คำพิพากษา คำสั่งคำร้องและคำวินิจฉัยศาลฎีกา

ทั้งหมด 133,243 รายการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 5621/2555
#528563
เปิดฉบับเต็ม

ความผิดฐานประกอบกิจการให้เช่า แลกเปลี่ยนและจำหน่ายแผ่นวีซีดีและแผ่นดีวีดีภาพยนตร์ตาม พ.ร.บ.ภาพยนตร์และวีดิทัศน์ พ.ศ.2551 เมื่อจำเลยที่ 1 ประกอบกิจการดังกล่าวโดยไม่ได้รับใบอนุญาตก็เป็นความผิดสำเร็จแล้ว ส่วนที่ต่อมาระหว่างเจ้าพนักงานตำรวจตรวจพบการกระทำผิดของจำเลยที่ 1 จึงเข้าจับกุม แต่จำเลยทั้งสองกับพวกได้ร่วมกันต่อสู้ขัดขวางการปฏิบัติหน้าที่ของเจ้าพนักงานตำรวจ นับเป็นเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นใหม่ ต่างกรรมต่างวาระกัน การกระทำของจำเลยที่ 1 ในความผิดฐานร่วมกันต่อสู้ขัดขวางเจ้าพนักงานหรือผู้ซึ่งต้องช่วยเจ้าพนักงานในการปฏิบัติการตามหน้าที่โดยร่วมกระทำความผิดตั้งแต่สามคนขึ้นไป และฐานประกอบกิจการให้เช่า แลกเปลี่ยนและจำหน่ายแผ่นวีซีดีและแผ่นดีวีดีภาพยนตร์โดยไม่ได้รับใบอนุญาต จึงเป็นความผิดสองกรรมต่างกันตาม ป.อ. มาตรา 91

โจทก์บรรยายฟ้องและขอให้ลงโทษจำเลยที่ 1 ฐานมีภาพยนตร์ที่ไม่ผ่านการตรวจพิจารณาและได้รับอนุญาตจากคณะกรรมการพิจารณาภาพยนตร์และวีดิทัศน์ตาม พ.ร.บ.ภาพยนตร์และวีดิทัศน์ พ.ศ.2551 มาตรา 25 วรรคหนึ่ง ประกอบมาตรา 78 ด้วย เมื่อจำเลยที่ 1 ให้การรับสารภาพตามฟ้อง ข้อเท็จจริงรับฟังได้ว่า จำเลยที่ 1 กระทำความผิดฐานดังกล่าวตามฟ้องด้วย แต่ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางไม่ได้ปรับบทกฎหมายลงโทษจำเลยที่ 1 ในความผิดฐานนี้เป็นการไม่ชอบ ปัญหานี้เป็นข้อกฎหมายที่เกี่ยวกับความสงบเรียบร้อย ศาลฎีกาแผนกคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศมีอำนาจยกขึ้นวินิจฉัยและแก้ไขปรับบทลงโทษจำเลยที่ 1 ให้ถูกต้องได้ตาม พ.ร.บ.จัดตั้งศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศและวิธีพิจารณาคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศ พ.ศ.2539 มาตรา 45 ประกอบ ป.วิ.อ. มาตรา 195 วรรคสอง

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยทั้งสองตามพระราชบัญญัติลิขสิทธิ์ พ.ศ.2537 มาตรา 4, 6, 8, 15, 27, 28, 31, 69, 70, 75 และ 76 พระราชบัญญัติภาพยนตร์และวีดิทัศน์ พ.ศ.2551 มาตรา 4, 25, 38, 78, 79 และ 91 ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 32, 33, 91, 138, 140, 189 และ 296 ให้แผ่นวีซีดี แผ่นดีวีดีภาพยนตร์ 37 แผ่น ของกลางที่ละเมิดลิขสิทธิ์ตกเป็นของเจ้าของลิขสิทธิ์ของกลางที่เหลืออีก 899 แผ่น ให้ริบและสั่งจ่ายเงินค่าปรับฐานละเมิดลิขสิทธิ์กึ่งหนึ่งให้แก่ผู้เสียหายที่ 1 ถึงที่ 3 ซึ่งเป็นเจ้าของลิขสิทธิ์

ระหว่างพิจารณาของศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลาง ผู้เสียหายที่ 1 ถึงที่ 3 ขอถอนคำร้องทุกข์ไม่ติดใจดำเนินคดีต่อจำเลยที่ 1 อีกต่อไป และศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางมีคำสั่งอนุญาต สิทธินำคดีอาญามาฟ้องของโจทก์ในความผิดฐานละเมิดลิขสิทธิ์เพื่อการค้าจึงเป็นอันระงับไป ตามพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศและวิธีพิจารณาคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศ พ.ศ.2539 มาตรา 26 ประกอบประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 39 (2) และให้จำหน่ายคดีเฉพาะความผิดฐานดังกล่าวออกจากสารบบความ

จำเลยทั้งสองให้การรับสารภาพ

ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางวินิจฉัยว่า ที่โจทก์ฟ้องจำเลยที่ 1 ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 189 เนื่องจากจำเลยที่ 2 เป็นผู้ช่วยจำเลยที่ 1 ซึ่งเป็นผู้กระทำผิดเพื่อไม่ให้ต้องโทษ จำเลยที่ 1 จึงไม่มีความผิดฐานนี้ ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางพิพากษาว่า จำเลยที่ 1 มีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 138 วรรคสอง, 140 วรรคหนึ่ง, 296 ประกอบมาตรา 83 เป็นการกระทำกรรมเดียวผิดกฎหมายหลายบทให้ลงโทษตามมาตรา 140 วรรคหนึ่ง ซึ่งเป็นบทหนักตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 จำคุก 1 ปี ปรับ 6,000 บาท และพระราชบัญญัติภาพยนตร์และวีดิทัศน์ พ.ศ.2551 มาตรา 38 วรรคหนึ่ง ประกอบมาตรา 79 ให้ลงโทษปรับ 200,000 บาท และจำเลยที่ 2 มีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 138 วรรคสอง, 140 วรรคหนึ่ง, 189, 296 ประกอบมาตรา 83 เป็นการกระทำกรรมเดียวผิดกฎหมายหลายบทให้ลงโทษตามมาตรา 140 วรรคหนึ่ง ซึ่งเป็นบทหนักตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 จำคุก 1 ปี ปรับ 6,000 บาท รวมลงโทษจำเลยที่ 1 จำคุก 1 ปี ปรับ 206,000 บาท และจำเลยที่ 2 จำคุก 1 ปี ปรับ 6,000 บาท จำเลยทั้งสองให้การรับสารภาพเป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้กึ่งหนึ่ง ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คงจำคุกจำเลยที่ 1 มีกำหนด 6 เดือน ปรับ 103,000 บาท และจำคุกจำเลยที่ 2 มีกำหนด 6 เดือน ปรับ 3,000 บาท โทษจำคุกให้รอการลงโทษไว้มีกำหนด 2 ปี ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 56 หากจำเลยทั้งสองไม่ชำระค่าปรับให้บังคับตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 29 และ 30 โดยให้กักขังแทนค่าปรับไม่เกิน 1 ปี กำหนดเงื่อนไขคุมประพฤติจำเลยทั้งสอง 1 ปี โดยให้ไปรายงานตัวต่อพนักงานคุมประพฤติทุก 4 เดือน และให้ทำงานบริการสังคม 20 ชั่วโมง ข้อหาและคำขออื่นนอกจากนี้ให้ยก (ที่ถูกคำขออื่นนอกจากนี้ให้ยก)

จำเลยที่ 1 อุทธรณ์ต่อศาลฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศวินิจฉัยว่า มีปัญหาวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของจำเลยที่ 1 ว่า การกระทำผิดของจำเลยที่ 1 ตามฟ้องเป็นการกระทำกรรมเดียวผิดต่อกฎหมายหลายบทจึงต้องลงโทษจำเลยที่ 1 ฐานร่วมกันต่อสู้ขัดขวางเจ้าพนักงาน ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 140 วรรคหนึ่ง ซึ่งเป็นกฎหมายบทที่มีโทษหนักที่สุดเพียงกระทงเดียวตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 หรือไม่ เห็นว่า สำหรับความผิดฐานละเมิดลิขสิทธิ์เพื่อการค้า ผู้เสียหายที่ 1 ถึงที่ 3 ถอนคำร้องทุกข์และศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางมีคำสั่งอนุญาต จำหน่ายคดีเฉพาะความผิดฐานดังกล่าวไปแล้ว จึงไม่จำเป็นต้องนำความผิดฐานดังกล่าวมาวินิจฉัย ส่วนความผิดฐานประกอบกิจการให้เช่า แลกเปลี่ยนและจำหน่ายแผ่นวีซีดี แผ่นดีวีดีภาพยนตร์ ตามพระราชบัญญัติภาพยนตร์และวีดิทัศน์ พ.ศ.2551 เมื่อจำเลยที่ 1 ประกอบกิจการดังกล่าวโดยไม่ได้รับใบอนุญาตก็เป็นความผิดสำเร็จแล้ว ส่วนที่ต่อมาระหว่างเจ้าพนักงานตำรวจตรวจพบการกระทำผิดของจำเลยที่ 1 จึงเข้าจับกุม แต่จำเลยทั้งสองกับพวกได้ร่วมกันต่อสู้ขัดขวางการปฏิบัติหน้าที่ของเจ้าพนักงานตำรวจ นับเป็นเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นใหม่ต่างกรรมต่างวาระกัน การกระทำของจำเลยที่ 1 ในความผิดฐานร่วมกันต่อสู้ขัดขวางเจ้าพนักงานหรือผู้ซึ่งต้องช่วยเจ้าพนักงานในการปฏิบัติการตามหน้าที่โดยร่วมกระทำความผิดตั้งแต่สามคนขึ้นไป และฐานประกอบกิจการให้เช่า แลกเปลี่ยนและจำหน่ายแผ่นวีซีดีและ แผ่นดีวีดีภาพยนตร์โดยไม่ได้รับใบอนุญาต จึงเป็นความผิดสองกรรมต่างกัน ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 อุทธรณ์ของจำเลยที่ 1 ฟังไม่ขึ้น

อนึ่ง โจทก์บรรยายฟ้องและขอให้ลงโทษจำเลยที่ 1 ฐานมีภาพยนตร์ที่ไม่ผ่านการตรวจพิจารณาและได้รับอนุญาตจากคณะกรรมการพิจารณาภาพยนตร์และวีดิทัศน์ตามพระราชบัญญัติภาพยนตร์และวีดิทัศน์ พ.ศ.2551 มาตรา 25 วรรคหนึ่ง ประกอบมาตรา 78 ด้วย เมื่อจำเลยที่ 1 ให้การรับสารภาพตามฟ้อง ข้อเท็จจริงรับฟังได้ว่า จำเลยที่ 1 กระทำความผิดฐานดังกล่าวตามฟ้องด้วย แต่ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางไม่ได้ปรับบทกฎหมายลงโทษจำเลยที่ 1 ในความผิดฐานนี้จึงเป็นการไม่ชอบ ปัญหานี้เป็นข้อกฎหมายที่เกี่ยวกับความสงบเรียบร้อย ศาลฎีกาแผนกคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศมีอำนาจยกขึ้นวินิจฉัยและแก้ไขปรับบทลงโทษจำเลยที่ 1 ให้ถูกต้องได้ตามพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศและวิธีพิจารณาคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศ พ.ศ.2539 มาตรา 45 ประกอบประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 195 วรรคสอง

พิพากษาแก้เป็นว่า จำเลยที่ 1 มีความผิดตามพระราชบัญญัติภาพยนตร์และวีดิทัศน์ พ.ศ. 2551 มาตรา 25 วรรคหนึ่ง ประกอบมาตรา 78 อีกบทหนึ่งด้วย อันเป็นความผิดกรรมเดียวกับความผิดตามพระราชบัญญัติภาพยนตร์และวีดิทัศน์ พ.ศ.2551 มาตรา 38 วรรคหนึ่ง ประกอบมาตรา 79 ให้ลงโทษตามพระราชบัญญัติภาพยนตร์และวีดิทัศน์ พ.ศ.2551 มาตรา 38 วรรคหนึ่ง ประกอบมาตรา 79 ซึ่งเป็นกฎหมายบทที่มีโทษหนักที่สุดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 กำหนดโทษและนอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลาง
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.อ. ม. 90 ม. 91 ม. 138 ม. 140 ม. 296
ป.วิ.อ. ม. 195 วรรคสอง
พ.ร.บ.ภาพยนตร์และวีดิทัศน์ พ.ศ.2551 ม. 25 ม. 38 ม. 78 ม. 79
พ.ร.บ.จัดตั้งศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศและวิธีพิจารณาคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศ พ.ศ.2539 ม. 45
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการจังหวัดปราจีนบุรี
จำเลย — นายนำโชค เขมะเพ็ชร์ กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลาง — นายวนวัชร์ นิติวัชรภานนทน์
ชื่อองค์คณะ
สมควร วิเชียรวรรณ
อร่าม เสนามนตรี
ไมตรี ศรีอรุณ
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 5602 -ที่ 5604/2555
#554976
เปิดฉบับเต็ม

การที่ศาลอุทธรณ์ภาค 4 วินิจฉัยแต่เพียงว่าข้อเท็จจริงรับฟังยุติว่าโจทก์ร่วมไม่ได้เรียกเงินจากครูที่สอบบรรจุและไม่ได้ไล่ลูกจ้างเก่าออกแล้วเรียกเงินจากผู้สมัครสอบเป็นลูกจ้างใหม่ ดังนั้นการที่จำเลยที่ 1 กับพวกใส่ความโจทก์ร่วมในเรื่องดังกล่าวโดยไม่เป็นความจริง จึงมิใช่การแสดงความคิดเห็นโดยสุจริตอันจะทำให้ผู้นั้นไม่มีความผิดฐานหมิ่นประมาท และการที่จำเลยที่ 1 กับพวกใส่ความโจทก์ร่วมเฉพาะในเรื่องดังกล่าวโดยไม่เป็นความจริงก็สามารถทำให้โจทก์ร่วมเสียชื่อเสียง ถูกดูหมิ่น ถูกเกลียดชังได้ในตัวอยู่แล้ว โดยไม่จำต้องวินิจฉัยว่าจำเลยที่ 1 กับพวกมีความเชื่ออย่างไรนั้นไม่ถูกต้อง เนื่องจากหากจำเลยที่ 1 กับพวก เชื่อโดยสุจริตว่าพฤติการณ์ของโจทก์ร่วมส่อไปในทางทุจริต แม้จะเป็นการเข้าใจผิด จำเลยที่ 1 กับพวก ย่อมได้รับความคุ้มครองตาม ป.อ. มาตรา 329 (3) ศาลอุทธรณ์ภาค 4 จึงชอบที่จะวินิจฉัยในประเด็นดังกล่าวด้วย ดังนั้น เมื่อศาลอุทธรณ์ภาค 4 ไม่ได้วินิจฉัยข้ออุทธรณ์ของจำเลยที่ 1 กับพวก จึงเป็นการไม่ชอบ เพื่อให้การวินิจฉัยความผิดของจำเลยที่ 1 กับพวก เป็นไปตามลำดับศาล ทั้งนี้เพราะคดีอาจถูกจำกัดสิทธิในการฎีกาได้ จึงเห็นสมควรให้ย้อนสำนวนไปให้ศาลอุทธรณ์ภาค 4 พิจารณาพิพากษาใหม่ตามรูปคดีตาม ป.วิ.อ. มาตรา 208 (2) ประกอบมาตรา 225

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
ศาลชั้นต้นรวมพิจารณาพิพากษาคดีทั้งสามสำนวนเข้าด้วยกัน

โจทก์ฟ้องและแก้ไขฟ้องจำเลยทั้งสิบห้าทั้งสามสำนวน ขอให้ลงโทษจำเลยทั้งสิบห้าตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83, 326, 328 ริบของกลาง และนับโทษจำเลยทั้งสิบห้าทั้งสามสำนวนติดต่อกัน

จำเลยทั้งสิบห้าให้การปฏิเสธ

ระหว่างพิจารณา นายศักดิ์ชัย ผู้เสียหาย ยื่นคำร้องขอเข้าร่วมเป็นโจทก์ ศาลชั้นต้นอนุญาต

จำเลยที่ 12 และที่ 13 ถึงแก่ความตาย ศาลชั้นต้นมีคำสั่งให้จำหน่ายคดีเฉพาะจำเลยที่ 12 และที่ 13 ออกจากสารบบความ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยที่ 1 ถึงที่ 11 ที่ 14 และที่ 15 ทั้งสามสำนวนมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 328 ประกอบมาตรา 83 ลงโทษจำคุกสำนวนละคนละ 3 เดือน และปรับสำนวนละคนละ 10,000 บาท ไม่ปรากฏว่าจำเลยที่ 1 ถึงที่ 11 ที่ 14 และที่ 15 เคยได้รับโทษจำคุกมาก่อน เห็นสมควรรอการลงโทษจำคุกไว้มีกำหนดคนละ 2 ปี ทั้งสามสำนวน ไม่ชำระค่าปรับให้จัดการตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 29, 30 ริบของกลาง ส่วนที่โจทก์ขอให้นับโทษจำเลยที่ 1 ถึงที่ 11 ที่ 14 และที่ 15 ทั้งสามสำนวนต่อจากกันนั้น เนื่องจากศาลพิพากษาให้รอการลงโทษจำคุกจำเลยที่ 1 ถึงที่ 11 ที่ 14 และที่ 15 ทั้งสามสำนวน จึงไม่อาจนับโทษจำเลยดังกล่าวทั้งสามสำนวนต่อจากกันได้ ให้ยกคำขอในส่วนนี้

จำเลยที่ 1 ถึงที่ 11 ที่ 14 และที่ 15 อุทธรณ์

ระหว่างพิจารณาของศาลอุทธรณ์ภาค 4 จำเลยที่ 5 ที่ 11 และที่ 15 ถึงแก่ความตาย ศาลอุทธรณ์ภาค 4 มีคำสั่งให้จำหน่ายคดีเฉพาะจำเลยที่ 5 ที่ 11 และที่ 15 ออกจากสารบบความ

ศาลอุทธรณ์ภาค 4 พิพากษายืน

จำเลยที่ 1 ถึงที่ 4 ที่ 6 ถึงที่ 10 และที่ 14 ฎีกา ศาลชั้นต้นสั่งไม่รับฎีกา

จำเลยที่ 1 ถึงที่ 4 ที่ 6 ถึงที่ 10 และที่ 14 อุทธรณ์คำสั่ง ศาลฎีกาสั่งรับฎีกาบางข้อ

ระหว่างการพิจารณาของศาลฎีกาจำเลยที่ 2 แถลงว่าจำเลยที่ 10 ถึงแก่ความตายเมื่อวันที่ 25 พฤษภาคม 2555 ปรากฏตามสำเนามรณบัตรที่อ้างส่งต่อศาลชั้นต้น โจทก์และโจทก์ร่วมรับว่าเป็นความจริง เมื่อจำเลยที่ 10 ถึงแก่ความตาย สิทธินำคดีอาญามาฟ้องย่อมระงับไปตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 39 (1) จึงให้จำหน่ายคดีเฉพาะจำเลยที่ 10 เสียจากสารบบความ

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ที่จำเลยที่ 1 ถึงที่ 4 ที่ 6 ถึงที่ 9 และที่ 14 ฎีกาในทำนองว่า แม้เรื่องที่ใส่ความโจทก์ร่วมจะไม่เป็นความจริงตามที่ศาลอุทธรณ์ภาค 4 วินิจฉัยก็ตาม แต่การที่ศาลอุทธรณ์ภาค 4 มิได้วินิจฉัยว่าจำเลยที่ 1 ถึงที่ 4 ที่ 6 ถึงที่ 9 และที่ 14 เชื่อโดยสุจริตว่าเรื่องดังกล่าวเป็นความจริง อันเป็นการแสดงความคิดเห็นโดยสุจริตได้รับความคุ้มครองตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 329 หรือไม่ เป็นการไม่ชอบนั้น เห็นว่า จำเลยที่ 1 ถึงที่ 4 ที่ 6 ถึงที่ 9 และที่ 14 อุทธรณ์ด้วยว่า "ข้อความที่ว่า โจทก์ร่วมส่อพฤติการณ์แสวงหาผลประโยชน์เพื่อตนเองตลอดเวลาไม่ว่าจะเป็นการเรียกเงินจากครูที่สอบบรรจุการไล่ลูกจ้างเก่าออกแล้วเรียกเงินจากผู้สมัครเป็นลูกจ้างใหม่นั้น เมื่อข้อเท็จจริงควรรับฟังได้ว่าการกระทำของโจทก์ร่วมมีพฤติการณ์ที่ทำให้จำเลยที่ 1 ถึงที่ 4 ที่ 6 ถึงที่ 9และที่ 14 เชื่อมั่นและเข้าใจไปได้อย่างมากว่าโจทก์ร่วมทุจริตในการบริหารเทศบาลจึงเป็นกรณีที่จำเลยเชื่อโดยสุจริตว่าโจทก์ร่วมมีพฤติการณ์ดังกล่าวจริง ถือได้ว่าเป็นการติชมด้วยความเป็นธรรมตามวิสัยของประชาชนพึงกระทำ" แสดงว่าจำเลยที่ 1 ถึงที่ 4 ที่ 6 ถึงที่ 9 และที่ 14 ประสงค์ที่จะให้ศาลอุทธรณ์ภาค 4 วินิจฉัยด้วยว่าพฤติการณ์ของโจทก์ร่วมมีเหตุทำให้จำเลยที่ 1 ถึงที่ 4 ที่ 6 ถึงที่ 9 และที่ 14 เชื่อว่าโจทก์ร่วมแสวงหาผลประโยชน์เพื่อตนเอง เช่น เรียกเงินจากครูที่สอบบรรจุการไล่ลูกจ้างเก่าออกแล้วเรียกเงินจากผู้สมัครเป็นลูกจ้างใหม่หรือไม่ การที่ศาลอุทธรณ์ภาค 4 วินิจฉัยแต่เพียงว่าข้อเท็จจริงรับฟังยุติว่าโจทก์ร่วมไม่ได้เรียกเงินจากครูที่สอบบรรจุและไม่ได้ไล่ลูกจ้างเก่าออกแล้วเรียกเงินจากผู้สมัครเป็นลูกจ้างใหม่ ดังนั้นการที่จำเลยที่ 1 ถึงที่ 4 ที่ 6 ถึงที่ 9 และที่ 14 กับพวกใส่ความโจทก์ร่วมในเรื่องดังกล่าว โดยไม่เป็นความจริงจึงมิใช่การแสดงความคิดเห็นโดยสุจริตอันจะทำให้ผู้นั้นไม่มีความผิดฐานหมิ่นประมาทและการที่จำเลยที่ 1 ถึงที่ 4 ที่ 6 ถึงที่ 9 และที่ 14 ใส่ความโจทก์ร่วมเฉพาะในเรื่องดังกล่าวโดยไม่เป็นความจริงก็สามารถทำให้โจทก์ร่วมเสียชื่อเสียง ถูกดูหมิ่น ถูกเกลียดชังได้ในตัวอยู่แล้ว โดยไม่จำต้องวินิจฉัยว่าจำเลยที่ 1 ถึงที่ 4 ที่ 6 ถึงที่ 9 และที่ 14 มีความเชื่ออย่างไรนั้นไม่ถูกต้อง เนื่องจากหากจำเลยที่ 1 ถึงที่ 4 ที่ 6 ถึงที่ 9 และที่ 14 เชื่อโดยสุจริตว่าพฤติการณ์ของโจทก์ร่วมส่อไปในทางทุจริต แม้จะเป็นการเข้าใจผิด จำเลยที่ 1 ถึงที่ 4 ที่ 6 ถึงที่ 9 และที่ 14 ย่อมได้รับความคุ้มครองตามมาตรา 329 (3) ศาลอุทธรณ์ภาค 4 จึงชอบที่จะวินิจฉัยในประเด็นดังกล่าวด้วย ดังนั้น เมื่อศาลอุทธรณ์ภาค 4 ไม่ได้วินิจฉัยข้ออุทธรณ์ของจำเลยที่ 1 ถึงที่ 4 ที่ 6 ถึงที่ 9 และที่ 14 จึงเป็นการไม่ชอบ เพื่อให้การวินิจฉัยความผิดของจำเลยที่ 1 ถึงที่ 4 ที่ 6 ถึงที่ 9และที่ 14 เป็นไปตามลำดับศาล ทั้งนี้เพราะคดีอาจถูกจำกัดสิทธิในการฎีกาได้ จึงเห็นสมควรให้ย้อนสำนวนไปให้ศาลอุทธรณ์ภาค 4 พิจารณาพิพากษาใหม่ตามรูปคดีตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 208 (2) ประกอบ มาตรา 225

พิพากษาให้ยกคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 4 ให้ศาลอุทธรณ์ภาค 4พิจารณาพิพากษาใหม่ตามรูปคดี
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.อ. ม. 208 (2) ม. 225
ป.อ. ม. 329 (3)
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการประจำศาลจังหวัดพล
โจทก์ร่วม — นายศักดิ์ชัย พงศ์นพรัตน์
จำเลย — นายพงษ์ศักดิ์ วงศ์วรารักษ์ กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดพล — นายธนรัตน์ ทั่งทอง
ศาลอุทธรณ์ภาค 4 — นายเกียรติพงศ์ อมาตยกุล
ชื่อองค์คณะ
ชัยยุทธ ศรีจำนงค์
อนันต์ ชุมวิสูตร
สมชาติ ธัญญาวินิชกุล
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 5584/2555
#521466
เปิดฉบับเต็ม

จำเลยเป็นผู้ซื้อทรัพย์สินจากการขายทอดตลาดในคดีแพ่งโดยติดจำนองย่อมมีฐานะเป็นเพียงผู้รับโอนทรัพย์สินซึ่งจำนอง หาทำให้มีฐานะเป็นผู้จำนองไม่ จำเลยมีสิทธิไถ่ถอนจำนองโดยเสนอรับใช้เงินเป็นจำนวนอันสมควรกับราคาทรัพย์สินนั้น หากโจทก์ไม่ยอมรับก็ต้องฟ้องต่อศาลภายในหนึ่งเดือนนับแต่วันมีคำเสนอ เพื่อให้ศาลพิพากษาสั่งขายทอดตลาดตาม ป.พ.พ. มาตรา 738 และ 739 แต่ถ้าจำเลยไม่ได้ใช้สิทธิไถ่ถอนจำนองดังกล่าว โดยโจทก์จะบังคับจำนองก็ต้องมีจดหมายบอกกล่าวแก่จำเลยผู้รับโอนทรัพย์สินซึ่งจำนองล่วงหน้าหนึ่งเดือนก่อนแล้วจึงจะบังคับจำนองได้ตามมาตรา 735 หากได้เงินสุทธิไม่พอชำระหนี้ โจทก์ก็ชอบที่จะบังคับคดีเอาแก่ทรัพย์สินอื่นของลูกหนี้และผู้จำนองตามคำพิพากษาในคดีแพ่ง อันเนื่องมาจากข้อตกลงต่อท้ายสัญญาจำนองที่ว่า หากบังคับจำนองแล้วได้เงินไม่พอชำระหนี้ ผู้จำนองยอมรับผิดชดใช้หนี้จนครบถ้วน โจทก์จะอาศัยสิทธิความเป็นเจ้าหนี้ตามคำพิพากษาในคดีแพ่งมาฟ้องขอให้บังคับจำเลยที่เป็นเพียงผู้รับโอนทรัพย์สินซึ่งจำนองให้รับผิดในฐานะผู้จำนองแก่โจทก์ด้วยหาได้ไม่ แม้โจทก์ฟ้องบังคับจำนองโดยขอให้บังคับคดีแก่ทรัพย์สินอื่นของจำเลยในกรณีที่ยึดทรัพย์จำนองออกขายทอดตลาดแล้วได้เงินไม่พอชำระหนี้ ย่อมเป็นคำขอที่เกินเลยไปกว่าสิทธิที่โจทก์พึงมีพึงได้ตามกฎหมาย และแม้ศาลในคดีแพ่งมีคำพิพากษาไปตามคำขอของโจทก์คำพิพากษาดังกล่าวก็ไม่มีผลผูกพันศาลในคดีล้มละลาย เนื่องจากกฎหมายล้มละลายเป็นกฎหมายที่เกี่ยวกับความสงบเรียบร้อยของประชาชน เมื่อโจทก์ในฐานะผู้รับจำนองมีบุริมสิทธิเหนือทรัพย์สินซึ่งจำนองที่จำเลยรับโอนจากการขายทอดตลาดของเจ้าพนักงานบังคับคดี โจทก์จึงเป็นเจ้าหนี้มีประกันตาม พ.ร.บ.ล้มละลาย พ.ศ.2483 มาตรา 6 แต่โจทก์คงมีสิทธิบังคับจำนองได้เฉพาะจากการขายทอดตลาดทรัพย์สินซึ่งจำนองเท่านั้น หากได้เงินสุทธิน้อยกว่าที่ค้างชำระและยังขาดอยู่เท่าใด จำเลยผู้รับโอนทรัพย์สินซึ่งจำนองไม่จำต้องรับผิดในหนี้นั้น โจทก์จึงเป็นเจ้าหนี้มีประกันที่เป็นผู้ต้องห้ามมิให้บังคับการชำระหนี้เอาแก่ทรัพย์สินของจำเลยเกินกว่าตัวทรัพย์ที่เป็นหลักประกัน โจทก์จะฟ้องจำเลยให้ล้มละลายไม่ได้ ต้องห้ามตาม พ.ร.บ.ล้มละลาย พ.ศ.2483 มาตรา 10 (1)

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้มีคำสั่งพิทักษ์ทรัพย์ของจำเลยเด็ดขาดและพิพากษาให้เป็นบุคคลล้มละลาย

จำเลยให้การขอให้ยกฟ้อง

ศาลล้มละลายกลางมีคำสั่งพิทักษ์ทรัพย์ของจำเลยเด็ดขาดตามพระราชบัญญัติล้มละลาย พ.ศ. 2483 มาตรา 14 และให้จำเลยใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ โดยให้หักจากกองทรัพย์สินของจำเลยเฉพาะค่าทนายความให้เจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์กำหนดตามที่เห็นสมควร

จำเลยอุทธรณ์ต่อศาลฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีล้มละลายวินิจฉัยว่า จำเลยเป็นผู้ซื้อทรัพย์สินจากการขายทอดตลาดในคดีแพ่งโดยติดจำนอง เจ้าหนี้จำนองย่อมมีสิทธิที่จะบังคับเอาแก่ตัวทรัพย์สินนั้นได้ จำเลยมีฐานะเป็นเพียงผู้รับโอนทรัพย์สินซึ่งจำนองอันมีสิทธิและหน้าที่ตามที่บัญญัติไว้ในประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ ลักษณะ 12 หมวด 5 หาทำให้จำเลยมีฐานะเป็นผู้จำนองแต่อย่างใดไม่ จำเลยย่อมมีสิทธิไถ่ถอนจำนองโดยเสนอรับใช้เงินเป็นจำนวนอันสมควรกับราคาทรัพย์สินนั้น ซึ่งหากโจทก์ไม่ยอมรับ โจทก์ต้องฟ้องต่อศาลภายในหนึ่งเดือนนับแต่วันมีคำเสนอ เพื่อให้ศาลพิพากษาสั่งขายทอดตลาดทรัพย์สินซึ่งจำนองนั้นตามหลักเกณฑ์ที่บัญญัติในมาตรา 738 และ 739 แต่ถ้าจำเลยมิได้ใช้สิทธิเสนอไถ่ถอนจำนองดังกล่าว หากโจทก์จะบังคับจำนองก็ต้องมีจดหมายบอกกล่าวแก่จำเลยผู้รับโอนทรัพย์สินซึ่งจำนองล่วงหน้าหนึ่งเดือนก่อนแล้วจึงจะบังคับจำนองได้ ตามมาตรา 735 ซึ่งบัญญัติไว้ในลักษณะ 12 หมวด 4 และเมื่อศาลพิพากษาก็ชอบที่จะสั่งขายทอดตลาดทรัพย์สินซึ่งจำนองชำระหนี้แก่โจทก์ หากได้เงินสุทธิไม่พอชำระหนี้ โจทก์ก็ชอบที่จะบังคับคดีเอาแก่ทรัพย์สินอื่นของลูกหนี้และผู้จำนองตามคำพิพากษาในคดีแพ่งหมายเลขแดงที่ 1582/2540 อันเนื่องมาจากข้อตกลงต่อท้ายสัญญาจำนองที่ว่า หากบังคับจำนองแล้วได้เงินไม่พอชำระหนี้ ผู้จำนองยอมรับผิดชดใช้หนี้จนครบถ้วน โจทก์จะอาศัยสิทธิความเป็นเจ้าหนี้ตามคำพิพากษาในคดีแพ่งหมายเลขแดงที่ 1582/2540 มาฟ้องขอให้บังคับจำเลยที่เป็นเพียงผู้รับโอนทรัพย์สินซึ่งจำนองให้รับผิดในฐานะผู้จำนองแก่โจทก์ด้วยหาได้ไม่ แม้โจทก์มีคำขอในคดีแพ่งหมายเลขแดงที่ 3854/2543 ที่ฟ้องบังคับจำนองโดยขอให้บังคับคดีแก่ทรัพย์สินอื่นของจำเลยในกรณีที่ยึดทรัพย์จำนองออกขายทอดตลาดแล้วได้เงินไม่พอชำระหนี้ ย่อมเป็นคำขอที่เกินเลยไปกว่าสิทธิที่โจทก์พึงมีพึงได้ตามกฎหมาย แม้ต่อมาศาลจังหวัดนนทบุรีมีคำพิพากษาในคดีแพ่งหมายเลขแดงที่3854/2543 ไปตามคำขอส่วนนี้ของโจทก์ด้วย คำพิพากษาดังกล่าวก็ไม่มีผลผูกพันศาลในคดีล้มละลาย เนื่องจากกฎหมายล้มละลายเป็นกฎหมายที่เกี่ยวกับความสงบเรียบร้อยของประชาชน การที่ศาลจะมีคำสั่งพิทักษ์ทรัพย์เด็ดขาดหรือพิพากษาให้บุคคลใดล้มละลาย ย่อมกระทบถึงความสามารถ สถานะและทรัพย์สินของบุคคลนั้น ตามพระราชบัญญัติล้มละลาย พ.ศ.2483 มาตรา 14 ในการพิจารณาคดีล้มละลายตามฟ้องของโจทก์ ศาลจึงต้องพิจารณาให้ได้ความจริงตามที่บัญญัติไว้ในมาตรา 9 หรือมาตรา 10 จึงจะมีคำสั่งพิทักษ์ทรัพย์ของลูกหนี้เด็ดขาดได้ เมื่อโจทก์ในฐานะผู้รับจำนองมีบุริมสิทธิเหนือทรัพย์สินซึ่งจำนองที่จำเลยรับโอนจากการขายทอดตลาดของเจ้าพนักงานบังคับคดี โจทก์จึงเป็นเจ้าหนี้มีประกัน ตามพระราชบัญญัติล้มละลาย พ.ศ.2483 มาตรา 6 แต่โจทก์คงมีสิทธิบังคับชำระหนี้จำนองได้เฉพาะจากการขายทอดตลาดทรัพย์สินซึ่งจำนองเท่านั้น หากได้เงินสุทธิน้อยกว่าที่ค้างชำระและยังขาดอยู่เท่าใด จำเลยผู้รับโอนทรัพย์สินซึ่งจำนองไม่จำต้องรับผิดในหนี้นั้น โจทก์จึงเป็นเจ้าหนี้มีประกันที่เป็นผู้ต้องห้ามมิให้บังคับชำระหนี้เอาแก่ทรัพย์สินของจำเลยเกินกว่าตัวทรัพย์ที่เป็นหลักประกัน โจทก์จะฟ้องจำเลยให้ล้มละลายไม่ได้ ต้องห้ามตามพระราชบัญญัติล้มละลายพ.ศ. 2483 มาตรา 10 (1) ที่ศาลล้มละลายกลางมีคำสั่งพิทักษ์ทรัพย์ของจำเลยเด็ดขาดมานั้น ไม่ต้องด้วยความเห็นของศาลฎีกา อุทธรณ์ของจำเลยฟังขึ้น

พิพากษากลับให้ยกฟ้องโจทก์ ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสองศาลให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 735 ม. 738 ม. 739
พ.ร.บ.ล้มละลาย พ.ศ.2483 ม. 6 ม. 10 (1)
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — บริษัทบริหารสินทรัพย์พญาไท จำกัด
จำเลย — นายรัตนาพร แสงทอง
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลล้มละลายกลาง — นายสมศักดิ์ พลายเพ็ชร์
ชื่อองค์คณะ
เกษม เกษมปัญญา
มนูพงศ์ รุจิกัณหะ
อนันต์ วงษ์ประภารัตน์
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 5571/2555
#520467
เปิดฉบับเต็ม

เมื่อโจทก์ยื่นฟ้องคดีนี้แล้ว มี พ.ร.ฎ.กำหนดเงื่อนเวลายกเลิกกฎหมายว่าด้วยองค์การโทรศัพท์แห่งประเทศไทย พ.ศ.2545 มาใช้บังคับ โดยให้มีผลเป็นอันยกเลิก พ.ร.บ.องค์การโทรศัพท์แห่งประเทศไทย พ.ศ.2497 ตั้งแต่วันที่ 31 กรกฎาคม 2545 เป็นต้นไป และกำหนดให้นำ พ.ร.บ.ทุนรัฐวิสาหกิจ พ.ศ.2542 มาใช้บังคับแทน และมาตรา 17 แห่ง พ.ร.บ.องค์การโทรศัพท์แห่งประเทศไทย พ.ศ.2497 ที่ถูกยกเลิกบัญญัติให้พนักงานขององค์การโทรศัพท์แห่งประเทศไทยเป็นเจ้าพนักงานตามประมวลกฎหมายอาญา แต่ พ.ร.บ.ทุนรัฐวิสาหกิจ พ.ศ.2542 ที่ใช้บังคับแทนมิได้บัญญัติให้พนักงานขององค์การโทรศัพท์แห่งประเทศไทยเป็นเจ้าพนักงานตามประมวลกฎหมายอาญา ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 8 ปรับบทลงโทษจำเลยตาม ป.อ. มาตรา 147 จึงเป็นการไม่ชอบ การกระทำของจำเลยคงเป็นความผิดตาม ป.อ. มาตรา 352 วรรคแรก เพียงบทเดียว

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 147, 352, 91 และขอให้จำเลยคืนเงิน 339,919.71 บาท ให้แก่องค์การโทรศัพท์แห่งประเทศไทย

จำเลยให้การปฏิเสธ

ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง

โจทก์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 8 พิพากษากลับว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 147, 352 วรรคแรก เป็นการกระทำกรรมเดียวผิดกฎหมายหลายบทให้ลงโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 147 ซึ่งเป็นกฎหมายบทที่มีโทษหนักที่สุดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 จำเลยกระทำความผิดรวม 3 กระทง ให้เรียงกระทงลงโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 ให้จำคุกกระทงละ 5 ปี รวมจำคุก 15 ปี ให้จำเลยคืนเงินจำนวน 76,597.60 บาท แก่องค์การโทรศัพท์แห่งประเทศไทย คำขออื่นและข้อหาอื่นนอกจากนี้ให้ยก

จำเลยฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ขณะเกิดเหตุจำเลยเป็นพนักงานขององค์การโทรศัพท์แห่งประเทศไทย ซึ่งขณะเกิดเหตุเป็นรัฐวิสาหกิจ สังกัดกระทรวงคมนาคม โดยทำงานที่สำนักงานบริการโทรศัพท์สิชล ตำแหน่งพนักงานพาณิชย์ 3 มีนายณรงค์ เป็นผู้จัดการ สำนักงานบริการโทรศัพท์สิชลนำเครื่องรับเงินสดอิเล็กทรอนิกส์หรืออีซีอาร์ (ECR) มาใช้รับชำระเงินค่าบริการ จำเลยทำหน้าที่เป็นพนักงานรับเงินและหัวหน้าควบคุมการเงิน และติดตามเร่งรัดหนี้สิน ในการใช้เครื่องรับเงินสดอิเล็กทรอนิกส์ จำเลยมีรหัสเฉพาะในตำแหน่งพนักงานรับเงิน "CSH O1" และรหัสหัวหน้าควบคุมการเงิน "SUP O1" การรับชำระค่าใช้บริการโทรศัพท์โดยเครื่องรับเงินสดอิเล็กทรอนิกส์ของสำนักงานบริการโทรศัพท์สิชลมีจำเลย นายธิรพงศ์ นางขวัญเรือนและนายสุเทพ ทำหน้าที่รับเงิน ระหว่างปลายเดือนสิงหาคม 2542 ถึงต้นเดือนกันยายน 2542 มีผู้ใช้บริการโทรศัพท์นำใบแจ้งหนี้มาชำระค่าบริการประจำเดือน แต่ข้อมูลจากเครื่องรับเงินสดอิเล็กทรอนิกส์แสดงว่าผู้ใช้บริการดังกล่าวยังมีหนี้ค้างชำระในเดือนก่อนหน้านั้น แต่ผู้ใช้บริการโต้แย้งว่าได้นำเงินมาชำระแล้วพร้อมนำหลักฐานใบเสร็จรับเงินมายืนยัน นอกจากนี้ยังมีผู้ใช้บริการร้องเรียนมายังนายณรงค์ว่า ได้มาชำระค่าบริการโทรศัพท์แล้ว แต่ยังมีหนังสือทวงถามให้ชำระอีก นายณรงค์และนายธิรพงศ์จึงไปตรวจสอบพบว่ามีผู้ใช้บริการโทรศัพท์ค้างชำระค่าใช้บริการหลายรายรวมเป็นเงินประมาณ 300,000 บาท ตามรายงานหนี้ค้างชำระประจำเดือน แต่ผู้ใช้บริการโทรศัพท์ยืนยันว่าได้ชำระค่าบริการแล้ว เชื่อว่ามีพนักงานของสำนักงานบริการโทรศัพท์สิชลทุจริต นายณรงค์รายงานให้โทรศัพท์จังหวัดนครศรีธรรมราชทราบ วันที่ 9 กันยายน 2542 โทรศัพท์จังหวัดนครศรีธรรมราช มีคำสั่งที่ 54/2542 เรื่อง แต่งตั้งคณะกรรมการตรวจสอบงานรับเงินของสำนักงานบริการโทรศัพท์สิชล ต่อมาวันที่ 5 ตุลาคม 2542 คณะกรรมการตามคำสั่งดังกล่าวรายงานผลการตรวจสอบว่ามีการทุจริต ตามสำเนารายงานการตรวจสอบงานรับเงิน สำนักงานบริการโทรศัพท์สิชล วันที่ 14 ตุลาคม 2542 นายณรงค์ไปร้องทุกข์ให้ดำเนินคดีแก่จำเลย มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยข้อแรกว่า จำเลยกระทำความผิดตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 8 หรือไม่ ข้อเท็จจริงรับฟังได้ว่าจำเลยได้ทำการแก้ไข (Delete) รายการชำระเงินค่าบริการของผู้ใช้บริการโทรศัพท์ขององค์การโทรศัพท์แห่งประเทศไทยและของบริษัท ที ที แอนด์ ที จำกัด ตามสำเนารายงานผลการสอบสวนงานรับเงินของสำนักงานบริการโทรศัพท์สิชล แผ่นที่ 27 และ 28 รวม 45 ราย รวมเป็นเงิน 76,597.60 บาท แล้วยักยอกเงินค่าบริการเลขหมายโทรศัพท์ดังกล่าวมาเป็นของจำเลย ตามที่ศาลอุทธรณ์ภาค 8 วินิจฉัย แต่ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 8 วินิจฉัยว่า การกระทำของจำเลยเป็นความผิด 3 กรรม และเป็นความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 147 นั้น ข้อเท็จจริงตรงกับเอกสาร ได้ความว่าจำเลยกระทำความผิดวันที่ 3 สิงหาคม 2542 จำนวน 1 รายการ และวันที่ 5 สิงหาคม 2542 จำนวน 4 รายการ ส่วนรายการที่เหลืออีก 40 รายการ แต่ไม่ปรากฏหลักฐานสนับสนุนว่าจำเลยกระทำความผิดในวันดังกล่าวจริงและจากพยานหลักฐานของโจทก์ไม่มีหลักฐานสนับสนุนว่าจำเลยกระทำความผิดวันใด จึงไม่อาจสันนิษฐานให้เป็นผลร้ายแก่จำเลยว่ารายการที่เหลือเป็นการกระทำในวันใดวันหนึ่งของเดือนกรกฎาคมหรือสิงหาคม 2542 อีก 1 กรรม ตามที่ศาลอุทธรณ์ภาค 8 วินิจฉัย แต่ต้องสันนิษฐานให้เป็นคุณแก่จำเลยว่า จำเลยอาจยักยอกเงินรายการที่เหลืออีก 40 รายการในวันใดวันหนึ่งของวันที่ 3 หรือวันที่ 5 สิงหาคม 2542 การกระทำของจำเลยจึงเป็นความผิดเพียง 2 กรรม และเมื่อโจทก์ยื่นฟ้องคดีนี้แล้ว มีพระราชกฤษฎีกากำหนดเงื่อนเวลายกเลิกกฎหมายว่าด้วยองค์การโทรศัพท์แห่งประเทศไทย พ.ศ.2545 มาใช้บังคับ โดยให้มีผลเป็นอันยกเลิกพระราชบัญญัติองค์การโทรศัพท์แห่งประเทศไทย พ.ศ.2497 ตั้งแต่วันที่ 31 กรกฎาคม 2545 เป็นต้นไป และกำหนดให้นำพระราชบัญญัติทุนรัฐวิสาหกิจ พ.ศ.2542 มาใช้บังคับแทน และมาตรา 17 แห่งพระราชบัญญัติองค์การโทรศัพท์แห่งประเทศไทย พ.ศ.2497 ที่ถูกยกเลิกบัญญัติให้พนักงานขององค์การโทรศัพท์แห่งประเทศไทยเป็นเจ้าพนักงานตามประมวลกฎหมายอาญา แต่พระราชบัญญัติทุนรัฐวิสาหกิจ พ.ศ.2542 ที่ใช้บังคับแทนมิได้บัญญัติให้พนักงานขององค์การโทรศัพท์แห่งประเทศไทยเป็นเจ้าพนักงานตามประมวลกฎหมายอาญา ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 8 ปรับบทลงโทษจำเลยตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 147 จึงเป็นการไม่ชอบ การกระทำของจำเลยคงเป็นความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 352 วรรคแรก เพียงบทเดียว และจำเลยให้ถ้อยคำต่อคณะกรรมการขณะสอบสวนงานรับเงินของสำนักงานบริการโทรศัพท์สิชลรับว่าเป็นผู้ทำการแก้ไขข้อมูลและยักยอกเงินค่าบริการขององค์การโทรศัพท์แห่งประเทศไทยทั้งนำสืบรับว่ามีตำแหน่งเป็นพนักงานรับเงิน มีหน้าที่นำเงินที่ได้รับในแต่ละวันนำฝากธนาคาร นับว่าเป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ เห็นควรลดโทษให้จำเลย ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 8 พิพากษามานั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วยบางส่วน

ปัญหาวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยข้อสุดท้ายว่า นายณรงค์มีอำนาจร้องทุกข์แทนองค์การโทรศัพท์แห่งประเทศไทยหรือไม่ จำเลยฎีกาว่า นายณรงค์ไม่มีอำนาจร้องทุกข์ การร้องทุกข์เป็นอำนาจของผู้อำนวยการองค์การโทรศัพท์แห่งประเทศไทยหรือหัวหน้าฝ่ายโทรศัพท์ภาคใต้ (หาดใหญ่) เห็นว่า คำสั่งองค์การโทรศัพท์แห่งประเทศไทย เรื่องมอบหมายให้พนักงานปฏิบัติการแทนผู้อำนวยการองค์การโทรศัพท์แห่งประเทศไทยข้อ 4.12.1.1 มีรายละเอียดว่า "การแจ้งความร้องทุกข์และการถอนการแจ้งความร้องทุกข์กรณีเกิดความเสียหายแก่ทรัพย์สินขององค์การโทรศัพท์ฯ หรือกรณีอื่น ให้หัวหน้าส่วนงานที่รับผิดชอบตั้งแต่ระดับแผนกขึ้นไปเป็นผู้มีอำนาจ เว้นแต่มีหลักเกณฑ์ขององค์การโทรศัพท์ฯ หรือของทางราชการกำหนดไว้เป็นอย่างอื่น" เมื่อนายณรงค์เป็นผู้จัดการสำนักงานบริการโทรศัพท์สิชลย่อมมีอำนาจร้องทุกข์ให้ดำเนินคดีแก่บุคคลที่ทำให้องค์การโทรศัพท์แห่งประเทศไทยได้รับความเสียหายได้ตามที่นายณรงค์เบิกความ ส่วนที่จำเลยนำสืบและฎีกาว่าอำนาจร้องทุกข์เป็นของหัวหน้าฝ่ายโทรศัพท์ภาคใต้ (หาดใหญ่) นั้น ตามข้อ 4.12.3.1 มีรายละเอียดว่า "ให้หัวหน้าส่วนงานที่รับผิดชอบส่วนงานมีหน้าที่เกี่ยวกับการดำเนินคดีทางศาลตั้งแต่ระดับฝ่ายขึ้นไปเป็นผู้มีอำนาจ" ข้อกำหนดดังกล่าวเป็นการใช้สิทธิทางศาลแทนองค์การโทรศัพท์แห่งประเทศไทย จึงต้องให้ระดับฝ่ายเป็นผู้มีอำนาจฟ้องคดี หาใช่เป็นเรื่องมอบอำนาจให้ร้องทุกข์ตามที่จำเลยนำสืบและฎีกา ฎีกาข้อนี้ของจำเลยฟังไม่ขึ้น

พิพากษาแก้เป็นว่า ให้ยกฟ้องสำหรับความผิดตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 147 ให้ลงโทษจำเลยตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 352 วรรคแรก รวม 2 กระทง จำคุกกระทงละ 3 ปี รวมเป็นจำคุก 6 ปี ลดโทษให้กระทงละหนึ่งในสามตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คงเหลือจำคุกจำเลย 4 ปี นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 8
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.อ. ม. 147 ม. 352
พ.ร.บ.ทุนรัฐวิสาหกิจ พ.ศ.2542
พ.ร.ฎ.กำหนดเงื่อนเวลายกเลิกกฎหมายว่าด้วยองค์การโทรศัพท์แห่งประเทศไทย พ.ศ.2545 ม. 2 ม. 3
พ.ร.บ.องค์การโทรศัพท์แห่งประเทศไทย พ.ศ.2497 ม. 17
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการจังหวัดนครศรีธรรมราช
จำเลย — นางสุภัคสรณ์ โยจิ้วหรือบุญสัมพันธ์กิจ
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดนครศรีธรรมราช — นายวรชัย ธัญญรังสี
ศาลอุทธรณ์ภาค 8 — นายไพฑูรย์ ณัถฤทธิ์
ชื่อองค์คณะ
ชัยยุทธ ศรีจำนงค์
อนันต์ ชุมวิสูตร
สมชาติ ธัญญาวินิชกุล
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 5569/2555
#521418
เปิดฉบับเต็ม

เมื่อข้อเท็จจริงฟังได้ว่าจำเลยทั้งสิบดำเนินการก่อสร้างอาคารพิพาทให้ผิดไปจากแผนผังบริเวณและแบบแปลนที่ได้รับอนุญาต และรุกล้ำที่ว่างระหว่างกลางด้านหลังอาคารพิพาท การที่จำเลยทั้งสิบว่าจ้างผู้ออกแบบอาคารพิพาทและใช้วิศวกรควบคุมการก่อสร้างคนเดียวกัน ขออนุญาตก่อสร้างอาคารพิพาทในคราวเดียวกัน และดำเนินการก่อสร้างอาคารพิพาทพร้อมกัน จึงถือได้ว่าจำเลยทั้งสิบเป็นตัวการร่วมกันดำเนินการก่อสร้างอาคารพิพาทผิดไปจากแผนผังบริเวณและแบบแปลนที่ได้รับอนุญาตและรุกล้ำที่สาธารณะ

เมื่อจำเลยทั้งสิบทราบคำสั่งของเทศบาลตำบลแก่งคอยที่ให้ระงับการก่อสร้างเพราะดำเนินการก่อสร้างอาคารพิพาทผิดไปจากแผนผังบริเวณและแบบแปลนที่ได้รับอนุญาต และเพราะมีการบอกเลิกผู้ควบคุมงานและยังไม่มีการแจ้งชื่อผู้ควบคุมงานคนใหม่ จำเลยทั้งสิบไม่ปฏิบัติตาม ยังคงดำเนินการก่อสร้างอาคารพิพาทต่อไป จึงเป็นความผิดฐานเป็นตัวการร่วมกันฝ่าฝืนคำสั่งเจ้าพนักงานท้องถิ่นที่ให้ระงับการก่อสร้างเพราะดำเนินการก่อสร้างอาคารพิพาทผิดไปจากแผนผังบริเวณและแบบแปลนที่ได้รับอนุญาต และร่วมกันดำเนินการก่อสร้างในระหว่างที่ยังไม่ได้แจ้งชื่อผู้ควบคุมงานคนใหม่

ขณะจำเลยทั้งสิบได้รับคำสั่งให้ระงับการก่อสร้างเพราะดำเนินการก่อสร้างอาคารพิพาทผิดไปจากแผนผังบริเวณและแบบแปลนที่ได้รับอนุญาต และเพราะมีการบอกเลิกผู้ควบคุมงานและยังไม่มีการแจ้งชื่อผู้ควบคุมงานคนใหม่ การก่อสร้างอาคารพิพาทเริ่มไปได้ประมาณ 3 เดือน ยังอยู่ในระยะเริ่มต้นเพียงก่อสร้างฐานราก แต่จำเลยทั้งสิบดำเนินการต่อไปอีกเป็นเวลานานปีเศษ ทั้งในระหว่างนั้นจำเลยทั้งสิบได้รับคำสั่งแจ้งเตือนให้ระงับการก่อสร้างด้วยเหตุเดียวกันอีกหลายครั้ง เป็นพฤติการณ์ที่แสดงถึงการปฏิเสธไม่ยอมรับคำสั่งของเจ้าพนักงานท้องถิ่นที่ออกตามกฎหมาย ประกอบกับการดำเนินการก่อสร้างของจำเลยทั้งสิบมีผลทำให้การใช้ประโยชน์สาธารณสมบัติของแผ่นดินไม่สะดวกและขัดข้อง จึงไม่มีเหตุที่จะลดโทษจำเลยทั้งสิบให้เบาลง

โจทก์ฟ้องขอให้จำเลยทั้งสิบออกจากที่สาธารณะที่รุกล้ำ ไม่ได้มีคำขอให้เว้นระยะห่างด้านหลังอาคารพิพาท 2 เมตร เมื่อที่ว่างระหว่างกลางด้านหลังอาคารพิพาทซึ่งเป็นที่สาธารณะตามฟ้องมีความกว้าง 1.50 เมตร ที่ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษาให้จำเลยทั้งสิบร่วมกันเว้นระยะห่างด้านหลังอาคารพิพาท 2 เมตรตลอดแนว จึงเป็นการพิพากษาเกินคำขอ ไม่ชอบด้วย ป.วิ.อ. มาตรา 192 วรรคหนึ่ง

ตามทางนำสืบของโจทก์และจำเลยทั้งสิบได้ความว่า ในการดำเนินการก่อสร้างอาคารพิพาท มีการร่นระยะด้านหน้าอาคารพิพาทด้านทิศตะวันตกและด้านทิศตะวันออกผิดแผกไปจากแผนผังบริเวณ และได้ความว่า ความยาวของที่ดินที่ก่อสร้างอาคารพิพาทด้านทิศตะวันตกและด้านทิศตะวันออกไม่เท่ากัน ข้อเท็จจริงไม่ได้ความชัดว่าด้านหลังอาคารพิพาทด้านทิศตะวันตกและด้านทิศตะวันออกแต่ละด้านรุกล้ำที่สาธารณะมากน้อยเท่าใด ประกอบกับการออกจากที่สาธารณประโยชน์เป็นเรื่องเฉพาะตัวของจำเลยแต่ละคนจะต้องปฏิบัติด้วยการรื้อถอนอาคารพิพาทส่วนที่รุกร้ำ เมื่อยังไม่ได้ความชัดเจนเกี่ยวกับแนวเขตของอาคารพิพาทส่วนที่ต้องรื้อถอน การที่ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษาให้จำเลยทั้งสิบร่วมกันออกไปจากที่สาธารณประโยชน์ด้านหลังอาคารพิพาท .60 เมตร จึงไม่อาจปฏิบัติให้ถูกต้องได้ ชอบที่โจทก์จะไปว่ากล่าวดำเนินคดีต่างหาก

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องและแก้ไขฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยทั้งสิบตามพระราชบัญญัติควบคุมอาคาร พ.ศ.2522 มาตรา 4, 30, 31, 40, 65, 66 ทวิ, 67, 69, 70, 71 ประมวลกฎหมายที่ดิน มาตรา 9, 108 ทวิ ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90, 91 และให้จำเลยทั้งสิบออกจากบริเวณที่สาธารณะที่รุกล้ำตามฟ้อง

จำเลยทั้งสิบให้การปฏิเสธ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยทั้งสิบมีความผิดตามพระราชบัญญัติควบคุมอาคาร พ.ศ.2522 มาตรา 4, 30 วรรคสอง, 31 (ที่ถูกคือ 31 วรรคหนึ่ง), 40วรรคหนึ่ง (ที่ถูกคือ 40 (1)), 65 วรรคสอง (ที่ถูกคือ 65 วรรคหนึ่งและวรรคสอง), 66 (ที่ถูกไม่ปรับบท มาตรา 66), 67 (ที่ถูกคือ 67 วรรคหนึ่งและวรรคสอง), 69 ประมวลกฎหมายที่ดิน พ.ศ. 2497 มาตรา 9, 108 ทวิ วรรคสอง ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 ฐานเป็นผู้ดำเนินการจัดให้มีการก่อสร้างอาคารให้ผิดไปจากแผนผังบริเวณและแบบแปลนที่ได้รับอนุญาต จำคุกคนละ 6 เดือน และปรับคนละ 20,000 บาท ฐานฝ่าฝืนคำสั่งของเจ้าพนักงานท้องถิ่นไม่แจ้งชื่อผู้ควบคุมงานคนใหม่ (ที่ถูกคือ ฐานดำเนินการก่อสร้างในระหว่างที่ยังไม่ได้แจ้งชื่อผู้ควบคุมงานคนใหม่) จำคุกคนละ 6 เดือน และปรับคนละ 20,000 บาท ฐานเข้าไปยึดถือครอบครองที่ดินของรัฐ จำคุกคนละ 1 ปี และปรับคนละ 2,000 บาท รวมจำคุกคนละ 1 ปี 12 เดือน และปรับคนละ 42,000 บาท ข้อนำสืบของจำเลยทั้งสิบเป็นประโยชน์แก่การพิจารณาอยู่บ้าง ลดโทษให้ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 หนึ่งในสาม คงจำคุกคนละ 16 เดือน และปรับคนละ 28,000 บาท สำหรับความผิดฐานฝ่าฝืนคำสั่งของเจ้าพนักงานท้องถิ่นตามพระราชบัญญัติควบคุมอาคาร พ.ศ.2522 (ที่ถูก กับฐานดำเนินการก่อสร้างในระหว่างที่ยังไม่ได้แจ้งชื่อผู้ควบคุมงานคนใหม่และฐานก่อสร้างอาคารผิดแบบแปลนที่ได้รับอนุญาต) ตาม มาตรา 30 วรรคสอง, 31 วรรคหนึ่ง (ที่ถูก มาตรา 40 (1) ด้วย), 65, 67 (ที่ถูกคือ 65 วรรคสอง, 67 วรรคสอง ประกอบมาตรา 69) รวม 2 กระทง ลดโทษให้หนึ่งในสามแล้วให้ปรับจำเลยทั้งสิบเป็นรายวันอีกกระทงละ 2,000 บาท ต่อคน นับแต่วันที่ 27 พฤศจิกายน 2537 และวันที่ 1 ธันวาคม 2537 เป็นต้นไปตลอดเวลาที่ยังฝ่าฝืนหรือจนกว่าจะได้ปฏิบัติให้ถูกต้อง กับให้จำเลยทั้งสิบและบริวารร่วมกันออกไปจากที่ดินสาธารณประโยชน์ที่รุกล้ำด้านหลังอาคารกว้าง 0.60 เมตร และให้ร่วมกันเว้นระยะห่างด้านหลังอาคารกว้าง 2 เมตร ตลอดแนว โทษจำคุกให้รอการลงโทษไว้มีกำหนด 2 ปี ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 56 หากจำเลยทั้งสิบไม่ชำระค่าปรับให้บังคับตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 29, 30

จำเลยทั้งสิบอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษาแก้เป็นว่า ให้ปรับจำเลยทั้งสิบเป็นรายวัน วันละ 2,000 บาท ต่อคน สำหรับความผิดฐานก่อสร้างอาคารผิดแบบแปลนที่ได้รับอนุญาต นับแต่วันที่ 27 พฤศจิกายน 2537 ถึงวันที่ 24 กรกฎาคม 2539 รวม 606 วัน เป็นเงิน 1,212,000 บาท และความผิดฐานไม่แจ้งชื่อผู้ควบคุมงานคนใหม่ กับความผิดฐานฝ่าฝืนคำสั่งให้ระงับการก่อสร้าง นับแต่วันที่ 2 ธันวาคม 2537 ถึงวันที่ 24 กรกฎาคม 2539 รวม 601 วัน เป็นเงิน 1,202,000 บาท รวมเป็นเงิน 2,414,000 บาทต่อคน สำหรับความผิดฐานอื่น และนอกจากที่แก้คงให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

จำเลยทั้งสิบฎีกา โดยผู้พิพากษาซึ่งลงชื่อในคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ อนุญาตให้ฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า มีปัญหาข้อแรกที่ต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยทั้งสิบว่าจำเลยทั้งสิบกระทำความผิดฐานร่วมกันก่อสร้างอาคารให้ผิดไปจากแผนผังบริเวณและแบบแปลนที่ได้รับอนุญาตและรุกล้ำที่สาธารณะหรือไม่ เห็นว่า เดิมที่ว่างระหว่างกลางด้านหลังอาคารพิพาทเป็นที่ดินโฉนดเลขที่ 3155 เป็นของบริษัทล้อมสหญาติ จำกัด เมื่อปี 2525 บริษัทได้มอบที่ดินตามโฉนดที่ดินดังกล่าวให้แก่เทศบาลตำบลแก่งคอยเพื่อใช้เป็นสาธารณประโยชน์ ซึ่งในเรื่องนี้นางไพเราะ นายกเทศมนตรีผู้แทนของเทศบาลตำบลแก่งคอยในขณะเกิดเหตุก็เบิกความเป็นพยานโจทก์ยืนยันการมอบที่ดินดังกล่าว เมื่อมีการยกที่ดินให้เป็นสาธารณประโยชน์ ที่ดินจึงตกเป็นสาธารณสมบัติของแผ่นดินมีผลสมบูรณ์ทางกฎหมายทันที โดยไม่จำต้องจดทะเบียนการให้ต่อพนักงานเจ้าหน้าที่ และสภาพความเป็นสาธารณสมบัติของแผ่นดินย่อมไม่สิ้นไปถึงแม้จำเลยทั้งสิบจะครอบครองและเทศบาลตำบลแก่งคอยไม่ได้ใช้ประโยชน์ในที่ดินตามวัตถุประสงค์ที่มอบ นายบัณฑิตพงศ์ นายช่างโยธา สำนักงานเทศบาลตำบลแก่งคอยในขณะเกิดเหตุและเป็นผู้ออกแบบอาคารพิพาทเบิกความเป็นพยานโจทก์ว่า ที่ดินซึ่งเป็นที่ว่างระหว่างกลางด้านหลังอาคารพิพาทมีความกว้าง 1.50 เมตรตลอดแนว และในการออกแบบอาคารพิพาทได้ร่นระยะจากแนวเขตที่ดินด้านหลังทั้งสองด้าน ด้านละ 1 เมตร อาคารพิพาททั้งสองอาคารจะห่างกัน 2 เมตร ซึ่งตามแผนผังบริเวณที่ยื่นประกอบในการขอใบอนุญาตก่อสร้างอาคารพิพาทก็ปรากฏชื่อจำเลยทั้งสิบเป็นผู้ขออนุญาต มีระยะร่นและความกว้างระหว่างด้านหลังอาคารพิพาทสอดคล้องกับที่นายบัณฑิตพงศ์เบิกความ นายบัณฑิตพงศ์รับจ้างออกแบบอาคารพิพาทและได้รับค่าตอบแทนจากจำเลยทั้งสิบ ไม่มีเหตุที่จะต้องเบิกความให้จำเลยทั้งสิบต้องเสียหาย ก่อนออกแบบนายบัณฑิตพงศ์นำตลับเมตรไปวัดระยะความกว้างของที่ว่างระหว่างกลางด้านหลังอาคารพิพาท ระยะความกว้างที่วัดได้ย่อมมีความแน่นอน แต่จากคำเบิกความของนายสมชาย นายช่างโยธา สำนักงานเทศบาลตำบลแก่งคอยในขณะเกิดเหตุ และพันตำรวจโทกมล พนักงานสอบสวนพยานโจทก์ได้ความว่า เมื่อจำเลยทั้งสิบดำเนินการก่อสร้างอาคารพิพาทแล้วเสร็จ ไปวัดระยะความกว้างของที่ว่างระหว่างกลางด้านหลังอาคารพิพาทได้ .90 เมตร ตลอดแนว ตามภาพถ่าย น้อยกว่าเดิม .60 เมตร นายสมชายรู้เห็นเกี่ยวกับความกว้างของที่ว่างระหว่างกลางด้านหลังอาคารพิพาทจากโฉนดที่ดินเลขที่ 3155 ที่บริษัทล้อมสหญาติ จำกัด มอบให้แก่เทศบาลตำบลแก่งคอย และสอดคล้องกับคำเบิกความของนายบัณฑิตพงศ์ นอกจาก นั้นนายสมชายและพันตำรวจโทกมลไปวัดระยะความกว้างของที่ว่างระหว่างกลางด้านหลังอาคารพิพาทตามหน้าที่ ไม่มีเหตุที่จะต้องเบิกความบิดเบือนข้อเท็จจริง เมื่อความกว้างของที่ว่างระหว่างกลางด้านหลังอาคารพิพาทเหลือเพียง .90 เมตร ย่อมแสดงชัดอยู่ในตัวว่าจำเลยทั้งสิบไม่ได้ร่นระยะด้านหลังอาคารพิพาทจากแนวเขตที่ดินให้เป็นไปตามแผนผังบริเวณ ทำให้ด้านหลังอาคารพิพาททั้งสองอาคารห่างกันน้อยกว่า 2 เมตร และด้านหลังอาคารพิพาทยังรุกล้ำที่ว่างระหว่างกลางด้านหลังด้วย ที่จำเลยทั้งสิบอ้างว่าที่ว่างระหว่างกลางด้านหลังอาคารพิพาทเดิมมีความกว้าง .90 เมตรนั้น ก็ไม่ปรากฏว่าได้มาจากการวัดระยะ เป็นเพียงการกะประมาณซึ่งไม่แน่นอน และที่จำเลยทั้งสิบอ้างว่าไม่มีเจตนารุกล้ำที่สาธารณะเพราะไม่ทราบว่าที่ว่างระหว่างกลางด้านหลังอาคารพิพาทเป็นที่สาธารณะนั้น ก็ได้ความจากนายสมชายว่าได้แจ้งนายสมศักดิ์ วิศวกรผู้ควบคุมงานการก่อสร้าง จำเลยที่ 4 และที่ 5 ว่าการก่อสร้างอาคารพิพาทรุกล้ำทางสาธารณะ ซึ่งจำเลยที่ 5 ก็เบิกความว่า หลังจากก่อสร้างอาคารพิพาทไปบางส่วน เทศบาลตำบลแก่งคอยได้แจ้งนายสมศักดิ์ว่าการก่อสร้างอาคารพิพาทรุกล้ำทางสาธารณะ แต่นายสมศักดิ์และจำเลยทั้งสิบยืนยันว่าเป็นการก่อสร้างตามแนวอาคารเดิม แสดงว่าจำเลยทั้งสิบทราบแล้วว่าที่ว่างระหว่างกลางด้านหลังอาคารพิพาทเป็นที่สาธารณะ และที่จำเลยทั้งสิบอ้างว่าที่ว่างระหว่างกลางด้านหลังอาคารพิพาทไม่ใช่ "ที่สาธารณะ" ตามพระราชบัญญัติควบคุมอาคาร พ.ศ.2522 ด้านหลังอาคารพิพาทจึงไม่ต้องเว้นระยะห่าง 2 เมตรนั้น ก็ไม่เป็นเหตุที่ทำให้จำเลยทั้งสิบดำเนินการก่อสร้างอาคารพิพาทโดยพลการให้ผิดไปจากแผนผังบริเวณและแบบแปลนที่ได้รับอนุญาตได้ ส่วนที่จำเลยทั้งสิบอ้างว่าจำเลยที่ 1 ชื่อนายสุชาติ ไม่ได้ชื่อนายเกรียงชัย การส่งหนังสือหรือคำสั่งให้จำเลยที่ 1 โดยระบุชื่อนายเกรียงชัยไม่ชอบนั้น เห็นว่า ตามแผนผังบริเวณ ระบุชื่อผู้ขออนุญาตก่อสร้างว่านายเกรียงชัย และใบอนุญาตก่อสร้างอาคารก็ระบุชื่อผู้รับอนุญาตว่านายเกรียงชัย ทั้งในการบันทึกคำให้การของจำเลยที่ 1 ที่จำเลยที่ 1 ลงลายมือชื่อไว้ ศาลชั้นต้นก็ระบุชื่อจำเลยที่ 1 ว่านายเกรียงชัยหรือนายสุชาติ โดยจำเลยที่ 1 ไม่เคยกล่าวอ้างหรือโต้แย้งคัดค้านว่าไม่ถูกต้อง แสดงว่า ชื่อนายเกรียงชัยเป็นชื่อของจำเลยที่ 1 ด้วย นอกจากนั้นที่จำเลยทั้งสิบขออ้างการรังวัดที่ดินที่ก่อสร้างอาคารพิพาทเป็นพยานหลักฐานเพิ่มเติมในชั้นฎีกาเพื่อสนับสนุนให้เห็นว่าอาคารพิพาทก่อสร้างในที่ดินของจำเลยทั้งสิบนั้น เห็นว่า ตามบันทึกข้อความของเจ้าพนักงานที่ดินระบุชัดว่าหลักเขตเก่าหาย ได้ปักหลักเขตใหม่แทนตามเขตครอบครองโดยมีแนวอาคารเป็นเขตปรากฏอยู่ ซึ่งเป็นการยึดถือตามแนวอาคารพิพาท จึงไม่เป็นพยานหลักฐานสนับสนุนข้ออ้างของจำเลยทั้งสิบที่สมควรอนุญาตให้อ้างเป็นพยานหลักฐานเพิ่มเติม ข้ออ้างของจำเลยทั้งสิบไม่มีน้ำหนักให้รับฟัง ข้อเท็จจริงฟังได้ตามยานหลักฐานของโจทก์ว่า จำเลยทั้งสิบดำเนินการก่อสร้างอาคารพิพาทผิดไปจากแผนผังบริเวณและแบบแปลนที่ได้รับอนุญาต และรุกล้ำที่ว่างระหว่างกลางด้านหลังอาคารพิพาท และการที่จำเลยทั้งสิบว่าจ้างออกแบบอาคารพิพาทและใช้วิศวกรควบคุมการก่อสร้างคนเดียวกัน ขออนุญาตก่อสร้างอาคารพิพาทในคราวเดียวกัน และดำเนินการก่อสร้างอาคารพิพาทพร้อมกัน แสดงว่าจำเลยทั้งสิบกระทำการร่วมกัน จึงเป็นตัวการ การกระทำของจำเลยทั้งสิบเป็นความผิดฐานร่วมกันดำเนินการก่อสร้างอาคารพิพาทผิดไปจากแผนผังบริเวณและแบบแปลนที่ได้รับอนุญาตและรุกล้ำที่สาธารณะ

ปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยทั้งสิบข้อต่อไปมีว่า จำเลยทั้งสิบกระทำความผิดฐานร่วมกันฝ่าฝืนคำสั่งเจ้าพนักงานท้องถิ่นที่ให้ระงับการก่อสร้างเพราะดำเนินการก่อสร้างอาคารพิพาทผิดไปจากแผนผังบริเวณและแบบแปลนที่ได้รับอนุญาตหรือไม่ และร่วมกันกระทำความผิดฐานดำเนินการก่อสร้างในระหว่างที่ยังไม่ได้แจ้งชื่อผู้ควบคุมงานคนใหม่หรือไม่ เห็นว่า คำสั่งที่ให้จำเลยทั้งสิบระงับการก่อสร้างเพราะดำเนินการก่อสร้างอาคารพิพาทผิดไปจากแผนผังบริเวณและแบบแปลนที่ได้รับอนุญาตมีชื่อของจำเลยที่ 4 และที่ 5 เป็นผู้รับทราบคำสั่งโดยมีลายมือชื่อปรากฏอยู่ ส่วนคำสั่งที่ให้จำเลยทั้งสิบระงับการก่อสร้างจนกว่าจะมีผู้ควบคุมงานคนใหม่ ก็มีชื่อของจำเลยที่ 5 เป็นผู้รับโดยมีลายมือชื่อปรากฏอยู่เช่นเดียวกัน ทั้งการส่งคำสั่งที่ให้จำเลยทั้งสิบระงับการก่อสร้างจนกว่าจะมีผู้ควบคุมงานคนใหม่ นั้นเป็นการส่งโดยทางไปรษณีย์ลงทะเบียนตอบรับซึ่งมีลายมือชื่อผู้รับเอกสาร โดยเฉพาะจำเลยที่ 8 และที่ 9 ลงลายมือชื่อเป็นผู้รับเอกสารด้วยตนเอง แม้จำเลยทั้งสิบจะอ้างว่าลายมือชื่อไม่ใช่ของจำเลยที่ 4 และที่ 5 แต่ตามคำเบิกความของจำเลยที่ 3 ได้ความว่าจำเลยที่ 4 เคยพูดให้ฟังว่าได้รับหนังสือจากเทศบาลตำบลแก่งคอยเกี่ยวกับการก่อสร้าง จึงมีเหตุผลให้เชื่อได้ว่าหนังสือที่จำเลยที่ 4 ได้รับเป็นคำสั่งให้ระงับการก่อสร้างอาคารพิพาทดังกล่าว ทั้งจำเลยที่ 1 ก็เบิกความยอมรับว่าเทศบาลตำบลแก่งคอยมีคำสั่งให้ระงับการก่อสร้างจนกว่าจะมีผู้ควบคุมงานคนใหม่เจือสมกับนายสมชาย ข้อเท็จจริงฟังได้ว่าจำเลยทั้งสิบทราบคำสั่งของเทศบาลตำบลแก่งคอยที่ให้ระงับการก่อสร้างเพราะดำเนินการก่อสร้างอาคารพิพาทผิดไปจากแผนผังบริเวณและแบบแปลนที่ได้รับอนุญาต และคำสั่งที่ให้ระงับการก่อสร้างเพราะมีการบอกเลิกผู้ควบคุมงานและยังไม่มีการแจ้งชื่อผู้ควบคุมงานคนใหม่แล้ว เมื่อจำเลยทั้งสิบไม่ปฏิบัติตาม ยังคงดำเนินการก่อสร้างอาคารพิพาทต่อไป การกระทำของจำเลยทั้งสิบ จึงเป็นความผิดฐานร่วมกันฝ่าฝืนคำสั่งเจ้าพนักงานท้องถิ่นที่ให้ระงับการก่อสร้างเพราะดำเนินการก่อสร้างอาคารพิพาทผิดไปจากแผนผังบริเวณและแบบแปลนที่ได้รับอนุญาต และร่วมกันดำเนินการก่อสร้างในระหว่างที่ยังไม่ได้แจ้งชื่อผู้ควบคุมงานคนใหม่

ปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยทั้งสิบข้อต่อไปมีว่า สมควรลดโทษจำเลยทั้งสิบให้เบาลงหรือไม่ เห็นว่า ขณะจำเลยทั้งสิบทราบคำสั่งที่ให้ระงับการก่อสร้างเพราะก่อสร้างผิดไปจากที่ได้รับอนุญาต และคำสั่งที่ให้ระงับการก่อสร้างเพราะมีการบอกเลิกผู้ควบคุมงานและยังไม่มีการแจ้งชื่อผู้ควบคุมงานคนใหม่นั้น การก่อสร้างอาคารพิพาทเริ่มไปได้ประมาณ 3 เดือน ยังอยู่ในระยะเริ่มต้นเพียงก่อสร้างฐานราก แต่จำเลยทั้งสิบไม่ยอมระงับการดำเนินการก่อสร้างเพื่อตรวจสอบและแก้ไขให้ถูกต้อง ยังคงดำเนินการก่อสร้างต่อไปอีกเป็นเวลานานปีเศษ ทั้งในระหว่างนั้นจำเลยทั้งสิบก็ได้รับคำสั่งแจ้งเตือนให้ระงับการก่อสร้างด้วยเหตุเดียวกันอีกหลายครั้ง แต่จำเลยทั้งสิบยังคงเพิกเฉยไม่ยินยอมปฏิบัติตามคำสั่ง เป็นพฤติการณ์ที่แสดงถึงการปฏิเสธชัดแจ้งไม่ยอมรับคำสั่งของเจ้าพนักงานท้องถิ่นที่ออกตามกฎหมาย ทั้งการดำเนินการก่อสร้างของจำเลยทั้งสิบยังมีผลทำให้การใช้ประโยชน์สาธารณสมบัติของแผ่นดินไม่สะดวกและขัดข้อง กรณีจึงไม่มีเหตุที่สมควรลดโทษจำเลยทั้งสิบให้เบาลง ฎีกาของจำเลยทั้งสิบทุกข้อฟังไม่ขึ้น

อนึ่ง ตามฟ้องโจทก์มีคำขอให้จำเลยทั้งสิบออกจากที่สาธารณะที่รุกล้ำ ไม่ได้มีคำขอให้เว้นระยะห่างด้านหลังอาคารพิพาท 2 เมตร เมื่อที่ว่างระหว่างกลางด้านหลังอาคารพิพาทซึ่งเป็นที่สาธารณะตามฟ้องมีความกว้าง 1.50 เมตร การที่ศาลล่างทั้งสองพิพากษาให้จำเลยทั้งสิบร่วมกันเว้นระยะห่างด้านหลังอาคารพิพาท 2 เมตรตลอดแนว จึงเป็นการพิพากษาเกินคำขอ ไม่ชอบด้วยประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญามาตรา 192 วรรคหนึ่ง นอกจากนั้นตามทางนำสืบของโจทก์และจำเลยทั้งสิบปรากฏว่าในการดำเนินการก่อสร้างอาคารพิพาท มีการร่นระยะด้านหน้าอาคารพิพาทด้านทิศตะวันตกและด้านทิศตะวันออกผิดแผกไปจากแผนผังบริเวณ และความยาวของที่ดินที่ก่อสร้างอาคารพิพาทด้านทิศตะวันตกและด้านทิศตะวันออกไม่เท่ากัน ไม่ได้ความชัดว่าด้านหลังอาคารพิพาทด้านทิศตะวันตกและด้านทิศตะวันออกแต่ละด้านรุกล้ำที่สาธารณะมากน้อยเท่าใด ประกอบกับการออกจากที่สาธารณประโยชน์เป็นเรื่องเฉพาะตัวของจำเลยแต่ละคนจะต้องปฏิบัติด้วยการรื้อถอนอาคารพิพาทส่วนที่รุกล้ำ เมื่อยังไม่ได้ความชัดเจนเกี่ยวกับแนวเขตของอาคารพิพาทส่วนที่ต้องรื้อถอน การที่ศาลล่างทั้งสองพิพากษาให้จำเลยทั้งสิบร่วมกันออกไปจากที่สาธารณประโยชน์ด้านหลังอาคารพิพาท .60 เมตรจึงไม่อาจปฏิบัติให้ถูกต้องได้ ชอบที่โจทก์จะไปว่ากล่าวดำเนินคดีต่างหาก

พิพากษาแก้เป็นว่า ให้ยกคำสั่งศาลล่างทั้งสองที่ให้จำเลยทั้งสิบร่วมกันเว้นระยะห่างด้านหลังอาคารพิพาท 2 เมตรตลอดแนว กับที่ให้จำเลยทั้งสิบและบริวารร่วมกันออกไปจากที่ดินสาธารณประโยชน์ที่รุกล้ำด้านหลังอาคารกว้าง .60 เมตร นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 1
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.อ. ม. 192
ป.อ. ม. 78 ม. 83 ม. 91
พ.ร.บ.ควบคุมอาคาร พ.ศ.2522 ม. 31 ม. 40 (1) ม. 65 ม. 67 ม. 69
ป.ที่ดิน ม. 9 ม. 108 ทวิ
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการจังหวัดสระบุรี
นายเกรียงชัยหรือสุชาติ แซ่เตีย
จำเลย — หรือเกียรติอาภากุล กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดสระบุรี — นางสาวธัญวรัตน์ ภูภัทรโยธิน
ศาลอุทธรณ์ภาค 1 — นายรัถยา สัตยาบัน
ชื่อองค์คณะ
กรองเกียรติ คมสัน
อิสสระ นิ่มละมัย
ทรงศิลป์ ธรรมรัตน์
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 5568/2555
#521505
เปิดฉบับเต็ม

คดีก่อนจำเลยที่ 1 เป็นโจทก์ฟ้องโจทก์คดีนี้เป็นจำเลยว่าผิดสัญญาโดยเรียกค่าเสียหายจากการที่จำเลยที่ 1 สูญเสียโอกาสที่จะได้รับเงินจากการทำบุญในการจัดงานทอดผ้าป่าสามัคคี และค่าเสียโอกาสที่จะได้รับเงินจากการทำบุญในช่วงเข้าพรรษาออกพรรษา ทอดผ้าป่าสามัคคี ทอดกฐิน กับให้รื้อถอนห้างร้านก่อสร้างออกจากศาลาที่ก่อสร้าง โจทก์ซึ่งเป็นจำเลยคดีก่อนให้การต่อสู้ว่า ไม่ได้ผิดสัญญา ค่าเสียหายที่จำเลยที่ 1 ฟ้องมาเป็นค่าเสียหายในอนาคต จำเลยที่ 1 ไม่ได้เสียหายจริง จึงไม่ต้องรับผิดต่อจำเลยที่ 1 ประเด็นที่จะต้องวินิจฉัยคดีก่อนจึงมีเพียงว่า โจทก์ซึ่งเป็นจำเลยคดีก่อนผิดสัญญาจ้างหรือไม่ และจำเลยที่ 1 มีสิทธิฟ้องเรียกค่าเสียหายเพราะเหตุที่โจทก์ทำงานไม่แล้วเสร็จตามสัญญาหรือไม่เพียงใด ซึ่งศาลชั้นต้นวินิจฉัยว่า โจทก์ซึ่งเป็นจำเลยคดีก่อนยังไม่ได้ผิดสัญญา จำเลยที่ 1 จึงไม่มีสิทธิเรียกค่าเสียหาย แล้วพิพากษายกฟ้องจำเลยที่ 1 คดีถึงที่สุด ส่วนคดีนี้โจทก์ฟ้องเรียกให้จำเลยที่ 1 ชำระเงินค่าจ้างส่วนที่เหลือ และค่าเสียโอกาสจากการนำเงินค่าจ้างไปลงทุน คดีนี้จึงมีประเด็นที่จะต้องวินิจฉัยว่า โจทก์มีสิทธิเรียกเงินค่าจ้างส่วนที่เหลือ และค่าเสียหายแก่โจทก์หรือไม่เพียงใด แม้มูลเหตุที่ฟ้องในคดีนี้กับคดีก่อนจะสืบเนื่องมาจากสัญญาจ้างทำของอันเดียวกันก็ตาม แต่คำฟ้องโจทก์คดีนี้ไม่ใช่ประเด็นเดียวกันกับประเด็นในคดีก่อน จึงไม่เป็นฟ้องซ้ำหรือดำเนินกระบวนพิจารณาซ้ำ

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยทั้งสองร่วมกันชำระเงิน 263,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงินดังกล่าวนับแต่วันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์

จำเลยทั้งสองให้การในทำนองเดียวกันขอให้ยกฟ้อง

ในวันนัดสืบพยานโจทก์ โจทก์และจำเลยทั้งสองแถลงรับข้อเท็จจริงว่า ก่อนฟ้องคดีนี้ จำเลยที่ 1 เคยฟ้องโจทก์เกี่ยวกับมูลเหตุที่พิพาทในคดีนี้มาแล้วในคดีหมายเลขแดงที่ 291/2550 ของศาลชั้นต้น ศาลชั้นต้นเห็นว่าคดีพอวินิจฉัยได้แล้ว จึงให้งดสืบพยานโจทก์และจำเลยทั้งสอง

ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง ค่าฤชาธรรมเนียมให้เป็นพับ

โจทก์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 6 พิพากษายกคำสั่งงดสืบพยานและคำพิพากษาของศาลชั้นต้น ให้ศาลชั้นต้นพิจารณาและพิพากษาใหม่ตามรูปคดี ค่าฤชาธรรมเนียมในชั้นนี้ให้ศาลชั้นต้นรวมสั่งเมื่อมีคำพิพากษาใหม่ คืนค่าขึ้นศาลชั้นอุทธรณ์ส่วนที่เกิน 200 บาท ให้แก่โจทก์

จำเลยทั้งสองฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยทั้งสองว่า ฟ้องโจทก์คดีนี้เป็นฟ้องซ้ำหรือดำเนินกระบวนพิจารณาซ้ำกับคดีหมายเลขแดงที่ 291/2550 ของศาลชั้นต้นหรือไม่ เห็นว่า คดีก่อนจำเลยที่ 1 เป็นโจทก์ฟ้องโจทก์คดีนี้เป็นจำเลยว่าผิดสัญญา โดยเรียกค่าเสียหายจากการที่จำเลยที่ 1 สูญเสียโอกาสที่จะได้รับเงินจากการทำบุญในการจัดงานทอดผ้าป่าสามัคคีจำนวน 150,000 บาท และค่าเสียโอกาสที่จะได้รับเงินจากการทำบุญในช่วงเข้าพรรษาออกพรรษา ทอดผ้าป่าสามัคคี ทอดกฐิน จำนวน 150,000 บาท รวมเป็นเงิน 300,000 บาท กับให้รื้อถอนห้างร้านก่อสร้างออกจากศาลาที่ก่อสร้าง โจทก์ซึ่งเป็นจำเลยคดีก่อนให้การต่อสู้ว่า ไม่ได้ผิดสัญญา ค่าเสียหายที่จำเลยที่ 1 ฟ้องมาเป็นค่าเสียหายในอนาคต จำเลยที่ 1 ไม่ได้เสียหายจริง จึงไม่ต้องรับผิดต่อจำเลยที่ 1 ประเด็นที่จะต้องวินิจฉัยในคดีก่อนจึงมีเพียงว่า โจทก์ซึ่งเป็นจำเลยคดีก่อนผิดสัญญาจ้างหรือไม่ และจำเลยที่ 1 มีสิทธิฟ้องเรียกค่าเสียหายเพราะเหตุที่โจทก์ทำงานไม่แล้วเสร็จตามสัญญาหรือไม่เพียงใด ซึ่งศาลชั้นต้นวินิจฉัยว่า โจทก์ซึ่งเป็นจำเลยคดีก่อนยังไม่ได้ผิดสัญญา จำเลยที่ 1 จึงไม่มีสิทธิเรียกค่าเสียหาย แล้วพิพากษายกฟ้องจำเลยที่ 1 คดีถึงที่สุด ส่วนคดีนี้โจทก์ฟ้องเรียกให้จำเลยที่ 1 ชำระเงินค่าจ้างส่วนที่เหลือ จำนวน 113,000 บาท และค่าเสียโอกาสจากการนำเงินค่าจ้างไปลงทุน จำนวน 150,000 บาท คดีนี้จึงมีประเด็นที่จะต้องวินิจฉัยว่า โจทก์มีสิทธิเรียกเงินค่าจ้างส่วนที่เหลือ และค่าเสียหายแก่โจทก์หรือไม่เพียงใด แม้มูลเหตุที่ฟ้องในคดีนี้กับคดีก่อนจะสืบเนื่องมาจากสัญญาจ้างทำของอันเดียวกันก็ตาม แต่คำฟ้องโจทก์คดีนี้ไม่ใช่ประเด็นเดียวกันกับประเด็นในคดีก่อน จึงไม่เป็นฟ้องซ้ำหรือดำเนินกระบวนพิจารณาซ้ำ ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 6 พิพากษามานั้นชอบแล้ว ฎีกาของจำเลยทั้งสองฟังไม่ขึ้น

พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ. ม. 144 ม. 148
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นางสาวจิณห์ภาวันหรือยลณพัสน์ วงษ์สุวรรณ์
จำเลย — พระสมชาย สุเขธิโต กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลแขวงนครสวรรค์ — นายมณฑล ชัยมงคล
ศาลอุทธรณ์ภาค 6 — นายประพนธ์ กองมะลิกันแก้ว
ชื่อองค์คณะ
วิรุฬห์ แสงเทียน
ปดารณี ลัดพลี
ฉัตรไชย จันทร์พรายศรี
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 5567/2555
#521386
เปิดฉบับเต็ม

สัญญาว่าจ้างที่โจทก์กับจำเลยตกลงกันว่าให้โจทก์เป็นผู้จัดการผลประโยชน์ของจำเลยในคดีความทั้งคดีแพ่งและคดีอาญาโดยให้โจทก์เป็นผู้ออกค่าใช้จ่าย ค่าทนายความ และค่าขึ้นศาล ทำขึ้นโดยหวังจะได้ส่วนแบ่งจากผลประโยชน์ที่ได้จากการที่ผู้อื่นเป็นความกันโดยที่โจทก์ไม่ได้มีส่วนเกี่ยวข้องในคดี วัตถุประสงค์แห่งสัญญาว่าจ้างดังกล่าวจึงขัดต่อความสงบเรียบร้อยหรือศีลธรรมอันดีของประชาชนย่อมตกเป็นโมฆะ ตาม ป.พ.พ. มาตรา 150 โดยไม่จำต้องพิจารณาว่าผลประโยชน์ที่จะได้รับมานั้นเกี่ยวข้องกับทรัพย์มรดกของเจ้ามรดกหรือไม่ โจทก์จึงไม่อาจนำสัญญาว่าจ้างดังกล่าวมาฟ้องให้จำเลยชำระส่วนแบ่งให้แก่ตนได้

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องและแก้ไขคำฟ้องขอให้บังคับจำเลยชำระเงินจำนวน 1,000,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงินดังกล่าวนับจากวันฟ้องจนกว่าจะชำระหนี้เสร็จแก่โจทก์

จำเลยให้การขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง ค่าฤชาธรรมเนียมให้เป็นพับ

โจทก์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ

โจทก์ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่าคดีมีปัญหาข้อกฎหมายต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์เพียงว่า สัญญาว่าจ้างที่จำเลยตกลงให้โจทก์เป็นผู้จัดการผลประโยชน์ของจำเลยในคดีความทั้งทางอาญาและทางแพ่งและมีข้อตกลงว่าผลประโยชน์ที่จะได้รับส่วนแบ่งคนละครึ่งมีผลบังคับตามกฎหมายหรือไม่ เห็นว่าโจทก์มิได้เป็นทนายความ โจทก์จึงมิได้เป็นผู้มีส่วนได้เสียในมูลความแห่งคดีทั้งปวงที่จำเลยมีข้อพิพาทกับบุคคลอื่นไม่ว่าทางหนึ่งทางใด สัญญาว่าจ้างที่โจทก์กับจำเลยตกลงกันว่าให้โจทก์เป็นผู้จัดการผลประโยชน์ของจำเลยในคดีความทั้งคดีแพ่งและคดีอาญา โดยให้โจทก์ออกค่าใช้จ่าย ค่าทนายความและค่าขึ้นศาลนั้นทำขึ้นก็โดยหวังจะได้ส่วนแบ่งจากผลประโยชน์ที่ได้จากการเป็นความกันหรือเข้าไปมีส่วนได้เสียในมูลคดีโดยวิธีการแบ่งเอาส่วนจากผลประโยชน์ที่ได้จากการเป็นความกัน จึงเป็นการแสวงหาประโยชน์จากการที่ผู้อื่นเป็นความกันโดยที่โจทก์ไม่ได้มีส่วนเกี่ยวข้องในคดี วัตถุประสงค์แห่งสัญญาว่าจ้างดังกล่าวจึงขัดต่อความสงบเรียบร้อยหรือศีลธรรมอันดีของประชาชน ย่อมตกเป็นโมฆะตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 150 โดยไม่จำต้องพิจารณาว่าผลประโยชน์ที่จะได้รับมานั้นเกี่ยวข้องกับทรัพย์มรดกของหม่อมเจ้าฐิติพันธุ์ ยุคล ดังที่โจทก์ฎีกาหรือไม่ โจทก์จึงไม่อาจนำสัญญาว่าจ้างดังกล่าวมาฟ้องให้จำเลยชำระส่วนแบ่งให้แก่ตนได้ ที่ศาลล่างทั้งสองพิพากษายกฟ้องโจทก์มานั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาของโจทก์ฟังไม่ขึ้น

พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมในชั้นฎีกาให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 150
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นายแสวง วัณณสุโภประสิทธิ์
จำเลย — นางหรือหม่อมชลาศัยหรือลูกปลา ยุคลหรือขวัญฐิติ
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลแพ่ง — นางโชติพรรณ โชติวงศ์สุโรจน์
ศาลอุทธรณ์ — นายแก้ว เวศอุไร
ชื่อองค์คณะ
พศวัจณ์ กนกนาก
อภิรัตน์ ลัดพลี
ธงชัย เสนามนตรี
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 5563/2555
#521461
เปิดฉบับเต็ม

พ.ร.ก.การปฏิรูประบบสถาบันการเงิน (ฉบับที่ 2 ) พ.ศ.2541 มาตรา 30 ตรี บัญญัติว่า "ในกรณีที่มีการโอนทรัพย์สินที่ได้ขายตามวิธีการที่กำหนดไว้ในมาตรา 30 ทวิ แล้ว... (3) ผู้ซื้อทรัพย์สินมีสิทธิเรียกดอกเบี้ยตามวิธีการและตามอัตราในสัญญาเดิม" เมื่อจำเลยที่ 1 ทำสัญญากู้ยืมเงินกับบริษัทเงินทุนหลักทรัพย์ ค. ตกลงอัตราดอกเบี้ยร้อยละ 14 ต่อปี ส่วนดอกเบี้ยในระหว่างผิดนัดอัตราร้อยละ 21 ต่อปี และโจทก์ได้รับโอนสิทธิทั้งหมดตามสัญญากู้ยืมเงินและสัญญาจำนอง ต่อมาวันที่ 9 กุมภาพันธ์ 2544 โจทก์กับจำเลยที่ 1 ตกลงยอมปรับโครงสร้างหนี้ รวมทั้งจำเลยที่ 1 ยอมรับดอกเบี้ยผิดนัดในอัตราสูงสุดตามเงื่อนไขที่ได้กำหนดไว้ในสัญญากู้ยืมเงิน ตามสัญญากู้เงินและบันทึกต่อท้ายสัญญากู้ยืมเงิน ประกอบกับตามบทบัญญัติดังกล่าวรับรองให้โจทก์มีสิทธิที่จะคิดดอกเบี้ยได้ในอัตราเดิมที่ระบุไว้ในสัญญากู้ยืมเงิน โจทก์จึงมีสิทธิคิดดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 21 ต่อปี

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยทั้งสองร่วมกันชำระเงิน 7,152,289.11 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 21 ต่อปี ของต้นเงิน 3,214,147.56 บาท นับถัดจากวันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จให้แก่โจทก์ หากจำเลยทั้งสองไม่ชำระหรือชำระไม่ครบถ้วน ให้ยึดที่ดินโฉนดเลขที่ 9552, 26434, 26435 และ 31903 ตำบลเชียงรากน้อย อำเภอบางปะอิน (พระราชวัง) จังหวัดพระนครศรีอยุธยา พร้อมสิ่งปลูกสร้างออกขายทอดตลาดนำเงินมาชำระหนี้ให้แก่โจทก์ ถ้าได้เงินไม่พอชำระหนี้ ให้ยึดทรัพย์สินอื่นของจำเลยทั้งสองออกขายทอดตลาดนำเงินมาชำระหนี้ให้แก่โจทก์จนครบถ้วน

จำเลยทั้งสองให้การขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยทั้งสองร่วมกันชำระเงิน 7,152,289.11 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 15 ต่อปี ของต้นเงิน 3,214,147.56 บาท นับถัดจากวันฟ้อง (ฟ้องวันที่ 14 ตุลาคม 2547) จนกว่าจะชำระเสร็จให้แก่โจทก์ หากจำเลยทั้งสองไม่ชำระ ให้ยึดทรัพย์จำนองที่ดินโฉนดเลขที่ 9552, 26434, 26435 และ 31903 ตำบลเชียงรากน้อย อำเภอบางปะอิน (พระราชวัง) จังหวัดพระนครศรีอยุธยา พร้อมสิ่งปลูกสร้างขายทอดตลาดนำเงินมาชำระหนี้ให้แก่โจทก์ ถ้าได้เงินไม่พอชำระหนี้ ให้ยึดทรัพย์สินอื่นของจำเลยทั้งสองออกขายทอดตลาดนำเงินมาชำระหนี้ให้แก่โจทก์จนครบถ้วน ให้จำเลยทั้งสองร่วมกันใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ โดยกำหนดค่าทนายความ 10,000 บาท

จำเลยทั้งสองอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ

จำเลยทั้งสองฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงเบื้องต้นฟังเป็นยุติว่า เมื่อวันที่ 15 ธันวาคม 2536 จำเลยที่ 1 กู้ยืมเงินจากบริษัทเงินทุนหลักทรัพย์คาเธ่ย์ไฟน์แนนซ์ จำกัด (มหาชน) จำนวน 4,000,000 บาท ตกลงดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 14 ต่อปี โดยนำที่ดินพร้อมสิ่งปลูกสร้างมาจดทะเบียนจำนองเป็นประกัน และมีจำเลยที่ 2 เป็นผู้ค้ำประกันยอมรับผิดอย่างลูกหนี้ร่วมตามสัญญากู้เงิน หนังสือสัญญาจำนองที่ดินและสัญญาค้ำประกันหนี้สิน ต่อมาวันที่ 5 สิงหาคม 2540 รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังมีคำสั่งให้บริษัทเงินทุนหลักทรัพย์ดังกล่าวระงับการดำเนินกิจการ และโจทก์ซื้อสินเชื่อบริษัทเงินทุนหลักทรัพย์นั้นรวมทั้งสินเชื่อของจำเลยทั้งสองด้วย ครั้นวันที่ 9 กุมภาพันธ์ 2544 โจทก์และจำเลยที่ 1 ตกลงปรับปรุงโครงสร้างหนี้ดังกล่าวและตกลงทำบันทึกต่อท้ายสัญญากู้เงิน แต่จำเลยที่ 1 ชำระหนี้ให้แก่โจทก์เพียงบางส่วน โจทก์มีหนังสือทวงถามและบอกกล่าวบังคับจำนองแล้ว จำเลยทั้งสองเพิกเฉยไม่ชำระหนี้ให้แก่โจทก์

มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยทั้งสองข้อแรกว่า โจทก์มีอำนาจฟ้องหรือไม่ เห็นว่า ปัญหาเรื่องโจทก์บรรยายฟ้องว่า "...โดยโจทก์เป็นผู้ซื้อสินเชื่อที่อยู่อาศัยจากการประมูลขายได้ทั้งหมด..." นั้น ที่จำเลยทั้งสองฎีกาต้องหมายความว่า โจทก์ต้องเป็นผู้ซื้อโดยเป็นผู้ประมูลได้เองโดยตรงในทำนองเดียวกันกับประมูลซื้อทรัพย์สินจากการขายทอดตลาดทั่วไป ดังนี้ เมื่อจำเลยทั้งสองไม่ได้ให้การต่อสู้ถึงความหมาย "จากการประมูลขายได้ทั้งหมด" ไว้ แม้ศาลอุทธรณ์ภาค 1 จะหยิบยกขึ้นวินิจฉัยในปัญหาว่าโจทก์ไม่ได้นำสืบนอกคำฟ้อง ก็ถือไม่ได้ว่าเป็นข้อที่ได้ยกขึ้นว่ากันมาแล้วโดยชอบในศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ภาค 1 จึงต้องห้ามฎีกาตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 249 วรรคหนึ่ง ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัย และขณะโจทก์เข้าทำสัญญาซื้อสินเชื่อตามฟ้องกับองค์การเพื่อการปฏิรูประบบสถาบันการเงิน (ปรส.) โจทก์มีฐานะเป็นนิติบุคคลแล้วตามสำเนาหนังสือรับรองและสำเนาสัญญาซื้อขาย ซึ่งบริษัทเลแมน บราเดอร์ส โฮลดิ้งส์ จำกัด ผู้ชนะการประมูลสินเชื่อที่อยู่อาศัยได้โอนสิทธิที่จะทำสัญญาขายมาตรฐานให้โจทก์ โดยบริษัทดังกล่าวได้ทำสัญญาค้ำประกันที่ไม่อาจเพิกถอนได้ ตามประกาศ ปรส. ข้อ 4.1.5 (2) และสัญญาค้ำประกัน เมื่อโจทก์ได้ปฏิบัติตามเงื่อนไขของการประมูลแล้ว โจทก์จึงได้รับโอนสิทธิมาโดยชอบด้วยกฎหมายและผูกพันจำเลยทั้งสอง พยานหลักฐานของโจทก์มีน้ำหนักมากกว่าพยานหลักฐานของจำเลยทั้งสอง โจทก์จึงมีอำนาจฟ้องคดีนี้ ฎีกาของจำเลยทั้งสองฟังไม่ขึ้น

ปัญหาข้อที่ 2 ว่า โจทก์ใช้สิทธิโดยไม่สุจริตในการฟ้องคดีนี้หรือไม่ เห็นว่า การที่โจทก์บรรยายฟ้องว่า "โจทก์เป็นผู้ซื้อสินเชื่อที่อยู่อาศัยจากการประมูลขายได้ทั้งหมด" เป็นการบรรยายซึ่งสภาพแห่งข้อหา ทั้งข้ออ้างที่อาศัยเป็นหลักแห่งข้อหาว่า โจทก์มีสิทธิในการฟ้องคดีนี้อย่างไร ส่วนผู้ใดเป็นผู้ประมูลได้และโจทก์เข้ามาซื้อรับโอนสิทธินั้นถือเป็นรายละเอียดที่นำสืบได้ในชั้นพิจารณา โดยโจทก์ได้นำสืบในรายละเอียดดังกล่าวแล้ว และแม้ตามประกาศ ปรส. ดังกล่าวห้ามมิให้บุคคลที่ถือหุ้นในบุคคลที่เกี่ยวข้องกับ ปรส. ตั้งแต่ร้อยละ 10 ขึ้นไป เป็นผู้ประมูลหรือผู้ซื้อ แต่สำเนาคำพิพากษาและสำเนาบัญชีรายชื่อผู้ถือหุ้น เป็นข้อเท็จจริงที่ไม่ได้ยกขึ้นว่ากันมาแล้วโดยชอบในศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ภาค 1 และคำพิพากษาดังกล่าวไม่ผูกพันคู่ความในคดีนี้ ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัย เมื่อไม่ปรากฏข้อเท็จจริงให้ฟังได้ว่า บริษัทเลแมน บราเดอร์ส โฮลดิ้งส์ จำกัด ถือหุ้นร้อยละ 10 ขึ้นไปของบริษัทเลแมน บราเดอร์ส (ประเทศไทย) จำกัด หรือไม่ จึงรับฟังไม่ได้ว่าโจทก์ใช้สิทธิโดยไม่สุจริตในการฟ้องคดีนี้ ฎีกาของจำเลยทั้งสองข้อนี้ฟังไม่ขึ้น

ปัญหาข้อที่ 3 ว่า โจทก์ซื้อสินเชื่อของบริษัทเงินทุนหลักทรัพย์ คาเธ่ย์ไฟน์แนนซ์ จำกัด (มหาชน) มาโดยชอบด้วยกฎหมายหรือไม่ เห็นว่า จำเลยทั้งสองให้การต่อสู้คดีเพียงว่า ในวันที่โจทก์เสนอราคาซื้อในการประมูลขายสินเชื่อตามฟ้องนั้น โจทก์ยังไม่เป็นนิติบุคคล โจทก์จึงไม่เป็นผู้ซื้อและไม่มีอำนาจฟ้องเท่านั้น จำเลยทั้งสองมิได้ยกปัญหาดังกล่าวขึ้นต่อสู้ไว้ในคำให้การ แม้ฝ่ายจำเลยทั้งสองได้ถามค้านพยานโจทก์เกี่ยวกับปัญหาดังกล่าวไว้ก็ไม่ทำให้เกิดเป็นประเด็นโดยชอบในศาลชั้นต้น ถือไม่ได้ว่าเป็นข้อที่ยกขึ้นว่ากันมาแล้วโดยชอบในศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ภาค 1 จึงต้องห้ามฎีกาตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 249 วรรคหนึ่ง ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัย ข้อเท็จจริงฟังได้ว่า โจทก์ซื้อสินเชื่อของบริษัทเงินทุนหลักทรัพย์คาเธ่ย์ไฟน์แนนซ์ จำกัด (มหาชน) มาโดยชอบด้วยกฎหมาย ฎีกาของจำเลยทั้งสองฟังไม่ขึ้น

ปัญหาข้อสุดท้ายว่า โจทก์มีสิทธิคิดดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 21 ต่อปี ได้หรือไม่ เห็นว่า ตามพระราชกำหนดการปฏิรูประบบสถาบันการเงิน (ฉบับที่ 2) พ.ศ.2541 มาตรา 30 ตรี บัญญัติว่า "ในกรณีที่มีการโอนทรัพย์สินที่ได้ขายตามวิธีการที่กำหนดไว้ในมาตรา 30 ทวิ แล้ว... (3) ผู้ซื้อทรัพย์สินมีสิทธิเรียกดอกเบี้ยตามวิธีการและตามอัตราในสัญญาเดิม" เมื่อจำเลยที่ 1 ทำสัญญากู้ยืมเงินกับบริษัทเงินทุนหลักทรัพย์คาเธ่ย์ไฟน์แนนซ์ จำกัด (มหาชน) ตกลงอัตราดอกเบี้ยร้อยละ 14 ต่อปี ส่วนดอกเบี้ยในระหว่างผิดนัดอัตราร้อยละ 21 ต่อปี และโจทก์ได้รับโอนสิทธิทั้งหมดตามสัญญากู้ยืมเงินและสัญญาจำนอง ต่อมาวันที่ 9 กุมภาพันธ์ 2544 โจทก์กับจำเลยที่ 1 ตกลงยอมปรับโครงสร้างหนี้ รวมทั้งจำเลยที่ 1 ยอมรับดอกเบี้ยผิดนัดในอัตราสูงสุดตามเงื่อนไขที่ได้กำหนดไว้ในสัญญากู้ยืมเงิน ตามสัญญากู้เงินและบันทึกต่อท้ายสัญญากู้ยืมเงิน ประกอบกับตามบทบัญญัติดังกล่าวรับรองให้โจทก์มีสิทธิที่จะคิดดอกเบี้ยได้ในอัตราเดิมที่ระบุไว้ในสัญญากู้ยืมเงิน โจทก์จึงมีสิทธิคิดดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 21 ต่อปี ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษาชอบแล้ว ฎีกาของจำเลยทั้งสองฟังไม่ขึ้น

พิพากษายืน ให้จำเลยทั้งสองใช้ค่าทนายความในชั้นฎีกา 8,000 บาท แทนโจทก์
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.ก.การปฏิรูประบบสถาบันการเงิน (ฉบับที่ 2) พ.ศ.2541 ม. 30 ตรี
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — กองทุนรวมโกลบอลไทย พร็อพเพอร์ตี้
จำเลย — นางสาวเสาวนีย์ สิริพงศ์บุญสิทธิ กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดพระนครศรีอยุธยา — นายสมพงษ์ ฐิติสุริยารักษ์
ศาลอุทธรณ์ภาค 1 — นายสันติชัย วัฒนวิกย์กรรม์
ชื่อองค์คณะ
มนูพงศ์ รุจิกัณหะ
สมควร วิเชียรวรรณ
ธนสิทธิ์ นิลกำแหง
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 5559/2555
#520432
เปิดฉบับเต็ม

ผู้เอาประกันภัยกับจำเลยที่ 1 มีข้อตกลงกันว่าอุณหภูมิภายในตู้สินค้าห้องเย็นต้องอยู่ในระดับ ลบ 24 องศาเซลเซียส เมื่อจำเลยที่ 1 ไม่สามารถดูแลรักษาอุณหภูมิสินค้าให้เป็นไปตามที่ตกลงไว้ จึงเป็นการปฏิบัติผิดสัญญา ทำให้สินค้าไม่ได้มาตรฐานสินค้าแช่แข็งส่งออกของผู้เอาประกันภัยซึ่งอาจมีมาตรฐานสูงกว่ามาตรฐานของกรมปศุสัตว์หรือเจ้าของสินค้ารายอื่น จำเลยที่ 1 จะอ้างมาตรฐานของกรมปศุสัตว์มากล่าวอ้างให้ไม่ต้องรับผิดชอบตามสัญญาไม่ได้

พนักงานของจำเลยที่ 2 เป็นผู้ขับรถเฉี่ยวชนตู้สินค้าห้องเย็นที่บรรจุสินค้าจนชำรุดอันเป็นผู้ก่อให้เกิดความเสียหายต่อสินค้าในตู้โดยตรง ทั้งจำเลยที่ 2 ย่อมทราบดีว่าสินค้าที่บรรจุในตู้สินค้าห้องเย็นจำเป็นอย่างยิ่งที่จะต้องได้รับการดูแลเอาใจใส่รักษาอุณหภูมิภายในตู้ให้ได้ตามที่กำหนดไว้เสมอ เมื่อจำเลยที่ 2 ทำให้ตู้สินค้าห้องเย็นนี้เสียหายก็มีหน้าที่ต้องแก้ไขซ่อมแซมเพื่อป้องกันมิให้สินค้าเสียหาย หากจำเลยที่ 2 รีบซ่อมแซมอย่างเหมาะสมด้วยวิธีเพียงใช้แผ่นโลหะปะเข้าแทนที่ในส่วนที่ผนังตู้ขาดด้านนอกแล้วยึดแผ่นโลหะด้วยวิธียิงด้วยเครื่องยิงหมุดแล้วฉีดโฟมเข้าไปในช่องว่างระหว่างโลหะด้านในและด้านนอกเฉพาะจุดที่ฉีกขาดนั้น อันเป็นวิธีการดังที่เจ้าหน้าที่ของจำเลยที่ 2 ให้ความเห็นไว้ในบันทึกถ้อยคำยืนยันข้อเท็จจริงว่า สามารถทำได้โดยง่าย ใช้เวลาเพียง 10 นาที เท่านั้น ก็น่าเชื่อว่าจะบรรเทาความเสียหายได้มาก แต่จำเลยที่ 2 กลับปล่อยให้ตู้สินค้าห้องเย็นมีส่วนที่ชำรุดถึงโลหะชั้นในและไม่มีฉนวนกันความร้อนเป็นเวลานานถึง 10 ชั่วโมง พนักงานของจำเลยที่ 2 จึงมาช่วยซ่อมแซมตู้สินค้าห้องเย็น แต่ก็ทำเพียงนำแผ่นฟอยล์ซึ่งมีเพียงแถบกาวมาปิดทับผนังตู้สินค้าห้องเย็นตรงที่ได้รับความเสียหายเท่านั้น ซึ่งเห็นได้ว่าไม่ใช่วิธีการแก้ไขที่ถูกต้อง ส่วนจำเลยที่ 1 มีหน้าที่ดูแลรักษาตู้สินค้าห้องเย็นให้สินค้าของผู้เอาประกันภัยอยู่ในสภาพที่ดีมีอุณหภูมิที่ตั้งค่า ลบ 24 องศาเซลเซียส ได้ทราบเหตุตั้งแต่วันที่ 19 กรกฎาคม 2546 ก็ดำเนินการเพียงแจ้งให้ผู้เอาประกันภัยทราบ และร่วมกับพนักงานของจำเลยที่ 2 นำแผ่นฟอยล์ซึ่งมีแถบกาวไปปิดตู้สินค้าห้องเย็นตรงที่ได้รับความเสียหายเท่านั้น หลังจากนั้นได้แต่ตรวจสอบระบบการทำงานของเครื่องทำความเย็น โดยไม่ดำเนินการเยียวยาอย่างอื่น ถือได้ว่ายังไม่ได้กระทำการให้เพียงพอแก่หน้าที่ในอันที่จะรักษาอุณหภูมิสินค้าให้ได้ตามที่สัญญาไว้ อันถือได้ว่าเป็นความผิดของจำเลยที่ 1 ด้วยเช่นกัน

ผู้เอาประกันภัยได้รับแจ้งเหตุตั้งแต่วันที่ 19 กรกฎาคม 2546 เวลา 9 นาฬิกา จนวันที่ 21 กรกฎาคม 2546 จึงส่งตัวแทนไปสำรวจความเสียหายของตู้สินค้าห้องเย็น และตัดสินใจนำตู้สินค้าห้องเย็นพิพาทออกจากท่าเรือกรุงเทพในวันที่ 22 กรกฎาคม 2546 ทั้งยังจัดประมูลขายซากสินค้าในวันที่ 3 และ 9 กันยายน 2546 อันเป็นระยะเวลาที่ล่าช้าไปอีกประมาณ 40 ถึง 50 วัน สินค้าอาหารประเภทไก่แช่แข็งควรรีบขายโดยเร็ว การปล่อยเวลาให้เนิ่นนานไปโดยไม่ปรากฏเหตุจำเป็นเช่นนี้ ย่อมมีเหตุผลให้เชื่อได้ว่าจะทำให้ขายสินค้าในราคาต่ำกว่าที่ควรจะขายได้ ความเสียหายที่เกิดขึ้นนี้นอกจากจะเกิดจากการกระทำของจำเลยที่ 2 รวมทั้งจำเลยที่ 1 แล้ว ผู้เอาประกันภัยก็มีส่วนปล่อยเวลาให้ล่วงเลยทำให้มูลค่าของสินค้าพิพาทลดลงจนเป็นความเสียหายสูงขึ้นด้วย

การที่จะให้จำเลยที่ 1 และที่ 2 รับผิดชดใช้ค่าเสียหายให้แก่ผู้เอาประกันภัยรวมถึงโจทก์ผู้รับช่วงสิทธิจากผู้เอาประกันภัยจะเป็นจำนวนมากน้อยเพียงใดนั้นย่อมต้องอาศัยพฤติการณ์เป็นประมาณ ข้อสำคัญก็คือว่าความเสียหายนั้นได้เกิดขึ้นเพราะฝ่ายไหนเป็นผู้ก่อยิ่งหย่อนกว่ากันเพียงไรตาม ป.พ.พ. มาตรา 223 ทั้งการจะให้บุคคลหลายคนรับผิดร่วมกันในหนี้จำนวนหนึ่งอย่างลูกหนี้ร่วมต้องเป็นไปโดยนิติกรรมหรือมีกฎหมายบัญญัติไว้ชัดแจ้งให้บุคคลเหล่านั้นต้องรับผิดร่วมกันอย่างลูกหนี้ร่วม แต่โจทก์ฟ้องจำเลยที่ 1 ว่า จำเลยที่ 1 ทำสัญญาจัดหาตู้สินค้าห้องเย็นและขนส่งไปยังท่าเรือโดยมีหน้าที่ดูแลรักษาอุณหภูมิในตู้สินค้าห้องเย็นให้เหมาะสมในการเก็บรักษาสินค้า แต่จำเลยที่ 1 ไม่ดูแลรักษาอุณหภูมิจนเป็นเหตุให้สินค้าเสียหาย แม้โจทก์จะบรรยายฟ้องอ้างว่าจำเลยที่ 1 กระทำละเมิดด้วย แต่จากข้อเท็จจริงที่โจทก์กล่าวอ้างในฟ้องและที่รับฟังได้ เห็นได้ว่า เป็นกรณีที่ต้องรับผิดตามสัญญา และเป็นการปฏิบัติหน้าที่บกพร่องหลังจากพนักงานหรือลูกจ้างของจำเลยที่ 2 กระทำละเมิดกระทำโดยประมาททำให้สินค้าเสียหาย จึงไม่ใช่กรณีร่วมกันทำละเมิด หากแต่เป็นกรณีที่มูลแห่งความรับผิดของจำเลยที่ 1 และที่ 2 แตกต่างกัน มีผลต่อความเสียหายคนละส่วนต่างกันย่อมไม่มีเหตุที่จำเลยที่ 1 และที่ 2 จะต้องร่วมรับผิดในหนี้ค่าเสียหายต่อโจทก์และไม่ต้องด้วยบทบัญญัติแห่งกฎหมายอันจะถือให้ความรับผิดในลักษณะแตกต่างกันเช่นนี้ต้องรับผิดอย่างลูกหนี้ร่วมกัน

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยทั้งสองร่วมกันหรือแทนกันชดใช้เงินจำนวน 2,003,481 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์

จำเลยที่ 1 และที่ 2 ให้การขอให้ยกฟ้อง

ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางพิพากษาให้จำเลยที่ 1 ชำระเงินจำนวน 200,000 บาท และจำเลยที่ 2 ชำระเงินจำนวน 100,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงินแต่ละจำนวนที่จำเลยที่ 1 และที่ 2 จะต้องชำระให้แก่โจทก์ นับแต่วันที่ 11 ธันวาคม 2546 เป็นต้นไปจนกว่าจำเลยที่ 1 และที่ 2 จะชำระเสร็จแก่โจทก์ กับให้จำเลยทั้งสองร่วมกันใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ โดยกำหนดค่าทนายความเป็นเงิน 6,000 บาท

โจทก์และจำเลยที่ 1 อุทธรณ์ต่อศาลฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงที่คู่ความไม่โต้แย้งกันรับฟังได้เป็นยุติในเบื้องต้นว่า โจทก์รับประกันภัยสินค้าเนื้อไก่แช่แข็งในระหว่างการขนส่ง จำนวน 1,800 กล่อง (18 ตัน) ไว้จากบริษัทซี.พี.เมอร์แชนไดซิ่ง จำกัด จำนวนเงินประกันภัย 2,216,434 บาท โดยจำเลยที่ 1 ตัวแทนของบริษัทฮันจิ้น ชิปปิ้ง จำกัด ผู้ขนส่ง เป็นผู้จัดหาตู้สินค้าห้องเย็น หมายเลข HJCU 6966102 ซึ่งสามารถควบคุมอุณหภูมิตามที่กำหนดไว้ตามมาตรฐานสินค้าแช่แข็งส่งออกไปบรรจุสินค้าดังกล่าวจากโรงงานของผู้เอาประกันภัยในจังหวัดสระบุรีแล้วขนส่งไปยังท่าเรือกรุงเทพเพื่อส่งออกไปประเทศอังกฤษ ตู้สินค้าห้องเย็นดังกล่าวผ่านการตรวจสอบชั้นนอก เมื่อวันที่ 18 กรกฎาคม 2546 เวลา 15.05 นาฬิกา ในวันเดียวกันเวลาประมาณ 23 นาฬิกา นายบุญยืน พนักงานของจำเลยที่ 2 ขับรถยกตู้สินค้าตู้อื่นชนตู้สินค้าห้องเย็นหมายเลข HJCU 6966102 ที่บรรจุสินค้าเนื้อไก่แช่แข็งของผู้เอาประกันภัย ทำให้ตู้สินค้าห้องเย็นฉีกขาดเสียหาย มีการตรวจสอบสินค้าที่ห้องเย็นปิติในวันที่ 22 กรกฎาคม 2546 โดยบริษัทแอสโซซิเอเต็ดมารีนเซอร์เวเยอร์ (ไทยแลนด์) จำกัด ตัวแทนของโจทก์ กับบริษัทคาร์โก้ เซอร์เวย์ แอนด์ เคลม คอนซัลแตนท์ จำกัด ตัวแทนของจำเลยที่ 1 ได้ข้อมูลใกล้เคียงกันว่าตู้สินค้าห้องเย็นนี้ตั้งอุณหภูมิไว้ที่ ลบ 24 องศาเซลเซียส แต่แผ่นบันทึกข้อมูลอุณหภูมิที่ติดอยู่กับตู้แสดงอุณหภูมิภายในตู้ที่ประมาณ ลบ 15 องศาเซลเซียส กับ ลบ 13 องศาเซลเซียส เท่านั้น และกล่องบรรจุสินค้าที่วางอยู่ใกล้ผนังตู้ที่เสียหายบุบ 30 กล่อง กับ 36 กล่อง การสุ่มตรวจอุณหภูมิสินค้าปรากฏว่า มีอุณหภูมิระหว่าง ลบ 8.8 องศาเซลเซียส ถึง ลบ 16.2 องศาเซลเซียส กับ ลบ 8 องศาเซลเซียส ถึง ลบ 16.2 องศาเซลเซียส ตามลำดับ และมีการระงับการส่งออกสินค้าดังกล่าว ต่อมาโจทก์ได้ประมูลขายสินค้าเป็นซากสินค้าได้เงิน 585,584.17 บาท แล้วชดใช้ค่าสินไหมทดแทนให้แก่ผู้เอาประกันภัยจำนวน 1,630,849.83 บาท

มีปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของจำเลยที่ 1 ว่า จำเลยที่ 1 มีหน้าที่รักษาอุณหภูมิของสินค้าอันต้องรับผิดต่อโจทก์ และสินค้าได้รับความเสียหายมีสภาพไม่อยู่ในเกณฑ์มาตรฐานการส่งออกหรือไม่ เห็นว่า จากรายงานของโรงงานปรากฏว่า อุณหภูมิสินค้าก่อนและระหว่างบรรจุเข้าตู้สินค้าห้องเย็นอยู่ที่ ลบ 18 องศาเซลเซียส การที่สินค้ามีอุณหภูมิสูงขึ้นเป็นระหว่าง ลบ 8.8 องศาเซลเซียส ถึง ลบ 16.2 องศาเซลเซียส บ่งชี้ว่าสินค้าได้รับผลกระทบจากการที่อุณหภูมิสูงกว่า ลบ 18 องศาเซลเซียส และไม่ตรงตามข้อกำหนดและมาตรฐานสินค้าของผู้เอาประกันภัย เมื่อพิจารณาจากอุณหภูมิที่สูงของสินค้าผู้เอาประกันภัยเชื่อมั่นว่าสินค้าคงจะได้รับผลกระทบ และเพื่อพิสูจน์สภาพสินค้า ผู้เอาประกันภัยได้สุ่มเก็บตัวอย่างสินค้าเพื่อตรวจวิเคราะห์ในห้องทดลอง ผลการตรวจวิเคราะห์ปรากฏว่า โตเติ้ลเพลดเค้า ยีสต์และโมลด์ของตัวอย่างไม่เข้าตามมาตรฐานที่กำหนด และตามรายงานของผู้เอาประกันภัยแจ้งว่าในการนำสินค้าบรรจุในตู้สินค้าห้องเย็นกำหนดอุณหภูมิภายในตู้ ลบ 24 องศาเซลเซียส ซึ่งตรงกับค่าอุณหภูมิที่ตั้งตู้สินค้าห้องเย็นไว้ ดังนั้น เมื่อผู้เอาประกันภัยกับจำเลยที่ 1 มีข้อตกลงกันว่าอุณหภูมิภายในตู้สินค้าห้องเย็นต้องอยู่ในระดับ ลบ 24 องศาเซลเซียส เมื่อจำเลยที่ 1 ไม่สามารถดูแลรักษาอุณหภูมิสินค้าให้เป็นไปตามที่ตกลงไว้ จึงเป็นการปฏิบัติผิดสัญญา ทำให้สินค้าไม่ได้มาตรฐานสินค้าแช่แข็งส่งออกของผู้เอาประกันภัยซึ่งอาจมีมาตรฐานสูงกว่ามาตรฐานของกรมปศุสัตว์หรือเจ้าของสินค้ารายอื่น จำเลยที่ 1 จึงต้องรับผิดใช้ค่าเสียหายให้แก่โจทก์ จำเลยที่ 1 จะอ้างมาตรฐานของกรมปศุสัตว์มากล่าวอ้างให้ไม่ต้องรับผิดชอบตามสัญญาไม่ได้ ที่ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางวินิจฉัยให้จำเลยที่ 1 รับผิดต่อโจทก์นั้น ศาลฎีกาแผนกคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศเห็นพ้องด้วย อุทธรณ์ของจำเลยที่ 1 ฟังไม่ขึ้น

มีปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของโจทก์ว่า จำเลยทั้งสองต้องรับผิดต่อโจทก์ เพียงใด เห็นว่า คดีนี้เหตุเกิดวันที่ 18 กรกฎาคม 2546 เวลาประมาณ 23 นาฬิกา หลังจากนั้นวันที่ 21 กรกฎาคม 2546 นายจุลดิสถ์ ตัวแทนโจทก์จึงไปสำรวจสภาพตู้สินค้าห้องเย็น ณ ที่เกิดเหตุโดยตรวจสอบแผนภูมิแสดงอุณหภูมิภายในตู้สินค้าห้องเย็นแล้วพบว่า เครื่องทำความเย็นยังคงทำงาน แต่อุณหภูมิภายในตู้สินค้าห้องเย็นวัดได้ ลบ 15 องศาเซลเซียส ทั้งที่กำหนดความเย็นของอุณหภูมิภายในตู้สินค้าห้องเย็นไว้ที่ ลบ 24 องศาเซลเซียส จึงรายงานให้โจทก์และผู้เอาประกันภัยทราบ วันที่ 22 กรกฎาคม 2546 จึงมีการนำตู้สินค้าห้องเย็นออกจากท่าเรือกรุงเทพเพื่อนำไปตรวจสอบสินค้า โดยผู้เอาประกันภัยเป็นผู้ชำระค่ารับฝากตู้สินค้าห้องเย็นให้แก่จำเลยที่ 2 และได้ความว่า พนักงานของจำเลยที่ 2 เป็นผู้ขับรถเฉี่ยวชนตู้สินค้าห้องเย็นที่บรรจุสินค้าจนชำรุดอันเป็นผู้ก่อให้เกิดความเสียหายต่อสินค้าในตู้โดยตรง ทั้งจำเลยที่ 2 ย่อมทราบดีว่าสินค้าที่บรรจุในตู้สินค้าห้องเย็นจำเป็นอย่างยิ่งที่จะต้องได้รับการดูแลเอาใจใส่รักษาอุณหภูมิภายในตู้ให้ได้ตามที่กำหนดไว้เสมอ เมื่อจำเลยที่ 2 ได้ทำให้ตู้สินค้าห้องเย็นนี้เสียหายก็มีหน้าที่ต้องแก้ไขซ่อมแซมเพื่อป้องกันมิให้สินค้าเสียหาย โดยหากจำเลยที่ 2 รีบซ่อมแซมอย่างเหมาะสมด้วยวิธีเพียงใช้แผ่นโลหะปะเข้าแทนที่ในส่วนที่ผนังตู้ขาดด้านนอกแล้วยึดแผ่นโลหะด้วยวิธียิงด้วยเครื่องยิงหมุดแล้วฉีดโฟมเข้าไปในช่องว่างระหว่างโลหะด้านในและด้านนอกเฉพาะจุดที่ฉีกขาดนั้น อันเป็นวิธีการดังที่นายกัมปนาท เจ้าหน้าที่บริหารงานทั่วไป 10 นักวิชาการโท (กฎหมาย) ของจำเลยที่ 2 ให้ความเห็นไว้ในบันทึกถ้อยคำยืนยันข้อเท็จจริงหรือความเห็นว่า สามารถทำได้โดยง่าย ใช้เวลาเพียง 10 นาที เท่านั้น ก็น่าเชื่อว่าจะบรรเทาความเสียหายได้มาก แต่จำเลยที่ 2 กลับปล่อยให้ตู้สินค้าห้องเย็นมีส่วนที่ชำรุดถึงโลหะชั้นในและไม่มีฉนวนกันความร้อนเป็นเวลานานถึง 10 ชั่วโมง พนักงานของจำเลยที่ 2 จึงมาช่วยซ่อมแซมตู้สินค้าห้องเย็น แต่ก็ทำเพียงนำแผ่นฟอยล์ซึ่งมีแถบกาวมาปิดทับผนังตู้สินค้าห้องเย็นตรงที่ได้รับความเสียหายให้เท่านั้น ซึ่งเห็นได้ว่าไม่ใช่วิธีการแก้ไขที่ถูกต้อง ส่วนจำเลยที่ 1 มีหน้าที่ตามสัญญาที่ทำไว้กับผู้เอาประกันภัยในอันที่จะต้องดูแลรักษาตู้สินค้าห้องเย็นให้สินค้าของผู้เอาประกันภัยอยู่ในสภาพที่ดีมีอุณหภูมิตามที่ตั้งค่าที่ตู้สินค้าห้องเย็นไว้ ลบ 24 องศาเซลเซียส ได้ทราบเหตุตั้งแต่วันที่ 19 กรกฎาคม 2546 ก็ดำเนินการเพียงแจ้งให้ผู้เอาประกันภัยทราบ และร่วมกับนายสมจิตรนำแผ่นฟอยล์ซึ่งมีแถบกาวไปปิดตู้สินค้าห้องเย็นตรงที่ได้รับความเสียหายเท่านั้น หลังจากนั้นได้แต่ตรวจสอบระบบการทำงานของเครื่องทำความเย็น โดยไม่ดำเนินการเยียวยาอย่างอื่น ถือได้ว่ายังไม่ได้กระทำการให้เพียงพอแก่หน้าที่ในอันที่จะรักษาอุณหภูมิสินค้าให้ได้ตามที่สัญญาไว้ อันถือได้ว่าเป็นความผิดของจำเลยที่ 1 ด้วยเช่นกัน

อย่างไรก็ตาม ปรากฏว่าฝ่ายผู้เอาประกันภัยนั้นได้รับแจ้งเหตุจากนายวันดีตั้งแต่วันที่ 19 กรกฎาคม 2546 เวลา 9 นาฬิกา จนวันที่ 21 กรกฎาคม 2546 จึงส่งนายจุลดิสถ์ไปสำรวจความเสียหายของตู้สินค้าห้องเย็น และตัดสินใจนำตู้สินค้าห้องเย็นพิพาทออกจากท่าเรือกรุงเทพในวันที่ 22 กรกฎาคม 2546 ทั้งยังจัดประมูลขายซากสินค้าในวันที่ 3 และ 9 กันยายน 2546 อันเป็นระยะเวลาที่ล่าช้าไปอีกประมาณ 40 ถึง 50 วัน และขายได้เพียง 585,584.17 บาท โดยสินค้านี้เป็นอาหารประเภทเนื้อไก่แช่แข็งอันควรรีบขายโดยเร็ว การปล่อยเวลาให้เนิ่นนานไปโดยไม่ปรากฏเหตุจำเป็นเช่นนี้ ย่อมมีเหตุผลให้เชื่อได้ว่าจะทำให้ขายสินค้าในราคาต่ำกว่าที่ควรจะขายได้ จึงเห็นว่า ความเสียหายที่เกิดขึ้นนี้นอกจากจะเกิดจากการกระทำของจำเลยที่ 2 รวมทั้งจำเลยที่ 1 แล้ว ผู้เอาประกันภัยก็มีส่วนปล่อยเวลาให้ล่วงเลยทำให้มูลค่าของสินค้าพิพาทลดลงจนเป็นความเสียหายสูงขึ้นด้วย

ดังนั้น ในการที่จะให้จำเลยที่ 1 และที่ 2 ต้องรับผิดชดใช้ค่าเสียหายให้ผู้เอาประกันภัยรวมถึงโจทก์ผู้รับช่วงสิทธิจากผู้เอาประกันภัยจะเป็นจำนวนมากน้อยเพียงใดนั้นย่อมต้องอาศัยพฤติการณ์เป็นประมาณ ข้อสำคัญก็คือว่าความเสียหายนั้นได้เกิดขึ้นเพราะฝ่ายไหนเป็นผู้ก่อยิ่งหย่อนกว่ากันเพียงไร ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 223 ทั้งการจะให้บุคคลหลายคนต้องรับผิดร่วมกันในหนี้จำนวนหนึ่งอย่างลูกหนี้ร่วมต้องเป็นไปโดยนิติกรรมหรือโดยบทบัญญัติแห่งกฎหมายที่มีผลให้บุคคลเหล่านั้นต้องรับผิดร่วมกันโดยสิ้นเชิงหรือลูกหนี้ร่วม แต่คดีนี้โจทก์ฟ้องจำเลยที่ 1 ว่า จำเลยที่ 1 ทำสัญญาจัดหาตู้สินค้าห้องเย็นและขนส่งไปยังท่าเรือโดยมีหน้าที่ดูแลรักษาอุณหภูมิในตู้สินค้าห้องเย็นให้เหมาะสมในการเก็บรักษาสินค้าในตู้ แต่จำเลยที่ 1 ไม่ดูแลรักษาอุณหภูมิในตู้เพื่อให้สินค้าปลอดภัย จนเป็นเหตุให้สินค้าเสียหาย แม้โจทก์จะบรรยายฟ้องอ้างว่าจำเลยที่ 1 กระทำละเมิดด้วยก็ตาม แต่ตามข้อเท็จจริงที่โจทก์กล่าวอ้างในคำฟ้องและที่รับฟังได้ดังกล่าวก็เห็นได้ว่า เหตุที่จำเลยที่ 1 ต้องรับผิดต่อโจทก์ก็เพราะการไม่ปฏิบัติหน้าที่ในการดูแลรักษาอุณหภูมิตู้สินค้าห้องเย็นที่บรรจุสินค้าให้เหมาะสมตามหน้าที่ที่ต้องปฏิบัติตามสัญญานั่นเอง จึงเป็นกรณีที่ต้องรับผิดตามสัญญาดังที่ได้วินิจฉัยมาข้างต้น และเป็นการปฏิบัติหน้าที่บกพร่องภายหลังจากที่พนักงานหรือลูกจ้างของจำเลยที่ 2 กระทำละเมิดโดยกระทำโดยประมาททำให้สินค้าเสียหาย จึงไม่ใช่กรณีร่วมกันทำละเมิด หากแต่เป็นกรณีที่มูลแห่งความรับผิดของจำเลยที่ 1 กับที่ 2 แตกต่างกัน มีผลต่อความเสียหายคนละส่วนต่างกันย่อมไม่มีเหตุที่จำเลยที่ 1 และที่ 2 จะต้องร่วมกันรับผิดในหนี้ค่าเสียหายต่อโจทก์และไม่ต้องด้วยบทบัญญัติแห่งกฎหมายอันจะถือให้ความรับผิดในลักษณะแตกต่างกันเช่นนี้ต้องรับผิดอย่างลูกหนี้ร่วมกัน ทั้งนี้โดยเมื่อคำนึงถึงส่วนที่ผู้เอาประกันภัยมีส่วนผิดด้วยแล้ว สมควรกำหนดค่าเสียหายแก่โจทก์รวมทั้งสิ้นเป็นเงิน 1,000,000 บาท ซึ่งเมื่อพิจารณาถึงส่วนแห่งการกระทำและมูลเหตุแห่งความรับผิดของจำเลยที่ 1 และที่ 2 ดังกล่าวมาข้างต้นแล้ว เห็นควรกำหนดให้จำเลยที่ 1 รับผิดต่อโจทก์ 300,000 บาท และให้จำเลยที่ 2 รับผิดต่อโจทก์ 700,000 บาท ที่ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางกำหนดให้จำเลยที่ 1 ชดใช้เงินให้แก่โจทก์ 200,000 บาท และให้จำเลยที่ 2 ชดใช้เงินให้แก่โจทก์ 100,000 บาท นั้น ศาลฎีกาแผนกคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศไม่เห็นพ้องด้วย อุทธรณ์ของโจทก์ฟังขึ้นบางส่วน

พิพากษาแก้เป็นว่า ให้จำเลยที่ 1 ชำระเงินจำนวน 300,000 บาท และให้จำเลยที่ 2 ชำระเงินจำนวน 700,000 บาท แก่โจทก์ และให้จำเลยทั้งสองชำระดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงินที่แต่ละคนต้องรับผิดนับตั้งแต่วันที่ 11 ธันวาคม 2546 จนกว่าจะชำระเสร็จสิ้น ให้จำเลยที่ 1 และที่ 2 ใช้ค่าฤชาธรรมเนียมในศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางแทนโจทก์ โดยในส่วนค่าขึ้นศาลให้แต่ละคนใช้แทนตามส่วนแห่งทุนทรัพย์ในจำนวนเท่าที่โจทก์ชนะคดีในชั้นอุทธรณ์นี้และค่าทนายความให้เป็นพับ ส่วนค่าฤชาธรรมเนียมชั้นนี้ให้เป็นพับ นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาของศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลาง
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 223
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — บริษัทอลิอันซ์ ซี.พี. ประกันภัย จำกัด
จำเลย — บริษัทไทยชิปปิ้ง จำกัด กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลาง — นายธนารักษ์ เนาวรัตน์
ชื่อองค์คณะ
ธัชพันธ์ ประพุทธนิติสาร
อร่าม เสนามนตรี
ปริญญา ดีผดุง
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 5558/2555
#521383
เปิดฉบับเต็ม

พฤติการณ์ที่โจทก์ได้ดำเนินการนำเรือทั้งสามลำกลับมาประเทศไทยด้วยค่าใช้จ่ายของโจทก์ รวมทั้งได้เอาประกันภัยเรือทั้งสามลำในระหว่างเดินทางไว้กับจำเลย เป็นข้อบ่งชี้ให้เห็นได้ชัดว่า โจทก์ได้รับโอนความเสี่ยงภัยในเรือทั้งสามลำจากผู้ขายตั้งแต่ก่อนเรือทั้งสามลำออกเดินทางแล้ว ดังนั้น โจทก์จึงเป็นผู้มีส่วนได้เสียในเรือชูไก 2 ในขณะเรือชูไก 2 สูญหายไป สัญญาประกันภัยเรือชูไก 2 ระหว่างโจทก์กับจำเลยตามกรมธรรม์ประกันภัยจึงมีผลบังคับได้ตามกฎหมาย โจทก์จึงมีสิทธิเรียกร้องค่าสินไหมทดแทนในความสูญหายของเรือชูไก 2 จากจำเลยได้

เรือชูไก 1 เป็นเรือกลเดินทะเลขนาด 99.97 ตันกรอส จัดอยู่ในประเภทเรือกลเดินทะเลขนาดต่ำกว่า 500 ตันกรอส หากจะใช้ในกิจการเดินเรือระหว่างประเทศ นายเรือของเรือชูไก 1 จะต้องมีประกาศนียบัตรนายเรือของเรือกลเดินทะเลใกล้ฝั่งขนาดต่ำกว่า 500 ตันกรอส หรือประกาศนียบัตรนายเรือของเรือกลเดินทะเลใกล้ฝั่งขนาด 500 ถึง 3,100 ตันกรอส และได้รับประกาศนียบัตรที่เหมาะสมสำหรับนายเรือของเรือนั้น ธ. ผู้ทำหน้าที่นายเรือของเรือชูไก 1 มีประกาศนียบัตรนายเรือของเรือกลเดินทะเลใกล้ฝั่งขนาด 500 ถึง 3,100 ตันกรอส แม้ ธ. จะยังไม่ได้รับประกาศนียบัตรที่เหมาะสม แต่ตามหนังสือของกรมการขนส่งทางน้ำและพาณิชยนาวีก็รับรองว่า การทำหน้าที่นายเรือของเรือชูไก 1 ขณะเกิดเหตุ ธ. มีประกาศนียบัตรคนประจำเรือสูงกว่าประกาศนียบัตรตามกำหนดข้อบังคับการตรวจเรือสำหรับการเป็นนายเรือชูไก 1 ถึง 2 ชั้น โจทก์เพิ่งซื้อและรับมอบเรือชูไก 1 พร้อมกับเรือชูไก 2 และชูไก 3 จากผู้ขายที่ประเทศญี่ปุ่น จึงยังมิได้จดทะเบียนเรือไทย การนำเรือชูไก 1 กลับประเทศไทย จึงต้องมีการออกทะเบียนเรือไทยชั่วคราว เพื่อให้เรือมีสัญชาติไทยเพื่อสะดวกในการนำเรือชูไก 1 ออกจากประเทศญี่ปุ่นกลับมายังประเทศไทยเป็นกระบวนการรับมอบเรือเพื่อนำมาใช้ในกิจการของโจทก์ จึงยังไม่อาจถือได้ว่า เรือชูไก 1 เป็นเรือกลเดินทะเลระหว่างประเทศ ธ. ก็เคยทำหน้าที่นายเรือนำเรือรู้ค้า 1 และรู้ค้า 2 จากประเทศญี่ปุ่น เดินทางกลับมายังประเทศไทยแล้ว การทำหน้าที่นายเรือของเรือชูไก 1 ของ ธ. จึงไม่ถือเป็นการฝ่าฝืนข้อบังคับกฎระเบียบของกรมเจ้าท่า

โจทก์จัดให้เรือทั้งสามลำอยู่ในสภาพพร้อมออกเดินทางในทะเลได้อย่างปลอดภัย ส่วนสภาพอากาศและท้องทะเล ข้อเท็จจริงฟังได้ว่า ขณะเกิดเหตุทะเลมีคลื่นลมแรงจัด คลื่นสูงกว่า 3 เมตร ทำให้เรือทั้งสามลำมีการฉุดกระชากกัน ทำให้เชือกที่ผูกยึดโยงเรือชูไก 1 และเรือชูไก 2 ขาด เรือชูไก 2 และเรือชูไก 3 หลุดไปจากการควบคุม และทำให้เรือชูไก 2 จมหายไป ซึ่งสภาพแห่งท้องทะเลที่อาจมีคลื่นลมแรง และคลื่นสูงกว่าปกติ เป็นเหตุการณ์ปกติที่อาจเกิดขึ้นได้ตลอดเวลาในท้องทะเล และการที่เชือกที่ใช้ยึดโยงเรือขาด ก็มิได้หมายความว่าเชือกที่ใช้มีขนาดเล็กหรือการยึดโยงไม่เหมาะสม สภาพเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นทำให้พุกใช้เชือกยึดเรือชูไก 2 หลุดจากตัวเรือ แสดงว่า ความรุนแรงในการฉุดกระชากที่มากกว่าปกติ การที่เชือกไม่ขาดแต่เหนี่ยวกระชากจนพุกหลุด ซึ่งเป็นเหตุที่เกิดขึ้นนอกเหนือจากการคาดคะเน ถือได้ว่า ความสูญหายหรือเสียหายที่เกิดขึ้นเป็นภัยพิบัติทางทะเลโดยแท้ มิได้เกิดขึ้นจากการกระทำของบุคคลใดหรือเกิดขึ้นจากความบกพร่องโดยตรงของการกระทำของบุคคลใด ทั้งมิใช่ความเสียหายตามปกติธรรมดาหรือซึ่งคาดหมายได้ว่าน่าจะเกิดขึ้นโดยทั่วไปจากการเดินเรือ ความสูญหายของเรือชูไก 2 จึงเกิดจากภัยพิบัติทางทะเล จำเลยผู้รับประกันภัยต้องรับผิดตามเงื่อนไขในกรมธรรม์ประกันภัย

ความรับผิดของจำเลยเป็นไปตามสัญญาประกันภัย มิใช่ความรับผิดฐานละเมิด โจทก์จึงชอบที่จะเรียกดอกเบี้ยจากจำเลยนับแต่วันที่จำเลยผิดนัดเมื่อถูกทวงถามแล้วเท่านั้น ปัญหานี้เป็นปัญหาข้อกฎหมายอันเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชน แม้จำเลยไม่ได้อุทธรณ์ ศาลฎีกาแผนกคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศก็มีอำนาจแก้ไขให้ถูกต้องได้

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยชดใช้เงินจำนวน 9,900,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงิน 9,000,000 บาท นับแต่วันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์

จำเลยให้การขอให้ยกฟ้อง

ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางพิพากษาให้จำเลยชำระเงินจำนวน 9,000,000 บาท พร้อมด้วยดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ในต้นเงินดังกล่าว นับแต่วันที่ 13 ธันวาคม 2546 เป็นต้นไป จนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ แต่ดอกเบี้ยนับถึงวันฟ้อง (วันที่ 18 เมษายน 2548) ต้องไม่เกิน 900,000 บาท กับให้จำเลยใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ โดยกำหนดค่าทนายความ 100,000 บาท

จำเลยอุทธรณ์ต่อศาลฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงที่คู่ความไม่ได้โต้เถียงกันในชั้นอุทธรณ์ฟังได้ว่า โจทก์ได้เจรจาซื้อเรือใช้แล้วจำนวน 3 ลำ จากบริษัทซอริยุ เทรดดิ้ง จำกัด ประเทศญี่ปุ่น โดยมีวัตถุประสงค์จะนำเรือทั้งสามลำกลับมาใช้ในกิจการของโจทก์ในประเทศไทย ลำแรกเป็นเรือยนต์ประเภทใช้ดันหรือลากลูง ชื่อ ไดอิชิ โชกากุ มารู ราคา 10,000,000 เยน ต่อมาใช้ชื่อว่า ชูไก 1 ลำที่สองและลำที่สามเป็นเรือลำเลียงไม่มีเครื่องยนต์ ชื่อ โชกากุ มารู ราคา 47,000,000 เยน และฮามากาเช ราคา 8,000,000 เยน ซึ่งต่อมาใช้ชื่อว่า ชูไก 2 และชูไก 3 ตามลำดับ โจทก์ได้ชำระเงินมัดจำให้แก่ผู้ขายไว้แล้ว จำนวน 8,000,000 เยน และโจทก์เปิดเลตเตอร์ออฟเครดิต เป็นเงินจำนวน 57,000,000 เยน ผ่านธนาคารไทยพาณิชย์ จำกัด เพื่อชำระราคาเรือทั้งสามลำส่วนที่เหลือไปยังผู้ขายที่ประเทศญี่ปุ่น ต่อมาโจทก์และผู้ขายได้ทำบันทึกข้อตกลงซื้อขายเรือทั้งสามลำโดยมีเงื่อนไขว่า ผู้ขายจะส่งมอบเรือทั้งสามลำให้แก่โจทก์ที่ประเทศญี่ปุ่น และโจทก์จะต้องชำระราคาเรือทั้งหมดเมื่อได้รับหนังสือแจ้งความพร้อมในการส่งมอบเรือจากโจทก์แล้ว บันทึกดังกล่าวกำหนดให้ใช้กฎหมาย NIPPONSALE 1999 บังคับแก่การซื้อขายนี้ ซึ่งตามกฎหมายกำหนดให้กรรมสิทธิ์และความเสี่ยงภัยในเรือจะโอนไปยังผู้ซื้อต่อเมื่อผู้ซื้อได้ชำระราคาและมีการส่งมอบเรือกันแล้ว โจทก์ได้มอบหมายให้นายสมภพ เป็นผู้ดำเนินการแทนโจทก์ ในการติดต่อกรมการขนส่งทางน้ำและพาณิชยนาวีเพื่อขออนุญาตใช้ชื่อเรือ และขอให้เจ้าพนักงานตรวจเรือเดินทางไปตรวจเรือทั้งสามลำที่ประเทศญี่ปุ่น กับขอชื่อเรียกขานทางวิทยุจากกรมไปรษณีย์โทรเลข กรมการขนส่งทางน้ำและพาณิชยนาวีได้มอบหมายให้เรือโทชัยณรงค์ เป็นเจ้าพนักงานตรวจเรือเดินทางไปตรวจเรือทั้งสามลำที่ประเทศญี่ปุ่นเพื่อออกใบทะเบียนเรือชั่วคราว และหนังสือรับรองความพร้อมออกทะเลของเรือทั้งสามลำให้ไว้เป็นหลักฐาน สำหรับการเดินทางเที่ยวเดียวจากประเทศญี่ปุ่นกลับมาประเทศไทย นายสมภพได้จัดคนประจำเรือรวม 11 คน มีนายวิทยาหรือธนพัฒน์ เป็นนายเรือ ผู้ควบคุมเรือทั้งสามลำเดินทางกลับประเทศไทย ต่อมาโจทก์ได้รับแจ้งจากผู้ขายว่า ผู้ขายพร้อมจะส่งมอบเรือทั้งสามลำให้แก่โจทก์เพื่อเป็นการประกันความเสี่ยงภัย โจทก์ได้มอบหมายให้นางสาวเพียรเพ็ญไปติดต่อขอเอาประกันภัยเรือทั้งสามลำระหว่างเดินทางกลับประเทศไทย จำเลยทำคำเสนอรับประกันภัยตัวเรือประเภท Institute Voyage Clauses - Hulls Total Loss, General Average and 3/4ths Collison Liability ในอัตราร้อยละ 50 ของราคาเรือแต่ละลำในวงเงิน 1,800,000 บาท 9,000,000 บาท และ 1,440,000 บาท ตามลำดับ โดยมีเงื่อนไขให้โจทก์ส่งแบบแปลนการผูกเชือกลากจูงเรือให้จำเลยก่อนกรมธรรม์ประกันภัยมีผลใช้บังคับ โจทก์ตกลงเอาประกันภัยตามคำเสนอของจำเลยและขอให้กรมธรรม์ประกันภัยเริ่มคุ้มครองตั้งแต่วันที่ 7 ธันวาคม 2546 และโจทก์ให้คำรับรองต่อจำเลยว่า เรือทั้งสามลำได้ผ่านการตรวจและรับรองจากเจ้าพนักงานตรวจเรือของไทยและเรือได้ติดตั้งอุปกรณ์ความปลอดภัยตามข้อกำหนดทั่วไป โดยจะไม่นำเรือไปใช้ในการบรรทุกอาวุธ เครื่องกระสุนปืน และวัตถุระเบิด และได้ชำระเบี้ยประกันภัยให้แก่จำเลยแล้ว ต่อมานายสมภพและคนประจำเรือได้เดินทางไปประเทศญี่ปุ่นเพื่อเตรียมการนำเรือทั้งสามลำเดินทางกลับประเทศไทย โดยได้เข้าร่วมประชุมกับเจ้าของเรือและกัปตันเรือคนเดิมซึ่งเป็นคนญี่ปุ่น และโจทก์ได้ว่าจ้างบริษัทวินเทค จำกัด ให้เป็นผู้กำหนดแผนและวิธีปฏิบัติในการดันและลากจูงเรือทั้งสามลำในทะเล รวมทั้งการกำหนดการใช้อุปกรณ์เชือกลวด และโซ่ขนาดต่าง ๆ ที่ใช้ผูกยึดเรือเพื่อความมั่นคงแข็งแรง โดยมีการกำหนดแผนการว่าให้เรือชูไก 2 เป็นลำหน้าโดยมีเรือชูไก 1 ซึ่งเป็นเรือยนต์ประกบดันท้าย และผูกเรือชูไก 3 ไว้กับท้ายเรือชูไก 1 จากนั้นโจทก์ได้ส่งแบบแปลนการผูกเรือให้จำเลยตรวจสอบแล้ว เรือโทชัยณรงค์ได้ออกใบรับรองว่าเรือมีอุปกรณ์ความปลอดภัยเพียงพอสำหรับลูกเรือทุกคนและพร้อมที่จะเดินทางกลับประเทศไทยได้และได้ออกทะเบียนเรือชั่วคราว โดยรับรองว่าเรือทั้งสามลำมีความปลอดภัยมั่นคง และสามารถเดินทางกลับไปยังประเทศไทยด้วยความปลอดภัย รวมทั้งได้ตรวจสอบระบบการบริหารงานเพื่อความปลอดภัยของเรือชูไก 1 แล้ว ได้ออกหนังสือรับรองไว้ ผู้ขายได้ส่งมอบเรือทั้งสามลำให้แก่ผู้แทนโจทก์ เรือทั้งสามลำได้แล่นออกจากท่าเรือเมืองโอซาก้าเพื่อเดินทางกลับมายังประเทศไทย โดยจะเดินเรือเลียบชายฝั่งประเทศญี่ปุ่น ผ่านทะเลจีนด้านตะวันออก แล้วแล่นเลียบชายฝั่งประเทศสาธารณรัฐประชาชนจีน ชายฝั่งประเทศเวียดนาม แล้วเข้าอ่าวไทย ตอนค่ำขณะเรือทั้งสามลำเดินทางยังไม่พ้นประเทศญี่ปุ่น ห่างจากฝั่งประมาณ 5 ไมล์ มีลมพัดแรงขึ้นมาก มีคลื่นสูงกว่าปกติ ทำให้เรือแล่นช้าลง และเชือกผูกเรือระหว่างเรือชูไก 1 กับเรือชูไก 2 ทางกราบซ้ายขาด จึงมีการเปลี่ยนเชือกผูกมัดกันใหม่ ต่อมาหลักพุกที่ใช้ผูกเชือกของเรือชูไก 2 ด้านกราบซ้ายท้ายเรือได้ขาดหลุดออกจากแท่น ทำให้เรือชูไก 1 เสียการทรงตัว ตัวเรือชูไก 1 จึงกระแทกเข้ากับท้ายเรือชูไก 2 มีรอยแตกตามแนวเชื่อมด้านกราบขวายาวประมาณ 10 นิ้ว ทำให้เรือชูไก 1 ไม่สามารถดันเรือชูไก 2 ได้ต่อไป จึงได้ให้เรือชูไก 1 ลากจูงเรือชูไก 2 และเรือชูไก 3 กลับเข้าไปฝั่งประเทศญี่ปุ่น แต่ทะเลมีคลื่นลมแรงและฝนตกตลอดเวลา เชือกที่ลากจูงเรือชูไก 1 กับเรือชูไก 2 ขาดออกจากกัน แต่เรือชูไก 2 และเรือชูไก 3 ยังผูกติดกัน เรือชูไก 1 ซึ่งยังแล่นดูเรือชูไก 2 และเรือชูไก 3 อยู่รอบ ๆ ประสบกับปัญหาเครื่องไฟฟ้าดับ 1 เครื่อง เครื่องจักรใหญ่ด้านขวาดับ มีน้ำเข้าห้องเครื่อง ทำให้เรือชูไก 1 เอียงมาก นายเรือจึงนำเรือชูไก 1 กลับเข้าฝั่งประเทศญี่ปุ่น หลังจากนั้นหน่วยยามฝั่งของประเทศญี่ปุ่นได้จัดเรือและเฮลิคอปเตอร์ออกค้นหาเรือชูไก 2 และเรือชูไก 3 ปรากฏว่าพบแต่เรือชูไก 3 ไม่พบเรือชูไก 2 แสดงว่าเรือชูไก 2 สูญหายไปในทะเล โจทก์ได้แจ้งเหตุแห่งความสูญหายให้จำเลยทราบ เพื่อให้จำเลยตรวจสอบความเสียหายและพิจารณาจ่ายค่าสินไหมทดแทนแก่โจทก์ ต่อมาโจทก์ทวงถามให้จำเลยชำระค่าสินไหมทดแทนในความสูญหายของเรือชูไก 2 แต่จำเลยเพิกเฉย

ปัญหาวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของจำเลยข้อแรกว่า โจทก์เป็นผู้มีส่วนได้เสียในเรือชูไก 2 ในขณะที่เรือชูไก 2 สูญหายหรือไม่ จำเลยอุทธรณ์ว่า ตามสัญญาซื้อขายระหว่างโจทก์กับผู้ขายระบุเงื่อนไขว่า เงื่อนไขกรรมสิทธิ์และความเสี่ยงภัยในเรือที่ซื้อขายกันจะโอนไปยังผู้ซื้อก็ต่อเมื่อผู้ซื้อได้ชำระราคาและมีการส่งมอบเรือ เห็นว่า โจทก์มีนายธงไชย ประธานเจ้าหน้าที่บริหารของโจทก์ เป็นพยานเบิกความประกอบบันทึกถ้อยคำยืนยันข้อเท็จจริงเกี่ยวกับการชำระราคาเรือทั้งสามลำว่า พยานตกลงซื้อเรือทั้งสามลำจากผู้ขายที่ประเทศญี่ปุ่นเป็นเงินรวม 65,000,000 เยน โจทก์ชำระราคาให้ผู้ขายล่วงหน้าเป็นเงิน 8,000,000 เยน โดยการหักกลบลบหนี้กัน ที่เหลืออีก 57,000,000 เยน โจทก์ชำระโดยการเปิดเลตเตอร์ออฟเครดิตให้แก่ผู้ขาย และผู้ขายได้รับชำระค่าเรือทั้งสามลำทั้งหมดไปแล้วก่อนมีการรับมอบเรือทั้งสามลำ โดยผู้ขายได้ออกตราสารการขาย (Bill of Sale) เพื่อเป็นหลักฐานว่าได้รับเงินค่าเรือทั้งสามลำจำนวน 65,000,000 เยน ไว้เรียบร้อยแล้ว ส่วนที่จำเลยอ้างว่าโจทก์เพิ่งชำระเงินค่าเรือทั้งสามลำส่วนที่เหลือให้ผู้ขาย หลังเกิดเหตุแล้ว เห็นว่า เอกสารหมาย ล.1 เป็นหนังสือที่ธนาคารไทยพาณิชย์ จำกัด ผู้เปิดเลตเตอร์ออฟเครดิตให้โจทก์ แจ้งให้โจทก์ทราบว่าได้มีการหักเงินจำนวน 57,000,000 เยน หรือ 20,749,000 บาท จากบัญชีของโจทก์ ตามที่ธนาคารตัวแทนในประเทศญี่ปุ่นเรียกเก็บมาเท่านั้น มิใช่วันที่โจทก์ได้จ่ายเงินให้แก่ผู้ขายดังที่จำเลยอุทธรณ์ และจากพฤติการณ์ที่โจทก์ได้ดำเนินการนำเรือทั้งสามลำกลับมาประเทศไทยด้วยค่าใช้จ่ายของโจทก์ รวมทั้งได้เอาประกันภัยเรือทั้งสามลำในระหว่างเดินทางไว้กับจำเลย เป็นข้อบ่งชี้ให้เห็นได้ชัดเจนว่า โจทก์ได้รับโอนความเสี่ยงภัยในเรือทั้งสามลำจากผู้ขายแล้ว โจทก์จึงเป็นผู้มีส่วนได้เสียในเรือชูไก 2 ในขณะเรือชูไก 2 สูญหายไป สัญญาประกันภัยเรือชูไก 2 ระหว่างโจทก์กับจำเลยตามกรมธรรม์ประกันภัย จึงมีผลบังคับได้ตามกฎหมาย โจทก์จึงมีสิทธิเรียกร้องค่าสินไหมทดแทนในความสูญหายของเรือชูไก 2 จากจำเลยได้

ปัญหาวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของจำเลยในข้อต่อไปว่า โจทก์ได้จัดให้เรือทั้งสามลำอยู่ในสภาพที่สามารถเดินทะเลได้อย่างปลอดภัยหรือไม่ จำเลยอุทธรณ์ว่า นายวิทยาหรือธนพัฒน์ นายเรือชูไก 1 ไม่มีคุณสมบัติ ไม่มีความรู้และศักยภาพเพียงพอที่จะเป็นนายเรือควบคุมเรือกลเดินทะเลระหว่างประเทศได้ ทั้งเรือโทชัยณรงค์ พนักงานตรวจเรือ มิได้มีการตรวจสอบตัวเรือ อุปกรณ์บนเรือ และคนประจำเรือ ของเรือทั้งสามลำแต่อย่างใด การออกเอกสารรับรองว่าเรือทั้งสามลำมีอุปกรณ์ความปลอดภัยเพียงพอพร้อมที่จะเดินทางกลับประเทศไทยได้ การออกใบทะเบียนเรือชั่วคราวและหนังสือรับรองเอกสารจึงไม่ชอบ ทั้งการผูกยึดโยงเรือทั้งสามลำไม่เหมาะสมแก่การเดินทางทางทะเล จึงทำให้เกิดความเสียหายและสูญหายแก่เรือชูไก 2 เห็นว่า เรือชูไก 1 เป็นเรือกลเดินทะเลขนาด 99.97 ตันกรอส จัดอยู่ในประเภทเรือกลเดินทะเลขนาดต่ำกว่า 500 ตันกรอส หากจะใช้ในกิจการเดินเรือระหว่างประเทศ นายเรือของเรือชูไก 1 จะต้องมีประกาศนียบัตรนายเรือของเรือกลเดินทะเลใกล้ฝั่งขนาดต่ำกว่า 500 ตันกรอส หรือประกาศนียบัตรนายเรือของเรือกลเดินทะเลใกล้ฝั่งขนาด 500 ถึง 3,000 ตันกรอส และได้รับประกาศนียบัตรที่เหมาะสมสำหรับนายเรือของเรือ นายธนพัฒน์ผู้ทำหน้าที่นายเรือของเรือชูไก 1 ขณะเกิดเหตุ มีประกาศนียบัตรนายเรือของเรือกลเดินทะเลใกล้ฝั่งขนาด 500 ถึง 3,000 ตันกรอส แม้นายธนพัฒน์จะยังไม่ได้รับประกาศนียบัตรที่เหมาะสม แต่ตามหนังสือของกรมการขนส่งทางน้ำและพาณิชยนาวี รับรองว่า การทำหน้าที่นายเรือของเรือชูไก 1 ขณะเกิดเหตุ นายธนพัฒน์มีประกาศนียบัตรคนประจำเรือสูงกว่าประกาศนียบัตรตามกำหนดข้อบังคับการตรวจเรือ (ฉบับที่ 25) สำหรับการเป็นนายเรือชูไก 1 ถึง 2 ชั้น โจทก์เพิ่งซื้อและรับมอบเรือชูไก 1 พร้อมกับเรือชูไก 2 และเรือชูไก 3 จากผู้ขายที่ประเทศญี่ปุ่น จึงยังมิได้จดทะเบียนเรือไทย ว่าจะนำมาใช้เป็นประเภทเรือกลเดินทะเลระหว่างประเทศ หรือเรือกลเดินทะเลใกล้ฝั่ง การนำเรือชูไก 1 กลับประเทศไทย จึงต้องมีการออกใบทะเบียนเรือไทยชั่วคราว เพื่อให้เรือมีสัญชาติไทยเพื่อสะดวกในการนำเรือชูไก 1 ออกจากประเทศญี่ปุ่น กลับมายังประเทศไทย เป็นกระบวนการรับมอบเรือเพื่อนำมาใช้ในกิจการของโจทก์ จึงยังไม่อาจถือได้ว่า เรือชูไก 1 เป็นเรือกลเดินทะเลระหว่างประเทศ ตามข้อบังคับ กฎระเบียบของกรมเจ้าท่าเกี่ยวกับคนประจำเรือและการจัดคนประจำเรือ ก่อนทำหน้าที่นายเรือของเรือชูไก 1 นายธนพัฒน์เคยทำหน้าที่นายเรือนำเรือรู้ค้า 1 และเรือรู้ค้า 2 จากประเทศญี่ปุ่นเดินทางกลับมายังประเทศไทยแล้ว การทำหน้าที่นายเรือของเรือชูไก 1 ของนายธนพัฒน์จึงไม่ถือเป็นการฝ่าฝืนข้อบังคับ กฎระเบียบของกรมเจ้าท่าเกี่ยวกับคนประจำเรือและการจัดคนประจำเรือแต่อย่างใด

มีปัญหาวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของจำเลยต่อไปว่า ความสูญหายของเรือชูไก 2 เกิดจากภัยพิบัติทางทะเลอันเป็นเงื่อนไขที่จะได้รับความคุ้มครองตามกรมธรรม์ประกันภัยหรือไม่ จำเลยอุทธรณ์ว่า ในช่วงวันเวลาเกิดเหตุ สภาพอากาศและท้องทะเลบริเวณที่เรือทั้งสามลำเกิดเหตุมีสภาพปกติ ไม่มีรายงานว่ามีความกดอากาศต่ำ หรือพายุแต่อย่างใด ความสูญหายของเรือชูไก 2 จึงมิได้เกิดจากภัยพิบัติทางทะเล (Perils of the seas) แต่เกิดเหตุเพราะความไม่เหมาะสมในการผูกเรือ จำเลยจึงไม่ต้องรับผิดตามกรมธรรม์ประกันภัย สำหรับสภาพความเหมาะสมในการผูกเรือ คดีรับฟังข้อเท็จจริงได้แล้วว่า โจทก์จัดให้เรือทั้งสามลำอยู่ในสภาพพร้อมออกเดินทางในทะเลได้อย่างปลอดภัย ส่วนสภาพอากาศและท้องทะเลในบริเวณที่เกิดเหตุ เห็นว่า การรายงานของนายธนพัฒน์นายเรือชูไก 1 มีรายละเอียดและการกระทำเป็นลำดับขั้นตอน สอดคล้องกับข้อมูลที่บันทึกไว้ในปูมเรือและตรงกับที่ได้ให้ถ้อยคำไว้แก่จำเลย ข้อเท็จจริงฟังได้ว่า ขณะเกิดเหตุทะเลมีคลื่นลมแรงจัด คลื่นสูงกว่า 3 เมตร ทำให้เรือทั้งสามลำมีการฉุดกระชากกัน ทำให้เชือกที่ผูกยึดโยงเรือชูไก 1 และเรือชูไก 2 ขาด เรือชูไก 2 และเรือชูไก 3 หลุดไปจากการควบคุมและทำให้เรือชูไก 2 จมหายไป ซึ่งสภาพแห่งท้องทะเลที่อาจมีคลื่นลมแรง และคลื่นสูงกว่าปกติ เป็นเหตุการณ์ปกติที่อาจเกิดขึ้นได้ตลอดเวลาในท้องทะเล และการที่เชือกที่ใช้ยึดโยงเรือขาด ก็มิได้หมายความว่าเชือกที่ใช้มีขนาดเล็กหรือการยึดโยงไม่เหมาะสม สภาพเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นทำให้พุกใช้เชือกยึดเรือชูไก 2 หลุดจากตัวเรือ แสดงว่า ความรุนแรงในการฉุดกระชากมีมากกว่าปกติ การที่เชือกไม่ขาดแต่เหนี่ยวกระชากจนพุกหลุด ซึ่งเป็นเหตุที่เกิดขึ้นนอกเหนือจากการคาดคะเน ถือได้ว่า ความสูญหายหรือเสียหายที่เกิดขึ้นเป็นภัยพิบัติทางทะเลโดยแท้ มิได้เกิดขึ้นจากการกระทำของบุคคลใดหรือเกิดขึ้นจากความบกพร่องโดยตรงของการกระทำของบุคคลใด ทั้งมิใช่ความเสียหายตามปกติธรรมดาหรือซึ่งคาดหมายได้ว่าน่าจะเกิดขึ้นโดยทั่วไปจากการเดินเรือ ที่จำเลยอุทธรณ์ว่านายทวีวัฒน์ นักอุตุนิยมวิทยา กรมอุตุนิยมวิทยา พยานจำเลย ยืนยันว่าตามรายงานสภาพอากาศบริเวณใกล้เคียงกับที่เกิดเหตุในช่วงเวลาเกิดเหตุ ไม่ปรากฏให้เห็นว่ามีพายุหรือคลื่นลมรุนแรง เป็นเรื่องการให้ความเห็นจากประสบการณ์ตามรายงานสภาพอากาศในบริเวณท้องที่ดังกล่าว แต่สภาพแห่งท้องทะเลนั้นกว้างใหญ่ไพศาล การวิเคราะห์ถึงสภาพอากาศจากแผนที่ ซึ่งแสดงให้เห็นเส้นทางของลมและความกดอากาศในท้องทะเลบริเวณที่เกิดเหตุ เพียงอย่างเดียวโดยไม่มีพยานหลักฐานอื่นประกอบ ย่อมไม่มีน้ำหนักเพียงพอที่จะหักล้างคำให้การหรือคำเบิกความของนายธนพัฒน์ นายเรือชูไก 1 ได้ ข้อเท็จจริงรับฟังได้ว่าความสูญหายของเรือชูไก 2 เกิดจากภัยพิบัติทางทะเล ซึ่งผู้รับประกันภัยต้องรับผิดตามเงื่อนไขในกรมธรรม์ประกันภัย ที่ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางพิพากษาให้จำเลยรับผิดชดใช้ค่าสินไหมทดแทนตามสัญญาประกันภัยแก่โจทก์ชอบแล้ว อุทธรณ์ของจำเลยฟังไม่ขึ้น

อนึ่ง ที่ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางพิพากษาให้จำเลยชำระดอกเบี้ยนับแต่วันที่ 13 ธันวาคม 2546 อันเป็นวันที่เรือชูไก 2 ประสบภัย เห็นว่า ความรับผิดของจำเลยเป็นไปตามสัญญาประกันภัยมิใช่ความผิดฐานละเมิด โจทก์ชอบที่จะเรียกดอกเบี้ยจากจำเลยนับแต่วันที่จำเลยผิดนัดเมื่อถูกทวงถามแล้วเท่านั้น ซึ่งทางนำสืบของโจทก์ปรากฏว่า ทนายโจทก์มีหนังสือบอกกล่าวทวงถามกำหนดให้จำเลยชำระค่าสินไหมทดแทนภายใน 7 วัน นับแต่วันที่ได้รับหนังสือดังกล่าว โจทก์จึงมีสิทธิได้รับดอกเบี้ยนับแต่วันที่ 5 กุมภาพันธ์ 2548 เป็นต้นไป ปัญหานี้เป็นปัญหาข้อกฎหมายอันเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชน แม้จำเลยไม่ได้อุทธรณ์ ศาลฎีกาแผนกคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศมีอำนาจแก้ไขให้ถูกต้องได้

พิพากษาแก้เป็นว่า ให้จำเลยชำระดอกเบี้ยนับแต่วันที่ 5 กุมภาพันธ์ 2548 นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางให้จำเลยใช้ค่าทนายความชั้นอุทธรณ์จำนวน 30,000 บาท แทนโจทก์
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.การรับขนของทางทะเล พ.ศ.2534
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — บริษัทชูไก จำกัด
จำเลย — บริษัทวิริยะประกันภัย จำกัด
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศ — นายเรืองสิทธิ์ ตันกาญจนานุรักษ์
ชื่อองค์คณะ
สุวัฒน์ วรรธนะหทัย
อร่าม เสนามนตรี
รัตน กองแก้ว
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 5557/2555
#521564
เปิดฉบับเต็ม

โจทก์ฟ้องว่า จำเลยทั้งหกร่วมกันพรากโจทก์ร่วมที่ 2 อายุ 14 ปีเศษ ไปจากโจทก์ร่วมที่ 1 โดยปราศจากเหตุอันสมควรเพื่อการอนาจารและกระทำชำเราโจทก์ร่วมที่ 2 ซึ่งมิใช่ภริยาจำเลยทั้งหกโดยผลัดเปลี่ยนหมุนเวียนกันกระทำชำเรา อันมีลักษณะเป็นการโทรมเด็กหญิงและเด็กหญิงนั้นไม่ยินยอม ซึ่งมีอัตราโทษจำคุกตั้งแต่ห้าปีถึงยี่สิบปีและจำคุกตลอดชีวิต แม้จำเลยทั้งหกให้การรับสารภาพ โจทก์และโจทก์ร่วมทั้งสองก็มีหน้าที่ต้องนำพยานหลักฐานมาสืบประกอบคำรับสารภาพของจำเลยทั้งหกเพื่อพิสูจน์ว่า จำเลยทั้งหกกระทำความผิดตามฟ้องและศาลต้องฟังพยานหลักฐานของโจทก์และโจทก์ร่วมทั้งสองจนกว่าจะพอใจว่า จำเลยทั้งหกกระทำความผิดจริง เมื่อศาลชั้นต้นพิพากษาลงโทษจำเลยทั้งหมด การที่จำเลยที่ 1 อุทธรณ์ว่า โจทก์ร่วมที่ 2 เป็นฝ่ายไปหาจำเลยที่ 1 ที่บ้านของจำเลยที่ 3 เอง และโจทก์ร่วมที่ 2 ยินยอมให้จำเลยทั้งหกมีเพศสัมพันธ์ เป็นการอุทธรณ์ว่า โจทก์และโจทก์ร่วมทั้งสองนำสืบพยานหลักฐานประกอบคำรับสารภาพไม่สมฟ้องนั่นเอง ไม่ใช่เป็นการโต้เถียงข้อเท็จจริงที่ขัดกับคำให้การรับสารภาพของจำเลยที่ 1 หรือเป็นการยกข้อเท็จจริงขึ้นใหม่ในชั้นอุทธรณ์อันเป็นข้อที่มิได้ยกขึ้นว่ากันมาแล้วโดยชอบในศาลชั้นต้น ซึ่งจะต้องห้ามมิให้จำเลยที่ 1 อุทธรณ์ตาม ป.วิ.พ. มาตรา 225 วรรคหนึ่ง ประกอบ ป.วิ.อ. มาตรา 15

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83, 91, 277, 317

จำเลยทั้งหกให้การปฏิเสธ แต่ก่อนสืบพยาน จำเลยทั้งหกขอถอนคำให้การเดิมแล้วให้การใหม่เป็นรับสารภาพ

ระหว่างพิจารณา นางแพงศรี ผู้เสียหายที่ 1 และเด็กหญิง ก. ผู้เสียหายที่ 2 โดยนางแพงศรี ผู้แทนโดยชอบธรรม ผู้เสียหายที่ 2 ยื่นคำร้องขอเข้าร่วมเป็นโจทก์ ศาลชั้นต้นอนุญาต (ที่ถูกในส่วนผู้เสียหายที่ 1 อนุญาตให้เข้าร่วมเป็นโจทก์ในความผิดฐานพรากเด็กไปเพื่อการอนาจาร ส่วนผู้เสียหายที่ 2 อนุญาตให้เข้าร่วมเป็นโจทก์ในความผิดฐานกระทำชำเรา) โดยเรียกผู้เสียหายที่ 1 ว่าโจทก์ร่วมที่ 1 และผู้เสียหายที่ 2 ว่าโจทก์ร่วมที่ 2

โจทก์ร่วมทั้งสองยื่นคำร้องเรียกค่าเสียหายจากการกระทำของจำเลยทั้งหกโดยโจทก์ร่วมที่ 1 เรียกค่าเสียหายที่ต้องย้ายถิ่นที่อยู่เพื่อบำบัดจิตใจและเริ่มต้นชีวิตใหม่เป็นเงิน 100,000 บาท ค่าเสียหายต่อชื่อเสียงเป็นเงิน 120,000 บาท รวมเป็นเงิน 220,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันกระทำความผิดเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จ โจทก์ร่วมที่ 2 เรียกร้องค่าเสียหายที่ต้องย้ายถิ่นที่อยู่ ค่าใช้จ่ายในการย้ายโรงเรียนเป็นเงิน 120,000 บาท ค่าเสียหายต่อชื่อเสียงเป็นเงิน 120,000 บาท ค่าเสียหายทางร่างกาย จิตใจและเสรีภาพเป็นเงิน 300,000 บาท ค่าเสียหายด้านทุรศีลธรรมทำให้มีมลทินติดตัว ถูกสังคมดูถูกเหยียดหยามเป็นเงิน 180,000 บาท รวมเป็นเงิน 720,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันกระทำความผิดเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จ

ระหว่างพิจารณา โจทก์ร่วมทั้งสองยื่นคำร้องขอถอนคำร้องขอเรียกค่าสินไหมทดแทนจากจำเลยที่ 1 ถึงที่ 3 กับที่ 5 และที่ 6 ศาลชั้นต้นอนุญาต ให้จำหน่ายคดีส่วนแพ่งเฉพาะจำเลยดังกล่าวออกจากสารบบความ และโจทก์ร่วมทั้งสองกับจำเลยที่ 4 ตกลงกันได้ตามสัญญาประนีประนอมยอมความ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยทั้งหกมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 277 วรรคสี่ (ที่ถูก มาตรา 277 วรรคสาม (เดิม)), 317 วรรคสาม ประกอบมาตรา 83 การกระทำของจำเลยทั้งหกเป็นความผิดหลายกรรมต่างกันให้ลงโทษทุกกรรมเป็นกระทงความผิดไปตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 ขณะกระทำความผิดจำเลยที่ 1 อายุ 18 ปีเศษ ลดมาตราส่วนโทษให้กึ่งหนึ่งตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 76 ประกอบมาตรา 53 ฐานร่วมกันกระทำชำเราเด็กหญิงอายุยังไม่เกินสิบห้าปี อันมีลักษณะเป็นการโทรมเด็กหญิง จำคุกจำเลยที่ 1 มีกำหนด 25 ปี ส่วนจำเลยที่ 2 ถึงที่ 6 จำคุกตลอดชีวิต ฐานร่วมกันพรากเด็กอายุยังไม่เกินสิบห้าปีไปเสียจากบิดามารดาเพื่อการอนาจาร จำคุกจำเลยที่ 1 มีกำหนด 2 ปี 6 เดือน ส่วนจำเลยที่ 2 ถึงที่ 6 จำคุกคนละ 5 ปี รวมจำคุกจำเลยที่ 1 มีกำหนด 27 ปี 6 เดือน จำเลยทั้งหกให้การรับสารภาพเป็นประโยชน์แก่การพิจารณา ทั้งได้ชดใช้ค่าเสียหายให้แก่โจทก์ร่วมทั้งสองจนเป็นที่พอใจแล้ว มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้กระทงละกึ่งหนึ่ง ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 ประกอบมาตรา 53 คงจำคุกจำเลยที่ 1 มีกำหนด 13 ปี 9 เดือน จำคุกจำเลยที่ 2 ถึงที่ 6 ฐานร่วมกันกระทำชำเราเด็กหญิงอายุยังไม่เกินสิบห้าปี อันมีลักษณะเป็นการโทรมเด็กหญิง จำคุกคนละ 25 ปี (ที่ถูก และฐานร่วมกันพรากเด็กอายุยังไม่เกินสิบห้าปีไปเสียจากบิดามารดาเพื่อการอนาจาร จำคุกคนละ 2 ปี 6 เดือน) รวมจำคุกจำเลยที่ 2 ถึงที่ 6 คนละ 27 ปี 6 เดือน ในส่วนคดีแพ่ง ศาลพิจารณาสัญญาประนีประนอมยอมความระหว่างจำเลยที่ 4 และผู้ร้องทั้งสอง (ที่ถูก โจทก์ร่วมทั้งสอง) ฉบับลงวันที่ 7 กรกฎาคม 2551 เห็นว่า ชอบด้วยกฎหมาย พิพากษาให้คดีเสร็จเด็ดขาดตามสัญญาประนีประนอมยอมความนั้น

จำเลยทั้งหกอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 4 พิพากษายืน

จำเลยที่ 1 ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า คดีนี้โจทก์ฟ้องว่าจำเลยทั้งหกร่วมกันพรากโจทก์ร่วมที่ 2 อายุ 14 ปีเศษ ไปจากโจทก์ร่วมที่ 1 โดยปราศจากเหตุอันสมควรเพื่อการอนาจารและกระทำชำเราโจทก์ร่วมที่ 2 ซึ่งเป็นเด็กหญิงอายุยังไม่เกินสิบห้าปีซึ่งมิใช่ภริยาจำเลยทั้งหก โดยจำเลยทั้งหกร่วมกันใช้กำลังประทุษร้ายจับแขนและปิดปากโจทก์ร่วมที่ 2 จนโจทก์ร่วมที่ 2 อยู่ในภาวะที่ไม่สามารถขัดขืนได้ แล้วจำเลยทั้งหกกระทำชำเราโจทก์ร่วมที่ 2 จนสำเร็จความใคร่หลายครั้ง โดยผลัดเปลี่ยนหมุนเวียนกันกระทำชำเรา อันมีลักษณะเป็นการโทรมเด็กหญิงและเด็กหญิงไม่ยินยอม ตามประมวลกฎหมายอาญาและมาตรา 317 วรรคสาม และมาตรา 277 วรรคสาม (เดิม) ซึ่งมีอัตราโทษจำคุกตั้งแต่ห้าปีถึงยี่สิบปีและจำคุกตลอดชีวิต แม้จำเลยทั้งหกให้การรับสารภาพ โจทก์และโจทก์ร่วมทั้งสองก็ยังมีหน้าที่ต้องนำพยานหลักฐานมาสืบประกอบคำรับสารภาพของจำเลยทั้งหกเพื่อพิสูจน์ว่าจำเลยทั้งหกได้กระทำความผิดตามฟ้องและศาลต้องฟังพยานหลักฐานของโจทก์และโจทก์ร่วมทั้งสองจนกว่าจะพอใจว่าจำเลยทั้งหกได้กระทำความผิดจริง จึงจะพิพากษาลงโทษจำเลยทั้งหกได้ เมื่อศาลชั้นต้นพิพากษาลงโทษจำเลยทั้งหกตามฟ้อง จำเลยที่ 1 อุทธรณ์ว่า โจทก์ร่วมที่ 2 เป็นฝ่ายไปหาจำเลยที่ 1 ที่บ้านของจำเลยที่ 3 เองและยินยอมให้จำเลยทั้งหกกระทำชำเรา โดยอ้างเหตุในอุทธรณ์คัดค้านคำพิพากษาศาลชั้นต้นด้วยว่า พฤติการณ์ของโจทก์ร่วมที่ 2 ที่เคยถูกกระทำชำเรามาแล้วหลายครั้งโดยบุคคลหลาย ๆ คน ขณะเกิดเหตุโจทก์ร่วมที่ 2 ยินยอมให้จำเลยทั้งหกมีเพศสัมพันธ์เป็นกลุ่มแบบเล่นเซ็กส์หมู่ โดยโจทก์ร่วมที่ 2 ไม่ได้ดิ้นรนขัดขืนและกล่าวอ้างในฎีกาอีกตอนหนึ่งว่า ขณะที่โจทก์ร่วมที่ 2 กำลังร่วมประเวณีกับจำเลยทั้งหกนั้น โจทก์ร่วมที่ 2 ไม่ได้ดิ้นรนต่อสู้หรือขัดขวาง ทั้ง ๆ ที่โจทก์ร่วมที่ 2 มีโอกาสร้องขอความช่วยเหลือได้ แต่โจทก์ร่วมที่ 2 กลับพูดเย้ยหยันจำเลยที่ 5 ว่า "ถ้าไม่แข็งไม่ต้องสอดใส่เข้าไป" ซึ่งแสดงว่าโจทก์ร่วมที่ 2 ไม่ได้กลัวหรือตกอยู่ในภาวะที่ถูกบังคับแต่อย่างใด แต่โจทก์ร่วมที่ 2 ยินยอมหรือเต็มใจให้จำเลยทั้งหกร่วมประเวณีในลักษณะเป็นกลุ่มหรือเซ็กส์หมู่ จึงไม่เป็นความผิดตามฟ้องนั้น เห็นว่า อุทธรณ์ของจำเลยที่ 1 ดังกล่าว เป็นการอุทธรณ์โต้เถียงคำพิพากษาศาลชั้นต้นที่ฟังพยานหลักฐานโจทก์ที่สืบประกอบคำรับสารภาพว่า จำเลยทั้งหกร่วมกันพรากโจทก์ร่วมที่ 2 ไปเสียจากโจทก์ร่วมที่ 1 และร่วมกันจับแขนและปิดปากของโจทก์ร่วมที่ 2 จนอยู่ในภาวะที่ไม่สามารถขัดขืนได้ แล้วร่วมกันข่มขืนกระทำชำเราโจทก์ร่วมที่ 2 โดยผลัดเปลี่ยนหมุนเวียนกันกระทำชำเราจนสำเร็จความใคร่ โดยโจทก์ร่วมที่ 2 ไม่ยินยอม ดังนั้น อุทธรณ์ของจำเลยที่ 1 จึงเป็นอุทธรณ์โต้แย้งว่า จำเลยที่ 1 ไม่ได้กระทำผิดตามฟ้องเพราะโจทก์และโจทก์ร่วมนำสืบพยานหลักฐานประกอบคำรับสารภาพไม่สมฟ้องนั่นเอง จึงไม่ใช่เป็นการโต้เถียงข้อเท็จจริงที่ขัดกับคำให้การรับสารภาพของจำเลยที่ 1 หรือเป็นการยกข้อเท็จจริงขึ้นใหม่ในชั้นอุทธรณ์อันเป็นข้อที่มิได้ยกขึ้นว่ากันมาแล้วโดยชอบในศาลชั้นต้น ซึ่งจะต้องห้ามมิให้จำเลยที่ 1 อุทธรณ์ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 225 วรรคหนึ่ง ประกอบประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 15 แต่อย่างใด ศาลอุทธรณ์ภาค 4 ไม่รับวินิจฉัยอุทธรณ์ของจำเลยที่ 1 จึงเป็นการไม่ชอบ แต่เมื่อคดีขึ้นมาสู่ศาลฎีกาแล้ว ศาลฎีกาเห็นสมควรวินิจฉัยปัญหาข้อนี้ไปเสียทีเดียวโดยไม่ต้องย้อนสำนวนไปให้ศาลอุทธรณ์ภาค 4 วินิจฉัยก่อนตามลำดับชั้นศาลแต่อย่างใด แต่เมื่อศาลฎีกาพิจารณาอุทธรณ์ของจำเลยที่ 1 ทั้งฉบับแล้ว เห็นว่า ศาลชั้นต้นได้วินิจฉัยข้อเท็จจริงมาถูกต้องชอบด้วยเหตุผลแล้ว กรณีไม่มีเหตุที่จะเปลี่ยนแปลงผลตามคำวินิจฉัยของศาลชั้นต้นได้ ดังนั้น ฎีกาของจำเลยที่ 1 จึงไม่เป็นสาระอันควรแก่ การพิจารณา ศาลฎีกาไม่รับคดีไว้พิจารณาพิพากษา ตามรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2550 มาตรา 219 วรรคสอง และพระธรรมนูญศาลยุติธรรม มาตรา 23 วรรคหนึ่ง

จึงมีคำสั่งให้จำหน่ายคดีออกจากสารบบความศาลฎีกา
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.อ. ม. 277 วรรคสาม(เดิม) ม. 317 วรรคสาม
ป.วิ.อ. ม. 15 ม. 176
ป.วิ.พ. ม. 225 วรรคหนึ่ง
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการจังหวัดหนองบัวลำภู
โจทก์ร่วม — นางแพงศรี วงษ์ละคร กับพวก
จำเลย — นายราชิต ธนะธน กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดหนองบัวลำภู — นายสิทธิโชค ตันติสุขสันต์
ศาลอุทธรณ์ภาค 4 — นายสุรพล สนธยานนท์
ชื่อองค์คณะ
วิรุฬห์ แสงเทียน
ปดารณี ลัดพลี
ฉัตรไชย จันทร์พรายศรี
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 5502/2555
#520453
เปิดฉบับเต็ม

โจทก์ร้องขอให้บังคับคดีแก่จำเลยที่ 3 ซึ่งเป็นลูกหนี้ตามคำพิพากษาภายใน 10 ปี นับแต่วันที่ศาลชั้นต้นมีคำพิพากษา การที่ผู้ซื้อทรัพย์ดำเนินการบังคับคดีต่อเนื่องจากโจทก์ จึงไม่ต้องยื่นคำขอให้บังคับคดีภายใน 10 ปี นับแต่วันมีคำพิพากษาตามที่ ป.วิ.พ. มาตรา 271 บัญญัติไว้

ป.วิ.พ. มาตรา 309 ตรี บัญญัติว่า "เมื่อเจ้าพนักงานบังคับคดีโอนอสังหาริมทรัพย์ที่ขายให้แก่ผู้ซื้อ หากทรัพย์สินที่โอนนั้นมีลูกหนี้ตามคำพิพากษาหรือบริวารอาศัยอยู่ และลูกหนี้ตามคำพิพากษาหรือบริวารไม่ยอมออกไปจากอสังหาริมทรัพย์นั้น ผู้ซื้อทรัพย์ชอบที่จะยื่นคำขอฝ่ายเดียวต่อศาลที่อสังหาริมทรัพย์นั้นตั้งอยู่ในเขตศาล ให้ออกคำบังคับให้ลูกหนี้ตามคำพิพากษาหรือบริวารออกไปจากอสังหาริมทรัพย์นั้นภายในระยะเวลาที่ศาลเห็นสมควรกำหนด แต่ไม่น้อยกว่าสามสิบวัน..." คดีนี้ผู้ซื้อทรัพย์เป็นผู้ซื้ออสังหาริมทรัพย์พิพาทจากการขายทอดตลาดของเจ้าพนักงานบังคับคดี ผู้ซื้อทรัพย์จึงมีสิทธิยื่นคำขอต่อศาลให้ออกคำบังคับให้จำเลยที่ 3 และบริวารออกไปจากอสังหาริมทรัพย์พิพาท โดยไม่ต้องฟ้องเป็นคดีใหม่อันเป็นการปฏิบัติตามบทบัญญัติของกฎหมาย หาขัดต่อความสงบเรียบร้อยและศีลธรรมอันดีของประชาชนไม่

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
คดีสืบเนื่องมาจากศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยทั้งสามร่วมกันชำระเงิน 2,392,254.35 บาท พร้อมดอกเบี้ยและค่าฤชาธรรมเนียมให้แก่โจทก์ กับออกคำบังคับให้จำเลยทั้งสามปฏิบัติตามคำพิพากษาแล้ว จำเลยทั้งสามไม่ชำระ โจทก์ขอให้บังคับคดีและศาลชั้นต้นออกหมายตั้งเจ้าพนักงานบังคับคดี เจ้าพนักงานบังคับคดียึดที่ดินโฉนดเลขที่ 10026 เลขที่ดิน 82 ตำบลเมืองปัก อำเภอปักธงชัย จังหวัดนครราชสีมา เนื้อที่ 65 ตารางวา พร้อมอาคารพาณิชย์ 2 ชั้น เลขทะเบียน 144/117 จำนวน 2 คูหา ซึ่งปลูกสร้างอยู่บนที่ดินดังกล่าว มีชื่อจำเลยที่ 2 เป็นผู้ถือกรรมสิทธิ์และประกาศขายทอดตลาด นายนรินทร์เป็นผู้ซื้อทรัพย์ทั้งสองรายการได้ และต่อมายื่นคำร้องต่อศาลชั้นต้น ขอให้ออกคำบังคับให้จำเลยทั้งสามและบริวารออกไปจากที่ดินและอาคาร ศาลชั้นต้นมีคำสั่งให้จำเลยทั้งสามและบริวารออกไปจากที่ดินและอาคารภายใน 30 วัน

จำเลยที่ 3 ยื่นคำคัดค้านขอให้เพิกถอนคำบังคับ

ศาลชั้นต้นมีคำสั่งให้ยกคำร้อง (ที่ถูก ให้ยกคำคัดค้าน)

จำเลยที่ 3 อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 3 พิพากษายืน ให้จำเลยที่ 3 ใช้ค่าทนายความในชั้นอุทธรณ์ 5,000 บาท แทนผู้ซื้อทรัพย์

จำเลยที่ 3 ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า จำเลยที่ 3 ฎีกาว่า ผู้ซื้อทรัพย์ร้องขอให้บังคับจำเลยทั้งสามและบริวารออกจากที่ดินและอาคารเกินกำหนด 10 ปี นับแต่ศาลชั้นต้นมีคำพิพากษา เป็นการต้องห้ามตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 271 เห็นว่า ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 271 บัญญัติว่า "ถ้าคู่ความหรือบุคคลซึ่งเป็นฝ่ายแพ้คดี (ลูกหนี้ตามคำพิพากษา) มิได้ปฏิบัติตามคำพิพากษาหรือคำสั่งของศาลทั้งหมดหรือบางส่วน คู่ความหรือบุคคลซึ่งเป็นฝ่ายชนะ (เจ้าหนี้ตามคำพิพากษา) ชอบที่จะร้องขอให้บังคับคดีตามคำพิพากษาหรือคำสั่งได้ภายในสิบปีนับแต่วันที่มีคำพิพากษาหรือคำสั่ง โดยอาศัยและตามคำบังคับที่ออกตามคำพิพากษาหรือคำสั่งนั้น" คดีนี้ ศาลชั้นต้นมีคำพิพากษาเมื่อวันที่ 28 กรกฎาคม 2541 ให้จำเลยทั้งสามร่วมกันชำระเงินกู้พร้อมดอกเบี้ยและค่าฤชาธรรมเนียมแก่โจทก์ กับออกคำบังคับจำเลยทั้งสามให้ปฏิบัติตามคำพิพากษาแล้ว จำเลยทั้งสามไม่ชำระ ต่อมาวันที่ 19 พฤศจิกายน 2544 โจทก์ซึ่งเป็นฝ่ายชนะคดีและเป็นเจ้าหนี้ตามคำพิพากษา ร้องขอต่อศาลชั้นต้นให้บังคับคดีแก่จำเลยทั้งสามซึ่งเป็นฝ่ายแพ้คดีและเป็นลูกหนี้ตามคำพิพากษา และวันที่ 1 ตุลาคม 2545 โจทก์นำเจ้าพนักงานบังคับคดียึดที่ดินและอาคารพาณิชย์ของจำเลยที่ 2 ออกขายทอดตลาดเพื่อชำระหนี้แก่โจทก์ตามคำพิพากษา เห็นว่า โจทก์ได้ร้องขอให้บังคับคดีแก่จำเลยทั้งสามภายใน 10 ปี นับแต่วันที่ศาลชั้นต้นมีคำพิพากษาตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 271 แล้ว แม้เจ้าพนักงานบังคับคดีดำเนินการโอนกรรมสิทธิ์ในที่ดินและอาคารพาณิชย์ที่ขายทอดตลาดให้แก่ผู้ซื้อทรัพย์เมื่อวันที่ 10 มิถุนายน 2551 และเมื่อวันที่ 22 มกราคม 2552 ผู้ซื้อทรัพย์ขอให้ศาลชั้นต้นออกคำบังคับให้จำเลยทั้งสามซึ่งเป็นลูกหนี้ตามคำพิพากษาและบริวารซึ่งยังครอบครองและอาศัยอยู่ในที่ดินและอาคารดังกล่าวออกไปจากที่ดินและอาคาร การที่ผู้ซื้อทรัพย์ขอให้ศาลชั้นต้นออกคำบังคับดังกล่าว ถือว่าเป็นการบังคับคดีต่อเนื่องจากที่โจทก์ได้บังคับคดีไว้ก่อนแล้ว ซึ่งประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่งมาตรา 309 ตรี บัญญัติให้ถือว่า ผู้ซื้อทรัพย์เป็นเจ้าหนี้ตามคำพิพากษา และลูกหนี้ตามคำพิพากษาหรือบริวารที่อยู่อาศัยในอสังหาริมทรัพย์เป็นลูกหนี้ตามคำพิพากษา อันมีผลเท่ากับให้ผู้ซื้อทรัพย์สวมสิทธิของโจทก์ซึ่งเป็นเจ้าหนี้ตามคำพิพากษา เมื่อโจทก์ได้ร้องขอให้บังคับคดีแก่จำเลยที่ 3 ซึ่งเป็นลูกหนี้ตามคำพิพากษาเมื่อวันที่ 19 พฤศจิกายน 2544 ซึ่งเป็นเวลาภายในกำหนด 10 ปี นับแต่วันที่ศาลชั้นต้นมีคำพิพากษา ดังนั้น การที่ผู้ซื้อทรัพย์ดำเนินการบังคับคดีต่อเนื่องจากโจทก์ จึงไม่ต้องยื่นคำขอให้บังคับคดีภายใน 10 ปี นับแต่วันที่ศาลชั้นต้นมีคำพิพากษา ตามที่ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 271 บัญญัติไว้ ฎีกาข้อนี้ของจำเลยที่ 3 ฟังไม่ขึ้น

มีปัญหาวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยที่ 3 ประการสุดท้ายว่า การที่ผู้ซื้อทรัพย์ต้องการให้จำเลยที่ 3 และบริวารออกไปจากที่ดินและอาคารพาณิชย์ที่ขายทอดตลาดต้องฟ้องเป็นคดีใหม่หรือไม่ เห็นว่า ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 309 ตรี บัญญัติว่า "เมื่อเจ้าพนักงานบังคับคดีโอนอสังหาริมทรัพย์ที่ขายให้แก่ผู้ซื้อ หากทรัพย์สินที่โอนนั้นมีลูกหนี้ตามคำพิพากษาหรือบริวารอาศัยอยู่ และลูกหนี้ตามคำพิพากษาหรือบริวารไม่ยอมออกไปจากอสังหาริมทรัพย์ ผู้ซื้อทรัพย์ชอบที่จะยื่นคำขอฝ่ายเดียวต่อศาลที่อสังหาริมทรัพย์ตั้งอยู่ในเขตศาลให้ออกคำบังคับให้ลูกหนี้ตามคำพิพากษาหรือบริวารออกไปจากอสังหาริมทรัพย์ภายในระยะเวลาที่ศาลเห็นสมควรกำหนด แต่ไม่น้อยกว่าสามสิบวัน..." คดีนี้ผู้ซื้อทรัพย์เป็นผู้ซื้ออสังหาริมทรัพย์พิพาทจากการขายทอดตลาดของเจ้าพนักงานบังคับคดี ดังนั้น ผู้ซื้อทรัพย์จึงมีสิทธิยื่นคำขอต่อศาลให้ออกคำบังคับให้จำเลยที่ 3 และบริวารออกไปจากอสังหาริมทรัพย์พิพาทโดยไม่ต้องฟ้องเป็นคดีใหม่ อันเป็นการปฏิบัติตามบทบัญญัติของกฎหมาย หาขัดต่อความสงบเรียบร้อยและศีลธรรมอันดีของประชาชนไม่ ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 3 พิพากษามาชอบแล้ว ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาของจำเลยที่ 3 ข้อนี้ฟังไม่ขึ้นเช่นกัน

พิพากษายืน ให้จำเลยที่ 3 ใช้ค่าทนายความในชั้นฎีกา 5,000 บาท แทนผู้ซื้อทรัพย์
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ. ม. 271 ม. 309 ตรี
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — ธนาคารกรุงไทย จำกัด (มหาชน)
ผู้ซื้อทรัพย์ — นายนรินทร์ เพียรธงไชย
จำเลย — นายธนากร ทองพรมราช กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดนครราชสีมา — นายณัฐพงษ์ โต๊ะทอง
ศาลอุทธรณ์ภาค 3 — นางพัชรวรรณ สวัสดิทัต
ชื่อองค์คณะ
สรรทัศน์ เอี่ยมวรชัย
ปริญญา ดีผดุง
ธัชพันธ์ ประพุทธนิติสาร
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 5471 -ที่ 5473/2555
#521399
เปิดฉบับเต็ม

ลูกจ้างมีสิทธิได้รับค่าจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้าตาม พ.ร.บ.คุ้มครองแรงงาน พ.ศ.2541 มาตรา 17 วรรคสี่ (เดิม) ต่อเมื่อลูกจ้างถูกนายจ้างให้ออกจากงานแล้ว

การที่โจทก์ทั้งสามยื่นคำร้องต่อพนักงานตรวจแรงงาน สำนักงานสวัสดิการและคุ้มครองแรงงานจังหวัดชลบุรี เรียกค่าจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้าโดยอ้างว่านายจ้างจ่ายให้ไม่ครบ แสดงให้เห็นอยู่ในตัวว่าโจทก์ทั้งสามยอมรับการเลิกจ้างของนายจ้าง ถือได้ว่าโจทก์ทั้งสามไม่ประสงค์ที่จะทำงานกับนายจ้างต่อไป การที่คณะกรรมการแรงงานสัมพันธ์กำหนดค่าเสียหายกรณีการกระทำอันไม่เป็นธรรมให้แก่โจทก์ทั้งสามจึงชอบด้วย พ.ร.บ.แรงงานสัมพันธ์ พ.ศ.2518 มาตรา 41 (4) แล้ว

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
คดีทั้งสามสำนวนนี้ ศาลแรงงานกลางสั่งให้รวมพิจารณาเป็นคดีเดียวกันโดยให้เรียกโจทก์เรียงตาม ลำดับสำนวนว่าโจทก์ที่ 1 ถึงที่ 3 และให้เรียกจำเลยทั้งสามสำนวนว่าจำเลยที่ 1 ถึงที่ 8

โจทก์ทั้งสามฟ้องขอให้เพิกถอนคำสั่งคณะกรรมการแรงงานสัมพันธ์ที่ 234 - 236/2549 เฉพาะในส่วนให้บริษัทเอเวอร์กรีน คอนเทนเนอร์ เทอร์มินัล (ประเทศไทย) จำกัด จ่ายค่าเสียหาย 79,272 บาท 74,154 บาท และ 97,212 บาท ตามลำดับ และให้บริษัทเอเวอร์กรีน คอนเทนเนอร์ เทอร์มินัล (ประเทศไทย) จำกัด รับโจทก์ทั้งสามกลับเข้าทำงานพร้อมทั้งจ่ายค่าเสียหายเท่ากับค่าจ้างอัตราสุดท้ายนับแต่วันเลิกจ้างจนถึงวันรับกลับเข้าทำงานให้แก่โจทก์ทั้งสาม

จำเลยทุกสำนวนให้การขอให้ยกฟ้อง

ศาลแรงงานกลางพิพากษายกฟ้อง

โจทก์ทั้งสามอุทธรณ์ต่อศาลฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีแรงงานวินิจฉัยว่า ศาลแรงงานกลางฟังข้อเท็จจริงว่า โจทก์ทั้งสามเป็นลูกจ้างบริษัทเอเวอร์กรีน คอนเทนเนอร์ เทอร์มินัล (ประเทศไทย) จำกัด ได้รับค่าจ้างอัตราสุดท้ายเดือนละ 5,670 บาท 6,150 บาท และ 6,250 บาท ตามลำดับ ต่อมาโจทก์ทั้งสามได้รับเลือกตั้งเป็นกรรมการบริหารสหภาพแรงงาน ได้ทำคำฟ้องยื่นต่อศาลแรงงานกลาง ต่อมาวันที่ 31 มกราคม 2549 โจทก์ทั้งสามยื่นคำร้องต่อคณะกรรมการแรงงานสัมพันธ์ ซึ่งจำเลยทั้งแปดเป็นกรรมการ จำเลยทั้งแปดมีคำสั่งให้บริษัท เอเวอร์กรีน คอนเทนเนอร์ เทอร์มินัล (ประเทศไทย) จำกัด จ่ายค่าเสียหายแก่โจทก์ทั้งสามเป็นเงิน 79,272 บาท 97,212 บาท และ 74,154 บาท ตามลำดับ และศาลแรงงานกลางวินิจฉัยว่า การที่โจทก์ทั้งสามยื่นคำร้องต่อพนักงานตรวจแรงงานเรียกร้องค่าจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้าเพิ่มและได้รับเงินส่วนที่ขอเพิ่มไปจากนายจ้างแล้ว เท่ากับโจทก์ทั้งสามยอมรับการเลิกจ้างและสัมพันธภาพของโจทก์ทั้งสามกับบริษัทฯ ในฐานะนายจ้างลูกจ้างย่อมสิ้นสุดตามข้อวินิจฉัยของคณะกรรมการแรงงานสัมพันธ์ การที่คณะกรรมการแรงงานสัมพันธ์กำหนดค่าเสียหายในกรณีการกระทำอันไม่เป็นธรรมตามอายุงานของโจทก์ทั้งสามจึงชอบด้วยเหตุผล

คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของโจทก์ทั้งสามว่า มีเหตุเพิกถอนคำสั่งคณะกรรมการแรงงานสัมพันธ์ที่ 234 - 236/2549 หรือไม่ โดยโจทก์ทั้งสามอุทธรณ์ทำนองว่า การที่โจทก์ทั้งสามไปยื่นคำร้องต่อพนักงานตรวจแรงงาน สำนักงานสวัสดิการและคุ้มครองแรงงานจังหวัดชลบุรี เพื่อเรียกร้องค่าจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้า ไม่ถือว่าโจทก์ทั้งสามยอมรับการเลิกจ้าง เพราะถ้ายอมรับการเลิกจ้างก็ไม่มีเหตุที่จะต้องไปยื่นคำร้องดังกล่าว เห็นว่า การบอกเลิกสัญญาจ้างไม่มีกำหนดระยะเวลา นายจ้างอาจจ่ายค่าจ้างให้ตามจำนวนที่จะต้องจ่ายจนถึงเวลาเลิกสัญญาตามกำหนดที่บอกกล่าวและให้ลูกจ้างออกจากงานทันทีได้ ตามพระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน พ.ศ.2541 มาตรา 17 ดังนั้น ลูกจ้างจะมีสิทธิได้รับค่าจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้าได้ต่อเมื่อลูกจ้างถูกนายจ้างให้ออกจากงานแล้ว การที่โจทก์ทั้งสามยื่นคำร้องต่อพนักงานตรวจแรงงาน สำนักงานสวัสดิการและคุ้มครองแรงงานจังหวัดชลบุรี เพื่อเรียกร้องค่าจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้าโดยอ้างว่าบริษัทเอเวอร์กรีน คอนเทนเนอร์ เทอร์มินัล (ประเทศไทย) จำกัด ซึ่งเป็นนายจ้างจ่ายให้ไม่ครบ ย่อมแสดงให้เห็นอยู่ในตัวว่าโจทก์ทั้งสามยอมรับการเลิกจ้างของนายจ้าง เมื่อโจทก์ทั้งสามยอมรับการเลิกจ้าง ย่อมถือได้ว่าโจทก์ทั้งสามไม่ประสงค์ที่จะทำงานกับบริษัทเอเวอร์กรีน คอนเทนเนอร์ เทอร์มินัล (ประเทศไทย) จำกัด อีกต่อไป การที่คณะกรรมการแรงงานสัมพันธ์กำหนดค่าเสียหายกรณีการกระทำอันไม่เป็นธรรมให้แก่โจทก์ทั้งสามจึงชอบด้วยพระราชบัญญัติแรงงานสัมพันธ์ พ.ศ.2518 มาตรา 41 (4) แล้ว ไม่มีเหตุเพิกถอนคำสั่งคณะกรรมการแรงงานสัมพันธ์ที่ 234 - 236/2549 อุทธรณ์ของโจทก์ทั้งสามฟังไม่ขึ้น

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.คุ้มครองแรงงาน พ.ศ.2541 ม. 17 วรรคสี่ (เดิม)
พ.ร.บ.แรงงานสัมพันธ์ พ.ศ.2518 ม. 41 (4)
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นายสมนึก ดิษฐี กับพวก
จำเลย — นายอัมพร นีละโยธิน กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลแรงงานกลาง — นายประเวศ อัศวรัตน์
ชื่อองค์คณะ
อนันต์ ชุมวิสูตร
ชัยวัฒน์ เวียงธีรวัฒน์
นิพนธ์ ใจสำราญ
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 5470/2555
#521534
เปิดฉบับเต็ม

การกำหนดประเด็นข้อพิพาทและหน้าที่นำสืบในคดีแรงงานไม่จำต้องอยู่ภายใต้บังคับบทบัญญัติแห่ง ประมวลกฎหมายวิธีพิจาณาความแพ่ง เนื่องจาก พ.ร.บ.จัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงาน พ.ศ.2522 ซึ่งเป็นกฎหมายเฉพาะสำหรับคดีแรงงานได้บัญญัติไว้แล้วในมาตรา 39 วรรคหนึ่ง และการกำหนด ให้คู่ความฝ่ายใดในคดีแรงงานนำพยานมาสืบก่อนหรือหลังเป็นอำนาจและดุลพินิจของศาลแรงงานโดยเฉพาะ

แม้ศาลแรงงานกลางจะมิได้กำหนดประเด็นข้อพิพาทว่าโจทก์ฝ่าฝืนข้อบังคับเกี่ยวกับการทำงานหรือระเบียบหรือคำสั่งของจำเลยอันชอบด้วยกฎหมายและเป็นธรรมในกรณีร้ายแรงหรือไม่ และโจทก์มีสิทธิได้รับสินจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้าและค่าชดเชยหรือไม่ แต่การวินิจฉัยประเด็น ข้อพิพาทดังกล่าวตามคำพิพากษาศาลแรงงานกลางก็เกี่ยวเนื่องโดยตรงที่จะวินิจฉัยว่าข้อเท็จจริงเป็นไปดังคำฟ้องหรือคำให้การว่าจำเลยเลิกจ้างโจทก์โดยไม่เป็นธรรมและจะต้องรับโจทก์กลับเข้าทำงานหรือจ่ายค่าชดเชยให้แก่โจทก์หรือไม่ ศาลแรงงานกลางย่อมมีอำนาจพิจารณาพิพากษาในประเด็นข้อพิพาทดังกล่าวได้โดยมิใช่เป็นการวินิจฉัยเกินไปกว่าหรือนอกจากที่ปรากฏในคำฟ้อง

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยจ่ายสินจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้าจำนวน 7,020 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันฟ้อง และจ่ายค่าชดเชยจำนวน 42,120 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 15 ต่อปี นับแต่วันฟ้องจนกว่าชำระเสร็จแก่โจทก์

จำเลยให้การขอให้ยกฟ้อง

ศาลแรงงานกลางพิพากษาให้จำเลยจ่ายค่าชดเชยจำนวน 42,120 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 15 ต่อปี นับแต่วันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ และให้จำเลยจ่ายสินจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้าจำนวน 7,020 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์

จำเลยอุทธรณ์ต่อศาลฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีแรงงานวินิจฉัยว่า จำเลยอุทธรณ์ว่าศาลแรงงานกลางกำหนดประเด็นข้อพิพาทเพียงว่า จำเลยเลิกจ้างโจทก์ด้วยเหตุอันไม่เป็นธรรมหรือไม่ แต่ในการพิพากษาของศาลแรงงานกลางกลับกำหนดประเด็นข้อพิพาทว่า โจทก์ฝ่าฝืนข้อบังคับเกี่ยวกับการทำงานหรือระเบียบหรือคำสั่งของจำเลยอันชอบด้วยกฎหมายและเป็นธรรมในกรณีร้ายแรงหรือไม่ และโจทก์มีสิทธิได้รับสินจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้าและค่าชดเชยหรือไม่ จึงเป็นการไม่ชอบด้วยประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 183 และถือเป็นการวินิจฉัยเกินไปกว่าหรือนอกจากที่ปรากฏในคำฟ้องด้วยนั้น เห็นว่า การกำหนดประเด็นข้อพิพาทและหน้าที่นำสืบในคดีแรงงานไม่จำต้องอยู่ภายใต้บังคับบทบัญญัติแห่งประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง เนื่องจากพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงาน พ.ศ.2522 ซึ่งเป็นกฎหมายเฉพาะสำหรับคดีแรงงานได้บัญญัติไว้แล้วในมาตรา 39 วรรคหนึ่ง และการกำหนดให้คู่ความฝ่ายใดในคดีแรงงานนำพยานมาสืบก่อนหรือหลังเป็นอำนาจและดุลพินิจของศาลแรงงานโดยเฉพาะ

เมื่อโจทก์ฟ้องว่าจำเลยเลิกจ้างโจทก์โดยไม่เป็นธรรม ขอให้จำเลยรับโจทก์กลับเข้าทำงาน หากจำเลยไม่สามารถรับโจทก์กลับเข้าทำงานได้ ขอให้จำเลยจ่ายค่าชดเชยและสินจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้าแก่โจทก์ จำเลยให้การว่าโจทก์ฝ่าฝืนข้อบังคับเกี่ยวกับการทำงานในกรณีร้ายแรง จึงไม่ต้องจ่ายค่าชดเชยและสินจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้าให้โจทก์ และจำเลยไม่ประสงค์รับโจทก์กลับเข้าทำงาน ศาลแรงงานกลางได้กำหนดให้คู่ความนำพยานเข้าสืบตามคำฟ้องและคำให้การ แม้ศาลแรงงานกลางจะมิได้กำหนดประเด็นข้อพิพาทว่า โจทก์ฝ่าฝืนข้อบังคับเกี่ยวกับการทำงานหรือระเบียบหรือคำสั่งของจำเลยอันชอบด้วยกฎหมายและเป็นธรรมในกรณีร้ายแรงหรือไม่ และโจทก์มีสิทธิได้รับสินจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้าและค่าชดเชยหรือไม่ แต่การวินิจฉัยประเด็นข้อพิพาทดังกล่าวตามคำพิพากษาศาลแรงงานกลางก็เกี่ยวเนื่องโดยตรงที่จะวินิจฉัยว่าข้อเท็จจริงเป็นไปดังคำฟ้องหรือคำให้การว่าจำเลยเลิกจ้างโจทก์โดยไม่เป็นธรรมและจะต้องรับโจทก์กลับเข้าทำงานหรือจ่ายค่าชดเชยให้แก่โจทก์หรือไม่ ศาลแรงงานกลางย่อมมีอำนาจพิจารณาพิพากษาในประเด็นข้อพิพาทดังกล่าวได้โดยมิใช่เป็นการวินิจฉัยเกินไปกว่าหรือนอกจากที่ปรากฏในคำฟ้องแต่อย่างใด อุทธรณ์ของจำเลยฟังไม่ขึ้น

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ. ม. 183
พ.ร.บ.จัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงาน พ.ศ.2522 ม. 31 ม. 39
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นายธีระพงษ์ ใจเป็นชาย
จำเลย — บริษัทไม้อัดไทย จำกัด
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลแรงงานกลาง — นายองอาจ แน่นหนา
ชื่อองค์คณะ
ปดารณี ลัดพลี
ชัยวัฒน์ เวียงธีรวัฒน์
ประเสริฐ โอนพรัตน์วิบูล
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 5465 -ที่ 5466/2555
#521403
เปิดฉบับเต็ม

จำเลยเช่าห้องชุดจากผู้ร้อง สัญญาเช่าข้อ 19 ที่มีข้อความว่า "ในกรณีผู้เช่าไม่ขนย้ายทรัพย์สินหรือสิ่งของต่างๆ ของผู้เช่าออกจากสถานที่ภายใน 30 วัน นับตั้งแต่การเช่าสิ้นสุดลง ผู้เช่ายินยอมให้ผู้ให้เช่าครอบครองทรัพย์สินที่เช่าและขนย้ายทรัพย์สินของผู้เช่าออกจากสถานที่เช่าได้ โดยผู้ให้เช่าจะแจ้งให้ผู้เช่ามารับคืนภายในกำหนดเวลา 1 เดือน นับแต่วันที่ผู้เช่าได้รับหนังสือแจ้ง หากเลยกำหนดเวลาดังกล่าวผู้เช่าไม่ติดต่อขอรับคืน ให้ทรัพย์สินของผู้เช่าตกเป็นกรรมสิทธิ์ของผู้ให้เช่า" เป็นกรณีจำเลยซึ่งเป็นผู้เช่าตกลงสละกรรมสิทธิ์ในทรัพย์สินของตนให้ผู้ร้องซึ่งเป็นผู้ให้เช่า ไม่มีลักษณะที่ผู้ร้องได้เปรียบจนเกินสมควรและไม่มีกฎหมายบัญญัติห้าม สัญญาข้อนี้ไม่ขัดต่อความสงบเรียบร้อยหรือศีลธรรมอันดีของประชาชน

ผู้ร้องส่งหนังสือแจ้งให้จำเลยขนย้ายทรัพย์สินพิพาทออกจากสถานที่เช่าไปยังห้องชุดที่จำเลยเช่าอันเป็นสำนักงานแห่งใหญ่ของจำเลยซึ่งเป็นนิติบุคคลและเป็นภูมิลำเนาของจำเลยตาม ป.พ.พ. มาตรา 68 แล้ว แต่ผู้ร้องยังไม่ได้แจ้งให้จำเลยมารับทรัพย์สินพิพาทคืนภายในกำหนด 1 เดือน กรรมสิทธิ์ในทรัพย์สินพิพาทของจำเลยจึงไม่ตกเป็นของผู้ร้องตามสัญญาเช่าข้อ 19 โจทก์ทั้งสองมีสิทธินำยึดทรัพย์สินพิพาทตามบัญชียึดทรัพย์

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
คดีสืบเนื่องมาจากศาลแรงงานกลางพิพากษาให้จำเลยจ่ายค่าจ้างค้าง 50,000 บาท ให้แก่โจทก์ที่ 1 และ 25,000 บาท ให้แก่โจทก์ที่ 2 แต่จำเลยไม่ชำระ โจทก์ทั้งสองนำเจ้าพนักงานบังคับคดียึดทรัพย์สินของจำเลยเพื่อขายทอดตลาดนำเงินมาชำระหนี้ตามคำพิพากษาแก่โจทก์ทั้งสอง

ผู้ร้องยื่นคำร้องขอให้ศาลมีคำสั่งให้ปล่อยทรัพย์สิน

โจทก์ทั้งสองให้การขอให้ยกคำร้อง

ศาลแรงงานกลางพิพากษายกคำร้อง

ผู้ร้องอุทธรณ์ต่อศาลฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีแรงงานวินิจฉัยว่า ศาลแรงงานกลางฟังข้อเท็จจริงว่า การที่ผู้ร้องตกลงกับจำเลยให้ผู้ร้องได้กรรมสิทธิ์ในทรัพย์สินพิพาทที่ถูกยึดโดยผลตามสัญญาเช่าข้อ 19 แตกต่างจากประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ เป็นการขัดต่อความสงบเรียบร้อยและศีลธรรมอันดีของประชาชน การจะได้กรรมสิทธิ์ในทรัพย์ต้องบังคับตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์บรรพ 4 การที่ผู้ร้องมีหนังสือแจ้งให้จำเลยขนย้ายทรัพย์สินตามสัญญาเช่าโดยแจ้งไปยังที่อยู่อันเป็นสถานที่เช่านั้นเองย่อมเป็นไปไม่ได้ว่าจำเลยจะทราบหนังสือดังกล่าว จึงไม่อาจถือได้ว่าจำเลยมีเจตนาสละกรรมสิทธิ์ในทรัพย์สินพิพาทโดยปริยาย คงฟังได้แต่เพียงว่าผู้ร้องแสดงเจตนาเข้าครอบครองทรัพย์สินเพื่อจะยึดถือเพื่อตน ผู้ร้องครอบครองทรัพย์สินพิพาทซึ่งเป็นสังหาริมทรัพย์ยังไม่ครบห้าปี ทรัพย์สินพิพาทจึงยังเป็นกรรมสิทธิ์ของจำเลย โจทก์ทั้งสองซึ่งเป็นเจ้าหนี้ตามคำพิพากษาย่อมมีสิทธินำยึดทรัพย์สินพิพาทขายทอดตลาดเพื่อนำเงินมาชำระหนี้ได้

มีปัญหาวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของผู้ร้องว่า โจทก์ทั้งสองมีสิทธินำยึดทรัพย์สินพิพาทตามบัญชียึดทรัพย์หรือไม่ โดยผู้ร้องอุทธรณ์ว่า สัญญาเช่าข้อ 19 ไม่ขัดต่อความสงบเรียบร้อยและศีลธรรมอันดีของประชาชน และผู้ร้องได้มีหนังสือแจ้งให้จำเลยย้ายทรัพย์สินออกไปตามสัญญาเช่าแล้ว แม้จะส่งหนังสือไปยังสถานที่เช่าแต่สถานที่ดังกล่าวก็เป็นสำนักงานใหญ่ ซึ่งถือเป็นภูมิลำเนา ทรัพย์สินพิพาทจึงตกเป็นกรรมสิทธิ์ของผู้ร้อง โจทก์ทั้งสองไม่มีสิทธินำยึด เห็นว่า สัญญาเช่าข้อ 19 มีข้อความว่า "ในกรณีผู้เช่าไม่ขนย้ายทรัพย์สินหรือสิ่งของต่างๆ ของผู้เช่าออกจากสถานที่ภายใน 30 วัน นับตั้งแต่การเช่าสิ้นสุดลง ผู้เช่ายินยอมให้ผู้ให้เช่าครอบครองทรัพย์สินที่เช่าและขนย้ายทรัพย์สินของผู้เช่าออกจากสถานที่เช่าได้ โดยผู้ให้เช่าจะแจ้งให้ผู้เช่ามารับคืนภายในกำหนดเวลา 1 เดือน นับแต่วันที่ผู้เช่าได้รับหนังสือแจ้ง หากเลยกำหนดเวลาผู้เช่าไม่ติดต่อขอรับคืน ให้ทรัพย์สินของผู้เช่าตกเป็นกรรมสิทธิ์ของผู้ให้เช่า" เห็นได้ว่า จำเลยซึ่งเป็นผู้เช่าตกลงสละกรรมสิทธิ์ในทรัพย์สินของตนให้แก่ผู้ร้องซึ่งเป็นผู้ให้เช่าหากปรากฏข้อเท็จจริงตามเงื่อนไขในสัญญาเช่า ซึ่งเงื่อนไขในสัญญาก็ไม่มีลักษณะที่ผู้ให้เช่าได้เปรียบจนเกินสมควร ทั้งไม่มีกฎหมายบัญญัติห้ามไว้ สัญญาเช่าข้อ 19 จึงไม่ขัดต่อความสงบเรียบร้อยหรือศีลธรรมอันดีของประชาชน การที่ผู้ร้องมีหนังสือแจ้งให้จำเลยขนย้ายทรัพย์ออกไปจากสถานที่เช่า โดยส่งหนังสือแจ้งให้ขนย้ายไปยังบ้านเลขที่ 919/455 อาคารจิวเวลรี่เทรด เซ็นเตอร์ ชั้นที่ 38 ถนนสีลม แขวงสีลม เขตบางรัก กรุงเทพมหานคร แม้สถานที่จะเป็นห้องที่จำเลยเช่า แต่ตามหนังสือรับรองจำเลยและในสัญญาเช่าก็ปรากฏว่าห้องเลขที่ดังกล่าวเป็นสำนักงานแห่งใหญ่ของจำเลยซึ่งเป็นนิติบุคคลและถือเป็นภูมิลำเนาตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 68 การแจ้งให้จำเลยขนย้ายทรัพย์สินออกจากห้องเช่าจึงเป็นไปตามเงื่อนไขแห่งสัญญาเช่า แต่แม้ผู้ร้องจะแจ้งให้จำเลยขนย้ายทรัพย์สินออกจากห้องเช่าแล้ว กรรมสิทธิ์ในทรัพย์สินจะตกเป็นของผู้ร้องต่อเมื่อผู้ร้องแจ้งให้จำเลยมารับคืนภายในกำหนด 1 เดือน นับแต่วันที่จำเลยได้รับหนังสือแล้วจำเลยไม่ติดต่อขอรับคืนภายในกำหนด เมื่อผู้ร้องยังไม่ได้แจ้งให้จำเลยมารับทรัพย์สินพิพาทคืนภายในกำหนด 1 เดือน ตามเงื่อนไขในสัญญาเช่าเสียก่อน กรรมสิทธิ์ในทรัพย์สินพิพาทจึงไม่ตกเป็นของผู้ร้องตามสัญญาเช่า ข้อ 19 โจทก์ทั้งสองจึงมีสิทธินำยึดทรัพย์สินพิพาทตามบัญชียึดทรัพย์ ศาลแรงงานกลางพิพากษามา ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วยในผล อุทธรณ์ของผู้ร้องฟังไม่ขึ้น

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 68 ม. 150
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นางใจทิพย์ อิ่มใจ กับพวก
ผู้ร้อง — บริษัทไทยบุญรุ่ง (กรุงเทพ) จำกัด
บริษัทโมรารี่ ไดมอนด์ แอนด์ จิวเวลรี่ อิมปอร์ต
จำเลย — เอ็กซ์ปอร์ต จำกัด
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลแรงงานกลาง — นายวิทยา ทาระ
ชื่อองค์คณะ
ทวีป ตันสวัสดิ์
ชัยวัฒน์ เวียงธีรวัฒน์
ประเสริฐ โอนพรัตน์วิบูล
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 5462/2555
#521404
เปิดฉบับเต็ม

โจทก์ฟ้องอ้างว่าจำเลยมีคำสั่งย้ายโจทก์จากตำแหน่งพนักงานขับรถไปทำงานตำแหน่ง ผู้ช่วยหัวหน้าฝ่ายขนส่งเป็นการเปลี่ยนแปลงสภาพการจ้างทำให้โจทก์มีรายได้ลดลง จำเลยให้การว่า การย้ายเป็นไปตามระเบียบข้อบังคับการทำงานและเป็นอำนาจบริหาร ไม่ได้กลั่นแกล้งโจทก์ การที่ ศาลแรงงานกลางกำหนดประเด็นข้อพิพาทว่ามีเหตุเพิกถอนคำสั่งย้ายของจำเลยหรือไม่ ในการวินิจฉัยจึงต้องพิเคราะห์ก่อนว่าคำสั่งย้ายตำแหน่งงานโจทก์เป็นไปโดยชอบหรือไม่ ประกอบกับเพื่อประโยชน์แห่งความยุติธรรมในอันที่จะได้ความแจ้งชัดในข้อเท็จจริงศาลแรงงานมีอำนาจรับฟังพยานหลักฐานตามที่เห็นสมควรได้ ศาลแรงงานกลางย่อมสามารถรับฟังข้อเท็จจริงว่าจำเลยไม่พอใจในการ ก่อตั้งสหภาพแรงงานพนักงานขับรถขนส่งสินค้า เมื่อโจทก์เป็นผู้ร่วมก่อตั้งสหภาพแรงงาน เป็น ประธานสหภาพแรงงาน และเป็นกรรมการลูกจ้าง น่าเชื่อว่าจำเลยไม่พอใจโจทก์ การย้ายโจทก์ให้มารับตำแหน่งใหม่กระทำโดยไม่สุจริต เป็นการกลั่นแกล้งโจทก์ แล้วนำมาวินิจฉัยว่าคำสั่งย้ายตำแหน่งงานโจทก์ไม่ชอบ มีเหตุสมควรเพิกถอนคำสั่งย้ายของจำเลยและให้โจทก์กลับไปทำงานในตำแหน่งพนักงานขับรถ จึงเป็นการวินิจฉัยในประเด็นข้อพิพาท ไม่ใช่การวินิจฉัยนอกฟ้อง

เมื่อนายจ้างจ่ายค่าจ้างให้แก่ลูกจ้างแล้ว การที่นายจ้างจะมอบหมายงานให้ลูกจ้างทำหรือไม่เป็นสิทธิ ของนายจ้างจริงตามคำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2850/2525 แต่การที่นายจ้างไม่มอบหมายงานให้ลูกจ้างทำ ต้องไม่เป็นที่เสียหายแก่ลูกจ้างด้วย

การที่ศาลแรงงานกลางมีคำพิพากษาเพิกถอนคำสั่งย้ายของจำเลย แล้วพิพากษาต่อไปว่าให้โจทก์ได้รับค่าจ้างและผลประโยชน์หรือเงินเพิ่มหรือสวัสดิการเหมือนเดิม ก็เพื่อระงับข้อพิพาทที่โจทก์และจำเลยอาจโต้แย้งกันเกี่ยวกับสิทธิและหน้าที่ของโจทก์ต่อไป และให้จำเลยสามารถปฏิบัติตามคำพิพากษาได้อย่างถูกต้องในการให้โจทก์กลับเข้าทำงานในตำแหน่งพนักงานขับรถดังเดิม ไม่เป็นการพิพากษาเกินคำขอของโจทก์

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยเพิกถอนคำสั่งของจำเลยที่สั่งให้โจทก์ทำงานในตำแหน่งผู้ช่วยหัวหน้างานฝ่ายขนส่งและให้โจทก์ทำงานในตำแหน่งพนักงานขับรถตามเดิม

จำเลยให้การขอให้ยกฟ้อง

ศาลแรงงานกลางพิพากษาให้เพิกถอนคำสั่งจำเลยที่สั่งให้โจทก์ทำงานในตำแหน่งผู้ช่วยหัวหน้าฝ่ายขนส่ง และให้จำเลยมีคำสั่งให้โจทก์ทำงานในตำแหน่งพนักงานขับรถบรรทุกสินค้าโดยให้ได้รับค่าจ้างและผลประโยชน์หรือเงินเพิ่มหรือสวัสดิการเหมือนเดิม ทั้งนี้ ตั้งแต่วันมีคำพิพากษาเป็นต้นไป

จำเลยอุทธรณ์ต่อศาลฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีแรงงานวินิจฉัยว่า โจทก์ฟ้องอ้างว่าจำเลยมีคำสั่งย้ายโจทก์เป็นการเปลี่ยนแปลงสภาพการจ้างทำให้โจทก์มีรายได้ลดลง จำเลยให้การว่าการย้ายมิได้เป็นการกลั่นแกล้งโจทก์โดยเป็นไปตามระเบียบข้อบังคับการทำงานและเป็นอำนาจทางบริหารของจำเลย ศาลแรงงานกลางกำหนดประเด็นข้อพิพาทว่ามีเหตุเพิกถอนคำสั่งจำเลยที่ให้โจทก์ทำงานในตำแหน่งผู้ช่วยหัวหน้างานฝ่ายขนส่ง และให้โจทก์กลับไปทำงานในตำแหน่งพนักงานขับรถตามฟ้องหรือไม่ เพียงใด เช่นนี้การจะวินิจฉัยว่ามีเหตุเพิกถอนคำสั่งจำเลยที่ให้โจทก์ทำงานในตำแหน่งผู้ช่วยหัวหน้างานฝ่ายขนส่งหรือไม่จึงต้องพิเคราะห์ก่อนว่า คำสั่งจำเลยที่ย้ายโจทก์นี้เป็นไปโดยชอบหรือไม่ ซึ่งจำเลยก็ให้การว่าการย้ายมิได้เป็นการกลั่นแกล้งโจทก์ ประกอบกับเพื่อประโยชน์แห่งความยุติธรรมในอันที่จะได้ความแจ้งชัดในข้อเท็จจริงแห่งคดีศาลแรงงานมีอำนาจรับฟังพยานหลักฐานตามที่เห็นสมควรได้ ฉะนั้นศาลแรงงานกลางย่อมสามารถรับฟังข้อเท็จจริงว่าจำเลยไม่พอใจในการก่อตั้งสหภาพแรงงานพนักงานขับรถขนส่งสินค้า เมื่อโจทก์เป็นผู้ร่วมก่อตั้งสหภาพแรงงาน เป็นประธานสหภาพแรงงานฯ และเป็นกรรมการลูกจ้างตลอดมา น่าเชื่อว่าจำเลยไม่พอใจโจทก์ การย้ายโจทก์ให้มารับตำแหน่งใหม่เป็นการกระทำโดยไม่สุจริต เป็นการกลั่นแกล้งโจทก์ แล้วนำมาวินิจฉัยว่าคำสั่งย้ายโจทก์เป็นคำสั่งที่ไม่ชอบ มีเหตุสมควรเพิกถอนคำสั่งจำเลยที่ให้โจทก์ทำงานในตำแหน่งผู้ช่วยหัวหน้างานฝ่ายขนส่งและให้โจทก์กลับไปทำงานในตำแหน่งพนักงานขับรถตามฟ้องจึงเป็นการวินิจฉัยในประเด็นข้อพิพาทหาได้เป็นการวินิจฉัยนอกฟ้องตามอุทธรณ์ไม่

ตามข้อตกลงการว่าจ้างโจทก์เป็นพนักงาน ประกอบด้วยอำนาจในการบริหารงานทั่วไปของนายจ้าง จำเลยผู้เป็นนายจ้างมีอำนาจโยกย้ายเปลี่ยนตำแหน่งหน้าที่ของโจทก์ผู้เป็นลูกจ้างได้ตามความเหมาะสม แต่การย้ายนั้นต้องไม่เป็นการลดตำแหน่งหรือค่าจ้างโจทก์ อีกทั้งไม่เป็นการกลั่นแกล้งโจทก์ด้วย เมื่อศาลแรงงานกลางฟังข้อเท็จจริงมาแล้วว่าการย้ายโจทก์เพราะจำเลยไม่พอใจที่โจทก์มีส่วนร่วม ในการก่อตั้งสหภาพแรงงานพนักงานขับรถส่งสินค้าในสถานประกอบการของจำเลย ทั้งโจทก์เป็นประธานสหภาพแรงงานและกรรมการลูกจ้าง การย้ายโจทก์เป็นการกระทำโดยไม่สุจริตเป็นการกลั่นแกล้งโจทก์ เช่นนี้ การย้ายโจทก์ไปดำรงตำแหน่งรักษาการผู้ช่วยหัวหน้างานฝ่ายขนส่งจึงเป็นคำสั่งที่ไม่ชอบ กรณีไม่จำต้องวินิจฉัยต่อไปว่าการย้ายนี้เป็นการลดตำแหน่งหรือค่าจ้างโจทก์หรือไม่ เพราะไม่ทำให้ผลของคดีเปลี่ยนแปลงเป็นอย่างอื่นได้ ดังนั้น ที่ศาลแรงงานกลางพิพากษาเพิกถอนคำสั่งจำเลยที่สั่งให้โจทก์ทำงานในตำแหน่งผู้ช่วยหัวหน้างานฝ่ายขนส่งและให้โจทก์ทำงานในตำแหน่งพนักงานขับรถบรรทุกสินค้าจึงชอบแล้ว

คดีนี้โจทก์ฟ้องและมีคำขอเพียงให้เพิกถอนคำสั่งจำเลยที่สั่งให้โจทก์ทำงานหน้าที่ผู้ช่วยหัวหน้างานฝ่ายขนส่งและสั่งให้โจทก์ทำงานหน้าที่พนักงานขับรถขนส่งตามเดิม ทั้งการที่นายจ้างจะมอบหมายงานให้ลูกจ้างทำหรือไม่เป็นสิทธิของนายจ้างเมื่อนายจ้างจ่ายค่าจ้างให้แก่ลูกจ้างแล้วตามคำพิพากษาศาลฎีกา ที่จำเลยอ้างจริงแต่การที่นายจ้างจะไม่มอบหมายงานให้ลูกจ้างทำต้องไม่เป็นที่เสียหายแก่ลูกจ้างด้วย เช่นนี้ที่ศาลแรงงานกลางมีคำพิพากษาต่อไปให้โจทก์ได้รับค่าจ้างและผลประโยชน์หรือเงินเพิ่มหรือสวัสดิการเหมือนเดิมนี้แสดงให้เห็นว่าก็เพื่อระงับข้อพิพาทที่โจทก์และจำเลยอาจจะโต้แย้งกันเกี่ยวกับสิทธิหรือหน้าที่ของโจทก์ต่อไปได้ ทั้งเพื่อให้จำเลยสามารถปฏิบัติตามคำพิพากษาได้อย่างถูกต้องในการให้โจทก์กลับเข้าทำงานในตำแหน่งพนักงานขับรถดังเดิม ฉะนั้นที่ศาลแรงงานกลางมีคำพิพากษาดังกล่าวชอบแล้ว อุทธรณ์ของจำเลยทุกข้อฟังไม่ขึ้น

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 575
พ.ร.บ.จัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงาน พ.ศ.2522 ม. 45 ม. 52
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นายสังคม ไก่แก้ว
จำเลย — บริษัท เคอรี่ ดีสทริบิวชั่น (ประเทศไทย) จำกัด
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลแรงงานกลาง — นายฐนยศ คีรีนารถ
ชื่อองค์คณะ
วิรุฬห์ แสงเทียน
ชัยวัฒน์ เวียงธีรวัฒน์
ประเสริฐ โอนพรัตน์วิบูล
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 5410/2555
#521484
เปิดฉบับเต็ม

รถจักรยานยนต์ของผู้เสียหายในคดีนี้ และรถจักรยานยนต์ในคดีหมายเลขแดงที่ 1111/2548 ของศาลจังหวัดราชบุรี ไม่ปรากฏโจทก์นำสืบว่า จำเลยที่ 3 ได้รับมาคนละคราว จึงต้องฟังว่า จำเลยที่ 3 ได้รับรถจักรยานยนต์ของกลางดังกล่าวไว้ในคราวเดียวกัน จึงเป็นการกระทำความผิดฐานร่วมกันรับของโจรเพียงกรรมเดียว เมื่อศาลอุทธรณ์ภาค 7 มีคำพิพากษาเสร็จเด็ดขาดให้ยกฟ้องจำเลยที่ 3 ในคดีหมายเลขแดงที่ 1111/2548 ของศาลจังหวัดราชบุรีแล้ว สิทธิในการนำคดีมาฟ้องในคดีนี้ ซึ่งเป็นความผิดกรรมเดียวกันกับคดีดังกล่าวจึงระงับไปตาม ป.วิ.อ. มาตรา 39 (4)

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
คดีทั้งสองสำนวนนี้ศาลชั้นต้นพิจารณาพิพากษารวมกัน โดยให้เรียกโจทก์ทั้งสองสำนวนว่า โจทก์ เรียกจำเลยที่ 1 และที่ 2 ในสำนวนแรกว่า จำเลยที่ 1 และที่ 2 เรียกจำเลยที่ 1 และที่ 2 ในสำนวนหลังว่า จำเลยที่ 3 และที่ 4 ตามลำดับ

โจทก์ฟ้องสองสำนวนขอให้ลงโทษจำเลยตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83, 335, 357

จำเลยที่ 1 และที่ 4 ให้การรับสารภาพฐานรับของโจร แต่ต่อสู้ว่าเป็นกรรมเดียวกับคดีที่ศาลพิพากษาลงโทษไปแล้ว ส่วนจำเลยที่ 2 และที่ 3 ให้การปฏิเสธ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยที่ 2 และที่ 3 มีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 357 วรรคหนึ่ง ประกอบมาตรา 83 จำคุกคนละ 3 ปี จำเลยที่ 2 และที่ 3 ให้การรับสารภาพในชั้นจับกุม เป็นประโยชน์แก่การพิจารณามีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้หนึ่งในสามตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คงจำคุกจำเลยที่ 2 และที่ 3 คนละ 2 ปี ข้อหาอื่นให้ยก ให้ยกฟ้องโจทก์สำหรับจำเลยที่ 1 และที่ 4

จำเลยที่ 2 และที่ 3 อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษายืน

จำเลยที่ 3 ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงฟังเป็นยุติว่า มีคนร้ายเข้าไปลักเอารถจักรยานยนต์ หมายเลขทะเบียน กจก นนทบุรี 395 ของนายบุญเลิศ ผู้เสียหาย ซึ่งจอดอยู่ในสมชายคอนโดมิเนียมอันเป็นเคหสถาน เจ้าพนักงานตำรวจจับกุมจำเลยทั้งสี่กับพวกพร้อมยึดได้รถจักรยานยนต์ 5 คัน ซึ่งรวมทั้งรถจักรยานยนต์ของผู้เสียหาย และทรัพย์สินอื่นเป็นของกลาง โจทก์ฟ้องจำเลยที่ 1 และที่ 2 ในข้อหาร่วมกันลักทรัพย์ในเคหสถานในเวลากลางคืนหรือรับของโจร และฟ้องจำเลยที่ 3 และที่ 4 ในข้อหาเดียวกับจำเลยที่ 1 และที่ 2 และศาลชั้นต้นสั่งรวมพิจารณาคดีทั้งสองเข้าด้วยกันเป็นคดีนี้ ศาลชั้นต้นพิพากษาลงโทษจำเลยที่ 2 และที่ 3 ฐานร่วมกันรับของโจร ยกฟ้องโจทก์ในส่วนของจำเลยที่ 1 และที่ 4, จำเลยที่ 2 และที่ 3 อุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษายืน คดีของจำเลยที่ 2 ถึงที่สุด ส่วนจำเลยที่ 3 ฎีกา โจทก์ฟ้องจำเลยที่ 3 กับพวกในข้อหาซ่องโจร จำเลยที่ 3 รับสารภาพ ศาลชั้นต้นลงโทษจำคุกจำเลยที่ 3 และจำเลยที่ 3 ได้รับโทษมาครบแล้ว ตามคดีหมายเลขดำที่ 3281/2542 คดีหมายเลขแดงที่ 9091/2544 ของศาลจังหวัดนครปฐม ต่อมาโจทก์ฟ้องจำเลยที่ 3 ในข้อหาลักทรัพย์หรือรับของโจรและศาลชั้นต้นพิพากษาให้ลงโทษจำเลยที่ 3 ในความผิดฐานรับของโจร ตามคดีหมายเลขดำที่ 1980/2546 และคดีหมายเลขแดงที่ 1111/2548 ของศาลจังหวัดราชบุรี จำเลยที่ 3 อุทธรณ์ซึ่งศาลอุทธรณ์ภาค 7 พิพากษาให้ยกฟ้อง

มีปัญหาวินิจฉัยตามข้อกฎหมายของจำเลยที่ 3 ว่า ฟ้องโจทก์คดีนี้เป็นฟ้องซ้ำกับคดีหมายเลขดำที่ 1980/2546 คดีหมายเลขแดงที่ 1111/2548 ของศาลจังหวัดราชบุรี และคดีหมายเลขดำที่ 3281/2542 คดีหมายเลขแดงที่ 9091/2544 ของศาลจังหวัดนครปฐมหรือไม่ ซึ่งเห็นควรวินิจฉัยคดีนี้กับคดีหมายเลขแดงที่ 1111/2548 ของศาลจังหวัดราชบุรี ก่อน เห็นว่า รถจักรยานยนต์ของผู้เสียหายในคดีนี้และรถจักรยานยนต์ในคดีหมายเลขแดงที่ 1111/2548 ของศาลจังหวัดราชบุรี ไม่ปรากฎโจทก์นำสืบว่า จำเลยที่ 3 ได้รับมาคนละคราว จึงต้องฟังว่า จำเลยที่ 3 ได้รับรถจักรยานยนต์ของกลางไว้ในคราวเดียวกัน จึงเป็นการกระทำความผิดฐานร่วมกันรับของโจรเพียงกรรมเดียว เมื่อศาลอุทธรณ์ภาค 7 มีคำพิพากษาเสร็จเด็ดขาดให้ยกฟ้องจำเลยที่ 3 ในคดีหมายเลขแดงที่ 1111/2548 ของศาลจังหวัดราชบุรีแล้ว สิทธิในการนำคดีมาฟ้องในคดีนี้ซึ่งเป็นความผิดกรรมเดียวกันกับคดีดังกล่าวจึงระงับไปตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 39 (4) ฎีกาของจำเลยที่ 3 ฟังขึ้น และไม่จำเป็นต้องวินิจฉัยฎีกาข้ออื่นของจำเลยที่ 3 ต่อไป อนึ่ง เนื่องจากเป็นเหตุลักษณะคดีศาลฎีกามีอำนาจพิพากษาตลอดไปจนถึงจำเลยที่ 2 ซึ่งมิได้ฎีกาด้วยตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 213 ประกอบด้วยมาตรา 225

พิจารณาแก้เป็นว่า ให้ยกฟ้องโจทก์ในความผิดฐานร่วมกันรับของโจรในส่วนของจำเลยที่ 2 และที่ 3 เสียด้วย
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.อ. ม. 39 (4)
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการจังหวัดนนทบุรี
จำเลย — นายภิญโญ กุดแก้ว กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดนนทบุรี — นายอดิศร คลี่สุวรรณ
ศาลอุทธรณ์ภาค 1 — นายสมพงศ์ แพนเดช
ชื่อองค์คณะ
ชัชวาล บุนนาค
อุบลรัตน์ ลุยวิกกัย
ธีระยุทธ ทรัพย์นภาพร
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 5319/2555
#520496
เปิดฉบับเต็ม

การคำนวณลดโทษไม่ถูกต้อง เป็นปัญหาข้อกฎหมายเกี่ยวกับความสงบเรียบร้อย ศาลมีอำนาจยกขึ้นอ้างและแก้ไขให้ถูกต้องได้ตาม ป.วิ.อ. มาตรา 195 วรรคสอง ประกอบมาตรา 225

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 มาตรา 4, 7, 8, 15, 66, 102 ริบเมทแอมเฟตามีนของกลาง

จำเลยให้การปฏิเสธ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 มาตรา 15 วรรคหนึ่ง วรรคสาม (2), 66 วรรคสอง จำคุก 5 ปี และปรับ 400,000 บาท จำเลยให้การรับสารภาพในชั้นสอบสวนเป็นประโยชน์แก่การพิจารณา ลดโทษให้หนึ่งในสามตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คงจำคุก 3 ปี 4 เดือน และปรับ 266,667 บาท ไม่ชำระค่าปรับให้จัดการตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 29, 30 กรณีกักขังแทนค่าปรับต้องไม่เกิน 2 ปี ริบเมทแอมเฟตามีนของกลาง

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 2 พิพากษากลับ ให้ยกฟ้อง แต่เมทแอมเฟตามีนของกลางเป็นทรัพย์ที่ผู้ใดมีไว้เป็นความผิดจึงให้ริบ

โจทก์ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ...อนึ่ง สำหรับโทษปรับ เมื่อลดโทษให้หนึ่งในสามตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 78 แล้ว คงปรับ 266,666.66 บาท ที่ศาลชั้นต้นลงโทษปรับ 266,667 บาท ไม่ถูกต้อง แม้ไม่มีคู่ความฝ่ายใดฎีกา แต่การคำนวณลดโทษไม่ถูกต้องเป็นปัญหาข้อกฎหมายเกี่ยวกับความสงบเรียบร้อย ศาลฎีกามีอำนาจยกขึ้นอ้างและแก้ไขให้ถูกต้องได้ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 195 วรรคสอง ประกอบมาตรา 225

พิพากษากลับ จำเลยมีความผิดตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 มาตรา 15 วรรคสาม (2) 66 วรรคสอง จำคุก 5 ปี และปรับ 400,000 บาท จำเลยให้การรับสารภาพในชั้นสอบสวนเป็นประโยชน์แก่การพิจารณา ลดโทษให้หนึ่งในสามตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คงจำคุก 3 ปี 4 เดือน และปรับ 266,666.66 บาท ไม่ชำระค่าปรับให้จัดการตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 29, 30 กรณีกักขังแทนค่าปรับต้องไม่เกิน 2 ปี ริบเมทแอมเฟตามีนของกลาง
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.อ. ม. 195 วรรคสอง ม. 225
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการ สำนักงานอัยการจังหวัดพัทยา
จำเลย — นายปรีชาหรือโอ สมรมิตร
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดพัทยา — นายประทีป ทับอัตตานนท์
ศาลอุทธรณ์ภาค 2 — นายอริยะ นาวินธรรม
ชื่อองค์คณะ
ประยูร ณ ระนอง
สมควร วิเชียรวรรณ
ฉัตรไชย จันทร์พรายศรี
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 5316/2555
#520484
เปิดฉบับเต็ม

พ.ร.บ.วิธีพิจารณาคดียาเสพติด มาตรา 5 บัญญัติว่า กฎหมายเกี่ยวกับยาเสพติด หมายความถึงกฎหมายว่าด้วยมาตรการในการปราบปรามผู้กระทำความผิดเกี่ยวกับยาเสพติดด้วย ดังนั้นความผิดตามที่บัญญัติไว้ใน พ.ร.บ.มาตรการในการปราบปรามผู้กระทำความผิดเกี่ยวกับยาเสพติดจึงเป็นความผิดเกี่ยวกับยาเสพติดตามความหมายของ พ.ร.บ.วิธีพิจารณาคดียาเสพติด ซึ่งพ.ร.บ.มาตรการในการปราบปรามผู้กระทำความผิดเกี่ยวกับยาเสพติด มาตรา 3 แม้จะไม่ได้บัญญัติให้รวมความถึงคำร้องขอให้ริบทรัพย์ตามมาตรา 27 ด้วย แต่โดยเนื้อหาและลักษณะของคำร้องนี้ก็เป็นผลสืบเนื่องมาจากการกระทำความผิดข้อหาใดข้อหาหนึ่งตามที่บัญญัติไว้ในมาตรา 3 โดยมาตรา 32 แห่งกฎหมายดังกล่าวกำหนดให้พนักงานอัยการยื่นคำร้องเพื่อขอให้ศาลสั่งริบทรัพย์สินที่เกี่ยวเนื่องกับการกระทำความผิดต่อเมื่อพนักงานอัยการมีคำสั่งฟ้องคดีเท่านั้น ซึ่งหมายถึงการฟ้องคดีในข้อหาความผิดตามที่บัญญัติในมาตรา 3 นั่นเอง แสดงให้เห็นว่าการฟ้องคดีดังกล่าวเป็นมูลเหตุโดยตรงและเป็นพยานหลักฐานที่สำคัญในการวินิจฉัยชี้ขาดว่าทรัพย์สินที่คณะกรรมการตรวจสอบทรัพย์สินสั่งยึดและอายัดไว้ น่าจะเป็นทรัพย์สินที่เกี่ยวกับการกระทำความผิดเกี่ยวกับยาเสพติดที่จะต้องริบหรือไม่ คำร้องขอให้ริบทรัพย์สินตามมาตรา 27 จึงเป็นส่วนหนึ่งของความผิดหรือมาตรการลงโทษในทางทรัพย์สินที่เกี่ยวโยงอยู่กับความผิดตามที่โจทก์ฟ้อง ต้องถือว่าคำร้องขอให้ริบทรัพย์สินนี้เป็นคดีความผิดเกี่ยวกับยาเสพติดตามความหมายของ พ.ร.บ.มาตรการในการปราบปรามผู้กระทำความผิดเกี่ยวกับยาเสพติดและ พ.ร.บ.วิธีพิจารณาคดียาเสพติด จึงเป็นคดีที่อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลอุทธรณ์แต่เพียงศาลเดียวตาม พ.ร.บ.วิธีพิจารณาคดียาเสพติด มาตรา 15 วรรคหนึ่ง

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
คดีสืบเนื่องมาจากผู้ร้องเป็นโจทก์ยื่นฟ้องผู้คัดค้านเป็นจำเลยต่อศาลชั้นต้นในข้อหามีเมทแอมเฟตามีนไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่าย ศาลชั้นต้นมีคำพิพากษาเมื่อวันที่ 15 พฤศจิกายน 2550 ให้ลงโทษจำคุกผู้คัดค้านตามคดีอาญาหมายเลขแดงที่ 2337/2550 คดีถึงที่สุดตามคำพิพากษาของศาลชั้นต้น ต่อมาเมื่อวันที่ 20 ตุลาคม 2551 ผู้ร้องยื่นคำร้อง ขอให้มีคำสั่งริบทรัพย์สินดังกล่าวให้ตกเป็นของกองทุนป้องกันและปราบปรามยาเสพติดตามพระราชบัญญัติมาตรการในการปราบปรามผู้กระทำความผิดเกี่ยวกับยาเสพติด พ.ศ.2534 มาตรา 27, 29, 31

ศาลชั้นต้นได้สั่งให้ประกาศในหนังสือพิมพ์ตามกฎหมายแล้ว

ผู้คัดค้านยื่นคำคัดค้าน ขอให้ยกคำร้อง

ศาลชั้นต้นไต่สวนแล้ว มีคำพิพากษายกคำร้อง และให้คืนทรัพย์สินตามคำร้องแก่เจ้าของ

ผู้ร้องอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษากลับว่า ให้ริบทรัพย์สิน 13 รายการ ตามสำเนาคำสั่งคณะกรรมการตรวจสอบทรัพย์สินให้ตกเป็นของกองทุนป้องกันและปราบปรามยาเสพติดตามพระราชบัญญัติมาตรการในการปราบปรามผู้กระทำความผิดเกี่ยวกับยาเสพติด พ.ศ. 2534 มาตรา 29

ผู้คัดค้านฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า เห็นสมควรวินิจฉัยปัญหาข้อกฎหมายเสียก่อนว่า ศาลอุทธรณ์ภาค 1 มีอำนาจรับอุทธรณ์ของผู้ร้องไว้พิจารณาพิพากษาหรือไม่ เห็นว่า ตามพระราชบัญญัติวิธีพิจารณาคดียาเสพติด มาตรา 5 บัญญัติว่า ในพระราชบัญญัตินี้เว้นแต่ข้อความจะแสดงให้เห็นเป็นอย่างอื่น... "กฎหมายเกี่ยวกับยาเสพติด" หมายความว่า กฎหมายว่าด้วยการป้องกันการใช้สารระเหย กฎหมายว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามยาเสพติด กฎหมายว่าด้วยมาตรการในการปราบปรามผู้กระทำความผิดเกี่ยวกับยาเสพติด กฎหมายว่าด้วยยาเสพติดให้โทษและกฎหมายว่าด้วยวัตถุที่ออกฤธิ์ต่อจิตและประสาท... "ความผิดเกี่ยวกับยาเสพติด" หมายความว่า ความผิดตามที่บัญญัติไว้ในกฎหมายเกี่ยวกับยาเสพติด ดังนั้น ความผิดตามที่บัญญัติไว้ในพระราชบัญญัติมาตรการในการปราบปรามผู้กระทำความผิดเกี่ยวกับยาเสพติด จึงเป็นความผิดเกี่ยวกับยาเสพติดตามความหมายของพระราชบัญญัติวิธีพิจารณาคดียาเสพติดด้วย ซึ่งตามพระราชบัญญัติมาตรการในการปราบปรามผู้กระทำความผิดเกี่ยวกับยาเสพติด มาตรา 3 บัญญัติว่า ในพระราชบัญญัตินี้ "ความผิดเกี่ยวกับยาเสพติด" หมายความว่า การผลิต นำเข้า ส่งออก จำหน่ายหรือมีไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่ายซึ่งยาเสพติด และให้หมายความรวมถึงการสมคบ สนับสนุน ช่วยเหลือ หรือพยายามกระทำความผิดดังกล่าวด้วย แม้บทนิยามของความผิดเกี่ยวกับยาเสพติดตามพระราชบัญญัติมาตรการในการปราบปรามผู้กระทำความผิดเกี่ยวกับยาเสพติด จะไม่ได้บัญญัติให้รวมความถึงคำร้องขอให้ริบทรัพย์สินตามมาตรา 27 ด้วย แต่โดยเนื้อหาและลักษณะของคำร้องนี้ก็เป็นผลสืบเนื่องมาจากการกระทำความผิดข้อหาใดข้อหาหนึ่งตามที่บัญญัติไว้ในมาตรา 3 โดยจะเห็นได้จากข้อความในมาตรา 32 แห่งพระราชบัญญัติดังกล่าว ที่กำหนดให้พนักงานอัยการยื่นคำร้องเพื่อขอให้ศาลสั่งริบทรัพย์สินที่เกี่ยวเนื่องกับการกระทำความผิดต่อเมื่อพนักงานอัยการมีคำสั่งฟ้องคดีเท่านั้น ซึ่งหมายถึงการฟ้องคดีในข้อหาความผิดตามที่บัญญัติในมาตรา 3 นั่นเอง โดยให้ยื่นคำร้องไปพร้อมกับคำฟ้องหรือในเวลาใดก่อนศาลชั้นต้นมีคำพิพากษาก็ได้ แต่กรณีมีเหตุอันสมควรแสดงได้ว่าไม่สามารถยื่นคำร้องก่อนศาลชั้นต้นมีคำพิพากษาได้ ก็ให้ยื่นคำร้องภายใน 1 ปี นับแต่วันที่ศาลชั้นต้นมีคำพิพากษา เว้นแต่มีคำพิพากษาถึงที่สุดให้ยกฟ้อง แต่หากพนักงานอัยการมีคำสั่งเด็ดขาดไม่ฟ้องคดีหรือศาลมีคำพิพากษาถึงที่สุดให้ยกฟ้อง ก็ให้การยึดและอายัดทรัพย์สินของผู้ต้องหาหรือจำเลยหรือของบุคคลอื่น ที่ได้ยึดและอายัดไว้เนื่องจากเกี่ยวเนื่องกับการกระทำความผิดเป็นอันสิ้นสุดลง แสดงให้เห็นว่า การกระทำความผิดตามข้อหาที่บัญญัติในมาตรา 3 เป็นมูลเหตุโดยตรงและเป็นหลักฐานที่สำคัญในการวินิจฉัยชี้ขาดว่า ทรัพย์สินที่คณะกรรมการตรวจสอบทรัพย์สินสั่งให้ยึดและอายัดไว้ น่าจะเป็นทรัพย์สินที่เกี่ยวเนื่องกับการกระทำความผิดเกี่ยวกับยาเสพติดที่จะต้องริบหรือไม่ คำร้องขอให้ริบทรัพย์สินตามมาตรา 27 จึงเป็นส่วนหนึ่งของความผิดหรือมาตรการลงโทษในทางทรัพย์สินที่เกี่ยวโยงอยู่กับความผิดตามที่โจทก์ฟ้อง ต้องถือว่าคำร้องขอให้ริบทรัพย์สินนี้เป็นคดีความผิดเกี่ยวกับยาเสพติดตามความหมายของพระราชบัญญัติมาตรการในการปราบปรามผู้กระทำความผิดเกี่ยวกับยาเสพติดและพระราชบัญญัติวิธีพิจารณาคดียาเสพติดด้วย เมื่อผู้ร้องยื่นคำร้องขอนี้ต่อศาลชั้นต้นเมื่อวันที่ 20 ตุลาคม 2551 ซึ่งเป็นวันหลังจากวันที่ 13 กรกฎาคม 2551 อันเป็นวันที่พระราชบัญญัติวิธีพิจารณาคดียาเสพติดมีผลใช้บังคับ และมิใช่คดีความผิดเกี่ยวกับยาเสพติดที่ค้างพิจารณาอยู่ในศาลก่อนวันที่พระราชบัญญัติวิธีพิจารณาคดียาเสพติดมีผลใช้บังคับซึ่งตามมาตรา 24 แห่งพระราชบัญญัติดังกล่าวกำหนดว่า มิให้อยู่ในบังคับของพระราชบัญญัตินี้ คำร้องขอให้ริบทรัพย์ในคดีนี้จึงเป็นคดีที่อยู่ในบังคับของพระราชบัญญัติวิธีพิจารณาคดียาเสพติด ซึ่งตามมาตรา 5 วรรคท้ายและมาตรา 15 วรรคหนึ่งและวรรคสอง กำหนดว่า การอุทธรณ์คำพิพากษาหรือคำสั่งของศาลชั้นต้นในคดีความผิดเกี่ยวกับยาเสพติด ให้อุทธรณ์ไปยังศาลอุทธรณ์ซึ่งมิใช่ศาลอุทธรณ์ภาค ศาลอุทธรณ์จึงเป็นศาลที่มีอำนาจพิจารณาพิพากษาอุทธรณ์ในคดีความผิดเกี่ยวกับยาเสพติดเพียงศาลเดียวเท่านั้น ศาลอุทธรณ์ภาค 1 หามีอำนาจรับคดีนี้ไว้พิจารณาพิพากษาได้ไม่ เมื่อศาลชั้นต้นมีสั่งรับอุทธรณ์แล้วจะต้องส่งอุทธรณ์พร้อมสำนวนไปยังศาลอุทธรณ์เพื่อพิจารณาพิพากษาโดยเร็ว ดังนั้นการที่ศาลชั้นต้นส่งอุทธรณ์ของผู้ร้องพร้อมสำนวนไปยังศาลอุทธรณ์ภาค 1 และศาลอุทธรณ์ภาค 1 รับคดีนี้ไว้พิจารณาและมีคำพิพากษามานั้น จึงเป็นการไม่ชอบ แม้คู่ความมิได้ฎีกาโต้แย้งในปัญหาข้อนี้ แต่เป็นปัญหาข้อกฎหมายที่เกี่ยวกับความสงบเรียบร้อย ศาลฎีกามีอำนาจยกขึ้นวินิจฉัยและพิพากษาแก้ไขให้ถูกต้องได้ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 195 วรรคสอง ประกอบมาตรา 225 คดีไม่จำต้องวินิจฉัยฎีกาของผู้คัดค้านต่อไป

พิพากษาให้ยกคำพิพากษาของศาลอุทธรณ์ภาค 1 และยกฎีกาของผู้คัดค้าน ให้ศาลชั้นต้นส่งอุทธรณ์ของผู้ร้องพร้อมสำนวนไปยังศาลอุทธรณ์เพื่อพิจารณาพิพากษาหรือมีคำสั่งโดยเร็ว
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.มาตรการในการปราบปรามผู้กระทำความผิดเกี่ยวกับยาเสพติด พ.ศ.2534 ม. 3 ม. 27
พ.ร.บ.วิธีพิจารณาคดียาเสพติด พ.ศ.2550 ม. 5 ม. 15
ชื่อคู่ความ
ผู้ร้อง — พนักงานอัยการจังหวัดปทุมธานี
ผู้คัดค้าน — นายวินัย ไพโรจน์พัฒนกุล
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดปทุมธานี — นายเสรี ภูรีญานสวัสดิ์
ศาลอุทธรณ์ภาค 1 — นายสมเจริญ พุทธิประเสริฐ
ชื่อองค์คณะ
อดิศักดิ์ ปัตรวลี
พิศาล อัยยะวรากูล
ประยูร ณ ระนอง
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 5292/2555
#521445
เปิดฉบับเต็ม

ข้อต่อสู้ที่ลูกหนี้มีต่อผู้โอนซึ่งยกขึ้นต่อสู้ผู้รับโอนไม่ได้ตาม ป.พ.พ. มาตรา 308 วรรคหนึ่ง ไม่รวมถึงข้อต่อสู้เกี่ยวกับสภาพแห่งหนี้ว่าบกพร่องหรือไม่สมบูรณ์บังคับไม่ได้ การที่จำเลยที่ 1 และที่ 2 ให้การ นำสืบ และอุทธรณ์ว่าจำเลยที่ 1 ไม่ได้รับเงินกู้ ไม่ได้เป็นหนี้ตามฟ้อง เป็นการยกข้อต่อสู้เกี่ยวกับสภาพแห่งหนี้ว่าไม่สมบูรณ์บังคับไม่ได้ จำเลยที่ 1 และที่ 2 จึงมีสิทธิยกข้อต่อสู้นี้ขึ้นอ้างได้

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องและแก้ไขคำฟ้อง ขอให้บังคับจำเลยที่ 1 ชำระเงิน 267,130,450.17 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 15 ต่อปี ของต้นเงิน 158,000,000 บาท โดยให้จำเลยที่ 2 ร่วมรับผิดชำระเงิน 42,999,978.08 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 15 ต่อปี ของต้นเงิน 21,600,000 บาท และจำเลยที่ 3 ร่วมรับผิดชำระเงิน 35,833,315.06 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 15 ต่อปีของต้นเงิน 18,000,000 บาท นับแต่วันถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ หากจำเลยทั้งสามไม่ชำระหรือชำระไม่ครบถ้วนให้ยึดทรัพย์จำนองและทรัพย์สินอื่นของจำเลยทั้งสามออกขายทอดตลาดนำเงินมาชำระจนครบถ้วน

จำเลยที่ 1 และที่ 2 ให้การและแก้ไขคำให้การ ขอให้ยกฟ้อง

จำเลยที่ 3 ขาดนัดยื่นคำให้การ

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยที่ 1 ชำระเงิน 19,841,917.81 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 15 ต่อปี ของต้นเงิน 18,000,000 บาท นับแต่วันที่ 1 กุมภาพันธ์ 2541 เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ หากจำเลยที่ 1 ไม่ชำระหรือชำระไม่ครบถ้วน ให้ยึดที่ดินพร้อมสิ่งปลูกสร้างบนที่ดินโฉนดเลขที่ 14322, 14323, 15746, 21452, 26581 ตำบลท่าจีน และตำบลมหาชัย อำเภอเมืองสมุทรสาคร จังหวัดสมุทรสาคร ของจำเลยที่ 2 และที่ดินพร้อมสิ่งปลูกสร้างบนที่ดินโฉนดเลขที่ 5652 ตำบลโคกขาม อำเภอเมืองสมุทรสาคร จังหวัดสมุทรสาคร ของจำเลยที่ 3 เพื่อนำเงินมาชำระหนี้แก่โจทก์จนครบถ้วน หากได้เงินสุทธิไม่พอชำระหนี้ให้ยึดทรัพย์สินอื่นของจำเลยที่ 2 และที่ 3 ออกขายทอดตลาดนำเงินมาชำระหนี้แก่โจทก์จนครบถ้วน ให้จำเลยทั้งสามร่วมกันใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ตามส่วนที่โจทก์ชนะคดีโดยกำหนดค่าทนายความ 30,000 บาท

โจทก์ จำเลยที่ 1 และที่ 2 อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 7 พิพากษาแก้เป็นว่า ให้จำเลยที่ 1 ชำระเงิน 158,000,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ14.25 ต่อปี ของต้นเงิน 140,000,000 บาท นับแต่วันที่ 25 มิถุนายน 2540 ถึงวันที่ 30 มิถุนายน 2540 และอัตราร้อยละ 15 ต่อปี ของต้นเงิน 158,000,000 บาท นับแต่วันที่ 1 กรกฎาคม 2540 จนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ หากไม่ชำระหรือชำระไม่ครบให้ยึดทรัพย์จำนองของจำเลยที่ 2 และที่ 3 ออกขายทอดตลาดนำเงินมาชำระหนี้ในวงเงิน 21,600,000 บาท และ 18,000,000 บาท ตามลำดับ พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 15 ต่อปี นับแต่วันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ หากได้เงินไม่พอชำระหนี้ในวงเงินจำนองพร้อมดอกเบี้ยดังกล่าว ให้ยึดทรัพย์สินอื่นของจำเลยทั้งสามออกขายทอดตลาดนำเงินมาชำระหนี้จนกว่าจะครบ แต่เฉพาะในส่วนของจำเลยที่ 2 และที่ 3 ให้ยึดทรัพย์สินอื่นออกขายทอดตลาดมาชำระหนี้ไม่เกินวงเงินจำนองพร้อมดอกเบี้ยตามความรับผิดของจำเลยที่ 2 และที่ 3 ตามลำดับ นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น ค่าฤชาธรรมเนียมในชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ

จำเลยที่ 1 และที่ 2 ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงที่คู่ความทั้งสองฝ่ายมิได้โต้เถียงกันในชั้นฎีการับฟังเป็นยุติว่า โจทก์เป็นนิติบุคคลประเภทกองทุนรวม มีวัตถุประสงค์เพื่อซื้อและรับโอนสินทรัพย์ของบริษัทเงินทุนและบริษัทเงินทุนหลักทรัพย์ต่าง ๆ ที่ถูกระงับการดำเนินกิจการ มีบริษัทหลักทรัพย์จัดการกองทุนรวมวรรณ จำกัด เป็นผู้จัดการกองทุนรวม โดยมีอำนาจกระทำการต่าง ๆ แทนโจทก์ บริษัทหลักทรัพย์จัดการกองทุนรวมวรรณ จำกัด เป็นนิติบุคคลประเภทบริษัทจำกัด โดยได้รับอนุญาตจากกระทรวงการคลังให้ประกอบธุรกิจหลักทรัพย์ประเภทการจัดการกองทุนรวม ในการฟ้องและดำเนินคดีโจทก์โดยบริษัทหลักทรัพย์จัดการกองทุนรวมวรรณ จำกัด มอบอำนาจให้บริษัทเอเซียรีคอฟเวอรี่ แมเนจเม้นท์ จำกัด เป็นผู้ฟ้องและดำเนินคดีแทนและให้มีอำนาจแต่งตั้งตัวแทนช่วงได้ บริษัทเงินทุนหลักทรัพย์ เอส ซี เอฟ จำกัด (มหาชน) เจ้าหนี้เดิม เป็นหนึ่งในบริษัทเงินทุนและบริษัทเงินทุนหลักทรัพย์ 56 แห่ง ที่รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังสั่งระงับการดำเนินกิจการ ให้อยู่ภายใต้การกำกับดูแลและชำระบัญชีขององค์การเพื่อการปฏิรูประบบสถาบันการเงิน (ปรส.) จำเลยที่ 1 และที่ 2 มีสิทธิยกข้อต่อสู้โจทก์ว่าจำเลยที่ 1 ไม่ได้รับเงินกู้ไม่ได้เป็นหนี้ตามฟ้องหรือไม่ โดยจำเลยที่ 1 และที่ 2 ฎีกาว่า ที่ศาลอุทธรณ์ ภาค 7 เห็นว่า จำเลยทั้งสามไม่ยื่นคำคัดค้านการขายสินทรัพย์ตามมาตรา 30 ทวิ วรรคสอง แห่งพระราชกำหนดการปฏิรูประบบสถาบันการเงิน พ.ศ.2540 แก้ไขเพิ่มเติมโดยพระราชกำหนดการปฏิรูประบบสถาบันการเงิน (ฉบับที่ 2) พ.ศ.2541 ถือว่าจำเลยทั้งสามให้ความยินยอมกับการขายสินทรัพย์โดยมิได้อิดเอื้อน จำเลยที่ 1 และที่ 2 จึงไม่มีสิทธิยกข้อต่อสู้ที่มีต่อเจ้าหนี้เดิมผู้โอนขึ้นต่อสู้ โจทก์ผู้รับโอน ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 308 วรรคหนึ่ง และไม่รับวินิจฉัยอุทธรณ์ของจำเลยที่ 1 และที่ 2 เป็นการไม่ชอบนั้น เห็นว่า ข้อต่อสู้ที่ลูกหนี้มีต่อผู้โอนซึ่งยกขึ้นต่อสู้ผู้รับโอนไม่ได้ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 308 วรรคหนึ่ง ไม่รวมถึงข้อต่อสู้เกี่ยวกับสภาพแห่งหนี้ว่าบกพร่องหรือไม่สมบูรณ์บังคับไม่ได้ การที่จำเลยที่ 1 และที่ 2 ให้การนำสืบและอุทธรณ์ว่า จำเลยที่ 1 ไม่ได้รับเงินกู้ไม่ได้เป็นหนี้ตามฟ้อง เป็นการยกข้อต่อสู้เกี่ยวกับสภาพแห่งหนี้ว่าไม่สมบูรณ์บังคับไม่ได้ จำเลยที่ 1 และที่ 2 จึงมีสิทธิยกข้อต่อสู้นี้ขึ้นอ้างได้ การที่ศาลอุทธรณ์ภาค 7 ไม่รับวินิจฉัยอุทธรณ์ของจำเลยที่ 1 และที่ 2 ในประเด็นดังกล่าวเป็นการไม่ชอบ ฎีกาของจำเลยที่ 1 และที่ 2 ข้อนี้ฟังขึ้น และเมื่อคดีขึ้นมาสู่การพิจารณาของศาลฎีกา ดังนั้นเพื่อความรวดเร็วในการพิจารณาพิพากษาคดี ศาลฎีกาจึงเห็นสมควรวินิจฉัยโดยไม่ต้องย้อนสำนวนเฉพาะประเด็นดังกล่าวไปให้ศาลอุทธรณ์ภาค 7 พิจารณาพิพากษาใหม่

หนี้เงินกู้ยืมจำนวน 18,000,000 บาท ตามคำขอกู้เงินโดยตั๋วสัญญาใช้เงิน ทำเมื่อวันที่ 30 กันยายน 2539 เป็นช่วงเวลาที่จำเลยที่ 1 ยังเปิดบัญชีซื้อขายหลักทรัพย์อยู่กับบริษัทเงินทุนหลักทรัพย์ เอส ซี เอฟ จำกัด (มหาชน) เจ้าหนี้เดิม เมื่อโจทก์นำสืบถึงที่มาแห่งมูลหนี้โดยละเอียด รวมทั้งมีคำขอกู้เงินโดยตั๋วสัญญาใช้เงินและสำเนาเช็คลงวันที่ 30 กันยายน 2539 มาแสดง โดยเช็คดังกล่าวเป็นเช็คขีดคร่อมเฉพาะที่สั่งจ่ายแก่จำเลยที่ 1 เท่านั้น นอกจากนี้ยังปรากฏว่าวงเงินจำนอง 18,000,000 บาท ที่จำเลยที่ 3 จำนองเป็นประกันก็ตรงกับวงเงินกู้ ส่วนวงเงินจำนอง 21,600,000 บาท ที่จำเลยที่ 2 จำนองเป็นประกัน จำเลยที่ 1 ก็เบิกความยอมรับว่าได้ลงลายมือชื่อจริง พยานหลักฐานของโจทก์ที่นำสืบมาจึงมีน้ำหนักน่ารับฟังมากกว่าพยานหลักฐานของจำเลยที่ 1 และที่ 2 ข้อเท็จจริงรับฟังได้ว่า จำเลยที่ 1 ได้รับเงินกู้จำนวน 18,000,000 บาท ตามคำขอกู้เงินโดยตั๋วสัญญาใช้เงิน และสำเนาเช็คลงวันที่ 30 กันยายน 2539 โดยมีจำเลยที่ 2 และที่ 3 จำนองที่ดินพร้อมสิ่งปลูกสร้างเป็นประกันตามหนังสือสัญญาจำนองที่ดินเป็นประกัน ฎีกาของจำเลยที่ 1 และที่ 2 ข้อนี้ฟังไม่ขึ้น

พิพากษาแก้เป็นว่า ให้จำเลยที่ 1 ชำระเงิน 18,000,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 15 ต่อปี นับแต่วันที่ 1 กรกฎาคม 2540 จนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 7 ค่าฤชาธรรมเนียมในชั้นฎีกาให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 308 วรรคหนึ่ง
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — กองทุนรวมไทยรีสตรัคเจอริ่ง
จำเลย — นางจันทร์ฉาย จันทะยาสาคร กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดสมุทรสาคร — นายเธียรไท สุนทรนันท์
ศาลอุทธรณ์ภาค 7 — นายสมควร วิเชียรวรรณ
ชื่อองค์คณะ
ศุภชัย สมเจริญ
กรองเกียรติ คมสัน
บุญรอด ตันประเสริฐ
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา