คำพิพากษา คำสั่งคำร้องและคำวินิจฉัยศาลฎีกา

ทั้งหมด 133,178 รายการ
คำวินิจฉัยที่ 44/2567
#705576
เปิดฉบับเต็ม

คดีนี้ แม้องค์การบริหารส่วนตำบลสนามจันทร์ จำเลยที่ 1 นายกองค์การบริหารส่วนตำบลสนามจันทร์ จำเลยที่ 2 จะเป็นหน่วยงานทางปกครองและเจ้าหน้าที่ของรัฐ ตามบทนิยามในมาตรา 3 แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. 2542 และมีหน้าที่ในการจัดให้มีและบำรุงรักษาทางน้ำและทางบก ตามมาตรา 67 (1) แห่งพระราชบัญญัติสภาตำบลและองค์การบริหารส่วนตำบล พ.ศ. 2537 ก็ตาม แต่การที่โจทก์ทั้งแปดฟ้องจำเลยทั้งสองโดยอ้างเหตุว่ากระทำละเมิดก่อสร้างถนนคอนกรีตเสริมเหล็กรุกล้ำที่ดินของโจทก์ทั้งแปด ทำให้โจทก์ทั้งแปดได้รับความเสียหาย ส่วนจำเลยทั้งสองให้การว่า ที่พิพาทเป็นทางสาธารณประโยชน์และก่อสร้างบนแนวเส้นทางสาธารณประโยชน์เดิมที่ประชาชนใช้ประโยชน์ร่วมกันมานานหลายสิบปี การก่อสร้างถนนพิพาทจึงไม่เป็นการละเมิดต่อโจทก์ทั้งแปด ดังนั้น การที่จะวินิจฉัยว่าจำเลยทั้งสองกระทำละเมิดต่อโจทก์ทั้งแปดหรือไม่ จึงเป็นเพียงผลของการวินิจฉัยปัญหาเกี่ยวกับสถานะของที่ดินพิพาทว่าเป็นที่ดินที่โจทก์ทั้งแปดเป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์หรือเป็นที่สาธารณสมบัติของแผ่นดิน ซึ่งหากศาลวินิจฉัยว่าที่ดินพิพาทเป็นของโจทก์ทั้งแปด การก่อสร้างถนนของจำเลยทั้งสองก็เป็นการกระทำละเมิดต่อโจทก์ทั้งแปด แต่หากที่ดินพิพาทตกเป็นสาธารณสมบัติของแผ่นดินสำหรับพลเมืองใช้ประโยชน์ร่วมกันซึ่งอยู่ในการดูแลรักษาของจำเลยทั้งสองแล้ว จะเป็นผลให้จำเลยทั้งสองมีอำนาจเข้าไปจัดให้มีและบำรุงรักษาทางพิพาทได้ ไม่เป็นละเมิดต่อโจทก์ทั้งแปด ดังนั้น คำฟ้องของโจทก์ทั้งแปดจึงมีความมุ่งหมายที่จะให้ศาลมีคำพิพากษารับรองคุ้มครองสิทธิในที่ดินของโจทก์ทั้งแปดเป็นสำคัญ ข้อพิพาทในคดีนี้จึงเป็นคดีพิพาทเกี่ยวกับสิทธิในที่ดิน ซึ่งอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรม

กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.ว่าด้วยการวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างศาล พ.ศ.2542
พ.ร.บ.จัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ.2542
พ.ร.บ.สภาตำบลและองค์การบริหารส่วนตำบล พ.ศ.2537
ป.พ.พ.
ป.ที่ดิน
ชื่อคู่ความ
ศาลผู้ส่งความเห็น — ศาลจังหวัดนครปฐม
ศาลผู้รับความเห็น — ศาลปกครองกลาง
โจทก์ — นางสาว ป. ที่ 1 กับพวกรวม 8 คน
จำเลย — องค์การบริหารส่วนตำบลสนามจันทร์ ที่ 1 กับพวกรวม 2 คน
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
-
-
ชื่อองค์คณะ
ไม่มี
แหล่งที่มา
สำนักงานเลขานุการคณะกรรมการวินิจฉัยฯ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 43/2567
#724085
เปิดฉบับเต็ม

โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยรื้อถอนสิ่งปลูกสร้างพร้อมขนย้ายทรัพย์สินและบริวารออกจากที่ดินพิพาทห้ามจำเลยและบริวารเกี่ยวข้องกับที่ดินดังกล่าว ให้จำเลยชดใช้ค่าเสียหายเป็นเงิน 17,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงินจำนวนดังกล่าวนับแต่วันฟ้องจนกว่าจำเลยจะชำระเสร็จแก่โจทก์ และให้จำเลยชำระค่าเสียหายอันเป็นค่าขาดประโยชน์จากการใช้ที่ดินพิพาทในอัตราเดือนละ 1,000 บาท นับแต่วันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจำเลยและบริวารจะขนย้ายรื้อถอนบ้านออกจากที่ดินพิพาท จำเลยให้การต่อสู้ว่าที่ดินพิพาทเป็นที่ดินสาธารณประโยชน์ จึงต้องถือว่าคดีนี้เป็นคดีฟ้องขับไล่บุคคลใด ๆ ออกจากอสังหาริมทรัพย์อันมีค่าเช่าหรืออาจให้เช่าได้ในขณะยื่นคำฟ้องไม่เกินเดือนละ 4,000 บาท ซึ่งห้ามมิให้คู่ความอุทธรณ์ในข้อเท็จจริง ตาม ป.วิ.พ. มาตรา 224 วรรคสอง และในส่วนที่โจทก์ฟ้องเรียกค่าเสียหาย แม้เป็นคดีมีทุนทรัพย์ แต่ค่าเสียหายตามที่ศาลชั้นต้นกำหนดให้จำเลยชำระแก่โจทก์จนถึงวันฟ้องเป็นเงินเพียง 17,000 บาท จำนวนทุนทรัพย์ที่พิพาทกันในชั้นอุทธรณ์ในส่วนนี้จึงเป็นเงินไม่เกิน 50,000 บาท ห้ามมิให้คู่ความอุทธรณ์ในข้อเท็จจริง ตาม ป.วิ.พ. มาตรา 224 วรรคหนึ่ง

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยรื้อถอนสิ่งปลูกสร้างบ้านพักอาศัยเลขที่ 71และขนย้ายวัสดุสิ่งของต่าง ๆ ของจำเลยและบริวารออกไปจากที่ดินของโจทก์ และที่ดินโฉนดเลขที่ 6101 เนื้อที่ประมาณ 4 ไร่ ห้ามจำเลยและบริวารเกี่ยวข้องกับที่ดินดังกล่าว ให้จำเลยชดใช้ค่าเสียหายเป็นเงิน 57,500 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี จนกว่าจำเลยจะชำระเสร็จ และให้จำเลยชำระค่าขาดประโยชน์เดือนละ 1,500 บาท นับแต่วันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจำเลยและบริวารจะขนย้ายทรัพย์สินและรื้อถอนบ้านพักอาศัยออกจากที่ดินของโจทก์

จำเลยให้การขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยรื้อถอนสิ่งปลูกสร้างบ้านเลขที่ 71 พร้อมขนย้ายทรัพย์สินและบริวารออกจากที่ดินพิพาทตรงเส้นสีแดงในแผนที่พิพาทและห้ามจำเลยและบริวารเกี่ยวข้องกับที่ดินดังกล่าว ให้จำเลยชดใช้ค่าเสียหายเป็นเงิน 17,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงินจำนวนดังกล่าวนับแต่วันฟ้อง (ฟ้องวันที่ 20 มิถุนายน 2562) จนกว่าจำเลยจะชำระเสร็จแก่โจทก์ และให้จำเลยชำระค่าเสียหายอันเป็นค่าขาดประโยชน์จากการใช้ที่ดินพิพาทในอัตราเดือนละ 1,000 บาท นับแต่วันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจำเลยและบริวารจะขนย้ายรื้อถอนบ้านเลขที่ 71 ออกจากที่ดินพิพาท กับให้จำเลยใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ โดยกำหนดค่าทนายความ 3,000 บาท

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษากลับ ให้ยกฟ้องโจทก์ ให้โจทก์ใช้ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสองศาลแทนจำเลย โดยกำหนดค่าทนายความรวม 6,000 บาท ให้คืนค่าขึ้นศาลที่ชำระเกินมา 460 บาท แก่จำเลย

โจทก์ฎีกา โดยได้รับอนุญาตจากศาลฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า คดีนี้โจทก์ฟ้องว่าจำเลยอยู่อาศัยในบ้านเลขที่ 71 ซึ่งปลูกสร้างบ้านบนที่ดินโฉนดเลขที่ 6101 และที่ดินที่อยู่ติดกันเนื้อที่ประมาณ 4 ไร่ ของโจทก์ โดยนายดิด ตาของโจทก์ เจ้าของที่ดินในขณะนั้น อนุญาตให้จำเลยปลูกสร้างบ้านบนที่ดินดังกล่าว โจทก์ไม่ประสงค์ให้จำเลยอยู่อาศัยในที่ดินอีกต่อไป ขอให้บังคับจำเลยรื้อถอนสิ่งปลูกสร้างพร้อมทั้งขนย้ายวัสดุสิ่งของและบริวารออกไปจากที่ดินของโจทก์ ห้ามจำเลยและบริวารเกี่ยวข้อง และให้จำเลยชดใช้ค่าเสียหายเป็นเงิน 50,000 บาท กับค่าขาดประโยชน์จากการนำที่ดินออกให้เช่าเดือนละ 1,500 บาท ขอคิดเพียง 5 เดือน เป็นเงิน 7,500 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี จนกว่าจำเลยจะชำระเสร็จแก่โจทก์และให้จำเลยชำระค่าขาดประโยชน์เดือนละ 1,500 บาท นับแต่วันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจำเลยและบริวารจะขนย้ายทรัพย์สินและรื้อถอนบ้านพักอาศัยออกจากที่ดินของโจทก์ จำเลยให้การต่อสู้คดีว่า ที่ดินที่จำเลยปลูกบ้านอยู่อาศัยเป็นที่ดินสาธารณประโยชน์ที่จำเลยครอบครองมานานและได้รับอนุญาตจากอำเภอวิหารแดงให้มีเลขที่บ้านตั้งแต่ปี 2515 ขอให้ยกฟ้อง อันเป็นการยกข้อต่อสู้ว่า ที่ดินพิพาทมิใช่ที่ดินของโจทก์แต่เป็นที่ดินสาธารณประโยชน์ ถือไม่ได้ว่าจำเลยต่อสู้กรรมสิทธิ์ในที่ดินพิพาท คดีของโจทก์จึงเป็นคดีไม่มีทุนทรัพย์ เมื่อจำเลยอุทธรณ์โต้แย้งคัดค้านคำพิพากษาศาลชั้นต้นที่พิพากษาให้จำเลยรื้อถอนสิ่งปลูกสร้างพร้อมขนย้ายทรัพย์สินและบริวารออกจากที่ดินพิพาทห้ามจำเลยและบริวารเกี่ยวข้องกับที่ดินดังกล่าว ให้จำเลยชดใช้ค่าเสียหายเป็นเงิน 17,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงินจำนวนดังกล่าวนับแต่วันฟ้องจนกว่าจำเลยจะชำระเสร็จแก่โจทก์ และให้จำเลยชำระค่าเสียหายอันเป็นค่าขาดประโยชน์จากการใช้ที่ดินพิพาทในอัตราเดือนละ 1,000 บาท นับแต่วันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจำเลยและบริวารจะขนย้ายรื้อถอนบ้านเลขที่ 71 ออกจากที่ดินพิพาท จึงต้องถือว่าคดีนี้เป็นคดีฟ้องขับไล่บุคคลใด ๆ ออกจากอสังหาริมทรัพย์อันมีค่าเช่าหรืออาจให้เช่าได้ในขณะยื่นคำฟ้องไม่เกินเดือนละ 4,000 บาท ซึ่งห้ามมิให้คู่ความอุทธรณ์ในข้อเท็จจริง ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 224 วรรคสอง และในส่วนที่โจทก์ฟ้องเรียกค่าเสียหาย แม้เป็นคดีมีทุนทรัพย์ แต่ค่าเสียหายตามที่ศาลชั้นต้นกำหนดให้จำเลยชำระแก่โจทก์จนถึงวันฟ้องเป็นเงินเพียง 17,000 บาท จำนวนทุนทรัพย์ที่พิพาทกันในชั้นอุทธรณ์ในส่วนนี้จึงเป็นเงินไม่เกิน 50,000 บาท ห้ามมิให้คู่ความอุทธรณ์ในข้อเท็จจริง ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 224 วรรคหนึ่ง เช่นกัน และเมื่อพิจารณาอุทธรณ์ของจำเลยที่ว่าพยานหลักฐานจำเลยมีน้ำหนักอันควรรับฟังยิ่งกว่าพยานหลักฐานของโจทก์ ข้อเท็จจริงรับฟังได้ว่าที่ดินพิพาทอยู่นอกแนวเขตที่ดินโฉนดเลขที่ 6101 ของโจทก์ และเป็นที่ดินสาธารณประโยชน์ที่คั่นอยู่ระหว่างที่ดินโฉนดเลขที่ 6101 ของโจทก์กับแม่น้ำ อันเป็นอุทธรณ์โต้แย้งดุลพินิจในการรับฟังพยานหลักฐานของศาลชั้นต้น ถือได้ว่าเป็นอุทธรณ์ในปัญหาข้อเท็จจริง จึงต้องห้ามมิให้อุทธรณ์ตามบทบัญญัติดังกล่าว ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 1 รับวินิจฉัยอุทธรณ์ของจำเลยมานั้นเป็นการไม่ชอบ และกรณีไม่มีเหตุที่ศาลฎีกาจะต้องวินิจฉัยฎีกาของโจทก์ที่โต้แย้งคัดค้านคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 1

พิพากษายกอุทธรณ์ของจำเลย ยกคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 1 และยกฎีกาของโจทก์ คืนค่าขึ้นศาลชั้นอุทธรณ์ให้แก่จำเลย กับคืนค่าขึ้นศาลชั้นฎีกาให้แก่โจทก์ ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์และชั้นฎีกานอกจากที่สั่งคืนให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ. ม. 224 วรรคหนึ่ง
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นาง อ.
จำเลย — นาง ต.
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดสระบุรี -
ศาลอุทธรณ์ภาค 1 -
ชื่อองค์คณะ
อธิคม อินทุภูติ
อุทัย โสภาโชติ
เศรณี ศิริมังคละ
แหล่งที่มา
หนังสือคำพิพากษาศาลฎีกา
คำวินิจฉัยที่ 43/2567
#705595
เปิดฉบับเต็ม

คดีนี้ แม้เทศบาลตำบลห้วยใหญ่ ผู้ถูกฟ้องคดี เป็นราชการส่วนท้องถิ่น จึงเป็นหน่วยงานทางปกครองตามบทนิยามในมาตรา 3 แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. 2542 และมีหน้าที่ในการจัดให้มีและบำรุงทางบกและทางน้ำ ตามมาตรา 50 วรรคหนึ่ง (2) แห่งพระราชบัญญัติเทศบาล พ.ศ. 2496 ก็ตาม แต่การที่ผู้ฟ้องคดีฟ้องผู้ถูกฟ้องคดีโดยอ้างเหตุว่ากระทำละเมิดก่อสร้างถนนคอนกรีตเสริมเหล็กรุกล้ำที่ดินของผู้ฟ้องคดีและคัดค้านการรังวัดที่ดินของผู้ฟ้องคดีโดยอ้างว่าผู้ฟ้องคดีนำรังวัดที่ดินรุกล้ำทางสาธารณประโยชน์ ส่วนผู้ถูกฟ้องคดีให้การว่า ที่ดินพิพาทเป็นทางสาธารณประโยชน์ อันเป็นสาธารณสมบัติของแผ่นดินประเภททรัพย์สินสำหรับพลเมืองใช้ร่วมกัน การก่อสร้างถนนจึงไม่เป็นการกระทำละเมิดต่อผู้ฟ้องคดี ดังนั้น การที่จะวินิจฉัยว่าผู้ถูกฟ้องคดีกระทำละเมิดต่อผู้ฟ้องคดีหรือไม่ จึงเป็นเพียงผลของการวินิจฉัยปัญหาเกี่ยวกับสถานะของที่ดินพิพาทว่าเป็นที่ดินที่ผู้ฟ้องคดีเป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์หรือเป็นที่สาธารณสมบัติของแผ่นดิน ซึ่งหากศาลวินิจฉัยว่าที่ดินพิพาทเป็นของผู้ฟ้องคดี การก่อสร้างถนนของผู้ถูกฟ้องคดีก็เป็นการกระทำละเมิดต่อผู้ฟ้องคดี แต่หากที่ดินพิพาทตกเป็นสาธารณสมบัติของแผ่นดินสำหรับพลเมืองใช้ประโยชน์ร่วมกัน ซึ่งอยู่ในการดูแลรักษาของผู้ถูกฟ้องคดีแล้ว จะเป็นผลให้ผู้ถูกฟ้องคดีมีอำนาจเข้าไปจัดให้มีและบำรุงรักษาทางพิพาทได้ ไม่เป็นละเมิดต่อผู้ฟ้องคดี คำฟ้องของผู้ฟ้องคดีจึงมีความมุ่งหมายที่จะให้ศาลมีคำพิพากษารับรองคุ้มครองสิทธิในที่ดินของผู้ฟ้องคดีเป็นสำคัญ ส่วนการที่ผู้ถูกฟ้องคดีซึ่งเป็นผู้มีหน้าที่ในการดูแลรักษาและคุ้มครองป้องกันที่ดินอันเป็นสาธารณสมบัติของแผ่นดินสำหรับพลเมืองใช้ร่วมกันตามพระราชบัญญัติลักษณะปกครองท้องที่ พระพุทธศักราช 2457 และระเบียบกระทรวงมหาดไทย ว่าด้วยการดูแลรักษาและคุ้มครองที่ดินอันเป็นสาธารณสมบัติของแผ่นดินสำหรับพลเมืองใช้ร่วมกัน พ.ศ. 2553 ได้คัดค้านการรังวัดที่ดินของผู้ฟ้องคดีเพื่อป้องกันมิให้มีการรังวัดสอบเขตที่ดินรุกล้ำที่สาธารณสมบัติของแผ่นดินเป็นเพียงการปฏิบัติหน้าที่โดยทั่วไปที่ใช้สิทธิในฐานะผู้ดูแลรักษาที่ดินข้างเคียงคัดค้านการรังวัดสอบเขตที่ดินเพื่อป้องกันมิให้มีการรังวัดรุกล้ำเข้าไปในที่ดินสาธารณะ การคัดค้านการรังวัดที่ดินของผู้ฟ้องคดีที่เป็นเหตุแห่งการฟ้องคดีนี้จึงไม่มีลักษณะเป็นการใช้อำนาจตามกฎหมาย กรณีจึงไม่เข้าลักษณะเป็นคดีพิพาทตามมาตรา 9 วรรคหนึ่ง (1) และ (3) แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. 2542 เมื่อผู้ถูกฟ้องคดีคัดค้านการรังวัดที่ดินของผู้ฟ้องคดีโดยอ้างว่าผู้ฟ้องคดีนำรังวัดที่ดินรุกล้ำทางสาธารณประโยชน์อันเป็นสาธารณสมบัติของแผ่นดินอันเป็นทรัพย์สินสำหรับพลเมืองใช้ร่วมกัน กรณีจึงเป็นคดีพิพาทเกี่ยวกับสิทธิในที่ดินที่อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรม

กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.ว่าด้วยการวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างศาล พ.ศ.2542
พ.ร.บ.จัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ.2542
พ.ร.บ.เทศบาล พ.ศ.2496
พ.ร.บ.ลักษณะปกครองท้องที่ พ.ศ.2457
ป.พ.พ.
ป.ที่ดิน
ชื่อคู่ความ
ศาลผู้ส่งความเห็น — ศาลปกครองระยอง
ศาลผู้รับความเห็น — ศาลจังหวัดพัทยา
ผู้ฟ้องคดี — นาวาโทหญิง พ.
ผู้ถูกฟ้องคดี — เทศบาลตำบลห้วยใหญ่
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
-
-
ชื่อองค์คณะ
ไม่มี
แหล่งที่มา
สำนักงานเลขานุการคณะกรรมการวินิจฉัยฯ
คำวินิจฉัยที่ 42/2567
#705575
เปิดฉบับเต็ม

คดีนี้ แม้เทศบาลตำบลรัตนบุรี จำเลยที่ 1 จะมีฐานะเป็นราชการส่วนท้องถิ่น ตามมาตรา 70 (2) แห่งพระราชบัญญัติระเบียบบริหารราชการแผ่นดิน พ.ศ. 2534 จึงเป็นหน่วยงานทางปกครอง ตามมาตรา 3 แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. 2542 โดยมีหน้าที่ตามมาตรา 50 วรรคหนึ่ง (3) และมาตรา 51 (3) และ (5) แห่งพระราชบัญญัติเทศบาล พ.ศ. 2496 แต่เมื่อพิจารณาการกระทำที่เป็นเหตุแห่งการฟ้องคดีนี้ โจทก์ฟ้องว่า การที่จำเลยที่ 2 เป็นผู้ชนะการประมูลห้องสุขา แจ้งให้โจทก์รื้อถอนแผงลอยและจะถือเอาพื้นที่ที่โจทก์ได้รับสิทธิมาโดยชอบมาเป็นของตน และการที่จำเลยที่ 1 มีคำสั่งให้โจทก์รื้อถอนสิ่งปลูกสร้าง ขนย้ายทรัพย์สิน และบริวารออกจากบริเวณหน้าอาคารห้องน้ำตลาดสดของจำเลยที่ 1 เพื่อจะนำพื้นที่ของโจทก์ไปเอื้อประโยชน์ให้แก่จำเลยที่ 2 เป็นการโต้แย้งสิทธิโจทก์ ขอให้ศาลมีคำพิพากษาว่าโจทก์เป็นผู้มีสิทธิใช้พื้นที่แผงลอยซึ่งตั้งอยู่บริเวณหน้าห้องสุขาตลาดสดเทศบาลตำบลรัตนบุรีดีกว่าจำเลยที่ 2 โดยให้จำเลยที่ 1 ยุติหรือเพิกถอนคำสั่งให้รื้อถอนสิ่งปลูกสร้าง ขนย้ายทรัพย์สิน และบริวารออกจากพื้นที่ของโจทก์ จะเห็นได้ว่า การกระทำของจำเลยที่ 1 ที่มีหนังสือให้โจทก์รื้อถอนสิ่งปลูกสร้าง ขนย้ายทรัพย์สิน และบริวารออกจากพื้นที่ โดยอ้างสัญญาเช่าระหว่างจำเลยที่ 1 กับจำเลยที่ 2 นั้น เป็นเพียงการกระทำในฐานะคู่สัญญาที่จัดให้จำเลยที่ 2 ได้เข้าใช้พื้นที่ตามที่ได้ทำสัญญาเช่ากับจำเลยที่ 1 และเป็นเพียงการปฏิบัติหน้าที่ทั่วไป ในการดำเนินการจัดหาประโยชน์จากตลาดสดเทศบาลตำบลรัตนบุรี ซึ่งเป็นทรัพย์สินของตนเช่นเดียวกับเอกชนผู้เป็นเจ้าของทรัพย์สินที่พึงต้องกระทำการใด ๆ เพื่อใช้และรักษาประโยชน์ในทรัพย์สินของตนเท่านั้น หนังสือของจำเลยที่ 1 ดังกล่าวจึงมิใช่การใช้อำนาจทางปกครองตามกฎหมายของเจ้าหน้าที่ที่จะมีผลกระทบต่อสถานภาพของสิทธิหรือหน้าที่ของโจทก์ อันจะถือเป็นคำสั่งทางปกครองตามมาตรา 5 แห่งพระราชบัญญัติวิธีปฏิบัติราชการทางปกครอง พ.ศ. 2539 และเมื่อเหตุพิพาทตามคำฟ้องระหว่างโจทก์และจำเลยที่ 1 ซึ่งเป็นหน่วยงานทางปกครอง มิได้เกิดจากการใช้อำนาจทางปกครองตามกฎหมายหรือการดำเนินกิจการทางปกครองของจำเลยที่ 1 คดีจึงไม่มีลักษณะเป็นคดีพิพาทเกี่ยวกับการที่หน่วยงานทางปกครองกระทำการโดยไม่ชอบด้วยกฎหมาย ที่จะอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลปกครอง ตามมาตรา 9 วรรคหนึ่ง (1) แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. 2542 ส่วนข้อพิพาทระหว่างโจทก์กับจำเลยที่ 2 ก็เป็นข้อพิพาทระหว่างเอกชนด้วยกัน จึงเป็นคดีพิพาททางแพ่งที่อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรม

กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.ว่าด้วยการวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างศาล พ.ศ.2542
พ.ร.บ.จัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ.2542
พ.ร.บ.วิธีปฏิบัติราชการทางปกครอง พ.ศ.2539
พ.ร.บ.ระเบียบบริหารราชการแผ่นดิน พ.ศ.2534
พ.ร.บ.เทศบาล พ.ศ.2496
ป.พ.พ.
ชื่อคู่ความ
ศาลผู้ส่งความเห็น — ศาลจังหวัดรัตนบุรี
ศาลผู้รับความเห็น — ศาลปกครองนครราชสีมา
โจทก์ — นางสาว จ.
จำเลย — เทศบาลตำบลรัตนบุรี ที่ 1 กับพวกรวม 2 คน
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
-
-
ชื่อองค์คณะ
ไม่มี
แหล่งที่มา
สำนักงานเลขานุการคณะกรรมการวินิจฉัยฯ
คำวินิจฉัยที่ 41/2567
#706673
เปิดฉบับเต็ม

คดีนี้กรมทางหลวง จำเลย เป็นส่วนราชการมีฐานะเป็นกรม สังกัดกระทรวงคมนาคม ตามมาตรา 21 (6) แห่งพระราชบัญญัติปรับปรุงกระทรวง ทบวง กรม พ.ศ. 2545 จึงเป็นหน่วยงานทางปกครอง ตามมาตรา 3 แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. 2542 และโดยที่กฎกระทรวงแบ่งส่วนราชการกรมทางหลวง กระทรวงคมนาคม พ.ศ. 2558 ข้อ 2 กำหนดว่า ให้กรมทางหลวงมีภารกิจเกี่ยวกับการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานด้านทางหลวง การก่อสร้างและบำรุงรักษา ทางหลวงให้มีโครงข่ายทางหลวงที่สมบูรณ์ครอบคลุมทั่วทั้งประเทศ และเชื่อมโยงกับประเทศเพื่อนบ้าน เพื่อให้ประชาชนได้รับความสะดวก รวดเร็ว และปลอดภัยในการเดินทาง จึงเป็นกรณีที่มีกฎหมายกำหนดหน้าที่ของจำเลยเกี่ยวกับการก่อสร้างและบำรุงรักษาทางหลวงให้ประชาชนได้รับความสะดวก รวดเร็ว และปลอดภัยในการเดินทาง ประกอบกับพระราชบัญญัติทางหลวง พ.ศ. 2535 มาตรา 4 ก็ได้นิยาม คำว่า "ทางหลวง" หมายความว่า ทางหรือถนนซึ่งจัดไว้เพื่อประโยชน์ในการจราจรสาธารณะทางบก ไม่ว่าในระดับพื้นดิน ใต้หรือเหนือพื้นดิน หรือใต้หรือเหนืออสังหาริมทรัพย์อย่างอื่น นอกจากทางรถไฟ และหมายความรวมถึงที่ดิน พืช พันธุ์ไม้ทุกชนิด สะพาน ท่อหรือรางระบายน้ำ อุโมงค์ ร่องน้ำ กำแพงกันดิน เขื่อน รั้ว หลักสำรวจ หลักเขต หลักระยะป้ายจราจร เครื่องหมายจราจร เครื่องหมายสัญญาณ เครื่องสัญญาณไฟฟ้า เครื่องแสดงสัญญาณที่จอดรถที่พักคนโดยสาร ที่พักริมทาง เรือหรือพาหนะสำหรับขนส่งข้ามฟาก ท่าเรือสำหรับขึ้นหรือลงรถ และอาคารหรือสิ่งอื่นอันเป็นอุปกรณ์งานทางบรรดาที่มีอยู่หรือที่ได้จัดไว้ในเขตทางหลวงเพื่อประโยชน์แก่งานทางหรือผู้ใช้ทางหลวงนั้นด้วย เมื่อโจทก์ฟ้องว่าจำเลย ซึ่งเป็นหน่วยงานทางปกครองปล่อยปละละเลยไม่ดำเนินการตามแผนงานด้านความปลอดภัย ในการก่อสร้างหรือบูรณะสะพานกลับรถ จนเป็นเหตุให้สะพานกลับรถถล่มลงมาทับรถยนต์คันที่โจทก์รับประกันภัยไว้ได้รับความเสียหาย โดยมีคำขอให้จำเลยชดใช้ค่าสินไหมทดแทนแก่โจทก์ กรณีตามคำฟ้องของโจทก์จึงเป็นคดีพิพาทเกี่ยวกับการกระทำละเมิดของหน่วยงานทางปกครองอันเกิดจากการละเลยต่อหน้าที่ตามที่กฎหมายกำหนดให้ต้องปฏิบัติตามมาตรา 9 วรรคหนึ่ง (3) แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. 2542 ที่อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลปกครอง

กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.ว่าด้วยการวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างศาล พ.ศ.2542
พ.ร.บ.จัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ.2542
พ.ร.บ.ทางหลวง พ.ศ.2535
พ.ร.บ.ปรับปรุงกระทรวง ทบวง กรม พ.ศ.2545
กฎกระทรวงแบ่งส่วนราชการกรมทางหลวง กระทรวงคมนาคม พ.ศ. 2558
ชื่อคู่ความ
ศาลผู้ส่งความเห็น — ศาลจังหวัดสมุทรสาคร
ศาลผู้รับความเห็น — ศาลปกครองกลาง
โจทก์ — บริษัท ม. จำกัด (มหาชน)
จำเลย — กรมทางหลวง
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
-
-
ชื่อองค์คณะ
ไม่มี
แหล่งที่มา
สำนักงานเลขานุการคณะกรรมการวินิจฉัยฯ
คำวินิจฉัยที่ 40/2567
#706851
เปิดฉบับเต็ม

คดีนี้ บริษัท ข. จำกัด ผู้ฟ้องคดี ยื่นฟ้อง สำนักงานศาลยุติธรรม ผู้ถูกฟ้องคดี ความว่า ผู้ถูกฟ้องคดีโดยศาลแขวงสุราษฎร์ธานีได้ทำสัญญาว่าจ้างผู้ฟ้องคดีให้ก่อสร้างบ้านพักผู้พิพากษา จำนวน 1 หน่วย พร้อมสิ่งก่อสร้างประกอบ วงเงินค่าจ้าง 4,547,000 บาท ผู้ฟ้องคดีได้นำหลักประกันเป็นเงินสดจำนวน 227,350 บาท เพื่อเป็นหลักประกันการปฏิบัติตามสัญญา กำหนดทำงานให้แล้วเสร็จภายในวันที่ 27 สิงหาคม 2566 และผู้ฟ้องคดีได้มีหนังสือบอกกล่าวการโอนสิทธิเรียกร้องการรับเงินค่าจ้างให้แก่บริษัท ภ. จำกัด ต่อมา ศาลแขวงสุราษฎร์ธานีมีหนังสือแจ้งบอกเลิกสัญญาจ้าง ผู้ฟ้องคดีได้ทำการก่อสร้างไปแล้วบางส่วน แต่ยังไม่ได้รับการเบิกจ่ายเงินจึงมีหนังสือขอรับเงินค่างานก่อสร้างที่ดำเนินการไปแล้ว ค่าวัสดุที่ได้จัดซื้อ เพื่อเข้ามาทำงานก่อสร้างและเงินค้ำประกันสัญญา แต่ผู้ถูกฟ้องคดีไม่รับพิจารณา ขอให้ศาลมีคำพิพากษาหรือคำสั่งให้ผู้ถูกฟ้องคดีจ่ายเงินค่าจ้างก่อสร้างรวมค่าแรง และค่าวัสดุที่ได้จัดซื้อเข้ามาเพื่อดำเนินการเป็นเงินพร้อมดอกเบี้ยร้อยละ 7.5 ต่อปี นับถัดจากวันฟ้องจนถึงวันชำระเสร็จ และให้ผู้ถูกฟ้องคดีคืนหลักประกันสัญญา

ผู้ถูกฟ้องคดียื่นคำร้องโต้แย้งเขตอำนาจว่า คดีนี้เป็นคดีพิพาทเกี่ยวกับสัญญาทางแพ่งอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรม

ศาลปกครองนครศรีธรรมราชเห็นว่า สัญญาจ้างก่อสร้างบ้านพักผู้พิพากษา เป็นการก่อสร้างถาวรวัตถุของรัฐที่ใช้เพื่อเป็นสวัสดิการบ้านพักให้แก่ผู้พิพากษาที่เข้ามาปฏิบัติหน้าที่ที่ศาลแขวงสุราษฎร์ธานีจึงเป็นการจ้างก่อสร้างสิ่งซึ่งเป็นทรัพย์สินที่เป็นสาธารณสมบัติของแผ่นดิน ข้อพิพาทในคดีนี้เป็นคดีพิพาทเกี่ยวกับสัญญาทางปกครอง อันอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลปกครอง ตามมาตรา 9 วรรคหนึ่ง (4) แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. 2542

ศาลจังหวัดสุราษฎร์ธานีเห็นว่า สัญญาจ้างก่อสร้างบ้านพักผู้พิพากษา เป็นเพียงสัญญาจ้างก่อสร้างบ้านพักอาศัยของข้าราชการตุลาการของผู้ถูกฟ้องคดีเท่านั้น มิได้มีลักษณะเป็นสัญญาสัมปทานหรือเป็นสัญญาให้ผู้ถูกฟ้องคดีจัดให้มีสิ่งสาธารณูปโภคหรือแสวงประโยชน์จากทรัพยากรธรรมชาติ สัญญาพิพาทจึงมิใช่สัญญาทางปกครอง ตามมาตรา 3 แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. 2542 เป็นเพียงสัญญาทางแพ่งของหน่วยงานทางปกครอง ข้อพิพาทในคดีนี้จึงมิใช่คดีพิพาทเกี่ยวกับสัญญาทางปกครอง หากแต่เป็นคดีพิพาทเกี่ยวกับสัญญาทางแพ่งที่อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรม

คณะกรรมการฯ พิจารณาแล้วเห็นว่า สำนักงานศาลยุติธรรม ผู้ถูกฟ้องคดี เป็นส่วนราชการที่เป็นหน่วยงานอิสระ มีฐานะเป็นนิติบุคคล ตามมาตรา 5 แห่งพระราชบัญญัติระเบียบบริหารราชการศาลยุติธรรม พ.ศ. 2543 จึงเป็นหน่วยงานทางปกครองตามมาตรา 3 แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. 2542 โดยผู้ถูกฟ้องคดีทำสัญญาว่าจ้างผู้ฟ้องคดีให้ก่อสร้างบ้านพักผู้พิพากษา จำนวน 1 หน่วย พร้อมสิ่งก่อสร้างประกอบ ศาลแขวงสุราษฎร์ธานี ดังนั้น สัญญาพิพาทจึงเป็นสัญญาที่มีคู่สัญญาอย่างน้อยฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งเป็นหน่วยงานทางปกครอง แต่เมื่อพิจารณาลักษณะของสัญญาพิพาทเป็นสัญญาจ้างก่อสร้างบ้านพักผู้พิพากษา เพื่อใช้เป็นที่พักอาศัยสำหรับข้าราชการตุลาการของผู้ถูกฟ้องคดีเท่านั้น มิได้มีลักษณะเป็นสัญญาสัมปทาน หรือเป็นสัญญาที่ให้ผู้ฟ้องคดีก่อสร้างอาคารเพื่อใช้ประโยชน์ในการจัดทำบริการสาธารณะ และมิใช่สัญญาจัดให้มีสิ่งสาธารณูปโภคหรือแสวงประโยชน์จากทรัพยากรธรรมชาติ สัญญาพิพาทจึงมิใช่ "สัญญาทางปกครอง" ตามนัยของบทนิยามมาตรา 3 แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. 2542 สัญญาจ้างก่อสร้างบ้านพักผู้พิพากษา พร้อมสิ่งก่อสร้างประกอบ ศาลแขวงสุราษฎร์ธานี ระหว่างผู้ฟ้องคดีและผู้ถูกฟ้องคดีจึงเป็นเพียงสัญญาทางแพ่งของหน่วยงานทางปกครอง ข้อพิพาทในคดีนี้จึงไม่ใช่คดีพิพาทเกี่ยวกับสัญญาทางปกครองตามมาตรา 9 วรรคหนึ่ง (4)แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. 2542 ที่จะอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลปกครอง หากแต่เป็นคดีพิพาทเกี่ยวกับสัญญาทางแพ่งที่อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรม

กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.ว่าด้วยการวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างศาล พ.ศ.2542
พ.ร.บ.จัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ.2542
ป.พ.พ.
ชื่อคู่ความ
ศาลผู้ส่งความเห็น — ศาลปกครองนครศรีธรรมราช
ศาลผู้รับความเห็น — ศาลจังหวัดสุราษฎร์ธานี
ผู้ฟ้องคดี — บริษัท ข. จำกัด
ผู้ถูกฟ้องคดี — สำนักงานศาลยุติธรรม
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
-
-
ชื่อองค์คณะ
ไม่มี
แหล่งที่มา
สำนักงานเลขานุการคณะกรรมการวินิจฉัยฯ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 39/2567
#703978
เปิดฉบับเต็ม

ตาม พ.ร.บ.คุ้มครองแรงงาน พ.ศ. 2541 มาตรา 12 หมายความว่า หากผู้รับเหมาช่วงซึ่งเป็นนายจ้างมีค่าจ้างหรือเงินอื่นที่ต้องจ่ายแก่ลูกจ้าง ผู้รับเหมาช่วงถัดขึ้นไปจนถึงผู้รับเหมาชั้นต้นต้องร่วมรับผิดกับผู้รับเหมาช่วงซึ่งเป็นนายจ้างในค่าจ้างหรือเงินอื่นที่ต้องจ่ายแก่ลูกจ้างนั้นด้วย และเมื่อผู้รับเหมาชั้นต้นหรือผู้รับเหมาช่วงถัดขึ้นไปจ่ายค่าจ้างหรือเงินอื่นที่ต้องจ่ายแทนผู้รับเหมาช่วงซึ่งเป็นนายจ้างไปแล้วก็ให้มีสิทธิไล่เบี้ยเงินดังกล่าวคืนจากผู้รับเหมาช่วงซึ่งเป็นนายจ้างได้ บทบัญญัติดังกล่าวมิได้ให้สิทธิแก่ผู้รับเหมาชั้นต้นที่จ่ายเงินไปแล้วไล่เบี้ยเรียกเงินคืนจากผู้รับเหมาช่วงถัดขึ้นไปซึ่งไม่ได้เป็นนายจ้างได้ เมื่อข้อเท็จจริงยุติว่า ก. เป็นผู้รับเหมาช่วงซึ่งเป็นนายจ้างมีค่าจ้างค้างจ่ายต่อลูกจ้างของตน และจำเลยที่ 1 ซึ่งเป็นผู้รับเหมาชั้นต้นนำเงินดังกล่าวไปวางที่ศาลจังหวัดภูเขียวเพื่อชำระให้แก่ลูกจ้างของ ก. และศาลอุทธรณ์คดีชำนัญพิเศษพิพากษาให้จำเลยที่ 1 ร่วมรับผิดตามคำสั่งของสำนักงานสวัสดิการและคุ้มครองแรงงานจังหวัดชัยภูมิ จำเลยที่ 1 ย่อมมีสิทธิไล่เบี้ยเรียกเงินข้างต้นคืนจาก ก. ผู้รับเหมาช่วงซึ่งเป็นนายจ้างที่แท้จริงได้ แต่หาอาจไล่เบี้ยเรียกเงินคืนจากโจทก์ซึ่งเป็นผู้รับเหมาช่วงถัดขึ้นไปแต่มิได้เป็นนายจ้างด้วยไม่ ดังนั้น โจทก์ย่อมไม่มีความผูกพันตามกฎหมายที่จะต้องชำระเงินค่าจ้างค้างจ่ายพร้อมดอกเบี้ย 117,067 บาท คืนให้แก่จำเลยที่ 1 ตาม พ.ร.บ.คุ้มครองแรงงาน พ.ศ. 2541 มาตรา 12 วรรคสอง จำเลยที่ 1 จึงไม่มีสิทธิขอนำเงินดังกล่าวมาหักกลบลบหนี้กับเงินที่ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยทั้งสองร่วมกันชำระแก่โจทก์ ตาม ป.พ.พ. มาตรา 341 วรรคหนึ่ง

พ.ร.บ.คุ้มครองแรงงาน พ.ศ. 2541 มาตรา 123 วรรคหนึ่ง, 124 วรรคสาม และมาตรา 125 วรรคหนึ่ง และวรรคสอง หมายความว่า เมื่อพนักงานตรวจแรงงานมีคำสั่งให้นายจ้างที่ฝ่าฝืนหรือไม่ปฏิบัติตามเกี่ยวกับสิทธิได้รับเงินอย่างหนึ่งอย่างใดแก่ลูกจ้าง เมื่อพนักงานตรวจแรงงานสอบสวนแล้วปรากฏว่าลูกจ้างมีสิทธิได้รับเงินอย่างหนึ่งอย่างใดที่นายจ้างมีหน้าที่ต้องจ่ายตามพระราชบัญญัตินี้ ให้พนักงานตรวจแรงงานมีคำสั่งให้นายจ้างจ่ายเงินดังกล่าวให้แก่ลูกจ้าง ถ้านายจ้างมิได้นำคดีไปสู่ศาลภายในสามสิบวันนับแต่วันทราบคำสั่ง ให้คำสั่งของพนักงานตรวจแรงงานที่นายจ้างจ่ายเงินดังกล่าวนั้นเป็นที่สุด เมื่อข้อเท็จจริงยุติว่า เจ้าพนักงานตรวจแรงงานมีคำสั่งให้ทั้งโจทก์ จำเลยที่ 1 และ ก. ร่วมกันรับผิดใช้ค่าแรงงานแก่ลูกจ้างของ ก. โจทก์ไม่นำคดีไปสู่ศาลภายในกำหนดย่อมหมายความเพียงว่า โจทก์ต้องร่วมรับผิดต่อลูกจ้างด้วยเท่านั้น แต่ในการพิจารณาการใช้สิทธิไล่เบี้ย ตามมาตรา 12 ศาลจำต้องพิจารณาให้ได้ความว่า ผู้ใดอาจถูกใช้สิทธิไล่เบี้ยโดยผู้รับเหมาชั้นต้นหรือผู้รับเหมาช่วงซึ่งได้จ่ายเงินไปได้บ้าง ซึ่งผู้ที่อาจถูกใช้สิทธิไล่เบี้ยได้คือผู้รับเหมาช่วงซึ่งเป็นนายจ้างก็คือ ก. เท่านั้น

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยทั้งสองร่วมกันหรือแทนกันชำระเงิน 189,945.15 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับถัดจากวันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์

จำเลยทั้งสองให้การขอให้ยกฟ้อง และฟ้องแย้งบังคับโจทก์ให้ชำระเงิน 24,255.84 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงิน 214,200.99 บาท นับถัดจากวันฟ้องแย้งจนกว่าจะชำระเสร็จแก่จำเลยทั้งสอง

โจทก์ให้การแก้ฟ้องแย้งขอให้ยกฟ้องแย้ง

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยทั้งสองร่วมกันหรือแทนกันชำระเงิน 92,811.16 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับถัดจากวันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ กับให้จำเลยทั้งสองใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ โดยกำหนดค่าทนายความ 3,000 บาท ยกฟ้องแย้งของจำเลยทั้งสอง ค่าฤชาธรรมเนียมในส่วนฟ้องแย้งให้เป็นพับ

จำเลยทั้งสองอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 4 พิพากษาแก้เป็นว่า ให้จำเลยทั้งสองร่วมกันชำระดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงิน 92,811.16 บาท นับถัดจากวันฟ้อง (ฟ้องวันที่ 4 มิถุนายน 2563) จนถึงวันที่ 10 เมษายน 2564 และอัตราร้อยละ 5 ต่อปี หรืออัตราดอกเบี้ยใหม่ที่กระทรวงการคลังปรับเปลี่ยนโดยตราเป็นพระราชกฤษฎีกาบวกด้วยอัตราเพิ่มร้อยละ 2 ต่อปี นับแต่วันที่ 11 เมษายน 2564 จนกว่าชำระเสร็จแก่โจทก์ แต่ต้องไม่เกินอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ตามที่โจทก์ขอ ค่าใช้จ่ายในการดำเนินคดีในส่วนฟ้องของโจทก์ในศาลชั้นต้นและค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

จำเลยทั้งสองฎีกา โดยได้รับอนุญาตจากศาลฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงในชั้นนี้ฟังได้ว่า โจทก์ตกลงกับจำเลยที่ 1 ซึ่งมีจำเลยที่ 2 เป็นหุ้นส่วนผู้จัดการ รับก่อสร้างเพิ่มเติมเกี่ยวกับการเปลี่ยนแปลงเนื้องานวัสดุมุงหลังคาของอาคารปฏิบัติการไปรษณีย์วังสะพุงใหม่ในราคา 189,945.15 บาท โดยใช้ชื่อจำเลยที่ 1 เป็นคู่สัญญากับบริษัท ไปรษณีย์ไทย จำกัด ซึ่งโจทก์ตกลงชำระค่าภาษี ณ ที่จ่าย 2,662.78 บาท และค่าใช้ชื่อจำเลยที่ 1 เป็นคู่สัญญากับบริษัท ไปรษณีย์ไทย จำกัด 28,092.36 บาท แก่จำเลยที่ 1 บริษัท ไปรษณีย์ไทย จำกัด ตรวจรับมอบงานกับชำระค่าจ้างให้แก่จำเลยที่ 1 แล้ว หลังจากนั้นจำเลยที่ 1 จ้างโจทก์เป็นผู้รับเหมาช่วงให้ก่อสร้างอาคารโรงเรียนบ้านกุดโคลน ซึ่งจำเลยทั้งสองจ่ายค่าจ้างให้แก่โจทก์เกินไป 66,378.85 บาท และโจทก์จ้างนายกรเอกเป็นผู้รับเหมาช่วงงานก่อสร้างบางส่วนในราคา 280,000 บาท ต่อมานายสมมาตร กับพวกรวม 8 คน ซึ่งเป็นลูกจ้างของนายกรเอกร้องเรียนต่อพนักงานตรวจแรงงาน สำนักงานสวัสดิการและคุ้มครองแรงงานจังหวัดชัยภูมิว่า นายกรเอกค้างจ่ายค่าจ้างและค่าทำงานในวันหยุด พนักงานตรวจแรงงาน สำนักงานสวัสดิการและคุ้มครองแรงงานจังหวัดชัยภูมิมีคำสั่งที่ 5/2563 ลงวันที่ 7 พฤษภาคม 2563 ให้โจทก์ นายกรเอก และจำเลยที่ 1 จ่ายค่าจ้างและค่าทำงานในวันหยุดแก่นายสมมาตรกับพวก 115,500 บาท ซึ่งจำเลยที่ 1 นำเงินดังกล่าวพร้อมดอกเบี้ยรวมเป็นเงิน 117,067 บาท ไปวางที่ศาลจังหวัดภูเขียวแล้ว และยื่นฟ้องสำนักงานสวัสดิการและคุ้มครองแรงงานจังหวัดชัยภูมิเป็นจำเลยต่อศาลแรงงานภาค 3 ว่า โจทก์ (จำเลยที่ 1 คดีนี้) ไม่ต้องรับผิดชำระค่าจ้างค้างจ่ายให้แก่ลูกจ้างของนายกรเอก ขอให้เพิกถอนคำสั่งของสำนักงานสวัสดิการและคุ้มครองแรงงานจังหวัดชัยภูมิ ศาลแรงงานภาค 3 พิพากษาว่า จำเลยที่ 1 ในฐานะผู้รับเหมาชั้นต้นต้องร่วมรับผิดกับนายกรเอกผู้รับเหมาช่วงซึ่งเป็นนายจ้างในเงินค่าจ้างค้างจ่ายด้วย สำนักงานสวัสดิการและคุ้มครองแรงงานจังหวัดชัยภูมิอุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์คดีชำนัญพิเศษพิพากษาให้เพิกถอนคำสั่งของสำนักงานสวัสดิการและคุ้มครองแรงงานจังหวัดชัยภูมิที่ 5/2563 ลงวันที่ 7 พฤษภาคม 2563 เฉพาะในส่วนที่วินิจฉัยว่าจำเลยที่ 1 เป็นนายจ้างตามพระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน พ.ศ. 2541 มาตรา 11/1 วรรคหนึ่ง แต่ให้จำเลยที่ 1 ในฐานะผู้รับเหมาชั้นต้น ร่วมรับผิดจ่ายค่าจ้างและค่าทำงานในวันหยุดค้างจ่ายให้แก่นายสมมาตรกับพวกเป็นจำนวนตามคำสั่งของสำนักงานสวัสดิการและคุ้มครองแรงงานจังหวัดชัยภูมิตามพระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน พ.ศ. 2541 มาตรา 12 วรรคหนึ่ง ส่วนเงินที่จำเลยทั้งสองฟ้องแย้งในคดีนี้ขอให้นำค่าภาษี ณ ที่จ่าย 2,662.78 บาท ค่าใช้ชื่อจำเลยที่ 1 เป็นคู่สัญญากับบริษัทไปรษณีย์ไทย จำกัด 28,092.36 บาท ค่าจ้างที่จำเลยทั้งสองชำระเกิน 66,378.85 บาท และเงินที่จำเลยที่ 1 วางศาลตามคำสั่งพนักงานตรวจแรงงาน 117,067 บาท ไปหักกลบลบหนี้กับเงินค่าจ้างก่อสร้างเพิ่มเติมเกี่ยวกับการเปลี่ยนแปลงเนื้องานวัสดุมุงหลังคาของอาคารปฏิบัติการไปรษณีย์วังสะพุง 189,945.15 บาท ที่โจทก์มีสิทธิได้รับจากจำเลยที่ 1 นั้น ศาลชั้นต้นวินิจฉัยให้นำหนี้ดังกล่าวหักกลบลบหนี้กันได้เฉพาะค่าภาษี ณ ที่จ่าย 2,662.78 บาท ค่าใช้ชื่อจำเลยที่ 1 เป็นคู่สัญญากับบริษัท ไปรษณีย์ไทย จำกัด 28,092.36 บาท และค่าจ้างที่จำเลยทั้งสองชำระเกิน 66,378.85 บาท พิพากษาให้จำเลยทั้งสองร่วมกันชำระเงินแก่โจทก์ 92,811.16 บาท คู่ความทั้งสองฝ่ายมิได้อุทธรณ์ในส่วนนี้ จึงเป็นอันถึงที่สุดตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น จำเลยทั้งสองอุทธรณ์และฎีกาขอให้นำเงิน 117,067 บาท ที่จำเลยทั้งสองวางต่อศาลจังหวัดภูเขียวหักกลบลบหนี้ด้วย

ปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยทั้งสองมีว่า จำเลยทั้งสองมีสิทธินำเงินค่าจ้างพร้อมดอกเบี้ยรวมเป็นเงิน 117,067 บาท ที่วางต่อศาลจังหวัดภูเขียวเพื่อชำระให้แก่ลูกจ้างของนายกรเอกมาหักออกจากเงิน 92,811.16 บาท ที่ศาลชั้นต้นพิพากษาให้ร่วมกันชำระแก่โจทก์หรือไม่ เห็นว่า พระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน พ.ศ. 2541 มาตรา 12 วรรคหนึ่ง บัญญัติว่า "ในกรณีที่นายจ้างเป็นผู้รับเหมาช่วง ให้ผู้รับเหมาช่วงถัดขึ้นไป หากมีตลอดสายจนถึงผู้รับเหมาชั้นต้นร่วมรับผิดกับผู้รับเหมาช่วงซึ่งเป็นนายจ้างในค่าจ้าง..." วรรคสอง บัญญัติว่า "ให้ผู้รับเหมาชั้นต้นหรือผู้รับเหมาช่วงตามวรรคหนึ่ง มีสิทธิไล่เบี้ยเงินที่จ่ายไปแล้วตามวรรคหนึ่งคืนจากผู้รับเหมาช่วงซึ่งเป็นนายจ้าง" ซึ่งหมายความว่า หากผู้รับเหมาช่วงซึ่งเป็นนายจ้างมีค่าจ้างหรือเงินอื่นที่ต้องจ่ายแก่ลูกจ้าง ผู้รับเหมาช่วงถัดขึ้นไปจนถึงผู้รับเหมาชั้นต้นต้องร่วมรับผิดกับผู้รับเหมาช่วงซึ่งเป็นนายจ้างในค่าจ้างหรือเงินอื่นที่ต้องจ่ายแก่ลูกจ้างนั้นด้วย และเมื่อผู้รับเหมาชั้นต้นหรือผู้รับเหมาช่วงถัดขึ้นไปจ่ายค่าจ้างหรือเงินอื่นที่ต้องจ่ายแทนผู้รับเหมาช่วงซึ่งเป็นนายจ้างไปแล้วก็ให้มีสิทธิไล่เบี้ยเงินดังกล่าวคืนจากผู้รับเหมาช่วงซึ่งเป็นนายจ้างได้ บทบัญญัติดังกล่าวมิได้ให้สิทธิแก่ผู้รับเหมาชั้นต้นที่จ่ายเงินไปแล้วไล่เบี้ยเรียกเงินคืนจากผู้รับเหมาช่วงถัดขึ้นไปซึ่งไม่ได้เป็นนายจ้างได้ เมื่อข้อเท็จจริงยุติว่า นายกรเอกเป็นผู้รับเหมาช่วงซึ่งเป็นนายจ้างมีค่าจ้างค้างจ่ายต่อลูกจ้างของตน และจำเลยที่ 1 ซึ่งเป็นผู้รับเหมาชั้นต้นนำเงินดังกล่าวไปวางที่ศาลจังหวัดภูเขียวเพื่อชำระให้แก่ลูกจ้างของนายกรเอก และศาลอุทธรณ์คดีชำนัญพิเศษพิพากษาให้จำเลยที่ 1 ร่วมรับผิดตามคำสั่งของสำนักงานสวัสดิการและคุ้มครองแรงงานจังหวัดชัยภูมิ จำเลยที่ 1 ย่อมมีสิทธิไล่เบี้ยเรียกเงินข้างต้นคืนจากนายกรเอกผู้รับเหมาช่วงซึ่งเป็นนายจ้างที่แท้จริงได้ แต่หาอาจไล่เบี้ยเรียกเงินคืนจากโจทก์ซึ่งเป็นผู้รับเหมาช่วงถัดขึ้นไปแต่มิได้เป็นนายจ้างด้วยไม่ ดังนั้น โจทก์ย่อมไม่มีความผูกพันตามกฎหมายที่จะต้องชำระเงินค่าจ้างค้างจ่ายพร้อมดอกเบี้ย 117,067 บาท คืนให้แก่จำเลยที่ 1 ตามพระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน พ.ศ. 2541 มาตรา 12 วรรคสอง จำเลยที่ 1 จึงไม่มีสิทธิขอนำเงินดังกล่าวมาหักกลบลบหนี้กับเงินที่ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยทั้งสองร่วมกันชำระแก่โจทก์ ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 341 วรรคหนึ่ง ส่วนที่จำเลยทั้งสองฎีกาว่า พนักงานตรวจแรงงานได้มีคำสั่งซึ่งถึงที่สุดแล้วว่า โจทก์เป็นผู้รับเหมาช่วงซึ่งเป็นนายจ้างของนายสมมาตรกับพวกตามพระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน พ.ศ. 2541 มาตรา 11/1 ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 4 วินิจฉัยเรื่องสถานะของโจทก์ที่เป็นเพียงผู้รับเหมาช่วงถัดขึ้นไปซึ่งมิใช่นายจ้างที่จำเลยทั้งสองจะใช้สิทธิไล่เบี้ยได้จึงไม่ชอบด้วยกฎหมายนั้น เห็นว่า พระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน พ.ศ. 2541 มาตรา 123 วรรคหนึ่ง บัญญัติว่า "ในกรณีที่นายจ้างฝ่าฝืนหรือไม่ปฏิบัติตามเกี่ยวกับสิทธิได้รับเงินอย่างหนึ่งอย่างใดตามพระราชบัญญัตินี้และลูกจ้างมีความประสงค์ให้พนักงานเจ้าหน้าที่ดำเนินการตามพระราชบัญญัตินี้ ให้ลูกจ้างมีสิทธิยื่นคำร้องต่อพนักงานตรวจแรงงาน..." มาตรา 124 วรรคสาม บัญญัติว่า "เมื่อพนักงานตรวจแรงงานสอบสวนแล้วปรากฏว่าลูกจ้างมีสิทธิได้รับเงินอย่างหนึ่งอย่างใดที่นายจ้างมีหน้าที่ต้องจ่ายตามพระราชบัญญัตินี้ ให้พนักงานตรวจแรงงานมีคำสั่งให้นายจ้างจ่ายเงินดังกล่าวให้แก่ลูกจ้าง... ภายในสามสิบวันนับแต่วันที่ทราบหรือถือว่าได้ทราบคำสั่ง" มาตรา 125 วรรคหนึ่ง บัญญัติว่า "เมื่อพนักงานตรวจแรงงานได้มีคำสั่งตามมาตรา 124 แล้ว ถ้านายจ้าง... ไม่พอใจคำสั่งนั้น ให้นำคดีไปสู่ศาลได้ภายในสามสิบวันนับแต่วันทราบคำสั่ง" วรรคสอง บัญญัติว่า "ในกรณีที่นายจ้าง... ไม่นำคดีไปสู่ศาลภายในกำหนด ให้คำสั่งนั้นเป็นที่สุด" ซึ่งหมายความว่า เมื่อพนักงานตรวจแรงงานมีคำสั่งให้นายจ้างที่ฝ่าฝืนหรือไม่ปฏิบัติตามเกี่ยวกับสิทธิได้รับเงินอย่างหนึ่งอย่างใดแก่ลูกจ้าง เมื่อพนักงานตรวจแรงงานสอบสวนแล้วปรากฏว่าลูกจ้างมีสิทธิได้รับเงินอย่างหนึ่งอย่างใดที่นายจ้างมีหน้าที่ต้องจ่ายตามพระราชบัญญัตินี้ ให้พนักงานตรวจแรงงานมีคำสั่งให้นายจ้างจ่ายเงินดังกล่าวให้แก่ลูกจ้าง ถ้านายจ้างมิได้นำคดีไปสู่ศาลภายในสามสิบวันนับแต่วันทราบคำสั่ง ให้คำสั่งของพนักงานตรวจแรงงานที่ให้นายจ้างจ่ายเงินดังกล่าวนั้นเป็นที่สุด เมื่อข้อเท็จจริงยุติว่า เจ้าพนักงานตรวจแรงงานมีคำสั่งให้ทั้งโจทก์ จำเลยที่ 1 และนายกรเอก ร่วมกันรับผิดใช้ค่าแรงงานแก่ลูกจ้างของนายกรเอก โจทก์ไม่นำคดีไปสู่ศาลภายในกำหนดย่อมหมายความเพียงว่าโจทก์ต้องร่วมรับผิดต่อลูกจ้างด้วยเท่านั้น แต่ในการพิจารณาการใช้สิทธิไล่เบี้ยตามมาตรา 12 ศาลจำต้องพิจารณาให้ได้ความว่าผู้ใดอาจถูกใช้สิทธิไล่เบี้ยโดยผู้รับเหมาชั้นต้นหรือผู้รับเหมาช่วงซึ่งได้จ่ายเงินไปได้บ้าง ซึ่งผู้ที่อาจถูกใช้สิทธิไล่เบี้ยได้คือผู้รับเหมาช่วงซึ่งเป็นนายจ้างก็คือนายกรเอกเท่านั้น ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 4 พิพากษามานั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาของจำเลยทั้งสองฟังไม่ขึ้น

พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมตามฟ้องและฟ้องแย้งในชั้นฎีกาให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 341 วรรคหนึ่ง
พ.ร.บ.คุ้มครองแรงงาน พ.ศ.2541 ม. 12 ม. 123 วรรคหนึ่ง ม. 124 วรรคสาม ม. 125 วรรคหนึ่ง ม. 125 วรรคสอง
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นาย ท.
จำเลย — ห้างหุ้นส่วนจำกัด ต. กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
-
-
ชื่อองค์คณะ
พงษ์ธร จันทร์อุดม
จักรกฤษณ์ อนันต์สุชาติกุล
สุจินต์ เชี่ยวชาญศิลป์
แหล่งที่มา
หนังสือคำพิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 39/2567
#699326
เปิดฉบับเต็ม

ตาม พ.ร.บ.คุ้มครองแรงงาน พ.ศ. 2541 มาตรา 12 หมายความว่า หากผู้รับเหมาช่วงซึ่งเป็นนายจ้างมีค่าจ้างหรือเงินอื่นที่ต้องจ่ายแก่ลูกจ้าง ผู้รับเหมาช่วงถัดขึ้นไปจนถึงผู้รับเหมาชั้นต้นต้องร่วมรับผิดกับผู้รับเหมาช่วงซึ่งเป็นนายจ้างในค่าจ้างหรือเงินอื่นที่ต้องจ่ายแก่ลูกจ้างนั้นด้วย และเมื่อผู้รับเหมาชั้นต้นหรือผู้รับเหมาช่วงถัดขึ้นไปจ่ายค่าจ้างหรือเงินอื่นที่ต้องจ่ายแทนผู้รับเหมาช่วงซึ่งเป็นนายจ้างไปแล้วก็ให้มีสิทธิไล่เบี้ยเงินดังกล่าวคืนจากผู้รับเหมาช่วงซึ่งเป็นนายจ้างได้ บทบัญญัติดังกล่าวมิได้ให้สิทธิแก่ผู้รับเหมาชั้นต้นที่จ่ายเงินไปแล้วไล่เบี้ยเรียกเงินคืนจากผู้รับเหมาช่วงถัดขึ้นไปซึ่งไม่ได้เป็นนายจ้างได้ เมื่อข้อเท็จจริงยุติว่า ก. เป็นผู้รับเหมาช่วงซึ่งเป็นนายจ้างมีค่าจ้างค้างจ่ายต่อลูกจ้างของตน และจำเลยที่ 1 ซึ่งเป็นผู้รับเหมาชั้นต้นนำเงินดังกล่าวไปวางที่ศาลจังหวัดภูเขียวเพื่อชำระให้แก่ลูกจ้างของ ก. และศาลอุทธรณ์คดีชำนัญพิเศษพิพากษาให้จำเลยที่ 1 ร่วมรับผิดตามคำสั่งของสำนักงานสวัสดิการและคุ้มครองแรงงานจังหวัดชัยภูมิ จำเลยที่ 1 ย่อมมีสิทธิไล่เบี้ยเรียกเงินข้างต้นคืนจาก ก. ผู้รับเหมาช่วงซึ่งเป็นนายจ้างที่แท้จริงได้ แต่หาอาจไล่เบี้ยเรียกเงินคืนจากโจทก์ซึ่งเป็นผู้รับเหมาช่วงถัดขึ้นไปแต่มิได้เป็นนายจ้างด้วยไม่ ดังนั้น โจทก์ย่อมไม่มีความผูกพันตามกฎหมายที่จะต้องชำระเงินค่าจ้างค้างจ่ายพร้อมดอกเบี้ย 117,067 บาท คืนให้แก่จำเลยที่ 1 ตาม พ.ร.บ.คุ้มครองแรงงาน พ.ศ. 2541 มาตรา 12 วรรคสอง จำเลยที่ 1 จึงไม่มีสิทธิขอนำเงินดังกล่าวมาหักกลบลบหนี้กับเงินที่ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยทั้งสองร่วมกันชำระแก่โจทก์ ตาม ป.พ.พ. มาตรา 341 วรรคหนึ่ง

พ.ร.บ.คุ้มครองแรงงาน พ.ศ. 2541 มาตรา 123 วรรคหนึ่ง, 124 วรรคสาม และมาตรา 125 วรรคหนึ่ง และวรรคสอง หมายความว่า เมื่อพนักงานตรวจแรงงานมีคำสั่งให้นายจ้างที่ฝ่าฝืนหรือไม่ปฏิบัติตามเกี่ยวกับสิทธิได้รับเงินอย่างหนึ่งอย่างใดแก่ลูกจ้าง เมื่อพนักงานตรวจแรงงานสอบสวนแล้วปรากฏว่าลูกจ้างมีสิทธิได้รับเงินอย่างหนึ่งอย่างใดที่นายจ้างมีหน้าที่ต้องจ่ายตามพระราชบัญญัตินี้ ให้พนักงานตรวจแรงงานมีคำสั่งให้นายจ้างจ่ายเงินดังกล่าวให้แก่ลูกจ้าง ถ้านายจ้างมิได้นำคดีไปสู่ศาลภายในสามสิบวันนับแต่วันทราบคำสั่ง ให้คำสั่งของพนักงานตรวจแรงงานที่นายจ้างจ่ายเงินดังกล่าวนั้นเป็นที่สุด เมื่อข้อเท็จจริงยุติว่า เจ้าพนักงานตรวจแรงงานมีคำสั่งให้ทั้งโจทก์ จำเลยที่ 1 และ ก. ร่วมกันรับผิดใช้ค่าแรงงานแก่ลูกจ้างของ ก. โจทก์ไม่นำคดีไปสู่ศาลภายในกำหนดย่อมหมายความเพียงว่า โจทก์ต้องร่วมรับผิดต่อลูกจ้างด้วยเท่านั้น แต่ในการพิจารณาการใช้สิทธิไล่เบี้ย ตามมาตรา 12 ศาลจำต้องพิจารณาให้ได้ความว่า ผู้ใดอาจถูกใช้สิทธิไล่เบี้ยโดยผู้รับเหมาชั้นต้นหรือผู้รับเหมาช่วงซึ่งได้จ่ายเงินไปได้บ้าง ซึ่งผู้ที่อาจถูกใช้สิทธิไล่เบี้ยได้คือผู้รับเหมาช่วงซึ่งเป็นนายจ้างก็คือ ก. เท่านั้น

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยทั้งสองร่วมกันหรือแทนกันชำระเงิน 189,945.15 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับถัดจากวันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์

จำเลยทั้งสองให้การขอให้ยกฟ้อง และฟ้องแย้งบังคับโจทก์ให้ชำระเงิน 24,255.84 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงิน 214,200.99 บาท นับถัดจากวันฟ้องแย้งจนกว่าจะชำระเสร็จแก่จำเลยทั้งสอง

โจทก์ให้การแก้ฟ้องแย้งขอให้ยกฟ้องแย้ง

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยทั้งสองร่วมกันหรือแทนกันชำระเงิน 92,811.16 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับถัดจากวันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ กับให้จำเลยทั้งสองใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ โดยกำหนดค่าทนายความ 3,000 บาท ยกฟ้องแย้งของจำเลยทั้งสอง ค่าฤชาธรรมเนียมในส่วนฟ้องแย้งให้เป็นพับ

จำเลยทั้งสองอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 4 พิพากษาแก้เป็นว่า ให้จำเลยทั้งสองร่วมกันชำระดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงิน 92,811.16 บาท นับถัดจากวันฟ้อง (ฟ้องวันที่ 4 มิถุนายน 2563) จนถึงวันที่ 10 เมษายน 2564 และอัตราร้อยละ 5 ต่อปี หรืออัตราดอกเบี้ยใหม่ที่กระทรวงการคลังปรับเปลี่ยนโดยตราเป็นพระราชกฤษฎีกาบวกด้วยอัตราเพิ่มร้อยละ 2 ต่อปี นับแต่วันที่ 11 เมษายน 2564 จนกว่าชำระเสร็จแก่โจทก์ แต่ต้องไม่เกินอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ตามที่โจทก์ขอ ค่าใช้จ่ายในการดำเนินคดีในส่วนฟ้องของโจทก์ในศาลชั้นต้นและค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

จำเลยทั้งสองฎีกา โดยได้รับอนุญาตจากศาลฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงในชั้นนี้ฟังได้ว่า โจทก์ตกลงกับจำเลยที่ 1 ซึ่งมีจำเลยที่ 2 เป็นหุ้นส่วนผู้จัดการ รับก่อสร้างเพิ่มเติมเกี่ยวกับการเปลี่ยนแปลงเนื้องานวัสดุมุงหลังคาของอาคารปฏิบัติการไปรษณีย์วังสะพุงใหม่ในราคา 189,945.15 บาท โดยใช้ชื่อจำเลยที่ 1 เป็นคู่สัญญากับบริษัทไปรษณีย์ไทย จำกัด ซึ่งโจทก์ตกลงชำระค่าภาษี ณ ที่จ่าย 2,662.78 บาท และค่าใช้ชื่อจำเลยที่ 1 เป็นคู่สัญญากับบริษัทไปรษณีย์ไทย จำกัด 28,092.36 บาท แก่จำเลยที่ 1 บริษัทไปรษณีย์ไทย จำกัด ตรวจรับมอบงานกับชำระค่าจ้างให้แก่จำเลยที่ 1 แล้ว หลังจากนั้นจำเลยที่ 1 จ้างโจทก์เป็นผู้รับเหมาช่วงให้ก่อสร้างอาคารโรงเรียนบ้านกุดโคลน ซึ่งจำเลยทั้งสองจ่ายค่าจ้างให้แก่โจทก์เกินไป 66,378.85 บาท และโจทก์จ้างนายกรเอก เป็นผู้รับเหมาช่วงงานก่อสร้างบางส่วนในราคา 280,000 บาท ต่อมานายสมมาตร กับพวกรวม 8 คน ซึ่งเป็นลูกจ้างนายกรเอกร้องเรียนต่อพนักงานตรวจแรงงาน สำนักงานสวัสดิการและคุ้มครองแรงงานจังหวัดชัยภูมิว่า นายกรเอกค้างจ่ายค่าจ้างและค่าทำงานในวันหยุด พนักงานตรวจแรงงาน สำนักงานสวัสดิการและคุ้มครองแรงงานจังหวัดชัยภูมิมีคำสั่งที่ 5/2563 ลงวันที่ 7 พฤษภาคม 2563 ให้โจทก์ นายกรเอก และจำเลยที่ 1 จ่ายค่าจ้างและค่าทำงานในวันหยุดแก่นายสมมาตรกับพวก 115,500 บาท ซึ่งจำเลยที่ 1 นำเงินดังกล่าวพร้อมดอกเบี้ยรวมเป็นเงิน 117,067 บาท ไปวางที่ศาลจังหวัดภูเขียวแล้ว และยื่นฟ้องสำนักงานสวัสดิการและคุ้มครองแรงงานจังหวัดชัยภูมิเป็นจำเลยต่อศาลแรงงานภาค 3 ว่า โจทก์ (จำเลยที่ 1 คดีนี้) ไม่ต้องรับผิดชำระค่าจ้างค้างจ่ายให้แก่ลูกจ้างของนายกรเอก ขอให้เพิกถอนคำสั่งของสำนักงานสวัสดิการและคุ้มครองแรงงานจังหวัดชัยภูมิ ศาลแรงงานภาค 3 พิพากษาว่า จำเลยที่ 1 ในฐานะผู้รับเหมาชั้นต้นต้องร่วมรับผิดกับนายกรเอกผู้รับเหมาช่วงซึ่งเป็นนายจ้างในเงินค่าจ้างค้างจ่ายด้วย สำนักงานสวัสดิการและคุ้มครองแรงงานจังหวัดชัยภูมิอุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์คดีชำนัญพิเศษพิพากษาให้เพิกถอนคำสั่งของสำนักงานสวัสดิการและคุ้มครองแรงงานจังหวัดชัยภูมิที่ 5/2563 ลงวันที่ 7 พฤษภาคม 2563 เฉพาะในส่วนที่วินิจฉัยว่าจำเลยที่ 1 เป็นนายจ้างตามพระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน พ.ศ. 2541 มาตรา 11/1 วรรคหนึ่ง แต่ให้จำเลยที่ 1 ในฐานะผู้รับเหมาชั้นต้น ร่วมรับผิดจ่ายค่าจ้างและค่าทำงานในวันหยุดค้างจ่ายให้แก่นายสมมาตรกับพวกเป็นจำนวนตามคำสั่งของสำนักงานสวัสดิการและคุ้มครองแรงงานจังหวัดชัยภูมิตามพระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน พ.ศ. 2541 มาตรา 12 วรรคหนึ่ง ส่วนเงินที่จำเลยทั้งสองฟ้องแย้งในคดีนี้ขอให้นำค่าภาษี ณ ที่จ่าย 2,662.78 บาท ค่าใช้ชื่อจำเลยที่ 1 เป็นคู่สัญญากับบริษัทไปรษณีย์ไทย จำกัด 28,092.36 บาท ค่าจ้างที่จำเลยทั้งสองชำระเกิน 66,378.85 บาท และเงินที่จำเลยที่ 1 วางศาลตามคำสั่งพนักงานตรวจแรงงาน 117,067 บาท ไปหักกลบลบหนี้กับเงินค่าจ้างก่อสร้างเพิ่มเติมเกี่ยวกับการเปลี่ยนแปลงเนื้องานวัสดุมุงหลังคาของอาคารปฏิบัติการไปรษณีย์วังสะพุง 189,945.15 บาท ที่โจทก์มีสิทธิได้รับจากจำเลยที่ 1 นั้น ศาลชั้นต้นวินิจฉัยให้นำหนี้ดังกล่าวหักกลบลบหนี้กันได้เฉพาะค่าภาษี ณ ที่จ่าย 2,662.78 บาท ค่าใช้ชื่อจำเลยที่ 1 เป็นคู่สัญญากับบริษัทไปรษณีย์ไทย จำกัด 28,092.36 บาท และค่าจ้างที่จำเลยทั้งสองชำระเกิน 66,378.85 บาท พิพากษาให้จำเลยทั้งสองร่วมกันชำระเงินแก่โจทก์ 92,811.16 บาท คู่ความทั้งสองฝ่ายมิได้อุทธรณ์ในส่วนนี้ จึงเป็นอันถึงที่สุดตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น จำเลยทั้งสองอุทธรณ์และฎีกาขอให้นำเงิน 117,067 บาท ที่จำเลยทั้งสองวางต่อศาลจังหวัดภูเขียวหักกลบลบหนี้ด้วย

ปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยทั้งสองมีว่า จำเลยทั้งสองมีสิทธินำเงินค่าจ้างพร้อมดอกเบี้ยรวมเป็นเงิน 117,067 บาท ที่วางต่อศาลจังหวัดภูเขียวเพื่อชำระให้แก่ลูกจ้างของนายกรเอกมาหักออกจากเงิน 92,811.16 บาท ที่ศาลชั้นต้นพิพากษาให้ร่วมกันชำระแก่โจทก์หรือไม่ เห็นว่า พระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน พ.ศ. 2541 มาตรา 12 วรรคหนึ่ง บัญญัติว่า "ในกรณีที่นายจ้างเป็นผู้รับเหมาช่วง ให้ผู้รับเหมาช่วงถัดขึ้นไป หากมีตลอดสายจนถึงผู้รับเหมาชั้นต้นร่วมรับผิดกับผู้รับเหมาช่วงซึ่งเป็นนายจ้างในค่าจ้าง..." วรรคสอง บัญญัติว่า "ให้ผู้รับเหมาชั้นต้นหรือผู้รับเหมาช่วงตามวรรคหนึ่ง มีสิทธิไล่เบี้ยเงินที่จ่ายไปแล้วตามวรรคหนึ่งคืนจากผู้รับเหมาช่วงซึ่งเป็นนายจ้าง" ซึ่งหมายความว่า หากผู้รับเหมาช่วงซึ่งเป็นนายจ้างมีค่าจ้างหรือเงินอื่นที่ต้องจ่ายแก่ลูกจ้าง ผู้รับเหมาช่วงถัดขึ้นไปจนถึงผู้รับเหมาชั้นต้นต้องร่วมรับผิดกับผู้รับเหมาช่วงซึ่งเป็นนายจ้างในค่าจ้างหรือเงินอื่นที่ต้องจ่ายแก่ลูกจ้างนั้นด้วย และเมื่อผู้รับเหมาชั้นต้นหรือผู้รับเหมาช่วงถัดขึ้นไปจ่ายค่าจ้างหรือเงินอื่นที่ต้องจ่ายแทนผู้รับเหมาช่วงซึ่งเป็นนายจ้างไปแล้วก็ให้มีสิทธิไล่เบี้ยเงินดังกล่าวคืนจากผู้รับเหมาช่วงซึ่งเป็นนายจ้างได้ บทบัญญัติดังกล่าวมิได้ให้สิทธิแก่ผู้รับเหมาชั้นต้นที่จ่ายเงินไปแล้วไล่เบี้ยเรียกเงินคืนจากผู้รับเหมาช่วงถัดขึ้นไปซึ่งไม่ได้เป็นนายจ้างได้ เมื่อข้อเท็จจริงยุติว่า นายกรเอกเป็นผู้รับเหมาช่วงซึ่งเป็นนายจ้างมีค่าจ้างค้างจ่ายต่อลูกจ้างของตน และจำเลยที่ 1 ซึ่งเป็นผู้รับเหมาชั้นต้นนำเงินดังกล่าวไปวางที่ศาลจังหวัดภูเขียวเพื่อชำระให้แก่ลูกจ้างของนายกรเอก และศาลอุทธรณ์คดีชำนัญพิเศษพิพากษาให้จำเลยที่ 1 ร่วมรับผิดตามคำสั่งของสำนักงานสวัสดิการและคุ้มครองแรงงาน จังหวัดชัยภูมิ จำเลยที่ 1 ย่อมมีสิทธิไล่เบี้ยเรียกเงินข้างต้นคืนจากนายกรเอกผู้รับเหมาช่วงซึ่งเป็นนายจ้างที่แท้จริงได้ แต่หาอาจไล่เบี้ยเรียกเงินคืนจากโจทก์ซึ่งเป็นผู้รับเหมาช่วงถัดขึ้นไปแต่มิได้เป็นนายจ้างด้วยไม่ ดังนั้น โจทก์ย่อมไม่มีความผูกพันตามกฎหมายที่จะต้องชำระเงินค่าจ้างค้างจ่ายพร้อมดอกเบี้ย 117,067 บาท คืนให้แก่จำเลยที่ 1 ตามพระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน พ.ศ. 2541 มาตรา 12 วรรคสอง จำเลยที่ 1 จึงไม่มีสิทธิขอนำเงินดังกล่าวมาหักกลบลบหนี้กับเงินที่ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยทั้งสองร่วมกันชำระแก่โจทก์ ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 341 วรรคหนึ่ง ส่วนที่จำเลยทั้งสองฎีกาว่า พนักงานตรวจแรงงานได้มีคำสั่งซึ่งถึงที่สุดแล้วว่า โจทก์เป็นผู้รับเหมาช่วงซึ่งเป็นนายจ้างของนายสมมาตรกับพวกตามพระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน พ.ศ. 2541 มาตรา 11/1 ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 4 วินิจฉัยเรื่องสถานะของโจทก์ที่เป็นเพียงผู้รับเหมาช่วงถัดขึ้นไปซึ่งมิใช่นายจ้างที่จำเลยทั้งสองจะใช้สิทธิไล่เบี้ยได้จึงไม่ชอบด้วยกฎหมายนั้น เห็นว่า พระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน พ.ศ. 2541 มาตรา 123 วรรคหนึ่ง บัญญัติว่า "ในกรณีที่นายจ้างฝ่าฝืนหรือไม่ปฏิบัติตามเกี่ยวกับสิทธิได้รับเงินอย่างหนึ่งอย่างใดตามพระราชบัญญัตินี้และลูกจ้างมีความประสงค์ให้พนักงานเจ้าหน้าที่ดำเนินการตามพระราชบัญญัตินี้ ให้ลูกจ้างมีสิทธิยื่นคำร้องต่อพนักงานตรวจแรงงาน..." มาตรา 124 วรรคสาม บัญญัติว่า "เมื่อพนักงานตรวจแรงงานสอบสวนแล้วปรากฏว่าลูกจ้างมีสิทธิได้รับเงินอย่างหนึ่งอย่างใดที่นายจ้างมีหน้าที่ต้องจ่ายตามพระราชบัญญัตินี้ ให้พนักงานตรวจแรงงานมีคำสั่งให้นายจ้างจ่ายเงินดังกล่าวให้แก่ลูกจ้าง...ภายในสามสิบวันนับแต่วันที่ทราบหรือถือว่าได้ทราบคำสั่ง" มาตรา 125 วรรคหนึ่ง บัญญัติว่า "เมื่อพนักงานตรวจแรงงานได้มีคำสั่งตามมาตรา 124 แล้ว ถ้านายจ้าง...ไม่พอใจคำสั่งนั้น ให้นำคดีไปสู่ศาลได้ภายในสามสิบวันนับแต่วันทราบคำสั่ง" วรรคสอง บัญญัติว่า "ในกรณีที่นายจ้าง... ไม่นำคดีไปสู่ศาลภายในกำหนด ให้คำสั่งนั้นเป็นที่สุด" ซึ่งหมายความว่า เมื่อพนักงานตรวจแรงงานมีคำสั่งให้นายจ้างที่ฝ่าฝืนหรือไม่ปฏิบัติตามเกี่ยวกับสิทธิได้รับเงินอย่างหนึ่งอย่างใดแก่ลูกจ้าง เมื่อพนักงานตรวจแรงงานสอบสวนแล้วปรากฏว่าลูกจ้างมีสิทธิได้รับเงินอย่างหนึ่งอย่างใดที่นายจ้างมีหน้าที่ต้องจ่ายตามพระราชบัญญัตินี้ ให้พนักงานตรวจแรงงานมีคำสั่งให้นายจ้างจ่ายเงินดังกล่าวให้แก่ลูกจ้าง ถ้านายจ้างมิได้นำคดีไปสู่ศาลภายในสามสิบวันนับแต่วันทราบคำสั่ง ให้คำสั่งของพนักงานตรวจแรงงานที่ให้นายจ้างจ่ายเงินดังกล่าวนั้นเป็นที่สุด เมื่อข้อเท็จจริงยุติว่า เจ้าพนักงานตรวจแรงงานมีคำสั่งให้ทั้งโจทก์ จำเลยที่ 1 และนายกรเอก ร่วมกันรับผิดใช้ค่าแรงงานแก่ลูกจ้างของนายกรเอก โจทก์ไม่นำคดีไปสู่ศาลภายในกำหนดย่อมหมายความเพียงว่าโจทก์ต้องร่วมรับผิดต่อลูกจ้างด้วยเท่านั้น แต่ในการพิจารณาการใช้สิทธิไล่เบี้ยตามมาตรา 12 ศาลจำต้องพิจารณาให้ได้ความว่าผู้ใดอาจถูกใช้สิทธิไล่เบี้ยโดยผู้รับเหมาชั้นต้นหรือผู้รับเหมาช่วงซึ่งได้จ่ายเงินไปได้บ้าง ซึ่งผู้ที่อาจถูกใช้สิทธิไล่เบี้ยได้คือผู้รับเหมาช่วงซึ่งเป็นนายจ้างก็คือนายกรเอกเท่านั้น ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 4 พิพากษามานั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาของจำเลยทั้งสองฟังไม่ขึ้น

พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมตามฟ้องและฟ้องแย้งในชั้นฎีกาให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 341 วรรคหนึ่ง
พ.ร.บ.คุ้มครองแรงงาน พ.ศ.2541 ม. 12 ม. 123 วรรคหนึ่ง ม. 124 วรรคสาม ม. 125 วรรคหนึ่ง ม. 125 วรรคสอง
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นาย ท.
จำเลย — ห้างหุ้นส่วนจำกัด ต. กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดชุมแพ — นายพฤฒิ บริรักษ์วาณิชย์
ศาลอุทธรณ์ภาค 4 — นายกำธร พรหมขุนทอง
ชื่อองค์คณะ
พงษ์ธร จันทร์อุดม
จักรกฤษณ์ อนันต์สุชาติกุล
สุจินต์ เชี่ยวชาญศิลป์
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำวินิจฉัยที่ 39/2567
#705277
เปิดฉบับเต็ม

คดีนี้ สำนักงานตำรวจแห่งชาติ ผู้ถูกฟ้องคดี เป็นส่วนราชการไม่สังกัดสำนักนายกรัฐมนตรี กระทรวงหรือทบวง แต่มีฐานะเป็นกรมตามมาตรา 46 (7) แห่งพระราชบัญญัติปรับปรุงกระทรวง ทบวง กรม พ.ศ. 2545 ซึ่งเป็น "หน่วยงานทางปกครอง" ตามบทนิยามมาตรา 3 แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. 2542 ผู้ถูกฟ้องคดีทำสัญญาว่าจ้างผู้ฟ้องคดีให้ก่อสร้างบ้านพักข้าราชการตำรวจ ระดับผู้กำกับการถึงรองผู้บังคับการ จำนวน 1 หลัง ณ สถานีตำรวจภูธรสรรคบุรี ตำบลในเมือง อำเภอเมืองชัยนาท จังหวัดชัยนาท แม้สัญญาพิพาทเป็นสัญญาที่มีคู่สัญญาอย่างน้อยฝ่ายใดฝ่ายหนึ่ง เป็นหน่วยงานทางปกครอง แต่เมื่อพิจารณาลักษณะของสัญญาพิพาทเป็นสัญญาจ้างก่อสร้างบ้านพักเพื่อใช้เป็นที่พักอาศัยของข้าราชการเท่านั้น สัญญาดังกล่าวจึงมิได้มีลักษณะเป็นสัญญาสัมปทาน สัญญาที่ให้จัดทำบริการสาธารณะ หรือจัดให้มีสิ่งสาธารณูปโภคหรือแสวงประโยชน์จากทรัพยากรธรรมชาติ ตามนัยบทนิยาม "สัญญาทางปกครอง" ในมาตรา 3 แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. 2542 สัญญาจ้างก่อสร้างบ้านพักข้าราชการตำรวจระดับผู้กำกับการถึงรองผู้บังคับการ จำนวน 1 หลัง ระหว่างผู้ฟ้องคดีและผู้ถูกฟ้องคดี จึงเป็นเพียงสัญญาทางแพ่งของหน่วยงานทางปกครอง ข้อพิพาทในคดีนี้จึงไม่ใช่คดีพิพาทเกี่ยวกับสัญญาทางปกครองตามมาตรา 9 วรรคหนึ่ง (4) แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. 2542 ที่จะอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลปกครอง หากแต่เป็นคดีพิพาทเกี่ยวกับสัญญาทางแพ่งที่อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรม

กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.ว่าด้วยการวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างศาล พ.ศ.2542
พ.ร.บ.จัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ.2542
พ.ร.บ.ปรับปรุงกระทรวง ทบวง กรม พ.ศ.2545
ป.พ.พ.
ชื่อคู่ความ
ศาลผู้ส่งความเห็น — ศาลปกครองอุบลราชธานี
ศาลผู้รับความเห็น — ศาลจังหวัดชัยนาท
ผู้ฟ้องคดี — บริษัท ข. จำกัด
ผู้ถูกฟ้องคดี — สำนักงานตำรวจแห่งชาติ
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
-
-
ชื่อองค์คณะ
ไม่มี
แหล่งที่มา
สำนักงานเลขานุการคณะกรรมการวินิจฉัยฯ
คำวินิจฉัยที่ 38/2567
#704517
เปิดฉบับเต็ม

คดีนี้ แม้กองทัพบก ผู้ถูกฟ้องคดีที่ 1 จะเป็นหน่วยงานทางปกครอง ตามบทนิยามในมาตรา 3 แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. 2542 และมีหน้าที่เตรียมกำลังกองทัพบก การป้องกันราชอาณาจักร และดำเนินการเกี่ยวกับการใช้กำลังกองทัพบกตามอำนาจหน้าที่ของกระทรวงกลาโหม ตามมาตรา 17 (2) มาตรา 19 และมาตรา 22 แห่งพระราชบัญญัติจัดระเบียบราชการกระทรวงกลาโหม พ.ศ. 2551 แต่เหตุแห่งการฟ้องคดีนี้ผู้ฟ้องคดีกล่าวอ้างว่า ผู้ถูกฟ้องคดีที่ 3 ซึ่งเป็นหน่วยงานในสังกัดของผู้ถูกฟ้องคดีที่ 1 และที่ 2 กระทำละเมิดก่อสร้างสนามยิงปืนเขาเอราวัณรุกล้ำที่ดินโฉนดเลขที่ 85206 ของผู้ฟ้องคดี ส่วนผู้ถูกฟ้องคดีที่ 1 ให้การว่า ที่ดินพิพาทเป็นที่ราชพัสดุใช้เพื่อประโยชน์ในราชการทหาร อันเป็นสาธารณสมบัติของแผ่นดิน การที่จะวินิจฉัยว่าผู้ถูกฟ้องคดีที่ 1 กระทำละเมิดต่อผู้ฟ้องคดีหรือไม่ จึงเป็นเพียงผลของการวินิจฉัยปัญหาเกี่ยวกับสถานะของที่ดินพิพาทว่าเป็นที่ดินที่ผู้ฟ้องคดีเป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์หรือเป็นที่ราชพัสดุ ซึ่งหากวินิจฉัยว่าที่ดินพิพาทเป็นของผู้ฟ้องคดี การที่ผู้ถูกฟ้องคดีที่ 3 ซึ่งเป็นหน่วยงานในสังกัดของผู้ถูกฟ้องคดีที่ 1 และที่ 2 ก่อสร้างสนามยิงปืนเขาเอราวัณรุกล้ำที่ดินพิพาทก็เป็นการกระทำละเมิดต่อผู้ฟ้องคดี แต่หากที่ดินพิพาทเป็นที่ราชพัสดุสำหรับใช้ในราชการกองทัพบก จะเป็นผลให้การกระทำของผู้ถูกฟ้องคดีที่ 1 และหน่วยงานในสังกัดไม่เป็นละเมิดต่อผู้ฟ้องคดี ดังนั้น คำฟ้องของผู้ฟ้องคดีจึงมีความมุ่งหมายที่จะให้ศาลมีคำพิพากษารับรองคุ้มครองสิทธิในที่ดินของผู้ฟ้องคดีเป็นสำคัญ ข้อพิพาทในคดีนี้จึงเป็นคดีพิพาทเกี่ยวกับสิทธิในที่ดิน ซึ่งอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรม

กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.ว่าด้วยการวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างศาล พ.ศ.2542
พ.ร.บ.จัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ.2542
พ.ร.บ.จัดระเบียบราชการกระทรวงกลาโหม พ.ศ.2551
ป.พ.พ.
ชื่อคู่ความ
ศาลผู้ส่งความเห็น — ศาลปกครองนครสวรรค์
ศาลผู้รับความเห็น — ศาลจังหวัดลพบุรี
ผู้ฟ้องคดี — นาง ส.
ผู้ถูกฟ้องคดี — กองทัพบก ที่ 1 กับพวกรวม 3 คน
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
-
-
ชื่อองค์คณะ
ไม่มี
แหล่งที่มา
สำนักงานเลขานุการคณะกรรมการวินิจฉัยฯ
คำวินิจฉัยที่ 37/2567
#705330
เปิดฉบับเต็ม

คดีนี้ แม้องค์การบริหารส่วนตำบลหนองงูเหลือม จำเลยที่ 1 นายกองค์การบริหารส่วนตำบลหนองงูเหลือม จำเลยที่ 2 จะเป็นหน่วยงานทางปกครองและเจ้าหน้าที่ของรัฐ ตามบทนิยามในมาตรา 3 แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. 2542 แต่การที่จำเลยทั้งสองซึ่งเป็นผู้มีหน้าที่ในการดูแลรักษาและคุ้มครองป้องกันที่ดินอันเป็นสาธารณสมบัติของแผ่นดินสำหรับพลเมืองใช้ร่วมกันตามพระราชบัญญัติลักษณะปกครองท้องที่ พระพุทธศักราช 2457 และระเบียบกระทรวงมหาดไทย ว่าด้วยการดูแลรักษาและคุ้มครองที่ดินอันเป็นสาธารณสมบัติของแผ่นดินสำหรับพลเมืองใช้ร่วมกัน พ.ศ. 2553 ได้คัดค้านการรังวัดสอบเขตที่ดินของโจทก์ทั้งสองเพื่อป้องกันมิให้มีการรังวัดสอบเขตที่ดินรุกล้ำที่สาธารณสมบัติของแผ่นดิน เป็นเพียงการปฏิบัติหน้าที่โดยทั่วไปที่ใช้สิทธิในฐานะผู้ดูแลรักษาที่ดินข้างเคียงคัดค้านการรังวัดสอบเขตที่ดินเพื่อป้องกันมิให้มีการรังวัดรุกล้ำเข้าไปในที่ดินสาธารณะ การคัดค้านการรังวัดสอบเขตที่ดินของโจทก์ทั้งสองที่เป็นเหตุแห่งการฟ้องคดีนี้จึงไม่มีลักษณะเป็นการใช้อำนาจตามกฎหมาย กรณีจึงไม่เข้าลักษณะเป็นคดีพิพาทตามมาตรา 9 วรรคหนึ่ง (1) และ (3) แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. 2542 ทั้งเมื่อโจทก์ทั้งสองฟ้องอ้างว่าที่ดินพิพาทเป็นกรรมสิทธิ์ของโจทก์ทั้งสอง โดยมีคำขอให้จำเลยทั้งสองถอนคำคัดค้านการรังวัดและขอให้ศาลมีคำสั่งว่าโจทก์ทั้งสองเป็นผู้มีกรรมสิทธิ์ในที่ดินพิพาท แต่จำเลยทั้งสองไม่ลงชื่อรับรองแนวเขตที่ดินและคัดค้านการรังวัดสอบเขตที่ดินของโจทก์ทั้งสองโดยอ้างว่าโจทก์ทั้งสองนำชี้แนวเขตรุกล้ำถนนสาธารณะอันเป็นสาธารณสมบัติของแผ่นดินอันเป็นทรัพย์สินสำหรับพลเมืองใช้ร่วมกัน กรณีจึงเป็นคดีพิพาทเกี่ยวกับสิทธิในที่ดินที่อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรม

กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.ว่าด้วยการวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างศาล พ.ศ.2542
พ.ร.บ.จัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ.2542
พ.ร.บ.ลักษณะปกครองท้องที่ พ.ศ.2457
ป.พ.พ.
ป.ที่ดิน
ชื่อคู่ความ
ศาลผู้ส่งความเห็น — ศาลจังหวัดกันทรลักษ์
ศาลผู้รับความเห็น — ศาลปกครองอุบลราชธานี
โจทก์ — นางสาว พ. ที่ 1 กับพวกรวม 2 คน
จำเลย — องค์การบริหารส่วนตำบลหนองงูเหลือม ที่ 1 กับพวกรวม 2 คน
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
-
-
ชื่อองค์คณะ
ไม่มี
แหล่งที่มา
สำนักงานเลขานุการคณะกรรมการวินิจฉัยฯ
คำวินิจฉัย(คำสั่ง)ที่ 36/2567
#705276
เปิดฉบับเต็ม

ผู้ร้องยื่นคำร้องขอให้คณะกรรมการวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างศาลวินิจฉัยชี้ขาด กรณีคำพิพากษาหรือคำสั่งที่ถึงที่สุดระหว่างศาลขัดแย้งกันในคดีที่มีข้อเท็จจริงเป็นเรื่องเดียวกันตามมาตรา 14 แห่งพระราชบัญญัติว่าด้วยการวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างศาล พ.ศ. 2542 โดยคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 8 เป็นคดีที่พนักงานอัยการจังหวัดหลังสวน เป็นโจทก์ ยื่นฟ้อง บริษัทฟ. จำกัด ที่ 1 กับพวกรวม 2 คน จำเลย ต่อศาลจังหวัดหลังสวนในคดีอาญา เรื่อง ยักยอก ศาลพิพากษายกฟ้อง โจทก์ โจทก์ร่วมและจำเลยทั้งสองอุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์ภาค 8 พิพากษายืน ส่วนคดีศาลอุทธรณ์คดีชำนัญพิเศษ เป็นคดีที่นางสาวห. ยื่นฟ้อง บริษัทฟ. จำกัด ที่ 1 กับ พวกรวม 5 คน จำเลย ในคดีแพ่งต่อศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลาง เรื่อง การค้าระหว่างประเทศ รับขนของทางบก ละเมิด ขอให้จำเลยทั้งห้าร่วมกันหรือแทนกันชำระเงิน ศาลพิพากษาให้จำเลยที่ 1 และที่ 2 ร่วมกันชำระเงินพร้อมดอกเบี้ย จำเลยที่ 1 ถึงที่ 3 อุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์คดีชำนัญพิเศษมีคำพิพากษาแก้ให้จำเลยที่ 1 และที่ 2 ร่วมกันชำระเงินพร้อมดอกเบี้ย จำเลยที่ 1 และที่ 2 ยื่นคำร้องขออนุญาตฎีกา ศาลฎีกามีคำสั่งยกคำร้องขออนุญาตฎีกาและไม่รับฎีกาของจำเลยที่ 1 และที่ 2 คดีถึงที่สุด กรณีคำร้องของผู้ร้องทั้งสองจึงเป็นการขอให้คณะกรรมการวินิจฉัยชี้ขาดกรณีคำพิพากษาหรือคำสั่งอันถึงที่สุดระหว่างศาลอุทธรณ์ภาค 8 กับศาลอุทธรณ์คดีชำนัญพิเศษที่พิพากษาขัดแย้งกัน ซึ่งเป็นการกล่าวอ้างว่าคำพิพากษาหรือคำสั่งของศาลยุติธรรม ขัดแย้งกันเอง มิได้เป็นไปตามพระราชบัญญัติว่าด้วยการวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างศาล พ.ศ. 2542 ที่คณะกรรมการจะรับไว้พิจารณาได้ จึงให้จำหน่ายเรื่องออกจากสารบบความ

กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.ว่าด้วยการวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างศาล พ.ศ.2542
ข้อบังคับคณะกรรมการวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างศาล ว่าด้วยวิธีการเสนอเรื่อง การพิจารณาและวินิจฉัย พ.ศ.2544
ชื่อคู่ความ
ผู้ร้อง — บริษัท ฟ. จำกัด ที่ 1 กับพวกรวม 2 คน
คู่กรณี — คำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 8
คู่กรณี — คำพิพากษาศาลอุทธรณ์คดีชำนัญพิเศษ
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
-
-
ชื่อองค์คณะ
ไม่มี
แหล่งที่มา
สำนักงานเลขานุการคณะกรรมการวินิจฉัยฯ
คำวินิจฉัยที่ 35/2567
#704439
เปิดฉบับเต็ม

คดีที่ นาย อ. ผู้ฟ้องคดี ยื่นฟ้อง นายกเทศมนตรีตำบลน้ำโจ้ ผู้ถูกฟ้องคดี ต่อมาศาลมีคำสั่งเรียกเทศบาลตำบลน้ำโจ้เข้ามาเป็นคู่กรณีโดยกำหนดให้เป็นผู้ถูกฟ้องคดีที่ 2 ว่า ผู้ฟ้องคดีเป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์ที่ดิน ได้รับความเดือดร้อนเสียหายจากการก่อสร้างและขยายถนน ตามโครงการในความรับผิดชอบของผู้ถูกฟ้องคดีที่ 2 โดยระหว่างการก่อสร้างผู้รับจ้างงานสร้างถนนได้ไถเกลี่ยดินทำให้หลักหมุดที่ดินของผู้ฟ้องคดีเสียหาย และได้ตัดโค่นต้นไม้ กับก่อสร้างและขยายถนนรุกล้ำที่ดินของผู้ฟ้องคดี ผู้ถูกฟ้องคดีทั้งสองให้การว่า ไม่ได้กระทำละเมิด ถนนสายดังกล่าวเป็นที่สาธารณสมบัติของแผ่นดิน ขอให้ยกฟ้อง เห็นว่า แม้เทศบาลตำบลน้ำโจ้ ผู้ถูกฟ้องคดีที่ 2 จะเป็นราชการส่วนท้องถิ่นมีฐานะเป็นหน่วยงานทางปกครอง ตามมาตรา 3 แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. 2542 และผู้ถูกฟ้องคดีที่ 1 ซึ่งดำรงตำแหน่งนายกเทศมนตรีของผู้ถูกฟ้องคดีที่ 2 มีฐานะเป็นเจ้าหน้าที่ของรัฐ ตามมาตรา 3 แห่งพระราชบัญญัติเดียวกัน แต่เหตุแห่งการฟ้องคดีที่อ้างว่าผู้ถูกฟ้องคดีที่ 1 กระทำละเมิดจากการก่อสร้างและขยายถนนรุกล้ำเข้าไปในที่ดินของผู้ฟ้องคดี แต่ผู้ถูกฟ้องคดีทั้งสองให้การว่าไม่ได้กระทำละเมิด เนื่องจากที่ดินพิพาทเป็นที่สาธารณสมบัติของแผ่นดิน ดังนั้น การที่จะวินิจฉัยว่าผู้ถูกฟ้องคดีที่ 1 กระทำละเมิดต่อผู้ฟ้องคดีหรือไม่ จึงเป็นเพียงผลของการวินิจฉัยปัญหาเกี่ยวกับสถานะของที่ดินพิพาทว่าเป็นของผู้ฟ้องคดีหรือเป็นที่สาธารณสมบัติของแผ่นดิน ซึ่งหากศาลวินิจฉัยว่าที่ดินพิพาทเป็นของผู้ฟ้องคดี การที่ผู้ถูกฟ้องคดีที่ 1 กระทำการตามฟ้องก็เป็นการกระทำละเมิดต่อผู้ฟ้องคดีแต่หากที่ดินพิพาทตกเป็นสาธารณสมบัติของแผ่นดินซึ่งอยู่ในการดูแลรักษาของผู้ถูกฟ้องคดีทั้งสองแล้ว จะเป็นผลให้ผู้ถูกฟ้องคดีที่ 1 มีอำนาจเข้าไปจัดให้มีและบำรุงรักษาทางพิพาทได้ไม่เป็นละเมิดต่อผู้ฟ้องคดี ดังนั้น จึงเห็นได้ว่าการที่ผู้ฟ้องคดีใช้สิทธิฟ้องคดีนี้ก็เพื่อให้ศาลมีคำพิพากษารับรองคุ้มครองสิทธิในที่ดินของผู้ฟ้องคดีเป็นสำคัญข้อพิพาทในคดีนี้จึงเป็นคดีพิพาทเกี่ยวกับสิทธิในที่ดิน ซึ่งอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรม

กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.ว่าด้วยการวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างศาล พ.ศ.2542
พ.ร.บ.จัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ.2542
ป.พ.พ.
พ.ร.บ.เทศบาล พ.ศ.2496
ชื่อคู่ความ
ศาลผู้ส่งความเห็น — ศาลปกครองกลาง
ศาลผู้รับความเห็น — ศาลจังหวัดลำปาง
ผู้ฟ้องคดี — นาย อ.
ผู้ถูกฟ้องคดี — นายกเทศมนตรีตำบลน้ำโจ้ ที่ 1 กับพวกรวม 2 คน
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
-
-
ชื่อองค์คณะ
ไม่มี
แหล่งที่มา
สำนักงานเลขานุการคณะกรรมการวินิจฉัยฯ
คำวินิจฉัยที่ 34/2567
#709696
เปิดฉบับเต็ม

คดีนี้ นาง จ. ผู้ฟ้องคดี ยื่นฟ้องเทศบาลตำบลสระกระโจม ที่ 1 นายกเทศมนตรีตำบลสระกระโจม ที่ 2 นายอำเภอดอนเจดีย์ ที่ 3 ผู้ถูกฟ้องคดี อ้างว่า ผู้ฟ้องคดีเป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์ที่ดินมีโฉนดจำนวน 2 แปลง ตำบลสระกระโจม อำเภอดอนเจดีย์ จังหวัดสุพรรณบุรี ซึ่งติดกับป่าช้าสระกลอย (ป่าช้าสาธารณะ) ได้รับความเดือดร้อนเสียหายจากการที่ผู้ถูกฟ้องคดีที่ 1 และที่ 2 นำขยะมูลฝอยมาทิ้งในที่ดินของผู้ฟ้องคดีทั้งสองแปลงรวม 3,840 ตัน ตามโครงการบ่อขยะ 5 ไร่ และผู้ถูกฟ้องคดีที่ 3 ซึ่งมีหน้าที่กำกับดูแลการบริหารงานของ ผู้ถูกฟ้องคดีที่ 1 และผู้ถูกฟ้องคดีที่ 2 และดูแลรักษาที่ดินสาธารณประโยชน์ในเขตตำบลที่อยู่ในเขตพื้นที่การปกครองของผู้ถูกฟ้องคดีที่ 1 ละเลยต่อหน้าที่ไม่สำรวจและรังวัดที่ดินสาธารณประโยชน์ เพื่อขึ้นทะเบียนหนังสือสำคัญสำหรับที่หลวง (น.ส.ล.) ป่าช้าสระกลอย จนเป็นเหตุให้ผู้ถูกฟ้องคดีที่ 1 โดยผู้ถูกฟ้องคดีที่ 2 นำขยะทิ้งรุกล้ำเข้ามาในเขตที่ดินของผู้ฟ้องคดีทั้งสองแปลง และหาประโยชน์จากการทำบ่อขยะบนที่ดินด้วยการเก็บรายได้ค่าบริการกำจัดขยะ โดยไม่ได้รับความยินยอมจากผู้ฟ้องคดีและไม่มีการติดต่อขอเช่าใช้ที่ดินให้ถูกต้อง อันเป็นการกระทำละเมิด ขอให้ศาลมีคำพิพากษาหรือคำสั่งให้ผู้ถูกฟ้องคดีทั้งสอง (ตามคำขอท้ายฟ้อง) ยุติการทิ้งขยะบนที่ดินพิพาท ขนย้ายกองขยะออกไปจากที่ดินพิพาท ให้ถมที่ดินให้มีสภาพเหมือนเดิม ปรับภูมิทัศน์ที่ดินให้สวยงามด้วยต้นไม้ยืนต้นตามแนวเขตที่ดิน ให้ทำการรังวัดป่าช้าสระกลอย (ป่าช้าสาธารณะ) เพื่อออกหนังสือสำคัญสำหรับที่หลวง (น.ส.ล.) และให้ผู้ถูกฟ้องคดีทั้งสอง (ตามคำขอท้ายฟ้อง) จ่ายค่าเสียหาย ค่าขาดรายได้ และค่าเสียโอกาส ค่าทนายความ ค่าที่ปรึกษากฎหมาย และค่าฤชาธรรมเนียมต่าง ๆ

ส่วนผู้ถูกฟ้องคดีทั้งสามให้การทำนองเดียวกันว่า ที่ดินพิพาทเป็นสาธารณสมบัติของแผ่นดินสำหรับพลเมืองใช้ร่วมกัน การออกโฉนดที่ดินพิพาทจึงออกทับซ้อนกับที่สาธารณประโยชน์ ผู้ถูกฟ้องคดีที่ 3 ได้มีหนังสือแจ้งให้ผู้ถูกฟ้องคดีที่ 1 สำรวจที่ดินสาธารณประโยชน์เพื่อขอออกหนังสือสำคัญสำหรับที่หลวง (น.ส.ล.) แล้ว ผู้ถูกฟ้องคดีที่ 3 จึงไม่ได้ละเลยการปฏิบัติหน้าที่ การกระทำของผู้ถูกฟ้องคดีทั้งสามชอบด้วยกฎหมาย ไม่เป็นการละเมิดต่อผู้ฟ้องคดี ขอให้ยกฟ้อง

ผู้ถูกฟ้องคดีทั้งสามยื่นคำร้องโต้แย้งเขตอำนาจศาลว่า คดีนี้ เป็นปัญหาเกี่ยวกับกรรมสิทธิ์ในที่ดินพิพาท อีกทั้งผู้ฟ้องคดีได้ยื่นฟ้องผู้ถูกฟ้องคดีที่ 1 และอำเภอดอนเจดีย์ เป็นจำเลยที่ 1 และที่ 2 ต่อศาลจังหวัดสุพรรณบุรี ในคดีหมายเลขดำที่ พ 682/2565 เกี่ยวกับที่ดินพิพาททั้งสองแปลง ในคดีนี้ ขอให้เพิกถอนคำคัดค้านของจำเลยที่ 1 และที่ 2 ให้จำเลยที่ 1 และที่ 2 รับรองแนวเขตการรังวัดที่ดิน และเพิกถอนคำคัดค้านการรังวัดสอบเขตของที่ดินพิพาททั้งสองแปลง ข้อพิพาทในคดีนี้จึงเป็นคดีพิพาทเกี่ยวกับสิทธิในที่ดิน อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรม

ศาลปกครองกลางพิจารณาแล้วเห็นว่า คดีนี้เป็นคดีพิพาทเกี่ยวกับการกระทำละเมิดของหน่วยงานทางปกครองหรือเจ้าหน้าที่ของรัฐอันเกิดจากการใช้อำนาจตามกฎหมายตามมาตรา 9 วรรคหนึ่ง (3) แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. 2542 อันอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลปกครอง

ศาลจังหวัดสุพรรณบุรีพิจารณาแล้วเห็นว่า ข้อพิพาทดังกล่าวในคดีนี้เป็นกรณีที่ผู้ฟ้องคดีและผู้ถูกฟ้องคดีทั้งสามยังโต้แย้งกันเกี่ยวกับสิทธิในที่ดินพิพาทว่าที่ดินพิพาทเป็นของผู้ฟ้องคดีหรือเป็นที่ดินสาธารณประโยชน์เป็นสำคัญ คดีที่มีประเด็นโดยตรงเกี่ยวกับสิทธิในทรัพย์สินของบุคคล จึงอยู่ในอำนาจของศาลยุติธรรม คดีนี้จึงอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรม

คณะกรรมการพิจารณาแล้ว คดีนี้ แม้เทศบาลตำบลสระกระโจม ที่ 1 นายกเทศมนตรีตำบลสระกระโจม ที่ 2 นายอำเภอดอนเจดีย์ ที่ 3 ผู้ถูกฟ้องคดี เป็นหน่วยงานทางปกครองและเจ้าหน้าที่ของรัฐ ตามมาตรา 3 แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. 2542 แต่การที่ผู้ฟ้องคดีฟ้องว่าผู้ถูกฟ้องคดีที่ 1 และที่ 2 นำขยะไปกองทิ้งไว้ในที่ดินของผู้ฟ้องคดี โดยไม่ได้รับความยินยอม อันเป็นการกระทำละเมิด แต่ผู้ถูกฟ้องคดีที่ 1 และที่ 2 ต่างก็ให้การว่า ที่ดินพิพาทเป็นที่ดินป่าช้าสระกลอย ซึ่งเป็นที่สาธารณประโยชน์ไม่ใช่ที่ดินของผู้ฟ้องคดี กรณีจึงเป็นคดีพิพาทเกี่ยวกับสิทธิในที่ดิน การที่ศาล จะวินิจฉัยว่าผู้ถูกฟ้องคดีที่ 1 และที่ 2 กระทำละเมิดต่อผู้ฟ้องคดีหรือไม่ จึงเป็นเพียงผลของการวินิจฉัยปัญหาเกี่ยวกับสถานะของที่ดินพิพาท ซึ่งหากศาลวินิจฉัยว่าที่ดินพิพาทเป็นกรรมสิทธิ์ของผู้ฟ้องคดี การที่ผู้ถูกฟ้องคดีที่ 1 และที่ 2 กระทำการตามฟ้องก็เป็นการกระทำละเมิดต่อผู้ฟ้องคดี แต่หากที่ดินพิพาท เป็นสาธารณสมบัติของแผ่นดิน จะเป็นผลให้การกระทำของผู้ถูกฟ้องคดีที่ 1 และที่ 2 ที่นำขยะไปทิ้งในที่ดินของผู้ฟ้องคดีไม่เป็นการกระทำละเมิด ดังนั้น จึงเห็นได้ว่า การที่ผู้ฟ้องคดีใช้สิทธิฟ้องคดีนี้ ก็เพื่อขอให้ศาลรับรองคุ้มครองสิทธิในที่ดินของผู้ฟ้องคดีเป็นสำคัญ ข้อพิพาทในคดีนี้จึงเป็นคดีพิพาทเกี่ยวกับสิทธิในที่ดินที่อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรม

ส่วนคดีที่ผู้ฟ้องคดีฟ้องผู้ถูกฟ้องคดีที่ 3 ว่าละเลยต่อหน้าที่ไม่ขอรังวัดออกหนังสือสำคัญสำหรับที่หลวง (น.ส.ล.) ตามระเบียบกระทรวงมหาดไทย ว่าด้วยการดูแลรักษาและคุ้มครองป้องกันที่ดินอันเป็นสาธารณสมบัติของแผ่นดินสำหรับพลเมืองใช้ร่วมกัน พ.ศ. 2553 สำหรับป่าช้าสระกลอย เป็นเหตุให้ผู้ถูกฟ้องคดีที่ 1 นำขยะไปทิ้งรุกล้ำเข้ามาในที่ดินของผู้ฟ้องคดี นั้น เมื่อพระราชบัญญัติลักษณะปกครองท้องที่ พระพุทธศักราช 2457 มาตรา 122 บัญญัติให้ผู้ถูกฟ้องคดีที่ 3 ร่วมกับองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นในการดูแลรักษาและคุ้มครองป้องกันที่ดินอันเป็นสาธารณสมบัติของแผ่นดินที่ประชาชน ใช้ประโยชน์ร่วมกันและสิ่งซึ่งเป็นสาธารณประโยชน์อื่นอันอยู่ในเขตอำเภอ และระเบียบกระทรวงมหาดไทย ว่าด้วยการดูแลรักษาและคุ้มครองป้องกันที่ดินอันเป็นสาธารณสมบัติของแผ่นดินสำหรับพลเมืองใช้ร่วมกัน พ.ศ. 2553 ข้อ 10 กำหนดให้ผู้ถูกฟ้องคดีที่ 3 ร่วมกับองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นดำเนินการจัดทำทะเบียนที่ดินสาธารณประโยชน์ และขอออกหนังสือสำคัญสำหรับที่หลวงในที่ดินสาธารณประโยชน์ที่ยังไม่ได้ออกหนังสือสำคัญสำหรับที่หลวง ซึ่งเป็นกรณีที่มีกฎหมายกำหนดหน้าที่ของผู้ถูกฟ้องคดีที่ 3 ให้ต้องปฏิบัติเกี่ยวกับการดูแลรักษาและคุ้มครองป้องกันที่สาธารณประโยชน์ ข้อพิพาทในส่วนที่ผู้ฟ้องคดีฟ้องผู้ถูกฟ้องคดีที่ 3 จึงเป็นคดีพิพาทเกี่ยวกับการที่หน่วยงานทางปกครองหรือเจ้าหน้าที่ของรัฐละเลยต่อหน้าที่ตามที่กฎหมายกำหนดให้ต้องปฏิบัติ หรือปฏิบัติหน้าที่ดังกล่าวล่าช้าเกินสมควร ตามมาตรา 9 วรรคหนึ่ง (2) แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณา คดีปกครอง พ.ศ. 2542 ซึ่งอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลปกครอง

กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.ว่าด้วยการวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างศาล พ.ศ.2542
พ.ร.บ.จัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ.2542
ป.พ.พ.
ป.ที่ดิน
พ.ร.บ.เทศบาล พ.ศ.2496
พ.ร.บ.ลักษณะปกครองท้องที่ พ.ศ.2457
ระเบียบกระทรวงมหาดไทย ว่าด้วยการดูแลรักษาและคุ้มครองป้องกันที่ดินอันเป็นสาธารณสมบัติของแผ่นดินสำหรับพลเมืองใช้ร่วมกัน พ.ศ. 2553
ชื่อคู่ความ
ศาลผู้ส่งความเห็น — ศาลปกครองกลาง
ศาลผู้รับความเห็น — ศาลจังหวัดสุพรรณบุรี
ผู้ฟ้องคดี — นาง จ.
ผู้ถูกฟ้องคดี — เทศบาลตำบลสระกระโจม ที่ 1 กับพวกรวม 3 คน
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
-
-
ชื่อองค์คณะ
ไม่มี
แหล่งที่มา
สำนักงานเลขานุการคณะกรรมการวินิจฉัยฯ
คำวินิจฉัยที่ 33/2567
#704438
เปิดฉบับเต็ม

คดีที่เอกชนยื่นฟ้ององค์การบริหารส่วนตำบลวังน้ำคู้ ที่ 1 นายกองค์การบริหารส่วนตำบลวังน้ำคู้ ที่ 2 ผู้ถูกฟ้องคดี ต่อมาศาลมีคำสั่งเรียกนาง ค. เข้ามาเป็นผู้ร้องสอด สรุปคำฟ้องได้ว่า ผู้ฟ้องคดีพบว่า ผู้ร้องสอดนำเครื่องมือขุดปรับทางสาธารณประโยชน์เส้นทางขึ้นจากแม่น้ำน่านเชื่อมต่อออกถนนสายหลักผ่านที่ดินของผู้ฟ้องคดีและนำทางสาธารณประโยชน์ดังกล่าวไปออกโฉนดที่ดิน ผู้ฟ้องคดีขอให้ผู้ถูกฟ้องคดีทั้งสองเรียกคืนทางสาธารณประโยชน์จากผู้ร้องสอดและติดตามเรื่องดังกล่าวหลายครั้ง แต่ไม่ได้รับคำตอบ การกระทำของผู้ถูกฟ้องคดีทั้งสองเป็นการละเลยต่อหน้าที่หรือปฏิบัติหน้าที่ล่าช้าเกินสมควร ขอให้ศาลพิพากษาหรือมีคำสั่งให้ผู้ถูกฟ้องคดีทั้งสองปฏิบัติหน้าที่ตามกฎหมายโดยเรียกคืนทางสาธารณประโยชน์ดังกล่าว เห็นว่า องค์การบริหารส่วนตำบลวังน้ำคู้ ผู้ถูกฟ้องคดีที่ 1 เป็นราชการส่วนท้องถิ่น ตามมาตรา 43 แห่งพระราชบัญญัติสภาตำบลและองค์การบริหารส่วนตำบล พ.ศ. 2537 จึงเป็นหน่วยงานทางปกครอง ตามมาตรา 3 แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. 2542 นายกองค์การบริหารส่วนตำบลวังน้ำคู้ ผู้ถูกฟ้องคดีที่ 2 เป็นข้าราชการของผู้ถูกฟ้องคดีที่ 1 จึงเป็นเจ้าหน้าที่ของรัฐ ตามมาตรา 3 แห่งพระราชบัญญัติเดียวกัน และโดยที่พระราชบัญญัติสภาตำบลและองค์การบริหารส่วนตำบล พ.ศ. 2537 มาตรา 67 (1) บัญญัติให้องค์การบริหารส่วนตำบลมีหน้าที่ต้องจัดให้มีและบำรุงรักษาทางน้ำและทางบก กับมาตรา 68 (8) บัญญัติให้องค์การบริหารส่วนตำบลจัดให้มีการคุ้มครองดูแลและรักษาทรัพย์สินอันเป็นสาธารณสมบัติของแผ่นดิน ประกอบกับระเบียบกระทรวงมหาดไทย ว่าด้วยการดูแลรักษาและคุ้มครองป้องกันที่ดินอันเป็นสาธารณสมบัติของแผ่นดินสำหรับพลเมืองใช้ร่วมกัน พ.ศ. 2553 ข้อ 6 กำหนดว่า อำนาจหน้าที่ในการดูแลรักษาและคุ้มครองป้องกันที่ดินอันเป็นสาธารณสมบัติของแผ่นดินสำหรับพลเมืองใช้ร่วมกันตามข้อ 5 เป็นอำนาจหน้าที่ของนายอำเภอร่วมกับองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นตามกฎหมายว่าด้วยลักษณะปกครองท้องที่ ซึ่งเป็นกรณีที่มีกฎหมายกำหนดให้ผู้ถูกฟ้องคดีที่ 1 ต้องปฏิบัติเกี่ยวกับการดูแลรักษาและคุ้มครองป้องกันที่ดินอันเป็นสาธารณสมบัติของแผ่นดิน ดังนั้น เมื่อผู้ฟ้องคดีฟ้องว่า ผู้ถูกฟ้องคดีทั้งสองซึ่งเป็นองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นและผู้บริหารองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นไม่ดูแลรักษาทางสาธารณประโยชน์ซึ่งเป็นทางขึ้นจากแม่น้ำน่านเชื่อมต่อออกถนนสายหลักในพื้นที่ ปล่อยให้ผู้ร้องสอดนำเครื่องมือขุดปรับทางสาธารณะและนำไปออกโฉนดที่ดิน โดยมีคำขอให้เรียกคืนทางสาธารณประโยชน์ดังกล่าวจากผู้ร้องสอด ซึ่งเป็นคำขอให้หน่วยงานทางปกครองปฏิบัติหน้าที่ตามที่กฎหมายกำหนดให้ต้องปฏิบัติ อันเป็นคดีพิพาทตามมาตรา 9 วรรคหนึ่ง (2) ประกอบมาตรา 72 วรรคหนึ่ง (2) แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. 2542 เพื่อตรวจสอบการปฏิบัติหน้าที่ของผู้ถูกฟ้องคดีทั้งสอง จึงเป็นคดีที่อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลปกครอง

กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.ว่าด้วยการวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างศาล พ.ศ.2542
พ.ร.บ.จัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ.2542
พ.ร.บ.สภาตำบลและองค์การบริหารส่วนตำบล พ.ศ.2537
ป.ที่ดิน
ระเบียบกระทรวงมหาดไทย ว่าด้วยการดูแลรักษาและคุ้มครองป้องกันที่ดินอันเป็นสาธารณสมบัติของแผ่นดินสำหรับพลเมืองใช้ร่วมกัน พ.ศ. 2553
ชื่อคู่ความ
ศาลผู้ส่งความเห็น — ศาลปกครองพิษณุโลก
ศาลผู้รับความเห็น — ศาลจังหวัดพิษณุโลก
ผู้ฟ้องคดี — นาย ส.
ผู้ถูกฟ้องคดี — องค์การบริหารส่วนตำบลวังน้ำคู้ ที่ 1 กับพวกรวม 2 คน
ผู้ร้องสอด — นาง ค.
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
-
-
ชื่อองค์คณะ
ไม่มี
แหล่งที่มา
สำนักงานเลขานุการคณะกรรมการวินิจฉัยฯ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 31/2567
#703977
เปิดฉบับเต็ม

ปริมาณยาเสพติดที่มากขึ้นเป็นข้อบ่งชี้ถึงพฤติการณ์และบทบาทหน้าที่ในการกระทำความผิดอยู่ในตัว จึงนำมาพิจารณากำหนดโทษตาม ป.ยาเสพติด มาตรา 145 ได้

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ. 2522 มาตรา 4, 7, 8, 15, 57, 66, 91, 97, 100/1, 102 พระราชบัญญัติจราจรทางบก พ.ศ. 2522 มาตรา 4, 22, 43, 43 ทวิ, 152, 157, 157/1 พระราชบัญญัติรถยนต์ พ.ศ. 2522 มาตรา 4, 6, 60, 64 พระราชบัญญัติคนเข้าเมือง พ.ศ. 2522 มาตรา 4, 17, 72 ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 32, 91, 264, 265, 268, 300, 390 เพิ่มโทษจำเลยกึ่งหนึ่งตามกฎหมาย ริบเมทแอมเฟตามีนของกลาง

จำเลยให้การรับสารภาพ และรับว่าเป็นบุคคลคนเดียวกับจำเลยในคดีที่โจทก์ขอให้เพิ่มโทษ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ. 2522 มาตรา 15 วรรคสาม (2), 57, 66 วรรคสาม, 91 พระราชบัญญัติจราจรทางบก พ.ศ. 2522 มาตรา 43 (2) (4), 43 ทวิ วรรคหนึ่ง, 157, 157/1 วรรคสาม วรรคสี่ (ที่ถูก มาตรา 22 วรรคหนึ่ง (2), 152 ด้วย ไม่ปรับบทมาตรา 43 (2)) พระราชบัญญัติรถยนต์ พ.ศ. 2522 มาตรา 6 (3) วรรคสอง (ที่ถูก มาตรา 6 (3)), 60, 64 พระราชบัญญัติคนเข้าเมือง พ.ศ. 2522 มาตรา 17, 72 ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 268 วรรคแรก ประกอบมาตรา 265, 300, 390 การกระทำของจำเลยเป็นความผิดหลายกรรมต่างกัน ให้ลงโทษทุกกรรมเป็นกระทงความผิดไปตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 ฐานเสพเมทแอมเฟตามีน ฐานเป็นผู้ขับขี่เสพเมทแอมเฟตามีนเป็นเหตุให้ผู้อื่นได้รับอันตรายสาหัส และฐานกระทำโดยประมาทเป็นเหตุให้ผู้อื่นรับอันตรายสาหัสและเป็นเหตุให้ผู้อื่นรับอันตรายแก่กาย (ที่ถูก ฐานเสพเมทแอมเฟตามีน ฐานเป็นผู้ขับขี่เสพเมทแอมเฟตามีนเป็นเหตุให้ผู้อื่นได้รับอันตรายสาหัส ฐานเป็นผู้ขับขี่เสพเมทแอมเฟตามีนเป็นเหตุให้ผู้อื่นได้รับอันตรายแก่กายหรือจิตใจ ฐานขับขี่ไม่ปฏิบัติตามสัญญาณจราจร ฐานขับรถโดยประมาทหรือน่าหวาดเสียวอันอาจเกิดอันตรายแก่บุคคลหรือทรัพย์สิน ฐานกระทำโดยประมาทเป็นเหตุให้ผู้อื่นรับอันตรายสาหัส และฐานกระทำโดยประมาทเป็นเหตุให้ผู้อื่นรับอันตรายแก่กายหรือจิตใจ) เป็นการกระทำกรรมเดียวเป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบท ให้ลงโทษตามพระราชบัญญัติจราจรทางบก พ.ศ. 2522 มาตรา 157/1 วรรคสี่ ประกอบพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ. 2522 มาตรา 91 ซึ่งเป็นกฎหมายบทที่มีโทษหนักที่สุดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 จำคุก 2 ปี ฐานมีเมทแอมเฟตามีนไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่าย ให้ประหารชีวิต ฐานขับรถโดยไม่ได้รับใบอนุญาตขับรถ ปรับ 1,000 บาท ฐานใช้รถที่ยังมิได้เสียภาษีประจำปี ปรับ 1,000 บาท ฐานปลอมเอกสารราชการและใช้เอกสารราชการปลอม จำเลยเป็นผู้ปลอมเอกสารราชการและใช้เอกสารราชการปลอมนั้นเอง ให้ลงโทษฐานใช้เอกสารราชการปลอมแต่กระทงเดียว ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 268 วรรคแรก ประกอบมาตรา 265 ซึ่งเป็นกฎหมายบทที่มีโทษหนักที่สุดเพียงบทเดียวตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 (ที่ถูก ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 268 วรรคสอง) จำคุก 1 ปี ฐานเป็นบุคคลต่างด้าวหลบหนีออกนอกเขตควบคุมตามคำสั่งของพนักงานเจ้าหน้าที่ จำคุก 4 เดือน เพิ่มโทษจำเลยหนึ่งในสามตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 92 ฐานใช้เอกสารราชการปลอม เป็นจำคุก 1 ปี 4 เดือน ฐานเป็นบุคคลต่างด้าวหลบหนีออกนอกเขตควบคุมตามคำสั่งของพนักงานเจ้าหน้าที่ เป็นจำคุก 6 เดือน เพิ่มโทษกึ่งหนึ่งตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ. 2522 มาตรา 97 ฐานเป็นผู้ขับขี่เสพเมทแอมเฟตามีนเป็นเหตุให้ผู้อื่นได้รับอันตรายสาหัส เป็นจำคุก 3 ปี ฐานมีเมทแอมเฟตามีนไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่ายวางโทษประหารชีวิตแล้ว จึงไม่อาจเพิ่มโทษได้ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 51 จำเลยให้การรับสารภาพ เป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้กระทงละกึ่งหนึ่งตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 ประกอบมาตรา 52 (2) ฐานเป็นผู้ขับขี่เสพเมทแอมเฟตามีนเป็นเหตุให้ผู้อื่นได้รับอันตรายสาหัส คงจำคุก 1 ปี 6 เดือน ฐานขับรถโดยไม่ได้รับใบอนุญาตขับรถ คงปรับ 500 บาท ฐานใช้รถที่ยังมิได้เสียภาษีประจำปี คงปรับ 500 บาท ฐานใช้เอกสารราชการปลอม คงจำคุก 8 เดือน ฐานเป็นบุคคลต่างด้าวหลบหนีออกนอกเขตควบคุมตามคำสั่งของพนักงานเจ้าหน้าที่ คงจำคุก 3 เดือน ฐานมีเมทแอมเฟตามีนไว้ในครอบครอบเพื่อจำหน่าย คงจำคุกตลอดชีวิต รวมทุกกระทงแล้ว คงจำคุกตลอดชีวิต และปรับ 1,000 บาท ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 (3) ไม่ชำระค่าปรับให้จัดการตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 29, 30 ริบเมทแอมเฟตามีนของกลาง

โจทก์และจำเลยไม่อุทธรณ์ ศาลชั้นต้นส่งสำนวนไปยังศาลอุทธรณ์ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 245 วรรคสอง ประกอบพระราชบัญญัติวิธีพิจารณาคดียาเสพติด พ.ศ. 2550 มาตรา 16

ศาลอุทธรณ์แผนกคดียาเสพติดพิพากษาแก้เป็นว่า ฐานจำหน่ายเมทแอมเฟตามีนที่ทำให้เกิดผลกระทบต่อความมั่นคงของรัฐ ฐานเสพเมทแอมเฟตามีนและฐานเป็นผู้ขับขี่เสพเมทแอมเฟตามีนเป็นเหตุให้ผู้อื่นได้รับอันตรายสาหัส จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายยาเสพติด มาตรา 90, 104, 145 วรรคสาม (2), 162 พระราชบัญญัติจราจรทางบก พ.ศ. 2522 มาตรา 43 ทวิ วรรคหนึ่ง, 157/1 วรรคสี่ เพิ่มโทษหนึ่งในสามตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 92 ฐานเป็นผู้ขับขี่เสพเมทแอมเฟตามีนเป็นเหตุให้ผู้อื่นได้รับอันตรายสาหัส เป็นจำคุก 2 ปี 8 เดือน ฐานจำหน่ายเมทแอมเฟตามีนที่ทำให้เกิดผลกระทบต่อความมั่นคงของรัฐ เมื่อวางโทษประหารชีวิตแล้ว จึงไม่อาจเพิ่มโทษได้ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 51 ลดโทษกระทงละกึ่งหนึ่งตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 ประกอบมาตรา 52 (2) ฐานเป็นผู้ขับขี่เสพเมทแอมเฟตามีนเป็นเหตุให้ผู้อื่นได้รับอันตรายสาหัส คงจำคุก 1 ปี 4 เดือน ฐานจำหน่ายเมทแอมเฟตามีนที่ทำให้เกิดผลกระทบต่อความมั่นคงของรัฐ คงจำคุกตลอดชีวิต เมื่อรวมโทษทุกกระทงแล้ว เป็นจำคุกตลอดชีวิต และปรับ 1,000 บาท ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 (3) นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

จำเลยฎีกา โดยได้รับอนุญาตจากศาลฎีกาในความผิดเกี่ยวกับยาเสพติด

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า คดีคงมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามที่จำเลยได้รับอนุญาตฎีกาว่า ศาลอุทธรณ์ปรับบทกำหนดโทษจำเลยฐานจำหน่ายเมทแอมเฟตามีนทำให้เกิดผลกระทบต่อความมั่นคงของรัฐ ตามประมวลกฎหมายยาเสพติด มาตรา 90, 145 วรรคสาม (2) ชอบหรือไม่ และสมควรลงโทษจำเลยสถานเบาหรือไม่ เห็นว่า แม้ความผิดฐานจำหน่ายเมทแอมเฟตามีนตามประมวลกฎหมายยาเสพติดที่ออกใช้บังคับใหม่ในระหว่างการพิจารณาคดีของศาลอุทธรณ์อันมีบทกำหนดโทษตามมาตรา 145 ซึ่งในแต่ละวรรคได้กำหนดโทษหนักเบาตามพฤติการณ์ในการกระทำความผิดและบทบาทหน้าที่ในการกระทำความผิดเป็นสำคัญ แต่ปริมาณยาเสพติดที่มากขึ้นก็เป็นข้อบ่งชี้ถึงพฤติการณ์ในการกระทำความผิดและบทบาทหน้าที่อยู่ในตัวด้วย เมื่อคดีนี้ข้อเท็จจริงได้ความว่าจำเลยมีเมทแอมเฟตามีนถึง 300,000 เม็ดหรือหน่วยการใช้ น้ำหนักสุทธิ 26,516.529 กรัม คำนวณเป็นสารบริสุทธิ์ได้ 5,274.257 กรัม หากมีการแพร่กระจายในกลุ่มประชาชนย่อมส่งผลกระทบต่อความมั่นคงของรัฐ ที่ศาลอุทธรณ์ปรับบทลงโทษจำเลยตามมาตรา 145 วรรคสาม (2) มีระวางโทษจำคุกตั้งแต่ห้าปีถึงจำคุกตลอดชีวิต และปรับตั้งแต่ห้าแสนบาทถึงห้าล้านบาท หรือประหารชีวิต มานั้นชอบแล้ว แต่ที่ศาลอุทธรณ์วางโทษจำเลยประหารชีวิต และลดโทษให้กึ่งหนึ่ง คงจำคุกตลอดชีวิตนั้น หนักเกินไป เห็นสมควรแก้ไขให้เหมาะสม ฎีกาของจำเลยฟังขึ้นบางส่วน

พิพากษาแก้เป็นว่า ฐานจำหน่ายเมทแอมเฟตามีนทำให้เกิดผลกระทบต่อความมั่นคงของรัฐ จำคุกตลอดชีวิต และปรับ 5,000,000 บาท เมื่อวางโทษจำคุกตลอดชีวิตแล้วไม่อาจเพิ่มโทษจำคุกได้อีก ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 51 เพิ่มโทษเฉพาะโทษปรับหนึ่งในสามตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 92 เป็นปรับ 6,666,666.66 บาท ลดโทษให้กึ่งหนึ่งตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 ประกอบมาตรา 53 คงจำคุก 25 ปี และปรับ 3,333,333.33 บาท เมื่อรวมกับโทษในความผิดฐานอื่นตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์แล้ว เป็นจำคุก 26 ปี 15 เดือน และปรับ 3,334,333.33 บาท ไม่ชำระค่าปรับให้จัดการตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 29, 30 หากต้องกักขังแทนค่าปรับให้กักขังเกินกว่า 1 ปี แต่ไม่เกิน 2 ปี นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.อ. ม. 3
ป.ยาเสพติด ม. 90 ม. 145 วรรคสาม (2)
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการจังหวัดเชียงใหม่
จำเลย — นาย อ.
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
-
-
ชื่อองค์คณะ
สมเกียรติ ตั้งสกุล
พงษ์ธร จันทร์อุดม
วิทยา พรหมประสิทธิ์
แหล่งที่มา
หนังสือคำพิพากษาศาลฎีกา
คำวินิจฉัย(คำสั่ง)ที่ 31/2567
#705574
เปิดฉบับเต็ม

คดีนี้ คำพิพากษาศาลปกครองขอนแก่นถึงที่สุดเมื่อวันที่ 28 ธันวาคม 2566 ส่วนคำพิพากษาศาลฎีกาถึงที่สุดเมื่อวันที่ 19 กรกฎาคม 2561 การที่ผู้ร้องยื่นคำร้องเมื่อวันที่ 25 มีนาคม 2567 จึงเป็นการยื่นคำร้องเกินระยะเวลาหกสิบวันนับแต่วันที่คำพิพากษาของศาลปกครองขอนแก่น ซึ่งเป็นคำพิพากษาที่ออกภายหลังถึงที่สุด โดยข้อเท็จจริงตามคำร้องนี้ปรากฏว่า กรณีตามคำพิพากษาศาลฎีกาเป็นเรื่องที่ผู้ร้องฟ้องขอให้บังคับนาง ส. ชำระค่าเสียหายต่อชื่อเสียงและค่าตอบแทนตามภาระงานเป็นกรณีพิเศษ ระหว่างเดือนสิงหาคม 2556 ถึงเดือนตุลาคม 2557 ให้แก่ผู้ร้อง ส่วนกรณีตามคำพิพากษาศาลปกครองขอนแก่น นั้น ผู้ร้องฟ้องขอให้บังคับนาง ส. ชำระค่าเสียหายต่อชื่อเสียงและค่าตอบแทนตามภาระงานเป็นกรณีพิเศษ ระหว่างเดือนตุลาคม 2558 ถึงเดือนกรกฎาคม 2559 ให้แก่ผู้ร้อง ซึ่งเป็นคนละช่วงเวลากัน ทั้งคำพิพากษาศาลฎีกาและคำพิพากษาศาลปกครองขอนแก่นเห็นพ้องกันว่า การกระทำของนาง ส. ไม่เป็นละเมิด และมิได้บังคับให้นาง ส. ชำระค่าเสียหายให้แก่ผู้ร้อง กรณีจึงไม่มีปัญหาข้อขัดข้องในการปฏิบัติตามคำพิพากษาที่ถึงที่สุดของทั้งสองศาล กรณีตามคำร้องของผู้ร้องจึงมิใช่ปัญหาเกี่ยวกับคำพิพากษาหรือคำสั่งที่ถึงที่สุดระหว่างศาลขัดแย้งกัน จนเป็นเหตุให้คู่ความไม่ได้รับการเยียวยาความเสียหาย หรือไม่ได้รับความเป็นธรรม อันจะเข้าหลักเกณฑ์ตามมาตรา 14 แห่งพระราชบัญญัติว่าด้วยการวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างศาล พ.ศ. 2542 อีกทั้งการที่ผู้ร้องอ้างว่าได้รับความเสียหายจากการที่ศาลยุติธรรมพิพากษายกฟ้องผู้ร้อง ขอให้คณะกรรมการวินิจฉัยชี้ขาดว่า สำนวนคดีของศาลจังหวัดขอนแก่นตามคำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2398/2561 อยู่ในอำนาจพิจารณาของศาลปกครอง ก็มิใช่กรณีมีปัญหาเกี่ยวกับอำนาจหน้าที่ระหว่างศาล ตามพระราชบัญญัติว่าด้วยการวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างศาล พ.ศ. 2542 ที่คณะกรรมการวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างศาลจะรับเรื่องไว้พิจารณาวินิจฉัยได้ คำร้องของผู้ร้องไม่ชอบด้วยมาตรา 14 วรรคหนึ่ง แห่งพระราชบัญญัติว่าด้วยการวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างศาล พ.ศ. 2542 อาศัยอำนาจตามมาตรา 17 วรรคสอง แห่งพระราชบัญญัติว่าด้วยการวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างศาล พ.ศ. 2542 ประกอบข้อ 28 ของข้อบังคับคณะกรรมการวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างศาล ว่าด้วยวิธีการเสนอเรื่อง การพิจารณาและวินิจฉัย พ.ศ. 2544 จึงให้ยกคำร้อง

กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.ว่าด้วยการวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างศาล พ.ศ.2542
ข้อบังคับคณะกรรมการวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างศาล ว่าด้วยวิธีการเสนอเรื่อง การพิจารณาและวินิจฉัย พ.ศ.2544
ชื่อคู่ความ
ผู้ร้อง — นางสาว น.
คู่กรณี — คำพิพากษาศาลปกครองขอนแก่น
คู่กรณี — คำพิพากษาศาลฎีกา
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
-
-
ชื่อองค์คณะ
ไม่มี
แหล่งที่มา
สำนักงานเลขานุการคณะกรรมการวินิจฉัยฯ
คำวินิจฉัยที่ 30/2567
#704515
เปิดฉบับเต็ม

แม้คดีนี้โจทก์เป็นเอกชน ยื่นฟ้องสำนักงานการปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรม จำเลยที่ 1 ซึ่งเป็นหน่วยงานทางปกครอง และจำเลยที่ 2 ซึ่งเป็นเอกชนด้วยกัน อ้างว่า จำเลยที่ 1 ออกหนังสืออนุญาตให้เข้าทำประโยชน์ในเขตปฏิรูปที่ดิน (ส.ป.ก. 4-01) ให้แก่จำเลยที่ 2 โดยไม่ชอบด้วยกฎหมาย ทับที่ดิน น.ส. 3 ก. ของโจทก์ โดยมีคำขอให้เพิกถอนหนังสืออนุญาตให้เข้าทำประโยชน์ในเขตปฏิรูปที่ดินดังกล่าว อันมีลักษณะเป็นการตั้งรูปเรื่องการฟ้องคดีเป็นการฟ้องขอให้เพิกถอนคำสั่งทางปกครองที่ออกโดยไม่ชอบด้วยกฎหมาย ทั้งมีคำขอให้ศาลพิพากษาว่าที่ดินตาม น.ส. 3 ก. เป็นของโจทก์ ให้จำเลยที่ 2 ออกจากที่ดินและห้ามจำเลยที่ 2 พร้อมบริวารยุ่งเกี่ยวเข้ามาด้วย แต่เหตุแห่งการขอให้เพิกถอนคำสั่งดังกล่าว โจทก์อ้างว่าโจทก์เป็นผู้มีสิทธิครอบครองที่ดินตามหลักฐาน น.ส. 3 ก. แต่จำเลยที่ 1 ออกหนังสืออนุญาตให้เข้าทำประโยชน์ในเขตปฏิรูปที่ดิน (ส.ป.ก. 4-01) พิพาททับที่ดินของโจทก์ ลักษณะข้อพิพาทในคดีนี้เป็นคดีที่โจทก์มุ่งหมายที่จะใช้สิทธิทางศาลเพื่อให้ศาลมีคำพิพากษารับรองคุ้มครองสิทธิในที่ดินของโจทก์ กรณีจึงเป็นการโต้แย้งเกี่ยวกับสิทธิในที่ดินพิพาทว่า โจทก์เป็นผู้มีสิทธิครอบครองหรือเป็นกรรมสิทธิ์ของจำเลยที่ 1 ซึ่งได้นำไปออกหนังสืออนุญาตให้เข้าทำประโยชน์ในเขตปฏิรูปที่ดิน (ส.ป.ก. 4-01) พิพาทให้แก่จำเลยที่ 2 เนื้อหาประเด็นหลักตามคำฟ้องของโจทก์จึงมิใช่การขอให้ศาลตรวจสอบความชอบด้วยกฎหมายของการกระทำของฝ่ายปกครองแต่เป็นการขอให้ศาลรับรองคุ้มครองสิทธิในทรัพย์สินของตนเป็นสำคัญ กรณีจึงเป็นคดีพิพาทเกี่ยวกับสิทธิในที่ดิน อันอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรม

กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.ว่าด้วยการวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างศาล พ.ศ.2542
พ.ร.บ.จัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ.2542
ป.พ.พ.
ป.ที่ดิน
พ.ร.บ.การปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรม พ.ศ.2518
พ.ร.บ.วิธีปฏิบัติราชการทางปกครอง พ.ศ.2539
ชื่อคู่ความ
ศาลผู้ส่งความเห็น — ศาลจังหวัดกระบี่
ศาลผู้รับความเห็น — ศาลปกครองภูเก็ต
โจทก์ — นาง ป.
จำเลย — สำนักงานการปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรม ที่ 1 กับพวกรวม 2 คน
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
-
-
ชื่อองค์คณะ
ไม่มี
แหล่งที่มา
สำนักงานเลขานุการคณะกรรมการวินิจฉัยฯ
คำวินิจฉัยที่ 29/2567
#704485
เปิดฉบับเต็ม

คดีนี้ แม้โจทก์ฟ้องกรมที่ดิน ที่ 1 สำนักงานที่ดินจังหวัดนครปฐม สาขาบางเลน ที่ 2 จำเลย ซึ่งเป็นหน่วยงานทางปกครอง ตามบทนิยามในมาตรา 3 แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. 2542 แต่เหตุแห่งการฟ้องคดีโจทก์อ้างว่าที่ดินพิพาทเป็นที่ดินของโจทก์ แต่จำเลยทั้งสองรังวัดสอบเขตที่ดินโจทก์แล้วอ้างว่าที่ดินโจทก์รุกล้ำทางสาธารณประโยชน์และไม่รับรองแนวเขตที่ดินพิพาทให้ถูกต้อง ดังนี้ การที่จะวินิจฉัยว่าจำเลยทั้งสองกระทำการตามฟ้องชอบด้วยกฎหมายหรือไม่ เป็นเพียงผลของการวินิจฉัยปัญหาเกี่ยวกับสิทธิในที่ดินพิพาทว่าเป็นกรรมสิทธิ์ของโจทก์หรือเป็นทางสาธารณประโยชน์ ข้อพิพาทในคดีนี้จึงเป็นการโต้แย้งกรรมสิทธิ์ในที่ดินเป็นสำคัญ โดยวัตถุประสงค์ในการฟ้องคดีนี้ ก็เพื่อให้ศาลรับรองคุ้มครองว่าที่ดินพิพาทเป็นของโจทก์ ไม่ใช่ทางสาธารณประโยชน์ กรณีจึงเป็นคดีพิพาทเกี่ยวกับสิทธิในที่ดิน อันอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรม

กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.ว่าด้วยการวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างศาล พ.ศ.2542
พ.ร.บ.จัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ.2542
พ.ร.บ.ลักษณะปกครองท้องที่ พ.ศ.2457
ป.ที่ดิน
ชื่อคู่ความ
ศาลผู้ส่งความเห็น — ศาลจังหวัดนครปฐม
ศาลผู้รับความเห็น — ศาลปกครองกลาง
โจทก์ — บริษัท อ. จำกัด
จำเลย — กรมที่ดิน ที่ 1 กับพวกรวม 2 คน
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
-
-
ชื่อองค์คณะ
ไม่มี
แหล่งที่มา
สำนักงานเลขานุการคณะกรรมการวินิจฉัยฯ
คำวินิจฉัยที่ 28/2567
#704445
เปิดฉบับเต็ม

คดีนี้ แม้สำนักงานอธิบดีผู้พิพากษาภาค 1 ผู้ถูกฟ้องคดี เป็นหน่วยงานทางปกครอง แต่การที่สำนักงานอธิบดีผู้พิพากษาภาค 1 ผู้ถูกฟ้องคดี โดยอธิบดีผู้พิพากษาภาค 1 มีหนังสือแจ้งผลการตรวจสอบข้อเท็จจริงต่อผู้พิพากษาหัวหน้าศาลแขวงธนบุรีเพื่อทราบและขอให้แจ้งผู้ถูกร้องเรียนทราบ นั้น เป็นเพียงการปฏิบัติราชการทั่วไปในการแจ้งผลการตรวจสอบข้อเท็จจริงให้ผู้เกี่ยวข้องทราบผลการดำเนินการ มิใช่การใช้อำนาจตามกฎหมาย ข้อพิพาทในคดีนี้จึงมิใช่คดีพิพาทเกี่ยวกับการกระทำละเมิดของหน่วยงานทางปกครองหรือเจ้าหน้าที่ของรัฐอันเกิดจากการใช้อำนาจตามกฎหมาย ตามพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. 2542 มาตรา 9 วรรคหนึ่ง (3) ที่จะอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลปกครอง ข้อพิพาทในคดีนี้จึงเป็นคดีพิพาทที่อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรม

กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.ว่าด้วยการวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างศาล พ.ศ.2542
พ.ร.บ.จัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ.2542
พ.ร.บ.ระเบียบข้าราชการฝ่ายตุลาการศาลยุติธรรม พ.ศ.2543
พ.ร.บ.ข้อมูลข่าวสารของราชการ พ.ศ.2540
ชื่อคู่ความ
ศาลผู้ส่งความเห็น — ศาลปกครองกลาง
ศาลผู้รับความเห็น — ศาลแพ่งตลิ่งชัน
ผู้ฟ้องคดี — นาย ณ.
ผู้ถูกฟ้องคดี — สำนักงานอธิบดีผู้พิพากษาภาค 1
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
-
-
ชื่อองค์คณะ
ไม่มี
แหล่งที่มา
สำนักงานเลขานุการคณะกรรมการวินิจฉัยฯ