คดีนี้ แม้องค์การบริหารส่วนตำบลสนามจันทร์ จำเลยที่ 1 นายกองค์การบริหารส่วนตำบลสนามจันทร์ จำเลยที่ 2 จะเป็นหน่วยงานทางปกครองและเจ้าหน้าที่ของรัฐ ตามบทนิยามในมาตรา 3 แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. 2542 และมีหน้าที่ในการจัดให้มีและบำรุงรักษาทางน้ำและทางบก ตามมาตรา 67 (1) แห่งพระราชบัญญัติสภาตำบลและองค์การบริหารส่วนตำบล พ.ศ. 2537 ก็ตาม แต่การที่โจทก์ทั้งแปดฟ้องจำเลยทั้งสองโดยอ้างเหตุว่ากระทำละเมิดก่อสร้างถนนคอนกรีตเสริมเหล็กรุกล้ำที่ดินของโจทก์ทั้งแปด ทำให้โจทก์ทั้งแปดได้รับความเสียหาย ส่วนจำเลยทั้งสองให้การว่า ที่พิพาทเป็นทางสาธารณประโยชน์และก่อสร้างบนแนวเส้นทางสาธารณประโยชน์เดิมที่ประชาชนใช้ประโยชน์ร่วมกันมานานหลายสิบปี การก่อสร้างถนนพิพาทจึงไม่เป็นการละเมิดต่อโจทก์ทั้งแปด ดังนั้น การที่จะวินิจฉัยว่าจำเลยทั้งสองกระทำละเมิดต่อโจทก์ทั้งแปดหรือไม่ จึงเป็นเพียงผลของการวินิจฉัยปัญหาเกี่ยวกับสถานะของที่ดินพิพาทว่าเป็นที่ดินที่โจทก์ทั้งแปดเป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์หรือเป็นที่สาธารณสมบัติของแผ่นดิน ซึ่งหากศาลวินิจฉัยว่าที่ดินพิพาทเป็นของโจทก์ทั้งแปด การก่อสร้างถนนของจำเลยทั้งสองก็เป็นการกระทำละเมิดต่อโจทก์ทั้งแปด แต่หากที่ดินพิพาทตกเป็นสาธารณสมบัติของแผ่นดินสำหรับพลเมืองใช้ประโยชน์ร่วมกันซึ่งอยู่ในการดูแลรักษาของจำเลยทั้งสองแล้ว จะเป็นผลให้จำเลยทั้งสองมีอำนาจเข้าไปจัดให้มีและบำรุงรักษาทางพิพาทได้ ไม่เป็นละเมิดต่อโจทก์ทั้งแปด ดังนั้น คำฟ้องของโจทก์ทั้งแปดจึงมีความมุ่งหมายที่จะให้ศาลมีคำพิพากษารับรองคุ้มครองสิทธิในที่ดินของโจทก์ทั้งแปดเป็นสำคัญ ข้อพิพาทในคดีนี้จึงเป็นคดีพิพาทเกี่ยวกับสิทธิในที่ดิน ซึ่งอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรม
โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยรื้อถอนสิ่งปลูกสร้างพร้อมขนย้ายทรัพย์สินและบริวารออกจากที่ดินพิพาทห้ามจำเลยและบริวารเกี่ยวข้องกับที่ดินดังกล่าว ให้จำเลยชดใช้ค่าเสียหายเป็นเงิน 17,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงินจำนวนดังกล่าวนับแต่วันฟ้องจนกว่าจำเลยจะชำระเสร็จแก่โจทก์ และให้จำเลยชำระค่าเสียหายอันเป็นค่าขาดประโยชน์จากการใช้ที่ดินพิพาทในอัตราเดือนละ 1,000 บาท นับแต่วันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจำเลยและบริวารจะขนย้ายรื้อถอนบ้านออกจากที่ดินพิพาท จำเลยให้การต่อสู้ว่าที่ดินพิพาทเป็นที่ดินสาธารณประโยชน์ จึงต้องถือว่าคดีนี้เป็นคดีฟ้องขับไล่บุคคลใด ๆ ออกจากอสังหาริมทรัพย์อันมีค่าเช่าหรืออาจให้เช่าได้ในขณะยื่นคำฟ้องไม่เกินเดือนละ 4,000 บาท ซึ่งห้ามมิให้คู่ความอุทธรณ์ในข้อเท็จจริง ตาม ป.วิ.พ. มาตรา 224 วรรคสอง และในส่วนที่โจทก์ฟ้องเรียกค่าเสียหาย แม้เป็นคดีมีทุนทรัพย์ แต่ค่าเสียหายตามที่ศาลชั้นต้นกำหนดให้จำเลยชำระแก่โจทก์จนถึงวันฟ้องเป็นเงินเพียง 17,000 บาท จำนวนทุนทรัพย์ที่พิพาทกันในชั้นอุทธรณ์ในส่วนนี้จึงเป็นเงินไม่เกิน 50,000 บาท ห้ามมิให้คู่ความอุทธรณ์ในข้อเท็จจริง ตาม ป.วิ.พ. มาตรา 224 วรรคหนึ่ง
อ่านฉบับย่อเพิ่มเติมคดีนี้ แม้เทศบาลตำบลห้วยใหญ่ ผู้ถูกฟ้องคดี เป็นราชการส่วนท้องถิ่น จึงเป็นหน่วยงานทางปกครองตามบทนิยามในมาตรา 3 แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. 2542 และมีหน้าที่ในการจัดให้มีและบำรุงทางบกและทางน้ำ ตามมาตรา 50 วรรคหนึ่ง (2) แห่งพระราชบัญญัติเทศบาล พ.ศ. 2496 ก็ตาม แต่การที่ผู้ฟ้องคดีฟ้องผู้ถูกฟ้องคดีโดยอ้างเหตุว่ากระทำละเมิดก่อสร้างถนนคอนกรีตเสริมเหล็กรุกล้ำที่ดินของผู้ฟ้องคดีและคัดค้านการรังวัดที่ดินของผู้ฟ้องคดีโดยอ้างว่าผู้ฟ้องคดีนำรังวัดที่ดินรุกล้ำทางสาธารณประโยชน์ ส่วนผู้ถูกฟ้องคดีให้การว่า ที่ดินพิพาทเป็นทางสาธารณประโยชน์ อันเป็นสาธารณสมบัติของแผ่นดินประเภททรัพย์สินสำหรับพลเมืองใช้ร่วมกัน การก่อสร้างถนนจึงไม่เป็นการกระทำละเมิดต่อผู้ฟ้องคดี ดังนั้น การที่จะวินิจฉัยว่าผู้ถูกฟ้องคดีกระทำละเมิดต่อผู้ฟ้องคดีหรือไม่ จึงเป็นเพียงผลของการวินิจฉัยปัญหาเกี่ยวกับสถานะของที่ดินพิพาทว่าเป็นที่ดินที่ผู้ฟ้องคดีเป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์หรือเป็นที่สาธารณสมบัติของแผ่นดิน ซึ่งหากศาลวินิจฉัยว่าที่ดินพิพาทเป็นของผู้ฟ้องคดี การก่อสร้างถนนของผู้ถูกฟ้องคดีก็เป็นการกระทำละเมิดต่อผู้ฟ้องคดี แต่หากที่ดินพิพาทตกเป็นสาธารณสมบัติของแผ่นดินสำหรับพลเมืองใช้ประโยชน์ร่วมกัน ซึ่งอยู่ในการดูแลรักษาของผู้ถูกฟ้องคดีแล้ว จะเป็นผลให้ผู้ถูกฟ้องคดีมีอำนาจเข้าไปจัดให้มีและบำรุงรักษาทางพิพาทได้ ไม่เป็นละเมิดต่อผู้ฟ้องคดี คำฟ้องของผู้ฟ้องคดีจึงมีความมุ่งหมายที่จะให้ศาลมีคำพิพากษารับรองคุ้มครองสิทธิในที่ดินของผู้ฟ้องคดีเป็นสำคัญ ส่วนการที่ผู้ถูกฟ้องคดีซึ่งเป็นผู้มีหน้าที่ในการดูแลรักษาและคุ้มครองป้องกันที่ดินอันเป็นสาธารณสมบัติของแผ่นดินสำหรับพลเมืองใช้ร่วมกันตามพระราชบัญญัติลักษณะปกครองท้องที่ พระพุทธศักราช 2457 และระเบียบกระทรวงมหาดไทย ว่าด้วยการดูแลรักษาและคุ้มครองที่ดินอันเป็นสาธารณสมบัติของแผ่นดินสำหรับพลเมืองใช้ร่วมกัน พ.ศ. 2553 ได้คัดค้านการรังวัดที่ดินของผู้ฟ้องคดีเพื่อป้องกันมิให้มีการรังวัดสอบเขตที่ดินรุกล้ำที่สาธารณสมบัติของแผ่นดินเป็นเพียงการปฏิบัติหน้าที่โดยทั่วไปที่ใช้สิทธิในฐานะผู้ดูแลรักษาที่ดินข้างเคียงคัดค้านการรังวัดสอบเขตที่ดินเพื่อป้องกันมิให้มีการรังวัดรุกล้ำเข้าไปในที่ดินสาธารณะ การคัดค้านการรังวัดที่ดินของผู้ฟ้องคดีที่เป็นเหตุแห่งการฟ้องคดีนี้จึงไม่มีลักษณะเป็นการใช้อำนาจตามกฎหมาย กรณีจึงไม่เข้าลักษณะเป็นคดีพิพาทตามมาตรา 9 วรรคหนึ่ง (1) และ (3) แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. 2542 เมื่อผู้ถูกฟ้องคดีคัดค้านการรังวัดที่ดินของผู้ฟ้องคดีโดยอ้างว่าผู้ฟ้องคดีนำรังวัดที่ดินรุกล้ำทางสาธารณประโยชน์อันเป็นสาธารณสมบัติของแผ่นดินอันเป็นทรัพย์สินสำหรับพลเมืองใช้ร่วมกัน กรณีจึงเป็นคดีพิพาทเกี่ยวกับสิทธิในที่ดินที่อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรม
คดีนี้ แม้เทศบาลตำบลรัตนบุรี จำเลยที่ 1 จะมีฐานะเป็นราชการส่วนท้องถิ่น ตามมาตรา 70 (2) แห่งพระราชบัญญัติระเบียบบริหารราชการแผ่นดิน พ.ศ. 2534 จึงเป็นหน่วยงานทางปกครอง ตามมาตรา 3 แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. 2542 โดยมีหน้าที่ตามมาตรา 50 วรรคหนึ่ง (3) และมาตรา 51 (3) และ (5) แห่งพระราชบัญญัติเทศบาล พ.ศ. 2496 แต่เมื่อพิจารณาการกระทำที่เป็นเหตุแห่งการฟ้องคดีนี้ โจทก์ฟ้องว่า การที่จำเลยที่ 2 เป็นผู้ชนะการประมูลห้องสุขา แจ้งให้โจทก์รื้อถอนแผงลอยและจะถือเอาพื้นที่ที่โจทก์ได้รับสิทธิมาโดยชอบมาเป็นของตน และการที่จำเลยที่ 1 มีคำสั่งให้โจทก์รื้อถอนสิ่งปลูกสร้าง ขนย้ายทรัพย์สิน และบริวารออกจากบริเวณหน้าอาคารห้องน้ำตลาดสดของจำเลยที่ 1 เพื่อจะนำพื้นที่ของโจทก์ไปเอื้อประโยชน์ให้แก่จำเลยที่ 2 เป็นการโต้แย้งสิทธิโจทก์ ขอให้ศาลมีคำพิพากษาว่าโจทก์เป็นผู้มีสิทธิใช้พื้นที่แผงลอยซึ่งตั้งอยู่บริเวณหน้าห้องสุขาตลาดสดเทศบาลตำบลรัตนบุรีดีกว่าจำเลยที่ 2 โดยให้จำเลยที่ 1 ยุติหรือเพิกถอนคำสั่งให้รื้อถอนสิ่งปลูกสร้าง ขนย้ายทรัพย์สิน และบริวารออกจากพื้นที่ของโจทก์ จะเห็นได้ว่า การกระทำของจำเลยที่ 1 ที่มีหนังสือให้โจทก์รื้อถอนสิ่งปลูกสร้าง ขนย้ายทรัพย์สิน และบริวารออกจากพื้นที่ โดยอ้างสัญญาเช่าระหว่างจำเลยที่ 1 กับจำเลยที่ 2 นั้น เป็นเพียงการกระทำในฐานะคู่สัญญาที่จัดให้จำเลยที่ 2 ได้เข้าใช้พื้นที่ตามที่ได้ทำสัญญาเช่ากับจำเลยที่ 1 และเป็นเพียงการปฏิบัติหน้าที่ทั่วไป ในการดำเนินการจัดหาประโยชน์จากตลาดสดเทศบาลตำบลรัตนบุรี ซึ่งเป็นทรัพย์สินของตนเช่นเดียวกับเอกชนผู้เป็นเจ้าของทรัพย์สินที่พึงต้องกระทำการใด ๆ เพื่อใช้และรักษาประโยชน์ในทรัพย์สินของตนเท่านั้น หนังสือของจำเลยที่ 1 ดังกล่าวจึงมิใช่การใช้อำนาจทางปกครองตามกฎหมายของเจ้าหน้าที่ที่จะมีผลกระทบต่อสถานภาพของสิทธิหรือหน้าที่ของโจทก์ อันจะถือเป็นคำสั่งทางปกครองตามมาตรา 5 แห่งพระราชบัญญัติวิธีปฏิบัติราชการทางปกครอง พ.ศ. 2539 และเมื่อเหตุพิพาทตามคำฟ้องระหว่างโจทก์และจำเลยที่ 1 ซึ่งเป็นหน่วยงานทางปกครอง มิได้เกิดจากการใช้อำนาจทางปกครองตามกฎหมายหรือการดำเนินกิจการทางปกครองของจำเลยที่ 1 คดีจึงไม่มีลักษณะเป็นคดีพิพาทเกี่ยวกับการที่หน่วยงานทางปกครองกระทำการโดยไม่ชอบด้วยกฎหมาย ที่จะอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลปกครอง ตามมาตรา 9 วรรคหนึ่ง (1) แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. 2542 ส่วนข้อพิพาทระหว่างโจทก์กับจำเลยที่ 2 ก็เป็นข้อพิพาทระหว่างเอกชนด้วยกัน จึงเป็นคดีพิพาททางแพ่งที่อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรม
คดีนี้กรมทางหลวง จำเลย เป็นส่วนราชการมีฐานะเป็นกรม สังกัดกระทรวงคมนาคม ตามมาตรา 21 (6) แห่งพระราชบัญญัติปรับปรุงกระทรวง ทบวง กรม พ.ศ. 2545 จึงเป็นหน่วยงานทางปกครอง ตามมาตรา 3 แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. 2542 และโดยที่กฎกระทรวงแบ่งส่วนราชการกรมทางหลวง กระทรวงคมนาคม พ.ศ. 2558 ข้อ 2 กำหนดว่า ให้กรมทางหลวงมีภารกิจเกี่ยวกับการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานด้านทางหลวง การก่อสร้างและบำรุงรักษา ทางหลวงให้มีโครงข่ายทางหลวงที่สมบูรณ์ครอบคลุมทั่วทั้งประเทศ และเชื่อมโยงกับประเทศเพื่อนบ้าน เพื่อให้ประชาชนได้รับความสะดวก รวดเร็ว และปลอดภัยในการเดินทาง จึงเป็นกรณีที่มีกฎหมายกำหนดหน้าที่ของจำเลยเกี่ยวกับการก่อสร้างและบำรุงรักษาทางหลวงให้ประชาชนได้รับความสะดวก รวดเร็ว และปลอดภัยในการเดินทาง ประกอบกับพระราชบัญญัติทางหลวง พ.ศ. 2535 มาตรา 4 ก็ได้นิยาม คำว่า "ทางหลวง" หมายความว่า ทางหรือถนนซึ่งจัดไว้เพื่อประโยชน์ในการจราจรสาธารณะทางบก ไม่ว่าในระดับพื้นดิน ใต้หรือเหนือพื้นดิน หรือใต้หรือเหนืออสังหาริมทรัพย์อย่างอื่น นอกจากทางรถไฟ และหมายความรวมถึงที่ดิน พืช พันธุ์ไม้ทุกชนิด สะพาน ท่อหรือรางระบายน้ำ อุโมงค์ ร่องน้ำ กำแพงกันดิน เขื่อน รั้ว หลักสำรวจ หลักเขต หลักระยะป้ายจราจร เครื่องหมายจราจร เครื่องหมายสัญญาณ เครื่องสัญญาณไฟฟ้า เครื่องแสดงสัญญาณที่จอดรถที่พักคนโดยสาร ที่พักริมทาง เรือหรือพาหนะสำหรับขนส่งข้ามฟาก ท่าเรือสำหรับขึ้นหรือลงรถ และอาคารหรือสิ่งอื่นอันเป็นอุปกรณ์งานทางบรรดาที่มีอยู่หรือที่ได้จัดไว้ในเขตทางหลวงเพื่อประโยชน์แก่งานทางหรือผู้ใช้ทางหลวงนั้นด้วย เมื่อโจทก์ฟ้องว่าจำเลย ซึ่งเป็นหน่วยงานทางปกครองปล่อยปละละเลยไม่ดำเนินการตามแผนงานด้านความปลอดภัย ในการก่อสร้างหรือบูรณะสะพานกลับรถ จนเป็นเหตุให้สะพานกลับรถถล่มลงมาทับรถยนต์คันที่โจทก์รับประกันภัยไว้ได้รับความเสียหาย โดยมีคำขอให้จำเลยชดใช้ค่าสินไหมทดแทนแก่โจทก์ กรณีตามคำฟ้องของโจทก์จึงเป็นคดีพิพาทเกี่ยวกับการกระทำละเมิดของหน่วยงานทางปกครองอันเกิดจากการละเลยต่อหน้าที่ตามที่กฎหมายกำหนดให้ต้องปฏิบัติตามมาตรา 9 วรรคหนึ่ง (3) แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. 2542 ที่อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลปกครอง
คดีนี้ บริษัท ข. จำกัด ผู้ฟ้องคดี ยื่นฟ้อง สำนักงานศาลยุติธรรม ผู้ถูกฟ้องคดี ความว่า ผู้ถูกฟ้องคดีโดยศาลแขวงสุราษฎร์ธานีได้ทำสัญญาว่าจ้างผู้ฟ้องคดีให้ก่อสร้างบ้านพักผู้พิพากษา จำนวน 1 หน่วย พร้อมสิ่งก่อสร้างประกอบ วงเงินค่าจ้าง 4,547,000 บาท ผู้ฟ้องคดีได้นำหลักประกันเป็นเงินสดจำนวน 227,350 บาท เพื่อเป็นหลักประกันการปฏิบัติตามสัญญา กำหนดทำงานให้แล้วเสร็จภายในวันที่ 27 สิงหาคม 2566 และผู้ฟ้องคดีได้มีหนังสือบอกกล่าวการโอนสิทธิเรียกร้องการรับเงินค่าจ้างให้แก่บริษัท ภ. จำกัด ต่อมา ศาลแขวงสุราษฎร์ธานีมีหนังสือแจ้งบอกเลิกสัญญาจ้าง ผู้ฟ้องคดีได้ทำการก่อสร้างไปแล้วบางส่วน แต่ยังไม่ได้รับการเบิกจ่ายเงินจึงมีหนังสือขอรับเงินค่างานก่อสร้างที่ดำเนินการไปแล้ว ค่าวัสดุที่ได้จัดซื้อ เพื่อเข้ามาทำงานก่อสร้างและเงินค้ำประกันสัญญา แต่ผู้ถูกฟ้องคดีไม่รับพิจารณา ขอให้ศาลมีคำพิพากษาหรือคำสั่งให้ผู้ถูกฟ้องคดีจ่ายเงินค่าจ้างก่อสร้างรวมค่าแรง และค่าวัสดุที่ได้จัดซื้อเข้ามาเพื่อดำเนินการเป็นเงินพร้อมดอกเบี้ยร้อยละ 7.5 ต่อปี นับถัดจากวันฟ้องจนถึงวันชำระเสร็จ และให้ผู้ถูกฟ้องคดีคืนหลักประกันสัญญา
ผู้ถูกฟ้องคดียื่นคำร้องโต้แย้งเขตอำนาจว่า คดีนี้เป็นคดีพิพาทเกี่ยวกับสัญญาทางแพ่งอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรม
ศาลปกครองนครศรีธรรมราชเห็นว่า สัญญาจ้างก่อสร้างบ้านพักผู้พิพากษา เป็นการก่อสร้างถาวรวัตถุของรัฐที่ใช้เพื่อเป็นสวัสดิการบ้านพักให้แก่ผู้พิพากษาที่เข้ามาปฏิบัติหน้าที่ที่ศาลแขวงสุราษฎร์ธานีจึงเป็นการจ้างก่อสร้างสิ่งซึ่งเป็นทรัพย์สินที่เป็นสาธารณสมบัติของแผ่นดิน ข้อพิพาทในคดีนี้เป็นคดีพิพาทเกี่ยวกับสัญญาทางปกครอง อันอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลปกครอง ตามมาตรา 9 วรรคหนึ่ง (4) แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. 2542
ศาลจังหวัดสุราษฎร์ธานีเห็นว่า สัญญาจ้างก่อสร้างบ้านพักผู้พิพากษา เป็นเพียงสัญญาจ้างก่อสร้างบ้านพักอาศัยของข้าราชการตุลาการของผู้ถูกฟ้องคดีเท่านั้น มิได้มีลักษณะเป็นสัญญาสัมปทานหรือเป็นสัญญาให้ผู้ถูกฟ้องคดีจัดให้มีสิ่งสาธารณูปโภคหรือแสวงประโยชน์จากทรัพยากรธรรมชาติ สัญญาพิพาทจึงมิใช่สัญญาทางปกครอง ตามมาตรา 3 แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. 2542 เป็นเพียงสัญญาทางแพ่งของหน่วยงานทางปกครอง ข้อพิพาทในคดีนี้จึงมิใช่คดีพิพาทเกี่ยวกับสัญญาทางปกครอง หากแต่เป็นคดีพิพาทเกี่ยวกับสัญญาทางแพ่งที่อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรม
คณะกรรมการฯ พิจารณาแล้วเห็นว่า สำนักงานศาลยุติธรรม ผู้ถูกฟ้องคดี เป็นส่วนราชการที่เป็นหน่วยงานอิสระ มีฐานะเป็นนิติบุคคล ตามมาตรา 5 แห่งพระราชบัญญัติระเบียบบริหารราชการศาลยุติธรรม พ.ศ. 2543 จึงเป็นหน่วยงานทางปกครองตามมาตรา 3 แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. 2542 โดยผู้ถูกฟ้องคดีทำสัญญาว่าจ้างผู้ฟ้องคดีให้ก่อสร้างบ้านพักผู้พิพากษา จำนวน 1 หน่วย พร้อมสิ่งก่อสร้างประกอบ ศาลแขวงสุราษฎร์ธานี ดังนั้น สัญญาพิพาทจึงเป็นสัญญาที่มีคู่สัญญาอย่างน้อยฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งเป็นหน่วยงานทางปกครอง แต่เมื่อพิจารณาลักษณะของสัญญาพิพาทเป็นสัญญาจ้างก่อสร้างบ้านพักผู้พิพากษา เพื่อใช้เป็นที่พักอาศัยสำหรับข้าราชการตุลาการของผู้ถูกฟ้องคดีเท่านั้น มิได้มีลักษณะเป็นสัญญาสัมปทาน หรือเป็นสัญญาที่ให้ผู้ฟ้องคดีก่อสร้างอาคารเพื่อใช้ประโยชน์ในการจัดทำบริการสาธารณะ และมิใช่สัญญาจัดให้มีสิ่งสาธารณูปโภคหรือแสวงประโยชน์จากทรัพยากรธรรมชาติ สัญญาพิพาทจึงมิใช่ "สัญญาทางปกครอง" ตามนัยของบทนิยามมาตรา 3 แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. 2542 สัญญาจ้างก่อสร้างบ้านพักผู้พิพากษา พร้อมสิ่งก่อสร้างประกอบ ศาลแขวงสุราษฎร์ธานี ระหว่างผู้ฟ้องคดีและผู้ถูกฟ้องคดีจึงเป็นเพียงสัญญาทางแพ่งของหน่วยงานทางปกครอง ข้อพิพาทในคดีนี้จึงไม่ใช่คดีพิพาทเกี่ยวกับสัญญาทางปกครองตามมาตรา 9 วรรคหนึ่ง (4)แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. 2542 ที่จะอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลปกครอง หากแต่เป็นคดีพิพาทเกี่ยวกับสัญญาทางแพ่งที่อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรม
ตาม พ.ร.บ.คุ้มครองแรงงาน พ.ศ. 2541 มาตรา 12 หมายความว่า หากผู้รับเหมาช่วงซึ่งเป็นนายจ้างมีค่าจ้างหรือเงินอื่นที่ต้องจ่ายแก่ลูกจ้าง ผู้รับเหมาช่วงถัดขึ้นไปจนถึงผู้รับเหมาชั้นต้นต้องร่วมรับผิดกับผู้รับเหมาช่วงซึ่งเป็นนายจ้างในค่าจ้างหรือเงินอื่นที่ต้องจ่ายแก่ลูกจ้างนั้นด้วย และเมื่อผู้รับเหมาชั้นต้นหรือผู้รับเหมาช่วงถัดขึ้นไปจ่ายค่าจ้างหรือเงินอื่นที่ต้องจ่ายแทนผู้รับเหมาช่วงซึ่งเป็นนายจ้างไปแล้วก็ให้มีสิทธิไล่เบี้ยเงินดังกล่าวคืนจากผู้รับเหมาช่วงซึ่งเป็นนายจ้างได้ บทบัญญัติดังกล่าวมิได้ให้สิทธิแก่ผู้รับเหมาชั้นต้นที่จ่ายเงินไปแล้วไล่เบี้ยเรียกเงินคืนจากผู้รับเหมาช่วงถัดขึ้นไปซึ่งไม่ได้เป็นนายจ้างได้ เมื่อข้อเท็จจริงยุติว่า ก. เป็นผู้รับเหมาช่วงซึ่งเป็นนายจ้างมีค่าจ้างค้างจ่ายต่อลูกจ้างของตน และจำเลยที่ 1 ซึ่งเป็นผู้รับเหมาชั้นต้นนำเงินดังกล่าวไปวางที่ศาลจังหวัดภูเขียวเพื่อชำระให้แก่ลูกจ้างของ ก. และศาลอุทธรณ์คดีชำนัญพิเศษพิพากษาให้จำเลยที่ 1 ร่วมรับผิดตามคำสั่งของสำนักงานสวัสดิการและคุ้มครองแรงงานจังหวัดชัยภูมิ จำเลยที่ 1 ย่อมมีสิทธิไล่เบี้ยเรียกเงินข้างต้นคืนจาก ก. ผู้รับเหมาช่วงซึ่งเป็นนายจ้างที่แท้จริงได้ แต่หาอาจไล่เบี้ยเรียกเงินคืนจากโจทก์ซึ่งเป็นผู้รับเหมาช่วงถัดขึ้นไปแต่มิได้เป็นนายจ้างด้วยไม่ ดังนั้น โจทก์ย่อมไม่มีความผูกพันตามกฎหมายที่จะต้องชำระเงินค่าจ้างค้างจ่ายพร้อมดอกเบี้ย 117,067 บาท คืนให้แก่จำเลยที่ 1 ตาม พ.ร.บ.คุ้มครองแรงงาน พ.ศ. 2541 มาตรา 12 วรรคสอง จำเลยที่ 1 จึงไม่มีสิทธิขอนำเงินดังกล่าวมาหักกลบลบหนี้กับเงินที่ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยทั้งสองร่วมกันชำระแก่โจทก์ ตาม ป.พ.พ. มาตรา 341 วรรคหนึ่ง
พ.ร.บ.คุ้มครองแรงงาน พ.ศ. 2541 มาตรา 123 วรรคหนึ่ง, 124 วรรคสาม และมาตรา 125 วรรคหนึ่ง และวรรคสอง หมายความว่า เมื่อพนักงานตรวจแรงงานมีคำสั่งให้นายจ้างที่ฝ่าฝืนหรือไม่ปฏิบัติตามเกี่ยวกับสิทธิได้รับเงินอย่างหนึ่งอย่างใดแก่ลูกจ้าง เมื่อพนักงานตรวจแรงงานสอบสวนแล้วปรากฏว่าลูกจ้างมีสิทธิได้รับเงินอย่างหนึ่งอย่างใดที่นายจ้างมีหน้าที่ต้องจ่ายตามพระราชบัญญัตินี้ ให้พนักงานตรวจแรงงานมีคำสั่งให้นายจ้างจ่ายเงินดังกล่าวให้แก่ลูกจ้าง ถ้านายจ้างมิได้นำคดีไปสู่ศาลภายในสามสิบวันนับแต่วันทราบคำสั่ง ให้คำสั่งของพนักงานตรวจแรงงานที่นายจ้างจ่ายเงินดังกล่าวนั้นเป็นที่สุด เมื่อข้อเท็จจริงยุติว่า เจ้าพนักงานตรวจแรงงานมีคำสั่งให้ทั้งโจทก์ จำเลยที่ 1 และ ก. ร่วมกันรับผิดใช้ค่าแรงงานแก่ลูกจ้างของ ก. โจทก์ไม่นำคดีไปสู่ศาลภายในกำหนดย่อมหมายความเพียงว่า โจทก์ต้องร่วมรับผิดต่อลูกจ้างด้วยเท่านั้น แต่ในการพิจารณาการใช้สิทธิไล่เบี้ย ตามมาตรา 12 ศาลจำต้องพิจารณาให้ได้ความว่า ผู้ใดอาจถูกใช้สิทธิไล่เบี้ยโดยผู้รับเหมาชั้นต้นหรือผู้รับเหมาช่วงซึ่งได้จ่ายเงินไปได้บ้าง ซึ่งผู้ที่อาจถูกใช้สิทธิไล่เบี้ยได้คือผู้รับเหมาช่วงซึ่งเป็นนายจ้างก็คือ ก. เท่านั้น
ตาม พ.ร.บ.คุ้มครองแรงงาน พ.ศ. 2541 มาตรา 12 หมายความว่า หากผู้รับเหมาช่วงซึ่งเป็นนายจ้างมีค่าจ้างหรือเงินอื่นที่ต้องจ่ายแก่ลูกจ้าง ผู้รับเหมาช่วงถัดขึ้นไปจนถึงผู้รับเหมาชั้นต้นต้องร่วมรับผิดกับผู้รับเหมาช่วงซึ่งเป็นนายจ้างในค่าจ้างหรือเงินอื่นที่ต้องจ่ายแก่ลูกจ้างนั้นด้วย และเมื่อผู้รับเหมาชั้นต้นหรือผู้รับเหมาช่วงถัดขึ้นไปจ่ายค่าจ้างหรือเงินอื่นที่ต้องจ่ายแทนผู้รับเหมาช่วงซึ่งเป็นนายจ้างไปแล้วก็ให้มีสิทธิไล่เบี้ยเงินดังกล่าวคืนจากผู้รับเหมาช่วงซึ่งเป็นนายจ้างได้ บทบัญญัติดังกล่าวมิได้ให้สิทธิแก่ผู้รับเหมาชั้นต้นที่จ่ายเงินไปแล้วไล่เบี้ยเรียกเงินคืนจากผู้รับเหมาช่วงถัดขึ้นไปซึ่งไม่ได้เป็นนายจ้างได้ เมื่อข้อเท็จจริงยุติว่า ก. เป็นผู้รับเหมาช่วงซึ่งเป็นนายจ้างมีค่าจ้างค้างจ่ายต่อลูกจ้างของตน และจำเลยที่ 1 ซึ่งเป็นผู้รับเหมาชั้นต้นนำเงินดังกล่าวไปวางที่ศาลจังหวัดภูเขียวเพื่อชำระให้แก่ลูกจ้างของ ก. และศาลอุทธรณ์คดีชำนัญพิเศษพิพากษาให้จำเลยที่ 1 ร่วมรับผิดตามคำสั่งของสำนักงานสวัสดิการและคุ้มครองแรงงานจังหวัดชัยภูมิ จำเลยที่ 1 ย่อมมีสิทธิไล่เบี้ยเรียกเงินข้างต้นคืนจาก ก. ผู้รับเหมาช่วงซึ่งเป็นนายจ้างที่แท้จริงได้ แต่หาอาจไล่เบี้ยเรียกเงินคืนจากโจทก์ซึ่งเป็นผู้รับเหมาช่วงถัดขึ้นไปแต่มิได้เป็นนายจ้างด้วยไม่ ดังนั้น โจทก์ย่อมไม่มีความผูกพันตามกฎหมายที่จะต้องชำระเงินค่าจ้างค้างจ่ายพร้อมดอกเบี้ย 117,067 บาท คืนให้แก่จำเลยที่ 1 ตาม พ.ร.บ.คุ้มครองแรงงาน พ.ศ. 2541 มาตรา 12 วรรคสอง จำเลยที่ 1 จึงไม่มีสิทธิขอนำเงินดังกล่าวมาหักกลบลบหนี้กับเงินที่ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยทั้งสองร่วมกันชำระแก่โจทก์ ตาม ป.พ.พ. มาตรา 341 วรรคหนึ่ง
พ.ร.บ.คุ้มครองแรงงาน พ.ศ. 2541 มาตรา 123 วรรคหนึ่ง, 124 วรรคสาม และมาตรา 125 วรรคหนึ่ง และวรรคสอง หมายความว่า เมื่อพนักงานตรวจแรงงานมีคำสั่งให้นายจ้างที่ฝ่าฝืนหรือไม่ปฏิบัติตามเกี่ยวกับสิทธิได้รับเงินอย่างหนึ่งอย่างใดแก่ลูกจ้าง เมื่อพนักงานตรวจแรงงานสอบสวนแล้วปรากฏว่าลูกจ้างมีสิทธิได้รับเงินอย่างหนึ่งอย่างใดที่นายจ้างมีหน้าที่ต้องจ่ายตามพระราชบัญญัตินี้ ให้พนักงานตรวจแรงงานมีคำสั่งให้นายจ้างจ่ายเงินดังกล่าวให้แก่ลูกจ้าง ถ้านายจ้างมิได้นำคดีไปสู่ศาลภายในสามสิบวันนับแต่วันทราบคำสั่ง ให้คำสั่งของพนักงานตรวจแรงงานที่นายจ้างจ่ายเงินดังกล่าวนั้นเป็นที่สุด เมื่อข้อเท็จจริงยุติว่า เจ้าพนักงานตรวจแรงงานมีคำสั่งให้ทั้งโจทก์ จำเลยที่ 1 และ ก. ร่วมกันรับผิดใช้ค่าแรงงานแก่ลูกจ้างของ ก. โจทก์ไม่นำคดีไปสู่ศาลภายในกำหนดย่อมหมายความเพียงว่า โจทก์ต้องร่วมรับผิดต่อลูกจ้างด้วยเท่านั้น แต่ในการพิจารณาการใช้สิทธิไล่เบี้ย ตามมาตรา 12 ศาลจำต้องพิจารณาให้ได้ความว่า ผู้ใดอาจถูกใช้สิทธิไล่เบี้ยโดยผู้รับเหมาชั้นต้นหรือผู้รับเหมาช่วงซึ่งได้จ่ายเงินไปได้บ้าง ซึ่งผู้ที่อาจถูกใช้สิทธิไล่เบี้ยได้คือผู้รับเหมาช่วงซึ่งเป็นนายจ้างก็คือ ก. เท่านั้น
คดีนี้ สำนักงานตำรวจแห่งชาติ ผู้ถูกฟ้องคดี เป็นส่วนราชการไม่สังกัดสำนักนายกรัฐมนตรี กระทรวงหรือทบวง แต่มีฐานะเป็นกรมตามมาตรา 46 (7) แห่งพระราชบัญญัติปรับปรุงกระทรวง ทบวง กรม พ.ศ. 2545 ซึ่งเป็น "หน่วยงานทางปกครอง" ตามบทนิยามมาตรา 3 แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. 2542 ผู้ถูกฟ้องคดีทำสัญญาว่าจ้างผู้ฟ้องคดีให้ก่อสร้างบ้านพักข้าราชการตำรวจ ระดับผู้กำกับการถึงรองผู้บังคับการ จำนวน 1 หลัง ณ สถานีตำรวจภูธรสรรคบุรี ตำบลในเมือง อำเภอเมืองชัยนาท จังหวัดชัยนาท แม้สัญญาพิพาทเป็นสัญญาที่มีคู่สัญญาอย่างน้อยฝ่ายใดฝ่ายหนึ่ง เป็นหน่วยงานทางปกครอง แต่เมื่อพิจารณาลักษณะของสัญญาพิพาทเป็นสัญญาจ้างก่อสร้างบ้านพักเพื่อใช้เป็นที่พักอาศัยของข้าราชการเท่านั้น สัญญาดังกล่าวจึงมิได้มีลักษณะเป็นสัญญาสัมปทาน สัญญาที่ให้จัดทำบริการสาธารณะ หรือจัดให้มีสิ่งสาธารณูปโภคหรือแสวงประโยชน์จากทรัพยากรธรรมชาติ ตามนัยบทนิยาม "สัญญาทางปกครอง" ในมาตรา 3 แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. 2542 สัญญาจ้างก่อสร้างบ้านพักข้าราชการตำรวจระดับผู้กำกับการถึงรองผู้บังคับการ จำนวน 1 หลัง ระหว่างผู้ฟ้องคดีและผู้ถูกฟ้องคดี จึงเป็นเพียงสัญญาทางแพ่งของหน่วยงานทางปกครอง ข้อพิพาทในคดีนี้จึงไม่ใช่คดีพิพาทเกี่ยวกับสัญญาทางปกครองตามมาตรา 9 วรรคหนึ่ง (4) แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. 2542 ที่จะอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลปกครอง หากแต่เป็นคดีพิพาทเกี่ยวกับสัญญาทางแพ่งที่อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรม
คดีนี้ แม้กองทัพบก ผู้ถูกฟ้องคดีที่ 1 จะเป็นหน่วยงานทางปกครอง ตามบทนิยามในมาตรา 3 แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. 2542 และมีหน้าที่เตรียมกำลังกองทัพบก การป้องกันราชอาณาจักร และดำเนินการเกี่ยวกับการใช้กำลังกองทัพบกตามอำนาจหน้าที่ของกระทรวงกลาโหม ตามมาตรา 17 (2) มาตรา 19 และมาตรา 22 แห่งพระราชบัญญัติจัดระเบียบราชการกระทรวงกลาโหม พ.ศ. 2551 แต่เหตุแห่งการฟ้องคดีนี้ผู้ฟ้องคดีกล่าวอ้างว่า ผู้ถูกฟ้องคดีที่ 3 ซึ่งเป็นหน่วยงานในสังกัดของผู้ถูกฟ้องคดีที่ 1 และที่ 2 กระทำละเมิดก่อสร้างสนามยิงปืนเขาเอราวัณรุกล้ำที่ดินโฉนดเลขที่ 85206 ของผู้ฟ้องคดี ส่วนผู้ถูกฟ้องคดีที่ 1 ให้การว่า ที่ดินพิพาทเป็นที่ราชพัสดุใช้เพื่อประโยชน์ในราชการทหาร อันเป็นสาธารณสมบัติของแผ่นดิน การที่จะวินิจฉัยว่าผู้ถูกฟ้องคดีที่ 1 กระทำละเมิดต่อผู้ฟ้องคดีหรือไม่ จึงเป็นเพียงผลของการวินิจฉัยปัญหาเกี่ยวกับสถานะของที่ดินพิพาทว่าเป็นที่ดินที่ผู้ฟ้องคดีเป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์หรือเป็นที่ราชพัสดุ ซึ่งหากวินิจฉัยว่าที่ดินพิพาทเป็นของผู้ฟ้องคดี การที่ผู้ถูกฟ้องคดีที่ 3 ซึ่งเป็นหน่วยงานในสังกัดของผู้ถูกฟ้องคดีที่ 1 และที่ 2 ก่อสร้างสนามยิงปืนเขาเอราวัณรุกล้ำที่ดินพิพาทก็เป็นการกระทำละเมิดต่อผู้ฟ้องคดี แต่หากที่ดินพิพาทเป็นที่ราชพัสดุสำหรับใช้ในราชการกองทัพบก จะเป็นผลให้การกระทำของผู้ถูกฟ้องคดีที่ 1 และหน่วยงานในสังกัดไม่เป็นละเมิดต่อผู้ฟ้องคดี ดังนั้น คำฟ้องของผู้ฟ้องคดีจึงมีความมุ่งหมายที่จะให้ศาลมีคำพิพากษารับรองคุ้มครองสิทธิในที่ดินของผู้ฟ้องคดีเป็นสำคัญ ข้อพิพาทในคดีนี้จึงเป็นคดีพิพาทเกี่ยวกับสิทธิในที่ดิน ซึ่งอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรม
คดีนี้ แม้องค์การบริหารส่วนตำบลหนองงูเหลือม จำเลยที่ 1 นายกองค์การบริหารส่วนตำบลหนองงูเหลือม จำเลยที่ 2 จะเป็นหน่วยงานทางปกครองและเจ้าหน้าที่ของรัฐ ตามบทนิยามในมาตรา 3 แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. 2542 แต่การที่จำเลยทั้งสองซึ่งเป็นผู้มีหน้าที่ในการดูแลรักษาและคุ้มครองป้องกันที่ดินอันเป็นสาธารณสมบัติของแผ่นดินสำหรับพลเมืองใช้ร่วมกันตามพระราชบัญญัติลักษณะปกครองท้องที่ พระพุทธศักราช 2457 และระเบียบกระทรวงมหาดไทย ว่าด้วยการดูแลรักษาและคุ้มครองที่ดินอันเป็นสาธารณสมบัติของแผ่นดินสำหรับพลเมืองใช้ร่วมกัน พ.ศ. 2553 ได้คัดค้านการรังวัดสอบเขตที่ดินของโจทก์ทั้งสองเพื่อป้องกันมิให้มีการรังวัดสอบเขตที่ดินรุกล้ำที่สาธารณสมบัติของแผ่นดิน เป็นเพียงการปฏิบัติหน้าที่โดยทั่วไปที่ใช้สิทธิในฐานะผู้ดูแลรักษาที่ดินข้างเคียงคัดค้านการรังวัดสอบเขตที่ดินเพื่อป้องกันมิให้มีการรังวัดรุกล้ำเข้าไปในที่ดินสาธารณะ การคัดค้านการรังวัดสอบเขตที่ดินของโจทก์ทั้งสองที่เป็นเหตุแห่งการฟ้องคดีนี้จึงไม่มีลักษณะเป็นการใช้อำนาจตามกฎหมาย กรณีจึงไม่เข้าลักษณะเป็นคดีพิพาทตามมาตรา 9 วรรคหนึ่ง (1) และ (3) แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. 2542 ทั้งเมื่อโจทก์ทั้งสองฟ้องอ้างว่าที่ดินพิพาทเป็นกรรมสิทธิ์ของโจทก์ทั้งสอง โดยมีคำขอให้จำเลยทั้งสองถอนคำคัดค้านการรังวัดและขอให้ศาลมีคำสั่งว่าโจทก์ทั้งสองเป็นผู้มีกรรมสิทธิ์ในที่ดินพิพาท แต่จำเลยทั้งสองไม่ลงชื่อรับรองแนวเขตที่ดินและคัดค้านการรังวัดสอบเขตที่ดินของโจทก์ทั้งสองโดยอ้างว่าโจทก์ทั้งสองนำชี้แนวเขตรุกล้ำถนนสาธารณะอันเป็นสาธารณสมบัติของแผ่นดินอันเป็นทรัพย์สินสำหรับพลเมืองใช้ร่วมกัน กรณีจึงเป็นคดีพิพาทเกี่ยวกับสิทธิในที่ดินที่อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรม
ผู้ร้องยื่นคำร้องขอให้คณะกรรมการวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างศาลวินิจฉัยชี้ขาด กรณีคำพิพากษาหรือคำสั่งที่ถึงที่สุดระหว่างศาลขัดแย้งกันในคดีที่มีข้อเท็จจริงเป็นเรื่องเดียวกันตามมาตรา 14 แห่งพระราชบัญญัติว่าด้วยการวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างศาล พ.ศ. 2542 โดยคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 8 เป็นคดีที่พนักงานอัยการจังหวัดหลังสวน เป็นโจทก์ ยื่นฟ้อง บริษัทฟ. จำกัด ที่ 1 กับพวกรวม 2 คน จำเลย ต่อศาลจังหวัดหลังสวนในคดีอาญา เรื่อง ยักยอก ศาลพิพากษายกฟ้อง โจทก์ โจทก์ร่วมและจำเลยทั้งสองอุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์ภาค 8 พิพากษายืน ส่วนคดีศาลอุทธรณ์คดีชำนัญพิเศษ เป็นคดีที่นางสาวห. ยื่นฟ้อง บริษัทฟ. จำกัด ที่ 1 กับ พวกรวม 5 คน จำเลย ในคดีแพ่งต่อศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลาง เรื่อง การค้าระหว่างประเทศ รับขนของทางบก ละเมิด ขอให้จำเลยทั้งห้าร่วมกันหรือแทนกันชำระเงิน ศาลพิพากษาให้จำเลยที่ 1 และที่ 2 ร่วมกันชำระเงินพร้อมดอกเบี้ย จำเลยที่ 1 ถึงที่ 3 อุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์คดีชำนัญพิเศษมีคำพิพากษาแก้ให้จำเลยที่ 1 และที่ 2 ร่วมกันชำระเงินพร้อมดอกเบี้ย จำเลยที่ 1 และที่ 2 ยื่นคำร้องขออนุญาตฎีกา ศาลฎีกามีคำสั่งยกคำร้องขออนุญาตฎีกาและไม่รับฎีกาของจำเลยที่ 1 และที่ 2 คดีถึงที่สุด กรณีคำร้องของผู้ร้องทั้งสองจึงเป็นการขอให้คณะกรรมการวินิจฉัยชี้ขาดกรณีคำพิพากษาหรือคำสั่งอันถึงที่สุดระหว่างศาลอุทธรณ์ภาค 8 กับศาลอุทธรณ์คดีชำนัญพิเศษที่พิพากษาขัดแย้งกัน ซึ่งเป็นการกล่าวอ้างว่าคำพิพากษาหรือคำสั่งของศาลยุติธรรม ขัดแย้งกันเอง มิได้เป็นไปตามพระราชบัญญัติว่าด้วยการวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างศาล พ.ศ. 2542 ที่คณะกรรมการจะรับไว้พิจารณาได้ จึงให้จำหน่ายเรื่องออกจากสารบบความ
คดีที่ นาย อ. ผู้ฟ้องคดี ยื่นฟ้อง นายกเทศมนตรีตำบลน้ำโจ้ ผู้ถูกฟ้องคดี ต่อมาศาลมีคำสั่งเรียกเทศบาลตำบลน้ำโจ้เข้ามาเป็นคู่กรณีโดยกำหนดให้เป็นผู้ถูกฟ้องคดีที่ 2 ว่า ผู้ฟ้องคดีเป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์ที่ดิน ได้รับความเดือดร้อนเสียหายจากการก่อสร้างและขยายถนน ตามโครงการในความรับผิดชอบของผู้ถูกฟ้องคดีที่ 2 โดยระหว่างการก่อสร้างผู้รับจ้างงานสร้างถนนได้ไถเกลี่ยดินทำให้หลักหมุดที่ดินของผู้ฟ้องคดีเสียหาย และได้ตัดโค่นต้นไม้ กับก่อสร้างและขยายถนนรุกล้ำที่ดินของผู้ฟ้องคดี ผู้ถูกฟ้องคดีทั้งสองให้การว่า ไม่ได้กระทำละเมิด ถนนสายดังกล่าวเป็นที่สาธารณสมบัติของแผ่นดิน ขอให้ยกฟ้อง เห็นว่า แม้เทศบาลตำบลน้ำโจ้ ผู้ถูกฟ้องคดีที่ 2 จะเป็นราชการส่วนท้องถิ่นมีฐานะเป็นหน่วยงานทางปกครอง ตามมาตรา 3 แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. 2542 และผู้ถูกฟ้องคดีที่ 1 ซึ่งดำรงตำแหน่งนายกเทศมนตรีของผู้ถูกฟ้องคดีที่ 2 มีฐานะเป็นเจ้าหน้าที่ของรัฐ ตามมาตรา 3 แห่งพระราชบัญญัติเดียวกัน แต่เหตุแห่งการฟ้องคดีที่อ้างว่าผู้ถูกฟ้องคดีที่ 1 กระทำละเมิดจากการก่อสร้างและขยายถนนรุกล้ำเข้าไปในที่ดินของผู้ฟ้องคดี แต่ผู้ถูกฟ้องคดีทั้งสองให้การว่าไม่ได้กระทำละเมิด เนื่องจากที่ดินพิพาทเป็นที่สาธารณสมบัติของแผ่นดิน ดังนั้น การที่จะวินิจฉัยว่าผู้ถูกฟ้องคดีที่ 1 กระทำละเมิดต่อผู้ฟ้องคดีหรือไม่ จึงเป็นเพียงผลของการวินิจฉัยปัญหาเกี่ยวกับสถานะของที่ดินพิพาทว่าเป็นของผู้ฟ้องคดีหรือเป็นที่สาธารณสมบัติของแผ่นดิน ซึ่งหากศาลวินิจฉัยว่าที่ดินพิพาทเป็นของผู้ฟ้องคดี การที่ผู้ถูกฟ้องคดีที่ 1 กระทำการตามฟ้องก็เป็นการกระทำละเมิดต่อผู้ฟ้องคดีแต่หากที่ดินพิพาทตกเป็นสาธารณสมบัติของแผ่นดินซึ่งอยู่ในการดูแลรักษาของผู้ถูกฟ้องคดีทั้งสองแล้ว จะเป็นผลให้ผู้ถูกฟ้องคดีที่ 1 มีอำนาจเข้าไปจัดให้มีและบำรุงรักษาทางพิพาทได้ไม่เป็นละเมิดต่อผู้ฟ้องคดี ดังนั้น จึงเห็นได้ว่าการที่ผู้ฟ้องคดีใช้สิทธิฟ้องคดีนี้ก็เพื่อให้ศาลมีคำพิพากษารับรองคุ้มครองสิทธิในที่ดินของผู้ฟ้องคดีเป็นสำคัญข้อพิพาทในคดีนี้จึงเป็นคดีพิพาทเกี่ยวกับสิทธิในที่ดิน ซึ่งอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรม
คดีนี้ นาง จ. ผู้ฟ้องคดี ยื่นฟ้องเทศบาลตำบลสระกระโจม ที่ 1 นายกเทศมนตรีตำบลสระกระโจม ที่ 2 นายอำเภอดอนเจดีย์ ที่ 3 ผู้ถูกฟ้องคดี อ้างว่า ผู้ฟ้องคดีเป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์ที่ดินมีโฉนดจำนวน 2 แปลง ตำบลสระกระโจม อำเภอดอนเจดีย์ จังหวัดสุพรรณบุรี ซึ่งติดกับป่าช้าสระกลอย (ป่าช้าสาธารณะ) ได้รับความเดือดร้อนเสียหายจากการที่ผู้ถูกฟ้องคดีที่ 1 และที่ 2 นำขยะมูลฝอยมาทิ้งในที่ดินของผู้ฟ้องคดีทั้งสองแปลงรวม 3,840 ตัน ตามโครงการบ่อขยะ 5 ไร่ และผู้ถูกฟ้องคดีที่ 3 ซึ่งมีหน้าที่กำกับดูแลการบริหารงานของ ผู้ถูกฟ้องคดีที่ 1 และผู้ถูกฟ้องคดีที่ 2 และดูแลรักษาที่ดินสาธารณประโยชน์ในเขตตำบลที่อยู่ในเขตพื้นที่การปกครองของผู้ถูกฟ้องคดีที่ 1 ละเลยต่อหน้าที่ไม่สำรวจและรังวัดที่ดินสาธารณประโยชน์ เพื่อขึ้นทะเบียนหนังสือสำคัญสำหรับที่หลวง (น.ส.ล.) ป่าช้าสระกลอย จนเป็นเหตุให้ผู้ถูกฟ้องคดีที่ 1 โดยผู้ถูกฟ้องคดีที่ 2 นำขยะทิ้งรุกล้ำเข้ามาในเขตที่ดินของผู้ฟ้องคดีทั้งสองแปลง และหาประโยชน์จากการทำบ่อขยะบนที่ดินด้วยการเก็บรายได้ค่าบริการกำจัดขยะ โดยไม่ได้รับความยินยอมจากผู้ฟ้องคดีและไม่มีการติดต่อขอเช่าใช้ที่ดินให้ถูกต้อง อันเป็นการกระทำละเมิด ขอให้ศาลมีคำพิพากษาหรือคำสั่งให้ผู้ถูกฟ้องคดีทั้งสอง (ตามคำขอท้ายฟ้อง) ยุติการทิ้งขยะบนที่ดินพิพาท ขนย้ายกองขยะออกไปจากที่ดินพิพาท ให้ถมที่ดินให้มีสภาพเหมือนเดิม ปรับภูมิทัศน์ที่ดินให้สวยงามด้วยต้นไม้ยืนต้นตามแนวเขตที่ดิน ให้ทำการรังวัดป่าช้าสระกลอย (ป่าช้าสาธารณะ) เพื่อออกหนังสือสำคัญสำหรับที่หลวง (น.ส.ล.) และให้ผู้ถูกฟ้องคดีทั้งสอง (ตามคำขอท้ายฟ้อง) จ่ายค่าเสียหาย ค่าขาดรายได้ และค่าเสียโอกาส ค่าทนายความ ค่าที่ปรึกษากฎหมาย และค่าฤชาธรรมเนียมต่าง ๆ
ส่วนผู้ถูกฟ้องคดีทั้งสามให้การทำนองเดียวกันว่า ที่ดินพิพาทเป็นสาธารณสมบัติของแผ่นดินสำหรับพลเมืองใช้ร่วมกัน การออกโฉนดที่ดินพิพาทจึงออกทับซ้อนกับที่สาธารณประโยชน์ ผู้ถูกฟ้องคดีที่ 3 ได้มีหนังสือแจ้งให้ผู้ถูกฟ้องคดีที่ 1 สำรวจที่ดินสาธารณประโยชน์เพื่อขอออกหนังสือสำคัญสำหรับที่หลวง (น.ส.ล.) แล้ว ผู้ถูกฟ้องคดีที่ 3 จึงไม่ได้ละเลยการปฏิบัติหน้าที่ การกระทำของผู้ถูกฟ้องคดีทั้งสามชอบด้วยกฎหมาย ไม่เป็นการละเมิดต่อผู้ฟ้องคดี ขอให้ยกฟ้อง
ผู้ถูกฟ้องคดีทั้งสามยื่นคำร้องโต้แย้งเขตอำนาจศาลว่า คดีนี้ เป็นปัญหาเกี่ยวกับกรรมสิทธิ์ในที่ดินพิพาท อีกทั้งผู้ฟ้องคดีได้ยื่นฟ้องผู้ถูกฟ้องคดีที่ 1 และอำเภอดอนเจดีย์ เป็นจำเลยที่ 1 และที่ 2 ต่อศาลจังหวัดสุพรรณบุรี ในคดีหมายเลขดำที่ พ 682/2565 เกี่ยวกับที่ดินพิพาททั้งสองแปลง ในคดีนี้ ขอให้เพิกถอนคำคัดค้านของจำเลยที่ 1 และที่ 2 ให้จำเลยที่ 1 และที่ 2 รับรองแนวเขตการรังวัดที่ดิน และเพิกถอนคำคัดค้านการรังวัดสอบเขตของที่ดินพิพาททั้งสองแปลง ข้อพิพาทในคดีนี้จึงเป็นคดีพิพาทเกี่ยวกับสิทธิในที่ดิน อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรม
ศาลปกครองกลางพิจารณาแล้วเห็นว่า คดีนี้เป็นคดีพิพาทเกี่ยวกับการกระทำละเมิดของหน่วยงานทางปกครองหรือเจ้าหน้าที่ของรัฐอันเกิดจากการใช้อำนาจตามกฎหมายตามมาตรา 9 วรรคหนึ่ง (3) แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. 2542 อันอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลปกครอง
ศาลจังหวัดสุพรรณบุรีพิจารณาแล้วเห็นว่า ข้อพิพาทดังกล่าวในคดีนี้เป็นกรณีที่ผู้ฟ้องคดีและผู้ถูกฟ้องคดีทั้งสามยังโต้แย้งกันเกี่ยวกับสิทธิในที่ดินพิพาทว่าที่ดินพิพาทเป็นของผู้ฟ้องคดีหรือเป็นที่ดินสาธารณประโยชน์เป็นสำคัญ คดีที่มีประเด็นโดยตรงเกี่ยวกับสิทธิในทรัพย์สินของบุคคล จึงอยู่ในอำนาจของศาลยุติธรรม คดีนี้จึงอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรม
คณะกรรมการพิจารณาแล้ว คดีนี้ แม้เทศบาลตำบลสระกระโจม ที่ 1 นายกเทศมนตรีตำบลสระกระโจม ที่ 2 นายอำเภอดอนเจดีย์ ที่ 3 ผู้ถูกฟ้องคดี เป็นหน่วยงานทางปกครองและเจ้าหน้าที่ของรัฐ ตามมาตรา 3 แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. 2542 แต่การที่ผู้ฟ้องคดีฟ้องว่าผู้ถูกฟ้องคดีที่ 1 และที่ 2 นำขยะไปกองทิ้งไว้ในที่ดินของผู้ฟ้องคดี โดยไม่ได้รับความยินยอม อันเป็นการกระทำละเมิด แต่ผู้ถูกฟ้องคดีที่ 1 และที่ 2 ต่างก็ให้การว่า ที่ดินพิพาทเป็นที่ดินป่าช้าสระกลอย ซึ่งเป็นที่สาธารณประโยชน์ไม่ใช่ที่ดินของผู้ฟ้องคดี กรณีจึงเป็นคดีพิพาทเกี่ยวกับสิทธิในที่ดิน การที่ศาล จะวินิจฉัยว่าผู้ถูกฟ้องคดีที่ 1 และที่ 2 กระทำละเมิดต่อผู้ฟ้องคดีหรือไม่ จึงเป็นเพียงผลของการวินิจฉัยปัญหาเกี่ยวกับสถานะของที่ดินพิพาท ซึ่งหากศาลวินิจฉัยว่าที่ดินพิพาทเป็นกรรมสิทธิ์ของผู้ฟ้องคดี การที่ผู้ถูกฟ้องคดีที่ 1 และที่ 2 กระทำการตามฟ้องก็เป็นการกระทำละเมิดต่อผู้ฟ้องคดี แต่หากที่ดินพิพาท เป็นสาธารณสมบัติของแผ่นดิน จะเป็นผลให้การกระทำของผู้ถูกฟ้องคดีที่ 1 และที่ 2 ที่นำขยะไปทิ้งในที่ดินของผู้ฟ้องคดีไม่เป็นการกระทำละเมิด ดังนั้น จึงเห็นได้ว่า การที่ผู้ฟ้องคดีใช้สิทธิฟ้องคดีนี้ ก็เพื่อขอให้ศาลรับรองคุ้มครองสิทธิในที่ดินของผู้ฟ้องคดีเป็นสำคัญ ข้อพิพาทในคดีนี้จึงเป็นคดีพิพาทเกี่ยวกับสิทธิในที่ดินที่อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรม
ส่วนคดีที่ผู้ฟ้องคดีฟ้องผู้ถูกฟ้องคดีที่ 3 ว่าละเลยต่อหน้าที่ไม่ขอรังวัดออกหนังสือสำคัญสำหรับที่หลวง (น.ส.ล.) ตามระเบียบกระทรวงมหาดไทย ว่าด้วยการดูแลรักษาและคุ้มครองป้องกันที่ดินอันเป็นสาธารณสมบัติของแผ่นดินสำหรับพลเมืองใช้ร่วมกัน พ.ศ. 2553 สำหรับป่าช้าสระกลอย เป็นเหตุให้ผู้ถูกฟ้องคดีที่ 1 นำขยะไปทิ้งรุกล้ำเข้ามาในที่ดินของผู้ฟ้องคดี นั้น เมื่อพระราชบัญญัติลักษณะปกครองท้องที่ พระพุทธศักราช 2457 มาตรา 122 บัญญัติให้ผู้ถูกฟ้องคดีที่ 3 ร่วมกับองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นในการดูแลรักษาและคุ้มครองป้องกันที่ดินอันเป็นสาธารณสมบัติของแผ่นดินที่ประชาชน ใช้ประโยชน์ร่วมกันและสิ่งซึ่งเป็นสาธารณประโยชน์อื่นอันอยู่ในเขตอำเภอ และระเบียบกระทรวงมหาดไทย ว่าด้วยการดูแลรักษาและคุ้มครองป้องกันที่ดินอันเป็นสาธารณสมบัติของแผ่นดินสำหรับพลเมืองใช้ร่วมกัน พ.ศ. 2553 ข้อ 10 กำหนดให้ผู้ถูกฟ้องคดีที่ 3 ร่วมกับองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นดำเนินการจัดทำทะเบียนที่ดินสาธารณประโยชน์ และขอออกหนังสือสำคัญสำหรับที่หลวงในที่ดินสาธารณประโยชน์ที่ยังไม่ได้ออกหนังสือสำคัญสำหรับที่หลวง ซึ่งเป็นกรณีที่มีกฎหมายกำหนดหน้าที่ของผู้ถูกฟ้องคดีที่ 3 ให้ต้องปฏิบัติเกี่ยวกับการดูแลรักษาและคุ้มครองป้องกันที่สาธารณประโยชน์ ข้อพิพาทในส่วนที่ผู้ฟ้องคดีฟ้องผู้ถูกฟ้องคดีที่ 3 จึงเป็นคดีพิพาทเกี่ยวกับการที่หน่วยงานทางปกครองหรือเจ้าหน้าที่ของรัฐละเลยต่อหน้าที่ตามที่กฎหมายกำหนดให้ต้องปฏิบัติ หรือปฏิบัติหน้าที่ดังกล่าวล่าช้าเกินสมควร ตามมาตรา 9 วรรคหนึ่ง (2) แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณา คดีปกครอง พ.ศ. 2542 ซึ่งอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลปกครอง
คดีที่เอกชนยื่นฟ้ององค์การบริหารส่วนตำบลวังน้ำคู้ ที่ 1 นายกองค์การบริหารส่วนตำบลวังน้ำคู้ ที่ 2 ผู้ถูกฟ้องคดี ต่อมาศาลมีคำสั่งเรียกนาง ค. เข้ามาเป็นผู้ร้องสอด สรุปคำฟ้องได้ว่า ผู้ฟ้องคดีพบว่า ผู้ร้องสอดนำเครื่องมือขุดปรับทางสาธารณประโยชน์เส้นทางขึ้นจากแม่น้ำน่านเชื่อมต่อออกถนนสายหลักผ่านที่ดินของผู้ฟ้องคดีและนำทางสาธารณประโยชน์ดังกล่าวไปออกโฉนดที่ดิน ผู้ฟ้องคดีขอให้ผู้ถูกฟ้องคดีทั้งสองเรียกคืนทางสาธารณประโยชน์จากผู้ร้องสอดและติดตามเรื่องดังกล่าวหลายครั้ง แต่ไม่ได้รับคำตอบ การกระทำของผู้ถูกฟ้องคดีทั้งสองเป็นการละเลยต่อหน้าที่หรือปฏิบัติหน้าที่ล่าช้าเกินสมควร ขอให้ศาลพิพากษาหรือมีคำสั่งให้ผู้ถูกฟ้องคดีทั้งสองปฏิบัติหน้าที่ตามกฎหมายโดยเรียกคืนทางสาธารณประโยชน์ดังกล่าว เห็นว่า องค์การบริหารส่วนตำบลวังน้ำคู้ ผู้ถูกฟ้องคดีที่ 1 เป็นราชการส่วนท้องถิ่น ตามมาตรา 43 แห่งพระราชบัญญัติสภาตำบลและองค์การบริหารส่วนตำบล พ.ศ. 2537 จึงเป็นหน่วยงานทางปกครอง ตามมาตรา 3 แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. 2542 นายกองค์การบริหารส่วนตำบลวังน้ำคู้ ผู้ถูกฟ้องคดีที่ 2 เป็นข้าราชการของผู้ถูกฟ้องคดีที่ 1 จึงเป็นเจ้าหน้าที่ของรัฐ ตามมาตรา 3 แห่งพระราชบัญญัติเดียวกัน และโดยที่พระราชบัญญัติสภาตำบลและองค์การบริหารส่วนตำบล พ.ศ. 2537 มาตรา 67 (1) บัญญัติให้องค์การบริหารส่วนตำบลมีหน้าที่ต้องจัดให้มีและบำรุงรักษาทางน้ำและทางบก กับมาตรา 68 (8) บัญญัติให้องค์การบริหารส่วนตำบลจัดให้มีการคุ้มครองดูแลและรักษาทรัพย์สินอันเป็นสาธารณสมบัติของแผ่นดิน ประกอบกับระเบียบกระทรวงมหาดไทย ว่าด้วยการดูแลรักษาและคุ้มครองป้องกันที่ดินอันเป็นสาธารณสมบัติของแผ่นดินสำหรับพลเมืองใช้ร่วมกัน พ.ศ. 2553 ข้อ 6 กำหนดว่า อำนาจหน้าที่ในการดูแลรักษาและคุ้มครองป้องกันที่ดินอันเป็นสาธารณสมบัติของแผ่นดินสำหรับพลเมืองใช้ร่วมกันตามข้อ 5 เป็นอำนาจหน้าที่ของนายอำเภอร่วมกับองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นตามกฎหมายว่าด้วยลักษณะปกครองท้องที่ ซึ่งเป็นกรณีที่มีกฎหมายกำหนดให้ผู้ถูกฟ้องคดีที่ 1 ต้องปฏิบัติเกี่ยวกับการดูแลรักษาและคุ้มครองป้องกันที่ดินอันเป็นสาธารณสมบัติของแผ่นดิน ดังนั้น เมื่อผู้ฟ้องคดีฟ้องว่า ผู้ถูกฟ้องคดีทั้งสองซึ่งเป็นองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นและผู้บริหารองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นไม่ดูแลรักษาทางสาธารณประโยชน์ซึ่งเป็นทางขึ้นจากแม่น้ำน่านเชื่อมต่อออกถนนสายหลักในพื้นที่ ปล่อยให้ผู้ร้องสอดนำเครื่องมือขุดปรับทางสาธารณะและนำไปออกโฉนดที่ดิน โดยมีคำขอให้เรียกคืนทางสาธารณประโยชน์ดังกล่าวจากผู้ร้องสอด ซึ่งเป็นคำขอให้หน่วยงานทางปกครองปฏิบัติหน้าที่ตามที่กฎหมายกำหนดให้ต้องปฏิบัติ อันเป็นคดีพิพาทตามมาตรา 9 วรรคหนึ่ง (2) ประกอบมาตรา 72 วรรคหนึ่ง (2) แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. 2542 เพื่อตรวจสอบการปฏิบัติหน้าที่ของผู้ถูกฟ้องคดีทั้งสอง จึงเป็นคดีที่อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลปกครอง
ปริมาณยาเสพติดที่มากขึ้นเป็นข้อบ่งชี้ถึงพฤติการณ์และบทบาทหน้าที่ในการกระทำความผิดอยู่ในตัว จึงนำมาพิจารณากำหนดโทษตาม ป.ยาเสพติด มาตรา 145 ได้
อ่านฉบับย่อเพิ่มเติมคดีนี้ คำพิพากษาศาลปกครองขอนแก่นถึงที่สุดเมื่อวันที่ 28 ธันวาคม 2566 ส่วนคำพิพากษาศาลฎีกาถึงที่สุดเมื่อวันที่ 19 กรกฎาคม 2561 การที่ผู้ร้องยื่นคำร้องเมื่อวันที่ 25 มีนาคม 2567 จึงเป็นการยื่นคำร้องเกินระยะเวลาหกสิบวันนับแต่วันที่คำพิพากษาของศาลปกครองขอนแก่น ซึ่งเป็นคำพิพากษาที่ออกภายหลังถึงที่สุด โดยข้อเท็จจริงตามคำร้องนี้ปรากฏว่า กรณีตามคำพิพากษาศาลฎีกาเป็นเรื่องที่ผู้ร้องฟ้องขอให้บังคับนาง ส. ชำระค่าเสียหายต่อชื่อเสียงและค่าตอบแทนตามภาระงานเป็นกรณีพิเศษ ระหว่างเดือนสิงหาคม 2556 ถึงเดือนตุลาคม 2557 ให้แก่ผู้ร้อง ส่วนกรณีตามคำพิพากษาศาลปกครองขอนแก่น นั้น ผู้ร้องฟ้องขอให้บังคับนาง ส. ชำระค่าเสียหายต่อชื่อเสียงและค่าตอบแทนตามภาระงานเป็นกรณีพิเศษ ระหว่างเดือนตุลาคม 2558 ถึงเดือนกรกฎาคม 2559 ให้แก่ผู้ร้อง ซึ่งเป็นคนละช่วงเวลากัน ทั้งคำพิพากษาศาลฎีกาและคำพิพากษาศาลปกครองขอนแก่นเห็นพ้องกันว่า การกระทำของนาง ส. ไม่เป็นละเมิด และมิได้บังคับให้นาง ส. ชำระค่าเสียหายให้แก่ผู้ร้อง กรณีจึงไม่มีปัญหาข้อขัดข้องในการปฏิบัติตามคำพิพากษาที่ถึงที่สุดของทั้งสองศาล กรณีตามคำร้องของผู้ร้องจึงมิใช่ปัญหาเกี่ยวกับคำพิพากษาหรือคำสั่งที่ถึงที่สุดระหว่างศาลขัดแย้งกัน จนเป็นเหตุให้คู่ความไม่ได้รับการเยียวยาความเสียหาย หรือไม่ได้รับความเป็นธรรม อันจะเข้าหลักเกณฑ์ตามมาตรา 14 แห่งพระราชบัญญัติว่าด้วยการวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างศาล พ.ศ. 2542 อีกทั้งการที่ผู้ร้องอ้างว่าได้รับความเสียหายจากการที่ศาลยุติธรรมพิพากษายกฟ้องผู้ร้อง ขอให้คณะกรรมการวินิจฉัยชี้ขาดว่า สำนวนคดีของศาลจังหวัดขอนแก่นตามคำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2398/2561 อยู่ในอำนาจพิจารณาของศาลปกครอง ก็มิใช่กรณีมีปัญหาเกี่ยวกับอำนาจหน้าที่ระหว่างศาล ตามพระราชบัญญัติว่าด้วยการวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างศาล พ.ศ. 2542 ที่คณะกรรมการวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างศาลจะรับเรื่องไว้พิจารณาวินิจฉัยได้ คำร้องของผู้ร้องไม่ชอบด้วยมาตรา 14 วรรคหนึ่ง แห่งพระราชบัญญัติว่าด้วยการวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างศาล พ.ศ. 2542 อาศัยอำนาจตามมาตรา 17 วรรคสอง แห่งพระราชบัญญัติว่าด้วยการวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างศาล พ.ศ. 2542 ประกอบข้อ 28 ของข้อบังคับคณะกรรมการวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างศาล ว่าด้วยวิธีการเสนอเรื่อง การพิจารณาและวินิจฉัย พ.ศ. 2544 จึงให้ยกคำร้อง
แม้คดีนี้โจทก์เป็นเอกชน ยื่นฟ้องสำนักงานการปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรม จำเลยที่ 1 ซึ่งเป็นหน่วยงานทางปกครอง และจำเลยที่ 2 ซึ่งเป็นเอกชนด้วยกัน อ้างว่า จำเลยที่ 1 ออกหนังสืออนุญาตให้เข้าทำประโยชน์ในเขตปฏิรูปที่ดิน (ส.ป.ก. 4-01) ให้แก่จำเลยที่ 2 โดยไม่ชอบด้วยกฎหมาย ทับที่ดิน น.ส. 3 ก. ของโจทก์ โดยมีคำขอให้เพิกถอนหนังสืออนุญาตให้เข้าทำประโยชน์ในเขตปฏิรูปที่ดินดังกล่าว อันมีลักษณะเป็นการตั้งรูปเรื่องการฟ้องคดีเป็นการฟ้องขอให้เพิกถอนคำสั่งทางปกครองที่ออกโดยไม่ชอบด้วยกฎหมาย ทั้งมีคำขอให้ศาลพิพากษาว่าที่ดินตาม น.ส. 3 ก. เป็นของโจทก์ ให้จำเลยที่ 2 ออกจากที่ดินและห้ามจำเลยที่ 2 พร้อมบริวารยุ่งเกี่ยวเข้ามาด้วย แต่เหตุแห่งการขอให้เพิกถอนคำสั่งดังกล่าว โจทก์อ้างว่าโจทก์เป็นผู้มีสิทธิครอบครองที่ดินตามหลักฐาน น.ส. 3 ก. แต่จำเลยที่ 1 ออกหนังสืออนุญาตให้เข้าทำประโยชน์ในเขตปฏิรูปที่ดิน (ส.ป.ก. 4-01) พิพาททับที่ดินของโจทก์ ลักษณะข้อพิพาทในคดีนี้เป็นคดีที่โจทก์มุ่งหมายที่จะใช้สิทธิทางศาลเพื่อให้ศาลมีคำพิพากษารับรองคุ้มครองสิทธิในที่ดินของโจทก์ กรณีจึงเป็นการโต้แย้งเกี่ยวกับสิทธิในที่ดินพิพาทว่า โจทก์เป็นผู้มีสิทธิครอบครองหรือเป็นกรรมสิทธิ์ของจำเลยที่ 1 ซึ่งได้นำไปออกหนังสืออนุญาตให้เข้าทำประโยชน์ในเขตปฏิรูปที่ดิน (ส.ป.ก. 4-01) พิพาทให้แก่จำเลยที่ 2 เนื้อหาประเด็นหลักตามคำฟ้องของโจทก์จึงมิใช่การขอให้ศาลตรวจสอบความชอบด้วยกฎหมายของการกระทำของฝ่ายปกครองแต่เป็นการขอให้ศาลรับรองคุ้มครองสิทธิในทรัพย์สินของตนเป็นสำคัญ กรณีจึงเป็นคดีพิพาทเกี่ยวกับสิทธิในที่ดิน อันอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรม
คดีนี้ แม้โจทก์ฟ้องกรมที่ดิน ที่ 1 สำนักงานที่ดินจังหวัดนครปฐม สาขาบางเลน ที่ 2 จำเลย ซึ่งเป็นหน่วยงานทางปกครอง ตามบทนิยามในมาตรา 3 แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. 2542 แต่เหตุแห่งการฟ้องคดีโจทก์อ้างว่าที่ดินพิพาทเป็นที่ดินของโจทก์ แต่จำเลยทั้งสองรังวัดสอบเขตที่ดินโจทก์แล้วอ้างว่าที่ดินโจทก์รุกล้ำทางสาธารณประโยชน์และไม่รับรองแนวเขตที่ดินพิพาทให้ถูกต้อง ดังนี้ การที่จะวินิจฉัยว่าจำเลยทั้งสองกระทำการตามฟ้องชอบด้วยกฎหมายหรือไม่ เป็นเพียงผลของการวินิจฉัยปัญหาเกี่ยวกับสิทธิในที่ดินพิพาทว่าเป็นกรรมสิทธิ์ของโจทก์หรือเป็นทางสาธารณประโยชน์ ข้อพิพาทในคดีนี้จึงเป็นการโต้แย้งกรรมสิทธิ์ในที่ดินเป็นสำคัญ โดยวัตถุประสงค์ในการฟ้องคดีนี้ ก็เพื่อให้ศาลรับรองคุ้มครองว่าที่ดินพิพาทเป็นของโจทก์ ไม่ใช่ทางสาธารณประโยชน์ กรณีจึงเป็นคดีพิพาทเกี่ยวกับสิทธิในที่ดิน อันอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรม
คดีนี้ แม้สำนักงานอธิบดีผู้พิพากษาภาค 1 ผู้ถูกฟ้องคดี เป็นหน่วยงานทางปกครอง แต่การที่สำนักงานอธิบดีผู้พิพากษาภาค 1 ผู้ถูกฟ้องคดี โดยอธิบดีผู้พิพากษาภาค 1 มีหนังสือแจ้งผลการตรวจสอบข้อเท็จจริงต่อผู้พิพากษาหัวหน้าศาลแขวงธนบุรีเพื่อทราบและขอให้แจ้งผู้ถูกร้องเรียนทราบ นั้น เป็นเพียงการปฏิบัติราชการทั่วไปในการแจ้งผลการตรวจสอบข้อเท็จจริงให้ผู้เกี่ยวข้องทราบผลการดำเนินการ มิใช่การใช้อำนาจตามกฎหมาย ข้อพิพาทในคดีนี้จึงมิใช่คดีพิพาทเกี่ยวกับการกระทำละเมิดของหน่วยงานทางปกครองหรือเจ้าหน้าที่ของรัฐอันเกิดจากการใช้อำนาจตามกฎหมาย ตามพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. 2542 มาตรา 9 วรรคหนึ่ง (3) ที่จะอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลปกครอง ข้อพิพาทในคดีนี้จึงเป็นคดีพิพาทที่อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรม