คำพิพากษา คำสั่งคำร้องและคำวินิจฉัยศาลฎีกา

ทั้งหมด 133,243 รายการ
คำวินิจฉัยที่ 66/2567
#708594
เปิดฉบับเต็ม

คดีนี้ ธ. ผู้ฟ้องคดี ยื่นฟ้องนายอำเภอเบญจลักษ์ ที่ 1 องค์การบริหารส่วนตำบลหนองงูเหลือม ที่ 2 และนายกองค์การบริหารส่วนตำบลหนองงูเหลือม ที่ 3 ผู้ถูกฟ้องคดีต่อศาลปกครองอุบลราชธานี ขอให้ศาลพิพากษาหรือมีคำสั่งให้ผู้ถูกฟ้องคดีที่ 1 และที่ 2 ถอนการคัดค้านการรังวัดสอบเขตที่ดินของผู้ฟ้องคดี พร้อมทั้งสั่งให้ผู้ถูกฟ้องคดีที่ 1 และที่ 2 หรือผู้รับมอบอำนาจของผู้ถูกฟ้องคดีที่ 1 และที่ 2 ลงชื่อรับรองแนวเขตที่ดินตามที่ช่างรังวัดได้รังวัดที่ดินตามหลักฐานแผนที่เดิม ให้ผู้ถูกฟ้องคดีที่ 2 จ่ายเงินค่ารังวัดสอบเขตที่ดินพร้อมดอกเบี้ยให้แก่ผู้ฟ้องคดี และตรวจสอบการดำเนินงานของ ผู้ถูกฟ้องคดีที่ 2

ผู้ถูกฟ้องคดีทั้งสามยื่นคำร้องโต้แย้งเขตอำนาจศาลว่า คดีนี้เป็นข้อพิพาทที่โต้แย้งกันในเรื่องสิทธิครอบครองหรือกรรมสิทธิ์ในที่ดิน ซึ่งอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรม

ศาลปกครองอุบลราชธานีเห็นว่า มูลคดีตามคำฟ้องเป็นกรณีที่ผู้ฟ้องคดีประสงค์ให้ศาลมีคำบังคับโดยสั่งให้ผู้ถูกฟ้องคดีทั้งสามงดเว้นการยืนยันหรือการรับรองสถานะของที่ดินบริเวณพิพาทว่าเป็นที่สาธารณะ เป็นข้อพิพาทอันเนื่องมาจากการใช้อำนาจทางปกครองตามกฎหมายหรือการดำเนินกิจการทางปกครองซึ่งถือเป็นประเด็นพิพาทหลักแห่งคดี คดีนี้จึงเป็นคดีพิพาทเกี่ยวกับการกระทำละเมิดของเจ้าหน้าที่ของรัฐอันเกิดจากการใช้อำนาจตามกฎหมาย ตามมาตรา 9 วรรคหนึ่ง (3) แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. 2542 อันอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลปกครอง

ศาลจังหวัดกันทรลักษ์เห็นว่า การที่จะดำเนินการตามคำขอบังคับของผู้ฟ้องคดีได้นั้น ศาลจะต้องพิจารณาเสียก่อนว่าที่ดินส่วนที่พิพาทเป็นของผู้ฟ้องคดีซึ่งเป็นเอกชนหรือเป็นที่สาธารณสมบัติของแผ่นดิน จึงเป็นคดีพิพาทเกี่ยวกับสิทธิในที่ดินที่ต้องพิจารณาถึงการครอบครองและกรรมสิทธิ์ของผู้ฟ้องคดีก่อนตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ คดีนี้จึงอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรม

คณะกรรมการพิจารณาแล้วเห็นว่า แม้นายอำเภอเบญจลักษ์ ที่ 1 องค์การบริหารส่วนตำบลหนองงูเหลือม ที่ 2 และนายกองค์การบริหารส่วนตำบลหนองงูเหลือม ที่ 3 ผู้ถูกฟ้องคดี จะเป็นเจ้าหน้าที่ของรัฐและหน่วยงานทางปกครอง ตามบทนิยามในมาตรา 3 แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. 2542 แต่การที่ผู้ถูกฟ้องคดีทั้งสามซึ่งเป็นผู้มีหน้าที่ในการดูแลรักษาและคุ้มครองป้องกันที่ดินอันเป็นสาธารณสมบัติของแผ่นดินสำหรับพลเมืองใช้ร่วมกัน ตามพระราชบัญญัติลักษณะปกครองท้องที่ พระพุทธศักราช 2457 และระเบียบกระทรวงมหาดไทยว่าด้วยการดูแลรักษาและคุ้มครองป้องกันที่ดินอันเป็นสาธารณสมบัติของแผ่นดินสำหรับพลเมืองใช้ร่วมกัน พ.ศ. 2553 ได้คัดค้านการรังวัดสอบเขตที่ดินของผู้ฟ้องคดีเพื่อป้องกันมิให้มีการรังวัดสอบเขตที่ดินรุกล้ำที่สาธารณสมบัติของแผ่นดิน เป็นเพียงการปฏิบัติหน้าที่โดยทั่วไปที่ใช้สิทธิในฐานะผู้ดูแลรักษาที่ดินข้างเคียงคัดค้านการรังวัดสอบเขตที่ดินเพื่อป้องกันมิให้มีการรังวัดรุกล้ำเข้าไปในที่ดินสาธารณะ การคัดค้านการรังวัดสอบเขตที่ดินของผู้ฟ้องคดี และการดำเนินการที่เกี่ยวข้องกับเรื่องดังกล่าวที่เป็นเหตุแห่งการฟ้องคดีนี้จึงไม่มีลักษณะเป็นการใช้อำนาจตามกฎหมาย กรณีจึงไม่เข้าลักษณะเป็นคดีพิพาท ตามมาตรา 9 วรรคหนึ่ง (1) และ (3) แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. 2542 ทั้งเมื่อผู้ฟ้องคดีอ้างว่าที่ดินพิพาทเป็นกรรมสิทธิ์ของผู้ฟ้องคดี โดยมีคำขอให้ผู้ถูกฟ้องคดีที่ 1 และที่ 2 ถอนคำคัดค้านการรังวัดสอบเขตที่ดินของผู้ฟ้องคดี แต่ผู้ถูกฟ้องคดีที่ 1 และที่ 2 ไม่ลงชื่อรับรองแนวเขตที่ดินและคัดค้านการรังวัดสอบเขตที่ดินของผู้ฟ้องคดีโดยอ้างว่าผู้ฟ้องคดีนำชี้แนวเขตรุกล้ำถนนสาธารณะ อันเป็นสาธารณสมบัติของแผ่นดินอันเป็นทรัพย์สินสำหรับพลเมืองใช้ร่วมกัน กรณีจึงเป็นคดีพิพาทเกี่ยวกับสิทธิในที่ดินที่อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรม

กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.ว่าด้วยการวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างศาล พ.ศ.2542
พ.ร.บ.จัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ.2542
พ.ร.บ.ลักษณะปกครองท้องที่ พ.ศ.2457
ป.พ.พ.
ป.ที่ดิน
ชื่อคู่ความ
ศาลผู้ส่งความเห็น — ศาลปกครองอุบลราชธานี
ศาลผู้รับความเห็น — ศาลจังหวัดกันทรลักษ์
ผู้ฟ้องคดี — นาง ธ.
ผู้ถูกฟ้องคดี — นายอำเภอเบญจลักษ์ ที่ 1 กับพวกรวม 3 คน
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
-
-
ชื่อองค์คณะ
ไม่มี
แหล่งที่มา
สำนักงานเลขานุการคณะกรรมการวินิจฉัยฯ
คำวินิจฉัยที่ 65/2567
#709572
เปิดฉบับเต็ม

คดีนี้ นางสาว ก. ผู้ฟ้องคดีเป็นเอกชนยื่นฟ้องเทศบาลเมืองอ่างศิลา ผู้ถูกฟ้องคดี อ้างว่า ผู้ฟ้องคดีเป็นผู้มีกรรมสิทธิ์ในที่ดินตามโฉนดที่ดินจำนวน 2 แปลง ได้รับความเดือดร้อนเสียหายจากกรณีที่ผู้ถูกฟ้องคดีได้กระทำละเมิดก่อสร้างถนนคอนกรีตเสริมเหล็กรุกล้ำเข้าไปในที่ดินของผู้ฟ้องคดี ขอให้ศาลพิพากษาหรือมีคำสั่งให้ผู้ถูกฟ้องคดีชดใช้ค่าเสียหาย หากไม่มีการชดใช้หรือเยียวยาความเสียหาย ให้ผู้ถูกฟ้องคดีรื้อถอนถนนคอนกรีตเสริมเหล็กและปรับปรุงที่ดินของผู้ฟ้องคดีให้มีสภาพเดิม

ส่วนผู้ถูกฟ้องคดีให้การว่า เจ้าของเดิมได้ยกที่ดินบางส่วนที่ติดกับทางสาธารณะให้เป็นทางสาธารณประโยชน์ซึ่งประชาชนได้ใช้สัญจรไปมาเป็นเวลานาน ผู้ถูกฟ้องคดีไม่ได้กระทำละเมิด

ผู้ถูกฟ้องคดียื่นคำร้องโต้แย้งเขตอำนาจศาลว่า คดีนี้เป็นคดีพิพาทเกี่ยวกับสิทธิในที่ดินอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรม

ศาลปกครองระยองพิจารณาแล้วเห็นว่า คดีนี้มีประเด็นหลักที่จะต้องวินิจฉัยว่าการที่ผู้ถูกฟ้องคดีสร้างถนนคอนกรีตรุกล้ำเข้าไปในที่ดินของผู้ฟ้องคดีเป็นการกระทำละเมิดต่อผู้ฟ้องคดีหรือไม่ โดยมีประเด็นที่จะต้องวินิจฉัยก่อนว่า ที่ดินส่วนที่พิพาทเป็นของผู้ฟ้องคดีหรือเป็นทางสาธารณประโยชน์ ซึ่งทั้งสองประเด็นมีความเกี่ยวพันกัน แม้ประเด็นที่จะต้องวินิจฉัยก่อน จะต้องวินิจฉัยเกี่ยวกับสิทธิในที่ดินของคู่กรณีก่อนก็ตาม คดีนี้จึงเป็นคดีพิพาทเกี่ยวกับการกระทำละเมิดของหน่วยงานทางปกครองอันเกิดจากการใช้อำนาจตามกฎหมาย ตามมาตรา 9 วรรคหนึ่ง (3) แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. 2542 อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลปกครอง

ศาลจังหวัดชลบุรีพิจารณาแล้วเห็นว่า คดีมีประเด็นที่จะต้องวินิจฉัยก่อนเป็นเรื่องที่เกี่ยวกับสิทธิในที่ดินพิพาท โดยพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. 2542 มาตรา 9 มิได้กำหนดให้ศาลปกครองมีอำนาจในการพิจารณาพิพากษาคดีเกี่ยวกับสิทธิในทรัพย์สิน และแม้การฟ้องคดีนี้จะเป็นการเรียกร้องค่าเสียหายอันเนื่องมาจากการกระทำละเมิดในที่ดิน แต่ศาลจำต้องพิจารณาถึงกรรมสิทธิ์ในที่ดินพิพาทว่าเป็นของผู้ฟ้องคดีหรือเป็นสาธารณสมบัติของแผ่นดินเป็นหลัก ดังนั้น คดีนี้จึงอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรม

คณะกรรมการพิจารณาแล้ว แม้เทศบาลเมืองอ่างศิลา ผู้ถูกฟ้องคดี จะเป็นหน่วยงานทางปกครองตามบทนิยามในมาตรา 3 แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. 2542 และมีหน้าที่ในการจัดให้มีและบำรุงทางบกและทางน้ำ ตามมาตรา 53 (1) ประกอบมาตรา 50 (2) แห่งพระราชบัญญัติเทศบาล พ.ศ. 2496 ก็ตาม แต่การที่ผู้ฟ้องคดีฟ้องผู้ถูกฟ้องคดีโดยอ้างเหตุว่ากระทำละเมิดก่อสร้างถนนคอนกรีตเสริมเหล็กรุกล้ำเข้าไปในที่ดินของผู้ฟ้องคดี ทำให้ผู้ฟ้องคดีได้รับความเสียหาย ส่วนผู้ถูกฟ้องคดีให้การว่า เจ้าของเดิมได้ยกที่ดินบางส่วนที่ติดกับทางสาธารณะให้เป็นทางสาธารณประโยชน์ซึ่งประชาชนได้ใช้สัญจรไปมาเป็นเวลานาน ผู้ถูกฟ้องคดีไม่ได้กระทำละเมิด ดังนั้น การที่จะวินิจฉัยว่าผู้ถูกฟ้องคดีกระทำละเมิดต่อผู้ฟ้องคดีหรือไม่ จึงเป็นเพียงผลของการวินิจฉัยปัญหาเกี่ยวกับสถานะของที่ดินพิพาทว่าเป็นที่ดินที่ผู้ฟ้องคดีเป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์หรือเป็นที่สาธารณสมบัติของแผ่นดิน คำฟ้องของผู้ฟ้องคดีจึงมีความมุ่งหมายที่จะให้ศาลมีคำพิพากษารับรองคุ้มครองสิทธิในที่ดินของผู้ฟ้องคดีเป็นสำคัญ ข้อพิพาทในคดีนี้จึงเป็นคดีพิพาทเกี่ยวกับสิทธิในที่ดิน ซึ่งอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรม

กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.ว่าด้วยการวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างศาล พ.ศ.2542
พ.ร.บ.จัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ.2542
พ.ร.บ.เทศบาล พ.ศ.2496
ป.พ.พ.
ป.ที่ดิน
ชื่อคู่ความ
ศาลผู้ส่งความเห็น — ศาลปกครองระยอง
ศาลผู้รับความเห็น — ศาลจังหวัดชลบุรี
ผู้ฟ้องคดี — นางสาว ก.
ผู้ถูกฟ้องคดี — เทศบาลเมืองอ่างศิลา
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
-
-
ชื่อองค์คณะ
ไม่มี
แหล่งที่มา
สำนักงานเลขานุการคณะกรรมการวินิจฉัยฯ
คำวินิจฉัยที่ 64/2567
#709993
เปิดฉบับเต็ม

คดีนี้ นาง อ. กับพวกรวม 7 คน โจทก์ ยื่นฟ้อง การรถไฟฟ้าขนส่งมวลชนแห่งประเทศไทย จำเลย ระหว่างพิจารณาศาลมีคำสั่งอนุญาตให้นิติบุคคลอาคารชุด ช. เข้าร่วมเป็นคู่ความฝ่ายโจทก์ สรุปความได้ว่าโจทก์ทั้งเจ็ดเป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์ในห้องชุดอาคารชุด ช. โดยซื้อมาจากบริษัท น. จำกัด ซึ่งมีที่ดินโฉนดเลขที่ 2345 เป็นทรัพย์ส่วนกลาง และได้รับอนุญาตจากจำเลยให้ใช้ทางในที่ดินโฉนดเลขที่ 23189 ด้านทิศเหนือ กว้าง 13 เมตร ยาว 17 เมตร ผ่านเข้าออกสู่ถนนสุขุมวิท 21 (อโศกมนตรี) ซึ่งเป็นทางที่ประชาชนใช้เป็นทางเข้าออกโดยไม่มีการหวงห้ามเข้าลักษณะเป็นทางสาธารณะ โจทก์ทั้งเจ็ดเห็นว่าแม้ว่าจำเลยไม่อาจอนุญาตให้ใช้ที่ดินตามโฉนดที่ดินเลขที่ 23189 เป็นทางเข้าออกสู่ถนนสุขุมวิท 21 หรือถนนอโศกมนตรีของที่ดินตามโฉนดที่ดินเลขที่ 2345 ตามที่จำเลยได้ยินยอมให้ใช้ประโยชน์ในที่ดินแปลงดังกล่าวก็ตามแต่เจ้าของที่ดินตามโฉนดเลขที่ 2345 ยังคงมีสิทธิตามที่กฎหมายบัญญัติไว้ในการผ่านที่ดินแปลงโฉนดเลขที่ 23189 ซึ่งที่ดินตามโฉนดเลขที่ 2345 แบ่งแยกมา และไม่มีทางออกเพื่อผ่านไปสู่ถนนอโศกมนตรีได้ตามที่จำเลยได้ยินยอมให้ให้เป็นทางจำเป็น ปัจจุบันที่ดินโฉนดเลขที่ 2345 เป็นที่ตั้งอาคารชุด ช. อันเป็นอาคารขนาดใหญ่พิเศษที่ต้องมีทางเข้าออกสู่ทางสาธารณะ (ถนนอโศกมนตรี) เป็นความกว้างไม่น้อยกว่า 12 เมตรตามกฎกระทรวง ฉบับที่ 33 (พ.ศ. 2535) ออกตามความในพระราชบัญญัติควบคุมอาคาร พ.ศ. 2522 โดยการออกใบอนุญาตให้ก่อสร้างอาคารดังกล่าว อาศัยหลักฐานการที่จำเลยอนุญาตให้ใช้ประโยชน์ในที่ดินของการรถไฟฟ้าขนส่งมวลชนแห่งประเทศไทยเป็นทางผ่านตามใบอนุญาต ลงวันที่ 4 กรกฎาคม 2557 ทางจำเป็นในการใช้ที่ดินโฉนดเลขที่ 23189 เป็นทางออกสู่ทางสาธารณะ (ถนนอโศกมนตรี) ของที่ดินโฉนดเลขที่ 2345จึงจำต้องมีความกว้างไม่น้อยกว่า 12 เมตร ขอให้ศาลมีคำพิพากษาหรือคำสั่งให้ทางในที่ดินตามโฉนดที่ดินเลขที่ 23189 ด้านทิศเหนือ มีความกว้าง 13 เมตร ยาว 17 เมตร จากที่ดินตามโฉนดที่ดินเลขที่ 2345 ถึงถนนสุขุมวิท 21 (อโศกมนตรี) เป็นทางจำเป็นของที่ดินตามโฉนดที่ดินเลขที่ 2345 หรือเป็นทางสาธารณประโยชน์ที่ประชาชนใช้ร่วมกัน

จำเลยยื่นคำร้องโต้แย้งเขตอำนาจศาลว่า ใบอนุญาตเลขที่ รฟม 012/1135 ที่อนุญาตให้บริษัท อ. ใช้ประโยชน์ในที่ดินของจำเลยเป็นทางผ่านเข้า – ออกสู่ถนนสาธารณะเป็นคำสั่งทางปกครอง จึงเป็นคดีที่อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลปกครอง

ศาลแพ่งกรุงเทพใต้เห็นว่า การที่จําเลยพิจารณาอนุญาตให้บริษัท น.จำกัด ใช้ประโยชน์ในที่ดินของจำเลยเป็นทางผ่านเข้าออกสู่ถนนสาธารณะต้องพิจารณาตามหลักเกณฑ์และเงื่อนไขข้อบังคับของจำเลยว่าด้วยการอนุญาตให้ใช้ประโยชน์ในอสังหาริมทรัพย์ พ.ศ. 2547 และประกาศของจำเลยเรื่องกำหนดประเภทการอนุญาตให้ใช้ประโยชน์ในที่ดินของการรถไฟฟ้าขนส่งมวลชนแห่งประเทศไทยเป็นทางผ่าน พ.ศ. 2556 เป็นการใช้อำนาจตามกฎหมายของเจ้าหน้าที่ที่มีผลเป็นการสร้างนิติสัมพันธ์ขึ้นระหว่างบุคคล การอนุญาตหรือไม่อนุญาตให้ใช้ประโยชน์ในที่ดินของจำเลย จึงมีลักษณะเป็นคำสั่งทางปกครอง คําฟ้องคดีนี้จึงเข้าลักษณะเป็นคดีพิพาทเกี่ยวกับการกระทำละเมิดหรือความรับผิดอย่างอื่นของหน่วยงานทางปกครองหรือเจ้าหน้าที่ของรัฐอันเกิดจากการใช้อำนาจตามกฎหมาย หรือจากกฎ คำสั่งทางปกครอง หรือคำสั่งอื่น หรือจากการละเลยต่อหน้าที่ตามที่กฎหมายกำหนดให้ต้องปฏิบัติหรือปฏิบัติหน้าที่ดังกล่าวล่าช้าเกินสมควรตามที่บัญญัติไว้ในมาตรา 9 วรรคหนึ่ง (3) แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. 2542 คดีอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลปกครอง

ศาลปกครองกลางเห็นว่า โจทก์ทั้งเจ็ดในฐานะเจ้าของกรรมสิทธิ์รวมในที่ดินตามโฉนดที่ดินเลขที่ 2345 มีความประสงค์จะใช้สิทธิทางศาลเพื่อให้ศาลพิจารณาวินิจฉัยรับรองสิทธิของโจทก์ทั้งเจ็ดในการใช้ที่ดินของจำเลยเป็นทางผ่านเข้าออกที่ดินสู่ถนนอโศกมนตรี พร้อมทั้งวินิจฉัยเกี่ยวกับสถานะทางกฎหมายของทางในที่ดินตามโฉนดที่ดินเลขที่ 23189 ทางด้านทิศเหนือกว้าง 13 เมตร ยาว 17 เมตร ว่ามีสถานะเป็นทางจำเป็นหรือเป็นทางสาธารณประโยชน์ที่ประชาชนใช้ร่วมกัน อันเป็นการใช้สิทธิตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ โดยไม่มีประเด็นโต้แย้งเกี่ยวกับการอนุญาตของจำเลยแต่อย่างใด แต่เป็นคดีพิพาทเกี่ยวกับสิทธิในที่ดินอันอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรม

คณะกรรมการฯ พิจารณาแล้วเห็นว่า การรถไฟฟ้าขนส่งมวลชนแห่งประเทศไทย จำเลย จัดตั้งขึ้นตามมาตรา 6 แห่งพระราชบัญญัติการรถไฟฟ้าขนส่งมวลชนแห่งประเทศไทย พ.ศ. 2543 จึงเป็นรัฐวิสาหกิจที่จัดตั้งขึ้นโดยพระราชบัญญัติมีฐานะเป็นหน่วยงานทางปกครองตามนิยามในมาตรา 3 แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. 2542 แต่ข้ออ้างที่อาศัยเป็นหลักแห่งข้อหาในคำฟ้องและคำขอบังคับของโจทก์ทั้งเจ็ดเป็นเรื่องที่โจทก์ทั้งเจ็ดซึ่งเป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์ห้องชุดในอาคารชุด ช. และเจ้าของรวมในที่ดินตามโฉนดที่ดินเลขที่ 2345 มีความประสงค์จะใช้สิทธิทางศาลเพื่อให้ศาลพิพากษาว่าที่ดินโฉนดเลขที่ 23189 ด้านทิศเหนือ มีความกว้าง 13 เมตร ยาว 17 เมตร เป็นทางจำเป็นของที่ดินโฉนดเลขที่ 2345 หรือเป็นทางสาธารณประโยชน์ที่ประชาชนใช้ร่วมกัน หรือเป็นการโต้แย้งสถานภาพของที่ดินส่วนที่พิพาท ว่าได้กลายเป็นที่ดินที่เป็นสาธารณประโยชน์สำหรับประชาชนใช้ร่วมกันแล้ว โจทก์ทั้งเจ็ดจึงมีสิทธิใช้ที่ดินพิพาทดังกล่าว ซึ่งเป็นเรื่องทางแพ่ง ดังนั้น กรณีตามคำฟ้องของโจทก์ทั้งเจ็ดจึงไม่ใช่ข้อพิพาทเกี่ยวกับการที่หน่วยงานทางปกครองกระทำการโดยไม่ชอบด้วยกฎหมายตามมาตรา 9 วรรคหนึ่งแห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. 2542 ที่จะอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลปกครอง แต่เป็นคดีพิพาททางแพ่งที่อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรม

กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.ว่าด้วยการวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างศาล พ.ศ.2542
พ.ร.บ.จัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ.2542
ป.พ.พ.
พ.ร.บ.การรถไฟฟ้าขนส่งมวลชนแห่งประเทศไทย พ.ศ. 2543
ชื่อคู่ความ
ศาลผู้ส่งความเห็น — ศาลแพ่งกรุงเทพใต้
ศาลผู้รับความเห็น — ศาลปกครองกลาง
โจทก์ — นาง อ. ที่ 1 กับพวกรวม 7 คน
จำเลย — การรถไฟฟ้าขนส่งมวลชนแห่งประเทศไทย
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
-
-
ชื่อองค์คณะ
ไม่มี
แหล่งที่มา
สำนักงานเลขานุการคณะกรรมการวินิจฉัยฯ
คำวินิจฉัยที่ 63/2567
#708213
เปิดฉบับเต็ม

คดีนี้ หจก. ศ. ผู้ฟ้องคดี ยื่นฟ้อง สำนักงานตำรวจแห่งชาติ ผู้ถูกฟ้องคดี โดยอ้างว่า ตามประกาศของผู้ถูกฟ้องคดี เรื่อง ประกวดราคาจ้างก่อสร้างเรือนแถวสัญญาบัตร 8 คูหา ระดับ ผกก. ขึ้นไป ภ.จว. พังงา ด้วยวิธีประกวดราคาอิเล็กทรอนิกส์ (e-bidding) ลงวันที่ 15 มกราคม 2564 ผู้ฟ้องคดีเป็นผู้ได้รับการพิจารณาให้ทำสัญญาจ้าง ต่อมา ผู้ฟ้องคดีมีหนังสือขอเลื่อนการลงนามในสัญญา แต่ผู้ถูกฟ้องคดีกลับเร่งรัดให้ผู้ฟ้องคดีลงนามในสัญญา การริบหลักประกันการยื่นข้อเสนอราคาของผู้ถูกฟ้องคดีไม่ชอบด้วยกฎหมาย ขอให้ศาลพิพากษาหรือมีคำสั่งให้ผู้ถูกฟ้องคดีคืนเงินพร้อมดอกเบี้ยให้แก่ผู้ฟ้องคดี

ส่วนผู้ถูกฟ้องคดีให้การโดยสรุปว่า การริบหลักประกันและการพิจารณาให้ผู้ฟ้องคดีเป็นผู้ทิ้งงานเป็นไปโดยชอบด้วยกฎหมายแล้ว ขอให้ยกฟ้อง

ผู้ถูกฟ้องคดียื่นคำร้องโต้แย้งเขตอำนาจศาลว่า คดีนี้เป็นคดีพิพาทเกี่ยวกับสัญญาทางแพ่งอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรม

ศาลปกครองภูเก็ตพิจารณาแล้วเห็นว่า คดีนี้ผู้ถูกฟ้องคดีเป็นหน่วยงานทางปกครอง ผู้ฟ้องคดีได้รับการพิจารณาให้ทำสัญญาจ้าง แต่ไม่เข้าทำสัญญาจ้างภายในเวลาที่ผู้ถูกฟ้องคดีกำหนด เป็นเหตุให้ผู้ถูกฟ้องคดีริบหลักประกันการเสนอราคา กรณีจึงเป็นการทำคำสนองที่ถูกต้องตรงกับคำเสนอ เพื่อนำไปสู่การทำสัญญาจ้างก่อสร้างเรือนแถวสัญญาบัตร 8 คูหา ระดับ ผกก. ขึ้นไป ภ.จว. พังงา จึงเป็นสัญญาก่อนสัญญา โดยที่สัญญาจ้างก่อสร้างดังกล่าวมีคู่สัญญาอย่างน้อยฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งเป็นหน่วยงานทางปกครอง จึงเป็นสัญญาทางปกครองโดยสภาพ คดีนี้จึงเป็นคดีพิพาทเกี่ยวกับสัญญาทางปกครอง ตามมาตรา 9 วรรคหนึ่ง (4) แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. 2542 อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลปกครอง

ศาลจังหวัดพังงาพิจารณาแล้วเห็นว่า แม้คดีพิพาทจะมีผู้ฟ้องคดีเป็นหน่วยงานทางปกครอง แต่เมื่อพิจารณาถึงลักษณะของสัญญาจ้างก่อสร้างเรือนแถวสัญญาบัตร 8 คูหา ที่พิพาท มีวัตถุประสงค์เพื่อใช้เป็นที่พักอาศัยสำหรับข้าราชการหรือเจ้าหน้าที่ระดับ ผกก. ขึ้นไปของตำรวจภูธรจังหวัดพังงาเท่านั้น ไม่เข้าลักษณะเป็นสัญญาที่จัดให้มีสิ่งสาธารณูปโภคที่ให้ประชาชนทั่วไปเข้าใช้ประโยชน์ได้โดยตรง สัญญาจ้างที่จะเกิดขึ้นต่อไปในอนาคตจึงไม่เป็นสัญญาทางปกครอง ตามมาตรา 3 แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. 2542 ย่อมส่งผลให้คดีพิพาทที่เกิดก่อนที่จะนำไปสู่การทำสัญญาจ้างในอนาคต มิใช่คดีพิพาทเกี่ยวกับสัญญาทางปกครอง ตามมาตรา 9 วรรคหนึ่ง (4) แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. 2542 แต่เป็นคดีพิพาททางแพ่งที่อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรม

คณะกรรมการพิจารณาแล้ว คดีนี้ แม้สำนักงานตำรวจแห่งชาติ ผู้ถูกฟ้องคดี เป็นส่วนราชการไม่สังกัดสำนักนายกรัฐมนตรี กระทรวงหรือทบวง แต่มีฐานะเป็นกรม ตามมาตรา 46 (7) แห่งพระราชบัญญัติปรับปรุงกระทรวง ทบวง กรม พ.ศ. 2545 ซึ่งเป็น "หน่วยงานทางปกครอง" ตามบทนิยามมาตรา 3 แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. 2542 และเป็นกรณีพิพาทระหว่างหน่วยงานทางปกครองกับเอกชนที่เกิดขึ้นในขั้นตอนก่อนการทำสัญญาจ้างก่อสร้างเรือนแถวสัญญาบัตรฯ แต่การที่ผู้ถูกฟ้องคดีออกประกาศสำนักงานตำรวจแห่งชาติ เรื่อง ประกวดราคาจ้างก่อสร้างเรือนแถวสัญญาบัตรฯ ด้วยวิธีประกวดราคาอิเล็กทรอนิกส์ (e-bidding) ลงวันที่ 15 มกราคม 2564 เป็นไปเพื่อจัดหาผู้รับจ้างในการก่อสร้างเรือนแถวสัญญาบัตรฯ สำหรับใช้เป็นที่พักอาศัยของข้าราชการ โดยประกาศและเอกสารดังกล่าวเป็นหนังสือเชิญชวนให้บุคคลผู้สนใจเข้ามาเป็นผู้ยื่นข้อเสนอ หากบุคคลเหล่านั้นเป็นผู้ชนะการประกวดราคาอิเล็กทรอนิกส์จะต้องทำสัญญาจ้างก่อสร้างหรือทำข้อตกลงเป็นหนังสือและจะต้องวางหลักประกันสัญญา หากผู้ยื่นข้อเสนอซึ่งได้รับคัดเลือกแล้วไม่ไปทำสัญญาหรือข้อตกลงจ้างเป็นหนังสือภายในเวลาที่กำหนด จะริบหลักประกันการยื่นข้อเสนอหรือเรียกร้องจากผู้ออกหนังสือค้ำประกันการยื่นข้อเสนอทันที และอาจพิจารณาเรียกร้องให้ชดใช้ความเสียหายอื่น รวมทั้งพิจารณาให้เป็นผู้ทิ้งงาน ดังนั้น นิติสัมพันธ์ระหว่างผู้ฟ้องคดีและผู้ถูกฟ้องคดีจึงเป็นไปตามประกาศและข้อตกลงจากเอกสารประกวดราคาจ้างก่อสร้างด้วยการประกวดราคาอิเล็กทรอนิกส์ (e-bidding) ซึ่งเป็นการตกลงกันในขั้นตอนการหาบุคคลผู้ชนะการประกวดราคาอิเล็กทรอนิกส์ ก่อนนำไปสู่การจัดทำสัญญาจ้างก่อสร้าง เมื่อสัญญาจ้างก่อสร้างเรือนแถวสัญญาบัตรฯ มิได้มีลักษณะเป็นสัญญาสัมปทาน สัญญาที่ให้จัดทำบริการสาธารณะ หรือจัดให้มีสิ่งสาธารณูปโภคหรือแสวงประโยชน์จากทรัพยากรธรรมชาติ ตามนัยบทนิยาม "สัญญาทางปกครอง" ในมาตรา 3 แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. 2542 ข้อพิพาทในคดีนี้จึงไม่ใช่คดีพิพาทเกี่ยวกับสัญญาทางปกครองตามมาตรา 9 วรรคหนึ่ง (4) แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. 2542 ที่จะอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลปกครอง หากแต่เป็นคดีพิพาทเกี่ยวกับสัญญาทางแพ่งที่อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรม

กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.ว่าด้วยการวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างศาล พ.ศ.2542
พ.ร.บ.จัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ.2542
พ.ร.บ.ปรับปรุง กระทรวง ทบวง กรม พ.ศ. 2545
ป.พ.พ.
ชื่อคู่ความ
ศาลผู้ส่งความเห็น — ศาลปกครองภูเก็ต
ศาลผู้รับความเห็น — ศาลจังหวัดพังงา
ผู้ฟ้องคดี — ห้างหุ้นส่วนจำกัด ศ.
ผู้ถูกฟ้องคดี — สำนักงานตำรวจแห่งชาติ
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
-
-
ชื่อองค์คณะ
ไม่มี
แหล่งที่มา
สำนักงานเลขานุการคณะกรรมการวินิจฉัยฯ
คำวินิจฉัยที่ 62/2567
#709943
เปิดฉบับเต็ม

คดีนี้ โจทก์เป็นเอกชน ยื่นฟ้องกรมสรรพากร ที่ 1 อธิบดีกรมสรรพากร ที่ 2 จำเลย กรณีจำเลยที่ 2 มีคำสั่งให้ยึดที่ดินที่มีชื่อนาย ร. ผู้ค้างชำระภาษีอากร เป็นผู้ถือกรรมสิทธิ์ โดยไม่ชอบด้วยกฎหมาย เนื่องจากมีที่ดินของโจทก์รวมอยู่ด้วย ขอให้ศาลพิพากษาหรือมีคำสั่งเพิกถอนคำสั่งยึดที่ดินดังกล่าว

ส่วนจำเลยทั้งสองให้การว่า ขณะออกคำสั่งยึดทรัพย์มีชื่อนาย ร. ผู้ค้างชำระภาษีอากรเป็นผู้ถือกรรมสิทธิ์ในที่ดินพิพาท คำสั่งยึดทรัพย์ชอบด้วยกฎหมายแล้ว จึงไม่อาจขอให้เพิกถอนคำสั่งยึดทรัพย์สินดังกล่าวได้ ขอให้ยกฟ้อง

จำเลยทั้งสองยื่นคำร้องโต้แย้งเขตอำนาจศาลว่า การออกคำสั่งอายัดทรัพย์สินของผู้ค้างชำระค่าภาษีอากรเป็นการกระทำทางปกครองและเป็นคำสั่งทางปกครอง การฟ้องขอให้เพิกถอนคำสั่งของเจ้าพนักงานที่ไม่ชอบด้วยกฎหมาย จึงเป็นคดีพิพาทซึ่งอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลปกครอง ตามมาตรา 9 วรรคหนึ่ง (1) แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. 2542

ศาลจังหวัดเชียงคำเห็นว่า แม้คดีมีประเด็นที่ต้องวินิจฉัยว่า โจทก์หรือนาย ร. เป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์ในที่ดินพิพาทก่อนก็ตาม แต่โจทก์อ้างว่าจำเลยทั้งสองยึดที่ดินซึ่งมีชื่อนาย ร. ผู้ค้างชำระภาษีอากรโดยมิชอบเนื่องจากที่ดินพิพาทเป็นกรรมสิทธิ์ของโจทก์ ขอให้จำเลยทั้งสองเพิกถอนการยึดที่ดินของโจทก์ จึงเป็นคดีพิพาทเกี่ยวกับการที่หน่วยงานทางปกครองหรือเจ้าหน้าที่ของรัฐกระทำการโดยไม่ชอบด้วยกฎหมายตามมาตรา 9 วรรคหนึ่ง (1) แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. 2542 ซึ่งอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลปกครอง

ศาลปกครองเชียงใหม่เห็นว่า คดีนี้โจทก์ฟ้องว่า จำเลยที่ 2 มีคำสั่งให้ยึดที่ดินที่มีชื่อนาย ร. เป็นผู้ถือกรรมสิทธิ์ เนื่องจากนาย ร. เป็นผู้ค้างชำระค่าภาษีอากร โดยที่ดินที่ถูกยึดดังกล่าวมีที่ดินของโจทก์รวมอยู่ด้วย โจทก์เห็นว่า การที่จำเลยที่ 2 ยึดที่ดินของโจทก์ไม่ชอบด้วยกฎหมายเพราะนาย ร. ไม่ใช่เจ้าของที่ดินดังกล่าว คดีจึงมีประเด็นที่ต้องพิจารณาว่า ที่ดินซึ่งจำเลยที่ 2 มีคำสั่งยึดไว้นั้นเป็นของนาย ร. หรือโจทก์ อันเป็นข้อพิพาทเกี่ยวกับสิทธิในที่ดิน ดังนั้น คดีนี้อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรม

คณะกรรมการพิจารณาแล้วเห็นว่า แม้โจทก์ยื่นฟ้องกรมสรรพากร ที่ 1 อธิบดีกรมสรรพากร ที่ 2 จำเลย ซึ่งเป็นหน่วยงานทางปกครองและเจ้าหน้าที่ของรัฐ ตามมาตรา 3 แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. 2542 โดยมีคำขอให้ศาลพิพากษาหรือมีคำสั่งเพิกถอนคำสั่งให้ยึดทรัพย์สินของผู้ค้างชำระภาษีอากร ในส่วนที่เกี่ยวกับที่ดินมีโฉนดของโจทก์โดยไม่ชอบด้วยกฎหมาย อันเป็นการตั้งรูปเรื่องเป็นการฟ้องขอให้เพิกถอนคำสั่งทางปกครอง แต่เมื่อพิจารณาเหตุแห่งการขอให้เพิกถอนคำสั่งดังกล่าว ก็เนื่องมาจากโจทก์อ้างว่า ที่ดินพิพาทเป็นกรรมสิทธิ์ของโจทก์ ไม่ใช่ของนาย ร. แต่จำเลยที่ 2 อาศัยอำนาจตามมาตรา 12 แห่งประมวลรัษฎากร มีคำสั่งยึดที่ดินของโจทก์ โดยจำเลยโต้แย้งว่า ขณะออกคำสั่งยึดทรัพย์มีชื่อนาย ร. ผู้ค้างชำระภาษีอากร เป็นผู้ถือกรรมสิทธิ์ในที่ดินพิพาท คำสั่งยึดทรัพย์ชอบด้วยกฎหมาย เป็นเหตุให้โจทก์ไม่สามารถจดทะเบียนโอนกรรมสิทธิ์กลับคืนมาเป็นของโจทก์ได้ กรณีจึงเป็นการโต้แย้งสิทธิในทรัพย์สินที่ยึด จึงมีประเด็นที่ศาลจะต้องวินิจฉัยว่า ที่ดินโฉนดที่จำเลยที่ 2 มีคำสั่งยึดนั้น เป็นกรรมสิทธิ์ของโจทก์ตามที่กล่าวอ้างหรือเป็นของนาย ร. ผู้ค้างชำระภาษีอากร ที่สามารถยึดเพื่อขายทอดตลาดนำเงินมาชำระหนี้ค่าภาษีอากรค้างได้ การฟ้องคดีของโจทก์จึงเป็นไปเพื่อให้ศาลรับรองคุ้มครองสิทธิในทรัพย์สินพิพาทเป็นสำคัญ แม้โจทก์จะตั้งรูปเรื่องในการฟ้องคดีโดยมีคำขอให้เพิกถอนคำสั่งมาด้วย ก็เป็นเพียงผลของการวินิจฉัยประเด็นข้อพิพาทเกี่ยวกับสิทธิในทรัพย์สินดังกล่าว ข้อพิพาทในคดีนี้จึงเป็นคดีพิพาทเกี่ยวกับสิทธิในทรัพย์สินซึ่งอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรม

กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.ว่าด้วยการวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างศาล พ.ศ.2542
พ.ร.บ.จัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ.2542
พ.ร.บ.จัดตั้งศาลภาษีอากรและวิธีพิจารณาคดีภาษีอากร พ.ศ.2528
พ.ร.บ.วิธีปฏิบัติราชการทางปกครอง พ.ศ.2539
ป.รัษฎากร
ป.พ.พ.
ชื่อคู่ความ
ศาลผู้ส่งความเห็น — ศาลจังหวัดเชียงคำ
ศาลผู้รับความเห็น — ศาลปกครองเชียงใหม่
โจทก์ — นาง อ.
จำเลย — กรมสรรพากร ที่ 1 กับพวกรวม 2 คน
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
-
-
ชื่อองค์คณะ
ไม่มี
แหล่งที่มา
สำนักงานเลขานุการคณะกรรมการวินิจฉัยฯ
คำวินิจฉัยที่ 61/2567
#710302
เปิดฉบับเต็ม

คดีนี้นางสาว ส. ผู้ฟ้องคดี ยื่นฟ้องสำนักงานสาธารณสุขจังหวัดอ่างทอง ที่ 1 นายแพทย์สาธารณสุขจังหวัดอ่างทอง ที่ 2 ผู้ถูกฟ้องคดี ว่า ผู้ฟ้องคดีได้พบเห็นการกระทำอันเป็นความผิดตามพระราชบัญญัติอาหาร พ.ศ. 2522 ของผลิตภัณฑ์กล้วยน้ำว้า อบม้วน ซึ่งแสดงฉลากอาหารไม่ถูกต้อง จึงได้ส่งบันทึกการแจ้งและรับแจ้งความนำจับตามแบบ (น.จ. 1) พร้อมผลิตภัณฑ์และเอกสารอื่นที่เกี่ยวข้องกับการแจ้งความนำจับกรณีประสงค์รับเงินสินบนนำจับไปยังผู้ถูกฟ้องคดีทั้งสองด้วยวิธีการส่งไปรษณีย์ลงทะเบียน แต่ผู้ถูกฟ้องคดีทั้งสองกลับมีหนังสือแจ้งให้ผู้ฟ้องคดีแจ้งความนำจับด้วยตนเอง ขอให้ศาลมีคำพิพากษาหรือคำสั่งให้ผู้ถูกฟ้องคดีทั้งสองรับแจ้งความนำจับกรณีประสงค์เงินสินบนนำจับผลิตภัณฑ์ที่จัดส่งผ่านทางไปรษณีย์ลงทะเบียน และให้ผู้ถูกฟ้องคดีทั้งสองใช้วิธีการยืนยันตัวบุคคล โดยวิธีการอื่นใดแทนการเดินทางไปยังที่ทำการของผู้ถูกฟ้องคดีที่ 1

ผู้ถูกฟ้องคดีที่ 2 ให้การว่า ผลิตภัณฑ์ดังกล่าวแสดงฉลากอาหารไม่ถูกต้อง เป็นการฝ่าฝืนพระราชบัญญัติอาหาร พ.ศ. 2522 มาตรา 6 (10) มีโทษตามมาตรา 51 ปรับไม่เกินสามหมื่นบาท ผู้กระทำความผิดไม่ยินยอมให้เปรียบเทียบปรับ พนักงานเจ้าหน้าที่จึงแจ้งความดำเนินคดีกับผู้กระทำผิด และศาลจังหวัดอ่างทองมีคำพิพากษาปรับผู้กระทำผิดรายผลิตภัณฑ์ ผู้ฟ้องคดีสามารถแสดงตนต่อพนักงานเจ้าหน้าที่เพื่อขอรับเงินสินบนในคดีดังกล่าวได้

ก่อนมีคำพิพากษา ศาลปกครองกลางเห็นว่า คดีนี้อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรม

ศาลปกครองกลางเห็นว่า การปฏิบัติหน้าที่ของผู้ถูกฟ้องคดีทั้งสอง ตั้งแต่การรับแจ้งความ การตรวจสอบ และการดำเนินการทั้งหลายอันเกี่ยวกับความผิดที่กล่าวหา จนกระทั่งการเปรียบเทียบปรับและชำระค่าปรับ ตามพระราชบัญญัติอาหาร พ.ศ. 2522 เป็นการใช้อำนาจตามกฎหมายที่มีบทบัญญัติกำหนดความผิดและโทษในทางอาญา ซึ่งเป็นขั้นตอนหนึ่งของการดำเนินการตามกระบวนการยุติธรรมทางอาญา มิใช่การใช้อำนาจทางปกครอง หรือการดำเนินกิจการทางปกครองที่อยู่ในอำนาจควบคุมตรวจสอบของศาลปกครองตามมาตรา 9 วรรคหนึ่ง แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. 2542 การที่ผู้ฟ้องคดีฟ้องขอให้ผู้ถูกฟ้องคดีทั้งสองรับแจ้งความนำจับกรณีประสงค์เงินสินบนนำจับผลิตภัณฑ์พิพาทที่จัดส่งผ่านไปรษณีย์ลงทะเบียน และให้ผู้ถูกฟ้องคดีทั้งสองใช้วิธีการยืนยันตัวบุคคล โดยวิธีการอื่นใดแทนการเดินทางไปยังที่ทำการของผู้ถูกฟ้องคดีที่ 1 ซึ่งเป็นการดำเนินการของเจ้าหน้าที่ในขั้นตอนการรับแจ้งความ การตรวจสอบและการดำเนินการทั้งหลายอันเกี่ยวกับความผิดที่กล่าวหา อันเป็นส่วนหนึ่งของการดำเนินกระบวนการยุติธรรมทางอาญา คดีนี้จึงเป็นคดีพิพาทเกี่ยวกับการดำเนินกระบวนการยุติธรรมทางอาญา อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรมตามมาตรา 194 วรรคหนึ่ง ของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย

ศาลจังหวัดอ่างทองเห็นว่า การที่ผู้ฟ้องคดีประสงค์จะได้เงินสินบนนำจับจากการแจ้งความนำจับ ซึ่งต้องเป็นไปตามหลักเกณฑ์หรือระเบียบของแต่ละหน่วยงาน เพียงแต่จำนวนเงินสินบนนำจับจะอ้างอิงฐานจากจำนวนเงินค่าปรับทางอาญาเท่านั้น การฟ้องคดีของผู้ฟ้องคดีจึงเป็นการมุ่งหวังให้ศาลเพิกถอนระเบียบต่าง ๆ เพื่อให้ผู้ฟ้องคดีสามารถยื่นแบบ น.จ. 1 ทางไปรษณีย์แล้วผู้ถูกฟ้องคดีที่ 1 สามารถรับเรื่องไว้ได้ อันเป็นผลให้ผู้ฟ้องคดีสามารถได้รับเงินสินบนนำจับ การฟ้องคดีดังกล่าวไม่ใช่อำนาจศาลยุติธรรมที่จะพิจารณาและมีคำสั่ง คดีนี้อยู่ในอำนาจที่ศาลปกครองจะพิจารณาตามพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. 2542 มาตรา 9 วรรคหนึ่ง (1) อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลปกครอง

คณะกรรมการพิจารณาแล้วเห็นว่า ผู้ฟ้องคดีได้พบเห็นการกระทำอันเป็นความผิดตามพระราชบัญญัติอาหาร พ.ศ. 2522 ของผลิตภัณฑ์กล้วยน้ำว้า อบม้วน ซึ่งแสดงฉลากอาหารไม่ถูกต้อง จึงได้ส่งบันทึกการแจ้งและรับแจ้งความนำจับตามแบบ (น.จ. 1) พร้อมผลิตภัณฑ์และเอกสารอื่นที่เกี่ยวข้องกับการแจ้งความนำจับกรณีประสงค์รับเงินสินบนนำจับไปยังผู้ถูกฟ้องคดีทั้งสองด้วยวิธีการส่งไปรษณีย์ลงทะเบียน แต่ผู้ถูกฟ้องคดีทั้งสองกลับมีหนังสือแจ้งให้ผู้ฟ้องคดีแจ้งความนำจับด้วยตนเอง โดยมีคำขอให้ศาลมีคำพิพากษาหรือคำสั่งให้ผู้ถูกฟ้องคดีทั้งสองรับแจ้งความนำจับกรณีประสงค์เงินสินบนนำจับผลิตภัณฑ์ที่จัดส่งผ่านทางไปรษณีย์ลงทะเบียน และให้ผู้ถูกฟ้องคดีทั้งสองใช้วิธีการยืนยันตัวบุคคล โดยวิธีการอื่นใดแทนการเดินทางไปยังที่ทำการของผู้ถูกฟ้องคดีที่ 1 ซึ่งเป็นการโต้แย้งขั้นตอนการดำเนินการของเจ้าหน้าที่ชั้นพนักงานสอบสวนในขั้นตอนการรับแจ้งความ การตรวจสอบและการดำเนินการทั้งหลายอื่นอันเกี่ยวกับความผิดตามพระราชบัญญัติอาหาร พ.ศ. 2522 ที่มีบทบัญญัติที่กำหนดความผิดและบทกำหนดโทษในทางอาญากรณีมีการฝ่าฝืนหรือไม่ปฏิบัติตามบทบัญญัติของกฎหมาย อันถือว่าเป็นส่วนหนึ่งของการดำเนินกระบวนการยุติธรรมทางอาญา และเป็นกรณีที่ผู้ฟ้องคดีฟ้องคดีโดยมีความมุ่งประสงค์ที่จะได้รับเงินสินบนนำจับจากการดำเนินกระบวนการยุติธรรมทางอาญาในความผิดตามพระราชบัญญัติดังกล่าว กรณีจึงมิใช่คดีพิพาทเกี่ยวกับการดำเนินกิจการทางปกครองที่จะอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลปกครอง ตามมาตรา 9 วรรคหนึ่ง แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. 2542 แต่เป็นคดีพิพาทที่เกี่ยวกับการดำเนินกระบวนการยุติธรรมทางอาญา ซึ่งอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรม

กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.ว่าด้วยการวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างศาล พ.ศ.2542
พ.ร.บ.จัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ.2542
พ.ร.บ.อาหาร พ.ศ.2522
ป.วิ.อ.
ป.อ.
ชื่อคู่ความ
ศาลผู้ส่งความเห็น — ศาลปกครองกลาง
ศาลผู้รับความเห็น — ศาลจังหวัดอ่างทอง
ผู้ฟ้องคดี — นางสาว ส.
ผู้ถูกฟ้องคดี — สำนักงานสาธารณสุขจังหวัดอ่างทอง ที่ 1 กับพวกรวม 2 คน
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
-
-
ชื่อองค์คณะ
ไม่มี
แหล่งที่มา
สำนักงานเลขานุการคณะกรรมการวินิจฉัยฯ
คำวินิจฉัยที่ 60/2567
#708133
เปิดฉบับเต็ม

คดีนี้ ผู้ฟ้องคดีซึ่งเป็นเจ้าของที่ดินมีโฉนด ยื่นฟ้องนายกองค์การบริหารส่วนตำบลห้วยยาง ที่ 1 องค์การบริหารส่วนตำบลห้วยยาง ที่ 2 ผู้ถูกฟ้องคดี กรณีก่อสร้างถนนรุกล้ำที่ดินของผู้ฟ้องคดีโดยไม่ได้รับความยินยอมจากเจ้าของที่ดิน โดยผู้ฟ้องคดีเห็นว่า ที่ดินพิพาทไม่ได้ใช้ในลักษณะเป็นทางสาธารณประโยชน์ จึงมิอาจตกเป็นทางสาธารณประโยชน์ได้ ขอให้ศาลมีคำพิพากษาหรือคำสั่งให้ผู้ถูกฟ้องคดีทั้งสองรื้อถอนถนนที่รุกล้ำที่ดินของผู้ฟ้องคดี

ส่วนผู้ถูกฟ้องคดีทั้งสองให้การว่า ที่ดินพิพาทเป็นที่ดินซึ่งเจ้าของที่ดินเดิมอุทิศให้เป็นทางสาธารณะเพื่อให้ประชาชนใช้ประโยชน์ร่วมกัน การปรับปรุงถนนพิพาทจึงไม่เป็นละเมิด ขอให้ยกฟ้อง

ผู้ถูกฟ้องคดีทั้งสองยื่นคำร้องโต้แย้งเขตอำนาจศาลว่า คดีนี้เป็นคดีพิพาทเกี่ยวกับสิทธิในที่ดิน อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรม

ศาลปกครองอุบลราชธานีเห็นว่า การที่ผู้ถูกฟ้องคดีที่ 1 เห็นว่า ที่พิพาทเป็นที่สาธารณประโยชน์และได้ก่อสร้างถนนในที่ดินพิพาท จึงเป็นกรณีที่ผู้ถูกฟ้องคดีทั้งสองกระทำการตามอำนาจหน้าที่ในการจัดให้มีและบำรุงรักษาทางบกตามที่กฎหมายกำหนด ข้อพิพาทในคดีนี้จึงเกิดจากการที่ผู้ถูกฟ้องคดีทั้งสองใช้อำนาจตามพระราชบัญญัติสภาตำบลและองค์การบริหารส่วนตำบล พ.ศ. 2537 ทำให้ผู้ฟ้องคดีได้รับความเดือดร้อนเสียหาย กรณีจึงเป็นคดีพิพาทเกี่ยวกับการกระทำละเมิดของหน่วยงานทางปกครองหรือเจ้าหน้าที่ของรัฐอันเกิดจากการใช้อำนาจตามกฎหมาย ตามมาตรา 9 วรรคหนึ่ง (3) แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. 2542 ที่อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลปกครอง

ศาลจังหวัดอุบลราชธานีเห็นว่า คดีนี้ผู้ฟ้องคดีฟ้องว่า ผู้ฟ้องคดีเป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์ที่ดินมีโฉนด ผู้ถูกฟ้องคดีทั้งสองก่อสร้างถนนรุกล้ำที่ดินของผู้ฟ้องคดี ขอให้ผู้ถูกฟ้องคดีทั้งสองรื้อถอนถนนที่รุกล้ำที่ดินของผู้ฟ้องคดี ส่วนผู้ถูกฟ้องคดีทั้งสองให้การว่า ถนนที่พิพาทเป็นทางสาธารณประโยชน์ที่ประชาชนใช้ร่วมกัน คดีจึงมีประเด็นสำคัญที่ศาลจะต้องพิจารณาให้ได้ความก่อนว่า ที่ดินพิพาทเป็นของผู้ฟ้องคดีตามที่กล่าวอ้างหรือเป็นทางสาธารณประโยชน์ตามที่ผู้ถูกฟ้องคดีทั้งสองให้การ จึงเป็นคดีพิพาทเกี่ยวกับสิทธิในที่ดิน อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรม

คดีนี้ แม้นายกองค์การบริหารส่วนตำบลห้วยยาง ที่ 1 องค์การบริหารส่วนตำบลห้วยยาง ที่ 2 ผู้ถูกฟ้องคดี จะเป็นเจ้าหน้าที่ของรัฐและหน่วยงานทางปกครอง ตามบทนิยามในมาตรา 3 แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. 2542 และมีหน้าที่ในการจัดให้มีและบำรุงรักษาทางน้ำและทางบก ตามมาตรา 67 (1) แห่งพระราชบัญญัติสภาตำบลและองค์การบริหารส่วนตำบล พ.ศ. 2537 ก็ตาม แต่การที่ผู้ฟ้องคดีฟ้องผู้ถูกฟ้องคดีทั้งสองโดยอ้างเหตุว่ากระทำละเมิดก่อสร้างถนนรุกล้ำที่ดินของผู้ฟ้องคดี ขอให้ศาลมีคำพิพากษาหรือคำสั่งให้ผู้ถูกฟ้องคดีทั้งสองรื้อถอนถนนที่รุกล้ำที่ดินของผู้ฟ้องคดี ส่วนผู้ถูกฟ้องคดีทั้งสองให้การว่า ถนนพิพาทเป็นสาธารณสมบัติของแผ่นดินประเภทพลเมืองใช้ร่วมกัน การก่อสร้างถนนพิพาทจึงชอบด้วยกฎหมาย ไม่ได้รุกล้ำที่ดินของผู้ฟ้องคดีและไม่เป็นการกระทำละเมิดต่อผู้ฟ้องคดี ดังนั้น การที่จะวินิจฉัยว่าผู้ถูกฟ้องคดีทั้งสองกระทำละเมิดต่อผู้ฟ้องคดีหรือไม่ จึงเป็นเพียงผลของการวินิจฉัยปัญหาเกี่ยวกับสถานะของที่ดินพิพาทว่าเป็นที่ดินที่ผู้ฟ้องคดีเป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์หรือเป็นที่สาธารณสมบัติของแผ่นดิน ซึ่งหากศาลวินิจฉัยว่าที่ดินพิพาทเป็น ของผู้ฟ้องคดี การก่อสร้างถนนของผู้ถูกฟ้องคดีทั้งสองก็เป็นการกระทำละเมิดต่อผู้ฟ้องคดี แต่หากที่ดินพิพาทตกเป็นสาธารณสมบัติของแผ่นดินสำหรับพลเมืองใช้ประโยชน์ร่วมกันซึ่งอยู่ในการดูแลรักษาของผู้ถูกฟ้องคดีทั้งสองแล้ว จะเป็นผลให้ผู้ถูกฟ้องคดีทั้งสองมีอำนาจเข้าไปจัดให้มีและบำรุงรักษาทางพิพาทได้ ไม่เป็นละเมิดต่อผู้ฟ้องคดี คำฟ้องของผู้ฟ้องคดีจึงมีความมุ่งหมายที่จะให้ศาลมีคำพิพากษารับรองคุ้มครองสิทธิในที่ดินของผู้ฟ้องคดีเป็นสำคัญ ข้อพิพาทในคดีนี้จึงเป็นคดีพิพาทเกี่ยวกับสิทธิในที่ดิน ซึ่งอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรม

กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.ว่าด้วยการวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างศาล พ.ศ.2542
พ.ร.บ.จัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ.2542
พ.ร.บ.สภาตำบลและองค์การบริหารส่วนตำบล พ.ศ.2537
ป.พ.พ.
ป.ที่ดิน
ชื่อคู่ความ
ศาลผู้ส่งความเห็น — ศาลปกครองอุบลราชธานี
ศาลผู้รับความเห็น — ศาลจังหวัดอุบลราชธานี
ผู้ฟ้องคดี — นางสาว ส.
ผู้ถูกฟ้องคดี — นายกองค์การบริหารส่วนตำบลห้วยยาง ที่ 1 กับพวกรวม 2 คน
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
-
-
ชื่อองค์คณะ
ไม่มี
แหล่งที่มา
สำนักงานเลขานุการคณะกรรมการวินิจฉัยฯ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 59/2567
#703980
เปิดฉบับเต็ม

ศาลสืบพยานหลักฐานของโจทก์ประกอบคำให้การรับสารภาพของจำเลยแล้ววินิจฉัยข้อเท็จจริงว่า จำเลยใช้อาวุธมีดแทงโดยเจตนาฆ่าผู้เสียหายที่ 1 และพิพากษาว่าจำเลยมีความผิดฐานพยายามฆ่าผู้อื่นตามฟ้อง อุทธรณ์ของจำเลยที่ว่า จำเลยไม่มีเจตนาฆ่าผู้เสียหายที่ 1 โดยอ้างว่า อาวุธมีดที่จำเลยใช้แทงผู้เสียหายที่ 1 เป็นอาวุธมีดขนาดเล็กมีสภาพเก่า ด้ามมีดกับตัวมีดมีสภาพไม่สมบูรณ์ ไม่สามารถใช้ฆ่าผู้เสียหายที่ 1 ได้ อีกทั้งสภาพบาดแผลของผู้เสียหายที่ 1 เป็นบาดแผลขนาดเล็กซึ่งเป็นบาดแผลไม่รุนแรง ไม่สามารถทำให้ผู้เสียหายที่ 1 ถึงแก่ความตายได้ เป็นการอุทธรณ์อ้างว่า ข้อเท็จจริงตามพยานหลักฐานของโจทก์ที่นำสืบฟังไม่ได้ว่าจำเลยมีเจตนาฆ่าผู้เสียหายที่ 1 ตามฟ้อง มิใช่อุทธรณ์โต้เถียงข้อเท็จจริงที่ขัดกับคำให้การรับสารภาพของจำเลยหรือเป็นการยกข้อเท็จจริงขึ้นใหม่ อันจะเป็นอุทธรณ์ที่ต้องห้ามตาม ป.วิ.พ.มาตรา 225 วรรคหนึ่ง ประกอบ ป.วิ.อ.มาตรา 15

จำเลยมีสาเหตุบาดหมางและเคยพูดจาอาฆาตผู้เสียหายที่ 1 ว่าจะเอาให้ถึงตายมาก่อนจนมีการนัดหมายมาพบกันในวันเกิดเหตุ โดยจำเลยมีอาวุธมีดและสนับมือติดตัวมาด้วย เมื่อพบกันจำเลยก็เดินตรงเข้าไปข่มขู่พวกของผู้เสียหายที่ 1 ไม่ให้ช่วยเหลือ แล้วจำเลยวิ่งเงื้ออาวุธมีดเข้าแทงผู้เสียหายที่ 1 ทันทีโดยยังไม่ได้พูดจากัน จึงเป็นการกระทำโดยไตร่ตรองไว้ก่อนแล้ว

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 33, 80, 91, 288, 289, 295, 371 และริบของกลางทั้งหมด

จำเลยให้การปฏิเสธ แต่ก่อนสืบพยานโจทก์ จำเลยถอนคำให้การเดิมและให้การใหม่เป็นรับสารภาพ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 289 (4) ประกอบมาตรา 80, 295, 371 การกระทำของจำเลยเป็นความผิดหลายกรรมต่างกัน ให้ลงโทษทุกกรรมเป็นกระทงความผิดไปตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 ฐานพยายามฆ่าผู้อื่นโดยไตร่ตรองไว้ก่อน จำคุกตลอดชีวิต ฐานทำร้ายร่างกายผู้อื่นจนเป็นเหตุให้เกิดอันตรายแก่กาย จำคุก 1 ปี และฐานพาอาวุธไปในเมือง หมู่บ้านหรือทางสาธารณะโดยไม่มีเหตุสมควร ปรับ 1,000 บาท จำเลยให้การรับสารภาพ เป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้กระทงละกึ่งหนึ่งตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 ประกอบมาตรา 53 ฐานพยายามฆ่าผู้อื่นโดยไตร่ตรองไว้ก่อน คงจำคุก 25 ปี ฐานทำร้ายร่างกายผู้อื่นจนเป็นเหตุให้เกิดอันตรายแก่กาย คงจำคุก 6 เดือน และฐานพาอาวุธไปในเมือง หมู่บ้านหรือทางสาธารณะโดยไม่มีเหตุสมควร คงปรับ 500 บาท รวมจำคุก 25 ปี 6 เดือน และปรับ 500 บาท ไม่ชำระค่าปรับให้จัดการตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 29, 30 ริบของกลาง

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษาแก้เป็นว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 288 ประกอบมาตรา 80 ฐานพยายามฆ่าผู้อื่น จำคุก 10 ปี เมื่อลดโทษ ให้กึ่งหนึ่งแล้ว คงจำคุก 5 ปี และเมื่อรวมโทษในความผิดฐานอื่นตามคำพิพากษาศาลชั้นต้นแล้ว เป็นจำคุก 5 ปี 6 เดือน และปรับ 500 บาท ความผิดฐานอื่นนอกจากนี้ให้ยก นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น โจทก์และจำเลยฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า สำหรับความผิดฐานพาอาวุธไปในเมือง หมู่บ้านหรือสาธารณะโดยไม่มีเหตุสมควร และได้ทำร้ายร่างกายผู้อื่นจนเป็นเหตุให้เกิดอันตรายแก่กาย ยุติไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น คดีมีปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ว่า การกระทำของจำเลยเป็นความผิดฐานพยายามฆ่าผู้อื่นโดยไตร่ตรองไว้ก่อนหรือไม่ และตามฎีกาของจำเลยว่า จำเลยกระทำโดยมีเจตนาฆ่าผู้อื่นหรือไม่ เห็นควรวินิจฉัยเสียก่อนว่า จำเลยมีสิทธิฎีกาในปัญหาดังกล่าวหรือไม่ เห็นว่า คดีนี้โจทก์ฟ้องว่าจำเลยใช้อาวุธมีดปลายแหลมแทงผู้เสียหายที่ 1 อย่างแรง 1 ครั้ง บริเวณหน้าอกโดยเจตนาฆ่าและไตร่ตรองไว้ก่อน แต่ผู้เสียหายที่ 1 หลบทันอาวุธมีดถูกบริเวณหลัง จนใบมีดหลุดออกจากด้าม และจำเลยใช้ด้ามมีดดังกล่าวแทงบริเวณหลังผู้เสียหายที่ 1 อีกหลายครั้ง จำเลยลงมือกระทำความผิดไปตลอดแล้วแต่การกระทำนั้นไม่บรรลุผล เนื่องจากมีผู้เข้าช่วยเหลือและผู้เสียหายที่ 1 ได้รับการรักษาทันท่วงที จึงไม่ถึงแก่ความตาย แต่เป็นเหตุให้ผู้เสียหายที่ 1 ได้รับบาดเจ็บมีบาดแผลฉีกขาดที่หลังด้านซ้ายบริเวณกระดูกสะบักอันเป็นความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 289 (4) ประกอบมาตรา 80 จำเลยให้การรับสารภาพ โจทก์จึงมีหน้าที่ต้องนำพยานหลักฐานมาประกอบคำให้การรับสารภาพเพื่อพิสูจน์ว่าจำเลยได้กระทำความผิดฐานพยายามฆ่าผู้อื่นตามฟ้อง และศาลจะต้องฟังพยานหลักฐานของโจทก์จนกว่าจะพอใจว่าจำเลยกระทำความผิดฐานพยายามฆ่าผู้อื่นตามฟ้องจริง จึงจะลงโทษได้ เมื่อศาลชั้นต้นพิจารณาพยานหลักฐานที่โจทก์นำสืบและพิพากษาลงโทษจำเลยฐานพยายามฆ่าผู้เสียหายที่ 1 ตามฟ้อง และจำเลยอุทธรณ์ว่า จำเลยไม่มีเจตนาฆ่าผู้เสียหายที่ 1 โดยอ้างว่า อาวุธมีดที่ใช้แทงผู้เสียหายที่ 1 เป็นอาวุธมีดขนาดเล็กมีสภาพเก่า ด้ามมีดกับตัวมีดมีสภาพไม่สมบูรณ์ ไม่สามารถฆ่าผู้เสียหายที่ 1 ได้ อีกทั้งสภาพบาดแผลของผู้เสียหายที่ 1 เป็นบาดแผลขนาดเล็กซึ่งเป็นบาดแผลไม่รุนแรง ไม่สามารถทำให้ผู้เสียหายที่ 1 ถึงแก่ความตายได้ เป็นการอุทธรณ์อ้างว่า ข้อเท็จจริงตามพยานหลักฐานของโจทก์ที่นำสืบฟังไม่ได้ว่า จำเลยมีเจตนาฆ่าผู้เสียหายที่ 1 ตามฟ้องเท่ากับอ้างว่าโจทก์นำสืบไม่สมฟ้อง จึงมิใช่อุทธรณ์โต้เถียงข้อเท็จจริงที่ขัดกับคำรับสารภาพของจำเลยหรือเป็นการยกข้อเท็จจริงขึ้นใหม่ในชั้นอุทธรณ์ ซึ่งจะเป็นข้อที่มิได้ยกขึ้นว่ากล่าวมาแล้วโดยชอบในศาลชั้นต้น ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 225 วรรคหนึ่ง ประกอบประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 15 ศาลอุทธรณ์ภาค 1 จึงชอบที่จะต้องวินิจฉัยปัญหาดังกล่าวให้ ฎีกาของจำเลยข้อนี้ฟังขึ้น และเมื่อจำเลยฎีกาในปัญหาดังกล่าวมาแล้ว ศาลฎีกาเห็นสมควรวินิจฉัยปัญหาข้อนี้ตามฎีกาของจำเลยโดยไม่ต้องย้อนสำนวนไปให้ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษาใหม่ และเห็นว่าพยานโจทก์ที่สืบประกอบคำรับสารภาพมีพยานปากผู้เสียหายที่ 1 และที่ 2 มาเบิกความทำนองเดียวกันถึงสาเหตุบาดหมางที่จำเลยมีต่อผู้เสียหายที่ 1 มาตั้งแต่ก่อนเกิดเหตุ ในวันเกิดเหตุก็เป็นการนัดหมายมาพบกันไม่ใช่เรื่องมาพบกันโดยบังเอิญ หากจำเลยต้องการเจรจาระงับข้อขัดแย้งจำเลยก็ไม่ต้องถืออาวุธมีดและสนับมือลงมาด้วย แต่พฤติการณ์ที่จำเลยถืออาวุธมีดและสนับมือมา ฟังได้ว่าเป็นการตระเตรียมการมาเพื่อก่อเหตุตามฟ้อง แม้จำเลยจะไม่ได้ตรงเข้าหาผู้เสียหายที่ 1 ในทันที แต่จำเลยเดินตรงเข้าไปหานางเสาวลักษณ์และผู้เสียหายที่ 2 ซึ่งเป็นพวกเดียวกันกับผู้เสียหายที่ 1 พฤติการณ์เป็นการแสดงท่าทีข่มขู่เพื่อไม่ให้นางเสาวลักษณ์และผู้เสียหายที่ 2 เข้ามาช่วยผู้เสียหายที่ 1 แล้วทันใดนั้น จำเลยก็หันวิ่งไปเงื้อมีดขึ้นแทงผู้เสียหายที่ 1 ทันที การที่จำเลยใช้อาวุธมีดที่พกติดตัวมาวิ่งเข้าไปเงื้อมีดสูงระดับหูเพื่อแทงผู้เสียหายที่ 1 โดยแรง แต่ผู้เสียหายที่ 1 เอี้ยวตัวหลบทำให้อาวุธมีดแทงโดนสะบักซ้ายของผู้เสียหายที่ 1 จนใบมีดหักตกลงที่พื้น นับว่าเป็นการตั้งใจแทงโดยแรงที่บริเวณอวัยวะสำคัญด้วยมีดขนาดใหญ่ เเม้ใบมีดหักแล้วจำเลยก็ยังใช้ด้ามมีดแทงผู้เสียหายที่ 1 อีกหลายครั้ง ประกอบกับพฤติการณ์ที่จำเลยเคยพูดจาอาฆาตผู้เสียหายที่ 1 มาก่อนเกิดเหตุว่าจะเอาให้ถึงตาย จนถึงการนัดมาพบกันและพกอาวุธมีดมา ฟังได้ว่าจำเลยมีเจตนาฆ่าผู้เสียหายที่ 1 โดยเตรียมการไตร่ตรองไว้ก่อนด้วยการนำอาวุธมีดพกติดตัวมาเพื่อแทงผู้เสียหายที่ 1 ให้ถึงแก่ความตาย ซึ่งหากไม่มีคนเข้ามาช่วยเหลือ จำเลยก็คงฆ่าผู้เสียหายที่ 1 จนถึงแก่ความตายตามที่เคยพูดอาฆาตไว้ตั้งแต่ก่อนเกิดเหตุ เมื่อพยานโจทก์สืบถึงพฤติการณ์ที่จำเลยมีสาเหตุโกรธเคืองมาตั้งแต่ก่อนเกิดเหตุ การนัดหมายมาพบกันในเวลาเกิดเหตุการณ์ที่จำเลยเตรียมอาวุธมีดและสนับมือเดินลงจากรถจักรยานยนต์โดยแสร้งเป็นเดินตรงไปข่มขู่นางเสาวลักษณ์และผู้เสียหายที่ 2 แล้วในทันใดนั้นจำเลยก็หันไปหาผู้เสียหายที่ 1 วิ่งเงื้อมีดเข้าแทงผู้เสียหายที่ 1 ในทันที โดยยังไม่ได้พูดจากัน ข้อเท็จจริงฟังได้ว่า จำเลยกระทำโดยมีเจตนาฆ่าผู้เสียหายที่ 1 โดยไตร่ตรองไว้ก่อน เมื่อผู้เสียหายที่ 1 ไม่ถึงแก่ความตาย จำเลยย่อมมีความผิดฐานพยายามฆ่าผู้อื่นโดยไตร่ตรองไว้ก่อนตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 289 (4) ประกอบมาตรา 80 ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 1 ลงโทษฐานพยายามฆ่าผู้อื่นตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 288 ประกอบมาตรา 80 มานั้น ยังไม่ต้องด้วยความเห็นของศาลฎีกา ฎีกาของโจทก์ฟังขึ้น แต่ฎีกาของจำเลยฟังไม่ขึ้น

พิพากษาแก้เป็นว่า ให้บังคับคดีตามคำพิพากษาของศาลชั้นต้น
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.อ. ม. 80 ม. 289 (4)
ป.วิ.พ. ม. 225
ป.วิ.อ. ม. 15 ม. 176
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการจังหวัดปทุมธานี
จำเลย — นาย ม.
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
-
-
ชื่อองค์คณะ
ปีติ นาถะภักติ
ณรงค์ กลั่นวารินทร์
เพิ่มศักดิ์ สายสีทอง
แหล่งที่มา
หนังสือคำพิพากษาศาลฎีกา
คำวินิจฉัยที่ 59/2567
#710283
เปิดฉบับเต็ม

คดีนี้นาง ก. เป็นโจทก์ยื่นฟ้ององค์การบริหารส่วนตำบลนาพิน ที่ 1 นางส. ที่ 2 จำเลย ว่า โจทก์เป็นผู้ถือกรรมสิทธิ์ในที่ดินโฉนดเลขที่ 19007 ในฐานะผู้จัดการมรดกของนายว. เมื่อวันที่ 4 เมษายน 2566 ผู้รับเหมาซึ่งประมูลงานจากจำเลยที่ 1 นำรถแบคโฮมาขุดคลองปรับสภาพที่ดินเป็นถนนและวางท่อระบายน้ำรุกล้ำเข้ามาในที่ดินของโจทก์ตลอดแนวด้านทิศตะวันตกความยาวประมาณ 192 เมตร ความกว้างประมาณ 1.50 ถึง 2 เมตร และขุดถอนต้นไม้ในที่นาของโจทก์รวม 9 ต้น โดยไม่ได้รับความยินยอมจากโจทก์ ทำให้โจทก์ได้รับความเสียหาย ขอให้บังคับจำเลยทั้งสองชำระเงินพร้อมดอกเบี้ย

จำเลยให้การว่า โจทก์ไม่มีอำนาจฟ้องคดีนี้ จำเลยที่ 1 ได้จ้างเหมาวางท่อระบายน้ำพร้อมทำถนนบนท่อระบายน้ำเพื่อเป็นทางสาธารณะความกว้าง 3 เมตร ยาวตลอดแนวคลองชลประทานและรื้อถอนต้นไม้และรากไม้ออกจากคลองชลประทาน ไม่ได้ขุดหรือตัดต้นไม้หรือก่อสร้างรุกล้ำที่ดินของโจทก์

จำเลยทั้งสองยื่นคำร้องโต้แย้งเขตอำนาจศาลว่า ข้อพิพาทคดีนี้เป็นคดีที่อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลปกครอง

ศาลแขวงอุบลราชธานีเห็นว่า การจะวินิจฉัยว่าจำเลยทั้งสองกระทำละเมิดต่อโจทก์หรือไม่ เป็นเพียงผลของการวินิจฉัยปัญหาเกี่ยวกับสิทธิในที่ดินพิพาทระหว่างโจทก์กับจำเลยทั้งสอง ซึ่งหากศาลวินิจฉัยว่าที่ดินพิพาทเป็นของโจทก์ การที่จำเลยทั้งสองกระทำการดังกล่าวโดยไม่ได้รับความยินยอมจากโจทก์ก็เป็นการกระทำละเมิดต่อโจทก์ แต่หากที่ดินพิพาทเป็นที่สาธารณสมบัติของแผ่นดินสำหรับพลเมืองใช้ร่วมกัน จะเป็นผลให้จำเลยทั้งสองมีอำนาจเข้าไปขุดคลองปรับสภาพที่ดินจากคันนาให้เป็นถนนและนำท่อระบายน้ำมาวางในถนนดังกล่าวโดยไม่เป็นละเมิด ดังนั้น ข้อพิพาทในคดีนี้จึงเป็นคดีพิพาทเกี่ยวกับการกระทำละเมิดและสิทธิในที่ดินที่อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรม

ศาลปกครองอุบลราชธานีเห็นว่า การที่โจทก์ฟ้องว่า จำเลยทั้งสองดำเนินการขุดคลองและปรับสภาพที่ดินรุกล้ำเข้ามาในที่ดินของโจทก์ รวมทั้งขุดถอนต้นไม้ของโจทก์ ทำให้โจทก์ได้รับความเสียหาย กรณีจึงเป็นคดีพิพาทเกี่ยวกับการกระทำละเมิดของหน่วยงานทางปกครองหรือเจ้าหน้าที่ของรัฐอันเนื่องมาจากการใช้อำนาจทางปกครองตามกฎหมายหรือเนื่องมาจากการดำเนินกิจการทางปกครองตามพระราชบัญญัติสภาตำบลและองค์การบริหารส่วนตำบล พ.ศ. 2537 ให้อำนาจไว้ ส่วนปัญหาที่ว่าที่ดินพิพาทเป็นกรรมสิทธิ์ของโจทก์ หรือเป็นที่สาธารณสมบัติของแผ่นดินสำหรับพลเมืองใช้ร่วมกัน เป็นเพียงประเด็นเกี่ยวพันที่ศาลปกครองจำเป็นต้องวินิจฉัยก่อน จึงจะวินิจฉัยประเด็นพิพาทในคดีนี้ว่า จำเลยทั้งสองได้กระทำละเมิดต่อโจทก์หรือไม่ คดีนี้จึงมิใช่คดีพิพาทเกี่ยวกับการกระทำละเมิดที่เกิดจากการแย่งกรรมสิทธิ์หรือสิทธิครอบครองระหว่างเอกชนด้วยกัน อันจะถือว่าเป็นการโต้แย้งกันเกี่ยวกับสิทธิในที่ดิน แต่เป็นคดีพิพาทเกี่ยวกับการกระทำละเมิดของหน่วยงานทางปกครองหรือเจ้าหน้าที่ของรัฐอันเกิดจากการใช้อำนาจตามกฎหมายที่อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลปกครองตามมาตรา 197 วรรคหนึ่ง ของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย ประกอบกับมาตรา 9 วรรคหนึ่ง (3) แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. 2542

คณะกรรมการพิจารณาแล้วเห็นว่า คดีนี้องค์การบริหารส่วนตำบลนาพิน จำเลยที่ 1 เป็นราชการส่วนท้องถิ่น จึงเป็นหน่วยงานทางปกครอง ตามมาตรา 3 แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. 2542 และนางส. ในฐานะนายกองค์การบริหารส่วนตำบลนาพิน จำเลยที่ 2 เป็นเจ้าหน้าที่ของรัฐ ตามมาตรา 3 แห่งพระราชบัญญัติเดียวกัน และโดยที่พระราชบัญญัติสภาตำบลและองค์การบริหารส่วนตำบล พ.ศ. 2537 มาตรา 67 (1) บัญญัติให้องค์การบริหารส่วนตำบลมีหน้าที่ต้องจัดให้มีและบำรุงรักษาทางน้ำและทางบก กับมาตรา 68 (3) บัญญัติให้มีและบำรุงรักษาทางระบายน้ำ และ (8) บัญญัติให้องค์การบริหารส่วนตำบลจัดให้มีการคุ้มครองดูแลและรักษาทรัพย์สินอันเป็นสาธารณสมบัติของแผ่นดิน ประกอบกับระเบียบกระทรวงมหาดไทย ว่าด้วยการดูแลรักษาและคุ้มครองป้องกันที่ดินอันเป็นสาธารณสมบัติของแผ่นดินสำหรับพลเมืองใช้ร่วมกัน พ.ศ. 2553 ข้อ 6 กำหนดว่าอำนาจหน้าที่ในการดูแลรักษาและคุ้มครองป้องกันที่ดินอันเป็นสาธารณสมบัติของแผ่นดินสำหรับพลเมืองใช้ร่วมกันตามข้อ 5 เป็นอำนาจหน้าที่ของนายอำเภอร่วมกับองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นตามกฎหมายว่าด้วยลักษณะปกครองท้องที่ ซึ่งเป็นกรณีที่มีกฎหมายกำหนดให้จำเลยที่ 1 ต้องปฏิบัติเกี่ยวกับการดูแลรักษาและคุ้มครองป้องกันที่ดินอันเป็นสาธารณสมบัติของแผ่นดิน ดังนั้น กรณีจึงเป็นคดีพิพาทตามมาตรา 9 วรรคหนึ่ง (3) ประกอบมาตรา 72 วรรคหนึ่ง (3) แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. 2542 คดีที่อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลปกครอง

กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.ว่าด้วยการวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างศาล พ.ศ.2542
พ.ร.บ.จัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ.2542
พ.ร.บ.สภาตำบลและองค์การบริหารส่วนตำบล พ.ศ.2537
พ.ร.บ.ระเบียบบริหารราชการแผ่นดิน พ.ศ.2534
ป.พ.พ.
ป.ที่ดิน
ชื่อคู่ความ
ศาลผู้ส่งความเห็น — ศาลแขวงอุบลราชธานี
ศาลผู้รับความเห็น — ศาลปกครองอุบลราชธานี
โจทก์ — นาง ก.
จำเลย — องค์การบริหารส่วนตำบลนาพิน ที่ 1 กับพวกรวม 2 คน
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
-
-
ชื่อองค์คณะ
ไม่มี
แหล่งที่มา
สำนักงานเลขานุการคณะกรรมการวินิจฉัยฯ
คำวินิจฉัยที่ 58/2567
#710152
เปิดฉบับเต็ม

คดีนี้ นาย ก. และนาง ย. ผู้ฟ้องคดี ยื่นฟ้อง นายอำเภอคลองท่อม ที่ 1 ผู้ว่าราชการจังหวัดกระบี่ ที่ 2ผู้ถูกฟ้องคดี อ้างว่า ผู้ฟ้องคดีทั้งสองครอบครองที่ดินทุ่งหนองเป็ดน้ำแปลงที่ 1 สาธารณประโยชน์ ตามหนังสือสำคัญสำหรับที่หลวงเลขที่ กบ 0001 โดยไม่มีหลักฐาน ได้รับความเดือดร้อนเสียหายจากการที่ผู้ถูกฟ้องคดีที่ 1 ออกคำสั่งอำเภอคลองท่อม ที่ 47/2566 และคำสั่งอำเภอคลองท่อม ที่ 59/2566 ให้ผู้บุกรุกรื้อถอนพืชผลอาสินพร้อมสิ่งปลูกสร้างปรับสภาพที่ดินให้กลับคืนสู่สภาพเดิม และให้ออกไปจากที่ดินสาธารณประโยชน์แปลงทุ่งหนองเป็ดน้ำ โดยไม่ชอบด้วยกฎหมาย และผู้ถูกฟ้องคดีที่ 1 สั่งให้เจ้าหน้าที่ผู้ใต้บังคับบัญชาหรือตัวแทนไปทำการรื้อถอน โค่นล้มปาล์มน้ำมันและพืชผลทางการเกษตรในที่ดินของผู้ฟ้องคดีทั้งสองโดยอาศัยอำนาจตามคำสั่งดังกล่าวเป็นการกระทำละเมิดต่อผู้ฟ้องคดีทั้งสอง ขอให้ศาลมีคำพิพากษาหรือคำสั่งให้ผู้ฟ้องคดีทั้งสองเป็นผู้มีสิทธิในที่ดินมือเปล่าที่พิพาท และให้เพิกถอนคำสั่งอำเภอคลองท่อม ที่ 47/2566 และคำสั่งอำเภอคลองท่อม ที่ 59/2566 กับให้ผู้ถูกฟ้องคดีทั้งสองร่วมกันหรือแทนกันชดใช้ค่าสินไหมทดแทนให้แก่ผู้ฟ้องคดีทั้งสอง พร้อมดอกเบี้ย

ผู้ถูกฟ้องคดีที่ 3 ยื่นคำร้องโต้แย้งเขตอำนาจว่า คดีนี้เป็นคดีพิพาทเกี่ยวกับสิทธิในที่ดิน อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรม

ศาลปกครองภูเก็ตเห็นว่า คำสั่งอำเภอคลองท่อม ที่ 47/2566 และคำสั่งอำเภอคลองท่อมที่ 59/2566 ผู้ถูกฟ้องคดีที่ 1 ออกโดยอาศัยอำนาจตามมาตรา 122 แห่งพระราชบัญญัติลักษณะปกครองท้องที่ พระพุทธศักราช 2457 ซึ่งมีผลกระทบต่อสถานภาพของสิทธิหรือหน้าที่ของผู้ฟ้องคดีทั้งสอง คำสั่งดังกล่าวจึงเป็น "คำสั่งทางปกครอง" ตามมาตรา 5 แห่งพระราชบัญญัติวิธีปฏิบัติราชการทางปกครอง พ.ศ. 2539และผู้ถูกฟ้องคดีที่ 1 สั่งให้เจ้าหน้าที่ผู้ใต้บังคับบัญชาหรือตัวแทนไปทำการรื้อถอน โค่นล้มปาล์มน้ำมันและพืชผลทางการเกษตรในที่ดินของผู้ฟ้องคดีทั้งสองโดยอาศัยอำนาจตามคำสั่งอำเภอคลองท่อมที่ 47/2566และคำสั่งอำเภอคลองท่อมที่ 59/2566 เป็นการกระทำละเมิดต่อผู้ฟ้องคดีทั้งสองหรือไม่ กรณีจึงเป็นคดีพิพาทเกี่ยวกับการที่เจ้าหน้าที่ของรัฐกระทำการโดยไม่ชอบด้วยกฎหมายและการกระทำละเมิดของเจ้าหน้าที่ของรัฐอันเกิดจากการใช้อำนาจตามกฎหมายตามมาตรา 9 วรรคหนึ่ง (1) และ (3) แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. 2542 อันอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลปกครอง

ศาลจังหวัดกระบี่เห็นว่า เหตุแห่งการฟ้องขอให้เพิกถอนคำสั่งอำเภอคลองท่อมดังกล่าวก็เนื่องมาจากผู้ฟ้องคดีทั้งสองอ้างว่ามีสิทธิในที่ดินพิพาท ผู้ถูกฟ้องคดีที่ 3 ไม่มีอำนาจรื้อถอน โค่นล้มปาล์มน้ำมันและพืชผลทางการเกษตรในที่ดินของผู้ฟ้องคดีทั้งสอง แต่ผู้ถูกฟ้องคดีที่ 1 และที่ 3 อ้างว่ากระทำการโดยชอบด้วยกฎหมาย เนื่องจากที่ดินพิพาทเป็นที่สาธารณสมบัติของแผ่นดิน คำฟ้องของผู้ฟ้องคดีทั้งสองมีความมุ่งหมายที่จะให้ศาลรับรองคุ้มครองสิทธิในที่ดินของผู้ฟ้องคดีทั้งสองเป็นสำคัญ ข้อพิพาทในคดีนี้จึงเป็นคดีพิพาทเกี่ยวกับสิทธิในที่ดินที่อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรม

คณะกรรมการฯ พิจารณาแล้วเห็นว่า กรมการปกครอง ผู้ถูกฟ้องคดีที่ 3 เป็นกรมตามมาตรา 7 วรรคหนึ่ง (4) แห่งพระราชบัญญัติระเบียบบริหารราชการแผ่นดิน พ.ศ. 2534 ประกอบมาตรา 31 (3)แห่งพระราชบัญญัติปรับปรุงกระทรวง ทบวง กรม พ.ศ. 2545 ส่วนนายอำเภอคลองท่อมและผู้ว่าราชการจังหวัดกระบี่ ผู้ถูกฟ้องคดีที่ 1 และที่ 2 เป็นข้าราชการที่ปฏิบัติงานในอำเภอคลองท่อมและจังหวัดกระบี่ จึงเป็นหน่วยงานทางปกครองและเจ้าหน้าที่ของรัฐตามมาตรา 3 แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. 2542 การที่ผู้ฟ้องคดีทั้งสองซึ่งเป็นเอกชนฟ้องผู้ถูกฟ้องคดีทั้งสามโดยมีคำขอให้เพิกถอนคำสั่งอำเภอคลองท่อม ที่ 47/2566 และคำสั่งอำเภอคลองท่อม ที่ 59/2566 ของผู้ถูกฟ้องคดีที่ 1ที่ออกโดยอาศัยอำนาจตามมาตรา 122 แห่งพระราชบัญญัติลักษณะปกครองท้องที่พระพุทธศักราช 2457 และที่แก้ไขเพิ่มเติม ประกอบข้อ 6 วรรคหนึ่งและวรรคสองของระเบียบกระทรวงมหาดไทย ว่าด้วยการดูแลรักษาและคุ้มครองป้องกันที่ดินอันเป็นสาธารณสมบัติของแผ่นดินสำหรับพลเมืองใช้ร่วมกัน พ.ศ. 2553 กับขอให้ผู้ถูกฟ้องคดีที่ 1 และที่ 2 ร่วมกันชดใช้ค่าเสียหายจากการกระทำละเมิดกรณีสั่งการให้เจ้าหน้าที่หรือผู้ใต้บังคับบัญชาหรือตัวแทนเข้ารื้อถอน โค่นล้มปาล์มน้ำมันและพืชผลทางการเกษตรในที่ดินของผู้ฟ้องคดีทั้งสองโดยอาศัยอำนาจตามคำสั่งฉบับพิพาทดังกล่าว จึงเป็นคดีพิพาทเกี่ยวกับการกระทำละเมิดของหน่วยงานทางปกครองหรือเจ้าหน้าที่ของรัฐอันเกิดจากการใช้อำนาจตามกฎหมายหรือจากกฎ คำสั่งทางปกครอง หรือคำสั่งอื่นตามมาตรา 9 วรรคหนึ่ง (3) แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. 2542 อันอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลปกครอง

กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.ว่าด้วยการวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างศาล พ.ศ.2542
พ.ร.บ.จัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ.2542
ป.พ.พ.
พ.ร.บ.ปรับปรุงกระทรวง ทบวง กรม พ.ศ.2545
พ.ร.บ.ลักษณะปกครองท้องที่ พ.ศ.2457
พ.ร.บ.ระเบียบบริหารราชการแผ่นดิน พ.ศ.2534
ระเบียบกระทรวงมหาดไทย ว่าด้วยการดูแลรักษาและคุ้มครองป้องกันที่ดินอันเป็นสาธารณสมบัติของแผ่นดินสำหรับพลเมืองใช้ร่วมกัน พ.ศ. 2553
ชื่อคู่ความ
ศาลผู้ส่งความเห็น — ศาลปกครองภูเก็ต
ศาลผู้รับความเห็น — ศาลจังหวัดกระบี่
ผู้ฟ้องคดี — นาย ก. ที่ 1 กับพวกรวม 2 คน
ผู้ถูกฟ้องคดี — นายอำเภอคลองท่อม ที่ 1 กับพวกรวม 3 คน
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
-
-
ชื่อองค์คณะ
ไม่มี
แหล่งที่มา
สำนักงานเลขานุการคณะกรรมการวินิจฉัยฯ
คำวินิจฉัยที่ 57/2567
#708406
เปิดฉบับเต็ม

คดีที่ผู้ฟ้องคดีทั้งหนึ่งร้อยสี่สิบหกเป็นผู้อาศัยอยู่ในหมู่บ้านต่าง ๆ รวมทั้งเป็นประชาชนทั่วไปที่ต้องใช้ซอยพัฒนาการ 44 เป็นทางสัญจรเพื่อเข้าออกสู่ถนนพัฒนาการ ยื่นฟ้อง กรุงเทพมหานคร ที่ 1 ผู้อำนวยการเขตสวนหลวง ที่ 2 บจก. พี.ซี.เอ็น ที่ 3 ผู้ถูกฟ้องคดี โดยอ้างว่า ได้รับความเดือดร้อนหรือเสียหายจากการที่ผู้ถูกฟ้องคดีที่ 1 และที่ 2 ละเลยต่อหน้าที่ตามที่กฎหมายกำหนด ปล่อยให้ผู้ถูกฟ้องคดีที่ 3 ปิดกั้นเส้นทางสัญจรบริเวณซอยพัฒนาการ 44 พร้อมทั้งเรียกเก็บค่าใช้ทาง เป็นเหตุให้ประชาชนที่อาศัยอยู่บริเวณดังกล่าวไม่ได้รับความสะดวกในการใช้เส้นทางสัญจรเข้าออกถนนพัฒนาการ ทำให้ได้รับความเสียหาย ขอให้ศาลพิพากษาหรือมีคำสั่งให้ถนนซอยพัฒนาการ 44 รวมทั้งทางเท้าเป็นทางสาธารณประโยชน์ที่ประชาชนใช้ร่วมกัน และให้ผู้ถูกฟ้องคดีที่ 3 ชดใช้เงินคืนแก่รัฐ โดยให้ผู้ถูกฟ้องคดีที่ 1 และที่ 2 ประเมินหรือทำหรือแจ้งหรือแสดงรายการงบประมาณทั้งหมดเป็นค่าก่อสร้างถนนสาธารณะ ทางเท้า และระบบสาธารณูปโภค พร้อมดอกเบี้ย และเรียกเงินค่าขาดประโยชน์ ทั้งให้ผู้ถูกฟ้องคดีที่ 1 และที่ 2 มีคำสั่งประเมินค่าเสียหายจากการกระทำของผู้ถูกฟ้องคดีที่ 3 พร้อมทั้งดำเนินคดีทางแพ่งและอาญา และให้ผู้ถูกฟ้องคดีที่ 1 และที่ 2 มีคำสั่งระงับหรือรื้อถอนสิ่งปลูกสร้างของผู้ถูกฟ้องคดีที่ 3 ที่ได้กระทำลงบนผิวทางและทางเท้า รวมทั้งให้ผู้ถูกฟ้องคดีทั้งสามเปิดการใช้เส้นทางซอยพัฒนาการ 44 โดยมิให้มีสิ่งกีดขวาง และไม่มีการเรียกเก็บเงินค่าผ่านทาง

ผู้ถูกฟ้องคดีที่ 3 ให้การว่า ที่ดินซึ่งเป็นทางสัญจรในซอยพัฒนาการ 44 เป็นกรรมสิทธิ์ของผู้ถูกฟ้องคดีที่ 3 และไม่เคยอุทิศให้เป็นทางสาธารณประโยชน์ การจัดทำไม้กั้นบริเวณปากซอยพัฒนาการ 44 เป็นการใช้สิทธิโดยสุจริต ขอให้ยกฟ้อง

ผู้ถูกฟ้องคดีที่ 3 ยื่นคำร้องโต้แย้งเขตอำนาจศาลว่า คดีนี้เป็นคดีพิพาทเกี่ยวกับสิทธิในที่ดิน อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรม

ศาลปกครองกลางพิจารณาแล้วเห็นว่า คดีนี้ มิใช่กรณีสิทธิในที่ดินพิพาท แต่เป็นการฟ้องว่า ผู้ถูกฟ้องคดีที่ 1 และที่ 2 ละเลยต่อหน้าที่ในการดูแลที่สาธารณประโยชน์ โดยศาลต้องพิจารณาว่าที่พิพาทเป็นที่สาธารณประโยชน์หรือไม่ และผู้ถูกฟ้องคดีที่ 1 และที่ 2 ละเลยต่อหน้าที่ในการดูแลที่สาธารณประโยชน์หรือไม่ มิใช่เป็นการโต้แย้งสิทธิในที่ดินระหว่างผู้ฟ้องคดีทั้งหนึ่งร้อยสี่สิบหกกับผู้ถูกฟ้องคดีที่ 3 แต่เป็นคดีพิพาทเกี่ยวกับการที่หน่วยงานทางปกครองหรือเจ้าหน้าที่ของรัฐละเลยต่อหน้าที่ตามที่กฎหมายกำหนดให้ต้องปฏิบัติ หรือปฏิบัติหน้าที่ดังกล่าวล่าช้าเกินสมควร อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลปกครอง ตามมาตรา 9 วรรคหนึ่ง (2) แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. 2542 คดีจึงอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลปกครอง

ศาลแพ่งพระโขนงพิจารณาแล้วเห็นว่า สำหรับคำฟ้องในส่วนที่ผู้ฟ้องคดีทั้งหนึ่งร้อยสี่สิบหกฟ้องกรุงเทพมหานคร ผู้ถูกฟ้องคดีที่ 1 และผู้อำนวยการเขตสวนหลวง ผู้ถูกฟ้องคดีที่ 2 ซึ่งเป็นหน่วยงานทางปกครองและเจ้าหน้าที่ของรัฐ ตามมาตรา 3 แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. 2542 โดยผู้ฟ้องคดีทั้งหนึ่งร้อยสี่สิบหกกล่าวอ้างว่า ผู้ถูกฟ้องคดีที่ 1 และที่ 2 ปล่อยปละละเลยให้ผู้ถูกฟ้องคดีที่ 3 ปิดกั้นเส้นทางสัญจรบริเวณซอยพัฒนาการ 44 และเรียกเก็บค่าใช้ทางกับยานพาหนะรวมทั้งการเดินเท้าเข้าออก เป็นเหตุให้ผู้ฟ้องคดีทั้งหนึ่งร้อยสี่สิบหกและประชาชนเดือดร้อน ซึ่งผู้ถูกฟ้องคดีที่ 1 โดยผู้ถูกฟ้องคดีที่ 2 มีอำนาจหน้าที่ในการดูแลรักษาที่ดินอันเป็นสาธารณสมบัติของแผ่นดิน อันเป็นการไม่ปฏิบัติตามพระราชบัญญัติลักษณะปกครองท้องที่ พระพุทธศักราช 2457 พระราชบัญญัติระเบียบบริหารราชการกรุงเทพมหานคร พ.ศ. 2528 ผู้ถูกฟ้องคดีที่ 1 และที่ 2 ไม่โต้แย้งเขตอำนาจศาลว่า คดีระหว่างผู้ฟ้องคดีทั้งหนึ่งร้อยสี่สิบหกกับผู้ถูกฟ้องคดีที่ 1 และที่ 2 ไม่อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลปกครอง จึงเป็นการฟ้องว่า ผู้ถูกฟ้องคดีที่ 1 และที่ 2 ซึ่งเป็นหน่วยงานทางปกครองและเจ้าหน้าที่ของรัฐละเลยต่อหน้าที่ตามที่กฎหมายกำหนดให้ต้องปฏิบัติหรือปฏิบัติหน้าที่ดังกล่าวล่าช้าเกินสมควร ตามมาตรา 9 วรรคหนึ่ง (2) แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. 2542 คดีพิพาทระหว่างผู้ฟ้องคดีทั้งหนึ่งร้อยสี่สิบหกกับผู้ถูกฟ้องคดีที่ 1 และที่ 2 จึงเป็นคดีที่อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลปกครอง สำหรับคำฟ้องในส่วนที่ผู้ฟ้องคดีทั้งหนึ่งร้อยสี่สิบหกฟ้องผู้ถูกฟ้องคดีที่ 3 ว่า ผู้ถูกฟ้องคดีที่ 3 ปิดกั้นเส้นทางสัญจรบริเวณซอยพัฒนาการ 44 และเรียกเก็บค่าใช้ทางกับยานพาหนะรวมทั้งการเดินเท้าเข้าออก เป็นเหตุให้ผู้ฟ้องคดีและประชาชนเดือดร้อน ขอให้ศาลมีคำพิพากษาหรือคำสั่งให้ถนนและทางเท้าในซอยพัฒนาการ 44 เป็นทางสาธารณะ หากไม่สามารถมีคำพิพากษาหรือคำสั่งดังกล่าวได้ ขอให้ผู้ถูกฟ้องคดีที่ 3 ชดใช้เงินคืนแก่รัฐ กับให้ผู้ถูกฟ้องคดีที่ 3 เปิดการใช้เส้นทางซอยพัฒนาการ 44 โดยไม่มีสิ่งกีดขวางและไม่เรียกเก็บค่าผ่านทาง และผู้ถูกฟ้องคดีที่ 3 ให้การว่า ที่ดินซึ่งเป็นทางสัญจรในซอยพัฒนาการ 44 เป็นกรรมสิทธิ์ของผู้ถูกฟ้องคดีที่ 3 และไม่เคยอุทิศให้เป็นทางสาธารณประโยชน์นั้น เป็นคดีพิพาทระหว่างเอกชนกับเอกชนด้วยกัน คดีในส่วนของผู้ถูกฟ้องคดีที่ 3 จึงเป็นคดีที่อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรม ดังนั้น คดีในส่วนที่เกี่ยวกับการปฏิบัติหน้าที่ของผู้ถูกฟ้องคดีที่ 1 และที่ 2 เป็นคดีที่อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของปกครอง ส่วนคดีที่มีประเด็นข้อพิพาทว่าที่ดินของผู้ถูกฟ้องคดีที่ 3 ตกเป็นทางสาธารณประโยชน์แล้วหรือไม่ เป็นคดีที่อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรม

คณะกรรมการพิจารณาแล้ว คดีนี้ เมื่อผู้ถูกฟ้องคดีที่ 1 เป็นราชการส่วนท้องถิ่นที่ตั้งขึ้นตามมาตรา 6 แห่งพระราชบัญญัติระเบียบบริหารราชการกรุงเทพมหานคร พ.ศ. 2528 โดยมีผู้ถูกฟ้องคดีที่ 2 เป็นพนักงานเจ้าหน้าที่สำหรับปฏิบัติหน้าที่ มีอำนาจหน้าที่ในการจัดให้มีและบำรุงรักษาทางบก ทางน้ำ และทางระบายน้ำ และการดูแลรักษาที่สาธารณะ ตามมาตรา 89 วรรคหนึ่ง (6) (10) แห่งพระราชบัญญัติระเบียบบริหารราชการกรุงเทพมหานคร พ.ศ. 2528 ผู้ถูกฟ้องคดีที่ 1 และที่ 2 จึงเป็นหน่วยงานทางปกครองและเจ้าหน้าที่ของรัฐ ตามมาตรา 3 แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. 2542 การที่ผู้ฟ้องคดีทั้งหนึ่งร้อยสี่สิบหกฟ้องว่า ผู้ถูกฟ้องคดีที่ 1 และที่ 2 ละเลยต่อหน้าที่ในการดูแลทางสาธารณะ กรณีตามคำฟ้องของผู้ฟ้องคดีทั้งหนึ่งร้อยสี่สิบหกจึงเป็นคดีพิพาทเกี่ยวกับการที่หน่วยงานทางปกครองหรือเจ้าหน้าที่ของรัฐละเลยต่อหน้าที่ตามที่กฎหมายกำหนดให้ต้องปฏิบัติหรือปฏิบัติหน้าที่ดังกล่าวล่าช้าเกินสมควร ตามมาตรา 9 วรรคหนึ่ง (2) แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. 2542 อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลปกครอง ส่วนผู้ถูกฟ้องคดีที่ 3 แม้จะเป็นเอกชน แต่มูลคดีเกี่ยวพันกัน และคำพิพากษาหรือคำสั่งของศาลย่อมมีผลกระทบต่อผู้ถูกฟ้องคดีที่ 3 จึงเห็นควรให้พิจารณาพิพากษาโดยศาลเดียวกัน

กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.ว่าด้วยการวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างศาล พ.ศ.2542
พ.ร.บ.จัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ.2542
พ.ร.บ.ระเบียบบริหารราชการกรุงเทพมหานคร พ.ศ.2528
ป.พ.พ.
ป.ที่ดิน
ชื่อคู่ความ
ศาลผู้ส่งความเห็น — ศาลปกครองกลาง
ศาลผู้รับความเห็น — ศาลแพ่งพระโขนง
ผู้ฟ้องคดี — นางสาว พ. ที่ 1 กับพวกรวม 146 คน
ผู้ถูกฟ้องคดี — กรุงเทพมหานคร ที่ 1 กับพวกรวม 3 คน
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
-
-
ชื่อองค์คณะ
ไม่มี
แหล่งที่มา
สำนักงานเลขานุการคณะกรรมการวินิจฉัยฯ
คำวินิจฉัยที่ 56/2567
#708093
เปิดฉบับเต็ม

คดีนี้ ผู้ฟ้องคดียื่นฟ้องสำนักงานสาธารณสุขจังหวัดระยอง ที่ 1 และนายแพทย์สาธารณสุขจังหวัดระยอง ที่ 2 ว่าผู้ฟ้องคดีแจ้งความนำจับและประสงค์รับเงินสินบนนำจับกรณีพบเห็นการแสดงฉลากอาหารไม่ถูกต้องส่งไปยังผู้ถูกฟ้องคดีด้วยวิธีการไปรษณีย์ลงทะเบียน ต่อมาผู้ถูกฟ้องคดีมีหนังสือแจ้งให้ผู้ฟ้องคดีดำเนินการตามแนวปฏิบัติในการรับแจ้งความนำจับและประสงค์รับเงินสินบนตามระเบียบสำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา ว่าด้วยหลักเกณฑ์ วิธีการและเงื่อนไขการจ่ายเงินสินบน เงินรางวัล และค่าใช้จ่ายในการดำเนินงาน พ.ศ. 2548 โดยผู้แจ้งนำจับต้องแจ้งความนำจับเป็นลายลักษณ์อักษรยื่นด้วยตนเองต่อผู้มีอำนาจรับแจ้งความนำจับ เป็นการสร้างขั้นตอนโดยไม่จำเป็นหรือสร้างภาระให้เกิดกับผู้ฟ้องคดีเกินสมควร ขอให้ศาลมีคำพิพากษาหรือคำสั่งให้ผู้ถูกฟ้องคดีทั้งสองลดการสร้างขั้นตอนโดยไม่จำเป็น โดยการรับแจ้งความนำจับและประสงค์รับเงินสินบนนำจับที่จัดส่งผ่านไปรษณีย์ลงทะเบียน (เดิม)

ในระหว่างพิจารณาคดี ศาลปกครองกลางเห็นว่า การปฏิบัติหน้าที่ของผู้ถูกฟ้องคดีทั้งสอง เป็นการใช้อำนาจตามกฎหมายที่มีบทบัญญัติกำหนดความผิดและโทษในทางอาญา ซึ่งเป็นขั้นตอนหนึ่งของการดำเนินการกระบวนการยุติธรรมทางอาญา จึงเป็นคดีพิพาทเกี่ยวกับการดำเนินกระบวนการยุติธรรมทางอาญา อันอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรม

ศาลจังหวัดระยองเห็นว่า ผู้ถูกฟ้องคดีถือปฏิบัติตามระเบียบสำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา ว่าด้วยหลักเกณฑ์ วิธีการและเงื่อนไขการจ่ายเงินสินบน เงินรางวัล และค่าใช้จ่ายในการดำเนินงาน พ.ศ. 2548 ซึ่งมีผลบังคับใช้เป็นการทั่วไป โดยไม่มุ่งหมายให้ใช้บังคับแก่กรณีใดหรือบุคคลใดเป็นการเฉพาะ จึงมีลักษณะเป็นกฎ เมื่อผู้ฟ้องคดีอ้างว่ากฎดังกล่าวมีลักษณะเป็นการสร้างขั้นตอนโดยไม่จำเป็นหรือสร้างภาระให้เกิดกับผู้แจ้งความนำจับเกินสมควร คดีจึงอยู่ในอำนาจศาลปกครอง ตามมาตรา 9 วรรคหนึ่ง (1) แห่งพระราชบัญญัติศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. 2542

คณะกรรมการฯ พิจารณาแล้วเห็นว่า คดีนี้ แม้สำนักงานสาธารณสุขจังหวัดระยอง ผู้ถูกฟ้องคดีที่ 1 เป็นราชการบริหารส่วนภูมิภาคของสำนักงานปลัดกระทรวง กระทรวงสาธารณสุข ตามข้อ 3 ข. (1) ของกฎกระทรวงแบ่งส่วนราชการสำนักงานปลัดกระทรวง กระทรวงสาธารณสุข พ.ศ. 2560 ประกอบมาตรา 43 (2) แห่งพระราชบัญญัติปรับปรุงกระทรวง ทบวง กรม พ.ศ. 2545 จึงเป็นหน่วยงานทางปกครอง และนายแพทย์สาธารณสุขจังหวัดระยอง ผู้ถูกฟ้องคดีที่ 2 เป็นเจ้าหน้าที่ของรัฐ ตามบทนิยามในมาตรา 3 แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. 2542 และผู้ฟ้องคดีบรรยายฟ้องโดยตั้งรูปเรื่องว่า ผู้ถูกฟ้องคดีทั้งสองกระทำการโดยไม่ชอบด้วยกฎหมาย สร้างขั้นตอนโดยไม่จำเป็นหรือสร้างภาระให้เกิดกับผู้ฟ้องคดีเกินสมควรเกี่ยวกับการปฏิบัติตามระเบียบสำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา ว่าด้วยหลักเกณฑ์ วิธีการและเงื่อนไขการจ่ายเงินสินบน เงินรางวัล และค่าใช้จ่ายในการดำเนินงาน พ.ศ. 2548 ข้อ 9 วรรคหนึ่ง ที่กำหนดให้การแจ้งความนำจับและการรับแจ้งความนำจับ ต้องทำเป็นลายลักษณ์อักษรเพื่อยื่นต่อผู้มีอำนาจรับแจ้งความนำจับตามแบบ น.จ. 1 ก็ตาม แต่เมื่อผู้ฟ้องคดีกล่าวอ้างในคำฟ้องว่า ผู้ฟ้องคดีได้พบเห็นการกระทำอันเป็นความผิดตามพระราชบัญญัติอาหาร พ.ศ. 2522 ของผลิตภัณฑ์ ซึ่งแสดงฉลากอาหารไม่ถูกต้อง จึงได้ส่งบันทึกการแจ้งและรับแจ้งความนำจับตามแบบ (น.จ. 1) พร้อมผลิตภัณฑ์และเอกสารอื่นที่เกี่ยวข้องกับการแจ้งความนำจับกรณีประสงค์รับเงินสินบนนำจับไปยังผู้ถูกฟ้องคดีทั้งสองด้วยวิธีการไปรษณีย์ลงทะเบียน แต่ผู้ถูกฟ้องคดีทั้งสองกลับมีหนังสือแจ้งให้ผู้ฟ้องคดีแจ้งความนำจับด้วยตนเอง โดยมีคำขอให้ศาลมีคำพิพากษาหรือคำสั่งให้ผู้ถูกฟ้องคดีทั้งสองรับแจ้งความนำจับผ่านทางไปรษณีย์ลงทะเบียน และให้ผู้ถูกฟ้องคดีทั้งสองใช้วิธีการยืนยันตัวบุคคลโดยวิธีการอื่นใดแทนการเดินทางไปยังที่ทำการของผู้ถูกฟ้องคดีที่ 1 ซึ่งเป็นการโต้แย้งขั้นตอนการดำเนินการของเจ้าหน้าที่ชั้นพนักงานสอบสวนในขั้นตอนการรับแจ้งความ การตรวจสอบและการดำเนินการทั้งหลายอื่นอันเกี่ยวกับความผิดตามพระราชบัญญัติอาหาร พ.ศ. 2522 ที่มีบทบัญญัติที่กำหนดความผิดและ บทกำหนดโทษในทางอาญากรณีมีการฝ่าฝืนหรือไม่ปฏิบัติตามบทบัญญัติของกฎหมาย อันถือว่าเป็นส่วนหนึ่งของการดำเนินกระบวนการยุติธรรมทางอาญา และเป็นกรณีที่ผู้ฟ้องคดีฟ้องคดีโดยมีความมุ่งประสงค์ที่จะได้รับเงินสินบนนำจับจากการดำเนินกระบวนการยุติธรรมทางอาญาในความผิดตามพระราชบัญญัติดังกล่าว กรณี จึงมิใช่คดีพิพาทเกี่ยวกับการดำเนินกิจการทางปกครองที่จะอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลปกครอง ตามมาตรา 9 วรรคหนึ่ง แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. 2542 แต่เป็นคดีพิพาทที่เกี่ยวกับการดำเนินกระบวนการยุติธรรมทางอาญา ซึ่งอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรม

กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.ว่าด้วยการวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างศาล พ.ศ.2542
พ.ร.บ.จัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ.2542
พ.ร.บ.อาหาร พ.ศ.2522
ป.วิ.อ.
ป.อ.
ชื่อคู่ความ
ศาลผู้ส่งความเห็น — ศาลปกครองกลาง
ศาลผู้รับความเห็น — ศาลจังหวัดระยอง
ผู้ฟ้องคดี — นางสาว ส.
ผู้ถูกฟ้องคดี — สำนักงานสาธารณสุขจังหวัดระยอง ที่ 1 กับพวกรวม 2 คน
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
-
-
ชื่อองค์คณะ
ไม่มี
แหล่งที่มา
สำนักงานเลขานุการคณะกรรมการวินิจฉัยฯ
คำวินิจฉัยที่ 55/2567
#709698
เปิดฉบับเต็ม

คดีนี้ นิติบุคคลอาคารชุด ร. โจทก์ ซึ่งเป็นผู้ทำสัญญาการใช้น้ำประปากับการประปานครหลวง จำเลย ยื่นฟ้องจำเลยว่า จำเลยยกเลิกและเปลี่ยนอัตราการคิดค่าน้ำประปาจากโจทก์ในอัตราขายเหมาเป็นอัตราประเภท 1 ที่พักอาศัยเพียงฝ่ายเดียวโดยไม่คำนึงถึงคำขอให้ทบทวนจากโจทก์ ทั้งไม่พิจารณาคำขอติดตั้งมาตรวัดน้ำรายย่อยของโจทก์ ทำให้โจทก์ต้องชำระค่าน้ำประปาเพิ่มขึ้น ขอให้บังคับจำเลยยินยอมและติดตั้งมาตรวัดแยกย่อยเป็นรายครัวเรือน โดยใช้จำนวนห้องหารจำนวนหน่วยของน้ำทั้งหมดเป็นฐานในการคิดค่าน้ำ

ส่วนจำเลยให้การว่า จำเลยมีสิทธิเรียกเก็บค่าน้ำประปาในอัตราประเภท 1 ที่พักอาศัยจากโจทก์โดยชอบด้วยกฎหมายและมิได้เป็นการกระทำผิดสัญญาต่อโจทก์ และจำเลยไม่มีหนี้ตามสัญญาที่จะต้องติดตั้งมาตรวัดน้ำแยกย่อยและเรียกเก็บค่าน้ำประปาเป็นรายห้องชุดให้แก่โจทก์ และโจทก์ไม่มีอำนาจให้จำเลยดำเนินการตามคำขอได้ ขอให้ยกฟ้อง

จำเลยยื่นคำร้องโต้แย้งเขตอำนาจศาลว่า คดีนี้เป็นคดีพิพาทที่อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลปกครอง

ศาลจังหวัดนนทบุรีเห็นว่า จำเลยเป็นหน่วยงานทางปกครอง และพระราชบัญญัติการประปานครหลวง พ.ศ. 2510 มาตรา 33 (2) ได้กำหนดให้ผู้ว่าการมีอำนาจวางระเบียบเกี่ยวกับการปฏิบัติงานของการประปานครหลวง ต่อมา ผู้ว่าการประปานครหลวงได้มีคำสั่ง เรื่อง แนวทางการกำหนดประเภทผู้ใช้น้ำ และออกประกาศ เรื่อง หลักเกณฑ์การให้สิทธิราคาค่าน้ำประปาในอัตราขายเหมาเพื่อบังคับใช้กับผู้ใช้น้ำประปาของจำเลย และจำเลยได้เปลี่ยนการคิดค่าน้ำประปากับโจทก์จากอัตราขายเหมาเป็นแบบประเภทหนึ่ง ที่พักอาศัย จึงเป็นการดำเนินการอาศัยอำนาจตามพระราชบัญญัติดังกล่าว ตามคำฟ้องของโจทก์จึงเป็นคดีพิพาทเกี่ยวกับการที่หน่วยงานทางปกครองหรือเจ้าหน้าที่ของรัฐกระทำการโดยไม่ชอบด้วยกฎหมาย ตามมาตรา 9 วรรคหนึ่ง (1) แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. 2542 ซึ่งอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลปกครอง

ศาลปกครองกลางเห็นว่า คดีนี้ข้อเท็จจริงปรากฏว่า โจทก์ตกลงทำสัญญาการใช้น้ำประปากับจำเลยตามสัญญาใช้น้ำประปา ซึ่งสัญญาดังกล่าวแม้ว่าจะมีจำเลยฝ่ายหนึ่งเป็นหน่วยงานทางปกครอง แต่เมื่อสัญญาดังกล่าวเป็นไปเพื่อวัตถุประสงค์ในการจำหน่ายน้ำประปาอันเป็นการดำเนินธุรกิจดังเช่น เอกชนทั่วไป สัญญาการใช้น้ำประปาระหว่างโจทก์กับจำเลยจึงเป็นสัญญาทางแพ่ง มิใช่สัญญาทางปกครอง ตามมาตรา 3 แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. 2542 จึงเป็นการโต้แย้งเกี่ยวกับการใช้สิทธิตามสัญญาการใช้น้ำประปาซึ่งเป็นสัญญาทางแพ่ง คดีนี้จึงอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรม

คณะกรรมการพิจารณาแล้ว คดีนี้เป็นคดีพิพาทเกี่ยวกับสัญญา แต่โดยที่พระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. 2542 มาตรา 9 วรรคหนึ่ง (4) บัญญัติให้ศาลปกครองมีอำนาจพิจารณาพิพากษาคดีพิพาทเกี่ยวกับสัญญาทางปกครองเท่านั้น กรณีมีปัญหาต้องพิจารณาว่าสัญญาการใช้น้ำประปาระหว่างโจทก์กับจำเลยเป็นสัญญาทางปกครองหรือไม่ เห็นว่า จำเลยเป็นหน่วยงานทางปกครองและพระราชบัญญัติการประปานครหลวง พ.ศ. 2510 มาตรา 6 (3) ให้อำนาจจำเลยดำเนินธุรกิจได้เช่นเดียวกับเอกชนทั่วไป นิติสัมพันธ์ระหว่างจำเลยกับเอกชนผู้ใช้น้ำแต่ละรายในการดำเนินธุรกิจจำหน่ายน้ำประปาของจำเลยดังกล่าวจึงเป็นไปตามหลักกฎหมายแพ่ง การกระทำของจำเลยอันเป็นเหตุแห่งการฟ้องคดีนี้จึงเป็นการกระทำโดยอาศัยสิทธิตามสัญญาการใช้น้ำระหว่างจำเลยกับโจทก์ ซึ่งเป็นธุรกิจของจำเลยที่กระทำกับโจทก์ในฐานะเสมอภาคเช่นเดียวกับเอกชนต่อเอกชน มิได้ใช้อำนาจทางปกครอง สัญญาพิพาทดังกล่าวจึงเป็นสัญญาทางแพ่ง มิใช่สัญญาทางปกครอง ตามมาตรา 3 แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. 2542 กรณีนี้จึงเป็นคดีพิพาทเกี่ยวกับสัญญาทางแพ่ง ซึ่งอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรม

กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.ว่าด้วยการวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างศาล พ.ศ.2542
พ.ร.บ.จัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ.2542
พ.ร.บ.การประปานครหลวง พ.ศ.2510
ป.พ.พ.
ชื่อคู่ความ
ศาลผู้ส่งความเห็น — ศาลจังหวัดนนทบุรี
ศาลผู้รับความเห็น — ศาลปกครองกลาง
โจทก์ — นิติบุคคลอาคารชุด ร.
จำเลย — การประปานครหลวง
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
-
-
ชื่อองค์คณะ
ไม่มี
แหล่งที่มา
สำนักงานเลขานุการคณะกรรมการวินิจฉัยฯ
คำวินิจฉัยที่ 54/2567
#709697
เปิดฉบับเต็ม

คดีนี้ บจก. โจทก์ ยื่นฟ้อง กองทัพบก จำเลย ในคดีพิพาทเกี่ยวกับสัญญาจะซื้อจะขายชิ้นส่วนซ่อมและอุปกรณ์เฮลิคอปเตอร์ใช้งานทั่วไป แบบ 139 และเฮลิคอปเตอร์ใช้งานทั่วไป แบบ 149 แบบราคาคงที่ไม่จำกัดปริมาณ และสัญญาซื้อขายชิ้นส่วนซ่อมและอุปกรณ์เฮลิคอปเตอร์ใช้งานทั่วไป แบบ 139 และเฮลิคอปเตอร์ใช้งานทั่วไป แบบ 149 ระหว่างโจทก์และจำเลย โจทก์ได้ส่งมอบสินค้าให้แก่จำเลยหลายครั้ง แต่จำเลยยังไม่ได้ชำระค่าสินค้าให้แก่โจทก์ ต่อมาจำเลยได้มีหนังสือบอกเลิกสัญญาและสงวนสิทธิเรียกค่าปรับตามสัญญาทั้งสองฉบับ ริบหลักประกันตามสัญญาและให้โจทก์ชำระเงินค้ำประกันสัญญา ขอให้บังคับจำเลยชำระหนี้ค่าสินค้าพร้อมดอกเบี้ย นับถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์

ส่วนจำเลยให้การว่า โจทก์เป็นผู้ผิดนัดไม่ส่งมอบสิ่งของให้แก่จำเลยตามสัญญา การเลิกสัญญาและคิดค่าปรับชอบด้วยกฎหมาย ขอให้ยกฟ้อง

จำเลยยื่นคำร้องโต้แย้งเขตอำนาจศาลว่า ข้อพิพาทตามสัญญาทั้งสองฉบับเป็นคดีพิพาทเกี่ยวกับสัญญาทางปกครอง ตามมาตรา 9 วรรคหนึ่ง (4) แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. 2542 อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลปกครอง

ศาลแพ่งพิจารณาแล้วเห็นว่า ลักษณะของสัญญาพิพาททั้งสองฉบับเป็นเพียงสัญญาจะซื้อจะขายและสัญญาซื้อขายวัสดุอุปกรณ์ที่จำเลยซึ่งเป็นหน่วยงานทางปกครองเป็นผู้ซื้อและโจทก์เป็นผู้ขาย มีลักษณะเป็นสัญญาจะซื้อจะขายและสัญญาซื้อขายสินค้าทั่วไป ทั้งข้อกำหนดในสัญญาไม่ได้มีวัตถุประสงค์แห่งสัญญาเป็นการให้โจทก์ซึ่งเป็นผู้ขายเข้าร่วมจัดทำบริการสาธารณะโดยตรง สัญญาพิพาททั้งสองฉบับจึงไม่ใช่สัญญาทางปกครอง แต่เป็นเพียงสัญญาทางแพ่งของหน่วยงานทางปกครอง จึงมิใช่คดีพิพาทเกี่ยวกับสัญญาทางปกครอง ตามพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. 2542 มาตรา 9 วรรคหนึ่ง (4) แต่เป็นคดีพิพาทเกี่ยวกับสัญญาทางแพ่งที่อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรม

ศาลปกครองกลางพิจารณาแล้วเห็นว่า สัญญาการซื้อชิ้นส่วนซ่อมและอุปกรณ์เฮลิคอปเตอร์ทั้งสองฉบับ มีวัตถุประสงค์เพื่อให้จำเลยซ่อมบำรุงและจัดเตรียมเฮลิคอปเตอร์ให้พร้อมใช้งานตลอดเวลา เพื่อให้ได้มาซึ่งยุทโธปกรณ์ที่จำเป็นในการสนับสนุนภารกิจของรัฐ โดยเป็นเครื่องมือและอุปกรณ์สำคัญที่จำเป็นต่อการจัดทำบริการสาธารณะตามภารกิจของกองทัพบกให้บรรลุผล เข้าลักษณะเป็นสัญญาทางปกครอง ตามมาตรา 3 แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. 2542 นอกจากนี้เงื่อนไขตามสัญญาทั้งสองฉบับเป็นการให้เอกสิทธิ์กับจำเลยแต่ฝ่ายเดียวในการควบคุมดูแลการปฏิบัติตามสัญญาและการบังคับการให้เป็นไปตามสัญญาเพื่อประโยชน์สาธารณะในการซ่อมแซมยุทโธปกรณ์ทางการทหาร คดีนี้จึงเป็นคดีพิพาทเกี่ยวกับสัญญาทางปกครอง ซึ่งอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลปกครอง ตามมาตรา 9 วรรคหนึ่ง (4) แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. 2542 ที่อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลปกครอง

คณะกรรมการพิจารณาแล้ว คดีนี้ แม้กองทัพบก จำเลย จะเป็นหน่วยงานทางปกครองตามบทนิยามในมาตรา 3 แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. 2542 และมีหน้าที่เตรียมกำลังกองทัพบก การป้องกันราชอาณาจักร และดำเนินการเกี่ยวกับการใช้กำลังกองทัพบกตามอำนาจหน้าที่ของกระทรวงกลาโหม ตามมาตรา 17 (2) มาตรา 19 และมาตรา 22 แห่งพระราชบัญญัติจัดระเบียบราชการกระทรวงกลาโหม พ.ศ. 2551 แต่เมื่อพิจารณาสัญญาจะซื้อจะขายชิ้นส่วนซ่อมและอุปกรณ์เฮลิคอปเตอร์ใช้งานทั่วไป แบบ 139 และเฮลิคอปเตอร์ใช้งานทั่วไป แบบ 149 แบบราคาคงที่ไม่จำกัดปริมาณ และสัญญาซื้อขายชิ้นส่วนซ่อมและอุปกรณ์เฮลิคอปเตอร์ใช้งานทั่วไป แบบ 139 และเฮลิคอปเตอร์ใช้งานทั่วไป แบบ 149 ระหว่างโจทก์กับจำเลย ซึ่งมีสาระสำคัญเพียงว่าให้โจทก์จัดหาสิ่งของที่จะขายและเตรียมส่งมอบไว้ให้แก่จำเลยได้อย่างเพียงพอตามจำนวนที่ได้ตกลงประมาณการไว้ และโจทก์ต้องส่งมอบสิ่งของที่ซื้อขายตามสัญญาในแต่ละงวดให้แก่จำเลยให้ถูกต้องครบถ้วนตามที่กำหนดไว้และจำเลยตกลงชำระเงินให้แก่โจทก์เป็นรายงวดเมื่อได้รับมอบสิ่งของที่ซื้อขายไว้โดยครบถ้วน ลักษณะของสัญญาพิพาททั้งสองฉบับจึงเป็นเพียงสัญญาซื้อขายยุทโธปกรณ์ที่หน่วยงานทางปกครองผู้ซื้อและโจทก์ผู้ขายผูกนิติสัมพันธ์บนพื้นฐานความเท่าเทียมกันของคู่สัญญา จึงมีลักษณะเป็นสัญญาจะซื้อจะขายและสัญญาซื้อขายทั่วไป ทั้งข้อกำหนดในสัญญาไม่ได้มีวัตถุประสงค์แห่งสัญญาเป็นการให้โจทก์เข้าร่วมจัดทำบริการสาธารณะโดยตรง อันจะถือว่าเป็นสัญญาที่ให้จัดทำบริการสาธารณะ และมิได้มีลักษณะเป็นสัญญาสัมปทาน สัญญาจัดให้มีสิ่งสาธารณูปโภคหรือแสวงประโยชน์จากทรัพยากรธรรมชาติ ตามบทนิยาม "สัญญาทางปกครอง" ตามมาตรา 3 แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. 2542 สัญญาพิพาททั้งสองฉบับระหว่างโจทก์กับจำเลยจึงมิใช่สัญญาทางปกครอง แต่เป็นเพียงสัญญาทางแพ่งของหน่วยงานทางปกครอง และมิใช่คดีพิพาทเกี่ยวกับสัญญาทางปกครองตามมาตรา 9 วรรคหนึ่ง (4) แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. 2542 ที่จะอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลปกครอง แต่เป็นคดีพิพาทเกี่ยวกับสัญญาทางแพ่งที่อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรม

กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.ว่าด้วยการวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างศาล พ.ศ.2542
พ.ร.บ.จัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ.2542
พ.ร.บ.จัดระเบียบราชการกระทรวงกลาโหม พ.ศ.2551
ป.พ.พ.
ชื่อคู่ความ
ศาลผู้ส่งความเห็น — ศาลแพ่ง
ศาลผู้รับความเห็น — ศาลปกครองกลาง
โจทก์ — บริษัท อ. จำกัด
จำเลย — กองทัพบก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
-
-
ชื่อองค์คณะ
ไม่มี
แหล่งที่มา
สำนักงานเลขานุการคณะกรรมการวินิจฉัยฯ
คำวินิจฉัยที่ 53/2567
#710458
เปิดฉบับเต็ม

คดีนี้ บริษัท ก. จำกัด โจทก์ ยื่นฟ้อง บริษัทการบินไทย จำกัด (มหาชน) ที่ 1 สำนักงานตำรวจแห่งชาติ ที่ 2 จำเลย โดยความสัมพันธ์ระหว่างบริษัทการบินไทยจำกัด (มหาชน) กับสำนักงานตำรวจแห่งชาติโดยกองบินตำรวจ มีการทำสัญญาตามสัญญาเลขที่ 39- 40/62-63 โดยบริษัทการบินไทย จำกัด (มหาชน) มีหน้าที่ตามสัญญาในการรับทำการซ่อมบำรุงอากาศยานทุกชนิดของสำนักงานตำรวจแห่งชาติรวมทั้งอุปกรณ์ที่เกี่ยวข้องให้อยู่ในสภาพที่ใช้การได้ดีตามระดับมาตรฐานการเดินอากาศสากลร่วมกับเจ้าหน้าที่ของสำนักงานตำรวจแห่งชาติ เพื่อให้สำนักงานตำรวจแห่งชาติสามารถจัดทำบริการสาธารณะตามวัตถุประสงค์ที่กำหนดเป็นอำนาจหน้าที่ไว้ในกฎหมาย ซึ่งในคดีนี้ โจทก์อ้างว่า โจทก์ได้รับไปรษณีย์อิเล็กทรอนิกส์จากจำเลยที่ 1 ว่า กองบินตำรวจ หน่วยงานในสังกัดจำเลยที่ 2 มีความสนใจซื้อรอกกู้ภัย (Rescue Hoist) สำหรับติดตั้งกับเฮลิคอปเตอร์จากโจทก์ ขอให้โจทก์เสนอสินค้าให้แก่จำเลยที่ 2 โจทก์จึงทำคำเสนอราคาสินค้ารอกกู้ภัยต่อจำเลยที่ 2 ผ่านกองบินตำรวจคำเชิญชวนของจำเลยที่ 1 ต่อมาจำเลยที่ 1 ได้จัดทำใบขอซื้อสินค้าของโจทก์ต่อจำเลยที่ 2 และจำเลยที่ 2 โดยกองบินตำรวจได้ยืนยันการอนุมัติสั่งซื้อรอกกู้ภัยดังกล่าวกับโจทก์ ต่อมาจำเลยที่ 1 และกองบินตำรวจได้ร่วมกันสั่งซื้อรอกกู้ภัยจากโจทก์ กำหนดส่งมอบสินค้าให้จำเลยที่ 1 ภายใน 390 วัน โดยตกลงจัดส่งสินค้าที่กองบินตำรวจดอนเมืองโจทก์จึงสั่งซื้อสินค้าจากบริษัทในต่างประเทศ ชำระค่าสินค้าและนำเข้าสินค้าเข้ามาในประเทศไทยแล้วเก็บรักษาไว้ที่สำนักงานโจทก์เพื่อรอส่งมอบให้แก่จำเลยทั้งสองตามคำสั่งซื้อดังกล่าว แต่จำเลยที่ 1 กลับมีหนังสือแจ้งยกเลิกการสั่งซื้อสินค้า ทำให้โจทก์ได้รับความเสียหาย ขอให้ศาลมีคำพิพากษาหรือคำสั่งให้จำเลยทั้งสองร่วมกันหรือแทนกันรับมอบสินค้าที่สั่งซื้อและชำระหนี้ค้างชำระจำนวน 23,814,123.29 บาท พร้อมดอกเบี้ย และให้จำเลยทั้งสองร่วมกันหรือแทนกันชำระค่าเก็บสินค้าอัตราวันละ 500 บาท นับถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจำเลยทั้งสองจะรับมอบสินค้าจากโจทก์

จำเลยที่ 2 ยื่นคำร้องโต้แย้งเขตอำนาจศาลว่า คดีนี้เป็นคดีพิพาทเกี่ยวกับการกระทำละเมิดของหน่วยงานทางปกครองอันเกิดจากการใช้อำนาจตามกฎหมาย ตามมาตรา 9 วรรคหนึ่ง (3) แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. 2542 อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลปกครอง

ศาลแพ่งเห็นว่า การทำสัญญาซื้อขายรอกกู้ภัยระหว่างโจทก์กับจำเลยทั้งสอง โจทก์เป็นคู่สัญญาฝ่ายผู้ขายจะต้องส่งมอบรอกกู้ภัยให้แก่กองบินตำรวจซึ่งเป็นหน่วยงานในสังกัดของจําเลยที่ 2 เพื่อให้เฮลิคอปเตอร์ซึ่งเป็นอากาศยานของจําเลยที่ 2 ใช้งานได้สมบูรณ์ อันเป็นหน้าที่ส่วนหนึ่งของจำเลยที่ 2 ในการใช้รอกกู้ภัยที่ใช้กับเฮลิคอปเตอร์ เพื่อช่วยเหลือผู้ประสบภัยทางน้ำ ทางอากาศ และทางบกแต่ไม่ปรากฏว่ารอกกู้ภัยที่จำเลยทั้งสองสั่งซื้อจากโจทก์นั้นเป็นอุปกรณ์สำคัญที่จำเลยที่ 2 ใช้ในการบริการสาธารณะ คงเป็นเพียงเครื่องมือส่วนหนึ่งในการให้การบริการสาธารณะของจำเลยที่ 2 สัญญาซื้อขายดังกล่าว จึงเป็นเพียงสัญญาจัดหาพัสดุธรรมดาที่สนับสนุนการจัดทำบริการสาธารณะเท่านั้น และเป็นเพียงการประกอบกิจการเพื่อหากำไรของโจทก์และเป็นการทำสัญญามุ่งผูกพันตนระหว่างโจทก์กับจำเลยทั้งสองด้วยใจสมัครบนพื้นฐานแห่งความเสมอภาค ไม่มีลักษณะเป็นการให้โจทก์เข้าร่วมจัดทำบริการสาธารณะโดยตรง ความสัมพันธ์ของโจทก์กับจำเลยทั้งสองไม่ใช่ความสัมพันธ์ตามกฎหมายมหาชน แต่เป็นเรื่องสิทธิและหน้าที่ในทางแพ่งของคู่สัญญาตามหลักกฎหมายเอกชน มิได้มีลักษณะเป็นสัญญาที่จะเข้าองค์ประกอบของสัญญาทางปกครองตามมาตรา 3 แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. 2542 สัญญาซื้อขายรอกกู้ภัยที่พิพาท จึงเป็นสัญญาทางแพ่งที่มีคู่สัญญาฝ่ายหนึ่งเป็นหน่วยงานทางปกครองเท่านั้น คดีจึงอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรม

ศาลปกครองกลางเห็นว่า การที่จำเลยที่ 1 สั่งซื้อสินค้ารอกกู้ภัยจากโจทก์ซึ่งเป็นผู้ขาย เพื่อใช้ในการซ่อมบำรุงอากาศยานตามความประสงค์ของเลยที่ 2 เมื่อโจทก์อ้างว่า โจทก์ได้จัดเตรียมสินค้าตามคำสั่งซื้อของจำเลยที่ 1 ครบถ้วนแล้ว จำเลยทั้งสองปฏิเสธการรับมอบสินค้าและยกเลิกคำสั่งซื้อจากโจทก์ เป็นเหตุให้โจทก์ไม่ได้รับชำระเงินจากการส่งมอบสินค้าจากจำเลยทั้งสอง ซึ่งการจะพิจารณาข้อพิพาทระหว่างโจทก์กับจำเลยที่ 1 จำต้องพิจารณาว่าสินค้าที่ส่งมอบรวมทั้งงานที่จ้างเป็นไปตามสัญญาจ้างทำการซ่อมบำรุงอากาศยานและฝึกอบรมช่างระหว่างจำเลยที่ 1 และจำเลยที่ 2 ซึ่งเป็นสัญญาหลักหรือไม่ ดังนั้น สัญญาซื้อขายรอกกู้ภัยระหว่างโจทก์กับจำเลยที่ 1 จึงเป็นสัญญาที่เกี่ยวเนื่องกับสัญญาจ้างทำการซ่อมบำรุงอากาศยานและฝึกอบรมช่างระหว่างจำเลยที่ 1 และจำเลยที่ 2 ซึ่งเป็นสัญญาทางปกครอง จึงอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลปกครอง ตามมาตรา 9 วรรคหนึ่ง (4) แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. 2542

คณะกรรมการฯ พิจารณาแล้วเห็นว่า จำเลยที่ 1 เป็นเอกชน ส่วนจำเลยที่ 2 จัดตั้งขึ้นตามพระราชบัญญัติตำรวจแห่งชาติ พ.ศ. 2565 จำเลยที่ 2 จึงเป็นหน่วยงานทางปกครองตามมาตรา 3 แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. 2542 แต่เมื่อพิจารณาข้อตกลงระหว่างโจทก์กับจำเลยทั้งสองตามที่โจทก์บรรยายฟ้องเป็นเพียงสัญญาซื้อขายรอกกู้ภัยเพื่อติดตั้งกับเฮลิคอปเตอร์ของจำเลยที่ 2 โดยโจทก์มีหน้าที่ส่งมอบสินค้าตามที่ตกลงซื้อขายให้ครบถ้วนตามสัญญา และฝ่ายจำเลยมีหน้าที่ชำระเงินและรับมอบสินค้าที่ซื้อขาย สัญญาดังกล่าวจึงมิใช่สัญญาที่ให้โจทก์เข้าร่วมจัดทำบริการสาธารณะ ทั้งสัญญาพิพาทไม่มีลักษณะเป็นสัญญาสัมปทานหรือสัญญาจัดให้มีสิ่งสาธารณูปโภคหรือสัญญาแสวงประโยชน์จากทรัพยากรธรรมชาติ อันจะถือว่าเป็น "สัญญาทางปกครอง" ตามมาตรา 3 แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. 2542 เมื่อโจทก์กับจำเลยทั้งสองพิพาทกันตามสัญญาซื้อขายรอกกู้ภัย (Rescue Hoist) ซึ่งเป็นสัญญาทางแพ่ง กรณีจึงเป็นข้อพิพาทตามสัญญาทางแพ่งที่อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรม และแม้ว่าการที่จำเลยที่ 1 สั่งซื้อสินค้ารอกกู้ภัยจากโจทก์จะเป็นการดำเนินงานตามสัญญาจ้างทำการซ่อมบำรุงอากาศยานและฝึกอบรมช่าง ตามสัญญาเลขที่ 39/62-63 และสัญญาเลขที่ 40/62-63 ระหว่างจำเลยที่ 1 และจำเลยที่ 2 แต่สัญญาดังกล่าวก็เป็นนิติสัมพันธ์ระหว่างจำเลยที่ 1 กับจำเลยที่ 2 มิได้เกี่ยวข้องกับโจทก์ และแยกออกได้จากสัญญาซื้อขายรอกกู้ภัยระหว่างโจทก์กับจำเลยทั้งสอง เมื่อโจทก์และจำเลยทั้งสองพิพาทกันตามสัญญาซื้อขายรอกกู้ภัย (Rescue Hoist) ข้อพิพาทตามคำฟ้องในคดีนี้จึงมิใช่คดีพิพาทเกี่ยวกับสัญญาทางปกครอง ตามมาตรา 9 วรรคหนึ่ง (4) แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. 2542 ที่จะอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลปกครอง หากแต่เป็นคดีพิพาทเกี่ยวกับสัญญาทางแพ่งที่อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรม

กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.ว่าด้วยการวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างศาล พ.ศ.2542
พ.ร.บ.จัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ.2542
ป.พ.พ.
พ.ร.บ.ตำรวจแห่งชาติ พ.ศ. 2565
ชื่อคู่ความ
ศาลผู้ส่งความเห็น — ศาลแพ่ง
ศาลผู้รับความเห็น — ศาลปกครองกลาง
โจทก์ — บริษัท ก. จำกัด
จำเลย — บริษัทการบินไทย จำกัด (มหาชน) ที่ 1 กับพวกรวม 2 คน
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
-
-
ชื่อองค์คณะ
ไม่มี
แหล่งที่มา
สำนักงานเลขานุการคณะกรรมการวินิจฉัยฯ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 52/2567
#703979
เปิดฉบับเต็ม

ฟ้องโจทก์ที่บรรยายว่า จำเลยที่ 1 ดำรงตำแหน่งนายกองค์การบริหารส่วนตำบลเกาะตะเภา มีอำนาจหน้าที่ในการพิจารณาและอนุมัติเบิกจ่ายเงินในการจัดซื้อจัดจ้างโครงการส่งเสริมอนุรักษ์ประเพณีขึ้นธาตุเดือนเก้า (เหนือ) ปี 2558 ในงบประมาณ 390,000 บาท …เป็นฟ้องที่เข้าใจได้แล้วว่าจำเลยที่ 1 มีหน้าที่โดยตรงในการจัดการเงินที่เป็นงบประมาณซึ่งเป็นทรัพย์ขององค์การบริหารส่วนตำบลเกาะตะเภาเพื่อจัดทำโครงการส่งเสริมอนุรักษ์ประเพณีขึ้นธาตุเดือนเก้า (เหนือ) ปี 2558 อันเป็นองค์ประกอบความผิดตาม ป.อ. มาตรา 151 แล้ว

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยทั้งสองตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 86, 151, 157

จำเลยทั้งสองให้การรับสารภาพ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยที่ 1 มีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 157 (เดิม) จำเลยที่ 2 มีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 157 (เดิม) ประกอบมาตรา 86 จำคุกจำเลยที่ 1 มีกำหนด 1 ปี และปรับ 9,000 บาท จำเลยที่ 2 มีกำหนด 8 เดือน และปรับ 6,000 บาท ลดโทษให้คนละกึ่งหนึ่งตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คงจำคุกจำเลยที่ 1 มีกำหนด 6 เดือน และปรับ 4,500 บาท จำเลยที่ 2 มีกำหนด 4 เดือน และปรับ 3,000 บาท โทษจำคุกให้รอการลงโทษไว้มีกำหนดคนละ 2 ปี ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 56 (ที่แก้ไขใหม่) หากจำเลยทั้งสองไม่ชำระค่าปรับให้จัดการตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 29, 30 (ที่แก้ไขใหม่) ข้อหาอื่นนอกจากนี้ให้ยก

โจทก์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์แผนกคดีทุจริตและประพฤติมิชอบพิพากษาแก้เป็นว่า ให้จำเลยทั้งสองไปรายงานตัวต่อพนักงานคุมประพฤติทุก 4 เดือน ต่อ 1 ครั้ง ภายในระยะเวลารอการลงโทษ กับให้จำเลยทั้งสองกระทำกิจกรรมบริการสังคมหรือสาธารณประโยชน์ มีกำหนด 24 ชั่วโมง ตามที่พนักงานคุมประพฤติเห็นสมควรตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 56 นอกจากที่แก้ให้เป็นไป

ตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

โจทก์ฎีกา โดยได้รับอนุญาตจากศาลฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า คดีมีปัญหาที่ต้องวินิจฉัย ฟ้องโจทก์บรรยายครบองค์ประกอบความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 151 หรือไม่ เห็นว่า ความผิดตามมาตรา 151 บัญญัติว่า "ผู้ใดเป็นเจ้าพนักงาน มีหน้าที่ซื้อ ทำ จัดการ หรือรักษาทรัพย์ใด ๆ ใช้อำนาจในตำแหน่งโดยทุจริต อันเป็นการเสียหายแก่รัฐ เทศบาล สุขาภิบาล หรือเจ้าของทรัพย์นั้น ต้องระวางโทษ…" ส่วนฟ้องโจทก์ที่บรรยายว่า จำเลยที่ 1 ดำรงตำแหน่งนายกองค์การบริหารส่วนตำบลเกาะตะเภา มีอำนาจหน้าที่ในการพิจารณาและอนุมัติเบิกจ่ายเงินในการจัดซื้อจัดจ้างโครงการส่งเสริมอนุรักษ์ประเพณีขึ้นธาตุเดือนเก้า (เหนือ) ปี 2558 ในงบประมาณ 390,000 บาท เป็นฟ้องที่เข้าใจได้แล้วว่าจำเลยที่ 1 มีหน้าที่โดยตรงในการจัดการเงินที่เป็นงบประมาณซึ่งเป็นทรัพย์ขององค์การบริหารส่วนตำบลเกาะตะเภา เพื่อจัดทำโครงการส่งเสริมอนุรักษ์ประเพณีขึ้นธาตุเดือนเก้า (เหนือ) ปี 2558 จึงมิใช่เป็นคำฟ้องที่ไม่ได้บรรยายเจาะจงว่าจำเลยที่ 1 มีหน้าที่จัดการทรัพย์ใด ๆ ขององค์การบริหารส่วนตำบลเกาะตะเภา ดังที่ศาลอุทธรณ์วินิจฉัย และฟ้องโจทก์ยังได้บรรยายถึงการกระทำของจำเลยที่ 1 ที่เป็นการใช้อำนาจในตำแหน่งโดยทุจริต อันเป็นการเสียหายแก่องค์การบริหารส่วนตำบลเกาะตะเภา ฟ้องโจทก์จึงครบองค์ประกอบความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 151 แล้ว เมื่อจำเลยทั้งสองให้การรับสารภาพ และพิจารณาประกอบพยานโจทก์ที่นำสืบประกอบคำรับสารภาพแล้ว ข้อเท็จจริงจึงฟังได้ตามฟ้องว่า จำเลยที่ 1 เป็นเจ้าพนักงานมีหน้าที่จัดการอนุมัติการใช้จ่ายเงินงบประมาณซึ่งเป็นทรัพย์สินขององค์การบริหารส่วนตำบลเกาะตะเภา ตามโครงการส่งเสริมอนุรักษ์ประเพณีขึ้นธาตุเดือนเก้า (เหนือ) ปี 2558 และใช้อำนาจในตำแหน่งโดยทุจริต อันเป็นการเสียหายแก่องค์การบริหารส่วนตำบลเกาะตะเภา ซึ่งเป็นเจ้าของทรัพย์ การกระทำของจำเลยที่ 1 จึงเป็นความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 151 และการกระทำของจำเลยที่ 2 เป็นความผิดฐานเป็นผู้สนับสนุนให้ผู้อื่นกระทำความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 151 ประกอบมาตรา 86 ที่ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ยกฟ้องข้อหาความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 151 จึงไม่ชอบ ฎีกาของโจทก์ฟังขึ้น เกี่ยวกับการชดใช้ค่าเสียหายแก่องค์การบริหารส่วนตำบลเกาะตะเภา ได้ความตามคำร้องของจำเลยที่ 1 ว่า หลังจากนายอำเภอเมืองตากมีหนังสือลงวันที่ 6 มีนาคม 2563 แจ้งนายกองค์การบริหารส่วนตำบลเกาะตะเภาให้ออกคำสั่งให้เจ้าหน้าที่ผู้ทำละเมิดชดใช้ค่าสินไหมทดแทน 60,000 บาท โดยให้รับผิดในอัตราเท่ากันรายละ 12,000 บาท และตามใบเสร็จรับเงินท้ายคำร้องได้ความว่า วันที่ 20 มีนาคม 2563 จำเลยที่ 1 ได้ชดใช้ค่าสินไหมทดแทนแก่องค์การบริหารส่วนตำบลเกาะตะเภา 12,000 บาท และวันที่ 9 มิถุนายน 2563 จำเลยที่ 1 ได้ชดใช้ค่าสินไหมทดแทนให้แก่องค์การบริหารส่วนตำบลเกาะตะเภาอีก 48,000 บาท จึงเป็นการชดใช้ค่าสินไหมทดแทนอันเกิดจากการทำละเมิดของจำเลยที่ 1 ซึ่งโจทก์ไม่โต้แย้งเป็นอื่น จึงเห็นควรลงโทษขั้นต่ำสุดของกฎหมาย แต่ที่จำเลยทั้งสองแก้ฎีกาในทำนองให้รอการลงโทษจำคุกนั้น เห็นว่า พฤติการณ์กระทำความผิดของจำเลยที่ 1 เป็นการจงใจสร้างหลักฐานเท็จและเบิกเอาเงินงบประมาณขององค์การบริหารส่วนท้องถิ่นไปเป็นเงิน 60,000 บาท โดยอาศัยโอกาสที่จำเลยที่ 1 เป็นผู้บริหารสูงสุดขององค์การบริหารส่วนท้องถิ่น ซึ่งเป็นตำแหน่งที่ต้องมีความรับผิดชอบบริหารราชการภายใต้หลักธรรมาภิบาล และต้องใช้จ่ายงบประมาณของแผ่นดินให้เป็นไปตามที่กฎหมายกำหนด ด้วยความซื่อสัตย์และสุจริต แต่จำเลยที่ 1 กลับเป็นต้นเหตุให้เกิดการสูญเสียเงินงบประมาณของแผ่นดินโดยไม่คำนึงถึงประโยชน์ของส่วนรวม ส่วนจำเลยที่ 2 มีพฤติการณ์ช่วยให้การกระทำความผิดของจำเลยที่ 1 เป็นผลสำเร็จ การกระทำความผิดของจำเลยทั้งสองจึงเป็นความผิดที่ร้ายแรง แม้จำเลยที่ 1 อายุ 71 ปี มีโรคประจำตัว และจำเลยที่ 2 ได้รายงานตัวต่อพนักงานคุมประพฤติตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ ดังที่จำเลยทั้งสองแก้ฎีกา ก็ไม่ใช่เหตุผลเพียงพอที่จะรอการลงโทษให้

พิพากษาแก้เป็นว่า จำเลยที่ 1 มีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 151 และจำเลยที่ 2 มีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 151 ประกอบมาตรา 86 ไม่ปรับบทความผิดตามมาตรา 157 ลงโทษจำคุกจำเลยที่ 1 มีกำหนด 5 ปี จำคุกจำเลยที่ 2 มีกำหนด 3 ปี 4 เดือน ลดโทษให้กึ่งหนึ่งตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 แล้ว คงจำคุกจำเลยที่ 1 มีกำหนด 2 ปี 6 เดือน จำคุกจำเลยที่ 2 มีกำหนด 1 ปี 8 เดือน ไม่ลงโทษปรับและไม่รอการลงโทษ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.อ. ม. 151
ป.วิ.อ. ม. 158 (5)
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — อัยการสูงสุด
จำเลย — นาย ท. กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
-
-
ชื่อองค์คณะ
สมชาย อุดมศรีสำราญ
ทวีศักดิ์ อุนนาทรรัตนกุล
ฉัตรชัย ไทรโชต
แหล่งที่มา
หนังสือคำพิพากษาศาลฎีกา
คำวินิจฉัยที่ 52/2567
#705343
เปิดฉบับเต็ม

แม้คดีนี้โจทก์เป็นเอกชนยื่นฟ้องกรมที่ดิน จำเลยที่ 2 ซึ่งเป็นหน่วยงานทางปกครองตามมาตรา 3 แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. 2542 โดยตั้งรูปเรื่องว่า จำเลยที่ 2 กระทำการโดยไม่ชอบด้วยกฎหมายในการออกโฉนดที่ดินพิพาทให้แก่ผู้มีชื่อ ปัจจุบันมีชื่อจำเลยที่ 1 เป็นผู้ถือกรรมสิทธิ์ในที่ดิน แต่เมื่อพิจารณาคำฟ้อง คำให้การ ตลอดจนคำขอของโจทก์ที่ขอให้ศาลมีคำพิพากษาหรือคำสั่งให้เพิกถอนโฉนดที่ดินพิพาทซึ่งมีชื่อจำเลยที่ 1 เป็นผู้ถือกรรมสิทธิ์ในที่ดิน และมีคำสั่งให้จำเลยที่ 2 ออกโฉนดที่ดินตามหลักฐานหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส. 3 ข) ให้แก่โจทก์ โดยโจทก์อ้างว่าการที่จำเลยที่ 2 ออกโฉนดที่ดินให้แก่ผู้มีชื่อ เป็นการออกคำสั่งโดยไม่ชอบด้วยกฎหมาย เนื่องจากออกทับที่ดินตามหลักฐานหนังสือรับรอง การทำประโยชน์ (น.ส. 3 ข) ของโจทก์ที่ซื้อมาจากการขายทอดตลาด จะเห็นได้ว่า ลักษณะข้อพิพาทในคดีนี้เป็นการโต้แย้งเกี่ยวกับสิทธิในที่ดินพิพาทว่า เป็นที่ดินพิพาทที่โจทก์มีสิทธิครอบครองตามที่กล่าวอ้างหรือเป็นกรรมสิทธิ์ของจำเลยที่ 1 ตามโฉนดที่ดินพิพาท ซึ่งไม่ว่าศาลจะวินิจฉัยว่าที่ดินพิพาทเป็นของโจทก์หรือของจำเลยที่ 1 ย่อมกระทบต่อสิทธิในทางทรัพย์สินของเอกชนทั้งสองฝ่าย โดยต่างฝ่ายต่างต้องพิสูจน์การได้มาซึ่งสิทธิในที่ดินเป็นสำคัญ เจตนารมณ์ของโจทก์จึงเป็นการขอให้ศาลรับรองและคุ้มครองสิทธิในทรัพย์สินของตน กรณีจึงเป็นคดีพิพาทเกี่ยวกับสิทธิในที่ดิน อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรม

กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.ว่าด้วยการวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างศาล พ.ศ.2542
พ.ร.บ.จัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ.2542
ป.พ.พ.
ป.ที่ดิน
ชื่อคู่ความ
ศาลผู้ส่งความเห็น — ศาลจังหวัดนครปฐม
ศาลผู้รับความเห็น — ศาลปกครองกลาง
โจทก์ — นาย ก.
จำเลย — นาย ก. ที่ 1 กับพวกรวม 2 คน
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
-
-
ชื่อองค์คณะ
ไม่มี
แหล่งที่มา
สำนักงานเลขานุการคณะกรรมการวินิจฉัยฯ
คำวินิจฉัยที่ 51/2567
#706852
เปิดฉบับเต็ม

คดีนี้ แม้เทศบาลตำบลตาดทอง ผู้ถูกฟ้องคดี จะเป็นหน่วยงานทางปกครอง ตามบทนิยามในมาตรา 3 แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. 2542 และมีหน้าที่ในการจัดให้มีและบำรุงทางบกและทางน้ำ ตามมาตรา 50 วรรคหนึ่ง (2) แห่งพระราชบัญญัติเทศบาล พ.ศ. 2496 ก็ตาม แต่การที่ผู้ฟ้องคดีทั้งสองฟ้องผู้ถูกฟ้องคดีโดยอ้างเหตุว่ากระทำละเมิดก่อสร้างถนนสาธารณะตัดผ่านที่ดินของผู้ฟ้องคดีทั้งสอง ทำให้ผู้ฟ้องคดีทั้งสองต้องสูญเสียที่ดินจำนวนเนื้อที่บางส่วน ส่วนผู้ถูกฟ้องคดีให้การว่า ที่ดินพิพาทเป็นทางสาธารณประโยชน์ที่ประชาชนใช้ประโยชน์ร่วมกัน การก่อสร้างถนนไม่เป็นละเมิดต่อผู้ฟ้องคดีทั้งสอง ดังนั้น การที่จะวินิจฉัยว่าผู้ถูกฟ้องคดีกระทำละเมิดต่อผู้ฟ้องคดีทั้งสองหรือไม่ จึงเป็นเพียงผลของการวินิจฉัยปัญหาเกี่ยวกับสถานะของที่ดินพิพาทว่าเป็นที่ดินที่ผู้ฟ้องคดีทั้งสองเป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์หรือเป็นที่สาธารณสมบัติของแผ่นดิน ซึ่งหากศาลวินิจฉัยว่าที่ดินพิพาทเป็นของผู้ฟ้องคดีทั้งสอง การก่อสร้างถนนของผู้ถูกฟ้องคดีก็เป็นการกระทำละเมิดต่อผู้ฟ้องคดีทั้งสอง แต่หากที่ดินพิพาทตกเป็นสาธารณสมบัติของแผ่นดินสำหรับพลเมืองใช้ประโยชน์ร่วมกันซึ่งอยู่ในการดูแลรักษาของผู้ถูกฟ้องคดีแล้ว จะเป็นผลให้ผู้ถูกฟ้องคดีมีอำนาจเข้าไปจัดให้มีและบำรุงรักษาทางพิพาทได้ ไม่เป็นละเมิดต่อผู้ฟ้องคดีทั้งสอง ดังนั้น คำฟ้องของผู้ฟ้องคดีทั้งสองจึงมีความมุ่งหมายที่จะให้ศาลมีคำพิพากษารับรองคุ้มครองสิทธิในที่ดินของผู้ฟ้องคดีทั้งสองเป็นสำคัญ ข้อพิพาทในคดีนี้จึงเป็นคดีพิพาทเกี่ยวกับสิทธิในที่ดิน ซึ่งอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรม

กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.ว่าด้วยการวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างศาล พ.ศ.2542
พ.ร.บ.จัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ.2542
พ.ร.บ.เทศบาล พ.ศ.2496
ป.พ.พ.
ป.ที่ดิน
ชื่อคู่ความ
ศาลผู้ส่งความเห็น — ศาลปกครองอุบลราชธานี
ศาลผู้รับความเห็น — ศาลจังหวัดยโสธร
ผู้ฟ้องคดี — นาง บ. ที่ 1 กับพวกรวม 2 คน
ผู้ถูกฟ้องคดี — เทศบาลตำบลตาดทอง
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
-
-
ชื่อองค์คณะ
ไม่มี
แหล่งที่มา
สำนักงานเลขานุการคณะกรรมการวินิจฉัยฯ
คำวินิจฉัยที่ 50/2567
#705391
เปิดฉบับเต็ม

คดีนี้ แม้สำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา จำเลย เป็นส่วนราชการ มีฐานะเป็นกรมในสังกัดกระทรวงสาธารณสุข ตามมาตรา 43 (10) แห่งพระราชบัญญัติปรับปรุงกระทรวง ทบวง กรม พ.ศ. 2545 จึงเป็นหน่วยงานทางปกครอง ตามบทนิยามในมาตรา 3 แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. 2542 และโจทก์ฟ้องโดยตั้งรูปเรื่องว่าจำเลยละเลยไม่เปรียบเทียบปรับผู้กระทำความผิดและเปรียบเทียบปรับไม่ชอบด้วยกฎหมายก็ตาม แต่เมื่อโจทก์อ้างว่า โจทก์แจ้งความนำจับผู้กระทำความผิดตามพระราชบัญญัติอาหาร พ.ศ. 2522 โดยประสงค์สินบนนำจับจากจำเลย จำเลยตรวจสอบแล้วพบการกระทำผิด แต่ไม่เปรียบเทียบปรับผู้กระทำความผิดและบางรายการเปรียบเทียบปรับไม่ถูกต้อง ทำให้โจทก์เสียสิทธิไม่ได้รับเงินสินบนนำจับและได้รับเงินสินบนนำจับไม่ถูกต้องครบถ้วน ดังนั้น มูลความแห่งคดีจึงสืบเนื่องมาจากการที่โจทก์อ้างว่าจำเลยไม่ปฏิบัติหน้าที่เปรียบเทียบปรับและเปรียบเทียบปรับไม่ชอบตามพระราชบัญญัติอาหาร พ.ศ. 2522 โดยที่พระราชบัญญัติอาหาร พ.ศ. 2522 มีบทบัญญัติกำหนดความผิดและบทกำหนดโทษในทางอาญา กรณีมีการฝ่าฝืนหรือไม่ปฏิบัติตามบทบัญญัติของกฎหมายดังกล่าว ซึ่งขั้นตอนการตรวจสอบ รวบรวมพยานหลักฐาน และดำเนินคดีกับผู้กระทำผิด รวมทั้งการเปรียบเทียบปรับเป็นขั้นตอนในกระบวนการยุติธรรมทางอาญา กรณีจึงเป็นการฟ้องเรียกร้องค่าเสียหายจากการกระทำละเมิดของหน่วยงานทางปกครองหรือเจ้าหน้าที่ของรัฐอันเกิดจากการละเลยต่อหน้าที่ในกระบวนการยุติธรรมทางอาญา มิใช่การละเลยต่อหน้าที่ในการดำเนินกิจการทางปกครองหรือการใช้อำนาจทางปกครองของหน่วยงานทางปกครองหรือเจ้าหน้าที่ของรัฐที่จะอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลปกครอง ตามมาตรา 9 วรรคหนึ่ง (3) แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. 2542 แต่เป็นคดีพิพาทสืบเนื่องจากการใช้อำนาจในกระบวนการยุติธรรมทางอาญา และเมื่อศาลยุติธรรมเป็นศาลซึ่งมีอำนาจพิจารณาพิพากษาหรือมีคำสั่งในคดีอาญาตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 2 (1) การตรวจสอบเกี่ยวกับการปฏิบัติหน้าที่ของจำเลยจึงอยู่ในอำนาจของศาลยุติธรรม ซึ่งเป็นศาลที่มีอำนาจควบคุมตรวจสอบความชอบด้วยกฎหมายเกี่ยวกับการใช้อำนาจในกระบวนการยุติธรรมทางอาญา

กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.ว่าด้วยการวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างศาล พ.ศ.2542
พ.ร.บ.จัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ.2542
พ.ร.บ.อาหาร พ.ศ.2522
ป.วิ.อ.
ป.อ.
ชื่อคู่ความ
ศาลผู้ส่งความเห็น — ศาลแขวงนนทบุรี
ศาลผู้รับความเห็น — ศาลปกครองกลาง
โจทก์ — นางสาว ส.
จำเลย — สำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
-
-
ชื่อองค์คณะ
ไม่มี
แหล่งที่มา
สำนักงานเลขานุการคณะกรรมการวินิจฉัยฯ
คำวินิจฉัยที่ 49/2567
#708077
เปิดฉบับเต็ม

คดีนี้ บริษัท ม. จำกัด โจทก์ ยื่นฟ้อง องค์การส่งเสริมกิจการโคนมแห่งประเทศไทย จำเลยกรณีจำเลยได้ทำสัญญาว่าจ้างโจทก์ให้ดำเนินการก่อสร้างสำนักงาน อ.ส.ค. กรุงเทพมหานคร จำนวน 2 ฉบับ โจทก์ส่งมอบงานตามสัญญาจ้างก่อสร้างและงานพิเศษเพิ่มเติม และจำเลยได้ชำระเงินค่าจ้างตามสัญญาจ้างงวดสุดท้ายให้โจทก์เรียบร้อยแล้ว แต่ยังไม่ได้ชำระค่าจ้างงานพิเศษเพิ่มเติม ขอให้ศาลมีคำพิพากษาหรือคำสั่งให้จำเลยชำระเงินค่าจ้างงานพิเศษเพิ่มเติม พร้อมดอกเบี้ย

จำเลยยื่นคำร้องโต้แย้งเขตอำนาจศาลว่า คดีนี้เป็นคดีพิพาทเกี่ยวกับสัญญาทางปกครองตามมาตรา 9 วรรคหนึ่ง (4) แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. 2542 อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลปกครอง

ศาลจังหวัดสระบุรีเห็นว่า สัญญาว่าจ้างโจทก์ก่อสร้างอาคารที่ทำการเพื่อใช้แทนอาคารสำนักงานเดิมของจำเลย มีวัตถุประสงค์เป็นที่ทำการของจำเลยและกองเลขานุการคณะกรรมการโคนมและผลิตภัณฑ์นม ซึ่งมีอำนาจหน้าที่รับผิดชอบเกี่ยวกับงานเลขานุการและการประชุมคณะกรรมการโคนมและผลิตภัณฑ์นมที่จำเลยเป็นฝ่ายเลขานุการ มิได้มีลักษณะเป็นสัญญาสัมปทาน สัญญาที่ให้จัดทำบริการสาธารณะ หรือจัดให้มีสิ่งสาธารณูปโภคหรือแสวงประโยชน์จากทรัพยากรธรรมชาติ จึงมิใช่สัญญาทางปกครอง คดีนี้จึงอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรม

ศาลปกครองกลางเห็นว่า สัญญาจ้างก่อสร้างอาคารระหว่างโจทก์กับจำเลยเป็นสัญญาที่คู่สัญญาฝ่ายหนึ่งเป็นหน่วยงานทางปกครอง โดยจำเลยตกลงว่าจ้างโจทก์ก่อสร้างอาคารสำหรับใช้เป็นที่ทำการของจําเลยเพื่อใช้ประโยชน์ในการจัดทำบริการสาธารณะในการปฏิบัติหน้าที่ตามขอบวัตถุประสงค์ของจำเลย สัญญาพิพาทจึงเป็นสัญญาจัดให้มีสิ่งสาธารณูปโภคซึ่งเป็นสัญญาทางปกครองตามมาตรา 3 แห่งพระราชบัญญัติจัดจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. 2542 จึงเป็นคดีพิพาทเกี่ยวกับสัญญาทางปกครองอันอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลปกครอง

คณะกรรมการฯ พิจารณาแล้วเห็นว่า คดีนี้เป็นคดีพิพาทเกี่ยวกับสัญญา เมื่อองค์การส่งเสริมกิจการโคนมแห่งประเทศไทย (อ.ส.ค.) จัดตั้งขึ้นตามมาตรา 5 แห่งพระราชกฤษฎีกาจัดตั้งองค์การส่งเสริมกิจการโคนมแห่งประเทศไทย พ.ศ. 2514 และเป็นองค์การของรัฐบาลตามพระราชบัญญัติว่าด้วยการจัดตั้งองค์การของรัฐบาล พ.ศ. 2496 ซึ่งเป็นรัฐวิสาหกิจ จึงเป็นหน่วยงานทางปกครองตามมาตรา 3 แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. 2542 การที่จำเลยทำสัญญาพิพาทกับโจทก์เพื่อให้โจทก์ดำเนินการก่อสร้างสำนักงาน อ.ส.ค. กรุงเทพมหานคร เพื่อใช้แทนอาคารสำนักงานเดิม ของจำเลยและกองเลขานุการคณะกรรมการโคนมและผลิตภัณฑ์นม โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อใช้อาคารดังกล่าวเป็นเครื่องมือสำคัญในการจัดทำบริการสาธารณะตามอำนาจหน้าที่ของจำเลย สัญญาพิพาทจึงมีลักษณะเป็นสัญญาทางปกครองตามนัยบทนิยาม "สัญญาทางปกครอง" ในมาตรา 3 แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. 2542 ข้อพิพาทตามคำฟ้องในคดีนี้จึงเป็นคดีพิพาทเกี่ยวกับสัญญาทางปกครองตามมาตรา 9 วรรคหนึ่ง (4) แห่งพระราชบัญญัติเดียวกัน คดีจึงอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลปกครอง

กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.ว่าด้วยการวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างศาล พ.ศ.2542
พ.ร.บ.จัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ.2542
ป.พ.พ.
พ.ร.บ.ว่าด้วยการจัดตั้งองค์การของรัฐบาล พ.ศ.2496
พ.ร.ฎ.จัดตั้งองค์การส่งเสริมกิจการโคนมแห่งประเทศไทย พ.ศ.2514
ชื่อคู่ความ
ศาลผู้ส่งความเห็น — ศาลจังหวัดสระบุรี
ศาลผู้รับความเห็น — ศาลปกครองกลาง
โจทก์ — บริษัท ม. จำกัด
จำเลย — องค์การส่งเสริมกิจการโคนมแห่งประเทศไทย
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
-
-
ชื่อองค์คณะ
ไม่มี
แหล่งที่มา
สำนักงานเลขานุการคณะกรรมการวินิจฉัยฯ