คำพิพากษา คำสั่งคำร้องและคำวินิจฉัยศาลฎีกา

ทั้งหมด 133,243 รายการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 7540/2554
#509236
เปิดฉบับเต็ม

แม้จำเลยเป็นเจ้าอาวาสของโจทก์ร่วมและได้รับเงินเดือนประจำที่เรียกว่านิตยภัตจากเงินงบประมาณของรัฐ แต่ผู้ที่ได้รับเงินเดือนประจำที่จะถือว่าเป็น "เจ้าหน้าที่ของรัฐ" ตามมาตรา 4 แห่ง พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริตต้องเป็นผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง ข้าราชการ หรือพนักงานส่วนท้องถิ่น ซึ่งเจ้าอาวาสไม่อยู่ในความหมายดังกล่าว และในปัจจุบันวัดจัดตั้งขึ้นโดยวิธีการที่กำหนดไว้ในกฎกระทรวงซึ่งออกตามความใน พ.ร.บ.คณะสงฆ์ ซึ่งกำหนดให้วัดมีฐานะเป็นนิติบุคคลโดยมีเจ้าอาวาสเป็นผู้แทน แต่ก็มีอำนาจอย่างจำกัดตามมาตรา 37 เฉพาะในการบำรุงวัด จัดกิจการและศาสนสมบัติของวัดให้เป็นไปด้วยดี ปกครองและสอดส่องให้บรรพชิตและคฤหัสถ์ที่มีที่อยู่หรือพำนักอาศัยอยู่ในวัดนั้นปฏิบัติตามพระธรรมวินัย กฎมหาเถรสมาคม ข้อบังคับ ระเบียบ หรือคำสั่งของมหาเถรสมาคม และอื่นๆ อันเป็นกิจการของสงฆ์โดยเฉพาะ ส่วนที่เกี่ยวกับการบริหารราชการอยู่ภายใต้การควบคุมดูแลของกรมการศาสนาและกระทรวงศึกษาธิการ วัดจึงหาใช่เป็นส่วนหนึ่งของการบริหารราชการแผ่นดิน ดังนั้น พระภิกษุซึ่งได้รับแต่งตั้งให้ดำรงตำแหน่งในการปกครองคณะสงฆ์ไม่ว่าในตำแหน่งเจ้าอาวาสหรือในตำแหน่งอื่นใดก็ตาม จึงหาได้อยู่ในความหมายของคำจำกัดความว่า "เจ้าหน้าที่ของรัฐ" ส่วน พ.ร.บ.คณะสงฆ์ มาตรา 45 ซึ่งบัญญัติว่า "ให้ถือว่าพระภิกษุซึ่งได้รับการแต่งตั้งให้ดำรงตำแหน่งในการปกครองคณะสงฆ์และไวยาวัจกร เป็นเจ้าพนักงานตามความในประมวลกฎหมายอาญา" ก็เป็นเรื่องเจตนารมณ์ของกฎหมายที่ต้องการให้นำบทบัญญัติลักษณะความผิดเกี่ยวกับการปกครองตามประมวลกฎหมายที่ต้องการให้นำบทบัญญัติลักษณะความผิดเกี่ยวกับการปกครองตามประมวลกฎหมายอาญามาใช้บังคับแก่พระภิกษุบางตำแหน่งเท่านั้น และ พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริต ก็เป็นกฎหมายที่รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2540 และฉบับปัจจุบันบัญญัติให้มีคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติขึ้น โดยบัญญัติถึงกระบวนการสอบสวนเจ้าหน้าที่ของรัฐไว้เป็นกรณีพิเศษโดยใช้วิธีการไต่สวนเท่านั้น บุคคลอื่นๆ คงใช้กระบวนการสอบสวนตามปกติตาม ป.วิ.อ. ดังนั้น การที่พนักงานสอบสวนมิได้ส่งเรื่องไปให้คณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติจึงชอบแล้ว โจทก์มีอำนาจฟ้อง

มาตรา 2 แห่ง พ.ร.บ.แก้ไขเพิ่มเติมประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา (ฉบับที่ 28) กำหนดให้ พ.ร.บ.ฉบับดังกล่าว มีผลใช้บังคับ ตั้งแต่วันถัดจากวันประกาศในราชกิจจานุเบกษา คือนับตั้งแต่วันที่ 8 กุมภาพันธ์ 2551 เป็นต้นไป โดยไม่มีบทบัญญัติให้มีผลบังคับย้อนหลัง จึงไม่กระทบต่อกระบวนวิธีพิจารณาความอาญาที่ได้ดำเนินการเสร็จสิ้นไปแล้ว ดังนั้น ข้อความในมาตรา 233 วรรคสอง แห่ง ป.วิ.อ. ที่แก้ไขใหม่ ที่บัญญัติว่า ในกรณีที่จำเลยเบิกความเป็นพยาน คำเบิกความของจำเลยย่อมใช้ยันจำเลยนั้นได้ และศาลอาจรับฟังคำเบิกความนั้นประกอบพยานหลักฐานอื่นของโจทก์ได้ แต่การที่จำเลยตอบคำถามก่อนที่ พ.ร.บ.ฉบับดังกล่าวมีผลบังคับใช้ จำเลยย่อมไม่อาจคาดหมายได้ว่าคำเบิกความของตนจะใช้รับฟังลงโทษตนเองได้ บทบัญญัติดังกล่าวมีผลเป็นโทษแก่จำเลย จึงไม่อาจมีผลย้อนหลัง และถือไม่ได้ว่าโจทก์และโจทก์ร่วมนำสืบถึงข้อเท็จจริงดังกล่าว

กฎกระทรวง ฉบับที่ 2 (พ.ศ.2511) ออกตามความในมาตรา 40 วรรคสาม แห่ง พ.ร.บ.คณะสงฆ์ฯ ข้อ 5 บัญญัติให้การเก็บรักษาเงินของวัดในส่วนที่เกิน 3,000 บาท ขึ้นไปให้เก็บรักษาโดยฝากกรมการศาสนา จังหวัด อำเภอ หรือธนาคาร หรือนิติบุคคลที่กรมการศาสนาให้ความเห็นชอบ ทั้งนี้ให้ฝากในนามของวัด ดังนั้น การฝากเงินของวัดคือโจทก์ร่วมต้องฝากในนามของโจทก์ร่วมเท่านั้น หากมิได้ดำเนินการดังกล่าวโดยเจตนาก็เป็นความผิดตาม ป.อ. มาตรา 147 ได้ ส่วนการจัดการทรัพย์สินของวัดก็ต้องปฏิบัติตามกฎกระทรวงฉบับดังกล่าวเป็นสำคัญ แต่การนำเงินค่าผาติกรรมซึ่งเป็นทรัพย์สินของโจทก์ร่วมอย่างหนึ่งไปใช้เพื่อประโยชน์ของโจทก์ร่วม โดยมิได้เบียดบังเป็นของตนเองหรือผู้อื่น การกระทำดังกล่าวเป็นเพียงการใช้เงินผิดไปจากมติมหาเถรสมาคม หรือเป็นการใช้เงินผิดระเบียบเท่านั้น

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องและแก้ไขฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 147, 157, 91 พระราชบัญญัติคณะสงฆ์ พ.ศ.2505 มาตรา 6, 23, 31, 37, 40, 45

จำเลยให้การปฏิเสธ

ระหว่างพิจารณา วัดบึงทองหลางโดยพระครูพิมลสรคุณผู้รักษาการแทนเจ้าอาวาสยื่นคำร้องขอเข้าร่วมเป็นโจทก์ ศาลชั้นต้นอนุญาต

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 147 ให้เรียงกระทงลงโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 จำคุกกระทงละ 5 ปี ลดโทษให้กึ่งหนึ่งตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คงจำคุกกระทงละ 2 ปี 6 เดือน รวม 8 กระทง เป็นจำคุก 16 ปี 48 เดือน โทษจำคุกให้รอการลงโทษไว้มีกำหนด 2 ปี ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 56

โจทก์ร่วมและจำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน

โจทก์ร่วมและจำเลยฎีกา โดยผู้พิพากษาซึ่งพิจารณาและลงชื่อในคำพิพากษาศาลชั้นต้นอนุญาตให้ฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า คดีมีปัญหาวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ร่วมว่า ควรลงโทษจำคุกจำเลยโดยไม่ลดโทษและไม่รอการลงโทษหรือไม่ และมีปัญหาวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยว่า โจทก์และโจทก์ร่วมมีอำนาจฟ้องคดีนี้หรือไม่ และจำเลยมีเจตนากระทำความผิดหรือไม่ กรณีเห็นสมควรวินิจฉัยฎีกาของจำเลยซึ่งเป็นปัญหาข้อกฎหมายเป็นข้อแรกก่อนว่า โจทก์และโจทก์ร่วมมีอำนาจฟ้องคดีนี้หรือไม่ เห็นว่า คณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติเกิดขึ้นครั้งแรกโดยบทบัญญัติของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2540 ซึ่งใช้บังคับอยู่ในขณะที่มีการฟ้องคดีนี้ โดยมีอำนาจหน้าที่ตามมาตรา 301 เฉพาะที่เกี่ยวกับเจ้าหน้าที่ของรัฐ บัญญัติไว้ใน (3) ว่า "ไต่สวนและวินิจฉัยว่าเจ้าหน้าที่ของรัฐร่ำรวยผิดปกติ กระทำความผิดฐานทุจริตต่อหน้าที่ หรือกระทำความผิดต่อตำแหน่งหน้าที่ราชการ หรือความผิดต่อตำแหน่งหน้าที่ในการยุติธรรม เพื่อดำเนินการต่อไปตามกฎหมายประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริต" และพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริต พ.ศ. 2542 มาตรา 4 บัญญัติคำจำกัดความ "เจ้าหน้าที่ของรัฐ" หมายความว่า "ผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง ข้าราชการหรือพนักงานส่วนท้องถิ่นซึ่งมีตำแหน่ง หรือเงินเดือนประจำ พนักงานหรือบุคคลผู้ปฏิบัติงานในรัฐวิสาหกิจหรือหน่วยงานของรัฐ ผู้บริหารท้องถิ่นและสมาชิกสภาท้องถิ่นซึ่งมิใช่ผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง เจ้าพนักงานตามกฎหมายว่าด้วยลักษณะปกครองท้องที่ และให้หมายความรวมถึงกรรมการ อนุกรรมการ ลูกจ้างของส่วนราชการ รัฐวิสาหกิจ หรือหน่วยงานของรัฐ และบุคคลหรือคณะบุคคลซึ่งใช้อำนาจหรือได้รับมอบให้ใช้อำนาจทางปกครองของรัฐในการดำเนินการอย่างใดอย่างหนึ่งตามกฎหมาย ไม่ว่าจะเป็นการจัดตั้งขึ้นในระบบราชการ รัฐวิสาหกิจ หรือกิจการอื่นของรัฐ" จากคำจำกัดความดังกล่าวสามารถแยกบุคคลที่เป็นเจ้าหน้าที่ของรัฐออกเป็น 6 กลุ่ม คือ กลุ่มที่หนึ่ง ได้แก่ ผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง ข้าราชการ หรือพนักงานส่วนท้องถิ่น ซึ่งมีตำแหน่งหรือเงินเดือนประจำ กลุ่มที่สอง ได้แก่ พนักงานหรือบุคคลผู้ปฏิบัติงานในรัฐวิสาหกิจ หรือหน่วยงานของรัฐ กลุ่มที่สาม ได้แก่ ผู้บริหารท้องถิ่นและสมาชิกสภาท้องถิ่นซึ่งมิใช่ผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง กลุ่มที่สี่ ได้แก่ เจ้าพนักงานตามกฎหมายว่าด้วยลักษณะปกครองท้องที่ กลุ่มที่ห้า ได้แก่ กรรมการ อนุกรรมการ ลูกจ้างของส่วนราชการ รัฐวิสาหกิจ หรือหน่วยงานของรัฐ และกลุ่มที่หก ได้แก่ บุคคลหรือคณะบุคคลซึ่งใช้อำนาจหรือได้รับมอบหมายให้ใช้อำนาจทางการปกครองของรัฐในการดำเนินการอย่างใดอย่างหนึ่งตามกฎหมาย ไม่ว่าจะเป็นการจัดตั้งขึ้นในระบบราชการ รัฐวิสาหกิจ หรือกิจการอื่นของรัฐ การที่จำเลยฎีกาว่า จำเลยเป็นเจ้าอาวาสของโจทก์ร่วม ได้รับเงินเดือนประจำที่เรียกว่านิตยภัตจากเงินงบประมาณของรัฐ และการจัดตั้งวัดขึ้นได้ต้องได้รับพระราชทานวิสุงคามสีมาซึ่งเป็นการจัดตั้งในระบบราชการหรือกิจการอื่นของรัฐ เท่ากับฎีกาว่า จำเลยได้รับเงินเดือนประจำที่เรียกว่านิตยภัตจากเงินงบประมาณของรัฐประการหนึ่ง และการจะจัดตั้งวัดขึ้นได้ต้องได้รับพระราชทานวิสุงคามสีมาซึ่งเป็นการจัดตั้งในระบบราชการหรือกิจการอื่นของรัฐอีกประการหนึ่ง นั้น เห็นว่า แม้ว่าจำเลยได้รับเงินเดือนประจำที่เรียกว่านิตยภัตจากเงินงบประมาณของรัฐ แต่ผู้ที่ได้รับเงินเดือนประจำที่จะถือว่าเป็นเจ้าหน้าที่ของรัฐต้องอยู่ในกลุ่มที่หนึ่งคือ ต้องเป็นผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง ข้าราชการ หรือพนักงานส่วนท้องถิ่นเท่านั้น แต่จำเลยเป็นเจ้าอาวาส มิใช่ผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง ข้าราชการ หรือพนักงานส่วนท้องถิ่น จึงไม่อยู่ในความหมายของกลุ่มนี้ ส่วนจะอยู่ในความหมายของกลุ่มที่หกหรือไม่ นั้น เห็นว่า รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทยทุกฉบับที่ผ่านมาจนถึงฉบับปัจจุบัน ซึ่งเป็นกฎหมายสูงสุดของประเทศ บัญญัติถึงระบอบการปกครองของประเทศไทยว่า ประเทศไทยมีการปกครองระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข และแบ่งอำนาจอธิปไตยออกเป็น 3 อำนาจ คือ อำนาจนิติบัญญัติ อำนาจบริหาร และอำนาจตุลาการ สำหรับอำนาจบริหารพระมหากษัตริย์ทรงใช้อำนาจทางคณะรัฐมนตรี ส่วนการบริหารราชการแผ่นดินซึ่งอยู่ในอำนาจบริหารนั้น ต้องเป็นไปตามพระราชบัญญัติระเบียบบริหารราชการแผ่นดิน พ.ศ.2534 โดยมาตรา 4 บัญญัติว่า "ให้จัดระเบียบบริหารราชการแผ่นดิน ดังนี้ (1) ระเบียบบริหารราชการส่วนกลาง (2) ระเบียบบริหารราชการส่วนภูมิภาค (3) ระเบียบบริหารราชการส่วนท้องถิ่น" ส่วนรายละเอียดการจัดระเบียบบริหารราชการของทั้งสามส่วนบัญญัติไว้ในมาตรา 7, 51 และ 69 และมาตราอื่นๆ ตามลำดับ แต่การจัดตั้งวัด แม้จะต้องได้รับอนุญาตจากทางราชการและจะต้องได้รับพระราชทานวิสุงคามสีมา ซึ่งเป็นการจัดตั้งในระบบราชการหรือกิจการอื่นของรัฐ และในอดีตอาจมีการจัดตั้งโดยพระมหากษัตริย์หรือโดยพระบรมราชโองการ และในปัจจุบันการจะจัดตั้งวัดขึ้นได้ก็โดยวิธีการที่กำหนดไว้ในกฎกระทรวงซึ่งออกตามความในพระราชบัญญัติคณะสงฆ์ พ.ศ.2505 ซึ่งแม้ว่าจะกำหนดให้วัดมีฐานะเป็นนิติบุคคลโดยมีเจ้าอาวาสเป็นผู้แทน แต่ก็มีอำนาจอย่างจำกัดตามมาตรา 37 เฉพาะในการบำรุงรักษาวัด จัดกิจการและศาสนสมบัติของวัดให้เป็นไปด้วยดี ปกครองและสอดส่องให้บรรพชิตและคฤหัสถ์ที่มีที่อยู่หรือพำนักอาศัยอยู่ในวัดนั้นปฏิบัติตามพระธรรมวินัย กฎมหาเถรสมาคม ข้อบังคับ ระเบียบ หรือคำสั่งของ มหาเถรสมาคม และอื่นๆ อันเป็นกิจการของสงฆ์โดยเฉพาะเท่านั้น ส่วนที่เกี่ยวกับการบริหารราชการอยู่ภายใต้การควบคุมดูแลของกรมการศาสนาและกระทรวงศึกษาธิการ วัดจึงหาใช่เป็นส่วนหนึ่งของการบริหารราชการแผ่นดินดังกล่าวไม่ ดังนั้น พระภิกษุซึ่งได้รับแต่งตั้งให้ดำรงตำแหน่งในการปกครองคณะสงฆ์ไม่ว่าในตำแหน่งเจ้าอาวาสหรือในตำแหน่งอื่นใดก็ตาม จึงหาได้อยู่ในความหมายของคำจำกัดความว่า "เจ้าหน้าที่ของรัฐ" ในกลุ่มใดกลุ่มหนึ่งดังกล่าวไม่ ส่วนการที่พระราชบัญญัติคณะสงฆ์ พ.ศ2505 มาตรา 45 บัญญัติว่า "ให้ถือว่าพระภิกษุซึ่งได้รับแต่งตั้งให้ดำรงตำแหน่งในการปกครองคณะสงฆ์และไวยาวัจกร เป็นเจ้าพนักงานตามความในประมวลกฎหมายอาญา" ก็เป็นเรื่องเจตนารมณ์ของกฎหมายที่ต้องการให้นำบทบัญญัติลักษณะความผิดเกี่ยวกับการปกครองตามประมวลกฎหมายอาญามาใช้บังคับแก่พระภิกษุบางตำแหน่งด้วยเท่านั้น ทั้งพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริต พ.ศ.2542 เป็นกฎหมายใหม่ที่รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2540 และฉบับปัจจุบัน บัญญัติให้มีคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติขึ้น โดยให้มีอำนาจหน้าที่ประการหนึ่งคือ ไต่สวนและวินิจฉัยว่าเจ้าหน้าที่ของรัฐร่ำรวยผิดปกติ กระทำความผิดฐานทุจริตต่อหน้าที่หรือกระทำความผิดต่อตำแหน่งหน้าที่ราชการ หรือความผิดต่อตำแหน่งหน้าที่ในการยุติธรรม เพื่อดำเนินการต่อไปตามกฎหมายประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริต เป็นการบัญญัติถึงกระบวนการสอบสวนเจ้าหน้าที่ของรัฐไว้เป็นกรณีพิเศษโดยใช้วิธีการไต่สวนเท่านั้น ส่วนบุคคลอื่นๆ นอกจากนี้คงใช้กระบวนการสอบสวนตามปกติตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา เมื่อคดีนี้พนักงานสอบสวนได้ทำการสอบสวนจำเลย โดยมิได้ส่งเรื่องไปให้คณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติดำเนินการเป็นการชอบแล้ว โจทก์จึงมีอำนาจฟ้องคดีนี้ ฎีกาข้อนี้ของจำเลยฟังไม่ขึ้น

คดีมีปัญหาวินิจฉัยต่อไปตามฎีกาของจำเลยว่า จำเลยมีเจตนากระทำความผิดหรือไม่ เห็นว่า ในชั้นพิจารณาคดีอาญาของศาล เมื่อจำเลยให้การปฏิเสธ เป็นหน้าที่ของโจทก์และโจทก์ร่วมที่ต้องนำสืบพยานหลักฐานให้ศาลรับฟังได้โดยปราศจากข้อสงสัยว่า มีการกระทำความผิดเกิดขึ้น และจำเลยเป็นผู้กระทำความผิดนั้น ศาลจึงจะลงโทษจำเลยได้ ตามที่บัญญัติไว้ในประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 174 ประกอบมาตรา 227 คดีมีปัญหาวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ร่วมว่า กรณีควรลงโทษจำคุกจำเลยโดยไม่ลดโทษและไม่รอการลงโทษหรือไม่ เห็นว่า ข้อเท็จจริงปรากฏว่า จำเลยเคยดำรงตำแหน่งเจ้าอาวาสโจทก์ร่วมมานานกว่า 30 ปี นำเงินที่ได้รับบริจาคทั้งในนามส่วนตัวและในนามของโจทก์ร่วมไปพัฒนาบริเวณวัดโจทก์ร่วมจนมีความเจริญ มีสิ่งปลูกสร้างเป็นถาวรวัตถุเพื่อกิจการของสงฆ์และบุคคลที่ไปใช้บริการของวัดโดยสม่ำเสมอ ตลอดจนเป็นผู้ส่งเสริมกิจกรรมทางพระพุทธศาสนา การศึกษาของเด็กและเยาวชน และกิจการด้านการกุศลในทางสังคมตลอดมา นับว่าเป็นผู้ประกอบคุณงามความดีมาก่อน ทั้งจำเลยได้นำเงินค่าผาติกรรมที่นำไปซื้อกองทุนหุ้นต่างๆ กลับคืนมาฝากธนาคารในนามของโจทก์ร่วมตามเดิม ส่วนที่ขาดก็นำเงินที่ได้รับจากการบริจาคไปคืนให้แก่โจทก์ร่วมจนครบถ้วนแล้ว ประกอบกับจำเลยไม่เคยได้รับโทษจำคุกมาก่อน และทางนำสืบของจำเลยเป็นประโยชน์แก่การพิจารณา กรณีมีเหตุบรรเทาโทษ ที่ศาลล่างทั้งสองใช้ดุลพินิจกำหนดโทษแต่ละกระทงดังกล่าว และรอการลงโทษจำคุกให้แก่จำเลย เป็นการเหมาะสมแล้ว ฎีกาของโจทก์ร่วมในข้อนี้ฟังไม่ขึ้น

สรุปแล้ว จำเลยมีความผิดฐานเป็นเจ้าพนักงานมีหน้าที่จัดการเงินค่าผาติกรรมซึ่งเป็นทรัพย์สินของโจทก์ร่วม เบียดบังทรัพย์นั้นเป็นของผู้อื่นโดยทุจริตตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 147 เฉพาะตามฟ้องข้อ 2 (ก), 2 (ข) และ 2 (ช) รวม 3 กระทง และเมื่อปรับบทลงโทษจำเลยตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 147 ซึ่งเป็นบทเฉพาะแล้ว กรณีไม่จำเป็นต้องปรับบทตามมาตรา 157 ซึ่งเป็นบททั่วไปอีก

พิพากษาแก้เป็นว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 147 จำคุกกระทงละ 5 ปี ลดโทษให้กึ่งหนึ่งตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คงจำคุกกระทงละ 2 ปี 6 เดือน รวม 3 กระทง เป็นจำคุก 7 ปี 6 เดือน โทษจำคุกให้รอการลงโทษไว้มีกำหนดน 2 ปี ข้อหาอื่นนอกจากนี้ให้ยกฟ้อง นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.อ. ม. 91 ม. 147 ม. 157
ป.วิ.อ. ม. 233 วรรคสอง
พ.ร.บ.แก้ไขเพิ่มเติม ป.วิ.อ. (ฉบับที่ 28) พ.ศ.2551 ม. 2
พ.ร.บ.คณะสงฆ์ พ.ศ.2505 ม. 37 ม. 40 ม. 45
พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญ ว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริต พ.ศ.2542 ม. 4
พ.ร.บ.ระเบียบบริหารราชการแผ่นดิน พ.ศ.2534 ม. 4
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการ สำนักงานอัยการสูงสุด
โจทก์ร่วม — วัดบึงทองหลาง
จำเลย — พระครูพิศาลวิริยคุณ
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลอาญา — นายสมบัติ เดียวอิศเรศ
ศาลอุทธรณ์ — นายวีระพล ตั้งสุวรรณ
ชื่อองค์คณะ
นันทชัย เพียรสนอง
อร่าม แย้มสอาด
สิงห์พล ละอองมณี
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 7535/2554
#511634
เปิดฉบับเต็ม

ทางราชการจ่ายเงินค่าพาหนะเหมาจ่ายเป็นรายเดือนเท่ากันทุกเดือนแก่เฉพาะข้าราชการระดับสูงที่มีสิทธิได้รับรถประจำตำแหน่ง ถือเป็นเงินที่โจทก์ได้รับประโยชน์เพิ่มขึ้นจากการทำงานนอกเหนือไปจากเงินเดือนและเงินประจำตำแหน่งซึ่งคิดคำนวณเป็นเงินได้ เข้าลักษณะเป็นเงินได้พึงประเมินตาม มาตรา 39 และ 40 (1) ทั้งไม่ได้รับยกเว้นไม่ต้องรวมคำนวณเพื่อเสียภาษีตาม มาตรา 42 และกฎกระทรวง ฉบับที่ 126 (พ.ศ.2509) ฯ ทั้งนี้เพราะการได้รับเงินค่าตอบแทนเหมาจ่ายฯ กับการได้รับรถประจำตำแหน่งแตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญ อันเป็นเหตุให้เกิดผลทางกฎหมายในอันที่จะถือเป็นเงินได้พึงประเมินหรือไม่แตกต่างกันโดยสิ้นเชิง เพราะเงินค่าตอบแทนเหมาจ่าย ฯ เป็นประโยชน์ที่ตกเป็นกรรมสิทธิ์แก่โจทก์โดยตรง ไม่มีข้อบังคับหรือจำกัดการใช้จ่ายเงินนี้ของโจทก์แต่อย่างใดเลย โจทก์อาจนำไปซื้อหรือเช่าซื้อรถยนต์ลักษณะใด ประเภทใด ราคาเท่าใดโดยปราศจากข้อจำกัดและอาจเหลือเงินเป็นประโยชน์แก่ตน เมื่อพ้นตำแหน่งก็ยังมีกรรมสิทธิ์หรือสิทธิในรถยนต์ที่ซื้อหรือเช่าซื้อเป็นประโยชน์เฉพาะตน แต่การได้รับรถประจำตำแหน่ง ผู้รับเพียงได้ใช้รถของทางราชการซึ่งต้องอยู่ภายใต้ข้อบังคับระเบียบสำนักนายกรัฐมนตรี ว่าด้วยรถราชการ พ.ศ.2523 ข้อ 13 ที่กำหนดว่ารถประจำตำแหน่งให้ใช้ในการปฏิบัติราชการในตำแหน่งหน้าที่ หรือที่ได้รับมอบหมายโดยชอบหรืองานที่เกี่ยวเนื่องโดยตรงกับงานในตำแหน่งหน้าที่หรือฐานะที่ดำรงตำแหน่งนั้น รวมตลอดถึงการใช้เพื่อเดินทางไปกลับระหว่างที่พักและสำนักงาน และเพื่อการอื่นที่จำเป็นและเหมาะสมแก่การดำรงตำแหน่งหน้าที่ในหมู่ราชการและสังคม คืออยู่ในข้อบังคับให้ใช้เพื่อประโยชน์ในการปฏิบัติหน้าที่ราชการเป็นสำคัญ เปรียบได้กับกรณีข้าราชการใช้เครื่องใช้สำนักงาน ไฟฟ้า เครื่องปรับอากาศของทางราชการในการปฏิบัติหน้าที่ราชการเพื่อให้ได้ผลงานตามวัตถุประสงค์ตามระเบียบราชการ ผู้ได้รับรถประจำตำแหน่งต้องเป็นข้าราชการที่มีความรับผิดชอบสูงระดับรองอธิบดี อธิบดีและปลัดกระทรวงถือเป็นทรัพยากรบุคคลที่สำคัญยิ่งที่ทางราชการควรอำนวยความสะดวกให้เพื่อสามารถทุ่มเทเวลาทำงานให้ได้ประโยชน์สูงสุดแก่ทางราชการ และไม่มีเหตุอันสมควรต้องคิดแยกประโยชน์แก่ทางราชการและตัวบุคคลในกรณีนี้ ซึ่งในความเป็นจริงก็ไม่อาจแยกออกได้เพื่อคำนวณเป็นเงินได้เพื่อให้ข้าราชการเสียภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาแต่อย่างใด และเมื่อพ้นตำแหน่งข้าราชการที่ได้รับรถประจำตำแหน่งก็ไม่มีสิทธิในรถประจำตำแหน่งอีกเลย

การที่หลักเกณฑ์การคำนวณค่าตอบแทนเหมาจ่าย ฯ ตามหนังสือของกระทรวงการคลังได้รวมถึงค่าซ่อมบำรุงรักษา ค่าน้ำมันหล่อลื่น ค่าเบี้ยประกันและค่าพนักงานขับรถนั้น เป็นแต่เพียงวิธีการคิดถึงค่าใช้จ่ายต่าง ๆ ที่ผู้มีสิทธิได้รถประจำตำแหน่งจะต้องจ่ายหากต้องซื้อรถยนต์เป็นของตนเองแทนรถประจำตำแหน่งให้เหมาะสมและเป็นธรรมแก่ผู้มีสิทธิได้รถประจำตำแหน่งที่จะได้เงินดังกล่าวแทนเท่านั้น และหากโจทก์ซื้อรถยนต์กับต้องจ่ายค่าใช้จ่ายดังกล่าว ก็เป็นกรณีที่โจทก์กับผู้ได้รับเงินค่าใช้จ่ายต่าง ๆ จากโจทก์ต่างมีเงินได้และต้องเสียภาษีจากเงินได้พึงประเมินของแต่ละคนอันเป็นปกติในระบบจัดเก็บภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา ตามกฎหมายจึงหาเป็นการจัดเก็บภาษีซ้ำซ้อนไม่

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้เพิกถอนการประเมินของเจ้าพนักงานประเมินและคำวินิจฉัยของคณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์ ให้จำเลยคืนเงินค่าภาษีที่ชำระไว้เกินจำนวน 49,000 บาท แก่โจทก์

จำเลยให้การขอให้ยกฟ้อง

ศาลภาษีอากรกลางพิพากษายกฟ้อง ให้โจทก์ใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนจำเลย โดยกำหนดค่าทนายความ 3,000 บาท

โจทก์อุทธรณ์ต่อศาลฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ตามประมวลรัษฎากร มาตรา 39 บัญญัติว่า "เงินได้พึงประเมิน" หมายความว่า เงินได้อันเข้าลักษณะพึงเสียภาษีในหมวดนี้ เงินได้ที่กล่าวนี้ให้หมายความรวมตลอดถึงทรัพย์สิน หรือประโยชน์อย่างอื่นที่ได้รับซึ่งอาจคิดคำนวณได้เป็นเงิน เงินค่าภาษีอากรที่ผู้จ่ายเงินหรือผู้อื่นออกแทนให้สำหรับเงินได้ประเภทต่าง ๆ ตามมาตรา 40 และเครดิตภาษีตามมาตรา 47 ทวิ ด้วย" ส่วนมาตรา 40 บัญญัติถึงประเภทต่าง ๆ ของเงินได้พึงประเมินไว้ว่า "(1) เงินได้เนื่องจากการจ้างแรงงาน ไม่ว่าจะเป็นเงินเดือน ค่าจ้าง เบี้ยเลี้ยง โบนัส เบี้ยหวัด บำเหน็จ บำนาญ เงินค่าเช่าบ้าน เงินที่คำนวณได้จากมูลค่าของการได้อยู่บ้านที่นายจ้างให้อยู่โดยไม่เสียค่าเช่า เงินที่นายจ้างจ่ายชำระหนี้ใด ๆ ซึ่งลูกจ้างมีหน้าที่ต้องชำระ และเงิน ทรัพย์สิน หรือประโยชน์ใด ๆ บรรดาที่ได้เนื่องจากการจ้างแรงงาน" และข้อเท็จจริงได้ความว่า กรณีที่ทางราชการจ่ายเงินค่าตอบแทนเหมาจ่ายแทนการจัดหารถประจำตำแหน่งสำหรับข้าราชาการผู้มีสิทธิได้รถประจำตำแหน่งในจำนวนเงินแน่นอนเป็นรายเดือนเท่ากันทุกเดือนนั้น เป็นการจ่ายเงินนี้ให้แก่เฉพาะข้าราชการระดับสูงที่มีสิทธิได้รับรถประจำตำแหน่ง ซึ่งย่อมถือเป็นการจ่ายเงินให้เนื่องจากการจ้างแรงงาน ทั้งนี้โดยไม่มีข้อบังคับหรือจำกัดการใช้จ่ายเงินดังกล่าวแก่ข้าราชการผู้นั้นแต่อย่างใดเลย จึงเป็นประโยชน์แก่ผู้รับในอันที่จะใช้จ่ายเงินนี้ได้อย่างอิสระ และต้องตามลักษณะแห่งเงินได้พึงประเมินตามประมวลรัษฎากร มาตรา 39 และ 40 (1) ดังกล่าวทุกประการ ทั้งเงินได้พึงประเมินนี้ก็ไม่ได้รับยกเว้นไม่ต้องรวมคำนวณเพื่อเสียภาษีเงินได้ตามประมวลรัษฎากร มาตรา 42 และกฎกระทรวง ฉบับที่ 126 (พ.ศ. 2509) ออกตามความในประมวลรัษฎากรว่าด้วยการยกเว้นรัษฎากร ลงวันที่ 23 กุมภาพันธ์ 2509 แต่อย่างใด ส่วนที่โจทก์เห็นว่าเงินค่าตอบแทนเหมาจ่ายแทนการจัดหารถประจำตำแหน่งที่โจทก์ได้รับนั้นมีที่มาจากกรณีที่เดิมทางราชการต้องจัดหารถประจำตำแหน่งให้แก่โจทก์เพราะโจทก์ดำรงตำแหน่งที่มีสิทธิได้รับรถประจำตำแหน่ง ซึ่งเป็นกรณีที่โจทก์ไม่ต้องเสียภาษีเงินได้สำหรับประโยชน์ที่โจทก์ได้รับจากการได้ใช้รถประจำตำแหน่ง แต่ต่อมาทางราชการเปลี่ยนมาใช้วิธีการจ่ายเงินค่าตอบแทนเหมาจ่ายแทนการจัดหารถประจำตำแหน่งให้ด้วย จึงควรเป็นไปในทำนองเดียวกันกับการได้รับรถประจำตำแหน่งที่ผู้ได้รับและใช้รถประจำตำแหน่ง ไม่ต้องเสียภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาจึงจะเป็นการปฏิบัติที่เท่าเทียมกันระหว่างข้าราชการผู้มีสิทธิได้รถประจำตำแหน่งที่ทางราชการจัดหารถประจำตำแหน่งให้ และข้าราชการที่ทางราชการจ่ายเงินค่าตอบแทนเหมาจ่ายแทนการจัดหารถประจำตำแหน่งนั้น เห็นว่า เมื่อทางราชการเปลี่ยนวิธีการการจัดหารถประจำตำแหน่งให้มาเป็นการจ่ายเงินค่าตอบแทนเหมาจ่ายดังกล่าวแทน และสิ่งที่เปลี่ยนแปลงไปนั้นเป็นการจ่ายเงินเหมาจ่ายแก่โจทก์อันเป็นประโยชน์ที่เป็นเงินซึ่งตกเป็นกรรมสิทธิ์แก่โจทก์โดยตรง โดยไม่มีข้อบังคับหรือข้อจำกัดการใช้จ่ายเงินนี้ของโจทก์แต่อย่างใด จึงเป็นเงินได้ที่มีลักษณะเป็นทำนองเดียวกับเงินเดือนของโจทก์ และแตกต่างจากกรณีที่ทางราชการจัดหารถประจำตำแหน่งให้ข้าราชการใช้ซึ่งเป็นเพียงการให้ได้ใช้ทรัพย์สินของราชการเท่านั้น ทั้งนี้โดยการใช้รถประจำตำแหน่งที่เป็นรถของทางราชการก็ต้องอยู่ภายใต้ข้อบังคับตามระเบียบสำนักนายกรัฐมนตรีว่าด้วยรถราชการ พ.ศ. 2523 ข้อ 13 แก้ไขเพิ่มเติมโดยระเบียบสำนักนายกรัฐมนตรีว่าด้วยรถราชการ (ฉบับที่ 3) พ.ศ. 2535 ข้อ 8 ที่กำหนดว่า รถประจำตำแหน่งให้ใช้ในการปฏิบัติราชการในตำแหน่งหน้าที่ หรือที่ได้รับมอบหมายโดยชอบ หรืองานที่เกี่ยวเนื่องโดยตรงกับงานในตำแหน่งหน้าที่หรือฐานะที่ดำรงตำแหน่งนั้น รวมตลอดถึงการใช้เพื่อเดินทางไป - กลับระหว่างที่พักและสำนักงาน และเพื่อการอื่นที่จำเป็นและเหมาะสมแก่การดำรงตำแหน่งหน้าที่ในหมู่ราชการและสังคม แสดงว่า การใช้รถประจำตำแหน่งที่ทางราชการจัดหาให้ตกอยู่ในข้อบังคับที่ต้องใช้เพื่อประโยชน์ในการปฏิบัติหน้าที่ราชการเป็นสำคัญ เปรียบได้ดังเช่นกรณีที่ข้าราชการใช้เครื่องใช้สำนักงาน โทรศัพท์ ไฟฟ้า แสงสว่าง หรือเครื่องปรับอากาศของทางราชการในการปฏิบัติหน้าที่ราชการให้ได้ผลงานตามวัตถุประสงค์ของทางราชการ นอกจากนี้ข้าราชการระดับสูงระดับรองอธิบดี อธิบดีหรือปลัดกระทรวงผู้มีสิทธิได้รับรถประจำตำแหน่งตามระเบียบของทางราชการเช่นเดียวกับตำแหน่งของโจทก์นี้ก็เห็นได้ว่าเป็นข้าราชการที่มีภาระหน้าที่ทางราชการ และความรับผิดชอบสูงมาก ถือได้ว่าเป็นทรัพยากรบุคคลอันสำคัญยิ่งต่อกิจการงานราชการ มีเหตุผลอันสมควรที่ทางราชการควรอำนวยความสะดวกเพื่อให้ข้าราชการในตำแหน่งอันสำคัญยิ่งนี้สามารถใช้เวลาทุ่มเททำงานในหน้าที่สำคัญให้ได้ประสิทธิภาพสูงสุด เพื่อประโยชน์สูงสุดแก่ทางราชการเช่นกัน ดังนี้ถึงแม้ตามระเบียบสำนักนายกรัฐมนตรีว่าด้วยรถราชการ ข้อ 13 ดังกล่าว จะกำหนดให้มีการใช้รถประจำตำแหน่งเพื่อการเดินทางไปกลับระหว่างที่พักและสำนักงาน ซึ่งอาจมีการจัดพนักงานขับรถให้ด้วย รวมทั้งให้ใช้เพื่อการอื่นที่จำเป็นและเหมาะสมแก่การดำรงตำแหน่งหน้าที่ในหมู่ข้าราชการและสังคมด้วย อันอาจให้โจทก์คาดคิดว่าเป็นเสมือนการได้ประโยชน์แก่ข้าราชการที่ได้รถประจำตำแหน่งบ้างก็ตาม แต่ตามระเบียบเดียวกันนี้ ข้อ 16 กำหนดให้ข้าราชการที่ได้รับรถประจำตำแหน่งมีหน้าที่ต้องเก็บรักษาและควบคุมรับผิดชอบรถประจำตำแหน่งด้วย ทั้งเมื่อคำนึงถึงเหตุผลอันควรที่ทางราชการจะอำนวยความสะดวกแก่ทรัพยากรบุคคลอันสำคัญยิ่งเพื่อประโยชน์แก่ทางราชการดังกล่าวแล้ว ก็ต้องถือว่ากรณีดังกล่าวเป็นการใช้ทรัพย์สินของทางราชการเพื่อผลประโยชน์แก่ทางราชการสำหรับข้าราชการระดับสูงเช่นนี้ด้วยเช่นกัน และไม่มีเหตุอันสมควรต้องพยายามคิดแยกประโยชน์ของราชการและตัวบุคคลในกรณีเช่นนี้ ซึ่งในความเป็นจริงก็ไม่อาจแยกออกได้เพื่อคำนวณเป็นเงินแล้วให้ถือเป็นเงินได้พึงประเมินตามความหมายดังที่บัญญัติไว้ในมาตรา 39 ดังกล่าวเพื่อให้ข้าราชการผู้นั้นต้องเสียภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาแต่อย่างใด โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อข้าราชการที่ได้รับรถประจำตำแหน่งนั้นไว้ใช้ในหน้าที่ราชการจนพ้นจากตำแหน่งไปแล้ว ก็ไม่มีสิทธิใด ๆ ในรถประจำตำแหน่งคันนั้นอีกเลย ขณะที่ข้าราชการผู้มีสิทธิได้รถประจำตำแหน่งรวมทั้งโจทก์ซึ่งได้รับเป็นเงินค่าตอบแทนเหมาจ่ายแทนการจัดหารถประจำตำแหน่ง หากนำเงินที่ได้นั้นไปใช้ซื้อหรือเช่าซื้อรถยนต์ใช้นั้น นอกจากจะเลือกซื้อรถยนต์ลักษณะหรือประเภทใด ราคาเท่าใดได้โดยปราศจากข้อจำกัดและอาจเหลือเงินเป็นประโยชน์แก่ตนแล้ว เมื่อพ้นจากตำแหน่งก็ยังมีกรรมสิทธิ์หรือสิทธิในรถยนต์ที่ซื้อหรือเช่าซื้อนั้นสืบต่อไป แสดงว่าเงินที่โจทก์นำไปใช้จ่ายในการซื้อหรือเช่าซื้อรถยนต์แล้วนั้น ก็ตกกลับมาเป็นประโยชน์ส่วนตนแก่โจทก์โดยเฉพาะอีกด้วย

ดังนั้นการได้รับเงินค่าตอบแทนเหมาจ่ายแทนการจัดหารถประจำตำแหน่งของโจทก์กับการที่ข้าราชการได้รับรถประจำตำแหน่งที่ทางราชการจัดหาให้จึงมีความแตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญ อันเป็นเหตุให้เกิดผลทางกฎหมายในอันที่จะถือเป็นเงินได้พึงประเมินหรือไม่แตกต่างกันโดยสิ้นเชิง การประเมินของเจ้าพนักงานประเมินที่เห็นว่าเงินค่าตอบแทนเหมาจ่ายแทนการจัดหารถประจำตำแหน่งที่โจทก์ได้รับเป็นเงินได้พึงประเมินชอบด้วยเหตุผลต้องด้วยกฎหมายดังวินิจฉัยมาแล้วและมิได้เป็นการปฏิบัติที่ไม่เท่าเทียมกัน

ส่วนที่โจทก์อุทธรณ์อีกว่า หลักเกณฑ์การคำนวณค่าตอบแทนเหมาจ่ายแทนการจัดหารถประจำตำแหน่งรวมถึงค่าซ่อมบำรุงรักษา ค่าน้ำมันหล่อลื่น ค่าเบี้ยประกัยภัย และค่าพนักงานขับรถ ซึ่งผู้ได้รับเงินค่าใช้จ่ายดังกล่าวจากโจทก์ต้องเป็นผู้เสียภาษีเงินได้ การที่เจ้าพนักงานประเมินถือว่าเงินค่าตอบแทนเหมาจ่ายแทนการจัดหารถประจำตำแหน่งเป็นเงินได้พึงประเมินและนำมารวมคำนวณเพื่อเสียภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาแก่โจทก์จึงเป็นการจัดเก็บภาษีซ้ำซ้อนนั้น เห็นว่า ตามรายละเอียดในหลักเกณฑ์ดังกล่าวเป็นกรณีที่เมื่อกระทรวงการคลังจะนำวิธีการจ่ายเงินค่าตอบแทนเหมาจ่ายแทนการจัดหารถประจำตำแหน่งมาใช้ จึงพิจารณาถึงค่าใช้จ่ายต่างๆ ที่ผู้มีสิทธิได้รับรถประจำตำแหน่งจะต้องจ่ายหากต้องซื้อรถยนต์เป็นของตนเองแทนรถประจำตำแหน่ง เพื่อคิดคำนวณจำนวนเงินค่าตอบแทนเหมาจ่ายแทนการจัดหารถประจำแหน่งให้เหมาะสมและเป็นธรรมแก่ผู้มีสิทธิได้รถประจำตำแหน่งที่จะได้เงินดังกล่าวแทน เท่านั้น และหากโจทก์ซื้อรถยนต์กับต้องจ่ายค่าใช้จ่ายดังกล่าว ก็เป็นกรณีที่โจทก์และผู้ได้รับเงินค่าใช้จ่ายจากโจทก์ต่างมีเงินได้และต้องเสียภาษีจากเงินได้พึงประเมินของแต่ละคนอันเป็นปกติในระบบการจัดเก็บภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาตามกฎหมาย จากเหตุผลดังที่วินิจฉัยมาแล้วจึงเห็นว่า การประเมินภาษีของเจ้าพนักงานประเมินของจำเลยและคำวินิจฉัยของคณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์ที่ถือว่าเงินค่าตอบแทนเหมาจ่ายแทนการจัดหารถประจำตำแหน่งที่โจทก์ได้รับเป็นเงินได้พึงประเมินที่ต้องรวมคำนวณเพื่อเสียภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาจึงชอบแล้ว ส่วนที่โจทก์กล่าวไว้ในอุทธรณ์อีกข้อหนึ่งเป็นทำนองว่า ที่คณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์วินิจฉัยถึงกรณีค่าพาหนะที่ได้รับยกเว้นต้องเป็นการจ่ายไปทั้งหมดในการเป็นค่าพาหนะตามจริงนั้นเกินเลยไปจากการอุทธรณ์การประเมินของโจทก์ จึงไม่ชอบ ก็ไม่จำต้องวินิจฉัยเพราะไม่เป็นเหตุผลที่ทำให้ผลคดีเปลี่ยนแปลงไป ที่ศาลภาษีอากรกลางพิพากษายกฟ้องนั้น ศาลฎีกาแผนกคดีภาษีอากรเห็นพ้องด้วย อุทธรณ์ของโจทก์ฟังไม่ขึ้น

พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.รัษฎากร ม. 39 ม. 40 (1) ม. 42
กฎกระทรวง ฉบับที่ 126 (พ.ศ.2509) ออกตามความในประมวลรัษฎากร ว่าด้วยการยกเว้นรัษฎากร
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นายสุทธิ ภู่เอี่ยม
จำเลย — กรมสรรพากร
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลภาษีอากรกลาง — นายอนันต์ บุญแย้ม
ชื่อองค์คณะ
ธัชพันธ์ ประพุทธนิติสาร
สุทัศน์ ศิริมหาพฤกษ์
ไมตรี ศรีอรุณ
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 7509/2554
#520469
เปิดฉบับเต็ม

โจทก์บรรยายฟ้องถึงการกระทำของจำเลยฐานเป็นธุระจัดหาให้ผู้อื่นกระทำการค้าประเวณี ครบองค์ประกอบความผิดตาม พ.ร.บ.ป้องกันและปราบปรามการค้าประเวณี พ.ศ.2539 มาตรา 9 วรรคหนึ่ง ส่วนคำขอท้ายฟ้องแม้จะอ้างพระราชบัญญัติปรามการค้าประเวณี แต่ความผิดฐานเป็นธุระจัดหาให้ผู้อื่นกระทำการค้าประเวณีตามที่โจทก์บรรยายมาในฟ้อง มีบัญญัติเป็นความผิดอยู่ในมาตรา 9 แห่ง พ.ร.บ.ป้องกันและปราบปรามการค้าประเวณี พ.ศ.2539 ส่วนตาม พ.ร.บ.ปรามการค้าประเวณี พ.ศ.2503 บัญญัติเป็นความผิดอยู่ในมาตรา 8 มิใช่มาตรา 9 ดังนี้ การที่ระบุขอให้ลงโทษตามมาตรา 9 ย่อมแปลได้ว่าเป็นเรื่องที่โจทก์ประสงค์ขอให้ลงโทษตาม พ.ร.บ.ป้องกันและปราบปรามการค้าประเวณี พ.ศ.2539 นั่นเอง มิใช่ประสงค์ขอให้ลงโทษตาม พ.ร.บ.ปรามการค้าประเวณี พ.ศ.2503 แต่อย่างใด จึงหาใช่เป็นเรื่องที่โจทก์อ้างกฎหมายที่ถูกยกเลิกแล้วมาขอให้ลงโทษจำเลย อันจะมีผลเท่ากับโจทก์มิได้อ้างมาตราในกฎหมายซึ่งบัญญัติว่าการกระทำเช่นนั้นเป็นความผิดตาม ป.วิ.อ. มาตรา 158 (6) ไม่ ศาลล่างทั้งสองลงโทษจำเลยตาม พ.ร.บ.ป้องกันและปราบปรามการค้าประเวณี พ.ศ.2539 มาตรา 9 วรรคหนึ่ง ชอบแล้ว

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 282 พระราชบัญญัติปรามการค้าประเวณี มาตรา 9

จำเลยให้การปฏิเสธ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 282 วรรคแรก พระราชบัญญัติป้องกันและปราบปรามการค้าประเวณี มาตรา 9 (ที่ถูก พระราชบัญญัติป้องกันและปราบปรามการค้าประเวณี พ.ศ.2539 มาตรา 9 วรรคหนึ่ง) การกระทำของจำเลยเป็นกรรมเดียวเป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบท ให้ลงโทษตามพระราชบัญญัติป้องกันและปราบปรามการค้าประเวณี พ.ศ.2539 ซึ่งเป็นกฎหมายบทที่มีโทษหนักที่สุดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 จำคุก 4 ปี และปรับ 30,000 บาท ไม่ชำระค่าปรับให้จัดการตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 29, 30

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 8 พิพากษาแก้เป็นว่า ให้จำคุก 2 ปี เพียงสถานเดียวและไม่ปรับ นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

จำเลยฎีกา โดยผู้พิพากษาซึ่งพิจารณาและลงชื่อในคำพิพากษาศาลชั้นต้นอนุญาตให้ฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงเบื้องต้นฟังได้ว่า ในวันเวลาและสถานที่เกิดเหตุนางสาวศิริวรรณ กระทำการค้าประเวณี คงมีปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยว่า จำเลยเป็นธุระจัดหาเพื่อให้ผู้อื่นกระทำการค้าประเวณีตามฟ้องหรือไม่ พยานโจทก์มีร้อยตำรวจเอกอกนิษฐ์ กับสิบตำรวจเอกเทิดศักดิ์ พยานทั้งสองกับพวกร่วมกันวางแผนล่อซื้อการค้าประเวณี เห็นว่า ร้อยตำรวจเอกอกนิษฐ์กับสิบตำรวจเอกเทิดศักดิ์เบิกความสอดคล้องกัน โดยเฉพาะสิบตำรวจเอกเทิดศักดิ์ได้ปลอมตัวและเข้าไปพูดคุยกับจำเลยด้วยตนเอง ทั้งในการล่อซื้อยังได้นำธนบัตรไปแจ้งลงรายงานประจำวันเกี่ยวกับคดีไว้ ที่สิบตำรวจเอกเทิดศักดิ์เบิกความว่า สิบตำรวจเอกเทิดศักดิ์เข้าไปในร้านเดอะแจมเมื่อเวลาประมาณ 23 นาฬิกา แต่รายงานประจำวันเกี่ยวกับคดี ระบุว่า สิบตำรวจเอกเทิดศักดิ์นำธนบัตรไปแจ้งเมื่อเวลา 23.30 นาฬิกา ก็ฟังได้ว่าเป็นเพียงเวลาโดยประมาณ และสถานที่เกิดเหตุมิได้อยู่ไกลจากสถานีตำรวจ จึงมิใช่เป็นข้อที่แตกต่างกันมากจนถึงกับจะเป็นพิรุธ ข้อที่ร้อยตำรวจเอกอกนิษฐ์ค้นได้ธนบัตรฉบับละ 500 บาท 1 ฉบับ ตามสำเนาภาพถ่ายจากจำเลย จำเลยรับว่าร้อยตำรวจเอกอกนิษฐ์ค้นได้ธนบัตรดังกล่าวจากจำเลยจริง โดยธนบัตรมีหมายเลขตรงกับที่ได้มีการแจ้งลงรายงานประจำวันเกี่ยวกับคดีดังกล่าว ทั้งโจทก์ยังมีนางสาวศิริวรรณเบิกความว่า วันเกิดเหตุหลังเวลาเที่ยงคืน ขณะพยานนั่งอยู่ในห้องวีไอพีของโรงแรมสินทวี จำเลยไปพบพยานและบอกว่ามีลูกค้ามาซื้อบริการทางเพศ พยานเคยขายบริการทางเพศโดยจำเลยเป็นคนติดต่อมากกว่า 5 ครั้ง พยานไปพบลูกค้าที่สถานบันเทิงเดอะแจมและรับเงินจากลูกค้า 2,000 บาท ระหว่างอยู่ในห้องลูกค้าพูดคุยกับเพื่อนทางโทรศัพท์เมื่อเพื่อนของลูกค้าเข้ามาในห้องจึงทราบว่าเป็นเจ้าพนักงานตำรวจ พยานถูกจับข้อหากระทำการค้าประเวณี สอดคล้องกับคำเบิกความของร้อยตำรวจเอกอกนิษฐ์กับสิบตำรวจเอกเทิดศักดิ์โดยไม่มีเหตุที่นางสาวศิริวรรณต้องกลั่นแกล้งใส่ร้ายจำเลย ข้อที่จำเลยนำสืบอ้างว่า นางสาวศิริวรรณ มอบเงิน 500 บาท ให้แก่จำเลยเพื่อเป็นค่าห้องพักนั้น ไม่น่าเชื่อ เพราะการชำระค่าห้องพักน่าจะเป็นการชำระต่อพนักงานเก็บเงินมากกว่าที่จะนำไปชำระให้แก่จำเลย จึงน่าเชื่อว่าเป็นเงินที่นางสาวศิริวรรณให้แก่จำเลยเป็นค่าตอบแทนที่จำเลยหาลูกค้าให้ พยานหลักฐานของโจทก์มีน้ำหนักมั่นคงรับฟังได้โดยปราศจากข้อสงสัยว่า จำเลยเป็นธุระจัดหาเพื่อให้นางสาวศิริวรรณ กระทำการค้าประเวณี จำเลยมีความผิดตามฟ้อง ส่วนที่จำเลยฎีกาขอให้ลงโทษในสถานเบาและรอการลงโทษนั้น เห็นว่า ความผิดฐานเป็นธุระจัดหาเพื่อให้ผู้อื่นกระทำการค้าประเวณี กฎหมายกำหนดโทษไว้ในอัตราสูง ศาลอุทธรณ์ภาค 8 พิพากษาจำคุกจำเลย 2 ปี จึงมิได้หนักเกินไป แต่กรณีตามฟ้องจำเลยเป็นธุระจัดหาให้นางสาวศิริวรรณกระทำการค้าประเวณีเพียงรายเดียวและด้วยความยินยอมของนางสาวศิริวรรณเอง มิใช่เกิดจากการบังคับของจำเลย ทั้งจำเลยมิได้มีสถานที่ไว้สำหรับการค้าประเวณี หรือมีพฤติการณ์ใช้อุบายหลอกลวงหรือบังคับขู่เข็ญอย่างผิดคลองธรรมให้ผู้อื่นกระทำการค้าประเวณีเพื่อให้ได้มาซึ่งผลประโยชน์ตอบแทนโดยมิชอบสำหรับจำเลยเองหรือบุคคลอื่นใด การกระทำของจำเลยจึงมิได้ร้ายแรงมากนัก เมื่อไม่ปรากฏว่าจำเลยเคยรับโทษจำคุกมาก่อน ตามรูปคดีจึงยังมีเหตุอันควรปรานีรอการลงโทษให้แก่จำเลย แต่เพื่อให้จำเลยเข็ดหลาบจึงลงโทษปรับอีกสถานหนึ่งและคุมความประพฤติของจำเลยไว้ด้วย ฎีกาข้อนี้ของจำเลยฟังขึ้นบางส่วน

อนึ่ง จำเลยฎีกาข้อกฎหมายว่า ตามคำขอท้ายฟ้องอาญาของโจทก์ที่ขอให้ลงโทษจำเลยตามพระราชบัญญัติปรามการค้าประเวณี มาตรา 9 โดยมิได้ระบุปี พ.ศ. ใดจึงต้องหมายถึง พระราชบัญญัติปรามการค้าประเวณี พ.ศ.2503 ซึ่งถูกยกเลิกแล้ว อันมีผลเท่ากับโจทก์มิได้อ้างมาตราในกฎหมายซึ่งบัญญัติว่าการกระทำเช่นนั้นเป็นความผิด ศาลล่างทั้งสองพิพากษาลงโทษจำเลยตามพระราชบัญญัติป้องกันและปราบปรามการค้าประเวณี พ.ศ.2539 มาตรา 9 จึงไม่ชอบนั้น เห็นว่า โจทก์บรรยายฟ้องถึงการกระทำของจำเลยฐานเป็นธุระจัดหาให้ผู้อื่นกระทำการค้าประเวณี ครบองค์ประกอบความผิดตามพระราชบัญญัติป้องกันและปราบปรามการค้าประเวณี พ.ศ.2539 มาตรา 9 วรรคหนึ่ง ส่วนคำขอท้ายฟ้องแม้จะอ้างพระราชบัญญัติปรามการค้าประเวณี แต่ความผิดฐานเป็นธุระจัดหาให้ผู้อื่นกระทำการค้าประเวณีตามที่โจทก์บรรยายมาในฟ้อง มีบัญญัติเป็นความผิดอยู่ในมาตรา 9 แห่งพระราชบัญญัติป้องกันและปราบปรามการค้าประเวณี พ.ศ.2539 ส่วนตามพระราชบัญญัติปรามการค้าประเวณี พ.ศ.2503 บัญญัติเป็นความผิดอยู่ในมาตรา 8 มิใช่มาตรา 9 ดังนี้การที่ระบุขอให้ลงโทษตามมาตรา 9 ย่อมแปลได้ว่าเป็นเรื่องที่โจทก์ประสงค์ขอให้ลงโทษตามพระราชบัญญัติป้องกันและปราบปรามการค้าประเวณี พ.ศ.2539 นั่นเอง มิใช่ประสงค์ขอให้ลงโทษตามพระราชบัญญัติปรามการค้าประเวณี พ.ศ.2503 แต่อย่างใด จึงหาใช่เป็นเรื่องที่โจทก์อ้างกฎหมายที่ถูกยกเลิกแล้วมาขอให้ลงโทษจำเลย อันจะมีผลเท่ากับโจทก์มิได้อ้างมาตราในกฎหมายซึ่งบัญญัติว่าการกระทำเช่นนั้นเป็นความผิดตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 158 (6) ไม่ ศาลล่างทั้งสองลงโทษจำเลยตามพระราชบัญญัติป้องกันและปราบปรามการค้าประเวณี พ.ศ.2539 มาตรา 9 วรรคหนึ่ง ชอบแล้ว ฎีกาข้อนี้ของจำเลยฟังไม่ขึ้น

พิพากษาแก้เป็นว่า ให้ลงโทษปรับจำเลย 20,000 บาท อีกสถานหนึ่ง โทษจำคุกให้รอการลงโทษไว้มีกำหนด 2 ปี ให้คุมความประพฤติของจำเลย โดยให้จำเลยไปรายงานตัวต่อพนักงานคุมประพฤติทุก 4 เดือน นับแต่วันที่อ่านคำพิพากษาศาลฎีกาให้จำเลยฟัง กับให้จำเลยกระทำกิจกรรมบริการสังคมหรือสาธารณประโยชน์ตามที่พนักงานคุมประพฤติและจำเลยเห็นสมควรเป็นเวลา 24 ชั่วโมง ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 56 หากไม่ชำระค่าปรับให้จัดการตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 29, 30 นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 8
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.อ. ม. 158 (6)
พ.ร.บ.ป้องกันและปราบปรามการค้าประเวณี พ.ศ.2539 ม. 9 วรรคหนึ่ง
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการจังหวัดภูเก็ต
จำเลย — นายปรัชญ์นันท์หรือปรัชณ์นันท์ แก้วยวน
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดภูเก็ต — นางสาวพรพิมล โศจิรัตน์
ศาลอุทธรณ์ — นายปัญญา ช่อมณี
ชื่อองค์คณะ
ประเสริฐ โอนพรัตน์วิบูล
นิยุต สุภัทรพาหิรผล
วิรุฬห์ แสงเทียน
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 7501/2554
#514204
เปิดฉบับเต็ม

การกระทำอันไม่เป็นธรรมตาม พ.ร.บ.แรงงานสัมพันธ์ พ.ศ.2518 มาตรา 121 นั้น จะต้องเป็นกรณีที่นายจ้างกระทำการใดๆ ที่เป็นการลดทอนความเข้มแข็งขององค์กรลูกจ้างซึ่งจัดตั้งขึ้นมาเพื่อแสวงหาและคุ้มครองประโยชน์เกี่ยวกับการจ้าง การจัดสวัสดิการและการส่งเสริมความสัมพันธ์อันดีระหว่างนายจ้างกับลูกจ้าง ไม่ว่าจะเลิกจ้างหรือกระทำการใดๆ อันเป็นผลให้ลูกจ้าง ผู้แทนลูกจ้าง กรรมการสหภาพแรงงานหรือกรรมการสหพันธ์แรงงานไม่สามารถทนทำงานอยู่ต่อไปได้ ซึ่งการกระทำดังกล่าวต้องมาจากเหตุที่ลูกจ้างหรือสหภาพแรงงานได้ดำเนินการตามมาตรา 121 (1) (2) หรือขัดขวางการเข้าหรือออกจากการเป็นสมาชิกของสหภาพแรงงาน ขัดขวางการดำเนินการของสหภาพแรงงาน หรือขัดขวางการใช้สิทธิ์ของลูกจ้างในการเป็นสมาชิกสหภาพแรงงาน หรือแทรกแซงในการดำเนินการของสหภาพแรงงานโดยไม่มีอำนาจโดยชอบด้วยกฎหมาย ตามมาตรา 121 (3) (4) และ (5) การที่ลูกจ้างเคยร้องต่อพนักงานตรวจแรงงานและยื่นฟ้องนายจ้างต่อศาลแรงงานกลาง และการที่นายจ้างมีคำสั่งให้ลูกจ้างซึ่งเป็นพนักงานขับรถประจำที่สถานประกอบการโดยไม่ต้องทำหน้าที่ขับรถรับส่งนักท่องเที่ยว ก็มิได้เนื่องมาจากเหตุที่ลูกจ้างกระทำการสืบเนื่องเกี่ยวข้องในฐานะส่วนหนึ่งของสมาชิกสหภาพแรงงาน นายจ้างจึงมิได้กระทำการใดๆ ต่อลูกจ้างเพื่อลดความเข้มแข็งขององค์กรลูกจ้างดังที่บัญญัติไว้ใน พ.ร.บ.แรงงานสัมพันธ์ พ.ศ.2518 มาตรา 121 แต่อย่างใด จึงมิใช่การกระทำอันไม่เป็นธรรมตามมาตรา 121 แห่งบทกฎหมายดังกล่าว

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ขอเพิกถอนคำสั่งที่ 146 - 147/2547 ฉบับลงวันที่ 20 กรกฎาคม 2547 ของจำเลยทั้งเก้าในฐานะคณะกรรมการแรงงานสัมพันธ์

จำเลยทั้งเก้าให้การขอให้ยกฟ้อง

ศาลแรงงานกลางพิพากษาว่า การกระทำของโจทก์เป็นการใช้อำนาจในการบริหารจัดการ ภายในองค์กรประกอบกับคำสั่งของโจทก์ได้สั่งหลังจากนายสมคิดและนายพิริยกร ฟ้องเรียกค่าทำงานล่วงเวลาย้อนหลัง 2 ปี จากโจทก์ ซึ่งถือว่ามีเหตุผลที่รับฟังได้ หากเป็นจริงตามข้อวินิจฉัยของจำเลยทั้งเก้าโจทก์น่าจะไม่มอบหมายงานให้นายสมคิดและนายพิริยกร ทำทันทีที่บุคคลทั้งสองเป็นสมาชิกสหภาพแรงงานดังกล่าว ข้อวินิจฉัยของจำเลยทั้งเก้าจึงไม่ต้องด้วยพระราชบัญญัติแรงงานสัมพันธ์ พ.ศ.2518 มาตรา 121 พิพากษาให้เพิกถอนคำสั่งของคณะกรรมการแรงงานสัมพันธ์ที่ 146 - 147/2547 ลงวันที่ 20 กรกฎาคม 2547 ของจำเลยทั้งเก้าในฐานะคณะกรรมการแรงงานสัมพันธ์

จำเลยทั้งเก้าอุทธรณ์ต่อศาลฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีแรงงานวินิจฉัยว่า การกระทำอันไม่เป็นธรรมตามพระราชบัญญัติแรงงานสัมพันธ์ พ.ศ.2518 มาตรา 121 นั้น จะต้องเป็นกรณีที่นายจ้างกระทำการใดๆ ที่เป็นการลดทอนความเข้มแข็งขององค์กรลูกจ้างซึ่งจัดตั้งขึ้นมาเพื่อแสวงหาและคุ้มครองประโยชน์เกี่ยวกับการจ้าง การจัดสวัสดิการและการส่งเสริมความสัมพันธ์อันดีระหว่างนายจ้างกับลูกจ้าง ไม่ว่าจะเลิกจ้างหรือกระทำการใดๆ อันเป็นผลให้ลูกจ้าง ผู้แทนลูกจ้าง กรรมการสหภาพแรงงาน หรือกรรมการสหพันธ์แรงงาน ไม่สามารถทนทำงานอยู่ต่อไปได้ ซึ่งการกระทำดังกล่าวต้องมาจากเหตุที่ลูกจ้างหรือสหภาพแรงงานได้ดำเนินการตามมาตรา 121 (1) (2) หรือขัดขวางการเข้าหรือออกจากการเป็นสมาชิกของสหภาพแรงงาน ขัดขวางการดำเนินการของสหภาพแรงงาน หรือขัดขวางการใช้สิทธิของลูกจ้างในการเป็นสมาชิกสหภาพแรงงานหรือแทรกแซงในการดำเนินการของสหภาพแรงงานโดยไม่มีอำนาจโดยชอบด้วยกฎหมาย ตามมาตรา 121 (3) (4) และ (5) ซึ่งตามข้อเท็จจริงที่ยุติในชั้นพิจารณาของศาลแรงงานกลางปรากฏว่า แม้นายสมคิดกับนายพิริยกรจะเป็นสมาชิกสหภาพแรงงานพนักงานขนส่งและการท่องเที่ยว ซึ่งเป็นสหภาพแรงงานในสถานประกอบการของโจทก์ แต่การที่นายสมคิดกับนายพิริยกรเคยร้องต่อพนักงานตรวจแรงงานและยื่นฟ้องโจทก์ต่อศาลแรงงานกลางอันเป็นการเรียกร้องสิทธิส่วนบุคคลเฉพาะตนของลูกจ้าง และการที่โจทก์มีคำสั่งให้นายสมคิดกับนายพิริยกรประจำที่สถานประกอบการโดยไม่ต้องทำหน้าที่ขับรถรับส่งนักท่องเที่ยว ก็มิได้เนื่องมาจากเหตุที่บุคคลทั้งสองกระทำการสืบเนื่องเกี่ยวข้องในฐานะส่วนหนึ่งของสมาชิกสหภาพแรงงาน นายจ้างจึงมิได้กระทำการใดๆ ต่อบุคคลทั้งสองเพื่อลดทอนความเข้มแข็งขององค์กรลูกจ้างดังที่บัญญัติไว้ในพระราชบัญญัติแรงงานสัมพันธ์ พ.ศ.2518 มาตรา 121 แต่อย่างใด การที่โจทก์ให้นายสมคิดกับนายพิริยกรประจำที่สถานประกอบการดังกล่าว จึงมิใช่การกระทำอันไม่เป็นธรรมตามมาตรา 121 แห่งบทกฎหมายดังกล่าว ที่ศาลแรงงานกลางพิพากษาให้เพิกถอนคำสั่งของคณะกรรมการแรงงานสัมพันธ์ที่ 146 - 147/2547

ลงวันที่ 20 กรกฎาคม 2547 จึงชอบแล้ว อุทธรณ์จำเลยทั้งเก้าฟังไม่ขึ้น

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.แรงงานสัมพันธ์ พ.ศ.2518 ม. 121
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — บริษัทเฟิสท์ ทรานสปอร์ต จำกัด
คณะกรรมการแรงงานสัมพันธ์
จำเลย — โดยนายอัมพร นีละโยธิน กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลแรงงานกลาง — นายประเวศ อัศวรัตน์
ชื่อองค์คณะ
ธีระพงศ์ จิระภาค
ดิเรก อิงคนินันท์
ประเสริฐ โอนพรัตน์วิบูล
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 7455/2554
#514211
เปิดฉบับเต็ม

คดีโจทก์ขาดอายุความวันที่ 6 ธันวาคม 2549 ดังนั้น แม้โจทก์จะฟ้องจำเลยทั้งสองภายในกำหนดอายุความแล้วก็ตาม แต่โจทก์จะต้องได้ตัวจำเลยทั้งสองมาศาลภายในวันสุดท้ายของกำหนดอายุความคือ ภายในวันที่ 6 ธันวาคม 2549 ด้วย การที่จำเลยแต่งตั้งทนายความเข้าซักค้านพยานโจทก์ในชั้นไต่สวนมูลฟ้อง เป็นการใช้สิทธิตาม ป.วิ.อ. มาตรา 165 วรรคท้าย และจำเลยยังไม่อยู่ในฐานะจำเลย จึงมิใช่เป็นการได้ตัวจำเลยมาศาล

จำเลยที่ 1 มาศาลโดยการนำมาของทนายโจทก์ มิใช่มาศาลเพราะทราบว่าถูกฟ้องและมาตามหมายเรียกโดยมีเจตนาที่จะมาให้การรับหรือปฏิเสธข้อกล่าวหาของโจทก์ จึงถือไม่ได้ว่าเป็นการได้ตัวจำเลยที่ 1 มาศาล และการที่ศาลออกหมายจับจำเลยที่ 2 ก็ถือไม่ได้ว่าเป็นการได้ตัวจำเลยที่ 2 มาศาลแล้วเช่นกันเพราะมิฉะนั้นจะมีผลทำให้อายุความในคดีที่ราษฎรเป็นโจทก์ฟ้องคดีเอง ขยายออกไปยาวนานกว่าคดีที่ราษฎรร้องทุกข์ต่อพนักงานสอบสวน

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องและแก้ไขฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยทั้งสี่ ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83, 84, 86, 90, 91, 137, 157, 161, 162, 264, 265, 266, 267, 268, 334, 335 และ 357

ศาลชั้นต้นไต่สวนมูลฟ้องแล้ว พิพากษายกฟ้อง

โจทก์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 8 พิจารณาแล้ว พิพากษาแก้ให้ประทับฟ้องเฉพาะจำเลยที่ 1 และที่ 2 ในความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 266 (1) และ 268 นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

จำเลยที่ 1 ให้การปฏิเสธ

จำเลยที่ 2 ไม่มาศาล ศาลชั้นต้นออกหมายจับจำเลยที่ 2

ศาลชั้นต้น พิพากษายกฟ้อง

โจทก์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 8 พิพากษากลับ ให้ศาลชั้นต้นดำเนินกระบวนพิจารณาแล้วพิพากษาใหม่ตามรูปคดีต่อไป

จำเลยที่ 1 และที่ 2 ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า คดีมีปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยที่ 1 และที่ 2 ว่า คดีโจทก์ขาดอายุความหรือไม่ เห็นว่า ความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 266 (1) และ 268 มีระวางโทษจำคุกตั้งแต่หนึ่งปีถึงสิบปี และปรับตั้งแต่สองหมื่นบาทถึงสองแสนบาท ดังนี้ ถ้ามิได้ฟ้องและได้ตัวผู้กระทำความผิดมายังศาลภายในกำหนดเวลาสิบห้าปี นับแต่วันกระทำความผิด ย่อมเป็นอันขาดอายุความ ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 95 (2) โจทก์ฟ้องว่า จำเลยที่ 1 และที่ 2 กระทำความผิดเมื่อวันที่ 6 ธันวาคม 2534 วันสุดท้ายของกำหนดอายุความที่โจทก์ต้องฟ้องและได้ตัวจำเลยที่ 1 และที่ 2 มายังศาล คือ วันที่ 6 ธันวาคม 2549 แม้โจทก์ได้ยื่นฟ้องจำเลยที่ 1 และที่ 2 ภายในกำหนดอายุความแล้วก็ตาม แต่ก็ต้องได้ตัวจำเลยที่ 1 และที่ 2 มายังศาลภายในวันที่ 6 ธันวาคม 2549 ด้วย ข้อเท็จจริงได้ความว่า ในชั้นไต่สวนมูลฟ้อง จำเลยที่ 1 และที่ 2 มิได้มาศาล คงแต่งตั้งทนายความมาซักค้านพยานโจทก์ ภายหลังศาลชั้นต้นไต่สวนมูลฟ้องแล้วพิพากษายกฟ้องโดยวินิจฉัยว่า คดีโจทก์ขาดอายุความ โจทก์อุทธรณ์และศาลอุทธรณ์ภาค 8 พิพากษาแก้ให้ประทับฟ้องเฉพาะจำเลยที่ 1 และที่ 2 ในความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 266 (1) และ 268 โดยศาลชั้นต้นนัดจำเลยที่ 1 และที่ 2 ให้การแก้ข้อหาแห่งคดีและสืบพยานโจทก์ในวันที่ 27 พฤศจิกายน 2549 จำเลยทั้งสองรับหมายเรียกแล้ว ครั้นถึงวันนัด ทนายโจทก์กับนายอโนทัย มาศาล และนายอโนทัยแถลงว่า ตนเองเป็นกรรมการคนหนึ่งของจำเลยที่ 1 ส่วนจำเลยที่ 2 ไม่มาศาล ศาลชั้นต้นออกหมายจับจำเลยที่ 2 และให้เลื่อนคดีไปเป็นวันที่ 6 ธันวาคม 2549 เมื่อถึงวันนัด ทนายโจทก์กับนางสาวพงศ์ศิริ มาศาล ทนายโจทก์แถลงว่า นางสาวพงศ์ศิริเป็นกรรมการของจำเลยที่ 1 และขอเลื่อนคดีเป็นตอนบ่ายโดยจะติดตามกรรมการของจำเลยที่ 1 มาให้ครบจำนวนเพื่อให้ศาลสอบคำให้การ ในช่วงบ่ายทนายโจทก์แถลงว่า ไม่ทราบว่านางสาวพงศ์ศิริไปไหน ศาลชั้นต้นจึงเลื่อนคดีเป็นวันที่ 22 มกราคม 2550 แล้วออกหมายเรียกกรรมการของจำเลยที่ 1 ซึ่งมี 7 คน มาศาล ครั้นถึงวันนัด กรรมการของจำเลยที่ 1 จำนวน 5 คน ได้แก่ นายธำรงค์ นายสุกิจ นายกิจจา นายอโนทัยและนางสาวพงศ์ศิริมาศาล ส่วนจำเลยที่ 2 ยังคงไม่มาศาล จำเลยที่ 1 โดยนายธำรงค์และนายกิจจาลงลายมือชื่อร่วมกันพร้อมประทับตราสำคัญของบริษัทยื่นคำให้การต่อสู้ปฏิเสธว่า ไม่ได้กระทำความผิดและคดีโจทก์ขาดอายุความ เห็นว่า จำเลยที่ 1 เป็นนิติบุคคลประเภทบริษัทจำกัดซึ่งการแสดงเจตนาของจำเลยที่ 1 จึงต้องกระทำผ่านทางผู้แทน อันได้แก่ กรรมการสองคนร่วมกันลงลายมือชื่อและประทับตราสำคัญของบริษัท จึงจะผูกพันจำเลยที่ 1 กรรมการคนใดคนหนึ่งไม่อาจกระทำไปเพียงลำพังได้ ดังนั้น แม้ในวันที่ 27 พฤศจิกายน 2543 มีนายอโนทัยมาศาล และในวันที่ 6 ธันวาคม 2543 มีนางสาวพงศ์ศิริมาศาล ก็มีลักษณะเป็นเพียงการมาปรากฏตัวให้ศาลเห็นโดยการนำมาของทนายโจทก์ มิใช่เป็นการมาศาลเพราะทราบว่าถูกฟ้องและตามหมายเรียก โดยมีเจตนาที่จะมาให้การรับหรือปฏิเสธข้อกล่าวหาของโจทก์ในฐานะผู้แทนของจำเลยที่ 1 จึงยังเรียกไม่ได้ว่าเป็นการได้ตัวจำเลยที่ 1 ผู้กระทำความผิดมายังศาล ตามบทบัญญัติแห่งประมวลกฎหมายอาญามาตรา 95 กรณีจึงต้องถือว่าได้ตัวจำเลยที่ 1 มายังศาลในวันที่ 22 มกราคม 2550 พ้นกำหนดเวลาสิบห้าปีนับแต่วันที่ 6 ธันวาคม 2543 ซึ่งโจทก์อ้างว่ามีการกระทำความผิดเกิดขึ้นแล้ว สำหรับจำเลยที่ 2 ยังคงไม่ได้ตัวมายังศาล ส่วนการที่จำเลยที่ 1 และที่ 2 ได้เข้ามาในคดีด้วยการแต่งตั้งทนายความเข้ามาซักค้านพยานโจทก์ในชั้นไต่สวนมูลฟ้อง เป็นเพียงการใช้สิทธิตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 165 วรรคท้าย และยังมิได้อยู่ในฐานะเป็นจำเลย จึงมิใช่เป็นการได้ตัวจำเลยที่ 1 และที่ 2 มายังศาล กับกรณีที่ศาลชั้นต้นได้ออกหมายจับจำเลยที่ 2 ไว้นั้น จะให้ถือว่าเป็นการได้ตัวจำเลยที่ 2 มายังศาลแล้วย่อมไม่ได้เช่นกัน เพราะไม่เช่นนั้นจะเท่ากับว่าในคดีอาญาที่ราษฎรเป็นโจทก์เพียงแต่ศาลออกหมายจับจำเลย โดยยังมิได้ตัวมายังศาลแล้วมีผลทำให้อายุความหยุดนับทันที ย่อมจะทำให้กำหนดอายุความขยายออกไปยาวนานกว่าคดีอาญาที่ผู้เสียหายไปแจ้งความหรือร้องทุกข์ต่อพนักงานสอบสวนให้ดำเนินคดีแก่ผู้กระทำความผิด แต่พนักงานอัยการมิได้ฟ้องและได้ตัวมายังศาลภายในกำหนดอายุความ ตามที่ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 95 กำหนดไว้ เช่นนี้ย่อมจะมิใช่เป็นวัตถุประสงค์ของกฎหมาย เพราะบทบัญญัติเรื่องอายุความดังกล่าวย่อมต้องถือหลักอย่างเดียวกันทั้งในกรณีที่พนักงานอัยการเป็นโจทก์หรือในกรณีที่ราษฎรเป็นโจทก์ จึงฟังได้ว่าคดีโจทก์ในความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 266 (1) และ 268 สำหรับจำเลยที่ 1 และที่ 2 ขาดอายุความฟ้องร้อง ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 95 (2) แล้วเช่นกัน ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 8 พิพากษาว่าคดียังไม่ขาดอายุความนั้น ไม่ต้องด้วยความเห็นของศาลฎีกา ฎีกาของจำเลยที่ 1 และที่ 2 ฟังขึ้น

พิพากษากลับ ให้ยกฟ้องโจทก์
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.อ. ม. 165 วรรคท้าย
ป.อ. ม. 95 (2) ม. 266 (1) ม. 268
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นางอุดมลักษณ์ งานทวี
จำเลย — บริษัทงานทวีพี่น้อง จำกัด กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดภูเก็ต — นายชมเชษฐ์ จรัสกร
ศาลอุทธรณ์ภาค 8 — นายทวี ประจวบลาภ
ชื่อองค์คณะ
ประเสริฐ โอนพรัตน์วิบูล
วิรุฬห์ แสงเทียน
สุพัฒน์ บุญยุบล
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 7379/2554
#511574
เปิดฉบับเต็ม

จำเลยร่วมให้การในชั้นแรกว่า จำเลยที่ 1 และที่ 2 เป็นลูกจ้างของจำเลยร่วม จำเลยที่ 2 นั่งรถยนต์คันที่จำเลยที่ 1 ขับมาเพราะต้องไปปฏิบัติหน้าที่เกี่ยวกับการเปิดปิดการระบายน้ำในการชลประทาน จำเลยที่ 2 มิได้มีอำนาจหน้าที่ในการขับรถและมิได้เป็นตัวการตัวแทนกับจำเลยที่ 1 แต่ต่อมาจำเลยร่วมยื่นคำร้องขอแก้ไขเพิ่มเติมคำให้การ โดยขอเพิ่มเติมว่า การที่จำเลยที่ 1 ขับรถยนต์คันหมายเลขทะเบียน น-2541 สิงห์บุรี โดยมีจำเลยที่ 2 นั่งไปด้วยจนไปเกิดเหตุเฉี่ยวชนกับรถจักรยานยนต์ดังที่โจทก์ฟ้องเป็นคดีนั้น จำเลยที่ 1 และที่ 2 มิได้กระทำไปในการปฏิบัติหน้าที่แต่อย่างใด กล่าวคือจำเลยที่ 1 เป็นเจ้าหน้าที่ของจำเลยร่วมในตำแหน่งช่างก่อสร้างชั้น 3 ซึ่งได้รับอนุมัติให้ขับรถยนต์ของจำเลยร่วมได้ในช่วงตั้งแต่วันที่ 1 เมษายน 2540 ถึงวันที่ 30 กันยายน 2540 ซึ่งหมายความว่า มีหน้าที่ขับรถเฉพาะรถยนต์ของจำเลยร่วมเท่านั้น แต่ในวันเวลาที่เกิดเหตุคดีนี้ จำเลยที่ 1 กลับไปขับรถยนต์คันเกิดเหตุที่ไม่ใช่รถยนต์ของจำเลยร่วม โดยไม่ได้ขออนุญาตเดินทางไปราชการและไม่ได้ขออนุมัติการใช้รถยนต์คันเกิดเหตุ ประกอบกับวันเวลาเกิดเหตุเป็นวันหยุดราชการและมีบุคคลอื่นคือนาง ป. ซึ่งไม่ใช่เจ้าหน้าที่ของจำเลยร่วมนั่งไปด้วย ส่วนจำเลยที่ 2 เป็นเจ้าหน้าที่ของจำเลยร่วมในตำแหน่งพนักงานส่งน้ำ แต่ไม่ได้เป็นผู้มีหน้าที่ดูแลรับผิดชอบในพื้นที่บริเวณที่เกิดเหตุ จำเลยร่วมประสงค์จะให้การยืนยันข้อเท็จจริงว่า จำเลยที่ 1 และที่ 2 ไม่ได้กระทำไปในการปฏิบัติหน้าที่และใช้ข้อความนี้แทนข้อความเดิมที่ว่า จำเลยที่ 2 นั่งในรถยนต์กระบะคันที่จำเลยที่ 1 ขับไปเพื่อปฏิบัติหน้าที่เปิดปิดการระบายน้ำในการชลประทานนั่นเอง เพียงแต่มิได้ระบุว่าขอตัดข้อความตามคำให้การเดิมและขอใช้ข้อความใหม่ตามที่ขอแก้ไขเพิ่มเติมแทน กับมีข้อความตอนท้ายที่ระบุขอถือตามคำให้การเดิมทุกประการ ซึ่งก็เห็นได้ว่าเป็นการผิดหลงหรือสับสนเท่านั้น ไม่ควรนำมาเป็นเหตุให้ถือว่าคำให้การของจำเลยร่วมดังกล่าวมานั้นขัดแย้งกันเพราะขัดต่อเหตุผลตามปกติธรรมดา แต่ควรถือเอาข้อความที่มีเหตุผลสื่อให้เข้าใจได้ตามความตั้งใจที่แท้จริงที่แสดงจนไม่ปรากฏให้เห็นได้ว่ามีเจตนาหรือตั้งใจยืนยันให้การในข้อเท็จจริงใดยิ่งกว่า จึงถือไม่ได้ว่าคำให้การจำเลยร่วมขัดแย้งกันจนไม่มีประเด็นให้ต้องวินิจฉัย

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องและแก้ไขคำฟ้อง ขอให้บังคับจำเลยทั้งสองและจำเลยร่วมร่วมกันหรือแทนกันรับผิดชดใช้เงินแก่โจทก์ที่ 1 และที่ 2 จำนวน 408,720 บาทพร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี จากต้นเงิน 380,205 บาท นับแต่วันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จ ชดใช้เงินแก่โจทก์ที่ 3 ที่ 4 จำนวน 383,013 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี จากต้นเงิน 356,292 บาท นับแต่วันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จ ชดใช้เงินแก่โจทก์ที่ 5 จำนวน 15,033 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ7.5 ต่อปี จากต้นเงิน 13,985 บาท นับแต่วันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จ และชดใช้เงินแก่โจทก์ที่ 6 จำนวน 58,023 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปีจากต้นเงิน 53,975 บาท นับแต่วันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จ

จำเลยที่ 1 ให้การ ขอให้ยกฟ้อง

จำเลยที่ 2 ให้การ ขอให้ยกฟ้อง

ระหว่างพิจารณา โจทก์ทั้งหกขอให้เรียกกรมชลประทานเข้าเป็นจำเลยร่วมศาลชั้นต้นอนุญาต

จำเลยร่วมให้การขอให้ยกฟ้อง ศาลชั้นต้นอนุญาต

ระหว่างพิจารณาโจทก์ที่ 4 ถึงแก่กรรม โจทก์ที่ 3 ยื่นคำร้องขอเข้าเป็นคู่ความแทน และโจทก์ที่ 5 ถึงแก่กรรม นางผอบ ภักดี ยื่นคำร้องขอเข้าเป็นคู่ความแทน ศาลชั้นต้นมีคำสั่งอนุญาต ต่อมาจำเลยที่ 1 ตกลงกับโจทก์ทั้งหกโดยได้ชำระเงินแก่โจทก์ทั้งหก 275,000 บาท โจทก์ทั้งหกจึงขอถอนฟ้องเฉพาะจำเลยที่ 1 ซึ่งจำเลยที่ 1ไม่ค้าน ศาลชั้นต้นอนุญาตและให้จำหน่ายคดีเฉพาะจำเลยที่ 1 ออกจากสารบบความ

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยที่ 2 ชำระค่าเสียหายให้แก่โจทก์ทั้งหกเฉพาะส่วนที่ขาดและโจทก์ทั้งหกยังไม่ได้รับชำระจากจำเลยที่ 1 เป็นเงินจำนวน345,836 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันถัดจากฟ้อง (ฟ้องวันที่ 16 เมษายน 2541) เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จ โดยให้โจทก์ที่ 1 และที่ 2ได้รับในต้นเงินจำนวนไม่เกิน 297,205 บาท โจทก์ที่ 3 และที่ 4 ได้รับในต้นเงินจำนวนไม่เกิน 259,646 บาท โจทก์ที่ 5 ได้รับในต้นเงินจำนวนไม่เกิน 13,985 บาทและโจทก์ที่ 6 ได้รับในต้นเงินจำนวนไม่เกิน 50,000 บาท โดยให้โจทก์ทั้งหกได้รับดอกเบี้ยตามอัตราส่วนของต้นเงินที่ตนมีสิทธิได้รับ กับให้จำเลยที่ 2 ใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ทั้งหก โดยกำหนดค่าทนายความให้ 15,000 บาท ส่วนค่าขึ้นศาลให้กำหนดตามจำนวนทุนทรัพย์ที่โจทก์ทั้งหกชนะคดี และยกฟ้องโจทก์เฉพาะจำเลยร่วม ค่าฤชาธรรมเนียมในส่วนจำเลยร่วมให้ตกเป็นพับ คำขออื่นนอกจากนี้ให้ยก

โจทก์ทั้งหกอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษาแก้เป็นว่า ให้จำเลยร่วมชำระค่าเสียหายแก่โจทก์ทั้งหกตามที่จำเลยที่ 2 จะต้องชำระตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น ให้ยกฟ้องโจทก์สำหรับจำเลยที่ 2 ค่าฤชาธรรมเนียมระหว่างโจทก์ทั้งหกกับจำเลยที่ 2 ในศาลชั้นต้นและชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ ให้จำเลยร่วมใช้ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสองศาลแทนโจทก์ทั้งหกโดยกำหนดค่าทนายความรวม 5,000 บาท

จำเลยร่วมฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า จำเลยร่วมให้การว่า จำเลยที่ 1 และที่ 2เป็นลูกจ้างของจำเลยร่วม จำเลยที่ 2 นั่งรถยนต์คันที่จำเลยที่ 1 ขับมาเพราะต้องไปปฏิบัติหน้าที่เกี่ยวกับการเปิดปิดการระบายน้ำในการชลประทาน จำเลยที่ 2 มิได้มีอำนาจหน้าที่ในการขับรถและมิได้เป็นตัวการตัวแทนกับจำเลยที่ 1 แต่ต่อมาจำเลยร่วมยื่นคำร้องขอแก้ไขเพิ่มเติมคำให้การ โดยขอเพิ่มเติมว่า การที่จำเลยที่ 1 ขับรถยนต์คันหมายเลขทะเบียน น - 2541 สิงห์บุรี โดยมีจำเลยที่ 2 นั่งไปด้วยจนไปเกิดเหตุเฉี่ยวชนกับรถจักรยานยนต์ดังที่โจทก์ฟ้องเป็นคดีนั้น จำเลยที่ 1 และที่ 2 มิได้กระทำไปในการปฏิบัติหน้าที่แต่อย่างใด กล่าวคือจำเลยที่ 1 เป็นเจ้าหน้าที่ของจำเลยร่วมในตำแหน่งช่างก่อสร้างชั้น 3 ซึ่งได้รับอนุมัติให้ขับรถยนต์ของจำเลยร่วมได้ในช่วงตั้งแต่วันที่ 1 เมษายน 2540 ถึงวันที่ 30 กันยายน 2540 ซึ่งหมายความว่า มีหน้าที่ขับรถเฉพาะรถยนต์ของจำเลยร่วมเท่านั้น แต่ในวันเวลาที่เกิดเหตุคดีนี้ จำเลยที่ 1 กลับไปขับรถยนต์คันเกิดเหตุที่ไม่ใช่รถยนต์ของจำเลยร่วม โดยไม่ได้ขออนุญาตเดินทางไปราชการและไม่ได้ขออนุมัติการใช้รถยนต์คันเกิดเหตุ ประกอบกับวันเวลาเกิดเหตุเป็นวันหยุดราชการและมีบุคคลอื่นคือนางปัญญาพร ซึ่งไม่ใช่เจ้าหน้าที่ของจำเลยร่วมนั่งไปด้วยส่วนจำเลยที่ 2 เป็นเจ้าหน้าที่ของจำเลยร่วมในตำแหน่งพนักงานส่งน้ำ แต่ไม่ได้เป็นผู้มีหน้าที่ดูแลรับผิดชอบในพื้นที่บริเวณที่เกิดเหตุ ดังนี้ การที่จำเลยที่ 1 และที่ 2 ให้การว่าได้ขับรถไปดูน้ำในพื้นที่บริเวณที่เกิดเหตุนั้น จึงไม่เป็นความจริงแต่อย่างใด ฉะนั้น หากจำเลยที่ 1 และที่ 2 เป็นฝ่ายผิดในคดีนี้ จำเลยร่วมก็ไม่ต้องรับผิดด้วย ตามพระราชบัญญัติความรับผิดทางละเมิดของเจ้าหน้าที่ พ.ศ.2539 นอกจากที่จำเลยร่วมขอแก้ไขเพิ่มเติมนี้แล้ว ขอถือตามคำให้การเดิมของจำเลยร่วมทุกประการ เห็นว่า แม้ในคำร้องขอแก้ไขเพิ่มเติมคำให้การ จำเลยร่วมไม่ได้ขอตัดข้อความในคำให้การเดิมที่เป็นทำนองรับว่า จำเลยที่ 1และที่ 2 ขับรถไปปฏิบัติหน้าที่และกลับมีข้อความตอนท้ายคำร้องว่า ขอถือตามคำให้การเดิมของจำเลยร่วมทุกประการอยู่ก็ตาม แต่ตามปกติธรรมดาไม่น่าจะเป็นไปได้ที่จำเลยร่วมจะตั้งใจแสดงข้อเท็จจริงตรงกันข้ามกันเช่นนี้ไปด้วยกันในคำให้การของตน การมีข้อความในคำให้การแสดงข้อเท็จจริงตรงกันข้ามเช่นนี้ขึ้นจึงน่าจะเกิดจากความผิดหลงหรือสับสนโดยไม่ตั้งใจมากกว่า และเมื่อพิจารณาข้อความรายละเอียดในคำร้องขอแก้ไขเพิ่มเติมคำให้การของจำเลยร่วมก็ปรากฏว่า จำเลยร่วมอ้างว่าคำให้การที่ยื่นไว้เดิมยังมีข้อบกพร่องอยู่ เพราะจำเลยร่วมเพิ่งทราบผลการสอบสวนของคณะกรรมการสอบสวนหาข้อเท็จจริงในเหตุคดีนี้ตามระเบียบราชการว่า การที่จำเลยที่ 2 ให้จำเลยที่ 1 ขับรถไปจนเกิดเหตุคดีนี้ ถือไม่ได้ว่าเป็นการกระทำในการปฏิบัติหน้าที่ ดังนี้ หากฟังได้ว่าจำเลยที่ 1 และที่ 2 ต้องรับผิดก็เป็นการต้องรับผิดเฉพาะตัว จะฟ้องจำเลยร่วมไม่ได้ตามพระราชบัญญัติความรับผิดทางละเมิดของเจ้าหน้าที่ พ.ศ.2539 มาตรา 6 จึงขอให้การเพิ่มเติมตามข้อความดังกล่าวข้างต้นที่ยืนยันข้อเท็จจริงว่าจำเลยที่ 1 และที่ 2 ไม่ได้กระทำไปในการปฏิบัติหน้าที่พร้อมแสดงเหตุผลประกอบโดยละเอียด ซึ่งข้อความตามคำร้องขอแก้ไขเพิ่มเติมคำให้การดังกล่าวมานี้ ย่อมเห็นได้ชัดเจนว่า จำเลยร่วมประสงค์จะให้การยืนยันข้อเท็จจริงว่า จำเลยที่ 1 และที่ 2 ไม่ได้กระทำไปในการปฏิบัติหน้าที่และใช้ข้อความนี้แทนข้อความเดิมที่ว่า จำเลยที่ 2 นั่งในรถยนต์กระบะคันที่จำเลยที่ 1 ขับไปเพื่อปฏิบัติหน้าที่เปิดปิดการระบายน้ำในการชลประทานนั่นเอง เพียงแต่มิได้ระบุว่าขอตัดข้อความตามคำให้การเดิมและขอใช้ข้อความใหม่ตามที่ขอแก้ไขเพิ่มเติมแทน กับมีข้อความตอนท้ายที่ระบุขอถือตามคำให้การเดิมทุกประการ ซึ่งก็เห็นได้ว่าเป็นการผิดหลงหรือสับสนเท่านั้น ไม่ควรนำมาเป็นเหตุให้ถือว่าคำให้การของจำเลยร่วมดังกล่าวมานั้นขัดแย้งกันเพราะขัดต่อเหตุผลตามปกติธรรมดา แต่ควรถือเอาข้อความที่มีเหตุผลสื่อให้เข้าใจได้ตามความตั้งใจที่แท้จริงที่แสดงจนปรากฏให้เห็นได้ว่ามีเจตนาหรือตั้งใจยืนยันให้การในข้อเท็จจริงใดยิ่งกว่า จึงถือไม่ได้ว่าคำให้การจำเลยร่วมขัดแย้งกันจนไม่มีประเด็นให้ต้องวินิจฉัยในข้อเท็จจริงนี้

พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ. ม. 177 วรรคสอง ม. 179 ม. 180
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นายวินัย คุ้มศักดิ์ กับพวก
จำเลย — นายณรงค์ รอดเรือง กับพวก
จำเลยร่วม — กรมชลประทาน
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดสิงห์บุรี — นายสุนัย จันทร์ตรี
ศาลอุทธรณ์ภาค 1 — นายประสิทธิ์ สนามชวด
ชื่อองค์คณะ
ธัชพันธ์ ประพุทธนิติสาร
วีระวัฒน์ ปวราจารย์
เมทินี ชโลธร
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 7365/2554
#526769
เปิดฉบับเต็ม

หลังจากสืบพยานเสร็จ ศาลชั้นต้นนัดฟังคำพิพากษา โจทก์ยื่นคำร้องว่า โจทก์เพิ่งทราบข้อเท็จจริงเพิ่มเติมเกี่ยวกับประวัติการต้องโทษของจำเลยและขอแก้ไขฟ้องว่า จำเลยเป็นบุคคลคนเดียวกับจำเลยในคดีอาญาหมายเลขแดงที่ 3221/2546 ของศาลอาญา และคำขอท้ายฟ้องโจทก์ ขอให้นับโทษจำเลยเรียงติดต่อกับโทษของจำเลยในคดีดังกล่าวด้วย ศาลชั้นต้นมีคำสั่งให้พิจารณาสั่งคำร้องของโจทก์ในวันนัดฟังคำพิพากษาและในวันนัดฟังคำพิพากษาศาลชั้นต้น ก่อนอ่านคำพิพากษา ศาลชั้นต้นอนุญาตให้โจทก์แก้ไขฟ้องได้ เช่นนี้ แม้จำเลยมิได้คัดค้านคำร้องขอแก้ไขฟ้องของโจทก์ กรณีก็ไม่อาจถือว่าจำเลยยอมรับข้อเท็จจริงตามที่โจทก์ขอแก้ไขฟ้องดังกล่าว เมื่อโจทก์มิได้แสดงให้ปรากฏต่อศาลว่า จำเลยเป็นจำเลยในคดีดังกล่าวตามคำร้องของโจทก์จริงหรือไม่ และศาลพิพากษาลงโทษจำเลยในคดีดังกล่าวหรือไม่เพียงใด จึงยังรับฟังไม่ได้ว่า จำเลยได้รับโทษจำคุกในคดีอื่นที่อาจนำโทษในคดีนี้ไปนับติดต่อได้

ตาม พ.ร.ฎ.แบ่งส่วนราชการกรมตำรวจ กระทรวงมหาดไทย พ.ศ.2539 เจ้าพนักงานตำรวจกองปราบปรามมีอำนาจหน้าที่รักษาความสงบเรียบร้อย ป้องกันและปราบปรามอาชญากรรมทั่วราชอาณาจักร และปฏิบัติงานตาม ป.วิ.อ. และตามกฎหมายอื่นอันเกี่ยวกับความผิดอาญาทั้งหลายทั่วราชอาณาจักร ตลอดจนให้บริการช่วยเหลือประชาชน เมื่อการสอบสวนของพนักงานสอบสวนเป็นการปฏิบัติงานตาม ป.วิ.อ. พนักงานสอบสวนกองปราบปรามจึงมีอำนาจสอบสวนเกี่ยวกับความผิดอาญาทั่วราชอาณาจักรตามบทกฎหมายดังกล่าว ส่วนระเบียบกรมตำรวจว่าด้วยอำนาจสอบสวน เป็นการกำหนดระเบียบการปฏิบัติงานของหน่วยงานภายในกรมตำรวจให้เป็นไปด้วยความสงบเรียบร้อยเหมาะสมและมีประสิทธิภาพ การที่ระเบียบดังกล่าวกำหนดลักษณะความผิดที่อยู่ในอำนาจการสอบสวนของพนักงานสอบสวนกองปราบปรามไว้ เพื่อเป็นแนวทางการปฏิบัติราชการที่กรมตำรวจมอบหมายให้อยู่ในความรับผิดชอบของพนักงานสอบสวนกองปราบปรามเท่านั้น การที่ผู้บังคับการกองปราบปรามมีคำสั่งที่ 288/2538 แต่งตั้งพนักงานสอบสวนกองปราบปรามทำการสอบสวนคดีนี้ โดยผู้บัญชาการสอบสวนกลางอนุญาตตามที่กำหนดไว้ในระเบียบแล้ว จึงชอบด้วยกฎหมายและระเบียบกรมตำรวจ พนักงานสอบสวนกองปราบปรามจึงมีอำนาจสอบสวนและโจทก์มีอำนาจฟ้องคดีนี้

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องและแก้ไขฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83, 91, 337, 362, 365 (2) และให้จำเลยคืนหรือใช้เงิน 8,100,000 บาท แก่ผู้เสียหายและนับโทษจำเลยติดต่อกับโทษของจำเลยในคดีอาญาหมายเลขแดงที่ 3221/2546 ของศาลอาญาด้วย

จำเลยให้การปฏิเสธ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 337 วรรคแรก, 365 (2) ประกอบ 362, 83 การกระทำของจำเลยเป็นกรรมเดียวผิดต่อกฎหมายหลายบท ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 แต่ละบทมีอัตราโทษเท่ากัน ให้ลงโทษฐานร่วมกันกรรโชกทรัพย์ จำคุก 3 ปี และให้จำเลยคืนหรือใช้เงินจำนวน 8,100,000 บาท แก่ผู้เสียหาย ที่โจทก์ขอให้นับโทษต่อนั้น ไม่ปรากฏว่าคดีที่ขอให้นับโทษต่อเป็นโทษอะไร จึงให้ยกคำขอส่วนนี้

โจทก์และจำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษาแก้เป็นว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 337 วรรคแรก, 83 จำคุก 3 ปี ให้นับโทษจำเลยต่อจากโทษของจำเลยในคดีอาญาหมายเลขแดงที่ 3221/2546 ของศาลอาญา ให้ยกฟ้องข้อหาบุกรุกนอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

จำเลยฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า คดีมีปัญหาขึ้นมาสู่ศาลฎีกาตามฎีกาข้อกฎหมายของจำเลยข้อแรกว่า ศาลอุทธรณ์นับโทษของจำเลยคดีนี้ติดต่อกับโทษในคดีอาญาหมายเลขแดงที่ 3221/2546 ของศาลอาญาได้หรือไม่ คดีได้ความว่า หลังจากสืบพยานเสร็จ ศาลชั้นต้นนัดฟังคำพิพากษา โจทก์ยื่นคำร้องว่า โจทก์เพิ่งทราบข้อเท็จจริงเพิ่มเติมเกี่ยวกับประวัติการต้องโทษของจำเลยและขอแก้ไขฟ้องว่า จำเลยเป็นบุคคลคนเดียวกับจำเลยในคดีอาญาหมายเลขแดงที่ 3221/2546 ของศาลอาญา และคำขอท้ายฟ้องโจทก์ขอนับโทษจำเลยเรียงติดต่อกับโทษของจำเลยในคดีดังกล่าวด้วย ศาลชั้นต้นมีคำสั่งให้พิจารณาสั่งคำร้องของโจทก์ในวันนัดฟังคำพิพากษาและในวันนัดฟังคำพิพากษาศาลชั้นต้น ก่อนอ่านคำพิพากษา ศาลชั้นต้นอนุญาตให้โจทก์แก้ไขฟ้องได้ เช่นนี้ แม้จำเลยมิได้คัดค้านคำร้องขอแก้ไขฟ้องของโจทก์ กรณีก็ไม่อาจถือว่าจำเลยยอมรับข้อเท็จจริงตามที่โจทก์ขอแก้ไขฟ้องดังกล่าว เมื่อโจทก์มิได้แสดงให้ปรากฏต่อศาลว่า จำเลยเป็นจำเลยในคดีดังกล่าว ตามคำร้องของโจทก์จริงหรือไม่ และศาลพิพากษาลงโทษจำเลยในคดีดังกล่าวหรือไม่เพียงใด จึงยังรับฟังไม่ได้ว่า จำเลยได้รับโทษจำคุกในคดีอื่นที่อาจนำโทษในคดีนี้ไปนับติดต่อได้ ที่ศาลอุทธรณ์นับโทษของจำเลยคดีนี้ติดต่อกับโทษของจำเลยในคดีอาญาหมายเลขแดงที่ 3221/2546 ของศาลอาญา ศาลฎีกายังไม่เห็นพ้องด้วย ฎีกาของจำเลยข้อนี้ฟังขึ้น

ปัญหาที่จะต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยข้อต่อไปว่า โจทก์มีอำนาจฟ้องคดีนี้หรือไม่ ซึ่งจำเลยฎีกาว่า พนักงานสอบสวนกองปราบปรามไม่มีอำนาจสอบสวนคดีนี้ ตามพฤติการณ์ของจำเลยกับพวกเป็นความผิดที่ไม่อยู่ในอำนาจสอบสวนของกองปราบปรามตามระเบียบกรมตำรวจว่าด้วยอำนาจสอบสวน โจทก์จึงไม่มีอำนาจฟ้องคดีนี้ เห็นว่า ตามพระราชกฤษฎีกาแบ่งส่วนราชการกรมตำรวจ กระทรวงมหาดไทย พ.ศ.2539 เจ้าพนักงานตำรวจกองปราบปรามมีอำนาจหน้าที่รักษาความสงบเรียบร้อย ป้องกันและปราบปรามอาชญากรรมทั่วราชอาณาจักร และปฏิบัติงานตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญาและตามกฎหมายอื่นอันเกี่ยวกับความผิดอาญาทั้งหลายทั่วราชอาณาจักร ตลอดจนให้บริการช่วยเหลือประชาชน เมื่อการสอบสวนของพนักงานสอบสวนเป็นการปฏิบัติงานตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา พนักงานสอบสวนกองปราบปราม จึงมีอำนาจสอบสวนเกี่ยวกับความผิดอาญาทั่วราชอาณาจักรตามบทกฎหมายดังกล่าว ส่วนระเบียบกรมตำรวจว่าด้วยอำนาจการสอบสวนตามที่จำเลยอ้างเป็นการกำหนดระเบียบการปฏิบัติงานของหน่วยงานภายในกรมตำรวจให้เป็นไปด้วยความเรียบร้อยเหมาะสมและมีประสิทธิภาพ การที่ระเบียบดังกล่าวกำหนดลักษณะความผิดที่อยู่ในอำนาจการสอบสวนของพนักงานสอบสวนกองปราบปรามไว้ เพื่อเป็นแนวทางการปฏิบัติราชการที่กรมตำรวจมอบหมายให้อยู่ในความรับผิดชอบของพนักงานสอบสวนกองปราบปรามเท่านั้น การที่ผู้บังคับการกองปราบปรามมีคำสั่งที่ 288/2538 แต่งตั้งพนักงานสอบสวนกองปราบปรามทำการสอบสวนคดีนี้ โดยผู้บัญชาการสอบสวนกลางอนุญาตตามที่กำหนดไว้ในระเบียบแล้ว จึงชอบด้วยกฎหมายและระเบียบกรมตำรวจ พนักงานสอบสวนกองปราบปรามจึงมีอำนาจสอบสวนและโจทก์มีอำนาจฟ้องคดีนี้ ฎีกาของจำเลยข้อนี้ฟังไม่ขึ้น ส่วนที่จำเลยฎีกาขอให้ลงโทษสถานเบาและรอการลงโทษแก่จำเลย เป็นฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง ซึ่งต้องห้ามมิให้จำเลยฎีกาตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 218 วรรคหนึ่ง ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัยให้

พิพากษาแก้เป็นว่า ให้ยกคำขอของโจทก์ที่ขอให้นับโทษของจำเลยคดีนี้ต่อจากโทษของจำเลยในคดีอาญาหมายเลขแดงที่ 3221/2546 ของศาลอาญา นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.อ. ม. 22
ป.วิ.อ. ม. 18 ม. 120
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการ สำนักงานอัยการสูงสุด
จำเลย — นายถาวร ทรัพย์เอนก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลอาญากรุงเทพใต้ — นายสุเมธ อุปนิสากร
ศาลอุทธรณ์ — นายทวี ประจวบลาภ
ชื่อองค์คณะ
วรพจน์ วิไลชนม์
อนันต์ ชุมวิสูตร
นิพนธ์ ใจสำราญ
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 7364/2554
#513651
เปิดฉบับเต็ม

เมื่อข้อเท็จจริงฟังได้ว่า มีเจ้าพนักงานร่วมกันเป็นตัวการในการกระทำความผิดฐานเป็นเจ้าพนักงานปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบและโดยทุจริต จำเลยที่ 2 และที่ 3 มีส่วนร่วมในการกระทำความผิดดังกล่าวแต่เป็นราษฎรจึงเป็นผู้สนับสนุนในความผิดฐานเป็นเจ้าพนักงานปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบและโดยทุจริตของเจ้าพนักงานดังกล่าว แม้ศาลอุทธรณ์ภาค 1 จะยกฟ้องจำเลยที่ 1 ซึ่งเป็นเจ้าพนักงาน เนื่องจากพยานหลักฐานของโจทก์ยังมีความสงสัยตามสมควรว่า จำเลยที่ 1 ร่วมเป็นตัวการกระทำความผิดตามฟ้องหรือไม่ก็ตาม ศาลก็ลงโทษจำเลยที่ 2 และที่ 3 ฐานเป็นผู้สนับสนุนได้

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยทั้งสามตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 80, 83, 157, 161, 264, 265, 266, 268, 341

จำเลยที่ 1 ให้การปฏิเสธ

จำเลยที่ 2 และที่ 3 ให้การปฏิเสธ แต่เมื่อสืบพยานโจทก์ไปบ้างแล้วจำเลยที่ 2 และที่ 3 กลับให้การรับสารภาพ

ศาลชั้นต้นพิพากษาลงโทษจำเลยที่ 2 และที่ 3 มีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา83, 157 ประกอบมาตรา 86 (ที่ถูก มาตรา 157 ประกอบมาตรา 86), 265, 268 วรรคสอง (ที่ถูกวรรคแรก) ประกอบมาตรา 265, 341 ประกอบมาตรา 80 (ที่ถูก ต้องระบุมาตรา 83 ด้วย) การกระทำของจำเลยที่ 2 และที่ 3 เป็นกรรมเดียวเป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบทให้ลงโทษตามมาตรา 157 ประกอบมาตรา 86 ซึ่งเป็นบทที่มีโทษหนักที่สุดตาม มาตรา 90 จำคุกคนละ 2 ปี มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้กึ่งหนึ่งตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คงจำคุกคนละ 1 ปี ข้อหาอื่นนอกจากนี้ให้ยก สำหรับจำเลยที่ 1 ให้ยกฟ้อง

โจทก์และจำเลยที่ 2 ที่ 3 อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษายืน

จำเลยที่ 2 และที่ 3 ฎีกา โดยผู้พิพากษาซึ่งพิจารณาและลงชื่อในคำพิพากษาศาลชั้นต้นอนุญาตให้ฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงในคดีรับฟังยุติว่า จำเลยที่ 2 และที่ 3 มีภูมิลำเนาอยู่ที่อำเภอพัฒนานิคม จังหวัดลพบุรี และอยู่กินกันฉันสามีภริยาตั้งแต่ปี 2539 เมื่อวันที่ 16 พฤษภาคม 2540 เวลากลางวัน จำเลยที่ 2 และที่ 3 ได้เดินทางไปจดทะเบียนสมรสกัน ณ ที่ว่าการอำเภอองครักษ์ โดยจำเลยที่ 1 เป็นผู้บันทึกรายละเอียดของการสมรสลงในทะเบียนสมรสและในทะเบียนสมรสดังกล่าวมีลายมือชื่อบิดามารดาของจำเลยที่ 3 ให้ความยินยอมไว้ ต่อมาเมื่อวันที่ 27 พฤษภาคม 2540 เวลากลางวัน จำเลยที่ 2 ได้ไปให้ถ้อยคำต่อนางสาวนัยนา ลูกจ้างชั่วคราวของสำนักงานการปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรมจังหวัดลพบุรี พร้อมยื่นหลักฐานเอกสารต่าง ๆ รวมถึงใบสำคัญการสมรสระหว่างจำเลยที่ 2 และที่ 3 ซึ่งจดทะเบียน ณ ที่ว่าการอำเภอองครักษ์ เพื่อขอรับเงินชดเชยพิเศษแทนการจัดสรรที่ดินแปลงอพยพในฐานะครอบครัวที่ 2 ตามโครงการพัฒนาลุ่มน้ำป่าสักอันเนื่องมาจากพระราชดำริ จำนวน 600,000 บาท โดยผู้มีสิทธิได้รับเงินชดเชยดังกล่าวต้องมีสภาพเป็นครอบครัวก่อนวันที่ 3 พฤษภาคม 2537 นางสาวนัยนาบันทึกข้อเท็จจริงต่าง ๆ ไว้ในแบบการไต่สวนโดยมีจำเลยที่ 3 และนางวิลัย ลงลายมือชื่อเป็นพยาน ต่อมามีการตรวจพบพิรุธเกี่ยวกับเอกสารใบสำคัญการสมรสของผู้ขอรับเงินชดเชยพิเศษดังกล่าวหลายรายการรวมถึงกรณีของจำเลยที่ 2 และที่ 3 ด้วย จึงมีการตั้งกรรมการสอบสวนข้อเท็จจริง ปรากฏว่าใบสำคัญการสมรสระหว่างจำเลยที่ 2 และที่ 3 เป็นเอกสารปลอม เนื่องจากถูกแก้ไขเปลี่ยนแปลงเลข พ.ศ. จาก พ.ศ.2540 เป็น 2536 เพื่อให้เข้าหลักเกณฑ์การรับเงินชดเชยพิเศษและลายมือชื่อบิดามารดาของจำเลยที่ 3 ในทะเบียนสมรสเป็นลายมือชื่อปลอม สำหรับคดีในส่วนของจำเลยที่ 1 ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษายกฟ้อง ไม่มีคู่ความฝ่ายใดฎีกา คดีในส่วนจำเลยที่ 1 จึงยุติไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 1 มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยที่ 2 และที่ 3 ว่า จำเลยที่ 2 และที่ 3 ร่วมกันกระทำความผิดตามที่ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษาหรือไม่ จำเลยที่ 2 และที่ 3 ฎีกาว่า ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษาว่า พยานหลักฐานโจทก์ยังมีเหตุสงสัยตามสมควรว่า จำเลยที่ 1 กระทำความผิดตามฟ้องหรือไม่ ให้ยกประโยชน์แห่งความสงสัยให้จำเลยที่ 1 ดังนั้นแม้จำเลยที่ 2 และที่ 3 จะให้การรับสารภาพ แต่เมื่อจำเลยที่ 1 ซึ่งเป็นตัวการไม่มีความผิดตามฟ้อง ย่อมทำให้จำเลยที่ 2 และที่ 3 ไม่ว่าในฐานะตัวการร่วมหรือในฐานะผู้สนับสนุนไม่มีความผิดตามฟ้องไปด้วย ขอให้ยกฟ้องนั้น เห็นว่า แม้ศาลอุทธรณ์ภาค 1 จะพิพากษายกฟ้องจำเลยที่ 1 แต่ก็เนื่องมาจากพยานหลักฐานของโจทก์ยังมีความสงสัยตามสมควรว่า จำเลยที่ 1 กระทำความผิดตามฟ้องหรือไม่ ไม่ได้หมายความว่าไม่มีการกระทำความผิดตามฟ้องเกิดขึ้น เมื่อได้ความจากพยานหลักฐานของโจทก์ว่า จำเลยที่ 2 เคยให้การต่อนายระพี นายอำเภอพัฒนานิคม พยานโจทก์ จึงน่าเชื่อว่า จำเลยที่ 2 รู้เรื่องที่มีการทำใบสำคัญการสมรสปลอมเป็นอย่างดี นอกจากนี้จำเลยที่ 2 ยังนำใบสำคัญการสมรสปลอมดังกล่าวไปยื่นขอรับเงินชดเชยพิเศษจากทางราชการอีกซึ่งหากทางราชการหลงเชื่อแล้ว จำเลยที่ 2 ก็จะได้รับเงินชดเชยพิเศษเป็นเงิน 600,000 บาท พฤติการณ์ของจำเลยที่ 2 ดังกล่าวจึงฟังได้ว่า จำเลยที่ 2 เป็นตัวการร่วมในการปลอมเอกสารราชการ ใช้เอกสารราชการปลอมและพยายามฉ้อโกงแล้ว ส่วนจำเลยที่ 3 นั้น แม้จำเลยที่ 3 จะไม่ได้เป็นผู้ยื่นขอรับเงินชดเชยพิเศษ แต่ข้อเท็จจริงปรากฏว่า จำเลยที่ 3 เดินทางไปกับจำเลยที่ 2 ด้วย ทั้งในวันที่มีการจดทะเบียนสมรสและวันที่จำเลยที่ 2 ไปให้ถ้อยคำต่อนางสาวนัยนา อีกทั้งได้ลงลายมือชื่อเป็นพยานในแบบการไต่สวนสิทธิด้วย จึงถือว่าจำเลยที่ 3 มีส่วนร่วมกระทำความผิดกับจำเลยที่ 2 มาตั้งแต่ต้น ทั้งจำเลยที่ 3 เป็นภริยาจำเลยที่ 2 ย่อมต้องมีส่วนได้เสียในเงินชดเชยพิเศษที่จำเลยที่ 2 จะได้รับด้วย จึงถือได้ว่าจำเลยที่ 3 เป็นตัวการร่วมกับจำเลยที่ 2 ด้วยที่ศาลอุทธรณ์ภาค 1 วินิจฉัยว่า จำเลยที่ 2 และที่ 3 ร่วมกันกระทำความผิดปลอมเอกสารราชการ ใช้เอกสารราชการปลอมและพยายามฉ้อโกงมานั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาของจำเลยที่ 2 และที่ 3 ฟังไม่ขึ้น

สำหรับความผิดฐานเป็นผู้สนับสนุนเจ้าพนักงานปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบและโดยทุจริตตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 157 นั้น เห็นว่า การที่จะไม่มีความผิดในฐานเป็นผู้สนับสนุนต้องเป็นกรณีที่ไม่มีตัวการกระทำความผิดในความผิดดังกล่าว แต่คดีนี้ข้อเท็จจริงปรากฏว่า จำเลยที่ 3 อายุยังไม่ครบยี่สิบปีบริบูรณ์ ซึ่งหากไม่มีเจ้าพนักงานร่วมกระทำความผิดแล้ว จำเลยที่ 2 และที่ 3 ย่อมไม่สามารถจดทะเบียนสมรสกันได้เนื่องจากบิดามารดาของจำเลยที่ 3 ไม่ได้เดินทางไปให้ความยินยอม ทั้งใบสำคัญการสมรสระหว่างจำเลยที่ 2 และที่ 3 มีการแก้ไขเลข พ.ศ. แสดงว่าจะต้องมีเจ้าพนักงานซึ่งปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบและทุจริตในการกรอกข้อความลงในทะเบียนสมรสและใบสำคัญการสมรสเพื่อให้จำเลยที่ 2 และที่ 3 นำเอกสารปลอมดังกล่าวไปยื่นขอรับเงินชดเชยพิเศษจากทางราชการแล้ว มิใช่เป็นกรณีที่ไม่มีตัวการในการกระทำความผิดตามที่จำเลยที่ 2 และที่ 3 ฎีกา เมื่อจำเลยที่ 2 และที่ 3 มีส่วนร่วมในการกระทำความผิดดังที่วินิจฉัยมาแล้ว จำเลยที่ 2 และที่ 3 ซึ่งเป็นราษฎรจึงเป็นผู้สนับสนุนในความผิดดังกล่าวได้ ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 1 วินิจฉัยว่า จำเลยที่ 2 และที่ 3 มีความผิดฐานเป็นผู้สนับสนุนในความผิดฐานเจ้าพนักงานปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบและโดยทุจริตตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 157 มานั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาของจำเลยที่ 2 และที่ 3 ฟังไม่ขึ้น

คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยที่ 2 และที่ 3 ประการต่อมาว่าสมควรรอการลงโทษจำเลยที่ 2 และที่ 3 หรือไม่ เห็นว่า มีราษฎรที่ใช้เอกสารใบสำคัญการสมรสในลักษณะเดียวกับคดีนี้อีก 7 ราย จึงน่าเชื่อว่ามีบุคคลไปชักชวนให้จำเลยที่ 2 และที่ 3 ไปจดทะเบียนสมรสต่อทางราชการโดยอ้างว่าสามารถนำไปรับเงินชดเชยพิเศษได้ แล้วเรียกส่วนแบ่งจากเงินที่จำเลยที่ 2 และที่ 3 จะได้รับจากทางราชการตามที่จำเลยที่ 2 และที่ 3 ให้ปากคำไว้ในชั้นสอบสวน โดยจำเลยที่ 2 และที่ 3 ไม่ทราบความจริง มีลักษณะเป็นการกระทำโดยรู้เท่าไม่ถึงการณ์ เมื่อจำเลยที่ 2 และที่ 3 ทราบจากราษฎรอื่นว่าความจริงแล้วจำเลยที่ 2 และที่ 3 ไม่มีสิทธิได้รับเงินชดเชยดังกล่าวเพราะสมรสภายหลังกำหนดเวลาซึ่งเป็นเงื่อนไขของทางราชการ จำเลยที่ 2 จึงยื่นขอถอนคำร้องขอรับเงินชดเชยพิเศษจากทางราชการเอง เป็นเหตุให้รัฐไม่ต้องเสียหายจากการจ่ายเงินชดเชยให้แก่ผู้ที่ไม่มีสิทธิจะได้รับ นับว่ามีเหตุบรรเทาโทษ ไม่ปรากฏว่าจำเลยที่ 2 และที่ 3 ได้รับโทษจำคุกมาก่อน จึงเห็นสมควรรอการลงโทษให้จำเลยที่ 2 และที่ 3 ฎีกาของจำเลยที่ 2 และที่ 3 ในข้อนี้ฟังขึ้น

พิพากษาแก้เป็นว่า ให้รอการลงโทษจำเลยที่ 2 และที่ 3 ไว้ภายในกำหนด 2 ปี ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 56 นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 1
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.อ. ม. 83 ม. 86
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการจังหวัดลพบุรี
จำเลย — นางวชิราพรรณ อินทรภูมิ กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดลพบุรี — นายวีระพล บุญอารีย์
ศาลอุทธรณ์ภาค 1 — นายถมรัตน์ เลิศไพรวัน
ชื่อองค์คณะ
บุญรอด ตันประเสริฐ
ศุภชัย สมเจริญ
กรองเกียรติ คมสัน
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 7343 -ที่ 7345/2554
#514309
เปิดฉบับเต็ม

สำนวนคดีที่สองและที่สามที่โจทก์ในสำนวนแรกเป็นผู้ร้องยื่นคำร้องขอให้ริบทรัพย์สินของกลางรวม 4 รายการ ตาม พ.ร.บ.มาตรการในการปราบปรามผู้กระทำความผิดเกี่ยวกับยาเสพติด พ.ศ.2534 มาตรา 27, 29, 30, 31 นั้น ศาลชั้นต้นได้ประกาศหนังสือพิมพ์ตามกฎหมายให้บุคคลซึ่งอาจอ้างว่าเป็นเจ้าของทรัพย์สินดังกล่าวมายื่นคำร้องคัดค้านคำร้องขอให้ริบทรัพย์สินเข้ามาในคดีแล้ว แต่ไม่มีผู้ใดยื่นคำร้องคัดค้านเข้ามา รวมทั้งจำเลยที่ 1 และที่ 3 ด้วย ดังนี้ เมื่อศาลชั้นต้นมีคำสั่งให้ริบทรัพย์สินทั้งสี่รายการให้ตกเป็นของกองทุนป้องกันและปราบปรามยาเสพติด จำเลยที่ 1 และที่ 3 ซึ่งมิได้ยื่นคำร้องคัดค้านเข้ามาในคดีทั้งสองสำนวนดังกล่าว จึงมิใช่คู่ความ ไม่อาจยื่นอุทธรณ์หรือฎีกาต่อมาในส่วนที่เกี่ยวกับเรื่องนี้ได้ การที่ศาลชั้นต้นสั่งรับอุทธรณ์และฎีกาในส่วนนี้และศาลอุทธรณ์วินิจฉัยในปัญหานี้ให้นั้น ไม่ชอบด้วยกระบวนพิจารณา

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
คดีทั้งสามสำนวนนี้ ศาลชั้นต้นพิจารณาและมีคำพิพากษาและคำสั่งรวมกัน

สำนวนคดีแรก โจทก์ฟ้องและแก้ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยทั้งสามตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 มาตรา 4, 7, 8, 15, 66, 97, 102 ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83, 92 ริบเมทแอมเฟตามีนกับกระเป๋าหูหิ้วของกลาง เพิ่มโทษจำเลยที่ 1 กับที่ 3 ตามกฎหมาย โดยให้นับโทษจำเลยที่ 3 ต่อจากโทษในคดีข้างต้น

จำเลยที่ 1 ถึงที่ 3 ให้การปฏิเสธ แต่จำเลยที่ 1 และที่ 3 รับว่าเป็นบุคคลคนเดียวกับจำเลยในคดีที่โจทก์ขอให้เพิ่มโทษ และจำเลยที่ 3 ยังรับว่าเป็นบุคคลคนเดียวกับจำเลยในคดีที่โจทก์ขอให้นับโทษต่อ

สำนวนคดีที่สองและที่สาม โจทก์ในสำนวนคดีแรกเป็นผู้ร้องยื่นคำร้องขอให้ริบทรัพย์สินทั้งสี่รายการให้ตกเป็นของกองทุนป้องกันและปราบปรามยาเสพติด ตามพระราชบัญญัติมาตรการในการปราบปรามผู้กระทำความผิดเกี่ยวกับยาเสพติด พ.ศ.2534 มาตรา 3, 27, 29, 30, 31

ศาลชั้นต้นสั่งให้ประกาศโฆษณาในหนังสือพิมพ์ตามกฎหมายให้บุคคลซึ่งอาจอ้างว่าเป็นเจ้าของทรัพย์สินยื่นคำร้องคัดค้านคำร้องขอให้ริบทรัพย์สินเข้ามาในคดี ไม่ปรากฏมีผู้คัดค้าน

ศาลชั้นต้นพิพากษาและมีคำสั่งว่า จำเลยที่ 1 และที่ 3 มีความผิดตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 มาตรา 15 วรรคสาม (2), 66 วรรคสาม, 102 พระราชบัญญัติมาตรการในการปราบปรามผู้กระทำความผิดเกี่ยวกับยาเสพติด พ.ศ.2534 มาตรา 29, 30, 31 ประมวลกฎหมายอาญามาตรา 83 ลงโทษประหารชีวิตจำเลยที่ 1 และที่ 3 และเมื่อศาลลงโทษถึงขั้นประหารชีวิตแล้วจึงไม่อาจเพิ่มโทษจำเลยที่ 1 และที่ 3 ได้อีก จำเลยที่ 1 และที่ 3 ให้การรับสารภาพในชั้นจับกุมและคำให้การในชั้นสอบสวนรวมทั้งทางนำสืบของจำเลยที่ 1 และที่ 3 เป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้คนละหนึ่งในสามตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 ประกอบมาตรา 52 (1) คงจำคุกจำเลยที่ 1 และที่ 3 คนละตลอดชีวิต ส่วนคำขอให้นับโทษของจำเลยที่ 3 ต่อจากโทษในคดีอาญาหมายเลขดำที่ 877/2546 ของศาลจังหวัดเชียงใหม่ นั้น เนื่องจากศาลยังมิได้พิพากษาคดีดังกล่าว จึงไม่อาจนับโทษต่อได้ ริบเมทแอมเฟตามีนกับกระเป๋าหูหิ้ว 2 ใบ ของกลาง และริบรถยนต์โดยสาร หมายเลขทะเบียน 30 - 0610 ชลบุรี โทรศัพท์เคลื่อนที่ยี่ห้อโนเกีย หมายเลข 0 7154 1358 หมายเลข 0 6165 5534 และซิมการ์ดโทรศัพท์หมายเลข 0 9759 9447 ให้ตกเป็นของกองทุนป้องกันและปราบปรามยาเสพติด ยกฟ้องสำหรับจำเลยที่ 2 คำขออื่นนอกจากนี้ให้ยก

จำเลยที่ 1 และที่ 3 อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน

จำเลยที่ 1 และที่ 3 ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงฟังได้ พันตำรวจโทไชยยา กับพวกจับกุมจำเลยทั้งสามกับนายสมชายได้ภายในสถานีบริการน้ำมันเชื้อเพลิงคอสโม่ริมถนนแม่จัน ตำบลเวียงพาคำ อำเภอแม่สาย จังหวัดเชียงราย พร้อมกับยึดเมทแอมเฟตามีนจำนวน 200,000 เม็ด แยกบรรจุอยู่ในกระเป๋าหูหิ้ว 2 ใบ ใบละ 100,000 เม็ด กับยึดรถยนต์โดยสารหมายเลขทะเบียน 30 - 0610 ชลบุรี ซึ่งมีจำเลยที่ 3 เป็นผู้ขับและมีนายสมชายเป็นพนักงานประจำรถ ยึดรถยนต์กระบะหมายเลขทะเบียนป้ายแดง จ - 5758 กรุงเทพมหานคร ซึ่งจำเลยที่ 1 เป็นผู้ขับและมีจำเลยที่ 2 นั่งคู่มาด้วย กับยึดโทรศัพท์เคลื่อนที่ 2 เครื่อง ซิมการ์ดโทรศัพท์เคลื่อนที่ 1 อัน ไว้เป็นของกลาง กล่าวหาว่า จำเลยทั้งสามกับนายสมชายร่วมกันมีเมทแอมเฟตามีนของกลางไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่าย และใช้รถยนต์โดยสารกับโทรศัพท์เคลื่อนที่และซิมการ์ดโทรศัพท์เคลื่อนที่ของกลางเป็นอุปกรณ์เพื่อให้ได้รับผลในการกระทำความผิดเกี่ยวกับยาเสพติด จำเลยที่ 1 ถึงที่ 3 ให้การรับสารภาพในชั้นจับกุม แต่ให้การปฏิเสธในชั้นสอบสวน

มีปัญหาวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยที่ 1 และที่ 3 ว่า จำเลยที่ 1 และที่ 3 ร่วมกันมีเมทแอมเฟตามีนของกลางไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่ายหรือไม่ จำเลยที่ 1 และที่ 3 ฎีกาว่า จำเลยที่ 1 ได้ตกลงเป็นสายลับล่อซื้อเมทแอมเฟตามีนของกลางคดีนี้ให้แก่ร้อยตำรวจเอกบุญสนองและดาบตำรวจกิตติชัย เจ้าพนักงานตำรวจกองปราบปรามซึ่งจำเลยที่ 1 เคยเป็นสายลับให้ก่อนเกิดเหตุคดีนี้มาแล้วรวม 3 ครั้ง จำเลยที่ 1 ไม่มีเจตนายึดถือเมทแอมเฟตามีนของกลางเพื่อตน เห็นว่า แม้จำเลยที่ 1 จะเบิกความยืนยันถึงข้อเท็จจริงดังกล่าวก็ตาม แต่เมื่อร้อยตำรวจเอกบุญสนองกับดาบตำรวจกิตติชัยพยานจำเลยที่ 1 ซึ่งเป็นพยานหมายกลับมิได้เบิกความรับรอง เนื่องจากไม่ได้ติดต่อกับจำเลยที่ 1 ในระหว่างนั้น จำเลยที่ 1 ก็มิได้บอกเหตุผลที่ไม่ได้นำโทรศัพท์เคลื่อนที่ที่ใช้ติดต่อกันเป็นประจำติดตัวไปด้วย จนกระทั่งจำเลยที่ 1 ถูกจับกุม พยานหลักฐานของจำเลยที่ 1 จึงไม่มีน้ำหนักพอที่จะให้เชื่อได้ว่าจำเลยที่ 1 เป็นสายลับล่อซื้อเมทแอมเฟตามีนของกลางให้แก่เจ้าพนักงานตำรวจ ที่จำเลยที่ 1 และที่ 3 ฎีกาต่อไปว่า จำเลยที่ 3 มีอาชีพขับรถยนต์โดยสารเพื่อรับส่งนักท่องเที่ยวในกิจการโดยปกติวิสัย จำเลยที่ 3 มิได้เปิดดูกระเป๋าหูหิ้วที่จำเลยที่ 1 นำมามอบให้ จำเลยที่ 3 ไม่ทราบเรื่องในการรับส่งเมทแอมเฟตามีนของกลางคดีนี้ จำเลยที่ 3 จอดรถยนต์โดยสารเพื่อตรวจเช็ครถยนต์ตามคำสั่งของจำเลยที่ 1 ซึ่งเป็นนายจ้าง เห็นว่า แม้จำเลยที่ 3 จะมิได้เปิดดูกระเป๋าหูหิ้วที่จำเลยที่ 1 มอบให้นำไปเก็บไว้ในช่องเก็บสัมภาระใต้รถยนต์โดยสารที่จำเลยที่ 3 ขับมาจอดก็ตาม แต่พันตำรวจโทไชยยา พันตำรวจโททนัย และสิบตำรวจโทสรัญ พยานโจทก์ซึ่งเป็นผู้ร่วมจับกุมจำเลยที่ 1 และที่ 3 เบิกความสอดคล้องต้องกันได้ความว่า จำเลยที่ 1 และที่ 3 พูดคุยกันแล้วจำเลยที่ 1 ขับรถยนต์กระบะมาจอดทางด้านซ้ายของรถยนต์โดยสาร จำเลยที่ 3 เดินมาที่ท้ายรถยนต์โดยสารปรับอากาศเปิดประตูช่องเก็บสัมภาระด้านซ้าย ส่วนจำเลยที่ 1 เปิดประตูหลังรถยนต์กระบะนำกระเป๋าหูหิ้ว 1 ใบ มาส่งให้จำเลยที่ 3 เก็บไว้ในช่องเก็บสัมภาระที่เปิดรออยู่ ขณะนั้นจำเลยที่ 3 มิได้ขับรถยนต์โดยสารรับผู้โดยสารอยู่ จึงเป็นการจอดรถยนต์โดยสารเพื่อรับของกลางจากจำเลยที่ 1 เท่านั้น ทั้งเมทแอมเฟตามีนของกลางมีจำนวนถึง 100,000 เม็ด ต้องเก็บรักษาไว้ไม่ให้สูญหายไปในระหว่างทางได้ จำเลยที่ 1 ควรต้องบอกให้จำเลยที่ 3 รู้ว่าในกระเป๋าใบนั้นบรรจุเมทแอมเฟตามีนอยู่ต้องดูแลรักษาเป็นพิเศษ จึงเชื่อได้ว่า จำเลยที่ 3 รู้ว่ามีเมทแอมเฟตามีนบรรจุอยู่ในกระเป๋า ข้อเท็จจริงจึงฟังได้ว่า จำเลยที่ 1 และที่ 3 ร่วมกันมีเมทแอมเฟตามีนของกลางไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่าย ฎีกาของจำเลยที่ 1 และที่ 3 ฟังไม่ขึ้น

ส่วนฎีกาของจำเลยที่ 1 และที่ 3 ในส่วนที่เกี่ยวกับของกลางที่ศาลล่างทั้งสองมีคำสั่งให้ริบของกลางตกเป็นของกองทุนป้องกันและปราบปรามยาเสพติด เห็นว่า ในสำนวนคดีที่สองและที่สามที่โจทก์ในสำนวนแรกเป็นผู้ร้องยื่นคำร้องขอให้ริบทรัพย์สินของกลางรวม 4 รายการ ตามพระราชบัญญัติมาตรการในการปราบปรามผู้กระทำความผิดเกี่ยวกับยาเสพติด พ.ศ.2534 มาตรา 27, 29, 30, 31 ศาลชั้นต้นได้ประกาศหนังสือพิมพ์ตามกฎหมายให้บุคคลซึ่งอาจอ้างว่าเป็นเจ้าของทรัพย์สินดังกล่าวมายื่นคำร้องคัดค้านคำร้องขอให้ริบทรัพย์สินเข้ามาในคดีแล้ว แต่ไม่มีผู้ใดยื่นคำร้องคัดค้านเข้ามา รวมทั้งจำเลยที่ 1 และที่ 3 ด้วย ดังนี้ เมื่อศาลชั้นต้นมีคำสั่งให้ริบทรัพย์สินทั้งสี่รายการให้ตกเป็นของกองทุนป้องกันและปราบปรามยาเสพติด จำเลยที่ 1 และที่ 3 ซึ่งมิได้ยื่นคำร้องคัดค้านเข้ามาในคดีทั้งสองสำนวนดังกล่าวจึงมิใช่คู่ความ ไม่อาจยื่นอุทธรณ์และฎีกาต่อมาในส่วนที่เกี่ยวกับเรื่องนี้ได้ การที่ศาลชั้นต้นสั่งรับอุทธรณ์และฎีกาในส่วนนี้และศาลอุทธรณ์วินิจฉัยในปัญหานี้ให้นั้น ไม่ชอบด้วยกระบวนพิจารณา ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัยฎีกาของจำเลยที่ 1 และที่ 3 ในส่วนนี้

พิพากษาแก้เป็นว่า ให้ยกคำพิพากษาศาลอุทธรณ์และยกฎีกาของจำเลยที่ 1 และที่ 3 ในส่วนที่เกี่ยวกับการริบทรัพย์สินของกลางให้ตกเป็นของกองทุนป้องกันและปราบปรามยาเสพติด นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.ยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 ม. 15 (2) ม. 15 วรรคสาม ม. 66 วรรคสาม ม. 10
พ.ร.บ.มาตรการในการปราบปรามผู้กระทำความผิดเกี่ยวกับยาเสพติด พ.ศ.2534 ม. 29 ม. 30 ม. 31
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการ สำนักงานอัยการสูงสุด
จำเลย — นายทนงศักดิ์หรืออู๊ด สุขเกษม กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลอาญา — นายเพ็ง เพ็งนิติ
ศาลอุทธรณ์ — นายประสิทธิ์ เจริญถาวรโภคา
ชื่อองค์คณะ
ไพโรจน์ วายุภาพ
ประเสริฐ โอนพรัตน์วิบูล
วิรุฬห์ แสงเทียน
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 7339/2554
#513589
เปิดฉบับเต็ม

โจทก์ทั้งสองทำสัญญาจะซื้อจะขายที่ดินพร้อมอาคารในโครงการเมืองทองสุขสวัสดิ์กับจำเลย และได้ผ่อนชำระเงินดาวน์ให้แก่จำเลยแล้ว 24 งวด แต่จำเลยยังมิได้ก่อสร้างอาคารตามสัญญา อันเป็นการผิดสัญญาต่อโจทก์ทั้งสองซึ่งโจทก์ทั้งสองอาจใช้สิทธิบอกเลิกสัญญาได้ เมื่อโจทก์ทั้งสองขอรับเงินที่ชำระไปแล้วคืนจากจำเลย แต่จำเลยอ้างว่าไม่อาจคืนเงินได้และเสนอขอชำระหนี้เป็นที่ดินเปล่าในโครงการเมืองทองธานี ต่อมาโจทก์ทั้งสองกับจำเลยตกลงทำสัญญาจะซื้อจะขายที่ดินเปล่าในโครงการเมืองทองธานี โดยให้นำเงินที่โจทก์ทั้งสองได้ชำระไว้แล้วตามสัญญาจะซื้อจะขายฉบับเดิมรวมทั้งเงินรางวัลส่วนลดถือเป็นเงินค่าจองมัดจำตามสัญญาจะซื้อจะขายฉบับใหม่ การทำสัญญาจะซื้อจะขายฉบับใหม่จึงเป็นการตกลงเปลี่ยนวัตถุแห่งหนี้ที่จำเลยพึงกระทำเพื่อปฏิบัติการชำระหนี้ให้แก่โจทก์ทั้งสองได้ในขณะนั้น หากจำเลยสามารถโอนที่ดินตามสัญญาจะซื้อจะขายที่ดินเปล่าให้แก่โจทก์ทั้งสองได้ ก็ไม่มีเหตุผลใดที่โจทก์ทั้งสองจะไม่ไปรับโอนที่ดินดังกล่าว ประกอบกับคดีนี้โจทก์ทั้งสองฟ้องจำเลยบังคับตามสัญญาจะซื้อจะขายฉบับเดิมโดยมิได้กล่าวถึงสัญญาจะซื้อจะขายฉบับใหม่ และมิได้นำสัญญาจะซื้อจะขายฉบับใหม่มาอ้างอิงต่อศาล เพราะโจทก์ทั้งสองได้คืนต้นฉบับสัญญาจะซื้อจะขายฉบับใหม่ให้แก่จำเลยไปแล้วเนื่องจากจำเลยขอคืนโดยจำเลยแจ้งว่าไม่สามารถโอนที่ดินตามสัญญาจะซื้อจะขายฉบับใหม่ให้แก่โจทก์ทั้งสองได้เพราะติดจำนองกับธนาคารตามที่โจทก์ทั้งสองกล่าวอ้างจริง พฤติการณ์ดังกล่าวแสดงให้เห็นว่าคู่สัญญาไม่ประสงค์จะบังคับตามสัญญาจะซื้อจะขายฉบับใหม่ต่อกันด้วยต่างล่วงรู้ในข้อเท็จจริงว่าทรัพย์ที่เป็นวัตถุแห่งหนี้ตามสัญญาจะซื้อจะขายฉบับใหม่ไม่สามารถโอนทางทะเบียนให้แก่โจทก์ทั้งสองได้ ประกอบกับข้อตกลงตามสัญญาจะซื้อจะขายฉบับใหม่ ไม่มีข้อความใดๆ ที่แสดงให้เห็นว่ามูลหนี้ตามสัญญาจะซื้อจะขายฉบับเดิมให้เป็นอันระงับสิ้นไป การทำสัญญาจะซื้อจะขายฉบับใหม่เช่นนี้จึงมิใช่การแปลงหนี้ใหม่อันจะทำให้หนี้ตามสัญญาจะซื้อจะขายฉบับเดิมเป็นอันระงับสิ้นไปตาม ป.พ.พ. มาตรา 349 วรรคหนึ่ง เมื่อโจทก์ทั้งสองได้บอกเลิกสัญญาจะซื้อจะขายฉบับเดิมแล้วตามหนังสือบอกเลิกสัญญา คู่สัญญาจำต้องให้อีกฝ่ายหนึ่งกลับคืนสู่ฐานะดังที่เป็นอยู่เดิมตาม ป.พ.พ. มาตรา 391 จำเลยจึงต้องคืนเงินพร้อมดอกเบี้ยและค่าเสียหายแก่โจทก์ทั้งสอง สำหรับเงินรางวัลส่วนลดซึ่งจำเลยยินยอมให้ถือเอาส่วนลดนี้เป็นเงินค่างวดที่โจทก์ทั้งสองได้ชำระแล้วเป็นสิทธิอันพึงมีของโจทก์ทั้งสองสืบเนื่องมาจากการทำสัญญาจะซื้อจะขายฉบับเดิม แม้โจทก์ทั้งสองได้แสดงเจตนาถือเอาประโยชน์ตามสิทธินั้นแล้ว และต่อมามีการถือเอาเงินส่วนลดเป็นส่วนหนึ่งของเงินมัดจำตามสัญญาจะซื้อจะขายฉบับใหม่ แต่เมื่อสัญญาจะซื้อจะขายฉบับใหม่ไม่อาจบังคับได้ โจทก์ทั้งสองย่อมได้สิทธิตามส่วนลดนี้ก็ต่อเมื่อมีการโอนกรรมสิทธิ์ทรัพย์ตามสัญญาจะซื้อจะขายฉบับเดิม เมื่อสัญญาจะซื้อจะขายฉบับเดิมถูกบอกเลิกแล้ว คู่สัญญาแต่ละฝ่ายต้องกลับคืนสู่ฐานะเดิม สิทธิในเงินรางวัลส่วนลดอันสืบเนื่องมาจากสัญญาจะซื้อจะขายฉบับเดิมจึงหมดไปและไม่อาจถือเป็นค่าเสียหายอันเกิดแต่พฤติการณ์พิเศษ

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ทั้งสองฟ้องขอให้บังคับจำเลยชำระเงินจำนวน 1,369,906 บาท แก่โจทก์พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 15 ต่อปี ของต้นเงิน 603,520 บาท นับถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จ

จำเลยให้การขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยชำระเงิน 703,520 บาท แก่โจทก์พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงิน 603,520 บาท นับแต่วันที่ 1 มกราคม 2539 เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จ กับให้จำเลยใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ โดยกำหนดค่าทนายความ 5,000 บาท

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษากลับให้ยกฟ้อง ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสองศาลให้เป็นพับ

โจทก์ทั้งสองฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงเบื้องต้นรับฟังว่า โจทก์ทั้งสองทำสัญญาจะซื้อจะขายที่ดินแปลงเลขที่ ดับบลิวบีโอ 299 และดับบลิวบีโอ 300 พร้อมอาคารในโครงการเมืองทองสุขสวัสดิ์กับจำเลย ในราคา 2,498,000 บาท โจทก์ทั้งสองได้ชำระเงินให้แก่จำเลยในวันจองซื้อ 20,000 บาท วันทำสัญญา 80,000 บาท กับตกลงผ่อนชำระเงินดาวน์ให้จำเลยอีก 25 งวด งวดละ 20,980 บาท โจทก์ทั้งสองได้ผ่อนชำระเงินดาวน์ให้แก่จำเลยแล้ว 24 งวด คิดเป็นเงิน 503,520 บาท รวมเป็นเงินที่โจทก์ทั้งสองได้ชำระให้แก่จำเลยแล้วเป็นเงิน 603,520 บาท จำเลยจัดให้มีการจับรางวัลของผู้ที่เข้าจองโครงการกับจำเลย โจทก์ทั้งสองจับรางวัลได้ส่วนลด 100,000 บาท ต่อมาโจทก์ทั้งสองทำคำร้องขอเปลี่ยนแปลงโครงการที่จะซื้อที่ดินพร้อมอาคารเป็นจะซื้อที่ดินเปล่าในโครงการเมืองทองธานี โครงการ 1 โซนบี จากจำเลย และโจทก์ทั้งสองและจำเลยทำสัญญาจะซื้อจะขายที่ดินเปล่าซึ่งเป็นที่ดินโฉนดเลขที่ 163821 ตำบลบางพูด (บางพัง) อำเภอปากเกร็ด (ตลาดขวัญ) จังหวัดนนทบุรี

มีปัญหาวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ทั้งสองประการแรกว่า หนี้ตามสัญญาจะซื้อจะขายที่ดินแปลงเลขที่ ดับบลิวบีโอ 299 และดับบลิวบีโอ 300 พร้อมอาคาร ระหว่างโจทก์ทั้งสองกับจำเลยเป็นอันระงับไปด้วยการแปลงหนี้ใหม่หรือไม่ เห็นว่า โจทก์ทั้งสองผ่อนชำระเงินค่างวดให้แก่จำเลย จำนวน 24 งวดแล้ว แต่จำเลยมิได้ก่อสร้างอาคารในโครงการตามสัญญาอันเป็นการผิดสัญญาต่อโจทก์ทั้งสอง ซึ่งโจทก์ทั้งสองอาจใช้สิทธิบอกเลิกสัญญาได้ โดยโจทก์ทั้งสองได้ติดต่อขอรับเงินที่ชำระไปแล้วคืนจากจำเลย แต่จำเลยอ้างว่าไม่อาจคืนเงินให้แก่โจทก์ทั้งสองได้ และเสนอขอชำระหนี้เป็นที่ดินเปล่าในโครงการเมืองทองธานี แจ้งวัฒนะ แทน โดยคู่สัญญาตกลงทำสัญญาจะซื้อจะขายที่ดินเปล่าอีกฉบับหนึ่งและนำเอาเงินที่โจทก์ทั้งสองได้ชำระไว้แล้วทั้งหมดรวม 603,520 บาท กับเงินรางวัลส่วนลดอีก 100,000 บาท รวมเป็นเงิน 703,520 บาท ถือเป็นเงินค่าจองมัดจำให้แก่จำเลย ซึ่งต่อมาหลังจากทำสัญญาจะซื้อจะขายฉบับดังกล่าวแล้ว จำเลยอ้างว่าได้โทรศัพท์แจ้งโจทก์ทั้งสองให้ไปจดทะเบียนโอนกรรมสิทธิ์ที่ดินแล้ว แต่โจทก์ทั้งสองไม่ไป ถือว่าผิดสัญญาต่อจำเลย จำเลยจึงริบเงินมัดจำ ส่วนโจทก์ทั้งสองนำสืบปฏิเสธตามข้ออ้างของจำเลย ดังนี้ข้อเท็จจริงตามคำกล่าวอ้างของทั้งสองฝ่ายไม่ปรากฏว่ามีการทำเป็นลายลักษณ์อักษร คงมีแต่เพียงคำกล่าวอ้างด้วยวาจาของทั้งสองฝ่ายยันกันปากต่อปาก เห็นว่า ขณะทำสัญญาจะซื้อจะขายที่ดินเปล่าตามสัญญาจะซื้อจะขายฉบับใหม่ โจทก์ทั้งสองได้ชำระเงินให้แก่จำเลยตามสัญญาจะซื้อจะขายฉบับเดิมแล้วเป็นเงิน 603,520 บาท แต่จำเลยยังมิได้ก่อสร้างอาคารตามโครงการอันแสดงว่าจำเลยจะปฏิบัติการชำระหนี้ตอบแทนต่อโจทก์ทั้งสองตามสัญญาฉบับเดิมแต่อย่างใด การทำสัญญาฉบับใหม่จึงเป็นการตกลงเปลี่ยนวัตถุแห่งหนี้ที่จำเลยจะพึงกระทำเพื่อปฏิบัติการชำระหนี้ให้แก่โจทก์ทั้งสองได้ในขณะนั้น ซึ่งหากจำเลยสามารถโอนที่ดินตามสัญญาจะซื้อจะขายที่ดินเปล่าให้แก่โจทก์ทั้งสองได้ ก็ไม่มีเหตุผลใดที่โจทก์ทั้งสองจะไม่ไปรับโอนที่ดินดังกล่าว ประกอบกับคดีนี้โจทก์ทั้งสองฟ้องจำเลยบังคับตามสัญญาจะซื้อจะขายฉบับเดิม โดยมิได้กล่าวถึงสัญญาจะซื้อจะขายฉบับใหม่ และมิได้นำสัญญาจะซื้อจะขายฉบับใหม่มาอ้างอิงต่อศาล น่าเชื่อว่าเป็นเพราะโจทก์ทั้งสองได้คืนต้นฉบับสัญญาจะซื้อจะขายฉบับใหม่ให้แก่จำเลยไปแล้วตามที่โจทก์ทั้งสองกล่าวอ้างจริง พฤติการณ์แสดงให้เห็นว่าคู่สัญญาไม่ประสงค์จะบังคับตามสัญญาจะซื้อจะขายฉบับใหม่ต่อกันแล้วด้วยต่างล่วงรู้ในข้อเท็จจริงว่าทรัพย์ที่เป็นวัตถุแห่งหนี้ตามสัญญาจะซื้อจะขายฉบับใหม่ไม่สามารถโอนทางทะเบียนให้แก่โจทก์ทั้งสองได้ ประกอบกับข้อตกลงตามสัญญาจะซื้อจะขายฉบับใหม่ ไม่มีข้อความใด ๆ ที่แสดงให้เห็นว่ามูลหนี้ตามสัญญาจะซื้อจะขายฉบับเดิมให้เป็นอันระงับสิ้นไป การทำสัญญาจะซื้อจะขายฉบับใหม่เช่นนี้ จึงมิใช่การแปลงหนี้ใหม่อันจะทำให้หนี้ตามสัญญาจะซื้อจะขายฉบับเดิมเป็นอันระงับสิ้นไปตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์มาตรา 349 วรรคหนึ่ง เมื่อโจทก์ทั้งสองได้บอกเลิกสัญญาจะซื้อจะขายฉบับเดิมแล้วตามหนังสือบอกเลิกสัญญา คู่สัญญาจำต้องให้อีกฝ่ายหนึ่งกลับคืนสู่ฐานะดังที่เป็นอยู่เดิมตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 391 จำเลยจึงต้องคืนเงินพร้อมดอกเบี้ยและค่าเสียหายให้แก่โจทก์ทั้งสอง ฎีกาของโจทก์ทั้งสองข้อนี้ฟังขึ้น

มีปัญหาวินิจฉัยประการต่อไปตามฎีกาของโจทก์ทั้งสองว่า โจทก์ทั้งสองเสียหายเพียงใด ปัญหานี้ แม้ศาลอุทธรณ์จะยังมิได้วินิจฉัยมา แต่เมื่อคู่ความได้นำสืบพยานจนเสร็จสิ้นแล้ว ศาลฎีกาเห็นสมควรวินิจฉัยไปเสียทีเดียวโดยไม่ย้อนสำนวนไปให้ศาลอุทธรณ์วินิจฉัย โจทก์ทั้งสองฟ้องขอให้จำเลยชำระค่าเสียหายซึ่งเป็นเงินรางวัลส่วนลดที่โจทก์ทั้งสองเข้าร่วมกติกาจับรางวัลกับจำเลย เป็นเงิน 100,000 บาท โดยโจทก์ทั้งสองฎีกาว่า เป็นความเสียหายที่ทำให้โจทก์ทั้งสองเสียสิทธิในการได้รับเงินรางวัลนี้เนื่องจากจำเลยเป็นฝ่ายผิดสัญญา ซึ่งจำเลยย่อมคาดเห็นได้ล่วงหน้าก่อนแล้ว โดยจำเลยนำสืบว่า เงินรางวัลส่วนลด 100,000 บาทนี้ โจทก์ทั้งสองได้ขอรับเงินรางวัล และได้ชำระภาษีหัก ณ ที่จ่ายไว้ 5,000 บาท จำเลยยินยอมให้ถือเอาส่วนลดนี้เป็นเงินค่างวดที่โจทก์ทั้งสองได้ชำระแล้ว โดยระบุไว้ในสัญญาจะซื้อจะขายฉบับใหม่ในข้อ 2 ว่า โจทก์ทั้งสองชำระเงินค่าจองมัดจำให้ผู้จะขายเป็นเงิน 703,520 บาท เห็นว่า ส่วนลดนี้เป็นสิทธิอันพึงมีของโจทก์ทั้งสองสืบเนื่องจากการทำสัญญาจะซื้อจะขายฉบับเดิม แม้โจทก์ทั้งสองได้แสดงเจตนาถือเอาประโยชน์ตามสิทธินั้นแล้ว และต่อมามีการถือเอาเงินส่วนลดเป็นส่วนหนึ่งของเงินมัดจำตามสัญญาจะซื้อจะขายฉบับใหม่ก็ตาม แต่เมื่อสัญญาจะซื้อจะขายฉบับใหม่ไม่อาจบังคับได้ โจทก์ทั้งสองย่อมได้สิทธิตามส่วนลดนี้ก็ต่อเมื่อมีการโอนกรรมสิทธิ์ทรัพย์ตามสัญญาจะซื้อจะขายฉบับเดิม แต่เมื่อสัญญาจะซื้อจะขายฉบับเดิมถูกบอกเลิกไปแล้ว คู่สัญญาแต่ละฝ่ายต้องกลับคืนสู่ฐานะเดิมตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 391 วรรคแรก สิทธิในรางวัลส่วนลดของโจทก์ทั้งสองอันสืบเนื่องมาจากการทำสัญญาฉบับเดิมจึงหมดไป โจทก์ทั้งสองหาอาจบังคับได้ไม่และไม่อาจถือเป็นค่าเสียหายอันเกิดแต่พฤติการณ์พิเศษตามฎีกาของโจทก์ทั้งสอง แต่จำเลยต้องคืนเงินค่าหักภาษี 5,000 บาท แก่โจทก์ทั้งสอง ฎีกาของโจทก์ทั้งสองข้อนี้ฟังขึ้นบางส่วน

พิพากษากลับเป็นว่า ให้จำเลยชำระเงิน 608,520 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงินดังกล่าว นับแต่วันที่ 1 มกราคม 2539 เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ กับให้จำเลยใช้ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสามศาลแทนโจทก์ โดยกำหนดค่าทนายความรวม 15,000 บาท เฉพาะค่าขึ้นศาลให้ใช้แทนเท่าจำนวนทุนทรัพย์ที่โจทก์ทั้งสองชนะคดี คำขออื่นนอกจากนี้ให้ยก
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 349 ม. 391
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นางธันยธรณ์ บูรณศักดิ์ศรีหรือประเสริฐสุขดี กับพวก
จำเลย — บริษัทบางกอกแลนด์ จำกัด (มหาชน)
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลแพ่ง — นายวรชาติ เกลี้ยงแก้ว
ศาลอุทธรณ์ — นายยงยุทธ แสงรุ่งเรือง
ชื่อองค์คณะ
สรรทัศน์ เอี่ยมวรชัย
สมชาย สินเกษม
ปริญญา ดีผดุง
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 7296/2554
#599071
เปิดฉบับเต็ม

รายงานประจำวันรับแจ้งเป็นหลักฐานไม่มีข้อความใดที่แสดงว่าฝ่ายโจทก์ร่วมตกลงสละสิทธิในการดำเนินคดีอาญาแก่จำเลยตลอดไป แต่กลับมีเงื่อนไขที่จำเลยจะต้องปฏิบัติต่อโจทก์ร่วม โดยจำเลยจะต้องไม่นำเรื่องส่วนตัวของโจทก์ร่วมไปประจานต่อสาธารณะอีกต่อไป แสดงว่าโจทก์ร่วมจะไม่ดำเนินคดีแก่จำเลยก็ต่อเมื่อจำเลยไม่นำเรื่องส่วนตัวของโจทก์ร่วมไปพูดให้โจทก์ร่วมได้รับความเสียหาย เมื่อจำเลยได้ประกาศต่อที่ประชุมใหญ่บริเวณหมู่บ้านว่า โจทก์ร่วมไปขโมยปลา และประกาศเสียงตามสายในหมู่บ้านให้ชาวบ้านนำไข่เน่าไปปาหน้าบ้านโจทก์ร่วม โจทก์ร่วมจึงไปร้องทุกข์ให้ดำเนินคดีแก่จำเลย ย่อมเห็นได้ชัดว่า ถ้าจำเลยนำเรื่องส่วนตัวของโจทก์ร่วมไปประจานต่อสาธารณะ โจทก์ร่วมยังคงติดใจดำเนินคดีอาญาแก่จำเลย เมื่อจำเลยไม่ปฏิบัติตามที่ตกลงไว้กับโจทก์ร่วม กรณีจึงยังถือไม่ได้ว่าเป็นการยอมความกันตาม ป.วิ.อ. มาตรา 39 (2) ที่จะทำให้สิทธินำคดีอาญามาฟ้องระงับไป

ศาลอุทธรณ์ภาค 5 พิพากษายกฟ้องโดยเห็นว่าสิทธินำคดีอาญามาฟ้องระงับไปตาม ป.วิ.อ. มาตรา 39 (2) โดยยังมิได้วินิจฉัยอุทธรณ์ของจำเลย เพื่อให้การวินิจฉัยเป็นไปตามลำดับศาลเพราะผลแห่งการวินิจฉัยของศาลอุทธรณ์ภาค 5 อาจนำไปสู่การจำกัดสิทธิการฎีกาของคู่ความได้ ศาลฎีกาจึงเห็นสมควรย้อนสำนวนไปให้ศาลอุทธรณ์ภาค 5 พิจารณาพิพากษาใหม่ตาม ป.วิ.อ. มาตรา 208 (2) ประกอบมาตรา 225

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 278

จำเลยให้การปฏิเสธ

ระหว่างพิจารณานางสุณีย์ ผู้เสียหายยื่นคำร้องขอเข้าร่วมเป็นโจทก์ศาลชั้นต้นอนุญาต และโจทก์ร่วมยื่นคำร้องขอให้จำเลยชดใช้ค่าสินไหมทดแทนแก่โจทก์ร่วมเป็นเงิน 150,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ร่วม

จำเลยให้การในคดีส่วนแพ่งว่า จำเลยไม่ได้กระทำความผิด จึงไม่ต้องรับผิดต่อโจทก์ร่วม

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 278 จำคุก 1 ปี และให้จำเลยชดใช้ค่าสินไหมทดแทนแก่โจทก์ร่วมเป็นเงินจำนวน 10,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันฟ้อง(วันที่ 25 พฤศจิกายน 2551) เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ร่วม

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 5 พิพากษากลับ ให้ยกฟ้อง

โจทก์ร่วมฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาโจทก์ร่วมว่า สิทธินำคดีอาญามาฟ้องของโจทก์ระงับไปตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 39(2) หรือไม่ เห็นว่า รายงานประจำวันรับแจ้งเป็นหลักฐาน มีข้อความว่าโจทก์ร่วมและจำเลยพากันไปพบพนักงานสอบสวนเพื่อเจรจาตกลงกันกรณีเมื่อวันที่ 9กรกฎาคม 2551 เวลาประมาณ 9 นาฬิกา จำเลยเข้าไปจับกุมโจทก์ร่วมที่เข้าไปหาปลาในเขตหวงห้ามแล้วจำเลยพยายามกระทำอนาจารโจทก์ร่วมและพากันมาทำความตกลงกันแล้ว โดยทั้งสองฝ่ายเกิดความเข้าใจผิดกันเองและไม่ติดใจเอาความกันอย่างใด โจทก์ร่วมรับว่าจะไม่เข้าไปหาปลาในเขตหวงห้าม และจำเลยรับว่าจะไม่นำเรื่องส่วนตัวของโจทก์ร่วมไปประจานต่อสาธารณะอีกต่อไป หากไม่มีความผิดต่อระเบียบของหมู่บ้าน ทั้งสองฝ่ายรับว่าจะไม่ไปยุ่งเกี่ยวเรื่องส่วนตัวของแต่ละฝ่าย หากผู้ใดไปก่อเหตุสร้างความเดือดร้อนให้อีกฝ่ายหนึ่งยินดีที่จะให้อีกฝ่ายหนึ่งดำเนินการตามกฎหมายต่อไป ดังนี้ ตามรายงานประจำวันรับแจ้งเป็นหลักฐานดังกล่าวไม่มีข้อความใดที่แสดงว่าฝ่ายโจทก์ร่วมตกลงสละสิทธิในการดำเนินคดีอาญาแก่จำเลยตลอดไป แต่กลับมีเงื่อนไขที่จำเลยจะต้องปฏิบัติต่อโจทก์ร่วมโดยจำเลยจะต้องไม่นำเรื่องส่วนตัวของโจทก์ร่วมไปประจานต่อสาธารณะอีกต่อไป แสดงว่าโจทก์ร่วมจะไม่ดำเนินคดีแก่จำเลยก็ต่อเมื่อจำเลยไม่นำเรื่องส่วนตัวของโจทก์ร่วมไปพูดให้โจทก์ร่วมได้รับความเสียหาย เมื่อข้อเท็จจริงปรากฏจากคำเบิกความของโจทก์ร่วมว่า เมื่อวันที่ 16 สิงหาคม 2551 เวลาประมาณ 8 นาฬิกา จำเลยได้ประกาศต่อที่ประชุมใหญ่บริเวณหมู่บ้านว่า โจทก์ร่วมไปขโมยปลา และประกาศเสียงตามสายในหมู่บ้านให้ชาวบ้านในหมู่บ้านนำไข่เน่าไปปาหน้าบ้านโจทก่ร่วม โจทก์ร่วมจึงไปร้องทุกข์ให้ดำเนินคดีแก่จำเลย ย่อมเห็นได้ชัดว่า ถ้าจำเลยนำเรื่องส่วนตัวของโจทก์ร่วมไปประจานต่อสาธารณะ โจทก์ร่วมยังคงติดใจดำเนินคดีอาญาแก่จำเลย เมื่อจำเลยไม่ปฏิบัติตามที่ตกลงไว้กับโจทก์ร่วม กรณีจึงยังถือไม่ได้ว่าเป็นการยอมความกันตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 39 (2) ที่จะทำให้สิทธินำคดีอาญามาฟ้องระงับไป ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 5 วินิจฉัยว่า สิทธินำคดีอาญามาฟ้องของโจทก์ระงับไปนั้น ศาลฎีกาไม่เห็นพ้องด้วย ฎีกาโจทก์ร่วมฟังขึ้น แต่เนื่องจากคดีนี้จำเลยอุทธรณ์ว่า ไม่ได้กระทำความผิดตามฟ้อง ไม่ต้องรับผิดชดใช้ค่าสินไหมทดแทนแก่โจทก์ร่วมและขอให้รอการลงโทษจำคุก แต่ศาลอุทธรณ์ภาค 5 พิพากษายกฟ้องโดยเห็นว่าสิทธินำคดีอาญามาฟ้องของโจทก์ระงับไปตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 39 (2) โดยยังมิได้วินิจฉัยอุทธรณ์ของจำเลยดังกล่าว เพื่อให้การวินิจฉัยเป็นไปตามลำดับศาลเพราะผลแห่งการวินิจฉัยของศาลอุทธรณ์ภาค 5 อาจนำไปสู่การจำกัดสิทธิการฎีกาของคู่ความได้ ศาลฎีกาจึงเห็นสมควรย้อนสำนวนไปให้ศาลอุทธรณ์ภาค 5 พิจารณาพิพากษาใหม่ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 208 (2) ประกอบด้วยมาตรา 225

พิพากษายกคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 5 ให้ย้อนสำนวนไปให้ศาลอุทธรณ์ภาค 5 พิจารณาพิพากษาใหม่ตามรูปคดี
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.อ. ม. 39 (2) ม. 208 (2) ม. 225
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการจังหวัดเชียงราย
โจทก์ร่วม — นางสุณีย์ เกื้อสง
จำเลย — นายอิ่นคำ เทพธรรม
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดเชียงราย — นายกิติภูมิ บุญมี
ศาลอุทธรณ์ภาค 5 — นายสมนึก พานิช
ชื่อองค์คณะ
ชีพ จุลมนต์
วีระวัฒน์ ปวราจารย์
ศิริชัย สวัสดิ์มงคล
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 7295/2554
#520040
เปิดฉบับเต็ม

จำเลยปลอมใบถอนเงินของธนาคารโจทก์ร่วมโดยเขียนข้อความและลงลายมือชื่อปลอมของผู้มีอำนาจลงลายมือชื่อเบิกถอนเงินมอบฉันทะให้จำเลยเป็นผู้เบิกถอนเงิน รับเงิน และรับสมุดบัญชีเงินฝาก แล้วจำเลยใช้และอ้างใบถอนเงินปลอมแก่พนักงานโจทก์ร่วม จนพนักงานโจทก์ร่วมหลงเชื่อว่าเป็นเอกสารสิทธิที่แท้จริง เป็นเหตุให้โจทก์ร่วมต้องจ่ายเงินตามใบถอนเงินปลอมให้แก่จำเลย โจทก์ร่วมจึงเป็นบุคคลที่ได้รับความเสียหายเนื่องจากการกระทำความผิดฐานปลอมเอกสารสิทธิและใช้เอกสารสิทธิปลอมตาม ป.วิ.อ. มาตรา 2 (4) และมีสิทธิยื่นคำร้องขอเข้าร่วมเป็นโจทก์ในความผิดฐานดังกล่าวได้ตาม ป.วิ.อ. มาตรา 30 และย่อมมีสิทธิยื่นคำร้องขอให้บังคับจำเลยชดใช้ค่าสินไหมทดแทนแก่โจทก์ร่วมได้ตาม ป.วิ.อ. มาตรา 44/1 วรรคหนึ่ง

พฤติการณ์ของจำเลยที่ลักและเอาไปเสียซึ่งสมุดบัญชีเงินฝากของผู้เสียหายแล้วปลอมใบถอนเงินของธนาคารโจทก์ร่วมเอาไปแสดงต่อพนักงานของโจทก์ร่วมเพื่อขอเบิกถอนเงิน เป็นการกระทำที่มีเจตนามุ่งหมายเพื่อให้ได้เงินจากธนาคารโจทก์ร่วมเป็นหลัก จึงเป็นการกระทำกรรมเดียวผิดต่อกฎหมายหลายบท

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 32, 33, 91, 188, 264, 265, 268, 334 ริบของกลาง และให้จำเลยคืนสมุดฝากเงินที่ยังไม่ได้คืนแก่ผู้เสียหาย

จำเลยให้การปฏิเสธ แต่ก่อนสืบพยานโจทก์ จำเลยขอถอนคำให้การเดิมและให้การใหม่เป็นรับสารภาพ

ระหว่างพิจารณา ธนาคารกรุงไทย จำกัด (มหาชน) ผู้เสียหายยื่นคำร้องขอเข้าร่วมเป็นโจทก์ ศาลชั้นต้นอนุญาตให้เข้าร่วมเป็นโจทก์เฉพาะข้อหาปลอมและใช้เอกสารสิทธิปลอมตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 265, 268 และโจทก์ร่วมขอให้บังคับจำเลยชดใช้ค่าสินไหมทดแทนเพราะเหตุได้รับความเสียหายในทางทรัพย์สินอันเนื่องมาจากการกระทำความผิดของจำเลย 273,264.50 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันที่ 12 กรกฎาคม 2550 เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จ

จำเลยไม่ยื่นคำให้การในคดีส่วนแพ่ง แต่รับว่าโจทก์ร่วมได้รับความเสียหายตามคำร้องจริง

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 188, 265, 268 วรรคแรก วรรคสอง, 334 ประกอบมาตรา 264 (ที่ถูก มาตรา 188, 265, 268 วรรคแรก ประกอบมาตรา 265, 334) เป็นความผิดหลายกรรมต่างกัน ให้ลงโทษทุกกรรมเป็นกระทงความผิดไปตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 ฐานเอาไปเสียซึ่งเอกสารของผู้อื่นและฐานลักทรัพย์เป็นกรรมเดียวเป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบท ลงโทษฐานเอาไปเสียซึ่งเอกสารของผู้อื่น ซึ่งเป็นกฎหมายบทที่มีโทษหนักที่สุดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 จำคุก 1 ปี ฐานปลอมและใช้เอกสารปลอมให้ลงโทษฐานปลอมเอกสารสถานเดียว (ที่ถูก จำเลยเป็นผู้ปลอมและใช้เอกสารสิทธิปลอมจึงให้ลงโทษฐานใช้เอกสารสิทธิปลอมแต่กระทงเดียว) ตามมาตรา 268 วรรคสอง จำคุก กระทงละ 1 ปี รวม 10 กระทง เป็นจำคุกทั้งสิ้น 11 ปี จำเลยให้การรับสารภาพ เป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้กึ่งหนึ่งตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คงจำคุก 5 ปี 6 เดือน ริบเอกสารปลอมของกลาง กับให้จำเลยคืนสมุดเงินฝากที่ยังไม่ได้คืนแก่ผู้เสียหาย

โจทก์ร่วมอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 4 พิพากษาแก้เป็นว่า ให้ลงโทษจำเลยฐานใช้เอกสารสิทธิปลอม 9 กระทง จำคุกกระทงละ 1 ปี รวมกับโทษในความผิดฐานเอาไปเสียซึ่งเอกสารของผู้อื่นอีก 1 ปี เป็นจำคุก 10 ปี ลดโทษให้กึ่งหนึ่งตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คงจำคุก 5 ปี นอกจากที่แก้คงให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น ยกคำร้องขอเข้าร่วมเป็นโจทก์และคำร้องขอให้บังคับจำเลยชดใช้ค่าสินไหมทดแทน กับยกอุทธรณ์ของธนาคารกรุงไทย จำกัด (มหาชน)

โจทก์ร่วมฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ร่วมประการแรกว่า โจทก์ร่วมเป็นผู้เสียหายและมีสิทธิยื่นคำร้องขอเข้าร่วมเป็นโจทก์หรือไม่ เห็นว่า คดีนี้โจทก์ฟ้องว่าจำเลยปลอมใบถอนเงินของธนาคารกรุงไทย จำกัด (มหาชน) อันเป็นเอกสารสิทธิขึ้นทั้งฉบับโดยนำแบบฟอร์มใบถอนเงินของธนาคารกรุงไทย จำกัด (มหาชน) มาเขียนข้อความและลงลายมือชื่อปลอมของนายสถิตย์ และนายวิโรจน์ เบิกถอนเงินเพื่อให้พนักงานธนาคารกรุงไทย จำกัด (มหาชน) สาขาเลย หลงเชื่อว่าเป็นเอกสารสิทธิที่แท้จริงที่ผู้มีอำนาจลงลายมือชื่อเบิกถอนเงินจากบัญชีเงินฝากของผู้เสียหายและมอบฉันทะให้จำเลยเป็นผู้เบิกถอนเงิน รับเงิน และรับสมุดบัญชีเงินฝากของผู้เสียหายจากธนาคาร โดยประการที่น่าจะเกิดความเสียหายแก่ธนาคารกรุงไทย จำกัด (มหาชน) สาขาเลย และจำเลยใช้และอ้างเอกสารใบถอนเงินที่จำเลยปลอมขึ้น พร้อมสมุดเงินฝากธนาคารกรุงไทย จำกัด (มหาชน) สาขาเลย ของผู้เสียหาย และบัตรประจำตัวประชาชนของจำเลยต่อพนักงานธนาคารกรุงไทย จำกัด (มหาชน) สาขาเลย เพื่อให้พนักงานธนาคารกรุงไทย จำกัด (มหาชน) สาขาเลย หลงเชื่อว่าเป็นเอกสารที่แท้จริงที่นายสถิตย์และนายวิโรจน์ ทำขึ้นเพื่อขอเบิกถอนเงินจากบัญชีเงินฝากของศูนย์การกีฬาแห่งประเทศไทยจังหวัดเลย โดยประการที่น่าจะเกิดความเสียหายแก่ธนาคารกรุงไทย จำกัด (มหาชน) ดังนี้ การกระทำของจำเลยในการปลอมใบถอนเงินของโจทก์ร่วมย่อมก่อให้เกิดความเสียหายแก่โจทก์ร่วมแล้ว และผลการใช้ใบถอนเงินปลอมของจำเลยเป็นเหตุให้โจทก์ร่วมต้องจ่ายเงินตามใบถอนเงินปลอมให้แก่จำเลย โจทก์ร่วมจึงเป็นบุคคลที่ได้รับความเสียหายเนื่องจากการกระทำความผิดฐานปลอมเอกสารสิทธิและใช้เอกสารสิทธิปลอม ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 2 (4) และมีสิทธิยื่นคำร้องขอเข้าร่วมเป็นโจทก์ในความผิดฐานดังกล่าวได้ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 30 ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 4 ยกคำร้องขอเข้าร่วมเป็นโจทก์ของโจทก์ร่วมนั้น ศาลฎีกาไม่เห็นพ้องด้วย ฎีกาของโจทก์ร่วมฟังขึ้น

มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ร่วมประการต่อไปว่า โจทก์ร่วมมีสิทธิเรียกร้องค่าสินไหมทดแทนจากจำเลยได้หรือไม่ เพียงใด เห็นว่า เมื่อโจทก์ร่วมเป็นผู้เสียหายและได้รับความเสียหายในทางทรัพย์สินอันเนื่องมาจากการกระทำความผิดของจำเลยฐานปลอมเอกสารสิทธิและใช้เอกสารสิทธิปลอม โจทก์ร่วมย่อมมีสิทธิยื่นคำร้องขอให้บังคับจำเลยชดใช้ค่าสินไหมทดแทนแก่โจทก์ร่วมได้ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 44/1 วรรคหนึ่ง คดีนี้โจทก์ร่วมยื่นคำร้องขอให้บังคับจำเลยชดใช้ค่าสินไหมทดแทนแก่โจทก์ร่วม แต่ศาลชั้นต้นมิได้พิจารณาพิพากษาว่าจำเลยต้องชดใช้ค่าสินไหมทดแทนให้แก่โจทก์ร่วมเพียงใด เป็นการไม่ปฏิบัติให้ถูกต้องตามกระบวนพิจารณาอันเป็นกระบวนพิจารณาที่ไม่ชอบ แต่เพื่อไม่ให้คดีล่าช้า ศาลฎีกาเห็นสมควรวินิจฉัยโดยไม่ต้องย้อนสำนวนไปให้ศาลชั้นต้นพิจารณาพิพากษาก่อน เห็นว่า จำเลยแถลงรับข้อเท็จจริงว่าโจทก์ร่วมได้รับความเสียหายตามคำร้อง ตามรายงานกระบวนพิจารณาฉบับลงวันที่ 11 กุมภาพันธ์ 2551 จึงเห็นควรให้จำเลยชดใช้ค่าสินไหมทดแทนให้แก่โจทก์ร่วมตามคำขอ ฎีกาของโจทก์ร่วมข้อนี้ฟังขึ้นเช่นกัน

อนึ่ง การที่ศาลล่างทั้งสองวินิจฉัยว่า การกระทำของจำเลยในความผิดฐานลักทรัพย์และเอาไปเสียซึ่งเอกสารกับความผิดฐานปลอมและใช้เอกสารสิทธิปลอมกระทงแรกเป็นความผิดสองกรรม โดยลงโทษฐานเอาไปเสียซึ่งเอกสารและลักทรัพย์กระทงหนึ่งกับลงโทษฐานปลอมและใช้เอกสารสิทธิปลอมอีกกระทงหนึ่งนั้น เห็นว่า ยังไม่ถูกต้องเพราะตามพฤติการณ์แห่งการกระทำของจำเลยในการลักสมุดบัญชีเงินฝากของผู้เสียหายและเอาไปเสียซึ่งสมุดบัญชีเงินฝากดังกล่าวแล้วปลอมลายมือชื่อของนายสถิตย์ และนายวิโรจน์ ในใบถอนเงินของโจทก์ร่วม จากนั้นนำใบถอนเงินพร้อมสมุดบัญชีเงินฝากไปแสดงต่อพนักงานของธนาคารโจทก์ร่วมเพื่อขอเบิกถอนเงิน เป็นการกระทำที่มีเจตนามุ่งหมายเพื่อจะให้ได้เงินจากธนาคารโจทก์ร่วมเป็นหลัก ซึ่งแม้การกระทำนั้นๆ จะเป็นความผิด แต่ก็เป็นการกระทำกรรมเดียวผิดต่อกฎหมายหลายบท หาได้เป็นความผิดสองกรรมต่างกันดังที่ศาลล่างทั้งสองวินิจฉัยไม่ ปัญหานี้เป็นปัญหาข้อกฎหมายที่เกี่ยวกับความสงบเรียบร้อย แม้ไม่มีคู่ความฝ่ายใดฎีกาขึ้นมา ศาลฎีกาก็ยกขึ้นวินิจฉัยได้ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 225 ประกอบด้วยมาตรา 195 วรรคสอง ศาลฎีกาจึงเห็นสมควรแก้ไขให้ถูกต้อง และที่โจทก์ร่วมเสียค่าขึ้นศาลชั้นฎีกามานั้น เห็นว่า ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 253 วรรคหนึ่ง บัญญัติให้ คำขอของผู้เสียหายขอให้บังคับจำเลยชดใช้ค่าสินไหมทดแทนมิให้เรียกค่าธรรมเนียม จึงเห็นควรคืนค่าขึ้นศาลชั้นฎีกาให้แก่โจทก์ร่วม

พิพากษาแก้เป็นว่า การกระทำของจำเลยในความผิดฐานเอาไปเสียซึ่งเอกสารและลักทรัพย์ กับความผิดฐานปลอมและใช้เอกสารสิทธิปลอมกระทงแรก เป็นการกระทำกรรมเดียวผิดกฎหมายหลายบท ให้ลงโทษในความผิดฐานใช้เอกสารสิทธิปลอมซึ่งเป็นกฎหมายบทที่มีโทษหนักที่สุดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 จำคุก 1 ปี ลดโทษให้กึ่งหนึ่งตามมาตรา 78 คงจำคุก 6 เดือน เมื่อรวมกับโทษฐานใช้เอกสารสิทธิปลอม 8 กระทงแล้ว เป็นจำคุก 4 ปี 6 เดือน ให้จำเลยใช้ค่าสินไหมทดแทนจำนวน 273,264.50 บาท พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของเงินจำนวนดังกล่าวนับแต่วันที่ 12 กรกฎาคม 2550 เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ร่วม คืนค่าขึ้นศาลชั้นฎีกาให้โจทก์ร่วม นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 4
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.อ. ม. 90 ม. 91 ม. 188 ม. 265 ม. 268 ม. 334
ป.วิ.อ. ม. 2 (4) ม. 30 ม. 44/1
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการจังหวัดเลย
โจทก์ร่วม — ธนาคารกรุงไทย จำกัด (มหาชน)
จำเลย — นางสาวมุทิตาหรือนิสากร สังข์ทอง
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดเลย — นายอดุล สังข์ทอง
ศาลอุทธรณ์ภาค 4 — นายสุพจน์ กิตติรักษนนท์
ชื่อองค์คณะ
โสฬส สุวรรณเนตร์
วีระวัฒน์ ปวราจารย์
ชีพ จุลมนต์
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 7294/2554
#518419
เปิดฉบับเต็ม

โจทก์ฟ้องว่าจำเลยกับพวกให้ที่พักอาศัยและซ่อนเร้นคนต่างด้าวรวม 43 คน เพื่อให้พ้นจากการจับกุม และรับคนต่างด้าวดังกล่าวเข้าทำงานโดยฝ่าฝืนต่อกฎหมาย ในวันนัดสืบพยานโจทก์ จำเลยยื่นคำให้การว่ากระทำความผิดเกี่ยวกับคนต่างด้าวเพียง 6 คน ศาลชั้นต้นสอบจำเลยแล้วยืนยันให้การตามนี้ แต่ในวันเวลาเดียวกัน ศาลชั้นต้นออกนั่งพิจารณาและบันทึกในรายงานกระบวนพิจารณาว่า จำเลยขอถอนคำให้การเดิมปฏิเสธเป็นให้การรับสารภาพตามฟ้องโจทก์ทุกประการ ย่อมทำให้โจทก์ซึ่งอยู่ด้วยในขณะที่ศาลชั้นต้นพิจารณาเข้าใจได้ว่าศาลชั้นต้นสอบคำให้การจำเลยอีกครั้งหลังจากจำเลยยื่นคำให้การและจำเลยให้การรับสารภาพตามฟ้องโจทก์ทุกประการ การที่โจทก์แถลงไม่ติดใจสืบพยานจึงมิใช่เป็นกรณีที่โจทก์ทราบแล้วว่าจำเลยให้การปฏิเสธฟ้องโจทก์บางส่วน แต่โจทก์ไม่สืบพยานดังที่จำเลยฎีกา แม้ต่อมาจำเลยจะยื่นคำแถลงประกอบคำรับสารภาพก่อนศาลชั้นต้นมีคำพิพากษา ระบุว่าจำเลยรับว่ามีคนงานเพียง 6 คน แต่ศาลชั้นต้นไม่ได้มีคำสั่งให้ส่งสำเนาแก่โจทก์ จึงไม่ถือว่าโจทก์ทราบว่าจำเลยให้การปฏิเสธตามคำแถลงประกอบคำรับสารภาพของจำเลยดังกล่าว กรณีจึงเป็นเรื่องที่ศาลชั้นต้นพิจารณาพิพากษาคดีไปโดยเห็นว่าจำเลยให้การรับสารภาพตามฟ้องโดยผิดหลง จึงมิได้เปิดโอกาสให้โจทก์สืบพยาน ที่ศาลชั้นต้นพิพากษาคดีเฉพาะที่เกี่ยวกับคนต่างด้าวเพียง 6 คน จึงเป็นการที่ศาลชั้นต้นมิได้ปฏิบัติตามบทบัญญัติแห่งกฎหมายวิธีพิจารณาความว่าด้วยคำพิพากษาและคำสั่งตาม ป.วิ.พ. มาตรา 243 (1) ประกอบ ป.วิ.อ. มาตรา 15 ชอบที่ศาลอุทธรณ์จะพิพากษายกคำพิพากษาศาลชั้นต้นและให้ศาลชั้นต้นดำเนินกระบวนพิจารณาตั้งแต่ชั้นสอบคำให้การจำเลยเป็นต้นไป แล้วพิจารณาพิพากษาใหม่ตามรูปคดี

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามพระราชบัญญัติคนเข้าเมือง พ.ศ.2522 มาตรา 4, 11, 12, 64 พระราชบัญญัติการทำงานของคนต่างด้าว พ.ศ.2521 มาตรา 5, 7, 8, 22, 39 ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83, 91

จำเลยให้การรับสารภาพตามฟ้องโจทก์ทุกประการ โจทก์และจำเลยไม่ติดใจสืบพยาน

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามพระราชบัญญัติคนเข้าเมือง พ.ศ.2522 มาตรา 64 วรรคหนึ่ง พระราชบัญญัติการทำงานของคนต่างด้าว พ.ศ.2511 มาตรา 39 ประกอบประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83 การกระทำของจำเลยเป็นความผิดหลายกรรมต่างกัน ให้ลงโทษทุกกรรมเป็นกระทงความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 ฐานร่วมกันให้ที่พักซ่อนเร้นคนต่างด้าว จำคุก 1 ปี ฐานร่วมกันรับบุคคลต่างด้าวไม่มีใบอนุญาตเข้าทำงาน จำคุก 6 เดือน รวมจำคุก 1 ปี 6 เดือน จำเลยให้การรับสารภาพ เป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 ลดโทษให้กึ่งหนึ่ง คงจำคุก 9 เดือน

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ยกคำพิพากษาศาลชั้นต้น ให้ศาลชั้นต้นดำเนินกระบวนพิจารณาใหม่ตั้งแต่ชั้นสอบคำให้การจำเลยเป็นต้นไป แล้วพิจารณาพิพากษาใหม่ตามรูปคดี

จำเลยฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ที่จำเลยฎีกาว่า ในวันสืบพยานโจทก์ โจทก์ทราบว่าจำเลยให้การว่ากระทำความผิดเกี่ยวกับบุคคลต่างด้าวเพียง 6 คน และคำแถลงประกอบคำรับสารภาพของจำเลยเป็นการขยายความคำรับสารภาพของจำเลยว่า จำเลยกระทำความผิดช่วยเหลือคนต่างด้าวและรับคนต่างด้าวเข้าทำงานเพียง 6 คน ซึ่งจำเลยทำสำเนาให้โจทก์แล้วถือว่าจำเลยให้การปฏิเสธ โจทก์จึงมีหน้าที่ต้องสืบพยานให้ได้ความตามฟ้อง เมื่อโจทก์ไม่สืบพยาน ศาลชั้นต้นต้องพิพากษายกฟ้อง ที่ศาลอุทธรณ์ย้อนสำนวนไปให้ศาลชั้นต้นดำเนินกระบวนพิจารณาใหม่ตั้งแต่ชั้นสอบคำให้การจำเลยจึงไม่ชอบ เห็นว่า จำเลยยื่นคำให้การ ซึ่งเป็นวันนัดสืบพยานโจทก์ว่า จำเลยขอกลับคำให้การเป็นขอรับสารภาพว่ามีบุคคลต่างด้าวเพียง 6 คน แม้ศาลชั้นต้นมีคำสั่งว่าสอบจำเลยแล้วยืนยันให้การตามนี้ สำเนาให้โจทก์ อันฟังได้ว่าโจทก์ได้รับสำเนาคำให้การแล้วตามที่จำเลยฎีกาก็ตาม แต่ในวันเวลาเดียวกันศาลชั้นต้นออกนั่งพิจารณาคดีตามรายงานกระบวนพิจารณาและบันทึกในรายงานกระบวนพิจารณาว่า อ่านและอธิบายฟ้องให้จำเลยฟัง จำเลยขอถอนคำให้การเดิมปฏิเสธเป็นให้การรับสารภาพตามฟ้องโจทก์ทุกประการ ปรากฏตามคำให้การจำเลยฉบับลงวันที่วันนี้ ย่อมทำให้โจทก์ซึ่งอยู่ด้วยในขณะที่ศาลชั้นต้นพิจารณาเข้าใจได้ว่าศาลชั้นต้นสอบคำให้การจำเลยอีกครั้งหลังจากจำเลยยื่นคำให้การ และจำเลยให้การรับสารภาพตามฟ้องโจทก์ทุกประการ การที่โจทก์แถลงไม่ติดใจสืบพยานจึงมิใช่เป็นกรณีที่โจทก์ทราบแล้วว่าจำเลยให้การปฏิเสธฟ้องโจทก์บางส่วน แต่โจทก์ไม่สืบพยานดังที่จำเลยฎีกา แม้ต่อมาจำเลยจะยื่นคำแถลงประกอบคำรับสารภาพก่อนศาลชั้นต้นมีคำพิพากษา ระบุว่าจำเลยรับว่ามีคนงานเพียง 6 คน เท่านั้นที่ไม่มีใบอนุญาตให้ทำงาน แต่ศาลชั้นต้นมีคำสั่งว่ารวม โดยไม่ได้มีคำสั่งให้ส่งสำเนาแก่โจทก์ จึงถือว่าโจทก์ทราบว่าจำเลยให้การปฏิเสธตามคำแถลงประกอบคำรับสารภาพของจำเลยไม่ได้ กรณีจึงเป็นเรื่องที่ศาลชั้นต้นพิจารณาพิพากษาคดีไปโดยเห็นว่าจำเลยให้การรับสารภาพตามฟ้องโดยผิดหลง จึงมิได้เปิดโอกาสให้โจทก์สืบพยาน ที่ศาลชั้นต้นพิพากษาคดีในส่วนที่เกี่ยวกับจำเลยไป จึงเป็นการที่ศาลชั้นต้นมิได้ปฏิบัติตามบทบัญญัติแห่งกฎหมายวิธีพิจารณาความว่าด้วยคำพิพากษาและคำสั่งตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 243 (1) ประกอบด้วยประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 15 ชอบที่ศาลอุทธรณ์จะพิพากษายกคำพิพากษาศาลชั้นต้นและให้ศาลชั้นต้นดำเนินกระบวนพิจารณาตั้งแต่ชั้นสอบคำให้การจำเลยเป็นต้นไป แล้วพิจารณาพิพากษาใหม่ตามรูปคดี คำพิพากษาศาลอุทธรณ์จึงชอบแล้ว กรณีไม่จำต้องวินิจฉัยฎีกาข้ออื่นของจำเลยอีก

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.อ. ม. 15 ม. 176
ป.วิ.พ. ม. 243 (1)
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการ สำนักงานอัยการสูงสุด
จำเลย — นายรัฐศักดิ์ กุลศักดิ์
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดมีนบุรี — นายปรัชญา กำเนิดฤทธิ์
ศาลอุทธรณ์ — นายอธิคม อินทุภูติ
ชื่อองค์คณะ
โสฬส สุวรรณเนตร
ชีพ จุลมนต์
ศิริชัย สวัสดิ์มงคล
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 7290/2554
#520491
เปิดฉบับเต็ม

ความผิดฐานฟอกเงินตาม พ.ร.บ.ป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน พ.ศ.2542 มาตรา 5 ซึ่งต้องระวางโทษตามมาตรา 60 โจทก์จะต้องนำสืบให้ได้ความว่า เงินของกลางเป็นเงินที่ได้มาจากการกระทำความผิดมูลฐานหรือจากการสนับสนุนหรือช่วยเหลือการกระทำที่เป็นความผิดมูลฐานอันเป็นทรัพย์สินที่เกี่ยวกับการกระทำความผิด ความผิดมูลฐานที่โจทก์ฟ้องเป็นความผิดเกี่ยวกับการลักลอบหนีศุลกากรตามกฎหมายว่าด้วยศุลกากร ข้อเท็จจริงที่โจทก์นำสืบไม่ปรากฏว่าจำเลยได้นำของอะไรเข้ามาหรือออกไปนอกราชอาณาจักรโดยหลีกเลี่ยงศุลกากร จนเป็นเหตุให้มีเงินของกลางดังกล่าว การที่จำเลยจะนำเงินของกลางเพื่อออกนอกราชอาณาจักร จำเลยจะมีความผิดตามกฎหมายว่าด้วยศุลกากรหรือไม่นั้นเป็นอีกเรื่องหนึ่ง เงินของกลางอาจเป็นเพียงของที่ใช้ในการกระทำความผิดฝ่าฝืนต่อกฎหมายว่าด้วยศุลกากรเท่านั้น ไม่อยู่ในนิยามคำว่า "ทรัพย์สินที่เกี่ยวกับการกระทำความผิด" ตามความในมาตรา 3 แห่ง พ.ร.บ.ป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน พ.ศ.2542

การซื้อขายแลกเปลี่ยนเงินตราโดยไม่ได้รับอนุญาตเป็นเหตุให้ได้เงินของกลางมานั้น เป็นความผิดต่อกฎหมายควบคุมการแลกเปลี่ยนเงินโดยเฉพาะ ไม่อยู่ในนิยาม "ความผิดมูลฐาน" ตาม พ.ร.บ.ป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน พ.ศ.2542 มาตรา 3

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องและแก้ไขฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามพระราชบัญญัติป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน พ.ศ.2542 มาตรา 3, 5, 6, 60 และนับโทษจำเลยต่อจากโทษของจำเลยในคดีอาญาหมายเลขดำที่ 2098/2546 ของศาลชั้นต้น

จำเลยให้การปฏิเสธ แต่รับว่าเป็นบุคคลคนเดียวกับจำเลยในคดีที่โจทก์ขอให้นับโทษต่อ

ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง

โจทก์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน

โจทก์ฎีกา โดยอัยการสูงสุดรับรองให้ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า พิเคราะห์แล้ว ข้อเท็จจริงในชั้นนี้รับฟังเป็นยุติว่า เมื่อวันที่ 18 ตุลาคม 2544 เจ้าพนักงานตรวจยึดเงินจากจำเลยเป็นเงินตราต่างประเทศจำนวน 12 สกุล คิดเป็นเงินไทย 25,602,000 บาท ขณะที่จำเลยบรรจุไว้ในกระเป๋าเดินทางแบบล้อลากเพื่อจะเดินทางโดยสายการบินคาเธย์แปซิฟิก เที่ยวบินที่ ซีเอ็กซ์ 700 จากท่าอากาศยานกรุงเทพไปยังเมืองฮ่องกง คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ว่า จำเลยกระทำความผิดฐานฟอกเงินหรือไม่ เห็นว่า การที่จำเลยจะมีความผิดฐานฟอกเงินตามพระราชบัญญัติป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน พ.ศ.2542 มาตรา 5 ซึ่งต้องระวางโทษตามมาตรา 60 นั้น โจทก์จะต้องนำสืบให้ได้ความประการแรกว่า เงินของกลางเป็นเงินที่ได้มาจากการกระทำความผิดมูลฐานหรือจากการสนับสนุนหรือช่วยเหลือการกระทำซึ่งเป็นความผิดมูลฐานอันเป็นทรัพย์สินที่เกี่ยวกับการกระทำความผิด ในกรณีที่โจทก์ฟ้องนี้ คือ ความผิดเกี่ยวกับการลักลอบหนีศุลกากรตามกฎหมายว่าด้วยศุลกากร ตามมาตรา 3 (7) แต่โจทก์ก็นำสืบได้ความแต่เพียงว่า ก่อนตรวจยึดเงินของกลางจำเลยเดินทางไปเมืองฮ่องกงและประเทศสิงคโปร์รวม 110 ครั้ง เท่านั้น โดยข้อเท็จจริงไม่ปรากฏว่าจำเลยได้นำของอะไรเข้ามาหรือออกไปนอกราชอาณาจักรโดยหลีกเลี่ยงศุลกากรจนเป็นเหตุให้มีเงินของกลางดังกล่าว การที่จำเลยจะนำเงินของกลางเพื่อออกไปนอกราชอาณาจักร จำเลยจะมีความผิดตามกฎหมายว่าด้วยศุลกากรหรือไม่นั้น เป็นอีกเรื่องหนึ่ง เงินของกลางอาจเป็นเพียงของที่ใช้ในการกระทำความผิดคดีฝ่าฝืนต่อกฎหมายว่าด้วยศุลกากรเท่านั้น ไม่อยู่ในนิยามคำว่า "ทรัพย์สินที่เกี่ยวกับการกระทำความผิด" ตามความในมาตรา 3 แห่งพระราชบัญญัติป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน พ.ศ.2542 ส่วนการที่จำเลยซื้อขายแลกเปลี่ยนเงินตราโดยไม่ได้รับอนุญาตเป็นเหตุให้ได้เงินของกลางมานั้น ก็เป็นความผิดต่อกฎหมายควบคุมการแลกเปลี่ยนเงินโดยเฉพาะ ไม่อยู่ในนิยาม "ความผิดมูลฐาน" ตามพระราชบัญญัติป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน พ.ศ. 2542 มาตรา 3 ดังนั้นการกระทำของจำเลยจึงไม่เป็นความผิดฐานฟอกเงิน ศาลล่างทั้งสองพิพากษาชอบแล้ว ฎีกาของโจทก์ฟังไม่ขึ้น

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.ป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน พ.ศ.2542 ม. 3 ม. 5 ม. 60
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการ สำนักงานอัยการสูงสุด
จำเลย — นายนที เอี่ยมปฐม
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลอาญา — นายสมชัย เกษชุมพล
ศาลอุทธรณ์ — นางชนากานต์ ธีรเวชพลกุล
ชื่อองค์คณะ
ธนฤกษ์ นิติเศรณี
สิริรัตน์ จันทรา
สมยศ เข็มทอง
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 7278 -ที่ 7279/2554
#519991
เปิดฉบับเต็ม

ป่าช้าจีนบ้าบ๋าเป็นที่ดินที่ชาวจีนบ้าบ๋าหรือฮกเกี้ยนที่มาจากสาธารณรัฐสิงคโปร์ร่วมกันออกเงินซื้อมาก่อตั้งเป็นทรัสต์เพื่อใช้เป็นสถานที่ฝังศพของชาวจีนบ้าบ๋าหรือฮกเกี้ยน เมื่อทรัสต์ป่าช้าจีนบ้าบ๋าจัดตั้งขึ้นก่อน ป.พ.พ. บรรพ 6 มาตรา 1686 ประกาศใช้ย่อมมีผลใช้บังคับกันได้ต่อไปไม่มีกำหนดเวลาสิ้นสุด เว้นแต่ผู้รับประโยชน์ทุกคนตกลงให้เลิกกันเมื่อ ล ทรัสตีคนเดิมถึงแก่ความตาย ผู้มีส่วนได้เสียหรือพนักงานอัยการย่อมร้องขอต่อศาลให้ตั้งทรัสตีคนใหม่แทนเพื่อให้ทรัสต์ป่าช้าจีนบ้าบ๋ามีผู้ดูแลจัดการได้ต่อไป

ผู้ร้องเป็นทายาทของ ต ชั้นหลานและศพของ ต ได้ฝังอยู่ในป่าช้าจีนบ้าบ๋า ซึ่งผู้ร้องและญาติได้มาเคารพกราบไหว้ตามประเพณี เมื่อที่ดินดังกล่าว ต ล และชาวจีนบ้าบ๋าหรือฮกเกี้ยนที่มาจากสาธารณรัฐสิงคโปร์ร่วมกันออกเงินซื้อมาจัดตั้งเป็นทรัสต์ป่าช้าจีนบ้าบ๋าเพื่อใช้เป็นสถานที่ฝังศพของชาวจีนบ้าบ๋าหรือฮกเกี้ยนมิใช่เพื่อชาวจีนกลุ่มอื่น ผู้ร้องจึงเป็นผู้มีส่วนได้เสียที่จะขอให้ศาลตั้งผู้ร้องเป็นทรัสตีของทรัสต์ป่าช้าบ้าบ๋าได้

ส่วนผู้คัดค้านที่ 3 เป็นชาวจีนแคะ แม้มีบิดาเลี้ยงเป็นชาวจีนบ้าบ๋าหรือฮกเกี้ยน ผู้คัดค้านที่ 3 ก็มิได้เกี่ยวข้องกับบิดาเลี้ยงทางสายโลหิต ย่อมไม่มีบรรพบุรุษฝังอยู่ในป่าช้าจีนบ้าบ๋า และเมื่อผู้คัดค้านที่ 3 เคยยื่นคำร้องขอให้ศาลสั่งว่า ผู้คัดค้านที่ 3 ครอบครองปรปักษ์ที่ดินป่าช้าจีนบ้าบ๋าซึ่งศาลฎีกาตัดสินว่า การดำเนินคดีของผู้คัดค้านที่ 3 กระทำโดยไม่สุจริต แม้ศาลชั้นต้นมีคำสั่งให้ผู้คัดค้านที่ 3 ได้กรรมสิทธิ์ในที่ดินโดยการครอบครองปรปักษ์ก็ไม่อาจบังคับได้ ผู้คัดค้านที่ 3 ซึ่งเป็นคู่ความย่อมต้องผูกพันตามคำพิพากษาดังกล่าว ตาม ป.วิ.พ. มาตรา 145 ดังนั้น ผู้คัดค้านที่ 3 จึงมิใช่ผู้มีส่วนได้เสียในที่ดินที่จะขอให้ศาลตั้งผู้คัดค้านที่ 3 เป็นทรัสตีป่าช้าจีนบ้าบ๋าแทน ล ทรัสตีคนเดิม ปัญหาดังกล่าวแม้ไม่มีคู่ความฝ่ายใดฎีกาแต่เป็นปัญหาข้อกฎหมายอันเกี่ยวกับความสงบเรียบร้อยของประชาชน ศาลฎีกามีอำนาจหยิบยกขึ้นวินิจฉัยได้ตาม ป.วิ.พ. มาตรา 142 (5) ประกอบมาตรา 246 และ 247

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
คดีทั้งสองสำนวนนี้ ศาลชั้นต้นพิจารณาและพิพากษารวมกัน โดยให้เรียกผู้ร้องสำนวนแรกว่า ผู้ร้อง เรียกผู้คัดค้านที่ 1 และที่ 2 สำนวนแรก และผู้ร้องที่ 1 และที่ 2 สำนวนที่สองว่า ผู้คัดค้านที่ 1 และที่ 2 เรียกผู้คัดค้านที่ 3 สำนวนแรกและผู้คัดค้านสำนวนที่สองว่า ผู้คัดค้านที่ 3 และเรียกผู้ร้องสอดสำนวนแรกว่า ผู้ร้องสอด

สำนวนแรกผู้ร้องยื่นคำร้องขอ ขอให้ศาลมีคำสั่งตั้งผู้ร้องเป็นทรัสตีสืบต่อจากนายโลไกจ๋วยหรือโลไกจวยทรัสตีคนเดิมเพื่อดำเนินการให้ถูกต้องตามกฎหมายต่อไป

ผู้คัดค้านที่ 1 และที่ 2 ยื่นคำคัดค้าน ขอให้ยกคำร้อง

ผู้คัดค้านที่ 3 ยื่นคำคัดค้าน ขอให้ยกคำร้องและขอให้ศาลตั้งผู้คัดค้านที่ 3 เป็นทรัสตีสืบต่อจากนายโลไกจวยทรัสตีคนเดิม เพื่อจะได้ปฏิบัติหน้าที่ตามกฎหมายต่อไป

ผู้ร้องสอดยื่นคำร้องขอให้ศาลมีคำสั่งตั้งผู้ร้องสอดเป็นทรัสตีของทรัสต์ป่าช้าจีนบ้าบ๋า

สำนวนที่สอง ผู้คัดค้านที่ 1 และที่ 2 ยื่นคำร้องขอให้ศาลตั้งผู้คัดค้านที่ 1 และที่ 2 เป็นทรัสตีของทรัสต์ป่าช้าจีนบ้าบ๋าแทนนายโลไกจวยทรัสตีคนเดิมซึ่งถึงแก่ความตาย เพื่อจะได้ปฏิบัติหน้าที่ตามกฎหมายต่อไป

ผู้คันค้านที่ 3 ยื่นคำคัดค้านขอให้ยกคำร้อง

ระหว่างการพิจารณาของศาลชั้นต้น ผู้ร้องสอดถึงแก่ความตาย ศาลชั้นต้นมีคำสั่งให้จำหน่ายคดีเฉพาะผู้ร้องสอดออกจากสารบบความ

ศาลชั้นต้นพิพากษายกคำร้องของผู้ร้องสำนวนคดีแรก (ที่ถูก ยกคำคัดค้านผู้คัดค้านที่ 3 สำนวนแรกด้วย) และยกคำร้องของผู้คัดค้านที่ 1 และที่ 2 สำนวนที่สอง เมื่อศาลยกคำร้องทั้งสองสำนวนแล้ว คำคัดค้านของผู้คัดค้านที่ 1 ถึงที่ 3 ทั้งสองสำนวนจึงตกไป ค่าฤชาธรรมเนียมให้เป็นพับ

ผู้ร้องและผู้คัดค้านทั้งสามอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษาแก้เป็นว่า ให้ผู้ร้องเป็นทรัสตีป่าช้าจีนบ้าบ๋าที่ดินโฉนดเลขที่ 496 ตำบลสาทร อำเภอสาทร (บางรัก) กรุงเทพมหานคร และให้มีสิทธิและหน้าที่ตามกฎหมาย นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น ค่าฤชาธรรมเนียมในชั้นอุทธรณ์ของทุกฝ่ายให้เป็นพับ

ผู้คัดค้านทั้งสามฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงรับฟังเป็นยุติว่า ที่ดินป่าช้าจีนบ้าบ๋าโฉนดเลขที่ 496 ตำบลสาทร อำเภอสาทร (บางรัก) กรุงเทพมหานคร (ปัจจุบันแขวงสาทร เขตสาทร กรุงเทพมหานคร) เนื้อที่ 5 ไร่ 3 งาน 11 ตารางวา(ที่ดิน) ได้ก่อตั้งเป็นทรัสต์ใช้ชื่อว่าป่าช้าจีนบ้าบ๋าโดยใช้เป็นสถานที่ฝังศพชาวจีนบ้าบ๋าหรือฮกเกี้ยนที่มาจากสาธารณรัฐสิงคโปร์เข้ามาอยู่ในประเทศไทยมีนายโลไกจวยเป็นผู้ถือกรรมสิทธิ์ในหน้าที่ทรัสตีและที่ดินป่าช้าจีนบ้าบ๋าเป็นทรัสต์ที่ก่อตั้งขึ้นก่อนใช้ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ บรรพ 6 เพื่อการกุศลสำหรับชาวจีนบ้าบ๋าหรือฮกเกี้ยนดังกล่าวไม่มีกำหนดระยะเวลาสิ้นสุด เมื่อปี 2470 นายโลไกจวยซึ่งเป็นทรัสตีได้เดินทางไปสาธารณรัฐสิงคโปร์และถึงแก่ความตายที่ประเทศดังกล่าว ต่อมาปี 2500 ได้มีการห้ามมิให้นำศพชาวจีนบ้าบ๋าหรือฮกเกี้ยนไปฝังในที่ดิน ปัจจุบันยังมีทายาทและญาติของผู้ตายซึ่งถูกฝังอยู่ในป่าช้าจีนบ้าบ๋ามากราบไหว้เคารพศพตามประเพณี นายเล็ก เป็นชาวจีนบ้าบ๋าหรือฮกเกี้ยนเป็นบิดาเลี้ยงของผู้คัดค้านที่ 3 ซึ่งเป็นชาวจีนแคะ

มีปัญหาที่จะต้องวินิจฉัยก่อนว่า ผู้คัดค้านที่ 3 มีส่วนได้เสียในการร้องขอเป็นทรัสตีของทรัสต์ป่าช้าจีนบ้าบ๋าหรือไม่ เห็นว่า ตามข้อเท็จจริงที่ฟังเป็นยุติ นายเล็ก ซึ่งเป็นชาวจีนบ้าบ๋าหรือฮกเกี้ยนเป็นบิดาเลี้ยงของผู้คัดค้านที่ 3 ระหว่างนายเล็กและผู้คัดค้านที่ 3 จึงมิได้มีการเกี่ยวข้องกันทางสืบสายโลหิต อีกทั้งที่ดินดังกล่าวชาวจีนบ้าบ๋าหรือฮกเกี้ยนที่มาจากสาธารณรัฐสิงคโปร์เข้ามาอยู่ในประเทศไทยร่วมกันซื้อมาก่อตั้งเป็นทรัสต์ เพื่อใช้เป็นสถานที่ฝังศพของชาวจีนบ้าบ๋าหรือฮกเกี้ยนดังกล่าวมิใช่เพื่อชาวจีนกลุ่มอื่น ฉะนั้น มารดาผู้คัดค้านที่ 3 และผู้คัดค้านที่ 3 ซึ่งเป็นชาวจีนแคะย่อมไม่มีบรรพบุรุษฝังอยู่ในป่าช้าจีนบ้าบ๋าแห่งนี้ นอกจากนี้ที่ผู้คัดค้านที่ 3 อ้างว่าได้ครอบครองที่ดินจนได้กรรมสิทธิ์โดยการครอบครองปรปักษ์ตามคำสั่งศาลชั้นต้น ย่อมต้องถือว่าผู้คัดค้านที่ 3 เป็นผู้ดูแลที่ดิน ข้อนี้ปรากฏว่าคดีดังกล่าวได้มีกรณีพิพาทกันในชั้นบังคับคดีระหว่างผู้คัดค้านที่ 3 กับผู้ร้องและผู้คัดค้านที่ 1 และที่ 2 ซึ่งในที่สุดศาลฎีกาได้มีคำพิพากษาว่าที่ดินพิพาทส่วนใหญ่เป็นที่ฝังศพก่อปูนซีเมนต์มีรูปแบบเป็นฮวงซุ้ยของชาวจีนทั่วไป จากสภาพของป่าช้าดังกล่าวย่อมไม่มีบุคคลใดเข้าไปยึดถือเพื่อตน ทั้งไม่น่าเชื่อว่า ผู้ร้อง (ผู้คัดค้านที่ 3 คดีนี้) ได้เข้าครอบครองที่ดินพิพาทด้วยความสงบ เปิดเผย และด้วยเจตนาเป็นเจ้าของเพราะหากผู้ร้อง กระทำเช่นนั้นบรรดาญาติของผู้ตายที่ฝังอยู่รวมทั้งผู้จัดการสุสานและผู้จัดการบำรุงรักษาสุสานที่พิพาทคงไม่ยินยอมและต่อต้านการกระทำดังกล่าวเพื่อมิให้สภาพป่าช้าสูญสิ้นไป...ฯลฯ ศาลฎีกาเห็นว่า การดำเนินคดีของผู้ร้องดังกล่าวมาทั้งหมดเป็นการกระทำที่ไม่สุจริต ขัดต่อประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 5 ไม่สมควรที่ผู้ร้องจะได้รับประโยชน์จากการกระทำอันไม่สุจริตของตน คำสั่งศาลชั้นต้นที่ว่าผู้ร้องได้กรรมสิทธิ์ในที่ดินพิพาทโดยการครอบครองปรปักษ์จึงไม่อาจบังคับให้เป็นไปตามคำสั่งนั้นได้...ฯลฯ ตามคำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3148/2540 ผู้ร้องและผู้คัดค้านทั้งสามคดีนี้เป็นคู่ความในคดีดังกล่าวย่อมต้องผูกพันตามคำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3148/2540 ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 145 ข้ออ้างดังกล่าวของผู้คัดค้านที่ 3 จึงรับฟังไม่ได้ ผู้คัดค้านที่ 3 จึงมิใช่เป็นผู้มีส่วนได้เสียในที่ดินที่จะขอให้ศาลตั้งผู้คัดค้านที่ 3 เป็นทรัสตีของทรัสต์ป่าช้าจีนบ้าบ๋า ดังนั้น ผู้คัดค้านที่ 3 จึงไม่มีสิทธิที่จะร้องขอให้ศาลแต่งตั้งผู้คัดค้านที่ 3 เป็นทรัสตีแทนนายโลไกจวยทรัสตีคนเดิมซึ่งถึงแก่ความตายไปแล้วได้ ปัญหาดังกล่าวนี้แม้ไม่มีคู่ความฝ่ายใดฎีกาขึ้นมา แต่เป็นปัญหาข้อกฎหมายอันเกี่ยวกับความสงบเรียบร้อยของประชาชน ศาลฎีกาย่อมมีอำนาจหยิบยกขึ้นวินิจฉัยได้ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 142 (5) ประกอบมาตรา 246 และ 247 ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัยฎีกาของผู้คัดค้านที่ 3

มีปัญหาข้อกฎหมายที่จะต้องวินิจฉัยตามฎีกาของผู้คัดค้านที่ 1 และที่ 2 ว่า การจัดตั้งทรัสตีขึ้นใหม่แทนทรัสตีเดิมภายหลังประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ บรรพ 6 ประกาศใช้บังคับแล้วจะมีผลบังคับได้ตามกฎหมายหรือไม่ เห็นว่า ทรัสต์ป่าช้าจีนบ้าบ๋าได้จัดตั้งขึ้นแล้วก่อนประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ บรรพ 6 มาตรา 1686 ประกาศใช้บังคับ ย่อมมีผลใช้บังคับกันได้ต่อไปไม่มีกำหนดระยะเวลาสิ้นสุด เว้นแต่ผู้รับประโยชน์ทุกคนจะตกลงยินยอมให้เลิกทรัสต์นั้นเสีย เมื่อปรากฏว่า นายโลไกจวยซึ่งเป็นทรัสตีถึงแก่ความตาย ผู้มีส่วนได้เสียของทรัสต์ป่าช้าจีนบ้าบ๋าหรือพนักงานอัยการย่อมร้องขอต่อศาลให้ตั้งทรัสตีคนใหม่แทนคนเดิมเพื่อให้ทรัสต์ป่าช้าจีนบ้าบ๋ามีผู้ดูแลจัดการแทนในเรื่องต่าง ๆ ได้ต่อไป ฎีกาของผู้คัดค้านที่ 1 และที่ 2 ข้อนี้ ฟังไม่ขึ้น

ปัญหาที่จะต้องวินิจฉัยต่อไปตามฎีกาของผู้คัดค้านที่ 1 และที่ 2 มีว่า ผู้ร้องมีส่วนได้เสียในการเป็นทรัสตีของทรัสต์ป่าช้าจีนบ้าบ๋าหรือไม่ ผู้ร้องและนางจรัสศรี เบิกความว่า ผู้ร้องเป็นบุตรของนายตันกุยหลิมหรือนายประภัสสร์ ซึ่งเป็นบุตรของนายตันวัดเส็ง ผู้ร้องจึงเป็นทายาทของนายตันวัดเส็งชั้นหลาน นายตันวัดเส็ง นายโลไกจวยและชาวจีนบ้าบ๋าหรือฮกเกี้ยนที่มาจากสาธารณรัฐสิงคโปร์ได้ร่วมกันซื้อที่ดินเพื่อก่อตั้งเป็นทรัสต์เพื่อใช้เป็นสถานที่ฝังศพชาวจีนบ้าบ๋าหรือฮกเกี้ยนที่มาจากาธารณรัฐสิงคโปร์เข้ามาอยู่ในประเทศไทยเรียกว่าป่าช้าจีนบ้าบ๋า (ที่ดิน) ต่อมาได้มีการออกโฉนดสำหรับที่ดิน โดย นายตันวัดเส็งกับพวกได้ให้ทางราชการออกโฉนดที่ดินเพื่อก่อตั้งทรัสต์โดยมีนายโลไกจวยเป็นผู้ถือกรรมสิทธิ์ที่ดินในหน้าที่ทรัสตีป่าช้าจีนบ้าบ๋าเพื่อจัดการดูแลที่ดินตามเจตนาของผู้ก่อตั้งทรัสต์ ปี 2470 นายโลไกจวยเดินทางไปสาธารณรัฐสิงคโปร์และได้ถึงแก่ความตายที่ประเทศดังกล่าว หลังจากนั้นไม่มีการแต่งตั้ง ทรัสตีคนใหม่แทนนายโลไกจวย นายตันวัดเส็งปู่ของผู้ร้องได้ดูแลที่ดินมาโดยตลอด แต่ไม่มีการขอให้ศาลมีคำสั่งแต่งตั้งนายตันวัดเส็งเป็นทรัสตีของทรัสต์ป่าช้าจีนบ้าบ๋าเนื่องจากไม่มีกิจการที่ต้องดำเนินการแทนทรัสต์ นายตันวัดเส็งดูแลที่ดินมาโดยตลอดจนถึงแก่ความตาย นายตันโอหล่มบุตรชายของนายตันวัดเส็งได้ดูแลที่ดินต่อมา หลังจากนั้นนายตันเซ็งซันหรือนายปรีชา น้องชายนายตันโอหล่ม เป็นผู้ดูแลที่ดินต่อมาจนถึงปี 2498 นายปรีชาป่วยจึงมอบให้นายสกล ดูแลที่ดินพร้อมมอบโฉนดที่ดินดังกล่าวให้นายสกล ขณะที่ นายสกลดูแลทรัสต์ป่าช้าจีนบ้าบ๋าได้ตั้งคณะกรรมการเพื่อดูแล โดยผู้ร้องเคยเข้าร่วมเป็นกรรมการดูแลที่ดินด้วย ต่อมาปี 2534 ผู้คัดค้านที่ 3 ได้ไปยื่นคำร้องขอแสดงกรรมสิทธิ์ที่ดินโดยการครอบครองปรปักษ์ต่อศาลแพ่งต่อมาศาลแพ่งมีคำสั่งให้ผู้คัดค้านที่ 3 ได้กรรมสิทธิ์ในที่ดินโดยการครอบครองปรปักษ์ ผู้ร้องจึงได้เข้าไปคัดค้านในชั้นบังคับคดี ในที่สุดศาลฎีกาได้มีคำพิพากษาไม่ให้มีการเปลี่ยนชื่อในโฉนดที่ดิน ปัจจุบันผู้ร้องและนางจรัสศรียังคงเข้าไปกราบไหว้เคารพศพนายตันวัดเส็งซึ่งฝังอยู่ในที่ดินและมีเหตุจำเป็นที่จะต้องมีทรัสตีเพื่อจัดการดูแลที่ดินเพื่อประโยชน์แก่ผู้ร้องและบรรดาทายาทและญาติของผู้ตายที่จะเข้ามาเคารพกราบไหว้บรรพบุรุษในที่ดินต่อไป ส่วนผู้คัดค้านที่ 1 และที่ 2 เบิกความว่า สามีผู้คัดค้านที่ 1 และ ที่ 2 ผู้คัดค้านที่ 1 และที่ 2 ได้ร่วมกันครอบครองดูแลที่ดินมาโดยตลอดนับตั้งแต่นายโลไกจวยลุงของสามีผู้คัดค้านที่ 1 และที่ 2 นายโลไกมกและนายโลไกกิมบิดาของสามีผู้คัดค้านที่ 1 และที่ 2 ถึงแก่ความตาย ผู้ร้องไม่เคยเข้าเกี่ยวข้องในการดูแลที่ดิน เห็นว่า ผู้ร้องเบิกความยืนยันว่า ผู้ร้องเป็นหลานของนายตันวัดเส็งซึ่งร่วมกับนายโลไกจวยกับชาวจีนบ้าบ๋าหรือฮกเกี้ยนซึ่งมาจากสาธารณรัฐสิงคโปร์ที่เข้ามาอยู่ในประเทศไทยซื้อที่ดินเพื่อใช้เป็นสถานที่ฝังศพชาวจีนบ้าบ๋าหรือฮกเกี้ยน โดยก่อตั้งเป็นทรัสต์ขึ้นเรียกว่าทรัสต์ป่าช้าจีนบ้าบ๋ามีนายโลไกจวยเป็นผู้ถือกรรมสิทธิ์ในที่ดินในหน้าที่ทรัสตี หลังจากนายโลไกจวยซึ่งเป็นทรัสตีถึงแก่ความตายนายตันวัดเส็งและบุตรชายได้ดูแลที่ดินต่อมา หลังจากนั้นจึงได้มีการจัดตั้งคณะกรรมการดูแลที่ดินเรื่อยมาจนถึงปัจจุบันซึ่งมีนายสมศักดิ์ เป็นกรรมการทำหน้าที่ดูแลที่ดิน เมื่อผู้คัดค้านที่ 1 และที่ 2 ไม่นำสืบหักล้างให้เห็นเป็นอย่างอื่น จึงย่อมฟังได้ตามที่ผู้ร้องนำสืบมาว่า ผู้ร้องเป็นหลานนายตันวัดเส็งและศพของนายตันวัดเส็งได้ฝังอยู่ในป่าช้าจีนบ้าบ๋าซึ่งผู้ร้องและญาติได้มาเคารพกราบไหว้ศพของนายตันวัดเส็งตามประเพณีในวันเช็งเม้งและสาร์ทจีน ผู้ร้องจึงเป็นผู้มีส่วนได้เสียที่จะขอให้ศาลตั้งผู้ร้องเป็นทรัสตีของทรัสต์ป่าช้าจีนบ้าบ๋าได้ ฎีกาของผู้คัดค้านที่ 1 และที่ 2 ฟังไม่ขึ้น

ปัญหาที่จะต้องวินิจฉัยต่อไปตามฎีกาของผู้คัดค้านที่ 1 และที่ 2 มีว่า ผู้คัดค้านที่ 1 และที่ 2 เหมาะสมเป็นทรัสตีของทรัสต์ป่าช้าจีนบ้าบ๋าหรือไม่ เห็นว่าตามที่ผู้คัดค้านที่ 1 นำสืบว่า ที่ดินมีนายโลไกจวยเป็นผู้ถือกรรมสิทธิ์ ปี 2459 นายโลไกจวยได้ขอออกโฉนดที่ดิน ปี 2462 กรมที่ดินออกโฉนดที่ดินเลขที่ 496 ตำบลสาทร อำเภอสาทร (บางรัก) กรุงเทพมหานคร มีนายโลไกจวยเป็นผู้ถือกรรมสิทธิ์ในหน้าที่ทรัสตีป่าช้าจีนบ้าบ๋า นายโลไกจวยได้ครอบครองดูแลที่ดินมาโดยตลอด หากบุคคลจะนำศพมาฝังในที่ดินจะต้องได้รับอนุญาตจากนายโลไกจวยก่อน ต่อมาเมื่อนายโลไกจวยถึงแก่ความตายนายโลไกมกและนายโลไกกิมน้องชายนายโลไกจวยเป็นผู้รับมรดกที่ดินและเข้าไปดูแลที่ดินอย่างเป็นเจ้าของผู้มีกรรมสิทธิ์ เมื่อนายโลไกมกและนายโลไกกิมถึงแก่ความตาย สามีของผู้คัดค้านที่ 1 และที่ 2 ซึ่งเป็นบุตรของนายโลไกมกและโลไกกิมตามลำดับจึงได้รับมรดกที่ดินมาโดยในการถือกรรมสิทธิ์ของสามีผู้คัดค้านที่ 1 และที่ 2 ไม่มีผู้ใดโต้แย้งและผู้คัดค้านที่ 1 และที่ 2 มาทราบว่าที่ดินไม่ใช่ทรัพย์มรดกของนายโลไกจวยเมื่อศาลฎีกาได้มีคำพิพากษายกฟ้องคดีที่สามีผู้คัดค้านที่ 1 ฟ้องขับไล่ผู้คัดค้านที่ 3 ออกจากที่ดินโดยวินิจฉัยว่าสามีผู้คัดค้านที่ 1 และผู้คัดค้านที่ 3 ต่างไม่ได้กรรมสิทธิ์ในที่ดิน โดยสามีผู้คัดค้านที่ 1 เป็นผู้ดูแลที่ดินนั้น ก็ปรากฏจากข้อเท็จจริงที่ได้ความจากทางนำสืบและรายงานกระบวนพิจารณาของศาลในสำนวนว่า เมื่อนายโลไกจวยถึงแก่ความตายได้มีการตั้งคณะกรรมการขึ้นเพื่อดูแลที่ดินเรื่อยมาจนถึงปัจจุบันและนายสมศักดิ์ ผู้ดูแลที่ดินคนปัจจุบันเป็นผู้รักษาโฉนดที่ดินไว้ และนายสมศักดิ์ได้ส่งมอบโฉนดที่ดินต่อศาลในระหว่างการพิจารณาของศาลชั้นต้น ข้อนำสืบของผู้คัดค้านที่ 1 ดังกล่าว จึงขัดแย้งแตกต่างกับข้อเท็จจริงที่ได้ความมา น่าเชื่อว่าผู้คัดค้านที่ 1 และที่ 2 คงเข้ามาดูแลที่ดินในภายหลังเมื่อเกิดกรณีพิพาทเกี่ยวกับที่ดินกับผู้คัดค้านที่ 3 แล้วเพราะต่างอ้างว่ามีกรรมสิทธิ์ในที่ดินต่อกัน ผู้คัดค้านที่ 1 และที่ 2 หาได้มีเจตนาที่แท้จริงที่จะเข้ามาดูแลที่ดินเพื่อประโยชน์แก่ทรัสต์ป่าช้าจีนบ้าบ๋าไม่ หากให้ผู้คัดค้านที่ 1 และที่ 2 ดูแลที่ดิน ผู้คัดค้านที่ 1 และที่ 2 อาจจัดการไปผิดวัตถุประสงค์ของผู้ก่อตั้ง ทรัสต์ป่าช้าจีนบ้าบ๋าได้ ผู้คัดค้านที่ 1 และที่ 2 จึงไม่เหมาะที่จะเป็นทรัสตีของทรัสต์ป่าช้าจีนบ้าบ๋า ฎีกาของ ผู้คัดค้านที่ 1 และที่ 2 ข้อนี้ฟังไม่ขึ้น ส่วนที่ผู้คัดค้านที่ 1 และที่ 2 ฎีกาว่าที่ดินที่นายตันวัดเส็งกับพวกร่วมกันซื้อมาเป็นที่ดินคนละแปลงกับที่ดินป่าช้าจีนบ้าบ๋าและทรัสต์ป่าช้าจีนบ้าบ๋าเป็นทรัสต์เอกชนย่อมจัดตั้งขึ้นเพื่อนายโลไกจวย ผู้คัดค้านที่ 1 และที่ 2 เป็นทายาทของนายโลไกจวย จึงเป็นผู้มีส่วนได้เสียที่จะดูแลทรัสต์ป่าช้าจีนบ้าบ๋า เห็นว่า ผู้คัดค้านที่ 1 และที่ 2 ไม่ได้ยกขึ้นต่อสู่ในเรื่องดังกล่าวไว้ในคำคัดค้านของผู้คัดค้านที่ 1 และที่ 2 จึงไม่ก่อให้เกิดเป็นประเด็นข้อพิพาท ถือเป็นเรื่องที่ไม่ได้ยกขึ้นว่ากล่าวกันมาแล้วโดยชอบในศาลล่างทั้งสอง ทั้งไม่ใช่เป็นปัญหาอันเกี่ยวกับความสงบเรียบร้อยของประชาชน จึงต้องห้ามมิให้ฎีกาตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 249 วรรคหนึ่ง ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัย ฎีกาของผู้คัดค้านที่ 1 และที่ 2 ข้ออื่นนอกจากนี้ไม่มีผลเปลี่ยนแปลง คำวินิจฉัยของศาลอุทธรณ์ ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัยให้เช่นกัน ที่ศาลอุทธรณ์พิพากษามานั้นศาลฎีกาเห็นพ้องด้วยในผล ฎีกาของผู้คัดค้านที่ 1 และที่ 2 ฟังไม่ขึ้น

พิพากษายืน แต่ให้ยกฎีกาของผู้คัดค้านที่ 3 คืนค่าขึ้นศาลชั้นฎีกาแก่ผู้คัดค้านที่ 3 ผู้ร้องไม่แก้ฎีกา จึงไม่กำหนดค่าทนายความชั้นฎีกาให้
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 1686
ป.วิ.พ. ม. 142 (5) ม. 145 ม. 246 ม. 247
ชื่อคู่ความ
ผู้ร้อง — แพทย์หญิงคุณหญิงอัมพร สุคนธมาน
ผู้ร้องสอด — นางจำปี วีระมน
ผู้คัดค้าน — นางสมใจ กาญจนรักษ์ กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลแพ่งกรุงเทพใต้ — นายปิยะวรรณ สุประดิษฐ์ ณ อยุธยา
ศาลอุทธรณ์ — นายอนุวัตร มุทิกากร
ชื่อองค์คณะ
สมชาย สินเกษม
ปริญญา ดีผดุง
สรรทัศน์ เอี่ยมวรชัย
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 7262/2554
#518472
เปิดฉบับเต็ม

ศาลชั้นต้นอนุญาตให้โจทก์ร่วมทั้งสองเข้าร่วมเป็นโจทก์โดยถือเอาคำฟ้องของโจทก์เป็นคำฟ้องของโจทก์ร่วมทั้งสองด้วย ซึ่งตามคำฟ้องดังกล่าวระบุว่า จำเลยใช้อาวุธปืนยิงโจทก์ร่วมที่ 2 เป็นเหตุให้โจทก์ร่วมที่ 2 ได้รับอันตรายสาหัส ต้องทุพพลภาพและเจ็บป่วยด้วยอาการทุกขเวทนาและจนประกอบกรณียกิจตามปกติไม่ได้เกินกว่ายี่สิบวัน ดังนั้น ที่โจทก์ร่วมทั้งสองฎีกาว่า โจทก์ร่วมที่ 2 ได้ถึงแก่ความตายภายหลังโจทก์ร่วมทั้งสองยื่นอุทธรณ์แล้ว การตายของโจทก์ร่วมที่ 2 เป็นความสัมพันธ์และเป็นผลธรรมดาที่เกิดจากการกระทำของจำเลยย่อมเกิดขึ้นได้ตาม ป.อ. มาตรา 63 อันมีผลทำให้จำเลยต้องได้รับโทษหนักขึ้นนั้น เป็นการอ้างข้อเท็จจริงขึ้นมาใหม่แตกต่างจากข้อเท็จจริงที่ระบุในฟ้องดังกล่าว จึงเป็นข้อที่มิได้กล่าวในฟ้องและเป็นข้อที่มิได้ยกขึ้นว่ากันมาแล้วโดยชอบในศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ภาค 8 ต้องห้ามฎีกาตาม ป.วิ.พ. มาตรา 249 วรรคหนึ่ง ประกอบ ป.วิ.อ. มาตรา 15

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 33, 60, 80, 91, 288, 371 พระราชบัญญัติอาวุธปืน เครื่องกระสุนปืน วัตถุระเบิด ดอกไม้เพลิง และสิ่งเทียมอาวุธปืน พ.ศ.2490 มาตรา 7, 8 ทวิ, 72, 72 ทวิ และริบของกลาง

จำเลยให้การปฏิเสธ

ระหว่างพิจารณา นายสวัสดิ์ ผู้เสียหายที่ 1 และนายประสาร ผู้เสียหายที่ 2 ยื่นคำร้องขอเข้าร่วมเป็นโจทก์ ศาลชั้นต้นอนุญาตโดยให้เรียกผู้เสียหายที่ 2 เป็นโจทก์ร่วมที่ 1 และเรียกผู้เสียหายที่ 1 เป็นโจทก์ร่วมที่ 2

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 288 ประกอบมาตรา 59, 60, 80 มาตรา 371 เรียงกระทงลงโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 ฐานพยายามฆ่าผู้อื่น จำคุก 13 ปี 4 เดือน ฐานพาอาวุธปืนไปในเมืองโดยไม่มีเหตุสมควร ปรับ 100 บาท ริบของกลาง ไม่ชำระค่าปรับให้จัดการตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 29, 30 ข้อหาอื่นให้ยก

โจทก์ร่วมทั้งสองและจำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 8 พิพากษายืน แต่ไม่บังคับตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 30

เมื่ออ่านคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 8 แล้ว โจทก์ร่วมที่ 2 ถึงแก่ความตายนางธิดา ภริยาโจทก์ร่วมที่ 2 ยื่นคำร้องขอดำเนินคดีต่างผู้ตาย ศาลชั้นต้นอนุญาต

โจทก์ร่วมทั้งสองและจำเลยฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า โจทก์ร่วมทั้งสองฎีกา โจทก์ร่วมที่ 2 ได้ถึงแก่ความตาย ภายหลังศาลชั้นต้นมีคำพิพากษาและภายหลังจากที่โจทก์ร่วมทั้งสองยื่นอุทธรณ์แล้ว แต่การตายของโจทก์ร่วมที่ 2 เป็นความสัมพันธ์และเป็นผลธรรมดาที่เกิดจากการกระทำของจำเลยย่อมเกิดขึ้นได้ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 63 อันมีผลทำให้จำเลยต้องได้รับโทษหนักขึ้น ฎีกาของโจทก์ร่วมทั้งสองจึงเป็นข้อกฎหมายอันเป็นสาระแก่คดีที่ศาลฎีกาควรจะวินิจฉัยให้เพื่อให้ลงโทษจำเลยสถานหนัก เห็นว่า ศาลชั้นต้นอนุญาตให้โจทก์ร่วมทั้งสองเข้าร่วมเป็นโจทก์โดยถือเอาคำฟ้องของโจทก์เป็นคำฟ้องของโจทก์ร่วมทั้งสองด้วย ซึ่งตามคำฟ้องดังกล่าวระบุว่า จำเลยใช้อาวุธปืนยิงโจทก์ร่วมที่ 2 ทำให้ตับแตก ม้ามแตก ไตแตก ต้องอัมพาตท่อนล่างครึ่งตัวและไม่สามารถพูดออกเสียงได้ เป็นเหตุให้โจทก์ร่วมที่ 2 ได้รับอันตรายสาหัส ต้องทุพพลภาพและป่วยเจ็บด้วยอาการทุกขเวทนาและจนประกอบกรณียกิจตามปกติไม่ได้เกินกว่ายี่สิบวัน ดังนั้น ฎีกาของโจทก์ร่วมทั้งสองซึ่งอ้างข้อเท็จจริงขึ้นมาใหม่แตกต่างจากข้อเท็จจริงที่ระบุในฟ้องดังกล่าวแล้ว จึงเป็นข้อที่มิได้กล่าวในฟ้องและเป็นข้อที่มิได้ยกขึ้นว่ากันมาแล้วโดยชอบในศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ภาค 8 ต้องห้ามฎีกาตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 249 วรรคหนึ่ง ประกอบประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 15 จึงไม่รับวินิจฉัยฎีกาของโจทก์ร่วมทั้งสอง

มีปัญหาวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยว่า จำเลยกระทำความผิดตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 8 หรือไม่ ข้อเท็จจริงเบื้องต้นฟังได้ โจทก์ร่วมที่ 2 และจำเลยมีร้านค้าติดกันโดยมีตาข่ายเหล็กกั้นสามารถมองเห็นกันระหว่างร้านทั้งสองได้ ร้านทั้งสองตั้งอยู่ในตลาดพืชผล ขณะโจทก์ร่วมที่ 2 กำลังปีนบันไดขึ้นไปจะเปลี่ยนแผ่นซีดีภายในร้านของโจทก์ร่วมที่ 2 โจทก์ร่วมที่ 1 นั่งอยู่ที่โต๊ะใกล้ตาข่ายเหล็ก มีคนร้ายใช้อาวุธปืนยิงมาจากร้านค้าของจำเลยหลายนัด กระสุนปืนถูกโจทก์ร่วมที่ 1 ได้รับอันตรายแก่กายและโจทก์ร่วมที่ 2 ได้รับบาดเจ็บ ตับแตก ม้ามแตก ไตแตก จนเป็นอัมพาตท่อนล่างครึ่งตัว เป็นเหตุให้ได้รับอันตรายสาหัส โจทก์และโจทก์ร่วมทั้งสองนำสืบตัวโจทก์ร่วมทั้งสอง เห็นว่า โจทก์ร่วมที่ 2 รู้จักจำเลยดีเพราะร้านค้าอยู่ติดกันมองเห็นกันตลอด โจทก์ร่วมที่ 1 แม้จะไม่รู้จักชื่อจำเลยแต่ก็เห็นจำเลยอยู่เป็นประจำเช่นกันเพราะมานั่งคุยอยู่กับโจทก์ร่วมที่ 2 ที่ร้านค้าของโจทก์ร่วมที่ 2 เป็นประจำ ขณะเกิดเหตุเป็นเวลาประมาณ 18 นาฬิกา เริ่มมืดแล้ว แต่มีร้านค้าที่มีไฟฟลูออเรสเซนต์ขนาด 40 แรงเทียน 2 หลอด เปิดไว้ทั้งสองร้านสามารถมองเห็นกันได้ชัดเจน โจทก์ร่วมทั้งสองไม่เคยมีสาเหตุโกรธเคืองกับจำเลยมาก่อน นอกจากนี้โจทก์และโจทก์ร่วมทั้งสองยังมีนางธิดา ภริยาของโจทก์ร่วมที่ 2 และนางสาวมาลัย เบิกความยืนยันว่า ขณะเกิดเหตุอยู่หลังร้าน ได้ยินเสียงปืนหันมาดูเห็นจำเลยยืนถือปืนอยู่ในร้านของจำเลย จำเลยยิงปืนห่างตาข่ายเหล็กถูกโจทก์ร่วมทั้งสอง โจทก์ร่วมที่ 1 วิ่งหลบหนี ส่วนโจทก์ร่วมที่ 2 ล้มลง จำเลยหลบหนีไป นางธิดาและนางสาวมาลัยเข้าช่วยโจทก์ร่วมที่ 2 หลังเกิดเหตุโจทก์ร่วมที่ 1 ถูกนำตัวส่งโรงพยาบาล เจ้าพนักงานตำรวจได้มาสอบถามโจทก์ร่วมที่ 1 ได้แจ้งว่าคนร้ายคือจำเลยซึ่งเป็นเจ้าของร้านที่อยู่ติดกัน และร้อยตำรวจเอกวินัย เบิกความเป็นพยานโจทก์และโจทก์ร่วมทั้งสองว่า ขณะออกตรวจท้องที่ได้รับแจ้งทางวิทยุสื่อสารว่ามีเหตุยิงกันที่ตลาดพืชผล มีผู้ได้รับบาดเจ็บ 2 คน พยานได้ไปที่เกิดเหตุทราบว่าผู้บาดเจ็บได้ถูกส่งตัวไปโรงพยาบาลแล้ว และจากการสอบถามชาวบ้านบริเวณที่เกิดเหตุได้ความว่า คนร้ายคือเจ้าของร้านที่อยู่ติดกับร้านของโจทก์ร่วมที่ 2 มีชื่อเล่นว่านายบ่าว จำเลยนี้ซึ่งพักอยู่กับพี่สาวที่ จังหวัดนครศรีธรรมราช นางสำลี พี่สาวจำเลย เบิกความตอบคำถามทนายจำเลยรับว่า จำเลยพักอยู่กับนางสำลี และหลังเกิดเหตุในวันเดียวกัน เจ้าพนักงานตำรวจก็ได้ไปสอบถามหาจำเลยที่บ้านนางสำลีทันที ทั้งนางธิดาและนางสาวมาลัยต่างก็ได้แจ้งแก่เจ้าพนักงานตำรวจที่มาตรวจที่เกิดเหตุทันทีว่าจำเลยซึ่งมีร้านค้าอยู่ติดกันเป็นคนยิงโจทก์ร่วมทั้งสอง และพันตำรวจตรีเจียร เบิกความเป็นพยานโจทก์และโจทก์ร่วมทั้งสองว่า ขณะปฏิบัติหน้าที่ร้อยเวรสอบสวน พยานได้รับแจ้งทางวิทยุสื่อสารว่ามีเหตุยิงกันที่ตลาดพืชผล จึงรายงานผู้บังคับบัญชาแล้วเดินทางไปตรวจสถานที่เกิดเหตุทันที ได้สอบถามบุคคลที่อยู่ในที่เกิดเหตุทราบว่าพนักงานของมูลนิธิได้นำตัวผู้บาดเจ็บส่งโรงพยาบาลแล้ว และได้ความว่าผู้ที่ยิงโจทก์ร่วมทั้งสองคือนายบ่าว จำเลยนี้ซึ่งมีร้านค้าอยู่ติดกับโจทก์ร่วมที่ 2 พยานเดินทางไปโรงพยาบาลพบนางธิดาและโจทก์ร่วมที่ 2 แต่โจทก์ร่วมที่ 2 ไม่สามารถให้การได้เพราะบาดเจ็บสาหัสแพทย์กำลังผ่าตัด พยานได้สอบคำให้การโจทก์ร่วมที่ 1 ยืนยันว่าคนร้ายคือนายบ่าวซึ่งเป็นเจ้าของร้านข้างร้านโจทก์ร่วมที่ 2 พยานรับตัวโจทก์ร่วมที่ 1 นางธิดาและนางสาวมาลัยไปสอบปากคำที่สถานีตำรวจ พยานให้ฝ่ายสืบสวนไปตรวจสอบว่าเจ้าของร้านข้างเคียงมีชื่อนายบ่าวเป็นใคร ได้ความว่าคือนายอรุณ จำเลยและทราบที่อยู่ว่าจำเลยพักอยู่กับพี่สาวฝ่ายสืบสวนได้นำตัวพี่สาวจำเลยและภริยาจำเลยมาให้พยานสอบปากคำที่สถานีตำรวจ หลังจากโจทก์ร่วมที่ 2 ออกจากโรงพยาบาลและสามารถพูดจาออกเสียงได้ พยานได้สอบปากคำโจทก์ร่วมที่ 2 ยืนยันว่า คนร้ายคือจำเลย พยานโจทก์และโจทก์ร่วมทั้งสองเบิกความได้สอดคล้องต้องกันสมเหตุสมผลต่างไม่เคยมีสาเหตุโกรธเคืองกับจำเลยมาก่อน ส่วนจำเลยนำสืบอ้างฐานที่อยู่ พยานจำเลยเป็นพี่สาวและภริยาจำเลย คำเบิกความมีน้ำหนักน้อย ไม่อาจหักล้างพยานหลักฐานของโจทก์และโจทก์ร่วมทั้งสองได้ ข้อเท็จจริงฟังได้โดยปราศจากข้อสงสัยว่า จำเลยเป็นคนร้ายกระทำความผิดตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 8 ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วยศาลล่างทั้งสอง ฎีกาของจำเลยฟังไม่ขึ้น

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.อ. ม. 63
ป.วิ.พ. ม. 249 วรรคหนึ่ง
ป.วิ.อ. ม. 15
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการจังหวัดนครศรีธรรมราช
โจทก์ร่วม — นายประสาร ลัดดาแย้ม กับพวก
จำเลย — นายอรุณหรือบ่าว พฤศวานิช
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดนครศรีธรรมราช — นายวิสุทธิ์ อำนวยกิจ
ศาลอุทธรณ์ภาค 8 — นายบูรณ์ ฐาปนดุลย์
ชื่อองค์คณะ
พงษ์เทพ ศิริพงศ์ติกานนท์
ณรงค์พล ทองจีน
สุรภพ ปัทมะสุคนธ์
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 7250/2554
#518479
เปิดฉบับเต็ม

โจทก์บรรยายฟ้องเพียงว่า จำเลยที่ 1 เบิกความว่าอย่างไรและความจริงเป็นอย่างไร แล้วบรรยายฟ้องต่อไปถึงการกระทำต่างๆ ของจำเลยแล้วสรุปว่า การกระทำของจำเลยทั้งสองเป็นการเบิกความโดยรู้อยู่ว่าเป็นเท็จและเป็นข้อสาระสำคัญในการพิจารณาคดีอาญาของศาลชั้นต้น การกระทำของจำเลยที่ 2 จึงเป็นการกระทำโดยมีเจตนาเพื่อให้ศาลเชื่อตามคำเบิกความของจำเลยที่ 2 อันเป็นข้อสาระสำคัญของคดี โดยโจทก์ไม่บรรยายให้เห็นว่า ในคดีอาญาดังกล่าว ประเด็นและข้อความที่เป็นเท็จเป็นข้อสำคัญในคดีนั้นอย่างไร เช่นนี้ ศาลย่อมไม่อาจพิเคราะห์ได้ว่าคำเบิกความของจำเลยที่ 2 ตามฟ้องโจทก์เป็นข้อสำคัญในการกระทำความผิดฐานหมิ่นประมาทโดยการโฆษณาหรือไม่ จึงเป็นฟ้องที่ไม่ได้บรรยายถึงการกระทำที่อ้างว่าจำเลยทั้งสองได้กระทำผิดฐานร่วมกันเบิกความเท็จและนำสืบอันเป็นเท็จในการพิจารณาคดีอาญาต่อศาล พอสมควรเท่าที่จะให้จำเลยทั้งสองเข้าใจข้อหาได้ดี ฟ้องโจทก์จึงไม่ชอบด้วย ป.วิ.อ. มาตรา 158 (5)

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83, 91, 175, 177 และ 180

ศาลชั้นต้นไต่สวนมูลฟ้องแล้ว เห็นว่า คดีไม่มีมูล พิพากษายกฟ้อง

โจทก์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 5 พิพากษาแก้เป็นว่า ให้ประทับฟ้องสำหรับความผิดฐานร่วมกันเอาความอันเป็นเท็จฟ้องผู้อื่นต่อศาลว่ากระทำความผิดอาญาตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 175 ประกอบด้วยมาตรา 83 ให้ศาลชั้นต้นดำเนินกระบวนพิจารณาพิพากษาต่อไป นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

โจทก์ฎีกา โดยผู้พิพากษาซึ่งพิจารณาและลงชื่อในคำพิพากษาศาลชั้นต้น อนุญาตให้ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ว่า ฟ้องโจทก์ในความผิดฐานร่วมกันเบิกความเท็จและนำสืบพยานหลักฐานอันเป็นเท็จในการพิจารณาคดีอาญาต่อศาลชอบด้วยประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 158 (5) หรือไม่ เห็นว่า แม้โจทก์จะบรรยายฟ้องในข้อ 2.1 ว่า จำเลยทั้งสองฟ้องโจทก์เป็นคดีอาญาในฐานความผิดหมิ่นประมาทโดยการโฆษณา ซึ่งเมื่ออ่านฟ้องรวมกันแล้วพอเข้าใจได้ว่าคดีอาญาที่โจทก์บรรยายฟ้องในความผิดฐานร่วมกันเบิกความเท็จและนำสืบอันเป็นเท็จในการพิจารณาคดีอาญาต่อศาลตามข้อ 2.2 มีข้อหาความผิดฐานหมิ่นประมาทโดยการโฆษณาแล้วก็ตาม แต่โจทก์ก็ต้องบรรยายว่าคำเบิกความที่เป็นเท็จนั้นเป็นข้อสำคัญในคดีนั้นอย่างไร โจทก์บรรยายฟ้องเพียงว่าจำเลยที่ 2 เบิกความอย่างไรและความจริงเป็นอย่างไร แล้วบรรยายฟ้องต่อไปถึงการกระทำต่างๆ ของจำเลยแล้วสรุปว่าการกระทำของจำเลยทั้งสองจึงเป็นการเบิกความโดยรู้อยู่ว่าเป็นเท็จและเป็นข้อสาระสำคัญในคดีในการพิจารณาคดีอาญาของศาลชั้นต้น การกระทำของจำเลยที่ 2 จึงเป็นการกระทำโดยมีเจตนาเพื่อให้ศาลเชื่อตามคำเบิกความของจำเลยที่ 2 อันเป็นข้อสาระสำคัญของคดี โดยโจทก์ไม่บรรยายให้เห็นว่าในคดีอาญาดังกล่าวประเด็นและข้อความที่เป็นเท็จเป็นข้อสำคัญในคดีนั้นอย่างไร เช่นนี้ศาลย่อมไม่อาจพิเคราะห์ได้ว่าคำเบิกความของจำเลยที่ 2 ตามฟ้องโจทก์เป็นข้อสำคัญในการกระทำความผิดฐานหมิ่นประมาทโดยการโฆษณาหรือไม่ จึงเป็นฟ้องที่ไม่ได้บรรยายถึงการกระทำที่อ้างว่าจำเลยทั้งสองได้กระทำผิดฐานร่วมกันเบิกความเท็จและนำสืบอันเป็นเท็จในการพิจารณาคดีอาญาต่อศาล พอสมควรเท่าที่จะให้จำเลยทั้งสองเข้าใจข้อหาได้ดี ฟ้องโจทก์จึงไม่ชอบด้วยประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 158 (5) ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 5 พิพากษามานั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาของโจทก์ฟังไม่ขึ้น

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.อ. ม. 177 ม. 180
ป.วิ.อ. ม. 158 (5)
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นายสมชาย จงพิพิธพร
จำเลย — บริษัทไทยภัณฑ์อุตสาหกรรมสิ่งทอ จำกัด กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดเชียงใหม่ — นายชยุตม์ ประภากมล
ศาลอุทธรณ์ภาค 5 — นายปานทอง สุ่มมาตย์
ชื่อองค์คณะ
โสฬส สุวรรณเนตร์
วีระวัฒน์ ปวราจารย์
ชีพ จุลมนต์
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 7246/2554
#513404
เปิดฉบับเต็ม

โจทก์มีคำขอให้ริบรถจักรยานยนต์ของกลาง ศาลชั้นต้นวินิจฉัยยกคำขอของโจทก์ โจทก์มิได้อุทธรณ์ ปัญหาเรื่องการริบของกลางย่อมยุติต้องคืนของกลางแก่เจ้าของตาม ป.วิ.อ. มาตรา 186 (9) ประกอบมาตรา 215 และ 225 ศาลอุทธรณ์ภาค 7 พิพากษาให้ริบของกลางจึงเป็นการไม่ชอบ ศาลฎีกามีคำสั่งแก้ไขให้ถูกต้องโดยให้คืนรถจักรยานยนต์ของกลางแก่เจ้าของ

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องว่า ระหว่างวันที่ 17 กรกฎาคม 2548 เวลากลางคืนหลังเที่ยง ถึงวันที่ 18 กรกฎาคม 2548 เวลากลางคืนก่อนเที่ยงติดต่อกัน จำเลยที่ 3 มีเมทแอมเฟตามีนอันเป็นยาเสพติดให้โทษในประเภท 1 จำนวน 2,000 เม็ด น้ำหนัก184.51 กรัม คำนวณเป็นสารบริสุทธิ์ได้ 44.282 กรัม ไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่ายโดยไม่ได้รับอนุญาต และจำเลยทั้งสามร่วมกันจำหน่ายเมทแอมเฟตามีนดังกล่าว จำนวน 1,000 เม็ด น้ำหนัก 92.255 กรัม คำนวณเป็นสารบริสุทธิ์ได้ 22.141 กรัมให้สายลับผู้ล่อซื้อในราคาเม็ดละ 120 บาท รวมเป็นเงิน 120,000 บาท โดยไม่ได้รับอนุญาต เจ้าพนักงานจับจำเลยทั้งสามพร้อมยึดเมทแอมเฟตามีนดังกล่าวทั้งหมด ธนบัตรฉบับละ 1,000 บาท 120 ฉบับ ซึ่งจำเลยทั้งสามได้มาจากการจำหน่ายเมทแอมเฟตามีนให้สายลับ โทรศัพท์เคลื่อนที่ 4 เครื่อง รถจักรยานยนต์ 3 คัน ซึ่งจำเลยทั้งสามใช้เป็นเครื่องมือและยานพาหนะในการติดต่อซื้อขายเมทแอมเฟตามีนเป็นของกลาง ขอให้ลงโทษตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ. 2522 มาตรา 4, 7, 8, 15, 66, 100/1, 102 ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 32, 33, 83, 91 ริบเมทแอมเฟตามีนและของกลางอื่น

จำเลยที่ 1 และที่ 2 ให้การรับสารภาพ

จำเลยที่ 3 ให้การปฏิเสธ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยที่ 1 และที่ 2 มีความผิดตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ. 2522 มาตรา 15 วรรคหนึ่ง, 66 วรรคสาม ประกอบประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83 จำเลยที่ 3 มีความผิดตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ. 2522 มาตรา 15 วรรคสาม (2), 66 วรรคสาม ฐานร่วมกันจำหน่ายเมทแอมเฟตามีนโดยไม่ได้รับอนุญาต สำหรับจำเลยที่ 1 จำคุกตลอดชีวิต และปรับ 1,000,000 บาท ส่วนจำเลยที่ 2 ทางพิจารณาได้ความว่าให้ข้อมูลที่สำคัญและเป็นประโยชน์อย่างยิ่งในการปราบปรามการกระทำความผิดเกี่ยวกับยาเสพติดให้โทษต่อเจ้าพนักงานตำรวจตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ. 2522 มาตรา 100/2 ลงโทษเบากว่า จำคุก 40 ปี และปรับ 600,000 บาท จำเลยที่ 3 ฐานมีเมทแอมเฟตามีนไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่ายโดยไม่ได้รับอนุญาต จำคุกตลอดชีวิต และปรับ 1,000,000 บาท จำเลยที่ 1 และที่ 2 ให้การรับสารภาพเป็นประโยชน์แก่การพิจารณามีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้คนละกึ่งหนึ่งตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 ประกอบมาตรา 53 จำเลยที่ 1 คงจำคุก 25 ปี และปรับ 500,000 บาท จำเลยที่ 2 คงจำคุก 20 ปี และปรับ 300,000 บาท ไม่ชำระค่าปรับให้จัดการตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 29, 30 โดยให้กักขังแทนค่าปรับได้เกินกว่าหนึ่งปีแต่ไม่เกินสองปี ริบเมทแอมเฟตามีนและโทรศัพท์เคลื่อนที่ของกลาง ส่วนคำขอและข้อหาอื่นให้ยก

จำเลยที่ 3 อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 7 พิพากษาแก้เป็นว่า ให้ริบรถจักรยานยนต์หมายเลขทะเบียน กวข นครปฐม 979 ของกลาง คืนรถจักรยานยนต์ของกลางอีก 2 คัน แก่เจ้าของ นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

จำเลยที่ 3 ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "พิเคราะห์แล้ว ข้อเท็จจริงเบื้องต้นฟังได้ว่า เมื่อวันที่ 17 กรกฎาคม 2548 เจ้าพนักงานตำรวจจับกุมจำเลยที่ 1 และที่ 2 ในข้อหาร่วมกันจำหน่ายเมทแอมเฟตามีนโดยไม่ได้รับอนุญาต ต่อมาวันที่ 18 กรกฎาคม 2548 เจ้าพนักงานตำรวจจับกุมจำเลยที่ 3 โดยกล่าวหาว่ามีเมทแอมเฟตามีนไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่ายโดยไม่ได้รับอนุญาตและร่วมกับจำเลยที่ 1 และที่ 2 จำหน่ายเมทแอมเฟตามีนโดยไม่ได้รับอนุญาต เจ้าพนักงานตำรวจยึดเมทแอมเฟตามีนอันเป็นยาเสพติดให้โทษในประเภท 1 จำนวน 2,000 เม็ด คำนวณเป็นสารบริสุทธิ์ได้ 44.282 กรัม โทรศัพท์เคลื่อนที่ 4 เครื่องและรถจักรยานยนต์ 3 คัน เป็นของกลาง สำหรับจำเลยที่ 1 และที่ 2 คดีถึงที่สุดตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยที่ 3 ว่า จำเลยที่ 3 กระทำความผิดตามคำพิพากษาศาลล่างทั้งสองหรือไม่ โจทก์มีพันตำรวจโทปรีดา และดาบตำรวจอำนาจ เบิกความทำนองเดียวกันว่า หลังจากพยานทั้งสองกับพวกล่อซื้อเมทแอมเฟตามีนจำนวน 1,000 เม็ด จากจำเลยที่ 1 และที่ 2 ได้แล้ว จำเลยที่ 2 แจ้งว่ารับเมทแอมเฟตามีนดังกล่าวมาจากจำเลยที่ 3 พันตำรวจโทปรีดาบอกแก่จำเลยที่ 2 ให้ช่วยเหลือเจ้าพนักงานตำรวจจับกุมจำเลยที่ 3 แล้วจะได้รับการลดโทษ จำเลยที่ 2 จึงยอมโทรศัพท์ติดต่อกับจำเลยที่ 3 โดยสั่งซื้อเมทแอมเฟตามีนอีก 1,000 เม็ด ซึ่งบรรจุอยู่ในถุงพลาสติกรวม 5 ใบ และให้จำเลยที่ 3 มารับเงินค่าเมทแอมเฟตามีนจำนวน 80,000 บาท ที่จำเลยที่ 2 ค้างชำระ จำเลยที่ 3 ตกลงและนัดส่งมอบเมทแอมเฟตามีนในวันรุ่งขึ้นเวลา 5 นาฬิกา ที่บริเวณหน้าฟาร์มเลี้ยงสุกรชื่ออนันต์ฟาร์ม เมื่อใกล้ถึงเวลานัดพยานทั้งสองกับจำเลยที่ 2 นั่งรถยนต์ไปจอดอยู่ใกล้กับฟาร์มดังกล่าว ต่อมาจำเลยที่ 3 ขับรถจักรยานยนต์มาจอดที่หน้าประตูทางเข้าฟาร์ม พยานทั้งสองกับพวกเข้าควบคุมจำเลยที่ 3 และตรวจค้นตัวพบถุงพลาสติกสีฟ้าบรรจุเมทแอมเฟตามีนรวม 5 ใบ จำนวน 1,000 เม็ด อยู่ในกระเป๋ากางเกงข้างขวาของจำเลยที่ 3 และโทรศัพท์เคลื่อนที่ 2 เครื่อง เจ้าพนักงานตำรวจตรวจสอบการใช้โทรศัพท์เคลื่อนที่ดังกล่าวปรากฏว่าแต่ละเครื่องถูกใช้ติดต่อกับจำเลยที่ 2 ต่างเวลากัน เห็นว่า พยานโจทก์ทั้งสองเบิกความสอดคล้องกันมีรายละเอียดสมเหตุสมผลโดยไม่มีข้อพิรุธและมีข้อเท็จจริงตรงกับคำให้การของจำเลยที่ 1 และที่ 2 ในชั้นสอบสวนตามบันทึกคำให้การของผู้ต้องหาเอกสารหมาย จ. 18 ถึง จ. 19 พันตำรวจโทปรีดา และดาบตำรวจอำนาจต่างเป็นเจ้าพนักงานซึ่งปฏิบัติตามหน้าที่และไม่เคยมีสาเหตุโกรธเคืองกับจำเลยที่ 3 มาก่อน จึงไม่มีเหตุระแวงสงสัยว่าจะเบิกความหรือทำหลักฐานปรักปรำจำเลยที่ 3 ส่วนที่จำเลยที่ 3 นำสืบปฏิเสธว่าจำเลยที่ 3 ไปพบกับจำเลยที่ 2 ที่หน้าฟาร์มเลี้ยงสุกรเพื่อเก็บเงินค่าบัตรเติมเงินโทรศัพท์เคลื่อนที่จากจำเลยที่ 2 นั้น เห็นว่า ขณะนั้นเป็นเวลา 5.30 นาฬิกา ยังอยู่ในยามวิกาล จำเลยที่ 3 เบิกความตอบโจทก์ถามค้านว่า ส่วนใหญ่จำเลยที่ 3 จะไปขายโทรศัพท์และเก็บเงินค่าโทรศัพท์ในเวลากลางวัน ดังนั้น ข้ออ้างของจำเลยที่ 3 ดังกล่าวจึงมีข้อพิรุธไม่มีน้ำหนักหักล้างพยานหลักฐานโจทก์ได้ ข้อเท็จจริงฟังได้ว่าจำเลยที่ 3 กระทำความผิดฐานมีเมทแอมเฟตามีนไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่ายโดยไม่ได้รับอนุญาต ที่ศาลล่างทั้งสองพิพากษาลงโทษจำเลยที่ 3 มานั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาของจำเลยที่ 3 ฟังไม่ขึ้น

อนึ่ง สำหรับรถจักรยานยนต์ 3 คัน ของกลางนั้น โจทก์มีคำขอให้ริบซึ่งศาลชั้นต้นวินิจฉัยและยกคำขอของโจทก์ เมื่อโจทก์มิได้อุทธรณ์ ปัญหาเรื่องการริบของกลางดังกล่าวย่อมยุติ ต้องคืนของกลางแก่เจ้าของตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 186 (9) ประกอบมาตรา 215 และ 225 ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 7 พิพากษาให้ริบรถจักรยานยนต์หมายเลขทะเบียน กวข นครปฐม 978 ของกลางจึงเป็นการไม่ชอบ ศาลฎีกาเห็นสมควรแก้ไขเสียให้ถูกต้อง โดยคืนรถจักรยานยนต์ดังกล่าว รวมทั้งธนบัตรของกลางแก่เจ้าของเสียด้วย"

พิพากษาแก้เป็นว่า ให้คืนรถจักรยานยนต์หมายเลขทะเบียน กวข นครปฐม 978 และธนบัตรของกลางแก่เจ้าของ นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 7
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.อ. ม. 186
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการจังหวัดนครปฐม
จำเลย — นายเล็กหรืออ่องเล็ก ศรีคำ กับพวก
ชื่อองค์คณะ
พงษ์ศักดิ์ วีระเสถียร
สถิตย์ ทาวุฒิ
ชูเกียรติ ตันทวีวงศ์
แหล่งที่มา
เนติบัณฑิตยสภา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 7245/2554
#513653
เปิดฉบับเต็ม

แม้ว่ากฎหมายจะห้ามมิให้ศาลรับฟังคำรับสารภาพในชั้นจับกุมของจำเลยเป็นพยานหลักฐานในการพิจารณาพิพากษาคดี ตาม ป.วิ.อ. มาตรา 84 วรรคท้าย ซึ่งแก้ไขเพิ่มเติมโดย พ.ร.บ.แก้ไขเพิ่มเติมประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา (ฉบับที่ 22) พ.ศ.2547 มาตรา 19 แต่กฎหมายก็ไม่ได้ห้ามมิให้ศาลนำมาเป็นเหตุบรรเทาโทษแก่จำเลย ซึ่งถือได้ว่าคำให้การรับสารภาพในชั้นจับกุมดังกล่าวเป็นเหตุบรรเทาโทษโดยเหตุอื่นที่มีลักษณะทำนองเดียวกันกับเหตุบรรเทาโทษที่กฎหมายกำหนดไว้ใน ป.อ. มาตรา 78 วรรคสอง

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้อง ขอให้ลงโทษจำเลยตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 มาตรา 4, 7, 8, 15, 66, 67, 100/1, 102 พระราชบัญญัติอาวุธปืน เครื่องกระสุนปืน วัตถุระเบิด ดอกไม้เพลิง และสิ่งเทียมอาวุธปืน พ.ศ.2490 มาตรา 4, 7, 72 ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 32, 33, 83, 91 ริบเมทแอมเฟตามีน อาวุธปืน ซองกระสุนปืนและโทรศัพท์เคลื่อนที่ของกลาง

จำเลยให้การปฏิเสธ

ศาลชั้นต้นพิจารณาแล้วพิพากษา ลงโทษจำคุกตลอดชีวิตและปรับ 1,000,000 บาท หากไม่ชำระค่าปรับให้จัดการตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 29, 30 โดยให้กักขังแทนค่าปรับเป็นระยะเวลาไม่เกิน 1 ปี ริบเมทแอมเฟตามีน อาวุธปืน ซองกระสุนปืน และโทรศัพท์เคลื่อนที่ของกลาง ข้อหาอื่นให้ยก

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน แต่ให้คืนอาวุธปืนและซองกระสุนปืนของกลางแก่เจ้าของ

จำเลยฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงรับฟังได้จำเลยและนายสมานหรืออ๊อด พักอาศัยอยู่ที่บ้านหลังเดียวกัน เลขที่ 3329 ซอยอุดมสุข 3 แขวงบางนา เขตบางนา กรุงเทพมหานคร ในวันเวลาเกิดเหตุตามฟ้องเจ้าพนักงานตำรวจจับจำเลยได้พร้อมด้วยเมทแอมเฟตามีนจำนวน 1,120 เม็ด ซึ่งมีการตรวจพิสูจน์แล้วคำนวณเป็นสารบริสุทธิ์ได้ 26.204 กรัม ในปัญหาว่า จำเลยได้กระทำความผิดฐานมีเมทแอมเฟตามีนไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่ายหรือไม่ โจทก์มีเจ้าพนักงานตำรวจผู้จับกุมจำเลยมาสืบ 2 ปาก คือ ร้อยตำรวจเอกอรรถพล กับดาบตำรวจชวเลิศ ได้ความจากคำเบิกความของพยานโจทก์ทั้งสองปากดังกล่าวว่า ในวันเกิดเหตุเวลาประมาณ 18 นาฬิกา ขณะที่พยานทั้งสองปฏิบัติหน้าที่อยู่ที่สถานีตำรวจภูธรตำบลสำโรงเหนือ ร้อยตำรวจเอกอรรถพลได้รับแจ้งจากสายลับว่า นายอ๊อดไม่ทราบชื่อและนามสกุลจริง ซึ่งพักอาศัยอยู่บริเวณตลาดเพชรรัตน์ ที่บ้านเลขที่ 3329 ซอยอุดมสุข 3 แขวงบางนา เขตบางนา กรุงเทพมหานคร มีพฤติการณ์ลักลอบจำหน่ายเมทแอมเฟตามีนครั้งละเป็นจำนวนมาก การซื้อขายจะติดต่อทางโทรศัพท์ ร้อยตำรวจเอกอรรถพลจึงวางแผนจับกุมโดยให้สายลับโทรศัพท์ขอซื้อเมทแอมเฟตามีนจากนายอ๊อด สายลับแจ้งว่าติดต่อซื้อได้จำนวน 220 เม็ด ราคาเม็ดละ 165 บาท นัดส่งมอบเมทแอมเฟตามีนเวลา 21.30 นาฬิกา ที่บริเวณร้านอาหารตามสั่งปากซอยอุดมสุข 3 โดยนายอ๊อดจะให้นางด้วงซึ่งเป็นแม่ค้าขายอาหารตามสั่งเป็นผู้นำมาส่งให้ โดยให้ข้อมูลว่านางด้วงอายุประมาณ 25 ปี รูปร่างท้วม ๆ พักอาศัยอยู่บ้านเดียวกับนายอ๊อด ครั้นเวลา 20.30 นาฬิกา พยานทั้งสองกับพวกและสายลับได้พากันเดินทางไปที่บริเวณตลาดเพชรรัตน์ ร้อยตำรวจเอกอรรถพลได้สั่งให้ดาบตำรวจชวเลิศและผู้ใต้บังคับบัญชาอื่นยืนปะปนกระจัดกระจายอยู่กับผู้คนบริเวณปากซอยอุดมสุข 3 ส่วนร้อยตำรวจเอกอรรถพลกับพวกอีกคนหนึ่งซุ่มอยู่ในรถยนต์ซึ่งจอดอยู่เยื้อง ๆ กับบ้านนายอ๊อด ต่อมาเวลา 21.30 นาฬิกา ร้อยตำรวจเอกอรรถพลเห็นจำเลยซึ่งมีลักษณะตามที่ได้รับแจ้งเดินออกจากบ้านหลังดังกล่าวไปทางปากซอยอุดมสุข 3 ร้อยตำรวจเอกอรรถพลจึงโทรศัพท์แจ้งให้ดาบตำรวจชวเลิศกับพวกทราบ และเดินตามจำเลยไปที่ร้านอาหารตามสั่ง เมื่อจำเลยเดินไปถึงร้านอาหารดังกล่าว ร้อยตำรวจเอกอรรถพลและดาบตำรวจชวเลิศกับพวกจึงแสดงตนเป็นเจ้าพนักงานตำรวจขอตรวจค้นตัวจำเลย จำเลยจึงได้ส่งห่อของที่อยู่ในมือขวาของจำเลยจำนวน 3 ห่อ ให้แก่ร้อยตำรวจเอกอรรถพล ห่อของดังกล่าวพันด้วยเทปกาวสีน้ำตาล เมื่อร้อยตำรวจเอกอรรถพลแกะออกดูจึงพบเมทแอมเฟตามีนจำนวน 20 เม็ดห่อหนึ่ง ส่วนอีก 2 ห่อ พบห่อละ 100 เม็ด ร้อยตำรวจเอกอรรถพลสอบถามจำเลยถึงเมทแอมเฟตามีนดังกล่าว จำเลยบอกว่าเป็นของนายอ๊อดให้นำมาส่งให้แก่ลูกค้าและจำเลยบอกว่ายังมีเมทแอมเฟตามีนอยู่ที่บ้านอีก ร้อยตำรวจเอกอรรถพลจึงให้จำเลยนำไปตรวจค้นที่บ้านเลขที่ 3329 โดยจำเลยนำไปตรวจค้นที่ห้องนอนชั้นสอง จำเลยบอกว่าจำเลยและนายอ๊อดนอนอยู่ในห้องนั้น แต่จำเลยกับนายอ๊อดไม่ได้เป็นอะไรกัน เมื่อร้อยตำรวจเอกอรรถพลสอบถามว่าซุกซ่อนเมทแอมเฟตามีนไว้ที่ไหน จำเลยก็ไปหยิบเมทแอมเฟตามีนซึ่งใส่ไว้ในถุงพลาสติกมีหูหิ้ววางไว้ที่พื้นบริเวณหน้าห้องนอนข้าง ๆ กล่องกระดาษ ร้อยตำรวจเอกอรรถพลตรวจค้นที่ถุงดังกล่าว พบห่อเมทแอมเฟตามีนซึ่งพันด้วยเทปกาวสีน้ำตาลอีก 9 ห่อ รวม 900 เม็ด โดยจำเลยอ้างว่าเป็นของนายอ๊อดเช่นเดียวกัน พยานทั้งสองจึงจับกุมจำเลยแจ้งข้อหาเป็นคดีนี้ จำเลยให้การรับสารภาพตามบันทึกการจับกุมดังนี้ ข้ออ้างของจำเลยที่ว่าไม่ทราบว่าของที่อยู่ในห่อเป็นอะไรนั้น ฟังไม่ขึ้น ไม่ปรากฏว่าพนักงานสอบสวนมีสาเหตุโกรธเคืองกับจำเลย จึงไม่มีเหตุให้ระแวงสงสัยว่าจะทำหลักฐานขึ้นเพื่อปรักปรำจำเลย ในการที่เจ้าพนักงานตำรวจตรวจค้นในบ้านพักของจำเลยนั้น จำเลยเป็นคนหยิบเมทแอมเฟตามีนจำนวน 900 เม็ด ให้แก่เจ้าพนักงานตำรวจ ไม่ใช่เจ้าพนักงานตำรวจค้นพบเองดังที่จำเลยฎีกา และฟังได้ต่อไปว่าจำเลยร่วมกับนายสมานมีเมทแอมเฟตามีนดังกล่าวไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่าย ที่ศาลล่างทั้งสองพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดฐานร่วมกับพวกมีเมทแอมเฟตามีนจำนวนตามฟ้องไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่ายมานั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาของจำเลยฟังไม่ขึ้น

อนึ่ง คดีนี้ได้ความตามที่โจทก์นำสืบว่าจำเลยให้การรับสารภาพในชั้นจับกุม แม้ว่ากฎหมายจะห้ามมิให้ศาลรับฟังคำรับสารภาพในชั้นจับกุมของจำเลยเป็นพยานหลักฐานในการพิจารณาพิพากษาคดี ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญามาตรา 84 วรรคท้าย ซึ่งแก้ไขเพิ่มเติมโดยพระราชบัญญัติแก้ไขเพิ่มเติมประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา (ฉบับที่ 22) พ.ศ.2547 มาตรา 19 แต่กฎหมายก็ไม่ได้ห้ามมิให้ศาลนำมาเป็นเหตุบรรเทาโทษแก่จำเลย ซึ่งถือได้ว่าคำให้การรับสารภาพในชั้นจับกุมดังกล่าวเป็นเหตุบรรเทาโทษโดยเหตุอื่นที่มีลักษณะทำนองเดียวกันกับเหตุบรรเทาโทษที่กฎหมายกำหนดไว้ในประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 วรรคสอง ศาลฎีกาจึงเห็นสมควรลดโทษให้จำเลยหนึ่งในสาม

พิพากษาแก้เป็นว่า ลดโทษให้จำเลยหนึ่งในสามตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 ประกอบมาตรา 53 คงจำคุก 33 ปี 4 เดือนและปรับ 666,666.67 บาท นอกจากที่แก้คงให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.อ. ม. 78
ป.วิ.อ. ม. 84
พ.ร.บ.แก้ไขเพิ่มเติม ป.วิ.อ. (ฉบับที่ 22) พ.ศ.2547 ม. 19
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการ สำนักงานอัยการสูงสุด
จำเลย — นางสาวพนิดาหรือด้วง บุญเสริม
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลอาญากรุงเทพใต้ — นางสุวิมล ทัสสโร
ศาลอุทธรณ์ — นายบุญทอง ปลื้มวรสวัสดิ์
ชื่อองค์คณะ
ชินวิทย์ จินดา แต้มแก้ว
พีรพล พิชยวัฒน์
พิสิฐ ฐิติภัค
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 7240/2554
#511650
เปิดฉบับเต็ม

แม้ชั้นพิจารณา โจทก์จะมีผู้เสียหายเบิกความเป็นพยานว่า จำเลยไม่เคยเอาอวัยวะเพศจำเลยสอดใส่เข้าไปในอวัยวะเพศผู้เสียหาย ตาและยายผู้เสียหายเบิกความในทำนองเดียวกันว่า เมื่อถอดกางเกงของผู้เสียหายออกมาดูอวัยวะเพศ ไม่มีรอยช้ำบวมก็ตาม แต่ตามบันทึกคำให้การของผู้เสียหาย ตาและยายผู้เสียหายซึ่งได้ให้การต่อพนักงานสอบสวนหลังเกิดเหตุไม่นาน โดยผู้เสียหายให้การต่อหน้าพนักงานอัยการและนักสังคมสงเคราะห์ คำให้การของบุคคลทั้งสามต่อเนื่องเชื่อมโยงเหตุการณ์เป็นลำดับขั้นตอนสมเหตุผล นอกจากนี้ ยายผู้เสียหายเบิกความว่า เหตุที่เบิกความแตกต่างจากที่ให้การไว้เนื่องจากไม่ประสงค์ให้จำเลยซึ่งเป็นลุงผู้เสียหายได้รับโทษจำคุก ทั้งจำเลยได้ชดใช้เงินให้จนฝ่ายผู้เสียหายพอใจและไม่ติดใจดำเนินคดีแก่จำเลย เชื่อว่าผู้เสียหาย ตาและยายผู้เสียหายเบิกความในชั้นพิจารณาเพื่อช่วยเหลือจำเลย คำให้การชั้นสอบสวนของพยานโจทก์มีน้ำหนักน่าเชื่อถือยิ่งกว่าคำเบิกความในชั้นพิจารณา แม้บันทึกคำให้การในชั้นสอบสวนจะเป็นพยานบอกเล่า แต่ตามสภาพ ลักษณะ แหล่งที่มา และข้อเท็จจริงแวดล้อมของพยานบอกเล่านั้นน่าเชื่อว่าจะพิสูจน์ความจริงได้ ตาม ป.วิ.อ. มาตรา 226/3 วรรคสอง (1) พยานหลักฐานของโจทก์จึงมีน้ำหนักให้รับฟัง

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 277, 279 คืนของกลางแก่เจ้าของ

จำเลยให้การรับสารภาพข้อหากระทำอนาจารแก่เด็กอายุยังไม่เกินสิบห้าปี แต่ให้การปฏิเสธในข้อหากระทำชำเราเด็กหญิงอายุยังไม่เกินสิบสามปี

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่าจำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 277 วรรคสอง จำคุก 8 ปี คืนของกลางให้แก่เจ้าของ ข้อหาอื่นนอกจากนี้ให้ยก

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 4 พิพากษายืน

จำเลยฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่าข้อเท็จจริงรับฟังได้ในเบื้องต้นว่าเด็กหญิง พ. ผู้เสียหาย เกิดเมื่อวันที่ 13 เมษายน 2542 ขณะเกิดเหตุผู้เสียหายมีอายุ 3 ปีเศษ ตามวันเวลาและสถานที่เกิดเหตุตามฟ้อง ผู้เสียหายไปเล่นที่บ้านของจำเลย แล้วกลับมาบ้าน เสื้อของผู้เสียหายเลอะคราบน้ำกาม นางคำกอง ยายของผู้เสียหายพาผู้เสียหายไปตรวจร่างกายที่โรงพยาบาลปทุมรัตต์ แพทย์ตรวจร่างกายผู้เสียหายแล้วพบรอยช้ำแดงที่แคมนอกด้านขวา ยาว 2 เซนติเมตร รอยฉีกขาดลึก 0.2 เซนติเมตร ยาว 1.5 เซนติเมตร ที่แคมในด้านขวามีเลือดออกเล็กน้อย จากการตรวจสารแอซิดฟอสฟาเตสในช่องคลอดของผู้เสียหายได้ผลบวกแสดงว่ามีน้ำกามในช่องคลอดของผู้เสียหาย ตามผลการตรวจชันสูตรบาดแผลของแพทย์และรายงานผลการตรวจวัตถุพยานคดีความผิดทางเพศ ต่อมาในวันที่ 12 ตุลาคม 2545 นางจำปา มารดาของผู้เสียหาย เข้าแจ้งความร้องทุกข์ให้ดำเนินคดีแก่จำเลย หลังเกิดเหตุจำเลยได้ไปขอขมาและชดใช้เงิน 10,000 บาท ให้แก่ฝ่ายผู้เสียหาย จนฝ่ายผู้เสียหายไม่ติดใจดำเนินคดีแก่จำเลย คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยว่า จำเลยกระทำความผิดตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 4 หรือไม่ โจทก์มีผู้เสียหายเป็นประจักษ์พยานเบิกความว่า จำเลยไม่เคยเอาอวัยวะเพศของจำเลยใส่เข้าไปในอวัยวะเพศของผู้เสียหาย และโจทก์ยังมีนายจันดากับนางคำกอง ตาและยายของผู้เสียหาย เป็นพยานเบิกความทำนองเดียวกันว่า ในวันเกิดเหตุ เวลาประมาณ 12 นาฬิกา ขณะพยานทั้งสองอยู่ที่บ้าน ผู้เสียหายเดินกลับมา เสื้อผ้าของผู้เสียหายเลอะคราบเหนียวคล้ายแป้งบริเวณเอวทั้งสองข้าง นางคำกองถามผู้เสียหายว่าเกิดอะไรขึ้น ผู้เสียหายบอกว่าลุงธรรมทำหนู นางคำกองถอดกางเกงของผู้เสียหายออกมาดูอวัยวะเพศ แต่ไม่มีรอยช้ำบวม เห็นว่า พยานโจทก์ทั้งสามปากเบิกความแตกต่างจากที่เคยให้การไว้ในชั้นสอบสวน โดยในชั้นสอบสวนผู้เสียหายให้การว่า จำเลยเอาอวัยวะเพศของจำเลยสอดใส่เข้าไปในอวัยวะเพศของผู้เสียหาย ผู้เสียหายรู้สึกเจ็บ และมีน้ำมาเปื้อนที่เสื้อของผู้เสียหาย ตามบันทึกคำให้การของผู้ร้องทุกข์และนายจันดากับนางคำกองให้การในชั้นสอบสวนทำนองเดียวกันว่า ในวันเกิดเหตุ เวลา 10.50 นาฬิกา นายจันดากับผู้เสียหายนั่งเล่นอยู่ที่เพิงพักชั่วคราว ซึ่งตั้งอยู่ระหว่างบ้านพักของนายจันดากับบ้านพักของจำเลย ต่อมาเวลาประมาณ 11 นาฬิกา ผู้เสียหายบอกนายจันดาว่า จะไปดูโทรทัศน์ที่บ้านของจำเลย หลังจากนั้นอีกประมาณ 20 นาที นางคำกองกลับมาที่บ้านและถามหาผู้เสียหาย ขณะนั้นผู้เสียหายเดินร้องไห้ลงมาจากบ้านของจำเลย นายจันดาและนางคำกองถามผู้เสียหายว่า ร้องไห้ทำไม ผู้เสียหายบอกว่าจำเลยเอาอวัยวะเพศของจำเลยสอดใส่เข้าไปในอวัยวะเพศของผู้เสียหาย ผู้เสียหายเจ็บมาก นายจันดารู้สึกโกรธจึงเดินไปสงบสติอารมณ์ นางคำกองเปิดดูอวัยวะเพศของผู้เสียหายพบว่าบวมแดง และมีคราบเปื้อนเป็นจุดบนเสื้อผ้าของผู้เสียหาย จากนั้นนายจันดาและนางคำกองพาผู้เสียหายไปให้แพทย์ตรวจร่างกายและโทรศัพท์แจ้งให้นางจำปาทราบ ตามบันทึกคำให้การพยาน นายจันดา ผู้เสียหายและนางคำกองให้การต่อพนักงานสอบสวนหลังเกิดเหตุเพียง 3 วัน 8 วัน และ 19 วันตามลำดับ ซึ่งเป็นระยะเวลาหลังเกิดเหตุไม่นาน โดยผู้เสียหายให้การต่อหน้าพนักงานอัยการและนักสังคมสงเคราะห์ ทั้งเรื่องที่แจ้งความดำเนินคดีแก่จำเลยก็เป็นเรื่องน่าอับอาย เสื่อมเสียต่อชื่อเสียงวงศ์ตระกูล และจำเลยยังมีความเกี่ยวพันเป็นลุงของผู้เสียหาย บ้านของผู้เสียหายและบ้านของจำเลยอยู่ติดกัน ผู้เสียหายไปเล่นกับบุตรสาวของจำเลยที่บ้านของจำเลยเป็นประจำ ฝ่ายผู้เสียหายและจำเลยไม่มีสาเหตุโกรธเคืองกันมาก่อน หากไม่มีเหตุการณ์ดังกล่าวเกิดขึ้นจริงผู้เสียหาย นายจันดาและนางคำกอง ก็ไม่น่าจะให้การต่อพนักงานสอบสวนเช่นนั้น และเมื่อพิเคราะห์คำให้การในชั้นสอบสวนของผู้เสียหาย นายจันดา และนางคำกอง แล้วจะเห็นได้ว่า คำให้การของบุคคลทั้งสามต่อเนื่องเชื่อมโยงเหตุการณ์เป็นลำดับขั้นตอนสมเหตุผล ตั้งแต่ผู้เสียหายร้องไห้กลับมาที่บ้านและบอกในทันทีว่าจำเลยเอาอวัยวะเพศของจำเลยสอดใส่เข้าไปในอวัยวะเพศของผู้เสียหาย จากการตรวจดูพบว่าอวัยวะเพศของผู้เสียหายบวมแดง จึงพาผู้เสียหายไปให้แพทย์ตรวจร่างกาย และแจ้งให้นางจำปาทราบ หากผู้เสียหายไม่ได้เล่าเหตุการณ์ดังกล่าวให้นางคำกองและนายจันดาทราบ ก็ไม่มีเหตุผลใดที่นางคำกองจะต้องตรวจดูอวัยวะเพศของผู้เสียหาย และหากนางคำกองไม่พบร่องรอยช้ำบวมแดงที่อวัยวะเพศของผู้เสียหายแล้วก็ไม่มีเหตุผลใดที่นางคำกองจะต้องพาผู้เสียหายไปให้แพทย์ตรวจร่างกายในวันเกิดเหตุ และโทรศัพท์ไปแจ้งให้นางจำปาที่ทำงานอยู่ที่กรุงเทพมหานครทราบในวันนั้นเอง นอกจากนี้นางคำกองยังเบิกความว่า ได้ให้การไว้ต่อพนักงานสอบสวนตามบันทึกคำให้การพยานจริง เหตุที่เบิกความแตกต่างจากที่ให้การไว้เนื่องจากไม่ประสงค์ให้จำเลยได้รับโทษจำคุก ทั้งหลังเกิดเหตุจำเลยยังได้มาขอขมาและชดใช้เงินให้แก่ฝ่ายผู้เสียหายเป็นเงิน 10,000 บาท จนฝ่ายผู้เสียหายพอใจและไม่ติดใจดำเนินคดีแก่จำเลย เชื่อว่าผู้เสียหาย นายจันดาและนางคำกองเบิกความในชั้นพิจารณาเพื่อช่วยเหลือจำเลย คำให้การชั้นสอบสวนของพยานโจทก์ดังกล่าวมีน้ำหนักน่าเชื่อถือยิ่งกว่าคำเบิกความในชั้นพิจารณา แม้บันทึกคำให้การในชั้นสอบสวนดังกล่าวจะเป็นพยานบอกเล่าแต่ตามสภาพ ลักษณะ แหล่งที่มา และข้อเท็จจริงแวดล้อมของพยานบอกเล่านั้นน่าเชื่อว่าจะพิสูจน์ความจริงได้ ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 226/3 วรรคสอง (1) ประกอบกับโจทก์มีนายพงษ์เฉลย แพทย์ผู้ตรวจร่างกายผู้เสียหายเบิกความว่า ในวันเกิดเหตุผู้เสียหายมาพบพยาน ผู้เสียหายมีอาการตื่นตกใจ พยานตรวจร่างกายผู้เสียหายพบรอยช้ำแดงที่แคมนอกด้านขวา ยาว 2 เซนติเมตร ที่แคมในด้านขวามีรอยฉีกขาดลึก 0.2 เซนติเมตร ยาว 1 เซนติเมตร และมีเลือดออกเล็กน้อยแต่ไม่พบอสุจิในช่องคลอด จากนั้นได้เก็บตัวอย่างน้ำในช่องคลอดของผู้เสียหายไปตรวจ พบสารแอซิดฟอสฟาเตส ซึ่งสารดังกล่าวจะพบในน้ำกาม แสดงว่าในช่องคลอดของผู้เสียหายมีน้ำกามอยู่ พยานโจทก์ปากนี้ไม่เคยรู้จักหรือมีสาเหตุโกรธเคืองกับจำเลยมาก่อน ได้ตรวจร่างกายผู้เสียหายในวันเกิดเหตุ ไม่มีเหตุให้ระแวงสงสัยว่าจะเบิกความปรักปรำจำเลยโดยไม่มีมูลความจริง อันเป็นการสนับสนุนคำให้การชั้นสอบสวนของผู้เสียหาย นายจันดา และนางคำกองให้มีน้ำหนักให้รับฟังมากยิ่งขึ้น และโจทก์ยังมีพันตำรวจโทไพบูลย์ พนักงานสอบสวนมาเบิกความเป็นพยานว่า พยานได้แจ้งข้อหาแก่จำเลยว่า กระทำชำเราเด็กหญิงอายุยังไม่เกินสิบสามปี และกระทำอนาจารแก่เด็กอายุยังไม่เกินสิบห้าปี จำเลยให้การรับสารภาพ และนำชี้ที่เกิดเหตุประกอบคำรับสารภาพ ตามบันทึกคำให้การของผู้ต้องหา บันทึกการนำชี้ที่เกิดเหตุประกอบคำรับสารภาพ และภาพถ่ายแสดงสถานที่เกิดเหตุ โดยไม่ปรากฏว่ามีการจูงใจให้คำมั่นสัญญา ขู่เข็ญหรือหลอกลวงแต่อย่างใด พยานหลักฐานโจทก์ที่นำสืบมามีน้ำหนักให้รับฟังได้ ที่จำเลยฎีกาว่า ในชั้นสอบสวนจำเลยให้การรับสารภาพในข้อหาอนาจารเท่านั้น แต่เหตุที่ลงลายมือชื่อในบันทึกคำให้การว่ารับสารภาพ เนื่องจากจำเลยอ่านหนังสือไม่ออก และเจ้าพนักงานตำรวจไม่ได้อ่านข้อความให้จำเลยฟังนั้น เห็นว่าจำเลยให้การหลังเกิดเหตุเพียง 3 วัน ซึ่งเป็นระยะเวลาใกล้ชิดกับเหตุการณ์ โดยระบุรายละเอียดของเหตุการณ์ เกี่ยวกับวัน เวลา สถานที่ และบุคคลไว้โดยละเอียด และยังนำชี้ที่เกิดเหตุประกอบคำรับสารภาพด้วย ซึ่งข้อเท็จจริงดังกล่าว หากจำเลยไม่ได้ให้การต่อพนักงานสอบสวน ก็ยากที่พนักงานสอบสวนจะปั้นแต่งเรื่องราวขึ้นได้ เชื่อว่าจำเลยให้การต่อพนักงานสอบสวนเช่นนี้จริงด้วยความสมัครใจ และที่จำเลยฎีกาทำนองว่า จำเลยไม่ได้สอดใส่อวัยวะเพศเข้าไปในอวัยวะเพศของผู้เสียหาย โดยแพทย์ตรวจไม่พบตัวอสุจิในช่องคลอดของผู้เสียหาย แต่ตามรายงานผลการตรวจวัตถุพยานคดีความผิดทางเพศ และผลการตรวจชันสูตรบาดแผลของแพทย์ ก็ปรากฏว่าตรวจพบน้ำกามในช่องคลอดและมีรอยฉีกขาดที่แคมในของผู้เสียหาย ซึ่งแสดงว่าจำเลยสอดใส่อวัยวะเพศเข้าไปในอวัยวะเพศของผู้เสียหายแล้ว และการที่แพทย์ไม่ได้ตรวจดีเอ็นเอของน้ำกามที่เลอะเปื้อนเสื้อของผู้เสียหายว่าเป็นของจำเลยหรือไม่ ก็ไม่ทำให้พยานโจทก์ดังกล่าวไม่มีน้ำหนักให้รับฟัง ส่วนที่จำเลยฎีกาว่า ในวันเกิดเหตุจำเลยกับบุตรสาวกำลังดูโทรทัศน์ ผู้เสียหายเข้ามาเล่นกับบุตรสาวของจำเลย จำเลยเกิดอารมณ์ทางเพศจึงสำเร็จความใคร่ด้วยตนเอง ผู้เสียหายเห็นจึงเอามือมาจับอวัยวะเพศของจำเลยจนจำเลยสำเร็จความใคร่ น้ำกามพุ่งเลอะมือของจำเลย จำเลยจึงใช้มือลูบคลำและใช้นิ้วใส่เข้าไปในอวัยวะเพศของผู้เสียหาย ทำให้ในช่องคลอดของผู้เสียหายมีสารแอซิดฟอสฟาเตส เห็นว่า เป็นฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริงที่ไม่ได้ยกขึ้นว่ากล่าวกันมาแล้วโดยชอบในศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ภาค 4 ต้องห้ามมิให้ฎีกาตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 249 วรรคหนึ่ง ประกอบประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 15 ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัย ฎีกาของจำเลยไม่มีน้ำหนักให้รับฟังหักล้างพยานหลักฐานของโจทก์ พยานหลักฐานของโจทก์ที่นำสืบมารับฟังได้มั่นคงปราศจากข้อสงสัยว่า จำเลยกระทำชำเราผู้เสียหายตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 4 จริง ส่วนที่จำเลยฎีกาขอให้ลงโทษสถานเบาและรอการลงโทษนั้น เห็นว่า โทษที่ศาลอุทธรณ์ภาค 4 กำหนดมานั้นเหมาะสมแก่รูปคดีแล้ว ไม่มีเหตุเปลี่ยนแปลงแก้ไข ฎีกาของจำเลยทุกข้อฟังไม่ขึ้น

อนึ่ง แม้ในระหว่างการพิจารณาของศาลฎีกา จะมีพระราชบัญญัติแก้ไขเพิ่มเติมประมวลกฎหมายอาญา (ฉบับที่ 19) พ.ศ. 2550 มาตรา 3 ให้ยกเลิกความในมาตรา 277 เดิม และให้ใช้ข้อความใหม่แทน แต่กฎหมายที่แก้ไขใหม่ไม่เป็นคุณแก่จำเลย จึงต้องใช้กฎหมายที่ใช้ในขณะกระทำความผิดบังคับ

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.อ. ม. 226/3
ป.อ. ม. 277 วรรคสอง (เดิม)
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการจังหวัดร้อยเอ็ด
จำเลย — นายบุญธรรม วิชัย
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดร้อยเอ็ด — นายสุรพล เจริญผล
ศาลอุทธรณ์ภาค 4 — นายอรรณพ จุฬาพิมพ์พันธุ์
ชื่อองค์คณะ
สมชาย พันธุมะโอภาส
วีระชาติ เอี่ยมประไพ
อาวุธ ปั้นปรีชา
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา