน 294,250 บาท และเช็คเลขที่ 0773187 จำนวนเงิน 50,000 บาท ดังนี้ มูลเหตุฟ้องร้องในคดีทั้งสองเป็นเงินคนละจำนวนโดยอาศัยสัญญาต่างข้อกัน ประเด็นที่ต้องวินิจฉัยจึงเป็นคนละเรื่องกัน แม้ว่าการชำระเงินมีข้ออ้างจากสัญญาฉบับเดียวกันก็ตาม แต่ก็ไม่มีผลทำให้ประเด็นที่ต้องวินิจฉัยในคดีทั้งสองเป็นอย่างเดียวกัน การที่โจทก์ยื่นฟ้องจำเลยทั้งสองเป็นคดีนี้ จึงไม่เป็นการดำเนินกระบวนพิจารณาซ้ำ ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 5 วินิจฉัยว่า เป็นการดำเนินกระบวนพิจารณาซ้ำเพราะประเด็นในคดีเดิมและคดีนี้คือโจทก์หรือจำเลยผิดสัญญานั้น ไม่ต้องด้วยความเห็นของศาลฎีกา ฎีกาของโจทก์ฟังขึ้น

มีประเด็นต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ต่อไปว่า เงินจำนวน 344,250 บาท ที่จำเลยทั้งสองรับไปจากโจทก์เป็นเงินค่าจ้างล่วงหน้าและจำเลยทั้งสองจะต้องคืนแก่โจทก์หรือไม่ เห็นว่า ตามสัญญางวดที่ 2 จำเลยจะต้องดำเนินการสกัดแนวท่อ ฝังบล็อก วางท่อ ร้อยสายไฟฟ้า ต่อสาย ระบบไฟฟ้า ระบบโทรศัพท์และระบบสัญญาณเตือนเพลิงไหม้ พร้อมทั้งปิดฝากล่องเชื่อมสายไฟให้เรียบร้อย ทั้งจะต้องจัดทำระบบสายใต้ดินให้แล้วเสร็จร้อยละ 90 ของงาน แต่ได้ความจากนายอนุรักษ์และนายมานิตย์ว่า จำเลยทั้งสองทำงานไม่แล้วเสร็จ โดยทำงานไปได้เพียงร้อยละ 50 เท่านั้น ซึ่งสอดคล้องกับภาพถ่าย (คดีเดิม) ส่วนจำเลยไม่ได้นำสืบโดยแสดงหลักฐานการส่งมอบงานที่ถูกต้องตามสัญญาหักล้างพยานโจทก์ เพียงแต่มีนางปรียานุชเบิกความว่า งานร้อยสายไฟแล้วเสร็จประมาณร้อยละ 80 และมหาวิทยาลัยเชียงใหม่รับมอบงานเมื่อเดือนธันวาคม 2540 แต่เอกสารดังกล่าวนั้นไม่มีงานระบบไฟฟ้าของโรงพยาบาลสัตว์เล็ก พยานหลักฐานโจทก์ในประเด็นนี้มีน้ำหนักดีกว่าพยานหลักฐานของจำเลย ฟังได้ว่าจำเลยมิได้ส่งมอบงานและดำเนินงานให้แล้วเสร็จตามสัญญางวดที่ 2 โจทก์จึงชอบที่จะบอกเลิกสัญญาได้ เมื่อโจทก์ใช้สิทธิบอกเลิกสัญญาโดยชอบแล้ว สัญญาย่อมเลิกกันตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 391 จำเลยทั้งสองจำต้องให้ฝ่ายโจทก์ได้กลับคืนสู่ฐานะดังที่เป็นอยู่เดิม โดยต้องใช้เงินค่าจ้างล่วงหน้าที่รับไปคืนแก่โจทก์ ฎีกาของโจทก์ฟังขึ้น

มีประเด็นวินิจฉัยต่อไปในเรื่องอายุความตามที่จำเลยทั้งสองแก้ฎีกาว่า อายุความฟ้องร้องของโจทก์ 10 ปี ตามที่ศาลอุทธรณ์ภาค 5 วินิจฉัยหรือไม่ เห็นว่า สัญญาทั้งสองฉบับเป็นสัญญาจ้างทำของ เงินค่าจ้างล่วงหน้าที่โจทก์ฟ้องเรียกคืนจากจำเลยทั้งสอง ถือได้ว่าเป็นเงินที่โจทก์ในฐานะผู้ว่าจ้างให้ประกอบ การงานเรียกเอาคืนซึ่งเงินทดรองที่ตนได้จ่ายล่วงหน้าไปตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 193/34 (1) จึงมีอายุความ 2 ปี หาใช่เรื่องที่ไม่มีกฎหมายบัญญัติกำหนดอายุความไว้โดยเฉพาะอันจะมีอายุความ 10 ปี ตามมาตรา 193/30 ดังที่ศาลอุทธรณ์ภาค 5 วินิจฉัยมาไม่ คดีนี้พิจารณาได้ความว่า โจทก์ได้ใช้สิทธิบอกเลิกสัญญาโดยชอบแล้ว สัญญาจึงเลิกกันตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 391 จำเลยทั้งสองได้รับหนังสือบอกเลิกสัญญาเมื่อวันที่ 6 กรกฎาคม 2541 สัญญาระหว่างโจทก์และจำเลยทั้งสองจึงสิ้นสุดลงในวันที่ 6 กรกฎาคม 2541 สิทธิเรียกร้องของโจทก์ให้จำเลยทั้งสองคืนเงินค่าจ้างล่วงหน้าที่รับไปจึงเริ่มนับตั้งแต่วันที่สัญญาสิ้นสุด ซึ่งเมื่อคิดถึงวันที่ 5 กรกฎาคม 2543 อันเป็นวันที่โจทก์ฟ้องคดีนี้ยังไม่เกิน 2 ปี คดีโจทก์จึงไม่ขาดอายุความ ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 5 วินิจฉัยว่า ฟ้องโจทก์ไม่ขาดอายุความมานั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วยในผล

พิพากษากลับ ให้บังคับคดีตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสามศาลให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 193/34 (1) ม. 391 ม. 587
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — บริษัท ซี.บี.เอส.บ้านสวย จำกัด
จำเลย — ห้างหุ้นส่วนจำกัด โปลีการไฟฟ้า กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดเชียงใหม่ — นางวราพร รีพัฒนาวิจิตรกุล
ศาลอุทธรณ์ภาค 5 — นายโอภาส อนันตสมบูรณ์
ชื่อองค์คณะ
สุรพันธุ์ ละอองมณี
สุรศักดิ์ สุวรรณประกร
ชำนาญ รวิวรรณพงษ์
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 16312/2555
#554757
เปิดฉบับเต็ม

เมื่อผู้คัดค้านมีข้อโต้แย้งเกี่ยวกับทรัพย์มรดกและมีการฟ้องร้องผู้ร้องเพื่อเรียกทรัพย์คืนจากผู้ร้องซึ่งเป็นผู้จัดการมรดก การที่จะให้ ส. บุตรของผู้คัดค้านเข้ามาเป็นผู้จัดการมรดกร่วมกับผู้ร้องคงจะไม่อาจร่วมกันจัดการเพื่อประโยชน์ของกองมรดกได้ เพราะอำนาจของผู้จัดการมรดกในกรณีที่มีสองคนนั้น การจัดการจะต้องดำเนินการร่วมกัน ถ้าเกิดเป็นสองฝ่ายแล้วกรณีก็ไม่อาจจะหาเสียงข้างมากตาม ป.พ.พ. มาตรา 1726 ได้ และคนใดคนหนึ่งก็ไม่อาจจัดการไปได้ จึงสมควรให้ผู้ร้องเป็นผู้จัดการมรดกแต่เพียงผู้เดียวแต่เพื่อมิให้เป็นการเสียหายแก่ฝ่ายผู้คัดค้านซึ่งเป็นทายาทด้วยสมควรวางเงื่อนไขในคำสั่งตั้งผู้ร้องเป็นผู้จัดการมรดกว่าถ้าจะจำหน่ายจ่ายโอนหรือก่อภาระติดพันกับทรัพย์มรดกที่มีหลักฐานทางทะเบียนให้แก่บุคคลที่มิใช่ทายาทที่มีสิทธิได้รับมรดกโดยมิได้รับความเห็นชอบจากทายาททุกคนแล้ว จะต้องขออนุญาตจากศาลก่อน

กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 1713 ม. 1726
ชื่อคู่ความ
ผู้ร้อง — นางอรอนงค์ ฉัตรบูรณยนต์
ผู้คัดค้าน — นางงิ่งซวง แซ่เล้า
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลแพ่งกรุงเทพใต้ — นางสาวสุรพี ลาภธนาพงศ์
ศาลอุทธรณ์ — นายบุญชัย กริชชาญชัย
ชื่อองค์คณะ
พรเพชร วิชิตชลชัย
ทัศนีย์ จั่นสัญจัย ธรรมเกณฑ์
สุนันท์ ชัยชูสอน
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 16298/2555
#540920
เปิดฉบับเต็ม

เหตุที่คณะกรรมการการเลือกตั้งมีคำวินิจฉัยให้เพิกถอนการเลือกตั้งตามฟ้องและทำการเลือกตั้งใหม่สืบเนื่องจากจำเลยที่ 1 ถึงที่ 11 ไปให้ถ้อยคำอันเป็นเท็จต่อคณะกรรมการการเลือกตั้ง ส่วนคำวินิจฉัยของคณะกรรมการการเลือกตั้งเพียงแต่ผูกพันเพื่อให้การเลือกตั้งในคราวดังกล่าวต้องถูกเพิกถอนไปเท่านั้นแต่หาได้เป็นเด็ดขาดจนห้ามมิให้มีการดำเนินคดีแก่ผู้ที่ไปให้ถ้อยคำอันเป็นเท็จต่อคณะกรรมการการเลือกตั้งจนเป็นเหตุให้โจทก์ซึ่งเป็นผู้สมัครในเขตเลือกตั้งดังกล่าวต้องเสียหาย ทั้งมาตรา 135 แห่ง พ.ร.บ.การเลือกตั้งสมาชิกสภาท้องถิ่นหรือผู้บริหารท้องถิ่น พ.ศ.2545 กำหนดให้ผู้สมัครในเขตเลือกตั้งนั้นเป็นผู้เสียหายตาม ป.วิ.อ. โจทก์จึงเป็นผู้เสียหายโดยตรงและมีอำนาจฟ้องคดีได้ตาม ป.วิ.อ. มาตรา 2 (4) และ 28 (2)

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องและแก้ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยทั้งสิบสองตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83 พระราชบัญญัติการเลือกตั้งสมาชิกสภาท้องถิ่นหรือผู้บริหารท้องถิ่น พ.ศ.2545 มาตรา 114

ระหว่างไต่สวนมูลฟ้อง โจทก์ยื่นคำร้องขอถอนฟ้องจำเลยที่ 12 ศาลชั้นต้นอนุญาต

ศาลชั้นต้นไต่สวนมูลฟ้องแล้ว เห็นว่า คดีมีมูล ให้ประทับฟ้อง

ระหว่างพิจารณาของศาลชั้นต้น โจทก์ถึงแก่ความตาย นางสาวสุภาพร ผู้สืบสันดาน ยื่นคำร้องขอเข้าดำเนินคดีต่างผู้ตาย ศาลชั้นต้นอนุญาต

ศาลชั้นต้นเห็นว่า คดีพอวินิจฉัยได้จึงงดสืบพยานโจทก์จำเลย แล้วพิพากษายกฟ้อง

โจทก์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษายกคำพิพากษาศาลชั้นต้น ให้ศาลชั้นต้นดำเนินการพิจารณาสืบพยาน แล้วพิพากษาใหม่ตามรูปคดี

จำเลยที่ 1 ถึงที่ 11 ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า มีปัญหาข้อกฎหมายต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยที่ 1 ถึงที่ 11 ว่า โจทก์มีอำนาจฟ้องหรือไม่ เห็นว่า โจทก์ฟ้องกล่าวหาว่า จำเลยที่ 1 ถึงที่ 11 ไปให้การอันเป็นเท็จต่อคณะกรรมการการเลือกตั้ง เป็นเหตุให้คณะกรรมการการเลือกตั้งมีคำสั่งเพิกถอนการเลือกตั้งและทำการเลือกตั้งใหม่ ทำให้โจทก์ซึ่งเป็นผู้สมัครและเป็นผู้ได้คะแนนสูงสุดต้องเสียหายไม่ได้เป็นสมาชิกสภาองค์การบริหารส่วนจังหวัดอ่างทอง เขตเลือกตั้งที่ 1 ข้ออ้างตามฟ้องโจทก์แสดงว่าเหตุที่คณะกรรมการการเลือกตั้งมีคำวินิจฉัยให้เพิกถอนการเลือกตั้งตามฟ้องและทำการเลือกตั้งใหม่ก็สืบเนื่องมาจากจำเลยที่ 1 ถึงที่ 11 ไปให้ถ้อยคำอันเป็นเท็จต่อคณะกรรมการการเลือกตั้ง ส่วนคำวินิจฉัยของคณะกรรมการการเลือกตั้งเพียงแต่ผูกพันเพื่อให้การเลือกตั้งในคราวดังกล่าวต้องถูกเพิกถอนไปเท่านั้น แต่หาได้เป็นเด็ดขาดจนห้ามมิให้มีการดำเนินคดีแก่ผู้ที่ไปให้ถ้อยคำอันเป็นเท็จต่อคณะกรรมการการเลือกตั้งจนเป็นเหตุให้โจทก์ซึ่งเป็นผู้สมัครในเขตเลือกตั้งดังกล่าวต้องเสียหาย ทั้งมาตรา 135 แห่งพระราชบัญญัติการเลือกตั้งสมาชิกสภาท้องถิ่นหรือผู้บริหารท้องถิ่น พ.ศ.2545 กำหนดให้ผู้สมัครในเขตเลือกตั้งนั้นเป็นผู้เสียหายตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา โจทก์จึงเป็นผู้เสียหายโดยตรงและมีอำนาจฟ้องคดีได้ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 2 (4) และ 28 (2)

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.การเลือกตั้งสมาชิกสภาท้องถิ่นหรือผู้บริหารท้องถิ่น พ.ศ.2545 ม. 114 ม. 135
ป.วิ.อ. ม. 2 (4) ม. 28 (2)
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นายบุญส่ง สีแตงสุก โดยนางสาวสุภาพร
สีแตงสุก ผู้เข้าดำเนินคดีต่างผู้ตาย
จำเลย — นายสาธิต พูลสวัสดิ์ กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดอ่างทอง — นายศักดา ร่ารื่น
ศาลอุทธรณ์ภาค 1 — นายสายันต์ สุรสมภพ
ชื่อองค์คณะ
ศรีอัมพร ศาลิคุปต์
สุนทร ทรงฤกษ์
สุทธิโชค เทพไตรรัตน์
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 16255/2555
#528544
เปิดฉบับเต็ม

โจทก์บรรยายฟ้องว่า จำเลยใช้กำลังทำร้ายร่างกายโจทก์ร่วมโดยชก ต่อย และเตะ โดยไม่ได้บรรยายว่าจำเลยขับรถยนต์พุ่งชนท้ายรถจักรยานยนต์ของโจทก์ร่วมจนรถล้มทำให้ศีรษะของโจทก์ร่วมกระแทกกำแพงเป็นเหตุให้โจทก์ร่วมได้รับบาดเจ็บที่ศีรษะ ข้อเท็จจริงดังกล่าวจึงเป็นข้อเท็จจริงที่โจทก์มิได้กล่าวในฟ้อง ศาลไม่อาจนำข้อเท็จจริงดังกล่าวมาวินิจฉัยและรับฟังลงโทษจำเลยในความผิดฐานทำร้ายร่างกายผู้อื่นจนเป็นเหตุให้ผู้ถูกกระทำร้ายรับอันตรายสาหัสตาม ป.อ. มาตรา 297 ได้ เพราะจะเป็นการพิพากษาเกินคำขอหรือที่มิได้กล่าวในฟ้องอันเป็นการต้องห้ามตาม ป.วิ.อ. มาตรา 192 วรรคหนึ่ง

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 297

จำเลยให้การปฏิเสธ

ระหว่างพิจารณา นายเสถียร ผู้เสียหาย ยื่นคำร้องขอเข้าร่วมเป็นโจทก์ ศาลชั้นต้นอนุญาต

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 297 (8) จำคุก 2 ปี พิเคราะห์พฤติการณ์แห่งคดีแล้ว เห็นว่า โจทก์ร่วมมีส่วนผิดอยู่ด้วย ขณะเกิดเหตุจำเลยทำร้ายร่างกายโจทก์ร่วมเพราะอารมณ์ชั่ววูบ ขาดการยับยั้งชั่งใจ ประกอบกับจำเลยมีที่อยู่เป็นหลักแหล่ง มีหน้าที่การงานที่มั่นคงแน่นอน มีครอบครัวคือภริยาและบุตร 2 คน ที่ยังต้องอุปการะเลี้ยงดูให้การศึกษา ทั้งไม่ปรากฏว่าจำเลยเคยได้รับโทษจำคุกมาก่อน การลงโทษจำคุกระยะสั้นนอกจากไม่ก่อให้เกิดผลในการแก้ไขฟื้นฟูความประพฤติของจำเลยแล้ว ยังทำให้มีประวัติเสื่อมเสีย เห็นสมควรให้โอกาสแก่จำเลยกลับตนเป็นพลเมืองดี โดยรอการลงโทษและคุมความประพฤติไว้น่าจะเป็นผลดีแก่จำเลยและสังคมส่วนรวมมากกว่า โทษจำคุกจึงให้รอการลงโทษไว้มีกำหนด 3 ปี ให้คุมความประพฤติของจำเลย โดยให้จำเลยไปรายงานตัวต่อพนักงานคุมประพฤติทุก 3 เดือน รวม 4 ครั้ง ภายในระยะเวลา 1 ปี รายงานตัวครั้งแรกในวันที่มีคำพิพากษา ให้จำเลยทำกิจกรรมบริการสังคมหรือสาธารณประโยชน์ตามที่จำเลยและพนักงานคุมประพฤติเห็นสมควรมีกำหนด 30 ชั่วโมง ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 56

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษาแก้เป็นว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 295 ลงโทษจำคุก 1 ปี และปรับ 4,000 บาท โทษจำคุกให้รอการลงโทษไว้มีกำหนด 2 ปี ไม่ชำระค่าปรับให้จัดการตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 29, 30 นอกจากที่แก้คงให้เป็นไปตามคำพิพากษาของศาลชั้นต้น

โจทก์และโจทก์ร่วมฎีกา โดยอัยการสูงสุดรับรองให้โจทก์ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงที่คู่ความมิได้โต้เถียงกันในชั้นฎีการับฟังเป็นยุติว่า วันเวลาเกิดเหตุตามฟ้องขณะที่โจทก์ร่วมขับรถจักรยานยนต์อยู่ในซอยสุทธิพร 1 จำเลยขับรถยนต์ตามหลังแล้วบีบแตรขอทาง โจทก์ร่วมหลบไปทางด้านซ้าย จำเลยขับรถยนต์แซงไปจนถึงปากซอยสุทธิพร 2 โจทก์ร่วมขับรถจักรยานยนต์ตามไปทันและได้ใช้มือตบที่กระโปรงท้ายรถยนต์ของจำเลยแล้วโจทก์ร่วมขับรถจักรยานยนต์เลี้ยวเข้าซอยสุทธิพร 2 จำเลยได้เลี้ยวรถยนต์ตามไปทัน แล้วชนท้ายรถจักรยานยนต์ของโจทก์ร่วมจนล้มลง โจทก์ร่วมลุกขึ้นแล้วเดินเข้าไปหาจำเลย จำเลยลงจากรถยนต์และเดินเข้าหาโจทก์ร่วม แล้วจำเลยชกต่อยโจทก์ร่วม โจทก์ร่วมได้รับบาดเจ็บตามผลการตรวจชันสูตรบาดแผลของแพทย์

มีปัญหาข้อกฎหมายต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ว่า ศาลจะนำข้อเท็จจริงที่ว่า จำเลยขับรถยนต์พุ่งชนท้ายรถจักรยานยนต์ของโจทก์ร่วมจนรถล้มทำให้ศีรษะของโจทก์ร่วมกระแทกกำแพงเป็นเหตุให้โจทก์ร่วมได้รับบาดเจ็บที่ศีรษะ สมองบวมต้องผ่าตัดสมองมาวินิจฉัยได้หรือไม่ เห็นว่า โจทก์บรรยายฟ้องว่า จำเลยใช้กำลังทำร้ายร่างกายโจทก์ร่วมโดยชก ต่อย และเตะ โดยไม่ได้บรรยายว่าจำเลยขับรถยนต์พุ่งชนท้ายรถจักรยานยนต์ของโจทก์ร่วมจนรถล้มทำให้ศีรษะของโจทก์ร่วมกระแทกกำแพงเป็นเหตุให้โจทก์ร่วมได้รับบาดเจ็บที่ศีรษะ ข้อเท็จจริงดังกล่าวจึงเป็นข้อเท็จจริงที่โจทก์มิได้กล่าวในฟ้อง ศาลไม่อาจนำข้อเท็จจริงดังกล่าวมาวินิจฉัยและรับฟังลงโทษจำเลยในความผิดฐานทำร้ายร่างกายผู้อื่นจนเป็นเหตุให้ผู้ถูกกระทำร้ายรับอันตรายสาหัสตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 297 ได้ เพราะจะเป็นการพิพากษาเกินคำขอหรือที่มิได้กล่าวในฟ้องอันเป็นการต้องห้ามตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 192 วรรคหนึ่ง ฎีกาของโจทก์ข้อนี้ฟังไม่ขึ้น

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.อ. ม. 192 วรรคหนึ่ง
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการ สำนักงานอัยการสูงสุด
โจทก์ร่วม — นายเสถียร ศรีประยูรไพศาล
จำเลย — นายธนันต์ ดลภักนิยมกุล
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลอาญา — นายรังสิชัย บรรณกิจวิจารณ์
ศาลอุทธรณ์ — นายไกรรัตน์ วีรพัฒนาสุวรรณ
ชื่อองค์คณะ
พฤษภา พนมยันตร์
อาวุธ ปั้นปรีชา
อธิป จิตต์สำเริง
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 16251/2555
#528522
เปิดฉบับเต็ม

การที่จำเลยติดต่อกับสายลับเพื่อจำหน่ายเมทแอมเฟตามีนมาตั้งแต่ต้นโดยเป็นผู้พา ร. กับ ล. ไปเจรจาซื้อขายเมทแอมเฟตามีนกับเจ้าพนักงานตำรวจที่สถานีบริการน้ำมันและอยู่ด้วยโดยตลอด เมื่อตกลงซื้อขายกันแล้วจำเลยยังนั่งรถจักรยานยนต์ออกไปกับ ร. ตลอดจนยังชี้จุดส่งมอบยาเสพติดให้ผู้ล่อซื้อทราบ แสดงว่า จำเลยมีเจตนาร่วมกับ ร. กับ ล. มาตั้งแต่ต้น โดยมีลักษณะเป็นการแบ่งหน้าที่กันทำเพื่อให้การกระทำความผิดทั้งหมดสำเร็จลุล่วงไป แม้จำเลยไม่ได้ร่วมต่อรองราคาด้วยหรือเป็นผู้นำเมทแอมเฟตามีนมาส่งมอบแก่เจ้าพนักงานผู้ล่อซื้อโดยตรง ก็ถือได้ว่าจำเลยเป็นตัวการร่วมกระทำความผิดทั้งหมด

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 มาตรา 4, 7, 8, 15, 66, 102 ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83 และริบเมทแอมเฟตามีน กระเป๋าสะพาย และรถจักรยานยนต์ของกลาง

จำเลยให้การปฏิเสธ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 มาตรา 15 วรรคหนึ่ง วรรคสาม (2), 66 วรรคสาม ประกอบประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 86, 53 ฐานเป็นผู้สนับสนุนการจำหน่ายเมทแอมเฟตามีน จำคุก 33 ปี 4 เดือน และปรับ 3,000,000 บาท คำให้การจำเลยชั้นสอบสวนเป็นประโยชน์แก่การพิจารณาอยู่บ้าง มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 หนึ่งในสาม คงจำคุก 22 ปี 2 เดือน 20 วัน และปรับ 2,000,000 บาท ไม่ชำระค่าปรับให้จัดการตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 29, 30 โดยให้กักขังเกิน 1 ปี แต่ไม่เกิน 2 ปี ริบของกลาง ข้อหาอื่นให้ยก

โจทก์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 5 พิพากษาแก้เป็นว่า จำเลยมีความผิดตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 มาตรา 15 วรรคหนึ่ง วรรคสาม (2), 66 วรรคสาม, 102 ประกอบประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83 การกระทำของจำเลยเป็นกรรมเดียวผิดต่อกฎหมายหลายบท แต่ละบทมีโทษเท่ากันให้ลงโทษฐานร่วมกันจำหน่ายเมทแอมเฟตามีนแต่บทเดียว ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 จำคุกตลอดชีวิต และปรับ 3,000,000 บาท ลดโทษให้ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 ประกอบมาตรา 53 หนึ่งในสาม คงจำคุก 33 ปี 4 เดือน และปรับ 2,000,000 บาท นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

จำเลยฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า คดีมีปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยว่า จำเลยเป็นตัวการร่วมกระทำความผิดฐานมีเมทแอมเฟตามีนไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่ายและจำหน่ายตามฟ้อง หรือเป็นเพียงผู้สนับสนุนการกระทำความผิดฐานจำหน่ายเมทแอมเฟตามีนตามคำพิพากษาศาลชั้นต้นจำเลยฎีกาว่า จำเลยเป็นเพียงผู้ติดต่อโดยหวังเพียงค่านายหน้า จำเลยไม่ได้เข้าร่วมเจรจาซื้อขายด้วยจำเลยไม่มีอำนาจในการตัดสินใจ จำเลยไม่ได้อยู่ในที่เกิดเหตุขณะที่มีการส่งมอบเมทแอมเฟตามีน คำเบิกความของพันตำรวจโทถนัดกับดาบตำรวจทวีทรัพย์ซึ่งไปรอรับเมทแอมเฟตามีนในที่เกิดเหตุเบิกความแตกต่างกันโดยพันตำรวจโทถนัดเบิกความว่า ระหว่างรอรับมอบเมทแอมเฟตามีนได้พูดคุยกับจำเลยเป็นเวลานาน แต่ดาบตำรวจทวีทรัพย์กลับเบิกความว่า ขณะนั้นไม่เห็นจำเลยในที่เกิดเหตุ เห็นว่า โจทก์มีพันตำรวจโทถนัดและดาบตำรวจทวีทรัพย์เจ้าพนักงานผู้ล่อซื้อเบิกความว่า เมื่อพยานโจทก์ทั้งสองกับสายลับไปที่สถานีบริการน้ำมันเพื่อพบกับพ่อค้ายาเสพติดตามที่นัดหมายไว้พบจำเลย นายรอแป และนายลอแปะรออยู่ จากนั้นได้พูดคุยตกลงซื้อขายเมทแอมเฟตามีนกันนายรอแปขอตรวจดูเงินและนัดหมายส่งมอบเมทแอมเฟตามีนในวันเดียวกันเวลาหลัง 20 นาฬิกา ที่ถนนสายดงมะดะ - เชียงราย หลักกิโลเมตรที่ 19 ถึง 20 จากนั้นจำเลย นายรอแปและนายลอแปะได้นั่งรถจักรยานยนต์ขับซ้อนท้ายออกไปด้วยกัน พันตำรวจโทถนัด ดาบตำรวจทวีทรัพย์และสายลับขับรถยนต์ตามไปดูจุดนัดหมายที่ถนนสายดงมะดะ - เชียงราย ถึงหลักกิโลเมตรที่ 19 ถึง 20 เห็นจำเลยยืนอยู่โดยมีเสื้อพาดอยู่บนหลักข้างทาง สายลับแจ้งว่าเป็นจุดส่งมอบยาเสพติด คำเบิกความของพันตำรวจโทถนัดและดาบตำรวจทวีทรัพย์ดังกล่าวมีบันทึกคำให้การชั้นสอบสวน ที่ทำขึ้นวันเดียวกับที่จำเลยถูกจับสนับสนุน โดยจำเลยเองก็ยอมรับว่าได้ขับรถจักรยานยนต์ยี่ห้อฮอนด้า สีแดง หมายเลขทะเบียน 597 เชียงราย พานายรอแปไปที่สถานีบริการน้ำมัน และเมื่อตกลงซื้อขายเมทแอมเฟตามีนกันแล้ว จำเลยยังได้นั่งซ้อนรถจักรยานยนต์คันดังกล่าวที่นายรอแปเป็นผู้ขับไปในเขตอำเภอแม่ลาวและรออยู่บริเวณที่ไม่ไกลจากที่เกิดเหตุเจือสมกับทางนำสืบโจทก์ แสดงให้เห็นว่าขณะมีการเจรจาซื้อขายเมทแอมเฟตามีนรายนี้จำเลยร่วมอยู่ด้วยโดยตลอด นอกจากนี้โจทก์ยังมีพันตำรวจโทไกรวัลย์ พนักงานสอบสวนเบิกความสนับสนุนว่า หลังเกิดเหตุวันรุ่งขึ้นก็มีผู้พบรถจักรยานยนต์ยี่ห้อฮอนด้า สีแดง หมายเลขทะเบียน ขจย เชียงราย 597 ห่างจากจุดส่งมอบเมทแอมเฟตามีนเพียง 300 เมตร จึงให้เจ้าพนักงานตำรวจไปตรวจสอบพบสมุดบัญชีเงินฝากมีชื่อจำเลยในรถจึงออกหมายจับและต่อมาจับกุมจำเลยได้ ชั้นจับกุมและชั้นสอบสวนจำเลยให้การรับสารภาพ และนำชี้ที่เกิดเหตุไว้ ส่อแสดงว่าจำเลยได้ขับรถจักรยานยนต์ไปในที่เกิดเหตุด้วยเป็นเหตุให้พบรถจักรยานยนต์ของจำเลยจอดทิ้งอยู่ในที่เกิดเหตุ ซึ่งแม้ว่าเหตุการณ์ช่วงที่นายรอแปส่งมอบเมทแอมเฟตามีนให้พันตำรวจโทถนัดและเกิดยิงต่อสู้กันนั้นดาบตำรวจทวีทรัพย์และพยานโจทก์ปากอื่นซึ่งเป็นเจ้าพนักงานตำรวจที่ไปซุ่มจับกุมอยู่ด้วยขณะส่งมอบยาเสพติดจะไม่ได้เบิกความว่า พบเห็นจำเลยอยู่ในที่เกิดเหตุ ซึ่งไม่ตรงกับที่พันตำรวจโทถนัดเบิกความว่า ขณะจอดรถยนต์เพื่อรอนายรอแปมาส่งเมทแอมเฟตามีน พยานเห็นจำเลยกับสายลับยืนอยู่บริเวณนั้นก็ตาม คำเบิกความพยานโจทก์ดังกล่าวจึงยังถือไม่ได้ว่าขัดแย้งกันจนมีพิรุธอย่างที่จำเลยอ้าง พฤติการณ์การกระทำของจำเลยที่โจทก์นำสืบเป็นการกระทำต่อเนื่องกันมาตั้งแต่ต้นไม่ว่าจะเป็นการที่จำเลยติดต่อกับสายลับเพื่อจำหน่ายเมทแอมเฟตามีนมาตั้งแต่ต้นโดยเป็นผู้พานายรอแปกับนายลอแปะไปเจรจาซื้อขายเมทแอมเฟตามีนกับเจ้าพนักงานตำรวจที่สถานีบริการน้ำมันและอยู่ด้วยโดยตลอด เมื่อตกลงซื้อขายกันแล้วจำเลยยังนั่งรถจักรยานยนต์ออกไปกับนายรอแป ตลอดจนยังพาดเสื้อชี้จุดส่งมอบยาเสพติดให้ผู้ล่อซื้อทราบ หลังเกิดเหตุก็ยังพบรถจักรยานยนต์ที่จำเลยใช้จอดอยู่ใกล้กับที่เกิดเหตุ เมื่อพิจารณาประกอบกันโดยตลอดแล้วมีน้ำหนักมั่นคงให้รับฟังได้ว่า จำเลยมีเจตนาร่วมกับนายรอแปและนายลอแปะมาตั้งแต่ต้น พฤติการณ์การกระทำของนายรอแปกับจำเลยมีลักษณะเป็นการแบ่งหน้าที่กันทำเพื่อให้การกระทำความผิดทั้งหมดสำเร็จลุล่วงไป แม้ทางนำสืบข้อเท็จจริงจะไม่ปรากฏว่าจำเลยได้ร่วมต่อรองราคาด้วยหรือเป็นผู้นำเมทแอมเฟตามีนมาส่งมอบแก่เจ้าพนักงานผู้ล่อซื้อโดยตรง ก็ถือได้ว่าจำเลยเป็นตัวการร่วมกระทำความผิดทั้งหมดตามฟ้องดังที่ศาลอุทธรณ์ภาค 5 วินิจฉัยมา หาใช่เป็นเพียงผู้สนับสนุนในความผิดฐานจำหน่ายเมทแอมเฟตามีนดังที่จำเลยฎีกาไม่ ฎีกาของจำเลยฟังไม่ขึ้น

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.อ. ม. 83
พ.ร.บ.ยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 ม. 15 วรรคหนึ่ง ม. 15 วรรคสาม (2) ม. 66 วรรคสาม
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการจังหวัดเชียงราย
จำเลย — นายอาโหล่งหรือหลง แบทูกู่
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดเชียงราย — นายนันทวุธ แจ่มจิรารักษ์
ศาลอุทธรณ์ภาค 5 — นายธีรวัฒน์ ไตรวารี
ชื่อองค์คณะ
เปรมใจ กิติคุณไพโรจน์
นพวรรณ อินทรัมพรรย์
ไชยยงค์ คงจันทร์
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 16243/2555
#541543
เปิดฉบับเต็ม

จำเลยมีเมทแอมเฟตามีน 1,000 เม็ด ไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่าย เป็นความผิดกรรมหนึ่งแยกจากการกระทำความผิดข้อหาจำหน่ายเมทแอมเฟตามีน 600 เม็ด และ 400 เม็ด ในภายหลัง การกระทำของจำเลยจึงเป็นการกระทำความผิด 3 กรรม

การที่จำเลยนำเจ้าพนักงานตำรวจติดตามจับและยึดเมทแอมเฟตามีน 600 เม็ด และ 400 เม็ด ที่จำเลยจำหน่ายไปยังไม่ถือว่าเป็นการให้ข้อมูลที่สำคัญและเป็นประโยชน์อย่างยิ่งในการปราบปรามการกระทำความผิดเกี่ยวกับยาเสพติด

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องและแก้ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 มาตรา 4, 7, 8, 15, 66, 100/1, 102 ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 ริบเมทแอมเฟตามีน โทรศัพท์เคลื่อนที่และรถจักรยานยนต์ของกลาง

จำเลยให้การปฏิเสธ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 มาตรา 15 วรรคหนึ่ง วรรคสาม (2), 66 วรรคสอง การกระทำของจำเลยเป็นความผิดหลายกรรมต่างกัน ให้ลงโทษทุกกรรมเป็นกระทงความผิดไปตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 ฐานมียาเสพติดให้โทษในประเภท 1 ไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่าย จำคุกตลอดชีวิต และปรับ 1,000,000 บาท ฐานจำหน่ายยาเสพติดให้โทษในประเภท 1 รวม 2 กระทง จำคุกกระทงละ 10 ปี และปรับกระทงละ 550,000 บาท รวมโทษทุกกระทงแล้ว ให้จำคุกจำเลยตลอดชีวิต และปรับ 2,100,000 บาท ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 (3) หากไม่ชำระค่าปรับให้จัดการตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 29, 30 ให้กักขังแทนค่าปรับมีกำหนด 2 ปี ริบเมทแอมเฟตามีน โทรศัพท์เคลื่อนที่ และรถจักรยานยนต์ของกลาง

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 8 พิพากษาแก้เป็นว่า จำเลยมีความผิดรวม 2 กรรม แต่ละกรรมเป็นความผิดฐานมีเมทแอมเฟตามีนไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่ายและฐานจำหน่ายเมทแอมเฟตามีนเป็นการกระทำอันเป็นกรรมเดียวเป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบท แต่ละบทมีอัตราโทษเท่ากัน ให้ลงโทษฐานจำหน่ายเมทแอมเฟตามีน 2 กระทง จำคุกกระทงละ 6 ปี และปรับกระทงละ 400,000 บาท รวมจำคุก 12 ปี และปรับ 800,000 บาท นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

โจทก์ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงฟังได้ว่า เมื่อวันที่ 20 มกราคม 2550 เจ้าพนักงานตำรวจจับนายประเสริฐ ได้พร้อมด้วยเมทแอมเฟตามีน 50 เม็ด นายประเสริฐ แจ้งว่าได้รับเมทแอมเฟตามีนดังกล่าวมาจากนายหรัญวัชร์หรือจอย และให้ความร่วมมือในการติดตามจับนายหรัญวัชร์ ต่อมาวันที่ 22 มกราคม 2550 นายหรัญวัชร์โทรศัพท์ติดต่อให้นายประเสริฐไปรับเมทแอมเฟตามีนที่บริเวณหน้าร้านจำหน่ายกรอบรูปแห่งหนึ่ง อยู่ในอำเภอเมืองภูเก็ต จังหวัดภูเก็ต เจ้าพนักงานตำรวจจึงคุมตัวนายประเสริฐไปยังจุดนัดพบ นายประเสริฐแจ้งเจ้าพนักงานตำรวจว่านายหรัญวัชร์คือคนขับรถกระบะที่จอดรออยู่ เจ้าพนักงานตำรวจจึงแสดงตัวเข้าจับนายหรัญวัชร์และนางสาวอนุสราหรือแมว และตรวจค้นพบเมทแอมเฟตามีน 1,500 เม็ด อยู่ใต้เบาะคนขับนายหรัญวัชร์แจ้งว่าได้รับเมทแอมเฟตามีนมาจากนายแช๊คจำนวนหนึ่งและแบ่งให้จำเลย 1,000 เม็ด และให้ความร่วมมือในการติดตามจับจำเลยในวันดังกล่าว โดยโทรศัพท์นัดให้จำเลยมาพบที่ร้านเป็ดย่างเช็กกี่ ถนนนาคา อำเภอเมืองภูเก็ต ซึ่งอยู่เยื้องกับธนาคารไทยพาณิชย์ แต่จำเลยโทรศัพท์ให้ไปพบที่ใต้ถุนอาคารธนาคารไทยพาณิชย์แทน เมื่อไปถึงนายหรัญวัชร์ชี้ว่าจำเลยนั่งคร่อมรถจักรยานยนต์อยู่ เจ้าพนักงานตำรวจจึงเข้าจับจำเลยซึ่งพยายามขับรถจักรยานยนต์หลบหนี เมื่อจับจำเลยได้แล้วจำเลยแจ้งว่าแบ่งเมทแอมเฟตามีนให้นายอนุพงศ์หรือเอ็ม 600 เม็ด อีก 400 เม็ด มอบให้นายพล เจ้าพนักงานตำรวจคุมตัวจำเลยไปที่บ้านเช่าของนายอนุพงศ์ ไปถึงพบนายอนุพงศ์จึงจับตัวและตรวจค้นพบเมทแอมเฟตามีน 600 เม็ด และอาวุธปืนขนาด .38 พร้อมกระสุนปืนอยู่ในกระเป๋าสะพาย เจ้าพนักงานตำรวจให้จำเลยโทรศัพท์ติดต่อนายพล แต่นายพลไม่ยอมมาพบและแจ้งว่าจะนำเมทแอมเฟตามีน 400 เม็ด ไปคืนที่ตู้โทรศัพท์สาธารณะหน้าแขวงการทาง เมื่อเจ้าพนักงานตำรวจไปที่ตู้โทรศัพท์ดังกล่าว พบเมทแอมเฟตามีนบรรจุในถุงพลาสติกห่อด้วยกระดาษหนังสือพิมพ์ 2 ห่อ จึงยึดไว้เป็นของกลาง พนักงานสอบสวนส่งยาเสพติด 600 เม็ด และ 400 เม็ด ดังกล่าวไปตรวจพิสูจน์พบว่าเป็นเมทแอมเฟตามีน หนัก 58.999 กรัม และ 39.386 กรัม คำนวณเป็นสารบริสุทธิ์ได้ 8.960 กรัม และ 6.839 กรัม ตามลำดับ

คดีมีปัญหาวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ประการแรกว่า การกระทำของจำเลยเป็นความผิด 3 กรรมหรือไม่ เห็นว่า การที่จำเลยมีเมทแอมเฟตามีน 1,000 เม็ด ไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่าย นั้น เป็นความผิดกรรมหนึ่งแยกจากการกระทำความผิดข้อหาจำหน่ายเมทแอมเฟตามีน 600 เม็ด และ 400 เม็ด ในภายหลัง การกระทำของจำเลยจึงเป็นความผิด 3 กรรมตามที่โจทก์ฟ้อง มิใช่ความผิด 2 กรรม ตามที่ศาลอุทธรณ์ภาค 8 วินิจฉัย ซึ่งศาลฎีกาไม่เห็นพ้องด้วย ฎีกาของโจทก์ข้อนี้ฟังขึ้น

ปัญหาวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ประการต่อมามีว่า การกระทำของจำเลยเป็นการให้ข้อมูลที่สำคัญและเป็นประโยชน์อย่างยิ่งในการปราบปรามยาเสพติดหรือไม่ เห็นว่า การที่จำเลยนำเจ้าพนักงานตำรวจติดตามจับและยึดเมทแอมเฟตามีน 600 เม็ด และ 400 เม็ด ที่จำเลยจำหน่ายไปยังไม่ถือว่าเป็นการให้ข้อมูลที่สำคัญและเป็นประโชน์อย่างยิ่งในการปราบปรามยาเสพติด ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 8 ลดโทษให้จำเลยในความผิดข้อหาจำหน่ายเมทแอมเฟตามีน ศาลฎีกาไม่เห็นพ้องด้วย ฎีกาของโจทก์ข้อนี้ฟังขึ้นเช่นกัน อย่างไรก็ตามข้อหามีเมทแอมเฟตามีน 1,000 เม็ด ไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่าย ที่ศาลชั้นต้นลงโทษจำคุกตลอดชีวิตนั้นหนักเกินไป ศาลฎีกาเห็นสมควรแก้ไขให้เหมาะสม

พิพากษาแก้เป็นว่า ข้อหามีเมทแอมเฟตามีนไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่าย ให้จำคุก 20 ปี และปรับ 1,000,000 บาท เมื่อรวมกับโทษในข้อหาจำหน่ายเมทแอมเฟตามีนตามคำพิพากษาของศาลชั้นต้นเป็น จำคุก 40 ปี และปรับ 2,100,000 บาท นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาของศาลอุทธรณ์ภาค 8
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.อ. ม. 91 (3)
พ.ร.บ.ยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 ม. 66 ม. 100/2
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการจังหวัดภูเก็ต
จำเลย — นายทักษิณหรือตั้ม โตมี
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดภูเก็ต — นายณเทพ วิจิตรทัศนา
ศาลอุทธรณ์ภาค 8 — นายเดชา อัชรีวงศ์ไพศาล
ชื่อองค์คณะ
ทวีป ตันสวัสดิ์
ศิริชัย วัฒนโยธิน
พศวัจณ์ กนกนาก
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 16224/2555
#541533
เปิดฉบับเต็ม

ผู้คัดค้านทั้งสองอ้างว่าเป็นเจ้าของรถยนต์ของกลางที่ถูกยึดจึงมีหน้าที่ต้องนำสืบพิสูจน์ให้ได้ว่าผู้คัดค้านทั้งสองไม่มีโอกาสทราบหรือไม่มีเหตุอันควรสงสัยว่าจะมีการกระทำความผิดและจะมีการนำทรัพย์สินของกลางไปใช้ในการกระทำความผิด หรือได้ใช้เป็นอุปกรณ์ให้ได้รับผลในการกระทำความผิด แต่ข้อเท็จจริงฟังได้ว่า จำเลยจะขับรถยนต์ของกลางไปเรียนหนังสือในตอนเช้า และกลับบ้านในตอนเย็นเป็นประจำ รวมทั้งหากจำเลยมีธุระหรือจะไปซื้อของก็จะนำรถยนต์ของกลางไปใช้ได้โดยผู้คัดค้านที่ 1 ซึ่งเป็นบิดาจะไม่หวงห้ามและไม่ต้องขออนุญาตก่อน และก่อนเกิดเหตุประมาณ 2 วัน จำเลยขอยืมโทรศัพท์ของกลางจากผู้เสียหายที่ 2 ซึ่งเป็นพี่สาวไปใช้โดยเปลี่ยนซิมการ์ด แต่จำเลยจะนำโทรศัพท์ไปใช้ที่ไหนอย่างไรนั้น ผู้คัดค้านที่ 2 ไม่ทราบนั้น แสดงว่าจำเลยสามารถใช้โทรศัพท์ของกลางดังกล่าวได้ตลอดเวลาโดยไม่มีการสอบถามถึงเหตุผลของการนำทรัพย์ของกลางไปใช้ ทั้งที่จำเลยยังเป็นนักศึกษาและอาศัยอยู่บ้านเดียวกับผู้คัดค้านทั้งสอง เช่นนี้ผู้คัดค้านทั้งสองไม่สามารถพิสูจน์ข้ออ้างตามกฎหมายได้

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
คดีสืบเนื่องจากผู้ร้องฟ้องนายกิตติพัฒน์หรืออ๊อฟหรืออ้วน เป็นจำเลยในความผิดฐานมีเมทแอมเฟตามีนอันเป็นยาเสพติดให้โทษในประเภท 1 ไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่าย และผู้ร้องยื่นคำร้องพร้อมกับคำฟ้องขอให้ริบโทรศัพท์เคลื่อนที่ยี่ห้อโนเกีย รุ่นเอ็น 70 หมายเลข 08 6025 2245 และรถยนต์กระบะหมายเลขทะเบียน 6 พ - 5508 กรุงเทพมหานคร ของกลาง ให้ตกเป็นของกองทุนป้องกันและปราบปรามยาเสพติดตามพระราชบัญญัติมาตรการในการปราบปรามผู้กระทำความผิดเกี่ยวกับยาเสพติด พ.ศ.2534 มาตรา 30, 31

ศาลชั้นต้นสั่งให้ประกาศในหนังสือพิมพ์รายวันที่มีจำหน่ายแพร่หลาย เพื่อให้บุคคลที่อ้างว่าเป็นเจ้าของทรัพย์สิน ยื่นคำร้องขอเข้ามาในคดีตามกฎหมายแล้ว

ผู้คัดค้านทั้งสองยื่นคำคัดค้านขอให้คืนรถยนต์กระบะและโทรศัพท์เคลื่อนที่ของกลางแก่ผู้คัดค้านทั้งสอง

ศาลชั้นต้นไต่สวนแล้ว มีคำสั่งให้ริบโทรศัพท์เคลื่อนที่และรถยนต์กระบะของกลางให้ตกเป็นของกองทุนป้องกันและปราบปรามยาเสพติด

ผู้คัดค้านทั้งสองอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษายืน

ผู้คัดค้านทั้งสองฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงเบื้องต้นรับฟังว่า ในวันเวลาและสถานที่เกิดเหตุตามคำร้อง เจ้าพนักงานตำรวจจับกุมจำเลยพร้อมยึดเมทแอมเฟตามีน 30 เม็ด โทรศัพท์เคลื่อนที่ยี่ห้อโนเกีย รุ่นเอ็น 70 หมายเลข 08 6025 2245 จำนวน 1 เครื่อง และรถยนต์กระบะยี่ห้ออีซูซุ สีเทา หมายเลขทะเบียน 6 พ - 5508 กรุงเทพมหานคร 1 คัน แจ้งข้อหามีเมทแอมเฟตามีนไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่าย

มีปัญหาวินิจฉัยตามฎีกาของผู้คัดค้านทั้งสองว่า ศาลมีอำนาจริบโทรศัพท์เคลื่อนที่และรถยนต์กระบะของกลาง ซึ่งเป็นของผู้คัดค้านทั้งสองหรือไม่ คดีนี้ปรากฏข้อเท็จจริงจากทางนำสืบของผู้ร้องว่า จำเลยใช้รถยนต์กระบะของกลางเป็นยานพาหนะนำเมทแอมเฟตามีนของกลางไปส่งให้แก่ผู้ซื้อ และใช้โทรศัพท์เคลื่อนที่ของกลางเป็นอุปกรณ์ติดต่อสื่อสารในการซื้อขายเมทแอมเฟตามีนของกลาง ดังนั้นรถยนต์กระบะและโทรศัพท์เคลื่อนที่ของกลางจึงเป็นเครื่องมือเครื่องใช้ ยานพาหนะ และทรัพย์สินซึ่งจำเลยนำมาใช้ในการกระทำความผิดเกี่ยวกับยาเสพติด และใช้เป็นอุปกรณ์ให้ได้ผลในการกระทำความผิดเกี่ยวกับยาเสพติด ซึ่งตามพระราชบัญญัติมาตรการในการปราบปรามผู้กระทำความผิดเกี่ยวกับยาเสพติด พ.ศ.2534 มาตรา 30 วรรคสาม ผู้คัดค้านทั้งสองซึ่งอ้างว่า เป็นเจ้าของของกลางที่ถูกยึดมีหน้าที่ต้องนำสืบพิสูจน์ให้ได้ว่า ผู้คัดค้านทั้งสองไม่มีโอกาสทราบหรือ ไม่มีเหตุอันควรสงสัยว่าจะมีการกระทำความผิด และจะมีการนำทรัพย์สินของกลางไปใช้ในการกระทำความผิด หรือได้ใช้เป็นอุปกรณ์ให้ได้รับผลในการกระทำความผิด แต่จากทางนำสืบของผู้คัดค้านที่ 1 เกี่ยวกับรถยนต์กระบะของกลางคงได้ความว่า จำเลยจะขับรถยนต์กระบะของกลางไปเรียนหนังสือในตอนเช้าและกลับบ้านในตอนเย็นเป็นประจำ รวมทั้งหากจำเลยมีธุระหรือจะไปซื้อของก็จะนำรถยนต์กระบะไปใช้ได้โดยผู้คัดค้านที่ 1 ซึ่งเป็นบิดาจะไม่หวงห้ามและไม่ต้องขออนุญาตก่อน รวมทั้งทางนำสืบของผู้คัดค้านที่ 2 ก็ได้ความว่า ก่อนเกิดเหตุประมาณ 2 วัน จำเลยขอยืมโทรศัพท์ของกลางไปใช้โดยเปลี่ยนซิมการ์ด แต่จำเลยจะนำโทรศัพท์ไปใช้ที่ไหนอย่างไรนั้น ผู้คัดค้านที่ 2 ซึ่งเป็นพี่สาวไม่ทราบนั้น เป็นเพียงการนำสืบถึงกรณีที่จำเลยสามารถใช้ทรัพย์ของกลางได้ตลอดเวลาโดยไม่มีการสอบถามถึงเหตุผลของการนำทรัพย์ของกลางไปใช้ ทั้งที่จำเลยยังเป็นนักศึกษาและอาศัยอยู่บ้านเดียวกับผู้คัดค้านทั้งสอง หากมีการสอบถามหรือสังเกตถึงพฤติกรรมของการใช้ทรัพย์ของกลางว่าจะมีการนำไปใช้ในกิจการใด ที่ไหน หรืออย่างไรแล้ว ย่อมจะทราบถึงพฤติกรรมของจำเลยว่าข้องเกี่ยวกับการจำหน่ายยาเสพติดให้โทษหรือไม่ การนำสืบของผู้คัดค้านทั้งสองจึงเป็นเพียงนำสืบว่า ผู้คัดค้านทั้งสองเป็นเจ้าของของกลางและไม่ได้มีส่วนร่วมหรือรู้เห็นเป็นใจในการกระทำความผิดของจำเลยเท่านั้น โดยไม่สามารถพิสูจน์ข้ออ้างตามกฎหมายได้ ฎีกาของผู้คัดค้านทั้งสองฟังไม่ขึ้น

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.มาตรการในการปราบปรามผู้กระทำความผิดเกี่ยวกับยาเสพติด พ.ศ.2534 ม. 30 วรรคสาม
ชื่อคู่ความ
ผู้ร้อง — พนักงานอัยการจังหวัดสมุทรปราการ
ผู้คัดค้าน — นายฉลาด จันทสิทธิ์ กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดสมุทรปราการ — นายวิฑูรย์ วิริยะวธสัจจา
ศาลอุทธรณ์ภาค 1 — นายอภิรัตน์ ลัดพลี
ชื่อองค์คณะ
ทรงศิลป์ ธรรมรัตน์
กรองเกียรติ คมสัน
อิสสระ นิ่มละมัย
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 16129/2555
#554894
เปิดฉบับเต็ม

ข้อตกลงระหว่างผู้เสียหายและจำเลยตามรายงานกระบวนพิจารณา มีข้อตกลงว่าหากจำเลยชำระเงินตามฟ้องแก่ผู้เสียหายเรียบร้อยแล้ว ผู้เสียหายไม่ติดใจดำเนินคดีแก่จำเลยและจะถอนคำร้องทุกข์ต่อไป แต่หากจำเลยไม่ปฏิบัติตามข้อตกลง ผู้เสียหายจะแจ้งให้โจทก์ดำเนินคดีต่อไป ข้อตกลงดังกล่าวนี้ ผู้เสียหายกับจำเลยแถลงต่อศาลร่วมกัน ศาลชั้นต้นจึงจำหน่ายคดีชั่วคราว ข้อตกลงดังกล่าวนี้กระทำต่อหน้าศาลและศาลอนุญาตให้เป็นไปตามข้อตกลง ย่อมผูกพันผู้เสียหายและจำเลยที่ต้องปฏิบัติตาม เมื่อจำเลยได้ชำระเงินแก่ผู้เสียหายครบถ้วนแล้วจึงต้องถือว่าสิทธินำคดีอาญามาฟ้องย่อมระงับไป ตาม ป.วิ.อ. มาตรา 39 (2)

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91, 352 กับให้จำเลยชดใช้เงินจำนวน 113,354 บาท แก่ผู้เสียหาย และนับโทษจำเลยต่อจากโทษของจำเลยในคดีอาญาหมายเลขดำที่ 249/2551 หมายเลขดำ (ที่ถูก หมายเลขแดง)ที่ 610/2551 และหมายเลขดำที่ 247/2551 ของศาลชั้นต้น

จำเลยให้การปฏิเสธ แต่ก่อนเริ่มสืบพยาน จำเลยขอถอนคำให้การเดิมและให้การใหม่เป็นรับสารภาพ และรับว่าเป็นบุคคลคนเดียวกับจำเลยในคดีที่โจทก์ขอให้นับโทษต่อ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่าจำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 352 วรรคแรก การกระทำของจำเลยเป็นความผิดหลายกรรมต่างกันให้ลงโทษทุกกรรมตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 จำคุกกระทงละ 2 เดือนรวม 9 กระทง เป็นจำคุก 18 เดือน จำเลยให้การรับสารภาพเป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 กึ่งหนึ่งคงจำคุกกระทงละ 1 เดือน รวม 9 กระทง เป็นจำคุก 9 เดือน นับโทษจำเลยคดีนี้ต่อจากโทษในคดีอาญาหมายเลขแดงที่ 608/2551 และ 610/2551 ของศาลชั้นต้นคำขออื่นให้ยก

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษายืน

จำเลยฎีกา โดยผู้พิพากษาซึ่งพิจารณาและลงชื่อในคำพิพากษาศาลชั้นต้นอนุญาตให้ฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง

ศาลฎีกาตรวจวินิจฉัยว่า มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยประการแรกว่า สิทธินำคดีอาญามาฟ้องของโจทก์ระงับไปตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 39 (2) หรือไม่ เห็นว่า ข้อตกลงระหว่างผู้เสียหายและจำเลยมีข้อตกลงว่า หากจำเลยชำระเงินตามฟ้องให้แก่ผู้เสียหายเรียบร้อยแล้วผู้เสียหายไม่ติดใจดำเนินคดีแก่จำเลย และจะถอนคำร้องทุกข์ต่อไป แต่หากจำเลยไม่ปฏิบัติตามข้อตกลงดังกล่าว ผู้เสียหายจะแจ้งให้โจทก์ดำเนินคดีต่อไป ข้อตกลงดังกล่าวนี้ ผู้เสียหายและจำเลยแถลงต่อศาลร่วมกัน โดยมีข้อตกลงว่าหากจำเลยชำระเงินครบ113,354 บาท ผู้เสียหายไม่ติดใจดำเนินคดีกับจำเลยและจะถอนคำร้องทุกข์ซึ่งศาลชั้นต้นเห็นว่าคดีความผิดส่วนตัว จึงให้โอกาสจำเลยปฏิบัติตามข้อตกลงดังกล่าวโดยจำหน่ายคดีชั่วคราว ทั้งระบุว่าหากจำเลยไม่ผ่อนชำระเงินให้แก่ผู้เสียหายตามข้อตกลงหรือผ่อนชำระแล้วเสร็จ ก็ให้โจทก์หรือผู้เสียหายยื่นคำแถลงต่อศาลเพื่อยกคดีขึ้นพิจารณาพิพากษาหรือถอนคำร้องทุกข์ต่อไป ข้อตกลงดังกล่าวนี้กระทำต่อหน้าศาลและศาลอนุญาตให้เป็นไปตามข้อตกลง จึงย่อมผูกพันผู้เสียหายและจำเลยที่จะต้องปฏิบัติตามข้อตกลงดังกล่าว เมื่อปรากฏตามคำร้องของผู้เสียหาย ว่าจำเลยได้ชำระเงินให้แก่ผู้เสียหายครบถ้วนตามข้อตกลงดังกล่าวแล้ว จึงต้องถือว่าสิทธินำคดีอาญามาฟ้องย่อมระงับไป ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 39 (2) แล้ว เมื่อวินิจฉัยดังนี้แล้ว จึงไม่จำต้องวินิจฉัยฎีกาข้ออื่นอีก ที่ศาลล่างทั้งสองพิพากษาลงโทษจำเลยมานั้น ศาลฎีกาไม่เห็นพ้องด้วย ฎีกาของจำเลยฟังขึ้น

พิพากษากลับ ให้ยกฟ้อง
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.อ. ม. 39 (2)
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการคดีศาลแขวงลพบุรี
นางสาวปาณิสราหรือเพ็ญพิชชาหรืออุษามาศ
จำเลย — ทองกนกรัตน์หรือทองสุข
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลแขวงลพบุรี — นางสาวรฐา เขียวโสภณ
ศาลอุทธรณ์ภาค 1 — นายจำแลง กุลเจริญ
ชื่อองค์คณะ
ธงชัย เสนามนตรี
อภิรัตน์ ลัดพลี
กฤษฎิ์จิรัฐ คุณาจิรภรณ์
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 16116/2555
#528597
เปิดฉบับเต็ม

ความผิดฐานนำเข้ายาเสพติดให้โทษในประเภท 5 ตามมาตรา 26 วรรคหนึ่ง แห่ง พ.ร.บ.ยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 ไม่จำต้องมีองค์ประกอบในเรื่องหลีกเลี่ยงการเสียค่าภาษีศุลกากรหรือเจตนาจะฉ้อภาษีของรัฐบาล เมื่อมีการนำเข้ายาเสพติดให้โทษในประเภท 5 โดยไม่ได้รับอนุญาตก็เป็นความผิดแล้ว ซึ่งแตกต่างจากความผิดตาม พ.ร.บ.ศุลกากร พ.ศ.2469 มาตรา 27 ที่ผู้กระทำความผิดต้องมีเจตนาหลีกเลี่ยงการเสียค่าภาษีศุลกากร หรือเจตนาจะฉ้อภาษีของรัฐบาล เมื่อใบพืชกระท่อมสดที่จำเลยที่ 2 และที่ 3 นำเข้ามาในราชอาณาจักรเป็นของที่มีไว้เป็นความผิด ไม่อาจเสียภาษีได้ การที่จำเลยที่ 2 และที่ 3 นำเข้ามาในราชอาณาจักรจึงมิใช่เป็นการนำเข้ามาในราชอาณาจักรโดยหลีกเลี่ยงการเสียค่าภาษีศุลกากรหรือเจตนาจะฉ้อภาษีของรัฐบาล จึงไม่เป็นความผิดฐานนำของที่ยังมิได้เสียภาษีหรือผ่านด่านศุลกากรโดยถูกต้องเข้ามาในราชอาณาจักร

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยทั้งสี่ตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 มาตรา 4, 7, 8, 26, 75, 76, 76/1, 100/1, 102 พระราชบัญญัติศุลกากร พ.ศ.2469 มาตรา 27 ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 32, 80, 91 ริบยาเสพติดให้โทษของกลาง

จำเลยที่ 1 และที่ 4 ให้การปฏิเสธ ศาลชั้นต้นมีคำสั่งให้โจทก์แยกฟ้องเป็นคดีใหม่

จำเลยที่ 2 และที่ 3 ให้การรับสารภาพ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยที่ 2 และที่ 3 มีความผิดตามพระราชบัญญัติยาเสพติดโทษ พ.ศ.2522 มาตรา 4, 7, 8, 26 วรรคหนึ่ง, 75 วรรคสอง พระราชบัญญัติศุลกากร พ.ศ.2469 มาตรา 27 การกระทำของจำเลยที่ 2 และที่ 3 เป็นความผิดหลายกรรมต่างกัน ให้ลงโทษทุกกรรมเป็นกระทงความผิดไปตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 ฐานร่วมกันนำพืชกระท่อมยาเสพติดให้โทษในประเภท 5 เข้ามาในราชอาณาจักรโดยไม่ได้รับอนุญาต จำคุก 6 เดือนและปรับ 20,000 บาท ฐานร่วมกันลักลอบนำพืชกระท่อมเข้ามาในราชอาณาจักรโดยหลีกเลี่ยงอากร ปรับ 68,640 บาท จำเลยที่ 2 และที่ 3 ให้การรับสารภาพ เป็นประโยชน์แก่การพิจารณา ลดโทษให้กระทงละกึ่งหนึ่งตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คงจำคุก 3 เดือน และปรับ 44,320 บาท โทษจำคุกให้รอการลงโทษไว้มีกำหนด 2 ปี ให้จำเลยที่ 2 และที่ 3 ไปรายงานตัวต่อพนักงานคุมประพฤติ 3 เดือนต่อครั้งภายในเวลา 1 ปี ให้กระทำกิจกรรมบริการสังคมและสาธารณประโยชน์ตามที่พนักงานคุมประพฤติและจำเลยที่ 2 และที่ 3 เห็นสมควรเป็นเวลา 24 ชั่วโมง ห้ามจำเลยที่ 2 และที่ 3 เกี่ยวข้องกับยาเสพติดให้โทษทุกประเภท และให้ความร่วมมือต่อพนักงานคุมประพฤติในการตรวจหาสารเสพติดรวมถึงเข้าโปรแกรมอบรมฟื้นฟูผู้กระทำผิดตามที่พนักงานคุมประพฤติกำหนด หากไม่ชำระค่าปรับให้จัดการตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 29, 30 ริบของกลาง

จำเลยที่ 2 และที่ 3 อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษาแก้เป็นว่า จำเลยที่ 2 และที่ 3 มีความผิดตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 มาตรา 26 วรรคสอง, 76/1 วรรคสี่ ด้วยเป็นการกระทำกรรมเดียวเป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบท แต่ละบทมีอัตราโทษเท่ากัน ให้ลงโทษฐานนำเข้าพืชกระท่อมมาในราชอาณาจักรตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 ยกฟ้องจำเลยที่ 2 และที่ 3 สำหรับความผิดตามพระราชบัญญัติศุลกากร พ.ศ.2469 มาตรา 27 คงจำคุก 3 เดือน และปรับ 10,000 บาท ให้คืนรถยนต์กระบะของกลางแก่เจ้าของ นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

โจทก์ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า มีปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามฎีกาโจทก์ว่า การกระทำของจำเลยที่ 2 และที่ 3 เป็นความผิดฐานนำของที่ยังมิได้เสียภาษีหรือผ่านด่านศุลกากรโดยถูกต้องเข้ามาในราชอาณาจักรหรือไม่ โดยโจทก์ฎีกาว่า แม้ของที่นำเข้ามาในราชอาณาจักรกฎหมายบัญญัติว่าการมีไว้เป็นความผิดก็ตาม แต่เมื่อนำของเข้ามาในราชอาณาจักรก็ต้องปฏิบัติตามมาตรา 27 แห่งพระราชบัญญัติศุลกากร พ.ศ.2469 และพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 มาตรา 26 มิได้บัญญัติห้ามการมีพืชกระท่อมไว้โดยเด็ดขาด บุคคลสามารถผลิต จำหน่าย นำเข้า ส่งออก หรือมีไว้ในครอบครองซึ่งพืชกระท่อมได้ หากได้รับอนุญาตจากรัฐมนตรีโดยความเห็นชอบของคณะกรรมการเป็นราย ๆ ไป ดังนั้น การที่จำเลยที่ 2 และที่ 3 นำพืชกระท่อมเข้ามาในราชอาณาจักรจึงมีความผิดตามพระราชบัญญัติศุลกากร พ.ศ.2469 มาตรา 27 นั้น เห็นว่า ความผิดฐานนำเข้ายาเสพติดให้โทษในประเภท 5 ตามมาตรา 26 วรรคหนึ่ง แห่งพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 ไม่จำต้องมีองค์ประกอบในเรื่องหลีกเลี่ยงการเสียค่าภาษีศุลกากรหรือเจตนาจะฉ้อภาษีของรัฐบาล เมื่อมีการนำเข้ายาเสพติดให้โทษในประเภท 5 โดยไม่ได้รับอนุญาตก็เป็นความผิดแล้วซึ่งแตกต่างจากความผิดตามพระราชบัญญัติศุลกากร พ.ศ.2469 มาตรา 27 ที่ผู้กระทำความผิดต้องมีเจตนาหลีกเลี่ยงการเสียค่าภาษีศุลกากรหรือเจตนาจะฉ้อภาษีของรัฐบาล เมื่อใบพืชกระท่อมสดที่จำเลยที่ 2 และที่ 3 นำเข้ามาในราชอาณาจักรเป็นของที่มีไว้เป็นความผิด ไม่อาจเสียภาษีได้ การที่จำเลยที่ 2 และที่ 3 นำเข้ามาในราชอาณาจักรจึงมิใช่เป็นการนำเข้ามาในราชอาณาจักรโดยหลีกเลี่ยงการเสียค่าภาษีศุลกากรหรือเจตนาจะฉ้อภาษีของรัฐบาล จึงไม่เป็นความผิดฐานนำของที่ยังมิได้เสียภาษีหรือผ่านด่านศุลกากรโดยถูกต้องเข้ามาในราชอาณาจักร คำพิพากษาศาลฎีกาที่โจทก์อ้างไม่ผูกพันคดีนี้ ที่ศาลอุทธรณ์พิพากษามานั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาของโจทก์ฟังไม่ขึ้น

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.ยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 ม. 26
พ.ร.บ.ศุลกากร พ.ศ.2469 ม. 27
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการจังหวัดนาทวี
จำเลย — นางรอสีย๊ะ แมะกาจิ กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดนาทวี — นายอรรถพร เพชรแก้ว
ศาลอุทธรณ์ — นางวยุรี วัฒนวรลักษณ์
ชื่อองค์คณะ
ธงชัย เสนามนตรี
อภิรัตน์ ลัดพลี
พศวัจณ์ กนกนาก
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 16081 -ที่ 16083/2555
#528550
เปิดฉบับเต็ม

โจทก์พักอาศัยอยู่ต่างประเทศ ประสงค์จะปลูกต้นสนไว้เพื่อขายจึงมอบหมายให้จำเลยเป็นผู้จัดการหาต้นสนมาปลูกและดูแลต้นสน ต้นสนของโจทก์ทั้งสามอยู่ในความครอบครองของจำเลย การที่จำเลยตัดต้นสนโดยไม่แจ้งให้โจทก์ทั้งสามทราบ หรือได้รับความยินยอมจากโจทก์ทั้งสาม และจำเลยรับเงินค่าต้นสนทั้งหมดไปเป็นประโยชน์ของตนเองไม่เป็นความผิดฐานลักทรัพย์ต้นสน แต่เป็นความผิดฐานยักยอก

แม้ ป.วิ.อ. มาตรา 192 วรรคสาม บัญญัติว่า ความผิดฐานลักทรัพย์ ยักยอก มิให้ถือว่าต่างกันในข้อสาระสำคัญ เมื่อโจทก์ฟ้องจำเลยในข้อหาลักทรัพย์อันเป็นความผิดอาญาแผ่นดิน แต่ศาลฎีกาพิจารณาว่าการกระทำของจำเลยเป็นความผิดฐานยักยอกซึ่งตาม ป.อ. มาตรา 356 บัญญัติให้เป็นความผิดอันยอมความได้ โจทก์ทั้งสามฟ้องคดีนี้โดยไม่ได้ร้องทุกข์ภายในสามเดือนนับแต่รู้เรื่องความผิดและรู้ตัวผู้กระทำความผิด คดีเป็นอันขาดอายุความตาม ป.อ. มาตรา 96

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
คดีทั้งสามสำนวนนี้ ศาลชั้นต้นพิจารณาและพิพากษารวมกัน โดยให้เรียกโจทก์ทั้งสามสำนวนว่าโจทก์ที่ 1 ที่ 2 และที่ 3 ตามลำดับ และเรียกจำเลยทั้งสามสำนวนว่าจำเลย

โจทก์ทั้งสามฟ้องจำเลย ขอให้ลงโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 334

ศาลชั้นต้นไต่สวนมูลฟ้องทั้งสามสำนวนแล้ว เห็นว่า คดีมีมูลให้ประทับฟ้อง

จำเลยให้การปฏิเสธ

ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง

โจทก์ทั้งสามอุทธรณ์ โดยผู้พิพากษาซึ่งพิจารณาและลงชื่อในคำพิพากษาศาลชั้นต้นอนุญาตให้อุทธรณ์ในปัญหาข้อเท็จจริง

ศาลอุทธรณ์ภาค 6 พิพากษากลับว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 334 เป็นการกระทำความผิดหลายกรรมต่างกัน ให้เรียงกระทงลงโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 รวม 3 กระทง จำคุกกระทงละ 1 ปี รวมโทษจำคุก 3 ปี

จำเลยฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยว่า จำเลยกระทำความผิดฐานลักทรัพย์หรือไม่ โจทก์ทั้งสามนำสืบในทำนองเดียวกันว่าปี 2533 โจทก์ทั้งสามซื้อที่ดินไม่มีเอกสารสิทธิ ที่ดินตั้งอยู่ที่อำเภอวิเชียรบุรี จังหวัดเพชรบูรณ์จำเลยเป็นผู้จัดการซื้อที่ดินและปลูกต้นสน โจทก์ทั้งสามโอนเงินค่าปลูกต้นสนให้ภริยาจำเลยเดือนกุมภาพันธ์ 2541 จำเลยนัดโจทก์ทั้งสามกับกลุ่มผู้ซื้อที่ดินมาพบ โจทก์ทั้งสามทราบว่าต้นสนถูกตัด จำเลยนำสืบว่า ต้นสนได้รับความเสียหายจากไฟไหม้ ปี 2538 กลุ่มเจ้าของตกลงให้ตัดต้นสน จำเลยติดต่อบุคคลอื่นมาซื้อต้นสน บุคคลนั้นชำระเงิน 148,000 บาท และค้างชำระ 35,000 บาท เห็นว่า โจทก์ทั้งสามบรรยายฟ้องว่า จำเลยรับว่าจะช่วยจัดหาซื้อที่ดินและจัดการปลูกต้นสนรวมทั้งเรื่องดูแลต้นสน โจทก์ที่ 1 เบิกความว่า โจทก์ที่ 1ทำงานที่ประเทศสหรัฐอเมริกาจนถึงเดือนสิงหาคม 2538 จึงเดินทางกลับมาประเทศไทยปี 2540 โจทก์ที่ 1 ขอให้จำเลยพาไปดูต้นสน แต่จำเลยบอกว่าไม่ว่าง โจทก์ที่ 2 เบิกความว่า ปี 2535 จำเลยพาโจทก์ที่ 1 ไปดูที่ดินแต่ไม่สามารถทราบตำแหน่งที่แน่นอนว่าอยู่ตรงจุดใด หลังจากนั้นโจทก์ที่ 2 ไม่ได้ไปดูที่ดินอีกเลย กลางปี 2543 โจทก์ที่ 1 และที่ 2 ไปดูที่ดินและโจทก์ที่ 3 ตอบทนายจำเลยถามค้านว่า โจทก์ที่ 3 พักอยู่ที่จังหวัดภูเก็ต ดังนี้ ความผิดฐานลักทรัพย์ ผู้กระทำต้องเอาทรัพย์ไปจากความครอบครองของผู้อื่น แต่คดีนี้ข้อเท็จจริงฟังได้ชัดเจนว่าโจทก์ทั้งสามไม่ได้ครอบครองที่ดินและต้นสน ทั้งไม่ทราบแน่นอนว่าต้นสนอยู่ในที่ดินตำแหน่งใด จำเลยเป็นผู้จัดการดูแลต้นสน ต้นสนของโจทก์ทั้งสามอยู่ในความครอบครองของจำเลย การที่จำเลยตัดต้นสนโดยไม่แจ้งให้โจทก์ทั้งสามทราบ หรือได้รับความยินยอมจากโจทก์ทั้งสาม และจำเลยรับเงินค่าต้นสนทั้งหมดไปเป็นประโยชน์ของตนเองไม่เป็นความผิดฐานลักทรัพย์ต้นสน แต่เป็นความผิดฐานยักยอก ซึ่งประมวลกฎหมายอาญามาตรา 356 บัญญัติว่า เป็นความผิดอันยอมความได้ โจทก์ทั้งสามทราบว่าต้นสนถูกตัดเดือนกุมภาพันธ์ 2541 โจทก์ทั้งสามฟ้องคดีนี้วันที่ 30 มกราคม 2544 โดยมิได้ร้องทุกข์ภายในสามเดือน นับแต่วันที่รู้เรื่องความผิดและรู้ตัวผู้กระทำความผิด คดีเป็นอันขาดอายุความตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 96 แม้ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 192 วรรคสาม บัญญัติว่า การกระทำผิดฐานลักทรัพย์ ยักยอก มิให้ถือว่าต่างกันในข้อสาระสำคัญ แต่เมื่อศาลฎีกาพิจารณาแล้ว การกระทำของจำเลยเป็นความผิดฐานยักยอก เป็นความผิดอันยอมความได้ คดีโจทก์ทั้งสามจึงขาดอายุความ ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 6 วินิจฉัยว่าการกระทำของจำเลยจึงเป็นการเอาทรัพย์ของผู้อื่นไปโดยทุจริตอันเป็นความผิดฐานลักทรัพย์ ศาลฎีกาไม่เห็นพ้องด้วย ฎีกาของจำเลยฟังขึ้น

พิพากษากลับ ให้ยกฟ้อง
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.อ. ม. 356
ป.วิ.อ. ม. 192 วรรคสาม
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นายชนะ สินธุ กับพวก
จำเลย — พันตำรวจเอกเลอศักดิ์ สุวรรณสุขุม
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดเพชรบูรณ์ — นางภัทรพร วงษ์เมตตา
ศาลอุทธรณ์ภาค 6 — นางสาวนันทวัน เจริญชาศรี
ชื่อองค์คณะ
สุรพันธุ์ ละอองมณี
จักร อุตตโม
ธราธร ศิลปโอสถ
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 16070 -ที่ 16072/2555
#538042
เปิดฉบับเต็ม

ตาม ป.อ. มาตรา 350 บัญญัติไว้ชัดเจนว่า ผู้ใดเพียงแต่รู้ว่าเจ้าหนี้ของตนหรือของผู้อื่นจะใช้สิทธิเรียกร้องทางศาลให้ชำระหนี้ แล้วย้ายไปเสีย ซ่อนเร้นหรือโอนไปให้แก่ผู้อื่นซึ่งทรัพย์ใด แกล้งให้ตนเองเป็นหนี้จำนวนใดอันไม่เป็นความจริง ก็ถือว่าเป็นความผิดตามมาตราดังกล่าวแล้ว เมื่อข้อเท็จจริงได้ความว่าโจทก์เป็นเจ้าหนี้จำเลยที่ 1 ตามคำพิพากษาในคดีแพ่งที่โจทก์ฟ้องให้จำเลยที่ 1 รับผิดในเรื่องผิดสัญญาและเรียกค่าเสียหาย จำเลยที่ 1 ไม่มีทรัพย์สินอื่นใดพอชำระหนี้แก่โจทก์ ขณะที่คดีแพ่งดังกล่าวอยู่ระหว่างบังคับคดีตามคำพิพากษา จำเลยที่ 1 จดทะเบียนโอนที่ดิน 3 แปลง ให้แก่จำเลยที่ 2 โดยเสน่หา แม้คดีแพ่งดังกล่าวจำเลยที่ 1 ได้ฟ้องแย้ง และผลคดีอาจจะเปลี่ยนแปลงโดยศาลฎีกาอาจพิพากษาให้จำเลยที่ 1 ชนะคดีตามฟ้องแย้ง ซึ่งไม่แน่ว่าโจทก์จะเป็นเจ้าหนี้ตามคำพิพากษาในชั้นที่สุดหรือไม่ก็ตาม ก็ถือว่าจำเลยที่ 1 กระทำความผิดฐานโกงเจ้าหนี้แล้ว ไม่จำต้องถือเอาคำพิพากษาของศาลที่พิพากษาให้จำเลยที่ 1 รับผิดในทางแพ่งมาเป็นองค์ประกอบของความผิดฐานดังกล่าว

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
คดีทั้งสามสำนวน ศาลชั้นต้นพิจารณาและพิพากษารวมกันโดยให้เรียกโจทก์ทั้งสามสำนวนว่า โจทก์ เรียกจำเลยที่ 1 และที่ 2 ทั้งสามสำนวนว่า จำเลยที่ 1 และที่ 2 ตามลำดับ

โจทก์ฟ้องและแก้ฟ้องจำเลยทั้งสองรวมสามสำนวนความว่า ขอให้ลงโทษจำเลยทั้งสองตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83, 91, 92, 350 และขอให้บังคับจำเลยทั้งสองร่วมกันจดทะเบียนโอนเปลี่ยนชื่อจากจำเลยที่ 2 มาเป็นของจำเลยที่ 1 หากไม่สามารถทำการโอนได้ให้ถือเอาคำพิพากษาของศาลแทนการแสดงเจตนาของจำเลยทั้งสอง และให้นับโทษจำเลยที่ 1 ต่อจากโทษจำคุกในคดีอาญาหมายเลขดำที่ 3337/2547 ของศาลชั้นต้น และในคดีอาญาหมายเลขดำที่ 1/2547 ของศาลจังหวัดขอนแก่น

ระหว่างพิจารณา โจทก์ทั้งสามสำนวนยื่นคำร้องขอถอนฟ้องเฉพาะคำขอบังคับในคำขอท้ายฟ้องในสำนวนทั้งสามสำนวน ศาลชั้นต้นอนุญาต

ศาลชั้นต้นทั้งสามสำนวนไต่สวนมูลฟ้องแล้ว เห็นว่า คดีมีมูลให้ประทับฟ้อง

จำเลยทั้งสองทั้งสามสำนวนให้การปฏิเสธ แต่จำเลยที่ 1 รับว่าเป็นบุคคลคนเดียวกับจำเลยที่ 1 ในคดีที่โจทก์ขอให้นับโทษต่อ

ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้องโจทก์ทั้งสามสำนวน

โจทก์ทั้งสามสำนวนอุทธรณ์ โดยผู้พิพากษาซึ่งพิจารณาในศาลชั้นต้นอนุญาตให้อุทธรณ์ในปัญหาข้อเท็จจริง

ศาลอุทธรณ์ภาค 4 พิพากษาแก้เป็นว่า จำเลยที่ 1 มีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 350 การกระทำของจำเลยที่ 1 เป็นความผิดหลายกรรมต่างกันให้ลงโทษทุกกรรมเป็นกระทงความผิดไปตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 จำคุกกระทงละ 3 เดือน รวม 2 กระทง รวมจำคุก 6 เดือน นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

จำเลยที่ 1 ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงฟังได้ว่า จำเลยที่ 1 เป็นบุตรของจำเลยที่ 2 และนายกัน มีพี่น้องร่วมบิดามารดาเดียวกันรวม 5 คน นายกันถึงแก่กรรมเมื่อวันที่ 25 กรกฎาคม 2538 มีทรัพย์มรดกคือที่ดินตามหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส. 3 ก.) เลขที่ 145, 222 และ 572 ตำบลโนนคอม อำเภอชุมแพ จังหวัดขอนแก่น เมื่อวันที่ 2 สิงหาคม 2539 ศาลมีคำสั่งแต่งตั้งนายวิญญูเป็นผู้จัดการมรดกของนายกัน เมื่อวันที่ 19 สิงหาคม 2539 นายวิญญูในฐานะผู้จัดการมรดกของนายกันจดทะเบียนโอนที่ดินตามหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส. 3 ก.) เลขที่ 145 และ 222 ให้แก่จำเลยที่ 1 และเมื่อวันที่ 20 มีนาคม 2540 จดทะเบียนโอนที่ดินตามหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส. 3 ก.) เลขที่ 572 ให้แก่บุตรทั้งห้าคนของนายกันซึ่งรวมจำเลยที่ 1 ด้วย ต่อมาที่ดินตามหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส. 3 ก.) เลขที่ 222 เปลี่ยนเป็นโฉนดที่ดินเลขที่ 3592 ตำบลนาฝาย อำเภอภูผาม่าน จังหวัดขอนแก่น และแบ่งแยกออกเป็นโฉนดเลขที่ 4993 อีก 1 โฉนด เมื่อวันที่ 12 พฤศจิกายน 2540 โจทก์ฟ้องจำเลยที่ 1 เป็นคดีแพ่งที่ศาลจังหวัดขอนแก่น เรื่องผิดสัญญาและเรียกค่าเสียหาย ศาลจังหวัดขอนแก่นพิพากษาให้จำเลยที่ 1 ชำระเงิน 2,976,400 บาท พร้อมดอกเบี้ยให้แก่โจทก์ จำเลยที่ 1 อุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์ภาค 4 พิพากษายืน จำเลยที่ 1 ฎีกา คดีอยู่ระหว่างการพิจารณาของศาลฎีกา เมื่อวันที่ 22 กุมภาพันธ์ 2544 จำเลยที่ 1 จดทะเบียนโอนที่ดินตามหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส. 3 ก.) เลขที่ 145 ให้แก่จำเลยที่ 2 โดยเสน่หา และเมื่อวันที่ 25 กุมภาพันธ์ 2545 จำเลยที่ 1 จดทะเบียนโอนที่ดินตามโฉนดเลขที่ 3592 และ 4993 ให้แก่จำเลยที่ 2 โดยเสน่หา ซึ่งที่ดินทั้งสามแปลงดังกล่าวคือที่ดินอันเป็นมูลเหตุแห่งคดีนี้

มีปัญหาวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยที่ 1 ว่า การกระทำของจำเลยที่ 1 ทั้งสามสำนวนเป็นความผิดตามที่ศาลอุทธรณ์ภาค 4 วินิจฉัยหรือไม่ โจทก์มีนายคุ้มพงษ์ ทนายโจทก์และนายชลวิทย์ ผู้รับมอบอำนาจโจทก์เบิกความได้ใจความว่า โจทก์เป็นเจ้าหนี้จำเลยที่ 1 ตามคำพิพากษาในคดีที่โจทก์ฟ้องให้จำเลยที่ 1 รับผิดในเรื่องผิดสัญญาและเรียกค่าเสียหาย เป็นเงินประมาณ 2,900,000 บาท ขณะคดีอยู่ระหว่างการบังคับคดีตามคำพิพากษา จำเลยที่ 1 ได้โอนกรรมสิทธิ์ในที่ดินของตนตามโฉนดเลขที่ 3592 และ 4993 ตำบลนาฝาย อำเภอภูผาม่าน จังหวัดขอนแก่น และโอนที่ดินตามหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส. 3 ก.) เลขที่ 145 ซึ่งมีชื่อจำเลยที่ 1 เป็นผู้มีสิทธิครอบครองให้แก่จำเลยที่ 2 ผู้เป็นมารดาโดยจำเลยที่ 2 พักอาศัยอยู่ในบ้านเดียวกันกับจำเลยที่ 1 จำเลยที่ 2 จะต้องรู้ว่าจำเลยที่ 1 เป็นลูกหนี้ตามคำพิพากษาและต้องชำระหนี้แก่โจทก์ การกระทำของจำเลยทั้งสองเป็นการกระทำโดยเจตนาที่จะมิให้โจทก์ซึ่งเป็นเจ้าหนี้ตามคำพิพากษาได้รับชำระหนี้ตามคำพิพากษา ส่วนจำเลยที่ 1 มีจำเลยทั้งสองและนายวิญญูเบิกความสรุปได้ว่า ที่ดินตามหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส. 3 ก.) เลขที่ 145 เป็นที่ตั้งของบ้านเลขที่ 77 หมู่ที่ 3 ตำบลนาฝาย อำเภอภูผาม่าน จังหวัดขอนแก่น ส่วนที่ดินตามหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส. 3 ก.) เลขที่ 222 ซึ่งต่อมาเปลี่ยนเป็นที่ดินโฉนดเลขที่ 3592 และแยกออกเป็นโฉนดเลขที่ 4993 อีกโฉนดหนึ่งนั้นเป็นที่สวนมะม่วงและขนุน ที่ดินข้างต้นเป็นทรัพย์ของนายกัน และยังมีที่ดินของนายกันอีกแปลงหนึ่งคือที่ดินตามหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส. 3 ก.) เลขที่ 572 เนื้อที่ประมาณ 34 ไร่ เมื่อนายกันถึงแก่ความตาย จำเลยที่ 2 ต้องการที่บ้านและที่สวนไว้เป็นหลักประกันยามชราแต่เจ็บป่วยจึงให้นายวิญญู ผู้จัดการมรดกโอนที่ดินตามหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส. 3 ก.) เลขที่ 145 และ 222 ใส่ชื่อจำเลยที่ 1 ไว้ก่อน และให้จำเลยที่ 1 โอนที่ดินทั้งสองแปลงคืนแก่จำเลยที่ 2 ในภายหลัง ส่วนที่ดินตามหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส. 3 ก.) เลขที่ 572 ให้ใส่ชื่อห้าพี่น้องบุตรของนายกัน ต่อมาที่ดินตามหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส. 3 ก.) เลขที่ 222 เปลี่ยนเป็นโฉนดที่ดินเลขที่ 3592 และจำเลยที่ 2 ให้จำเลยที่ 1 แบ่งแยกที่ดินดังกล่าวเป็นอีกแปลงหนึ่งเลขที่ 4993 เมื่อจำเลยที่ 2 หายป่วยแล้ว จำเลยที่ 1 จึงจดทะเบียนโอนที่ดินทั้งสามแปลงข้างต้นคืนให้แก่จำเลยที่ 2 ตามที่ตกลงกันไว้แต่เดิม และจำเลยที่ 1 ยังมีทรัพย์สินอื่นอีกคือหุ้นในบริษัทสิทธิ์ช่วยเจียม จำกัด ทั้งยังเป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์ร่วมในที่ดินตามหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส. 3 ก.) เลขที่ 572 คิดเป็นเนื้อที่ 7 ไร่เศษ เห็นว่า หากทายาทของนายกันตกลงที่จะยกที่ดินตามหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส. 3 ก.) เลขที่ 145 และ 222 ให้แก่จำเลยที่ 2 และยกที่ดินตามหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส. 3 ก.) เลขที่ 572 ให้แก่บุตรทั้งห้าคนของนายกัน เหตุใดจึงต้องไปจดทะเบียนโอนคนละคราวโดยไปโอนที่ดิน 2 แปลง ให้แก่จำเลยที่ 1 เมื่อวันที่ 19 สิงหาคม 2539 และโอนที่ดินอีก 1 แปลง ให้แก่จำเลยที่ 1 และพี่น้องอีก 4 คน เมื่อวันที่ 20 มีนาคม 2540 ส่วนที่จำเลยทั้งสองอ้างว่าจำเลยที่ 2 ป่วย จึงให้ผู้จัดการมรดกโอนที่ดินซึ่งเป็นที่บ้านและที่สวนให้แก่จำเลยที่ 1 ก่อน แล้วให้จำเลยที่ 1 โอนคืนให้แก่จำเลยที่ 2 นั้น ก็ฟังเป็นพิรุธ เพราะได้ความว่าจำเลยที่ 2 ป่วยแบบเป็น ๆ หาย ๆ มิได้ป่วยหนักจนกระทำการอันใดมิได้ และเป็นเพียงการรับโอนมรดกโดยไม่มีเหตุเร่งด่วนพิเศษเช่นจำเลยที่ 2 จะต้องนำที่ดินไปจำนอง โอนขายหรือนำไปทำธุรกรรมอื่น ๆ ซึ่งจะต้องรับโอนที่ดินดังกล่าวเป็นชื่อของจำเลยที่ 2 โดยเร็ว หรือหากจะฟังได้ว่าจำเลยที่ 2 ป่วยมากก็ตาม แต่จำเลยที่ 2 ก็ไม่จำเป็นต้องไปดำเนินการโอนทางทะเบียนด้วยตนเองโดยสามารถมอบอำนาจให้บุคคลอื่นไปดำเนินการแทนก็ได้ ข้ออ้างดังกล่าวจึงไม่มีน้ำหนักให้รับฟังน่าเชื่อว่าจำเลยที่ 1 รับโอนมรดกที่ดินตามหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส. 3 ก.) เลขที่ 145 และ 222 ซึ่งต่อมาเปลี่ยนเป็นโฉนดที่ดินเลขที่ 3592 และ 4993 ไว้เป็นทรัพย์ของตนเอง สำหรับที่ดินตามหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส. 3 ก.) เลขที่ 572 นั้น จำเลยที่ 1 มีสิทธิครอบครองในที่ดินดังกล่าวเพียง 1 ใน 5 ส่วน ทั้งยังได้ความจากจำเลยที่ 1 เองว่า บริษัทดังกล่าวมิได้ดำเนินกิจการแล้ว ข้อเท็จจริงฟังได้ว่า จำเลยที่ 1 ไม่มีทรัพย์สินอื่นใดพอที่จะชำระหนี้แก่โจทก์ได้ ส่วนที่จำเลยที่ 1 ต่อสู้ว่า คดีแพ่งที่โจทก์ฟ้องเรียกค่าเสียหายจากจำเลยที่ 1 นั้น จำเลยที่ 1 ได้ฟ้องแย้งและผลคดีอาจจะเปลี่ยนแปลงโดยศาลฎีกาอาจพิพากษาให้จำเลยที่ 1 ชนะคดีตามฟ้องแย้ง ยังไม่แน่ว่าโจทก์จะเป็นเจ้าหนี้ตามคำพิพากษาในชั้นที่สุดหรือไม่นั้น เห็นว่า ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 350 บัญญัติไว้ว่า "ผู้ใดเพื่อมิให้เจ้าหนี้ของตนหรือของผู้อื่นได้รับชำระหนี้ทั้งหมดหรือแต่บางส่วน ซึ่งได้ใช้หรือจะใช้สิทธิเรียกร้องทางศาลให้ชำระหนี้ ย้ายไปเสีย ซ่อนเร้นหรือโอนไปให้แก่ผู้อื่นซึ่งทรัพย์ใดก็ดี แกล้งให้ตนเองเป็นหนี้จำนวนใดอันไม่เป็นความจริงก็ดี ต้องระวางโทษ..." ซึ่งบทบัญญัติดังกล่าวบัญญัติไว้ชัดเจนว่าเพียงแต่รู้ว่าเจ้าหนี้จะใช้สิทธิเรียกร้องทางศาลแล้วกระทำการดังกล่าว ก็ถือว่าเป็นความผิดแล้วหาจำต้องถือเอาคำพิพากษาของศาลให้รับผิดในทางแพ่งมาเป็นองค์ประกอบความผิดฐานนี้ไม่ เมื่อคดีนี้ข้อเท็จจริงฟังได้ว่าจำเลยที่ 1 มีเจตนาโอนทรัพย์สินเพื่อมิให้เจ้าหนี้ได้รับชำระหนี้หากจำเลยที่ 1 ต่างแพ้คดีในที่สุด ดังนั้นการที่ศาลอุทธรณ์ภาค 4 พิพากษาว่าจำเลยที่ 1 มีความผิดฐานโกงเจ้าหนี้และให้จำคุกจำเลยที่ 1 กรรมละ 3 เดือน รวม 2 กรรม นั้น ชอบแล้ว ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย

พิพากษาแก้เป็นว่า ให้ปรับจำเลยที่ 1 กระทงละ 2,000 บาท เป็นเงิน 4,000 บาท อีกสถานหนึ่ง รอการลงโทษจำคุกไว้มีกำหนด 2 ปี ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 56 ไม่ชำระค่าปรับให้จัดการตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 29, 30 นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 4
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.อ. ม. 350
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นายสุวัฒน์ มงคลสินธุ์
จำเลย — นางทองเจี่ยม แพงไทย กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลแขวงขอนแก่น — นายสวัสดิ์วงศ์ กุลโมรานนท์
ศาลอุทธรณ์ภาค 4 — นายทัศน์พงษ์ เหล่ารักวงศ์
ชื่อองค์คณะ
อุบลรัตน์ ลุยวิกกัย
ชัชวาล บุนนาค
ธีระยุทธ ทรัพย์นภาพร
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 16066/2555
#544549
เปิดฉบับเต็ม

เรือ ช. บรรทุกน้ำมันที่ได้รับยกเว้นภาษีสรรพสามิตสำหรับการนำไปจำหน่ายเฉพาะในบริเวณเขตต่อเนื่อง โดยประเทศไทยได้ประกาศใช้ความกว้างของทะเลอาณาเขตเป็นระยะ 12 ไมล์ทะเล และได้มีการประกาศเขตต่อเนื่อง ได้แก่ บริเวณที่อยู่ถัดออกไปจากทะเลอาณาเขต มีความกว้าง 24 ไมล์ทะเล วัดจากเส้นฐานที่ใช้วัดความกว้างของทะเลอาณาเขต เจ้าพนักงานจับจำเลยทั้งสองขณะที่เรือ ช. ถ่ายน้ำมันให้แก่เรือ ป.ไทยประดิษฐ์ ซึ่งในบริเวณดังกล่าวอยู่ภายใต้ประกาศสำนักนายกรัฐมนตรีเรื่องเส้นฐานตรงและน่านน้ำของประเทศไทยบริเวณที่สี่ จึงอยู่ในน่านน้ำภายใน เพราะทะเลที่เป็นส่วนต่อจากน่านน้ำภายในคือทะเลอาณาเขตที่มีความกว้าง 12 ไมล์ทะเล เมื่อสุดระยะของทะเลอาณาเขตจึงเป็นบริเวณของเขตต่อเนื่อง

เมื่อจำเลยที่ 1 ผู้เป็นนายเรือ มีอำนาจควบคุมเรือ ช. ต้องถือว่าจำเลยที่ 1 เป็นผู้ขายน้ำมันดีเซลดังกล่าว ส่วนจำเลยที่ 2 เป็นรองต้นกลเรือ เป็นผู้ควบคุมเครื่องยนต์ ซึ่งขณะถ่ายน้ำมันลงเรือ ป.ไทยประดิษฐ์ต้องมีการเดินเครื่องยนต์ จึงถือว่าจำเลยทั้งสองขายสินค้าที่ได้รับยกเว้นหรือได้รับคืนภาษีแล้วตามหมวด 7 แห่ง พ.ร.บ.ภาษีสรรพสามิต มาตรา 162 (2)

แม้เรือ ช. จะได้รับน้ำมันดีเซลโดยชอบ เพื่อนำไปจำหน่ายให้แก่ชาวประมงในเขตต่อเนื่อง แต่จากพฤติการณ์แสดงว่าการมีน้ำมันจำนวนดังกล่าวมุ่งประสงค์ในการนำเข้ามาจำหน่ายโดยฝ่าฝืนประกาศกระทรวงการคลัง เรื่อง ยกเว้นภาษีสรรพสามิต (ฉบับที่ 63) ลงวันที่ 6 กุมภาพันธ์ 2544 การมีน้ำมันในเรือ ช. จึงเป็นการมีไว้เพื่อขายโดยไม่มีสิทธิ ส่วนจำเลยที่ 2 เป็นเพียงรองต้นกลเรือ มีหน้าที่เพียงควบคุมเครื่องยนต์เรือ และไม่ปรากฏพฤติการณ์ว่ามีส่วนร่วมในการมีน้ำมันดีเซลไว้เพื่อขาย จึงยังไม่อาจรับฟังว่าจำเลยที่ 2 ร่วมกับจำเลยที่ 1 มีน้ำมันดังกล่าวไว้เพื่อขายโดยไม่ชอบ

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามพระราชบัญญัติภาษีสรรพสามิต พ.ศ.2527 มาตรา 161, 162, 168 ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 33, 91 พระราชบัญญัติให้บำเหน็จในการปราบปรามผู้กระทำความผิด พ.ศ.2489 มาตรา 4, 5, 6, 7, 8, 9 ริบเรือบรรทุกน้ำมันพร้อมเครื่องยนต์ของกลาง จ่ายเงินสินบนแก่ผู้นำจับและจ่ายเงินรางวัลแก่พนักงานเจ้าหน้าที่ผู้จับ

จำเลยทั้งสองให้การปฏิเสธ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยทั้งสองมีความผิดตามพระราชบัญญัติภาษีสรรพสามิต พ.ศ.2527 มาตรา 161 (2), 162 (2) เป็นความผิดหลายกรรมต่างกัน ให้ลงโทษทุกกรรมเป็นกระทงความผิดไปตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 ฐานมีไว้ในครอบครองโดยไม่มีสิทธิโดยชอบด้วยกฎมายซึ่งสินค้าที่ได้รับยกเว้นภาษีแล้ว ให้ปรับจำเลยทั้งสอง (ที่ถูก ปรับคนละ) 5,478,205.20 บาท ฐานจำหน่ายโดยไม่มีสิทธิโดยชอบ (ที่ถูก ฐานขายโดยไม่มีสิทธิโดยชอบด้วยกฎหมายซึ่งสินค้าที่ได้รับยกเว้นภาษีสรรพมิต) ให้ปรับจำเลยทั้งสอง (ที่ถูก ปรับคนละ 32,842.68 บาท) รวมปรับจำเลยทั้งสอง (ที่ถูก รวมปรับคนละ 5,511,047.88 บาท) ไม่ชำระค่าปรับให้จัดการตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 29, 30 โดยให้กักขังไม่เกิน 2 ปี (ที่ถูก โดยให้กักขังเกินกว่าหนึ่งปีแต่ไม่เกินสองปี) ริบเรือบรรทุกน้ำมันและเครื่องยนต์ของกลาง คำขออื่นให้ยก

จำเลยทั้งสองอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 9 พิพากษาแก้เป็นว่า ฐานมีไว้ในครอบครองและมีไว้เพื่อขายโดยไม่มีสิทธิโดยชอบด้วยกฎหมายซึ่งสินค้าที่ได้รับยกเว้นภาษีสรรพสามิต เป็นการกระทำกรรมเดียวเป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบท ให้ลงโทษฐานมีไว้เพื่อขายตามมาตรา 162 (2) ซึ่งเป็นกฎหมายบทที่มีโทษหนักที่สุดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 ปรับคนละ5,478,205.20 บาท เมื่อรวมกับค่าปรับในความผิดฐานขายโดยไม่มีสิทธิโดยชอบด้วยกฎหมายซึ่งสินค้าที่ได้รับยกเว้นภาษีสรรพสามิตแล้ว คงปรับคนละ 5,511,047.88 บาทนอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

จำเลยทั้งสองฎีกา โดยผู้พิพากษาซึ่งพิจารณาและลงชื่อในคำพิพากษาศาลชั้นต้นอนุญาตให้ฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า คดีมีปัญหาวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยทั้งสองว่า การกระทำของจำเลยทั้งสองเป็นความผิดตามคำพิพากษาของศาลอุทธรณ์ภาค 9 หรือไม่ เห็นว่า เรือโชคปัตตานี 1 ได้บรรทุกน้ำมันที่ได้รับยกเว้นภาษีสรรพสามิตสำหรับการนำไปจำหน่ายในเขตต่อเนื่องของราชอาณาจักรหรือเรียกว่าน้ำมันเขียว ซึ่งจะจำหน่ายได้เพียงในบริเวณเขตต่อเนื่อง ซึ่งทะเลที่เป็นเขตต่อเนื่องหมายถึงทะเลที่ต่อไปจากทะเลอาณาเขตดังปรากฏตามประกาศเรื่อง ใช้อนุสัญญากรุงเจนีวาว่าด้วยกฎหมายทะเลในส่วนทะเลอาณาเขตและเขตต่อเนื่อง โดยประเทศไทยได้ประกาศใช้ความกว้างของทะเลอาณาเขตเป็นระยะ 12 ไมล์ทะเล ตั้งแต่วันที่ 6 ตุลาคม 2509 ตามประกาศพระบรมราชโองการกำหนดความกว้างของทะเลอาณาเขตของประเทศไทย และได้มีการประกาศเขตต่อเนื่อง ได้แก่ บริเวณที่อยู่ถัดออกไปจากทะเลอาณาเขตของราชอาณาจักรไทย มีความกว้าง 24 ไมล์ทะเล วัดจากเส้นฐานที่ใช้วัดความกว้างของทะเลอาณาเขต ปรากฏตามประกาศเขตต่อเนื่องของราชอาณาจักรไทยวันที่ 14 สิงหาคม 2538 ที่ประเทศไทยย่อมมีสิทธิอธิปไตยตามที่กฎหมายระหว่างประเทศว่าด้วยทะเลให้ไว้ ได้ความว่าจุดที่เจ้าพนักงานจับจำเลยทั้งสองขณะที่เรือโชคปัตตานี 1 ถ่ายน้ำมันให้แก่เรือ ป.ไทยประดิษฐ์ อยู่ที่บริเวณตำบลที่ ละติจูด 7 องศา 20 ลิปดาเหนือ ลองจิจูด101 องศา 53 ลิปดาตะวันออก แต่บริเวณดังกล่าวอยู่ภายใต้ประกาศสำนักนายกรัฐมนตรีเรื่องเส้นฐานตรงและน่านน้ำของประเทศไทยบริเวณที่สี่ ที่กำหนดเส้นฐาน จุดที่ 1 จากเกาะกงออก ละติจูด 9 องศา 36 ลิปดาเหนือ ลองจิจูด 100 องศา 05 ลิปดาตะวันออกจุดที่ 2 จากเกาะกระ ละติจูด 8 องศา 23 ลิปดาเหนือ ลองจิจูด 100 องศา 44 ลิปดาตะวันออก จุดที่ 3 เกาะโลซิน ละติจูด 7 องศา 19 ลิปดาเหนือ ลองจิจูด 101 องศา 59 ลิปดาตะวันออก และจุดที่ 4 พรมแดนไทย - มาเลเซีย ละติจูด 6 องศา14 ลิปดาเหนือ ลองจิจูด 102 องศา 05 ลิปดาตะวันออก ทำให้น่านน้ำภายในเส้นฐานเป็นน่านน้ำภายในที่ประเทศไทยมีอำนาจอธิปไตยโดยสมบูรณ์เหนือน่านน้ำดังกล่าว จุดที่ เจ้าพนักงานจับเป็นบริเวณที่เรือโชคปัตตานี 1 ถ่ายน้ำมันดีเซลให้แก่เรือ ป.ไทยประดิษฐ์จึงอยู่ในน่านน้ำภายใน ดังปรากฏตามหนังสือกรมอุทกศาสตร์ ลงวันที่ 27 พฤษภาคม 2547 เรื่องการตรวจสอบค่าพิกัด จุดที่เจ้าพนักงานจับจำเลยจึงห่างจากทะเลที่เป็นเขตต่อเนื่องถึงกว่า 12 ไมล์ทะเล เพราะทะเลที่เป็นส่วนต่อจากน่านน้ำภายในคือทะเลอาณาเขตที่มีความกว้าง 12 ไมล์ทะเล เมื่อสุดระยะของทะเลอาณาเขตจึงเป็นบริเวณของเขตต่อเนื่อง ดังนั้น การที่จำเลยที่ 1 อ้างว่าได้จอดเรือในบริเวณที่สามารถถ่ายน้ำมันดีเซลได้ แต่เนื่องจากกระแสน้ำแรง และใช้เวลาถ่ายน้ำมันถึง 20 นาที ทำให้เรือไหลไป 3 ถึง 4 ไมล์ทะเล จึงพลัดหลงเข้ามาในน่านน้ำภายในอันเป็นจุดที่ถูกจับกุม จึงไม่อาจอ้างให้พ้นความผิดไปได้ เพราะแม้เรือจะไม่ไหลดังที่จำเลยที่ 1 อ้าง จากจุดที่ถูกจับบริเวณตำบล ละติจูด 7 องศา 20 ลิปดาเหนือ ลองจิจูด 101 องศา 53 ลิปดาตะวันออกซึ่งอยู่ใกล้กับเกาะโลซินที่ถูกกำหนดเป็นเส้นฐานตรงที่ตำบล ละติจูด 7 องศา 19 ลิปดาเหนือลองจิจูด 101 องศา 59 ลิปดาตะวันออก จากบริเวณดังกล่าว ซึ่งเป็นเส้นฐานตรงตามประกาศสำนักนายกรัฐมนตรี เรื่อง เส้นฐานตรงและน่านน้ำภายในของประเทศไทยบริเวณที่เป็นระยะ 12 ไมล์ จึงจะเป็นเขตต่อเนื่องที่ใช้จำหน่ายน้ำมันดีเซลได้ตามประกาศกระทรวงการคลัง ข้ออ้างของจำเลยที่ 1 ในข้อนี้ฟังไม่ขึ้น ส่วนที่จำเลยที่ 1 อ้างหลักมนุษยธรรมว่าขณะเกิดเหตุได้รับแจ้งทางวิทยุจากเรือ ป.ไทยประดิษฐ์ว่ามีน้ำมันเพียง 1,000 ลิตร ก็ปรากฏว่าเมื่อเจ้าพนักงานเข้าจับกุมมีการจำหน่ายไปแล้ว 2,276 ลิตร แต่เรือ ป.ไทยประดิษฐ์มีน้ำมันทั้งสิ้น 5,476 ลิตร ปรากฏตามแผนผังห้องเครื่องและปริมาณน้ำมัน ที่นายพิทยา ต้นกลเรือ ป.ไทยประดิษฐ์ยอมรับรับไว้ แสดงว่าเรือ ป.ไทยประดิษฐ์หาได้มีความจำเป็นที่จะต้องขอความช่วยเหลือเพราะน้ำมันใกล้หมดแต่อย่างใด ส่วนที่จำเลยที่ 1 อ้างว่าขณะเกิดเหตุทะเลมีคลื่นลมแรงหากไม่เติมน้ำมันให้จะทำให้เรือ ป.ไทยประดิษฐ์ได้รับอันตราย โดยอ้างข่าวพยากรณ์อากาศของหนังสือพิมพ์มติชนฉบับวันที่ 10 ถึงฉบับวันที่ 13 พฤษภาคม 2547 ว่าทะเลมีคลื่นสูงและอ้างพยากรณ์อากาศของกรมอุตุนิยมวิทยาวันที่ 14 พฤษภาคม 2547 ว่า ทะเลบริเวณจังหวัดสงขลามีคลื่นสูง 2 เมตร แต่การพยากรณ์ดังกล่าวเป็นการคาดหมายเหตุการณ์ในอนาคตซึ่งอาจเกิดเหตุการณ์ดังที่คาดหมายพยากรณ์ เพื่อให้ผู้เดินเรือใช้ความระมัดระวัง หรืออาจไม่เกิดเหตุการณ์ตามที่คาดหมายพยากรณ์ก็ได้ ได้ความจากคำเบิกความของนายดีเสมอ ซึ่งเป็นนายเรือของเรือ ป.ไทยประดิษฐ์ เบิกความเป็นพยานโจทก์ว่าขณะนำเรือไปเติมน้ำมันจากเรือโชคปัตตานี 1 ในขณะจับุกมนั้นสภาวะอากาศปกติ ซึ่งตรงกับคำเบิกความของพันตำรวจตรีราม พยานโจทก์ซึ่งเป็นผู้จับกุมจำเลยว่า ขณะจับกุมท้องฟ้าแจ่มใส ทะเลเรียบ ข้อเท็จจริงจึงฟังได้ว่าขณะที่มีการถ่ายน้ำมันจากเรือโชคปัตตานี 1 ไปยังเรือ ป.ไทยประดิษฐ์ อากาศแจ่มใส ทะเลเรียบ เรือ ป.ไทยประดิษฐ์ยังมีน้ำมันมากพอ แต่ได้เติมน้ำมันที่จุดเกิดเหตุอยู่ในน่านน้ำภายในของประเทศไทย และห่างจากเขตต่อเนื่องกว่า 12 ไมล์ทะเล กรณีไม่ปรากฏข้อเท็จจริงดังที่จำเลยที่ 1 อ้าง เมื่อจำเลยที่ 1ผู้เป็นนายเรือ มีอำนาจควบคุมเรือโชคปัตตานี 1 ต้องถือว่าจำเลยที่ 1 เป็นผู้ขายน้ำมันดีเซลดังกล่าว ส่วนจำเลยที่ 2 เป็นรองต้นกลเรือ เป็นผู้ควบคุมเครื่องยนต์ ซึ่งขณะถ่ายน้ำมันลงเรือป.ไทยประดิษฐ์ต้องมีการเดินเครื่องยนต์ จึงถือว่าจำเลยทั้งสองขายสินค้าที่ได้รับยกเว้นหรือได้รับคืนภาษีแล้วตามหมวด 7 แห่งพระราชบัญญัติภาษีสรรพสามิต มาตรา 162 (2)

ปัญหาต่อไปมีว่าจำเลยทั้งสองเป็นผู้มีไว้เพื่อขายโดยไม่มีสิทธิโดยชอบด้วยกฎหมายซึ่งสินค้าที่ได้รับยกเว้นหรือได้รับคืนภาษีแล้วตามหมวด 7 หรือไม่ เห็นว่า แม้เรือโชคปัตตานี 1 จะได้รับน้ำมันดีเซลโดยชอบ เพื่อนำไปจำหน่ายให้แก่ชาวประมงในเขตต่อเนื่อง แต่จากพฤติการณ์ของข้อเท็จจริงที่ปรากฏได้ความจากคำเบิกความของจ่าสิบตำรวจพิษณุ ว่า ได้ตรวจพิกัดเรือแล้ว ได้ความว่าวันที่ 12 พฤษภาคม 2547 เรือพรวัฒนา 2 ไปเติมน้ำมันจากคลังน้ำมันพีทีไอ จังหวัดระยอง จากนั้นวันที่ 13 พฤษภาคม 2547 ได้มีการถ่ายน้ำมันจากเรือพรวัฒนา 2 ไปยังเรือพรวัฒนา 3 ที่ตำบลละติจูด 11 องศา 40 ลิปดาเหนือ ลองจิจูด 102 องศา 00 ลิปดาตะวันออกในวันที่ 14 พฤษภาคม 2547 เรือพรวัฒนา 3 ได้ถ่ายน้ำมันจำนวน 400,000 ลิตรให้แก่เรือโชคปัตตานี 1 ณ ตำบลละติจูด 9 องศา 00 ลิปดาเหนือ ลองจิจูด 100 องศา 40 ลิปดาตะวันออก ซึ่งเป็นบริเวณเขตต่อเนื่องทางทิศตะวันตกของปากน้ำสิชล ระยะ44 ไมล์ทะเล นอกฝั่งจังหวัดนครศรีธรรมราช ปรากฏตามหนังสือกรมอุทกศาสตร์(ศาลอาญา) และภาพแผนที่ท้ายเอกสารดังกล่าวซึ่งแสดงเส้นทางเดินเรือของเรือโชคปัตตานี 1 หลังจากได้รับน้ำมันจากเรือพรวัฒนา 3 ในเขตต่อเนื่องแล้ว ได้แล่นจากเขตต่อเนื่องตัดผ่านทะเลอาณาเขตเข้าสู่ทะเลบริเวณน่านน้ำภายในของประเทศไทยที่ใกล้หมู่เกาะโลซิน ซึ่งเป็นบริเวณทะเลกว้าง และสะดวกต่อเรือจากฝั่งจะแล่นไปเติมน้ำมันยังบริเวณดังกล่าว จำเลยที่ 1 รับว่าเรือโชคปัตตานี 1 มีอุปกรณ์เดินเรือครบ จำเลยที่ 1 สามารถอ่านแผนที่ ดูดาวเทียม ดูเรดาร์ได้ และมีประสบการณ์ขับเรือ 10 ปี เคยเดินเรือบรรทุกสินค้าระหว่างประเทศมาก่อน รู้ว่าทะเลส่วนใดเป็นน่านน้ำภายใน ส่วนใดเป็นทะเลอาณาเขต พฤติการณ์ที่ปรากฏจากเส้นทางการเดินเรือไม่แสดงว่าเรือโชคปัตตานี 1 จะแล่นออกไปยังทะเลที่เป็นเขตต่อเนื่อง แต่เป็นการแสดงเจตนาของจำเลยที่ 1 ผู้เป็นนายเรือว่าจะนำเรือที่อยู่ในเขตต่อเนื่องแล่นตัดทะเลกว่า12 ไมล์ทะเล ย้อนเข้ามาในน่านน้ำภายใน ได้ความจากคำเบิกความของพลตำรวจตรีสุรพล ว่า การจำหน่ายน้ำมันในเขตต่อเนื่องได้กำไร 50 สตางค์ต่อลิตร แต่การจำหน่ายในน่านน้ำภายในได้กำไร 1 บาทต่อลิตร จึงแสดงว่าการมีน้ำมันจำนวนดังกล่าวมุ่งประสงค์ในการนำเข้ามาจำหน่ายโดยฝ่าฝืนประกาศกระทรวงการคลังฉบับดังกล่าว การมีน้ำมันในเรือโชคปัตตานี 1 จึงเป็นการมีไว้เพื่อขายโดยไม่มีสิทธิ ฎีกาของจำเลยที่ 1 ในข้อนี้ฟังไม่ขึ้น ส่วนจำเลยที่ 2 เป็นเพียงรองต้นกลเรือ มีหน้าที่เพียงควบคุมเครื่องยนต์เรือ ไม่มีส่วนในการควบคุมบังคับหรือเดินเรือซึ่งเป็นส่วนงานของไต้ก๋งนายเรือ ต้นเรือ หรือต้นหน คงมีหน้าที่ควบคุมเครื่องยนต์เรือในส่วนที่เป็นหน้าที่ของต้นกล รองต้นกลหรือนายช่างกลเรือเท่านั้น และยังไม่ปรากฏพฤติการณ์ว่ามีส่วนร่วมในการมีน้ำมันดีเซลตามฟ้องไว้เพื่อขาย จึงยังไม่อาจรับฟังว่าจำเลยที่ 2 ร่วมกับจำเลยที่ 1 มีน้ำมันดังกล่าวไว้เพื่อขายโดยไม่ชอบ ฎีกาของจำเลยที่ 2 ในข้อนี้ฟังขึ้น

ส่วนปัญหาตามฎีกาของจำเลยทั้งสองในข้อสุดท้ายว่า กรณีมีเหตุลงโทษสถานเบาหรือไม่นั้นเห็นว่า ในความผิดฐานขายและมีไว้เพื่อขายตามมาตรา 162 (2) ของพระราชบัญญัติภาษีสรรพสามิตได้กำหนดให้ลงโทษจำคุกไม่เกินหกเดือน หรือปรับตั้งแต่ห้าเท่าถึงสิบห้าเท่าของค่าภาษีที่จะต้องเสีย แต่ไม่ต่ำกว่าสองร้อยบาท จำเลยที่ 1 มีน้ำมันดีเซลเพื่อขายโดยไม่ชอบ จำนวน 379,640 ลิตร ต้องเสียภาษีลิตรละ 2.405 บาท รวมเป็นเงิน 913,034.20 บาท ศาลล่างทั้งสองวางโทษปรับ 5,478,205.20 บาท หรือเท่ากับ 6 เท่าของค่าภาษีที่ต้องเสีย และจำเลยทั้งสองร่วมกันขายน้ำมันดีเซลไปจำนวน 2,276 ลิตร ต้องเสียภาษีลิตรละ 2.405 บาท รวมเป็นเงิน 5,473.78 บาท ศาลล่างทั้งสองวางโทษปรับ 32,842.68 บาท หรือเท่ากับ 6 เท่า ของค่าภาษีที่ต้องเสีย เป็นการใช้ดุลพินิจกำหนดโทษที่เป็นคุณแก่จำเลยทั้งสองมากแล้ว ไม่มีเหตุที่ศาลฎีกาจะแก้ไขดุลพินิจของศาลอุทธรณ์ภาค 9 ฎีกาของจำเลยทั้งสองในข้อนี้ฟังไม่ขึ้น

พิพากษาแก้เป็นว่า จำเลยที่ 2 มีความผิดเพียงฐานขายโดยไม่มีสิทธิโดยชอบด้วยกฎหมายซึ่งสินค้าที่ได้รับยกเว้นภาษีสรรพสามิต ให้ปรับจำเลยที่ 2 เป็นเงิน 32,842.68 บาท เท่านั้น ยกฟ้องโจทก์สำหรับจำเลยที่ 2 ในข้อหามีไว้ในครอบครองและมีไว้เพื่อขายโดยไม่มีสิทธิโดยชอบด้วยกฎหมายซึ่งสินค้าที่ได้รับยกเว้นภาษีสรรพสามิต นอกจากที่แก้คงให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 9
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.ภาษีสรรพสามิต พ.ศ.2527 ม. 162 (2)
ประกาศกระทรวงการคลัง เรื่อง ยกเว้นภาษีสรรพสามิต (ฉบับที่ 63) พ.ศ.2544
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการจังหวัดสงขลา
จำเลย — นายพิมล บุญนำมา กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดสงขลา — นายพรชัย แสงชัยสุคนธ์กิจ
ศาลอุทธรณ์ภาค 9 — นายกิตติพงษ์ ศิริโรจน์
ชื่อองค์คณะ
นพพร โพธิรังสิยากร
ศรีอัมพร ศาลิคุปต์
สุทธิโชค เทพไตรรัตน์
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 16057/2555
#532955
เปิดฉบับเต็ม

คดีนี้นอกจากโจทก์จะฟ้องขอให้กำจัดมิให้จำเลยได้รับมรดกทั้งหมดของ ร. แล้ว โจทก์ยังฟ้องเรียกทรัพย์มรดกทั้งหมดจาก ร. มาเป็นของโจทก์ กรณีจึงเป็นไปตาม ป.วิ.พ. มาตรา 142 (2) การที่ศาลล่างทั้งสองพิพากษาให้จำเลยแบ่งมรดกของ ร. ให้โจทก์ตามส่วน จึงไม่เป็นการพิพากษาเกินคำขอท้ายฟ้องของโจทก์

แม้จำเลยจะไม่ได้ให้การต่อสู้ว่าที่ดินพิพาททั้งสามแปลงเป็นสินสมรสที่ได้มาระหว่างจำเลยอยู่กินเป็นสามีภรรยากับ ร. ก็ตาม แต่การที่จะพิพากษาแบ่งมรดกแก่ทายาทโดยธรรมผู้มีสิทธินั้น จะต้องพิจารณาถึงทรัพย์แต่ละรายการว่าเป็นสินสมรสด้วยหรือไม่ การวินิจฉัยถึงกรรมสิทธิ์ในที่ดินทั้งสามแปลงว่าเป็นสินส่วนตัวของ ร. หรือเป็นสินสมรสระหว่าง ร. กับจำเลยจึงอยู่ในประเด็นแห่งคดี

สำหรับที่ดินพิพาทแปลงแรกนั้น ร. ได้มาภายหลังจากสมรสกับจำเลย ซึ่งตาม ป.พ.พ. มาตรา 1474 ให้สันนิษฐานไว้ก่อนว่าเป็นสินสมรส จำเลยมีสิทธิในที่ดินกึ่งหนึ่ง ส่วนที่เหลืออีกกึ่งหนึ่งต้องแบ่งปันให้แก่ทายาททุกคนของ ร. แต่ปรากฏว่าจำเลยได้โอนขายที่ดินให้แก่ ต. ไปแล้วก่อนศาลชั้นต้นมีคำพิพากษา จึงไม่สามารถพิพากษาให้แบ่งที่ดินให้แก่โจทก์ในฐานะทายาทโดยธรรมได้ ต้องถือว่าเงินที่จำเลยได้รับจากการขายที่ดินเป็นทรัพย์มรดกที่จะต้องแบ่งปันให้แก่ทายาทของ ร. ทุกคน โจทก์จึงมีสิทธิได้รับเงินค่าขายที่ดินในฐานะทายาทหลังจากแบ่งสินสมรสแล้ว

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้กำจัดจำเลยมิให้รับมรดกของนายรส และให้จำเลยโอนที่ดินโฉนดเลขที่ 10299 ตำบลศรีดอนไชย อำเภอเทิง จังหวัดเชียงราย เนื้อที่ 2 งาน 25 ตารางวา ที่ดินโฉนดเลขที่ 33611 ตำบลศรีดอนไชย อำเภอเทิง จังหวัดเชียงราย เนื้อที่ 16 ไร่ 1 งาน 61 ตารางวา ที่ดินหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส. 3 ก.) เลขที่ 2626 ตำบลปล้อง อำเภอเทิง จังหวัดเชียงราย เนื้อที่ 6 ไร่ 1 งาน 7 ตารางวา ให้โจทก์เป็นผู้ถือกรรมสิทธิ์ หากไม่โอนให้ถือเอาคำพิพากษาแทนการแสดงเจตนาของจำเลย

จำเลยให้การขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยดำเนินการแบ่งแยกที่ดินโฉนดเลขที่ 10299 ตำบลศรีดอนไชย อำเภอเทิง จังหวัดเชียงราย เนื้อที่ 2 งาน 25 ตารางวา ที่ดินโฉนดเลขที่ 33611 ตำบลศรีดอนไชย อำเภอเทิง จังหวัดเชียงราย เนื้อที่ 16 ไร่ 1 งาน 61 ตารางวา ที่ดินหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส. 3 ก.) เลขที่ 2626 ตำบลปล้อง อำเภอเทิง จังหวัดเชียงราย เนื้อที่ 6 ไร่ 1 งาน 7 ตารางวา ให้โจทก์ 1 ใน 4 ส่วน หากไม่ดำเนินการให้ถือเอาคำพิพากษาแทนการแสดงเจตนาของจำเลย โดยให้โจทก์เสียค่าธรรมเนียมในการแบ่งแยก 1 ใน 4 ส่วน และจำเลยเป็นผู้เสียค่าธรรมเนียมในการแบ่งแยก 3 ใน 4 ส่วน หากโจทก์จำเลยไม่สามารถแบ่งที่ดินดังกล่าวได้ให้นำที่ดินพิพาทออกขายทอดตลาดนำเงินมาแบ่งปันกันตามส่วน โดยกำหนดให้จำเลยใช้ค่าทนายความ10,000 บาท แทนโจทก์ และไม่กำหนดค่าใช้จ่ายดำเนินคดีให้โจทก์ คำขออื่นให้ยกเฉพาะค่าขึ้นศาลโจทก์ได้รับอนุญาตให้ดำเนินคดีอย่างคนอนาถาจึงให้เป็นพับ

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 5 พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมในชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ

จำเลยฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงเบื้องต้นรับฟังเป็นยุติว่า นายรสจดทะเบียนสมรสกับจำเลยและมีบุตรด้วยกัน 2 คน คือนายสมศักดิ์และนางนงนุช นายรสถึงแก่ความตายขณะถึงแก่ความตายผู้ตายถือกรรมสิทธิ์ในที่ดินมีโฉนด 2 แปลง คือที่ดินโฉนดเลขที่ 10299 และ 33611 ตำบลศรีดอนไชย อำเภอเทิง จังหวัดเชียงราย และมีชื่อเป็นผู้ครอบครองที่ดินหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส. 3 ก.) เลขที่ 2626 ตำบลปล้อง อำเภอเทิง จังหวัดเชียงราย อีกแปลงหนึ่ง

มีปัญหาวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยประการแรกว่า โจทก์เป็นบุตรที่นายรสรับรองแล้วและมีสิทธิรับมรดกของนายรสหรือไม่ ข้อเท็จจริงรับฟังว่าโจทก์เป็นบุตรของนายรสซึ่งนายรสได้ให้การรับรองว่าเป็นบุตรแล้ว โจทก์จึงมีสิทธิรับมรดกของนายรส ฎีกาของจำเลยข้อนี้ฟังไม่ขึ้น

มีปัญหาวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยประการต่อไปว่า ที่ศาลล่างทั้งสองพิพากษาให้จำเลยแบ่งทรัพย์มรดกให้โจทก์ตามส่วน เป็นการพิพากษาเกินคำขอท้ายฟ้องของโจทก์หรือไม่ นอกจากโจทก์จะฟ้องขอให้กำจัดมิให้จำเลยได้รับมรดกทั้งหมดของนายรสแล้ว โจทก์ยังฟ้องเรียกทรัพย์มรดกทั้งหมดของนายรสมาเป็นโจทก์ กรณีเป็นไปตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 142 (2) ที่บัญญัติว่า ในคดีที่โจทก์ฟ้องเรียกทรัพย์ใด ๆ เป็นของตนทั้งหมด แต่พิจารณาได้ความว่าโจทก์ควรได้รับแต่ส่วนแบ่ง เมื่อศาลเห็นสมควรศาลจะพิพากษาให้โจทก์ได้รับแต่ส่วนแบ่งนั้นก็ได้ ดังนั้น การที่ศาลล่างทั้งสองพิพากษาให้จำเลยแบ่งมรดกของนายรสให้แก่โจทก์ตามส่วน จึงไม่เป็นการพิพากษาเกินคำขอท้ายฟ้องของโจทก์ ฏีกาของจำเลยข้อนี้ฟังไม่ขึ้น

มีปัญหาวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยประการสุดท้ายว่า ที่ศาลล่างทั้งสองแบ่งทรัพย์มรดกของนายรสให้โจทก์ 1 ใน 4 ส่วน ชอบด้วยกฎหมายแล้วหรือไม่ โดยจำเลยฎีกาว่าที่ดินทั้งสามแปลงดังกล่าวเป็นของนายรสที่ได้มาระหว่างที่ตนเองสมรสกับนายรส จึงต้องแบ่งให้จำเลยกึ่งหนึ่งก่อน ส่วนที่เหลือจึงแบ่งให้ทายาทผู้มีสิทธิรับมรดกของนายรสตามส่วนนั้น เห็นว่า แม้จำเลยจะไม่ได้ให้การต่อสู้ว่า ที่ดินพิพาททั้งสามแปลงเป็นสินสมรสที่ได้มาระหว่างจำเลยอยู่กินเป็นสามีภรรยากับนายรสก็ตาม แต่การที่จะพิพากษาแบ่งมรดกให้แก่ทายาทโดยธรรมผู้มีสิทธินั้นจะต้องพิจารณาถึงทรัพย์แต่ละรายการว่าเป็นสินสมรสด้วยหรือไม่ ดังนั้น การวินิจฉัยถึงกรรมสิทธิ์ในที่ดินทั้งสามแปลงว่าเป็นสินส่วนตัวของนายรสหรือเป็นสินสมรสระหว่างนายรสกับจำเลยจึงอยู่ในประเด็นแห่งคดี สำหรับที่ดินโฉนดเลขที่ 10299 ตำบลศรีดอนไชย อำเภอเทิง จังหวัดเชียงราย ทางพิจารณาไม่ปรากฏข้อเท็จจริงว่า นายรสได้ที่ดินดังกล่าวมาก่อนจะนำมาออกโฉนดที่ดินเพราะเหตุใดและตั้งแต่เมื่อใด จากหลักฐานที่ปรากฏคงได้ความว่า เป็นการได้ที่ดินมาภายหลังจากสมรสกับจำเลยแล้ว ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1474 วรรคท้าย บัญญัติว่า ถ้ากรณีเป็นที่สงสัยว่าทรัพย์สินอย่างหนึ่งเป็นสินสมรสหรือมิใช่ ให้สันนิษฐานไว้ก่อนว่าเป็นสินสมรส ข้อเท็จจริงจึงต้องรับฟังว่า ที่ดินแปลงดังกล่าวเป็นสินสมรสระหว่างนายรสกับจำเลย จำเลยจึงมีสิทธิในที่ดินดังกล่าวกึ่งหนึ่ง ส่วนที่เหลืออีกกึ่งหนึ่งจึงต้องแบ่งปันให้แก่ทายาททุกคนของนายรส แต่ตามสารบัญจดทะเบียนระบุว่า จำเลยได้โอนขายที่ดินให้แก่นางต่อมแก้ว เป็นการโอนขายให้กับบุคคลภายนอกก่อนศาลชั้นต้นมีคำพิพากษา จึงไม่สามารถพิพากษาให้แบ่งที่ดินดังกล่าวให้แก่โจทก์ในฐานะทายาทโดยธรรมได้ แต่เมื่อที่ดินแปลงดังกล่าวขายให้แก่บุคคลภายนอก จำเลยย่อมได้รับเงินค่าที่ดิน ซึ่งต้องถือว่าเป็นทรัพย์มรดกที่จะต้องแบ่งปันให้แก่ทายาทของนายรสทุกคน โดยแบ่งสินสมรสระหว่างนายรสกับจำเลย ในราคาที่ดินดังกล่าวกึ่งหนึ่งก่อน ส่วนที่เหลืออีกกึ่งหนึ่งให้นำมาแบ่งกันในระหว่างทายาท ซึ่งมี 4 คน โจทก์จึงมีสิทธิได้รับเงินในฐานะทายาทหลังจากแบ่งสินสมรสแล้ว 1 ใน 4 ส่วน สำหรับที่ดินอีกแปลงหนึ่งตามหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส. 3 ก) เลขที่ 2626 ตำบลปล้อง อำเภอเทิง จังหวัดเชียงราย ตามสารบัญจดทะเบียนระบุว่า เดิมเป็นของนายยะ นายยะโอนมรดกให้นายรส จึงเป็นที่ดินที่นายรสได้มาระหว่างสมรสโดยการรับมรดก เป็นสินส่วนตัวของนายรสตามมาตรา 1471 (3) จึงต้องแบ่งที่ดินทั้งแปลงให้กับทายาทของนายรสทุกคน โจทก์จึงมีสิทธิได้รับมรดกในที่ดินแปลงนี้ 1 ใน 4 ส่วน ตามที่ศาลล่างทั้งสองวินิจฉัย ส่วนที่ดินโฉนดเลขที่ 33611 ตำบลศรีดอนไชย อำเภอเทิง จังหวัดเชียงราย ทางพิจารณาไม่ปรากฏข้อเท็จจริงว่า นายรสได้ที่ดินแปลงดังกล่าวมาครั้งแรกตั้งแต่เมื่อใด แต่มีการออกโฉนดที่ดินเป็นชื่อของนายรส จึงต้องถือว่าที่ดินแปลงนี้เป็นสินสมรสระหว่างนายรสกับจำเลย ก่อนแบ่งปันให้แก่ทายาทจึงต้องแบ่งสินสมรสระหว่างนายรสกับจำเลยก่อน จำเลยจึงมีกรรมสิทธิ์ในที่ดินแปลงนี้กึ่งหนึ่ง ที่ดินส่วนที่เหลืออีกกึ่งหนึ่งต้องนำมาแบ่งปันกันระหว่างทายาทของนายรส โจทก์มีสิทธิได้รับที่ดินแปลงนี้ 1 ใน 4 ส่วน ของที่ดินที่เหลือ ที่ศาลล่างทั้งสองพิพากษาให้โจทก์มีสิทธิได้รับมรดกที่ดินแปลงนี้ 1 ใน 4 ส่วนของที่ดินทั้งแปลง ไม่ต้องด้วยความเห็นของศาลฎีกา ฎีกาของจำเลยข้อนี้ฟังขึ้นบางส่วน และที่จำเลยฎีกาว่า โจทก์ได้รับทราบการตายของนายรสตั้งแต่ปี 2548 แต่ฟ้องคดีเมื่อปี 2552 เป็นการฟ้องขอแบ่งมรดกเกิน 1 ปี นับแต่วันที่ทราบการตายของเจ้ามรดก คดีโจทก์จึงขาดอายุความ จำเลยไม่ได้ให้การต่อสู้ประเด็นปัญหาเรื่องอายุความ แต่เพิ่งยกขึ้นโต้แย้งในชั้นฎีกาจึงเป็นข้อที่ไม่ได้ยกขึ้นว่ากันมาแล้วโดยชอบในศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ภาค 5 ต้องห้ามมิให้ฎีกาตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 249 วรรคหนึ่ง ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัย

พิพากษาแก้เป็นว่า ให้จำเลยแบ่งเงินที่ได้จากการขายที่ดินโฉนดเลขที่ 10299 ตำบลศรีดอนไชย อำเภอเทิง จังหวัดเชียงราย ส่วนที่เป็นทรัพย์มรดกของนายรสให้จำเลย 1 ใน 4 ส่วน และให้แบ่งที่ดินตามหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส. 3 ก.) เลขที่ 2626 ตำบลปล้อง อำเภอเทิง จังหวัดเชียงราย ให้โจทก์ 1 ใน 4 ส่วน กับให้แบ่งที่ดินโฉนดเลขที่ 33611 ตำบลศรีดอนไชย อำเภอเทิง จังหวัดเชียงราย ส่วนที่เป็นมรดกของนายรสให้โจทก์ 1 ใน 4 ส่วน นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 5 ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 1474
ป.วิ.พ. ม. 142
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นางสุพัท เสาร์ยะ
จำเลย — นางทองดี เสาร์ยะ
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดเทิง — นายสุวิชา สุขเกษมหทัย
ศาลอุทธรณ์ภาค 5 — นายประวิตร ประคำโทน
ชื่อองค์คณะ
ประยูร ณ ระนอง
สมควร วิเชียรวรรณ
ประทีป ดุลพินิจธรรมา
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 16051/2555
#540876
เปิดฉบับเต็ม

โจทก์เป็นนิติบุคคลตามพระราชบัญญัติกองทุนเงินให้กู้ยืมเพื่อการศึกษา พ.ศ.2541 อยู่ในกำกับดูแลของกระทรวงการคลัง มีวัตถุประสงค์ให้นักเรียนหรือนักศึกษาที่ขาดแคลนทุนทรัพย์กู้ยืมเงินเพื่อเป็นค่าเล่าเรียน ค่าใช้จ่ายที่เกี่ยวข้องกับการศึกษาและค่าใช้จ่ายที่จำเป็นในการครองชีพระหว่างศึกษา ส่วนการนำส่งคืนกองทุนยังให้โอกาสผู้กู้ยืมชำระคืนเมื่อสำเร็จการศึกษาหรือเลิกการศึกษาแล้วเป็นระยะเวลา 2 ปี ทั้งยังกำหนดให้คิดดอกเบี้ยในอัตราไม่เกินเงินฝากประจำหนึ่งปีของธนาคารออมสิน และห้ามมิให้คิดดอกเบี้ยทบต้น กำหนดใช้คืนเป็นรายเดือนเป็นระยะเวลาสูงสุดถึงสิบห้าปี ในกรณีผู้ยืมถึงแก่ความตาย ให้หนี้ตามสัญญาระงับไป หรือกรณีผู้กู้พิการหรือทุพลภาพไม่สามารถประกอบการได้ คณะกรรมการกองทุนมีอำนาจระงับการให้ชำระหนี้ตามสัญญาได้ โดยมีเหตุผลการออกพระราชบัญญัติเนื่องจากมีความจำเป็นต้องเร่งดำเนินการพัฒนามนุษย์ เพื่อรองรับความเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจและเพิ่มความสามารถในการแข่งขันของประเทศในการยกฐานะความเป็นอยู่ของประชาชนให้ดีขึ้น ดังนั้นการให้กู้ยืมเงินตามพระราชบัญญัติก็เป็นไปเพื่อพัฒนาความเป็นอยู่และให้โอกาสแก่บุคคลผู้ด้อยโอกาสในสังคมโดยแท้ กรณีเป็นเรื่องที่ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ หรือกฎหมายอื่นมิได้บัญญัติอายุความไว้โดยเฉพาะ จึงมีกำหนดสิบปี ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 193/30 หาใช่เป็นสิทธิเรียกร้องในเงินที่ต้องชำระเพื่อผ่อนทุนคืนเป็นงวด ๆ อันมีอายุความห้าปี ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 193/33 (2) ไม่ เพราะแม้ผู้กู้สามารถเลือกผ่อนชำระหนี้เป็นรายเดือนหรือรายปีได้ แต่หากมีความจำเป็นอาจร้องขอผ่อนผันการชำระหนี้ตามระยะเวลาที่แตกต่างไปหรือชะลอการชำระหนี้เป็นการชั่วคราวได้

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยที่ 1 ชำระเงินจำนวน 337,865.64 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 1 ต่อปี และเบี้ยปรับอัตราร้อยละ 1.5 ต่อเดือน ของต้นเงิน 299,006 บาท นับถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ ให้จำเลยที่ 2 ร่วมรับผิดชำระเงินจำนวน 255,223.73 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 1 ต่อปี และเบี้ยปรับอัตราร้อยละ 1.5 ต่อเดือน ของต้นเงิน 225.869.14 บาท นับถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ และให้จำเลยที่ 3 ชำระเงินจำนวน 82,641.92 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 1 ต่อปี และเบี้ยปรับอัตราร้อยละ 1.5 ต่อเดือน ของต้นเงิน 73,136.86 บาท นับถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์

จำเลยทั้งสามให้การขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยที่ 1 ชำระเงินจำนวน 337,865.64 บาท พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 1 ต่อปี และเบี้ยปรับในอัตราร้อยละ 15 ต่อปี ของต้นเงิน จำนวน 299,006 บาท นับแต่วันฟ้อง (ฟ้องวันที่ 30 มิถุนายน 2551) เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ ให้จำเลยที่ 2 ร่วมรับผิดกับจำเลยที่ 1 เป็นเงินจำนวน 255,223.73 บาท พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 1 ต่อปี และเบี้ยปรับในอัตราร้อยละ 15 ต่อปี ของต้นเงินจำนวน 225,869.14 บาท ให้จำเลยที่ 3 ร่วมรับผิดกับจำเลยที่ 1 เป็นเงินจำนวน 82,641.92 บาท พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 1 ต่อปี และเบี้ยปรับในอัตราร้อยละ 15 ต่อปี ของต้นเงินจำนวน 73,136.86 บาท ทั้งนี้ จำนวนความรับผิดของจำเลยที่ 2 และที่ 3 ต้องไม่เกินจำนวนความรับผิดของจำเลยที่ 1 กับให้จำเลยทั้งสามร่วมกันใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ โดยกำหนดค่าทนายความ 8,000 บาท คำขออื่นนอกจากนี้ให้ยก

จำเลยทั้งสามอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 3 พิพากษายืน ให้จำเลยทั้งสามใช้ค่าทนายความชั้นอุทธรณ์แทนโจทก์ 7,500 บาท

จำเลยทั้งสามฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยทั้งสามแต่เพียงว่า ฟ้องขาดอายุความหรือไม่ จากคำฟ้องระบุว่า โจทก์เป็นนิติบุคคลตามพระราชบัญญัติกองทุนเงินให้กู้ยืมเพื่อการศึกษา พ.ศ.2541 อยู่ในกำกับดูแลของกระทรวงการคลัง มีวัตถุประสงค์ ให้นักเรียนหรือนักศึกษาที่ขาดแคลนทุนทรัพย์กู้ยืมเงินเพื่อเป็นค่าเล่าเรียน ค่าใช้จ่ายที่เกี่ยวข้องกับการศึกษาและค่าใช้จ่ายที่จำเป็นในการครองชีพระหว่างศึกษา โดยได้ความตามพระราชบัญญัติดังกล่าวว่า กองทุนให้กู้ยืมแก่นักเรียนนักศึกษาโดยทั่วไปที่ประสงค์ขอกู้เงินตามหลักเกณฑ์ของคณะกรรมการ โดยสามารถเข้าถึงการกู้ยืมได้โดยง่าย และยังกำหนดไว้อีกว่าคณะกรรมการจะกำหนดให้มีผู้ค้ำประกันการชำระหนี้ด้วยก็ได้ แต่จะกำหนดจนเป็นอุปสรรคต่อผู้ขาดแคลนทุนทรัพย์ในอันที่จะกู้ยืมไม่ได้ และกำหนดห้ามมิให้คิดดอกเบี้ยหรือประโยชน์อื่นใดในระหว่างที่ผู้ยืมเงินศึกษาอยู่ ส่วนการนำส่งคืนกองทุนยังให้โอกาสผู้กู้ยืมชำระคืน เมื่อสำเร็จการศึกษาหรือเลิกการศึกษาแล้วเป็นระยะเวลาสองปี ทั้งยังกำหนดให้คิดดอกเบี้ยในอัตราไม่เกินเงินฝากประจำหนึ่งปีของธนาคารออมสิน และห้ามมิให้คิดดอกเบี้ยทบต้น กำหนดใช้คืนเป็นรายเดือนเป็นระยะเวลาสูงสุดถึงสิบห้าปี ในกรณีผู้ยืมถึงแก่ความตายให้หนี้ตามสัญญาระงับไป และในกรณีที่ผู้กู้พิการหรือทุพลภาพไม่สามารถประกอบการงานได้ คณะกรรมการมีอำนาจระงับการให้ชำระหนี้ตามสัญญาได้ จากเหตุผลการออกพระราชบัญญัติ เนื่องจากมีความจำเป็นต้องเร่งดำเนินการพัฒนามนุษย์ เพื่อรองรับความเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจและเพิ่มความสามารถในการแข่งขันของประเทศในการยกฐานะความเป็นอยู่ของประชาชนให้ดีขึ้น ดังนั้นการให้กู้ยืมเงินตามพระราชบัญญัติก็เป็นไปเพื่อพัฒนาความเป็นอยู่และให้โอกาสแก่บุคคลผู้ด้อยโอกาสในสังคมโดยแท้กรณีเป็นเรื่องที่ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ หรือกฎหมายอื่นมิได้บัญญัติอายุความไว้โดยเฉพาะ จึงมีกำหนดสิบปี ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 193/30 หาใช่เป็นสิทธิเรียกร้องในเงินที่ต้องชำระเพื่อผ่อนทุนคืนเป็นงวด ๆ อันมีอายุความห้าปี ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 193/33 (2) ไม่ เพราะว่าแม้ผู้กู้สามารถเลือกผ่อนชำระเป็นรายเดือนหรือรายปีได้ก็ตาม ก็ไม่ใช่บังคับว่าผู้กู้ต้องชำระแน่นอนตามนั้นเสมอไป หากมีกรณีจำเป็นผู้กู้อาจร้องขอผ่อนผันให้ผู้กู้ชำระหนี้ตามระยะเวลาที่แตกต่างไปหรือชะลอการชำระหนี้เป็นการชั่วคราวก็ได้ตามระเบียบกระทรวงการคลังว่าด้วยการบริหารกองทุนเงินให้กู้ยืมเพื่อการศึกษา พ.ศ.2539 ข้อ 29 วรรคสอง เมื่อได้ความว่าจำเลยที่ 1 กู้ยืมเงินจากโจทก์ 4 ครั้ง ในปี 2539, 2540, 2541 และปี 2542 โดยมีจำเลยที่ 2 ค้ำประกันอย่างลูกหนี้ร่วม เมื่อปี 2539, 2540, 2541 และจำเลยที่ 3 ค้ำประกัน เมื่อปี 2542 เมื่อคู่ความไม่นำสืบเป็นอย่างอื่นจึงฟังได้ว่า จำเลยที่ 1 สำเร็จการศึกษาหรือเลิกการศึกษาอย่างช้าสุดคือปี 2543 ซึ่งเป็นปีถัดจากปีที่กู้ยืมครั้งสุดท้าย และเมื่อพิจารณาการชำระเงินกู้ยืมเงินคืนกองทุน ตามระเบียบของคณะกรรมการ จำเลยที่ 1 มีหน้าที่ชำระเงินคืนโจทก์งวดแรกหลังจากครบระยะปลอดหนี้สองปี คือภายในวันที่ 5 กรกฎาคม 2545 เป็นวันที่สิทธิเรียกร้องของโจทก์อาจบังคับได้ ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 193/12 โจทก์ฟ้องคดีเมื่อวันที่ 30 มิถุนายน 2551 คดีจึงไม่ขาดอายุความ ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 3 พิพากษามานั้น ศาลฎีกาเห็นด้วยในผล ฎีกาของจำเลยทั้งสามฟังไม่ขึ้น

อนึ่งจำเลยทั้งสามเสียค่าขึ้นศาลชั้นอุทธรณ์และชั้นฎีกาเกินมาศาลละ 1,689.50 บาท รวมเป็นเงิน 3,389.50 บาท จึงเห็นควรคืนค่าขึ้นศาลส่วนเกินให้จำเลยทั้งสาม

พิพากษายืน คืนค่าขึ้นศาลส่วนที่เกินให้จำเลยทั้งสาม ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 193/30 ม. 193/33 (2)
พ.ร.บ.กองทุนเงินให้กู้ยืมเพื่อการศึกษา พ.ศ.2541
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — กองทุนเงินให้กู้ยืมเพื่อการศึกษา
จำเลย — นางสาวสุมาลี หวะสุวรรณ กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดชัยภูมิ — นางสาวธัชภรณ์ ชะอุ่ม
ศาลอุทธรณ์ภาค 3 — นายสำเรือง กมลละคร
ชื่อองค์คณะ
ภาภูมิ สรอัฑฒ์
สิงห์พล ละอองมณี
พิทักษ์ คงจันทร์
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 16040/2555
#537995
เปิดฉบับเต็ม

ป.พ.พ. มาตรา 1598/41 กำหนดถึงสิทธิของผู้เยาว์ที่จะได้รับค่าอุปการะเลี้ยงดูจากบิดามารดาว่าจะสละหรือโอนไม่ได้ และไม่อยู่ในข่ายแห่งการบังคับคดี สิทธิหน้าที่เกี่ยวกับค่าอุปการะเลี้ยงดูจึงเป็นเรื่องเฉพาะตัวของผู้ทรงสิทธิและหน้าที่ที่จะต้องชำระค่าอุปการะเลี้ยงดูก็เป็นเรื่องเฉพาะตัวเช่นกัน หากฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งถึงแก่ความตาย สิทธิและหน้าที่ดังกล่าวก็เป็นอันสิ้นสุดลงไม่ตกทอดไปยังทายาท เมื่อโจทก์ซึ่งเป็นบิดาถึงแก่ความตายไปแล้วสภาพบุคคลของโจทก์ก็หมดสิ้นไป ภาระหน้าที่ตามคำพิพากษาศาลชั้นต้นที่ให้โจทก์จ่ายค่าอุปการะเลี้ยงดูบุตรผู้เยาว์นับแต่มีคำพิพากษาจนบุตรบรรลุนิติภาวะจึงยุติไปด้วย แม้โจทก์จะทำพินัยกรรมยกทรัพย์มรดกให้แก่ทายาทไว้ก็ตาม หน้าที่ในการอุปการะเลี้ยงดูของโจทก์ก็ไม่ตกทอดเป็นมรดกแก่ทายาทตาม ป.พ.พ. มาตรา 1599 และมาตรา 1600 กองมรดกของโจทก์ไม่ต้องชำระค่าอุปการะเลี้ยงดูบุตรผู้เยาว์ทั้งสองให้แก่จำเลยอีกต่อไป

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
คดีสืบเนื่องมาจากศาลชั้นต้นพิพากษาให้โจทก์และจำเลยหย่าขาดจากการเป็นสามีภริยา โดยให้จำเลยเป็นผู้ใช้อำนาจปกครองบุตรผู้เยาว์ทั้งสองเพียงผู้เดียว ให้โจทก์จ่ายค่าอุปการะเลี้ยงดูบุตรผู้เยาว์ทั้งสองคนละ ๔,๐๐๐ บาทต่อเดือน นับแต่วันที่ศาลมีคำพิพากษาจนกว่าบุตรผู้เยาว์ทั้งสองจะบรรลุนิติภาวะ คำขออื่นของโจทก์นอกจากนี้ให้ยกศาลอุทธรณ์และศาลฎีกาพิพากษายืน โจทก์ชำระค่าอุปการะเลี้ยงดูตลอดมา จนกระทั่งถึงแก่ความตาย ต่อมาเมื่อวันที่ ๖ ตุลาคม ๒๕๕๓ ศาลชั้นต้นมีคำสั่งให้ออกคำบังคับแก่ผู้ร้องในฐานะผู้จัดการมรดกของโจทก์เพื่อให้ปฏิบัติตามคำพิพากษา

ผู้ร้องยื่นคำร้องขอให้เพิกถอนคำบังคับหรือขอให้รอการบังคับคดีตามคำพิพากษาจนกว่าคดีร้องขอจัดการมรดกของโจทก์จะถึงที่สุด

จำเลยยื่นคำคัดค้านขอให้ยกคำร้อง

ศาลชั้นต้นไต่สวนแล้วมีคำสั่งว่า สิทธิและหน้าที่เกี่ยวกับค่าอุปการะเลี้ยงดูเป็นเรื่องเฉพาะตัวของคู่กรณี หากฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งถึงแก่ความตาย สิทธิและหน้าที่ดังกล่าวเป็นอันสิ้นสุดลงไม่ตกทอดไปยังทายาท ผู้ร้องในฐานะทายาทโดยพินัยกรรมและในฐานะผู้จัดการมรดกของโจทก์ จึงไม่ต้องรับผิดชำระค่าอุปการะเลี้ยงดูบุตรผู้เยาว์ทั้งสองให้แก่จำเลยอีกต่อไป ให้เพิกถอนคำสั่งที่ให้ออกคำบังคับแก่ผู้ร้องและเพิกถอนคำบังคับลงวันที่ ๗ ตุลาคม ๒๕๕๓

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์แผนกคดีเยาวชนและครอบครัวพิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมในศาลชั้นต้นและชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ

จำเลยฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีเยาวชนและครอบครัววินิจฉัยว่า คดีมีประเด็นต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยว่า จำเลยมีสิทธิบังคับชำระหนี้ค่าอุปการะเลี้ยงดูบุตรผู้เยาว์ทั้งสองจากทรัพย์มรดกของโจทก์หรือไม่ เห็นว่า ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา๑๕๖๔ วรรคหนึ่ง บัญญัติว่า "บิดามารดาจำต้องอุปการะเลี้ยงดูและให้การศึกษาตามสมควรแก่บุตรในระหว่างที่เป็นผู้เยาว์" อันเป็นบทบัญญัติของกฎหมายที่กำหนดสิทธิและหน้าที่ของบิดามารดาและบุตร โดยกำหนดสิทธิของผู้เยาว์ที่จะได้รับการอุปการะเลี้ยงดูและได้รับการศึกษา และเป็นหน้าที่ของบิดามารดาที่ต้องให้การอุปการะเลี้ยงดูและให้การศึกษาขณะที่บุตรยังคงเป็นผู้เยาว์ ซึ่งมาตรา ๑๕๙๘/๔๑ แห่งประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ บัญญัติว่า "สิทธิที่จะได้ค่าอุปการะเลี้ยงดูนั้น จะสละหรือโอนมิได้และไม่อยู่ในข่ายแห่งการบังคับคดี" อันเป็นการกำหนดสิทธิของผู้เยาว์ที่จะได้ค่าอุปการะเลี้ยงดูว่าจะสละหรือโอนมิได้ และไม่อยู่ในข่ายแห่งการบังคับคดี สิทธิและหน้าที่เกี่ยวกับค่าอุปการะเลี้ยงดูนี้จึงเป็นเรื่องเฉพาะตัว กล่าวคือ สิทธิที่จะได้รับค่าอุปการะเลี้ยงดูนี้เป็นสิทธิเฉพาะตัวของผู้ทรงสิทธิ และหน้าที่ที่จะต้องชำระค่าอุปการะเลี้ยงดูก็เป็นหน้าที่เฉพาะตัวเช่นเดียวกันหากฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งถึงแก่ความตาย สิทธิและหน้าที่ดังกล่าวก็เป็นอันสิ้นสุดลงไม่ตกทอดไปยังทายาท ดังนั้น เมื่อโจทก์ถึงแก่ความตายไปแล้ว สภาพบุคคลของโจทก์ก็หมดสิ้นไปภาระหน้าที่ในส่วนนี้จึงยุติไปด้วย แม้โจทก์จะทำพินัยกรรมยกทรัพย์มรดกให้แก่ทายาทไว้ก็ตาม หน้าที่ในการชำระค่าอุปการะเลี้ยงดูของโจทก์ก็ไม่ตกทอดเป็นมรดกแก่ทายาทตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา ๑๕๙๙ และมาตรา ๑๖๐๐ กองมรดกของโจทก์ไม่ต้องชำระค่าอุปการะเลี้ยงดูบุตรผู้เยาว์ทั้งสองให้แก่จำเลยอีกต่อไป ที่ศาลอุทธรณ์วินิจฉัยมานั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาของจำเลยฟังไม่ขึ้น

พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมในชั้นฎีกาให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 1564 วรรคหนึ่ง ม. 1598/41 ม. 1599 ม. 1600
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นายสุขุม มากประยูร
นายพัสกรหรือประเทศ ทัพมงคล ในฐานะผู้จัดการมรดกของ
ผู้ร้อง — นายสุขุม มากประยูร
นางเพลินตาหรือนางนลินรัตน์ มากประยูร
จำเลย — หรือคงธนชโลธร
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลเยาวชนและครอบครัวกลาง — นายจุฬา อินอิว
ศาลอุทธรณ์ — นางอารีย์ เตชะหรูวิจิตร
ชื่อองค์คณะ
พฤษภา พนมยันตร์
เพลินจิต ตั้งพูลสกุล
อธิป จิตต์สำเริง
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 16037/2555
#599869
เปิดฉบับเต็ม

สัญญาให้ทรัพย์สินโดยเสน่หา ทำขึ้นขณะที่โจทก์จำเลยเป็นสามีภริยากัน ซึ่งข้อความในสัญญาเป็นการตกลงแบ่งทรัพย์สินระหว่างโจทก์กับจำเลยโดยไม่มีข้อความใดในสัญญากล่าวถึงการระงับข้อพิพาทระหว่างโจทก์และจำเลย ดังนี้ ข้อตกลงตามสัญญาให้ทรัพย์สินโดยเสน่หาจึงเป็นสัญญาเกี่ยวกับทรัพย์สินโดยตรงที่โจทก์จำเลยทำไว้ต่อกันในระหว่างที่เป็นสามีภริยากัน จึงถือเป็นสัญญาระหว่างสมรส โจทก์มีสิทธิบอกล้างสัญญาดังกล่าวได้ตาม ป.พ.พ. มาตรา 1469 อันเป็นผลให้ข้อตกลงระหว่างโจทก์ จำเลยสิ้นผลผูกพัน ผลของการบอกล้างดังกล่าวย่อมทำให้โจทก์จำเลยกลับคืนสู่ฐานะเดิม

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยโอนกรรมสิทธิ์หุ้นบริษัทรวมทุนพัฒนา จำกัด เลขที่ 8161 ถึง 9120, 1441 ถึง 1800, 1185 ถึง 1578 รวมจำนวน 1,714 หุ้น ให้แก่โจทก์ หากจำเลยไม่ปฏิบัติตามขอให้ถือเอาคำพิพากษาของศาลแทนการแสดงเจตนาของจำเลย ให้จำเลยส่งมอบที่ดินโฉนดเลขที่ 6391 ตำบลไทรน้อย (ไทรใหญ่) อำเภอบางบัวทอง จังหวัดนนทบุรี ที่ดินโฉนดเลขที่ 13013 ตำบลคลองตัน (ที่ 11 พระโขนงฝั่งเหนือ)อำเภอพระโขนง กรุงเทพมหานคร พร้อมสิ่งปลูกสร้าง ที่ดินโฉนดเลขที่ 3209 ตำบลคลองตัน (บางกะปิฝั่งใต้) อำเภอพระโขนง (บางกะปิ) กรุงเทพมหานคร พร้อมสิ่งปลูกสร้าง โดยให้จำเลยไปจดทะเบียนโอนชื่อผู้ถือกรรมสิทธิ์เป็นชื่อโจทก์ หากจำเลยไม่ปฏิบัติตามให้ถือเอาคำพิพากษาของศาลแทนการแสดงเจตนาของจำเลย ให้จำเลยส่งมอบโฉนดที่ดินเลขที่ 33493 ตำบลมาบข่า อำเภอบ้านค่าย จังหวัดระยอง โฉนดที่ดินเลขที่ 33482 ตำบลมาบข่า อำเภอบ้านค่าย จังหวัดระยอง และโฉนดที่ดินเลขที่ 39212 ตำบลนิคมพัฒนา กิ่งอำเภอนิคมพัฒนา จังหวัดระยอง ให้แก่โจทก์ให้จำเลยส่งมอบทรัพย์สิน คือ พระกริ่งเลี่ยมทองพร้อมสร้อยคอทองคำ หนัก 2 บาทอาวุธปืนสั้นซิกซาวเออร์ ขนาด .38 แหวนทองคำหัวโอปอล์ และใบอนุญาตให้มีอาวุธปืน (ป.4) ของอาวุธปืนสั้นรีวอลเวอร์ ขนาด .38 ให้แก่โจทก์ หากไม่สามารถส่งมอบทรัพย์สินดังกล่าวได้ให้ชดใช้เงินจำนวน 191,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจำเลยจะชำระเสร็จให้แก่โจทก์ และให้จำเลยใช้ค่าฤชาธรรมเนียมและค่าทนายความแทนโจทก์

จำเลยให้การขอศาลมีคำพิพากษายกฟ้อง และให้โจทก์เสียค่าธรรมเนียมและค่าทนายความแทนจำเลย

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยจดทะเบียนเปลี่ยนชื่อผู้ถือกรรมสิทธิ์หุ้นบริษัทรวมทุนพัฒนา จำกัด เลขที่ 8161 ถึง 9120, 1441 ถึง 1800, 1185 ถึง 1578 จำนวน 1,714 หุ้น และจดทะเบียนเปลี่ยนชื่อผู้ถือกรรมสิทธิ์ที่ดินโฉนดเลขที่ 6391 ตำบลไทรน้อย (ไทรใหญ่) อำเภอบางบัวทอง จังหวัดนนทบุรี เป็นชื่อโจทก์ หากจำเลยไม่ปฏิบัติตามให้ถือเอาคำพิพากษาของศาลแทนการแสดงเจตนาของจำเลย ให้จำเลยใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ โดยกำหนดค่าทนายความ 15,000 บาท คำขออื่นนอกจากนี้ให้ยก

โจทก์และจำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษากลับ ให้ยกฟ้องโจทก์ ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสองศาลให้เป็นพับ

โจทก์ฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีเยาวชนและครอบครัววินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงเบื้องต้นรับฟังได้ว่าโจทก์จำเลยเป็นสามีภริยากันโดยชอบด้วยกฎหมาย จดทะเบียนสมรสกันที่ประเทศสหรัฐอเมริกา เมื่อปี 2510 และจดทะเบียนสมรส ณ สำนักทะเบียนเขตดุสิต เมื่อวันที่ 6 พฤษภาคม 2514 ระหว่างที่โจทก์จำเลยเป็นสามีภริยากันนั้น โจทก์ทำสัญญาให้ทรัพย์สินโดยเสน่หาแก่จำเลยเมื่อวันที่ 11 พฤศจิกายน 2527 และต่อมาวันที่ 25 ตุลาคม 2549โจทก์มีหนังสือขอบอกล้างสัญญาให้ทรัพย์สินโดยเสน่หาดังกล่าว

คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ว่า สัญญาให้ทรัพย์สินโดยเสน่หา เป็นสัญญาที่เกี่ยวกับทรัพย์สินที่สามีภริยาได้ทำไว้ต่อกันในระหว่างเป็นสามีภริยากัน ซึ่งโจทก์มีสิทธิบอกล้างสัญญาดังกล่าวตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1469 หรือไม่เห็นว่า สัญญาให้ทรัพย์สินโดยเสน่หา ทำขึ้นขณะที่โจทก์จำเลยเป็นสามีภริยากัน ซึ่งข้อความในสัญญาเป็นการตกลงแบ่งทรัพย์สินระหว่างโจทก์กับจำเลยโดยไม่มีข้อความใดในสัญญากล่าวถึงการระงับข้อพิพาทระหว่างโจทก์และจำเลย ดังนี้ข้อตกลงตามสัญญาให้ทรัพย์สินโดยเสน่หา จึงเป็นสัญญาเกี่ยวกับทรัพย์สินโดยตรงที่โจทก์ จำเลยทำไว้ต่อกันในระหว่างที่เป็นสามีภริยากัน ฟังได้ว่าเป็นสัญญาระหว่างสมรส โจทก์ย่อมมีสิทธิบอกล้างสัญญาดังกล่าวได้ ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1469 อันเป็นผลให้ข้อตกลงระหว่างโจทก์จำเลยสิ้นผลผูกพันคดีมีประเด็นต้องวินิจฉัยต่อไปว่า จำเลยต้องส่งมอบทรัพย์สินคืนแก่โจทก์หรือไม่ เพียงใดเห็นว่า เมื่อสัญญาให้ทรัพย์สินโดยเสน่หา เป็นสัญญาระหว่างสมรสซึ่งโจทก์สามารถบอกล้างได้และโจทก์มีหนังสือบอกล้างสัญญาดังกล่าวถึงจำเลยแล้ว ตามสำเนาหนังสือพร้อมสำเนาใบตอบรับไปรษณีย์ ผลของการบอกล้างดังกล่าวย่อมทำให้โจทก์จำเลยกลับคืนสู่ฐานะเดิม เมื่อโจทก์โอนกรรมสิทธิ์หุ้นบริษัท รวมทุนพัฒนา จำกัด เลขที่ 8161 ถึง 9120, 1441 ถึง 1800, 1185 ถึง 1578 ให้แก่จำเลย ตามสัญญาให้ทรัพย์สินโดยเสน่หา ข้อ 2 และที่ดินโฉนดเลขที่ 6391 ตำบลไทรน้อย (ไทรใหญ่) อำเภอบางบัวทอง จังหวัดนนทบุรี ตามสำเนาใบหุ้นและสำเนาโฉนดที่ดิน ให้แก่จำเลยแล้ว จำเลยจึงต้องจดทะเบียนโอนกรรมสิทธิ์หุ้นบริษัท รวมทุนพัฒนา จำกัด และโฉนดที่ดินเลขที่ 6391 ดังกล่าวกลับคืนเป็นชื่อโจทก์ ส่วนที่ดินโฉนดเลขที่ 3209 ตำบลคลองตัน (บางกะปิฝั่งใต้) อำเภอพระโขนง กรุงเทพมหานคร ซึ่งก่อนโอนโจทก์โอนส่วนของโจทก์ให้แก่จำเลย โจทก์ได้ถือกรรมสิทธิ์ร่วมกับบุคคลอื่น แต่โจทก์ได้จดทะเบียนโอนกรรมสิทธิ์ส่วนของโจทก์ให้แก่นางสาวมาธวี เมื่อวันที่ 28 มิถุนายน 2531 เมื่อไม่ปรากฏว่านางสาวมาธวีกระทำการโดยไม่สุจริตอย่างใด โจทก์จึงไม่อาจบังคับให้จำเลยส่งมอบหรือจดทะเบียนโอนกรรมสิทธิ์ที่ดินโฉนดเลขที่ 3209 ให้แก่โจทก์ สำหรับที่ดินโฉนดเลขที่ 13013 ตำบลคลองตัน (ที่ 11 พระโขนงฝั่งเหนือ) อำเภอพระโขนง กรุงเทพมหานคร ตามสำเนาโฉนดที่ดิน ซึ่งเป็นทรัพย์สินที่ระบุไว้ในสัญญาให้ทรัพย์สินโดยเสน่หา ข้อ 5 ก็เป็นทรัพย์ที่มีชื่อจำเลยเป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์ก่อนที่จะมีการทำสัญญาดังกล่าวและข้อความตามข้อ 5 ก็ระบุว่าให้เป็นกรรมสิทธิ์ของจำเลยต่อไป ดังนั้นแม้โจทก์จะบอกเลิกสัญญาให้ทรัพย์สินโดยเสน่หา ที่ดินโฉนดเลขที่ 13013 ดังกล่าวก็ยังคงเป็นกรรมสิทธิ์ของจำเลย โจทก์ไม่อาจขอให้จำเลยจดทะเบียนโอนกรรมสิทธิ์ให้แก่โจทก์ได้ สำหรับที่ดินโฉนดเลขที่ 33493, 33482 ตำบลมาบข่า อำเภอบ้านค่าย จังหวัดระยอง โฉนดที่ดินเลขที่ 39212 ตำบลพนัสนิคม กิ่งอำเภอนิคมพัฒนา จังหวัดระยอง ตามสำเนาโฉนดที่ดิน พระกริ่งเลี่ยมทองพร้อมสร้อยคอทองคำหนักประมาณ 2 บาท อาวุธปืนสั้นซิกซาวเออร์ ขนาด .38 แหวนทองหัวโอปอล์ ใบอนุญาตให้มีอาวุธปืนที่โจทก์ขอให้บังคับจำเลยส่งมอบแก่โจทก์นั้น เมื่อพิจารณาตามทางนำสืบโจทก์แล้ว ไม่ปรากฏว่าทรัพย์สินดังกล่าวเป็นทรัพย์สินที่โจทก์ได้ระบุไว้ในสัญญาให้ทรัพย์สินโดยเสน่หา ซึ่งโจทก์ได้บอกล้างสัญญาแล้วหรือมีเหตุอื่นใดที่จำเลยจำต้องส่งมอบคืนแก่โจทก์ ดังนั้น โจทก์จึงไม่อาจบังคับให้จำเลยส่งมอบทรัพย์สินดังกล่าวคืนให้แก่โจทก์ได้อีกเช่นกัน ที่ศาลอุทธรณ์พิพากษามานั้น ศาลฎีกาไม่เห็นพ้องด้วย ฎีกาของโจทก์ฟังขึ้นบางส่วน

พิพากษากลับ ให้บังคับคดีตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์และฎีกาให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 1469
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นาย ย.
จำเลย — นาง จ.
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลเยาวชนและครอบครัวกลาง — นายเผดิม เพ็ชรกูล
ศาลอุทธรณ์ — นายนิติ เอื้อจรัสพันธุ์
ชื่อองค์คณะ
พศวัจณ์ กนกนาก
เพลินจิต ตั้งพูลสกุล
วัชรินทร์ ปัจเจกวิญญูสกุล
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 15995/2555
#537980
เปิดฉบับเต็ม

ตามประกาศกระทรวงมหาดไทย เรื่อง แต่งตั้งนายทะเบียนตาม พ.ร.บ.โรงแรม พ.ศ.2547 ซึ่งออกโดยอาศัยอำนาจตามความในมาตรา 5 แห่ง พ.ร.บ.โรงแรม พ.ศ.2547 โดยรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทยกำหนดให้ผู้ดำรงตำแหน่งผู้ว่าราชการจังหวัดในเขตจังหวัดอื่นนอกจากกรุงเทพมหานครเป็นนายทะเบียน ผู้ว่าราชการจังหวัดระยองจึงเป็นนายทะเบียนในเขตท้องที่จังหวัดระยองตาม พ.ร.บ.โรงแรม พ.ศ.2547 และมีอำนาจหน้าที่ตามที่พระราชบัญญัติดังกล่าวบัญญัติไว้โดยเฉพาะ ทั้งไม่มีกฎหมายใดให้บุคคลอื่นใช้อำนาจหน้าที่แทนได้

คดีนี้ โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยซึ่งประกอบธุรกิจโรงแรมในจังหวัดระยองชำระค่าธรรมเนียมต่อใบอนุญาตและค่าธรรมเนียมประกอบธุรกิจโรงแรมที่ค้างชำระ แต่โจทก์ไม่ใช่นายทะเบียนตาม พ.ร.บ.โรงแรม พ.ศ.2547 โจทก์ย่อมไม่มีอำนาจฟ้อง ปัญหาเรื่องอำนาจฟ้องเป็นปัญหาข้อกฎหมายอันเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชน แม้จำเลยไม่ได้ให้การในประเด็นนี้ไว้โดยชัดแจ้ง ศาลฎีกาก็มีอำนาจยกขึ้นวินิจฉัยได้ตาม ป.วิ.พ. มาตรา 249 วรรคสอง

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยชำระเงิน 22,442.62 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับถัดจากวันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์

จำเลยให้การขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยชำระเงิน 22,442.62 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงิน 21,056.64 บาท นับถัดจากวันฟ้อง (ฟ้องวันที่ 18 พฤษภาคม 2553) จนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ กับให้จำเลยใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ โดยกำหนดค่าทนายความ 3,000 บาท

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 2 พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ

จำเลยฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงรับฟังเป็นยุติในชั้นฎีกานี้ว่า โจทก์เป็นนิติบุคคลตามพระราชบัญญัติระเบียบบริหารราชการแผ่นดิน พ.ศ.2534 มีผู้ว่าราชการจังหวัดเป็นผู้แทนนิติบุคคล จำเลยเป็นผู้ประกอบธุรกิจโรงแรมในจังหวัดระยองและค้างชำระค่าธรรมเนียมต่อใบอนุญาตโรงแรมและค่าธรรมเนียมประกอบธุรกิจโรงแรมพร้อมดอกเบี้ยและเงินเพิ่ม

มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาข้อกฎหมายของจำเลยว่า โจทก์มีอำนาจฟ้องหรือไม่ เห็นว่า ได้ความตามประกาศกระทรวงมหาดไทย เรื่อง แต่งตั้งนายทะเบียนตามพระราชบัญญัติโรงแรม พ.ศ.2547 ซึ่งออกโดยอาศัยอำนาจตามความในมาตรา 5 แห่งพระราชบัญญัติโรงแรม พ.ศ.2547 โดยรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทยกำหนดให้ผู้ดำรงตำแหน่งผู้ว่าราชการในเขตจังหวัดอื่นนอกจากกรุงเทพมหานครเป็นนายทะเบียน จำเลยไม่ได้ให้การโต้แย้งข้อเท็จจริงดังกล่าว จึงฟังได้ว่าผู้ว่าราชการจังหวัดระยองเป็นนายทะเบียนในเขตท้องที่จังหวัดระยองตามพระราชบัญญัติโรงแรม พ.ศ.2547 ผู้ว่าราชการจังหวัดระยองจึงเป็นนายทะเบียนและมีอำนาจหน้าที่ตามที่พระราชบัญญัติดังกล่าวบัญญัติไว้โดยเฉพาะ ทั้งไม่มีบทกฎหมายใดให้บุคคลอื่นใช้อำนาจหน้าที่แทนได้

คดีนี้ โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยซึ่งประกอบธุรกิจโรงแรมในจังหวัดระยองชำระค่าธรรมเนียมต่อใบอนุญาตและค่าธรรมเนียมประกอบธุรกิจโรงแรมที่ค้างชำระ แต่โจทก์ไม่ใช่นายทะเบียนตามพระราชบัญญัติโรงแรม พ.ศ.2547 โจทก์ย่อมไม่มีอำนาจฟ้องให้จำเลยชำระเงินค่าธรรมเนียมต่อใบอนุญาตและค่าธรรมเนียมประกอบธุรกิจโรงแรมได้ ปัญหาเรื่องอำนาจฟ้องเป็นปัญหาข้อกฎหมายอันเกี่ยวกับความสงบเรียบร้อยของประชาชน แม้จำเลยไม่ได้ให้การในประเด็นข้อนี้ไว้โดยชัดแจ้ง ศาลฎีกาก็มีอำนาจยกขึ้นวินิจฉัยได้ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 249 วรรคสอง ส่วนฎีกาในประเด็นอื่นของจำเลยไม่ทำให้ผลคดีเปลี่ยนแปลงไป จึงไม่จำต้องวินิจฉัย ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 2 พิพากษามานั้น ไม่ต้องด้วยความเห็นของศาลฎีกา ฎีกาของจำเลยฟังขึ้น

พิพากษากลับ ให้ยกฟ้องโจทก์ ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสามศาลให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ. ม. 249 วรรคสอง
พ.ร.บ.โรงแรม พ.ศ.2547 ม. 5 ม. 49
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — จังหวัดระยอง
จำเลย — พันเอกมานะ เกษรศิริ
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดระยอง — นายทวีศักดิ์ นคนันท์
ศาลอุทธรณ์ภาค 2 — นายสมบูรณ์ จิตรพัฒนากุล
ชื่อองค์คณะ
ไมตรี ศรีอรุณ
สมควร วิเชียรวรรณ
วัฒนชัย โชติชูตระกูล
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 15927/2555
#528521
เปิดฉบับเต็ม

คดีนี้โจทก์ไม่มีพยานรู้เห็นขณะจำเลยเสพเมทแอมเฟตามีน พยานหลักฐานโจทก์ฟังได้เพียงว่าตรวจพบสารเสพติดในปัสสาวะของจำเลยเท่านั้น แต่พยานโจทก์ก็ไม่นำสืบให้ชัดแจ้งว่า สารเสพติดนั้นเป็นเมทแอมเฟตามีนหรือไม่ เมื่อจำเลยให้การปฏิเสธ กรณียังเป็นที่สงสัยตามสมควรว่าจำเลยกระทำความผิดฐานเสพเมทแอมเฟตามีนหรือไม่

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 มาตรา 4, 7, 8, 15, 57, 66, 91, 97, 100/1, 102 ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83, 91 และเพิ่มโทษจำเลยกึ่งหนึ่งตามกฎหมาย

จำเลยให้การปฏิเสธ แต่รับว่าเป็นบุคคลคนเดียวกับจำเลยในคดีที่โจทก์ขอให้เพิ่มโทษ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 มาตรา 15 วรรคหนึ่ง วรรคสาม (2), 57, 66 วรรคหนึ่ง วรรคสาม (ที่ถูก วรรคสอง), 91 ประกอบมาตรา 83 (ที่ถูก ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83) การกระทำของจำเลยเป็นความผิดหลายกรรมต่างกันให้ลงโทษทุกกรรมเป็นกระทงความผิดไปตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 ฐานร่วมกันมีเมทแอมเฟตามีนไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่าย จำคุก 6 ปี และปรับ 400,000 บาท ฐานร่วมกันจำหน่ายเมทแอมเฟตามีน จำคุก 4 ปี ฐานเสพเมทแอมเฟตามีน จำคุก 6 เดือน รวมลงโทษจำคุกมีกำหนด 10 ปี 6 เดือน และปรับ 400,000 บาท หากจำเลยไม่ชำระค่าปรับให้จัดการตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 29, 30 ให้กักขังแทนค่าปรับเกิน 1 ปี แต่ไม่เกิน 2 ปี

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 2 พิพากษาแก้เป็นว่า ให้ยกฟ้องจำเลยในความผิดตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 มาตรา 57, 91 และยกคำขอเพิ่มโทษของโจทก์ นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

โจทก์ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า สำหรับความผิดของจำเลยฐานร่วมกันมีเมทแอมเฟตามีนไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่ายและจำหน่ายเมทแอมเฟตามีนยุติไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 2 แล้ว มีปัญหาวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์เพียงว่า จำเลยกระทำความผิดฐานเสพเมทแอมเฟตามีนหรือไม่ โจทก์มีจ่าสิบตำรวจชด ผู้ได้รับมอบหมายให้ควบคุมจำเลยกับพวกไปตรวจปัสสาวะที่โรงพยาบาลศรีมหาโพธิเป็นพยานเบิกความว่า ผลการตรวจพบสารเสพติดเมทแอมเฟตามีนจากปัสสาวะของจำเลยโดยแพทย์ผู้ตรวจมอบผลการตรวจให้และร้อยตำรวจโทชนะวงศ์เบิกความว่า ได้ส่งตัวจำเลยกับพวกไปตรวจสารเสพติดในปัสสาวะและแพทย์ผู้ตรวจได้แจ้งผลการตรวจ ทั้งนายแพทย์วรวุฒิ แจ้งยืนยันตามหนังสือ เห็นว่า โจทก์ไม่มีพยานรู้เห็นขณะจำเลยเสพเมทแอมเฟตามีนเมื่อใด ที่ไหน อย่างไร มาเป็นพยาน จ่าสิบตำรวจชดก็ตอบทนายจำเลยถามค้านว่า ไม่รู้วิธีการตรวจ ผลการตรวจปัสสาวะที่ให้ผลเป็นบวกจะเกิดจากสารเสพติดตัวอื่นหรือไม่ ไม่ทราบ ไม่มีความรู้ คำเบิกความของจ่าสิบตำรวจชดเกี่ยวกับเอกสารและคำเบิกความของร้อยตำรวจโทชนะวงศ์เกี่ยวกับเอกสารก็ได้ความเพียงว่า พบสารเสพติดในปัสสาวะ ซึ่งหาใช่ฟังได้ชัดแจ้งว่าสารเสพติดนั้นเป็นเมทแอมเฟตามีนไม่ เมื่อจำเลยให้การปฏิเสธและโจทก์มีหน้าที่นำสืบเพื่อพิสูจน์ความผิดของจำเลย เมื่อโจทก์นำสืบรับฟังได้เพียงว่า พบสารเสพติดจากปัสสาวะของจำเลยเท่านั้น กรณียังเป็นที่สงสัยตามสมควรว่าจำเลยกระทำความผิดฐานเสพเมทแอมเฟตามีนหรือไม่ ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 2 วินิจฉัยมาชอบแล้ว ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาของโจทก์ฟังไม่ขึ้น

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.อ. ม. 174 ม. 227 วรรคสอง
พ.ร.บ.ยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 ม. 57 ม. 91
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการจังหวัดปราจีนบุรี
จำเลย — นางประนอม ขุนพรม
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลชั้นต้น — นายพูนผล ชมศร
ศาลอุทธรณ์ภาค 2 — นายยอน พลาบดีวัฒน
ชื่อองค์คณะ
วีระศักดิ์ เสรีเศวตรัตน์
เกษม เกษมปัญญา
อนันต์ วงษ์ประภารัตน์
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 15919/2555
#528497
เปิดฉบับเต็ม

การออกหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส.3 ก.) เลขที่ 4410 เป็นการออกเฉพาะราย โดยมีการนำหลักฐาน ส.ค.1 ของที่ดินแปลงอื่นมาเป็นหลักฐาน เป็นการออก น.ส.3 ก. โดยไม่ชอบด้วยกฎหมาย ต้องเพิกถอนตามมาตรา 61 แห่ง ป.ที่ดิน ซึ่งตามคำฟ้องโจทก์บรรยายชัดเจนว่า จำเลยนำ น.ส.3 ก. ที่ออกโดยมิชอบด้วยกฎหมายมาหลอกขายให้โจทก์และได้รับเงิน 660,000 บาท จำเลยไม่ใช่เจ้าของผู้ครอบครองที่ดินแปลงนั้น โจทก์ซื้อที่ดินมาไม่ได้สิทธิครอบครอง การที่โจทก์เข้าทำสัญญาซื้อขายกับจำเลยจึงเป็นการทำสัญญาโดยสำคัญผิดในสิ่งที่เป็นสาระสำคัญแห่งนิติกรรม สัญญาซื้อขายเป็นโมฆะตาม ป.พ.พ. มาตรา 156 จึงต้องคืนทรัพย์ฐานลาภมิควรได้ตาม ป.พ.พ. มาตรา 172 วรรคสอง ประกอบมาตรา 412 ดังนั้น โจทก์ย่อมฟ้องบังคับให้จำเลยคืนเงินค่าที่ดินได้ และการฟ้องคดีของโจทก์เป็นการติดตามเอาเงินคืนตาม ป.พ.พ. มาตรา 1336 ไม่มีกำหนดอายุความ คดีโจทก์จึงไม่ขาดอายุความ และเมื่อโจทก์ไม่นำสืบว่ามีการทวงถามจำเลยให้ชำระเงินคืนเมื่อไร จำเลยต้องคืนเงินจำนวนดังกล่าวพร้อมดอกเบี้ยนับแต่วันฟ้อง

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยชำระเงินจำนวน 1,150,875 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงินจำนวน 660,000 บาท นับแต่วันถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์

จำเลยให้การและแก้ไขคำให้การขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง ค่าฤชาธรรมเนียมให้เป็นพับ

โจทก์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 4 พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ

โจทก์ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงฟังเป็นยุติว่า การออกหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส. 3 ก.) เลขที่ 4410 เป็นการออกเฉพาะราย โดยมีการนำหลักฐาน ส.ค. 1 ของที่ดินแปลงอื่นมาเป็นหลักฐาน เป็นการออก น.ส. 3 ก. โดยไม่ชอบด้วยกฎหมาย ต้องเพิกถอนตามมาตรา 61 แห่งประมวลกฎหมายที่ดิน ซึ่งตามคำฟ้องโจทก์บรรยายชัดเจนว่า จำเลยนำ น.ส. 3 ก. ที่ออกโดยมิชอบด้วยกฎหมายมาหลอกขายให้โจทก์และได้รับเงิน 660,000 บาท จำเลยไม่ใช่เจ้าของผู้ครอบครองที่ดินแปลงนั้น โจทก์ซื้อที่ดินมาไม่ได้สิทธิครอบครอง การที่โจทก์เข้าทำสัญญาซื้อขายกับจำเลยจึงเป็นการทำสัญญาโดยสำคัญผิดในสิ่งที่เป็นสาระสำคัญแห่งนิติกรรม สัญญาซื้อขายเป็นโมฆะตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 156 จึงต้องคืนทรัพย์ฐานลาภมิควรได้ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 172 วรรคสอง ประกอบมาตรา 412 ดังนั้น โจทก์ย่อมฟ้องบังคับให้จำเลยคืนเงินค่าที่ดินได้ และการฟ้องคดีของโจทก์เป็นการติดตามเอาเงินคืนตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1336 ไม่มีกำหนดอายุความ คดีโจทก์จึงไม่ขาดอายุความ และเมื่อโจทก์ไม่นำสืบว่ามีการทวงถามจำเลยให้ชำระเงินคืนเมื่อไร จำเลยต้องคืนเงินจำนวนดังกล่าวพร้อมดอกเบี้ยนับแต่วันฟ้อง ที่จำเลยอ้างว่าจำเลยลงลายมือชื่อในหนังสือมอบอำนาจตามสำเนาหนังสือมอบอำนาจและมอบ น.ส. 3 ก. ให้นางรวงทองไปดำเนินการทางทะเบียนเพื่อไม่ต้องคืนเงินนั้น น.ส. 3 ก. ออกวันที่ 27 พฤษภาคม 2537 หนังสือมอบอำนาจลงวันที่ 30 พฤษภาคม 2537 ระบุว่า มอบอำนาจให้เสนอขายที่ดิน วันที่ 7 มิถุนายน 2537 นางรวงทอง นำหนังสือมอบอำนาจไปทำสัญญาจะซื้อจะขายที่ดิน น.ส. 3 ก. เลขที่ 4410 และ 4411 ของจำเลยกับโจทก์ จำเลยต้องรับผิดในฐานะผู้มอบอำนาจ และเชื่อว่าจำเลยทราบข้อเท็จจริงดี ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 4 วินิจฉัยว่า โจทก์ไม่สามารถนำสืบให้รับฟังได้ตามที่กล่าวอ้างว่าจำเลยร่วมกับเจ้าพนักงานที่ดินทุจริตประพฤติมิชอบนำหลักฐานของที่ดินแปลงอื่นมาเป็นหลักฐานในการออก น.ส. 3 ก. แล้วจำเลยนำไปหลอกลวงขายให้แก่โจทก์ จำเลยจึงไม่ต้องรับผิดต่อโจทก์ ศาลฎีกาไม่เห็นพ้องด้วย ฎีกาของโจทก์ฟังขึ้น

พิพากษากลับ ให้จำเลยคืนเงิน 660,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันฟ้อง (ฟ้องวันที่ 6 กรกฎาคม 2547) เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสามศาลให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 156 ม. 172 วรรคสอง ม. 412 ม. 1336
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — สำนักงานการปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรม
จำเลย — นายไสว เชิดทอง
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดอุดรธานี — นายทรงฤทธิ์ โพธิ์ศรี
ศาลอุทธรณ์ภาค 4 — นายบุญชู ทัศนประพันธ์
ชื่อองค์คณะ
สุรพันธุ์ ละอองมณี
สุรศักดิ์ คีรีวิเชียร
สมสันต์ ศุภศาสตรสิน
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา