คำพิพากษา คำสั่งคำร้องและคำวินิจฉัยศาลฎีกา

ทั้งหมด 133,243 รายการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 6847/2555
#521511
เปิดฉบับเต็ม

ผู้ร้องและผู้คัดค้านต่างร้องขอให้ถอนอีกฝ่ายจากการเป็นผู้จัดการมรดกร่วม ที่ผู้ร้องยื่นคำร้องขอถอนผู้คัดค้านโดยอ้างว่า ผู้คัดค้านไม่ให้ความร่วมมือโดยไม่ยอมลงลายมือชื่อเบิกถอนเงินมรดกจากบัญชีเงินฝากของผู้ตายโดยไม่มีเหตุอันสมควร ข้อเท็จจริงได้ความว่า ผู้คัดค้านยอมลงชื่อถอนเงินฝากของผู้ตายแล้วบัญชีหนึ่ง โดยผู้ร้องตกลงว่าจะแบ่งเงินให้ผู้คัดค้าน 10,000 บาท แต่ผู้ร้องไม่แบ่งให้ตามตกลง การที่ผู้คัดค้านไม่ยินยอมลงลายมือชื่อเบิกถอนเงินให้อีก ยังถือไม่ได้ว่าผู้คัดค้านละเลยไม่ทำตามหน้าที่ ไม่มีเหตุสมควรที่จะถอนผู้คัดค้านออกจากการเป็นผู้จัดการมรดก แต่การที่ผู้ร้องเบิกเงินของผู้ตายออกจากบัญชีธนาคาร ก. ไปเพียงผู้เดียวโดยไม่แบ่งให้แก่ผู้คัดค้าน ถือได้ว่าผู้ร้องละเลยมิได้ปฏิบัติการตามหน้าที่ผู้จัดการมรดก หากให้ผู้ร้องเป็นผู้จัดการมรดกร่วมกับผู้คัดค้านต่อไปจะล่าช้าติดขัดก่อให้เกิดความเสียหายแก่กองมรดกและผู้คัดค้านซึ่งเป็นผู้มีส่วนได้เสีย จึงมีเหตุสมควรให้ถอนผู้ร้องออกจากการเป็นผู้จัดการมรดกตาม ป.พ.พ. มาตรา 1727 วรรคหนึ่ง

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
คดีสืบเนื่องมาจากศาลชั้นต้นมีคำสั่งตั้งผู้ร้องและผู้คัดค้านเป็นผู้จัดการมรดกร่วมกันของนายอนุวรรตน์ ผู้ตาย โดยให้มีสิทธิและหน้าที่ตามกฎหมาย

ผู้ร้องยื่นคำร้องขอให้มีคำสั่งถอนผู้คัดค้านจากการเป็นผู้จัดการมรดก

ผู้คัดค้านยื่นคำคัดค้านขอให้ยกคำร้อง และขอให้มีคำสั่งถอนผู้ร้องจากการเป็นผู้จัดการมรดก

ศาลชั้นต้นไต่สวนมีคำสั่งให้ยกคำร้องของผู้ร้อง และให้ถอนผู้ร้องจากการเป็นผู้จัดการมรดกของผู้ตาย ให้ผู้คัดค้านเป็นผู้จัดการมรดกของผู้ตายเพียงผู้เดียว ค่าฤชาธรรมเนียมให้เป็นพับ

ผู้ร้องอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 3 พิพากษากลับเป็นว่า ให้ถอนผู้คัดค้านจากการเป็นผู้จัดการมรดกของผู้ตาย ให้ผู้ร้องเป็นผู้จัดการมรดกของผู้ตายเพียงผู้เดียว ให้ยกคำร้องของผู้คัดค้าน ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสองศาลให้เป็นพับ

ผู้คัดค้านฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ผู้ร้องยื่นคำร้องขอเป็นผู้จัดการมรดกของผู้ตายระบุในคำร้องอ้างว่า ผู้ตายมีทรัพย์มรดกคือ เงินฝากในธนาคารเพียง 2 บัญชี ได้แก่ เงินฝากในบัญชีเงินฝากสะสมทรัพย์ ธนาคารกรุงเทพ จำกัด (มหาชน) สาขาหัวหมาก มีเงิน 36,360 บาท และเงินฝากในบัญชีเงินฝากสะสมทรัพย์ ธนาคารกรุงศรีอยุธยา จำกัด (มหาชน) สาขาจักรพรรดิพงษ์ มีเงิน 261,132.22 บาท หลังจากศาลชั้นต้นมีคำสั่งตั้งผู้ร้องและผู้คัดค้านเป็นผู้จัดการมรดกของผู้ตายร่วมกันแล้ว ปรากฏว่าผู้ตายมีเงินฝากในบัญชีเงินฝากที่ธนาคารกสิกรไทย จำกัด (มหาชน) สาขาราชดำริ อีกบัญชีหนึ่ง ผู้คัดค้านเบิกความว่า ผู้ร้องไม่ได้นำบัญชีมาแสดงต่อศาลชั้นต้น ผู้คัดค้านยอมลงลายมือชื่อถอนเงินจากบัญชีเงินฝากซึ่งมีจำนวน 32,000 บาท เนื่องจากผู้ร้องตกลงจะแบ่งเงินให้ 10,000 บาท แต่ผู้ร้องไม่แบ่งเงินให้ตามที่ตกลงกัน ส่วนผู้ร้องอ้างว่าผู้ร้องเพิ่งค้นพบบัญชีเงินฝากธนาคารกสิกรไทย จำกัด (มหาชน) สาขาราชดำริของผู้ตายหลังจากที่ศาลมีคำสั่งตั้งผู้ร้องและผู้คัดค้านเป็นผู้จัดการมรดกร่วมกันแล้ว ทั้งยืนยันไม่แบ่งเงินให้ผู้คัดค้าน แต่ผู้ร้องเบิกความรับว่า ผู้ตายและผู้คัดค้านแต่งงานกันเมื่อปี 2535 โดยอยู่กินร่วมกันมาก่อนหน้านั้นแล้ว ทั้งผู้ตายและผู้คัดค้านต่างทำงานที่บริษัทเอกชนมีรายได้เป็นเงินเดือน พักอาศัยอยู่ร่วมกันที่รื่นรมย์คอนโดมิเนียม นอกจากผู้คัดค้านจะมีรายได้เป็นเงินเดือนแล้ว ผู้คัดค้านยังมีอาชีพรับจ้างซักเสื้อผ้าโดยใช้เครื่องหยอดเหรียญด้วย เป็นการเจือสมพยานผู้คัดค้านฟังได้ว่า ผู้คัดค้านและผู้ตายต่างช่วยประกอบอาชีพทำมาหากินสร้างครอบครัวร่วมกัน ข้ออ้างว่าผู้คัดค้านไม่ยอมลงลายมือชื่อเบิกถอนเงินโดยไม่มีเหตุอันสมควรจึงยังฟังไม่ได้โดยถนัด การที่ผู้คัดค้านไม่ยินยอมลงลายมือชื่อเบิกถอนเงินให้ที่ธนาคารกรุงศรีอยุธยา จำกัด (มหาชน) สาขาจักรพรรดิพงษ์ ยังถือไม่ได้ว่าผู้คัดค้านละเลยไม่ทำตามหน้าที่ จึงยังไม่มีเหตุสมควรที่จะถอนผู้คัดค้านออกจากการเป็นผู้จัดการมรดก แต่การที่ผู้ร้องนำเงินของผู้ตายออกจากบัญชีธนาคารกสิกรไทย จำกัด (มหาชน) สาขาราชดำริไปเพียงผู้เดียวโดยไม่แบ่งให้กับผู้คัดค้านถือได้ว่าผู้ร้องละเลยมิได้ปฏิบัติการตามหน้าที่ผู้จัดการมรดก หากให้ผู้ร้องเป็นผู้จัดการมรดกร่วมกับผู้คัดค้านต่อไปย่อมจะล่าช้าติดขัดก่อให้เกิดความเสียหายแก่กองมรดกและผู้คัดค้านซึ่งเป็นผู้มีส่วนได้เสียได้ ส่วนข้ออ้างเรื่องผู้ร้องและผู้คัดค้านทำสัญญาประนีประนอมยอมความกันในวันไต่สวนคำร้อง ยังอาจมีข้อเท็จจริงที่ผู้คัดค้านสามารถยกขึ้นต่อสู้เป็นประเด็นปัญหาให้ต้องวินิจฉัยอีกได้ จึงมีเหตุสมควรให้ถอนผู้ร้องออกจากการเป็นผู้จัดการมรดกตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1727 วรรคแรก ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 3 พิพากษามา ศาลฎีกาไม่เห็นพ้องด้วย ฎีกาของผู้คัดค้านฟังขึ้น

พิพากษากลับเป็นว่า ให้บังคับคดีไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์และฎีกาให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 1727 วรรคแรก
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นายห้าวหาญ รุขะจี
จำเลย — นางสาวศสิวิมล มีทา
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลชั้นต้น — นางนุชนาถ ชาลีกุล ทับน้อย
ศาลอุทธรณ์ภาค 3 — นายเอกวิทย์ วัชชวัลศุ
ชื่อองค์คณะ
สุรภพ ปัทมะสุคนธ์
วัส ติงสมิตร
ถมรัตน์ เลิศไพรวัน
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 6839/2555
#525480
เปิดฉบับเต็ม

ข้อความในหนังสือแจ้งอายัดของเจ้าพนักงานบังคับคดีที่มีสาระสำคัญว่า ขออายัดเงินปันผลและเงินอื่นๆ ของจำเลยที่ 1 ทุกปีจนกว่าจะชำระหนี้ตามหมายบังคับคดีเสร็จสิ้น นั้น ได้แยกการอายัดเงินของจำเลยที่ 1 ออกเป็น 2 ส่วน กล่าวคือ เงินปันผลส่วนหนึ่ง และเงินอื่นๆ นอกจากนั้นอีกส่วนหนึ่ง ในส่วนของเงินปันผล พ.ร.บ.สหกรณ์ พ.ศ.2542 มาตรา 60 (1) ที่ใช้บังคับอยู่ในขณะที่มีการขออายัดคดีนี้ บัญญัติให้สหกรณ์จัดสรรกำไรสุทธิประจำปีเป็นเงินปันผลตามจำนวนหุ้นของสมาชิกแต่ละคนที่ชำระแล้ว เงินปันผลจึงเป็นเงินที่ผู้คัดค้านต้องจ่ายแก่สมาชิกทุกคนเป็นรายปีทุกๆ ปีขณะที่ยังเป็นสมาชิกอยู่ ส่วนเงินอื่นๆ พ.ร.บ.สหกรณ์ พ.ศ.2542 มาตรา 60 (2) ที่ใช้บังคับในขณะนั้น บัญญัติให้สหกรณ์จัดสรรกำไรสุทธิประจำปีจ่ายเป็นเงินเฉลี่ยคืนให้แก่สมาชิกตามส่วนธุรกิจที่สมาชิกได้กระทำไว้กับสหกรณ์ในระหว่างปีแต่ละปี เงินเฉลี่ยคืนจึงเป็นการจัดสรรจ่ายให้แก่เฉพาะสมาชิกบางคนที่ทำธุรกิจกับสหกรณ์ และจ่ายเฉพาะในปีที่ทำเท่านั้น จึงเป็นการจ่ายให้เป็นการเฉพาะในแต่ละครั้ง ไม่อาจจ่ายเป็นประจำทุกปีเสมอไปได้ ซึ่งมีลักษณะเช่นเดียวกับเงินค่าหุ้นของจำเลยที่ 1 เพราะ พ.ร.บ.สหกรณ์ พ.ศ.2542 มาตรา 42 วรรคสอง ที่ใช้บังคับในขณะนั้นบัญญัติห้ามมิให้เจ้าหนี้ของสมาชิกใช้สิทธิเรียกร้องในเงินค่าหุ้นของสมาชิกนั้น เว้นแต่สมาชิกภาพนั้นจะสิ้นสุดลง ซึ่งไม่ทราบว่าจะสิ้นสุดลงเมื่อใด และไม่ทราบล่วงหน้าด้วยว่าจะต้องจ่ายเมื่อใด จึงเป็นการจ่ายเฉพาะในแต่ละครั้งและไม่อาจจ่ายเป็นประจำปีรายได้เช่นกัน ดังนั้น คำขออายัดของเจ้าพนักงานบังคับคดีตามหนังสือแจ้งอายัดในข้างต้น เจ้าพนักงานบังคับคดีได้แจ้งอายัดรวมถึงเงินค่าหุ้นของจำเลยที่ 1 ด้วยแล้ว

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
คดีสืบเนื่องมาจากศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยที่ 1 ชำระเงินจำนวน 335,270.44 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 15 ต่อปี จากต้นเงิน 312,364.44 บาทนับแต่วันถัดจากวันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ หากจำเลยที่ 1 ไม่ชำระ ให้จำเลยที่ 2 และที่ 3 ชำระแทน แต่จำเลยทั้งสามไม่ชำระ โจทก์ขอให้ศาลชั้นต้นออกหมายตั้งเจ้าพนักงานบังคับคดี ต่อมาเจ้าพนักงานบังคับคดีมีหนังสือลงวันที่ 11 เมษายน 2548 ขออายัดเงินปันผลและเงินอื่น ๆ ของจำเลยที่ 1 ที่มีสิทธิเรียกร้องจากผู้คัดค้านทุกปีจนกว่าจะชำระหนี้ตามหมายบังคับคดีเสร็จสิ้น โดยห้ามมิให้ผู้คัดค้านจำหน่ายจ่ายโอนเงินดังกล่าวแก่ผู้ใด แต่ขอให้มอบเงินอายัดแก่เจ้าพนักงานบังคับคดี สำนักงานบังคับคดีจังหวัดพระนครศรีอยุธยาภายใน 7 วัน นับแต่วันที่ถึงกำหนดจ่าย

โจทก์ยื่นคำร้องขอให้ไต่สวนและบังคับผู้คัดค้านให้ปฏิบัติตามคำสั่งอายัด

ผู้คัดค้านยื่นคำร้องคัดค้านขอให้ยกคำร้อง

ในวันนัดไต่สวนคำร้องของโจทก์ โจทก์และผู้คัดค้านแถลงรับกันว่า หลังจากศาลชั้นต้นมีคำพิพากษาแล้ว ผู้คัดค้านได้รับหนังสือของเจ้าพนักงานบังคับคดีฉบับลงวันที่ 11 เมษายน 2548 แจ้งอายัดเงินปันผลและเงินอื่น ๆ ของจำเลยที่ 1 ทุกปีจนกว่าจะชำระหนี้ตามหมายบังคับคดีเสร็จสิ้น โดยห้ามมิให้จำหน่ายจ่ายโอนเงินดังกล่าวแก่ผู้ใด แต่ให้มอบเงินอายัดแก่เจ้าพนักงานบังคับคดี สำนักงานบังคับคดีจังหวัดพระนครศรีอยุธยา ภายใน 7 วัน นับแต่วันถึงกำหนดจ่าย ปี 2549 ผู้คัดค้านส่งเงินปันผลประจำปี 2548 ของจำเลยที่ 1 จำนวน 6,799 บาท ให้แก่เจ้าพนักงานบังคับคดี ต่อมาวันที่ 15 มกราคม 2550 ผู้คัดค้านมีหนังสือแจ้งเจ้าพนักงานบังคับคดีให้ทราบว่า จำเลยที่ 1 ลาออกจากการเป็นสมาชิกผู้คัดค้านแล้วตั้งแต่เดือนธันวาคม 2548 และไม่มีเงินส่วนได้ที่จะส่งให้แก่เจ้าพนักงานบังคับคดี โดยผู้คัดค้านนำเงินค่าหุ้นของจำเลยที่ 1 จำนวน 109,200 บาท หักชำระหนี้เงินกู้สามัญจำนวน 428,000 บาท ที่ค้างชำระแก่ผู้คัดค้านตามระเบียบของผู้คัดค้านและตามคำยินยอมของจำเลยที่ 1 ที่ให้ไว้ในหนังสือกู้สำหรับเงินกู้สามัญ วันที่ 25 มกราคม 2550 เจ้าพนักงานบังคับคดีมีหนังสือถึงผู้คัดค้าน ขออายัดเงินเฉลี่ยคืนค่าหุ้นของจำเลยที่ 1 คู่ความคงโต้เถียงกันว่า เจ้าพนักงานบังคับคดีแจ้งอายัดเงินค่าหุ้นของจำเลยที่ 1 ที่มีสิทธิได้รับจากการลาออกแล้วหรือไม่ โดยโจทก์แถลงว่า คำว่า "เงินอื่น ๆ" ตามหนังสือแจ้งอายัดรวมถึงค่าหุ้นของจำเลยที่ 1 ด้วย ผู้คัดค้านแถลงว่า หนังสือแจ้งอายัดของเจ้าพนักงานบังคับคดีระบุเพียง ขออายัดเงินปันผลประจำปีและเงินอื่น ๆ โดยไม่ได้ระบุให้ชัดแจ้งว่าเงินอื่นๆ นั้นเป็นเงินค่าหุ้นของจำเลยที่ 1 หรือไม่ ตามระเบียบปฏิบัติของผู้คัดค้าน กรณีอายัดเงินค่าหุ้นของสมาชิกเจ้าพนักงานบังคับคดีจะต้องมีหนังสืออายัด ระบุเงินปันผลหรือเงินค่าหุ้นไว้โดยชัดแจ้ง เมื่อหนังสือแจ้งอายัดดังกล่าวไม่แจ้งชัดว่าอายัดเงินค่าหุ้นของจำเลยที่ 1 ด้วยหรือไม่ ผู้คัดค้านสามารถหักเงินค่าหุ้นของจำเลยที่ 1 ไปชำระหนี้เงินกู้ที่จำเลยที่ 1 ยังค้างชำระแก่ผู้คัดค้านได้ตามระเบียบของผู้คัดค้านและตามความยินยอมของจำเลยที่ 1 ในหนังสือสัญญากู้สำหรับเงินกู้สามัญ ศาลชั้นต้นสั่งว่า คดีพอวินิจฉัยได้แล้วให้งดการไต่สวนคำร้องดังกล่าว

ศาลชั้นต้นมีคำสั่งให้ผู้คัดค้านส่งมอบเงินค่าหุ้นของจำเลยที่ 1 จำนวน 109,200 บาท ให้แก่เจ้าพนักงานบังคับคดีภายใน 15 วัน เพื่อทำการบังคับคดีต่อไป มิฉะนั้นจะถูกยึดทรัพย์ จับ จำขังหรือบังคับคดีตามกฎหมาย

ผู้คัดค้านอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ

ผู้คัดค้านฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของผู้คัดค้านข้อแรกว่า คำขออายัดเงินปันผลและเงินอื่น ๆ ของจำเลยที่ 1 ตามหนังสือที่เจ้าพนักงานบังคับคดีแจ้งไปถึงผู้คัดค้าน มีผลครอบคลุมถึงเงินค่าหุ้นของจำเลยที่ 1 สมาชิกของผู้คัดค้านที่ได้มาเมื่อพ้นสมาชิกภาพหลังจากแจ้งอายัดแล้วด้วยหรือไม่ เห็นว่า ตามข้อความในหนังสือแจ้งอายัดที่มีสาระสำคัญระบุว่า "...ขออายัดเงินปันผลและเงินอื่นๆ ของจำเลยที่ 1 ทุกปีจนกว่าชำระหนี้ตามหมายบังคับคดีเสร็จสิ้น โดยห้ามมิให้จำหน่ายจ่ายเงินดังกล่าวแก่ผู้ใด แต่ขอให้ส่งมอบเงินอายัดแก่เจ้าพนักงานบังคับคดีภายใน 7 วัน นับแต่วันที่ถึงกำหนดจ่าย จนกว่าจะชำระหนี้ตามหมายบังคับคดีเสร็จสิ้น..." ตามข้อความดังกล่าวได้แยกการอายัดเงินของจำเลยที่ 1 ออกได้เป็น 2 ส่วน กล่าวคือ เงินปันผลส่วนหนึ่งและเงินอื่น ๆ นอกจากนั้นอีกส่วนหนึ่ง ในส่วนของเงินปันผล พระราชบัญญัติสหกรณ์ พ.ศ.2542 มาตรา 60 (1) ที่ใช้บังคับอยู่ในขณะที่มีการขออายัดคดีนี้ บัญญัติให้สหกรณ์จัดสรรกำไรสุทธิประจำปีเป็นเงินปันผลตามจำนวนหุ้นของสมาชิกแต่ละคนที่ชำระแล้ว เงินปันผลจึงเป็นเงินที่ผู้คัดค้านต้องจ่ายแก่สมาชิกทุกคนเป็นรายปีทุก ๆ ปีขณะที่ยังเป็นสมาชิกอยู่ ดังนั้นตามหนังสือแจ้งอายัด ในส่วนการอายัดเงินปันผลจึงมีสาระสำคัญเป็นว่า "...ขออายัดเงินปันผลของจำเลยที่ 1 ทุกปีจนกว่าจะชำระหนี้ตามหมายบังคับคดีเสร็จสิ้น..." สำหรับในส่วนของเงินอื่นๆ ตามพระราชบัญญัติสหกรณ์ พ.ศ.2542 มาตรา 60 (2) ที่ใช้บังคับในขณะนั้น บัญญัติให้สหกรณ์จัดสรรกำไรสุทธิประจำปีจ่ายเป็นเงินเฉลี่ยคืนให้แก่สมาชิกตามส่วนธุรกิจที่สมาชิกได้กระทำไว้กับสหกรณ์ในระหว่างปีแต่ละปี เงินเฉลี่ยคืนจึงเป็นการจัดสรรจ่ายให้แก่เฉพาะสมาชิกบางคนที่ทำธุรกิจกับสหกรณ์ และจ่ายเฉพาะในปีที่ทำเท่านั้น จึงเป็นการจ่ายให้เป็นการเฉพาะแต่ละครั้ง ไม่อาจจ่ายเป็นประจำทุกปีเสมอไปได้ ซึ่งมีลักษณะเช่นเดียวกับเงินค่าหุ้นของจำเลยที่ 1 เพราะพระราชบัญญัติสหกรณ์ พ.ศ.2542 มาตรา 42 วรรคสอง (เดิม)ที่ใช้บังคับในขณะนั้น บัญญัติห้ามมิให้เจ้าหนี้ของสมาชิกใช้สิทธิเรียกร้องในค่าหุ้นของสมาชิกนั้น เว้นแต่สมาชิกภาพนั้นจะสิ้นสุดลง ซึ่งไม่ทราบว่าจะสิ้นสุดลงเมื่อใด และไม่ทราบล่วงหน้าด้วยว่าจะต้องจ่ายเมื่อใด จึงเป็นการจ่ายเฉพาะแต่ละครั้งและไม่อาจจ่ายเป็นประจำรายปีได้เช่นกัน ดังนั้น คำขออายัดในส่วนเงินอื่นๆ เมื่อสรุปสาระสำคัญของข้อความในหนังสือแจ้งอายัดแล้วจึงเป็นว่า "...ขออายัดเงินอื่นๆ ของจำเลยที่ 1 จนกว่าจะชำระหนี้ตามหมายบังคับคดีเสร็จสิ้น..." และเห็นว่า คำขออายัดของเจ้าพนักงานบังคับคดี ได้แจ้งอายัดรวมถึงเงินค่าหุ้นของจำเลยที่ 1 ด้วยแล้ว ที่ผู้คัดค้านฎีกาว่า ในการแจ้งขออายัดกรณีอื่น ๆ เจ้าพนักงานบังคับคดีได้ระบุไว้ชัดเจนว่าขออายัดทรัพย์สินอะไร แต่หนังสือแจ้งอายัดฉบับแรกไม่เป็นเช่นนั้น เห็นว่า การระบุทรัพย์สินที่จะอายัดไว้ในหนังสือแจ้งขออายัดโดยชัดเจนเป็นการดี แต่การที่จะระบุไว้กว้าง ๆ แต่ครอบคลุมพอที่จะปฏิบัติตามได้ก็ไม่ได้ผิดต่อกฎหมายและก่อให้เกิดการขัดข้องในการปฏิบัติแต่อย่างใด และที่เจ้าพนักงานบังคับคดีมีหนังสือแจ้งอายัดอีกฉบับหนึ่ง ก็ไม่เป็นผลกระทบถึงความสมบูรณ์ของหนังสือแจ้งอายัดฉบับแรก ฎีกาของผู้คัดค้านข้ออื่น ๆ ไม่ทำให้ผลของคำพิพากษาเปลี่ยนแปลงไป ศาลฎีกาจึงไม่วินิจฉัยในคำพิพากษา ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษานั้นชอบแล้ว ฎีกาของผู้คัดค้านฟังไม่ขึ้น

พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาเป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ. ม. 310 ทวิ
พ.ร.บ.สหกรณ์ พ.ศ.2542 ม. 42 ม. 60
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — สหกรณ์ออมทรัพย์ครูพระนครศรีอยุธยา จำกัด
ผู้คัดค้าน — สหกรณ์ออมทรัพย์พนักงานเทศบาล จำกัด
จำเลย — จ่าสิบเอกหญิงสุกัญญา ถนอมวงษ์ กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดพระนครศรีอยุธยา — นายสมภาศ ทองหวาน
ศาลอุทธรณ์ภาค 1 — นายไพฑูรย์ ณัถฤทธิ์
ชื่อองค์คณะ
สมศักดิ์ ตันติภิรมย์
พิศล พิรุณ
ปิ่น ศรีเมือง
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 6838/2555
#532945
เปิดฉบับเต็ม

หลังจากที่ศาลมีคำสั่งตั้งผู้จัดการมรดกแล้ว ว. ทายาทคนหนึ่งของเจ้ามรดกถึงแก่ความตาย ทรัพย์มรดกของ ว. จึงตกทอดแก่จำเลยที่ 1 ซึ่งเป็นทายาทผู้สืบสิทธิชั้นบุตรและจำเลยที่ 2 ซึ่งเป็นภริยา หลังจากนั้นได้มีการทำข้อตกลงแบ่งปันทรัพย์มรดกของเจ้ามรดกระหว่างผู้จัดการมรดกกับจำเลยที่ 2 โดยทั้งสองฝ่ายตกลงกันว่าที่ดินพิพาทซึ่งเป็นมรดกของเจ้ามรดกให้ตกเป็นกรรมสิทธิ์ของทายาท ว. ซึ่งในวันที่ทำบันทึกแบ่งปันทรัพย์มรดกดังกล่าวไม่ปรากฏว่าผู้จัดการมรดกกระทำโดยมิชอบหรือทำผิดหน้าที่หรือทำเกินอำนาจหน้าที่ผู้จัดการมรดกแต่ประการใด จึงเป็นสิทธิของผู้จัดการมรดกที่จะกระทำได้ตามกฎหมาย ถือได้ว่าผู้จัดการมรดกทำกิจการในขอบอำนาจที่ได้รับมอบหมายเพื่อแบ่งปันทรัพย์มรดกตาม ป.พ.พ. มาตรา 1719 และมาตรา 1724 บันทึกข้อตกลงแบ่งปันทรัพย์มรดกดังกล่าวจึงมีผลผูกพันทายาททั้งหมดของเจ้ามรดก รวมทั้งโจทก์ด้วย จำเลยทั้งสองไม่ได้เป็นทายาทของเจ้ามรดกทั้งไม่ใช่ทายาทผู้เข้ารับมรดกแทนที่ ว. เป็นเพียงทายาทของ ว. ซึ่งมีสิทธิรับมรดกของเจ้ามรดกที่ตกได้แก่ ว. เท่านั้น จำเลยทั้งสองจึงอยู่ในฐานะบุคคลภายนอกที่จะได้รับความคุ้มครองตามมาตรา 1724

แม้บันทึกข้อตกลงแบ่งปันทรัพย์มรดกจะมีลักษณะเป็นสัญญาประนีประนอมยอมความตาม ป.พ.พ. มาตรา 1574 (12) ที่ผู้แทนโดยชอบธรรมจะกระทำแทนผู้เยาว์ไม่ได้ เว้นแต่ศาลจะอนุญาต และจำเลยที่ 2 ได้กระทำบันทึกดังกล่าวแทนจำเลยที่ 1 ซึ่งเป็นบุตรผู้เยาว์โดยไม่ได้ขออนุญาตศาลอันเป็นการฝ่าฝืนต่อบทบัญญัติดังกล่าวก็ตาม แต่การขออนุญาตศาลหรือไม่ ไม่ใช่แบบของนิติกรรมและกฎหมายก็มิได้บัญญัติไว้โดยชัดแจ้งว่าให้นิติกรรมที่ฝ่าฝืนบทบัญญัติดังกล่าวเป็นโมฆะกรรม ทั้งการที่กฎหมายบัญญัติให้ผู้แทนโดยชอบธรรมทำนิติกรรมเกี่ยวกับทรัพย์สินของผู้เยาว์ตามมาตรา 1574 ไม่ได้ เว้นแต่ศาลอนุญาตนั้น เป็นเจตนารมณ์ของกฎหมายที่ประสงค์ให้ศาลเป็นผู้กำกับดูแลผลประโยชน์ส่วนได้เสียของผู้เยาว์ โดยดูแลให้ผู้แทนโดยชอบธรรมปฏิบัติหน้าที่ของตนตามที่กฎหมายบัญญัติไว้เพื่อประโยชน์ของผู้เยาว์อย่างถูกต้องแท้จริงเท่านั้น นิติกรรมที่ฝ่าฝืนบทบัญญัติดังกล่าวจึงไม่ถึงขนาดตกเป็นโมฆะกรรม คงมีผลเพียงไม่ผูกพันผู้เยาว์ที่บทบัญญัติของกฎหมายดังกล่าวมุ่งประสงค์ที่จะคุ้มครองเท่านั้น ปัญหานี้เป็นปัญหาข้อกฎหมายอันเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชน ศาลฎีกามีอำนาจยกขึ้นวินิจฉัยเองได้ ป.วิ.พ. มาตรา 142 (5) เมื่อบันทึกข้อตกลงแบ่งปันทรัพย์มรดกดังกล่าวไม่ตกเป็นโมฆะอันจะทำให้ผู้มีส่วนได้เสียคนหนึ่งคนใดก็สามารถยกความเสียเปล่าแห่งโมฆะกรรมขึ้นกล่าวอ้างก็ได้ตาม ป.พ.พ. มาตรา 172 วรรคหนึ่ง แต่มีผลเพียงไม่ผูกพันจำเลยที่ 1 ซึ่งเป็นผู้เยาว์ จึงเป็นเรื่องที่จำเลยที่ 1 เท่านั้นที่จะยกการฝ่าฝืนบทบัญญัติดังกล่าวขึ้นกล่าวอ้างเพื่อมิให้ตนต้องผูกพันตามบันทึกดังกล่าวได้ ดังนั้น โจทก์ซึ่งเป็นบุคคลภายนอกย่อมไม่มีสิทธิที่จะยกขึ้นกล่าวอ้างเพื่อเพิกถอนบันทึกข้อตกลงแบ่งปันทรัพย์มรดกดังกล่าวได้

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้มีคำสั่งเพิกถอนการทำนิติกรรมการโอนและการรับโอนที่ดินโฉนดเลขที่ 73 ตำบลเมืองพล อำเภอพล จังหวัดขอนแก่น ที่โอนให้แก่จำเลยที่ 1 และให้จำเลยที่ 2 ในฐานะผู้จัดการมรดกของนายวิสุทธิ์หรือในฐานะผู้ใช้อำนาจปกครองจำเลยที่ 1 โอนโฉนดที่ดินดังกล่าวให้แก่กองทรัพย์สินของนายยี่ม้วยกับนางเสียมเกียง หากจำเลยที่ 2 ไม่ดำเนินการขอให้ถือเอาคำพิพากษาเป็นการแสดงเจตนาแทน

จำเลยทั้งสองให้การ ขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง ค่าฤชาธรรมเนียมให้เป็นพับ

โจทก์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 4 พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ

โจทก์ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงรับฟังได้เป็นยุติตามคำพิพากษาศาลล่างทั้งสองโดยไม่มีคู่ความโต้แย้งคัดค้านว่า นายวิสุทธิ์มีชื่อเป็นผู้ถือกรรมสิทธิ์ในที่ดินพิพาทแทนนายยี่ม้วยกับนางเสียมเกียงบิดามารดา นายยี่ม้วยกับนางเสียมเกียงจึงเป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์ในที่ดินพิพาทตลอดมา นายวิสุทธิ์ไม่อาจทำนิติกรรมโอนกรรมสิทธิ์ในที่ดินพิพาทให้แก่จำเลยที่ 1 ได้ นิติกรรมการโอนที่ดินพิพาทไม่สมบูรณ์ เมื่อนายยี่ม้วยกับนางเสียมเกียงถึงแก่ความตาย ที่ดินพิพาทย่อมเป็นทรัพย์มรดกของนายยี่ม้วยกับนางเสียมเกียงซึ่งตกทอดแก่ทายาทโดยธรรมของบุคคลทั้งสองรวมทั้งนายวิสุทธิ์ซึ่งเป็นบุตรชายด้วย คดีมีปัญหาวินิจฉัยว่า บันทึกข้อตกลงแบ่งทรัพย์มรดก ระหว่างนางสาววนิดา และนางสาวจุไรรัตน์ ในฐานะผู้จัดการมรดกของนายยี่ม้วยกับนางเสียมเกียงกับจำเลยที่ 2 ผูกพันทายาทของเจ้ามรดกหรือไม่ เห็นว่า นางสาววนิดาและนางสาวจุไรรัตน์ เป็นผู้จัดการมรดกของนายยี่ม้วยกับนางเสียมเกียงตามคำสั่งศาล นางสาววนิดาและนางสาวจุไรรัตน์จึงเป็นผู้จัดการมรดกร่วมกันมีสิทธิและหน้าที่ที่จะทำการอันจำเป็นเพื่อจัดการมรดกโดยทั่วไปหรือเพื่อแบ่งปันทรัพย์มรดกตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1719 นางสาววนิดาและนางสาวจุไรรัตน์จึงมีหน้าที่กระทำการอันจำเป็นเพื่อรวบรวมทรัพย์มรดกเพื่อแบ่งปันทรัพย์มรดกให้แก่ทายาท ในฐานะผู้แทนตามกฎหมายของทายาทในการจัดการทรัพย์มรดกและแบ่งปันทรัพย์มรดก ข้อเท็จจริงได้ความว่า หลังจากศาลมีคำสั่งตั้งนางสาววนิดาและนางสาวจุไรรัตน์เป็นผู้จัดการมรดกแล้ว นายวิสุทธิ์ทายาทคนหนึ่งของเจ้ามรดกได้ถึงแก่ความตาย ทรัพย์มรดกของนายวิสุทธิ์จึงตกทอดแก่จำเลยที่ 1 ซึ่งเป็นทายาทผู้สืบสิทธิชั้นบุตรและจำเลยที่ 2 ซึ่งเป็นภริยา หลังจากนั้นได้มีการทำข้อตกลงแบ่งปันทรัพย์มรดกของเจ้ามรดกระหว่างผู้จัดการมรดกกับจำเลยที่ 2 เมื่อวันที่ 7 มิถุนายน 2545 ตามบันทึกข้อตกลงแบ่งปันทรัพย์มรดก ซึ่งข้อ 4 กำหนดว่า ทั้งสองฝ่ายตกลงกันว่าที่ดินตามโฉนดที่ดินเลขที่ 73 เลขที่ดิน 155 ตำบลเมืองพล อำเภอพล จังหวัดขอนแก่น ซึ่งเป็นที่ดินพิพาท เป็นมรดกของเจ้ามรดกให้ตกเป็นกรรมสิทธิ์ของทายาทนายวิสุทธิ์ ซึ่งในวันที่ทำบันทึกนี้ผู้จัดการมรดกได้มอบโฉนดที่ดินพิพาทให้แก่ทายาทนายวิสุทธิ์รับไปเรียบร้อยแล้ว การทำบันทึกแบ่งปันทรัพย์มรดกดังกล่าวไม่ปรากฏว่าผู้จัดการมรดกกระทำโดยมิชอบหรือทำผิดหน้าที่หรือทำเกินอำนาจหน้าที่ผู้จัดการมรดกแต่ประการใดจึงเป็นสิทธิของผู้จัดการมรดกที่จะกระทำได้ตามกฎหมายถือได้ว่าผู้จัดการมรดกทำกิจการในขอบอำนาจที่ได้รับมอบหมายเพื่อแบ่งปันทรัพย์มรดกตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1719 และมาตรา 1724 บันทึกข้อตกลงแบ่งปันทรัพย์มรดกดังกล่าวจึงมีผลผูกพันทายาททั้งหมดของเจ้ามรดก รวมทั้งโจทก์ด้วย ที่โจทก์ฎีกาอ้างว่าจำเลยทั้งสองไม่ใช่บุคคลภายนอกที่จะได้รับความคุ้มครองตามมาตรา 1724 และบันทึกดังกล่าวเป็นสัญญาประนีประนอมยอมความที่ตกลงแบ่งมรดกกันระหว่างทายาทตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1715 ซึ่งทายาทต้องลงลายมือชื่อเองจึงจะผูกพันทายาทได้นั้น เห็นว่า จำเลยทั้งสองไม่ได้เป็นทายาทของเจ้ามรดก ทั้งไม่ใช่ทายาทผู้เข้ารับมรดกแทนที่นายวิสุทธิ์ จำเลยทั้งสองเป็นเพียงทายาทของนายวิสุทธิ์ซึ่งมีสิทธิรับมรดกของเจ้ามรดกที่ตกได้แก่นายวิสุทธิ์เท่านั้น จำเลยทั้งสองจึงอยู่ในฐานะบุคคลภายนอกตามบทบัญญัติดังกล่าว ฎีกาของโจทก์ข้อนี้ฟังไม่ขึ้น

มีปัญหาต้องวินิจฉัยต่อไปว่า บันทึกข้อตกลงแบ่งปันทรัพย์มรดก เป็นโมฆะกรรมเพราะทำขึ้นโดยไม่ได้รับอนุญาตจากศาลตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1574 (12) หรือไม่ เพียงใด โดยโจทก์ฎีกาว่า ขณะทำบันทึกข้อตกลงแบ่งปันทรัพย์มรดก นั้น จำเลยที่ 2 ยังไม่ได้รับการแต่งตั้งให้เป็นผู้จัดการมรดกของนายวิสุทธิ์ แต่จำเลยที่ 2 ทำบันทึกดังกล่าวแทนบุตรผู้เยาว์ 3 คน รวมทั้งจำเลยที่ 1 ด้วย โดยจำเลยที่ 2 ไม่ได้ขออนุญาตศาล จึงเป็นการฝ่าฝืนบทบัญญัติ มาตรา 1574 (12) มีผลให้บันทึกที่ทำขึ้นตกเป็นโมฆะทั้งหมดเนื่องจากจำนวนผู้ได้รับส่วนแบ่งมรดกและจำนวนทรัพย์มรดกที่ได้รับส่วนแบ่งเกี่ยวพันกันแบ่งแยกไม่ได้ เห็นว่า แม้บันทึกข้อตกลงแบ่งปันทรัพย์มรดก จะมีลักษณะเป็นสัญญาประนีประนอมยอมความตามมาตรา 1574 (12) ที่ผู้แทนโดยชอบธรรมจะกระทำแทนผู้เยาว์ไม่ได้ เว้นแต่ศาลจะอนุญาตและจำเลยที่ 2 ได้กระทำบันทึกดังกล่าวแทนบุตรผู้เยาว์โดยไม่ได้ขออนุญาตศาลอันเป็นการฝ่าฝืนต่อบทบัญญัติดังกล่าวก็ตาม แต่การขออนุญาตศาลหรือไม่ไม่ใช่แบบของนิติกรรมและกฎหมายก็มิได้บัญญัติไว้โดยชัดแจ้งว่าให้นิติกรรมที่ฝ่าฝืนบทบัญญัติดังกล่าวเป็นโมฆะกรรม ทั้งการที่กฎหมายบัญญัติให้ผู้แทนโดยชอบธรรมทำนิติกรรมเกี่ยวกับทรัพย์สินของผู้เยาว์ตามมาตรา 1574 ไม่ได้ เว้นแต่ศาลอนุญาตนั้น เป็นเจตนารมณ์ของกฎหมายที่ประสงค์ให้ศาลเป็นผู้กำกับดูแลผลประโยชน์ส่วนได้เสียของผู้เยาว์ โดยดูแลให้ผู้แทนโดยชอบธรรมปฏิบัติหน้าที่ของตนตามที่กฎหมายบัญญัติไว้เพื่อประโยชน์ของผู้เยาว์อย่างถูกต้องแท้จริงเท่านั้น นิติกรรมที่ฝ่าฝืนบทบัญญัติดังกล่าวจึงไม่ถึงขนาดตกเป็นโมฆะกรรม คงมีผลเพียงไม่ผูกพันผู้เยาว์ที่บทบัญญัติของกฎหมายดังกล่าวมุ่งประสงค์ที่จะคุ้มครองเท่านั้น ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 4 วินิจฉัยว่า บันทึกข้อตกลงดังกล่าวเป็นโมฆะมานั้น ศาลฎีกาไม่เห็นพ้องด้วย แม้ปัญหานี้ไม่มีคู่ความฝ่ายใดยกขึ้นฎีกา แต่เป็นปัญหาข้อกฎหมายอันเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชน ศาลฎีกามีอำนาจยกขึ้นวินิจฉัยเองได้ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 142 เมื่อวินิจฉัยว่าบันทึกข้อตกลงแบ่งปันทรัพย์มรดกไม่เป็นโมฆะแล้ว จึงไม่จำเป็นต้องวินิจฉัยว่าเป็นโมฆะทั้งหมดหรือบางส่วนอีกต่อไป และเมื่อบันทึกดังกล่าวไม่ตกเป็นโมฆะอันจะทำให้ผู้มีส่วนได้เสียคนหนึ่งคนใดก็สามารถยกความเสียเปล่าแห่งโมฆะกรรมขึ้นกล่าวอ้างก็ได้ตามบทบัญญัติ มาตรา 172 วรรคหนึ่ง แห่งประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ แต่มีผลเพียงไม่ผูกพันจำเลยที่ 1 ซึ่งเป็นผู้เยาว์เพื่อปกป้องคุ้มครองผลประโยชน์ของผู้เยาว์ดังที่ได้วินิจฉัยมาแล้ว จึงเป็นเรื่องที่จำเลยที่ 1 เท่านั้นที่ยกการฝ่าฝืนบทบัญญัติดังกล่าวขึ้นกล่าวอ้างเพื่อมิให้ตนต้องผูกพันตามบันทึกดังกล่าวได้ ดังนั้น โจทก์ซึ่งเป็นบุคคลภายนอกย่อมไม่มีสิทธิที่จะยกขึ้นกล่าวอ้างเพื่อเพิกถอนบันทึกข้อตกลงแบ่งปันทรัพย์มรดกได้ ส่วนฎีกาของโจทก์ที่ว่าคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 4 ที่วินิจฉัยในประเด็นอายุความและการมีชื่อถือกรรมสิทธิ์ที่ดินแทนเจ้ามรดกตาม คำแก้อุทธรณ์ของจำเลยที่ 2 ไม่ชอบด้วยกฎหมายนั้น เห็นว่า เป็นข้อฎีกาที่ไม่มีผลเปลี่ยนแปลง คำพิพากษาจึงไม่เป็นสาระแก่คดี ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัย ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 4 พิพากษายกฟ้องมานั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วยในผล ฎีกาของโจทก์ฟังไม่ขึ้น

พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 172 วรรคหนึ่ง ม. 1574 (12) ม. 1719 ม. 1724
ป.วิ.พ. ม. 142 (5)
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นางสาวศิริพร เจษฎาเมธาขจร
จำเลย — นางสาวอรินธร เจษฎาเมธาขจร กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดพล — นายณัฐพงษ์ โต๊ะทอง
ศาลอุทธรณ์ภาค 4 — นายฉกาจกิต พัฒนานุพงษ์
ชื่อองค์คณะ
สบโชค สุขารมณ์
พฤษภา พนมยันตร์
อธิป จิตต์สำเริง
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 6797/2555
#525531
เปิดฉบับเต็ม

หลังจากวันเกิดเหตุที่เด็กหญิง ว. โจทก์ร่วมเบิกความอ้างว่าถูกจำเลยข่มขืนกระทำชำเรา โจทก์ร่วมมิได้แจ้งความดำเนินคดีแก่จำเลยแต่ประการใด ตรงกันข้าม ส. ภริยาจำเลยกลับแจ้งความต่อผู้ใหญ่บ้านต้องการให้ปรับไหมโจทก์ร่วมและมารดา อ้างว่าโจทก์ร่วมไปจับอวัยวะเพศจำเลย โจทก์ร่วมและมารดาจึงแจ้งความกลับหาว่าจำเลยข่มขืนกระทำชำเรา คำเบิกความและคำให้การชั้นสอบสวนของโจทก์ร่วมจึงเป็นคำเบิกความและคำให้การที่เกิดจากเงื่อนไขว่าหากภริยาจำเลยไม่เอาเรื่องโจทก์ร่วมกับมารดา โจทก์ร่วมกับมารดาก็จะไม่เอาเรื่องจำเลย และเพราะเหตุภริยาจำเลยกล่าวหาโจทก์ร่วมกับมารดา โจทก์ร่วมกับมารดาจึงจำเป็นต้องใช้คดีนี้เป็นการแก้เกี้ยว คำเบิกความของโจทก์ร่วมที่ใช้เพื่อต่อรองมิให้ตนกับมารดาถูกดำเนินคดีดังกล่าว จึงเป็นคำเบิกความที่ไม่ได้เกิดขึ้นโดยบริสุทธิ์ และมีมูลเหตุจูงใจเพื่อให้ตนเองกับมารดาพ้นผิด คำเบิกความของโจทก์ร่วมจึงเป็นพยานชนิดที่เกิดขึ้นจากการจูงใจเป็นการมิชอบ ย่อมรับฟังไม่ได้ตาม ป.วิ.อ. มาตรา 226

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 277, 309

จำเลยให้การปฏิเสธ

ระหว่างพิจารณาเด็กหญิง ว. ผู้เสียหาย โดยนาง บ. ผู้แทนโดยชอบธรรม ยื่นคำร้องขอเข้าร่วมเป็นโจทก์ ศาลชั้นต้นอนุญาต

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 277 วรรคสาม, 309 วรรคสอง การกระทำของจำเลยเป็นกรรมเดียวเป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบท ให้ลงโทษฐานข่มขืนกระทำชำเราเด็กหญิงอายุยังไม่เกินสิบสามปีโดยใช้อาวุธ ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 277 วรรคสาม ซึ่งเป็นกฎหมายบทที่มีโทษหนักที่สุด ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 จำคุกตลอดชีวิต

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 4 พิพากษายืน

จำเลยฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า มีปัญหาต้องวินิจฉัยว่า จำเลยมีความผิดตามคำพิพากษาศาลล่างทั้งสองหรือไม่ โจทก์และโจทก์ร่วมมีเด็กหญิง ว. โจทก์ร่วมเบิกความว่า ในวันเกิดเหตุโจทก์ร่วมนำโคไปเลี้ยงที่ทุ่งนา เวลาประมาณ 11 นาฬิกา จำเลยถือมีดเข้ามาแล้วล็อกคอโจทก์ร่วม จำเลยบอกให้โจทก์ร่วมนอนลงแล้วถอดเสื้อผ้าออก โจทก์ร่วมปฏิบัติตาม แล้วจำเลยข่มขืนกระทำชำเราโจทก์ร่วมเสร็จแล้วจำเลยสั่งห้ามมิให้นำเรื่องไปบอกใคร มิฉะนั้นจะฆ่าให้ตาย หลังเกิดเหตุภริยาจำเลยมาต่อว่ามารดาโจทก์ร่วมกล่าวหาว่าโจทก์ร่วมไปจับอวัยวะเพศจำเลย มารดาโจทก์ร่วมจึงสอบถามโจทก์ร่วม โจทก์ร่วมจึงเล่าเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นให้ฟัง แล้วโจทก์ร่วมตอบทนายจำเลยถามค้านว่า หากมารดาโจทก์ร่วมไม่ได้มาสอบถามโจทก์ร่วมเรื่องที่ภริยาจำเลยมากล่าวหาโจทก์ร่วม โจทก์ร่วมก็จะไม่เล่าเรื่องให้มารดาฟัง มารดาโจทก์ร่วมโมโหที่ภริยาจำเลยมาต่อว่าจึงคาดคั้นโจทก์ร่วมว่ามีอะไรกันกับจำเลยหรือไม่ ซึ่งในตอนแรกโจทก์ร่วมปฏิเสธว่าไม่มีอะไรกัน แต่พอมารดาโจทก์ร่วมบอกว่าหากโจทก์ร่วมไม่เล่าเหตุการณ์ให้ฟัง ภริยาจำเลยจะพามารดาโจทก์ร่วมไปปรับที่บ้านผู้ใหญ่บ้าน โจทก์ร่วมจึงเล่าเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นให้ฟัง เหตุที่โจทก์ร่วมเล่าเหตุการณ์ให้มารดาฟังก็เนื่องจากโจทก์ร่วมเกรงว่ามารดาโจทก์ร่วมและโจทก์ร่วมจะมีความผิด ในวันที่ไปคุยกันที่บ้านผู้ใหญ่บ้านภริยาจำเลยกล่าวหาโจทก์ร่วมว่าไปจับอวัยวะเพศของจำเลย ซึ่งโจทก์ร่วมและมารดาก็โต้แย้งว่าจำเลยข่มขืนโจทก์ร่วม หากทางภริยาจำเลยไม่เอาเรื่องกับโจทก์ร่วมและมารดา โจทก์ร่วมและมารดาก็จะไม่เอาเรื่องกับจำเลย โจทก์ร่วมเล่าเหตุการณ์ที่จำเลยข่มขืนโจทก์ร่วมที่บ้านผู้ใหญ่บ้านเนื่องจากจะใช้เป็นข้อต่อรองกรณีที่ภริยาจำเลยกล่าวหาโจทก์ร่วมและต้องการจะปรับมารดาโจทก์ร่วม นอกจากคำเบิกความของโจทก์ร่วมดังกล่าวแล้ว นายดวงจันทร์ ผู้ใหญ่บ้านหมู่ที่ 9 ซึ่งเป็นพยานจำเลยเบิกความว่า นางสุขซึ่งเป็นภริยาจำเลยมาแจ้งพยาน ว่าโจทก์ร่วมไปจับอวัยวะเพศจำเลย นางสุขต้องการให้ปรับไหมโจทก์ร่วม ต่อมาอีก 2 วัน นาง บ. ซึ่งเป็นมารดาโจทก์ร่วมมาแจ้งพยานว่าจำเลยใช้มีดปลายแหลมข่มขู่โจทก์ร่วม แต่ไม่ได้กล่าวหาว่าจำเลยข่มขืน พยานจึงจัดให้ทั้งสองฝ่ายเจรจากัน ระหว่างที่มีการเจรจากันนั้นเกิดการโต้เถียงกันเสียงดังจึงไม่สามารถตกลงกันได้ หลังจากวันดังกล่าวพยานจึงทราบว่าโจทก์ร่วมกล่าวหาว่าจำเลยข่มขืนกระทำชำเรา และนายดวงจันทร์ยังเบิกความตอบทนายจำเลยถามติงว่า ในขณะที่นาง บ. มาแจ้งความครั้งแรกนั้นพยานจดบันทึกไว้ด้วย โดยนาง บ. แจ้งว่าจำเลยใช้มีดข่มขู่โจทก์ร่วม แต่ไม่ได้แจ้งว่าจำเลยข่มขืนโจทก์ร่วมด้วย นาง บ. และโจทก์ร่วมมาแจ้งว่าจำเลยข่มขืนโจทก์ร่วม หลังจากที่มีการตกลงที่บ้านพยานประมาณ 3 วัน พยานแนะนำให้ไปแจ้งความต่อพนักงานสอบสวน เห็นว่า หลังเกิดเหตุโจทก์ร่วมมิได้แจ้งความดำเนินคดีแก่จำเลยแต่ประการใด ตรงกันข้ามภริยาจำเลยกลับแจ้งความต้องการให้ปรับไหมโจทก์ร่วมและมารดา โจทก์ร่วมและมารดาจึงแจ้งความกลับกล่าวหาว่าจำเลยข่มขืนกระทำชำเรา คำเบิกความของโจทก์ร่วมจึงเป็นคำเบิกความที่เกิดจากเงื่อนไขที่ว่าหากภริยาจำเลยไม่เอาเรื่องโจทก์ร่วมกับมารดา โจทก์ร่วมกับมารดาก็จะไม่เอาเรื่องจำเลย การที่ภริยาจำเลยกล่าวหาโจทก์ร่วมและมารดา โจทก์ร่วมและมารดาจึงจำเป็นต้องใช้คดีนี้เป็นการแก้เกี้ยว ในกรณีที่ภริยาจำเลยกล่าวหาโจทก์ร่วม คำเบิกความของโจทก์ร่วมรวมทั้งคำให้การในชั้นสอบสวนจึงเป็นคำเบิกความและคำให้การโดยมีเงื่อนไข กล่าวคือถ้าภริยาจำเลยไม่ดำเนินคดีโจทก์ร่วมกับมารดา โจทก์ร่วมและมารดาก็จะไม่แจ้งความและเบิกความดำเนินคดีจำเลยเช่นกัน ทั้งยังเป็นคำเบิกความเพื่อใช้ในการต่อรองมิให้ดำเนินคดีโจทก์ร่วม คำเบิกความของโจทก์ร่วมจึงเป็นคำเบิกความที่ไม่ได้เกิดขึ้นโดยบริสุทธิ์ แต่เป็นคำเบิกความที่เกิดขึ้นจากมูลเหตุจูงใจเพื่อให้ตนและมารดาไม่ถูกดำเนินคดี และมีมูลเหตุจูงใจเพื่อให้ตนเองและมารดาพ้นผิด คำเบิกความของโจทก์ร่วมจึงเป็นพยานชนิดที่เกิดขึ้นจากการจูงใจเป็นการมิชอบตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 226 ย่อมรับฟังเป็นพยานไม่ได้เมื่อพยานอื่นของโจทก์และโจทก์ร่วมไม่มีผู้ใดรู้ห็นเกี่ยวกับการกระทำความผิดของจำเลยพยานหลักฐานของโจทก์และโจทก์ร่วมจึงไม่อาจฟังลงโทษจำเลยได้ ฎีกาของจำเลยฟังขึ้นที่ศาลล่างทั้งสองพิพากษาลงโทษจำเลย ไม่ต้องด้วยความเห็นของศาลฎีกา

พิพากษากลับ ให้ยกฟ้องโจทก์
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.อ. ม. 277 ม. 309
ป.วิ.อ. ม. 226
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการจังหวัดร้อยเอ็ด
เด็กหญิงวนิดา บัวสอน
โจทก์ร่วม — โดยนางบัวรอง บัวสอน ผู้แทนโดยชอบธรรม
จำเลย — นายมังกร ศรีวิเศษ
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดร้อยเอ็ด — นางณัฐวดี ตันอมาตยรัตน์
ศาลอุทธรณ์ภาค 4 — นายประจวบ กระจ่างทิม
ชื่อองค์คณะ
สมศักดิ์ อเนกพุฒิ
พิศาล อัยยะวรากูล
อดิศักดิ์ ปัตรวลี
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 6781/2555
#526791
เปิดฉบับเต็ม

โจทก์แถลงขอให้ถือเอาบันทึกคำเบิกความพยานในชั้นไต่สวนมูลฟ้องเป็นคำเบิกความในชั้นพิจารณา จำเลยและทนายจำเลยแถลงไม่คัดค้าน ถือว่าโจทก์และจำเลยตกลงกันให้ถือเอาบันทึกคำเบิกความในชั้นไต่สวนมูลฟ้องเป็นคำเบิกความในชั้นพิจารณาได้โดยจำเลยทั้งสองไม่ติดใจถามค้านอีก เนื่องจากได้มีการถามค้านในชั้นไต่สวนมูลฟ้องแล้ว แม้จะไม่ปรากฏว่าศาลชั้นต้นสั่งอนุญาตในขณะนั้น แต่ศาลชั้นต้นได้ดำเนินกระบวนพิจารณาต่อไป โดยนำพยานชั้นไต่สวนมูลฟ้องมาเป็นพยานในชั้นพิจารณาแล้ววินิจฉัยไป เท่ากับว่าศาลชั้นต้นอนุญาตให้นำบันทึกคำให้การชั้นไต่สวนมูลฟ้องมาใช้ในชั้นพิจารณาได้ ตามบทบัญญัติ ป.วิ.อ. มาตรา 237 วรรคสอง

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยทั้งสองตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 137, 267, 83 พระราชบัญญัติกำหนดความผิดเกี่ยวกับห้างหุ้นส่วนจดทะเบียน ห้างหุ้นส่วนจำกัด บริษัทจำกัด สมาคม และมูลนิธิ พ.ศ.2499 มาตรา 42

ศาลชั้นต้นไต่สวนมูลฟ้องแล้ว คดีมีมูลให้ประทับฟ้อง

จำเลยทั้งสองให้การปฏิเสธ

ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง

โจทก์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน

โจทก์ฎีกา โดยผู้พิพากษาซึ่งพิจารณาและลงชื่อในคำพิพากษาศาลชั้นต้นอนุญาตให้ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า มีปัญหาวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ว่า ทนายโจทก์แถลงขอให้ศาลใช้บันทึกคำเบิกความพยานในชั้นไต่สวนมูลฟ้องเป็นคำเบิกความพยานในชั้นพิจารณา จำเลยทั้งสองไม่คัดค้าน คำเบิกความพยานโจทก์ชั้นไต่สวนมูลฟ้องนำมารับฟังในชั้นพิจารณาได้หรือไม่ เห็นว่า ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญามาตรา 237 วรรคสอง เป็นกฎหมายที่ใช้บังคับในขณะศาลชั้นต้นสืบพยานโจทก์และพยานจำเลย บัญญัติว่า "ในกรณีที่คู่ความตกลงกัน ศาลอาจอนุญาตให้ถือเอาบันทึกคำเบิกความพยานในชั้นไต่สวนมูลฟ้องเป็นคำเบิกความพยานในชั้นพิจารณา โดยพยานไม่ต้องเบิกความใหม่หรือให้พยานเบิกความตอบคำถามค้านของจำเลยไปทันทีได้ เว้นแต่ในข้อหาความผิดที่กฎหมายกำหนดอัตราโทษอย่างต่ำจำคุกตั้งแต่ห้าปีขึ้นไปหรือโทษสถานที่หนักกว่านั้น" ซึ่งความผิดที่โจทก์ฟ้องล้วนแต่ไม่เข้าข้อยกเว้นตอนท้ายของบทบัญญัติดังกล่าว คดีนี้โจทก์สืบพยานชั้นไต่สวนมูลฟ้อง ศาลชั้นต้นมีคำสั่งคดีมีมูล ในชั้นพิจารณา ศาลชั้นต้นจดรายงานกระบวนพิจารณาฉบับลงวันที่ 12 พฤษภาคม 2551 ว่า นัดพร้อม ทนายโจทก์และทนายจำเลยมาศาล ทนายโจทก์แถลงคงติดใจสืบพยานอีก 2 ปาก โดยเกี่ยวพันเป็นเครือญาติกับโจทก์และจำเลย ส่วนพยาน 2 ปาก ที่เคยนำมาสืบแล้วในชั้นไต่สวนมูลฟ้อง โจทก์ไม่ติดใจสืบพยานขอใช้คำเบิกความชั้นไต่สวนมูลฟ้อง สอบทนายจำเลยแล้วแถลงไม่ค้านและแถลงว่าจำเลยมีพยาน 3 ปาก ใช้เวลาสืบพยานครึ่งวัน ศาลชั้นต้นนัดสืบพยานโจทก์และพยานจำเลยในวันที่ 15 สิงหาคม 2551 ต่อมาเมื่อถึงวันนัดดังกล่าว ทนายโจทก์แถลงว่าเมื่อขอใช้คำเบิกความในชั้นไต่สวนมูลฟ้องแล้ว จึงไม่ติดใจสืบพยานอื่น ๆ แล้วหมดพยาน จำเลยไม่ค้าน จำเลยที่ 2 อ้างตนเองเบิกความเป็นพยานจนเสร็จ ตามรายงานกระบวนพิจารณาฉบับลงวันที่ 15 สิงหาคม 2551 เห็นว่า ตามรายงานกระบวนพิจารณาทั้งสองฉบับ โจทก์แถลงขอให้ถือเอาบันทึกคำเบิกความพยานในชั้นไต่สวนมูลฟ้องเป็นคำเบิกความในชั้นพิจารณา จำเลยและทนายจำเลยแถลงไม่คัดค้าน จึงถือว่าโจทก์และจำเลยตกลงกันให้ถือเอาบันทึกคำเบิกความในชั้นไต่สวนมูลฟ้องเป็นคำเบิกความในชั้นพิจารณาได้โดยจำเลยทั้งสองไม่ติดใจถามค้านอีก เนื่องจากได้มีการถามค้านในชั้นไต่สวนมูลฟ้องแล้ว แม้จะไม่ปรากฏว่าศาลชั้นต้นสั่งอนุญาตในขณะนั้น แต่ศาลชั้นต้นได้ดำเนินกระบวนพิจารณาต่อไป โดยนำพยานชั้นไต่สวนมูลฟ้องมาเป็นพยานในชั้นพิจารณาแล้ววินิจฉัยไป จึงเท่ากับว่าศาลชั้นต้นอนุญาตให้นำบันทึกคำให้การชั้นไต่สวนมูลฟ้องมาใช้ในชั้นพิจารณาได้ ตามบทบัญญัติมาตรา 237 วรรคสอง ดังนี้ บันทึกคำเบิกความในชั้นไต่สวนมูลฟ้องจึงนำมาเป็นคำเบิกความในชั้นพิจารณาได้ ที่ศาลอุทธรณ์พิพากษายกฟ้อง โดยฟังว่าคำเบิกความชั้นไต่สวนมูลฟ้องไม่อาจนำมารับฟังเป็นพยานในชั้นพิจารณาได้ จึงไม่ชอบด้วยกฎหมาย ฎีกาของโจทก์ฟังขึ้น แต่เนื่องจากศาลอุทธรณ์ยังไม่ได้วินิจฉัยพยานของโจทก์และพยานจำเลย จึงให้ย้อนสำนวนไปให้ศาลอุทธรณ์พิจารณาพิพากษาต่อไป

พิพากษายกคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ ให้ศาลอุทธรณ์พิจารณาพิพากษาใหม่ตามรูปคดี
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.อ. ม. 237 วรรคสอง
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นายสุพัฒน์ หวังวงศ์วัฒนา
จำเลย — บริษัทชวนวัฒนา จำกัด กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลอาญากรุงเทพใต้ — นายอรรถวิทย์ ยาวะประภาษ
ศาลอุทธรณ์ — นายปานนท์ กัจฉปานันท์
ชื่อองค์คณะ
ธงชัย เสนามนตรี
อภิรัตน์ ลัดพลี
พศวัจณ์ กนกนาก
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 6747/2555
#571904
เปิดฉบับเต็ม

ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษายกฟ้อง จึงมีผลให้ในการฎีกา โจทก์ต้องกล่าวถึงประเด็นต่าง ๆ ทั้งหมดเช่นเดียวกับในชั้นอุทธรณ์ ข้อความที่โจทก์บรรยายมาในฎีกา ถือเป็นการโต้แย้งคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 1 แล้ว จึงเป็นฎีกาที่ชัดแจ้ง

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยทั้งสองร่วมกันหรือแทนกันชำระเงินจำนวนดังกล่าวพร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันที่ 20 พฤศจิกายน 2546 อันเป็นวันที่จำเลยที่ 2 ปลอมลายมือชื่อผู้มีอำนาจของโจทก์ถอนเงินครั้งสุดท้ายจนถึงวันฟ้องรวมเป็นเงินจำนวน 2,994,594.52 บาท แก่โจทก์พร้อมด้วยดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของเงินต้นจำนวน 2,697,500 บาท นับถัดจากวันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จ

จำเลยที่ 1 ที่ 2 ให้การขอให้ยกฟ้อง

ระหว่างพิจารณาศาลชั้นต้นเห็นว่า คดีระหว่างโจทก์กับจำเลยที่ 2 เกิดแต่มูลละเมิดระหว่างนายจ้างกับลูกจ้างเกี่ยวกับการทำงานตามสัญญาจ้างแรงงาน ซึ่งอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลแรงงาน ตามพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงาน พ.ศ.2522 จึงให้เพิกถอนคำสั่งรับฟ้องจำเลยที่ 2 และจำหน่ายคดีสำหรับจำเลยที่ 2 จากสารบบความ

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยที่ 1 ชำระเงินจำนวน 110,000 บาท แก่โจทก์พร้อมด้วยดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันที่ 13 ตุลาคม 2547 เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จ กับให้จำเลยที่ 1 ใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ เฉพาะค่าขึ้นศาลให้ใช้แทนตามจำนวนทุนทรัพย์ที่โจทก์ชนะคดี โดยกำหนดค่าทนายความให้ 4,000 บาท

โจทก์และจำเลยที่ 1 อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษากลับให้ยกฟ้องโจทก์ ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสองศาลให้เป็นพับ

โจทก์ฎีกา

ระหว่างการพิจารณาของศาลฎีกา ศาลฎีกามีคำสั่งอนุญาตให้ธนาคารธนชาต จำกัด (มหาชน) เข้าสวมสิทธิเป็นคู่ความแทนจำเลยที่ 1

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามที่จำเลยที่ 1 แก้ฎีกาก่อนว่า โจทก์ลอกอุทธรณ์มาใช้เป็นฎีกาจึงเป็นฎีกาที่ไม่ได้โต้แย้งคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 1 ไม่ชอบที่จะรับไว้พิจารณาหรือไม่นั้น เห็นว่า คดีนี้ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษายกฟ้องโจทก์ ในการฎีกาจึงมีผลให้ต้องกล่าวถึงประเด็นต่าง ๆ ทั้งหมดเช่นเดียวกับในชั้นอุทธรณ์ ไม่ว่าในปัญหาเรื่องลายมือชื่อผู้เบิกถอนเงิน ผู้มอบฉันทะและระดับการใช้ความระมัดระวังในการทำหน้าที่ของพนักงานของจำเลยที่ 1 ที่จะทำให้จำเลยที่ 1 ต้องรับผิดตามฟ้องหรือไม่ ซึ่งเป็นประเด็นปัญหาทำนองเดียวกับในชั้นอุทธรณ์และในชั้นฎีกานี้ ดังนั้น ข้อความที่โจทก์กล่าวบรรยายมาในฎีกา จึงถือได้ว่าโจทก์ได้โต้แย้งคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 1 และเป็นฎีกาที่ชัดแจ้ง ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 249 วรรคหนึ่ง แล้ว ฎีกาของโจทก์จึงชอบด้วยกฎหมาย คำแก้ฎีกาของจำเลยที่ 1 ฟังไม่ขึ้น

มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ประการแรกว่า ลายมือชื่อผู้มีอำนาจเบิกถอนเงินจากบัญชีและผู้มอบฉันทะในใบถอนเงินเป็นลายมือชื่อปลอมหรือไม่ เห็นว่า เหมือนหรือคล้ายคลึงกันจึงจ่ายเงินในบัญชีให้จำเลยที่ 2 ซึ่งเป็นผู้รับมอบฉันทะไปเท่านั้น เห็นว่า พยานบุคคลที่โจทก์นำมาเป็นพยานล้วนรับราชการในตำแหน่งสำคัญและยืนยันว่า ลายมือชื่อในใบเบิกถอนเงินไม่ใช่ของตนโดยให้รายละเอียดถึงข้อแตกต่างของลายมือชื่อดังกล่าวกับมีบันทึกของจำเลยที่ 2 รับว่าเป็นผู้ปลอมลายมือชื่อผู้มีอำนาจเบิกถอนเงินในใบถอนเงิน จึงมีน้ำหนักมั่นคงดีกว่าพยานหลักฐานของจำเลยที่ 1 ที่นำสืบว่าลายมือชื่อดังกล่าวเหมือนหรือคล้ายคลึงกับตัวอย่างลายมือชื่อที่ให้ไว้ แม้ในคดีอาญาจะมีการส่งใบถอนเงินดังกล่าวไปตรวจพิสูจน์ลายมือชื่อผู้มีอำนาจเบิกถอนเงินและผู้มอบฉันทะว่าเป็นลายมือชื่อที่แท้จริงของนายกวีและนายพิพัฒน์หรือไม่ โดยผู้เชี่ยวชาญไม่อาจยืนยันได้ว่าเป็นลายมือชื่อของบุคคลคนเดียวกันก็ตาม ความเห็นของผู้เชี่ยวชาญเป็นเพียงความเห็นตามหลักวิชาการเท่านั้น ไม่มีกฎหมายบังคับให้ศาลต้องฟังตามข้อสันนิษฐานหรือข้อพิสูจน์ของผู้เชี่ยวชาญก่อน หรือผู้เชี่ยวชาญให้ความเห็นอย่างไรแล้วศาลต้องฟังเสมอไป เมื่อโจทก์มีภาระการพิสูจน์ตามประเด็นข้อกล่าวหาและพยานหลักฐานที่โจทก์นำสืบมามีน้ำหนักมากกว่าพยานหลักฐานของจำเลยตามที่กล่าวมาแล้ว ข้อเท็จจริงจึงฟังได้ว่าลายมือชื่อผู้มีอำนาจเบิกถอนเงินจากบัญชีพิพาทและผู้มอบฉันทะในใบถอนเงินเป็นลายมือชื่อปลอม ฎีกาของโจทก์ข้อนี้ฟังขึ้น

อนึ่ง ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยที่ 1 รับผิดบางส่วนพร้อมด้วยดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันที่ 13 ตุลาคม 2547 ซึ่งเป็นวันครบกำหนดตามหนังสือบอกกล่าวทวงถามเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จ โจทก์ไม่อุทธรณ์ในส่วนนี้ให้ชัดแจ้งว่า ไม่ถูกต้องหรือไม่ชอบอย่างไร คงอุทธรณ์และฎีกาขอดอกเบี้ยตามฟ้อง โจทก์จึงมีสิทธิคิดดอกเบี้ยนับแต่วันที่ 13 ตุลาคม 2547 เป็นต้นไป

พิพากษาแก้เป็นว่า ให้จำเลยที่ 1 ชำระเงินจำนวน 2,697,500 บาท แก่โจทก์พร้อมด้วยดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันที่ 13 ตุลาคม 2547 เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จ แต่ดอกเบี้ยก่อนวันฟ้องมิให้คิดเกินกว่า 297,094.52 บาท ตามที่โจทก์ขอ ให้จำเลยที่ 1 ใช้ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสามศาลแทนโจทก์ โดยกำหนดค่าทนายความให้รวม 100,000 บาท
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ. ม. 249 วรรคหนึ่ง
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — มหาวิทยาลัยราชภัฏเทพสตรี
จำเลย — ธนาคารนครหลวงไทย จำกัด (มหาชน) กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดลพบุรี — นายวัฒนศักดิ์ ผิวขาว
ศาลอุทธรณ์ภาค 1 — นายวรงค์พร จิระภาค
ชื่อองค์คณะ
วีระชาติ เอี่ยมประไพ
สมชาย พันธุมะโอภาส
ธราธร ศิลปโอสถ
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 6746/2555
#525482
เปิดฉบับเต็ม

การที่โจทก์ฎีกาในบางตอนปฏิเสธว่าลายพิมพ์นิ้วมือซ้ายในการถอนเงินและปิดบัญชีไม่ใช่ลายพิมพ์นิ้วมือของ ส. เจ้าของบัญชีเงินฝากประจำ แต่บางตอนกลับรับว่าเป็นลายพิมพ์นิ้วมือของ ส. นั้น เป็นฎีกาที่ไม่ชัดแจ้ง ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัยให้ จึงต้องฟังข้อเท็จจริงตามที่ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษามาว่าเป็นลายพิมพ์นิ้วมือของ ส.

สัญญาระหว่าง ส. กับจำเลยที่ 1 เป็นเรื่องฝากทรัพย์ ซึ่งทรัพย์ที่ฝากเป็นเงิน ไม่มีบทบัญญัติของกฎหมายว่าจะต้องมีหลักฐานเป็นหนังสือลงลายมือชื่อฝ่ายที่ต้องรับผิดเป็นสำคัญ ทำเป็นหนังสือจดทะเบียนหรือทำเป็นหนังสือและจดทะเบียน คู่ความจะตกลงรูปแบบและกำหนดเงื่อนไขของสัญญา รวมทั้งจะตกลงแก้ไขเปลี่ยนแปลงอย่างไร หรือเมื่อใดก็ได้ ดังนั้น ส. กับจำเลยที่ 1 สามารถตกลงเปลี่ยนแปลงข้อตกลงในการถอนเงินใหม่เป็นให้ ส. ถอนเงินโดยให้พิมพ์ลายพิมพ์นิ้วหัวแม่มือซ้ายแทนการลงลายมือชื่อได้ ซึ่งข้อตกลงดังกล่าวมิใช่เป็นการพิมพ์ลายพิมพ์นิ้วมือตาม ป.พ.พ. มาตรา 9 วรรคสอง แม้มิได้มีผู้รับรองลายพิมพ์นิ้วมือก็ใช้บังคับได้ระหว่างคู่สัญญา เนื่องจากเป็นวิธีการและข้อตกลงที่ผู้ฝากจะสั่งให้ผู้รับฝากคืนทรัพย์สินที่ฝากแก่ตนตาม ป.พ.พ. มาตรา 665 วรรคแรก

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องและแก้ไขคำฟ้องขอให้บังคับจำเลยที่ 1 ชำระเงิน 150,000 บาท พร้อมดอกเบี้ย 62,259.90 บาท รวมเงินต้นและดอกเบี้ย 212,259.90 บาท และดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของเงินต้น 150,000 บาท นับแต่วันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ กับให้จำเลยทั้งสามร่วมกันชำระเงิน 2,055,274.14 บาท พร้อมดอกเบี้ย 853,080.20 บาท รวมเงินต้นและดอกเบี้ย 2,908,354.34 บาท และดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี จากเงินต้น 2,055,274.14 บาท นับแต่วันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์

จำเลยทั้งสามให้การขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง ค่าฤชาธรรมเนียมให้เป็นพับ

โจทก์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ

โจทก์ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงฟังได้ว่า โจทก์เป็นผู้จัดการมรดกของนางสำเภา โจทก์ จำเลยที่ 2 และที่ 3 เป็นหลานของนางสำเภา วันที่ 2 กรกฎาคม 2533 นางสำเภาเปิดบัญชีเงินฝากประจำ 3 เดือน ไว้กับจำเลยที่ 1 เลขบัญชี 119 - 2 - 08753 - 4 ใช้ชื่อบัญชีว่า นางสำเภา ฝากเพื่อจำเลยที่ 2 และนางสาวมาลินี โดยมีเงื่อนไขว่านางสำเภาสามารถเบิกถอนเงินได้แต่เพียงผู้เดียว เว้นแต่ถึงแก่ความตายแล้วจำเลยที่ 2 และนางสาวมาลินีมีอำนาจเบิกถอนได้ ซึ่งนางสำเภาให้ตัวอย่างลายมือชื่อ ที่อยู่ และระบุเงื่อนไขว่าหากมีการเปลี่ยนแปลงลายมือชื่อจะต้องแจ้งให้จำเลยที่ 1 ทราบเป็นลายลักษณ์อักษร วันที่ 15 เมษายน 2537 จำเลยที่ 1 ทำหลักฐานว่านางสำเภา ถอนเงิน 2 ครั้ง ครั้งแรก 150,000 บาท แล้วมอบให้แก่โรงพยาบาลป่าโมก และอีก 2,055,274.14 บาท โอนเข้าบัญชีของจำเลยที่ 2 และที่ 3 ช่วงเวลาการถอนเงินดังกล่าวนางสำเภาป่วยเป็นอัมพฤกษ์ ไม่สามารถเดินได้เข้ารักษาตัวอยู่ในโรงพยาบาลป่าโมก โดยมีลายพิมพ์นิ้วหัวแม่มือซ้ายในใบถอนเงินทั้งสองฉบับ โดยขณะที่พิมพ์ลายพิมพ์นิ้วมือ ยังไม่มีพยานรับรองลายพิมพ์นิ้วมือโดยนางมนัสวีและนายประยุทธ พนักงานของจำเลยที่ 1 ไปดำเนินการให้ในโรงพยาบาล ในส่วนข้อเท็จจริงว่า ลายพิมพ์นิ้วมือซ้ายในการถอนเงินและปิดบัญชีเป็นของนางสำเภาหรือไม่นั้น ตามฎีกาของโจทก์บางตอนปฏิเสธว่าไม่ใช่ลายพิมพ์นิ้วมือของนางสำเภา แต่บางตอนกลับรับว่าเป็นลายพิมพ์นิ้วมือของนางสำเภาจึงเป็นฎีกาที่ไม่ชัดแจ้ง ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัยให้ จึงต้องฟังข้อเท็จจริงตามที่ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษามาว่าเป็นลายพิมพ์นิ้วมือของนางสำเภา

สัญญาระหว่างนางสำเภากับจำเลยที่ 1 เป็นเรื่องฝากทรัพย์ ซึ่งทรัพย์ที่ฝากเป็นเงิน ไม่มีบทบัญญัติของกฎหมายว่าจะต้องมีหลักฐานเป็นหนังสือลงลายมือชื่อฝ่ายที่ต้องรับผิดเป็นสำคัญ ทำเป็นหนังสือจดทะเบียนหรือทำเป็นหนังสือและจดทะเบียน ดังนั้น คู่ความจะตกลงรูปแบบของสัญญาอย่างไรและกำหนดเงื่อนไขอย่างไรก็ได้ รวมทั้งจะตกลงแก้ไขเปลี่ยนแปลงอย่างไร เมื่อใดก็ได้เช่นกัน การที่จำเลยที่ 1 ประกอบอาชีพการธนาคารพาณิชย์ย่อมมีผู้มาติดต่อจำนวนมาก จำเลยที่ 1 จึงออกระเบียบปฏิบัติเพื่อให้พนักงานและลูกค้าปฏิบัติเพื่อความสะดวกเรียบร้อย เช่นในคดีนี้กำหนดเงื่อนไขให้นางสำเภาผู้ฝากเงินว่า ระหว่างที่ยังมีชีวิตนางสำเภามีอำนาจถอนแต่เพียงผู้เดียว โดยให้ตัวอย่างลายมือชื่อไว้แก่จำเลยที่ 1 แต่ต่อมานางสำเภาป่วยเป็นอัมพฤกษ์ไม่สามารถเขียนหนังสือได้ จึงไม่สามารถทำตามเงื่อนไขในการเปิดบัญชีไว้ดังกล่าวได้ ดังนั้น นางสำเภากับจำเลยที่ 1 สามารถตกลงเปลี่ยนแปลงข้อตกลงในการถอนเงินใหม่เป็นให้นางสำเภาถอนเงินโดยให้นางสำเภาพิมพ์ลายพิมพ์นิ้วหัวแม่มือซ้ายได้ ซึ่งข้อตกลงดังกล่าวมิใช่เป็นการพิมพ์ลายพิมพ์นิ้วมือตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 9 วรรคสอง ดังนั้น กรณีฝากทรัพย์แม้มิได้มีผู้รับรองลายพิมพ์นิ้วมือก็ใช้บังคับได้ระหว่างคู่สัญญา เนื่องจากเป็นวิธีการและข้อตกลงที่ผู้ฝากจะสั่งให้ผู้รับฝากคืนทรัพย์สินที่ฝากแก่ตน ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 665 วรรคแรก หากเป็นดังที่โจทก์ฎีกาว่า นางสำเภาฝากเงินโดยมีเงื่อนไขว่าการถอนเงินจะต้องลงลายมือชื่อ เมื่อมีข้อตกลงเช่นนี้แล้วจะต้องปฏิบัติตาม จะเปลี่ยนเป็นพิมพ์ลายพิมพ์นิ้วมือไม่ได้นั้น เป็นข้ออ้างที่ไม่มีหลักกฎหมายสนับสนุน และไม่สมเหตุผล มิฉะนั้นหากผู้ฝากเงินในขณะร่างกายสมบูรณ์เช่นเดียวกับนางสำเภา แต่ภายหลังป่วยไม่สามารถลงลายมือชื่อได้ ก็ไม่สามารถเบิกถอนเงินได้ กลายเป็นผลเสียแก่ผู้ฝากเงิน และเป็นประโยชน์แก่ผู้รับฝากเงินเพราะทำให้ผู้ฝากเงินไม่สามารถถอนเงินได้ ส่วนการที่พนักงานของจำเลยที่ 1 กระทำการผิดระเบียบข้อบังคับของจำเลยที่ 1 ที่ไปทำการถอนเงินนอกอาคารสำนักงานนั้น เป็นเรื่องของจำเลยที่ 1 กับพนักงานไม่เกี่ยวกับโจทก์ และกรณีที่จำเลยที่ 1 ดำเนินการให้มีการถอนเงินนอกสถานที่ผิดหลักเกณฑ์ของธนาคารแห่งประเทศไทยก็เป็นเรื่องที่ธนาคารแห่งประเทศไทยจะว่ากล่าวเอาแก่จำเลยที่ 1 ไม่เกี่ยวกับโจทก์ ไม่จำต้องวินิจฉัยฎีกาข้ออื่นอีกเพราะไม่ทำให้ผลของคดีเปลี่ยนไป

พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมในชั้นนี้ให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 9 วรรคสอง ม. 665 วรรคแรก
ป.วิ.พ. ม. 249 วรรคหนึ่ง
ชื่อคู่ความ
นางโกสุมวิจิตร์หรือตวงพร เพิ่มภูศรี ในฐานะ
โจทก์ — ผู้จัดการมรดกของนางสำเภา เอี่ยมสอาด
จำเลย — ธนาคารกรุงไทย จำกัด (มหาชน) กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดอ่างทอง — นายธิติพันธ์ ฉายบาง
ศาลอุทธรณ์ภาค 1 — นายอรรจพล เพชรกาฬ
ชื่อองค์คณะ
ศิริชัย วัฒนโยธิน
ทวีป ตันสวัสดิ์
พศวัจณ์ กนกนาก
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 6729/2555
#528483
เปิดฉบับเต็ม

จำเลยที่ 1 ขับรถยนต์กระบะโดยประมาทพยายามแซงรถยนต์บรรทุกพ่วงที่จำเลยที่ 3 ขับ แต่จำเลยที่ 3 ก็ขับในลักษณะไม่ยอมให้แซง จึงเป็นเหตุให้รถยนต์กระบะและรถยนต์บรรทุกพ่วงแล่นตีคู่กันไปข้างหน้าด้วยความเร็วโดยไม่คำนึงถึงความปลอดภัยของรถที่แล่นสวนมาในช่องเดินรถฝั่งตรงข้าม เมื่อโจทก์ที่ 2 ขับรถยนต์แล่นสวนทางมา รถยนต์ที่จำเลยที่ 1 และที่ 3 ขับเฉี่ยวชนกันแล้วเสียหลักไปชนกับรถยนต์ที่โจทก์ที่ 2 ขับ ดังนี้ จำเลยที่ 3 มีส่วนประมาททำให้เกิดเหตุในคดีนี้ไม่ยิ่งหย่อนกว่าจำเลยที่ 1 เมื่อจำเลยที่ 1 และที่ 3 มีส่วนประมาททำให้เกิดความเสียหายอันเดียวกันจึงพิพากษาให้ร่วมกันรับผิดได้ตาม ป.พ.พ. มาตรา 438

คำพิพากษาคดีส่วนอาญาตาม ป.วิ.อ. มาตรา 46 ใช้บังคับเฉพาะคู่ความในคดีอาญาเท่านั้น เมื่อจำเลยที่ 3 มิได้ถูกฟ้องคดีอาญาจึงไม่อาจนำข้อเท็จจริงในคดีส่วนอาญามาฟังเป็นยุติในคดีส่วนแพ่ง

ค่าโลงศพเป็นสิ่งจำเป็นในการจัดงานศพ ส่วนอาหารก็เป็นเรื่องจำเป็นที่เจ้าภาพต้องจัดเตรียมไว้จึงไม่ใช่ค่าใช้จ่ายฟุ่มเฟือยตาม ป.พ.พ. มาตรา 443 วรรคหนึ่ง

โจทก์ทั้งสี่ต่างใช้สิทธิเฉพาะตัวของแต่ละคนฟ้องจำเลยทั้งหกให้รับผิดฐานละเมิดมาในคดีเดียวกัน ซึ่งไม่ใช่หนี้ร่วมที่ไม่อาจแบ่งแยกกันได้ การคิดทุนทรัพย์ต้องแยกของโจทก์แต่ละคน เมื่อจำนวนเงินที่โจทก์แต่ละคนเรียกร้องไม่เกิน 300,000 บาท คดีจึงอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลแขวงพระนครศรีอยุธยา การที่ศาลจังหวัดพระนครศรีอยุธยารับคดีไว้พิจารณาพิพากษาจึงเป็นการดำเนินกระบวนพิจารณาที่ผิดระเบียบ คู่ความฝ่ายที่เสียหายอาจยกกระบวนพิจารณาที่ผิดระเบียบนั้นขึ้นว่ากล่าวได้ในเวลาใด ๆ ก่อนมีคำพิพากษา แต่ต้องไม่ช้ากว่าแปดวันนับแต่วันที่คู่ความฝ่ายนั้นได้ทราบข้อความหรือพฤติการณ์อันเป็นมูลแห่งข้ออ้าง และต้องมิได้ดำเนินการอันใดขึ้นใหม่หลังจากได้ทราบเรื่องผิดระเบียบแล้ว หรือมิได้ให้สัตยาบันแก่การผิดระเบียบนั้นตาม ป.วิ.พ. มาตรา 27 คดีนี้ โจทก์ทั้งสี่ยื่นฟ้องจำเลยที่ 3 ถึงที่ 5 ต่อศาลจังหวัดพระนครศรีอยุธยาซึ่งไม่มีอำนาจที่จะรับฟ้องไว้พิจารณา แต่จำเลยที่ 3 ถึงที่ 5 กลับยินยอมให้ศาลจังหวัดพระนครศรีอยุธยาดำเนินกระบวนพิจารณา โดยสืบพยานโจทก์ทั้งสี่และจำเลยทั้งหกจนทั้งสองฝ่ายแถลงหมดพยานและศาลจังหวัดพระนครศรีอยุธยาพิพากษาคดีแล้ว เท่ากับจำเลยที่ 3 ถึงที่ 5 ยอมปฏิบัติตามที่ศาลจังหวัดพระนครศรีอยุธยาดำเนินกระบวนพิจารณาจนเสร็จสิ้นอันเป็นการให้สัตยาบันแก่การผิดระเบียบนั้นแล้ว จำเลยที่ 3 ถึงที่ 5 จึงไม่อาจยกการผิดระเบียบดังกล่าวขึ้นกล่าวอ้างได้

อนึ่ง ศาลชั้นต้นวินิจฉัยให้โจทก์แต่ละคนได้รับค่าสินไหมทดแทนแล้วพิพากษาให้จำเลยที่ 1 ถึงที่ 5 ร่วมกันชำระเงิน 415,000 บาท ให้แก่โจทก์ทั้งสี่ โดยให้จำเลยที่ 6 ร่วมรับผิดกับจำเลยที่ 1 ถึงที่ 5 เป็นเงิน 250,348 บาท พร้อมดอกเบี้ย โดยมิได้แยกเป็นความรับผิดต่อโจทก์แต่ละคน ทั้งให้จำเลยที่ 6 ซึ่งเป็นผู้รับประกันภัยของจำเลยที่ 5 ร่วมรับผิดกับจำเลยที่ 1 และที่ 2 ด้วย และศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษายืนนั้น ไม่ถูกต้อง ศาลฎีกาเห็นสมควรแก้ไข

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ทั้งสี่ฟ้องขอให้บังคับจำเลยทั้งหกร่วมกันชำระเงิน 400,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงินดังกล่าวนับแต่วันที่ 29 พฤศจิกายน 2543 จนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ทั้งสี่ กับขอให้ศาลสงวนสิทธิที่จะแก้ไขคำพิพากษาเกี่ยวกับค่ารักษาพยาบาลในอนาคตของโจทก์ที่ 2 ภายใน 2 ปี

จำเลยที่ 1 และที่ 2 ขาดนัดยื่นคำให้การ

จำเลยที่ 3 ถึงที่ 6 ให้การขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยที่ 1 ถึงที่ 5 ร่วมกันชำระเงิน 415,000 บาท โดยให้จำเลยที่ 6 ร่วมรับผิดกับจำเลยที่ 1 ถึงที่ 5 เป็นเงิน 250,348 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงินดังกล่าวนับแต่วันที่ 29 พฤศจิกายน 2543 จนกว่าจะชำระเสร็จให้แก่โจทก์ทั้งสี่ กับให้จำเลยทั้งหกร่วมกันใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ทั้งสี่ โดยกำหนดค่าทนายความ 15,000 บาท

จำเลยที่ 3 ถึงที่ 5 อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ

จำเลยที่ 3 ถึงที่ 5 ฎีกา

ระหว่างพิจารณาของศาลฎีกา โจทก์ที่ 4 ถึงแก่ความตาย จำเลยที่ 3 ถึงที่ 5 ยื่นคำร้องขอให้เรียกโจทก์ที่ 3 ภริยาโดยชอบด้วยกฎหมายของโจทก์ที่ 4 เข้าเป็นคู่ความแทนศาลฎีกาอนุญาต

ศาลฎีกาแผนกคดีพาณิชย์และเศรษฐกิจวินิจฉัยว่า ปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยที่ 3 ถึง ที่ 5 ประการแรกว่าจำเลยที่ 3 มีส่วนประมาททำให้เกิดเหตุคดีนี้หรือไม่ เห็นว่า โจทก์ที่ 2 เป็นประจักษ์พยานเพียงผู้เดียวที่ได้รับผลร้ายจากเหตุคดีนี้และไม่ปรากฏข้อเท็จจริงที่จะส่อให้มีเหตุควรสงสัยว่าจะเบิกความเพื่อเข้าข้างฝ่ายใดระหว่างจำเลยที่ 1 กับจำเลยที่ 3 ทั้งขณะเกิดเหตุเป็นเวลากลางวันเส้นทางบริเวณถนนที่เกิดเหตุเป็นทางตรงจึงเชื่อได้ว่าโจทก์ที่ 2 ได้เห็นเหตุการณ์ก่อนและขณะเกิดเหตุอย่างแท้จริง ทำให้รับฟังได้ว่าแม้จำเลยที่ 1 จะขับรถยนต์กระบะโดยประมาทพยายามแซงรถยนต์บรรทุกพ่วงที่จำเลยที่ 3 ขับ แต่จำเลยที่ 3 ก็ขับรถในลักษณะไม่ยอมให้แซง จึงเป็นเหตุให้รถยนต์กระบะและรถยนต์บรรทุกพ่วงแล่นตีคู่กันไปข้างหน้าด้วยความเร็วโดยไม่คำนึงถึงความปลอดภัยของรถที่แล่นสวนมาในช่องเดินรถฝั่งตรงข้าม ข้อเท็จจริงดังกล่าวนี้เป็นเหตุผลชี้ชัดให้เชื่อได้ว่าหากจำเลยที่ 3 มีจิตสำนึกในความปลอดภัยของการใช้รถใช้ถนนร่วมกัน ไม่ขับรถยนต์บรรทุกพ่วงในลักษณะไม่ยอมให้จำเลยที่ 1 ขับรถยนต์กระบะแซง โดยถือเอาเพียงว่าตนขับอยู่ในทาง ทั้ง ๆ ที่ย่อมเห็นอยู่แล้วว่า มีรถยนต์ที่โจทก์ที่ 2 ขับสวนทางมา จำเลยที่ 1 ก็จะขับรถแซงพ้นและหลบเข้าช่องเดินรถของตนได้ เหตุร้ายคดีนี้ก็จะไม่เกิดขึ้น นอกจากนี้ศาลฎีกาพิเคราะห์คำให้การชั้นสอบสวนของนายประเสริฐ ซึ่งปรากฏอยู่ในสำนวนการสอบสวนคดีนี้โดยพันตำรวจตรีไพศาล พนักงานสอบสวน จัดทำไว้ และโจทก์ทั้งสี่อ้างส่งประกอบคำเบิกความของพันตำรวจตรีไพศาลว่า ก่อนจะเกิดเหตุ รถยนต์บรรทุกพ่วงซึ่งบรรทุกปูนผงเต็มรถพ่วง ได้เกิดเหตุปูนผงตกจากรถทำให้มีฝุ่นตลบเต็มถนน แล้วจึงเกิดเหตุรถชนกันขึ้น และจากคำให้การชั้นสอบสวนของนายปฏิวัติ และนายสุรศักดิ์ ซึ่งนั่งมาในรถยนต์กระบะที่จำเลยที่ 1 ขับ ก็ให้ข้อเท็จจริงทำนองเดียวกันว่า รถยนต์บรรทุกพ่วงได้หักหลบมากระแทกกระบะด้านซ้าย ข้อเท็จจริงดังกล่าวนี้สนับสนุนคำเบิกความของโจทก์ที่ 2 ให้มีน้ำหนักรับฟังยิ่งขึ้น พยานจำเลยที่ 3 ซึ่งมีจำเลยที่ 3 อ้างตนเองเป็นพยานเบิกความว่า จำเลยที่ 3 ได้ให้สัญญาณไฟแก่โจทก์ที่ 2 และจำเลยที่ 1 แต่โจทก์ที่ 2 ยังขับรถสวนทางมา และจำเลยที่ 1 ก็ยังขับรถแซงเช่นกัน จำเลยที่ 3 จึงไม่มีส่วนประมาทด้วยนั้น เห็นว่า ข้อเท็จจริงที่จำเลยที่ 3 ยกขึ้นต่อสู้นั้น ขัดต่อเหตุผล เพราะหากเป็นเช่นนั้นจริง รถยนต์บรรทุกพ่วงที่จำเลยที่ 3 ขับก็ไม่น่าจะตกลงในคลองข้างทางของช่องเดินรถฝั่งตรงข้าม แต่น่าเชื่อว่าเป็นเพราะจำเลยที่ 3 เจตนาไม่ยอมให้จำเลยที่ 1 ขับแซง ทั้ง ๆ ที่เห็นอยู่แล้วว่ามีรถยนต์ที่โจทก์ที่ 2 ขับกำลังแล่นสวนทาง เป็นเหตุให้จำเลยที่ 1 ต้องพยายามเบนรถกลับเข้าในช่องเดินรถของตนเพื่อหลบรถยนต์ที่โจทก์ที่ 2 ขับ ขณะนั้นเอง ปูนผงบนรถยนต์บรรทุกพ่วงตกลงบนพื้นถนนและฟุ้งกระจาย รถยนต์บรรทุกพ่วงจึงเสียหลักและเกิดเหตุโดยด้านหน้าขวาของรถยนต์บรรทุกพ่วงชนที่รถยนต์กระบะด้านซ้าย จึงทำให้รถยนต์กระบะเสียหลักแล่นกลับเข้าไปชนกับรถยนต์ที่โจทก์ที่ 2 ขับสวนทางมา การขับรถในกรณีเช่นนี้จึงชี้ชัดให้รับฟังได้ว่า จำเลยที่ 3 มีส่วนประมาททำให้เกิดเหตุคดีนี้ไม่ยิ่งหย่อนกว่าจำเลยที่ 1 เมื่อจำเลยที่ 1 และที่ 3 มีส่วนประมาททำให้เกิดความเสียหายอันเดียวกันจึงพิพากษาให้ร่วมกันรับผิดได้ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 438 ที่ศาลล่างทั้งสองวินิจฉัยต้องกันมาว่าจำเลยที่ 3 มีส่วนประมาทด้วยนั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาของจำเลยที่ 3 ถึงที่ 5 ข้อนี้ฟังไม่ขึ้น

ปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยที่ 3 ถึงที่ 5 ในประการที่สองว่า ในคดีอาญา พนักงานสอบสวนมีความเห็นสั่งฟ้องเฉพาะจำเลยที่ 1 เพราะเห็นว่าจำเลยที่ 3 ไม่ได้มีส่วนประมาท และศาลชั้นต้นได้พิพากษาลงโทษจำคุกจำเลยที่ 1 การพิพากษาคดีส่วนแพ่ง ศาลจำต้องถือข้อเท็จจริงตามที่ปรากฏในคำพิพากษาคดีส่วนอาญาตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 46 นั้น เห็นว่า บทบัญญัติดังกล่าวใช้บังคับเฉพาะคู่ความในคดีอาญาเท่านั้น ดังนั้น เมื่อจำเลยที่ 3 มิได้ถูกฟ้องคดีอาญา จึงไม่อาจนำข้อเท็จจริงในคดีส่วนอาญามาฟังเป็นยุติในคดีส่วนแพ่ง ฎีกาของจำเลยที่ 3 ถึงและที่ 5 ข้อนี้ฟังไม่ขึ้น

ปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยที่ 3 ถึงที่ 5 ในประการที่สามว่า ค่าทำบุญครบ 100 วัน จำนวน 10,000 บาท ค่าบำรุงวัด จำนวน 5,000 บาท และค่าถ่ายรูปงานศพ จำนวน 2,000 บาท เป็นค่าใช้จ่ายอันจำเป็นในการจัดการศพตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 443 วรรคหนึ่ง หรือไม่ เห็นว่า จำเลยที่ 3 ถึงที่ 5 ไม่ได้ให้การต่อสู้ว่าค่าใช้จ่ายทั้งสามรายการไม่ใช่ค่าใช้จ่ายอันจำเป็นในการจัดการศพแต่เพิ่งยกขึ้นอ้างในชั้นอุทธรณ์และฎีกา จึงเป็นข้อที่ไม่ได้ว่ากล่าวกันมาแล้วโดยชอบในศาลชั้นต้นที่ศาลอุทธรณ์ภาค 1 ไม่รับวินิจฉัยให้ ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 225 วรรคหนึ่ง ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ส่วนค่าโลงศพ และค่าเลี้ยงอาหารตอนเย็นและตอนกลางคืน เป็นค่าใช้จ่ายที่ฟุ่มเฟือยหรือไม่นั้น เห็นว่า โลงศพเป็นสิ่งจำเป็นในการจัดงานศพ ส่วนอาหารก็เป็นเรื่องจำเป็นที่เจ้าภาพต้องจัดเตรียมไว้ จึงไม่ใช่ค่าใช้จ่ายฟุ่มเฟือย ฎีกาข้อนี้ของจำเลยที่ 3 ถึงที่ 5 ฟังไม่ขึ้น

ปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยที่ 3 ถึงที่ 5 ในประการสุดท้ายว่าโจทก์ทั้งสี่ฟ้องเรียกค่าเสียหายจากมูลละเมิดต่อจำเลยทั้งหก โดยโจทก์ที่ 1 เรียกค่าเสียหายเป็นเงิน 50,348 บาท โจทก์ที่ 2 เรียกค่าเสียหายเป็นเงิน 123,852 บาท โจทก์ที่ 3 และที่ 4 เรียกค่าเสียหายเป็นเงิน 225,800 บาท เป็นการใช้สิทธิเฉพาะตัว จึงต้องคิดทุนทรัพย์แยกจากกัน เมื่อจำนวนทุนทรัพย์ที่ฟ้องของโจทก์แต่ละคนไม่เกิน 300,000 บาท คดีอยู่ในอำนาจศาลแขวงตามพระธรรมนูญศาลยุติธรรม โจทก์ทั้งสี่จึงไม่มีอำนาจฟ้องจำเลยทั้งหกต่อศาลจังหวัดพระนครศรีอยุธยานั้น เห็นว่า โจทก์ทั้งสี่ต่างใช้สิทธิเฉพาะตัวของแต่ละคนฟ้องจำเลยทั้งหกให้รับผิดฐานละเมิดมาในคดีเดียวกัน ซึ่งไม่ใช่หนี้ร่วมที่ไม่อาจแบ่งแยกกันได้ การคิดทุนทรัพย์ต้องแยกของโจทก์แต่ละคน เมื่อจำนวนเงินที่โจทก์แต่ละคนเรียกร้องไม่เกิน 300,000 บาท คดีจึงอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลแขวงพระนครศรีอยุธยา การที่ศาลจังหวัดพระนครศรีอยุธยารับคดีไว้พิจารณาพิพากษาจึงเป็นการดำเนินกระบวนพิจารณาที่ผิดระเบียบ คู่ความฝ่ายที่เสียหายอาจยกกระบวนพิจารณาที่ผิดระเบียบนั้นขึ้นว่ากล่าวได้ในเวลาใด ๆ ก่อนมีคำพิพากษา แต่ต้องไม่ช้ากว่าแปดวันนับแต่วันที่คู่ความฝ่ายนั้นได้ทราบข้อความหรือพฤติการณ์อันเป็นมูลแห่งข้ออ้าง และต้องมิได้ดำเนินการอันใดขึ้นใหม่หลังจากได้ทราบเรื่องผิดระเบียบแล้ว หรือมิได้ให้สัตยาบันแก่การผิดระเบียบนั้น ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 27 สำหรับคดีนี้โจทก์ทั้งสี่ยื่นฟ้องจำเลยที่ 3 ถึงที่ 5 ต่อศาลจังหวัดพระนครศรีอยุธยาซึ่งไม่มีอำนาจที่จะรับฟ้องไว้พิจารณา แต่จำเลยที่ 3 ถึงที่ 5 กลับยินยอมให้ศาลจังหวัดพระนครศรีอยุธยาดำเนินกระบวนพิจารณา โดยสืบพยานโจทก์ทั้งสี่และจำเลยทั้งหกจนทั้งสองฝ่ายแถลงหมดพยานและศาลจังหวัดพระนครศรีอยุธยาพิพากษาคดีแล้ว เท่ากับจำเลยที่ 3 ถึงที่ 5 ยอมปฏิบัติตามที่ศาลจังหวัดพระนครศรีอยุธยาดำเนินกระบวนพิจารณาจนเสร็จสิ้นอันเป็นการให้สัตยาบันแก่การผิดระเบียบนั้นแล้ว จำเลยที่ 3 ถึงที่ 5 จึงไม่อาจยกการผิดระเบียบดังกล่าวขึ้นกล่าวอ้างได้ ฎีกาของจำเลยที่ 3 ถึงที่ 5 ข้อนี้ฟังไม่ขึ้นเช่นกัน

อนึ่ง ศาลชั้นต้นวินิจฉัยให้โจทก์ที่ 1 ได้รับค่าสินไหมทดแทน 50,348 บาท โจทก์ที่ 2 ได้รับค่าสินไหมทดแทน 138,852 บาท และโจทก์ที่ 3 และที่ 4 ได้รับค่าสินไหมทดแทน 225,800 บาท โดยให้จำเลยที่ 6 ร่วมรับผิดใช้ค่าเสียหายแก่โจทก์ที่ 1 จำนวน 50,348 บาท แก่โจทก์ที่ 2 จำนวน 100,000 บาท และแก่โจทก์ที่ 3 และที่ 4 จำนวน 100,000 บาท แล้วพิพากษาให้จำเลยที่ 1 ถึงที่ 5 ร่วมกันชำระเงิน 415,000 บาท ให้แก่โจทก์ทั้งสี่ โดยให้จำเลยที่ 6 ร่วมรับผิดกับจำเลยที่ 1 ถึงที่ 5 เป็นเงิน 250,348 บาท พร้อมดอกเบี้ยโดยมิได้แยกเป็นความรับผิดต่อโจทก์แต่ละคน ทั้งให้จำเลยที่ 6 ซึ่งเป็นผู้รับประกันภัยของจำเลยที่ 5 ร่วมรับผิดกับจำเลยที่ 1 และที่ 2 ด้วยและศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษายืนนั้น ไม่ถูกต้อง ศาลฎีกาเห็นสมควรแก้ไขให้ถูกต้อง

พิพากษาแก้เป็นว่า ให้จำเลยที่ 1 ถึงที่ 6 ร่วมกันชำระเงิน 50,348 บาท แก่โจทก์ที่ 1 ให้จำเลย ที่ 1 ถึงที่ 5 ร่วมกันชำระเงิน 138,852 บาท แก่โจทก์ที่ 2 ทั้งนี้ ให้จำเลยที่ 6 ร่วมรับผิดกับจำเลยที่ 3 ถึงที่ 5 ต่อโจทก์ที่ 2 ในต้นเงินไม่เกิน 100,000 บาท กับให้จำเลยที่ 1 ถึงที่ 5 ร่วมกันชำระเงิน 225,800 บาท แก่โจทก์ที่ 3 และที่ 4 ทั้งนี้ ให้จำเลยที่ 6 ร่วมรับผิดกับจำเลยที่ 3 ถึงที่ 5 ต่อโจทก์ที่ 3 และที่ 4 ในต้นเงินไม่เกิน 100,000 บาท ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาให้เป็นพับนอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 1
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.อ. ม. 46
ป.วิ.พ. ม. 27
ป.พ.พ. ม. 433 ม. 438
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นางศุภางค์ วงศ์ปาน กับพวก
จำเลย — นายอำนาจ อ่ำปี กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดพระนครศรีอยุธยา — นายทวีศักดิ์ บุญโสม
ศาลอุทธรณ์ภาค 1 — นายวิทยา จิญกาญจน์
ชื่อองค์คณะ
สมชาย จุลนิติ์
มานัส เหลืองประเสริฐ
ทวี ประจวบลาภ
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 6728/2555
#521503
เปิดฉบับเต็ม

การจะพิจารณาว่าสัญญาประกันที่มีกรมธรรม์ประกันอิสรภาพของผู้ร้องเป็นหลักประกันนั้นเป็นสัญญาประกันตัวจำเลยเพื่อให้ศาลปล่อยตัวชั่วคราว หรือเป็นสัญญาประกันการชำระหนี้ค่าปรับ ต้องพิจารณาถึงพฤติการณ์ รูปแบบ และเนื้อความแห่งสัญญาประกันที่ศาลเลือกใช้ ในคดีนี้ปรากฏว่า กรมธรรม์ประกันอิสรภาพที่ผู้ร้องออกให้ไว้แก่ศาลนั้น ผู้ร้องรับรองต่อศาลว่าหากจำเลยไม่มาศาล ผู้ร้องก็จะชำระเงินให้แก่ศาลในวงเงิน 90,000 บาท ข้อความตามสัญญาประกันในคดีนี้จึงมีลักษณะเป็นการรับรองว่าจำเลยจะมาศาลเมื่อถึงวันครบกำหนดชำระค่าปรับตามที่ศาลอนุญาตให้ผัดชำระค่าปรับ อันเป็นสัญญาประกันตัวจำเลยเพื่อขอให้ศาลปล่อยตัวจำเลยชั่วคราวไม่ใช่สัญญาประกันเพื่อการชำระหนี้ค่าปรับที่ในชั้นที่สุดจะบังคับเป็นส่วนหนึ่งหรือทั้งหมดของค่าปรับตามคำพิพากษา จึงจะนำเงินที่ผู้ร้องนำมาชำระค่าปรับตามสัญญามาเป็นส่วนหนึ่งแห่งค่าปรับตามคำพิพากษาไม่ได้

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
คดีสืบเนื่องมาจากศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางพิพากษาว่าจำเลยมีความผิดตามพระราชบัญญัติลิขสิทธิ์ พ.ศ.2537 มาตรา 31 (1), 70 วรรคสอง พระราชบัญญัติควบคุมกิจการเทปและวัสดุโทรทัศน์ พ.ศ.2530 มาตรา 6 วรรคหนึ่ง, 34 การกระทำของจำเลยเป็นความผิดหลายกรรมต่างกัน ให้เรียงกระทงลงโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 ความผิดฐานละเมิดลิขสิทธิ์ของผู้อื่นเพื่อการค้า จำเลยกระทำความผิดซ้ำภายในห้าปีนับแต่วันพ้นโทษ ระวางโทษสองเท่าตามมาตรา 73 คงจำคุก 3 เดือนและปรับ 101,000 บาท โทษจำคุกให้รอการลงโทษไว้มีกำหนด 2 ปี และเห็นควรคุมประพฤติจำเลยโดยให้จำเลยไปรายงานตัวต่อพนักงานคุมประพฤติจำนวน 8 ครั้ง ภายในระยะเวลา 1 ปี และให้จำเลยกระทำกิจการบริการสังคมหรือสาธารณประโยชน์ตามที่พนักงานคุมประพฤติและจำเลยเห็นสมควรจำนวน 24 ชั่วโมง ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 56 ไม่ชำระค่าปรับให้จัดการตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 29, 30 ของกลางที่ละเมิดลิขสิทธิ์ตามฟ้อง จำนวน 60 แผ่น ให้ตกเป็นของเจ้าของลิขสิทธิ์ และให้จ่ายเงินค่าปรับที่ได้ชำระตามคำพิพากษาฐานละเมิดลิขสิทธิ์เป็นจำนวนกึ่งหนึ่งให้แก่ผู้เสียหายซึ่งเป็นเจ้าของลิขสิทธิ์ ส่วนคำขออื่นนอกจากนี้ให้ยก

จำเลยยื่นคำร้องขอผัดชำระค่าปรับและขอปล่อยตัวชั่วคราว โดยใช้กรมธรรม์ประกันอิสรภาพหลังการกระทำผิดเป็นหลักประกันตามกรมธรรม์เลขที่ 100 - 50 - 638 - 1 - 001120 ที่ออกโดยผู้ร้องมาวางไว้ต่อศาลเป็นหลักประกัน และผู้ร้องมีหนังสือรับรองต่อมา จำเลยผู้ประกันผิดสัญญาประกันโดยไม่มาตามนัดต่อศาล ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางจึงสั่งให้ผู้ร้องนำเงินค่าปรับจำนวน 90,000 บาท มาชำระต่อศาล

ผู้ร้องยื่นคำร้องขอให้ลดค่าปรับ

ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางมีคำสั่งยกคำร้อง

ผู้ร้องอุทธรณ์คำสั่งต่อศาลฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศวินิจฉัยว่า สัญญาประกันที่มีกรมธรรม์ประกันอิสรภาพของผู้ร้องเป็นหลักประกันนั้น เป็นสัญญาประกันตัวจำเลยเพื่อให้ศาลปล่อยตัวชั่วคราวหรือเป็นสัญญาประกันการชำระหนี้ค่าปรับ ซึ่งการจะพิจารณาว่าเป็นสัญญาประกันประเภทใดนั้น ต้องพิจารณาถึงพฤติการณ์ รูปแบบ และเนื้อความแห่งสัญญาประกันที่ศาลเลือกใช้ สำหรับในคดีนี้ ปรากฏว่าศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางสั่งไว้ในคำพิพากษาว่า หากจำเลยไม่ชำระค่าปรับให้จัดการตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 29, 30 จากนั้นจำเลยชำระค่าปรับบางส่วนและยื่นคำร้องขอผัดชำระค่าปรับส่วนที่เหลือ และขอศาลให้โอกาสจำเลยเพื่อออกไปหาเงินชำระค่าปรับจนครบถ้วนเป็นเวลา 30 วัน และขอปล่อยตัวชั่วคราวในระหว่างผัดชำระค่าปรับโดยใช้กรมธรรม์ประกันอิสรภาพที่ออกโดยผู้ร้องเป็นหลักประกันรายละเอียดปรากฏตามคำร้องฉบับลงวันที่ 20 มีนาคม 2550 ซึ่งศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางอนุญาตตามคำร้องดังกล่าวและอนุญาตให้ปล่อยตัวชั่วคราวรายละเอียดปรากฏตามคำร้องขอให้ปล่อยชั่วคราวฉบับลงวันที่ 20 มีนาคม 2550 ทั้งนี้ตามสัญญาประกันฉบับลงวันที่ 20 มีนาคม 2550 มีข้อความว่า ผู้ประกันสัญญารับประกันตัวจำเลย เพื่อให้ศาลปล่อยตัวชั่วคราวจำเลยจนกว่าผู้ประกันได้นำจำเลยมามอบตัวต่อศาล และศาลสั่งให้ถอนประกันหรือปล่อยตัวไป ทั้งนี้ตามกรมธรรม์ประกันอิสรภาพที่ผู้ร้องซึ่งเป็นบริษัทรับประกันภัยออกให้ไว้แก่ศาล นั้น ผู้ร้องรับรองต่อศาลว่า หากจำเลยไม่มาศาล ผู้ร้องก็จะชำระเงินให้แก่ศาลในวงเงิน 90,000 บาทปรากฏตามสำเนาหนังสือรับรองของผู้ร้องแนบท้ายคำร้องขอ ให้ปล่อยตัวชั่วคราวดังกล่าวต่อมาเมื่อวันที่ 30 เมษายน 2550 จำเลยผิดสัญญาประกัน ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางออกหมายจับและปรับนายประกันตามสัญญาประกัน วันที่ 25 พฤษภาคม 2550 จำเลยมาศาลและขอให้เพิกถอนหมายจับและงดปรับนายประกัน กับทั้งขอใช้หลักประกันเดิมและสัญญาประกันเดิมที่วางไว้ ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางอนุญาต จำเลยชำระค่าปรับตามคำพิพากษาเรื่อยมาจนกระทั่งเมื่อวันที่ 11 กันยายน 2550 จำเลยไม่มาศาลเพื่อชำระค่าปรับส่วนที่เหลือ ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางจึงออกหมายจับจำเลยและปรับนายประกันตามสัญญา ปรากฏตามรายงานเจ้าหน้าที่ฉบับลงวันที่ 11 กันยายน 2550 ตามพฤติการณ์ดังกล่าวประกอบกับข้อความตามสัญญาประกันในคดีนี้จึงมีลักษณะเป็นการรับรองว่าจำเลยจะมาศาลเมื่อถึงวันครบกำหนดชำระค่าปรับตามที่ศาลอนุญาตให้ผัดชำระค่าปรับ อันเป็นสัญญาประกันตัวจำเลยเพื่อขอให้ศาลปล่อยตัวชั่วคราว ซึ่งไม่ใช่สัญญาประกันเพื่อการชำระหนี้ค่าปรับที่ในชั้นที่สุดจะบังคับเป็นส่วนหนึ่งหรือทั้งหมดของค่าปรับตามคำพิพากษา จึงจะนำเงินที่ผู้ร้องชำระค่าปรับตามสัญญามาเป็นส่วนหนึ่งแห่งค่าปรับตามคำพิพากษาไม่ได้ ที่ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางเห็นว่าเป็นสัญญาประกันการชำระหนี้ค่าปรับ ศาลฎีกาแผนกคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศไม่เห็นพ้องด้วย มีปัญหาต้องวินิจฉัยประการต่อไปว่า สมควรลดค่าปรับแก่ผู้ร้องหรือไม่ เห็นว่า ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางมีคำสั่งปรับผู้ร้องตามคำสั่งวันที่ 12กันยายน 2550 ในรายงานเจ้าหน้าที่ดังกล่าวและหมายแจ้งคำสั่งไปยังผู้ร้อง ผู้ร้องนำเงินมาชำระค่าปรับตามสัญญาวันที่ 24 เมษายน 2551 ต่อมาวันที่ 21 กันยายน 2554 เจ้าพนักงานตำรวจนำตัวจำเลยมาส่งศาล โดยปรากฏตามบันทึกการจับกุมเอกสารท้ายหนังสือขอส่งตัวจำเลยของกองกำกับการปฏิบัติการพิเศษว่า ผู้รับมอบอำนาจจากผู้ร้องมีส่วนช่วยเหลือติดตามจนจับกุมจำเลยได้ เห็นว่า ผู้ร้องไม่ได้บิดพลิ้วในการนำเงินมาชำระค่าปรับ และได้ใช้ความพยายามขวนขวายและมีส่วนช่วย เจ้าพนักงานตำรวจให้นำตัวจำเลยมาศาลได้ จึงเห็นสมควรลดค่าปรับลงอีก คงปรับ 40,000 บาท

พิพากษาแก้เป็นว่า ให้ลดค่าปรับให้แก่ผู้ร้องกรณีผิดสัญญาประกันลงอีกคงปรับเป็นเงิน 40,000 บาท
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.อ. ม. 29
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการ สำนักงานอัยการสูงสุด
ผู้ร้อง — บริษัทสินมั่นคงประกันภัย จำกัด (มหาชน)
จำเลย — นายองค์อาจ คล้ายสุต
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลาง — นายสุรพล คงลาภ
ชื่อองค์คณะ
ทัศนีย์ จั่นสัญจัย ธรรมเกณฑ์
อร่าม เสนามนตรี
สมควร วิเชียรวรรณ
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 6691/2555
#526390
เปิดฉบับเต็ม

โจทก์ร่วมขายที่ดินพิพาทแก่จำเลยเพื่อนำเงินไปไถ่ถอนจำนองที่ดินพิพาทแล้วโอนกรรมสิทธิ์ให้แก่จำเลย แต่ธนาคารหาโฉนดที่ดินพิพาทไม่พบ จึงยังไม่ได้ดำเนินการ ต่อมาโจทก์ร่วมย้ายที่อยู่ จำเลยไม่สามารถติดตามโจทก์ร่วมมาดำเนินการได้ กรณีจึงไม่ใช่ปล่อยทิ้งไม่ดำเนินการแต่อย่างใด และการที่โจทก์ร่วมได้รับแจ้งจากธนาคารว่าโฉนดที่ดินสูญหายก็เป็นเรื่องที่โจทก์ร่วมจะต้องดำเนินการเพื่อให้ได้ใบแทนโฉนดที่ดินมาโอนกรรมสิทธิ์ให้จำเลย หาใช่กรณีที่จำเลยจะต้องเป็นผู้ดำเนินการไม่ เมื่อโจทก์ร่วมได้ดำเนินการขอออกใบแทนโฉนดที่ดินใหม่ได้แล้ว โจทก์ร่วมได้โอนขายที่ดินพิพาทแก่โจทก์โดยคบคิดกันฉ้อฉลเพื่อไม่ต้องจดทะเบียนโอนที่ดินพิพาทให้แก่จำเลย ทำให้จำเลยซึ่งอยู่ในฐานะอันจะได้จดทะเบียนสิทธิของตนได้ก่อนเสียเปรียบ จำเลยจึงฟ้องขอเพิกถอนนิติกรรมการโอนดังกล่าวได้

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องและแก้ไขคำฟ้องขอให้บังคับจำเลยและบริวารขนย้ายทรัพย์สินออกจากบ้านของโจทก์ กับใช้ค่าเสียหายเดือนละ 5,000 บาท นับแต่วันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะขนย้ายทรัพย์สินออกไปจากบ้านของโจทก์

จำเลยให้การ แก้ไขคำให้การ ฟ้องแย้งและแก้ไขฟ้องแย้ง ขอให้ยกฟ้องโจทก์และให้เพิกถอนการโอนที่ดินพร้อมบ้านพิพาทระหว่างโจทก์กับนายเกษม ให้โจทก์จดทะเบียนโอนกรรมสิทธิ์ที่ดินพร้อมบ้านพิพาทให้จำเลย

ระหว่างพิจารณา จำเลยยื่นคำร้องขอให้เรียกนายเกษม เข้ามาเป็นโจทก์ร่วม ศาลชั้นต้นมีคำสั่งอนุญาต

โจทก์และโจทก์ร่วมให้การแก้ฟ้องแย้ง ขอให้ยกฟ้องแย้ง

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้เพิกถอนการโอนกรรมสิทธิ์ที่ดินโฉนดเลขที่ 51226 ตำบลลาดพร้าว อำเภอบางกะปิ กรุงเทพมหานคร พร้อมสิ่งปลูกสร้างบ้านเลขที่ 132 หมู่ที่ 8 แขวงลาดพร้าว เขตลาดพร้าว กรุงเทพมหานคร ระหว่างโจทก์กับโจทก์ร่วมกับให้โจทก์จดทะเบียนโอนกรรมสิทธิ์ที่ดินพร้อมสิ่งปลูกสร้างดังกล่าวให้จำเลย หากไม่ปฏิบัติให้ถือเอาคำพิพากษาแทนการแสดงเจตนา และให้ยกฟ้องโจทก์ ค่าฤชาธรรมเนียมให้เป็นพับ

โจทก์และโจทก์ร่วมอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษาแก้เป็นว่า ให้โจทก์ร่วมจดทะเบียนโอนกรรมสิทธิ์ที่ดินโฉนดเลขที่ 51226 ตำบลลาดพร้าว อำเภอบางกะปิ กรุงเทพมหานคร พร้อมสิ่งปลูกสร้างให้จำเลย ให้โจทก์และโจทก์ร่วมใช้ค่าทนายความชั้นอุทธรณ์ 20,000 บาท แทนจำเลย นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

โจทก์และโจทก์ร่วมฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์และโจทก์ร่วมว่า จำเลยมีสิทธิฟ้องบังคับให้โจทก์และโจทก์ร่วมโอนกรรมสิทธิ์ที่ดินและบ้านพิพาทให้จำเลยหรือไม่ คดีนี้จากทางนำสืบของจำเลยได้ความว่า เดิมที่ดินและบ้านพิพาทเป็นของโจทก์ร่วม โดยโจทก์ร่วมกู้ยืมเงินธนาคารนครหลวงไทย จำกัด (มหาชน) และจำนองที่ดินพิพาทพร้อมสิ่งปลูกสร้างเป็นประกันไว้เมื่อปี 2519 ต่อมาโจทก์ร่วมผิดสัญญา ธนาคารจึงฟ้องให้ชำระหนี้กู้ยืมและบังคับจำนอง โจทก์ร่วมไม่สามารถชำระหนี้ได้จึงขายที่ดินพิพาทพร้อมสิ่งปลูกสร้างให้จำเลยในราคา 300,000 บาท จำเลยชำระราคาให้โจทก์ร่วมแล้ว ตามหนังสือสัญญาซื้อขาย แต่โจทก์ร่วมไม่จดทะเบียนโอนกรรมสิทธิ์ให้จำเลยอ้างว่าไปดำเนินการไถ่ถอนจำนองแล้ว แต่ธนาคารหาโฉนดที่ดินไม่พบจึงไม่อาจดำเนินการได้ ต่อมาโจทก์และโจทก์ร่วมมีปัญหาหย่าร้างกันต่างย้ายออกจากที่ดินและบ้านพิพาทไปมีครอบครัวใหม่ ส่วนบุตรของโจทก์และโจทก์ร่วมทั้งสามคนยังคงพักอาศัยอยู่กับจำเลย จำเลยไม่สามารถตามโจทก์ร่วมมาจดทะเบียนโอนกรรมสิทธิ์ที่ดินและสิ่งปลูกสร้างได้จึงยื่นคำร้องขอแสดงกรรมสิทธิ์ที่ดินแต่ศาลมีคำพิพากษาถึงที่สุดให้ยกคำร้องขอ โจทก์ร่วมและโจทก์ทราบเรื่องดังกล่าวจึงไปแจ้งความว่าโฉนดที่ดินพิพาทสูญหายและขอออกใบแทนโฉนดที่ดินใหม่แล้วโจทก์ร่วมจดทะเบียนโอนขายให้แก่โจทก์โดยคบคิดกันฉ้อฉลเพื่อไม่ต้องจดทะเบียนโอนที่ดินพิพาทให้จำเลย ที่โจทก์และโจทก์ร่วมฎีกาว่า แม้จำเลยจะมีหลักฐานการซื้อขายมาแสดงว่าโจทก์ขายที่ดินพิพาทพร้อมสิ่งปลูกสร้างให้จำเลยก็ตาม แต่ก็เป็นการกล่าวอ้างภายหลังจากที่จำเลยได้เคยยื่นคำร้องขอแสดงกรรมสิทธิ์โดยการครอบครองปรปักษ์ที่ดินพิพาทซึ่งเป็นข้อพิรุธเพราะจำเลยเคยเบิกความในคดีดังกล่าวว่า การซื้อขายที่ดินและสิ่งปลูกสร้างระหว่างโจทก์ร่วมกับจำเลยไม่มีการทำสัญญาซื้อขายกันไว้นั้น ได้ความจากทางนำสืบของจำเลยว่า ในขณะนั้นจำเลยจำไม่ได้ว่าการซื้อขายที่ดินดังกล่าวมีการทำหนังสือสัญญากันไว้หรือไม่ประกอบกับเก็บไว้หาไม่พบและทนายความก็บอกว่าไม่ต้องใช้เพราะเป็นการร้องขอแสดงกรรมสิทธิ์ในที่ดินพิพาทโดยการครอบครองปรปักษ์ ภายหลังสามีของจำเลยเสียชีวิตมีการทำความสะอาดบ้านจึงพบสัญญาซื้อขายซึ่งเมื่อพิจารณาคำเบิกความของจำเลยแล้ว เห็นว่า จำเลยยื่นคำร้องขอแสดงกรรมสิทธิ์ในที่ดินพิพาทโดยการครอบครองปรปักษ์เมื่อปี 2537 หลังจากมีการซื้อขายที่ดินพิพาทกันถึง 16 ปี กรณีจึงอาจเป็นไปได้ว่าจำเลยอาจจำไม่ได้ว่ามีการทำสัญญาซื้อขายกันไว้หรือไม่ และที่สามารถนำหนังสือสัญญาซื้อขายระหว่างโจทก์ร่วมกับจำเลยมาเป็นพยานหลักฐานในคดีนี้ได้ก็เนื่องจากพบสัญญาฉบับดังกล่าวโดยบังเอิญ กรณีจึงยังไม่เป็นข้อพิรุธสงสัย ที่โจทก์และโจทก์ร่วมฎีกาต่อมาว่า จำเลยไม่มีหลักฐานใดมานำสืบแสดงว่าจำเลยได้จ่ายเงินค่าซื้อที่ดินจำนวน 300,000 บาท ให้โจทก์ร่วมแล้วนั้น เห็นว่า ตามหนังสือสัญญาซื้อขาย ข้อ 1. ระบุไว้ว่าผู้ขายได้ขายที่ดินพิพาทพร้อมบ้านเลขที่ 132 ให้แก่ผู้ซื้อเป็นจำนวนเงิน 300,000 บาท และผู้ขายได้รับราคาดังกล่าวแล้วไปจากผู้ซื้อเสร็จแล้วแต่วันที่ 5 มีนาคม 2521 ซึ่งเป็นการระบุจำนวนเงินและวันที่ที่มีการรับเงินกันไว้ชัดแจ้งตามสัญญาซื้อขายกรณีจึงรับฟังได้ว่า มีการชำระเงินเสร็จสิ้นแล้ว ส่วนที่ฎีกาอ้างว่า หากมีการซื้อขายกันจริงเหตุใดจำเลยไม่ขอให้ธนาคารไถ่ถอนจำนองในช่วงเวลานั้น เหตุใดจึงปล่อยให้ระยะล่วงเลยมาถึง 16 ปี จากปี 2521 ถึงปี 2537 ซึ่งเป็นปีที่จำเลยยื่นขอแสดงกรรมสิทธิ์ที่ดินนั้น ก็ได้ความจากทางนำสืบของจำเลยว่า หลังจากธนาคารถอนฟ้องโจทก์ร่วมในคดีที่ธนาคารเป็นโจทก์ฟ้องให้โจทก์ร่วมซึ่งเป็นจำเลยในคดีดังกล่าวชำระหนี้กู้ยืมและบังคับจำนองแล้ว โจทก์ร่วมได้ไปดำเนินการไถ่ถอนจำนองเพื่อโอนที่ดินให้จำเลยแต่ปรากฏว่าธนาคารหาโฉนดที่ดินไม่พบจึงไม่อาจดำเนินการได้และระหว่างนั้นโจทก์และโจทก์ร่วมได้หย่าขาดกันและต่างก็แยกย้ายไปมีครอบครัวใหม่ จำเลยไม่สามารถติดตามหาโจทก์ร่วมมาดำเนินการไถ่ถอนที่ดินและจดทะเบียนโอนกรรมสิทธิ์ให้จำเลยได้ กรณีดังกล่าวมาจึงไม่ใช่กรณีของการปล่อยทิ้งไว้ไม่ดำเนินการแต่อย่างใด และการที่โจทก์ร่วมได้รับแจ้งจากธนาคารว่าโฉนดที่ดินสูญหายก็เป็นเรื่องที่โจทก์ร่วมจะต้องดำเนินการเพื่อให้ได้ใบแทนโฉนดที่ดินมาโอนกรรมสิทธิ์ให้จำเลย หาใช่กรณีที่จำเลยจะต้องเป็นผู้ดำเนินการตามที่โจทก์และโจทก์ร่วมกล่าวอ้างไม่

ปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์และโจทก์ร่วมประการต่อมาว่า โจทก์เป็นผู้รับโอนที่ดินและบ้านพิพาทโดยสุจริตและเสียค่าตอบแทนหรือไม่ โจทก์อ้างว่า โจทก์ชำระค่าที่ดินให้โจทก์ร่วมเป็นเงิน 300,000 บาท โดยซื้อแคชเชียร์เช็คสั่งจ่ายธนาคารนครหลวงไทย จำกัด (มหาชน) จำนวน 200,000 บาท และเงินสด 100,000 บาท ซึ่งธนาคารได้รับไว้และได้ไถ่ถอนจำนองให้แก่โจทก์ร่วมนั้น จากทางนำสืบของโจทก์และโจทก์ร่วมได้ความจากคำเบิกความของโจทก์ว่า ที่ดินพิพาทติดจำนองธนาคารนครหลวงไทย จำกัด (มหาชน) ตั้งแต่ปี 2519 และโจทก์ไปไถ่ถอนจากธนาคารในวงเงิน 300,000 บาท เมื่อปี 2544 ตามสารบัญจดทะเบียนท้ายโฉนดที่ดิน โดยโจทก์ชำระเป็นแคชเชียร์เช็ค จำนวน 200,000 บาท และชำระเป็นเงินสด 100,000 บาท และเบิกความตอบทนายจำเลยถามค้านว่าตามสำเนาโฉนดที่ดิน ในสำนวนคดีหมายเลขแดงที่ 3134/2538 และโฉนดที่ดินมีรายการที่โจทก์ร่วมจดทะเบียนจำนองแก่ธนาคารนครหลวงไทย จำกัด (มหาชน) เพียงครั้งเดียว โจทก์ร่วมเบิกความตอบทนายจำเลยถามค้านว่า หลังจากโจทก์ร่วมทำสัญญากู้ยืมและจดทะเบียนจำนองที่ดินพร้อมสิ่งปลูกสร้างกับธนาคารแล้ว โจทก์ร่วมไม่เคยชำระเงินกู้ยืม โจทก์จะติดต่อกับธนาคารอย่างไรโจทก์ร่วมไม่ทราบและไม่ทราบว่าโจทก์ชำระเงินให้ธนาคารเพื่อการไถ่ถอนที่ดินพร้อมสิ่งปลูกสร้างที่โจทก์ร่วมจดทะเบียนจำนองไว้เป็นเงินเท่าใด นางสาวสุนิดา บุตรของโจทก์และโจทก์ร่วมเบิกความตอบทนายจำเลยถามค้านว่า เป็นใบเสร็จรับเงินไม่ใช่ตัวแคชเชียร์เช็ค ส่วนแคชเชียร์เช็คได้จ่ายให้แก่ธนาคารนครหลวงไทย จำกัด (มหาชน) ไปแล้ว พยานเป็นผู้ไปเบิกเงินสดมา 300,000 บาท แต่ซื้อแคชเชียร์เช็คเพียง 200,000 บาท ส่วนอีก 100,000 บาท มอบให้โจทก์ซึ่งจากทางนำสืบของโจทก์และโจทก์ร่วมดังกล่าวมาเห็นได้ว่า โจทก์ร่วมนำที่ดินพร้อมสิ่งปลูกสร้างพิพาทไปจดทะเบียนจำนองแก่ธนาคารนครหลวงไทย จำกัด (มหาชน) เพียงครั้งเดียวในวันที่ 30 มีนาคม 2519 โดยทำสัญญากู้เงินจากธนาคารหลวงไทย จำกัด (มหาชน) เป็นเงิน 222,800 บาท กำหนดอัตราดอกเบี้ยร้อยละ 13 ต่อปี นับแต่วันทำสัญญากู้และจดทะเบียนจำนองที่ดินพร้อมสิ่งปลูกสร้างพิพาทโจทก์ร่วมไม่เคยชำระหนี้เงินกู้ให้ธนาคารผู้ให้กู้เลย ซึ่งหากมีการคิดคำนวณดอกเบี้ยเงินกู้ดังกล่าวนับจากวันทำสัญญากู้เงินและจดทะเบียนจำนองที่ดินพิพาทเป็นประกันถึงวันที่โจทก์ไปไถ่ถอนซึ่งเป็นระยะเวลาถึง 25 ปี จำนวนเงินต้นและดอกเบี้ยน่าจะมีจำนวนมากกว่าจำนวนเงินที่โจทก์อ้างว่าชำระหนี้เพื่อการไถ่ถอนจำนองที่ดินพิพาทเป็นจำนวนเงิน 300,000 บาท ประกอบกับแคชเชียร์เช็คที่โจทก์อ้างว่านำไปชำระหนี้จำนองตามใบเสร็จรับเงินค่าธรรมเนียมการออกแคชเชียร์เช็คของธนาคารกรุงเทพจำกัด (มหาชน) นั้น ก็ไม่ปรากฏพยานหลักฐานจากทางนำสืบของโจทก์ว่า ธนาคารนครหลวงไทยจำกัด (มหาชน) ได้รับแคชเชียร์เช็คฉบับดังกล่าวเพื่อการชำระหนี้ค่าไถ่ถอนจำนองหรือไม่อย่างไร และโจทก์ก็ไม่มีหลักฐานการรับเงินของธนาคารมาแสดงแต่อย่างใด ซึ่งหากมีการชำระเงินค่าที่ดินให้โจทก์ร่วมด้วยการชำระหนี้ค่าไถ่ถอนจำนองแทนโจทก์ร่วมกันจริงแล้ว นอกจากโจทก์ควรจะได้รับหลักฐานการชำระหนี้จากธนาคารมาแสดงแล้ว ยังกลับปรากฏว่าโจทก์ร่วมตอบคำถามค้านทนายจำเลยว่าไม่ทราบว่าในการไถ่ถอนจำนองนั้นมีการชำระเงินกันเป็นจำนวนเท่าใด กรณีดังกล่าวมาจึงเชื่อว่านิติกรรมการโอนที่ดินระหว่างโจทก์กับโจทก์ร่วมเป็นการโอนโดยไม่มีค่าตอบแทนกันจริงโจทก์และโจทก์ร่วมคบคิดกันฉ้อฉลเพื่อไม่ให้ที่ดินพร้อมสิ่งปลูกสร้างเป็นของจำเลยตามสัญญาซื้อขาย กรณีการจดทะเบียนซื้อขายที่ดินและสิ่งปลูกสร้างระหว่างโจทก์กับโจทก์ร่วมทำให้จำเลยซึ่งอยู่ในฐานะอันจะได้จดทะเบียนสิทธิของตนได้ก่อนเสียเปรียบ จำเลยชอบที่จะฟ้องบังคับให้เพิกถอนการจดทะเบียนโอนกรรมสิทธิ์ที่ดินและสิ่งปลูกสร้างพิพาทระหว่างโจทก์กับโจทก์ร่วมได้ ส่วนฎีกาของโจทก์และโจทก์ร่วมในเรื่องความเห็นผู้เชี่ยวชาญในการตรวจพิสูจน์ลายมือชื่อของโจทก์ร่วมว่าเป็นเพียงดุลพินิจของผู้เชี่ยวชาญก็ดี หรือการที่จำเลยอยู่ในที่ดินและบ้านพิพาทหลังจากมีการทำสัญญาซื้อขายระหว่างจำเลยกับโจทก์ร่วมตลอดระยะเวลาประมาณ 20 ปี เป็นการส่งมอบการครอบครองหรือไม่ แม้จะวินิจฉัยฎีกาดังกล่าวก็ไม่ทำให้ผลแห่งคดีเปลี่ยนแปลงไป จึงไม่เป็นสาระแก่คดีอันควรได้รับการวินิจฉัย ศาลฎีกาจึงไม่รับวินิจฉัยให้ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 249 วรรคหนึ่ง ที่ศาลล่างทั้งสองพิพากษามานั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาของโจทก์และโจทก์ร่วมฟังไม่ขึ้น

พิพากษายืน ให้โจทก์และโจทก์ร่วมใช้ค่าทนายความชั้นฎีกา 20,000 บาท แทนจำเลย
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 159 ม. 1300
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นางสุชาพร โชติพันธุ์
โจทก์ร่วม — นายเกษม ลิ้มศิโรรัตน์
จำเลย — นางบุญศิริ โชติพันธุ์
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลแพ่ง — นายเสวียร แก้วทอง
ศาลอุทธรณ์ — นายวรพจน์ วัชรางค์กุล
ชื่อองค์คณะ
ทรงศิลป์ ธรรมรัตน์
กรองเกียรติ คมสัน
อิสสระ นิ่มละมัย
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 6690/2555
#525472
เปิดฉบับเต็ม

ผู้ร้องได้ปฏิบัติตามบทบัญญัติของ พ.ร.บ.อนุญาโตตุลาการ พ.ศ.2545 มาตรา 40 วรรคสอง ครบถ้วนแล้วด้วยการนำคำร้องขอเพิกถอนคำชี้ขาดยื่นต่อศาลภายในระยะเวลา 90 วัน นับแต่วันที่ได้รับสำเนาคำชี้ขาด เพียงแต่ผู้ร้องยื่นคำร้องต่อศาลปกครองกลาง และศาลปกครองกลางจำหน่ายคดีเพราะเห็นว่าคดีไม่อยู่ในอำนาจของศาลปกครอง และขณะที่ศาลปกครองกลางจำหน่ายคดีเป็นเวลาที่กำหนดเวลาในการยื่นคำร้องขอต่อศาลตามมาตรา 40 วรรคสองของ พ.ร.บ.อนุญาโตตุลาการ พ.ศ.2545 ครบกำหนดไปแล้ว และการจำหน่ายคดีของศาลปกครองกลางก็เนื่องมาจากเหตุผลว่า คดีนี้อยู่ในอำนาจของศาลยุติธรรมมิได้อยู่ในอำนาจของศาลปกครอง คำสั่งจำหน่ายคดีของศาลปกครองกลางจึงเป็นคำสั่งอันเนื่องมาจากบทบัญญัติใน พ.ร.บ.ว่าด้วยการวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างศาล พ.ศ.2542 การที่ผู้ร้องนำคดีมาร้องใหม่ภายในกำหนด 60 วัน นับแต่วันที่ศาลปกครองกลางมีคำสั่งให้จำหน่ายคดี จึงเป็นการนำคดีไปร้องเพื่อดำเนินคดีใหม่ต่อศาลที่มีเขตอำนาจ อันเนื่องจากการมีการดำเนินการตามพระราชบัญญัติดังกล่าว กรณีจึงต้องด้วยมาตรา 13 วรรคสอง

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
ผู้ร้องยื่นคำร้องขอให้เพิกถอนคำชี้ขาดของคณะอนุญาโตตุลาการ สำนักระงับข้อพิพาท สำนักงานศาลยุติธรรม ในคดีข้อพิพาทหมายเลขดำที่ 50/2547 ข้อพิพาทหมายเลขแดงที่ 49/2550 ลงวันที่ 26 มิถุนายน 2550 ระหว่างบริษัท 2020 เวิลด์มีเดีย จำกัด ผู้เรียกร้อง สำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมสวัสดิการและสวัสดิภาพครูและบุคลากรทางการศึกษา ผู้คัดค้าน

ผู้คัดค้านยื่นคำคัดค้านขอให้ยกคำร้อง

ระหว่างพิจารณา ศาลชั้นต้นเห็นว่าคดีพอวินิจฉัยได้แล้ว จึงมีคำสั่งให้งดสืบพยาน

ศาลชั้นต้นพิพากษายกคำร้อง ค่าฤชาธรรมเนียมและค่าทนายความให้เป็นพับ

ผู้ร้องอุทธรณ์ต่อศาลฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า มีปัญหาวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของผู้ร้องในข้อแรกว่า ผู้ร้องมีอำนาจยื่นคำร้องคดีนี้หรือไม่ โดยผู้ร้องประสงค์จะยื่นคำร้องขอเพิกถอนคำชี้ขาดของคณะอนุญาโตตุลาการ ซึ่งตามมาตรา 40 วรรคสอง แห่งพระราชบัญญัติอนุญาโตตุลาการ พ.ศ.2545 บัญญัติให้ยื่นคำร้องภายใน 90 วัน นับแต่วันที่ได้รับสำเนาคำชี้ขาด ผู้ร้องได้รับสำเนาคำชี้ขาดเมื่อวันที่ 3 กรกฎาคม 2550 ครบกำหนดยื่นคำร้องขอเพิกถอนคำชี้ขาดต่อศาลในวันที่ 1 ตุลาคม 2550 ในวันที่ 25 กันยายน 2550 ผู้ร้องได้ยื่นคำร้องต่อศาลปกครองกลางขอให้เพิกถอนคำชี้ขาด แต่ศาลปกครองกลางได้มีคำสั่งในวันที่ 17 ตุลาคม 2550 ว่าคดีอยู่ในอำนาจของศาลยุติธรรม ให้จำหน่ายคดีออกจากสารบบความของศาลปกครองกลาง ต่อมาวันที่ 14 ธันวาคม 2550 ผู้ร้องจึงนำคดีมาร้องเป็นคดีนี้ต่อศาลชั้นต้น เห็นว่า ผู้ร้องได้ปฏิบัติตามบทบัญญัติของพระราชบัญญัติอนุญาโตตุลาการ พ.ศ.2545 มาตรา 40 วรรคสอง ครบถ้วนแล้วด้วยการนำคำร้องขอเพิกถอนคำชี้ขาดยื่นต่อศาลภายในระยะเวลา 90 วัน นับแต่วันที่ได้รับสำเนาคำชี้ขาด เพียงแต่ผู้ร้องยื่นคำร้องต่อศาลปกครองกลางและศาลปกครองกลางจำหน่ายคดีเพราะเห็นว่าคดีไม่อยู่ในอำนาจของศาลปกครองและขณะที่ศาลปกครองกลางจำหน่ายคดีเป็นเวลาที่กำหนดเวลาในการยื่นคำร้องขอต่อศาลตามมาตรา 40 วรรคสอง ของพระราชบัญญัติอนุญาโตตุลาการ พ.ศ.2545 ครบกำหนดไปแล้วและการจำหน่ายคดีของศาลปกครองกลางก็เนื่องมาจากเหตุผลว่า คดีนี้อยู่ในอำนาจของศาลยุติธรรมมิได้อยู่ในอำนาจของศาลปกครอง คำสั่งจำหน่ายคดีของศาลปกครองกลางจึงเป็นคำสั่งอันเนื่องมาจากบทบัญญัติในพระราชบัญญัติว่าด้วยการวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างศาล พ.ศ.2542 การที่ผู้ร้องนำคดีมาร้องใหม่ภายในกำหนด 60 วัน นับแต่วันที่ศาลปกครองกลางมีคำสั่งให้จำหน่ายคดี จึงเป็นการนำคดีไปร้องเพื่อดำเนินคดีใหม่ต่อศาลที่มีเขตอำนาจ อันเนื่องจากการมีการดำเนินการตามพระราชบัญญัติดังกล่าว กรณีจึงต้องด้วยมาตรา 13 วรรคสอง ที่ให้ขยายกำหนดเวลาการยื่นคำร้องออกไปอีก 60 วัน นับแต่วันที่ศาลปกครองกลางมีคำสั่งจำหน่ายคดี ที่ศาลชั้นต้นมีคำพิพากษาให้ยกคำร้องเพราะเหตุที่ผู้ร้องยื่นคำร้องเกินกำหนด 90 วัน แล้วนั้นจึงไม่ต้องด้วยความเห็นของศาลฎีกา อุทธรณ์ของผู้ร้องในข้อนี้ฟังขึ้น สำหรับปัญหาว่า มีเหตุให้ศาลเพิกถอนคำชี้ขาดของคณะอนุญาโตตุลาการหรือไม่ ศาลชั้นต้นยังไม่ได้วินิจฉัย ศาลฎีกาเห็นสมควรวินิจฉัยปัญหานี้ไปโดยไม่จำต้องย้อนสำนวนลงไปให้ศาลชั้นต้นวินิจฉัย เห็นว่า คณะอนุญาโตตุลาการมีคำชี้ขาดให้ผู้ร้องชำระหนี้ตามสัญญาการเป็นผู้จัดจำหน่ายแก่ผู้คัดค้านเป็นเงิน 36,160,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ในต้นเงินดังกล่าวตั้งแต่วันที่ 22 มิถุนายน 2547 ไปจนกว่าจะชำระเสร็จ ผู้ร้องอ้างว่าการกำหนดค่าเสียหายไม่ชอบด้วยเหตุผล ไม่มีหลักฐานอ้างอิง ความเสียหายยังไม่เกิดขึ้น ไม่ปรากฏว่าได้มีการรับมอบหนังสือจากผู้คัดค้าน เป็นการอ้างว่าดุลพินิจในการกำหนดค่าเสียหายรวมทั้งการวินิจฉัยพยานหลักฐานไม่ชอบ อันเป็นการกล่าวอ้างโต้แย้งในเนื้อหาสาระของข้อเท็จจริง หาเป็นการต้องด้วยเงื่อนไขที่จะนำคดีมาร้องต่อศาลได้ตามพระราชบัญญัติอนุญาโตตุลาการ พ.ศ.2545 มาตรา 40 แต่อย่างใดไม่ ข้ออ้างลอย ๆ ของผู้ร้องว่าคณะอนุญาโตตุลาการวินิจฉัยเกินขอบเขตหรือไม่อยู่ในขอบเขตแห่งสัญญาอนุญาโตตุลาการ หรือการยอมรับหรือปฏิบัติตามคำชี้ขาดของคณะอนุญาโตตุลาการจะเป็นการขัดต่อความสงบเรียบร้อยหรือศีลธรรมอันดีของประชาชน หาก่อผลให้ผู้ร้องมีอำนาจร้องเป็นคดีนี้ไม่ ที่ศาลชั้นต้นพิพากษาให้ยกคำร้อง ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วยในผล

พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมในชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.อนุญาโตตุลาการ พ.ศ.2545 ม. 40 วรรคสอง
พ.ร.บ.ว่าด้วยการวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างศาล พ.ศ.2542 ม. 13 วรรคสอง
ชื่อคู่ความ
สำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมสวัสดิการ
ผู้ร้อง — และสวัสดิภาพครูและบุคลากรทางการศึกษา
ผู้คัดค้าน — บริษัท 2020 เวิลด์ มีเดีย จำกัด
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลแพ่ง — นายวิรัตน์ อนันต์พิพัฒน์
ชื่อองค์คณะ
นพพร โพธิรังสิยากร
ศรีอัมพร ศาลิคุปต์
สุทธิโชค เทพไตรรัตน์
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 6631/2555
#526741
เปิดฉบับเต็ม

แม้ขณะทำสัญญาจำเลยจะมีภูมิลำเนาอยู่ที่จังหวัดชัยนาท และลงลายมือชื่อในสัญญาที่อำเภอสรรคบุรี จังหวัดชัยนาทก็ตาม แต่เมื่อข้อเท็จจริงได้ความจากคำเบิกความของโจทก์ว่า โจทก์ลงลายมือชื่อในสัญญาที่ห้องบันทึกเสียงจาตุรงค์ จึงถือว่ามูลคดีนี้เกิดขึ้นที่ห้องบันทึกเสียงจาตุรงค์อีกแห่งหนึ่ง ซึ่งอยู่ในเขตอำนาจศาลชั้นต้นตาม ป.วิ.พ.มาตรา 4(1) การที่โจทก์เสนอคำฟ้องคดีต่อศาลชั้นต้นจึงชอบแล้ว

เมื่อจำเลยให้การยอมรับว่าทำสัญญาว่าจ้างร้องเพลงตามฟ้องจริง โดยมิได้ปฏิเสธถึงความถูกต้องของข้อความในสัญญา เพียงแต่ต่อสู้ว่าจำเลยไม่ต้องรับผิดเพราะสัญญาเลิกกันแล้ว จำเลยไม่ต้องรับผิดชดใช้ค่าเสียหายให้แก่โจทก์เท่านั้น จึงต้องฟังว่าจำเลยยอมรับว่าได้ทำสัญญาว่าจ้างร้องเพลงกับโจทก์โดยไม่จำต้องอาศัยหนังสือสัญญาจ้างเป็นหลักฐานในคดีแม้สัญญาจะไม่ได้ปิดอากรแสตมป์ไม่ต้องห้ามตาม ป.รัษฎากร มาตรา 118 จึงรับฟังเป็นหลักฐานได้ และตามบทบัญญัติกฎหมายดังกล่าวมิได้บัญญัติว่าต้องปิดและขีดฆ่าอากรแสตมป์เมื่อใด เมื่อข้อเท็จจริงปรากฏว่าหนังสือมอบอำนาจมีการปิดและขีดฆ่าอากรแสตมป์แล้ว หนังสือมอบอำนาจจึงใช้บังคับได้

สัญญาว่าจ้างร้องเพลงระบุว่าโจทก์มีหน้าที่บันทึกเสียง จัดทำแผ่นเสียง แถบบันทึกเสียงคอมแพกดิสก์ วีดิโอ หรือโสตทัศนวัสดุอื่นใดทุกชนิด รวมทั้งมีหน้าที่โฆษณาประชาสัมพันธ์และเป็นผู้รับผิดชอบค่าใช้จ่ายในการผลิต ค่าโฆษณาประชาสัมพันธ์เพื่อชื่อเสียงของจำเลยเองทั้งหมด โจทก์จึงต้องใช้เงินลงทุนจำนวนมากและมีโอกาสเสี่ยงต่อการลงทุน ซึ่งต่างกับจำเลยซึ่งเพียงแต่ลงทุนแรงกายเป็นหลักเท่านั้น การที่สัญญาดังกล่าวจะระบุให้โจทก์ได้สิทธิและผลประโยชน์ตอบแทนจากรายได้ของจำเลยบางส่วนในกำหนด 5 ปี นับว่าเป็นระยะเวลาพอสมควรซึ่งหลังจากสิ้นสุดสัญญา จำเลยสามารถแสวงหารายได้จากการมีชื่อเสียงของตนได้เอง หาใช่เป็นการตัดการประกอบอาชีพของจำเลยทั้งหมดเสียทีเดียว ทั้งจำเลยก็สมัครใจทำสัญญาโดยยอมรับค่าตอบแทนที่โจทก์กำหนดให้ สัญญาดังกล่าวเป็นสัญญาที่รักษาสิทธิและประโยชน์ของคู่กรณีในเชิงการประกอบธุรกิจโดยชอบจึงไม่เป็นสัญญาที่ไม่เป็นธรรม

โจทก์มีคำขอให้บังคับจำเลยชำระดอกเบี้ยร้อยละ 7.5 ต่อปี นับถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จ การที่ศาลอุทธรณ์ภาค 1 กำหนดให้จำเลยชำระดอกเบี้ยนับตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม 2544 ซึ่งเป็นวันผิดนัดก่อนฟ้องคดี จึงเป็นการเกินคำขอ ไม่ชอบด้วยกฎหมาย

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยชำระเงินจำนวน 19,696,967.50 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์

จำเลยให้การขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยชำระเงินจำนวน 3,000,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์กับให้จำเลยใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ ค่าขึ้นศาลคิดตามทุนทรัพย์ที่โจทก์ชนะคดี โดยกำหนดค่าทนายความ 20,000 บาท

โจทก์และจำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษาแก้เป็นว่า ให้จำเลยชำระดอกเบี้ยนับแต่วันที่ 1 มกราคม 2544 เป็นต้นไป นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น ค่าฤชาธรรมเนียมในชั้นอุทธรณ์ของทั้งสองฝ่ายให้เป็นพับ

จำเลยฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงรับฟังได้ในเบื้องต้นว่า โจทก์ตกลงว่าจ้างจำเลยร้องเพลงบันทึกเสียงให้โจทก์เพียงผู้เดียวเพื่อทำเป็นแผ่นเสียง แถบบันทึกเสียง คอมแพกดิสก์ วีดีโอหรือโสตทัศนวัสดุอื่นทุกชนิด รวมทั้งการถ่ายแบบโฆษณาสินค้าเป็นเวลา 5 ปี ตามสัญญาว่าจ้างร้องเพลง (สัญญาจ้างนักร้อง)

มีปัญหาวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยประการแรกว่า มูลคดีนี้เกิดขึ้นในเขตอำนาจของศาลชั้นต้นหรือไม่ เห็นว่า ได้ความจากสัญญาว่าจ้างร้องเพลง (สัญญาว่าจ้างนักร้อง) มีข้อความระบุว่า เขียนที่ ห้องบันทึกเสียงจาตุรงค์ 34 ซอยสันติ ถนนกรุงเทพ - นนท์ ซึ่งเมื่อพิจารณาหนังสือมอบอำนาจมีข้อความระบุว่า ทำที่ ห้องบันทึกเสียงจาตุรงค์ 34 ซอยสันติ ถนนกรุงเทพ - นนท์ ตำบลบางเขน อำเภอเมือง จังหวัดนนทบุรี แสดงว่าห้องบันทึกเสียงจาตุรงค์ในสัญญาดังกล่าวตั้งอยู่ที่จังหวัดนนทบุรี แม้ขณะทำสัญญาจำเลยจะมีภูมิลำเนาอยู่ที่จังหวัดชัยนาท และลงลายมือชื่อในสัญญาที่อำเภอสรรคบุรี จังหวัดชัยนาทก็ตาม แต่เมื่อข้อเท็จจริงได้ความจากคำเบิกความของโจทก์ว่า โจทก์ลงลายมือชื่อในสัญญาที่ห้องบันทึกเสียงจาตุรงค์ จึงถือว่ามูลคดีนี้เกิดขึ้นที่ห้องบันทึกเสียงจาตุรงค์อีกแห่งหนึ่ง จึงอยู่ในเขตอำนาจศาลชั้นต้นตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 4 (1) การที่โจทก์เสนอคำฟ้องคดีนี้ต่อศาลชั้นต้นจึงชอบแล้ว ฎีกาข้อนี้ของจำเลยฟังไม่ขึ้น

ปัญหาวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยประการต่อไปมีว่า สัญญาว่าจ้างร้องเพลง (สัญญาว่าจ้างนักร้อง) ไม่ปิดอากรแสตมป์ และหนังสือมอบอำนาจไม่ปรากฏว่าปิดอากรแสตมป์เมื่อใด รับฟังเป็นพยานหลักฐานในคดีแพ่งได้หรือไม่ เห็นว่า จำเลยให้การยอมรับว่า ทำสัญญาว่าจ้างร้องเพลง (สัญญาว่าจ้างนักร้อง) ตามฟ้องจริง โดยมิได้ปฏิเสธถึงความถูกต้องของข้อความในสัญญาดังกล่าว เพียงแต่ต่อสู้ว่าจำเลยไม่ต้องรับผิดเพราะสัญญาเลิกกันแล้ว จำเลยไม่ต้องรับผิดชดใช้ค่าเสียหายให้แก่โจทก์เท่านั้น จึงต้องฟังว่าจำเลยยอมรับว่าให้ทำสัญญาว่าจ้างร้องเพลง (สัญญาว่าจ้างนักร้อง) กับโจทก์ โดยไม่จำต้องอาศัยหนังสือสัญญาจ้างเป็นหลักฐานในคดี แม้สัญญาดังกล่าวจะไม่ได้ปิดอากรแสตมป์ก็ไม่ต้องห้ามตามประมวลรัษฎากร มาตรา 118 จึงรับฟังเป็นพยานหลักฐานได้ และตามบทบัญญัติแห่งกฎหมายดังกล่าวมิได้บัญญัติว่าต้องปิดและขีดฆ่าอากรแสตมป์เมื่อใด เมื่อข้อเท็จจริงปรากฏว่าหนังสือมอบอำนาจมีการปิด และขีดฆ่าอากรแสตมป์แล้ว หนังสือมอบอำนาจจึงใช้บังคับได้ โจทก์จึงมีอำนาจฟ้อง ฎีกาข้อนี้ของจำเลยฟังไม่ขึ้นเช่นกัน

ปัญหาวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยประการต่อไปมีว่า สัญญาว่าจ้างร้องเพลง (สัญญาว่าจ้างนักร้อง) เป็นสัญญาที่ไม่เป็นธรรมขัดต่อความสงบเรียบร้อยหรือศีลธรรมอันดีของประชาชนหรือไม่ เห็นว่า ตามสัญญาดังกล่าว ระบุว่าโจทก์มีหน้าที่บันทึกเสียง จัดทำแผ่นเสียง แถบบันทึกเสียง คอมแพกดิสก์ วีดีโอ หรือโสตทัศนวัสดุอื่นใดทุกชนิด รวมทั้งมีหน้าที่โฆษณาประชาสัมพันธ์ และเป็นผู้รับผิดชอบค่าใช้จ่ายในการผลิต ค่าโฆษณาประชาสัมพันธ์ เพื่อชื่อเสียงของจำเลยเองทั้งหมด ดังนั้นโจทก์จึงต้องใช้เงินลงทุนจำนวนมาก และมีโอกาสเสี่ยงต่อการขาดทุน ซึ่งต่างจากจำเลยซึ่งเพียงแต่ลงทุนแรงกายเป็นหลักเท่านั้น การที่สัญญาดังกล่าวจะระบุให้โจทก์ได้สิทธิและผลประโยชน์ตอบแทนจากรายได้ของจำเลยบางส่วนภายในกำหนด 5 ปี นับว่าเป็นระยะเวลาพอสมควร ซึ่งหลังจากสิ้นสุดสัญญา จำเลยก็สามารถแสวงหารายได้จากการมีชื่อเสียงของตนได้เอง หาใช่เป็นการตัดการประกอบอาชีพของจำเลยทั้งหมดเสียทีเดียว ทั้งจำเลยก็สมัครใจทำสัญญาโดยยอมรับค่าตอบแทนที่โจทก์กำหนดให้โดยมิได้โต้แย้งคัดค้านมาแต่แรก สัญญาว่าจ้างร้องเพลง (สัญญาว่าจ้างนักร้อง) เป็นสัญญาต่างตอบแทนที่รักษาสิทธิและประโยชน์ของคู่กรณีในเชิงการประกอบธุรกิจโดยชอบจึงไม่เป็นสัญญาที่ไม่เป็นธรรม และไม่ขัดต่อความสงบเรียบร้อยหรือศีลธรรมอันดีของประชาชน ฎีกาข้อนี้ของจำเลยฟังไม่ขึ้นอีกเช่นกัน

ปัญหาวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยประการต่อไปมีว่า จำเลยต้องชดใช้ค่าเสียหายให้แก่โจทก์หรือไม่เพียงใด ก่อนอื่นต้องพิจารณาว่า สัญญาว่าจ้างร้องเพลง (สัญญาว่าจ้างนักร้อง) เลิกกันแล้วหรือไม่ เห็นว่า การที่นายชาญเจรจาต่อรองไกล่เกลี่ยข้อพิพาทระหว่างโจทก์และจำเลย โดยมีการต่อรองให้จำเลยใช้ค่าเสียหายแก่โจทก์ และโจทก์ยินยอมยกเลิกสัญญา และต่อมามีการนัดหมายส่งมอบเงินกัน ซึ่งขณะส่งมอบเงิน ได้กระทำที่บ้านของนายชาญ โดยนายณรงค์ บิดาจำเลยเป็นผู้ส่งมอบเงิน 3,000,000 บาท ให้แก่นายณรงค์ ต่อหน้านายชาญ ย่อมแสดงให้เห็นว่า จำเลยรับรู้และยินยอมให้นายชาญเป็นตัวแทนของจำเลยในการเจรจาไกล่เกลี่ยแล้ว การที่จำเลยนำสืบอ้างว่านายชาญเจรจาต่อรองโดยโจทก์เรียกค่าเสียหายเพียง 1,000,000 บาท นั้น ก็ไม่ปรากฏว่าจำเลยได้นำนายชาญมาเบิกความยืนยันให้เห็นเป็นจริงดังข้ออ้างแต่อย่างใด ซึ่งหากนายชาญและนายณรงค์ตกลงค่าเสียหายเพียง 1,000,000 บาท กันจริง ในวันที่นายณรงค์ บิดาจำเลยมอบเงินให้แก่นายณรงค์ โจทก์ก็ต้องคืนหนังสือสัญญาให้ แต่ข้อเท็จจริงกลับได้ความว่ายังไม่มีการส่งมอบหนังสือสัญญาคืนให้แก่จำเลยและในวันดังกล่าวนายชาญยังเขียนบันทึกรับว่าจะจัดการเรื่องเงิน 3,000,000 บาท ให้มอบให้แก่นายณรงค์ ประกอบกับตามรายงานกระบวนพิจารณาลงวันที่ 4 กุมภาพันธ์ 2547 ปรากฏว่า นายมุนี พยานโจทก์ แถลงว่า ปลายปี 2542 นายมุนี นายชาญ และนายณรงค์ เจรจาตกลงค่าเสียหายที่จำเลยจะชดใช้ให้โจทก์ ตัวแทนฝ่ายจำเลยคือนายชาญตกลงให้ค่าเสียหายเป็นเงิน 4,000,000 บาท โดยจะชำระงวดแรก 1,000,000 บาท ส่วนที่เหลือจะชำระภายในปี 2543 ซึ่งทนายจำเลยยอมรับตามที่นายมุนีแถลงทุกประการ ทนายโจทก์จึงไม่ติดใจสืบนายมุนี โดยนายมุนีได้ลงลายมือชื่อไว้ท้ายรายงานกระบวนพิจารณาดังกล่าวด้วย ย่อมแสดงว่าโจทก์และจำเลยแสดงเจตนาเลิกสัญญากันแล้ว โดยจำเลยยอมชดใช้ค่าเสียหายให้แก่โจทก์เป็นเงิน 4,000,000 บาท สัญญาว่าจ้างร้องเพลง (สัญญาว่าจ้างนักร้อง) จึงเป็นอันเลิกกัน โจทก์และจำเลยจำต้องให้อีกฝ่ายหนึ่งได้กลับคืนสู่ฐานะดังที่เป็นอยู่เดิม โดยโจทก์คงมีสิทธิเรียกให้จำเลยใช้เงินตอบแทนในส่วนที่เหลือ 3,000,000 บาท ตามสัญญาที่ตกลงกันไว้เท่านั้นตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 391 วรรคแรก และวรรคสาม ฎีกาข้อนี้ของจำเลยฟังไม่ขึ้นอีกเช่นกัน

ที่จำเลยฎีกาว่า บิดามารดาของจำเลยเป็นผู้ทำผลงานเพลงชุด ขอฝากเพลงแทนใจไม่ใช่จำเลย จำเลยจึงไม่ได้กระทำผิดสัญญา และฟ้องโจทก์ขาดอายุความนั้น จำเลยไม่ได้ให้การต่อสู้ไว้แต่แรก โดยเพิ่งยกขึ้นอ้างในชั้นฎีกาจึงเป็นข้อที่มิได้ยกขึ้นว่ากล่าวกันมาแล้วโดยชอบในศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ภาค 1 ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 249 วรรคหนึ่ง ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัยให้

ส่วนที่จำเลยฎีกาว่า ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษาให้จำเลยชำระดอกเบี้ยนับแต่วันที่ 1 มกราคม 2544 เป็นการพิพากษาเกินคำขอนั้น เห็นว่า โจทก์มีคำขอให้บังคับจำเลย ชำระดอกเบี้ยร้อยละ 7.5 ต่อปี นับถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จ การที่ศาลอุทธรณ์ภาค 1 กำหนดให้จำเลยชำระดอกเบี้ยนับแต่วันที่ 1 มกราคม 2544 ซึ่งเป็นวันผิดนัดก่อนโจทก์ฟ้องคดี จึงเป็นการเกินคำขอไม่ชอบด้วยกฎหมาย จำเลยคงต้องรับผิดชำระดอกเบี้ยนับถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปเท่านั้น ฎีกาข้อนี้ของจำเลยฟังขึ้น

พิพากษาแก้เป็นว่า ให้จำเลยชำระดอกเบี้ยนับถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จ นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 1 ค่าฤชาธรรมเนียมในชั้นฎีกาให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ. ม. 4
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นางจันทร ศิลาลิขิต
จำเลย — นายสุทธิราช อุสุภะ
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดนนทบุรี — นายเชาวน์ จันทนชูกลิ่น
ศาลอุทธรณ์ภาค 1 — นายสุรพันธ์ ละอองมณี
ชื่อองค์คณะ
จินดา ปัณฑะโชติ
เกษม เกษมปัญญา
อนันต์ วงษ์ประภารัตน์
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 6597/2555
#525518
เปิดฉบับเต็ม

คดีนี้ในความผิดฐานต่อสู้หรือขัดขวางเจ้าพนักงานในการปฏิบัติตามหน้าที่ ศาลชั้นต้นพิพากษาว่าจำเลยมีความผิดตาม ปอ. มาตรา 138 วรรคสอง 140 วรรคแรก และวรรคสาม ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษาแก้เป็นว่า จำเลยมีความผิดตาม ปอ. มาตรา 138 วรรคสอง โดยไม่ได้ปรับบทลงโทษตามมาตรา 140 วรรคแรก และวรรคสามด้วย แต่ลักษณะความผิดตาม ปอ. มาตรา 138 วรรคสอง และมาตรา 140 วรรคแรก ไม่แตกต่างกันและไม่มีระวางโทษจำคุกขั้นต่ำเหมือนกัน ต่างกันเฉพาะระวางโทษขั้นสูงซึ่งมาตรา 138 วรรคสอง ระวางโทษขั้นสูงจำคุกไม่เกินสองปี ส่วนมาตรา 140 วรรคแรก ระวางโทษขั้นสูงจำคุกไม่เกินห้าปีและตาม ปอ. มาตรา 140 วรรคสาม เป็นบทบัญญัติถึงเหตุที่จะทำให้ผู้กระทำความผิดมาตรา 140 วรรคแรก ต้องระวางโทษหนักกว่าที่บัญญัติไว้กึ่งหนึ่ง หาใช่เป็นความผิดอีกบทหนึ่งต่างหากไม่ ไม่เป็นกรณีที่ศาลอุทธรณ์ภาค 1 แก้บทลงโทษ ศาลอุทธรณ์ภาค 1 เพียงแต่แก้จำนวนโทษมิได้แก้บทลงโทษ เป็นกรณีที่ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษาแก้ไขเล็กน้อยและลงโทษจำคุกจำเลยไม่เกินห้าปี ต้องห้ามมิให้คู่ความฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริงตาม ป.วิ.อ. มาตรา 218 วรรคหนึ่ง

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 32, 80, 91, 138 วรรคสอง, 140, 289 (2) พระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 มาตรา 4, 7, 8, 15, 57, 67, 91, 102 และริบของกลาง

จำเลยให้การปฏิเสธ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 138 วรรคสอง 140 วรรคแรก และวรรคสาม พระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 มาตรา 15, 67, 91, 102 การกระทำของจำเลยเป็นความผิดหลายกรรมต่างกัน ให้เรียงกระทงลงโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 ฐานต่อสู้ขัดขวางเจ้าพนักงานในการปฏิบัติตามหน้าที่โดยใช้อาวุธปืน จำคุก 5 ปี ฐานมีเมทแอมเฟตามีนไว้ในครอบครองโดยไม่ได้รับอนุญาต จำคุก 1 ปี ฐานเสพเมทแอมเฟตามีน จำคุก 6 เดือน รวมจำคุก 6 ปี 6 เดือน ริบของกลาง คำขออื่นให้ยก

โจทก์และจำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษาแก้เป็นว่า สำหรับความผิดฐานเสพเมทแอมเฟตามีน จำเลยมีความผิดตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 มาตรา 57, 91 ส่วนความผิดต่อเจ้าพนักงานจำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 138 วรรคสอง จำคุก 2 ปี คำขออื่นให้ยก เมื่อรวมกับโทษฐานมีเมทแอมเฟตามีนไว้ในครอบครองโดยไม่ได้รับอนุญาตและฐานเสพเมทแอมเฟตามีนแล้ว เป็นจำคุก 3 ปี 6 เดือน นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาของศาลชั้นต้น

จำเลยฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า คดีนี้ในความผิดฐานพยายามฆ่าเจ้าพนักงาน ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษายกฟ้อง ไม่มีคู่ความฝ่ายใดฎีกา ความผิดข้อหานี้จึงยุติไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 1 สำหรับความผิดฐานต่อสู้หรือขัดขวางเจ้าพนักงานในการปฏิบัติตามหน้าที่ ศาลชั้นต้นพิพากษาว่าจำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 138 วรรคสอง 140 วรรคแรก และวรรคสาม ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษาแก้เป็นว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 138 วรรคสอง แม้ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษาแก้เป็นว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 138 วรรคสอง โดยไม่ได้ปรับบทลงโทษตามมาตรา 140 วรรคแรก และวรรคสามด้วย แต่ลักษณะความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 138 วรรคสอง และมาตรา 140 วรรคแรก ไม่แตกต่างกัน และไม่มีระวางโทษจำคุกขั้นต่ำเหมือนกัน ต่างกันเฉพาะระวางโทษขั้นสูงซึ่งมาตรา 138 วรรคสอง ระวางโทษขั้นสูงจำคุกไม่เกินสองปี ส่วนมาตรา 140 วรรคแรก ระวางโทษขั้นสูงจำคุกไม่เกินห้าปี และตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 140 วรรคสาม เป็นบทบัญญัติถึงเหตุที่จะทำให้ผู้กระทำความผิดตามมาตรา 140 วรรคแรก ต้องระวางโทษหนักกว่าที่บัญญัติไว้กึ่งหนึ่ง หาใช่เป็นความผิดอีกบทหนึ่งต่างหากไม่ จึงไม่เป็นกรณีที่ศาลอุทธรณ์ภาค 1 แก้บทลงโทษ เมื่อศาลอุทธรณ์ภาค 1 เพียงแต่แก้จำนวนโทษ มิได้แก้บทลงโทษ จึงเป็นกรณีที่ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษาแก้ไขเล็กน้อยและลงโทษจำคุกจำเลยไม่เกินห้าปี ส่วนความผิดฐานมีเมทแอมเฟตามีนไว้ในครอบครองโดยไม่ได้รับอนุญาต ศาลชั้นต้นลงโทษจำคุกจำเลย 1 ปี และความผิดฐานเสพเมทแอมเฟตามีน ศาลชั้นต้นลงโทษจำคุกจำเลย 6 เดือน ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษายืนในความผิดฐานมีเมทแอมเฟตามีนไว้ในครอบครองโดยไม่ได้รับอนุญาตและพิพากษาแก้ในความผิดฐานเสพเมทแอมเฟตามีนเฉพาะการปรับบทลงโทษ ซึ่งเป็นการแก้ไขเล็กน้อย ความผิดทั้งสามข้อหาจึงต้องห้ามมิให้คู่ความฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริงตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 218 วรรคหนึ่ง

พิพากษายกฎีกาของจำเลย
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.อ. ม. 218 วรรคหนึ่ง
ป.อ. ม. 138 วรรคสอง ม. 140 วรรคแรก
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการจังหวัดสมุทรปราการ
จำเลย — นายสมบูรณ์หรือณัฏฐ์พัฒน์ สืบสมาน
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดสมุทรปราการ — นายฐปนัท จึงสมาน
ศาลอุทธรณ์ภาค 1 — นายสุรศักดิ์ นาราสัจจ์
ชื่อองค์คณะ
วาสนา หงส์เจริญ
สมควร วิเชียรวรรณ
ปิยกุล บุญเพิ่ม
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 6560/2555
#526738
เปิดฉบับเต็ม

โจทก์ยื่นฟ้องคดีแพ่งหมายเลขดำที่ 15602/2547 ต่อศาลชั้นต้น สืบเนื่องจากโจทก์ได้รับแจ้งหมายเลขทะเบียนรถโดยสารคันที่ก่อเหตุละเมิดผิดพลาดจากพนักงานสอบสวน กรณีจึงยังไม่อาจถือได้ว่าโจทก์ได้ทราบเหตุละเมิดและรู้ตัวผู้จะพึงต้องใช้สินไหมทดแทนตั้งแต่วันเกิดเหตุ ต่อมาวันที่ 3 พฤศจิกายน 2549 ป. ผู้รับมอบอำนาจโจทก์ได้รับแจ้งว่าพนักงานสอบสวนได้ทำการเปรียบเทียบปรับคนขับรถโดยสารคันที่ก่อเหตุละเมิดแล้ว จึงทราบว่ารถโดยสารคันที่ก่อเหตุละเมิดที่แท้จริงคือ หมายเลขทะเบียน 11-9221 กรุงเทพมหานคร กรณีจึงถือว่าโจทก์รู้ตัวผู้จะพึงใช้ค่าสินไหมทดแทนที่แท้จริงในวันที่ 3 พฤศจิกายน 2549 อายุความทางละเมิดจึงเริ่มนับตั้งแต่วันดังกล่าวตาม ป.พ.พ. มาตรา 448 วรรคหนึ่ง บัญญัติไว้

โจทก์เคยยื่นฟ้องจำเลยที่ 2 ในคดีแพ่งหมายเลขดำที่ 15602/2547 ต่อศาลชั้นต้นมาก่อน เป็นการเรียกให้จำเลยที่ 2 รับผิดในฐานะเป็นตัวการผู้ประกอบการขนส่งรถโดยสารประจำทาง โดยรับรถโดยสารหมายเลขทะเบียน 11-2921 กรุงเทพมหานคร ซึ่งเป็นคนละคันกับคดีนี้เข้าร่วมในการประกอบกิจการและได้รับประโยชน์จากรถโดยสารคันดังกล่าว หาได้เรียกให้จำเลยที่ 2 รับผิดเกี่ยวกับรถโดยสารหมายเลขทะเบียน 11-9221 กรุงเทพมหานคร ในคดีนี้แต่อย่างใด กรณีไม่อาจถือได้ว่าโจทก์รู้ตัวจำเลยที่ 2 ว่าเป็นผู้จะพึงใช้ค่าสินไหมทดแทนแล้วดังที่จำเลยที่ 2 ฎีกาไม่ เมื่อโจทก์ยื่นฟ้องคดีนี้เมื่อวันที่ 27 สิงหาคม 2550 ยังไม่เกิน 1 ปี คดีโจทก์จึงไม่ขาดอายุความ ฎีกาของจำเลยที่ 2 ฟังไม่ขึ้น

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยทั้งสองร่วมกันหรือแทนกันชดใช้ค่าเสียหายเป็นเงิน 25,615.50 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงิน 19,704.26 บาท นับถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์

จำเลยที่ 1 ขาดนัดยื่นคำให้การและขาดนัดพิจารณา

จำเลยที่ 2 ให้การขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยทั้งสองร่วมกันชำระเงินจำนวน 25,615.50 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงิน 19,704.26 บาท นับแต่วันที่ 28 สิงหาคม 2550 เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ กับให้จำเลยทั้งสองร่วมกันใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ โดยกำหนดค่าทนายความ 1,000 บาท

จำเลยที่ 2 อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ

จำเลยที่ 2 ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า มีปัญหาวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยที่ 2 ว่า ฟ้องโจทก์ขาดอายุความแล้วหรือไม่นั้น เห็นว่า ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 448 วรรคหนึ่ง บัญญัติว่า สิทธิเรียกร้องค่าเสียหายอันเกิดแต่มูลละเมิดนั้นขาดอายุความเมื่อพ้นปีหนึ่งนับแต่วันที่ผู้ต้องเสียหายรู้ถึงการละเมิดและรู้ตัวผู้จะพึงต้องใช้ค่าสินไหมทดแทนหรือเมื่อพ้นสิบปีนับแต่วันทำละเมิด กรณีจึงต้องนับแต่วันที่ผู้เสียหายรู้ถึงการละเมิดประการหนึ่งและรู้ตัวผู้จะพึงต้องใช้ค่าสินไหมทดแทนอีกประการหนึ่งประกอบกันเป็นวันใด และพ้นหนึ่งปีนับแต่วันดังกล่าว คดีจึงจะขาดอายุความตามบทบัญญัติดังกล่าว ก่อนคดีนี้ที่โจทก์ยื่นฟ้องนางพยอม เจ้าของกรรมสิทธิ์รถโดยสารหมายเลขทะเบียน 11-2921 กรุงเทพมหานคร กับจำเลยที่ 2 และบริษัทนำสินประกันภัย จำกัด (มหาชน) เป็นจำเลยที่ 1 ถึงที่ 3 ต่อศาลชั้นต้น ในคดีแพ่งหมายเลขดำที่ 15602/2547 เพื่อให้รับผิดในเหตุละเมิด โดยเข้าใจว่าคนขับรถโดยสารหมายเลขทะเบียน 11-2921 กรุงเทพมหานคร เป็นผู้ก่อเหตุละเมิดขับรถชนเสาโทรศัพท์ของโจทก์ได้รับความเสียหาย สืบเนื่องจากนายกิตติพิชญ์ พนักงานของโจทก์ไปทำการตรวจสถานที่เกิดเหตุได้รับแจ้งจากพนักงานสอบสวนในวันเกิดเหตุ โดยนายกิตติพิชญ์ได้บันทึกหมายเลขทะเบียนรถไว้ในใบแจ้งเหตุเสียหายและไปแจ้งความต่อพนักงานสอบสวน จึงเป็นการรับทราบข้อมูลเบื้องต้นของนายกิตติพิชญ์จากพนักงานสอบสวนเท่านั้น โดยจำเลยที่ 2 ไม่นำพยานหลักฐานมาสืบหักล้างพยานโจทก์ ข้อเท็จจริงจึงรับฟังได้ว่าการที่โจทก์ยื่นฟ้องคดีแพ่งหมายเลขดำที่ 15602/2547 ต่อศาลชั้นต้น สืบเนื่องจากโจทก์ได้รับแจ้งหมายเลขทะเบียนรถโดยสารคันที่ก่อเหตุละเมิดผิดพลาดจากพนักงานสอบสวน หาใช่เกิดเพราะความผิดพลาดของนายกิตติพิชญ์พนักงานโจทก์ กรณีจึงยังไม่อาจถือได้ว่าโจทก์ได้ทราบเหตุละเมิดและรู้ตัวผู้จะพึงต้องใช้สินไหมทดแทนตั้งแต่วันเกิดเหตุหรือนับแต่วันที่ 20 พฤศจิกายน 2546 ซึ่งเป็นวันที่โจทก์มอบอำนาจให้นายกิตติพิชญ์ไปแจ้งความต่อพนักงานสอบสวนแต่อย่างใด ครั้นเมื่อต่อมาวันที่ 3 พฤศจิกายน 2549 นายปกรณ์ ผู้รับมอบอำนาจโจทก์ได้รับแจ้งว่าพนักงานสอบสวนได้ทำการเปรียบเทียบปรับคนขับรถโดยสารคันที่ก่อเหตุละเมิดแล้ว ได้เดินทางไปที่สถานีตำรวจภูธรนนทบุรี จึงทราบว่ารถโดยสารคันที่ก่อเหตุละเมิดที่แท้จริงคือ หมายเลขทะเบียน 11-9221 กรุงเทพมหานคร และทำการขอคัดถ่ายสำเนารายงานประจำวันเกี่ยวกับคดี โดยพนักงานสอบสวนรับรองถูกต้อง แล้วรายงานให้โจทก์ทราบ จากนั้นโจทก์ได้ยื่นคำร้องขอถอนฟ้องคดีแพ่งหมายเลขดำที่ 15602/2547 กรณีจึงถือว่าโจทก์รู้ตัวผู้จะพึงใช้ค่าสินไหมทดแทนที่แท้จริงในวันที่ 3 พฤศจิกายน 2549 อายุความทางละเมิดจึงเริ่มนับตั้งแต่วันดังกล่าว ส่วนการที่โจทก์เคยยื่นฟ้องจำเลยที่ 2 ในคดีแพ่งหมายเลขดำที่ 15602/2547 ต่อศาลชั้นต้นมาก่อนนั้น ก็เป็นการเรียกให้จำเลยที่ 2 รับผิดในฐานะเป็นตัวการผู้ประกอบการขนส่งรถโดยสารประจำทาง โดยรับรถโดยสารหมายเลขทะเบียน 11-2921 กรุงเทพมหานคร ซึ่งเป็นคนละคันกับคดีนี้เข้าร่วมในการประกอบกิจการ และได้รับประโยชน์จากรถโดยสารคันดังกล่าว หาได้เรียกให้จำเลยที่ 2 รับผิดเกี่ยวกับรถโดยสารหมายเลขทะเบียน 11-9221 กรุงเทพมหานคร ในคดีนี้แต่อย่างใด กรณีจึงไม่อาจถือได้ว่าโจทก์รู้ตัวจำเลยที่ 2 ว่าเป็นผู้จะพึงใช้ค่าสินไหมทดแทนแล้วดังที่จำเลยที่ 2 ฎีกาไม่ เมื่อโจทก์ยื่นฟ้องคดีนี้เมื่อวันที่ 27 สิงหาคม 2550 ยังไม่เกิน 1 ปี คดีโจทก์จึงไม่ขาดอายุความ ที่ศาลอุทธรณ์พิพากษามานั้นชอบแล้ว ฎีกาของจำเลยที่ 2 ฟังไม่ขึ้น

พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 448 วรรคหนึ่ง
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — บริษัททรู คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน)
จำเลย — นายหนูหล่ำ คำไล้ กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลแขวงพระนครเหนือ — นางเนตินาฎ คงทอง ธรรม์ญาณเนตร์
ศาลอุทธรณ์ — นายวิชัย ศิริแสงทอง
ชื่อองค์คณะ
วิกร อังคณาวิศัลย์
นิยุต สุภัทรพาหิรผล
วิวรรต นิ่มละมัย
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 6544/2555
#528574
เปิดฉบับเต็ม

บันทึกที่ อ. เจ้าหน้าที่ของโจทก์รายงานเกี่ยวกับการประเมินราคาที่ดินโดยมิได้ระบุว่าผู้ใดต้องรับผิดในทางละเมิด และบุคคลที่ปรากฎชื่อในบันทึกรายงานดังกล่าวก็เป็นเพียงผู้อยู่ในข่ายที่จะต้องถูกตักเตือนให้ปฏิบัติหน้าที่โดยเคร่งครัดมิใช่ผู้ที่จะต้องรับผิดในทางละเมิดต่อโจทก์ แม้อธิบดีผู้แทนของโจทก์จะทราบรายงานดังกล่าวตั้งแต่วันที่ 1 พฤษภาคม 2539 ก็ถือไม่ได้ว่าโจทก์ทราบถึงการละเมิดและรู้ตัวผู้พึงจะต้องใช้ค่าสินไหมทดแทนอันจะทำให้ต้องเริ่มนับอายุความตั้งแต่วันดังกล่าว

ซอยทองหล่อ 12 เป็นทางส่วนบุคคลซึ่งตั้งบนที่ดินโฉนดเลขที่ 122317 และไม่ปรากฏว่า เจ้าของที่ดินโฉนดเลขที่ 122316 มีสิทธิผ่านซอยทองหล่อ 12 ออกสู่ทางสาธารณะได้โดยชอบด้วยกฎหมาย ก็ย่อมถือไม่ได้ว่าที่ดินโฉนดเลขที่ 122316 อยู่ติดถนนซอยทองหล่อ 12 เพราะคำว่าที่ดินติดถนนซอยนั้นย่อมต้องหมายถึงที่ดินที่เจ้าของสามารถใช้ประโยชน์จากถนนซอยได้โดยชอบซึ่งจะมีผลทำให้ที่ดินมีมูลค่าในทางเศรษฐกิจเพิ่มขึ้น

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องและแก้ไขคำฟ้องขอให้บังคับจำเลยทั้งสองร่วมกันชำระเงินจำนวน 517,250 บาท พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับตั้งแต่วันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าชำระเสร็จแก่โจทก์

จำเลยทั้งสองให้การขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยทั้งสองร่วมกันชำระเงินจำนวน 517,250 บาท พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จ กับให้จำเลยทั้งสองร่วมกันใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ โดยกำหนดค่าทนายความให้ 5,000 บาท

จำเลยทั้งสองอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน ให้จำเลยทั้งสองใช้ค่าทนายความในชั้นอุทธรณ์แทนโจทก์ 3,000 บาท

จำเลยทั้งสองฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า คดีมีปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยทั้งสองเป็นประการแรกว่า คดีโจทก์ขาดอายุความหรือไม่ จำเลยทั้งสองฎีกาว่า เจ้าหน้าที่ของโจทก์ทำบันทึกเสนออธิบดีของโจทก์ โดยตามบันทึกได้ระบุชื่อเจ้าหน้าที่ซึ่งต้องใช้ค่าสินไหมทดแทนซึ่งรวมถึงจำเลยทั้งสองในคดีนี้ไว้ด้วย อธิบดีของโจทก์ได้ลงลายมือชื่อรับทราบรายงานดังกล่าวเมื่อวันที่ 1 พฤษภาคม 2539 จึงต้องถือว่าโจทก์รู้ถึงการละเมิดและรู้ตัวผู้จะพึงต้องใช้ค่าสินไหมทดแทนตั้งแต่วันที่ 1 พฤษภาคม 2539 การที่โจทก์มาฟ้องคดีนี้เมื่อวันที่ 25 มกราคม 2542 เกินกำหนด 1 ปี คดีโจทก์จึงขาดอายุความ เห็นว่า ตามบันทึกนั้นเป็นบันทึกที่นายเอนก เจ้าหน้าที่ของโจทก์ได้รายงานข้อเท็จจริงต่างๆ ที่เกี่ยวข้องกับการประเมินราคาทรัพย์สินที่มีผู้มายื่นขอจดทะเบียนสิทธิและนิติกรรมโดยมิได้ระบุว่ามีผู้ใดจะต้องรับผิดในทางละเมิด ส่วนบุคคลที่ปรากฏชื่อในเอกสารนั้นเป็นเพียงผู้ที่อยู่ในข่ายที่จะต้องถูกตักเตือนให้ปฏิบัติหน้าที่โดยเคร่งครัด มิใช่เป็นผู้ที่จะต้องรับผิดในทางละเมิดต่อโจทก์แต่อย่างใดไม่ ดังนั้น แม้อธิบดีผู้แทนของโจทก์ได้ทราบรายงานดังกล่าวตั้งแต่วันที่ 1 พฤษภาคม 2539 ก็ตาม แต่ก็ยังถือไม่ได้ว่าโจทก์ทราบถึงการละเมิดและรู้ตัวผู้พึงจะต้องใช้ค่าสินไหมทดแทนแล้ว อันจะทำให้ต้องเริ่มนับอายุความตั้งแต่วันดังกล่าวตามที่จำเลยทั้งสองอ้างมาในฎีกา แต่กรณีนี้จะต้องเริ่มนับอายุความตั้งแต่วันที่ 11 มกราคม 2542 ซึ่งเป็นวันที่อธิบดีผู้แทนของโจทก์ได้ทราบผลการสอบสวนหาผู้ที่จะต้องรับในทางละเมิด ซึ่งเมื่อนับจากวันดังกล่าวจนถึงวันฟ้องยังไม่เกินกำหนด 1 ปี คดีโจทก์จึงยังไม่ขาดอายุความ ฎีกาของจำเลยทั้งสองในข้อนี้ฟังไม่ขึ้น

ปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยทั้งสองเป็นประการต่อไปว่า การกระทำของจำเลยทั้งสองเป็นการกระทำละเมิดต่อโจทก์หรือไม่ โดยจำเลยทั้งสองฎีกาว่า ขณะที่ผู้ขอจดทะเบียนสิทธิและนิติกรรมที่ดินโฉนดเลขที่ 122316 ยื่นคำขอนั้น จำเลยที่ 2 ยังไม่ได้ประเมินราคาที่ดิน คำขอแม้จะเขียนว่า คำขออุทธรณ์ราคาประเมินที่ดิน แต่ก็เป็นเพียงการขอให้เจ้าพนักงานที่ดินไปทำการตรวจสอบสภาพความเป็นจริงของที่ดินโฉนดเลขที่ 122316 มิใช่เป็นการคัดค้านราคาประเมินตามที่กำหนดไว้ในระเบียบกระทรวงมหาดไทยว่าด้วย การกำหนดจำนวนทุนทรัพย์ในการจดทะเบียนสิทธิและนิติกรรมเกี่ยวกับที่ดิน พ.ศ.2530 ข้อ 16 อันจะต้องนำเรื่องพร้อมด้วยความเห็นเสนอคณะอนุกรรมการประจำจังหวัด หรือเป็นการอุทธรณ์โต้แย้งคำวินิจฉัยของคณะอนุกรรมการประจำจังหวัดตามที่กำหนดไว้ในระเบียบดังกล่าว ข้อ 19 การที่จำเลยที่ 1 สั่งให้จำเลยที่ 2 ทำการประเมินราคาที่ดินโฉนดเลขที่ 122316 ต่อไป และจำเลยที่ 2 ได้ทำการประเมินราคาที่ดินโฉนดเลขที่ 122316 ตามความเป็นจริงและเรียกเก็บค่าธรรมเนียมเป็นเงิน 345,000 บาท จึงมิใช่เป็นการกระทำละเมิดต่อโจทก์ เห็นว่า ตามพยานหลักฐานที่โจทก์นำมาสืบนั้นไม่ปรากฏข้อเท็จจริงใดที่พอจะยืนยันได้ว่าที่ดินโฉนดเลขที่ 122316 ติดทางสาธารณประโยชน์ซอยทองหล่อ 12 ตามที่กล่าวอ้างมาในคำฟ้อง แต่กลับปรากฏข้อเท็จจริงจากทางนำสืบของจำเลยทั้งสองว่า ขณะที่มีการจดทะเบียนสิทธิและนิติกรรมที่ดินโฉนดเลขที่ 122316 ซึ่งเป็นข้อพิพาทในคดีนี้ ซอยทองหล่อ 12 ตามที่ปรากฏในแผนที่และบัญชีราคาประเมินที่ดินกับในระวางแผนที่ภาพถ่ายทางอากาศนั้น อยู่ในที่ดินโฉนดเลขที่ 122317 ซึ่งมีนางเบ๊าะกับพวกเป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์รวม ซึ่งในประเด็นเรื่องที่นางเบ๊าะกับพวกเป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์รวมในที่ดินแปลงดังกล่าวนี้ โจทก์ก็ไม่ได้นำสืบโต้แย้งให้เห็นเป็นอย่างอื่น พยานจำเลยทั้งสองปาก นายสมศักดิ์ ก็เบิกความสนับสนุนว่า ขณะพยานรับราชการเป็นเจ้าพนักงานที่ดินกรุงเทพมหานคร สาขาพระโขนง ได้รับคำสั่งจากผู้บังคับบัญชาให้ทำการตรวจสอบที่ดินโฉนดเลขที่ 122316 พยานจึงได้แต่งตั้งคณะกรรมการขึ้นมาตรวจสอบ ซึ่งคณะกรรมการได้ทำการตรวจสอบและลงความเห็นว่า ที่ดินโฉนดเลขที่ 122316 ไม่ติดถนนซอยแต่อย่างใด กรณีจึงรับฟังไม่ได้ว่าซอยทองหล่อ 12 เป็นทางสาธารณประโยชน์ แต่รับฟังได้ว่าเป็นซอยที่อยู่ในที่ดินโฉนดเลขที่ 122317 ซึ่งเป็นที่ดินของนางเบ๊าะกับพวก เมื่อซอยทองหล่อ 12 เป็นทางส่วนบุคคลและไม่ปรากฏว่า นายลาไฮเจ้าของที่ดินโฉนดเลขที่ 122316 มีสิทธิผ่านที่ดินโฉนดเลขที่ 122317 หรือซอยทองหล่อ 12 ออกสู่ทางสาธารณะได้โดยชอบด้วยกฎหมาย ก็ย่อมถือไม่ได้ว่าที่ดินโฉนดเลขที่ 122316 อยู่ติดถนนซอย เพราะคำว่าที่ดินติดถนนซอยนั้นย่อมต้องหมายถึงที่ดินที่เจ้าของสามารถใช้ประโยชน์จากถนนซอยได้โดยชอบ ซึ่งจะมีผลทำให้ที่ดินมีมูลค่าในทางเศรษฐกิจเพิ่มขึ้น เมื่อถือไม่ได้ว่าที่ดินโฉนดเลขที่ 122316 เป็นที่ดินติดถนนซอย กรณีจึงไม่ใช่ที่ดินที่อยู่ในหน่วยที่ 3 ตามบัญชีราคาประเมินที่ดิน แต่เป็นที่ดินที่อยู่ในหน่วยที่ 7 (คือที่ดินนอกเหนือจากหน่วยที่ 1 - 6) ซึ่งมีราคาประเมินตารางวาละ 15,000 บาท ดังนั้น การที่จำเลยที่ 2 ซึ่งได้รับคำสั่งจากจำเลยที่ 1 ให้ประเมินราคาที่ดินโฉนดเลขที่ 122316 ได้ทำการประเมินราคาโดยประเมินในหน่วยที่ดินไม่ติดซอยคือ หน่วยที่ 7 ตารางวาละ 15,000 บาท เป็นราคาประเมินทั้งสิ้น 17,250,000 บาท และเรียกเก็บค่าธรรมเนียมในการจดทะเบียนสิทธิและนิติกรรมจากผู้ซื้อและผู้ขายร้อยละ 2 เป็นเงิน 345,000 บาท จึงไม่ได้ก่อให้เกิดความเสียหายแก่โจทก์แต่อย่างใด เมื่อการกระทำของจำเลยทั้งสองไม่ได้ก่อให้เกิดความเสียหายแก่โจทก์แล้ว แม้การที่จำเลยที่ 1 สั่งการให้จำเลยที่ 2 ทำ การประเมินราคาที่ดินโฉนดเลขที่ 122316 และดำเนินการจดทะเบียนสิทธิและนิติกรรมในที่ดินแปลงดังกล่าวไปโดยไม่ได้ส่งเรื่องให้คณะอนุกรรมการประจำจังหวัดพิจารณาตามระเบียบกระทรวงมหาดไทยว่าด้วยการกำหนดจำนวนทุนทรัพย์ในการจดทะเบียนสิทธิและนิติกรรมเกี่ยวกับที่ดิน พ.ศ.2530 ข้อ 16 จะเป็นการกระทำโดยประมาทเลินเล่อหรือฝ่าฝืนต่อกฎหมายก็ตาม แต่เมื่อไม่ก่อให้เกิดความเสียหายแก่โจทก์การกระทำของจำเลยทั้งสองจึงหาใช่เป็นการกระทำละเมิดที่จะต้องรับผิดต่อโจทก์ไม่ ที่ศาลอุทธรณ์พิพากษามานั้น ยังไม่ต้องด้วยความเห็นของศาลฎีกา ฎีกาของจำเลยทั้งสองฟังขึ้น

พิพากษากลับ ให้ยกฟ้อง ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสามศาลให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 448
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — กรมที่ดิน
จำเลย — นายมงคล สุนทรสุข กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลแพ่งกรุงเทพใต้ — นายภูวภาคย์ สิริโพธิกุล
ศาลอุทธรณ์ — นายสรศักดิ์ วาจาสิทธิศิลป์
ชื่อองค์คณะ
ชัยยุทธ ศรีจำนงค์
อนันต์ ชุมวิสูตร
สมชาติ ธัญญาวินิชกุล
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 6543/2555
#528583
เปิดฉบับเต็ม

ที่ดินโฉนดเลขที่ 122321 ไม่ติดทางสาธารณะประโยชน์ซอยทองหล่อ 12 เมื่อไม่เป็นที่ดินติดทางสาธารณประโยชน์ กรณีจึงไม่ใช่ที่ดินที่อยู่ในหน่วยที่ 3 ตามบัญชีราคาประเมินที่ดินที่มีราคาประเมินตารางวาละ 40,000 บาท แต่เป็นที่ดินที่อยู่ในหน่วยที่ 7 ซึ่งคือ ที่ดินนอกเหนือจากหน่วยที่ 1 ถึงที่ 6 มีราคาประเมินตารางวาละ 15,000 บาท การที่จำเลยที่ 2 ซึ่งได้รับคำสั่งจากจำเลยที่ 1 ให้ดำเนินการตามขั้นตอนการจดทะเบียนสิทธิและนิติกรรมต่อไป ได้ประเมินราคาที่ดินโฉนดเลขที่ 122321 ตารางวาละ 15,000 บาท เป็นราคาประเมินทั้งสิ้น 13,590,000 บาท และเรียกเก็บค่าธรรมเนียมจดทะเบียนสิทธิและนิติกรรมจากผู้ซื้อและผู้ขายตามราคาประเมินในอัตราร้อยละ 2 เป็นค่าธรรมเนียม 271,800 บาท โดยไม่ปฏิบัติตามระเบียบกระทรวงมหาดไทยว่าด้วยการกำหนดจำนวนทุนทรัพย์ในการจดทะเบียนสิทธิและนิติกรรมเกี่ยวกับที่ดิน พ.ศ.2530 จึงไม่ใช่เป็นการกระทำที่ก่อให้เกิดความเสียหายแก่โจทก์แต่อย่างใด การกระทำของจำเลยทั้งสองจึงไม่เป็นการละเมิดต่อโจทก์

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องและแก้ไขคำฟ้องขอให้บังคับจำเลยทั้งสองร่วมกันชำระเงินจำนวน 337,500 บาท พร้อมด้วยดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับตั้งแต่วันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์

จำเลยทั้งสองให้การและแก้ไขคำให้การขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง ค่าฤชาธรรมเนียมให้เป็นพับ

โจทก์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ

โจทก์ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงที่คู่ความไม่ได้โต้เถียงกันในชั้นฎีการับฟังว่า นายมนูญ ผู้ขาย และบริษัทพาราภรณ์ ดีเวลลอปเม้นท์ จำกัด ผู้ซื้อ ร่วมกันยื่นคำขอจดทะเบียนสิทธิและนิติกรรมการขายที่ดินโฉนดเลขที่ 122321 เนื้อที่ 2 ไร่ 1 งาน 6 ตารางวา โดยแสดงราคาที่ดินเป็นเงิน 13,590,000 บาท ต่อจำเลยทั้งสอง ณ สำนักงานที่ดินกรุงเทพมหานคร สาขาพระโขนง หลังจากนั้นผู้ซื้อและผู้ขายได้ยื่นคำขออุทธรณ์ราคาประเมินที่ดินต่อจำเลยที่ 2 จำเลยที่ 2 เสนอเรื่องให้จำเลยที่ 1 พิจารณา จำเลยที่ 1 มีคำสั่งให้เจ้าหน้าที่ที่ดินไปตรวจสอบสภาพที่ดิน แล้วรายงานจำเลยที่ 1 ว่า ที่ดินไม่ติดถนนซอย รถยนต์เข้าออกไม่ได้ ไม่มีสภาพเป็นถนน ที่ดินมีสภาพติดต่อเป็นผืนเดียวกันและมีรั้วสังกะสีล้อมอยู่ จำเลยที่ 1 มีคำสั่งให้จำเลยที่ 2 ดำเนินการต่อไปตามขั้นตอนการจดทะเบียนสิทธิและนิติกรรม จำเลยที่ 2 จึงได้ประเมินในหน่วยที่ดินไม่ติดทางสาธารณประโยชน์หรือซอยคือ หน่วยที่ 7 ตามบัญชีราคาประเมินที่ดิน ตารางวาละ 15,000 บาท รวมเป็นราคาประเมินจำนวน 13,590,000 บาท เรียกเก็บเงินค่าธรรมเนียมจดทะเบียนสิทธิและนิติกรรมจากผู้ขายในอัตราร้อยละ 2 บาท ตามกฎกระทรวง (ฉบับที่ 32) พ.ศ.2522 ออกตามความในพระราชบัญญัติให้ใช้ประมวลกฎหมายที่ดิน พ.ศ.2497 เป็นเงินค่าธรรมเนียมจำนวน 271,800 บาท ต่อมาสำนักงานตรวจเงินแผ่นดินตรวจสอบการจัดเก็บค่าธรรมเนียม ภาษีเงินได้และอากรแสตมป์ของเจ้าพนักงานที่ดินกรุงเทพมหานคร สาขาพระโขนง และแจ้งผลการตรวจสอบต่อโจทก์ว่า การประเมินทุนทรัพย์ที่ดินโฉนดเลขที่ 122321 ต่ำกว่าบัญชีราคาประเมินที่ดินของสำนักงานกลางประเมินราคาทรัพย์สินซึ่งเป็นหน่วยงานหนึ่งของโจทก์ประกาศใช้ในการเรียกเก็บค่าธรรมเนียมในการจดทะเบียนสิทธิและนิติกรรม โจทก์จึงได้ตั้งคณะกรรมการสอบสวนข้อเท็จจริงหาผู้รับผิดทางละเมิด คณะกรรมการชุดที่มีนางสาวอรัญญา เป็นประธานกรรมการทำการสอบสวนและลงความเห็นว่า จำเลยทั้งสองไม่ปฏิบัติตามระเบียบกระทรวงมหาดไทยว่าด้วยการกำหนดจำนวนทุนทรัพย์ในการจดทะเบียนสิทธิและนิติกรรมเกี่ยวกับที่ดิน พ.ศ.2530 ต่อมาโจทก์ได้ยื่นฟ้องจำเลยทั้งสองเป็นคดีนี้

ปัญหาวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ว่า การกระทำของจำเลยทั้งสองก่อให้เกิดความเสียหายต่อโจทก์หรือไม่ โดยก่อนจะวินิจฉัยในประเด็นตามฎีกาของโจทก์ เห็นสมควรวินิจฉัยประเด็นตามคำแก้ฎีกาของจำเลยที่ 2 ว่า การกระทำของจำเลยทั้งสองเป็นการไม่ปฏิบัติตามระเบียบกระทรวงมหาดไทยว่าด้วยการกำหนดจำนวนทุนทรัพย์ในการจดทะเบียนสิทธิและนิติกรรมเกี่ยวกับที่ดิน พ.ศ.2530 หรือไม่ โดยจำเลยที่ 2 แก้ฎีกาว่า การที่ผู้ซื้อและผู้ขายทำคำขอก็เพื่อแจ้งว่า สภาพที่ดินโฉนดเลขที่ 122321 ไม่ตรงตามที่ปรากฏในแผนที่และบัญชีราคาประเมินที่ดิน ขอให้ส่งเจ้าหน้าที่ออกไปตรวจสอบที่ดิน โดยได้ยื่นคำขอก่อนที่จำเลยที่ 2 จะทำการประเมินราคาที่ดิน กรณีจึงไม่ใช่เป็นการคัดค้านราคาประเมินตามที่กำหนดไว้ในระเบียบกระทรวงมหาดไทยว่าด้วยการกำหนดจำนวนทุนทรัพย์ในการจดทะเบียนสิทธิและนิติกรรมเกี่ยวกับที่ดิน พ.ศ.2530 ข้อ 16 จำเลยทั้งสองจึงไม่มีหน้าที่ต้องปฏิบัติตามระเบียบข้อดังกล่าว เห็นว่า ตามคำขอในส่วนหัวเรื่องระบุไว้ว่า "คำขออุทธรณ์ราคาประเมินที่ดิน" ส่วนในเนื้อหาของคำขอข้อ 1 ก็มีรายละเอียดระบุไว้ว่า "...ตามที่ข้าฯได้ยื่นคำขอ...ขายที่ดินแปลงเครื่องหมายดังกล่าวข้างบนนี้ ปรากฏว่าการประเมินราคาของเจ้าพนักงานที่ดินไม่ถูกต้องตามความเป็นจริง...ขอให้ส่งเจ้าหน้าที่ออกไปตรวจสอบสภาพที่ดิน" และในส่วนที่จำเลยที่ 2 ซึ่งเป็นผู้กรอกรายละเอียดในบันทึกเสนอไปยังจำเลยที่ 1 ก็มีข้อความระบุไว้ว่า "เรียนเจ้าพนักงานที่ดิน ผู้ขอได้ยื่นคำขอขายที่ดิน แต่ปรากฏว่าราคาประเมินของทางราชการซึ่งประเมินไม่ถูกต้องกับสภาพที่ดินจริง ๆ จึงขออุทธรณ์ราคาประเมิน..." และนอกจากจะปรากฏข้อความดังกล่าวข้างต้นแล้ว ยังปรากฏข้อความว่า ได้ตรวจอายัด/เวนคืนแล้ว ปรากฏว่าไม่มีที่มุมล่างขวาของเอกสาร จากข้อเท็จจริงดังกล่าวแสดงให้เห็นอย่างชัดแจ้งว่า จำเลยที่ 2 ซึ่งเป็นเจ้าพนักงานที่ดินผู้มีหน้าที่ประเมินราคาและจดทะเบียนสิทธิและนิติกรรมได้ตรวจสอบและประเมินราคาที่ดินโฉนดเลขที่ 122321 แล้วผู้ซื้อและผู้ขายไม่พอใจราคาประเมิน จึงได้ยื่นคำขอมิใช่เพียงแต่ผู้ซื้อและผู้ขายตรวจแผนที่และบัญชีราคาประเมินที่ดิน แล้วพบว่าแผนที่และบัญชีราคาประเมินที่ดินไม่ตรงกับสภาพความเป็นจริงของที่ดินโฉนดเลขที่ 122321 แล้วจึงขอให้เจ้าพนักงานที่ดินไปดำเนินการตรวจสอบสภาพที่ดินตามที่จำเลยที่ 2 กล่าวอ้างในคำแก้ฎีกา คำขอจึงถือเป็นการคัดค้านราคาประเมินตามที่กำหนดไว้ในระเบียบกระทรวงมหาดไทยว่าด้วยการกำหนดจำนวนทุนทรัพย์ในการจดทะเบียนสิทธิและนิติกรรมเกี่ยวกับที่ดิน พ.ศ.2530 ข้อ 16 แล้ว เมื่อเป็นการคัดค้านราคาประเมิน จำเลยทั้งสองจึงต้องปฏิบัติไปตามหลักเกณฑ์ที่กำหนดไว้ในข้อ 16 ดังกล่าว การที่จำเลยที่ 1 สั่งให้จำเลยที่ 2 ดำเนินการต่อไปตามขั้นตอนการจดทะเบียนสิทธิและนิติกรรม จึงเป็นการไม่ปฏิบัติตามระเบียบกระทรวงมหาดไทยว่าด้วยการกำหนดจำนวนทุนทรัพย์ในการจดทะเบียนสิทธิและนิติกรรมเกี่ยวกับที่ดิน พ.ศ.2530

ปัญหาวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ต่อไปมีว่า การกระทำของจำเลยทั้งสองก่อให้เกิดความเสียหายต่อโจทก์หรือไม่ โดยโจทก์ฎีกาว่า การที่จำเลยทั้งสองไม่ปฏิบัติไปตามระเบียบกระทรวงมหาดไทยว่าด้วยการกำหนดจำนวนทุนทรัพย์ในการจดทะเบียนสิทธิและนิติกรรมเกี่ยวกับที่ดิน พ.ศ.2530 ในเรื่องการคัดค้านราคาประเมินที่ดิน ทำให้โจทก์ได้รับความเสียหาย เห็นว่า แม้ข้อเท็จจริงจะได้ความว่า จำเลยทั้งสองไม่ปฏิบัติตามระเบียบกระทรวงมหาดไทยว่าด้วยการกำหนดจำนวนทุนทรัพย์ในการจดทะเบียนสิทธิและนิติกรรมเกี่ยวกับที่ดิน พ.ศ.2530 ในเรื่องการคัดค้านราคาประเมินที่ดิน แต่การกระทำดังกล่าวจะเป็นการละเมิดต่อโจทก์ก็ต่อเมื่อปรากฏว่าโจทก์ได้รับความเสียหายจากการกระทำของจำเลยทั้งสอง ซึ่งในประเด็นเรื่องความเสียหายนี้โจทก์นำสืบว่า ที่ดินโฉนดเลขที่ 122321 ติดทางสาธารณประโยชน์ซอยทองหล่อ 12 การประเมินราคาจึงต้องประเมินในหน่วยที่ดินที่ติดซอยทองหล่อ 12 ระยะ 40 เมตร ซึ่งมีราคาประเมินตารางวาละ 40,000 บาท ด้วย มิใช่ประเมินในหน่วยที่ดินที่ไม่ติดซอยคือ หน่วยที่ 7 ตารางวาละ 15,000 บาท เพียงอย่างเดียว ซึ่งในข้อนำสืบที่ว่าที่ดินโฉนดเลขที่ 122321 ติดทางสาธารณประโยชน์ซอยทองหล่อ 12 นี้ โจทก์มีเพียงแผนที่ประกอบบัญชีราคาประเมินที่ดินมาสนับสนุน ส่วนฝ่ายจำเลยนอกจากจะมีตัวจำเลยทั้งสองมาเบิกความยืนยันว่า ที่ดินโฉนดเลขที่ 122321 ไม่ได้อยู่ติดทางสาธารณประโยชน์หรือถนนซอยและทางสาธารณประโยชน์ซอยทองหล่อ 12 ก็ไม่ใช่ทางสาธารณประโยชน์แต่เป็นส่วนหนึ่งของที่ดินโฉนดเลขที่ 122317 ซึ่งเป็นที่ดินของเอกชนแล้ว จำเลยทั้งสองยังมีเจ้าพนักงานที่ดินกรุงเทพมหานคร สาขาพระโขนง หลังเกิดเหตุคดีนี้มาเบิกความสนับสนุนว่า ขณะที่พยานรับราชการอยู่ที่สำนักงานที่ดินกรุงเทพมหานคร สาขาพระโขนง ได้รับคำสั่งจากผู้บังคับบัญชาให้ทำการตรวจสอบที่ดินโฉนดเลขที่ 122321 พยานจึงได้แต่งตั้งคณะกรรมการขึ้นมาตรวจสอบและลงความเห็นว่า ที่ดินโฉนดเลขที่ 122321 ไม่ได้ติดซอยแต่อย่างใด ที่ดินโฉนดเลขที่ 122317 ก็ไม่ได้มีสภาพเป็นซอย ซึ่งคำเบิกความของพยานปากนี้สอดคล้องกับคำเบิกความของพยานจำเลยปากนายศุภสาร ซึ่งเป็นผู้ที่ได้รับมอบหมายจากจำเลยที่ 1 ให้ไปตรวจสภาพที่ดินโฉนดเลขที่ 122321 พยานหลักฐานที่จำเลยทั้งสองนำมาสืบดังกล่าวข้างต้นจึงมีน้ำหนักและเหตุผลดีกว่าพยานหลักฐานของโจทก์ ข้อเท็จจริงรับฟังได้ว่า ที่ดินโฉนดเลขที่ 122321 ไม่ติดทางสาธารณประโยชน์ซอยทองหล่อ 12 เมื่อไม่เป็นที่ดินติดทางสาธารณประโยชน์ กรณีจึงไม่ใช่ที่ดินที่อยู่ในหน่วยที่ 3 ตามบัญชีราคาประเมินที่ดินที่มีราคาประเมินตารางวาละ 40,000 บาท แต่เป็นที่ดินที่อยู่ในหน่วยที่ 7 ซึ่งคือ ที่ดินนอกเหนือจากหน่วยที่ 1 ถึงที่ 6 มีราคาประเมินตารางวาละ 15,000 บาท ดังนั้น การที่จำเลยที่ 2 ซึ่งได้รับคำสั่งจากจำเลยที่ 1 ให้ดำเนินการตามขั้นตอนการจดทะเบียนสิทธิและนิติกรรมต่อไป ได้ประเมินราคาที่ดินโฉนดเลขที่ 122321 ตารางวาละ 15,000 บาท เป็นราคาประเมินทั้งสิ้น 13,590,000 บาท และเรียกเก็บค่าธรรมเนียมจดทะเบียนสิทธิและนิติกรรมจากผู้ซื้อและผู้ขายตามราคาประเมินดังกล่าวในอัตราร้อยละ 2 เป็นค่าธรรมเนียม 271,800 บาท โดยไม่ปฏิบัติตามระเบียบกระทรวงมหาดไทยว่าด้วยการกำหนดจำนวนทุนทรัพย์ในการจดทะเบียนสิทฺธิและนิติกรรมเกี่ยวกับที่ดิน พ.ศ.2530 จึงไม่ใช่เป็นการกระทำที่ก่อให้เกิดความเสียหายแก่โจทก์แต่อย่างใด เมื่อโจทก์ไม่ได้รับความเสียหายจากการกระทำของจำเลยทั้งสอง การกระทำของจำเลยทั้งสองจึงไม่เป็นการละเมิดต่อโจทก์ ที่ศาลอุทธรณ์พิพากษามานั้น ต้องด้วยความเห็นของศาลฎีกา ฎีกาของโจทก์ฟังไม่ขึ้น

พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 420
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — กรมที่ดิน
จำเลย — นายมงคล สุนทรสุข กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลแพ่งกรุงเทพใต้ — นายสมพงษ์ เผือกประดิษฐ
ศาลอุทธรณ์ — นายบุญส่ง กุลบุปผา
ชื่อองค์คณะ
ชัยยุทธ ศรีจำนงค์
อนันต์ ชุมวิสูตร
สมชาติ ธัญญาวินิชกุล
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 6540/2555
#521528
เปิดฉบับเต็ม

ข้ออ้างตามฎีกาของจำเลยในประเด็นที่ว่า หนังสือแจ้งการโอนสิทธิเรียกร้องและขอให้ชำระหนี้ของโจทก์ ไม่มีการลงลายมือชื่อกรรมการและประทับตราสำคัญบริษัทโจทก์ จึงไม่ชอบด้วยกฎหมายและจำเลยไม่ได้รับหนังสือดังกล่าว ถือไม่ได้ว่ามีการแจ้งการโอนสิทธิเรียกร้องโดยชอบ โจทก์ไม่มีอำนาจฟ้องนั้น เป็นการโต้แย้งดุลพินิจในการรับฟังพยานหลักฐานอันเป็นฎีกาในข้อเท็จจริงเพื่อนำไปสู่ข้อกฎหมาย เมื่อศาลชั้นต้นมีคำสั่งไม่รับอุทธรณ์ในประเด็นนี้ ข้อฎีกาดังกล่าวจึงเป็นข้อที่มิได้ยกขึ้นว่ากันมาแล้วโดยชอบในศาลอุทธรณ์ภาค 4 จึงต้องห้ามมิให้ฎีกาตาม ป.วิ.พ. มาตรา 249 วรรคหนึ่ง

เมื่อเจ้าหนี้ผู้ให้เช่าซื้อถูกพิทักษ์ทรัพย์ อำนาจในการจัดการทรัพย์สินของเจ้าหนี้ย่อมตกอยู่แก่เจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์เพียงผู้เดียวตาม พ.ร.บ.ล้มละลาย พ.ศ.2483 มาตรา 6, 22 และ 24 การที่เจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ทวงหนี้ไปยังจำเลยผู้ค้ำประกันในการเช่าซื้อ เป็นการบังคับตามสิทธิเรียกร้องอันเป็นการจัดการทรัพย์สินของเจ้าหนี้ การทวงหนี้จึงเป็นการกระทำอื่นใดอันมีผลเป็นอย่างเดียวกันกับการฟ้องคดี ซึ่งเป็นเหตุให้อายุความสะดุดหยุดลงตาม ป.พ.พ. มาตรา 193/14 (5) เมื่อนับจากวันที่เจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์มีหนังสือให้ชำระหนี้จนถึงวันฟ้องยังไม่เกินสิบปี ฟ้องโจทก์จึงไม่ขาดอายุความ

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้จำเลยชำระเงินจำนวน 300,000 บาทพร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงิน 200,693.44 บาท นับถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์

จำเลยให้การและแก้ไขคำให้การ ขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยชำระเงิน 40,000 บาทพร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับถัดจากวันฟ้อง (วันที่ 5 มิถุนายน 2550) เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ กับให้จำเลยใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์โดยกำหนดค่าทนายความ 1,000 บาท คำขออื่นให้ยก

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 4 พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ

จำเลยฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีพาณิชย์และเศรษฐกิจวินิจฉัยว่า ที่จำเลยฎีกาว่า หนังสือแจ้งการโอนสิทธิเรียกร้องและขอให้ชำระหนี้ของโจทก์ไม่มีการลงลายมือชื่อกรรมการและประทับตราสำคัญบริษัทโจทก์ จึงไม่ชอบด้วยกฎหมาย และจำเลยไม่เคยได้รับหนังสือฉบับดังกล่าว ถือไม่ได้ว่าได้มีการแจ้งการโอนสิทธิเรียกร้องโดยชอบ โจทก์จึงไม่มีอำนาจฟ้อง แม้ศาลชั้นต้นมีคำสั่งไม่รับอุทธรณ์ในประเด็นนี้ แต่ปัญหาเกี่ยวกับอำนาจฟ้องเป็นปัญหาเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชนนั้น เห็นว่า ในประเด็นนี้ศาลชั้นต้นวินิจฉัยว่า หนังสือแจ้งการโอนสิทธิเรียกร้องนั้นได้มีบุคคลลงลายมือชื่อรับไว้น่าเชื่อว่าจำเลยทราบการโอนสิทธิเรียกร้องแล้ว ดังนั้น ข้ออ้างตามฎีกาของจำเลยจึงเป็นการโต้เถียงดุลพินิจในการรับฟังพยานหลักฐานของศาลชั้นต้น อันเป็นฎีกาในข้อเท็จจริงเพื่อนำไปสู่ข้อกฎหมาย เมื่อศาลชั้นต้นมีคำสั่งไม่รับอุทธรณ์ในประเด็นนี้ ข้อฎีกาดังกล่าวจึงเป็นข้อที่มิได้ยกขึ้นว่ากันมาแล้วโดยชอบในศาลอุทธรณ์ภาค 4 จึงต้องห้ามมิให้ฎีกาตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 249 วรรคหนึ่ง ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัยให้

คดีมีปัญหาในข้อกฎหมายตามฎีกาของจำเลยว่า ฟ้องโจทก์ขาดอายุความแล้วหรือไม่ โดยจำเลยฎีกาว่า การที่เจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์มีหนังสือให้ชำระหนี้ลงวันที่ 4 พฤศจิกายน 2545 เป็นอำนาจจัดการทรัพย์สินของบุคคลล้มละลายแทนเจ้าหนี้ทั้งหลายในคดีล้มละลาย ไม่ควรถือเป็นการกระทำแทนบุคคลล้มละลายหรือเป็นการบังคับตามสิทธิเรียกร้องของบุคคลล้มละลาย จึงไม่เป็นเหตุให้อายุความสะดุดหยุดลง ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 193/14 (5) เมื่อนับแต่วันที่สัญญาเช่าซื้อเลิกกันจนถึงวันฟ้องเกินกว่าสิบปีแล้ว ฟ้องโจทก์จึงขาดอายุความนั้น เห็นว่า เมื่อเจ้าหนี้ผู้ให้เช่าซื้อถูกพิทักษ์ทรัพย์ อำนาจในการจัดการทรัพย์สินของเจ้าหนี้ย่อมตกอยู่แก่เจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์เพียงผู้เดียว ตามพระราชบัญญัติล้มละลาย พ.ศ.2483 มาตรา 6, 22 และ 24 การที่เจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ทวงหนี้ไปยังจำเลยผู้ค้ำประกันการเช่าซื้อ จึงเป็นการอื่นใดอันมีผลเป็นอย่างเดียวกันกับการฟ้องคดี ซึ่งเป็นเหตุให้อายุความสะดุดหยุดลงตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 193/14 (5) ดังนั้น เมื่อนับจากวันที่เจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์มีหนังสือให้ชำระหนี้จนถึงวันฟ้อง จึงยังไม่เกินสิบปี ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 4 วินิจฉัยว่า ฟ้องโจทก์ยังไม่ขาดอายุความ ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาของจำเลยในข้อนี้ฟังไม่ขึ้น

พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 193/14 (5)
ป.วิ.พ. ม. 249 วรรคหนึ่ง
พ.ร.บ.ล้มละลาย พ.ศ.2483 ม. 6 ม. 22 ม. 24
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — บริษัทจีเนียส เนอร์สซิ่ง แคร์ จำกัด
จำเลย — นายธิติภูมิ คูณรัตนศิริหรือคุณรัตนศิริ
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดขอนแก่น — นายอุทิศ เพชรใต้
ศาลอุทธรณ์ภาค 4 — นางอภิรดี โพธิ์พร้อม
ชื่อองค์คณะ
ธีระพงศ์ จิระภาค
วีระวัฒน์ ปวราจารย์
วิรุฬห์ แสงเทียน
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 6505/2555
#521423
เปิดฉบับเต็ม

โจทก์บรรยายฟ้องในข้อสาระสำคัญของการกระทำความผิดว่าจำเลยกระทำโดยประมาทด้วยการขับรถด้วยความเร็วสูงเกินสมควรและไม่ชะลอความเร็วเมื่อถึงสี่แยก แต่ทางพิจารณากลับได้ความว่าจำเลยจอดรถอยู่ที่สี่แยกและเพิ่งขับรถเคลื่อนที่เมื่อได้รับสัญญาณจราจรไฟสีเขียวแล้วชนรถจักรยานยนต์ของโจทก์ร่วมที่ 1 เพราะมองไม่เห็นมิใช่เพราะการขับรถเร็วหรือไม่ชะลอความเร็วตามฟ้อง ดังนี้ ข้อเท็จจริงตามที่ปรากฏในการพิจารณาจึงแตกต่างกับข้อเท็จจริงในฟ้อง ทั้งเป็นข้อสาระสำคัญ ศาลต้องยกฟ้องตาม ป.วิ.อ. มาตรา 192 วรรคสอง ปัญหาดังกล่าวเป็นข้อกฎหมายเกี่ยวกับความสงบเรียบร้อย แม้ไม่มีคู่ความฝ่ายใดฎีกา ศาลฎีกายกขึ้นวินิจฉัยได้ตาม ป.วิ.อ. มาตรา 195 วรรคสอง ประกอบมาตรา 225

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 300 พระราชบัญญัติจราจรทางบก พ.ศ.2522 มาตรา 43 (4), 70, 148, 157

จำเลยให้การปฏิเสธ

ระหว่างพิจารณา นายอภิมุขและนายบุญส่ง ผู้เสียหาย ยื่นคำร้องขอเข้าร่วมเป็นโจทก์ ศาลชั้นต้นอนุญาตเฉพาะข้อหาตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 300 โดยให้เรียกนายอภิมุขว่า โจทก์ร่วมที่ 1 และเรียกนายบุญส่งว่า โจทก์ร่วมที่ 2

ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง

โจทก์ร่วมทั้งสองอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษายกคำพิพากษาศาลชั้นต้น ย้อนสำนวนไปให้ศาลชั้นต้นพิจารณาพิพากษาใหม่ตามรูปคดี

ศาลชั้นต้นพิพากษาจำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 300 พระราชบัญญัติจราจรทางบก พ.ศ.2522 มาตรา 43 (4), 157 การกระทำของจำเลยเป็นกรรมเดียวผิดต่อกฎหมายหลายบท ให้ลงโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 300 อันเป็นกฎหมายที่มีโทษหนักที่สุดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 จำคุก 2 ปี ข้อหาอื่นให้ยก

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษายืน

จำเลยฎีกา โดยผู้พิพากษาซึ่งพิจารณาและลงชื่อในคำพิพากษาศาลชั้นต้นอนุญาตให้ฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงเบื้องต้นฟังยุติตามทางนำสืบที่โจทก์ โจทก์ร่วมทั้งสองและจำเลยไม่ฎีกาโต้แย้งว่า ตามวันเวลาและสถานที่เกิดเหตุในฟ้อง จำเลยขับรถบรรทุกสิบล้อหมายเลขทะเบียน 91-5662 กรุงเทพมหานคร มาหยุดที่สี่แยกเพื่อรอสัญญาณจราจรไฟสีเขียว เมื่อได้รับสัญญาณจราจรไฟสีเขียวจำเลยขับรถเคลื่อนออกไปเกิดชนกับรถจักรยานยนต์หมายเลขทะเบียน กรุงเทพมหานคร 3ห-1074 ที่โจทก์ร่วมที่ 1 เป็นคนขับ และโจทก์ร่วมที่ 2 นั่งซ้อนท้าย ทำให้รถจักรยานยนต์ล้มได้รับความเสียหาย โจทก์ร่วมทั้งสองได้รับอันตรายสาหัส คดีนี้โจทก์บรรยายฟ้องว่า จำเลยขับรถด้วยความเร็วสูงเกินสมควรจนไม่สามารถหยุดรถหรือชะลอความเร็วของรถให้ช้าลงพอที่จะขับหลบหลีกไม่ชนรถคันอื่นหรือสิ่งอื่นใดที่กีดขวางอยู่ข้างหน้าได้ทัน จำเลยควรใช้ความระมัดระวังในการขับรถคันดังกล่าวข้ามสะพานและจะผ่านสี่แยกซึ่งเป็นทางร่วมทางแยกข้างหน้าด้วยการชะลอความเร็วของรถให้ช้าลงและระมัดระวังไม่ให้รถคันที่จำเลยขับเฉี่ยวชนรถจักรยานยนต์คันที่โจทก์ร่วมที่ 1 ขับอยู่ข้างหน้า แต่จำเลยหาได้ใช้ความระมัดระวังให้เพียงพอไม่ จำเลยยังคงขับรถด้วยความเร็วสูงเกินสมควรโดยไม่ชะลอความเร็วให้ช้าลงและขับเฉี่ยวชนท้ายรถจักรยานยนต์ เห็นว่า โจทก์บรรยายฟ้องในข้อสาระสำคัญของการกระทำความผิดว่า จำเลยกระทำประมาทด้วยการขับรถด้วยความเร็วสูงเกินสมควรและไม่ชะลอความเร็วเมื่อถึงสี่แยก แต่ทางพิจารณากลับได้ความว่าจำเลยจอดรถอยู่ที่สี่แยกและเพิ่งขับรถเคลื่อนที่เมื่อได้รับสัญญาณจราจรไฟสีเขียวแล้วชนรถจักรยานยนต์ของโจทก์ร่วมที่ 1 เพราะมองไม่เห็นมิใช่เพราะการขับรถเร็วหรือไม่ชะลอความเร็วข้อสาระสำคัญ ศาลต้องยกฟ้องตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 192 วรรคสอง ปัญหาดังกล่าวเป็นข้อกฎหมายที่เกี่ยวกับความสงบเรียบร้อย แม้ไม่มีคู่ความฝ่ายใดฎีกา ศาลฎีกายกขึ้นวินิจฉัยได้ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 195 วรรคสองประกอบมาตรา 215 กรณีไม่จำต้องวินิจฉัยฎีกาของจำเลยอีก

พิพากษากลับ ให้ยกฟ้อง
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.อ. ม. 300
ป.วิ.อ. ม. 192 วรรคสอง ม. 195 วรรคสอง ม. 215
พ.ร.บ.จราจรทางบก พ.ศ.2522 ม. 43 (4) ม. 70 ม. 148 ม. 157
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการจังหวัดปทุมธานี
โจทก์ร่วม — นายอภิมุข คูณอานุภาพกุล กับพวก
จำเลย — นายถนอม โรคน้อย
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดปทุมธานี — นางสาวศุภลักษณ์ ลาภทวีโชค
ศาลอุทธรณ์ภาค 1 — นายสมพงศ์ แพนเดช
ชื่อองค์คณะ
เกษม วีรวงศ์
สมควร วิเชียรวรรณ
พศวัจณ์ กนกนาก
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 6435/2555
#521539
เปิดฉบับเต็ม

โจทก์บรรยายฟ้องว่า จำเลยทั้งสองร่วมกันมีไว้ในครอบครองซึ่งเครื่องเลื่อยโซ่ยนต์ที่ดัดแปลง 1 เครื่อง พร้อมบาร์เลื่อย 1 อัน และโซ่เลื่อยยนต์ 1 เส้น อันเป็นส่วนประกอบของเลื่อยโซ่ยนต์ขับเคลื่อนด้วยกำลังเครื่องจักรกล อันเป็นเครื่องมือสำหรับใช้ตัดไม้ ตามกฎกระทรวงกำหนดลักษณะเลื่อยโซ่ยนต์และส่วนประกอบของเลื่อยโซ่ยนต์ พ.ศ.2551 โดยจำเลยทั้งสองไม่ได้รับอนุญาตจากนายทะเบียนตามกฎหมาย แม้กฎกระทรวงจะกำหนดลักษณะและขนาดของเลื่อยโซ่ยนต์ที่จะทำให้ผู้ที่มีไว้ในครอบครองโดยไม่ได้รับอนุญาตมีความผิดก็ตาม แต่กฎกระทรวงดังกล่าวกำหนดลักษณะและขนาดเลื่อยโซ่ยนต์เฉพาะที่มีต้นกำลังเกินกว่า 2 แรงม้า โดยมีแผ่นบังคับโซ่ที่มีขนาดความยาวเกินกว่า 12 นิ้ว เท่านั้น เมื่อโจทก์อ้างถึง พ.ร.บ.เลื่อยโซ่ยนต์ พ.ศ.2545 และกฎกระทรวงที่ถือเป็นความผิดไว้ในคำฟ้องแล้ว เท่ากับอ้างว่าเลื่อยโซ่ยนต์ที่จำเลยทั้งสองร่วมกันมีไว้ในครอบครองเป็นเลื่อยโซ่ยนต์ที่มีต้นกำลังเกินกว่า 2 แรงม้า โดยมีแผ่นบังคับโซ่ที่มีขนาดความยาวเกินกว่า 12 นิ้ว ตามที่กำหนดในกฎกระทรวงแล้ว ฟ้องโจทก์จึงเป็นการบรรยายถึงการกระทำที่อ้างว่าจำเลยทั้งสองได้กระทำความผิดพอสมควรที่จะให้จำเลยทั้งสองเข้าใจข้อหาแล้ว เมื่อจำเลยทั้งสองให้การรับสารภาพ ศาลย่อมพิพากษาลงโทษจำเลยทั้งสองได้

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยทั้งสองตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 335, 336 ทวิ, 83, 91, 32, 33 พระราชบัญญัติเลื่อยโซ่ยนต์ พ.ศ.2545 มาตรา 3, 4, 17 และริบเครื่องเลื่อยโซ่ยนต์ดัดแปลง 1 เครื่อง พร้อมบาร์และโซ่ของกลาง

จำเลยทั้งสองให้การรับสารภาพ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยทั้งสองมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 335 (7) วรรคแรก ประกอบมาตรา 336 ทวิ พระราชบัญญัติเลื่อยโซ่ยนต์ พ.ศ.2545 มาตรา 4 วรรคหนึ่ง วรรคสี่ (ที่ถูกไม่ต้องปรับวรรคสี่), 17 ประกอบประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83 การกระทำของจำเลยทั้งสองเป็นความผิดหลายกรรมต่างกัน ให้ลงโทษทุกกรรมเป็นกระทงความผิดไปตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 ฐานร่วมกันลักทรัพย์โดยใช้ยานพาหนะ จำคุกคนละ 3 ปี กระทงหนึ่ง ฐานร่วมกันมีเลื่อยโซ่ยนต์ไว้ในครอบครองโดยไม่ได้รับใบอนุญาต จำคุกคนละ 1 ปี อีกกระทงหนึ่ง จำเลยทั้งสองให้การรับสารภาพเป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้กึ่งหนึ่งตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 เป็นจำคุกคนละ 1 ปี 6 เดือน กระทงหนึ่ง จำคุกคนละ 6 เดือน อีกกระทงหนึ่ง รวมสองกระทงเป็นจำคุกคนละ 1 ปี 12 เดือน ริบเลื่อยโซ่ยนต์ดัดแปลง 1 เครื่อง พร้อมบาร์และโซ่ของกลาง

จำเลยที่ 2 อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 6 พิพากษาแก้เป็นว่า ให้ยกฟ้องโจทก์สำหรับจำเลยทั้งสองในความผิดฐานร่วมกันมีเลื่อยโซ่ยนต์ไว้ในครอบครองโดยไม่ได้รับใบอนุญาต คงลงโทษจำเลยทั้งสองในความผิดฐานร่วมกันลักทรัพย์โดยใช้ยานพาหนะ จำคุกคนละ 1 ปี 6 เดือน นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

โจทก์ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า มีปัญหาวินิจฉัยตามฎีกาโจทก์ว่า ฟ้องโจทก์ในความผิดฐานร่วมกันมีเลื่อยโซ่ยนต์ไว้ในครอบครองโดยไม่ได้รับใบอนุญาตชอบด้วยประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 158 (5) หรือไม่ เห็นว่า โจทก์บรรยายฟ้องว่า จำเลยทั้งสองร่วมกันมีไว้ในการครอบครองซึ่งเครื่องเลื่อยโซ่ยนต์ที่ดัดแปลง 1 เครื่อง พร้อมบาร์เลื่อย 1 อัน และโซ่เลื่อยยนต์ 1 เส้น อันเป็นส่วนประกอบของเครื่องเลื่อยโซ่ยนต์ขับเคลื่อนด้วยกำลังเครื่องจักรกล อันเป็นเครื่องมือสำหรับใช้ตัดไม้ ตามกฎกระทรวงกำหนดลักษณะเลื่อยโซ่ยนต์และส่วนประกอบของเลื่อยโซ่ยนต์ พ.ศ.2551 โดยจำเลยทั้งสองไม่ได้รับอนุญาตจากนายทะเบียนตามกฎหมาย แม้กฎกระทรวงจะกำหนดลักษณะและขนาดของเลื่อยโซ่ยนต์ที่จะทำให้ผู้ที่มีไว้ในครอบครองโดยไม่ได้รับใบอนุญาตมีความผิดก็ตาม แต่กฎกระทรวงก็กำหนดลักษณะและขนาดเลื่อยโซ่ยนต์เฉพาะที่มีต้นกำลังเกินกว่า 2 แรงม้า โดยมีแผ่นบังคับโซ่ที่มีขนาดความยาวเกินกว่า 12 นิ้ว เท่านั้น เมื่อโจทก์อ้างถึงพระราชบัญญัติเลื่อยโซ่ยนต์ พ.ศ.2545 และกฎกระทรวงที่ถือว่าเป็นความผิดไว้ในคำฟ้องแล้ว เท่ากับอ้างว่าเลื่อยโซ่ยนต์ที่จำเลยทั้งสองร่วมกันมีไว้ในครอบครองเป็นเลื่อยโซ่ยนต์ที่มีต้นกำลังเกินกว่า 2 แรงม้า โดยมีแผนบังคับโซ่ที่มีขนาดความยาวเกินกว่า 12 นิ้ว ตามที่กำหนดในกฎกระทรวง ฟ้องโจทก์จึงเป็นการบรรยายถึงการกระทำที่อ้างว่า จำเลยทั้งสองได้กระทำความผิดพอสมควรที่จะให้จำเลยทั้งสองเข้าใจข้อหาแล้ว เมื่อจำเลยทั้งสองให้การรับสารภาพ ศาลย่อมพิพากษาลงโทษจำเลยทั้งสองได้ ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 6 พิพากษามา ศาลฎีกาไม่เห็นพ้องด้วย ฎีกาของโจทก์ฟังขึ้น

พิพากษามาแก้เป็นว่า ให้บังคับคดีไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.อ. ม. 158 (5)
พ.ร.บ.เลื่อยโซ่ยนต์ พ.ศ.2545 ม. 4 ม. 17
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการจังหวัดพิษณุโลก
จำเลย — นายประดุลย์ จ๊อดมา กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดพิษณุโลก — นายอรรถวุฒิ สุวรรณมงคล
ศาลอุทธรณ์ภาค 6 — นายพิทยา ลิ้มสุวัฒน์
ชื่อองค์คณะ
อภิรัตน์ ลัดพลี
ธงชัย เสนามนตรี
พศวัจณ์ กนกนาก
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 6429/2555
#526788
เปิดฉบับเต็ม

พ.ร.บ.ภาพยนตร์และวีดิทัศน์ พ.ศ.2551 มาตรา 25 วรรคหนึ่ง บัญญัติว่า "ภาพยนตร์ที่จะนำออกฉาย ให้เช่า แลกเปลี่ยน หรือจำหน่ายในราชอาณาจักรต้องผ่านการตรวจพิจารณาและได้รับอนุญาตจากคณะกรรมการพิจารณาภาพยนตร์และวีดิทัศน์" องค์ประกอบความผิดตามบทบัญญัตินี้ คือ การนำภาพยนตร์ที่ไม่ผ่านการตรวจพิจารณาและได้รับอนุญาตจากคณะกรรมการพิจารณาภาพยนตร์และวีดิทัศน์ออกฉาย ให้เช่า แลกเปลี่ยน หรือจำหน่ายในราชอาณาจักร เมื่อโจทก์บรรยายฟ้องว่า จำเลยจะนำออกจำหน่ายซึ่งแผ่นดีวีดี (ภาพยนตร์) 2 แผ่น โดยแผ่นดีวีดี (ภาพยนตร์) ดังกล่าวไม่ผ่านการตรวจพิจารณาและได้รับอนุญาตจากคณะกรรมการพิจารณาภาพยนตร์และวีดิทัศน์ ซึ่งการกระทำของจำเลยตามฟ้องเป็นเพียงการตระเตรียมที่จะนำแผ่นดีวีดี (ภาพยนตร์) ที่ไม่ผ่านการตรวจพิจารณาและได้รับอนุญาตจากคณะกรรมการพิจารณาภาพยนตร์และวีดิทัศน์ออกจำหน่ายเท่านั้น โดยจำเลยยังไม่ลงมือกระทำความผิด คือ นำแผ่นดีวีดี (ภาพยนตร์) ที่ไม่ผ่านการตรวจพิจารณาและได้รับอนุญาตจากคณะกรรมการพิจารณาภาพยนตร์และวีดิทัศน์ออกจำหน่าย การกระทำของจำเลยจึงยังไม่เป็นความผิดฐานนำภาพยนตร์ที่ไม่ผ่านการตรวจพิจารณาและได้รับอนุญาตจากคณะกรรมการพิจารณาภาพยนตร์และวีดิทัศน์ออกฉาย ให้เช่า แลกเปลี่ยน หรือจำหน่ายตามฟ้อง แม้จำเลยรับสารภาพ ศาลก็ลงโทษจำเลยไม่ได้

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษตามพระราชบัญญัติภาพยนตร์และวีดิทัศน์ พ.ศ.2551 มาตรา 4, 25, 38, 78, 79 ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 33, 91 ริบแผ่นดีวีดี (ภาพยนตร์) และธนบัตรของกลาง

จำเลยให้การรับสารภาพ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามพระราชบัญญัติภาพยนตร์และวีดิทัศน์ พ.ศ.2551 มาตรา 25 วรรคหนึ่ง, 38 วรรคหนึ่ง, 78, 79 เป็นความผิดหลายกรรมต่างกัน ลงโทษทุกกรรมเป็นกระทงความผิดไปตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 ฐานนำภาพยนตร์ออกฉาย ให้เช่า แลกเปลี่ยน หรือจำหน่ายในราชอาณาจักร โดยไม่ผ่านการตรวจพิจารณาและได้รับอนุญาต ปรับ 200,000 บาท ฐานประกอบกิจการให้เช่า แลกเปลี่ยน หรือจำหน่ายภาพยนตร์ โดยทำเป็นธุรกิจหรือได้รับประโยชน์ตอบแทนโดยไม่ได้รับใบอนุญาต ปรับ 200,000 บาท รวมปรับ 400,000 บาท จำเลยให้การรับสารภาพ เป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษลดโทษให้ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 กึ่งหนึ่ง คงปรับ 200,000 บาท หากจำเลยไม่ชำระค่าปรับให้จัดการตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 29, 30 โดยกักขัง 1 ปี ริบของกลาง

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษาแก้เป็นว่า ยกฟ้องข้อหานำภาพยนตร์ที่ไม่ผ่านการตรวจพิจารณาและได้รับอนุญาตจากคณะกรรมการพิจารณาภาพยนตร์และวีดิทัศน์ออกฉาย ให้เช่า แลกเปลี่ยน หรือจำหน่ายตามพระราชบัญญัติภาพยนตร์และวีดิทัศน์ พ.ศ.2551 มาตรา 25 วรรคหนึ่ง ประกอบมาตรา 78 คงปรับจำเลยฐานประกอบกิจการให้เช่า แลกเปลี่ยน หรือจำหน่ายภาพยนตร์ โดยไม่ได้รับใบอนุญาต และลดโทษตามคำพิพากษาศาลชั้นต้นแล้ว เป็นเงิน 100,000 บาท ให้คืนแผ่นดีวีดี (ภาพยนตร์) ของกลางแก่เจ้าของ นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

โจทก์ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาโจทก์ว่า จำเลยกระทำความผิดฐานนำภาพยนตร์ที่ไม่ผ่านการตรวจพิจารณาและได้รับอนุญาตจากคณะกรรมการพิจารณาภาพยนตร์และวีดิทัศน์ออกฉาย ให้เช่า แลกเปลี่ยน หรือจำหน่ายตามพระราชบัญญัติภาพยนตร์และวีดิทัศน์ พ.ศ. 2551 มาตรา 25 วรรคหนึ่งและแผ่นดีวีดีของกลาง (ภาพยนตร์) เป็นทรัพย์ซึ่งจำเลยได้ใช้หรือมีไว้เพื่อใช้ในการกระทำความผิดอันพึงต้องริบตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 33 (1) หรือไม่ โดยโจทก์ฎีกาว่า คำฟ้องโจทก์บรรยายครบองค์ประกอบความผิดตามพระราชบัญญัติภาพยนตร์และวีดิทัศน์ พ.ศ.2551 มาตรา 25 วรรคหนึ่ง แล้ว เมื่อจำเลยให้การรับสารภาพ จึงต้องฟังว่าจำเลยกระทำความผิดฐานดังกล่าว และแผ่นดีวีดี (ภาพยนตร์) ของกลางเป็นทรัพย์ซึ่งจำเลยได้ใช้หรือมีไว้เพื่อใช้ในการกระทำความผิดนั้น เห็นว่า พระราชบัญญัติภาพยนตร์และวีดิทัศน์ พ.ศ.2551 มาตรา 25 วรรคหนึ่ง บัญญัติว่า "ภาพยนตร์ที่จะนำออกฉาย ให้เช่า แลกเปลี่ยน หรือจำหน่ายในราชอาณาจักรต้องผ่านการตรวจพิจารณาและได้รับอนุญาตจากคณะกรรมการพิจารณาภาพยนตร์และวีดิทัศน์" ดังนี้ องค์ประกอบความผิดตามบทบัญญัติดังกล่าวคือการนำภาพยนตร์ที่ไม่ผ่านการตรวจพิจารณาและได้รับอนุญาตจากคณะกรรมการพิจารณาภาพยนตร์และวีดิทัศน์ออกฉาย ให้เช่า แลกเปลี่ยน หรือจำหน่ายในราชอาณาจักร แต่คดีนี้โจทก์บรรยายฟ้องว่า จำเลยจะนำออกจำหน่ายซึ่งแผ่นดีวีดี (ภาพยนตร์) 2 แผ่น โดยแผ่นดีวีดี (ภาพยนตร์) ดังกล่าวไม่ผ่านการตรวจพิจารณาและได้รับอนุญาตจากคณะกรรมการพิจารณาภาพยนตร์และวีดิทัศน์ ซึ่งการกระทำของจำเลยตามฟ้องโจทก์ดังกล่าวเป็นเพียงการตระเตรียมที่จะนำแผ่นดีวีดี (ภาพยนตร์) ที่ไม่ผ่านการตรวจพิจารณาและได้รับอนุญาตจากคณะกรรมการพิจารณาภาพยนตร์และวีดิทัศน์ออกจำหน่ายเท่านั้น โดยจำเลยยังไม่ลงมือกระทำความผิด คือ นำแผ่นดีวีดี (ภาพยนตร์) ที่ไม่ผ่านการตรวจพิจารณาและได้รับอนุญาตจากคณะกรรมการพิจารณาภาพยนตร์และวีดิทัศน์ออกจำหน่าย การกระทำของจำเลยจึงยังไม่เป็นความผิดฐานนำภาพยนตร์ที่ไม่ผ่านการตรวจพิจารณาและได้รับอนุญาตจากคณะกรรมการพิจารณาภาพยนตร์และวีดิทัศน์ออกฉาย ให้เช่า แลกเปลี่ยน หรือจำหน่ายตามที่โจทก์ฟ้อง แม้จำเลยจะให้การรับสารภาพ ศาลก็ลงโทษจำเลยไม่ได้ และเมื่อจำเลยไม่มีความผิดฐานดังกล่าว แผ่นดีวีดี (ภาพยนตร์) ของกลางจึงไม่ใช่ทรัพย์ซึ่งจำเลยได้ใช้หรือมีไว้เพื่อใช้ในการกระทำความผิดอันพึงต้องริบตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 33 (1) ที่ศาลอุทธรณ์พิพากษามานั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาของโจทก์ทุกข้อฟังไม่ขึ้น

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.อ. ม. 158
พ.ร.บ.ภาพยนตร์และวีดิทัศน์ พ.ศ.2551 ม. 25 วรรคหนึ่ง
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการ สำนักงานอัยการสูงสุด
จำเลย — นายสอง พูนพะเนา
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลอาญากรุงเทพใต้ — นายพิสุทธิ์ สุวบุญประภัทร์
ศาลอุทธรณ์ — นายอำนวย โอภาพันธ์
ชื่อองค์คณะ
มนตรี ศรีเอี่ยมสะอาด
สุรศักดิ์ คีรีวิเชียร
สมสันต์ ศุภศาตรสิน
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา