คำพิพากษา คำสั่งคำร้องและคำวินิจฉัยศาลฎีกา

ทั้งหมด 133,243 รายการ
คำวินิจฉัยที่ 2/2555
#509565
เปิดฉบับเต็ม

ไม่มีย่อสั้น

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
(สำเนา)

คำวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างศาล คณะกรรมการวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างศาล

ที่ ๒/๒๕๕๕

วันที่ ๔ มกราคม ๒๕๕๕

เรื่อง เขตอำนาจศาลเกี่ยวกับพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒ มาตรา ๙ วรรคหนึ่ง (๔)

ศาลจังหวัดระยอง

ระหว่าง

ศาลปกครองกลาง

การส่งเรื่องต่อคณะกรรมการ

ศาลจังหวัดระยองโดยสำนักงานศาลยุติธรรมส่งเรื่องให้คณะกรรมการวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างศาลพิจารณาวินิจฉัยชี้ขาดตามพระราชบัญญัติว่าด้วยการวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างศาล พ.ศ. ๒๕๔๒ มาตรา ๑๐ วรรคหนึ่ง (๓)ซึ่งเป็นกรณีคู่ความฝ่ายที่ถูกฟ้องคดีโต้แย้งอำนาจศาลที่รับฟ้องคดี และศาลที่ส่งความเห็นและศาลที่รับความเห็นมีความเห็นแตกต่างกันในเรื่องอำนาจศาลในคดีนั้น

ข้อเท็จจริงในคดี

เมื่อวันที่ ๙ ธันวาคม ๒๕๕๒ บริษัทปิยะ เอ็นจิเนียริ่ง จำกัด ผู้ร้อง ยื่นคำร้องต่อศาลจังหวัดระยอง เป็นคดีแพ่งหมายเลขดำที่ ๑๕๘๖/๒๕๕๒ โดยอ้างว่า ผู้ร้องมีฐานะเป็นเจ้าหนี้ตามคำชี้ขาดของอนุญาโตตุลาการในข้อพิพาทระหว่างผู้ร้องกับกรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่าและพันธุ์พืช (กรมป่าไม้เดิม) อันเนื่องมาจากสัญญาจ้างก่อสร้างโครงการศูนย์การศึกษาธรรมชาติทะเลน้อย จังหวัดพัทลุง ซึ่งอนุญาโตตุลาการชี้ขาดให้กรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่าและพันธุ์พืช ชำระเงินจำนวน ๔,๑๖๐,๙๗๗.๙๖ บาท พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ ๗.๕ ต่อปี นับแต่วันทำคำชี้ขาดจนกว่าจะชำระเสร็จสิ้น และให้คืนหลักประกันผลงานที่หักไว้เป็นเงินจำนวน ๔๗๒,๙๑๗.๙๐ บาท แก่ผู้ร้อง แต่กรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่าและพันธุ์พืช เพิกเฉย ขอให้บังคับตามคำชี้ขาดของอนุญาโตตุลาการให้กรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่าและพันธุ์พืชชำระเงินจำนวน ๔,๗๕๘,๗๒๕.๑๙ บาท พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ ๗.๕ ต่อปีของเงินจำนวน ๔,๑๖๐,๙๗๗.๙๖ บาท นับถัดจากวันยื่นคำร้องจนกว่าจะชำระเสร็จแก่ผู้ร้อง

กรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่าและพันธุ์พืช ผู้คัดค้าน ยื่นคำร้องคัดค้านว่า คำชี้ขาดของอนุญาโตตุลาการไม่มีผลผูกพันคู่พิพาทและไม่อาจขอบังคับได้ เนื่องจากการชี้ขาดมีความคลาดเคลื่อนจากข้อเท็จจริงและพยานหลักฐานหลายประการ อันเป็นการวินิจฉัยชี้ขาดที่ไม่ชอบด้วยกฎหมาย ทั้งการที่อนุญาโตตุลาการมีคำวินิจฉัยกำหนดเปลี่ยนแปลงค่างานตามสัญญาจ้างก่อสร้างโครงการศูนย์การศึกษาธรรมชาติทะเลน้อย จังหวัดพัทลุง ให้แตกต่างไปจากข้อตกลงในสัญญาจึงเป็นการไม่ชอบด้วยข้อสัญญา ถือเป็นการชี้ขาดขัดต่อความสงบเรียบร้อยและศีลธรรมอันดีของประชาชน อันเป็นเหตุให้คำชี้ขาดดังกล่าวถูกเพิกถอนได้ตามมาตรา ๔๐ (๑) (ง) (๒) (ข) ประกอบมาตรา ๓๗ วรรคสอง แห่งพระราชบัญญัติอนุญาโตตุลาการ พ.ศ. ๒๕๔๕ ผู้คัดค้านจึงยื่นคำร้องต่อศาลปกครองกลางภายในกำหนดตามกฎหมาย ศาลปกครองกลางรับเรื่องดังกล่าวไว้พิจารณาแล้วเป็นคดีหมายเลขดำที่ ๒๐๖๖/๒๕๕๒ ขอให้ยกคำร้อง

ผู้คัดค้านยื่นคำร้องว่า คดีนี้เป็นคดีที่สืบเนื่องจากผู้คัดค้านตกลงทำสัญญาว่าจ้าง ผู้ร้องให้ก่อสร้างโครงการศูนย์ศึกษาธรรมชาติทะเลน้อย จังหวัดพัทลุง เพื่อศึกษาธรรมชาติ โดยจัดทำบริการสาธารณะและจัดให้มีสิ่งสาธารณูปโภคอันเป็นสัญญาทางปกครอง และเมื่อเริ่มดำเนินการตามสัญญาดังกล่าว เกิดมีข้อพิพาทโต้แย้งเกี่ยวกับข้อกำหนดในสัญญาและมีการนำเสนอข้อพิพาทต่ออนุญาโตตุลาการพิจารณาซึ่งต่อมาอนุญาโตตุลาการมีคำวินิจฉัยให้ผู้คัดค้านชดใช้เงินให้แก่ผู้ร้อง ผู้ร้องจึงยื่นคำร้องเป็นคดีนี้ขอให้บังคับตามคำชี้ขาดดังกล่าว คดีจึงมีมูลหนี้มาจากสัญญาทางปกครอง และผู้คัดค้านได้ยื่นฟ้องต่อศาลปกครองกลาง เพื่อขอให้ศาลปกครองกลางพิจารณาสั่งเพิกถอนคำชี้ขาดของอนุญาโตตุลาการแล้ว หากศาลปกครองกลางมีคำสั่งเพิกถอนคำชี้ขาดดังกล่าว ผู้ร้องก็ไม่อาจบังคับตามคำชี้ขาดได้ คดีอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลปกครอง

ผู้ร้องทำคำชี้แจงว่า คดีนี้มีเนื้อหาประเด็นพิพาทเกี่ยวกับการว่าจ้างก่อสร้างตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ จึงเป็นสัญญาทางแพ่ง มิใช่สัญญาทางปกครอง การที่ผู้คัดค้านอ้างว่า คำชี้ขาดของอนุญาโตตุลาการขัดต่อข้อเท็จจริงและพยานหลักฐานถือเป็นการชี้ขาดที่ขัดต่อความสงบเรียบร้อยและศีลธรรมอันดีของประชาชนนั้น เป็นการโต้แย้งการวิเคราะห์พยานหลักฐานและดุลพินิจ ในการวินิจฉัยหรือการรับฟังพยานหลักฐานในสำนวนของอนุญาโตตุลาการและการโต้แย้งการให้เหตุผลในการวินิจฉัยซึ่งไม่ปรากฏว่ามีการวินิจฉัยผิดจากวิธีพิจารณาโดยชอบด้วยกฎหมายแต่อย่างใด ตามพระราชบัญญัติอนุญาโตตุลาการ พ.ศ. ๒๕๔๕ มาตรา ๓๗ วรรคสอง มาตรา ๔๐ (๑) (ง) (๒) (ข) ศาลจังหวัดระยองเป็นศาลที่มีเขตอำนาจพิจารณาพิพากษาหรือมีคำสั่งบังคับตามคำชี้ขาดของอนุญาโตตุลาการในคดีนี้ตามพระราชบัญญัติอนุญาโตตุลาการ พ.ศ. ๒๕๔๕ มาตรา ๙ มาตรา ๔๑ และมาตรา ๔๒ อีกทั้งหากเป็นกรณีที่ศาลที่มีเขตอำนาจทำการเพิกถอนหรือระงับใช้ซึ่งคำชี้ขาด ศาลอาจเลื่อนการพิจารณาคดีที่ขอบังคับตามคำชี้ขาดไปได้ตามที่เห็นสมควร และถ้าคู่พิพาทฝ่ายที่ขอบังคับตามคำชี้ขาดร้องขอ ศาลอาจสั่งให้คู่พิพาทฝ่ายที่จะถูกบังคับวางหลักประกันที่เหมาะสมก่อนก็ได้ ตามมาตรา ๔๓ (๖) ขอให้ยกคำร้องขอโอนคดีและดำเนินกระบวนพิจารณาคดีนี้ต่อไป

ศาลจังหวัดระยองพิจารณาแล้วเห็นว่า การที่ผู้ร้องยื่นคำร้องต่อศาลนี้เพื่อบังคับตามคำชี้ขาด แล้วผู้คัดค้านยื่นคำร้องคัดค้านอ้างเหตุว่า คำชี้ขาดอยู่ระหว่างการพิจารณาขอให้ศาลปกครองเพิกถอนตามพระราชบัญญัติอนุญาโตตุลาการ พ.ศ. ๒๕๔๕ มาตรา ๓๗ วรรคสอง มาตรา ๔๐ (๑) (ง) (๒) (ข) ประกอบมาตรา ๓๗ คดีอยู่ระหว่างการพิจารณาของศาลปกครองนั้น ผู้คัดค้านมิได้โต้แย้งหรือคัดค้านว่า ผู้ร้องยื่นคำร้องผิดเขตอำนาจศาลหรือคำร้องถูกจำกัดห้ามโดยบทบัญญัติแห่งกฎหมายเรื่องเขตอำนาจศาลแต่อย่างใด ผู้คัดค้านอ้างแต่เพียงว่าคำชี้ขาดอยู่ระหว่างการพิจารณาคำร้องขอเพิกถอนของศาลปกครองเท่านั้น เมื่อคำร้องนี้มิใช่การร้องผิดเขตอำนาจศาลหรือต้องถูกจำกัดห้ามโดยบทบัญญัติแห่งกฎหมายเรื่องเขตอำนาจศาล แต่ผู้ร้องยื่นคำร้องตามภูมิลำเนาที่ตนมีและตั้งอยู่ในเขตอำนาจศาลนี้ตามบทบัญญัติแห่งกฎหมาย ประกอบกับก่อนยื่นคำร้องและขณะยื่นคำร้องหรือขณะนี้ศาลปกครองยังมิได้มีคำสั่งเพิกถอนคำชี้ขาดของคณะอนุญาโตตุลาการแต่อย่างใด คำร้องนี้จึงอยู่ในเขตอำนาจของศาลจังหวัดระยองที่มีเขตอำนาจ ซึ่งย่อมบังคับได้ตามคำชี้ขาดที่กล่าวมา ตามพระราชบัญญัติอนุญาโตตุลาการ พ.ศ. ๒๕๔๕ มาตรา ๔๑ วรรคหนึ่ง และมาตรา ๔๒ วรรคหนึ่ง

ศาลปกครองกลางพิจารณาแล้วเห็นว่า คดีนี้มูลเหตุแห่งข้อพิพาทตามคำชี้ขาดของอนุญาโตตุลาการคือสัญญาก่อสร้างโครงการศูนย์ศึกษาธรรมชาติทะเลน้อย จังหวัดพัทลุง ระหว่างผู้ร้องกับกรมป่าไม้ ซึ่งต่อมาผู้คัดค้านได้รับโอนสิทธิ หน้าที่และภาระผูกพันตามสัญญาดังกล่าวมาจากกรมป่าไม้ ตามพระราชบัญญัติปรับปรุงกระทรวง ทบวง กรม พ.ศ. ๒๕๔๕ มาตรา ๒๒ มาตรา ๒๓ ประกอบพระราชกฤษฎีกาโอนกิจการบริหารและอำนาจหน้าที่ของส่วนราชการให้เป็นไปตามพระราชบัญญัติปรับปรุงกระทรวง ทบวง กรม พ.ศ. ๒๕๔๕ พ.ศ. ๒๕๔๕ มาตรา ๖๗ เมื่อสัญญาดังกล่าวมีคู่สัญญาฝ่ายหนึ่งคือผู้คัดค้านซึ่งเป็นหน่วยงานทางปกครอง ตามพระราชบัญญัติจัดตั้ง ศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒ มาตรา ๓ และวัตถุแห่งสัญญานี้คือการก่อสร้างสิ่งสร้างทั่วไปโครงการศูนย์ศึกษาธรรมชาติทะเลน้อย จังหวัดพัทลุง เพื่อเป็นแหล่งสำหรับศึกษาหาความรู้ฝึกอบรมด้านการอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติ ซึ่งเป็นเครื่องมือสำคัญของผู้คัดค้านที่ใช้ในการจัดทำบริการสาธารณะในการอนุรักษ์ สงวน คุ้มครอง ฟื้นฟู ดูแลรักษา ส่งเสริมและทำนุบำรุงทรัพยากรป่าไม้ให้บรรลุผล สัญญาดังกล่าวจึงมีลักษณะเป็นสัญญาที่จัดให้มีสิ่งสาธารณูปโภค อันเป็นสัญญาทางปกครองตามมาตรา ๓ แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒ ข้อพิพาทเกี่ยวกับสัญญาดังกล่าวจึงอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลปกครองตามมาตรา ๙ วรรคหนึ่ง (๔) แห่งพระราชบัญญัติเดียวกัน ศาลปกครองจึงเป็นศาลที่มีอำนาจพิจารณาพิพากษาข้อพิพาทซึ่งได้เสนอต่ออนุญาโตตุลาการตามมาตรา ๙ แห่งพระราชบัญญัติอนุญาโตตุลาการ พ.ศ. ๒๕๔๕ ดังนั้นการที่ผู้ร้องยื่นคำร้องขอให้ศาลมีคำพิพากษาบังคับตามคำชี้ขาดของอนุญาโตตุลาการอันเกิดจากข้อพิพาทตามสัญญาดังกล่าว จึงเป็นคดีพิพาทเกี่ยวกับเรื่องที่มีกฎหมายกำหนดให้อยู่ในเขตอำนาจศาลปกครอง ตามมาตรา ๙ วรรคหนึ่ง (๖) แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒ ประกอบมาตรา ๙ และมาตรา ๔๒ แห่งพระราชบัญญัติอนุญาโตตุลาการ พ.ศ. ๒๕๔๕ คดีจึงอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลปกครอง

คำวินิจฉัย

ปัญหาที่ต้องพิจารณา คดีนี้อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรมหรือศาลปกครอง

คณะกรรมการพิจารณาแล้วเห็นว่า คดีนี้ ข้อเท็จจริงตามคำร้องสรุปได้ว่า ผู้ร้องมีฐานะเป็นเจ้าหนี้ตามคำชี้ขาดของอนุญาโตตุลาการในข้อพิพาทเกี่ยวกับสัญญาจ้างก่อสร้างโครงการศูนย์การศึกษาธรรมชาติทะเลน้อย จังหวัดพัทลุง ระหว่างผู้ร้อง ผู้รับจ้าง กับกรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่าและพันธุ์พืช (กรมป่าไม้เดิม) ผู้ว่าจ้าง ซึ่งคณะอนุญาโตตุลาการชี้ขาดให้กรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่าและพันธุ์พืช ชำระเงินจำนวน ๔,๑๖๐,๙๗๗.๙๖ บาท พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ ๗.๕ ต่อปี นับแต่วันทำคำชี้ขาดจนกว่าจะชำระเสร็จสิ้น และให้คืนหลักประกันผลงานที่หักไว้เป็นเงินจำนวน ๔๗๒,๙๑๗.๙๐ บาท แก่ผู้ร้อง แต่กรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่าและพันธุ์พืช เพิกเฉย ขอให้บังคับตามคำชี้ขาดของอนุญาโตตุลาการให้กรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่าและพันธุ์พืชชำระเงินจำนวน ๔,๗๕๘,๗๒๕.๑๙ บาท พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ ๗.๕ ต่อปีของเงินจำนวน ๔,๑๖๐,๙๗๗.๙๖ บาท นับถัดจากวันยื่นคำร้องจนกว่าจะชำระเสร็จแก่ผู้ร้อง ผู้คัดค้านยื่นคำร้องคัดค้านสรุปได้ว่า คำชี้ขาดของอนุญาโตตุลาการไม่มีผลผูกพันคู่พิพาทและไม่อาจขอบังคับได้ เนื่องจากเป็นการวินิจฉัยชี้ขาดที่ ไม่ชอบด้วยกฎหมาย ทั้งการที่อนุญาโตตุลาการมีคำวินิจฉัยกำหนดเปลี่ยนแปลงค่างานตามสัญญาจ้างก่อสร้างโครงการศูนย์การศึกษาธรรมชาติทะเลน้อย จังหวัดพัทลุง ให้แตกต่างไปจากข้อตกลงในสัญญาจึงเป็นการไม่ชอบด้วยข้อสัญญา ถือเป็นการชี้ขาดขัดต่อความสงบเรียบร้อยและศีลธรรมอันดีของประชาชน อันเป็นเหตุให้คำชี้ขาดดังกล่าวถูกเพิกถอนได้ตามมาตรา ๔๐ (๑) (ง) (๒) (ข) ประกอบมาตรา ๓๗ วรรคสอง แห่งพระราชบัญญัติอนุญาโตตุลาการ พ.ศ. ๒๕๔๕ ผู้คัดค้านจึงยื่นคำคัดค้านต่อศาลปกครองกลางภายในกำหนดตามกฎหมาย ซึ่งศาลปกครองกลางรับเรื่องดังกล่าวไว้พิจารณาแล้ว ขอให้ยกคำร้อง เห็นว่า กรณีเป็นข้อพิพาทที่สืบเนื่องมาจากสัญญาจ้างก่อสร้างโครงการศูนย์การศึกษาธรรมชาติทะเลน้อย จังหวัดพัทลุง คดีจึงมีประเด็นต้องพิจารณาว่า สัญญาพิพาทระหว่างผู้ร้องกับผู้คัดค้านเป็นสัญญาทางแพ่งหรือสัญญาทางปกครอง

พระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒ มาตรา ๙ วรรคหนึ่ง (๔) บัญญัติว่า ศาลปกครองมีอำนาจพิจารณาพิพากษาคดีพิพาทเกี่ยวกับสัญญาทางปกครอง และมาตรา ๓ บัญญัติว่า สัญญาทางปกครอง หมายความรวมถึง สัญญาที่คู่สัญญาอย่างน้อยฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งเป็นหน่วยงานทางปกครองหรือเป็นบุคคลซึ่งกระทำการแทนรัฐ และมีลักษณะเป็นสัญญาสัมปทาน สัญญาที่ให้จัดทำบริการสาธารณะ หรือจัดให้มีสิ่งสาธารณูปโภคหรือแสวงประโยชน์จากทรัพยากรธรรมชาติ คดีนี้ เมื่อผู้คัดค้านรับโอนสิทธิ หน้าที่และภาระผูกพันตามสัญญาดังกล่าวมาจากกรมป่าไม้ซึ่งเป็นคู่สัญญาเดิม ตามพระราชบัญญัติปรับปรุงกระทรวง ทบวง กรม พ.ศ. ๒๕๔๕ มาตรา ๒๒ มาตรา ๒๓ ประกอบพระราชกฤษฎีกาโอนกิจการบริหารและอำนาจหน้าที่ของส่วนราชการให้เป็นไปตามพระราชบัญญัติปรับปรุงกระทรวง ทบวง กรม พ.ศ. ๒๕๔๕ พ.ศ. ๒๕๔๕ มาตรา ๖๗ มีฐานะเป็นหน่วยงานทางปกครอง ตามมาตรา ๓ แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒ ทำสัญญาว่าจ้างผู้ร้องให้ก่อสร้างสิ่งสร้างทั่วไปโครงการศูนย์การศึกษาธรรมชาติทะเลน้อย จังหวัดพัทลุง เพื่อเป็นแหล่งสำหรับศึกษาหาความรู้ฝึกอบรมด้านการอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติ อันเป็นภารกิจเกี่ยวกับการจัดทำบริการสาธารณะอย่างหนึ่งในการอนุรักษ์ สงวน คุ้มครอง ฟื้นฟู ดูแลรักษา ส่งเสริมและทำนุบำรุงทรัพยากรป่าไม้ให้บรรลุผล สัญญาดังกล่าวจึงมีลักษณะเป็นสัญญาที่จัดให้มีสิ่งสาธารณูปโภค อันเป็นสัญญาทางปกครองตามมาตรา ๓ แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒ ข้อพิพาทเกี่ยวกับสัญญาดังกล่าว จึงอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลปกครอง ตามมาตรา ๙ วรรคหนึ่ง (๔) แห่งพระราชบัญญัติเดียวกัน ดังนั้น การที่ผู้ร้องยื่นคำร้องขอให้มีการบังคับตามคำชี้ขาดของอนุญาโตตุลาการอันเกิดจากข้อพิพาทตามสัญญาจ้างก่อสร้างดังกล่าว จึงเป็นคดีพิพาทที่อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลปกครอง ตามมาตรา ๙ วรรคหนึ่ง (๖) แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒ ประกอบมาตรา ๙ และมาตรา ๔๒ แห่งพระราชบัญญัติอนุญาโตตุลาการ พ.ศ. ๒๕๔๕

จึงวินิจฉัยชี้ขาดว่า คดีระหว่าง บริษัทปิยะ เอ็นจิเนียริ่ง จำกัด ผู้ร้อง กรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่าและพันธุ์พืช ผู้คัดค้าน อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลปกครอง

(ลงชื่อ) ไพโรจน์ วายุภาพ (ลงชื่อ) สุวัฒน์ วรรธนะหทัย

(นายไพโรจน์ วายุภาพ) (นายสุวัฒน์ วรรธนะหทัย)

ประธานศาลฎีกา กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิของศาลยุติธรรม

(ลงชื่อ) หัสวุฒิ วิฑิตวิริยกุล (ลงชื่อ) จรัญ หัตถกรรม

(นายหัสวุฒิ วิฑิตวิริยกุล) (นายจรัญ หัตถกรรม)

ประธานศาลปกครองสูงสุด กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิของศาลปกครอง

(ลงชื่อ) พลโท จิระ โกมุทพงศ์ (ลงชื่อ) พลโท อาชวัน อินทรเกสร

(จิระ โกมุทพงศ์) (อาชวัน อินทรเกสร)

หัวหน้าสำนักตุลาการทหาร กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิของศาลทหาร

(ลงชื่อ) จิระ บุญพจนสุนทร

(นายจิระ บุญพจนสุนทร)

กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย
พ.ร.บ.จัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ.2542
พ.ร.บ.อนุญาโตตุลาการ พ.ศ.2545
พ.ร.บ.ปรับปรุงกระทรวง ทบวง กรม พ.ศ.2545
พ.ร.ฎ.โอนกิจการบริหารและอำนาจหน้าที่ของส่วนราชการให้เป็นไปตาม พ.ร.บ.ปรับปรุงกระทรวง ทบวง กรม พ.ศ. 2545
กฎกระทรวงแบ่งส่วนราชการกรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่า และพันธุ์พืช กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม พ.ศ. 2547
ชื่อคู่ความ
ผู้ร้อง — บริษัทปิยะ เอ็นจิเนียริ่ง จำกัด
แหล่งที่มา
ส่วนเลขานุการคณะกรรมการวินิจฉัยฯ
คำวินิจฉัยที่ 1/2555
#508715
เปิดฉบับเต็ม

ไม่มีย่อสั้น

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
(สำเนา)

คำวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างศาล คณะกรรมการวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างศาล

ที่ ๑/๒๕๕๕

วันที่ ๔ มกราคม ๒๕๕๕

เรื่อง เขตอำนาจศาลเกี่ยวกับพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒ มาตรา ๙ วรรคหนึ่ง (๔)

ศาลปกครองนครศรีธรรมราช

ระหว่าง

ศาลจังหวัดสุราษฎร์ธานี

การส่งเรื่องต่อคณะกรรมการ

ศาลปกครองนครศรีธรรมราชโดยสำนักงานศาลปกครองส่งเรื่องให้คณะกรรมการวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างศาลวินิจฉัยชี้ขาดตามพระราชบัญญัติว่าด้วยการวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างศาล พ.ศ. ๒๕๔๒ มาตรา ๑๐ วรรคหนึ่ง (๓) ซึ่งเป็นกรณีคู่ความฝ่ายที่ถูกฟ้องโต้แย้งเขตอำนาจศาลที่รับฟ้องคดี และศาลที่ส่งความเห็นและศาลที่รับความเห็นมีความเห็นแตกต่างกันในเรื่องเขตอำนาจศาลในคดีนั้น

ข้อเท็จจริงในคดี

เมื่อวันที่ ๓๐ ตุลาคม ๒๕๕๑ เทศบาลเมืองนาสาร ผู้ฟ้องคดี ยื่นฟ้องห้างหุ้นส่วนจำกัดเรือนทรัพย์ ที่ ๑ นายเกรียงศักดิ์ ระวิวงศ์ ที่ ๒ ผู้ถูกฟ้องคดี ต่อศาลปกครองนครศรีธรรมราช เป็นคดีหมายเลขดำที่ ๒๐๒/๒๕๕๑ ความว่า เมื่อวันที่ ๘ มิถุนายน ๒๕๔๙ ผู้ฟ้องคดีได้ทำสัญญาว่าจ้างผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๑ ให้ก่อสร้างปรับปรุงอาคารโรงแรมเทศบาล (คลิฟโฮเต็ล) ในวงเงิน ๕,๔๙๕,๐๐๐ บาท มีหนังสือ ค้ำประกันของธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร สาขาเวียงสระ เป็นประกันการปฏิบัติตามสัญญาจ้างในวงเงิน ๒๗๔,๗๕๐ บาท แต่การก่อสร้างไม่แล้วเสร็จตามสัญญา ผู้ฟ้องคดีจึงบอกเลิกสัญญาและริบหลักประกัน และได้ว่าจ้างผู้รับจ้างรายใหม่ทำงานต่อจนแล้วเสร็จ ทำให้ผู้ฟ้องคดีได้รับความเสียหายเป็นเงิน ๓๘๓,๐๐๐ บาท ขอให้ผู้ถูกฟ้องคดีทั้งสองร่วมกันชำระเงินค่าเสียหายเป็นเงิน ๓๘๓,๐๐๐ บาท พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ ๗.๕ ต่อปี จากต้นเงินดังกล่าวนับแต่วันผิดนัดจนถึงวันฟ้องเป็นเงิน ๕,๖๖๕.๑๙ บาท และให้ร่วมกันชำระดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ ๗.๕ ต่อปี นับแต่วันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จ

ศาลปกครองนครศรีธรรมราชมีคำสั่งไม่รับคำฟ้องไว้พิจารณาและมีคำสั่งให้จำหน่ายคดีออกจากสารบบความ เนื่องจาก เห็นว่า แม้คดีนี้ผู้ฟ้องคดีซึ่งเป็นคู่สัญญาจะเป็นหน่วยงานทางปกครอง แต่เมื่อโรงแรม คลิฟโฮเต็ลได้จดทะเบียนโดยมีวัตถุประสงค์เพื่อประกอบกิจการโรงแรม ภัตตาคาร ไนต์คลับ ฯลฯ โรงแรมดังกล่าวจึงมิใช่สร้างขึ้นโดยมีวัตถุประสงค์เพื่อจัดทำบริการสาธารณะ หรือเป็นเครื่องมือสำคัญในการดำเนินการบริการสาธารณะและแม้ว่าข้อสัญญามีข้อผูกมัดดังเช่นสัญญาทั่วไปของทางราชการก็ตาม เมื่ออาคารที่ว่าจ้างก่อสร้างปรับปรุงมีไว้เพื่อให้เอกชนเช่าดำเนินการในเชิงพาณิชย์ สัญญาจ้างก่อสร้างระหว่างผู้ฟ้องคดีกับผู้ถูกฟ้องคดีทั้งสองจึงไม่มีลักษณะเป็นสัญญาทางปกครอง คดีพิพาทดังกล่าวจึงมิใช่คดีพิพาท ตามมาตรา ๙ วรรคหนึ่ง (๔) แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒ ที่ศาลปกครองจะรับไว้พิจารณาได้

ผู้ฟ้องคดีอุทธรณ์

ศาลปกครองสูงสุดมีคำสั่งให้รับคำฟ้องไว้พิจารณา เนื่องจากเห็นว่าผู้ฟ้องคดีว่าจ้างให้ผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๑ ทำการก่อสร้างปรับปรุงอาคารโรงแรมเทศบาล (คลิฟโฮเต็ล) ซึ่งแม้เดิมอาคารโรงแรมดังกล่าว ผู้ฟ้องคดีจะนำออกให้บุคคลอื่นเช่าเพื่อประกอบกิจการโรงแรมในเชิงพาณิชย์มาก่อนก็ตาม แต่เมื่อปรากฏข้อเท็จจริงตามคำร้องอุทธรณ์และคำชี้แจงเพิ่มเติมพร้อมพยานหลักฐานในชั้นศาลปกครองสูงสุดว่า หลังจากที่เอกชนได้เลิกเช่าอาคารโรงแรมดังกล่าวในปี ๒๕๓๕ แล้ว อาคารมีสภาพเก่าและชำรุดได้ถูกทิ้งว่างไว้จนกระทั่งปี ๒๕๔๙ ผู้ฟ้องคดีจึงมีนโยบายปรับปรุงอาคารดังกล่าว โดยว่าจ้างผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๑ ให้ทำการก่อสร้างปรับปรุงตามสัญญาจ้างพิพาทเพื่อเปิดเป็นศูนย์การเรียนรู้ (ห้องสมุดและศูนย์คอมพิวเตอร์) และศูนย์ฟิตเนสเพื่อให้ประชาชนทั่วไปเข้าใช้บริการโดยไม่เสียค่าใช้จ่ายใด ๆ ในชั้นที่ ๒ อันเป็นการจัดทำบริการสาธารณะตามอำนาจหน้าที่ของผู้ฟ้องคดีตามที่กำหนดไว้ในมาตรา ๕๓ และมาตรา ๕๔ แห่งพระราชบัญญัติเทศบาล พ.ศ. ๒๔๙๖ แม้ข้อเท็จจริงจะปรากฏว่ายังมีบางส่วนของอาคารดังกล่าว (ชั้นที่ ๓) ที่ผู้ฟ้องคดียังใช้ในเชิงพาณิชย์ คือ เปิดบริการให้เช่าเป็นห้องพักอยู่จำนวน ๑๘ ห้อง แต่เมื่อสัญญาจ้างก่อสร้างปรับปรุงอาคารดังกล่าวเป็นสัญญาจ้างเหมารวมฉบับเดียวกันที่ไม่อาจแบ่งเป็นแต่ละส่วนได้ จึงต้องถือว่าสัญญาจ้างเหมารวมในสัญญาฉบับเดียวกันที่ไม่อาจแบ่งออกเป็นแต่ละส่วนได้ จึงต้องถือว่าสัญญาจ้างก่อสร้างปรับปรุงอาคารดังกล่าวทั้งหมดเป็นการจ้างเพื่อจัดให้มีสิ่งสาธารณูปโภคอันเป็นเครื่องมือในการจัดทำบริการสาธารณะของผู้ฟ้องคดี และเป็นสัญญาทางปกครองตามมาตรา ๓ แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒ ประกอบกับเมื่อขณะทำสัญญาจ้างในคดีนี้ปรากฏตามแบบแปลนแผนผังท้ายสัญญาจ้างว่า ผู้ฟ้องคดีจะใช้อาคารชั้นที่ ๒ ตามวัตถุประสงค์ดังที่กล่าวมาแล้ว คดีนี้จึงเป็นคดีพิพาทเกี่ยวกับสัญญาทางปกครองตามมาตรา ๙ วรรคหนึ่ง (๔) แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒

ผู้ถูกฟ้องคดีทั้งสองยื่นคำร้องโต้แย้งเขตอำนาจศาลว่า สัญญาจ้างก่อสร้างปรุงอาคารโรงแรมเทศบาล (คลิฟโฮเต็ล) มีวัตถุประสงค์เพื่อประกอบกิจการโรงแรมหรือให้เอกชนเช่าดำเนินธุรกิจโรงแรม อันเป็นการประกอบกิจการในเชิงพาณิชย์เป็นสำคัญ การที่ผู้ฟ้องคดีได้ใช้เนื้อที่เพียงเล็กน้อยของอาคารเป็นศูนย์การเรียนรู้และสถานที่ออกกำลังกาย ซึ่งเป็นเรื่องที่ผู้ฟ้องคดีได้ดำเนินการภายหลังจากที่ได้ทำสัญญากับผู้ฟ้องคดีแล้ว สัญญาพิพาทจึงมิใช่สัญญาทางปกครอง แต่เป็นสัญญาทางแพ่ง คดีนี้จึงอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรม

ศาลปกครองนครศรีธรรมราชพิจารณาแล้วเห็นว่า เมื่อคดีนี้ศาลปกครองสูงสุดพิจารณาแล้ว เห็นว่าเป็นคดีพิพาทเกี่ยวกับสัญญาทางปกครองที่อยู่ในอำนาจศาลปกครองตามมาตรา ๙ วรรคหนึ่ง (๔) แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒ แต่ผู้ถูกฟ้องคดีทั้งสองโต้แย้งว่า เป็นกรณีพิพาทในทางแพ่ง ซึ่งอยู่ในอำนาจการพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรม จึงให้รอการพิจารณาคดีนี้ไว้ชั่วคราว เพื่อให้ศาลยุติธรรมจัดทำความเห็นตามมาตรา ๑๐ แห่งพระราชบัญญัติว่าด้วยการวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างศาล พ.ศ. ๒๕๔๒ และข้อ ๑๙ ของข้อบังคับคณะกรรมการวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างศาล ว่าด้วยวิธีการเสนอเรื่อง การพิจารณาและวินิจฉัย พ.ศ. ๒๕๔๔

ศาลจังหวัดสุราษฎร์ธานีพิจารณาแล้วเห็นว่า แม้เทศบาลเมืองนาสารผู้ฟ้องคดีจะมีฐานะเป็นหน่วยงานทางปกครอง แต่สัญญาที่ผู้ฟ้องคดีทำกับผู้ถูกฟ้องคดีทั้งสองจะเป็นสัญญาทางปกครองหรือไม่ จะต้องเป็นสัญญาที่มีลักษณะอย่างใดอย่างหนึ่งตามที่บัญญัติไว้ในมาตรา ๓ แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒ แต่ตามคำฟ้องผู้ฟ้องคดีหาได้บรรยายว่าสัญญาดังกล่าวเข้าลักษณะใดลักษณะหนึ่ง คงปรากฏตามคำวินิจฉัยของศาลปกครองสูงสุดว่า ผู้ฟ้องคดีได้เสนอข้อเท็จจริงตามคำร้องอุทธรณ์และคำชี้แจงเพิ่มเติมพร้อมพยานหลักฐานในชั้นศาลปกครองสูงสุดว่า ผู้ฟ้องคดีมีนโยบายปรับปรุงอาคารพิพาทเพื่อเปิดเป็นศูนย์การเรียนรู้ (ห้องสมุดและศูนย์คอมพิวเตอร์) และศูนย์ฟิตเนส (สถานที่ออกกำลังกาย) เพื่อให้ประชาชนทั่วไปเข้าไปใช้บริการโดยไม่เสียค่าใช้จ่ายใด ๆ ในชั้นที่ ๒ อันเป็นการจัดทำบริการสาธารณะเท่านั้น นอกจากนั้นผู้ฟ้องคดียังรับว่า ในชั้นที่ ๓ ผู้ฟ้องคดียังคงเปิดบริการในเชิงพาณิชย์ โดยเปิดบริการเป็นห้องพักอยู่จำนวน ๑๘ ห้อง เมื่อพิจารณาถึงลักษณะที่ตั้งของห้องสมุด ศูนย์คอมพิวเตอร์และศูนย์ฟิตเนสที่ตั้งอยู่ในชั้นที่ ๒ การที่ประชาชนจะเข้าไปใช้บริการย่อมไม่เป็นที่สะดวก แตกต่างจากการที่จะนำเครื่องออกกำลังกายไปวางไว้ตามสวนสาธารณะหรือสถานที่สาธารณะต่าง ๆ หรือตามอาคารสาธารณะประโยชน์ต่าง ๆ ที่สื่อให้เห็นว่า ประชาชนสามารถเข้าไปใช้บริการได้โดยไม่ต้องเสียค่าใช้จ่ายใด ๆ แต่อาคารพิพาทกลับปรับปรุงให้มีสภาพเป็นโรงแรม การจัดการดูแลภายในโรงแรมย่อมต้องเข้มงวดทั้งในเรื่องความปลอดภัย ความสะอาด และความสะดวกของแขกผู้มาพัก อีกทั้งมีการเรียกชื่ออาคารดังกล่าวว่าเป็นโรงแรมเทศบาลอันมีลักษณะเป็นการพาณิชย์อย่างเห็นได้ชัด การที่ประชาชนทั่วไปจะเข้าไปใช้บริการย่อมไม่เป็นที่สะดวก แต่เป็นการเอื้อประโยชน์ให้แก่แขกผู้มาพักในโรงแรมมากกว่า ย่อมแสดงให้เห็นว่าวัตถุประสงค์การจ้างให้ผู้ถูกฟ้องคดีทั้งสองปรับปรุงอาคารพิพาทก็เพื่อวัตถุประสงค์เชิงพาณิชย์เป็นหลัก มิใช่เพื่อจัดให้มีบริการสาธารณะเป็นหลักแต่อย่างใด แม้สัญญาจ้างก่อสร้างปรับปรุงอาคารดังกล่าวจะเป็นสัญญาจ้างเหมารวมในสัญญาฉบับเดียวกันที่มิอาจแบ่งแยกได้ จึงต้องถือวัตถุประสงค์ของการจ้างว่ามีวัตถุประสงค์เพื่อการใดเป็นสำคัญ และเมื่อปรากฏว่าสัญญาจ้างดังกล่าว มีวัตถุประสงค์ปรับปรุงเพื่อให้เอกชนเช่าดำเนินการในเชิงพาณิชย์ สัญญาจ้างก่อสร้างปรับปรุงอาคารระหว่างผู้ฟ้องคดีกับผู้ถูกฟ้องคดีทั้งสองจึงไม่มีลักษณะเป็นสัญญาทางปกครองตามคำนิยามในมาตรา ๓ แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒ กรณีจึงมิใช่คดีพิพาทตามมาตรา ๙ แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒ ดังนั้นคดีนี้จึงอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรม

คำวินิจฉัย

ปัญหาที่ต้องพิจารณา คดีนี้อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรมหรือศาลปกครอง

คณะกรรมการพิจารณาแล้วเห็นว่า คดีนี้เทศบาลเมืองนาสาร ซึ่งเป็นหน่วยงานทางปกครองตามมาตรา ๓ แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒ เป็นผู้ฟ้องคดี ยื่นฟ้องเอกชนให้ชำระค่าเสียหายจากการที่หน่วยงานทางปกครองต้องว่าจ้างผู้รับจ้างรายใหม่อันเนื่องมาจากเอกชนผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๑ ผิดสัญญาจ้างก่อสร้างปรับปรุงอาคารโรงแรมเทศบาล (คลิฟโฮเต็ล) กับผู้ฟ้องคดี กรณีจึงมีปัญหาต้องวินิจฉัยในคดีนี้ว่า สัญญาจ้างก่อสร้างปรับปรุงอาคารโรงแรมเทศบาล (คลิฟโฮเต็ล) ดังกล่าวเป็นสัญญาทางแพ่งหรือสัญญาทางปกครอง เห็นว่า ตามพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒ มาตรา ๙ วรรคหนึ่ง (๔) บัญญัติว่า ศาลปกครองมีอำนาจพิจารณาพิพากษาคดีพิพาทเกี่ยวกับสัญญาทางปกครอง โดยพระราชบัญญัติดังกล่าวได้นิยามสัญญาทางปกครองไว้ตามมาตรา ๓ ว่า สัญญาทางปกครอง หมายความรวมถึง สัญญาที่คู่สัญญาอย่างน้อยฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งเป็นหน่วยงานทางปกครองหรือเป็นบุคคลซึ่งกระทำการแทนรัฐ และมีลักษณะเป็นสัญญาสัมปทาน สัญญาที่ให้จัดทำบริการสาธารณะ หรือจัดให้มีสิ่งสาธารณูปโภคหรือแสวงประโยชน์จากทรัพยากรธรรมชาติ แต่ตามข้อเท็จจริงในคดีนี้ปรากฏว่า โรงแรมดังกล่าวซึ่งเป็นกรรมสิทธิ์ผู้ฟ้องคดี และผู้ฟ้องคดีได้เปิดให้เอกชนเช่าเพื่อประกอบการโรงแรมและเก็บค่าเช่าเรื่อยมา ซึ่งผู้ฟ้องคดีเองสามารถกระทำได้ตามนัยพระราชบัญญัติเทศบาล พ.ศ. ๒๔๙๖ มาตรา ๕๔(๑๒) ที่ให้อำนาจเทศบาลเมืองสามารถจัดทำกิจการเทศพาณิชย์ในเขตเทศบาลได้ กรณีจึงแสดงให้เห็นได้ว่าเทศบาลเมืองนาสารซึ่งเป็นหน่วยงานทางปกครอง ได้ใช้อาคารโรงแรมดังกล่าวเพื่อวัตถุประสงค์ในการพาณิชยกรรมเป็นสำคัญ โดยได้มุ่งเก็บค่าเช่าจากเอกชนในเชิงการค้าพาณิชย์ การที่ผู้ฟ้องคดีทำสัญญาปรับปรุงอาคารโรงแรมเทศบาล (คลิฟโฮเต็ล) ตามสัญญาจ้างเลขที่ ๒๒/๒๕๔๙ ลงวันที่ ๘ มิถุนายน ๒๕๔๙ ก็เนื่องจากอาคารโรงแรมดังกล่าวมีสภาพเก่าและชำรุดทรุดโทรม โดยทางผู้ฟ้องคดีได้ปรับปรุงก็เพื่อกิจกรรมทางพาณิชยกรรมของผู้ฟ้องคดีเอง การปรับปรุงดังกล่าวหาใช่เพื่อใช้ในการจัดทำบริการสาธารณะแต่อย่างใดไม่ ถึงแม้จะมีข้อเท็จจริงปรากฏว่ามีการปรับปรุงบางส่วนของอาคารพิพาทเป็นห้องสมุดและศูนย์คอมพิวเตอร์ และสถานออกกำลังกาย เพื่อให้ประชาชนใช้บริการก็ตาม แต่การบริการดังกล่าวเป็นไปเพื่อสนับสนุนการดำเนินการเชิงพาณิชย์ของผู้ฟ้องคดี โดยเมื่อพิจารณาจากที่ตั้งของห้องสมุด ศูนย์คอมพิวเตอร์ และสถานออกกำลังกาย ที่ตั้งอยู่ภายในอาคารโรงแรมชั้นที่ ๒ ซึ่งประชาชนทั่วไปย่อมไม่สะดวกที่เข้าไปใช้บริการ คงมีแต่บุคคลที่เข้าไปใช้บริการโรงแรมเท่านั้นที่อาจได้ประโยชน์ในการบริการดังกล่าว สัญญาจ้างปรับปรุงอาคารโรงแรมเทศบาล (คลิฟโฮเต็ล) จึงเป็นสัญญาเพื่อประโยชน์ในการพาณิชยกรรมของผู้ฟ้องคดีเอง หาใช่สัญญาที่มีวัตถุประสงค์เพื่อสนับสนุนในการดำเนินกิจกรรมทางปกครองในการจัดทำบริการสาธารณะหรือจัดให้มีสิ่งสาธารณูปโภคแต่อย่างใด อีกทั้งเมื่อพิเคราะห์ถึงสัญญาดังกล่าวก็ไม่ปรากกฏว่ามีข้อกำหนดที่ให้สิทธิพิเศษแก่ฝ่ายปกครองแต่อย่างใด ดังนั้น แม้คู่สัญญาในสัญญาดังกล่าวฝ่ายหนึ่งจะเป็นหน่วยงานทางปกครอง ก็มิอาจทำให้สัญญาดังกล่าวเป็นสัญญาทางปกครองตามนัยพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒ มาตรา ๓ สัญญาว่าจ้างปรับปรุงอาคารโรงแรมจึงเป็นสัญญาทางแพ่ง อยู่ในอำนาจควบคุมตรวจสอบของศาลยุติธรรม

จึงวินิจฉัยชี้ขาดว่า คดีระหว่างเทศบาลเมืองนาสาร ผู้ฟ้องคดี ห้างหุ้นส่วนจำกัดเรือนทรัพย์ ที่ ๑ นายเกรียงศักดิ์ ระวิวงศ์ ที่ ๒ ผู้ถูกฟ้องคดี อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรม

(ลงชื่อ) ไพโรจน์ วายุภาพ (ลงชื่อ) สุวัฒน์ วรรธนะหทัย

(นายไพโรจน์ วายุภาพ) (นายสุวัฒน์ วรรธนะหทัย)

ประธานศาลฎีกา กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิของศาลยุติธรรม

(ลงชื่อ) หัสวุฒิ วิฑิตวิริยกุล (ลงชื่อ) จรัญ หัตถกรรม

(นายหัสวุฒิ วิฑิตวิริยกุล) (นายจรัญ หัตถกรรม)

ประธานศาลปกครองสูงสุด กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิของศาลปกครอง

(ลงชื่อ) พลโท จิระ โกมุทพงศ์ (ลงชื่อ) พลโท อาชวัน อินทรเกสร

(จิระ โกมุทพงศ์) (อาชวัน อินทรเกสร)

หัวหน้าสำนักตุลาการทหาร กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิของศาลทหาร

(ลงชื่อ) จิระ บุญพจนสุนทร

(นายจิระ บุญพจนสุนทร)

กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย
พ.ร.บ.จัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ.2542
พ.ร.บ.เทศบาล พ.ศ.2496
ป.พ.พ.
ชื่อคู่ความ
ผู้ฟ้องคดี — เทศบาลเมืองนาสาร
ผู้ถูกฟ้องคดี — ห้างหุ้นส่วนจำกัดเรือนทรัพย์ ที่ 1 กับพวกรวม 2 คน
แหล่งที่มา
ส่วนเลขานุการคณะกรรมการวินิจฉัยฯ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 12123/2554
#520011
เปิดฉบับเต็ม

ผู้เสียหายทั้งสองเป็นญาติกับจำเลย บ้านของผู้เสียหายที่ 1 และบ้านของจำเลยอยู่ติดกัน ผู้เสียหายที่ 2 พักอยู่อาศัยกับผู้เสียหายที่ 1 ได้ไปที่บ้านจำเลยเป็นประจำเพื่อให้บุตรของจำเลยสอนการบ้าน การที่จำเลยฉวยโอกาสที่ผู้เสียหายที่ 2 มาที่บ้านจำเลยเพื่อให้ ธ. สอนการบ้านตามปกติ ในวันเกิดเหตุ เมื่อ ธ. สอนการบ้านเสร็จแล้วจำเลยบอกให้ ธ. ออกจากบ้าน จากนั้นจำเลยได้เรียกให้ผู้เสียหายที่ 2 เข้าไปในห้องแล้วพยามยามกระทำชำเราและกระทำอนาจารผู้เสียหายที่ 2 เช่นนี้ยังถือไม่ได้ว่าเป็นการพรากเด็กอายุยังไม่เกินสิบห้าปีไปจากบิดามารดา อันจะเป็นความผิดตาม ป.อ. มาตรา 317 วรรคสาม

กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.อ. ม. 317
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการจังหวัดชลบุรี
จำเลย — นายสำเริง บัวแก้ว
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดชลบุรี — นางสาววรางคณา สุจริตกุล
ศาลอุทธรณ์ภาค 2 — นายโสภณ โรจน์อนนท์
ชื่อองค์คณะ
กีรติ กาญจนรินทร์
วีระชาติ เอี่ยมประไพ
สมชาย พันธุมะโอภาส
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 12053/2554
#518430
เปิดฉบับเต็ม

คำสั่งของศาลชั้นต้นที่ตั้งผู้ร้องเป็นผู้แทนเฉพาะคดีของโจทก์ผู้เยาว์นี้เป็นคำสั่งในคดีที่ผู้เยาว์ขอให้แบ่งทรัพย์มรดก หาใช่เป็นอีกคดีหนึ่งไม่ และเป็นดุลยพินิจของศาลที่จะพิจารณาว่าผู้ใดเป็นผู้ที่สมควรเป็นผู้แทนเฉพาะคดีของโจทก์ผู้เยาว์ตาม ป.วิ.พ. มาตรา 56 ทั้งเป็นปัญหาข้อเท็จจริงที่มิใช่การวินิจฉัยชี้ขาดเบื้องต้นในปัญหาข้อกฎหมาย อีกทั้งมิใช่คำสั่งตาม ป.วิ.พ. มาตรา 227 หรือมาตรา 228 แต่เป็นคำสั่งระหว่างพิจารณา จึงต้องห้ามมิให้อุทธรณ์จนกว่าศาลชั้นต้นจะได้มีคำพิพากษาหรือคำสั่งชี้ขาดตัดสินคดีตาม ป.วิ.พ. มาตรา 226

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องโดยขอดำเนินคดีอย่างคนอนาถาขอให้ศาลมีคำสั่งตั้งนางสาวทวายเป็นผู้แทนเฉพาะคดีของโจทก์ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 56 วรรคสี่

จำเลยยื่นคำคัดค้านขอให้ยกคำร้อง

ในวันนัดไต่สวน นายจำนงค์ยื่นคำร้องว่า นางสาวทวายป่วยเป็นโรคความดันโลหิตสูงและเส้นเลือดในสมองแตก ไม่รู้สึกตัว ไม่สามารถเป็นผู้แทนเฉพาะคดีได้ ผู้ร้องเป็นตาของโจทก์ ขอให้ศาลตั้ง ผู้ร้องเป็นผู้แทนเฉพาะคดีของโจทก์แทนนางสาวทวาย

จำเลยยื่นคำคัดค้านว่า นายจำนงค์มิใช่ตาของโจทก์ ไม่มีความสามารถเป็นผู้แทนเฉพาะคดีได้ การยื่นคำร้องเป็นการใช้สิทธิโดยไม่สุจริต ขอให้ยกคำร้อง

ศาลชั้นต้นพิจารณาแล้วมีคำสั่งตั้งนายจำนงค์ ผู้ร้อง เป็นผู้แทนเฉพาะคดีของเด็กชายพันธิตร โจทก์

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 2 พิพากษายกอุทธรณ์ของจำเลย ให้คืนค่าธรรมเนียมในชั้นอุทธรณ์ทั้งหมดแก่จำเลย ค่าทนายความชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ

จำเลยฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า คำสั่งของศาลชั้นต้นที่ตั้งผู้ร้องเป็นผู้แทนเฉพาะคดีของโจทก์ผู้เยาว์นี้เป็นคำสั่ง ในคดีที่ผู้เยาว์ขอให้แบ่งทรัพย์มรดก หาใช่เป็นอีกคดีหนึ่งดังที่จำเลยฎีกาไม่ และเป็นดุลพินิจของ ศาลตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 56 ทั้งเป็นปัญหาข้อเท็จจริงที่มิใช่การวินิจฉัย ชี้ขาดเบื้องต้นในปัญหาข้อกฎหมาย อีกทั้งมิใช่คำสั่งตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 227 หรือมาตรา 228 แต่เป็นคำสั่งระหว่างพิจารณา จึงต้องห้ามมิให้อุทธรณ์จนกว่าศาลชั้นต้นจะได้มีคำพิพากษาหรือคำสั่งชี้ขาดตัดสินคดีตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 226 ที่ศาลอุทธรณ์ยกอุทธรณ์ของจำเลยมานั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย คดีไม่จำต้องวินิจฉัยฎีกาข้ออื่นของจำเลยต่อไป

พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ. ม. 56 ม. 226 ม. 227 ม. 228
ชื่อคู่ความ
เด็กชายพันธิตร นกเทศ โดย
โจทก์ — นายจำนงค์ ยวงใจ ผู้แทนเฉพาะคดี
นางปราณีต นกเทศ ในฐานะผู้จัดการมรดก
จำเลย — ของ นางจรรยา นินนาทนนท์
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลชั้นต้น — นายอารมณ์ จำปานิล
ศาลอุทธรณ์ภาค 2 — นายอริยะ นาวินธรรม
ชื่อองค์คณะ
บุญรอด ตันประเสริฐ
กรองเกียรติ คมสัน
โสภณ โรจน์อนนท์
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 12008/2554
#518450
เปิดฉบับเต็ม

ตาม พ.ร.บ.จัดตั้งศาลเยาวชนและครอบครัวและวิธีพิจารณาคดีเยาวชนและครอบครัว พ.ศ.2534 มาตรา 121 ซึ่งเป็นกฎหมายที่ใช้บังคับอยู่ในขณะจำเลยยื่นอุทธรณ์ กำหนดว่า จำเลยจะอุทธรณ์ปัญหาข้อเท็จจริงว่าจำเลยมิได้กระทำการอันกฎหมายบัญญัติว่าเป็นความผิดโดยมิได้อุทธรณ์เกี่ยวกับการใช้ดุลพินิจกำหนดวิธีการสำหรับเด็กและเยาวชนได้หรือไม่นั้น ต้องพิจารณาตามบทบัญญัติแห่งกฎหมายว่าด้วยวิธีพิจารณาความอย่างคดีธรรมดา ซึ่งเมื่อนำ พ.ร.บ.จัดตั้งศาลเยาวชนและครอบครัวและวิธีพิจารณาคดีเยาวชนและครอบครัว พ.ศ.2534 มาตรา 6 มาประกอบแล้ว ก็คือ บทบัญญัติแห่ง ป.วิ.อ. มาตรา 193 ทวิ ซึ่งห้ามมิให้อุทธรณ์คำพิพากษาศาลชั้นต้นในปัญหาข้อเท็จจริงในคดีซึ่งอัตราโทษอย่างสูงตามที่กฎหมายกำหนดไว้ให้จำคุกไม่เกินสามปีหรือปรับไม่เกินหกหมื่นบาทหรือทั้งจำทั้งปรับ เมื่อคดีนี้โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตาม พ.ร.บ.จราจรทางบก พ.ศ.2522 มาตรา 43, 157 ซึ่งระวางโทษปรับตั้งแต่สี่ร้อยบาทถึงหนึ่งพันบาท และศาลชั้นต้นพิพากษาว่าจำเลยมีความผิดตาม พ.ร.บ.จราจรทางบก พ.ศ.2522 มาตรา 43 (4), 157 ขณะกระทำความผิดจำเลยมีอายุ 12 ปีเศษ ยังไม่ต้องรับโทษตาม ป.อ. มาตรา 74 (1) (2) (3) ศาลชั้นต้นได้ว่ากล่าวตักเตือนจำเลยแล้วมอบตัวให้ผู้ปกครองรับไปอบรมดูแล โดยวางข้อกำหนดผู้ปกครองต้องระวังมิให้จำเลยก่อเหตุร้ายอีกภายใน 2 ปี นับแต่วันพิพากษา มิฉะนั้นผู้ปกครองของจำเลยต้องชำระเงินต่อศาลครั้งละ 3,000 บาท และให้คุมความประพฤติจำเลยไว้มีกำหนด 1 ปี อันเป็นกรณีที่ศาลชั้นต้นซึ่งเป็นศาลเยาวชนและครอบครัวใช้วิธีการสำหรับเด็กและเยาวชนแทนการลงโทษทางอาญาแก่จำเลย ไม่เป็นการลงโทษจำเลยตาม ป.อ. มาตรา 18 อันจะเข้ากรณียกเว้นที่จะมีสิทธิอุทธรณ์ได้ตาม ป.วิ.อ. มาตรา 193 ทวิ จึงต้องห้ามมิให้อุทธรณ์ในปัญหาข้อเท็จจริงตามบทบัญญัติดังกล่าว เมื่อจำเลยอุทธรณ์คัดค้านคำพิพากษาศาลชั้นต้นว่า จำเลยไม่ได้กระทำโดยประมาท เป็นอุทธรณ์โต้แย้งการรับฟังพยานหลักฐานของศาลชั้นต้น มิใช่อุทธรณ์เกี่ยวกับดุลพินิจกำหนดวิธีการสำหรับเด็กและเยาวชน จึงเป็นอุทธรณ์ในปัญหาข้อเท็จจริงอันต้องห้ามมิให้อุทธรณ์ตามบทบัญญัติดังกล่าว เมื่อจำเลยยื่นอุทธรณ์โดยขอให้ผู้พิพากษาหัวหน้าศาลเยาวชนและครอบครัวอนุญาตให้อุทธรณ์ แต่ผู้พิพากษาหัวหน้าศาลเยาวชนและครอบครัวไม่ได้มีคำสั่งอนุญาตให้อุทธรณ์ ก็เป็นการชอบด้วยกฎหมายตาม พ.ร.บ.จัดตั้งศาลเยาวชนและครอบครัวและวิธีพิจารณาคดีเยาวชนและครอบครัว พ.ศ.2534 มาตรา 122 เพราะผู้พิพากษาหัวหน้าศาลเยาวชนและครอบครัวจะอนุญาตให้อุทธรณ์ได้เฉพาะในคดีซึ่งห้ามอุทธรณ์ตาม พ.ร.บ.จัดตั้งศาลเยาวชนและครอบครัวและวิธีพิจารณาคดีเยาวชนและครอบครัว พ.ศ.2534 มาตรา 121 เท่านั้น มิได้ให้ผู้พิพากษาหัวหน้าศาลเยาวชนและครอบครัวอนุญาตให้อุทธรณ์ในกรณีดังกล่าวได้ แม้ผู้พิพากษาซึ่งพิจารณาหรือลงชื่อในคำพิพากษาจะรับอุทธรณ์ของจำเลยก็ตาม แต่ก็มิได้มีข้อความที่จะจับใจความได้ว่าได้ใช้ดุลพินิจอนุญาตให้อุทธรณ์ได้และจำเลยก็มิได้ปฏิบัติให้ถูกต้องตาม ป.วิ.อ. มาตรา 193 ตรี จึงถือว่าคดีไม่มีการอนุญาตหรือรับรองให้อุทธรณ์ในปัญหาข้อเท็จจริง การที่ศาลอุทธรณ์ภาค 9 ไม่รับวินิจฉัยอุทธรณ์มานั้นชอบแล้ว ไม่มีเหตุที่จะย้อนสำนวนให้ศาลอุทธรณ์ภาค 9 มีคำพิพากษาใหม่อีก ฎีกาของจำเลยฟังไม่ขึ้น

ในระหว่างการพิจารณาของศาลชั้นต้น ได้มี พ.ร.บ.แก้ไขเพิ่มเติม ประมวลกฎหมายอาญา (ฉบับที่ 21) มาตรา 6 ให้ยกเลิกความในมาตรา 74 วรรคแรก แห่ง ประมวลกฎหมายอาญาและให้ใช้ข้อความใหม่แทน มาตรา 74 (2) (เดิม) ซึ่งเป็นกฎหมายที่ใช้บังคับขณะกระทำความผิดกำหนดไว้ว่า ถ้าศาลเห็นว่า บิดา มารดา หรือผู้ปกครองสามารถดูแลเด็กนั้นได้ ศาลจะมีคำสั่งให้มอบตัวเด็กนั้นให้แก่บิดา มารดา หรือผู้ปกครองไป โดยวางข้อกำหนดให้บิดา มารดา หรือผู้ปกครองระวังเด็กนั้นไม่ให้ก่อเหตุร้ายตลอดเวลาที่ศาลกำหนด ซึ่งต้องไม่เกิน 3 ปี และกำหนดจำนวนเงินตามที่เห็นสมควร ซึ่งบิดา มารดา หรือผู้ปกครองต้องชำระต่อศาลไม่เกินครั้งละ 1,000 บาท ในเมื่อเด็กนั้นก่อเหตุร้ายขึ้น โดยตาม มาตรา 74 (2) ที่แก้ไขใหม่ กำหนดไว้ว่า ให้ศาลกำหนดจำนวนเงินตามที่เห็นสมควร ซึ่งบิดา มารดา หรือผู้ปกครองต้องชำระต่อศาลไม่เกินครั้งละ 10,000 บาท ในเมื่อเด็กนั้นก่อเหตุร้ายขึ้น ดังนั้นกฎหมายเดิมจึงเป็นคุณแก่จำเลยมากกว่าจึงต้องใช้กฎหมายเดิมบังคับแก่จำเลย ตาม ป.อ. มาตรา 3 ที่ศาลชั้นต้นนำมาตรา 74 (2) ซึ่งเป็นกฎหมายที่แก้ไขใหม่มาบังคับแก่จำเลยนั้นจึงเป็นการไม่ชอบ ปัญหาดังกล่าวเป็นปัญหาข้อกฎหมายที่เกี่ยวกับความสงบเรียบร้อย ศาลฎีกามีอำนาจยกขึ้นวินิจฉัยได้ตาม ป.วิ.อ. มาตรา 195 วรรคสอง ประกอบมาตรา 225

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษตามพระราชบัญญัติจราจรทางบก พ.ศ. 2522 มาตรา 43, 157

จำเลยให้การปฏิเสธ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามพระราชบัญญัติจราจรทางบก พ.ศ.2522 มาตรา 43 (4), 157 ขณะกระทำความผิดจำเลยอายุ 12 ปีเศษ ยังไม่ต้องรับโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 74 อาศัยอำนาจตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 74 (1) (2) (3) ศาลชั้นต้นได้ว่ากล่าวตักเตือนจำเลยแล้วมอบตัวให้ผู้ปกครองรับไปอบรมดูแล โดยวางข้อกำหนดผู้ปกครองต้องระวังมิให้จำเลยก่อเหตุร้ายขึ้นอีกภายในเวลา 2 ปี นับแต่วันพิพากษา มิฉะนั้นผู้ปกครองของจำเลยต้องชำระเงินต่อศาลครั้งละ 3,000 บาท และให้คุมความประพฤติจำเลยไว้มีกำหนด 1 ปี

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 9 แผนกคดีเยาวชนและครอบครัวพิพากษายกอุทธรณ์ของจำเลย

จำเลยฎีกา

ในระหว่างการพิจารณาของศาลฎีกา ได้มีพระราชบัญญัติศาลเยาวชนและครอบครัวและวิธีพิจารณาคดีเยาวชนและครอบครัว พ.ศ.2553 มาตรา 3 ให้ยกเลิกพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลเยาวชนและครอบครัวและวิธีพิจารณาคดีเยาวชนและครอบครัว พ.ศ.2534 ซึ่งมีผลใช้บังคับวันที่ 22 พฤษภาคม 2554 ซึ่งหลักเกณฑ์การอุทธรณ์ตามพระราชบัญญัติฉบับใหม่เป็นไปตาม มาตรา 180 และ มาตรา 183 แต่อย่างไรก็ตาม ในขณะจำเลยยื่นอุทธรณ์พระราชบัญญัติฉบับดังกล่าวยังไม่มีผลใช้บังคับจึงต้องใช้บังคับตามพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลเยาวชนและครอบครัวและวิธีพิจารณาคดีเยาวชนและครอบครัว พ.ศ.2534 ซึ่งเป็นกฎหมายที่ใช้บังคับขณะยื่นอุทธรณ์

ศาลฎีกาวินิจฉัย เห็นว่า ตามพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลเยาวชนและครอบครัวและวิธีพิจารณาคดีเยาวชนและครอบครัว พ.ศ.2534 มาตรา 121 ซึ่งเป็นกฎหมายที่ใช้บังคับอยู่ในขณะจำเลยยื่นอุทธรณ์บัญญัติว่า คดีที่ศาลเยาวชนและครอบครัวได้พิพากษาหรือมีคำสั่งแล้วให้อุทธรณ์คำพิพากษาหรือคำสั่งนั้นไปยังศาลอุทธรณ์หรือศาลอุทธรณ์ภาคได้ตามบทบัญญัติแห่งกฎหมายว่าด้วยวิธีพิจารณาความเหมือนคดีธรรมดา เว้นแต่ในกรณีที่ศาลเยาวชนและครอบครัวได้พิพากษาหรือมีคำสั่งกำหนดวิธีการสำหรับเด็กและเยาวชนอย่างหนึ่งอย่างใด... ฉะนั้น จำเลยจะอุทธรณ์ปัญหาข้อเท็จจริงว่าจำเลยมิได้กระทำการอันกฎหมายบัญญัติว่าเป็นความผิดโดยมิได้อุทธรณ์เกี่ยวกับการใช้ดุลพินิจ กำหนดวิธีการสำหรับเด็กและเยาวชนได้หรือไม่นั้น จึงต้องพิจารณาตามบทบัญญัติแห่งกฎหมายว่าด้วยวิธีพิจารณาความอย่างคดีธรรมดา ซึ่งเมื่อนำพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลเยาวชนและครอบครัวและวิธีพิจารณาคดีเยาวชนและครอบครัว พ.ศ.2534 มาตรา 6 มาประกอบแล้ว ก็คือบทบัญญัติแห่งประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญามาตรา 193 ทวิ ซึ่งห้ามมิให้อุทธรณ์คำพิพากษาศาลชั้นต้นในปัญหาข้อเท็จจริงในคดีซึ่งอัตราโทษอย่างสูงตามที่กฎหมายกำหนดไว้ให้จำคุกไม่เกินสามปีหรือปรับไม่เกินหกหมื่นบาทหรือทั้งจำทั้งปรับ เมื่อคดีนี้โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามพระราชบัญญัติจราจรทางบก พ.ศ.2522 มาตรา 43, 157 ซึ่งระวางโทษปรับตั้งแต่สี่ร้อยบาทถึงหนึ่งพันบาท และศาลชั้นต้นพิพากษาว่าจำเลยมีความผิดตามพระราชบัญญัติจราจรทางบก พ.ศ.2522 มาตรา 43 (4), 157 ขณะกระทำความผิดจำเลยมีอายุ 12 ปีเศษ ยังไม่ต้องรับโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 74 อาศัยอำนาจตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 74 (1) (2) (3) ศาลชั้นต้นได้ว่ากล่าวตักเตือนจำเลย แล้วมอบตัวให้ผู้ปกครองรับไปอบรมดูแล โดยวางข้อกำหนดผู้ปกครองต้องระวังมิให้จำเลยก่อเหตุร้ายอีกภายใน 2 ปี นับแต่วันพิพากษา มิฉะนั้นผู้ปกครองของจำเลยต้องชำระเงินต่อศาลครั้งละ 3,000 บาท และให้คุมความประพฤติจำเลยไว้มีกำหนด 1 ปี อันเป็นกรณีที่ศาลชั้นต้นซึ่งเป็นศาลเยาวชนและครอบครัวใช้วิธีการสำหรับเด็กและเยาวชนแทนการลงโทษทางอาญาแก่จำเลย ไม่เป็นการลงโทษจำเลยตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 18 อันจะเข้ากรณียกเว้นที่จะมีสิทธิอุทธรณ์ได้ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 193 ทวิ จึงต้องห้ามมิให้อุทธรณ์ในปัญหาข้อเท็จจริงตามบทบัญญัติดังกล่าว เมื่อจำเลยอุทธรณ์คัดค้านคำพิพากษาศาลชั้นต้นว่า จำเลยไม่ได้กระทำโดยประมาทตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น เป็นอุทธรณ์โต้แย้งการรับฟังพยานหลักฐานของศาลชั้นต้น มิใช่อุทธรณ์เกี่ยวกับการใช้ดุลพินิจกำหนดวิธีการสำหรับเด็กและเยาวชน จึงเป็นอุทธรณ์ในปัญหาข้อเท็จจริงอันต้องห้ามมิให้อุทธรณ์ตามบทบัญญัติดังกล่าว เมื่อจำเลยยื่นอุทธรณ์โดยขอให้ผู้พิพากษาหัวหน้าศาลเยาวชนและครอบครัวอนุญาตให้อุทธรณ์ แต่ผู้พิพากษาหัวหน้าศาลเยาวชนและครอบครัวยังไม่ได้มีคำสั่งอนุญาตให้อุทธรณ์ ก็เป็นการชอบด้วยกฎหมายตามพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลเยาวชนและครอบครัวและวิธีพิจารณาคดีเยาวชนและครอบครัว พ.ศ.2534 มาตรา 122 เพราะผู้พิพากษาหัวหน้าศาลเยาวชนและครอบครัวจะอนุญาตให้อุทธรณ์ได้เฉพาะในคดีซึ่งห้ามอุทธรณ์ตามพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลเยาวชนและครอบครัวและวิธีพิจารณาคดีเยาวชนและครอบครัว พ.ศ.2534 มาตรา 121 เท่านั้น มิได้ให้ผู้พิพากษาหัวหน้าศาลเยาวชนและครอบครัวอนุญาตให้อุทธรณ์ในกรณีดังกล่าวได้ แม้ผู้พิพากษาซึ่งพิจารณาหรือลงชื่อในคำพิพากษาจะรับอุทธรณ์ของจำเลยก็ตาม แต่ก็มิได้มีข้อความที่จะจับใจความได้ว่าได้ใช้ดุลพินิจอนุญาตให้อุทธรณ์ได้และจำเลยก็มิได้ปฏิบัติให้ถูกต้องตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 193 ตรี จึงถือว่าคดีไม่มีการอนุญาตหรือรับรองให้อุทธรณ์ในปัญหาข้อเท็จจริง การที่ศาลอุทธรณ์ภาค 9 ไม่รับวินิจฉัยอุทธรณ์มานั้นชอบแล้ว ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาของจำเลยฟังไม่ขึ้น

ในระหว่างการพิจารณาของศาลชั้นต้น ได้มีพระราชบัญญัติแก้ไขเพิ่มเติมประมวลกฎหมายอาญา (ฉบับที่ 21) มาตรา 6 ให้ยกเลิกความใน มาตรา 74 วรรคแรกแห่งประมวลกฎหมายอาญาและให้ใช้ข้อความใหม่แทน มาตรา 74 (2) (เดิม) ซึ่งเป็นกฎหมายที่ใช้บังคับขณะกระทำผิดที่กำหนดไว้ว่า ถ้าศาลเห็นว่า บิดา มารดา หรือผู้ปกครองสามารถดูแลเด็กนั้นได้ ศาลจะมีคำสั่งให้มอบตัวเด็กนั้นให้แก่บิดา มารดา หรือผู้ปกครองไปโดยวางข้อกำหนดให้บิดา มารดา หรือผู้ปกครองระวังเด็กนั้นไม่ให้ก่อเหตุร้ายตลอดเวลาที่ศาลกำหนด ซึ่งต้องไม่เกิน 3 ปี และกำหนดจำนวนเงินตามที่เห็นสมควร ซึ่งบิดา มารดา หรือผู้ปกครองต้องชำระต่อศาลไม่เกินครั้งละ 1,000 บาท ในเมื่อเด็กนั้นก่อเหตุร้ายขึ้น โดยตามมาตรา 74 (2) ที่แก้ไขใหม่ กำหนดไว้ว่าให้ศาลกำหนดจำนวนเงินตามที่เห็นสมควร ซึ่งบิดามารดา หรือผู้ปกครองต้องชำระต่อศาลไม่เกินครั้งละ 10,000 บาท ในเมื่อเด็กนั้นก่อเหตุร้ายขึ้น ดังนั้นกฎหมายเดิมซึ่งเป็นกฎหมายที่ใช้บังคับขณะกระทำความผิดจึงเป็นคุณแก่จำเลยมากกว่า จึงต้องใช้กฎหมายเดิมบังคับแก่จำเลย ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 3 ที่ศาลชั้นต้นนำ มาตรา 74 (2) ซึ่งเป็นกฎหมายที่แก้ไขใหม่มาบังคับแก่จำเลยนั้นจึงเป็นการไม่ชอบ ปัญหาดังกล่าวเป็นข้อกฎหมายที่เกี่ยวกับความสงบเรียบร้อย ศาลฎีกามีอำนาจยกขึ้นอ้างและแก้ไขโดยปรับบทกฎหมายให้ถูกต้องได้ ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 195 วรรคสอง ประกอบมาตรา 225

พิพากษาแก้เป็นว่า อาศัยอำนาจตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 74 (1) (2) (3) (เดิม) ให้ศาลชั้นต้นว่ากล่าวตักเตือนจำเลยแล้วมอบตัวให้ผู้ปกครองไปอบรมดูแล โดยวางข้อกำหนดให้ผู้ปกครองต้องระวังไม่ให้จำเลยก่อเหตุร้ายขึ้นอีกภายใน 2 ปี นับแต่วันพิพากษา มิฉะนั้นผู้ปกครองของจำเลยต้องชำระเงินต่อศาลครั้งละไม่เกิน 1,000 บาท และให้คุมประพฤติจำเลยไว้ 1 ปี นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.อ. ม. 193 ทวิ ม. 193 ตรี ม. 195 วรรคสอง ม. 225
ป.อ. ม. 18 ม. 74 (1) ม. 74 (2) ม. 74 (3)
พ.ร.บ.จัดตั้งศาลเยาวชนและครอบครัวและวิธีพิจารณาคดีเยาวชนและครอบครัว พ.ศ.2534 ม. 6 ม. 121 ม. 122
พ.ร.บ.จราจรทางบก พ.ศ.2522 ม. 43 (4) ม. 157
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการคดีเยาวชนและครอบครัวจังหวัดตรัง
จำเลย — เด็กชายสกล พรหมมี
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดตรังแผนกคดีเยาวชนและครอบครัว — นายจิโรจน์ กรีดกราย
ศาลอุทธรณ์ภาค 9 แผนกคดีเยาวชนและครอบครัว — นายณฤทธิ์ บุญปริอาทร
ชื่อองค์คณะ
วิกร อังคณาวิศัลย์
สิริรัตน์ จันทรา
ธราธร ศิลปโอสถ
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 12000/2554
#528510
เปิดฉบับเต็ม

แม้ขณะเกิดเหตุมีกฎกระทรวง (พ.ศ.2515) ที่ออกโดยอาศัยอำนาจตามประกาศคณะปฏิวัติ ฉบับที่ 294 ลงวันที่ 27 พฤศจิกายน 2515 กำหนดว่า การประพฤติตนไม่สมควรแก่วัยคือ การประพฤติตนดังต่อไปนี้ (9) เที่ยวเตร่ในเวลากลางคืนระหว่างเวลา 22 นาฬิกา ถึงเวลา 04.00 นาฬิกาของวันรุ่งขึ้นเว้นแต่ไปกับบิดามารดาหรือผู้ปกครอง ยังมีผลบังคับใช้จึงทำให้การเที่ยวเตร่ในเวลากลางคืนหลัง 22 นาฬิกาของ ท. ป. ธ. และ ส. เป็นการประพฤติตนไม่สมควร อันมีผลสืบเนื่องทำให้จำเลยซึ่งเป็นผู้เฝ้าร้านเกมในขณะเกิดเหตุเป็นผู้กระทำความผิดฐานชักจูง ส่งเสริม หรือยินยอมให้เด็กประพฤติตนไม่สมควรตาม พ.ร.บ.คุ้มครองเด็ก พ.ศ.2546 มาตรา 26 (3) มีผลใช้บังคับอยู่ก็ตาม แต่ในระหว่างการพิจารณาของศาลชั้นต้นได้มีการออกกฎกระทรวงกำหนดเด็กที่เสี่ยงต่อการกระทำผิด พ.ศ.2549 โดยอาศัยอำนาจตาม มาตรา 4 และมาตรา 6 แห่งพระราชบัญญัติคุ้มครองเด็ก พ.ศ.2546 ใช้บังคับแทนแล้ว ซึ่งกฎกระทรวงดังกล่าวไม่ได้กำหนดว่า กรณีเด็กเที่ยวเตร่ในเวลากลางคืนระหว่างเวลา 22 นาฬิกา ถึงเวลา 04.00 นาฬิกาของวันรุ่งขึ้น เป็นการประพฤติตนไม่สมควร จึงเป็นกรณีที่กฎกระทรวงฉบับใหม่ยกเลิกกฎกระทรวงฉบับเดิมทั้งฉบับ ถือได้ว่าบทบัญญัติของกฎหมายที่บัญญัติในภายหลังการกระทำดังกล่าวนั้นไม่เป็นความผิดอีกต่อไป จำเลยจึงพ้นจากการเป็นผู้กระทำความผิด

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามพระราชบัญญัติคุ้มครองเด็ก พ.ศ.2546 มาตรา 4, 5, 22, 26 (3), 78

จำเลยให้การปฏิเสธ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามพระราชบัญญัติคุ้มครองเด็ก พ.ศ.2546 มาตรา 26(3), 78 ปรับ 10,000 บาท ไม่ชำระค่าปรับให้จัดการตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 29, 30

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์แผนกคดีเยาวชนและครอบครัวพิพากษากลับให้ยกฟ้อง

โจทก์ฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีเยาวชนและครอบครัววินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงในเบื้องต้นรับฟ้งได้ว่า เมื่อวันที่ 15 มกราคม 2549 เวลา 22 นาฬิกาเศษ เจ้าพนักงานตำรวจนำโดยร้อยตำรวจเอกวีระพันธ์กับพวก เข้าไปตรวจที่ร้านซีเอ็นเกมเน็ตที่เกิดเหตุ ซึ่งเป็นร้านอินเตอร์เน็ตเเละเกมคอมพิวเตอร์ พบนายทศพร นายประเสริฐศักดิ์ นายไพรัช นายธนพัฒน์ และนายสุรพล ซึ่งมีอายุต่ำกว่าสิบแปดปีบริบูรณ์อยู่ภายในร้านเกมดังกล่าว นายทศพล นายประเสริฐศักดิ์ นายไพรัชและนายสุรพลกำลังเล่นเกมภายในร้าน ส่วนนายธนพัฒน์นั่งรอเพื่อนที่กำลังเล่นเกม มีจำเลยเป็นผู้เฝ้าร้านเกมแทนนายวชิราชัย เจ้าของร้าน ซึ่งออกไปรับประทานอาหาร ร้อยตำรวจเอกวีระพันธ์กับพวกจึงจับกุมจำเลยพร้อมบุคคลดังกล่าวส่งร้อยตำรวจโทศุภชัย พนักงานสอบสวน ศาลชั้นต้นวินิจฉัยว่า การที่นายประเสริฐศักดิ์ นายไพรัช นายทศพร นายธนพัฒน์และนายสุรพลและบุคคลอื่นรวม 8 คน ซึ่งต่างมีอายุต่ำกว่าสิบแปดปีบริบูรณ์เล่นเกมอยู่ในร้านที่เกิดเหตุหลังเวลา 22 นาฬิกา เป็นการประพฤติตนไม่สมควรตามที่กำหนดไว้ในกฎกระทรวง (พ.ศ.2515) ซึ่งออกโดยอาศัยอำนาจตามประกาศของคณะปฏิวัติ ฉบับที่ 294 จำเลยเป็นผู้ดูแลร้านที่เกิดเหตุในขณะนั้นเท่ากับเป็นการยินยอมหรือส่งเสริมให้เด็กประพฤติตนไม่สมควร จึงมีความผิดตามฟ้อง ศาลอุทธรณ์วินิจฉัยว่าพระราชบัญญัติคุ้มครองเด็ก พ.ศ.2546 มาตรา 88 บัญญัติบทเฉพาะกาลไว้ว่า บรรดากฎกระทรวงที่ออกโดยอาศัยอำนาจตามประกาศคณะปฏิวัติฉบับที่ 294 ให้คงใช้บังคับต่อไปได้เท่าที่ไม่ขัดหรือเเย้งกับพระราชบัญญัติฉบับนี้ จนกว่าจะมีการออกกฎกระทรวงตามพระราชบัญญัตินี้ และเมื่อวันที่ 22 สิงหาคม 2549 ได้ออกกฎกระทรวง โดยอาศัยอำนาจของมาตรา 4 และมาตรา 6 เเห่งพระราชบัญญัติคุ้มครองเด็ก พ.ศ.2546 ซึ่งได้ประกาศในราชกิจจานุเบกษาให้ใช้บังคับได้แล้ว กฎกระทรวงจึงไม่อาจใช้บังคับต่อไปได้อีก แม้ว่าขณะเกิดเหตุกฎกระทรวงที่ใช้บังคับยังเป็นกฎกระทรวง อันทำให้การเที่ยวเตร่ในเวลากลางคืนหลังเวลา 22 นาฬิกา ของนายทศพล นายประเสริฐศักดิ์ นายไพรัช นายธนพัฒน์และนายสุรพลที่กำลังเล่นเกมเป็นการประพฤติตนไม่สมควร อันมีผลสืบเนื่องทำให้จำเลยซึ่งเป็นผู้เฝ้าร้านเกมในขณะเกิดเหตุเป็นผู้กระทำความผิดฐานชักจูง ส่งเสริม หรือยินยอมให้เด็กเหล่านั้นประพฤติตนไม่สมควรก็ตาม แต่ในระหว่างการพิจารณาของศาลชั้นต้น ได้มีการประกาศกฎกระทรวง ซึ่งไม่ได้กำหนดให้การเที่ยวเตร่ในเวลากลางคืนระหว่างเวลา 22 นาฬิกา ถึงเวลา 4 นาฬิกา ของวันรุ่งขึ้นของเด็กเป็นการประพฤติตนไม่สมควรอีก ถือได้ว่าบทบัญญัติของกฎหมายที่บัญญัติในภายหลังทำให้การกระทำเช่นนั้นไม่เป็นความผิดอีกต่อไป จำเลยจึงพ้นจากการเป็นผู้กระทำความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 2 วรรคสอง มีปัญหาจะต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์เป็นประการแรกว่า กฎกระทรวงยังคงมีผลใช้บังคับอยู่หรือไม่ เห็นว่า มาตรา 3 (2) แห่งพระราชบัญญัติคุ้มครองเด็ก พ.ศ.2546 ให้ยกเลิกประกาศของคณะปฏิวัติ ฉบับที่ 294 ลงวันที่ 27 พฤศจิกายน พ.ศ.2515 โดยมีมาตรา 88 บัญญัติบทเฉพาะกาลให้กฎกระทรวง ที่ออกตามประกาศของคณะปฏิวัติ ฉบับที่ 294 ซึ่งบัญญัติกำหนดหลักเกณฑ์การประพฤติตนไม่สมควรของเด็ก ให้มีผลใช้บังคับชั่วคราวจนกว่าจะมีการออกกฎกระทรวงตามพระราชบัญญัติคุ้มครองเด็ก พ.ศ.2546 เท่านั้น เมื่อต่อมารัฐมนตรีว่าการกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ได้ออกกฎกระทรวงกำหนดเด็กที่เสี่ยงต่อการกระทำผิด พ.ศ.2549โดยอาศัยอำนาจในมาตรา 4 และมาตรา 6 แห่งพระราชบัญญัติคุ้มครองเด็ก พ.ศ.2546 กำหนดหลักเกณฑ์ของเด็กที่ประพฤติตนไม่สมควรใหม่ โดยไม่ได้กำหนดให้กรณีเด็กเที่ยวเตร่ในเวลากลางคืนระหว่างเวลา 22 นาฬิกา ถึงเวลา 4 นาฬิกา ของวันรุ่งขึ้นเป็นการประพฤติตนไม่สมควรอีกต่อไป จึงเป็นกรณีกฎกระทรวงฉบับใหม่ยกเลิกกฎกระทรวงฉบับเก่าทั้งฉบับ กฎกระทรวงฉบับเก่าจึงไม่มีผลใช้บังคับแล้ว ศาลอุทธรณ์วินิจฉัยมาชอบแล้ว ฎีกาข้อนี้ของโจทก์ฟังไม่ขึ้น

ปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ในประการสุดท้ายว่า การที่จำเลยปล่อยให้นายทศพลกับพวกเล่นเกมในร้านที่เกิดเหตุโดยไม่มีผู้ปกครองคอยคุ้มครองดูแลควบคุมเป็นการชักจูง ส่งเสริม หรือยินยอมให้เด็กน่าจะทำให้เด็กมีความประพฤติเสี่ยงต่อการกระทำผิด หรือเด็กที่ประพฤติตนไม่สมควรซึ่งทำให้การกระทำของจำเลยดังกล่าวเข้าองค์ประกอบของความผิดตาม มาตรา 26 (3) แห่งพระราชบัญญัติคุ้มครองเด็ก พ.ศ.2546 แล้วหรือไม่ โดยโจทก์ฎีกาว่า กรณีเด็กประพฤติตนไม่สมควรมิจำต้องเป็นไปตามกฎกระทรวง ทั้งเด็กที่ประพฤติตนไม่สมควรเป็นเรื่องที่วิญญูชนพึงรู้จากกฎเกณฑ์ทางสังคม ค่านิยม และจารีตประเพณีประกอบกัน ส่วนกฎกระทรวงที่กำหนดเด็กที่เสี่ยงต่อการกระทำผิด พ.ศ.2549 เป็นเพียงกฎหมายที่กำหนดตัวอย่างเท่านั้น ทั้งการที่นายทศพลกับพวกซึ่งเป็นนักเรียนและนักศึกษาไปเล่นเกมที่ร้านที่เกิดเหตุ เป็นการประพฤติตนไม่สมควรตามกฎกระทรวงกำหนดความประพฤติของนักเรียนและนักศึกษา พ.ศ.2548 แล้ว เห็นว่า แม้ตามพระราชบัญญัติคุ้มครองเด็ก พ.ศ.2546 มาตรา 26 จะบัญญัติว่า ภายใต้บทบัญญัติแห่งกฎหมายอื่น ไม่ว่าเด็กจะยินยอมหรือไม่ ห้ามมิให้ผู้ใดกระทำการดังต่อไปนี้ (3) "บังคับ ขู่เข็ญ ชักจูง ส่งเสริม หรือยินยอมให้เด็กประพฤติตนไม่สมควรหรือน่าจะทำให้เด็กมีความประพฤติเสี่ยงต่อการกระทำผิด" โดยไม่ได้บัญญัติว่าให้เป็นไปตามกฎกระทรวง แต่ตามพระราชบัญญัติคุ้มครองเด็ก พ.ศ.2546 มาตรา 4 ได้บัญญัติกรณีที่เด็กเสี่ยงต่อการกระทำผิดว่า "เด็กที่เสี่ยงต่อการกระทำผิด หมายความว่า เด็กที่ประพฤติตนไม่สมควร เด็กที่ประกอบอาชีพหรือคบหาสมาคมกับบุคคลที่น่าจะชักนำไปในทางกระทำผิดกฎหมายหรือขัดต่อศีลธรรมอันดี หรืออยู่ในสภาพแวดล้อมหรือสถานที่อันอาจชักนำไปในทางเสียหาย ทั้งนี้ ตามที่กำหนดในกฎกระทรวง" จะเห็นได้ว่าตามความในมาตรา 4 ดังกล่าวได้บัญญัติคำจำกัดความของเด็กที่เสี่ยงต่อการกระทำผิดไว้ว่า หมายความรวมถึงเด็กที่ประพฤติตนไม่สมควรด้วย เมื่อตามพระราชบัญญัติคุ้มครองเด็ก พ.ศ.2546 มาตรา 4 ได้บัญญัติความหมายของเด็กที่เสี่ยงต่อการกระทำผิดให้เป็นไปตามกฎกระทรวงทั้งการกระทำที่จะเป็นความผิดอาญาได้จะต้องตีความโดยเคร่งครัด ไม่สามารถนำข้อปฏิบัติของวิญญูชน กฎเกณฑ์ทางสังคม ค่านิยม หรือจารีตประเพณีมาตีความตามฎีกาของโจทก์มาบังคับกับจำเลยได้ เมื่อกฎกระทรวงฉบับใหม่ มิได้กำหนดให้การเที่ยวเตร่ของเด็กในเวลากลางคืนเป็นการประพฤติตนไม่สมควรแก่วัย การกระทำของจำเลยจึงไม่ใช่การชักจูง ส่งเสริม ยินยอมให้เด็กเที่ยวเตร่ในเวลากลางคืนระหว่างเวลา 22 นาฬิกา ถึงเวลา 4 นาฬิกา ของวันรุ่งขึ้น อันเป็นการประพฤติตนไม่สมควรแก่วัย การกระทำของจำเลยจึงไม่มีความผิด ส่วนที่เด็กไม่ปฏิบัติตามกฎกระทรวงกำหนดความประพฤติของนักเรียนและนักศึกษา พ.ศ.2548 เห็นว่า กฎกระทรวงกำหนดความประพฤติของนักเรียนและนักศึกษา พ.ศ.2548 เป็นการออกตามความในตามพระราชบัญญัติคุ้มครองเด็ก พ.ศ.2546 มาตรา 6 และมาตรา 64 เพื่อกำหนดแนวปฏิบัติของเด็กนักเรียนนักศึกษา ไม่ใช่กฎกระทรวงที่ออกตามความในพระราชบัญญัติคุ้มครองเด็ก พ.ศ.2546 มาตรา 4 ที่จะทำให้ผู้ชักจูง ส่งเสริม หรือยินยอมให้เด็กประพฤติตนฝ่าฝืนกฎกระทรวงดังกล่าวแล้ว จะเป็นความผิดตามตามพระราชบัญญัติคุ้มครองเด็ก พ.ศ.2546 มาตรา 26 (3) และกรณีดังกล่าวโจทก์ไม่ได้กล่าวไว้ในฟ้องอีกด้วย ฎีกาข้อนี้ของโจทก์ฟังไม่ขึ้นเช่นกัน ที่ศาลอุทธรณ์พิพากษามานั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาของโจทก์ฟังไม่ขึ้น

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.อ. ม. 2
พ.ร.บ.คุ้มครองเด็ก พ.ศ.2546 ม. 26 (3)
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการ สำนักงานอัยการสูงสุด
จำเลย — นายสุรศักดิ์ ลาภเพิ่มพูนทรัพย์
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลเยาวชนและครอบครัวกลาง — นายจำนง เตือนวีระเดช
ศาลอุทธรณ์ — นายสุรศักดิ์ กิตติพงษ์พัฒนา
ชื่อองค์คณะ
วิชา มั่นสกุล
นพวรรณ อินทรัมพรรย์
ไสว จันทะศรี
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 11987/2554
#518451
เปิดฉบับเต็ม

การที่โจทก์ตกลงที่จะจ่ายค่าจ้างให้พนักงานขับรถตลอดเวลาที่ยังทำงานให้โดยโจทก์มุ่งที่จะใช้การงานของพนักงานขับรถมากกว่าคำนึงถึงผลสำเร็จแห่งงานที่ทำ พนักงานขับรถต้องทำงานภายใต้การควบคุมบังคับบัญชาของโจทก์ โดยใช้ความรู้ความสามารถของตนเพื่อรักษาผลประโยชน์ให้กับโจทก์ และโจทก์มีอำนาจให้คุณให้โทษ เช่น ว่ากล่าวตักเตือน พักงาน เลิกจ้าง เป็นต้น สัญญาจ้างระหว่างโจทก์กับพนักงานขับรถจึงมีลักษณะเป็นสัญญาจ้างแรงงาน และอยู่ในความหมายของคำว่า ลูกจ้าง นายจ้าง และค่าจ้างตาม พ.ร.บ.ประกันสังคม พ.ศ.2533 มาตรา 5

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องและแก้ไขคำฟ้องขอให้ศาลเพิกถอนคำสั่งคำวินิจฉัยที่ อย 0025/13 ลงวันที่ 5 มกราคม 2548 และคำวินิจฉัยของคณะกรรมการอุทธรณ์ที่ 1005/2548 ลงวันที่ 5 กรกฎาคม 2548 และให้มีคำสั่งให้สัญญาให้บริการขับรถยนต์ของโจทก์เป็นสัญญาว่าจ้างทำของ

จำเลยให้การขอให้ยกฟ้อง

ศาลแรงงานกลางฟังข้อเท็จจริงว่า โจทก์ทำสัญญาจ้างพนักงานขับรถให้ขับรถยนต์ของผู้บริหารชาวญี่ปุ่น แต่ไม่ได้แจ้งขึ้นทะเบียนเป็นผู้ประกันตนในส่วนของพนักงานขับรถผู้บริหารชาวญี่ปุ่น จำนวน 6 คน โดยโจทก์อ้างว่ามิได้มีนิติสัมพันธ์ในการเป็นลูกจ้างกับนายจ้าง เมื่อพิเคราะห์หนังสือสัญญาจ้างแล้วเห็นว่ามีการกำหนดคุณสมบัติของพนักงานขับรถ มีกฎ ระเบียบ ข้อบังคับที่ให้พนักงานขับรถต้องปฏิบัติตาม ผู้ใช้บริการมีอำนาจออกคำสั่งในการทำงานได้ เวลาให้บริการขับรถคือวันจันทร์ถึงวันเสาร์ เวลา 8 ถึง 17 นาฬิกา หากผู้ให้บริการนัดหมายเวลาล่วงหน้าแล้วแต่ไม่มาทำงาน ถือว่าผู้ให้บริการขาดงาน และจะถูกหักค่าจ้าง ดังนั้น การที่ผู้ให้บริการต้องปฏิบัติตามคำสั่งของผู้ใช้บริการ หากหยุดงานหรือมีธุระจำเป็นต้องแจ้งให้ผู้ใช้บริการทราบ เห็นได้ว่า ผู้ให้บริการต้องทำงานตามคำสั่งและอยู่ภายใต้การควบคุมบังคับบัญชาของนายจ้าง ไม่สามารถทำงานโดยอิสระปราศจากการควบคุมบังคับบัญชา นิติสัมพันธ์ระหว่างผู้ให้บริการและผู้ใช้บริการ จึงถือว่าเป็นการจ้างแรงงาน โจทก์อยู่ในฐานะนายจ้างของพนักงานขับรถ คำวินิจฉัยของจำเลยชอบแล้ว พิพากษายกฟ้อง

โจทก์อุทธรณ์ต่อศาลฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีแรงงานวินิจฉัยว่า นิติสัมพันธ์ระหว่างโจทก์กับพนักงานขับรถอยู่ในฐานะนายจ้างกับลูกจ้างตามมาตรา 5 แห่งพระราชบัญญัติประกันสังคม พ.ศ.2533 หรือไม่ เห็นว่า ตามหนังสือสัญญาจ้างพนักงานขับรถ ซึ่งโจทก์เป็นผู้ทำขึ้นก็ระบุชื่อสัญญาว่าเป็นหนังสือสัญญาจ้างแรงงาน มีการกำหนดคุณสมบัติของพนักงานขับรถว่า ต้องมีความรู้เกี่ยวกับเครื่องยนต์ ดูแลสภาพรถยนต์ให้ใช้งานได้ดี มีความซื่อสัตย์ ขยันหมั่นเพียรในการทำงาน ต้องตรงต่อเวลา มีกิริยามารยาทสุภาพและแต่งกายให้สะอาดเรียบร้อย รวมทั้งยังมีกฎข้อบังคับที่พนักงานขับรถต้องปฏิบัติตาม คือมาทำงานวันจันทร์ถึงวันเสาร์ ตั้งแต่เวลา 8 ถึง 17 นาฬิกา หากไม่สามารถทำงานได้ต้องแจ้งให้โจทก์ทราบทุกครั้ง ก่อนถึงเวลานัดให้มาทำงาน 1 ชั่วโมง โจทก์จ่ายค่าจ้างให้เดือนละ 5,000 บาท หากทำงานเกินเวลาก็จะได้รับค่าล่วงเวลา ในการปฏิบัติงานจะมีตารางควบคุมพนักงานขับรถและบันทึกการปฏิบัติงานในแต่ละวัน หากประพฤติตัวไม่เหมาะสมก็สามารถแจ้งเลิกสัญญาได้ ซึ่งตามพระราชบัญญัติประกันสังคม พ.ศ. 2533 มาตรา 5 กำหนดคำนิยามว่า ลูกจ้างหมายความว่า ผู้ซึ่งทำงานให้นายจ้างโดยได้รับค่าจ้าง ไม่ว่าจะเรียกชื่ออย่างไร แต่ไม่รวมถึงลูกจ้างซึ่งทำงานเกี่ยวกับงานบ้านอันมิได้มีการประกอบธุรกิจรวมอยู่ด้วย นายจ้างหมายความว่า ผู้ซึ่งรับลูกจ้างเข้าทำงานโดยจ่ายค่าจ้าง และให้หมายความรวมถึงผู้ซึ่งได้รับมอบหมายให้ทำงานแทนนายจ้าง และค่าจ้างหมายความว่า เงินทุกประเภทที่นายจ้างจ่ายให้แก่ลูกจ้างเป็นค่าตอบแทนการทำงานในวันและเวลาทำงานปกติ ไม่ว่าจะคำนวณตามระยะเวลาหรือคำนวณตามผลงานที่ลูกจ้างทำได้และให้หมายความรวมถึงเงินที่นายจ้างจ่ายให้ในวันหยุดและวันลาซึ่งลูกจ้างไม่ได้ทำงานด้วย และไม่ว่าจะเรียกชื่ออย่างไร และประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 575 บัญญัติว่า "อันว่าสัญญาจ้างแรงงานนั้น คือสัญญาซึ่งบุคคลคนหนึ่งเรียกว่า ลูกจ้าง ตกลงจะทำงานให้แก่บุคคลอีกคนหนึ่ง เรียกว่า นายจ้าง และนายจ้างตกลงจะให้สินจ้างตลอดเวลาที่ทำงานให้" ดังนั้น การที่โจทก์ตกลงที่จะจ่ายค่าจ้างให้พนักงานขับรถตลอดเวลาที่ยังทำงานให้โดยโจทก์มุ่งที่จะใช้การงานของพนักงานขับรถมากกว่าคำนึงถึงผลสำเร็จแห่งงานที่ทำ พนักงานขับรถต้องทำงานภายใต้การควบคุมบังคับบัญชาของโจทก์ โดยใช้ความรู้ความสามารถของตนเพื่อรักษาผลประโยชน์ให้กับโจทก์ และโจทก์มีอำนาจให้คุณให้โทษ เช่น ว่ากล่าว ตักเตือน พักงาน เลิกจ้าง เป็นต้น สัญญาจ้างระหว่างโจทก์กับพนักงานขับรถจึงมีลักษณะเป็นสัญญาจ้างแรงงาน และอยู่ในความหมายของคำว่า ลูกจ้าง นายจ้างและค่าจ้างตามพระราชบัญญัติประกันสังคม พ.ศ. 2533 ที่โจทก์อุทธรณ์ว่าในสัญญาจ้าง ข้อ 9 ระบุว่ากรณีที่ผู้ให้บริการทำงานฝ่าฝืนกฎจราจรและมีการเสียค่าปรับ ผู้ให้บริการจะต้องรับผิดชอบเองยกเว้นผู้ใช้บริการบอกให้กระทำ ผู้ใช้บริการจะเป็นผู้รับผิดชอบเอง แสดงว่า พนักงานขับรถมีอิสระปราศจากการควบคุมบังคับบัญชานั้น ก็เป็นการกำหนดขึ้นเพื่อผลักภาระให้แก่พนักงานขับรถจะได้ใช้ความระมัดระวังการทำผิดกฎจราจรเท่านั้น มิใช่เป็นการแสดงว่าโจทก์มิได้มีอำนาจบังคับบัญชาแต่อย่างใด คำสั่งของจำเลยจึงชอบด้วยกฎหมาย ที่ศาลแรงงานกลางพิพากษายกฟ้องโจทก์นั้น ต้องด้วยความเห็นของศาลฎีกา อุทธรณ์ของโจทก์ฟังไม่ขึ้น

พิพากษายืน.
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 575
พ.ร.บ.ประกันสังคม พ.ศ.2533 ม. 5
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — บริษัทคุมิ (ไทยแลนด์) จำกัด
จำเลย — สำนักงานประกันสังคมจังหวัดพระนครศรีอยุธยา
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลแรงงานกลาง — นายเอกรินทร์ หนุนภักดี
ชื่อองค์คณะ
ประเสริฐ โอนพรัตน์วิบูล
ดิเรก อิงคนินันท์
วิรุฬห์ แสงเทียน
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 11903/2554
#518405
เปิดฉบับเต็ม

โจทก์ยื่นคำร้องว่าเดิมโจทก์ยื่นคำร้องขอให้ผู้พิพากษาซึ่งพิจารณาคดีรวม 7 คน รับรองให้โจทก์ฎีกา แต่ผู้พิพากษา 2 คน ไม่รับรองให้ฎีกา จึงเหลือผู้พิพากษาอีก 5 คน ที่ยังไม่ได้พิจารณารับรอง การที่ศาลชั้นต้นรับฟังว่าผู้พิพากษาที่มีสิทธิรับรองฎีกาไม่อนุญาตให้ฎีกา และมีคำสั่งไม่รับฎีกาของโจทก์ จึงเป็นคำสั่งที่ผิดระเบียบตาม ป.วิ.พ. มาตรา 27 ประกอบ ป.วิ.อ. มาตรา 15 ขอให้ศาลมีคำสั่งเพิกถอนคำสั่งดังกล่าว และมีคำสั่งให้ส่งคำร้องให้ผู้พิพากษาอีก 5 คน พิจารณารับรองแล้วมีคำสั่งใหม่ตามรูปคดี ศาลชั้นต้นมีคำสั่งให้ยกคำร้องขอเพิกถอนกระบวนพิจารณาที่ผิดระเบียบของโจทก์ โจทก์ต้องอุทธรณ์คำสั่งดังกล่าวต่อศาลอุทธรณ์ตาม ป.วิ.อ. มาตรา 193 วรรคหนึ่ง กรณีไม่ใช่เป็นการอุทธรณ์คำสั่งศาลชั้นต้นที่มีคำสั่งไม่รับฎีกาของโจทก์ตาม ป.วิ.อ. มาตรา 224 วรรคหนึ่ง ที่ต้องส่งคำร้องอุทธรณ์คำสั่งของโจทก์ไปยังศาลฎีกา การที่ศาลชั้นต้นส่งคำร้องอุทธรณ์คำสั่งของโจทก์ไปยังศาลอุทธรณ์จึงชอบแล้ว

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
คดีสืบเนื่องมาจากโจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยทั้งแปดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83, 84, 86, 150, 157 พระราชบัญญัติว่าด้วยความผิดของพนักงานในองค์การหรือหน่วยงานของรัฐ พ.ศ.2502 มาตรา 5, 6, 7, 11 ศาลชั้นต้นไต่สวนมูลฟ้องแล้ว เห็นว่า คดีโจทก์ไม่มีมูล พิพากษายกฟ้อง โจทก์อุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน โจทก์ฎีกาพร้อมยื่นคำร้องขอให้ผู้พิพากษาซึ่งพิจารณาในศาลชั้นต้นรับรองให้ฎีกา ศาลชั้นต้นมีคำสั่งให้ส่งคำร้องไปให้นางสาวสุพัตรา และนางสาวดาวน้อย ผู้พิพากษาซึ่งพิจารณาในศาลชั้นต้นรับรองให้ฎีกา ส่วนผู้พิพากษาอีก 5 คนนั้น ขณะพิจารณาคดีเป็นผู้ช่วยผู้พิพากษาไม่มีอำนาจรับรองให้ฎีกาได้ ต่อมาผู้พิพากษาซึ่งพิจารณาในศาลชั้นต้นไม่อนุญาตให้โจทก์ฎีกา และศาลชั้นต้นมีคำสั่งไม่รับฎีกาของโจทก์

วันที่ 26 พฤษภาคม 2551 โจทก์ยื่นคำร้องขอให้ศาลชั้นต้นส่งคำร้องขอให้รับรองฎีกาไปให้นายกิตติพงศ์ นายพิทักษ์ นางสาวปิยวรรณ นางสาวกองแก้วและนางปาริชาติ รับรองให้ฎีกา ศาลชั้นต้นมีคำสั่งว่า ผู้พิพากษาที่โจทก์ขอให้ลงชื่อรับรองตามคำร้องนั้น ขณะลงชื่อเป็นเพียงผู้ช่วยผู้พิพากษาซึ่งยังไม่ได้รับการโปรดเกล้าให้เป็นผู้พิพากษา ไม่ได้เป็นองค์คณะ จึงยังไม่มีอำนาจลงชื่อรับรองให้ฎีกาได้ ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 221 กรณีจึงไม่มีเหตุให้ส่งไปให้ผู้พิพากษาทั้งห้ารับรอง ประกอบกับศาลยกคำร้องขอเพิกถอนคำสั่งศาลแล้ว อีกทั้งฎีกาของโจทก์เกินกำหนดแล้ว กรณีไม่มีเหตุให้ต้องรับรอง ยกคำร้อง และโจทก์ยื่นคำร้องขอให้เพิกถอนคำสั่งศาลชั้นต้นลงวันที่ 7 พฤษภาคม 2551 ที่ว่าผู้พิพากษาที่มีสิทธิรับรองให้ฎีกาไม่อนุญาตให้ฎีกาแล้วมีคำสั่งใหม่ให้ส่งไปให้ผู้พิพากษาทั้ง 5 คน พิจารณารับรอง ศาลชั้นต้นมีคำสั่งว่าคดีนี้เฉพาะนางสาวสุพัตราและนางสาวดาวน้อย เท่านั้นที่เป็นผู้พิพากษาที่นั่งพิจารณาคดี ส่วนที่เหลือนั้นเป็นเพียงผู้ช่วยผู้พิพากษาไม่มีอำนาจลงชื่อรับรองฎีกาได้ ไม่มีเหตุเพิกถอนคำสั่งดังกล่าวให้ยกคำร้อง

โจทก์อุทธรณ์คำสั่งศาลชั้นต้นทั้งสองคำสั่ง

ศาลอุทธรณ์ภาค 5 พิพากษายืนทั้งสองคำสั่ง

โจทก์ฎีกาเฉพาะคำสั่งไม่เพิกถอนคำสั่งศาลชั้นต้นลงวันที่ 7 พฤษภาคม 2551

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ที่โจทก์ฎีกาว่า โจทก์อุทธรณ์คำสั่งไม่รับฎีกา การที่ศาลชั้นต้นส่งคำร้องอุทธรณ์คำสั่งของโจทก์ไปยังศาลอุทธรณ์ เป็นการไม่ชอบด้วยประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 224 วรรคหนึ่ง คำพิพากษาศาลอุทธรณ์จึงไม่ชอบ นั้น เห็นว่า โจทก์ยื่นคำร้องฉบับลงวันที่ 26 พฤษภาคม 2551 สรุปใจความได้ว่า ตามคำร้องของโจทก์ที่ให้ผู้พิพากษาซึ่งพิจารณารับรองให้ฎีกา รวม 7 คน แต่นางสาวสุพัตราและนางสาวดาวน้อยไม่รับรองให้ฎีกา ยังอยู่อีก 5 คน ที่ยังไม่ได้พิจารณารับรอง ผู้พิพากษาดังกล่าวเป็นผู้พิจารณาคดีนี้ และกฎหมายไม่ได้บังคับว่าผู้พิพากษาคนใดมีสิทธิหรือไม่มีสิทธิ เมื่อเป็นผู้พิพากษาซึ่งพิจารณาจึงมีสิทธิรับรองได้ อาศัยอำนาจตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 221 ประกอบมาตรา 15 และมาตรา 27 แห่งประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง ขอให้มีคำสั่งเพิกถอนคำสั่งลงวันที่ 7 พฤษภาคม 2551 ที่รับฟังว่าผู้พิพากษาที่มีสิทธิรับรองฎีกาไม่อนุญาตให้ฎีกา แล้วมีคำสั่งใหม่ให้ส่งเรื่องให้ผู้พิพากษา 5 คนพิจารณารับรองและมีคำสั่งใหม่ตามรูปคดี คำร้องของโจทก์ดังกล่าวเป็นคำร้องที่ขอให้เพิกถอนกระบวนพิจารณาที่ผิดระเบียบตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 27 ประกอบประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 15 โดยอ้างว่า การที่ศาลชั้นต้นไม่ส่งคำร้องขอให้รับรองฎีกาของโจทก์ไปให้ผู้พิพากษาอีก 5 คนพิจารณาเป็นการไม่ชอบซึ่งเป็นอำนาจของศาลชั้นต้นที่จะพิจารณาและมีคำสั่งตามบทบัญญัติดังกล่าว ดังนี้ เมื่อศาลชั้นต้นมีคำสั่งให้ยกคำร้องของโจทก์และโจทก์อุทธรณ์คำสั่งดังกล่าว จึงมิใช่กรณีที่โจทก์อุทธรณ์คำสั่งศาลชั้นต้นที่ไม่รับฎีกาของโจทก์ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 224 วรรคหนึ่งโจทก์ต้องอุทธรณ์คำสั่งดังกล่าวต่อศาลอุทธรณ์ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 193 วรรคหนึ่ง มิใช่อุทธรณ์ต่อศาลฎีกาตามบทบัญญัติดังกล่าว ที่ศาลชั้นต้นส่งคำร้องอุทธรณ์คำสั่งของโจทก์ไปยังศาลอุทธรณ์และศาลอุทธรณ์วินิจฉัยอุทธรณ์โจทก์และมีคำพิพากษา จึงชอบแล้ว ฎีกาของโจทก์ฟังไม่ขึ้น พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.อ. ม. 15 ม. 193 วรรคหนึ่ง ม. 224 วรรคหนึ่ง
ป.วิ.พ. ม. 27
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นายศรีวิกรม์ วีระพันธ์
จำเลย — นางชวนพิศ ธรรมศิริ กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลอาญา — นายนวชาติ ยมะสมิต
ศาลอุทธรณ์ — นายนพพร โพธิรังสิยากร
ชื่อองค์คณะ
มนตรี ศรีเอี่ยมสะอาด
สุรศักดิ์ คีรีวิเชียร
สมสันต์ ศุภศาสตรสิน
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 11883/2554
#519989
เปิดฉบับเต็ม

การซื้อขายหุ้นสามัญชนิดระบุชื่อเป็นการซื้อขายสังหาริมทรัพย์อย่างหนึ่งซึ่งต้องปฏิบัติตาม ป.พ.พ. มาตรา 456 วรรคสองและวรรคสาม ส่วน ป.พ.พ. มาตรา 1129 วรรคสอง เพียงกำหนดแบบของการโอนหุ้นที่มีหลักฐานการโอนที่แน่นอนเท่านั้น หาใช่แบบของการซื้อขายหุ้น ผู้ซื้อหุ้นที่มิได้โอนหุ้นให้ถูกต้องตามบทบัญญัติดังกล่าวยังไม่อาจอ้างว่าตนเป็นผู้ถือหุ้นในบริษัท และไม่อาจใช้สิทธิในฐานะผู้ถือหุ้นตามที่ ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์บัญญัติไว้เท่านั้น หาทำให้การซื้อขายหุ้นตกเป็นโมฆะไม่

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยทั้งหกร่วมกันชำระเงิน 3,284,730.50 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 15 ต่อปี ของต้นเงิน 2,856,287.50 บาท นับถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์

จำเลยที่ 1 ถึงที่ 5 ให้การขอให้ยกฟ้อง

ระหว่างพิจารณาโจทก์ถอนฟ้องจำเลยที่ 6 ศาลชั้นต้นอนุญาต จำหน่ายคดีเฉพาะจำเลยที่ 6

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยที่ 1 ถึงที่ 5 ร่วมกันชำระเงิน 2,856,287.50 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันที่ 29 สิงหาคม 2544 เป็นต้นไปจนกว่าจำเลยที่ 1 ถึงที่ 5 จะชำระเสร็จให้แก่โจทก์ กับให้จำเลยที่ 1 ถึงที่ 5 ร่วมกันใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ โดยกำหนดค่าทนายความ 20,000 บาท

จำเลยที่ 1 ถึงที่ 5 อุทธรณ์

ระหว่างพิจารณา ศาลอุทธรณ์มีคำสั่งจำหน่ายคดีในส่วนของจำเลยที่ 1 เนื่องจากจำเลยที่ 1 ถูกพิทักษ์ทรัพย์เด็ดขาด

ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน ให้จำเลยที่ 2 ถึงที่ 5 ใช้ค่าฤชาธรรมเนียมในชั้นอุทธรณ์แทนโจทก์ โดยกำหนดค่าทนายความให้ 10,000 บาท

จำเลยที่ 2 ถึงที่ 5 ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า คดีนี้โจทก์ฟ้องว่า จำเลยทั้งหกผิดสัญญาซื้อขายหุ้นซึ่งเป็นการซื้อขายสังหาริมทรัพย์อย่างหนึ่งที่ต้องปฏิบัติตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 456 วรรคสองและวรรคสาม แม้วัตถุแห่งคดีจะเป็นการซื้อขายหุ้น แต่กรณีก็ไม่จำต้องมีการปฏิบัติตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1129 วรรคสอง ทั้งนี้เพราะความมุ่งหมายของบทบัญญัติดังกล่าวที่บัญญัติว่า การโอนหุ้นชนิดระบุชื่อ ถ้ามิได้ทำเป็นหนังสือและลงลายมือชื่อของผู้โอนกับผู้รับโอน มีพยานคนหนึ่งเป็นอย่างน้อยลงชื่อรับรองลายมือชื่อเป็นโมฆะนั้น เป็นการกำหนดแบบของการโอนที่มีหลักฐานการโอนที่แน่นอนเท่านั้น หาใช่เป็นแบบของการซื้อขายหุ้นไม่ ผู้ซื้อหุ้นที่มิได้ทำการโอนให้ถูกต้องตามบทบัญญัติดังกล่าว ยังไม่อาจอ้างว่าตนเป็นผู้ถือหุ้นในบริษัท ไม่อาจใช้สิทธิในฐานะผู้ถือหุ้นในบริษัทตามที่ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์บัญญัติไว้เท่านั้น แต่หาทำให้การซื้อขายหุ้นขัดต่อกฎหมายและตกเป็นโมฆะไม่ เมื่อโจทก์มีหนังสือแจ้งการโอนเงินค่าหุ้น เป็นหลักฐานของการซื้อขาย และจำเลยทั้งหกได้รับโอนหุ้นโดยชำระเงินบางส่วน ข้อเท็จจริงจึงรับฟังได้ว่า จำเลยทั้งหกร่วมกันซื้อหุ้นพิพาทจากโจทก์ และต้องรับผิดชำระเงินค่าซื้อหุ้นพิพาทที่ค้างชำระแก่โจทก์

พิพากษายืน ให้จำเลยที่ 2 ถึงที่ 5 ใช้ค่าฤชาธรรมเนียมในชั้นฎีกาแทนโจทก์โดยกำหนดค่าทนายความให้ 30,000 บาท
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 456 ม. 1129
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นายสงวน จิรธนกิจ
จำเลย — นายสุเทพ เจริญพรพานิชกุล กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลแพ่ง — นายสาโรจน์ เอี่ยมองค์
ศาลอุทธรณ์ — นายบุญทอง ปลื้มวรสวัสดิ์
ชื่อองค์คณะ
ธีระวัฒน์ ภัทรานวัช
สุรศักดิ์ คีรีวิเชียร
สมสันต์ ศุภศาตรสิน
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 11865/2554
#513592
เปิดฉบับเต็ม

ข้อเท็จจริงได้ความว่า ขณะพวกของจำเลยซึ่งนั่งซ้อนท้ายรถจักรยานยนต์ของจำเลยที่กำลังขับตามผู้เสียหายไปถามผู้เสียหายว่า จะรีบไปไหน พวกของจำเลยดังกล่าวเพียงแต่มีมีดถืออยู่ในมือ และในขณะผู้เสียหายวิ่งหนี พวกของจำเลยได้วิ่งไล่ตามผู้เสียหายไปจนทัน แล้วกระชากสร้อยคอทองคำที่ผู้เสียหายสวมอยู่ขาดติดมือพวกของจำเลยไป โดยพวกของจำเลยไม่ได้ใช้มีดที่ถืออยู่จี้ขู่เข็ญ หรือแสดงท่าทีใดๆ ให้เห็นว่าเป็นการขู่เข็ญว่าจะใช้มีดที่ถืออยู่ฟันหรือแทงประทุษร้ายหากขัดขืนไม่ให้พวกของจำเลยกระชากเอาสร้อยคอทองคำไป พฤติการณ์ของจำเลยกับพวกตามที่ได้ความดังกล่าวจึงถือไม่ได้ว่าเป็นการขู่เข็ญว่าในทันใดนั้นจะใช้กำลังประทุษร้ายผู้เสียหายเพื่อความสะดวกในการลักทรัพย์ การกระทำของจำเลยกับพวกไม่เป็นความผิดฐานชิงทรัพย์แต่เป็นความผิดฐานวิ่งราวทรัพย์

โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยข้อหาชิงทรัพย์ ไม่ได้บรรยายฟ้องว่าจำเลยฉกฉวยเอาไปซึ่งหน้าและมิได้มีคำขอท้ายฟ้องให้ลงโทษฐานวิ่งราวทรัพย์ แสดงว่าโจทก์ไม่ประสงค์จะให้ลงโทษฐานวิ่งราวทรัพย์ ศาลลงโทษจำเลยฐานวิ่งราวทรัพย์ไม่ได้ คงลงโทษฐานลักทรัพย์ อันเป็นองค์ประกอบหนึ่งของความผิดฐานชิงทรัพย์เท่านั้น

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องและแก้ไขฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 33,83, 91, 339, 340 ตรี, 371 และนับโทษจำเลยต่อจากโทษของจำเลยในคดีอาญาหมายเลขดำที่ 6465/2549 ของศาลชั้นต้น ริบอาวุธมีดปลายแหลมของกลาง กับให้จำเลยคืนสร้อยคอทองคำส่วนที่ผู้เสียหายยังไม่ได้รับคืนพร้อมจี้ทองคำให้แก่ผู้เสียหายหรือใช้ราคาทรัพย์เป็นเงิน 6,000 บาท

จำเลยให้การปฏิเสธ แต่รับว่าเป็นบุคคลคนเดียวกับจำเลยในคดีที่โจทก์ขอให้นับโทษต่อ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 339 วรรคสอง, 340 ตรี, 371 ประกอบมาตรา 83 เป็นความผิดหลายกรรมต่างกัน ให้ลงโทษทุกกรรมเป็นกระทงความผิดไป ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 ฐานร่วมกันชิงทรัพย์ในเวลากลางคืนโดยมีอาวุธและร่วมกระทำความผิดตั้งแต่สองคนขึ้นไปโดยใช้ยานพาหนะในการกระทำความผิด จำคุก 18 ปี ฐานพาอาวุธไปในเมือง หมู่บ้าน และทางสาธารณะโดยไม่มีเหตุอันสมควร ปรับ 90 บาท รวมจำคุก 18 ปี และปรับ 90 บาท จำเลยให้การรับสารภาพชั้นจับกุมและชั้นสอบสวนเป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 หนึ่งในสาม คงจำคุก 12 ปี และปรับ 60 บาท ไม่ชำระค่าปรับให้จัดการตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 29 และนับโทษจำเลยต่อจากโทษของจำเลยในคดีอาญาหมายเลขแดงที่ 5816/2550 ของศาลชั้นต้น ริบอาวุธมีดปลายแหลมของกลาง กับให้จำเลยร่วมกันคืนสร้อยคอทองคำบางส่วนพร้อมจี้ทองคำที่ผู้เสียหายยังไม่ได้รับคืนแก่ผู้เสียหายหรือใช้ราคาทรัพย์แทนเป็นเงิน 6,000 บาท

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษาแก้เป็นว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 335 (1) (7) วรรคสอง ประกอบมาตรา 336 ทวิ, 83 จำคุก 6 ปี ลดโทษให้หนึ่งในสามแล้ว คงจำคุก 4 ปี รวมกับโทษปรับ 60 บาท ฐานพาอาวุธโดยไม่มีเหตุสมควรแล้ว คงจำคุก 4 ปี และปรับ 60 บาท นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

โจทก์ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า สำหรับความผิดฐานพาอาวุธไปในเมือง หมู่บ้านหรือทางสาธารณะโดยไม่มีเหตุสมควร ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 371 ถึงที่สุดไปแล้ว คงมีปัญหามาสู่การวินิจฉัยของศาลฎีกาแต่เฉพาะข้อกฎหมายตามฎีกาของโจทก์ว่า การกระทำของจำเลยเป็นความผิดฐานร่วมกับพวกชิงทรัพย์ผู้เสียหายในเวลากลางคืนโดยมีอาวุธและใช้ยานพาหนะเพื่อสะดวกแก่การกระทำความผิดหรือไม่ โจทก์ฎีกาว่าพฤติการณ์ของจำเลยกับพวกถือว่าเป็นการใช้กำลังประทุษร้ายผู้เสียหายเพื่อลักทรัพย์แล้ว ในการวินิจฉัยปัญหาข้อกฎหมายดังกล่าว ศาลฎีกาต้องฟังข้อเท็จจริงตามที่ศาลอุทธรณ์ได้วินิจฉัยมาแล้วจากพยานหลักฐานในสำนวน ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 222 ซึ่งข้อเท็จจริงฟังเป็นยุติตามที่ศาลอุทธรณ์วินิจฉัยมาว่า ในคืนเกิดเหตุ ขณะผู้เสียหายกำลังเดินตามถนนเอกชัยเพื่อไปทำงาน จำเลยได้ขับรถจักรยานยนต์อย่างช้าๆ ตามไปทางด้านหลัง เมื่อถึงที่เกิดเหตุบริเวณหน้าบริษัทไทเทคนิคพลาส จำกัด พวกของจำเลยซึ่งนั่งซ้อนท้ายได้ถามผู้เสียหายว่า เจ๊จะรีบไปไหน ผู้เสียหายเห็นที่มือพวกของจำเลยคนดังกล่าวมีมีดถืออยู่ก็ตกใจและวิ่งหนี พวกของจำเลยกระโดดลงจากรถวิ่งไล่ตามไปทันและกระชากสร้อยคอทองคำพร้อมจี้ทองคำที่ผู้เสียหายสวมอยู่จนขาดติดมือแล้ววิ่งกลับไปนั่งซ้อนท้ายรถจักรยานยนต์ที่จำเลยขับรออยู่หลบหนีไป โดยมิได้ใช้กำลังประทุษร้ายหรือใช้วาจาขู่เข็ญผู้เสียหายแต่อย่างใด เห็นว่า การกระทำที่จะเป็นความผิดฐานชิงทรัพย์ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 339 วรรคแรก นั้น ต้องเป็นการลักทรัพย์โดยใช้กำลังประทุษร้าย หรือขู่เข็ญว่าในทันใดนั้นจะใช้กำลังประทุษร้าย เพื่อให้ความสะดวกแก่การลักทรัพย์ หรือการพาทรัพย์นั้นไป หรือให้ยื่นให้ซึ่งทรัพย์นั้น ฯลฯ เมื่อข้อเท็จจริงได้ความว่า ขณะพวกของจำเลยซึ่งนั่งซ้อนท้ายรถจักรยานยนต์ของจำเลยที่กำลังขับตามผู้เสียหายไปถามผู้เสียหายว่า จะรีบไปไหน พวกของจำเลยดังกล่าวเพียงแต่มีมีดถืออยู่ในมือ และในขณะผู้เสียหายวิ่งหนี พวกของจำเลยได้วิ่งไล่ตามผู้เสียหายไปจนทัน แล้วกระชากสร้อยคอทองคำที่ผู้เสียหายสวมอยู่ขาดติดมือพวกของจำเลยไป โดยพวกของจำเลยไม่ได้ใช้มีดที่ถืออยู่จี้ขู่เข็ญ หรือแสดงท่าทีใดๆ ให้เห็นว่าเป็นการขู่เข็ญว่าจะใช้มีดที่ถืออยู่ฟันหรือแทงประทุษร้ายหากขัดขืนไม่ให้พวกของจำเลยกระชากเอาสร้อยคอทองคำไป พฤติการณ์ของจำเลยกับพวกตามที่ได้ความจึงถือไม่ได้ว่าเป็นการขู่เข็ญว่าในทันใดนั้นจะใช้กำลังประทุษร้ายผู้เสียหายเพื่อความสะดวกในการลักทรัพย์ดังที่โจทก์ฎีกา ที่ศาลอุทธรณ์เห็นว่าพฤติการณ์ของจำเลยกับพวกเป็นการร่วมลักทรัพย์สร้อยคอทองคำและจี้ทองคำของผู้เสียหายโดยฉกฉวยเอาซึ่งหน้าโดยใช้รถจักรยานยนต์เป็นยานพาหนะเพื่อสะดวกแก่การกระทำความผิด พาทรัพย์นั้นไป หรือให้พ้นการจับกุม อันเป็นความผิดฐานวิ่งราวทรัพย์ ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 336 วรรคแรก ประกอบมาตรา 336 ทวิ, 83 แต่โจทก์มิได้บรรยายฟ้องว่าจำเลยกับพวกฉกฉวยเอาทรัพย์ของผู้เสียหายพาหนีไปซึ่งหน้าอันเป็นองค์ประกอบความผิดฐานวิ่งราวทรัพย์ และคำขอท้ายฟ้องก็มิได้ขอให้ลงโทษฐานวิ่งราวทรัพย์มาด้วย จึงเป็นเรื่องที่โจทก์ไม่ประสงค์ให้ลงโทษจำเลยฐานวิ่งราวทรัพย์และลงโทษจำเลยฐานลักทรัพย์ไปตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 335 (1) (7) วรรคสอง ประกอบมาตรา 336 ทวิ, 83 ซึ่งเป็นความผิดที่เป็นองค์ประกอบอย่างหนึ่งของความผิดฐานชิงทรัพย์ ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 192 วรรคท้าย จึงชอบแล้ว ฎีกาของโจทก์ฟังไม่ขึ้น

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.อ. ม. 339 วรรคหนึ่ง
ป.วิ.อ. ม. 192
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการ สำนักงานอัยการสูงสุด
จำเลย — นายบวรเดช สงวนวิก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลอาญาธนบุรี — นายวิรัช จารุนิธิ
ศาลอุทธรณ์ — นายเพิ่มศักดิ์ สายสีทอง
ชื่อองค์คณะ
เฉลียว พลวิเศษ
นิยุต สุภัทรพาหิรผล
วิกร อังคณาวิศัลย์
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 11850/2554
#520004
เปิดฉบับเต็ม

พ.ร.ฎ.ยุบสภาผู้แทนราษฎร พ.ศ.2549 มาตรา 4 กำหนดให้มีการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรเป็นการทั่วไปในวันที่ 2 เมษายน 2549 การที่จำเลยรับบัตรเลือกตั้งแบบแบ่งเขตและบัตรเลือกตั้งแบบบัญชีรายชื่ออย่างละ 1 ใบ จากคณะกรรมการการเลือกตั้ง จากนั้นจำเลยชูบัตรเลือกตั้งสองใบ พร้อมกับพูดว่า "ผมขอใช้สิทธิตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 65" แล้วฉีกบัตรเลือกตั้งทั้งสองใบทันทีในวันดังกล่าว ซึ่งเป็นวันเลือกตั้งทั่วไปตาม พ.ร.ฎ.ยุบสภาผู้แทนราษฎร พ.ศ.2549 โดยขณะนั้นการเลือกตั้งยังมีผลในทางปฏิบัติอยู่ เมื่อจำเลยจงใจฉีกบัตรเลือกตั้งอันเป็นการกระทำด้วยประการใดๆ ให้บัตรเลือกตั้งชำรุดหรือเสียหายหรือให้เป็นบัตรเสีย การกระทำของจำเลยจึงครบองค์ประกอบความผิดตาม พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรและสมาชิกวุฒิสภา พ.ศ.2541 มาตรา 108 ที่บังคับใช้อยู่ในขณะเกิดเหตุแล้ว แม้ต่อมาศาลรัฐธรรมนูญจะมีคำวินิจฉัยว่าการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรเป็นการทั่วไป เมื่อวันที่ 2 เมษายน 2549 เป็นการเลือกตั้งไม่ชอบด้วยรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2540 มีผลเป็นการเพิกถอนการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรตามประกาศผลการเลือกตั้งของคณะกรรมการการเลือกตั้งดังกล่าว ตามคำวินิจฉัยที่ 9/2549 ของศาลรัฐธรรมนูญ แต่ขณะเกิดเหตุ ในวันเกิดเหตุเป็นวันเลือกตั้งตามกฎหมายและกระบวนการเลือกตั้งที่ดำเนินการให้มีการลงคะแนนโดยผู้มีสิทธิเลือกตั้งของกรรมการประจำหน่วยเลือกตั้งก็เป็นไปโดยอำนาจหน้าที่ตามกฎหมายเช่นเดียวกับการไปใช้สิทธิเลือกตั้งของจำเลย คำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญหาได้มีผลเป็นการลบล้างว่าไม่มีการกระทำของจำเลยเกิดขึ้นในวันดังกล่าว หรือการกระทำของจำเลยไม่เป็นความผิดตามกฎหมายแต่ประการใดไม่ กรณีไม่ต้องด้วย ป.อ. มาตรา 2 วรรคสอง

แม้รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2540 หมวด 3 ว่าด้วยสิทธิและเสรีภาพของชนชาวไทย มาตรา 65 บัญญัติว่า "บุคคลย่อมมีสิทธิต่อต้านโดยสันติวิธีซึ่งการกระทำใดๆ ที่เป็นไปเพื่อให้ได้มาซึ่งอำนาจในการปกครองประเทศโดยวิธีการซึ่งมิได้เป็นไปตามวิถีทางที่บัญญัติไว้ในรัฐธรรมนูญนี้" แต่บทบัญญัติมาตรา 28 วรรคหนึ่ง ซึ่งบัญญัติในหมวดเดียวกันได้บัญญัติไว้ด้วยว่า "บุคคลย่อมอ้างศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ หรือใช้สิทธิและเสรีภาพของตนได้เท่าที่ไม่ละเมิดสิทธิและเสรีภาพของบุคคลอื่น ไม่เป็นปฏิปักษ์ต่อรัฐธรรมนูญ หรือไม่ขัดต่อศีลธรรมอันดีของประชาชน" ดังนั้นการใช้สิทธิต่อต้านโดยสันติวิธีดังกล่าวต้องเป็นการกระทำที่ชอบด้วยกฎหมายด้วย

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามพระราชกฤษฎีกายุบสภาผู้แทนราษฎร พ.ศ.2549 มาตรา 4 พระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรและสมาชิกวุฒิสภา พ.ศ.2541 มาตรา 108

จำเลยให้การรับสารภาพ

ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง

โจทก์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 9 พิพากษายืน

โจทก์ฎีกา โดยอัยการสูงสุดรับรองให้ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงรับฟังได้ว่า เมื่อวันที่ 2 เมษายน 2549 ซึ่งเป็นวันเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรเป็นการทั่วไป จำเลยไปใช้สิทธิเลือกตั้งในหน่วยเลือกตั้งที่ 4 หมู่ที่ 2 ตำบลบางหมาก อำเภอกันตัง จังหวัดตรัง จำเลยได้รับบัตรเลือกตั้งแบบแบ่งเขตและบัตรเลือกตั้งแบบบัญชีรายชื่ออย่างละ 1 ใบ แล้วจำเลยฉีกบัตรเลือกตั้งทั้งสองใบดังกล่าว ต่อมาเมื่อวันที่ 8 พฤษภาคม 2549 ศาลรัฐธรรมนูญมีคำวินิจฉัยว่าการเลือกตั้งไม่ชอบด้วยรัฐธรรมนูญและให้เพิกถอนการเลือกตั้งดังกล่าว

มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ว่า การที่จำเลยฉีกบัตรเลือกตั้งเป็นความผิดตามฟ้องโจทก์หรือไม่ เห็นว่า พระราชกฤษฎีกายุบสภาผู้แทนราษฎร พ.ศ.2549 มาตรา 4 กำหนดให้มีการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรเป็นการทั่วไปในวันที่ 2 เมษายน 2549 การที่จำเลยรับบัตรเลือกตั้งแบบแบ่งเขตและบัตรเลือกตั้งแบบบัญชีรายชื่ออย่างละ 1 ใบ จากคณะกรรมการการเลือกตั้ง จากนั้นจำเลยชูบัตรเลือกตั้งทั้งสองใบ พร้อมกับพูดว่า "ผมขอใช้สิทธิตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 65" แล้วฉีกบัตรเลือกตั้งทั้งสองใบทันทีในวันดังกล่าว ซึ่งเป็นวันเลือกตั้งทั่วไปตามพระราชกฤษฎีกายุบสภาผู้แทนราษฎร พ.ศ.2549 โดยขณะนั้นการเลือกตั้งยังมีผลในทางปฏิบัติอยู่ เมื่อจำเลยจงใจฉีกบัตรเลือกตั้งอันเป็นการกระทำด้วยประการใดๆ ให้บัตรเลือกตั้งชำรุดหรือเสียหายหรือให้เป็นบัตรเสีย การกระทำของจำเลยจึงครบองค์ประกอบความผิดตามพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรและสมาชิกวุฒิสภา พ.ศ.2541 มาตรา 108 ที่บังคับใช้อยู่ในขณะเกิดเหตุแล้ว แม้ต่อมาศาลรัฐธรรมนูญจะมีคำวินิจฉัยว่าการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรเป็นการทั่วไป เมื่อวันที่ 2 เมษายน 2549 เป็นการเลือกตั้งไม่ชอบด้วยรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2540 มีผลเป็นการเพิกถอนการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรตามประกาศผลการเลือกตั้งของคณะกรรมการการเลือกตั้งดังกล่าว ตามคำวินิจฉัยที่ 9/2549 ของศาลรัฐธรรมนูญ แต่ขณะเกิดเหตุ ในวันเกิดเหตุเป็นวันเลือกตั้งตามกฎหมายและกระบวนการเลือกตั้งที่ดำเนินการให้มีการลงคะแนนโดยผู้มีสิทธิเลือกตั้งของกรรมการประจำหน่วยเลือกตั้งก็เป็นไปโดยอำนาจหน้าที่ตามกฎหมายเช่นเดียวกับการไปใช้สิทธิเลือกตั้งของจำเลย คำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญหาได้มีผลเป็นการลบล้างว่าไม่มีการกระทำของจำเลยเกิดขึ้นในวันดังกล่าว หรือการกระทำของจำเลยไม่เป็นความผิดตามกฎหมายแต่ประการใดไม่ กรณีไม่ต้องด้วยประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 2 วรรคสอง ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 9 วินิจฉัยว่าการกระทำของจำเลยไม่เป็นความผิดนั้น จึงเป็นการวินิจฉัยโดยผลของการเลือกตั้งที่เกิดขึ้นภายหลังจากที่จำเลยกระทำความผิดสำเร็จไปแล้ว

ส่วนการกระทำของจำเลยเป็นการใช้สิทธิต่อต้านโดยสันติวิธีตามรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2540 หรือไม่นั้น เห็นว่า ตามรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2540 มาตรา 65 บัญญัติว่า "บุคคลย่อมมีสิทธิต่อต้านโดยสันติวิธีซึ่งการกระทำใดๆ ที่เป็นไปเพื่อให้ได้มาซึ่งอำนาจในการปกครองประเทศโดยวิธีการซึ่งมิได้เป็นไปตามวิถีทางที่บัญญัติไว้ในรัฐธรรมนูญนี้" บทมาตรานี้บัญญัติไว้ในหมวด 3 ว่าด้วยสิทธิและเสรีภาพของชนชาวไทย ซึ่งมาตรา 28 วรรคหนึ่ง ในหมวดเดียวกันนี้บัญญัติไว้ด้วยว่า "บุคคลย่อมอ้างศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ หรือใช้สิทธิและเสรีภาพของตนได้เท่าที่ไม่ละเมิดสิทธิและเสรีภาพของบุคคลอื่น ไม่เป็นปฏิปักษ์ต่อรัฐธรรมนูญ หรือไม่ขัดต่อศีลธรรมอันดีของประชาชน" ดังนี้ การใช้สิทธิต่อต้านโดยสันติวิธีเท่าที่ไม่ละเมิดสิทธิและเสรีภาพของบุคคลอื่น ไม่เป็นปฏิปักษ์ต่อรัฐธรรมนูญ หรือไม่ขัดต่อศีลธรรมอันดีของประชาชน ตามบทบัญญัติดังกล่าวย่อมหมายรวมถึงต้องเป็นการกระทำที่ชอบด้วยกฎหมายด้วย เมื่อจำเลยรับบัตรเลือกตั้งมาแล้วไม่มีบทบัญญัติใดบังคับให้จำเลยต้องลงคะแนนให้ผู้สมัครคนใดคนหนึ่ง แต่กลับเปิดช่องทางให้ผู้มีสิทธิเลือกตั้งแสดงเจตนาของตนว่าไม่ประสงค์จะเลือกผู้สมัครคนใดคนหนึ่งหรือบัญชีรายชื่อของพรรคการเมืองใดพรรคการเมืองหนึ่งได้อีกด้วย แม้จำเลยจะกาเครื่องหมายลงในบัตรเลือกตั้งจนเป็นบัตรเสียก็ไม่มีบทบัญญัติของกฎหมายว่าเป็นความผิด การกระทำที่กล่าวถึงเป็นกรอบของกฎหมายที่ให้การรับรองและคุ้มครองสิทธิของผู้มีสิทธิเลือกตั้งโดยทั่วไป การที่จำเลยจงใจฉีกบัตรเลือกตั้งซึ่งกฎหมายบัญญัติไว้ชัดเจนว่าการกระทำดังกล่าวเป็นความผิดและมีโทษทางอาญา จึงเป็นการกระทำที่ฝ่าฝืนต่อกฎหมายอันกระทบต่อความสงบเรียบร้อยของรัฐ มิใช่เป็นการใช้สิทธิต่อต้านโดยสันติวิธีดังที่จำเลยกล่าวอ้างแต่อย่างใด จำเลยจึงมีความผิดตามฟ้อง ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 9 พิพากษามานั้น ศาลฎีกาไม่เห็นพ้องด้วย ฎีกาของโจทก์ฟังขึ้น ส่วนฎีกาข้ออื่นของโจทก์ไม่จำต้องวินิจฉัยเพราะไม่ทำให้ผลคดีเปลี่ยนแปลงไป

พิพากษากลับว่า จำเลยมีความผิดตามพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรและสมาชิกวุฒิสภา พ.ศ.2541 มาตรา 108 ให้จำคุก 6 เดือน จำเลยให้การรับสารภาพเป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้กึ่งหนึ่งตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คงจำคุก 3 เดือน โทษจำคุกให้รอการลงโทษไว้มีกำหนด 1 ปี ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 56 และให้เพิกถอนสิทธิเลือกตั้งของจำเลยมีกำหนด 5 ปี
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญ ว่าด้วยการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรและสมาชิกวุฒิสภา พ.ศ.2541 ม. 108
ป.อ. ม. 2 วรรคสอง
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการจังหวัดตรัง
จำเลย — นายทศพร กาญจนภมรพัฒน์
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดตรัง — นายวศิน ศิลปไชย
ศาลอุทธรณ์ภาค 9 — นางสาวบุญมี ฐิตะศิริ
ชื่อองค์คณะ
บุญรอด ตันประเสริฐ
ศุภชัย สมเจริญ
โสภณ โรจน์อนนท์
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 11849/2554
#513766
เปิดฉบับเต็ม

คดีนี้ศาลอุทธรณ์ภาค 3 พิพากษาให้ลงโทษและเพิ่มโทษจำเลยจนคดีถึงที่สุดไปแล้ว เมื่อวันที่ 28 มีนาคม 2549 ก่อนวันที่พระราชบัญญัติล้างมลทินในวโรกาสที่พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดชมีพระชนมพรรษา 80 พรรษา พ.ศ.2550 ใช้บังคับ จำเลยจึงไม่ได้รับประโยชน์จากพระราชบัญญัติดังกล่าว ทั้งกรณีไม่อาจนำประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 3 ซึ่งเป็นเรื่องที่กฎหมายที่ใช้ในขณะกระทำความผิดแตกต่างกับกฎหมายที่ใช้ในภายหลังการกระทำความผิดมาใช้บังคับได้

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
คดีสืบเนื่องมาจากศาลอุทธรณ์ภาค 3 พิพากษาลงโทษจำเลยตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 มาตรา 15 วรรคหนึ่ง (เดิม), 66 วรรคหนึ่ง (ที่แก้ไขใหม่) การกระทำของจำเลยเป็นความผิดหลายกรรมต่างกัน ให้ลงโทษทุกกรรมเป็นกระทงความผิดไปตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 ฐานมีเมทแอมเฟตามีนไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่าย จำคุก 4 ปี ฐานจำหน่ายเมทแอมเฟตามีน จำคุก 4 ปี เพิ่มโทษตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 มาตรา 97 กระทงละกึ่งหนึ่ง ฐานมีเมทแอมเฟตามีนไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่าย จำคุก 6 ปี ฐานจำหน่ายเมทแอมเฟตามีน จำคุก 6 ปี รวมจำคุก 12 ปี คืนธนบัตรล่อซื้อของกลางแก่เจ้าของ คดีถึงที่สุดเมื่อวันที่ 28 มีนาคม 2549

วันที่ 17 มกราคม 2554 จำเลยยื่นคำร้องว่า จำเลยได้รับประโยชน์จากพระราชบัญญัติล้างมลทินในวโรกาสที่พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดชมีพระชนมพรรษา 80 พรรษา พ.ศ.2550 มาตรา 4 และประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 3 (1) ขอให้งดการเพิ่มโทษ กับออกหมายจำคุกคดีถึงที่สุดใหม่

ศาลชั้นต้นมีคำสั่งว่า การลดโทษตามพระราชกฤษฎีกาพระราชทานอภัยโทษเนื่องในวโรกาสหรือโอกาสต่าง ๆ ภายหลังคดีถึงที่สุดแล้วเป็นไปตามหลักเกณฑ์ที่กำหนดไว้ในพระราชกฤษฎีกาพระราชทานอภัยโทษแต่ละฉบับ กรณีดังกล่าวมิใช่กฎหมายที่ใช้ในขณะกระทำความผิดแตกต่างกับกฎหมายที่ใช้ในภายหลังการกระทำความผิดเป็นคุณแก่ผู้กระทำความผิดและโทษตามคำพิพากษาหนักกว่าโทษที่กำหนดตามกฎหมายที่บัญญัติในภายหลังตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 3 (1) ที่จำเลยจะขอให้กำหนดโทษใหม่ได้ คำร้องของจำเลยไม่ต้องด้วยประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 3 (1) ให้ยกคำร้อง

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 3 พิพากษายืน

จำเลยฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยว่า มีเหตุที่จะงดเพิ่มโทษจำเลยหรือไม่ เห็นว่า พระราชบัญญัติล้างมลทินในวโรกาสที่พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดชมีพระชนมพรรษา 80 พรรษา พ.ศ.2550 มาตรา 2 บัญญัติว่า "พระราชบัญญัตินี้ให้ใช้บังคับตั้งแต่วันที่ 5 ธันวาคม 2550 เป็นต้นไป" คดีนี้ศาลอุทธรณ์ภาค 3 พิพากษาให้ลงโทษและเพิ่มโทษจำเลยจนคดีถึงที่สุดไปแล้วเมื่อวันที่ 28 มีนาคม 2549 ก่อนวันที่พระราชบัญญัติล้างมลทินในวโรกาสที่พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดชมีพระชนมพรรษา 80 พรรษา พ.ศ.2550 ใช้บังคับ จำเลยจึงไม่ได้รับประโยชน์จากพระราชบัญญัติดังกล่าว ทั้งกรณีไม่อาจนำประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 3 ซึ่งเป็นเรื่องที่กฎหมายที่ใช้ในขณะกระทำความผิดแตกต่างกับกฎหมายที่ใช้ในภายหลังการกระทำความผิดมาใช้บังคับได้ คำพิพากษาศาลฎีกาที่จำเลยอ้างถูกกลับโดยที่ประชุมใหญ่ศาลฎีกาแล้ว ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 3 พิพากษาชอบแล้ว ฎีกาของจำเลยฟังไม่ขึ้น

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.อ. ม. 3
พ.ร.บ.ล้างมลทินในวโรกาสที่พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดชทรงมีพระชนมพรรษา 80 พรรษา พ.ศ.2550 ม. 2
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการจังหวัดภูเขียว
จำเลย — นายพรมศรีหรือศักดิ์ แสนป้อง
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดภูเขียว — นายสัญญา โยธา
ศาลอุทธรณ์ภาค 3 — นางสาวนันทวัน เจริญชาศรี
ชื่อองค์คณะ
ธงชัย เสนามนตรี
อภิรัตน์ ลัดพลี
กฤษฎิ์จิรัฐ คุณาจิรภรณ์
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 11840/2554
#514219
เปิดฉบับเต็ม

ว. เป็นภริยาโดยชอบด้วยกฎหมายของจำเลย อยู่กินด้วยกันที่อำเภอหลังสวน จังหวัดชุมพรต่อมาเลิกกันโดยมิได้จดทะเบียนหย่า ว. ย้ายไปอยู่จังหวัดภูเก็ต ได้รู้จักกับผู้เสียหายและได้อยู่กินฉันสามีภริยากับผู้เสียหาย จำเลยตามไปจังหวัดภูเก็ตและขู่ว่าหากแต่งงานใหม่จะฆ่า ว. กับผู้เสียหาย ต่อมาปี 2547 ว. กับผู้เสียหายได้มางานศพบิดา ว. ที่อำเภอหลังสวน จังหวัดชุมพร จำเลยขู่จะฆ่า ว. และผู้เสียหายอีก จน ว. ได้แจ้งความไว้กับเจ้าพนักงานตำรวจ แสดงว่าจำเลยมีความโกรธแค้น ว. และผู้เสียหายและก็คงหาโอกาสที่จะฆ่าบุคคลทั้งสองมาตลอด จนวันเกิดเหตุเมื่อจำเลยทราบว่า ว. และผู้เสียหายมาที่อำเภอหลังสวน จำเลยก็ได้เดินทางจากบ้านจำเลยไปที่บ้านพักของ ว. และผู้เสียหาย เมื่อไปถึงจำเลยก็ใช้อาวุธปืนยิงผู้เสียหายแล้วหลบหนีไป การที่จำเลยนำอาวุธติดตัวไปด้วยแสดงว่าจำเลยเตรียมอาวุธปืนเพื่อที่จะฆ่าผู้เสียหายไว้แล้ว ทั้งบ้านจำเลยและบ้านที่เกิดเหตุซึ่งอยู่คนละหมู่บ้านกันย่อมมีระยะทางห่างกันพอสมควร ระหว่างที่จำเลยเดินทางไปจำเลยย่อมคิดทบทวนหลายครั้งแล้วว่าจะฆ่าผู้เสียหาย เมื่อไปถึงจำเลยก็ได้ใช้อาวุธปืนยิงผู้เสียหายไปเลยโดยไม่ได้พูดคุยอะไรกัน การกระทำของจำเลยจึงเป็นการพยายามฆ่าผู้เสียหายโดยไตร่ตรองไว้ก่อน

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 288, 289 (4), 80, 32, 33, 91 พระราชบัญญัติอาวุธปืน เครื่องกระสุนปืน วัตถุระเบิด ดอกไม้เพลิงและสิ่งเทียมอาวุธปืน พ.ศ.2490 มาตรา 7, 8 ทวิ, 72, 72 ทวิ ริบของกลาง

จำเลยให้การปฏิเสธ แต่เมื่อสืบพยานโจทก์เสร็จแล้ว จำเลยขอถอนคำให้การเดิมและให้การใหม่เป็นรับสารภาพในข้อหามีและพาอาวุธปืน ส่วนข้อหาพยายามฆ่าผู้อื่นโดยไตร่ตรองไว้ก่อน จำเลยให้การว่ากระทำความผิดโดยบันดาลโทสะ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 288 ประกอบมาตรา 80 พระราชบัญญัติอาวุธปืน เครื่องกระสุนปืน วัตถุระเบิด ดอกไม้เพลิง และสิ่งเทียมอาวุธปืน พ.ศ.2490 มาตรา 7, 8 ทวิ วรรคหนึ่ง, 72 วรรคหนึ่ง, 72 ทวิ วรรคสอง เป็นความผิดหลายกรรมต่างกัน ให้ลงโทษทุกกรรมเป็นกระทงความผิดไป ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 ฐานพยายามฆ่าผู้อื่น จำคุก 10 ปี ฐานมีอาวุธปืนโดยไม่ได้รับใบอนุญาต จำคุก 1 ปี ฐานพาอาวุธปืนโดยไม่ได้รับใบอนุญาต จำคุก 6 เดือน คำให้การจำเลยเป็นประโยชน์แก่การพิจารณา ลดโทษฐานพยายามฆ่าผู้อื่นให้หนึ่งในสาม และฐานมีและพาอาวุธปืนโดยไม่ได้รับใบอนุญาตให้กระทงละกึ่งหนึ่ง ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 ฐานพยายามฆ่าผู้อื่นจำคุก 6 ปี 8 เดือน ฐานมีอาวุธปืนโดยไม่ได้รับใบอนุญาต จำคุก 6 เดือน ฐานพาอาวุธปืนโดยไม่ได้รับใบอนุญาต จำคุก 3 เดือน รวมจำคุก 6 ปี 17 เดือน ข้อหาพยายามฆ่าผู้อื่นโดยไตร่ตรองไว้ก่อนให้ยก ริบของกลาง

โจทก์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 8 พิพากษาแก้เป็นว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 289 (4) ประกอบมาตรา 52 (1), 80 ฐานพยายามฆ่าผู้อื่นโดยไตร่ตรองไว้ก่อน ให้จำคุกตลอดชีวิต คำให้การจำเลยเป็นประโยชน์แก่การพิจารณาลดโทษฐานพยายามฆ่าผู้อื่นโดยไตร่ตรองไว้ก่อนให้หนึ่งในสาม ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 ประกอบมาตรา 53 คงจำคุก 33 ปี 4 เดือน เมื่อรวมกับโทษฐานมีอาวุธปืนโดยไม่ได้รับใบอนุญาต จำคุก 6 เดือน และฐานพาอาวุธปืนโดยไม่ได้รับใบอนุญาต จำคุก 3 เดือน ตามคำพิพากษาศาลชั้นต้นแล้ว เป็นจำคุกจำเลย 33 ปี 13 เดือน นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

จำเลยฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงรับกันฟังได้ว่า ในวันเกิดเหตุจำเลยได้ใช้ปืนยิงนายบุญโลม ผู้เสียหายที่บริเวณลำตัวข้างขวาและแขนขวาทะลุปอดขวาฉีกขาด กระดูกต้นแขนขวาหัก เส้นเลือดแดงที่ต้นแขนขวาขาด มีปัญหาวินิจฉัยตามฎีกาจำเลยว่า จำเลยพยายามฆ่าผู้เสียหายโดยไตร่ตรองไว้ก่อนหรือไม่ เห็นว่า นางวาสนาเป็นภริยาที่ชอบด้วยกฎหมายของจำเลย มีบุตรด้วยกัน 2 คน ได้อยู่กินด้วยกันที่อำเภอหลังสวน จังหวัดชุมพร ต่อมาได้เลิกอยู่กินด้วยกันแต่ยังไม่ได้จดทะเบียนหย่า โดยนางวาสนาได้ย้ายไปอยู่ที่จังหวัดภูเก็ต อยู่ได้ประมาณ 1 ปี ได้รู้จักกับผู้เสียหายและได้อยู่กินด้วยกันฉันสามีภริยา จำเลยได้ตามไปที่จังหวัดภูเก็ตและได้ขู่ว่าหากแต่งงานใหม่จะฆ่านางวาสนากับผู้เสียหาย ต่อมาปี 2547 นางวาสนากับผู้เสียหายได้มางานศพบิดานางวาสนาที่อำเภอหลังสวน จังหวัดชุมพร จำเลยก็ได้ขู่จะฆ่านางวาสนาและผู้เสียหายอีก จนนางวาสนาได้แจ้งความไว้กับเจ้าพนักงานตำรวจ แสดงว่าจำเลยมีความโกรธแค้นนางวาสนาและผู้เสียหายตั้งแต่ที่ได้ทราบว่าทั้งสองคนอยู่กินด้วยกันฉันสามีภริยา และก็คงหาโอกาสที่จะฆ่าบุคคลทั้งสองมาตลอด จนวันเกิดเหตุเมื่อจำเลยทราบว่านางวาสนาและผู้เสียหายมาที่อำเภอหลังสวน จำเลยก็ได้เดินทางจากบ้านจำเลยซึ่งอยู่ที่บ้านเลขที่ 9 หมู่ที่ 3 ตำบลนาขา อำเภอหลังสวนไปที่บ้านเลขที่ 18 หมู่ที่ 12 ตำบลนาขา อำเภอหลังสวน ซึ่งนางวาสนาและผู้เสียหายพักอยู่ เมื่อไปถึงจำเลยก็ใช้อาวุธปืนยิงผู้เสียหายแล้วหลบหนีไปเลย การที่จำเลยนำอาวุธติดตัวไปด้วยแสดงว่าจำเลยเตรียมอาวุธปืนเพื่อที่จะฆ่าผู้เสียหายไว้แล้ว ทั้งบ้านจำเลยและบ้านที่เกิดเหตุซึ่งอยู่คนละหมู่กันย่อมมีระยะทางห่างกันพอสมควร ระหว่างที่จำเลยเดินทางไปจำเลยย่อมคิดทบทวนหลายครั้งแล้วว่าจะฆ่าผู้เสียหาย เมื่อไปถึงจำเลยก็ได้ใช้อาวุธปืนยิงผู้เสียหายไปเลยโดยไม่ได้พูดคุยอะไรกัน การกระทำของจำเลยจึงเป็นการพยายามฆ่าผู้เสียหายโดยไตร่ตรองไว้ก่อน... ศาลอุทธรณ์ภาค 8 พิพากษาชอบแล้ว ฎีกาจำเลยฟังไม่ขึ้น

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.อ. ม. 80 ม. 289
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการจังหวัดหลังสวน
จำเลย — นายประสารหรือแอ๊ด แก้วนคร
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดหลังสวน — นายต่อพงษ์ พ่วงมหา
ศาลอุทธรณ์ภาค 8 — นายบุญสิทธิ์ คงสุวรรณ
ชื่อองค์คณะ
ไสว จันทะศรี
สมชาย สินเกษม
ปริญญา ดีผดุง
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 11833/2554
#513597
เปิดฉบับเต็ม

บุคคลที่เดินทางจากต่างประเทศเข้ามาในประเทศไทยจะต้องผ่านพิธีการตรวจโดยสำนักงานตรวจคนเข้าเมืองก่อน เมื่อผ่านพิธีการตรวจคนเข้าเมืองแล้ว ถือว่าบุคคลนั้นเดินทางเข้ามาในประเทศไทยแล้ว หลังจากนั้นจึงมาผ่านขั้นตอนของเจ้าหน้าที่ศุลกากรที่จะต้องตรวจสิ่งของต้องห้ามต่อไป การที่จำเลยนั่งรถยนต์รับจ้างจากประเทศมาเลเซียเข้ามาในประเทศไทยบริเวณด่านศุลกากรสะเดา ตำบลสำนักขาม อำเภอสะเดา จังหวัดสงขลา จึงถือว่าจำเลยเดินทางเข้ามาในประเทศไทยแล้ว เมื่อจำเลยถูกนายตรวจศุลกากรตรวจค้นและพบเมทแอมเฟตามีนของกลางบรรจุอยู่ภายในซองพลาสติกใสใส่ไว้ในกระปุกครีมใส่ผมในกระเป๋าสะพายของจำเลย การกระทำของจำเลยจึงเป็นความผิดฐานนำยาเสพติดให้โทษในประเภท 1 เข้ามาในราชอาณาจักร หาใช่เป็นเพียงความผิดฐานพยายามนำยาเสพติดให้โทษในประเภท 1 เข้ามาในราชอาณาจักรไม่

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ. 2522 มาตรา 4, 7, 8, 15, 65, 66, 100/1, 102 ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 32, 33, 90 และริบเมทแอมเฟตามีนของกลาง

จำเลยให้การรับสารภาพ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ. 2522 มาตรา 15 วรรคหนึ่ง วรรคสาม (2), 65 วรรคสอง,66 วรรคสอง เมทแอมเฟตามีนที่จำเลยนำเข้าและมีไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่ายเป็นจำนวนเดียวกัน การกระทำของจำเลยจึงเป็นกรรมเดียวเป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบท ให้ลงโทษฐานนำเข้ายาเสพติดให้โทษในประเภท 1 เพื่อจำหน่าย ซึ่งเป็นกฎหมายบทที่มีโทษหนักที่สุดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 วางโทษประหารชีวิต จำเลยให้การรับสารภาพในชั้นพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้กึ่งหนึ่งตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 ประกอบมาตรา 52 (2) คงจำคุก 25 ปี ริบเมทแอมเฟตามีนของกลาง

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 9 พิพากษายืน

จำเลยฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ทางพิจารณาโจทก์นำสืบประกอบคำรับสารภาพของจำเลยว่า ขณะที่นายจรัล นายตรวจศุลกากร ปฏิบัติหน้าที่ตรวจค้นรถที่ขับจากประเทศมาเลเซียเข้ามาในประเทศไทยบริเวณด่านศุลกากรสะเดา ตำบลสำนักขาม อำเภอสะเดา จังหวัดสงขลา เห็นรถยนต์รับจ้างยี่ห้อฮอนด้า หมายเลขทะเบียน กง 429 สงขลา แล่นผ่านด่านเข้ามาในประเทศไทยจึงแสดงตัวขอตรวจค้นเพื่อตรวจสอบว่ามีของที่ยังมิได้เสียภาษีอากรหรือของต้องห้าม ต้องจำกัดมากับบุคคลภายในรถหรือรถหรือไม่ จากการตรวจสอบรถยนต์คันดังกล่าวมีนายสาธิต เป็นคนขับ มีจำเลยซึ่งเป็นบุคคลสัญชาติมาเลเซียเป็นผู้โดยสารโดยจำเลยนั่งอยู่ที่นั่งด้านหน้าข้างคนขับ และพบเมทแอมเฟตามีนจำนวน 7 ซอง บรรจุอยู่ภายในซองพลาสติกใสใส่ไว้ในกระปุกครีมใส่ผมซึ่งอยู่ภายในกระเป๋าสะพายสีน้ำตาลที่วางอยู่บนหน้าตักของจำเลย จากการสอบถามผ่านนายสาธิตซึ่งทำหน้าที่ล่าม จำเลยรับว่าเมทแอมเฟตามีนจำนวนดังกล่าวเป็นของตนเองที่ซื้อมาจากเพื่อนชาวมาเลเซีย นายจรัลจึงนำตัวจำเลยมาที่ด่านศุลกากรเพื่อทำบันทึกการจับกุม ชั้นจับกุมจำเลยให้การรับสารภาพ จากนั้นนำตัวจำเลยพร้อมของกลางตามบัญชีของกลางคดีอาญาส่งพนักงานสอบสวนดำเนินคดี ชั้นสอบสวนจำเลยให้การปฏิเสธ พนักงานสอบสวนส่งยาเสพติดให้โทษของกลางไปตรวจพิสูจน์ ผลการตรวจพิสูจน์พบเมทแอมเฟตามีนไฮโดรคลอไรด์ น้ำหนักสุทธิ 2.850 กรัม คำนวณเป็นสารบริสุทธิ์ได้ 2.261 กรัม

จำเลยไม่สืบพยาน

พิเคราะห์แล้ว มีปัญหาวินิจฉัยตามฎีกาจำเลย จำเลยมีความผิดฐานนำยาเสพติดให้โทษในประเภท 1 เข้ามาในราชอาณาจักรเพื่อจำหน่ายตามคำพิพากษาศาลล่างทั้งสองหรือไม่ โดยจำเลยฎีกาว่า จำเลยถูกตรวจค้นและจับกุมขณะอยู่ในพิธีการศุลกากรและตรวจคนเข้าเมืองถือว่าเป็นการพยายามกระทำความผิดฐานนำยาเสพติดให้โทษในประเภท 1 เข้ามาในราชอาณาจักรเท่านั้น ในข้อนี้นายจรัลเบิกความตอบทนายจำเลยถามค้านว่า หากบุคคลที่เดินทางจากต่างประเทศเข้ามาในประเทศไทยจะต้องผ่านพิธีการตรวจโดยสำนักงานตรวจคนเข้าเมืองก่อน เมื่อผ่านพิธีการตรวจคนเข้าเมืองแล้วถือว่าเข้ามาในเขตแดนประเทศไทยแล้ว หลังจากนั้นมาผ่านขั้นตอนของเจ้าหน้าที่ศุลกากรที่จะตรวจหาสิ่งของต้องห้ามต่อไป โดยจำเลยไม่ได้นำสืบโต้แย้งในข้อนี้แต่อย่างใด ดังนั้น จึงฟังได้ว่าจำเลยนำยาเสพติดให้โทษในประเภท 1 เข้ามาในประเทศไทยแล้ว การกระทำของจำเลยเป็นความผิดสำเร็จไม่ใช่พยายาม ที่ศาลล่างทั้งสองพิพากษามานั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วยฎีกาของจำเลยฟังไม่ขึ้น

ส่วนที่จำเลยฎีกาขอให้ลงโทษสถานเบานั้น ปรากฏว่าศาลล่างทั้งสองใช้ดุลพินิจกำหนดโทษจำคุกจำเลย 25 ปี ซึ่งเป็นอัตราโทษขั้นต่ำของกฎหมายตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 ประกอบมาตรา 52 (2) แล้ว ศาลฎีกาไม่อาจลดโทษได้อีก ฎีกาของจำเลยข้อนี้ฟังไม่ขึ้นเช่นกัน

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.ยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 ม. 4 ม. 15 ม. 65
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการจังหวัดนาทวี
จำเลย — นายบัดรูดิน บิน อีเลียส
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดนาทวี — นายวรานนท์ วิเศษศิริ
ศาลอุทธรณ์ภาค 9 — นายราเชนทร์ เรืองทวีป
ชื่อองค์คณะ
ประยูร ณ ระนอง
พิศาล อัยยะวรากูล
อดิศักดิ์ ปัตรวลี
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 11794/2554
#514316
เปิดฉบับเต็ม

แม้จำเลยจะโกรธผู้ตายที่ไล่จำเลยออกจากบ้าน แต่จำเลยออกไปจากบ้านประมาณ 2 ถึง 3 วัน จำเลยจะกลับมาอยู่กับผู้ตายทุกครั้ง ก่อนเกิดเหตุผู้ตายไล่จำเลยออกจากบ้านและจำเลยกลับมาหาผู้ตาย เชื่อว่าเรื่องที่จำเลยถูกผู้ตายไล่ออกจากบ้านไม่ใช่สาเหตุสำคัญที่จำเลยอาฆาตแค้นผู้ตายถึงขั้นตระเตรียมอาวุธไปฆ่าผู้ตาย ทั้งมีดของกลางเป็นเพียงเครื่องใช้ทางการเกษตรที่จำเลยมีไว้ใช้ในการถางหญ้าและตัดอ้อย การที่จำเลยนำมีดของกลางติดตัวมาด้วยจึงไม่อาจฟังว่าตระเตรียมมาเป็นอาวุธฆ่าผู้ตาย ส่วนที่จำเลยรอจังหวะให้ไฟฟ้าในบ้านปิดแล้วมุดลอดสังกะสีบ้านเข้าไปหาผู้ตาย ก็อาจเป็นเพราะบุตรผู้ตายใช้กุญแจคล้องประตูด้านในไว้ ทำให้จำเลยเข้าบ้านไม่ได้ประกอบกับจำเลยอาจไม่ต้องการให้คนในบ้านซึ่งนอนหลับอยู่ทราบว่าจำเลยแอบกลับมาหาผู้ตาย ผู้ตายจึงให้จำเลยลอดเข้าไปหาดังที่จำเลยแก้ฎีกาก็เป็นได้ นอกจากนี้ได้ความว่าจำเลยคุยกับผู้ตายระยะหนึ่ง เมื่อบุตรของผู้ตายตื่นขึ้นมาเปิดไฟฟ้าแล้วเห็นจำเลยอยู่กับผู้ตาย ก็มีเสียงผู้ตายร้องห้ามบุตรของผู้ตายและผู้ตายกอดด้านหน้าจำเลยไว้ เมื่อผู้ตายปล่อยมือ จำเลยและบุตรของผู้ตายจ้องหน้ากัน หลังจากนั้นบุตรของผู้ตายวิ่งออกจากบ้าน จำเลยจึงใช้มีดฟันผู้ตายแล้ววิ่งหนีไป แสดงว่าก่อนที่บุตรผู้ตายจะวิ่งออกไปตามญาติมาไล่จำเลย จำเลยยังไม่มีความคิดที่จะฆ่าผู้ตายดังที่เคยพูดอาฆาตไว้ เชื่อว่าเหตุที่บุตรของผู้ตายวิ่งออกไปตามญาติเป็นสาเหตุสำคัญที่ทำให้จำเลยลงมือฆ่าผู้ตายโดยใช้มีดของกลางฟันผู้ตายทันทีหลายครั้งด้วยอารมณ์โกรธเพียงชั่ววูบ การกระทำของจำเลยจึงไม่เป็นการไตร่ตรองไว้ก่อน

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามประมวลกฏหมายอาญามาตรา 33, 288, 289 (4) ริบมีดพร้าของกลาง

จำเลยให้การรับสารภาพฐานฆ่าผู้อื่น แต่ปฏิเสธว่าไม่ได้กระทำโดยไตร่ตรองไว้ก่อน

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 289 (4) วางโทษประหารชีวิต คำให้การรับสารภาพชั้นสอบสวนและชั้นพิจารณาเป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 ประกอบมาตรา 52 (1) หนึ่งในสาม คงจำคุกตลอดชีวิต ริบของกลาง

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 3 พิพากษาแก้เป็นว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 288 ให้จำคุกตลอดชีวิต จำเลยให้การรับสารภาพเป็นประโยชน์แก่การพิจารณาของศาล มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้กึ่งหนึ่งตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 ประกอบมาตรา 53 ให้จำคุก 25 ปี นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

โจทก์ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ว่า จำเลยฆ่าผู้ตายโดยไตร่ตรองไว้ก่อนหรือไม่ ปัญหานี้โจทก์ฎีกาว่าแม้จะฟังว่าจำเลยกับผู้ตายคุยกันก่อนที่จำเลยจะลงมือฆ่าผู้ตาย แต่การที่จำเลยถือมีดพร้าของกลางซึ่งเป็นมีดขนาดใหญ่ติดตัวและรอจังหวะให้ไฟฟ้าภายในบ้านเกิดเหตุปิด จากนั้นจำเลยงัดสังกะสีฝาบ้านเข้าไปฟันผู้ตายหลายครั้ง แสดงว่าไตร่ตรองไว้ล่วงหน้าว่าจะใช้มีดฟันผู้ตายเพราะโกรธแค้นที่ผู้ตายด่าและไล่จำเลยออกจากบ้านตามที่จำเลยให้การรับสารภาพในชั้นสอบสวน การกระทำของจำเลยจึงมิใช่เป็นความผิดฐานฆ่าผู้อื่นตามประมวลกฏหมายอาญา มาตรา 288 แต่เป็นความผิดฐานฆ่าผู้อื่นโดยไตร่ตรองไว้ก่อนตามมาตรา 289 (4) ตามฟ้อง เห็นว่า แม้ก่อนเกิดเหตุประมาณ 2 ถึง 3 วันจำเลยจะโกรธผู้ตายที่ไล่จำเลยออกจากบ้านโดยจำเลยนำมีดพร้าของกลางติดตัวไปด้วยก็ตาม แต่จะแปลความว่าจำเลยคิดจะฆ่าผู้ตายตลอดเวลาไม่ได้ เพราะได้ความจากพยานโจทก์ปากนายแสงสุรีย์และนางสาวอรทัยว่า จำเลยทะเลาะกับผู้ตายบ่อยเพราะหึงหวงไม่พอใจที่สามีเก่าของผู้ตายไปหาผู้ตายที่บ้าน ผู้ตายเคยขอเลิกกับจำเลยและไล่จำเลยออกไปจากบ้านแต่ประมาณ 2 ถึง 3 วันจำเลยจะกลับมาอยู่กับผู้ตายทุกครั้ง ศาลฎีกาคำนวณระยะเวลานับแต่วันที่สามีเก่าของผู้ตายไปหาผู้ตายครั้งสุดท้ายถึงวันที่จำเลยกลับมาหาผู้ตายในวันเกิดเหตุ เป็นระยะเวลาประมาณ 2 ถึง 3 วันเช่นกัน เชื่อว่าเรื่องจำเลยถูกผู้ตายไล่ออกจากบ้านไม่ใช่สาเหตุสำคัญที่จำเลยอาฆาตแค้นผู้ตายถึงขั้นตระเตรียมอาวุธไปฆ่าผู้ตาย อีกทั้งนายแสงสุรีย์เบิกความรับว่ามีดพร้าของกลางเป็นเพียงเครื่องใช้ทางเกษตรกรรมที่จำเลยมีไว้ใช้ประจำในการถางหญ้าและตัดอ้อย การที่จำเลยนำมีดพร้าของกลางติดตัวมาบ้านจึงมิใช่เป็นข้อพิรุธที่จะฟังว่าจำเลยตระเตรียมมีดพร้าของกลางเป็นอาวุธฆ่าผู้ตาย ส่วนที่จำเลยรอจังหวะให้ไฟฟ้าในบ้านปิดแล้วจึงมุดลอดสังกะสีฝาบ้านเข้าไปหาผู้ตาย ก็อาจเป็นเพราะนายแสงสุรีย์ใช้กุญแจคล้องกลอนประตูด้านในไว้ ทำให้จำเลยเข้าบ้านไม่ได้ ประกอบจำเลยอาจไม่ต้องการให้คนในบ้านซึ่งนอนหลับอยู่ทราบว่าจำเลยแอบกลับไปหาผู้ตาย ผู้ตายให้จำเลยลอดเข้าหาผู้ตายทางสังกะสีฝาบ้านด้านที่ผู้ตายนอนอยู่ดังที่จำเลยแก้ฎีกาก็เป็นได้ เพราะนางสาวอรทัยเบิกความยืนยันว่าก่อนเสียงสังกะสีดัง พยานได้ยินจำเลยกับผู้ตายคุยกันประมาณ 2 นาทีเป็นเสียงพูดคุยกันธรรมดา หลังจากจำเลยเข้ามาในบ้านแล้วก็ยังคุยกับผู้ตายอีกประมาณ 5 นาที นายแสงสุรีย์จึงตื่นขึ้นมาเปิดไฟฟ้าแล้วเห็นจำเลยอยู่กับผู้ตาย นางสาวอรทัยเบิกความถึงเหตุการณ์ตอนนี้ต่อไปว่า ขณะนั้นพยานยังนั่งอยู่ที่นอน พยานได้ยินเสียงผู้ตายร้องห้ามนายแสงสุรีย์ซึ่งมีชื่อเล่น "กี้" ว่า "อย่ากี้ อย่ากี้" พยานจึงเดินไปดูก็เห็นผู้ตายกอดด้านหน้าจำเลยไว้ และเมื่อผู้ตายปล่อยมือออก จำเลยกับนายแสงสุรีย์ยืนจ้องหน้ากัน นายแสงสุรีย์ถามว่า "เข้ามาทำไม มันไม่ดี" จำเลยตอบว่า "เข้ามาหาแม่เฉย ๆ" นายแสงสุรีย์จึงวิ่งออกไปจากบ้าน เมื่อพยานหันกลับมาก็เห็นจำเลยใช้มีดพร้าฟันผู้ตายแล้ววิ่งหนีไป แสดงว่าก่อนนายแสงสุรีย์จะวิ่งออกไปตามญาติ จำเลยยังไม่มีความคิดจะฆ่าผู้ตายและนายแสงสุรีย์ดังที่เคยพูดอาฆาตให้นายสมชาย พยานโจทก์ได้ยินเพราะจำเลยเพิ่งจะลงมือฟันผู้ตายเมื่อเห็นนายแสงสุรีย์วิ่งออกไปตามญาติมาไล่จำเลย เชื่อว่าเป็นสาเหตุสำคัญที่ทำให้จำเลยลงมือฆ่าผู้ตายโดยใช้มีดพร้าของกลางฟันผู้ตายทันทีหลายครั้งด้วยอารมณ์โกรธเพียงชั่ววูบจึงไม่เป็นการไตร่ตรองไว้ก่อน ทั้งเมื่อศาลตรวจดูคำให้การในชั้นสอบสวนของจำเลยแล้ว แม้จำเลยให้การรับสารภาพว่ากระทำความผิดฐานฆ่าผู้อื่นโดยไตร่ตรองไว้ก่อนตามที่พนักงานสอบสวนกล่าวหา แต่จำเลยได้ให้การเล่ารายละเอียดว่าจำเลยแค้นมาก ออกจากบ้านผู้ตายไปอยู่กับพ่อตาเก่า เมื่อถึงวันเกิดเหตุจำเลยได้เอามีดโต้ซึ่งเป็นมีดตัดอ้อยของจำเลยถือติดตัวแล้วแอบอยู่ข้างบ้านผู้ตาย กระทั่งเวลาประมาณ 21 นาฬิกาในบ้านปิดไฟฟ้า จำเลยจึงมุดลอดสังกะสีฝาบ้านเข้าไป ผู้ตายลุกขึ้นมาหาจำเลยแต่ขณะจำเลยพูดกับผู้ตาย บุตรชายจำเลยตื่นขึ้นเปิดไฟฟ้าในบ้านจะเข้ามาทำร้ายจำเลย ผู้ตายเข้ากอดจำเลยไว้ จำเลยสะบัดหลุด บุตรของผู้ตายวิ่งออกนอกบ้านไปตามชาวบ้าน จำเลยจึงใช้มีดโต้ที่ถือฟันผู้ตาย 3 ครั้ง แล้ววิ่งหนีออกจากบ้านไป เห็นได้ชัดเจนว่าคำให้การดังกล่าวไม่มีข้อความตอนใดที่แสดงว่าจำเลยคิดและตกลงใจจะฆ่าผู้ตายก่อนล่วงหน้า และเชื่อว่าจำเลยให้การตามความเป็นจริงที่เกิดขึ้น เพราะสอดคล้องกับคำเบิกความของนางสาวอรทัยดังวินิจฉัยข้างต้นแล้ว พยานหลักฐานของโจทก์ที่นำสืบจึงยังไม่เพียงพอให้รับฟังว่า จำเลยฆ่าผู้ตายโดยไตร่ตรองไว้ก่อน ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 3 ลงโทษจำเลยฐานฆ่าผู้อื่นตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 288 ต้องด้วยความเห็นของศาลฎีกา ฎีกาของโจทก์ฟังไม่ขึ้น

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.อ. ม. 288 ม. 289
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการจังหวัดกันทรลักษ์
จำเลย — นายบุญเหลือ ซีรัมย์
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดกันทรลักษ์ — นายทรงศักดิ์ สุยะลา
ศาลอุทธรณ์ภาค 3 — นายวรณัฎฐ์ สังข์ใหม่
ชื่อองค์คณะ
อัปษร หิรัญบูรณะ
วีระวัฒน์ ปวราจารย์
ธัชพันธ์ ประพุทธนิติสาร
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 11760/2554
#514192
เปิดฉบับเต็ม

โจทก์กับ อ. ต่างลงลายมือชื่อในสัญญากู้คนละฉบับ แต่สัญญากู้ทั้งสองฉบับไม่มีข้อความแสดงว่า โจทก์กับ อ. ร่วมกันกู้ยืมเงินจากจำเลย ที่จำเลยนำสืบว่า สัญญากู้ทั้งสองฉบับเป็นการที่โจทก์กับ อ. ร่วมกันกู้ยืมเงินจากจำเลย ส่งผลให้โจทก์ต้องร่วมรับผิดกับ อ. เป็นการนำสืบพยานบุคคลเพิ่มเติมพยานเอกสาร ต้องห้ามตาม ป.วิ.พ. มาตรา 94 (ข)

จำเลยให้ อ. กู้เงินโดยโจทก์มอบโฉนดที่ดินไว้เป็นประกัน การที่โจทก์ทำสัญญากู้ไว้ แต่มิได้ร่วมกับ อ. กู้ยืมเงินจากจำเลย โจทก์จึงไม่เป็นลูกหนี้ที่จะต้องชำระหนี้แก่จำเลย จำเลยจึงไม่มีสิทธิยึดถือโฉนดที่ดินของโจทก์ไว้

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องและแก้ไขคำฟ้องขอให้บังคับจำเลยส่งมอบโฉนดที่ดินคืนโจทก์ภายใน 7 วัน นับแต่วันที่ศาลมีคำพิพากษา

จำเลยให้การ ขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง ค่าฤชาธรรมเนียมให้เป็นพับ

โจทก์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 3 พิพากษายืน ให้โจทก์ใช้ค่าทนายความในชั้นอุทธรณ์ 1,500 บาท แทนจำเลย

โจทก์ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า โจทก์เป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์ที่ดินโฉนดเลขที่ 75759 ตำบลอิสาณ อำเภอเมืองบุรีรัมย์ จังหวัดบุรีรัมย์ เมื่อวันที่ 25 พฤศจิกายน 2546 โจทก์และนางอัจฉรียา ได้ไปพบจำเลยและโจทก์ได้มอบโฉนดที่ดินของโจทก์ให้แก่จำเลยไว้กับโจทก์และนางอัจฉรียาต่างได้ลงลายมือชื่อไว้ในสัญญากู้ยืมเงินคนละฉบับ ต่อมานางอัจฉรียาได้สั่งจ่ายเช็คเพื่อชำระหนี้เงินกู้ให้แก่จำเลย แต่เช็คถูกธนาคารปฏิเสธการจ่ายเงิน จำเลยจึงร้องทุกข์ให้ดำเนินคดีแก่นางอัจฉรียาในความผิดตามพระราชบัญญัติว่าด้วยความผิดอันเกิดจากการใช้เช็ค เมื่อถูกดำเนินคดีนางอัจฉรียาได้ยกที่ดินของตนตีใช้หนี้บางส่วนให้แก่จำเลย มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ว่า จำเลยมีสิทธิยึดโฉนดที่ดินของโจทก์ไว้หรือไม่ สัญญากู้ยืมเงินที่นางอัจฉรียาลงลายมือชื่อไว้มีข้อความว่า นางอัจฉรียาได้กู้ยืมเงินจำเลยจำนวน 550,000 บาท และได้นำโฉนดที่ดินเลขที่ 59491 มอบให้จำเลยไว้เป็นหลักประกัน แต่ในสัญญากู้ของนางอัจฉรียามีการระบุอัตราดอกเบี้ยไว้ว่า นางอัจฉรียาตกลงยอมเสียดอกเบี้ยให้จำเลยในอัตราร้อยละ 15 ต่อปี กับมีการระบุวันถึงกำหนดชำระหนี้ไว้ว่า นางอัจฉรียาจะชำระหนี้ทั้งหมดภายในวันที่ 30 ธันวาคม 2547 สัญญากู้ทั้งสองฉบับนี้ลงวันที่เดียวกัน คือ วันที่ 25 พฤศจิกายน 2546 จึงเชื่อได้ว่าได้มีการทำสัญญากู้ทั้งสองฉบับในคราวเดียวกัน แต่ในสัญญากู้ทั้งสองฉบับไม่มีข้อความตอนใดที่เชื่อมโยงกันอันจะแสดงให้เห็นได้ว่าเป็นเรื่องที่โจทก์และนางอัจฉรียาได้ร่วมกันกู้ยืมเงินจำนวนเดียวกันไปจากจำเลย โดยเมื่ออ่านสัญญากู้ทั้งสองฉบับแล้วจะเข้าใจไปว่าเป็นเรื่องที่โจทก์และนางอัจฉรียาต่างกู้ยืมเงินจำเลยไปคนละ 550,000 บาท สัญญากู้ทั้งสองฉบับนี้จำเลยเบิกความเองว่า จำเลยเป็นผู้ให้โจทก์และนางอัจฉรียาทำขึ้น มิใช่โจทก์หรือนางอัจฉรียาเป็นฝ่ายขอทำสัญญากู้คนละฉบับ แต่จำเลยก็มิได้เบิกความถึงเหตุผลที่ได้จัดทำสัญญากู้แยกกันเป็นคนละฉบับทั้งที่อ้างว่าโจทก์และนางอัจฉรียาได้ร่วมกันกู้ยืมเงินจากจำเลยไปในคราวเดียวกัน นอกจากนี้ยังเห็นว่า เมื่อสัญญากู้ทั้งสองฉบับไม่มีข้อความที่แสดงว่าเป็นการร่วมกันกู้ยืมเงิน การที่จำเลยเบิกความว่าสัญญากู้ทั้งสองฉบับเป็นการที่โจทก์และนางอัจฉรียาร่วมกันกู้ยืมเงิน อันจะเป็นผลให้โจทก์ต้องร่วมรับผิดกับนางอัจฉรียา การเบิกความของจำเลยดังกล่าวจึงเป็นการนำสืบพยานบุคคลเพิ่มเติมพยานเอกสารซึ่งต้องห้ามตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 94 (ข) การที่สัญญากู้ทั้งสองฉบับไม่สอดคล้องกับเรื่องที่จำเลยนำสืบโดยไม่ปรากฏเหตุผลเช่นนี้จึงทำให้เป็นพิรุธ และทำให้เห็นไปได้ว่า ความจริงน่าจะเป็นเรื่องที่จำเลยให้นางอัจฉรียากู้ยืมเงินโดยโจทก์ได้มอบโฉนดที่ดินให้ไว้เป็นหลักประกันมากกว่าที่จะเป็นเรื่องที่โจทก์และนางอัจฉรียาร่วมกันกู้ยืมเงินจำเลย ข้อเท็จจริงดังที่กล่าวมาจึงสนับสนุนให้เชื่อได้ว่า นางอัจฉรียาเพียงคนเดียวที่ได้กู้ยืมเงินจำเลยไปตามที่โจทก์นำสืบ ดังนั้น แม้โจทก์จะได้ทำสัญญากู้ให้แก่จำเลยไว้ แต่เมื่อโจทก์มิได้ร่วมกู้ยืมเงินและมิได้ตกเป็นลูกหนี้ที่จะต้องชำระหนี้ดังกล่าวแก่จำเลย จำเลยก็ไม่มีสิทธิที่จะยึดถือโฉนดที่ดินของโจทก์ไว้ได้ ที่ศาลล่างทั้งสองพิพากษายกฟ้องโจทก์นั้นไม่ต้องด้วยความเห็นของศาลฎีกา ฎีกาของโจทก์ฟังขึ้น

พิพากษากลับ ให้จำเลยส่งมอบโฉนดที่ดินเลขที่ 75759 ตำบลอิสาณ อำเภอเมืองบุรีรัมย์ จังหวัดบุรีรัมย์ คืนแก่โจทก์ ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสามศาลให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ. ม. 94
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นางสมปองหรือธัญนันท์ คงหวัง
จำเลย — นางสาวสุกัญญา แซ่อึง
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดบุรีรัมย์ — นายบุญทวี เปรมปิยะกิจ
ศาลอุทธรณ์ภาค 3 — นายวินิตย์ ศรีภิญโญ
ชื่อองค์คณะ
นิยุต สุภัทรพาหิรผล
วิรุฬห์ แสงเทียน
ฉัตรไชย จันทร์พรายศรี
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 11711 -ที่ 11712/2554
#519985
เปิดฉบับเต็ม

เงินเบี้ยประกันชีวิตที่ ม. ผู้เอาประกันภัยส่งแก่ผู้คัดค้านที่ 4 ซึ่งเป็นผู้รับประกันภัยเป็นเงินที่ได้มาจากการกระทำอันเป็นความผิดมูลฐาน แต่เมื่อผู้คัดค้านที่ 4 รับไว้โดยสุจริตและมีค่าตอบแทนตามเงื่อนไขในกรมธรรม์ประกันภัยก็ย่อมได้รับความคุ้มครองตาม พ.ร.บ.ป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน พ.ศ.2542 มาตรา 50 วรรคหนึ่ง (2) ตกเป็นกรรมสิทธิ์ของผู้คัดค้านที่ 4 โดยชอบแล้ว ผู้คัดค้านที่ 4 จึงไม่อาจยกเอาความสำคัญผิดแหล่งที่มาเกี่ยวกับเบี้ยประกันชีวิตที่ได้รับชำระจาก ม. มาเป็นข้ออ้างอันจะเป็นเหตุให้สัญญาประกันชีวิตระหว่างผู้คัดค้านที่ 4 กับ ม. เป็นโมฆะตาม ป.พ.พ. มาตรา 156

เงินเบี้ยประกันภัยที่ผู้เอาประกันภัยชำระให้แก่บริษัท อ. และผู้คัดค้านที่ 4 เป็นเงินที่ ม. ได้มาจากการกระทำซึ่งเป็นความผิดมูลฐานอันเป็นทรัพย์สินที่เกี่ยวกับการกระทำความผิดตามความหมายใน พ.ร.บ.ป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน พ.ศ.2542 มาตรา 3 (เดิม) การนำเอาเงินไปชำระให้แก่บริษัท อ. และผู้คัดค้านที่ 4 เป็นค่าเบี้ยประกันภัย แล้วได้เงินค่าสินไหมทดแทนและเงินค่าเวนคืนกรมธรรม์พิพาทมา เงินดังกล่าวย่อมเป็นเงินหรือทรัพย์สินที่ได้มาจากการจำหน่าย จ่าย โอนด้วยประการใดๆ ซึ่งเงินหรือทรัพย์สินที่ได้มาจากการกระทำซึ่งเป็นความผิดมูลฐาน ทั้งนี้ ไม่ว่าทรัพย์สินนั้นจะมีการจำหน่าย จ่าย โอน หรือเปลี่ยนสภาพไปกี่ครั้ง และไม่ว่าจะอยู่ในความครอบครองของบุคคลใด โอนไปเป็นของบุคคลใด หรือปรากฏหลักฐานทางทะเบียนว่าเป็นของบุคคลใด เงินค่าสินไหมทดแทนและเงินค่าเวนคืนกรมธรรม์พิพาท จึงเป็นทรัพย์สินที่เกี่ยวกับการกระทำความผิดด้วย ผู้ร้องจึงมีสิทธิยื่นคำร้องขอให้ศาลมีคำสั่งให้เงินค่าสินไหมทดแทนและเงินค่าเวนคืนกรมธรรม์ตกเป็นของแผ่นดิน

แม้ พ.ร.บ.ป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน พ.ศ.2542 มาตรา 59 วรรคสอง จะบัญญัติให้พนักงานอัยการได้รับการยกเว้นค่าฤชาธรรมเนียมทั้งปวงก็ตาม แต่คดีนี้ถือว่าเป็นคดีแพ่ง การที่ศาลล่างทั้งสองมีคำสั่งให้ทรัพย์สินตามคำร้องตกเป็นของแผ่นดิน โดยไม่ได้สั่งเรื่องค่าฤชาธรรมเนียมไม่ชอบ เพราะคำสั่งในเรื่องค่าฤชาธรรมเนียม แม้จะไม่มีคำขอของคู่ความฝ่ายใดและแม้จะให้เป็นพับกันไป ก็เป็นหน้าที่ของศาลที่จะต้องสั่งลงไว้ในคำพิพากษาหรือคำสั่งชี้ขาดคดีตาม ป.วิ.พ. มาตรา 167 วรรคหนึ่ง ศาลเห็นสมควรมีคำสั่งเพิ่มเติมให้ถูกต้อง

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
คดีทั้งสองสำนวนนี้ศาลชั้นต้นไต่สวนและมีคำสั่งให้พิจารณารวมกัน โดยให้เรียกผู้ร้องทั้งสองสำนวนว่า ผู้ร้อง เรียกนางสาวนงคราญ เด็กหญิงมนัญญา และเด็กหญิงธีรนาฎ ผู้คัดค้านในคดีทั้งสองสำนวนว่า ผู้คัดค้านที่ 1 ที่ 2 และที่ 3 ตามลำดับ และเรียกบริษัทกรุงเทพประกันชีวิต จำกัด ผู้คัดค้านในสำนวนหลังว่า ผู้คัดค้านที่ 4

ผู้ร้องทั้งสองสำนวนยื่นคำร้องและแก้ไขคำร้องสำนวนแรกเป็นใจความว่า ขอให้มีคำสั่งให้ทรัพย์สินทั้ง 37 รายการ ตกเป็นของแผ่นดิน

ศาลชั้นต้นนัดไต่สวนและประกาศตามกฎหมายแล้ว

ผู้คัดค้านที่ 1 ถึงที่ 3 ยื่นคำคัดค้านทั้งสองสำนวนเป็นใจความว่า ขอให้ยกคำร้อง

ผู้คัดค้านที่ 4 ยื่นคำคัดค้านในสำนวนหลังว่า ขอให้ศาลมีคำสั่งยึดหรืออายัดเฉพาะเงินเบี้ยประกันภัยส่วนที่ผู้คัดค้านที่ 4 ได้รับชำระแล้วตกเป็นของแผ่นดิน ให้คืนเงินค่าสินไหมทดแทนและสิทธิประโยชน์ คือมูลค่าเวนคืนหรือเงินฝาก (เงินค่าเวนคืนกรมธรรม์) ตามสัญญาประกันชีวิตทุกกรมธรรม์ให้แก่ผู้คัดค้านที่ 4

ศาลชั้นต้นมีคำสั่งให้เงินจำนวน 267,005.54 บาท ที่ได้จากการขายทอดตลาดรถยนต์หมายเลขทะเบียน วข 1154 กรุงเทพมหานคร เงินในบัญชีเงินฝากของธนาคารกสิกรไทย จำกัด (มหาชน) สาขาย่อยสมุทรปราการ บัญชีเลขที่ 360 - 1 - 00422 - 3 จำนวน 16,133.70 บาท บัญชีเลขที่ 360 - 2 - 03367 - 7 จำนวน 19.14 บาท และบัญชีเลขที่ 360 - 2 - 11416 - 2 จำนวน 568,310.29 บาท สาขาสมุทรปราการ บัญชีเลขที่ 224 - 2 - 60151 - 6 จำนวน 463,803.62 บาท และสาขาย่อยถนนศรีนครินทร์ ก.ม. 17 บัญชีเลขที่ 421 - 2 - 21404 - 9 จำนวน 356,323.21 บาท ธนาคารกรุงศรีอยุธยา จำกัด (มหาชน) สาขาย่อยศรีนครินทร์ บัญชีเลขที่ 313 - 1 - 07041 - 8 จำนวน 529,604.69 บาท และสาขาสมุทรปราการ บัญชีเลขที่ 100 - 0 - 02078 - 5 จำนวน 2,405.01 บาท ธนาคารไทยพาณิชย์ จำกัด (มหาชน) สาขาสมุทรปราการ บัญชีเลขที่ 315 - 2 - 31707 - 6 จำนวน 11,877.56 บาท และบัญชีเลขที่ 315 - 2 - 32657 - 0 จำนวน 2,811.56 บาท ห้องชุดเลขที่ 2130/26 ชั้น 2 อาคาร 1 อาคารชุดบ้านเทพารักษ์ 3 ตั้งอยู่บนที่ดินตามโฉนดที่ดินเลขที่ 243461 ตำบลเทพารักษ์ อำเภอเมืองสมุทรปราการ จังหวัดสมุทรปราการ ที่ดินตามโฉนดที่ดินเลขที่ 24928 และ 24929 ตำบลสำโรงเหนือ (สำโรงฝั่งใต้) อำเภอเมืองสมุทรปราการ จังหวัดสมุทรปราการ พร้อมสิ่งปลูกสร้าง (ถ้ามี) ที่ดินตามโฉนดที่ดินเลขที่ 79143 ตำบลละหาร อำเภอบางบัวทอง จังหวัดนนทบุรี พร้อมสิ่งปลูกสร้าง (ถ้ามี) ติดภาระจำนองเป็นประกันหนี้ต่อธนาคารไทยพาณิชย์ จำกัด (มหาชน) จำนวน 1,000,000 บาท ที่ดินตามโฉนดที่ดินเลขที่ 22890 ตำบลคลองขวาง อำเภอไทรน้อย จังหวัดนนทบุรี พร้อมสิ่งปลูกสร้าง (ถ้ามี) ที่ดินตามโฉนดที่ดินเลขที่ 6433, 24408, 24409 และ 24410 ตำบลขุนศรี อำเภอไทรน้อย จังหวัดนนทบุรี พร้อมสิ่งปลูกสร้าง (ถ้ามี) เงินเบี้ยประกันภัยที่บริษัทอยุธยา อลิอันซ์ ซี.พี. จำกัด (มหาชน) ได้รับชำระตามสัญญาประกันชีวิตกรมธรรม์เลขที่ บี.102194275 จำนวน 508,400 บาท เงินจำนวน 182,854.39 บาท ที่ได้จากการขายทอดตลาดรถยนต์หมายเลขทะเบียน ภศ 279 กรุงเทพมหานคร เงินสด 25,800 บาท นาฬิกายี่ห้อโรเล็กซ์ 1 เรือน ราคา 150,000 บาท สร้อยข้อมือทองคำ 1 เส้น ราคา 19,400 บาท แหวนทองคำ 2 วง ราคาวงละ 12,000 บาท เงินเบี้ยประกันภัยที่ผู้คัดค้านที่ 4 ได้รับชำระตามสัญญาประกันชีวิตกรมธรรม์เลขที่ 0302708 จำนวน 67,383 บาท เลขที่ 0254396 จำนวน 297,560 บาท เลขที่ 0270590 จำนวน 297,800 บาท เลขที่ 0302740 จำนวน 57,957 บาท เลขที่ 0195767 จำนวน 115,363 บาท เลขที่ 0196375 จำนวน 122,143 บาท เลขที่ 0196376 จำนวน 118,013 บาท เลขที่ 0196377 จำนวน 106,993 บาท เลขที่ 0196378 จำนวน 123,450 บาท และเลขที่ 0302709 จำนวน 36,944 บาท ตกเป็นของแผ่นดิน ทรัพย์สินอื่นให้คืนแก่เจ้าของ

ผู้ร้องอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษาแก้เป็นว่า ให้เงินที่ได้จากการขายรถยนต์หมายเลขทะเบียน วข 1154 กรุงเทพมหานคร จำนวน 532,999.56 บาท (ที่ถูก 532,994.56 บาท) ตกเป็นของแผ่นดิน นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำสั่งของศาลชั้นต้น

ผู้ร้องฎีกา

ศาลฎีกาคณะคดีปกครองวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงที่คู่ความมิได้โต้เถียงกันในชั้นนี้รับฟังเป็นยุติว่า นายมานะกับผู้คัดค้านที่ 1 เคยเป็นสามีภริยากันโดยมิได้จดทะเบียนสมรส มีบุตรด้วยกัน 2 คน คือ ผู้คัดค้านที่ 2 และที่ 3 ผู้คัดค้านที่ 1 ซื้อที่ดินตามโฉนดที่ดินเลขที่ 91773 ตำบลบางเมือง อำเภอเมืองสมุทรปราการ จังหวัดสมุทรปราการ พร้อมสิ่งปลูกสร้างจากนางสาวศิริกัลญา นายมานะเป็นผู้กระทำความผิดเกี่ยวกับยาเสพติด ซึ่งเป็นความผิดมูลฐานตามมาตรา 3 (1) แห่งพระราชบัญญัติป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน พ.ศ.2542 เงินเบี้ยประกันภัยที่นายมานะและผู้คัดค้านที่ 1 ซึ่งเป็นผู้เอาประกันภัยชำระให้แก่บริษัทอยุธยา อลิอันซ์ ซี.พี. จำกัด (มหาชน) ตามสัญญาประกันชีวิตในบัญชีทรัพย์สินรายการที่ 21 และชำระให้แก่ผู้คัดค้านที่ 4 ตามสัญญาประกันชีวิตในบัญชีทรัพย์สินรายการที่ 7 ถึงที่ 16 เป็นเงินที่นายมานะได้มาจากการกระทำความผิดมูลฐานดังกล่าวข้างต้น แต่บริษัทอยุธยา อลิอันซ์ ซี.พี. จำกัด (มหาชน) และผู้คัดค้านที่ 4 รับชำระไว้โดยสุจริต สัญญาประกันชีวิตตามบัญชีทรัพย์สินรายการที่ 7 คือ สัญญาประกันชีวิตกรมธรรม์เลขที่ 0302708 ระบุว่า ผู้คัดค้านที่ 4 มีหน้าที่ต้องจ่ายเงินค่าสินไหมทดแทนเมื่อนายมานะเสียชีวิต 500,000 บาท หากเป็นกรณีเสียชีวิตเพราะถูกฆาตกรรมจะจ่ายเพิ่มอีก 500,000 บาท เว้นแต่ถูกฆาตกรรมเนื่องจากการก่ออาชญากรรมหรือเกิดจากการทะเลาะวิวาท ปรากฏว่านายมานะเสียชีวิตเพราะถูกยิง

มีปัญหาวินิจฉัยตามฎีกาของผู้ร้องประการแรกว่า ที่ดินตามโฉนดที่ดินเลขที่ 91773 ตำบลบางเมือง อำเภอเมืองสมุทรปราการ จังหวัดสมุทรปราการ พร้อมสิ่งปลูกสร้างเป็นทรัพย์สินที่เกี่ยวกับการกระทำความผิดของนายมานะหรือไม่ เห็นว่า ข้อสันนิษฐานตามมาตรา 51 วรรคสามหรือวรรคสอง (เดิม) แห่งพระราชบัญญัติป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน พ.ศ.2542 เป็นเพียงข้อสันนิษฐานกรณีที่ผู้เป็นเจ้าของหรือผู้รับโอนทรัพย์สินซึ่งเกี่ยวข้องหรือเคยเกี่ยวข้องสัมพันธ์กับผู้กระทำความผิดมูลฐานได้ทรัพย์สินมาในขณะผู้กระทำความผิดมูลฐานเริ่มมีพฤติกรรมเช่นว่านั้นแล้ว ผู้ร้องจึงมีหน้าที่นำสืบให้ได้ความก่อนว่าทรัพย์สินที่ผู้ร้องขอให้ตกเป็นของแผ่นดินนั้นเป็นทรัพย์ที่ผู้กระทำความผิดมูลฐานได้มาในขณะผู้กระทำความผิดมูลฐานเริ่มมีพฤติกรรมเป็นผู้กระทำความผิดมูลฐานหรือหลังจากผู้กระทำความผิดมูลฐานได้กระทำความผิดมูลฐานแล้วจึงจะเข้าข้อสันนิษฐานตามมาตรา 51 วรรคสามหรือวรรคสอง (เดิม) ว่า บรรดาทรัพย์สินดังกล่าวเป็นทรัพย์สินที่เกี่ยวกับการกระทำความผิดหรือได้รับโอนมาโดยไม่สุจริต สำหรับกรณีที่ดินตามโฉนดที่ดินเลขที่ 91773 พร้อมสิ่งปลูกสร้าง เมื่อข้อเท็จจริงฟังได้ว่าเป็นทรัพย์สินที่ผู้คัดค้านที่ 1 ซื้อจากนางสาวศิริกัลญา แม้ผู้ร้องนำสืบทำนองว่า นายมานะมีพฤติกรรมเป็นผู้กระทำความผิดเกี่ยวกับยาเสพติดอยู่ก่อนปี 2542 แต่ก็ไม่ได้ความแน่ชัดว่าอยู่ก่อนเวลานั้นนานเท่าใด จึงยังฟังไม่ได้ว่านายมานะมีพฤติกรรมดังกล่าวก่อนหรือในวันที่ซื้อที่ดินพร้อมสิ่งปลูกสร้าง กรณีจึงไม่อาจใช้ข้อสันนิษฐานตามมาตรา 51 วรรคสามหรือวรรคสอง (เดิม) แก่ทรัพย์สินรายการนี้ได้ พยานหลักฐานเท่าที่ผู้ร้องนำสืบยังไม่มีน้ำหนักพอให้รับฟังได้ว่า ที่ดินตามโฉนดที่ดินเลขที่ 91773 พร้อมสิ่งปลูกสร้างเป็นทรัพย์สินที่เกี่ยวกับการกระทำความผิดของนายมานะ ฎีกาข้อนี้ของผู้ร้องฟังไม่ขึ้น

มีปัญหาวินิจฉัยตามฎีกาของผู้ร้องประการสุดท้ายว่า ผู้ร้องมีสิทธิยื่นคำร้องขอให้ศาลมีคำสั่งให้เงินค่าสินไหมทดแทนจากสัญญาประกันชีวิต ตามบัญชีทรัพย์สินรายการที่ 21 และตามบัญชีทรัพย์สินรายการที่ 7 ที่ 11 ถึงที่ 16 และสิทธิประโยชน์จากสัญญาประกันชีวิต คือเงินค่าเวนคืนกรมธรรม์ตามบัญชีทรัพย์สินรายการที่ 8 ถึงที่ 10 ตกเป็นของแผ่นดินหรือไม่ เพียงใด โดยผู้ร้องฎีกาว่า การนำเงินอันเป็นทรัพย์สินที่เกี่ยวกับการกระทำความผิดชำระเบี้ยประกันชีวิตถือเป็นการจำหน่าย จ่าย โอน ซึ่งเงินดังกล่าว ดังนั้น เงินค่าสินไหมทดแทนรวมทั้งสิทธิประโยชน์จึงเป็นเงินที่ได้มาจากการจำหน่าย จ่าย โอน ซึ่งเงินอันเป็นทรัพย์สินที่เกี่ยวกับการกระทำความผิดหรือจากการสนับสนุนหรือช่วยเหลือการกระทำความผิดมูลฐาน จึงตกเป็นของแผ่นดิน ส่วนผู้คัดค้านที่ 4 แก้ฎีกาว่า ผู้คัดค้านที่ 4 แสดงเจตนารับประกันชีวิตของนายมานะโดยสำคัญผิดว่า เงินเบี้ยประกันภัยที่ได้รับชำระเป็นทรัพย์สินที่นายมานะได้มาโดยชอบด้วยกฎหมาย ถือเป็นการสำคัญผิดในสิ่งซึ่งเป็นสาระสำคัญแห่งนิติกรรม สัญญาประกันชีวิตตามบัญชีทรัพย์สินรายการที่ 7 ถึงที่ 16 จึงเป็นโมฆะ ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 156 ผู้ร้องไม่มีสิทธิยื่นคำร้องขอให้ศาลมีคำสั่งให้เงินค่าสินไหมทดแทนรวมทั้งสิทธิประโยชน์ตกเป็นของแผ่นดิน นอกจากนี้หากผู้คัดค้านที่ 4 ทราบว่า นายมานะมีรายได้จากการกระทำความผิดเกี่ยวกับยาเสพติดจะบอกปัดไม่ยอมทำสัญญา การที่นายมานะละเว้นเสียไม่เปิดเผยข้อความจริงในเรื่องอาชีพและรายได้จึงทำให้สัญญาประกันชีวิตทั้ง 10 กรมธรรม์ดังกล่าวเป็นโมฆียะ ผู้คัดค้านที่ 4 ใช้สิทธิบอกล้างได้ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 865 วรรคสอง เห็นสมควรวินิจฉัยคำแก้ฎีกาของผู้คัดค้านที่ 4 เสียก่อน เห็นว่า ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 889 บัญญัติว่า ในสัญญาประกันชีวิต การใช้จำนวนเงินย่อมอาศัยความทรงชีพหรือมรณะของบุคคลคนหนึ่ง ดังนั้น สิ่งซึ่งเป็นสาระสำคัญแห่งนิติกรรมในสัญญาประกันชีวิต คือ ความทรงชีพ หรือมรณะของบุคคล ส่วนเงินเบี้ยประกันภัยเป็นเงินซึ่งผู้เอาประกันภัยตกลงจะส่งให้แก่ผู้รับประกันภัยภายหลังเมื่อคู่สัญญาได้ทำสัญญาประกันชีวิตกันขึ้นแล้ว มิใช่เป็นสิ่งซึ่งเป็นสาระสำคัญของสัญญาในเวลาที่มีการแสดงเจตนาทำนิติกรรมอันก่อให้เกิดเป็นสัญญา และมีผลให้การแสดงเจตนาโดยสำคัญผิดในการทำนิติกรรมเป็นโมฆะดังเช่นความสำคัญผิดในลักษณะของนิติกรรม ความสำคัญผิดในตัวบุคคลซึ่งเป็นคู่กรณีแห่งนิติกรรมและความสำคัญผิดในทรัพย์สินซึ่งเป็นวัตถุแห่งนิติกรรมตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 156 วรรคหนึ่งและวรรคสอง แม้เงินเบี้ยประกันชีวิตที่นายมานะผู้เอาประกันภัยส่งแก่ผู้คัดค้านที่ 4 ซึ่งเป็นผู้รับประกันภัยเป็นเงินที่ได้มาจากการกระทำอันเป็นความผิดมูลฐานก็ตาม แต่เมื่อผู้คัดค้านที่ 4 รับไว้โดยสุจริตและมีค่าตอบแทนตามเงื่อนไขในกรมธรรม์ประกันภัยก็ย่อมได้รับความคุ้มครองตามพระราชบัญญัติป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน พ.ศ.2542 มาตรา 50 วรรคหนึ่ง (2) ตกเป็นกรรมสิทธิ์ของผู้คัดค้านที่ 4 โดยชอบแล้ว ผู้คัดค้านที่ 4 จึงไม่อาจยกเอาความสำคัญผิดแหล่งที่มาเกี่ยวกับเบี้ยประกันชีวิตที่ได้รับชำระจากนายมานะมาเป็นข้ออ้างอันจะเป็นเหตุให้สัญญาประกันชีวิตระหว่างผู้คัดค้านที่ 4 กับนายมานะเป็นโมฆะตามบทบัญญัติดังกล่าว ดังนั้น สัญญาประกันชีวิตตามบัญชีทรัพย์สินรายการที่ 7 ถึงที่ 16 จึงไม่เป็นโมฆะ ในทำนองเดียวกันสัญญาประกันชีวิตตามบัญชีทรัพย์สินรายการที่ 21 ก็ไม่ตกเป็นโมฆะเช่นกัน ส่วนที่ผู้คัดค้านที่ 4 แก้ฎีกาว่า สัญญาประกันชีวิตทั้ง 10 กรมธรรม์ดังกล่าวเป็นโมฆียะ ซึ่งผู้คัดค้านที่ 4 ใช้สิทธิบอกล้างได้ ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 865 วรรคสอง ผู้คัดค้านที่ 4 มิได้ยกขึ้นเป็นข้อต่อสู้ไว้ในคำคัดค้าน แม้ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์จะรับวินิจฉัยให้ถือไม่ได้ว่าเป็นข้อที่ได้ยกขึ้นว่ากันมาแล้วโดยชอบในศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ ทั้งมิใช่ปัญหาอันเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชน ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 249 ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัย ส่วนปัญหาตามฎีกาของผู้ร้อง เมื่อข้อเท็จจริงฟังได้ว่าเงินเบี้ยประกันภัยที่ผู้เอาประกันภัยชำระให้แก่บริษัทอยุธยา อลิอันซ์ ซี.พี. จำกัด (มหาชน) และผู้คัดค้านที่ 4 เป็นเงินที่นายมานะได้มาจากการกระทำซึ่งเป็นความผิดมูลฐานอันเป็นทรัพย์สินที่เกี่ยวกับการกระทำความผิดตามความหมายในพระราชบัญญัติป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน พ.ศ.2542 มาตรา 3 (เดิม) การนำเอาเงินดังกล่าวไปชำระให้แก่บริษัทอยุธยา อลิอันซ์ ซี.พี. จำกัด (มหาชน) และผู้คัดค้านที่ 4 เป็นค่าเบี้ยประกันภัย แล้วได้เงินค่าสินไหมทดแทนและเงินค่าเวนคืนกรมธรรม์พิพาทมา เงินดังกล่าวย่อมเป็นเงินหรือทรัพย์สินที่ได้มาจากการจำหน่าย จ่าย โอนด้วยประการใด ๆ ซึ่งเงินหรือทรัพย์สินที่ได้มาจากการกระทำซึ่งเป็นความผิดมูลฐาน ทั้งนี้ ไม่ว่าทรัพย์สินนั้นจะมีการจำหน่าย จ่าย โอน หรือเปลี่ยนสภาพไปกี่ครั้ง และไม่ว่าจะอยู่ในความครอบครองของบุคคลใด โอนไปเป็นของบุคคลใด หรือปรากฏหลักฐานทางทะเบียนว่าเป็นของบุคคลใด ดังนั้น เงินค่าสินไหมทดแทนและเงินค่าเวนคืนกรมธรรม์พิพาท จึงเป็นทรัพย์สินที่เกี่ยวกับการกระทำความผิดด้วย ผู้ร้องจึงมีสิทธิยื่นคำร้องขอให้ศาลมีคำสั่งให้เงินค่าสินไหมทดแทนและเงินค่าเวนคืนกรมธรรม์ตกเป็นของแผ่นดิน ที่ศาลอุทธรณ์วินิจฉัยว่า เงินค่าสินไหมทดแทนและเงินค่าเวนคืนกรมธรรม์มิใช่ทรัพย์สินที่เกี่ยวกับการกระทำความผิดโดยศาลอุทธรณ์วินิจฉัยว่า ผู้คัดค้านที่ 4 มีหน้าที่ต้องจ่ายเงินค่าสินไหมทดแทนให้แก่ผู้รับประโยชน์ ศาลฎีกาไม่เห็นพ้องด้วย ฎีกาข้อนี้ของผู้ร้องฟังขึ้น

อนึ่ง แม้พระราชบัญญัติป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน พ.ศ.2542 มาตรา 59 วรรคสอง จะบัญญัติให้พนักงานอัยการได้รับการยกเว้นค่าฤชาธรรมเนียมทั้งปวงก็ตาม แต่คดีนี้ถือว่าเป็นคดีแพ่ง การที่ศาลล่างทั้งสองมีคำสั่งให้ทรัพย์สินตามคำร้องตกเป็นของแผ่นดิน โดยไม่ได้สั่งเรื่องค่าฤชาธรรมเนียมนั้นไม่ชอบ เพราะคำสั่งในเรื่องค่าฤชาธรรมเนียมแม้จะไม่มีคำขอของคู่ความฝ่ายใดและแม้จะให้เป็นพับกันไป ก็เป็นหน้าที่ของศาลที่จะต้องสั่งลงไว้ในคำพิพากษาหรือคำสั่งชี้ขาดคดีตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 167 วรรคหนึ่ง ศาลฎีกาจึงเห็นสมควรมีคำสั่งเพิ่มเติมให้ถูกต้อง

พิพากษาแก้เป็นว่า ให้เงินค่าสินไหมทดแทนตามกรมธรรม์ประกันชีวิตของบริษัทอยุธยา อลิอันซ์ ซี.พี. จำกัด (มหาชน) เลขที่ บี.102194275 จำนวน 1,000,000 บาท ตามบัญชีทรัพย์สินรายการที่ 21 และเงินค่าสินไหมทดแทนตามกรมธรรม์ประกันชีวิตของผู้คัดค้านที่ 4 เลขที่ 0302708 จำนวน 1,000,000 บาท เลขที่ 0195767 จำนวน 500,000 บาท เลขที่ 0196375 จำนวน 500,000 บาท เลขที่ 0196376 จำนวน 500,000 บาท เลขที่ 0196377 จำนวน 500,000 บาท เลขที่ 0196378 จำนวน 500,000 บาท และเลขที่ 0302709 จำนวน 300,000 บาท รวมทั้งเงินค่าเวนคืนกรมธรรม์ประกันชีวิตของผู้คัดค้านที่ 4 เลขที่ 0254396 จำนวน 151,009 บาท เลขที่ 0270590 จำนวน 148,521 บาท และเลขที่ 0302740 จำนวน 6,000 บาท ตามบัญชีทรัพย์สินรายการที่ 7 ถึงที่ 16 ตกเป็นของแผ่นดิน นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาของศาลอุทธรณ์ ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสามศาลให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ. ม. 167 ม. 249
ป.พ.พ. ม. 865 วรรคสอง ม. 889
พ.ร.บ.ป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน พ.ศ.2542 ม. 50 วรรคหนึ่ง ม. 59 วรรคสอง
ชื่อคู่ความ
ผู้ร้อง — พนักงานอัยการ สำนักงานอัยการสูงสุด
ผู้คัดค้าน — นางสาวนงคาญ วิริยา กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลแพ่ง — นายประชา งามลำยวง
ศาลอุทธรณ์ — นายอธิคม อินทุภูติ
ชื่อองค์คณะ
วีระวัฒน์ ปวราจารย์
ศุภชัย สมเจริญ
นพวรรณ อินทรัมพรรย์
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 11707/2554
#518408
เปิดฉบับเต็ม

ก่อนถึงวันนัดสืบพยานโจทก์และพยานจำเลย หากนางสาว ว. เป็นพยานสำคัญของจำเลย จำเลยก็ชอบที่จะดำเนินการขอให้ศาลชั้นต้นออกหมายเรียกพยานเสียแต่เนิ่น ๆ แต่จำเลยหากระทำไม่ ทั้งตามอุทธรณ์และฎีกาของจำเลยก็มิได้อ้างถึงเหตุขัดข้องแต่ประการใด พฤติการณ์ของจำเลยส่อว่าประสงค์จะขอเลื่อนการสืบพยานจำเลยไปเพื่อประวิงให้ชักช้า การที่ศาลชั้นต้นมีคำสั่งงดสืบพยานจำเลยจึงชอบด้วย ป.วิ.พ. มาตรา 86 วรรคสอง และมาตรา 104 ประกอบ ป.วิ.อ. มาตรา 15 และ พ.ร.บ.จัดตั้งศาลแขวงและวิธีพิจารณาความอาญาในศาลแขวง พ.ศ.2499 มาตรา 4

สัญญากู้เงินมีการขูดลบตกเติมข้อความในสัญญาหลายแห่งโดยไม่มีการลงลายมือชื่อกำกับไว้ เหตุดังกล่าวแต่ประการเดียวยังไม่อาจรับฟังเป็นยุติได้ว่า สัญญากู้เงินดังกล่าวเป็นเอกสารปลอม สำหรับสำเนารายงานประจำวันเกี่ยวกับคดีที่จำเลยอ้างว่าแจ้งความดำเนินคดีเรื่องเอกสารปลอม จำเลยมิได้อ้างส่งต่อศาลชั้นต้น แต่เพิ่งแนบมาท้ายอุทธรณ์และฎีกา โดยไม่ปรากฏเหตุขัดข้องใด จึงเป็นการยื่นเอกสารฝ่าฝืนต่อกฎหมาย ไม่อาจรับเป็นพยานหลักฐานได้

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษตามพระราชบัญญัติว่าด้วยความผิดอันเกิดจากการใช้เช็ค พ.ศ.2534 มาตรา 4

ศาลชั้นต้นไต่สวนมูลฟ้องแล้ว เห็นว่า คดีมีมูล ให้ประทับฟ้อง

จำเลยให้การปฏิเสธ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามพระราชบัญญัติว่าด้วยความผิดอันเกิดจากการใช้เช็ค พ.ศ.2534 มาตรา 4 จำคุก 3 เดือน

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 7 พิพากษายืน

จำเลยฎีกา โดยผู้พิพากษาซึ่งลงชื่อในคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 7 อนุญาตให้ฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงรับฟังได้เป็นยุติตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 7 ว่า จำเลยออกเช็ค และเช็คถูกธนาคารปฏิเสธการจ่ายเงินตามใบคืนเช็ค มีปัญหาวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยประการแรกว่า คำสั่งศาลชั้นต้นที่ให้งดสืบพยานจำเลยชอบหรือไม่ คดีนี้ได้ความว่าศาลชั้นต้นนัดพร้อมเพื่อกำหนดวันนัดพิจารณาวันที่ 3 มีนาคม 2549 และมีคำสั่งให้นัดสืบพยานโจทก์และพยานจำเลยในวันที่ 26 พฤษภาคม 2549 เวลา 9 นาฬิกา ครั้นถึงวันนัดโจทก์นำพยานเข้าสืบ 2 ปาก แล้วแถลงหมดพยานจำเลยอ้างตนเองเข้าเบิกความเป็นพยานแล้วแถลงว่ายังมีพยานอีก 1 ปาก คือนางสาววราภรณ์ แต่ไม่สามารถนำพยานมาเบิกความได้ ศาลชั้นต้นจึงมีคำสั่งให้งดสืบนางสาววราภรณ์ ซึ่งในวันเดียวกัน จำเลยยื่นคำแถลงโต้แย้งคำสั่งศาลชั้นต้นโดยอ้างว่า นางสาววราภรณ์รับราชการอยู่ที่โรงพยาบาลโพธาราม ต้องขอให้ศาลออกหมายเรียกมาเป็นพยาน เห็นว่า ก่อนถึงวันนัดสืบพยานโจทก์และพยานจำเลย หากนางสาววราภรณ์เป็นพยานสำคัญดังที่จำเลยอ้าง จำเลยชอบที่จะดำเนินการเพื่อขอให้ศาลชั้นต้นออกหมายเรียกพยานเสียแต่เนิ่น ๆ แต่จำเลยหากระทำไม่ ทั้งตามอุทธรณ์และฎีกาของจำเลยมิได้อ้างถึงเหตุขัดข้องเช่นว่านั้นแต่ประการใด พฤติการณ์ของจำเลยส่อว่าประสงค์จะขอเลื่อนการสืบพยานจำเลยไปเพื่อประวิงให้ชักช้า ที่ศาลชั้นต้นมีคำสั่งงดสืบพยานจำเลยดังกล่าวชอบด้วยประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 86 วรรคสอง และมาตรา 104 ประกอบประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญามาตรา 15 และพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลแขวงและวิธีพิจารณาความอาญาในศาลแขวง พ.ศ.2499 มาตรา 4 แล้ว ฎีกาข้อนี้ของจำเลยฟังไม่ขึ้น

ปัญหาวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยประการสุดท้ายมีว่า สัญญากู้เงินที่โจทก์อ้างว่าจำเลยเป็นผู้ทำไว้ให้แก่โจทก์เป็นเอกสารปลอมหรือไม่ โดยจำเลยฎีกาว่า สัญญากู้เงินมีการขูดลบตกเติมข้อความในสัญญาหลายแห่งโดยไม่มีการลงลายมือชื่อกำกับไว้ จึงเป็นเอกสารปลอมรับฟังเป็นพยานหลักฐานไม่ได้ เห็นว่า ลำพังเหตุดังกล่าวแต่ประการเดียวยังไม่อาจรับฟังเป็นยุติได้ว่าสัญญากู้เงินเป็นเอกสารปลอม ที่จำเลยเบิกความว่าจำเลยแจ้งความดำเนินคดีแก่โจทก์ว่าปลอมสัญญากู้เงินดังกล่าวก็เป็นเพียงคำเบิกความของจำเลยหามีพยานหลักฐานใดมาสนับสนุน สำหรับสำเนารายงานประจำวันเกี่ยวกับคดีที่จำเลยอ้างว่าแจ้งความดำเนินคดีเรื่องเอกสารปลอม จำเลยมิได้อ้างส่งต่อศาลชั้นต้น แต่เพิ่งแนบมาท้ายอุทธรณ์และฎีกาโดยไม่ปรากฏเหตุขัดข้องใด จึงเป็นการยื่นเอกสารฝ่าฝืนต่อกฎหมาย ไม่อาจรับเป็นพยานหลักฐานได้ ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 7 ไม่รับฟังเอกสารดังกล่าวและเห็นว่าข้ออ้างของจำเลยไม่มีหลักฐานแต่เป็นการกล่าวอ้างอย่างเลื่อนลอยจึงชอบแล้ว ฎีกาของจำเลยฟังไม่ขึ้น

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ. ม. 86 วรรคสอง ม. 104
ป.วิ.อ. ม. 15
พ.ร.บ.ว่าด้วยความผิดอันเกิดจากการใช้เช็ค พ.ศ.2534 ม. 4
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นายอนุสรณ์ ขุนพลพิทักษ์
จำเลย — นางสาวนันทวันหรือชัชฎาภรณ์ จันทร์ดี
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลแขวงราชบุรี — นายสมเกียรติ สมสวย
ศาลอุทธรณ์ภาค 7 — นางปวีณา ศรีวงษ์
ชื่อองค์คณะ
สุทธินันท์ เสียมสกุล
ทัศนีย์ จั่นสัญจัย ธรรมเกณฑ์
สุนันท์ ชัยชูสอน
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 11699/2554
#521500
เปิดฉบับเต็ม

โจทก์ฟ้องให้จำเลยที่ 1 รับผิดในฐานะที่เป็นผู้ขนส่งสินค้าตามสัญญารับขนสินค้าตามฟ้อง ไม่ได้ฟ้องให้รับผิดในมูลละเมิด คดีจึงไม่มีประเด็นข้อพิพาทให้ต้องวินิจฉัยเกี่ยวกับเรื่องดังกล่าว การที่จำเลยทั้งสองอุทธรณ์ว่า ผู้กระทำละเมิดทำให้สินค้าเสียหายเป็นคนขับเรือลากจูง จำเลยที่ 1 ไม่ใช่ผู้ทำละเมิด โจทก์จึงไม่มีอำนาจฟ้อง เป็นอุทธรณ์ในข้อเท็จจริงเพื่อนำไปสู่ปัญหาข้อกฎหมายซึ่งข้อเท็จจริงดังกล่าวเป็นข้อที่ไม่ได้ยกว่ากันมาแล้วโดยชอบ จึงเป็นอุทธรณ์ที่ไม่ชอบด้วย พ.ร.บ.จัดตั้งศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศและวิธีพิจารณาคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศ พ.ศ.2539 มาตรา 38 ประกอบ ป.วิ.พ. มาตรา 225

จำเลยที่ 1 รับจ้างขนส่งสินค้าเหล็กม้วนรีดเย็นให้กับบริษัท ท. จากท่าเรือกรุงเทพไปยังโรงพักสินค้าของบริษัทดังกล่าวที่จังหวัดสมุทรปราการ อันเป็นการขนส่งภายในประเทศ ที่ต้องใช้บทบัญญัติตาม ป.พ.พ. มาตรา 616 บังคับ ซึ่งมาตราดังกล่าวบัญญัติให้ผู้ขนส่งจะต้องรับผิดในการที่ของอันเขาได้มอบหมายแก่ตนสูญหายหรือบุบสลายหรือส่งมอบชักช้า เว้นแต่พิสูจน์ได้ว่าความเสียหายเกิดแต่เหตุสุดวิสัย เมื่อปรากฏว่าสินค้าที่รับขนส่งได้รับความเสียหาย จึงเป็นหน้าที่ของจำเลยที่ 1 จะต้องพิสูจน์นำสืบพยานหลักฐานแสดงข้อเท็จจริงให้รับฟังได้ว่าความเสียหายของสินค้าเกิดจากเหตุสุดวิสัย

แม้ข้อเท็จจริงที่โจทก์บรรยายมาในฟ้องว่า เรือมีรูรั่วบริเวณด้านบนกาบขวาเรือ แต่โจทก์นำสืบรับว่าเรือของจำเลยทั้งสองมีรูรั่วอยู่บริเวณใต้น้ำ ซึ่งแตกต่างไปจากคำฟ้อง ก็ไม่ใช่เป็นการคลาดเคลื่อนในสาระสำคัญแต่อย่างใด ไม่เป็นการต้องห้ามตาม ป.วิ.พ. มาตรา 142 เพราะสาระสำคัญของข้อเท็จจริงที่จะมีผลให้จำเลยทั้งสองไม่ต้องรับผิดอยู่ที่เรื่องเหตุสุดวิสัยเท่านั้น เมื่อรับฟังไม่ได้ว่ารูรั่วเกิดจากเหตุสุดวิสัยแล้ว จำเลยทั้งสองก็ยังคงต้องรับผิดตาม ป.พ.พ. 616 อยู่ดี

ลักษณะความเสียหายของสินค้าเหล็กม้วนรีดเย็นเกิดเป็นสนิมทั้งหมด ซึ่งเหล็กดังกล่าวจะนำไปจำหน่ายแก่ลูกค้าที่ซื้อไปผลิตส่วนประกอบชิ้นส่วนเครื่องยนต์หรือตัวถังรถยนต์และชิ้นส่วนเครื่องใช้ไฟฟ้าต่างๆ หากเกิดสนิมหรือเกิดความชื้นเพียงเล็กน้อยก็ไม่สามารถนำไปใช้ได้ ถือว่าเป็นความเสียหายโดยสิ้นเชิง การเรียกร้องค่าเสียหายของโจทก์ จึงไม่ใช่เป็นการใช้สิทธิโดยไม่สุจริต

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยทั้งสองร่วมกันชำระต้นเงินพร้อมดอกเบี้ยคิดถึงวันฟ้องรวมเป็นเงิน 417,177.71 บาท กับชำระดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงิน 407,711 บาท นับแต่วันถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์

จำเลยทั้งสองให้การและแก้ไขคำให้การขอให้ยกฟ้อง

ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางพิพากษาให้จำเลยทั้งสองร่วมกันชำระเงิน 407,711 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันที่ 24 กรกฎาคม 2550 เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ แต่ดอกเบี้ยถึงวันฟ้อง (ฟ้องวันที่ 14 พฤศจิกายน 2550) ต้องไม่เกิน 9,466.71 บาท ตามที่โจทก์ขอ กับให้จำเลยทั้งสองร่วมกันใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ โดยกำหนดค่าทนายความให้ 3,000 บาท เฉพาะค่าขึ้นศาลให้ใช้แทนเท่าทุนทรัพย์ที่โจทก์ชนะคดี

จำเลยทั้งสองอุทธรณ์ต่อศาลฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงที่คู่ความไม่โต้แย้งกันในชั้นนี้รับฟังได้ยุติเป็นเบื้องต้นว่า บริษัทไทยปิยะค้าเหล็ก จำกัด ในประเทศไทย ตกลงซื้อสินค้าเหล็กม้วนรีดเย็น 4 ม้วน จากบริษัทเอเซียนสตีล จำกัด ในประเทศสาธารณรัฐสิงคโปร์ ในราคารวมค่าขนส่งและเบี้ยประกันภัย (ซีไอเอฟ) 19,454.47 ดอลลาร์สหรัฐ โดยบริษัทผู้ขายได้ทำสัญญาประกันภัยสินค้าระหว่างการขนส่งจนถึงโรงพักสินค้าของผู้ซื้อในประเทศไทยไว้กับโจทก์ และผู้ขายได้มอบหมายให้บริษัทไชน่าสตีล คอร์ปอเรชั่น จำกัด ซึ่งเป็นผู้ผลิตสินค้าที่ดินแดนไต้หวันเป็นตัวแทนในการส่งสินค้า บริษัทดังกล่าวว่าจ้างผู้ขนส่งทำการขนส่งสินค้าทางทะเลมายังท่าเรือกรุงเทพและส่งมอบสินค้าให้แก่บริษัทไทยปิยะค้าเหล็ก จำกัด ครบถ้วนในสภาพเรียบร้อย จากนั้นบริษัทไทยปิยะค้าเหล็ก จำกัด ได้ว่าจ้างจำเลยที่ 1 ให้ขนถ่ายสินค้าลงจากเรือเดินทะเลและขนส่งสินค้าโดยใช้เรือลำเลียงหรือเรือฉลอมจากท่าเรือกรุงเทพไปยังโรงพักสินค้าของบริษัทไทยปิยะค้าเหล็ก จำกัด ที่จังหวัดสมุทรปราการ โดยจำเลยที่ 1 นำเรือลำเลียง นววัฒนา 6 ไปขนถ่ายสินค้าจากระวางเรือเดินทะเลลงสู่ระวางเรือ นววัฒนา 6 ต่อมาจำเลยที่ 1 ขนส่งสินค้าไปถึงโรงพักสินค้าปลายทาง แต่ปรากฏว่าในระวางเรือมีน้ำท่วมขัง ทำให้สินค้าแช่น้ำอยู่นานจนขึ้นสนิมเสียหาย โจทก์ให้ผู้สำรวจทำการสำรวจความเสียหายแล้วเห็นว่าเป็นกรณีเสียหายโดยสิ้นเชิง แต่การคำนวณค่าเสียหายได้ลดมูลค่าความเสียหายลงตามมูลค่าซากสินค้าคงเหลือค่าเสียหายร้อยละ 55 คิดเป็นเงินจำนวน 11,769.96 ดอลลาร์สหรัฐ หรือตามอัตราแลกเปลี่ยน 1 ดอลลาร์สหรัฐ เท่ากับ 34.64 บาท เป็นเงิน 407,711 บาท โจทก์ได้ชดใช้ค่าสินไหมทดแทนจำนวนดังกล่าวให้แก่บริษัทไทยปิยะค้าเหล็ก จำกัด ซึ่งได้รับโอนใบตราส่งและกรมธรรม์ประกันภัยมาจากบริษัทเอเซียนสตีล จำกัด ไป จำเลยที่ 2 เป็นหุ้นส่วนจัดการห้างหุ้นส่วนจำกัดจำเลยที่ 1

มีปัญหาวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของจำเลยทั้งสองประการแรกว่า เรือลำเลียง นววัฒนา 6 ของจำเลยที่ 1 ไม่มีเครื่องยนต์ต้องใช้เรือยนต์ลากจูง ผู้กระทำละเมิดที่ทำให้สินค้าเสียหายคือคนขับเรือลากจูง จำเลยที่ 1 ไม่ใช่ผู้ทำละเมิด โจทก์จึงไม่มีอำนาจฟ้องจำเลยทั้งสอง คดีนี้โจทก์ฟ้องโดยมีข้อหาและข้ออ้างที่อาศัยเป็นหลักแห่งข้อหาให้จำเลยที่ 1 รับผิดในฐานะที่จำเลยที่ 1 เป็นผู้ขนส่งสินค้าตามสัญญารับขนสินค้าตามฟ้อง ไม่ได้ให้รับผิดในมูลละเมิด คดีจึงไม่มีประเด็นข้อพิพาทให้ต้องวินิจฉัยข้อเท็จจริงดังที่จำเลยทั้งสองยกขึ้นอุทธรณ์แต่อย่างใด อุทธรณ์ของจำเลยทั้งสองในข้อนี้จึงเป็นอุทธรณ์ในข้อเท็จจริงเพื่อนำไปสู่ข้อกฎหมายโดยข้อเท็จจริงนี้เป็นข้อที่ไม่ได้ยกขึ้นว่ากันมาแล้วโดยชอบในศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลาง และไม่เกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชนแต่อย่างใด เป็นอุทธรณ์ที่ไม่ชอบด้วยพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศและวิธีพิจารณาคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศ พ.ศ.2539 มาตรา 38 ประกอบด้วยประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 225 จึงไม่รับวินิจฉัยให้

มีปัญหาวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของจำเลยทั้งสองประการที่สองว่า จำเลยที่ 1 ในฐานะผู้ขนส่งสินค้าตามฟ้องไม่ต้องรับผิดเพราะความเสียหายของสินค้าเกิดจากเหตุสุดวิสัยหรือไม่ จำเลยที่ 1 ทำสัญญารับขนสินค้าจากบริษัทไทยปิยะค้าเหล็ก จำกัด ซึ่งได้รับมอบสินค้าจากผู้รับขนทางทะเลที่ขนส่งจากดินแดนไต้หวันมายังท่าเรือกรุงเทพในประเทศไทยเรียบร้อยแล้ว จากนั้นบริษัทจึงทำสัญญาว่าจ้างจำเลยที่ 1 ให้ขนส่งสินค้าจากท่าเรือกรุงเทพไปยังโรงพักสินค้าของบริษัทที่จังหวัดสมุทรปราการ อันเป็นการขนส่งภายในประเทศ ที่ต้องใช้บทบัญญัติแห่งประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ บรรพ 3 ลักษณะ 8 หมวด 1 ว่าด้วยการรับขนของ ซึ่งตามบทกฎหมายดังกล่าว มาตรา 616 บัญญัติว่า ผู้ขนส่งจะต้องรับผิดในการที่ของอันเขาได้มอบหมายแก่ตนนั้นสูญหายหรือบุบสลายหรือส่งมอบชักช้า เว้นแต่จะพิสูจน์ได้ว่าการสูญหายหรือบุบสลายหรือชักช้านั้นเกิดแต่เหตุสุดวิสัย เมื่อข้อเท็จจริงตามฟ้องโจทก์อ้างว่าจำเลยที่ 1 เป็นผู้ขนส่งสินค้าเหล็กม้วนรีดเย็น 4 ม้วน จากท่าเรือกรุงเทพไปยังโรงพักสินค้าของบริษัทไทยปิยะค้าเหล็ก จำกัด ผู้ซื้อที่จังหวัดสมุทรปราการและสินค้าเสียหายเพราะถูกน้ำที่ท่วมขังในระวางเรือลำเลียงที่จำเลยที่ 1 ใช้ในการขนส่งจนเกิดสนิมเสียหาย จำเลยที่ 1 ไม่ได้ให้การปฏิเสธข้อเท็จจริงในส่วนดังกล่าว จึงถือว่ารับข้อเท็จจริงและฟังข้อเท็จจริงได้ยุติตามฟ้องนี้ อันต้องด้วยบทบัญญัติมาตรา 616 ดังกล่าว ที่จำเลยที่ 1 จะต้องรับผิดในการที่สินค้าที่ผู้ส่งมอบหมายแก่จำเลยที่ 1 เสียหาย ส่วนกรณียกเว้นที่จำเลยที่ 1 จะไม่ต้องรับผิดตามบทกฎหมายดังกล่าว เพราะการเสียหายเกิดจากเหตุสุดวิสัย เป็นหน้าที่ที่จำเลยที่ 1 จะต้องพิสูจน์นำสืบพยานหลักฐานแสดงข้อเท็จจริงให้ฟังได้ว่าการที่สินค้านี้เสียหายเกิดจากเหตุสุดวิสัยดังที่จำเลยที่ 1 ยกขึ้นอ้างตามคำให้การเพื่อให้ไม่ต้องรับผิด โดยจำเลยทั้งสองนำสืบถึงข้อเท็จจริงนี้โดยมีเพียงพยานบุคคลคือ จำเลยที่ 2 นายปรีชาพนักงานของจำเลยที่ 1 ที่ทำหน้าที่หัวหน้าผู้ควบคุมเรือและนายพรเทพ เจ้าของอู่ซ่อมเรือที่รับซ่อมรูรั่วเรือลำเลียง นววัฒนา 6 ของจำเลยที่ 1 ยื่นบันทึกถ้อยคำยืนยันข้อเท็จจริงและความเห็นกับเบิกความประกอบเป็นทำนองเดียวกันว่า ก่อนนำเรือลำนี้ไปขนส่งสินค้าตามฟ้องได้ตรวจสภาพเรือแล้วไม่พบรูรั่ว แต่ในระหว่างทางที่เรือลำนี้ขนส่งสินค้าตามฟ้องจากท่าเรือกรุงเทพไปยังโรงพักสินค้าของบริษัทไทยปิยะค้าเหล็ก จำกัด ที่จังหวัดสมุทรปราการ เรือกระแทกกับวัตถุของแข็งใต้น้ำ ซึ่งไม่สามารถมองเห็นได้ จนทำให้เกิดรูรั่วขนาดกว้างประมาณ 5 เซนติเมตร ยาวประมาณ 10 เซนติเมตร ที่ด้านข้างลำเรือต่ำจากกาบเรือลงไป 2.5 เมตร ตรงบริเวณด้านขวาค่อนไปทางท้ายเรือซึ่งจะอยู่ต่ำกว่าระดับน้ำขณะเรือแล่นไป ทำให้น้ำเข้าที่รูรั่วนี้จนท่วมขังในระวางเรือเท่านั้น แต่พยานจำเลยทั้งสอง 3 ปากนี้ก็ไม่ทราบว่าเกิดเหตุนี้ในวันเวลาใด วัตถุที่ชนกันก็ไม่ทราบแน่ชัดถึงชนิดและขนาด จึงมีลักษณะเป็นพยานหลักฐานที่เลื่อนลอย และเป็นข้อเท็จจริงที่อาจกล่าวอ้างได้ง่าย ๆ คู่ความอีกฝ่ายหนึ่งไม่อาจตรวจสอบหาข้อมูลหรือพยานหลักฐานมานำสืบโต้แย้งหักล้างได้ ทั้งที่จำเลยทั้งสองก็นำสืบว่าเรือลำนี้เป็นเรือเหล็กหนาประมาณ 8 มิลลิเมตร ซึ่งน่าจะมั่นคงแข็งแรงและแม้จะบรรทุกสินค้าเหล็กม้วนรีดเย็น 4 ม้วน ที่มีน้ำหนักมาก แต่ยังอยู่ในสภาพที่ความหนาแน่นของน้ำสามารถพยุงให้เรือลอยในน้ำและแล่นไปตามทิศทางที่เรือยนต์ลากจูงไปได้ การถูกกระแทกจนเหล็กลำเรือเกิดรอยรั่วกว้างประมาณ 5 เซนติเมตร ยาวประมาณ 10 เซนติเมตร แสดงว่าต้องถูกกระแทกอย่างแรง น่าจะมีโอกาสให้ผู้ควบคุมเรือลำเลียง นววัฒนา 6 รู้สึกได้ และหาทางแก้ปัญหาโดยด่วนดังเช่นที่จำเลยทั้งสองนำสืบถึงการใช้เครื่องสูบน้ำสูบน้ำออกในขณะขนถ่ายสินค้าขึ้นที่ท่าปลายทาง แต่พยานจำเลยทั้งสองกลับไม่ทราบว่าเกิดเหตุเมื่อใดที่ใด และมีนายปรีชาหัวหน้าผู้ควบคุมเรือยื่นบันทึกถ้อยคำยืนยันข้อเท็จจริงและความเห็นว่า พยานเพิ่งสังเกตเห็นความผิดปกติ เมื่อเรือแล่นไปจนใกล้จะถึงท่าเทียบเรือปลายทางแล้ว โดยเห็นเรือเอียงทางขวาและมีน้ำไหลเข้าท้องเรือ แต่พยานจำเลยทั้งสองก็ไม่ได้เบิกความว่าเหตุใดนายปรีชาจึงไม่รู้สึกถึงการกระแทกกระเทือนจากการชนจนสามารถตรวจพบปัญหาเพื่อแก้ไขได้ทันท่วงที พยานหลักฐานของจำเลยทั้งสองเช่นนี้จึงปราศจากรายละเอียดและเหตุผล ทั้งที่เป็นข้อเท็จจริงซึ่งมีแต่ฝ่ายจำเลยทั้งสองเท่านั้นที่จะรู้ได้ พยานหลักฐานของจำเลยทั้งสองจึงไม่มีน้ำหนักให้เชื่อถือรับฟังข้อเท็จจริงได้ดังที่จำเลยทั้งสองยกขึ้นอ้างตามคำให้การ ย่อมฟังข้อเท็จจริงไม่ได้ว่าการที่สินค้าเสียหายครั้งนี้เกิดจากเหตุสุดวิสัยอันเป็นเหตุยกเว้นให้จำเลยที่ 1 รวมทั้งจำเลยที่ 2 หุ้นส่วนผู้จัดการไม่ต้องรับผิดตามมาตรา 616

มีปัญหาวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของจำเลยทั้งสองประการที่สามว่า ที่จำเลยทั้งสองอุทธรณ์ว่า โจทก์บรรยายฟ้องว่าจำเลยที่ 1 ใช้เรือลำเลียงที่ไม่เหมาะสมต่อการขนส่งโดยเรือมีรอยรั่วที่บริเวณด้านบนกาบขวาเรือ ซึ่งจำเลยทั้งสองให้การปฏิเสธว่ารูรั่วเกิดจากอุบัติเหตุอยู่ที่บริเวณใต้น้ำต่ำกว่าผิวน้ำ 2.5 เมตร แต่โจทก์นำสืบรับว่าเรือของจำเลยทั้งสองมีรูรั่วอยู่บริเวณใต้น้ำ เป็นการนำสืบเปลี่ยนแปลงข้อเท็จจริงให้ผิดไปจากคำฟ้อง และที่ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางวินิจฉัยรับฟังข้อเท็จจริงผิดจากคำฟ้องไปด้วยจึงไม่ชอบด้วยประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 142 แม้โจทก์จะบรรยายฟ้องในรายละเอียดข้อเท็จจริงนี้คลาดเคลื่อนไปบ้างก็ตาม แต่ตามคำฟ้องโจทก์ได้บรรยายให้ปรากฏข้อเท็จจริงแล้วว่าจำเลยที่ 1 เป็นผู้รับจ้างขนส่งสินค้าตามฟ้อง และสินค้าที่จำเลยที่ 1 ได้รับมอบหมายให้ขนส่งได้รับความเสียหายโดยเหตุเกิดในระหว่างการขนส่งโดยจำเลยที่ 1 ซึ่งจำเลยทั้งสองไม่ได้ให้การปฏิเสธข้อเท็จจริงที่โจทก์กล่าวอ้างจนรับฟังได้ตามที่โจทก์กล่าวอ้าง และข้อเท็จจริงเพียงที่ฟังได้ส่วนนี้ก็มีผลที่ในเบื้องต้น ถือว่าจำเลยที่ 1 ต้องรับผิดตามมาตรา 616 แล้ว เว้นแต่จำเลยทั้งสองจะพิสูจน์ได้ว่าความเสียหายของสินค้าเกิดขึ้นจากเหตุสุดวิสัย ข้อเท็จจริงเกี่ยวกับบริเวณเรือที่มีรูรั่วที่แม้โจทก์จะบรรยายฟ้องคลาดเคลื่อนไปก็ไม่ใช่สาระสำคัญแต่อย่างใด โดยสาระสำคัญของข้อเท็จจริงที่จะมีผลให้จำเลยทั้งสองไม่ต้องรับผิดอยู่ที่ข้อเท็จจริงที่ฝ่ายจำเลยทั้งสองกล่าวอ้างว่าเป็นเหตุสุดวิสัยเท่านั้น ดังนี้ แม้จะฟังได้ว่ารูรั่วที่เรืออยู่บริเวณใต้น้ำดังที่จำเลยทั้งสองให้การซึ่งแตกต่างกับคำฟ้องของโจทก์ แต่เมื่อฟังไม่ได้ว่ารูรั่วเช่นว่านี้เกิดเพราะเหตุสุดวิสัยแล้ว จำเลยทั้งสองก็ยังคงต้องรับผิดตามมาตรา 616 ตามที่ได้วินิจฉัยมาข้างต้นอยู่ดี อุทธรณ์ข้อนี้ของจำเลยทั้งสองฟังไม่ขึ้น

มีปัญหาวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของจำเลยทั้งสองประการสุดท้ายว่า การที่โจทก์กับบริษัทไทยปิยะค้าเหล็ก จำกัด ร่วมกันดำเนินการสำรวจความเสียหายโดยไม่แจ้งให้จำเลยทั้งสองทราบเพื่อเข้าร่วมตรวจสอบ เป็นการใช้สิทธิโดยไม่สุจริตหรือไม่ กรณีเช่นนี้จะถือว่าโจทก์ใช้สิทธิโดยไม่สุจริตก็ควรได้ความว่า โจทก์เรียกร้องความเสียหายสูงเกินความเป็นจริงเพื่อเอาเปรียบจำเลยทั้งสอง ซึ่งในข้อนี้ตามพยานหลักฐานที่โจทก์นำสืบโดยจำเลยทั้งสองไม่ได้นำสืบพยานหลักฐานหักล้างได้ความว่า โจทก์และบริษัทไทยปิยะค้าเหล็ก จำกัด มิได้ให้พนักงานหรือลูกจ้างของตนเป็นผู้สำรวจความเสียหายเอง หากแต่ได้มอบให้บริษัทนิปปอน ไคจิ เคนเตอิ (ไทยแลนด์) จำกัด เป็นผู้สำรวจภัยโดยนายสมบูรณ์ เจ้าหน้าที่สำรวจภัยบริษัทมาเป็นพยานโจทก์ยื่นบันทึกถ้อยคำยืนยันข้อเท็จจริงและความเห็นว่า พยานเป็นผู้สำรวจความเสียหายสินค้านี้ และจัดทำรายงานการสำรวจภัยลักษณะความเสียหายของสินค้าเหล็กม้วนรีดเย็นที่เกิดสนิมทั้งหมดโดยละเอียด พร้อมทั้งถ่ายภาพประกอบไว้ด้วย โดยไม่ปรากฏว่าพยานหรือบริษัทมีเหตุที่จะเอื้อประโยชน์แก่โจทก์หรือให้ร้ายจำเลยทั้งสองแต่อย่างใด ทั้งยังได้ความจากพยานปากนี้และนายสาธิตพยานโจทก์อีกปากหนึ่งซึ่งเป็นพนักงานบริษัทไทยปิยะค้าเหล็ก จำกัด ว่าสินค้าเหล็กม้วนรีดเย็น 4 ม้วน ที่บริษัทผู้ซื้อดังกล่าวสั่งซื้อมานั้น เป็นสินค้าคุณภาพดีเกรดเอ ซึ่งจะนำไปจำหน่ายแก่ลูกค้าที่จะซื้อไปใช้ผลิตส่วนประกอบชิ้นส่วนเครื่องยนต์หรือตัวถังรถยนต์และชิ้นส่วนเครื่องใช้ไฟฟ้าต่าง ๆ หากสินค้าเหล็กม้วนรีดเย็นนี้เกิดสนิมหรือเกิดความชื้นแม้เพียงเล็กน้อยก็ไม่สามารถนำไปใช้ผลิตชิ้นส่วนดังกล่าวนั้นได้ เนื่องจากจะทำให้ชิ้นส่วนที่ผลิตนั้นไม่ได้มาตรฐานและอาจเกิดอันตรายได้ ดังนั้น ความเสียหายที่เกิดขึ้นเพราะสินค้าตามฟ้องเกิดสนิมนั้น ต้องถือว่าเป็นความเสียหายโดยสิ้นเชิง แต่พยานจำเลยทั้งสองเบิกความในข้อเท็จจริงเกี่ยวกับความเสียหายนี้ลอย ๆ เพียงว่า สินค้าเสียหายเพียงเล็กน้อย โดยปราศจากรายละเอียดว่าเสียหายส่วนใดเพียงใดจึงถือว่าเสียหายเล็กน้อยและไม่ได้เบิกความโต้แย้งว่าสินค้าไม่ถูกน้ำและเกิดสนิมแต่อย่างใด จากพยานหลักฐานดังกล่าวมาเห็นได้ว่า ไม่มีพยานหลักฐานหรือข้อมูลข้อเท็จจริงใดที่ส่อให้เห็นว่า การสำรวจความเสียหายโดยนายสมบูรณ์ไม่ถูกต้องตรงตามความจริง หรือจงใจให้ถือว่าสินค้าเสียหายโดยสิ้นเชิงโดยปราศจากเหตุผล หรือเพื่อเอาเปรียบจำเลยทั้งสองแต่อย่างใด จึงฟังไม่ได้ว่าโจทก์ใช้สิทธิโดยไม่สุจริต ที่ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางพิพากษามา ศาลฎีกาแผนกคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศเห็นพ้องด้วย อุทธรณ์ของจำเลยทั้งสองฟังไม่ขึ้น

พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นนี้ให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.จัดตั้งศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศและวิธีพิจารณาคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศ พ.ศ.2539 ม. 38
ป.วิ.พ. ม. 142 ม. 225
ป.พ.พ. ม. 616
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — บริษัทมิตซุย สุมิโตโม อินชัวรันซ์ (สิงคโปร์) จำกัด
จำเลย — ห้างหุ้นส่วนจำกัดนววัฒนา เอ็กซ์เพรส กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลาง — นายณัฐพล จุลละเกศ
ชื่อองค์คณะ
ธัชพันธ์ ประพุทธนิติสาร
อร่าม เสนามนตรี
ปริญญา ดีผดุง
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 11695 -ที่ 11698/2554
#582382
เปิดฉบับเต็ม

จำเลยที่ 2 ทำสัญญารับประกันภัยค้ำจุนไว้กับจำเลยที่ 1 ตกลงว่าจะใช้ค่าสินไหมทดแทนในนามของจำเลยที่ 1 เพื่อความเสียหายอันเกิดแก่สินค้าที่จำเลยที่ 1 รับขนแก่ผู้เสียหาย และ ป.พ.พ. มาตรา 882 วรรคหนึ่ง ใช้บังคับแก่ความรับผิดตามสัญญาประกันภัยค้ำจุนด้วย ห้ามมิให้ฟ้องคดีเมื่อพ้นกำหนดสองปีนับแต่วันวินาศภัย สินค้าเกิดความเสียหายหลังจากจำเลยที่ 1 ส่งมอบสินค้าให้แก่ ก. ขนส่งทางอากาศยานกรุงเทพไปถึงท่าอากาศยานเมืองเมลเบิร์น ประเทศออสเตรเลีย และเมื่อผู้รับตราส่งได้รับสินค้าจึงพบเห็นความเสียหายของสินค้า กรณีเช่นนี้ย่อมถือได้ว่าวันที่ผู้รับตราส่งพบความเสียหายของสินค้าเป็นวันที่เกิดความเสียหายหรือวันวินาศภัย

โจทก์ว่าจ้างจำเลยที่ 1 ให้เป็นผู้ขนส่งสินค้าพิพาท จำเลยที่ 1 มีหน้าที่ไปรับมอบสินค้าจากโรงงานโจทก์และขนส่งสินค้าไปส่งมอบให้แก่ ว. ที่ประเทศออสเตรเลีย เนื่องจากจำเลยที่ 1 ไม่มียานพาหนะเป็นของตนเอง จึงว่าจ้าง ก. เป็นผู้ขนส่งแทน จำเลยที่ 1 จึงเป็นผู้ขนส่งและ ก. เป็นผู้ขนส่งคนอื่นซึ่งจำเลยที่ 1 ได้มอบหมายให้ทำการขนส่งสินค้าพิพาทไปอีกทอดหนึ่ง แม้ความเสียหายของสินค้ามิได้เกิดขึ้นระหว่างที่สินค้าพิพาทอยู่ในความดูแลครอบครองของจำเลยที่ 1 แต่อยู่ในความดูแลของ ก. จำเลยที่ 1 ก็ยังคงต้องรับผิดในความเสียหายของสินค้าในฐานะเป็นผู้ขนส่งสินค้าพิพาท

แม้สินค้าแต่ละกล่องมีน้ำหนักมากกว่า 600 กิโลกรัม แต่กล่องกระดาษมีขนาด 105 ? 98 ? 108 เซนติเมตร พร้อมฝาปิด มีความหนาของกระดาษ 1.5 เซนติเมตร กล่องที่บรรจุสินค้าพิพาทแล้วจะปิดฝากล่องแล้วผนึกด้วยผ้าเทปกาวรอบกล่องอย่างแน่นหนา รัดรอบกล่องตามแนวตั้งและแนวนอนด้วยสายรัดพลาสติก แนวละ 2 เส้น กล่องสินค้าพิพาททุกกล่องจะวางบนแผงไม้รองสินค้า 1 แผง และยึดติดกันด้วยสายรัดพลาสติกดังกล่าว นับว่าการบรรจุและหีบห่อสินค้าพิพาทมีความมั่นคงแข็งแรงเพียงพอและเหมาะสมแก่การขนส่งทางอากาศ

การซื้อขายสินค้าตามฟ้องเป็นสัญญาซื้อขายในเทอม DDU (Delivery Duty Unpaid) หมายความว่า ผู้ขายมีหน้าที่นำสินค้าไปส่งมอบให้แก่ผู้ซื้อ ณ ที่อยู่ของผู้ซื้อ ยกเว้นหน้าที่ในการนำเข้าของสินค้าท่าปลายทาง ดังนั้นราคาสินค้ารวมค่าระวางขนส่งทั้งหมดและค่าใช้จ่ายในการดำเนินพิธีศุลกากรนำสินค้าส่งออก และผู้ซื้อจะชำระราคาเมื่อได้รับมอบสินค้าแล้ว โจทก์ไม่มีสิทธิเรียกให้จำเลยที่ 1 รับผิดชอบในค่าระวางขนส่งและค่าใช้จ่ายในการดำเนินพิธีศุลกากรส่งออกสินค้า ส่วนค่าใช้จ่ายในการดำเนินพิธีศุลกากรในการนำเข้าสินค้าไม่ใช่หน้าที่ของโจทก์ผู้ขายที่จะต้องไปดำเนินการ การที่โจทก์ไปดำเนินพิธีศุลกากรนำเข้าสินค้าให้แก่ผู้ซื้อหรือผู้รับตราส่งด้วย โดยโจทก์มิได้นำสืบว่ามีข้อตกลงในสัญญาซื้อขายให้โจทก์ดำเนินการดังกล่าวด้วย โจทก์จึงชอบที่จะไปทวงถามให้ผู้ซื้อหรือผู้รับตราส่งรับผิดชอบ จำเลยที่ 1 จึงมีหน้าที่ชดใช้ค่าสินไหมทดแทนแก่โจทก์เฉพาะมูลค่าของสินค้าพิพาทที่เสียหายเท่านั้น

ความรับผิดของจำเลยที่ 1 เป็นไปตามสัญญารับขนของในฐานะผู้ขนส่งมิใช่ความรับผิดฐานละเมิด โจทก์จึงชอบที่จะเรียกดอกเบี้ยจากจำเลยที่ 1 นับแต่วันที่จำเลยที่ 1 ผิดนัดเมื่อถูกทวงถามแล้วเท่านั้น โดยเฉพาะกรณีที่โจทก์เรียกร้องให้จำเลยที่ 2 รับผิดแทนจำเลยที่ 1 ในฐานะผู้รับประกันภัยค้ำจุน โจทก์จะเรียกให้จำเลยที่ 2 ชำระดอกเบี้ยระหว่างผิดนัดได้ต่อเมื่อโจทก์ทวงถามจำเลยที่ 2 ให้ชำระหนี้แทนจำเลยที่ 1 แล้วจำเลยที่ 2 ไม่ชำระ ทางนำสืบของโจทก์ไม่ปรากฏว่ามีการทวงถามให้จำเลยที่ 2 ชำระหนี้เมื่อใด โจทก์จึงมีสิทธิเรียกร้องให้จำเลยที่ 2 ชำระดอกเบี้ยนับแต่วันฟ้องคดีเท่านั้น

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
คดีทั้งสี่สำนวนนี้ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางสั่งให้รวมพิจารณาเป็นคดีเดียวกัน

โจทก์ฟ้องจำเลยทั้งสองทั้งสี่สำนวนขอให้บังคับจำเลยทั้งสองร่วมกันหรือแทนกันชำระเงินจำนวน 337,314.30 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงิน 293,316.78 บาท เงินจำนวน 337,808.01 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงิน 294,008.76 บาท เงินจำนวน 313,779.52 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงิน 273,928.55 บาท และเงินจำนวน 933,063.53 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงิน 815,292.81 บาท นับถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์

จำเลยที่ 1 และที่ 2 ทั้งสี่สำนวนให้การขอให้ยกฟ้อง

ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางพิพากษายกฟ้อง

โจทก์ทั้งสี่สำนวนอุทธรณ์ต่อศาลฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศวินิจฉัยว่า มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของโจทก์เป็นอันดับแรกว่า ฟ้องของโจทก์ทั้งสี่สำนวนสำหรับจำเลยที่ 2 ขาดอายุความแล้วหรือไม่ เห็นว่า จำเลยที่ 2 ทำสัญญารับประกันภัยค้ำจุนไว้กับจำเลยที่ 1 ตกลงว่าจะใช้ค่าสินไหมทดแทนในนามของจำเลยที่ 1 เพื่อความเสียหายอันเกิดแก่สินค้าที่จำเลยที่ 1 รับขนแก่บุคคลผู้เสียหาย ซึ่งจำเลยที่ 1 ต้องรับผิดชอบ และประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 882 วรรคหนึ่ง ซึ่งใช้บังคับแก่ความรับผิดตามสัญญาประกันภัยค้ำจุนด้วยบัญญัติว่า ในการเรียกให้ใช้ค่าสินไหมทดแทนท่านห้ามมิให้ฟ้องคดีเมื่อพ้นกำหนดสองปีนับแต่วันวินาศภัย คดีนี้จำเลยที่ 1 ขนส่งสินค้าของโจทก์ที่ได้เอาประกันภัยไว้แก่จำเลยที่ 2 รวม 4 เที่ยว จากท่าอากาศยานกรุงเทพไปให้บริษัทวัตสัน ออโตโมทีฟ จำกัด ผู้รับตราส่งที่ประเทศออสเตรเลีย เที่ยวแรกออกเดินทางวันที่ 16 พฤษภาคม 2548 ไปถึงผู้รับตราส่งวันที่ 18 เดือนเดียวกัน เที่ยวที่สองออกเดินทางวันที่ 24 พฤษภาคม 2548 ไปถึงผู้รับตราส่งวันที่ 26 เดือนเดียวกัน เที่ยวที่สามออกเดินทางวันที่ 11 มิถุนายน 2548 ไปถึงผู้รับตราส่งวันที่ 13 เดือนเดียวกัน และเที่ยวที่สี่ออกเดินทางวันที่ 16 มิถุนายน 2548 ไปถึงผู้รับตราส่งวันที่ 18 เดือนเดียวกัน ข้อเท็จจริงได้ความว่า สินค้าทั้งสี่เที่ยวเกิดความเสียหายหลังจากที่จำเลยที่ 1 ได้ส่งมอบสินค้าให้แก่บริษัทการบินไทย จำกัด (มหาชน) ทำการขนส่งจากท่าอากาศยานกรุงเทพไปถึงท่าอากาศยานเมืองเมลเบิร์น ประเทศออสเตรเลีย และเมื่อผู้รับตราส่งได้รับสินค้าแต่ละเที่ยวจึงพบเห็นความเสียหายของสินค้า กรณีเช่นนี้ย่อมถือได้ว่าวันที่ผู้รับตราส่งพบความเสียหายของสินค้าเป็นวันที่เกิดความเสียหายหรือวันวินาศภัย วันวินาศภัยของสินค้าเที่ยวแรกคือวันที่ 18 พฤษภาคม 2548 สินค้าเที่ยวที่สองวันที่ 26 พฤษภาคม 2548 สินค้าเที่ยวที่สามวันที่ 13 มิถุนายน 2548 และสินค้าเที่ยวที่สี่วันที่ 18 มิถุนายน 2548 โจทก์ฟ้องเรียกค่าสินไหมทดแทนความเสียหายของสินค้าเที่ยวแรกเป็นสำนวนแรกวันที่ 18 พฤษภาคม 2550 เที่ยวที่สองถึงเที่ยวที่สี่เป็นสำนวนที่สองถึงสำนวนที่สี่วันที่ 21 พฤษภาคม 2550 วันเดียวกัน ฟ้องของโจทก์ทั้งสี่สำนวนจึงเป็นการใช้สิทธิเรียกร้องแก่จำเลยที่ 2 ผู้รับประกันภัยค้ำจุนยังไม่พ้นกำหนดสองปีนับแต่วันวินาศภัย ฟ้องโจทก์สำหรับจำเลยที่ 2 ทั้งสี่สำนวนจึงยังไม่ขาดอายุความ ที่ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางวินิจฉัยว่า ฟ้องโจทก์ทั้งสี่สำนวนสำหรับจำเลยที่ 2 ขาดอายุความแล้วนั้น ศาลฎีกาแผนกคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศไม่เห็นพ้องด้วย อุทธรณ์ของโจทก์ข้อนี้ฟังขึ้น

เนื่องจากศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางดำเนินกระบวนพิจารณาสืบพยานทั้งสองฝ่ายมาจนครบถ้วนแล้ว เพื่อให้กระบวนพิจารณาดำเนินไปโดยรวดเร็ว ศาลฎีกาแผนกคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศเห็นสมควรวินิจฉัยคดีไปเสียเลยโดยไม่ย้อนสำนวนไปให้ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางวินิจฉัยก่อน

พิเคราะห์แล้ว ข้อเท็จจริงเบื้องต้นฟังได้ว่า โจทก์ตกลงขายสินค้าประเภทอุปกรณ์เบรกรถยนต์ (Original Equipment for Motor Vehicle Application Brake Lining) ให้แก่บริษัทวัตสัน ออโตโมทีฟ จำกัด ประเทศออสเตรเลีย เป็นการซื้อขายในเทอม DDU หมายความว่า ค่าสินค้ารวมค่าระวางและค่าใช้จ่ายในการดำเนินพิธีศุลกากรส่งออกรวม 4 ครั้ง โดยว่าจ้างจำเลยที่ 1 ให้เป็นผู้ขนส่งสินค้าทั้งสี่ครั้งในเงื่อนไข Door to Door และจำเลยที่ 1 ได้ทำสัญญาประกันภัยไว้กับจำเลยที่ 2 โดยมีข้อตกลงว่าหากเกิดความเสียหายหรือสูญหายแก่สินค้าทั้งสี่ครั้ง จำเลยที่ 2 ยอมชดใช้ค่าสินไหมทดแทนในนามของจำเลยที่ 1 ครั้งละไม่เกิน 20,000,000 บาท ตามกรมธรรม์ประกันภัย เมื่อจำเลยที่ 1 รับมอบสินค้าแต่ละครั้งจากโจทก์ จำเลยที่ 1 มอบหมายให้บริษัทการบินไทย จำกัด (มหาชน) เป็นผู้ขนส่งสินค้าทั้งสี่ครั้งทางเครื่องบินจากท่าอากาศยานกรุงเทพไปยังท่าอากาศยานเมืองเมลเบิร์น ประเทศออสเตรเลีย ในการขนส่งครั้งแรกและครั้งที่สอง สินค้าแต่ละครั้งมีจำนวน 23,400 ชิ้น ราคา 1,097,694 เยน บรรจุในกล่อง 2 กล่อง ผู้รับตราส่งได้รับสินค้าเมื่อวันที่ 18 และวันที่ 26 พฤษภาคม 2548 ปรากฏว่าแต่ละครั้งมีสินค้า 1 กล่อง หีบห่อฉีกขาดมีรอยบุบยุบ มีร่องรอยการถูกกระทบกระแทกอย่างรุนแรง สินค้าภายในกล่องจำนวน 11,700 ชิ้น มีรอยขูดขีด บุบยุบ ไม่อาจซ่อมแซมและไม่สามารถนำไปใช้ประโยชน์ตามวัตถุประสงค์ได้ ครั้งที่สามสินค้ามีจำนวน 35,100 ชิ้น ราคา 1,646,541 เยน บรรจุอยู่ในกล่อง 3 กล่อง และครั้งที่สี่สินค้ามีจำนวน 58,500 ชิ้น ราคา 2,744,235 เยน บรรจุอยู่ในกล่อง 5 กล่อง ผู้รับตราส่งได้รับสินค้าเมื่อวันที่ 13 และวันที่ 18 มิถุนายน 2548 ตามลำดับ ปรากฏว่า ครั้งที่สามสินค้าเสียหาย 1 กล่อง จำนวน 11,700 ชิ้น น้ำหนัก 655 กิโลกรัม ครั้งที่สี่สินค้าเสียหาย 3 กล่อง จำนวน 35,100 ชิ้น น้ำหนักรวม 1,950 กิโลกรัม ลักษณะความเสียหายเป็นเช่นเดียวกับสองครั้งแรก ความเสียหายของสินค้าทั้งสี่ครั้งเกิดขึ้นหลังจากจำเลยที่ 1 ส่งมอบสินค้าให้แก่บริษัทการบินไทย จำกัด (มหาชน) แต่ก่อนจะส่งมอบแก่ผู้รับตราส่ง

มีปัญหาที่ต้องวินิจฉัยเป็นข้อแรกว่า จำเลยที่ 2 ต้องรับผิดต่อโจทก์สืบเนื่องจากจำเลยที่ 1 ต้องรับผิดในความเสียหายของสินค้าอันเกิดในระหว่างการขนส่งทั้งสี่ครั้งหรือไม่ ข้อเท็จจริงได้ความว่าโจทก์ได้ตกลงว่าจ้างจำเลยที่ 1 ให้เป็นผู้ขนส่งสินค้าพิพาททั้งสี่ครั้ง โดยจำเลยที่ 1 มีหน้าที่ไปรับมอบสินค้าจากโรงงานของโจทก์ และทำการขนส่งนำสินค้าไปส่งมอบให้แก่บริษัทวัตสัน ออโตโมทีฟ จำกัด ที่ประเทศออสเตรเลีย เนื่องจากจำเลยที่ 1 ไม่มียานพาหนะเป็นของตนเอง จำเลยที่ 1 จึงว่าจ้างบริษัทการบินไทย จำกัด (มหาชน) เป็นผู้ขนส่งสินค้าพิพาททั้งสี่ครั้งแทน ดังนั้นจำเลยที่ 1 จึงเป็นผู้ขนส่งและบริษัทการบินไทย จำกัด (มหาชน) เป็นผู้ขนส่งคนอื่น ซึ่งจำเลยที่ 1 ได้มอบหมายให้ทำการขนส่งสินค้าพิพาทนั้นไปอีกทอดหนึ่ง ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 617 บัญญัติว่า ผู้ขนส่งจะต้องรับผิดในการที่ของสูญหาย หรือบุบสลาย หรือส่งชักช้า อันเกิดแต่ความผิดของผู้ขนส่งคนอื่น หรือบุคคลอื่นซึ่งตนหากได้มอบหมายของนั้นไปอีกทอดหนึ่ง ดังนั้น แม้ข้อเท็จจริงจะฟังได้ว่าความเสียหายของสินค้าพิพาททั้งสี่ครั้ง มิได้เกิดขึ้นในระหว่างที่สินค้าพิพาทอยู่ในความดูแลครอบครองของจำเลยที่ 1 แต่อยู่ในความดูแลของบริษัทการบินไทย จำกัด (มหาชน) ซึ่งเป็นผู้ขนส่งคนอื่น จำเลยที่ 1 ก็ยังคงต้องรับผิดในความเสียหายของสินค้าพิพาททั้งสี่ครั้ง ในฐานะเป็นผู้ขนส่งสินค้าพิพาทตามบทบัญญัติของกฎหมายดังกล่าวข้างต้น

มีปัญหาต้องวินิจฉัยต่อไปว่า ความเสียหายของสินค้าพิพาททั้งสี่ครั้ง เกิดขึ้นเพราะความผิดของผู้ส่งหรือไม่ จำเลยที่ 1 และที่ 2 ให้การต่อสู้และนายชัยยงค์ กรรมการจำเลยที่ 1 เป็นพยานเบิกความประกอบบันทึกถ้อยคำยืนยันข้อเท็จจริงว่า โจทก์ผู้ส่งบรรจุหีบห่อสินค้าพิพาทไม่เหมาะสมและถูกต้อง เพราะสินค้าพิพาทมีน้ำหนักมาก โจทก์ควรใช้วัสดุหีบห่อที่แข็งแรงเพียงพอต่อสภาพและน้ำหนักของสินค้า แต่โจทก์กลับใช้วัสดุบรรจุภัณฑ์เป็นกล่องกระดาษซึ่งย่อมเล็งเห็นผลว่าสินค้าพิพาทอาจเกิดความเสียหายระหว่างการขนส่งได้ ส่วนโจทก์มีนายสมเกียรติ ผู้จัดการฝ่ายผลิตของโจทก์เป็นพยานเบิกความประกอบบันทึกถ้อยคำยืนยันข้อเท็จจริงว่า การบรรจุสินค้าของโจทก์จะกระทำในลักษณะเดียวกันซึ่งเป็นมาตรฐานที่ผ่านการอนุมัติจากบริษัทแม่ที่ประเทศญี่ปุ่นแล้ว คือโจทก์จะนำสินค้าจำนวน 26 ชิ้น มาเรียงต่อกันเป็น 1 แถว จากนั้นนำสินค้าแต่ละแถวมาวางเรียงซ้อนกัน 5 ชั้น และผนึกในถุงพลาสติกปิดปากถุงเรียบร้อยจัดเป็นสินค้า 1 ห่อ จากนั้นนำมาบรรจุลงในกล่องกระดาษลูกฟูกบรรจุอยู่ภายในกล่องโดยจัดเรียงเป็น 3 แถว แถวละ 5 ห่อ เรียงซ้อนขึ้นไปสูง 6 ชั้น สินค้า 1 กล่อง จะมีสินค้าพิพาทบรรจุอยู่ทั้งหมด 90 ห่อ เต็มกล่อง ตามขั้นตอนการบรรจุหีบห่อ เห็นว่า นายชัยยงค์พยานจำเลยที่ 1 เบิกความลอย ๆ และแม้ข้อเท็จจริงจะฟังได้ตามคำเบิกความนายสมเกียรติตอบคำถามค้านของทนายจำเลยที่ 2 ว่า สินค้าพิพาทแต่ละกล่องจะมีน้ำหนักมากกว่า 600 กิโลกรัม แต่จากคำอธิบายและภาพถ่าย กล่องกระดาษมีขนาด 105 x 98 x 108 เซนติเมตร พร้อมฝาปิด มีความหนาของกระดาษ 1.5 เซนติเมตร กล่องที่บรรจุสินค้าพิพาทแล้วจะปิดฝากล่องแล้วผนึกด้วยผ้าเทปกาวรอบกล่องอย่างแน่นหนา รัดรอบกล่องตามแนวตั้งและแนวนอนด้วยสายรัดพลาสติก แนวละ 2 เส้น กล่องสินค้าพิพาททุกกล่องจะวางบนแผงไม้รองสินค้า 1 แผง และยึดติดกันด้วยสายรัดพลาสติกดังกล่าว จึงนับว่าการบรรจุและหีบห่อสินค้าพิพาทมีความมั่นคงแข็งแรงเพียงพอและเหมาะสมแก่การขนส่งทางอากาศ ฟังไม่ได้ว่าความเสียหายของสินค้าพิพาททั้งสี่ครั้ง เกิดขึ้นเพราะความรับผิดของโจทก์ผู้ส่ง จำเลยที่ 1 จึงยังคงรับผิดในความเสียหายของสินค้าพิพาททั้งสี่ครั้ง

มีปัญหาที่ต้องวินิจฉัยต่อไปว่า ความเสียหายของสินค้าพิพาททั้งสี่ครั้งมีเพียงใด ข้อเท็จจริงฟังได้ว่า สินค้าพิพาททั้งสี่เที่ยวได้รับความเสียหายในระหว่างการขนส่งเป็นเงิน 208,561.86 บาท 208,561.86 บาท 208,561.86 บาท และ 625,685.58 บาท ตามลำดับ ซึ่งจำเลยที่ 1 ต้องรับผิดชอบชดใช้ให้แก่โจทก์ ส่วนค่าระวางการขนส่งที่ท่าต้นทางและปลายทางกับค่าใช้จ่ายในการดำเนินพิธีศุลกากรส่งออกและนำเข้านั้น เป็นค่าใช้จ่ายอันนอกเหนือจากมูลค่าของสินค้าที่เสียหาย จึงไม่อยู่ในความรับผิดชอบของจำเลยที่ 1 ในฐานะผู้ขนส่งนั้น เห็นว่า การซื้อขายสินค้าพิพาททั้งสี่ครั้งตามฟ้องเป็นสัญญาซื้อขายในเทอม DDU (Delivery Duty Unpaid) ซึ่งหมายความว่า ผู้ขายมีหน้าที่นำสินค้าไปส่งมอบให้แก่ผู้ซื้อ ณ ที่อยู่ของผู้ซื้อ ยกเว้นหน้าที่ในการนำเข้าของสินค้าท่าปลายทาง ดังนั้น ราคาสินค้ารวมค่าระวางขนส่งทั้งหมดและค่าใช้จ่ายในการดำเนินพิธีศุลกากรนำสินค้าส่งออกและผู้ซื้อจะชำระราคาเมื่อได้รับมอบสินค้าแล้ว โจทก์จึงไม่มีสิทธิเรียกให้จำเลยที่ 1 รับผิดชอบในค่าระวางขนส่งและค่าใช้จ่ายในการดำเนินพิธีศุลกากรส่งออกสินค้า ส่วนค่าใช้จ่ายในการดำเนินพิธีศุลกากรในการนำเข้าสินค้าไม่ใช่หน้าที่ของโจทก์ผู้ขายที่จะต้องไปดำเนินการ การที่โจทก์ไปดำเนินพิธีศุลกากรนำเข้าสินค้าให้แก่ผู้ซื้อหรือผู้รับตราส่งด้วย โดยโจทก์มิได้นำสืบว่ามีข้อตกลงในสัญญาซื้อขายให้โจทก์ดำเนินการดังกล่าวด้วย โจทก์จึงชอบที่จะไปทวงถามให้ผู้ซื้อหรือผู้รับตราส่งรับผิดชอบ ดังนั้น จำเลยที่ 1 จึงมีหน้าที่ชดใช้ค่าสินไหมทดแทนแก่โจทก์เฉพาะมูลค่าของสินค้าพิพาทที่เสียหายทั้งสี่ครั้งเท่านั้น ส่วนที่โจทก์ขอให้จำเลยที่ 1 ชำระดอกเบี้ยร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันที่พบความเสียหายของสินค้าพิพาทในแต่ละครั้งหรือวันวินาศภัยนั้น เห็นว่า ความรับผิดของจำเลยที่ 1 เป็นไปตามสัญญารับขนของในฐานะผู้ขนส่ง มิใช่ความรับผิดฐานละเมิด โจทก์จึงชอบที่จะเรียกดอกเบี้ยจากจำเลยที่ 1 นับแต่วันที่จำเลยที่ 1 ผิดนัด เมื่อถูกทวงถามแล้วเท่านั้น โดยเฉพาะกรณีที่โจทก์เรียกร้องให้จำเลยที่ 2 รับผิดแทนจำเลยที่ 1 ในฐานะเป็นผู้รับประกันภัยค้ำจุน โจทก์จะเรียกให้จำเลยที่ 2 ชำระดอกเบี้ยระหว่างผิดนัดได้ต่อเมื่อโจทก์ทวงถามจำเลยที่ 2 ให้ชำระหนี้แทนจำเลยที่ 1 แล้วจำเลยที่ 2 ไม่ชำระ ทางนำสืบของโจทก์ไม่ปรากฏว่ามีการทวงถามให้จำเลยที่ 2 ชำระหนี้เมื่อใด โจทก์จึงมีสิทธิเรียกร้องให้จำเลยที่ 2 ชำระดอกเบี้ยระหว่างผิดนัดนับแต่วันฟ้องคดีของแต่ละสำนวนเท่านั้น สำนวนแรกฟ้องวันที่ 18 พฤษภาคม 2550 สำนวนที่สองถึงสำนวนที่สี่ฟ้องวันที่ 21 พฤษภาคม 2550 วันเดียวกัน โจทก์จึงมีสิทธิเรียกให้จำเลยที่ 2 ชำระดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของความเสียหายของสินค้าพิพาทในครั้งแรกจำนวน 208,561.86 บาท นับแต่วันที่ 18 พฤษภาคม 2550 และความเสียหายของสินค้าพิพาทครั้งที่สองถึงครั้งที่สี่รวม 1,042,809.30 บาท นับแต่วันที่ 21 พฤษภาคม 2550 อุทธรณ์ของโจทก์ฟังขึ้นบางส่วน

พิพากษาแก้เป็นว่า ให้จำเลยที่ 2 ชำระเงินจำนวน 208,561.86 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันที่ 18 พฤษภาคม 2550 และชำระเงินจำนวน 1,042,809.30 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันที่ 21 พฤษภาคม 2550 จนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ ให้จำเลยที่ 2 ใช้ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสองศาลแทนโจทก์ เฉพาะค่าขึ้นศาลให้ใช้ตามจำนวนทุนทรัพย์ที่โจทก์ชนะคดีในศาลฎีกา โดยกำหนด ค่าทนายความรวม 20,000 บาท ส่วนค่าฤชาธรรมเนียมระหว่างโจทก์กับจำเลยที่ 1 ในศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางให้เป็นพับ นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลาง
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 617 ม. 882
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — บริษัทเจแปน เบรค (ประเทศไทย) จำกัด
จำเลย — บริษัทเอพีซี โลจิสติกส์ (ไทย) จำกัด กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลาง — นายธนารักษ์ เนาวรัตน์
ชื่อองค์คณะ
สุวัฒน์ วรรธนะหทัย
อร่าม เสนามนตรี
สมศักดิ์ เนตรมัย
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา