พระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. 2542 มาตรา 9 วรรคหนึ่ง บัญญัติว่า ศาลปกครองมีอำนาจพิจารณาพิพากษาหรือมีคำสั่งในเรื่องดังต่อไปนี้ (3) คดีพิพาทเกี่ยวกับการกระทำละเมิดหรือความรับผิดอย่างอื่นของหน่วยงานทางปกครองหรือเจ้าหน้าที่ของรัฐอันเกิดจากการใช้อำนาจตามกฎหมายหรือจากกฎ คำสั่งทางปกครองหรือคำสั่งอื่น หรือจากการละเลยต่อหน้าที่ตามที่กฎหมายกำหนดให้ต้องปฏิบัติหรือปฏิบัติหน้าที่ดังกล่าวล่าช้าเกินสมควร คดีนี้ แม้เทศบาลนครหาดใหญ่ จำเลยที่ 2 มีฐานะเป็นราชการส่วนท้องถิ่น ตามพระราชบัญญัติระเบียบบริหารราชการแผ่นดิน พ.ศ. 2534 มาตรา 4 (3) ประกอบกับมาตรา 70 (2) จึงเป็นหน่วยงานทางปกครองตามมาตรา 3 แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. 2542 แต่เมื่อพิจารณาการกระทำที่เป็นเหตุแห่งการฟ้องคดี โจทก์ฟ้องว่าจำเลยทั้งสองกระทำละเมิดโดยในระหว่างการก่อสร้างวางท่อระบายน้ำ จำเลยที่ 1 ผู้รับจ้างซึ่งเป็นเอกชน วางท่อระบายน้ำโดยไม่มีการป้องกันหรือระมัดระวัง เป็นเหตุให้ท่อร้อยสายเคเบิลของบริษัท ส.จำกัด ซึ่งเป็นทรัพย์สินที่โจทก์รับประกันภัยได้รับความเสียหาย แต่การกระทำดังกล่าวก็เป็นการกระทำของผู้รับจ้างซึ่งเป็นบริษัทเอกชน และมิได้เกิดจากการใช้อำนาจตามกฎหมายของหน่วยงานทางปกครองหรือเจ้าหน้าที่ของรัฐ ส่วนการที่โจทก์บรรยายฟ้องว่าจำเลยที่ 2 ในฐานะผู้ว่าจ้าง ปล่อยปละละเลยไม่แจ้งให้จำเลยที่ 1 ผู้รับจ้างทราบว่ามีการวางท่อร้อยสายเคเบิลของบริษัท ส. จำกัด และยังสั่งให้จำเลยที่ 1 ผู้รับจ้าง ทำการก่อสร้างโดยไม่มีการป้องกันหรือระมัดระวัง การกระทำตามที่โจทก์บรรยายฟ้องก็เป็นการกระทำละเมิดทั่วไป มิใช่การกระทำละเมิดที่เกิดจากการละเลยต่อหน้าที่ตามที่กฎหมายกำหนดให้จำเลยที่ 2 ต้องปฏิบัติ ข้อพิพาทในคดีนี้จึงมิใช่คดีพิพาทเกี่ยวกับการกระทำละเมิดของหน่วยงานทางปกครองหรือเจ้าหน้าที่ของรัฐอันเกิดจาการใช้อำนาจตามกฎหมายหรือจากกฎ คำสั่งทางปกครอง หรือจากการละเลยต่อหน้าที่ตามที่กฎหมายกำหนดให้ต้องปฏิบัติตามมาตรา 9 วรรคหนึ่ง (3) แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. 2542 ที่จะอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลปกครอง แต่เป็นคดีพิพาทเกี่ยวกับการกระทำละเมิดทางแพ่งที่อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรม
คดีที่อัยการศาลมณฑลทหารบกที่ 13 โจทก์ ยื่นฟ้องจำเลยซึ่งเป็นนายทหารชั้นสัญญาบัตรประจำการว่า กระทำความผิดตามประมวลกฎหมายอาญาและพระราชบัญญัติจราจรทางบก พ.ศ. 2522 โดยมิได้บรรยายฟ้องว่าจำเลยกระทำผิดด้วยกันกับพลเรือน แม้ข้อเท็จจริงตามคำฟ้องจะปรากฏเพิ่มเติมว่าผู้ตายซึ่งเป็นพลเรือนได้กระทำความผิดในข้อหาเป็นผู้ขับขี่รถในขณะเมาสุราหรือของเมาอย่างอื่น ตามพระราชบัญญัติจราจรทางบก พ.ศ. 2522 ด้วยก็ตาม แต่เมื่อพนักงานสอบสวนเห็นควรสั่งไม่ฟ้องเนื่องจากผู้ต้องหาถึงแก่ความตาย กรณีจึงมิใช่คดีที่เกี่ยวพันกับคดีที่อยู่ในอำนาจศาลพลเรือนที่จะอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรมตามมาตรา 14 (2) ตามพระราชบัญญัติธรรมนูญศาลทหาร พ.ศ. 2498 ดังนั้น คดีนี้ จึงอยู่ในอำนาจของศาลทหารตามมาตรา 13 และมาตรา 16 (1) แห่งพระราชบัญญัติธรรมนูญศาลทหาร พ.ศ. 2498
คดีนี้โจทก์และจำเลยต่างเป็นบริษัทจำกัดที่จดทะเบียนตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ จึงเป็นนิติบุคคลเอกชน มิใช่เป็นหน่วยงานทางปกครอง แม้คู่ความจะอ้างว่าจำเลยเป็นผู้ได้รับอนุญาตจากกรมการขนส่งทางบกให้เป็นผู้จัดตั้งและดำเนินการสถานีขนส่งผู้โดยสารอำเภออรัญประเทศ แต่ข้อพิพาทในคดีนี้เป็นข้อพิพาทตามสัญญาจ้างก่อสร้างอาคารสถานีขนส่งผู้โดยสาร ระหว่างโจทก์กับจำเลย ซึ่งเป็นเอกชนด้วยกัน มิใช่ข้อพิพาทเกี่ยวกับการบริหารสถานีขนส่ง อันจะถือว่าเป็นการจัดทำบริการสาธารณะตามที่ได้รับมอบหมาย ทั้งการจ้างโจทก์ก่อสร้างอาคารพิพาทก็เป็นเรื่องที่จำเลยจะต้องดำเนินการด้วยตนเอง โดยทรัพย์สินและเงินลงทุนเป็นของจำเลย การตัดสินใจเลือกผู้รับจ้างเป็นการตัดสินใจของจำเลยซึ่งเป็นเอกชน กรมการขนส่งทางบกมิได้เป็นคู่สัญญาหรือมอบหมายให้จำเลยเป็นคู่สัญญาว่าจ้างโจทก์ในการก่อสร้าง การว่าจ้างโจทก์ก่อสร้างอาคารพิพาท จำเลยจึงมิได้กระทำในฐานะหน่วยงานทางปกครองหรือผู้กระทำการแทนรัฐ สัญญาพิพาทระหว่างโจทก์และจำเลยซึ่งต่างเป็นเอกชน จึงไม่ครบองค์ประกอบของสัญญาทางปกครอง ตามบทนิยามสัญญาทางปกครอง ตามมาตรา 3 แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. 2542 ที่จะอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลปกครอง แต่เป็นสัญญาทางแพ่งที่อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรม
แม้เทศบาลตำบลมุก ผู้ถูกฟ้องคดี จะเป็นหน่วยงานทางปกครอง ตามบทนิยาม ในมาตรา 3 แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. 2542 และ มีหน้าที่ในการจัดให้มีและบำรุงทางบก และทางน้ำ ตามมาตรา 50 (2) แห่งพระราชบัญญัติเทศบาล พ.ศ. 2496 แต่การที่ผู้ฟ้องคดีทั้งสองฟ้องผู้ถูกฟ้องคดีโดยอ้างเหตุว่า ผู้ถูกฟ้องคดีกระทำละเมิดก่อสร้างถนนคอนกรีตเสริมเหล็กรุกล้ำที่ดินของผู้ฟ้องคดีทั้งสอง แต่ผู้ถูกฟ้องคดีให้การว่า ไม่ได้กระทำละเมิด ที่ดินพิพาทเป็นสาธารณสมบัติของแผ่นดินสำหรับพลเมืองใช้ร่วมกันจึงไม่จำต้องรื้อถอนถนนคอนกรีตที่ได้ก่อสร้างแล้วออกไปจากแนวที่ดินของผู้ฟ้องคดีทั้งสอง ดังนี้ การที่จะวินิจฉัยว่าผู้ถูกฟ้องคดีกระทำละเมิดต่อผู้ฟ้องคดีทั้งสองหรือไม่ จึงเป็นเพียงผลของการวินิจฉัยปัญหาเกี่ยวกับสถานะของที่ดินพิพาทว่าเป็นที่ดินที่ผู้ฟ้องคดีทั้งสองเป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์ร่วมกันหรือเป็นที่สาธารณสมบัติของแผ่นดิน ซึ่งหากศาลวินิจฉัยว่าที่ดินพิพาทเป็นของผู้ฟ้องคดีทั้งสอง การที่ผู้ถูกฟ้องคดีกระทำการตามฟ้องก็เป็นการกระทำละเมิดต่อผู้ฟ้องคดีทั้งสอง แต่หากที่ดินพิพาทตกเป็นสาธารณสมบัติของแผ่นดินสำหรับพลเมืองใช้ประโยชน์ร่วมกัน จะเป็นผลให้ผู้ถูกฟ้องคดีมีอำนาจสร้างถนนสาธารณะได้โดยไม่เป็นละเมิดต่อผู้ฟ้องคดีทั้งสอง ดังนั้น จึงเห็นได้ว่า การที่ผู้ฟ้องคดีทั้งสองใช้สิทธิฟ้องคดีนี้ ก็เพื่อขอให้ศาลรับรองคุ้มครองสิทธิในที่ดินของตนเป็นสำคัญ ข้อพิพาทในคดีนี้จึงเป็นคดีพิพาทเกี่ยวกับสิทธิในที่ดินที่อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรม
แม้คดีที่ผู้ร้องยื่นฟ้องต่อศาลปกครองขอให้มีคำพิพากษาหรือคำสั่งให้เพิกถอนคำสั่งองค์การบริหารส่วนตำบลหมื่นไวยที่เพิ่มโทษผู้ฟ้องคดีจากปลดออกจากราชการเป็นไล่ออกจากราชการ มติการประชุมที่เห็นชอบให้เพิ่มโทษผู้ฟ้องคดีจากปลดออกจากราชการเป็นไล่ออกจากราชการ และมติการประชุมที่ยกอุทธรณ์คำสั่งลงโทษไล่ผู้ฟ้องคดีออกจากราชการ และคดีที่พนักงานอัยการจังหวัดพิมาย ยื่นฟ้องผู้ร้องต่อศาลจังหวัดพิมาย ขอให้ลงโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 157 และมาตรา 91 ข้อหาความผิดต่อตำแหน่งหน้าที่ราชการ จะอาศัยข้อเท็จจริงเกี่ยวกับการเบิกจ่ายเงินค่าตอบแทนการปฏิบัติหน้าที่ของผู้ร้องในฐานะนายกองค์การบริหารส่วนตำบลท่าลาดในระหว่างที่ไม่มีผู้ดำรงตำแหน่งนายกองค์การบริหารส่วนตำบลท่าลาด ตามพระราชบัญญัติสภาตำบลและองค์การบริหารส่วนตำบล พ.ศ. 2537 เช่นเดียวกันก็ตาม แต่ประเด็นแห่งคดีตามคำพิพากษาศาลปกครองสูงสุด ได้แก่ ประเด็นที่ต้องวินิจฉัยว่า คำสั่งองค์การบริหารส่วนตำบลหมื่นไวยที่เพิ่มโทษผู้ฟ้องคดีจากปลดออกจากราชการเป็นไล่ออกจากราชการ มติการประชุมที่เห็นชอบให้เพิ่มโทษผู้ฟ้องคดีจากปลดออกจากราชการเป็นไล่ออกจากราชการ และมติการประชุมที่ยกอุทธรณ์คำสั่งลงโทษไล่ผู้ฟ้องคดีออกจากราชการชอบด้วยกฎหมายหรือไม่ ส่วนประเด็นแห่งคดีตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 3 ได้แก่ ประเด็นที่ต้องวินิจฉัยว่า การกระทำของผู้ร้องเป็นความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 157 ประกอบมาตรา 91 หรือไม่ ซึ่งการดำเนินการทางวินัยและทางอาญาแก่ข้าราชการนั้นเป็นกระบวนการที่แยกต่างหากจากกัน โดยการดำเนินการและการลงโทษทางวินัยของข้าราชการมีความมุ่งหมายสำคัญเพื่อควบคุมความประพฤติของข้าราชการให้อยู่ในกรอบของกฎหมาย ระเบียบ และมาตรฐานทางจริยธรรมเพื่อให้ข้าราชการปฏิบัติราชการให้เกิดประสิทธิภาพ รักษาชื่อเสียงและสร้างความเชื่อมั่นของประชาชนต่อระบบราชการอันเป็นการใช้มาตรการภายในฝ่ายบริหารตามกฎหมายและระเบียบที่เกี่ยวข้องเพื่อรักษาวินัยข้าราชการโดยกฎหมายกำหนดให้เป็นดุลพินิจของผู้บังคับบัญชาที่จะพิจารณาดำเนินการตามกฎหมายและตามที่เห็นสมควร โดยเน้นที่ความเหมาะสมในการดำรงตำแหน่งหน้าที่ราชการและการคุ้มครองเกียรติศักดิ์ของตำแหน่งหน้าที่ราชการซึ่งมีผลกระทบต่อการบริหารราชการแผ่นดิน การดำเนินการทางวินัยของข้าราชการจึงแตกต่างจากการดำเนินคดีอาญาซึ่งมีวัตถุประสงค์ในการลงโทษผู้กระทำผิดอาญา โดยมีความมุ่งหมายสำคัญเพื่อรักษาความมั่นคงของประเทศ ความสงบเรียบร้อยของสังคม ความปลอดภัยในชีวิตและทรัพย์สินของประชาชน ซึ่งโดยหลักการดำเนินคดีอาญาต้องเป็นไปตามองค์ประกอบความรับผิดทางอาญา และศาลจะพิพากษาว่าจำเลยกระทำความผิดอาญาและลงโทษจำเลยก็ต่อเมื่อมีพยานหลักฐานมั่นคงพิสูจน์ได้ว่ามีการกระทำผิดจริงและจำเลยเป็นผู้กระทำความผิดเท่านั้น ดังนี้ แม้ข้อเท็จจริงที่ใช้เป็นฐานในการพิจารณาความผิดทางวินัยและความผิดอาญาจะเป็นข้อเท็จจริงเกี่ยวกับการเบิกจ่ายเงินค่าตอบแทนการปฏิบัติหน้าที่ของผู้ร้องในฐานะนายกองค์การบริหารส่วนตำบลท่าลาดในระหว่างที่ไม่มีผู้ดำรงตำแหน่งนายกองค์การบริหารส่วนตำบลท่าลาดเช่นเดียวกัน แต่เมื่อประเด็นในคดีต่างกันและการพิสูจน์ความผิดที่กฎหมายประสงค์จะนำมาลงโทษในคดีอาญาและคดีวินัยแตกต่างกัน จึงไม่ใช่กรณีที่คำพิพากษาหรือคำสั่งถึงที่สุดระหว่างศาลปกครองกับศาลยุติธรรมขัดแย้งกันในคดีที่มีข้อเท็จจริงเป็นเรื่องเดียวกัน ทั้งไม่ปรากฏว่ามีข้อขัดข้องในการปฏิบัติตามคำพิพากษาที่ถึงที่สุดของทั้งสองศาลแต่อย่างใด กรณีตามคำร้องของผู้ร้องจึงไม่ใช่ปัญหาเกี่ยวกับคำพิพากษาหรือคำสั่งที่ถึงที่สุดระหว่างศาลขัดแย้งกันตามนัยมาตรา 14 แห่งพระราชบัญญัติว่าด้วยการวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างศาล พ.ศ. 2542 ที่คณะกรรมการวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างศาลจะรับเรื่องไว้พิจารณาวินิจฉัยได้ จึงให้ยกคำร้อง
ผู้ร้องเป็นคู่ความและคู่กรณีทั้งในคดีของศาลยุติธรรมตามคำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4424/2562 และคดีของศาลปกครองตามคำพิพากษาศาลปกครองสูงสุด คดีหมายเลขแดงที่ อ. 562/2566 ซึ่งทั้งสองคดีเป็นคดีพิพาทที่เกิดจากการโต้แย้งกันเกี่ยวกับการเรียกเก็บค่าธรรมเนียมในการขึ้นลงของอากาศยานและค่าธรรมเนียมที่เก็บอากาศยาน ตามข้อตกลงใช้ทรัพย์สิน บริการ และสิ่งอำนวยความสะดวก เลขที่ 12/2547 ลงวันที่ 9 ธันวาคม 2547 ระหว่างบริษัทท่าอากาศยานไทย จำกัด (มหาชน) (ทอท.) กับผู้ร้อง ซึ่งข้อตกลงดังกล่าวกำหนดให้การเรียกเก็บค่าธรรมเนียมฯ เป็นไปตามกฎหมายว่าด้วยการเดินอากาศกำหนด เมื่อศาลฎีกาและศาลปกครองสูงสุดมีคำพิพากษาที่วินิจฉัยปัญหาการมีผลใช้บังคับของประกาศกระทรวงคมนาคม เรื่อง ยกเว้นค่าธรรมเนียมในการขึ้นลงของอากาศยานให้กับอากาศยานขนาดเล็กของบริษัทเอกชนในเที่ยวบินที่ใช้เพื่อการฝึกบินภายในประเทศ ลงวันที่ 1 กุมภาพันธ์ 2548 ซึ่งออกโดยอาศัยอำนาจกฎกระทรวง ฉบับที่ 30 (พ.ศ. 2528) ออกตามความในพระราชบัญญัติการเดินอากาศ พ.ศ. 2497 แตกต่างกัน เป็นผลให้คำพิพากษาที่ถึงที่สุดของศาลยุติธรรมและศาลปกครองวินิจฉัยเกี่ยวกับสิทธิและหน้าที่ในการชำระค่าธรรมเนียมฯ ตามข้อตกลงระหว่างผู้ร้องกับ ทอท. แตกต่างกัน เป็นเหตุให้มีปัญหาว่าจะปฏิบัติตามคำพิพากษาที่ถึงที่สุดของศาลใด อย่างไร จึงเป็นกรณีคำพิพากษาหรือคำสั่งที่ถึงที่สุดระหว่างศาลขัดแย้งกันในคดีที่มีข้อเท็จจริงเป็นเรื่องเดียวกันตามมาตรา 14 แห่งพระราชบัญญัติว่าด้วยการวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างศาล พ.ศ. 2542
การจะพิจารณาว่าคู่ความหรือคู่กรณีที่เกี่ยวข้องจะต้องปฏิบัติตามคำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4424/2562 หรือคำพิพากษาศาลปกครองสูงสุด คดีหมายเลขแดงที่ อ. 562/2566 นั้น จำต้องพิจารณาถึงเขตอำนาจศาลที่มีอำนาจพิจารณาพิพากษาคดีนั้นเป็นสำคัญ เมื่อคดีตามคำพิพากษาของทั้งสองศาลต่างก็เป็นการวินิจฉัยในเรื่องเดียวกันตามข้อตกลงใช้ทรัพย์สิน บริการ และสิ่งอำนวยความสะดวก เลขที่ 12/2547 ระหว่างผู้ร้องกับ ทอท. ว่า ทอท. มีสิทธิเรียกเก็บค่าธรรมเนียมหรือไม่ และประกาศกระทรวงคมนาคม เรื่อง ยกเว้นค่าธรรมเนียมในการขึ้นลงของอากาศยานให้กับอากาศยานขนาดเล็กของบริษัทเอกชนในเที่ยวบินที่ใช้เพื่อการฝึกบินภายในประเทศ ลงวันที่ 1 กุมภาพันธ์ 2548 ยังมีผลบังคับใช้อยู่หรือไม่ ดังนั้น ข้อพิพาทตามคำพิพากษาของศาลฎีกาและคำพิพากษาศาลปกครองสูงสุดดังกล่าวจึงเป็นข้อพิพาทที่เกิดจากความสัมพันธ์ในฐานะคู่สัญญาระหว่าง ทอท. กับผู้ร้อง ตามข้อตกลงใช้ทรัพย์สิน บริการ และสิ่งอำนวยความสะดวก เลขที่ 12/2547 ลงวันที่ 9 ธันวาคม 2547 จึงเป็นคดีที่ควรได้รับการพิจารณาพิพากษาในศาลเดียวกัน ซึ่งในเรื่องนี้ คณะกรรมการวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างศาลได้เคยมีคำวินิจฉัยที่ 16/2559 ว่า ข้อพิพาทระหว่างผู้ร้องกับ ทอท. เกี่ยวกับข้อตกลงใช้ทรัพย์สิน บริการ และสิ่งอำนวยความสะดวก เลขที่ 12/2547 เป็นข้อพิพาทเกี่ยวกับสัญญาทางแพ่งที่อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรม การที่ศาลฎีกาวินิจฉัยการมีผลใช้บังคับของประกาศกระทรวงคมนาคม เรื่อง ยกเว้นค่าธรรมเนียมในการขึ้นลงของอากาศยานให้กับอากาศยานขนาดเล็กของบริษัทเอกชนในเที่ยวบินที่ใช้เพื่อการฝึกบินภายในประเทศ ลงวันที่ 1 กุมภาพันธ์ 2548 ออกโดยอาศัยอำนาจของกฎกระทรวงฉบับที่ 30 (พ.ศ. 2528) ว่าไม่มีผลใช้บังคับ เนื่องจากกฎกระทรวงฉบับที่ 30 (พ.ศ. 2528) ถูกยกเลิกโดยกฎกระทรวงกำหนดอัตราค่าธรรมเนียมตามกฎหมายว่าด้วยการเดินอากาศ พ.ศ. 2549 แล้ว ซึ่งประกาศกระทรวงฉบับดังกล่าวถือเป็นเงื่อนไขในการกำหนดค่าธรรมเนียมระหว่างผู้ให้บริการและผู้ใช้บริการตามข้อตกลงฉบับพิพาท ก็เป็นอำนาจของศาลฎีกาซึ่งเป็นศาลที่มีอำนาจเหนือคดีนั้นที่จะวินิจฉัยปรับบทกฎหมายใช้บังคับแก่ข้อเท็จจริงในคดี กรณีนี้จึงสมควรให้บังคับตามคำพิพากษาศาลฎีกาซึ่งเป็นศาลยุติธรรมที่มีเขตอำนาจเหนือคดี ดังนี้ คู่ความในคดีนี้จึงต้องปฏิบัติตามคำพิพากษาศาลฎีกา การที่ผู้ร้องปฏิบัติการชำระหนี้ตามคำพิพากษาศาลฎีกาโดยชำระเงินค่าธรรมเนียมฯ พร้อมดอกเบี้ยให้แก่ ทอท. จึงชอบแล้ว ส่วนคำพิพากษาศาลปกครองสูงสุดที่พิพากษาให้เพิกถอนการเรียกเก็บค่าธรรมเนียมฯ ตามใบแจ้งหนี้จำนวนห้าฉบับของ ทอท. กับให้ ทอท. คืนเงินที่รับชำระไปแล้วให้แก่ผู้ร้องพร้อมดอกเบี้ย ซึ่ง ทอท. ได้ปฏิบัติการชำระหนี้ตามคำพิพากษาของศาลปกครองสูงสุด โดยนำเงินไปวางชำระหนี้ตามคำพิพากษาต่อสำนักบังคับคดีปกครองแล้วนั้น ผู้ร้องต้องคืนเงินที่ได้รับชำระไปแล้วให้แก่ ทอท. ด้วย
ส่วนกรณีที่มีการดำเนินการเกี่ยวกับเขตอำนาจศาลตามพระราชบัญญัติว่าด้วยการวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างศาล พ.ศ. 2542 กรณีเขตอำนาจศาลขัดแย้งกันตามมาตรา 10 วรรคหนึ่ง (3) ในคดีของศาลยุติธรรมตามคำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4424/2562 และกรณีศาลมีความเห็นพ้องกันเรื่องเขตอำนาจศาล ตามมาตรา 10 วรรคหนึ่ง (1) ในคดีของศาลปกครองตามคำพิพากษาศาลปกครองสูงสุด คดีหมายเลขแดงที่ อ. 562/2566 ซึ่งมาตรา 10 วรรคสอง บัญญัติให้คำสั่งของศาลตามวรรคหนึ่ง (1) และ (2) และคำวินิจฉัยของคณะกรรมการที่เกี่ยวกับเขตอำนาจศาลตามวรรคหนึ่ง (3) ให้เป็นที่สุด และมิให้ศาลที่อยู่ในลำดับสูงขึ้นไปของศาลตามวรรคหนึ่งยกเรื่องเขตอำนาจศาลขึ้นพิจารณาอีกนั้น คำว่า "เป็นที่สุด"นั้น หมายถึงปัญหาเรื่องเขตอำนาจศาล แต่กรณีตามคำร้องของผู้ร้องเป็นปัญหาเรื่องคำพิพากษาที่ถึงที่สุดระหว่างศาลขัดแย้งกัน ซึ่งมาตรา 14 แห่งพระราชบัญญัติว่าด้วยการวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างศาล พ.ศ. 2542 บัญญัติให้เป็นอำนาจของคณะกรรมการในการที่จะวินิจฉัยเกี่ยวกับการปฏิบัติตามคำพิพากษาที่ขัดแย้งกันอย่างไร คณะกรรมการจึงชอบที่จะวินิจฉัยชี้ขาดให้คู่ความหรือคู่กรณีปฏิบัติตามคำพิพากษาหรือคำสั่งที่ถึงที่สุดของศาลอย่างใดอย่างหนึ่งได้ โดยคำนึงถึงประโยชน์แห่งความยุติธรรมและความเป็นไปได้ในการปฏิบัติตามคำพิพากษาที่ถึงที่สุดของทั้งสองศาลนั้น ทั้งนี้ ตามพระราชบัญญัติว่าด้วยการวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างศาล พ.ศ. 2542 มาตรา 14 วรรคสอง
พระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. 2542 มาตรา 9 วรรคหนึ่ง (4) บัญญัติให้ศาลปกครอง มีอำนาจพิจารณาพิพากษาคดีพิพาทเกี่ยวกับสัญญาทางปกครองเท่านั้น และมาตรา 3 แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. 2542 บัญญัติให้ "สัญญาทางปกครอง" หมายความรวมถึง สัญญาที่คู่สัญญาอย่างน้อยฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งเป็นหน่วยงานทางปกครองหรือเป็นบุคคลซึ่งกระทำการแทนรัฐ และมีลักษณะเป็นสัญญาสัมปทาน สัญญาที่ให้จัดทำบริการสาธารณะหรือจัดให้มีสิ่งสาธารณูปโภคหรือแสวงประโยชน์จากทรัพยากรธรรมชาติ และบัญญัติให้ "หน่วยงานทางปกครอง" หมายความว่า กระทรวง ทบวง กรม ส่วนราชการที่เรียกชื่ออย่างอื่นและมีฐานะเป็นกรม ราชการส่วนภูมิภาค ราชการส่วนท้องถิ่น รัฐวิสาหกิจที่ตั้งขึ้นโดยพระราชบัญญัติหรือพระราชกฤษฎีกา หรือหน่วยงานอื่นของรัฐ และให้หมายความรวมถึงหน่วยงานที่ได้รับมอบหมายให้ใช้อำนาจทางปกครองหรือให้ดำเนินกิจการทางปกครอง เมื่อคดีนี้ บริษัท อ จำกัด (มหาชน) เป็นนิติบุคคลเอกชนที่จัดตั้งขึ้นตามกฎหมายว่าด้วยบริษัทมหาชนจำกัดจึงมิใช่กระทรวง ทบวง กรม ส่วนราชการที่เรียกชื่ออย่างอื่นและมีฐานะเป็นกรม ราชการส่วนภูมิภาค ราชการส่วนท้องถิ่น รัฐวิสาหกิจที่ตั้งขึ้นโดยพระราชบัญญัติหรือพระราชกฤษฎีกาหรือหน่วยงานอื่นของรัฐ แต่อย่างไรก็ตามจำเลยเคยเป็นรัฐวิสาหกิจที่จัดตั้งขึ้นตามพระราชบัญญัติจัดตั้งองค์การของรัฐบาล พ.ศ. 2496 และต่อมาได้แปลงสภาพเป็นนิติบุคคลเอกชนตามพระราชบัญญัติทุนรัฐวิสาหกิจ พ.ศ. 2542 โดยมาตรา 26 ของพระราชบัญญัติดังกล่าว บัญญัติให้ในกรณีที่กฎหมายจัดตั้งรัฐวิสาหกิจที่มีการเปลี่ยนทุนเป็นหุ้นของบริษัทหรือกฎหมายอื่นมีบทบัญญัติให้อำนาจรัฐวิสาหกิจดำเนินการใด ๆ ต่อบุคคล ทรัพย์สิน หรือสิทธิของบุคคล หรือมีบทบัญญัติให้การดำเนินการของรัฐวิสาหกิจนั้นได้รับยกเว้นไม่อยู่ภายใต้บังคับกฎหมายว่าด้วยการใด หรือได้รับยกเว้นการปฏิบัติตามกฎหมายในเรื่องใด หรือมีบทบัญญัติให้สิทธิพิเศษแก่รัฐวิสาหกิจนั้นเป็นกรณีเฉพาะ หรือมีบทบัญญัติคุ้มครองกิจการ พนักงานหรือลูกจ้างของรัฐวิสาหกิจ ให้ถือว่าบทบัญญัตินั้นมีผลใช้บังคับต่อไป โดยบริษัทมีฐานะอย่างเดียวกับรัฐวิสาหกิจตามกฎหมายดังกล่าว ดังนั้น จำเลยจึงอาจเป็นหน่วยงานทางปกครองประเภทหน่วยงานที่ได้รับมอบหมายให้ใช้อำนาจทางปกครองหรือดำเนินกิจการทางปกครองตามมาตรา 3 แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. 2542 ได้ หากจำเลยได้ใช้อำนาจทางปกครองในการดำเนินบริการสาธารณะตามที่ได้รับมอบหมายจากรัฐ นอกเหนือจากนี้แล้ว การกระทำของจำเลยย่อมเป็นการประกอบธุรกิจเช่นเดียวกับเอกชนทั่วไป เมื่อพิจารณาสัญญาให้บริการโครงข่ายโทรทัศน์ระบบดิจิตอลระหว่างโจทก์และจำเลยเป็นสัญญาที่จำเลยซึ่งเป็นผู้ได้รับอนุญาตให้บริการโครงข่ายโทรทัศน์ที่ใช้คลื่นความถี่ภาคพื้นดินในระบบดิจิตอลระดับชาติ ตามใบอนุญาตเลขที่ B1 – N 2001 – 0002 - 56 ระหว่างวันที่ 17 มิถุนายน 2556 - 16 มิถุนายน 2571 จากคณะกรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติได้ทำความตกลงกับโจทก์ โดยให้โจทก์ใช้โครงข่ายโทรทัศน์ของจำเลยในการเผยแพร่รายการของโจทก์ โดยโจทก์ตกลงชำระค่าตอบแทนการใช้โครงข่ายโทรทัศน์ตามข้อตกลงการใช้บริการ วัตถุประสงค์ของสัญญาจึงมีลักษณะเป็นการประกอบกิจการเชิงพาณิชย์ สัญญาให้บริการโครงข่ายโทรทัศน์ระบบดิจิตอลจึงมิใช่สัญญาที่คู่สัญญาอย่างน้อยฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งเป็นหน่วยงานทางปกครองหรือเป็นบุคคลที่กระทำการแทนรัฐ และมีลักษณะเป็นสัญญาสัมปทาน สัญญาที่ให้จัดทำบริการสาธารณะ หรือจัดให้มีสิ่งสาธารณูปโภคหรือแสวงประโยชน์จากทรัพยากรธรรมชาติตามบทนิยาม "สัญญาทางปกครอง" ในมาตรา 3 แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. 2542 ดังนั้นข้อพิพาทในคดีนี้จึงมิใช่คดีพิพาทเกี่ยวกับสัญญาทางปกครองที่จะอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลปกครองตามมาตรา 9 วรรคหนึ่ง (4) แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. 2542 แต่เป็นคดีพิพาทเกี่ยวกับสัญญาทางแพ่งที่อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรม
คดีนี้โจทก์เป็นเอกชนยื่นฟ้อง เทศบาลนครนครศรีธรรมราช ซึ่งเป็นราชการส่วนท้องถิ่น จึงเป็นหน่วยงานทางปกครองตามมาตรา 3 แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. 2542 แต่เมื่อพิจารณาถึงข้อตกลงที่โจทก์อ้างตามคำฟ้องกับใบสั่งซื้อ – จ้าง ของจำเลย ใบเสนอราคาและใบส่งของของโจทก์ที่เป็นเอกสารประกอบคำฟ้องแล้ว ปรากฏว่าเป็นเพียงข้อตกลงที่จำเลยจ้างโจทก์ซ่อมเปลี่ยนอะไหล่ บำรุงรักษายานพาหนะประเภทรถแบ็คโฮ รถบรรทุกขยะและเครื่องจักรอื่น ๆ ให้อยู่ในสภาพที่สมบูรณ์พร้อมใช้งานเท่านั้น ไม่ได้มีวัตถุประสงค์เป็นการให้โจทก์เข้าร่วมจัดทำบริการสาธารณะโดยตรง ทั้งมิได้มีลักษณะเป็นสัญญาสัมปทาน สัญญาจัดให้มีสิ่งสาธารณูปโภคหรือแสวงประโยชน์จากทรัพยากรธรรมชาติ ตามบทนิยาม "สัญญาทางปกครอง" ในมาตรา 3 แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. 2542 ข้อตกลงการจ้างซ่อมเปลี่ยนอะไหล่ บำรุงรักษายานพาหนะประเภทรถแบ็คโฮ รถบรรทุกขยะและเครื่องจักรอื่น ๆ ระหว่างโจทก์และจำเลยตามข้ออ้างในคำฟ้องคดีนี้ จึงไม่ใช่สัญญาทางปกครอง แต่เป็นสัญญาทางแพ่งของหน่วยงานทางปกครองที่อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรม ข้อพิพาทระหว่างโจทก์กับจำเลยในคดีนี้จึงมิใช่คดีพิพาทเกี่ยวกับสัญญาทางปกครอง ตามมาตรา 9 วรรคหนึ่ง (4) แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. 2542 ที่จะอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลปกครอง แต่เป็นคดีพิพาทเกี่ยวกับสัญญาทางแพ่ง ที่อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรม
คดีนี้ แม้เทศบาลนครหาดใหญ่ ผู้ถูกฟ้องคดี เป็นราชการส่วนท้องถิ่น จึงเป็นหน่วยงานทางปกครอง ตามบทนิยามในมาตรา 3 แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. 2542 และมีหน้าที่ในการจัดให้มีและบำรุงทางบก ทางน้ำและทางระบายน้ำ ตามมาตรา 56 (1) ประกอบมาตรา 53 (1) (5) และมาตรา 50 (2) แห่งพระราชบัญญัติเทศบาล พ.ศ. 2496 แต่การที่ผู้ฟ้องคดีฟ้องผู้ถูกฟ้องคดีโดยอ้างเหตุว่าผู้ถูกฟ้องคดีกระทำละเมิดก่อสร้างคูระบายน้ำคอนกรีตรุกล้ำที่ดินของผู้ฟ้องคดี ส่วนผู้ถูกฟ้องคดีให้การว่า ที่ดินพิพาทตกเป็นสาธารณสมบัติของแผ่นดินประเภททรัพย์สินสำหรับพลเมืองใช้ร่วมกันโดยปริยาย ดังนี้ การที่ศาลจะวินิจฉัยว่าผู้ถูกฟ้องคดีกระทำละเมิดต่อผู้ฟ้องคดีหรือไม่ จึงเป็นเพียงผลของการวินิจฉัยปัญหาเกี่ยวกับสถานะของที่ดินพิพาทว่าเป็นที่ดินที่ผู้ฟ้องคดีมีสิทธิครอบครองหรือเป็นที่สาธารณสมบัติของแผ่นดิน ซึ่งหากศาลวินิจฉัยว่าที่ดินพิพาทเป็นของผู้ฟ้องคดี การที่ผู้ถูกฟ้องคดีกระทำการตามฟ้องก็เป็นการกระทำละเมิดต่อผู้ฟ้องคดี แต่หากที่ดินพิพาทเป็น สาธารณสมบัติของแผ่นดินสำหรับพลเมืองใช้ประโยชน์ร่วมกันจะเป็นผลให้ผู้ถูกฟ้องคดีมีอำนาจสร้างคูระบายน้ำคอนกรีตได้โดยไม่เป็นละเมิดต่อผู้ฟ้องคดี ดังนั้น จึงเห็นได้ว่า การที่ผู้ฟ้องคดีใช้สิทธิฟ้องคดีนี้ ก็เพื่อขอให้ศาลรับรองคุ้มครองสิทธิในที่ดินของตนเป็นสำคัญ ข้อพิพาทในคดีนี้จึงเป็นคดีพิพาทเกี่ยวกับสิทธิในที่ดินที่อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรม
คดีนี้ แม้บรรษัทประกันสินเชื่ออุตสาหกรรมขนาดย่อม (บสย.) จำเลยที่ 1 เป็นรัฐวิสาหกิจที่จัดตั้งขึ้นตามพระราชบัญญัติบรรษัทประกันสินเชื่ออุตสาหกรรมขนาดย่อม พ.ศ. 2534 มาตรา 5 มีฐานะเป็นหน่วยงานทางปกครอง ตามมาตรา 3 แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. 2542 แต่เมื่อพิจารณาสัญญาจ้างโครงการพัฒนาและติดตั้งระบบเทคโนโลยีสารสนเทศเพื่อการค้ำประกันสินเชื่อ (Core Guarantee System : CGS) ระหว่างกิจการค้าร่วม ดีจีไอ โจทก์ที่ 1 กับจำเลยที่ 1 เป็นเพียงสัญญาว่าจ้างโจทก์ที่ 1 ให้พัฒนาและติดตั้งระบบเทคโนโลยีสารสนเทศเพื่อการค้ำประกันสินเชื่อ เพื่อสนับสนุนการดำเนินงานของจำเลยที่ 1 ให้มีประสิทธิภาพและประสิทธิผลเท่านั้น โดยจำเลยที่ 1 ตกลงจ่ายเงินค่าจ้างตามงวดงานที่ตกลงในสัญญา สัญญาดังกล่าวไม่ได้มีวัตถุแห่งสัญญา เป็นการให้โจทก์ที่ 1 เข้าร่วมจัดทำบริการสาธารณะโดยตรง ทั้งมิได้มีลักษณะเป็นสัญญาสัมปทาน สัญญา จัดให้มีสิ่งสาธารณูปโภคหรือแสวงประโยชน์จากทรัพยากรธรรมชาติ ตามบทนิยาม "สัญญาทางปกครอง" ในมาตรา 3 แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. 2542 สัญญาจ้างโครงการพัฒนาและติดตั้งระบบเทคโนโลยีสารสนเทศเพื่อการค้ำประกันสินเชื่อ (Core Guarantee System : CGS) ระหว่างโจทก์ที่ 1 กับจำเลยที่ 1 จึงเป็นสัญญาทางแพ่งของหน่วยงานทางปกครอง ข้อพิพาทเกี่ยวกับสัญญาจ้างระหว่างโจทก์ที่ 1 กับจำเลยที่ 1 จึงมิใช่คดีพิพาทเกี่ยวกับสัญญาทางปกครอง ตามมาตรา 9 วรรคหนึ่ง (4) แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. 2542 ที่จะอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลปกครอง แต่เป็นคดีพิพาทเกี่ยวกับสัญญาทางแพ่งที่อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรม ส่วนประเด็นที่โจทก์ทั้งสองฟ้องว่าจำเลยที่ 1 กระทำละเมิดโดยการเสนอชื่อให้โจทก์ทั้งสองรวมถึงกรรมการผู้มีอำนาจของโจทก์ทั้งสองเป็นผู้ทิ้งงานต่อคณะกรรมการวินิจฉัยปัญหาการจัดซื้อ จัดจ้าง และการบริหารพัสดุภาครัฐ กรมบัญชีกลาง โดยมีคำขอให้จำเลยทั้งห้าร่วมกันชดใช้ค่าเสียหาย และให้จำเลยที่ 1 มีหนังสือแจ้งขอถอนชื่อโจทก์ทั้งสองออกจากการเป็นผู้ทิ้งงานต่อคณะกรรมการวินิจฉัยปัญหาการจัดซื้อ จัดจ้าง และการบริหารพัสดุภาครัฐ และยุติการกระทำใด ๆ ที่จะก่อให้เกิดความเสียหายแก่โจทก์ทั้งสองนั้น ไม่ใช่การใช้อำนาจตามกฎหมาย จึงไม่ใช่คดีพิพาทเกี่ยวกับการกระทำละเมิดของเจ้าหน้าที่ของรัฐ อันเกิดจากการใช้อำนาจตามกฎหมาย ตามมาตรา 9 วรรคหนึ่ง (3) แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. 2542 ดังนั้น คำฟ้องในส่วนการกระทำละเมิด จึงไม่ใช่คดีที่อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลปกครองเช่นกัน แต่เป็นคดีพิพาทเกี่ยวกับการกระทำละเมิดที่อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรม
คดีนี้ผู้ฟ้องคดีซึ่งเป็นเอกชน ยื่นฟ้องอธิบดีกรมที่ดิน ที่ 1 เจ้าพนักงานที่ดินจังหวัดนราธิวาส สาขาสุไหงปาดี ที่ 2 ผู้ถูกฟ้องคดี ซึ่งเป็นเจ้าหน้าที่ของรัฐตามมาตรา 3 แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. 2542 และต่อมาศาลมีคำสั่งเรียกผู้ถูกฟ้องคดีที่ 3 ซึ่งเป็นเอกชนเข้ามา ในคดี อ้างว่า ผู้ถูกฟ้องคดีที่ 2 ออกโฉนดที่ดินให้แก่บิดาของผู้ถูกฟ้องคดีที่ 3 โดยไม่ชอบด้วยกฎหมายทับที่ดินตามหลักฐาน น.ส. 3 ก. ของผู้ฟ้องคดี โดยมีคำขอให้เพิกถอนโฉนดที่ดินดังกล่าวและให้คืนที่ดินส่วนที่ขาดให้ครบถ้วน อันมีลักษณะเป็นการตั้งรูปเรื่องการฟ้องคดีเป็นการฟ้องขอให้เพิกถอนคำสั่งทางปกครองที่ออกโดยไม่ชอบด้วยกฎหมาย แต่เหตุแห่งการขอให้เพิกถอนคำสั่งดังกล่าว ผู้ฟ้องคดีอ้างว่า ผู้ฟ้องคดีเป็นผู้มีสิทธิครอบครองที่ดินตามหลักฐาน น.ส. 3 ก. แต่ผู้ถูกฟ้องคดีที่ 2 ออกโฉนดที่ดินพิพาท ซึ่งปัจจุบันมีชื่อผู้ถูกฟ้องคดีที่ 3 เป็นผู้ถือกรรมสิทธิ์ทับที่ดินของผู้ฟ้องคดีบางส่วน ลักษณะข้อพิพาทในคดีนี้เป็นคดีที่ผู้ฟ้องคดีมุ่งหมายที่จะใช้สิทธิทางศาลเพื่อให้ศาลมีคำพิพากษารับรองคุ้มครองสิทธิในที่ดินของผู้ฟ้องคดี กรณีจึงเป็นการโต้แย้งเกี่ยวกับสิทธิในที่ดินพิพาทว่า ผู้ฟ้องคดีเป็นผู้มีสิทธิครอบครองหรือเป็นกรรมสิทธิ์ของผู้ถูกฟ้องคดีที่ 3 ซึ่งไม่ว่าศาลจะวินิจฉัยว่า ที่ดินพิพาทเป็นของผู้ฟ้องคดีหรือเป็นของผู้ถูกฟ้องคดีที่ 3 ย่อมกระทบต่อสิทธิในทางทรัพย์สินของเอกชนทั้งสองฝ่าย เนื้อหาประเด็นหลักตามคำฟ้องของผู้ฟ้องคดีจึงมิใช่การขอให้ศาลตรวจสอบความชอบด้วยกฎหมายของการกระทำของฝ่ายปกครอง แต่เป็นการขอให้ศาลรับรองคุ้มครองสิทธิในทรัพย์สินของตนเป็นสำคัญ กรณีจึงเป็นคดีพิพาทเกี่ยวกับสิทธิในที่ดินอันอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรม
คดีที่ผู้ฟ้องคดียื่นฟ้องเทศบาลตำบลบ้านปง ที่ 1 นายกเทศมนตรีตำบลบ้านปง ที่ 2 ผู้ถูกฟ้องคดี อ้างว่า ผู้ฟ้องคดีเป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์ที่ดินมีโฉนดซึ่งอยู่ติดกับที่ดินที่เป็นที่งอกริมตลิ่งได้รับความเดือดร้อนเสียหายจากการที่ผู้ถูกฟ้องคดีที่ 2 มีคำสั่งให้ผู้ฟ้องคดีรื้อถอนอาคารประเภทรั้วคอนกรีตเสริมเหล็กและเหล็กดัด เนื่องจากก่อสร้างโดยไม่ได้รับอนุญาตจากเจ้าพนักงานท้องถิ่นและเป็นกรณีที่ไม่สามารถอนุญาตให้ก่อสร้างหรือแก้ไขให้ถูกต้องได้ เนื่องจากเป็นการก่อสร้างรุกล้ำที่สาธารณประโยชน์ ขอให้เพิกถอนคำสั่งดังกล่าว เห็นว่า คดีนี้ นายกเทศมนตรีตำบลบ้านปง ผู้ถูกฟ้องคดีที่ 2 เป็นเจ้าพนักงานท้องถิ่นตามพระราชบัญญัติควบคุมอาคาร พ.ศ. 2522 มาตรา 4 (1) จึงเป็นเจ้าหน้าที่ของรัฐ ตามมาตรา 3 แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. 2542 มีคำสั่งให้ผู้ฟ้องคดีรื้อถอนอาคารชนิดรั้วคอนกรีตเสริมเหล็กและเหล็กดัด เนื่องจากไม่ได้รับอนุญาตหรือใบแจ้งจากเจ้าพนักงานท้องถิ่นและเป็นการก่อสร้างรุกล้ำที่สาธารณประโยชน์โดยอาศัยอำนาจตามพระราชบัญญัติควบคุมอาคาร พ.ศ. 2522 มาตรา 42 คำสั่งรื้อถอนอาคารดังกล่าวจึงมีสถานะเป็น "คำสั่งทางปกครอง" ตามมาตรา 5 แห่งพระราชบัญญัติวิธีปฏิบัติราชการทางปกครอง พ.ศ. 2539 การที่ผู้ฟ้องคดีฟ้องว่าคำสั่งให้รื้อถอนอาคารดังกล่าวไม่ชอบด้วยกฎหมายและมีคำขอให้ศาลมีคำพิพากษาเพิกถอนคำสั่งดังกล่าว จึงเป็นคดีพิพาทเกี่ยวกับการที่เจ้าหน้าที่ของรัฐกระทำการโดยไม่ชอบด้วยกฎหมายในการออกคำสั่งทางปกครอง ตามมาตรา 9 วรรคหนึ่ง (1) แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. 2542 คดีนี้จึงเป็นคดีพิพาทที่อยู่ในอำนาจพิจารณา พิพากษาของศาลปกครอง
คดีนี้เทศบาลตำบลสามง่ามท่าโบสถ์ ผู้ถูกฟ้องคดี เป็นราชการส่วนท้องถิ่น จึงเป็นหน่วยงานทางปกครองตามมาตรา 3 แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. 2542 แต่เหตุแห่งการฟ้องคดีนี้ ผู้ฟ้องคดีทั้งสองกล่าวอ้างว่าผู้ถูกฟ้องคดีเทคอนกรีตและลาดยางแอสฟัลต์พร้อมทั้งปลูกต้นไม้แล้วก่ออิฐฉาบปูนล้อมต้นไม้รุกล้ำที่ดินของผู้ฟ้องคดีทั้งสอง ทั้งคัดค้านการรังวัดสอบเขตที่ดินของผู้ฟ้องคดีทั้งสอง โดยอ้างว่าที่ดินพิพาทเป็นที่สาธารณประโยชน์เป็นเหตุให้เจ้าพนักงานที่ดินมีหนังสือแจ้งให้ผู้ฟ้องคดีไปฟ้องคดีต่อศาลยุติธรรม ส่วนผู้ถูกฟ้องคดีให้การว่า ที่ดินพิพาทเป็นที่สาธารณสมบัติของแผ่นดินสำหรับพลเมืองใช้ร่วมกัน การก่อสร้างท่อระบายน้ำลานคอนกรีตและต้นไม้จึงอยู่ในอำนาจหน้าที่การจัดทำบริการสาธารณะของผู้ถูกฟ้องคดีและการคัดค้านการรังวัดที่ดินเป็นหน้าที่ของผู้ถูกฟ้องคดีในฐานะผู้ดูแลรักษาและคุ้มครองป้องกันที่ดินสาธารณะ กรณีจึงเป็นปัญหาเกี่ยวกับสิทธิในที่ดิน การที่ศาลจะวินิจฉัยว่าผู้ถูกฟ้องคดีกระทำละเมิดต่อผู้ฟ้องคดีทั้งสองหรือไม่เป็นเพียงผลของการวินิจฉัยปัญหาเกี่ยวกับสถานะของที่ดินพิพาทว่าเป็นที่ดินที่ผู้ฟ้องคดีทั้งสองเป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์หรือเป็นสาธารณสมบัติของแผ่นดินสำหรับพลเมืองใช้ร่วมกัน ซึ่งหากศาลวินิจฉัยว่าที่ดินพิพาทเป็นของผู้ฟ้องคดีทั้งสอง การที่ผู้ถูกฟ้องคดีกระทำการดังกล่าวโดยไม่ได้รับความยินยอมจากผู้ฟ้องคดีทั้งสองย่อมเป็นการกระทำละเมิดต่อผู้ฟ้องคดีทั้งสอง แต่หากที่ดินพิพาทเป็นที่สาธารณสมบัติของแผ่นดินสำหรับพลเมืองใช้ร่วมกัน จะเป็นผลให้ผู้ถูกฟ้องคดีมีอำนาจเข้าไปดำเนินการก่อสร้างลานคอนกรีตเสริมเหล็กพร้อมทั้งปลูกต้นไม้แล้วก่ออิฐฉาบปูนล้อมต้นไม้โดยไม่เป็นละเมิดต่อผู้ฟ้องคดีทั้งสอง ทั้งการคัดค้านการรังวัดที่ดินของเจ้าหน้าที่ของผู้ถูกฟ้องคดีมิใช่การใช้อำนาจตามกฎหมาย แต่เป็นการป้องกันมิให้มีการรังวัดสอบเขตที่ดินรุกล้ำที่สาธารณสมบัติของแผ่นดิน เป็นการกระทำเช่นเดียวกันกับการที่เอกชนโดยทั่วไปซึ่งเป็นเจ้าของที่ดินข้างเคียงคัดค้านการรังวัดสอบเขตที่ดินตามประมวลกฎหมายที่ดินเพื่อป้องกันมิให้มีการรังวัดรุกล้ำเข้าไปในที่ดินของตน การคัดค้านการรังวัดสอบเขตที่ดินของผู้ถูกฟ้องคดีจึงไม่มีลักษณะเป็นการใช้อำนาจตามกฎหมาย กรณีจึงไม่เข้าลักษณะเป็นคดีพิพาทตามมาตรา 9 วรรคหนึ่ง (3) แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. 2542 ข้อพิพาทในคดีนี้จึงเป็นคดีพิพาทเกี่ยวกับสิทธิในที่ดินที่อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรม
แม้การไฟฟ้านครหลวง ผู้ถูกฟ้องคดี เป็นรัฐวิสาหกิจที่จัดตั้งขึ้นตามพระราชบัญญัติการไฟฟ้านครหลวง พ.ศ. 2501 จึงเป็นหน่วยงานทางปกครอง ตามนัยบทนิยาม "หน่วยงานทางปกครอง" ในมาตรา 3 แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. 2542 มีวัตถุประสงค์ในการผลิต จัดให้ได้มา จัดส่ง และจำหน่ายพลังงานไฟฟ้า และมีอำนาจกระทำการต่าง ๆ ภายในขอบแห่งวัตถุประสงค์ดังกล่าว ซึ่งรวมถึงอำนาจจัดระเบียบเกี่ยวกับความปลอดภัยในการใช้และรักษาทรัพย์สินของผู้ถูกฟ้องคดี รวมทั้งในการดำเนินกิจการของผู้ถูกฟ้องคดีให้คำนึงถึงความปลอดภัยประโยชน์ของรัฐและประชาชน ตามที่บัญญัติไว้ในมาตรา 6 มาตรา 13 (6) และมาตรา 40 แห่งพระราชบัญญัติการไฟฟ้านครหลวง พ.ศ. 2501 เมื่อข้อเท็จจริงตามคำฟ้องคดีนี้ผู้ฟ้องคดีอ้างว่า ผู้ถูกฟ้องคดีละเลยไม่ดูแลจัดระเบียบเกี่ยวกับความปลอดภัยในการใช้และรักษาหม้อแปลงไฟฟ้าให้อยู่ในสภาพดีและปลอดภัยต่อทรัพย์สินของประชาชน เป็นเหตุให้ทรัพย์สินของนางสาว ก. ที่ผู้ฟ้องคดีได้รับประกันภัยไว้ได้รับความเสียหาย โดยผู้ฟ้องคดีได้ชดใช้ค่าเสียหายให้แก่นางสาว ก. ผู้เอาประกันภัยแล้ว ผู้ฟ้องคดีในฐานะผู้รับประกันภัยจึงรับช่วงสิทธิฟ้องเรียกค่าเสียหายจากผู้ถูกฟ้องคดี กรณีตามคำฟ้องจึงเป็นการฟ้องว่าผู้ถูกฟ้องคดีซึ่งเป็นหน่วยงานทางปกครองละเลยต่อหน้าที่ในการตรวจสอบดูแลและรักษาความปลอดภัยในการใช้และรักษาทรัพย์สินที่ใช้ในการจัดทำสาธารณูปโภคตามที่กฎหมายกำหนดให้ต้องปฏิบัติ เป็นเหตุให้เกิดความเสียหายแก่ผู้ฟ้องคดีอันเป็นคดีพิพาทเกี่ยวกับการกระทำละเมิดอันเกิดจากการละเลยต่อหน้าที่ตามที่กฎหมายกำหนดให้ต้องปฏิบัติ หรือปฏิบัติหน้าที่ดังกล่าวล่าช้าเกินสมควรตามมาตรา 9 วรรคหนึ่ง (3) แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. 2542 ที่อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลปกครอง
คดีนี้ กรมทางหลวง จำเลย เป็นส่วนราชการ มีฐานะเป็นกรมในสังกัดกระทรวงคมนาคมตามมาตรา 21 (6) แห่งพระราชบัญญัติปรับปรุงกระทรวง ทบวง กรม พ.ศ. 2545 จึงเป็นหน่วยงานทางปกครอง ตามมาตรา 3 แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. 2542 และโดยที่กฎกระทรวงแบ่งส่วนราชการกรมทางหลวง กระทรวงคมนาคม พ.ศ. 2558 ข้อ 2 กำหนดให้กรมทางหลวง มีภารกิจเกี่ยวกับการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานด้านทางหลวง การก่อสร้างและบำรุงรักษาทางหลวงให้มีโครงข่ายทางหลวงที่สมบูรณ์ครอบคลุมทั่วทั้งประเทศและเชื่อมโยงกับประเทศเพื่อนบ้านเพื่อให้ประชาชนได้รับความสะดวก รวดเร็ว และปลอดภัยในการเดินทาง จึงเป็นกรณีที่มีกฎหมายกำหนดหน้าที่ของจำเลย ประกอบกับพระราชบัญญัติทางหลวง พ.ศ. 2535 มาตรา 4 ก็ได้นิยามคำว่า ทางหลวง หมายความว่า ทางหรือถนนซึ่งจัดไว้เพื่อประโยชน์ในการจราจรสาธารณะทางบก... และหมายความรวมถึง...ป้ายจราจร เครื่องหมายจราจร เครื่องหมายสัญญาณ เครื่องสัญญาณไฟฟ้า เครื่องแสดงสัญญาณที่จอดรถ ที่พักคนโดยสาร ที่พักริมทาง เรือหรือพาหนะสำหรับขนส่งข้ามฟาก ท่าเรือสำหรับขึ้นหรือลงรถ และอาคารหรือสิ่งอื่นอันเป็นอุปกรณ์งานทางบรรดาที่มีอยู่หรือที่ได้จัดไว้ในเขตทางหลวงเพื่อประโยชน์แก่งานทางหรือผู้ใช้ทางหลวงนั้นด้วย เมื่อคดีนี้โจทก์ทั้งสองฟ้องเรียกค่าเสียหายอันเกิดจากการกระทำละเมิด โดยอ้างว่าเจ้าหน้าที่ของจำเลยละเลยต่อหน้าที่เกี่ยวกับการบำรุงรักษาทางหลวงให้ประชาชนได้รับความสะดวก และปลอดภัยในการเดินทาง โดยในขณะปฏิบัติหน้าที่ได้รับแจ้งเหตุคราบน้ำมันหล่อลื่นรั่วไหลแล้ว ไม่รีบดำเนินการปิดกั้นช่องการจราจรในที่เกิดเหตุด้วยสัญลักษณ์ใดเพื่อให้ผู้ที่สัญจรบนทางหลวงแผ่นดินทราบ เพื่อที่จะหลีกเลี่ยงไม่ขับเข้าไปในช่องทางเดินรถที่มีคราบน้ำมันรั่วไหล อันเป็นเหตุให้โจทก์ที่ 1 ขับรถเข้าไปในบริเวณดังกล่าวเสียการควบคุมรถยนต์และเสียหลักพลิกคว่ำออกไปข้างทาง และเฉี่ยวชนเจ้าหน้าที่ของจำเลยกับทำให้โจทก์ที่ 1 ได้รับบาดเจ็บ และรถยนต์ของโจทก์ที่ 2 ได้รับความเสียหาย คดีนี้จึงเป็นคดีพิพาทเกี่ยวกับการกระทำละเมิดของหน่วยงานทางปกครองหรือเจ้าหน้าที่ของรัฐอันเกิดจากการละเลยต่อหน้าที่ตามที่กฎหมายกำหนดให้ต้องปฏิบัติตามมาตรา 9 วรรคหนึ่ง (3) แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. 2542 อันอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลปกครอง
พระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. 2542 มาตรา 9 วรรคหนึ่ง บัญญัติว่า "ศาลปกครองมีอำนาจพิจารณาพิพากษาหรือมีคำสั่งในเรื่องดังต่อไปนี้ (3) คดีพิพาทเกี่ยวกับการกระทำละเมิดหรือความรับผิดอย่างอื่นของหน่วยงานทางปกครองหรือเจ้าหน้าที่ของรัฐอันเกิดจากการใช้อำนาจตามกฎหมาย หรือจากกฎ คำสั่งทางปกครองหรือคำสั่งอื่น หรือจากการละเลยต่อหน้าที่ตามที่กฎหมายกำหนดให้ต้องปฏิบัติหรือปฏิบัติหน้าที่ดังกล่าวล่าช้าเกินสมควร" เห็นว่า คดีนี้ การไฟฟ้าส่วนภูมิภาค จำเลยเป็นรัฐวิสาหกิจที่จัดตั้งขึ้นตามพระราชบัญญัติการไฟฟ้าส่วนภูมิภาค พ.ศ. 2503 จึงเป็นหน่วยงานทางปกครองตามนัยบทนิยาม"หน่วยงานทางปกครอง" ในมาตรา 3 แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. 2542 มีอำนาจหน้าที่ ผลิต จัดให้ได้มา จัดส่งและจำหน่ายพลังงานไฟฟ้า และจัดระเบียบเกี่ยวกับความปลอดภัยในการใช้และรักษาทรัพย์สินของจำเลยรวมทั้งในการดำเนินกิจการของจำเลยให้คำนึงถึงความปลอดภัยประโยชน์ของรัฐและประชาชน ตามที่บัญญัติไว้ในมาตรา 6 มาตรา 13 (6) และมาตรา 41 แห่งพระราชบัญญัติการไฟฟ้าส่วนภูมิภาค พ.ศ. 2503 ดังนั้น เมื่อโจทก์ฟ้องว่าจำเลยละเลยต่อหน้าที่ไม่ดูแลไม่ให้มีสายไฟฟ้าหรือสายเคเบิ้ลหรือส่วนหนึ่งส่วนใดร่วงหล่นลงมาใส่ทรัพย์สินหรือผู้อื่นให้เกิดความเสียหายก่อให้เกิดความเสียหายแก่รถยนต์ที่โจทก์รับประกันภัย โจทก์ในฐานะผู้รับประกันภัยได้ซ่อมแซมรถยนต์คันดังกล่าวแล้วจึงใช้สิทธิไล่เบี้ยฟ้องจำเลย ขอให้ศาลมีคำพิพากษาให้จำเลยชดใช้ค่าเสียหายพร้อมดอกเบี้ย ตามคำฟ้องของโจทก์ จึงเป็นการฟ้องว่าจำเลยซึ่งเป็นหน่วยงานทางปกครองละเลยต่อหน้าที่ในการตรวจสอบดูแลและรักษาความปลอดภัยในการใช้และรักษาทรัพย์สินที่ใช้ในการจัดทำสาธารณูปโภคตามที่กฎหมายกำหนดให้ต้องปฏิบัติ เป็นเหตุให้เกิดความเสียหายแก่โจทก์อันเป็นคดีพิพาทเกี่ยวกับการกระทำละเมิดอันเกิดจากการละเลยต่อหน้าที่ตามที่กฎหมายกำหนดให้ต้องปฏิบัติตามมาตรา 9 วรรคหนึ่ง (3) แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. 2542 ที่อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลปกครอง
ข้อตกลงเกี่ยวกับค่าจ้างตามสัญญาจ้างว่าความในชั้นบังคับคดีเป็นเรื่องการทำงานตามที่จ้างเพื่อบังคับคดีให้เป็นไปตามคำพิพากษา แม้กำหนดค่าจ้างอัตราร้อยละ 10 ของยอดหนี้ที่ได้รับในชั้นบังคับคดีก็มิใช่ข้อตกลงเอาส่วนแบ่งจากทรัพย์สินที่เป็นมูลหนี้พิพาทที่ลูกความจะได้รับเมื่อชนะคดี อันจะขัดต่อ พ.ร.บ.ทนายความ พ.ศ. 2528 และข้อบังคับสภาทนายความว่าด้วยมรรยาททนายความ พ.ศ. 2529 ทั้งไม่ใช่นิติกรรมที่มีวัตถุประสงค์ขัดต่อความสงบเรียบร้อยหรือศีลธรรมอันดีของประชาชน ป.พ.พ. มาตรา 150
อ่านฉบับย่อเพิ่มเติมคดีนี้ บริษัท น. จำกัด มหาชน โจทก์ ยื่นฟ้อง กรุงเทพมหานคร จำเลย อ้างว่า โจทก์เป็นผู้รับประกันภัยรถยนต์จากผู้เอาประกันภัย ได้รับความเดือดร้อนเสียหายจากการที่ต้นไม้ขนาดใหญ่ของจำเลยซึ่งปลูกไว้ริมถนนพุทธมณฑลสาย 1 แขวงฉิมพลี เขตตลิ่งชัน กรุงเทพมหานคร โค่นล้มลงมาทับรถยนต์คันที่โจทก์รับประกันภัยไว้ ซึ่งจำเลยมีหน้าที่ในการบำรุงรักษาดูแลหรือค้ำจุนต้นไม้บริเวณดังกล่าว แต่จำเลยกลับบกพร่องต่อหน้าที่ไม่ดูแลหรือค้ำจุนให้ต้นไม้มีความมั่นคงเพียงพอ โจทก์ในฐานะผู้รับประกันภัยได้ซ่อมแซมรถยนต์คันดังกล่าว ได้ชดใช้ค่าสินไหมทดแทนให้แก่ผู้เอาประกันภัยแล้วจึงใช้สิทธิไล่เบี้ยฟ้องจำเลยต่อศาลนี้ ขอให้ศาลมีคำพิพากษาให้จำเลยชดใช้ค่าเสียหายพร้อมดอกเบี้ย
มีปัญหาต้องวินิจฉัยว่า คดีนี้เป็นคดีพิพาทเกี่ยวกับการกระทำละเมิดของหน่วยงานทางปกครองที่อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลใด เห็นว่า พระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. 2542 มาตรา 9 วรรคหนึ่ง บัญญัติว่า "ศาลปกครองมีอำนาจพิจารณาพิพากษาหรือมีคำสั่งในเรื่องดังต่อไปนี้ (3) คดีพิพาทเกี่ยวกับการกระทำละเมิดหรือความรับผิดอย่างอื่นของหน่วยงานทางปกครองหรือเจ้าหน้าที่ของรัฐอันเกิดจากการใช้อำนาจตามกฎหมาย หรือจากกฎ คำสั่งทางปกครองหรือคำสั่งอื่น หรือจากการละเลยต่อหน้าที่ตามที่กฎหมายกำหนดให้ต้องปฏิบัติหรือปฏิบัติหน้าที่ดังกล่าวล่าช้าเกินสมควร" เมื่อ กรุงเทพมหานคร จำเลย มีฐานะเป็นนิติบุคคลและเป็นราชการบริหารส่วนท้องถิ่นตามมาตรา 6 แห่งพระราชบัญญัติระเบียบบริหารราชการกรุงเทพมหานคร พ.ศ. 2528 จำเลยจึงเป็นหน่วยงานทางปกครอง ตามนัยมาตรา 3 แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. 2542โดยมีอำนาจหน้าที่ดำเนินกิจการในเขตกรุงเทพมหานคร ในการจัดให้มีและบำรุงรักษาทางบก ทางน้ำและทางระบายน้ำ รวมถึงการดูแลรักษาที่สาธารณะตามมาตรา 89 วรรคหนึ่ง (6) และ (10) แห่งพระราชบัญญัติระเบียบบริหารราชการกรุงเทพมหานคร พ.ศ. 2528 ดังนั้น จำเลยจึงมีหน้าที่ตามกฎหมายที่ต้องดูแลบำรุงรักษาต้นไม้ซึ่งปลูกไว้ริมถนนพุทธมณฑลสาย 1 แขวงฉิมพลี เขตตลิ่งชัน กรุงเทพมหานคร อันเป็นที่สาธารณะเพื่อให้เกิดความปลอดภัยแก่ประชาชน เมื่อคดีนี้โจทก์ฟ้องว่าจำเลยมีหน้าที่ตามกฎหมายที่ต้องดูแล บำรุงรักษาต้นไม้บนถนนภายในเขตพื้นที่ความรับผิดชอบเพื่อให้เกิดความปลอดภัยแก่ประชาชน แต่จำเลยกลับบกพร่องปล่อยปละละเลยต่อหน้าที่ไม่ดูแลหรือค้ำจุนให้ต้นไม้มีความมั่นคงเพียงพอ ทำให้ต้นไม้ขนาดใหญ่ริมถนนดังกล่าวหักโค่นตกใส่รถยนต์คันที่โจทก์รับประกันภัย และโจทก์ได้ชดใช้ค่าสินไหมทดแทนให้แก่ผู้เอาประกันภัยแล้วใช้สิทธิไล่เบี้ยแก่จำเลย คดีนี้จึงเป็นคดีพิพาทเกี่ยวกับการกระทำละเมิดของหน่วยงานทางปกครองอันเกิดจากการละเลยต่อหน้าที่ตามที่กฎหมายกำหนดให้ต้องปฏิบัติตามมาตรา 9 วรรคหนึ่ง (3) แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. 2542 อันอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลปกครอง
คดีนี้ นาย ธ. ผู้ฟ้องคดี ยื่นฟ้อง เทศบาลเมืองวิเชียรบุรี ผู้ถูกฟ้องคดี ว่าผู้ฟ้องคดีเป็นผู้มีสิทธิครอบครองที่ดินตามหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส. 3 ก.) ยื่นคำขอรังวัดแบ่งแยกที่ดินแปลงดังกล่าวเพื่อออกโฉนดที่ดินต่อสำนักงานที่ดินจังหวัดเพชรบูรณ์ สาขาวิเชียรบุรี แต่ผู้แทนของผู้ถูกฟ้องคดีมีหนังสือคัดค้านการรังวัดแบ่งแยกที่ดินของผู้ฟ้องคดีโดยอ้างว่า ผู้ฟ้องคดีนำรังวัดรุกล้ำแนวเขตทางหลวงแผ่นดินสายลำนารายณ์ - เพชรบูรณ์ (2275) ทั้งนี้ เจ้าพนักงานที่ดินจังหวัดเพชรบูรณ์ สาขาวิเชียรบุรี ได้เรียกให้ผู้ฟ้องคดีและผู้ถูกฟ้องคดีมาดำเนินการสอบสวนไกล่เกลี่ยแล้ว แต่ไม่สามารถตกลงกันได้ จึงแจ้งให้คู่กรณีไปใช้สิทธิทางศาล การที่ผู้ถูกฟ้องคดีคัดค้านการรังวัดแบ่งแยกที่ดินของผู้ฟ้องคดี ตามหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส. 3 ก.) เป็นการกระทำที่ไม่ชอบด้วยกฎหมาย ทำให้ผู้ฟ้องคดีได้รับความเสียหาย ขอให้ศาลคำพิพากษาหรือมีคำสั่งให้ศาลทบทวนการดำเนินงานของผู้ถูกฟ้องคดีระวังชี้แนวเขตทางโดยไม่ชอบด้วยกฎหมาย และกระทำละเมิดรุกล้ำที่ดินของผู้ฟ้องคดีตามหลักฐานหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส. 3 ก.) ให้เป็นเขตทาง ทำให้ผู้ฟ้องคดีได้รับความเสียหายจากการไม่สามารถรังวัดแบ่งแยกที่ดินดังกล่าว และให้ผู้ถูกฟ้องคดีรับผิดชดใช้ค่าสินไหมทดแทนความเสียหายแก่ผู้ฟ้องคดี เห็นว่า แม้เทศบาลเมืองวิเชียรบุรี ผู้ถูกฟ้องคดีจะเป็นหน่วยงานทางปกครอง ตามบทนิยาม "หน่วยงานทางปกครอง" ในมาตรา 3 แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. 2542 แต่การที่ผู้ถูกฟ้องคดีซึ่งเป็นผู้มีหน้าที่ในการดูแลรักษาและคุ้มครองป้องกันที่ดินอันเป็นสาธารณสมบัติของแผ่นดินสำหรับพลเมืองใช้ร่วมกันตามพระราชบัญญัติลักษณะปกครองท้องที่ พระพุทธศักราช 2457และระเบียบกระทรวงมหาดไทย ว่าด้วยการดูแลรักษาและคุ้มครองที่ดินอันเป็นสาธารณสมบัติของแผ่นดินสำหรับพลเมืองใช้ร่วมกัน พ.ศ. 2553 ได้คัดค้านการรังวัดสอบเขตที่ดินของผู้ฟ้องคดีเพื่อป้องกันมิให้มีการรังวัดสอบเขตที่ดินรุกล้ำที่สาธารณสมบัติของแผ่นดิน เป็นเพียงการปฏิบัติหน้าที่โดยทั่วไปที่ใช้สิทธิในฐานะผู้ดูแลรักษาที่ดินข้างเคียงคัดค้านการรังวัดสอบเขตที่ดินเพื่อป้องกันมิให้มีการรังวัดรุกล้ำเข้าไปในที่ดินสาธารณะ การคัดค้านการรังวัดสอบเขตที่ดินของผู้ฟ้องคดีที่เป็นเหตุแห่งการฟ้องคดีนี้จึงไม่มีลักษณะเป็นการใช้อำนาจตามกฎหมาย กรณีจึงไม่เข้าลักษณะเป็นคดีพิพาท ตามมาตรา 9 วรรคหนึ่ง (1) แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. 2542 เมื่อผู้ถูกฟ้องคดีคัดค้านการรังวัดแบ่งแยกที่ดินของผู้ฟ้องคดี โดยอ้างว่าผู้ฟ้องคดีนำชี้แนวเขตรุกล้ำเข้าไปในทางสาธารณะทางหลวงแผ่นดิน สายลำนารายณ์ – เพชรบูรณ์ (2275) อันเป็นสาธารณสมบัติของแผ่นดินอันเป็นทรัพย์สินสำหรับพลเมืองใช้ร่วมกัน กรณีจึงเป็นข้อพิพาทเกี่ยวกับสิทธิในที่ดินที่อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรม
แม้สำนักงานการปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรม จำเลยที่ 2 เป็นส่วนราชการที่เรียกชื่ออย่างอื่นและมีฐานะเป็นกรม สังกัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ จึงเป็นหน่วยงานทางปกครอง ตามมาตรา 3 แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. 2542 แต่เหตุแห่งการฟ้องคดีนี้โจทก์อ้างว่าโจทก์เป็นผู้มีสิทธิครอบครองในที่ดินตามหนังสือรับรองการทำประโยชน์ทั้งสองแปลงได้ขอรังวัดสอบเขตที่ดินเพื่อรวมที่ดินทั้งสองแปลงเข้าด้วยกัน แต่จำเลยทั้งสองคัดค้านการรังวัดอ้างว่าโจทก์รังวัดที่ดินรุกล้ำเข้ามาในที่ดินที่จำเลยที่ 1 ครอบครอง และที่ดินในเขตปฏิรูปที่ดินที่จำเลยที่ 2 มีกรรมสิทธิ์ เมื่อการคัดค้านการรังวัดที่ดินเป็นเพียงการปฏิบัติหน้าที่ทั่วไปในฐานะที่จำเลยที่ 2 เป็นผู้ถือกรรมสิทธิ์ที่ดิน ตามพระราชบัญญัติการปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรม พ.ศ. 2518 มาตรา 36 ทวิ จึงมิใช่การใช้อำนาจทางปกครอง การกระทำของจำเลยที่ 2 ในการคัดค้านการรังวัดสอบเขตที่ดินของโจทก์ซึ่งเป็นข้อพิพาทในคดีนี้ จึงมิใช่คดีพิพาทเกี่ยวกับการที่หน่วยงานทางปกครองกระทำการโดยไม่ชอบด้วยกฎหมายตามนัยมาตรา 9 วรรคหนึ่ง (1) แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. 2542 แต่เป็นคดีพิพาทเกี่ยวกับสิทธิในที่ดินว่าที่ดินพิพาททั้งสองแปลงเป็นที่ดินที่โจทก์มีสิทธิครอบครองหรือเป็นที่ดินในเขตปฏิรูปที่ดินของจำเลยที่ 2 แม้โจทก์จะมีคำขอให้เพิกถอนหนังสือ ส.ป.ก. 4-01 ข ที่ทับซ้อนกับที่ดินตามหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส. 3 ก.) เลขที่ 1342 มาด้วยก็ตาม ก็เป็นเพียงผลของการวินิจฉัยประเด็นข้อพิพาทเกี่ยวกับสิทธิในที่ดินพิพาท กรณีจึงเป็นคดีพิพาทเกี่ยวกับสิทธิในที่ดิน ที่อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรม