คำพิพากษา คำสั่งคำร้องและคำวินิจฉัยศาลฎีกา

ทั้งหมด 133,243 รายการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4898/2555
#525521
เปิดฉบับเต็ม

จำเลยทั้งสองได้รับใบอนุญาตจัดหางานให้คนหางานเพื่อไปทำงานในต่างประเทศ จำเลยทั้งสองประกาศและรับสมัครคนหางานเพื่อไปทำงานในต่างประเทศ แล้วเรียกค่าบริการหรือค่าใช้จ่ายเกินอัตราที่รัฐมนตรีกำหนด และไม่ออกใบรับตามแบบที่อธิบดีกำหนดให้แก่คนหางาน เป็นความผิดตาม พ.ร.บ.จัดหางานและคุ้มครองคนหางาน พ.ศ.2528 มาตรา 26 และมาตรา 27 วรรคสอง ประกอบมาตรา 47 และการกระทำแต่ละกรรมย่อมเป็นความผิดสำเร็จต่างกรรมกัน

สำหรับความผิดตาม พ.ร.บ.จัดหางานและคุ้มครองคนหางาน พ.ศ.2528 มาตรา 36 (1) เป็นบทบังคับให้ผู้รับอนุญาตจัดหางานเพื่อไปทำงานต่างประเทศต้องปฏิบัติ จำเลยทั้งสองจะอ้างว่าไม่มีสัญญาหรือไม่ได้ทำสัญญาจึงไม่มีสัญญาและหลักฐานส่งให้อธิบดีกรมการจัดหางานพิจารณาอนุญาตก่อนไม่ได้

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยทั้งสองตามพระราชบัญญัติจัดหางานและคุ้มครองคนหางาน พ.ศ.2528 มาตรา 4, 26, 27, 36 (1), 47, 78, 79 ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83, 91

จำเลยทั้งสองให้การปฏิเสธ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยทั้งสองมีความผิดตามพระราชบัญญัติจัดหางานและคุ้มครองคนหางาน พ.ศ.2534 (ที่ถูก พ.ศ.2528) มาตรา 26 วรรคสอง, 27 วรรคสอง, 36 (1), 47, 78, 79 ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83 การกระทำของจำเลยทั้งสองเป็นความผิดหลายกรรมต่างกัน เรียงกระทงลงโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 ฐานเรียกค่าบริการหรือค่าใช้จ่ายเกินอัตราที่รัฐมนตรีกำหนดและไม่ออกใบรับตามแบบที่อธิบดีกำหนด เป็นการกระทำโดยมีเจตนาเดียว จึงเป็นกรรมเดียวผิดต่อกฎหมายหลายบทแต่ละบทมีโทษเท่ากัน ลงโทษเรียกค่าบริการหรือค่าใช้จ่ายเกินอัตราที่รัฐมนตรีกำหนดปรับจำเลยทั้งสองรวม 83,989,500 บาท ฐานไม่จัดส่งสัญญาจัดหางานต่ออธิบดีกรมการจัดหางาน ปรับจำเลยทั้งสองรวม 10,000 บาท รวมปรับ 83,999,500 บาทหากจำเลยทั้งสองไม่ชำระค่าปรับ ให้จัดการตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 29, 30 สำหรับจำเลยที่ 1 มิให้กักขังแทนค่าปรับ คำขออื่นนอกจากนี้ให้ยก

โจทก์และจำเลยทั้งสองอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 4 พิพากษาแก้เป็นว่า การกระทำของจำเลยทั้งสองเป็นความผิดสามกรรมต่างกัน ให้เรียงกระทงลงโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 ฐานเรียกค่าบริการและค่าใช้จ่ายเกินอัตราที่รัฐมนตรีกำหนด ปรับจำเลยทั้งสองคนละ 41,994,750 บาท ฐานไม่ออกใบรับตามแบบที่อธิบดีกำหนด จำเลยที่ 1 ให้ปรับ 83,989,500 บาท จำเลยที่ 2 ให้จำคุก 1 ปี และฐานไม่จัดส่งสัญญาจัดหางานต่ออธิบดีกรมการจัดหางาน ให้ปรับจำเลยทั้งสองคนละ 5,000 บาท รวมปรับจำเลยที่ 1 เป็นเงิน 125,989,250 บาท จำเลยที่ 2 จำคุก 1 ปี และปรับ 41,999,750 บาท ถ้าจำเลยที่ 2 ไม่ชำระค่าปรับให้จัดการตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 29, 30 โดยให้กักขังได้ไม่เกิน 2 ปี นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

จำเลยทั้งสองฎีกา โดยผู้พิพากษาซึ่งพิจารณาและลงชื่อในคำพิพากษาศาลชั้นต้นอนุญาตให้ฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยทั้งสองว่า จำเลยทั้งสองกระทำความผิดตามฟ้องหรือไม่ โจทก์นำพยานโจทก์ซึ่งเป็นผู้เสียหายเข้าเบิกความ พยานโจทก์จำนวนหนึ่งเบิกความยืนยันว่าไปสมัครงานที่สำนักงานของจำเลยที่ 1 ซึ่งตั้งอยู่ที่โรงแรมไทย - ลาว ริเวอร์ไซด์ ตำบลในเมือง อำเภอเมืองหนองคาย จังหวัดหนองคาย ผู้เสียหายที่เบิกความเป็นพยานโจทก์ถึง 40 ปาก และพยานโจทก์ต่างเบิกความยืนยันว่าสมัครงานกับนางเสมียน นายธาดา และนางอนงค์ และบุคคลทั้งสามร่วมกันและช่วยกันดำเนินการให้พยานโจทก์ไปกู้ยืมเงินและจัดการให้เดินทางไปที่สนามบินกรุงเทพนำเดินทางไปประเทศจอร์แดน การกระทำของบุคคลทั้งสามต่างกระทำโดยเปิดเผยและเป็นที่รับรู้กันทั่วไปของคนหางาน แม้จำเลยทั้งสองฎีกาอ้างว่า เนื่องจากบุคคลทั้งสามเป็นญาติจึงไม่ได้แจ้งความร้องทุกข์ให้ดำเนินคดีแก่บุคคลทั้งสาม แต่การที่จำเลยที่ 2 ได้รู้เห็นการกระทำของบุคคลทั้งสามแล้วแทนที่จะห้ามปรามเพื่อประกาศให้คนหางานที่มาสมัครงานทราบว่าบุคคลทั้งสามไม่ใช่ตัวแทนหรือลูกจ้างของจำเลยที่ 1 บุคคลทั้งสามไม่ได้กระทำการให้จำเลยทั้งสอง การที่จำเลยที่ 2 ยังคงปล่อยให้มีการกระทำดังกล่าวเกิดขึ้นย่อมเป็นการแสดงให้เห็นถึงเจตนาที่แท้จริงของจำเลยที่ 2 ว่าประสงค์ให้บุคคลทั้งสามกระทำการดังกล่าวในสำนักงานของจำเลยที่ 1 และเป็นการกระทำให้แก่จำเลยทั้งสอง ซึ่งเจือสมกับคำเบิกความของนายชิน พยานจำเลยทั้งสองซึ่งเป็นพนักงานขับรถยนต์ให้แก่นายเทียรว่านายเทียรขอให้พยานพาคนหางานที่จะไปทำงานที่ประเทศจอร์แดนไปขอสินเชื่อ ไปตรวจสอบที่ดินที่นำมาเป็นหลักทรัพย์ค้ำประกันการกู้ยืมเงิน และพาคนหางานไปตรวจโรค นายเทียรเป็นกรรมการจำเลยที่ 1 และเป็นสามีจำเลยที่ 2 ได้ใช้ให้นายชิน พยานจำเลยทั้งสองกระทำการเพื่อประโยชน์ของจำเลยที่ 1 ต่อผู้เสียหายซึ่งเป็นคนหางานที่มาสมัครงานกับจำเลยที่ 1 ทั้งเมื่อนางเสมียน นายธาดาและนางอนงค์ จะพาคนหางานเดินทางเข้ากรุงเทพมหานครก็จะพาคนหางานมาร่วมรับประทานอาหารที่โรงแรมไทย - ลาว ริเวอร์ไซด์ ซึ่งเป็นสำนักงานของจำเลยที่ 1 ด้วย จำเลยที่ 2 จะมาร่วมรับประทานอาหารและพูดคุยกับผู้เสียหาย และร่วมเดินทางไปส่งผู้เสียหายที่ท่าอากาศยานกรุงเทพ ดังที่ศาลอุทธรณ์ภาค 4 ได้วินิจฉัยข้อเท็จจริงนี้ไว้โดยละเอียดแล้ว ข้ออ้างของจำเลยทั้งสองจึงฟังไม่ขึ้น ข้อเท็จจริงฟังได้โดยปราศจากข้อสงสัยว่า จำเลยทั้งสองเป็นตัวการผู้กระทำการดังกล่าว มีปัญหาต้องวินิจฉัยในปัญหาข้อกฎหมายตามฎีกาของจำเลยทั้งสองว่า แม้จำเลยที่ 1 จะเป็นนิติบุคคลและโดยจำเลยที่ 2 ได้รับใบอนุญาตจัดหางานให้คนหางานเพื่อไปทำงานในต่างประเทศแล้ว แต่การกระทำของจำเลยทั้งสองจะเป็นความผิดตามพระราชบัญญัติจัดหางานและคุ้มครองคนหางาน พ.ศ.2528 มาตรา 26, 27 วรรคสอง, 36 (1) ประกอบมาตรา 47 จะต้องเป็นผู้ได้รับอนุญาตให้ส่งคนหางานเพื่อไปทำงานในประเทศใดประเทศหนึ่งโดยเจาะจงเสียก่อนแล้วหรือไม่ เห็นว่า เมื่อจำเลยทั้งสองเป็นผู้ได้รับใบอนุญาตจัดหางานให้คนหางานเพื่อไปทำงานในต่างประเทศแล้ว ก็จะเป็นที่เชื่อถือของคนหางานที่จะไปทำงานในต่างประเทศ เมื่อจำเลยทั้งสองประกาศและรับสมัครคนหางานเพื่อไปทำงานในต่างประเทศแล้วเรียกค่าบริการหรือค่าใช้จ่ายเกินกว่าอัตราที่รัฐมนตรีกำหนด และไม่ออกใบรับตามแบบที่อธิบดีกำหนดให้แก่คนหางาน ก็เป็นความผิดตามมาตรา 26 และ 27 วรรคสอง ประกอบมาตรา 47 สำเร็จแล้ว ต้องรับโทษตามมาตรา 79 และการกระทำแต่ละกรรมย่อมเป็นความผิดสำเร็จต่างกรรมกันสามารถแยกการกระทำเป็นแต่ละกรรมความผิดสำเร็จ ไม่ใช่เป็นการกระทำกรรมเดียวผิดกฎหมายหลายบท สำหรับความผิดตามมาตรา 36 (1) ซึ่งเป็นบทบังคับให้ผู้รับอนุญาตจัดหางานเพื่อไปทำงานต่างประเทศต้องปฏิบัติเพื่อมิให้เกิดการเอารัดเอาเปรียบผู้หางานจนเกิดความไม่เป็นธรรมอันมีผลกระทบต่อความสงบสุขของประชาชนและความสงบเรียบร้อยของประเทศ เมื่อจำเลยทั้งสองไม่ปฏิบัติตามแล้วจะอ้างว่าไม่มีสัญญาหรือไม่ได้ทำสัญญาจึงไม่มีสัญญาและหลักฐานส่งให้อธิบดีกรมการจัดหางานพิจารณาอนุญาตก่อนจึงไม่เป็นความผิดนั้น เป็นการตีความกฎหมายเพื่อมิให้มีผลบังคับ ดังนั้นหากผู้รับอนุญาตจัดหางานเพื่อไปทำงานในต่างประเทศไม่ปฏิบัติตามมาตรา 36 (1) ย่อมมีความผิดต้องรับโทษตามมาตรา 78 แล้ว ดังที่ศาลอุทธรณ์ภาค 4 ได้วินิจฉัยไว้โดยละเอียด ต้องด้วยความเห็นของศาลฎีกา มีปัญหาในข้อกฎหมายตามฎีกาของจำเลยทั้งสองต่อไปว่า คดีนี้เป็นฟ้องซ้ำกับคดีอาญาหมายเลขแดงที่ 411/2547 ของศาลชั้นต้นหรือไม่ เห็นว่า ปัญหานี้ศาลอุทธรณ์ภาค 4 ได้วินิจฉัยไว้โดยละเอียด และต้องด้วยความเห็นของศาลฎีกาแล้วไม่จำต้องวินิจฉัยซ้ำอีก สำหรับเงินค่าจ้างอัตรา 600 ดอลล่าร์สหรัฐ ที่นำมากำหนดเป็นฐานในการคำนวณอัตราค่าปรับ ศาลอุทธรณ์ภาค 4 ได้วินิจฉัยไว้โดยละเอียดต้องด้วยความเห็นของศาลฎีกาแล้วเช่นกัน และโทษฐานไม่ออกใบรับตามแบบที่อธิบดีกำหนดนั้น ศาลชั้นต้นวินิจฉัยว่า จำเลยทั้งสองกระทำความผิดแต่เป็นกรรมเดียวกับความผิดฐานเรียกค่าบริการหรือค่าใช้จ่ายเกินอัตราที่รัฐมนตรีกำหนดและได้กำหนดโทษไว้ เมื่อโจทก์อุทธรณ์ในปัญหาดังกล่าวศาลอุทธรณ์ภาค 4 เห็นว่า เป็นความผิดต่างกรรมกัน ย่อมมีอำนาจกำหนดโทษและลงโทษให้ถูกต้องได้ ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 4 วินิจฉัย และลงโทษจำเลยทั้งสองมานั้นเหมาะสมชอบด้วยกฎหมาย ต้องด้วยความเห็นของศาลฎีกาในทุกฐานความผิดแล้ว ฎีกาของจำเลยทั้งสองฟังไม่ขึ้น

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.อ. ม. 91
พ.ร.บ.จัดหางานและคุ้มครองคนหางาน พ.ศ.2528 ม. 26 ม. 27 ม. 36 (1) ม. 47
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการจังหวัดหนองคาย
บริษัทจัดหางานหนองคาย
จำเลย — ที.เค.เอ็นเตอร์ไพรส์ (๑๙๘๕) จำกัด กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดหนองคาย — นางอารีย์ โรจน์วัฒนบูลย์
ศาลอุทธรณ์ภาค 4 — นายพันธุ์เลิศ บุญเลี้ยง
ชื่อองค์คณะ
พงษ์เทพ ศิริพงศ์ติกานนท์
วัส ติงสมิตร
ธีระพงศ์ จิระภาค
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4861/2555
#521510
เปิดฉบับเต็ม

การที่โจทก์ทั้งสามลงลายมือชื่อในคำขอประกันชีวิตมอบให้จำเลยที่ 1 ตัวแทนประกันชีวิตของจำเลยที่ 2 ไปยื่นต่อจำเลยที่ 2 เพราะถูกจำเลยที่ 1 หลอกลวงว่าเป็นการขอต่ออายุกรมธรรม์ประกันชีวิตฉบับเดิม เป็นการแสดงเจตนาทำนิติกรรมโดยสำคัญผิดในลักษณะของนิติกรรม จึงเป็นความสำคัญผิดในสาระสำคัญนิติกรรมย่อมเป็นโมฆะตาม ป.พ.พ. มาตรา 156

โจทก์ทั้งสามรู้จักกับจำเลยที่ 1 มาเป็นเวลานาน และจำเลยที่ 1 เป็นผู้ชักชวนให้โจทก์ทั้งสามทำสัญญาประกันชีวิตฉบับเดิม โจทก์ทั้งสามย่อมให้ความเชื่อถือไว้วางใจ จึงถือไม่ได้ว่าโจทก์ทั้งสามประมาทเลินเล่อในการลงลายมือชื่อในคำขอทำสัญญาประกันชีวิต ดังนั้น สัญญาประกันชีวิตตามกรมธรรม์จึงไม่มีผลสมบูรณ์ที่ใช้บังคับได้

จำเลยที่ 1 เป็นตัวแทนประกันชีวิตของจำเลยที่ 2 และจำเลยที่ 2 มอบอำนาจให้จำเลยที่ 1 มีอำนาจรับเบี้ยประกันชีวิตในนามจำเลยที่ 2 ดังนี้ คนทั่วไปที่ถูกจำเลยที่ 1 ชักชวนให้ทำสัญญาประกันชีวิตกับจำเลยที่ 2 ย่อมต้องเข้าใจว่าจำเลยที่ 2 มอบอำนาจให้จำเลยที่ 1 เป็นตัวแทนในการติดต่อรับประกันชีวิตและรับเบี้ยประกันชีวิตล่วงหน้าด้วย ดังนั้น พฤติการณ์ที่จำเลยที่ 2 ยอมให้จำเลยที่ 1 ติดต่อกับโจทก์ทั้งสามเพื่อต่ออายุกรมธรรม์และรับเบี้ยประกันชีวิตล่วงหน้าในนามของจำเลยที่ 2 โดยเปิดเผย จึงเท่ากับจำเลยที่ 2 เชิดให้จำเลยที่ 1 เป็นตัวแทนของจำเลยที่ 2 ในการติดต่อรับประกันชีวิตและรับเบี้ยประกันชีวิตล่วงหน้า การที่จำเลยที่ 1 ฉ้อฉลโจทก์ทั้งสามให้ลงลายมือชื่อในคำขอประกันชีวิตเป็นการจงใจให้โจทก์ทั้งสามได้รับความเสียหายอันเป็นละเมิดต่อโจทก์ทั้งสาม จำเลยที่ 2 จึงต้องรับผิดต่อบุคคลภายนอกผู้สุจริตเสมือนว่าจำเลยที่ 1 เป็นตัวแทนของตนตาม ป.พ.พ. มาตรา 821 และต้องร่วมรับผิดในการกระทำละเมิดของจำเลยที่ 1 ต่อโจทก์ทั้งสามตาม ป.พ.พ. มาตรา 427 ประกอบมาตรา 425 ด้วย

ค่าเสียหายอันเป็นค่าใช้จ่ายของโจทก์ทั้งสามในการติดตามทวงถามให้จำเลยทั้งสองคืนเบี้ยประกันชีวิต เป็นค่าเสียหายอันเกิดจากการทำละเมิดของจำเลยที่ 1 มิใช่ค่าเสียหายอันเกิดจากสัญญาเป็นโมฆะ หากโจทก์ทั้งสามได้รับความเสียหายย่อมเรียกค่าเสียหายดังกล่าวได้

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ทั้งสามฟ้องขอให้บังคับจำเลยทั้งสองร่วมกันชำระเงิน 504,645.50 บาท พร้อมดอกเบี้ยในอัตราสูงสุดของดอกเบี้ยเงินฝากประเภทประจำของธนาคารออมสินของต้นเงิน 343,433 บาท นับถัดจากวันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ทั้งสาม

จำเลยที่ 1 และที่ 2 ให้การขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยทั้งสองร่วมกันชำระเงิน 190,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงิน 180,000 บาท นับแต่วันที่ 2 กรกฎาคม 2540 จนกว่าชำระเสร็จแก่โจทก์ (ที่ถูกโจทก์ทั้งสาม) และดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงิน 270,000 บาท นับแต่วันที่ 14 กรกฎาคม 2541 ถึงวันที่ 17 สิงหาคม 2541 ให้จำเลยที่ 2 ชำระเงิน 163,433 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันที่ 18 สิงหาคม 2541 จนกว่าชำระเสร็จแก่โจทก์ (ที่ถูกโจทก์ทั้งสาม) เฉพาะดอกเบี้ยทั้งหมดคำนวณรวมกันถึงวันฟ้อง (ฟ้องวันที่ 10 กันยายน 2541) ต้องไม่เกิน 68,212.50 บาท ตามที่โจทก์ขอ (ที่ถูกโจทก์ทั้งสาม) ให้จำเลยทั้งสองร่วมกันใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ (ที่ถูกโจทก์ทั้งสาม) โดยกำหนด ค่าทนายความ 3,000 บาท

จำเลยที่ 2 อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน ให้จำเลยที่ 2 ใช้ค่าทนายความชั้นอุทธรณ์ 3,000 บาท แทนโจทก์ทั้งสาม

จำเลยที่ 2 ฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีพาณิชย์และเศรษฐกิจวินิจฉัยว่า ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยที่ 1 ร่วมรับผิดกับจำเลยที่ 2 จำเลยที่ 1 ไม่อุทธรณ์ คดีสำหรับจำเลยที่ 1 จึงยุติไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น คดีคงพิจารณาในชั้นฎีกาเฉพาะในส่วนของจำเลยที่ 2 พิเคราะห์แล้ว ข้อเท็จจริงฟังได้ตามที่โจทก์ทั้งสามและจำเลยที่ 2 ไม่โต้แย้งกันในชั้นฎีกาว่า จำเลยที่ 1 เป็นตัวแทนประกันชีวิตของจำเลยที่ 2 และจำเลยที่ 2 มอบอำนาจให้จำเลยที่ 1 เป็นผู้มีอำนาจรับเบี้ยประกันชีวิตตั้งแต่ปี 2538 ถึง 2541 จำเลยที่ 1 ได้ชักชวนโจทก์ทั้งสามทำสัญญาประกันชีวิตแบบสะสมทรัพย์ 21 ปี วงเงินประกันภัยคนละ 500,000 บาท โจทก์ทั้งสามตกลงและส่งเบี้ยประกันภัยได้ 4 ถึง 5 ปี ก็ขาดส่งเบี้ยประกันภัย ต่อมาปี 2540 จำเลยที่ 1 ชักชวนให้โจทก์ทั้งสามทำสัญญาประกันชีวิตกับจำเลยที่ 2 โจทก์ทั้งสามได้ลงลายมือชื่อในคำขอทำสัญญาประกันชีวิตซึ่งรวมอยู่ในกรมธรรม์ประกันภัย และโจทก์ที่ 1 ได้สั่งจ่ายเช็คธนาคารกสิกรไทย จำกัด (มหาชน) สาขาย่อยสถานีขนส่งฉะเชิงเทรา 2 ฉบับ ฉบับแรก จำนวนเงิน 180,000 บาท และฉบับที่ 2 จำนวนเงิน 270,000 บาท มอบให้แก่จำเลยที่ 1 โดยจำเลยที่ 1 ได้ทำใบรับเงินชั่วคราวให้ เช็คฉบับแรกจำเลยที่ 1 ได้นำไปเรียกเก็บเงินเมื่อวันที่ 2 กรกฎาคม 2540 เช็คฉบับที่ 2 จำเลยที่ 2 ได้นำไปเรียกเก็บเงินเมื่อวันที่ 14 กรกฎาคม 2540 แพทย์ของจำเลยที่ 2 ได้ตรวจร่างกายของโจทก์ทั้งสามก่อนรับประกันภัยและจำเลยที่ 2 ส่งสัญญาประกันชีวิตแบบสะสมทรัพย์ 18 ปี ให้แก่โจทก์ทั้งสาม กับสั่งจ่ายเช็ค 2 ฉบับ จำนวนเงิน 1,517 บาท และ 500 บาท ให้แก่โจทก์ที่ 1 จากนั้นโจทก์ทั้งสามมีหนังสือร้องเรียนจำเลยที่ 2 และแจ้งความประสงค์ไม่ต่ออายุสัญญาประกันชีวิตฉบับเดิมและไม่ทำสัญญาประกันชีวิตฉบับใหม่ ให้จำเลยที่ 2 คืนเงินจำนวน 450,000 บาท พร้อมดอกเบี้ย โจทก์ทั้งสามมีหนังสือร้องเรียนไปยังกรมการประกันภัย เจ้าหน้าที่ฝ่ายสอบสวน กองนิติการ กรมการประกันภัย ได้สอบข้อเท็จจริงโจทก์ทั้งสามและจำเลยทั้งสอง จากนั้นจำเลยที่ 2 ได้สั่งจ่ายเช็คธนาคารกรุงศรีอยุธยา จำกัด (มหาชน) สาขาสุรวงศ์ จำนวนเงิน 104,550 บาท ให้แก่โจทก์ที่ 1

มีปัญหาวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยที่ 2 ประการแรกว่า สัญญาประกันชีวิตตามกรมธรรม์ประกันภัย มีผลสมบูรณ์ใช้บังคับได้หรือไม่ โดยจำเลยที่ 2 ฎีกาว่าสัญญาประกันชีวิตมิได้เกิดขึ้นเพราะกลฉ้อฉลของจำเลยที่ 1 และโจทก์ทั้งสามทราบดีอยู่แล้วว่าเป็นการสมัครขอทำสัญญาประกันชีวิตฉบับใหม่กับจำเลยที่ 2 หรือหากใช้ความระมัดระวังเช่นวิญญูชนจะพึงกระทำ ก็จะทราบได้ว่าการกระทำของตนเป็นการขอสมัครทำสัญญาประกันชีวิตใหม่กับจำเลยที่ 2 นั้น เห็นว่า โจทก์ที่ 1 และที่ 3 เบิกความได้สอดคล้องต้องกัน กับใบรับเงินชั่วคราวที่มีข้อความระบุจำนวนเงิน 450,000 บาท และมีข้อความเขียนด้วยลายมือของจำเลยที่ 1 ที่ด้านบนใบรับเงินชั่วคราวด้วยว่า "ต่ออายุ 3 ฉบับ" เช่นนี้การที่โจทก์ที่ 1 สั่งจ่ายเช็ค 2 ฉบับ รวมเป็นเงิน 450,000 บาท ให้แก่จำเลยที่ 1 ก็เพื่อต่ออายุสัญญาประกันชีวิตทั้งสามฉบับที่ขาดส่งเบี้ยประกันภัยตามที่จำเลยที่ 1 มาชักชวนนั่นเอง ประกอบกับนายโอภาส พยานจำเลยที่ 2 เบิกความว่า กรมธรรม์ประกันภัยเดิมขาดต่ออายุตั้งแต่ปี 2539 ถึงวันทำกรมธรรม์ใหม่ยังไม่เกิน 5 ปี สามารถต่ออายุได้โดยจะต้องชำระเบี้ยประกันภัยที่ขาดต่ออายุแต่ละปีบวกด้วยดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 8 ต่อปี และตามหนังสือของจำเลยที่ 1 ที่ชี้แจงแก่จำเลยที่ 2 มีข้อความทำนองว่า จำเลยที่ 1 บอกโจทก์ที่ 1 ว่าถ้าต่ออายุสัญญาประกันชีวิตเดิมจะต้องจ่ายค่าเบี้ยประกันภัยทั้งหมดประมาณ 450,000 บาท ถ้าทำสัญญาประกันชีวิตใหม่ต้องจ่ายทั้งหมดประมาณ 170,000 บาท เมื่อโจทก์ที่ 1 ออกเช็คมอบให้จำเลยที่ 1 รวมเป็นเงินทั้งสิ้น 450,000 บาท ทำให้เชื่อว่า จำเลยที่ 1 ติดต่อให้โจทก์ทั้งสามต่ออายุสัญญาประกันชีวิตเดิมโดยต้องจ่ายค่าเบี้ยประกันภัยค้างชำระพร้อมดอกเบี้ยย้อนหลังจริง ส่วนที่จำเลยที่ 2 ได้รับใบสมัครใหม่เป็นคำขอทำสัญญาประกันชีวิตของโจทก์ทั้งสาม พร้อมกับมีการตรวจสุขภาพ และจำเลยที่ 1 ได้บันทึกไว้ด้านหลังเช็คว่าเป็นการชำระให้แก่ผู้เอาประกันภัยคนอื่นนั้น เห็นว่า การส่งใบคำขอทำสัญญาประกันชีวิตเป็นใบสมัครใหม่ ไม่ใช่คำขอต่ออายุสัญญา และมีบันทึกไว้ที่ด้านหลังเช็ค นั้นเป็นเรื่องที่จำเลยที่ 1 เขียนข้อความเหล่านั้นด้วยตนเอง โจทก์ทั้งสามมิได้รู้เห็นด้วย ส่วนการตรวจสุขภาพก่อน ก็ไม่ใช่ข้อพิสูจน์ว่าการตรวจสุขภาพใหม่มีเฉพาะกรณีสมัครขอทำสัญญาประกันชีวิตครั้งแรกเท่านั้น การขอต่ออายุสัญญาประกันชีวิตก็อาจมีการตรวจสุขภาพก่อนพิจารณาอนุมัติให้ต่ออายุได้ สำหรับหนังสือชี้แจงของจำเลยที่ 1 ที่มีข้อความสรุปว่า โจทก์ทั้งสามขอทำสัญญาประกันชีวิตใหม่ มิได้ต่อสัญญา และได้คืนเงินที่รับเงินตามเช็คจำนวน 180,000 บาท ให้โจทก์ทั้งสามไปแล้วนั้น ก็เป็นบันทึกที่จำเลยที่ 1 ทำถึงจำเลยที่ 2 เพื่อแก้ตัวโดยโจทก์ทั้งสามมิได้รู้เห็นด้วย ฉะนั้น พยานหลักฐานของโจทก์ทั้งสามมีน้ำหนักในการรับฟังมากกว่าพยานหลักฐานของจำเลยที่ 2 ทำให้คดีฟังได้ว่า การที่โจทก์ทั้งสามลงลายมือชื่อในคำขอประกันชีวิตมอบให้จำเลยที่ 1 ไปยื่นต่อจำเลยที่ 2 นั้น เป็นการแสดงเจตนาทำนิติกรรมโดยสำคัญผิดเพราะถูกจำเลยที่ 1 หลอกลวงว่าเป็นการขอต่ออายุกรมธรรม์ประกันชีวิตเดิม อันเป็นการสำคัญผิดในลักษณะของนิติกรรม จึงเป็นความสำคัญผิดในสาระสำคัญของนิติกรรม ย่อมเป็นโมฆะตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 156 วรรคหนึ่ง และวรรคสอง เมื่อครอบครัวของโจทก์ทั้งสามรู้จักจำเลยที่ 1 มาเป็นเวลานาน และจำเลยที่ 1 เป็นผู้ชักชวนให้โจทก์ทั้งสามทำสัญญาประกันชีวิตฉบับเดิม โจทก์ทั้งสามย่อมให้ความเชื่อถือไว้วางใจ จึงถือไม่ได้ว่าโจทก์ทั้งสามประมาทเลินเล่อในการลงลายมือชื่อในคำขอทำสัญญาประกันชีวิต ดังนั้น สัญญาประกันชีวิตตามกรมธรรม์จึงไม่มีผลสมบูรณ์ที่ใช้บังคับได้ ที่ศาลอุทธรณ์วินิจฉัยมา ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วยในผล ฎีกาข้อนี้ของจำเลยที่ 2 ฟังไม่ขึ้น

มีปัญหาวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยที่ 2 ประการต่อไปว่า จำเลยที่ 2 ต้องรับผิดคืนเงินค่าเบี้ยประกันภัยให้แก่โจทก์ทั้งสามหรือไม่ โดยจำเลยที่ 2 ฎีกาว่า จำเลยที่ 1 เป็นเพียงนายหน้าขายประกันชีวิตหรือตัวแทนประกันชีวิตเท่านั้น จำเลยที่ 2 มอบอำนาจให้จำเลยที่ 1 มีอำนาจรับเงินเบี้ยประกันชีวิตตามพระราชบัญญัติประกันชีวิต พ.ศ.2535 มิได้ให้เป็นตัวแทนตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ดังที่ศาลอุทธรณ์วินิจฉัย จำเลยที่ 2 กระทำโดยสุจริตไม่รู้หรือควรจะได้รู้ถึงการกระทำของจำเลยที่ 1 แต่ประการใด เห็นว่า จำเลยที่ 1 เป็นตัวแทนประกันชีวิตของจำเลยที่ 2 และจำเลยที่ 2 มอบอำนาจให้จำเลยที่ 1 มีอำนาจรับเบี้ยประกันชีวิตในนามจำเลยที่ 2 ดังนี้ คนทั่วไปที่ถูกจำเลยที่ 1 ชักชวนให้ทำสัญญาประกันชีวิตกับจำเลยที่ 2 ย่อมต้องเข้าใจว่าจำเลยที่ 2 มอบอำนาจให้จำเลยที่ 1 เป็นตัวแทนในการติดต่อรับประกันชีวิตและรับเบี้ยประกันชีวิตล่วงหน้าด้วย ดังนั้น พฤติการณ์ที่จำเลยที่ 2 ยอมให้จำเลยที่ 1 ติดต่อกับโจทก์ทั้งสามเพื่อต่ออายุกรมธรรม์และรับเบี้ยประกันชีวิตล่วงหน้าในนามของจำเลยที่ 2 โดยเปิดเผย จึงเท่ากับจำเลยที่ 2 เชิดให้จำเลยที่ 1 เป็นตัวแทนของจำเลยที่ 2 ในการติดต่อรับประกันชีวิตและรับเบี้ยประกันชีวิตล่วงหน้า การที่จำเลยที่ 1 ฉ้อฉลโจทก์ทั้งสามให้ลงลายมือชื่อในคำขอทำประกันชีวิตเป็นการจงใจให้โจทก์ทั้งสามได้รับความเสียหายอันเป็นละเมิดต่อโจทก์ทั้งสาม จำเลยที่ 2 จึงต้องรับผิดต่อบุคคลภายนอกผู้สุจริตเสมือนว่าจำเลยที่ 1 เป็นตัวแทนของตนตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 821 และต้องร่วมรับผิดในการกระทำละเมิดของจำเลยที่ 1 ต่อโจทก์ทั้งสามตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 427 ประกอบมาตรา 425 ด้วย ที่ศาลอุทธรณ์วินิจฉัยมา ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วยในผล ฎีกาข้อนี้ของจำเลยที่ 2 ฟังไม่ขึ้น

มีปัญหาวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยที่ 2 ประการต่อไปว่า ค่าเสียหายอันเป็นค่าใช้จ่ายของโจทก์ทั้งสามในการทวงถามไม่ควรเกินกว่า 1,500 บาท หรือไม่ ที่ศาลล่างทั้งสองกำหนดให้จำนวน 10,000 บาท นั้น เป็นค่าเสียหายอันเกิดจากการทำละเมิดของจำเลยที่ 1 และเป็นค่าติดตามทวงถามให้จำเลยทั้งสองคืนเบี้ยประกันชีวิต มิใช่ค่าเสียหายอันเกิดจากสัญญาเป็นโมฆะ หากโจทก์ทั้งสามได้รับความเสียหายย่อมสามารถเรียกค่าเสียหายได้ เมื่อข้อเท็จจริงฟังได้ว่า โจทก์ทั้งสามต้องเสียค่าใช้จ่ายในการติดตามทวงถามเบี้ยประกันชีวิตด้วย ฉะนั้น ที่ศาลล่างทั้งสองกำหนดค่าเสียหายทั้งหมดให้เป็นเงิน 10,000 บาท เหมาะสมแล้ว ฎีกาข้อนี้ของจำเลยที่ 2 ฟังไม่ขึ้น

ที่ฎีกาของจำเลยที่ 2 ที่ว่า ศาลอุทธรณ์ไม่รับวินิจฉัยในประเด็นว่า โจทก์ทั้งสามมีสิทธิบอกล้างสัญญาประกันชีวิตหรือไม่เป็นการไม่ชอบ ข้ออ้างตามอุทธรณ์ดังกล่าว จำเลยที่ 2 ไม่ได้ยกขึ้นต่อสู้ในคำให้การจึงเป็นข้อที่มิได้ยกขึ้นว่ากันมาแล้วโดยชอบในศาลชั้นต้น ไม่ชอบด้วยประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 225 วรรคหนึ่ง ที่ศาลอุทธรณ์ไม่รับวินิจฉัยให้ชอบแล้ว และที่จำเลยที่ 2 ฎีกาว่า โจทก์ทั้งสาม จำเลยที่ 1 และที่ 2 ได้ตกลงที่กองนิติการ กรมการประกันภัย กระทรวงพาณิชย์ ว่า จำเลยที่ 2 ต้องคืนเงิน 92,958 บาท แก่โจทก์ทั้งสาม แต่ที่ถูกต้องคือ 104,550 บาท ซึ่งจำเลยที่ 2 คืนให้โจทก์ทั้งสามแล้ว ส่วนเงิน 180,000 บาท โจทก์ทั้งสามและจำเลยที่ 1 จะไปว่ากันเอง จำเลยที่ 2 จึงไม่ต้องรับผิดคืนเงิน 180,000 บาท แก่โจทก์ทั้งสามนั้น จำเลยที่ 2 ไม่ได้ให้การต่อสู้คดี จึงเป็นข้อที่ไม่ได้ยกขึ้นว่ากันมาแล้วโดยชอบในศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ทั้งไม่ใช่ปัญหาที่เกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชน จึงต้องห้ามมิให้ฎีกา ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 249 ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัยให้

อนึ่ง คดีนี้ศาลชั้นต้นพิพากษาในส่วนของจำเลยที่ 2 ให้ชำระเงินจำนวน 353,433 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงิน 180,000 บาท นับแต่วันที่ 2 กรกฎาคม 2540 ของต้นเงิน 270,000 บาท นับแต่วันที่ 14 กรกฎาคม 2541 ถึงวันที่ 17 สิงหาคม 2541 และของต้นเงิน 163,433 บาท นับแต่วันที่ 18 สิงหาคม 2541 จนกว่าจะชำระเสร็จ ทุนทรัพย์ในชั้นอุทธรณ์และฎีกาจึงเป็นจำนวน 371,743.75 บาท แต่จำเลยที่ 2 เสียค่าขึ้นศาลชั้นอุทธรณ์และฎีกาในทุนทรัพย์ 421,645.50 บาท จึงเกินมา ให้คืนค่าขึ้นศาลชั้นอุทธรณ์และฎีกาส่วนที่เสียมาเกินศาลละ 1,247.50 บาท แก่จำเลยที่ 2

พิพากษายืน คืนค่าขึ้นศาลชั้นอุทธรณ์และชั้นฎีกา ศาลละ 1,247.50 บาท แก่จำเลยที่ 2 และให้จำเลยที่ 2 ใช้ค่าทนายความชั้นฎีกา 3,000 บาท แทนโจทก์ทั้งสาม
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 156 ม. 420 ม. 425 ม. 427 ม. 821
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นางมณฑา ประภารัศมีหรือชุณห์กุล กับพวก
จำเลย — นางสาวนิดา บัวทอง กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลแพ่ง — นายวิชิต วิจิตรสกุลศักดิ์
ศาลอุทธรณ์ — นายชัยยันต์ ศุขโชติ
ชื่อองค์คณะ
วิรุฬห์ แสงเทียน
วีระวัฒน์ ปวราจารย์
สุทธินันท์ เสียมสกุล
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4850/2555
#521388
เปิดฉบับเต็ม

ที่จำเลยที่ 1 ฎีกาว่า ฟ้องโจทก์ขาดอายุความนั้น ศาลชั้นต้นวินิจฉัยว่า ฟ้องโจทก์ไม่ขาดอายุความจำเลยที่ 1 ไม่อุทธรณ์หรือโต้แย้งไว้ในคำแก้อุทธรณ์ ปัญหาดังกล่าวจึงเป็นอันยุติ ฎีกาของจำเลยที่ 1 ในปัญหาเรื่องอายุความจึงเป็นข้อที่มิได้ยกขึ้นว่ากันมาแล้วโดยชอบในศาลอุทธรณ์ ต้องห้ามตาม ป.วิ.พ. มาตรา 249 วรรคหนึ่ง ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัย

ตามสัญญาบริการโทรศัพท์แสดงให้เห็นว่า ในกรณีที่มีผู้ขอใช้บริการโทรศัพท์ระหว่างประเทศจะต้องมีการตรวจสอบชื่อและหลักฐานของผู้ขอใช้บริการ เช่น สำเนาบัตรประชาชน สำเนาทะเบียนบ้านและสถานที่ติดตั้ง ดังที่มีการระบุรายการเช่นนั้นไว้ในเอกสารดังกล่าว จำเลยที่ 1 มิได้ใช้ความระมัดระวังในการตรวจสอบความถูกต้องแท้จริงของเอกสารที่ใช้ในการทำสัญญาบริการโทรศัพท์เป็นเหตุให้มีการอนุมัติให้ใช้บริการโทรศัพท์ระหว่างประเทศ และในที่สุดไม่สามารถเรียกเก็บค่าใช้บริการรายนี้ได้ ข้อเท็จจริงฟังได้ว่าความเสียหายเกิดจากความประมาทเลินเล่อของจำเลยที่ 1 อันเป็นการทำละเมิดต่อโจทก์

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องและแก้ไขคำฟ้องขอให้บังคับจำเลยทั้งสองร่วมกันชำระเงินจำนวน 409,566.12 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงิน 306,265.52 บาท นับถัดจากวันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์

จำเลยที่ 1 และจำเลยที่ 2 ให้การขอให้ยกฟ้อง

ระหว่างพิจารณา โจทก์ยื่นคำร้องขอถอนฟ้องจำเลยที่ 2 ศาลชั้นต้นมีคำสั่งอนุญาตและจำหน่ายคดีเฉพาะจำเลยที่ 2 ออกจากสารบบความ

ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง ค่าฤชาธรรมเนียมให้เป็นพับ

โจทก์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษากลับ ให้จำเลยที่ 1 ชำระเงินจำนวน 306,265.52 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันที่ 1 มิถุนายน 2541 จนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ สำหรับดอกเบี้ยคำนวณถึงวันฟ้อง (ฟ้องวันที่ 29 พฤศจิกายน 2545) ต้องไม่เกิน 103,300.60 บาท ตามคำขอของโจทก์ ให้จำเลยใช้ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสองศาลแทนโจทก์ โดยกำหนดค่าทนายความรวม 6,000 บาท

จำเลยที่ 1 ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ที่จำเลยที่ 1 ฎีกาว่า ฟ้องโจทก์ขาดอายุความ ศาลชั้นต้นวินิจฉัยว่า ฟ้องโจทก์ไม่ขาดอายุความ จำเลยที่ 1 ไม่อุทธรณ์หรือโต้แย้งไว้ในคำแก้อุทธรณ์ ปัญหาดังกล่าวจึงเป็นอันยุติ ฎีกาของจำเลยที่ 1 ในปัญหาเรื่องอายุความจึงเป็นข้อที่มิได้ยกขึ้นว่ากันมาแล้วโดยชอบในศาลอุทธรณ์ ต้องห้ามตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 249 วรรคหนึ่ง ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัย

ตามสัญญาบริการโทรศัพท์แสดงให้เห็นว่า ในกรณีที่มีผู้ขอใช้บริการโทรศัพท์ระหว่างประเทศ จะต้องมีการตรวจสอบชื่อและหลักฐานของผู้ขอใช้บริการ เช่น สำเนาบัตรประจำตัวประชาชน สำเนาทะเบียนบ้าน และสถานที่ติดตั้ง ดังที่มีการระบุรายการเช่นนั้นไว้ในเอกสารดังกล่าว ในข้อนี้โจทก์มี นายสุพจน์ พนักงานตำแหน่งนิติกร 6 ของโจทก์เบิกความยืนยันว่า จำเลยที่ 1 มิได้ใช้ความระมัดระวังตรวจสอบให้รอบคอบว่านายสถาปัตย์เป็นผู้ขอใช้บริการโทรศัพท์จริงหรือไม่ อีกทั้งนางสาวนันทา และนายบุญเชาว์ พยานจำเลยที่ 1 ก็เบิกความเจือสมว่า จำเลยที่ 1 มีหน้าที่ตรวจสอบความถูกต้องในการขอใช้บริการโทรศัพท์ทุกราย โดยเฉพาะอย่างยิ่งในกรณีที่มีการมอบอำนาจให้มาทำสัญญาบริการโทรศัพท์แทนนั้นจะต้องมีการตรวจสอบต้นฉบับบัตรประจำตัวประชาชนและทะเบียนบ้านด้วย แต่ปรากฏว่านายทิพมลเพียงแต่นำสำเนาบัตรประจำตัวประชาชนและสำเนาทะเบียนบ้านของนายสถาปัตย์ กับสำเนาบัตรประจำตัวประชาชนของนายทิพมลมาแสดงประกอบหนังสือมอบอำนาจเท่านั้น โดยไม่ปรากฏว่าจำเลยที่ 1 ได้ตรวจสอบต้นฉบับเอกสารดังกล่าวจากนายทิพมลที่อ้างว่าเป็นผู้รับมอบอำนาจจากนายสถาปัตย์ นอกจากนี้หากมีการตรวจสอบว่านายทิพมลเป็นผู้รับมอบอำนาจที่แท้จริงแล้ว ก็ย่อมจะต้องให้นายทิพมลลงลายมือชื่อในสัญญาบริการโทรศัพท์ ในฐานะผู้รับมอบอำนาจ เพราะเมื่อมีการมอบอำนาจแล้วก็เท่ากับว่านายสถาปัตย์ไม่ได้เป็นผู้มาทำสัญญาเอง แต่สัญญาดังกล่าวกลับมีการระบุชื่อนายสถาปัตย์และมีการลงลายมือชื่อนายสถาปัตย์ ซึ่งเป็นข้อพิรุธ โดยเฉพาะอย่างยิ่งสำเนาบัตรประจำตัวประชาชนและสำเนาทะเบียนบ้านของนายสถาปัตย์ล้วนแต่ระบุว่า นายสถาปัตย์มีภูมิลำเนาอยู่ที่บ้านเลขที่ 1788/398 ถนนจรัญสนิทวงศ์ แขวงบางบำหรุ เขตบางพลัด กรุงเทพมหานคร แต่ในหนังสือมอบอำนาจ และสัญญาบริการโทรศัพท์ กลับระบุว่า นายสถาปัตย์อยู่ที่บ้านเลขที่ 41 หมู่ที่ 7 ตำบลบางพรม อำเภอบางคนที จังหวัดสมุทรสงคราม โดยอ้างเป็นสถานที่ติดตั้งสำหรับการใช้บริการโทรศัพท์และสถานที่ส่งใบแจ้งหนี้ ซึ่งไม่ตรงต่อความเป็นจริง แสดงให้เห็นว่าจำเลยที่ 1 มิได้ใช้ความระมัดระวังในการตรวจสอบความถูกต้องแท้จริงของเอกสารที่ใช้ในการทำสัญญาบริการโทรศัพท์ เป็นเหตุให้มีการอนุมัติให้ใช้บริการโทรศัพท์ระหว่างประเทศ และในที่สุดไม่สามารถเรียกเก็บค่าใช้บริการรายนี้ได้ ข้อเท็จจริงฟังได้ว่าความเสียหายเกิดขึ้นเพราะความประมาทเลินเล่อของจำเลยที่ 1 อันเป็น การทำละเมิดต่อโจทก์ จำเลยที่ 1 จึงต้องรับผิดชดใช้ค่าเสียหายแก่โจทก์ ที่ศาลอุทธรณ์พิพากษามานั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาข้อนี้ของจำเลยที่ 1 ฟังไม่ขึ้น

พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ. ม. 249 วรรคหนึ่ง
ป.พ.พ. ม. 420
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — การสื่อสารแห่งประเทศไทย
จำเลย — บริษัททศท คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลแพ่ง — นางสาวศรีวิมล ถิระบัญชาศักดิ์
ศาลอุทธรณ์ — นายพิชัย เพ็งผ่อง
ชื่อองค์คณะ
สุทธิโชค เทพไตรรัตน์
ศรีอัมพร ศาลิคุปต์
นพพร โพธิรังสิยากร
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4845/2555
#526751
เปิดฉบับเต็ม

จำเลยที่ 1 มีข้อปฏิบัติสำหรับผู้ที่จะนำรถเข้าไปจอดในบริเวณลานจอดรถในห้างสรรพสินค้าของจำเลยที่ 1 ว่าจะต้องรับบัตรจอดรถจากพนักงานรักษาความปลอดภัยซึ่งเป็นลูกจ้างของจำเลยที่ 2 เสียก่อน และเมื่อจะนำรถออกจากบริเวณลานจอดรถก็จะต้องนำบัตรจอดรถมอบคืนแก่พนักงานรักษาความปลอดภัยที่ทางออกจึงจะนำรถออกจากลานจอดรถได้ แม้ผู้ที่มาใช้บริการที่จอดรถเป็นผู้เลือกที่จอดรถ ดูแลปิดประตูรถ และเก็บกุญแจรถไว้เอง และไม่ต้องเสียค่าบริการก็ตาม แต่พฤติการณ์ของจำเลยที่ 1 ดังกล่าวมาก็ย่อมทำให้ลูกค้าที่มาใช้บริการโดยทั่วไปเข้าใจได้ว่าบริเวณที่จอดรถดังกล่าวนั้น จำเลยที่ 1 ได้จัดให้มีบริการดูแลรักษาความสงบเรียบร้อยและความปลอดภัยสำหรับทรัพย์สินของจำเลยที่ 1 ตลอดจนรถที่ลูกค้าจะนำเข้าจอดขณะเข้าไปซื้อสินค้าที่ห้างสรรพสินค้าของจำเลยที่ 1 โดยจำเลยที่ 1 มอบหมายให้จำเลยที่ 2 และพนักงานรักษาความปลอดภัยของจำเลยที่ 2 เป็นตัวแทนรับดูแลรักษาความเรียบร้อยและความปลอดภัยโดยถือว่าเป็นการให้บริการอย่างหนึ่งของจำเลยที่ 1 เพื่ออำนวยความสะดวกให้แก่ลูกค้าผู้มาใช้บริการ ซึ่งถือได้ว่ามีผลโดยตรงต่อยอดการจำหน่ายสินค้าของจำเลยที่ 1 ด้วย เมื่อพนักงานรักษาความปลอดภัยของจำเลยที่ 2 กระทำละเมิดโดยปล่อยปละละเลยให้คนร้ายลักรถของ อ. ผู้เอาประกันภัย ซึ่งจอดรถอยู่ในลานจอดรถของจำเลยที่ 1 ไป จำเลยที่ 1 ซึ่งเป็นตัวการมอบหมายให้จำเลยที่ 2 และพนักงานรักษาความปลอดภัยของจำเลยที่ 2 เป็นตัวแทนดูแลรักษาความเรียบร้อยและความปลอดภัยในบริเวณลานจอดรถของจำเลยที่ 1 จึงต้องร่วมรับผิดกับจำเลยที่ 2 ตาม ป.พ.พ. มาตรา 427 ประกอบมาตรา 420 โจทก์ในฐานะผู้รับประกันภัยซึ่งได้ชำระค่าเสียหายในการที่รถสูญหายจึงรับช่วงสิทธิที่จะไล่เบี้ยเอาแก่จำเลยที่ 1 ได้

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยทั้งสองร่วมกันชำระเงินจำนวน 284,036 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงินจำนวน 270,000 บาท นับแต่วันถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์

จำเลยที่ 1 ให้การขอให้ยกฟ้อง

จำเลยที่ 2 ขาดนัดยื่นคำให้การและขาดนัดพิจารณา

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยที่ 2 ชำระเงินจำนวน 270,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันที่ 19 กันยายน 2540 เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ ให้จำเลยที่ 2 ใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ โดยกำหนดค่าทนายความ 1,500 บาท ยกฟ้องโจทก์ในส่วนของจำเลยที่ 1 ค่าฤชาธรรมเนียมระหว่างโจทก์กับจำเลยที่ 1 ให้เป็นพับ

โจทก์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ

โจทก์ฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีพาณิชย์และเศรษฐกิจวินิจฉัยว่า พิเคราะห์แล้วข้อเท็จจริงรับฟังเป็นยุติว่า โจทก์เป็นผู้รับประกันภัยรถยนต์หมายเลขทะเบียน 1 ท - 3696 นครราชสีมา ไว้จากนายอำภา ญาติจำเลยที่ 1 ประกอบกิจการห้างสรรพสินค้าใช้ชื่อว่า ห้างสรรพสินค้าโลตัส ซุปเปอร์เซ็นเตอร์ และห้างสรรพสินค้าโลตัส ซุปเปอร์เซ็นเตอร์ สาขาสระบุรี เป็นสาขาหนึ่งของจำเลยที่ 1 ส่วนจำเลยที่ 2 รับจ้างจำเลยที่ 1 ในการดูแลรักษาความสงบเรียบร้อยและดูแลทรัพย์สินในบริเวณสถานประกอบการของจำเลยที่ 1 นายอำภาขับรถยนต์คันที่โจทก์รับประกันภัยไปจอดในบริเวณลานจอดรถของห้างสรรพสินค้าโลตัส ซุปเปอร์เซ็นเตอร์ สาขาสระบุรี โดยมีพนักงานรักษาความปลอดภัยของจำเลยที่ 2 มอบบัตรจอดรถให้นายอำภาที่บริเวณทางเข้าห้างจำเลยที่ 1 และการที่ลูกค้านำรถออกจากห้างจำเลยที่ 1 ลูกค้าต้องคืนบัตรจอดรถให้พนักงานรักษาความปลอดภัยของจำเลยที่ 2 หากลูกค้าไม่มอบบัตรจอดรถลูกค้าจะต้องนำสำเนาบัตรประจำตัวประชาชนและหลักฐานการเป็นเจ้าของรถมาแสดงต่อพนักงานรักษาความปลอดภัยของจำเลยที่ 2 จึงจะนำรถออกไปจากห้างจำเลยที่ 1 ได้ ต่อมารถยนต์คันที่โจทก์รับประกันภัยไว้สูญหายไป เนื่องจากความประมาทเลินเล่อของพนักงานรักษาความปลอดภัยของจำเลยที่ 2 ทำให้คนร้ายลักรถยนต์คันที่โจทก์รับประกันภัยไว้จากนายอำภาไปได้ หลังเกิดเหตุนายอำภาไปแจ้งความต่อเจ้าพนักงานตำรวจสถานีตำรวจภูธรอำเภอเมืองสระบุรี และโจทก์ได้จ่ายเงินตามสัญญาประกันภัยให้แก่ผู้รับประโยชน์ไปแล้วจำนวน 270,000 บาท จำเลยที่ 2 จึงต้องรับผิดชดใช้ค่าเสียหายแก่โจทก์

มีปัญหาที่จะต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ว่า จำเลยที่ 1 จะต้องร่วมรับผิดกับจำเลยที่ 2 ชดใช้ค่าเสียหายแก่โจทก์หรือไม่ เห็นว่า การที่จำเลยที่ 1 มีข้อปฏิบัติสำหรับผู้ที่จะนำรถยนต์เข้าไปจอดในบริเวณลานจอดรถในห้างสรรพสินค้าของจำเลยที่ 1 ว่าจะต้องรับบัตรจอดรถจากพนักงานรักษาความปลอดภัยซึ่งเป็นลูกจ้างของจำเลยที่ 2 เสียก่อน และเมื่อจะนำรถออกจากบริเวณลานจอดรถก็จะต้องนำบัตรจอดรถมอบคืนให้แก่พนักงานรักษาความปลอดภัยที่ทางออก จึงจะนำรถยนต์ออกจากบริเวณลานจอดรถได้ หากไม่มีบัตรจอดรถพนักงานรักษาความปลอดภัยจะไม่อนุญาตให้นำรถยนต์ออก จะต้องนำหลักฐานความเป็นเจ้าของรถยนต์และบัตรประจำตัวประชาชนมาแสดงจึงจะนำรถยนต์ออกไปได้ แม้จะปรากฏว่าผู้ที่มาใช้บริการที่จอดรถจะเป็นผู้เลือกที่จอดรถยนต์เอง ดูแลปิดประตูรถยนต์และเก็บกุญแจรถยนต์ไว้เอง และไม่ต้องเสียค่าบริการก็ตาม แต่พฤติการณ์ของจำเลยที่ 1 ย่อมทำให้ลูกค้าที่มาใช้บริการโดยทั่วไปเข้าใจได้ว่าบริเวณลานจอดรถนั้น จำเลยที่ 1 ได้จัดให้มีบริการดูแลรักษาความสงบเรียบร้อยและความปลอดภัยสำหรับทรัพย์สินของจำเลยที่ 1 ตลอดจนรถยนต์ที่ลูกค้าจะนำเข้ามาจอดขณะเข้าไปซื้อสินค้าที่ห้างสรรพสินค้าของจำเลยที่ 1 โดยจำเลยที่ 1 มอบหมายให้จำเลยที่ 2 และพนักงานรักษาความปลอดภัยของจำเลยที่ 2 เป็นตัวแทนรับดูแลรักษาความเรียบร้อยและความปลอดภัยโดยถือว่าเป็นการให้บริการอย่างหนึ่งของจำเลยที่ 1 เพื่ออำนวยความสะดวกให้แก่ลูกค้าผู้มาใช้บริการ ซึ่งถือได้ว่ามีผลโดยตรงต่อยอดการจำหน่ายสินค้าของจำเลยที่ 1 ด้วย เมื่อพนักงานรักษาความปลอดภัยของจำเลยที่ 2 กระทำละเมิดโดยปล่อยปละละเลยให้คนร้ายลักรถยนต์ของนายอำภา ผู้เอาประกันภัยซึ่งจอดอยู่ในลานจอดรถของจำเลยที่ 1 ไป จำเลยที่ 1 ซึ่งเป็นตัวการมอบหมายให้จำเลยที่ 2 และพนักงานรักษาความปลอดภัยของจำเลยที่ 2 เป็นตัวแทนดูแลรักษาความเรียบร้อยและความปลอดภัยในบริเวณลานจอดรถของจำเลยที่ 1 จึงต้องร่วมรับผิดกับจำเลยที่ 2 ด้วย ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 427 ประกอบด้วยมาตรา 420 โจทก์ในฐานะผู้รับประกันภัยตามสัญญาประกันภัยซึ่งได้ชำระค่าเสียหายในการที่รถยนต์สูญหายครั้งนี้ไปแล้ว จึงรับช่วงสิทธิที่จะไล่เบี้ยเอาแก่จำเลยที่ 1 ได้ ที่ศาลล่างทั้งสองพิพากษามานั้น ศาลฎีกาไม่เห็นพ้องด้วย ฎีกาของโจทก์ฟังขึ้น

พิพากษาแก้เป็นว่า ให้จำเลยที่ 1 ร่วมรับผิดกับจำเลยที่ 2 ชำระเงินจำนวน 270,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันที่ 19 กันยายน 2540 เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ ค่าฤชาธรรมเนียมในชั้นฎีกาให้เป็นพับ นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 420 ม. 427
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — บริษัทวิริยะประกันภัย จำกัด
จำเลย — บริษัทเอก-ชัย ดีสทริบิวชั่น ซิสเทม จำกัด กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลแพ่งกรุงเทพใต้ — นายพัฒนไชย ยอดพยุง
ศาลอุทธรณ์ — นายจิระ โชติพงศ์
ชื่อองค์คณะ
สมชาย สินเกษม
มานัส เหลืองประเสริฐ
อุบลรัตน์ ลุยวิกกัย
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4789/2555
#528534
เปิดฉบับเต็ม

แม้ขณะจำเลยที่ 1 โอนขายที่ดิน คดีแพ่งที่โจทก์ฟ้องจำเลยที่ 1 อยู่ระหว่างการพิจารณาของศาลก็ตาม แต่ความผิดฐานโกงเจ้าหนี้ตาม ป.อ. มาตรา 350 มิได้บัญญัติให้เจ้าหนี้หมายถึงบุคคลผู้ชนะคดีและคดีถึงที่สุดแล้วเท่านั้น หากหมายถึงเจ้าหนี้ซึ่งได้ใช้หรือจะใช้สิทธิฟ้องให้ชำระหนี้ตามคำพิพากษาของศาล การที่จำเลยที่ 1 โอนที่ดินไปโดยมีเจตนาพิเศษเพื่อว่าเมื่อโจทก์ชนะคดีแพ่งแล้ว โจทก์อาจไม่สามารถบังคับชำระหนี้จากจำเลยที่ 1 ได้ การกระทำของจำเลยที่ 1 จึงเป็นความผิดฐานโกงเจ้าหนี้

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83, 86, 90, 91, 350 และนับโทษต่อจากคดีอาญาหมายเลขแดงที่ 2945/2547 ของศาลอาญา

ศาลชั้นต้นไต่สวนมูลฟ้องแล้ว เห็นว่า คดีมีมูล ให้ประทับฟ้อง

จำเลยทั้งสองให้การปฏิเสธ แต่จำเลยที่ 1 รับว่าเป็นบุคคลเดียวกับจำเลยในคดีที่โจทก์ขอให้นับโทษต่อ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยทั้งสองมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 350 ประกอบมาตรา 83 จำคุกคนละ 1 ปี และนับโทษจำเลยที่ 1 ต่อจากโทษของจำเลยที่ 1 คดีอาญาหมายเลขแดงที่ 2945/2547 ของศาลอาญา คำขอนอกจากนี้ให้ยก

จำเลยทั้งสองอุทธรณ์

ระหว่างการพิจารณาของศาลอุทธรณ์ภาค 7 โจทก์ถึงแก่กรรม นายชิสาและนายชุษณะ บุตรของโจทก์ยื่นคำร้องขอเข้าดำเนินคดีต่างผู้ตาย ศาลอุทธรณ์ภาค 7 มีคำสั่งอนุญาต

ศาลอุทธรณ์ภาค 7 พิพากษายืน

จำเลยทั้งสองฎีกา

ระหว่างการพิจารณาของศาลฎีกา โจทก์ยื่นคำร้องขอถอนฟ้องเฉพาะจำเลยที่ 2 จำเลยที่ 2 แถลงไม่คัดค้านการขอถอนฟ้อง จึงอนุญาตให้โจทก์ถอนฟ้องเฉพาะจำเลยที่ 2 จำหน่ายคดีของจำเลยที่ 2 ออกจากสารบบความ

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า แม้ขณะจำเลยที่ 1 โอนขายที่ดินจำนวน 32 แปลง ให้แก่จำเลยที่ 2 เมื่อวันที่ 18 สิงหาคม 2548 คดีแพ่งที่โจทก์ฟ้องจำเลยที่ 1 ทั้งสองคดีดังกล่าวยังอยู่ในระหว่างการพิจารณาของศาลอุทธรณ์ภาค 7 ก็ตาม แต่ความผิดฐานโกงเจ้าหนี้สำคัญที่ว่าจำเลยที่ 1 โอนที่ดินไปโดยมีเจตนาพิเศษเพื่อว่า เมื่อโจทก์ชนะคดีแพ่งแล้ว โจทก์อาจไม่สามารถบังคับชำระหนี้จากจำเลยที่ 1 ได้ ทั้งประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 350 มิได้บัญญัติให้เจ้าหนี้หมายถึงเฉพาะบุคคลผู้ที่ชนะคดีและคดีได้ถึงที่สุดแล้วเท่านั้น หากหมายความถึงเจ้าหนี้ซึ่งได้ใช้หรือจะใช้สิทธิฟ้องให้ชำระหนี้ คำพิพากษาของศาลที่ให้จำเลยที่ 1 รับผิดในทางแพ่งจึงมิใช่องค์ประกอบความรับผิดในทางอาญาฐานโกงเจ้าหนี้ ทั้งคำพิพากษาศาลอุทธรณ์คดีอาญาหมายเลขแดงที่ 615/2551 ก็มีผลผูกพันเฉพาะคู่ความในคดีเท่านั้น จึงไม่อาจนำมารับฟังในคดีแพ่งที่โจทก์ฟ้องจำเลยที่ 1 ได้ เมื่อจำเลยที่ 1 โอนที่ดินหลังจากที่โจทก์ได้ยื่นฟ้องและศาลชั้นต้นได้มีคำพิพากษาให้จำเลยที่ 1 ต้องรับผิดชำระหนี้ให้แก่โจทก์ ถือว่าโจทก์อยู่ในฐานะเจ้าหนี้ซึ่งได้ใช้สิทธิเรียกร้องทางศาลให้ชำระหนี้แล้ว การกระทำของจำเลยที่ 1 จึงเป็นความผิดฐานโกงเจ้าหนี้ ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 7 พิพากษามานั้นชอบแล้ว ฎีกาของจำเลยที่ 1 ฟังไม่ขึ้น

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.อ. ม. 350
ชื่อคู่ความ
พลอากาศตรีสมิทธ มะกรสาร
โจทก์ — โดยนายชิสา มะกรสาร กับพวก ผู้เข้าดำเนินคดีต่างผู้ตาย
จำเลย — นายสุขุม เชิดชื่น กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดเพชรบุรี — นายนพรัตน์ บุญจร
ศาลอุทธรณ์ภาค 7 — นายสุพจน์ บำเพ็ญวัฒนา
ชื่อองค์คณะ
ธงชัย เสนามนตรี
อภิรัตน์ ลัดพลี
กฤษฎิ์จิรัฐ คุณาจิรภรณ์
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4772/2555
#520025
เปิดฉบับเต็ม

โจทก์บรรยายฟ้องในความผิดฐานพาอาวุธว่า จำเลยพาอาวุธมีดปลายแหลม ความยาวพร้อมด้ามประมาณ 1 ฟุต 1 เล่ม ติดตัวไปบริเวณสามแยกบ้านชมน้อย หมู่ที่ 2 ตำบลชมเจริญ อำเภอปากชม จังหวัดเลย อันเป็นในเมือง หมู่บ้านและทางสาธารณะโดยไม่ได้รับใบอนุญาตให้มีอาวุธติดตัวจากพนักงานเจ้าหน้าที่ และไม่เป็นกรณีที่ต้องมีติดตัวเมื่อมีเหตุจำเป็นและเร่งด่วนตามสมควรแก่พฤติการณ์ ทั้งจำเลยไม่ใช่เจ้าพนักงานและไม่ได้รับยกเว้นตามกฎหมาย แม้คำขอท้ายฟ้องโจทก์จะระบุอ้าง ป.อ. มาตรา 371 ไว้ด้วยก็ตาม แต่ถ้อยคำที่โจทก์บรรยายฟ้องว่า "โดยไม่ได้รับใบอนุญาตให้มีอาวุธติดตัวจากพนักงานเจ้าหน้าที่ และไม่เป็นกรณีที่ต้องมีติดตัวเมื่อมีเหตุจำเป็นและเร่งด่วนตามสมควรแก่พฤติการณ์ ทั้งจำเลยไม่ใช่เจ้าพนักงานและไม่ได้รับยกเว้นตามกฎหมาย" มิใช่องค์ประกอบความผิดตาม ป.อ. มาตรา 371 ทั้งไม่อาจแปลว่าถ้อยคำนั้นมีความหมายว่าไม่มีเหตุสมควรตามที่โจทก์ฎีกาได้ เพราะคำฟ้องต้องบรรยายการกระทำทั้งหลายที่อ้างว่า จำเลยได้กระทำความผิดพอสมควรเท่าที่จะให้จำเลยเข้าใจข้อหาได้ดีตาม ป.วิ.อ. มาตรา 158 (5) เมื่อโจทก์ไม่ได้กล่าวบรรยายในฟ้องถึงองค์ประกอบความผิดดังกล่าวว่าเป็นการพาอาวุธโดยเปิดเผยหรือไม่มีเหตุสมควรมาด้วย ฟ้องโจทก์จึงบรรยายไม่ครบองค์ประกอบความผิด แม้จำเลยให้การรับสารภาพศาลก็จะพิพากษาลงโทษจำเลยตามมาตรา 371 มิได้ เพราะต้องห้ามตาม ป.วิ.อ. มาตรา 192 วรรคหนึ่ง

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 80, 91, 288, 371

จำเลยให้การปฏิเสธ แต่ก่อนสืบพยานโจทก์ จำเลยขอถอนคำให้การเดิมและให้การใหม่เป็นรับสารภาพในข้อหาพาอาวุธติดตัวไปในเมือง หมู่บ้านหรือทางสาธารณะโดยไม่มีเหตุสมควร ส่วนข้อหาพยายามฆ่าผู้อื่น จำเลยให้การว่ากระทำความผิดโดยบันดาลโทสะ

ระหว่างพิจารณานายธดุงศักดิ์ ผู้เสียหาย ยื่นคำร้องขอเข้าร่วมเป็นโจทก์ ศาลชั้นต้นอนุญาตเฉพาะความผิดฐานพยายามฆ่าผู้อื่น และโจทก์ร่วมโดยนายเจริญฤทธิ์หรือสัมฤทธิ์ ผู้แทนโดยชอบธรรม ยื่นคำร้องขอให้บังคับจำเลยชดใช้ค่าสินไหมทดแทนเป็นเงิน 80,000 บาท แก่โจทก์ร่วม

จำเลยไม่ให้การในคดีส่วนแพ่ง

วันนัดสืบพยานจำเลย นายไสว บิดาจำเลย ตกลงชดใช้ค่าสินไหมทดแทนให้แก่นายเจริญฤทธิ์ ผู้แทนโดยชอบธรรมของโจทก์ร่วมเป็นเงิน 25,000 บาท นายเจริญฤทธิ์ไม่ติดใจเรียกร้องค่าสินไหมทดแทนจากจำเลยอีก

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 288 ประกอบมาตรา 80, 371 การกระทำของจำเลยเป็นความผิดหลายกรรมต่างกัน ให้ลงโทษทุกกรรมเป็นกระทงความผิดไปตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 ฐานพยายามฆ่าผู้อื่น จำคุก 10 ปี ฐานพาอาวุธไปในเมือง หมู่บ้านหรือทางสาธารณะโดยไม่มีเหตุสมควร ปรับ 100 บาท รวมจำคุก 10 ปี และปรับ 100 บาท จำเลยให้การรับสารภาพในความผิดฐานพาอาวุธไปในเมือง หมู่บ้านหรือทางสาธารณะโดยไม่มีเหตุสมควร และทางนำสืบของจำเลยเป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 ลดโทษสำหรับความผิดฐานพาอาวุธไปในเมือง หมู่บ้านหรือทางสาธารณะโดยไม่มีเหตุสมควรกึ่งหนึ่ง และลดโทษสำหรับความผิดฐานพยายามฆ่าผู้อื่นหนึ่งในสาม คงจำคุก 6 ปี 8 เดือน และปรับ 50 บาท ไม่ชำระค่าปรับให้จัดการตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 29

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 4 พิพากษาแก้เป็นว่า ให้ยกฟ้องโจทก์ในความผิดฐานพาอาวุธมีดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 371 ลดโทษสำหรับความผิดฐานพยายามฆ่าผู้อื่นกึ่งหนึ่ง คงจำคุก 5 ปี นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

โจทก์ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ที่จำเลยแก้ฎีกาว่าการกระทำของจำเลยเป็นการกระทำความผิดโดยบันดาลโทสะ เป็นการขอให้ศาลฎีกาเปลี่ยนแปลงผลของคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 4 ซึ่งต้องกระทำโดยยื่นเป็นคำฟ้องฎีกาคัดค้านคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 4 มิใช่ขอมาในคำแก้ฎีกา จึงไม่เป็นประเด็นที่ศาลฎีกาจะวินิจฉัยให้ ความผิดฐานพยายามฆ่าผู้อื่นจึงยุติไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 4

มีปัญหาวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 371 หรือไม่ เห็นว่า โจทก์บรรยายฟ้องในความผิดฐานพาอาวุธว่า จำเลยพาอาวุธมีดปลายแหลม ความยาวพร้อมด้ามประมาณ 1 ฟุต 1 เล่ม ติดตัวไปบริเวณสามแยกบ้านชมน้อย หมู่ที่ 2 ตำบลชมเจริญ อำเภอปากชม จังหวัดเลย อันเป็นในเมือง หมู่บ้านและทางสาธารณะโดยไม่ได้รับใบอนุญาตให้มีอาวุธติดตัวจากพนักงานเจ้าหน้าที่และไม่เป็นกรณีที่ต้องมีติดตัว เมื่อมีเหตุจำเป็นและเร่งด่วนตามสมควรแก่พฤติการณ์ ทั้งจำเลยไม่ใช่เจ้าพนักงานและไม่ได้รับยกเว้นตามกฎหมาย แม้คำขอท้ายฟ้องโจทก์จะระบุอ้างประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 371 ไว้ด้วยก็ตาม แต่เมื่อโจทก์ไม่ได้กล่าวบรรยายในฟ้องถึงองค์ประกอบความผิดว่าเป็นการพาอาวุธโดยเปิดเผยหรือไม่มีเหตุสมควรมาด้วย ฟ้องโจทก์จึงบรรยายไม่ครบองค์ประกอบความผิด แม้จำเลยให้การรับสารภาพศาลก็จะพิพากษาลงโทษจำเลยตามมาตรา 371 มิได้ เพราะต้องห้ามตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 192 วรรคหนึ่ง ทั้งปัญหาดังกล่าวเป็นข้อกฎหมายที่เกี่ยวกับความสงบเรียบร้อย แม้ไม่มีคู่ความฝ่ายใดอุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์ภาค 4 มีอำนาจยกขึ้นวินิจฉัยได้ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 195 วรรคสอง ที่โจทก์ฎีกาว่า ข้อความที่โจทก์บรรยายฟ้องว่า โดยไม่ได้รับใบอนุญาตให้มีอาวุธติดตัวจากพนักงานเจ้าหน้าที่และไม่เป็นกรณีที่ต้องมีติดตัว เมื่อมีเหตุจำเป็นและเร่งด่วนตามสมควรแก่พฤติการณ์ ทั้งจำเลยไม่ใช่เจ้าพนักงานและไม่ได้รับยกเว้นตามกฎหมายมีความหมายว่าพาอาวุธไปโดยไม่มีเหตุสมควร เห็นว่า ถ้อยคำดังกล่าวมิใช่องค์ประกอบความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 371 ทั้งไม่อาจแปลความว่าถ้อยคำมีความหมายว่าไม่มีเหตุสมควรตามที่โจทก์ฎีกาได้ เพราะคำฟ้องต้องบรรยายการกระทำทั้งหลายที่อ้างว่าจำเลยได้กระทำความผิดพอสมควรเท่าที่จะให้จำเลยเข้าใจข้อหาได้ดีตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 158 (5) ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 4 พิพากษามาชอบแล้ว ฎีกาของโจทก์ฟังไม่ขึ้น
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.อ. ม. 371
ป.วิ.อ. ม. 158 (5) ม. 192 วรรคหนึ่ง
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการจังหวัดเลย
โจทก์ร่วม — นายธดุงศักดิ์ วิรัญจะ
จำเลย — นายจำนงค์หรือยาก ศรแก้ว
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดเลย — นายวินัย ศักดาไกร
ศาลอุทธรณ์ภาค 4 — นางจิระวรรณ ศิริบุตร
ชื่อองค์คณะ
พศวัจณ์ กนกนาก
อภิรัตน์ ลัดพลี
ธงชัย เสนามนตรี
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4768/2555
#526777
เปิดฉบับเต็ม

ความผิดฐานร่วมกันมีอาวุธปืนที่ไม่อาจออกใบอนุญาตได้ไว้ในครอบครองและความผิดฐานร่วมกันใช้อาวุธปืนที่ไม่อาจออกใบอนุญาตได้ตาม พ.ร.บ.อาวุธปืน เครื่องกระสุนปืน วัตถุระเบิด ดอกไม้เพลิง และสิ่งเทียมอาวุธปืน พ.ศ.2490 มาตรา 78 วรรคหนึ่ง กฎหมายบัญญัติบทความผิดและบทลงโทษไว้ในบทมาตราเดียวกัน ย่อมเห็นเจตนารมณ์ของกฎหมายได้ว่า มีความประสงค์จะให้ความผิดทั้งสองฐานนี้เป็นกรรมเดียวกัน ส่วนความผิดฐานร่วมกันใช้อาวุธปืนที่ไม่อาจออกใบอนุญาตได้ ตามมาตรา 78 วรรคสาม เป็นบทหนักสำหรับผู้กระทำความผิดฐานใช้อาวุธปืนที่ไม่อาจออกใบอนุญาตได้ หากได้นำอาวุธปืนดังกล่าวไปใช้ในการกระทำความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 288 มาตรา 313 มาตรา 337 มาตรา 339 หรือมาตรา 340 ดังนั้น เมื่อจำเลยร่วมกันมีอาวุธปืนและร่วมกันใช้อาวุธปืนดังกล่าวเพื่อประสงค์อันเดียวกันในการร่วมกันปล้นทรัพย์และร่วมกันใช้อาวุธปืนต่อเนื่องจากการร่วมกันมีอาวุธปืนการกระทำของจำเลยจึงเป็นการกระทำกรรมเดียวผิดกฎหมายหลายบท ให้ลงโทษฐานร่วมกันใช้อาวุธปืนที่ไม่อาจออกใบอนุญาตได้กระทำความผิดฐานร่วมกันปล้นทรัพย์ตาม พ.ร.บ.อาวุธปืน เครื่องกระสุนปืน วัตถุระเบิด ดอกไม้เพลิง และสิ่งเทียมอาวุธปืน พ.ศ.2490 มาตรา 78 วรรคสาม อันเป็นบทที่มีโทษหนักที่สุด

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 288, 289, 340, 340 ตรี, 358, 371, 91, 80, 83, 32, 33 พระราชบัญญัติอาวุธปืน เครื่องกระสุนปืน วัตถุระเบิด ดอกไม้เพลิง และสิ่งเทียมอาวุธปืน พ.ศ.2490 มาตรา 8 ทวิ, 55, 72 ทวิ, 78 ริบของกลาง และนับโทษจำเลยต่อจากโทษของจำเลยที่ 1 ในคดีอาญาหมายเลขดำที่ 816/2548 ของศาลชั้นต้น กับให้จำเลยคืนหรือใช้ราคาทรัพย์เป็นเงิน 1,395,950 บาท แก่ผู้เสียหาย

จำเลยให้การปฏิเสธ แต่รับว่าเป็นบุคคลคนเดียวกับจำเลยที่ 1 ในคดีที่โจทก์ขอให้นับโทษต่อ

ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง แต่ให้ริบของกลาง

โจทก์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 9 พิพากษาแก้เป็นว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 340 วรรคสอง ประกอบมาตรา 340 ตรี, 358 พระราชบัญญัติอาวุธปืน เครื่องกระสุนปืน วัตถุระเบิด ดอกไม้เพลิง และสิ่งเทียมอาวุธปืน พ.ศ.2490 มาตรา 8 ทวิ วรรคหนึ่ง, 55, 72 ทวิ วรรคสอง, 78 วรรคหนึ่ง วรรคสาม ประกอบประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83 การกระทำเป็นความผิดหลายกรรมต่างกัน ให้ลงโทษทุกกรรมเป็นกระทงความผิดไปตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 ฐานร่วมกันมีอาวุธปืนนอกจากที่กำหนดในกฎกระทรวงไว้ในครอบครองและฐานร่วมกันใช้อาวุธปืนดังกล่าวในการกระทำความผิดฐานร่วมกันปล้นทรัพย์ ฐานร่วมกันปล้นทรัพย์โดยมีและใช้อาวุธปืนและโดยใช้ยานพาหนะ และฐานทำให้เสียทรัพย์ เป็นกรรมเดียวเป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบทลงโทษฐานร่วมกันใช้อาวุธปืนนอกจากที่กำหนดในกฎกระทรวงในการกระทำความผิดฐานร่วมกันปล้นทรัพย์ ซึ่งเป็นกฎหมายบทที่มีโทษหนักที่สุดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 จำคุกตลอดชีวิต ฐานร่วมกันพาอาวุธปืนไปในเมือง หมู่บ้าน หรือทางสาธารณะโดยไม่ได้รับใบอนุญาตจำคุก 2 ปี จำเลยให้การรับสารภาพในชั้นสอบสวน เป็นประโยชน์แก่การพิจารณาอยู่บ้าง มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 หนึ่งในสามฐานร่วมกันใช้อาวุธปืนนอกจากที่กำหนดในกฎกระทรวงในการกระทำความผิดฐานร่วมกันปล้นทรัพย์ คงจำคุก 33 ปี 4 เดือน ฐานร่วมกันพาอาวุธปืนฯ คงจำคุก 1 ปี 4 เดือน รวมจำคุก 34 ปี 8 เดือน ให้จำเลยคืนหรือใช้ราคาทรัพย์เป็นเงิน 1,395,950 บาท แก่ผู้เสียหาย สำหรับคำขอที่ให้นับโทษของจำเลยต่อจากโทษของจำเลยที่ 1 ในคดีอาญาหมายเลขดำที่ 816/2548 ของศาลชั้นต้นนั้น เนื่องจากไม่ปรากฏว่าคดีดังกล่าวศาลชั้นต้นมีคำพิพากษาแล้วจึงให้ยกคำขอในส่วนนี้ นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

โจทก์และจำเลยฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า คดีมีปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยว่า จำเลยได้กระทำความผิดตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 9 หรือไม่ โดยจำเลยฎีกาว่าโจทก์ไม่มีประจักษ์พยานเห็นหน้าคนร้ายที่เข้าไปปล้นทรัพย์ในห้างขายทองที่เกิดเหตุเพราะคนร้ายใส่หมวกไหมพรมปกปิดใบหน้า การพบรอยลายนิ้วมือแฝงของจำเลยในที่เกิดเหตุไม่อาจยืนยันได้ว่าจำเลยเป็นคนร้ายและคำรับสารภาพของจำเลยในชั้นสอบสวนรับฟังลงโทษจำเลยไม่ได้นั้น เห็นว่า เป็นข้อเท็จจริงที่ศาลอุทธรณ์ภาค 9 ได้วินิจฉัยไว้ชอบด้วยเหตุผลแล้ว และไม่มีเหตุที่จะเปลี่ยนแปลงคำวินิจฉัยดังกล่าว ฎีกาของจำเลยจึงไม่เป็นสาระอันควรแก่การพิจารณา ตามรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2550 มาตรา 219 วรรคสอง ประกอบพระธรรมนูญศาลยุติธรรม มาตรา 23 วรรคหนึ่ง ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัย คงมีปัญหาตามฎีกาของโจทก์ว่าความผิดฐานร่วมกันมีอาวุธปืนนอกจากที่กำหนดในกฎกระทรวงไว้ในความครอบครองกับความผิดฐานร่วมกันใช้อาวุธปืนนอกจากที่กำหนดในกฎกระทรวงกระทำความผิดฐานร่วมกันปล้นทรัพย์เป็นความผิดคนละกรรมหรือไม่ เห็นว่า พระราชบัญญัติอาวุธปืนฯ มาตรา 78 วรรคหนึ่ง บัญญัติว่าผู้ใดทำ ประกอบ ซ่อมแซม เปลี่ยนลักษณะ ซื้อ มี ใช้ สั่งหรือนำเข้าซึ่งอาวุธปืน เครื่องกระสุนปืนหรือวัตถุระเบิด นอกจากที่กำหนดในกฎกระทรวงที่ออกตามมาตรา 55 ต้องระวางโทษจำคุกตั้งแต่สองปีถึงจำคุกตลอดชีวิต... วรรคสาม บัญญัติว่า ผู้ใดใช้อาวุธปืน เครื่องกระสุนปืนหรือวัตถุระเบิด นอกจากที่กำหนดในกฎกระทรวงที่ออกตามมาตรา 55 ในการกระทำความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 288 มาตรา 313 มาตรา 337 มาตรา 339 หรือมาตรา 340 ต้องระวางโทษจำคุกตลอดชีวิตหรือประหารชีวิต จะเห็นได้ว่า ความผิดฐานร่วมกันมีอาวุธปืนนอกจากที่กำหนดในกฎกระทรวงไว้ในครอบครองและความผิดฐานร่วมกันใช้อาวุธปืนนอกจากที่กำหนดในกฎกระทรวงตามพระราชบัญญัติอาวุธปืนฯ มาตรา 78 วรรคหนึ่ง กฎหมายบัญญัติบทความผิดและบทลงโทษไว้ในบทมาตราเดียวกัน ย่อมเห็นเจตนารมณ์ของกฎหมายได้ว่า มีความประสงค์จะให้ความผิดทั้งสองฐานนี้เป็นกรรมเดียวกัน ส่วนความผิดฐานร่วมกันใช้อาวุธปืนนอกจากที่กำหนดในกฎกระทรวง ตามมาตรา 78 วรรคสาม เป็นบทหนักสำหรับผู้กระทำความผิดฐานใช้อาวุธปืนนอกจากที่กำหนดในกฎกระทรวง หากได้นำอาวุธปืนดังกล่าวไปใช้ในการกระทำความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 288 มาตรา 313 มาตรา 337 มาตรา 339 หรือมาตรา 340 ดังนั้น เมื่อจำเลยได้ร่วมกันมีอาวุธปืนนอกจากที่กำหนดในกฎกระทรวง และร่วมกันใช้อาวุธปืนดังกล่าวเพื่อประสงค์อันเดียวกันในการร่วมกันปล้นทรัพย์และร่วมกันใช้อาวุธปืนต่อเนื่องจากการร่วมกันมีอาวุธปืนการกระทำของจำเลยจึงเป็นการกระทำกรรมเดียวผิดกฎหมายหลายบท ให้ลงโทษฐานร่วมกันใช้อาวุธปืนนอกจากที่กำหนดในกฎกระทรวงกระทำความผิดฐานร่วมกันปล้นทรัพย์ตามพระราชบัญญัติอาวุธปืนฯ มาตรา 78 วรรคสาม อันเป็นบทที่มีโทษหนักที่สุด ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 9 พิพากษามานั้นชอบแล้ว ฎีกาของโจทก์ฟังไม่ขึ้น

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.อ. ม. 288 ม. 289 ม. 340 ม. 340 ตรี ม. 358
พ.ร.บ.อาวุธปืน เครื่องกระสุนปืน วัตถุระเบิด ดอกไม้เพลิง และสิ่งเทียมอาวุธปืน พ.ศ.2490 ม. 55 ม. 78
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการจังหวัดนราธิวาส
จำเลย — นายมะรีเพ็ง มาหะ
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดนราธิวาส — นางสาวกัญญา นะรา
ศาลอุทธรณ์ภาค 9 — นางประทานพร ยอดปัญญา
ชื่อองค์คณะ
เกษม วีรวงศ์
อร่าม แย้มสอาด
กษิดิ์เดช จีนสลุต
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4754/2555
#521543
เปิดฉบับเต็ม

พ.ร.บ.ยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 มาตรา 15 วรรคสาม บัญญัติว่า "การผลิต นำเข้า ส่งออกหรือมีไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่าย...(2) แอมเฟตามีนหรืออนุพันธ์แอมเฟตามีนมีปริมาณคำนวณเป็นสารบริสุทธิ์ตั้งแต่สามร้อยเจ็ดสิบห้ามิลลิกรัมขึ้นไป หรือมียาเสพติดที่มีสารดังกล่าวผสมอยู่จำนวนสิบห้าหน่วยการใช้ขึ้นไป หรือมีน้ำหนักสุทธิตั้งแต่หนึ่งจุดห้ากรัมขึ้นไป" ซึ่งเป็นบทสันนิษฐานเด็ดขาด เมื่อข้อเท็จจริงรับฟังได้ว่าเมทแอมเฟตามีนของกลางมีน้ำหนักสุทธิรวม 1.697 กรัม ซึ่งมีปริมาณน้ำหนักสุทธิตั้งแต่หนึ่งจุดห้ากรัมขึ้นไป กรณีจึงต้องด้วยบทบัญญัติของกฎหมายดังกล่าวที่ให้ถือว่า จำเลยมีเมทแอมเฟตามีนไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่าย โดยโจทก์ไม่ต้องนำสืบว่าจำเลยมีเจตนามีเมทแอมเฟตามีนไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่าย จำเลยจึงมีความผิดฐานมียาเสพติดให้โทษในประเภท 1 ของกลางไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่าย

เมทแอมเฟตามีนที่จำเลยครอบครองมีปริมาณคำนวณเป็นสารบริสุทธิ์เพียง 0.244 กรัม ไม่ถึงสามร้อยเจ็ดสิบห้ามิลลิกรัม จึงไม่ต้องด้วยมาตรา 66 วรรคสองแห่ง พ.ร.บ.ยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 และบทบัญญัติดังกล่าวไม่มีข้อสันนิษฐานเกี่ยวกับจำนวนหน่วยการใช้หรือน้ำหนักสุทธิ ดังนั้น การที่จำเลยมีเมทแอมเฟตามีนจำนวน 18 เม็ด น้ำหนักสุทธิ 1.697 กรัม คำนวณเป็นสารบริสุทธิ์ 0.244 กรัม จึงเป็นความผิดฐานมีเมทแอมเฟตามีนไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่ายตาม พ.ร.บ.ยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 มาตรา 66 วรรคหนึ่ง ปัญหาดังกล่าวเป็นปัญหาข้อกฎหมายเกี่ยวกับความสงบเรียบร้อย ศาลฎีกามีอำนาจยกขึ้นวินิจฉัย ปรับบทกฎหมายและกำหนดโทษใหม่ให้ถูกต้องเหมาะสมได้ตาม ป.วิ.อ. มาตรา 195 วรรคสอง ประกอบมาตรา 225

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 มาตรา 4, 7, 8, 15, 66, 102 ริบเมทแอมเฟตามีนของกลาง

จำเลยให้การปฏิเสธ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 มาตรา 15 วรรคสาม (2), 66 วรรคสอง จำคุก 6 ปี และปรับ 450,000 บาท คำรับในชั้นจับกุมและทางนำสืบของจำเลยเป็นประโยชน์แก่การพิจารณาอยู่บ้าง ลดโทษให้หนึ่งในสามตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คงจำคุก 4 ปี และปรับ 300,000 บาท ริบเมทแอมเฟตามีนของกลาง บังคับค่าปรับตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 29, 30 แต่ทั้งนี้หากต้องกักขังแทนค่าปรับ ให้กักขังเกิน 1 ปี ได้ แต่ไม่เกิน 2 ปี

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 6 พิพากษาแก้เป็นว่า จำเลยมีความผิดตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 มาตรา 15 วรรคหนึ่ง, 67 จำคุก 1 ปี 6 เดือน และปรับ 21,000 บาท ลดโทษให้หนึ่งในสามตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 แล้วคงจำคุก 1 ปี และปรับ 14,000 บาท โทษจำคุกให้รอการลงโทษไว้ 2 ปี นับตั้งแต่วันที่ได้อ่านคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 6 ให้จำเลยฟัง ให้คุมความประพฤติจำเลยมีกำหนด 1 ปี โดยให้จำเลยไปรายงานตัวต่อพนักงานคุมประพฤติทุก 3 เดือน ต่อครั้ง กับให้จำเลยกระทำกิจกรรมบริการสังคมหรือสาธารณประโยชน์ตามที่พนักงานคุมประพฤติและจำเลยเห็นสมควร มีกำหนด 20 ชั่วโมง ภายในกำหนด 1 ปี ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 56 นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

โจทก์ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า พระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 มาตรา 15 วรรคสาม บัญญัติว่า "การผลิต นำเข้า ส่งออก หรือมีไว้ในครอบครองซึ่งยาเสพติดให้โทษในประเภท 1 ตามปริมาณดังต่อไปนี้ ให้ถือว่าเป็นการผลิตนำเข้า ส่งออก หรือมีไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่าย... (2) แอมเฟตามีนหรืออนุพันธ์แอมเฟตามีนมีปริมาณคำนวณเป็นสารบริสุทธิ์ตั้งแต่สามร้อยเจ็ดสิบห้ามิลลิกรัมขึ้นไป หรือมียาเสพติดที่มีสารดังกล่าวผสมอยู่จำนวนสิบห้าหน่วยการใช้ขึ้นไป หรือมีน้ำหนักสุทธิตั้งแต่หนึ่งจุดห้ากรัมขึ้นไป" ซึ่งเป็นบทสันนิษฐานเด็ดขาด เมื่อข้อเท็จจริงรับฟังได้ว่าเมทแอมเฟตามีนของกลางมีน้ำหนักสุทธิรวม 1.697 กรัม ซึ่งมีปริมาณน้ำหนักสุทธิตั้งแต่หนึ่งจุดห้ากรัมขึ้นไป กรณีจึงต้องด้วยบทบัญญัติของกฎหมายดังกล่าว ซึ่งเป็นบทสันนิษฐานเด็ดขาดที่ให้ถือว่าจำเลยมีเมทแอมเฟตามีนไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่าย โดยโจทก์ไม่ต้องนำสืบว่าจำเลยมีเจตนามีเมทแอมเฟตามีนไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่าย จำเลยจึงมีความผิดฐานมียาเสพติดให้โทษในประเภท 1 ของกลางไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่าย ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 6 พิพากษามานั้น ศาลฎีกาไม่เห็นพ้องด้วย ฎีกาของโจทก์ฟังขึ้น

อนึ่ง เมทแอมเฟตามีนที่จำเลยครอบครองมีปริมาณคำนวณเป็นสารบริสุทธิ์เพียง 0.244 กรัม ไม่ถึงสามร้อยเจ็ดสิบห้ามิลลิกรัม จึงไม่ต้องด้วยมาตรา 66 วรรคสอง แห่งพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 และบทบัญญัติดังกล่าวไม่มีข้อสันนิษฐานเกี่ยวกับจำนวนหน่วยการใช้หรือน้ำหนักสุทธิ ดังนั้น การที่จำเลยมีเมทแอมเฟตามีนจำนวน 18 เม็ด น้ำหนักสุทธิ 1.697 กรัม คำนวณเป็นสารบริสุทธิ์ 0.244 กรัม จึงเป็นความผิดฐานมีเมทแอมเฟตามีนไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่าย ตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 มาตรา 66 วรรคหนึ่ง ปัญหาดังกล่าวเป็นข้อกฎหมายเกี่ยวกับความสงบเรียบร้อย ศาลฎีกามีอำนาจยกขึ้นวินิจฉัย ปรับบทกฎหมายและกำหนดโทษใหม่ให้ถูกต้องเหมาะสมได้ ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 195 วรรคสอง ประกอบมาตรา 225

พิพากษาแก้เป็นว่า จำเลยมีความผิดตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 มาตรา 15 วรรคสาม (2), 66 วรรคหนึ่ง ลงโทษจำคุก 4 ปี ไม่ลงโทษปรับ ลดโทษให้หนึ่งในสามตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 จำคุก 2 ปี 8 เดือน นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 6
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.อ. ม. 195 วรรคสอง ม. 225
พ.ร.บ.ยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 ม. 15 วรรคสาม (2) ม. 66 วรรคหนึ่ง ม. 66 วรรคสอง
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการประจำศาลจังหวัดสวรรคโลก
จำเลย — นางสาวละออง มธุระ
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดสวรรคโลก — นายกมล กอบกัยกิจ
ศาลอุทธรณ์ภาค 6 — นายวุฒิชัย ไวยภาษ
ชื่อองค์คณะ
สมศักดิ์ ตันติภิรมย์
วิชัย เอื้ออังคณากุล
ปิ่น ศรีเมือง
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4727/2555
#520446
เปิดฉบับเต็ม

การกำหนดค่าทดแทนตาม ป.พ.พ. มาตรา 1349 วรรคท้าย เป็นการกำหนดค่าทดแทนเพื่อความเสียหายแก่ที่ดินที่ตกเป็นทางจำเป็น ไม่ได้กำหนดจากการที่ใช้ทางจำเป็นแล้วจะทำให้ที่ดินของผู้ได้สิทธิใช้ทางจำเป็นมีราคาสูงเพิ่มขึ้นหรือไม่อย่างไร เพราะไม่ใช่ความเสียหายที่เจ้าของที่ดินที่ล้อมอยู่ได้รับ

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยชำระเงินจำนวน 1,000,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับถัดจากวันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์

จำเลยให้การขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยชำระเงินจำนวน 100,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับถัดจากวันฟ้อง (ฟ้องวันที่ 25 พฤษภาคม 2548) จนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ กับให้จำเลยใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ โดยกำหนดค่าทนายความ 1,500 บาท เฉพาะค่าขึ้นศาลให้ใช้แทนตามทุนทรัพย์ที่โจทก์ชนะคดี

โจทก์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมในชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ

โจทก์ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า การกำหนดค่าทดแทนตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1349 วรรคท้าย นั้น เป็นการกำหนดค่าทดแทนเพื่อความเสียหายแก่ที่ดินที่ตกเป็นทางจำเป็น ไม่ได้กำหนดจากการที่จำเลยใช้ทางจำเป็นแล้วจะทำให้ที่ดินของจำเลยมีราคาสูงเพิ่มขึ้นหรือไม่อย่างไรเพราะมิใช่ความเสียหายที่โจทก์ได้รับ ฉะนั้น ที่ศาลล่างทั้งสองใช้ดุลพินิจกำหนดค่าทดแทนให้โจทก์สำหรับการรื้อถอนรั้วคอนกรีตบางส่วนบนที่ดินโฉนดเลขที่ 47798 และค่าทดแทนสำหรับการใช้ถนนบนที่ดินโฉนดเลขที่ 302 และ 295 เป็นเงินรวม 100,000 บาทนับว่าเป็นประโยชน์แก่โจทก์มากแล้ว ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาของโจทก์ฟังไม่ขึ้น

พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 1349 วรรคท้าย
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นางสาวเพียงใจ หาญพาณิชย์
จำเลย — นายธนเดชหรือธำรงค์ รัตนเพชร์
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลแพ่ง — นายสุริยัณห์ หงษ์วิไล
ศาลอุทธรณ์ — นายศิริชัย จันทร์สว่าง
ชื่อองค์คณะ
วิรุฬห์ แสงเทียน
ปดารณี ลัดพลี
ฉัตรไชย จันทร์พรายศรี
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4726/2555
#520443
เปิดฉบับเต็ม

การที่ ร. แสดงเจตนาไว้เป็นคำมั่นสัญญาว่า เมื่อ ร. ถึงแก่ความตาย ร. ยกที่ดินพิพาทให้ผู้ร้อง แต่ขณะเดียวกัน ร. ก็ได้แสดงเจตนาที่ก่อให้เกิดผลผูกพันแก่ผู้ร้องในขณะที่ ร. ยังมีชีวิตอยู่ว่า อนุญาตให้ผู้ร้องมีสิทธิเข้าไปปลูกบ้านในที่ดินของ ร. ได้โดยมีข้อตกลงว่า ร. จะไม่ขายที่ดินโฉนดเลขที่ 9183 ข้อตกลงดังกล่าวนี้รวมตลอดถึงการแสดงเจตนาล่วงหน้าของ ร. ที่ว่า จะยกที่ดินพิพาทให้ผู้ร้องเมื่อตนถึงแก่ความตาย แสดงให้เห็นว่า ร. ต้องการให้ผู้ร้องปลูกสร้างบ้านในที่ดินพิพาทได้ด้วยความมั่นใจว่าจะไม่ถูกกระทบกระเทือนสิทธิ หรือได้รับความเดือดร้อนเมื่อ ร. ถึงแก่ความตายแล้วเท่านั้น แต่หาได้มีความหมายไปถึงว่า ร. ยกที่ดินพิพาทให้ผู้ร้องตั้งแต่วันทำหนังสือยกให้ไม่ หาก ร. ยกที่ดินพิพาทให้ผู้ร้องในทันทีก็ไม่จำต้องระบุเกี่ยวกับการอนุญาตให้ปลูกสร้างบ้าน และการยกที่ดินพิพาทให้โดยพินัยกรรมอันเป็นการแสดงเจตนากำหนดการเผื่อตายแต่อย่างใด

ขณะ ร. มีชีวิตอยู่ ที่ดินพิพาทจึงยังเป็นของ ร. เมื่อไม่ปรากฏว่าผู้ร้องแสดงเจตนาเปลี่ยนแปลงการยึดถือครอบครองต่อ ร. ว่าจะยึดถือเพื่อตน จึงถือว่าผู้ร้องครอบครองแทน ร. ตลอดมา แม้ผู้ร้องจะครอบครองที่ดินพิพาทมานานเพียงใด ผู้ร้องก็ไม่ได้กรรมสิทธิ์ในที่ดินนั้น โดยการครอบครองตาม ป.พ.พ. มาตรา 1382

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
ผู้ร้องยื่นคำร้องขอให้มีคำสั่งว่า ผู้ร้องได้กรรมสิทธิ์ในที่ดินโฉนดเลขที่ 9183 ตำบลท่าหิน อำเภอเมืองลพบุรี จังหวัดลพบุรี เนื้อที่ 1 งาน 22 ตารางวา โดยการครอบครองตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1382

ผู้คัดค้านยื่นคำคัดค้านขอให้ยกคำร้องขอ

ศาลชั้นต้นมีคำสั่งให้ยกคำร้องขอ ให้ผู้ร้องใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนผู้คัดค้าน โดยกำหนดค่าทนายความ 5,000 บาท

ผู้ร้องอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมในชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ

ผู้ร้องฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงที่คู่ความมิได้โต้แย้งกันในชั้นนี้รับฟังได้ว่า เดิมที่ดินโฉนดเลขที่ 9183 มีชื่อนางสาวรำไพเป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์ เมื่อปี 2529 ผู้ร้องปลูกสร้างบ้านเลขที่ 50/1 ในที่ดินดังกล่าวบางส่วน เนื้อที่ 1 งาน 22 ตารางวา ต่อมาวันที่ 9 เมษายน 2546 นางสาวรำไพจดทะเบียนโอนขายที่ดินโฉนดเลขที่ 9183 ซึ่งรวมถึงที่ดินพิพาทให้แก่ผู้คัดค้าน

มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของผู้ร้องประการแรกว่า ผู้ร้องได้กรรมสิทธิ์ในที่ดินพิพาทโดยการครอบครอง ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1382 แล้วหรือไม่ เห็นว่า ผู้ร้องอ้างว่า ผู้ร้องปลูกสร้างบ้านพักอาศัยในที่ดินพิพาทเนื่องจากนางสาวรำไพยกที่ดินดังกล่าวให้แก่ผู้ร้องโดยทำหนังสือยกให้ไว้ ซึ่งมีข้อความระบุเป็นสาระสำคัญว่า นางสาวรำไพขอทำพินัยกรรมให้ไว้แก่ผู้ร้องว่า นางสาวรำไพอนุญาตให้ผู้ร้องปลูกสร้างบ้านพักอาศัยเป็นตึกสองชั้นบนที่ดินโฉนดเลขที่ 9183 พื้นที่รวมทั้งตัวอาคารเป็นเนื้อที่ 1 งาน 22 ตารางวา โดยให้คำมั่นสัญญาว่าพินัยกรรมฉบับนี้ยกที่ดิน 1 งาน 22 ตารางวา ให้ผู้ร้องปลูกสร้างบ้านโดยผู้ร้องออกเงินค่าปลูกสร้างเอง ทั้งนี้นางสาวรำไพและผู้ร้องตกลงกันเป็นที่เรียบร้อยแล้วว่า ที่ดินและสิ่งปลูกสร้างใดๆ ในโฉนดที่ดินเลขที่ 9183 จะไม่ทำการซื้อขายเป็นอันขาด ท้ายหนังสือดังกล่าวนางสาวรำไพและผู้ร้องต่างได้ลงลายมือชื่อไว้ในฐานะผู้ให้และผู้รับคำมั่นสัญญาตามลำดับ จากข้อความดังกล่าวเห็นได้ว่า นางสาวรำไพแสดงเจตนาไว้เป็นคำมั่นสัญญาว่า เมื่อนางสาวรำไพถึงแก่ความตาย นางสาวรำไพยกที่ดินพิพาทให้ผู้ร้อง แต่ขณะเดียวกันนางสาวรำไพก็ได้แสดงเจตนาที่ก่อให้เกิดผลผูกพันแก่ผู้ร้องในขณะที่นางสาวรำไพยังมีชีวิตอยู่ว่า อนุญาตให้ผู้ร้องมีสิทธิเข้าไปปลูกบ้านในที่ดินของนางสาวรำไพได้ โดยมีข้อตกลงว่านางสาวรำไพจะไม่ขายที่ดินโฉนดเลขที่ 9183 ข้อตกลงดังกล่าวนี้รวมตลอดถึงการแสดงเจตนาล่วงหน้าของนางสาวรำไพที่ว่า จะยกที่ดินพิพาทให้ผู้ร้องเมื่อตนถึงแก่ความตาย แสดงให้เห็นว่านางสาวรำไพต้องการให้ผู้ร้องปลูกสร้างบ้านในที่ดินพิพาทได้ด้วยความมั่นใจว่าจะไม่ถูกกระทบกระเทือนสิทธิ หรือได้รับความเดือดร้อน เมื่อนางสาวรำไพถึงแก่ความตายแล้วเท่านั้น แต่หาได้มีความหมายไปถึงว่านางสาวรำไพยกที่ดินพิพาทให้ผู้ร้องตั้งแต่วันทำหนังสือยกให้ดังกล่าวไม่ หากนางสาวรำไพยกที่ดินพิพาทให้ผู้ร้องในทันที ก็ไม่จำต้องระบุเกี่ยวกับการอนุญาตให้ปลูกสร้างบ้านและการยกที่ดินพิพาทให้โดยพินัยกรรมอันเป็นการแสดงเจตนากำหนดการเผื่อตายแต่อย่างใด ผู้ร้องซึ่งเป็นผู้รับคำมั่นสัญญาตามหนังสือยกให้ดังกล่าวย่อมทราบความข้อนี้ดี

ดังนั้น ขณะนางสาวรำไพมีชีวิตอยู่ ที่ดินพิพาทจึงยังเป็นของนางสาวรำไพ การที่ผู้ร้องครอบครองที่ดินพิพาทย่อมเป็นการครอบครองโดยอาศัยสิทธิของนางสาวรำไพเท่านั้น เมื่อไม่ปรากฏว่าผู้ร้องแสดงเจตนาเปลี่ยนแปลงการยึดถือครอบครองต่อนางสาวรำไพว่าจะยึดถือเพื่อตน จึงถือว่าผู้ร้องครอบครองแทนนางสาวรำไพตลอดมา แม้ผู้ร้องจะครอบครองที่ดินพิพาทมานานเพียงใด ผู้ร้องก็ไม่ได้กรรมสิทธิ์ในที่ดินนั้นโดยการครอบครอง ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1382 และเมื่อที่ดินยังคงเป็นของนางสาวรำไพ นางสาวรำไพย่อมมีสิทธิจำหน่ายจ่ายโอนได้ ส่วนการกระทำดังกล่าวจะเป็นการผิดข้อตกลงหรือทำให้เกิดความเสียหายแก่ผู้ร้องหรือไม่ อย่างไร ผู้ร้องย่อมต้องว่ากล่าวเป็นอีกเรื่องหนึ่ง และเมื่อผู้ร้องไม่ได้กรรมสิทธิ์ในที่ดินพิพาทแล้ว กรณีจึงไม่จำต้องวินิจฉัยปัญหาตามฎีกาข้ออื่นของผู้ร้องอีก เพราะไม่ทำให้ผลคดีเปลี่ยนแปลง ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษายกคำร้องขอมานั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาของผู้ร้องฟังไม่ขึ้น

พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมในชั้นฎีกาให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 1382
ชื่อคู่ความ
ผู้ร้อง — นางสาวทรงศรี พานิชวัฒน์
ผู้คัดค้าน — นางสมจิตต์ ตันติวงศ์
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดลพบุรี — นายปราโมทย์ ฉิมพินิจ
ศาลอุทธรณ์ภาค 1 — นายรัถยา สัตยาบัน
ชื่อองค์คณะ
เมทินี ชโลธร
ไชยยงค์ คงจันทร์
สมยศ เข็มทอง
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4697/2555
#521558
เปิดฉบับเต็ม

ศาลชั้นต้นสั่งให้โจทก์ร่วมชำระค่าขึ้นศาล โดยที่ไม่ปรากฏว่าศาลชั้นต้นเห็นว่าโจทก์ร่วมเรียกเอาค่าสินไหมทดแทนสูงเกินสมควรหรือดำเนินคดีโดยไม่สุจริต เป็นการไม่ชอบตาม ป.วิ.อ. มาตรา 253 วรรคหนึ่ง

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 80, 91, 288, 37 พระราชบัญญัติอาวุธปืน เครื่องกระสุนปืน วัตถุระเบิด ดอกไม้เพลิง และสิ่งเทียมอาวุธปืน พ.ศ.2490 มาตรา 7, 8 ทวิ, 72, 72 ทวิ

จำเลยให้การปฏิเสธ

ระหว่างพิจารณานายสมชาย ผู้เสียหายยื่นคำร้องขอเข้าร่วมเป็นโจทก์ ศาลชั้นต้นอนุญาตเฉพาะข้อหาพยายามฆ่าผู้อื่น และยื่นคำร้องขอให้บังคับจำเลยชดใช้ค่าสินไหมทดแทน เป็นค่าเสียหายที่มือและนิ้วซ้ายต้องพิการเป็นเงิน 500,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันเกิดเหตุเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จ คิดถึงวันยื่นคำร้องเป็นเงิน 17,187 บาท ค่าเสียหายที่ต้องขาดประโยชน์ทำมาหาได้เพราะไม่สามารถประกอบการงาน เป็นเงิน 110,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันเกิดเหตุเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จ คิดถึงวันยื่นคำร้องเป็นเงิน 3,581,25 บาท กับค่าเสียหายเพื่อการที่ต้องเสียความสามารถประกอบการงานสิ้นเชิงนับแต่วันเกิดเหตุเป็นเวลา 24 เดือน เดือนละ 20,000 บาท รวมเป็นเงิน 480,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันเกิดเหตุเป็นต้นไปจนกว่าจำเลยจะชำระให้แก่โจทก์ร่วมเสร็จ

จำเลยให้การในคดีส่วนแพ่ง ขอให้ยกคำร้องของโจทก์ร่วม

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 288 ประกอบมาตรา 80 (ที่ถูก มาตรา 371 ด้วย) พระราชบัญญัติอาวุธปืน เครื่องกระสุนปืน วัตถุระเบิด ดอกไม้เพลิง และสิ่งเทียมอาวุธปืน พ.ศ.2490 มาตรา 7, 8 ทวิ วรรคหนึ่ง, 72 วรรคสาม, 72 ทวิ วรรคสอง การกระทำของจำเลยเป็นความผิดหลายกรรมต่างกัน ให้ลงโทษทุกกรรมเป็นกระทงความผิดไปตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 ฐานพยายามฆ่าผู้อื่น จำคุก 33 ปี 4 เดือน ฐานมีอาวุธปืน จำคุก 1 ปี ฐานพาอาวุธปืน (ที่ถูก เป็นกรรมเดียวเป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบท ให้ลงโทษตามพระราชบัญญัติอาวุธปืนฯ ซึ่งเป็นกฎหมายที่มีโทษหนักที่สุดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90) จำคุก 1 ปี รวมจำคุก 35 ปี 4 เดือน ให้จำเลยชดใช้ค่าเสียหายแก่โจทก์ร่วมเป็นเงิน 490,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่เกิดเหตุ (วันที่ 7 สิงหาคม 2549) จนกว่าจะชำระเสร็จ กับให้จำเลยใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ร่วม โดยกำหนดค่าทนายความ 15,000 บาท เฉพาะค่าขึ้นศาลให้ใช้แทนเท่าที่โจทก์ร่วมชนะคดี

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 8 พิพากษายืน

จำเลยฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ตามคำร้องของผู้เสียหาย (โจทก์ร่วม) ที่ขอให้บังคับจำเลยชดใช้ค่าสินไหมทดแทนคดีนี้ มิให้เรียกค่าธรรมเนียม เว้นแต่ในกรณีที่ศาลเห็นว่าผู้เสียหายเรียกเอาค่าสินไหมทดแทนสูงเกินสมควร หรือดำเนินคดีโดยไม่สุจริต ให้ศาลมีอำนาจสั่งให้ผู้เสียหายชำระค่าธรรมเนียมทั้งหมดหรือแต่เฉพาะบางส่วนภายในระยะเวลาที่ศาลกำหนดก็ได้ ทั้งนี้ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 253 วรรคหนึ่ง ดังนั้นที่ศาลชั้นต้นสั่งให้โจทก์ร่วมชำระค่าขึ้นศาล โดยที่ไม่ปรากฏว่าศาลชั้นต้นเห็นว่าโจทก์ร่วมเรียกเอาค่าสินไหมทดแทนสูงเกินสมควรหรือดำเนินคดีโดยไม่สุจริต เป็นการไม่ชอบ และปรากฏว่าโจทก์ร่วมชำระค่าขึ้นศาลตามคำสั่งศาลชั้นต้น ศาลฎีกาจึงเห็นสมควรสั่งคืนแก่โจทก์ร่วมนอกจากนี้ที่ศาลชั้นต้นพิพากษาว่าให้จำเลยใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ร่วม โดยกำหนดค่าทนายความ 15,000 บาท เฉพาะค่าขึ้นศาลให้ใช้แทนเท่าที่โจทก์ร่วมชนะคดีนั้น ก็เป็นการไม่ชอบ ปัญหาข้อนี้เป็นปัญหาข้อกฎหมายที่เกี่ยวกับความสงบเรียบร้อย แม้ไม่มีคู่ความฝ่ายใดอุทธรณ์ฎีกา ศาลฎีกามีอำนาจยกขึ้นวินิจฉัยได้เองตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 195 วรรคสอง ประกอบมาตรา 225

พิพากษาแก้เป็นว่า สำหรับความผิดฐานพยายามฆ่าผู้อื่น ให้จำคุก 13 ปี 4 เดือน เมื่อรวมกับความผิดฐานมีอาวุธปืนและฐานพาอาวุธปืนเข้าด้วยแล้ว เป็นจำคุกจำเลย 15 ปี 4 เดือน ให้คืนค่าขึ้นศาลทั้งหมดที่โจทก์ร่วมชำระแก่โจทก์ร่วม และยกคำพิพากษาศาลชั้นต้นที่พิพากษาว่า กับให้จำเลยใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ร่วม โดยกำหนดค่าทนายความ 15,000 บาท เฉพาะค่าขึ้นศาลให้ใช้แทนเท่าที่โจทก์ร่วมชนะคดีนอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 8
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.อ. ม. 253 วรรคหนึ่ง
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการจังหวัดทุ่งสง
โจทก์ร่วม — นายสมชาย ไชยศร
จำเลย — นายสัญจร บรรจงช่วย
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดทุ่งสง — นายเกรียงศักดิ์ ดำรงศักดิ์ศิริ
ศาลอุทธรณ์ภาค 8 — นายวิชิต ทัศนานุกุลกิจ
ชื่อองค์คณะ
ประทีป ดุลพินิจธรรมา
ชูเกียรติ ตันทวีวงศ์
สุริยง ลิ้มสถิรานันท์
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4678/2555
#521476
เปิดฉบับเต็ม

โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตาม ป.อ. มาตรา 300, 390 และ พ.ร.บ.จราจรทางบก พ.ศ.2522 มาตรา 43 (4), 157 ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง โจทก์และโจทก์ร่วมทั้งสามอุทธรณ์โดยโจทก์ร่วมทั้งสามขอให้ลงโทษจำเลยตามฟ้อง ศาลชั้นต้นมีคำสั่งรับอุทธรณ์ของโจทก์ร่วมทั้งสามเฉพาะในปัญหาข้อกฎหมาย การที่ศาลอุทธรณ์ภาค 4 วินิจฉัยอุทธรณ์ของโจทก์ร่วมทั้งสามที่ว่าจำเลยกระทำความผิดตามฟ้องหรือไม่ แม้ศาลอุทธรณ์ภาค 4 จะวินิจฉัยอุทธรณ์ของโจทก์ว่าจำเลยกระทำความผิดตามฟ้องหรือไม่ด้วย ก็เป็นการวินิจฉัยเฉพาะอุทธรณ์ของโจทก์เท่านั้น ไม่มีผลถึงโจทก์ร่วมทั้งสามแต่อย่างใด การที่โจทก์ร่วมทั้งสามฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริงขอให้ลงโทษจำเลยฐานกระทำโดยประมาทและการกระทำนั้นเป็นเหตุให้ผู้อื่นได้รับอันตรายสาหัส จึงเป็นข้อที่ไม่ได้ยกขึ้นว่ากันมาแล้วโดยชอบในศาลอุทธรณ์ภาค 4 ต้องห้ามมิให้ฎีกาตาม ป.วิ.พ. มาตรา 249 วรรคหนึ่ง ประกอบ พ.ร.บ.จัดตั้งศาลแขวงและวิธีพิจารณาความอาญาในศาลแขวง พ.ศ.2499 มาตรา 4 แม้ผู้พิพากษาซึ่งพิจารณาและลงชื่อในคำพิพากษาศาลชั้นต้นอนุญาตให้โจทก์ร่วมทั้งสามฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริงและสั่งรับฎีกาของโจทก์ร่วมทั้งสาม ศาลฎีกาก็ไม่รับวินิจฉัย

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องและแก้ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามพระราชบัญญัติจราจรทางบก พ.ศ.2522 มาตรา 43 (4), 157 ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 300, 390

จำเลยให้การปฏิเสธ

ระหว่างพิจารณา นายไชยยาหรือไชยา นายประสิทธิ์ และนางอร่ามหรืออาร่าม ผู้เสียหายยื่นคำร้องขอเข้าร่วมเป็นโจทก์ ศาลชั้นต้นอนุญาตเฉพาะความผิดฐานกระทำโดยประมาทเป็นเหตุให้ผู้อื่นได้รับอันตรายแก่กายและอันตรายสาหัสประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 300, 390 (ที่ถูก เฉพาะความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 300) โดยเรียกนายไชยยา นายประสิทธิ์ และนางอร่ามว่า โจทก์ร่วมที่ 1 ที่ 2 และที่ 3 ตามลำดับ

ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง

โจทก์และโจทก์ร่วมอุทธรณ์ โดยรองอธิบดีอัยการฝ่ายคดีอาญารักษาการแทนอธิบดีอัยการฝ่ายคดีศาลสูงเขต 4 ซึ่งเป็นผู้รับมอบหมายจากอัยการสูงสุด รับรองให้โจทก์อุทธรณ์ และศาลชั้นต้นสั่งรับอุทธรณ์ของโจทก์ร่วมทั้งสามเฉพาะในปัญหาข้อกฎหมาย

ศาลอุทธรณ์ภาค 4 พิพากษายืน

โจทก์ร่วมทั้งสามฎีกา โดยผู้พิพากษาซึ่งพิจารณาและลงชื่อในคำพิพากษาศาลชั้นต้นอนุญาตให้ฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า คดีนี้ศาลชั้นต้นพิพากษา ยกฟ้อง โจทก์ร่วมทั้งสามอุทธรณ์ขอให้ลงโทษจำเลยตามฟ้อง ศาลชั้นต้นมีคำสั่งรับอุทธรณ์ของโจทก์ร่วมทั้งสามเฉพาะในปัญหาข้อกฎหมายมานั้น ไม่ถูกต้อง เพราะอุทธรณ์ของโจทก์ร่วมทั้งสามทั้งฉบับเป็นอุทธรณ์ในปัญหาข้อเท็จจริง ต้องห้ามตามระราชบัญญัติจัดตั้งศาลแขวงและวิธีพิจารณาความอาญาในศาลแขวง พ.ศ.2499 มาตรา 22 การที่ศาลอุทธรณ์ภาค 4 วินิจฉัยอุทธรณ์ของโจทก์ร่วมทั้งสามที่ว่าจำเลยกระทำความผิดตามฟ้องหรือไม่ จึงเป็นการไม่ชอบ แม้ศาลอุทธรณ์ภาค 4 จะวินิจฉัยอุทธรณ์ของโจทก์ที่ว่าจำเลยกระทำความผิดตามฟ้องหรือไม่ ก็เป็นการวินิจฉัยเฉพาะอุทธรณ์ของโจทก์เท่านั้น ไม่มีผลถึงโจทก์ร่วมทั้งสามแต่อย่างใด ดังนี้ การที่โจทก์ร่วมทั้งสามฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริงขอให้ลงโทษจำเลยฐานกระทำโดยประมาทและการกระทำนั้นเป็นเหตุให้ผู้อื่นรับอันตรายสาหัส จึงเป็นข้อที่ไม่ได้ยกขึ้นว่ากันมาแล้วโดยชอบในศาลอุทธรณ์ภาค 4 ต้องห้ามมิให้ฎีกาตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 249 วรรคหนึ่ง ประกอบพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลแขวงและวิธีพิจารณาความอาญาในศาลแขวง พ.ศ.2499 มาตรา 4 แม้ผู้พิพากษาซึ่งพิจารณาและลงชื่อในคำพิพากษาศาลชั้นต้นอนุญาตให้โจทก์ร่วมทั้งสามฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริงและสั่งรับฎีกาของโจทก์ร่วมทั้งสาม ศาลฎีกาก็ไม่รับวินิจฉัย

พิพากษายกฎีกาของโจทก์ร่วมทั้งสาม
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ. ม. 249 วรรคหนึ่ง
ป.อ. ม. 300 ม. 390
พ.ร.บ.จราจรทางบก พ.ศ.2522 ม. 43 (4) ม. 157
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการประจำศาลแขวงขอนแก่น
โจทก์ร่วม — นายไชยยาหรือไชยา คงมังคละ กับพวก
จำเลย — นายอุดม เอกตาแสง
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลแขวงขอนแก่น — นายชัยพร ศรีโบราณ
ศาลอุทธรณ์ภาค 4 — นายวีระพล ตั้งสุวรรณ
ชื่อองค์คณะ
วิจิตร วิสุชาติ
พินิจ สายสอาด
วิทยา วีระประจักษ์
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4661/2555
#520438
เปิดฉบับเต็ม

ตามคำฟ้องโจทก์ระบุว่า จำเลยทำละเมิดต่อโจทก์โดยจำเลยปล่อยน้ำเสียซึ่งเป็นน้ำเค็มออกจากบ่อเลี้ยงกุ้งเพื่อทำการจับกุ้ง ซึ่งน้ำเสียที่ไหลออกมาได้ไหลเข้าในคลองส่งน้ำที่อยู่ติดกับที่นาของโจทก์ ต่อมาน้ำเสียซึ่งเป็นน้ำเค็มที่จำเลยปล่อยออกมาดังกล่าวไหลเข้าไปในที่นาของโจทก์ทำให้เกิดผลกระทบต่อการทำนาข้าวของโจทก์ มีความหมายชัดแจ้งว่า น้ำที่จำเลยปล่อยออกมาเป็นน้ำที่ไม่ดี เป็นน้ำที่เค็ม ไม่เหมือนน้ำในคลองส่งน้ำตามปกติที่ใช้ทำนาได้ ดังนี้ เห็นได้ว่าโจทก์ได้บรรยายข้อเท็จจริงว่าน้ำเสียเพราะมีสิ่งเจือปนที่ทำให้น้ำเค็มผิดปกติมาด้วยแล้ว เมื่อได้ความว่าน้ำจากบ่อเลี้ยงกุ้งของจำเลยที่ไหลเข้าท่วมขังในที่นาของโจทก์มีสิ่งเจือปนที่จำเลยใช้ในการเลี้ยงกุ้งทำให้ดินในที่นาของโจทก์มีความเค็มสูงผิดปกติ ทำให้มีผลกระทบกับการเพาะปลูกและความเจริญเติบโตของต้นข้าวในที่นาของโจทก์ ศาลมีอำนาจวินิจฉัยไปตามข้อเท็จจริงที่ได้ความดังกล่าวได้ หาเป็นการพิพากษานอกฟ้องนอกประเด็นไม่

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยชำระเงิน 530,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงินดังกล่าว นับแต่วันฟ้องไปจนกว่าจะชำระเสร็จ

จำเลยให้การขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยชำระเงิน 42,000 บาท แก่โจทก์ พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับถัดจากวันที่ 25 มกราคม 2550 (วันฟ้อง) เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จ กับให้จำเลยใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ โดยกำหนดค่าทนายความ 8,000 บาท

จำเลยอุทธรณ์ โดยผู้พิพากษาที่ได้นั่งพิจารณาคดีในศาลชั้นต้นรับรองว่ามีเหตุสมควรที่จะอุทธรณ์ในปัญหาข้อเท็จจริงได้

ศาลอุทธรณ์ภาค 2 พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ

จำเลยฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า มีปัญหาข้อกฎหมายที่ต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยเพียงประการเดียวว่า การที่ศาลอุทธรณ์ภาค 2 วินิจฉัยว่า น้ำจากบ่อเลี้ยงกุ้งของจำเลยที่ไหลเข้าท่วมขังในที่นาของโจทก์มีสิ่งเจือปนที่จำเลยใช้ในการเลี้ยงกุ้ง ทำให้เกิดความเสียหายแก่โจทก์เป็นการพิพากษานอกฟ้องนอกประเด็นหรือไม่ เห็นว่า ตามคำฟ้องโจทก์ระบุว่า จำเลยทำละเมิดต่อโจทก์โดยจำเลยปล่อยน้ำเสียซึ่งเป็นน้ำเค็มออกจากบ่อเลี้ยงกุ้งเพื่อทำการจับกุ้ง ซึ่งน้ำเสียที่ไหลออกมาได้ไหลเข้าในคลองส่งน้ำที่อยู่ติดกับที่นาของโจทก์ ต่อมาน้ำเสียซึ่งเป็นน้ำเค็มที่จำเลยปล่อยออกมาดังกล่าวไหลเข้าไปในที่นาของโจทก์ทำให้เกิดผลกระทบต่อการทำนาข้าวของโจทก์ มีความหมายชัดแจ้งว่า น้ำที่จำเลยปล่อยออกมาเป็นน้ำที่ไม่ดี เป็นน้ำที่เค็ม ไม่เหมือนน้ำในคลองส่งน้ำตามปกติที่ใช้ทำนาได้ ดังนี้ เห็นได้ว่าโจทก์ได้บรรยายข้อเท็จจริงว่าน้ำเสียเพราะมีสิ่งเจือปนที่ทำให้น้ำเค็มผิดปกติมาด้วยแล้ว เมื่อได้ความว่าน้ำจากบ่อเลี้ยงกุ้งของจำเลยที่ไหลเข้าท่วมขังในที่นาของโจทก์มีสิ่งเจือปนที่จำเลยใช้ในการเลี้ยงกุ้งทำให้ดินในที่นาของโจทก์มีความเค็มสูงผิดปกติ ทำให้มีผลกระทบกับการเพาะปลูกและความเจริญเติบโตของต้นข้าวในที่นาของโจทก์ ศาลก็มีอำนาจวินิจฉัยไปตามข้อเท็จจริงที่ได้ความดังกล่าวได้ หาเป็นการพิพากษานอกฟ้องนอกประเด็นไม่ ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 2 วินิจฉัยมานั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาของจำเลยฟังไม่ขึ้น

พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมในชั้นฎีกาให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ. ม. 142
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นายสุเทพ ชื่นชม
จำเลย — นางสาววิไล ชื่นชม
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดปราจีนบุรี — นายชัยเทพ จันทนจุลกะ
ศาลอุทธรณ์ภาค 2 — นายเลิศชัย ภักดีฉนวน
ชื่อองค์คณะ
ศรีอัมพร ศาลิคุปต์
นพพร โพธิรังสิยากร
สุทธิโชค เทพไตรรัตน์
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4648/2555
#521508
เปิดฉบับเต็ม

ในการแบ่งที่ดินออกเป็นแปลงย่อยแล้วนำออกขายตามโครงการของจำเลยทั้งสองได้ระบุแผนผังแนบท้ายกับสัญญาซื้อขายให้แก่ผู้ซื้อที่ดินในโครงการว่า มีรูปถนนดังแผนผังแนบท้ายโฉนด จากนั้นผู้ดำเนินโครงการได้ทยอยแบ่งที่ดินออกเป็นแปลงย่อย คราวละไม่เกิน 9 แปลง ทำให้ไม่ตกอยู่ในบังคับของประกาศของคณะปฏิวัติ ฉบับที่ 286 ก็ตาม แต่ก็เป็นการจัดสรรที่ดินอันทำให้ถนนที่พิพาทเป็นสาธารณูปโภคตามผลในประกาศของคณะปฏิวัติ ฉบับที่ 286 แล้ว แม้ต่อมาจะมี พ.ร.บ.การจัดสรรที่ดิน พ.ศ.2543 ยกเลิกประกาศของคณะปฏิวัติดังกล่าว แต่มาตรา 69 ก็บัญญัติให้ถือว่าการจัดสรรที่ดินตามประกาศของคณะปฏิวัติ ฉบับที่ 286 เป็นการจัดสรรที่ดินตาม พ.ร.บ.การจัดสรรที่ดิน พ.ศ.2543 ด้วย ดังนั้น ถนนพิพาทจึงเป็นสาธารณูปโภคแก่ที่ดินแปลงย่อยที่โจทก์ซื้อปลูกสร้างอาคารในโครงการจัดสรรดังกล่าว จำเลยทั้งสองไม่อาจกระทำการใดอันทำให้เสื่อมต่อสิทธิของเจ้าของที่ดินในโครงการในอันที่จะใช้ถนนดังกล่าวได้

โจทก์ฟ้องขอให้รื้อถอนแท่นคอนกรีตออกไปจากถนนพิพาท จึงมีความหมายว่าขอให้รื้อถอนสิ่งปลูกสร้างดังกล่าว เพื่อให้ถนนกลับมามีสภาพดังเดิม การรื้อถอนแท่นคอนกรีตจึงมีความหมายถึงสิ่งที่ติดตั้งอยู่บนแท่นคอนกรีตซึ่งหมายความรวมถึงศาลพระภูมิด้วย

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ทั้งสองฟ้อง ขอให้บังคับจำเลยทั้งสองร่วมกันรื้อถอนแท่นคอนกรีตและขนย้ายหินออกจากถนนหน้าอาคารเลขที่ 125/6 และ 125/7 แขวงบางแคเหนือ เขตบางแค กรุงเทพมหานคร ให้จำเลยทั้งสองร่วมกันชำระเงินจำนวน 3,500 บาท พร้อมค่าเสียหาย วันละ 500 บาท นับแต่วันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจำเลยทั้งสองรื้อถอนแท่นคอนกรีตและขนย้ายหินออกจากถนนแก่โจทก์ที่ 2 และให้จำเลยทั้งสองร่วมกันชำระเงินจำนวน 70,000 บาท และค่าเสียหายวันละ 10,000 บาท นับแต่วันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจำเลยทั้งสองจะรื้อถอนแท่นคอนกรีตและขนย้ายหินออกจากถนนเสร็จแก่โจทก์ทั้งสอง

จำเลยทั้งสองให้การและแก้ไขคำให้การ ขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยที่ 2 รื้อถอนแท่นคอนกรีตและศาลพระภูมิออกจากถนนหน้าอาคารเลขที่ 125/6 และ 125/7 แขวงบางแคเหนือเขตบางแค กรุงเทพมหานคร คำขออื่นนอกจากนี้ให้ยก ยกฟ้องโจทก์ที่ 1 ค่าฤชาธรรมเนียมให้เป็นพับ

โจทก์ทั้งสองและจำเลยทั้งสองอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษาแก้เป็นว่า ให้จำเลยทั้งสองร่วมกันรื้อถอนแท่นคอนกรีตและศาลพระภูมิออกจากถนนหน้าอาคารเลขที่ 125/6 และ 125/7 แขวงบางแคเหนือ เขตบางแค กรุงเทพมหานคร กับให้จำเลยทั้งสองร่วมกันใช้ค่าฤชาธรรมเนียมอย่างคดีไม่มีทุนทรัพย์ทั้งสองศาลแทนโจทก์ทั้งสอง โดยกำหนด ค่าทนายความรวม 12,000 บาท นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

จำเลยทั้งสองฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ในการแบ่งที่ดินออกเป็นแปลงย่อยแล้วนำออกขายตามโครงการตรีจุฑา ได้ระบุแผนผังแนบท้ายกับสัญญาซื้อขายให้แก่ผู้ซื้อที่ดินในโครงการว่า มีรูปถนนดังแผนผังแนบท้ายโฉนด จากนั้นผู้ดำเนินโครงการได้ทยอยแบ่งที่ดินออกเป็นแปลงย่อย คราวละไม่เกิน 9 แปลง ทำให้ไม่ตกอยู่ในบังคับของประกาศของคณะปฏิวัติ ฉบับที่ 286 ก็ตาม แต่ก็เป็นการจัดสรรที่ดิน อันทำให้ถนนที่พิพาทเป็นสาธารณูปโภคตามผลในประกาศของคณะปฏิวัติ ฉบับที่ 286 แล้ว แม้ต่อมาจะมีพระราชบัญญัติการจัดสรรที่ดิน พ.ศ. 2543 ยกเลิกประกาศของคณะปฏิวัติดังกล่าว แต่มาตรา 69 ก็บัญญัติให้ถือว่าการจัดสรรที่ดินตามประกาศของคณะปฏิวัติ ฉบับที่ 286 เป็นการจัดสรรที่ดินตามพระราชบัญญัติการจัดสรรที่ดิน พ.ศ. 2543 ด้วย ดังนั้น ถนนพิพาทจึงเป็นสาธารณูปโภคแก่ที่ดินในโครงการจัดสรรดังกล่าว จำเลยทั้งสองไม่อาจกระทำการใดอันทำให้เสื่อมต่อสิทธิของเจ้าของที่ดินในโครงการในอันที่จะใช้ถนนดังกล่าว ที่จำเลยทั้งสองอ้างว่า การก่อสร้างแท่นคอนกรีตตั้งศาลพระภูมิ ไม่ได้กีดขวางการใช้ถนนของโจทก์ แต่ก็เป็นการทำให้สาธารณูปโภคของโครงการจัดสรรเสื่อมประโยชน์ในการใช้งานลง จึงก่อให้เกิดความเสียหายแก่โจทก์ ที่ศาลล่างทั้งสองให้จำเลยทั้งสองรื้อถอนแท่นคอนกรีตดังกล่าวจึงชอบแล้ว

จำเลยทั้งสองก่อสร้างแท่นคอนกรีตเป็นฐานตั้งศาลพระภูมิ ขอให้รื้อถอนแท่นคอนกรีตออกไปจากถนนพิพาท จึงมีความหมายว่าขอให้รื้อถอนสิ่งปลูกสร้างดังกล่าว เพื่อให้ถนนกลับมามีสภาพดังเดิม การรื้อถอนแท่นคอนกรีตจึงมีความหมายถึงสิ่งที่ติดตั้งอยู่บนแท่นคอนกรีตซึ่งหมายความรวมถึงศาลพระภูมิด้วย คำพิพากษาของศาลล่างทั้งสองชอบแล้ว หาเป็นการพิพากษาเกินคำขอไม่

พิพากษายืน ให้จำเลยทั้งสองใช้ค่าทนายความในชั้นฎีกาแทนโจทก์ทั้งสองจำนวน 10,000 บาท
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.การจัดสรรที่ดิน พ.ศ.2543 ม. 69
ประกาศของคณะปฏิวัติ ฉบับที่ 286
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — ห้างหุ้นส่วนจำกัด ฟาร์โก้เทรดดิ้ง กับพวก
จำเลย — บริษัทตรีจุฑา 1994 จำกัด กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลแพ่งธนบุรี — นายสิริมงคล กองธนสุวรรณ
ศาลอุทธรณ์ — นายสันติ วงศ์รัตนานนท์
ชื่อองค์คณะ
นพพร โพธิรังสิยากร
ศรีอัมพร ศาลิคุปต์
สุทธิโชค เทพไตรรัตน์
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4642/2555
#521506
เปิดฉบับเต็ม

โจทก์ฎีกาอ้างว่า โจทก์ได้ประเมินราคาทรัพย์เสียหายโดยมีหลักฐานเรื่องความเสียหายชัดเจนนอกจากนี้กระทรวงการคลังได้วางหลักเกณฑ์ ไว้ในกรณีที่ศาลพิพากษาให้ส่วนราชการชนะคดีไม่เต็มฟ้องต้องยื่นฎีกาต่อศาลฎีกาต่อไป ข้อความดังกล่าวมิได้ระบุให้แจ้งชัดว่าคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 9 ในส่วนใดมีข้อวินิจฉัยผิดพลาดคลาดเคลื่อนอย่างไร และที่ถูกต้องควรเป็นอย่างไร จึงเป็นฎีกาที่ไม่ชัดแจ้ง แม้ผู้พิพากษาที่นั่งพิจารณาคดีในศาลชั้นต้นจะรับรองมีเหตุสมควรที่โจทก์จะฎีกา ศาลฎีกาก็ไม่อาจรับฎีกาของโจทก์ไว้พิจารณาพิพากษาได้เพราะต้องห้ามตาม ป.วิ.พ. มาตรา 249 วรรคหนึ่ง

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องและแก้ไขคำฟ้อง ขอให้บังคับจำเลยทั้งสี่สิบเก้าร่วมกันชำระเงิน 7,705,885.34 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละเจ็ดครึ่งต่อปีในต้นเงิน 6,729,972.09 บาท นับถัดจากวันฟ้องไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ทั้งสิบเอ็ด

จำเลยที่ 4 ที่ 6 ที่ 8 ที่ 9 ที่ 11 ที่ 19 ที่ 22 ที่ 28 ที่ 33 ที่ 34 ที่ 37 ที่ 39 ที่ 42 ที่ 43 ที่ 45 ที่ 46 ที่ 47 ที่ 48 และที่ 49 ขาดนัดยื่นคำให้การ

จำเลยที่ 4 ที่ 6 ที่ 8 ที่ 9 ที่ 11 ที่ 19 ที่ 22 ที่ 23 ที่ 28 ที่ 33 ที่ 34 ที่ 37 ที่ 42 ที่ 43 ที่ 45 ที่ 47 ที่ 48 และที่ 49 ขาดนัดพิจารณา

จำเลยที่ 1 ที่ 2 ที่ 3 ที่ 5 ที่ 7 ที่ 10 ที่ 12 ที่ 13 ที่ 14 ที่ 15 ที่ 16 ที่ 17 ที่ 18 ที่ 20 ที่ 21 ที่ 23 ที่ 24 ที่ 25 ที่ 26 ที่ 27 ที่ 29 ที่ 30 ที่ 31 ที่ 32 ที่ 35 ที่ 36 ที่ 38 ที่ 40 ที่ 41 ที่ 44 ให้การขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยที่ 1 ที่ 6 ที่ 10 ที่ 19 ที่ 20 ที่ 21 ที่ 22 ที่ 23 ที่ 24 ที่ 28 ที่ 34 ที่ 35 ที่ 37 ที่ 39 ที่ 42 ที่ 43 ที่ 44 ที่ 45 และที่ 47 ร่วมกันชำระเงินให้โจทก์ที่ 1 จำนวน 800,000 บาท โจทก์ที่ 2 จำนวน 300,000 บาท โจทก์ที่ 3 จำนวน 1,800,000 บาท โจทก์ที่ 4 จำนวน 700,000 บาท โจทก์ที่ 5 จำนวน 25,000 บาท โจทก์ที่ 6 จำนวน 35,000 บาท โจทก์ที่ 7 จำนวน 32,000 บาท โจทก์ที่ 8 จำนวน 300,000 บาท โจทก์ที่ 9 จำนวน 15,000 บาท โจทก์ที่ 10 จำนวน 30,000 บาท และโจทก์ที่ 11 จำนวน 800,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละเจ็ดครึ่งต่อปีจากต้นเงินดังกล่าวของโจทก์แต่ละคนนับถัดจากวันฟ้อง (วันที่ 2 ธันวาคม 2540) ไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ทั้งสิบเอ็ด กับให้จำเลยดังกล่าวร่วมกันใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ทั้งสิบเอ็ด เฉพาะค่าขึ้นศาลให้ใช้เท่าทุนทรัพย์ที่โจทก์ทั้งสิบเอ็ดชนะคดี โดยกำหนดค่าทนายความให้ 50,000 บาท คำขออื่นให้ยกและยกฟ้องจำเลยที่ 2 ที่ 3 ที่ 4 ที่ 5 ที่ 7 ที่ 8 ที่ 9 ที่ 11 ที่ 12 ที่ 13 ที่ 14 ที่ 15 ที่ 16 ที่ 17 ที่ 18 ที่ 25 ที่ 26 ที่ 27 ที่ 29 ที่ 30 ที่ 31 ที่ 32 ที่ 33 ที่ 36 ที่ 38 ที่ 40 ที่ 41 ที่ 46 ที่ 48 และที่ 49

โจทก์ที่ 3 ถึงที่ 6 และที่ 8 ถึงที่ 10 อุทธรณ์ โดยผู้พิพากษาที่นั่งพิจารณาคดีในศาลชั้นต้นรับรองว่า โจทก์ที่ 5 ที่ 6 ที่ 9 และที่ 10 มีเหตุอันควรอุทธรณ์ในปัญหาข้อเท็จจริงได้

ศาลอุทธรรณ์ภาค 9 พิพากษาแก้เป็นว่า ให้จำเลยที่ 1 ที่ 6 ที่ 10 ที่ 19 ถึงที่ 24 ที่ 28 ที่ 34 ที่ 35 ที่ 37 ที่ 39 ที่ 42 ถึงที่ 45 และที่ 47 ร่วมกันชำระเงินให้โจทก์ที่ 3 จำนวน 2,000,000 บาท โจทก์ที่ 4 จำนวน 900,000 บาท และโจทก์ที่ 8 จำนวน 350,000 บาท นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น กับให้จำเลยดังกล่าวร่วมกันใช้ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสองศาลแทนโจทก์ที่ 3 ถึงที่ 6 และที่ 8 ถึงที่ 10 เฉพาะค่าขึ้นศาลระหว่างโจทก์กับจำเลยดังกล่าวให้ใช้ตามทุนทรัพย์ที่โจทก์ดังกล่าวชนะคดีในชั้นอุทธรณ์ โดยกำหนดค่าทนายความในชั้นอุทธรณ์ 10,000 บาท ค่าฤชาธรรมเนียมระหว่างโจทก์ทั้งสิบเอ็ดกับจำเลยที่ 2 ถึงที่ 5 ที่ 7 ถึงที่ 9 ที่ 11 ถึงที่ 18 ที่ 25 ถึงที่ 27 ที่ 29 ถึงที่ 33 ที่ 36 ที่ 38 ที่ 40 ที่ 41 ที่ 46 ที่ 48 และที่ 49 (ที่ถูก ในศาลชั้นต้น) ให้เป็นพับ

ก่อนที่ศาลชั้นต้นมีคำสั่งรับฎีกา จำเลยที่ 22 ถึงแก่ความตาย โจทก์ที่ 3 ถึงที่ 6 และที่ 8 ถึงที่ 10 ยื่นคำร้องขอให้หมายเรียกนางสาวเบญจมาศ ผู้เยาว์ซึ่งเป็นทายาทของจำเลยที่ 22 และมีนางอารีย์ เป็นผู้แทนโดยชอบธรรมเข้าเป็นคู่ความแทน ศาลชั้นต้นมีคำสั่งตั้งบุคคลผู้ถูกเรียกเป็นคู่ความแทน

โจทก์ที่ 3 ถึงที่ 6 และที่ 8 ถึงที่ 10 ฎีกา โดยผู้พิพากษาที่นั่งพิจารณาคดีในศาลชั้นต้นรับรองว่ามีเหตุสมควรที่โจทก์ที่ 4 ถึงที่ 6 และที่ 8 ถึงที่ 10 จะฎีกาในข้อเท็จจริงได้

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ภาค 9 พิพากษาว่า จำเลยที่ 1 ที่ 6 ที่ 10 ที่ 19 ถึงที่ 24 ที่ 28 ที่ 34 ที่ 35 ที่ 37 ที่ 39 ที่ 42 ถึงที่ 45 และที่ 47 กระทำละเมิดจุดไฟเผา ขว้างปา ทุบ ทำลายทรัพย์สินของโจทก์ที่ 3 ถึงที่ 6 และที่ 8 ถึงที่ 10 เสียหาย และกำหนดค่าเสียหายให้แก่โจทก์ดังกล่าวโดยพิจารณาราคาทรัพย์ตามสภาพขณะเกิดเหตุ และหักค่าเสื่อมราคาออก โจทก์ที่ 3 ถึงที่ 6 และที่ 8 ถึงที่ 10 ฎีกาอ้างว่า โจทก์ได้ประเมินราคาทรัพย์เสียหายโดยมีหลักฐานเรื่องความเสียหายชัดเจน นอกจากนี้กระทรวงการคลังได้วางหลักเกณฑ์ไว้ในกรณีที่ศาลพิพากษาให้ส่วนราชการชนะคดีไม่เต็มฟ้องต้องยื่นฎีกาต่อศาลฎีกาต่อไป ข้อความตามฎีกาของโจทก์ดังกล่าวมิได้ระบุให้แจ้งชัดว่าคำพิพากษาของศาลอุทธรณ์ภาค 9 ในส่วนใดมีข้อวินิจฉัยผิดพลาดคลาดเคลื่อนอย่างไร และที่ถูกต้องควรเป็นอย่างใด จึงเป็นฎีกาที่ไม่ชัดแจ้ง แม้ผู้พิพากษาที่นั่งพิจารณาคดีในศาลชั้นต้นจะรับรองว่ามีเหตุสมควรที่โจทก์ที่ 4 ถึงที่ 6 และที่ 8 ถึงที่ 10 จะฎีกา ศาลฎีกาก็ไม่อาจรับฎีกาของโจทก์ที่ 3 ถึงที่ 6 และที่ 8 ถึงที่ 10 ไว้พิจารณาพิพากษาได้ เพราะต้องห้ามตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 249 วรรคหนึ่ง

พิพากษายกฎีกาของโจทก์ที่ 3 ถึงที่ 6 และที่ 8 ถึงที่ 10 คืนค่าขึ้นศาลชั้นฎีกาทั้งหมดแก่โจทก์ดังกล่าว จำเลยที่ 1 ที่ 6 ที่ 10 ที่ 19 ถึงที่ 24 ที่ 28 ที่ 34 ที่ 35 ที่ 37 ที่ 39 ที่ 42 ถึงที่ 45 และที่ 47 ไม่แก้ฎีกา จึงไม่กำหนดค่าทนายความชั้นฎีกาให้
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ. ม. 248 วรรคหนึ่ง ม. 249 วรรคหนึ่ง
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — กรมการปกครอง กับพวก
จำเลย — นายโอฬาร ชนะสงคราม กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดตรัง — นายจิรวัฒน์ วายุนิล
ศาลอุทธรณ์ภาค 9 — นายพิษณุ ดำรงเกียรติวัฒนา
ชื่อองค์คณะ
นพพร โพธิรังสิยากร
ศรีอัมพร ศาลิคุปต์
สุทธิโชค เทพไตรรัตน์
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4562/2555
#520474
เปิดฉบับเต็ม

คดีนี้ศาลชั้นต้นมีคำสั่งให้พิจารณาพิพากษารวมกันกับอีก 2 คดี โดยโจทก์ร่วมที่ 3 ยื่นคำร้องขอเข้าร่วมเป็นโจทก์ในสำนวนคดีอาญาหมายเลขแดงที่ 4249/2546 ของศาลชั้นต้นซึ่งโจทก์ฟ้องจำเลยที่ 1 ถึงที่ 5 แต่โจทก์ร่วมที่ 3 ไม่ได้ยื่นคำร้องขอเข้าร่วมเป็นโจทก์ในสำนวนคดีนี้ซึ่งโจทก์ฟ้องจำเลยที่ 7 ดังนั้น แม้ศาลชั้นต้นมีคำสั่งให้พิจารณาพิพากษารวมกันสามสำนวนและโจทก์ร่วมเป็นผู้เสียหายทั้งสามสำนวนก็ตาม เมื่อโจทก์ร่วมที่ 3 ไม่ได้ยื่นคำร้องขอเข้าร่วมเป็นโจทก์ในคดีอาญาสำนวนคดีนี้ตาม ป.วิ.อ. มาตรา 30 โจทก์ร่วมที่ 3 จึงไม่ใช่โจทก์ร่วมในสำนวนคดีนี้ โจทก์ร่วมที่ 3 จะอุทธรณ์ขอให้ลงโทษจำเลยที่ 7 ไม่ได้ ส่วนการที่ศาลชั้นต้นสั่งให้พิจารณาพิพากษาคดีนี้กับอีก 2 คดี ดังกล่าวรวมกัน เป็นอำนาจของศาลตาม ป.วิ.อ. มาตรา 25 ซึ่งเป็นคนละเรื่องแยกต่างหากจากกัน

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
คดีนี้ เดิมศาลชั้นต้นพิจารณาและพิพากษารวมกับคดีอาญาหมายเลขแดงที่ 4249/2546 และ 4250/2546 โดยให้เรียกจำเลยในคดีอาญาหมายเลขแดงที่ 4249/2546 ว่าจำเลยที่ 1 ถึงที่ 5 ตามลำดับ เรียกจำเลยในคดีอาญาหมายเลขแดงที่ 4250/2546 ว่า จำเลยที่ 6 และเรียกจำเลยในคดีนี้ว่า จำเลยที่ 7 แต่คดีทั้งสองสำนวนดังกล่าวยุติไปแล้วตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ คงขึ้นมาสู่ศาลฎีกาเฉพาะคดีนี้

โจทก์ฟ้องและแก้ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 341, 343, 83 พระราชกำหนดการกู้ยืมเงินที่เป็นการฉ้อโกงประชาชน พ.ศ.2527 มาตรา 3, 4, 5, 9, 12, 15 นับโทษจำเลยที่ 7 ต่อจากโทษในคดีอาญาหมายเลขแดงที่ 12615/2545 ของศาลชั้นต้นและให้จำเลยทั้งเจ็ดร่วมกันคืนเงินแก่ผู้เสียหายทั้งสิบหกรวมจำนวน 28,860,248.50 บาท ตามส่วนที่ผู้เสียหายแต่ละคนถูกฉ้อโกงไป

จำเลยทั้งเจ็ดให้การปฏิเสธ แต่จำเลยที่ 7 รับว่าเป็นบุคคลคนเดียวกับจำเลยในคดีที่โจทก์ขอให้นับโทษต่อ

ระหว่างพิจารณาของสำนวนคดีอาญาหมายเลขแดงที่ 4249/2546 นางยุวาภรณ์ นางบุลภรณ์ นางสาวสินีกาญจน์ และนางสาววนัสริน ผู้เสียหาย ขอเข้าร่วมเป็นโจทก์ ศาลชั้นต้นมีคำสั่งอนุญาตเมื่อวันที่ 11 กันยายน 2543 วันที่ 10 พฤศจิกายน 2543 และวันที่ 26 เมษายน 2544 โดยให้เรียกว่าโจทก์ร่วมที่ 1 ถึงที่ 4 ตามลำดับ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยที่ 7 มีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 343 วรรคแรก 83 พระราชกำหนดการกู้ยืมเงินที่เป็นการฉ้อโกงประชาชน พ.ศ.2527 มาตรา 4, 5, 12 การกระทำของจำเลยที่ 7 เป็นกรรมเดียวเป็นความผิดผิดต่อกฎหมายหลายบท ลงโทษตามพระราชกำหนดการกู้ยืมเงินที่เป็นการฉ้อโกงประชาชน พ.ศ.2527 มาตรา 4, 5, 12 ซึ่งเป็นกฎหมายบทที่มีโทษหนักที่สุดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 เมื่อพิจารณาโทษตามที่กฎหมายกำหนดแล้วมีทั้งโทษจำคุกและปรับ โดยกำหนดโทษทั้งทางเสรีภาพและโทษในทางเศรษฐกิจคือโทษปรับ การที่กฎหมายกำหนดโทษทั้งสองประการในความผิดอย่างนี้เพราะว่า กฎหมายต้องการให้เป็นผลทั้งในทางป้องกันและปราบปรามการกระทำความผิดที่เป็นขบวนการตามที่กล่าวไว้ในตอนวินิจฉัยความผิด และผู้กระทำความผิดได้รับประโยชน์ในทางเศรษฐกิจไปจากผู้เสียหายจึงไม่สมควรที่จะลงโทษจำคุกเพียงประการเดียวตามที่บัญญัติไว้ในประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 20 แต่ให้ลงโทษทั้งสองอย่างดังวัตถุประสงค์ตามที่กฎหมายกำหนดไว้เป็นพิเศษโดยให้จำคุก 8 ปีและปรับ 800,000 บาท หากจำเลยที่ 7 ไม่ชำระค่าปรับให้จัดการตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 29, 30 แต่มิให้กักขังแทนค่าปรับเป็นเวลาเกิน 2 ปี ให้จำเลยที่ 7 คืนหรือใช้เงินให้แก่นางยุพิน จำนวน 70,000 บาท นางสาววนัสริน จำนวน 338,599.52 บาท นายบรรพต จำนวน 263,405.50 บาท นายสันติ จำนวน 496,835 บาท นางสาวนิรัชญา จำนวน 283,750 บาท นายชาญวุฒิ จำนวน 270,000 บาท นายสุรพงษ์ จำนวน 199,400 บาท นายพงษ์ศักดิ์ จำนวน 200,000 บาท นางสาวสินีกาญจน์ จำนวน 505,300 บาท นายเกษม(ที่ถูก นายเกษมสุข) จำนวน 234,878 บาท นายชูเกียรติ จำนวน 300,000 บาท นางสาวพรทิพย์ จำนวน 105,000 บาท นายอุทัย จำนวน 596,400 บาท นางยุวาภรณ์ จำนวน 670,670.48 บาท บริษัทไทยอินเตอร์เนชั่นแนล มาร์เบิ้ลแอนด์ แกรนิต จำกัด จำนวน 300,000 บาท และนางบุลภรณ์ จำนวน 23,806,000 บาท นับโทษจำคุกของจำเลยที่ 7 ในคดีนี้ต่อจากโทษจำคุกของจำเลยในคดีอาญาหมายเลขแดงที่ 12615/2545 ของศาลชั้นต้น ยกฟ้องจำเลยที่ 1 ถึงที่ 6 คำขอเกินกว่านี้ให้ยกเสีย

โจทก์ร่วมที่ 3 และจำเลยที่ 7 อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษาแก้เป็นว่า จำเลยที่ 7 มีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 343 วรรคแรก จำคุก 5 ปี ยกฟ้องโจทก์สำหรับจำเลยที่ 7 ในข้อหาความผิดตามพระราชกำหนดการกู้ยืมเงินที่เป็นการฉ้อโกงประชาชน พ.ศ.2527 นอกจากที่แก้คงให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

โจทก์ร่วมที่ 3 ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ร่วมที่ 3 ในปัญหาข้อกฎหมายประการแรกว่า ที่ศาลอุทธรณ์ไม่รับวินิจฉัยอุทธรณ์ของโจทก์ร่วมที่ 3 ในสำนวนคดีนี้ซึ่งพนักงานอัยการโจทก์ฟ้องจำเลยที่ 7 ชอบหรือไม่ เห็นว่า คดีนี้ศาลชั้นต้นมีคำสั่งให้พิจารณาพิพากษารวมกันกับอีก 2 คดี โดยโจทก์ร่วมที่ 3 ยื่นคำร้องขอเข้าร่วมเป็นโจทก์ในสำนวนคดีอาญาหมายเลขแดงที่ 4249/2546 ของศาลชั้นต้น ซึ่งโจทก์ฟ้องจำเลยที่ 1 ถึงที่ 5 แต่โจทก์ร่วมที่ 3 ไม่ได้ยื่นคำร้องขอเข้าร่วมเป็นโจทก์ในสำนวนคดีนี้ซึ่งโจทก์ฟ้องจำเลยที่ 7 ดังนั้น แม้ศาลชั้นต้นมีคำสั่งให้พิจารณาพิพากษารวมกันสามสำนวน และโจทก์ร่วมเป็นผู้เสียหายทั้งสามสำนวนก็ตาม เมื่อโจทก์ร่วมที่ 3 ไม่ได้ยื่นคำร้องขอเข้าร่วมเป็นโจทก์ในคดีอาญาสำนวนคดีนี้ซึ่งพนักงานอัยการยื่นฟ้องจำเลยที่ 7 ต่อศาลตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 30 โจทก์ร่วมที่ 3 จึงไม่ใช่โจทก์ร่วมในสำนวนคดีนี้ โจทก์ร่วมที่ 3 จะอุทธรณ์ขอให้ลงโทษจำเลยที่ 7 ไม่ได้ ส่วนการที่ศาลชั้นต้นสั่งให้พิจารณาพิพากษาคดีนี้กับอีก 2 คดีดังกล่าวรวมกัน เป็นอำนาจของศาลตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 25 ซึ่งเป็นคนละเรื่องแยกต่างหากจากกัน ที่ศาลอุทธรณ์ไม่รับวินิจฉัยอุทธรณ์ของโจทก์ร่วมที่ 3 ในสำนวนคดีนี้ซึ่งพนักงานอัยการโจทก์ฟ้องจำเลยที่ 7 ชอบแล้ว ฎีกาข้อนี้ของโจทก์ร่วมที่ 3 ฟังไม่ขึ้น คดีไม่จำต้องวินิจฉัยฎีกาโจทก์ร่วมที่ 3 ที่ขอให้ลงโทษจำเลยที่ 7 ตามพระราชกำหนดการกู้ยืมเงินที่เป็นการฉ้อโกงประชาชน พ.ศ.2527

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.อ. ม. 25 ม. 30
พ.ร.ก.การกู้ยืมเงินที่เป็นการฉ้อโกงประชาชน พ.ศ.2527 ม. 3 ม. 4 ม. 5 ม. 9 ม. 12 ม. 15
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการ สำนักงานอัยการสูงสุด
จำเลย — นายกฤตภาส พรรณโอรส
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลอาญากรุงเทพใต้ — นายอุดม เฟื่องฟุ้ง
ศาลอุทธรณ์ — นายสุรศักดิ์ กิตติพงษ์พัฒนา
ชื่อองค์คณะ
สุรพันธุ์ ละอองมณี
สุรศักดิ์ คีรีวิเชียร
สมสันต์ ศุภศาสตรสิน
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4559/2555
#521563
เปิดฉบับเต็ม

ผู้เสียหายไปแจ้งความร้องทุกข์ให้ดำเนินคดีแก่จำเลย โดยเล่าเรื่องราวต่าง ๆ ที่เกิดขึ้นให้พนักงานสอบสวนฟัง พนักงานสอบสวนจะต้องเป็นผู้ที่คิดตั้งข้อหาขึ้นเพื่อดำเนินคดีแก่ผู้ต้องหาตามข้อเท็จจริงที่ได้ความจากการรับแจ้งความ ครั้งแรกพนักงานสอบสวนแจ้งข้อหากระทำอนาจารและทำร้ายร่างกาย แต่เมื่อพนักงานสอบสวนได้ดำเนินการสอบสวนรวบรวมพยานหลักฐานต่อไปรวมทั้งสอบปากคำผู้เสียหายแล้ว เห็นว่าผู้ต้องหาได้กระทำความผิดในข้อหากรรโชกอีกในคราวเดียวกันด้วย พนักงานสอบสวนย่อมมีอำนาจแจ้งข้อหาเพิ่มเติมแก่ผู้ต้องหาได้

แม้จำเลยจะได้รับอนุญาตให้ฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริงก็ตาม แต่ปรากฏว่าเป็นข้อเท็จจริงที่มิได้ยกขึ้นว่ากล่าวมาแล้วโดยชอบในศาลล่างทั้งสอง ก็เป็นข้อเท็จจริงที่ไม่อาจอนุญาตให้ฎีกาได้ ต้องห้ามตาม ป.วิ.พ. มาตรา 249 ประกอบ ป.วิ.อ. มาตรา 15

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 80, 91, 278, 295, 337

จำเลยให้การปฏิเสธ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 337 วรรคแรก ประกอบมาตรา 80, 278, 295 การกระทำของจำเลยเป็นความผิดหลายกรรมต่างกัน ให้ลงโทษทุกกรรมเป็นกระทงความผิดไปตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 ฐานพยายามกรรโชก จำคุก 2 ปี ฐานกระทำอนาจารและฐานทำร้ายร่างกายเป็นกรรมเดียวผิดต่อกฎหมายหลายบท ให้ลงโทษฐานกระทำอนาจารซึ่งเป็นบทที่มีโทษหนักที่สุด ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 จำคุก 1 ปี รวมจำคุก 3 ปี

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษายืน

จำเลยฎีกา โดยผู้พิพากษาซึ่งพิจารณาและลงชื่อในคำพิพากษาศาลอุทธรณ์อนุญาตให้ฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ตามรายงานประจำวันเกี่ยวกับคดีเป็นเรื่องที่ผู้เสียหายไปแจ้งความร้องทุกข์ให้ดำเนินคดีแก่จำเลยโดยเล่าถึงเรื่องราวต่าง ๆ ที่เกิดขึ้นให้พนักงานสอบสวนฟังเท่านั้น และพนักงานสอบสวนจะต้องเป็นผู้ที่คิดตั้งข้อหาขึ้นเพื่อดำเนินคดีแก่ผู้ต้องหาคือจำเลยตามข้อเท็จจริงที่ได้ความจากการรับแจ้งความ ซึ่งครั้งแรกพนักงานสอบสวนก็ได้แจ้งข้อหากระทำอนาจารและทำร้ายร่างกายตามบันทึกแจ้งข้อกล่าวหา แต่เมื่อพนักงานสอบสวนได้ดำเนินการสอบสวนรวบรวมพยานหลักฐานต่อไปรวมทั้งสอบปากคำผู้เสียหายแล้ว เห็นว่าผู้ถูกกล่าวหาหรือผู้ต้องหาคือจำเลยได้กระทำความผิดในข้อหาอื่น ๆ อีกในคราวเดียวกันนั้นด้วย พนักงานสอบสวนย่อมมีอำนาจแจ้งข้อหาเพิ่มเติมแก่ผู้ต้องหาคือจำเลยในคดีนี้ได้ดังปรากฏหลักฐานตามบันทึกการแจ้งข้อหาเพิ่มเติมในแผ่นที่ 2 ที่พนักงานสอบสวนได้แจ้งข้อหาเพิ่มเติมแก่จำเลยอีกข้อหาหนึ่งว่าพยายามกรรโชกทรัพย์ซึ่งจำเลยก็ได้ให้การปฏิเสธทุกข้อหาและลงลายมือชื่อรับรองไว้ ข้อต่อสู้ของจำเลยในประเด็นนี้จึงฟังไม่ขึ้น

อย่างไรก็ตามฎีกาของจำเลยที่อ้างว่าเป็นข้อกฎหมายที่เกี่ยวกับความสงบเรียบร้อยนั้น เมื่อพิจารณาข้อความและเนื้อหาทั้งหมดดังที่กล่าวข้างต้นแล้ว ก็เห็นได้ชัดเจนว่าเป็นการฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริงทั้งสิ้นโดยพยายามเบี่ยงเบนให้เป็นปัญหาข้อกฎหมาย แม้จำเลยจะได้รับอนุญาตให้ฎีกาในข้อเท็จจริงแล้วก็ตาม แต่เป็นข้อเท็จจริงที่มิได้ยกขึ้นว่ากันมาแล้วโดยชอบในศาลล่างทั้งสอง ย่อมไม่อาจอนุญาตให้ฎีกาได้ จึงเป็นฎีกาต้องห้ามฎีกาตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 249 ประกอบด้วยประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 15 ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัยให้ในฎีกาข้อนี้
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.อ. ม. 120 ม. 134
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการจังหวัดนนทบุรี
จำเลย — นายคีรี แสงพุฒ
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดนนทบุรี — นางวชิราภรณ์ อังศุพาณิชย์
ศาลอุทธรณ์ภาค 1 — นายอรรถพงษ์ กุลโชครังสรรค์
ชื่อองค์คณะ
ม.ล.ฤทธิเทพ เทวกุล
ศรีอัมพร ศาลิคุปต์
สิงห์พล ละอองมณี
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4497/2555
#526760
เปิดฉบับเต็ม

การที่ศาลจะใช้อำนาจแก้ไขเปลี่ยนแปลงคำพิพากษาหรือคำสั่งเกี่ยวกับการลงโทษหรือวิธีการสำหรับเด็กและเยาวชนตาม พ.ร.บ.จัดตั้งศาลเยาวชนและครอบครัวและวิธีพิจารณาคดีเยาวชนและครอบครัว พ.ศ.2539 มาตรา 99 ได้นั้น จะต้องปรากฏข้อเท็จจริงแก่ศาลว่ามีพฤติการณ์ที่เปลี่ยนแปลงไปเกี่ยวกับ ตัวเด็กหรือเยาวชน ซึ่งอยู่ในระหว่างการรับโทษหรือถูกควบคุมอยู่ตามคำพิพากษากับต้องมีเหตุ อันสมควรที่จะแก้ไขเปลี่ยนแปลงคำพิพากษาหรือคำสั่งนั้นด้วย เมื่อคดีนี้จำเลยได้รับการปล่อยชั่วคราวตลอดมา จนกระทั่งศาลชั้นต้นอ่านคำพิพากษาศาลฎีกาให้จำเลยฟัง กรณียังไม่ปรากฏพฤติการณ์ที่เปลี่ยนแปลงไปเกี่ยวกับตัวจำเลยอันจะเป็นเหตุสมควรที่ศาลชั้นต้นจะแก้ไขเปลี่ยนแปลงคำพิพากษาศาลฎีกาให้เป็นผลร้ายแก่จำเลยได้

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
คดีสืบเนื่องมาจากศาลชั้นต้นมีคำสั่งให้พิจารณาพิพากษาคดีทั้งสองสำนวนนี้เข้าด้วยกันโดยให้เรียกโจทก์ทั้งสองสำนวนว่าโจทก์ เรียกจำเลยสำนวนแรกว่า จำเลยที่ 1 และเรียกจำเลยสำนวนหลังว่า จำเลยที่ 2

โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยทั้งสองตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83, 91, 277, 279, 283 ทวิ, 284, 310, 317

จำเลยทั้งสองให้การปฏิเสธ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยทั้งสองมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 277, 279, 283 ทวิ, 284, 310, 317 ประกอบมาตรา 83, 91 ฐานกระทำชำเราเด็กหญิงอายุไม่เกินสิบห้าปีอันมีลักษณะเป็นการโทรมหญิง ฐานกระทำอนาจารแก่เด็กหญิงอายุไม่เกินสิบห้าปี ฐานพาเด็กหญิงไปเพื่อการอนาจาร ฐานพาผู้อื่นไปเพื่อการอนาจารโดยใช้อุบายหลอกลวง ขู่เข็ญ ใช้กำลังประทุษร้ายและฐานหน่วงเหนี่ยวหรือกักขังผู้อื่น เป็นการกระทำอันเป็นกรรมเดียวเป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบท ให้ลงโทษบทหนักในความผิดฐานกระทำชำเราเด็กหญิงอายุไม่เกินสิบห้าปีอันมีลักษณะเป็นการโทรมหญิง ขณะเกิดเหตุจำเลยทั้งสองอายุ 17 ปีเศษ ลดมาตราส่วนโทษให้กึ่งหนึ่ง ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 76 จำคุกจำเลยที่ 1 มีกำหนด 25 ปี จำคุกจำเลยที่ 2 รวม 2 กระทง มีกำหนด 50 ปี และฐานพรากเด็กหญิงอายุไม่เกินสิบห้าปีไปเพื่อการอนาจาร ลดมาตราส่วนโทษให้กึ่งหนึ่งตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 76 จำคุกจำเลยที่ 1 มีกำหนด 3 ปี จำคุกจำเลยที่ 2 รวม 2 กระทง มีกำหนด 6 ปี รวมจำคุกจำเลยที่ 1 มีกำหนด 28 ปี และจำคุกจำเลยที่ 2มีกำหนด 56 ปี อาศัยอำนาจตามพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลเยาวชนและครอบครัวและวิธีพิจารณาคดีเยาวชนและครอบครัว พ.ศ.2534 มาตรา 104 (2) ให้เปลี่ยนโทษจำคุกเป็นส่งตัวไปควบคุมเพื่อฝึกและอบรมที่สถานพินิจและคุ้มครองเด็กและเยาวชนจังหวัดสมุทรปราการมีกำหนดขั้นต่ำ 2 ปี ขั้นสูง 3 ปี นับแต่วันควบคุมตัว

จำเลยทั้งสองอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 1 แผนกคดีเยาวชนและครอบครัวพิพากษากลับ ให้ยกฟ้อง

โจทก์ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ศาลชั้นต้นอ่านคำพิพากษาศาลฎีกาให้คู่ความฟังเมื่อวันที่ 18 ตุลาคม 2553 แล้วเห็นว่า จำเลยที่ 1 เกิดวันที่ 28 มิถุนายน 2528 จำเลยที่ 2 เกิดวันที่ 28 มีนาคม 2528 ปัจจุบันจำเลยทั้งสองอายุ 25 ปี วิธีการสำหรับเด็กและเยาวชนแทนการลงโทษอาญาไม่อาจนำมาใช้แก่จำเลยทั้งสองได้ตามพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลเยาวชนและครอบครัวและวิธีพิจารณาคดีเยาวชนและครอบครัว พ.ศ.2534 มาตรา 104 (2) จำเลยทั้งสองได้รับการปล่อยชั่วคราวมาโดยตลอด ยังมิเคยรับโทษหรือได้รับการฝึกอบรมตามคำพิพากษา ถือได้ว่าข้อเท็จจริงหรือพฤติการณ์ตามพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลเยาวชนและครอบครัวและวิธีพิจารณาคดีเยาวชนและครอบครัว พ.ศ. 2534 มาตรา 78 และมาตรา 82 ได้เปลี่ยนแปลงไปจากเดิม อาศัยอำนาจตามพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลเยาวชนและครอบครัวและวิธีพิจารณาคดีเยาวชนและครอบครัว พ.ศ. 2534 มาตรา 99 จึงมีคำสั่งให้แก้ไขเปลี่ยนแปลงคำพิพากษาศาลฎีกาในส่วนที่เกี่ยวกับการลงโทษหรือวิธีการสำหรับเด็กและเยาวชนจากการควบคุมตัวจำเลยทั้งสองเพื่อฝึกและอบรมเป็นให้ส่งตัวจำเลยทั้งสองไปจำคุกยังเรือนจำกลางจังหวัดสมุทรปราการมีกำหนดคนละ 2 ปี นับแต่วันควบคุม

จำเลยทั้งสองอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 1 แผนกคดีเยาวชนและครอบครัว พิพากษายกคำสั่งศาลชั้นต้นที่สั่งแก้ไขเปลี่ยนแปลงคำพิพากษาศาลฎีกาในส่วนที่เกี่ยวกับการลงโทษหรือวิธีการสำหรับเด็กและเยาวชน

โจทก์ฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีเยาวชนและครอบครัววินิจฉัยว่า พระราชบัญญัติจัดตั้งศาลเยาวชนและครอบครัวและวิธีพิจารณาคดีเยาวชนและครอบครัว พ.ศ. 2534 ซึ่งบังคับใช้ในขณะที่ศาลชั้นต้นมีคำสั่งแก้ไขเปลี่ยนแปลงคำพิพากษาหรือคำสั่งเกี่ยวกับวิธีการลงโทษหรือวิธีการสำหรับเด็กและเยาวชน ในมาตรา 99 บัญญัติว่า "เมื่อศาลได้มีคำพิพากษาหรือคำสั่งให้ลงโทษหรือใช้วิธีการสำหรับเด็กและเยาวชนแล้ว และต่อมาความปรากฏแก่ศาลเอง หรือปรากฏจากรายงานของผู้อำนวยการสถานพินิจหรือผู้ปกครองโรงเรียน หรือสถานกักและอบรมหรือสถานฝึกและอบรมของสถานพินิจหรือปรากฏจากคำร้องของบิดามารดา ผู้ปกครอง หรือบุคคลซึ่งเด็กหรือเยาวชนอาศัยอยู่ หรือสถานศึกษาหรือสถานฝึกและอบรม หรือสถานแนะนำทางจิตตามมาตรา 20 (2) ว่าข้อเท็จจริงหรือพฤติการณ์ตามมาตรา 78 และมาตรา 82 ได้เปลี่ยนแปลงไปจากเดิมถ้าศาลเยาวชนและครอบครัวที่พิพากษาหรือมีคำสั่งหรือที่มีเขตอำนาจในท้องที่ที่เด็กหรือเยาวชนนั้นกำลังรับโทษหรือถูกควบคุมตัวอยู่ เห็นว่ามีเหตุอันสมควร ก็ให้มีอำนาจแก้ไขเปลี่ยนแปลงคำพิพากษาหรือคำสั่งเกี่ยวกับการลงโทษหรือวิธีการสำหรับเด็กและเยาวชนได้...." จึงเห็นได้ว่ามาตรา 99 บัญญัติไว้โดยชัดแจ้งว่า การแก้ไขเปลี่ยนแปลงคำพิพากษาหรือคำสั่งเกี่ยวกับการลงโทษหรือวิธีการสำหรับเด็กและเยาวชนนั้น จะต้องปรากฏข้อเท็จจริงแก่ศาลว่ามีพฤติการณ์ที่เปลี่ยนแปลงไปเกี่ยวกับตัวเด็กหรือเยาวชน และต้องมีเหตุอันสมควรที่จะแก้ไขเปลี่ยนแปลงคำพิพากษาหรือคำสั่งนั้นด้วย เมื่อคดีนี้จำเลยได้รับการปล่อยชั่วคราวตลอดมา จนกระทั่งศาลชั้นต้นอ่านคำพิพากษาศาลฎีกาให้จำเลยฟัง กรณียังไม่ปรากฏพฤติการณ์ที่เปลี่ยนแปลงไปเกี่ยวกับตัวจำเลยและไม่มีเหตุอันสมควรที่จะแก้ไขเปลี่ยนแปลงคำพิพากษาศาลฎีกาให้เป็นผลร้ายแก่จำเลย

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.จัดตั้งศาลเยาวชนและครอบครัวและวิธีพิจารณาคดีเยาวชนและครอบครัว พ.ศ.2534 ม. 99
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการคดีเยาวชนและครอบครัวจังหวัดสมุทรปราการ
จำเลย — นายสรายุหรือบอล ฟักทิม กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดสมุทรปราการแผนกคดีเยาวชนและครอบครัว — นายกวี เปรมรัตนชัย
ศาลอุทธรณ์ภาค 1 — นายจำแลง กุลเจริญ
ชื่อองค์คณะ
สมชาติ ธัญญาวินิชกุล
เพลินจิต ตั้งพูลสกุล
ชัยยุทธ ศรีจำนงค์
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4496/2555
#521532
เปิดฉบับเต็ม

ข้อจำกัดในอำนาจฟ้องตาม พ.ร.บ.จัดตั้งศาลภาษีอากรและวิธีพิจารณาคดีภาษีอากร พ.ศ.2528 มาตรา 8 ต้องเป็นกรณีที่มีกฎหมายบัญญัติให้ต้องอุทธรณ์การประเมิน ซึ่งในคดีนี้ แม้ตาม ป.รัษฎากร มาตรา 30 บัญญัติให้ต้องอุทธรณ์การประเมินภายใน 30 วัน ก็ตาม แต่ปัญหาในเรื่องที่ว่าคำสั่งให้ประเมินภาษีแก่โจทก์อันเป็นคำสั่งทางปกครองมีการปฏิบัติตาม พ.ร.บ.วิธีปฏิบัติราชการทางปกครอง พ.ศ.2539 มาตรา 37 หรือไม่ เป็นคนละกรณีกับความถูกต้องของการประเมินภาษี ดังนี้ ปัญหาในเรื่องรูปแบบของคำสั่งทางปกครองดังกล่าวย่อมไม่อยู่ในบังคับที่ต้องยกปัญหานี้ขึ้นอุทธรณ์ต่อคณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์ โจทก์จึงมีอำนาจฟ้อง

หนังสือแจ้งการประเมินภาษีมูลค่าเพิ่ม แม้มีข้อบกพร่องในการระบุเหตุผล แต่ต่อมาเจ้าพนักงานประเมินมีหนังสือแจ้งเหตุผลเพิ่มเติมถึงโจทก์ก่อนที่คณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์จะมีคำวินิจฉัยหลายเดือนถือได้ว่าเป็นการปฏิบัติตาม พ.ร.บ.วิธีปฏิบัติราชการทางปกครอง พ.ศ.2539 มาตรา 40 วรรคหนึ่ง และมาตรา 41 วรรคหนึ่ง (2) และวรรคสามแล้ว หนังสือแจ้งการประเมินจึงสมบูรณ์แล้ว

ในคำอุทธรณ์ของโจทก์ที่ยื่นต่อคณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์ โจทก์เพียงโต้แย้งในข้อเท็จจริงเกี่ยวกับจำนวนดอกเบี้ย โดยมิได้โต้แย้งว่ามิใช่เงินได้ที่โจทก์มีหน้าที่ต้องหักภาษี ณ ที่จ่าย ดังที่โจทก์ยกขึ้นอ้างใหม่ในคำฟ้อง ย่อมไม่อาจถือได้ว่าโจทก์ได้อุทธรณ์ในส่วนนี้ต่อคณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์ โจทก์จึงไม่มีสิทธิฟ้องโดยยกเหตุดังกล่าวเป็นข้ออ้างต่อศาลตาม พ.ร.บ.จัดตั้งศาลภาษีอากรและวิธีพิจารณาคดีภาษีอากร พ.ศ.2528 มาตรา 8

การที่คณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์ได้วินิจฉัยให้โจทก์เสียภาษีเพิ่มขึ้น มิใช่เป็นการตั้งประเด็นขึ้นใหม่แต่เป็นการคิดคำนวณภาษีใหม่ให้ถูกต้อง คณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์มีอำนาจวินิจฉัยให้โจทก์เสียภาษีเพิ่มขึ้นให้ถูกต้องได้ตาม ป.รัษฎากร มาตรา 31 วรรคสอง

ตามสัญญาซื้อขาย คู่สัญญาตกลงให้มีการโอนกรรมสิทธิ์ในสินค้าไปยังผู้ซื้อแล้ว แต่ผู้ซื้อขอให้ผู้ขายเก็บรักษาสินค้าและจัดส่งให้ผู้ขายในภายหลัง จึงเป็นการขายภายในประเทศ มิใช่การขายโดยส่งออก และตามข้อเท็จจริงปรากฏว่าโจทก์มิได้ส่งสินค้าทั้งหมดออกไปนอกราชอาณาจักร โจทก์ส่งสินค้าส่วนหนึ่งให้แก่บริษัทอื่นโดยส่งไปที่เขตอุตสาหกรรมการส่งออก (EPZ) ตามคำสั่งของผู้ซื้อ ซึ่งเป็นเวลาภายหลังจากที่กรรมสิทธิ์ในสินค้าได้โอนไปยังผู้ซื้อแล้ว ทั้งตามลักษณะดังกล่าวก็เป็นเรื่องการส่งออกของผู้ซื้อให้แก่บริษัทอื่นอีกด้วย จึงฟังไม่ได้ว่าโจทก์ขายสินค้าโดยส่งออกตาม ป.รัษฎากร มาตรา 78 (4) ที่จะได้รับสิทธิเสียภาษีมูลค่าเพิ่มในอัตราร้อยละ 0 ตามมาตรา 80/1 (1) หากแต่เป็นการขายสินค้าที่ได้โอนกรรมสิทธิ์ในสินค้าก่อนการส่งมอบตามมาตรา 78 (1) (ก) ต้องเสียภาษีมูลค่าเพิ่มในอัตราร้อยละ 7 ตามมาตรา 80 (1) แม้ต่อมาโจทก์ส่งสินค้าบางส่วนไปยังเขตอุตสาหกรรมการส่งออก (EPZ) ในเดือนกันยายน 2545 ก็ไม่เป็นเหตุให้โจทก์ได้รับสิทธิเสียภาษีมูลค่าเพิ่มในอัตราร้อยละ 0 ตามมาตรา 80/1 (6) เพราะความรับผิดในการเสียภาษีมูลค่าเพิ่มเกิดขึ้นก่อนแล้วในวันที่โอนกรรมสิทธิ์ในสินค้า

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้เพิกถอนการประเมินของเจ้าพนักงานประเมินของจำเลยตามหนังสือแจ้งให้นำส่งภาษีเงินได้นิติบุคคล ที่ ก. 04/05240040/02/00006 ลงวันที่ 27 เมษายน 2547 หนังสือแจ้งให้นำส่ง ภาษีเงินได้นิติบุคคล ที่ ก. 04/05240040/02/00007 ลงวันที่ 27 เมษายน 2547 และหนังสือแจ้งประเมินภาษีมูลค่าเพิ่ม ที่ ก. 04/05240040/05/00001 ลงวันที่ 27 เมษายน 2547 ให้เพิกถอนคำวินิจฉัยอุทธรณ์ของคณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์ตามคำวินิจฉัยอุทธรณ์เลขที่ ภญ (อธ.2)/2/2548 ลงวันที่ 16 พฤษภาคม 2548 คำวินิจฉัยอุทธรณ์เลขที่ ภญ (อธ.2)/3/2548 ลงวันที่ 16 พฤษภาคม 2548 และคำวินิจฉัยอุทธรณ์เลขที่ ภญ (อธ.2)/4/2548 ลงวันที่ 16 พฤษภาคม 2548 หรืองดหรือลดเบี้ยปรับและเงินเพิ่มให้แก่โจทก์

จำเลยให้การขอให้ยกฟ้อง

ศาลภาษีอากรกลางพิพากษายกฟ้อง ให้โจทก์เสียค่าฤชาธรรมเนียมแทนจำเลย โดยกำหนดค่าทนายความให้ใช้แทนจำนวน 50,000 บาท

โจทก์อุทธรณ์ต่อศาลฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีภาษีอากรวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงที่คู่ความไม่โต้แย้งกันรับฟังได้เป็นยุติว่า โจทก์ประกอบกิจการผลิตจอภาพคอมพิวเตอร์และแผงวงจรคอมพิวเตอร์เพื่อการส่งออก โจทก์ได้รับหนังสือแจ้งให้นำส่งภาษีเงินได้นิติบุคคลรวม 2 ฉบับ ฉบับที่ 1 หนังสือเลขที่ ก.04/05240040/02/00006 ลงวันที่ 27 เมษายน 2547 เป็นภาษีเงินได้นิติบุคคล 5,892,684.49 บาท เงินเพิ่ม 3,446,799.33 บาท (คำนวณถึงวันที่ 7 มิถุนายน 2547) รวมเป็นเงินทั้งสิ้น 9,339,483.82 บาท เนื่องจากในรอบระยะเวลาบัญชีตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม ถึงวันที่ 31 ธันวาคม 2544 โจทก์ส่งเงินได้พึงประเมินตามมาตรา 40 (4) (ก) แห่งประมวลรัษฎากร จำนวนทั้งสิ้น 39,284,563.28 บาท อันเข้าลักษณะเป็นเงินได้ที่ต้องหักภาษี ณ ที่จ่ายตามมาตรา 70 แห่งประมวลรัษฎากร ให้บริษัทเวนเจอร์แมนนูแฟคเจอร์ริ่ง (สิงคโปร์) จำกัด ซึ่งเป็นบริษัทที่ตั้งขึ้นตามกฎหมายของต่างประเทศและมิได้ประกอบกิจการในประเทศไทย โดยโจทก์มิได้หักภาษีเงินได้ไว้ ณ ที่จ่ายและนำส่งให้ถูกต้องครบถ้วน ฉบับที่ 2 หนังสือเลขที่ ก.04/052400/40/02/00007 ลงวันที่ 27 เมษายน 2547 เป็นภาษีเงินได้นิติบุคคล 22,608,535.84 บาท เงินเพิ่ม 6,104,304.68 บาท (คำนวณถึงวันที่ 7 มิถุนายน 2547) รวมเป็นเงินทั้งสิ้น 28,712,840.52 บาท เนื่องจากในรอบระยะเวลาบัญชีตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม ถึงวันที่ 31 ธันวาคม 2545 โจทก์ส่งเงินได้พึงประเมินตามมาตรา 40 (4) (ก) แห่งประมวลรัษฎากรจำนวนทั้งสิ้น 150,723,572.24 บาท อันเข้าลักษณะเป็นเงินได้ที่ต้องหักภาษี ณ ที่จ่ายตามมาตรา 70 แห่งประมวลรัษฎากร ออกไปให้บริษัทอัลฟ่า แคปปิตอล กรุ๊ป ลิมิเต็ด ซึ่งเป็นบริษัทที่ตั้งขึ้นตามกฎหมายของต่างประเทศและมิได้ประกอบกิจการในประเทศไทย โจทก์มิได้หักภาษีเงินได้ไว้ ณ ที่จ่ายและนำส่งให้ถูกต้องครบถ้วนและโจทก์ยังได้รับหนังสือแจ้งการประเมินภาษีมูลค่าเพิ่มเลขที่ ก.04/05240040/05/00001 ลงวันที่ 27 เมษายน 2547 เนื่องจากโจทก์แสดงยอดขายไว้ต่ำไปจำนวน 518,555,386.80 บาท คิดเป็นภาษีมูลค่าเพิ่ม 35,204,756.70 บาท เบี้ยปรับ 36,298,877.08 บาท และเงินเพิ่ม 14,785,997.81 บาท (คำนวณถึงวันที่ 15 พฤษภาคม 2547) รวมเป็นเงินทั้งสิ้น 86,289,631.59 บาท โจทก์อุทธรณ์การประเมิน ต่อมาโจทก์ได้รับแจ้งคำวินิจฉัยอุทธรณ์เลขที่ ภญ. (อธ.2)/2/2548 ลงวันที่ 16 พฤษภาคม 2548 ที่วินิจฉัยว่า การประเมินของเจ้าพนักงานประเมินตามหนังสือแจ้งให้นำส่งภาษีเงินได้นิติบุคคล เลขที่ ก.04/05240040/02/00006 ลงวันที่ 27 เมษายน 2547 ชอบแล้วและให้โจทก์ชำระภาษีเพิ่มขึ้นจากที่เจ้าพนักงานประเมินเรียกเก็บเป็นภาษีเงินได้นิติบุคคล 1,230,206.57 บาท เงินเพิ่ม 721,156.17 บาท รวมเป็นเงินภาษีและเงินเพิ่มทั้งสิ้น 11,290,846.56 บาท เนื่องจากคณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์ปรับปรุงดอกเบี้ยให้เป็นไปตามคำพิพากษาของศาลจังหวัดฉะเชิงเทรา คำนวณจากต้นเงิน 3,497,653.20 ดอลลาร์สหรัฐ อัตราแลกเปลี่ยน 1 ดอลลาร์สหรัฐเท่ากับ 40.50 บาท และได้รับแจ้งคำวินิจฉัยอุทธรณ์เลขที่ ภญ. (อธ.2)/3/2548 ลงวันที่ 16 พฤษภาคม 2548 ที่วินิจฉัยว่า การประเมินของเจ้าพนักงานประเมินตามหนังสือแจ้งให้นำส่งภาษีเงินได้นิติบุคคลเลขที่ ก.04/05240040/02/00007 ลงวันที่ 27 เมษายน 2547 ชอบแล้วบางส่วน ให้ลดภาษีเงินได้นิติบุคคลที่เรียกเก็บลง 9,962,421.75 บาท เงินเพิ่ม 2,689,853.88 บาท รวมเป็นเงินภาษีและเงินเพิ่มที่ลดลงจำนวน 12,652,275.63 บาท คงเหลือเป็นภาษีเงินได้นิติบุคคล 12,646,114.09 บาท และเงินเพิ่ม 3,414,450.80 บาท รวมเป็นเงินภาษีและเงินเพิ่มที่เรียกเก็บทั้งสิ้น 16,060,564.89 บาท เนื่องจากคณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์ปรับปรุงดอกเบี้ยใหม่โดยคำนวณดอกเบี้ยที่เกิดขึ้นในช่วงภายหลังการอนุมัติจากที่ประชุมผู้ถือหุ้นของบริษัทโจทก์จนถึงช่วงที่บริษัทอัลฟา แคปปิตอล กรุ๊ป ลิมิเต็ด ได้ตกลงที่จะหยุดการคิดดอกเบี้ยเงินกู้ยืมซึ่งมีผลในวันที่ 1 ธันวาคม 2545 ดอกเบี้ยรวม 1,937,380.27 ดอลลาร์สหรัฐ และได้มีการโอนหนี้ไปหักกลบลบกัน ในอัตราแลกเปลี่ยน 1 ดอลลาร์สหรัฐ เท่ากับ 43.51 บาท และโจทก์ได้รับแจ้งคำวินิจฉัยอุทธรณ์เลขที่ ภญ. (อธ.2)/4/2548 ลงวันที่ 16 พฤษภาคม 2548 ที่วินิจฉัยว่า การประเมินของเจ้าพนักงานประเมินตามหนังสือแจ้งการประเมินภาษีมูลค่าเพิ่ม เลขที่ ก.04/05240040/05/00001 ลงวันที่ 27 เมษายน 2547 ชอบแล้ว เนื่องจากคณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์ถือว่าสัญญาที่โจทก์ขายสินค้าให้แก่บริษัทเคพโทรนิค คอมพิวเตอร์ ยูเอสเอ (ฮ่องกง) ลิมิเต็ด เป็นสัญญาซื้อขายเสร็จเด็ดขาด โจทก์มีหน้าที่ต้องเสียภาษีมูลค่าเพิ่มเมื่อมีการโอนกรรมสิทธิ์สินค้าตามมาตรา 78 (1) (ก) แห่งประมวลรัษฎากรและการส่งสินค้าของโจทก์เข้าไปยังเขตอุตสาหกรรมการส่งออกเป็นกรณีซึ่งโจทก์เป็นตัวแทนของผู้ซื้อในการส่งสินค้าไปยังเขตอุตสาหกรรมการส่งออกเท่านั้นและโจทก์ยื่นใบขนสินค้าขาออกต่อกรมศุลกากรเกินกว่า 180 วัน ซึ่งไม่เป็นไปตามคำสั่งกรมสรรพากรที่ ป.97/2543 ลงวันที่ 15 มิถุนายน 2543 ที่จะได้สิทธิในการเสียภาษีมูลค่าเพิ่มในอัตราร้อยละ 0 การขายของโจทก์จึงเป็นการขายในราชอาณาจักร ต้องเสียภาษีมูลค่าเพิ่มในอัตราร้อยละ 7 ตามมาตรา 80 แห่งประมวลรัษฎากร โจทก์ไม่เห็นด้วยจึงฟ้องเป็นคดีนี้

มีปัญหาวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของโจทก์ข้อแรกว่า ที่โจทก์อุทธรณ์การประเมินของเจ้าพนักงานประเมินต่อคณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์โดยไม่ได้ระบุถึงปัญหาว่า การประเมินภาษีเงินได้นิติบุคคลหัก ณ ที่จ่าย และการประเมินภาษีมูลค่าเพิ่มเป็นคำสั่งทางปกครองที่ไม่จัดให้มีเหตุผล ไม่ชอบด้วยพระราชบัญญัติวิธีปฏิบัติราชการทางปกครอง พ.ศ.2539 มาตรา 37 วรรคหนึ่ง โจทก์จะมีสิทธิอุทธรณ์คำวินิจฉัยอุทธรณ์โดยฟ้องต่อศาลและยกปัญหานี้ขึ้นเป็นข้อกล่าวอ้างด้วยได้หรือไม่ เห็นว่า ตามพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลภาษีอากรและวิธีพิจารณาคดีภาษีอากร พ.ศ.2528 มาตรา 8 บัญญัติว่า "...ในกรณีที่กฎหมายเกี่ยวกับภาษีอากรบัญญัติให้คัดค้านหรืออุทธรณ์คำสั่งหรือคำวินิจฉัยต่อเจ้าพนักงานหรือคณะกรรมการตามหลักเกณฑ์วิธีการและระยะเวลาที่กำหนดไว้ จะฟ้องคดีในศาลภาษีอากรได้ก็ต่อเมื่อได้มีการปฏิบัติตามหลักเกณฑ์ วิธีการและระยะเวลาเช่นว่านั้นและได้มีการวินิจฉัยชี้ขาดคำคัดค้านหรืออุทธรณ์นั้นเสร็จสิ้นแล้ว" เห็นว่า ข้อจำกัดในอำนาจฟ้องตามมาตรา 8 นี้ ต้องเป็นกรณีที่มีกฎหมายเกี่ยวกับภาษีอากรบัญญัติให้ต้องอุทธรณ์คำสั่งอันได้แก่ การประเมินของเจ้าพนักงานประเมิน ซึ่งในคดีนี้ แม้ตามมาตรา 30 แห่งประมวลรัษฎากร อันเป็นกฎหมายเกี่ยวกับภาษีอากรบัญญัติหลักเกณฑ์ที่ผู้ถูกประเมินภาษีอากรต้องอุทธรณ์การประเมินต่อคณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์ภายในกำหนดเวลา 30 วัน นับแต่วันที่ได้รับแจ้งการประเมินก็ตาม แต่ปัญหาในเรื่องที่ว่าคำสั่งให้ประเมินภาษีอากรแก่โจทก์อันเป็นคำสั่งทางปกครองมีการปฏิบัติตามรูปแบบที่ต้องจัดให้มีเหตุผลดังที่พระราชบัญญัติวิธีปฏิบัติราชการทางปกครอง พ.ศ.2539 มาตรา 37 วรรคหนึ่ง บัญญัติไว้โดยชอบหรือไม่ อันจะมีผลให้เป็นคำสั่งทางปกครองที่สมบูรณ์หรือไม่สมบูรณ์และจะเพิกถอนได้หรือไม่ เป็นคนละกรณีกับปัญหาความถูกต้องของการประเมินภาษีอากรตามประมวลรัษฎากร ดังนี้ ปัญหาในเรื่องรูปแบบของคำสั่งทางปกครองย่อมไม่อยู่ในบังคับที่ต้องยกปัญหานี้ขึ้นอุทธรณ์ต่อคณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์จนมีคำวินิจฉัยชี้ขาดเสร็จสิ้นแล้วจึงจะฟ้องคดีต่อศาลภาษีอากรได้ตามประมวลรัษฎากร มาตรา 30 (2) และพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลภาษีอากรและวิธีพิจารณาคดีภาษีอากร พ.ศ.2528 มาตรา 8 โจทก์จึงไม่ถูกจำกัดอำนาจฟ้องตามกฎหมายดังกล่าวและย่อมมีอำนาจฟ้องคดีนี้โดยกล่าวเหตุดังกล่าวได้ อุทธรณ์ข้อนี้ของโจทก์ฟังขึ้น

มีปัญหาวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของโจทก์ต่อไปว่า การประเมินภาษีเงินได้นิติบุคคลหัก ณ ที่จ่ายและภาษีมูลค่าเพิ่มรวม 3 ครั้ง ได้จัดให้มีเหตุผลถูกต้องตามพระราชบัญญัติวิธีปฏิบัติราชการทางปกครอง พ.ศ.2539 หรือไม่ ปัญหานี้ ในส่วนที่เจ้าพนักงานประเมินของจำเลยประเมินภาษีเงินได้นิติบุคคลหัก ณ ที่จ่าย 2 ครั้ง ตามหนังสือแจ้งให้นำส่งภาษีเงินได้นิติบุคคล 2 ฉบับ หนังสือมีข้อความระบุเป็นทำนองเดียวกันว่า เนื่องจากการไต่สวนตรวจสอบหลักฐานของโจทก์ประกอบกับคำให้การของนายเสนีย์ ผู้รับมอบอำนาจ ปรากฏว่าโจทก์ได้ส่งเงินได้พึงประเมินตามมาตรา 40 (4) (ก) อันเข้าลักษณะเป็นเงินได้ที่ต้องหักภาษี ณ ที่จ่ายตามมาตรา 70 แห่งประมวลรัษฎากร โดยหนังสือฉบับแรกระบุถึงการส่งเงินในปี 2544 จำนวน 39,284,563.28 บาท ออกไปให้บริษัทเวนเจอร์แมนนูแฟคเจอร์ริ่ง (สิงคโปร์) จำกัด ฉบับที่ 2 ระบุถึงการส่งเงินในปี 2545 จำนวน 150,723,572.24 บาท ออกไปให้บริษัทอัลฟ่า แคปปิตอล กรุ๊ป ลิมิเต็ด ซึ่งเป็นการส่งให้แก่สองบริษัทที่ตั้งขึ้นตามกฎหมายต่างประเทศและมิได้ประกอบกิจการในประเทศไทย แต่โจทก์มิได้หักภาษีเงินได้ไว้ ณ ที่จ่ายและนำส่งให้ถูกต้องครบถ้วนตามมาตรา 70 แห่งประมวลรัษฎากร จึงต้องรับผิดชำระภาษีเงินได้หัก ณ ที่จ่ายตามหนังสือฉบับแรกระบุเป็นเงิน 5,892,684.49 บาท และฉบับที่ 2 ระบุเป็นเงิน 22,608,535.84 บาท ตามลำดับ อาศัยอำนาจตามมาตรา 70 และ 54 แห่งประมวลรัษฎากร ให้โจทก์นำเงินภาษีและเงินเพิ่มตามจำนวนที่ระบุไว้ในหนังสือไปชำระแก่จำเลยภายใน 30 วันนับแต่วันที่ได้รับหนังสือ เห็นว่า ข้อความได้แสดงถึงข้อเท็จจริงอันเป็นสาระสำคัญที่เจ้าพนักงานตรวจสอบพบการที่โจทก์ส่งเงินให้แก่สองบริษัทซึ่งจัดตั้งตามกฎหมายต่างประเทศและไม่ได้ประกอบกิจการในประเทศไทย โดยไม่หักภาษีเงินได้ไว้ ณ ที่จ่ายพร้อมจำนวนเงินและข้อกฎหมายที่อ้างอิงตามประมวลรัษฎากรบทมาตราต่างๆ โดยละเอียด อันเป็นเหตุผลหรือข้อพิจารณาและข้อสนับสนุนในการใช้ดุลพินิจประเมินภาษีแก่โจทก์โดยครบถ้วน ซึ่งหากโจทก์เห็นว่าข้อเท็จจริง ข้อกฎหมายและเหตุผลในการวินิจฉัยไม่ถูกต้องส่วนใดอย่างไร ย่อมสามารถกล่าวโต้แย้งโดยการใช้สิทธิอุทธรณ์ตามกฎหมายได้เต็มที่ ย่อมถือได้ว่าได้จัดให้มีเหตุผลโดยชอบแล้ว ส่วนการประเมินภาษีมูลค่าเพิ่มตามหนังสือแจ้งการประเมินภาษีมูลค่าเพิ่มมีข้อความแสดงยอดขายและภาษีขาย ยอดซื้อและภาษีซื้อกับการคำนวณภาษี ตามแบบแสดงรายการที่โจทก์ยื่นไว้และตามผลการตรวจกับการแสดงผลของยอดแตกต่างเป็นจำนวนภาษีที่ต้องชำระเพิ่มเติมพร้อมเบี้ยปรับและเหตุผลที่ประเมินว่ามียอดขายที่แสดงไว้ต่ำไปแม้จะไม่มีข้อความแสดงให้เห็นว่า ยอดแตกต่างที่เจ้าพนักงานตรวจพบว่าโจทก์ยื่นแบบแสดงรายการแสดงยอดขายไว้ขาดจำนวนไปมีรายการอะไรบ้าง รวมทั้งไม่มีรายละเอียดข้อมูลและเหตุผลแห่งการประเมินของเจ้าพนักงานประเมินก็ตาม แต่ต่อมาเจ้าพนักงานประเมินมีหนังสือลงวันที่ 6 สิงหาคม 2547 แจ้งขอเพิ่มเติมเหตุผลในหนังสือแจ้งการประเมินส่งถึงโจทก์ทางไปรษณีย์ตอบรับแล้ว โดยให้เหตุผลในการประเมินภาษีมูลค่าเพิ่มเพิ่มเติมว่า ในเดือนภาษีพิพาทโจทก์ขายสินค้าให้แก่บริษัทเคพโทรนิค คอมพิวเตอร์ ยูเอสเอ (ฮ่องกง) ลิมิเต็ด ตามสัญญาซื้อขาย ลงวันที่ 31 ธันวาคม 2544 โดยสัญญาระบุว่ากรรมสิทธิ์ในตัวสินค้าจะโอนไปยังผู้ซื้อทันทีที่จัดทำสัญญาเสร็จและสินค้าคงเก็บไว้ที่โจทก์จนกว่าผู้ซื้อจะแจ้งให้ส่ง จำนวนทั้งสิ้น 11,763,000 ดอลลาห์สหรัฐ โดยมิได้นำไปเป็นยอดขายในแบบแสดงรายการภาษีมูลค่าเพิ่ม คิดเป็นเงินไทย 518,555,386.80 บาท แต่โจทก์แจ้งว่าได้ส่งมอบสินค้าโดยส่งเข้าไปให้ตัวแทนของผู้ซื้อในเขตอุตสาหกรรมการส่งออก รวมจำนวนเงิน 9,013,062.19 บาท โดยมีการทำใบขนสินค้าขาออกที่ผ่านพิธีการ ส่วนที่เหลือ 2,632,937.81 บาท โจทก์มิได้ส่งสินค้า เนื่องจากผู้ซื้อสินค้าแจ้งว่า สินค้าที่ทำสัญญาซื้อขายมากกว่าความต้องการของลูกค้า เจ้าพนักงานพิจารณาแล้ว เห็นว่า เป็นการขายสินค้าภายในประเทศที่ต้องเสียภาษีมูลค่าเพิ่มในอัตราร้อยละ 7 เนื่องจากโจทก์ได้โอนกรรมสิทธิ์ในสินค้าจนถึงวันที่ยื่นใบขนสินค้าขาออกต่อกรมศุลกากรเกิน 180 วัน โจทก์ในฐานะผู้ขายจึงไม่ได้รับสิทธินำส่งภาษีมูลค่าเพิ่มในอัตราร้อยละ 0 ตามคำสั่งกรมสรรพากรที่ ป.97/2543 ข้อ 5 (4) เจ้าพนักงานประเมินจึงทำการประเมินภาษีมูลค่าเพิ่มโดยอาศัยอำนาจตามมาตรา 88 (2) แห่งประมวลรัษฎากร ปรับปรุงยอดขาย ภาษีขาย ตามผลการตรวจเป็นเหตุให้โจทก์ต้องชำระภาษีพร้อมเบี้ยปรับเงินเพิ่มทั้งสิ้น 86,289,631 บาท และโจทก์ต้องนำเงินภาษีมูลค่าเพิ่มจำนวน 1,094,120.38 บาท ที่เกิดจากจำเลยสั่งคืนเงินภาษีมูลค่าเพิ่มสำหรับเดือนภาษีธันวาคม 2544 และโจทก์ได้รับเงินจำนวนดังกล่าวไปแล้วไปส่งคืนจำเลยด้วย ข้อความตามหนังสือฉบับนี้ได้แสดงเหตุผลโดยระบุถึงข้อเท็จจริงอันเป็นสาระสำคัญ ข้อกฎหมายที่อ้างอิง รวมทั้งข้อพิจารณาและข้อสนับสนุนในการใช้ดุลพินิจแก่โจทก์แล้ว โดยสาระสำคัญนี้ หากโจทก์เห็นว่าส่วนใดไม่ถูกต้องอย่างไรก็สามารถโต้แย้งได้ในการอุทธรณ์การประเมินและแม้ว่าหนังสือแจ้งการประเมินเดิมอาจมีข้อบกพร่องในการระบุเหตุผลไว้ในหนังสือนั้นก็ตาม แต่ตามพระราชบัญญัติวิธีปฏิบัติราชการทางปกครอง พ.ศ.2539 มาตรา 37 วรรคหนึ่ง ที่บัญญัติให้คำสั่งทางปกครองที่ทำเป็นหนังสือต้องจัดให้มีเหตุผลนั้น ไม่ถึงกับบังคับว่าต้องระบุเหตุผลนั้นไว้ในคำสั่ง เว้นแต่จะเป็นคำสั่งทางปกครองที่นายกรัฐมนตรีหรือผู้ซึ่งนายกรัฐมนตรีมอบหมายได้ประกาศในราชกิจจานุเบกษากำหนดให้คำสั่งทางปกครองประเภทใดต้องระบุเหตุผลไว้ในคำสั่งนั้นเองหรือในเอกสารแนบท้ายคำสั่งนั้น ซึ่งก็ไม่ปรากฏว่ามีการประกาศในราชกิจจานุเบกษากำหนดให้คำสั่งทางปกครองในการประเมินภาษีมูลค่าเพิ่ม ต้องระบุเหตุผลไว้ในคำสั่งหรือเอกสารแนบท้ายแต่อย่างใด ย่อมถือได้ว่าคำสั่งทางปกครองในการประเมินภาษีมูลค่าเพิ่มเช่นนี้อยู่ในบังคับตามพระราชบัญญัติวิธีปฏิบัติราชการทางปกครอง พ.ศ.2539 มาตรา 37 วรรคหนึ่ง อันเป็นกรณีที่แม้จะมีข้อบกพร่องในการจัดให้มีเหตุผลก็ยังไม่เป็นเหตุให้คำสั่งนี้ไม่สมบูรณ์หากมีการจัดให้มีเหตุผลครบถ้วนในภายหลัง แต่ต้องกระทำก่อนสิ้นสุดกระบวนการพิจารณาอุทธรณ์ ทั้งนี้ตามพระราชบัญญัติวิธีปฏิบัติราชการทางปกครอง พ.ศ.2539 มาตรา 41 วรรคหนึ่ง (2) และวรรคสาม ซึ่งก็ปรากฏว่าจำเลยมีหนังสือแจ้งเหตุผลเพิ่มเติมถึงโจทก์ก่อนที่คณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์จะมีคำวินิจฉัยหลายเดือน ถือได้ว่าเป็นการปฏิบัติถูกต้องตามมาตรา 41 แล้ว ทั้งตามหนังสือแจ้งเหตุผลเพิ่มเติมมีข้อความระบุด้วยว่า หากโจทก์ประสงค์จะโต้แย้งและแสดงหลักฐานเพิ่มเติมให้ยื่นอุทธรณ์และแสดงพยานหลักฐาน ณ ส่วนอุทธรณ์ภาษีอากร สำนักบริหารภาษีธุรกิจขนาดใหญ่ได้ภายใน 30 วัน นับแต่วันรับหนังสือ เมื่อพิจารณาประกอบกับความตามพระราชบัญญัติวิธีปฏิบัติราชการทางปกครอง พ.ศ.2539 มาตรา 41 ประกอบกับมาตรา 40 วรรคหนึ่ง เห็นว่า กรณีเช่นนี้ย่อมถือได้ว่า การประเมินมีผลสมบูรณ์เมื่อได้เพิ่มเติมเหตุผลครบถ้วนและแจ้งให้โจทก์ทราบตามหนังสือแจ้งเหตุผลเพิ่มเติมนี้ ซึ่งต้องเริ่มนับกำหนดระยะเวลาในการอุทธรณ์ตามประมวลรัษฎากร มาตรา 30 ใหม่ นับแต่วันที่โจทก์ได้รับหนังสือแจ้งเหตุผลเพิ่มเติมและโจทก์มีโอกาสโต้แย้งและเสนออุทธรณ์เพิ่มเติมเพื่อโต้แย้งเหตุผลที่แจ้งเพิ่มได้ ไม่เสียสิทธิเพราะเหตุที่การประเมินแต่เดิมขาดเหตุผลแต่อย่างใด การประเมินภาษีมูลค่าเพิ่มจึงสมบูรณ์ตามบทบัญญัติแห่งพระราชบัญญัติวิธีปฏิบัติราชการทางปกครอง พ.ศ.2539 ไม่มีเหตุที่จะเพิกถอนดังที่โจทก์อ้าง อุทธรณ์ของโจทก์ข้อนี้ฟังไม่ขึ้น

มีปัญหาวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของโจทก์ข้อต่อไปว่า ในชั้นอุทธรณ์ต่อคณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์ โจทก์ไม่ได้อ้างว่าดอกเบี้ยที่โจทก์จ่ายให้แก่บริษัทเวนเจอร์แมนนูเฟคเจอร์ริ่ง (สิงคโปร์) จำกัด ไม่เข้าลักษณะเป็นเงินได้พึงประเมินตามมาตรา 40 (4) (ก) แห่งประมวลรัษฎากร แต่เป็นเงินได้พึงประเมินตามมาตรา 40 (8) แห่งประมวลรัษฎากร ซึ่งโจทก์ไม่มีหน้าที่ต้องหักภาษี ณ ที่จ่ายตามมาตรา 70 แห่งประมวลรัษฎากรและบริษัทได้รับยกเว้นภาษีเงินได้ตามอนุสัญญาเพื่อการเว้นการเก็บภาษีซ้อนและป้องกันการเลี่ยงรัษฎากรระหว่างประเทศไทยกับสาธารณรัฐสิงคโปร์เป็นข้อโต้แย้งการประเมินไว้ในคำอุทธรณ์ต่อคณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์จะกลับกล่าวอ้างในการฟ้องคดีนี้เพื่ออุทธรณ์คำวินิจฉัยอุทธรณ์ต่อศาลได้หรือไม่ เห็นว่า ในคำอุทธรณ์ของโจทก์ที่ยื่นต่อคณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์ โจทก์เพียงแต่โต้แย้งในข้อเท็จจริงเกี่ยวกับจำนวนดอกเบี้ยที่จ่ายว่ามีจำนวนน้อยกว่าจำนวนที่เจ้าพนักงานประเมินได้นำมาคำนวณภาษี แสดงว่าโจทก์เพียงแต่อุทธรณ์ขอให้คำนวณจำนวนเงินค่าภาษีใหม่ให้น้อยลงตามจำนวนดอกเบี้ยที่เป็นเงินได้ที่ถูกต้องแท้จริงเท่านั้น โดยไม่ได้โต้แย้งว่าเงินดอกเบี้ยเป็นเงินได้พึงประเมินตามมาตรา 40 (8) แห่งประมวลรัษฎากร มิใช่เงินได้พึงประเมินที่โจทก์มีหน้าที่ต้องหักภาษี ณ ที่จ่าย ดังที่โจทก์ยกขึ้นอ้างใหม่ในคำฟ้องคดีนี้ ทั้งที่โจทก์อาจโต้แย้งในชั้นอุทธรณ์ได้อยู่แล้ว แสดงว่าโจทก์ไม่ประสงค์จะยกรายการนี้ขึ้นอุทธรณ์ต่อคณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์หรือยอมรับว่าโจทก์มีหน้าที่ต้องหักภาษี ณ ที่จ่าย ในการจ่ายเงินได้พึงประเมินนี้แก่ผู้รับเงินแล้ว ข้อกล่าวอ้างใหม่ในคำฟ้องของโจทก์คดีนี้จึงเป็นรายการใหม่ โจทก์ไม่ได้ยกขึ้นอุทธรณ์การประเมินต่อคณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์ ย่อมไม่อาจถือได้ว่าโจทก์ได้อุทธรณ์ในส่วนนี้ให้คณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์ได้พิจารณาวินิจฉัยไว้แล้ว แต่เป็นรายการใหม่ต่างหากที่ไม่อาจถือว่าเป็นเพียงเหตุผลเพื่อสนับสนุนว่าการประเมินไม่ชอบด้วยกฎหมายเพราะเหตุใด อันจะถือว่ามิใช่การเพิ่มเติมเหตุผลจากการอุทธรณ์การประเมินดังที่โจทก์อุทธรณ์ ข้อกล่าวอ้างขึ้นใหม่ตามคำฟ้องของโจทก์นี้ย่อมถือว่าเป็นรายการที่โจทก์ไม่ได้อุทธรณ์ต่อคณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์ให้ได้มีการวินิจฉัยเสร็จสิ้นแล้ว โจทก์จึงไม่มีสิทธิฟ้องโดยยกรายการดังกล่าวเป็นข้อกล่าวอ้างต่อศาลภาษีอากรได้ตามพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลภาษีอากรและวิธีพิจารณาคดีภาษีอากร พ.ศ.2528 มาตรา 8 อุทธรณ์ของโจทก์ข้อนี้ฟังไม่ขึ้น

มีปัญหาวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของโจทก์ข้อต่อไปว่า การที่คณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์วินิจฉัยให้โจทก์เสียภาษีเงินได้นิติบุคคลหัก ณ ที่จ่าย กรณีจ่ายเงินได้พึงประเมินตามประมวลรัษฎากร มาตรา 40 (4) (ก) ให้แก่บริษัทเวนเจอร์แมนนูเฟคเจอร์ริ่ง (สิงคโปร์) จำกัดและเงินเพิ่มสำหรับดอกเบี้ยเพิ่มขึ้นจากที่เจ้าพนักงานประเมินได้ประเมินไว้นั้นชอบด้วยกฎหมายหรือไม่ ปัญหานี้เห็นว่า ตามคำอุทธรณ์ของโจทก์ที่ยื่นต่อคณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์ โจทก์โต้แย้งจำนวนดอกเบี้ยที่เจ้าพนักงานประเมินนำมาคำนวณภาษีเงินได้นิติบุคคลหัก ณ ที่จ่ายในอัตราร้อยละ 15 ตามประมวลรัษฎากร มาตรา 70 ว่า ตามข้อเท็จจริงในการจ่ายดอกเบี้ยมีจำนวนเพียง 47,485,940.41 บาท มิใช่จำนวน 51,875,259.84 บาท ตามที่เจ้าพนักงานประเมินนำมาประเมินภาษีเงินได้นิติบุคคลหัก ณ ที่จ่าย จึงควรจะมีจำนวนเพียง 7,122,891.06 บาท และเงินเพิ่มอีก 4,167,955.50 บาท รวมเป็นเงินทั้งสิ้น 11,290,846.56 บาท เท่านั้นและเมื่อคณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์พิจารณาแล้วเห็นด้วยกับข้ออุทธรณ์ของโจทก์นี้ จึงต้องปรับปรุงการคำนวณภาษีให้ใหม่ แต่ผลของการปรับปรุงคำนวณภาษีใหม่กลับได้จำนวนภาษีสูงขึ้น เป็นผลให้โจทก์ต้องเสียภาษีเงินได้นิติบุคคลหัก ณ ที่จ่าย เพิ่มขึ้น 1,230,206.57 บาท และเงินเพิ่มเพิ่มขึ้นอีก 721,156.17 บาท คณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์จึงได้วินิจฉัยให้โจทก์เสียภาษีเพิ่มขึ้น กรณีเช่นนี้ย่อมเห็นได้ว่าคณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์มิได้ตั้งประเด็นขึ้นใหม่เพื่อประเมินเรียกเก็บภาษีเพิ่มเติมจากประเด็นเดิมที่เจ้าพนักงานประเมินได้พิจารณาประเมินภาษีโจทก์ คณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์คงวินิจฉัยในประเด็นเดิมที่เจ้าพนักงานประเมินได้ทำการไว้และโจทก์อุทธรณ์โต้แย้งขึ้นมาตามอำนาจหน้าที่โดยปกติ เพียงแต่ผลการวินิจฉัยจำเป็นต้องคิดคำนวณภาษีใหม่ให้ถูกต้อง แม้ผลการคำนวณปรากฏว่ามีจำนวนภาษีที่จะต้องเสียเพิ่มขึ้น คณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์ย่อมมีอำนาจวินิจฉัยให้โจทก์ผู้อุทธรณ์เสียภาษีเพิ่มขึ้นให้ถูกต้องได้ อีกทั้งยังมีบทบัญญัติรองรับกรณีที่คณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์วินิจฉัยให้เสียภาษีเพิ่มไว้ตามประมวลรัษฎากร มาตรา 31 วรรคสอง ซึ่งบังคับให้ผู้อุทธรณ์ต้องชำระภาษีเพิ่มในกรณีมีคำวินิจฉัยอุทธรณ์ให้เสียภาษีเพิ่มด้วย เท่ากับรับรองให้คณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์มีอำนาจเช่นว่านี้ ที่คณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์วินิจฉัยให้โจทก์เสียภาษีเงินได้นิติบุคคลหัก ณ ที่จ่ายและเงินเพิ่มสำหรับดอกเบี้ยเพิ่มขึ้นจึงชอบด้วยกฎหมาย อุทธรณ์ของโจทก์ข้อนี้ฟังไม่ขึ้น

มีปัญหาวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของโจทก์ข้อต่อไปว่า การประเมินและคำวินิจฉัยอุทธรณ์เกี่ยวกับภาษีมูลค่าเพิ่มชอบด้วยกฎหมายหรือไม่ โจทก์อุทธรณ์ว่า โจทก์เป็นผู้ส่งออกและได้ทำการส่งออกสินค้าแล้ว จึงมีสิทธิเสียภาษีมูลค่าเพิ่มในอัตราร้อยละ 0 เห็นว่า คู่สัญญาตกลงกันถึงการปฏิบัติในการเก็บรักษาสินค้าในลักษณะให้โจทก์เก็บรักษาสินค้าของผู้ซื้อ แสดงว่าคู่สัญญาตกลงให้มีการโอนกรรมสิทธิ์ในสินค้าไปยังผู้ซื้อแล้ว แต่ให้โจทก์ผู้ขายซึ่งอยู่ในประเทศไทยเก็บรักษาไว้ก่อนและจะส่งมอบแก่ผู้ซื้อหรือตามคำสั่งของผู้ซื้อในภายหลัง การซื้อขายเช่นนี้จึงมีลักษณะเป็นทำนองเดียวกันกับการที่ผู้ซื้อในต่างประเทศเข้ามาซื้อสินค้าจากโจทก์ในประเทศจนสินค้าตกเป็นกรรมสิทธิ์ของผู้ซื้อแล้ว แต่ผู้ซื้อได้ขอให้ผู้ขายเก็บรักษาและจัดส่งไปให้ผู้ซื้อในภายหลัง ย่อมถือได้ว่าเป็นการขายสินค้าในประเทศไทย มิใช่การขายโดยส่งออกสินค้าตามสัญญาซื้อขายทั้งหมดออกไปนอกราชอาณาจักร แต่ตามข้อเท็จจริงปรากฏว่า โจทก์มิได้ส่งสินค้าทั้งหมดออกไปนอกราชอาณาจักรตามข้อสัญญา โดยกลับส่งสินค้าส่วนหนึ่งให้แก่บริษัทแห่งหนึ่งโดยส่งไปที่เขตอุตสาหกรรมการส่งออก ตามคำสั่งของผู้ซื้อซึ่งเป็นเวลาภายหลังจากที่กรรมสิทธิ์ในสินค้าโอนไปยังผู้ซื้อแล้ว ทั้งตามลักษณะเป็นเรื่องการส่งออกโดยผู้ซื้อให้แก่บริษัทอื่นอีกด้วย และสินค้าอีกส่วนหนึ่งโจทก์ได้รับซื้อสินค้าคืนจากผู้ซื้อจำนวน 110,600,000 บาท ส่วนที่นายเสนีย์ พยานโจทก์เบิกความว่า สินค้าส่วนนี้ได้ทยอยส่งโดยออกใบขนสินค้านั้น ก็ไม่ปรากฏว่าเป็นการส่งแก่ผู้ซื้อรายใด จึงฟังไม่ได้ว่าโจทก์ขายสินค้าโดยส่งออกตามประมวลรัษฎากร มาตรา 78 (4) ที่จะได้รับสิทธิเสียภาษีมูลค่าเพิ่มในอัตราร้อยละ 0 ตามมาตรา 80/1 (1) หากแต่เป็นการขายสินค้าที่ได้โอนกรรมสิทธิ์ในสินค้าก่อนการส่งมอบตามมาตรา 78 (1) (ก) ซึ่งโจทก์ต้องเสียภาษีมูลค่าเพิ่มในอัตราร้อยละ 7 ตามมาตรา 80 (1) โดยความรับผิดในการเสียภาษีมูลค่าเพิ่มเกิดขึ้นในเดือนภาษีธันวาคม 2544 โดยโจทก์ซึ่งเป็นผู้ประกอบการจดทะเบียนภาษีมูลค่าเพิ่มต้องนำมูลค่าของสินค้าที่ซื้อขายมาคำนวณภาษีมูลค่าเพิ่มในอัตราร้อยละ 7 ผลลัพธ์เป็นภาษีขายของเดือนภาษีดังกล่าว แม้ต่อมาโจทก์จะส่งมอบสินค้าบางส่วนไปยังเขตอุตสาหกรรมการส่งออกในเดือนภาษีกันยายน 2545 ก็ไม่เป็นเหตุทำให้โจทก์ได้รับสิทธิเสียภาษีมูลค่าเพิ่มในอัตราร้อยละ 0 ตามประมวลรัษฎากร มาตรา 80/1 (6) เพราะความรับผิดในการเสียภาษีมูลค่าเพิ่มมิได้เกิดขึ้นในขณะนั้น แต่เกิดขึ้นก่อนหน้านั้นแล้วคือในวันที่มีการโอนกรรมสิทธิ์ในสินค้าดังกล่าวมาแล้ว การประเมินและคำวินิจฉัยอุทธรณ์จึงชอบด้วยกฎหมาย อุทธรณ์ของโจทก์ข้อนี้ฟังไม่ขึ้น ส่วนอุทธรณ์ของโจทก์ข้ออื่นในปัญหานี้ไม่จำต้องวินิจฉัยเพราะไม่ทำให้ผลแห่งคดีเปลี่ยนแปลงไป

พิพากษายืน ให้โจทก์ใช้ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์แทนจำเลย โดยกำหนดค่าทนายความ 5,000 บาท
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.รัษฎากร ม. 30 ม. 31 วรรคสอง ม. 78 (1) (ก) ม. 78 (4) ม. 80 (1) ม. 80/1 (1) (6)
พ.ร.บ.จัดตั้งศาลภาษีอากรและวิธีพิจารณาคดีภาษีอากร พ.ศ.2528 ม. 8
พ.ร.บ.วิธีปฏิบัติราชการทางปกครอง พ.ศ.2539 ม. 37 ม. 40 วรรคหนึ่ง ม. 41 วรรคหนึ่ง (2) ม. 41 วรรคสาม
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — บริษัทวินโคสท์ อินดัสเทรียล พาร์ค จำกัด (มหาชน)
จำเลย — กรมสรรพากร
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลภาษีอากรกลาง — นายสุประดิษฐ์ หุตะสิงห์
ชื่อองค์คณะ
ธัชพันธ์ ประพุทธนิติสาร
สุทัศน์ ศิริมหาพฤกษ์
โสฬส สุวรรณเนตร์
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4494/2555
#526737
เปิดฉบับเต็ม

พ.ร.บ.ยา พ.ศ.2510 มาตรา 119 วรรคสอง กำหนดโทษสำหรับผู้กระทำความผิดฐานขายหรือนำหรือสั่งเข้ามาในราชอาณาจักรซึ่งยาปลอมโดยไม่รู้ว่าเป็นยาปลอมไว้ให้ปรับตั้งแต่หนึ่งพันบาทถึงห้าพันบาท ซึ่งโจทก์จะต้องฟ้องคดีและได้ตัวผู้กระทำความผิดมายังศาลภายในกำหนดหนึ่งปีนับแต่วันกระทำความผิด มิฉะนั้นคดีเป็นอันขาดอายุความตาม ป.อ. มาตรา 95 (5) แต่โจทก์ยื่นฟ้องจำเลยในข้อหาความผิดนี้ล่วงเลยกำหนดเวลาหนึ่งปีนับแต่วันกระทำความผิดแล้ว คดีโจทก์ในข้อหานี้จึงขาดอายุความ

ผู้รับมอบอำนาจช่วงโจทก์ร่วมและพนักงานของโจทก์ร่วมเบิกความตรงกันว่า เหตุที่พยานทั้งสองทราบว่าสินค้ายาของกลางเป็นสินค้าที่มีเครื่องหมายการค้าปลอมก็โดยการตรวจสอบเปรียบเทียบกับสินค้าที่มีเครื่องหมายการค้าจริง ซึ่งจะมีความแตกต่างกันอยู่ 4 ประการ ซึ่งเมื่อพิจารณากล่องบรรจุสินค้า ฉลาก และขวดยาของสินค้ายาของปลอมและที่แท้จริงเปรียบเทียบกันแล้วเห็นว่าคล้ายกันมาก ผู้รับมอบอำนาจช่วงของโจทก์ทราบว่ายาของปลอมมีลักษณะอย่างไรก็เนื่องจากเจ้าหน้าที่ของโจทก์ร่วมเป็นคนชี้ส่วนสำคัญให้ดู ทั้งเภสัชกรและผู้ตรวจวิเคราะห์ยาของกลางก็เบิกความตอบคำถามค้านของทนายจำเลยว่า หากเห็นแต่ยาของกลางเพียงอย่างเดียวจะไม่สามารถบอกได้ว่าเป็นยาที่แท้จริงหรือยาปลอม และพนักงานสอบสวนก็ไม่สามารถระบุว่ายาใดเป็นยาปลอมหรือยาที่แท้จริงเพราะไม่ทราบรายละเอียดของตัวยาที่ผสมอยู่ แสดงว่าสินค้ายาคาโตซาลที่มีเครื่องหมายการค้าปลอมของกลางคล้ายกับสินค้าที่แท้จริงมาก ถ้าไม่ทราบถึงรายละเอียดข้อแตกต่างมาก่อนก็เป็นการยากที่จะสังเกตได้เอง ดังนี้แม้จำเลยจะเป็นสัตวแพทย์และเป็นผู้มีสินค้าของกลางไว้เพื่อจำหน่ายก็ไม่แน่ว่าจะได้สังเกตว่าสินค้าของกลางเป็นสินค้าที่มีเครื่องหมายการค้า

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามพระราชบัญญัติเครื่องหมายการค้า พ.ศ.2534 มาตรา 4, 108, 110, 115, 117 พระราชบัญญัติยา พ.ศ.2510 มาตรา 4, 72 (1), 73 (4), 76, 119, 126 ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 32, 33, 91 และสั่งริบของกลาง

จำเลยให้การปฏิเสธ

ระหว่างพิจารณา ไบเออร์ ผู้เสียหายยื่นคำร้องขอเข้าร่วมเป็นโจทก์ ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางอนุญาต (ที่ถูก อนุญาตให้เข้าร่วมเป็นโจทก์ได้เฉพาะความผิดตามพระราชบัญญัติเครื่องหมายการค้า พ.ศ.2534)

ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางพิพากษายกฟ้อง แต่ให้ริบของกลาง

โจทก์และโจทก์ร่วมอุทธรณ์ต่อศาลฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางวินิจฉัยว่า คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยประการแรกตามอุทธรณ์ของโจทก์ว่า จำเลยกระทำความผิดฐานขายหรือนำหรือสั่งเข้ามาในราชอาณาจักรซึ่งยาปลอมโดยไม่รู้ว่าเป็นยาปลอมตามพระราชบัญญัติยา พ.ศ.2510 มาตรา 119 วรรคสอง หรือไม่ เห็นว่า พระราชบัญญัติยา พ.ศ.2510 มาตรา 119 วรรคสอง กำหนดโทษสำหรับผู้กระทำความผิดฐานขายหรือนำหรือสั่งเข้ามาในราชอาณาจักรซึ่งยาปลอมโดยไม่รู้ว่าเป็นยาปลอมไว้ให้ปรับตั้งแต่หนึ่งพันบาทถึงห้าพันบาท ซึ่งโจทก์จะต้องฟ้องคดีและได้ตัวผู้กระทำความผิดมายังศาลภายในกำหนดหนึ่งปีนับแต่วันกระทำความผิด มิฉะนั้นคดีเป็นอันขาดอายุความตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 95 (5) คดีนี้โจทก์ฟ้องว่าจำเลยกระทำความผิดฐานขายหรือนำหรือสั่งเข้ามาในราชอาณาจักรซึ่งยาปลอม จำนวน 2 ขวด เมื่อวันที่ 1 ธันวาคม 2549 โจทก์จึงต้องฟ้องจำเลยในข้อหาความผิดนี้ภายในวันที่ 1 ธันวาคม 2550 แต่โจทก์ยื่นฟ้องจำเลยในข้อหาความผิดนี้ต่อศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางเมื่อวันที่ 8 กรกฎาคม 2551 ซึ่งล่วงเลยกำหนดเวลาหนึ่งปีนับแต่วันกระทำความผิดแล้ว คดีโจทก์ในข้อหานี้จึงขาดอายุความ ปัญหาที่ว่าโจทก์มีสิทธินำคดีอาญามาฟ้องหรือไม่นี้เป็นปัญหาเกี่ยวกับความสงบเรียบร้อยซึ่งศาลฎีกาแผนกคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศมีอำนาจหยิบยกขึ้นวินิจฉัยได้เอง ที่ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางพิพากษายกฟ้องโจทก์ในข้อหานี้มานั้น ศาลฎีกาแผนกคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศเห็นพ้องด้วยในผล กรณีไม่จำต้องวินิจฉัยอุทธรณ์ของโจทก์ต่อไปเพราะไม่ทำให้ผลคดีเปลี่ยนแปลง

คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยประการสุดท้ายตามอุทธรณ์ของโจทก์ร่วมว่า จำเลยกระทำความผิดฐานเสนอจำหน่ายและมีไว้เพื่อจำหน่ายซึ่งสินค้าที่มีเครื่องหมายการค้าปลอมเครื่องหมายการค้าของผู้อื่นที่จดทะเบียนเครื่องหมายการค้าไว้ในราชอาณาจักรโดยชอบตามพระราชบัญญัติเครื่องหมายการค้า พ.ศ.2534 มาตรา 110 (1) ประกอบมาตรา 108 หรือไม่ ซึ่งข้อเท็จจริงเบื้องต้นที่ไม่โต้แย้งกันในชั้นนี้ฟังได้ว่า โจทก์ร่วมจดทะเบียนเครื่องหมายการค้า ไว้ในราชอาณาจักรโดยชอบแล้ว เจ้าพนักงานตำรวจตรวจค้นโรงพยาบาลบ้านรักสัตว์ของจำเลยพบยาที่มีเครื่องหมายการค้าปลอมเครื่องหมายการค้าที่แท้จริงของโจทก์ร่วม จำนวน 14 ขวด จึงยึดไว้เป็นของกลาง เจ้าพนักงานตำรวจจับกุมจำเลย ชั้นสอบสวนพนักงานสอบสวนแจ้งข้อหาแก่จำเลยว่า จำหน่ายสินค้าที่มีเครื่องหมายการค้าปลอมเครื่องหมายการค้าของผู้อื่นที่จดทะเบียนไว้แล้วในราชอาณาจักร และขายหรือนำ หรือส่งเข้ามาในราชอาณาจักรซึ่งยาปลอม จำเลยให้การปฏิเสธ มีปัญหาต้องวินิจฉัยในชั้นนี้ว่า จำเลยรู้ว่าสินค้ายาคาโตซาลของกลางที่จำเลยมีไว้เพื่อจำหน่ายเป็นสินค้าที่มีเครื่องหมายการค้าปลอมหรือไม่ เห็นว่า นายพีรพล ผู้รับมอบอำนาจช่วงโจทก์ร่วม และนายสินธร พนักงานของโจทก์ร่วม เบิกความตรงกันว่า เหตุที่พยานทั้งสองทราบว่าสินค้ายาของกลางเป็นสินค้าที่มีเครื่องหมายการค้าปลอมเครื่องหมายการค้าที่แท้จริงของโจทก์ร่วมก็โดยการตรวจสอบเปรียบเทียบสินค้าที่มีเครื่องหมายการค้าปลอมกับสินค้าที่มีเครื่องหมายการค้าจริง ซึ่งจะมีความแตกต่างกันอยู่ 4 ประการ คือ 1. เครื่องหมายการค้าคำว่า CATOSAL ในสินค้าของปลอมจะมีขนาดเล็กและคมชัดน้อยกว่าสินค้าที่แท้จริง 2. รูปเป็ดที่ปรากฏบนกล่องบรรจุสินค้าและฉลากยาของปลอมจะมีคอยาวกว่ารูปเป็ดที่ปรากฏบนกล่องบรรจุสินค้าและฉลากยาที่แท้จริง 3. คำว่า FLIP และ OFF ที่ปรากฏบนฝาปิดขวดยาของปลอมจะมีขนาดเล็กกว่าที่ปรากฏบนฝาปิดขวดยาที่แท้จริง และ 4. ใต้ขวดยาของปลอมจะมีอักษรโรมันปรากฏอยู่เพียง 1 แถว ในขณะที่ใต้ขวดยาสินค้าที่แท้จริงจะมีอักษรโรมันปรากฏอยู่ 3 แถว ซึ่งเมื่อพิจารณากล่องบรรจุสินค้า ฉลาก และขวดยาของสินค้ายาของปลอมและที่แท้จริงเปรียบเทียบกันแล้วเห็นว่าคล้ายกันมาก ซึ่งผู้รับมอบอำนาจช่วงของโจทก์ร่วมก็เบิกความตอบคำถามค้านของทนายจำเลยว่า เหตุที่พยานทราบว่ายาของปลอมมีลักษณะอย่างไรก็เนื่องจากเจ้าหน้าที่ของโจทก์ร่วมเป็นคนชี้ส่วนสำคัญให้พยานดู ซึ่งมีจุดสังเกตได้โดยง่ายคือลักษณะของคอเป็ด ในจุดนี้นายสินธรซึ่งเป็นพนักงานของโจทก์ร่วมก็เบิกความตอบคำถามค้านของทนายจำเลยว่า โจทก์ร่วมแจ้งให้ลูกค้าของโจทก์ร่วมทราบเรื่องการใช้ลักษณะคอเป็นจุดสังเกตว่าสินค้ายาเป็นของปลอมหรือไม่ นอกจากนี้ยังมีการประชาสัมพันธ์ผ่านวารสารสุกร วารสารโคนม และโปสเตอร์ แต่จะได้แจ้งให้โรงพยาบาลบ้านรักสัตว์ของจำเลยทราบหรือไม่นั้น พยานไม่ทราบ เนื่องจากโรงพยาบาลบ้านรักสัตว์และจำเลยไม่ใช่ลูกค้าของโจทก์ร่วม ทั้งนางสาววลัยลักษณ์ซึ่งเป็นเภสัชกรและผู้ตรวจวิเคราะห์ยาของกลางก็เบิกความตอบคำถามค้านของทนายจำเลยว่า หากเห็นยาของกลางเพียงอย่างเดียวจะไม่สามารถบอกได้ว่าเป็นยาที่แท้จริงหรือยาปลอม และพันตำรวจโทกิตติชนม์ พนักงานสอบสวน ก็เบิกความตอบคำถามค้านของทนายจำเลยว่า พยานไม่สามารถระบุได้ว่ายาใดเป็นยาปลอมหรือยาที่แท้จริงเพราะไม่ทราบรายละเอียดของตัวยาที่ผสมอยู่ แสดงว่าสินค้ายาที่มีเครื่องหมายการค้าปลอมของกลางคล้ายกับสินค้าที่แท้จริงมาก ถ้าไม่ทราบถึงรายละเอียดข้อแตกต่างมาก่อนก็เป็นการยากที่จะสังเกตได้เอง ดังนี้แม้จำเลยจะเป็นสัตวแพทย์และเป็นผู้มีสินค้าของกลางไว้เพื่อจำหน่ายก็ไม่แน่ว่าจะได้สังเกตว่าสินค้าของกลางเป็นสินค้าที่มีเครื่องหมายการค้าปลอม ส่วนราคาสินค้าของกลางที่จำเลยซื้อมาจากหลายแหล่งในราคาตั้งแต่ 220 ถึง 240 บาท แล้วขายในราคาตั้งแต่ 225 ถึง 240 บาท เมื่อเปรียบเทียบกับราคาสินค้าของแท้ที่นายสินธรซึ่งเป็นพนักงานของโจทก์ร่วมเบิกความว่า ในช่วงเกิดเหตุ โจทก์ร่วมขายสินค้าที่แท้จริงในราคาประมาณ 276 บาท และอาจขายในราคาต่ำสุดถึง 235 บาท ในกรณีที่มีการให้ส่วนลดเนื่องจากเป็นการซื้อจำนวนมากแล้ว เห็นได้ว่าไม่แตกต่างกันมากจนเป็นที่ผิดสังเกต แม้ว่าบนกล่องบรรจุสินค้าจะระบุราคาขายไว้ถึง 570 บาท ก็ตาม และแม้ระบบการขายสินค้าของโจทก์ร่วมจะเป็นระบบซื้อขายโดยตรงระหว่างโจทก์ร่วมกับฟาร์มเลี้ยงสัตว์ หรือโรงพยาบาลรักษาสัตว์ หรือคลินิกรักษาสัตว์ หรือโรงงานอาหารสัตว์ หรือผู้ประกอบธุรกิจที่ติดต่อกับผู้เลี้ยงโดยตรง ก็ไม่ปรากฏว่าโจทก์ร่วมได้มีการประชาสัมพันธ์ให้ผู้เลี้ยงสัตว์ และผู้ประกอบธุรกิจเกี่ยวกับการเลี้ยงและรักษาสัตว์ต้องซื้อสินค้าจากโจทก์ร่วมเท่านั้น ดังนี้ ที่โจทก์ร่วมอุทธรณ์อ้างว่าจำเลยซึ่งเป็นสัตวแพทย์และเป็นเจ้าของโรงพยาบาลบ้านรักสัตว์ย่อมจะทราบถึงช่องทางและระบบการจำหน่ายสินค้าของโจทก์ร่วมนั้นก็เป็นการคาดคะเนของโจทก์ร่วมเอง แม้จำเลยซึ่งเป็นสัตวแพทย์พึงใช้ความระมัดระวังในการตรวจสอบและคัดเลือกแหล่งจำหน่ายยาที่ใช้และจำหน่ายต่อไปโดยการเลือกซื้อจากแหล่งที่น่าเชื่อถือและมีการตรวจสอบคุณภาพของสินค้าที่จำหน่ายอย่างรัดกุมแต่กลับละเลยที่จะดำเนินการดังกล่าวโดยเคร่งครัด เพื่อประโยชน์ในการเลี้ยงและรักษาสัตว์อันเป็นสิ่งที่ไม่ควรเกิดขึ้นและน่าตำหนิ ก็จะถือเป็นข้อพิรุธถึงขนาดบ่งชี้ว่าจำเลยทราบดีว่ายาของกลางมีเครื่องหมายการค้าปลอมหาได้ไม่ ประกอบกับไม่ปรากฏว่าพนักงานของโจทก์ร่วมเคยติดต่อขายสินค้าของโจทก์ร่วมในราคาปกติทั่วไปแก่จำเลย หรือจำเลยเคยสั่งซื้อสินค้าจากโจทก์ร่วมหรือตัวแทนจำหน่ายสินค้าของโจทก์ร่วมที่คุ้นเคยกับลักษณะของเครื่องหมายการค้าที่แท้จริงของโจทก์ร่วมมาก่อนแล้ว พยานหลักฐานเท่าที่โจทก์และโจทก์ร่วมนำสืบมาจึงยังมีความสงสัยตามสมควรว่า จำเลยรู้ว่าสินค้ายาของกลางที่จำเลยมีไว้เพื่อจำหน่ายเป็นสินค้าที่มีเครื่องหมายการค้าปลอมหรือไม่ จึงต้องยกประโยชน์แห่งความสงสัยนั้นให้จำเลยตามพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศและวิธีพิจารณาคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศ พ.ศ.2539 มาตรา 45 ประกอบประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 227 วรรคสอง ที่ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางพิพากษายกฟ้องโจทก์ในข้อหานี้มานั้น ศาลฎีกาแผนกคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศเห็นพ้องด้วยในผล อุทธรณ์ของโจทก์ร่วมฟังไม่ขึ้น

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.อ. ม. 95 (5)
ป.วิ.อ. ม. 227 วรรคสอง
พ.ร.บ.เครื่องหมายการค้า พ.ศ.2534 ม. 108 ม. 110 (1) ม. 119 วรรคสอง
พ.ร.บ.จัดตั้งศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศและวิธีพิจารณาคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศ พ.ศ.2539 ม. 45
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการ สำนักงานอัยการสูงสุด
โจทก์ร่วม — ไบเออร์ อัคเทียนเกเซลล์ชาฟท์
จำเลย — นายธิติ มาดหมาย
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลาง — นายจิรวัฒน์ กล้าการรบ
ชื่อองค์คณะ
สมควร วิเชียรวรรณ
อร่าม เสนามนตรี
ไมตรี ศรีอรุณ
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา