คำพิพากษา คำสั่งคำร้องและคำวินิจฉัยศาลฎีกา

ทั้งหมด 133,243 รายการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 15911/2555
#532871
เปิดฉบับเต็ม

โจทก์ซื้อรถยนต์พิพาทของจำเลยที่ 1 โดยติดต่อกับจำเลยที่ 2 ซึ่งเป็นผู้จัดการฝ่ายขายของจำเลยที่ 1 โดยสุจริต ย่อมถือได้ว่าจำเลยที่ 2 เป็นตัวแทนของจำเลยที่ 1 ในการขายรถยนต์พิพาทให้แก่โจทก์ แม้จำเลยที่ 1 จะอ้างว่าจำเลยที่ 2 ได้ขายรถยนต์พิพาทให้แก่โจทก์ไปเกินอำนาจหรือนอกขอบอำนาจที่จำเลยที่ 1 ได้มอบหมาย โดยขายต่ำกว่าราคาต้นทุน และไม่มีอำนาจรับเงินแทนจำเลยที่ 1 ก็ตาม แต่ทางปฏิบัติของจำเลยที่ 1 ซึ่งเป็นตัวการมีมูลเหตุอันสมควรที่ทำให้โจทก์ซึ่งเป็นบุคคลภายนอกเชื่อว่าการกระทำของจำเลยที่ 2 ซึ่งเป็นตัวแทน ที่ให้ส่วนลดและของแถมแก่ลูกค้าและมีอำนาจรับเงินแทนจำเลยที่ 1 อยู่ภายในขอบอำนาจของตัวแทนดังเช่นที่จำเลยที่ 2 เคยรับเงินค่าจองรถยนต์จาก พ. ไปแล้ว ไม่มีปัญหาอย่างใด จำเลยที่ 1 ซึ่งเป็นตัวการจึงต้องรับผิดต่อโจทก์ซึ่งเป็นบุคคลภายนอกผู้สุจริตเสมือนหนึ่งว่าจำเลยที่ 2 ได้กระทำไปภายในขอบอำนาจของตัวแทนตาม ป.พ.พ. มาตรา 822 ประกอบมาตรา 821 และเมื่อจำเลยที่ 1 ต้องรับผิดต่อโจทก์ตามบทบัญญัติดังกล่าว ทั้งข้อเท็จจริงฟังไม่ได้ว่าจำเลยที่ 2 เข้าทำสัญญาซื้อขายรถยนต์พิพาทกับโจทก์โดยเห็นแก่อามิสสินจ้างตามมาตรา 825 จำเลยที่ 1 จึงไม่อาจอ้างบทบัญญัติมาตรา 823 และมาตรา 825 เพื่อให้ตนเองพ้นความรับผิดตามที่ฎีกาได้ เมื่อข้อเท็จจริงฟังได้ว่าโจทก์ได้ชำระราคารถยนต์ให้แก่จำเลยที่ 2 ซึ่งเป็นตัวแทนของจำเลยที่ 1 โดยครบถ้วนและโดยสุจริตแล้ว จำเลยที่ 1 จึงต้องดำเนินการจดทะเบียนรถยนต์และมอบใบคู่มือจดทะเบียนรถยนต์พิพาทแก่โจทก์

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยทั้งสองร่วมกันหรือแทนกันไปจดทะเบียนต่อกรมการขนส่งทางบกและมอบทะเบียนรถยนต์กระบะยี่ห้อมิตซูบิชิ รุ่นไตรตอน สี T 69 หมายเลขเครื่องยนต์ KA 4 TNENMFRU หมายเลขตัวรถ MMTENKA 407 D 011239 ให้แก่โจทก์ หากจำเลยทั้งสองไม่ยอมปฏิบัติให้ถือเอาคำพิพากษาแทนการแสดงเจตนาของจำเลยทั้งสอง ให้จำเลยทั้งสองร่วมกันหรือแทนกันใช้ค่าขาดประโยชน์เป็นเงิน 60,000 บาท และในอัตราวันละ 1,000 บาท นับแต่วันฟ้องจนกว่าจำเลยทั้งสองจะใช้ค่าขาดประโยชน์แก่โจทก์เสร็จสิ้น ให้จำเลยทั้งสองร่วมกันหรือแทนกันใช้ค่าเสียหายที่โจทก์ต้องเช่ารถบุคคลอื่นเป็นเงิน 16,000 บาท และในอัตราวันละ 2,000 บาท สัปดาห์ละ 1 ครั้ง นับแต่วันฟ้องจนกว่าจะใช้ค่าเสียหายแก่โจทก์เสร็จ

จำเลยที่ 1 ให้การและฟ้องแย้งขอให้ยกฟ้องและบังคับโจทก์นำรถยนต์กระบะ ยี่ห้อมิตซูบิชิ หมายเลขตัวรถ MMTENKA 407 D 011239 หมายเลขเครื่องยนต์ 4 D 56 UCAB 0529 สีฟ้า คืนแก่จำเลยที่ 1 ในสภาพใหม่ หากคืนไม่ได้ให้ใช้ราคา 447,000 บาท แก่จำเลยที่ 1 และให้โจทก์ใช้ค่าเสียหายแก่จำเลยที่ 1 ในอัตราวันละ 1,000 บาท นับแต่วันที่โจทก์นำรถยนต์พิพาทไป คือ วันที่ 10 พฤศจิกายน 2548 ถึงวันฟ้องเป็นเวลา 78 วัน เป็นเงิน 78,000 บาท และให้โจทก์เสียดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี จากต้นเงิน 525,000 บาท แก่จำเลยที่ 1 จนกว่าจะชำระเสร็จ

จำเลยที่ 2 ขาดนัดยื่นคำให้การและไม่มาศาลในวันสืบพยาน

โจทก์ขาดนัดยื่นคำให้การแก้ฟ้องแย้ง

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยที่ 1 ขอจดทะเบียนรถยนต์ต่อนายทะเบียนและมอบใบคู่มือจดทะเบียนรถยนต์กระบะ ยี่ห้อมิตซูบิชิ รุ่น TRITON สี T 69 หมายเลขเครื่องยนต์ KA 4 TNENMFRU หมายเลขตัวรถ MMTENKA 407 D 011239 ให้แก่โจทก์ ทั้งนี้ภายใต้บทบัญญัติของพระราชบัญญัติรถยนต์ พ.ศ.2522 และกฎกระทรวง หากจำเลยที่ 1 ไม่ปฏิบัติตามให้ถือคำพิพากษาแทนการแสดงเจตนาของจำเลยที่ 1 ให้จำเลยที่ 1 ใช้ค่าขาดประโยชน์วันละ 1,000 บาท นับแต่วันที่ 10 พฤศจิกายน 2548 จนกว่าจำเลยที่ 1 จะขอจดทะเบียนและส่งมอบใบคู่มือจดทะเบียนรถยนต์พิพาทแก่โจทก์หรือนับถึงวันที่ถือได้ว่ามีการจดทะเบียนและส่งมอบใบคู่มือจดทะเบียนรถยนต์พิพาทแล้ว แต่ทั้งนี้เมื่อนับถึงวันฟ้อง (ฟ้องวันที่ 10 มกราคม 2549) คำนวณแล้วต้องไม่เกิน 60,000 บาท ให้จำเลยที่ 1 ใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ เฉพาะค่าขึ้นศาลให้ใช้แทนตามทุนทรัพย์ที่โจทก์ชนะคดี โดยกำหนดค่าทนายความให้ 3,000 บาท คำขออื่นนอกจากนี้ให้ยก ให้ยกฟ้องโจทก์ในส่วนของจำเลยที่ 2 ค่าฤชาธรรมเนียมในส่วนของจำเลยที่ 2 ให้เป็นพับ ให้ยกฟ้องแย้งของจำเลยที่ 1 ค่าฤชาธรรมเนียมในส่วนของฟ้องแย้งให้เป็นพับ

จำเลยที่ 1 อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษาแก้เป็นว่า ให้จำเลยที่ 1 ใช้ค่าขาดประโยชน์วันละ 1,000 บาท นับแต่วันที่ 10 พฤศจิกายน 2548 ถึงวันฟ้อง แต่คำนวณแล้วต้องไม่เกิน 60,000 บาท นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น ค่าฤชาธรรมเนียมสำหรับฟ้องและฟ้องแย้งในชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ

โจทก์และจำเลยที่ 1 ฎีกา โดยผู้พิพากษาที่ได้นั่งพิจารณาคดีในศาลชั้นต้นรับรองว่ามีเหตุสมควรที่โจทก์จะฎีกาในข้อเท็จจริงได้

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงรับฟังได้โดยคู่ความไม่ฎีกาโต้แย้งว่า จำเลยที่ 1 เป็นนิติบุคคลประเภทบริษัทจำกัด ประกอบกิจการค้าขายรถยนต์ ขณะเกิดเหตุมีจำเลยที่ 2 เป็นพนักงานในตำแหน่งผู้จัดการฝ่ายขายของจำเลยที่ 1 และได้รับมอบอำนาจจากจำเลยที่ 1 ให้มีหน้าที่ในการขายรถยนต์ โจทก์ได้ติดต่อซื้อรถยนต์กระบะ ยี่ห้อมิตซูบิชิ รุ่นไตรตอน (TRITON) สี T 69 หมายเลขเครื่องยนต์ KA 4 TNENMFRU หมายเลขตัวรถ MMTENKA 407 D 011239 ที่พิพาทของจำเลยที่ 1 จากจำเลยที่ 2 โดยโจทก์ได้รับมอบรถยนต์ไปจากจำเลยที่ 2 และเป็นผู้ครอบครองรถยนต์ตลอดมา แต่ยังไม่มีการจดทะเบียนและส่งมอบทะเบียนรถยนต์แก่โจทก์ ต่อมาจำเลยที่ 1 ได้ดำเนินคดีอาญาแก่จำเลยที่ 2 ในข้อหาลักทรัพย์รถยนต์คันดังกล่าว ศาลชั้นต้นมีคำพิพากษาถึงที่สุดให้ลงโทษจำคุกจำเลยที่ 2 และให้จำเลยที่ 2 คืนหรือใช้ราคาทรัพย์เป็นเงิน 447,000 บาท แก่จำเลยที่ 1 ตามคดีอาญาหมายเลขแดงที่ 329/2551 ของศาลชั้นต้น สำหรับจำเลยที่ 2 ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง โจทก์ไม่อุทธรณ์ คดีสำหรับจำเลยที่ 2 จึงยุติไปแล้วตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

มีปัญหาวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์และของจำเลยที่ 1 โดยเห็นควรวินิจฉัยฎีกาของจำเลยที่ 1 ประการแรกก่อนว่า โจทก์ซื้อรถยนต์พิพาทของจำเลยที่ 1 จากจำเลยที่ 2 โดยสุจริตหรือไม่ โดยจำเลยที่ 1 ฎีกาว่า การซื้อขายรถยนต์ระหว่างโจทก์กับจำเลยที่ 2 เป็นไปโดยไม่สุจริต ตั้งแต่การชำระเงินจองรถยนต์ในจำนวนที่สูงเกินกึ่งหนึ่งของราคาซื้อขาย และได้มีการโอนเงินเข้าบัญชีของจำเลยที่ 2 กับบุคคลอื่นที่มิได้มีส่วนเกี่ยวข้องกับจำเลยที่ 1 โดยไม่มีใบเสร็จรับเงินใด ๆ จากจำเลยที่ 1 ทั้งราคารถยนต์ที่กำหนดในใบจองก็ถูกกว่าราคาตามท้องตลาดเป็นอย่างมาก โจทก์สมคบกับจำเลยที่ 2 ซื้อรถยนต์พิพาทในราคาถูกกว่าต้นทุน และไม่ได้ซื้อ ณ ที่ทำการของจำเลยที่ 1 โจทก์สมคบกับจำเลยที่ 2 ทำใบจองรถยนต์อันเป็นเท็จ และจำเลยที่ 2 เห็นแก่อามิสสินจ้างที่ได้รับจากโจทก์จนยอมกระทำความผิดอาญาเพื่อให้โจทก์รับรถยนต์พิพาทไปโดยไม่สุจริตนั้น เห็นว่า โจทก์มีตัวโจทก์และนายณรงค์ บุตรเขยโจทก์เบิกความยืนยันว่า โจทก์ไปซื้อรถยนต์พิพาทจากจำเลยที่ 1 ที่สาขาปทุมธานี โดยติดต่อกับจำเลยที่ 2 ซึ่งเป็นผู้จัดการฝ่ายขายของจำเลยที่ 1 และตกลงซื้อรถยนต์พิพาทกับจำเลยที่ 2 ในราคา 400,000 บาทเศษ โจทก์วางเงินจองล่วงหน้า 200,000 บาท ให้แก่จำเลยที่ 2 ไป จำเลยที่ 2 ได้มอบใบจองรถยนต์และนามบัตรของจำเลยที่ 2 ให้แก่โจทก์ไว้ ส่วนที่เหลือโจทก์ให้นายณรงค์เป็นผู้นำไปชำระให้แก่จำเลยที่ 2 โดยนายณรงค์ได้โอนเงินเข้าบัญชีเงินฝากของจำเลยที่ 2 ต่อมาจำเลยที่ 2 ส่งมอบรถยนต์พิพาทให้แก่โจทก์ โดยนัดหมายให้มารับใบคู่มือจดทะเบียนรถในภายหลัง และจำเลยที่ 2 ได้มอบสำเนาบัตรประจำตัวประชาชนของจำเลยที่ 2 พร้อมรายละเอียดเกี่ยวกับตัวรถ ให้แก่โจทก์ไว้เป็นหลักฐานด้วย ทั้งโจทก์มีนายไพฑูรย์ เพื่อนบ้านโจทก์มาเบิกความสนับสนุนว่า พยานเคยซื้อรถยนต์จากจำเลยที่ 1 สาขาปทุมธานี โดยจำเลยที่ 2 ผู้จัดการฝ่ายขายของจำเลยที่ 1 เป็นผู้กรอกข้อความในใบจองรถยนต์ ในวันที่โจทก์ไปซื้อรถยนต์พิพาท พยานไปพร้อมกับโจทก์และเห็นจำเลยที่ 2 เป็นผู้กรอกข้อความในใบจองรถยนต์ ส่วนจำเลยที่ 1 เพียงแต่กล่าวอ้างลอย ๆ ว่า โจทก์สมคบกับจำเลยที่ 2 ทำใบจองรถยนต์อันเป็นเท็จเท่านั้น โดยจำเลยที่ 1 ไม่ได้นำพยานมาสืบและไม่มีพยานใดเบิกความยืนยันว่าโจทก์สมคบกับจำเลยที่ 2 ทำใบจองรถยนต์ดังกล่าว อันเป็นเท็จขึ้นมาตามที่กล่าวอ้างแต่อย่างใด ทั้งไม่ปรากฏว่าโจทก์เคยรู้จักกับจำเลยที่ 2 มาก่อน กลับได้ความว่าโจทก์ไปซื้อรถยนต์พิพาทเนื่องจากก่อนหน้านี้นายไพฑูรย์เคยไปซื้อรถยนต์ยี่ห้อมิตซูบิชิจากจำเลยที่ 2 ซึ่งรถยนต์ที่นายไพฑูรย์ซื้อไปสามารถจดทะเบียนโอนได้ตามปกติ หลังจากโจทก์ชำระเงินจองแล้ว โจทก์ได้ให้นายณรงค์โอนเงินเข้าบัญชีเงินฝากของจำเลยที่ 2 และบุคคลอื่นตามที่จำเลยที่ 2 บอกให้โอนจำนวนหลายครั้ง หากโจทก์และจำเลยที่ 2 สมคบกันจริงก็ไม่มีเหตุผลที่จะโอนเงินให้จำเลยที่ 2 หลายครั้งเช่นนี้ แม้บุคคลอื่นที่นายณรงค์โอนเงินให้ไปจะมิได้มีส่วนเกี่ยวข้องกับจำเลยที่ 1 ทั้งจำเลยที่ 2 ไม่ได้ออกใบเสร็จรับเงินให้แก่โจทก์ก็ตาม แต่การโอนก็มีเอกสารการโอนเป็นหลักฐาน และได้ความจากคำเบิกความของนายณรงค์ว่า พยานไม่ทราบว่าจะต้องได้รับใบเสร็จรับเงินด้วย ทั้งไม่เคยเห็นประกาศของจำเลยที่ 1 เกี่ยวกับเรื่องวิธีการชำระเงิน ดังนั้น ลำพังแต่การที่โจทก์และนายณรงค์ไม่เห็นการติดประกาศเรื่องวิธีการชำระเงินของจำเลยที่ 1 ณ ที่ทำการของจำเลยที่ 1 แล้วจำเลยที่ 1 จะอนุมานเอาเองตามที่ฎีกาว่า โจทก์ไม่ได้ไปซื้อรถยนต์ ณ ที่ทำการของจำเลยที่ 1 หาได้ไม่ เพราะขณะนั้นจำเลยที่ 1 อาจจะยังไม่ได้ติดประกาศไว้ หรือหากติดประกาศไว้โจทก์และนายณรงค์อาจจะไม่ได้สังเกตก็เป็นได้ และที่จำเลยที่ 1 ฎีกาอ้างว่าราคารถยนต์พิพาทที่กำหนดในใบจองถูกกว่าราคาท้องตลาดเป็นอย่างมากและการชำระเงินจองรถยนต์พิพาทในจำนวนที่สูงเกินกึ่งหนึ่งของราคาซื้อขายเป็นการผิดปกตินั้น ก็ปรากฏจากใบจองรถยนต์ว่าโจทก์ซื้อรถยนต์พิพาทจากจำเลยที่ 1 ในราคา 443,000 บาท ซึ่งเป็นราคาที่ใกล้เคียงกับราคา 447,000 บาท ที่จำเลยที่ 1 ตั้งราคาไว้ แม้จะมีส่วนลดเงินสด 55,000 บาท และมีของแถมอีกหลายรายการรวมเป็นเงินประมาณ 100,000 บาท ก็ตาม แต่ส่วนลดและของแถมเป็นข้อเสนอของจำเลยที่ 2 เพื่อจูงใจให้โจทก์ซื้อรถยนต์ซึ่งโจทก์ไม่อาจทราบได้ว่าส่วนลดและของแถมเกินกว่าจำนวน 5,000 บาท ที่บริษัทมิตซูบิชิมอเตอร์ (ประเทศไทย) จำกัด ได้มีระเบียบห้ามตัวแทนผู้ขายไว้หรือไม่ เพราะเป็นเรื่องภายในของจำเลยที่ 1 กับบริษัท และการที่โจทก์ชำระเงินจองสูงถึง 200,000 บาท ก็มิใช่เรื่องผิดปกติแต่อย่างใด แม้จำเลยที่ 1 จะอ้างว่าจำเลยที่ 2 ลักรถยนต์พิพาทของจำเลยที่ 1 ไปขายให้แก่โจทก์ และจำเลยที่ 1 ได้ดำเนินคดีอาญาแก่จำเลยที่ 2 จนศาลชั้นต้นพิพากษาลงโทษจำคุกจำเลยที่ 2 และให้จำเลยที่ 2 คืนหรือใช้ราคาทรัพย์เป็นเงิน 447,000 บาท แก่จำเลยที่ 1 แล้วก็ตาม แต่ก็ไม่ปรากฏว่าโจทก์รู้เห็นหรือสมคบกับจำเลยที่ 2 หรือให้อามิสสินจ้างแก่จำเลยที่ 2 เพื่อให้จำเลยที่ 2 ลักรถยนต์พิพาทของจำเลยที่ 1 ตามที่จำเลยที่ 1 กล่าวอ้างในฎีกา ทั้งจำเลยที่ 1 ก็ไม่ได้ดำเนินคดีอาญาแก่โจทก์ด้วย ประกอบกับการลักทรัพย์ดังกล่าว เป็นการกระทำที่เกิดหลังจากที่จำเลยที่ 2 ตกลงขายรถยนต์พิพาทให้แก่โจทก์แล้ว โจทก์เป็นลูกค้าซึ่งเป็นบุคคลภายนอกย่อมไม่มีโอกาสทราบได้ว่าจำเลยที่ 2 จะนำรถยนต์พิพาทมาจากจำเลยที่ 1 เพื่อส่งมอบให้แก่โจทก์ตามที่โจทก์ตกลงซื้อได้อย่างไร ซึ่งจำเลยที่ 2 เป็นผู้จัดการฝ่ายขายของจำเลยที่ 1 มีหน้าที่ขายรถยนต์ของจำเลยที่ 1 ให้แก่ลูกค้าย่อมทำให้โจทก์ซึ่งเป็นลูกค้าเชื่อโดยสุจริตว่า จำเลยที่ 2 มีอำนาจนำรถยนต์ของจำเลยที่ 1 มาส่งมอบให้โจทก์ได้ ส่วนที่ได้ความจากคำเบิกความของนางสาววันใส พยานจำเลยที่ 1 ว่า ตามปกติในการที่จะนำรถยนต์ออกจากบริษัทจำเลยที่ 1 จะต้องมีหลักฐานใบกำกับภาษีและหลักฐานที่แสดงว่าได้มีการชำระเงินแล้ว แต่ที่จำเลยที่ 2 นำรถยนต์พิพาทออกไปจากบริษัทจำเลยที่ 1 โดยไม่มีหลักฐานการชำระเงินจากโจทก์นั้น ก็เป็นเรื่องที่จำเลยที่ 1 ไม่ควบคุมดูแลจำเลยที่ 2 ให้ดี ซึ่งเป็นเรื่องภายในระหว่างจำเลยที่ 1 กับที่ 2 จึงยกขึ้นอ้างต่อโจทก์ซึ่งเป็นบุคคลภายนอกเพื่อปฏิเสธความรับผิดหาได้ไม่ ทั้งการที่จำเลยที่ 2 รับเงินจากโจทก์แล้ว แต่ไม่นำเงินไปมอบให้แก่จำเลยที่ 1 ก็เป็นเรื่องที่จำเลยที่ 1 จะต้องไปว่ากล่าวเอาแก่จำเลยที่ 2 เอง พฤติการณ์แห่งคดีตามที่โจทก์และจำเลยที่ 1 นำสืบมายังรับฟังไม่ได้ว่าโจทก์สมคบกับจำเลยที่ 2 ซื้อรถยนต์พิพาทโดยไม่สุจริตตามที่จำเลยที่ 1 ฎีกา ข้อเท็จจริงรับฟังได้ว่า โจทก์ซื้อรถยนต์พิพาทของจำเลยที่ 1 จากจำเลยที่ 2 โดยสุจริต ฎีกาข้อนี้ของจำเลยที่ 1 ฟังไม่ขึ้น

มีปัญหาวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยที่ 1 ประการต่อไปว่า จำเลยที่ 1 ต้องดำเนินการจดทะเบียนและมอบใบคู่มือจดทะเบียนรถยนต์พิพาทแก่โจทก์ตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 1 หรือไม่ โดยจำเลยที่ 1 ฎีกาว่า การซื้อขายรถยนต์พิพาทระหว่างโจทก์กับจำเลยที่ 2 เป็นไปโดยไม่สุจริต จำเลยที่ 1 จึงไม่ต้องดำเนินการจดทะเบียนรถยนต์และมอบใบคู่มือจดทะเบียนรถยนต์พิพาทแก่โจทก์ เห็นว่า เมื่อวินิจฉัยมาดังกล่าวข้างต้นแล้วว่าโจทก์ซื้อรถยนต์พิพาทของจำเลยที่ 1 จากจำเลยที่ 2 โดยสุจริต เมื่อจำเลยที่ 2 เป็นผู้จัดการฝ่ายขายของจำเลยที่ 1 ย่อมถือได้ว่าจำเลยที่ 2 เป็นตัวแทนของจำเลยที่ 1 ในการขายรถยนต์พิพาทให้แก่โจทก์ แม้จำเลยที่ 1 จะอ้างว่าจำเลยที่ 2 ได้ขายรถยนต์พิพาทให้แก่โจทก์ไปเกินอำนาจหรือนอกขอบอำนาจที่จำเลยที่ 1 ได้มอบหมาย โดยขายต่ำกว่าราคาต้นทุนเป็นเงิน 100,000 บาทเศษ และไม่มีอำนาจรับเงินแทนจำเลยที่ 1 ก็ตาม แต่ทางปฏิบัติของจำเลยที่ 1 ซึ่งเป็นตัวการมีมูลเหตุอันสมควรที่ทำให้โจทก์ซึ่งเป็นบุคคลภายนอกเชื่อว่าการกระทำของจำเลยที่ 2 ซึ่งเป็นตัวแทน ที่ให้ส่วนลดและของแถมแก่ลูกค้าและมีอำนาจรับเงินแทนจำเลยที่ 1 อยู่ภายในขอบอำนาจของตัวแทนดังเช่นที่จำเลยที่ 2 เคยรับเงินค่าจองรถยนต์จากนายไพฑูรย์ไปแล้ว ไม่มีปัญหาแต่อย่างใด ดังนั้น จำเลยที่ 1 ซึ่งเป็นตัวการจึงต้องรับผิดต่อโจทก์ซึ่งเป็นบุคคลภายนอกผู้สุจริตเสมือนหนึ่งว่าจำเลยที่ 2 ได้กระทำไปภายในขอบอำนาจของตัวแทน ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 822 ประกอบมาตรา 821 และเมื่อจำเลยที่ 1 ต้องรับผิดต่อโจทก์ตามบทบัญญัติดังกล่าว อีกทั้งข้อเท็จจริงฟังไม่ได้ว่าจำเลยที่ 2 เข้าทำสัญญาซื้อขายรถยนต์พิพาทกับโจทก์โดยเห็นแก่อามิสสินจ้างตามมาตรา 825 จำเลยที่ 1 จึงไม่อาจอ้างบทบัญญัติมาตรา 823 และมาตรา 825 เพื่อให้ตนเองพ้นความรับผิดตามที่ฎีกาได้ เมื่อข้อเท็จจริงฟังได้ว่าโจทก์ได้ชำระราคารถยนต์ให้แก่จำเลยที่ 2 ซึ่งเป็นตัวแทนของจำเลยที่ 1 โดยครบถ้วนและโดยสุจริตแล้ว จำเลยที่ 1 จึงต้องดำเนินการจดทะเบียนรถยนต์และมอบใบคู่มือจดทะเบียนรถยนต์พิพาทแก่โจทก์ ดังที่ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษามานั้นชอบแล้ว และจำเลยที่ 1 ไม่อาจฟ้องแย้งให้โจทก์คืนรถยนต์พิพาทและชดใช้ค่าเสียหายแก่จำเลยที่ 1 ได้ ฎีกาข้อนี้ของจำเลยที่ 1 ฟังไม่ขึ้นเช่นกัน

พิพากษาแก้เป็นว่า ให้จำเลยที่ 1 ใช้ค่าขาดประโยชน์นับแต่วันที่ 10 พฤศจิกายน 2548 จนถึงวันที่จำเลยที่ 1 ปฏิบัติตามคำพิพากษา แต่คำนวณแล้วต้องไม่เกิน 200,000 บาท แก่โจทก์ นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 1 ค่าฤชาธรรมเนียมสำหรับฟ้องและฟ้องแย้งระหว่างโจทก์กับจำเลยที่ 1 ในชั้นฎีกาให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 821 ม. 822 ม. 823 ม. 825
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นายประหยัด จีนมาบุตร
จำเลย — บริษัทวอง มิตซู (ไทยแลนด์) จำกัด กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดปทุมธานี — นายศุภชาติ ถิ่นพังงา
ศาลอุทธรณ์ภาค 1 — นายเจษฎาวิทย์ ไทยสยาม
ชื่อองค์คณะ
ชัยวุฒิ โลหชิตรานนท์
เกษม เกษมปัญญา
อนันต์ วงษ์ประภารัตน์
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 15847/2555
#532944
เปิดฉบับเต็ม

โจทก์ทั้งสองมอบเงินให้แก่จำเลยคนละ 40,000 บาท เป็นค่าตอบแทนจากการที่จำเลยบอกว่าจะช่วยโจทก์ทั้งสองให้สอบแข่งขันผ่านเข้าทำงานได้เท่านั้น เมื่อไม่ปรากฏว่าโจทก์ทั้งสองมอบเงินเพื่อให้จำเลยนำไปให้เจ้าพนักงานเพื่อจูงใจให้กระทำการใด ๆ อันมิชอบด้วยหน้าที่ หรือช่วยให้โจทก์ทั้งสองเข้าทำงานได้โดยไม่ต้องสอบ หรือสอบเข้าทำงานได้แม้คะแนนไม่ถึงอันเป็นวิธีการที่ไม่ชอบ จึงถือไม่ได้ว่าโจทก์ทั้งสองกับจำเลยให้สินบนแก่เจ้าพนักงานอันเป็นการกระทำที่ผิดกฎหมาย ทั้งการกระทำดังกล่าวก็หาได้ขัดต่อความสงบเรียบร้อยหรือศีลธรรมอันดีของประชาชนไม่ สัญญาระหว่างโจทก์ทั้งสองกับจำเลยจึงไม่ขัดต่อกฎหมายไม่ตกเป็นโมฆะตาม ป.พ.พ. มาตรา 150 เมื่อจำเลยไม่สามารถดำเนินการให้โจทก์ทั้งสองสอบผ่านและเข้าทำงานได้ตามที่รับรองไว้จำเลยจึงต้องคืนเงินที่รับไปแก่โจทก์ทั้งสองตามสัญญา

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ทั้งสองฟ้องขอให้บังคับจำเลยคืนเงินแก่โจทก์ทั้งสอง 80,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ในต้นเงินดังกล่าว นับแต่วันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จ

จำเลยให้การด้วยวาจาว่า จำเลยได้รับเงินจากโจทก์ทั้งสองเพียง 77,000 บาท เท่านั้น ศาลชั้นต้นบันทึกคำให้การไว้

ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง ค่าฤชาธรรมเนียมให้เป็นพับ

โจทก์ทั้งสองอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษากลับ ให้จำเลยชำระเงินแก่โจทก์ทั้งสอง 80,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ในต้นเงินดังกล่าวนับแต่วันฟ้อง (ฟ้องวันที่ 28 พฤษภาคม 2552) เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ทั้งสอง ให้จำเลยชำระค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสองศาลแทนโจทก์ทั้งสอง โดยกำหนดค่าทนายความรวม 6,000 บาท

จำเลยฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ตามข้อเท็จจริงดังกล่าวคงได้ความแต่เพียงว่า โจทก์ทั้งสองมอบเงินให้แก่จำเลยคนละ 40,000 บาท เป็นค่าตอบแทนจากการที่จำเลยบอกว่าจะช่วยโจทก์ทั้งสองให้สอบแข่งขันผ่านเข้าทำงานได้เท่านั้น เมื่อไม่ปรากฏว่าโจทก์ทั้งสองมอบเงินเพื่อให้จำเลยนำไปให้เจ้าพนักงานเพื่อจูงใจให้กระทำการใด ๆ อันมิชอบด้วยหน้าที่ หรือช่วยให้โจทก์ทั้งสองเข้าทำงานได้โดยไม่ต้องสอบ หรือสอบเข้าทำงานได้แม้คะแนนไม่ถึงอันเป็นวิธีการที่ไม่ชอบ จึงถือไม่ได้ว่าโจทก์ทั้งสองกับจำเลยให้สินบนแก่เจ้าพนักงานอันเป็นการกระทำที่ผิดกฎหมาย ทั้งการกระทำดังกล่าวก็หาได้ขัดต่อความสงบเรียบร้อยหรือศีลธรรมอันดีของประชาชนไม่ สัญญาระหว่างโจทก์ทั้งสองกับจำเลยจึงไม่ขัดต่อกฎหมาย ไม่ตกเป็นโมฆะ ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 150 เมื่อจำเลยไม่สามารถดำเนินการให้โจทก์ทั้งสองสอบผ่านและเข้าทำงานได้ตามที่รับรองไว้ จำเลยจึงต้องคืนเงินที่รับไปแก่โจทก์ทั้งสองตามสัญญา ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษามานั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาของจำเลยฟังไม่ขึ้น

พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 150
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นายโอภาส บุญขาว กับพวก
จำเลย — นางวัลภา สายสว่าง
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลแขวงนนทบุรี — นายอำพล ใจแผ้ว
ศาลอุทธรณ์ภาค 1 — นายอาทิตย์ ออกเวหา
ชื่อองค์คณะ
สมศักดิ์ ตันติภิรมย์
พิศล พิรุณ
วัชรินทร์ ปัจเจกวิญญูสกุล
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 15832/2555
#528549
เปิดฉบับเต็ม

จำเลยใช้อวัยวะเพศถูไถที่อวัยวะเพศของผู้เสียหายที่ 1 จนมีน้ำสีขาวขุ่นออกมาจากอวัยวะเพศของจำเลยถูกที่ขาของผู้เสียหายที่ 1 ตามรายงานผลการตรวจชันสูตรบาดแผลไม่พบบาดแผลภายนอก อวัยวะเพศไม่พบรอยฟกช้ำหรือฉีกขาด เยื่อพรหมจารีไม่ฉีกขาด ส่งสารคัดหลั่งในช่องคลอดไปตรวจที่สถาบันนิติเวชวิทยา ไม่พบร่องรอยการร่วมประเวณีหรือสอดใส่อวัยวะเพศเข้าสู่ช่องคลอดของผู้เสียหายที่ 1 ข้อเท็จจริงบ่งชี้ว่า อวัยวะเพศของจำเลยมิได้ล่วงล้ำเข้าไปในอวัยวะเพศของผู้เสียหายที่ 1 จึงฟังได้แต่เพียงว่าจำเลยใช้อวัยวะเพศของจำเลยถูไถสัมผัสอวัยวะเพศของผู้เสียหายที่ 1 โดยไม่มีเจตนาสอดใส่เข้าไปในอวัยวะเพศของผู้เสียหายที่ 1 จำเลยจึงไม่มีความผิดฐานกระทำชำเราผู้เสียหายที่ 1 คงมีความผิดฐานกระทำอนาจารเด็กอายุยังไม่เกินสิบห้าปี ศาลมีอำนาจลงโทษจำเลยตามที่พิจารณาได้ความได้

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91, 277, 279, 317 และนับโทษจำเลยต่อจากโทษจำคุกของจำเลยในคดีอาญาหมายเลขดำที่ 391/2553 ของศาลชั้นต้น

จำเลยให้การปฏิเสธ แต่รับว่าเป็นบุคคลคนเดียวกับกับจำเลยในคดีที่โจทก์ขอให้นับโทษต่อ

ระหว่างพิจารณา นางสมบัติ ผู้เสียหายที่ 2 ยื่นคำร้องให้บังคับจำเลยชดใช้ค่าสินไหมทดแทนเพราะเหตุได้รับความเสื่อมเสียต่อชื่อเสียงและจิตใจ อันเกิดจากการกระทำละเมิดของจำเลยเป็นเงิน 60,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงินดังกล่าวนับถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่ผู้เสียหายที่ 1 และที่ 2

ในคดีส่วนแพ่งจำเลยให้การว่า จำเลยไม่ได้กระทำละเมิดจึงไม่ต้องชดใช้ค่าเสียหายแก่ผู้ร้องทั้งสอง

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 277 วรรคสาม, 279 วรรคแรก และ 317 วรรคสาม เป็นความผิดหลายกรรมต่างกัน ให้ลงโทษทุกกรรมเป็นกระทงความผิดไปตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 ฐานกระทำชำเราเด็กอายุยังไม่เกินสิบสามปี จำคุก 7 ปี ฐานกระทำอนาจารเด็กอายุยังไม่เกินสิบห้าปีโดยใช้กำลังประทุษร้าย จำคุก 1 ปี ฐานพรากเด็กอายุยังไม่เกินสิบห้าปีไปเพื่อการอนาจาร จำคุก 5 ปี รวมจำคุก 13 ปี กับให้จำเลยใช้ค่าสินไหมทดแทนแก่ผู้เสียหายทั้งสองเป็นเงิน 60,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงินดังกล่าวนับแต่วันถัดจากวันฟ้อง (ฟ้องวันที่ 4 มิถุนายน 2553) เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จ ยกคำขอที่ขอให้นับโทษต่อ

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษากลับ ให้ยกฟ้องและยกคำร้องของผู้เสียหายทั้งสอง

โจทก์ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ขณะเกิดเหตุครั้งแรกผู้เสียหายที่ 1 อายุ 8 ปีเศษ เด็กหญิง ร. อายุ 7 ปีเศษ และเด็กหญิง พ. อายุ 8 ปีเศษ ซึ่งเป็นนักเรียนโรงเรียนบ้านห้วยใหญ่ ต่างเบิกความถึงพฤติการณ์ที่จำเลยกระทำต่อผู้เสียหายที่ 1 และเด็กหญิง ร. ได้อย่างละเอียด ยากที่เด็กทั่วๆ ไปซึ่งมิได้ประสบเหตุการณ์มาก่อนจะสามารถเบิกความได้สอดคล้องเชื่อมโยงต่อเนื่องกันได้เช่นนั้น เริ่มตั้งแต่จำเลยเรียกเด็กทั้งสามไปที่บ้านจำเลยแล้วผู้เสียหายที่ 1 กับเด็กหญิง ร. เข้าไปในบ้านจำเลย ส่วนเด็กหญิง พ. ยืนรออยู่ที่รั้วบ้านเพื่อเฝ้าดูต้นทาง ส่วนเหตุการณ์ภายในบ้านนั้นผู้เสียหายที่ 1 และเด็กหญิง ร. ก็เบิกความตรงกันว่า จำเลยให้เด็กทั้งสองถอดเสื้อผ้าแล้วนอนลง จากนั้นจำเลยใช้อวัยวะเพศถูไถอวัยวะเพศของผู้เสียหายที่ 1 จนมีน้ำสีขาวข้นออกจากอวัยวะเพศของจำเลยเปื้อนที่ขาผู้เสียหายที่ 1 แล้วจำเลยบอกให้ผู้เสียหายที่ 1 ลงไปล้างขาที่ห้องน้ำชั้นล่าง จากนั้นจำเลยใช้อวัยวะเพศของจำเลยถูไถอวัยวะเพศของเด็กหญิง ร. แล้วจำเลยบอกให้เด็กหญิง ร. ลงไปล้างขาที่ห้องน้ำชั้นล่างเช่นกัน ซึ่งหากผู้เสียหายที่ 1 และเด็กหญิง ร. ไม่ได้เข้าไปในบ้านจำเลยและประสบเหตุการณ์มาจริงคงไม่สามารถยืนยันเกี่ยวกับการกระทำของจำเลยและสถานที่เกิดเหตุซึ่งเป็นบ้านสองชั้นและมีห้องน้ำที่ชั้นล่างได้ตรงกันเช่นนั้น อีกทั้งผู้เสียหายที่ 1 เอง ซึ่งเป็นประจักษ์พยานได้เบิกความยืนยันว่า จำเลยชักชวนไปที่บ้านอีกหลายครั้งและถูกจำเลยกอดจูบแต่ไม่ได้ใช้อวัยวะเพศมาถูไถอวัยวะเพศของผู้เสียหายที่ 1 อีกด้วย อันเป็นการยืนยันถึงพฤติการณ์ที่ถูกจำเลยกระทำอนาจารซึ่งก็เป็นพฤติการณ์ที่สอดคล้องกับคำพยานปากเด็กหญิง ร. ได้เบิกความถึงสิ่งที่จำเลยเคยกระทำต่อตนในทำนองเดียวกัน ส่วนเหตุการณ์ที่จำเลยให้เงินผู้เสียหายที่ 1 จำนวน 140 บาท และให้เงินเด็กหญิง ร. 40 บาท นอกจากไม่เป็นข้อพิรุธแล้ว ยังสอดคล้องกับเหตุการณ์ที่ผู้เสียหายที่ 1 ได้เงินจากจำเลยมากกว่าจึงแบ่งเงิน 40 บาท ให้แก่เด็กหญิง พ. ซึ่งเป็นคนเฝ้าดูต้นทาง และเหตุที่เด็กหญิง ร. ไม่ได้แบ่งเงินให้แก่เด็กหญิง พ. ก็เพราะได้เงินจากจำเลยน้อยกว่าผู้เสียหายที่ 1 อีกด้วย พยานหลักฐานของโจทก์ที่นำสืบมามีน้ำหนักมั่นคง

ปัญหาต้องวินิจฉัยประการต่อไปมีว่า การกระทำของจำเลยเป็นความผิดฐานใด เมื่อพิจารณาคำเบิกความของผู้เสียหายที่ 1 ที่ว่า จำเลยใช้อวัยวะเพศถูไถที่อวัยวะเพศของผู้เสียหายที่ 1 จนมีน้ำสีขาวขุ่นออกมาจากอวัยวะเพศของจำเลยถูกที่ขาของผู้เสียหายที่ 1 แล้วจำเลยให้ผู้เสียหายที่ 1 ไปล้างขาที่ห้องน้ำชั้นล่าง ซึ่งสอดคล้องกับรายงานผลการตรวจชันสูตรบาดแผลว่าแพทย์ตรวจร่างกายผู้เสียหายที่ 1 ไม่พบบาดแผลภายนอกจากการตรวจอวัยวะเพศไม่พบรอยฟกช้ำหรือรอยฉีกขาด เยื่อพรหมจารีไม่ฉีกขาด ได้ส่งสารคัดหลั่งในช่องคลอดไปตรวจที่สถาบันนิติเวชวิทยา ไม่พบร่องรอยการร่วมประเวณีหรือสอดใส่อวัยวะเพศเข้าสู่ช่องคลอดของผู้เสียหายที่ 1 ข้อเท็จจริงบ่งชี้ว่า อวัยวะเพศของจำเลยมิได้ล่วงล้ำเข้าไปในอวัยวะเพศของผู้เสียหายที่ 1 พยานหลักฐานของโจทก์ที่นำสืบมาจึงฟังได้แต่เพียงว่า จำเลยใช้อวัยวะเพศของจำเลยถูไถสัมผัสอวัยวะเพศของผู้เสียหายที่ 1 โดยไม่มีเจตนาสอดใส่เข้าไปในอวัยวะเพศของผู้เสียหายที่ 1 แต่อย่างใด จำเลยจึงไม่มีความผิดฐานกระทำชำเราผู้เสียหายที่ 1 คงมีความผิดฐานกระทำอนาจารผู้เสียหายที่ 1 ซึ่งเป็นเด็กอายุยังไม่เกินสิบห้าปีซึ่งศาลมีอำนาจลงโทษจำเลยตามที่พิจารณาได้ความได้ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 192 วรรคท้าย เมื่อรวมกับการกระทำอนาจารผู้เสียหายที่ 1 อีกหนึ่งกรรม จึงมีความผิดฐานกระทำอนาจารเด็กอายุยังไม่เกินสิบห้าปี 2 กรรม และมีความผิดฐานพรากเด็กอายุยังไม่เกินสิบห้าปีไปเสียจากมารดาเพื่อการอนาจารอีกหนึ่งกรรม ฎีกาของโจทก์ฟังขึ้นบางส่วน

พิพากษาแก้เป็นว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 279 วรรคแรก, 317 วรรคสาม เป็นความผิดหลายกรรมต่างกัน ให้ลงโทษทุกกรรมเป็นกระทงความผิดไป ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 ฐานกระทำอนาจารเด็กอายุยังไม่เกินสิบห้าปี จำคุกกระทงละ 1 ปี รวม 2 กระทง จำคุก 2 ปี ฐานพรากเด็กอายุยังไม่เกินสิบห้าปีไปเสียจากบิดามารดา ผู้ปกครองหรือผู้ดูแล เพื่อการอนาจาร จำคุก 5 ปี รวมจำคุก 7 ปี นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 1
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.อ. ม. 277 วรรคสาม ม. 279 วรรคแรก
ป.วิ.อ. ม. 192 วรรคท้าย
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการจังหวัดชัยบาดาล
นางสมบัติ บุญแก้ว ในฐานะส่วนตัวและในฐานะผู้แทน
ผู้ร้อง — โดยชอบธรรมของเด็กหญิงจิราภา บุบผา
จำเลย — นายทน ศรีภูมิหรือสีภูมิ
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดชัยบาดาล — นางสุธัญญา คุ้มวงษ์
ศาลอุทธรณ์ภาค 1 — นายประพนธ์ กองมะลิกันแก้ว
ชื่อองค์คณะ
เกษม เกษมปัญญา
อนันต์ วงษ์ประภารัตน์
ปกรณ์ วาทศิลป์
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 15831/2555
#525539
เปิดฉบับเต็ม

โจทก์บรรยายฟ้องว่ารถยนต์กะบะราคา 840,000 บาท ขอให้จำเลยคืนหรือใช้ราคาทรัพย์ รถยนต์คันนี้โจทก์ร่วมชำระเงินดาวน์และเงินผ่อนไป 196,000 บาท ปัจจุบันบริษัทประกันภัยจ่ายเงินให้แก่บริษัทไฟแนนซ์ไปแล้ว ดังนี้ โจทก์ร่วมมีสิทธิเรียกร้องราคารถยนต์ที่สูญเสียไปเนื่องจากการกระทำผิดคืนตาม ป.วิ.อ. มาตรา 43 จำนวน 196,000 บาท ไม่ใช่ 840,000 บาท มิฉะนั้นโจทก์ร่วมย่อมได้กำไรเกินกว่าราคาที่สูญเสียไป และจำเลยทั้งสามอาจต้องชำระราคารถยนต์ซ้ำซ้อนในกรณีบริษัทประกันภัยใช้สิทธิไล่เบี้ยฟ้องคดีแพ่ง ปัญหาดังกล่าวเป็นปัญหาอันเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชน แม้จะไม่มีคู่ความฝ่ายใดยกขึ้นฎีกา ศาลฎีกาก็มีอำนาจยกขึ้นวินิจฉัยและแก้ไขให้ถูกต้องได้ตาม ป.วิ.พ. มาตรา 142 (5) ประกอบมาตรา 246 และมาตรา 247

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยทั้งสาม ตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 340, 340 ตรี, 83, 91 พระราชบัญญัติอาวุธปืน เครื่องกระสุนปืน วัตถุระเบิด ดอกไม้เพลิง และสิ่งเทียมอาวุธปืน พ.ศ.2490 มาตรา 7, 8 ทวิ, 72, 72 ทวิ ให้จำเลยคืนหรือใช้ราคาทรัพย์เป็นเงิน 888,000 บาท แก่ผู้เสียหายที่ 1

จำเลยทั้งสามให้การปฎิเสธ

ระหว่างพิจารณา ผู้เสียหายที่ 1 ยื่นคำร้องขอเข้าร่วมเป็นโจทก์ ศาลชั้นต้นอนุญาต (ที่ถูก อนุญาตเฉพาะข้อหาปล้นทรัพย์)

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยทั้งสามมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 340 วรรคสอง ประกอบมาตรา 340 ตรี, 83 จำคุกคนละ 21 ปี ให้จำเลยทั้งสามคืนหรือใช้ราคาทรัพย์ 888,000 บาท แก่โจทก์ร่วม ข้อหาอื่นให้ยก

จำเลยทั้งสามอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 2 พิพากษายืน

จำเลยทั้งสามฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ที่โจทก์บรรยายฟ้องว่ารถยนต์กระบะราคา 840,000 บาท ขอให้จำเลยคืนหรือใช้ราคาทรัพย์ทั้งหมดเป็นเงิน 888,000 บาท ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยทั้งสามคืนหรือใช้ราคาทรัพย์รวมเป็นเงิน 888,000 บาท แก่โจทก์ร่วม และศาลอุทธรณ์ภาค 2 พิพากษายืนนั้น เห็นว่า นางสาวนันทา น้องโจทก์ร่วมเบิกความตอบทนายจำเลยที่ 1 ถามค้านว่า รถยนต์คันนี้ซื้อมาด้วยเงินดาวน์ประมาณ 160,000 บาท และโจทก์ร่วมตอบทนายจำเลยที่ 2 ถามค้านว่า โจทก์ร่วมผ่อนกับบริษัทไฟแนนซ์เดือนละ 12,000 บาท ซื้อมาได้เพียง 3 เดือน ปัจจุบันบริษัทประกันภัยจ่ายเงินให้แก่บริษัทไฟแนนซ์ไปแล้ว ดังนี้ เท่ากับโจทก์ร่วมชำระเงินค่ารถยนต์ไป 196,000 บาท โจทก์ร่วมมีสิทธิที่จะเรียกร้องราคารถยนต์ที่สูญเสียไปเนื่องจากการกระทำผิดคืนตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 43 จำนวน 196,000 บาท ไม่ใช่ 840,000 บาท เพราะมิฉะนั้นโจทก์ร่วมย่อมได้กำไรเกินกว่าราคาที่สูญเสียไปซึ่งไม่ถูกต้องและจำเลยทั้งสามอาจต้องชำระราคารถยนต์ซ้ำซ้อนในกรณีบริษัทประกันภัยใช้สิทธิไล่เบี้ยฟ้องคดีแพ่ง ปัญหาดังกล่าวเป็นปัญหาอันเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชน แม้จะไม่มีคู่ความฝ่ายใดยกขึ้นฎีกา ศาลฎีกาก็มีอำนาจยกขึ้นวินิจฉัยและแก้ไขให้ถูกต้องได้ ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 142 (5) ประกอบมาตรา 246 และมาตรา 247

พิพากษาแก้เป็นว่า ให้จำเลยทั้งสามคืนหรือใช้ราคาทรัพย์เป็นเงิน 244,000 บาท แก่โจทก์ร่วม นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 2
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.อ. ม. 43
ป.วิ.พ. ม. 141 (5) ม. 256 ม. 247
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการจังหวัดระยอง
โจทก์ร่วม — นายประธาน ศรีอุราม
จำเลย — นายธงไชย รัตนทรัพย์ กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดระยอง — นายศิริพันธุ์ ชมพูวัฒนา
ศาลอุทธรณ์ภาค 2 — นายสุนันท์ เลขบวรวงค์
ชื่อองค์คณะ
สุรพันธุ์ ละอองมณี
สุรศักดิ์ คีรีวิเชียร
สมสันต์ ศุภศาสตรสิน
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 15794/2555
#541479
เปิดฉบับเต็ม

จำเลยที่ 1 ใช้กลฉ้อฉลหลอกลวงให้โจทก์ทำสัญญาขายที่ดินให้ ย่อมทำให้นิติกรรมอันเกิดจากการแสดงเจตนาของโจทก์ในการทำสัญญาดังกล่าวเป็นโมฆียะ ตาม ป.พ.พ. มาตรา 159 วรรคแรก เมื่อโจทก์ฟ้องจำเลยทั้งสองเป็นคดีนี้อันมีผลเป็นการบอกล้างโมฆียะกรรม นิติกรรมซื้อขายที่ดินระหว่างโจทก์และจำเลยที่ 1 จึงตกเป็นโมฆะมาแต่เริ่มแรกและให้ผู้เป็นคู่กรณีกลับคืนสู่ฐานะเดิม ซึ่งมีความหมายรวมถึงสิทธิในการไถ่ทรัพย์สินที่ขายฝากที่จำเลยที่ 1 มีต่อจำเลยที่ 2 โอนกลับคืนมาเป็นของโจทก์ด้วยผลของกฎหมาย เพราะสิทธิดังกล่าวเกิดขึ้นโดยผลของสัญญาขายฝากซึ่งมีที่ดินทั้งสองแปลงเป็นวัตถุแห่งหนี้ โจทก์จึงอยู่ในฐานะผู้รับโอนสิทธิไถ่ทรัพย์สินตาม ป.พ.พ. มาตรา 497 (2) จำเลยที่ 2 ต้องรับการไถ่เมื่อโจทก์นำเงินจำนวนที่เป็นสินไถ่ไปขอใช้สิทธิไถ่ แต่จำเลยที่ 2 ไม่ยอมรับและโจทก์นำเงินไปวางที่สำนักงานวางทรัพย์ก่อนพ้นกำหนดไถ่โดยมิได้สละสิทธิถอนทรัพย์ที่วางไว้ จำเลยที่ 2 จึงปฏิเสธไม่ยอมรับการไถ่ถอนการขายฝากไม่ได้ โจทก์ชอบที่จะขอให้บังคับจำเลยที่ 2 ไปจดทะเบียนโอนที่ดินที่จำเลยที่ 2 รับซื้อฝากคืนแก่โจทก์ได้

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้เพิกถอนนิติกรรมการซื้อขายที่ดินโฉนดเลขที่ 23829 และ 33521 ตำบลหนองผักนาก อำเภอสามชุก จังหวัดสุพรรณบุรี ระหว่างโจทก์กับจำเลยที่ 1 และเพิกถอนนิติกรรมการขายฝากที่ดินโฉนดเลขที่ 23829 และ 33521 ตำบลหนองผักนาก อำเภอสามชุก จังหวัดสุพรรณบุรี ระหว่างจำเลยที่ 1 กับจำเลยที่ 2 ให้จำเลยทั้งสองส่งมอบโฉนดเลขที่ 23829 และโฉนดเลขที่ 33521 คืนโจทก์และดำเนินการจดทะเบียนใส่ชื่อเป็นของโจทก์ต่อไป หากจำเลยทั้งสองไม่ปฏิบัติตามขอให้ถือเอาคำพิพากษาแทนการแสดงเจตนาของจำเลยทั้งสองต่อไป

จำเลยที่ 1 ขาดนัดยื่นคำให้การ

จำเลยที่ 2 ให้การขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง ค่าฤชาธรรมเนียมให้เป็นพับ

โจทก์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 7 พิพากษากลับ ให้เพิกถอนนิติกรรมซื้อขายที่ดินโฉนดเลขที่ 23829 และโฉนดเลขที่ 33521 ตำบลหนองผักนาก อำเภอสามชุก จังหวัดสุพรรณบุรี ระหว่างโจทก์กับจำเลยที่ 1 ที่กระทำในวันที่ 23 กันยายน 2551และเพิกถอนนิติกรรมขายฝากที่ดินดังกล่าวระหว่างจำเลยที่ 1 กับจำเลยที่ 2 ที่กระทำในวันที่ 24 ตุลาคม 2551 ให้จำเลยทั้งสองส่งมอบโฉนดที่ดินพิพาททั้งสองแปลงให้แก่โจทก์ หากไม่ปฏิบัติตามให้ถือเอาคำพิพากษาแทนการแสดงเจตนาของจำเลยทั้งสอง ให้จำเลยทั้งสองใช้ค่าฤชาธรรมเนียมและค่าทนายความในศาลชั้นต้น และชั้นอุทธรณ์รวม 30,000 บาท แทนโจทก์ คำขออื่นนอกจากนี้ให้ยก

จำเลยที่ 2 ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่าคดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยที่ 2 ว่า การที่โจทก์นำเงินค่าไถ่ถอนที่ดินทั้งสองแปลงที่จำเลยที่ 1 ขายฝากจำนวน 100,000 บาท พร้อมเงินประกัน 500 บาท ไปวางไว้ต่อเจ้าพนักงานวางทรัพย์เพื่อมอบให้แก่จำเลยที่ 2 นั้นเป็นการใช้สิทธิในการไถ่ทรัพย์สินโดยชอบหรือไม่ เห็นว่า การที่จำเลยที่ 1 ใช้กลฉ้อฉลหลอกลวงให้โจทก์โอนที่ดินทั้งสองแปลงดังกล่าวให้แก่จำเลยที่ 1 ด้วยการทำสัญญาซื้อขายกัน ย่อมทำให้นิติกรรมอันเกิดจากการแสดงเจตนาของโจทก์ในการทำสัญญาดังกล่าวเป็นโมฆียะ ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 159 วรรคแรก โจทก์ทราบเรื่องการที่จำเลยที่ 1 ใช้กลฉ้อฉลหลอกลวงให้โจทก์โอนที่ดินทั้งสองแปลงให้แก่จำเลยที่ 1 เมื่อต้นปี 2552 และฟ้องจำเลยทั้งสองเป็นคดีนี้อันมีผลเป็นการบอกล้างโมฆียะกรรม เมื่อวันที่ 18 มีนาคม 2552 ซึ่งอยู่ในระยะเวลา 1 ปี นับแต่เวลาที่โจทก์อาจให้สัตยาบันได้อันเป็นการบอกล้างโมฆียะกรรมแก่จำเลยที่ 1 โดยชอบ ดังนั้น นิติกรรมซื้อขายที่ดินทั้งสองแปลงดังกล่าวระหว่างโจทก์กับจำเลยที่ 1 จึงตกเป็นโมฆะมาแต่เริ่มแรกและให้ผู้เป็นคู่กรณีกลับคืนสู่ฐานะเดิมซึ่งมีความหมายรวมถึงสิทธิในการไถ่ทรัพย์สินที่ขายฝากที่จำเลยที่ 1 มีต่อจำเลยที่ 2 โอนกลับคืนมาเป็นของโจทก์ด้วยโดยผลของกฎหมาย เพราะสิทธิดังกล่าวเกิดขึ้นโดยผลของสัญญาขายฝากซึ่งมีที่ดินทั้งสองแปลงนั้นเป็นวัตถุแห่งหนี้ โจทก์จึงอยู่ในฐานะผู้รับโอนสิทธิไถ่ทรัพย์สินตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 497 (2) จำเลยที่ 2 ต้องยอมรับการไถ่เมื่อโจทก์นำเงินจำนวนที่เป็นสินไถ่ไปขอใช้สิทธิไถ่ เมื่อจำเลยที่ 2 ไม่ยอมรับและโจทก์นำเงินจำนวนที่เป็นสินไถ่ไปวางไว้ที่สำนักงานวางทรัพย์ ก่อนพ้นกำหนดไถ่โดยมิได้สละสิทธิถอนทรัพย์ที่วางไว้ และเจ้าพนักงานวางทรัพย์ได้รับทรัพย์อันเป็นสินไถ่ไว้แล้วจำเลยที่ 2 จึงปฏิเสธไม่ยอมรับการไถ่ถอนการขายฝากไม่ได้ โจทก์ชอบที่จะขอให้บังคับให้จำเลยที่ 2 ไปจดทะเบียนโอนที่ดินที่จำเลยที่ 2 รับซื้อฝากคืนแก่โจทก์ได้ กรณีจึงไม่จำต้องวินิจฉัยในปัญหาว่าจำเลยที่ 2 ได้รับซื้อฝากที่ดินทั้งสองแปลงดังกล่าวจากจำเลยที่ 1 ไว้โดยสุจริตก่อนโจทก์บอกล้างโมฆียะกรรมและโจทก์ได้รับการคุ้มครองตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 160 ประกอบมาตรา 1329 หรือไม่อีกต่อไปเพราะไม่ทำให้ผลของคดีต้องเปลี่ยนแปลงไป กรณีจึงไม่มีเหตุต้องวินิจฉัยให้เพิกถอนนิติกรรมการขายฝากที่ดินทั้งสองแปลงดังกล่าวระหว่างจำเลยที่ 1 และจำเลยที่ 2 เพราะโจทก์สามารถบังคับให้จำเลยที่ 2 โอนที่ดินที่จำเลยที่ 2 รับซื้อฝากคืนให้แก่โจทก์ได้ ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 7 พิพากษามานั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วยในผล

พิพากษาแก้เป็นว่า ไม่เพิกถอนนิติกรรมการขายฝากที่ดินระหว่างจำเลยที่ 1 กับจำเลยที่ 2 ที่กระทำในวันที่ 24 ตุลาคม 2551 แต่ให้จำเลยที่ 2ส่งมอบโฉนดที่ดินพิพาทและไปจดทะเบียนโอนที่ดินพิพาททั้งสองแปลงคืนให้แก่โจทก์ หากไม่ปฏิบัติตามให้ถือเอาคำพิพากษาแทนการแสดงเจตนาของจำเลยที่ 2 ค่าฤชาธรรมเนียมในชั้นอุทธรณ์และชั้นฎีการะหว่างโจทก์กับจำเลยที่ 2 ให้เป็นพับ นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 7
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 497 (2)
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นายอดิศักดิ์ ถิระพัฒนกิจ
จำเลย — นายวัฒนา สรรเพชุดานนท์ กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดสุพรรณบุรี — นางประวัณยา บุนนาค
ศาลอุทธรณ์ภาค 7 — นายประกอบ ลีนะเปสนันท์
ชื่อองค์คณะ
ชาลี ทัพภวิมล
วิรุฬห์ แสงเทียน
วัฒนชัย โชติชูตระกูล
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 15791/2555
#537951
เปิดฉบับเต็ม

เดิมจำเลยที่ 1 และที่ 2 เคยยื่นคำร้องขอให้เพิกถอนกระบวนการบังคับคดีโดยอ้างเหตุเจ้าพนักงานบังคับคดีไม่แจ้งการยึดทรัพย์และไม่แจ้งการขายทอดตลาดทรัพย์ที่ยึดให้จำเลยที่ 1 และที่ 2 ทราบ ทั้งการขายทอดตลาดได้ราคาต่ำกว่าความเป็นจริงมาก ศาลชั้นต้นมีคำสั่งยกคำร้องของจำเลยที่ 1 และที่ 2 ถ้าจำเลยที่ 1 และที่ 2 ไม่พอใจก็ชอบที่จะอุทธรณ์คำสั่งศาลชั้นต้นภายในเวลาที่กฎหมายกำหนดไว้ แต่จำเลยที่ 1 และที่ 2 ไม่อุทธรณ์ การที่จำเลยที่ 1 และที่ 2 กลับมายื่นคำร้องขอให้เพิกถอนกระบวนการบังคับคดีซ้ำอีก แม้จะอ้างเหตุใหม่ว่าเจ้าพนักงานบังคับคดีไม่มีอำนาจในการดำเนินกระบวนพิจารณาและบังคับคดีตามกฎหมาย ซึ่งเป็นเหตุที่จำเลยที่ 1 และที่ 2 สามารถยกขึ้นว่ากล่าวในคำร้องฉบับแรกได้อยู่แล้ว แต่จำเลยที่ 1 และที่ 2 มิได้ยกขึ้นว่ากล่าวไว้ กรณีจึงถือว่าคำร้องฉบับหลังเป็นเรื่องเดียวกับคำร้องฉบับแรกที่ขอให้เพิกถอนกระบวนการบังคับคดีรายเดียวกันซึ่งศาลชั้นต้นได้มีคำสั่งวินิจฉัยชี้ขาดไปแล้ว การที่จำเลยที่ 1 และที่ 2 มายื่นคำร้องขึ้นอีกภายหลังจากที่ศาลชั้นต้นมีคำสั่งยกคำร้องฉบับแรกแล้วนั้น เป็นการดำเนินกระบวนพิจารณาซ้ำ ต้องห้ามตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 144 และเป็นปัญหาข้อกฎหมายอันเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อย ศาลฎีกามีอำนาจยกขึ้นวินิจฉัยได้เองตาม ป.วิ.พ. มาตรา 142 (5) ประกอบมาตรา 246 และ 247

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
คดีสืบเนื่องมาจากศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยที่ 1 และที่ 2 ร่วมกันชำระเงิน 1,845,696.58 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 15 ต่อปี ของต้นเงินจำนวน 1,014,516.07 บาท นับแต่วันที่ 24 กรกฎาคม 2544 ซึ่งเป็นวันถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจำเลยที่ 1 และที่ 2 จะชำระหนี้แก่โจทก์เสร็จสิ้น หากไม่ชำระให้ยึดที่ดินตามหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส.3 ก.) เลขที่ 1402 ตำบลหนองหญ้าขาว อำเภอสีคิ้ว จังหวัดนครราชสีมา พร้อมสิ่งปลูกสร้างออกขายทอดตลาดนำเงินมาชำระหนี้แก่โจทก์จนครบ หากไม่พอชำระหนี้ให้ยึดทรัพย์สินอื่นของจำเลยที่ 1 และที่ 2 ออกขายทอดตลาดเพื่อนำเงินมาชำระหนี้โจทก์ ส่วนจำเลยที่ 3 ให้ยกฟ้อง จำเลยที่ 1 และที่ 2 ไม่ชำระหนี้ให้โจทก์ โจทก์ขอหมายบังคับคดี และเจ้าพนักงานบังคับคดียึดที่ดินจำนองเป็นประกันออกขายทอดตลาด จนเจ้าพนักงานบังคับคดีได้ทำบัญชีแสดงรายรับและจ่ายเงินกับจ่ายเงินให้โจทก์แล้ว

จำเลยที่ 1 และที่ 2 ยื่นคำร้องขอให้เพิกถอนกระบวนการบังคับคดีโดยอ้างว่าเจ้าพนักงานบังคับคดีไม่แจ้งการยึดทรัพย์และไม่แจ้งการขายทอดตลาดทรัพย์ที่ยึดให้จำเลยที่ 1 และที่ 2 ทราบ ทั้งการขายทอดตลาดได้ราคาต่ำกว่าความเป็นจริงมาก

ศาลชั้นต้นมีคำสั่งว่า การบังคับคดีเสร็จลงแล้วก่อนจำเลยที่ 1 และที่ 2 ยื่นคำร้อง จึงไม่มีสิทธิขอให้เพิกถอนการบังคับคดี ให้ยกคำร้อง ค่าคำร้องให้เป็นพับ

ต่อมาจำเลยที่ 1 และที่ 2 ยื่นคำร้องว่าเจ้าพนักงานบังคับคดีไม่ได้เป็นพนักงานเจ้าหน้าที่หรือหน่วยงานธุรการของศาลยุติธรรมจึงไม่มีอำนาจในการดำเนินกระบวนพิจารณาและบังคับคดีตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 1 (7) และ (14) และประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาและบังคับคดีตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 1 (14) ที่มีการแก้ไขโดยมาตรา 3 แห่งพระราชบัญญัติแก้ไขเพิ่มเติมประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง (ฉบับที่ 22) พ.ศ.2548 ที่ให้เจ้าพนักงานสังกัดกรมบังคับคดีนั้นขัดต่อรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2540 มาตรา 275 ที่บัญญัติให้ศาลยุติธรรมมีหน่วยงานธุรการที่เป็นอิสระการดำเนินการของเจ้าพนักงานบังคับคดีจึงไม่ชอบด้วยกฎหมาย ขอให้เพิกถอนกระบวนการบังคับคดีทั้งหมด

ศาลชั้นต้นมีคำสั่งว่า กรณีเหตุแห่งคำร้องมิได้เป็นไปตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 296 จึงให้ยกคำร้อง ค่าคำร้องให้เป็นพับ

จำเลยที่ 1 และที่ 2 อุทธรณ์คำสั่ง

ศาลอุทธรณ์ภาค 3 พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ

จำเลยที่ 1 และที่ 2 ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า เดิมจำเลยที่ 1 และที่ 2 เคยยื่นคำร้องขอให้เพิกถอนกระบวนการบังคับคดีโดยอ้างเหตุเจ้าพนักงานบังคับคดีไม่แจ้งการยึดทรัพย์และไม่แจ้งการขายทอดตลาดทรัพย์ที่ยึดให้จำเลยที่ 1 และที่ 2 ทราบ ทั้งการขายทอดตลาดได้ราคาต่ำกว่าความเป็นจริงมาก ศาลชั้นต้นมีคำสั่งยกคำร้องของจำเลยที่ 1 และที่ 2 ถ้าจำเลยที่ 1 และที่ 2 ไม่พอใจก็ชอบที่จะอุทธรณ์คำสั่งศาลชั้นต้นภายในเวลาที่กฎหมายกำหนดไว้ แต่จำเลยที่ 1 และที่ 2 ไม่อุทธรณ์ การที่จำเลยที่ 1 และที่ 2 กลับมายื่นคำร้องขอให้เพิกถอนกระบวนการบังคับคดีซ้ำอีก แม้จะอ้างเหตุใหม่ว่าเจ้าพนักงานบังคับคดีไม่มีอำนาจในการดำเนินกระบวนพิจารณาและบังคับคดีตามกฎหมาย ซึ่งเป็นเหตุที่จำเลยที่ 1 และที่ 2 สามารถยกขึ้นว่ากล่าวในคำร้องฉบับแรกได้อยู่แล้ว แต่จำเลยที่ 1 และที่ 2 มิได้ยกขึ้นว่ากล่าวไว้ กรณีจึงถือว่าคำร้องฉบับหลังเป็นเรื่องเดียวกับคำร้องฉบับแรกที่ขอให้เพิกถอนกระบวนการบังคับคดีรายเดียวกันซึ่งศาลชั้นต้นได้มีคำสั่งวินิจฉัยชี้ขาดไปแล้ว การที่จำเลยที่ 1 และที่ 2 มายื่นคำร้องขึ้นอีกภายหลังจากที่ศาลชั้นต้นมีคำสั่งยกคำร้องฉบับแรกแล้วนั้น เป็นการดำเนินกระบวนพิจารณาซ้ำ ต้องห้ามตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 144 และเป็นปัญหาข้อกฎหมายอันเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อย ศาลฎีกามีอำนาจยกขึ้นวินิจฉัยได้เองตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 142 (5) ประกอบมาตรา 246 และ 247 ที่ศาลล่างทั้งสองยกคำร้องของจำเลยที่ 1 และที่ 2 นั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วยในผลฎีกาของจำเลยที่ 1 และที่ 2 ฟังไม่ขึ้น

พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ. ม. 142 (5) ม. 144 ม. 246 ม. 247
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — กองทุนรวมโกลบอลไทย พร็อพเพอร์ตี้
จำเลย — นางสาวสุธีรา สวัสดิ์พาณิชย์ กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดสีคิ้ว — นายณัฐวุฒิ มังกรกิ่ง
ศาลอุทธรณ์ภาค 3 — นายสมเกียรติ เต็งสุวรรณ์
ชื่อองค์คณะ
สุนทร ทรงฤกษ์
วีระพล ตั้งสุวรรณ
วันทนี กีรติพิบูล
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 15731/2555
#540908
เปิดฉบับเต็ม

ผลของคำสั่งเห็นชอบด้วยแผนเป็นเหตุเฉพาะตัวของลูกหนี้เท่านั้น ที่จะหลุดพ้นจากหนี้ที่มีอยู่ก่อนวันที่ศาลมีคำสั่งเห็นชอบด้วยแผนแล้วมาผูกพันตามหนี้ที่กำหนดไว้ในแผนฟื้นฟูกิจการ ส่วนบุคคลภายนอกซึ่งต้องร่วมรับผิดกับลูกหนี้ตาม พ.ร.บ.ล้มละลาย พ.ศ.2483 มาตรา 90/60 วรรคสอง คำสั่งของศาลที่เห็นชอบด้วยแผนไม่มีผลเปลี่ยนแปลงความรับผิดของบุคคลเหล่านั้นในหนี้ที่มีอยู่ก่อนวันที่ศาลมีคำสั่งเห็นชอบด้วยแผน และบุคคลดังกล่าวจะต้องรับผิดอีกเช่นไร ต้องเป็นไปตามกฎหมายว่าด้วยความรับผิดของบุคคลในทางแพ่ง การที่แผนพื้นฟูกิจการกำหนดว่า เจ้าหนี้ตกลงจะไม่ใช้สิทธิเรียกร้องหรือดำเนินคดีหรือบังคับคดีใด ๆ กับผู้ค้ำประกัน ผู้จำนอง ผู้จำนำ ซึ่งได้ให้ไว้เป็นประกันในภาระหนี้ใด ๆ ของลูกหนี้ตลอดระยะเวลาที่แผนยังคงมีผลใช้บังคับ จึงขัดต่อบทบัญญัติของมาตรา 90/60 วรรคสอง เฉพาะข้อกำหนดส่วนนี้จึงตกเป็นโมฆะตาม ป.พ.พ. มาตรา 150 แต่ข้อกำหนดดังกล่าวก็มิใช่รายการสำคัญ ทั้ง พ.ร.บ.ล้มละลาย พ.ศ.2483 ก็ได้บัญญัติเรื่องนี้ไว้แล้วในมาตรา 90/60 วรรคสอง การที่ข้อกำหนดดังกล่าวตกไปจึงไม่กระทบถึงความสมบูรณ์ของแผนที่เหลืออยู่

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
คดีสืบเนื่องมาจากศาลล้มละลายกลางมีคำสั่งให้ฟื้นฟูกิจการของลูกหนี้และตั้งลูกหนี้เป็นผู้ทำแผน ต่อมาเจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์รายงานผลการประชุมเจ้าหนี้เพื่อพิจารณาแผนว่า ที่ประชุมเจ้าหนี้มีมติพิเศษยอมรับแผนตามพระราชบัญญัติล้มละลาย พ.ศ.2483 มาตรา 90/46 (2) ศาลล้มละลายกลางพิจารณาแผนฟื้นฟูกิจการปรากฏว่า บริษัทบริหารสินทรัพย์กรุงเทพพาณิชย์ จำกัด เจ้าหนี้รายที่ 3 ธนาคารธนชาติ จำกัด (มหาชน) เจ้าหนี้รายที่ 11 ห้างหุ้นส่วนจำกัดฟาสท์เท็ค 2000 เจ้าหนี้รายที่ 13 นางสาวกอบกาญจน์ เจ้าหนี้รายที่ 14 นายชวลิต เจ้าหนี้รายที่ 15 ยื่นคำคัดค้านแผนฟื้นฟูกิจการ

ศาลล้มละลายกลางมีคำสั่งเห็นชอบด้วยแผนฟื้นฟูกิจการของลูกหนี้โดยมีลูกหนี้เป็นผู้บริหารแผน ค่าฤชาธรรมเนียมให้เป็นพับ

เจ้าหนี้รายที่ 3 อุทธรณ์โดยได้รับอนุญาตจากศาลฎีกา

ศาลฎีกาแผนคดีล้มละลายวินิจฉัยว่า มีปัญหาที่ต้องวินิจฉัยในชั้นนี้เพียงว่า แผนฟื้นฟูกิจการ ข้อ 7.2 ขัดต่อพระราชบัญญัติล้มละลาย พ.ศ.2483 มาตรา 90/60 วรรคสอง หรือไม่ เห็นว่า แผนฟื้นฟูกิจการข้อ 7.2 กำหนดว่า "ความรับผิดชอบของผู้จำนอง ผู้จำนำ และผู้ค้ำประกันสำหรับหนี้ของลูกหนี้ทุกประเภทยังคงมีผลบังคับต่อไปตามกฎหมาย เว้นแต่ ...หรือได้มีการบังคับชำระหนี้จากหลักประกันหรือผู้ค้ำประกันนั้นแล้ว หรือมีการยินยอมเป็นลายลักษณ์อักษรในการปลดหลักประกันประเภทจำนอง จำนำ หรือค้ำประกัน และจดทะเบียนกับพนักงานเจ้าหน้าที่ในกรณีที่กฎหมายกำหนด (เฉพาะในกรณีการปลอดจำนอง) เจ้าหนี้ตกลงให้ภาระค้ำประกันของผู้ค้ำประกันลดลงตามส่วนภาระหนี้ที่ลูกหนี้ได้ชำระหนี้ให้แก่เจ้าหนี้ตามแผนนี้ เจ้าหนี้ตกลงจะไม่ใช้สิทธิเรียกร้องหรือดำเนินคดีหรือบังคับคดีใด ๆ กับผู้ค้ำประกัน ผู้จำนอง ผู้จำนำ ซึ่งได้ให้ไว้เป็นประกันในภาระหนี้ใด ๆ ของลูกหนี้ตลอดระยะเวลาที่แผนยังคงมีผลใช้บังคับ" และตามพระราชบัญญัติล้มละลาย พ.ศ.2483 มาตรา 90/60 วรรคสอง บัญญัติว่า คำสั่งของศาลซึ่งเห็นชอบด้วยแผนไม่มีผลเปลี่ยนแปลงความรับผิดของบุคคลซึ่งเป็นหุ้นส่วนกับลูกหนี้ หรือผู้รับผิดร่วมกับลูกหนี้ หรือผู้ค้ำประกันหรืออยู่ในลักษณะอย่างผู้ค้ำประกันของลูกหนี้ในหนี้ที่มีอยู่ก่อนวันที่ศาลมีคำสั่งเห็นชอบด้วยแผน ผลของคำสั่งเห็นชอบด้วยแผนเป็นเหตุเฉพาะตัวของลูกหนี้เท่านั้นที่จะหลุดพ้นจากหนี้ที่มีอยู่ก่อนวันที่ศาลมีคำสั่งเห็นชอบด้วยแผนแล้วมาผูกพันตามหนี้ที่กำหนดไว้ในแผนฟื้นฟูกิจการ ส่วนบุคคลภายนอกซึ่งต้องร่วมรับผิดกับลูกหนี้ตามพระราชบัญญัติล้มละลาย พ.ศ.2483 มาตรา 90/60 วรรคสอง อันได้แก่บุคคลซึ่งเป็นหุ้นส่วนกับลูกหนี้หรือผู้รับผิดร่วมกับลูกหนี้หรือผู้ค้ำประกันหรือผู้อยู่ในลักษณะอย่างผู้ค้ำประกันของลูกหนี้ คำสั่งของศาลที่เห็นชอบด้วยแผนฟื้นฟูกิจการไม่มีผลเปลี่ยนแปลงความรับผิดของบุคคลเหล่านั้นในหนี้ที่มีอยู่ก่อนวันที่ศาลมีคำสั่งเห็นชอบด้วยแผน และบุคคลดังกล่าวจะต้องรับผิดอีกเช่นไร ต้องเป็นไปตามกฎหมายว่าด้วยความรับผิดของบุคคลในทางแพ่ง ในส่วนของผู้ค้ำประกันเมื่อหนี้ที่ค้ำประกันนั้นมิได้ระงับสิ้นไปตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 698 ผู้ค้ำประกันก็ยังไม่หลุดพ้นความรับผิดต่อเจ้าหนี้ และเมื่อปรากฏว่าลูกหนี้ชั้นต้นผิดนัดไม่ชำระหนี้เจ้าหนี้ก็ชอบที่จะเรียกให้ผู้ค้ำประกันชำระหนี้ได้นับแต่นั้น ดังนั้น การที่แผนฟื้นฟูกิจการ ข้อ 7.2 วรรคสาม กำหนดว่า เจ้าหนี้ตกลงจะไม่ใช้สิทธิเรียกร้องหรือดำเนินคดีหรือบังคับคดีใด ๆ กับผู้ค้ำประกัน ผู้จำนอง ผู้จำนำซึ่งได้ให้ไว้เป็นประกันในภาระหนี้ใด ๆ ของลูกหนี้ตลอดระยะเวลาที่แผนยังคงมีผลใช้บังคับ จึงขัดต่อบทบัญญัติของพระราชบัญญัติล้มละลาย พ.ศ.2483 มาตรา 90/60 วรรคสอง เฉพาะข้อกำหนดส่วนนี้จึงตกเป็นโมฆะตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 150 แต่อย่างไรก็ตามแม้ข้อกำหนดในแผนดังกล่าวจะไม่มีผลบังคับ แต่ข้อกำหนดดังกล่าวก็มิใช่รายการสำคัญ ทั้งพระราชบัญญัติล้มละลาย พ.ศ.2483 ก็ได้บัญญัติเรื่องนี้ไว้แล้วในมาตรา 90/60 วรรคสอง การที่ข้อกำหนดดังกล่าวตกไปจึงไม่กระทบถึงความสมบูรณ์ของแผนที่เหลืออยู่ กรณีจึงสมควรให้ความเห็นชอบด้วยแผนเว้นแต่ข้อกำหนดที่ตกเป็นโมฆะดังกล่าว

พิพากษาแก้เป็นว่า มีคำสั่งเห็นชอบด้วยแผน เว้นแต่ข้อกำหนดในแผนฟื้นฟูกิจการ ข้อ 7.2 วรรคสาม ที่ว่า เจ้าหนี้ตกลงจะไม่ใช้สิทธิเรียกร้องหรือดำเนินคดีหรือบังคับคดีใด ๆ กับผู้ค้ำประกัน ผู้จำนอง ผู้จำนำ ซึ่งได้ให้ไว้เป็นประกันในภาระหนี้ใด ๆ ของลูกหนี้ตลอดระยะเวลาที่แผนยังคงมีผลใช้บังคับที่ตกเป็นโมฆะ ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นนี้ให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 150
พ.ร.บ.ล้มละลาย พ.ศ.2483 ม. 90/60 วรรคสอง
ชื่อคู่ความ
ลูกหนี้ผู้ร้องขอ — บริษัทเดโชโมลด์แอนด์ไดคาสติ้ง จำกัด
เจ้าหนี้รายที่ 3 — บริษัทบริหารสินทรัพย์กรุงเทพพาณิชย์ จำกัด
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลล้มละลายกลาง — นายชาญชัย ศรีแสงทรัพย์
ชื่อองค์คณะ
วีระพล ตั้งสุวรรณ
มนูพงศ์ รุจิกัณหะ
สมควร วิเชียรวรรณ
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 15695/2555
#540883
เปิดฉบับเต็ม

สถานที่ที่โรงแรม ข. ตั้งอยู่ ไม่มีระเบียบข้อบังคับหรือข้อบัญญัติที่ออกโดยชอบด้วยกฎหมายของฝ่ายปกครอง อำเภอปากช่อง เกี่ยวกับการก่อสร้างและใช้สระว่ายน้ำเอกชน โจทก์ จ. ผู้ตาย และ ม. กับครอบครัวของ น. เข้าพักที่โรงแรม ข. ผู้ตาย ม. และ ด.ญ.ด. ว่ายน้ำอยู่ในสระว่ายน้ำของโรงแรม โดยมี จ. นั่งอยู่ริมสระว่ายน้ำ ขณะที่ผู้ตายว่ายน้ำอยู่กลางสระ ผู้ตายจมน้ำ ม. ว่ายไปช่วยแต่ช่วยไม่ได้จึงเรียก จ. ลงไปช่วย จ. ลงในสระช่วยผู้ตาย แต่ช่วยไม่ได้จึงให้ ม. ไปตามโจทก์ โจทก์จึงกระโดดลงไปดำน้ำช่วยจนกระทั่งสามารถดึงผู้ตายขึ้นมาที่ขอบสระได้และช่วยปฐมพยาบาลเบื้องต้น แล้วนำผู้ตายส่งโรงพยาบาลปากช่องนานา แพทย์ตรวจร่างกายผู้ตายพบว่าผู้ตายไม่รู้สึกตัว ไม่หายใจ หัวใจไม่เต้น วัดความดันไม่ได้ ม่านตาไม่ตอบสนอง แสดงว่าผู้ตายเสียชีวิตก่อนถึงโรงพยาบาล ต่อมาโจทก์และ จ. ร้องทุกข์ต่อพนักงานสอบสวน พนักงานสอบสวนมีความเห็นสั่งฟ้องจำเลยทั้งสองแต่พนักงานอัยการมีคำสั่งไม่ฟ้อง คดีถึงที่สุด

ประเด็นที่ต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ว่า โจทก์มีสิทธิยื่นฟ้องแทน จ. เหตุแห่งการฟ้องในครั้งนี้เกิดจากโจทก์อ้างว่าจำเลยทั้งสองกระทำละเมิดต่อโจทก์ ทำให้โจทก์ได้รับความเสียหาย จึงมิใช่เป็นการฟ้องในเรื่องสินสมรสเพราะไม่เกี่ยวกับรายได้หรือผลประโยชน์ที่เกิดจากการทำมาหาได้ร่วมกัน จึงเป็นสิทธิของแต่ละคนที่จะฟ้องเรียกค่าสินไหมทดแทนจากผู้กระทำละเมิดตามสิทธิที่มีอยู่เป็นการเฉพาะตัวตามที่บทบัญญัติของกฎหมายให้อำนาจไว้

การที่จำเลยทั้งสองจัดให้มีสระว่ายน้ำไว้ในโรงแรมก็เพื่อเป็นทางเลือกที่จะให้ลูกค้าเข้าใช้บริการโรงแรมของจำเลยทั้งสองเพิ่มขึ้นมิฉะนั้นจำเลยทั้งสองคงไม่สร้างสระว่ายน้ำในปี 2540 ซึ่งต้องใช้เงินถึง 560,000 บาท ทั้งสระว่ายน้ำของจำเลยทั้งสองมีความลึกสูงสุด 2.55 เมตร และบริเวณที่ลึกที่สุดมีลักษณะเป็นกรวยลงไปด้วย ลักษณะดังกล่าวของสระว่ายน้ำ ทำให้ยากต่อการช่วยเหลือผู้ที่จมน้ำ ดังนั้น จำเป็นอย่างยิ่งที่จำเลยทั้งสองจะต้องจัดให้มีเจ้าหน้าที่รักษาความปลอดภัยเพื่อดูแลความปลอดภัยและช่วยเหลือผู้ใช้บริการเมื่อเกิดอุบัติเหตุตลอดเวลาที่เปิดบริการ ชุดปฐมพยาบาลประจำสระว่ายน้ำ อุปกรณ์ช่วยชีวิต เช่น ไม้ช่วยชีวิต ห่วงชูชีพ โฟมช่วยชีวิต เครื่องช่วยหายใจ ทั้งจะต้องมีป้ายบอกแสดงความลึกของสระว่ายน้ำให้ผู้ใช้บริการทราบ ซึ่งจำเลยทั้งสองได้คิดค่าบริการส่วนนี้รวมกับค่าเช่าที่พักแล้วไม่ว่าทางตรงหรือทางอ้อมก็ตาม หากจำเลยทั้งสองจัดหาบุคลากรและอุปกรณ์ต่างๆ ดังกล่าว เมื่อผู้ตายจมน้ำก็สามารถช่วยเหลือผู้ตายให้รอดชีวิตได้ แต่เนื่องจากจำเลยทั้งสองขาดบุคลากรและอุปกรณ์จึงเป็นเหตุให้โจทก์ ภริยาโจทก์และบุตรโจทก์ไม่สามารถช่วยผู้ตายขึ้นจากสระว่ายน้ำ ซึ่งได้ความจากโจทก์และภริยาโจทก์ว่า พื้นสระว่ายน้ำของจำเลยทั้งสองลื่นเนื่องจากขาดการดูแลรักษา สระว่ายน้ำของจำเลยทั้งสองเปิดให้บุคคลที่มาใช้บริการโรงแรมของจำเลยทั้งสองเข้าใช้ได้ โดยส่วนที่ลึกที่สุดลึกถึง 2.55 เมตร ซึ่งท่วมศีรษะของบุคคลทั่วไป หากมีบุคคลหนึ่งบุคคลใดที่ว่ายน้ำไม่เป็นหรืออาจจะเป็นเด็กเล็ก หรือผู้สูงวัยพลัดตกลงไปอาจจมน้ำเสียชีวิตได้ ควรอย่างยิ่งที่จำเลยทั้งสองจะจัดหาบุคลากรที่มีความรู้ความชำนาญในการช่วยเหลือผู้ที่ประสบภัยจากการจมน้ำมาคอยดูแลหรือมีเชือกกั้นแสดงเขตส่วนที่ลึกท่วมศีรษะเพื่อป้องกันมิให้ผู้ที่ใช้สระว่ายน้ำจมน้ำได้ ซึ่งจำเลยทั้งสองสามารถกระทำได้แต่หาได้กระทำไม่ แม้ว่าสระว่ายน้ำในโรงแรมของจำเลยทั้งสองจะตั้งอยู่ที่อำเภอปากช่อง จังหวัดนครราชสีมา แต่หาทำให้ความสำคัญของสระว่ายน้ำแตกต่างไปจากสระว่ายน้ำในกรุงเทพมหานครไม่ แม้ อ.บ.ต. หมูสีและอำเภอปากช่องจะไม่มีข้อบังคับหรือข้อบัญญัติเกี่ยวกับการก่อสร้างสระว่ายน้ำ ก็หาทำให้จำเลยทั้งสองพ้นความรับผิดในกรณีที่มีผู้ประสบภัยจมน้ำตายดังเช่นผู้ตายในคดีนี้ไม่ ทั้งนี้เพราะการที่จำเลยทั้งสองมีสระว่ายน้ำซึ่งลึกและมีสภาพเป็นกรวยย่อมเป็นที่เล็งเห็นได้ว่าหากบุคคลที่ว่ายน้ำไม่เป็นหรือเกิดเป็นตะคริวจมน้ำลงไปย่อมถึงแก่ความตาย หรือเด็กอาจพลัดตกลงไปถึงแก่ความตายได้ ทั้งเป็นเรื่องที่จำเลยทั้งสองจะต้องป้องกันเองโดยไม่จำเป็นต้องมีข้อบังคับหรือระเบียบใดๆ ของทางราชการออกมาบังคับอีกชั้นหนึ่ง

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยทั้งสองร่วมกันชำระเงิน 10,358,754.05 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงิน 10,111,000 บาท นับถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์

จำเลยทั้งสองให้การขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยทั้งสองร่วมกันชำระค่าสินไหมทดแทนแก่โจทก์ 1,122,703.50 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันที่ 31 ธันวาคม 2547 เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ กับให้จำเลยทั้งสองใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ โดยกำหนดค่าทนายความ 20,000 บาท เฉพาะค่าขึ้นศาลให้ใช้แทนเท่าที่โจทก์ชนะคดี

โจทก์และจำเลยทั้งสองอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 3 พิพากษาแก้เป็นว่า ให้จำเลยทั้งสองร่วมกันใช้เงิน 776,938 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันที่ 31 ธันวาคม 2547 เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ ให้จำเลยทั้งสองร่วมกันใช้ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์แทนโจทก์ โดยกำหนดค่าทนายความให้ 6,000 บาท เฉพาะค่าขึ้นศาลให้ใช้แทนเท่าทุนทรัพย์ที่โจทก์ชนะคดีในชั้นอุทธรณ์ คืนค่าขึ้นศาลชั้นอุทธรณ์ส่วนที่เกิน 32,270 บาท แก่โจทก์ นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

โจทก์และจำเลยทั้งสองฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงฟังได้ว่า ผู้ตายเป็นบุตรโดยชอบด้วยกฎหมายของโจทก์และนางจิระภรณ์ จำเลยที่ 1 เป็นผู้ครอบครองที่ดินที่ตั้งโรงแรมเขาใหญ่ คาวบอย ซิตี้ รีสอร์ท และร่วมลงทุนก่อสร้างโรงแรมทั้งให้ใช้เลขประจำตัวผู้เสียภาษีในการออกใบเสร็จรับเงินของโรงแรมกับมีชื่อเป็นเจ้าของโรงแรม จำเลยที่ 2 เป็นผู้จัดการทั่วไปของโรงแรม โรงแรมให้บริการเช่าที่พักซึ่งมีสิ่งอำนวยความสะดวก ประกอบด้วย ลู่วิ่ง สนามเด็กเล่น ขี่ม้า จักรยานเสือภูเขา เดินป่า ส่องสัตว์ รถเช่า รวมทั้งสระว่ายน้ำขนาดความกว้าง 7.5 เมตร ความยาว 13.63 เมตร มีความลึกตั้งแต่ 1 เมตร ถึง 2.55 เมตร ปูด้วยพื้นไวนิล บริเวณสระว่ายน้ำไม่มีเจ้าหน้าที่รักษาความปลอดภัยเพื่อดูแลความปลอดภัยและช่วยเหลือผู้ใช้บริการ ไม่มีชุดปฐมพยาบาลประจำสระว่ายน้ำ ไม่ติดประกาศวิธีปฐมพยาบาลช่วยคนจมน้ำ ไม่มีอุปกรณ์ประจำสระว่ายน้ำที่ช่วยชีวิต เช่น ห่วงชูชีพ โฟมช่วยชีวิต เครื่องช่วยหายใจ ไม่มีป้ายบอกแสดงความลึกของสระว่ายน้ำ และไม่มีป้ายเตือนในการใช้สระว่ายน้ำซึ่งตามพระราชบัญญัติสาธารณสุข พ.ศ.2535 มาตรา 31 บัญญัติให้รัฐมนตรีโดยคำแนะนำของคณะกรรมการมีอำนาจประกาศในราชกิจจานุเบกษากำหนดให้กิจการใดเป็นกิจการอันตรายต่อสุขภาพ และได้มีประกาศกระทรวงสาธารณสุข ฉบับที่ 5/2538 ออกตามความในมาตราดังกล่าว ประกาศให้การประกอบกิจการโรงแรมหรือกิจกรรมอื่นทำนองเดียวกันเป็นกิจการที่เป็นอันตรายต่อสุขภาพ และมาตรา 32 บัญญัติให้ราชการท้องถิ่นมีอำนาจออกหลักเกณฑ์และเงื่อนไขทั่วไปสำหรับให้ผู้ดำเนินการดังกล่าวปฏิบัติเกี่ยวกับการดูแลสุขภาพหรือสุขลักษณะของสถานที่ที่ใช้ดำเนินกิจการและมาตรการป้องกันอันตรายต่อสุขภาพ นอกจากนี้ข้อบังคับของกรุงเทพมหานครว่าด้วยหลักเกณฑ์การประกอบการค้าซึ่งเป็นที่รังเกียจ หรืออาจเป็นอันตรายแก่สุขภาพประเภทการจัดตั้งสระว่ายน้ำ พ.ศ.2530 กำหนดให้จัดให้มีเจ้าหน้าที่รักษาความปลอดภัยซึ่งมีความชำนาญในการว่ายน้ำและสามารถให้การปฐมพยาบาลได้ ผลัดเปลี่ยนกันเพื่อดูแลความปลอดภัยและช่วยเหลือผู้ใช้บริการเมื่อเกิดอุบัติเหตุประจำอยู่ตลอดเวลาที่สระว่ายน้ำเปิดบริการ และจัดให้มีอุปกรณ์ไม้ช่วยชีวิตหรือวัตถุอื่นยาวไม่น้อยกว่า 3.5 เมตร ห่วงชูชีพ เช่น ยางในรถยนต์เส้นผ่าศูนย์กลางไม่น้อยกว่า 15 นิ้ว ผูกไว้กับเชือกยาวไม่น้อยกว่าความกว้างของสระว่ายน้ำ โฟมช่วยชีวิตอย่างน้อย 2 อัน เครื่องช่วยหายใจสำหรับเด็กและผู้ใหญ่อย่างละ 1 เครื่อง แสดงความลึกของสระว่ายน้ำไว้ให้เห็นชัดเจน ซึ่งองค์การบริหารส่วนตำบลหมูสีไม่มีข้อบังคับหรือข้อบัญญัติเกี่ยวกับการก่อสร้างสระว่ายน้ำ และอำเภอปากช่องซึ่งเป็นสถานที่ตั้งของโรงแรมเขาใหญ่ คาวบอย ซิตี้ รีสอร์ท ตั้งอยู่ ไม่มีระเบียบข้อบังคับหรือข้อบัญญัติที่ออกโดยชอบด้วยกฎหมายของฝ่ายปกครอง อำเภอปากช่อง เกี่ยวกับการก่อสร้างและใช้สระว่ายน้ำเอกชน โจทก์ นางจิระภรณ์ ผู้ตาย และนายมนูศักดิ์กับครอบครัวของนายนฤทธิ์ เข้าพักที่โรงแรมเขาใหญ่ คาวบอย ซิตี้ รีสอร์ท ผู้ตาย นายมนูศักดิ์และเด็กหญิงเรือนแก้ว ว่ายน้ำอยู่ในสระว่ายน้ำของโรงแรมโดยมีนางจิระภรณ์นั่งอยู่ริมสระว่ายน้ำ ขณะที่ผู้ตายว่ายน้ำอยู่กลางสระ ผู้ตายจมน้ำ นายมนูศักดิ์ว่ายไปช่วยแต่ช่วยไม่ได้จึงเรียกนางจิระภรณ์ลงไปช่วย นางจิระภรณ์ลงในสระช่วยผู้ตาย แต่ช่วยไม่ได้จึงให้นายมนูศักดิ์ไปตามโจทก์ โจทก์จึงกระโดดลงไปดำน้ำช่วยจนกระทั่งสามารถดึงผู้ตายขึ้นมาที่ขอบสระได้และช่วยปฐมพยาบาลเบื้องต้น แล้วนำผู้ตายส่งโรงพยาบาลปากช่องนานา แพทย์ตรวจร่างกายผู้ตายพบว่าผู้ตายไม่รู้สึกตัว ไม่หายใจ หัวใจไม่เต้น วัดความดันไม่ได้ ม่านตาไม่ตอบสนอง แสดงว่า ผู้ตายเสียชีวิตก่อนถึงโรงพยาบาล ต่อมาโจทก์และนางจิระภรณ์ร้องทุกข์ต่อพนักงานสอบสวน พนักงานสอบสวนมีความเห็นสั่งฟ้องจำเลยทั้งสอง แต่พนักงานอัยการมีคำสั่งไม่ฟ้อง คดีถึงที่สุด

มีประเด็นวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ว่า โจทก์มีสิทธิยื่นฟ้องแทนนางจิระภรณ์มารดาผู้ตายหรือไม่ โดยโจทก์ฎีกาว่า การยื่นฟ้องของโจทก์เป็นการฟ้องเพื่อสงวนบำรุงรักษาสินสมรส หรือเพื่อประโยชน์แก่สินสมรสนั้น เห็นว่า เหตุแห่งการฟ้องในครั้งนี้เกิดจากโจทก์อ้างว่าจำเลยทั้งสองกระทำละเมิดต่อโจทก์ ทำให้โจทก์ได้รับความเสียหาย จึงมิใช่เป็นการฟ้องในเรื่องสินสมรสเพราะไม่เกี่ยวกับรายได้หรือผลประโยชน์ที่เกิดจากการทำมาหาได้ร่วมกันจึงเป็นสิทธิของแต่ละคนที่จะฟ้องเรียกค่าสินไหมทดแทนจากผู้กระทำละเมิดตามสิทธิที่มีอยู่เป็นการเฉพาะตัวตามที่บทบัญญัติของกฎหมายให้อำนาจไว้ ฎีกาของโจทก์ฟังไม่ขึ้น

มีประเด็นวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยทั้งสองว่า เหตุละเมิดเกิดจากความประมาทเลินเล่อของจำเลยทั้งสองหรือไม่ โดยจำเลยทั้งสองฎีกาว่า องค์การบริหารส่วนตำบลหมูสีและอำเภอปากช่องไม่มีระเบียบ ข้อบัญญัติที่บังคับเจ้าของสระว่ายน้ำที่จะต้องมีเจ้าหน้าที่รักษาความปลอดภัย ชุดปฐมพยาบาลประจำสระว่ายน้ำ ปิดประกาศวิธีการปฐมพยาบาลช่วยคนจมน้ำไว้บริเวณสระ รวมทั้งมีอุปกรณ์ประจำสระว่ายน้ำคือ ไม้ช่วยชีวิต ห่วงชูชีพ โฟมช่วยชีวิต เครื่องช่วยหายใจ และป้ายบอกแสดงความลึกของสระว่ายน้ำ เห็นว่า การที่จำเลยทั้งสองจัดให้มีสระว่ายน้ำไว้ในโรงแรมก็เพื่อเป็นทางเลือกที่จะให้ลูกค้าเข้าใช้บริการโรงแรมของจำเลยทั้งสองเพิ่มขึ้น มิฉะนั้นจำเลยทั้งสองคงไม่สร้างสระว่ายน้ำในปี 2540 ซึ่งต้องใช้เงินถึง 560,000 บาท ทั้งสระว่ายน้ำของจำเลยทั้งสองมีความลึกสูงสุด 2.55 เมตร และบริเวณที่ลึกที่สุดมีลักษณะเป็นกรวยลงไปและลักษณะดังกล่าวของสระว่ายน้ำ ทำให้ยากต่อการช่วยเหลือผู้ที่จมน้ำ ดังนั้น จำเป็นอย่างยิ่งที่จำเลยทั้งสองจะต้องจัดให้มีเจ้าหน้าที่รักษาความปลอดภัยเพื่อดูแลความปลอดภัยและช่วยเหลือผู้ใช้บริการเมื่อเกิดอุบัติเหตุตลอดเวลาที่เปิดบริการ ชุดปฐมพยาบาลประจำสระว่ายน้ำ อุปกรณ์ช่วยชีวิต เช่น ไม้ช่วยชีวิต ห่วงชูชีพ โฟมช่วยชีวิต เครื่องช่วยหายใจ ทั้งจะต้องมีป้ายบอกแสดงความลึกของสระว่ายน้ำให้ผู้ใช้บริการทราบ ซึ่งจำเลยทั้งสองได้คิดค่าบริการส่วนนี้รวมกับค่าเช่าที่พักแล้วไม่ว่าทางตรงหรือทางอ้อมก็ตาม หากจำเลยทั้งสองจัดหาบุคลากรและอุปกรณ์ต่าง ๆ เมื่อผู้ตายจมน้ำก็สามารถช่วยเหลือผู้ตายให้รอดชีวิตได้ แต่เนื่องจากจำเลยทั้งสองขาดบุคลากรและอุปกรณ์ดังกล่าวจึงเป็นเหตุให้โจทก์ ภริยาโจทก์และบุตรไม่สามารถช่วยผู้ตายขึ้นจากสระว่ายน้ำ ซึ่งได้ความจากโจทก์และภริยาโจทก์ว่า พื้นสระว่ายน้ำของจำเลยทั้งสองลื่นเนื่องจากขาดการดูแลรักษา ซึ่งคำเบิกความดังกล่าวสอดคล้องกับภาพถ่ายสระว่ายน้ำ ที่สระว่ายน้ำของจำเลยทั้งสองอยู่ในสภาพทรุดโทรมขาดการดูแลรักษา ซึ่งสระว่ายน้ำของจำเลยทั้งสองเปิดให้บุคคลที่มาใช้บริการโรงแรมของจำเลยทั้งสองเข้าใช้ได้ โดยส่วนที่ลึกที่สุดลึกถึง 2.55 เมตร ซึ่งท่วมศีรษะบุคคลทั่วไป หากมีบุคคลหนึ่งบุคคลใดที่ว่ายน้ำไม่เป็นหรืออาจจะเป็นเด็กเล็ก หรือผู้สูงวัยพลัดตกลงไปอาจจมน้ำเสียชีวิตได้ ควรอย่างยิ่งที่จำเลยทั้งสองจะจัดหาบุคลากรที่มีความรู้ความชำนาญในการช่วยเหลือผู้ที่ประสบภัยจากการจมน้ำมาคอยดูแลหรือมีเชือกกั้นแสดงเขตส่วนที่ลึกท่วมศีรษะเพื่อป้องกันมิให้ผู้ที่ใช้สระว่ายน้ำจมน้ำได้ ซึ่งจำเลยทั้งสองสามารถกระทำได้แต่หาได้กระทำไม่ แม้สระว่ายน้ำในโรงแรมของจำเลยทั้งสองจะตั้งอยู่ที่อำเภอปากช่อง จังหวัดนครราชสีมา แต่หาทำให้ความสำคัญของสระว่ายน้ำแตกต่างไปจากสระว่ายน้ำในกรุงเทพมหานครไม่ แม้องค์การบริหารส่วนตำบลหมูสีและอำเภอปากช่องจะไม่มีข้อบังคับหรือข้อบัญญัติเกี่ยวกับการก่อสร้างสระว่ายน้ำ ก็หาทำให้จำเลยทั้งสองพ้นความรับผิดในกรณีที่มีผู้ประสบภัยจมน้ำตายดังเช่นผู้ตายในคดีนี้ไม่ ทั้งนี้เพราะการที่จำเลยทั้งสองมีสระว่ายน้ำซึ่งลึกและมีสภาพเป็นกรวยย่อมเป็นที่เล็งเห็นได้ว่าหากบุคคลที่ว่ายน้ำไม่เป็นหรือเกิดเป็นตะคริวจมน้ำลงไปย่อมถึงแก่ความตาย หรือเด็กอาจพลัดตกลงไปถึงแก่ความตายได้ ทั้งเป็นเรื่องที่จำเลยทั้งสองจะต้องป้องกันเองโดยไม่จำเป็นต้องมีข้อบังคับหรือระเบียบใด ๆ ของทางราชการออกมาบังคับอีกชั้นหนึ่ง ฎีกาข้อนี้ของจำเลยทั้งสองฟังไม่ขึ้น

พิพากษาแก้เป็นว่า ให้จำเลยทั้งสองร่วมกันชำระเงิน 1,256,938 บาท นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 3 ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาเห็นสมควรให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 420
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นายพงษ์ศักดิ์ เมธาพนิชกุล
จำเลย — นายอาทร สีตวรรณมาศ กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดสีคิ้ว — นายปณิธาน วิสุทธากร
ศาลอุทธรณ์ภาค 3 — นายวรณัฏฐ์ สังข์ใหม่
ชื่อองค์คณะ
ศิริชัย วัฒนโยธิน
ทวีป ตันสวัสดิ์
พศวัจณ์ กนกนาก
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 15693/2555
#532949
เปิดฉบับเต็ม

ในสัญญาซึ่งเป็นนิติกรรมทำโดยบุคคลสองฝ่าย ประโยชน์อันเป็นผลสุดท้ายที่ทั้งสองฝ่ายต้องการ คู่กรณีทั้งสองฝ่ายจะต้องร่วมรู้กัน จึงจะเป็นวัตถุที่ประสงค์ของนิติกรรมสัญญานั้น ถ้าคู่สัญญาแต่ฝ่ายเดียวรู้ถึงการกระทำของตนว่าเป็นการฝ่าฝืนต้องห้ามโดยกฎหมาย โดยอีกฝ่ายมิได้ร่วมรู้ด้วยนั้น จะว่านิติกรรมสัญญานั้น มีวัตถุประสงค์เป็นการฝ่าฝืนต้องห้ามโดยกฎหมาย ตกเป็นโมฆะตาม ป.พ.พ. มาตรา 150 ไม่ได้ การที่โจทก์ที่ 1 กับพวกนำเงินมาฝากกับจำเลยทั้งสามก็เป็นเพราะต้องการได้ดอกเบี้ยหรือเงินปันผลตอบแทนและเมื่อเรียกเงินคืนก็จะได้เงินคืนครบจำนวนตามมาตรา 672 เพียงเท่านั้น ส่วนที่จำเลยทั้งสามจะร่วมกันนำเงินที่รับฝากไปหาประโยชน์ในลักษณะการประกอบธุรกิจประเภทรับฝากเงินที่ต้องจ่ายคืนเมื่อทวงถาม หรือใช้ประโยชน์เงินนั้นในทางหนึ่งหรือหลายทาง โดยทำเป็นปกติธุระหรือไม่ อย่างไร จะเป็นการต้องห้ามชัดแจ้งโดยกฎหมายหรือไม่ ล้วนเป็นเรื่องที่จำเลยทั้งสามดำเนินการไปเอง โจทก์ที่ 1 กับพวกมิได้ร่วมรู้เห็นและเป็นเรื่องนอกเหนือเจตนาของโจทก์ที่ 1 กับพวก จำเลยทั้งสามจึงไม่อาจยกข้อต่อสู้ว่าวัตถุประสงค์ในประกอบกิจการหาประโยชน์จากเงินที่รับฝากของกลุ่มออมทรัพย์ต้องห้ามชัดแจ้งโดยกฎหมายขึ้นอ้างยันโจทก์ที่ 1 กับพวกได้ นิติกรรมรับฝากเงินระหว่างโจทก์ที่ 1 กับจำเลยทั้งสาม จึงไม่เป็นโมฆะ โจทก์ที่ 1 กับพวกมีสิทธิเรียกเงินฝากคืนได้

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยทั้งสามร่วมกันชำระเงินแก่โจทก์ที่ 1 จำนวน 89,062 บาท โจทก์ที่ 2 จำนวน 17,100 บาท โจทก์ที่ 3 จำนวน 9,500 บาท โจทก์ที่ 4 จำนวน 3,562 บาท โจทก์ที่ 5 จำนวน 10,567 บาท โจทก์ที่ 6 จำนวน 15,200 บาท โจทก์ที่ 7 จำนวน 11,875 บาท โจทก์ที่ 8 จำนวน 9,500 บาท โจทก์ที่ 9 จำนวน 2,375 บาท โจทก์ที่ 10 จำนวน 14,250 บาท โจทก์ที่ 11 จำนวน 7,362 บาท โจทก์ที่ 12 จำนวน 22,325 บาท โจทก์ที่ 13 จำนวน 15,437 บาท โจทก์ที่ 14 จำนวน 17,812 บาท โจทก์ที่ 15 จำนวน 14,487 บาท โจทก์ที่ 16 จำนวน 9,500 บาท โจทก์ที่ 17 จำนวน 2,375 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี จากต้นเงินของโจทก์แต่ละคนนับถัดจากวันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จ

จำเลยทั้งสามให้การขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยทั้งสามร่วมกันชำระเงินแก่โจทก์ที่ 1 จำนวน 75,000 บาท โจทก์ที่ 3 จำนวน 8,000 บาท โจทก์ที่ 4 จำนวน 3,000 บาท โจทก์ที่ 5 จำนวน 8,900 บาท โจทก์ที่ 6 จำนวน 12,800 บาท โจทก์ที่ 8 จำนวน 8,000 บาท โจทก์ที่ 9 จำนวน 2,000 บาท โจทก์ที่ 10 จำนวน 12,000 บาท โจทก์ที่ 12 จำนวน 18,800 บาท โจทก์ที่ 13 จำนวน 13,000 บาท โจทก์ที่ 14 จำนวน 15,000 บาท โจทก์ที่ 15 จำนวน 12,200 บาท โจทก์ที่ 16 จำนวน 8,000 บาท และโจทก์ที่ 17 จำนวน 2,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี จากต้นเงินของโจทก์แต่ละคนนับแต่วันฟ้อง (วันที่ 29 สิงหาคม 2544) จนกว่าจะชำระเสร็จ กับให้จำเลยทั้งสามร่วมกันใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ที่ 1 ที่ 3 ถึงที่ 6 ที่ 8 ถึงที่ 10 และที่ 12 ถึงที่ 17 โดยกำหนดค่าทนายความ 1,200 บาท ยกฟ้องโจทก์ที่ 2 ที่ 7 และที่ 11 ค่าฤชาธรรมเนียมระหว่างโจทก์ที่ 2 ที่ 7 และที่ 11 กับจำเลยทั้งสามให้เป็นพับ

จำเลยทั้งสามอุทธรณ์

ระหว่างพิจารณาของศาลอุทธรณ์ภาค 7 จำเลยที่ 1 ถึงแก่ความตาย ทนายโจทก์ทั้งสิบเจ็ดยื่นคำร้องขอให้หมายเรียกนางช่าย นายสามารถ และนายวีระ ทายาทของจำเลยที่ 1 เข้าเป็นคู่ความแทน ศาลอุทธรณ์ภาค 7 มีคำสั่งว่า ไม่ปรากฏว่านางช่ายเป็นภริยาชอบด้วยกฎหมายของจำเลยที่ 1 จึงไม่อนุญาต แล้วตั้งนายสามารถและนายวีระเป็นคู่ความแทน

ศาลอุทธรณ์ภาค 7 พิพากษาแก้เป็นว่า ให้ยกฟ้องโจทก์ที่ 1 ที่ 3 ถึงที่ 6 ที่ 8 ถึงที่ 10 และที่ 12 ถึงที่ 17 เสียด้วย ค่าทนายความในศาลชั้นต้นให้เป็นพับ นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ

โจทก์ที่ 1 ที่ 3 ถึงที่ 6 ที่ 8 ถึงที่ 10 และที่ 12 ถึงที่ 17 ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงในเบื้องต้นรับฟังเป็นยุติได้ว่า เมื่อปี 2531 ราษฎร์หมู่บ้านหนองแขมน้อย หมู่ที่ 2 ตำบลสามร้อยยอด กิ่งอำเภอสามร้อยยอด จังหวัดประจวบคีรีขันธ์ รวมตัวกันตั้งกลุ่มออมทรัพย์เพื่อการผลิต โดยมีเจ้าหน้าที่พัฒนาชุมชนอำเภอปราณบุรี เป็นผู้แนะนำและให้คำปรึกษาช่วงเริ่มแรกมีการรับฝากเงินและปล่อยเงินให้กู้แก่สมาชิก ผู้ฝากเงินจะได้รับประโยชน์ตอบแทนเป็นเงินปันผลหรือดอกเบี้ยทุกปี จำเลยทั้งสามให้ฐานะเป็นกรรมการกลุ่มร่วมกันรับฝากเงินจากโจทก์ที่ 1 ที่ 3 ถึงที่ 7 ที่ 8 ถึงที่ 10 และที่ 12 ถึงที่ 17 ไว้ ระหว่างฝากเงิน โจทก์ที่ 1 กับพวกได้รับดอกเบี้ยตลอดมาทุกปีจนถึงสิ้นปี 2541 จำเลยทั้งสามไม่จ่ายดอกเบี้ย โจทก์ที่ 1 กับพวกจึงขอฝากเงินสะสมคืน แต่จำเลยทั้งสามเพิกเฉย

คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ที่ 1 กับพวกประการแรกว่า การรับฝากเงินระหว่างฝ่ายโจทก์กับจำเลยทั้งสามเป็นโมฆะเพราะเหตุที่จำเลยทั้งสามนำเงินที่รับฝากไปประกอบธุรกิจอันเป็นการต้องห้ามตามพระราชบัญญัติการธนาคารพาณิชย์ พ.ศ.2505 มาตรา 8 หรือไม่ เห็นว่า ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 150 บัญญัติว่า การใดมีวัตถุประสงค์เป็นการต้องห้ามชัดแจ้งโดยกฎหมาย...การนั้นเป็นโมฆะ ซึ่งตามบทบัญญัติดังกล่าว ในสัญญาซึ่งเป็นนิติกรรมทำโดยบุคคลสองฝ่าย ประโยชน์อันเป็นผลสุดท้ายที่ทั้งสองฝ่ายต้องการคู่กรณีทั้งสองฝ่ายจะต้องร่วมรู้กันจึงจะเป็นวัตถุที่ประสงค์ของนิติกรรมสัญญานั้น ถ้าคู่สัญญาแต่ฝ่ายเดียวรู้ถึงการกระทำของตนว่าเป็นการฝ่าฝืนต้องห้ามโดยกฎหมายโดยอีกฝ่ายมิได้ร่วมรู้เห็นด้วยนั้น จะว่านิติกรรมสัญญานั้นมีวัตถุประสงค์เป็นการฝ่าฝืนต้องห้ามโดยกฎหมายไม่ได้ ข้อเท็จจริงฟังได้ว่ากลุ่มออมทรัพย์เพื่อการผลิตบ้านหนองแขมน้อย ตั้งขึ้นโดยมิได้จดทะเบียนจัดตั้งเป็นนิติบุคคลตามกฎหมาย มีวัตถุประสงค์เพื่อให้สมาชิกในกลุ่มพัฒนาตนเองและพัฒนาชุมชนให้ช่วยเหลือและสามารถพึ่งพาตนเองได้ ส่งเสริมให้สมาชิกออมทรัพย์และสะสมเงินรายได้ของตนนำมารวมกันเพื่อให้สมาชิกในกลุ่มกู้เงินไปประกอบอาชีพโดยผู้ฝากจะได้รับประโยชน์ตอบแทนเป็นเงินปันผลหรือดอกเบี้ย ลักษณะเป็นการช่วยเหลือกันในกลุ่มเฉพาะสมาชิก มิได้เป็นองค์กรที่มุ่งแสวงหากำไร กรรมการกลุ่มมาจากการเลือกตั้ง ตั้งแต่เริ่มจัดตั้งเมื่อปี 2531 จำเลยที่ 2 เป็นประธานกลุ่ม จำเลยที่ 1 เป็นรองประธาน จำเลยที่ 3 เป็นกรรมการและเลขานุการ ดำเนินกิจการกลุ่มมาโดยตลอด จำเลยทั้งสามรับฝากเงินจากโจทก์ที่ 1 กับพวกและจากบุคคลอื่น โดยมอบสมุดสัจจะสะสมทรัพย์ไว้เป็นหลักฐาน และตกลงจะให้ดอกเบี้ยตอบแทนแก่ผู้ฝากเป็นรายปี จากนั้นจำเลยทั้งสามจะนำเงินที่รับฝากไปบริหารจัดการหาประโยชน์ โดยดอกเบี้ยที่จ่ายให้ผู้ฝากได้ความจากโจทก์ที่ 1 เบิกความว่า เป็นอัตราไม่เท่ากันทุกปี ขึ้นอยู่กับว่าจำเลยทั้งสามจะนำเงินที่รับฝากไปลงทุนหรือหาประโยชน์ได้มากน้อยเท่าใด ซึ่งการตกลงจะให้ผู้ใดกู้เงินกลุ่ม จำเลยที่ 2 จะพิจารณาร่วมกับจำเลยที่ 1 และที่ 3 เท่านั้น ตามพฤติการณ์เห็นได้ว่า การจัดหาประโยชน์จากเงินฝากของกลุ่มออมทรัพย์อยู่ในความดูแลรับผิดชอบของจำเลยทั้งสามร่วมกันมาโดยตลอดตั้งแต่จัดตั้งกลุ่มเมื่อปี 2531 จนถึงปี 2541 ที่โจทก์ที่ 1 กับพวกเรียกเงินคืน รวมเวลาเกือบ 10 ปี โจทก์ที่ 1 กับพวกไม่มีส่วนเกี่ยวข้อง การที่โจทก์ที่ 1 กับพวกนำเงินมาฝากกับจำเลยทั้งสามก็เป็นเพราะต้องการได้ดอกเบี้ยหรือเงินปันผลตอบแทนและเมื่อเรียกเงินคืนก็จะได้เงินคืนครบจำนวนตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 672 เท่านั้น ส่วนที่จำเลยทั้งสามจะร่วมกันนำเงินที่รับฝากไปหาประโยชน์ในลักษณะการประกอบธุรกิจประเภทรับฝากเงินที่ต้องจ่ายคืนเมื่อทวงถาม หรือใช้ประโยชน์เงินนั้นในทางหนึ่งหรือหลายทาง โดยทำเป็นปกติธุระหรือไม่ อย่างไร จะเป็นการต้องห้ามชัดแจ้งโดยกฎหมายหรือไม่ ล้วนเป็นเรื่องที่จำเลยทั้งสามดำเนินการไปเอง โจทก์ที่ 1 กับพวกมิได้ร่วมรู้เห็นในการกระทำของจำเลยทั้งสามและเป็นเรื่องนอกเหนือเจตนาของโจทก์ที่ 1 กับพวก จำเลยทั้งสามจึงไม่อาจยกข้อต่อสู้ว่าวัตถุประสงค์ในประกอบกิจการหาประโยชน์จากเงินที่รับฝากของกลุ่มออมทรัพย์ต้องห้ามชัดแจ้งโดยกฎหมายขึ้นอ้างยันโจทก์ที่ 1 กับพวกได้ นิติกรรมรับฝากเงินระหว่างโจทก์ที่ 1 กับจำเลยทั้งสามจึงไม่เป็นโมฆะ โจทก์ที่ 1 กับพวกมีสิทธิเรียกเงินฝากคืนได้ ฎีกาของโจทก์ที่ 1 กับพวกข้อนี้ฟังขึ้น

พิพากษาแก้เป็นว่า ให้บังคับคดีไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์และชั้นฎีกาให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 150
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นางสำลี ร่วมชาติ กับพวก
จำเลย — นายแผ่ว ธิบดี กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดประจวบคีรีขันธ์ — นายวิริยะ วัชรนพวิภา
ศาลอุทธรณ์ภาค 7 — นายจักรกฤช เจริญเลิศ
ชื่อองค์คณะ
วิจิตร วิสุชาติ
พินิจ สายสอาด
วิทยา วีระประจักษ์
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 15690/2555
#537979
เปิดฉบับเต็ม

หนังสือมอบอำนาจซึ่งปิดอากรแสตมป์ 30 บาท ครบถ้วนตามบัญชีอัตราอากรแสตมป์ท้ายประมวลรัษฎากร แต่ไม่มีการขีดฆ่าอากรแสตมป์ ย่อมถือว่ายังไม่ปิดอากรแสตมป์บริบูรณ์ดังที่บัญญัติไว้ในประมวลรัษฎากร มาตรา 118 จึงไม่อาจใช้หนังสือมอบอำนาจเป็นพยานหลักฐานเพื่อรับฟังว่ามีการมอบอำนาจให้ดำเนินคดีแทน

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยทั้งสามร่วมกันหรือแทนกันชำระเงิน 300,000 บาท แก่โจทก์ พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี จากต้นเงินดังกล่าวนับแต่วันถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จ

จำเลยที่ 1 และที่ 2 ให้การขอให้ยกฟ้อง

จำเลยที่ 3 ขาดนัดยื่นคำให้การและขาดนัดพิจารณา

ในวันนัดสืบพยานโจทก์ วันที่ 20 มิถุนายน 2550 ทนายโจทก์ยื่นคำร้องขอเลื่อนคดีอ้างว่า โจทก์ต้องไปร่วมงานฌาปนกิจศพพี่ชายโจทก์ ศาลชั้นต้นมีคำสั่งว่าศาลนัดสืบพยานโจทก์เวลาเช้า กำหนดการฌาปนกิจศพเวลา 16 นาฬิกา โจทก์เดินทางมาศาลได้ไม่อนุญาตให้เลื่อนคดี ยกคำร้อง ค่าคำร้องเป็นพับ

ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง ให้โจทก์ใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนจำเลยทั้งสามโดยกำหนดค่าทนายความ 4,000 บาท

โจทก์อุทธรณ์คำสั่งและคำพิพากษาศาลชั้นต้น

ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษายืน ให้โจทก์ใช้ค่าทนายความชั้นอุทธรณ์แก่จำเลยที่ 1 และที่ 2 รวม 9,000 บาท

โจทก์ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ในข้อกฎหมายว่า หนังสือมอบอำนาจ ที่โจทก์อ้างว่าโจทก์มอบอำนาจให้นายจิรพงศ์ ดำเนินคดีแทนโจทก์ซึ่งปิดอากรแสตมป์ถูกต้องตามประมวลรัษฎากรแต่ไม่ได้มีการขีดฆ่าจะใช้เป็นพยานหลักฐานในคดีนี้ได้หรือไม่ โดยโจทก์ฎีกาว่า จากการนำสืบพยานของโจทก์โดยมีนายจิรพงศ์ผู้รับมอบอำนาจโจทก์เบิกความยืนยันว่าโจทก์มอบอำนาจให้นายจิรพงศ์ฟ้องคดีโดยได้ลงลายมือชื่อใน ส่วนจำเลยที่ 1 และที่ 2 หาได้นำสืบหักล้างไม่ เพียงแต่กล่าวอ้างลอย ๆ ไม่มีน้ำหนักน่าเชื่อถือ หนังสือมอบอำนาจ ซึ่งปิดอากรแสตมป์ครบถ้วน แม้ไม่ได้มีการขีดฆ่า แต่ในความบกพร่องดังกล่าวเป็นความผิดพลาดที่สามารถแก้ไขได้ หาใช่ไม่อาจแก้ไขได้เลย มิใช่กรณีมิได้มีการปิดอากรแสตมป์ไว้เลย ดังนั้นโจทก์จึงสามารถแก้ไขให้ถูกต้องได้ตามคำร้องที่ขออนุญาตขีดฆ่าอากรแสตมป์ท้ายฎีกานี้ เห็นว่า หนังสือมอบอำนาจ ซึ่งปิดอากรแสตมป์จำนวน 30 บาท ครบถ้วนตามบัญชีอัตราอากรแสตมป์ท้ายประมวลรัษฎากร แต่ไม่มีการขีดฆ่าอากรแสตมป์ กรณีดังกล่าวย่อมถือว่ายังไม่ปิดอากรแสตมป์บริบูรณ์ดังที่บัญญัติไว้ในประมวลรัษฎากร มาตรา 118 ดังนั้นจึงไม่อาจใช้หนังสือมอบอำนาจดังกล่าวเป็นพยานหลักฐานเพื่อรับฟังว่าโจทก์มอบอำนาจให้นายจิรพงศ์ฟ้องและดำเนินคดีนี้แทนโจทก์ ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 1 หยิบยกปัญหาข้อกฎหมายข้อนี้ขึ้นวินิจฉัยและฟังว่าโจทก์ไม่มีอำนาจฟ้องจึงชอบแล้ว ไม่มีเหตุที่ศาลฎีกาจะเปลี่ยนแปลงแก้ไข ปัญหาตามฎีกาของโจทก์ที่ว่าศาลชั้นต้นไม่อนุญาตให้โจทก์เลื่อนคดีชอบหรือไม่ ไม่จำต้องวินิจฉัยเพราะไม่ทำให้ผลของคดีเปลี่ยนแปลง ส่วนที่โจทก์ฎีกาว่าที่ศาลอุทธรณ์ภาค 1 กำหนดให้โจทก์ใช้ค่าทนายความแก่จำเลยที่ 1 และที่ 2 รวม 9,000 บาท สูงเกินไปนั้น เห็นว่า การกำหนดค่าทนายความดังกล่าวอยู่ในดุลพินิจของศาลอุทธรณ์ภาค 1 ซึ่งเป็นไปตามตาราง 6 ท้ายประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง โดยคำนึงถึงความยากง่ายแห่งคดีและความสุจริตในการดำเนินคดี ดังนั้นที่ศาลอุทธรณ์ภาค 1 กำหนดค่าทนายความมานั้นจึงชอบแล้ว ไม่มีเหตุที่ศาลฎีกาจะเปลี่ยนแปลงแก้ไข ฎีกาของโจทก์ฟังไม่ขึ้น

พิพากษายืน ให้โจทก์ใช้ค่าทนายความชั้นฎีกาแก่จำเลยที่ 1 และที่ 2 รวม 6,000 บาท
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 420
ป.รัษฎากร ม. 118
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นายชะนะ ทรงสถาพรวงศ์
จำเลย — นางจรรยา สุวรรณวนิชกิจ กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลแขวงสมุทรปราการ — นายกิตติศักดิ์ แสงเภา
ศาลอุทธรณ์ภาค 1 — นายไพฑูรย์ ณัถฤทธิ์
ชื่อองค์คณะ
เกษม เกษมปัญญา
อนันต์ วงษ์ประภารัตน์
จินดา ปัณฑะโชติ
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 15686/2555
#555024
เปิดฉบับเต็ม

คดีนี้เป็นเรื่องที่โจทก์ฟ้องเรียกร้องให้จำเลยรับผิดชดใช้ค่าเสียหายในกรณีที่จำเลยไม่ไปลงนามในสัญญาซื้อขายอันเป็นการปฏิบัติผิดเงื่อนไขที่จำเลยผู้เสนอราคาต้องปฏิบัติตามใบสอบราคา เป็นเหตุให้โจทก์ได้รับความเสียหาย โดยโจทก์ได้บอกเลิกการสั่งซื้อรถยนต์จากจำเลยแล้ว ซึ่งเป็นกรณีที่ไม่มีกฎหมายบัญญัติเรื่องอายุความไว้โดยเฉพาะ จึงมีอายุความ 10 ปี ตาม ป.พ.พ. มาตรา 193/30 โจทก์บอกเลิกสัญญาและจำเลยได้รับหนังสือเมื่อวันที่ 9 ธันวาคม 2547 และโจทก์ฟ้องคดีนี้เมื่อวันที่ 1 ตุลาคม 2551 ยังไม่เกิน 10 ปี ฟ้องโจทก์จึงยังไม่ขาดอายุความ

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องและแก้ไขคำฟ้องขอให้บังคับจำเลยชำระเงิน 336,506.25 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงิน 262,000 บาท นับถัดจากวันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์

จำเลยให้การขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยชำระเงิน 262,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงินดังกล่าวนับแต่วันที่ 17 ธันวาคม 2547 เป็นต้นไป จนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ แต่ดอกเบี้ยคิดถึงวันฟ้อง (ฟ้องวันที่ 1 ตุลาคม 2551) ต้องไม่เกิน 74,506.25 บาท ให้จำเลยใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์โดยกำหนดค่าทนายความ 3,000 บาท

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ

จำเลยฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงที่คู่ความไม่ได้โต้แย้งกันในชั้นนี้ฟังว่า โจทก์ประกาศให้ผู้สนใจยื่นคำเสนอราคาขายรถยนต์ตู้โดยวิธีการสอบราคาซื้อจำนวน 2 คัน โดยมีรายละเอียดและเงื่อนไขว่าผู้เสนอราคาต้องรับผิดต่อราคาที่เสนอ หากผู้เสนอราคาได้รับแจ้งการตกลงสั่งซื้อจากโจทก์แล้วไม่ไปรับใบสั่งซื้อ หรือไม่ไปลงนามทำสัญญาภายในเวลาที่กำหนด โจทก์มีสิทธิยกเลิกราคาและเรียกร้องเบี้ยปรับ หรือพิจารณาราคาของผู้เสนอราคารายอื่น หรือสอบราคาใหม่และหากราคาที่ตกลงซื้อสูงกว่าราคาที่เสนอไว้ ผู้เสนอราคาต้องรับผิดชอบชดใช้จนครบถ้วน จำเลยเป็นผู้ยื่นคำเสนอราคารถยนต์ต่อโจทก์ในราคาคันละ 794,000 บาท โดยยอมปฏิบัติตามรายละเอียดและเงื่อนไขที่ผู้เสนอราคาต้องปฏิบัติ โจทก์แจ้งให้จำเลยไปลงนามในสัญญาซื้อขายแล้ว จำเลยเพิกเฉย โจทก์จึงบอกเลิกการสั่งซื้อแก่จำเลยและประกาศสอบราคาใหม่โดยโจทก์ต้องซื้อรถยนต์จำนวน 2 คันจากผู้อื่น ในราคาสูงกว่าที่จำเลยเสนอแก่โจทก์ โจทก์จึงเรียกค่าเสียหายแก่จำเลย

มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยประการเดียวว่า ฟ้องโจทก์ขาดอายุความหรือไม่ เห็นว่า คดีนี้เป็นเรื่องที่โจทก์ฟ้องเรียกร้องให้จำเลยรับผิดชดใช้ค่าเสียหายในกรณีที่จำเลยไม่ไปลงนามในสัญญาซื้อขายอันเป็นการปฏิบัติผิดเงื่อนไขที่จำเลยผู้เสนอราคาต้องปฏิบัติตามใบสอบราคา เป็นเหตุให้โจทก์ได้รับความเสียหาย โดยโจทก์ได้บอกเลิกการสั่งซื้อรถยนต์จากจำเลยแล้ว ซึ่งเป็นกรณีที่ไม่มีกฎหมายบัญญัติเรื่องอายุความไว้โดยเฉพาะ จึงมีอายุความ 10 ปี ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 193/30 โจทก์บอกเลิกสัญญาและจำเลยได้รับหนังสือเมื่อวันที่ 9 ธันวาคม 2547 และโจทก์ฟ้องคดีนี้เมื่อวันที่ 1 ตุลาคม 2551 ยังไม่เกิน 10 ปี ฟ้องโจทก์จึงไม่ขาดอายุความ ที่ศาลอุทธรณ์พิพากษามา ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาของจำเลยฟังไม่ขึ้น

พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 193/30
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — การไฟฟ้าส่วนภูมิภาค
บริษัทบางกอก วี.เอ.แมชีนเนอรี่ แอนด์
จำเลย — พาร์ทส์ จำกัด
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลแพ่ง — นายสมชาย พวงภู่
ศาลอุทธรณ์ — นายสุนัย มโนมัยอุดม
ชื่อองค์คณะ
ไมตรี ศรีอรุณ
สมควร วิเชียรวรรณ
วัฒนชัย โชติชูตระกูล
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 15677/2555
#528572
เปิดฉบับเต็ม

โจทก์ฟ้องขอให้จำเลยชำระหนี้เงินกู้และประสงค์จะบังคับทรัพย์จำนองซึ่งเป็นหลักประกัน แม้ในคำขอท้ายฟ้องของโจทก์จะระบุเพียงว่า หากจำเลยไม่ชำระหนี้ให้นำทรัพย์จำนองออกขายทอดตลาดนำเงินมาชำระหนี้แก่โจทก์ แต่ตามคำฟ้องของโจทก์ได้บรรยายแสดงให้เห็นแล้วว่าหากมีการบังคับจำนองเอาทรัพย์สินที่จำนองออกขายทอดตลาดได้เงินสุทธิไม่พอชำระหนี้ จำเลยตกลงชำระหนี้ส่วนที่ขาดจำนวนจากทรัพย์สินอื่นของจำเลยให้แก่โจทก์จนครบ ตามหนังสือสัญญาจำนองและสัญญาต่อท้ายสัญญาจำนองที่ดินเป็นประกันเอกสารท้ายคำฟ้อง ซึ่งถือเป็นส่วนหนึ่งของคำฟ้องเช่นเดียวกัน แม้สัญญาประนีประนอมยอมความระหว่างโจทก์กับจำเลย ข้อ 4 จะระบุเพียงว่า หากจำเลยผิดนัดข้อหนึ่งข้อใดให้ถือว่าจำเลยผิดนัดทั้งสิ้น และยินยอมให้โจทก์บังคับได้ทันที แต่สัญญาประนีประนอมยอมความมิได้กล่าวไว้ว่าหากจำเลยผิดนัดแล้วให้โจทก์บังคับคดีได้แต่เฉพาะทรัพย์สินซึ่งจำนองเป็นประกันเท่านั้น แสดงว่าโจทก์ประสงค์ที่จะบังคับคดีเอาจากทรัพย์สินอื่นนอกเหนือจากทรัพย์จำนองซึ่งเป็นหลักประกันตามข้อตกลงในหนังสือสัญญาจำนองและสัญญาต่อท้ายสัญญาจำนองที่ดินเป็นประกันด้วย ส่วนสัญญาประนีประนอมยอมความข้อ 5 ที่ว่า โจทก์และจำเลยตกลงตามข้อ 1 ถึงข้อ 4 และไม่ติดใจเรียกร้องสิ่งใดอีกนั้น ก็หมายความแต่เพียงว่า โจทก์จะไม่เรียกร้องเงินนอกเหนือไปจากจำนวนเงินหรือหนี้ที่ตกลงกันไว้ในข้อ 1 ถึงข้อ 4 เท่านั้น เมื่อจำเลยซึ่งเป็นลูกหนี้ผิดสัญญาประนีประนอมยอมความและมีการบังคับคดีขายทอดตลาดทรัพย์จำนองไม่พอชำระหนี้ โจทก์ในฐานะเจ้าหนี้ตามคำพิพากษาจึงชอบที่จะบังคับชำระหนี้จากทรัพย์สินอื่นของจำเลยนอกเหนือจากที่จำนองไว้ได้ตาม ป.วิ.พ. มาตรา 271

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
คดีสืบเนื่องมาจากโจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยชำระเงินกู้ยืม 827,236 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 17 ต่อปี ของต้นเงิน 694,998 บาท นับถัดจากวันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ หากไม่ชำระให้นำทรัพย์จำนองออกขายทอดตลาดนำเงินมาชำระหนี้แก่โจทก์ ต่อมาโจทก์และจำเลยตกลงทำสัญญาประนีประนอมยอมความกันว่า จำเลยยินยอมชดใช้เงิน 827,236 บาท แก่โจทก์พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 6.5 ต่อปี ของต้นเงิน 694,998 บาท นับถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จ โดยตกลงผ่อนชำระเป็นรายเดือนและกำหนดชำระเงินทั้งหมดให้เสร็จสิ้นภายในห้าปีนับแต่วันทำยอม หากจำเลยผิดนัดข้อหนึ่งข้อใดตามสัญญาให้ถือว่าผิดนัดทั้งสิ้นและให้โจทก์คิดดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 17 ต่อปี ของต้นเงินค้างชำระ นับแต่วันผิดนัดเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จและยินยอมให้โจทก์บังคับคดีได้ทันที โจทก์และจำเลยไม่ติดใจเรียกร้องสิ่งใดอีก และศาลชั้นต้นมีคำพิพากษาตามยอมในวันเดียวกัน

โจทก์ยื่นคำร้องขอให้ศาลชั้นต้นมีคำสั่งให้เจ้าพนักงานบังคับคดีดำเนินการยึดทรัพย์สินอื่นของจำเลยออกขายทอดตลาดเพื่อนำเงินมาชำระหนี้ให้แก่โจทก์จนครบ

ศาลชั้นต้นมีคำสั่งยกคำร้อง

โจทก์อุทธรณ์เฉพาะปัญหาข้อกฎหมายโดยตรงต่อศาลฎีกาโดยได้รับอนุญาตจากศาลชั้นต้นตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 223 ทวิ

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงเบื้องต้นรับฟังว่า โจทก์และจำเลยตกลงทำสัญญาประนีประนอมยอมความกันว่า จำเลยยินยอมชดใช้เงิน 827,236 บาท แก่โจทก์พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 6.5 ต่อปี ของต้นเงิน 694,998 บาท นับถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จ โดยตกลงผ่อนชำระเป็นรายเดือนและกำหนดชำระเงินทั้งหมดให้เสร็จสิ้นภายในห้าปีนับแต่วันทำยอม หากจำเลยผิดนัดข้อหนึ่งข้อใดตามสัญญาให้ถือว่าผิดนัดทั้งสิ้น และให้โจทก์คิดดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 17 ต่อปี ของต้นเงินค้างชำระนับแต่วันผิดนัดเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จและยินยอมให้โจทก์บังคับคดีได้ทันทีโจทก์และจำเลยไม่ติดใจเรียกร้องสิ่งใดอีก และศาลชั้นต้นมีคำพิพากษาตามยอมในวันเดียวกัน ต่อมาจำเลยผิดนัดไม่ชำระหนี้ตามสัญญาประนีประนอมยอมความ โจทก์นำเจ้าพนักงานบังคับคดียึดทรัพย์จำนอง คือ ที่ดินตามหนังสือรับรองการทำประโยชน์เลขที่ 4260 ตำบลเขื่องคำ อำเภอเมืองยโสธร จังหวัดยโสธร ออกขายทอดตลาดแล้ว แต่ได้เงินไม่พอชำระหนี้ เบื้องต้นคดีนี้ โจทก์อุทธรณ์และขออนุญาตอุทธรณ์เฉพาะปัญหาข้อกฎหมายโดยตรงต่อศาลฎีกา แม้ศาลชั้นต้นมิได้สั่งอนุญาต แต่การที่จำเลยได้รับสำเนาคำร้องแล้วไม่คัดค้านและศาลชั้นต้นสั่งให้ส่งสำนวนไปยังศาลฎีกา ถือว่าศาลชั้นต้นอนุญาตให้จำเลยยื่นอุทธรณ์โดยตรงต่อศาลฎีกาตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 223 ทวิ วรรคหนึ่ง แล้ว

มีปัญหาวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของโจทก์ว่า โจทก์มีสิทธิบังคับคดีโดยการยึดทรัพย์สินอื่นของจำเลยออกขายทอดตลาดนำเงินมาชำระหนี้ให้แก่โจทก์หรือไม่ เห็นว่า โจทก์ฟ้องขอให้จำเลยชำระหนี้เงินกู้และประสงค์จะบังคับทรัพย์จำนองซึ่งเป็นหลักประกัน แม้ในคำขอท้ายฟ้องของโจทก์จะระบุเพียงว่า หากจำเลยไม่ชำระหนี้ให้นำทรัพย์จำนองออกขายทอดตลาดนำเงินมาชำระหนี้แก่โจทก์ แต่ตามคำฟ้องของโจทก์ได้บรรยายแสดงให้เห็นแล้วว่า หากมีการบังคับจำนองเอาทรัพย์สินที่จำนองออกขายทอดตลาดได้เงินสุทธิไม่พอชำระหนี้ จำเลยตกลงชำระหนี้ส่วนที่ขาดจำนวนจากทรัพย์สินอื่นของจำเลยให้แก่โจทก์จนครบ ตามหนังสือสัญญาจำนองและสัญญาต่อท้ายสัญญาจำนองที่ดินเป็นประกันเอกสารท้ายคำฟ้อง ข้อ 3 ซึ่งถือว่าเป็นส่วนหนึ่งของคำฟ้องเช่นเดียวกัน แม้สัญญาประนีประนอมยอมความระหว่างโจทก์กับจำเลย ข้อ 4 จะระบุเพียงว่า หากจำเลยผิดนัดข้อหนึ่งข้อใดให้ถือว่าจำเลยผิดนัดทั้งสิ้น และยินยอมให้โจทก์บังคับได้ทันที แต่สัญญาประนีประนอมยอมความมิได้กล่าวไว้ว่าหากจำเลยผิดนัดแล้วให้โจทก์บังคับคดีได้แต่เฉพาะทรัพย์สินซึ่งจำนองเป็นประกันเท่านั้น แสดงว่าโจทก์ประสงค์ที่จะบังคับคดีเอาจากทรัพย์สินอื่นนอกเหนือจากทรัพย์จำนองซึ่งเป็นหลักประกันตามข้อตกลงในหนังสือสัญญาจำนองและสัญญาต่อท้ายสัญญาจำนองที่ดินเป็นประกันด้วย ดังนั้น โจทก์จึงชอบที่จะบังคับชำระหนี้จากทรัพย์สินอื่นของจำเลยได้ตามบทบัญญัติแห่งประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 271 ส่วนสัญญาประนีประนอมยอมความข้อ 5 ที่ว่า โจทก์และจำเลยตกลงตามข้อ 1 ถึงข้อ 4 และไม่ติดใจเรียกร้องสิ่งใดอีก ก็หมายความแต่เพียงว่าโจทก์จะไม่เรียกร้องเงินนอกเหนือไปจากจำนวนเงินหรือหนี้ที่ตกลงกันไว้ในข้อ 1 ถึงข้อ 4 เท่านั้น ฉะนั้น เมื่อจำเลยซึ่งเป็นลูกหนี้ผิดสัญญาประนีประนอมยอมความและมีการบังคับคดีขายทอดตลาดทรัพย์จำนองไม่พอชำระหนี้ โจทก์ในฐานะเจ้าหนี้ตามคำพิพากษาย่อมบังคับเอาทรัพย์สินอื่นนอกเหนือจากที่จำนองไว้ได้ หาได้หมายความว่าโจทก์จะบังคับชำระหนี้ได้แต่เพียงทรัพย์ที่จำนองตามคำขอท้ายฟ้องเท่านั้นไม่ อุทธรณ์ของโจทก์ฟังขึ้น

อนึ่ง ศาลชั้นต้นมีคำสั่งยกคำร้องของโจทก์โดยไม่ได้สั่งเรื่องค่าฤชาธรรมเนียมเป็นการไม่ถูกต้อง ศาลฎีกาเห็นควรแก้ไขให้ถูกต้อง

พิพากษากลับเป็นว่า ให้เพิกถอนคำสั่งของเจ้าพนักงานบังคับคดีที่ยกคำขอของโจทก์ และให้เจ้าพนักงานบังคับคดีดำเนินการบังคับคดีเพื่อนำเงินมาชำระหนี้โจทก์ตามคำพิพากษาตามยอมต่อไป ค่าฤชาธรรมเนียมในศาลชั้นต้นและศาลฎีกาชั้นนี้ให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ. ม. 271
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — สหกรณ์ออมทรัพย์ครูยโสธร จำกัด
จำเลย — นางศิวิไล ไชยวิเศษ
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดยโสธร — นายสัมฤทธิ์ ทินบุตร
ชื่อองค์คณะ
สมสันต์ ศุภศาสตรสิน
สุรศักดิ์ คีรีวิเชียร
สุรพันธ์ ละอองมณี
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 15674/2555
#532936
เปิดฉบับเต็ม

จำเลยเป็นเจ้าของที่ดินย่อมมีสิทธิกระทำการใด เพื่อป้องกันไม่ให้ผู้อื่นเข้ายุ่งเกี่ยวกับที่ดินของจำเลย แต่การใช้สิทธิของจำเลยต้องเป็นไปโดยสุจริต และไม่เกิดความเสียหายแก่ผู้อื่นด้วย ที่ดินของจำเลยมีเนื้อที่เพียง 35 ตารางวา เป็นรูปสามเหลี่ยมชายธง มีความกว้างสุดประมาณ 2 เมตร ตามสภาพย่อมไม่สามารถใช้ประโยชน์ในการปลูกสร้างอาคารหรือสิ่งก่อสร้างขนาดใหญ่ที่จะบดบังทัศนียภาพหน้าที่ดินที่เป็นตึกแถวตั้งอยู่ได้ ซึ่งทัศนียภาพดังกล่าวเป็นคูน้ำและทางหลวงสายสุพรรณบุรี - ชัยนาท หมายเลข 340 ที่อยู่หน้าที่ดินของจำเลย ส. เจ้าของที่ดินเดิมก็คงคาดหมายเช่นนี้ จึงสร้างตึกแถวขาย แต่เมื่อมีกำแพงทึบสูงถึง 2.70 เมตร ย่อมทำให้ชั้นล่างของตึกแถวถูกบดบังและผู้อยู่อาศัยย่อมไม่อาจเห็นทัศนียภาพดังกล่าวได้ ทำให้ผู้อยู่ในตึกแถวเสียโอกาสเห็นความเป็นไปบนทางหลวง และผู้สัญจรบนทางหลวงไม่อาจเห็นตึกแถวได้ชัดเจนเช่นกัน ย่อมทำให้ผู้อยู่ในตึกแถวเสียโอกาสในการค้าขาย การที่จำเลยทำกำแพงคอนกรีตทึบสูง 2.70 เมตร โดยขาดเหตุผล จึงเป็นการกระทำโดยไม่สุจริต และเป็นการใช้สิทธิซึ่งมีแต่ให้เกิดความเสียหายแก่โจทก์ทั้งสาม อันเป็นการไม่ชอบด้วย ป.พ.พ. มาตรา 421

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ทั้งสามฟ้องขอให้บังคับจำเลยรื้อถอนกำแพงคอนกรีตออก หากไม่ดำเนินการให้โจทก์ทั้งสามเป็นผู้ดำเนินการโดยจำเลยเป็นผู้ออกค่าใช้จ่าย

จำเลยให้การขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยรื้อถอนกำแพงคอนกรีตออกจนเหลือความสูงเพียงระดับยอดเสาปูนที่ใช้เป็นหลักของกำแพง ค่าฤชาธรรมเนียมให้เป็นพับ คำขออื่นให้ยก

โจทก์ทั้งสามและจำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 7 พิพากษาแก้เป็นว่า ให้จำเลยรื้อถอนกำแพง คงเหลือความสูงจากพื้นทางสาธารณประโยชน์ 1 เมตร ตลอดแนวกำแพง นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ

จำเลยฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงในเบื้องต้นรับฟังได้ว่า จำเลยเป็นเจ้าของที่ดินโฉนดเลขที่ 31071 มีเนื้อที่ 35 ตารางวา รูปที่ดินเป็นสามเหลี่ยมชายธง มีความกว้างในส่วนที่กว้างที่สุดประมาณ 2 เมตร ความยาวประมาณ 40 เมตร ด้านทิศตะวันตกของที่ดินจำเลยอยู่ติดกับทางสาธารณประโยชน์ด้านหน้าตึกแถวของโจทก์ทั้งสามซึ่งมีความกว้าง 7.50 เมตร ด้านทิศตะวันออกติดทางหลวงสายสุพรรณบุรี - ชัยนาท หมายเลข 340 ที่ดินบางส่วนของทางหลวงแผ่นดินด้านทิศตะวันตกในส่วนที่ติดกับที่ดินของจำเลยมีลักษณะเป็นคูน้ำ เมื่อเดือนกันยายน 2550 จำเลยได้ก่อสร้างกำแพงคอนกรีตทึบสูงประมาณ 2.70 เมตร ยาวประมาณ 40 เมตร อยู่ด้านทิศตะวันตกบนแนวเขตที่ดินของจำเลยทำให้รั้วดังกล่าวบังภูมิทัศน์และการมองเห็นจากตึกแถวของโจทก์ไปยังถนนสาธารณะ

คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยว่า การกระทำของจำเลยเป็นการใช้สิทธิโดยสุจริตหรือไม่ เห็นว่า จำเลยเป็นเจ้าของที่ดินย่อมมีสิทธิกระทำการใด ๆ เพื่อป้องกันไม่ให้ผู้อื่นเข้ายุ่งเกี่ยวกับที่ดินของจำเลย แต่การใช้สิทธิของจำเลยต้องเป็นไปโดยสุจริตและไม่เกิดความเสียหายแก่ผู้อื่นด้วย ที่ดินของจำเลยมีเนื้อที่เพียง 35 ตารางวา เป็นรูปสามเหลี่ยมชายธง มีความกว้างที่สุดประมาณ 2 เมตร ตามสภาพย่อมไม่สามารถใช้ประโยชน์ในการปลูกสร้างอาคารหรือสิ่งก่อสร้างขนาดใหญ่ที่จะบดบังทัศนียภาพหน้าที่ดินที่ตึกแถวตั้งอยู่ซึ่งทัศนียภาพดังกล่าวเป็นคูน้ำและทางหลวงสายสุพรรณบุรี - ชัยนาท หมายเลข 340 ที่อยู่หน้าที่ดินของจำเลย นางส่งศรี เจ้าของที่ดินเดิมก็คงคาดหมายเช่นนี้จึงได้สร้างตึกแถวเพื่อขาย แต่เมื่อมีกำแพงทึบสูงถึง 2.70 เมตร ย่อมทำให้ชั้นล่างของตึกแถวถูกบดบังและผู้อยู่อาศัยย่อมไม่อาจเห็นทัศนียภาพดังกล่าวได้ เมื่อพิจารณาถึงเหตุผลที่จำเลยกล่าวอ้างว่าทำกำแพงเพื่อป้องกันการทิ้งขยะ ก็ปรากฏว่าจำเลยทำกำแพงทึบเพียงด้านเดียวเฉพาะด้านหน้าตึกแถว ซึ่งหากจะมีการทิ้งขยะจริงการสร้างกำแพงลักษณะเช่นนี้ย่อมไม่อาจป้องกันการทิ้งขยะได้ ส่วนที่จำเลยอ้างว่าเป็นการแสดงอาณาเขตเพื่อป้องกันการรุกล้ำแนวเขตที่ดินนั้นเห็นว่า การสร้างกำแพงไม่จำต้องมีความสูงถึง 2.70 เมตร ก็สามารถป้องกันการรุกล้ำเขตที่ดินของจำเลยได้ ข้ออ้างในการสร้างกำแพงทึบสูงเช่นนี้จึงเป็นการขาดเหตุผลตามที่อ้าง และแสดงให้เห็นเจตนาของจำเลยว่าสร้างกำแพงเพื่อให้มีผลบดบังทัศนียภาพด้านหน้าตึกแถว และทำให้ผู้อยู่ในตึกแถวเสียโอกาสได้เห็นความเป็นไปบนทางหลวงและผู้ที่สัญจรอยู่บนทางหลวงก็ไม่อาจเห็นตึกแถวได้ชัดเจนเช่นกัน ย่อมทำให้ผู้อยู่ในตึกแถวเสียโอกาสในการค้าขายได้ การที่จำเลยทำกำแพงคอนกรีตทึบมีความสูง 2.70 เมตร นั้น จึงเป็นการกระทำโดยไม่สุจริต และเป็นการใช้สิทธิซึ่งมีแต่ให้เกิดความเสียหายแก่โจทก์ทั้งสาม อันเป็นการไม่ชอบด้วยประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 421 ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 7 วินิจฉัยให้ลดความสูงของกำแพงลงนั้นชอบแล้ว ฎีกาของจำเลยฟังไม่ขึ้น

พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมในชั้นฎีกาให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 421
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นางสาวเพชรี หวังพานิช กับพวก
จำเลย — นางสาวประวิช ศาลยาชีวิน
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดสุพรรณบุรี — นายนนท์ ทันตพงษ์
ศาลอุทธรณ์ภาค 7 — นายวีระพงศ์ สุดาวงศ์
ชื่อองค์คณะ
ศรีอัมพร ศาลิคุปต์
นพพร โพธิรังสิยากร
สรรทัศน์ เอี่ยมวรชัย
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 15663 -ที่ 15664/2555
#532997
เปิดฉบับเต็ม

พ.ร.บ.ห้ามเรียกดอกเบี้ยเกินอัตรา พ.ศ.2475 ใช้บังคับแก่การเรียกดอกเบี้ยในการกู้ยืมเงินเท่านั้นไม่อาจจะนำมาใช้บังคับแก่หนี้เงินที่เกิดจากมูลหนี้ประเภทอื่นได้ การคิดดอกเบี้ยในมูลหนี้การซื้อขายเช่นคดีนี้จึงไม่อยู่ในบังคับของ พ.ร.บ.ห้ามเรียกดอกเบี้ยเกินอัตรา พ.ศ.2475

พ.ร.บ.ล้มละลาย พ.ศ.2483 มาตรา 24 บัญญัติว่า "เมื่อศาลสั่งพิทักษ์ทรัพย์ของลูกหนี้แล้ว ห้ามมิให้ลูกหนี้กระทำการใด ๆ เกี่ยวกับทรัพย์สิน หรือกิจการของตน ..." หมายความว่าบุคคลที่ถูกพิทักษ์ทรัพย์จะดำเนินคดีในทางแพ่งด้วยตนเองหรือก่อหนี้สินขึ้นอีกในระหว่างพิทักษ์ทรัพย์อยู่ไม่ได้เท่านั้น หามีผลทำให้หนี้ที่เกิดขึ้นก่อนถูกพิทักษ์ทรัพย์ต้องสิ้นสุดหรือระงับไปด้วยไม่ และมิได้คุ้มครองให้ผู้กระทำผิดอาญาพ้นผิดไปด้วย คดีนี้เมื่อวันที่ 4 กรกฎาคม 2546 จำเลยออกเช็คลงวันที่ 15 ธันวาคม 2546 เพื่อชำระหนี้ตามหนังสือรับสภาพหนี้ จำเลยถูกพิทักษ์ทรัพย์เด็ดขาดเมื่อวันที่ 27 พฤศจิกายน 2546 หนี้ที่จำเลยออกเช็คจึงเป็นหนี้ที่เกิดขึ้นก่อนที่จำเลยจะถูกพิทักษ์ทรัพย์ แม้เช็คพิพาทดังกล่าวธนาคารตามเช็คจะปฏิเสธการจ่ายเงินเมื่อวันที่ 15 ธันวาคม 2546 หลังจากศาลมีคำสั่งพิทักษ์ทรัพย์เด็ดขาดจำเลยก็ตาม การกระทำความผิดทางอาญาของจำเลยยังดำเนินต่อไปได้และไม่ทำให้จำเลยพ้นผิด จำเลยจึงมีความผิดตาม พ.ร.บ.ว่าด้วยความผิดอันเกิดจากการใช้เช็ค พ.ศ.2534 มาตรา 4

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
คดีทั้งสองสำนวนนี้ ศาลชั้นต้นสั่งให้รวมพิจารณาเป็นคดีเดียวกัน โดยให้เรียกโจทก์ทั้งสองสำนวนว่า โจทก์ และเรียกจำเลยทั้งสองสำนวนว่า จำเลย โจทก์ฟ้องจำเลยทั้งสองสำนวน ขอให้ลงโทษตามพระราชบัญญัติว่าด้วยความผิดอันเกิดจากการใช้เช็ค พ.ศ.2534 มาตรา 4 ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 นับโทษจำเลยสำนวนหลังต่อจากโทษจำเลยสำนวนแรกและนับโทษจำเลยต่อจากโทษของจำเลยในคดีอาญาหมายเลขดำที่ 566/2547 และ 567/2547 ของศาลชั้นต้น

จำเลยให้การปฏิเสธ แต่รับว่าเป็นบุคคลคนเดียวกับจำเลยในคดีที่โจทก์ขอให้นับโทษต่อ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามพระราชบัญญัติว่าด้วยความผิดอันเกิดจากการใช้เช็ค พ.ศ.2534 มาตรา 4 (ที่ถูก มาตรา 4 (1) (2)) การกระทำของจำเลยเป็นความผิดหลายกรรมต่างกัน ให้ลงโทษทุกกรรมเป็นกระทงความผิดไปตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 จำคุกสำนวนแรก 2 กระทง กระทงละ 1 เดือน เป็นจำคุก 2 เดือน สำนวนหลัง 2 กระทง กระทงละ 1 เดือน เป็นจำคุก 2 เดือน รวมจำคุก 4 เดือน และนับโทษจำคุกในสำนวนหลังต่อจากโทษจำคุกในสำนวนแรก

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 7 พิพากษายืน

จำเลยฎีกา ศาลชั้นต้นมีคำสั่งไม่รับฎีกาของจำเลย

จำเลยอุทธรณ์คำสั่งไม่รับฎีกา ศาลฎีกามีคำสั่งให้รับฎีกาข้อ 2.3 และข้อ 2.5 ของจำเลย

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงรับฟังเป็นยุติในชั้นฎีกาว่า จำเลยออกเช็คพิพาทให้แก่นายอภิรัตน์ ผู้เสียหาย เพื่อชำระหนี้ตามหนังสือรับสภาพหนี้ เมื่อเช็คพิพาทถึงกำหนดชำระ ผู้เสียหายนำไปเรียกเก็บเงิน แต่ธนาคารตามเช็คปฏิเสธการจ่ายเงินเมื่อวันที่ 22 กันยายน 2546 วันที่ 15 ตุลาคม 2546 วันที่ 17 พฤศจิกายน 2546 และวันที่ 15 ธันวาคม 2546 ตามใบคืนเช็ค เมื่อวันที่ 27 พฤศจิกายน 2546 ศาลล้มละลายกลางมีคำสั่งพิทักษ์ทรัพย์จำเลยเด็ดขาด และวันที่ 20 กันยายน 2547 ศาลล้มละลายกลางพิพากษาให้จำเลยล้มละลาย มีปัญหาข้อกฎหมายต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยประการแรกว่า การคิดดอกเบี้ยในมูลหนี้หนี้เงินที่เกิดจากการซื้อขายสินค้าต้องอยู่ในบังคับของพระราชบัญญัติห้ามเรียกดอกเบี้ยเกินอัตรา พ.ศ.2475 หรือไม่ เห็นว่า พระราชบัญญัติห้ามเรียกดอกเบี้ยเกินอัตรา พ.ศ.2475 ใช้บังคับแก่การเรียกดอกเบี้ยในการกู้ยืมเงินเท่านั้น ไม่อาจจะนำมาใช้บังคับแก่หนี้เงินที่เกิดจากมูลหนี้ประเภทอื่นได้ การคิดดอกเบี้ยในมูลหนี้ซื้อขายเช่นคดีนี้จึงไม่อยู่ในบังคับของพระราชบัญญัติห้ามเรียกดอกเบี้ยเกินอัตรา พ.ศ.2475 ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 7 วินิจฉัยชอบแล้ว ฎีกาของจำเลยข้อนี้ฟังไม่ขึ้นมีปัญหาข้อกฎหมายต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยประการสุดท้ายว่า จำเลยออกเช็คลงวันที่ล่วงหน้า ความผิดเกิดขึ้นเมื่อธนาคารปฏิเสธการจ่ายเงินตามเช็คเป็นเวลาหลังจากจำเลยถูกศาลมีคำสั่งพิทักษ์ทรัพย์เด็ดขาดแล้ว การกระทำของจำเลยเป็นความผิดตามพระราชบัญญัติว่าด้วยความผิดอันเกิดจากการใช้เช็ค พ.ศ.2534 หรือไม่ เห็นว่าพระราชบัญญัติล้มละลาย พ.ศ.2483 มาตรา 24 บัญญัติว่า "เมื่อศาลสั่งพิทักษ์ทรัพย์ของลูกหนี้แล้ว ห้ามมิให้ลูกหนี้กระทำการใด ๆ เกี่ยวกับทรัพย์สินหรือกิจการของตน .... " หมายความว่าบุคคลที่ถูกพิทักษ์ทรัพย์จะดำเนินคดีในทางแพ่งด้วยตนเองหรือก่อหนี้สินขึ้นอีกในระหว่างพิทักษ์ทรัพย์อยู่ไม่ได้เท่านั้น หามีผลทำให้หนี้ที่เกิดขึ้นก่อนถูกพิทักษ์ทรัพย์ต้องสิ้นสุดหรือระงับไปด้วยไม่ และมิได้คุ้มครองให้ผู้กระทำผิดอาญาพ้นผิดไปด้วย คดีนี้เมื่อวันที่ 4 กรกฎาคม 2546 จำเลยออกเช็คลงวันที่ 15 ธันวาคม 2546 เพื่อชำระหนี้ตามหนังสือรับสภาพหนี้ จำเลยถูกพิทักษ์ทรัพย์เด็ดขาดเมื่อวันที่ 27 พฤศจิกายน 2546 หนี้ที่จำเลยออกเช็คจึงเป็นหนี้ที่เกิดขึ้นก่อนที่จำเลยจะถูกพิทักษ์ทรัพย์ แม้เช็คพิพาทดังกล่าวธนาคารตามเช็คจะปฏิเสธการจ่ายเงินเมื่อวันที่ 15 ธันวาคม 2546 หลังจากศาลมีคำสั่งพิทักษ์เด็ดขาดจำเลยก็ตาม การกระทำความผิดทางอาญาของจำเลยยังดำเนินต่อไปได้และไม่ทำให้จำเลยพ้นผิด จำเลยจึงมีความผิดตามพระราชบัญญัติว่าด้วยความผิดอันเกิดจากการใช้เช็ค พ.ศ.2534 มาตรา 4 ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 7 วินิจฉัยชอบแล้ว ฎีกาของจำเลยข้อนี้ฟังไม่ขึ้นเช่นกัน

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.ว่าด้วยความผิดอันเกิดจากการใช้เช็ค พ.ศ.2534 ม. 4
พ.ร.บ.ล้มละลาย พ.ศ.2483 ม. 24
พ.ร.บ.ห้ามเรียกดอกเบี้ยเกินอัตรา พ.ศ.2475
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการคดีศาลแขวงนครปฐม
จำเลย — นายณรงค์ กิติทัศน์เศรณี
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลแขวงนครปฐม — นายสมโภช อ่องจันทร์
ศาลอุทธรณ์ภาค 7 — นายธงชัย เสนามนตรี
ชื่อองค์คณะ
อภิรัตน์ ลัดพลี
กฤษฎิ์จิรัฐ คุณาจิรภรณ์
พศวัจณ์ กนกนาก
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 15658/2555
#538050
เปิดฉบับเต็ม

ฟ้องโจทก์ได้บรรยายแล้วว่า ยาที่จำเลยกับพวกร่วมกันผลิตเป็นยาปลอมโดยใช้วัตถุเทียมในการผลิตยา และเป็นยาที่แสดงชื่อหรือเครื่องหมายของผู้ผลิตและสถานที่ตั้งของผู้ผลิตไม่ตรงความจริง ส่วนตัวยาที่แท้จริงเป็นอย่างไร และวัตถุเทียมในการผลิตยาคือวัตถุอะไรเป็นรายละเอียดที่โจทก์สามารถนำสืบได้ในชั้นพิจารณา แม้ตอนต้นของฟ้องโจทก์จะบรรยายว่า การกระทำของจำเลยในความผิดฐานปลอมยา แต่ตอนท้ายบรรยายว่า เป็นยาที่มิได้ขึ้นทะเบียนตำรับยาต่อพนักงานเจ้าหน้าที่ ก็ไม่ขัดแย้งกันเพราะยาปลอมก็คือยาที่มิได้ขึ้นทะเบียนตำรับยาต่อพนักงานเจ้าหน้าที่ และความผิดฐานผลิตยาปลอม ฐานผลิตยาโดยไม่ขึ้นทะเบียนตำรับยา ฐานผลิตเพื่อขายเครื่องสำอางปลอม และฐานผลิตเพื่อขายซึ่งเครื่องสำอางควบคุมพิเศษโดยไม่แสดงฉลากให้ถูกต้องครบถ้วนหรือแสดงฉลากที่แจ้งแหล่งผลิตอันเป็นเท็จนั้น ไม่มีองค์ประกอบความผิดว่าทำให้เกิดความเสียหายแก่บุคคลหนึ่งบุคคลใด เมื่อจำเลยผลิตและมีไว้เพื่อขายยาปลอมและยาที่มิได้ขึ้นทะเบียนตำรับยา และผลิตเพื่อขายหรือมีไว้เพื่อขายเครื่องสำอางย่อมเป็นความผิดตามกฎหมายแล้ว คำฟ้องโจทก์จึงชอบด้วย ป.วิ.อ. มาตรา 158 (5) แล้ว

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามพระราชบัญญัติยา พ.ศ.2510 มาตรา 4, 12, 72, 73, 101, 117, 122, 126 พระราชบัญญัติเครื่องสำอาง พ.ศ.2535 มาตรา 4, 5, 30, 33, 34, 36, 56, 59, 63 ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 32, 33, 83, 91 ริบของกลางตามบัญชีของกลาง

จำเลยให้การรับสารภาพ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามพระราชบัญญัติยา พ.ศ.2510 มาตรา 72 (1) (4) วรรคหนึ่ง, 117 วรรคหนึ่ง, 122 พระราชบัญญัติเครื่องสำอาง พ.ศ.2535 มาตรา 30, 56 วรรคหนึ่ง, 33 (2), 36, 59 วรรคหนึ่ง (ที่ถูกต้องปรับบท มาตรา 34 (3), 59 วรรคสอง ด้วย) ประกอบประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83 การกระทำของจำเลยเป็นความผิดหลายกรรมต่างกัน ให้ลงโทษทุกกรรมเป็นกระทงความผิดไปตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 ฐานร่วมกันผลิตยาปลอมและฐานร่วมกันผลิตยาโดยไม่ขึ้นทะเบียนตำรับยาเป็นกรรมเดียวผิดต่อกฎหมายหลายบท ให้ลงโทษฐานผลิตยาปลอม ซึ่งเป็นบทที่มีโทษหนักที่สุดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 จำคุก 3 ปี ฐานร่วมกันผลิตเพื่อขายครีมอันเป็นเครื่องสำอางปลอม จำคุก 6 เดือน ฐานร่วมกันผลิตเพื่อขายซึ่งเครื่องสำอางควบคุมพิเศษโดยไม่แสดงฉลากให้ถูกต้องครบถ้วน แสดงฉลากที่แจ้งแหล่งผลิตอันเป็นเท็จ จำคุก 2 เดือน รวมจำคุก 3 ปี 8 เดือน จำเลยให้การรับสารภาพเป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษกึ่งหนึ่งตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คงจำคุก 1 ปี 10 เดือน พิเคราะห์รายงานการสืบเสาะและพินิจแล้ว เห็นว่า จำเลยได้ผลิตยาและเครื่องสำอางไปจำหน่ายโดยไม่ได้ขอใบอนุญาตและใบจดทะเบียนการค้าสินค้าเครื่องสำอาง การกระทำของจำเลยเป็นการแสวงหาผลประโยชน์ส่วนตัว โดยไม่คำนึงถึงความเดือดร้อนและความเสียหายของผู้อื่น อีกทั้งยังผลิตเครื่องสำอางปลอมที่มีสารปรอท แอมโมเนีย ซึ่งเป็นอันตรายต่อสุขภาพร่างกายของประชาชนซึ่งซื้อเครื่องสำอางจากจำเลยไปใช้ นับว่าเป็นเรื่องร้ายแรง จึงไม่รอการลงโทษให้ ริบของกลาง

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน

จำเลยฎีกา โดยผู้พิพากษาซึ่งลงชื่อในคำพิพากษาศาลอุทธรณ์อนุญาตให้ฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยประการแรกว่า ฟ้องโจทก์ชอบด้วยกฎหมายหรือไม่ เห็นว่า ฟ้องโจทก์ข้อ ก. ได้บรรยายแล้วว่ายาที่จำเลยกับพวกร่วมกันผลิตเป็นยาปลอมโดยใช้วัตถุเทียมในการผลิตยา และเป็นยาที่แสดงชื่อหรือเครื่องหมายของผู้ผลิตและสถานที่ตั้งของผู้ผลิตไม่ตรงความจริง ส่วนตัวยาที่แท้จริงเป็นอย่างไร และวัตถุเทียมในการผลิตยาคือวัตถุอะไรเป็นรายละเอียดที่โจทก์สามารถนำสืบได้ในชั้นพิจารณา แม้ตอนต้นของฟ้องโจทก์ข้อ ก. จะบรรยายว่าการกระทำของจำเลยในความผิดฐานปลอมยา แต่ตอนท้ายบรรยายว่าเป็นยาที่มิได้ขึ้นทะเบียนตำรับยาต่อพนักงานเจ้าหน้าที่ ก็ไม่ขัดแย้งกันเพราะยาปลอมก็คือเป็นยาที่มิได้ขึ้นทะเบียนตำรับยาต่อพนักงานเจ้าหน้าที่นั่นเอง ส่วนที่โจทก์มีคำขอให้ลงโทษจำเลยตามพระราชบัญญัติยา พ.ศ.2510 มาตรา 12, 101 ซึ่งเป็นความผิดฐานผลิต ขาย หรือนำหรือสั่งเข้ามาในราชอาณาจักรซึ่งยาแผนปัจจุบันโดยไม่ได้รับใบอนุญาตนั้น ก็เป็นคำขอนอกเหนือจากคำฟ้องซึ่งศาลไม่อาจลงโทษจำเลยได้ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 192 ไม่ใช่เป็นกรณีที่โจทก์ยอมรับว่าจำเลยกระทำการผลิตยาแผนปัจจุบันโดยไม่ได้รับใบอนุญาต ฟ้องโจทก์จึงไม่ขัดแย้งกับการกระทำความผิดฐานปลอมยา สำหรับฟ้องโจทก์ข้อ ข. นั้น โจทก์บรรยายฟ้องว่าจำเลยผลิตเพื่อขายและมีไว้เพื่อขายครีมว่านสมุนไพร 108 ซึ่งเป็นเครื่องสำอาง มิได้บรรยายฟ้องว่าจำเลยผลิตเพื่อขายและมีไว้เพื่อขายยาปลอมตามข้อ ก. ซึ่งเป็นเครื่องสำอางดังที่จำเลยฎีกา นอกจากนี้ความผิดตามคำฟ้องข้อ ก. และ ข้อ ข. ก็ไม่มีองค์ประกอบความผิดว่าทำให้เกิดความเสียหายแก่บุคคลหนึ่งบุคคลใด ดังนี้ เมื่อจำเลยผลิตและมีไว้เพื่อจำหน่ายยาปลอมและยาที่มิได้ขึ้นทะเบียนตำรับยา และผลิตเพื่อขายหรือมีไว้เพื่อขายเครื่องสำอางย่อมเป็นความผิดตามกฎหมายแล้ว ทั้งโจทก์ก็ได้บรรยายฟ้องแล้วว่าอุปกรณ์การผลิตปรากฏตามบัญชีของกลางเอกสารท้ายฟ้องหมายเลข 1 คำฟ้องของโจทก์จึงชอบด้วยประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 158 (5) แล้ว ฎีกาของจำเลยข้อนี้ฟังไม่ขึ้น

มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยประการต่อไปว่า การกระทำของจำเลยเป็นความผิดตามฟ้องหรือไม่ โดยจำเลยอ้างว่าจำเลยได้ส่งเอกสารรายงานผลการทดสอบเครื่องสำอางฉบับลงวันที่ 18 สิงหาคม 2548 เป็นพยานหลักฐานในสำนวนแล้ว เท่ากับว่าเป็นการว่ากันมาแล้วโดยชอบในศาลชั้นต้น และพยานหลักฐานดังกล่าวแสดงว่าจำเลยไม่ได้กระทำความผิดหรือเป็นเหตุบรรเทาโทษ ถือว่าเป็นปัญหาที่เกี่ยวกับความสงบเรียบร้อยนั้นเห็นว่า เมื่อวันที่ 25 พฤษภาคม 2552 จำเลยยื่นบัญชีพยานพร้อมแนบสำเนารายงานผลการทดสอบซึ่งเป็นพยานเอกสารตามที่ระบุในบัญชีพยานท้ายบัญชีพยานดังกล่าว ต่อมาวันที่23 กุมภาพันธ์ 2553 ซึ่งเป็นวันนัดสืบพยานโจทก์ จำเลยขอถอนคำให้การเดิมและให้การใหม่เป็นรับสารภาพ ดังนี้ สำเนารายงานผลการทดสอบจึงเป็นสำเนาเอกสารที่จำเลยยื่นต่อศาลตามที่กฎหมายกำหนดเท่านั้น เมื่อจำเลยให้การรับสารภาพโดยไม่ได้นำสืบข้อเท็จจริงตามสำเนาเอกสารดังกล่าวต่อศาล จึงถือว่าข้อเท็จจริงตามรายงานผลการทดสอบเป็นข้อที่จำเลยไม่ได้ยกขึ้นว่ากันมาแล้วโดยชอบในศาลชั้นต้น แม้ปัญหาว่าการกระทำของจำเลยเป็นความผิดหรือไม่จะเป็นปัญหาที่เกี่ยวกับความสงบเรียบร้อยก็ตาม แต่ในการจะวินิจฉัยว่าจำเลยไม่ได้กระทำความผิดตามฟ้องดังที่จำเลยกล่าวอ้างนั้น ต้องวินิจฉัยจากสำเนาผลการทดสอบที่จำเลยอ้าง จึงเป็นปัญหาข้อเท็จจริง มิใช่ปัญหาข้อกฎหมายที่เกี่ยวกับความสงบเรียบร้อย ดังนี้ เมื่อจำเลยให้การรับสารภาพ ข้อเท็จจริงจึงรับฟังได้ตามฟ้อง จำเลยจึงมีความผิดตามฟ้อง ฎีกาของจำเลยข้อนี้ฟังไม่ขึ้น

มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยประการสุดท้ายว่า มีเหตุที่จะลงโทษสถานเบาและรอการลงโทษจำคุกให้แก่จำเลยหรือไม่ เห็นว่า ความผิดฐานร่วมกันผลิตยาปลอม ศาลล่างทั้งสองลงโทษจำคุกจำเลยในอัตราโทษขั้นต่ำตามที่กฎหมายกำหนดแล้ว ศาลฎีกาไม่อาจลงโทษต่ำกว่านี้ได้ ส่วนความผิดฐานร่วมกันผลิตเพื่อขายครีมอันเป็นเครื่องสำอางปลอม และฐานร่วมกันผลิตเพื่อขายซึ่งเครื่องสำอางควบคุมพิเศษโดยไม่แสดงฉลากให้ถูกต้องครบถ้วนแสดงฉลากที่แจ้งแหล่งผลิตอันเป็นเท็จนั้น ศาลล่างทั้งสองลงโทษจำคุกเหมาะสมแก่พฤติการณ์แห่งคดีแล้ว ไม่มีเหตุที่ศาลฎีกาจะเปลี่ยนแปลงแก้ไข ทั้งการกระทำของจำเลยเป็นการแสวงหาประโยชน์ของตนโดยมิชอบด้วยกฎหมาย และยังเป็นเหตุให้ยาปลอม เครื่องสำอางปลอมและเครื่องสำอางควบคุมพิเศษดังกล่าวแพร่ออกสู่ประชาชนโดยปราศจากการควบคุมของรัฐ นับเป็นอันตรายต่อประชาชนผู้ที่ใช้ยาและเครื่องสำอางเป็นอย่างยิ่ง ประกอบกับเครื่องสำอางปลอมของกลางมีจำนวนมากถึง 6,921 กล่อง พฤติการณ์แห่งคดีเป็นเรื่องร้ายแรง แม้จำเลยไม่เคยกระทำความผิดมาก่อนหรือมีภาระในการเลี้ยงดูครอบครัวและกิจการของจำเลยก็ยังไม่เป็นเหตุเพียงพอที่จะรอการลงโทษจำคุกให้แก่จำเลย ที่ศาลอุทธรณ์ไม่รอการลงโทษจำคุกให้แก่จำเลยนั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาของจำเลยข้อนี้ฟังไม่ขึ้นเช่นกัน

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.อ. ม. 158 (5)
พ.ร.บ.ยา พ.ศ.2510 ม. 72 วรรคหนึ่ง ม. 117 วรรคหนึ่ง ม. 122
พ.ร.บ.เครื่องสำอาง พ.ศ.2535 ม. 30 ม. 33 (2) ม. 34 (3) ม. 36 ม. 56 วรรคหนึ่ง ม. 59
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการ สำนักงานอัยการสูงสุด
จำเลย — นายอภิชาติ คุ้มพงษ์
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลอาญา — นางปิยพร พรหมเทศน์
ศาลอุทธรณ์ — นางชนากานต์ ธีรเวชพลกุล
ชื่อองค์คณะ
มนตรี ศรีเอี่ยมสะอาด
สุรศักดิ์ คีรีวิเชียร
สมสันต์ ศุภศาสตรสิน
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 15657/2555
#528532
เปิดฉบับเต็ม

พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรและสมาชิกวุฒิสภา พ.ศ.2541 มาตรา 43 วรรคหนึ่ง กำหนดให้ผู้สมัครรับเลือกตั้งแต่ละคนต้องยื่นบัญชีรายรับรายจ่ายที่สมุห์บัญชีเลือกตั้งจัดทำขึ้นและผู้สมัครรับรองความถูกต้องภายในกำหนดเก้าสิบวันหลังจากวันประกาศผลเลือกตั้ง ผลแห่งกฎหมายทำให้จำเลยในฐานะผู้สมัครรับเลือกตั้งมีหน้าที่โดยตรงที่จะต้องยื่นบัญชีรายรับรายจ่ายและรับรองความถูกต้อง แม้บทบัญญัติในมาตรา 42 วรรคหนึ่ง แห่งพระราชบัญญัติดังกล่าว จะกำหนดให้ผู้สมัครรับเลือกตั้งแต่งตั้งสมุห์บัญชีเลือกตั้งเพื่อทำหน้าที่รับผิดชอบในการจัดทำบัญชีและรับรองความถูกต้องของบัญชีรายรับรายจ่ายของผู้สมัครก็ตาม ก็ไม่ทำให้จำเลยหลุดพ้นจากหน้าที่ที่ต้องกระทำการให้ถูกต้องครบถ้วนตามที่กฎหมายกำหนด เมื่อจำเลยลงลายมือชื่อในฐานะผู้สมัครรับเลือกตั้งในบัญชีรายรับรายจ่ายที่สมุห์บัญชีเลือกตั้งได้จัดทำขึ้น โดยมิได้ตรวจสอบถึงความถูกต้องตามความจริงและครบถ้วนตามกฎหมาย อีกทั้งต้องมีหน้าที่รับรองความถูกต้องด้วย จำเลยจึงมีความผิดตามบทบัญญัติดังกล่าว

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องและแก้ไขฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรและสมาชิกวุฒิสภา พ.ศ.2541 มาตรา 43, 104 พระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรและการได้มาซึ่งสมาชิกวุฒิสภา พ.ศ.2550 มาตรา 52, 143

จำเลยให้การปฏิเสธ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรและสมาชิกวุฒิสภา พ.ศ.2541 มาตรา 43 วรรคหนึ่ง, 104 วรรคหนึ่ง จำคุก 1 ปี ปรับ 12,000 บาท ทางนำสืบของจำเลยเป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 ลดโทษให้หนึ่งในสาม คงจำคุก 8 เดือน ปรับ 8,000 บาท โทษจำคุกให้รอการลงโทษไว้มีกำหนด 2 ปี ตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 56 เพิกถอนสิทธิเลือกตั้งจำเลยมีกำหนด 5 ปี นับแต่วันที่คำพิพากษาถึงที่สุด หากจำเลยไม่ชำระค่าปรับให้จัดการตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 29, 30

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 6 พิพากษายืน

จำเลยฎีกา โดยผู้พิพากษาซึ่งพิจารณาและลงชื่อในคำพิพากษาศาลชั้นต้นอนุญาตให้ฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงที่คู่ความไม่ได้โต้แย้งรับฟังเป็นยุติในชั้นฎีกาว่า เมื่อปี 2548 มีพระราชกฤษฎีกาให้มีการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรเป็นการทั่วไป พ.ศ.2548 กำหนดให้มีการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรซึ่งเป็นการเลือกตั้งทั่วไป จำเลยลงสมัครรับเลือกตั้งเป็นสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรแบบแบ่งเขต เขตเลือกตั้งที่ 5 จังหวัดเพชรบูรณ์ สังกัดพรรคมหาชน และได้แต่งตั้งนางสาวรำไพ เป็นสมุห์บัญชีเลือกตั้ง มีการประกาศผลการเลือกตั้ง ปรากฏว่าจำเลยไม่ได้รับเลือกตั้งเป็นสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรในเขตการเลือกตั้งดังกล่าว ต่อมาจำเลยโดยนางสาวรำไพได้ยื่นบัญชีรายรับรายจ่ายและหลักฐานที่เกี่ยวข้องในการเลือกตั้งแต่ยื่นไม่ครบถ้วน โดยจำเลยไม่ยื่นบัญชีแสดงการรับจ่ายเงินสดและเงินฝากธนาคาร และไม่ลงลายมือชื่อรับรองการจ่ายเงิน บัญชีแสดงรายรับและรายจ่ายในการเลือกตั้ง

มีปัญหาข้อกฎหมายที่จำเลยฎีกาโต้แย้งประการแรกว่า พระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรและสมาชิกวุฒิสภา พ.ศ.2541 อันเป็นกฎหมายที่โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยในคดีนี้ได้ถูกยกเลิกไป เนื่องจากรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2540 ซึ่งเป็นกฎหมายแม่บทได้สิ้นสุดลงตามประกาศคณะปฏิรูปการปกครองในระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข ฉบับที่ 3 ลงวันที่ 19 กันยายน 2549 เห็นว่า แม้จะมีประกาศคณะปฏิรูปการปกครองในระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุขฉบับดังกล่าว กำหนดให้รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2540 สิ้นสุดลง แต่พระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรและสมาชิกวุฒิสภา พ.ศ.2541 ซึ่งเป็นกฎหมายประกอบรัฐธรรมนูญก็มีฐานะเป็นพระราชบัญญัติฉบับหนึ่งที่มีประกาศแยกมาจากรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2540 การที่รัฐธรรมนูญดังกล่าวสิ้นสุดลง จึงหามีผลทำให้พระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรและสมาชิกวุฒิสภา พ.ศ.2541 สิ้นสุดลงตามไปด้วยไม่ ที่ศาลล่างทั้งสองวินิจฉัยว่า พระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรและสมาชิกวุฒิสภา พ.ศ.2541 ยังไม่สิ้นสุดลง ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาของจำเลยฟังไม่ขึ้น

มีปัญหาวินิจฉัยตามฎีกาจำเลยประการสุดท้ายว่า การกระทำของจำเลยเป็นความผิดตามฟ้องหรือไม่ โดยจำเลยฎีกาโต้แย้งว่า จำเลยได้แต่งตั้งให้นางสาวรำไพ เป็นสมุห์บัญชีเลือกตั้ง โดยมอบหมายให้เป็นผู้ทำบัญชีแสดงรายรับและรายจ่ายในการเลือกตั้ง จำเลยไม่ทราบข้อบกพร่องที่เกิดขึ้นจากการกระทำของนางสาวรำไพ จำเลยจึงไม่มีเจตนากระทำความผิด เห็นว่า พระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรและสมาชิกวุฒิสภา พ.ศ.2541 มาตรา 43 กำหนดให้ผู้สมัครรับเลือกตั้งแต่ละคนต้องยื่นบัญชีรายรับรายจ่ายที่สมุห์บัญชีเลือกตั้งจัดทำขึ้นและผู้สมัครรับรองความถูกต้องภายในกำหนดเก้าสิบวันหลังจากวันประกาศผลเลือกตั้งผลแห่งกฎหมายทำให้จำเลยในฐานะผู้สมัครรับเลือกตั้งมีหน้าที่โดยตรงที่จะต้องยื่นบัญชีรายรับรายจ่ายและรับรองความถูกต้อง แม้บทบัญญัติในมาตรา 42 วรรคหนึ่ง แห่งพระราชบัญญัติดังกล่าวจะกำหนดให้ผู้สมัครรับเลือกตั้งแต่งตั้งสมุห์บัญชีเลือกตั้งเพื่อทำหน้าที่รับผิดชอบในการจัดทำบัญชีและรับรองความถูกต้องของบัญชีรายรับรายจ่ายของผู้สมัครก็ตาม ก็ไม่ทำให้จำเลยซึ่งเป็นผู้สมัครรับเลือกตั้งหลุดพ้นจากหน้าที่ที่ต้องกระทำการให้ถูกต้องครบถ้วนตามที่กฎหมายกำหนด เมื่อจำเลยลงลายมือชื่อในฐานะผู้สมัครรับเลือกตั้งในบัญชีรายรับรายจ่ายที่สมุห์บัญชีเลือกตั้งได้จัดทำขึ้นโดยมิได้ตรวจสอบถึงความถูกต้องตามความจริงและครบถ้วนตามกฎหมาย อีกทั้งต้องมีหน้าที่รับรองความถูกต้องด้วย จำเลยจึงมีความผิดตามฟ้อง ศาลล่างทั้งสองพิพากษาชอบแล้ว ฎีกาจำเลยฟังไม่ขึ้น

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญ ว่าด้วยการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรและสมาชิกวุฒิสภา พ.ศ.2541 ม. 42 วรรคหนึ่ง ม. 43 วรรคหนึ่ง ม. 104 วรรคหนึ่ง
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการจังหวัดเพชรบูรณ์
จำเลย — ว่าที่ร้อยโทโอภาส สุทธิเกิด
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดเพชรบูรณ์ — นายรัฐพล โลนา
ศาลอุทธรณ์ภาค 6 — นายวิเชียร ดิเรกอุดมศักดิ์
ชื่อองค์คณะ
พิทักษ์ คงจันทร์
สิงห์พล ละอองมณี
ภาภูมิ สรอัฑฒ์
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 15641/2555
#538001
เปิดฉบับเต็ม

โจทก์ทำสัญญาว่าจ้างจำเลยก่อสร้างอาคารที่พักอาศัยข้าราชการในสังกัดโจทก์ แต่ข้อเท็จจริงไม่ปรากฏว่าโจทก์ได้แจ้งให้จำเลยทราบก่อนหรือขณะทำสัญญาว่าโจทก์จะให้ข้าราชการในสังกัดโจทก์เข้าอยู่อาศัยทันทีเมื่อจำเลยก่อสร้างอาคารดังกล่าวแล้วเสร็จภายในเวลาที่กำหนดตามสัญญาเนื่องจากโจทก์มีภาระต้องจ่ายค่าเช่าบ้าน ทั้งเมื่อจำเลยก่อสร้างอาคารไม่แล้วเสร็จตามสัญญา โจทก์ยังขยายเวลาให้จำเลยอีก 3 ครั้ง แต่ก็ไม่ได้แจ้งให้จำเลยทราบว่าการที่จำเลยก่อสร้างอาคารไม่แล้วเสร็จโจทก์จะต้องจ่ายค่าเช่าบ้านให้แก่ข้าราชการในสังกัดโจทก์เป็นเงินเดือนละเท่าใด ค่าเช่าบ้านดังกล่าวจึงไม่ใช่ค่าสินไหมทดแทนเพื่อความเสียหายเช่นที่ตามปกติย่อมเกิดขึ้นแต่การไม่ชำระหนี้ แต่เป็นค่าสินไหมทดแทนเพื่อความเสียหายอันเกิดแต่พฤติการณ์พิเศษ ซึ่งโจทก์จะเรียกจากจำเลยได้เมื่อจำเลยได้คาดเห็นหรือควรจะได้คาดเห็นพฤติการณ์เช่นนี้ล่วงหน้าก่อนตาม ป.พ.พ. มาตรา 222 วรรคสอง แต่โจทก์มิได้นำสืบให้เห็นว่าจำเลยได้คาดเห็นหรือควรได้คาดเห็นพฤติการณ์พิเศษดังกล่าว จำเลยจึงไม่ต้องรับผิดค่าเสียหายในส่วนนี้แก่โจทก์

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยชำระเงิน 1,469,615 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงิน 1,335,931 บาท นับถัดจากวันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์

จำเลยให้การขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยชำระเงิน 1,214,126.68 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงิน 1,103,889 บาท นับถัดจากวันฟ้อง (ฟ้องวันที่ 26 สิงหาคม 2546) จนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ กับให้จำเลยใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ โดยกำหนดค่าทนายความ 8,000 บาท คำขออื่นให้ยก

โจทก์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ

โจทก์ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงที่คู่ความไม่ได้โต้เถียงกันในชั้นนี้รับฟังเป็นยุติได้ว่า โจทก์เป็นนิติบุคคลตามกฎหมาย มีฐานะเป็นกรม สังกัดกระทรวงคมนาคม เมื่อวันที่ 15 กันยายน 2540 โจทก์ทำสัญญาว่าจ้างจำเลยก่อสร้างอาคารที่พักอาศัยข้าราชการ สำนักงานขนส่งจังหวัดยะลาเป็นเงิน 11,743,500 บาท ระยะเวลาก่อสร้าง 420 วัน หากจำเลยทำงานไม่แล้วเสร็จ โจทก์มีสิทธิบอกเลิกสัญญาและสามารถจ้างผู้รับจ้างรายใหม่เข้าทำงานแทนจนแล้วเสร็จ หากไม่ใช้สิทธิบอกเลิกสัญญาให้มีสิทธิได้รับค่าปรับวันละ 11,743.50 บาท และถ้าจำเลยไม่สามารถปฏิบัติตามสัญญาได้ โจทก์มีสิทธิบอกเลิกสัญญาพร้อมกับได้รับค่าปรับด้วย โดยมีธนาคารไทยทนุ จำกัด (มหาชน) ออกหนังสือค้ำประกันการปฏิบัติตามสัญญาของจำเลยไว้ในวงเงิน 587,175 บาท หลังจากทำสัญญาแล้ว โจทก์และจำเลยตกลงขยายเวลาก่อสร้างออกไปอีก 3 ครั้ง ครั้งแรก 180 วัน ครั้งที่สอง 350 วัน และครั้งที่สาม 292 วัน ครบกำหนดวันที่ 19 กุมภาพันธ์ 2544 แต่จำเลยไม่สามารถก่อสร้างอาคารให้แล้วเสร็จภายในกำหนดอันเป็นการผิดสัญญาจ้างเหมาก่อสร้างดังกล่าวโจทก์จึงบอกเลิกสัญญา สำหรับงานก่อสร้างที่เหลือโจทก์ว่าจ้างห้างหุ้นส่วนจำกัดศรีเขื่อนขันธ์ทำการก่อสร้างต่อจนแล้วเสร็จเมื่อเดือนมกราคม 2545 โดยโจทก์จ่ายเงินค่าก่อสร้างไปเป็นเงิน 4,853,000 บาท เท่ากับค่าจ้างก่อสร้างส่วนที่จำเลยยังไม่ได้ส่งมอบงานแก่โจทก์ โจทก์จึงไม่เรียกค่าเสียหายสำหรับค่าจ้างก่อสร้างงานที่จำเลยทำไม่เสร็จ คงฟ้องขอบังคับให้จำเลยชำระค่าปรับรายวัน กับค่าเสียหายเนื่องจากต้องจ่ายค่าเช่าบ้านแก่ข้าราชการเท่านั้น สำหรับค่าปรับรายวันเป็นเวลา 144 วัน เป็นเงิน 1,691,064 บาท ซึ่งศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยรับผิดชำระแก่โจทก์เต็มจำนวนนั้น จำเลยไม่ได้อุทธรณ์ ค่าปรับรายวันดังกล่าวจึงยุติไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

คดีคงมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์เพียงว่า โจทก์เรียกค่าเสียหายจำนวน 232,042 บาท ซึ่งเป็นค่าเช่าบ้านที่โจทก์จ่ายให้แก่ข้าราชการในสังกัดโจทก์จำนวน 11 ราย จากจำเลยได้หรือไม่ เห็นว่า แม้โจทก์ทำสัญญาว่าจ้างจำเลยก่อสร้างอาคารที่พักอาศัยข้าราชการในสังกัดโจทก์ แต่ข้อเท็จจริงก็ไม่ปรากฏว่าโจทก์ได้แจ้งให้จำเลยทราบก่อนหรือขณะทำสัญญาว่าโจทก์จะให้ข้าราชการในสังกัดโจทก์เข้าอยู่อาศัยทันทีเมื่อจำเลยก่อสร้างอาคารดังกล่าวแล้วเสร็จภายในเวลาที่กำหนดตามสัญญาเนื่องจากโจทก์มีภาระต้องจ่ายค่าเช่าบ้าน ทั้งเมื่อจำเลยก่อสร้างอาคารไม่แล้วเสร็จตามสัญญา โจทก์ยังขยายเวลาให้จำเลยอีก 3 ครั้ง ครั้งแรก 180 วัน ครั้งที่สอง 350 วัน และครั้งที่สาม 292 วัน แต่ก็ไม่ได้แจ้งให้จำเลยทราบว่าการที่จำเลยก่อสร้างอาคารไม่แล้วเสร็จโจทก์จะต้องจ่ายค่าเช่าบ้านให้แก่ข้าราชการในสังกัดโจทก์จำนวน 11 ราย เป็นเงินเดือนละเท่าใด ค่าเช่าบ้านดังกล่าวจึงไม่ใช่ค่าสินไหมทดแทนเพื่อความเสียหายเช่นที่ตามปกติย่อมเกิดขึ้นแต่การไม่ชำระหนี้ แต่เป็นค่าสินไหมทดแทนเพื่อความเสียหายอันเกิดแต่พฤติการณ์พิเศษ ซึ่งโจทก์จะเรียกจากจำเลยได้เมื่อจำเลยได้คาดเห็นหรือควรจะได้คาดเห็นพฤติการณ์เช่นนี้ล่วงหน้าก่อนตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 222 วรรคสอง แต่โจทก์มิได้นำสืบให้เห็นว่าจำเลยได้คาดเห็นหรือควรจะได้คาดเห็นพฤติการณ์พิเศษดังกล่าว จำเลยจึงไม่ต้องรับผิดค่าเสียหายส่วนนี้แก่โจทก์ ที่ศาลล่างทั้งสองไม่กำหนดค่าเสียหายส่วนนี้แก่โจทก์จึงชอบแล้ว ฎีกาของโจทก์ฟังไม่ขึ้น

พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 222 วรรคสอง
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — กรมการขนส่งทางบก
จำเลย — บริษัทอมรอุตสาหกรรมและการเกษตร จำกัด
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลแพ่ง — นางวิไลวรรณ ชิดเชื้อ
ศาลอุทธรณ์ — นายเมธา ธรรมพนิชวัฒน์
ชื่อองค์คณะ
สมยศ เข็มทอง
สิริรัตน์ จันทรา
ธนฤกษ์ นิติเศรณี
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 15558/2555
#538084
เปิดฉบับเต็ม

จำเลยเป็นลูกจ้างประจำของเทศบาลนครหาดใหญ่ มีหน้าที่เก็บเงินค่าธรรมเนียมตั้งแผงลอยขายอาหาร ทำสัญญาเช่าโต๊ะวางขายของและเก็บเงินค่าเช่าโต๊ะประจำเดือน ทั้งจัดทำใบนำส่งเงินให้เจ้าหน้าที่รับเงินเป็นประจำทุกวัน การที่จำเลยเรียกเก็บเงินค่าวางแผงขายของจากพ่อค้าแม่ค้าผู้เช่าแผงขายสินค้าจากเทศบาลนครหาดใหญ่เกินกว่าจำนวนแผงขายสินค้าในพื้นที่ของเทศบาลนครบาลหาดใหญ่ทั้งที่เช่าจากเทศบาลนครนครหาดใหญ่และไม่ได้เช่าจากเทศบาลนครหาดใหญ่ตามความเป็นจริงแล้ว จำเลยนำส่งเงินให้แก่เทศบาลนครหาดใหญ่เป็นจำนวนตามแผงที่พ่อค้าแม่ค้าเช่าจากเทศบาลนครหาดใหญ่ แต่ไม่นำส่งเงินที่เรียกเก็บเกินจากพ่อค้าแม่ค้าให้แก่เทศบาลนครหาดใหญ่ โดยจำเลยระบุจำนวนเงินลงในต้นฉบับใบเสร็จรับเงินตามจำนวนแผงวางขายสินค้าที่พ่อค้าแม่ค้าวางแผงขายสินค้า แต่ระบุจำนวนเงินลงในสำเนาใบเสร็จรับเงินตามจำนวนแผงที่พ่อค้าแม่ค้าเช่าจากเทศบาลนครหาดใหญ่ ถือว่าพ่อค้าแม่ค้าที่วางแผงเกิน ประสงค์จะจ่ายเงินตามจำนวนเงินที่วางแผงเกินให้แก่เทศบาลนครหาดใหญ่แล้ว เมื่อจำเลยรับเงินไว้ต้องถือว่ารับแทนเทศบาลนครหาดใหญ่ การที่จำเลยเบียดบังเงินดังกล่าวไปเป็นประโยชน์ส่วนตนโดยไม่นำเงินส่งแก่เทศบาลนครหาดใหญ่ ย่อมเป็นการยักยอกเงินของเทศบาลนครหาดใหญ่ เทศบาลนครหาดใหญ่จึงเป็นผู้เสียหายและมีอำนาจร้องทุกข์ให้ดำเนินคดีแก่จำเลยในความผิดฐานยักยอกได้ โจทก์มีอำนาจฟ้อง

ผู้เสียหายมีนายกเทศมนตรีเป็นผู้มีอำนาจหน้าที่บริหารราชการให้เป็นไปตามกฎหมาย การที่ ส. ซึ่งเป็นเจ้าพนักงานจัดเก็บรายได้อันเป็นเจ้าหน้าที่ระดับล่างของผู้เสียหายรู้เรื่องความผิดและรู้ตัวผู้กระทำความผิดจะถือว่าผู้เสียหายรู้ด้วยหาได้ไม่ เมื่อนายกเทศบาลนครหาดใหญ่มีคำสั่งแต่งตั้งคณะกรรมการสอบสวนเมื่อวันที่ 12 มกราคม 2542 และคณะกรรมการสอบสวนได้ทำการตรวจสอบและทำบันทึกสรุปข้อเท็จจริงเกี่ยวกับการกระทำความผิดของจำเลยเมื่อวันที่ 28 พฤษภาคม 2542 และผู้เสียหายร้องทุกข์เมื่อวันที่ 5 กรกฎาคม 2542 ยังไม่เกิน 3 เดือน คดีโจทก์ไม่ขาดอายุความ

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91, 147, 157, 265, 268

จำเลยให้การปฏิเสธ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 352 วรรคแรก จำคุก 2 ปี คำเบิกความของจำเลยเป็นประโยชน์แก่การพิจารณาอยู่บ้าง และจำเลยได้บรรเทาความเสียหายแก่ผู้เสียหายแล้ว ลดโทษให้หนึ่งในสี่ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คงจำคุก 1 ปี 6 เดือน ข้อหาอื่นให้ยก

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 9 พิพากษาแก้เป็นว่า ให้ยกฟ้องโจทก์สำหรับความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 352 วรรคแรก ด้วย นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

โจทก์ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงที่โจทก์จำเลยไม่ได้โต้เถียงกันในชั้นนี้รับฟังเป็นยุติว่า จำเลยเป็นลูกจ้างประจำของเทศบาลนครหาดใหญ่ มีหน้าที่เก็บเงินค่าธรรมเนียมตั้งแผงลอยขายอาหาร ทำสัญญาเช่าโต๊ะวางขายของและเก็บเงินค่าเช่าโต๊ะประจำเดือน ทั้งจัดทำใบนำส่งเงินให้เจ้าหน้าที่รับเงินเป็นประจำทุกวัน ตามคำสั่งเทศบาลเมืองหาดใหญ่ที่ 676/2536 ลงวันที่ 23 พฤศจิกายน 2536 ต่อมาเทศบาลนครหาดใหญ่ตรวจสอบพบว่าจำเลยเรียกเก็บเงินค่าวางแผงหรือโต๊ะขายของจากพ่อค้า แม่ค้าผู้เช่าแผงขายสินค้าจากเทศบาลนครหาดใหญ่เกินกว่าจำนวนแผงขายสินค้าที่ผู้เช่าได้เช่าจากเทศบาลนครหาดใหญ่ โดยพ่อค้าแม่ค้าวางแผงขายสินค้าเพิ่มเติมในพื้นที่ของเทศบาลนครหาดใหญ่โดยพลการ เมื่อจำเลยเก็บเงินค่าวางแผงจากพ่อค้า แม่ค้าตามจำนวนแผงที่วางขายสินค้าในพื้นที่ของเทศบาลนครหาดใหญ่ตามความเป็นจริงแล้ว จำเลยนำส่งเงินให้แก่เทศบาลนครหาดใหญ่เป็นจำนวนตามแผงที่พ่อค้าแม่ค้าเช่าจากเทศบาลนครหาดใหญ่ แต่ไม่นำส่งเงินที่เรียกเก็บเกินจากพ่อค้าแม่ค้าให้แก่เทศบาลนครหาดใหญ่ รวมเป็นเงินจำนวน 136,755 บาท ต่อมาจำเลยนำเงินจำนวนดังกล่าวไปชำระแก่เทศบาลนครหาดใหญ่ สำหรับความผิดฐานเป็นเจ้าพนักงานยักยอกทรัพย์ ฐานปลอมเอกสารราชการและใช้เอกสารปลอมศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง โจทก์ไม่อุทธรณ์ จึงยุติตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ว่า เทศบาลนครหาดใหญ่เป็นผู้เสียหายหรือไม่ เห็นว่า จำเลยเป็นลูกจ้างประจำของเทศบาลนครหาดใหญ่ มีหน้าที่เก็บเงินค่าธรรมเนียมตั้งแผงลอยขายอาหาร ทำสัญญาเช่าโต๊ะวางขายของและเก็บเงินค่าเช่าโต๊ะประจำเดือน ทั้งจัดทำใบนำส่งเงินให้เจ้าหน้าที่รับเงินเป็นประจำทุกวัน การที่จำเลยเรียกเก็บเงินค่าวางแผงขายของจากพ่อค้า แม่ค้าผู้เช่าแผงขายสินค้าจากเทศบาลนครหาดใหญ่เกินกว่าจำนวนแผงขายสินค้าที่ได้เช่าจากเทศบาลนครหาดใหญ่ โดยพ่อค้าแม่ค้าวางแผงขายสินค้าเพิ่มเติมในพื้นที่ของเทศบาลนครหาดใหญ่โดยพลการ เมื่อจำเลยเก็บเงินค่าวางแผงจากพ่อค้าแม่ค้าตามจำนวนแผงที่วางขายสินค้าในพื้นที่ของเทศบาลนครหาดใหญ่ทั้งที่เช่าจากเทศบาลนครหาดใหญ่และไม่ได้เช่าจากเทศบาลนครหาดใหญ่ตามความเป็นจริงแล้ว จำเลยนำส่งเงินให้แก่เทศบาลนครหาดใหญ่เป็นจำนวนตามแผงที่พ่อค้าแม่ค้าเช่าจากเทศบาลนครหาดใหญ่ แต่ไม่นำส่งเงินที่เรียกเก็บเกินจากพ่อค้าแม่ค้าให้แก่เทศบาลนครหาดใหญ่ โดยจำเลยระบุจำนวนเงินลงในต้นฉบับใบเสร็จรับเงินตามจำนวนแผงวางขายสินค้าที่พ่อค้าแม่ค้าวางแผงขายสินค้า แต่ระบุจำนวนเงินลงในสำเนาใบเสร็จรับเงินตามจำนวนแผงที่พ่อค้าแม่ค้าเช่าจากเทศบาลนครหาดใหญ่ ถือว่าพ่อค้าแม่ค้าที่วางแผงเกินประสงค์จะจ่ายเงินตามจำนวนที่วางแผงเกินให้แก่เทศบาลนครหาดใหญ่แล้ว เมื่อจำเลยรับเงินไว้ต้องถือว่ารับแทนเทศบาลนครหาดใหญ่ การที่จำเลยเบียดบังเงินดังกล่าวแล้วไม่นำเงินส่งแก่เทศบาลนครหาดใหญ่ ย่อมเป็นการยักยอกเงินของเทศบาลนครหาดใหญ่ เทศบาลนครหาดใหญ่จึงเป็นผู้เสียหายและมีอำนาจร้องทุกข์ให้ดำเนินคดีแก่จำเลยในความผิดฐานยักยอกได้ โจทก์จึงมีอำนาจฟ้อง นอกจากนี้ จำเลยนำเงินดังกล่าวไปใช้เป็นส่วนตัว จำเลยจึงมีความผิดฐานยักยอกทรัพย์ตามที่ศาลชั้นต้นพิพากษา ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 9 พิพากษามานั้น ศาลฎีกาไม่เห็นพ้องด้วย ฎีกาของโจทก์ฟังขึ้น

เนื่องจากจำเลยอุทธรณ์ปัญหาเรื่องอายุความด้วย ซึ่งศาลอุทธรณ์ภาค 9 ยังไม่ได้วินิจฉัยปัญหานี้ ศาลฎีกาเห็นสมควรวินิจฉัยปัญหานี้ไปเสียทีเดียว โดยไม่ต้องย้อนสำนวนไปให้ศาลอุทธรณ์ภาค 9 วินิจฉัยอีก ที่จำเลยอุทธรณ์ว่า นางสุปรียารู้เรื่องการกระทำความผิดและรู้ตัวผู้กระทำความผิดก่อนวันที่ 2 เมษายน 2542 แต่ผู้เสียหายไปร้องทุกข์วันที่ 5 กรกฎาคม 2542 คดีจึงขาดอายุความนั้น เห็นว่า ผู้เสียหายมีนายกเทศมนตรีเป็นผู้มีอำนาจหน้าที่บริหารราชการให้เป็นไปตามกฎหมาย การที่นางสุปรียา ซึ่งเป็นเจ้าพนักงานจัดเก็บรายได้อันเป็นเจ้าหน้าที่ระดับล่างของผู้เสียหายรู้เรื่องความผิดและรู้ตัวผู้กระทำความผิดจะถือว่าผู้เสียหายรู้ด้วยหาได้ไม่ เมื่อนายกเทศบาลนครหาดใหญ่มีคำสั่งแต่งตั้งคณะกรรมการสอบสวนเมื่อวันที่ 12 เมษายน 2542 และคณะกรรมการสอบสวนได้ทำการตรวจสอบและทำบันทึกสรุปข้อเท็จจริงเกี่ยวกับการกระทำความผิดของจำเลยเมื่อวันที่ 28 พฤษภาคม 2542 และผู้เสียหายร้องทุกข์เมื่อวันที่ 5 กรกฎาคม 2542 ยังไม่เกิน 3 เดือน คดีโจทก์จึงไม่ขาดอายุความ

พิพากษาแก้เป็นว่า ให้บังคับคดีไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.อ. ม. 352
ป.วิ.อ. ม. 2 (4)
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการจังหวัดสงขลา
จำเลย — นายสาธร เปรื่องเปรมจิตต์
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดสงขลา — นายอภัยรัตน์ ศรีราม
ศาลอุทธรณ์ภาค 9 — นายจิรพงษ์ ทัศน์เอี่ยม
ชื่อองค์คณะ
พฤษภา พนมยันตร์
อาวุธ ปั้นปรีชา
อธิป จิตต์สำเริง
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 15518/2555
#538063
เปิดฉบับเต็ม

การส่งคำคู่ความต่อพนักงานเจ้าหน้าที่ของศาลทางโทรสารตามข้อบังคับของประธานศาลฎีกาว่าด้วยการส่งคำคู่ความหรือเอกสารต่อพนักงานเจ้าหน้าที่ของศาลหรือต่อคู่ความอีกฝ่ายหนึ่งโดยทางไปรษณีย์ โทรสาร หรือจดหมายอิเล็กทรอนิกส์ พ.ศ.2550 จะกระทำได้ต่อเมื่อศาลชั้นต้นมีความพร้อมที่จะรับคำคู่ความที่ส่งโดยทางโทรสาร และได้ออกประกาศแจ้งหมายเลขโทรสารของศาลชั้นต้นให้ทราบทั่วกัน มิใช่ว่าเมื่อข้อบังคับของประธานศาลฎีกาใช้บังคับแล้ว คู่ความจะส่งคำคู่ความไปยังหมายเลขโทรสารของศาลชั้นต้นได้ เมื่อศาลชั้นต้นยังมิได้ดำเนินการออกประกาศดังกล่าว จึงยังไม่อาจนำเรื่องการส่งคำคู่ความทางโทรสารมาใช้บังคับแก่คดีนี้ได้

เมื่อโจทก์นำคำร้องขอขยายระยะเวลาอุทธรณ์มายื่นต่อศาลชั้นต้นหลังจากสิ้นระยะเวลาอุทธรณ์แล้วโจทก์จะยื่นคำร้องดังกล่าวได้ต้องเป็นกรณีที่มีเหตุสุดวิสัย ตามคำร้องของโจทก์อ้างว่าขอคัดถ่ายคำพิพากษาแต่ได้รับแจ้งว่ายังอยู่ที่งานหน้าบัลลังก์นั้น เมื่อตรวจคำพิพากษาศาลชั้นต้นแล้ว ศาลชั้นต้นยกฟ้องโดยให้เหตุผลว่า หนี้ตามคำพิพากษาที่จำเลยออกเช็คเพื่อชำระหนี้เมื่อนับจากวันที่คำพิพากษาถึงที่สุดแล้วเกินกว่า 10 ปี ซึ่งเป็นเหตุให้โจทก์ไม่อาจดำเนินการบังคับคดีตามคำพิพากษาจากจำเลยได้อีกต่อไป โจทก์ย่อมสามารถคัดลอกผลตามคำพิพากษาดังกล่าวไปจัดทำอุทธรณ์ได้โดยไม่ต้องรอการคัดถ่ายอีก กรณีจึงเป็นความบกพร่องของโจทก์เอง มิใช่เหตุสุดวิสัย

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
คดีนี้สืบเนื่องจากศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง โดยอ่านคำพิพากษาให้คู่ความฟังเมื่อวันที่ 5 ตุลาคม 2553 วันที่ 5 พฤศจิกายน 2553 โจทก์ยื่นคำร้องขออนุญาตยื่นคำร้องขอขยายระยะเวลาอุทธรณ์ทางโทรสารอ้างว่า เนื่องจากการจราจรติดขัดเป็นอย่างมาก ไม่สามารถไปถึงที่ทำการศาลได้ทันตามเวลา และยื่นคำร้องขอขยายระยะเวลาอุทธรณ์มีกำหนด 30 วัน โดยอ้างว่า ทนายโจทก์ติดต่อขอคัดถ่ายคำพิพากษาแล้ว แต่ได้รับแจ้งจากเจ้าหน้าที่ว่ายังอยู่ที่งานหน้าบัลลังก์ จึงไม่สามารถทำอุทธรณ์ได้ โดยส่งมาทางโทรสาร ต่อมาวันที่ 8 พฤศจิกายน 2553 โจทก์ยื่นคำร้องฉบับจริงทั้งสองฉบับต่อศาลชั้นต้น ศาลชั้นต้นมีคำสั่งคำร้องขออนุญาตยื่นคำร้องทางโทรสารว่า กรณีไม่มีบทบัญญัติของกฎหมายใดให้กระทำได้ในศาลนี้ จึงมีคำสั่งยกคำร้อง และมีคำสั่งคำร้องขอขยายระยะเวลาอุทธรณ์ว่า การยื่นคำร้องขอขยายระยะเวลาอุทธรณ์จะต้องยื่นเสียก่อนสิ้นระยะเวลา ข้อเท็จจริงปรากฏว่าโจทก์ยื่นคำร้องเมื่อวันที่ 8 พฤศจิกายน 2553 โดยไม่ปรากฏว่ามีเหตุหรือพฤติการณ์พิเศษใด ๆ จึงมีคำสั่งให้ยกคำร้อง

โจทก์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน

โจทก์ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ว่า มีเหตุที่จะขยายระยะเวลาอุทธรณ์ให้โจทก์หรือไม่ เห็นว่า ข้อบังคับของประธานศาลฎีกาว่าด้วยการส่งคำคู่ความหรือเอกสารต่อพนักงานเจ้าหน้าที่ของศาลหรือต่อคู่ความอีกฝ่ายหนึ่งโดยทางไปรษณีย์ โทรสาร หรือจดหมายอิเล็กทรอนิกส์ พ.ศ.2550 ข้อ 6 กำหนดว่า "เว้นแต่จะมีประกาศของสำนักงานศาลยุติธรรมกำหนดไว้เป็นอย่างอื่น การส่งคำคู่ความหรือเอกสารต่อพนักงานเจ้าหน้าที่ของศาลโดยทางโทรสาร ให้ส่งไปยังหมายเลขโทรสารที่กำหนดไว้ในประกาศของศาลนั้น ...." และข้อ 9 กำหนดว่า "เมื่อศาลใดมีความพร้อมที่จะรับคำคู่ความหรือเอกสารที่ส่งโดยทางโทรสารหรือจดหมายอิเล็กทรอนิกส์ ให้ออกประกาศของศาลแจ้งหมายเลขโทรสารหรือที่อยู่จดหมายอิเล็กทรอนิกส์ของศาลนั้นให้ทราบทั่วกัน และหากมีความจำเป็นที่ศาลต้องกำหนดวิธีการอย่างหนึ่งอย่างใด เพื่อให้การปฏิบัติตามข้อบังคับนี้ดำเนินไปได้โดยเรียบร้อย ก็ให้ศาลออกประกาศกำหนดวิธีการนั้นได้" ดังนี้ การส่งคำคู่ความต่อพนักงานเจ้าหน้าที่ของศาลทางโทรสารตามข้อบังคับของประธานศาลฎีกาดังกล่าวจะกระทำได้ก็ต่อเมื่อศาลชั้นต้นมีความพร้อมที่จะรับคำคู่ความที่ส่งโดยทางโทรสาร และได้ออกประกาศแจ้งหมายเลขโทรสารของศาลชั้นต้นให้ทราบทั่วกัน มิใช่ว่าเมื่อข้อบังคับของประธานศาลฎีกาใช้บังคับแล้ว คู่ความจะส่งคำคู่ความไปยังหมายเลขโทรสารของศาลชั้นต้นได้ ซึ่งศาลฎีกาได้ตรวจสอบไปยังศาลชั้นต้นว่ามีการดำเนินการตามข้อ 9 ของข้อบังคับของประธานศาลฎีกาว่าด้วยการส่งคำคู่ความหรือเอกสารต่อพนักงานเจ้าหน้าที่ของศาลหรือต่อคู่ความอีกฝ่ายหนึ่งโดยทางไปรษณีย์ โทรสาร หรือจดหมายอิเล็กทรอนิกส์ พ.ศ.2550 แล้วหรือไม่ ได้รับแจ้งว่าศาลชั้นต้นยังมิได้ดำเนินการออกประกาศตามข้อ 9 ดังกล่าว ดังนั้น กรณีจึงยังไม่อาจนำเรื่องการส่งคำคู่ความทางโทรสารตามข้อบังคับของประธานศาลฎีกาว่าด้วยการส่งคำคู่ความหรือเอกสารต่อพนักงานเจ้าหน้าที่ของศาลหรือต่อคู่ความอีกฝ่ายหนึ่งโดยทางไปรษณีย์ โทรสาร หรือจดหมายอิเล็กทรอนิกส์ พ.ศ.2550 มาใช้บังคับแก่คดีนี้ได้ การที่ทนายโจทก์ส่งคำร้องขออนุญาตยื่นคำร้องขอขยายระยะเวลาอุทธรณ์ทางโทรสาร และคำร้องขอขยายระยะเวลาอุทธรณ์ ฉบับลงวันที่ 5 พฤศจิกายน 2553 ไปยังศาลชั้นต้น จึงไม่อยู่ในบังคับของข้อบังคับของประธานศาลฎีกาว่าด้วยการส่งคำคู่ความหรือเอกสารต่อพนักงานเจ้าหน้าที่ของศาลหรือต่อคู่ความอีกฝ่ายหนึ่งโดยทางไปรษณีย์ โทรสาร หรือจดหมายอิเล็กทรอนิกส์ พ.ศ.2550 และถือไม่ได้ว่าโจทก์ยื่นคำร้องขอขยายระยะเวลาอุทธรณ์ในวันที่ 5 พฤศจิกายน 2553

เมื่อข้อเท็จจริงปรากฏว่าโจทก์นำคำร้องขอขยายระยะเวลาอุทธรณ์ ฉบับลงวันที่ 5 พฤศจิกายน 2553 มายื่นต่อศาลชั้นต้นในวันที่ 8 พฤศจิกายน 2553 จึงต้องถือว่าโจทก์ยื่นคำร้องขอขยายระยะเวลาอุทธรณ์ในวันดังกล่าว ซึ่งเป็นการยื่นคำร้องขอขยายเวลาอุทธรณ์หลังจากที่สิ้นระยะเวลาอุทธรณ์แล้ว โจทก์จะยื่นคำร้องดังกล่าวได้ต้องเป็นกรณีที่มีเหตุสุดวิสัย ซึ่งเหตุสุดวิสัยตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 23 ประกอบพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลแขวงและวิธีพิจารณาความอาญาในศาลแขวง พ.ศ.2499 มาตรา 4 นั้น หมายถึงเหตุที่ทำให้ศาลไม่สามารถมีคำสั่งให้ขยายระยะเวลาหรือคู่ความไม่สามารถมีคำขอเช่นนั้นขึ้นมาก่อนสิ้นระยะเวลาที่กฎหมายให้ดำเนินการอย่างใดอย่างหนึ่ง ซึ่งเป็นพฤติการณ์นอกเหนือที่จะกระทำได้ก่อนสิ้นระยะเวลาที่กฎหมายกำหนดไว้ ตามคำร้องขอขยายระยะเวลาอุทธรณ์ของโจทก์อ้างเหตุว่าขอคัดถ่ายคำพิพากษาแต่ได้รับแจ้งว่ายังอยู่ที่งานหน้าบัลลังก์นั้น เมื่อตรวจดูคำพิพากษาศาลชั้นต้นแล้ว ศาลชั้นต้นวินิจฉัยยกฟ้องโจทก์โดยให้เหตุผลว่าหนี้ตามคำพิพากษาที่จำเลยออกเช็คเพื่อชำระหนี้เมื่อนับจากวันที่คำพิพากษาถึงที่สุดแล้วเกินกว่า 10 ปี ซึ่งเป็นเหตุให้โจทก์ไม่อาจดำเนินการบังคับคดีตามคำพิพากษาจากจำเลยได้อีกต่อไปตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 271 โจทก์ย่อมสามารถคัดลอกผลคำพิพากษาของศาลชั้นต้นดังกล่าวไปจัดทำอุทธรณ์ได้ โดยไม่จำต้องรอการคัดถ่ายคำพิพากษาศาลชั้นต้นอีก กรณีจึงเป็นความบกพร่องของโจทก์เองที่ไม่ดำเนินการดังกล่าว มิใช่เหตุสุดวิสัยดังวินิจฉัยข้างต้น และกรณีไม่จำต้องวินิจฉัยฎีกาของโจทก์ที่ว่าการจราจรติดขัดเป็นเหตุสุดวิสัยหรือไม่เพราะมิใช่ข้อที่โจทก์อ้างเป็นเหตุขอขยายระยะเวลาอุทธรณ์ ที่ศาลอุทธรณ์พิพากษามานั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วยในผล ฎีกาของโจทก์ฟังไม่ขึ้น

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ. ม. 23
พ.ร.บ.จัดตั้งศาลแขวงและวิธีพิจารณาความอาญาในศาลแขวง พ.ศ.2499 ม. 4
ข้อบังคับของประธานศาลฎีกา ว่าด้วยการส่งคำคู่ความหรือเอกสารต่อพนักงานเจ้าหน้าที่ของศาลหรือต่อคู่ความอีกฝ่ายหนึ่งโดยทางไปรษณีย์ โทรสาร หรือจดหมายอิเล็กทรอนิกส์ พ.ศ.2550
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — บริษัทสยามเจเนอรัลแฟคตอริ่ง จำกัด (มหาชน)
นางณัฐกานต์ กวินสุวรรณ
หรือนางนทกรรณ กวินสุวรรณ
จำเลย — หรือณัฐการ เมธีธารพงศ์วาณิช
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลแขวงพระนครใต้ — นายธรรมศาสตร์ ระดมกิจ
ศาลอุทธรณ์ — นายจุมพล ชูวงษ์
ชื่อองค์คณะ
อภิรัตน์ ลัดพลี
ธงชัย เสนามนตรี
พศวัจณ์ กนกนาก
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 15508/2555
#540930
เปิดฉบับเต็ม

การดำเนินกระบวนพิจารณาในศาล ถือว่าศาลทำหน้าที่เป็นเจ้าพนักงานในการยุติธรรมในการพิจารณาคดี มิได้ปฏิบัติหน้าที่ในฐานะเป็นเจ้าพนักงานอย่างเจ้าพนักงานทั่วไป การที่จำเลยทั้งสองกับพวกยื่นคำร้องขอทุเลาการบังคับในคดีส่วนแพ่งอันเป็นการดำเนินกระบวนพิจารณาอย่างหนึ่งในศาล จึงมิใช่เป็นเรื่องการแจ้งความแก่เจ้าพนักงาน การกระทำของจำเลยทั้งสองจึงไม่เข้าลักษณะความผิดฐานแจ้งข้อความอันเป็นเท็จแก่เจ้าพนักงานตาม ป.อ. มาตรา 137

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยทั้งสองตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 137

ศาลชั้นต้นไต่สวนมูลฟ้องแล้ว คดีไม่มีมูล พิพากษายกฟ้อง

โจทก์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 3 พิพากษายกอุทธรณ์ของโจทก์

โจทก์ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงเบื้องต้นฟังเป็นยุติว่า เดิมพนักงานอัยการคดีศาลแขวงนครราชสีมา เป็นโจทก์ยื่นฟ้องจำเลยทั้งสองกับพวกในข้อหาร่วมกันฉ้อโกง โดยมีโจทก์เป็นโจทก์ร่วม วันที่ 30 มิถุนายน 2551 ศาลมีคำพิพากษายกฟ้อง แต่ให้จำเลยทั้งสองกับพวกร่วมกันคืนเงิน 2,400,000 บาท แก่โจทก์ร่วม (โจทก์ในคดีนี้) ตามคดีอาญาหมายเลขแดงที่ 5463/2551 ของศาลชั้นต้น ระหว่างอุทธรณ์ วันที่ 14 สิงหาคม 2551 เวลากลางวัน จำเลยทั้งสองกับพวกยื่นคำร้องขอทุเลาการบังคับคดีส่วนแพ่งต่อศาลชั้นต้น ที่โจทก์กล่าวอ้างในฟ้องว่า การที่จำเลยทั้งสองกับพวกยื่นคำร้องขอทุเลาการบังคับในคดีส่วนแพ่ง เป็นการแจ้งข้อความอันเป็นเท็จแก่ศาลซึ่งเป็นเจ้าพนักงาน ทำให้ศาลและโจทก์ได้รับความเสียหายตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 137 นั้น เห็นว่า การดำเนินกระบวนพิจารณาในศาล ถือว่าศาลทำหน้าที่เป็นเจ้าพนักงานในการยุติธรรมในการพิจารณาคดี มิได้ปฏิบัติหน้าที่ในฐานะเป็นเจ้าพนักงานอย่างเจ้าพนักงานทั่วไป การที่จำเลยทั้งสองกับพวกยื่นคำร้องขอทุเลาการบังคับในคดีส่วนแพ่ง อันเป็นการดำเนินกระบวนพิจารณาอย่างหนึ่งในศาล จึงมิใช่เป็นเรื่องการแจ้งความแก่เจ้าพนักงาน การกระทำของจำเลยทั้งสองจึงไม่เข้าลักษณะความผิดฐานแจ้งข้อความอันเป็นเท็จแก่เจ้าพนักงานตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 137 ปัญหาดังกล่าวเป็นข้อกฎหมายที่เกี่ยวกับความสงบเรียบร้อย ศาลฎีกายกขึ้นวินิจฉัยได้เอง ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 195 วรรคสอง ประกอบมาตรา 225 กรณีไม่จำต้องวินิจฉัยฎีกาของโจทก์

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.อ. ม. 137
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นายอมต ศรีกาลรา
จำเลย — นางสาวสุปรีดา หุตะมาน กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลแขวงนครราชสีมา — นายอรรคพล เปรมวิไลศักดิ์
ศาลอุทธรณ์ภาค 3 — นายนรินทร์ ตงศิริ
ชื่อองค์คณะ
วิรุฬห์ แสงเทียน
ปดารณี ลัดพลี
ฉัตรไชย จันทร์พรายศรี
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา