คำพิพากษา คำสั่งคำร้องและคำวินิจฉัยศาลฎีกา

ทั้งหมด 133,243 รายการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 6425/2555
#554780
เปิดฉบับเต็ม

คำร้องคัดค้านการตั้งเจ้าพนักงานบังคับคดี โดยอ้างว่าการดำเนินการเป็นการละเมิดสิทธิและเสรีภาพตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 39, 197, 212 ประกอบมาตรา 211 เป็นการโต้แย้งเกี่ยวกับการกระทำของโจทก์ที่ขอให้ศาลออกหมายบังคับคดีเพื่อบังคับชำระค่าปรับ จำเลยที่ 1 มิได้โต้แย้งว่าบทบัญญัติแห่งกฎหมายที่ใช้บังคับแก่คดีขัดหรือแย้งต่อรัฐธรรมนูญอันจะต้องด้วยบทบัญญัติมาตรา 6 ของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2550 ที่ศาลจะต้องส่งคำร้องคัดค้านของจำเลยที่ 1 ไปให้ศาลรัฐธรรมนูญเพื่อวินิจฉัย

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
คดีสืบเนื่องจากโจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยทั้งสี่ตามพระราชบัญญัติหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ พ.ศ.2535 มาตรา 77, 239, 280 และ 296 ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83, 86 จำเลยทั้งสี่ให้การปฏิเสธ ศาลชั้นต้นพิจารณาแล้วพิพากษาว่า จำเลยทั้งสี่มีความผิดตามพระราชบัญญัติหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ พ.ศ.2535 มาตรา 77, 239, 280 และ 296 ประกอบประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83 อันเป็นความผิดหลายกรรมต่างกันให้เรียงกระทงลงโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 ฐานร่วมกันเผยแพร่ข้อมูล ฝ่าฝืนประกาศสำนักงานกำกับหลักทรัพย์และตลาดทรัพย์ ปรับจำเลยที่ 1 และที่ 3 คนละ 300,000 บาท จำคุกจำเลยที่ 2 และที่ 4 คนละ 1 ปี ฐานร่วมกันเผยแพร่ข่าวที่ทำให้บุคคลอื่นเข้าใจผิดว่าหลักทรัพย์มีราคาสูงขึ้น ปรับจำเลยที่ 1 และที่ 3 คนละ 6,900,000,000 บาท จำคุกจำเลยที่ 2 และที่ 4 คนละ 2 ปี รวมปรับจำเลยที่ 1 และที่ 3 คนละ 6,900,300,000 บาท และจำคุกจำเลยที่ 2 และที่ 4 คนละ 3 ปี กรณีไม่มีเหตุที่จะรอการลงโทษจำเลยที่ 2 และที่ 4 ไม่ชำระค่าปรับให้จัดการตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 29 ศาลชั้นต้นออกหมายบังคับคดีตามคำขอของโจทก์เพื่อยึดทรัพย์ของจำเลยที่ 1 ชำระค่าปรับตามคำพิพากษาของศาลชั้นต้น

จำเลยที่ 1 ยื่นคำร้องขอให้ส่งคำร้องคัดค้านการตั้งเจ้าพนักงานบังคับคดีให้ศาลรัฐธรรมนูญพิจารณาวินิจฉัย

ศาลชั้นต้นมีคำสั่งยกคำร้อง

จำเลยที่ 1 อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน

จำเลยที่ 1 ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่ามีปัญหาวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยที่ 1 ว่า คำร้องของจำเลยที่ 1 ชอบด้วยรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2550มาตรา 211 หรือไม่ เห็นว่า ตามคำร้องของจำเลยที่ 1 ยกข้อโต้แย้งว่า จำเลยที่ 1 ได้ยื่นคำร้องคัดค้านการตั้งเจ้าพนักงานบังคับคดีโดยที่การดำเนินการดังกล่าวเป็นการละเมิดสิทธิและเสรีภาพตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 39, 197, 212 ประกอบมาตรา 211 อันเป็นการโต้แย้งเกี่ยวกับการกระทำของโจทก์ที่ขอให้ศาลออกหมายบังคับคดีเพื่อบังคับชำระค่าปรับจำเลยที่ 1 มิใช่โต้แย้งว่าบทบัญญัติแห่งกฎหมายที่ใช้บังคับแก่คดีขัดแย้งต่อรัฐธรรมนูญ อันจะต้องด้วยบทบัญญัติมาตรา 6 ของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2550 ที่ศาลจะต้องส่งคำร้องคัดค้านของจำเลยที่ 1 ดังกล่าวไปให้ศาลรัฐธรรมนูญเพื่อจะได้พิจารณาวินิจฉัย ตามรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2550 ที่ศาลอุทธรณ์พิพากษายืนตามคำสั่งของศาลชั้นต้นที่ยกคำร้องของจำเลยที่ 1 มานั้นชอบแล้ว ฎีกาของจำเลยที่ 1 ฟังไม่ขึ้น

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.หลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ พ.ศ.2535
รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2550 ม. 6
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการ สำนักงานอัยการสูงสุด
จำเลย — บริษัททีพีไอ โพลีน จำกัด กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลอาญา — นายวิธูร คลองมีคุณ
ศาลอุทธรณ์ — นายสรศักดิ์ วาจาสิทธิศิลป์
ชื่อองค์คณะ
กีรติ กาญจนรินทร์
สมชาย พันธุมะโอภาส
วีระชาติ เอี่ยมประไพ
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 6423 -ที่ 6424/2555
#521430
เปิดฉบับเต็ม

พ.ร.บ.ประกันชีวิต พ.ศ.2535 มิได้นิยามคำว่าการประกอบธุรกิจประกันชีวิตไว้ จึงต้องนำบทบัญญัติในลักษณะประกันภัยของประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์มาใช้ การที่จำเลยตกลงจะใช้เงินจำนวน 60,000 บาท ในกรณีที่สมาชิกถึงแก่ความตาย และในกรณีเจ็บป่วยปีละไม่เกิน 5,000 บาท โดยสมาชิกต้องส่งเงินให้จำเลยเป็นรายปี ปีละ 12,000 บาท เป็นสัญญาประกันภัยตาม ป.พ.พ. มาตรา 861 ที่บัญญัติว่า อันว่าสัญญาประกันภัย คือ สัญญาซึ่งบุคคลคนหนึ่งตกลงจะใช้ค่าสินไหมทดแทนหรือใช้เงินจำนวนหนึ่งให้ในกรณีวินาศภัยหากมีขึ้นหรือในเหตุอย่างอื่นในอนาคตดังได้ระบุไว้ในสัญญา และในการนี้บุคคลอีกคนหนึ่งตกลงจะส่งเงินซึ่งเรียกว่า เบี้ยประกันภัย การที่ระเบียบของจำเลยใช้คำว่าให้สมาชิกบริจาคเงินให้แก่จำเลย แต่ความหมายที่แท้จริงคือเงินที่สมาชิกจะต้องส่งให้แก่จำเลยดังกล่าวเป็นเงื่อนไขเพื่อให้จำเลยใช้เงินในกรณีที่มีเหตุการณ์เกิดขึ้นในอนาคตตามที่ระบุไว้ในระเบียบเช่นเดียวกับการส่งเบี้ยประกันภัย แม้ตามระเบียบของจำเลยใช้คำว่าบริจาคแทนเงินเบี้ยประกันภัย ก็ไม่มีผลทำให้เงินที่สมาชิกต้องส่งให้แก่จำเลยไม่เป็นเบี้ยประกันภัย โดยจำเลยมีฐานะเป็นผู้รับประกันภัย ส่วนสมาชิกมีฐานะเป็นผู้เอาประกันภัย และสมาชิกหรือบุคคลที่สมาชิกระบุในกรณีถึงแก่ความตาย เป็นผู้รับประโยชน์ตาม มาตรา 862 และการที่ระเบียบกำหนดเงื่อนไขว่า ในกรณีที่สมาชิกถึงแก่ความตาย จำเลยจะใช้เงินจำนวน 60,000 บาท จึงเป็นการใช้เงินโดยอาศัยความทรงชีพหรือมรณะของบุคคล จึงเป็นการประกันชีวิตตาม มาตรา 889 เงินที่ได้รับจากสมาชิกตามระเบียบดังกล่าว ข้อ 14 กำหนดว่า เมื่อสิ้นปีทางบัญชีหากมีเงินเหลือให้ถือว่าเงินจำนวนนั้นเป็นรายได้ของจำเลย หากปีใดเงินไม่เพียงพอ ให้ถือว่าเงินจำนวนที่ขาดเป็นรายจ่ายของจำเลยการที่จำเลยดำเนินการตามระเบียบโดยมีสมาชิกจำนวน 350 คน จึงเป็นการประกอบธุรกิจประกันชีวิต แม้บุคคลที่จะเข้าเป็นสมาชิกจะต้องเป็นสมาชิกหรือครอบครัวและพนักงานของจำเลยเท่านั้นก็ตาม ก็ไม่ทำให้การกระทำไม่เป็นการประกอบธุรกิจ เมื่อจำเลยไม่ได้รับอนุญาตให้ประกอบธุรกิจประกันชีวิตจากรัฐมนตรีโดยคณะรัฐมนตรี ตาม พ.ร.บ.ประกันชีวิต พ.ศ.2535 มาตรา 7 วรรคหนึ่ง จำเลยจึงมีความผิดตาม พ.ร.บ.ประกันชีวิต พ.ศ.2535 มาตรา 18

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามพระราชบัญญัติประกันชีวิต พ.ศ.2535 มาตรา 18, 91 ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83

จำเลยให้การปฏิเสธ

ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง

โจทก์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 7 พิพากษากลับว่า จำเลยมีความผิดตามพระราชบัญญัติประกันชีวิต พ.ศ.2535 มาตรา 18, 91 ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83 ให้ปรับจำเลยเป็นเงิน 200,000 บาท หากจำเลยไม่ชำระค่าปรับให้จัดการตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 29

จำเลยฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงรับฟังเป็นยุติว่า จำเลยเป็นนิติบุคคลประเภทสหกรณ์ จำเลยโดยจำเลยที่ 2 ถึงที่ 16 ในคดีอาญาหมายเลขแดงที่ 349/2548 ของศาลชั้นต้น ซึ่งเป็นคณะกรรมการของจำเลยประชุมและลงมติเห็นชอบระเบียบว่าด้วยการช่วยเหลือครอบครัวสมาชิกและพนักงาน พ.ศ.2541 มีใจความสำคัญว่าผู้ที่จะเข้าเป็นสมาชิกตามระเบียบต้องยื่นใบสมัครพร้อมเสนอหลักฐานที่สหกรณ์กำหนด และระบุชื่อผู้ที่จะได้รับเงินช่วยเหลือ พร้อมค่าสมัครจำนวน 100 บาท หรือในอัตราที่คณะกรรมการกำหนดสมาชิกจะต้องบริจาคเงินช่วยเหลือครอบครัวสมาชิกและพนักงานให้แก่จำเลยทุกปี ปีละ 1,200 บาท หากสมาชิกถึงแก่ความตาย จำเลยจะจ่ายเงินช่วยเหลือให้แก่ครอบครัวตามที่สมาชิกระบุ รายละ 60,000 บาท หรือในอัตราที่คณะกรรมการกำหนด หากสมาชิกเจ็บป่วยจะจ่ายค่ารักษาพยาบาลปีละไม่เกิน 5,000 บาท ตามรายงานการประชุม และระเบียบสหกรณ์การเกษตรบางปลาม้า จำกัด ว่าด้วยการช่วยเหลือครอบครัวสมาชิกและพนักงาน พ.ศ.2541 หลังจากออกระเบียบดังกล่าวแล้วจำเลยดำเนินการตามระเบียบโดยมีผู้สมัครเป็นสมาชิก 350 คน และมีสมาชิกถึงแก่ความตายและทายาทได้รับเงินไปตามระเบียบนี้รายละ 60,000 บาท จำนวน 2 ราย

ปัญหาที่วินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยมีว่า จำเลยมีความผิดตามฟ้องหรือไม่ จำเลยฎีกาประการแรกว่า ตามระเบียบของจำเลยเงินที่สมาชิกต้องบริจาคไว้แก่จำเลยไม่ใช่เบี้ยประกันแต่เป็นเงินที่สมาชิกแต่ละคนบริจาคไว้เพื่อช่วยเหลือสมาชิกและครอบครัวสมาชิก จำเลยมีหน้าที่เพียงรักษาเงินเพื่อเก็บไว้ช่วยเหลือครอบครัวสมาชิก และเงินที่จำเลยต้องจ่ายให้แก่บุคคลที่สมาชิกระบุจำนวน 60,000 บาท ไม่ใช่การใช้ค่าสินไหมทดแทนหรือเงินจำนวนหนึ่ง ตามลักษณะการประกันภัยและการประกันชีวิต เห็นว่า พระราชบัญญัติประกันชีวิต พ.ศ.2535 มิได้นิยามคำว่าการประกอบธุรกิจประกันชีวิตไว้ จึงต้องนำบทบัญญัติในลักษณะประกันภัยของประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์มาใช้ ดังนั้นการที่จำเลยตกลงจะใช้เงินจำนวน 60,000 บาท ในกรณีที่สมาชิกถึงแก่ความตาย และในกรณีเจ็บป่วยปีละไม่เกิน 5,000 บาท โดยสมาชิกต้องส่งเงินให้แก่จำเลยเป็นรายปี ปีละ 1,200 บาท จึงเป็นสัญญาประกันภัยตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 861 ที่บัญญัติว่า อันว่าสัญญาประกันภัย คือสัญญาซึ่งบุคคลคนหนึ่งตกลงจะใช้ค่าสินไหมทดแทน หรือใช้เงินจำนวนหนึ่งให้ในกรณีวินาศภัยหากมีขึ้น หรือในเหตุอย่างอื่นในอนาคตดังได้ระบุไว้ในสัญญา และในการนี้บุคคลอีกคนหนึ่งตกลงจะส่งเงินซึ่งเรียกว่า เบี้ยประกันภัย การที่ระเบียบของจำเลยใช้คำว่าให้สมาชิกบริจาคเงินให้แก่จำเลยแต่ความหมายที่แท้จริงก็คือเงินที่สมาชิกจะต้องส่งให้แก่จำเลยเป็นเงื่อนไขเพื่อให้จำเลยใช้เงินในกรณีที่มีเหตุการณ์เกิดขึ้นในอนาคตตามที่ระบุไว้ในระเบียบเช่นเดียวกับการส่งเบี้ยประกันภัย แม้ตามระเบียบของจำเลยจะใช้คำว่าบริจาคแทนเงินเบี้ยประกันภัย ก็ไม่มีผลทำให้เงินที่สมาชิกต้องส่งให้แก่จำเลยไม่เป็นเบี้ยประกันภัยโดยจำเลยมีฐานะเป็นผู้รับประกันภัย ส่วนสมาชิกมีฐานะเป็นผู้เอาประกันภัย และสมาชิกหรือบุคคลที่สมาชิกระบุในกรณีถึงแก่ความตายเป็นผู้รับประโยชน์ตามมาตรา 862 และการที่ระเบียบกำหนดเงื่อนไขว่าในกรณีที่สมาชิกถึงแก่ความตาย จำเลยจะใช้เงินจำนวน 60,000 บาท จึงเป็นการใช้เงินโดยอาศัยความทรงชีพหรือมรณะของบุคคล จึงเป็นการประกันชีวิตตามมาตรา 889 ซึ่งเงินที่ได้รับจากสมาชิกตามระเบียบดังกล่าว ข้อ 14 กำหนดว่าเมื่อสิ้นปีทางบัญชีหากมีเงินเหลือให้ถือว่าเงินจำนวนนั้นเป็นรายได้ของจำเลยหากปีใดเงินไม่เพียงพอ ให้ถือว่าเงินจำนวนที่ขาดเป็นรายจ่ายของจำเลย การที่จำเลยดำเนินการตามระเบียบโดยมีสมาชิกจำนวน 350 คน จึงเป็นการประกอบธุรกิจประกันชีวิต แม้บุคคลที่จะเข้าเป็นสมาชิกจะต้องเป็นสมาชิกหรือครอบครัวสมาชิกและพนักงานของจำเลยเท่านั้นก็ตาม ไม่ทำให้การกระทำดังกล่าวไม่เป็นการประกอบธุรกิจ ส่วนที่จำเลยฎีกาว่า จำเลยเจตนาบรรเทาความเดือดร้อนของสมาชิก ในการประชุมระเบียบว่าด้วยการช่วยเหลือสมาชิกและครอบครัวสมาชิก มีตัวแทนสหกรณ์อำเภอบางปลาม้าร่วมประชุมด้วย โดยไม่มีการทักท้วง และยังมีการรายงานให้ผู้ว่าราชการจังหวัดสุพรรณบุรีทราบระเบียบ ต่อมาเมื่อมีการทักท้วงคณะกรรมการดำเนินงานได้มีการประชุมยกเลิกระเบียบแล้ว จำเลยจึงไม่มีเจตนาประกอบธุรกิจประกันชีวิต อันเป็นฎีกาในทำนองว่าจำเลยดำเนินการตามระเบียบโดยไม่รู้ว่าการกระทำของจำเลยเป็นความผิด เห็นว่า นอกจากจำเลยจะอ้างเหตุดังกล่าวเพื่อให้พ้นจากความรับผิดทางอาญาหาได้ไม่แล้ว หลังจากที่จำเลยประชุมออกระเบียบแล้ว สหกรณ์อำเภอบางปลาม้าได้มีหนังสือถึงจำเลยให้พิจารณาทบทวนและยกเลิกระเบียบ แต่จำเลยก็ไม่ดำเนินการจนกระทั่งสหกรณ์อำเภอบางปลาม้ามีหนังสือถึงจำเลยให้ยุติการดำเนินการตามระเบียบอีกครั้งหนึ่ง แต่จำเลยยังไม่ยอมยกเลิกระเบียบ โดยมติที่ประชุมเมื่อวันที่ 8 มีนาคม 2543 เพียงแต่ให้แก้ไขข้อความบางประการในระเบียบ ข้อ 4, 7, 12 และ 14 ในลักษณะที่จะหลีกเลี่ยงกฎหมาย จำเลยเพิ่งจะประชุมยกเลิกระเบียบเมื่อวันที่ 8 กันยายน 2543 การกระทำของจำเลยจึงเป็นการกระทำโดยเจตนา เมื่อจำเลยไม่ได้รับอนุญาตให้ประกอบธุรกิจประกันชีวิตจากรัฐมนตรีโดยอนุมัติคณะรัฐมนตรี ตามพระราชบัญญัติประกันชีวิต พ.ศ.2535 มาตรา 7 วรรคหนึ่ง จำเลยจึงมีความผิดตามพระราชบัญญัติประกันชีวิต พ.ศ.2535 มาตรา 18 ตามฟ้อง ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 7 พิพากษามา ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาของจำเลยฟังไม่ขึ้น

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 861 ม. 862 ม. 889
พ.ร.บ.ประกันชีวิต พ.ศ.2535 ม. 18 ม. 91
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการจังหวัดสุพรรณบุรี
จำเลย — สหกรณ์การเกษตรบางปลาม้า จำกัด
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดสุพรรณบุรี — นายศักดา ร่ารื่น
ศาลอุทธรณ์ภาค 7 — นายกอบกฤษณ์ จันทร์เจริญ
ชื่อองค์คณะ
สุริยง ลิ้มสถิรานันท์
โสภณ โรจน์อนนท์
ประทีป ดุลพินิจธรรมา
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 6403/2555
#521493
เปิดฉบับเต็ม

จำเลยที่ 2 ทราบวันนัดฟังคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 3 ในวันที่ 23 พฤศจิกายน 2553 แล้ว แต่เมื่อถึงวันนัดจำเลยที่ 2 ไม่มาศาล แม้หลังจากนั้นศาลชั้นต้นจะเพิกถอนการอ่านคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 3 ในวันที่ 23 พฤศจิกายน 2553 และนัดฟังคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 3 ใหม่ในวันที่ 25 มกราคม 2554 ก็ตาม แต่พฤติการณ์ของจำเลยที่ไม่มาศาลในวันที่ 23 พฤศจิกายน 2553 ถือได้ว่ามีเหตุสงสัยว่าจำเลยที่ 2 หลบหนีหรือจงใจไม่มาฟังคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 3 แล้ว ศาลชั้นต้นชอบที่จะออกหมายจับจำเลยที่ 2 มาฟังคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 3 ได้ ตาม ป.วิ.อ. มาตรา 182 วรรคสาม โดยไม่จำต้องออกหมายนัดแจ้งวันนัดฟังคำพิพากษาในวันที่ 25 มกราคม 2554 ให้จำเลยที่ 2 ทราบอีก ศาลชั้นต้นอ่านคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 3 ลับหลังจำเลยที่ 2 ชอบแล้ว

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
คดีสืบเนื่องมาจากศาลชั้นต้นพิพากษาลงโทษจำเลยทั้งสอง ตามพระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน พ.ศ.2541 มาตรา 70, 124, 125, 144 วรรคแรก, 151 วรรคสองประกอบประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83 จำเลยทั้งสอง อุทธรณ์ วันที่ 29 กันยายน 2553 เวลา 9 นาฬิกา ศาลชั้นต้นนัดฟังคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 3 จำเลยที่ 2 และผู้ประกันไม่มาศาล ทนายจำเลยทั้งสองยื่นคำร้องขอเลื่อนการอ่านคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 3 อ้างว่าจำเลยที่ 2 จะหาเงินมาวางศาลเพื่อชดใช้ให้แก่ผู้เสียหายทั้งสิบสาม และจำเลยที่ 2 ต้องคอยดูแลบ่อทรายที่จังหวัดขอนแก่น ซึ่งประสบภาวะน้ำท่วม ศาลชั้นต้นมีคำสั่งว่า กรณีไม่ถือว่ามีเหตุจำเป็นไม่ถึงกับมาศาลไม่ได้ ถือว่าจำเลยที่ 2 มีพฤติการณ์หลบหนี ให้ยกคำร้อง ออกหมายจับจำเลยที่ 2 และปรับผู้ประกันตามสัญญาประกัน และเลื่อนการอ่านคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 3 ไปวันที่ 23 พฤศจิกายน 2553 เวลา 9 นาฬิกา วันที่ 15 ตุลาคม 2553 จำเลยที่ 2 เข้ามอบตัว ศาลชั้นต้นอนุญาตให้ปล่อยชั่วคราวจำเลยที่ 2 ระหว่างอุทธรณ์ โดยกำหนดให้ส่งตัวจำเลยที่ 2 ในวันฟังคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 3 จำเลยที่ 2 ทราบวันนัดดังกล่าวแล้ว วันที่ 23 พฤศจิกายน 2553 จำเลยที่ 2 ไม่มาศาลตามกำหนดนัด ศาลชั้นต้นอ่านคำพิพากษาลับหลังจำเลยที่ 2 โดยถือว่าอ่านคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 3 ให้จำเลยที่ 2 ฟังแล้ว และให้เพิกถอนหมายจับเดิมกับออกหมายจับใหม่เพื่อให้ได้ตัวจำเลยที่ 2 มาบังคับตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 3 ต่อมาวันที่ 14 ธันวาคม 2553 ศาลชั้นต้นมีคำสั่งในรายงานกระบวนพิจารณา ให้เพิกถอนกระบวนพิจารณาการอ่านคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 3 ให้จำเลยที่ 2 ฟังและเพิกถอนหมายจับ กับให้ออกหมายจับจำเลยที่ 2 เพื่อมาฟังคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 3 ในวันที่ 25 มกราคม 2554 เวลา 9 นาฬิกา วันที่ 23 ธันวาคม 2553 ทนายจำเลยทั้งสองยื่นคำร้องขอขยายระยะเวลายื่นฎีกา ศาลชั้นต้นมีคำสั่งว่า เนื่องจากศาลเพิกถอนกระบวนพิจารณาที่อ่านคำพิพากษาลับหลังจำเลยที่ 2 เมื่อวันที่ 23 พฤศจิกายน 2553 โดยนัดฟังคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 3 ใหม่ ในวันที่ 25 มกราคม 2554 จึงให้ยกคำร้อง เมื่อถึงวันนัดฟังคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 3 จำเลยที่ 2 ไม่มาศาลและออกหมายจับจำเลยที่ 2 เกินกว่าหนึ่งเดือนแล้ว ศาลชั้นต้นจึงงดอ่านคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 3 โดยถือว่าจำเลยที่ 2 ได้ฟังคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 3 แล้ว และออกหมายจับจำเลยที่ 2 เพื่อบังคับตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 3วันที่ 31 มกราคม 2554 ทนายจำเลยทั้งสองยื่นคำร้องว่า จำเลยที่ 2 ไม่ทราบวันนัดฟังคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 3 ในวันที่ 25 มกราคม 2554 เวลา 9 นาฬิกา เพราะศาลชั้นต้นไม่ได้ออกหมายนัดให้จำเลยที่ 2 ทราบ การที่ศาลชั้นต้นมีคำสั่งให้ออกหมายจับจำเลยที่ 2 และปรับผู้ประกันเป็นคำสั่งที่ไม่ถูกต้อง ขอยื่นคำร้องคัดค้านคำสั่งของศาลชั้นต้นเพื่อใช้สิทธิอุทธรณ์คำสั่งดังกล่าว ศาลชั้นต้นมีคำสั่งว่า เนื่องจากจำเลยที่ 2 ทราบวันนัดฟังคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 3 ในวันที่ 23 พฤศจิกายน 2553 เมื่อจำเลยที่ 2 ไม่มาศาลตามนัด ถือว่ามีพฤติการณ์หลบหนีและผู้ประกันผิดสัญญาประกัน ซึ่งศาลจะต้องออกหมายจับจำเลยที่ 2 เพื่อมาฟังคำพิพากษาใหม่ แต่ศาลออกหมายจับเพื่อบังคับตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 3 เป็นการผิดขั้นตอน จึงได้ออกหมายจับใหม่เพื่อมาฟังคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 3 เป็นการแก้ไขให้ถูกต้องตามขั้นตอน เมื่อจำเลยที่ 2 หลบหนีมาตั้งแต่ต้น การที่ศาลออกหมายจับจึงชอบแล้ว หาจำต้องหมายแจ้งคำสั่งแต่อย่างใด และผู้ประกันก็ผิดสัญญาประกันตั้งแต่วันที่ 23 พฤศจิกายน 2553 แล้ว ให้ยกคำร้อง (ที่ถูก ต้องสั่งว่า รวม)

จำเลยที่ 2 อุทธรณ์คำสั่งศาลชั้นต้น ขอให้เพิกถอนหมายจับจำเลยที่ 2 และคำสั่งปรับผู้ประกัน กับมีหมายแจ้งให้จำเลยที่ 2 มาฟังคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 3 ใหม่ศาลอุทธรณ์ภาค 3 พิพากษายืน

จำเลยที่ 2 ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า คดีนี้ศาลชั้นต้นนัดฟังคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 3 ครั้งแรกเมื่อวันที่ 29 กันยายน 2553 เวลา 9 นาฬิกา โดยจำเลยที่ 2 ทราบนัดโดยชอบแล้ว แต่ไม่มาศาลตามกำหนดนัด ศาลชั้นต้นจึงออกหมายจับจำเลยที่ 2 และนัดฟังคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 3 ใหม่ในวันที่ 23 พฤศจิกายน 2553 เวลา 9 นาฬิกา ระหว่างนั้นจำเลยที่ 2 เข้ามอบตัวและศาลชั้นต้นอนุญาตให้ปล่อยชั่วคราวจำเลยที่ 2 โดยจำเลยที่ 2 ทราบวันนัดฟังคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 3 ในวันที่ 23 พฤศจิกายน 2553 เวลา 9 นาฬิกา แล้ว แต่เมื่อถึงวันนัดจำเลยที่ 2 ไม่มาศาลอีก แม้หลังจากนั้นศาลชั้นต้นจะเพิกถอนการอ่านคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 3 ในวันที่ 23 พฤศจิกายน 2553 และนัดฟังคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 3 ใหม่ในวันที่ 25 มกราคม 2554 เวลา 9 นาฬิกา ก็ตาม แต่พฤติการณ์ของจำเลยที่ 2 ที่ไม่มาศาลในวันนัดฟังคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 3 วันที่ 23 พฤศจิกายน 2553 ถือได้ว่ามีเหตุสงสัยว่าจำเลยที่ 2 หลบหนีหรือจงใจไม่มาฟังคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 3 แล้ว ศาลชั้นต้นชอบที่จะออกหมายจับจำเลยที่ 2 มาฟังคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 3 ได้ ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 182 วรรคสาม โดยไม่จำต้องออกหมายนัดแจ้งวันนัดฟังคำพิพากษาในวันที่ 25 มกราคม 2554 ให้จำเลยที่ 2 ทราบอีก เมื่อศาลชั้นต้นอ่านคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 3 ลับหลังจำเลยที่ 2 หลังจากออกหมายจับจำเลยที่ 2 เกินกว่า 1 เดือน นับแต่วันออกหมายจับแล้ว การอ่าน คำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 3 ของศาลชั้นต้น จึงชอบด้วยบทบัญญัติดังกล่าว ไม่มีเหตุที่จะอ่าน คำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 3 ให้จำเลยที่ 2 ฟังใหม่ ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 3 พิพากษามานั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาของจำเลยที่ 2 ฟังไม่ขึ้น

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.อ. ม. 182 วรรคสาม
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการจังหวัดนครราชสีมา
จำเลย — ห้างหุ้นส่วนจำกัด สานุสันต์ กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดนครราชสีมา — นางรัศมี เนตรภู่
ศาลอุทธรณ์ภาค 3 — นายณรงศักดิ์ อัจฉรานุวัฒน์
ชื่อองค์คณะ
ธงชัย เสนามนตรี
อภิรัตน์ ลัดพลี
พศวัจณ์ กนกนาก
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 6395/2555
#525474
เปิดฉบับเต็ม

ป.วิ.พ. มาตรา 323 หมายถึงให้คู่ความหรือผู้มีสิทธิได้รับเงินจากศาลดำเนินการขอรับเงินให้เสร็จสิ้นภายในห้าปี หากไม่ดำเนินการขอรับไปภายในห้าปีนับแต่วันที่ศาลสั่งอนุญาตให้รับไป เงินดังกล่าวยังคงค้างอยู่ก็ให้ตกเป็นของแผ่นดิน ทั้งนี้เพื่อความสะดวกในการจัดทำระบบบัญชีการเงินต่างๆ ของศาลและการนำเงินส่งเป็นรายได้ของแผ่นดินต่อไป โจทก์ฎีกาว่า โจทก์เรียกร้องเอาเงินค่าขึ้นศาลที่ศาลสั่งคืนภายในห้าปีและศาลมีคำสั่งอนุญาตแล้ว แม้โจทก์จะมาขอรับเมื่อเลยระยะเวลาห้าปี นับแต่วันที่ศาลมีคำสั่งอนุญาต บทบัญญัติดังกล่าวก็หามีผลบังคับถึงกรณีของโจทก์ไม่ หากนับระยะเวลาดังที่โจทก์อ้าง กล่าวคือ เมื่อขออนุญาตรับและศาลอนุญาตแล้วจะมารับเมื่อใดก็ได้ จะทำให้ระยะเวลาการรับเงินยืดเยื้อออกไปไม่สิ้นสุด ซึ่งมิใช่เจตนารมณ์ของบทบัญญัติมาตรานี้

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
คดีสืบเนื่องมาจากโจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยชำระเงิน 16,361,643 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 15 ต่อปี ของต้นเงิน 16,000,000 บาท นับถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ จำหน่ายคดีจากสารบบความ คืนค่าขึ้นศาลให้โจทก์ 175,000 บาท ต่อมาโจทก์ยื่นคำแถลงขอรับเงินคืน ศาลชั้นต้นมีคำสั่งอนุญาตและออกเช็คคืนเงินค่าขึ้นศาลให้แก่โจทก์แล้ว แต่โจทก์มิได้มารับ จนกระทั่งโจทก์จึงยื่นคำแถลงมอบฉันทะให้นายสมชายมาขอรับเงินค่าขึ้นศาลที่ศาลชั้นต้นสั่งคืนแทน

ศาลชั้นต้นมีคำสั่งว่า โจทก์มิได้มารับเงินคืนภายใน 5 ปี นับแต่วันที่ศาลมีคำสั่งให้คืนค่าขึ้นศาลแก่โจทก์ เงินจึงตกเป็นของแผ่นดินตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 323 ยกคำแถลง

โจทก์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมในชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ

โจทก์ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า มีปัญหาวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ว่า โจทก์มีสิทธิรับเงินค่าขึ้นศาลที่ศาลสั่งคืนหรือไม่ ที่โจทก์ฎีกาอ้างว่า โจทก์เรียกร้องเอาเงินค่าฤชาธรรมเนียมภายใน 5 ปี และศาลมีคำสั่งอนุญาตแล้ว แม้โจทก์จะมาขอรับเมื่อเลยระยะเวลา 5 ปี นับแต่วันที่ศาลมีคำสั่งประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 323 ก็หามีผลใช้บังคับถึงกรณีของโจทก์ไม่ เพราะมาตราดังกล่าวบังคับเฉพาะผู้มีสิทธิมิได้เรียกร้องเอาเงินค้างจ่ายใดในศาลภายใน 5 ปี จึงให้เงินตกเป็นของแผ่นดิน แต่กรณีของโจทก์ได้ใช้สิทธิเรียกร้องค่าฤชาธรรมเนียมภายใน 5 ปี นับแต่ศาลมีคำสั่งคืนตามที่กฎหมายบัญญัติไว้ เห็นว่า ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 323 ที่บัญญัติว่า บรรดาเงินต่างๆ ที่ค้างจ่ายอยู่ในศาลหรือที่เจ้าพนักงานบังคับคดี ถ้าผู้มีสิทธิมิได้เรียกเอาภายในห้าปี ให้ตกเป็นของแผ่นดิน หมายถึงให้คู่ความหรือผู้ที่มีสิทธิได้รับดำเนินการขอรับเงินดังกล่าวให้เสร็จสิ้นภายในกำหนดห้าปี หากไม่ดำเนินการขอรับไปภายในห้าปีนับแต่วันที่ศาลสั่งอนุญาตให้โจทก์รับไป เงินดังกล่าวยังคงค้างจ่ายอยู่ก็ให้ตกเป็นของแผ่นดิน ทั้งนี้เพื่อความสะดวกในการจัดทำระบบบัญชีการเงินต่าง ๆ ของศาลและการนำเงินส่งเป็นรายได้ของแผ่นดินต่อไป หากนับระยะเวลาดังที่โจทก์อ้างข้างต้น กล่าวคือเมื่อขออนุญาตรับและศาลอนุญาตแล้วจะมารับเมื่อใดก็ได้ จะทำให้ระยะเวลาการรับเงินยืดเยื้อออกไปไม่สิ้นสุด ซึ่งมิใช่เจตนารมณ์ของบทบัญญัติมาตรานี้ ที่ศาลล่างทั้งสองวินิจฉัยต้องกันมาไม่คืนเงินให้โจทก์นั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาของโจทก์ฟังไม่ขึ้น

พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมในชั้นฎีกาให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ. ม. 323
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นายสิโรจน์ วงศ์สิโรจน์กุล
จำเลย — นายปฐม สิทธิธีรรัตน์
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลแพ่ง — นางกาญจนา ฤทธิทิศ
ศาลอุทธรณ์ — นายทวีนัส พรรณพงาพันธุ์
ชื่อองค์คณะ
ทวีป ตันสวัสดิ์
พิศล พิรุณ
วัชรินทร์ ปัจเจกวิญญูสกุล
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 6378/2555
#521482
เปิดฉบับเต็ม

จำเลยเคยเป็นผู้อำนวยการโรงเรียนที่เกิดเหตุแต่เกษียณอายุไปแล้วได้ทำหนังสือต่อว่าโจทก์ร่วมซึ่งเป็นผู้ช่วยผู้อำนวยการขณะเกิดเหตุเกี่ยวกับเรื่องการประเมิน ส. ครูในโรงเรียนว่า "ลองเอาแบบประเมินครูมาประเมินโจทก์ร่วม ให้คะแนนอย่างยุติธรรมดูซิว่าครูกับตัวโจทก์ร่วมมีความแตกต่างกันมากน้อยเพียงใด โจทก์ร่วมทราบไหมว่าบางข้อเขาไม่มีหน้าที่ต้องทำและไม่ได้รับมอบหมายให้คะแนนศูนย์ มันยุติธรรมหรือไม่..." ข้อความดังกล่าวเป็นการกล่าวถึงโจทก์ร่วมว่า มีส่วนเกี่ยวข้องกับการประเมินผลการปฏิบัติงานของครูว่า ประเมินอย่างไม่ยุติธรรม ซ้ำเติมไม่มีเมตตาธรรมต่อครู ทำให้ผู้ฟังรู้สึกว่าโจทก์ร่วมมีพฤติกรรมในทางไม่ดี น่าระอาไม่เหมาะที่จะเป็นครูผู้บริหารของโรงเรียน การประเมินดังกล่าวไม่เกี่ยวข้องกับจำเลย และแม้จำเลยจะเคยเป็นครูผู้บริหารโรงเรียนดังกล่าวมาก่อนก็ตาม แต่ก็ไม่ปรากฏว่าขณะเกิดเหตุจำเลยเข้าไปมีส่วนเกี่ยวข้องกับกิจการของโรงเรียนแต่อย่างใด กรณีจึงถือไม่ได้ว่าเป็นการติชมด้วยความเป็นธรรม อันเป็นวิสัยของประชาชนย่อมกระทำกัน การกระทำของจำเลยจึงเป็นความผิดฐานหมิ่นประมาท

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 326, 328

จำเลยให้การปฏิเสธ

ระหว่างพิจารณา นายศักดา ผู้เสียหายยื่นคำร้องขอเข้าร่วมเป็นโจทก์ ศาลชั้นต้นอนุญาต

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 326 ประกอบมาตรา 328 (ที่ถูก มาตรา 328) ลงโทษจำคุก 6 เดือน และปรับ 10,000 บาท ไม่ปรากฏว่าจำเลยเคยได้รับโทษจำคุกมาก่อน โทษจำคุกให้รอการลงโทษไว้ 1 ปี ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 56 ไม่ชำระค่าปรับให้จัดการตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 29, 30

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษากลับให้ยกฟ้อง

โจทก์ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่าข้อเท็จจริงเบื้องต้นฟังเป็นยุติว่า ขณะเกิดเหตุโจทก์ร่วมรับราชการครูตำแหน่งผู้ช่วยผู้อำนวยการโรงเรียนอนุบาลท่าหลวง จำเลยเคยรับราชการครูที่โรงเรียนอนุบาลท่าหลวงจนเกษียณอายุราชการในตำแหน่งผู้อำนวยการ จำเลยเป็นผู้จัดทำเอกสาร แล้วนำไปให้โจทก์ร่วมกับครูโรงเรียนอนุบาลท่าหลวงอีกหลายคน มีปัญหาต้องวินิจฉัยว่าข้อความใน แผ่นที่ 4 ที่มีข้อความเกี่ยวกับการประเมินผลการปฏิบัติงานครูอัตราจ้างของโรงเรียนอนุบาลท่าหลวง เป็นการหมิ่นประมาทโจทก์ร่วมตามที่ศาลชั้นต้นพิพากษาหรือไม่ แผ่นที่ 4 ที่มีการระบุข้อความเกี่ยวกับการประเมินครูอัตราจ้างที่จำเลยกล่าวอ้างว่าโจทก์ร่วมมีส่วนเกี่ยวข้องกับการประเมินว่าให้โจทก์ร่วมลองเอาแบบประเมินครูอัตราจ้างมาประเมินตนเอง ให้คะแนนอย่างยุติธรรมดูซิว่าครูอัตราจ้างที่โจทก์ร่วมประเมินกับตัวโจทก์ร่วมเองมีความแตกต่างกันมากน้อยเพียงใด โจทก์ร่วมทราบไหมว่าบางข้อเขาไม่มีหน้าที่ต้องทำและไม่ได้รับมอบหมายแล้วให้คะแนน 0 มันยุติธรรมหรือไม่..." เห็นว่า ข้อความดังกล่าวข้างต้นเป็นการกล่าวถึงโจทก์ร่วมที่มีส่วนเกี่ยวข้องกับการประเมินผลการปฏิบัติงานของนายสุนทร ครูอัตราจ้างโรงเรียนอนุบาลท่าหลวงอย่างไม่ยุติธรรมเป็นการซ้ำเติมนายสุนทรและไม่มีเมตตาธรรม ซึ่งข้อความดังกล่าวข้างต้นนั้นมีความหมายให้ผู้อื่นที่ได้อ่านหรือได้ฟังเกิดความรู้สึกและเข้าใจต่อตัวโจทก์ร่วมว่ามีพฤติกรรมไปในทางไม่ดีไม่เหมาะสมที่จะเป็นครูผู้บริหารของโรงเรียน น่าระอากับพฤติกรรมของโจทก์ร่วม นอกจากนี้หากแม้ว่าโจทก์ร่วมจะมีส่วนเกี่ยวข้องกับการประเมินตามที่จำเลยกล่าวอ้างก็ตาม การประเมินในเรื่องดังกล่าวก็ไม่ได้เกี่ยวข้องกับจำเลย เป็นเรื่องของผู้ที่ได้รับการประเมินจะแสดงความคิดเห็นหรือข้อความเพื่อป้องกันส่วนได้เสียของตน แม้ทางนำสืบของจำเลยจะอ้างว่าจำเลยกระทำไปในฐานะที่เคยเป็นผู้บริหารโรงเรียนท่าหลวงมาก่อนก็ตามแต่ก็ไม่ปรากฏข้อเท็จจริงจากทางนำสืบว่า ขณะเกิดเหตุจำเลยเข้าไปมีส่วนเกี่ยวข้องกับกิจการของโรงเรียนอนุบาลท่าหลวงแต่อย่างใด กรณีจึงถือไม่ได้ว่าเป็นการติชมด้วยความเป็นธรรมซึ่งบุคคลหรือสิ่งใดอันเป็นวิสัยของประชาชนย่อมกระทำ การกระทำของจำเลยดังกล่าวเป็นความผิดฐานหมิ่นประมาทโจทก์ร่วมตามที่ศาลชั้นต้นพิพากษา ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษามานั้นไม่ต้องด้วยความเห็นของศาลฎีกา ฎีกาของโจทก์ฟังขึ้น

พิพากษากลับ ให้บังคับคดีไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.อ. ม. 328
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการจังหวัดลพบุรี
โจทก์ร่วม — นายศักดา มัทวาธิ
จำเลย — นายสุวิทย์ ทวิมังสะ
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดลพบุรี — นายวิริยะ ภูมิจำนงค์
ศาลอุทธรณ์ภาค 1 — นางปดารณี ลัดพลี
ชื่อองค์คณะ
ทรงศิลป์ ธรรมรัตน์
กรองเกียรติ คมสัน
อิสสระ นิ่มละมัย
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 6370/2555
#526785
เปิดฉบับเต็ม

การกระทำที่จำเลยกับพวกใช้ให้ ภ. ขับรถจักรยานยนต์ไปรับผู้เสียหายที่ 1 มาที่วัดสะแก พาไปที่บ้านเกิดเหตุ แล้วจำเลยกับพวกร่วมประเวณีกับผู้เสียหายที่ 1 นั้น เมื่อตามทางนำสืบโจทก์ไม่ปรากฏข้อเท็จจริงว่า ภ. สมรู้ร่วมคิดกับจำเลยและพวกหรือรู้มาก่อนว่าจำเลยกับพวกใช้ให้พาผู้เสียหายที่ 1 มาเพื่อการอนาจาร พฤติการณ์แห่งคดีฟังไม่ได้ว่า ภ. มีเจตนาพรากผู้เสียหายที่ 1 ซึ่งเป็นผู้เยาว์ไปเพื่อการอนาจาร หรือมีเจตนาร่วมกับจำเลยและพวกกระทำความผิดดังกล่าว การที่จำเลยกับพวกใช้ให้ ภ. ขับรถจักรยานยนต์พาผู้เสียหายที่ 1 มาที่บ้านเกิดเหตุเพื่อการอนาจารจึงไม่ใช่เป็นการใช้ให้ผู้อื่นกระทำความผิด เพราะ ภ. ซึ่งเป็นผู้ถูกใช้ไม่รู้ว่าการกระทำนั้นเป็นความผิด แต่เป็นการที่จำเลยกับพวกใช้ ภ. เป็นเครื่องมือในการกระทำความผิด ถือได้ว่าจำเลยกับพวกเป็นผู้กระทำความผิดเองโดยอ้อม จำเลยจึงมีความผิดตาม ป.อ. มาตรา 319 วรรคหนึ่ง ประกอบมาตรา 83

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83, 91, 276, 318

จำเลยให้การปฏิเสธ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 319 วรรคหนึ่ง ประกอบมาตรา 83 จำคุก 2 ปี ข้อหาอื่นนอกจากนี้ให้ยก

โจทก์และจำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษาแก้เป็นว่า ให้ยกฟ้องในฐานความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 319 วรรคหนึ่ง ประกอบมาตรา 83 เสียด้วย นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

โจทก์ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า จำเลยกับพวกใช้ให้นายภาณุพงษ์ขับรถจักรยานยนต์ไปรับผู้เสียหายที่ 1 มาที่วัดสะแก จากนั้นจำเลยกับพวกให้นายภาณุพงษ์ขับรถจักรยานยนต์พาผู้เสียหายที่ 1 ไปที่บ้านที่เกิดเหตุ แล้วจำเลยกับพวกร่วมประเวณีกับผู้เสียหายที่ 1 แม้ก่อนวันเกิดเหตุผู้เสียหายที่ 3 อนุญาตผู้เสียหายที่ 1 ไปเที่ยวงานที่วัดเขาดิน และผู้เสียหายที่ 1 ออกจากวัดเขาดินไปกับเพื่อนโดยไม่ได้กลับบ้านของผู้เสียหายที่ 3 ก็ตาม แต่ได้ความจากคำเบิกความของผู้เสียหายที่ 3 ว่า ตั้งแต่ผู้เสียหายที่ 1 หายไปไม่สามารถติดต่อได้ พยานได้สอบถามเพื่อน ๆ ของผู้เสียหายที่ 1 แล้วไม่มีใครรู้ว่าไปที่ใด ผู้เสียหายที่ 3 รออยู่หลายวัน ผู้เสียหายที่ 1 ยังไม่กลับมาจึงแจ้งให้ผู้เสียหายที่ 2 ทราบ ต่อมาจึงไปแจ้งความร้องทุกข์ที่สถานีตำรวจภูธรอุทัย พฤติการณ์ดังกล่าวบ่งชี้แสดงให้เห็นว่าตั้งแต่ผู้เสียหายที่ 1 ออกจากวัดเขาดิน ผู้เสียหายที่ 1 ยังคงอยู่ในอำนาจปกครองดูแลของผู้เสียหายที่ 3 ซึ่งเป็นย่า การที่จำเลยกับพวกใช้ให้นายภาณุพงษ์พาผู้เสียหายที่ 1 ไปที่บ้านที่เกิดเหตุแล้วได้ร่วมประเวณีกับผู้เสียหายที่ 1 โดยไม่ได้รับอนุญาตหรือความยินยอมจากผู้เสียหายที่ 3 ย่อมทำให้อำนาจปกครองดูแลผู้เสียหายที่ 3 ซึ่งเป็นย่าของผู้เสียหายที่ 1 ที่มีต่อผู้เสียหายที่ 1 ซึ่งเป็นผู้เยาว์ถูกพรากจากไปโดยปริยายโดยปราศจากเหตุอันสมควร แต่การกระทำของจำเลยกับพวกที่ใช้ให้นายภาณุพงษ์ขับรถจักรยานยนต์ไปรับผู้เสียหายที่ 1 มาวัดสะแก แล้วพาไปที่บ้านที่เกิดเหตุ และจำเลยกับพวกร่วมประเวณีกับผู้เสียหายที่ 1 นั้น ตามทางนำสืบโจทก์ไม่ปรากฏข้อเท็จจริงว่า นายภาณุพงษ์สมรู้ร่วมคิดกับจำเลยและพวกหรือรู้มาก่อนว่าจำเลยกับพวกใช้ให้พาผู้เสียหายที่ 1 มาเพื่อการอนาจาร พฤติการณ์แห่งคดีฟังไม่ได้ว่า นายภาณุพงษ์มีเจตนาพรากผู้เสียหายที่ 1 ซึ่งเป็นผู้เยาว์ไปเพื่อการอนาจารหรือมีเจตนาร่วมกับจำเลยและพวกกระทำความผิดดังกล่าว การที่จำเลยกับพวกใช้ให้นายภาณุพงษ์ขับรถจักรยานยนต์พาผู้เสียหายที่ 1 มาที่บ้านที่เกิดเหตุเพื่อการอนาจาร จึงไม่ใช่เป็นการใช้ให้ผู้อื่นกระทำความผิด เพราะนายภาณุพงษ์ซึ่งเป็นผู้ถูกใช้ไม่รู้ว่าการกระทำนั้นเป็นความผิด แต่เป็นการที่จำเลยกับพวกใช้นายภาณุพงษ์เป็นเครื่องมือในการกระทำความผิด ถือได้ว่าจำเลยกับพวกเป็นผู้กระทำความผิดเองโดยอ้อม และมีความผิดฐานร่วมกันพรากผู้เยาว์อายุกว่าสิบห้าปี แต่ยังไม่เกินสิบแปดปีไปเสียจากผู้ปกครอง หรือผู้ดูแล เพื่อการอนาจารโดยผู้เยาว์เต็มใจไปด้วย ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษายกฟ้องโจทก์ในความผิดฐานดังกล่าวมานั้น ไม่ต้องด้วยความเห็นของศาลฎีกา ฎีกาของโจทก์ฟังขึ้น

พิพากษาแก้เป็นว่า ให้บังคับคดีไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.อ. ม. 83 ม. 276 ม. 318 ม. 319
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการจังหวัดพระนครศรีอยุธยา
จำเลย — นายศรีภูมิหรือเต๋า นิลพฤกษ์
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดพระนครศรีอยุธยา — นายภิทเวทย์ ดลอารมย์
ศาลอุทธรณ์ภาค 1 — นายพันธาวุธ ปาณิกบุตร
ชื่อองค์คณะ
ธงชัย เสนามนตรี
อภิรัตน์ ลัดพลี
พศวัจณ์ กนกนาก
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 6356/2555
#521553
เปิดฉบับเต็ม

โจทก์บรรยายคำฟ้องว่า จำเลยทั้งห้าร่วมกันมีเมทแอมเฟตามีนและปริมาณไม่ทราบแน่ชัดไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่ายโดยมิได้ระบุวันที่และเวลาการกระทำความผิดให้แน่นอน ทั้งมิได้ระบุจำนวนและปริมาณของเมทแอมเฟตามีนที่อ้างว่าจำเลยทั้งห้าร่วมกันมีไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่าย ย่อมทำให้ศาลไม่อาจปรับฐานความผิดและบทลงโทษแก่จำเลยทั้งห้าได้ตามความประสงค์ของโจทก์ที่ขอให้ลงโทษจำเลยทั้งห้าเนื่องจากความผิดตาม พ.ร.บ.ยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 บัญญัติฐานความผิดและบทลงโทษตามจำนวนหน่วยการใช้ หรือน้ำหนักสุทธิหรือปริมาณคำนวณเป็นสารบริสุทธิ์ ดังนั้น คำฟ้องของโจทก์มิได้บรรยายถึงการกระทำทั้งหลายที่อ้างว่าจำเลยทั้งห้ากระทำการอันกฎหมายบัญญัติเป็นความผิดตลอดจนข้อเท็จจริงและรายละเอียดที่เกี่ยวกับวันเวลาที่เกิดจากการกระทำนั้นๆ พอสมควรเท่าที่ทำให้จำเลยทั้งห้าเข้าใจข้อหาได้ดีตาม ป.วิ.อ. มาตรา 158 (5) คำฟ้องโจทก์ไม่ชอบด้วยกฎหมาย

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
คดีนี้ศาลชั้นต้นพิจารณาและพิพากษารวมกับคดีอาญาหมายเลขแดงที่ 3086/2547 ของศาลชั้นต้น ซึ่งโจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยทั้งห้าตามพระราชบัญญัติมาตรการในการปราบปรามผู้กระทำความผิดเกี่ยวกับยาเสพติด พ.ศ.2534 แต่คดีดังกล่าวยุติไปแล้วตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น คงขึ้นมาสู่ศาลฎีกาเฉพาะคดีนี้

โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยทั้งห้าตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 มาตรา 4, 7, 8, 15, 66, 100, 100/1 ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83, 91 ให้ระวางโทษจำเลยที่ 1 และจำเลยที่ 5 เป็นสามเท่าของโทษที่กำหนดและนับโทษจำเลยที่ 3 ต่อจากโทษจำคุกของจำเลยที่ 3 ในคดีอาญาหมายเลขแดงที่ 2478/2544 ของศาลชั้นต้น

จำเลยทั้งห้าให้การปฏิเสธ แต่จำเลยที่ 3 รับว่าเป็นบุคคลคนเดียวกันกับจำเลยในคดีที่โจทก์ขอให้นับโทษต่อ

ศาลชั้นต้นพิพากษาจำเลยทั้งห้ามีความผิดฐานร่วมกันมีเมทแอมเฟตามีนไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่ายตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 มาตรา 15 วรรคหนึ่ง, 66 วรรคหนึ่ง ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83 จำคุกจำเลยที่ 2 ถึงจำเลยที่ 4 คนละ 6 ปี จำเลยที่ 1 และจำเลยที่ 5 เป็นข้าราชการต้องระวางโทษเป็นสามเท่าตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 มาตรา 100 จำคุกจำเลยที่ 1 และจำเลยที่ 5 คนละ 18 ปี นับโทษจำเลยที่ 3 ต่อจากโทษจำคุกในคดีอาญาหมายเลขแดงที่ 2478/2544 ของศาลชั้นต้น ยกฟ้องข้อหาอื่นและสำนวนคดีอาญาหมายเลขแดงที่ 3086/2547 ของศาลชั้นต้น

จำเลยทั้งห้าอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 4 พิพากษาแก้เป็นว่า ให้ยกฟ้องในข้อหาความผิดฐานร่วมกันมีเมทแอมเฟตามีนจำนวนและปริมาณไม่ทราบแน่ชัดไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่ายเสียด้วย นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

โจทก์ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า คดีในส่วนที่โจทก์ฟ้องจำเลยทั้งห้าในข้อหามีเมทแอมเฟตามีนจำนวน 3,241 เม็ด ไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่าย ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้องโจทก์ในส่วนนี้และโจทก์มิได้อุทธรณ์ ความผิดในข้อหาดังกล่าวจึงยุติไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

มีปัญหาวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ว่า จำเลยทั้งห้าร่วมกันมีเมทแอมเฟตามีจำนวนและปริมาณไม่ทราบแน่ชัดไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่ายตามฟ้องโจทก์หรือไม่ เห็นว่า คดีนี้โจทก์ฟ้องว่า จำเลยทั้งห้ากับพวกร่วมกันมีเมทแอมเฟตามีนอันเป็นยาเสพติดให้โทษในประเภท 1 จำนวน 3,241 เม็ด น้ำหนักรวม 280.47 กรัม คำนวณเป็นสารบริสุทธิ์ได้ 63.264 กรัม และอีกจำนวนหนึ่งซึ่งตามทางการสอบสวนมีจำนวนมาก แต่ไม่สามารถระบุจำนวนและปริมาณได้ ไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่าย โดยฝ่าฝืนต่อกฎหมาย จากคำฟ้องเห็นได้ว่า โจทก์บรรยายคำฟ้องในส่วนของการที่จำเลยทั้งห้าร่วมกันมีเมทแอมเฟตามีนและปริมาณไม่ทราบแน่ชัดไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่าย โดยมิได้ระบุวันที่และเวลาการกระทำความผิดให้แน่นอน อีกทั้งมิได้ระบุจำนวนและปริมาณของเมทแอมเฟตามีนที่อ้างว่าจำเลยทั้งห้าร่วมกันมีไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่ายว่ามีจำนวนเท่าใดและครอบครองอยู่ในช่วงเวลาใด ซึ่งทำให้จำเลยทั้งห้าไม่สามารถที่จะเข้าใจและต่อสู้คดีได้ว่า จำเลยทั้งห้ากระทำความผิดในช่วงวันเวลาใดและจำนวนและปริมาณของเมทแอมเฟตามีนที่ครอบครองในช่วงเวลาดังกล่าวมีเพียงใด เพราะโจทก์กล่าวหาว่าจำเลยทั้งห้าร่วมกันกระทำความผิดเป็นระยะเวลาต่อเนื่องกันถึง 9 ปี ประกอบกับการที่ฟ้องของโจทก์ไม่สามารถระบุจำนวนและปริมาณของเมทแอมเฟตามีนได้ ย่อมทำให้ศาลไม่อาจปรับฐานความผิดและบทลงโทษแก่จำเลยทั้งห้าได้อย่างถูกต้องตรงตามความประสงค์ของโจทก์ที่ขอให้ลงโทษจำเลยทั้งห้าได้ เนื่องจากความผิดตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 บัญญัติฐานความผิดและบทลงโทษตามจำนวนหน่วยการใช้หรือน้ำหนักสุทธิหรือปริมาณคำนวณเป็นสารบริสุทธิ์ คำฟ้องของโจทก์ในส่วนนี้จึงมิได้บรรยายถึงการกระทำทั้งหลายที่อ้างว่าจำเลยทั้งห้าได้กระทำการอันกฎหมายบัญญัติเป็นความผิด ตลอดจนข้อเท็จจริงและรายละเอียดที่เกี่ยวกับวันเวลาที่เกิดการกระทำนั้นๆ พอสมควรเท่าที่จะทำให้จำเลยทั้งห้าเข้าใจข้อหาได้ดีตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 158 (5) คำฟ้องของโจทก์ในส่วนนี้จึงไม่ชอบด้วยกฎหมาย ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 4 เห็นว่า คำฟ้องของโจทก์ในส่วนนี้ไม่ชอบด้วยกฎหมายและศาลชั้นต้นไม่มีอำนาจพิจารณาพิพากษาลงโทษจำเลยทั้งห้าและพิพากษายกฟ้องโจทก์ในส่วนนี้ ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาของโจทก์ฟังไม่ขึ้น

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.อ. ม. 158 (5)
พ.ร.บ.ยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 ม. 15 วรรคหนึ่ง ม. 66 วรรคหนึ่ง
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการจังหวัดมหาสารคาม
จำเลย — นายนเรศร์ เขียวพรม กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดมหาสารคาม — นางสาวสุวนี นภาภาค
ศาลอุทธรณ์ภาค 4 — นายปกิต สุวรรณพรหมา
ชื่อองค์คณะ
ศรีอัมพร ศาลิคุปต์
นพพร โพธิรังสิยากร
สุทธิโชค เทพไตรรัตน์
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 6352/2555
#554425
เปิดฉบับเต็ม

โจทก์ไม่สามารถนำผู้เสียหายมาเบิกความต่อศาลได้ เนื่องจากผู้เสียหายย้ายที่อยู่หาตัวไม่พบ คำให้การของผู้เสียหายในชั้นสอบสวนแม้เป็นพยานบอกเล่า แต่ผู้เสียหายได้ให้การต่อพนักงานสอบสวนโดยมีนักสังคมสงเคราะห์และพนักงานอัยการเข้าร่วมในการถามปากคำผู้เสียหายด้วย มีการบันทึกภาพและเสียงการถามปากคำผู้เสียหายดังกล่าวออกถ่ายทอดได้อย่างต่อเนื่องไว้เป็นพยาน ตาม ป.วิ.อ. มาตรา 133 ทวิ ซึ่งการที่ไม่ได้ตัวผู้เสียหายมาเบิกความเพราะมีเหตุจำเป็นอย่างยิ่ง ศาลย่อมรับฟังสื่อภาพและเสียงคำให้การของผู้เสียหายในชั้นสอบสวนดังกล่าวได้เสมือนหนึ่งเป็นคำเบิกความของผู้เสียหายในชั้นพิจารณาของศาลประกอบพยานหลักฐานอื่นของโจทก์ได้ตาม ป.วิ.อ. มาตรา 172 ตรี วรรคท้าย และมาตรา 226/3 วรรคสอง (2)

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91, 277 วรรคสอง

จำเลยให้การปฏิเสธ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 277 วรรคสอง การกระทำของจำเลยเป็นความผิดต่อกฎหมายหลายกรรมต่างกัน ให้ลงโทษทุกกรรมเป็นกระทงความผิดไปตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 จำคุกกระทงละ 12 ปี รวมสองกระทง จำคุก 24 ปี จำเลยให้การรับสารภาพชั้นจับกุมและชั้นสอบสวน มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 หนึ่งในสาม คงจำคุกกระทงละ 8 ปี รวมสองกระทงจำคุก 16 ปี

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 8 พิพากษากลับ ให้ยกฟ้อง

โจทก์ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ว่า จำเลยกระทำความผิดตามคำพิพากษาศาลชั้นต้นหรือไม่ โจทก์มีร้อยตำรวจเอกณัฐชนน พนักงานสอบสวนเบิกความว่า เมื่อวันที่ 30 พฤศจิกายน 2544 เวลาเช้า อาจารย์โรงเรียนบ้านคลองขุด ตำบลหนองหงส์ อำเภอทุ่งสง โทรศัพท์มาแจ้งผู้กำกับการสถานีตำรวจภูธร อำเภอทุ่งสงว่า มีเด็กนักเรียนถูกผู้ปกครองข่มขืนกระทำชำเรา พันตำรวจตรีสุพจน์ ซึ่งได้รับมอบหมายจากผู้กำกับการสถานีตำรวจภูธรอำเภอทุ่งสงเดินทางไปสอบข้อเท็จจริงยังโรงเรียนดังกล่าว จนกระทั่งเวลาประมาณ 17 นาฬิกา พันตำรวจตรีสุพจน์จับกุมตัวจำเลยพร้อมบันทึกการแจ้งข้อกล่าวหาจำเลยในข้อหาข่มขืนกระทำชำเราเด็กหญิงอายุยังไม่เกิน 13 ปี โดยเด็กหญิงไม่ยินยอม ซึ่งจำเลยให้การรับสารภาพมามอบให้พยานดำเนินคดี พยานแจ้งข้อหาแก่จำเลยในชั้นสอบสวนเช่นเดียวกับชั้นจับกุม จำเลยให้การรับสารภาพตามบันทึกคำให้การของผู้ต้องหา พยานไปตรวจบ้านที่เกิดเหตุที่จำเลยข่มขืนกระทำชำเราผู้เสียหายและทำแผนที่สังเขปแสดงที่เกิดเหตุ ทำบันทึกการตรวจสถานที่เกิดเหตุคดีอาญา ต่อมาพยานสอบสวนผู้เสียหายโดยมีพนักงานอัยการและนักสังคมสงเคราะห์เข้าร่วมในการถามปากคำผู้เสียหายด้วย ซึ่งผู้เสียหายให้การสรุปได้ว่าเมื่อประมาณ 2 เดือนก่อนถามปากคำ ผู้เสียหายไปอาศัยอยู่ที่บ้านจำเลย ผู้เสียหายอยู่ที่บ้านของจำเลยได้ประมาณ 1 สัปดาห์ ในคืนหนึ่งขณะผู้เสียหายกำลังนอนหลับในห้องนอนเพียงคนเดียว จำเลยเข้ามาถอดกางเกงนอนและกางเกงชั้นในของผู้เสียหายออกแล้วถอดกางเกงของจำเลยออกใช้อวัยวะเพศของจำเลยสอดใส่เข้าไปในอวัยวะเพศของผู้เสียหาย โดยจำเลยนอนคว่ำทับร่างกายผู้เสียหายไว้ สักครู่มีน้ำเหนียว ๆ ที่อวัยวะเพศของผู้เสียหาย แล้วจำเลยใส่กางเกงให้ผู้เสียหายและใส่กางเกงของตนออกจากห้องผู้เสียหายไป จำเลยเข้าข่มขืนกระทำชำเราผู้เสียหายดังกล่าวประมาณสัปดาห์ละ 2 ครั้ง ซึ่งผู้เสียหายกลัวไม่กล้าเล่าเรื่องที่เกิดขึ้นให้ผู้ใดฟัง จนกระทั่งมาเล่าเรื่องราวดังกล่าวให้ครูประจำชั้นฟัง และระหว่างที่ผู้เสียหายให้การดังกล่าวพนักงานสอบสวนได้บันทึกภาพและเสียงไว้ด้วย ซึ่งนางสุชาดา ครูประจำชั้นของผู้เสียหายให้การไว้ในชั้นสอบสวนสนับสนุนว่า ครูที่สอนสังเกตเห็นผู้เสียหายไม่ร่าเริงแจ่มใสเหมือนเด็กอื่น เวลาเรียนเหม่อลอย พยานจึงเรียกผู้เสียหายมาสอบถาม ผู้เสียหายจึงเล่าเรื่องที่ถูกจำเลยข่มขืนกระทำชำเราให้ฟังโดยจำเลยรับว่าข้อเท็จจริงเป็นดังคำให้การของนางสุชาดาจริง นอกจากนี้โจทก์ยังมีนายแพทย์สมพงศ์ แพทย์ผู้ตรวจร่างกายผู้เสียหายมาเบิกความเป็นพยานโจทก์ว่า ตรวจภายในแล้วปรากฏว่าพบบาดแผลฉีกขาดเก่าบริเวณช่องคลอดให้ความเห็นว่า ผู้เสียหายผ่านการร่วมประเวณีมาแล้ว เห็นว่า แม้คดีนี้โจทก์ไม่มีผู้เสียหายมาเบิกความเป็นพยานโจทก์เพราะโจทก์ไม่สามารถนำผู้เสียหายมาเบิกความต่อศาลได้ เนื่องจากผู้เสียหายย้ายออกจากบ้านตามภูมิลำเนาที่ระบุไว้ในบัญชีพยานโจทก์ไปอยู่ที่อื่น ไม่มีบุคคลใดทราบที่อยู่แน่นอนของผู้เสียหายและผู้เสียหายไม่มีหลักฐานที่อยู่ทางทะเบียน ซึ่งศาลชั้นต้นให้โอกาสโจทก์โดยพนักงานสอบสวนได้พยายามขวนขวายติดตามตัวผู้เสียหายมาเบิกความถึง 9 นัด และขอให้ศาลหมายเรียกนายท้ามอ้นซึ่งเคยอุปการะเลี้ยงดูผู้เสียหายมาสอบถาม แต่ก็ไม่ได้ความว่าผู้เสียหายย้ายไปอยู่ที่ใด รวมเป็นระยะเวลานานเกือบ 1 ปี ก็ไม่สามารถนำตัวผู้เสียหายมาเบิกความได้ แต่กลับได้ความตามคำแถลงของทนายจำเลยในรายงานกระบวนพิจารณาลงวันที่ 29 มีนาคม 2547 ว่า ทนายจำเลยติดใจสืบผู้เสียหายเป็นพยานจำเลย โดยทนายจำเลยจะตามตัวผู้เสียหายมาเบิกความต่อไป แต่ในที่สุดก็ไม่ปรากฏว่าสามารถติดต่อตัวผู้เสียหายให้มาเบิกความต่อศาลได้ โดยโจทก์คงมีคำให้การของผู้เสียหายในชั้นสอบสวน ซึ่งยืนยันว่าผู้เสียหายถูกจำเลยข่มขืนกระทำชำเราในบ้านที่เกิดเหตุในช่วงเวลาเกิดเหตุหลายคราว โดยมีร้อยตำรวจเอกณัฐชนน พนักงานสอบสวนมาเบิกความรับรองข้อเท็จจริงดังกล่าว คำให้การของผู้เสียหายในชั้นสอบสวนแม้เป็นพยานบอกเล่า แต่ผู้เสียหายได้ให้การต่อพนักงานสอบสวนโดยมีนักสังคมสงเคราะห์และพนักงานอัยการเข้าร่วมในการถามปากคำผู้เสียหายด้วย มีการบันทึกภาพและเสียงการถามปากคำผู้เสียหายดังกล่าวออกถ่ายทอดได้อย่างต่อเนื่องไว้เป็นพยาน ต้องตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 133 ทวิ ซึ่งการที่โจทก์ไม่ได้ตัวผู้เสียหายมาเบิกความเพราะมีเหตุจำเป็นอย่างยิ่งดังที่วินิจฉัยมาแล้วข้างต้น ดังนั้น ศาลย่อมรับฟังสื่อภาพและเสียงคำให้การของผู้เสียหายในชั้นสอบสวนดังกล่าวได้เสมือนหนึ่งเป็นคำเบิกความของผู้เสียหายในชั้นพิจารณาของศาลประกอบพยานหลักฐานอื่นของโจทก์ได้ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 172 ตรี วรรคท้าย และมาตรา 226/3 วรรคสอง (2) ผู้เสียหายรู้จักคุ้นเคยอยู่ในความปกครองดูแลของจำเลย ไม่เคยมีเรื่องโกรธเคืองกับจำเลยมาก่อนจึงเชื่อว่า ผู้เสียหายให้การต่อพนักงานสอบสวนตามความเป็นจริง ส่วนนางสุชาดาครูประจำชั้นของผู้เสียหายและนายแพทย์ผู้ตรวจร่างกายผู้เสียหายพยานโจทก์ก็ไม่ปรากฏว่า มีสาเหตุโกรธเคืองกับจำเลย หรือมีเหตุทำให้ระแวงสงสัยว่าจะกลั่นแกล้งใส่ร้ายจำเลยแต่อย่างใด พยานโจทก์ดังกล่าวจึงเชื่อถือรับฟังเป็นความจริงได้ นอกจากนี้เมื่อเจ้าพนักงานตำรวจทราบเหตุที่เข้าจับกุมและสอบสวนจำเลยในวันเดียวกัน ซึ่งจำเลยให้การรับสารภาพชั้นจับกุมและชั้นสอบสวนโดยทันที ทั้งนำพนักงานสอบสวนไปชี้ที่เกิดเหตุ และจำเลยลงชื่อรับรองความถูกต้องไว้ในวันเดียวกันนั้น จึงมีน้ำหนักให้เชื่อว่า จำเลยให้การรับสารภาพด้วยความสมัครใจ ทำให้พยานหลักฐานของโจทก์มีน้ำหนักรับฟังได้มั่นคงยิ่งขึ้น ส่วนที่จำเลยนำสืบปฏิเสธว่ามิได้กระทำความผิด แต่ถูกนายท้ามอ้นบิดาของภริยาจำเลยกลั่นแกล้งกล่าวหาเพราะไม่พอใจจำเลยที่ไม่ยินยอมขายที่ดินมาชำระหนี้สิน และที่จำเลยให้การรับสารภาพชั้นจับกุมและชั้นสอบสวนเพราะต้องการประชดนางนงนุชภริยาจำเลยนั้น เห็นว่า เป็นเรื่องที่จำเลยกล่าวอ้างเพียงลอย ๆ ทั้งไม่สมเหตุผล ไม่มีน้ำหนักที่จะรับฟังหักล้างพยานหลักฐานของโจทก์ได้

มีปัญหาต้องวินิจฉัยต่อไปว่า ขณะเกิดเหตุที่จำเลยข่มขืนกระทำชำเราผู้เสียหาย ผู้เสียหายอายุยังไม่เกิน 13 ปี หรือไม่ เห็นว่า ขณะเกิดเหตุคดีนี้ ผู้เสียหายอายุ 10 ปีเศษ ตามที่โจทก์ฟ้อง ฉะนั้นพยานหลักฐานของโจทก์ดังวินิจฉัยมามีน้ำหนักมั่นคงฟังประกอบกัน เชื่อได้โดยปราศจากความสงสัยว่า จำเลยได้กระทำชำเราผู้เสียหายในช่วงเวลาเกิดเหตุอย่างน้อย 2 คราว ตามที่โจทก์ฟ้องจริง จำเลยจึงมีความผิดตามคำพิพากษาของศาลชั้นต้น ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 8 วินิจฉัยว่าพยานหลักฐานของโจทก์ยังมีความสงสัยตามสมควรว่า จำเลยได้กระทำความผิดตามฟ้องหรือไม่ และยกประโยชน์แห่งความสงสัยโดยยกฟ้องจำเลยนั้นไม่ต้องด้วยความเห็นของศาลฎีกา ฎีกาของโจทก์ฟังขึ้น

พิพากษากลับ ให้บังคับคดีไปตามคำพิพากษาของศาลชั้นต้น
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.อ. ม. 133 ทวิ ม. 172 ตรี วรรคท้าย ม. 226/3 วรรคสอง (2)
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการประจำศาลจังหวัดทุ่งสง
จำเลย — นายอภิฤกษ์ สุริยนต์
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลทุ่งสง — นางสาวภูษิตา หล้าหลี
ศาลอุทธรณ์ภาค 8 — นายวีระศักดิ์ เสรีเศวตรัตน์
ชื่อองค์คณะ
วีระศักดิ์ รุ่งรัตน์
ทัศนีย์ จั่นสัญจัย ธรรมเกณฑ์
พรเพชร วิชิตชลชัย
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 6298/2555
#525479
เปิดฉบับเต็ม

นับตั้งแต่โจทก์อนุมัติและติดตั้งเครื่องวัดหน่วยไฟฟ้าพร้อมทั้งจ่ายกระแสไฟฟ้าให้จำเลยตั้งแต่ปี 2518 จำเลยยังไม่เคยแจ้งบอกเลิกหรือโอนการใช้ไฟฟ้าแก่ผู้อื่นให้โจทก์ทราบเป็นลายลักษณ์อักษร จำเลยย่อมต้องรับผิดชอบในการชำระค่าไฟฟ้าที่ใช้ไปในบ้านหลังดังกล่าวตลอดไป แม้จำเลยได้ขายบ้านพร้อมที่ดินที่ติดตั้งเครื่องวัดหน่วยไฟฟ้าไปตั้งแต่ปี 2537 ก็ตาม แต่เมื่อจำเลยไม่ได้บอกเลิกการใช้ไฟฟ้า หากจะมีผู้อื่นครอบครองสถานที่ใช้ไฟฟ้ายังถือว่า จำเลยและผู้ครอบครองเป็นผู้รับผิดชอบร่วมกันในการชำระค่าไฟฟ้า

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องและแก้ไขคำฟ้องขอให้บังคับจำเลยชำระเงิน 127,126.25 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงิน 127,126.25 บาท นับถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์

จำเลยให้การขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยชำระเงิน 127,126.25 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงินดังกล่าวนับตั้งแต่วันถัดจากวันฟ้อง (ฟ้องวันที่ 30 เมษายน 2547) เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ กับให้จำเลยใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ โดยกำหนดค่าทนายความ 1,200 บาท

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษากลับให้ยกฟ้อง ค่าฤชาธรรมเนียมในชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ

โจทก์ฎีกา โดยผู้พิพากษาที่ได้นั่งพิจารณาคดีในศาลชั้นต้น รับรองว่ามีเหตุสมควรที่จะฎีกาในข้อเท็จจริงได้

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงเบื้องต้นรับฟังว่า โจทก์เป็นนิติบุคคลตามพระราชบัญญัติการไฟฟ้านครหลวง พ.ศ.2501 มีผู้ว่าการกระทำการแทนโจทก์ตามคำสั่งแต่งตั้ง โจทก์มอบอำนาจให้นายนริษฎ์ เป็นผู้มีอำนาจฟ้องและดำเนินคดีแทนตามหนังสือมอบอำนาจ จำเลยยื่นแบบคำขอใช้ไฟฟ้าเพื่อให้โจทก์ติดตั้งเครื่องวัดหน่วยไฟฟ้าเลขที่ ษ - 10111 และจำเลยได้ใช้ไฟฟ้าตั้งแต่ปี 2518 เป็นต้นมา ครั้นวันที่ 5 กรกฎาคม 2537 จำเลยขายบ้านหลังดังกล่าวพร้อมที่ดินให้แก่นายการุณย์

มีปัญหาวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ว่า จำเลยต้องรับผิดชำระเงินค่าไฟฟ้าให้แก่โจทก์ตามคำพิพากษาศาลชั้นต้นหรือไม่ เห็นว่า นับตั้งแต่โจทก์อนุมัติและติดตั้งเครื่องวัดหน่วยไฟฟ้าพร้อมทั้งจ่ายกระแสไฟฟ้าให้จำเลยตั้งแต่ปี 2518 จำเลยยังไม่เคยแจ้งบอกเลิกหรือโอนการใช้ไฟฟ้าแก่ผู้อื่นให้โจทก์ทราบเป็นลายลักษณ์อักษร ดังนั้น จำเลยย่อมต้องรับผิดชอบในการชำระค่าไฟฟ้าที่ใช้ไปในบ้านหลังดังกล่าวตลอดไป ตามความในข้อบังคับการไฟฟ้านครหลวง ว่าด้วยการใช้ไฟฟ้าและบริการ พ.ศ.2535 ข้อ 36 แม้จำเลยจะนำสืบกล่าวแก้ว่า จำเลยได้ขายบ้านพร้อมที่ดินที่ติดตั้งเครื่องวัดหน่วยไฟฟ้าให้แก่นายการุณย์เข้าครอบครองไปตั้งแต่ปี 2537 แล้วก็ตาม แต่เมื่อจำเลยไม่ได้บอกเลิกการใช้ไฟฟ้า หากจะมีผู้อื่นครอบครองสถานที่ใช้ไฟฟ้าก็ยังถือว่า จำเลยและผู้ครอบครองเป็นผู้รับผิดชอบร่วมกันในการชำระค่าไฟฟ้า ตามข้อบังคับดังกล่าว ข้อ 36 วรรคสอง ที่จำเลยนำสืบต่อไปว่า จำเลยไปติดต่อการไฟฟ้านครหลวงเพื่อโอนการใช้ไฟฟ้าแก่นายการุณย์แล้ว แต่การไฟฟ้านครหลวงไม่มีหลักฐานการโอนให้นั้น เห็นว่า เป็นเรื่องขัดต่อเหตุผล เพราะตามข้อบังคับดังกล่าว ข้อ 53 กำหนดให้ผู้ขอรับโอนยื่นคำขอตามแบบที่การไฟฟ้านครหลวงกำหนดโดยให้ผู้ใช้ไฟฟ้าลงนามในฐานะผู้โอน ดังนั้นหากจำเลยและนายการุณย์ไปติดต่อขอโอนการใช้ไฟฟ้าจริง ไม่เชื่อว่าการไฟฟ้านครหลวงจะรับคำขอโดยไม่มีหลักฐานให้ อีกทั้งการ์ดประวัติผู้ใช้ไฟฟ้าก็ระบุชื่อจำเลยในฐานะผู้ใช้ไฟฟ้ามาตลอดไม่เคยเปลี่ยนแปลง ที่จำเลยอ้างว่า หลังจากจำเลยได้รับใบแจ้งหนี้ค่าไฟฟ้าแล้ว จำเลยไปติดต่อนายนริษฎ์ เพื่อเล่าเรื่องให้ฟังนั้น ปรากฏว่านายนริษฎ์เป็นผู้รับมอบอำนาจโจทก์และทนายโจทก์ในคดีนี้ อีกทั้งนายนริษฎ์ยังเบิกความเป็นพยานโจทก์ไว้ด้วย แต่ไม่ปรากฏว่าจำเลยได้ถามค้านนายนริษฎ์ให้ชี้แจงในเรื่องนี้ พยานหลักฐานจำเลยจึงมีน้ำหนักน้อยกว่าพยานหลักฐานโจทก์ ข้อเท็จจริงฟังได้ว่า จำเลยต้องรับผิดชำระค่าไฟฟ้าแก่โจทก์ตามฟ้อง ที่ศาลอุทธรณ์พิพากษายกฟ้องโจทก์นั้น ศาลฎีกาไม่เห็นพ้องด้วย ฎีกาของโจทก์ฟังขึ้น

พิพากษากลับ ให้บังคับคดีไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์และชั้นฎีกาให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 386
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — การไฟฟ้านครหลวง
จำเลย — นางบังอร หงสะพัก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลแขวงพระนครเหนือ — นายประชา จารุวาที
ศาลอุทธรณ์ — นายทรงศิลป์ ธรรมรัตน์
ชื่อองค์คณะ
สุทธิโชค เทพไตรรัตน์
ศรีอัมพร ศาลิคุปต์
นพพร โพธิรังสิยากร
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 6292/2555
#528487
เปิดฉบับเต็ม

ตั๋วสัญญาใช้เงินพิพาทเป็นตั๋วสัญญาใช้เงินประเภทถึงกำหนดเมื่อทวงถามมิใช่ถึงกำหนดเมื่อได้เห็น ดังนั้น เมื่อโจทก์ได้ทวงถามให้จำเลยชำระเงินแล้ว จำเลยไม่ชำระ โจทก์ย่อมมีอำนาจฟ้องให้จำเลยรับผิดตามตั๋วสัญญาใช้เงินได้ โดยหาจำต้องนำตั๋วสัญญาใช้เงินไปยื่นต่อจำเลยเพื่อให้จำเลยชำระเงินก่อนไม่

ตามตั๋วสัญญาใช้เงินมีข้อความระบุไว้ว่า จำเลยยอมเสียดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 16 ต่อปี แสดงว่าไม่ว่าจำเลยจะผิดนัดชำระหนี้หรือไม่ก็ตาม โจทก์ย่อมมีสิทธิคิดดอกเบี้ยเอาจากจำเลยในอัตราร้อยละ 16 ต่อปี ตามสัญญาได้อยู่แล้ว ข้อตกลงเรื่องอัตราดอกเบี้ยดังกล่าวจึงไม่ใช่เบี้ยปรับ เฉพาะดอกเบี้ยส่วนที่เกินกว่าอัตราร้อยละ 16 ต่อปี เท่านั้นที่เป็นเบี้ยปรับ ซึ่งถ้าศาลเห็นว่าส่วนที่เกินกว่าร้อยละ 16 ต่อปี สูงเกินส่วน ศาลจะลดไปจำนวนพอสมควรก็ได้ แต่จะลดลงเหลือเท่ากับหรือน้อยกว่าอัตราร้อยละ 16 ต่อปี ไม่ได้

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องและแก้ไขคำฟ้องขอให้บังคับจำเลยชำระเงินจำนวน 32,751,196.23 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 21 ต่อปี จากต้นเงิน 27,745,961.66 บาท นับถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์

จำเลยให้การและแก้ไขคำให้การขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยชำระเงินจำนวน 29,165,794.35 บาท พร้อมด้วยดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 16.25 ต่อปี ของต้นเงิน จำนวน 27,745,961.66 บาท นับแต่วันที่ 1 ตุลาคม 2541 เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จ แต่ทั้งนี้ให้นำเงินที่โจทก์ได้รับชำระจำนวน 16 ครั้ง คือ วันที่ 2 ธันวาคม 2541 จำนวน 26,851.50 บาท วันที่ 22 ธันวาคม 2541 จำนวน 88,510.50 บาท วันที่ 19 เมษายน 2542 จำนวน 91,408.33 บาท วันที่ 14 พฤษภาคม 2542 จำนวน 185,502.21 บาท วันที่ 21 พฤษภาคม 2542 จำนวน 188,780.81 บาท วันที่ 19 กรกฎาคม 2542 จำนวน 189,162.53 บาท วันที่ 27 กรกฎาคม 2543 จำนวน 361,555.27 บาท วันที่ 28 กรกฎาคม 2543 จำนวน 481,698.28 บาท วันที่ 31 กรกฎาคม 2543 จำนวน 490,064.04 บาท วันที่ 1 สิงหาคม 2543 จำนวน 502,201.10 บาท วันที่ 2 สิงหาคม 2543 จำนวน 168,593.16 บาท วันที่ 3 สิงหาคม 2543 จำนวน 167,101.19 บาท วันที่ 4 สิงหาคม 2543 จำนวน 125,325.90 บาท วันที่ 7 สิงหาคม 2543 จำนวน 40,283.32 บาท วันที่ 8 สิงหาคม 2543 จำนวน 334,699.71 บาท และวันที่ 9 สิงหาคม 2543 จำนวน 169,090.49 บาท ไปหักออกจากดอกเบี้ยค้างชำระในวันที่โจทก์ได้รับชำระก่อน หากมีเงินเหลือให้นำไปหักออกจากต้นเงินและคิดดอกเบี้ยในต้นเงินที่เหลือต่อไป กับให้จำเลยใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ โดยกำหนดค่าทนายความ 50,000 บาท

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษายืน ให้จำเลยใช้ค่าทนายความชั้นอุทธรณ์ 20,000 บาท แทนโจทก์

จำเลยฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงที่คู่ความมิได้โต้เถียงกันในชั้นฎีการับฟังได้ว่า โจทก์เป็นนิติบุคคลประเภทบริษัทมหาชนจำกัด ประกอบธุรกิจเงินทุน โดยได้รับอนุญาตจากกระทรวงการคลัง โจทก์โดยนายปลิว มอบอำนาจให้นางจิระภากับนางสุทธินี เป็นผู้มีอำนาจฟ้องและดำเนินคดีแทนและให้มีอำนาจแต่งตั้งตัวแทนช่วง จำเลยเป็นลูกค้าของโจทก์ประเภทสินเชื่อระยะสั้น โดยจำเลยได้ขอสินเชื่อในวงเงิน 50,000,000 บาท ในการขอสินเชื่อจำเลยจะต้องออกตั๋วสัญญาใช้เงินระบุโจทก์เป็นผู้รับเงินเพื่อเป็นหลักฐานแห่งหนี้และเพื่อชำระหนี้ จำเลยได้เบิกเงินและรับเงินกู้ไปจากโจทก์จำนวน 50,000,000 บาท และได้ออกตั๋วสัญญาใช้เงินมอบให้แก่โจทก์ จำเลยกับนายปรีดาได้นำหลักทรัพย์ซึ่งเป็นหุ้นของบริษัทแพรนด้าจิวเวลรี่ จำกัด (มหาชน) จำนวน 961,850 หุ้น จำนำไว้แก่โจทก์ ต่อมาจำเลยได้ออกตั๋วสัญญาใช้เงินเลขที่ A - 97002715 สัญญาจะจ่ายเงินจำนวน 30,000,000 บาท แก่โจทก์เมื่อทวงถาม ยอมเสียดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 16 ต่อปี หากผิดนัดให้คิดดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 21 ต่อปี ภายหลังออกตั๋วจำเลยชำระดอกเบี้ยให้แก่โจทก์เพียงเดือนเมษายน 2540 จากนั้นไม่ชำระให้อีก ต่อมาโจทก์นำหุ้นที่จำเลยกับนายปรีดาจำนำไว้ออกขายในตลาดหลักทรัพย์ ซึ่งตามระเบียบของตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทยหากจะนำหุ้นออกขายจะต้องมีหลักฐานว่าได้แจ้งบังคับจำนำให้ลูกหนี้ทราบแล้ว โจทก์จึงได้ส่งหนังสือทวงถามไปยังจำเลยและนายปรีดาทางไปรษณีย์ลงทะเบียนตอบรับ ในการนำหุ้นออกขายได้เงิน 8,082,213.37 บาท ยังคงมียอดหนี้ค้างชำระตามตั๋วสัญญาใช้เงินเป็นต้นเงินจำนวน 27,745,961.66 บาท

มีปัญหาวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยว่า โจทก์มีอำนาจฟ้องจำเลยเป็นคดีนี้หรือไม่ จำเลยฎีกาว่า โจทก์ยังไม่ได้นำตั๋วสัญญาใช้เงินไปยื่นให้จำเลยใช้เงินตามตั๋วก่อน ถือไม่ได้ว่ามีการโต้แย้งสิทธิของโจทก์ โจทก์จึงไม่มีอำนาจฟ้อง ปัญหานี้เป็นปัญหาข้อกฎหมายอันเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชน แม้จำเลยไม่ให้การไว้ จำเลยก็มีสิทธิอุทธรณ์ฎีกาได้ และเห็นว่า ตั๋วสัญญาใช้เงินเป็นตั๋วสัญญาใช้เงินประเภทถึงกำหนดเมื่อทวงถาม มิใช่ถึงกำหนดเมื่อได้เห็น ดังนั้น เมื่อข้อเท็จจริงรับฟังได้ว่าโจทก์ได้ทวงถามให้จำเลยชำระเงินตามตั๋วสัญญาใช้เงินแล้ว จำเลยไม่ชำระ โจทก์ก็ย่อมมีอำนาจฟ้องให้จำเลยรับผิดชำระเงินตามตั๋วสัญญาใช้เงินได้ โดยหาจำต้องนำตั๋วสัญญาใช้เงินไปยื่นต่อจำเลยเพื่อให้จำเลยชำระเงินก่อนไม่ ฎีกาของจำเลยในข้อนี้ฟังไม่ขึ้น

มีปัญหาวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยต่อไปว่า การที่ศาลล่างทั้งสองกำหนดให้จำเลยรับผิดชำระดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 16.25 ต่อปี ในต้นเงินที่ค้างชำระเป็นการเหมาะสมแล้วหรือไม่ ในปัญหานี้จำเลยฎีกาว่า ในปัจจุบันสถาบันการเงินคิดดอกเบี้ยอัตราผิดนัดไม่เกินอัตราร้อยละ 14.50 ต่อปี การที่ศาลล่างทั้งสองกำหนดให้จำเลยรับผิดชำระดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 16.25 ต่อปี จึงเป็นการกำหนดเบี้ยปรับที่สูงเกินไป เห็นว่า การกำหนดอัตราดอกเบี้ยของศาล นอกจากกำหนดไปตามกฎหมายแล้วยังต้องเป็นไปตามสัญญาหรือข้อผูกพันที่คู่สัญญาทำไว้ ศาลจึงหาอาจก้าวล่วงไปแก้ไขเปลี่ยนแปลงข้อตกลงที่ทำไว้โดยชอบได้ไม่ และตามตั๋วสัญญาใช้เงินเลขที่ A - 97002715 ที่จำเลยเป็นผู้ออกตั๋วและมอบให้แก่โจทก์นั้น มีข้อตกลงระบุไว้ว่าจำเลยยอมเสียดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 16 ต่อปี แสดงว่าไม่ว่าจำเลยจะผิดนัดชำระหนี้หรือไม่ก็ตาม โจทก์ย่อมมีสิทธิคิดดอกเบี้ยเอาจากจำเลยในอัตราร้อยละ 16 ต่อปี ตามสัญญาได้อยู่แล้ว ข้อตกลงเรื่องอัตราดอกเบี้ยที่จำเลยยอมให้โจทก์คิดดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 16 ต่อปี จึงไม่ใช่เบี้ยปรับ เฉพาะดอกเบี้ยส่วนที่เกินกว่าอัตราร้อยละ 16 ต่อปี เท่านั้นที่เป็นเบี้ยปรับ ซึ่งถ้าศาลเห็นว่าดอกเบี้ยส่วนที่เกินกว่าร้อยละ 16 ต่อปี สูงเกินส่วน ศาลจะลดไปจำนวนพอสมควรก็ได้ แต่จะลดลงเหลือเท่ากับหรือน้อยกว่าอัตราร้อยละ 16 ต่อปี ไม่ได้ การที่ศาลล่างทั้งสองกำหนดให้จำเลยรับผิดชำระดอกเบี้ยในระหว่างผิดนัดในอัตราร้อยละ 16.25 ต่อปี จึงเหมาะสมกับพฤติการณ์แห่งคดีแล้ว ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษามาต้องด้วยความเห็นของศาลฎีกา ฎีกาของจำเลยฟังไม่ขึ้น

พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมในชั้นฎีกาให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 379 ม. 913 (3) ม. 944 ม. 985
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — บริษัทเงินทุนทิสโก้ จำกัด (มหาชน)
จำเลย — นางสุนันทา เตียสุวรรณ์
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดสมุทรปราการ — นายวิฑูรย์ วิริยะวิธสัจจา
ศาลอุทธรณ์ภาค 1 — นายวีรวิทย์ สายสมบัติ
ชื่อองค์คณะ
เฉลิมเกียรติ ชาญศิลป์
โสภณ โรจน์อนนท์
สนอง เล่าศรีวรกต
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 6266/2555
#525529
เปิดฉบับเต็ม

วันที่ 21 กุมภาพันธ์ 2538 ผู้ประกันผิดสัญญาไม่ส่งตัวจำเลยตามกำหนดนัด ศาลสั่งปรับผู้ประกันให้ชำระค่าปรับภายใน 15 วัน นับแต่วันได้รับคำบังคับ ครบกำหนดระยะเวลาบังคับคดีสิบปีตาม ป.วิ.พ. มาตรา 271 ในวันที่ 21 มีนาคม 2548 ในขณะที่ผู้ประกันผิดสัญญาประกันพนักงานอัยการเป็นผู้มีอำนาจและหน้าที่ดำเนินคดีในการบังคับให้เป็นไปตามสัญญาประกันตาม พ.ร.บ.พนักงานอัยการ พ.ศ.2498 มาตรา 11 (8) ซึ่งเป็นกฎหมายที่ใช้บังคับอยู่ในขณะนั้น ผู้ร้องจึงไม่มีส่วนเกี่ยวข้องในการดำเนินการบังคับคดี ต่อมามีการแก้ไขกฎหมายเกี่ยวกับการบังคับคดีตามสัญญาประกันตาม พ.ร.บ.แก้ไขเพิ่มเติมประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา (ฉบับที่ 22) พ.ศ.2547 มาตรา 34 โดยให้เพิ่มเติมความเป็นวรรคสองของมาตรา 119 ซึ่งมีผลใช้บังคับเมื่อวันที่ 24 ธันวาคม 2547 กำหนดให้อำนาจและหน้าที่ดำเนินคดีในการบังคับให้เป็นไปตามสัญญาประกันเป็นอำนาจและหน้าที่ของผู้ร้องซึ่งเป็นหัวหน้าสำนักงานประจำศาลยุติธรรมนับแต่วันดังกล่าว เมื่อปรากฏตามคำร้องของผู้ร้องว่า ผู้ร้องต้องตรวจสอบสำนวนที่อยู่ในระหว่างบังคับคดีทั้งหมด และปรากฏว่ามีสำนวนที่ค้างการพิจารณาที่กรมบังคับคดีจำนวนมาก ประกอบกับคดีนี้ครบกำหนดระยะเวลาบังคับคดีในวันที่ 21 มีนาคม 2548 ซึ่งเป็นระยะเวลาเพียง 2 เดือนเศษ นับแต่ผู้ร้องมีอำนาจและหน้าที่ในการบังคับคดี แม้ผู้ร้องจะยื่นคำร้องขอขยายระยะเวลาบังคับคดีเมื่อสิ้นระยะเวลาบังคับคดีแล้วเป็นเวลานาน 4 ปีเศษ ก็เป็นเพราะมีสำนวนค้างการบังคับคดีเป็นจำนวนมาก ผู้ร้องจึงไม่อาจตรวจสอบได้ด้วยความรวดเร็ว ตามพฤติการณ์ดังกล่าวถือได้ว่าเป็นเหตุสุดวิสัย ประกอบกับเป็นกรณีที่มีพฤติการณ์พิเศษที่ศาลจะออกคำสั่งขยายระยะเวลาได้

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
คดีสืบเนื่องมาจากโจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยทั้งสองตามพระราชบัญญัติว่าด้วยความผิดอันเกิดจากการใช้เช็ค พ.ศ.2534 มาตรา 4 ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83,91 ระหว่างพิจารณา ศาลชั้นต้นอนุญาตให้ปล่อยตัวชั่วคราวจำเลยที่ 2 ต่อมาผู้ประกันผิดสัญญาประกันโดยไม่ส่งตัวจำเลยที่ 2 ตามที่นัดไว้ต่อศาล วันที่ 21 กุมภาพันธ์ 2538 ศาลชั้นต้นสั่งปรับผู้ประกันเต็มตามสัญญาประกันเป็นเงิน 300,000 บาท วันที่ 23 กุมภาพันธ์ 2538 ศาลชั้นต้นมีคำบังคับส่งไปยังผู้ประกัน ให้ผู้ประกันชำระค่าปรับแก่ศาลชั้นต้นภายในสิบห้าวันนับแต่วันที่ได้รับคำบังคับ ผู้ประกันไม่ชำระ วันที่ 25 กรกฎาคม 2544 ศาลชั้นต้นออกหมายบังคับคดีตั้งให้เจ้าพนักงานบังคับคดีประจำศาลจังหวัดมีนบุรีเป็นเจ้าพนักงานบังคับคดี จัดการยึดทรัพย์สินของผู้ประกันหรือทำการอื่นใดโดยอำนาจและหน้าที่ตามกฎหมายเพื่อนำเงินมาชำระค่าปรับแก่ศาล วันที่ 12 พฤษภาคม 2552 ผู้อำนวยการสำนักอำนวยการประจำศาลจังหวัดมีนบุรี ยื่นคำร้องขอให้ศาลชั้นต้นขยายระยะเวลาบังคับคดีออกไป ศาลชั้นต้นมีคำสั่งในวันเดียวกันให้ขยายระยะเวลาบังคับคดีออกไปเป็นเวลา 5 ปี นับแต่วันที่ 21 มีนาคม 2548

วันที่ 9 กันยายน 2552 ผู้ประกันยื่นคำร้องว่า ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 119 วรรคสอง บัญญัติเพิ่มเติมขึ้นเมื่อวันที่ 23 ธันวาคม 2547 ก่อนหน้านั้นเป็นอำนาจพนักงานอัยการที่จะดำเนินการบังคับคดีตามสัญญาประกัน ซึ่งสามารถร้องขอให้บังคับคดีได้ตั้งแต่วันที่ 21 มีนาคม 2538 เป็นต้นมา แต่ไม่ปรากฏว่าได้มีการร้องขอให้บังคับคดีแต่อย่างใดนับถึงปัจจุบันเป็นเวลา 14 ปี การที่พนักงานอัยการมิได้ดำเนินการบังคับคดีตลอดระยะเวลาที่อยู่ในอำนาจของตนถึง 9 ปีเศษ และต่อมาการบังคับคดีอยู่ในอำนาจของผู้อำนวยการสำนักอำนวยการประจำศาลจังหวัดมีนบุรี ก็ไม่ปรากฏว่าได้มีการร้องขอให้บังคับคดีเช่นกัน การเพิกเฉยของพนักงานอัยการและผู้อำนวยการสำนักอำนวยการประจำศาลจังหวัดมีนบุรีถือเป็นความประมาทเลินเล่ออย่างร้ายแรงของทั้งสองหน่วยงาน การบังคับคดีแก่ผู้ประกันจึงไม่อาจทำได้ เนื่องจากล่วงเลยระยะเวลาการบังคับคดีตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 271 เหตุที่ผู้อำนวยการสำนักอำนวยการประจำศาลจังหวัดมีนบุรีอ้างว่า เมื่อบทบัญญัติประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 119 วรรคสอง ซึ่งบัญญัติเพิ่มขึ้นใหม่มีผลใช้บังคับ มีผลให้การบังคับคดีเป็นหน้าที่ของเจ้าหน้าที่ศาลเพิ่มขึ้นจากหลักการเดิม และถือว่าหัวหน้าสำนักงานประจำศาลยุติธรรมเป็นเจ้าหนี้ตามคำพิพากษาหรือคำสั่งในส่วนที่เกี่ยวกับการบังคับคดี ไม่ใช่เหตุสุดวิสัยที่ทำให้ไม่อาจร้องขอขยายระยะเวลาได้ก่อนสิ้นระยะเวลา อีกทั้งผู้อำนวยการสำนักอำนวยการประจำศาลจังหวัดมีนบุรีสามารถยื่นคำร้องขอขยายระยะเวลาก่อนสิ้นระยะเวลาการบังคับคดีได้เพราะสำนวนคดีอยู่ในอำนาจของตนเป็นระยะเวลากว่า 3 เดือน ก่อนสิ้นระยะเวลาการบังคับคดี ขอให้มีคำสั่งยุติการบังคับคดีแก่ผู้ประกัน และคืนหลักทรัพย์อันได้แก่ โฉนดที่ดินเลขที่ 375 ตำบลโคกแฝด อำเภอหนองจอก (เจียระดับ) กรุงเทพมหานคร และโฉนดที่ดินเลขที่ 7379 ตำบลทับยาว (ลำต้อยติ่ง) อำเภอลาดกระบัง (เจียระดับ) กรุงเทพมหานคร ให้แก่ผู้ประกัน และให้มีหนังสือถึงสำนักงานที่ดินกรุงเทพมหานคร สาขาลาดกระบัง เพื่อถอนอายัดหลักประกันด้วย

ศาลชั้นต้นมีคำสั่งยกคำร้องของผู้ประกัน

ผู้ประกันอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษากลับ ให้คืนหลักประกันแก่ผู้ประกัน และให้ศาลชั้นต้นมีหนังสือแจ้งถอนการอายัดหลักประกันไปยังเจ้าพนักงานที่ดิน

ผู้ร้องฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงรับฟังเป็นยุติว่า เมื่อวันที่ 21 กุมภาพันธ์ 2538 ผู้ประกันผิดสัญญาประกันไม่ส่งตัวจำเลยที่ 2 ตามกำหนดนัด ศาลชั้นต้นสั่งปรับผู้ประกันตามสัญญาประกัน วันที่ 23 กุมภาพันธ์ 2538 ศาลชั้นต้นออกคำบังคับให้ผู้ประกันชำระค่าปรับภายในกำหนด 15 วัน นับแต่วันได้รับคำบังคับ ผู้ประกันไม่ชำระค่าปรับ วันที่ 25 กรกฎาคม 2544 ศาลชั้นต้นออกหมายบังคับคดีตั้งให้เจ้าพนักงานบังคับคดีประจำศาลชั้นต้นเป็นเจ้าพนักงานบังคับคดีจัดการยึดทรัพย์สินของผู้ประกันหรือทำการอื่นใดโดยอำนาจและหน้าที่ตามกฎหมายเพื่อนำเงินมาชำระค่าปรับศาล โดยครบกำหนดระยะเวลาการบังคับคดีสิบปีตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 271 ประกอบประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 15 ในวันที่ 21 มีนาคม 2548

มีปัญหาวินิจฉัยตามฎีกาของผู้ร้องว่า มีเหตุที่จะขยายระยะเวลาการบังคับคดีให้แก่ผู้ร้องหรือไม่ คดีนี้ผู้ร้องยื่นคำร้องขอขยายระยะเวลาการบังคับคดีเมื่อวันที่ 12 พฤษภาคม 2552 หลังจากที่ครบกำหนดระยะเวลาการบังคับคดีแล้ว จึงเป็นกรณีที่ผู้ร้องมิได้ยื่นคำร้องขอขยายระยะเวลาการบังคับคดีก่อนสิ้นระยะเวลาการบังคับคดี ผู้ร้องจะยื่นคำร้องได้ต้องเป็นกรณีที่มีเหตุสุดวิสัย เห็นว่าเหตุสุดวิสัยตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 23 ประกอบประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 15 หมายถึงเหตุที่ทำให้ศาลไม่สามารถมีคำสั่งให้ขยายระยะเวลาหรือคู่ความไม่สามารถมีคำขอเช่นนั้นขึ้นมาก่อนสิ้นระยะเวลาที่กฎหมายให้ดำเนินการอย่างใดอย่างหนึ่ง โดยในขณะที่ผู้ประกันผิดสัญญาประกันพนักงานอัยการเป็นผู้มีอำนาจและหน้าที่ดำเนินคดีในการบังคับให้เป็นไปตามสัญญาประกันตามพระราชบัญญัติพนักงานอัยการ พ.ศ.2498 มาตรา 11 (8) ซึ่งเป็นกฎหมายที่ใช้บังคับอยู่ในขณะนั้น ผู้ร้องจึงไม่มีส่วนเกี่ยวข้องในการดำเนินการบังคับคดีจากผู้ประกัน ต่อมามีการแก้ไขกฎหมายเกี่ยวกับการบังคับคดีตามสัญญาประกัน ตามพระราชบัญญัติแก้ไขเพิ่มเติมประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา (ฉบับที่ 22) พ.ศ.2547 มาตรา 34 โดยให้เพิ่มเติมความเป็นวรรคสองของมาตรา 119 ว่า เพื่อประโยชน์ในการบังคับคดี ให้ศาลชั้นต้นที่พิจารณาชี้ขาดตัดสินคดี มีอำนาจออกหมายบังคับคดีเอาแก่ทรัพย์สินของบุคคลซึ่งต้องรับผิดตามสัญญาประกันได้เสมือนว่าเป็นลูกหนี้ตามคำพิพากษา และให้ถือว่าหัวหน้าสำนักงานประจำศาลยุติธรรมเป็นเจ้าหนี้ตามคำพิพากษาในส่วนที่เกี่ยวกับหนี้ตามสัญญาประกันดังกล่าว และมีผลใช้บังคับเมื่อวันที่ 24 ธันวาคม 2547 ดังนี้ อำนาจและหน้าที่ดำเนินคดีในการบังคับให้เป็นไปตามสัญญาประกันจึงเป็นอำนาจและหน้าที่ของผู้ร้องนับแต่วันดังกล่าว เมื่อปรากฏตามคำร้องของผู้ร้องว่า ผู้ร้องต้องตรวจสอบสำนวนที่อยู่ในระหว่างบังคับคดีทั้งหมด และปรากฏว่ามีสำนวนที่ค้างการพิจารณาที่กรมบังคับคดีจำนวนมาก ประกอบกับคดีนี้ครบกำหนดระยะเวลาบังคับคดีในวันที่ 21 มีนาคม 2548 ซึ่งเป็นระยะเวลาเพียง 2 เดือนเศษ นับแต่ผู้ร้องมีอำนาจและหน้าที่ในการบังคับคดีตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 119 วรรคสอง แม้ผู้ร้องจะยื่นคำร้องขอขยายระยะเวลาบังคับคดีเมื่อสิ้นระยะเวลาบังคับคดีแล้วเป็นเวลานาน 4 ปีเศษ ก็เป็นเพราะมีสำนวนค้างการบังคับคดีเป็นจำนวนมาก ผู้ร้องจึงไม่อาจตรวจสอบได้ด้วยความรวดเร็ว ตามพฤติการณ์ดังกล่าวมาถือได้ว่าเป็นเหตุสุดวิสัย ประกอบกับเป็นกรณีที่มีพฤติการณ์พิเศษที่ศาลจะออกคำสั่งขยายระยะเวลาได้ ดังนั้น ที่ศาลชั้นต้นอนุญาตให้ผู้ร้องขยายระยะเวลาการบังคับคดีจึงชอบแล้ว ฎีกาของผู้ร้องฟังขึ้น ส่วนฎีกาของผู้ร้องในข้ออื่นไม่จำต้องวินิจฉัยเนื่องจากไม่มีผลเปลี่ยนแปลงคำพิพากษา

พิพากษากลับ ให้ยกคำร้องของผู้ประกัน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.อ. ม. 15 ม. 119 วรรคสอง
ป.วิ.พ. ม. 23 ม. 271
พ.ร.บ.พนักงานอัยการ พ.ศ.2498 ม. 11 (8)
พ.ร.บ.แก้ไขเพิ่มเติม ป.วิ.อ. (ฉบับที่ 22) พ.ศ.2547 ม. 34
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการประจำศาลจังหวัดมีนบุรี
ผู้ร้อง — ผู้อำนวยการสำนักอำนวยการประจำศาลจังหวัดมีนบุรี
ผู้ประกัน — นายกังวาลชัย งามวิไลดี
ห้างหุ้นส่วนจำกัด เอ ที ป่าไม้แหลมทองอิมปอร์ต -
จำเลย — เอ็กซ์ปอร์ต กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดมีนบุรี — นายนพรัตน์ อักษร
ศาลอุทธรณ์ — นายเรวัตร สกุลคล้อย
ชื่อองค์คณะ
อภิรัตน์ ลัดพลี
กฤษฎิ์จิรัฐ คุณาจิรภรณ์
ธงชัย เสนามนตรี
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 6265/2555
#521548
เปิดฉบับเต็ม

อาวุธปืนของกลางที่จำเลยที่ 1 ใช้ยิงรถเป็นเพียงอาวุธปืนแก๊ปยาวประจุปาก เมื่อพิจารณาประกอบกับข้อเท็จจริงที่ว่าจำเลยที่ 1 ยิงในขณะที่โจทก์ร่วมที่ 1 ขับรถสวนมา หากอาวุธปืนของกลางมีอานุภาพร้ายแรงจริงน่าจะก่อให้เกิดความเสียหายรุนแรงมาก แต่จากรายงานการตรวจพิสูจน์สภาพรถบรรทุก ปรากฏความเสียหายเพียงมีร่องรอยถูกยิงด้วยกระสุนปืน 8 รอย รอยยุบแต่ละรอยดังกล่าวไม่ลึกมาก คงมีแต่ครอบพลาสติกของกรอบกระจกหน้าข้างขวาด้านในเพียงแห่งเดียวที่มีรูทะลุค่อนข้างลึก และมีกระจกบังลมหน้ารถแตกจากกระสุนปืน ส่วนบุคคลที่นั่งอยู่ในรถไม่ได้รับอันตรายจากกระสุนปืนเลย แสดงว่าอาวุธปืนของกลางไม่มีอานุภาพร้ายแรงนัก การกระทำของจำเลยที่ 1 จึงเป็นความผิดฐานพยายามฆ่าผู้อื่นที่ไม่สามารถบรรลุผลได้แน่แท้ เพราะเหตุอาวุธปืนซึ่งเป็นปัจจัยที่ใช้ในการกระทำความผิดตาม ป.อ. มาตรา 81 วรรคแรก

การที่จำเลยที่ 2 ใช้ให้จำเลยที่ 1 ใช้อาวุธปืนยิงรถบรรทุกดังกล่าวถือได้ว่าเป็นพฤติการณ์ที่อาจเล็งเห็นได้ว่าอาจเกิดการกระทำความผิดฐานพยายามฆ่าผู้อื่นได้ เมื่อการกระทำของจำเลยที่ 1 เป็นความผิดฐานพยายามฆ่าผู้อื่นที่ไม่สามารถบรรลุผลได้แน่แท้ เพราะเหตุปัจจัยซึ่งใช้ในการกระทำ จำเลยที่ 2 จึงมีความผิดฐานเป็นผู้ใช้ให้กระทำความผิดฐานดังกล่าว ซึ่งเป็นความรับผิดทางอาญาตามความผิดที่เกิดขึ้นจากการใช้ตาม ป.อ. มาตรา 87 วรรคแรก

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องและแก้ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 32, 80, 84, 91, 288, 289, 358, 371 พระราชบัญญัติอาวุธปืน เครื่องกระสุนปืน วัตถุระเบิด ดอกไม้เพลิง และสิ่งเทียมอาวุธปืน พ.ศ.2490 มาตรา 7, 8 ทวิ, 72, 72 ทวิ และริบของกลาง

จำเลยที่ 1 ให้การรับสารภาพ

จำเลยที่ 2 ให้การปฏิเสธ

ระหว่างพิจารณา นายวิบูลย์ นายสมเกียรติ และนายอำพัน ผู้เสียหายที่ 1 ที่ 4 และที่ 5 ยื่นคำร้องขอเข้าร่วมเป็นโจทก์ ศาลชั้นต้นอนุญาตให้เข้าร่วมเป็นโจทก์เฉพาะข้อหาพยายามฆ่าผู้อื่นโดยไตร่ตรองไว้ก่อน โดยให้เรียกนายวิบูลย์ว่าโจทก์ร่วมที่ 1 นายสมเกียรติว่าโจทก์ร่วมที่ 2 และนายอำพันว่าโจทก์ร่วมที่ 3

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยที่ 1 มีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 289 (4) ประกอบมาตรา 80, 358, 371 พระราชบัญญัติอาวุธปืน เครื่องกระสุนปืน วัตถุระเบิด ดอกไม้เพลิง และสิ่งเทียมอาวุธปืน พ.ศ.2490 มาตรา 7, 72 วรรคหนึ่ง, 8 ทวิ วรรคหนึ่ง, 72 ทวิ วรรคสอง เป็นการกระทำความผิดหลายกรรมต่างกัน ให้ลงโทษทุกกรรมเป็นกระทงความผิดไปตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 81 ฐานพยายามฆ่าผู้อื่นโดยไตร่ตรองไว้ก่อนกับฐานทำให้เสียทรัพย์เป็นการกระทำกรรมเดียวเป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบท ให้ลงโทษฐานพยายามฆ่าผู้อื่นโดยไตร่ตรองไว้ก่อน ซึ่งเป็นกฎหมายบทที่มีโทษหนักที่สุดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 จำคุกตลอดชีวิตฐานมีอาวุธปืนไว้ในครอบครองโดยไม่ได้รับใบอนุญาต จำคุก 1 ปี ฐานพาอาวุธปืนไปในเมือง หมู่บ้านหรือทางสาธารณะโดยไม่ได้รับใบอนุญาตและโดยไม่มีเหตุสมควร ให้ลงโทษตามพระราชบัญญัติอาวุธปืนฯ ซึ่งเป็นกฎหมายบทที่มีโทษหนักที่สุดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 จำคุก 6 เดือน จำเลยที่ 1 ให้การรับสารภาพ เป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 กระทงละกึ่งหนึ่ง คงลงโทษฐานพยายามฆ่าผู้อื่นโดยไตร่ตรองไว้ก่อน จำคุก 25 ปี ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 53 ฐานมีอาวุธปืนไว้ในครอบครองโดยไม่ได้รับใบอนุญาต จำคุก 6 เดือน ฐานพาอาวุธปืนไปในเมือง หมู่บ้านหรือทางสาธารณะโดยไม่ได้รับใบอนุญาต จำคุก 3 เดือน รวมลงโทษจำเลยที่ 1 จำคุก 25 ปี 9 เดือน ส่วนจำเลยที่ 2 มีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 289 (4) ประกอบมาตรา 80, 358 ประกอบมาตรา 84 เป็นการกระทำกรรมเดียวเป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบท ให้ลงโทษฐานพยายามฆ่าผู้อื่นโดยไตร่ตรองไว้ก่อนซึ่งเป็นกฎหมายบทที่มีโทษหนักที่สุดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 จำคุกตลอดชีวิต และริบของกลาง

จำเลยที่ 2 อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 2 พิพากษายืน

จำเลยที่ 2 ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยที่ 2 ว่า จำเลยที่ 2 กระทำความผิดฐานเป็นผู้ใช้ให้จำเลยที่ 1 กระทำความผิดฐานพยายามฆ่าโจทก์ร่วมทั้งสาม ผู้เสียหายที่ 2 และที่ 3 โดยไตร่ตรองไว้ก่อนตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 2 หรือไม่ โจทก์และโจทก์ร่วมทั้งสามมีผู้เสียหายที่ 6 เป็นพยานเบิกความว่า จำเลยที่ 2 ประกอบอาชีพเดียวกับผู้เสียหายที่ 6 และเป็นคู่แข่งกัน จำเลยที่ 1 เคยเป็นพนักงานขายของผู้เสียหายที่ 6 แต่ลาออกไปเป็นพนักงานขายของจำเลยที่ 2 ก่อนเกิดเหตุประมาณ 1 ถึง 2 เดือน วันเกิดเหตุ ผู้เสียหายที่ 6 และจำเลยที่ 2 เปิดร้านขายสินค้าที่ตลาดนัดจันทเขลม ร้านของจำเลยที่ 2 อยู่ตรงข้ามร้านของผู้เสียหายที่ 6 จำเลยที่ 2 มีจำเลยที่ 1 และนายปุ้ย ไม่ทราบนามสกุล เป็นพนักงานขาย หลังจากผู้เสียหายที่ 6 ปิดร้านเลิกขายแล้ว ผู้เสียหายที่ 6 ขับรถกระบะกลับก่อนคนอื่น ระหว่างทางผู้เสียหายที่ 6 ได้รับแจ้งทางโทรศัพท์จากโจทก์ร่วมที่ 3 ว่ารถบรรทุกถูกขว้างจนกระจกบังลมหน้ารถแตกระหว่างเดินทางกลับ เหตุเกิดที่ถนนสายจันทเขลม - คลองพลู ผู้เสียหายที่ 6 สงสัยว่าจำเลยทั้งสองจะเป็นคนร้ายเนื่องจากวันเกิดเหตุ ระหว่างเวลา 17 นาฬิกา ถึงค่ำ จำเลยทั้งสองไม่อยู่ร้าน คงมีแต่นายปุ้ยอยู่ร้านเพียงคนเดียวซึ่งผิดปกติ ผู้เสียหายที่ 6 จึงไปพบมารดาของจำเลยที่ 1 ที่บ้านและสอบถามว่าจำเลยที่ 1 กลับมาบ้านหรือไม่ มารดาของจำเลยที่ 1 ตัวสั่นและถามว่าเกิดอะไรขึ้น วันรุ่งขึ้น ผู้เสียหายที่ 6 ใช้เครื่องดูดฝุ่นดูดเศษกระจกที่แตกบริเวณหน้ารถพบเศษหัวกระสุนปืนตกอยู่ที่พื้นหน้ารถ 1 ชิ้น และฝังอยู่ที่ยางขอบกระจกหน้ารถ 1 ชิ้น มีรอยกระสุนปืนบริเวณหน้ารถ 7 ถึง 8 รอย ผู้เสียหายที่ 6 มั่นใจว่าจำเลยทั้งสองเป็นคนร้ายใช้อาวุธปืนยิงรถบรรทุกจนกระจกบังลมหน้ารถแตกจึงแจ้งความร้องทุกข์ต่อพนักงานสอบสวนให้ดำเนินคดีแก่จำเลยทั้งสอง ต่อมาระหว่างที่จำเลยที่ 1 ถูกคุมขังอยู่ที่เรือนจำจังหวัดจันทบุรี จำเลยที่ 1 เขียนจดหมายถึงผู้เสียหายที่ 6 รับสารภาพว่ากระทำผิดพร้อมบอกรายละเอียดการกระทำตามจดหมายและซองจดหมาย โจทก์และโจทก์ร่วมทั้งสามยังมีพันตำรวจตรีประภาส พนักงานสอบสวน เป็นพยานเบิกความว่า ในชั้นแรกพยานสอบจำเลยที่ 1 ในฐานะพยาน จำเลยที่ 1 ให้การรับสารภาพว่าเป็นคนใช้อาวุธปืนยิงรถบรรทุกของผู้เสียหายที่ 6 โดยจำเลยที่ 2 เป็นผู้ใช้ให้กระทำ หลังจากยิงแล้วจำเลยที่ 1 โยนอาวุธปืนทิ้งลงคลองบริเวณที่เกิดเหตุตามบันทึกคำให้การ จำเลยที่ 1 นำเจ้าพนักงานตำรวจไปงมหาอาวุธปืนจนได้เป็นของกลาง พยานส่งอาวุธปืนของกลางให้ผู้เชี่ยวชาญตรวจพิสูจน์แล้วตามรายงานการตรวจพิสูจน์ ต่อมาพยานแจ้งข้อหาแก่จำเลยที่ 1 ว่า ทำให้เสียทรัพย์และพยายามฆ่าผู้อื่นโดยไตร่ตรองไว้ก่อน จำเลยที่ 1 ให้การรับสารภาพตามบันทึกคำให้การ เห็นว่า ผู้เสียหายที่ 6 และโจทก์ร่วมทั้งสามเบิกความได้สอดคล้องต้องกันและสมเหตุสมผล ประกอบกับโจทก์ร่วมทั้งสามมีจดหมายของจำเลยที่ 1 ที่เขียนในขณะถูกคุมขังอยู่เรือนจำจังหวัดจันทบุรีถึงผู้เสียหายที่ 6 และซองจดหมาย มาเป็นพยานหลักฐานสนับสนุน ซึ่งจดหมายดังกล่าวมีใจความสำคัญว่า จำเลยที่ 2 เป็นคนวางแผนทั้งหมด เวลา 17 นาฬิกา จำเลยที่ 2 ใช้จำเลยที่ 1 ไปเอาอาวุธปืนที่บ้านของผู้มีชื่อมาไว้ข้างทางที่เกิดเหตุ เวลา 19 นาฬิกา จำเลยที่ 2 ส่งจำเลยที่ 1 ไปที่เกิดเหตุเพื่อซุ่มยิง หลานของจำเลยที่ 2 เป็นคนโทรศัพท์แจ้งจำเลยที่ 1 ว่า รถบรรทุกของผู้เสียหายที่ 6 แล่นออกแล้ว เมื่อรถบรรทุกแล่นมาถึงที่เกิดเหตุ จำเลยที่ 1 ใช้อาวุธปืนยิงแล้ววิ่งหนีเข้าไปในสวนจากนั้นจึงโทรศัพท์แจ้งบุตรชายของจำเลยที่ 2 ให้ไปรับที่หน้าวัดแจ่มเวที บุตรชายของจำเลยที่ 2 ขับรถไปรับแล้วพาจำเลยที่ 1 ไปส่งที่อำเภอแก่งหางแมว วันรุ่งขึ้นจำเลยที่ 2 ขับรถไปรับจำเลยที่ 1 แล้วพาไปอยู่กับเพื่อนของจำเลยที่ 2 ที่อำเภอเขาสมิง จังหวัดตราด เช่นนี้เป็นการบ่งชี้โดยชัดแจ้งว่าจำเลยที่ 2 เป็นผู้วางแผนและใช้ให้จำเลยที่ 1 กระทำความผิด นอกจากนี้ โจทก์และโจทก์ร่วมทั้งสามยังมีพนักงานสอบสวนเบิกความเป็นพยานสนับสนุนว่าจำเลยที่ 1 ให้การรับสารภาพในชั้นสอบสวนว่าใช้อาวุธปืนยิงรถบรรทุกของผู้เสียหายที่ 6 จริงโดยจำเลยที่ 2 เป็นผู้ใช้ให้กระทำ ปัญหาที่จำเลยที่ 2 กล่าวอ้างในฎีกาว่า จดหมายที่จำเลยที่ 1 เขียนถึงผู้เสียหายที่ 6 เป็นคำซัดทอดซึ่งมีมูลเหตุจูงใจเพื่อเอาใจและขอเงินจากผู้เสียหายที่ 6 จึงไม่น่าเชื่อถือนั้น เห็นว่า แม้จดหมายของจำเลยที่ 1 จะเป็นคำซัดทอดของผู้ร่วมกระทำความผิดก็ตาม แต่คำซัดทอดของจำเลยที่ 1 ก็เป็นผลร้ายต่อจำเลยที่ 1 เองด้วย ซึ่งจำเลยที่ 1 ได้ให้การรับสารภาพตลอดมาตั้งแต่ชั้นสอบสวนจนถึงชั้นพิจารณาและยังเบิกความยืนยันด้วยว่าใช้อาวุธปืนยิงรถบรรทุกโดยจำเลยที่ 2 เป็นผู้ใช้ให้กระทำและศาลพิพากษาลงโทษจำคุกจำเลยที่ 1 ด้วย จดหมายดังกล่าวจึงไม่ใช่คำซัดทอดของผู้ร่วมกระทำความผิดที่จะทำให้ตนเองพ้นผิด เมื่อพิจารณาประกอบกับข้อเท็จจริงที่ว่าจำเลยที่ 1 ไม่มีเหตุบาดหมางกับผู้เสียหายที่ 6 รวมทั้งโจทก์ร่วมทั้งสาม ผู้เสียหายที่ 2 และที่ 3 อันจะเป็นสาเหตุให้ต้องใช้อาวุธปืนยิงรถบรรทุกที่โจทก์ร่วมที่ 1 ขับมาซึ่งอาจเป็นอันตรายแก่บุคคลในรถบรรทุกแล้วย่อมไม่มีเหตุผลที่จำเลยที่ 1 จะต้องใช้อาวุธปืนยิงรถบรรทุกหากไม่มีผู้ใช้ให้กระทำ อีกทั้งจำเลยที่ 1 เป็นลูกจ้างของจำเลยที่ 2 แม้จะมีเหตุโกรธเคืองจำเลยที่ 2 ที่ไม่ให้เงินตามที่บอกไว้ก่อนจะไปยิงดังที่เบิกความตอบทนายจำเลยที่ 2 ถามค้าน แต่ไม่น่าเชื่อว่าจะเป็นสาเหตุให้ซัดทอดว่าจำเลยที่ 2 เป็นผู้ใช้ให้กระทำผิดด้วยข้อหาอุกฉกรรจ์หากไม่ใช่เรื่องจริง ข้อเท็จจริงฟังได้ว่าจำเลยที่ 2 เป็นผู้ใช้ให้จำเลยที่ 1 กระทำความผิด มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยที่ 2 ต่อไปว่า จำเลยที่ 2 มีเจตนาฆ่าโจทก์ร่วมทั้งสาม ผู้เสียหายที่ 2 และที่ 3 โดยไตร่ตรองไว้ก่อนหรือไม่ ข้อเท็จจริงปรากฏจากคำให้การของจำเลยที่ 1 ที่ให้การต่อพนักงานสอบสวนตามบันทึกคำให้การตอนหนึ่งว่า จำเลยที่ 2 ไม่พอใจผู้เสียหายที่ 6 ซึ่งเป็นคู่แข่งทางการค้าจึงใช้ให้จำเลยที่ 1 ใช้อาวุธปืนของกลางยิงรถบรรทุกของผู้เสียหายที่ 6 แต่ไม่ได้ใช้ให้ยิงใครจนถึงแก่ความตายเพียงต้องการให้รถบรรทุกได้รับความเสียหาย และจำเลยที่ 1 ไม่มีเหตุบาดหมางกับโจทก์ร่วมทั้งสามและผู้เสียหายที่ 2 และที่ 3 ซึ่งนั่งอยู่ในรถ เช่นนี้แสดงให้เห็นว่าจำเลยที่ 2 ไม่ได้มีเจตนาฆ่าโจทก์ร่วมทั้งสามและผู้เสียหายที่ 2 และที่ 3 โดยไตร่ตรองไว้ก่อนดังที่โจทก์ฟ้อง จำเลยที่ 1 เองก็ไม่ได้มีเจตนาฆ่าบุคคลดังกล่าวโดยไตร่ตรองไว้ก่อนเช่นกัน ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 2 พิพากษาว่าจำเลยที่ 1 มีความผิดฐานพยายามฆ่าผู้อื่นโดยไตร่ตรองไว้ก่อนและจำเลยที่ 2 มีความผิดฐานเป็นผู้ใช้ให้กระทำความผิดฐานพยายามฆ่าผู้อื่นโดยไตร่ตรองไว้ก่อนนั้น ศาลฎีกาไม่เห็นพ้องด้วย อย่างไรก็ดี พฤติการณ์ที่จำเลยที่ 1 ใช้อาวุธปืนของกลางยิงใส่ด้านหน้ารถบรรทุกของผู้เสียหายที่ 6 ในขณะที่โจทก์ร่วมที่ 1 ขับรถมาตามถนนบริเวณที่เกิดเหตุ โดยมีโจทก์ร่วมที่ 2 ที่ 3 นั่งอยู่ด้านหน้าคู่กับโจทก์ร่วมที่ 1 มีผู้เสียหายที่ 2 และที่ 3 นั่งอยู่ด้านหลัง จำเลยที่ 1 ย่อมเล็งเห็นผลได้ว่ากระสุนปืนอาจถูกบุคคลที่นั่งอยู่ในรถบรรทุกถึงแก่ความตายได้ เช่นนี้ย่อมถือได้ว่าจำเลยที่ 1 เจตนาฆ่าโจทก์ร่วมทั้งสาม ผู้เสียหายที่ 2 และที่ 3 เมื่อกระสุนปืนไม่ถูกบุคคลดังกล่าวการกระทำของจำเลยที่ 1 จึงเป็นความผิดฐานพยายามฆ่าผู้อื่น

มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยที่ 2 ต่อไปอีกว่า การกระทำของจำเลยที่ 1 เป็นการพยายามกระทำความผิดที่ไม่สามารถบรรลุผลได้อย่างแน่แท้เพราะเหตุปัจจัยซึ่งใช้ในการกระทำ ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 81 วรรคแรก หรือไม่ เห็นว่า แม้รายงานการตรวจพิสูจน์อาวุธปืนของกลาง ระบุว่า อาวุธปืนของกลางสามารถใช้ยิงทำอันตรายต่อชีวิตและวัตถุได้ก็ตาม แต่อาวุธปืนของกลางที่จำเลยที่ 1 ใช้ยิงรถเป็นเพียงอาวุธปืนแก๊ปยาวประจุปาก เมื่อพิจารณาประกอบกับข้อเท็จจริงที่ว่าจำเลยที่ 1 ยิงในขณะที่โจทก์ร่วมที่ 1 ขับรถสวนมาโดยได้ความจากโจทก์ร่วมที่ 1 เบิกความตอบโจทก์ว่าขณะเกิดเหตุขับรถมาด้วยความเร็วประมาณ 50 กิโลเมตรต่อชั่วโมง ในสภาวการณ์การยิงปืนโดยที่มีความเร็วของรถที่แล่นสวนมาทบด้วยเช่นนี้ หากอาวุธปืนของกลางมีอานุภาพร้ายแรงจริงน่าจะก่อให้เกิดความเสียหายรุนแรงมาก แต่จากรายงานการตรวจพิสูจน์สภาพรถบรรทุกปรากฏความเสียหายเพียงว่า มีร่องรอยถูกยิงด้วยกระสุนปืน 8 รอย ที่บริเวณหน้ารถเหนือกันชนหน้าด้านขวา มุมกรอบกระจกหน้าด้านล่าง เสายึดกระจกมองข้างด้านขวา กรอบกระจกหน้าด้านบน แต่ละรอยเป็นรอยบุบยุบขนาดประมาณ 0.5 x 0.5 เซนติเมตร ครอบพลาสติกของกรอบกระจกหน้าข้างขวาด้านในเป็นรูทะลุเข้าขนาดประมาณ 3.0 x 3.0 เซนติเมตร และกรอบกระจกประตูข้างขวาด้านในเป็นรอยบุบยุบขนาดประมาณ 0.9 x 1.2 เซนติเมตร รอยบุบยุบแต่ละรอยดังกล่าวไม่ลึกมาก คงมีแต่ครอบพลาสติกของกรอบกระจกหน้าข้างขวาด้านในเพียงแห่งเดียวที่มีรูทะลุค่อนข้างลึก และมีกระจกบังลมหน้ารถแตกจากกระสุนปืน ส่วนบุคคลที่นั่งอยู่ในรถไม่ได้รับอันตรายจากกระสุนปืนเลย แสดงว่าอาวุธปืนของกลางไม่มีอานุภาพร้ายแรงนัก การกระทำของจำเลยที่ 1 จึงเป็นความผิดฐานพยายามฆ่าผู้อื่นที่ไม่สามารถบรรลุผลได้แน่แท้เพราะเหตุอาวุธปืนซึ่งเป็นปัจจัยที่ใช้ในการกระทำความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 81 วรรคแรก สำหรับจำเลยที่ 2 นั้น แม้ข้อเท็จจริงจะปรากฏตามคำให้การของจำเลยที่ 1 ในชั้นสอบสวนว่า จำเลยที่ 2 ไม่ได้ใช้ให้ยิงใครจนถึงแก่ความตายเพียงแต่ต้องการให้รถบรรทุกของผู้เสียหายที่ 6 ได้รับความเสียหายก็ตาม แต่การที่จำเลยที่ 2 ใช้ให้จำเลยที่ 1 ใช้อาวุธปืนยิงรถบรรทุกดังกล่าวถือได้ว่าเป็นพฤติการณ์ที่อาจเล็งเห็นได้ว่าอาจเกิดการกระทำความผิดฐานพยายามฆ่าผู้อื่นได้ เมื่อการกระทำของจำเลยที่ 1 เป็นความผิดฐานพยายามฆ่าผู้อื่นที่ไม่สามารถบรรลุผลได้แน่แท้เพราะเหตุปัจจัยซึ่งใช้ในการกระทำ จำเลยที่ 2 จึงมีความผิดฐานเป็นผู้ใช้ให้กระทำความผิดฐานดังกล่าวซึ่งเป็นความรับผิดทางอาญาตามความผิดที่เกิดขึ้นจากการใช้ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 87 วรรคแรก แม้จำเลยที่ 1 จะมิได้ฎีกา แต่เป็นเหตุอยู่ในส่วนลักษณะคดี ศาลฎีกามีอำนาจพิพากษาตลอดไปถึงจำเลยที่ 1 ที่มิได้ฎีกาได้ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 213 ประกอบมาตรา 225 ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 2 พิพากษามานั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วยบางส่วน ฎีกาของจำเลยที่ 2 ฟังขึ้นบางส่วน

พิพากษาแก้เป็นว่า จำเลยที่ 1 มีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 288 ประกอบมาตรา 81 วรรคแรก จำเลยที่ 2 มีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 288 ประกอบมาตรา 81 วรรคแรก มาตรา 84 และมาตรา 87 วรรคแรก จำคุกคนละ 4 ปี จำเลยที่ 1 ให้การรับสารภาพ ลดโทษให้กึ่งหนึ่ง คงจำคุก 2 ปี เมื่อรวมกับโทษจำคุกในความผิดฐานมีและพาอาวุธปืนโดยไม่ได้รับใบอนุญาตตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 2 แล้ว เป็นจำคุกจำเลยที่ 1 มีกำหนด 2 ปี 9 เดือน นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 2
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.อ. ม. 80 ม. 81 ม. 84 ม. 87 ม. 288 ม. 358
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการจังหวัดจันทบุรี
โจทก์ร่วม — นายวิบูลย์ พิมพู กับพวก
จำเลย — นายสุชาติหรือหวานหรือขวาน พลายละหาร กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดจันทบุรี — นายสุทธินันท์ รักความสุข
ศาลอุทธรณ์ภาค 2 — นายชูชัย วิริยะสุนทรวงศ์
ชื่อองค์คณะ
กฤษฎิ์จิรัฐ คุณาจิรภรณ์
พิษณุ ดำรงเกียรติวัฒนา
ปดารณี ลัดพลี
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 6248/2555
#532963
เปิดฉบับเต็ม

จำเลยให้การต่อสู้ว่าฟ้องโจทก์ขาดอายุความ แต่เมื่อศาลชั้นต้นวินิจฉัยว่า การกระทำของจำเลยไม่เป็นการละเมิดต่อโจทก์และพิพากษายกฟ้องโจทก์ โดยไม่วินิจฉัยในประเด็นฟ้องโจทก์ขาดอายุความหรือไม่ โจทก์อุทธรณ์ว่าการกระทำของจำเลยเป็นการละเมิดต่อโจทก์ จำเลยแก้อุทธรณ์ว่า จำเลยมิได้ทำละเมิดต่อโจทก์ โดยมิได้แก้อุทธรณ์ในปัญหาว่าฟ้องโจทก์ขาดอายุความ คดีจึงไม่มีประเด็นเรื่องฟ้องโจทก์ขาดอายุความหรือไม่ในชั้นอุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์จึงไม่มีอำนาจยกประเด็นเรื่องอายุความขึ้นวินิจฉัย เพราะไม่ใช่ปัญหาอันเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชน ที่ศาลอุทธรณ์ยกประเด็นเรื่องฟ้องโจทก์ขาดอายุความหรือไม่ขึ้นวินิจฉัยจึงเป็นการไม่ชอบ ศาลฎีกาไม่เห็นพ้องด้วย ฎีกาของโจทก์ข้อนี้ฟังขึ้น

ปัญหาต้องวินิจฉัยข้อต่อไปมีว่า จำเลยกระทำละเมิดต่อโจทก์หรือไม่ โจทก์ยกปัญหาข้อนี้ขึ้นในชั้นอุทธรณ์ แต่ศาลอุทธรณ์มิได้วินิจฉัยให้ และโจทก์ฎีกาปัญหาข้อนี้มา โดยคู่ความทั้งสองฝ่ายได้สืบพยานจนสิ้นกระแสความแล้ว ศาลฎีกาเห็นสมควรวินิจฉัยปัญหาข้อนี้โดยไม่จำต้องย้อนสำนวนไปให้ศาลอุทธรณ์วินิจฉัยใหม่

จำเลยย่อมทราบดีว่าการขายทรัพย์สินทั้งหมดของบริษัท บ. ให้แก่บุคคลอื่น จะทำให้โจทก์ซึ่งเป็นเจ้าหนี้ตามคำพิพากษาไม่อาจบังคับเอาทรัพย์สินของบริษัท บ. มาชำระหนี้ได้ เป็นการจงใจทำโดยผิดกฎหมาย โจทก์ย่อมเสียหายทางทรัพย์สินแล้ว การกระทำผิดกฎหมายดังนี้ตาม ป.พ.พ. มาตรา 422 ให้สันนิษฐานไว้ก่อนว่าจำเลยเป็นผู้ผิดคือได้ทำละเมิดต่อโจทก์ จำเลยจึงต้องรับผิดชดใช้ค่าสินไหมทดแทนแก่โจทก์ การกำหนดจำนวนค่าเสียหายศาลย่อมมีอำนาจวินิจฉัยให้ตามควรแก่พฤติการณ์และความร้ายแรงแห่งละเมิดตาม ป.พ.พ. มาตรา 438 ซึ่งศาลฎีกาเห็นสมควรกำหนดค่าเสียหายให้แก่โจทก์เป็นเงิน 400,000 บาท และโจทก์มีสิทธิเรียกดอกเบี้ยนับแต่วันทำละเมิดเป็นต้นไปตาม ป.พ.พ. มาตรา 206 เมื่อฟังว่า การโอนทรัพย์สินของจำเลยเมื่อวันที่ 26 กุมภาพันธ์ 2544 เป็นการกระทำละเมิดจำเลยจึงต้องชำระดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 นับแต่วันดังกล่าวตามฟ้องด้วย

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยชำระเงิน 5,509,150.10 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงิน 4,236,449.96 บาท นับถัดจากวันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์

จำเลยให้การขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง ค่าฤชาธรรมเนียมให้เป็นพับ

โจทก์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ

โจทก์ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงเบื้องต้นรับฟังได้ว่า บริษัทเบนซ์มาสเตอร์ กรุ๊ป จำกัด มีกรรมการ

ผู้มีอำนาจกระทำการแทนบริษัทจำนวน 4 คน โดยจำเลยเป็นกรรมการผู้มีอำนาจกระทำการแทนบริษัทด้วยคนหนึ่ง เมื่อเดือนกรกฎาคม 2540 โจทก์นำรถยนต์ยี่ห้อเบนซ์ รุ่น 230 อี ของโจทก์ไปซ่อมแซมที่บริษัทเบนซ์มาสเตอร์ กรุ๊ป จำกัด แต่บริษัทดังกล่าวนำรถยนต์ของโจทก์ไปขายแก่บุคคลภายนอก เมื่อวันที่ 30 มีนาคม 2541 โจทก์ยื่นฟ้องบริษัทเบนซ์มาสเตอร์ กรุ๊ป จำกัด และกรรมการของบริษัทดังกล่าวรวมทั้งจำเลยต่อศาลชั้นต้น ขอให้บังคับจำเลยทั้งหมดคืนรถยนต์แก่โจทก์ หากคืนไม่ได้ให้ใช้ราคาแทน และให้ชำระค่าเสียหายแก่โจทก์ วันที่ 17 มิถุนายน 2545 ศาลชั้นต้นพิพากษาให้บริษัทดังกล่าวคืนรถยนต์แก่โจทก์ หากคืนไม่ได้ให้ชดใช้เงิน 1,950,000 บาทพร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันที่ 23 กรกฎาคม 2540 จนกว่าชำระเสร็จแก่โจทก์ และให้ชำระค่าเสียหายเป็นเงิน 329,333 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันฟ้องจนกว่าชำระเสร็จ กับให้ชำระค่าเสียหายเดือนละ 40,000 บาท นับแต่วันฟ้องจนกว่าจะคืนรถยนต์หรือชดใช้ราคาแทนแก่โจทก์ ยกฟ้องจำเลยอื่น ๆ ตามสำเนาคำพิพากษาคดีแพ่งหมายเลขแดงที่ 2913/2545 คดีถึงที่สุดแล้ว แต่บริษัทดังกล่าวไม่ชำระหนี้ให้แก่โจทก์ เมื่อวันที่ 26 กุมภาพันธ์ 2544 บริษัทดังกล่าวขายกิจการทั้งหมดให้แก่บุคคลอื่นเป็นเงิน 800,000 บาท

คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ข้อแรกว่า ที่ศาลอุทธรณ์ยกประเด็นเรื่องอายุความมาเป็นเหตุยกฟ้องโจทก์ชอบด้วยกฎหมายหรือไม่ เห็นว่า จำเลยให้การต่อสู้ว่าฟ้องโจทก์ขาดอายุความ แต่เมื่อศาลชั้นต้นวินิจฉัยว่า การกระทำของจำเลยไม่เป็นการละเมิดต่อโจทก์และพิพากษายกฟ้องโจทก์ โดยไม่วินิจฉัยในประเด็นฟ้องโจทก์ขาดอายุความหรือไม่ โจทก์อุทธรณ์ว่าการกระทำของจำเลยเป็นการละเมิดต่อโจทก์ จำเลยแก้อุทธรณ์ว่า จำเลยมิได้ทำละเมิดต่อโจทก์ โดยมิได้แก้อุทธรณ์ในปัญหาว่าฟ้องโจทก์ขาดอายุความ คดีจึงไม่มีประเด็นเรื่องฟ้องโจทก์ขาดอายุความหรือไม่ในชั้นอุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์จึงไม่มีอำนาจยกประเด็นเรื่องอายุความขึ้นวินิจฉัย เพราะไม่ใช่ปัญหาอันเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชน ที่ศาลอุทธรณ์ยกประเด็นเรื่องฟ้องโจทก์ขาดอายุความหรือไม่ขึ้นวินิจฉัยจึงเป็นการไม่ชอบ ศาลฎีกาไม่เห็นพ้องด้วย ฎีกาของโจทก์ข้อนี้ฟังขึ้น

ปัญหาต้องวินิจฉัยข้อต่อไปมีว่า จำเลยกระทำละเมิดต่อโจทก์หรือไม่ โจทก์ยกปัญหาข้อนี้ขึ้นว่ากล่าวในชั้นอุทธรณ์แล้ว แต่ศาลอุทธรณ์มิได้วินิจฉัยให้ และโจทก์ฎีกาปัญหาข้อนี้มาโดยคู่ความทั้งสองฝ่ายได้สืบพยานจนสิ้นกระแสความแล้ว ศาลฎีกาเห็นสมควรวินิจฉัยปัญหาข้อนี้โดยไม่จำต้องย้อนสำนวนไปให้ศาลอุทธรณ์วินิจฉัยใหม่ เห็นว่า ตามสำเนาคำพิพากษาคดีแพ่งหมายเลขแดงที่ 2913/2541 นั้น ศาลชั้นต้นพิพากษาให้บริษัทเบนซ์มาสเตอร์ กรุ๊ป จำกัด คืนรถยนต์ยี่ห้อเบนซ์ รุ่น อี 230 ให้แก่โจทก์ หากคืนไม่ได้ให้ชดใช้ราคาแทนเป็นเงิน 1,950,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปีของต้นเงินดังกล่าว นับแต่วันที่ 23 กรกฎาคม 2540 จนกว่าจะชำระเสร็จและให้ชำระค่าเสียหายเป็นเงิน 329,333 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงินดังกล่าวนับแต่วันที่ 30 มีนาคม 2541 จนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ กับให้ชำระค่าเสียหายเดือนละ 40,000 บาท นับแต่วันที่ 30 มีนาคม 2541 จนกว่าจะคืนรถยนต์หรือชดใช้ราคาแทน จำเลยถูกฟ้องเป็นจำเลยที่ 4 ในดคีดังกล่าวด้วย แม้ศาลชั้นต้นจะวินิจฉัยว่าจำเลยไม่ต้องร่วมรับผิดกับบริษัทดังกล่าว แต่จำเลยเป็นผู้มีอำนาจกระทำการแทนบริษัทเบนซ์มาสเตอร์ กรุ๊ป จำกัด ย่อมทราบดีว่าบริษัทดังกล่าวมีหน้าที่ต้องชำระหนี้ตามคำพิพากษาแก่โจทก์ การที่บริษัทดังกล่าวยื่นแบบนำส่งงบดุลและบัญชีกำไรขาดทุนต่อกรมทะเบียนการค้า กระทรวงพาณิชย์ โดยระบุว่าบริษัทดังกล่าวมีสินทรัพย์ 1,258,473.89 บาท แต่มีหนี้สินเป็นเจ้าหนี้การค้า ภาษีมูลค่าเพิ่มรอนำส่งและเจ้าหนี้เงินกู้ยืมจากกรรมการและลูกจ้างรวมเป็นเงิน 3,144,818.89 บาท โดยไม่ระบุว่าเป็นหนี้โจทก์ด้วย ทั้งยังระบุว่าบริษัทเบนซ์มาสเตอร์ กรุ๊ป จำกัด ได้ทำการขายกิจการทั้งหมดให้แก่บริษัทแห่งหนึ่งจำนวน 800,000 บาท เมื่อวันที่ 26 กุมภาพันธ์ 2544 และมีข้อความตอนท้ายระบุว่า งบการเงินนี้ได้รับอนุมัติจากที่ประชุมผู้ถือหุ้นครั้งที่ 1/2544 โดยมีจำเลยลงลายมือชื่อในฐานะกรรมการและประทับตราของบริษัทเบนซ์มาสเตอร์ กรุ๊ป จำกัด จำเลยย่อมทราบดีว่าการขายทรัพย์สินทั้งหมดของบริษัทดังกล่าวให้แก่บุคคลอื่น จะทำให้โจทก์ซึ่งเป็นเจ้าหนี้ตามคำพิพากษาไม่อาจบังคับเอาทรัพย์สินของบริษัทดังกล่าวมาชำระหนี้ได้ เป็นการจงใจทำโดยผิดกฎหมาย โจทก์ย่อมเสียหายทางทรัพย์สินแล้วการกระทำผิดกฎหมายดังนี้ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 422 ให้สันนิษฐานไว้ก่อนว่าจำเลยเป็นผู้ผิดคือได้ทำละเมิดต่อโจทก์ จำเลยจึงต้องรับผิดชดใช้ค่าสินไหมทดแทนแก่โจทก์ ที่ศาลล่างทั้งสองพิพากษายกฟ้องโจทก์นั้นศาลฎีกาไม่เห็นพ้องด้วย อุทธรณ์และฎีกาของโจทก์ข้อนี้ฟังขึ้น

ปัญหาที่ต้องวินิจฉัยข้อสุดท้ายมีว่า จำเลยต้องรับผิดเพียงใด โจทก์มีนายทองหลาง ผู้รับมอบอำนาจโจทก์เป็นพยานเบิกความว่า ศาลชั้นต้นมีคำพิพากษาให้บริษัทเบนซ์มาสเตอร์ กรุ๊ป จำกัด คืนรถยนต์แก่โจทก์ หากคืนไม่ได้ให้ใช้ราคา 1,950,000 บาทและให้ใช้ค่าเสียหาย 329,333 บาท กับค่าขาดประโยชน์จากการที่โจทก์ไม่ได้ใช้รถเดือนละ 40,000 บาท นับแต่วันที่ 30 มีนาคม 2541 เป็นต้นไปจนกว่าจะคืนรถยนต์หรือชดใช้ราคาแทน ตามสำเนาคำพิพากษา จำเลยโอนทรัพย์สินของบริษัทดังกล่าวให้แก่บุคคลอื่นเพื่อไม่ให้โจทก์ได้รับชำระหนี้ตามคำพิพากษา โจทก์ได้รับความเสียหายเป็นเงิน 5,000,000 บาทเศษ ตามรายการคำนวณยอดหนี้ และโจทก์ต้องเสียค่าใช้จ่ายในการดำเนินคดีนี้เป็นเงิน 92,097.50 บาท ตามบัญชีค่าฤชาธรรมเนียม จำเลยให้การว่าจำเลยมิได้ทำละเมิดต่อโจทก์จึงไม่ต้องรับผิดต่อโจทก์เห็นว่า ค่าเสียหายจำนวน 5,000,000 บาทเศษ เป็นหนี้ตามคำพิพากษาที่บริษัทเบนซ์มาสเตอร์ กรุ๊ป จำกัด จะต้องชำระแก่โจทก์ ซึ่งโจทก์ต้องดำเนินการบังคับคดีแก่บริษัทดังกล่าว ตามทางนำสืบของโจทก์ไม่มีพยานหลักฐานว่า เมื่อโจทก์บังคับคดีแก่บริษัทดังกล่าวแล้วโจทก์จะได้รับชำระหนี้เต็มจำนวน โดยเฉพาะอย่างยิ่งตามสำเนาแบบนำส่งงบดุลและบัญชีกำไรขาดทุน ระบุว่า บริษัทเบนซ์มาสเตอร์ กรุ๊ป จำกัด ได้ขายกิจการให้แก่บุคคลอื่นเป็นเงิน 800,000 บาท และบริษัทดังกล่าวมีทรัพย์สินเพียง 1,258,473.89 บาท โดยมียอดขาดทุนสะสมยกไปเป็นเงิน 3,886,345 บาท แต่เมื่อพิเคราะห์ยอดขาดทุนสะสม ดังกล่าว ปรากฏว่ามียอดเจ้าหนี้เป็นเงินกู้ยืมจากกรรมการและลูกจ้างและเจ้าหนี้การค้าเป็นจำนวนรวม 3,142,566.60 บาทโดยจำเลยไม่มีพยานหลักฐานใดมาสนับสนุนงบดุลดังกล่าวว่าบริษัทเบนซ์มาสเตอร์ กรุ๊ป จำกัด มีเจ้าหนี้ดังกล่าวจริง และกรณีไม่อาจถือได้ว่าค่าเสียหายจำนวน 5,000,000 บาทเศษ ตามรายการคำนวณยอดหนี้ เป็นค่าเสียหายโดยตรงมาจากการทำละเมิดของจำเลยการกำหนดจำนวนค่าเสียหายศาลย่อมมีอำนาจวินิจฉัยให้ตามควรแก่พฤติการณ์และความร้ายแรงแห่งละเมิดตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 438 ซึ่งศาลฎีกาเห็นสมควรกำหนดค่าเสียหายให้แก่โจทก์เป็นเงิน 400,000 บาท โจทก์มีสิทธิเรียกดอกเบี้ยนับแต่วันทำละเมิดเป็นต้นไป เมื่อฟังว่า การโอนทรัพย์สินของจำเลยเมื่อวันที่ 26 กุมภาพันธ์ 2544 เป็นการกระทำละเมิด จำเลยจึงต้องชำระดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 206 นับแต่วันดังกล่าวตามฟ้องด้วย

พิพากษากลับ ให้จำเลยชำระเงิน 400,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันที่ 26 กุมภาพันธ์ 2544 เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ให้จำเลยใช้ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสามศาลแทนโจทก์ เฉพาะค่าขึ้นศาลให้ใช้แทนตามจำนวนทุนทรัพย์ที่โจทก์ชนะคดีในชั้นฎีกา โดยกำหนดค่าทนายความรวม 15,000 บาท
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ. ม. 225
ป.พ.พ. ม. 206 ม. 422 ม. 438
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นางสมพร กิตติกรเจริญ
จำเลย — นายชนินทร์ ธรรมชูเชาวรัตน์
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลแพ่ง — นายอำนวย สุขพรหม
ศาลอุทธรณ์ — นางชนากานต์ ธีรเวชพลกุล
ชื่อองค์คณะ
เฉลิมเกียรติ ชาญศิลป์
โสภณ โรจน์อนนท์
ประทีป ดุลพินิจธรรมา
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 6245 -ที่ 6246/2555
#526742
เปิดฉบับเต็ม

ศาลชั้นต้นตรวจและมีคำสั่งในคำฟ้องของโจทก์เพียงว่า "รับฟ้อง หมายส่งสำเนาให้จำเลย ให้โจทก์วางค่าส่งในวันนี้..." โดยวันที่โจทก์ยื่นคำฟ้อง โจทก์ได้ยื่นคำแถลงขอปิดหมายมาพร้อมด้วย ในคำแถลงโจทก์ยืนยันว่า จำเลยมีภูมิลำเนาตามฟ้องตามหนังสือรับรองบริษัทจำเลย ศาลชั้นต้นมีคำสั่งในคำแถลงนั้นว่ามีหลักฐานภูมิลำเนา หากส่งไปรษณีย์ไม่ได้ ให้เจ้าพนักงานส่ง ไม่มีผู้รับโดยชอบให้ปิด ดังนี้ ถือได้ว่าศาลชั้นต้นได้มีคำสั่งให้ส่งหมายเรียกและสำเนาคำฟ้องให้แก่จำเลยทางไปรษณีย์ลงทะเบียนตอบรับ ชอบด้วย ป.วิ.พ. มาตรา 70 วรรคหนึ่ง แล้ว

เมื่อปรากฏว่าจำเลยได้รับหมายเรียกและสำเนาคำฟ้องโดยชอบแล้ว แต่จำเลยไม่ยื่นคำให้การภายในกำหนด ถือว่าจำเลยขาดนัดยื่นคำให้การ โจทก์ได้ยื่นคำร้องขอให้ศาลมีคำพิพากษาหรือคำสั่งให้โจทก์เป็นฝ่ายชนะคดีโดยขาดนัดภายในกำหนด 15 วัน นับแต่ระยะเวลาที่กำหนดให้จำเลยยื่นคำให้การสิ้นสุดลงแล้ว เมื่อศาลชั้นต้นมีคำสั่งนัดไต่สวนคำร้องขออนุญาตยื่นคำให้การของจำเลยและมีคำสั่งไม่อนุญาตให้จำเลยยื่นคำให้การ ก็ปรากฏว่าโจทก์ได้ยื่นคำร้องขอให้ศาลมีคำพิพากษาหรือคำสั่งชี้ขาดคดีให้โจทก์เป็นฝ่ายชนะคดีโดยขาดนัดอีก แม้จะเป็นการยื่นคำร้องเมื่อพ้นกำหนดระยะเวลา 15 วัน นับแต่วันที่ศาลชั้นต้นมีคำสั่งไม่อนุญาตให้จำเลยยื่นคำให้การ แต่การที่ศาลจะมีคำสั่งจำหน่ายคดีหรือไม่เป็นดุลพินิจของศาล การที่ศาลชั้นต้นมีคำสั่งตามคำร้องขอของโจทก์ ถือว่าศาลชั้นต้นใช้ดุลพินิจในทางไม่จำหน่ายคดีและให้ดำเนินคดีต่อไปตามความประสงค์ของโจทก์ จึงเป็นการดำเนินกระบวนพิจารณาที่ชอบด้วยกฎหมายแล้ว

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องและแก้ไขคำฟ้องขอให้บังคับจำเลยชำระเงิน 766,502.72 บาท พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 15 ต่อปี จากต้นเงิน 699,119.38 บาท นับแต่วันถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จสิ้นแก่โจทก์

จำเลยขาดนัดยื่นคำให้การ

จำเลยยื่นคำให้การ ศาลชั้นต้นมีคำสั่งว่าจำเลยยื่นคำให้การพ้นกำหนดเวลาตามกฎหมาย จึงไม่รับคำให้การจำเลย

จำเลยยื่นคำร้องขออนุญาตยื่นคำให้การ โดยขอให้ศาลมีคำสั่งอนุญาตให้จำเลยยื่นคำให้การ

โจทก์แถลงคัดค้าน

ศาลชั้นต้นมีคำสั่งให้ยกคำร้อง ค่าคำร้องเป็นพับ

ศาลชั้นต้นเห็นว่า คดีนี้เป็นกรณีที่โจทก์มีคำขอบังคับให้จำเลยชำระหนี้เป็นเงินจำนวนแน่นอน จึงมีคำสั่งให้โจทก์ส่งพยานเอกสารตามที่จำเป็นแทนการสืบพยาน

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยชำระเงินจำนวน 766,502.72 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 15 ต่อปีนี้ ในต้นเงินจำนวน 699,119.38 บาท นับถัดจากวันฟ้อง (ฟ้องวันที่ 30 กันยายน 2548) เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ กับให้จำเลยใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ โดยกำหนดค่าทนายความ 6,000 บาท

จำเลยอุทธรณ์คำสั่งและคำพิพากษา

ศาลอุทธรณ์พิพากษายกคำสั่งและคำพิพากษาศาลชั้นต้น ให้ศาลชั้นต้นสั่งรับคำให้การของจำเลย และพิจารณาพิพากษาใหม่ตามรูปคดี ค่าฤชาธรรมเนียมในศาลชั้นต้นให้ศาลชั้นต้นรวมสั่งเมื่อมีคำพิพากษาใหม่ คืนค่าขึ้นศาลชั้นอุทธรณ์คำพิพากษาทั้งหมดให้จำเลยค่าฤชาธรรมเนียมในชั้นอุทธรณ์นอกจากนี้ให้เป็นพับ

โจทก์ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า แม้ศาลชั้นต้นจะตรวจและมีคำสั่งในคำฟ้องของโจทก์เพียงว่า "รับฟ้อง หมายส่งสำเนาให้จำเลย ให้โจทก์วางค่าส่งในวันนี้..." แต่ปรากฏว่า ในวันที่โจทก์ยื่นคำฟ้อง โจทก์ได้ยื่นคำแถลงขอปิดหมายมาพร้อมด้วย ในคำแถลงดังกล่าวโจทก์ยืนยันว่า จำเลยมีภูมิลำเนาอยู่ตามฟ้องของโจทก์จริงตามหนังสือรับรองบริษัทจำเลย และศาลชั้นต้นมีคำสั่งในคำแถลงนั้นว่ามีหลักฐานภูมิลำเนา หากส่งไปรษณีย์ไม่ได้ ให้เจ้าพนักงานส่ง ไม่มีผู้รับโดยชอบให้ปิด ดังนี้ การที่ศาลชั้นต้นมีคำสั่งดังกล่าว ถือได้ว่าศาลชั้นต้นได้มีคำสั่งให้ส่งหมายเรียกและสำเนาคำฟ้องให้แก่จำเลยทางไปรษณีย์ลงทะเบียนตอบรับ ชอบด้วยประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 70 วรรคหนึ่งแล้ว เมื่อพนักงานไปรษณีย์ส่งหมายเรียกและสำเนาคำฟ้องให้แก่จำเลยโดยมีพนักงานของจำเลยลงลายมือชื่อเป็นผู้รับแทนเมื่อวันที่ 19 ตุลาคม 2548 ซึ่งจำเลยต้องยื่นคำให้การต่อศาลภายใน 15 วัน นับแต่วันที่ได้รับหมาย แต่จำเลยมายื่นคำให้การเมื่อวันที่ 18 พฤศจิกายน 2548 จึงเป็นการยื่นคำให้การเมื่อพ้นกำหนดระยะตามที่กฎหมายบัญญัติ ต้องถือว่าจำเลยขาดนัดยื่นคำให้การ การที่ศาลชั้นต้นมีคำสั่งไม่รับคำให้การของจำเลยและดำเนินกระบวนพิจารณาต่อมา จึงเป็นการปฏิบัติตามบทบัญญัติแห่งประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่งว่าด้วยการพิจารณาแล้ว ที่ศาลอุทธรณ์พิพากษามานั้นศาลฎีกาไม่เห็นพ้องด้วย ฎีกาของโจทก์ปัญหานี้ฟังขึ้น

ในชั้นไต่ส่วนคำร้องขออนุญาตยื่นคำให้การ ได้ความจากนาย ณ พฤกษ์ ทนายจำเลยเบิกความว่า เมื่อจำเลยได้รับหมายเรียกและสำเนาคำฟ้องโดยการรับไว้ด้วยตนเองทางไปรษณีย์แล้ว จำเลยได้ส่งเรื่องให้พยานดำเนินการต่อ พยานจึงโทรศัพท์มาตรวจสอบที่ศาลชั้นต้น เจ้าหน้าที่ศาลแจ้งว่าได้ส่งหมายให้จำเลยเมื่อวันที่ 19 ตุลาคม 2548 พยานก็เข้าใจว่าสามารถยื่นคำให้การได้ภายใน 30 วัน นับจากวันที่ 19 ตุลาคม 2548 ดังนี้เป็นเรื่องที่อยู่ในความรับผิดชอบของทนายความจำเลยโดยเฉพาะ กล่าวคือ เมื่อได้รับแจ้งจากเจ้าหน้าที่ศาลเช่นนั้น ก็น่าจะสอบถามให้กระจ่างชัดว่าจำเลยได้รับหมายเรียกและสำเนาคำฟ้องโดยวิธีใด ซึ่งจะส่งผลให้ระยะเวลายื่นคำให้การตามกฎหมายแตกต่างกันไป หรือหากไม่แน่ใจก็สามารถตรวจสอบสำนวนความได้ที่ศาล แต่ทนายจำเลยกลับเข้าใจไปเองว่าสามารถยื่นคำให้การได้ภายใน 30 วัน ซึ่งเป็นเรื่องเข้าใจผิดโดยมีมูลเหตุมาจากความเข้าใจของทนายจำเลยเอง จึงถือว่าการขาดนัดยื่นคำให้การของจำเลยเป็นไปโดยจงใจและไม่มีเหตุสมควรที่จะอนุญาตให้จำเลยยื่นคำให้การ ที่จำเลยอ้างในอุทธรณ์ว่า โจทก์ยื่นคำร้องขอให้ศาลมีคำพิพากษาหรือคำสั่งชี้ขาดคดีให้โจทก์เป็นฝ่ายชนะคดีโดยขาดนัดเมื่อพ้นกำหนด 15 วัน ชอบที่ศาลชั้นต้นจะมีคำสั่งจำหน่ายคดีของโจทก์ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 198 นั้น ปรากฏว่าจำเลยได้รับหมายเรียกและสำเนาคำฟ้องเมื่อวันที่ 19 ตุลาคม 2548 โดยวิธีรับหมาย ซึ่งจำเลยจะต้องยื่นคำให้การภายใน 15 วัน นับแต่วันที่ได้รับหมาย แต่จำเลยไม่ยื่นคำให้การภายในกำหนด ย่อมถือว่าจำเลยขาดนัดยื่นคำให้การ และโจทก์ได้ยื่นคำร้องขอให้ศาลมีคำพิพากษาหรือคำสั่งชี้ขาดคดีให้โจทก์เป็นฝ่ายชนะคดีโดยขาดนัดเมื่อวันที่ 10 พฤศจิกายน 2548 อันเป็นการยื่นคำร้องภายในกำหนด 15 วัน นับแต่ระยะเวลาที่กำหนดให้จำเลยยื่นคำให้การสิ้นสุดลงแล้ว เมื่อศาลชั้นต้นมีคำสั่งนัดไต่สวนคำร้องขออนุญาตยื่นคำให้การของจำเลยและมีคำสั่งไม่อนุญาตให้จำเลยยื่นคำให้การ ก็ปรากฏว่าโจทก์ได้ยื่นคำร้องขอให้ศาลมีคำพิพากษาหรือคำสั่งชี้ขาดคดีให้โจทก์เป็นฝ่ายชนะคดีโดยขาดนัดอีกเมื่อวันที่ 26 พฤษภาคม 2549 แม้จะเป็นการยื่นคำร้องเมื่อพ้นกำหนดระยะเวลา 15 วัน นับแต่วันที่ศาลชั้นต้นมีคำสั่งไม่อนุญาตให้จำเลยยื่นคำให้การ แต่การที่ศาลจะมีคำสั่งจำหน่ายคดีหรือไม่เป็นดุลพินิจของศาล การที่ศาลชั้นต้นมีคำสั่งในคำร้องขอของโจทก์ดังกล่าวว่าจำเลยขาดนัดยื่นคำให้การและกรณีเป็นหนี้เงินจำนวนแน่นอน ให้งดสืบพยานโจทก์กับให้โจทก์ส่งเอกสารแทนการสืบพยาน ถือว่าศาลชั้นต้นใช้ดุลพินิจในทางไม่จำหน่ายคดี และให้ดำเนินคดีต่อไปตามความประสงค์ของโจทก์ จึงเป็นการดำเนินกระบวนพิจารณาที่ชอบด้วยกฎหมายแล้ว

พิพากษากลับ ให้บังคับคดีไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น ค่าฤชาธรรมเนียมในชั้นอุทธรณ์และชั้นฎีกาให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ. ม. 70 วรรคหนึ่ง ม. 198
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — บริษัทโทเทิ่ล แอ็คเช็ส คอมมูนิเคชั่น จำกัด (มหาชน)
จำเลย — บริษัทริงซีโร เน็ตเวิร์คส (ประเทศไทย) จำกัด
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลแพ่งกรุงเทพใต้ — นางหฤทัย มีอุดร
ศาลอุทธรณ์ — นายกมล ธีรเวชพลกุล
ชื่อองค์คณะ
พศวัจณ์ กนกนาก
อภิรัตน์ ลัดพลี
ธงชัย เสนามนตรี
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 6239/2555
#521446
เปิดฉบับเต็ม

จำเลยที่ 1 ไปแจ้งความเท็จต่อเจ้าพนักงานที่ดินจนเจ้าพนักงานที่ดินออกใบแทนโฉนดที่ดินดังกล่าว แล้วจำเลยที่ 1 โอนที่ดินพิพาทให้แก่จำเลยที่ 2 ไป จำเลยที่ 1 ย่อมรู้ดีว่าทำให้โจทก์ไม่อาจที่จะบังคับชำระหนี้เอาจากที่ดินพิพาท ทั้งข้อเท็จจริงไม่ปรากฏว่าจำเลยที่ 1 มีทรัพย์สินอื่นพอจะชำระหนี้ได้ และจำเลยที่ 1 ก็ยอมรับว่าไม่ได้ประกอบอาชีพและไม่มีรายได้ จึงฟังได้ว่าจำเลยที่ 1 โอนที่ดินพิพาทให้แก่จำเลยที่ 2 ทั้งรู้อยู่ว่าเป็นทางให้โจทก์เสียเปรียบ

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ศาลมีคำสั่งเพิกถอนนิติกรรมการจดทะเบียนโอนขายที่ดินโฉนดเลขที่ 20425 ตำบลล้อมแรด อำเภอเถิน จังหวัดลำปาง ระหว่างจำเลยทั้งสอง และให้จำเลยที่ 2 โอนที่ดินดังกล่าวมาเป็นของจำเลยที่ 1 หากไม่โอนให้ถือเอาคำพิพากษาแทนการแสดงเจตนา

จำเลยที่ 1 และจำเลยที่ 2 ให้การและแก้ไขคำให้การ ขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้เพิกถอนนิติกรรมการซื้อขายที่ดินโฉนดเลขที่ 20425 ตำบลล้อมแรด อำเภอเถิน จังหวัดลำปาง ระหว่างจำเลยทั้งสอง กับให้จำเลยทั้งสองร่วมกันใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ โดยกำหนดค่าทนายความ 5,000 บาท คำขออื่นนอกจากนี้ให้ยก

จำเลยทั้งสองอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 5 พิพากษายืน แต่ให้จำเลยทั้งสองร่วมกันใช้ค่าทนายความในศาลชั้นต้น 3,000 บาท และในชั้นอุทธรณ์ 1,500 บาท แทนโจทก์

จำเลยทั้งสองฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า มีปัญหาต้องวินิจฉัยว่า จำเลยที่ 1 โอนที่ดินพิพาททั้งรู้อยู่ว่าเป็นทางให้โจทก์เสียเปรียบหรือไม่ เห็นว่า แม้การที่จำเลยที่ 1 ยอมให้โจทก์ยึดถือโฉนดที่ดินพิพาทไว้จะไม่มีผลบังคับในทางจำนองแต่ก็แสดงให้เห็นเจตนาของโจทก์และจำเลยที่ 1 ได้ว่าจำเลยที่ 1 ยอมให้โจทก์ยึดโฉนดที่ดินดังกล่าวเพื่อเป็นประกันการชำระหนี้ หากจำเลยที่ 1 ไม่ชำระโจทก์สามารถบังคับคดีเอากับที่ดินแปลงดังกล่าวได้และเพื่อไม่ให้จำเลยที่ 1 ไปทำนิติกรรมใดๆ เกี่ยวกับที่ดินพิพาทนั่นเอง การที่จำเลยที่ 1 ไปแจ้งความเท็จต่อเจ้าพนักงานที่ดินจนเจ้าพนักงานที่ดินออกใบแทนโฉนดที่ดินดังกล่าว แล้วจำเลยที่ 1 โอนที่ดินพิพาทให้แก่จำเลยที่ 2 ไป จำเลยที่ 1 ย่อมรู้ดีว่าทำให้โจทก์ไม่อาจที่จะบังคับชำระหนี้เอาจากที่ดินพิพาท ทั้งข้อเท็จจริงไม่ปรากฏว่าจำเลยที่ 1 มีทรัพย์สินอื่นพอจะชำระหนี้ได้ และจำเลยที่ 1 ก็ยอมรับว่าไม่ได้ประกอบอาชีพและไม่มีรายได้ จึงฟังได้ว่าจำเลยที่ 1 โอนที่ดินพิพาทให้แก่จำเลยที่ 2 ทั้งรู้อยู่ว่าเป็นทางให้โจทก์เสียเปรียบ ฎีกาของจำเลยที่ 1 ข้อนี้ฟังไม่ขึ้น

พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 237
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นางจิรารัตน์ คูสวัสดิ์
จำเลย — นายตั๋น บุตรจุ้ม กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดลำปาง — นายสมชนก ปิยะสุวรรณ์
ศาลอุทธรณ์ภาค 5 — นายกัมปนาท วงษ์นรา
ชื่อองค์คณะ
สมยศ เข็มทอง
ไชยยงค์ คงจันทร์
เมทินี ชโลธร
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 6237/2555
#521458
เปิดฉบับเต็ม

ในขณะทำสัญญาจะซื้อจะขายที่ดินและสัญญาจ้างพัฒนาที่ดินและก่อสร้างบ้าน โจทก์และจำเลยทั้งสี่ต่างทราบดีอยู่แล้วว่าที่ดินพิพาทอยู่ในเขตที่จะถูกเวนคืนเพื่อทำถนนเพียงแต่ยังไม่มีการสำรวจแนวเขตถนนที่แน่นอน เมื่อภายหลังมีการประกาศพระราชกฤษฎีกากำหนดแนวทางหลวงผ่านที่ดินพิพาท จำเลยทั้งสี่จึงไม่สามารถส่งมอบที่ดินพร้อมบ้านแก่โจทก์เพื่อได้ใช้ประโยชน์ตามสัญญา การชำระหนี้ย่อมตกเป็นพ้นวิสัยเพราะเหตุอย่างหนึ่งอย่างใดอันจะโทษฝ่ายหนึ่งฝ่ายใดมิได้ จำเลยทั้งสี่ซึ่งเป็นลูกหนี้ร่วมกันย่อมไม่มีสิทธิที่จะได้รับชำระหนี้ตอบแทนตาม ป.พ.พ. มาตา 372 วรรคแรก โจทก์มีสิทธิเรียกเงินที่ชำระคืนจากจำเลยทั้งสี่

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยทั้งสี่ร่วมกันใช้เงิน 1,656,035 บาท แก่โจทก์พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 15 ต่อปี ของต้นเงินดังกล่าวนับแต่วันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จ

จำเลยทั้งสี่ให้การขอให้ยกฟ้อง และฟ้องแย้งบังคับให้โจทก์ชำระเงิน 87,500 บาท แก่จำเลยที่ 2 และชำระเงิน 1,191,250 บาท แก่จำเลยที่ 3 พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จโจทก์ทั้งสี่ให้การขอให้ยกฟ้องแย้ง และฟ้องแย้ง

โจทก์ให้การแก้ฟ้องแย้ง ขอให้ยกฟ้องแย้งของจำเลยที่ 2 และที่ 3

ระหว่างพิจารณา โจทก์ถึงแก่ความตาย นางเฉลิมศรียื่นคำร้องขอเข้าเป็นคู่ความแทน ศาลชั้นต้นอนุญาต

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยที่ 1 ชำระเงิน 1,082,500 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับถัดจากวันฟ้อง (ฟ้องวันที่ 15 กุมภาพันธ์ 2543) เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ กับให้จำเลยที่ 1 ชำระค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ โดยกำหนดค่าทนายความเป็นเงิน 8,000 บาท ยกฟ้องโจทก์สำหรับจำเลยที่ 2 ถึงที่ 4 และยกฟ้องแย้งของจำเลยที่ 2 และที่ 3 ค่าฤชาธรรมเนียมในส่วนฟ้องแย้งให้เป็นพับ

จำเลยทั้งสี่อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 5 พิพากษาแก้เป็นว่า ให้จำเลยที่ 1 ชำระเงิน 551,250 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันฟ้อง (วันที่ 15 กุมภาพันธ์ 2543) เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ ให้โจทก์ชำระเงินแก่จำเลยที่ 2 และจำเลยที่ 3 จำนวน 87,500 บาท และ 1,510,000 บาท ตามลำดับ พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันฟ้องแย้ง (วันที่ 16 มีนาคม 2543) เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จ ส่วนค่าฤชาธรรมเนียมระหว่างโจทก์และจำเลยทั้งสี่ทั้งสองศาลให้เป็นพับ นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

โจทก์ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงรับฟังเป็นยุติโดยคู่ความไม่ฎีกาโต้แย้งว่า จำเลยทั้งสี่ร่วมกันจัดสรรที่ดินโครงการสันทรายปาร์ควิลล์ออกขายแก่ประชาชนทั่วไป เมื่อวันที่ 20 ธันวาคม 2537 โจทก์จองซื้อที่ดินพิพาทแปลงเลขที่ 32 บี และเลือกแบบบ้านกาสะลองโดยชำระค่าจองที่ดิน 20,000 บาท ตามใบจองและใบรับเงิน ต่อมาวันที่ 10 มกราคม 2538 โจทก์ตกลงทำสัญญาซื้อที่ดินพิพาทจากจำเลยที่ 1 โฉนดเลขที่ 34330 ตำบลสันทรายน้อย อำเภอสันทราย จังหวัดเชียงใหม่ เนื้อที่ 168 ตารางวา ในราคา 2,520,000 บาท ตามสัญญาจะซื้อจะขายที่ดิน และในวันเดียวกันโจทก์ทำสัญญาว่าจ้างจำเลยที่ 2 ให้พัฒนาที่ดินและก่อสร้างบ้านบนที่ดินพิพาทเป็นเงิน 300,000 บาท ตามสัญญาจ้างพัฒนาที่ดินและก่อสร้าง และทำสัญญาจ้างจำเลยที่ 3 จัดซื้อดินมาถมในที่พิพาทเป็นเงิน 1,510,000 บาท ทั้งจำเลยที่ 1 ได้ทำสัญญารับซื้อที่ดินและบ้านคืนหากที่ดินพิพาทถูกเวนคืนตามหนังสือสัญญา หลังจากทำสัญญาแล้วจำเลยที่ 3 ได้ดำเนินการซื้อดินมาถมในที่ดินพิพาทและจำเลยที่ 2 ได้ก่อสร้างบ้านตามที่ว่าจ้างและโจทก์ได้ชำระค่าที่ดินบางส่วนแก่จำเลยที่ 1 ด้วยเช็ค 5 ฉบับ สั่งจ่ายฉบับละ 106,250 บาท รวมเป็นเงิน 531,250 บาท ชำระค่าพัฒนาที่ดินและก่อสร้างบางส่วนแก่จำเลยที่ 2 ด้วยเช็ค 2 ฉบับ สั่งจ่ายฉบับละ 106,250 บาท รวมเป็นเงิน 212,500 บาท และชำระค่าซื้อดินและถมที่ดินพิพาทแก่จำเลยที่ 3 บางส่วนด้วยเช็ค 3 ฉบับ สั่งจ่ายฉบับละ 106,250 บาท รวมเป็นเงิน 318,750 บาท รวมเงินที่โจทก์ชำระแก่จำเลยที่ 1 ถึงที่ 3 เป็นเงินทั้งสิ้น 1,082,500 บาท ต่อมาประมาณเดือนมกราคม 2539 จำเลยที่ 1 แจ้งว่าต้องหยุดการก่อสร้างเพราะที่ดินพิพาทถูกทางราชการเวนคืนเพื่อการก่อสร้างถนน มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ว่า จำเลยทั้งสี่ต้องร่วมกันรับผิดต่อโจทก์ตามฟ้องหรือไม่ เห็นว่า ขณะทำสัญญา โจทก์และจำเลยทั้งสี่ต่างทราบดีอยู่แล้วว่าที่ดินพิพาทอยู่ในเขตที่จะถูกเวนคืนเพื่อทำถนนเพียงแต่ยังไม่ได้มีการสำรวจแนวเขตถนนที่แน่นอน เมื่อภายหลังมีการประกาศพระราชกฤษฎีกากำหนดแนวทางหลวงผ่านที่ดินพิพาทและปรากฏว่าจำเลยที่ 4 จะได้รับเงินค่าชดเชยที่ดินพิพาทที่ถูกเวนคืนจากทางราชการแล้วตามบัญชีกำหนดราคาเบื้องต้น หนังสือแจ้งชะลอการจ่ายเงินค่าทดแทนและบันทึกข้อความ จำเลยทั้งสี่จึงไม่สามารถส่งมอบที่ดินพร้อมบ้านแก่โจทก์ได้ใช้ประโยชน์ตามสัญญา การชำระหนี้ย่อมตกเป็นพ้นวิสัยเพราะเหตุอย่างหนึ่งอย่างใดอันจะโทษฝ่ายหนึ่งฝ่ายใดมิได้ จำเลยทั้งสี่ซึ่งเป็นลูกหนี้ร่วมกันย่อมไม่มีสิทธิที่จะได้รับชำระหนี้ตอบแทนตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 372 วรรคแรก ตามที่ฟ้องแย้งมา โจทก์จึงมีสิทธิเรียกเงินที่ชำระไปแล้วทั้งหมด 1,082,500 บาท คืนพร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จจากจำเลยทั้งสี่ ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 5 พิพากษาให้จำเลยที่ 1 รับผิดต่อโจทก์เพียงบางส่วนนั้น ไม่ต้องด้วยความเห็นของศาลฎีกา ฎีกาของโจทก์ฟังขึ้น

พิพากษาแก้เป็นว่า ให้จำเลยทั้งสี่ร่วมกันคืนเงิน 1,082,500 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับถัดจากวันฟ้อง (ฟ้องวันที่ 15 กุมภาพันธ์ 2543) เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ ให้จำเลยทั้งสี่ร่วมกันใช้ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสามศาลแทนโจทก์ โดยกำหนดค่าทนายความเป็นเงินรวม 15,000 บาท
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 372 วรรคแรก ม. 456 วรรคสอง
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นายพิริยะ มณีรัตน์ โดยนางเฉลิมศรี มณีรัตน์
ผู้เข้าเป็นคู่ความแทน
จำเลย — บริษัทสมศรี จำกัด กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดเชียงใหม่ — นายวันชัย เวชพาณิชย์กิจกุล
ศาลอุทธรณ์ภาค 5 — นายชนินท์ ใช้ปัญญา
ชื่อองค์คณะ
ชัยวุฒิ โลหชิตรานนท์
เกษม เกษมปัญญา
อนันต์ วงษ์ประภารัตน์
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 6151/2555
#521464
เปิดฉบับเต็ม

เมื่อปรากฏข้อเท็จจริงว่าจำเลยเป็นคนที่ถูกผู้อื่นหลอกลวงได้ง่ายและพฤติการณ์ในคดีก็ได้ความว่าอาของจำเลยเป็นผู้ใช้ให้จำเลยไปชิงทรัพย์ และอาของจำเลยขับรถจักรยานยนต์พาผู้เสียหายไปทิ้งให้อยู่ในที่เกิดเหตุ จนกระทั่งจำเลยมาชิงทรัพย์ผู้เสียหายแล้วหลบหนีไปเพียงลำพัง โดยอาของจำเลยไม่ได้กลับมาที่เกิดเหตุอีกเลย จำเลยกับอาของจำเลยจึงมิใช่ตัวการร่วมกันชิงทรัพย์ ตาม ป.อ. มาตรา 83 แต่เป็นกรณีจำเลยชิงทรัพย์ตามที่อาของจำเลยใช้เท่านั้น และตามพฤติการณ์ยังถือไม่ได้ว่าจำเลยใช้รถจักรยานยนต์เพื่อกระทำความผิดฐานชิงทรัพย์อันจะเป็นเหตุให้จำเลยต้องรับโทษหนักขึ้น ตาม ป.อ. มาตรา 340 ตรี

ปัญหาว่าจำเลยเป็นตัวการร่วมกับผู้อื่นชิงทรัพย์และปัญหาว่าจำเลยใช้รถจักรยานยนต์เพื่อกระทำความผิดฐานชิงทรัพย์หรือไม่ เป็นปัญหาเกี่ยวกับความสงบเรียบร้อย

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83, 339, 340 ตรี

จำเลยให้การปฏิเสธ

ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง

โจทก์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 7 แผนกคดีเยาวชนและครอบครัว พิพากษากลับเป็นว่าจำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 339 วรรคสอง, 340 ตรี ประกอบมาตรา 83 จำเลยมีอายุกว่าสิบห้าปีแต่ต่ำกว่าสิบแปดปีลดมาตราส่วนกึ่งหนึ่งตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 75 จำคุก 7 ปี 6 เดือน คำให้การชั้นจับกุมของจำเลยเป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้หนึ่งในสามตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คงจำคุก 5 ปี และเห็นว่าขณะกระทำความผิดจำเลยยังเป็นเยาวชนเพื่อให้โอกาสจำเลยกลับตัว จึงให้เปลี่ยนโทษจำคุกเป็นการส่งตัวจำเลยไปควบคุมเพื่อฝึกและอบรมยังศูนย์ฝึกและอบรมเด็กและเยาวชนเขต 2 (จังหวัดราชบุรี) มีกำหนด 1 ปี 6 เดือน ตามพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลเยาวชนและครอบครัวและวิธีพิจารณาคดีเยาวชนและครอบครัว พ.ศ.2534 มาตรา 104 (2)

จำเลยฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีเยาวชนและครอบครัววินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงรับฟังได้ยุติในชั้นนี้โดยคู่ความไม่ได้โต้แย้งคัดค้านว่า ตามวันเวลาและสถานที่เกิดเหตุดังฟ้อง มีคนร้าย 1 คน ลักเอาเงินจำนวน 25,230 บาท และถุงผ้าใส่เงิน 1 ใบ ของนางสาววรรณาผู้เสียหายไปโดยใช้ผ้าขาวม้าปิดปากผู้เสียหายจริงตามฟ้อง และในวันเดียวกันนั้น เจ้าพนักงานตำรวจตรวจยึดเงินและถุงผ้าดังกล่าวได้ที่กองไม้เก่าริมรั้วบ้านของนางดวงแขที่คนร้ายนำไปซุกซ่อนไว้ ปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยว่า จำเลยเป็นคนร้ายกระทำความผิดตามที่ศาลอุทธรณ์ภาค 7 พิพากษาหรือไม่ โจทก์มีผู้เสียหายเบิกความยืนยันว่า ขณะที่พยานนั่งอยู่ริมถนนรอนางดวงแข มีจำเลยซึ่งพยานไม่ได้สังเกตว่าเดินมาจากทางใด พยานเห็นจำเลยอยู่ใกล้แล้วจึงลุกขึ้นยืน จำเลยใช้ผ้าขาวม้าปิดปากพยานไม่ให้ร้องขอความช่วยเหลือ พยานพยายามดึงผ้าขาวม้าออกแต่จำเลยดึงพยานเข้าไปริมป่าข้างกองขยะแล้วเอาถุงผ้าใส่เงินซึ่งมีเงินอยู่จำนวน 25,230 บาท กับเอกสารต่างๆ วิ่งหลบหนีไป เห็นว่า ขณะเกิดเหตุเป็นเวลากลางวันผู้เสียหายเห็นจำเลยในระยะใกล้ เมื่อจำเลยถูกจับผู้เสียหายก็ชี้ตัวยืนยันจำเลยเป็นคนร้าย นอกจากนี้โจทก์ยังมีดาบตำรวจสิทธิศักดิ์ เบิกความยืนยันว่า พยานได้รับแจ้งเหตุจากศูนย์วิทยุมีเหตุคนร้ายชิงทรัพย์ พยานไปที่เกิดเหตุพบผู้เสียหาย แจ้งตำหนิรูปพรรณคนร้ายและบอกพยานว่าหากเห็นคนร้ายอีกสามารถจำได้ ผู้เสียหายเล่าเหตุการณ์ที่นางดวงแขขับรถจักรยานยนต์มารับผู้เสียหายไปนวดและเมื่อนวดเสร็จแล้วได้พากลับ เมื่อถึงที่เกิดเหตุนางดวงแขบอกว่ารถจักรยานยนต์ยางรั่วให้ผู้เสียหายนั่งรอจนถูกคนร้ายชิงเอาเงินสดไป ต่อมาพนักงานสอบสวนแจ้งให้พยานไปตามนางดวงแขมาสอบปากคำ นางดวงแขบอกว่าจำเลยเป็นผู้ชิงเอาเงินสดไป พยานจึงไปตามจำเลยมาให้พนักงานสอบสวนสอบปากคำ จำเลยยอมรับว่าเป็นผู้ชิงเอาเงินสดโดยนางดวงแขใช้ จำเลยได้พาไปเอาถุงเงินที่นำไปซ่อนไว้โดยนางดวงแขไปด้วย จำเลยได้หยิบถุงเงินที่ซ่อนไว้ที่กองไม้เก่าริมรั้วหลังบ้านนางดวงแข พยานเปิดดูพบเงินอยู่ในถุงจึงนำมานับที่สถานีตำรวจได้จำนวน 25,230 บาท ความข้อนี้ พยานหลักฐานที่โจทก์นำสืบรับฟังได้โดยปราศจากความสงสัยตามสมควรว่าจำเลยเป็นคนร้ายชิงทรัพย์ของผู้เสียหายไปจริง ที่จำเลยนำสืบอ้างฐานที่อยู่โดยมีนางอำพรและนายคำ มาเบิกความสนับสนุนนั้น เห็นว่า นางอำพร เป็นมารดาของจำเลย นายคำเป็นตาของจำเลยย่อมมีเหตุให้ระแวงสงสัยว่าจะเบิกความช่วยเหลือจำเลยไม่มีน้ำหนักหักล้างพยานหลักฐานโจทก์ แต่อย่างไรก็ตามได้ความตามรายงานการสืบเสาะว่าจำเลยมักถูกผู้อื่นหลอกลวงได้ง่ายและตามทางนำสืบได้ความว่า นางดวงแขเป็นอาของจำเลยและเป็นผู้ใช้ให้จำเลยเป็นผู้ชิงทรัพย์ การที่นางดวงแขขับรถจักรยานยนต์ไปคงให้ผู้เสียหายอยู่ในที่เกิดเหตุเพียงลำพังโดยนางดวงแขไม่ได้อยู่ใกล้บริเวณที่เกิดเหตุจนกระทั่งจำเลยมาชิงทรัพย์ผู้เสียหายแล้วได้หลบหนีไปเพียงลำพัง ส่วนนางดวงแขก็มิได้กลับมาที่เกิดเหตุเลย พฤติการณ์ของจำเลยและนางดวงแขเช่นนี้จึงมิใช่เป็นตัวการร่วมกันชิงทรัพย์ ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83 ดังที่ศาลอุทธรณ์ภาค 7 พิพากษา แต่เป็นการที่จำเลยกระทำการชิงทรัพย์เพราะถูกนางดวงแขใช้เท่านั้น ดังนี้ ยังถือไม่ได้ว่าจำเลยใช้รถจักรยานยนต์เพื่อกระทำความผิดฐานชิงทรัพย์อันจะเป็นเหตุให้ต้องรับโทษหนักขึ้นตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 340 ตรี ปัญหาว่าจำเลยเป็นตัวการร่วมกับผู้อื่นชิงทรัพย์และปัญหาว่าจำเลยใช้รถจักรยานยนต์เพื่อกระทำความผิดฐานชิงทรัพย์หรือไม่เป็นปัญหาเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยแม้จำเลยจะไม่ได้ยกขึ้นฎีกา ศาลฎีกาก็มีอำนาจหยิบยกขึ้นวินิจฉัยได้ ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 7 พิพากษามานั้น ศาลฎีกาไม่เห็นพ้องด้วยบางประการ

อนึ่ง ระหว่างการพิจารณาของศาลฎีกาได้มีพระราชบัญญัติศาลเยาวชนและครอบครัวและวิธีพิจารณาคดีเยาวชนและครอบครัว พ.ศ.2553 ยกเลิกพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลเยาวชนและครอบครัวและวิธีพิจารณาคดีเยาวชนและครอบครัว พ.ศ.2534 และพระราชบัญญัติศาลเยาวชนและครอบครัว (ฉบับที่ 2) พ.ศ.2543 กับ (ฉบับที่ 3) พ.ศ.2548 จึงต้องใช้กฎหมายในส่วนที่เป็นคุณบังคับเกี่ยวกับโทษและวิธีการสำหรับเด็ก ทั้งนี้ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 3

พิพากษาแก้เป็นว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 339 วรรคหนึ่ง จำเลยอายุสิบห้าปีเศษขณะกระทำความผิด ลดมาตราส่วนโทษกึ่งหนึ่งตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 75 จำคุก 2 ปี 6 เดือน ก่อนจับกุมจำเลยให้ถ้อยคำเป็นประโยชน์แก่การพิจารณาลดโทษให้ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 หนึ่งในสามคงจำคุก 1 ปี 8 เดือน ตามรายงานการสืบเสาะจำเลยอ่อนเยาว์ทางความคิดมักถูกหลอกลวงเสมอเคยต้องหาคดีลักทรัพย์หรือรับของโจร ศาลชั้นต้นจำคุก 4 เดือน แต่เปลี่ยนโทษจำคุกเป็นฝึกอบรม มารดาไม่สามารถดูแลเอาใจใส่ นอกจากนี้ตามใบความเห็นแพทย์เอกสารอันดับ 6/1 ในสำนวนนี้ระบุว่าจำเลยปัญญาอ่อนคาบเส้นสอดคล้องกับรายงานการสืบเสาะ เห็นสมควรให้จำเลยปฏิบัติตนเป็นคนดี อาศัยอำนาจตามพระราชบัญญัติศาลเยาวชนและครอบครัวและวิธีพิจารณาคดีเยาวชนและครอบครัว พ.ศ.2553 มาตรา 142 (1) เปลี่ยนโทษจำคุกเป็นการส่งตัวจำเลยไปควบคุมเพื่อฝึกอบรมยังศูนย์ฝึกและอบรมเด็กและเยาวชน เขต 2 จังหวัดราชบุรีมีกำหนด 1 ปี คำขอโจทก์นอกจากนี้ให้ยก
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.อ. ม. 83 ม. 339 วรรคหนึ่ง ม. 340 ตรี
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการคดีเยาวชนและครอบครัวจังหวัดเพชรบุรี
จำเลย — นายมานพหรือมาด แป้งอ่อน
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดเพชรบุรีแผนกคดีเยาวชนและครอบครัว — นายภักชัยฤทธิ์ นวลมีชื่อ
ศาลอุทธรณ์ภาค 7 — นายพินิจ บุญชัด
ชื่อองค์คณะ
กีรติ กาญจนรินทร์
สิริรัตน์ จันทรา
สุรภพ ปัทมะสุคนธ์
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 6142 -ที่ 6144/2555
#521401
เปิดฉบับเต็ม

การพิจารณาว่ามีเหตุยกเว้นให้นายจ้างไม่ต้องจ่ายค่าชดเชยให้แก่ลูกจ้างซึ่งเลิกจ้างตาม พ.ร.บ.คุ้มครองแรงงาน พ.ศ.2541 มาตรา 118 วรรคหนึ่ง วรรคสามและวรรคสี่หรือไม่ ต้องพิจารณาเสียก่อนว่าเป็นการเลิกจ้างที่มีกำหนดระยะเวลาการจ้างไว้แน่นอนหรือไม่ หากเป็นกรณีการจ้างที่มีกำหนดระยะเวลาการจ้างไว้แน่นอนและนายจ้างเลิกจ้างตามกำหนดเวลานั้น ก็ต้องพิจารณาต่อไปว่าเป็นการจ้างงานในโครงการเฉพาะที่มิใช่งานปกติของธุรกิจหรือการค้าของนายจ้างหรือไม่ และงานนั้นจะต้องแล้วเสร็จภายในเวลาไม่เกินสองปี โดยนายจ้างและลูกจ้างได้ทำสัญญาเป็นหนังสือไว้ตั้งแต่เมื่อเริ่มจ้าง สัญญาจ้างระหว่างโจทก์ที่ 2 กับจำเลย และสัญญาจ้างระหว่างโจทก์ที่ 3 กับจำเลย ข้อ 7 ระบุอย่างเดียวกันว่า "ถ้าฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งมีความประสงค์จะเลิกสัญญานี้จะต้องแจ้งให้อีกฝ่ายทราบเป็นลายลักษณ์อักษรล่วงหน้าไม่น้อยกว่า 15/30 วัน เว้นแต่การเลิกสัญญาตามความในข้อ 6 แสดงว่าแม้สัญญาจ้างจะกำหนดระยะเวลาการจ้างไว้แล้ว ก็ยังให้สิทธิจำเลยเลิกสัญญาโดยแจ้งเป็นลายลักษณ์อักษรให้โจทก์ที่ 2 หรือโจทก์ที่ 3 ทราบล่วงหน้าได้ สัญญาจ้างที่ให้สิทธิจำเลยผู้เป็นนายจ้างบอกเลิกสัญญาได้ก่อนครบกำหนดสัญญาเช่นนี้ ระยะเวลาการจ้างจึงไม่แน่นอน และเมื่อไม่เป็นกรณีการจ้างที่มีกำหนดระยะเวลาการจ้างไว้แน่นอนจึงไม่จำต้องพิจารณาว่าเป็นการจ้างงานในโครงการเฉพาะหรือไม่

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
คดีทั้งสามสำนวนนี้ ศาลแรงงานกลางสั่งให้รวมพิจารณาเป็นคดีเดียวกันโดยให้เรียกโจทก์ทั้งสามสำนวนว่า โจทก์ที่ 1 ถึงที่ 3 ตามลำดับ และให้เรียกจำเลยทั้งสามสำนวนว่า จำเลย

โจทก์ทั้งสามสำนวนฟ้องและแก้ไขคำฟ้องทำนองเดียวกันขอให้บังคับจำเลยจ่ายค่าชดเชย 480,000 บาท 90,000 บาท และ 36,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 15 ต่อปี สำหรับโจทก์ที่ 1 และที่ 3 นับแต่วันฟ้องเป็นต้นไป ส่วนโจทก์ที่ 2 นับแต่วันเลิกจ้างเป็นต้นไปจนกว่าชำระเสร็จแก่โจทก์ทั้งสามตามลำดับ กับให้จำเลยจ่ายค่าลงลายมือชื่ออนุมัติแบบ 5,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าชำระเสร็จแก่โจทก์ที่ 1

จำเลยทั้งสามสำนวนให้การขอให้ยกฟ้อง

ระหว่างพิจารณา โจทก์ที่ 1 ขอสละข้อเรียกร้องที่ให้จำเลยชำระเงินค่าลงลายมือชื่ออนุมัติแบบตามฟ้อง

ศาลแรงงานกลางเห็นว่า ข้อเท็จจริงตามคำฟ้องของโจทก์ทั้งสามและคำให้การจำเลยรับฟังเป็นที่ยุติได้เพียงพอแก่การวินิจฉัยคดีแล้ว จึงมีคำสั่งให้งดสืบพยานโจทก์ทั้งสามและจำเลย และพิพากษาให้จำเลยจ่ายค่าชดเชยให้แก่โจทก์ที่ 1 จำนวน 480,000 บาท โจทก์ที่ 2 จำนวน 90,000 บาท และโจทก์ที่ 3 จำนวน 36,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 15 ต่อปี สำหรับโจทก์ที่ 1 นับแต่วันที่ 27 พฤศจิกายน 2552 สำหรับโจทก์ที่ 2 นับแต่วันที่ 1 กันยายน 2552 และสำหรับโจทก์ที่ 3 นับแต่วันที่ 25 ธันวาคม 2552 เป็นต้นไป จนกว่าชำระเสร็จแก่โจทก์ทั้งสาม

จำเลยทั้งสามสำนวนอุทธรณ์ต่อศาลฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีแรงงานวินิจฉัยว่า ศาลแรงงานกลางฟังข้อเท็จจริงว่า เมื่อวันที่ 9 กรกฎาคม 2550 จำเลยจ้างโจทก์ที่ 1 เข้าทำงานเป็นลูกจ้างในตำแหน่งผู้จัดการโครงการ ได้รับค่าจ้างอัตราสุดท้ายเดือนละ 160,000 บาท กำหนดจ่ายค่าจ้างทุกวันทำการสุดท้ายของเดือน ครบกำหนดสัญญาจ้างวันที่ 8 กรกฎาคม 2552 แต่โจทก์ที่ 1 กับจำเลยมีการต่อสัญญาจ้างไปจนถึงวันที่ 31 สิงหาคม 2552 หลังจากนั้นไม่มีการต่อสัญญาจ้างกันอีกและจำเลยไม่ได้จัดหางานให้โจทก์ที่ 1 ทำต่อไป จำเลยจ้างโจทก์ที่ 2 เข้าทำงานเป็นลูกจ้างในตำแหน่งพนักงานคลังสินค้า ได้รับค่าจ้างอัตราสุดท้ายเดือนละ 30,000 บาท มีกำหนดจ่ายค่าจ้างทุกวันทำการสุดท้ายของเดือน ทำสัญญาจ้าง 3 ฉบับ ฉบับแรกวันที่ 1 กุมภาพันธ์ 2551 ถึงวันที่ 31 ธันวาคม 2551 ฉบับที่ 2 วันที่ 1 มกราคม 2552 ถึงวันที่ 30 มิถุนายน 2552 และฉบับที่ 3 วันที่ 1 กรกฎาคม 2552 ถึงวันที่ 31 สิงหาคม 2552 โดยไม่มีการต่อสัญญาจ้างกันอีก จนถึงวันที่ 1 กันยายน 2552 จำเลยไม่ให้โจทก์ที่ 2 ทำงานต่อไป และวันที่ 1 กุมภาพันธ์ 2551 จำเลยจ้างโจทก์ที่ 3 เข้าทำงานเป็นลูกจ้างในตำแหน่งพนักงานคลังสินค้า ได้รับค่าจ้างอัตราสุดท้ายเดือนละ 12,000 บาท กำหนดจ่ายค่าจ้างทุกวันทำการสุดท้ายของเดือน สัญญาจ้างฉบับแรกตั้งแต่วันที่ 1 กุมภาพันธ์ 2551 ถึงวันที่ 31 ธันวาคม 2551 และฉบับที่ 2 วันที่ 1 มกราคม 2552 ถึงวันที่ 30 มิถุนายน 2552 เมื่อครบกำหนดแล้ว จำเลยไม่ต่อสัญญาจ้างให้โจทก์ที่ 3 และไม่ให้โจทก์ที่ 3 ทำงานต่อไป จำเลยมีฐานะเป็นนิติบุคคลประเภทบริษัทจำกัด (มหาชน) มีวัตถุประสงค์หลักในการผลิต ออกแบบ จำหน่าย ติดตั้ง และบำรุงรักษาลิฟต์ จำเลยได้รับคัดเลือกให้เป็นผู้ติดตั้งลิฟต์ในโครงการคอนโดมิเนียม "เดอะ เม็ท" ถนนสาทรใต้ เขตสาทร กรุงเทพมหานคร โดยโครงการดังกล่าวได้ทำสัญญาว่าจ้างการติดตั้งลิฟต์กับจำเลย ในการว่าจ้างโจทก์ที่ 1 จำเลยมอบหมายให้โจทก์ที่ 1 ทำหน้าที่เป็นผู้ดูแลในการติดตั้งลิฟต์ในโครงการดังกล่าว และมอบหมายให้โจทก์ที่ 2 และที่ 3 ทำหน้าที่เป็นพนักงานคลังสินค้า ดูแลสินค้าต่าง ๆ ของจำเลยซึ่งอยู่ในโครงการดังกล่าว หลังจากที่สัญญาจ้างระหว่างโจทก์ที่ 1 และที่ 2 กับจำเลยสิ้นสุดลงในวันที่ 31 สิงหาคม 2552 และระหว่างโจทก์ที่ 3 กับจำเลยสิ้นสุดลงในวันที่ 30 มิถุนายน 2552 โจทก์ทั้งสามและจำเลยไม่ได้ต่อสัญญาจ้างกันอีก และจำเลยไม่ได้จัดหางานให้โจทก์ทั้งสามทำต่อไป รวมทั้งไม่ได้จ่ายค่าจ้างให้แก่โจทก์ทั้งสามอีกต่อไป โดยโจทก์ทั้งสามไม่ได้กระทำความผิด แล้วศาลแรงงานกลางวินิจฉัยว่า เมื่อสัญญาจ้างระหว่างโจทก์ทั้งสามกับจำเลยสิ้นสุดลงแล้ว ไม่ปรากฏว่ามีการต่อสัญญาจ้างกันต่อไปอีก ทั้งจำเลยไม่ได้ให้โจทก์ทั้งสามทำงานต่อไปรวมทั้งไม่ได้จ่ายค่าจ้างให้แก่โจทก์ทั้งสาม จึงต้องถือว่าจำเลยได้เลิกจ้างโจทก์ทั้งสามแล้วด้วยเหตุสิ้นสุดสัญญาจ้าง ประกอบกับเมื่อไม่ปรากฏว่าโจทก์ทั้งสามได้กระทำความผิดแต่อย่างใด จำเลยจึงต้องจ่ายค่าชดเชยให้แก่โจทก์ทั้งสามตามพระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน พ.ศ.2541 มาตรา 118 วรรคหนึ่งและวรรคสอง อย่างไรก็ตามจำเลยสามารถปฏิเสธไม่จ่ายค่าชดเชยให้แก่โจทก์ทั้งสามได้ หากการจ้างงานระหว่างโจทก์ทั้งสามกับจำเลยเข้าหลักเกณฑ์ครบถ้วนทุกประการตามความในมาตรา 118 วรรคสามและวรรคสี่ แต่การจ้างระหว่างโจทก์ทั้งสามกับจำเลยหาได้เข้าหลักเกณฑ์ของบทบัญญัติดังกล่าวครบถ้วนทุกประการไม่ ทั้งนี้ เมื่อได้พิจารณาวัตถุประสงค์หลักในการประกอบธุรกิจของบริษัทจำเลยซึ่งทำการผลิต ออกแบบ จำหน่าย ติดตั้งและบำรุงรักษาลิฟต์แล้ว มีความหมายชัดเจนในตัวเองอยู่แล้วว่า การผลิต ออกแบบ จำหน่าย ติดตั้งและบำรุงรักษาลิฟต์นั้น เป็นงานตามปกติของธุรกิจหรือการค้าของจำเลยดังจะเห็นได้จากงานที่จำเลยมอบหมายให้โจทก์ที่ 1 ทำหน้าที่เป็นผู้ดูแลการติดตั้งลิฟต์โครงการคอนโดมิเนียม "เดอะ เม็ท" ซึ่งเป็นงานตามวัตถุประสงค์หลักในการประกอบธุรกิจของจำเลย อันถือได้ว่าเป็นการจ้างโจทก์ที่ 1 ให้ทำงานอันเป็นปกติของธุรกิจหรือการค้าของจำเลย สำหรับโจทก์ที่ 2 และที่ 3 นั้น จำเลยมอบหมายให้ทำหน้าที่เป็นพนักงานคลังสินค้า ดูแลสินค้าต่าง ๆ ของจำเลยซึ่งอยู่ในโครงการก่อสร้างคอนโดมิเนียมดังกล่าวอันเป็นโครงการที่จำเลยได้รับการคัดเลือกให้เป็นผู้ติดตั้งลิฟต์ และหากจำเลยติดตั้งลิฟต์ในโครงการดังกล่าวเสร็จแล้ว โจทก์ที่ 2 และที่ 3 กับจำเลยจะไม่ดำเนินการต่อสัญญาจ้างกันอีกต่อไป แสดงให้เห็นได้ว่าระยะเวลาการทำสัญญาจ้างระหว่างโจทก์ที่ 2 และที่ 3 กับจำเลยนั้น มีเงื่อนไขขึ้นอยู่กับว่าจำเลยได้ทำการติดตั้งลิฟต์ในโครงการดังกล่าวแล้วเสร็จเมื่อใด หากจำเลยติดตั้งลิฟต์แล้วเสร็จในกำหนดเวลาว่าจ้าง จำเลยก็ไม่ต่อสัญญาจ้างให้แก่โจทก์ที่ 2 และที่ 3 แต่หากจำเลยยังติดตั้งลิฟต์ในโครงการดังกล่าวไม่แล้วเสร็จ จำเลยก็ต้องต่อสัญญาจ้างกับโจทก์ที่ 2 และที่ 3 ต่อไป จึงเชื่อได้ว่าที่จำเลยมอบหมายให้โจทก์ที่ 2 และที่ 3 ทำหน้าที่เป็นพนักงานคลังสินค้า ดูแลสินค้าต่าง ๆ ของจำเลยที่อยู่ในโครงการก่อสร้างคอนโดมิเนียมดังกล่าวนั้น เป็นการมอบหมายให้ดูแลสินค้าประเภทลิฟต์รวมทั้งอุปกรณ์ต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้องซึ่งจะนำมาติดตั้งในโครงการดังกล่าว อันถือได้ว่าจำเลยจ้างโจทก์ที่ 2 และที่ 3 ให้ทำงานอันเกี่ยวกับงานอันเป็นปกติของธุรกิจหรือการค้าของจำเลยด้วย จึงไม่จำต้องพิจารณาต่อไปว่า การจ้างระหว่างโจทก์ทั้งสามกับจำเลยจะเข้าหลักเกณฑ์ในประการอื่นของพระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน พ.ศ.2541 มาตรา 118 วรรคสามและวรรคสี่ หรือไม่ จำเลยต้องจ่ายค่าชดเชยให้แก่โจทก์ทั้งสาม โจทก์ทั้งสามทำงานติดต่อกันครบ 1 ปี แต่ไม่ครบ 3 ปี จำเลยต้องจ่ายค่าชดเชยไม่น้อยกว่าค่าจ้างอัตราสุดท้าย 90 วัน เป็นเงิน 480,000 บาท 90,000 บาท และ 36,000 บาท ให้แก่โจทก์ทั้งสามตามลำดับ พร้อมดอกเบี้ยในระหว่างผิดนัดร้อยละ 15 ต่อปี ตามพระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน พ.ศ.2541 มาตรา 9 คือ นับแต่วันเลิกจ้างเป็นต้นไป แต่ในส่วนของโจทก์ที่ 1 และที่ 3 ขอดอกเบี้ยนับแต่วันฟ้องเป็นต้นไป จึงกำหนดให้ตามขอ

ปัญหาที่จะต้องวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของจำเลยมีว่า มีเหตุให้ต้องย้อนสำนวนไปให้ศาลแรงงานกลางพิจารณาพิพากษาใหม่หรือไม่ พิเคราะห์แล้ว ข้อยกเว้นที่นายจ้างเลิกจ้างลูกจ้างโดยไม่ต้องจ่ายค่าชดเชยให้แก่ลูกจ้างตามพระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน พ.ศ.2541 มาตรา 118 วรรคหนึ่ง มีบัญญัติไว้ในวรรคสาม กล่าวคือ ต้องเป็นกรณีการจ้างที่มีกำหนดระยะเวลาการจ้างไว้แน่นอน และนายจ้างเลิกจ้างตามกำหนดระยะเวลานั้น โดยความในวรรคสี่บัญญัติต่อไปอีกว่า การจ้างที่มีกำหนดระยะเวลาตามวรรคสามกระทำได้สำหรับการจ้างงานในโครงการเฉพาะที่มิใช่งานปกติของธุรกิจหรือการค้าของนายจ้างซึ่งต้องมีระยะเวลาเริ่มต้นและสิ้นสุดของงานที่แน่นอน หรือในงานอันมีลักษณะเป็นครั้งคราวที่มีกำหนดการสิ้นสุดหรือความสำเร็จของงาน หรือในงานที่เป็นไปตามฤดูกาลและได้จ้างในช่วงเวลาของฤดูกาลนั้น ซึ่งงานนั้นจะต้องแล้วเสร็จภายในเวลาไม่เกิน 2 ปี โดยนายจ้างและลูกจ้างได้ทำสัญญาเป็นหนังสือไว้ตั้งแต่เมื่อเริ่มจ้าง ดังนั้น การพิจารณาว่ามีเหตุยกเว้นให้นายจ้างไม่ต้องจ่ายค่าชดเชยให้แก่ลูกจ้างซึ่งเลิกจ้างตามมาตรานี้หรือไม่ จึงต้องพิจารณาเสียก่อนว่าเป็นการจ้างที่มีกำหนดระยะเวลาการจ้างไว้แน่นอนตามวรรคสามหรือไม่ หากเป็นกรณีการจ้างที่มีกำหนดระยะเวลาการจ้างไว้แน่นอนและนายจ้างเลิกจ้างตามกำหนดเวลานั้นแล้วจึงจะพิจารณาต่อไปว่าเป็นการจ้างงานในโครงการเฉพาะตามวรรคสี่หรือไม่ หากมิใช่เป็นกรณีการจ้างที่มีกำหนดระยะเวลาการจ้างไว้แน่นอนก็ไม่เข้ากรณียกเว้นให้นายจ้างไม่ต้องจ่ายค่าชดเชยอยู่แล้ว ไม่จำต้องวินิจฉัยว่า เป็นโครงการเฉพาะตามวรรคสี่หรือไม่ต่อไปอีก ตามสัญญาจ้างระหว่างจำเลยกับโจทก์ที่ 2 และระหว่างจำเลยกับโจทก์ที่ 3 ท้ายคำให้การของจำเลย ความในข้อ 7 ของทั้ง 2 สัญญาระบุอย่างเดียวกันว่า ถ้าฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งมีความประสงค์จะเลิกสัญญานี้จะต้องแจ้งให้อีกฝ่ายทราบเป็นลายลักษณ์อักษรล่วงหน้าไม่น้อยกว่า 15/30 วัน เว้นแต่การเลิกสัญญาตามความในข้อ 6 (อันเป็นการเลิกสัญญากรณีลูกจ้างฝ่าฝืนไม่ปฏิบัติตามระเบียบข้อบังคับของจำเลย ฯลฯ) แสดงว่าแม้สัญญาจะกำหนดระยะเวลาการจ้างไว้แล้ว แต่ก็ยังให้สิทธิจำเลยเลิกสัญญาโดยแจ้งเป็นลายลักษณ์อักษรให้โจทก์ที่ 2 หรือโจทก์ที่ 3 ทราบล่วงหน้าได้ด้วย สัญญาจ้างที่ให้สิทธิจำเลยผู้เป็นนายจ้างบอกเลิกสัญญาได้ก่อนครบกำหนดสัญญาเช่นนี้ ระยะเวลาการจ้างจึงไม่แน่นอน และเมื่อไม่เป็นกรณีการจ้างที่มีกำหนดระยะเวลาการจ้างไว้แน่นอนตามวรรคสามเสียแล้ว จึงไม่จำต้องพิจารณาว่าเป็นการจ้างงานในโครงการเฉพาะตามวรรคสี่หรือไม่ เพราะไม่ทำให้ผลคดีเปลี่ยนแปลงไปได้ สำหรับกรณีของโจทก์ที่ 1 นั้น จำเลยทำสัญญาจ้างกับโจทก์ที่ 1 รวม 2 ฉบับ ฉบับแรกระยะเวลาการจ้างตั้งแต่วันที่ 9 กรกฎาคม 2550 ถึงวันที่ 8 กรกฎาคม 2552 ฉบับที่ 2 ระยะเวลาการจ้างตั้งแต่วันที่ 9 กรกฎาคม 2552 ถึงวันที่ 31 สิงหาคม 2552 ระยะเวลาการจ้างตามสัญญาจ้างทั้ง 2 ฉบับ จึงต่อเนื่องกัน รวมแล้วเกินกว่า 2 ปี จึงมิใช่งานที่จะต้องแล้วเสร็จภายในเวลาไม่เกิน 2 ปี อันเป็นหลักเกณฑ์ประการหนึ่งของบทบัญญัติตามวรรคสี่ ไม่จำต้องวินิจฉัยว่างานตามสัญญาจ้างเป็นงานในโครงการเฉพาะที่มิใช่งานปกติของธุรกิจหรือการค้าของจำเลยผู้เป็นนายจ้างดังที่จำเลยหยิบยกขึ้นอ้างในอุทธรณ์หรือไม่ เพราะไม่ทำให้ผลคดีเปลี่ยนแปลงไปได้เช่นเดียวกัน

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.คุ้มครองแรงงาน พ.ศ.2541 ม. 118
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นายปารย์ ไวทิน กับพวก
จำเลย — บริษัทโคเน่ไทยลิฟท์ จำกัด (มหาชน)
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลแรงงานกลาง — นายไชยวุฒิ หวังอาษา
ชื่อองค์คณะ
พิทยา บุญชู
ชัยวัฒน์ เวียงธีรวัฒน์
พงษ์เทพ ศิริพงศ์ติกานนท์
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 6135 -ที่ 6137/2555
#525515
เปิดฉบับเต็ม

จำเลยยุบแผนก ย้ายโจทก์ทั้งสามไปทำงานอีกแผนกหนึ่งแล้วแจ้งการลดค่าจ้างโจทก์ทั้งสามและลดค่าจ้างโจทก์ที่ 2 และที่ 3 โดยโจทก์ทั้งสามไม่ยินยอม เป็นเรื่องเกี่ยวกับค่าจ้าง เงื่อนไขการจ้างหรือการทำงาน จึงเป็นสภาพการจ้างตาม พ.ร.บ.แรงงานสัมพันธ์ พ.ศ.2518 มาตรา 5 จำเลยจะแก้ไขเปลี่ยนแปลงในลักษณะไม่เป็นคุณแก่ลูกจ้างไม่ได้แม้จะเป็นคำสั่งทางบริหารก็ตาม จะกระทำได้ต่อเมื่อลูกจ้างตกลงยินยอมด้วย

การเปลี่ยนแปลงสภาพการจ้างที่ไม่เป็นคุณแก่ลูกจ้างโดยลูกจ้างไม่ยินยอมเป็นคนละกรณีกับการที่นายจ้างไม่ให้ลูกจ้างทำงานต่อไปอันเป็นการเลิกจ้างตาม พ.ร.บ.คุ้มครองแรงงาน พ.ศ.2541 มาตรา 118 วรรคสอง

การที่จำเลยแจ้งลดค่าจ้างโจทก์ทั้งสามและลดค่าจ้างโจทก์ที่ 2 ที่ 3 มิใช่การกระทำใดที่นายจ้างไม่ให้ลูกจ้างทำงานต่อไปและไม่จ่ายค่าจ้างให้อันเป็นการเลิกจ้าง ไม่มีกฎหมายบัญญัติว่าการเปลี่ยนแปลงสภาพการจ้าง การแจ้งลดค่าจ้าง หรือการลดค่าจ้างเป็นการเลิกจ้าง

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
คดีทั้งสามสำนวนนี้ศาลแรงงานกลางสั่งให้รวมพิจารณาเป็นคดีเดียวกัน โดยให้เรียกโจทก์ทั้งสามสำนวนว่า โจทก์ที่ 1 ถึงที่ 3 ตามลำดับ และเรียกจำเลยทั้งสามสำนวนว่า จำเลย

โจทก์ทั้งสามสำนวนฟ้องขอให้บังคับจำเลยจ่ายสินจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้า 31,033.33 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จ ค่าจ้าง 22,000 บาท และค่าชดเชย 460,000 บาท พร้อมเงินเพิ่มร้อยละ 15 ทุก 7 วัน นับแต่วันที่ 4 กุมภาพันธ์ 2548 จนกว่าจะชำระเสร็จ และค่าเสียหาย 500,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ที่ 1 จ่ายสินจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้า 56,266.66 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จ ค่าจ้าง 38,908.85 บาท และค่าชดเชย 669,089.50 บาท พร้อมเงินเพิ่มร้อยละ 15 ทุก 7 วัน นับแต่วันที่ 4 กุมภาพันธ์ 2548 จนกว่าจะชำระเสร็จ และค่าเสียหาย 700,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันฟ้องจนกว่าชำระเสร็จแก่โจทก์ที่ 2 จ่ายสินจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้า 30,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จ ค่าจ้าง 107,540.17 บาท และค่าชดเชย 771,241.02 บาท พร้อมเงินเพิ่มร้อยละ 15 ทุก 7 วัน นับแต่วันที่ 26 มกราคม 2548 จนกว่าจะชำระเสร็จ ค่าเสียหาย 800,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันฟ้องจนกว่าชำระเสร็จแก่โจทก์ที่ 3

จำเลยให้การขอให้ยกฟ้องโจทก์ทั้งสามสำนวน

ศาลแรงงานกลางพิพากษายกฟ้องโจทก์ทั้งสามสำนวน

โจทก์ทั้งสามอุทธรณ์ต่อศาลฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีแรงงานวินิจฉัยว่า ศาลแรงงานกลางฟังข้อเท็จจริงว่า จำเลยปรับโครงสร้างการบริหารโดยยุบแผนกที่โจทก์ทั้งสามทำงานอยู่ และย้ายโจทก์ทั้งสามไปอยู่อีกแผนกหนึ่ง จำเลยแจ้งต่อโจทก์ทั้งสามว่าจะลดเงินเดือนของโจทก์ทั้งสามเหลือเดือนละ 15,000 บาท โจทก์ที่ 2 และที่ 3 ลงลายมือชื่อรับทราบการย้ายแผนก และลงลายมือชื่อรับทราบการลดเงินเดือน โจทก์ที่ 1 มีหนังสือถึงจำเลยแจ้งว่าโจทก์ที่ 1 ไม่ยินยอมให้จำเลยลดเงินเดือน โจทก์ที่ 1 ขอเจรจากับจำเลย แต่จำเลยหลีกเลี่ยง ถือว่าจำเลยผิดสัญญาจ้างอันมีผลเป็นการเลิกจ้าง โจทก์ที่ 2 มีหนังสือถึงจำเลยแจ้งว่าโจทก์ที่ 2 ไม่ยินยอมให้จำเลยลดเงินเดือน โจทก์ที่ 2 ขอรับเงินเดือนเท่าเดิม ถ้าจำเลยจะลดเงินเดือนโจทก์ที่ 2 ก็ไม่สามารถทำงานได้ ถือว่าจำเลยเลิกจ้าง โจทก์ที่ 3 มีหนังสือถึงจำเลยแจ้งว่าที่จำเลยมีคำสั่งให้ปรับลดเงินเดือนของโจทก์ที่ 3 โจทก์ที่ 3 ถือว่าเป็นการเลิกจ้าง โจทก์ที่ 1 ทำงานกับจำเลยถึงวันที่ 4 กุมภาพันธ์ 2548 โดยได้รับเงินเดือนในอัตราเดิม โจทก์ที่ 2 ทำงานกับจำเลยถึงวันที่ 10 กุมภาพันธ์ 2548 และได้รับเงินเดือนในเดือนมกราคมและกุมภาพันธ์ 2548 ในอัตราที่ลดลงโจทก์ที่ 3 ทำงานกับจำเลยถึงวันที่ 28 มกราคม 2548 และได้รับเงินเดือนในเดือนมกราคม 2548 ในอัตราที่ลดลง จำเลยซึ่งเป็นนายจ้างมิได้มีเจตนาจะไม่จ้างโจทก์ทั้งสามซึ่งเป็นลูกจ้างทำงานต่อไปและไม่ได้แสดงเจตนาเลิกจ้างแก่โจทก์ทั้งสาม จำเลยเพียงแต่แจ้งว่าจะลดเงินเดือนหรือค่าจ้างของโจทก์ทั้งสามลงและได้ลดเงินเดือนหรือค่าจ้างของโจทก์ที่ 2 และที่ 3 ลงเหลือเดือนละ 15,000 บาท โจทก์ทั้งสามได้แจ้งให้จำเลยทราบเป็นหนังสือว่าไม่ยินยอมให้จำเลยลดค่าจ้าง

มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของโจทก์ที่ 1 และที่ 2 ในข้อ 2.3 ของโจทก์ที่ 3 ในข้อ 4 และข้อ 4.1 ถึงข้อ 4.3 ว่า จำเลยยุบแผนกแล้วแจ้งการลดค่าจ้างโจทก์ทั้งสามและลดค่าจ้างโจทก์ที่ 2 และที่ 3 เป็นการเปลี่ยนแปลงสภาพการจ้างหรือไม่ และถือเป็นการที่นายจ้างไม่ให้ลูกจ้างทำงานต่อไปอันเป็นการเลิกจ้างหรือไม่ ตามพระราชบัญญัติแรงงานสัมพันธ์ พ.ศ.2518 มาตรา 5 ให้คำนิยาม "สภาพการจ้าง" หมายความว่า เงื่อนไขการจ้างหรือการทำงาน กำหนดวันและเวลาทำงาน ค่าจ้าง สวัสดิการ การเลิกจ้าง หรือประโยชน์อื่นของนายจ้างหรือลูกจ้างอันเกี่ยวกับการจ้างหรือการทำงาน ดังนั้น การที่จำเลยยุบแผนกแล้วย้ายโจทก์ทั้งสามไปทำงานอีกแผนกหนึ่ง แล้วแจ้งการลดค่าจ้างโจทก์ทั้งสามและลดค่าจ้างโจทก์ที่ 2 และที่ 3 โดยโจทก์ทั้งสามไม่ยินยอม ซึ่งเป็นเรื่องเกี่ยวกับค่าจ้าง เงื่อนไขการจ้างหรือการทำงาน จึงเป็นสภาพการจ้าง จำเลยจะแก้ไขเปลี่ยนแปลงในลักษณะที่ไม่เป็นคุณแก่ลูกจ้างไม่ได้ แม้จะเป็นคำสั่งทางบริหารก็ตาม จะกระทำได้ต่อเมื่อลูกจ้างตกลงยินยอมด้วย

มีปัญหาที่ต้องวินิจฉัยต่อไปมีว่า การกระทำดังกล่าวถือเป็นการที่นายจ้างไม่ให้ลูกจ้างทำงานต่อไปอันเป็นการเลิกจ้างหรือไม่ ตามพระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน พ.ศ.2541 มาตรา 118 วรรคสอง กำหนดว่า การเลิกจ้าง หมายความว่า การกระทำใดที่นายจ้างไม่ให้ลูกจ้างทำงานต่อไปและไม่จ่ายค่าจ้างให้ ไม่ว่าจะเป็นเพราะเหตุสิ้นสุดสัญญาจ้างหรือเหตุอื่นใด และหมายความรวมถึงกรณีที่ลูกจ้างไม่ได้ทำงานและไม่ได้รับค่าจ้างเพราะเหตุที่นายจ้างไม่สามารถดำเนินกิจการต่อไป ข้อเท็จจริงที่ศาลแรงงานกลางฟังมา จำเลยซึ่งเป็นนายจ้างมิได้มีเจตนาจะไม่จ้างโจทก์ทั้งสามซึ่งเป็นลูกจ้างทำงานต่อไปและไม่ได้แสดงเจตนาเลิกจ้างโจทก์ทั้งสาม จำเลยเพียงแต่แจ้งว่าจะลดเงินเดือนหรือค่าจ้างโจทก์ทั้งสามและได้ลดเงินเดือนหรือค่าจ้างของโจทก์ที่ 2 และที่ 3 ลงเหลือเดือนละ 15,000 บาท ซึ่งโจทก์ทั้งสามได้แสดงเจตนาให้จำเลยทราบเป็นหนังสือว่าไม่ยินยอมให้จำเลยลดค่าจ้าง เห็นว่า การที่จำเลยเปลี่ยนแปลงสภาพการจ้างที่ไม่เป็นคุณแก่ลูกจ้างโดยลูกจ้างไม่ยินยอม ซึ่งจำเลยจะกระทำไม่ได้ตามที่ได้วินิจฉัยไว้แล้วข้างต้น แต่การกระทำดังกล่าวกับการที่นายจ้างไม่ให้ลูกจ้างทำงานต่อไปอันเป็นการเลิกจ้างหรือไม่นั้น เป็นคนละกรณีกัน การที่จะพิจารณาว่าเป็นการเลิกจ้างหรือไม่ต้องพิจารณาตามพระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน พ.ศ.2541 มาตรา 118 วรรคสอง ดังนั้น การแจ้งการลดค่าจ้างโจทก์ทั้งสามและการลดค่าจ้างโจทก์ที่ 2 และที่ 3 มิใช่การกระทำใดที่นายจ้างไม่ให้ลูกจ้างทำงานต่อไปและไม่จ่ายค่าจ้างให้อันเป็นการเลิกจ้างตามบทบัญญัติดังกล่าว และกรณีการแจ้งลดค่าจ้างหรือการลดค่าจ้าง และกรณีการเปลี่ยนแปลงสภาพการจ้างก็ไม่มีบทบัญญัติใดกำหนดว่าเป็นการเลิกจ้าง ตามข้อเท็จจริงดังกล่าว เห็นได้ว่าจำเลยยังประสงค์จะให้โจทก์ทั้งสามทำงานต่อไป แต่ฝ่ายโจทก์ทั้งสามไม่มาทำงาน หากจำเลยเปลี่ยนแปลงสภาพการจ้างโดยจะลดค่าจ้างโจทก์ที่ 1 และลดค่าจ้างโจทก์ที่ 2 และที่ 3 ลูกจ้างได้รับความเสียหายอย่างไรต่อการกระทำดังกล่าวก็มีสิทธิเรียกร้องค่าจ้างส่วนที่ลดลงและจ่ายไม่ครบได้ กรณีจึงถือไม่ได้ว่าจำเลยเลิกจ้างโจทก์ทั้งสาม ที่ศาลแรงงานกลางพิพากษามานั้นชอบแล้ว อุทธรณ์ของโจทก์ทั้งสามฟังไม่ขึ้น

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.แรงงานสัมพันธ์ พ.ศ.2518 ม. 5
พ.ร.บ.คุ้มครองแรงงาน พ.ศ.2541 ม. 118 วรรคสอง
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นางพิศทญา พรหมดวง กับพวก
จำเลย — บริษัทร้อกเวิธ จำกัด (มหาชน)
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลแรงงานกลาง — นายเกษมสันต์ วิลาวรรณ
ชื่อองค์คณะ
ทวีป ตันสวัสดิ์
ชัยวัฒน์ เวียงธีรวัฒน์
ประเสริฐ โอนพรัตน์วิบูล
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 6113/2555
#526736
เปิดฉบับเต็ม

พ.ร.บ.เครื่องหมายการค้า พ.ศ.2534 มาตรา 67 บัญญัติให้เป็นอำนาจของศาลที่จะพิพากษาเพิกถอนการจดทะเบียนเครื่องหมายการค้าได้โดยไม่ต้องบังคับต่อนายทะเบียนเครื่องหมายการค้า และให้สิทธิแก่ผู้มีสิทธิในเครื่องหมายการค้าดีกว่าผู้ที่ได้จดทะเบียนเป็นเจ้าของเครื่องหมายการค้านั้น ในฐานะเป็นผู้มีส่วนได้เสียในอันที่จะใช้สิทธิฟ้องคดีเช่นนี้ ในขั้นตอนภายหลังจากที่นายทะเบียนเครื่องหมายการค้าสั่งให้รับจดทะเบียนเครื่องหมายการค้าของผู้จดทะเบียนไว้แล้วได้เป็นอีกกรณีหนึ่ง ต่างหากจากกรณีที่จะใช้สิทธิคัดค้านในระหว่างการพิจารณาคำขอจดทะเบียนของนายทะเบียนเครื่องหมายการค้า โดยไม่มีบทบัญญัติจำกัดว่าการใช้สิทธิตามมาตรา 67 นี้จะกระทำได้ต่อเมื่อผู้ใช้สิทธินั้นได้คัดค้านในชั้นพิจารณาคำขอจดทะเบียนของนายทะเบียนเครื่องหมายการค้าไว้แล้วแต่อย่างใด

การแจ้งและการรับแจ้งลงในบัญชีแสดงการรับแจ้งเครื่องหมายที่มีชื่อเสียงแพร่หลายทั่วไปของกรมทรัพย์สินทางปัญญาไม่ใช่หลักเกณฑ์ที่กฎหมายบัญญัติบังคับให้เจ้าของเครื่องหมายที่มีชื่อเสียงแพร่หลายทั่วไปต้องแจ้งและมีการลงบัญชีเช่นว่านี้ โดยหากไม่แจ้งไว้ให้ถือว่าไม่เป็นเครื่องหมายที่มีชื่อเสียงแพร่หลายทั่วไปแต่อย่างใด

เมื่อเครื่องหมายการค้าและเครื่องหมายบริการของโจทก์เป็นเครื่องหมายที่ใช้คำว่า "Watson's" และ "Watsons" เป็นสาระสำคัญโดยการเห็นคำดังกล่าวและเรียกขานคำดังกล่าวเป็นส่วนสำคัญในการสังเกตจดจำว่าเป็นเครื่องหมายการค้าและเครื่องหมายบริการของโจทก์ ส่วนเครื่องหมายการค้าของจำเลยที่ 1 ที่จดทะเบียนไว้ก็มีคำว่า "Watson" เป็นสาระสำคัญแม้จะมีอักษรโรมันว่า "WS" ในเส้นวงรีประกอบก็มีลักษณะเป็นอักษรย่อของคำว่า "Watson" นั่นเอง และมีลักษณะเครื่องหมายการค้าที่มีส่วนสำคัญในการสังเกตและเรียกขานที่คำว่า "Watson" เช่นเดียวกับเครื่องหมายการค้าและเครื่องหมายบริการของโจทก์ดังกล่าว จึงย่อมมีเหตุที่อาจทำให้สาธารณชนสับสนหรือหลงผิดว่าเป็นเครื่องหมายการค้าของเจ้าของเดียวกันได้ ทำให้เครื่องหมายการค้าของจำเลยที่ 1 คล้ายกับเครื่องหมายการค้าและเครื่องหมายบริการที่มีชื่อเสียงแพร่หลายทั่วไปของโจทก์จนอาจทำให้สาธารณชนสับสนหรือหลงผิดในความเป็นเจ้าของหรือแหล่งกำเนิดของสินค้า

จำเลยที่ 1 ยื่นคำขอจดทะเบียนเครื่องหมายการค้าตามคำขอจดทะเบียนเครื่องหมายการค้าเลขที่ 662878 แต่นายทะเบียนเครื่องหมายการค้ายังไม่มีคำสั่งให้จดทะเบียน จึงไม่ใช่กรณีที่โจทก์จะขอให้ศาลพิพากษาเพิกถอนการจดทะเบียนเครื่องหมายการค้าตาม พ.ร.บ.เครื่องหมายการค้า พ.ศ.2534 มาตรา 67 ได้ ที่ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางพิพากษาให้เพิกถอนคำขอจดทะเบียนเครื่องหมายการค้านี้เสียเองจึงไม่ถูกต้อง อย่างไรก็ตามเมื่อโจทก์เป็นเจ้าของเครื่องหมายการค้าที่มีชื่อเสียงแพร่หลายทั่วไปและมีสิทธิในเครื่องหมายการค้านี้ดีกว่าจำเลยที่ 1 การยื่นคำขอจดทะเบียนเครื่องหมายการค้าตามคำขอจดทะเบียนนี้ของจำเลยที่ 1 ย่อมเป็นการโต้แย้งสิทธิโจทก์ โจทก์ย่อมมีสิทธิขอให้บังคับจำเลยที่ 1 ถอนคำขอจดทะเบียนเครื่องหมายการค้านี้ได้เพื่อมิให้เสียหายแก่โจทก์ต่อไป โดยหากจำเลยที่ 1 ไม่ปฏิบัติก็ชอบที่จะใช้คำพิพากษาแทนการแสดงเจตนาถอนคำขอจดทะเบียนเครื่องหมายการค้าของจำเลยที่ 1

คดีนี้เป็นคดีไม่มีทุนทรัพย์ซึ่งอัตราค่าทนายความที่ศาลจะกำหนดให้แก่ผู้ชนะคดีในศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางต้องไม่เกิน 3,000 บาท ตาม พ.ร.บ.จัดตั้งศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศและวิธีพิจารณาคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศ พ.ศ.2539 มาตรา 26 ประกอบด้วยตาราง 6 ท้าย ป.วิ.พ. ดังนั้น ที่ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางกำหนดให้จำเลยทั้งสองร่วมกันใช้ค่าทนายความแทนโจทก์เป็นเงิน 40,000 บาท จึงไม่ถูกต้องแม้จำเลยทั้งสองจะไม่ได้อุทธรณ์ในปัญหานี้ แต่เมื่อเป็นปัญหาข้อกฎหมายอันเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชน ศาลฎีกาแผนกคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศมีอำนาจหยิบยกขึ้นวินิจฉัยและแก้ไขให้ถูกต้องได้

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้พิพากษาว่า โจทก์มีสิทธิในเครื่องหมายการค้าคำว่า "Watson" ดีกว่าจำเลย และให้จำเลยที่ 1 เพิกถอนการจดทะเบียนเครื่องหมายการค้าทะเบียนเลขที่ ค 164720 ค 172866 ค 179393 และคำขอเลขที่ 662878 และเลิกใช้เครื่องหมายการค้าดังกล่าวกับสินค้าของจำเลยทั้งสอง หากไม่ปฏิบัติตามให้ถือคำพิพากษาแทนการแสดงเจตนาของจำเลย

จำเลยทั้งสองให้การขอให้ยกฟ้อง

ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางพิพากษาให้เพิกถอนการจดทะเบียนเครื่องหมายการค้าทะเบียนเลขที่ ค 179393 ค 172866 ค 164720 และคำขอจดทะเบียนเครื่องหมายการค้าเลขที่ 662878 และห้ามจำเลยทั้งสองใช้เครื่องหมายการค้าตามทะเบียนเครื่องหมายการค้าและคำขอจดทะเบียนเครื่องหมายการค้าดังกล่าว กับให้จำเลยทั้งสองร่วมกันใช้ ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ โดยกำหนดค่าทนายความ 40,000 บาท

จำเลยทั้งสองอุทธรณ์ต่อศาลฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศวินิจฉัยว่า มีปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของจำเลยทั้งสองเป็นประการแรกว่า การที่โจทก์ฟ้องจำเลยทั้งสองเป็นคดีนี้โดยโจทก์ไม่ได้ฟ้องนายทะเบียนเครื่องหมายการค้าและโจทก์ไม่ได้คัดค้านการขอจดทะเบียนเครื่องหมายการค้าของจำเลยที่ 1 ในชั้นการพิจารณาดำเนินการของนายทะเบียนเครื่องหมายการค้าเป็นการฟ้องจำเลยทั้งสองโดยชอบด้วยกฎหมายหรือไม่ เห็นว่า ตามคำบรรยายฟ้องของโจทก์กล่าวอ้างว่าโจทก์เป็นผู้มีสิทธิดีกว่าจำเลยที่ 1 ในเครื่องหมายการค้าและเครื่องหมายบริการที่มีคำว่า "Watson" ตามที่จำเลยที่ 1 ได้ขอจดทะเบียนเครื่องหมายการค้าที่ใช้คำดังกล่าวและคล้ายกับเครื่องหมายการค้าและเครื่องหมายบริการของโจทก์ และขอให้เพิกถอนการจดทะเบียนเครื่องหมายการค้าของจำเลยที่ 1 อันเป็นคำฟ้องที่มีข้อหาและข้ออ้างที่อาศัยเป็นหลักแห่งข้อหา เพื่อการใช้สิทธิฟ้องต่อศาลให้สั่งเพิกถอนการจดทะเบียนเครื่องหมายการค้า ตามพระราชบัญญัติเครื่องหมายการค้า พ.ศ.2534 มาตรา 67 ซึ่งตามคำฟ้องและบทกฎหมายดังกล่าวย่อมมีประเด็นที่ศาลต้องวินิจฉัยถึงสิทธิในเครื่องหมายการค้านั้นระหว่างโจทก์กับจำเลยที่ 1 ว่า โจทก์เป็นผู้มีสิทธิดีกว่าจำเลยที่ 1 หรือไม่ โดยตามข้อกล่าวอ้างในคำฟ้องของโจทก์ดังกล่าวเป็นการกล่าวอ้างว่าจำเลยที่ 1 โต้แย้งสิทธิของโจทก์โดยการขอจดทะเบียนเครื่องหมายการค้า และกฎหมายบัญญัติให้โจทก์ฟ้องคดีต่อศาลตามมาตรา 67 ดังกล่าว จึงชอบที่โจทก์จะฟ้องจำเลยที่ 1 ผู้โต้แย้งสิทธิของโจทก์ได้ตามพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศและวิธีพิจารณาคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศ พ.ศ.2539 มาตรา 26 ประกอบด้วยประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 55 ทั้งบทบัญญัติแห่งพระราชบัญญัติเครื่องหมายการค้า พ.ศ.2534 มาตรา 67 ดังกล่าวก็บัญญัติให้เป็นอำนาจของศาลที่จะพิพากษาเพิกถอนการจดทะเบียนเครื่องหมายการค้าได้โดยไม่ต้องบังคับต่อนายทะเบียนเครื่องหมายการค้า และบทกฎหมายมาตรา 67 นี้ก็เป็นบทบัญญัติให้สิทธิแก่ผู้มีสิทธิในเครื่องหมายการค้านั้นดีกว่าผู้ที่ได้จดทะเบียนเป็นเจ้าของเครื่องหมายการค้านั้น ในฐานะเป็นผู้มีส่วนได้เสียในอันที่จะใช้สิทธิฟ้องคดีเช่นนี้ในขั้นตอนภายหลังจากที่นายทะเบียนเครื่องหมายการค้าสั่งให้รับจดทะเบียนเครื่องหมายการค้าของผู้ขอจดทะเบียนไว้แล้วได้เป็นอีกกรณีหนึ่งต่างหากจากกรณีที่จะใช้สิทธิคัดค้านในระหว่างการพิจารณาคำขอจดทะเบียนของนายทะเบียนเครื่องหมายการค้า โดยไม่มีบทบัญญัติจำกัดว่าการใช้สิทธิตามมาตรา 67 นี้ จะกระทำได้ต่อเมื่อผู้ใช้สิทธินั้นได้คัดค้านในชั้นพิจารณาคำขอจดทะเบียนของนายทะเบียนเครื่องหมายการค้าไว้แล้วแต่อย่างใด การฟ้องคดีนี้จึงเป็นการใช้สิทธิตามบทกฎหมายดังกล่าวโดยชอบแล้ว อุทธรณ์ของจำเลยทั้งสองข้อนี้ฟังไม่ขึ้น

ส่วนที่จำเลยทั้งสองอุทธรณ์เป็นทำนองว่า เครื่องหมายการค้าและเครื่องหมายบริการของโจทก์ตามคำฟ้องไม่ปรากฏอยู่ในบัญชีแสดงการรับแจ้งเครื่องหมายที่มีชื่อเสียงแพร่หลายทั่วไปของกรมทรัพย์สินทางปัญญา จึงไม่ถือว่าเป็นเครื่องหมายที่มีชื่อเสียงแพร่หลายทั่วไปนั้น เห็นว่า การแจ้งและการรับแจ้งลงในบัญชีดังกล่าวไม่ใช่หลักเกณฑ์ที่กฎหมายบัญญัติบังคับให้เจ้าของเครื่องหมายที่ชื่อเสียงแพร่หลายทั่วไปต้องแจ้งและมีการลงบัญชีเช่นว่านี้ โดยหากไม่แจ้งไว้ให้ถือว่าไม่เป็นเครื่องหมายที่มีชื่อเสียงแพร่หลายทั่วไปแต่อย่างใด กรณีเช่นนี้ย่อมไม่ใช่ข้อสำคัญอันจะทำให้ฟังไม่ได้ว่าเครื่องหมายการค้าและเครื่องหมายบริการของโจทก์ตามฟ้องไม่เป็นเครื่องหมายที่มีชื่อเสียงแพร่หลายทั่วไป หากแต่การพิจารณาการเป็นเครื่องหมายการค้าที่มีชื่อเสียงแพร่หลายทั่วไปต้องพิจารณาตามหลักเกณฑ์ที่รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์กำหนดตามพระราชบัญญัติเครื่องหมายการค้า พ.ศ.2534 มาตรา 8 (10) และตามประกาศกระทรวงพาณิชย์ เรื่อง หลักเกณฑ์การพิจารณาเครื่องหมายที่มีชื่อเสียงแพร่หลายทั่วไป ฉบับลงวันที่ 21 กันยายน 2547 ดังที่โจทก์แก้อุทธรณ์มานั้น ในประกาศข้อ 1 ให้ยกเลิกประกาศกระทรวงพาณิชย์ ฉบับที่ 1 (พ.ศ. 2543) เรื่อง หลักเกณฑ์การพิจารณาเครื่องหมายที่มีชื่อเสียงแพร่หลายทั่วไป ลงวันที่ 4 กรกฎาคม 2543 ส่วนในข้อ 2 ระบุถึงหลักเกณฑ์การพิจารณาเครื่องหมายที่มีชื่อเสียงแพร่หลายทั่วไป 2 ประการ โดยประการแรก สินค้าหรือบริการที่ใช้เครื่องหมายนั้นจะต้องมีการจำหน่ายหรือมีการใช้หรือมีการโฆษณาหรือได้มีการใช้เครื่องหมายโดยวิธีใด ๆ อย่างแพร่หลายตามปกติโดยสุจริตจนทำให้สาธารณชนทั่วไปหรือสาธารณชนในสาขาที่เกี่ยวข้องในประเทศไทยรู้จักเป็นอย่างดี และประการที่ 2 เครื่องหมายนั้นจะต้องมีชื่อเสียงเป็นที่ยอมรับในหมู่ผู้บริโภค ส่วนประกาศกระทรวงพาณิชย์ ฉบับที่ 1 (พ.ศ.2543) เรื่อง หลักเกณฑ์การพิจารณาเครื่องหมายการค้าที่มีชื่อเสียงแพร่หลายทั่วไป ฉบับลงวันที่ 4 กรกฎาคม 2543 ก็กำหนดหลักเกณฑ์ในข้อ 1 ว่าเครื่องหมายนั้นต้องมีปริมาณการจำหน่ายจำนวนมาก หรือมีการใช้หรือโฆษณาเป็นที่แพร่หลายจนทำให้สาธารณชนทั่วไปหรือสาธารณชนในสาขาที่เกี่ยวข้องในประเทศไทยรู้จักเป็นอย่างดี ข้อ 2 เครื่องหมายนั้นจะต้องมีชื่อเสียงเป็นที่ยอมรับอย่างสูงในหมู่ผู้บริโภค เมื่อข้อเท็จจริงฟังได้ดังกล่าวมาข้างต้นแล้วว่า โจทก์ได้โฆษณาประชาสัมพันธ์เครื่องหมายการค้าและเครื่องหมายบริการของโจทก์ตามสื่อต่าง ๆ หลายประเภท จนเป็นที่รู้จักกันอย่างดีในหมู่สาธารณชนทั่วไปและสาธารณชนในสาขาที่เกี่ยวข้องรวมทั้งโจทก์เปิดร้านสาขาเป็นจำนวนมากทั้งในกรุงเทพมหานครและจังหวัดต่าง ๆ ตามข้อเท็จจริงที่รับฟังได้ดังกล่าวมาในคดีนี้ย่อมฟังได้ว่าเครื่องหมายการค้าและเครื่องหมายบริการของโจทก์ตามฟ้องที่มีคำว่า "Watson's" และ "Watsons" เป็นเครื่องหมายที่มีชื่อเสียงแพร่หลายทั่วไปตามพระราชบัญญัติเครื่องหมายการค้า พ.ศ.2534 มาตรา 8 (10) อันเป็นเครื่องหมายที่ต้องห้ามมิให้รับจดทะเบียนเครื่องหมายการค้าในสินค้าทุกจำพวก ตามมาตรา 6 (2) และมาตรา 8 (10) มิใช่ต้องห้ามมิให้นายทะเบียนเครื่องหมายการค้ารับจดทะเบียนเฉพาะการขอจดทะเบียนสำหรับใช้กับสินค้าจำพวกเดียวกันหรือต่างจำพวกกันแต่มีลักษณะอย่างเดียวกันกับเครื่องหมายการค้าของผู้อื่นที่ได้จดทะเบียนไว้แล้วเท่านั้น ตามมาตรา 6 (3) และมาตรา 13 แต่อย่างใด และเมื่อเครื่องหมายการค้าและเครื่องหมายบริการของโจทก์เป็นเครื่องหมายที่ใช้คำว่า "Watson's" และ "Watsons" เป็นสาระสำคัญโดยการเห็นคำดังกล่าวและเรียกขานคำดังกล่าวเป็นส่วนสำคัญในการสังเกตจดจำว่าเป็นเครื่องหมายการค้าและเครื่องหมายบริการของโจทก์ ส่วนเครื่องหมายการค้าของจำเลยที่ 1 ที่จดทะเบียนไว้ก็มีคำว่า "Watson" เป็นสาระสำคัญแม้จะมีอักษรโรมันว่า "WS" ในเส้นวงรีประกอบก็มีลักษณะเป็นอักษรย่อของคำว่า "Watson" นั่นเอง และมีลักษณะเครื่องหมายการค้าที่มีส่วนสำคัญในการสังเกตและเรียกขานที่คำว่า "Watson" เช่นเดียวกับเครื่องหมายการค้าและเครื่องหมายบริการของโจทก์ดังกล่าว จึงย่อมมีเหตุที่อาจทำให้สาธารณชนสับสนหรือหลงผิดว่าเป็นเครื่องหมายการค้าของเจ้าของเดียวกันได้ ทำให้เครื่องหมายการค้าของจำเลยที่ 1 คล้ายกับเครื่องหมายการค้าและเครื่องหมายบริการที่มีชื่อเสียงแพร่หลายทั่วไปของโจทก์จนอาจทำให้สาธารณชนสับสนหรือหลงผิดในความเป็นเจ้าของหรือแหล่งกำเนิดของสินค้า เครื่องหมายการค้าของจำเลยที่ 1 ดังกล่าวจึงไม่เป็นเครื่องหมายการค้าอันพึงรับจดทะเบียนได้เพราะต้องห้ามมิให้รับจดทะเบียนตามมาตรา 6 (2) และมาตรา 8 (10) ดังกล่าวข้างต้น จำเลยที่ 1 ย่อมไม่มีสิทธิที่จะขอจดทะเบียนเครื่องหมายการค้านี้ในสินค้าทุกจำพวกไม่ว่าจะขอจดทะเบียนสำหรับใช้กับสินค้าจำพวกเดียวกันกับสินค้าของโจทก์หรือไม่ก็ตาม ขณะที่โจทก์ผู้เป็นเจ้าของเครื่องหมายการค้าที่มีชื่อเสียงแพร่หลายทั่วไปย่อมมีสิทธิที่จะขอจดทะเบียนเครื่องหมายการค้าของตนได้ นอกจากนี้ยังได้ความอีกว่าก่อนหน้าที่จำเลยที่ 1 ขอจดทะเบียนเครื่องหมายการค้าจนได้รับการจดทะเบียนทั้งสามทะเบียนดังกล่าว จำเลยที่ 1 เคยขอจดทะเบียนเครื่องหมายการค้าของตนนั้น แต่นายทะเบียนเครื่องหมายการค้าปฏิเสธไม่รับจดทะเบียนเพราะเหตุที่เหมือนหรือคล้ายกับเครื่องหมายการค้าของโจทก์ที่จดทะเบียนไว้มาก่อนแล้ว แต่จำเลยที่ 1 กลับมาขอจดทะเบียนเครื่องหมายการค้าทั้งสามคำขอนี้ใหม่ โดยขอจดทะเบียนสำหรับใช้กับสินค้าแตกต่างไป แสดงว่าจำเลยที่ 1 ก็ทราบถึงสิทธิในเครื่องหมายการค้าของโจทก์และลักษณะความเหมือนหรือคล้ายกันของเครื่องหมายการค้านี้แล้ว ทั้งจำเลยที่ 1 ใช้ชื่อบริษัทว่ารีไลหรือ Rely ส่วนจำเลยที่ 2 ที่มีชื่อว่า วสันต์หรือ Wasun ซึ่งไม่ได้เขียนเป็นภาษาอังกฤษเป็น Watson แต่อย่างใด แต่จำเลยที่ 1 กลับนำเอาคำว่า Watson ซึ่งเป็นทั้งชื่อทางการค้าและเครื่องหมายการค้ากับเครื่องหมายบริการของโจทก์มาดัดแปลงเล็กน้อยแล้วขอจดทะเบียนเป็นเครื่องหมายการค้าของจำเลยที่ 1 ที่ส่อแสดงให้เห็นเป็นการกระทำที่ไม่สุจริต ด้วยการอาศัยประโยชน์จากการที่ชื่อทางการค้า เครื่องหมายการค้าและเครื่องหมายบริการของโจทก์มีชื่อเสียงจึงไม่อาจอ้างสิทธิที่เกิดจากการกระทำโดยไม่สุจริตได้ ดังนี้ย่อมฟังได้ว่า โจทก์เป็นผู้มีสิทธิดีกว่าจำเลยที่ 1 ในเครื่องหมายการค้าที่จำเลยที่ 1 ได้จดทะเบียนไว้ตามทะเบียนเครื่องหมายการค้าเลขที่ ค 179393 ค 172866 และ ค 164720 โจทก์ย่อมเป็นผู้มีส่วนได้เสียซึ่งมีสิทธิฟ้องขอให้ศาลมีคำพิพากษาเพิกถอนการจดทะเบียนเครื่องหมายการค้าทั้งสามทะเบียนของจำเลยที่ 1 ได้ ตามพระราชบัญญัติเครื่องหมายการค้า พ.ศ.2534 มาตรา 67

สำหรับกรณีที่จำเลยที่ 1 ยื่นคำขอจดทะเบียนเครื่องหมายการค้าตามคำขอจดทะเบียนเครื่องหมายการค้าเลขที่ 662878 ตามคำฟ้องของโจทก์นั้น ปรากฏว่าการขอจดทะเบียนเครื่องหมายการค้าตามคำขอจดทะเบียนเครื่องหมายการค้านี้ยังอยู่ระหว่างการพิจารณาของนายทะเบียนเครื่องหมายการค้า นายทะเบียนเครื่องหมายการค้ายังไม่มีคำสั่งให้จดทะเบียนและจดทะเบียนเครื่องหมายการค้าตามคำขอนี้แล้วแต่อย่างใด จึงไม่ใช่กรณีที่โจทก์จะขอให้ศาลพิพากษาเพิกถอนการจดทะเบียนเครื่องหมายการค้า ตามพระราชบัญญัติเครื่องหมายการค้า พ.ศ.2534 มาตรา 67 ได้ ที่ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางพิพากษาให้เพิกถอนคำขอจดทะเบียนเครื่องหมายการค้านี้เสียเองจึงไม่ถูกต้อง อย่างไรก็ตามเมื่อโจทก์เป็นเจ้าของเครื่องหมายการค้าที่มีชื่อเสียงแพร่หลายทั่วไปและมีสิทธิในเครื่องหมายการค้านี้ดีกว่าจำเลยที่ 1 ด้วย การยื่นคำขอจดทะเบียนเครื่องหมายการค้าตามคำขอจดทะเบียนนี้ของจำเลยที่ 1 ย่อมเป็นการโต้แย้งสิทธิต่อโจทก์ โจทก์ย่อมมีสิทธิขอให้บังคับจำเลยที่ 1 ถอนคำขอจดทะเบียนเครื่องหมายการค้านี้ได้เพื่อมิให้เสียหายแก่โจทก์ต่อไป โดยหากจำเลยที่ 1 ไม่ปฏิบัติก็ชอบที่จะใช้คำพิพากษาแทนการแสดงเจตนาถอนคำขอจดทะเบียนเครื่องหมายการค้าของจำเลยที่ 1 ได้ และศาลฎีกาแผนกคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศเห็นสมควรแก้ไขให้ถูกต้องเสียด้วย

อนึ่ง คดีนี้เป็นคดีไม่มีทุนทรัพย์ซึ่งอัตราค่าทนายความที่ศาลจะกำหนดให้แก่ผู้ชนะคดีในศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางต้องไม่เกิน 3,000 บาท ตามพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศและวิธีพิจารณาคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศ พ.ศ.2539 มาตรา 26 ประกอบด้วยตาราง 6 ท้ายประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง ดังนั้น ที่ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางกำหนดให้จำเลยทั้งสองร่วมกันใช้ค่าทนายความแทนโจทก์เป็นเงิน 40,000 บาท จึงไม่ถูกต้อง แม้จำเลยทั้งสองจะไม่ได้อุทธรณ์ในปัญหานี้ แต่เมื่อเป็นปัญหาข้อกฎหมายอันเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชน ศาลฎีกาแผนกคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศมีอำนาจหยิบยกขึ้นวินิจฉัยและแก้ไขให้ถูกต้องได้

พิพากษาแก้เป็นว่า เฉพาะคำขอจดทะเบียนเครื่องหมายการค้าเลขที่ 662878 ให้จำเลยที่ 1 ดำเนินการขอถอนคำขอจดทะเบียนเครื่องหมายการค้านี้ต่อนายทะเบียนเครื่องหมายการค้า หากไม่ดำเนินการให้ถือคำพิพากษาศาลฎีกานี้แทนการแสดงเจตนาของจำเลยที่ 1 ให้จำเลยทั้งสองร่วมกันใช้ค่าทนายความในศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลาง 3,000 บาท แทนโจทก์ นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลาง ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นนี้ให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.เครื่องหมายการค้า พ.ศ.2534 ม. 6 (2) ม. 6 (3) ม. 8 (10) ม. 13 ม. 67
ป.วิ.พ. ม. 55 ตาราง 6
พ.ร.บ.จัดตั้งศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศและวิธีพิจารณาคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศ พ.ศ.2539 ม. 26 ม. 45
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — วัตสัน เอ็นเตอร์ไพรส์ ลิมิเต็ด
จำเลย — บริษัท รีไล (ประเทศไทย) จำกัด กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลาง — นายนทดล กิติกัมรา
ชื่อองค์คณะ
ธัชพันธ์ ประพุทธนิติสาร
อร่าม เสนามนตรี
ปริญญา ดีผดุง
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา