คำพิพากษา คำสั่งคำร้องและคำวินิจฉัยศาลฎีกา

ทั้งหมด 133,243 รายการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 5289 -ที่ 5290/2555
#521444
เปิดฉบับเต็ม

ความผิดเกี่ยวกับยาเสพติดตาม พ.ร.บ.ป้องกันและปราบปรามยาเสพติด พ.ศ.2519 และ พ.ร.บ.มาตรการในการปราบปรามผู้กระทำความผิดเกี่ยวกับยาเสพติด พ.ศ.2534 ตามที่ พ.ร.บ.ป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน พ.ศ.2542 มาตรา 3 ให้นิยามความผิดมูลฐานไว้ ไม่รวมถึงความผิดฐานเสพหรือมีไว้ในครอบครองซึ่งยาเสพติดโดยฝ่าฝืนต่อกฎหมายเพราะในสภาพความผิด ผู้กระทำความผิดไม่ได้ทรัพย์สินใดจากการกระทำผิด จึงไม่มีเงินหรือทรัพย์สินที่ได้มาจากการกระทำความผิดที่ศาลจะสั่งให้ทรัพย์สินของผู้นั้นตกเป็นของแผ่นดิน เมื่อ บ. ถูกศาลอาญาพิพากษาว่า มีความผิดฐานมีไว้ในครอบครองซึ่งยาเสพติดให้โทษเพื่อเสพ มิใช่มีไว้เพื่อจำหน่าย บ. จึงมิใช่ผู้กระทำความผิดเกี่ยวกับยาเสพติดตามกฎหมายว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามยาเสพติดหรือกฎหมายว่าด้วยมาตรการในการปราบปรามผู้กระทำความผิดเกี่ยวกับยาเสพติดอันเป็นความผิดมูลฐาน แม้ บ. จะเป็นสามีผู้คัดค้าน ผู้คัดค้านก็ไม่ใช่ผู้ซึ่งเกี่ยวข้องหรือเคยเกี่ยวข้องสัมพันธ์กับผู้กระทำความผิดมูลฐานหรือความผิดฐานฟอกเงินมาก่อน ส่วน ส. และ ว. พี่สาวผู้คัดค้าน ช. สามีของ ว. และ พ. หลานของผู้คัดค้านเคยต้องหาว่า ครอบครองเมทแอมเฟตามีนไว้เพื่อจำหน่ายและความผิดดังกล่าวเป็นความผิดมูลฐานตาม พ.ร.บ.ป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน พ.ศ.2542 มาตรา 3 ก็ตาม แต่การที่บุคคลดังกล่าวเป็นญาติของผู้คัดค้าน ผู้ร้องต้องนำสืบให้เห็นว่ามีความเกี่ยวข้องหรือเคยเกี่ยวข้องสัมพันธ์กับผู้คัดค้านด้วย จึงจะต้องด้วยบทสันนิษฐานตามมาตรา 51 วรรคสอง แห่ง พ.ร.บ.ป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน พ.ศ.2542

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
คดีทั้งสองสำนวนศาลชั้นต้นพิจารณาพิพากษารวมกัน ให้เรียกผู้ร้องทั้งสองสำนวนว่าผู้ร้อง และเรียกนางยุพา ผู้คัดค้านในสำนวนแรกว่าผู้คัดค้าน เรียกเอกสารหมาย ร.1 ถึง ร.9 ในสำนวนแรกว่าเอกสารหมาย ร.1 ถึง ร.9 และเรียกเอกสารหมาย ร.1 ถึง ร.9 ในสำนวนที่สองว่าเอกสารหมาย ร.1/1 ถึง ร.9/1 ตามลำดับ

ผู้ร้องยื่นคำร้องขอทั้งสองสำนวนขอให้มีคำสั่งให้ทรัพย์สินจำนวน 117 รายการ พร้อมดอกผลที่เกิดขึ้นตกเป็นของแผ่นดิน

ศาลชั้นต้นปิดประกาศไว้ที่ศาลและประกาศในหนังสือพิมพ์ที่มีจำหน่ายแพร่หลายในท้องถิ่นสองวันติดต่อกันแล้ว

ผู้คัดค้านยื่นคำคัดค้านขอให้ยกคำร้องและสั่งคืนทรัพย์สินให้แก่ผู้คัดค้านกับพวก

ศาลชั้นต้นไต่สวนแล้ว มีคำสั่งให้ทรัพย์สินตามบัญชีเอกสารหมาย ร.9 ลำดับที่ 1 ถึงที่ 4, ที่ 6, ถึงที่ 9, ที่ 11 ถึงที่ 13, ที่ 18 และที่ 20 ถึงที่ 94 และทรัพย์สินตามบัญชีทรัพย์เอกสารหมาย ร.9/1 ทุกลำดับพร้อมดอกผลที่เกิดขึ้นตกเป็นของแผ่นดิน ให้คืนทรัพย์สินตามบัญชีทรัพย์เอกสารหมาย ร.9 ลำดับที่ 5, ที่ 10, ที่ 14 ถึงที่ 17 และที่ 19 แก่ผู้คัดค้านตามพระราชบัญญัติป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน พ.ศ.2542 มาตรา 51 วรรคหนึ่ง ค่าฤชาธรรมเนียมให้เป็นพับ

ผู้คัดค้านอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษาแก้เป็นว่า ให้คืนทรัพย์สินตามบัญชีทรัพย์เอกสารหมาย ร.9 ลำดับที่ 6 ถึงที่ 9, ที่ 11 ถึงที่ 13 และที่ 21 ถึงที่ 94 รวม 81 รายการ แก่ผู้คัดค้าน นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำสั่งของศาลชั้นต้น ค่าฤชาธรรมเนียมในชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ

ผู้ร้องและผู้คัดค้านฎีกา

ศาลฎีกาคณะคดีปกครองวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงที่คู่ความต่างมิได้ฎีกาโต้เถียงกันรับฟังเป็นยุติในชั้นนี้ว่า คดีทั้งสองสำนวนสืบเนื่องมาจากเจ้าพนักงานตำรวจเข้าตรวจค้นของผู้คัดค้านและนายบุญรัตน์ สามีผู้คัดค้านพบเมทแอมเฟตามีน 13 เม็ด และกัญชาแห้งน้ำหนักประมาณ 10 กรัม จึงจับกุมนายบุญรัตน์และดำเนินคดีในข้อหามียาเสพติดให้โทษในประเภท 1 และในประเภท 5 ไว้ในครอบครองโดยฝ่าฝืนต่อกฎหมาย พร้อมกับยึดทรัพย์สินและเอกสารจำนวนหนึ่งซึ่งเชื่อว่าเป็นทรัพย์สินที่ได้มาจากการกระทำความผิดเกี่ยวกับยาเสพติดให้โทษส่งมายังสำนักงานป้องกันและปราบปรามการฟอกเงินพิจารณาดำเนินการ ต่อมาเจ้าพนักงานตำรวจจับกุมผู้คัดค้านดำเนินคดีอาญาในข้อหาฟอกเงิน และตรวจค้นบ้านเลขที่ 509/378 ซอยชุมชนพัฒนาใหม่ แขวงคลองเตย เขตคลองเตย กรุงเทพมหานคร ยึดทรัพย์สินซึ่งเชื่อว่าเป็นทรัพย์สินที่ได้มาจากการกระทำความผิดเกี่ยวกับยาเสพติดให้โทษเพิ่มเติม ส่งให้สำนักงานป้องกันและปราบปรามการฟอกเงินดำเนินการ เลขาธิการคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน มีคำสั่งมอบหมายให้ร้อยตำรวจเอกสุวิทย์กับพวกเป็นพนักงานเจ้าหน้าที่ตรวจสอบธุรกรรมและทรัพย์สินของนายบุญรัตน์กับผู้คัดค้าน รวมทั้งบุคคลที่เกี่ยวข้องได้แก่นางสุภา พี่สาวของผู้คัดค้าน ต่อมาคณะกรรมการธุรกรรมมีคำสั่งให้ยึดทรัพย์สินไว้ชั่วคราว สำนักงานป้องกันและปราบปรามการฟอกเงินขายทอดตลาดทรัพย์ไปบางส่วน 2 ครั้ง และเก็บรักษาเงินสดไว้แทนทรัพย์สินที่ขายทอดตลาด นายบุญรัตน์ ผู้คัดค้าน และนางสุภายื่นคำร้องขอเพิกถอนการยึดและอายัดทรัพย์สิน คณะกรรมการธุรกรรมพิจารณารายงานการตรวจสอบและพยานหลักฐานของพนักงานเจ้าหน้าที่แล้ว เชื่อว่านายบุญรัตน์ผู้คัดค้านกับพวกเป็นผู้เกี่ยวข้องกับการกระทำความผิดเกี่ยวกับยาเสพติดให้โทษ อันเป็นความผิดมูลฐานตามพระราชบัญญัติป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน พ.ศ.2542 มาตรา 3 และมีเหตุอันควรเชื่อว่าทรัพย์สินของนายบุญรัตน์ ผู้คัดค้านกับพวกเป็นทรัพย์สินที่ได้มาเกี่ยวกับการกระทำความผิด จึงมีมติให้เลขาธิการคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการฟอกเงินส่งเรื่องให้ผู้ร้องยื่นคำร้องต่อศาลเพื่อให้สั่งทรัพย์สินตามบัญชีทรัพย์เอกสารหมาย ร.9 และ ร.9/1 พร้อมดอกผลหากมีขึ้น ตกเป็นของแผ่นดิน ต่อมาในคดีที่เจ้าพนักงานตำรวจจับกุมและดำเนินคดีนายบุญรัตน์ ศาลอาญาได้มีคำพิพากษาถึงที่สุดให้ลงโทษนายบุญรัตน์ในความผิดฐานมียาเสพติดให้โทษไว้ในครอบครองเพื่อเสพ จำคุก 1 ปี 2 เดือน และปรับ 18,000 บาท โทษจำคุกให้รอการลงโทษไว้มีกำหนด 2 ปี อีกทั้งในคดีที่เจ้าพนักงานตำรวจจับกุมผู้คัดค้านดำเนินคดีอาญาในข้อหากระทำความผิดต่อพระราชบัญญัติป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน พ.ศ.2542 ศาลอาญาได้มีคำพิพากษายกฟ้องแล้วเช่นเดียวกัน โดยปรากฏข้อเท็จจริงตามท้องสำนวนว่า สำนวนแรก ผู้ร้องขอให้ทรัพย์สินที่เจ้าพนักงานยึดได้ รวม 94 รายการ ตกเป็นของแผ่นดิน ส่วนสำนวนที่สอง ผู้ร้องขอให้ทรัพย์สินที่เจ้าพนักงานยึดได้ รวม 23 รายการ ตกเป็นของแผ่นดิน

ปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามฎีกาของผู้ร้องมีว่า ทรัพย์สินตามบัญชีทรัพย์เอกสารหมาย ร.9 ลำดับที่ 6 ถึงที่ 9, ที่ 11 ถึงที่ 13 และที่ 21 ถึงที่ 94 รวม 81 รายการ พร้อมดอกผลที่เกิดขึ้นตกเป็นของแผ่นดินหรือไม่ และตามฎีกาของผู้คัดค้านมีว่า ผู้คัดค้านควรได้คืนทรัพย์สินตามเอกสารหมาย ร.9 ลำดับที่ 1 ถึงที่ 4, ที่ 18 และที่ 20 รวมทั้งทรัพย์สินตามเอกสารหมาย ร. 9/1 ทุกรายการหรือไม่ สำหรับฎีกาของผู้ร้องที่หยิบยกปัญหาข้อกฎหมายเป็นประเด็นโต้เถียงว่า ผู้คัดค้านเป็นภรรยาของนายบุญรัตน์ ผู้ซึ่งศาลอาญามีคำพิพากษาถึงที่สุดว่ากระทำความผิดฐานมียาเสพติดให้โทษในประเภท 1 และในประเภท 5 ไว้ในครอบครองอันเป็นความผิดมูลฐานตามมาตรา 3 ที่ให้นิยาม "ความผิดมูลฐาน" ใน (1) แห่งพระราชบัญญัติป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน พ.ศ.2542 ผู้คัดค้านจึงเป็นผู้เกี่ยวข้องหรือเคยเกี่ยวข้องสัมพันธ์กับผู้กระทำผิดมูลฐาน อันต้องด้วยข้อสันนิษฐานตามมาตรา 51 วรรคสอง แห่งพระราชบัญญัติดังกล่าว จึงพึงต้องวินิจฉัยต่อไป ตามภาระการพิสูจน์ของผู้คัดค้านว่า ผู้คัดค้านเป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์ในทรัพย์สิน เห็นว่า ตามพระราชบัญญัติป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน พ.ศ.2542 มาตรา 3 ให้นิยาม "ความผิดมูลฐาน" ใน (1) ว่า หมายถึง ความผิดเกี่ยวกับยาเสพติดตามกฎหมายว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามยาเสพติดหรือกฎหมายว่าด้วยมาตรการในการปราบปรามผู้กระทำความผิดเกี่ยวกับยาเสพติด ทั้งให้นิยามคำว่า "ทรัพย์สินที่เกี่ยวกับการกระทำความผิด" อันเป็นทรัพย์สินที่ศาลพึงมีคำสั่งให้ตกเป็นของแผ่นดินตามอำนาจและเงื่อนไขในมาตรา 51 วรรคแรกว่า

(1) เงินหรือทรัพย์สินที่ได้มาจากการกระทำซึ่งเป็นความผิดมูลฐาน หรือจากการสนับสนุนหรือช่วยเหลือการกระทำซึ่งเป็นความผิดมูลฐาน

(2) เงินหรือทรัพย์สินที่ได้มาจากการจำหน่าย จ่าย โอนด้วยประการใด ๆ ซึ่งเป็นเงินหรือทรัพย์สินตาม (1) หรือ

(3) ดอกผลของเงินหรือทรัพย์สินตาม (1) หรือ (2) ซึ่งบทบัญญัติเหล่านี้ย่อมรวมความมีนัยว่า ทรัพย์สินที่ศาลพึงมีคำสั่งให้ตกเป็นของแผ่นดินได้นั้น กล่าวโดยเฉพาะตามประเด็นในฎีกา ต้องเป็นเงินหรือทรัพย์สินอันมีองค์ประกอบสำคัญคือ "ที่ได้มาจากการกระทำความผิดมูลฐาน" ดังปรากฏในเหตุผลในการประกาศใช้พระราชบัญญัติป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน พ.ศ.2542 ที่ว่า "คือ เนื่องจากในปัจจุบันผู้ประกอบอาชญากรรมซึ่งกระทำความผิดกฎหมายบางประเภท ได้นำเงินหรือทรัพย์สินที่เกี่ยวกับการกระทำความผิดมากระทำการในรูปแบบต่าง ๆ อันเป็นการฟอกเงิน...ฯลฯ..." เช่นนี้ แม้ตามพระราชบัญญัติป้องกันและปราบปรามยาเสพติด พ.ศ.2519 มาตรา 3 จะให้บทนิยามคำว่า "ความผิดเกี่ยวกับยาเสพติด" หมายความว่า ความผิดที่บัญญัติไว้ในกฎหมายเกี่ยวกับยาเสพติดและให้นิยามคำว่า "กฎหมายเกี่ยวกับยาเสพติด" หมายความว่า กฎหมายว่าด้วยยาเสพติดให้โทษ กฎหมายว่าด้วยวัตถุที่ออกฤทธิ์ต่อจิตและประสาท กฎหมายว่าด้วยการป้องกันการใช้สารระเหย และกฎหมายว่าด้วยมาตรการในการปราบปรามผู้กระทำความผิดเกี่ยวกับยาเสพติด ก็ต้องแปลความว่า ความผิดเกี่ยวกับยาเสพติดตามกฎหมายว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามยาเสพติด ดังที่พระราชบัญญัติป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน พ.ศ.2542 มาตรา 3 ให้นิยาม "ความผิดมูลฐาน" ไว้นั้น ไม่รวมถึงความผิดฐานเสพหรือมีไว้ในครอบครองซึ่งยาเสพติดโดยฝ่าฝืนกฎหมาย เนื่องเพราะโดยสภาพความผิดดังกล่าวผู้กระทำความผิดนั้นๆ ไม่ได้ทรัพย์สินใดมาจากการกระทำผิดเลย จึงไม่มีเงินหรือทรัพย์สินที่ได้มาจากการกระทำความผิดที่ศาลจะสั่งให้ทรัพย์สินของผู้กระทำความผิดฐานนี้ตกเป็นของแผ่นดิน เช่นเดียวกับที่พระราชบัญญัติมาตรการในการปราบปรามผู้กระทำความผิดเกี่ยวกับยาเสพติด พ.ศ.2534 มาตรา 3 ให้บทนิยามคำว่า "ความผิดเกี่ยวกับยาเสพติด" หมายความว่า การผลิต นำเข้า ส่งออก จำหน่าย หรือมีไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่ายซึ่งยาเสพติด และให้หมายความรวมถึงการสมคบ สนับสนุน ช่วยเหลือหรือพยายามกระทำความผิดดังกล่าวด้วย หาได้ให้นิยามรวมไปถึง ความผิดฐานเสพหรือมีไว้ในครอบครองซึ่งยาเสพติดโดยฝ่าฝืนต่อกฎหมาย ดังนั้น ความผิดเกี่ยวกับยาเสพติดตามกฎหมายว่าด้วยมาตรการในการปราบปรามผู้กระทำความผิดเกี่ยวกับยาเสพติดตามที่พระราชบัญญัติป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน พ.ศ.2542 มาตรา 3 ให้นิยามความผิดมูลฐานไว้นั้น จึงไม่รวมถึงความผิดฐานเสพหรือมีไว้ในครอบครองซึ่งยาเสพติดโดยฝ่าฝืนต่อกฎหมาย ดังนี้ เมื่อนายบุญรัตน์ถูกศาลอาญาพิพากษาว่า มีความผิดฐานมีไว้ในครอบครองซึ่งยาเสพติดให้โทษเพื่อเสพ มิใช่มีไว้เพื่อจำหน่าย นายบุญรัตน์จึงมิใช่ผู้กระทำความผิดเกี่ยวกับยาเสพติดตามกฎหมายว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามยาเสพติดหรือกฎหมายว่าด้วยมาตรการในการปราบปรามผู้กระทำความผิดเกี่ยวกับยาเสพติดอันเป็นความผิดมูลฐานตามพระราชบัญญัติป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน พ.ศ.2542 มาตรา 3 แม้นายบุญรัตน์จะเป็นสามีผู้คัดค้าน ผู้คัดค้านก็ไม่ใช่ผู้ซึ่งเกี่ยวข้องหรือเคยเกี่ยวข้องสัมพันธ์กับผู้กระทำความผิดมูลฐานหรือความผิดฐานฟอกเงินมาก่อน ส่วนที่นางสุภา นางวันเพ็ญ พี่สาวผู้คัดค้าน นายวิชาญ สามีของนางวันเพ็ญ นายพิพัฒน์ หลานของผู้คัดค้านเคยต้องหาว่า ครอบครองเมทแอมเฟตามีนไว้เพื่อจำหน่าย และความผิดดังกล่าวเป็นความผิดมูลฐานตามพระราชบัญญัติป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน พ.ศ.2542 มาตรา 3 ก็ตามแต่การที่บุคคลดังกล่าวเป็นญาติของผู้คัดค้าน ผู้ร้องก็ต้องนำสืบให้เห็นว่ามีความเกี่ยวข้องหรือเคยเกี่ยวข้องสัมพันธ์กับผู้คัดค้านด้วย พยานหลักฐานของผู้ร้องจึงยังไม่มีน้ำหนักเพียงพอให้รับฟังว่า ผู้คัดค้านเป็นผู้กระทำความผิดมูลฐานหรือเป็นผู้ซึ่งเกี่ยวข้องหรือเคยเกี่ยวข้องสัมพันธ์กับผู้กระทำความผิดมูลฐานหรือความผิดฟอกเงินมาก่อน ผู้คัดค้านจึงไม่อยู่ในฐานะผู้ต้องด้วยบทสันนิษฐานตามมาตรา 51 วรรคสอง แห่งพระราชบัญญัติป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน พ.ศ.2542 ที่มีภาระนำสืบพิสูจน์แสดงตามมาตรา 50 ที่ศาลอุทธรณ์พิพากษาให้คืนทรัพย์ตามบัญชีทรัพย์เอกสารหมาย ร.9 ลำดับที่ 6 ถึงที่ 9, ที่ 11 ถึงที่ 13 และที่ 21 ถึงที่ 94 รวม 81 รายการ แก่ผู้คัดค้าน ศาลฎีกาจึงเห็นพ้องด้วย ฎีกาของผู้ร้องฟังไม่ขึ้น

ส่วนฎีกาของผู้คัดค้านที่ว่า ผู้คัดค้านควรได้คืนทรัพย์สิน 117 รายการทั้งหมด อันรวมทั้งทรัพย์สินตามเอกสารหมาย ร.9 อันดับที่ 1 ถึงที่ 4, ที่ 18 และที่ 20 กับทรัพย์สินตามเอกสารหมาย ร. 9/1 ทั้ง 23 รายการ พร้อมดอกผลซึ่งเป็นทรัพย์สินที่ศาลล่างทั้งสองให้ตกเป็นของแผ่นดินนั้น เห็นว่า สำนวนแรก ผู้ร้องขอให้ทรัพย์สิน รวม 94 รายการ ตกเป็นของแผ่นดิน และสำนวนที่สอง ผู้ร้องขอให้ทรัพย์สิน รวม 23 รายการ ตกเป็นของแผ่นดิน เมื่อปรากฏในท้องสำนวนว่า ผู้คัดค้านยื่นคำคัดค้านคำร้องขอของผู้ร้องเฉพาะสำนวนคดีแรกในวันที่ 17 มีนาคม 2547 ดังที่ผู้คัดค้านระบุในคำคัดค้านเฉพาะคดีหมายเลขดำที่ ฟ.70/2546 ซึ่งเป็นสำนวนคดีแรก แม้ขณะนั้นศาลชั้นต้นได้มีคำสั่งให้รวมการพิจารณาพิพากษาสำนวนคดีแรกและสำนวนคดีหลัง รวมกันแล้วก็ตาม แต่เมื่อผู้คัดค้านไม่ได้ยื่นคำคัดค้านในคดีหมายเลขดำที่ ฟ.22/2547 ซึ่งเป็นสำนวนคดีหลัง ผู้คัดค้านจึงมิได้เป็นคู่ความในสำนวนคดีหลัง ถูกต้องตามที่ศาลอุทธรณ์วินิจฉัย ดังนั้น ผู้คัดค้านจึงไม่มีสิทธิยื่นฎีกาคัดค้านคำร้องของผู้ร้องในสำนวนคดีหลัง ซึ่งเป็นคดีที่ผู้ร้องขอให้ทรัพย์สินตามที่บัญชีทรัพย์ เอกสารหมาย ร.9/1 ทุกลำดับพร้อมดอกผลที่เกิดขึ้นตกเป็นของแผ่นดิน ผู้คัดค้านคงเพียงมีสิทธิฎีกาเฉพาะทรัพย์สินตามบัญชีทรัพย์ เอกสารหมาย ร.9 ลำดับที่ 1 ถึงที่ 4, ที่ 18 และที่ 20 รวม 6 รายการ พร้อมดอกผลซึ่งศาลล่างทั้งสองพิพากษาสั่งให้ตกเป็นของแผ่นดิน อันเป็นทรัพย์สินในสำนวนคดีแรกที่ผู้คัดค้านยื่นคำคัดค้านเท่านั้น แต่เมื่อปรากฏว่าทรัพย์ทั้ง 6 รายการ มีชื่อผู้อื่นเป็นผู้ถือกรรมสิทธิ์หรือถือสิทธิเป็นเจ้าของ มิใช่มีชื่อผู้คัดค้านและศาลชั้นต้นได้วินิจฉัยว่ามิใช่ทรัพย์สินของผู้คัดค้าน ทั้งไม่อาจแปลความอนุมานว่าผู้คัดค้านอุทธรณ์คัดค้านปัญหาดังที่ผู้คัดค้านอ้างในฎีกา ข้อเท็จจริงจึงต้องฟังว่าทรัพย์สินตามบัญชีทรัพย์เอกสารหมาย ร.9 ลำดับที่ 1 ถึงที่ 4, ที่ 18 และที่ 20 รวม 6 รายการไม่ใช่ของผู้คัดค้าน ผู้คัดค้านจึงไม่มีสิทธิยื่นคำคัดค้านในส่วนที่เกี่ยวกับทรัพย์สินตามมาตรา 50 วรรคหนึ่ง แห่งพระราชบัญญัติป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน พ.ศ.2542 ถูกต้องตามที่ศาลอุทธรณ์พิพากษา ฎีกาของผู้คัดค้านฟังไม่ขึ้นเช่นเดียวกัน

พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสองสำนวนชั้นฎีกาให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.ป้องกันและปราบปรามยาเสพติด พ.ศ.2519 ม. 3 วรรคแรก
พ.ร.บ.ป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน พ.ศ.2542 ม. 3 ม. 51 วรรคสอง
พ.ร.บ.มาตรการในการปราบปรามผู้กระทำความผิดเกี่ยวกับยาเสพติด พ.ศ.2534 ม. 3
ชื่อคู่ความ
ผู้ร้อง — พนักงานอัยการ สำนักงานอัยการสูงสุด
ผู้คัดค้าน — นางยุพา จันทร์นวล
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลแพ่ง — นายสถาพร วงศ์ตระกูลรักษา
ศาลอุทธรณ์ — นายสรศักดิ์ วาจาสิทธิศิลป์
ชื่อองค์คณะ
พินิจ สายสอาด
นิยุต สุภัทรพาหิรผล
วิรุฬห์ แสงเทียน
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 5258/2555
#521439
เปิดฉบับเต็ม

ตาม พ.ร.บ.จัดตั้งศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศและวิธีพิจารณาคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศ พ.ศ.2539 มาตรา 26 ประกอบ ป.วิ.พ. มาตรา 177 วรรคสาม บัญญัติว่า จำเลยจะฟ้องแย้งมาในคำให้การก็ได้ อันเป็นบทบัญญัติของกฎหมายที่ให้สิทธิแก่จำเลยที่จะฟ้องกลับโจทก์ได้ในคดีเดียวกัน กรณีดังกล่าวจึงต้องมีส่วนคำให้การแก้ข้อกล่าวหาของจำเลยเป็นเบื้องต้น กับส่วนที่จำเลยฟ้องแย้งโจทก์ ซึ่งเมื่อจำเลยขอถอนฟ้องแย้งโดยมิได้ขอถอนคำให้การด้วย ก็มีผลลบล้างผลแห่งการยื่นคำฟ้องแย้งเท่านั้น มิได้ทำให้คำให้การของจำเลยสิ้นไปด้วยแต่อย่างใด

โจทก์อ้างว่า จำเลยสั่งซื้อและรับสินค้าไปจากโจทก์รวม 16 ครั้ง ตามตารางคำนวณยอดหนี้เอกสารท้ายฟ้อง จำเลยมิได้ให้การต่อสู้ว่าไม่ได้ซื้อสินค้าจากโจทก์ ทั้งยังให้การด้วยว่าโจทก์ส่งสินค้าให้แก่จำเลยเป็นเงิน 148,780.98 ดอลลาร์สหรัฐ กรณีจึงถือว่า จำเลยยอมรับข้ออ้างดังกล่าวของโจทก์ และคดีไม่มีประเด็นพิพาทในเรื่องนี้ที่โจทก์จะต้องนำสืบแต่อย่างใด ข้อเท็จจริงตามข้ออ้างของโจทก์ส่วนนี้รับฟังได้ตามฟ้อง โดยที่ไม่จำต้องนำใบแจ้งหนี้มารับฟังเป็นพยานหลักฐาน

คดีนี้โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยชำระหนี้ให้โจทก์เป็นเงินดอลลาร์สหรัฐ โดยมิได้มีคำขอบังคับให้ชำระเป็นเงินไทยด้วย การที่โจทก์บรรยายฟ้องเทียบอัตราแลกเปลี่ยนเป็นเงินไทยในวันฟ้องก็เพื่อประโยชน์ในการคิดค่าขึ้นศาลเท่านั้น ในกรณีเช่นนี้ย่อมเป็นสิทธิของจำเลยที่จะชำระหนี้เป็นเงินไทยโดยคิดอัตราแลกเปลี่ยน ณ สถานที่ใช้เงินและเวลาที่ใช้เงินตาม ป.พ.พ. มาตรา 196 ดังนั้น การที่ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางกำหนดให้คิดเป็นเงินไทยตามอัตราแลกเปลี่ยนโดยเฉลี่ยของธนาคารพาณิชย์ในวันครบกำหนดชำระเงินแต่ละจำนวน จึงเป็นเรื่องที่โจทก์มิได้มีคำขอและเป็นกรณีพิพากษาเกินคำขอ

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องและแก้ไขคำฟ้องขอให้บังคับจำเลยชำระเงิน 183,124.58 ดอลลาร์สหรัฐ พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 12 ต่อปี ของต้นเงิน 171,671.98 ดอลลาร์สหรัฐ นับจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าชำระเสร็จ จำเลยให้การขอให้ยกฟ้องแย้ง และฟ้องแย้งขอให้โจทก์ใช้เงิน 121,148,540.53 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงิน 116,863,877 บาท นับจากวันฟ้องแย้งเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่จำเลย

โจทก์ให้การปฏิเสธ ขอให้ยกฟ้องแย้ง

ระหว่างการพิจารณา จำเลยขอถอนฟ้องแย้ง ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางอนุญาตและให้จำหน่ายคดีเฉพาะในส่วนฟ้องแย้ง

ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางพิพากษาให้จำเลยชำระเงิน 148,780.98 ดอลลาร์สหรัฐ พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 1 ต่อเดือน หรือ 12 ต่อปี ของต้นเงิน 169 ดอลลาร์สหรัฐ นับแต่วันที่ 29 พฤศจิกายน 2549 ต้นเงิน 481 ดอลลาร์สหรัฐ นับแต่วันที่ 29 พฤศจิกายน 2549 ต้นเงิน 11,280 ดอลลาร์สหรัฐ นับแต่วันที่ 18 ธันวาคม 2549 ต้นเงิน 720 ดอลลาร์สหรัฐ นับแต่วันที่ 18 ธันวาคม 2549 ต้นเงิน 9,600 ดอลลาร์สหรัฐ นับแต่วันที่ 18 ธันวาคม 2549 ต้นเงิน 24,000 ดอลลาร์สหรัฐ นับแต่วันที่ 18 ธันวาคม 2549 ต้นเงิน 171.36 ดอลลาร์สหรัฐ นับแต่วันที่ 21 ธันวาคม 2549 ต้นเงิน 85.68 ดอลลาร์สหรัฐ นับแต่วันที่ 21 ธันวาคม 2549 ต้นเงิน 11,280 ดอลลาร์สหรัฐ นับแต่วันที่ 24 ธันวาคม 2549 ต้นเงิน 24,000 ดอลลาร์สหรัฐ นับแต่วันที่ 24 ธันวาคม 2549 ต้นเงิน 7,200 ดอลลาร์สหรัฐ นับแต่วันที่ 24 ธันวาคม 2549 ต้นเงิน 16,800 ดอลลาร์สหรัฐ นับแต่วันที่ 24 ธันวาคม 2549 ต้นเงิน 24,000 ดอลลาร์สหรัฐ นับแต่วันที่ 24 ธันวาคม 2549 ต้นเงิน 9,600 ดอลลาร์สหรัฐ นับแต่วันที่ 24 ธันวาคม 2549 ต้นเงิน 7,956.92 ดอลลาร์สหรัฐ นับแต่วันที่ 24 มกราคม 2550 และต้นเงิน 1,437.02 ดอลลาร์สหรัฐ นับแต่วันที่ 5 กุมภาพันธ์ 2550 จนกว่าชำระเสร็จแก่โจทก์ แต่ทั้งนี้ดอกเบี้ยจนถึงวันฟ้องห้ามมิให้เกิน 11,452 ดอลลาร์สหรัฐ โดยให้คิดเป็นเงินไทยตามอัตราแลกเปลี่ยนโดยเฉลี่ยของธนาคารพาณิชย์ในกรุงเทพมหานครในวันครบกำหนดชำระเงินแต่ละจำนวนดังกล่าว ถ้าไม่มีอัตราแลกเปลี่ยนในวันนั้นก็ให้ถือเอาวันสุดท้ายที่มีอัตราแลกเปลี่ยนเช่นว่านั้นก่อนวันครบกำหนดชำระเงิน กับให้จำเลยใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ โดยกำหนด ค่าทนายความ 50,000 บาท คำขออื่นนอกจากนี้ให้ยก

จำเลยอุทธรณ์ต่อศาลฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศวินิจฉัยว่า ปัญหาต้องวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของจำเลยมีว่า จำเลยสั่งซื้อและได้รับสินค้าตามฟ้อง 16 ครั้ง จากโจทก์ตามใบแจ้งหนี้หรือไม่ เห็นว่า ตามคำให้การของจำเลย จำเลยไม่ได้ปฏิเสธโดยชัดแจ้งว่าไม่ได้สั่งซื้อและไม่ได้รับสินค้าทั้ง 16 ครั้ง ตามฟ้องจากโจทก์ คงโต้แย้งเพียงว่า สินค้าของโจทก์ไม่มีคุณภาพและโจทก์ปรับราคาสินค้าขึ้นอย่างไม่เป็นธรรมเท่านั้น ที่จำเลยอุทธรณ์ทำนองว่า จำเลยได้ขอถอนฟ้องแย้งและศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางมีคำสั่งอนุญาตแล้ว จึงต้องถือว่าการถอนฟ้องแย้งดังกล่าวลบล้างผลแห่งการยื่นฟ้องแย้งนั้นเสมือนหนึ่งจำเลยมิได้มีการยื่นฟ้องแย้งและให้การเช่นนั้นไว้เลย ดังนั้น เมื่อโจทก์ยกข้อเท็จจริงดังกล่าวขึ้นอ้าง โจทก์จึงมีหน้าที่นำสืบ แต่โจทก์ไม่สามารถนำหลักฐานมาสืบพิสูจน์ยืนยัน คงมีเพียงสำเนาใบแจ้งหนี้ ซึ่งต้องห้ามมิให้รับฟังมาแสดงเท่านั้น ข้อเท็จจริงยังรับฟังไม่ได้ว่าจำเลยสั่งซื้อและได้รับสินค้าตามฟ้องจากโจทก์ ส่วนนี้เห็นว่า ตามพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศและวิธีพิจารณาคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศ พ.ศ.2539 มาตรา 26 ประกอบประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 177 วรรคสาม บัญญัติว่า จำเลยจะฟ้องแย้งมาในคำให้การก็ได้ อันเป็นบทบัญญัติของกฎหมายที่ให้สิทธิแก่จำเลยที่จะฟ้องกลับโจทก์ได้ในคดีเดียวกัน กรณีดังกล่าวจึงต้องมีส่วนคำให้การแก้ข้อกล่าวหาของจำเลยเป็นเบื้องต้น กับส่วนที่จำเลยฟ้องแย้งโจทก์ ซึ่งเมื่อจำเลยขอถอนฟ้องแย้งโดยมิได้ขอถอนคำให้การด้วยก็มีผลเพียงลบล้างผลแห่งการยื่นคำฟ้องแย้งเท่านั้น มิได้ทำให้คำให้การของจำเลยสิ้นไปด้วยแต่อย่างใด ดังนั้น เมื่อตามฟ้องโจทก์อ้างว่า จำเลยสั่งซื้อและรับสินค้าไปจากโจทก์รวม 16 ครั้ง จำเลยมิได้ให้การต่อสู้ว่าไม่ได้ซื้อสินค้าจากโจทก์ ทั้งยังให้การด้วยว่า โจทก์ส่งสินค้าให้แก่จำเลยเป็นเงิน 148,780.98 ดอลลาร์สหรัฐ ซึ่งเป็นจำนวนเงินเท่ากับผลรวมของราคาค่าสินค้าทั้ง 16 ครั้ง ที่โจทก์ฟ้อง ตามตารางคำนวณยอดหนี้ กรณีจึงถือว่า จำเลยยอมรับข้ออ้างดังกล่าวของโจทก์และคดีไม่มีประเด็นพิพาทในเรื่องนี้ที่โจทก์จะต้องนำสืบแต่อย่างใด ข้อเท็จจริงตามข้ออ้างของโจทก์ส่วนนี้รับฟังได้ตามฟ้อง โดยที่ไม่จำต้องนำใบแจ้งหนี้มารับฟังเป็นพยานหลักฐานกรณีจึงไม่จำต้องวินิจฉัยเรื่องที่จำเลยอุทธรณ์ห้ามมิให้รับฟังสำเนาใบแจ้งหนี้ดังกล่าวอีกต่อไป อุทธรณ์ข้อนี้ของจำเลยฟังไม่ขึ้น

อนึ่ง คดีนี้โจทก์ฟ้องขอบังคับให้จำเลยชำระหนี้ให้โจทก์เป็นเงินดอลลาร์สหรัฐ โดยมิได้มีคำขอบังคับให้ชำระเป็นเงินไทยด้วย การที่โจทก์บรรยายฟ้องเทียบอัตราแลกเปลี่ยนเป็นเงินไทยในวันฟ้องก็เพื่อประโยชน์ในการคิดค่าขึ้นศาลเท่านั้น ในกรณีเช่นนี้จึงย่อมเป็นสิทธิของจำเลยที่จะชำระหนี้เป็นเงินไทยโดยคิดอัตราแลกเปลี่ยน ณ สถานที่ใช้เงินและเวลาที่ใช้เงินตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 196 หากเกิดปัญหาขึ้นก็เป็นเรื่องที่จะต้องว่ากล่าวกันในชั้นบังคับคดี การที่ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางกำหนดให้คิดเป็นเงินไทยตามอัตราแลกเปลี่ยนโดยเฉลี่ยของธนาคารพาณิชย์ในวันครบกำหนดชำระเงินแต่ละจำนวนไว้ จึงเป็นเรื่องที่โจทก์มิได้มีคำขอและเป็นกรณีที่ไม่จำต้องกำหนดหลักเกณฑ์ดังกล่าวและกำหนดเวลาอัตราแลกเปลี่ยนเงินตราไว้ในคำพิพากษาเพราะเกินคำขอ

พิพากษาแก้เป็นว่า หากจำเลยจะชำระเป็นเงินไทย การเปลี่ยนเงินให้คิดตามอัตราแลกเปลี่ยนเงิน ณ สถานที่และในเวลาที่ใช้เงิน แต่ทั้งนี้คำนวณแล้วต้องไม่เกินอัตราแลกเปลี่ยนที่ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางกำหนด นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลาง ให้จำเลยใช้ค่าทนายความในชั้นนี้แทนโจทก์ 10,000 บาท
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ. ม. 177 วรรคสาม ม. 225 วรรคหนึ่ง
พ.ร.บ.จัดตั้งศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศและวิธีพิจารณาคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศ พ.ศ.2539 ม. 26 ม. 45
ชื่อคู่ความ
บริษัทโมเมนทีฟ เพอร์ฟอร์แมนซ์ แมททีเรียลส์
โจทก์ — เอเชียแปซิฟิค พีทีอี จำกัด
จำเลย — บริษัทวาย เจ เคม จำกัด
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลาง — นายธนัชพันธ์ วิสิทธวงศ์
ชื่อองค์คณะ
ธนพจน์ อารยลักษณ์
อร่าม เสนามนตรี
ประจวบ พัชนีรัตนกรณ์
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 5257/2555
#521497
เปิดฉบับเต็ม

บริษัท ท. ผู้ส่งและผู้รับตราส่งมีสิทธิเรียกร้องค่าเสียหายจากจำเลยผู้ขนส่งตามสัญญารับขนได้ในเบื้องต้นคือ ค่าเสียหายตามจำนวนเงินค่าสินค้า 34,111.79 ยูโร และค่าเสียหายอื่นตามค่าใช้จ่ายอันจำเป็นและสมควร โจทก์ผู้รับประกันภัยได้รับช่วงสิทธิจากผู้เอาประกันภัยมาเรียกร้องจากจำเลย ซึ่งย่อมไม่มีสิทธิเรียกมากไปกว่าสิทธิเรียกร้องของผู้เอาประกันภัยที่มีต่อจำเลยอยู่แต่เดิม แม้โจทก์จะต้องชดใช้ค่าสินไหมทดแทนแก่ผู้เอาประกันภัยโดยคิดตามมูลค่าการประกันภัยที่ตกลงกันไว้กับผู้เอาประกันภัยเป็นจำนวนสูงกว่าราคาสินค้าด้วยการรวมค่าใช้จ่ายอื่นๆ เข้าไว้ด้วยกันก็ตาม ก็เป็นความผูกพันกันเฉพาะระหว่างโจทก์กับผู้เอาประกันภัยเท่านั้น ไม่มีผลผูกพันต่อจำเลยที่ต้องถือว่าค่าเสียหายเป็นไปตามจำนวนที่โจทก์รับประกันภัยเสมอไปแต่อย่างใด ดังนั้น โจทก์ย่อมมีสิทธิเรียกร้องค่าเสียหายจากจำเลยได้เท่าที่ผู้เอาประกันภัยมีสิทธิเรียกร้องต่อจำเลย จากพยานหลักฐานในสำนวนที่พอเห็นได้คือ ค่าขนส่งที่ผู้เอาประกันภัยจะต้องออกค่าใช้จ่ายในการขนส่งสินค้านี้นอกเหนือจากราคาสินค้าที่คิดราคาตาม Incoterms FOB แต่ตามพยานหลักฐานของโจทก์ไม่ได้นำสืบถึงจำนวนเงินค่าขนส่งไว้ให้เห็นได้แน่นอน ในกรณีเช่นนี้เมื่อเห็นว่าค่าขนส่งนี้เป็นส่วนหนึ่งของค่าเสียหายด้วย จึงเห็นสมควรกำหนดให้เป็นเงิน 3,400 ยูโร ส่วนค่าใช้จ่ายอื่นนอกจากนี้โจทก์ไม่ได้นำสืบให้ปรากฏว่ามีอีกแต่อย่างใดจึงไม่กำหนดให้ โจทก์ชำระค่าสินไหมทดแทนแก่ผู้เอาประกันภัยโดยคิดคำนวณเป็นเงินบาทตามอัตราแลกเปลี่ยนที่ระบุไว้ในสัญญาประกันภัย 1 ยูโร เท่ากับ 52.7575 บาท ย่อมต้องใช้อัตราแลกเปลี่ยนเดียวกันนี้ในการคิดคำนวณค่าเสียหายเป็นเงินบาท

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยชดใช้เงินจำนวนดังกล่าวพร้อมดอกเบี้ยคิดถึงวันฟ้องเป็นเงินรวม 2,092,990.05 บาท กับชำระดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของเงินต้น 2,069,600.75 บาท นับแต่วันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์

จำเลยให้การขอให้ยกฟ้อง

ระหว่างพิจารณา จำเลยยื่นคำร้องขอให้ศาลหมายเรียกบริษัทกมลสุโกศลประกันภัย จำกัด หรือบริษัทกมลประกันภัย จำกัด (มหาชน) เข้ามาเป็นจำเลยร่วม ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางอนุญาต

จำเลยร่วมให้การขอให้ยกฟ้อง

ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางพิพากษาให้จำเลยชำระเงินจำนวน 2,069,600 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงิน 2,069,600 บาท และให้จำเลยร่วมร่วมรับผิดกับจำเลยในเงินจำนวน 1,995,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของเงินต้น 1,995,000 บาท นับแต่วันที่ 20 ตุลาคม 2548 จนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ แต่ดอกเบี้ยคำนวณถึงวันฟ้อง (ฟ้องวันที่ 15 ธันวาคม 2548) ต้องไม่เกิน 23,389.30 บาท ตามที่โจทก์ขอ ให้จำเลยและจำเลยร่วมร่วมกันใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์โดยกำหนดค่าทนายความ 10,000 บาท

จำเลยและจำเลยร่วมอุทธรณ์ต่อศาลฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงที่คู่ความไม่ได้โต้แย้งกันรับฟังเป็นยุติว่า โจทก์รับประกันภัยสินค้าเปลือกเตาเผาปูนจากบริษัททีพีไอ โพลีน จำกัด (มหาชน) ผู้เอาประกันภัยซึ่งได้สั่งซื้อสินค้าจากบริษัทโพลิเซียส เอเชีย แปซิฟิค จำกัด ในสาธารณรัฐสิงคโปร์ จำนวน 1 ชุด ประกอบด้วยเปลือกเตาเผาปูนรูปทรงกลมเส้นผ่าศูนย์กลาง 5.60 เมตร หนา 30 มิลลิเมตร ความยาวตามปกติ 19 เมตร แต่ต้องตัดแบ่งออกเป็น 5 ท่อน เพื่อประโยชน์ในการขนส่งและอุปกรณ์ประกอบเตาเผาปูนอีก 1 ชิ้น จึงแยกบรรจุเป็น 6 หีบห่อ สินค้านี้ผลิตในทวีปยุโรปและต้องขนส่งทางทะเลจากเมืองท่าแอนต์เวิร์ป ราชอาณาจักรเบลเยียม โจทก์รับประกันภัยสินค้านี้ในระหว่างการขนส่งจากเมืองท่าจนถึงโรงงานของผู้เอาประกันภัยที่จังหวัดสระบุรี เมื่อเรือขนส่งสินค้ามาถึงท่าเรือศรีราชา จังหวัดชลบุรี และผู้เอาประกันภัยได้รับมอบสินค้าไว้แล้วได้ว่าจ้างจำเลยให้ขนส่งต่อไปยังโรงงานของผู้เอาประกันภัยที่จังหวัดสระบุรี ปรากฏว่าระหว่างการขนส่งเกิดเหตุรถหัวลากหมายเลขทะเบียน 73-3653 กรุงเทพมหานคร และรถพ่วงซึ่งบรรทุกชิ้นส่วนเปลือกเตาเผาปูนหีบห่อที่ 3 เกิดเฉี่ยวชนกับคานสะพานลอยข้ามถนนขณะแล่นบนถนนพหลโยธินระหว่างหลักกิโลเมตรที่ 101 และ 102 ทำให้ส่วนบนของชิ้นส่วนเปลือกเตาเผาปูนท่อนที่ 3 เสียหาย ขณะอยู่ในความรับผิดชอบของจำเลย และจำเลยได้เอาประกันภัยความรับผิดในความเสียหายของสินค้าที่ขนส่งโดยรถยนต์ต่อบุคคลภายนอกไว้กับจำเลยร่วม บริษัททีพีไอ โพลีน จำกัด (มหาชน) เรียกร้องค่าเสียหายโดยสิ้นเชิงของสินค้าหีบห่อที่ 3 เป็นเงิน 39,228.56 ยูโร จากโจทก์ตามสัญญาประกันภัย และโจทก์ได้ชดใช้ค่าสินไหมทดแทนตามจำนวนที่ผู้เอาประกันภัยเรียกร้องคิดเป็นเงินไทยจำนวน 2,069,600.75 บาท เมื่อวันที่ 20 ตุลาคม 2548 แล้ว ปัจจุบันสินค้าที่เสียหายยังเก็บไว้ที่โรงงานผู้เอาประกันภัย และยังไม่มีการนำราคาซากสินค้าหักออกจากจำนวนค่าเสียหายตามฟ้อง

มีปัญหาวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของจำเลยประการแรกว่า กรณีถือได้ว่าสินค้าชิ้นนี้เสียหายโดยสิ้นเชิงหรือไม่ โดยจำเลยอุทธรณ์ว่า สินค้าที่เสียหายดังกล่าวยังสามารถซ่อมแซมด้วยการสั่งซื้อชิ้นส่วนยาว 50 เซนติเมตร มาเชื่อมต่อได้ โดยไม่ต้องมีผู้เชี่ยวชาญจากต่างประเทศมาควบคุมให้คำปรึกษา ยังถือไม่ได้ว่าสินค้าชิ้นนี้เสียหายโดยสิ้นเชิง ปัญหานี้โจทก์มีนายปรีชา ผู้ช่วยรองผู้จัดการใหญ่ฝ่ายซ่อมบำรุงบริษัททีพีไอ โพลีน จำกัด (มหาชน) ผู้เอาประกันภัย เบิกความว่า ผู้ผลิตได้ส่งผู้เชี่ยวชาญมาตรวจสอบส่วนที่เสียหายแล้วนำข้อมูลกลับไปปรึกษากับฝ่ายเทคนิคของผู้ผลิตที่สหพันธ์สาธารณรัฐเยอรมนีแล้ว ผู้ผลิตมีความเห็นว่าไม่ควรซ่อม เนื่องจากมีแนวเชื่อมเกิดขึ้นใหม่ซึ่งเสี่ยงต่อการแตกหักเมื่อถูกความร้อนสูง และการตัดต่อชิ้นงานนอกโรงงานการผลิตทำได้ยากและไม่ตรง ทั้งหากจะซ่อมจะต้องให้บริษัทผู้ผลิตเป็นผู้ให้คำปรึกษาในการซ่อม วิธีการซ่อมกระทำโดยตัดชิ้นส่วนที่เสียหายออกประมาณ 50 เซนติเมตร ทั้งวง แล้วสั่งซื้อชิ้นส่วนใหม่ขนาดเดียวกันจากผู้ผลิตมาเชื่อมต่อแทนซึ่งการตัดออกและเชื่อมต่อใหม่นั้น ในประเทศไทยมีผู้รับเหมาที่สามารถทำได้อยู่ 2 ราย ต้องมีกระบวนการพิเศษจำเป็นต้องให้ผู้เชี่ยวชาญจากต่างประเทศมาให้คำแนะนำและควบคุมงาน เสร็จแล้วต้องมีการเอกซเรย์เพื่อตรวจสอบ โดยเปลือกเตาเผาปูนนี้ขณะใช้งานภายในเตามีความร้อนสูงถึง 1,450 องศาเซลเซียส และภายนอกของเปลือกเตาเผาปูนก็ยังมีความร้อนสูงถึง 200 องศาเซลเซียส ต้องใช้วัสดุเหล็กทนความร้อนพิเศษและการซ่อมนอกโรงงานผู้ผลิตทำให้ผู้ผลิตไม่อาจรับประกันคุณภาพได้ ทำให้ไม่มีหลักประกันในอายุการใช้งานซึ่งปกติควรใช้ได้อย่างน้อย 10 ปี เห็นได้ว่าคำเบิกความแสดงถึงเหตุผลและข้อมูลทางวิชาการโดยละเอียด และได้ความว่าพยานปากนี้มีวุฒิการศึกษาวิศวกรรมศาสตร์มหาบัณฑิตโดยศึกษาทางด้านวิศวกรรมเครื่องยนต์และวิศวกรรมอุตสาหการ ทั้งมีประสบการณ์การทำงานบริษัทผู้เอาประกันภัยมาถึง 18 ปี จนปัจจุบันมีตำแหน่งผู้ช่วยรองผู้จัดการใหญ่ฝ่ายซ่อมบำรุง เชื่อได้ว่าคำเบิกความของพยานเป็นไปตามความรู้ความเชี่ยวชาญที่มีเหตุผลน่าเชื่อถือ นอกจากนี้ผู้ขายก็ให้ความเห็นไว้ในใบเสนอราคาว่า เป็นการยากที่จะจัดส่งอะไหล่ช่วงสั้นเพื่อนำไปเปลี่ยนส่วนที่เสียหายให้ และยิ่งยากขึ้นไปอีกที่จะต่อชิ้นส่วนช่วงสั้นเข้ากับชิ้นส่วนใหม่ ทั้งตามใบเสนอราคาก็ปรากฏว่า กรณีส่งชิ้นส่วนเปลือกเตาเผาปูนที่เสียหายไปซ่อมที่โรงงานของผู้ผลิตก็ดี หรือตัดบางส่วนออกแล้วสั่งซื้อเฉพาะส่วนที่ตัดมาซ่อมแซมในประเทศก็ดี ล้วนมีค่าใช้จ่ายสูงมาก จนใกล้เคียงกับการซื้อใหม่ ขณะที่ฝ่ายจำเลยมีเพียงนายอดิศร ผู้ประสานงานโครงการของจำเลย เบิกความว่า การตัดชิ้นส่วนที่เสียหายออก 50 เซนติเมตร และนำชิ้นส่วนที่ซื้อมาใหม่เชื่อมต่อกับชิ้นส่วนเดิมไม่ซับซ้อน เป็นเพียงการนำเหล็กรูปทรงกระบอกมาเชื่อมต่อกันเท่านั้น แต่พยานปากนี้เบิกความตอบทนายโจทก์ถามค้านว่า ที่พยานอ้างว่าสามารถซ่อมได้นั้น พยานทราบจากการเข้าร่วมประชุมกับบริษัท จี เค แอนด์ อาร์ เอสโซซิเอทส์ จำกัด ซึ่งเป็นบริษัทสำรวจภัยของจำเลยร่วม แต่ก็ไม่มีการเสนอวิธีซ่อมเป็นลายลักษณ์อักษร และพยานยังเบิกความตอบทนายโจทก์ถามค้านอีกว่า พยานไม่ทราบถึงคุณสมบัติของเปลือกเตาเผาปูนว่ามีหลักการทำงานอย่างไร ต้องใช้อุณหภูมิเพียงใด และนำมาประกอบการผลิตอย่างไร แสดงว่าพยานไม่มีความรู้ในเรื่องนี้ดีพอ คำเบิกความของพยานปากนี้จึงมีลักษณะเป็นเพียงคำเบิกความกล่าวอ้างลอย ๆ ปราศจากเหตุผลไม่น่าเชื่อถือ พยานหลักฐานของโจทก์ดังกล่าวจึงมีน้ำหนักมากกว่าพยานหลักฐานของจำเลย จึงฟังได้ว่าความเสียหายของสินค้าชิ้นนี้มีเหตุให้ถือได้ว่าเป็นความเสียหายโดยสิ้นเชิง อุทธรณ์ของจำเลยข้อนี้ฟังไม่ขึ้น

มีปัญหาวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของจำเลยต่อไปว่า ค่าเสียหายต้องหักค่าซากสินค้าออกก่อนหรือไม่ เพียงใด เห็นว่า หากซากสินค้าที่เสียหายยังอาจขายได้เงินมาบ้างก็สามารถนำมาหักออกจากค่าเสียหายได้ และตามคำเบิกความของนายปรีชาพยานโจทก์ แม้จะได้ความว่าชิ้นส่วนเปลือกเตาเผาปูนที่เสียหายที่ยังคงเก็บรักษาไว้ที่โรงงานของผู้เอาประกันภัยไม่สามารถนำมาใช้งานได้ก็ตาม แต่หากนำไปขายก็ขายเป็นเศษเหล็กได้ ซึ่งมีราคาตลาดประมาณ 20 บาท ต่อ 1 กิโลกรัม และปรากฏว่าชิ้นส่วนเปลือกเตาเผาปูนที่เสียหายเป็นเหล็ก มีน้ำหนัก 17,630 กิโลกรัม จึงอาจขายได้เป็นเงิน 352,600 บาท ซึ่งฝ่ายจำเลยก็ไม่ได้นำสืบให้เห็นว่าอาจขายได้สูงกว่าราคานี้ จึงควรถือเอาราคาดังกล่าวเป็นค่าซากสินค้าที่ต้องนำมาหักออกจากค่าเสียหายด้วย อุทธรณ์ของจำเลยข้อนี้ฟังขึ้น

มีปัญหาวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของจำเลยร่วมว่า โจทก์ควรได้รับชดใช้เพียงใด ปัญหานี้ ข้อเท็จจริงได้ความยุติว่า สินค้าทั้งหมด 6 หีบห่อ มีน้ำหนักรวม97,500 กิโลกรัม มีราคาตามที่ผู้เอาประกันภัยซื้อรวม 188,650 ยูโร สินค้าชิ้นส่วนเปลือกเตาเผาปูนหีบห่อที่ 3 ที่เสียหายมีน้ำหนัก 17,630 กิโลกรัม และในการคิดคำนวณราคาตามที่โจทก์คิดเฉลี่ยราคาตามน้ำหนักสินค้าส่วนที่เสียหายซึ่งจำเลยและจำเลยร่วมไม่ได้โต้แย้งวิธีการคิดคำนวณนี้ จึงคิดราคาสินค้าเฉพาะชิ้นที่เสียหายตามน้ำหนักได้เป็นเงิน 34,111.79 ยูโรซึ่งจำเลยในฐานะผู้ขนส่งต้องรับผิดต่อบริษัททีพีไอ โพลีน จำกัด (มหาชน) ในความเสียหายของสินค้าที่ได้รับมอบให้ขนส่งตามประมวลกฏหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 616 บริษัทย่อมมีสิทธิเรียกร้องค่าเสียหายจากจำเลยตามสัญญารับขนได้ในเบื้องต้นคือค่าเสียหายตามจำนวนเงินค่าสินค้า 34,111.79 ยูโร และค่าเสียหายอื่นตามค่าใช้จ่ายอันจำเป็นและสมควร โดยบริษัทเป็นผู้เอาประกันภัย ดังนั้น เมื่อโจทก์ในฐานะผู้รับประกันภัยได้ชดใช้ค่าสินไหมทดแทนแก่ผู้เอาประกันภัยแล้วย่อมได้รับช่วงสิทธิจากผู้เอาประกันภัยมาเรียกร้องจากจำเลย ซึ่งย่อมไม่มีสิทธิเรียกมากไปกว่าสิทธิเรียกร้องของผู้เอาประกันภัยที่มีต่อจำเลยอยู่แต่เดิม โดยแม้โจทก์จะต้องชดใช้ค่าสินไหมทดแทนแก่ผู้เอาประกันภัยโดยคิดตามมูลค่าการประกันภัยที่ตกลงกันไว้กับผู้เอาประกันภัยเป็นจำนวนสูงกว่าราคาสินค้าด้วยการรวมค่าใช้จ่ายอื่น ๆ เข้าไว้ด้วยกันก็ตาม ก็เป็นความความผูกพันกันเฉพาะระหว่างโจทก์กับผู้เอาประกันภัยเท่านั้น ไม่มีผลผูกพันต่อจำเลยที่ต้องถือว่าค่าเสียหายเป็นไปตามจำนวนที่โจทก์รับประกันภัยเสมอไปแต่อย่างใด ดังนั้น โจทก์ย่อมมีสิทธิเรียกร้องค่าเสียหายจากจำเลยได้เท่าที่ผู้เอาประกันภัยมีสิทธิเรียกร้องต่อจำเลย ซึ่งกล่าวโดยเฉพาะในส่วนค่าเสียหายอื่นนอกเหนือจากราคาสินค้านั้น จากพยานหลักฐานในสำนวนที่พอเห็นได้คือค่าขนส่งที่ผู้เอาประกันภัยจะต้องออกค่าใช้จ่ายในการขนส่งสินค้านี้ นอกเหนือจากราคาสินค้าที่คิดราคาตาม Incoterms FOB แต่ตามพยานหลักฐานของโจทก์ไม่ได้นำสืบถึงจำนวนเงินค่าขนส่งไว้ให้เห็นได้แน่นอน ในกรณีเช่นนี้เมื่อเห็นว่าค่าขนส่งนี้เป็นส่วนหนึ่งของค่าเสียหายด้วย จึงเห็นสมควรกำหนดให้เป็นเงิน 3,400 ยูโร ส่วนค่าใช้จ่ายอื่นนอกจากนี้โจทก์ไม่ได้นำสืบให้ปรากฏว่ามีอีกแต่อย่างใดจึงไม่กำหนดให้ สรุปแล้วค่าเสียหายของผู้เอาประกันภัยรวมได้เป็นเงิน 37,511.79 ยูโร โดยโจทก์ได้ชำระค่าสินไหมทดแทนแก่ผู้เอาประกันภัยโดยคิดคำนวณเป็นเงินบาทตามอัตราแลกเปลี่ยนที่ระบุไว้ในสัญญาประกันภัย 1 ยูโร เท่ากับ 52.7575 บาท ย่อมต้องใช้อัตราแลกเปลี่ยนเดียวกันนี้ในการคิดคำนวณค่าเสียหาย 37,511.79 ยูโร เป็นเงินบาท ซึ่งคิดคำนวณได้เป็นเงิน จำนวน 1,979,028.26 บาท อุทธรณ์ของจำเลยร่วมข้อนี้ฟังขึ้นบางส่วน

ที่จำเลยร่วมอุทธรณ์ว่า การบรรทุกขนส่งเปลือกเตาเผาปูนผิดหลักระวางตามกฎหมายจึงอยู่นอกเหนือจากความรับผิดของจำเลยร่วม จำเลยร่วมไม่ได้ให้การต่อสู้คดีไว้ จึงเป็นอุทธรณ์กล่าวอ้างข้อเท็จจริงที่ไม่ได้ยกขึ้นว่ากันมาแล้วโดยชอบในศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลาง ไม่ชอบด้วยพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศและวิธีพิจารณาคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศ พ.ศ.2539 มาตรา 45 ประกอบประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่งมาตรา 225 วรรคหนึ่ง จึงไม่รับวินิจฉัยให้

อนึ่ง กรณีที่จำเลยกับจำเลยร่วมต้องรับผิดต่อโจทก์ดังวินิจฉัยมาข้างต้นนั้นมูลความแห่งคดีเป็นการชำระหนี้ค่าเสียหายจำนวนเดียวกันโดยไม่อาจแบ่งแยกได้ ดังนั้น จึงให้คำพิพากษาที่วินิจฉัยตามอุทธรณ์ของจำเลยและอุทธรณ์ของจำเลยร่วมมีผลรวมถึงกันไปทั้งจำเลยและจำเลยร่วมด้วยตามพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศและวิธีพิจารณาคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศ พ.ศ.2539 มาตรา 45 ประกอบด้วยประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 245 (1) โดยจำเลยและจำเลยร่วมต้องรับผิดในค่าเสียหาย 1,979,028.26 บาท หักค่าซากสินค้า 352,600 บาท แล้ว เป็นเงินจำนวน 1,626,428.26 บาท

พิพากษาแก้เป็นว่า ให้จำเลยและจำเลยร่วมร่วมกันชำระเงินจำนวน 1,626,428.26 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับตั้งแต่วันที่ 20 ตุลาคม 2548 เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลาง ค่าฤชาธรรมเนียมในชั้นนี้ให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 616
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — บริษัทบางกอกสหประกันภัย จำกัด (มหาชน)
จำเลย — บริษัทนาวาอินแลนด์ทรานสปอร์ต จำกัด
บริษัทกมลสุโกศลประกันภัย จำกัด หรือ
จำเลยร่วม — บริษัทกมลประกันภัย จำกัด (มหาชน)
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลาง — นางสาวอัญชลี อนันต์โท
ชื่อองค์คณะ
ธัชพันธ์ ประพุทธนิติสาร
อร่าม เสนามนตรี
ปริญญา ดีผดุง
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 5250/2555
#525505
เปิดฉบับเต็ม

โจทก์นำตั๋วแลกเงินของบริษัท น. ที่สั่งจ่ายแก่จำเลยที่ 5 โดยจำเลยที่ 5 เป็นผู้รับอาวัลแก่โจทก์จำนวน 4 ฉบับ ไปไถ่ถอนคืนจากจำเลยที่ 5 ก่อนครบกำหนดอ้างว่าขอรับเป็นเงินสด แต่จำเลยที่ 5 ไม่มีเงินสด จำเลยที่ 5 จึงออกตั๋วแลกเงินตามฟ้องจำนวน 4 ฉบับ ให้แทน หลังจากนั้น 4 วัน จำเลยที่ 5 ถูกระงับการดำเนินกิจการชั่วคราว โจทก์มิได้นำสืบให้เห็นว่า โจทก์เคยไถ่ถอนก่อนครบกำหนดใช้เงินมาก่อนครั้งนี้ เพื่อแสดงให้เห็นว่าการไถ่ถอนก่อนกำหนดเป็นประเพณีการค้าปกติ การเปลี่ยนเป็นตั๋วแลกเงินตามฟ้องเป็นผลให้มีเพียงจำเลยที่ 5 ต้องรับผิดต่อโจทก์เท่านั้น โดยบริษัท น. ซึ่งต้องร่วมรับผิดด้วยแต่เดิมหลุดพ้นความรับผิดไป ทั้งเป็นการเร่งรีบออกตั๋วแลกเงินตามฟ้องให้ใหม่ โดยพฤติการณ์เสมือนหนึ่งว่าได้ล่วงรู้ข้อมูลภายในถึงเรื่องที่จำเลยที่ 5 จะต้องถูกทางการสั่งให้ระงับการดำเนินกิจการ และทางการจะให้ความช่วยเหลือเจ้าหนี้ของจำเลยที่ 5 โดยออกมาตรการให้นำตั๋วแลกเงินซึ่งเป็นของสถาบันการเงินไปแลกเปลี่ยนเป็นบัตรเงินฝากของจำเลยที่ 4 ซึ่งหากยังคงเป็นตั๋วแลกเงิน 4 ฉบับ เดิมซึ่งเป็นของบริษัท น. อยู่ โจทก์ก็ไม่อาจนำไปแลกเปลี่ยนเป็นบัตรเงินฝากของจำเลยที่ 4 ได้ และดอกเบี้ยที่คิดรวมให้ในตั๋วแลกเงินตามฟ้องก็นำสืบให้รับฟังไม่ได้ว่าเป็นอัตราตามตลาดเงิน กรณีจึงฟังได้ว่าโจทก์เป็นผู้ที่มีพฤติกรรมส่อไปในทางไม่สุจริตหรือไม่เป็นประเพณีการค้าปกติ โจทก์จึงไม่มีอำนาจฟ้องให้รับแลกเปลี่ยนตั๋วแลกเงินตามฟ้องเป็นบัตรเงินฝากของจำเลยที่ 4 ได้

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องและแก้ไขคำฟ้องขอให้บังคับจำเลยทั้งหกร่วมกันดำเนินการเพื่อให้จำเลยที่ 4 ออกบัตรเงินฝากตามคำขอแลกเปลี่ยนตั๋วแลกเงินให้แก่โจทก์ และหรือให้จำเลยที่ 1 และที่ 2 สั่งให้จำเลยที่ 4 ออกบัตรเงินฝากและให้จำเลยที่ 3 เป็นผู้ค้ำประกันเงินฝากให้แก่โจทก์เป็นจำนวนเงินฝาก 42,760,000 บาท โดยให้บัตรเงินฝากดังกล่าวมีผลตั้งแต่วันที่ 6 สิงหาคม 2540 เป็นต้นไป และมีสิทธิจะได้ดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 15 ต่อปี นับแต่วันฝากเป็นต้นไป หากจำเลยทั้งหกไม่สามารถออกบัตรเงินฝากให้แก่โจทก์ได้ ให้จำเลยทั้งหกชดใช้ค่าเสียหายแก่โจทก์ 42,760,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 15 ต่อปี ในต้นเงิน 42,760,000 บาท นับแต่วันที่ 6 สิงหาคม 2540 เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จ

จำเลยที่ 1 ที่ 2 ที่ 3 ที่ 4 ที่ 5 และที่ 6 ให้การขอให้ยกฟ้อง

ระหว่างพิจารณาของศาลชั้นต้น โจทก์ยื่นคำร้องขอถอนฟ้องโจทก์สำหรับจำเลยที่ 5 ศาลชั้นต้นอนุญาตและสั่งจำหน่ายคดีโจทก์สำหรับจำเลยที่ 5 ออกจากสารบบความของศาลชั้นต้น

ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้องโจทก์สำหรับจำเลยที่ 1 ที่ 2 ที่ 3 ที่ 4 และที่ 6 ค่าฤชาธรรมเนียมให้เป็นพับ

โจทก์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ

โจทก์ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงที่ไม่โต้เถียงกันชั้นฎีการับฟังได้ว่า ปี 2540 เกิดวิกฤตเศรษฐกิจในประเทศไทย จำเลยที่ 1 สั่งให้บริษัทเงินทุน 16 บริษัท ระงับการดำเนินกิจการทั้งหมดเป็นการชั่วคราวเพื่อแก้ไขฐานะการเงิน จำเลยที่ 5 ออกตั๋วแลกเงินให้โจทก์ 4 ฉบับ ตามฟ้อง โดยออกเมื่อ 1 สิงหาคม 2540 ถึงกำหนดใช้เงินวันที่ 9 กุมภาพันธ์ 2541 โดยจำเลยที่ 5 เป็นผู้สั่งจ่าย สั่งจำเลยที่ 5 ผู้จ่าย ให้ใช้เงินฉบับละ 10,690,000 บาท แก่โจทก์ ผู้รับเงิน โดยจำเลยที่ 5 ยังได้รับรองจ่ายไม่มีเงื่อนไข ต่อมาจำเลยที่ 1 สั่งให้บริษัทเงินทุนอีก 42 บริษัท ซึ่งรวมทั้งจำเลยที่ 5 ระงับการดำเนินกิจการทั้งหมดเป็นการชั่วคราวจนกว่าบริษัทจะแก้ไขฐานะและการดำเนินงานสำเร็จตามแนวนโยบายของทางการ โดยการให้แต่ละบริษัทจัดทำและเสนอแผนการฟื้นฟูกิจการต่อทางการเพื่อให้ความเห็นชอบ รวมเป็น 58 บริษัท วันเดียวกันจำเลยที่ 1 และที่ 2 ร่วมกันออกแถลงการณ์ เรื่อง มาตรการเสริมสร้างความเชื่อมั่นในระบบสถาบันการเงิน ตามแถลงการณ์นี้ระบุไว้ด้วยว่า เจ้าหนี้ที่สุจริตจะได้รับการดูแลเช่นเดียวกับผู้ฝากเงิน โดยจะได้รับสิทธิในการแลกเปลี่ยนเป็นตั๋วเงินหรือบัตรเงินฝากหรือทำสัญญากู้ใหม่กับจำเลยที่ 4 จำเลยที่ 4 ประกาศ เรื่อง โครงการธนาคารกรุงไทยรับแลกเปลี่ยนตั๋วบริษัทเงินทุน 42 บริษัท โดยรับแลกเปลี่ยนตั๋วตามความสมัครใจของผู้ทรงตั๋ว โดยให้ผู้ทรงตั๋วติดต่อขอทราบรายละเอียดและยื่นคำขอได้ที่บริษัทเงินทุนผู้ออกตั๋ว (เป็นประกาศฉบับที่โจทก์กล่าวอ้างในคำฟ้อง) จำเลยที่ 3 ออกข้อบังคับว่าด้วย การประกันผู้ฝากเงินและเจ้าหนี้ของสถาบันการเงิน พ.ศ.2540 ว่าจำเลยที่ 3 ประกันการชำระคืนเงินต้นและดอกเบี้ยแก่ผู้ฝากเงินและเจ้าหนี้ ยกเว้นผู้ฝากเงินหรือเจ้าหนี้รายใดที่มีพฤติกรรมส่อไปในทางไม่สุจริตหรือไม่เป็นไปตามประเพณีการค้าตามปกติ เว้นแต่จะพิสูจน์ได้ว่าตนเป็นผู้ฝากเงินและเจ้าหนี้ที่สุจริต จำเลยที่ 4 ประกาศ เรื่อง โครงการธนาคารกรุงไทยรับแลกเปลี่ยนตั๋วบริษัทเงินทุน 42 บริษัท (คปต.42) จำเลยที่ 2 มีหนังสือถึงจำเลยที่ 5 เรื่อง การแลกเปลี่ยนตั๋วของบริษัทเงินทุนที่ถูกระงับดำเนินกิจการชั่วคราวว่า จำเลยที่ 5 ต้องให้สิทธิผู้ถือตั๋วที่จะเลือกต่อตั๋วที่บริษัทเดิมหรือเลือกที่จะเปลี่ยนเป็นบัตรเงินฝากของจำเลยที่ 4 ได้โดยให้ใช้หลักเกณฑ์ตามที่แนบ กรณีที่ผู้ถือตั๋วประสงค์ที่จะเปลี่ยนเป็นบัตรเงินฝากของจำเลยที่ 4 ให้ใช้เกณฑ์โดยละเอียดตามที่จำเลยที่ 4 จะได้ประกาศต่อไป จำเลยที่ 4 ประกาศเรื่อง โครงการธนาคารกรุงไทยรับแลกเปลี่ยนตั๋วบริษัทเงินทุน 42 บริษัท (คปต. 42) จำเลยที่ 3 ออกคำชี้แจงเพิ่มเติมเกี่ยวกับการประกันผู้ฝากเงินและเจ้าหนี้ของสถาบันการเงิน จำเลยที่ 3 ออกหนังสือรับรองการประกันผู้ฝากเงินและเจ้าหนี้ของสถาบันการเงิน ต่อมาพระราชกำหนดการปฏิรูประบบสถาบันการเงิน พ.ศ.2540 มีผลใช้บังคับพระราชกำหนดฉบับนี้จัดตั้งจำเลยที่ 6 ขึ้น มีคณะกรรมการองค์การเพื่อการปฏิรูประบบสถาบันการเงินดำเนินการต่อ 58 บริษัท ดังกล่าว ต่อมาจำเลยที่ 6 ประกาศผลการพิจารณาแผนการแก้ไขฟื้นฟูฐานะกิจการของบริษัทเงินทุน 58 บริษัท ดังกล่าวว่า ในจำนวน 58 บริษัท นั้นมี 56 บริษัท รวมทั้งจำเลยที่ 5 ไม่อาจฟื้นฟูฐานะและไม่อาจดำเนินงานต่อไปได้ คณะกรรมการของจำเลยที่ 6 อาศัยอำนาจตามความในมาตรา 30 แห่งพระราชกำหนดดังกล่าวมีคำสั่งให้คณะกรรมการของจำเลยที่ 5 พ้นจากตำแหน่งทั้งคณะ แล้วแต่งตั้งคณะกรรมการเข้าดำเนินการแทนคณะกรรมการของจำเลยที่ 5 และทำการชำระบัญชี และคำสั่งคือให้ระงับการดำเนินกิจการถาวรหรือปิดกิจการหรือเลิกบริษัทนั่นเอง วันเดียวกันจำเลยที่ 4 ออกประกาศ เรื่อง โครงการธนาคารกรุงไทยรับแลกเปลี่ยนตั๋วเจ้าหนี้บริษัทเงินทุน 42 บริษัท ที่แผนฟื้นฟูกิจการของบริษัทไม่ได้รับความเห็นชอบ (คปต. จ) โดยเจ้าหนี้ซึ่งรวมทั้งผู้ทรงตั๋วแลกเงินแต่ต้องเป็นผู้ที่ไม่มีพฤติกรรมส่อไปในทางไม่สุจริตหรือไม่เป็นประเพณีการค้าปกติ มีสิทธินำตั๋วแลกเงินไปแลกเปลี่ยนเป็นบัตรเงินฝากที่ออกโดยจำเลยที่ 4 ได้ โจทก์ยื่นคำขอแลกเปลี่ยนตั๋วแลกเงินทั้ง 4 ฉบับ เป็นบัตรเงินฝากของจำเลยที่ 4 จำเลยที่ 6 ออกประกาศ เรื่อง การขอรับชำระหนี้สำหรับเจ้าหนี้และการจัดสรรเงินจากการขายทรัพย์สินให้แก่เจ้าหนี้ ในส่วนที่เกี่ยวกับจำเลยที่ 5 นั้น จำเลยที่ 2 ได้กล่าวโทษอดีตผู้บริหารหรือผู้ซึ่งรับผิดชอบในการดำเนินงานของจำเลยที่ 5 รวม 14 คน แต่ฝ่ายคดีของจำเลยที่ 2 ทำบันทึกว่าฝ่ายคดีพิจารณาแล้วไม่พบว่าเจ้าหนี้ตามตั๋วแลกเงินทั้ง 10 ราย ของจำเลยที่ 5 ซึ่งรวมทั้งโจทก์ มีส่วนร่วมในการกระทำความผิดกับอดีตผู้บริหารดังกล่าว เจ้าหนี้ดังกล่าวซึ่งรวมทั้งโจทก์ทำหนังสือสอบถามไปยังจำเลยที่ 2 และทำหนังสือชี้แจงไปยังจำเลยที่ 2 อีกครั้งหนึ่ง ทางสายจัดการกองทุนของจำเลยที่ 3 ทำหนังสือหารือรองอัยการสูงสุดซึ่งเป็นกรรมการของจำเลยที่ 3 ขณะนั้น รองอัยการสูงสุดมีหนังสือตอบมาว่า เห็นควรไม่อนุญาตให้โจทก์แลกเปลี่ยนตั๋ว จำเลยที่ 3 จัดประชุมคณะกรรมการจัดการกองทุนของจำเลยที่ 3 ที่ประชุมยกเหตุผลที่สนับสนุนให้แลกเปลี่ยนตั๋วได้และเหตุผลที่ไม่ควรให้แลกเปลี่ยนตั๋วขึ้นพิจารณาด้วย แล้วมีมติไม่อนุญาตให้ผู้ถือตั๋วแลกเงินทั้ง 10 ราย ซึ่งรวมทั้งโจทก์แลกเปลี่ยนตั๋วแลกเงินของจำเลยที่ 5 เป็นบัตรเงินฝากของจำเลยที่ 4 ตามโครงการคปต.จ จำเลยที่ 3 มีหนังสือถึงจำเลยที่ 5 แจ้งว่าคณะกรรมการจัดการกองทุนของจำเลยที่ 3 มีมติไม่อนุญาต และแจ้งด้วยว่าผู้ถือตั๋วแลกเงินซึ่งรวมทั้งโจทก์สามารถขอรับชำระหนี้จากจำเลยที่ 5 ตามประกาศของจำเลยที่ 6 เรื่อง การขอรับชำระหนี้สำหรับเจ้าหนี้และการจัดสรรเงินจากการขายทรัพย์สินให้แก่เจ้าหนี้ และจำเลยที่ 5 มีหนังสือแจ้งโจทก์ตามที่จำเลยที่ 3 แจ้งจำเลยที่ 5 โดยไม่ได้แจ้งเหตุผลว่าเหตุใดจึงมีมติไม่อนุญาต ต่อมาจำเลยที่ 3 มีหนังสือถึงโจทก์ แจ้งเหตุผลแห่งการมีมติไม่อนุญาตว่า เนื่องจากตั๋วแลกเงินของโจทก์ไม่มีคุณสมบัติตามประกาศของจำเลยที่ 4 โจทก์ฟ้องคดีนี้เมื่อวันที่ 21 กรกฎาคม 2543 ต่อมาจำเลยที่ 6 มีหนังสือถึงโจทก์ เรื่อง แจ้งผลการพิจารณาคำขอรับชำระหนี้และขั้นตอนการชำระหนี้คืนของจำเลยที่ 5 ว่าจะได้รับชำระหนี้ประมาณร้อยละ 36.30 ของภาระหนี้ที่ผ่านการพิจารณาแล้ว มีขั้นตอนด้วยว่าเจ้าหนี้เช่นโจทก์ที่จะขอรับชำระหนี้จะต้องถอนฟ้องจำเลยที่ 5 โจทก์ยื่นคำขอรับชำระหนี้ต่อจำเลยที่ 6 โจทก์จึงขอถอนฟ้องจำเลยที่ 5 ศาลชั้นต้นอนุญาตและสั่งจำหน่ายคดีโจทก์สำหรับจำเลยที่ 5 ออกจากสารบบความของศาลชั้นต้นในวันเดียวกัน ต่อมาจำเลยที่ 6 พิจารณาแล้วเห็นควรให้โจทก์ได้รับการเฉลี่ยคืนด้วยเหตุว่าเป็นมูลหนี้สุจริตที่เกิดขึ้นจากการดำเนินงานตามปกติของโจทก์ตามรายละเอียดผลการพิจารณาตรวจสอบหนี้ที่ขอรับชำระจำแนกตามวงเงิน

มีปัญหาวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ว่า โจทก์เป็นผู้ที่มีพฤติกรรมส่อไปในทางไม่สุจริตหรือไม่เป็นประเพณีการค้าปกติหรือไม่ โจทก์ฎีกาว่า โจทก์ไม่เป็นผู้ที่มีพฤติกรรมส่อไปในทางไม่สุจริตหรือไม่เป็นประเพณีการค้าปกติ โจทก์จึงเป็นเจ้าหนี้โดยเป็นผู้ทรงตั๋วแลกเงิน 4 ฉบับ ตามฟ้อง โจทก์ย่อมมีสิทธินำตั๋วแลกเงินทั้ง 4 ฉบับ ไปแลกเปลี่ยนเป็นบัตรเงินฝากของจำเลยที่ 4 ได้นั้น ศาลฎีกา เห็นว่า จริงอยู่แม้หากจะฟังตามคำเบิกความของนางสาวภาสินี พนักงานของโจทก์ที่ว่าหากโจทก์ผู้ลงทุนกับจำเลยที่ 5 ในรูปตั๋วสัญญาใช้เงินและตั๋วแลกเงิน ต้องการใช้เงินที่ลงทุนก่อนตั๋วเงินนั้นถึงกำหนดใช้เงิน ก็สามารถไถ่ถอนก่อนกำหนดได้ โดยอัตราดอกเบี้ยที่ขายคืนเป็นไปตามตลาดเงิน โดยจะถูกหักดอกเบี้ยตามส่วนก็ตาม แต่โจทก์ก็มิได้นำสืบให้เห็นว่าโจทก์เคยไถ่ถอนก่อนครบกำหนดใช้เงินมาก่อนครั้งนี้ เพื่อแสดงให้เห็นว่าการไถ่ถอนก่อนกำหนดเป็นประเพณีการค้าปกติ ทั้งปรากฏว่าการขอไถ่ถอนก่อนถึงกำหนดใช้เงินคดีนี้มีข้อพิรุธน่าสงสัยหลายประการ กล่าวคือ ตั๋วแลกเงิน 4 ฉบับ เดิม ออกเมื่อวันที่ 30 พฤษภาคม 2540 ถึงกำหนดใช้เงินวันที่ 29 สิงหาคม 2540 บริษัทนิธิภัทร ลิสซิ่ง จำกัด เป็นผู้สั่งจ่ายสั่งบริษัทนิธิภัทร ลิสซิ่ง จำกัด ผู้จ่าย ให้ใช้เงินฉบับละ 10,000,000 บาท รวม 40,000,000 บาท แก่จำเลยที่ 5 ผู้รับเงิน โดยจำเลยที่ 5 เป็นผู้รับอาวัล ซึ่งเห็นได้ว่าโจทก์ผู้ทรงตั๋วแลกเงิน 4 ฉบับเดิมนี้อาจเรียกร้องให้ใช้เงินตามตั๋วแลกเงินได้จากทั้งบริษัทนิธิภัทร ลิสซิ่ง จำกัด และจำเลยที่ 5 ย่อมเป็นผลดีแก่โจทก์มากกว่าเรียกร้องได้จากบริษัทนิธิภัทร ลิสซิ่ง จำกัด หรือจำเลยที่ 5 บริษัทใดบริษัทหนึ่งเพียงบริษัทเดียว แต่เมื่อโจทก์ยอมรับเอาตั๋วแลกเงิน 4 ฉบับตามฟ้องแทน ปรากฏว่ามีเพียงจำเลยที่ 5 เพียงบริษัทเดียวที่จะต้องรับผิดต่อโจทก์ ส่วนบริษัทนิธิภัทร ลิสซิ่ง จำกัด อาจหลุดพ้นความรับผิดตามตั๋วแลกเงินไปเลย โจทก์มิได้นำสืบอธิบายเหตุผลว่าทำไมจึงเป็นเช่นนี้ กรณีน่าจะไม่เป็นประเพณีการค้าตามปกติ โจทก์อ้างว่าโจทก์จ่ายเงินแก่จำเลยที่ 5 จำนวน 38,780,795.52 บาท ต่อมาหลังจากนั้น 19 วัน ทางการสั่งให้บริษัทเงินทุน 16 บริษัท ระงับการดำเนินกิจการชั่วคราว โจทก์อยู่ในแวดวงการเงินย่อมทราบดี ครั้นวันที่ 1 สิงหาคม 2540 โจทก์อ้างว่าโจทก์ขอไถ่ถอนตั๋วแลกเงินทั้ง 4 ฉบับ เดิม ทั้งที่จะถึงกำหนดใช้เงิน 28 วัน ข้างหน้า อ้างว่าขอรับเป็นเงินสดแต่จำเลยที่ 5 ไม่มีเงินสด จำเลยที่ 5 จึงออกตั๋วแลกเงินให้ใหม่ 4 ฉบับ ตามฟ้อง ทั้ง 4 ฉบับ ออกเมื่อวันที่ 1 สิงหาคม 2540 ถึงกำหนดใช้เงินอีก 6 เดือน ข้างหน้า จำเลยที่ 5 เป็นทั้งผู้สั่งจ่าย ผู้จ่าย และผู้รับรองแก่โจทก์ผู้รับเงิน และหลังจากจำเลยที่ 5 ออกตั๋วแลกเงิน 4 ฉบับ ตามฟ้องแก่โจทก์ได้เพียง 4 วัน จำเลยที่ 5 ก็ถูกทางการสั่งระงับการดำเนินกิจการชั่วคราว การเร่งรีบออกตั๋วแลกเงินให้ใหม่โดยไม่มีเหตุผลที่ดีสนับสนุนเป็นพฤติกรรมเสมือนหนึ่งว่าได้ล่วงรู้ข้อมูลภายในว่าจำเลยที่ 5 จะต้องถูกทางการสั่งให้ระงับการดำเนินกิจการชั่วคราวและทางการจะให้ความช่วยเหลือเจ้าหนี้ของจำเลยที่ 5 โดยออกมาตรการให้นำตั๋วแลกเงินไปแลกเปลี่ยนเป็นบัตรเงินฝากของจำเลยที่ 4 ซึ่งจะเห็นได้ภายหลังจากนั้นว่าถ้ายังคงเป็นตั๋วแลกเงิน 4 ฉบับ เดิมอยู่ โจทก์ก็ไม่อาจนำไปแลกเปลี่ยนเป็นบัตรเงินฝากของจำเลยที่ 4 ได้เลย กรณีจึงมีเหตุผลน่าเชื่อตามคำเบิกความของนายสมชาย พยานของจำเลยที่ 1 ที่ 2 ที่ 3 และที่ 6 ว่า การขายคืนตั๋วแลกเงินก่อนครบกำหนดใช้เงินไม่เป็นประเพณีการค้าปกติ นอกจากนี้จำนวนเงินที่เกินไปจากตั๋วแลกเงินเดิมฉบับละ 690,000 บาท โจทก์ก็นำสืบลอย ๆ ว่าเป็นดอกเบี้ยที่คิดถึงวันตั๋วแลกเงินฉบับใหม่ถึงกำหนดใช้เงิน ไม่นำสืบให้รับฟังได้ว่าคิดดอกเบี้ยตามตลาดเงิน รวมความแล้วน่าเชื่อว่าโจทก์เป็นผู้ที่มีพฤติกรรมส่อไปในทางไม่สุจริตหรือไม่เป็นประเพณีการค้าปกติ ตามความหมายของข้อความที่ปรากฏในประกาศของจำเลยที่ 4 เรื่อง โครงการธนาคารกรุงไทยรับแลกเปลี่ยนตั๋วเจ้าหนี้บริษัทเงินทุน 42 บริษัทที่แผนฟื้นฟูกิจการของบริษัทไม่ได้รับความเห็นชอบ (คปต.จ) ลงวันที่ 8 ธันวาคม 2540 โจทก์ไม่มีอำนาจฟ้องให้รับแลกเปลี่ยนตั๋วแลกเงินของโจทก์เป็นบัตรเงินฝากของจำเลยที่ 4 ที่ศาลอุทธรณ์พิพากษายกฟ้องโจทก์สำหรับจำเลยที่ 1 ที่ 2 ที่ 3 ที่ 4 และที่ 6 นั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาของโจทก์ฟังไม่ขึ้น

พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ. ม. 55
ป.พ.พ. ม. 5 ม. 908
พ.ร.บ.ธนาคารแห่งประเทศไทย พ.ศ.2485 ม. 29 ตรี
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — บริษัทวิริยะประกันภัย จำกัด
จำเลย — กระทรวงการคลัง กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลแพ่ง — นายไชยพงศ์ มุกเพชรรัตน์
ศาลอุทธรณ์ — นายอาคม รุ่งแจ้ง
ชื่อองค์คณะ
ประทีป ดุลพินิจธรรมา
โสภณ โรจน์อนนท์
สุริยง ลิ้มสถิรานันท์
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 5249/2555
#557999
เปิดฉบับเต็ม

คดีนี้โจทก์เป็นมารดาของผู้ตายในคดีอาญาจึงต้องถือว่าพนักงานอัยการได้ดำเนินคดีอาญาแทนโจทก์ ข้อเท็จจริงในคดีอาญาย่อมมีผลผูกพันโจทก์ด้วย เมื่อคดีอาญาดังกล่าวศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษาโดยเห็นว่า ผู้ตายเป็นฝ่ายก่อเหตุและมีส่วนประมาทมากกว่า คู่ความไม่ฎีกา คดีอาญาดังกล่าวถึงที่สุดแล้ว ดังนั้น คดีนี้ซึ่งเป็นคดีแพ่งเกี่ยวเนื่องกับคดีอาญาจำต้องถือข้อเท็จจริงตามที่ยุติในคดีอาญาว่าผู้ตายมีส่วนประมาทมากกว่าจำเลยที่ 1 และตาม ป.พ.พ. มาตรา 442 ประกอบมาตรา 223 วรรคหนึ่ง เมื่อโจทก์และจำเลยที่ 1 มีส่วนประมาท การที่ฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งจะมีสิทธิได้รับชดใช้ค่าสินไหมทดแทนมากน้อยเพียงใดต้องอาศัยพฤติการณ์เป็นประมาณ เมื่อผู้ตายมีส่วนประมาทมากกว่าจำเลยที่ 1 โจทก์ย่อมไม่มีสิทธิที่จะฟ้องให้จำเลยที่ 1 ซึ่งเป็นฝ่ายผิดน้อยกว่าให้รับผิดในความเสียหายได้ จำเลยที่ 2 ซึ่งเป็นนายจ้างของจำเลยที่ 1 จึงไม่ต้องร่วมรับผิดชดใช้ค่าเสียหายแก่โจทก์

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยทั้งสองร่วมกันชำระเงิน 415,110 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์

จำเลยทั้งสองให้การขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยทั้งสองร่วมกันชำระเงิน 135,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ ค่าฤชาธรรมเนียมให้เป็นพับ

จำเลยทั้งสองอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ

จำเลยทั้งสองฎีกา

ระหว่างพิจารณาของศาลฎีกา จำเลยที่ 1 ถึงแก่กรรม โจทก์ยื่นคำร้องขอให้เรียกนายประดิษฐ์ และนางปราณี ทายาทของจำเลยที่ 1 เข้าเป็นคู่ความแทนที่จำเลยที่ 1 ศาลฎีกามีคำสั่งอนุญาต

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ที่จำเลยทั้งสองฎีกาปัญหาข้อกฎหมายว่า ในคดีอาญาที่พนักงานอัยการจังหวัดปทุมธานีเป็นโจทก์ฟ้องจำเลยที่ 1 ในความผิดฐานขับรถยนต์โดยประมาทชนนายธนกรจนถึงแก่ความตาย ตามคดีอาญาหมายเลขแดงที่ 1905/2548 ของศาลชั้นต้น ซึ่งศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษายืนให้ลงโทษจำเลยที่ 1 โดยเห็นว่าผู้ตายเป็นฝ่ายก่อเหตุและมีส่วนประมาทมากกว่า คู่ความไม่ฎีกา คดีอาญาดังกล่าว ถึงที่สุดแล้ว คดีนี้เป็นคดีแพ่งเกี่ยวเนื่องกับคดีอาญาดังกล่าว ซึ่งประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 46 บัญญัติให้ศาลในคดีส่วนแพ่งจำต้องถือข้อเท็จจริงตามที่ปรากฏในคำพิพากษาคดีส่วนอาญา จำเลยทั้งสองจึงไม่ต้องรับผิดใช้ค่าเสียหายตามฟ้องให้แก่โจทก์นั้น เห็นว่า คดีนี้โจทก์เป็นมารดาของผู้ตายในคดีอาญาดังกล่าวจึงต้องถือว่าพนักงานอัยการได้ดำเนินคดีอาญาแทนโจทก์ ข้อเท็จจริงในคดีอาญาย่อมมีผลผูกพันโจทก์ด้วย เมื่อคดีอาญาดังกล่าวศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษา โดยเห็นว่าผู้ตายเป็นฝ่ายก่อเหตุและมีส่วนประมาทมากกว่า ดังนั้น คดีนี้ซึ่งเป็นคดีแพ่งเกี่ยวเนื่องกับคดีอาญาจำต้องถือข้อเท็จจริงตามที่ยุติไปในคดีอาญาว่าผู้ตายมีส่วนประมาทมากกว่าจำเลยที่ 1 และตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 442 ประกอบมาตรา 223 วรรคหนึ่ง เมื่อโจทก์และจำเลยที่ 1 มีส่วนประมาท การที่ฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งจะมีสิทธิได้รับชดใช้ค่าสินไหมทดแทนมากน้อยเพียงใดต้องอาศัยพฤติการณ์เป็นประมาณ เมื่อผู้ตายมีส่วนประมาทมากกว่าจำเลยที่ 1 โจทก์ย่อมไม่มีสิทธิที่จะฟ้องให้จำเลยที่ 1 ซึ่งเป็นฝ่ายผิดน้อยกว่าให้รับผิดในความเสียหายได้ จำเลยที่ 2 ซึ่งเป็นนายจ้างของจำเลยที่ 1 จึงไม่ต้องร่วมรับผิดชดใช้ค่าเสียหายแก่โจทก์ ที่ศาลล่างทั้งสองพิพากษาให้จำเลยทั้งสองชดใช้ค่าเสียหายแก่โจทก์ ศาลฎีกาไม่เห็นพ้องด้วย ฎีกาของจำเลยทั้งสองฟังขึ้น

พิพากษากลับให้ยกฟ้อง ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสามศาลให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 223 ม. 442
ป.วิ.อ. ม. 46
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นางเชื่อม มณี
จำเลย — นายปรีดา พลกุล กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดปทุมธานี — นายอำนวย หมวดเมือง
ศาลอุทธรณ์ภาค 1 — นายไพฑูรย์ ณัถฤทธิ์
ชื่อองค์คณะ
สมควร วิเชียรวรรณ
ปิยกุล บุญเพิ่ม
วาสนา หงส์เจริญ
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 5241/2555
#521416
เปิดฉบับเต็ม

การที่จำเลยนำแผ่นซีดีภาพยนตร์ของกลางซึ่งเป็นของเก่า และมีจำนวนเล็กน้อยเพียง 27 แผ่น ออกมาวางจำหน่ายในร้านแผงลอยปะปนกับสินค้าอื่นอย่างเปิดเผยในราคาที่ต่ำกว่าทุนมาก มิได้มีลักษณะของการค้าเพื่อการแสวงหาผลกำไร จึงมีเหตุผลที่น่าเชื่อว่าเป็นเพราะจำเลยเข้าใจโดยสุจริตว่า การนำเอาแผ่นซีดีภาพยนตร์เก่าออกมาจำหน่ายในลักษณะดังกล่าว มิใช่เป็นการประกอบกิจการในการจำหน่ายภาพยนตร์ซึ่งต้องได้รับอนุญาตนั่นเอง เพราะไม่มีเหตุผลใดเลยที่จำเลยจะต้องมาสุ่มเสี่ยงต่อโทษปรับในอัตราที่สูงเพียงการได้รับค่าตอบแทนที่น้อยมากเช่นนี้ ตามสภาพและพฤติการณ์แห่งการกระทำของจำเลย ฟังได้ว่าจำเลยไม่มีเจตนาที่จะประกอบกิจการจำหน่ายภาพยนตร์โดยไม่ได้รับใบอนุญาตโดยถูกต้อง จำเลยจึงไม่มีความผิดตามฟ้อง ปัญหาดังกล่าวแม้จำเลยมิได้ยกขึ้นฎีกา แต่เมื่อศาลฎีกาเห็นว่าจำเลยมิได้กระทำผิดก็ชอบที่ศาลฎีกาจะยกฟ้องโจทก์เสียได้ ตาม ป.วิ.อ. มาตรา 185 ประกอบมาตรา 215 และ 225

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามพระราชบัญญัติภาพยนตร์และวีดีทัศน์ พ.ศ.2551 มาตรา 38, 79

จำเลยให้การปฏิเสธ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามพระราชบัญญัติภาพยนตร์และวีดีทัศน์ พ.ศ.2551 มาตรา 38 วรรคหนึ่ง, 79 ปรับ 210,000 บาท จำเลยให้การรับสารภาพในชั้นสอบสวนเป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 ลดโทษให้หนึ่งในสาม คงปรับ 140,000 บาท ไม่ชำระค่าปรับให้จัดการตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 29, 30 โดยให้กักขังแทนค่าปรับไม่เกิน 1 ปี

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน

จำเลยฎีกา โดยผู้พิพากษาซึ่งพิจารณาและลงชื่อในคำพิพากษาศาลชั้นต้นอนุญาตให้ฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงเบื้องต้นฟังได้ว่า ในวันเวลาและสถานที่เกิดเหตุ ร้อยตำรวจเอกสุรเชษฐ และจ่าสิบตำรวจสุภาพ กับพวกจับกุมจำเลยและยึดแผ่นซีดีภาพยนตร์ 27 แผ่น ซึ่งจำเลยตั้งแผงลอยวางจำหน่ายให้แก่ประชาชนทั่วไปในราคาแผ่นละ 40 บาท อยู่ริมถนนในซอยวัฒนานันท์ ถนนช่างอากาศอุทิศ แขวงสีกัน เขตดอนเมือง กรุงเทพมหานคร โดยจำเลยไม่ได้รับใบอนุญาต เป็นของกลาง

คงมีปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยว่า จำเลยกระทำความผิดตามฟ้องหรือไม่ ที่จำเลยฎีกาว่า จำเลยเพียงนำแผ่นซีดีภาพยนตร์เก่าของจำเลยออกมาวางจำหน่ายอยู่ริมถนนในราคาต่ำกว่าทุนเพื่อหาเงินเล็กน้อยมาจุนเจือครอบครัว ไม่ถือว่าเป็นการประกอบกิจการจำหน่ายภาพยนตร์ และจำเลยยังมิได้จำหน่ายแผ่นซีดีภาพยนตร์ของกลาง จำเลยไม่มีความผิดนั้น เห็นว่า แผ่นซีดีภาพยนตร์ของกลางที่จำเลยนำออกวางจำหน่าย แม้ได้ความว่าเป็นแผ่นซีดีภาพยนตร์เก่าที่จำเลยซื้อมาไว้ดูเอง แต่ก็ถือว่าเป็นภาพยนตร์เพราะยังคงมีสภาพเป็นวัสดุที่มีการบันทึกภาพและเสียงซึ่งสามารถนำมาฉายให้เห็นภาพที่เคลื่อนไหวได้อย่างต่อเนื่อง และการที่จำเลยนำมาวางจำหน่ายให้แก่ประชาชนทั่วไป แม้ทำเป็นร้านแผงลอยริมถนนในซอยและวางจำหน่ายในราคาต่ำกว่าทุนเพียง 40 บาท หรือยังมิได้จำหน่ายให้แก่บุคคลใดก็ตาม ก็เรียกได้ว่าเป็นการประกอบกิจการจำหน่ายภาพยนตร์โดยได้รับประโยชน์ตอบแทน อันเป็นการประกอบกิจการที่ต้องมีการควบคุม โดยผู้ประกอบกิจการต้องได้รับใบอนุญาตจากนายทะเบียน ตามพระราชบัญญัติภาพยนตร์และวีดีทัศน์ พ.ศ.2551 มาตรา 38 วรรคหนึ่ง แล้ว เพราะตามบทบัญญัติของกฎหมายดังกล่าวหาได้บังคับเฉพาะการจำหน่ายภาพยนตร์ใหม่และที่ทำเป็นธุรกิจใหญ่โตเท่านั้นไม่ อย่างไรก็ตามการที่จำเลยนำแผ่นซีดีภาพยนตร์ของกลางซึ่งเป็นของเก่าและมีจำนวนเล็กน้อยเพียง 27 แผ่น ออกมาวางจำหน่ายในร้านแผงลอยปะปนกับสินค้าอื่นอย่างเปิดเผยและในราคาที่ต่ำกว่าทุนมากมิได้มีลักษณะของการค้าเพื่อการแสวงหาผลกำไร จึงมีเหตุผลที่น่าเชื่อว่าเป็นเพราะจำเลยเข้าใจโดยสุจริตว่าการนำเอาแผ่นซีดีภาพยนตร์เก่าออกมาจำหน่ายในลักษณะดังกล่าว มิใช่เป็นการประกอบกิจการจำหน่ายภาพยนตร์ซึ่งต้องได้รับใบอนุญาตนั่นเอง เพราะไม่มีเหตุผลใดเลยที่จำเลยจะต้องมาสุ่มเสี่ยงต่อโทษปรับในอัตราที่สูงเพียงการได้รับค่าตอบแทนที่น้อยมากเช่นนี้ ตามสภาพและพฤติการณ์แห่งการกระทำของจำเลย ฟังได้ว่าจำเลยไม่มีเจตนาที่จะประกอบกิจการจำหน่ายภาพยนตร์โดยไม่ได้รับใบอนุญาตโดยถูกต้อง จำเลยจึงไม่มีความผิดตามฟ้อง ปัญหาดังกล่าว แม้จำเลยมิได้ยกขึ้นฎีกา แต่เมื่อศาลฎีกาเห็นว่าจำเลยมิได้กระทำผิดก็ชอบที่ศาลฎีกาจะยกฟ้องโจทก์เสียได้ ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 185 ประกอบมาตรา 215 และ 225 ที่ศาลล่างทั้งสองพิพากษานั้น ไม่ต้องด้วยความเห็นของศาลฎีกา เมื่อฟังว่าการกระทำของจำเลยไม่เป็นความผิดแล้วจึงไม่จำต้องวินิจฉัยฎีกาข้ออื่นของจำเลยอีก

พิพากษากลับ ให้ยกฟ้อง คืนแผ่นซีดีภาพยนตร์ของกลางแก่เจ้าของ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.อ. ม. 59
ป.วิ.อ. ม. 185 ม. 215 ม. 225
พ.ร.บ.ภาพยนตร์และวีดิทัศน์ พ.ศ.2551 ม. 38
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการ สำนักงานอัยการสูงสุด
จำเลย — นาย ว.
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลอาญา — นายวชิระ โฆษิตวัฒนะกุล
ศาลอุทธรณ์ — นายดุสิต ฉิมพลีย์
ชื่อองค์คณะ
วิรุฬห์ แสงเทียน
ปดารณี ลัดพลี
ฉัตรไชย จันทร์พรายศรี
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 5199/2555
#520473
เปิดฉบับเต็ม

จำเลยกับพวกร่วมกันทำร้ายร่างกายผู้เสียหายที่ 1 และทำร้ายผู้เสียหายที่ 2 กับใช้อาวุธปืนยิงผู้เสียหายที่ 2 ด้วย แม้เป็นการทำร้ายผู้เสียหายทั้งสองในช่วงเวลาใกล้ชิดกัน แต่ขณะคนร้ายใช้อาวุธปืนยิงผู้เสียหายที่ 2 นั้น ผู้เสียหายที่ 1 ซึ่งถูกทำร้ายแล้วและกำลังวิ่งหนี จึงแยกเจตนาออกจากกันได้ จึงเป็นความผิดสองกรรม

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามพระราชบัญญัติอาวุธปืน เครื่องกระสุนปืนวัตถุระเบิด ดอกไม้เพลิง และสิ่งเทียมอาวุธปืน พ.ศ.2490 มาตรา 7, 8 ทวิ, 72, 72 ทวิ ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 80, 83, 91, 288, 295

จำเลยให้การปฏิเสธ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 288, 295 ประกอบมาตรา 80, 83 การกระทำเป็นความผิดหลายกรรมต่างกัน ให้ลงโทษทุกกรรมเป็นกระทงความผิดไปตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 ฐานร่วมกันพยายามฆ่าผู้อื่น จำคุก 10 ปี ฐานร่วมกันทำร้ายร่างกายผู้อื่นจนเป็นเหตุให้ได้รับอันตรายแก่กายหรือจิตใจ จำคุก 1 ปี รวมจำคุก 11 ปี ส่วนข้อหาอื่นนอกจากนี้ให้ยก

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 7 พิพากษายืน

จำเลยฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาจำเลยมีว่า การกระทำความผิดของจำเลยเป็นความผิดกรรมเดียวหรือหลายกรรม เห็นว่า จำเลยกับพวกร่วมกันทำร้ายร่างกายผู้เสียหายที่ 1 และ ทำร้ายผู้เสียหายที่ 2 กับใช้อาวุธปืนยิงผู้เสียหายที่ 2 ด้วย แม้เป็นการทำร้ายผู้เสียหายทั้งสองในช่วงเวลาใกล้ชิดกัน แต่ขณะคนร้ายใช้อาวุธปืนยิงผู้เสียหายที่ 2 นั้นผู้เสียหายที่ 1 ซึ่งถูกทำร้ายแล้วและกำลังวิ่งหนี จึงแยกเจตนาออกจากกันได้ จึงเป็นความผิดสองกรรม ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 7 พิพากษามานั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาของจำเลยทุกข้อฟังไม่ขึ้น

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.อ. ม. 90 ม. 91
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการจังหวัดเพชรบุรี
จำเลย — นายรามหรือเอฟ โตเที่ยง
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดเพชรบุรี — นายนพรัตน์ บุญจร
ศาลอุทธรณ์ภาค 7 — นายธงชัย วรชาติเดชา
ชื่อองค์คณะ
พีรพล พิชยวัฒน์
วิรุฬห์ แสงเทียน
ฉัตรไชย จันทร์พรายศรี
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 5157/2555
#520240
เปิดฉบับเต็ม

การขนส่งสินค้าตามฟ้องผู้ขายเป็นผู้มีหน้าที่ว่าจ้างผู้ขนส่งให้ขนส่งสินค้าจากสาธารณรัฐประชาชนจีนมายังเกาะสีชัง จำเลยที่ 1 รับขนส่งโดยทำสัญญาเช่าเรือเพื่อการขนส่งและออกใบตราส่ง ซึ่งระบุว่าต้องใช้ประกอบกับสัญญาเช่าเรือ และตามสัญญาเช่าเรือระบุข้อตกลงในส่วนค่าใช้จ่ายโดยเฉพาะการขนถ่ายสินค้าในเทอม FIOST ซึ่งผู้เช่ามีภาระการออกค่าใช้จ่ายในการขนถ่ายสินค้าออกจากเรือของจำเลยที่ 1 ที่ท่าปลายทางด้วย และตามใบกำกับสินค้าระบุราคา CFR ตาม Incoterms 2000 และเทอม FO หมายความว่า ผู้ซื้อมีหน้าที่ขนถ่ายสินค้าจากเรือเอง ซึ่งไม่ใช่หน้าที่ของจำเลยที่ 1 ในการจัดหาหรือว่าจ้างผู้ขนถ่ายสินค้า จำเลยที่ 1 ในฐานะผู้ขนส่งมีหน้าที่ขนส่งสินค้าจนถึงเกาะสีชังเท่านั้น จากนั้นผู้ซื้อซึ่งเป็นผู้รับตราส่งเป็นผู้ว่าจ้างผู้ขนถ่ายสินค้าขนถ่ายลงเรือลำเลียงต่อไป เมื่อความสูญหายของสินค้าเกิดจากผู้ขนถ่ายสินค้าที่ผู้ซื้อจ้างมาทำสินค้าตกลงทะเลสูญหายไปขณะใช้เครนขนถ่ายสินค้า จำเลยที่ 1 จึงไม่ต้องรับผิด และเมื่อเหตุเกิดจากความประมาทของผู้ปฏิบัติงานของเครนลอยน้ำโดยผู้บังคับควบคุมไม่ใช่ลูกจ้างของจำเลยที่ 3 จำเลยที่ 3 ย่อมไม่ต้องรับผิด

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องและแก้ไขคำฟ้องขอให้บังคับจำเลยทั้งสามชำระเงินค่าเสียหายดังกล่าวพร้อมดอกเบี้ยรวมเป็นเงินจำนวน 620,425.29 บาท กับชำระดอกเบี้ยร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงิน593,363.05 บาท นับแต่วันถัดจากวันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จ

จำเลยที่ 1 ขาดนัดยื่นคำให้การ

จำเลยที่ 2 ที่ 3 ให้การขอให้ยกฟ้อง

ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลาง พิพากษาให้จำเลยที่ 3 ชำระเงินจำนวน 7,073.50 ดอลลาร์สหรัฐ แก่โจทก์โดยให้แปลงเป็นเงินไทย คิดอัตราแลกเปลี่ยนเงิน ณ สถานที่และในเวลาใช้เงิน พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันที่ 22 ธันวาคม 2549 จนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์แต่ต้นเงินต้องไม่เกิน 593,363.05 บาท และดอกเบี้ยคิดถึงวันฟ้อง (ฟ้องวันที่ 3 สิงหาคม 2550) ต้องไม่เกิน 27,062.24 บาท กับให้จำเลยที่ 3 ใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ โดยค่าขึ้นศาลให้ใช้เท่าที่โจทก์ชนะคดี และกำหนดค่าทนายความ 5,000 บาท ยกฟ้องสำหรับจำเลยที่ 1 และที่ 2 ให้โจทก์ใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนจำเลยที่ 2 โดยกำหนดค่าทนายความ 5,000 บาท

โจทก์และจำเลยที่ 3 อุทธรณ์ต่อศาลฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศวินิจฉัยว่า เห็นสมควรวินิจฉัยปัญหาตามอุทธรณ์ของโจทก์ในประการแรกเสียก่อนว่า จำเลยที่ 1 ต้องรับผิดต่อโจทก์หรือไม่ เห็นว่า การขนส่งสินค้าตามฟ้องนี้ผู้ขายเป็นผู้มีหน้าที่ว่าจ้างผู้ขนส่งให้ขนส่งสินค้าทางทะเลจากประเทศสาธารณรัฐประชาชนจีนมายังเกาะสีชังตามใบกำกับสินค้าเลขที่ NSP-146-I และจำเลยที่ 1 รับขนส่งโดยการทำสัญญาเช่าเรือเพื่อการขนส่งเที่ยวนี้ และออกใบตราส่ง ซึ่งระบุว่าต้องใช้ประกอบกับสัญญาเช่าเรือ และได้ความว่าตามสัญญาเช่าเรือนั้น ระบุข้อตกลงในส่วนค่าใช้จ่ายโดยเฉพาะการขนถ่ายสินค้าในเทอม FIOST ซึ่งผู้เช่ามีภาระการออกค่าใช้จ่ายในการขนถ่ายสินค้าออกจากเรือของจำเลยที่ 1 ที่ท่าปลายทางด้วย อย่างไรก็ตามตามใบกำกับสินค้าดังกล่าวระบุราคา CFR ตาม Incoterms 2000 และเทอม FO ซึ่งผู้สำรวจความเสียหายได้นำมาระบุไว้ในรายงานสำรวจความเสียหายแสดงความหมายว่า ผู้ซื้อมีหน้าที่ขนถ่ายสินค้าจากเรือเอง นอกจากนี้นายวิชัย ผู้จัดการฝ่ายนำเข้าของบริษัทสหวิริยาเพลทมิล จำกัด ผู้เอาประกันภัยก็มาเบิกความเป็นพยานจำเลยที่ 3 ว่า บริษัทสหวิริยาเพลทมิล จำกัด เป็นผู้ว่าจ้างจำเลยที่ 3 ให้ดำเนินการขนถ่ายสินค้าตามฟ้องจากเรือบาวชานมาลงเรือโป๊ะ แต่นายวิชัยก็ยังเบิกความอีกว่า ตามสัญญาซื้อขายสินค้าครั้งนี้มีเงื่อนไขว่าผู้ขายมีหน้าที่จัดส่งสินค้าทางเรือมาจนถึงเกาะสีชัง และการขนถ่ายสินค้าโดยใช้เครนลอยน้ำนั้นผู้ขายได้ติดต่อบริษัทเรนโบว์ มารีนไทม์ (ประเทศไทย) จำกัด ในการจัดหาเครนลอยน้ำ คนควบคุมเครนลอยน้ำไม่ใช่คนงานของจำเลยที่ 3 แต่เป็นคนงานของบริษัทโชควารี อินเตอร์เนชั่นแนล จำกัด โดยคนงานของจำเลยที่ 3 จะเป็นผู้นำโซ่ไปผูกแผ่นเหล็กเพื่อให้เครนยกสินค้าแผ่นเหล็กออกจากเรือบาวชาน ทั้งนายณรงค์ พยานโจทก์ก็เบิกความด้วยว่า ผู้เอาประกันภัยได้จ่ายค่าจ้างสำหรับเครนลอยน้ำชื่อ ทองทะเลอินเตอร์ แล้ว จากพยานหลักฐานดังกล่าวที่สอดรับกันมีเหตุผลให้เชื่อได้ว่า ผู้ขายสินค้าให้แก่บริษัทสหวิริยาเพลทมิล จำกัด ผู้เอาประกันภัยช่วยจัดหาเครนยกขนถ่ายสินค้าให้แก่บริษัทดังกล่าวและบริษัทนี้จะจ่ายค่าจ้างขนถ่ายให้แก่เจ้าของเครนลอยน้ำตามเงื่อนไขในสัญญาซื้อขายที่ระบุในใบกำกับสินค้าดังกล่าวข้างต้นว่า FO หรือผู้ซื้อมีภาระในการออกค่าใช้จ่ายในการขนถ่ายสินค้าที่ท่าปลายทาง ซึ่งไม่ใช่หน้าที่ของจำเลยที่ 1 ในการจัดหาหรือว่าจ้างผู้ขนถ่ายสินค้าแต่อย่างใด ส่วนที่นายพิรัตน์ ผู้รับมอบอำนาจโจทก์ในฐานะพยานโจทก์อ้างว่า จำเลยที่ 1 เป็นผู้ว่าจ้างจำเลยที่ 3 เป็นผู้ขนถ่ายสินค้า ก็เป็นข้อมูลที่ได้อ่านจากรายงานการสำรวจความเสียหาย เท่านั้น ซึ่งนายณรงค์ พยานโจทก์อีกปากหนึ่งซึ่งเป็นพนักงานบริษัทแอสโซซิเอทส์ มารีน เซอร์เวเยอร์ (ประเทศไทย) จำกัด ผู้สำรวจความเสียหายในเหตุครั้งนี้ก็เบิกความว่า ตามที่พยานได้ระบุในรายงานการสำรวจความเสียหายว่า จำเลยที่ 1 แต่งตั้งจำเลยที่ 2 เป็นตัวแทนและส่งให้บริษัทเรนโบว์ มารีนไทม์ (ประเทศไทย) จำกัด จัดหาเครนลอยน้ำมาขนถ่ายสินค้า และบริษัทเรนโบว์ มารีนไทม์ (ประเทศไทย) จำกัด ได้ดำเนินการจัดหาเครนลอยน้ำชื่อ ทองทะเลอินเตอร์ มาขนถ่ายสินค้านั้นเป็นข้อมูลที่พยานได้รับจากผู้เอาประกันภัย แต่ผู้เอาประกันภัยไม่สามารถส่งมอบรายละเอียดและหลักฐานต่าง ๆ ได้ พยานหลักฐานของโจทก์ดังกล่าวจึงเลื่อนลอย ขัดต่อเหตุผลและพยานเอกสารดังกล่าวมาข้างต้น จึงฟังไม่ได้ว่าจำเลยที่ 1 ผู้ขนส่งเป็นผู้ว่าจ้างผู้ขนถ่ายสินค้า ออกจากเรือบาวชานของจำเลยที่ 1 ทั้งนี้โดยจำเลยที่ 1 ในฐานะผู้ขนส่งมีหน้าที่ขนส่งสินค้ามาจนถึงเกาะสีชังเท่านั้น จากนั้นบริษัทสหวิริยาเพลทมิล จำกัด ในฐานะผู้ซื้อซึ่งเป็นผู้รับตราส่งเป็นผู้ว่าจ้างผู้ขนถ่ายสินค้ามาใช้เครนลอยน้ำยกสินค้าออกจากเรือของจำเลยที่ 1 เพื่อขนถ่ายลงเรือลำเลียงต่อไป ดังนั้นเมื่อความสูญหายของสินค้าเกิดจากผู้ขนถ่ายสินค้าที่ผู้ซื้อจ้างมาเป็นผู้ทำสินค้าตกลงทะเลสูญหายไปในขณะใช้เครนยกขนถ่ายสินค้า จึงไม่ใช่หน้าที่และความผิดของจำเลยที่ 1 ผู้ขนส่ง จำเลยที่ 1 จึงไม่ต้องรับผิดต่อโจทก์ ที่ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางพิพากษายกฟ้องโจทก์สำหรับจำเลยที่ 1 ชอบแล้ว อุทธรณ์ของโจทก์ส่วนนี้ฟังไม่ขึ้น

มีปัญหาที่ต้องวินิจฉัยต่อไปตามอุทธรณ์ของจำเลยที่ 3 ว่า จำเลยที่ 3 ต้องรับผิดต่อโจทก์ตามที่ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางพิพากษามาหรือไม่ ปัญหานี้ เห็นว่า ตามคำฟ้องโจทก์อ้างถึงเหตุที่จำเลยที่ 3 ต้องรับผิดต่อโจทก์เนื่องจากจำเลยที่ 3 เป็นผู้ร่วมขนส่งกับจำเลยที่ 1 โดยจำเลยที่ 1 ได้ว่าจ้างจำเลยที่ 3 ให้ใช้เครนลอยน้ำยกขนถ่ายสินค้า และปรากฏว่าขณะที่ลูกจ้างของจำเลยที่ 3 บังคับเครนยกสินค้าจากระวางเรือนั้นสินค้าแกว่งไปถูกฝาระวางเรือบาวชาน แล้วหลุดออกเซหล่นไปกระทบพื้นเครนทะลุตกลงไปในทะเล 1 ชิ้น ซึ่งแม้ข้อเท็จจริงได้ความตามบันทึกถ้อยคำยืนยันข้อเท็จจริงของนายพิรัตน์พยานโจทก์ซึ่งเป็นผู้รับมอบอำนาจจากโจทก์และคำเบิกความของนายวิชัย พยานจำเลยที่ 3 ซึ่งเป็นผู้จัดการฝ่ายนำเข้าบริษัทสหวิริยาเพลทมิล จำกัด ผู้ซื้อซึ่งเป็นผู้รับตราส่งและผู้เอาประกันภัยกับโจทก์ตรงกันว่า บริษัทดังกล่าวว่าจ้างจำเลยที่ 3 ให้ทำการขนถ่ายสินค้าโดยทำหน้าที่จัดหาคนงานเครื่องผูกมัดลวดสลิงและโซ่สำหรับขนถ่ายสินค้าจากเรือใหญ่ลงเรือลำเลียงแต่ก็ยังได้ความจากพยานหลักฐานของโจทก์และจำเลยที่ 3 ตรงกันอีกว่าบริษัทเรนโบว์ มารีนไทม์ (ประเทศไทย) จำกัด เป็นผู้จัดหาเครนลอยน้ำมาใช้ทำการยกสินค้าขนถ่ายออกจากเรือบาวชาน และบริษัทดังกล่าวจัดหาเครนลอยน้ำชื่อ ทองทะเลอินเตอร์ มาใช้ขนถ่ายสินค้านี้ โดยเครนลอยน้ำนี้เป็นของบริษัทโชควารี อินเตอร์เนชั่นแนล จำกัดและลูกจ้างของบริษัทเจ้าของเครนลอยน้ำนี้เป็นผู้บังคับควบคุมเครนลอยน้ำนี้ ขณะที่ผู้บังคับควบคุมเครนลอยน้ำกำลังยกสินค้า 1 ชิ้น จากระวางเรือบาวชานสินค้าแกว่งไปกระแทกถูกฝาระวางเรือ แล้วหลุดออกจากโซ่ลงกระแทกกราบเรือแล้วหล่นลงไปที่ดาดฟ้าเครนลอยน้ำจนทะลุทำให้สินค้าชิ้นนี้หล่นลงทะเลไป โดยสรุปสาเหตุแห่งความสูญหายของสินค้านี้ได้ว่า เหตุเกิดจากความประมาทของผู้ปฏิบัติงานของเครนลอยน้ำ รายละเอียดปรากฏตามรายงานการสำรวจความเสียหาย โดยผู้บังคับควบคุมเครนดังกล่าวไม่ใช่ลูกจ้างของจำเลยที่ 3 ดังนี้จึงย่อมฟังไม่ได้ว่าจำเลยที่ 3 เป็นผู้ร่วมขนส่งหรือลูกจ้างของจำเลยที่ 3 เป็นผู้กระทำละเมิดที่ทำให้เกิดความเสียหายแก่บริษัทสหวิริยาเพลทมิล จำกัด ผู้เอาประกันภัย จำเลยที่ 3 ย่อมไม่ต้องรับผิดต่อบริษัทดังกล่าวและไม่ต้องรับผิดต่อโจทก์ผู้รับช่วงสิทธิจากผู้เอาประกันภัยตามฟ้องที่ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางพิพากษาให้จำเลยที่ 3 รับผิดชำระค่าเสียหายต่อโจทก์ในมูลละเมิดนั้น ศาลฎีกาแผนกคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศไม่เห็นพ้องด้วย อุทธรณ์ของจำเลยที่ 3 ข้อนี้ฟังขึ้น และไม่จำต้องวินิจฉัยอุทธรณ์ของจำเลยที่ 3 รวมทั้งอุทธรณ์ของโจทก์อีกข้อหนึ่งที่ต่างอุทธรณ์ในเรื่องจำนวนค่าเสียหายอีกต่อไป เพราะไม่เป็นเหตุที่จะทำให้ผลคดีเปลี่ยนแปลง

พิพากษาแก้เป็นว่า ให้ยกฟ้องโจทก์สำหรับจำเลยที่ 3 เสียด้วย นอกจากที่แก้คงให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางให้โจทก์ใช้ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสองศาลแทนจำเลยที่ 3 โดยกำหนดค่าทนายความทั้งสองศาลรวม 7,000 บาท ส่วนค่าฤชาธรรมเนียมระหว่างโจทก์กับจำเลยที่ 1 ในชั้นอุทธรณ์นี้ให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.การรับขนของทางทะเล พ.ศ.2534 ม. 39
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — บริษัทศรีอยุธยาประกันภัย จำกัด (มหาชน)
จำเลย — บริษัทชางไห่ ปูหยาง ชิปปิ้ง จำกัด กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลาง — นางสาวกาญจนา เกิดโพธิ์ทอง
ชื่อองค์คณะ
ธัชพันธ์ ประพุทธนิติสาร
อร่าม เสนามนตรี
ปริญญา ดีผดุง
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 5132/2555
#521546
เปิดฉบับเต็ม

แม้ตามหนังสือสัญญาจะซื้อขายจะระบุว่า ส. จะขายที่ดินพร้อมบ้านพิพาทให้แก่จำเลยที่ 1 แต่เมื่อไปจดทะเบียนโอน ส. กลับทำหนังสือสัญญาขายที่ดินให้แก่จำเลยที่ 1 โดยมีข้อสัญญาตกลงขายเฉพาะที่ดินไม่เกี่ยวกับสิ่งปลูกสร้างแสดงว่าไม่ได้ขายบ้านพิพาทด้วย จำเลยที่ 1 จึงไม่มีกรรมสิทธิ์ในบ้านพิพาทและไม่มีสิทธิเข้าไปในบ้านพิพาท เมื่อจำเลยที่ 1 ทราบอยู่แล้วว่าบ้านพิพาทไม่ใช่ของตน แต่เป็นของโจทก์ร่วมน้องสาวของ ส. การที่จำเลยที่ 1 สั่งให้จำเลยที่ 2 เข้าไปในบ้านพิพาทและทำการรื้อปรับปรุงบ้านพิพาท ทั้งๆ ที่โจทก์ร่วมได้ห้ามปรามแล้ว จึงถือได้ว่าเป็นการเข้าไปรบกวนการครอบครองอสังหาริมทรัพย์ของโจทก์ร่วมโดยปกติสุขและทำให้บ้านพิพาทของโจทก์ร่วมได้รับความเสียหาย จำเลยที่ 1 จึงมีความผิดฐานบุกรุกและทำให้เสียทรัพย์ แต่การที่จำเลยที่ 1 บุกรุกเข้าไปในบ้านพิพาท ก็มีเจตนาเพื่อปรับปรุงห้องครัวและห้องน้ำภายในบ้านพิพาทจึงมีเจตนาเดียว การกระทำของจำเลยที่ 1 จึงเป็นกรรมเดียวเป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบท

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83, 91, 358, 362, 364, 365

จำเลยทั้งสองให้การปฏิเสธ

ระหว่างพิจารณา นางสาวอัมพร ผู้เสียหายยื่นคำร้องขอเข้าร่วมเป็นโจทก์ ศาลชั้นต้นอนุญาต

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยที่ 1 มีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 358, 362, 364 เป็นความผิดหลายกรรมต่างกันให้ลงโทษทุกกรรมเป็นกระทงความผิดไป ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 ฐานบุกรุก จำคุก 6 เดือน และปรับ 2,000 บาท ฐานทำให้เสียทรัพย์ จำคุก 2 ปี และปรับ 6,000 บาท รวมจำคุก 2 ปี 6 เดือน และปรับ 8,000 บาท จำเลยที่ 1 ไม่เคยกระทำความผิดมาก่อน ประกอบกับทั้งพฤติการณ์และการกระทำของจำเลยที่ 1 ไม่ร้ายแรง มีเจตนาปรับปรุงบ้านพิพาทให้ดีขึ้น โทษจำคุกให้รอการลงโทษไว้มีกำหนด 2 ปี ไม่ชำระค่าปรับให้จัดการตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 29, 30 ให้ยกฟ้องจำเลยที่ 2

จำเลยที่ 1 อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษาแก้เป็นว่า ให้ยกฟ้องโจทก์สำหรับจำเลยที่ 1 ด้วย นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

โจทก์ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า เดิมนายสุรินทร์ เป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์ที่ดินโฉนดเลขที่ 73948 ตำบลบางพลีใหญ่ อำเภอบางพลี จังหวัดสมุทรปราการ เนื้อที่ 38 ตารางวา โจทก์ร่วมเป็นน้องสาวนายสุรินทร์และเป็นเจ้าของบ้านเลขที่ 54/7 ซึ่งปลูกอยู่บนที่ดินดังกล่าวโดยได้รับอนุญาตจากนายสุรินทร์ เมื่อวันที่ 20 กันยายน 2547 นายสุรินทร์ทำสัญญาจะขายที่ดินและบ้านดังกล่าวให้แก่จำเลยที่ 1 ในราคา 700,000 บาท ตามหนังสือสัญญาจะซื้อขาย ต่อมาวันที่ 14 มกราคม 2548 นายสุรินทร์จดทะเบียนโอนขายที่ดินให้จำเลยที่ 1 และนางสาวบัวลอย โดยระบุในสัญญาว่าเป็นการขายเฉพาะที่ดินไม่เกี่ยวกับสิ่งปลูกสร้างตามหนังสือสัญญาขายที่ดิน จำเลยที่ 1 ว่าจ้างจำเลยที่ 2 ให้เข้าไปซ่อมแซมและปรับปรุงบ้านพิพาท โดยมีการรื้อส่วนประกอบของบ้านบางส่วนในส่วนห้องครัวและห้องน้ำ โจทก์ร่วมได้เข้าห้ามปราม หลังจากนั้นจำเลยที่ 1 ยังให้จำเลยที่ 2 ดำเนินการซ่อมแซมบ้านพิพาทต่อไป มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ว่า จำเลยที่ 1 กระทำความผิดฐานบุกรุกและทำให้เสียทรัพย์ตามฟ้องโจทก์หรือไม่ เห็นว่า แม้ตามหนังสือสัญญาจะซื้อขายจะระบุว่า นายสุรินทร์จะขายที่ดินพร้อมบ้านพิพาทให้แก่จำเลยที่ 1 แต่เมื่อไปจดทะเบียนโอนต่อเจ้าพนักงานที่ดิน นายสุรินทร์ทำหนังสือสัญญาขายที่ดินให้แก่จำเลยที่ 1 โดยมีข้อความระบุว่า ตกลงขายเฉพาะที่ดินไม่เกี่ยวกับสิ่งปลูกสร้าง แสดงว่าไม่ได้ขายบ้านพิพาทด้วย จำเลยที่ 1 จึงไม่มีกรรมสิทธิ์ในบ้านพิพาทและไม่มีสิทธิเข้าไปในบ้านพิพาท เมื่อจำเลยที่ 1 ทราบอยู่แล้วว่าบ้านพิพาทไม่ใช่ของตนแต่เป็นของโจทก์ร่วมน้องสาวของนายสุรินทร์ การที่จำเลยที่ 1 สั่งให้จำเลยที่ 2 เข้าไปในบ้านพิพาทและทำการรื้อปรับปรุงบ้านพิพาท ทั้ง ๆ ที่โจทก์ร่วมได้ห้ามปรามแล้ว จึงถือได้ว่าเป็นการเข้าไปในอสังหาริมทรัพย์ของโจทก์ร่วมโดยปกติสุขและทำให้บ้านพิพาทของโจทก์ร่วมได้รับความเสียหาย จำเลยที่ 1 จึงมีความผิดฐานบุกรุกและทำให้เสียทรัพย์ ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษายกฟ้องโจทก์สำหรับจำเลยที่ 1 มานั้น ศาลฎีกาไม่เห็นพ้องด้วย ฎีกาของโจทก์ฟังขึ้น แต่การที่จำเลยที่ 1 บุกรุกเข้าไปในบ้านพิพาทก็มีเจตนาเพื่อปรับปรุงห้องครัวและห้องน้ำภายในบ้านพิพาทจึงมีเจตนาเดียว การกระทำของจำเลยที่ 1 จึงเป็นกรรมเดียวเป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบท หาเป็นความผิดหลายกรรมดังที่โจทก์ฟ้องไม่ อย่างไรก็ดี พฤติการณ์แห่งการกระทำความผิดของจำเลยที่ 1 ไม่ร้ายแรงนัก ประกอบกับจำเลยที่ 1 ไม่เคยต้องโทษจำคุกมาก่อน เห็นควรกำหนดโทษจำคุกในสถานเบา และรอการลงโทษให้จำเลยที่ 1

พิพากษาแก้เป็นว่า จำเลยที่ 1 มีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 358, 362 การกระทำของจำเลยที่ 1 เป็นกรรมเดียวเป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบท ให้ลงโทษในความผิดฐานทำให้เสียทรัพย์ ซึ่งเป็นกฎหมายบทที่มีโทษหนักที่สุด ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 จำคุก 3 เดือน โทษจำคุกให้รอการลงโทษไว้มีกำหนด 2 ปี ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 56 นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 1
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.อ. ม. 358 ม. 362
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการจังหวัดสมุทรปราการ
โจทก์ร่วม — นางสาวอัมพร ปิ่นเพ็ชร
จำเลย — นางสาวจำรัส เรืองเดช กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดสมุทรปราการ — นายถิรายุ สุวรรณรัตน์
ศาลอุทธรณ์ภาค 1 — นายเฉลิมชัย ศรีเลิศชัยพานิช
ชื่อองค์คณะ
วิทยา วีระประจักษ์
พินิจ สายสอาด
วิจิตร วิสุชาติ
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 5122 -ที่ 5123/2555
#525522
เปิดฉบับเต็ม

จำเลยออกเช็ค 5 ฉบับ โจทก์นำคดีมาแยกฟ้องเป็น 2 สำนวน สำนวนแรก 2 ฉบับ สำนวนที่สองอีก 3 ฉบับ โดยแต่ละสำนวนโจทก์ไม่ได้ขอให้นับโทษจำเลยต่อ ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 9 พิพากษาลงโทษจำคุกจำเลยกระทงละ 1 เดือน โดยเรียงกระทงลงโทษ มีผลเสมือนเป็นการนับโทษต่อจึงไม่ชอบ

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
คดีทั้งสองสำนวนนี้ ศาลชั้นต้นพิจารณาและพิพากษารวมกัน

โจทก์ฟ้องทั้งสองสำนวนขอให้ลงโทษจำเลยตามพระราชบัญญัติว่าด้วยความผิดอันเกิดจากการใช้เช็ค พ.ศ.2534 มาตรา 4 ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91

ศาลชั้นต้นไต่สวนมูลฟ้องแล้ว คดีมีมูล ให้ประทับฟ้องทั้งสองสำนวน

จำเลยให้การปฏิเสธ

ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง

โจทก์อุทธรณ์ โดยผู้พิพากษาซึ่งพิจารณาในศาลชั้นต้นอนุญาตให้อุทธรณ์ในปัญหาข้อเท็จจริง

ศาลอุทธรณ์ภาค 9 พิพากษากลับเป็นว่า จำเลยมีความผิดตามพระราชบัญญัติว่าด้วยความผิดอันเกิดจากการใช้เช็ค พ.ศ.2534 มาตรา 4 การกระทำของจำเลยเป็นความผิดหลายกรรมต่างกันให้ลงโทษทุกกรรมเป็นกระทงความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 จำคุกกระทงละ 1 เดือน รวม 5 กระทง เป็นจำคุก 5 เดือน

จำเลยฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงรับฟังยุติว่า แพมณีฆเณศวร์หรือแพน้องปุ้น โดยนางสาวพัชรนันท์หรือติ๋ม น้องสาวจำเลย และนายประเสริฐ น้องเขยจำเลยได้สั่งซื้อสินค้าประเภทปลาและปลาหมึกหลายครั้งจากโจทก์ซึ่งใช้ชื่อทางการค้าว่า แพต้อหนะ เป็นเงิน 1,650,000 บาท โดยนายประเสริฐสั่งจ่ายเช็คชำระค่าสินค้าแก่โจทก์บางส่วน เป็นจำนวนเงิน 850,000 บาท เมื่อเช็คถูกธนาคารปฏิเสธการจ่ายเงิน และนายประเสริฐหลบหนีไป โจทก์ ผู้รับมอบอำนาจโจทก์ นายนิวัฒน์ พี่ชายโจทก์ และนายหมัดไม่ทราบชื่อและชื่อสกุลจริง ผู้ใหญ่บ้าน จึงไปบ้านจำเลยทวงถามหนี้จากจำเลย จำเลยสั่งจ่ายเช็คพิพาท 5 ฉบับ และเช็คอื่นอีก 6 ฉบับ รวมเป็นเงิน 1,650,000 บาท แก่โจทก์ เมื่อเช็คพิพาทถึงกำหนดชำระมีการนำไปเรียกเก็บเงิน ปรากฏว่าธนาคารตามเช็คปฏิเสธการจ่ายเงินตามเช็คพิพาท 3 ฉบับ อ้างว่ามีคำสั่งให้ระงับการจ่ายเงิน และบัญชีปิดแล้ว

มีปัญหาวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยว่า จำเลยมีความผิดตามฟ้องหรือไม่ จำเลยนำสืบและฎีกาว่าจำเลยมิได้เป็นหนี้ค่าซื้อปลาและปลาหมึกดังโจทก์ฟ้อง เพราะนางสาวติ๋มน้องสาวจำเลยและนายประเสริฐ น้องเขยจำเลยเป็นผู้สั่งซื้อสินค้าจากโจทก์ แต่เช็คที่นายประเสริฐสั่งจ่ายชำระสินค้าบางส่วนเรียกเก็บเงินไม่ได้และนายประเสริฐหลบหนี โจทก์กับพวกจึงมาข่มขู่ให้จำเลยสั่งจ่ายเช็คชำระหนี้แทนนายประเสริฐ เห็นว่า พยานหลักฐานของโจทก์ที่นำสืบจึงมีน้ำหนักมั่นคงรับฟังได้ว่า จำเลยร่วมกับครอบครัวดำเนินกิจการแพมณีฆเณศวร์ โดยน้องสาวและนายประเสริฐน้องเขยเป็นผู้ดำเนินการติดต่อซื้อสินค้าจากโจทก์มาจำหน่ายต่อให้แก่ลูกค้ารายย่อย ดังนี้ หนี้ค่าสินค้าจำนวน 1,650,000 บาท ที่น้องสาวและน้องเขยของจำเลยสั่งซื้อจากโจทก์จึงเป็นหนี้ที่จำเลยต้องร่วมรับผิดชำระให้แก่โจทก์ ที่จำเลยสั่งจ่ายเช็ค 11 ฉบับ รวมทั้งเช็คพิพาทมอบให้โจทก์จึงเป็นการออกเช็คชำระหนี้ที่มีอยู่จริง ที่จำเลยอ้างว่าออกเช็คเพราะถูกข่มขู่ โจทก์นำสืบยืนยันว่าในวันดังกล่าวไม่ได้พาชายฉกรรจ์อีกหลายคนมาข่มขู่จำเลยดังจำเลยอ้าง ส่วนจำเลยคงมีเพียงจำเลยเบิกความลอย ๆ เห็นว่า ขณะโจทก์กับพยานโจทก์ทั้งสองไปบ้านจำเลยเป็นเวลาเช้า ภายในบ้านจำเลยมีจำเลย บุตรจำเลย บิดาและน้องสาวของจำเลยอยู่ด้วยในขณะจำเลยสั่งจ่ายเช็คให้แก่โจทก์ แต่จำเลยกลับมิได้อ้างบุคคลดังกล่าวเป็นพยานสนับสนุนข้ออ้างของตน ทั้งไม่นำนายหมัดซึ่งเป็นพยานคนกลางที่พาโจทก์กับพวกมาบ้านจำเลยมาเบิกความ ยิ่งกว่านั้น การที่จำเลยสั่งจ่ายเงินตามเช็คจำนวนมากทั้ง ๆ ที่อ้างว่าตนมิได้เป็นหนี้โจทก์ จำเลยน่าที่จะต้องรีบโทรศัพท์หรือแจ้งความต่อเจ้าพนักงานตำรวจทันทีเพราะมีลักษณะเป็นการกระทำความผิดทางอาญา แต่จำเลยกลับเพิกเฉยและไปทำธุระตามปกติ ทั้ง ๆ ที่จำเลยรู้จักเจ้าพนักงานตำรวจชั้นสัญญาบัตรหลายคนให้ช่วยเหลือหรือให้คำแนะนำได้ ที่จำเลยอ้างว่าแจ้งความเรื่องถูกข่มขู่เมื่อวันที่ 7 พฤศจิกายน 2546 รุ่งขึ้นจากวันที่ออกเช็คยังไม่อาจรับฟังว่าเป็นจริงดังอ้าง เพราะตามรายงานประจำวันเกี่ยวกับคดีในสำนวนแรก มีข้อความระบุว่าโจทก์กับพวกมาข่มขู่จำเลยในวันที่ 4 พฤศจิกายน 2546 ข้อเท็จจริงจึงฟังไม่ได้ว่า จำเลยออกเช็คพิพาททั้งห้าฉบับให้แก่โจทก์เพราะถูกข่มขู่ เมื่อเช็คพิพาทถูกปฏิเสธการจ่ายเงินเพราะจำเลยมีคำสั่งให้ระงับการจ่ายเงินและธนาคารปิดบัญชีของจำเลย การกระทำของจำเลยจึงเป็นการออกเช็คโดยเจตนาที่จะไม่ให้มีการใช้เงินตามเช็ค จึงมีความผิดตามฟ้อง ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 9 พิพากษาลงโทษจำเลยมา ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาของจำเลยฟังไม่ขึ้น

อนึ่ง จำเลยออกเช็ค 5 ฉบับ โจทก์นำคดีมาแยกฟ้องเป็น 2 สำนวน สำนวนแรก 2 ฉบับ สำนวนที่สองอีก 3 ฉบับ โดยแต่ละสำนวนโจทก์ไม่ได้ขอให้นับโทษจำเลยต่อ ดังนั้น ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 9 พิพากษาลงโทษจำคุกจำเลยกระทงละ 1 เดือน โดยเรียงกระทงลงโทษถือว่ามีผลเสมือนเป็นการนับโทษต่อซึ่งไม่ชอบ เห็นสมควรแก้ไขให้ถูกต้อง

พิพากษาแก้เป็นว่า ให้ลงโทษจำคุกจำเลยสำนวนแรกรวม 2 เดือน สำนวนที่สองจำคุกรวม 3 เดือน นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาของศาลอุทธรณ์ภาค 9
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.อ. ม. 91
พ.ร.บ.ว่าด้วยความผิดอันเกิดจากการใช้เช็ค พ.ศ.2534 ม. 4
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นางสนต้อหนะ หวันหล๊ะเบ๊ะ
จำเลย — นางมหิพรมณีชนก ทีปรักษพันธ์
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลแขวงสงขลา — นายอนันต์ ยอดเพชร
ศาลอุทธรณ์ภาค 9 — นายชัยพัฒน์ ชินวงศ์
ชื่อองค์คณะ
อัปษร หิรัญบูรณะ
อนันต์ ชุมวิสูตร
ชัยยุทธ ศรีจำนงค์
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 5118/2555
#520033
เปิดฉบับเต็ม

คดีนี้โจทก์บรรยายฟ้องว่า จำเลยทั้งสองร่วมกระทำความผิดต่อกฎหมายหลายกรรมต่างกัน กล่าวคือ (ก) เมื่อวันที่ 16 มีนาคม 2552 เวลากลางวัน ถึงวันที่ 18 มีนาคม 2552 เวลากลางวัน ต่อเนื่องกัน จำเลยทั้งสองร่วมกันมีเมทแอมเฟตามีนอันเป็นยาเสพติดให้โทษในประเภท 1 จำนวน 98 เม็ด (หน่วยการใช้) โดย 8 เม็ด (หน่วยการใช้) น้ำหนักสุทธิ 0.71 กรัม คำนวณเป็นสารบริสุทธิ์จำนวนเท่าใดไม่ปรากฏชัดและ 90 เม็ด (หน่วยการใช้) น้ำหนักสุทธิ 7.99 กรัม คำนวณเป็นสารบริสุทธิ์ได้ 1.206 กรัม ไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่าย (ข) วันที่ 18 มีนาคม 2552 เวลากลางวัน จำเลยทั้งสองร่วมกันจำหน่ายเมทแอมเฟตามีน 8 เม็ด (หน่วยการใช้) ดังกล่าวให้แก่ ช. ในราคา 1,600 บาทและ (ค) วันที่ 18 มีนาคม 2552 เวลากลางคืนหลังเที่ยง จำเลยทั้งสองร่วมกันจำหน่ายเมทแอมเฟตามีน 90 เม็ด (หน่วยการใช้) ดังกล่าวให้แก่สายลับผู้ล่อซื้อในราคา 18,000 บาท ดังนี้ฟ้องโจทก์แสดงโดยชัดเจนแล้วว่า จำเลยกระทำความผิดสามกรรมต่างวาระกัน ซึ่งเป็นกรณีที่โจทก์ประสงค์ให้ลงโทษจำเลยทั้งสองทุกกรรมเป็นกระทงความผิดไป เมื่อจำเลยทั้งสองให้การรับสารภาพตามฟ้อง เท่ากับจำเลยยอมรับแล้วว่า ได้กระทำความผิดสามกรรมต่างกัน การกระทำของจำเลยทั้งสองจึงเป็นความผิดหลายกรรมต่างกัน

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยทั้งสองตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 มาตรา 4, 7, 8, 15, 66, 102 ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 32, 33, 83, 91 ริบเมทแอมเฟตามีนและโทรศัพท์เคลื่อนที่ของกลาง

จำเลยทั้งสองให้การรับสารภาพ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยทั้งสองมีความผิดตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 มาตรา 15 วรรคหนึ่ง และวรรคสาม (2), 66 วรรคหนึ่ง และวรรคสอง ประกอบประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83 ฐานร่วมกันมีเมทแอมเฟตามีนไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่ายและร่วมกันจำหน่ายเมทแอมเฟตามีน 2 ครั้ง การกระทำความผิดของจำเลยทั้งสองเป็นความผิด 2 กรรม ซึ่งความผิดแต่ละกรรมเป็นการกระทำอันเป็นกรรมเดียวเป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบท ให้ใช้บทที่มีโทษหนักที่สุดลงโทษแก่จำเลยตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 ฐานร่วมกันมีเมทแอมเฟตามีนไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่าย 98 เม็ด และร่วมกันจำหน่ายเมทแอมเฟตามีน 8 เม็ด ในกรรมแรกให้ลงโทษฐานร่วมกันเมทแอมเฟตามีนไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่ายซึ่งเป็นบทที่มีโทษหนักที่สุดตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 มาตรา 15 วรรคหนึ่งและวรรคสาม (2), 66 วรรคสอง จำคุกคนละ 6 ปี และปรับคนละ 600,000 บาท ส่วนความผิดฐานร่วมกันมีเมทแอมเฟตามีนไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่ายและร่วมกันจำหน่ายเมทแอมเฟตามีนที่เหลืออีก 90 เม็ด ในกรรมที่สองมีอัตราโทษเท่ากัน ให้ลงโทษจำเลยทั้งสองฐานร่วมกันจำหน่ายเมทแอมเฟตามีนตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 มาตรา 15 วรรคสาม (2), 66 วรรคสอง จำคุกคนละ 6 ปี และปรับคนละ 600,000 บาท รวมจำคุกคนละ 12 ปี และปรับคนละ 1,200,000 บาท จำเลยทั้งสองให้การรับสารภาพเป็นประโยชน์แก่การพิจารณามีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คนละกึ่งหนึ่ง คงจำคุกคนละ 6 ปี และปรับคนละ 600,000 บาท ไม่ชำระค่าปรับให้จัดการตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 29, 30 กรณีกักขังแทนค่าปรับให้กักขังได้ไม่เกิน 2 ปี ริบเมทแอมเฟตามีนและโทรศัพท์เคลื่อนที่ของกลาง คำขออื่นให้ยก

โจทก์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์แผนกคดียาเสพติดพิพากษาแก้เป็นว่า ความผิดฐานร่วมกันมีเมทแอมเฟตามีนไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่าย ให้ปรับจำเลยทั้งสองคนละ 400,000 บาท และความผิดฐานร่วมกันจำหน่ายเมทแอมเฟตามีน ให้ปรับจำเลยทั้งสองคนละ 400,000 บาท รวมปรับคนละ 800,000 บาท ลดโทษให้คนละกึ่งหนึ่งตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 แล้ว คงปรับคนละ 400,000 บาท ส่วนโทษจำคุกและนอกจากที่แก้คงให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

โจทก์ฎีกา โดยศาลฎีกาอนุญาตให้ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ที่โจทก์ฎีกาปัญหาข้อกฎหมายว่า การกระทำของจำเลยทั้งสองเป็นความผิดสามกรรมหรือไม่ เห็นว่า โจทก์บรรยายฟ้องว่า จำเลยทั้งสองร่วมกระทำความผิดต่อกฎหมายหลายกรรมต่างกัน กล่าวคือ (ก) เมื่อวันที่ 16 มีนาคม 2552 เวลากลางวัน ถึงวันที่ 18 มีนาคม 2552 เวลากลางวันต่อเนื่องกัน จำเลยทั้งสองร่วมกันมีเมทแอมเฟตามีนอันเป็นยาเสพติดให้โทษในประเภท 1 จำนวน 98 เม็ด (หน่วยการใช้) โดย 8 เม็ด (หน่วยการใช้) น้ำหนักสุทธิ 0.71 กรัม คำนวณเป็นสารบริสุทธิ์จำนวนเท่าใดไม่ปรากฏชัด และ 90 เม็ด (หน่วยการใช้) น้ำหนักสุทธิ 7.99 กรัม คำนวณเป็นสารบริสุทธิ์ได้ 1.206 กรัม ไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่าย (ข) วันที่ 18 มีนาคม 2552 เวลากลางวัน จำเลยทั้งสองร่วมกันจำหน่ายเมทแอมเฟตามีน 8 เม็ด (หน่วยการใช้) ให้แก่นางสาวอัจฉราในราคา 1,600 บาท และ (ค) วันที่ 18 มีนาคม 2552 เวลากลางคืนหลังเที่ยง จำเลยทั้งสองร่วมกันจำหน่ายเมทแอมเฟตามีน 90 เม็ด (หน่วยการใช้) ให้แก่สายลับผู้ล่อซื้อในราคา 18,000 บาท ฟ้องโจทก์แสดงโดยชัดเจนแล้วว่าจำเลยกระทำความผิดสามกรรมต่างวาระกัน ซึ่งเป็นกรณีที่โจทก์ประสงค์ให้ลงโทษจำเลยทั้งสองทุกกรรมเป็นกระทงความผิดไป เมื่อจำเลยทั้งสองให้การรับสารภาพตามฟ้อง เท่ากับจำเลยยอมรับแล้วว่า ได้กระทำความผิดสามกรรมต่างกัน การกระทำของจำเลยทั้งสองจึงเป็นความผิดหลายกรรมต่างกัน ที่ศาลล่างทั้งสองวินิจฉัยว่าการกระทำของจำเลยทั้งสองเป็นความผิดสองกรรม ศาลฎีกาไม่เห็นพ้องด้วย ฎีกาของโจทก์ฟังขึ้น

พิพากษาแก้เป็นว่า จำเลยทั้งสองมีความผิดตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 มาตรา 15 วรรคหนึ่ง และวรรคสาม (2), 66 วรรคหนึ่ง วรรคสอง ประกอบประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83 การกระทำของจำเลยทั้งสองเป็นความผิดหลายกรรมต่างกัน ให้ลงโทษทุกกรรมเป็นกระทงความผิดไป ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 ฐานร่วมกันมีเมทแอมเฟตามีนไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่าย 98 เม็ด จำคุกคนละ 6 ปี และปรับคนละ 400,000 บาท ฐานร่วมกันจำหน่ายเมทแอมเฟตามีน 8 เม็ด จำคุกคนละ 4 ปี ส่วนความผิดฐานร่วมกันมีเมทแอมเฟตามีนไว้ในครอบครองเพี่อจำหน่ายและร่วมกันจำหน่ายเมทแอมเฟตามีน 90 เม็ด มีอัตราโทษเท่ากัน ให้ลงโทษจำเลยทั้งสองฐานร่วมกันจำหน่ายเมทแอมเฟตามีนตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 มาตรา 15 วรรคหนึ่ง,วรรคสาม (2), 66 วรรคสอง จำคุกคนละ 6 ปี และปรับคนละ 400,000 บาท รวมจำคุกคนละ 16 ปี และปรับคนละ 800,000 บาท จำเลยทั้งสองให้การรับสารภาพเป็นประโยชน์แก่การพิจารณามีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คนละกึ่งหนึ่ง คงจำคุกคนละ 8 ปี และปรับคนละ 400,000 บาท ไม่ชำระค่าปรับให้จัดการตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 29, 30 กรณีกักขังแทนค่าปรับให้กักขังได้ไม่เกิน 2 ปี นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.ยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 ม. 15 ม. 66
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการจังหวัดแม่สะเรียง
จำเลย — นางสาวสายสุนีย์ สุริยเปล่งแสง กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดแม่สะเรียง — นางสาวจิตเมตต์ เพ็ญธิสาร
ศาลอุทธรณ์ — นางขนิษฐา อรุณวงศ์
ชื่อองค์คณะ
อภิรัตน์ ลัดพลี
กฤษฎิ์จิรัฐ คุณาจิรภรณ์
ธงชัย เสนามนตรี
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 5117/2555
#526800
เปิดฉบับเต็ม

โจทก์บรรยายฟ้องว่า จำเลยทั้งสามข่มขืนใจผู้เสียหายให้มอบเงิน 40,000 บาท ผู้เสียหายต่อรองเหลือ 35,000 บาท แต่ทางพิจารณาได้ความผู้เสียหายให้เงิน 50,000 บาท ถือเป็นข้อแตกต่างในรายละเอียดเพราะไม่ว่าเป็นเงินเท่าใดก็เป็นความผิด และไม่มีจำเลยคนใดหลงต่อสู้ ศาลฎีกาลงโทษจำเลยทั้งสามได้ตาม ป.วิ.อ. มาตรา 192 วรรคสอง ประกอบมาตรา 215 และ 225

จำเลยทั้งสามร่วมกันล่อหลอกให้ผู้เสียหายไปหา แล้วใช้อาวุธปืนขู่บังคับให้ผู้เสียหายขึ้นรถยนต์ ระหว่างอยู่ในรถมีทั้งการทำร้ายร่างกายผู้เสียหายขู่เข็ญให้ผู้เสียหายไปล่อซื้อยาเสพติดให้โทษซึ่งเป็นวิธีการที่จะให้ผู้เสียหายยอมให้หรือยอมจะให้พวกตนได้ประโยชน์ในลักษณะที่เป็นทรัพย์สิน และเอาทรัพย์สินของผู้เสียหายไป พวกจำเลยยังนำบัตรเอทีเอ็มไปถอนเงินของผู้เสียหายออกมาและขู่เข็ญผู้เสียหายจนยอมที่จะให้เงินแก่พวกจำเลยเป็นการทดแทนที่จะให้ไปล่อซื้อยาเสพติดให้โทษ แสดงว่า จำเลยทั้งสามมีเจตนาที่จะให้ได้ทรัพย์สินของผู้เสียหายมากที่สุดโดยไม่คำนึงถึงวิธีการและจะให้ได้มาอย่างไร การกระทำความผิดมีลักษณะต่อเนื่องไม่ขาดตอน และการกระทำที่เป็นองค์ประกอบแห่งความผิดฐานร่วมกันปล้นทรัพย์กับความผิดฐานร่วมกันกรรโชกเกิดขึ้นซ้อนกัน ทั้งความผิดฐานร่วมกันกรรโชกเป็นความผิดสำเร็จแล้วตั้งแต่ผู้เสียหายยอมให้ทรัพย์สินที่พวกจำเลยเอาไปและยอมจะให้เงินแก่พวกจำเลยอีกในภายหลัง การที่จำเลยทั้งสามจะได้เงินส่วนที่ผู้เสียหายตกลงจะให้ในภายหลังหรือไม่ หามีผลให้การกระทำความผิดฐานร่วมกันกรรโชกไม่เป็นความผิดสำเร็จไม่ การกระทำความผิดของจำเลยทั้งสามฐานร่วมกันกรรโชกและร่วมกันปล้นทรัพย์จึงเป็นกรรมเดียวเป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบท

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยทั้งสามตามพระราชบัญญัติอาวุธปืน เครื่องกระสุนปืน วัตถุระเบิด ดอกไม้เพลิง และสิ่งเทียมอาวุธปืน พ.ศ.2490 มาตรา 7, 8 ทวิ, 72, 72 ทวิ ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 58, 80, 83, 91, 295, 340, 340 ตรี, 337 วรรคสอง, 371 ให้จำเลยทั้งสามร่วมกันคืนทรัพย์สิน 5 รายการ หรือชดใช้เงิน 12,200 บาท แก่ผู้เสียหาย นับโทษจำเลยที่ 1 ต่อกับโทษในคดีอาญาหมายเลขแดงที่ 3002/2548 ของศาลชั้นต้น และบวกโทษจำคุกจำเลยที่ 3 ที่รอการลงโทษไว้เข้ากับโทษในคดีนี้

จำเลยที่ 1 ให้การรับสารภาพ และรับว่าเป็นบุคคลเดียวกันกับจำเลยในคดีที่โจทก์ขอให้นับโทษต่อ

จำเลยที่ 2 และที่ 3 ให้การปฏิเสธ แต่จำเลยที่ 3 รับว่าเคยต้องโทษและพ้นโทษ (ที่ถูกเคยต้องโทษและรอการลงโทษไว้) ในคดีที่โจทก์ขอให้บวกโทษจริง

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยทั้งสามมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 340 วรรคสอง ประกอบมาตรา 340 ตรี มาตรา 83, 337 (2), 371 เป็นการกระทำความผิดหลายกรรมต่างกัน ให้ลงโทษทุกกรรมเป็นกระทงความผิดไปตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 ฐานร่วมกันปล้นทรัพย์ จำคุกคนละ 21 ปี ฐานร่วมกันกรรโชก จำคุกคนละ 6 ปี ฐาน ร่วมกันพาอาวุธปืนไปในเมือง ปรับคนละ 100 บาท รวมจำคุกคนละ 27 ปี และปรับคนละ 100 บาท จำเลยที่ 1 ให้การรับสารภาพเป็นประโยชน์แก่การพิจารณา และทางนำสืบของจำเลยที่ 2 และที่ 3 เป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้จำเลยที่ 1 กึ่งหนึ่ง และจำเลยที่ 2 ที่ 3 คนละหนึ่งในสี่ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คงจำคุกจำเลยที่ 1 มีกำหนด 13 ปี 6 เดือน และปรับ 50 บาท จำคุกจำเลยที่ 2 และที่ 3 มีกำหนดคนละ 20 ปี 3 เดือน และปรับคนละ 75 บาท บวกโทษจำเลยที่ 3 ที่รอการลงโทษไว้ในคดีอาญาหมายเลขแดงที่ 538/2546 ของศาลจังหวัดชลบุรี แผนกคดีเยาวชนและครอบครัวเข้ากับคดีนี้เป็นจำคุกจำเลยที่ 3 มีกำหนด 34 ปี 12 เดือน 15 วัน และปรับ 75 บาท ให้จำเลยทั้งสามคืนทรัพย์ตามบันชีทรัพย์ถูกประทุษร้าย ยกเว้นเฉพาะสมุดบัญชีธนาคารทรัพย์รายการที่ 4 หรือใช้ราคาเป็นเงิน 12,200 บาท แก่ผู้เสียหาย ไม่ชำระค่าปรับให้จัดการตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 29 ข้อหาและคำขออื่นให้ยก

จำเลยที่ 2 และที่ 3 อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 2 พิพากษาแก้เป็นว่า ฐานร่วมกันปล้นทรัพย์ จำคุกจำเลยทั้งสามคนละ 18 ปี ฐานร่วมกันกรรโชก จำคุกจำเลยทั้งสามคนละ 2 ปี รวมจำคุกคนละ 20 ปี จำเลยที่ 1 ลดโทษให้กึ่งหนึ่ง คงจำคุก 10 ปี จำเลยที่ 2 และที่ 3 ลดโทษให้หนึ่งในสี่ คงจำคุกคนละ 15 ปี บวกโทษจำคุกของจำเลยที่ 3 ที่รอการลงโทษไว้เป็นจำคุก 29 ปี 9 เดือน 15 วัน เมื่อรวมกับความผิดฐานพาอาวุธแล้ว จำคุกจำเลยที่ 1 มีกำหนด 10 ปี และปรับ 50 บาท จำคุกจำเลยที่ 2 มีกำหนด 15 ปี และปรับ 75 บาท จำคุกจำเลยที่ 3 มีกำหนด 29 ปี 9 เดือน 15 วัน และปรับ 75 บาท นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

จำเลยที่ 3 ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า คดีนี้โจทก์บรรยายฟ้องในข้อ (จ) ว่า จำเลยทั้งสามข่มขืนใจผู้เสียหายให้ส่งมอบเงินสด 40,000 บาท แต่ผู้เสียหายต่อรองโดยตกลงจะส่งมอบเงินให้ 35,000 บาท แต่ตามทางนำสืบผู้เสียหายอ้างว่าเป็นเงิน 50,000 บาท แตกต่างกันก็ตาม แต่ไม่ว่าจะเป็นเงินเท่าใดต่างเป็นความผิดทั้งสิ้น ความแตกต่างกันดังกล่าวจึงเป็นเรื่องรายละเอียดและไม่มีจำเลยคนใดหลงต่อสู้ ศาลฎีกาจึงลงโทษจำเลยทั้งสามตามข้อเท็จจริงที่ได้ความนั้นได้ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 192 วรรคสอง ประกอบมาตรา 215 และมาตรา 225 และข้อเท็จจริงที่รับฟังได้ว่า จำเลยทั้งสามร่วมกันกระทำความผิดโดยล่อหลอกให้ผู้เสียหายไปหาแล้วใช้อาวุธปืนขู่บังคับให้ผู้เสียหายขึ้นรถยนต์ ระหว่างอยู่ในรถมีทั้งการทำร้ายร่างกายผู้เสียหาย ขู่เข็ญให้ผู้เสียหายไปล่อซื้อยาเสพติดให้โทษซึ่งเป็นวิธีการที่จะให้ผู้เสียหายยอมให้หรือยอมจะให้พวกตนได้ประโยชน์ในลักษณะที่เป็นทรัพย์สิน และเอาทรัพย์ของผู้เสียหายเป็นกระเป๋าใส่เงินซึ่งภายในมีทรัพย์สิน ได้แก่ เงินสดจำนวนหนึ่ง บัตรเอทีเอ็ม บัตรประจำตัวประชาชนไป พวกจำเลยยังนำบัตรเอทีเอ็มไปถอนเงินของผู้เสียหายออกมาเป็นเงิน 9,500 บาท และขู่เข็ญผู้เสียหายจนยอมที่จะให้เงินแก่พวกจำเลยเป็นการทดแทนที่จะให้ไปล่อซื้อยาเสพติดให้โทษ อันเห็นได้ว่า จำเลยทั้งสามมีเจตนาร่วมกันกระทำความผิดเพื่อที่จะให้ได้ทรัพย์หรือประโยชน์ในลักษณะที่เป็นทรัพย์สินโดยใช้กำลังประทุษร้ายและขู่เข็ญว่าจะทำอันตรายต่อชีวิต ร่างกาย และเสรีภาพของผู้เสียหายเพื่อให้ความสะดวกแก่การปล้นทรัพย์หรือการพาทรัพย์นั้นไป ให้ยื่นให้ซึ่งทรัพย์นั้นและยึดถือเอาทรัพย์นั้นไว้ โดยใช้อาวุธปืนขู่เข็ญและใช้ยานพาหนะเพื่อกระทำผิดพาทรัพย์นั้นไป และเพื่อให้พ้นการจับกุม จนผู้เสียหายยอมให้ทรัพย์สินข้างต้นและยอมที่จะให้เงินอีกจำนวนหนึ่งในภายหลัง เห็นได้ว่า จำเลยทั้งสามมีเจตนาที่จะให้ได้ทรัพย์สินของผู้เสียหายมากที่สุดโดยไม่คำนึงถึงวิธีการและจะให้ได้มาอย่างไร การกระทำความผิดคดีนี้ก็มีลักษณะต่อเนื่องไม่ขาดตอน และการกระทำที่เป็นองค์ประกอบแห่งความผิดฐานร่วมกันปล้นทรัพย์กับความผิดฐานร่วมกันกรรโชกเกิดขึ้นซ้อนกัน ทั้งความผิดฐานร่วมกันกรรโชกเป็นความผิดสำเร็จแล้วตั้งแต่ผู้เสียหายยอมให้ทรัพย์สินที่พวกจำเลยเอาไปข้างต้นและยอมจะให้เงินแก่พวกจำเลยอีกในภายหลัง การที่จำเลยทั้งสามจะได้เงินส่วนที่ผู้เสียหายตกลงจะให้ในภายหลังนี้หรือไม่ หามีผลให้การกระทำความผิดฐานร่วมกันกรรโชกไม่เป็นความผิดสำเร็จไม่ การกระทำความผิดของจำเลยทั้งสามฐานร่วมกันกรรโชกและร่วมกันปล้นทรัพย์จึงเป็นกรรมเดียวเป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบท หาได้แยกกันเป็นความผิดคนละกรรมดังโจทก์ฟ้องและตามคำพิพากษาของศาลล่างทั้งสองไม่ เมื่อรับฟังได้ว่า การกระทำความผิดของจำเลยทั้งสามฐานร่วมกันกรรโชกและร่วมกันปล้นทรัพย์เป็นการกระทำกรรมเดียวกัน ดังนั้น แม้โจทก์บรรยายฟ้องความผิดฐานร่วมกันกรรโชกว่า พวกจำเลยแสดงตัวเป็นเจ้าหน้าที่ตำรวจว่าจะขอหมายจับผู้เสียหายต่อศาลชั้นต้น เนื่องจากผู้เสียหายมีพฤติการณ์เกี่ยวข้องกับการจำหน่ายยาเสพติดให้โทษนั้น ซึ่งในส่วนที่อ้างว่าจะขอหมายจับผู้เสียหายจะไม่ตรงกันกับการกระทำของพวกจำเลยในชั้นพิจารณา ที่จำเลยที่ 2 เพียงอ้างจะให้ผู้เสียหายไปช่วยล่อซื้อยาเสพติดให้โทษก็ตาม แต่เป็นความแตกต่างกันในรายละเอียด ประกอบกับเมื่อรวมการกระทำทั้งในส่วนที่โจทก์อ้างเป็นความผิดฐานร่วมกันปล้นทรัพย์และความผิดฐานอื่นที่รับฟังได้เป็นกรรมเดียวกันแล้ว ย่อมรับฟังได้ว่า จำเลยทั้งสามมีการกระทำที่เป็นการใช้กำลังประทุษร้ายและขู่เข็ญว่าจะทำอันตรายต่อชีวิต ร่างกายและเสรีภาพของผู้เสียหาย จนผู้เสียหายยอมให้ทรัพย์สินและยอมจะให้เงินอีกจำนวนหนึ่งในภายหลังจริง และจำเลยทั้งสามไม่หลงต่อสู้ ศาลฎีกาจึงลงโทษจำเลยทั้งสามตามข้อเท็จจริงที่ได้ความนั้นตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 192 วรรคสอง ประกอบมาตรา 215 และมาตรา 225 ได้เช่นกัน ปัญหาข้างต้นเป็นข้อกฎหมายที่เกี่ยวกับความสงบเรียบร้อย แม้ไม่มีคู่ความฝ่ายใดยกขึ้นอ้าง ศาลฎีกาก็ยกขึ้นวินิจฉัยและพิพากษาแก้ได้ และเป็นเหตุอยู่ในส่วนลักษณะคดี ศาลฎีกามีอำนาจพิพากษาตลอดไปถึงจำเลยที่ 1 และที่ 2 ที่มิได้ฎีกาให้ได้ลดโทษดุจจำเลยที่ 3 ผู้ฎีกาตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 195 วรรคสอง และมาตรา 213 ประกอบมาตรา 225

พิพากษาแก้เป็นว่า จำเลยทั้งสามมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 340 วรรคสอง ประกอบมาตรา 340 ตรี, 337 วรรคสอง (2), 371 ความผิดทั้งหมดประกอบมาตรา 83 สำหรับความผิดฐานร่วมกันปล้นทรัพย์และฐานร่วมกันกรรโชกเป็นกรรมเดียวเป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบท ให้ลงโทษฐานร่วมกันปล้นทรัพย์ซึ่งเป็นกฎหมายบทที่มีโทษหนักที่สุดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 จำคุกคนละ 18 ปี ลดโทษให้จำเลยที่ 1 กึ่งหนึ่งตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คงจำคุก 9 ปี ลดโทษให้จำเลยที่ 2 และที่ 3 คนละหนึ่งในสี่ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คงจำคุกคนละ 13 ปี 6 เดือน เมื่อรวมกับโทษฐานร่วมกันพาอาวุธและบวกโทษจำคุกของจำเลยที่ 3 ที่รอการลงโทษไว้แล้ว จำเลยที่ 1 คงจำคุก 9 ปี และปรับ 50 บาท จำเลยที่ 2 คงจำคุก 13 ปี 6 เดือน และปรับ 75 บาท จำเลยที่ 3 คงจำคุก 27 ปี 15 เดือน 15 วัน และปรับ 75 บาท นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 2
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.อ. ม. 90 ม. 337 ม. 340
ป.วิ.อ. ม. 192 ม. 215 ม. 225
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการจังหวัดชลบุรี
จำเลย — นายวิรัตน์ พึ่งไทย กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดชลบุรี — นายสมหวัง กองใจ
ศาลอุทธรณ์ภาค 2 — นายจรัญ เนาวพนานนท์
ชื่อองค์คณะ
วุฒิชัย หรูจิตตวิวัฒน์
วรพจน์ วิไลชนม์
ประสิทธิ์ เจริญถาวรโภคา
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 5068/2555
#521429
เปิดฉบับเต็ม

จำเลยกับพวกว่าจ้างให้ ธ. นำเมทแอมเฟตามีนไปส่งที่กรุงเทพมหานคร ซึ่งเห็นว่าการกระทำของจำเลยกับพวกที่มีเมทแอมเฟตามีนไว้ในครอบครองก่อนที่จำเลยกับพวกจะส่งมอบเมทแอมเฟตามีนให้แก่ ธ. นั้น เป็นการกระทำความผิดฐานร่วมกันมีเมทแอมเฟตามีนไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่ายอันเป็นความผิดสำเร็จแล้ว โดยที่จำเลยกับพวกยังไม่ต้องส่งมอบเมทแอมเฟตามีนให้แก่ ธ. จำเลยกับพวกจึงเป็นผู้กระทำความผิดเสียเอง มิใช่เป็นผู้ก่อให้ ธ. กระทำความผิดฐานมีเมทแอมเฟตามีนไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่ายแต่อย่างใด เนื่องจากความผิดฐานเป็นผู้ใช้จะต้องยังไม่มีการกระทำความผิดเกิดขึ้น แม้โจทก์จะขอให้ลงโทษจำเลยฐานเป็นผู้ใช้ แต่เมื่อทางพิจารณาได้ความว่าจำเลยกับพวกเป็นผู้กระทำความผิดเสียเอง ข้อแตกต่างดังกล่าวก็มิใช่เป็นข้อสาระสำคัญ เมื่อจำเลยเพียงแต่โต้เถียงว่าจำเลยไม่เกี่ยวข้องกับเมทแอมเฟตามีน จึงเห็นว่าจำเลยมิได้หลงข้อต่อสู้ ศาลย่อมมีอำนาจลงโทษจำเลยตามข้อเท็จจริงที่พิจารณาได้ความได้ตาม ป.วิ.อ. มาตรา 192 วรรคสอง

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้อง ขอให้ลงโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83, 84 พระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 มาตรา 4, 7, 15, 66

จำเลยให้การปฏิเสธ

ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง

โจทก์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 5 พิพากษากลับ จำเลยมีความผิดตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 มาตรา 15 วรรคสอง (เดิม), 66 วรรคสอง (เดิม) ประกอบประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83, 84 วางโทษประหารชีวิต

จำเลยฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยว่า จำเลยเป็นผู้ใช้ให้นางธัญญากระทำความผิดฐานมีเมทแอมเฟตามีนไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่ายหรือไม่ เห็นว่า นางธัญญายืนยันถึงข้อเท็จจริงดังกล่าวมาโดยตลอดตั้งแต่ชั้นจับกุม ชั้นสอบสวนและชั้นพิจารณาโดยมีรายละเอียดเกี่ยวเนื่องครบถ้วนทุกขั้นตอน ไม่ปรากฏว่านางธัญญาเคยมีสาเหตุโกรธเคืองกับจำเลยมาก่อน ทั้งได้ความว่านางธัญญาอาศัยอยู่หมู่บ้านเดียวกันกับจำเลย หากจำเลยกับพวกไม่ได้เป็นผู้จ้างวานให้นางธัญญากระทำความผิดก็ไม่มีเหตุที่นางธัญญาจะให้การซัดทอดจำเลยเพื่อให้จำเลยต้องรับโทษ ที่จำเลยฎีกาอ้างว่า นางธัญญาเข้าใจผิดว่าจำเลยเป็นพลเมืองดีที่แจ้งจับนางธัญญา จึงเป็นเหตุให้นางธัญญาให้การใส่ร้ายจำเลยนั้น ก็เป็นเพียงความเข้าใจและการคาดคะเนของจำเลยเพียงฝ่ายเดียวไม่มีน้ำหนักรับฟัง น่าเชื่อว่านางธัญญาเบิกความไปตามเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นจริง แม้คำให้การของนางธัญญาซึ่งเป็นผู้กระทำความผิดได้พาดพิงถึงจำเลยในลักษณะเป็นการซัดทอด แต่ไม่ใช่เป็นการซัดทอดจำเลยในคดีเดียวกัน ทั้งไม่ใช่เป็นการให้การซัดทอดเพียงเพื่อให้ตนเองพ้นผิด หากแต่เป็นการให้การเล่าเรื่องราวเหตุการณ์ที่นางธัญญาได้ประสบมาจากการกระทำความผิดของตนยิ่งกว่าเป็นการปรักปรำจำเลย ซึ่งไม่มีกฎหมายห้ามมิให้รับฟังเพียงแต่ต้องรับฟังอย่างระมัดระวังเท่านั้น ซึ่งเมื่อรับฟังประกอบพยานหลักฐานอื่นของโจทก์ที่นำสืบแล้วได้ความว่าเมื่อเจ้าพนักงานตำรวจสืบสวนตามข้อเท็จจริงที่นางธัญญาให้การและมีการสเกตช์ภาพจำเลยและนายประพันธ์ตามคำบอกเล่าของนางธัญญาด้วยแล้ว ก็ปรากฏว่าจำเลยและนายประพันธ์มีตัวตนจริง ทั้งเมื่อเจ้าพนักงานตำรวจจับกุมนายประพันธ์ได้ นายประพันธ์ก็ให้การในชั้นสอบสวนยอมรับว่าร่วมกับจำเลยจำหน่ายเมทแอมเฟตามีนมาตั้งแต่ปี 2542 และได้มอบเมทแอมเฟตามีน 30,000 เม็ด ให้แก่จำเลยซึ่งนายประพันธ์ทราบว่าจำเลยไปว่าจ้างนางธัญญาให้นำเมทแอมเฟตามีนไปส่งที่กรุงเทพมหานคร ตามบันทึกคำให้การของผู้ต้องหาประกอบกับเมื่อทำการตรวจสอบโทรศัพท์หมายเลข 0 5386 8159 ซึ่งนางธัญญาให้การว่า นายประพันธ์ได้ให้ไว้เพื่อใช้ในการติดต่อ ก็ปรากฏว่าเป็นหมายเลขโทรศัพท์บ้านของนายประพันธ์ในขณะเกิดเหตุ ซึ่งล้วนสอดคล้องกับข้อเท็จจริงที่นางธัญญาให้การไว้ แม้โจทก์จะไม่มีประจักษ์พยานรู้เห็นขณะจำเลยส่งมอบเมทแอมเฟตามีนของกลางแก่นางธัญญาก็ตาม แต่โจทก์ก็มีนางสาวหฤทัย เขื่อนเพชร ผู้จัดการโรงแรมบอสโซเทลเบิกความว่า จำเลยเป็นผู้ขอเปิดห้องพักโรงแรมในวันเกิดเหตุ ของศาลจังหวัดเชียงใหม่ สอดคล้องเชื่อมโยงกับคำเบิกความของนางธัญญาที่ว่าจำเลยเปิดห้องพักโรงแรมเพื่อส่งมอบเมทแอมเฟตามีนให้แก่นางธัญญา และจำเลยเบิกความเจือสมคำพยานโจทก์ยอมรับว่าเป็นผู้เปิดห้องพักโรงแรมในวันดังกล่าว พยานหลักฐานของโจทก์จึงมีน้ำหนักรับฟัง ที่จำเลยอ้างว่า นางธัญญาขอยืมบัตรประจำตัวประชาชนไปเปิดห้องพักโดยจำเลยไม่มีส่วนรู้เห็นเกี่ยวกับการกระทำความผิดของนางธัญญานั้น ก็ได้ความจากทางนำสืบของจำเลยว่านางธัญญาขออาศัยรถจำเลยเข้ามาที่อำเภอเมืองเชียงใหม่เท่านั้น ทั้งปรากฏว่านางธัญญาก็มีบัตรประจำตัวประชาชนจึงไม่มีเหตุผลใดที่นางธัญญาจะต้องยืมบัตรประจำตัวประชาชนของจำเลยและจำเลยต้องให้นางธัญญายืมบัตรประจำตัวประชาชนเพื่อเปิดห้องพักโรงแรมอีก ข้ออ้างของจำเลยในข้อนี้จึงฟังไม่ขึ้น ส่วนที่จำเลยฎีกาว่า คำเบิกความของนางธัญญาในคดีนี้แตกต่างจากคำเบิกความของนางธัญญาในคดีอาญาหมายเลขดำที่ 464/2546 ของศาลชั้นต้น ระหว่าง พนักงานอัยการจังหวัดลำพูน โจทก์ กับนายประพันธ์หรือเป็ง วรรณะศรี จำเลย นั้น เห็นว่า เป็นเพียงรายละเอียดและนางธัญญายังเบิกความยืนยันว่า จำเลยเป็นผู้ว่าจ้างตนเองขนเมทแอมเฟตามีนไปกรุงเทพมหานคร จึงไม่ถือเป็นข้อพิรุธ สำหรับฎีกาข้ออื่นของจำเลยไม่ทำให้ผลของคำพิพากษาเปลี่ยนแปลงไปจึงไม่จำต้องวินิจฉัย พยานหลักฐานที่โจทก์นำสืบมาจึงมีน้ำหนักรับฟังเชื่อมโยงเป็นเหตุเป็นผลเป็นลำดับฟังได้โดยปราศจากข้อสงสัยว่า จำเลยกับพวกว่าจ้างให้นางธัญญานำเมทแอมเฟตามีนไปส่งที่กรุงเทพมหานคร ซึ่งเห็นว่าการกระทำของจำเลยกับพวกที่มีเมทแอมเฟตามีนไว้ในครอบครองก่อนที่จำเลยกับพวกจะส่งมอบเมทแอมเฟตามีนให้แก่นางธัญญานั้น เป็นการกระทำความผิดฐานร่วมกันมีเมทแอมเฟตามีนไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่ายอันเป็นความผิดสำเร็จแล้ว โดยที่จำเลยกับพวกยังไม่ต้องส่งมอบเมทแอมเฟตามีนให้แก่นางธัญญา จำเลยกับพวกจึงเป็นผู้กระทำความผิดเสียเอง มิใช่เป็นผู้ก่อให้นางธัญญากระทำความผิดฐานมีเมทแอมเฟตามีนไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่ายแต่อย่างใด เนื่องจากความผิดฐานเป็นผู้ใช้จะต้องยังไม่มีการกระทำความผิดเกิดขึ้น แม้โจทก์จะขอให้ลงโทษจำเลยฐานเป็นผู้ใช้ แต่เมื่อทางพิจารณาได้ความว่าจำเลยกับพวกเป็นผู้กระทำความผิดเสียเอง ข้อแตกต่างดังกล่าวก็มิใช่เป็นข้อสาระสำคัญ เมื่อจำเลยเพียงแต่โต้เถียงว่าจำเลยไม่เกี่ยวข้องกับเมทแอม เฟตามีน จึงเห็นว่าจำเลยมิได้หลงข้อต่อสู้ ศาลย่อมมีอำนาจลงโทษจำเลยตามข้อเท็จจริงที่พิจารณาได้ความได้ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 192 วรรคสอง ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 5 พิพากษาลงโทษจำเลยมานั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วยในผล ฎีกาของจำเลยฟังไม่ขึ้น แต่คำเบิกความของจำเลยที่ยอมรับว่าเป็นผู้เปิดห้องโรงแรมในวันเกิดเหตุซึ่งศาลนำมาใช้ประกอบการวินิจฉัยคดีนั้น เป็นการให้ความรู้แก่ศาล นับว่ามีเหตุบรรเทาโทษ สมควรลดโทษให้จำเลยตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 หนึ่งในสาม

พิพากษาแก้เป็นว่า ไม่ปรับบทตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 84 ลดโทษให้จำเลยหนึ่งในสามตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 ประกอบมาตรา 52 (1) คงจำคุกจำเลยตลอดชีวิต นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 5
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.อ. ม. 83 ม. 84
ป.วิ.อ. ม. 192 วรรคสอง
พ.ร.บ.ยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 ม. 15 วรรคสอง (เดิม) ม. 66 วรรคสอง (เดิม)
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการจังหวัดลำพูน
จำเลย — นายธวัชร์หรือธวัชชัย สิทธิครอง
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดลำพูน — นางสาวพนิดา รัตนะวรรธนะ
ศาลอุทธรณ์ภาค 5 — นายสรศักดิ์ ศรีพิชญาการ
ชื่อองค์คณะ
ชัยวุฒิ โลหชิตรานนท์
ทวี ประจวบลาภ
ถมรัตน์ เลิศไพรวัน
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 5053/2555
#521415
เปิดฉบับเต็ม

จำเลยที่ 1 มาขอไม่ให้ผู้เสียหายยื่นซองสอบราคาโดยจำเลยที่ 2 ก็อยู่ในบริเวณนั้น แต่ผู้เสียหายคงยืนยันจะยื่นซองสอบราคา จากนั้นจำเลยที่ 1 เดินมาพูดกับผู้เสียหายว่า "ไอ้น้อยมึงแน่หรือ" และตบหน้าผู้เสียหายที่บริเวณเบ้าตาขวาเป็นเหตุให้ผู้เสียหายตกจากเก้าอี้ล้มลงที่พื้น แล้วจำเลยที่ 2 กับพวกเข้าสมทบกับจำเลยที่ 1 รุมทำร้ายผู้เสียหาย โดยระหว่างนั้นจำเลยที่ 1 พูดในเชิงข่มขู่ผู้เสียหายว่า "ไอ้น้อยมึงเก่งจริงมึงยื่นเลย" พฤติการณ์แห่งคดีบ่งชี้โดยแจ้งชัดว่าจำเลยที่ 2 ร่วมกับพวกรุมทำร้ายผู้เสียหายเพื่อเป็นการข่มขู่มิให้ผู้เสียหายยื่นซองสอบราคาจ้างเหมางานที่จำเลยที่ 1 ซึ่งเป็นพี่ชายต่างบิดาของจำเลยที่ 2 ขอไม่ให้ผู้เสียหายยื่นในวันเกิดเหตุ ดังนี้ จำเลยที่ 2 จึงมีความผิดตาม ป.อ. มาตรา 295, 309 วรรคแรก ประกอบมาตรา 83 แม้จำเลยที่ 2 ไม่ได้ยื่นซองสอบราคาในวันเกิดเหตุตามที่จำเลยที่ 2 อ้างก็ตาม แต่การที่จำเลยที่ 2 ร่วมใช้กำลังประทุษร้ายต่อผู้เสียหายเพื่อให้จำยอมไม่เข้าร่วมในการเสนอราคาตามประกาศสอบราคาจ้างเหมาในเหตุคดีนี้จนผู้เสียหายต้องเข้ารับการรักษาพยาบาลจากแพทย์ที่โรงพยาบาลและไม่กล้ายื่นซองสอบราคาภายในกำหนด ถือได้ว่าเป็นการกระทำที่เป็นความผิดตาม พ.ร.บ.ว่าด้วยความผิดเกี่ยวกับการเสนอราคาต่อหน่วยงานของรัฐ พ.ศ.2542 มาตรา 6 อีกฐานหนึ่งด้วย

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83, 295, 309 พระราชบัญญัติว่าด้วยความผิดเกี่ยวกับการเสนอราคาต่อหน่วยงานของรัฐพ.ศ.2542 มาตรา 3, 6

จำเลยทั้งสองให้การปฏิเสธ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยทั้งสองมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83, 295, 309 (ที่ถูก 309 วรรคแรก) พระราชบัญญัติว่าด้วยความผิดเกี่ยวกับการเสนอราคาต่อหน่วยงานของรัฐ พ.ศ.2542 มาตรา 6 การกระทำของจำเลยทั้งสองเป็นกรรมเดียวเป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบท ให้ลงโทษจำเลยทั้งสองตามพระราชบัญญัติว่าด้วยความผิดเกี่ยวกับการเสนอราคาต่อหน่วยงานของรัฐฯ ซึ่งเป็นกฎหมายบทที่มีโทษหนักที่สุดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 จำคุกคนละ 6 ปีและปรับคนละ 140,000 บาท หากไม่ชำระค่าปรับให้จัดการตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 29, 30 โดยให้กักขังแทนค่าปรับได้ไม่เกินคนละ 2 ปี

จำเลยทั้งสองอุทธรณ์

ระหว่างพิจารณาของศาลอุทธรณ์ภาค 3 จำเลยที่ 1 ถึงแก่ความตาย ศาลอุทธรณ์ภาค 3 เห็นว่า เมื่อจำเลยที่ 1 ถึงแก่ความตาย สิทธินำคดีอาญามาฟ้องย่อมระงับไปตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 39 (1) ให้จำหน่ายคดีจำเลยที่ 1 จากสารบบความ

ศาลอุทธรณ์ภาค 3 พิพากษายืน

จำเลยที่ 2 ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยที่ 2 ว่า จำเลยที่ 2 กระทำความผิดตามฟ้องหรือไม่เพียงไร โจทก์มีผู้เสียหายและนายโกวิทย์ ศรีสลับ เป็นพยานเบิกความจำเลยที่ 1 ที่ขอไม่ให้ยื่นซองสอบราคาจ้างเหมางานที่จำเลยที่ 1 ประสานงานฝ่ายผู้รับเหมาก่อสร้างเพื่อฮั้วกัน ครั้นผู้เสียหายและนายโกวิทย์ไปถึงอาคารที่เกิดเหตุจำเลยที่ 1 มาขอไม่ให้ผู้เสียหายยื่นซองสอบราคาอีกโดยจำเลยที่ 2 ก็อยู่ในบริเวณนั้น แต่ผู้เสียหายคงยืนยันจะยื่นซองสอบราคา จากนั้นครู่หนึ่งจำเลยที่ 1 เดินมาพูดกับผู้เสียหายว่า "ไอ้น้อย มึงแน่หรือ" และตบหน้าผู้เสียหายที่บริเวณเบ้าตาขวาเป็นเหตุให้ผู้เสียหายตกจากเก้าอี้ล้มลงที่พื้น แล้วจำเลยที่ 2 กับพวกเข้าสมทบกับจำเลยที่ 1 รุมทำร้ายผู้เสียหาย โดยระหว่างนั้นจำเลยที่ 1 พูดในเชิงข่มขู่ผู้เสียหายว่า "ไอ้น้อย มึงเก่งจริงมึงยื่นเลย" ข้อนำสืบของจำเลยที่ 2 ที่ว่า ผู้เสียหายถูกทำร้ายร่างกายในเหตุทะเลาะวิวาทแย่งงานกับผู้รับเหมาก่อสร้างอื่นแล้วจำเลยที่ 2 เข้าไปอยู่ในเหตุการณ์เพราะจะไปดูว่าจำเลยที่ 1 อยู่ในการชุลมุนต่อสู้ด้วยหรือไม่นั้น จำเลยที่ 2 ไม่มีบุคคลภายนอกที่อยู่ในเหตุการณ์มาเป็นพยานสนับสนุน ที่จำเลยที่ 2 เบิกความว่า จำเลยที่ 2 ไม่ได้ซื้อซองสอบราคาแต่อยู่ในอาคารที่เกิดเหตุเพราะอยากทราบว่าผู้ใดจะชนะการประมูลงานก็ขัดต่อเหตุผล เนื่องจากการสอบราคาจ้างเหมาในเหตุคดีนี้กำหนดเปิดซองสอบราคาในวันรุ่งขึ้น ข้อนำสืบของจำเลยที่ 2 จึงเลื่อนลอยไม่มีน้ำหนักหักล้างพยานโจทก์ที่ฟังข้อเท็จจริงได้ดังกล่าว พฤติการณ์แห่งคดีบ่งชี้โดยแจ้งชัดว่าจำเลยที่ 2 ร่วมกับพวกรุมทำร้ายผู้เสียหายเพื่อเป็นการข่มขู่มิให้ผู้เสียหายยื่นซองสอบราคาจ้างเหมางานที่จำเลยที่ 1 ซึ่งเป็นพี่ชายต่างบิดาของจำเลยที่ 2 ขอไม่ให้ผู้เสียหายยื่นในวันเกิดเหตุ ดังนี้ จำเลยที่ 2 จึงมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 295, 309 วรรคแรกประกอบมาตรา 83 แม้จำเลยที่ 2 ไม่ได้ยื่นซองสอบราคาในวันเกิดเหตุตามที่จำเลยที่ 2 อ้างในฎีกาก็ตาม แต่การที่จำเลยที่ 2 ร่วมใช้กำลังประทุษร้ายต่อผู้เสียหายเพื่อให้จำยอมไม่เข้าร่วมในการเสนอราคาตามประกาศสอบราคาจ้างเหมาในเหตุคดีนี้จนผู้เสียหายต้องเข้ารับการรักษาพยาบาลจากแพทย์ที่โรงพยาบาลและไม่กล้ายื่นซองสอบราคาภายในกำหนด ถือได้ว่าเป็นการกระทำที่เป็นความผิดตามพระราชบัญญัติว่าด้วยความผิดเกี่ยวกับการเสนอราคาต่อหน่วยงานของรัฐ พ.ศ.2542 มาตรา 6 อีกฐานหนึ่งตามฟ้องด้วย บทบัญญัติดังกล่าวไม่มีองค์ประกอบความผิดว่าผู้กระทำผิดจะต้องเป็นผู้เสนอราคาด้วยแต่อย่างใด ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 3 พิพากษามานั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาของจำเลยที่ 2 ทุกข้อฟังไม่ขึ้น

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.อ. ม. 83 ม. 295 ม. 309 วรรคแรก
พ.ร.บ.ว่าด้วยความผิดเกี่ยวกับการเสนอราคาต่อหน่วยงานของรัฐ พ.ศ.2542 ม. 6
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการจังหวัดศรีสะเกษ
จำเลย — นายสหรัฐ สุระมิตร กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดศรีสะเกษ — นางสาวทิวานันท์ วังค์พ่าห์
ศาลอุทธรณ์ภาค 3 — นางพัชรวรรณ สวัสดิทัต
ชื่อองค์คณะ
ปรีดา พูนคำ
นิยุต สุภัทรพาหิรผล
วิวรรต นิ่มละมัย
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 5019/2555
#526776
เปิดฉบับเต็ม

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่าจำเลยทั้งสามมีความผิดตาม ป.อ. มาตรา 266 (3), 268 วรรคแรก ประกอบมาตรา 266 (3), 341 ประกอบมาตรา 83 เป็นกรรมเดียวผิดกฎหมายหลายบทให้ลงโทษตาม ป.อ. มาตรา 268 วรรคแรก ประกอบมาตรา 266 (3) ซึ่งเป็นบทที่มีโทษหนักที่สุด จำคุกจำเลยทั้งสามคนละ 3 ปี ศาลอุทธรณ์พิพากษาแก้เป็นว่า ให้ยกฟ้องจำเลยทั้งสามในความผิดฐานฉ้อโกง จ. โดยไม่ได้แก้โทษจำเลยที่ 1 จึงเป็นการแก้ไขเล็กน้อย ส่วนกรณีของจำเลยที่ 2 และที่ 3 ศาลอุทธรณ์พิพากษาลดโทษให้จำเลยที่ 2 และที่ 3 ในความผิดตาม ป.อ. มาตรา 268 วรรคแรก ประกอบมาตรา 266 (3) คงจำคุกคนละ 1 ปี 3 เดือน จึงเป็นกรณีที่ศาลอุทธรณ์แก้โทษความผิดในบทที่มีโทษหนักที่สุดอันเป็นบทที่ศาลชั้นต้นลงโทษแม้จะยกฟ้องความผิดในบทที่เบากว่า ก็ต้องถือว่าเป็นการแก้ไขเล็กน้อย เมื่อศาลอุทธรณ์คงลงโทษจำคุกจำเลยทั้งสามไม่เกินห้าปี จึงห้ามมิให้คู่ความฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริงตาม ป.วิ.อ. มาตรา 218 วรรคหนึ่ง

ศาลอุทธรณ์ฟังข้อเท็จจริงว่า พนักงานสอบสวนสอบคำให้การ จ. ไว้ในฐานะพยานในคดีความผิดฐานปลอม ใช้เอกสารปลอม และฉ้อโกง ที่โจทก์ร่วม ร. และ ส. แจ้งความร้องทุกข์ไว้เท่านั้น แต่ จ. ไม่ได้แจ้งความร้องทุกข์ให้ดำเนินคดีแก่จำเลยทั้งสาม ข้อที่โจทก์ฎีกาว่า จ. ให้การต่อพนักงานสอบสวนประสงค์ให้ดำเนินคดีแก่จำเลยที่ 1 และบุคคลที่เกี่ยวข้องตามบันทึกคำให้การชั้นสอบสวนแนบท้ายฎีกา ถือว่าคำให้การของ จ. เป็นการร้องทุกข์ในคำให้การภายในกำหนดอายุความตามกฎหมายแล้ว และโจทก์บรรยายฟ้องว่า ในความผิดอันยอมความได้ ผู้เสียหายได้ร้องทุกข์ตามกฎหมายภายในอายุความโดยชอบแล้ว เมื่อจำเลยทั้งสามไม่ต่อสู้คดี โจกท์จึงไม่ต้องนำสืบว่ามีการร้องทุกข์ภายในกำหนดอายุความอีก โจทก์จึงมีอำนาจฟ้องจำเลยทั้งสามในความผิดฐานร่วมกันฉ้อโกง จ. นั้น ฎีกาโจทก์ดังกล่าวเป็นการโต้แย้งการรับฟังข้อเท็จจริงของศาลอุทธรณ์เพื่อนำไปสู่การวินิจฉัยปัญหาข้อกฎหมาย จึงเป็นฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริงต้องห้ามตาม ป.วิ.อ. มาตรา 218 วรรคหนึ่ง ทั้งข้อเท็จจริงที่ว่า จ. ได้ร้องทุกข์ตามบันทึกคำให้การที่แนบท้ายฎีกานั้น ก็เป็นข้อเท็จจริงที่ไม่ได้ว่ากันมาแล้วโดยชอบในศาลล่างทั้งสอง เป็นฎีกาที่ไม่ชอบตาม ป.วิ.พ. มาตรา 249 วรรคหนึ่ง ประกอบมาตรา 15 ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัย

ศาลสั่งรวมพิจารณาพิพากษาคดีที่โจทก์ฟ้องจำเลยที่ 1 และคดีที่โจทก์ฟ้องจำเลยที่ 2 และที่ 3 เข้าด้วยกัน แม้ศาลชั้นต้นจะพิพากษาลงโทษจำเลยที่ 1 ที่ให้การรับสารภาพไปก่อนที่จะพิพากษาคดีที่โจทก์ฟ้องจำเลยที่ 2 และที่ 3 อีกสำนวนหนึ่งก็ตาม แต่ความผิดในคดีทั้งสองสำนวนนั้นเป็นความผิดที่โจทก์ฟ้องว่าจำเลยทั้งสามได้ร่วมกันกระทำความผิด และศาลชั้นต้นมีคำสั่งให้รวมพิจารณาพิพากษาเข้าด้วยกันแล้ว ศาลอุทธรณ์ย่อมมีอำนาจพิพากษาเปลี่ยนแปลงแก้ไขคำพิพากษาศาลชั้นต้นสำหรับความผิดในส่วนของจำเลยที่ 1 ที่เป็นอันยุติไปแล้วนั้นให้ถูกต้องได้ ที่ศาลอุทธรณ์พิพากษายกฟ้องโจทก์สำหรับจำเลยที่ 2 และที่ 3 เฉพาะในความผิดฐานร่วมกันฉ้อโกง จ. เพราะ เหตุที่ไม่มีการร้องทุกข์ตามระเบียบโดยชอบ และโจทก์ไม่มีอำนาจฟ้องจำเลยทั้งสามในความผิดฐานร่วมกันฉ้อโกง จ. อันเป็นเหตุในส่วนลักษณะคดี ศาลอุทธรณ์จึงชอบที่จะพิพากษายกฟ้องในความผิดฐานร่วมกันฉ้อโกง จ. ให้มีผลไปถึงจำเลยที่ 1 ที่ไม่ได้อุทธรณ์ได้ตาม ป.วิ.อ. มาตรา 213

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
คดีนี้ เดิมศาลชั้นต้นพิจารณาและพิพากษารวมกันกับคดีอาญาหมายเลขแดงที่ 5629/2542 ของศาลชั้นต้น โดยให้เรียกจำเลยในคดีดังกล่าวว่าจำเลยที่ 1 และเรียกจำเลยสำนวนนี้ว่าจำเลยที่ 2 และที่ 3 ตามลำดับ แต่คดีสำหรับจำเลยที่ 1 ยุติไปแล้วตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น คงขึ้นมาสู่ศาลฎีกาเฉพาะคดีนี้

โจทก์ฟ้องและแก้ไขฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยทั้งสามตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 264, 265, 266, 268, 341, 83, 91 ริบใบหุ้นของกลาง และให้จำเลยทั้งสามคืนหรือชดใช้เงินจำนวน 4,770,000 บาท แก่ผู้เสียหาย และนับโทษจำเลยที่ 1 ต่อจากโทษของจำเลยในคดีอาญาหมายเลขดำที่ 2610/2539 ของศาลชั้นต้น คดีอาญาหมายเลขดำที่ 6398/2538 หมายเลขแดงที่ 5782/2539 ของศาลชั้นต้น และคดีอาญาหมายเลขแดงที่ 5186/2541 ของศาลอาญาธนบุรี

จำเลยทั้งสามให้การปฏิเสธ แต่เมื่อสืบพยานโจทก์ไปบ้างแล้ว จำเลยที่ 1 ขอถอนคำให้การเดิมและให้การใหม่เป็นรับสารภาพ และรับว่าเป็นบุคคลคนเดียวกับจำเลยในคดีอาญาหมายเลขดำที่ 2610/2539 ของศาลชั้นต้น และคดีอาญาหมายเลขดำที่ 6398/2538 หมายเลขแดงที่ 5782/2539 ของศาลชั้นต้นที่โจทก์ขอให้นับโทษต่อ

ระหว่างพิจารณา นายเพียว ผู้เสียหาย ยื่นคำร้องขอเข้าร่วมเป็นโจทก์ ศาลชั้นต้นอนุญาต

ศาลชั้นต้นพิพากษาเฉพาะจำเลยที่ 1 ว่า จำเลยที่ 1 มีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 266 (3) ประกอบด้วยมาตรา 268 (ที่ถูกมาตรา 266 (3), 268 วรรคแรก ประกอบมาตรา 266 (3)), 341, 91, 83, 33 ลงโทษฐานใช้ใบหุ้นปลอมตามมาตรา 268 (ที่ถูกมาตรา 268 วรรคแรก ประกอบมาตรา 266 (3)) อันเป็นบทกฎหมายที่มีโทษหนักที่สุด เรียงกระทงลงโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 ลงโทษจำคุกจำเลยที่ 1 กรรมละ 3 ปี รวม 4 กรรม คงจำคุก 12 ปี จำเลยที่ 1 ให้การรับสารภาพหลังจากการสืบพยานโจทก์ไปแล้ว มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 หนึ่งในสาม คงจำคุกจำเลยที่ 1 มีกำหนด 8 ปี ริบใบหุ้นของกลาง และให้จำเลยที่ 1 คืนหรือชดใช้เงิน จำนวน 4,770,000 บาท แก่ผู้เสียหาย กับให้นับโทษของจำเลยที่ 1 ในคดีนี้ต่อจากโทษของจำเลยในคดีอาญาหมายเลขแดงที่ 5782/2539 ของศาลชั้นต้น และคดีอาญาหมายเลขแดงที่ 3832/2542 ของศาลชั้นต้น และพิพากษาเฉพาะจำเลยที่ 2 และที่ 3 ว่า จำเลยที่ 2 และที่ 3 มีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 83, 266 (3), 268 วรรคแรก ประกอบมาตรา 266 (3), 341 การกระทำของจำเลยที่ 2 และที่ 3 เป็นความผิดหลายกรรมต่างกันให้เรียงกระทงลงโทษทุกกรรมเป็นกระทงความผิดไป ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 ฐานร่วมกันฉ้อโกงโจทก์ร่วม จำคุกคนละ 3 ปี ฐานร่วมกันปลอมใบหุ้น รวม 4 กระทง ฐานร่วมกันฉ้อโกงและใช้เอกสารปลอม รวม 3 กระทง ฐานร่วมกันใช้เอกสารปลอม 1 กระทง จำเลยที่ 2 และที่ 3 เป็นผู้ร่วมกันปลอมใบหุ้นและใช้ใบหุ้นดังกล่าว กับความผิดฐานร่วมกันฉ้อโกงและฐานร่วมกันใช้เอกสารปลอม รวม 3 กระทง เป็นกรรมเดียวผิดกฎหมายหลายบท ต้องลงโทษฐานใช้เอกสารปลอมซึ่งเป็นบทที่มีโทษหนักที่สุด ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 จึงลงโทษจำเลยที่ 2 และที่ 3 ในความผิดฐานร่วมกันใช้เอกสารปลอมตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 268 วรรคแรก ประกอบมาตรา 266 (3) ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 268 วรรคสอง รวม 4 กระทง จำคุกกระทงละ 3 ปี เป็นจำคุกคนละ 12 ปี รวมเป็นจำคุกจำเลยที่ 2 และที่ 3 คนละ 15 ปี ให้จำเลยที่ 2 และที่ 3 ร่วมกับจำเลยที่ 1 คืนหรือชดใช้เงินจำนวน 4,770,000 บาท แก่ผู้เสียหาย ส่วนที่โจทก์ขอให้ริบใบหุ้นของกลางนั้น ปรากฏว่า ศาลมีคำสั่งริบใบหุ้นดังกล่าวแล้ว จึงให้ยกคำขอ

จำเลยที่ 2 และที่ 3 อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษาแก้เป็นว่า จำเลยที่ 2 และที่ 3 มีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83, 266 (3), 268 วรรคแรก ประกอบมาตรา 266 (3), 341 การกระทำของจำเลยที่ 2 และที่ 3 เป็นความผิดหลายกรรมต่างกัน ให้เรียงกระทงลงโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 ฐานฉ้อโกงโจทก์ร่วมจำคุกจำเลยที่ 2 และที่ 3 คนละ 1 ปี 3 เดือน ฐานปลอมใบหุ้นและฐานใช้ใบหุ้นปลอมต่อนางจิระพันธ์และนางสาวปนัดดา จำเลยที่ 2 และที่ 3 เป็นผู้ปลอมใบหุ้นและใช้ใบหุ้นที่ตนเองเป็นผู้ปลอมให้ลงโทษฐานใช้ใบหุ้นปลอมตามมาตรา 268 วรรคแรก ประกอบมาตรา 266 (3) ตามมาตรา 268 วรรคสอง ในความผิดแต่ละครั้งที่ใช้รวม 2 ครั้ง จำคุกจำเลยที่ 2 และที่ 3 คนละ 1 ปี 3 เดือน รวม 2 กระทง เป็นจำคุกจำเลยที่ 2 และที่ 3 คนละ 2 ปี 6 เดือน ฐานปลอมใบหุ้นฐานใช้ใบหุ้นปลอมต่อนายราชปาลและนายสุรพล และฐานฉ้อโกงนายราชปาลและนายสุรพล เป็นการกระทำกรรมเดียวเป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบทให้ลงโทษฐานใช้ใบหุ้นปลอมซึ่งเป็นกฎหมายบทที่มีโทษหนักที่สุดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 ในความผิดแต่ละครั้งที่ใช้รวม 2 ครั้ง จำคุกจำเลยที่ 2 และที่ 3 คนละ 1 ปี 3 เดือน รวม 2 กระทง เป็นจำคุกจำเลยที่ 2 และที่ 3 คนละ 2 ปี 6 เดือน รวมโทษทุกกระทงเป็นจำคุกจำเลยที่ 2 และที่ 3 คนละ 6 ปี 3 เดือน ยกฟ้องโจทก์สำหรับความผิดฐานฉ้อโกงนางจิระพันธ์ ให้จำเลยทั้งสามร่วมกันหรือแทนกันใช้เงินจำนวน 1,060,000 บาท แก่นายราชปาล และจำนวน 1,060,000 บาท แก่นายสุรพล นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

โจทก์ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ความผิดฐานร่วมกันฉ้อโกงโจทก์ร่วม ความผิดฐานร่วมกันปลอมและร่วมกันใช้ใบหุ้นปลอมต่อนางจิระพันธ์และนางสาวปนัดดา ความผิดฐานร่วมกันฉ้อโกง ร่วมกันปลอมและร่วมกันใช้ใบหุ้นปลอมต่อนายราชปาล และนายสุรพล เป็นอันยุติไปตามคำพิพากษาของศาลล่างทั้งสอง คดีคงมีปัญหาขึ้นมาสู่ศาลฎีกาเฉพาะในความผิดฐานร่วมกันฉ้อโกงนางจิระพันธ์ คดีนี้ศาลชั้นต้นพิพากษาว่าจำเลยทั้งสามมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 266 (3), 268 วรรคแรก ประกอบมาตรา 266 (3), 341 ประกอบมาตรา 83 เป็นกรรมเดียวผิดกฎหมายหลายบท ให้ลงโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 268 วรรคแรก ประกอบมาตรา 266 (3) ซึ่งเป็นบทที่มีโทษหนักที่สุด จำคุกจำเลยทั้งสามคนละ 3 ปี ศาลอุทธรณ์พิพากษาแก้เป็นว่า ให้ยกฟ้องจำเลยทั้งสามในความผิดฐานฉ้อโกงนางจิระพันธ์ โดยไม่ได้แก้โทษของจำเลยที่ 1 จึงเป็นการแก้ไขเล็กน้อย ส่วนกรณีของจำเลยที่ 2 และที่ 3 ศาลอุทธรณ์พิพากษาลดโทษให้จำเลยที่ 2 และที่ 3 ในความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 268 วรรคแรก ประกอบมาตรา 266 (3) คงจำคุกคนละ 1 ปี 3 เดือน จึงเป็นกรณีที่ศาลอุทธรณ์แก้โทษความผิดในบทที่มีโทษหนักที่สุดอันเป็นบทที่ศาลชั้นต้นลงโทษ แม้จะยกฟ้องความผิดในบทที่เบากว่า ก็ต้องถือว่าเป็นการแก้ไขเล็กน้อย เมื่อศาลอุทธรณ์คงให้ลงโทษจำเลยทั้งสามไม่เกินห้าปี จึงห้ามมิให้คู่ความฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริงตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 218 วรรคหนึ่ง

ศาลอุทธรณ์ฟังข้อเท็จจริงว่า พนักงานสอบสวนได้สอบคำให้การนางจิระพันธ์ไว้ในฐานะพยานในคดีความผิดฐานปลอม ใช้เอกสารปลอม และฉ้อโกง ที่โจทก์ร่วม นายราชปาล และนายสุรพลได้แจ้งความร้องทุกข์ไว้เท่านั้น แต่นางจิระพันธ์ไม่ได้แจ้งความร้องทุกข์ให้ดำเนินคดีแก่จำเลยทั้งสามไว้ ข้อที่โจทก์ฎีกาว่า นางจิระพันธ์ได้ให้การต่อพนักงานสอบสวนประสงค์ให้ดำเนินคดีแก่จำเลยที่ 1 และบุคคลที่เกี่ยวข้องตามบันทึกคำให้การชั้นสอบสวนที่แนบท้ายฎีกา ถือได้ว่าคำให้การของนางจิระพันธ์เป็นการร้องทุกข์ในคำให้การภายในกำหนดอายุความตามกฎหมายแล้ว และโจทก์บรรยายฟ้องว่าในความผิดอันยอมความได้ ผู้เสียหายได้ร้องทุกข์ตามกฎหมายภายในอายุความโดยชอบแล้ว เมื่อจำเลยทั้งสามไม่ต่อสู้คดี โจทก์จึงไม่ต้องนำสืบว่ามีการร้องทุกข์ภายในกำหนดอายุความอีก โจทก์จึงมีอำนาจฟ้องจำเลยทั้งสามในความผิดฐานร่วมกันฉ้อโกงนางจิระพันธ์นั้น เห็นว่า ฎีกาของโจทก์ดังกล่าวเป็นการโต้แย้งการรับฟังข้อเท็จจริงของศาลอุทธรณ์ ที่ว่านางจิระพันธ์ไม่ได้แจ้งความร้องทุกข์ให้ดำเนินคดีแก่จำเลยทั้งสาม เพื่อให้ศาลฎีการับฟังข้อเท็จจริงใหม่ว่า นางจิระพันธ์ได้ร้องทุกข์ภายในกำหนดอายุความแล้วตามที่โจทก์บรรยายฟ้องมา โดยโจทก์ไม่จักต้องนำสืบว่ามีการร้องทุกข์ภายในกำหนดอายุความอีก เป็นกรณีการโต้แย้งข้อเท็จจริงเพื่อนำไปสู่การวินิจฉัยปัญหาข้อกฎหมาย จึงเป็นการฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง ต้องห้ามตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 218 วรรคหนึ่ง ทั้งข้อเท็จจริงที่ว่านางจิระพันธ์ได้ร้องทุกข์ตามบันทึกคำให้การที่แนบท้ายฎีกานั้น ก็เป็นข้อเท็จจริงที่ไม่ได้ว่ากล่าวกันมาแล้วโดยชอบในศาลล่างทั้งสองเป็นฎีกาที่ไม่ชอบตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 249 วรรคหนึ่ง ประกอบประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 15 ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัย

คดีมีปัญหาตามที่โจทก์ฎีกาต่อไปว่า ศาลชั้นต้นพิพากษาลงโทษจำเลยที่ 1 เสร็จเด็ดขาดแล้ว ไม่มีเหตุผลใดที่จะแก้ไขเปลี่ยนแปลงคำพิพากษาของศาลชั้นต้น ที่ศาลอุทธรณ์พิพากษาให้มีผลไปถึงจำเลยที่ 1 ด้วยจึงไม่ชอบนั้น เห็นว่า คดีที่โจทก์ฟ้องจำเลยที่ 1 และฟ้องจำเลยที่ 2 และที่ 3 เป็นคดีหมายเลขดำที่ 2849/2538 และคดีหมายเลขดำที่ 4689/2538 ของศาลชั้นต้นนั้น เป็นคดีที่โจทก์ฟ้องว่าจำเลยทั้งสามร่วมกันกระทำความผิดตามฟ้องทั้งสองสำนวนคดีและศาลได้มีคำสั่งให้รวมพิจารณาพิพากษาคดีทั้งสองสำนวนเข้าด้วยกัน แม้ศาลชั้นต้นจะพิพากษาลงโทษจำเลยที่ 1 ที่ให้การรับสารภาพไปก่อนที่จะพิพากษาคดีที่โจทก์ฟ้องจำเลยที่ 2 และที่ 3 อีกสำนวนหนึ่งก็ตาม แต่ความผิดในคดีทั้งสองสำนวนนั้นเป็นความผิดที่โจทก์ฟ้องว่าจำเลยทั้งสามได้ร่วมกันกระทำความผิด และศาลชั้นต้นมีคำสั่งให้รวมพิจารณาพิพากษาเข้าด้วยกันแล้ว แม้ศาลชั้นต้นจะได้พิพากษาลงโทษจำเลยที่ 1 ไปก่อน ก็มีผลให้คดีในส่วนของจำเลยที่ 1 เป็นอันยุติไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้นเท่านั้น คดีหาได้ถึงที่สุดเสร็จเด็ดขาดไม่ เมื่อความผิดสำหรับจำเลยที่ 2 และที่ 3 ขึ้นไปสู่การพิจารณาศาลอุทธรณ์โดยชอบ ศาลอุทธรณ์ย่อมมีอำนาจพิพากษาเปลี่ยนแปลงแก้ไขคำพิพากษาศาลชั้นต้นสำหรับความผิดในส่วนของจำเลยที่ 1 ที่เป็นอันยุติไปแล้วนั้นให้ถูกต้องได้ ที่ศาลอุทธรณ์พิพากษายกฟ้องโจทก์สำหรับจำเลยที่ 2 และที่ 3 เฉพาะในความผิดฐานร่วมกันฉ้อโกงนางจิระพันธ์เพราะเหตุที่ไม่มีการร้องทุกข์ตามระเบียบโดยชอบ พนักงานสอบสวนไม่มีอำนาจสอบสวน และโจทก์ไม่มีอำนาจฟ้องจำเลยทั้งสามในความผิดฐานร่วมกันฉ้อโกงนางจิระพันธ์ อันเป็นเหตุในส่วนลักษณะคดี ศาลอุทธรณ์จึงชอบที่จะพิพากษายกฟ้องจำเลยที่ 2 และที่ 3 ในความผิดร่วมกันฉ้อโกงนางจิระพันธ์ให้มีผลไปถึงจำเลยที่ 1 ที่ไม่ได้อุทธรณ์ด้วยได้ ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 213 ที่ศาลอุทธรณ์พิพากษามานั้น ต้องด้วยความเห็นของศาลฎีกา ฎีกาของโจทก์ฟังไม่ขึ้น

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.อ. ม. 266 ม. 268 ม. 341
ป.วิ.อ. ม. 15 ม. 213 ม. 218
ป.วิ.พ. ม. 249
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการ สำนักงานอัยการสูงสุด
โจทก์ร่วม — นายเพียว พรไพฑูรย์สกุล
จำเลย — นายองอาจ แก้วมงคลศรี กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลอาญากรุงเทพใต้ — นายเทพ อิงคสิทธิ์
ศาลอุทธรณ์ — นางทัศนีย์ ธรรมเกณฑ์
ชื่อองค์คณะ
ชัยยุทธ ศรีจำนงค์
อนันต์ ชุมวิสูตร
สมชาติ ธัญญาวินิชกุล
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 5016/2555
#521519
เปิดฉบับเต็ม

แม้คนต่างด้าวจะได้มาซึ่งที่ดินจะต้องเป็นไปตามเงื่อนไขและวิธีการซึ่งกำหนดโดยกฎกระทรวงและต้องได้รับอนุญาตจากรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทยตาม ป.ที่ดิน มาตรา 86 แต่ ป.ที่ดินไม่ได้ห้ามเด็ดขาดไม่ให้คนต่างด้าวได้มาซึ่งที่ดิน เพียงแต่ต้องปฏิบัติตามเงื่อนไขที่กฎหมายกำหนดเท่านั้น ดังนั้น การที่ ต. และจำเลยร่วมกันครอบครองที่ดินและบ้านพิพาทเป็นเวลาเกินกว่า 10 ปี แล้วนั้น การครอบครองที่ดินและบ้านพิพาทของ ต. จึงไม่ได้เสียเปล่าไปและยังมีผลตามกฎหมาย เมื่อ ต. ถึงแก่ความตายเมื่อปี 2534 จำเลยได้ครอบครองที่ดินและบ้านพิพาทต่อมาจาก ต. จึงเป็นการครอบครองเพื่อตนต่อเนื่องมาเกินกว่า 10 ปีแล้ว จำเลยจึงได้กรรมสิทธิ์ในที่ดินดังกล่าวโดยการครอบครองปรปักษ์

ต. ซึ่งเป็นคนต่างด้าวไม่ปรากฏว่ามีการดำเนินการตามเงื่อนไขของกฎหมายแล้วซึ่งจะทำให้ ต. สามารถถือกรรมสิทธิ์ในที่ดินได้ แม้การครอบครองที่ดินของ ต. จะไม่เสียเปล่าไป แต่ก็จะมาขอให้ศาลแสดงกรรมสิทธิ์ในที่ดินที่ ต. ครอบครองไม่ได้ หากศาลบังคับให้จะเป็นทางให้ ต. ได้ที่ดินอันเป็นการฝ่าฝืนต่อกฎหมาย คำขอของผู้ร้องสอดในฐานะผู้จัดการมรดกของ ต. จึงไม่อาจบังคับให้ได้ ผู้ร้องสอดจึงไม่มีอำนาจยื่นคำร้องสอดให้ศาลสั่งแสดงกรรมสิทธิ์โดยการครอบครองปรปักษ์ได้ รวมทั้งคำขออื่นที่อาศัยสิทธิของการเป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์ด้วย

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ทั้งห้าฟ้องและแก้ไขคำฟ้องขอให้บังคับจำเลยขนย้ายทรัพย์สินและบริวารออกไปจากบ้านพิพาท ให้จำเลยใช้ค่าเสียหายอัตราเดือนละ 5,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับถัดจากวันฟ้องจนกว่าจำเลยจะขนย้ายทรัพย์สินและบริวารออกไปจากบ้านพิพาท

จำเลยให้การและแก้ไขคำให้การขอให้ยกฟ้องและฟ้องแย้งขอให้ศาลมีคำสั่งว่า ที่ดินโฉนดเลขที่ 24203 ตำบลบางสมัคร อำเภอบางปะกง จังหวัดฉะเชิงเทรา เนื้อที่ 43 ตารางวา ตกเป็นกรรมสิทธิ์ของจำเลยโดยการครอบครอบปรปักษ์

โจทก์ทั้งห้าให้การแก้ฟ้องแย้งขอให้ยกฟ้องแย้ง

ผู้ร้องสอดยื่นคำร้องขอเข้ามาเป็นคู่ความ ขอให้มีหนังสือถึงเจ้าพนักงานที่ดินจังหวัดฉะเชิงเทรา สาขาบางปะกง แก้ชื่อทางทะเบียนโดยใส่ชื่อผู้ร้องสอดในฐานะผู้จัดการมรดกของนายตงงักและจำเลยเป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์ที่ดินเฉพาะส่วนตามแผนที่วิวาท หากโจทก์ทั้งห้าไม่ปฏิบัติตามให้ถือเอาคำพิพากษาเป็นการแสดงเจตนาของโจทก์ทั้งห้า

ศาลชั้นต้นมีคำสั่งอนุญาตให้ผู้ร้องสอดเข้ามาเป็นคู่ความตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 57 (1)

โจทก์ยื่นคำให้การแก้คำร้องสอดขอให้ยกคำร้องสอด

ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้องและมีคำสั่งว่า ที่ดินโฉนดเลขที่ 24203 ตำบลบางสมัคร อำเภอบางปะกง จังหวัดฉะเชิงเทรา (แบ่งแยกในนามเดิมออกจากโฉนดที่ดินเลขที่ 7856 ตำบลบางสมัคร อำเภอบางปะกง จังหวัดฉะเชิงเทรา) ในส่วนที่ระบายเป็นพื้นที่สีเขียวซึ่งมีเนื้อที่ 12 ตารางวา เป็นกรรมสิทธิ์รวมของจำเลยและจำเลยร่วม (ที่ถูก ผู้ร้องสอด) ในฐานะผู้จัดการมรดกของนายตงงัก โดยการครอบครองปรปักษ์ ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1382 ค่าฤชาธรรมเนียมให้เป็นพับ

โจทก์ทั้งห้าอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 2 พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ

โจทก์ทั้งห้าฎีกา โดยผู้พิพากษาที่ได้นั่งพิจารณาคดีในศาลชั้นต้นรับรองว่ามีเหตุสมควรที่จะฎีกาในข้อเท็จจริงได้

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ...คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ทั้งห้าในข้อต่อไปว่า จำเลยและผู้ร้องสอดได้กรรมสิทธิ์ในที่ดินเนื้อที่ 12 ตารางวา บริเวณพื้นที่สีเขียวตามแผนที่วิวาทโดยครอบครองปรปักษ์หรือไม่ โจทก์ทั้งห้าฎีกาในข้อกฎหมายว่านายตงงักเป็นคนต่างด้าว มีเชื้อชาติและสัญชาติจีนซึ่งการได้มาซึ่งที่ดินจะต้องได้รับอนุญาตจากรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ตามประมวลกฎหมายที่ดิน มาตรา 86 แต่นายตงงักถึงแก่ความตายเมื่อปี 2534 โดยมิได้ดำเนินการให้ถูกต้อง จำเลยครอบครองที่ดินต่อมาจากนายตงงัก หากจะถือว่าเป็นการครอบครองเพื่อตนก็จะต้องเริ่มนับระยะเวลาครอบครองใหม่ นับถึงวันที่โจทก์ทั้งห้าฟ้องคดีนี้ จำเลยยังครอบครองที่ดินไม่ถึง 10 ปี เห็นว่า แม้โจทก์ทั้งห้าเพิ่งยกข้อเท็จจริงดังกล่าวขึ้นอ้างในชั้นฎีกาก็ตาม แต่เรื่องดังกล่าวเป็นปัญหาเกี่ยวกับอำนาจฟ้องของนายตงงัก จึงเป็นข้อกฎหมายอันเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชน โจทก์ทั้งห้าจึงยกขึ้นอ้างในชั้นฎีกาได้ ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 249 วรรคสอง อย่างไรก็ตาม แม้คนต่างด้าวจะได้มาซึ่งที่ดินจะต้องเป็นไปตามเงื่อนไขและวิธีการซึ่งกำหนดโดยกฎกระทรวงและต้องได้รับอนุญาตจากรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ตามประมวลกฎหมายที่ดิน มาตรา 86 แต่ประมวลกฎหมายที่ดินไม่ได้ห้ามเด็ดขาดไม่ให้คนต่างด้าวได้มาซึ่งที่ดิน เพียงแต่ต้องปฏิบัติตามเงื่อนไขที่กฎหมายกำหนดเท่านั้น ดังนั้น การที่นายตงงักและจำเลยร่วมกันครอบครองที่ดินและบ้านพิพาทเป็นเวลาเกินกว่า 10 ปี แล้วนั้น การครอบครองที่ดินและบ้านพิพาทของนายตงงักจึงไม่ได้เสียเปล่าไปและยังมีผลตามกฎหมาย เมื่อนายตงงักถึงแก่ความตายเมื่อปี 2534 จำเลยได้ครอบครองที่ดินและบ้านพิพาทต่อมาจากนายตงงัก จึงเป็นการครอบครองเพื่อตนต่อเนื่องมาเกินกว่า 10 ปีแล้ว จำเลยจึงได้กรรมสิทธิ์ในที่ดินดังกล่าวโดยการครอบครองปรปักษ์

ส่วนนายตงงักซึ่งเป็นคนต่างด้าวไม่ปรากฏว่ามีการดำเนินการตามเงื่อนไขของกฎหมายแล้วซึ่งจะทำให้นายตงงักสามารถถือกรรมสิทธิ์ในที่ดินได้ แม้การครอบครองที่ดินของนายตงงักจะไม่เสียเปล่าไป แต่ก็จะมาขอให้ศาลแสดงกรรมสิทธิ์ในที่ดินที่นายตงงักครอบครองไม่ได้ หากศาลบังคับให้จะเป็นทางให้นายตงงักได้ที่ดินอันเป็นการฝ่าฝืนต่อกฎหมาย คำขอของผู้ร้องสอดจึงไม่อาจบังคับให้ได้ ผู้ร้องสอดจึงไม่มีอำนาจยื่นคำร้องสอดให้ศาลสั่งแสดงกรรมสิทธิ์โดยการครอบครองปรปักษ์ได้ รวมทั้งคำขออื่นที่อาศัยสิทธิของการเป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์ด้วย ที่ศาลล่างทั้งสองมีคำสั่งให้จำเลยได้กรรมสิทธิ์ในที่ดินดังกล่าวโดยการครอบครองปรปักษ์นั้นชอบแล้ว แต่ที่มีคำสั่งให้ผู้ร้องสอดในฐานะผู้จัดการมรดกของนายตงงักได้กรรมสิทธิ์ในที่ดินดังกล่าวโดยการครอบครองปรปักษ์ด้วยนั้นศาลฎีกาไม่เห็นพ้องด้วย ฎีกาของโจทก์ในข้อนี้ฟังขึ้นบางส่วน

พิพากษาแก้เป็นว่า ให้ยกคำร้องสอดของผู้ร้องสอดเสียด้วย นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาของศาลอุทธรณ์ภาค 2 ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 1382
ป.ที่ดิน ม. 86 วรรคสอง
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นางสาววันดี วงศ์ภมร กับพวก
ผู้ร้องสอด — นางวิไล สำราญทรัพย์สิน
จำเลย — นางสาวสมจิตร์ แซ่อึ้ง
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดฉะเชิงเทรา — นายอานนท์ วิบูลย์สวัสดิ์
ศาลอุทธรณ์ภาค 2 — นายประพนธ์ กองมะลิกันแก้ว
ชื่อองค์คณะ
สมควร วิเชียรวรรณ
ปิยกุล บุญเพิ่ม
วาสนา หงศ์เจริญ
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4948/2555
#533007
เปิดฉบับเต็ม

จำเลยเพียงแต่พาผู้เสียหายที่ 1 ไปที่โรงครัวและห้องน้ำภายในวัดศรีบุญเรืองที่ผู้เสียหายที่ 1 เล่นชิงช้าอยู่เพื่อกระทำอนาจาร เมื่อจำเลยกระทำอนาจารผู้เสียหายที่ 1 แล้ว ส. มาเรียก จำเลยก็ปล่อยผู้เสียหายที่ 1 กลับไปโดยดี โดยมิได้มีการหน่วงเหนี่ยวกักขังผู้เสียหายที่ 1 แต่อย่างใด การที่จะเป็นความผิดฐานพรากเด็กอายุยังไม่เกินสิบห้าปีไปเสียจากบิดามารดาหรือผู้ปกครองหรือผู้ดูแลเพื่อการอนาจาร จะต้องเป็นการพาไปหรือแยกเด็กออกไปจากความปกครองดูแล ทำให้ความปกครองดูแลของบิดามารดาหรือผู้ปกครองเด็กถูกรบกวนหรือถูกกระทบกระเทือน ซึ่งคำว่า "พราก" ตามพจนานุกรมฉบับราชบัณฑิตยสถาน พ.ศ.2542 หมายความว่า จากไป พา เอาไปจาก แยกออกจากกัน หรือเอาออกจากกัน ดังนั้น การกระทำของจำเลยดังกล่าวยังไม่เข้าลักษณะพาหรือแยกเด็กไปจากความปกครองดูแลของผู้ปกครองเด็กอันทำให้ความปกครองดูแลของผู้ปกครองเด็กถูกรบกวนหรือถูกกระทบกระเทือนสิทธิ จึงไม่เป็นความผิดฐานพรากเด็กอายุยังไม่เกินสิบห้าปีไปเสียจากบิดามารดา หรือผู้ปกครอง หรือผู้ดูแลตาม ป.อ. มาตรา 317 วรรคสาม

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องและแก้ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91, 279, 283 ทวิ วรรคสอง, 317 ริบของกลาง

จำเลยให้การปฏิเสธ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 279 วรรคแรก, 283 ทวิ วรรคสอง การกระทำของจำเลยเป็นกรรมเดียวเป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบท ให้ลงโทษฐานกระทำอนาจารแก่เด็กอายุยังไม่เกินสิบห้าปีซึ่งเป็นกฎหมายบทที่มีโทษหนักที่สุดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 จำคุก 1 ปี ริบของกลาง ข้อหาอื่นให้ยก

โจทก์และจำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 4 พิพากษาแก้เป็นว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 317 วรรคสาม จำคุก 5 ปี อีกกระทงหนึ่ง เมื่อรวมกับโทษจำคุก 1 ปี ตามคำพิพากษาศาลชั้นต้นแล้วเป็นจำคุกจำเลย 6 ปี ไม่ริบแปรงขัดห้องน้ำของกลางและให้คืนเจ้าของ นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

จำเลยฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงที่คู่ความทั้งสองฝ่ายไม่ได้โต้เถียงกันในชั้นฎีการับฟังเป็นยุติว่า เด็กหญิง น. ผู้เสียหายที่ 1 เกิดวันที่ 28 มีนาคม 2535 และอยู่ในความปกครองดูแลของนางคูณ ผู้เสียหายที่ 2 ซึ่งเป็นยาย เมื่อวันที่ 25 พฤษภาคม 2546 แพทย์ตรวจร่างกายของผู้เสียหายที่ 1 พบรอยบวมแดงและถลอกที่บริเวณแคมเล็กและปากช่องคลอด

คดีคงมีปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยว่า จำเลยโดยปราศจากเหตุอันสมควรพรากเด็กอายุยังไม่เกินสิบห้าปี ไปเสียจากผู้ปกครองหรือผู้ดูแลเพื่อการอนาจารหรือไม่ โจทก์มีผู้เสียหายที่ 1 เบิกความว่า วันเกิดเหตุผู้เสียหายที่ 1 ถีบรถจักรยานไปจอดที่บ้านนางสมพรซึ่งอยู่ใกล้วัดศรีบุญเรือง แล้วเดินไปเล่นชิงช้าที่วัดศรีบุญเรือง ระหว่างนั้นจำเลยเข้ามาพูดกับผู้เสียหายว่าจะเอาขนมมาให้ แล้วพาผู้เสียหายที่ 1 ไปที่โรงครัวของวัด จำเลยให้ผู้เสียหายที่ 1 นอนลงที่พื้นห้องครัวแล้วถอดกางเกงของผู้เสียหายที่ 1 ออก จำเลยบีบหน้าอกอย่างแรงแล้วใช้นิ้วแหย่เข้าไปในอวัยวะเพศของผู้เสียหายที่ 1 จนผู้เสียหายที่ 1 เจ็บและร้องขึ้น จากนั้นจำเลยชวนผู้เสียหายที่ 1 ไปเอาขนมในห้องน้ำใกล้กับโรงครัว จำเลยให้ผู้เสียหายที่ 1 นอนลงที่พื้นห้องน้ำ จำเลยบีบหน้าอกกับใช้นิ้วมือและด้ามแปรงขัดห้องน้ำแหย่เข้าไปในอวัยวะเพศของผู้เสียหายที่ 1 ผู้เสียหายที่ 1 รู้สึกเจ็บและร้องขึ้น จำเลยพาผู้เสียหายที่ 1 กลับไปนั่งชิงช้าตามเดิม นางสมพรเรียกผู้เสียหายที่ 1 กลับบ้าน ผู้เสียหายที่ 1 เล่าเรื่องให้นางสมพรฟังและพาไปดูห้องครัวและห้องน้ำที่เกิดเหตุ จากคำเบิกความของผู้เสียหายที่ 1 จะเห็นว่าจำเลยเพียงแต่พาผู้เสียหายที่ 1 ไปที่โรงครัวและห้องน้ำภายในวัดศรีบุญเรืองที่ผู้เสียหายที่ 1 เล่นชิงช้าอยู่เพื่อกระทำอนาจาร เมื่อจำเลยกระทำอนาจารผู้เสียหายที่ 1 แล้ว นางสมพรมาเรียก จำเลยก็ปล่อยผู้เสียหายที่ 1 กลับไปโดยดี โดยมิได้มีการหน่วงเหนี่ยว กักขังผู้เสียหายที่ 1 แต่อย่างใด การที่จะเป็นความผิดฐานพรากเด็กอายุยังไม่เกินสิบห้าปี ไปเสียจากบิดามารดาหรือผู้ปกครองหรือผู้ดูแลเพื่อการอนาจาร จะต้องเป็นการพาไปหรือแยกเด็กออกไปจากความปกครองดูแล ทำให้ความปกครองดูแลของบิดามารดาหรือผู้ปกครองเด็กถูกรบกวนหรือถูกกระทบกระเทือน ซึ่งคำว่า "พราก" ตามพจนานุกรมฉบับราชบัณฑิตยสถาน พ.ศ.2542 หมายความว่า จากไป พา เอาไปจาก แยกออกจากกัน หรือเอาออกจากกัน ดังนั้น การกระทำของจำเลยดังกล่าวยังไม่เข้าลักษณะพาและแยกเด็กไปจากความปกครองดูแลของผู้ปกครองเด็กอันทำให้ความปกครองดูแลของผู้ปกครองเด็กถูกรบกวนหรือถูกกระทบกระเทือนสิทธิ จึงไม่เป็นความผิดฐานพรากเด็กอายุยังไม่เกินสิบห้าปี ไปเสียจากบิดามารดา หรือผู้ปกครอง หรือผู้ดูแล ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 317 วรรคสาม ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 4 พิพากษาลงโทษจำเลยในความผิดฐานนี้มานั้น ศาลฎีกาไม่เห็นพ้องด้วย ฎีกาของจำเลยฟังขึ้นบางส่วน

พิพากษาแก้เป็นว่า ให้ยกฟ้องโจทก์ในความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 317 วรรคสาม นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 4
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.อ. ม. 317 วรรคสาม
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการประจำศาลจังหวัดพล
จำเลย — นายทองม้วนหรือเด่น พระวังคาม
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดพล — นายณัฐพงษ์ โต๊ะทอง
ศาลอุทธรณ์ภาค 4 — นายไชยผล สุรวงษ์สิน
ชื่อองค์คณะ
ศุภชัย สมเจริญ
กรองเกียรติ คมสัน
บุญรอด ตันประเสริฐ
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4946/2555
#525525
เปิดฉบับเต็ม

แม้รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พ.ศ.2540 มาตรา 44 วรรคหนึ่ง ซึ่งใช้บังคับขณะเกิดเหตุจะบัญญัติให้บุคคลมีเสรีภาพในการชุมนุมโดยสงบและปราศจากอาวุธก็ตาม แต่ก็มิได้หมายความว่าประชาชนจะสามารถใช้เสรีภาพของตนโดยปราศจากขอบเขตหรือไปละเมิดต่อสิทธิของประชาชนผู้อื่นด้วย และโดยเฉพาะอย่างยิ่งต้องไม่ใช้เสรีภาพดังกล่าวถึงขั้นเป็นการละเมิดหรือกระทำความผิดต่อกฎหมายบ้านเมือง เพราะกฎหมายที่ตราออกมาใช้บังคับต่อประชาชนทุกคนย่อมมีวัตถุประสงค์หลักเพื่อจัดระเบียบและรักษาความสงบเรียบร้อยของบ้านเมืองและประชาชนเป็นสำคัญ ดังนั้น หากมีการกระทำอันเป็นการละเมิดต่อกฎหมาย ก็จะอ้างว่าเป็นการใช้เสรีภาพตามรัฐธรรมนูญโดยถือเป็นการชุมนุมโดยสงบหาได้ไม่ การที่จำเลยที่ 1 ที่ 2 และที่ 4 กับพวกใช้ไหล่ทางของถนนเพชรเกษมอันเป็นส่วนหนึ่งของทางหลวงเป็นที่ตั้งเต็นท์รวมทั้งวางสิ่งของต่าง ๆ จึงเป็นการกีดขวางและอาจเป็นอันตรายแก่บุคคลหรือยานพาหนะที่สัญจรไปมาในทางหลวงแล้ว จำเลยที่ 1 ที่ 2 และที่ 4 จะอ้างว่าไม่มีเจตนาเนื่องจากถูกเจ้าพนักงานตำรวจขัดขวางมิให้เดินต่อไปหาได้ไม่ เพราะจำเลยที่ 1 ที่ 2 และที่ 4 ย่อมเล็งเห็นผลจากการกระทำของตนว่าการตั้งสิ่งของเหล่านั้นกีดขวางและอาจเกิดอันตรายแก่บุคคลและยานพาหนะที่สัญจรไปมาบนทางหลวงได้ เมื่อจำเลยที่ 1 ที่ 2 และที่ 4 กระทำไปโดยไม่ได้รับอนุญาตจากผู้อำนวยการทางหลวง การกระทำของจำเลยที่ 1 ที่ 2 และที่ 4 จึงเป็นความผิดตามฟ้อง

แม้ไหล่ทางถนนเพชรเกษมจะเป็นที่สาธารณสมบัติของแผ่นดินที่ประชาชนใช้ประโยชน์ร่วมกันได้ก็ตาม แต่การใช้ประโยชน์ของประชาชนย่อมต้องกระทำไปตามปกติวิสัย เช่นการใช้สัญจรไปมาอย่างบุคคลทั่วไป แต่การที่จำเลยที่ 1 ที่ 2 และที่ 4 กับพวกกางเต็นท์และวางสิ่งของไว้บริเวณไหล่ทางของถนนตั้งแต่วันที่ 15 มีนาคม ถึงวันที่ 6 มิถุนายน 2547 เป็นเวลาเกือบสามเดือน จึงไม่ใช่เป็นการใช้ประโยชน์จากที่สาธารณสมบัติของแผ่นดินโดยชอบ

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องและแก้ไขฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยทั้งสี่ตามพระราชบัญญัติทางหลวง พ.ศ.2535 มาตรา 38, 71 ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83 และนับโทษจำเลยที่ 1 ต่อจากโทษของจำเลยในคดีดังกล่าว

จำเลยทั้งสี่ให้การปฏิเสธ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยทั้งสี่มีความผิดตามพระราชบัญญัติทางหลวง พ.ศ.2535 มาตรา 38 วรรคหนึ่ง, 71 ประกอบประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83 จำคุกคนละ 2 เดือน และปรับคนละ 5,000 บาท โทษจำคุกให้รอการลงโทษไว้คนละ 2 ปี ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 56 ไม่ชำระค่าปรับให้จัดการตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 29, 30 คำขออื่นนอกจากนี้ให้ยก

จำเลยทั้งสี่อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 7 พิพากษายืน

จำเลยที่ 1 ที่ 2 และที่ 4 ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงในคดีรับฟังได้เป็นยุติว่า ระหว่างวันที่ 15 มีนาคม 2547 ถึงวันที่ 6 มิถุนายน 2547 เวลากลางวันและกลางคืนติดต่อกัน จำเลยที่ 1 ที่ 2 และที่ 4 กับพวกได้ติดตั้งกางเต็นท์พักอาศัย วางโต๊ะ เก้าอี้ เสื่อ และเครื่องครัว ที่บริเวณไหล่ทางข้างถนนเพชรเกษมขาล่องด้านทิศตะวันออกระหว่างหลักกิโลเมตรที่ 218 ถึง 219 เป็นระยะทางยาวประมาณ 30 เมตร อันเป็นเขตทางหลวงในลักษณะกีดขวางหรืออาจเป็นอันตรายแก่ยานพาหนะ ตามพระราชบัญญัติทางหลวง พ.ศ.2535 มาตรา 38 วรรคหนึ่ง มีปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยที่ 1 ที่ 2และที่ 4 ประการแรกว่า เหตุที่จำเลยที่ 1 ที่ 2 และที่ 4 กับพวกกระทำการดังกล่าว เนื่องจากจำเลยที่ 1 ที่ 2 และที่ 4 ต้องการคัดค้านการที่รัฐบาลจะดำเนินการแปรรูปการไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทยให้เป็นบริษัทมหาชน จำเลยที่ 1 ที่ 2 และที่ 4 กับพวกจึงต้องการเดินเท้าจากกรุงเทพมหานครเพื่อทูลเกล้าฯถวายฎีการ้องทุกข์ต่อพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ณ พระราชวังไกลกังวล อำเภอหัวหิน แต่เนื่องจากเจ้าพนักงานตำรวจตรึงกำลังสกัดที่ค่ายนเรศวรมิให้จำเลยที่ 1 ที่ 2 และที่ 4 กับพวกเดินทางต่อไป จำเลยที่ 1 ที่ 2 และที่ 4 กับพวกจึงต้องกางเต็นท์และวางสิ่งของต่าง ๆ บนไหล่ทางเพื่อรอเดินทางต่อไป การกระทำของจำเลยที่ 1 ที่ 2 และที่ 4 จึงไม่เป็นความผิดเพราะเป็นการใช้สิทธิตามกฎหมายรัฐธรรมนูญหรือไม่นั้น เห็นว่า แม้รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2540 มาตรา 44 วรรคหนึ่ง ซึ่งใช้บังคับขณะเกิดเหตุจะบัญญัติให้บุคคลมีเสรีภาพในการชุมนุมโดยสงบและปราศจากอาวุธก็ตาม แต่ก็มิได้หมายความว่าประชาชนจะสามารถใช้เสรีภาพของตนโดยปราศจากขอบเขตหรือไปละเมิดต่อสิทธิของประชาชนผู้อื่นด้วย และโดยเฉพาะอย่างยิ่งต้องไม่ใช้เสรีภาพดังกล่าวถึงขั้นเป็นการละเมิดหรือกระทำความผิดต่อกฎหมายบ้านเมือง เพราะกฎหมายที่ตราออกมาใช้บังคับต่อประชาชนทุกคนย่อมมีวัตถุประสงค์หลักเพื่อจัดระเบียบและรักษาความสงบเรียบร้อยของบ้านเมืองและประชาชนเป็นสำคัญ ดังนั้น การอ้างว่ามีเสรีภาพตามรัฐธรรมนูญ แต่มีการกระทำอันเป็นการละเมิดต่อกฎหมาย จะถือว่าเป็นการชุมนุมโดยสงบหาได้ไม่ การที่จำเลยที่ 1 ที่ 2 และที่ 4 กับพวกใช้ไหล่ทางของถนนเพชรเกษมอันเป็นส่วนหนึ่งของทางหลวงเป็นที่ตั้งเต็นท์รวมทั้งวางสิ่งของต่าง ๆ จึงเป็นการกีดขวางและอาจเป็นอันตรายแก่บุคคลหรือยานพาหนะที่สัญจรไปมาในทางหลวงแล้ว จำเลยที่ 1 ที่ 2 และที่ 4 กับพวกจะอ้างว่าไม่มีเจตนาเนื่องจากถูกเจ้าพนักงานตำรวจขัดขวางมิให้เดินต่อไปหาได้ไม่ เพราะจำเลยที่ 1 ที่ 2 และที่ 4 ย่อมเล็งเห็นผลจากการกระทำของจำเลยว่า การตั้งสิ่งของเหล่านั้นกีดขวางและอาจเกิดอันตรายแก่บุคคลและยานพาหนะที่สัญจรไปมาบนทางหลวงได้ เมื่อจำเลยที่ 1 ที่ 2 และที่ 4 กับพวกกระทำไปโดยไม่ได้รับอนุญาตจากผู้อำนวยการทางหลวง การกระทำของจำเลยที่ 1 ที่ 2 และที่ 4 จึงเป็นความผิดตามฟ้อง ส่วนปัญหาที่จำเลยที่ 1 ที่ 2 และที่ 4 ฎีกาว่า ไหล่ทางของถนนเพชรเกษมเป็นเขตทางหลวงเป็นที่สาธารณสมบัติของแผ่นดิน จึงเป็นทรัพย์ที่จำเลยที่ 1 ที่ 2 และที่ 4มีสิทธิที่จะใช้ประโยชน์ในไหล่ทางดังกล่าวได้นั้น เห็นว่า แม้ไหล่ทางถนนเพชรเกษมจะเป็นที่สาธารณสมบัติของแผ่นดินที่ประชาชนใช้ประโยชน์ร่วมกันได้ก็ตาม แต่การใช้ประโยชน์ของประชาชนย่อมต้องกระทำไปตามปกติวิสัย เช่น การใช้สัญจรไปมาอย่างบุคคลทั่วไปก็สามารถกระทำได้ แต่การที่จำเลยที่ 1 ที่ 2 และที่ 4 กับพวกกางเต็นท์และวางสิ่งของไว้บริเวณไหล่ทางของถนนตั้งแต่วันที่ 15 มีนาคม ถึงวันที่ 6 มิถุนายน 2547 เป็นเวลาเกือบสามเดือน จึงไม่ใช่เป็นการใช้ประโยชน์จากที่สาธารณสมบัติของแผ่นดินโดยชอบดังที่จำเลยที่ 1 ที่ 2 และที่ 4 อ้างมา ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 7 วินิจฉัยว่าการกระทำของจำเลยที่ 1ที่ 2 และที่ 4 เป็นความผิดตามฟ้องโจทก์นั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาของจำเลยที่ 1 ที่ 2 และที่ 4 ฟังไม่ขึ้น

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2540 ม. 44 วรรคหนึ่ง
พ.ร.บ.ทางหลวง พ.ศ.2535 ม. 38 วรรคหนึ่ง ม. 71
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการจังหวัดเพชรบุรี
จำเลย — นายปรีชา กรปรีชา กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดเพชรบุรี — นายนพรัตน์ บุญจร
ศาลอุทธรณ์ภาค 7 — นายจักรกฤช เจริญเลิศ
ชื่อองค์คณะ
ศิริชัย สวัสดิ์มงคล
ศิริชัย วัฒนโยธิน
ทวีป ตันสวัสดิ์
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4928/2555
#525530
เปิดฉบับเต็ม

ในการพิพากษาคดีอาญา หาได้มีบทบัญญัติของกฎหมายใดให้ศาลจำต้องถือตามข้อเท็จจริงที่ปรากฏในคำพิพากษาคดีอาญาคดีอื่น เพราะคดีอาญาโจทก์ต้องมีหน้าที่นำสืบข้อเท็จจริงที่กล่าวหานั้น จึงจะฟังลงโทษจำเลยได้ ข้อเท็จจริงในคดีอาญาจะมีผลผูกพันคดีอื่นได้ก็เฉพาะที่บัญญัติไว้ใน ป.วิ.อ. มาตรา 46 เท่านั้น เมื่อข้อเท็จจริงตามคำพิพากษาของศาลชั้นต้นอื่นไม่ผูกพันในคดีนี้ ศาลก็ย่อมวินิจฉัยข้อเท็จจริงในคดีนี้ตามที่ปรากฏในสำนวน ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 9 ฟังข้อเท็จจริงในคดีอาญาของศาลชั้นต้นอื่นแล้ววินิจฉัยว่าโจทก์ร่วมกับจำเลยที่ 1 สมัครใจทะเลาะวิวาทกัน โจทก์ร่วมทำร้ายร่างกายจำเลยที่ 1 โจทก์ร่วมไม่ใช่ผู้เสียหาย จึงเป็นการไม่ชอบ

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยทั้งสองตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83, 295, 297

จำเลยทั้งสองให้การปฏิเสธ

ระหว่างพิจารณา นายธรรมรงค์ ผู้เสียหาย ยื่นคำร้องขอเข้าร่วมเป็นโจทก์ ศาลชั้นต้นอนุญาต และยื่นคำร้องขอให้จำเลยทั้งสองชดใช้ค่าสินไหมทดแทนเป็นค่าใช้จ่ายในการรักษาพยาบาลเป็นเงิน 24,500 บาท ค่าขาดรายได้เป็นเงิน 69,800 บาท และค่าเสียหายอันมิใช่ตัวเงินเป็นเงิน 150,000 บาท รวมเป็นเงิน 244,300 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันฟ้อง เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ร่วม

จำเลยทั้งสองไม่ให้การในคดีส่วนแพ่ง

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยที่ 1 มีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 297 (4) (8) จำเลยที่ 2 มีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 295 จำคุกจำเลยที่ 1 มีกำหนด 1 ปี จำคุกจำเลยที่ 2 มีกำหนด 3 เดือน และปรับ 3,000 บาท ทางนำสืบของจำเลยทั้งสองเป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คนละหนึ่งในสาม คงจำคุกจำเลยที่ 1 มีกำหนด 8 เดือน จำคุกจำเลยที่ 2 มีกำหนด 2 เดือน และปรับ 2,000 บาท โทษจำคุกของจำเลยที่ 2 ให้รอการลงโทษไว้มีกำหนด 2 ปี ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 56 หากจำเลยที่ 2 ไม่ชำระค่าปรับให้จัดการตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 29, 30 ยกคำร้องขอเข้าร่วมเป็นโจทก์และคำร้องเรียกค่าสินไหมทดแทน

โจทก์ร่วมและจำเลยที่ 1 อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 9 พิพากษาแก้เป็นว่า อนุญาตให้นายธรรมรงค์ ผู้เสียหาย เข้าร่วมเป็นโจทก์กับรับคำร้องเรียกค่าสินไหมทดแทนของโจทก์ร่วมในความผิดของจำเลยที่ 2 จำเลยที่ 2 มีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 391 จำคุก 1 เดือน และปรับ 900 บาท เมื่อลดโทษหนึ่งในสามตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 แล้ว คงจำคุก 20 วัน และปรับ 600 บาท โทษจำคุกของจำเลยที่ 2 ให้รอการลงโทษไว้มีกำหนด 2 ปี ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 56 และให้จำเลยที่ 2 ชำระเงิน 3,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันฟ้อง (ฟ้องวันที่ 25 มีนาคม 2552) เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ร่วม นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

โจทก์ร่วมฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ร่วมว่า การที่ศาลอุทธรณ์ภาค 9 ฟังข้อเท็จจริงในคดีอาญาของศาลแขวงสงขลาว่าโจทก์ร่วมกับจำเลยที่ 1 สมัครใจวิวาทกัน และโจทก์ร่วมกระทำความผิดฐานทำร้ายร่างกายจำเลยที่ 1 โจทก์ร่วมจึงมิใช่ผู้เสียหายชอบหรือไม่ เห็นว่า ในการพิพากษาคดีอาญา หาได้มีบทบัญญัติของกฎหมายใดให้ศาลจำต้องถือตามข้อเท็จจริงที่ปรากฏในคำพิพากษาคดีอาญาคดีอื่น เพราะคดีอาญาโจทก์ต้องมีหน้าที่นำสืบข้อเท็จจริงที่กล่าวหานั้น จึงจะฟังลงโทษจำเลยได้ ข้อเท็จจริงในคดีอาญาจะมีผลผูกพันคดีอื่นได้ก็เฉพาะที่บัญญัติไว้ในประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 46 เท่านั้น เมื่อข้อเท็จจริงตามคำพิพากษาของศาลแขวงสงขลาไม่ผูกพันในคดีนี้ ศาลก็ย่อมวินิจฉัยข้อเท็จจริงในคดีนี้ตามที่ปรากฏในสำนวน ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 9 ฟังข้อเท็จจริงในคดีอาญาของศาลแขวงสงขลาแล้ววินิจฉัยว่าโจทก์ร่วมกับจำเลยที่ 1 สมัครใจทะเลาะวิวาทกัน โจทก์ร่วมทำร้ายร่างกายจำเลยที่ 1 โจทก์ร่วมจึงไม่ใช่ผู้เสียหายจึงเป็นการไม่ชอบ แต่เมื่อคดีขึ้นมาสู่ศาลฎีกาแล้ว ศาลฎีกาเห็นสมควรวินิจฉัยคดีตามที่โจทก์ร่วมอุทธรณ์ว่า โจทก์ร่วมเป็นผู้เสียหายในการกระทำความผิดของจำเลยที่ 1 หรือไม่ โดยไม่จำต้องย้อนสำนวนไปให้ศาลอุทธรณ์ภาค 9 พิจารณาพิพากษาใหม่ เห็นว่า ก่อนเกิดเหตุจำเลยที่ 1 เดินเข้าไปที่รถยนต์กระบะของโจทก์ร่วมพร้อมตะโกนถามว่าต้องการความช่วยเหลือหรือไม่ แสดงว่าขณะนั้นจำเลยที่ 1 ยังไม่รู้ว่าโจทก์ร่วมนั่งอยู่ในรถยนต์กระบะ ได้ความจากคำเบิกความของโจทก์ร่วมว่าขณะเกิดเหตุสามารถมองเห็นเหตุการณ์จากแสงไฟที่ส่องสว่างจากรถยนต์ของโจทก์ร่วม รถยนต์ของจำเลยที่ 1 และแสงไฟหน้าบ้านของนางสุจินต์ ประกอบกับวันเกิดเหตุเป็นคืนเดือนหงาย ดังนี้ โจทก์ร่วมย่อมเห็นจำเลยที่ 1 เดินมาที่รถยนต์กระบะของโจทก์ร่วมและโจทก์ร่วมให้การตามบันทึกคำให้การว่า โจทก์ร่วมเปิดประตูรถและไฟในกระบะห้องโดยสารสว่างขึ้น จำเลยที่ 1 กับพวกเห็นหน้าจึงจำได้ว่าเป็นโจทก์ร่วม ประกอบกับโจทก์ร่วมฎีการับว่าก่อนเกิดเหตุโจทก์ร่วมลดกระจกและเปิดประตูรถจริง เชื่อว่าขณะที่จำเลยที่ 1 เดินไปถึงรถยนต์กระบะของโจทก์ร่วมนั้น โจทก์ร่วมลดกระจกรถและเปิดประตูรถแล้ว จึงทำให้จำเลยที่ 1 เห็นโจทก์ร่วมนั่งอยู่ในรถโดยอาศัยแสงไฟจากภายในรถ นอกจากนี้โจทก์ร่วมให้การในชั้นสอบสวนตามบันทึกคำให้การว่า จำเลยทั้งสองโกรธเคืองโจทก์ร่วมโดยกล่าวหาว่าโจทก์ร่วมชอบไปพูดเกี่ยวกับเรื่องครอบครัวของจำเลยทั้งสอง แสดงว่าโจทก์ร่วมย่อมมีความไม่พอใจจำเลยที่ 1 อยู่เช่นกัน เมื่อโจทก์ร่วมเห็นจำเลยที่ 1 เดินมาที่รถยนต์กระบะของโจทก์ร่วม และเมื่อจำเลยที่ 1 พบว่าโจทก์ร่วมนั่งอยู่ในรถยนต์กระบะเป็นเหตุให้จำเลยที่ 1 พูดว่า ไอ้เปรตนี้หรือกูหาตัวมานานแล้ว น่าเชื่อว่าโจทก์ร่วมต้องด่าโต้เถียงกับจำเลยที่ 1 แม้นางสุจินต์เบิกความว่า ขณะเกิดเหตุไม่ได้ยินโจทก์ร่วมกับจำเลยที่ 1 พูดกันก็ตาม แต่ได้ความจากคำเบิกความของนางสุจินต์ว่า ขณะเกิดเหตุนางสุจินต์ยืนอยู่บริเวณหน้ารถยนต์กระบะของโจทก์ร่วมห่างจากจุดที่จำเลยที่ 1 ยืนประมาณ 2 เมตร ระยะห่างดังกล่าวนางสุจินต์ย่อมต้องได้ยินคำพูดของจำเลยที่ 1 ที่พูดกับโจทก์ร่วมดังที่โจทก์ร่วมเบิกความ นางสุจินต์กลับเบิกความว่าไม่ได้ยินโจทก์ร่วมกับจำเลยที่ 1 พูดกัน ส่อให้เห็นว่านางสุจินต์เบิกความเพื่อช่วยเหลือโจทก์ร่วม คำเบิกความของนางสุจินต์จึงไม่มีน้ำหนักรับฟัง เมื่อจำเลยที่ 1 กับโจทก์ร่วมมีสาเหตุกันมาก่อนแล้วจำเลยที่ 1 เป็นฝ่ายลงมือชกต่อยโจทก์ร่วมโดยผ่านช่องกระจกรถก่อน โจทก์ร่วมย่อมต้องตอบโต้การกระทำของจำเลยที่ 1 จึงเชื่อว่าโจทก์ร่วมใช้ประตูรถกระแทกจำเลยที่ 1 และออกจากรถไปชกต่อยกับจำเลยที่ 1 ดังที่จำเลยที่ 1 เบิกความ พฤติการณ์ของโจทก์ร่วมดังวินิจฉัยข้างต้นฟังได้ว่าโจทก์ร่วมสมัครใจทะเลาะวิวาทกับจำเลยที่ 1 โจทก์ร่วมจึงไม่ใช่ผู้เสียหายโดยนิตินัยและไม่มีสิทธิยื่นคำร้องตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 44/1 ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 9 วินิจฉัยและพิพากษามานั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วยในผล ฎีกาของโจทก์ร่วมฟังไม่ขึ้น

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.อ. ม. 44/1 ม. 46
ป.อ. ม. 295 ม. 297
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการจังหวัดสงขลา
โจทก์ร่วม — นายธรรมรงค์ ปราบณรงค์
จำเลย — นายพชรพล สุวรรณรัตน์ กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดสงขลา — นางวันดี อรุณเพชรฤทัย
ศาลอุทธรณ์ภาค 9 — นายชวลิต อิศรเดช
ชื่อองค์คณะ
อนันต์ วงษ์ประภารัตน์
เกษม เกษมปัญญา
จินดา ปัณฑะโชติ
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4901/2555
#521559
เปิดฉบับเต็ม

ศาลในต่างประเทศพิพากษาให้ลงโทษจำเลยข้อหาค้าประเวณี แต่คดีนี้จำเลยกระทำความผิดข้อหาเป็นธุระจัดหาซึ่งบุคคลใดเพื่อการอนาจาร และเพื่อให้บุคคลนั้นกระทำการค้าประเวณีเป็นคนละข้อหากันและการกระทำต่างกัน การห้ามมิให้ลงโทษจำเลยในราชอาณาจักรตาม ป.อ. มาตรา 10 ต้องเป็นการลงโทษเพราะการกระทำเดียวกัน คือ เมื่อลงโทษข้อหาใดในต่างประเทศแล้วจะลงโทษข้อหาเดียวกันซ้ำในราชอาณาจักรอีกไม่ได้

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83, 283, 310 พระราชบัญญัติป้องกันและปราบปรามการค้าประเวณี พ.ศ.2539 มาตรา 9

จำเลยให้การปฏิเสธ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 283 วรรคแรก พระราชบัญญัติป้องกันและปราบปรามการค้าประเวณี พ.ศ.2539 มาตรา 9 วรรคสี่ ประกอบประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83 เป็นกรรมเดียว เป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบท ให้ลงโทษในข้อหาตามประมวลกฎหมายอาญา ซึ่งเป็นกฎหมายบทที่มีโทษหนักที่สุดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 จำคุก 5 ปี ข้อหาอื่นให้ยก

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 3 พิพากษาแก้เป็นว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมาย อาญา มาตรา 282 วรรคแรก พระราชบัญญัติป้องกันและปราบปรามการค้าประเวณี พ.ศ.2539 มาตรา 9 วรรคหนึ่ง การกระทำของจำเลยเป็นกรรมเดียวผิดต่อกฎหมายหลายบท ให้ลงโทษตามพระราชบัญญัติป้องกันและปราบปรามการค้าประเวณี มาตรา 9 วรรคหนึ่ง ซึ่งเป็นกฎหมายบทที่มีโทษหนักที่สุดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 จำคุก 1 ปี นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

จำเลยฎีกา โดยผู้พิพากษาซึ่งพิจารณาและลงชื่อในคำพิพากษาศาลชั้นต้นอนุญาตให้ฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยประการแรกว่า จำเลยกระทำความผิดตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 3 หรือไม่ จำเลยถูกจับกุมวันที่ 16 กุมภาพันธ์ 2547 ข้อหาค้าประเวณี และเมื่อพิจารณาโทรสารของกองคุ้มครองและดูแลผลประโยชน์คนไทยในต่างประเทศ กรมการกงสุล กระทรวงต่างประเทศ ที่ส่งถึงงานพิทักษ์เด็ก เยาวชน และสตรี ศูนย์ปฏิบัติการสำนักงานตำรวจแห่งชาติ แผ่นที่ 3 และที่ 4 ประกอบสำเนาโทรเลข สอท. (สถานเอกอัครราชทูต) แล้วได้ความว่า กระทรวงการต่างประเทศได้รับรายงานจากสถานเอกอัครราชทูต ณ กรุงมานามา ว่าจะดำเนินการส่งตัวหญิงไทยจำนวน 11 คน (ดังรายชื่อแนบ) ซึ่งถูกชักชวนไปค้าประเวณีที่ประเทศบาห์เรนพร้อมกับจำเลยซึ่งถูกกล่าวหาว่าเป็นผู้ชักชวนหญิงไทยไปค้าประเวณีให้เดินทางกลับประเทศไทย และสันนิษฐานว่าจำเลยเป็นแม่แท็กหรือแม่เล้า ดังนั้น การที่จำเลยเดินทางเข้าประเทศบาห์เรน 3 ครั้ง ครั้งที่ 1 และที่ 2 ไปค้าประเวณี ครั้งที่ 3 ไปทำงานในโรงแรมฟาร์คอลตำแหน่งบริกรทั่วไปและได้รับบัตรลงทะเบียนประชาชนประเทศบาห์เรน แต่จำเลยยังคงค้าประเวณีจนถูกจับกุมส่งตัวกลับประเทศไทย แม้นางสาวอุไรพร พยานจำเลยซึ่งถูกจับกุมข้อหาเดียวกันและถูกส่งตัวกลับพร้อมกันจะเบิกความว่า จำเลยชอบช่วยเหลือคนไทย ที่ไปทำงานในโรงแรมฟาร์คอล และตอบโจทก์ถามค้านว่า ผู้หญิงไทยในโรงแรมขาดเหลืออะไรจะโทรศัพท์หาจำเลยและติดขัดเรื่องใดจำเลยสามารถพูดภาษาอาหรับช่วยประสานงานให้ก็ตาม พฤติการณ์จำเลยตามที่ได้ความมาเชื่อว่าจำเลยมีอาชีพบริกรทั่วไปหรือแม่บ้านบังหน้า จำเลยไปรับผู้เสียหายที่สนามบินประเทศบาห์เรนพามาโรงแรมฟาร์คอลซึ่งมีหญิงไทยประมาณ 10 คนค้าประเวณี และพาผู้เสียหายไปห้องอื่นให้ค้าประเวณีกับชาวต่างชาติ ฟังได้ว่า จำเลยเพื่อสนองความใคร่ของผู้อื่นเป็นธุระจัดหาเพื่อให้ผู้เสียหายกระทำการค้าประเวณี พยานหลักฐานโจทก์ที่นำสืบมามีน้ำหนักมั่นคงรับฟังลงโทษจำเลยได้ ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 3 วินิจฉัยว่าจำเลยกระทำความผิดชอบแล้ว ฎีกาข้อนี้ของจำเลยฟังไม่ขึ้น

จำเลยฎีกาประการต่อมาว่า ศาลในต่างประเทศพิพากษาให้ลงโทษและจำเลยได้พ้นโทษแล้ว ห้ามมิให้ลงโทษจำเลยในราชอาณาจักรตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 10 เห็นว่า ศาลในต่างประเทศพิพากษาให้ลงโทษจำเลยข้อหาค้าประเวณี แต่คดีนี้จำเลยกระทำความผิดข้อหาเป็นธุระจัดหาซึ่งบุคคลใดเพื่อการอนาจารและเพื่อให้บุคคลนั้นกระทำการค้าประเวณีเป็นคนละข้อหากัน และการกระทำต่างกันการห้ามมิให้ลงโทษจำเลยในราชอาณาจักรตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 10 ต้องเป็นการลงโทษเพราะการกระทำเดียวกันคือ เมื่อลงโทษข้อหาใดในต่างประเทศแล้วจะลงโทษข้อหาเดียวกันซ้ำในราชอาณาจักรอีกไม่ได้ ดังนั้น คดีนี้ย่อมลงโทษจำเลยได้ ฎีกาข้อนี้ของจำเลยฟังไม่ขึ้น

จำเลยฎีกาประการสุดท้าย ขอให้รอการลงโทษ เห็นว่า จำเลยกระทำความผิดข้อหาเป็นธุระจัดหาซึ่งบุคคลใดเพื่อการอนาจารและเพื่อให้บุคคลนั้นกระทำการค้าประเวณีนอกราชอาณาจักร เป็นการเสื่อมเสียชื่อเสียงหญิงไทยและประเทศไทย ชาวต่างชาติในประเทศบาห์เรนอาจคิดว่าหญิงไทยเดินทางมาเพื่อต้องการค้าประเวณี ตามพฤติการณ์ไม่มีเหตุรอการลงโทษ ที่ศาลล่างทั้งสองไม่รอการลงโทษชอบแล้ว แต่คำให้การจำเลยในชั้นสอบสวนเป็นประโยชน์แก่การพิจารณา สมควรลดโทษให้ ฎีกาข้อนี้ของจำเลยฟังขึ้นบางส่วน

พิพากษาแก้เป็นว่า คำให้การจำเลยในชั้นสอบสวนเป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้หนึ่งในสี่ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คงจำคุก 9 เดือน นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 3
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.อ. ม. 10
พ.ร.บ.ป้องกันและปราบปรามการค้าประเวณี พ.ศ.2539 ม. 9
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการจังหวัดยโสธร
จำเลย — นางนารีหรือแดง ใยแก้ว
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดยโสธร — นายนพดล มณีนาค
ศาลอุทธรณ์ภาค 3 — นายสำเรือง กมลละคร
ชื่อองค์คณะ
สุรพันธุ์ ละอองมณี
สุรศักดิ์ คีรีวิเชียร
สมสันต์ ศุภศาสตรสิน
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา