คำพิพากษา คำสั่งคำร้องและคำวินิจฉัยศาลฎีกา

ทั้งหมด 133,243 รายการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 6093/2555
#521495
เปิดฉบับเต็ม

ศาลพิพากษาให้ขับไล่จำเลยที่ 1 ตามฟ้องของโจทก์ร่วม และบังคับให้จำเลยที่ 1 ชำระค่าเสียหายเดือนละ 30,000 บาท แก่โจทก์ร่วม ต่อมาจำเลยที่ 1 ขายทรัพย์สินของตนให้แก่จำเลยที่ 2 เพื่อมิให้โจทก์ร่วมได้รับชำระหนี้ทั้งหมดหรือแต่บางส่วน การที่โจทก์ร่วมยื่นคำร้องขอให้จำเลยที่ 1 ชำระเงินตามคำพิพากษาศาลชั้นต้นเดือนละ 30,000 บาท ในคดีที่โจทก์ร่วมร้องทุกข์ให้ดำเนินคดีแก่จำเลยที่ 1 ในฐานโกงเจ้าหนี้นั้น มิใช่กรณีที่โจทก์ร่วมรับได้รับความเสียหายในทางทรัพย์สินจากการกระทำความผิดฐานโกงเจ้าหนี้ของจำเลยทั้งสอง โจทก์ร่วมจึงไม่มีสิทธิยื่นคำร้องต่อศาลขอให้บังคับจำเลยทั้งสองร่วมกันชำระค่าสินไหมทดแทนดังกล่าวแก่โจทก์ร่วมได้

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้อง ให้จำเลยที่ 1 และบริวารขนย้ายทรัพย์สินออกไปจากที่ดินและชดใช้ค่าเสียหายเดือนละ 30,000 บาท แก่ผู้เสียหาย นับถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไป แต่จำเลยที่ 1 กลับโอนขายไม้ยางพาราให้แก่จำเลยที่ 2 ในราคา 350,000 บาท ทั้งนี้โดยจำเลยทั้งสองกระทำไปเพื่อมิให้ผู้เสียหายได้รับชำระหนี้ทั้งหมดหรือแต่บางส่วนจากจำเลยที่ 1 เหตุเกิดที่ตำบลปากหมาก อำเภอไชยา จังหวัดสุราษฎร์ธานี ขอให้ลงโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83, 350

จำเลยทั้งสองให้การปฏิเสธ

ระหว่างพิจารณา นางบุญถม ผู้เสียหายยื่นคำร้องขอเข้าร่วมเป็นโจทก์ ศาลชั้นต้นอนุญาต

โจทก์ร่วมยื่นคำร้องขอให้จำเลยทั้งสองร่วมกันชดใช้ค่าสินไหมทดแทนเพราะการกระทำความผิดของจำเลยทั้งสอง ทำให้โจทก์ร่วมได้รับความเสียหายในทางทรัพย์สินไม่สามารถบังคับคดียึดทรัพย์สินออกขายทอดตลาดนำเงินมาชำระหนี้ตามคำพิพากษา จำเลยทั้งสองต้องชดใช้ค่าสินไหมทดแทนเดือนละ 30,000 บาท นับแต่วันที่ 16 กุมภาพันธ์ 2546 (ที่ถูก วันที่ 15 กันยายน 2546) ถึงวันที่ 27 มิถุนายน 2548 รวมเป็นเงิน 849,000 บาท แก่โจทก์ร่วม

จำเลยทั้งสองให้การและแก้ไขคำให้การว่า โจทก์ร่วมสามารถใช้สิทธิเรียกค่าเสียหายทางแพ่งได้จากคดีเดิม ขอให้ยกคำร้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยที่ 1 มีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 350 จำคุก 1 ปี และปรับ 2,000 บาท โทษจำคุกให้รอการลงโทษไว้มีกำหนด 2 ปี ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 56 ไม่ชำระค่าปรับให้จัดการตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 29, 30 ให้ยกฟ้องโจทก์สำหรับจำเลยที่ 2คำขออื่นนอกจากนี้ให้ยก

โจทก์ร่วมและจำเลยที่ 1 อุทธรณ์ โดยผู้พิพากษาซึ่งพิจารณาและลงชื่อในคำพิพากษาศาลชั้นต้นอนุญาตให้โจทก์ร่วมอุทธรณ์ในปัญหาข้อเท็จจริง

ศาลอุทธรณ์ภาค 8 พิพากษาแก้เป็นว่า จำเลยทั้งสองมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 350 ประกอบมาตรา 83 จำคุกคนละ 1 ปี และปรับคนละ 2,000 บาท โทษจำคุกให้รอการลงโทษไว้มีกำหนด 2 ปี ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 56 ไม่ชำระค่าปรับให้จัดการตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 29, 30 คำขออื่นนอกจากนี้ให้ยก (ที่ถูก นอกจากที่แก้คงให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

โจทก์ร่วมฎีกา โดยผู้พิพากษาซึ่งพิจารณาและลงชื่อในคำพิพากษาศาลชั้นต้นอนุญาตให้ฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง (ที่ถูก อนุญาตให้ฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริงเฉพาะคดีสำหรับจำเลยที่ 1)

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงที่คู่ความมิได้โต้เถียงกันในชั้นฎีการับฟังเป็นยุติว่า เมื่อวันที่ 29 มีนาคม 2548 ศาลชั้นต้นพิพากษาขับไล่จำเลยที่ 1 และบริวารออกจากที่ดินตามหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส.3 ก.) เลขที่ 43 ตำบลปากหมาก อำเภอไชยา จังหวัดสุราษฎร์ธานี และให้จำเลยที่ 1 ชดใช้ค่าเสียหายแก่โจทก์ร่วมเดือนละ 30,000 บาท นับถัดจากวันฟ้อง (ฟ้องวันที่ 15 กันยายน 2546) เป็นต้นไปจนกว่าจำเลยที่ 1 และบริวารจะออกไปจากที่ดินของโจทก์ร่วม ตามคดีแพ่งหมายเลขแดงที่64/2548 ต่อมาจำเลยที่ 1 โค่นต้นยางพาราในที่ดินที่จำเลยที่ 1 ได้รับหนังสืออนุญาตให้เข้าไปทำประโยชน์ในเขตปฏิรูปที่ดินนำไปขายให้แก่จำเลยที่ 2 ในราคา 350,000 บาทแต่จำเลยที่ 1 มิได้นำเงินมาชำระหนี้ให้แก่โจทก์ร่วมตามคำพิพากษาดังกล่าว มีปัญหาตามฎีกาของโจทก์ร่วมว่า โจทก์ร่วมเป็นผู้ได้รับความเสียหายในทางทรัพย์สินอันเนื่องมาจากความผิดฐานโกงเจ้าหนี้ของจำเลยทั้งสองจึงมีสิทธิได้รับค่าสินไหมทดแทนจากจำเลยทั้งสองตามขอหรือไม่นั้นโจทก์ร่วมฎีกาว่า จำเลยที่ 1 ยอมรับว่าเป็นหนี้โจทก์ร่วมตั้งแต่วันที่ 15 กันยายน 2546 ตลอดมา โจทก์ร่วมจึงอยู่ในฐานะเจ้าหนี้โดยชอบด้วยกฎหมาย มีสิทธิเรียกร้องค่าสินไหมทดแทนจากการกระทำความผิดของจำเลยทั้งสองตามกฎหมาย เห็นว่า ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 44/1 บัญญัติว่า "ในคดีที่พนักงานอัยการเป็นโจทก์ ถ้าผู้เสียหายมีสิทธิที่จะเรียกเอาค่าสินไหมทดแทนเพราะเหตุได้รับอันตรายแก่ชีวิต ร่างกาย จิตใจ หรือได้รับความเสื่อมเสียต่อเสรีภาพในร่างกาย ชื่อเสียงหรือได้รับความเสียหายในทางทรัพย์สินอันเนื่องมาจากการกระทำความผิดของจำเลย ผู้เสียหายจะยื่นคำร้องต่อศาลที่พิจารณาคดีอาญาขอให้บังคับจำเลยชดใช้ค่าสินไหมทดแทนแก่ตนก็ได้" ตามบทบัญญัติดังกล่าวโจทก์ร่วมจะขอให้บังคับจำเลยทั้งสองชดใช้ค่าสินไหมได้ต่อเมื่อโจทก์ร่วมได้รับความเสียหายในทางทรัพย์สินจากการกระทำความผิดของจำเลยทั้งสองโดยตรง แต่คดีนี้เป็นเรื่องที่จำเลยที่ 1 ขายทรัพย์สินของตนให้แก่จำเลยที่ 2 เพื่อมิให้โจทก์ร่วมได้รับชำระหนี้ทั้งหมดหรือแต่บางส่วน ที่โจทก์ร่วมเรียกให้จำเลยที่ 1 ชำระเงินตามคำพิพากษาศาลชั้นต้นเดือนละ 30,000 บาท นั้นเป็นค่าเสียหายอันเนื่องมาจากโจทก์ฟ้องขับไล่จำเลยที่ 1 จึงมิใช่กรณีที่โจทก์ร่วมได้รับความเสียหายในทางทรัพย์สินจากการกระทำความผิดฐานโกงเจ้าหนี้ของจำเลยทั้งสอง โจทก์ร่วมจึงไม่มีสิทธิบังคับให้จำเลยทั้งสองร่วมกันชำระค่าสินไหมทดแทนแก่โจทก์ร่วมได้ ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 8 ยกคำขอส่วนนี้ชอบแล้ว ฎีกาของโจทก์ร่วมข้อนี้ฟังไม่ขึ้น

มีปัญหาตามฎีกาของโจทก์ร่วมต่อไปว่า สมควรรอการลงโทษจำคุกให้แก่จำเลยทั้งสองหรือไม่ เห็นว่า จำเลยทั้งสองไม่เคยได้รับโทษจำคุกมาก่อน พฤติการณ์แห่งคดีไม่ใช่เรื่องร้ายแรงนักและโทษจำคุกที่ศาลชั้นต้นกำหนดก็เป็นโทษจำคุกระยะสั้น การลงโทษจำคุกจำเลยทั้งสองไปทีเดียวไม่น่าจะเป็นผลดีในการแก้ไขฟื้นฟูให้จำเลยทั้งสองกลับตนเป็นพลเมืองดี ประกอบกับตามคำแก้ฎีกาของจำเลยทั้งสองได้ความว่า จำเลยที่ 1 นำเงินที่ได้จากการขายยางพาราให้แก่จำเลยที่ 2 ไปลงทุนปลูกต้นยางพาราแทนต้นยางพาราเดิมที่ตัดขายไปอันเป็นอาชีพของจำเลยที่ 1 และใช้จ่ายในการอุปการะเลี้ยงดูบุตร 2 คน ซึ่งนับว่ามีเหตุอันควรปรานี การให้โอกาสจำเลยทั้งสองเพื่อให้จำเลยทั้งสองได้แก้ไขฟื้นฟูตนเอง โดยรอการลงโทษจำเลยทั้งสองน่าจะเป็นมาตรการที่เหมาะสมมากกว่า ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 8 รอการลงโทษจำเลยทั้งสองและปรับด้วยนั้น เหมาะสมแก่พฤติการณ์แห่งคดีแล้ว ฎีกาของโจทก์ร่วมข้อนี้ฟังไม่ขึ้นเช่นกัน

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.อ. ม. 44/1
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการจังหวัดไชยา
โจทก์ร่วม — นางบุญถม ไมทอง
จำเลย — นางจาริยา ไมทองหรือแดงเรื้อ กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดไชยา — นายพัฒนพงษ์ นวลศรี
ศาลอุทธรณ์ภาค 8 — นายสมศักดิ์ ขวัญแก้ว
ชื่อองค์คณะ
สมยศ เข็มทอง
ไชยยงค์ คงจันทร์
เมทินี ชโลธร
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 6079/2555
#521483
เปิดฉบับเต็ม

โจทก์บรรยายฟ้องว่า จำเลยทั้งสี่ร่วมกันครอบครองเงินของ ฮ. และเบียดบังยักยอกเงินจำนวนดังกล่าวไป การกระทำที่โจทก์กล่าวหานี้เกิดขึ้นขณะที่ ฮ. ยังมีชีวิตอยู่ จึงเป็นการกระทำต่อ ฮ. เจ้าของทรัพย์ ฮ.จึงเป็นผู้เสียหายตามมาตรา 2 (4) และมีอำนาจร้องทุกข์ตามมาตรา 3 (1) ประกอบมาตรา 2 (7) แม้ศาลเยาวชนและครอบครัวกลางจะมีคำสั่งให้ ฮ. เป็นผู้เสมือนคนไร้ความสามารถ แต่ ฮ. ยังสามารถดำเนินคดีแก่จำเลยที่ 1 และที่ 2 เหมือนเช่นบุคคลทั่วไปได้ โดยไม่ต้องได้รับความยินยอมจากจำเลยที่ 1 และที่ 2 ผู้พิทักษ์ ประกอบกับ ฮ. มิได้ถูกจำเลยทั้งสี่ทำร้ายถึงตายหรือบาดเจ็บจนไม่สามารถจัดการเองได้ อันจะทำให้โจทก์ร่วมในฐานะผู้จัดการมรดกของ ฮ. มีอำนาจจัดการแทนได้ตามมาตรา 5 (2) เมื่อโจทก์ร่วมซึ่งไม่ได้เป็นผู้เสียหายเป็นผู้ร้องทุกข์ให้ดำเนินคดีแก่จำเลยทั้งสี่ในความผิดฐานยักยอกซึ่งเป็นความผิดอันยอมความได้ จึงถือไม่ได้ว่าคดีนี้มีคำร้องทุกข์ตามระเบียบที่จะทำให้พนักงานสอบสวนมีอำนาจสอบสวนในความผิดต่อส่วนตัวหรือความผิดอันยอมความได้และถือเท่ากับว่ายังไม่มีการสอบสวน ย่อมส่งผลให้โจทก์ไม่มีอำนาจฟ้องตามมาตรา 120

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยทั้งสี่ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83, 352, 354 และสั่งให้จำเลยทั้งสี่ร่วมกันคืนเงิน 4,969,501 บาท แก่กองมรดกของนางฮวย

จำเลยทั้งสี่ให้การปฏิเสธ

ระหว่างพิจารณา นายฐิติวัจน์ ในฐานะผู้จัดการมรดกของนางฮวย ผู้เสียหาย ยื่นคำร้องขอเข้าร่วมเป็นโจทก์ ศาลชั้นต้นอนุญาต

ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง

โจทก์ร่วมอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษาแก้เป็นว่า จำเลยที่ 2 มีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 354 ลงโทษจำคุก 2 ปี และปรับ 6,000 บาท ทางนำสืบของจำเลยที่ 2 เป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 หนึ่งในสาม คงจำคุก 1 ปี 4 เดือน และปรับ 4,000 บาท เป็นความผิดอันยอมความได้และพฤติการณ์แห่งคดีไม่ร้ายแรง จำเลยที่ 2 เป็นหญิงอายุมากถึง 67 ปีแล้ว ไม่ปรากฏว่าเคยได้รับโทษจำคุกมาก่อน โทษจำคุกให้รอการลงโทษไว้มีกำหนด 2 ปี ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 56 ไม่ชำระค่าปรับให้จัดการตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 29, 30 ให้จำเลยที่ 2 คืนเงิน 1,200,000 บาท แก่กองมรดกของนางฮวย นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

จำเลยที่ 2 ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงที่คู่ความมิได้โต้เถียงกันในชั้นนี้รับฟังเป็นยุติว่า จำเลยที่ 2 เป็นน้องของนางฮวย จำเลยที่ 3 และที่ 4 กับโจทก์ร่วมเป็นบุตรของนายไช่ฮวดกับนางฮวย เมื่อปี 2512 นายไช่ฮวดกับนางฮวยจดทะเบียนหย่ากัน ต่อมาปี 2523 นางฮวยจดทะเบียนสมรสกับจำเลยที่ 1 ประมาณปี 2539 นางฮวยประสบอุบัติเหตุตกรถจักรยานยนต์ต้องผ่าตัดสมองแล้วเป็นอัมพาต ศาลเยาวชนและครอบครัวกลางมีคำสั่งให้นางฮวยเป็นคนเสมือนไร้ความสามารถและตั้งให้จำเลยที่ 1 และที่ 2 เป็นผู้พิทักษ์ร่วมกัน ต่อมาศาลเยาวชนและครอบครัวกลางอนุญาตให้จำเลยที่ 1 และที่ 2 ขายทรัพย์สินของนางฮวยแทนเพื่อนำเงินไปชำระหนี้และเป็นค่าใช้จ่ายในการดูแลรักษาพยาบาล จำเลยที่ 1 และที่ 2 ขายที่ดินโฉนดเลขที่ 33239 แขวงแสมดำ (บางขุนเทียน) บางขุนเทียน กรุงเทพมหานคร ให้แก่จำเลยที่ 4 ในราคา 500,000 บาท ขายที่ดินโฉนดเลขที่ 6433, 6434 และ 6435 ให้แก่จำเลยที่ 4 ในราคา 2,500,000 บาท ขายที่ดินโฉนดเลขที่ 6436, 6437 และ 6438 ให้แก่บริษัทเอมรา จำกัด ซึ่งมีจำเลยที่ 4 เป็นกรรมการในราคา 2,500,000 บาท และขายสิทธิการเช่าที่ดินราชพัสดุให้แก่นายปรีชา ในราคา 5,000,000 บาท รวมเป็นเงินทั้งสิ้น 10,500,000 บาท จำเลยที่ 1 และที่ 2 นำเงินดังกล่าวไปชำระหนี้ของนางฮวยตามคำพิพากษาตามยอมคดีแพ่งหมายเลขแดงที่ 2962/2539 ของศาลจังหวัดชลบุรี และคดีหมายเลขแดงที่ 5202/2539 ของศาลแพ่งธนบุรี เป็นเงินประมาณ 5,000,000 บาท แล้วนำเงินบางส่วนฝากเข้าบัญชีธนาคารออมสิน สาขาบางกรวย กับซื้อสิทธิการเช่าอาคารพาณิชย์จากสำนักงานทรัพย์สินส่วนพระมหากษัตริย์ รวมค่าตกแต่งภายในประมาณ 600,000 บาท ใช้เป็นที่อยู่อาศัยร่วมกับนางฮวย และจำเลยที่ 2 เบิกความรับว่า นำเงินส่วนหนึ่งไปซื้อสลากออมสินจำนวน 1,000,000 บาทเศษ ในนามของจำเลยที่ 2 คนเดียว โดยมีการเบิกเงินออกจากบัญชีจำนวนเงิน 1,200,000 บาท ต่อมานางฮวย ถึงแก่ความตาย ศาลแพ่งธนบุรีมีคำสั่งตั้งโจทก์ร่วมเป็นผู้จัดการมรดกของนางฮวย ปรากฏว่า เงินฝากในธนาคารออมสิน สาขาบางกรวย เหลือเพียง 200,000 บาทเศษ โจทก์ร่วมเห็นว่า เงินในบัญชีเงินฝากขาดหายไป 4,900,000 บาทเศษ จึงแจ้งความร้องทุกข์ต่อพนักงานสอบสวน

มีปัญหาวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยที่ 2 ว่า โจทก์ร่วมเป็นผู้เสียหายที่มีอำนาจร้องทุกข์ต่อพนักงานสอบสวนหรือไม่ เห็นว่า ฟ้องโจทก์ที่กล่าวหาว่าจำเลยที่ 2 ร่วมกับจำเลยที่ 1 ที่ 3 และที่ 4 กระทำผิดก่อนวันที่นางฮวยถึงแก่ความตาย ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 2 (4) ประกอบมาตรา 2 (7) กำหนดให้ผู้เสียหายเท่านั้นที่จะมีอำนาจร้องทุกข์เพื่อดำเนินคดีแก่ผู้กระทำความผิดได้ เมื่อคดีความผิดตามที่โจทก์ฟ้องเป็นความผิดอันยอมความได้หรือความผิดต่อส่วนตัว พนักงานสอบสวนจะมีอำนาจสอบสวนก็ต่อเมื่อมีคำร้องทุกข์ตามระเบียบตามมาตรา 121 วรรคสอง และโจทก์จะมีอำนาจฟ้องก็ต่อเมื่อมีการสอบสวนในความผิดนั้นก่อนเช่นกันตามมาตรา 120 เมื่อคดีนี้โจทก์บรรยายฟ้องว่า ระหว่างวันที่ 9 มิถุนายน 2540 เวลาใดไม่ปรากฏชัดถึงวันที่ 10 กุมภาพันธ์ 2547 เวลาใดไม่ปรากฏชัดต่อเนื่องกัน จำเลยทั้งสี่ร่วมกันครอบครองเงินที่ได้จากการขายที่ดินและขายสิทธิการเช่าที่ราชพัสดุของนางฮวยและเบียดบังยักยอกเอาเงินจำนวนดังกล่าวไป เมื่อนางฮวยถึงแก่ความตายวันที่ 20 มีนาคม 2546 การกระทำที่โจทก์กล่าวหาในขณะที่นางฮวยยังมีชีวิตอยู่ จึงเป็นการกระทำความผิดต่อนางฮวยผู้เป็นเจ้าของทรัพย์ นางฮวยจึงเป็นผู้เสียหายตามมาตรา 2 (4) และมีอำนาจร้องทุกข์ได้ตามมาตรา 3 (1) ประกอบมาตรา 2 (7) แม้นางฮวยจะพิการเดินไม่ได้เพราะเป็นอัมพาตและศาลเยาวชนและครอบครัวกลางมีคำสั่งให้เป็นคนเสมือนไร้ความสามารถก็ตาม แต่นางฮวยก็ยังสามารถดำเนินคดีแก่จำเลยที่ 1 และที่ 2 เหมือนเช่นบุคคลทั่วไปได้โดยมิต้องได้รับความยินยอมจากจำเลยที่ 1 และที่ 2 ผู้พิทักษ์ก่อนดังที่บัญญัติไว้ในมาตรา 34 แห่งประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ ประกอบกับนางฮวยมิได้ถูกจำเลยทั้งสี่ทำร้ายถึงตายหรือบาดเจ็บจนไม่สามารถจัดการเองได้อันจะทำให้โจทก์ร่วมในฐานะผู้จัดการมรดกของนางฮวยมีอำนาจจัดการแทนนางฮวยได้ตามมาตรา 5 (2) เมื่อโจทก์ร่วมซึ่งไม่ได้เป็นผู้เสียหายเป็นผู้ร้องทุกข์ให้ดำเนินคดีแก่จำเลยทั้งสี่ในความผิดฐานยักยอกตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 352 และ 354 ซึ่งเป็นความผิดอันยอมความได้หรือความผิดต่อส่วนตัวตามมาตรา 356 จึงถือไม่ได้ว่า คดีนี้มีคำร้องทุกข์ตามระเบียบที่จะทำให้พนักงานสอบสวนมีอำนาจสอบสวนในความผิดต่อส่วนตัวได้ และถือเท่ากับว่ายังไม่ได้มีการสอบสวนในความผิดนั้นก่อน ย่อมส่งผลให้โจทก์ไม่มีอำนาจฟ้องตามมาตรา 120 ส่วนคำฟ้องที่กล่าวหาว่า จำเลยที่ 2 กระทำผิดหลังวันที่นางฮวยถึงแก่ความตาย ข้อเท็จจริงได้ความว่า จำเลยที่ 2 นำเงินส่วนหนึ่งไปซื้อสลากออมสินจำนวน 1,000,000 บาท เศษ ในนามของจำเลยที่ 2 คนเดียวโดยมีการเบิกเงินออกจากบัญชี จำนวนเงิน 1,200,000 บาท เห็นว่า การกระทำในส่วนนี้ของจำเลยที่ 2 ย่อมเป็นความผิดสำเร็จก่อนนางฮวยถึงแก่ความตายถึง 4 ปีเศษ การที่โจทก์ร่วมเป็นผู้จัดการมรดกของนางฮวยเมื่อวันที่ 8 ธันวาคม 2546 ตามคำสั่งของศาลแพ่งธนบุรี โจทก์ร่วมอ้างว่าเพิ่งทราบและมาแจ้งความร้องทุกข์ต่อพนักงานสอบสวนวันที่ 12 กุมภาพันธ์ 2547 ก็ไม่ทำให้การกระทำของจำเลยที่ 2 เป็นการกระทำต่อเนื่องกันจนถึงวันที่ 10 กุมภาพันธ์ 2547 โจทก์ร่วมจึงไม่เป็นผู้เสียหาย กรณีจึงถือไม่ได้ว่า คดีนี้มีคำร้องทุกข์ตามระเบียบที่จะทำให้พนักงานสอบสวนมีอำนาจสอบสวนในความผิดต่อส่วนตัวได้ ถือเท่ากับว่ายังไม่ได้มีการสอบสวน ย่อมส่งผลให้โจทก์ไม่มีอำนาจฟ้องตามมาตรา 120 ที่ศาลชั้นต้นมีคำสั่งอนุญาตให้โจทก์ร่วมเข้าร่วมเป็นโจทก์และศาลอุทธรณ์ภาค 1 วินิจฉัยอุทธรณ์ของโจทก์ร่วมมา จึงเป็นการไม่ชอบ ปัญหาดังกล่าวเป็นปัญหาข้อกฎหมายที่เกี่ยวกับความสงบเรียบร้อย ศาลฎีกามีอำนาจยกขึ้นวินิจฉัยเองได้ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 195 วรรคสอง ประกอบด้วยมาตรา 225 ฎีกาของจำเลยที่ 2 ฟังขึ้น

พิพากษายกคำสั่งศาลชั้นต้นที่อนุญาตให้โจทก์ร่วมเข้าร่วมเป็นโจทก์ ยกคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 1 และให้ยกฟ้องโจทก์
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.อ. ม. 2 (4) ม. 2 (7) ม. 5 (2)
ป.อ. ม. 352 ม. 354 ม. 356
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการจังหวัดนนทบุรี
โจทก์ร่วม — นายฐิติวัจน์ ชัยลิขิตธรรม
จำเลย — นายสมชัย ผาสุขภักดิ์ กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดนนทบุรี — นายอุทัย พิศวง
ศาลอุทธรณ์ภาค 1 — นายอภิรัตน์ ลัดพลี
ชื่อองค์คณะ
วีระชาติ เอี่ยมประไพ
สมชาย พันธุมะโอภาส
ธราธร ศิลปโอสถ
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 5990/2555
#526795
เปิดฉบับเต็ม

ตามสัญญาเช่าซื้อ ระบุว่า หากผู้เช่าซื้อผิดนัดชำระค่าเช่าซื้อ 3 งวด ติดต่อกัน ให้เจ้าของมีสิทธิจะเลิกสัญญาเช่าซื้อได้ทันที และยึดรถจักรยานยนต์กลับคืนมาได้ ในระหว่างสัญญาเช่าซื้อจำเลยที่ 4 ผิดนัดไม่ชำระค่าเช่าซื้อรวม 6 งวด ติดต่อกัน ผู้ร้องไม่ได้บอกเลิกสัญญาเช่าซื้อหรือติดตามยึดรถจักรยานยนต์ของกลางคืนจากจำเลยที่ 4 ผู้ร้องยอมรับชำระค่าเช่าซื้อจากจำเลยที่ 4 ต่อไปอีกรวม 3 งวด จากนั้นมาจำเลยที่ 4 ผิดนัดไม่ชำระค่าเช่าซื้อตลอดมาโดยไม่มีการบอกเลิกสัญญาจากผู้ร้อง เป็นเวลาเกือบ 2 ปี ผู้ร้องจึงมอบหมายให้พนักงานของผู้ร้องไปติดตามยึดรถจักรยานยนต์ของกลางคืน ก่อนหน้าวันที่ศาลมีคำสั่งริบ ผู้ร้องยังไม่ได้บอกเลิกสัญญาเช่าซื้อและยังไม่ได้ติดตามยึดรถจักรยานยนต์ของกลางคืนจากจำเลยที่ 4 ผู้ร้องยังเปิดทางให้จำเลยที่ 4 หรือผู้ค้ำประกันชำระค่าเช่าซื้อที่ค้างชำระทั้งหมดให้แก่ผู้ร้องได้และผู้ร้องจะดำเนินการให้จำเลยที่ 4 เป็นเจ้าของรถจักรยานยนต์ของกลางต่อไป ผู้ร้องจึงมีเจตนาเพียงต้องการที่จะได้รับเงินค่าเช่าซื้อตามสัญญาเช่าซื้อเท่านั้น ส่อแสดงว่าการร้องขอคืนรถจักรยานยนต์ของกลางของผู้ร้องเป็นการกระทำเพื่อประโยชน์ของจำเลยที่ 4 ผู้เช่าซื้อ เป็นการใช้สิทธิโดยไม่สุจริต เข้าลักษณะผู้ร้องรู้เห็นเป็นใจในการกระทำความผิดของจำเลยที่ 4 ผู้ร้องจึงไม่มีสิทธิร้องขอคืนรถจักรยายนต์ของกลาง

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
คดีสืบเนื่องมาจากศาลชั้นต้นพิพากษาลงโทษจำเลยที่ 1 ที่ 3 และที่ 4 ตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 มาตรา 15 วรรคสาม (2), 66 วรรคสอง ประกอบประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83 และริบรถจักรยานยนต์หมายเลขทะเบียน กวพ ลพบุรี 556 และรถยนต์หมายเลขทะเบียน บจ 412 สระบุรี ของกลาง

ผู้ร้องยื่นคำร้อง ขอให้ยกคำร้อง

ศาลชั้นต้นไต่สวนแล้ว มีคำสั่งให้คืนรถจักรยานยนต์ หมายเลขทะเบียน กวพ ลพบุรี 556 ของกลางแก่ผู้ร้อง

โจทก์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษากลับ ให้ยกคำร้อง

ผู้ร้องฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงที่ผู้ร้องและโจทก์มิได้โต้เถียงกันในชั้นฎีกาฟังได้ว่า ผู้ร้องเป็นเจ้าของรถจักรยานยนต์หมายเลขทะเบียน กวพ ลพบุรี 556 ของกลางเมื่อวันที่ 16 มิถุนายน 2548 ผู้ร้องให้จำเลยที่ 4 เช่าซื้อรถจักรยานยนต์ของกลางไปในราคา 47,900 บาท ตกลงชำระค่าเช่าซื้อเป็นงวดๆ งวดละ1,550 บาท รวม 30 งวด เริ่มชำระงวดแรกในวันที่ 16 กรกฎาคม 2548 และงวดต่อๆ ไป ภายในวันที่ 16 ของทุกเดือนถัดไปจนกว่าจะครบตามสัญญา ต่อมาวันที่ 16 ตุลาคม 2550 จำเลยทั้งสี่นำรถจักรยานยนต์ของกลางไปใช้กระทำความผิดคดีนี้ และศาลมีคำพิพากษาให้ริบ คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของผู้ร้องว่า ผู้ร้องใช้สิทธิขอคืนรถจักรยานยนต์ของกลางโดยสุจริตหรือไม่ เห็นว่า ตามสัญญาเช่าซื้อ ข้อ 9 (ก) ระบุว่า หากผู้เช่าซื้อผิดนัดชำระค่าเช่าซื้อ 3 งวด ติดต่อกัน ให้เจ้าของมีสิทธิจะเลิกสัญญาเช่าซื้อได้ทันที และยึดรถจักรยานยนต์กลับคืนมาได้ ได้ความตามบัญชีลูกหนี้ว่า ในระหว่างสัญญาเช่าซื้อจำเลยที่ 4 ผิดนัดไม่ชำระค่าเช่าซื้อในงวดเดือนกุมภาพันธ์ 2549 ถึงเดือนมิถุนายน 2549 รวม 6 งวด ติดต่อกัน ผู้ร้องไม่ได้บอกเลิกสัญญาเช่าซื้อหรือติดตามยึดรถจักรยานยนต์ของกลางคืนจากจำเลยที่ 4 และปรากฏว่าในงวดถัดมาเดือนกรกฎาคม สิงหาคมและตุลาคม 2549 ผู้ร้องยอมรับชำระค่าเช่าซื้อจากจำเลยที่ 4 ต่อไปอีกรวม 3 งวด จากนั้นมาจำเลยที่ 4 ผิดนัดไม่ชำระค่าเช่าซื้อตลอดมาโดยไม่มีการบอกเลิกสัญญาจากผู้ร้องจนเดือนกันยายน 2551 เป็นเวลาเกือบ 2 ปี ผู้ร้องจึงมอบหมายให้พนักงานของผู้ร้องไปติดตามยึดรถจักรยานยนต์ของกลางคืน จึงทราบว่าศาลมีคำสั่งริบรถจักรยานยนต์ของกลางแล้ว แสดงว่าก่อนหน้าวันที่ 2 มกราคม 2551 อันเป็นวันที่ศาลมีคำสั่งริบ ผู้ร้องยังไม่ได้บอกเลิกสัญญาเช่าซื้อและยังไม่ได้ติดตามยึดรถจักรยานยนต์ของกลางคืนจากจำเลยที่ 4 เมื่อพิจารณาประกอบกับคำเบิกความของนางพวงแก้ว พนักงานติดตามเร่งรัดหนี้สินของผู้ร้องตอบโจทก์ถามค้านว่า หากจำเลยที่ 4 หรือผู้ค้ำประกันนำเงินค่าเช่าซื้อตามสัญญามาชำระ ผู้ร้องก็จะรับชำระและทำการปิดบัญชีดำเนินการจดทะเบียนโอนกรรมสิทธิ์ให้ ตรงกับคำเบิกความของนางเบ็ญจวรรณ์ ผู้รับมอบอำนาจผู้ร้องตอบโจทก์ถามค้านว่า หากจำเลยที่ 4 นำเงินค่าเช่าซื้อตามสัญญามาชำระให้ทั้งหมด ผู้ร้องก็ยินดีรับชำระค่าเช่าซื้อตามสัญญา เป็นคำเบิกความที่สอดคล้องกันอันเป็นการสะท้อนทางปฏิบัติตามสัญญาระหว่างผู้ร้องกับจำเลยที่ 4 ว่า เป็นดังที่พยานผู้ร้องเบิกความ หาใช่เป็นเพียงความคิดเห็นส่วนตัวดังที่ผู้ร้องฎีกา แสดงว่าผู้ร้องยังเปิดทางให้จำเลยที่ 4 หรือผู้ค้ำประกันชำระค่าเช่าซื้อที่ค้างชำระทั้งหมดให้แก่ผู้ร้องได้ และผู้ร้องจะดำเนินการให้จำเลยที่ 4 เป็นเจ้าของรถจักรยานยนต์ของกลางต่อไป ผู้ร้องจึงมีเจตนาเพียงต้องการที่จะได้รับเงินค่าเช่าซื้อตามสัญญาเช่าซื้อเท่านั้น ส่อแสดงว่าการร้องขอคืนรถจักรยานยนต์ของกลางของผู้ร้องเป็นการกระทำเพื่อประโยชน์ของจำเลยที่ 4 ผู้เช่าซื้อ เป็นการใช้สิทธิโดยไม่สุจริต เข้าลักษณะผู้ร้องรู้เห็นเป็นใจในการกระทำความผิดของจำเลยที่ 4 ผู้ร้องจึงไม่มีสิทธิร้องขอคืนรถจักรยายนต์ของกลาง ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 1 วินิจฉัยมานั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาของผู้ร้องฟังไม่ขึ้น

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.อ. ม. 33 ม. 36
พ.ร.บ.มาตรการในการปราบปรามผู้กระทำความผิดเกี่ยวกับยาเสพติด พ.ศ.2534 ม. 30
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการจังหวัดสระบุรี
ผู้ร้อง — บริษัทเฉลิมชัยวังม่วงกลการ จำกัด
จำเลย — นายทุเรียนหรือเรียน จิตระ กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดสระบุรี — นายสมบูรณ์ กวีดำรงพัฒนา
ศาลอุทธรณ์ภาค 1 — นายณรงศักดิ์ เนียมนัด
ชื่อองค์คณะ
อิสสระ นิ่มละมัย
กรองเกียรติ คมสัน
ทรงศิลป์ ธรรมรัตน์
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 5970/2555
#532965
เปิดฉบับเต็ม

ป.พ.พ. มาตรา 341 วรรคหนึ่ง บัญญัติ การหักกลบลบหนี้ไว้ว่า ถ้าบุคคลสองคนต่างมีความผูกพันซึ่งกันและกัน โดยมูลหนี้อันมีวัตถุเป็นอย่างเดียวกัน และหนี้ทั้งสองรายนั้นถึงกำหนดจะชำระไซร้ ท่านว่าลูกหนี้ฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งย่อมจะหลุดพ้นจากหนี้ของตนด้วยการหักกลบลบกันได้เพียงเท่าจำนวนที่ตรงกันในมูลหนี้ทั้งสองฝ่ายนั้น บทบัญญัติดังกล่าวมิได้กำหนดไว้เป็นเงื่อนไขในข้อใดเลยว่าการหักกลบลบหนี้จะต้องได้รับความยินยอมจากอีกฝ่ายหนึ่งเสียก่อน เมื่อหนี้ทั้งสองฝ่ายต่างมีวัตถุเป็นอย่างเดียวกันคือ เป็นหนี้เงินและต่างถึงกำหนดที่จะชำระแล้ว จำเลยที่ 1 ย่อมใช้สิทธิหักกลบลบหนี้ได้โดยไม่ต้องให้โจทก์ให้ความยินยอม

ที่โจทก์อ้างว่า หนี้เงินกู้เบิกเงินเกินบัญชีของโจทก์ยังเป็นหนี้ที่มีข้อต่อสู้อยู่นั้น หนี้ที่มีข้อต่อสู้อยู่อันไม่อาจนำมาหักกลบลบหนี้ได้ตาม ป.พ.พ. มาตรา 344 นั้น หมายถึง หนี้ที่ฝ่ายหนึ่งอ้างแล้วอีกฝ่ายมีข้อโต้แย้งไม่ยอมรับในข้อสาระสำคัญ ซึ่งมีผลต่อความรับผิดในหนี้ดังกล่าวหรือจำนวนหนี้ที่จะต้องรับผิด แต่จากคำให้การของโจทก์ในคดีของศาลแพ่ง ซึ่งจำเลยที่ 1 ฟ้องขอให้บังคับโจทก์และ ส. ชำระหนี้เงินกู้เบิกเงินเกินบัญชี 71,243,224.63 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 14.5 ต่อปี ของต้นเงิน 62,788,981.59 บาท โจทก์ให้การรับว่า โจทก์เป็นหนี้จำเลยที่ 1 เป็นเงิน 20,230,760.80 บาท โดยโต้แย้งเพียงการคิดดอกเบี้ยนับแต่วันดังกล่าวแสดงว่า ในยอดหนี้ที่จำเลยที่ 1 ใช้สิทธิหักกลบลบหนี้ 670,805.64 บาท เป็นหนี้ส่วนที่โจทก์ไม่มีข้อโต้แย้งใดๆ แล้ว จำเลยที่ 1 จึงใช้สิทธิหักกลบลบหนี้ตามจำนวนนั้นได้ ฎีกาของโจทก์ฟังไม่ขึ้น

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยทั้งสองร่วมกันชำระเงิน 741,698.08 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ในต้นเงิน 549,858.04 บาท นับถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์

จำเลยทั้งสองให้การขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยที่ 1 ชำระเงิน 670,805.64 บาท แก่โจทก์ พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของเงินต้น 549,858.04 บาท นับแต่วันที่ 24 มีนาคม 2544 เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จ ให้จำเลยที่ 1 ชำระค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ โดยกำหนดค่าทนายความ 4,000 บาท ยกฟ้องจำเลยที่ 2 ค่าฤชาธรรมเนียมระหว่างโจทก์และจำเลยที่ 2 ให้เป็นพับ

จำเลยที่ 1 อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษาแก้เป็นว่า ให้ยกฟ้องจำเลยที่ 1 ด้วย ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสองศาลระหว่างโจทก์และจำเลยที่ 1 ให้เป็นพับ นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

โจทก์ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงที่คู่ความมิได้โต้เถียงกันในชั้นฎีกานี้รับฟังเป็นยุติว่า โจทก์เปิดบัญชีเงินฝากประเภทเงินฝากประจำ บัญชีเลขที่ 264 - 2 -01193 - 6 จำนวนเงิน 468,000 บาท ไว้กับจำเลยที่ 1 สาขาลาดกระบัง แล้วทำสัญญาตกลงมอบเงินฝากในบัญชีดังกล่าวเป็นประกันการชำระหนี้เงินกู้ของนายศิโรจน์ และนางมาลีตามสัญญามอบเงินฝากเป็นประกัน ก่อนหน้านั้นโจทก์และนางสินีนาถทำสัญญาเบิกเงินเกินบัญชีจากจำเลยที่ 1 สาขาลาดกระบัง วงเงิน 20,000,000 บาท โดยโจทก์จดทะเบียนจำนองที่ดินพร้อมสิ่งปลูกสร้างไว้ต่อจำเลยที่ 1 เพื่อเป็นประกันหนี้ดังกล่าวด้วย ต่อมานายศิโรจน์และนางมาลีชำระหนี้เงินกู้แก่จำเลยที่ 1 ครบถ้วนแล้ว ส่วนบัญชีเงินฝากของโจทก์ที่เป็นประกันยังไม่มีการถอนเงินออกจากบัญชี เมื่อครบกำหนดการฝากเงินในบัญชีเงินฝากดังกล่าวแต่ละครั้งจำเลยที่ 1 จะนำดอกเบี้ยเงินฝากทบเข้าเป็นต้นเงินและถือเป็นยอดเงินฝากใหม่ซึ่งจะได้ดอกเบี้ยตามที่ตกลงกันตลอดมา มีเงินต้นในบัญชี 670,805.64 บาท ต่อมาจำเลยที่ 1 บอกเลิกสัญญาเบิกเงินเกินบัญชีไปยังโจทก์และนางสินีนาถ แล้วฟ้องโจทก์กับพวกต่อศาลแพ่งเพื่อให้ชำระหนี้เบิกเงินเกินบัญชีและจำเลยที่ 1 มีหนังสือแจ้งโจทก์ว่าจะดำเนินการหักเงินในบัญชีเงินฝากประจำของโจทก์เพื่อหักกลบลบหนี้กับหนี้ตามสัญญาเบิกเงินเกินบัญชี แล้วจำเลยที่ 1 หักเงินในบัญชีเงินฝากประจำของโจทก์พร้อมดอกเบี้ย 670,805.64 บาท ชำระหนี้โดยโจทก์มิได้ให้ความยินยอมก่อน

มีปัญหาวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ว่า จำเลยที่ 1 มีสิทธิหักเงินจากบัญชีเงินฝากประจำของโจทก์ชำระหนี้ตามสัญญาเบิกเงินเกินบัญชีของโจทก์หรือไม่ โดยโจทก์อ้างว่าโจทก์ไม่เคยให้ความยินยอมในการหักกลบลบหนี้และหนี้เบิกเงินเกินบัญชีของโจทก์ยังเป็นหนี้ที่มีข้อต่อสู้อยู่ เห็นว่า ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 341 วรรคหนึ่ง บัญญัติถึงเรื่องการหักกลบลบหนี้ไว้ว่า ถ้าบุคคลสองคนต่างมีความผูกพันซึ่งกันและกัน โดยมูลหนี้อันมีวัตถุเป็นอย่างเดียวกันและหนี้ทั้งสองรายนั้นถึงกำหนดจะชำระไซร้ ท่านว่าลูกหนี้ฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งย่อมจะหลุดพ้นจากหนี้ของตนด้วยการหักกลบลบกันได้เพียงเท่าจำนวนที่ตรงกันในมูลหนี้ทั้งสองฝ่ายนั้น บทบัญญัติดังกล่าวมิได้กำหนดไว้เป็นเงื่อนไขในข้อใดเลยว่าการหักกลบลบหนี้จะต้องได้รับความยินยอมจากอีกฝ่ายหนึ่งเสียก่อน เมื่อหนี้ทั้งสองฝ่ายต่างมีวัตถุเป็นอย่างเดียวกันคือเป็นหนี้เงินและต่างถึงกำหนดที่จะชำระแล้วดังที่ศาลล่างทั้งสองวินิจฉัยมา จำเลยที่ 1 ย่อมใช้สิทธิหักกลบลบหนี้ได้โดยไม่ต้องให้โจทก์ให้ความยินยอม ส่วนที่โจทก์อ้างว่าหนี้เงินกู้เบิกเงินเกินบัญชีของโจทก์ยังเป็นหนี้ที่มีข้อต่อสู้อยู่นั้น เห็นว่า หนี้ที่มีข้อต่อสู้อยู่อันไม่อาจนำมาหักกลบลบหนี้ได้ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 344 นั้น หมายถึงหนี้ที่ฝ่ายหนึ่งอ้างแล้วอีกฝ่ายมีข้อโต้แย้งไม่ยอมรับในข้อสาระสำคัญ ซึ่งมีผลต่อความรับผิดในหนี้ดังกล่าวหรือจำนวนหนี้ที่จะต้องรับผิด แต่จากคำให้การของโจทก์ในคดีหมายเลขดำที่ ธ. 24308/2542 ของศาลแพ่ง ซึ่งจำเลยที่ 1 ฟ้องขอให้บังคับโจทก์และนางสินีนาถชำระหนี้เงินกู้เบิกเงินเกินบัญชี 71,243,224.63 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 14.5 ต่อปี ของต้นเงิน 62,788,981.59 บาท นั้น โจทก์ให้การรับว่า โจทก์เป็นหนี้จำเลยที่ 1 เป็นเงิน 20,230,760.80 บาท โดยโต้แย้งเพียงการคิดดอกเบี้ยนับแต่วันดังกล่าว ดังนี้แสดงว่าในยอดหนี้ที่จำเลยที่ 1 ใช้สิทธิหักกลบลบหนี้ 670,805.64 บาท เป็นหนี้ส่วนที่โจทก์ไม่มีข้อโต้แย้งใด ๆ แล้ว จำเลยที่ 1 จึงใช้สิทธิหักกลบลบหนี้ตามจำนวนนั้นได้ ที่ศาลอุทธรณ์พิพากษามา ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาของโจทก์ฟังไม่ขึ้น

พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 341 วรรคหนึ่ง ม. 344
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นายมณฑล หาญพาณิชย์
จำเลย — บริษัทธนาคารกรุงศรีอยุธยา จำกัด (มหาชน) กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดมีนบุรี — นางวรานุช ภูวรักษ์
ศาลอุทธรณ์ — นายปกรณ์ วงศาโรจน์
ชื่อองค์คณะ
เมทินี ชโลธร
วีระวัฒน์ ปวราจารย์
วาสนา หงส์เจริญ
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 5868/2555
#526797
เปิดฉบับเต็ม

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตาม ป.อ. มาตรา 265, 268 วรรคแรก ประกอบมาตรา 265, 341 ลงโทษจำเลยตาม ป.อ. มาตรา 268 วรรคแรก ประกอบมาตรา 265 เป็นบทหนักที่สุดตาม ป.อ. มาตรา 90 จำเลยอุทธรณ์ขอให้ศาลอุทธรณ์ภาค 5 พิพากษายกฟ้อง ตราบใดที่ยังไม่มีคำพิพากษาศาลสูงเปลี่ยนแปลงคำพิพากษาศาลชั้นต้น ถือว่าจำเลยมีความผิดตาม ป.อ. มาตรา 341 ซึ่งเป็นความผิดต่อส่วนตัว ระหว่างพิจารณาศาลอุทธรณ์ภาค 5 คดียังไม่ถึงที่สุด โจทก์ยื่นคำร้องขอถอนฟ้องอ้างว่า จำเลยได้บรรเทาผลร้ายให้แก่โจทก์แล้ว คณะกรรมการโจทก์มีมติให้ถอนฟ้องจำเลยและไม่ติดใจว่ากล่าวคดีนี้อีก จำเลยไม่คัดค้านและท้ายคำร้องลงลายมือชื่อจำเลยไว้ด้วย คำร้องขอถอนฟ้องโจทก์เป็นการยอมความกันโดยถูกต้องตามกฎหมาย สิทธินำคดีอาญาในความผิดตาม ป.อ. มาตรา 341 ระงับไปตาม ป.วิ.อ. มาตรา 39 (2)

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90, 91, 264, 265, 268, 341

ศาลชั้นต้นไต่สวนมูลฟ้องแล้ว คดีมีมูลให้ประทับฟ้อง

จำเลยให้การปฏิเสธ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 265, 268 วรรคแรก ประกอบมาตรา 265, 341 การกระทำของจำเลยเป็นความผิดหลายกรรมต่างกัน ให้ลงโทษทุกกรรมเป็นกระทงความผิดไปตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 ฐานปลอมหนังสือกู้เงินอันเป็นเอกสารสิทธิกับใช้เอกสารสิทธิปลอม จำเลยเป็นผู้ปลอมเอกสารเองลงโทษฐานใช้เอกสารสิทธิปลอมตามมาตรา 268 วรรคสองแต่กระทงเดียว และความผิดฐานใช้เอกสารสิทธิปลอมกับฐานฉ้อโกง เป็นการกระทำกรรมเดียวเป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบท ให้ลงโทษฐานใช้เอกสารสิทธิปลอมซึ่งเป็นบทที่มีโทษหนักที่สุดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 จำคุกกระทงละ 3 ปี รวม 4 กระทง เป็นจำคุก 12 ปี

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 5 พิพากษาแก้เป็นว่า ให้จำคุกกระทงละ 2 ปี รวม 4 กระทง เป็นจำคุก 8 ปี นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

จำเลยฎีกา โดยผู้พิพากษาซึ่งพิจารณาและลงชื่อในคำพิพากษาศาลชั้นต้นอนุญาตให้ฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า มีปัญหาวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยประการแรกว่า คำสั่งของศาลอุทธรณ์ภาค 5 ที่ไม่อนุญาตให้โจทก์ถอนฟ้องในความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 341 ชอบหรือไม่ เห็นว่า แม้ศาลชั้นต้นพิพากษาลงโทษจำเลยตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 268 วรรคแรก ประกอบมาตรา 265 ซึ่งเป็นกฎหมายบทที่มีโทษหนักที่สุดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 ก็ตาม แต่ตามคำพิพากษาศาลชั้นต้นจำเลยยังคงมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 341 และจำเลยอุทธรณ์ขอให้ศาลอุทธรณ์ภาค 5 พิพากษายกฟ้อง ตราบใดที่ยังไม่มีคำพิพากษาศาลสูงเปลี่ยนแปลงคำพิพากษาศาลชั้นต้น ต้องถือว่าจำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 341 อันเป็นคดีความผิดต่อส่วนตัว เมื่อระหว่างการพิจารณาของศาลอุทธรณ์ภาค 5 โจทก์ยื่นคำร้องขอถอนฟ้องจำเลยในคดีนี้ คดีจึงยังไม่ถึงที่สุดและตามคำร้องขอถอนฟ้องของโจทก์อ้างว่า จำเลยได้บรรเทาผลร้ายให้แก่โจทก์แล้ว คณะกรรมการโจทก์จึงมีมติให้ถอนฟ้องจำเลยและไม่ติดใจว่ากล่าวคดีนี้อีกต่อไป จำเลยไม่คัดค้านและท้ายคำร้องได้ลงลายมือชื่อจำเลยไว้ด้วย ดังนี้ตามคำร้องขอถอนฟ้องของโจทก์เป็นการยอมความกันโดยถูกต้องตามกฎหมายแล้ว สิทธินำคดีอาญาในความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 341 มาฟ้องจำเลยย่อมระงับไปตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 39 (2) ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 5 มีคำสั่งนั้น ศาลฎีกาไม่เห็นพ้องด้วย ฎีกาของจำเลยข้อนี้ฟังขึ้น

พิพากษาแก้เป็นว่า ให้จำคุกจำเลยกระทงละ 1 ปี รวม 4 กระทง เป็นจำคุก 4 ปี และให้จำหน่ายคดีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 341 นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 5
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.อ. ม. 39 (2)
ป.อ. ม. 341
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — สหกรณ์นิคมสันทราย
จำเลย — นางปริษณา ณ นคร
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดเชียงใหม่ — นายเฉลิม เบ็ญมาศ
ศาลอุทธรณ์ภาค 5 — นายอดิศักดิ์ ตันติวงศ์
ชื่อองค์คณะ
พศวัจณ์ กนกนาก
อภิรัตน์ ลัดพลี
ธงชัย เสนามนตรี
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 5865/2555
#521562
เปิดฉบับเต็ม

กรณีความผิดอาญาซึ่งกระทำต่อนิติบุคคล ผู้จัดการหรือผู้แทนอื่นของนิติบุคคลมีอำนาจเป็นโจทก์ฟ้องหรือเข้าร่วมเป็นโจทก์กับพนักงานอัยการได้ตาม ป.วิ.อ. มาตรา 3 และมาตรา 5 (3) สำหรับโจทก์ซึ่งเป็นนิติบุคคลตาม พ.ร.บ.สหกรณ์ พ.ศ.2542 มาตรา 51 บัญญัติว่า "ให้คณะกรรมการดำเนินการสหกรณ์เป็นผู้ดำเนินกิจการและเป็นผู้แทนสหกรณ์ในกิจการอันเกี่ยวกับบุคคลภายนอก เพื่อการนี้คณะกรรมการดำเนินการสหกรณ์จะมอบหมายให้กรรมการคนหนึ่งหรือหลายคนหรือผู้จัดการทำการแทนก็ได้" ประกอบกับข้อบังคับของโจทก์ ข้อ 58 (16) ระบุให้คณะกรรมการดำเนินการของโจทก์มีอำนาจและหน้าที่ให้ฟ้อง ต่อสู้คดี หรือดำเนินคดีเกี่ยวกับกิจการสหกรณ์ฯ ดังนี้ คณะกรรมการดำเนินการของโจทก์ที่เป็นเสียงข้างมาก จึงเป็นผู้แทนโจทก์ที่มีอำนาจฟ้องคดีด้วยตนเองหรือจะมอบหมายให้ผู้หนึ่งผู้ใดฟ้องคดีแทนก็ได้ เมื่อการฟ้องคดีนี้ไม่ปรากฏว่าคณะกรรมการดำเนินการของโจทก์ได้มอบหมายให้ ช. และ ก. ดำเนินคดีแทน แม้ ช. และ ก. จะเป็นกรรมการของโจทก์หรือสมาชิกโจทก์ก็ไม่อาจฟ้องคดีแทนโจทก์และไม่มีอำนาจมอบอำนาจให้ บ. ดำเนินคดีแทนโจทก์ได้ แม้กรรมการของโจทก์คนใดคนหนึ่งจะได้รับความเสียหายจากการกระทำของจำเลยที่ 1 และที่ 2 ก็ไม่มีอำนาจฟ้องจำเลยที่ 1 และที่ 2 โดยลำพัง

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83, 86, 352

ศาลชั้นต้นไต่สวนมูลฟ้องแล้ว เห็นว่า คดีมีมูล ให้ประทับฟ้อง

จำเลยทั้งสามให้การปฏิเสธ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยที่ 1 และจำเลยที่ 2 มีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 352 วรรคแรก ประกอบมาตรา 83 จำคุกคนละ 6 เดือน สำหรับจำเลยที่ 3 ให้ยกฟ้อง

จำเลยที่ 1 และที่ 2 อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษากลับ ให้ยกฟ้อง

โจทก์ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาโจทก์ว่า โจทก์มีอำนาจฟ้องหรือไม่ เห็นว่า ในกรณีความผิดอาญาซึ่งกระทำต่อนิติบุคคลนั้น ผู้จัดการหรือผู้แทนอื่น ๆ ของนิติบุคคลมีอำนาจเป็นโจทก์ฟ้องหรือเข้าร่วมเป็นโจทก์กับพนักงานอัยการได้ ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 3 และมาตรา 5 (3) สำหรับโจทก์ซึ่งมีฐานะเป็นนิติบุคคลตามพระราชบัญญัติสหกรณ์ พ.ศ.2542 นั้น มาตรา 51 แห่งพระราชบัญญัติดังกล่าวบัญญัติว่า "ให้คณะกรรมการดำเนินการสหกรณ์เป็นผู้ดำเนินกิจการและเป็นผู้แทนสหกรณ์ในกิจการอันเกี่ยวกับบุคคลภายนอกเพื่อการนี้คณะกรรมการดำเนินการสหกรณ์จะมอบหมายให้กรรมการคนหนึ่งหรือหลายคนหรือผู้จัดการทำการแทนก็ได้" ประกอบกับข้อบังคับของโจทก์ ข้อ 58 (16) ระบุให้คณะกรรมการดำเนินการของโจทก์ มีอำนาจและหน้าที่ให้ฟ้อง ต่อสู้คดี หรือดำเนินคดีเกี่ยวกับกิจการสหกรณ์ หรือประนีประนอมยอมความ หรือมอบข้อพิพาทให้อนุญาโตตุลาการพิจารณา ดังนี้ คณะกรรมการดำเนินการของโจทก์ที่เป็นเสียงข้างมาก จึงเป็นผู้แทนโจทก์ที่มีอำนาจฟ้องคดีด้วยตนเองหรือจะมอบหมายให้ผู้หนึ่งผู้ใดฟ้องคดีแทนก็ได้ เมื่อการฟ้องคดีนี้ไม่ปรากฏว่าคณะกรรมการดำเนินการของโจทก์ได้มอบหมายให้นางชูศรีและนายเกียรติศักดิ์ ดำเนินคดีแทน แม้นางชูศรีและนายเกียรติศักดิ์จะเป็นกรรมการของโจทก์หรือสมาชิกโจทก์ก็ไม่อาจฟ้องคดีแทนโจทก์ได้และไม่มีอำนาจมอบอำนาจให้นายบุญส่งดำเนินคดีแทน ทั้งขณะฟ้องคดีนี้มีการตั้งคณะกรรมการดำเนินการของโจทก์ใหม่แล้วโดยจำเลยที่ 1 และที่ 2 ไม่ได้เป็นกรรมการของโจทก์อีกต่อไป แม้กรรมการของโจทก์คนใดคนหนึ่งจะได้รับความเสียหายจากการกระทำของจำเลยที่ 1 และที่ 2 ก็ไม่มีอำนาจฟ้องจำเลยที่ 1 และที่ 2 โดยลำพังคำพิพากษาศาลฎีกาที่โจทก์อ้างข้อเท็จจริงไม่ตรงกับคดีนี้ ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษามานั้นชอบแล้ว ฎีกาโจทก์ฟังไม่ขึ้น

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.อ. ม. 83 ม. 86 ม. 352
ป.วิ.อ. ม. 3 ม. 5 (3)
พ.ร.บ.สหกรณ์ พ.ศ.2542 ม. 51
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — สหกรณ์เครดิตยูเนี่ยนอาโอยาม่าไทย จำกัด
จำเลย — นายจามร โม้หมุน กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลแขวงสมุทรปราการ — นางสิรินธร สุจิมนัสกุล
ศาลอุทธรณ์ภาค 1 — นายนพดล คชรินทร์
ชื่อองค์คณะ
อภิรัตน์ ลัดพลี
ธงชัย เสนามนตรี
พศวัจณ์ กนกนาก
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 5848 -ที่ 5849/2555
#555030
เปิดฉบับเต็ม

ญาติของผู้เสียหายไปแจ้งความแก่เจ้าพนักงานตำรวจสถานีตำรวจภูธรอำเภอหาดใหญ่แต่เพียงว่า ผู้เสียหายได้หายตัวไปโดยไม่ทราบสาเหตุ จึงมาแจ้งความเพื่อขอให้เจ้าพนักงานตำรวจช่วยสืบหาตัวผู้เสียหายให้เท่านั้น ไม่มีรายละเอียดอื่น ไม่มีแม้แต่ข้อความที่ระบุว่าผู้แจ้งเชื่อว่ามีการกระทำความผิดอาญาเกิดขึ้น การแจ้งความเช่นนี้ จึงมิใช่คำร้องทุกข์หรือคำกล่าวโทษ ตามนัยแห่ง ป.วิ.อ. มาตรา 2 (7) (8) ไม่ก่อให้เกิดปัญหาว่าพนักงานสอบสวนสถานีตำรวจภูธรอำเภอหาดใหญ่จะเป็นผู้รับผิดชอบในการสอบสวนคดีนี้ตามมาตรา 19 วรรคสอง (ข) เพราะข้อเท็จจริงตามคำแจ้งความดังกล่าว ไม่ทำให้พนักงานสอบสวนสถานีตำรวจภูธรอำเภอหาดใหญ่จะสามารถเป็นได้แม้กระทั่งพนักงานสอบสวนผู้มีอำนาจสอบสวนคนหนึ่งในหลายท้องที่ที่มีการกระทำความผิดต่อเนื่องกันตามมาตรา 19 วรรคหนึ่ง

กรณีว่าพนักงานสอบสวนท้องที่ใดจะเป็นพนักงานสอบสวนผู้รับผิดชอบตามมาตรา 19 วรรคสอง จะต้องเป็นกรณีที่ได้ผ่านบทบัญญัติตามมาตรา 19 วรรคหนึ่ง มาก่อนแล้ว และเกิดมีปัญหาที่พนักงานสอบสวนในท้องที่หนึ่งท้องที่ใดที่เกี่ยวข้องต่างมีอำนาจสอบสวนเท่านั้น สถานีตำรวจภูธรอำเภอบันนังสตาเป็นท้องที่ที่พบการกระทำผิดก่อน โดยผู้เสียหายถูกเอาตัวไปที่บริเวนหน้าสำนักสงฆ์ถ้ำกระแชง และเป็นสถานีตำรวจที่ ด. ได้ไปกล่าวโทษไว้ เช่นนี้ พนักงานสอบสวนสถานีตำรวจภูธรอำเภอบันนังสตาจึงย่อมเป็นพนักงานสอบสวนผู้รับผิดชอบในการสอบสวนตามมาตรา 19 วรรคสอง (ข)

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
คดีทั้งสองสำนวนนี้ เดิมศาลชั้นต้นพิจารณาและพิพากษารวมกันกับคดีอาญาหมายเลขแดงที่ 1033/2547 โดยให้เรียกโจทก์ทั้งสามสำนวนว่า โจทก์ เรียกจำเลยในสำนวนแรกว่า จำเลยที่ 1 ที่ 2 และที่ 3 เรียกจำเลยในคดีอาญาหมายเลขแดงที่ 1033/2547 ว่า จำเลยที่ 4 และเรียกจำเลยสำนวนที่สองว่า จำเลยที่ 5 แต่คดีสำหรับจำเลยที่ 4 ยุติไปแล้วตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 9 คงขึ้นมาสู่ศาลฎีกาเฉพาะคดีสองสำนวนนี้

โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยทั้งห้าตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 310, 313, 83 คืนของกลางแก่เจ้าของ เว้นแต่เงิน 90,000 บาท ซึ่งผู้เสียหายรับคืนไปแล้ว

จำเลยทั้งห้าให้การปฏิเสธ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยทั้งห้ามีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 310 วรรคแรก, 313 (2) (3) วรรคแรก ประกอบมาตรา 83 การกระทำของจำเลยทั้งห้าเป็นกรรมเดียวเป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบท ลงโทษฐานเอาตัวบุคคลไปหน่วงเหนี่ยวกักขังเพื่อให้ได้มาซึ่งค่าไถ่ ซึ่งเป็นกฎหมายบทที่มีโทษหนักที่สุดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 จำคุกคนละ 15 ปี คำให้การชั้นสอบสวนของจำเลยที่ 1 เป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้หนึ่งในสามตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คงจำคุกจำเลยที่ 1 มีกำหนด 10 ปี

จำเลยที่ 2 ถึงที่ 5 อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 9 พิพากษาแก้เป็นว่า ลงโทษจำเลยทั้งห้าตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 313 (2) (3) วรรคแรก, 316 จำคุกคนละ 7 ปี 6 เดือน ลดโทษให้จำเลยที่ 1 หนึ่งในสามแล้ว จำคุกจำเลยที่ 1 มีกำหนด 5 ปี คืนของกลางให้แก่เจ้าของ นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

จำเลยที่ 2 ที่ 3 และที่ 5 ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า พิเคราะห์แล้ว จำเลยที่ 1 ไม่อุทธรณ์ ส่วนจำเลยที่ 4 ยื่นฎีกาและต่อมาขอถอนฎีกา ศาลชั้นต้นอนุญาต คดีสำหรับจำเลยที่ 1 และที่ 4 จึงยุติตามคำพิพากษาศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ภาค 9 ตามลำดับ รับฟังข้อเท็จจริงว่า จำเลยที่ 1 และที่ 4 เป็นคนร้ายที่ร่วมกับพวกกระทำความผิดตามฟ้อง มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยที่ 2 ที่ 3 และที่ 5 ว่า จำเลยที่ 2 ที่ 3 และที่ 5 ร่วมกระทำความผิดกับจำเลยที่ 1 และที่ 4 หรือไม่ ข้อเท็จจริงเบื้องต้นรับฟังเป็นยุติในชั้นฎีกาว่า ในวันเวลาและสถานที่เกิดเหตุตามฟ้อง จำเลยที่ 1 ที่ 4 กับพวก 5 คน ร่วมกันเอาตัวนายยิว ผู้เสียหายชาวมาเลเซียไปกักขังไว้เพื่อเรียกค่าไถ่ ต่อมาญาติของผู้เสียหายไปแจ้งความที่สถานีตำรวจภูธรอำเภอหาดใหญ่ จังหวัดสงขลา ว่าผู้เสียหายเป็นชาวมาเลเซียเข้ามาเที่ยวในประเทศไทยแล้วหายตัวไปเกรงว่าจะได้รับอันตราย ขอให้เจ้าพนักงานตำรวจช่วยสืบหาตัวผู้เสียหายให้ พลตำรวจโทธีรวุฒิ ผู้บัญชาการตำรวจภูธรภาค 9 มอบหมายให้พันตำรวจเอกดำรงค์ รองผู้บัญชาการตำรวจภูธรจังหวัดยะลา เป็นผู้รับผิดชอบดำเนินการเรื่องนี้ พันตำรวจเอกดำรงค์สืบทราบว่าผู้เสียหายถูกจับตัวไปขณะท่องเที่ยวอยู่บริเวณหน้าสำนักสงฆ์ถ้ำกระแชง หมู่ที่ 5 ตำบลบันนังสตา อำเภอบันนังสตา จังหวัดยะลา โดยคนร้ายคนหนึ่งคือจำเลยที่ 1 ซึ่งขณะนั้นบวชเป็นพระอยู่ที่สำนักสงฆ์ดังกล่าว จึงไปแจ้งความกล่าวโทษที่สถานีตำรวจภูธรอำเภอบันนังสตา วันเดียวกันได้สืบทราบว่าฝ่ายของผู้เสียหายและคนร้ายนัดหมายส่งมอบเงินค่าไถ่ให้กันจำนวนหนึ่งที่หน้าสถานีรถไฟหาดใหญ่ จึงวางแผนจับกุม โดยพันตำรวจโทคมกฤช เจ้าพนักงานตำรวจสถานีตำรวจภูธรอำเภอหาดใหญ่กับพวกสะกดรอยติดตามจากฝ่ายของผู้เสียหาย คือนายวา และนายลิม เพื่อนของผู้เสียหายที่มาจากประเทศมาเลเซียพร้อมกับผู้เสียหาย ซึ่งขณะนั้นพักอยู่ที่โรงแรมสากล อำเภอหาดใหญ่ โดยมีการถ่ายรูประหว่างการติดตามตลอดเวลา นายวาและนายลิม ได้พบจำเลยที่ 1 ที่หน้าสถานีรถไฟหาดใหญ่ แล้วส่งมอบถุงใบหนึ่งให้จำเลยที่ 1 จำเลยที่ 1 ตรวจดูสิ่งของในถุงแล้วนำติดตัวไปขึ้นรถยนต์กระบะที่จำเลยที่ 3 ขับจอดรออยู่ จากนั้นก็ขับออกไป สักครู่รถยนต์คันดังกล่าวก็ขับย้อนกลับมารับจำเลยที่ 2 ซึ่งมายืนรอแล้วขับมุ่งหน้าไปทางจังหวัดปัตตานี บ่ายวันเดียวกันนั้น พันตำรวจโทอิสกานดาร์ กับพวกสกัดจับรถยนต์กระบะ หมายเลขทะเบียน บง 2558 ยะลา ตามที่ได้รับแจ้งว่าเป็นยานพาหนะของคนร้ายที่ไปรับเงินค่าไถ่จากเพื่อนของผู้เสียหายที่บริเวณหน้าสถานีรถไฟหาดใหญ่ในช่วงเช้าได้ที่จุดตรวจป้อมขุนไว อำเภอเมือง จังหวัดยะลา พบจำเลยที่ 2 และที่ 3 ในรถยนต์คันดังกล่าว ตรวจพบเงินสด 12,000 บาท ที่ตัวจำเลยที่ 2 และ 40,000 บาท ที่ตัวจำเลยที่ 3 และยึดของกลางได้หลายอย่างรวมทั้งจีวรพระ พันตำรวจโทอิสกานดาร์กับพวกได้ให้จำเลยที่ 2 นำทางไปจับกุมจำเลยที่ 1 ซึ่งขณะนั้นแต่งกายแบบคนธรรมดาได้ที่โรงแรมเซฟเฮาส์ จังหวัดปัตตานี จากการตรวจค้นหัองพักของจำเลยที่ 1 ในโรงแรมพบเงินสดส่วนที่เหลือ 38,000 บาท เจ้าพนักงานตำรวจแจ้งข้อหาว่า เอาตัวบุคคลอายุกว่า 15 ปี ไปโดยใช้อุบายหลอกลวงขู่เข็ญใช้กำลังประทุษร้ายเพื่อให้ได้มาซึ่งค่าไถ่ จำเลยที่ 1 ให้การรับสารภาพและเล่ารายละเอียดของเรื่องราวทั้งหมด โดยซัดทอดว่าจำเลยที่ 4 และที่ 5 เป็นผู้วางแผนสั่งการในเรื่องนี้ รวมทั้งเป็นผู้นำตัวผู้เสียหายไปกักขังไว้ในขณะนั้น พันตำรวจเอกดำรงค์มอบหมายให้พันตำรวจโทเลียบ สารวัตรหน่วยปฏิบัติการพิเศษ กองบังคับการตำรวจภูธรจังหวัดยะลาดำเนินการ พันตำรวจโทเลียบกับพวกสามารถนำตัวผู้เสียหายออกจากสถานที่กักขังที่ตำบลอาซ่อง อำเภอรามัน จังหวัดยะลา ได้โดยปลอดภัย เมื่อเวลา 22 นาฬิกา คืนเดียวกัน ต่อมาภายหลังจึงได้จับกุมตัวจำเลยที่ 4 และที่ 5

จำเลยที่ 2 ฎีกาประการเดียวเป็นข้อกฎหมายว่า โจทก์ไม่มีอำนาจฟ้องเพราะการสอบสวนไม่ชอบเนื่องจากกระทำโดยพนักงานสอบสวนผู้ไม่มีอำนาจตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 19 เนื่องจากความผิดตามฟ้องโจทก์เป็นความผิดต่อเนื่องและกระทำต่อเนื่องกันในท้องที่ต่าง ๆ เกินกว่าท้องที่หนึ่งขึ้นไป แม้พนักงานสอบสวนในท้องที่หนึ่งท้องที่ใดที่เกี่ยวข้องมีอำนาจสอบสวนได้ แต่เมื่อพันตำรวจเอกดำรงค์เบิกความยอมรับว่า ขณะนายยิว ญาติของผู้เสียหายไปแจ้งความที่สถานีตำรวจภูธรอำเภอหาดใหญ่นั้น ยังจับผู้ต้องหาไม่ได้ จึงต้องถือว่า พนักงานสอบสวนสถานีตำรวจภูธรอำเภอหาดใหญ่เป็นผู้พบเห็นการกระทำผิดก่อน จึงย่อมต้องเป็นพนักงานสอบสวนผู้รับผิดชอบในการสอบสวนคดีนี้รวมทั้งสรุปความเห็นส่งไปพร้อมกับสำนวนไปยังพนักงานอัยการ เห็นว่า แม้ว่าตามรายงานประจำวันเกี่ยวกับคดีของสถานีตำรวจภูธรอำเภอหาดใหญ่ นายยิวไปแจ้งความไว้เมื่อวันที่ 30 ตุลาคม 2542 อันเป็นวันก่อนวันที่ 1 พฤศจิกายน 2542 ที่พันตำรวจเอกดำรงค์ไปกล่าวโทษและมอบหมายให้พนักงานสอบสวนสถานีตำรวจภูธรอำเภอบันนังสตาเป็นผู้รับผิดชอบในการสอบสวนในคดีนี้อย่างเป็นทางการ แต่ตามเอกสารฉบับนี้ นายยิวแจ้งแต่เพียงว่าผู้เสียหายได้หายตัวไปตั้งแต่วันที่ 24 ตุลาคม 2542 โดยไม่ทราบสาเหตุ เกรงว่าจะได้รับอันตราย จึงได้มาแจ้งให้เจ้าพนักงานตำรวจช่วยสืบหาตัวผู้เสียหายให้เท่านั้น ไม่มีรายละเอียดใด ๆ ไม่มีแม้กระทั่งข้อความที่ระบุว่าผู้แจ้งเชื่อว่าได้มีการกระทำความผิดอาญาเกิดขึ้นกับผู้เสียหาย จึงเป็นเพียงการมาแจ้งเพื่อให้เจ้าพนักงานตำรวจสถานีตำรวจภูธรอำเภอหาดใหญ่ช่วยสืบสวนถึงสาเหตุที่ผู้เสียหายได้หายตัวไปเท่านั้น การแจ้งเช่นนี้ จึงไม่ใช่คำร้องทุกข์หรือคำกล่าวโทษ ตามนัยแห่งประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 2 (7) (8) ไม่ก่อให้เกิดปัญหาว่าพนักงานสอบสวนสถานีตำรวจภูธรอำเภอหาดใหญ่จะเป็นผู้รับผิดชอบในการสอบสวนคดีนี้ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 19 วรรคสอง (ข) ดังที่จำเลยที่ 2 ฎีกาหรือไม่ เพราะข้อเท็จจริงตามคำแจ้งไม่ทำให้พนักงานสอบสวนสถานีตำรวจภูธรอำเภอหาดใหญ่จะสามารถเป็นได้แม้กระทั่งพนักงานสอบสวนผู้มีอำนาจสอบสวนคนหนึ่งในหลายท้องที่ที่มีการกระทำความผิดต่อเนื่องกันตามมาตรา 19 วรรคหนึ่ง กรณีตามฎีกาของจำเลยที่ 2 จะต้องเป็นกรณีที่ได้ผ่านบทบัญญัติมาตรา 19 วรรคหนึ่ง มาก่อนแล้วเกิดมีปัญหาในท้องที่ที่พนักงานสอบสวนในท้องที่หนึ่งท้องที่ใดที่เกี่ยวข้องต่างมีอำนาจสอบสวนเท่านั้น สถานีตำรวจภูธรอำเภอบันนังสตาเป็นท้องที่ที่พบการกระทำผิดก่อน โดยผู้เสียหายถูกเอาตัวไปที่บริเวณหน้าสำนักสงฆ์ถ้ำกระแชงและเป็นสถานีตำรวจที่พันตำรวจเอกดำรงค์ได้ไปกล่าวโทษไว้ เช่นนี้ พนักงานสอบสวนสถานีตำรวจภูธรอำเภอบันนังสตาจึงย่อมเป็นพนักงานสอบสวนผู้รับผิดชอบในการสอบสวน ตามมาตรา 19 วรรคสอง (ข) การที่พนักงานสอบสวนสถานีตำรวจภูธรอำเภอบันนังสตาดำเนินการสอบสวนตั้งแต่ต้นจนกระทั่งส่งฟ้องต่อพนักงานอัยการ จึงเป็นการสอบสวนที่ชอบ โจทก์ย่อมมีอำนาจฟ้องตามมาตรา 140 และมาตรา 120 ฎีกาของจำเลยที่ 2 ฟังไม่ขึ้น
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.อ. ม. 2 (7) ม. 2 (8) ม. 19
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการจังหวัดยะลา
จำเลย — นายบุญส่ง เปล่าทอง กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดยะลา — นายวรวิทย์ จิรยุกุล
ศาลอุทธรณ์ภาค 9 — นางนิจรินทร์ องค์พิสุทธิ์
ชื่อองค์คณะ
สุรศักดิ์ กิตติพงษ์พัฒนา
วรพจน์ วิไลชนม์
วุฒิชัย หรูจิตตวิวัฒน์
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 5846 -ที่ 5847/2555
#533011
เปิดฉบับเต็ม

แม้โจทก์ฟ้องว่า จำเลยที่ 1 และที่ 4 กับพวกร่วมกันกระทำความผิดฐานปล้นทรัพย์ ซึ่งไม่ใช่ฐานความผิดที่บัญญัติไว้ใน ป.วิ.อ. มาตรา 192 วรรคสาม แต่ความผิดฐานปล้นทรัพย์ก็เป็นการกระทำผิดฐานลักทรัพย์อันมีลักษณะเป็นการชิงทรัพย์โดยร่วมกันกระทำความผิดตั้งแต่ 3 คนขึ้นไป ฉะนั้นหากปรากฎว่าจำเลยที่ 1 และที่ 4 กระทำความผิดฐานรับของโจร อันเป็นความผิดที่บัญญัติไว้ในมาตรา 192 วรรคสาม จึงถือไม่ได้ว่าข้อเท็จจริงตามที่ปรากฏในการพิจารณาแตกต่างกับข้อเท็จจริงดังที่กล่าวในฟ้องในข้อสาระสำคัญ ทั้งมิให้ถือว่าข้อที่พิจารณาได้ความนั้นเป็นเรื่องเกินคำขอหรือโจทก์ไม่ประสงค์ให้ลงโทษ อันจะเป็นเหตุให้ศาลต้องยกฟ้อง เมื่อจำเลยที่ 1 และที่ 4 ให้การปฏิเสธโดยนำสืบอ้างฐานที่อยู่แสดงว่าจำเลยที่ 1 และที่ 4 ไม่ได้หลงต่อสู้ ศาลจึงมีอำนาจลงโทษจำเลยที่ 1 และที่ 4 ในความผิดฐานรับของโจรตามที่พิจารณาได้ความได้ตาม ป.วิ.อ. มาตรา 192 วรรคสาม

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
คดีทั้งสองสำนวนนี้ศาลชั้นต้นพิพากษารวมกันโดยให้เรียกจำเลยสำนวนแรกว่าจำเลยที่ 1 และที่ 2 เรียกจำเลยสำนวนหลังว่าจำเลยที่ 3 และที่ 4

โจทก์ฟ้องจำเลยทั้งสี่ขอให้ลงโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 33, 83, 340, 340 ตรี ให้จำเลยทั้งสี่ร่วมกันคืนหรือใช้ราคาทรัพย์ที่ยังไม่ได้คืนจำนวน 5,940 บาท แก่ผู้เสียหายที่ 2 และริบรถจักรยานยนต์ของกลางซึ่งได้ใช้ในการกระทำความผิด

จำเลยทั้งสี่ให้การปฏิเสธ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยที่ 1 และที่ 4 มีความผิดฐานรับของโจร ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 357 วรรคแรก จำคุกคนละ 3 ปี แม้ขณะกระทำความผิดจำเลยที่ 1 และที่ 4 จะมีอายุไม่เกินยี่สิบปี แต่เมื่อพิเคราะห์พฤติการณ์แห่งคดีแล้ว ไม่สมควรลดมาตราส่วนโทษให้ ให้ยกฟ้องโจทก์สำหรับจำเลยที่ 2 และที่ 3 คำขอและข้อหาอื่นนอกจากนี้ให้ยก

จำเลยที่ 1 อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษาแก้เป็นว่า ให้ยกฟ้องจำเลยที่ 1 และที่ 4 ในความผิดฐานรับของโจรด้วย นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

โจทก์ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า มีปัญหาข้อกฎหมายวินิจฉัยตามที่โจทก์ฎีกาประการแรกว่า คดีนี้โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยที่ 1 กับพวกในความผิดฐานปล้นทรัพย์แต่ทางพิจารณาได้ความว่าจำเลยที่ 1 กระทำความผิดฐานรับของโจร ศาลจะลงโทษจำเลยที่ 1 ในความผิดฐานรับของโจรได้หรือไม่ เห็นว่า ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 192 วรรคสอง บัญญัติว่า "ถ้าศาลเห็นว่าข้อเท็จจริงตามที่ปรากฎในการพิจารณาแตกต่างกับข้อเท็จจริงดังที่กล่าวในฟ้องให้ศาลยกฟ้องคดีนั้น เว้นแต่ข้อแตกต่างนั้นมิใช่ในข้อสาระสำคัญและทั้งจำเลยมิได้หลงต่อสู้ ศาลจะลงโทษจำเลยตามข้อเท็จจริงที่ได้ความนั้นก็ได้" และวรรคสามบัญญัติว่า "ในกรณีที่ข้อแตกต่างนั้นเป็นเพียงรายละเอียด เช่น เกี่ยวกับเวลาหรือสถานที่กระทำความผิด หรือต่างกันระหว่างการกระทำผิดฐานลักทรัพย์ กรรโชก รีดเอาทรัพย์ ฉ้อโกง โกงเจ้าหนี้ ยักยอก รับของโจร และทำให้เสียทรัพย์ หรือต่างกันระหว่างการกระทำผิดโดยเจตนากับประมาทมิให้ถือว่าต่างกันในข้อสาระสำคัญ ทั้งมิให้ถือว่าข้อที่พิจารณาได้ความนั้นเป็นเรื่องเกินคำขอหรือเป็นเรื่องที่โจทก์ไม่ประสงค์ให้ลงโทษ เว้นแต่จะปรากฎแก่ศาลว่าการที่ฟ้องผิดไปเป็นเหตุให้จำเลยหลงต่อสู้...." ดังนี้ แม้คดีนี้โจทก์จะฟ้องว่าจำเลยที่ 1 กับพวกร่วมกันกระทำความผิดฐานปล้นทรัพย์ซึ่งไม่ใช่ฐานความผิดที่บัญญัติไว้ในมาตรา 192 วรรคสาม ดังกล่าว แต่ความผิดฐานปล้นทรัพย์ก็เป็นการกระทำผิดฐานลักทรัพย์อันมีลักษณะเป็นการชิงทรัพย์ของผู้เสียหายไปโดยร่วมกันกระทำความผิดตั้งแต่ 3 คนขึ้นไปเช่นเดียวกัน ฉะนั้นหากข้อเท็จจริงตามที่ปรากฎในการพิจารณาฟังได้ว่าจำเลยที่ 1 กระทำความผิดฐานรับของโจรอันเป็นความผิดที่บัญญัติไว้ในมาตรา 192 วรรคสามดังกล่าวแล้ว จึงถือไม่ได้ว่าข้อเท็จจริงตามที่ปรากฎในการพิจารณาแตกต่างกับข้อเท็จจริงดังที่กล่าวในฟ้องในข้อสาระสำคัญอันจะเป็นเหตุให้ศาลต้องยกฟ้องและคดีนี้จำเลยที่ 1 ให้การปฏิเสธและนำสืบอ้างฐานที่อยู่แสดงว่าจำเลยที่ 1 ไม่ได้หลงต่อสู้ ศาลจึงมีอำนาจลงโทษจำเลยที่ 1 ในความผิดฐานรับของโจรตามที่พิจารณาได้ความได้ ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญามาตรา 192 วรรคสาม และกรณีมิให้ถือว่าเป็นเรื่องที่โจทก์ไม่ประสงค์ให้ลงโทษ ดังนั้นที่ศาลอุทธรณ์พิพากษายกฟ้องจำเลยที่ 1 โดยเหตุผลว่าเพราะข้อเท็จจริงที่ได้ความจากทางพิจารณาแตกต่างจากฟ้องในส่วนที่เป็นสาระสำคัญนั้น ศาลฎีกายังไม่เห็นพ้องด้วย ฎีกาของโจทก์ข้อนี้ฟังขึ้น แต่เนื่องจากคดีนี้ศาลอุทธรณ์ยังไม่ได้วินิจฉัยปัญหาข้อเท็จจริงว่าจำเลยที่ 1 กระทำผิดฐานรับของโจรหรือไม่ ศาลฎีกาเห็นควรให้การวินิจฉัยข้อเท็จจริงเป็นไปตามลำดับชั้นศาล จึงให้ย้อนสำนวนกลับไปให้ศาลอุทธรณ์วินิจฉัยว่า จำเลยที่ 1 กระทำความผิดฐานรับของโจรหรือไม่ตามรูปคดี

มีปัญหาข้อกฏหมายวินิจฉัยต่อไปตามที่โจทก์ฎีกาว่า ศาลอุทธรณ์มีอำนาจพิจารณาคดีถึงจำเลยที่ 4 ซึ่งถึงที่สุดไปแล้วได้หรือไม่ เห็นว่า แม้จำเลยที่ 4 จะถูกฟ้องในคดีอาญาหมายเลขแดงที่ 1468/2548 ของศาลชั้นต้นในความผิดฐานเดียวกันหรือต่อเนื่องกันกับจำเลยที่ 1 และได้มีการรวมพิจารณาพิพากษาเข้าด้วยกัน ซึ่งศาลอุทธรณ์มีอำนาจพิพากษากลับหรือแก้คำพิพากษาศาลชั้นต้นไม่ลงโทษจำเลยที่ 4 หรือลดโทษให้จำเลยที่ 4 ที่มิได้อุทธรณ์ได้เมื่อเป็นเหตุอยู่ในลักษณะคดี แต่เมื่อคดีดังกล่าวโจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยที่ 4 ในความผิดฐานปล้นทรัพย์ แต่ทางพิจารณาศาลชั้นต้นฟังข้อเท็จจริงได้ว่าจำเลยที่ 4 กระทำความผิดฐานรับของโจร ซึ่งประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญามาตรา 192 วรรคสามบัญญัติว่า ข้อแตกต่างดังกล่าวเป็นข้อแตกต่างในรายละเอียดและมิให้ถือว่าต่างกันในข้อสาระสำคัญทั้งมิให้ถือว่าข้อที่พิจารณาได้ความนั้นเป็นเรื่องเกินคำขอหรือเป็นเรื่องที่โจทก์ไม่ประสงค์ให้ลงโทษ ประกอบกับจำเลยที่ 4 นำสืบปฏิเสธอ้างฐานที่อยู่จำเลยที่ 4 จึงไม่ได้หลงต่อสู้ ศาลชั้นต้นชอบที่จะพิพากษาลงโทษจำเลยที่ 4 ในความผิดฐานรับของโจรได้ กรณีจึงไม่มีเหตุในส่วนลักษณะคดีที่จะให้อำนาจศาลอุทธรณ์พิพากษายกฟ้องโจทก์ถึงจำเลยที่ 4 ซึ่งไม่ได้อุทธรณ์ด้วยได้ ที่ศาลอุทธรณ์พิพากษายกฟ้องจำเลยที่ 4 มาไม่ชอบ ฎีกาโจทก์ข้อนี้ฟังขึ้น

พิพากษายกคำพิพากษาศาลอุทธรณ์สำหรับจำเลยที่ 1 ให้ย้อนสำนวนไปให้ศาลอุทธรณ์วินิจฉัยข้อเท็จจริงสำหรับจำเลยที่ 1 ใหม่ตามรูปคดี ส่วนจำเลยที่ 4 พิพากษากลับให้บังคับคดีไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.อ. ม. 192 วรรคสาม
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการ สำนักงานอัยการสูงสุด
จำเลย — นายศิริศักดิ์หรือมิ้ม เสนานันท์ กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดมีนบุรี
ศาลอุทธรณ์ -
ชื่อองค์คณะ
สถิตย์ ทาวุฒิ
สมชาย สินเกษม
ปริญญา ดีผดุง
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 5803/2555
#521433
เปิดฉบับเต็ม

ในระหว่างการพิจารณาของศาลอุทธรณ์ ได้มีการประกาศใช้ พ.ร.บ.วิธีพิจารณาคดียาเสพติด พ.ศ.2550 โดยในบทเฉพาะกาลตามมาตรา 24 ของพระราชบัญญัติดังกล่าว บัญญัติว่า "บรรดาคดีความผิดเกี่ยวกับยาเสพติดซึ่งค้างพิจารณาอยู่ในศาลใดก่อนวันที่พระราชบัญญัตินี้ใช้บังคับ ให้ศาลนั้นมีอำนาจพิจารณาพิพากษาต่อไป และให้บังคับตามกฎหมายซึ่งใช้อยู่ก่อนวันที่พระราชบัญญัติบังคับจนกว่าคดีนั้นจะถึงที่สุด แต่ปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยที่ 3 เป็นการบังคับโทษปรับหรือการบังคับให้ชำระค่าปรับตามคำพิพากษาเป็นชั้นของการบังคับคดี ซึ่ง พ.ร.บ.วิธีพิจารณาคดียาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2550 มาตรา 21 วรรคหนึ่ง บัญญัติว่า "ในกรณีที่ศาลมีคำพิพากษาให้ลงโทษปรับ ให้พนักงานอัยการร้องขอ ให้ศาลออกหมายบังคับคดีเพื่อแต่งตั้งเจ้าพนักงานบังคับคดีของกรมบังคับคดีดำเนินการยึดหรืออายัดทรัพย์สินของผู้ต้องโทษแทนค่าปรับได้" และวรรคสองบัญญัติว่า "การบังคับคดีตามวรรคหนึ่ง ให้นำประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่งมาใช้บังคับโดยอนุโลม โดยให้สำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามยาเสพติดมีอำนาจตรวจสอบทรัพย์สิน และให้ถือว่าเป็นเจ้าหนี้ตามคำพิพากษา" เมื่อพิจารณาบทบัญญัติในมาตรา 21 วรรคหนึ่งและวรรคสองแล้ว เห็นว่า บัญญัติไว้ต่างหากในหมวด 5 การบังคับโทษปรับ ส่วนบทเฉพาะกาลตามมาตรา 24 เป็นบทบัญญัติว่าด้วยการพิจารณาพิพากษาคดีความผิดเกี่ยวกับยาเสพติดของศาลซึ่งค้างพิจารณาอยู่ในศาลนั้น จึงเป็นคนละขั้นตอนกัน นอกจากนี้ พนักงานอัยการโจทก์ยื่นคำร้องขอให้ออกหมายบังคับคดีจำเลยที่ 3 เพื่อแต่งตั้งเจ้าพนักงานบังคับคดีดำเนินการยึดหรืออายัดทรัพย์สินของจำเลยที่ 3 แทนค่าปรับ และศาลชั้นต้นมีคำสั่งให้ออกหมายบังคับคดี ซึ่งเป็นเวลาภายหลัง พ.ร.บ.วิธีพิจารณาคดียาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2550 มีผลใช้บังคับแล้ว แม้จำเลยที่ 3 ยื่นฎีกาคำพิพากษาและศาลชั้นต้นมีคำสั่งรับฎีกา เมื่อจำเลยที่ 3 ไม่ชำระค่าปรับตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภายใน 30 วัน นับแต่วันที่ศาลชั้นต้นอ่านคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ พนักงานอัยการโจทก์จึงมีหน้าที่ต้องยื่นคำร้องขอให้ออกหมายบังคับคดีจำเลยที่ 3 ตาม ป.อ. มาตรา 29 และ พ.ร.บ.วิธีพิจารณาคดียาเสพติด พ.ศ.2550 มาตรา 21 วรรคหนึ่ง ดังนั้น คำสั่งของศาลชั้นต้นที่ให้ออกหมายบังคับคดีจำเลยที่ 3 ตามคำร้องขอของพนักงานอัยการโจทก์จึงชอบด้วยกฎหมาย

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
คดีสืบเนื่องมาจากศาลอุทธรณ์มีคำพิพากษาให้ลงโทษจำคุกและปรับจำเลยที่ 3 โจทก์ยื่นคำร้องขอให้ศาลชั้นต้นออกหมายบังคับคดีจำเลยที่ 3 เนื่องจากจำเลยที่ 3 ไม่ชำระค่าปรับจำนวน 5,000,000 บาท ภายใน 30 วัน นับแต่วันที่ศาลชั้นต้นอ่านคำพิพากษาตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 29 และพระราชบัญญัติวิธีพิจารณาคดียาเสพติด พ.ศ. 2550 มาตรา 21 ศาลชั้นต้นมีคำสั่งให้ออกหมายบังคับคดี

จำเลยที่ 3 ยื่นคำร้องขอให้เพิกถอนคำสั่งให้ออกหมายบังคับคดี

ศาลชั้นต้นมีคำสั่งยกคำร้อง

จำเลยที่ 3 อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์แผนกคดียาเสพติดพิพากษายืน

จำเลยที่ 3 ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงรับฟังได้ในเบื้องต้นว่าคดีนี้โจทก์ยื่นฟ้องเมื่อวันที่ 25 กุมภาพันธ์ 2548 ศาลชั้นต้นมีคำพิพากษาเมื่อวันที่ 31 สิงหาคม 2549 ว่า จำเลยที่ 3 มีความผิดตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 มาตรา 15 วรรคหนึ่ง วรรคสาม (2), 66 วรรคสาม... ลดโทษให้กึ่งหนึ่งแล้วคงจำคุกจำเลยที่ 3 ไว้ตลอดชีวิต สำหรับจำเลยที่ 1 และจำเลยที่ 2 ให้ยกฟ้อง โจทก์และจำเลยที่ 3 อุทธรณ์ ระหว่างพิจารณาของศาลอุทธรณ์ได้มีประกาศใช้พระราชบัญญัติวิธีพิจารณาคดียาเสพติด พ.ศ.2550 ต่อมาศาลชั้นต้นอ่านคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ให้จำเลยที่ 3 ฟังเมื่อวันที่ 5 พฤศจิกายน 2551 ศาลอุทธรณ์พิพากษาแก้เป็นว่า จำเลยที่ 3 กระทำผิด 2 กระทง ลดโทษให้กระทงละกึ่งหนึ่งแล้ว คงจำคุกกระทงละ 25 ปี และปรับกระทงละ 2,500,000 บาท รวมจำคุก 50 ปี และปรับ 5,000,000 บาท ไม่ชำระค่าปรับให้จัดการตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 29, 30 โดยให้กักขังแทนค่าปรับเกินกว่า 1 ปี แต่ไม่เกิน 2 ปี นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น ปรากฏว่าจำเลยที่ 3 ไม่ชำระค่าปรับภายใน 30 วัน นับแต่วันที่ศาลชั้นต้นอ่านคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ดังกล่าว แต่จำเลยที่ 3 ยื่นฎีกาคัดค้านคำพิพากษาศาลอุทธรณ์เมื่อวันที่ 25 ธันวาคม 2551 ต่อมาวันที่ 8 มกราคม 2552 โจทก์ยื่นคำร้องขอออกหมายบังคับคดีจำเลยที่ 3 ตามมาตรา 21 แห่งพระราชบัญญัติวิธีพิจารณาคดียาเสพติด พ.ศ.2550 ศาลชั้นต้นมีคำสั่งให้ออกหมายบังคับคดี

ในระหว่างการพิจารณาของศาลอุทธรณ์ ได้มีการประกาศใช้พระราชบัญญัติวิธีพิจารณาคดียาเสพติด พ.ศ.2550 เมื่อวันที่ 14 มกราคม 2551 โดยมีการกำหนดหลักเกณฑ์การสืบสวนสอบสวนด้วยการใช้เทคนิคการสืบสวนสอบสวนพิเศษกำหนดบทบัญญัติเกี่ยวกับวิธีพิจารณาในศาลชั้นต้น การอุทธรณ์ ฎีกาและอายุความ รวมทั้งกำหนดบทบัญญัติเกี่ยวกับการบังคับชำระค่าปรับตามคำพิพากษา เพื่อให้ศาลพิจารณาพิพากษาและบังคับโทษคดียาเสพติดได้อย่างมีประสิทธิภาพ ซึ่งมีผลใช้บังคับเมื่อพ้นกำหนด 180 วัน นับแต่วันประกาศในราชกิจจานุเบกษาเป็นต้นไป กล่าวคือ นับแต่วันที่ 13 กรกฎาคม 2551 ในบทเฉพาะกาลตามมาตรา 24 ของพระราชบัญญัติดังกล่าว บัญญัติว่า "บรรดาคดีความผิดเกี่ยวกับยาเสพติดซึ่งค้างพิจารณาอยู่ในศาลใดก่อนวันที่พระราชบัญญัตินี้ใช้บังคับ ให้ศาลนั้นมีอำนาจพิจารณาพิพากษาต่อไป และให้บังคับตามกฎหมายซึ่งใช้อยู่ก่อนวันที่พระราชบัญญัตินี้ใช้บังคับจนกว่าคดีนั้นจะถึงที่สุด" ทั้งนี้ สืบเนื่องจากมีการกำหนดหลักเกณฑ์ของการอุทธรณ์ฎีกาสำหรับคดียาเสพติดโดยเฉพาะ ทำให้มีคดีคาบเกี่ยวกันระหว่างก่อนและหลังวันที่พระราชบัญญัติวิธีพิจารณาคดียาเสพติด ฯ มีผลใช้บังคับ จึงจำเป็นต้องมีบทเฉพาะกาลเพื่อขจัดปัญหาสับสนในการอุทธรณ์ฎีกาของคดียาเสพติดที่ยังอยู่ในระหว่างการพิจารณาก่อนวันที่พระราชบัญญัตินี้มีผลใช้บังคับ แต่ปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยที่ 3 เป็นการบังคับโทษปรับตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 29 และพระราชบัญญัติวิธีพิจารณาคดียาเสพติด พ.ศ.2550 มาตรา 21 ซึ่งอยู่ในหมวด 5 การบังคับโทษปรับ ซึ่งมาตรา 21 วรรคหนึ่งบัญญัติว่า "ในกรณีที่ศาลมีคำพิพากษาให้ลงโทษปรับ ให้พนักงานอัยการร้องขอให้ศาลออกหมายบังคับคดีเพื่อแต่งตั้งเจ้าพนักงานบังคับคดีของกรมบังคับคดีดำเนินการยึดหรืออายัดทรัพย์สินของผู้ต้องโทษแทนค่าปรับได้" และวรรคสองบัญญัติว่า "การบังคับคดีตามวรรคหนึ่ง ให้นำประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่งมาใช้บังคับโดยอนุโลม โดยให้สำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามยาเสพติดมีอำนาจตรวจสอบทรัพย์สิน และให้ถือว่าเป็นเจ้าหนี้ตามคำพิพากษา" เมื่อพิจารณาบทบัญญัติในมาตรา 21 วรรคหนึ่ง และวรรคสองแล้ว เห็นว่า การบังคับโทษปรับหรือการบังคับให้ชำระค่าปรับตามคำพิพากษาเป็นชั้นของการบังคับคดี ซึ่งพระราชบัญญัติวิธีพิจารณาคดียาเสพติด ฯ บัญญัติไว้ต่างหากในหมวด 5 การบังคับโทษปรับ ส่วนบทเฉพาะกาลตามมาตรา 24 เป็นบทบัญญัติว่าด้วยการพิจารณาพิพากษาคดีความผิดเกี่ยวกับยาเสพติดของศาลซึ่งค้างพิจารณาอยู่ในศาลนั้น จึงเป็นคนละขั้นตอนกัน นอกจากนี้ พนักงานอัยการโจทก์ยื่นคำร้องขอให้ออกหมายบังคับคดีจำเลยที่ 3 เพื่อแต่งตั้งเจ้าพนักงานบังคับคดีดำเนินการยึดหรืออายัดทรัพย์สินของจำเลยที่ 3 แทนค่าปรับเมื่อวันที่ 8 มกราคม 2552 และศาลชั้นต้นมีคำสั่งให้ออกหมายบังคับคดีเมื่อวันที่ 15 มกราคม 2552 ซึ่งเป็นเวลาภายหลังพระราชบัญญัติวิธีพิจารณาคดียาเสพติด ฯ มีผลใช้บังคับแล้ว แม้จำเลยที่ 3 ยื่นฎีกาคำพิพากษาและศาลชั้นต้นมีคำสั่งรับฎีกา เมื่อจำเลยที่ 3 ไม่ชำระค่าปรับตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภายใน 30 วัน นับแต่วันที่ศาลชั้นต้นอ่านคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ พนักงานอัยการโจทก์จึงมีหน้าที่ต้องยื่นคำร้องขอให้ออกหมายบังคับคดีจำเลยที่ 3 ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 29 และพระราชบัญญัติวิธีพิจารณาคดียาเสพติด พ.ศ.2550 มาตรา 21 วรรคหนึ่ง ดังนั้น คำสั่งของศาลชั้นต้นที่ให้ออกหมายบังคับคดีจำเลยที่ 3 ตาม คำร้องขอของพนักงานอัยการโจทก์จึงชอบด้วยกฎหมาย ที่ศาลอุทธรณ์แผนกคดียาเสพติดวินิจฉัยมานั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ส่วนที่จำเลยที่ 3 ฎีกาในปัญหาข้ออื่นๆ ซึ่งไม่มีผลเปลี่ยนแปลงคำวินิจฉัยของศาลล่างทั้งสอง จึงไม่รับวินิจฉัยให้ ฎีกาของจำเลยที่ 3 ฟังไม่ขึ้น

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.ยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 ม. 21 วรรคหนึ่ง ม. 24
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการ สำนักงานอัยการสูงสุด
จำเลย — นางอรนุชหรือติ๋ม ธีราทรง กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลอาญา — นายดุสิต ผดุงศักดิ์
ศาลอุทธรณ์ — นายระบิล จันทรภิรย์
ชื่อองค์คณะ
วีระชาติ เอี่ยมประไพ
อาวุธ ปั้นปรีชา
กีรติ กาญจนรินทร์
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 5791/2555
#526794
เปิดฉบับเต็ม

ป.วิ.อ. มาตรา 84 วรรคท้าย บัญญัติห้ามมิให้รับฟังถ้อยคำใด ๆ ที่ผู้ถูกจับให้ไว้ต่อเจ้าพนักงานผู้จับ หรือตำรวจในชั้นจับกุม ถ้าถ้อยคำนั้นเป็นคำรับสารภาพของผู้ถูกจับว่าตนได้กระทำความผิดนั้น กฎหมายห้ามมิให้รับฟังเป็นพยานหลักฐานเพื่อพิสูจน์ความผิดของผู้ถูกจับกุมเท่านั้น แต่มิได้ห้ามรับฟังเป็นพยานหลักฐานเพื่อพิสูจน์ความผิดของผู้ร่วมกระทำความผิดคนอื่น ดังนั้น คำให้การในชั้นจับกุมของจำเลยที่ 1 ที่ว่าจำเลยที่ 2 เป็นผู้จ้างให้ไปซื้อเมทแอมเฟตามีนที่ประเทศกัมพูชา และจำเลยที่ 2 เป็นผู้นัดสถานที่เพื่อรอรับเมทแอมเฟตามีนจากจำเลยที่ 1 ดังกล่าว จึงสามารถนำมารับฟังประกอบกับพยานหลักฐานอื่นของโจทก์ลงโทษจำเลยที่ 2 ได้

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องและแก้ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยทั้งสองตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 มาตรา 4, 7, 8, 15, 65, 66, 102 พระราชบัญญัติมาตรการในการปราบปราบผู้กระทำความผิดเกี่ยวกับยาเสพติด พ.ศ.2534 มาตรา 6, 10 พระราชบัญญัติคนเข้าเมือง พ.ศ.2522 มาตรา 18, 62 ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 32, 33, 83, 84, 91 ริบของกลาง

จำเลยที่ 1 ให้การปฏิเสธ แต่ก่อนสืบพยานโจทก์ จำเลยที่ 1 ขอถอนคำให้การเดิมและให้การใหม่เป็นรับสารภาพตามฟ้อง

จำเลยที่ 2 ให้การปฏิเสธ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยที่ 1 มีความผิดตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 มาตรา 15 วรรคหนึ่ง และวรรคสาม (2), 65 วรรคสอง, 66 วรรคสาม ประกอบมาตรา 100/2 พระราชบัญญัติคนเข้าเมือง พ.ศ.2522 มาตรา 18 วรรคสอง, 62 วรรคหนึ่ง จำเลยที่ 2 มีความผิดตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 มาตรา 15 วรรคหนึ่ง และวรรคสาม (2), 65 วรรคสอง, 66 วรรคสาม ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 84 วรรคสอง ตอนต้น การกระทำของจำเลยที่ 1 เป็นความผิดหลายกรรมต่างกันให้เรียงกระทงลงโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 ฐานนำเมทแอมเฟตามีนเข้ามาในราชอาณาจักรเพื่อจำหน่าย และฐานมีเมทแอมเฟตามีนไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่าย เป็นกรรมเดียวเป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบท ให้ลงโทษฐานนำเมทแอมเฟตามีนเข้ามาในราชอาณาจักรเพื่อจำหน่าย ซึ่งเป็นกฎหมายบทที่มีโทษหนักที่สุดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 จำเลยที่ 1 ให้ข้อมูลที่สำคัญและเป็นประโยชน์อย่างยิ่งในการปราบปรามผู้กระทำความผิดเกี่ยวกับยาเสพติดให้โทษต่อเจ้าพนักงานตำรวจ เห็นสมควรลงโทษจำเลยที่ 1 น้อยกว่าอัตราโทษขั้นต่ำที่กำหนดไว้ ตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 มาตรา 100/2 ให้จำคุกตลอดชีวิต ฐานเป็นคนสัญชาติไทยออกไปและเข้ามาในราชอาณาจักรโดยไม่ยื่นรายการตามแบบและไม่ผ่านการตรวจอนุญาตของพนักงานเจ้าหน้าที่ ปรับ 500 บาท จำเลยที่ 1 ให้การรับสารภาพเป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้กระทงละกึ่งหนึ่งตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 ประกอบมาตรา 53 ฐานนำเมทแอมเฟตามีนเข้ามาในราชอาณาจักรเพื่อจำหน่าย จำคุก 25 ปี ฐานเป็นคนสัญชาติไทยออกไปและเข้ามาในราชอาณาจักรโดยไม่ยื่นรายการตามแบบและไม่ผ่านการตรวจอนุญาตของพนักงานเจ้าหน้าที่ ปรับ 250 บาท คงจำคุกจำเลยที่ 1 มีกำหนด 25 ปี ปรับ 250 บาท จำเลยที่ 2 ฐานเป็นผู้ใช้ให้ผู้อื่นนำเมทแอมเฟตามีนเข้ามาในราชอาณาจักรเพื่อจำหน่าย และฐานมีเมทแอมเฟตามีนไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่าย เป็นกรรมเดียวเป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบท ให้ลงโทษฐานเป็นผู้ใช้ให้ผู้อื่นนำเมทแอมเฟตามีนเข้ามาในราชอาณาจักรเพื่อจำหน่าย ซึ่งเป็นกฎหมายบทที่มีโทษหนักที่สุดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 จำเลยที่ 2 เป็นสมาชิกสภาเทศบาลซึ่งพระราชบัญญัติมาตรการในการปราบปรามผู้กระทำความผิดเกี่ยวกับยาเสพติด พ.ศ.2534 มาตรา 10 บัญญัติให้ต้องระวางโทษเป็นสามเท่าของโทษที่กำหนดไว้สำหรับความผิดนั้น แต่เมื่อความผิดฐานเป็นผู้ใช้ให้ผู้อื่นนำเมทแอมเฟตามีนเข้ามาในราชอาณาจักรเพื่อจำหน่าย จำเลยที่ 2 ต้องรับโทษเสมือนเป็นตัวการ ซึ่งมีระวางโทษประหารชีวิตสถานเดียวไม่อาจวางโทษเป็นสามเท่าได้ ทั้งไม่อาจนำมาตรา 10 แห่งบทบัญญัติของกฎหมายดังกล่าวมาปรับด้วยได้อีก จึงให้ลงโทษประหารชีวิต จำเลยที่ 2 ให้การรับสารภาพในชั้นจับกุมและทางนำสืบเป็นประโยชน์แก่การพิจารณาอยู่บ้าง มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้จำเลยที่ 2 หนึ่งในสาม ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 ประกอบมาตรา 52 (1) คงจำคุกจำเลยที่ 2 ตลอดชีวิต หากจำเลยที่ 1 ไม่ชำระค่าปรับให้จัดการตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 29, 30 ริบเมทแอมเฟตามีน และโทรศัพท์เคลื่อนที่ 2 เครื่อง ของกลาง คำขออื่นให้ยก

จำเลยที่ 2 อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 3 พิพากษาแก้เป็นว่า จำเลยที่ 1 มีความผิดตามพระราชบัญญัติคนเข้าเมือง พ.ศ.2522 มาตรา 62 วรรคสอง จำเลยที่ 1 และที่ 2 มีความผิดตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 มาตรา 66 วรรคสอง นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

จำเลยที่ 2 ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 84 วรรคท้าย ห้ามมิให้รับฟังถ้อยคำใด ๆ ที่ผู้ถูกจับให้ไว้ต่อเจ้าพนักงานผู้จับกุมหรือตำรวจในชั้นจับกุม ถ้าถ้อยคำนั้นเป็นคำรับสารภาพของผู้ถูกจับว่าตนได้กระทำความผิดกฎหมายห้ามมิให้รับฟังถ้อยคำรับสารภาพของผู้ถูกจับเป็นพยานหลักฐานเพื่อพิสูจน์ความผิดของผู้ถูกจับกุมเท่านั้น แต่มิได้ห้ามรับฟังเป็นพยานหลักฐานเพื่อพิสูจน์ความผิดของผู้ร่วมกระทำความผิดคนอื่น สำหรับที่เจ้าพนักงานตำรวจแจ้งแก่จำเลยที่ 1 ว่า หากศาลเห็นว่าผู้กระทำความผิดให้ข้อมูลที่สำคัญและเป็นประโยชน์อย่างยิ่งในการปราบปรามผู้กระทำความผิดเกี่ยวกับยาเสพติดให้โทษตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 มาตรา 100/2 ศาลจะลงโทษผู้กระทำความผิดน้อยกว่าอัตราโทษขั้นต่ำได้ ก็เป็นเพียงการแจ้งให้จำเลยที่ 1 ทราบถึงโทษที่จะได้รับน้อยลงกว่าอัตราโทษตามกฎหมายหากจำเลยที่ 1 ให้ข้อมูลที่สำคัญต่อเจ้าพนักงาน มิใช่เรื่องการจูงใจให้จำเลยที่ 1 ให้การใส่ร้ายปรักปรำผู้อื่น ดังนั้น คำซัดทอดของจำเลยที่ 1 ที่ให้ไว้ต่อเจ้าพนักงานตำรวจผู้จับกุมตามบันทึกถ้อยคำกับบันทึกการจับกุม จึงรับฟังประกอบประจักษ์พยานโจทก์ทั้งสามปากได้ ที่จำเลยที่ 2 นำสืบต่อสู้ว่า วันเกิดเหตุจำเลยที่ 1 ขอยืมเงินจำเลยที่ 2 จำนวน 12,000 บาท จำเลยที่ 2 ไม่มีเงินจึงพาจำเลยที่ 1 ไปยืมเงินจากนายอาณัติหรือโต้ง แล้วจำเลยที่ 1 เดินทางไปเล่นการพนันในประเทศกัมพูชา ระหว่างที่จำเลยที่ 2 รับประทานอาหารกับเพื่อนที่ร้านอาหารน้องผิง จำเลยที่ 1 โทรศัพท์มาหาอ้างว่าจะเอาเงินมาคืน เมื่อจำเลยที่ 1 มาถึงได้กวักมือเรียกจำเลยที่ 2 จากโต๊ะอาหารให้เดินไปหาจำเลยที่ 1 แล้วจำเลยที่ 1 ยื่นวัตถุก้อนกลมพันด้วยเทปสีดำส่งให้จำเลยที่ 2 จำเลยที่ 2 เข้าใจว่าเป็นเงินที่นำมาคืนจึงรับไว้ แล้วมีเจ้าพนักงานตำรวจเข้ามาจับกุมจำเลยที่ 2 เห็นว่า จำเลยที่ 2 เป็นสมาชิกสภาเทศบาลตำบลจอมพระตั้งแต่ปี 2547 จำเลยที่ 2 ย่อมรู้ว่าความผิดที่ถูกจับกุมเป็นคดีที่มีอัตราโทษสูง หากจำเลยที่ 2 ไม่ได้กระทำความผิดจริงก็น่าจะปฏิเสธความผิดตั้งแต่ชั้นจับกุม ในชั้นสอบสวนจำเลยที่ 2 ก็มิได้ให้การยืนยันในรายละเอียดต่อพนักงานสอบสวนเช่นที่เบิกความต่อศาล ประกอบกับสิ่งของที่จำเลยที่ 1 ยื่นให้แก่จำเลยที่ 2 นั้น มีลักษณะเป็นวัตถุทรงกลมพันด้วยเทปสีดำ จำเลยที่ 2 น่าจะรีบเปิดดูว่าสิ่งของที่อยู่ภายในเป็นเงินจริงตามที่อ้างหรือไม่ ข้อนำสืบของจำเลยที่ 2 จึงมีน้ำหนักน้อย ไม่อาจหักล้างพยานโจทก์ได้ สำหรับฎีกาข้ออื่นของจำเลยที่ 2 นั้น แม้วินิจฉัยไปก็ไม่ทำให้ผลแห่งคดีเปลี่ยนแปลง จึงไม่จำต้องวินิจฉัย พยานหลักฐานของโจทก์มีน้ำหนักมั่นคง รับฟังได้โดยปราศจากความสงสัยว่า จำเลยที่ 2 กระทำความผิดจริง ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 3 พิพากษามานั้นชอบแล้ว ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาของจำเลยที่ 2 ฟังไม่ขึ้น

พิพากษาแก้เป็นว่า สำหรับจำเลยที่ 1 ความผิดฐานเป็นคนสัญชาติไทยเดินทางออกไปและเข้ามาในราชอาณาจักรโดยไม่ยื่นรายการตามแบบ และไม่ผ่านการตรวจอนุญาตของพนักงานเจ้าหน้าที่ เป็นความผิดหลายกรรมต่างกัน นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 3
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.ยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 ม. 65 ม. 66
พ.ร.บ.มาตรการในการปราบปรามผู้กระทำความผิดเกี่ยวกับยาเสพติด พ.ศ.2534 ม. 10
ป.วิ.อ. ม. 84 วรรคท้าย
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการจังหวัดสุรินทร์
จำเลย — นายกฤษดากรหรือแก้ว วีระรัตน์ กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดสุรินทร์ — นางนิธิวดี โมกขมรรคกุล
ศาลอุทธรณ์ภาค 3 — นายเมธี ประจงการ
ชื่อองค์คณะ
ปัญญา สุทธิบดี
วิชัย เอื้ออังคณากุล
วัชรินทร์ ปัจเจกวิญญูสกุล
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 5775/2555
#526733
เปิดฉบับเต็ม

แม้จำเลยที่ 2 และที่ 3 เป็นนิติบุคคลคนละบริษัท แต่ทั้งสองบริษัทก็ประกอบกิจการรับขนส่งสินค้าทางอากาศเพื่อบำเหน็จทางการค้าปกติเหมือนกัน ใช้คำว่า DHL เป็นส่วนหนึ่งของชื่อทางการค้าและการบริการด้วยกัน ศ.ลูกจ้างของจำเลยที่ 3 มีหน้าที่ติดต่อประสานงานระหว่างลูกค้าติดตามและตรวจสอบเกี่ยวกับการขนส่งสินค้าของจำเลยที่ 3 บริษัท ฟ. ผู้รับตราส่ง เป็นลูกค้าประจำของจำเลยที่ 3 และมีบัญชีลูกค้าอยู่กับจำเลยที่ 3 เพื่อเรียกเก็บค่าบริการและตามใบรับขนของทางอากาศของสินค้าตามฟ้อง ได้ระบุว่า ค่าระวางการขนส่งสินค้าครั้งนี้ให้เรียกเก็บจากบัญชีของบริษัท ฟ. ย่อมหมายความว่าจำเลยที่ 3 มีหน้าที่เรียกเก็บเงินค่าระวางขนส่งสินค้าตามฟ้องจากบริษัท ฟ. แทนจำเลยที่ 2 และตามใบรับขนของทางอากาศ จำเลยที่ 2 ผู้ขนส่งมีหน้าที่นำสินค้าตามฟ้องไปส่งให้แก่บริษัท ฟ. ที่อำเภอลำลูกกา จังหวัดปทุมธานี หากสินค้าไม่สูญหาย จำเลยที่ 3 จะติดต่อกับบริษัท ฟ. ว่าจะให้จำเลยที่ 3 ดำเนินพิธีศุลกากรและนำของไปส่งมอบให้บริษัทหรือไม่ หรือบริษัทจะส่งตัวแทนไปดำเนินพิธีศุลกากรเพื่อออกของเอง การระบุชื่อที่อยู่ของบริษัทมิได้หมายความว่าจำเลยที่ 3 จะต้องนำสินค้าไปมอบให้แก่บริษัท ฟ. แต่ก็ไม่ปรากฏว่า จำเลยที่ 2 ผู้ขนส่งจะมอบหมายให้ผู้ใดเป็นตัวแทนในประเทศไทยขนส่งสินค้าไปมอบให้แก่บริษัท ฟ. นอกจากจำเลยที่ 3 ซึ่งให้บริการเป็นเครือข่ายเดียวกัน การที่จำเลยที่ 3 ได้มีการมอบหมายให้มีการตรวจสอบคลังสินค้าของจำเลยที่ 3 ว่ามีการขนส่งสินค้าดังกล่าวมาที่ประเทศไทยแล้วหรือไม่ ย่อมเป็นข้อบ่งชี้ว่าการขนส่งสินค้าจากบริษัทในเครือข่าย DHL จากต่างประเทศอาจนำเข้ามาเก็บไว้ในคลังสินค้าของจำเลยที่ 3 เพื่อจัดส่งให้แก่ผู้รับสินค้าหรือผู้รับตราส่งต่อไปและการมอบหมายให้ น. พนักงานของจำเลยที่ 3 รับผิดชอบเกี่ยวกับการส่งสินค้าตามฟ้อง แสดงว่าจำเลยที่ 3 มีหน้าที่ดูแลสินค้าที่ทางจำเลยที่ 2 ส่งมายังผู้รับตราส่งในประเทศไทยเช่นกัน นอกจากนี้ตามไปรษณีย์อิเล็กทรอนิกส์ที่ น. มีถึงบริษัท ฟ. แจ้งว่าจะไม่เรียกเก็บค่าระวางขนส่งสินค้าตามฟ้องจากบริษัท ฟ. เนื่องจากสินค้าสูญหายไปหมดและ ศ.ก็เบิกความรับว่า การเรียกร้องค่าเสียหายของสินค้าต้องเสนอให้แก่จำเลยที่ 3 และจำเลยที่ 3 จะเป็นผู้จ่ายค่าเสียหายให้ โดยไม่มีการส่งใบเรียกร้องค่าเสียหายไปให้จำเลยที่ 2 ที่สาธารณรัฐอิตาลี จำเลยที่ 2 และที่ 3 จึงมีส่วนได้เสียร่วมกันในการประกอบกิจการขนส่งสินค้าตามฟ้อง

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยทั้งสามร่วมกันชำระเงินจำนวน 731,567.15 บาท พร้อมดอกเบี้ยถึงวันฟ้อง 39,234.05 บาท รวมเป็นเงิน 770,801.20 บาท พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี จากต้นเงินจำนวน 731,567.15 บาท นับแต่วันถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์

จำเลยทั้งสามให้การขอให้ยกฟ้อง

ระหว่างการพิจารณา บริษัทเอซ ไอเอ็นเอ โอเวอร์ซีส์ อินชัวรันซ์ จำกัด ได้ยื่นคำร้องว่า ผู้ร้องได้รับอนุญาตให้ประกอบธุรกิจประกันวินาศภัยในประเทศไทย และได้รับโอนบรรดากิจการ ทรัพย์สิน หนี้สินและความรับผิดชอบตามสัญญาประกันภัยของโจทก์ขอเข้าเป็นโจทก์ร่วม ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางมีคำสั่งให้บริษัทเอซ ไอเอ็นเอ โอเวอร์ซีส์ อินชัวรันซ์ จำกัด เข้าเป็นคู่ความแทนที่โจทก์

ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางพิพากษาให้จำเลยที่ 2 และที่ 3 ร่วมกันชำระเงินจำนวน 731,567.15 บาท พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงินจำนวนดังกล่าวนับแต่วันที่ 10 กุมภาพันธ์ 2550 เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ แต่ดอกเบี้ยคิดถึงวันฟ้อง (วันที่ 29 ตุลาคม 2550) ต้องไม่เกินจำนวน 39,234.05 บาท ให้จำเลยที่ 2 และที่ 3 ร่วมกันชำระค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ โดยกำหนดค่าทนายความให้ 15,000 บาท ยกฟ้องโจทก์สำหรับจำเลยที่ 1 ค่าฤชาธรรมเนียมระหว่างโจทก์กับจำเลยที่ 1 ให้เป็นพับ

จำเลยที่ 3 อุทธรณ์ต่อศาลฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงเบื้องต้นฟังว่า โจทก์เป็นนิติบุคคลประเภทบริษัทจำกัด จดทะเบียนที่ประเทศออสเตรเลีย ประกอบธุรกิจรับประกันวินาศภัยทุกประเภท มีสำนักงานใหญ่อยู่ที่ประเทศออสเตรเลีย โจทก์เข้ามาตั้งสำนักงานสาขาประกอบธุรกิจรับประกันวินาศภัยในประเทศไทย โดยมอบอำนาจให้นางสาวฟ้า เป็นผู้จัดการสาขาในประเทศไทย มีอำนาจบริหารงานของโจทก์ในประเทศไทยและมีอำนาจฟ้องร้องดำเนินคดีแทนโจทก์ด้วย จำเลยที่ 2 เป็นนิติบุคคลประเภทบริษัทจำกัดตามกฎหมายของสาธารณรัฐอิตาลี จำเลยที่ 3 เป็นนิติบุคคลประเภทบริษัทจำกัดตามกฎหมายไทย จำเลยที่ 2 และที่ 3 ประกอบกิจการรับขนส่งสินค้าทางอากาศเพื่อบำเหน็จเป็นทางการค้าปกติ โจทก์รับประกันภัยความเสียหายหรือสูญหายของสินค้าไว้จากบริษัทฟาบริเนท จำกัด ผู้เอาประกันภัย ในการขนส่งจากโรงงานของผู้เอาประกันในประเทศไทยไปยังประเทศต่าง ๆ ทั่วโลก และจากประเทศต่าง ๆ ทั่วโลกมายังโรงงานของผู้เอาประกันภัยในประเทศไทย โดยมีความคุ้มครองการขนส่งระหว่างวันที่ 1 มกราคม 2549 ถึง 1 มกราคม 2550 จำนวนเงินเอาประกันภัยสำหรับสินค้าทั่วไปไม่เกิน 40,000,000 บาทต่อเที่ยว และจำนวนเงินเอาประกันภัยสำหรับสินค้าแต่ละเที่ยวให้คำนวณจากมูลค่าสินค้าตามใบกำกับสินค้าหรืออินวอยซ์ บวกร้อยละ 10 ของมูลค่าสินค้า เมื่อประมาณกลางเดือนตุลาคม 2549 บริษัทฟาบริเนท จำกัด ได้สั่งซื้อสินค้าประเภทอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ ตามใบกำกับสินค้าเลขที่ 1900018768 ในราคา 9,840 ดอลลาร์สหรัฐ และเลขที่ 1900018769 ในราคา 8,132 ดอลลาร์สหรัฐ จากบริษัทอะวาเน็กซ์ คอร์ปอเรชั่น จำกัด ซึ่งอยู่ในสาธารณรัฐอิตาลี ต่อมาบริษัทอะวาเน็กซ์ คอร์ปอเรชั่น จำกัด ได้ว่าจ้างจำเลยที่ 2 ให้ขนส่งสินค้าจากสาธารณรัฐอิตาลีโดยทางเครื่องบินมาส่งมอบให้กับบริษัทฟาบริเนท จำกัด ในประเทศไทย เมื่อจำเลยที่ 2 ได้รับสินค้าครบถ้วนโดยบรรจุไว้ในกล่อง 1 กล่อง และอยู่ในสภาพเรียบร้อยแล้ว ซึ่งบริษัทอะวาเน็กซ์ คอร์ปอเรชั่น จำกัด ได้สำแดงสินค้าเพื่อทำการขนส่งไว้ว่ามีราคา 17,972 ดอลลาร์สหรัฐ จำเลยที่ 2 จึงได้ออกใบรับขนทางอากาศให้แก่บริษัทอะวาเน็กซ์ คอร์ปอเรชั่น จำกัด ต่อมาปรากฏว่ากล่องสินค้าและสินค้าภายในกล่องสูญหายไปทั้งหมดในระหว่างการขนส่งของจำเลยที่ 2 บริษัทฟาบริเนท จำกัด ทราบว่าสินค้าสูญหายไปประมาณเดือนพฤศจิกายน 2549 จึงได้เรียกร้องค่าสินค้าไปยังจำเลยที่ 3 จำเลยที่ 3 มีไปรษณีย์อิเล็กทรอนิกส์ตอบกลับมาว่า สินค้าสูญหายจริงระหว่างการขนส่ง แต่ไม่ยอมชดใช้ค่าเสียหาย บริษัทฟาบริเนท จำกัด จึงเรียกร้องมายังโจทก์ โจทก์ได้ชำระค่าสินไหมทดแทนให้แก่บริษัทฟาบริเนท จำกัด เป็นมูลค่าสินค้า 17,972 ดอลลาร์สหรัฐ บวกร้อยละ 10 ตามมูลค่าในใบกำกับสินค้าเป็นเงินรวม 19,769.20 ดอลลาร์สหรัฐ หรือ 731,567.15 บาท โดยคำนวณจากอัตราแลกเปลี่ยน 1 ดอลลาร์สหรัฐ เท่ากับ 37.0054 บาท

ปัญหาวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของจำเลยที่ 3 ว่า จำเลยที่ 3 เป็นผู้ขนส่งสินค้าตามฟ้องร่วมกับจำเลยที่ 2 หรือไม่ เห็นว่า แม้จำเลยที่ 2 และที่ 3 เป็นนิติบุคคลคนละบริษัทกัน แต่ทั้งสองบริษัทก็ประกอบกิจการรับขนส่งสินค้าทางอากาศเพื่อบำเหน็จทางการค้าปกติเหมือนกัน ใช้คำว่า DHL เป็นส่วนหนึ่งของชื่อทางการค้าและการบริการด้วยกัน นายศรายุทธลูกจ้างของจำเลยที่ 3 มีหน้าที่ติดต่อประสานงานระหว่างลูกค้าติดตามและตรวจสอบเกี่ยวกับการขนส่งสินค้าของจำเลยที่ 3 พยานจำเลยที่ 3 เบิกความตอบทนายโจทก์ถามค้านว่า บริษัทฟาบริเนท จำกัด เป็นลูกค้าประจำของจำเลยที่ 3 และมีบัญชีลูกค้าอยู่กับจำเลยที่ 3 เพื่อเรียกเก็บค่าบริการและตามใบรับขนทางอากาศของสินค้าตามฟ้องได้ระบุว่า ค่าระวางการขนส่งสินค้าครั้งนี้ให้เรียกเก็บจากบัญชีลูกค้าเลขที่ 962038657 ซึ่งเป็นบัญชีของบริษัทฟาบริเนท จำกัด ผู้รับตราส่ง ย่อมหมายความว่าจำเลยที่ 3 มีหน้าที่เรียกเก็บเงินค่าระวางขนส่งสินค้าตามฟ้องจากบริษัทฟาบริเนท จำกัด แทนจำเลยที่ 2 จำเลยที่ 2 ผู้ขนส่งมีหน้าที่นำสินค้าตามฟ้องไปส่งให้แก่บริษัทฟาบริเนท จำกัด ผู้รับตราส่งยังที่อยู่ของบริษัทฟาบริเนท จำกัด ที่จังหวัดปทุมธานี แต่นายศรายุทธเบิกความตอบคำถามค้านของทนายโจทก์ว่า หากสินค้าไม่สูญหาย จำเลยที่ 3 จะติดต่อกับบริษัทฟาบริเนท จำกัด ว่าจะให้จำเลยที่ 3 ดำเนินพิธีศุลกากรและนำของไปส่งมอบให้ที่บริษัทหรือไม่ หรือบริษัทจะส่งตัวแทนไปดำเนินพิธีศุลกากรเพื่อออกของเอง การระบุชื่อที่อยู่ของบริษัทมิได้หมายความว่าจำเลยที่ 3 จะต้องนำสินค้าไปมอบให้แก่บริษัทฟาบริเนท จำกัด แต่นายศรายุทธก็มิได้อธิบายว่า จำเลยที่ 2 ผู้ขนส่งจะมอบหมายให้ผู้ใดเป็นตัวแทนในประเทศไทยขนส่งสินค้าไปมอบให้แก่บริษัทฟาบริเนท จำกัด นอกจากจำเลยที่ 3 ซึ่งให้บริการเป็นเครือข่ายเดียวกัน การที่จำเลยที่ 3 ได้มีการมอบหมายให้นายศุภวิทย์ตรวจสอบคลังสินค้าของจำเลยที่ 3 ว่ามีการส่งสินค้ามาที่ประเทศไทยแล้วหรือไม่ ย่อมเป็นข้อบ่งชี้ว่าการขนส่งสินค้าจากบริษัทในเครือข่าย DHL จากต่างประเทศอาจนำเข้ามาเก็บไว้ในคลังสินค้าของจำเลยที่ 3 เพื่อจัดส่งให้แก่ผู้รับสินค้าหรือผู้รับตราส่งต่อไป และการมอบหมายให้นางสาวนุชจารี พนักงานของจำเลยที่ 3 รับผิดชอบเกี่ยวกับการส่งสินค้าตามฟ้อง แสดงให้เห็นว่าจำเลยที่ 3 มีหน้าที่ดูแลสินค้าที่ทางจำเลยที่ 2 ส่งมายังผู้รับตราส่งในประเทศไทยเช่นกัน นอกจากนี้ตามไปรษณีย์อิเล็กทรอนิกส์ที่นางสาวนุชจารีมีถึงบริษัทฟาบริเนท จำกัด แจ้งว่าจะไม่เรียกเก็บค่าระวางขนส่งสินค้าตามฟ้องจากบริษัทฟาบริเนท จำกัด เนื่องจากสินค้าสูญหายไปหมด และนายศรายุทธก็เบิกความรับว่า การเรียกร้องค่าเสียหายของสินค้าต้องเสนอให้แก่จำเลยที่ 3 และจำเลยที่ 3 จะเป็นผู้จ่ายค่าเสียหายให้ โดยไม่มีการส่งใบเรียกร้องค่าเสียหายไปให้จำเลยที่ 2 ที่สาธารณรัฐอิตาลี อันแสดงให้เห็นว่าจำเลยที่ 2 และที่ 3 มีส่วนได้เสียร่วมกันในการประกอบกิจการขนส่งสินค้าตามฟ้อง ที่ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางวินิจฉัยว่า จำเลยที่ 2 และที่ 3 เป็นผู้ขนส่งประกอบกิจการขนส่งสินค้าร่วมกันและพิพากษาให้ร่วมกันรับผิดต่อโจทก์ชอบแล้ว อุทธรณ์ของจำเลยที่ 3 ฟังไม่ขึ้น

พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 617 ม. 618
ชื่อคู่ความ
บริษัทเอซ อินชัวรันซ์ จำกัด โดย
บริษัทเอซ ไอเอ็นเอ โอเวอร์ซีส์ อินชัวรันซ์ จำกัด
โจทก์ — ผู้เข้าเป็นคู่ความแทน
จำเลย — บริษัทดีเอชแอล อินเตอร์เนชั่นแนล จำกัด กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลาง — นายตุล เมฆยงค์
ชื่อองค์คณะ
สุวัฒน์ วรรธนะหทัย
อร่าม เสนามนตรี
สมศักดิ์ เนตรมัย
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 5744/2555
#521538
เปิดฉบับเต็ม

จำเลยกับพวกแทงผู้ตายและโจทก์ร่วมที่ 2 อย่างแรงที่อวัยวะสำคัญของร่างกายที่สามารถทำให้ถึงแก่ความตายได้ เมื่อผู้ตายถึงแก่ความตายและโจทก์ร่วมที่ 2 ได้รับอันตรายสาหัส แพทย์ผู้ตรวจชันสูตรบาดแผลเบิกความว่า หากไม่ได้รับการรักษาทันท่วงทีโจทก์ร่วมที่ 2 อาจถึงแก่ความตายได้ จึงฟังได้ว่า จำเลยมีเจตนาฆ่าผู้ตายและพยายามฆ่าโจทก์ร่วมที่ 2

ส่วนโจทก์ร่วมที่ 3 จำเลยใช้มีดแทงและฟันโจทก์ร่วมที่ 3 ตามโอกาสอำนวยไม่ได้เลือกแทงอวัยวะส่วนที่สำคัญของร่างกายทั้งมีดที่ใช้แทงและฟันไม่ใช่มีดขนาดใหญ่ แม้บาดแผลที่โจทก์ร่วมที่ 3 ถูกฟันด้านหลังยาวจากสะบัดขวาถึงเอวด้านซ้ายยาว 50 เซนติเมตร แต่ลึกเพียง 0.4 เซนติเมตร แสดงว่าไม่ใช่บาดแผลร้ายแรงที่จะทำให้โจทก์ร่วมที่ 3 ถึงแก่ความตายได้ จำเลยกับพวกมีเพียงเจตนาทำร้ายร่างกายโจทก์ร่วมที่ 3 เท่านั้น

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 80, 83, 91, 288, 297, 371

จำเลยให้การปฏิเสธ

ระหว่างพิจารณานางฉอ้อน มารดาของนายเอกพล ผู้ตาย นายสุเทพ และนายชนะชัย ผู้เสียหายทั้งสามยื่นคำร้องขอเข้าร่วมเป็นโจทก์ ศาลชั้นต้นอนุญาต (ที่ถูก อนุญาตเฉพาะความผิดต่อชีวิตและความผิดต่อร่างกาย) โดยให้เรียกว่าโจทก์ร่วมที่ 1 ที่ 2 และที่ 3 ตามลำดับ

โจทก์ร่วมที่ 1 ยื่นคำร้องและแก้ไขคำร้อง เรียกร้องค่าสินไหมทดแทน รวมเป็นเงิน 1,460,800 บาท พร้อมดอกเบี้ยตามกฎหมายนับแต่วันทำละเมิดจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ร่วมที่ 1

โจทก์ร่วมที่ 2 ยื่นคำร้องขอเรียกค่าเสียหายทั้งในเวลาปัจจุบันและในเวลาอนาคตเป็นเงิน 350,000 บาท รวมเป็นเงิน 500,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยร้อยละ 7.5 ต่อปี นับถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ร่วมที่ 2

โจทก์ร่วมที่ 3 ยื่นคำร้อง ขอเรียกค่าเสียหายทั้งในเวลาปัจจุบันและในเวลาอนาคตเป็นเงิน 400,000 บาท รวมเป็นเงิน 500,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยร้อยละ 7.5 ต่อปี นับถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ร่วมที่ 3

จำเลยให้การในคดีส่วนแพ่งขอให้ยกคำร้องโจทก์ร่วมทั้งสาม

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 288, 288 ประกอบมาตรา 80, 295, 371, 83 การกระทำของจำเลยเป็นความผิดหลายกรรมต่างกัน ให้ลงโทษทุกกรรมเป็นกระทงความผิดไปตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 ฐานร่วมกันฆ่าผู้อื่น จำคุก 15 ปี ฐานร่วมกันพยายามฆ่าผู้อื่น จำคุก 10 ปี ฐานร่วมทำร้ายผู้อื่นเป็นเหตุให้เกิดอันตรายแก่กาย จำคุก 1 ปี ฐานร่วมกันพาอาวุธไปเมือง หมู่บ้านหรือทางสาธารณะโดยไม่มีเหตุสมควร ปรับ 100 บาท รวมจำคุก 26 ปี และปรับ 100 บาท ไม่ชำระค่าปรับให้จัดการตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 29 กับให้จำเลยชำระค่าสินไหมทดแทนแก่โจทก์ร่วมที่ 1 จำนวน 676,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปีนับแต่วันละเมิด (วันที่ 28 มีนาคม 2550) เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ร่วมที่ 1 ให้จำเลยชำระค่าสินไหมทดแทนแก่โจทก์ร่วมที่ 2 จำนวน 27,500 บาท และโจทก์ร่วมที่ 3 จำนวน 10,400 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันที่ 12 กุมภาพันธ์ 2551 เป็นต้นไป จนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ร่วมที่ 2 และที่ 3 ข้อหาอื่นและคำขออื่นนอกจากนี้ให้ยก

โจทก์และจำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษาแก้เป็นว่า สำหรับความผิดฐานร่วมกันพยายามฆ่าโจทก์ร่วมที่ 3 จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 288, 80, 83 จำคุก 10 ปี รวมกับโทษในความผิดฐานอื่นตามคำพิพากษาศาลชั้นต้นแล้ว เป็นจำคุก 35 ปี และปรับ 100 บาท นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

จำเลยฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า คงมีปัญหาวินิจฉัยในชั้นนี้ว่าจำเลยร่วมกระทำความผิดฐานฆ่าผู้อื่นและพยายามฆ่าผู้อื่นหรือไม่ เห็นว่า พยานโจทก์และโจทก์ร่วมทั้งสามเบิกความสมเหตุผลและไม่เคยมีสาเหตุโกรธเคืองกับจำเลยมาก่อนจึงไม่มีเหตุที่จะเบิกความปรักปรำจำเลย ส่วนจำเลยนำสืบปฏิเสธลอยๆ ไม่มีพยานที่น่าเชื่อถือมาสนับสนุนไม่มีน้ำหนักหักล้างพยานโจทก์และโจทก์ร่วมทั้งสามได้ เชื่อว่าพยานโจทก์และโจทก์ร่วมทั้งสามดังกล่าวเบิกความตามที่รู้เห็นจริง ฟังได้ว่าโจทก์ร่วมที่ 2 และที่ 3 เห็นหน้าจำเลยจำได้และพฤติการณ์ที่โจทก์ร่วมที่ 2 และที่ 3 และผู้ตายเดินออกจากร้านอาหารมาถึงที่เกิดเหตุ ได้ยินเสียงเรียกโจทก์ร่วมที่ 3 ว่า "ไอ้เสื้อขาว มึงหันมานี่" เมื่อหันมาได้เห็นจำเลยกับชายเสื้อแดงและพวก 4 ถึง 5 คนยืนอยู่ แล้วชายเสื้อแดงถือมีดเข้ามาแทงโจทก์ร่วมที่ 3 ถูกที่แขนและจำเลยเข้ามา แทงซ้ำแต่ถูกโจทก์ร่วมที่ 3 ใช้เท้าถีบจำเลย เมื่อโจทก์ร่วมที่ 3 หันหลังวิ่งหนี จำเลยใช้มีดฟันที่หลัง ส่วนชายเสื้อแดงใช้มีดแทงผู้ตายและจำเลยใช้มีดแทงผู้ตาย เมื่อโจทก์ร่วมที่ 2 เข้ามาช่วยก็ถูกจำเลยใช้มีดแทงโจทก์ร่วมที่ 2 ที่ชายโครงด้านขวาตามคำเบิกความของโจทก์ร่วมที่ 2 และที่ 3 นั้น ย่อมบ่งชี้ได้ว่าจำเลยกับพวกสมคบกันมาดักทำร้ายโจทก์ร่วมที่ 2 และที่ 3 และผู้ตาย การกระทำของจำเลยกับพวกที่ร่วมกันทำร้ายโจทก์ร่วมที่ 2 และที่ 3 และผู้ตายจึงเป็นตัวการร่วมกันกระทำความผิดหาใช่เป็นเรื่องต่างคนต่างทำดังที่จำเลยฎีกา เมื่อจำเลยกับพวกแทงผู้ตายที่ลำตัวด้านซ้าย 2 แผล ที่หน้าท้องทะลุเข้าช่องท้องทะลุลำไส้ ทะลุเข้าไตซ้ายและเส้นเลือดใหญ่ในช่องท้อง ตามรายงานตรวจศพท้ายฟ้อง และแทงโจทก์ร่วมที่ 2 ที่บริเวณหลังใต้สะบักขวายาว 2 เซนติเมตร ลึกทะลุเข้าช่องอกทะลุช่องปอดขวาทำให้มีลมรั่วในช่องปอด ตามรายงานผลตรวจชันสูตรบาดแผลของแพทย์ท้ายฟ้อง แสดงให้เห็นว่าจำเลยกับพวกแทงผู้ตายและโจทก์ร่วมที่ 2 อย่างแรงที่อวัยวะสำคัญของร่างกายที่สามารถทำให้ถึงแก่ความตายได้ เมื่อผู้ตายถึงแก่ความตายและโจทก์ร่วมที่ 2 ได้รับอันตรายสาหัส และนายดนัย แพทย์ผู้ตรวจชันสูตรบาดแผลเบิกความว่า หากไม่ได้รับการรักษาทันท่วงที โจทก์ร่วมที่ 2 อาจถึงแก่ความตายได้ จึงฟังได้ว่าจำเลยกับพวกมีเจตนาฆ่าผู้ตายและโจทก์ร่วมที่ 2 จำเลยมีความผิดฐานฆ่าผู้ตายและพยายามฆ่าโจทก์ร่วมที่ 2 ข้อที่จำเลยฎีกาว่า มีดที่จำเลยใช้แทงผู้ตายและโจทก์ร่วมที่ 2 เป็นมีดเดือยไก่ที่มีขนาดกว้างประมาณ 3 ถึง 4 เซนติเมตร ยาวประมาณ 4 นิ้ว ไม่รวมด้ามมีดไม่ใช่มีดขนาดใหญ่นั้น เห็นว่า จำเลยใช้มีดแทงผู้ตายในส่วนที่เป็นอวัยวะสำคัญและแทงอย่างแรงจนทะลุช่องท้องผู้ตายและช่องอกโจทก์ร่วมที่ 2 จนถูกอวัยวะสำคัญภายในร่างกายย่อมแสดงว่าจำเลยและพวกมีเจตนาฆ่าหาใช่เพียงมีเจตนาทำร้ายดังที่จำเลยฎีกา และแม้ก่อนเกิดเหตุพวกของจำเลยกับพวกของผู้ตายและโจทก์ร่วมที่ 2 ไม่ได้ทะเลาะวิวาทกันหรือมีเรื่องโกรธแค้นกัน แต่กรรมเป็นเครื่องชี้เจตนาจึงต้องพิจารณาจากการกระทำของจำเลยดังที่ได้วินิจฉัยมาข้างต้น หาใช่จำต้องมีความอาฆาตกันมาก่อนดังที่จำเลยฎีกาไม่ ฎีกาข้ออื่นของจำเลยเป็นข้อปลีกย่อยไม่ทำให้ผลคดีเปลี่ยนไปไม่จำต้องวินิจฉัย ฎีกาข้อนี้ของจำเลยฟังไม่ขึ้น สำหรับโจทก์ร่วมที่ 3 ได้ความว่าพวกของจำเลยใช้มีดแทงถูกที่แขนซ้ายของโจทก์ร่วมที่ 3 ก่อน จำเลยถือมีดเข้ามาจะแทงโจทก์ร่วมที่ 3 อีก แต่โจทก์ร่วมที่ 3 ใช้เท้าถีบจำเลยไว้ เมื่อโจทก์ร่วมที่ 3 คิดวิ่งหนี จำเลยเข้ามาใช้มีดฟันที่บริเวณด้านหลัง แสดงให้เห็นว่าจำเลยใช้มีดแทงและฟันโจทก์ร่วมที่ 3 ตามโอกาสอำนวย ไม่ได้เลือกแทงอวัยวะส่วนที่สำคัญของร่างกาย ทั้งมีดที่ใช้แทงและฟันไม่ใช่มีดขนาดใหญ่ แม้บาดแผลที่โจทก์ร่วมที่ 3 ถูกฟันด้านหลังยาวจากสะบักขวาถึงเอวด้านซ้ายยาว 50 เซนติเมตร แต่ลึกเพียง 0.4 เซนติเมตร แสดงว่าไม่ใช่บาดแผลร้ายแรงที่จะทำให้โจทก์ร่วมที่ 3 ถึงแก่ความตายได้ และบาดแผลที่ถูกพวกของจำเลยแทงที่ต้นแขนขวาด้านหลังยาว 3 เซนติเมตร ลึกถึงชั้นกล้ามเนื้อก็ไม่ใช่อวัยวะส่วนที่สำคัญของร่างกายไม่ทำให้โจทก์ร่วมที่ 3 ถึงแก่ความตายได้เช่นกัน ฟังได้ว่าจำเลยกับพวกมีเพียงเจตนาทำร้ายร่างกายโจทก์ร่วมที่ 3 เท่านั้น จำเลยจึงมีความผิดฐานทำร้ายโจทก์ร่วมที่ 3 เป็นเหตุให้ได้รับอันตรายแก่กายอันเป็นความผิดที่ร่วมอยู่ในการกระทำที่โจทก์ฟ้อง ศาลมีอำนาจลงโทษจำเลยตามที่พิจารณาได้ความตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 192 วรรคท้ายได้ ที่ศาลอุทธรณ์วินิจฉัยข้อนี้มา ศาลฎีกาไม่เห็นพ้องด้วย ฎีกาข้อนี้ของจำเลยฟังขึ้น

มีปัญหาวินิจฉัยตามที่จำเลยฎีกาประการสุดท้ายว่า จำเลยต้องรับผิดชดใช้ค่าเสียหายให้แก่โจทก์ร่วมทั้งสามเพียงใด เห็นว่า การเรียกค่าเสียหายของโจทก์ร่วมทั้งสามมีสาเหตุมาจากจำเลยได้กระทำละเมิดทำร้ายผู้ตาย โจทก์ร่วมที่ 2 และที่ 3 ทำให้โจทก์ร่วมทั้งสามเสียหาย จึงเป็นคดีแพ่งที่เกี่ยวเนื่องกับคดีอาญา การพิจารณาคดีแพ่งต้องเป็นไปตามบทบัญญัติแห่งประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 40 สำหรับโจทก์ร่วมที่ 1 เป็นมารดาของผู้ตาย เช่นนี้ผู้ตายซึ่งเป็นบุตรมีหน้าที่อุปการะเลี้ยงดูบิดามารดา เมื่อจำเลยทำให้ผู้ตายถึงแก่ความตาย โจทก์ร่วมที่ 1 ซึ่งเป็นมารดาย่อมเรียกค่าขาดไร้อุปการะได้ และเรียกค่าปลงศพ กับค่าใช้จ่ายอันจำเป็นในการจัดการศพจากจำเลยได้ อันเป็นสิทธิที่โจทก์ร่วมที่ 1 สามารถเรียกได้ตามกฎหมาย หาใช่ต้องคำนึงถึงสภาพความเป็นจริงว่าหากผู้ตายยังมีชีวิตอยู่จะเลี้ยงดูโจทก์ร่วมที่ 1 จริงดังที่จำเลยฎีกาไม่ ซึ่งการเรียกค่าเสียหายของโจทก์ร่วมทั้งสามมีมูลคดีแยกต่างหากจากกัน การคิดทุนทรัพย์ตามฟ้องของโจทก์ร่วมแต่ละคนจึงแยกกันได้ เมื่อจำเลยอุทธรณ์ว่าไม่ต้องรับผิดต่อโจทก์ร่วมที่ 2 และที่ 3 ทุนทรัพย์ในชั้นอุทธรณ์ของโจทก์ร่วมที่ 2 และที่ 3 กับจำเลยจึงไม่เกินคนละ 50,000 บาท ต้องห้ามมิให้คู่ความอุทธรณ์ในปัญหาข้อเท็จจริงตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 224 วรรคหนึ่ง ประกอบประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 40 ที่ศาลชั้นต้นรับอุทธรณ์ของจำเลยสำหรับโจทก์ร่วมที่ 2 และที่ 3 มาไม่ชอบ ศาลอุทธรณ์ไม่มีอำนาจวินิจฉัยอุทธรณ์ดังกล่าว คำวินิจฉัยของศาลอุทธรณ์ในส่วนของโจทก์ร่วมที่ 2 และที่ 3 จึงไม่ชอบ และที่ศาลชั้นต้นรับฎีกาของจำเลยสำหรับโจทก์ร่วมที่ 2 และที่ 3 มาไม่ชอบเช่นกัน ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัยให้ ปัญหาดังกล่าวเป็นข้อกฎหมายอันเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชน แม้ไม่มีคู่ความฎีกา ศาลฎีกาก็ยกขึ้นวินิจฉัยเองได้ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 142 (5) ประกอบประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 40

พิพากษาแก้เป็นว่า ให้บังคับคดีไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น ให้ยกฎีกาของจำเลยในส่วนคดีแพ่งสำหรับโจทก์ร่วมที่ 2 และที่ 3 และยกคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ ในส่วนคดีแพ่งเกี่ยวกับโจทก์ร่วมที่ 2 และที่ 3
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.อ. ม. 80 ม. 83 ม. 288 ม. 295 ม. 371
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการ สำนักงานอัยการสูงสุด
โจทก์ร่วม — นางฉอ้อน เฉพาะตน กับพวก
จำเลย — นายเฉลิมเกียรติ บุญประกอบ
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลอาญา — นายสุรัตน์ชัย ศิลาภากุล
ศาลอุทธรณ์ — นายศิริชัย จันทร์สว่าง
ชื่อองค์คณะ
สถิตย์ ทาวุฒิ
สมชาย สินเกษม
ปริญญา ดีผดุง
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 5729/2555
#521411
เปิดฉบับเต็ม

พยานหลักฐานของโจทก์คงมีเพียงคำให้การในชั้นสอบสวนของผู้เสียหายที่ 1 และแถบบันทึกภาพ (วิดีโอ) การสอบสวนผู้เสียหายที่ 1 แม้ศาลมีอำนาจรับฟังพยานหลักฐานดังกล่าวเสมือนหนึ่งเป็นคำเบิกความของผู้เสียหายที่ 1 ในชั้นพิจารณาของศาลได้ตาม ป.วิ.อ. มาตรา 172 ตรี วรรคสี่ แต่โจทก์ไม่มีพยานหลักฐานอื่นมาสืบประกอบให้รับฟังได้ว่า คำให้การชั้นสอบสวนของผู้เสียหายที่ 1 และแถบบันทึกภาพ (วิดีโอ) การสอบสวนผู้เสียหายที่ 1 ดังกล่าวน่าเชื่อถือ พยานหลักฐานของโจทก์จึงไม่มีน้ำหนักให้รับฟังลงโทษจำเลยได้

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91, 282, 283 ทวิ, 319 พระราชบัญญัติป้องกันและปราบปรามการค้าประเวณี พ.ศ.2539 มาตรา 9 พระราชบัญญัติป้องกันและปราบปรามการค้ามนุษย์ พ.ศ.2551 มาตรา 6, 52

จำเลยให้การปฏิเสธ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 282 วรรคสอง, 283 ทวิ วรรคแรก, 319 วรรคแรก พระราชบัญญัติป้องกันและปราบปรามการค้าประเวณี พ.ศ.2539 มาตรา 9 วรรคสอง พระราชบัญญัติป้องกันและปราบปรามการค้ามนุษย์ พ.ศ.2551 มาตรา 6 (1), 52 วรรคสอง การกระทำของจำเลยเป็นความผิดหลายกรรมต่างกัน ให้ลงโทษทุกกรรมเป็นกระทงความผิดไป ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 ความผิดฐานเพื่อให้สนองความใคร่ของผู้อื่น เป็นธุระจัดหาหรือชักพาไปเพื่อการอนาจาร ซึ่งบุคคลอายุเกินกว่าสิบห้าปีแต่ยังไม่เกินสิบแปดปี แม้ผู้นั้นจะยินยอมก็ตาม ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 282 วรรคสอง ฐานพาบุคคลอายุเกินสิบห้าปีแต่ยังไม่เกินสิบแปดปีไปเพื่อการอนาจาร แม้ผู้นั้นจะยินยอมก็ตาม ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 283 ทวิ วรรคแรก ฐานเป็นธุระจัดหา ล่อไปหรือชักพาไป ซึ่งบุคคลอายุเกินกว่าสิบห้าปีแต่ยังไม่เกินสิบแปดปี เพื่อให้บุคคลนั้นกระทำการค้าประเวณี แม้บุคคลนั้นจะยินยอมก็ตาม ตามพระราชบัญญัติป้องกันและปราบปรามการค้าประเวณี พ.ศ.2539 มาตรา 9 วรรคสอง และฐานค้ามนุษย์ตามพระราชบัญญัติป้องกันและปราบปรามการค้ามนุษย์ พ.ศ.2551 มาตรา 6 (1), 52 วรรคสอง เป็นการกระทำกรรมเดียวผิดกฎหมายหลายบท ให้ลงโทษตามพระราชบัญญัติป้องกันและปราบปรามการค้าประเวณี พ.ศ.2539 มาตรา 9 วรรคสอง ซึ่งเป็นบทหนักที่สุดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 ลงโทษจำคุกกระทงละ 5 ปี รวม 15 กระทง เป็นจำคุก 75 ปี ฐานพรากผู้เยาว์อายุกว่าสิบห้าปีแต่ยังไม่เกินสิบแปดปีไปเสียจากมารดา ผู้ปกครองและผู้ดูแลเพื่อหากำไรหรือเพื่อการอนาจาร โดยผู้เยาว์นั้นเต็มใจไปด้วยตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 319 วรรคแรก ลงโทษจำคุกกระทงละ 2 ปี รวม 15 กระทง เป็นจำคุก 30 ปี แต่เมื่อรวมโทษทุกกระทงแล้วคงจำคุกจำเลยมีกำหนด 50 ปี ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 (3)

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 3 พิพากษากลับ ให้ยกฟ้องโจทก์

โจทก์ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงที่คู่ความมิได้โต้แย้งกันรับฟังได้ว่า จำเลยเป็นมารดาของเด็กหญิง พ. ขณะเกิดเหตุอายุ 13 ปีเศษ นางสาวภัทราดาหรือฟาง ผู้เสียหายที่ 1 ขณะเกิดเหตุอายุ 17 ปีเศษ เป็นบุตรของนางสุดาทิพย์ ผู้เสียหายที่ 2 ขณะเกิดเหตุเด็กหญิง พ. และผู้เสียหายที่ 1 เรียนอยู่ที่โรงเรียน ส. จังหวัดสุรินทร์ โดยเด็กหญิง พ. เรียนอยู่ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 ส่วนผู้เสียหายที่ 1 เรียนอยู่ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 5 ผู้เสียหายที่ 1 เป็นหญิงมีลักษณะและความประพฤติเป็นผู้ชายซึ่งเรียกกันว่า "ทอม" ได้ผูกสัมพันธ์กับเด็กหญิง พ. ฉันชู้สาวในลักษณะหญิงรักหญิงหรือเรียกกันว่า "ทอมกับดี้" ผู้เสียหายทั้งสองแจ้งความต่อพันตำรวจโทราชศักดิ์ พนักงานสอบสวนให้ดำนินคดีแก่จำเลยโดยกล่าวหาว่า จำเลยพาผู้เสียหายที่ 1 ไปค้าประเวณีหรือขายตัวในที่ต่างๆ หลายแห่ง หลายครั้ง พันตำรวจโทราชศักดิ์ได้สอบคำให้การผู้เสียหายที่ 1 โดยมีพนักงานอัยการ นักสังคมสงเคราะห์ และนางอุไรวรรณ น้องสาวของผู้เสียหายที่ 2 เข้าร่วมฟังการสอบสวนด้วย การสอบสวนผู้เสียหายที่ 1 จำเลยไปสถานีตำรวจภูธรเมืองสุรินทร์ จึงถูกจับกุมแจ้งข้อหาดำเนินคดีนี้

มีปัญหาวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ว่า จำเลยกระทำความผิดตามฟ้องหรือไม่ โจทก์ไม่ได้ตัวผู้เสียหายที่ 1 มาเบิกความเป็นพยาน ทางนำสืบของโจทก์ได้ความสรุปว่า ผู้เสียหายที่ 2 และนางอุไรวรรณได้รับทราบจากคำบอกเล่าของผู้เสียหายที่ 1 ว่า จำเลยเป็นผู้พาผู้เสียหายที่ 1 ไปค้าประเวณีกับชายครั้งแรกที่โรงแรมในเมืองพัทยา จังหวัดชลบุรี หลังจากนั้นพาผู้เสียหายไปค้าประเวณีกับชายหลายคนที่โรงแรมต่างๆ ทั้งนี้จำเลยเป็นผู้รับเงินค่าตัวผู้เสียหายที่ 1 จากชายที่มาซื้อบริการทางเพศ ผู้เสียหายที่ 1 ยอมทำตามที่จำเลยบังคับพาไปค้าประเวณี ทั้งนี้เพื่อแลกเปลี่ยนกับการที่จำเลยยินยอมให้ผู้เสียหายที่ 1 คบหากับเด็กหญิง พ. บุตรของตนในทางชู้สาวลักษณะ "ทอมกับดี้" ต่อไปได้ เห็นว่า คดีนี้เป็นคดีอุกฉกรรจ์ความผิดเกี่ยวกับเพศ มีผลกระทบต่อความสงบเรียบร้อยและศีลธรรมอันดีของประชาชน ที่จำเลยถูกกล่าวหาว่าพาผู้เสียหายที่ 1 ไปค้าประเวณีตามรีสอร์ตและโรงแรมต่างๆ หลายแห่ง ต่างกรรมต่างวาระกัน จำเลยให้การปฏิเสธมาโดยตลอดทั้งในชั้นจับกุมและชั้นสอบสวนว่า จำเลยมิได้กระทำความผิด สาเหตุที่ผู้เสียหายที่ 1 กล่าวหาจำเลย เนื่องจากจำเลยกีดกันมิให้เด็กหญิง พ. บุตรของจำเลยคบกับผู้เสียหายที่ 1 เนื่องจากผู้เสียหายที่ 1 มีนิสัยเป็นทอมและพาเด็กหญิง พ. หนีออกจากบ้าน จำเลยได้ออกตามหาและพูดขู่ต่างๆ นานา ว่าอย่าให้เจอ ถ้าเจอจะฆ่าผู้เสียหายที่ 1 ให้ตาย และมีคนนำความไปบอกเล่าให้ผู้เสียหายที่ 1 และเด็กหญิง พ. ทราบ ทำให้ทั้งสองคนกลัวและหลบหนีไป เด็กหญิง พ. โทรศัพท์มาบอกจำเลยให้เลิกติดตาม มิฉะนั้นจะมาแจ้งความ มีคนมาบอกจำเลยว่าทั้งสองคนไปแจ้งความแล้ว จำเลยจึงไปพบพนักงานสอบสวนเพื่อสอบถามจึงถูกแจ้งข้อหาและจับกุมตัวดำเนินคดีเป็นคดีนี้ พนักงานสอบสวนจะต้องฉุกคิดว่า คำกล่าวหาร้ายแรงของผู้เสียหายที่ 1 เป็นความจริงหรือไม่ โดยการพาผู้เสียหายที่ 1 ไปนำชี้โรงแรมที่เกิดเหตุ สอบถามพนักงานต้อนรับของโรงแรมที่เกิดเหตุหรือขอบันทึกภาพจากกล้องโทรทัศน์วงจรปิดของโรงแรมมาตรวจสอบว่าข้อเท็จจริงเป็นอย่างไร รวมทั้งสอบสวนความประพฤติของผู้เสียหายที่ 1 และเด็กหญิง พ. จากพยานแวดล้อมคืออาจารย์ที่โรงเรียน ส. จังหวัดสุรินทร์ ที่ผู้เสียหายที่ 1 อ้างว่าถูกจำเลยพาไปค้าประเวณี ผู้เสียหายที่ 1 และเด็กหญิง พ. มีพฤติกรรมอย่างไร แต่ไม่ปรากฏว่าได้มีการสอบสวนพยานแวดล้อมกรณีในลักษณะดังกล่าว กลับได้ความจากคำเบิกความของนายศิริพงษ์ อาจารย์ประจำชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 5 ของผู้เสียหายที่ 1 และนางบังอร รองผู้อำนวยการโรงเรียน ส. จังหวัดสุรินทร์ ที่มาเบิกความเป็นพยานจำเลยในทำนองเดียวกันว่า จำเลยเคยมาขออนุญาตนางบังอรเข้าพบผู้เสียหายที่ 1 ที่โรงเรียน ส. จังหวัดสุรินทร์ ผู้เสียหายที่ 1 ไม่กล้าลงไปพบอ้างว่ากลัวจะถูกจำเลยทำร้าย นางบังอรจึงให้นายศิริพงษ์พาผู้เสียหายที่ 1 ลงไปพบจำเลยในห้อง นายศิริพงษ์จึงทราบว่าเป็นปัญหาเกี่ยวกับครอบครัวที่จำเลยไม่ต้องการให้ผู้เสียหายที่ 1 คบกับเด็กหญิง พ. บุตรสาวของตน นายศิริพงษ์กับนางบังอรจึงพูดว่ากล่าวตักเตือนผู้เสียหายที่ 1 ไม่ไห้คบกับบุตรสาวของจำเลย รวมทั้งเรื่องผู้เสียหายที่ 1 ขาดเรียนบ่อย อันเป็นพฤติกรรมที่ขัดกับคำให้การของผู้เสียหายที่ 1 ที่อ้างว่าจำเลยแสวงหาผลประโยชน์แลกเปลี่ยนกับการที่อนุญาตให้ผู้เสียหายที่ 1 คบกับเด็กหญิง พ. ต่อไปได้ หากผู้เสียหายที่ 1 ยินยอมไปค้าประเวณีกับชายอื่นตามที่จำเลยพาไป พยานหลักฐานของโจทก์คงมีคำให้การในชั้นสอบสวนของผู้เสียหายที่ 1 และแถบบันทึกภาพ (วิดีโอ) การสอบสวนผู้เสียหายที่ 1 และวัตถุพยานตามลำดับ แม้ศาลมีอำนาจรับฟังพยานหลักฐานเสมือนหนึ่งเป็นคำเบิกความของผู้เสียหายที่ 1 ในชั้นพิจารณาของศาลได้ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 172 ตรี วรรคสี่ แต่โจทก์ไม่มีพยานหลักฐานอื่นมาสืบประกอบให้รับฟังได้ว่าคำให้การชั้นสอบสวนของผู้เสียหายที่ 1 และแถบบันทึกภาพ (วิดีโอ) การสอบสวนผู้เสียหายที่ 1 น่าเชื่อถือ พยานหลักฐานของโจทก์ไม่มีน้ำหนักมั่นคงให้รับฟังลงโทษจำเลยได้ ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 3 พิพากษายกฟ้องโจทก์ ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาของโจทก์ฟังไม่ขึ้น

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.อ. ม. 172 ตรี วรรคสี่
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการจังหวัดสุรินทร์
จำเลย — นางพรรษมน งามชื่น
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดสุรินทร์ — นางนงนุช เปรมปิยะกิจ
ศาลอุทธรณ์ภาค 3 — นายไพฑูรย์ ณัถฤทธิ์
ชื่อองค์คณะ
สมสันต์ ศุภศาสตรสิน
สุรศักดิ์ คีรีวิเชียร
สุรพันธุ์ ละอองมณี
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 5704/2555
#521393
เปิดฉบับเต็ม

ป.พ.พ. มาตรา 851 บัญญัติว่า อันสัญญาประนีประนอมยอมความนั้น ถ้ามิได้มีหลักฐานเป็นหนังสืออย่างใดอย่างหนึ่งลงลายมือชื่อฝ่ายที่ต้องรับผิด หรือลายมือชื่อตัวแทนของฝ่ายนั้นเป็นสำคัญ ท่านว่าจะฟ้องร้องให้บังคับคดีหาได้ไม่ หมายความว่า สัญญาประนีประนอมยอมความอาจทำขึ้นได้โดยไม่ต้องมีแบบของสัญญา แต่หากทำขึ้นโดยไม่มีลายมือชื่อฝ่ายที่ต้องรับผิดแล้ว ฝ่ายที่ได้รับประโยชน์จากสัญญาประนีประนอมยอมความก็ไม่อาจฟ้องร้องให้บังคับคดีตามสัญญาได้ สัญญาประนีประนอมมีข้อความระบุความเสียหายทั้งหมดว่ามีประมาณ 12,000,000 บาท แต่เพื่อเป็นการระงับข้อพิพาทที่มีอยู่ให้เสร็จสิ้นไป ก. ซึ่งเป็นเจ้าของอาคารโกดังที่เกิดเหตุเพลิงไหม้ตกลงยอมรับเงินจากจำเลยที่ 2 จำนวน 3,000,000 บาท และขอสละสิทธิเรียกร้องในค่าเสียหายใดๆ ทั้งทางแพ่งและทางอาญาต่อจำเลยทั้งสอง ข้อตกลงดังกล่าวเป็นสัญญาซึ่งทั้งสองฝ่ายระงับข้อพิพาทซึ่งมีอยู่หรือจะมีขึ้นให้เสร็จไปด้วยต่างยอมผ่อนผันให้แก่กันจึงเป็นสัญญาประนีประนอมยอมความตามมาตรา 850 เมื่อจำเลยที่ 2 ชำระเงินให้ ก. ครบถ้วนแล้ว ถือว่า ก. ได้สละสิทธิเรียกร้องใดๆ ที่มีต่อจำเลยทั้งสองในเหตุเพลิงไหม้ครั้งนี้ไปแล้ว แม้จำเลยที่ 2 ไม่ได้ลงลายมือชื่อในสัญญาประนีประนอมยอมความก็มีผลเพียงทำให้ ก. ไม่อาจฟ้องร้องบังคับคดีเอาแก่จำเลยที่ 2 ได้ตามมาตรา 851 เท่านั้น แต่ก็มิได้ทำให้สัญญาประนีประนอมยอมความที่ทำกันขึ้นเสียไป เมื่อ ก. ผู้เอาประกันภัยทำสัญญาประนีประนอมยอมความไม่ติดใจเรียกร้องค่าเสียหายใดๆ แก่จำเลยที่ 2 แล้ว จึงมีผลทำให้โจทก์ผู้รับประกันภัยไม่อาจรับช่วงสิทธิจาก ก. มาฟ้องเรียกเอาค่าสินไหมทดแทนจากจำเลยที่ 2 ได้

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องจำเลยที่ 2 ในฐานะผู้รับประกันภัยความรับผิดต่อบุคคลภายนอกตกลงชดใช้ค่าเสียหายให้แก่บริษัท ก. พัฒนากิ่งแก้ว จำกัด ในฐานะเจ้าของและผู้ให้เช่าอาคารโกดังเป็นเงิน 3,000,000 บาท ส่วนค่าเสียหายระหว่างโจทก์ในฐานะผู้รับประกันภัยกับบริษัท ก. พัฒนากิ่งแก้ว จำกัด ในฐานะผู้เอาประกันภัยไม่สามารถตกลงกันได้

บริษัท ก. พัฒนากิ่งแก้ว จำกัด ยื่นข้อพิพาทต่ออนุญาโตตุลาการ ตามข้อพิพาทหมายเลขดำที่ 2/2547 ต่อมาอนุญาโตตุลาการชี้ขาดให้โจทก์ชดใช้ค่าสินไหมทดแทนให้แก่บริษัท ก. พัฒนากิ่งแก้ว จำกัด โดยชำระให้แก่บริษัทเงินทุนสินเอเชีย จำกัด (มหาชน) ในฐานะผู้รับผลประโยชน์เป็นผู้รับเงิน โจทก์ชำระเงิน 4,717,246.58 บาท ให้แก่บริษัทเงินทุนสินเอเซีย จำกัด (มหาชน) ค่าวางหลักประกันอนุญาโตตุลาการ 180,000 บาท ให้แก่กรมการประกันภัย รวมค่าเสียหายที่โจทก์ชำระไปจากการเกิดเหตุอัคคีภัยเป็นเงิน 4,897,246.58 บาท เมื่อวันที่ 9 กรกฎาคม 2547 บริษัทเงินทุนสินเอเซีย จำกัด (มหาชน) รับเงินไปจากโจทก์แล้ว โจทก์จึงรับช่วงสิทธิโดยชอบด้วยกฎหมายที่จะเรียกร้องให้จำเลยที่ 1 ผู้กระทำละเมิดชดใช้ค่าเสียหาย 4,897,246.58 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันที่โจทก์ชำระเงินไป ดอกเบี้ยคิดถึงวันฟ้องเป็นเงิน 6,037.70 บาท รวมเป็นเงิน 4,903,284.28 บาท และจำเลยที่ 2 ในฐานะผู้รับประกันภัยต้องร่วมกับจำเลยที่ 1 รับผิดต่อโจทก์ด้วย ขอให้บังคับจำเลยทั้งสองร่วมกันชำระเงิน 4,903,284.28 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงิน 4,897,246.58 บาท นับถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์

จำเลยทั้งสองให้การขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้น พิพากษาให้จำเลยที่ 2 ชำระเงิน 2,000,000 บาทพร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงินดังกล่าว นับแต่วันที่ 9 กรกฎาคม 2547 เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ กับให้จำเลยที่ 2 ใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ โดยกำหนดค่าทนายความ 12,000 บาท เฉพาะค่าขึ้นศาลให้ใช้แทนเท่าทุนทรัพย์ที่โจทก์ชนะคดียกฟ้องในส่วนของจำเลยที่ 1 ค่าฤชาธรรมเนียมระหว่างโจทก์กับจำเลยที่ 1 ให้เป็นพับ คำขออื่นนอกจากนี้ให้ยก

จำเลยที่ 2 อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมในชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ

จำเลยที่ 2 ฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีพาณิชย์และเศรษฐกิจวินิจฉัยว่า สำหรับปัญหาตามฎีกาของจำเลยที่ 2 ที่ว่า พยานหลักฐานเท่าที่นำสืบมารับฟังได้ว่าเหตุเพลิงไหม้อาคารโกดังเกิดจากไฟฟ้าลัดวงจรเป็นเหตุสุดวิสัย ไม่ใช่ความประมาทเลินเล่อของจำเลยที่ 1 จำเลยที่ 2 จึงไม่ต้องรับผิดต่อโจทก์นั้น เห็นว่า ในชั้นอุทธรณ์จำเลยที่ 2 อุทธรณ์ในประเด็นนี้ ซึ่งศาลอุทธรณ์วินิจฉัยอุทธรณ์ของจำเลยที่ 2 ไว้แล้วว่าข้อนำสืบของจำเลยที่ 2 แสดงไม่ได้เลยว่าเหตุเพลิงไหม้อาคารโกดังเป็นเหตุสุดวิสัยหรือเกิดเพราะความผิดของบริษัท ก. พัฒนากิ่งแก้ว จำกัด จำเลยที่ 2 จึงต้องรับผิด จำเลยที่ 2 ฎีกาในประเด็นนี้โดยคัดลอกข้อความในอุทธรณ์หน้า 16 ถึงหน้า 20 มาทั้งหมด โดยไม่ได้โต้แย้งคัดค้านว่าที่ศาลอุทธรณ์วินิจฉัยมานั้นไม่ชอบอย่างไร และที่ถูกต้องควรเป็นอย่างไร อ้างเพียงแต่ว่าพยานหลักฐานเท่าที่นำสืบมารับฟังได้ว่าเหตุเพลิงไหม้อาคารโกดังเกิดจากไฟฟ้าลัดวงจร เป็นเหตุสุดวิสัย ไม่ใช่ความประมาทเลินเล่อของจำเลยที่ 1 เช่นเดียวกับอุทธรณ์ ฎีกาของจำเลยที่ 2 ในข้อนี้จึงเป็นฎีกาที่ไม่ชัดแจ้ง ต้องห้ามฎีกาตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 249 วรรคหนึ่ง ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัย

คงมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยที่ 2 เพียงประการเดียวว่า โจทก์รับช่วงสิทธิมาฟ้องจำเลยที่ 2 ได้หรือไม่ โดยจำเลยที่ 2 ฎีกาว่า บริษัท ก.พัฒนากิ่งแก้ว จำกัดกับจำเลยที่ 2 ทำสัญญาประนีประนอมยอมความ ถูกต้องแล้วแม้บริษัท ก. พัฒนากิ่งแก้ว จำกัด ลงลายมือชื่อฝ่ายเดียวก็บังคับได้ และบริษัท ก. พัฒนากิ่งแก้ว จำกัด สละสิทธิเรียกร้องในค่าเสียหายทั้งหมดต่อจำเลยที่ 2 แล้ว โจทก์จึงไม่อาจรับช่วงสิทธิของบริษัท ก. พัฒนากิ่งแก้ว จำกัด มาฟ้องได้ เห็นว่า ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 851 "อันสัญญาประนีประนอมยอมความนั้น ถ้ามิได้มีหลักฐานเป็นหนังสืออย่างใดอย่างหนึ่งลงลายมือชื่อฝ่ายที่ต้องรับผิด หรือลายมือชื่อตัวแทนของฝ่ายนั้นเป็นสำคัญ ท่านว่าจะฟ้องร้องให้บังคับคดีหาได้ไม่" หมายความว่า สัญญาประนีประนอมยอมความอาจทำขึ้นได้โดยไม่ต้องมีแบบของสัญญา แต่หากทำขึ้นโดยไม่มีลายมือชื่อฝ่ายที่ต้องรับผิดแล้ว ฝ่ายที่ได้รับประโยชน์สัญญาประนีประนอมยอมความก็ไม่อาจฟ้องร้องให้บังคับคดีตามสัญญาได้เมื่อพิจารณาสัญญาประนีประนอมยอมความ ปรากฏว่าเป็นสัญญาที่คู่สัญญาทั้งสองฝ่ายทำขึ้นเพื่อระงับข้อพิพาทในเหตุเพลิงไหม้อาคารโกดังที่เกิดเหตุ โดยมีข้อความระบุความเสียหายทั้งหมดไว้ด้วยว่ามีประมาณ 12,000,000 บาท แต่เพื่อเป็นการระงับข้อพิพาทที่มีอยู่ให้เสร็จสิ้นไป บริษัท ก. พัฒนากิ่งแก้ว จำกัด ตกลงยอมรับเงินจากจำเลยที่ 2 จำนวน 3,000,000 บาท และขอสละสิทธิเรียกร้องในค่าเสียหายใด ๆ ทั้งทางแพ่งและทางอาญาต่อจำเลยทั้งสอง ข้อตกลงดังกล่าวเป็นสัญญาซึ่งทั้งสองฝ่ายระงับข้อพิพาทซึ่งมีอยู่หรือจะมีขึ้นให้เสร็จไปด้วยต่างยอมผ่อนผันให้แก่กัน จึงเป็นสัญญาประนีประนอมยอมความตามมาตรา 850 และตามสัญญาดังกล่าวเมื่อจำเลยที่ 2 ชำระเงินให้บริษัท ก. พัฒนากิ่งแก้ว จำกัด ครบถ้วน ก็ต้องถือว่าบริษัท ก. พัฒนากิ่งแก้ว จำกัด ได้สละสิทธิเรียกร้องใด ๆ ที่มีต่อจำเลยทั้งสองในเหตุเพลิงไหม้ครั้งนี้ไปแล้ว แม้จำเลยที่ 2 ไม่ได้ลงลายมือชื่อในสัญญาประนีประนอมยอมความ ก็มีผลเพียงทำให้บริษัท ก. พัฒนากิ่งแก้ว จำกัด ไม่อาจฟ้องร้องบังคับคดีเอาแก่จำเลยที่ 2 ได้ตามมาตรา 851 เท่านั้น แต่ก็มิได้ทำให้สัญญาประนีประนอมยอมความที่ทำกันขึ้นเสียไป เมื่อบริษัท ก. พัฒนากิ่งแก้ว จำกัด ผู้เอาประกันภัยทำสัญญาประนีประนอมยอมความไม่ติดใจเรียกร้องค่าเสียหายใด ๆ แก่จำเลยที่ 2 แล้ว จึงมีผลทำให้โจทก์ผู้รับประกันภัยไม่อาจรับช่วงสิทธิจากบริษัท ก. พัฒนากิ่งแก้ว จำกัด มาฟ้องเรียกเอาค่าสินไหมทดแทนจากจำเลยที่ 2 ได้ ที่ศาลอุทธรณ์พิพากษาให้จำเลยที่ 2 รับผิดต่อโจทก์นั้น ศาลฎีกาไม่เห็นพ้องด้วย ฎีกาของจำเลยที่ 2 ฟังขึ้น

พิพากษาแก้เป็นว่า ให้ยกฟ้องโจทก์สำหรับจำเลยที่ 2 ค่าฤชาธรรมเนียมระหว่างโจทก์และจำเลยที่ 2 ทั้งสามศาลให้เป็นพับ นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 850 ม. 851
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — บริษัทอาคเนย์ประกันภัย (2000) จำกัด
จำเลย — บริษัทโฟมเม็กซ์ เอเซีย จำกัด กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลแพ่งกรุงเทพใต้ — นายประยุทธ แก้วภักดี
ชื่อองค์คณะ
สุนันท์ ชัยชูสอน
วีระวัฒน์ ปวราจารย์
สุทธินันท์ เสียมสกุล
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 5698/2555
#520490
เปิดฉบับเต็ม

โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยฐานมีเมทแอมเฟตามีนไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่าย และขอให้ศาลสั่งริบโทรศัพท์เคลื่อนที่และรถจักรยานยนต์ของกลางโดยอ้างว่าจำเลยใช้ติดต่อและใช้เป็นยานพาหนะในการจำหน่ายเมทแอมเฟตามีน เมื่อข้อเท็จจริงฟังได้ว่าจำเลยใช้โทรศัพท์เคลื่อนที่ติดต่อขายเมทแอมเฟตามีนโดยนัดส่งมอบบริเวณที่เกิดเหตุ ต่อมาจำเลยนำเมทแอมเฟตามีนของกลางไปบริเวณที่เกิดเหตุและเจ้าพนักงานตำรวจยึดโทรศัพท์เคลื่อนที่ของกลางได้ที่ตัวจำเลย โทรศัพท์เคลื่อนที่ของกลางจึงเป็นเครื่องมือ เครื่องใช้ หรือวัตถุอื่นซึ่งจำเลยได้ใช้ในการกระทำความผิดฐานมีเมทแอมเฟตามีนไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่ายอันพึงต้องริบตาม พ.ร.บ.ยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 มาตรา 102

ส่วนรถจักรยานยนต์ของกลาง ทางนำสืบโจทก์ไม่ปรากฏว่าจำเลยนำมาใช้เป็นยานพาหนะสำหรับการมีเมทแอมเฟตามีนไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่าย และเจ้าพนักงานตำรวจไม่ได้ค้นพบเมทแอมเฟตามีนที่รถจักรยานยนต์ของกลาง ดังนี้ รถจักรยานยนต์ของกลางจึงเป็นเพียงยานพาหนะที่จำเลยใช้เดินทางมายังที่เกิดเหตุ ไม่ใช่เครื่องมือ เครื่องใช้ ยานพาหนะหรือวัตถุอื่นซึ่งจำเลยได้ใช้ในการกระทำความผิดเกี่ยวกับยาเสพติดให้โทษตาม พ.ร.บ.ยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 มาตรา 102 และไม่ใช่ทรัพย์สินที่ทำหรือมีไว้เป็นความผิดหรือได้มาโดยได้กระทำความผิดตาม ป.อ. มาตรา 32, 33 (2) จึงไม่อาจริบได้

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องและแก้ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 มาตรา 4, 7, 8, 15, 66, 100/1, 102 ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 32, 33 ริบของกลาง

จำเลยให้การปฏิเสธ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามพระราชบัญญัติยาเสพติดโทษ พ.ศ.2522 มาตรา 15 วรรคสาม (2), 66 วรรคหนึ่ง จำคุก 4 ปี ริบของกลาง

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 9 พิพากษาแก้เป็นว่า ลดโทษให้จำเลยหนึ่งในสี่ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คงจำคุก 3 ปี ไม่ริบโทรศัพท์เคลื่อนที่และรถจักรยานยนต์หมายเลขทะเบียน คนธ สงขลา 555 ของกลาง โดยให้คืนแก่เจ้าของ นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

โจทก์ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า วันเกิดเหตุเวลาประมาณ 10 นาฬิกา ร้อยตำรวจโทสัณห์พิชญ์กับพวกจับกุมนายชาติชายหรือแอ๊ะ และนางสาวพนารัตน์หรือกุ้ง ได้พร้อมเมทแอมเฟตามีน 19 เม็ด ต่อมาร้อยตำรวจโทสัณห์พิชญ์ให้นายชาติชายโทรศัพท์ไปล่อซื้อเมทแอมเฟตามีน 20 เม็ด จากจำเลยในราคา 6,000 บาท นัดส่งมอบบริเวณถนนนิพัทธ์สงเคราะห์ หลังสนามกีฬากลางจิระนคร ตำบลหาดใหญ่ อำเภอหาดใหญ่ จังหวัดสงขลา ต่อมาเวลาเกิดเหตุจำเลยขับรถจักรยานยนต์หมายเลขทะเบียน คนธ สงขลา 555 ของกลางมายังบริเวณที่เกิดเหตุ ร้อยตำรวจโทสัณห์พิชญ์กับพวกจึงจับกุมจำเลยและค้นพบเมทแอมเฟตามีน 20 เม็ด กับโทรศัพท์เคลื่อนที่ของกลางอยู่ในกระเป๋ากางเกงของจำเลย โดยไม่พบสิ่งของผิดกฎหมายที่รถจักรยานยนต์ของกลาง มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาโจทก์ว่า โทรศัพท์เคลื่อนที่และรถจักรยานยนต์ของกลางเป็นทรัพย์ที่ได้ใช้หรือมีไว้เพื่อใช้ในการกระทำความผิดเกี่ยวกับยาเสพติดให้โทษซึ่งต้องริบหรือไม่ เห็นว่า เมื่อข้อเท็จจริงฟังได้ว่า นายชาติชายโทรศัพท์ติดต่อขอซื้อเมทแอมเฟตามีนจากจำเลยโดยนัดส่งมอบบริเวณที่เกิดเหตุ ต่อมาจำเลยนำเมทแอมเฟตามีนของกลางมายังบริเวณที่เกิดเหตุและเจ้าพนักงานตำรวจยึดโทรศัพท์เคลื่อนที่ของกลางได้ที่ตัวจำเลย ดังนี้ โทรศัพท์เคลื่อนที่ของกลางจึงเป็นเครื่องมือ เครื่องใช้ หรือวัตถุอื่นซึ่งจำเลยได้ใช้ในการกระทำความผิดฐานมีเมทแอมเฟตามีนไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่ายโดยตรง อันพึงต้องริบตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 มาตรา 102 ส่วนรถจักรยานยนต์ของกลาง ทางนำสืบของโจทก์ไม่ปรากฏว่าจำเลยนำรถจักรยานยนต์ของกลางมาใช้เป็นยานพาหนะสำหรับการมีเมทแอมเฟตามีนไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่ายตามที่โจทก์ฟ้องอย่างไร และเจ้าพนักงานตำรวจไม่ได้ค้นพบเมทแอมเฟตามีนของกลางที่รถจักรยานยนต์ของกลาง ดังนี้ รถจักรยานยนต์ของกลางจึงเป็นเพียงยานพาหนะที่จำเลยใช้เดินทางมายังที่เกิดเหตุ ไม่ใช่เครื่องมือ เครื่องใช้ ยานพาหนะหรือวัตถุอื่นซึ่งได้ใช้ในการกระทำความผิดเกี่ยวกับยาเสพติดให้โทษตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 มาตรา 102 และไม่ใช่ทรัพย์สินที่กฎหมายบัญญัติว่า ผู้ใดทำหรือมีไว้เป็นความผิดหรือได้มาโดยได้กระทำความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 32, 33 (2) จึงยังไม่อาจริบได้ ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 9 ไม่ริบโทรศัพท์เคลื่อนที่และรถจักรยานยนต์ของกลางนั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วยบางส่วน ฎีกาของโจทก์ฟังขึ้นบางส่วน

พิพากษาแก้เป็นว่า ให้ริบโทรศัพท์เคลื่อนที่ของกลาง นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 9
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.ยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 ม. 15 วรรคสาม (2) ม. 66 วรรคหนึ่ง ม. 102
ป.อ. ม. 32 ม. 33 (2)
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการจังหวัดสงขลา
จำเลย — นายธนาธรหรือบอย ทวีรัตน์
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดสงขลา — นายอเนกชัย อารยะญาณ
ศาลอุทธรณ์ภาค 9 — นางสาวสิริกานต์ มีจุล
ชื่อองค์คณะ
มนตรี ศรีเอี่ยมสะอาด
สุรศักดิ์ คีรีวิเชียร
สมสันต์ ศุภศาสตรสิน
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 5677/2555
#521408
เปิดฉบับเต็ม

ในการพิพากษาคดีอาญาหาได้มีบทบัญญัติของกฎหมาย ให้ศาลจำต้องถือตามข้อเท็จจริงที่ปรากฏในคำพิพากษาคดีส่วนอาญาในคดีอื่นดังเช่นที่บัญญัติไว้สำหรับคดีแพ่งตาม ป.วิ.อ. มาตรา 46 ไม่ แม้โจทก์ทั้งสามกับบริษัท ส. ซึ่งมีจำเลยเป็นกรรมการผู้จัดการ จะเป็นคู่ความเดียวกันและพยานหลักฐานของจำเลยจะเป็นชุดเดียวกันกับจำเลยเคยอ้างและนำสืบในคดีอาญาก่อนมาแล้วก็ตาม เพราะในคดีอาญาศาลจะต้องใช้ดุลพินิจวินิจฉัยชั่งน้ำหนักพยานหลักฐานทั้งปวง จะไม่พิพากษาลงโทษจนกว่าจะแน่ใจว่ามีการกระทำความผิดจริงและจำเลยเป็นผู้กระทำความผิด ฉะนั้น ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 3 วินิจฉัยคดีนี้โดยฟังข้อเท็จจริงตามคำพิพากษาศาลฎีกาในคดีอาญาก่อนซึ่งถึงที่สุด โดยมิได้วินิจฉัยตามพยานหลักฐานที่ปรากฏในสำนวนคดีนี้ จึงเป็นการไม่ชอบ เป็นการขัดต่อ ป.วิ.อ. มาตรา 186 (5) และมาตรา 227 วรรคหนึ่ง

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ทั้งสามฟ้องและแก้ไขฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 177, 91

ศาลชั้นต้นไต่สวนมูลฟ้องแล้ว คดีมีมูล ให้ประทับฟ้อง

จำเลยให้การปฏิเสธ

ระหว่างพิจารณา นายธีรภัณฑ์ โจทก์ที่ 3 ถึงแก่ความตาย นายดุสิต บุตรของโจทก์ที่ 3 ยื่นคำร้องขอเข้าดำเนินคดีต่างผู้ตาย ศาลชั้นต้นมีคำสั่งอนุญาต

ศาลชั้นต้นพิพากษาจำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 177 วรรคสอง จำคุก 1 ปี 6 เดือน

โจทก์ทั้งสามและจำเลยอุทธรณ์

ระหว่างพิจารณาของศาลอุทธรณ์ภาค 3 โจทก์ที่ 2 ถึงแก่ความตาย นายพงศธร บุตรของโจทก์ที่ 2 ยื่นคำร้องขอเข้าดำเนินคดีต่างผู้ตาย ศาลอุทธรณ์ภาค 3 มีคำสั่งอนุญาต

ศาลอุทธรณ์ภาค 3 พิพากษายืน

จำเลยฎีกา โดยผู้พิพากษาซึ่งลงชื่อในคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 3 อนุญาตให้ฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงเบื้องต้นที่คู่ความรับกันและไม่ได้โต้แย้งกันในชั้นฎีกาฟังได้ว่า บริษัทเสรีภัณฑ์การโยธาและก่อสร้าง จำกัด ทำสัญญารับจ้างกรมทางหลวงสร้างทางสายพิมาย - หินดาด ตามที่ประมูลได้ โดยแบ่งงานเป็น 16 งวด ต่อมาบริษัทเสรีภัณฑ์การโยธาและก่อสร้าง จำกัด ทำสัญญาจ้างเหมาช่วงให้โจทก์ที่ 1 สร้างทางสายดังกล่าวตั้งแต่งวดที่ 8 ถึง 16 ต่อจากที่บริษัทได้สร้างไว้ตามหนังสือสัญญาจ้างและข้อตกลงต่อท้ายสัญญาและมอบเครื่องจักรให้โจทก์ที่ 1 ใช้ในการก่อสร้างทาง ในระหว่างงวดงานที่ 15 โจทก์ที่ 1 ได้ขนย้ายเครื่องจักรไป ต่อมาบริษัทเสรีภัณฑ์การโยธาและก่อสร้าง จำกัด โดยจำเลยซึ่งเป็นกรรมการผู้จัดการได้มอบอำนาจให้นายธนศักดิ์ น้องของจำเลยไปแจ้งความร้องทุกข์ต่อเจ้าพนักงานตำรวจกล่าวหาว่า โจทก์ทั้งสามร่วมกันลักทรัพย์ในเวลากลางคืน คือ ลักเครื่องจักรซึ่งเป็นของบริษัทเสรีภัณฑ์การโยธาและก่อสร้าง จำกัดไป ภายหลังพนักงานอัยการเป็นโจทก์ฟ้องกล่าวหาโจทก์ทั้งสามตามคดีอาญาหมายเลขดำที่ 1155/2529 หมายเลขแดงที่ 606/2533 ของศาลชั้นต้นว่า โจทก์ทั้งสามร่วมกันลักเครื่องจักรของบริษัทไปและบริษัทเสรีภัณฑ์การโยธาและก่อสร้าง จำกัด ได้ขอเข้าร่วมเป็นโจทก์กับพนักงานอัยการในคดีดังกล่าว ศาลชั้นต้นมีคำสั่งอนุญาต ในชั้นพิจารณาเมื่อจำเลยได้เบิกความในคดีสรุปความได้ว่า เมื่อจำเลยที่ 1 (โจทก์ที่ 1 คดีนี้) ได้เข้าทำงานสร้างถนนต่อ จำเลยที่ 1 ได้ยืมเครื่องจักรและอุปกรณ์ต่าง ๆ เครื่องจักรนั้นเป็นของโจทก์ร่วม (บริษัทเสรีภัณฑ์การโยธาและก่อสร้าง จำกัด คดีนี้) จำเลยที่ 1 ไม่เคยติดต่อจะซื้อเครื่องจักรกับโจทก์ร่วมเลยและจำเลยที่ 3 (โจทก์ที่ 3 คดีนี้) สั่งจ่ายเช็คให้จำเลยคดีนี้ 200,000 บาท เป็นค่าตอบแทนในการเข้าทำงานและเครื่องจักรให้ยืมไปใช้มิได้มอบการครอบครองให้ ศาลชั้นต้นพิพากษาว่าจำเลยทั้งสาม(โจทก์ทั้งสามคดีนี้) มีความผิดฐานร่วมกันลักทรัพย์ในเวลากลางคืน ต่อมาศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษากลับ ให้ยกฟ้องและคดีถึงที่สุดโดยศาลฎีกาฟังข้อเท็จจริงว่า บริษัทเสรีภัณฑ์การโยธาและก่อสร้าง จำกัด ได้ขายเครื่องจักรให้แก่โจทก์ที่ 1 โดยมีการชำระราคาแล้ว กรรมสิทธิ์ในเครื่องจักรที่ขายจึงโอนไปยังโจทก์ที่ 1 โจทก์ทั้งสามไม่มีความผิดฐานลักทรัพย์ พิพากษายืน

มีปัญหาวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยประการแรกว่า การที่ศาลอุทธรณ์ภาค 3 นำข้อเท็จจริงในคดีอาญาคดีก่อนซึ่งศาลฎีกาฟังข้อเท็จจริงว่า บริษัทเสรีภัณฑ์การโยธาและก่อสร้าง จำกัด ขายเครื่องจักรที่ใช้งานสร้างทางให้แก่โจทก์ที่ 1 แล้ว มารับฟังและวินิจฉัยเป็นการรับฟังข้อเท็จจริงนอกเหนือจากที่ปรากฏในสำนวนหรือไม่ เห็นว่า ในการพิพากษาคดีอาญาหาได้มีบทบัญญัติของกฎหมายให้ศาลจำต้องถือตามข้อเท็จจริงที่ปรากฏในคำพิพากษาคดีส่วนอาญาในคดีอื่นดังเช่นที่บัญญัติไว้สำหรับคดีแพ่งตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 46 นั้นไม่ แม้โจทก์ทั้งสามกับบริษัทเสรีภัณฑ์การโยธาและก่อสร้าง จำกัด ซึ่งมีจำเลยเป็นกรรมการผู้จัดการ จะเป็นคู่ความเดียวกันและพยานหลักฐานของจำเลยจะเป็นชุดเดียวกันกับจำเลยเคยอ้างและนำสืบในคดีอาญาก่อนมาแล้วก็ตาม เพราะในคดีอาญาศาลจะต้องใช้ดุลพินิจวินิจฉัยชั่งน้ำหนักพยานหลักฐานทั้งปวง จะไม่พิพากษาลงโทษจำเลยจนกว่าจะแน่ใจว่ามีการกระทำความผิดจริงและจำเลยเป็นผู้กระทำความผิด ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 3 วินิจฉัยคดีนี้โดยฟังข้อเท็จจริงตามคำพิพากษาศาลฎีกาในคดีก่อนซึ่งถึงที่สุด โดยมิได้วินิจฉัยตามพยานหลักฐานที่ปรากฏในสำนวนคดีนี้ จึงเป็นการไม่ชอบ เป็นการขัดต่อประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 186 (5) และมาตรา 227 ฎีกาของจำเลยในประเด็นนี้ฟังขึ้น แต่เมื่อคดีขึ้นมาสู่การพิจารณาของศาลฎีกาแล้ว เพื่อมิให้คดีต้องล่าช้า ศาลฎีกาเห็นสมควรวินิจฉัยคดีไปโดยไม่จำต้องย้อนสำนวนไปให้ศาลอุทธรณ์ภาค 3 พิพากษาใหม่

มีปัญหาวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยต่อไปว่า การที่จำเลยเบิกความในคดีอาญาคดีก่อนตามฟ้องโจทก์เป็นการเบิกความตามความเป็นจริงและโดยสุจริตหรือไม่ โดยจำเลยฎีกาสรุปความได้ว่า ข้อเท็จจริงแห่งคดีนี้เป็นความจริงดังที่จำเลยเบิกความในคดีอาญาคดีก่อน กล่าวคือ จำเลยในฐานะกรรมการผู้จัดการบริษัทเสรีภัณฑ์การโยธาและก่อสร้าง จำกัด ให้โจทก์ที่ 1 ยืมเครื่องจักรที่โจทก์ทั้งสามลักไปเพื่อใช้ในการสร้างทางต่อตามที่โจทก์ที่ 1 รับเหมาช่วงกับบริษัท จำเลยในฐานะกรรมการผู้จัดการบริษัทมิได้ขายเครื่องจักรให้แก่โจทก์ที่ 1 จำเลยจึงไม่มีความผิดฐานเบิกความเท็จตามฟ้องโจทก์ เห็นว่า พยานโจทก์ทั้งสามมีโจทก์ที่ 3 ซึ่งเป็นผู้รับมอบอำนาจโจทก์ที่ 1 มาเบิกความว่า บริษัทเสรีภัณฑ์การโยธาและก่อสร้าง จำกัด ว่าจ้างโจทก์ที่ 1 สร้างทางสายพิมาย - หินดาด งวดงานที่ 8 ถึง 16 ต่อจากที่บริษัทเสรีภัณฑ์การโยธาและก่อสร้าง จำกัด ได้ทำไว้ โดยตกลงขายเครื่องจักรให้แก่โจทก์ที่ 1 ในราคา 16,000,000 บาท แต่ภายหลังบริษัทส่งมอบเครื่องจักรให้ไม่ครบ จึงมีการหักราคาเครื่องจักรไปบางส่วน คงเหลือราคาเครื่องจักร 6,470,000 บาท และมีการทำหนังสือส่งมอบเครื่องจักรกันไว้ปรากฏตามหนังสือสัญญาจ้างและข้อตกลงต่อท้ายสัญญา บัญชีเครื่องจักรและหนังสือส่งมอบรถและเครื่องจักร ในการชำระราคาเครื่องจักร โจทก์ที่ 1 วางเงินมัดจำให้แก่จำเลย 200,000 บาท และภายหลังได้ชำระราคาให้แก่จำเลยอีก 50,000 บาท โดยชำระด้วยเช็คและมีการเรียกเก็บเงินตามเช็คแล้วตามสำเนาเช็คและใบรับเช็คกับเช็คและต้นขั้วเช็ค ราคาส่วนที่เหลือจำเลยได้มีหนังสือถึงธนาคารกสิกรไทย จำกัด (มหาชน) สำนักงานใหญ่ ให้หักเงินค่าจ้างที่โจทก์ที่ 1 จะได้รับเป็นค่าเครื่องจักรและค่ากล้อง 6,500,000 บาท ตามหนังสือเรื่องขอให้ช่วยหักเงินผู้รับเหมา ซึ่งธนาคารได้หักเงินให้บริษัทเสรีภัณฑ์การโยธาและก่อสร้าง จำกัด แล้ว ส่วนจำเลยเบิกความว่า โจทก์ที่ 1 ยืมเครื่องจักรของบริษัทเสรีภัณฑ์การโยธาและก่อสร้าง จำกัด ไปใช้ ดังนี้ พยานหลักฐานรวมทั้งคำเบิกความของจำเลยล้วนขัดกับหลักฐาน คือ ข้อตกลงต่อท้ายสัญญาจ้างและหนังสือที่จำเลยมีถึงธนาคารให้หักเงินชำระค่าเครื่องจักร ซึ่งหากเป็นการยืมกันจริงจำเลยก็น่าจะทำหลักฐานกันไว้ว่าเป็นเรื่องยืมเครื่องจักร ไม่มีเหตุผลใดที่จะต้องมาทำหลักฐานกันไว้ว่าเป็นเรื่องซื้อขายเครื่องจักรให้ขัดแย้งกับที่จำเลยอ้างเช่นนั้น ทั้งจำเลยเองก็เบิกความรับว่าจำเลยไม่รู้จักโจทก์ทั้งสามมาก่อน ยิ่งไม่สมเหตุผลว่าจะให้บุคคลที่เพิ่งรู้จักและเพิ่งติดต่อธุรกิจกันยืมเครื่องจักรซึ่งมีมูลค่าค่อนข้างสูงไปใช้โดยมิได้ทำหลักฐานใด ๆ กันไว้ อันเป็นเรื่องที่ผิดปกติวิสัยของบุคคลที่ประกอบธุรกิจเยี่ยงจำเลย ข้อเท็จจริงจึงฟังได้ว่า บริษัทเสรีภัณฑ์การโยธาและก่อสร้าง จำกัด ได้ขายเครื่องจักรให้แก่โจทก์ที่ 1 แล้ว ที่จำเลยนำสืบและฎีกาอ้างมาในทำนองว่า ธนาคารกสิกรไทย จำกัด (มหาชน) ยังมิได้หักเงินค่าเครื่องจักร 6,470,000 บาท ให้แก่บริษัทเสรีภัณฑ์การโยธาและก่อสร้าง จำกัด ก็ไม่ใช่เป็นประเด็นโดยตรงแห่งคดีและไม่ทำให้ผลคดีเปลี่ยนแปลงไป เพราะเมื่อพยานหลักฐานของโจทก์ทั้งสามตามที่วินิจฉัยมาฟังได้แล้วว่า โจทก์ที่ 1 กับบริษัทเสรีภัณฑ์การโยธาและก่อสร้าง จำกัด ตกลงซื้อขายเครื่องจักรกัน กรรมสิทธิ์ในทรัพย์สินย่อมโอนไปยังโจทก์ที่ 1 ทันที การชำระราคาหาใช่เป็นเงื่อนไขแห่งการโอนกรรมสิทธิ์ไม่ พยานหลักฐานของจำเลยจึงไม่มีน้ำหนักหักล้างพยานโจทก์ทั้งสามได้ ฉะนั้น การที่จำเลยเบิกความต่อศาลในคดีอาญาคดีก่อนว่าเป็นเรื่องให้ยืมเครื่องจักร ไม่เคยติดต่อซื้อขายเครื่องจักรให้แก่โจทก์ที่ 1 โดยรู้อยู่แล้วว่าเป็นความเท็จเพราะขัดแย้งกับเอกสารและเหตุผลตามที่กล่าวมา และข้อความดังกล่าวเป็นข้อสำคัญในคดีที่มีผลต่อการวินิจฉัยชี้ขาดคดีของศาลในการพิจารณาคดีอาญาถึงขนาดเป็นผลให้แพ้ชนะคดีกัน การกระทำของจำเลยจึงเป็นความผิดฐานเบิกความเท็จตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 177 วรรคสอง ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 3 พิพากษามา ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วยในผล ฎีกาของจำเลยฟังไม่ขึ้น

พิพากษาแก้เป็นว่า ให้ลงโทษปรับ 10,000 บาท อีกสถานหนึ่ง โทษจำคุกให้รอการลงโทษไว้ 2 ปี นับแต่วันอ่านคำพิพากษาศาลฎีกาให้จำเลยฟัง ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 56 ไม่ชำระค่าปรับให้จัดการตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 29, 30 นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 3
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.อ. ม. 46 ม. 186 (5) ม. 227 วรรคหนึ่ง
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — ห้างหุ้นส่วนจำกัด เชียงใหม่เพชรประเสริฐ กับพวก
จำเลย — นายจำนงค์ ชินกุลกิจนิวัฒน์
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดนครราชสีมา — นายวินิจ เนตรแจ่มศรี
ศาลอุทธรณ์ภาค 3 — นางพัชรวรรณ สวัสดิทัต
ชื่อองค์คณะ
ธงชัย เสนามนตรี
อภิรัตน์ ลัดพลี
กฤษฎิ์จิรัฐ คุณาจิรภรณ์
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 5672/2555
#528546
เปิดฉบับเต็ม

แม้จำเลยที่ 1 จะไม่มีหน้าที่โดยตรงในการรับชำระเงินค่าไฟฟ้า แต่ในทางปฏิบัติจะมีคำสั่งด้วยวาจาจากผู้บังคับบัญชาให้พนักงานในแผนกหมุนเวียนช่วยเหลือกันในการปฏิบัติหน้าที่ ถ้าไม่ปฏิบัติตามจะมีความผิดฐานไม่ปฏิบัติตามคำสั่งของผู้บังคับบัญชา ย่อมถือว่าจำเลยที่ 1 มีหน้าที่รับใบเสร็จรับเงินและเงินสดจากผู้ใช้ไฟฟ้าด้วย เมื่อจำเลยที่ 1 รับเงินค่าใช้ไฟฟ้าจากผู้ใช้ไฟฟ้าแล้วเบียดบังเป็นของตน จึงมีความผิดฐานเป็นพนักงานองค์การหรือหน่วยงานของรัฐเบียดบังทรัพย์ที่ได้รับมอบหมายให้มีหน้าที่จัดการเป็นของตนโดยทุจริต และเป็นการกระทำที่มีเจตนาเบียดบังตามวาระที่ผู้ใช้ไฟฟ้าแต่ละรายชำระ จึงเป็นการกระทำความผิดต่างกรรมต่างวาระกัน

ก. ได้รับใบแจ้งหนี้ค่าไฟฟ้าระหว่างเดือนกันยายนและตุลาคม 2541 ซึ่งมีการระบุจำนวนเงินแน่นอนแล้ว เมื่อ ก. นำเงินไปชำระแก่จำเลยที่ 2 ซึ่งมีหน้าที่โดยตรงในการรับชำระเงินค่าไฟฟ้าและออกใบเสร็จรับเงิน ย่อมไม่มีเหตุผลที่จำเลยที่ 2 จะต้องเขียนค่าไฟฟ้าทั้งสองจำนวนลงในเศษกระดาษอีก ทั้งการประทับตรายางว่า ชำระเงินแล้วโดยมีลายมือชื่อจำเลยที่ 2 และวันเดือนปีกำกับในเศษกระดาษดังกล่าว ส่อแสดงให้เห็นว่าจำเลยที่ 2 มีเจตนาทำเป็นหลักฐานมอบให้แก่ ก. ว่าได้ชำระเงินแล้ว เพื่อหลีกเลี่ยงการออกใบเสร็จรับเงินตามระเบียบของผู้เสียหาย คำพิพากษาของศาลอุทธรณ์ภาค 5 เกี่ยวกับจำเลยที่ 2 จึงชอบแล้ว จำเลยที่ 2 จึงมีความผิดตามมาตรา 4 แห่ง พ.ร.บ.ว่าด้วยความผิดของพนักงานในองค์การหรือหน่วยงานของรัฐ พ.ศ.2502

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยทั้งสองตามพระราชบัญญัติว่าด้วยความผิดของพนักงานในองค์การหรือหน่วยงานของรัฐ พ.ศ.2502 มาตรา 3, 4, 11 ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 264, 265, 91, 83

จำเลยทั้งสองให้การปฏิเสธ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยที่ 1 มีความผิดตามพระราชบัญญัติว่าด้วยความผิดของพนักงานในองค์การหรือหน่วยงานของรัฐ พ.ศ.2502 มาตรา 4 จำคุกจำเลยที่ 1 มีกำหนด 8 ปี จำเลยที่ 1 ให้การรับสารภาพชั้นสอบสวนเป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้หนึ่งในสามตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คงจำคุกจำเลยที่ 1 มีกำหนด 5 ปี 4 เดือน ข้อหาอื่นให้ยก ให้ยกฟ้องจำเลยที่ 2

โจทก์และจำเลยที่ 1 อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 5 พิพากษาแก้เป็นว่า จำเลยทั้งสองมีความผิดตามพระราชบัญญัติว่าด้วยความผิดของพนักงานในองค์การหรือหน่วยงานของรัฐ พ.ศ.2502 มาตรา 4 ประกอบประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83 เป็นความผิดต่างกรรม เรียงกระทงลงโทษตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 91 จำเลยที่ 1 มีความผิดรวม 7 กระทง จำคุกกระทงละ 5 ปี รวม 35 ปี จำเลยที่ 2 มีความผิดรวม 2 กระทง จำคุกกระทงละ 5 ปี รวม 10 ปี ลดโทษให้จำเลยที่ 1 ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 หนึ่งในสาม คงจำคุกจำเลยที่ 1 มีกำหนด 23 ปี 4 เดือน ข้อหาอื่นสำหรับจำเลยทั้งสองให้ยกฟ้อง

จำเลยทั้งสองฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า คดีมีปัญหาวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยที่ 1 ว่า การกระทำของจำเลยที่ 1 เป็นความผิดฐานเป็นพนักงานองค์การหรือหน่วยงานของรัฐเบียดบังทรัพย์ที่ได้รับมอบหมายให้มีหน้าที่จัดการเป็นของตนโดยทุจริต และเป็นการกระทำความผิดอันเป็นกรรมเดียวหรือไม่ โดยจำเลยที่ 1 ฎีกาว่า จำเลยที่ 1 มีหน้าที่คุมลูกหนี้ค่าไฟฟ้าเท่านั้น การคุมใบเสร็จรับเงินและรับเงินค่าไฟฟ้าไม่ใช่หน้าที่ของจำเลยที่ 1 เมื่อจำเลยที่ 1 ยักยอกเงินไปจึงเป็นความผิดฐานยักยอกทรัพย์ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 352 นั้น เห็นว่า แม้ตามประวัติย่อพนักงานและคำสั่งของผู้เสียหายจะระบุว่า จำเลยที่ 1 มีหน้าที่คุมบัญชีลูกหนี้ค่าไฟฟ้า แต่ได้ความจากคำเบิกความของนายพันธุ์ชัย หัวหน้าแผนกบัญชีและการเงิน ซึ่งเป็นผู้บังคับบัญชาของจำเลยที่ 1 ว่า ในทางปฏิบัติจะมีคำสั่งด้วยวาจาให้พนักงานในแผนกหมุนเวียนช่วยเหลือกันปฏิบัติหน้าที่ โดยในการรับเงินช่วงพักเที่ยงได้มอบหมายให้จำเลยที่ 1 เป็นผู้รับใบเสร็จรับเงินและเงินสดแล้วส่งมอบให้จำเลยที่ 2 ถ้าไม่ปฏิบัติตามจะมีความผิดฐานไม่ปฏิบัติตามคำสั่งของผู้บังคับบัญชา ดังนี้ ย่อมถือว่าจำเลยที่ 1 มีหน้าที่รับใบเสร็จรับเงินและเงินสดจากผู้ใช้ไฟฟ้าด้วย เมื่อจำเลยที่ 1 รับเงินค่าใช้ไฟฟ้าจากผู้ใช้ไฟฟ้าแล้วเบียดบังเป็นของตน จึงเป็นความผิดฐานเป็นพนักงานองค์การหรือหน่วยงานของรัฐเบียดบังทรัพย์ที่ได้รับมอบหมายให้มีหน้าที่จัดการเป็นของตนโดยทุจริต และเป็นการกระทำที่มีเจตนาเบียดบังตามวาระที่ผู้ใช้ไฟฟ้าแต่ละรายชำระ จึงเป็นการกระทำความผิดต่างกรรมต่างวาระกัน ไม่ใช่ความผิดอันเป็นกรรมเดียวดังที่จำเลยที่ 1 ฎีกา คำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 5 เกี่ยวกับจำเลยที่ 1 ชอบแล้ว ฎีกาข้อนี้ของจำเลยที่ 1 ฟังไม่ขึ้น ส่วนฎีกาของจำเลยที่ 1 ที่ว่า ไม่ปรากฏว่าผู้ใช้ไฟฟ้าตามใบเสร็จรับเงินที่อยู่กับจำเลยที่ 2 ค้างชำระค่าไฟฟ้านั้น เป็นข้อเท็จจริงที่มิได้ยกขึ้นว่ากันมาแล้วโดยชอบในศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ภาค 5 ทั้งไม่เป็นสาระแก่คดีอันควรแก่การวินิจฉัย ต้องห้ามตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 249 วรรคหนึ่ง ประกอบประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 15 ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัย

มีปัญหาวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยที่ 2 ว่า จำเลยที่ 2 ร่วมกระทำความผิดกับจำเลยที่ 1 ฐานเป็นพนักงานองค์การหรือหน่วยงานของรัฐเบียดบังทรัพย์ที่ได้รับมอบหมายให้มีหน้าที่จัดการเป็นของตนโดยทุจริต สำหรับผู้ใช้ไฟฟ้ารายนางสาวกิจการ กับนายดวงแก้ว หรือไม่ โจทก์มีนายพันธุ์ชัย หัวหน้าแผนกบัญชีและการเงินซึ่งเป็นผู้บังคับบัญชาของจำเลยที่ 2 เบิกความเป็นพยานว่า พยานตรวจสอบพบว่าผู้ใช้ไฟฟ้าทั้งสองรายดังกล่าวไม่ได้รับใบเสร็จรับเงิน โดยรายนางสาวกิจการมีเศษกระดาษที่จำเลยที่ 2 บันทึกว่ารับเงินแล้ว มอบให้เท่านั้น โดยจำเลยที่ 2 ไม่ได้ออกใบเสร็จรับเงินให้ จึงเป็นการกระทำที่ผิดปกติในหน้าที่ของจำเลยที่ 2 เห็นว่า นางสาวกิจการได้รับใบแจ้งหนี้ค่าไฟฟ้าระหว่างเดือนกันยายนและตุลาคม 2541 ซึ่งมีการระบุจำนวนเงินแน่นอนแล้ว เมื่อนางสาวกิจการนำเงินไปชำระแก่จำเลยที่ 2 ซึ่งมีหน้าที่โดยตรงในการรับชำระเงินค่าไฟฟ้าและออกใบเสร็จรับเงิน ย่อมไม่มีเหตุผลที่จำเลยที่ 2 จะต้องเขียนค่าไฟฟ้าทั้งสองจำนวนลงในเศษกระดาษอีก ทั้งการประทับตรายางว่าชำระเงินแล้วโดยมีลายมือชื่อของจำเลยที่ 2 และวันเดือนปีกำกับในเศษกระดาษดังกล่าว ส่อแสดงให้เห็นว่าจำเลยที่ 2 มีเจตนาทำเป็นหลักฐานมอบให้แก่นางสาวกิจการว่าได้ชำระเงินแล้ว เพื่อหลีกเลี่ยงการออกใบเสร็จรับเงินตามระเบียบของผู้เสียหาย อีกทั้งโจทก์ยังมีคำให้การในชั้นสอบสวนของจำเลยที่ 1 ตามบันทึกคำให้การที่ระบุว่า จำเลยทั้งสองร่วมรู้เห็นกันในการไม่นำเงินค่าไฟฟ้าเข้าบัญชีผู้เสียหายแต่นำมาแบ่งกัน ซึ่งไม่ใช่คำให้การซัดทอดเพื่อให้ตนเองพ้นผิด เพราะจำเลยที่ 1 ก็ถูกดำเนินคดีด้วย จึงสามารถนำมารับฟังประกอบพยานหลักฐานโจทก์ได้ นอกจากนี้หลังเกิดเหตุจำเลยที่ 2 ทำหนังสือยอมรับว่าจำเลยที่ 2 นำเช็คส่วนตัวของจำเลยที่ 2 มาใช้แทนเงินสดที่ได้รับเป็นจำนวน 10 ฉบับ รวมเป็นเงิน 271,404.29 บาท ทำหนังสือยอมรับความเสียหายที่ก่อขึ้นโดยทำบันทึกขอผ่อนชำระหนี้ ทำหนังสือขอไม่ให้ผู้เสียหายดำเนินคดีแก่จำเลยที่ 2 และทำหนังสือยอมรับว่าจำเลยทั้งสองร่วมกันนำเงินของผู้เสียหายไปใช้ในการมิชอบ ซึ่งสนับสนุนพยานหลักฐานโจทก์ให้มีน้ำหนักมากยิ่งขึ้น ที่จำเลยที่ 2 ฎีกาว่า คำให้การซัดทอดของจำเลยที่ 1 ไม่มีน้ำหนักนั้น เห็นว่า นอกจากคำให้การของจำเลยที่ 1 จะมิใช่คำซัดทอดเพื่อให้ตนเองพ้นผิดแล้ว โจทก์ก็มีพยานบุคคลและพยานเอกสารที่มีน้ำหนักเพียงพอต่อการพิสูจน์ความผิดของจำเลยที่ 2 และศาลเพียงแต่นำคำให้การของจำเลยที่ 1 มารับฟังประกอบพยานหลักฐานโจทก์เท่านั้น พยานหลักฐานจำเลยที่ 2 จึงไม่มีน้ำหนักหักล้างพยานหลักฐานโจทก์ได้ คำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 5 เกี่ยวกับจำเลยที่ 2 ชอบแล้ว ฎีกาของจำเลยที่ 2 ฟังไม่ขึ้น ส่วนฎีกาของจำเลยที่ 2 ที่ว่า โจทก์ไม่ได้นำสืบว่าประธานกรรมการและกรรมการของผู้เสียหายเป็นใครมีจำนวนเท่าใด และมีอำนาจโดยชอบด้วยกฎหมายอย่างไร หนังสือมอบอำนาจให้ร้องทุกข์จึงไม่ผูกพันผู้เสียหาย โจทก์จึงไม่มีอำนาจฟ้องนั้น เป็นข้อเท็จจริงที่มิได้ยกขึ้นว่ากันมาแล้วโดยชอบในศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ภาค 5 ทั้งไม่เป็นสาระแก่คดีอันควรแก่การวินิจฉัย ต้องห้ามตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 249 วรรคหนึ่ง ประกอบประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 15 ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัย พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.อ. ม. 91
พ.ร.บ.ว่าด้วยความผิดของพนักงานในองค์การหรือหน่วยงานของรัฐ พ.ศ.2502 ม. 3 ม. 4 ม. 11
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการจังหวัดเชียงใหม่
จำเลย — นางพนิตย์นันท์หรือดาวลอย ดวงแก้ว กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดเชียงใหม่ — นายอรรถสิทธิ์ ร่มไทรทอง
ศาลอุทธรณ์ภาค 5 — นายอิสสระ นิ่มละมัย
ชื่อองค์คณะ
สุทธิโชค เทพไตรรัตน์
ศรีอัมพร ศาลิคุปต์
นพพร โพธิรังสิยากร
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 5670/2555
#521412
เปิดฉบับเต็ม

พ.ร.บ.จัดหางานและคุ้มครองคนหางาน พ.ศ.2528 มาตรา 30 วรรคหนึ่ง บัญญัติห้ามมิให้ผู้ใดจัดหางานให้คนหางานเพื่อไปทำงานในต่างประเทศ เว้นแต่จะได้รับใบอนุญาตจากนายทะเบียนจัดหางานกลาง ประกอบกับมาตรา 4 นิยามคำว่า "จัดหางาน" หมายความว่า ประกอบธุรกิจจัดหางานให้แก่คนหางานหรือหาลูกจ้างให้แก่นายจ้าง โดยจะเรียกหรือรับค่าบริการตอบแทนหรือไม่ก็ตาม และให้หมายรวมถึงการเรียกเงินหรือทรัพย์สินหรือประโยชน์อื่นใดเพื่อจัดหางานให้คนหางาน ข้อเท็จจริงได้ความว่า จำเลยทั้งสามเพียงแต่เป็นผู้ติดต่อบริษัท ว. ซึ่งเป็นบริษัทที่ได้รับใบอนุญาตให้จัดส่งคนหางานไปทำงานในต่างประเทศ เพื่อให้ส่งผู้เสียหายที่ 1 ไปทำงานที่ดินแดนไต้หวันตามความประสงค์ ผู้จัดหางานให้แก่ผู้เสียหายที่ 1 ที่แท้จริงคือ บริษัท ว. การกระทำของจำเลยทั้งสามเป็นการอำนวยความสะดวกให้แก่ผู้เสียหายที่ 1 เพื่อที่บริษัท ร. จะได้ค่าตอบแทนเมื่อธนาคารอนุมัติสินเชื่อ ผลประโยชน์ที่จำเลยทั้งสามจะได้รับมีเพียงค่าตอบแทนในการจัดหาผู้กู้จากบริษัท ร. รวมถึงค่าพาหนะและค่าป่วยการในการดำเนินการดังกล่าวจากผู้เสียหายที่ 1 ซึ่งมิใช่เงินหรือทรัพย์สินหรือประโยชน์อื่นใดที่จำเลยทั้งสามเรียกเพื่อจัดหางานให้ผู้เสียหายที่ 1 โดยตรง ไม่ต้องด้วยนิยามคำว่า "จัดหางาน" ตามมาตรา 4 ข้างต้น การกระทำของจำเลยทั้งสามจึงไม่เป็นความผิดฐานจัดหางานให้คนหางานเพื่อไปทำงานในต่างประเทศโดยไม่ได้รับใบอนุญาต

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83, 91, 188 พระราชบัญญัติจัดหางานและคุ้มครองคนหางาน พ.ศ.2528 มาตรา 30, 82

จำเลยทั้งสามให้การปฏิเสธ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยทั้งสามมีความผิดตามพระราชบัญญัติจัดหางานและคุ้มครองคนหางาน พ.ศ. 2528 มาตรา 30 วรรคหนึ่ง, 82 ประกอบประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83 ให้ลงโทษปรับคนละ 60,000 บาท ทางนำสืบของจำเลยทั้งสามเป็นประโยชน์แก่การพิจารณา ลดโทษให้หนึ่งในสามตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คงลงโทษปรับคนละ 40,000 บาท ข้อหาอื่นนอกจากนี้ให้ยก

โจทก์และจำเลยทั้งสามอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 4 พิพากษาแก้เป็นว่า ให้ยกฟ้องโจทก์สำหรับจำเลยทั้งสามในความผิดตามพระราชบัญญัติจัดหางานและคุ้มครองคนหางาน พ.ศ.2528 มาตรา 30 วรรคหนึ่ง, 82 ประกอบประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83 เสียด้วย นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

โจทก์ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงรับฟังเป็นยุติได้ว่า ในระหว่างวันเวลาและสถานที่เกิดเหตุตามฟ้อง จำเลยที่ 1 เป็นตัวแทนของบริษัทรวมไทยสากล จำกัด ซึ่งประกอบธุรกิจให้คำปรึกษา แนะนำ รับบริการจัดเตรียมเอกสาร หลักฐานการขอกู้ และค้ำประกันหนี้ของคนหางานที่มีความประสงค์จะขอกู้เงินจากธนาคารกรุงเทพ จำกัด (มหาชน) ในโครงการอำนายสินเชื่อให้คนหางานไปทำงานในต่างประเทศ ตามหนังสือมอบอำนาจ โดยบริษัทจะได้ค่าตอบแทนเมื่อธนาคารอนุมัติสินเชื่อให้แก่คนหางาน จำเลยทั้งสามร่วมกันชักชวนผู้เสียหายที่ 1 ไปสมัครงานกับบริษัทวายพีทีกรุ๊ป จำกัด ซึ่งประกอบธุรกิจจัดหางานให้คนหางานเพื่อไปทำงานในต่างประเทศที่ดินแดนไต้หวัน โดยแจ้งว่าจะได้รับเงินเดือน 21,000 บาท แต่ต้องเสียค่าใช้จ่ายเป็นเงิน 195,000 บาท ในการนี้ผู้เสียหายที่ 2 มอบโฉนดที่ดินเลขที่ 6302 ตำบลท่าจำปา อำเภอท่าอุเทน จังหวัดนครพนม และผู้เสียหายที่ 3 มอบโฉนดที่ดินเลขที่ 3970 ตำบลโนนตาล อำเภอท่าอุเทน จังหวัดนครพนม ให้แก่จำเลยที่ 1 ยึดถือไว้เพื่อดำเนินการขอสินเชื่อจากธนาคารกรุงเทพ จำกัด (มหาชน) ต่อมาธนาคารอนุมัติวงเงินสินเชื่อจำนวน 150,000 บาท และบริษัทวายพีทีกรุ๊ป จำกัด จัดหางานให้ผู้เสียหายที่ 1 เพื่อไปทำงานในต่างประเทศได้โดยส่งผู้เสียหายที่ 1 ไปทำงานที่ดินแดนไต้หวันแล้ว แต่ผู้เสียหายที่ 3 ป่วย เป็นเหตุให้ผู้เสียหายที่ 2 และที่ 3 ยังมิได้จดทะเบียนจำนองที่ดินดังกล่าวไว้แก่ธนาคาร เมื่อผู้เสียหายที่ 1 เดินทางไปดินแดนไต้หวันได้เพียงสัปดาห์เดียวก็ถูกส่งตัวกลับประเทศไทยเนื่องจากไม่ผ่านการตรวจโรค ผู้เสียหายที่ 2 และที่ 3 จึงไปขอโฉนดที่ดินคืนจากจำเลยที่ 1 แต่จำเลยที่ 1 ไม่ยอมคืนให้อ้างว่าจำเลยที่ 1 ออกเงินทดรองจ่ายให้แก่ผู้เสียหายที่ 1 เพื่อไปทำงานในต่างประเทศจำนวน 65,000 บาท พร้อมแจ้งให้ผู้เสียหายที่ 2 และที่ 3 ชำระเงินจำนวนดังกล่าวแก่จำเลยที่ 1 มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ว่า จำเลยทั้งสามร่วมกันกระทำความผิดฐานจัดหางานให้คนหางานเพื่อไปทำงานในต่างประเทศโดยไม่ได้รับใบอนุญาตหรือไม่ เห็นว่า ตามพระราชบัญญัติจัดหางานและคุ้มครองคนหางาน พ.ศ.2528 มาตรา 30 วรรคหนึ่ง บัญญัติว่า ห้ามมิให้ผู้ใดจัดหางานให้คนหางานเพื่อไปทำงานในต่างประเทศ เว้นแต่จะได้รับใบอนุญาตจากนายทะเบียนจัดหางานกลาง ประกอบกับมาตรา 4 นิยามคำว่า "จัดหางาน" หมายความว่า ประกอบธุรกิจจัดหางานให้แก่คนงานหรือหาลูกจ้างให้แก่นายจ้าง โดยจะเรียกหรือรับค่าบริการตอบแทนหรือไม่ก็ตามและให้หมายรวมถึงการเรียกเงินหรือทรัพย์สินหรือประโยชน์อื่นใดเพื่อจัดหางานให้คนหางาน ข้อเท็จจริงทางนำสืบของโจทก์และจำเลยทั้งสามได้ความว่า จำเลยทั้งสามเพียงแต่เป็นผู้ติดต่อบริษัทจัดหางานวายพีทีกรุ๊ป จำกัด ซึ่งเป็นบริษัทที่ได้รับใบอนุญาตให้จัดส่งคนหางานไปทำงานต่างประเทศ เพื่อให้ส่งผู้เสียหายที่ 1 ไปทำงานที่ดินแดนไต้หวันตามความประสงค์ ผู้จัดหางานให้แก่ผู้เสียหายที่ 1 ที่แท้จริงคือบริษัทวายพีทีกรุ๊ป จำกัด การกระทำของจำเลยทั้งสามเป็นการอำนวยความสะดวกให้แก่ผู้เสียหายที่ 1 เพื่อที่บริษัทรวมไทยสากล จำกัด จะได้ค่าตอบแทนเมื่อธนาคารอนุมัติสินเชื่อ ผลประโยชน์ที่จำเลยทั้งสามจะได้รับมีเพียงค่าตอบแทนในการจัดหาผู้กู้จากบริษัทรวมไทยสากล จำกัด รวมถึงค่าพาหนะและค่าป่วยการในการดำเนินการดังกล่าวจากผู้เสียหายที่ 1 ซึ่งมิใช่เงินหรือทรัพย์สินหรือประโยชน์อื่นใดที่จำเลยทั้งสามเรียกเพื่อจัดหางานให้ผู้เสียหายที่ 1 โดยตรงไม่ต้องด้วยนิยามคำว่า "จัดหางาน" ตามมาตรา 4 ข้างต้น การกระทำของจำเลยทั้งสามจึงไม่เป็นความผิดฐานจัดหางานให้คนหางานเพื่อไปทำงานในต่างประเทศโดยไม่ได้รับใบอนุญาต ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 4 พิพากษาชอบแล้ว ฎีกาของโจทก์ฟังไม่ขึ้น

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.จัดหางานและคุ้มครองคนหางาน พ.ศ.2528 ม. 4 ม. 30 วรรคหนึ่ง
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการจังหวัดนครพนม
จำเลย — นายสุรวัฒน์ หงษ์สมดี กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดนครพนม — นางสาวบุศรา เจตน์จำนงจิต
ศาลอุทธรณ์ภาค 4 — นายจตุรงค์ นาสมใจ
ชื่อองค์คณะ
ธีระยุทธ ทรัพย์นภาพร
อุบลรัตน์ ลุยวิกกัย
ชัชวาล บุนนาค
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 5645/2555
#521522
เปิดฉบับเต็ม

โจทก์และจำเลยทั้งสามทำสัญญาประนีประนอมยอมความว่า จำเลยทั้งสามยอมรับว่าเป็นหนี้โจทก์ตามฟ้องและตกลงร่วมกันหรือแทนกันชำระเงินพร้อมดอกเบี้ยแก่โจทก์ จำเลยทั้งสามตกลงชำระหนี้โจทก์โดยนำทรัพย์จำนองจดทะเบียนโอนกรรมสิทธิ์ชำระหนี้ให้แก่โจทก์ภายใน 30 วัน หากผิดนัด ยินยอมให้โจทก์ถือเอาคำพิพากษาแทนการแสดงเจตนาไปจดทะเบียนโอนกรรมสิทธิ์ได้ทันทีเพียงประการเดียว ไม่มีข้อความตอนใดแสดงให้เห็นว่ามีการตกลงกันให้จำเลยทั้งสามชำระหนี้ได้สองวิธีคือ นำทรัพย์จำนองตีราคาชำระหนี้ หรือนำเงินมาชำระหนี้แก่โจทก์ การที่สัญญาระบุว่าจำเลยทั้งสามรับว่าเป็นหนี้และตกลงร่วมกันหรือแทนกันชำระหนี้ก็เป็นเพียงการยอมรับข้อเท็จจริงตามที่โจทก์ฟ้องเท่านั้น ผลของสัญญาประนีประนอมยอมความย่อมทำให้มูลหนี้เดิมระงับ โจทก์และจำเลยทั้งสามต้องผูกพันกันตามมูลหนี้ใหม่โจทก์ชอบที่จะบังคับคดีโดยถือเอาคำพิพากษาแทนการแสดงเจตนาของจำเลย โจทก์หามีสิทธิเลือกบังคับคดีด้วยวิธีการยึดทรัพย์จำนองออกขายทอดตลาดแล้วนำเงินมาชำระหนี้ตามมูลหนี้เดิมแก่โจทก์ไม่

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
คดีสืบเนื่องจากโจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยทั้งสามร่วมกันชำระหนี้เป็นเงิน 1,086,829.35 บาท แก่โจทก์พร้อมด้วยดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 15.50 ต่อปี นับแต่วันฟ้อง ต่อมาโจทก์และจำเลยทั้งสามตกลงทำสัญญาประนีประนอมยอมความ และศาลพิพากษาตามยอมคดีถึงที่สุดแล้ว จำเลยทั้งสามไม่ปฏิบัติตามสัญญาประนีประนอมยอมความ โจทก์จึงนำยึดที่ดินตามหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส. 3 ก.) เลขที่ 3392 ตำบลห้างฉัตร อำเภอห้างฉัตร จังหวัดลำปาง และที่ดินโฉนดเลขที่ 27852 ถึง 27854 ตำบลห้างฉัตร อำเภอห้างฉัตร จังหวัดลำปาง พร้อมสิ่งปลูกสร้างซึ่งเป็นทรัพย์จำนองออกขายทอดตลาดนำเงินมาชำระหนี้

จำเลยทั้งสามยื่นคำร้องขอให้เพิกถอนการยึดและประกาศขายทอดตลาดทรัพย์จำนองเนื่องจากการบังคับคดีไม่เป็นไปตามสัญญาประนีประนอมยอมความ

โจทก์ยื่นคำคัดค้านขอให้ยกคำร้อง

ศาลชั้นต้นมีคำสั่งให้เพิกถอนการยึดและการประกาศขายทอดตลาดที่ดินตามหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส. 3 ก.) เลขที่ 3392 ตำบลห้างฉัตร อำเภอห้างฉัตร จังหวัดลำปาง และที่ดินโฉนดเลขที่ 27852 ถึง 27854 ตำบลห้างฉัตร อำเภอห้างฉัตร จังหวัดลำปาง พร้อมสิ่งปลูกสร้าง

โจทก์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 5 พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสองศาลให้เป็นพับ

โจทก์ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงรับฟังเป็นยุติว่า เมื่อวันที่ 3 กันยายน 2550 โจทก์และจำเลยทั้งสามทำสัญญาประนีประนอมยอมความ ศาลพิพากษาตามยอม คดีถึงที่สุด ต่อมาจำเลยทั้งสามไม่ปฏิบัติตามข้อตกลง โจทก์จึงนำยึดที่ดินตามหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส. 3 ก.) เลขที่ 3392 ตำบลห้างฉัตร อำเภอห้างฉัตร จังหวัดลำปาง และที่ดินโฉนดเลขที่ 27852 ถึง 27854 ตำบลห้างฉัตร อำเภอห้างฉัตร จังหวัดลำปาง พร้อมสิ่งปลูกสร้างออกขายทอดตลาด ปรากฏตามสัญญาประนีประนอมมีข้อความในสาระสำคัญว่า จำเลยทั้งสามตกลงยอมรับว่าเป็นหนี้โจทก์ตามฟ้องและตกลงร่วมกันหรือแทนกันชำระเงิน 1,086,829.35 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 15.50 ต่อปี ของต้นเงิน 1,000,000 บาท นับแต่วันถัดจากวันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จ โดยจำเลยทั้งสามตกลงชำระหนี้โจทก์โดยนำทรัพย์จำนองที่ดินตามหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส. 3 ก.) เลขที่ 3392 ตำบลห้างฉัตร อำเภอห้างฉัตร จังหวัดลำปาง และที่ดินโฉนดเลขที่ 27852 ถึง 27854 ตำบลห้างฉัตร อำเภอห้างฉัตร จังหวัดลำปาง พร้อมสิ่งปลูกสร้างจดทะเบียนโอนกรรมสิทธิ์ชำระหนี้ให้แก่โจทก์ภายใน 30 วัน นับแต่วันทำสัญญา ค่าภาษีและค่าใช้จ่ายในการจดทะเบียนโอนกรรมสิทธิ์ จำเลยทั้งสามเป็นผู้ชำระทั้งหมด หากจำเลยทั้งสามผิดนัดงวดหนึ่งงวดใดถือว่าผิดนัดทั้งหมด ยินยอมให้โจทก์บังคับคดีได้ทันทีและยอมให้โจทก์ถือเอาคำพิพากษาของศาลแทนการแสดงเจตนาของจำเลยที่ 1 ไปจดทะเบียนโอนกรรมสิทธิ์ที่ดินพร้อมสิ่งปลูกสร้างได้ทันที และโจทก์ยอมตามข้อตกลงโดยไม่ประสงค์จะดำเนินคดีต่อไป เห็นว่า สัญญาประนีประนอมยอมความกำหนดไว้ชัดแจ้งให้จำเลยทั้งสามโอนทรัพย์จำนองตีใช้หนี้ตามฟ้องแก่โจทก์ ไม่มีข้อความตอนใดกำหนดหรือแสดงให้เห็นว่าโจทก์และจำเลยทั้งสามตกลงกันให้จำเลยทั้งสามชำระหนี้ได้สองวิธีคือ นำทรัพย์จำนองตีราคาชำระหนี้ หรือนำเงินตามสัญญาประนีประนอมมาชำระหนี้แก่โจทก์ภายใน 30 วัน นับแต่วันทำสัญญาดังที่โจทก์อ้างแต่อย่างใด การที่สัญญาดังกล่าวระบุว่าจำเลยทั้งสามรับว่าเป็นหนี้และตกลงร่วมกันหรือแทนกันชำระหนี้ก็เป็นเพียงการยอมรับข้อเท็จจริงตามที่โจทก์ฟ้องเท่านั้น ดังนี้ เมื่อโจทก์และจำเลยทั้งสามตกลงทำสัญญาประนีประนอมยอมความกันโดยตกลงให้จำเลยทั้งสามนำทรัพย์จำนองตีชำระหนี้แก่โจทก์เพียงประการเดียว ผลของสัญญาประนีประนอมยอมความย่อมทำให้มูลหนี้เดิมระงับ โจทก์และจำเลยทั้งสามจึงต้องผูกพันกันตามมูลหนี้ใหม่ โดยจำเลยทั้งสามต้องโอนกรรมสิทธิ์ทรัพย์จำนองให้แก่โจทก์ เมื่อจำเลยทั้งสามไม่ชำระหนี้ โจทก์จึงชอบที่จะบังคับคดีโดยถือเอาคำพิพากษาแทนการแสดงเจตนาของจำเลยที่ 1 ตามที่ระบุไว้ในสัญญาประนีประนอมยอมความดังกล่าว โจทก์หามีสิทธิเลือกบังคับคดีด้วยวิธีการยึดทรัพย์จำนองพร้อมสิ่งปลูกสร้างเพื่อนำออกขายทอดตลาดแล้วนำเงินมาชำระหนี้ตามมูลหนี้เดิมแก่โจทก์ไม่ ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 5 พิพากษามานั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาของโจทก์ฟังไม่ขึ้น

พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ. ม. 138 ม. 271
ป.พ.พ. ม. 850 ม. 852
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — ธนาคารทหารไทย จำกัด (มหาชน)
จำเลย — ห้างหุ้นส่วนจำกัด ณัฐบดี กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดลำปาง — นายวรัญญู แสงศิริ
ศาลอุทธรณ์ภาค 5 — นายวิเศษ นิ่มกุล
ชื่อองค์คณะ
ไมตรี ศรีอรุณ
สมควร วิเชียรวรรณ
วัฒนชัย โชติชูตระกูล
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 5634/2555
#526755
เปิดฉบับเต็ม

โจทก์จดทะเบียนให้ที่ดินพิพาทอยู่ภายใต้การจัดสรรเป็นพื้นที่ส่วนที่กันไว้เป็นสาธารณูปโภคหรือบริการสาธารณะประเภทสนามเด็กเล่น การถูกจำกัดสิทธิโดยภาระจำยอมของโจทก์ให้แก่ที่ดินที่โจทก์จัดสรรขายไปซึ่งสามยทรัพย์จึงเป็นภาระจำยอมเฉพาะใช้เป็นสาธารณูปโภคประเภทสนามเด็กเล่นเท่านั้น และแม้โจทก์ซึ่งเป็นผู้จัดสรรที่ดินมิได้ปฏิบัติตามกฎหมายโดยมิได้เข้าดูแลสาธารณูปโภค เช่น ถนน ท่อระบายน้ำ หรือสนามเด็กเล่น ภายในหมู่บ้าน และคณะกรรมการหมู่บ้านที่ชาวบ้านภายในหมู่บ้านจัดตั้งขึ้นเป็นผู้ดูแล แต่ก็ไม่อาจเปลี่ยนแปลงวัตถุประสงค์เดิมที่โจทก์ได้จดทะเบียนภาระจำยอมไว้

อาคารที่จำเลยทั้งสี่ก่อสร้างเป็นอาคารที่เป็นศูนย์แสดงจำหน่ายผลิตภัณฑ์ชุมชนและฝึกทักษะอาชีพจึงเป็นเรื่องนอกเหนือวัตถุประสงค์เดิมที่โจทก์ได้จดทะเบียนไว้ แม้อาคารดังกล่าวมีห้องน้ำซึ่งสามารถทำให้เด็กที่มาออกกำลังกายที่สนามเด็กเล่นใช้ประโยชน์ในห้องน้ำนั้นได้ด้วย หรือการที่ตามหนังสือขออนุญาตก่อสร้างอาคารระบุว่าใช้เป็นสถานที่จัดประชุม และจัดกิจกรรมทางกีฬาต้านยาเสพติดของเยาวชนด้วย ก็เป็นเรื่องปลีกย่อย โดยอาคารดังกล่าวยังคงเป็นศูนย์แสดงสินค้าและจำหน่ายผลิตภัณฑ์ชุมชนและฝึกทักษะอาชีพ และไม่อาจถือได้ว่ามีส่วนเกี่ยวเนื่องกับสาธารณูปโภคหรือบริการสาธารณะประเภทสนามเด็กเล่นที่โจทก์จดทะเบียนภาระจำยอมไว้ จำเลยทั้งสี่จึงไม่มีสิทธิก่อสร้างอาคารดังกล่าวบนที่ดินพิพาท การกระทำของจำเลยทั้งสี่เป็นการละเมิดต่อโจทก์

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยทั้งสี่ร่วมกันรื้อถอนสิ่งปลูกสร้างดังกล่าวออกไปจากที่ดินพิพาทและร่วมกันชดใช้ค่าเสียหายในอัตราเดือนละ 35,000 บาท ให้แก่โจทก์นับแต่วันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะรื้อถอนสิ่งปลูกสร้างและขนย้ายวัสดุออกจากที่ดินของโจทก์

จำเลยทั้งสี่ให้การขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง ให้โจทก์ใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนจำเลยทั้งสี่ โดยกำหนดค่าทนายความ 3,000 บาท

โจทก์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษากลับ ให้จำเลยทั้งสี่ร่วมกันรื้อถอนสิ่งปลูกสร้างอาคารคอนกรีตชั้นเดียวออกจากที่ดินพิพาทโฉนดเลขที่ 43346 ตำบลบางรักใหญ่ (เสาธงหิน) อำเภอบางบัวทอง จังหวัดนนทบุรี คำขออื่นของโจทก์นอกจากนี้ให้ยก ให้ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสองศาลเป็นพับ

จำเลยทั้งสี่ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า การที่โจทก์จดทะเบียนให้ที่ดินพิพาทอยู่ภายใต้การจัดสรรเป็นพื้นที่ส่วนที่กันไว้เป็นสาธารณูปโภคหรือบริการสาธารณะประเภทสนามเด็กเล่น การถูกจำกัดสิทธิโดยภาระจำยอมของโจทก์ให้แก่ที่ดินที่โจทก์จัดสรรขายไปซึ่งสามยทรัพย์จึงเป็นภาระจำยอมเฉพาะใช้เป็นสาธารณูปโภคประเภทสนามเด็กเล่นเท่านั้นและแม้โจทก์ซึ่งเป็นผู้จัดสรรที่ดินมิได้ปฏิบัติตามกฎหมายโดยมิได้เข้าดูแลสาธารณูปโภค เช่น ถนน ท่อระบายน้ำ หรือสนามเด็กเล่น ภายในหมู่บ้าน และคณะกรรมการหมู่บ้านที่ชาวบ้านภายในหมู่บ้านจัดตั้งขึ้นเป็นผู้ดูแลดังเช่นที่จำเลยทั้งสี่กล่าวอ้างหรือไม่ก็ตามแต่ก็ไม่อาจเปลี่ยนแปลงวัตถุประสงค์เดิมที่โจทก์ได้จดทะเบียนภาระจำยอมไว้อาคารที่จำเลยทั้งสี่ก่อสร้างเป็นอาคารที่เป็นศูนย์แสดงจำหน่ายผลิตภัณฑ์ชุมชนและฝึกทักษะอาชีพจึงเป็นเรื่องนอกเหนือวัตถุประสงค์เดิมที่โจทก์ได้จดทะเบียนไว้ แม้อาคารดังกล่าวมีห้องน้ำซึ่งสามารถทำให้เด็กที่มาออกกำลังกายที่สนามเด็กเล่นใช้ประโยชน์ในห้องน้ำนั้นได้ด้วยก็ดีหรือการที่ตามหนังสือขออนุญาตก่อสร้างอาคาร ระบุว่าใช้เป็นสถานที่จัดประชุม และจัดกิจกรรมทางกีฬาต้านยาเสพติดของเยาวชนด้วย ก็เป็นเรื่องปลีกย่อยโดยอาคารดังกล่าวยังคงเป็นอาคารศูนย์แสดงสินค้าและจำหน่ายผลิตภัณฑ์ชุมชนและฝึกทักษะอาชีพ และไม่อาจถือได้ว่ามีส่วนเกี่ยวเนื่องกับสาธารณูปโภคหรือบริการสาธารณะประเภทสนามเด็กเล่นที่โจทก์จดทะเบียนภาระจำยอมไว้ดังที่จำเลยทั้งสี่กล่าวอ้างมาในฎีกา จำเลยทั้งสี่จึงไม่มีสิทธิก่อสร้างอาคารดังกล่าวบนที่ดินพิพาท ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 1 วินิจฉัยว่า การกระทำของจำเลยทั้งสี่เป็นการละเมิดต่อโจทก์ และพิพากษาให้จำเลยทั้งสี่ร่วมกันรื้อถอนสิ่งปลูกสร้างอาคารดังกล่าวออกจากที่ดินพิพาทนั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาของจำเลยทั้งสี่ฟังไม่ขึ้น

พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 420 ม. 1388 ม. 1389
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — บริษัทรัตนาธิเบศร์ จำกัด
จำเลย — นายประภาส ครยก กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดนนทบุรี — นางมนทกานติ ช้างหัวหน้า
ศาลอุทธรณ์ภาค 1 — นายชูศักดิ์ ทองวิทูโกมาลย์
ชื่อองค์คณะ
ทัศนีย์ จั่นสัญชัย ธรรมเกณฑ์
สุทธินันท์ เสียมสกุล
สุนันท์ ชัยชูสอน
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา