คำพิพากษา คำสั่งคำร้องและคำวินิจฉัยศาลฎีกา

ทั้งหมด 133,243 รายการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 8444/2554
#515027
เปิดฉบับเต็ม

คดีก่อนโจทก์ฟ้องขอให้พิพากษาว่า ทางพิพาทเป็นทางภาระจำยอมได้มาโดยอายุความ ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์พิพากษาว่า ทางพิพาทตกเป็นทางภาระจำยอมแก่ที่ดินของโจทก์โดยอายุความ คดีถึงที่สุดแล้ว ซึ่งสิทธิของโจทก์ที่ได้ทางภาระจำยอมโดยอายุความ ย่อมได้รับการคุ้มครองตามกฎหมายอยู่แล้ว โจทก์ฟ้องคดีนี้ขอให้บังคับจำเลยจดทะเบียนทางพิพาทเป็นทางภาระจำยอม ดังนี้ แม้คำขอบังคับท้ายฟ้องจะแตกต่างกันก็ตาม แต่ประเด็นที่ต้องพิจารณาก็เนื่องมาจากมูลฐานเดียวกัน คือ ทางพิพาทเป็นทางภาระจำยอมหรือไม่ เป็นกรณีที่โจทก์สามารถเรียกร้องโดยมีคำขอให้บังคับจำเลยจดทะเบียนทางพิพาทเป็นทางภาระจำยอมในคดีก่อนได้อยู่แล้วแต่โจทก์มิได้เรียกร้องมาในคดีก่อน กลับนำมาฟ้องเรียกร้องเป็นคดีนี้ จึงเป็นประเด็นที่วินิจฉัยโดยอาศัยเหตุอย่างเดียวกัน เป็นฟ้องซ้ำกับคดีก่อน ตาม ป.วิ.พ. มาตรา 148

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้จำเลยจดทะเบียนให้ทางพิพาทเป็นทางภาระจำยอมแก่ที่ดินของโจทก์ หากจำเลยไม่ปฏิบัติตามขอให้ถือเอาคำพิพากษาแทนการแสดงเจตนา

จำเลยขาดนัดยื่นคำให้การ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า ให้จำเลยจดทะเบียนทางภาระจำยอมในที่ดินโฉนดเลขที่ 24393 ตำบลบ้านยาง อำเภอเมืองบุรีรัมย์ จังหวัดบุรีรัมย์ เป็นทางภาระจำยอมแก่ที่ดินโจทก์ หากจำเลยไม่กระทำการจดทะเบียน ให้ถือเอาคำพิพากษาแทนการแสดงเจตนา ค่าฤชาธรรมเนียมให้เป็นพับ

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 3 พิพากษากลับ ให้ยกฟ้องโจทก์ ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสองศาลให้เป็นพับ

โจทก์ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า พิเคราะห์แล้ว ข้อเท็จจริงรับฟังเป็นยุติว่า โจทก์เคยฟ้องจำเลยขอให้พิพากษาว่าทางพิพาทซึ่งอยู่ในที่ดินของจำเลยโฉนดเลขที่ 24393 ตำบลบ้านยาง อำเภอเมืองบุรีรัมย์ จังหวัดบุรีรัมย์ เป็นทางภาระจำยอมแก่ที่ดินของโจทก์โฉนดเลขที่ 24219 ตำบลบ้านยาง อำเภอเมืองบุรีรัมย์ จังหวัดบุรีรัมย์ ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า ทางพิพาทตกเป็นทางภาระจำยอมแก่ที่ดินของโจทก์โดยอายุความ ตามคำพิพากษาคดีแพ่งหมายเลขแดงที่ 147/2545 ของศาลชั้นต้น ต่อมาศาลอุทธรณ์ภาค 3 มีคำพิพากษายืนตามศาลชั้นต้นในประเด็นดังกล่าว ตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 3 คดีแพ่งหมายเลขแดงที่ 2041/2545 คดีถึงที่สุดแล้ว มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ว่า ฟ้องโจทก์คดีนี้เป็นฟ้องซ้ำกับคดีดังกล่าวหรือไม่ เห็นว่า คดีก่อนโจทก์ฟ้องขอให้พิพากษาว่าทางพิพาทเป็นทางภาระจำยอมได้มาโดยอายุความ ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ภาค 3 พิพากษาว่า ทางพิพาทเป็นทางภาระจำยอมแก่ที่ดินของโจทก์โดยอายุความ คดีถึงที่สุดแล้ว ซึ่งสิทธิของโจทก์ที่ได้ทางภาระจำยอมโดยอายุความย่อมได้รับการคุ้มครองตามกฎหมายอยู่แล้ว โจทก์มาฟ้องคดีนี้ขอให้บังคับจำเลยจดทะเบียนทางพิพาทเป็นทางภาระจำยอม ดังนี้ แม้คำขอบังคับท้ายฟ้องจะแตกต่างกันก็ตาม แต่ประเด็นที่ต้องพิจารณาก็เนื่องมาจากมูลฐานเดียวกันคือ ทางพิพาทเป็นทางภาระจำยอมหรือไม่ เป็นกรณีที่โจทก์สามารถเรียกร้องโดยมีคำขอให้บังคับจำเลยจดทะเบียนทางพิพาทเป็นทางภาระจำยอมในคดีก่อนได้อยู่แล้ว แต่โจทก์มิได้เรียกร้องมาในคราวเดียวกันในคดีก่อน กลับนำมาฟ้องเรียกร้องเพิ่มเติมเป็นคดีนี้ จึงเป็นประเด็นที่วินิจฉัยโดยอาศัยเหตุอย่างเดียวกันเป็นฟ้องซ้ำกับคดีก่อน ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 148 โจทก์หาอาจอ้างความรู้เท่าไม่ถึงการณ์และความเข้าใจคลาดเคลื่อนสำคัญผิดไป หาได้ไม่ และคำพิพากษาของศาลฎีกาที่โจทก์อ้างมาข้อเท็จจริงไม่ตรงกับคดีนี้ ส่วนฎีกาของโจทก์นอกจากนี้ไม่เป็นสาระแก่คดีอันควรวินิจฉัยเพราะไม่ทำให้ผลคดีเปลี่ยนแปลงไป ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 3 พิพากษามานั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาของโจทก์ฟังไม่ขึ้น

พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ. ม. 148
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นางสาวตุ่มทอง แก้ววิเชียร
จำเลย — นางลำไพ เจียมรัมย์
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดบุรีรัมย์ — นางสาวสุกัญญา เวศยาสิรินทร์
ศาลอุทธรณ์ภาค 3 — นายศรีอัมพร ศาลิคุปต์
ชื่อองค์คณะ
อดิศักดิ์ ปัตรวลี
พิศาล อัยยะวรากูล
ประยูร ณ ระนอง
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 8405/2554
#521440
เปิดฉบับเต็ม

เครื่องหมายการค้าที่ประกอบด้วยชื่อนิติบุคคลจะมีลักษณะบ่งเฉพาะตาม พ.ร.บ.เครื่องหมายการค้า พ.ศ.2534 มาตรา 7 วรรคสอง (1) ได้ต่อเมื่อเครื่องหมายการค้าดังกล่าวเป็นชื่อเต็มของนิติบุคคลที่แสดงโดยลักษณะพิเศษและไม่เล็งถึงลักษณะ หรือคุณสมบัติของสินค้าที่ใช้เครื่องหมายการค้านั้นโดยตรง

เครื่องหมายการค้าคำว่า "" เป็นชื่อเต็มของบริษัทโจทก์ซึ่งเป็นนิติบุคคลตามกฎหมายประกอบด้วยภาษาโรมันเป็นตัวพิมพ์ใหญ่ทั้งหมด แม้โจทก์อ้างว่าได้มีการออกแบบลายเส้นของตัวอักษรให้มีลักษณะโค้งมน โดยคำว่า "" ออกแบบให้ฐานของตัวอักษร EAS เกาะเกี่ยวเชื่อมต่อกันและอักษร "A" ไม่มีขีดกลางตัวอักษรก็ตาม แต่ก็เป็นเพียงการดัดแปลงลายเส้นเฉพาะตัวอักษรโรมัน "EAS" เพียงเล็กน้อย โจทก์มิได้ทำให้เห็นถึงลักษณะพิเศษของตัวอักษรดังกล่าวในเครื่องหมายการค้า คำว่า "" โดยยังคงมีลักษณะเป็นตัวพิมพ์ใหญ่ธรรมดาทั่วไป เมื่อมองภาพรวมเห็นได้ว่าเครื่องหมายการค้าของโจทก์เป็นเครื่องหมายที่ใช้อักษรโรมันเป็นตัวพิมพ์ใหญ่เท่านั้น เครื่องหมายการค้าของโจทก์จึงเป็นเพียงชื่อเต็มของนิติบุคคลบริษัทโจทก์ที่ยังมิได้แสดงลักษณะพิเศษ

เครื่องหมายดังกล่าวมีคำว่า "CO., LTD." ซึ่งย่อมาจากคำว่า "Company Limited" ที่แปลว่า บริษัทจำกัดอยู่ตอนท้าย ทำให้ผู้พบเห็นเครื่องหมายดังกล่าวไม่อาจทราบได้ทันทีว่าคำว่า "" เป็นเครื่องหมายการค้า มิใช่เป็นเพียงแต่ชื่อบริษัทเท่านั้น จึงถือไม่ได้ว่าเครื่องหมายการค้าของโจทก์ดังกล่าวเป็นชื่อเต็มของนิติบุคคลที่แสดงโดยลักษณะพิเศษ อันมีลักษณะบ่งเฉพาะในตัวเอง ตามความหมายของมาตรา 7 วรรคสอง (1) แห่ง พ.ร.บ.เครื่องหมายการค้า พ.ศ.2534

เครื่องหมายใดจะมีสภาพเป็นเครื่องหมายการค้าตาม พ.ร.บ.เครื่องหมายการค้า พ.ศ.2534 มาตรา 4 หรือไม่ จะต้องพิจารณาว่าได้มีการใช้เครื่องหมายดังกล่าวเป็นที่หมายหรือเกี่ยวข้องกับสินค้าหรือไม่ สินค้าที่โจทก์นำเข้าที่บรรจุในถังได้มีการจำหน่ายต่อให้โรงงานอุตสาหกรรมต่าง ๆ โดยถังที่บรรจุสินค้าจะมีเครื่องหมายการค้าคำว่า "" ปรากฏอยู่ชัดเจนที่ด้านข้างตัวถัง ฝาถังและใช้ร่วมกับเครื่องหมายอื่น เห็นได้ว่า เครื่องหมายการค้าคำว่า "" ของโจทก์ได้ถูกใช้เป็นที่หมายของสินค้าเพื่อแสดงว่าสินค้าที่ใช้เครื่องหมายการค้าของโจทก์ดังกล่าวนั้นแตกต่างจากสินค้าที่ใช้เครื่องหมายการค้าของบุคคลอื่นแล้ว คำว่า "" ย่อมเป็นเครื่องหมายการค้าไม่ใช่เป็นเพียงชื่อนิติบุคคลซึ่งเป็นผู้ผลิตสินค้าดังกล่าว

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้พิพากษาว่าเครื่องหมายการค้าคำว่า "" ของโจทก์ตามคำขอจดทะเบียนเครื่องหมายการค้าเลขที่ 621347, 621348 และ 624118 มีลักษณะบ่งเฉพาะอันพึงรับจดทะเบียนได้ให้เพิกถอนคำสั่งของนายทะเบียนเครื่องหมายการค้าและคำวินิจฉัยของคณะกรรมการเครื่องหมายการค้า กับให้จำเลยดำเนินการเพื่อรับจดทะเบียนเครื่องหมายการค้าตามคำขอเลขที่ 621347, 621348 และ 624118 ตามขั้นตอนของกฎหมายต่อไป

จำเลยให้การขอให้ยกฟ้อง

ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางพิพากษายกฟ้อง ค่าฤชาธรรมเนียมให้เป็นพับ

โจทก์อุทธรณ์ต่อศาลฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงที่โจทก์และจำเลยไม่โต้แย้งกันในชั้นอุทธรณ์รับฟังได้ว่า โจทก์ซึ่งเป็นนิติบุคคลประเภทบริษัทจำกัดตามกฎหมายของประเทศญี่ปุ่นเป็นเจ้าของเครื่องหมายการค้าคำว่า "" เมื่อวันที่ 22 มีนาคม 2549 โจทก์ยื่นคำขอจดทะเบียนเครื่องหมายการค้าดังกล่าวตามคำขอเลขที่ 621347 เพื่อใช้กับสินค้าจำพวก 1 รายการสินค้า สารที่เตรียมขึ้นใช้ในการถอดแบบ สารถนอมสภาพที่ใช้ในอุตสาหกรรม สารที่เตรียมขึ้นทำให้โลหะแข็งหรืออ่อนตัว สารที่เตรียมขึ้นใช้ชุบโลหะให้แข็ง น้ำมันเบรก และสารเคมีที่ใช้ในกระบวนการผลิตโลหะ อุตสาหกรรมรถยนต์ และอุตสาหกรรมก่อสร้าง กับคำขอเลขที่ 621348 เพื่อใช้กับสินค้าจำพวก 4 รายการสินค้า ไขที่ใช้ในอุตสาหกรรม ไขที่ใช้ในการหล่อลื่น น้ำมันหล่อลื่น น้ำมันใช้หล่อลื่นช่วยในการตัด น้ำมันใช้หล่อลื่นช่วยในการฝน/ลับ น้ำมันที่ใช้ในงานโลหะ ปิโตรเลียมเยลลีที่ใช้ในด้านอุตสาหกรรม น้ำมันสำหรับแช่เหล็กร้อน น้ำมันสำหรับชุบเหล็กให้แข็ง น้ำมันทาแบบหล่อ สารหล่อลื่นแบบแข็ง ขี้ผึ้งที่ใช้ในอุตสาหกรรม ขี้ผึ้ง (วัตถุดิบ) และขี้ผึ้งใช้กับสายพาน ต่อมาวันที่ 21 เมษายน 2549 โจทก์ยื่นคำขอจดทะเบียนเครื่องหมายการค้าดังกล่าวตามคำขอเลขที่ 624118 เพื่อใช้กับสินค้าจำพวก 2 รายการสินค้า ไขป้องกันสนิม น้ำมันป้องกันสนิม นายทะเบียนเครื่องหมายการค้ามีคำสั่งไม่รับจดทะเบียนเครื่องหมายการค้าตามคำขอทั้งสามคำขอของโจทก์ โจทก์อุทธรณ์คำสั่งดังกล่าวต่อคณะกรรมการเครื่องหมายการค้า คณะกรรมการเครื่องหมายการค้ามีคำวินิจฉัยยืนตามคำสั่งของนายทะเบียนเครื่องหมายการค้าว่า เครื่องหมายการค้าคำว่า "" เป็นชื่อนิติบุคคลที่มิได้แสดงโดยลักษณะพิเศษ ไม่มีลักษณะบ่งเฉพาะ ตามพระราชบัญญัติเครื่องหมายการค้า พ.ศ.2534 มาตรา 7 วรรคสอง (1) และหลักฐานของโจทก์ยังไม่เพียงพอให้รับฟังว่าเครื่องหมายการค้าตามคำขอจดทะเบียนทั้งสามคำขอได้มีการโฆษณาหรือใช้จนแพร่หลายแล้วในประเทศไทยอันถือได้ว่ามีลักษณะบ่งเฉพาะ ตามประกาศกระทรวงพาณิชย์ เรื่องการพิสูจน์ลักษณะบ่งเฉพาะตามมาตรา 7 วรรคสาม แห่งพระราชบัญญัติเครื่องหมายการค้า พ.ศ.2534 ลงวันที่ 12 มีนาคม 2546 จึงไม่รับจดทะเบียน

มีปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของโจทก์ประการแรกว่า เครื่องหมายการค้าคำว่า "" ตามคำขอจดทะเบียนเครื่องหมายการค้าเลขที่ 621347, 621348 และ 624118 ของโจทก์มีลักษณะบ่งเฉพาะในตัวเอง ตามพระราชบัญญัติเครื่องหมายการค้า พ.ศ.2534 มาตรา 7 วรรคสอง (1) หรือไม่ เห็นว่า เครื่องหมายการค้าที่ประกอบด้วยชื่อนิติบุคคลจะมีลักษณะบ่งเฉพาะตามพระราชบัญญัติเครื่องหมายการค้า พ.ศ.2534 มาตรา 7 วรรคสอง (1) ได้ก็ต่อเมื่อเครื่องหมายการค้าดังกล่าวเป็นชื่อเต็มของนิติบุคคลที่แสดงโดยลักษณะพิเศษและไม่เล็งถึงลักษณะหรือคุณสมบัติของสินค้าที่ใช้เครื่องหมายการค้านั้นโดยตรง สำหรับเครื่องหมายการค้าคำว่า "" นี้ คำว่า "NIPPON GREASE CO.,LTD." เป็นชื่อเต็มของบริษัทโจทก์ซึ่งเป็นนิติบุคคลตามกฎหมาย โดยเครื่องหมายการค้าดังกล่าวประกอบด้วยอักษรโรมันเป็นตัวพิมพ์ใหญ่ทั้งหมด แม้โจทก์อ้างว่าได้มีการออกแบบลายเส้นของตัวอักษรให้มีลักษณะโค้งมน โดยคำว่า "" ยังออกแบบให้ฐานของตัวอักษร "" เกาะเกี่ยวเชื่อมต่อกันและอักษร "A" ไม่มีขีดกลางที่ตัวอักษรก็ตาม แต่ก็เป็นการดัดแปลงลายเส้นเฉพาะตัวอักษรโรมัน " EAS " เพียงเล็กน้อย โจทก์มิได้ทำให้เห็นถึงลักษณะพิเศษของตัวอักษร "" ตัวอักษร "" ในเครื่องหมายการค้า "" ยังคงมีลักษณะที่มองเห็นได้ว่าเป็นตัวพิมพ์ใหญ่ธรรมดาทั่วไป เมื่อพิจารณาภาพรวมของเครื่องหมายการค้า "" ที่ตัวอักษรอื่นทั้งหมดเป็นตัวพิมพ์ใหญ่แล้ว เห็นได้ว่าเครื่องหมายการค้าดังกล่าวเป็นเครื่องหมายที่ใช้อักษรโรมันเป็นตัวพิมพ์ใหญ่เท่านั้น เครื่องหมายการค้า "" จึงเป็นเพียงชื่อเต็มของนิติบุคคลบริษัทโจทก์ที่ยังมิได้แสดงโดยลักษณะพิเศษแต่อย่างใด

ประกอบกับเครื่องหมายดังกล่าวมีคำว่า "CO.,LTD." ซึ่งย่อมาจากคำว่า "Company Limited" ที่แปลว่า "บริษัทจำกัด" อยู่ตอนท้าย ทำให้ผู้ที่พบเห็นเครื่องหมายดังกล่าว ไม่อาจทราบได้ในทันทีว่าคำว่า "" เป็นเครื่องหมายการค้า มิใช่เป็นแต่เพียงชื่อของบริษัทเท่านั้น จึงถือไม่ได้ว่าเครื่องหมายการค้าคำว่า "" ตามคำขอจดทะเบียนเครื่องหมายการค้าของโจทก์เป็นชื่อเต็มของนิติบุคคลที่แสดงโดยลักษณะพิเศษ อันมีลักษณะบ่งเฉพาะในตัวเอง ตามความหมายของมาตรา 7 วรรคสอง (1) แห่งพระราชบัญญัติเครื่องหมายการค้า พ.ศ.2534

เมื่อเครื่องหมายการค้าคำว่า "" เป็นเพียงชื่อเต็มของนิติบุคคลที่มิได้แสดงโดยลักษณะพิเศษจึงไม่จำต้องพิจารณาต่อไปว่า เครื่องหมายการค้าคำว่า "" เป็นคำที่เล็งถึงลักษณะหรือคุณสมบัติของสินค้าที่โจทก์ขอจดทะเบียนโดยตรงหรือไม่ต่อไปเพราะแม้จะวินิจฉัยว่าคำว่า "NIPPON GREASE" ไม่ใช่คำที่เล็งถึงลักษณะหรือคุณสมบัติของสินค้าดังกล่าวโดยตรง ก็ไม่ได้ทำให้เครื่องหมายการค้านั้นมีลักษณะบ่งเฉพาะในตัวเอง ที่ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางวินิจฉัยว่า เครื่องหมายการค้าของโจทก์ทั้งสามคำขอไม่มีลักษณะบ่งเฉพาะตามบทกฎหมายข้างต้นนั้น ศาลฎีกาแผนกคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศเห็นพ้องด้วย อุทธรณ์ของโจทก์ในข้อนี้ฟังไม่ขึ้น

มีปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของโจทก์ประการต่อไปว่า เครื่องหมายการค้าคำว่า "" ตามคำขอจดทะเบียนทั้งสามคำขอดังกล่าวมีลักษณะบ่งเฉพาะโดยการจำหน่าย เผยแพร่ หรือโฆษณาสินค้าที่ใช้เครื่องหมายการค้านั้นจนแพร่หลายแล้ว ตามพระราชบัญญัติเครื่องหมายการค้า พ.ศ.2534 มาตรา 7 วรรคสาม ประกอบมาตรา 7 วรรคสอง (1) หรือไม่ เห็นว่า พระราชบัญญัติเครื่องหมายการค้า พ.ศ.2534 มาตรา 4 บัญญัติว่า "เครื่องหมายการค้า" หมายความว่า เครื่องหมายที่ใช้หรือจะใช้เป็นที่หมายหรือเกี่ยวข้องกับสินค้า เพื่อแสดงว่าสินค้าที่ใช้เครื่องหมายของเจ้าของเครื่องหมายการค้านั้นแตกต่างกับสินค้าที่ใช้เครื่องหมายการค้าของบุคคลอื่น ดังนั้น เครื่องหมายใดจะมีสภาพเป็นเครื่องหมายการค้าตามกฎหมายหรือไม่ จะต้องพิจารณาว่าได้มีการใช้เครื่องหมายดังกล่าวเป็นที่หมายหรือเกี่ยวข้องกับสินค้าหรือไม่ ในปัญหานี้โจทก์มีนางสาวดวงฤดี ผู้ช่วยผู้จัดการฝ่ายขายบริษัทซันโนโก้ (ไทยแลนด์) จำกัด ตัวแทนจำหน่ายสินค้าของโจทก์ในประเทศไทยมาเบิกความประกอบบันทึกถ้อยคำยืนยันข้อเท็จจริงของตนว่า บริษัทซันโนโก้ (ไทยแลนด์) จำกัด นำเข้าเพียงสินค้าน้ำมันหล่อลื่นและจาระบีที่ใช้เครื่องหมายการค้า คำว่า "" ของโจทก์เข้ามาจำหน่ายในประเทศไทยเมื่อปี 2538 สินค้าที่โจทก์นำเข้าบรรจุอยู่ในถังขนาด 160 กิโลกรัม และถังขนาด 16 กิโลกรัม นั้น ได้มีการจำหน่ายต่อให้โรงงานอุตสาหกรรมต่าง ๆ โดยถังซึ่งบรรจุสินค้าจะมีเครื่องหมายการค้าคำว่า "" ปรากฏอยู่ที่ด้านข้างถังโดยสินค้าเป็นน้ำมันหล่อลื่นและจาระบี แม้สินค้าที่เป็นจาระบีจะมีคำว่า "" ปรากฏอยู่ที่ถังสินค้าที่มีขนาดตัวอักษรเล็กกว่าเครื่องหมาย มากและคำดังกล่าวไปปรากฏอยู่ที่ด้านข้างของถังใกล้กับแนวตะเข็บรอยต่อในตำแหน่งที่ไม่เด่นชัด แต่เมื่อพิจารณาสินค้าตามภาพถ่ายในหลักฐานการจดทะเบียนตามคำขอเลขที่ 621347 และ 621348 แล้ว ปรากฏว่าภาพถ่ายสินค้าในตามคำขอเลขที่ 621347 เป็นภาพถ่ายด้านข้างถังบรรจุสินค้าของโจทก์ที่เป็นน้ำมันหล่อลื่น และตามคำขอเลขที่ 621348 เป็นภาพฝาถังที่บรรจุสินค้าของโจทก์ขนาด 160 กิโลกรัม ซึ่งมีเครื่องหมายการค้าคำว่า "" ปรากฏชัดเจนที่ฝาถังและตัวถัง โดยสินค้าตามคำขอเลขที่ 621347 ใช้เครื่องหมายการค้าคำว่า "" ร่วมกับเครื่องหมาย ของโจทก์ ดังนั้น จึงเห็นได้ว่าเครื่องหมายการค้าคำว่า "" ของโจทก์ได้ถูกใช้เป็นที่หมายของสินค้าน้ำมันหล่อลื่นเพื่อแสดงว่าสินค้าน้ำมันหล่อลื่นที่ใช้เครื่องหมายการค้าคำว่า "" ของโจทก์นั้นแตกต่างจากสินค้าน้ำมันหล่อลื่นที่ใช้เครื่องหมายการค้าของบุคคลอื่นแล้ว คำว่า "" ย่อมเป็นเครื่องหมายการค้า ไม่ใช่เป็นเพียงชื่อนิติบุคคลซึ่งเป็นผู้ผลิตสินค้าดังกล่าว ที่ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางวินิจฉัยว่า โจทก์ไม่ได้ใช้คำว่า "" เป็นเครื่องหมายการค้ากับสินค้าของโจทก์ ศาลฎีกาแผนกคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศไม่เห็นพ้องด้วย อุทธรณ์ของโจทก์ในข้อนี้ฟังขึ้น

พิพากษาแก้เป็นว่า เครื่องหมายการค้าคำว่า "" ตามคำขอจดทะเบียนเครื่องหมายการค้าเลขที่ 621348 ของโจทก์มีลักษณะบ่งเฉพาะอันพึงรับจดทะเบียนได้กับสินค้าจำพวก 4 รายการสินค้า น้ำมันหล่อลื่น น้ำมันใช้หล่อลื่นในการตัด น้ำมันใช้หล่อลื่นช่วยในการฝน/ลับ ตามพระราชบัญญัติเครื่องหมายการค้า พ.ศ.2534 มาตรา 7 วรรคสอง (1) มาตรา 6 (1) ให้เพิกถอนคำสั่งนายทะเบียนเครื่องหมายการค้าและคำวินิจฉัยของคณะกรรมการเครื่องหมายการค้าตามคำขอจดทะเบียนเลขที่ 621348 ของโจทก์ดังกล่าว กับให้จำเลยดำเนินการเพื่อรับจดทะเบียนเครื่องหมายการค้าตามคำขอจดทะเบียนดังกล่าวตามขั้นตอนของกฎหมายต่อไป ค่าฤชาธรรมเนียมในชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ คำขออื่นนอกจากนี้คงให้ยกตามคำพิพากษาศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลาง
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.เครื่องหมายการค้า พ.ศ.2534 ม. 4 ม. 7 วรรคสอง (1) ม. 7 วรรคสาม
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นิปปอน กรีส คัมปะนี ลิมิเต็ด
จำเลย — กรมทรัพย์สินทางปัญญา
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลาง — นายกุลธร วิไลรัตน์
ชื่อองค์คณะ
ปริญญา ดีผดุง
อร่าม เสนามนตรี
ธัชพันธ์ ประพุทธนิติสาร
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 8403/2554
#520466
เปิดฉบับเต็ม

หิน 2,000 ลูกบาศก์เมตร ตามบัญชีทรัพย์ถูกประทุษร้ายเป็นหินที่ประเมินจากความเสียหายจากหินที่ถูกคนร้ายขุดขึ้นมา มิใช่หินที่โจทก์ร่วมขุดขึ้นมากองไว้แต่อย่างใด หินจำนวนดังกล่าวจึงเป็นหินแกรนิตที่มีอยู่ตามธรรมชาติและเป็นทรัพย์ที่ไม่มีเจ้าของแต่บุคคลอาจได้มาซึ่งกรรมสิทธิ์โดยการเข้ายึดถือเอา การที่บริษัท ก โจทก์ร่วมได้รับประทานบัตรในการทำเหมืองแร่เป็นการผูกขาดจากรัฐ โจทก์ร่วมจึงมีสิทธิเพียงว่า ถ้าจะขุดหินแกรนิตจากพื้นดินที่ได้รับประทานบัตรก็ย่อมมีสิทธิที่จะเข้าถือเอาได้โดยไม่มีการหวงห้ามเสมือนบุคคลที่ไม่ได้รับประทานบัตร แต่จะมีกรรมสิทธิ์ในหินแกรนิตได้จะต้องมีการเข้ายึดถือเอาอีกชั้นหนึ่งก่อน เมื่อโจทก์ร่วมยังมิได้เข้ายึดถือ ถือเอาหินแกรนิตในเขตประทานบัตรตาม ป.พ.พ. มาตรา 1318 โจทก์ร่วมจึงมิได้เป็นเจ้าของหินแกรนิต การที่จำเลยที่ 1 และที่ 3 เข้าขุดหินแกรนิตซึ่งฝังอยู่ในดินโดยจำเลยที่ 4 ซึ่งมีที่ดินอยู่ใกล้กับเขตประทานบัตรของโจทก์ร่วมเป็นผู้ขายหินแกรนิตให้กับจำเลยที่ 1 จึงเป็นเพียงการละเมิดสิทธิของโจทก์ร่วมตามประทานบัตรที่จะเข้ายึดถือเอาหินแกรนิตในเขตประทานบัตรเท่านั้น มิใช่เป็นการลักเอาทรัพย์ซึ่งเป็นหินแกรนิตของโจทก์ร่วมแต่อย่างใด

พื้นที่เกิดเหตุเป็นเขตประทานบัตร ผู้มีสิทธิขุดหินคือผู้ขอประทานบัตรและผู้รับช่วงประทานบัตร แม้ขณะเกิดเหตุจะอยู่ในช่วงขออนุญาตหยุดทำเหมืองแร่ก็ตาม แต่บุคคลที่เข้าไปในเขตประทานบัตรได้ก็คือบุคคลที่ได้รับอนุญาตเท่านั้น ซึ่งแสดงว่าโจทก์ร่วมยังมีเจตนาที่จะยึดถือครอบครองที่ดินในเขตประทานบัตรอยู่ตลอดเวลาที่มีการอนุญาตให้หยุดทำการเหมืองแร่ การที่จำเลยที่ 1 ที่ 2 และที่ 3 เข้าไปขุดตักหินแกรนิตในเขตประทานบัตร ของโจทก์ร่วมโดยไม่ได้รับอนุญาตจนเป็นเหตุให้บริเวณดังกล่าวได้รับความเสียหายมีลักษณะเป็นหลุมบ่อกระจายอยู่โดยรอบเนื้อที่ประมาณ 8 ไร่ 2 งาน ย่อมเป็นความผิดฐานร่วมกันบุกรุกเข้าไปกระทำการใดๆ อันเป็นการรบกวนการครอบครองอสังหาริมทรัพย์ของเขาโดยปกติสุขตาม ป.อ. มาตรา 362 และฐานร่วมกันบุกรุกเข้าไปยึดถือครอบครองที่ดินของรัฐ กระทำด้วยประการใดๆ อันเป็นการทำลายป่า ทั้งยังมีความผิดฐานเข้าไปทำลายหรือทำให้เสื่อมสภาพพื้นที่ในเขตประทานบัตรตาม พ.ร.บ.แร่ พ.ศ.2510 มาตรา 12, 133 ด้วย

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องและแก้ไขคำฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยทั้งสี่ตามพระราชบัญญัติป่าไม้ พ.ศ.2484 มาตรา 4, 54, 72 ตรี วรรคหนึ่ง, 74 ทวิ พระราชบัญญัติแร่ พ.ศ.2510 มาตรา 4, 12, 13, 133 ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 32, 33, 83, 335, 336 ทวิ, 362, 365 ประมวลกฎหมายที่ดิน มาตรา 9, 108 ทวิ ริบของกลาง และให้จำเลยทั้งสี่ร่วมกันคืนหรือชดใช้ราคาทรัพย์ 7,497,000 บาท ที่ยังไม่ได้คืนแก่ผู้เสียหาย

จำเลยที่ 1 ที่ 2 และที่ 3 ให้การปฏิเสธ

จำเลยที่ 4 ให้การรับสารภาพ

ระหว่างพิจารณา บริษัทกรีนฟิลด์เอเซีย จำกัด ผู้เสียหาย ยื่นคำร้องขอเข้าร่วมเป็นโจทก์ ศาลชั้นต้นอนุญาตเฉพาะข้อหาลักทรัพย์

ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง คืนของกลางแก่เจ้าของ คำขออื่นให้ยก

โจทก์และโจทก์ร่วมอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 7 พิพากษากลับว่า จำเลยทั้งสี่มีความผิดตามพระราชบัญญัติป่าไม้ พ.ศ.2484 มาตรา 4, 54 วรรคหนึ่ง, 72 ตรี วรรคหนึ่ง, 74 ทวิ (ที่ถูก ไม่ต้องปรับบทมาตรา 34 ทวิ) พระราชบัญญัติแร่ พ.ศ.2510 มาตรา 4 (ที่ถูกไม่ต้องปรับบทมาตรา 4), 12, 13 (ที่ถูกไม่ต้องปรับบทมาตรา 13), 133 ประมวลกฎหมายที่ดิน มาตรา 9, 108 ทวิ วรรคสอง ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 32, 33 (ที่ถูกไม่ต้องปรับบทมาตรา 32, 33), 83, 335 (7) วรรคแรก, 336 ทวิ และมาตรา 365 (2) ประกอบมาตรา 362 ความผิดตามพระราชบัญญัติป่าไม้ พระราชบัญญัติแร่ ประมวลกฎหมายที่ดินและความผิดฐานร่วมกันบุกรุกเป็นการกระทำอันเป็นกรรมเดียวเป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบท ให้ลงโทษตามพระราชบัญญัติป่าไม้ ซึ่งเป็นกฎหมายบทที่มีโทษหนักที่สุดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 ปรับจำเลยที่ 1 เป็นเงิน 50,000 บาท จำคุกจำเลยที่ 2 ถึงที่ 4 คนละ 1 ปี ส่วนความผิดฐานร่วมกันลักทรัพย์โดยใช้ยานพาหนะ ปรับจำเลยที่ 1 เป็นเงิน 15,000 บาท จำคุกจำเลยที่ 2 ถึงที่ 4 คนละ 3 ปี รวมปรับจำเลยที่ 1 เป็นเงิน 65,000 บาท จำคุกจำเลยที่ 2 ถึงที่ 4 คนละ 4 ปี จำเลยที่ 4 ให้การรับสารภาพเป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้กึ่งหนึ่ง ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คงจำคุกจำเลยที่ 4 มีกำหนด 2 ปี ริบรถแบ็กโฮของกลาง และให้จำเลยทั้งสี่ร่วมกันคืนหรือใช้ราคาทรัพย์ 7,497,000 บาท ที่ยังไม่ได้คืนแก่โจทก์ร่วม หากจำเลยที่ 1 ไม่ชำระค่าปรับให้จัดการตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 29

โจทก์ร่วม และจำเลยทั้งสี่ฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีสิ่งแวดล้อมวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงที่คู่ความมิได้โต้แย้งกันรับฟังเป็นที่ยุติได้ว่าตามวันเวลาเกิดเหตุจำเลยที่ 1 โดยนางสาวสุมิตรา และจำเลยที่ 3 ใช้รถยนต์บรรทุกหกล้อบรรทุกหินแกรนิตออกจากเขตเหมืองแร่ที่โจทก์ร่วมได้รับช่วงประทานบัตรมาที่บริษัทขำเจริญ จำกัด จำเลยที่ 1 ประมาณ 588 คันรถบรรทุกหกล้อ

มีปัญหาวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยที่ 1 ที่ 2 ที่ 3 ประการแรกว่า จำเลยที่ 1 ที่ 2 และที่ 3 ร่วมกันลักทรัพย์หินแกรนิตของโจทก์ร่วมหรือไม่ เห็นว่า โจทก์และโจทก์ร่วมนำสืบว่า นายพงษ์ศักดิ์ ผู้จัดการบริษัทโจทก์ร่วมเข้าไปที่เหมืองแร่เขตประทานบัตร พบรถบรรทุกสิบล้อและหกล้อ รถยกหิน รถแบ็กโฮเล็ก และชายหลายคน เมื่อกลุ่มชายดังกล่าวเห็นพยานจึงวิ่งหลบหนี นายพงษ์ศักดิ์สังเกตที่ข้างรถยกเห็นเขียนว่าบริษัทขำเจริญ จำกัด จึงไปแจ้งความร้องทุกข์และคำนวณว่าหินที่ถูกลักขุดไปเป็นหินแกรนิตประมาณ 2,000 ลูกบาศก์เมตร นอกจากนั้นนายพงษ์ศักดิ์ยังพบหินแกรนิตที่นายชาญชัยตักขึ้นมาจากเขตประทานบัตรจำนวนหลายร้อยก้อน ซึ่งเคยวางอยู่ทั่วไปในบริเวณเขตประทานบัตรอยู่ที่บริษัทจำเลยที่ 1 ด้วย เมื่อพิจารณาภาพถ่ายแล้ว ปรากฏว่า เป็นภาพถ่ายหินแกรนิตขนาดใหญ่เพียง 3 ก้อน ซึ่งนายประมวล นักธรณีวิทยา 7 ได้ตรวจสอบตัวอย่างหินจากหลังบริษัทจำเลยที่ 1 เปรียบเทียบกับหินในเขตประทานบัตรของโจทก์ร่วมแล้วปรากฏว่า ก้อนหินมนใหญ่ที่เป็นหินแกรนิตเนื้อขนาดเดียวกันของทั้งสองบริเวณนี้ลักษณะคล้ายกันในเรื่องของชนิดหิน สีของหิน ขนาดของเนื้อหิน และแร่ประกอบหินแต่ไม่พบลักษณะเด่นเป็นพิเศษที่จะบ่งบอกยืนยันทางวิชาการธรณีวิทยาได้ว่า ก้อนหินมนใหญ่ที่กองอยู่บริเวณหลังบริษัทจำเลยที่ 1 ทั้งหมดหรือก้อนใดบ้างมาจากแหล่งก้อนหินมนใหญ่ในเขตประทานบัตรของโจทก์ร่วม ประกอบกับได้ความจากคำเบิกความของนายเฉลียว พยานจำเลยที่ 1 ถึงที่ 3 ว่า พยานรับจ้างนายไพโรจน์ จัดสวนพิพิธภัณฑ์หุ่นขี้ผึ้ง นายไพโรจน์แนะนำให้พยานไปดูหินที่เขาตะคอง พยานจึงไปพบจำเลยที่ 4 และได้ขนหินออกจากเขตประทานบัตร 130 เที่ยวรถสิบล้อ โดยเริ่มขนตั้งแต่เดือนมีนาคม 2547 นอกจากนั้นยังมีบริษัทอื่นอีก 10 กว่าแห่ง ที่นำหินออกจากเหมืองแร่ของโจทก์ร่วมโดยติดต่อกับจำเลยที่ 4 พยานหลักฐานของโจทก์และโจทก์ร่วมจึงยังฟังไม่ได้แน่ชัดว่า หินแกรนิตที่นายชาญชัยตักขึ้นมาเพื่อทำการวิจัยจำนวนหลายร้อยก้อนจะถูกนำออกจากเขตประทานบัตรของโจทก์ร่วมโดยฝ่ายจำเลยมิใช่ผู้ซื้อรายอื่น ส่วนหินแกรนิต 2,000 ลูกบาศก์เมตร ก็ได้ความจากคำให้การชั้นสอบสวนของนายพงษ์ศักดิ์ว่า เป็นหินที่โจทก์ร่วมประเมินจากความเสียหายจากหินที่ถูกคนร้ายขุดขึ้นมา มิใช่หินที่โจทก์ร่วมขุดมากองไว้แต่อย่างใด เห็นว่า หิน 2,000 ลูกบาศก์เมตร เป็นหินแกรนิตซึ่งมีอยู่ตามธรรมชาติและเป็นทรัพย์ที่ไม่มีเจ้าของแต่บุคคลอาจได้มาซึ่งกรรมสิทธิ์โดยการเข้ายึดถือเอา การที่บริษัทกรีนฟิลด์ เอเซีย จำกัด โจทก์ร่วมได้รับประทานบัตรในการทำเหมืองแร่เป็นการผูกขาดจากรัฐ โจทก์ร่วมจึงมีสิทธิเพียงว่าถ้าจะขุดหินแกรนิตจากพื้นดินที่ได้รับประทานบัตรก็ย่อมมีสิทธิที่จะเข้าถือเอาได้โดยไม่มีการหวงห้ามเสมือนบุคคลที่ไม่ได้รับประทานบัตร แต่จะมีกรรมสิทธิ์ในหินแกรนิตได้จะต้องมีการเข้ายึดถือเอาอีกชั้นหนึ่งก่อน เมื่อปรากฏจากทางนำสืบของโจทก์และโจทก์ร่วมว่า โจทก์ร่วมยังไม่ได้เข้ายึดถือเอาหินแกรนิตในเขตประทานบัตรตามมาตรา 1318 ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ โจทก์ร่วมจึงมิได้เป็นเจ้าของในหินแกรนิต การที่จำเลยที่ 1 ที่ 3 เข้าขุดหินแกรนิตซึ่งฝังอยู่ในดินโดยจำเลยที่ 4 ซึ่งมีที่ดินอยู่ใกล้กับเขตประทานบัตรของโจทก์ร่วมเป็นผู้ขายหินแกรนิตให้กับจำเลยที่ 1 จึงเป็นเพียงการละเมิดสิทธิของโจทก์ร่วมตามประทานบัตรที่จะเข้ายึดถือเอาหินแกรนิตในเขตประทานบัตรเท่านั้น มิใช่เป็นการลักเอาทรัพย์ซึ่งเป็นหินแกรนิตของโจทก์ร่วมแต่อย่างใด จำเลยที่ 1 ถึงที่ 3 จึงไม่มีความผิดฐานร่วมกันลักทรัพย์ เมื่อฟังว่า จำเลยที่ 1 ถึงที่ 3 ไม่มีความผิดฐานร่วมกันลักทรัพย์ ซึ่งเป็นเหตุลักษณะคดี ศาลฎีกาย่อมมีอำนาจพิพากษายกฟ้องความผิดฐานลักทรัพย์ไปถึงจำเลยที่ 4 ที่มิได้ฎีกาในประเด็นข้อนี้มิให้ถูกรับโทษดุจจำเลยที่ 1 ถึงที่ 3 ผู้ฎีกาได้ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 213 ประกอบมาตรา 225

มีปัญหาวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยที่ 1 ถึงที่ 3 ประการต่อไปมีว่า จำเลยที่ 1 ถึงที่ 3 มีความผิดฐานร่วมกันบุกรุกเข้าไปกระทำการใดๆ อันเป็นการรบกวนการครอบครองอสังหาริมทรัพย์ของเขาโดยปกติสุขตามประมวลกฎหมายอาญาและฐานร่วมกันบุกรุกเข้าไปยึดถือที่ดินของรัฐ กระทำด้วยประการใดๆ อันเป็นการทำลายป่าและเป็นเขตเหมืองแร่ซึ่งผู้มีชื่อถือประทานบัตรเป็นผู้ครอบครองดูแลตามกฎหมายหรือไม่ โจทก์มีนายบุญมี เจ้าหน้าที่บริหารงานป่าไม้ 7 เป็นพยานเบิกความว่า พยานได้รับแจ้งจากเจ้าพนักงานตำรวจ สถานีตำรวจภูธรอำเภอบ้านโป่งให้เข้าไปตรวจสอบพื้นที่ที่นายชาญชัยได้รับประทานบัตร จากการตรวจสอบปรากฏว่าเป็นพื้นที่อยู่ในเขตป่าไม้ตามพระราชบัญญัติป่าไม้ พ.ศ.2484 และผู้ที่เข้าไปแผ้วถางต้องได้รับอนุญาตจากเจ้าพนักงานป่าไม้ นอกจากนั้นโจทก์และโจทก์ร่วมยังมีนายกำพลเบิกความด้วยว่า พื้นที่ดังกล่าวเป็นเขตประทานบัตรผู้มีสิทธิขุดหินคือผู้ขอประทานบัตรและผู้รับช่วงประทานบัตร แม้ขณะเกิดเหตุจะอยู่ในช่วงขออนุญาตหยุดทำการเหมืองแร่ก็ตาม แต่บุคคลที่เข้าไปในเขตประทานบัตรได้ก็คือบุคคลที่ได้รับอนุญาตเท่านั้น ซึ่งแสดงว่าโจทก์ร่วมยังคงมีเจตนาที่จะยึดถือครอบครองที่ดินในเขตประทานบัตรอยู่ตลอดเวลาที่มีการขออนุญาตหยุดทำการเหมืองแร่ ดังนั้น การที่จำเลยที่ 1 โดยนางสาวสุมิตราและจำเลยที่ 3 และจำเลยที่ 2 ได้เข้าไปขุดตักหินแกรนิตในเขตประทานบัตรของโจทก์ร่วมโดยจำเลยที่ 1 ถึงที่ 3 ไม่ได้รับใบอนุญาตเข้าไปดำเนินการแผ้วถางและขุดตักหินจนเป็นเหตุให้บริเวณดังกล่าวได้รับความเสียหายมีลักษณะเป็นหลุมบ่อกระจายอยู่โดยรอบเนื้อที่ประมาณ 8 ไร่ 2 งาน และบันทึกการตรวจสอบพื้นที่ย่อมเป็นความผิดฐานร่วมกันบุกรุกเข้าไปกระทำการใดๆ อันเป็นการรบกวนการครอบครองอสังหาริมทรัพย์ของเขาโดยปกติสุขตามประมวลกฎหมายอาญาและฐานร่วมกันบุกรุกเข้าไปยึดถือครอบครองที่ดินของรัฐ กระทำด้วยประการใดๆ อันเป็นการทำลายป่าทั้งยังมีความผิดฐานเข้าไปทำลายหรือทำให้เสื่อมสภาพพื้นที่ในเขตประทานบัตรตามพระราชบัญญัติแร่ พ.ศ.2510 มาตรา 12, 133 ด้วย ส่วนที่จำเลยที่ 1 ถึงที่ 3 อ้างว่า แม้เขตประทานบัตรเป็นเนินเขา มีถนนล้อมรอบ แต่ไม่มีป้ายปิดว่าเป็นเขตประทานบัตรจึงไม่ทราบว่าเป็นพื้นที่ป่าและเป็นเขตประทานบัตรนั้นก็ปรากฏตามที่จำเลยที่ 3 ตอบทนายโจทก์ถามค้านว่า หลังจากจำเลยที่ 3 ไปดูเหมืองแล้วได้ไปบอกจำเลยที่ 2 ว่า หินที่จะซื้ออยู่ในเขตประทานบัตร แสดงว่า จำเลยที่ 3 ทราบดีแล้วว่าที่เกิดเหตุเป็นที่ดินของรัฐไม่มีผู้ใดได้กรรมสิทธิ์ตามประมวลกฎหมายที่ดิน และอยู่ในเขตประทานบัตร ข้ออ้างของจำเลยที่ 1 ถึงที่ 3 ฟังไม่ขึ้น

พิพากษาแก้เป็นว่า ให้ยกฟ้องโจทก์และโจทก์ร่วมในความผิดฐานร่วมกันลักทรัพย์โดยใช้ยานพาหนะ คำขอให้คืนหรือใช้ราคาทรัพย์แก่โจทก์ร่วมให้ยก นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 7
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.ป่าไม้ พ.ศ.2484 ม. 54 ม. 72 ตรี วรรคหนึ่ง
พ.ร.บ.แร่ พ.ศ.2510 ม. 4 ม. 12 ม. 13 ม. 133
ป.ที่ดิน ม. 9 ม. 108 ทวิ
ป.อ. ม. 335 ม. 336 ทวิ ม. 362 ม. 365
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการจังหวัดราชบุรี
โจทก์ร่วม — บริษัทกรีนฟิลด์เอเซีย จำกัด
จำเลย — บริษัทขำเจริญ จำกัด กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดราชบุรี — นางสาวเบญญภัทร ศิริบุญชู
ศาลอุทธรณ์ภาค 7 — นายประทีป ดุลพินิจธรรมา
ชื่อองค์คณะ
โสภณ โรจน์อนนท์
ประทีป เฉลิมภัทรกุล
เฉลิมเกียรติ ชาญศิลป์
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 8390/2554
#514216
เปิดฉบับเต็ม

ข้อหาพาอาวุธปืนตาม พ.ร.บ.อาวุธปืน เครื่องกระสุนปืน วัตถุระเบิด ดอกไม้เพลิง และสิ่งเทียมอาวุธปืน พ.ศ.2490 มาตรา 7 และ ป.อ. มาตรา 371 ศาลชั้นต้นพิพากษาว่าเป็นกรรมเดียวเป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบท ให้ลงโทษตาม พ.ร.บ.อาวุธปืน เครื่องกระสุนปืน วัตถุระเบิด ดอกไม้เพลิง และสิ่งเทียมอาวุธปืน พ.ศ.2490 ซึ่งเป็นบทหนักที่สุด จำคุก 3 เดือน ศาลอุทธรณ์ภาค 2 พิพากษาแก้เป็นว่าจำเลยมีความผิดตาม ป.อ. มาตรา 371 ปรับ 50 บาท จึงเป็นกรณีแก้ไขมาก แต่ไม่เป็นการเพิ่มเติมโทษจำเลย

โจทก์บรรยายฟ้องว่าจำเลยมีอาวุธปืนเครื่องหมายทะเบียนถูกขูดลบไว้ในครอบครองโดยไม่ได้รับใบอนุญาต จำเลยให้การรับสารภาพ ต้องฟังว่าอาวุธปืนที่จำเลยมีไว้ในครอบครองเป็นอาวุธปืนของผู้อื่นซึ่งได้รับใบอนุญาตให้มีและใช้ตามกฎหมาย อันเป็นความผิดตาม พ.ร.บ.อาวุธปืน เครื่องกระสุนปืน วัตถุระเบิด ดอกไม้เพลิง และสิ่งเทียมอาวุธปืน พ.ศ.2490 มาตรา 7, 72 วรรคสาม

กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.อ. ม. 219
พ.ร.บ.อาวุธปืน เครื่องกระสุนปืน วัตถุระเบิด ดอกไม้เพลิง และสิ่งเทียมอาวุธปืน พ.ศ.2490 ม. 7 ม. 72 วรรคสาม
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการ สำนักงานอัยการจังหวัดพัทยา
จำเลย — นายอิทธิเชษฐ์ สมบูรณ์
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดพัทยา — นางสาววราภรณ์ คริศณุ
ศาลอุทธรณ์ภาค 2 — นายสมบูรณ์ จิตรพัฒนากุล
ชื่อองค์คณะ
อุบลรัตน์ ลุยวิกกัย
วีระพล ตั้งสุวรรณ
สุนทร ทรงฤกษ์
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 8356/2554
#518418
เปิดฉบับเต็ม

จำเลยที่ 1 บอกจำเลยที่ 3 ว่าจะไปทำร้ายผู้เสียหาย จำเลยที่ 3 จึงพูดว่า เอามันให้หนักไปเลย และขณะเกิดเหตุจำเลยที่ 3 เข้าพูดจายั่วยุผู้เสียหาย เพื่อเปิดทางให้จำเลยที่ 1 ทำร้ายผู้เสียหาย แสดงให้เห็นเจตนาของจำเลยที่ 3 เพียงว่าจะให้จำเลยที่ 1 ทำร้ายผู้เสียหายเท่านั้น เมื่อจำเลยที่ 1 ไปหยิบไม้ปรากฏว่าจำเลยที่ 2 ให้เปลี่ยนเป็นท่อนเหล็กแทน จึงเป็นการเปลี่ยนเจตนาและวิธีการทำร้ายของจำเลยที่ 1 ที่เกินขอบเขตเจตนาของจำเลยที่ 3 ผู้สนับสนุน จำเลยที่ 3 จึงมีความผิดเพียงเป็นผู้สนับสนุนให้จำเลยที่ 1 ทำร้ายผู้เสียหายเท่านั้น และเมื่อผลของการทำร้ายทำให้ผู้เสียหายได้รับอันตรายสาหัส จำเลยที่ 3 จึงมีความผิดฐานเป็นผู้สนับสนุนให้จำเลยที่ 1 ทำร้ายผู้เสียหายได้รับอันตรายสาหัสเท่านั้น

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 32, 33, 80, 83, 288 และริบท่อนเหล็กของกลาง

จำเลยที่ 1 ให้การรับสารภาพ จำเลยที่ 2 และที่ 3 ให้การปฏิเสธ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยที่ 1 และที่ 3 มีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 288 ประกอบมาตรา 80 และ 83 ฐานร่วมกันพยายามฆ่าผู้เสียหายโดยเจตนา จำคุกคนละ 10 ปี จำเลยที่ 1 ให้การรับสารภาพ เป็นประโยชน์แก่การพิจารณามีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้กึ่งหนึ่งตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คงจำคุก จำเลยที่ 1 มีกำหนด 5 ปี ส่วนจำเลยที่ 2 มีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 288 ประกอบมาตรา 86 ฐานเป็นผู้สนับสนุนให้ผู้อื่นร่วมกันพยายามฆ่าผู้เสียหายจำคุก 6 ปี 8 เดือน ริบท่อนเหล็กของกลาง

จำเลยที่ 3 อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษาแก้เป็นว่า ให้ยกฟ้องโจทก์สำหรับจำเลยที่ 3 นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

โจทก์ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า การที่จำเลยที่ 3 พูดว่า เอามันให้หนักไปเลย ในขณะสนทนากับจำเลยที่ 1 ทั้งที่ทราบว่าจำเลยที่ 1 พูดว่าจะทำร้ายผู้เสียหาย การร่วมไปพบผู้เสียหายแล้วเข้าพูดจายั่วยุผู้เสียหาย เพื่อเปิดทางให้จำเลยที่ 1 ทำร้ายผู้เสียหายแสดงเจตนาของจำเลยที่ 3 เพียงว่าจะให้จำเลยที่ 1 ทำร้ายผู้เสียหายเท่านั้น เมื่อจำเลยที่ 1 ไปหยิบไม้จะทำร้ายผู้เสียหาย ปรากฏว่าจำเลยที่ 2 ให้เปลี่ยนเป็นใช้เหล็กท่อนของกลางตีทำร้ายผู้เสียหาย จึงเป็นการเปลี่ยนเจตนาและวิธีการทำร้ายของจำเลยที่ 1 ที่เกินขอบเขตเจตนาของจำเลยที่ 3 ผู้สนับสนุน จำเลยที่ 3 จึงมีความผิดเพียงฐานเป็นผู้สนับสนุนให้จำเลยที่ 1 ทำร้ายผู้เสียหายเท่านั้น และเมื่อผลของการทำร้ายทำให้ผู้เสียหายได้รับอันตรายสาหัส จำเลยที่ 3 จึงมีความผิดฐานเป็นผู้สนับสนุนให้จำเลยที่ 1 ทำร้ายผู้เสียหายได้รับอันตรายสาหัสเท่านั้น ฎีกาของโจทก์ฟังขึ้นบางส่วน

พิพากษาแก้เป็นว่า จำเลยที่ 3 มีความผิดฐานเป็นผู้สนับสนุนให้จำเลยที่ 1 ทำร้ายผู้เสียหายจนเป็นเหตุให้เกิดอันตรายแก่กายได้รับอันตรายสาหัส ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 297 (8) ประกอบมาตรา 86 ให้จำคุก 2 ปี นอกจากที่แก้คงให้เป็นไปตามคำพิพากษาของศาลอุทธรณ์ภาค 1
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.อ. ม. 86 ม. 297 (8)
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการจังหวัดลพบุรี
จำเลย — นายสมาน นาคเจริญ กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดลพบุรี — นางผ่องพรรณ ปิ่นพิลา
ศาลอุทธรณ์ภาค 1 — นายพิทยา ลิ้มสุวัฒน์
ชื่อองค์คณะ
นพพร โพธิรังสิยากร
ชินวิทย์ จินดา แต้มแก้ว
สุทธิโชค เทพไตรรัตน์
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 8332/2554
#589759
เปิดฉบับเต็ม

ความผิดตาม พ.ร.บ.ป่าสงวนแห่งชาติ พ.ศ.2507 มาตรา 31 วรรคสอง (3) มีระวางโทษจำคุกตั้งแต่สองปีถึงสิบห้าปี การที่ศาลอุทธรณ์ภาค 8 พิพากษาลงโทษจำคุกจำเลยเพียง 2 ปี เป็นการลงโทษในระวางโทษจำคุกขั้นต่ำตามที่กฎหมายบัญญัติไว้ ทั้งยังลดโทษให้จำเลยอีกกึ่งหนึ่งซึ่งเป็นอัตราสูงสุดที่กฎหมายบัญญัติไว้แล้ว ศาลฎีกาจึงไม่อาจลงโทษให้เบากว่านี้ได้อีก ส่วนที่จำเลยขอให้เปลี่ยนโทษจำคุกเป็นกักขังแทนตาม ป.อ. มาตรา 23 นั้น เมื่อศาลอุทธรณ์ภาค 8 ลดโทษให้จำเลยแล้วคงจำคุก 1 ปี ซึ่งเป็นการลงโทษจำคุกเกิน 3 เดือน จึงไม่เข้าหลักเกณฑ์ที่จะเปลี่ยนโทษจำคุกเป็นกักขังแทนโทษจำคุกให้จำเลยได้

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามพระราชบัญญัติป่าสงวนแห่งชาติ พ.ศ.2507 มาตรา 4, 6, 7, 14, 31 พระราชบัญญัติสงวนและคุ้มครองสัตว์ป่า พ.ศ.2535 มาตรา 33, 38, 54 พระราชบัญญัติป่าไม้ พ.ศ.2484 มาตรา 54, 72 ตรี กับให้จำเลย คนงาน ผู้รับจ้าง ผู้แทนและบริวารของจำเลยออกจากเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าและป่าสงวนแห่งชาติที่เกิดเหตุ

จำเลยให้การรับสารภาพ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามพระราชบัญญัติป่าสงวนแห่งชาติ พ.ศ.2507 มาตรา 14, 31 วรรคสอง (3) พระราชบัญญัติสงวนและคุ้มครองสัตว์ป่า พ.ศ.2535 มาตรา 38 วรรคหนึ่ง, 54 วรรคหนึ่ง พระราชบัญญัติป่าไม้ พ.ศ.2484 มาตรา 54 (ที่ถูก มาตรา 54 วรรคหนึ่ง) 72 ตรี วรรคหนึ่ง (ที่ถูก ประกอบประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83) การกระทำของจำเลยเป็นกรรมเดียว เป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบท ให้ลงโทษตามพระราชบัญญัติป่าสงวนแห่งชาติ ซึ่งเป็นกฎหมายบทที่มีโทษหนักที่สุด ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 จำคุก 2 ปี จำเลยให้การรับสารภาพเป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้กึ่งหนึ่ง ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คงจำคุก 1 ปี ให้จำเลย คนงาน ผู้รับจ้าง ผู้แทน และบริวารของจำเลยออกจากเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าและป่าสงวนแห่งชาติที่เกิดเหตุ

โจทก์และจำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 8 พิพากษายืน

จำเลยฎีกา โดยผู้พิพากษาซึ่งพิจารณาและลงชื่อในคำพิพากษาศาลชั้นต้นอนุญาตให้ฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง

ศาลฎีกาแผนกคดีสิ่งแวดล้อมวินิจฉัยว่า ที่จำเลยฎีกาขอให้ลงโทษสถานเบานั้น เห็นว่า ความผิดตามพระราชบัญญัติป่าสงวนแห่งชาติ พ.ศ.2507 มาตรา 31 วรรคสอง (3) ซึ่งเป็นกฎหมายบทที่ลงโทษแก่จำเลยนั้น มีระวางโทษจำคุกตั้งแต่ 2 ปี ถึง 15 ปี ที่ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ภาค 8 ลงโทษจำคุกเพียง 2 ปี เป็นการลงโทษในระวางโทษจำคุกขั้นต่ำตามที่กฎหมายบัญญัติไว้ ทั้งศาลล่างทั้งสองดังกล่าวยังลดโทษให้จำเลยอีกกึ่งหนึ่งซึ่งเป็นอัตราสูงสุดตามที่กฎหมายบัญญัติไว้แล้ว ศาลฎีกาจึงไม่อาจลงโทษให้เบากว่านี้ได้อีก ส่วนที่จำเลยฎีกาขอให้เปลี่ยนโทษจำคุกเป็นกักขังแทนตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 23 นั้น เห็นว่า ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 23 บัญญัติว่า "ผู้ใดกระทำความผิดซึ่งมีโทษจำคุก และในคดีนั้นศาลจะลงโทษจำคุกไม่เกินสามเดือน ถ้าไม่ปรากฏว่าผู้นั้นได้รับโทษจำคุกมาก่อนหรือปรากฏว่าได้รับโทษจำคุกมาก่อน แต่เป็นโทษสำหรับความผิดที่ได้กระทำโดยประมาทหรือความผิดลหุโทษ ศาลจะพิพากษาให้ลงโทษกักขังไม่เกินสามเดือนแทนโทษจำคุกนั้นก็ได้" คดีนี้ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ภาค 8 ลดโทษให้แล้วคงลงโทษจำคุกจำเลย 1 ปี ซึ่งเป็นการลงโทษจำคุกเกินสามเดือน จึงไม่เข้าหลักเกณฑ์ที่จะเปลี่ยนโทษจำคุกเป็นกักขังแทนโทษจำคุกให้จำเลยได้

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.อ. ม. 23
พ.ร.บ.ป่าสงวนแห่งชาติ พ.ศ.2507 ม. 14 ม. 31 วรรคสอง (3)
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการจังหวัดชุมพร
จำเลย — นายสมพงษ์ ฝั่งไธสง
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดชุมพร — นายสุริยา คชเวช
ศาลอุทธรณ์ภาค 8 — นายสาคร ตั้งวรรณวิบูลย์
ชื่อองค์คณะ
นิพนธ์ ใจสำราญ
ประทีป เฉลิมภัทรกุล
ตรีวุฒิ สาขากร
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 8294/2554
#514259
เปิดฉบับเต็ม

จำเลยมีใบแจ้งรายการประเมิน ลงวันที่ 13 พฤษภาคม 2548 มีข้อความสรุปได้ว่า ด้วยพนักงานเจ้าหน้าที่เห็นสมควร กำหนดค่ารายปีและค่าภาษีที่พึงชำระสำหรับทรัพย์สินของโจทก์รวม 5 รายการ แต่ไม่ปรากฏการกำหนดค่ารายปีและค่าภาษีสำหรับทรัพย์สินซึ่งเป็นกองพัสดุและพื้นที่ต่อเนื่อง ดังนั้น กองพัสดุและพื้นที่ต่อเนื่องจึงมิใช่รายการหรือประเภทแห่งทรัพย์สินที่โจทก์ซึ่งเป็นผู้รับการประเมินจะต้องพึงชำระค่าภาษีตามการประเมินของจำเลยแต่อย่างใด โจทก์ขอให้พิจารณาการประเมินใหม่เฉพาะ 5 รายการตามใบแจ้งรายการประเมิน แต่ใบแจ้งคำชี้ขาดของจำเลยกลับมีรายการเพิ่มเติมโดยประเมินค่ารายปีและค่าภาษีของกองพัสดุกับพื้นที่ต่อเนื่อง ซึ่งนอกเหนือจากใบแจ้งรายการประเมินของจำเลย และนอกเหนือจากรายการที่โจทก์ขอให้พิจารณาการประเมินใหม่ ดังนั้น ใบแจ้งคำชี้ขาดของจำเลยเฉพาะส่วนที่เกี่ยวกับกองพัสดุและพื้นที่ต่อเนื่องจึงไม่ชอบด้วยกฎหมาย

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้เพิกถอนการประเมินของจำเลยและคำชี้ขาดของคณะผู้บริหารองค์การบริหารส่วนตำบลหน้าพระลานตามคำฟ้องของโจทก์ (ใบแจ้งรายการประเมินเล่มที่ 1/2548 เลขที่ 011 ลงวันที่ 13 พฤษภาคม 2548 และใบแจ้งคำชี้ขาดเล่มที่ 1/2549 เลขที่ 001 ลงวันที่ 12 กรกฎาคม 2548) ให้จำเลยคืนเงินค่าภาษีโรงเรือนและที่ดิน 53,924 บาท ให้แก่โจทก์

จำเลยให้การขอให้ยกฟ้อง

ศาลภาษีอากรกลางพิพากษาให้เพิกถอนคำชี้ขาดของจำเลย (คณะผู้บริหารองค์การบริหารส่วนตำบลหน้าพระลาน) เฉพาะกองพัสดุ ค่ารายปี 16,704 บาท ค่าภาษี 2,088 บาท กองพัสดุ ค่ารายปี34,560 บาท ค่าภาษี 4,320 บาท และพื้นที่ต่อเนื่อง ค่ารายปี 288,000 บาท ค่าภาษี 36,000 บาท เสียให้จำเลยคืนเงินค่าภาษีโรงเรือนและที่ดินจำนวน 42,408 บาท ให้แก่โจทก์ ค่าฤชาธรรมเนียมและ ค่าทนายความให้เป็นพับ (ที่ถูก ค่าฤชาธรรมเนียมให้เป็นพับ) คำขออื่นให้ยก

จำเลยอุทธรณ์ต่อศาลฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีภาษีอากรวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงที่คู่ความไม่โต้เถียงกันฟังยุติได้ว่า โจทก์ประกอบธุรกิจโรงโม่หิน โจทก์ได้ยื่นแบบแจ้งรายการเพื่อเสียภาษีโรงเรือนและที่ดิน (ภ.ร.ด. 2) ประจำปีภาษี 2548 เมื่อวันที่ 13 พฤษภาคม 2548 พนักงานเก็บภาษีของจำเลยมีหนังสือใบแจ้งรายการประเมิน (ภ.ร.ด.8) เล่มที่ 1/2548 เลขที่ 011 ลงวันที่ 13 พฤษภาคม 2548 โดยมีข้อความว่า "ด้วยพนักงานเจ้าหน้าที่เห็นสมควรกำหนดค่ารายปีและค่าภาษีที่พึงชำระสำหรับทรัพย์สินของโจทก์ดังต่อไปนี้ 1. อาคารตึก 3 ชั้น 2. อาคารเครื่องจักร 3. อาคารตึก 2 ชั้น 4. อาคารตึก 1 ชั้น 5. เครื่องจักร เลขสำมะโนครัว 49 หมู่ที่ 5 ตำบลหน้าพระลาน อำเภอเฉลิมพระเกียรติ จังหวัดสระบุรี ค่ารายปี 754,904 บาท ค่าภาษี 94,363 บาท ให้โจทก์นำเงินไปชำระที่สำนักงานจำเลยภายใน 30 วัน นับแต่วันถัดจากวันที่ได้รับแจ้งรายการนี้" ตามภาพถ่ายใบแจ้งรายการประเมิน โจทก์ยื่นคำร้องขอให้พิจารณาการประเมินนั้นใหม่ ต่อมาจำเลยมีคำชี้ขาดตามใบแจ้งคำชี้ขาด (ภ.ร.ด.11) เล่มที่ 1/2548 เลขที่ 001 ลงวันที่ 12 กรกฎาคม 2548 ซึ่งมีข้อความว่า "บัดนี้จำเลยได้ชี้ขาดให้ประเมินค่ารายปีดังแจ้งอยู่ในบัญชี ทรัพย์สิน อาคารเครื่องจักร ค่ารายปี 67,200 บาท ค่าภาษี 8,400 บาท อาคารเครื่องจักร ค่ารายปี 1,920 บาท ค่าภาษี 240 บาท อาคารตึก 1 ชั้น ค่ารายปี 1,944 บาท ค่าภาษี 243 บาท อาคารตึก 2 ชั้น (สำนักงานพร้อมเครื่องชั่ง) ค่ารายปี 32,400 บาท ค่าภาษี 4,050 บาท กองพัสดุ ค่ารายปี 16,704 บาท ค่าภาษี 2,088 บาท กองพัสดุ ค่ารายปี 34,560 บาท ค่าภาษี 4,320 บาท พื้นที่ต่อเนื่อง ค่ารายปี 288,000 บาท ค่าภาษี 36,000 บาท และเครื่องจักร ค่ารายปี 66,666.66 บาท ค่าภาษี 8,333 บาท รวมค่ารายปีทั้งสิ้น 509,394.66 บาท ค่าภาษี 63,674 บาท"

พิเคราะห์แล้วมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของจำเลยว่า ใบแจ้งคำชี้ขาดเล่มที่ 1/2548 เลขที่ 001 ลงวันที่ 12 กรกฎาคม 2548 ชอบด้วยกฎหมายหรือไม่ เห็นว่า โจทก์ยื่นแบบแจ้งรายการเพื่อเสียภาษีโรงเรือนและที่ดิน (ภ.ร.ด. 2) ประจำปีภาษี 2548 โดยแสดงรายการดังนี้ "ลำดับที่ 1 โรงเรือนหรือ สิ่งปลูกสร้างเลขที่ 49 หมู่ที่ 5 ตำบลหน้าพระลาน อำเภอเฉลิมพระเกียรติ จังหวัดสระบุรี โรงเรือน 2 ชั้น กว้าง 6 เมตร ยาว 8 เมตร เป็นที่พักอาศัยและสำนักงาน โรงเรือนกว้าง 10 เมตร ยาว 100 เมตร เป็นโรงงาน" ไม่มีรายการอื่นนอกเหนือจากนี้ จำเลยมีใบแจ้งรายการประเมินเล่มที่ 1/2548 เลขที่ 011 ลงวันที่ 13 พฤษภาคม 2548 มีข้อความว่า "ด้วยพนักงานเจ้าหน้าที่เห็นสมควรกำหนดค่ารายปีและค่าภาษีที่พึงชำระสำหรับทรัพย์สินของโจทก์ดังแจ้งต่อไปนี้ 1. อาคารตึก 3 ชั้น 2. อาคารเครื่องจักร 3. อาคารตึก 2 ชั้น 4. อาคารตึก 1 ชั้น และ 5. เครื่องจักร ค่ารายปี 754,904 บาท ค่าภาษี 94,363 บาท" โดยไม่ปรากฏรายการทรัพย์สินซึ่งเป็นกองพัสดุและพื้นที่ต่อเนื่อง ดังนั้น กองพัสดุและพื้นที่ต่อเนื่องจึงมิใช่รายการหรือประเภทแห่งทรัพย์สินที่โจทก์ซึ่งเป็นผู้รับประเมินจะต้องพึงชำระค่าภาษีตามการประเมินของจำเลยแต่อย่างใด โจทก์ ไม่พอใจในการประเมินของพนักงานเจ้าหน้าที่ จึงขอให้พิจารณาการประเมินใหม่เฉพาะ 5 รายการ ตาม ใบแจ้งรายการประเมินดังกล่าว แต่ใบแจ้งคำชี้ขาด เล่มที่ 1/2548 เลขที่ 001 ลงวันที่ 12 กรกฎาคม 2548 ของจำเลยกลับมีรายการเพิ่มเติมโดยประเมินค่ารายปีและค่าภาษีของกองพัสดุกับพื้นที่ต่อเนื่อง ว่า "กองพัสดุ ค่ารายปี 16,704 บาท ค่าภาษี 2,088 บาท กองพัสดุ ค่ารายปี 34,560 บาท ค่าภาษี 4,320 บาท พื้นที่ต่อเนื่อง ค่ารายปี 288,000 บาท ค่าภาษี 36,000 บาท" นอกเหนือจากใบแจ้งรายการประเมินของจำเลย และนอกเหนือจากรายการที่โจทก์ขอให้พิจารณาการประเมินนั้นใหม่ ดังนั้น ใบแจ้งคำชี้ขาดของจำเลยเฉพาะส่วนที่เกี่ยวกับกองพัสดุและพื้นที่ต่อเนื่องจึงไม่ชอบด้วยกฎหมาย ที่ศาลภาษีอากรกลางพิพากษามานั้น ศาลฎีกาแผนกคดีภาษีอากรเห็นพ้องด้วย อุทธรณ์ของจำเลยฟังไม่ขึ้น

พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.ภาษีโรงเรือนและที่ดิน แก้ไขเพิ่มเติม พ.ศ.2475 ม. 25
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — บริษัทไกรสิน จำกัด
จำเลย — องค์การบริหารส่วนตำบลหน้าพระลาน
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลภาษีอากรกลาง — นางยินดี วัชพงศ์ ต่อสุวรรณ
ชื่อองค์คณะ
ชาลี ทัพภวิมล
องอาจ โรจนสุพจน์
เปรมใจ กิติคุณไพโรจน์
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 8257/2554
#518448
เปิดฉบับเต็ม

โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยทั้งสองตาม ป.อ. มาตรา 33, 58, 83, 91, 288, 289, 371 และขอให้กำหนดโทษของจำเลยที่ 1 ที่รอการกำหนดโทษไว้ในคดีก่อนบวกเข้ากับโทษของจำเลยที่ 1 ในคดีนี้ แม้ศาลจะพิพากษาในส่วนของจำเลยที่ 1 ว่ากระทำความผิดตาม ป.อ. มาตรา 288, 371, 83 ลดมาตราส่วนโทษกึ่งหนึ่ง ลดโทษให้หนึ่งในห้า คงลงโทษจำคุกจำเลยที่ 1 มีกำหนด 20 ปี และปรับ 40 บาท เปลี่ยนโทษจำคุกเป็นส่งจำเลยที่ 1 ไปควบคุมเพื่อฝึกและอบรมยังสถานพินิจจนกว่าจำเลยทั้งสองมีอายุครบ 24 ปีบริบรูณ์ หากจำเลยมีอายุครบ 24 ปีบริบูรณ์แล้ว ให้ส่งจำเลยทั้งสองไปจำคุกในเรือนจำมีกำหนดคนละ 10 ปี โดยอาศัยอำนาจตาม พ.ร.บ.จัดตั้งศาลเยาวชนและครอบครัวและวิธีพิจารณาคดีเยาวชนและครอบครัว พ.ศ.2534 มาตรา 104 (2) และวรรคท้าย แต่การส่งจำเลยที่ 1 ไปจำคุกต่อตามมาตรา 104 วรรคท้ายดังกล่าว มิใช่การพิพากษาให้ลงโทษจำคุกโดยแท้ แต่เป็นหนึ่งในวิธีการสำหรับเด็กและเยาวชน มิใช่การลงโทษจำคุกซึ่งเป็นโทษตาม ป.อ. มาตรา 18 ศาลจึงไม่อาจนำโทษจำคุกในคดีก่อนมาบวกตาม ป.อ. มาตรา 58 ได้

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยทั้งสองตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 33, 58, 83, 91, 288, 289, 371 ริบมีดกับปลอกมีดของกลาง และขอให้กำหนดโทษของจำเลยที่ 1 ที่รอการกำหนดไว้ในคดีก่อนบวกเข้ากับโทษของจำเลยที่ 1 ในคดีนี้

จำเลยทั้งสองให้การปฏิเสธ แต่จำเลยที่ 1 รับว่าเป็นบุคคลคนเดียวกับจำเลยในคดีก่อนที่ศาลรอการกำหนดโทษไว้ตามฟ้องโจทก์จริง

ระหว่างพิจารณานางทองศรี มารดาของผู้ตายยื่นคำร้องขอเข้าร่วมเป็นโจทก์ ศาลชั้นต้นอนุญาต

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยทั้งสองมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 288, 371, 83 เป็นการกระทำความผิดหลายกรรมต่างกันรวมสองกระทงให้เรียงกระทงลงโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 ขณะกระทำความผิดจำเลยที่ 1 อายุ 17 ปีเศษ จำเลยที่ 2 อายุ 14 ปีเศษ ลดมาตราส่วนโทษให้กึ่งหนึ่งตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 76 สำหรับจำเลยที่ 1 และมาตรา 75 สำหรับจำเลยที่ 2 (ที่ถูก ประกอบมาตรา 18 วรรคสาม) ลงโทษฐานร่วมกันฆ่าผู้อื่น จำคุกคนละ 25 ปี ฐานร่วมกันพาอาวุธไปในเมือง หมู่บ้าน ทางสาธารณะโดยไม่มีเหตุอันสมควรปรับคนละ 50 บาท คำให้การรับสารภาพชั้นจับกุมของจำเลยที่ 1 เป็นประโยชน์แก่การพิจารณาอยู่บ้าง มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้หนึ่งในห้าตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 78 คงจำคุกจำเลยที่ 1 มีกำหนด 20 ปี และปรับ 40 บาท ให้เปลี่ยนโทษจำคุกเป็นการส่งตัวจำเลยทั้งสองไปควบคุมเพื่อฝึกและอบรมยังสถานพินิจจนกว่าจำเลยทั้งสองมีอายุครบยี่สิบสี่ปีบริบูรณ์ หลังจากที่จำเลยทั้งสองมีอายุครบยี่สิบสี่ปีบริบูรณ์แล้ว ให้ส่งตัวจำเลยทั้งสองไปจำคุกไว้ในเรือนจำจังหวัดลำปางมีกำหนดคนละ 10 ปี ทั้งนี้ โดยอาศัยอำนาจตามพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลเยาวชนและครอบครัวและวิธีพิจารณาคดีเยาวชนและครอบครัว พ.ศ.2534 มาตรา 104 (2) และวรรคท้าย สำหรับที่โจทก์ขอให้กำหนดโทษจำเลยที่ 1 ที่รอการกำหนดไว้ในคดีอาญาหมายเลขแดงที่ 4/2547 ปรากฏว่า คดีดังกล่าวศาลมิได้พิพากษาให้รอการกำหนดโทษแต่พิพากษาให้ลงโทษจำคุก 1 เดือน และปรับ 1,000 บาท โทษจำคุกให้รอการลงโทษไว้มีกำหนด 1 ปี แม้จำเลยที่ 1 จะกระทำความผิดขึ้นอีกภายในเวลาที่ศาลรอการลงโทษก็ตาม แต่เมื่อคดีนี้ศาลได้เปลี่ยนโทษจำคุกเป็นการใช้วิธีการสำหรับเด็กและเยาวชนตามพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลเยาวชนและครอบครัวและวิธีพิจารณาคดีเยาวชนและครอบครัว พ.ศ.2534 มาตรา 104 มิได้พิพากษาให้ลงโทษจำคุก (ที่ถูก เมื่อคดีนี้ศาลได้เปลี่ยนโทษจำคุกเป็นการใช้วิธีการสำหรับเด็กและเยาวชนตามพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลเยาวชนและครอบครัวและวิธีพิจารณาคดีเยาวชนและครอบครัว พ.ศ.2534 มาตรา 104 และเมื่อจำเลยทั้งสองอายุครบยี่สิบสี่ปีบริบูรณ์แล้วให้ส่งตัวจำเลยทั้งสองไปจำคุกต่อในเรือนจำจังหวัดลำปาง มีกำหนดคนละ 10 ปีนั้น มิใช่เป็นการพิพากษาให้ลงโทษจำคุกโดยแท้ แต่เป็นหนึ่งในวิธีการสำหรับเด็กและเยาวชน ทั้งมิใช่โทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 18) จึงไม่อาจบวกโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 58 ได้ ให้ยกคำขอส่วนนี้ หากจำเลยทั้งสองไม่ชำระค่าปรับให้ส่งตัวไปควบคุมเพื่อฝึกและอบรมในสถานพินิจมีกำหนด 1 วัน ตามพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลเยาวชนและครอบครัวและวิธีพิจารณาคดีเยาวชนและครอบครัว พ.ศ.2534 มาตรา 107 โดยให้นับโทษรวมอยู่ในระยะเวลาควบคุมเพื่อฝึกและอบรมที่เปลี่ยนมาจากโทษจำคุก เพื่อมิให้กำหนดเวลาควบคุมเพื่อฝึกและอบรมเกินกว่าจำเลยทั้งสองมีอายุครบยี่สิบสี่ปีบริบูรณ์ ริบมีดกับปลอกมีดของกลาง คำขออื่นนอกจากนี้ให้ยก

จำเลยทั้งสองอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 5 แผนกคดีเยาวชนและครอบครัวพิพากษากลับให้ยกฟ้องแต่ให้ริบมีดกับปลอกมีดของกลาง คำขออื่นนอกจากนี้ให้ยก

โจทก์และโจทก์ร่วมฎีกา

ระหว่างการพิจารณาของศาลฎีกา ได้มีพระราชบัญญัติศาลเยาวชนและครอบครัวและวิธีพิจารณาคดีเยาวชนและครอบครัว พ.ศ.2553 มาตรา 3 ให้ยกเลิกพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลเยาวชนและครอบครัวและวิธีพิจารณาคดีเยาวชนและครอบครัว พ.ศ.2553 และให้ใช้พระราชบัญญัติใหม่แทน จึงต้องใช้บังคับตามพระราชบัญญัติดังกล่าว

ศาลฎีกาแผนกคดีเยาวชนและครอบครัววินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงฟังได้ในเบื้องต้นว่า มีคนร้ายใช้อาวุธมีดฟันศีรษะของผู้ตายเป็นเหตุให้ถึงแก่ความตาย

มีปัญหาวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์และโจทก์ร่วมว่า จำเลยทั้งสองเป็นคนร้ายที่กระทำความผิดตามที่ศาลชั้นต้นมีคำพิพากษาหรือไม่ เห็นว่า แม้โจทก์และโจทก์ร่วมไม่สามารถนำเด็กชายนริศหรือเหน่ง ประจักษ์พยานในที่เกิดเหตุมาเบิกความเป็นพยานเนื่องจากเด็กชายนริศย้ายที่อยู่ตามหาตัวไม่พบก็ตาม แต่โจทก์และโจทก์ร่วมมีคำให้การของเด็กชายนริศในชั้นสอบสวนตามบันทึกคำให้การโดยมีพันตำรวจตรีสมควร พนักงานสอบสวนมาเบิกความรับรองข้อเท็จจริง คำให้การของเด็กชายนริศในชั้นสอบสวน แม้เป็นพยานบอกเล่าแต่เด็กชายนริศได้ให้การต่อพนักงานสอบสวน นักสังคมสงเคราะห์และพนักงานอัยการโดยมีการบันทึกภาพและเสียงไว้ด้วยตามแถบวีดิทัศน์วัตถุพยาน อันเป็นการปฏิบัติตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 133 ทวิ ซึ่งศาลย่อมรับฟังสื่อภาพและเสียงคำให้การของเด็กชายนริศได้เสมือนหนึ่งเป็นคำเบิกความของเด็กชายนริศในชั้นพิจารณาของศาลประกอบพยานหลักฐานอื่นของโจทก์และโจทก์ร่วมได้ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 172 ตรี วรรคท้าย และมาตรา 226/3 วรรคสอง (2) เด็กชายนริศเป็นพวกเดียวกับจำเลยทั้งสองไม่มีเหตุที่จะให้การปรักปรำจำเลยทั้งสองแต่อย่างใด จึงเชื่อว่าเด็กชายนริศให้การต่อพนักงานสอบสวนตามความเป็นจริง ประกอบกับจำเลยที่ 1 ให้การรับสารภาพชั้นจับกุม ซึ่งขณะจำเลยที่ 1 ให้การรับสารภาพชั้นจับกุมยังไม่มีกฎหมายห้ามมิให้นำคำรับสารภาพในชั้นจับกุมมารับฟังประกอบการพิจารณาแต่อย่างใด เมื่อบันทึกคำให้การรับสารภาพชั้นจับกุมของจำเลยที่ 1 เป็นพยานหลักฐานที่ดาบตำรวจนิธิศ เจ้าพนักงานตำรวจผู้จับกุมได้จัดทำขึ้นโดยชอบด้วยกฎหมายก่อนวันที่กฎหมายที่แก้ไขใหม่มีผลใช้บังคับตั้งแต่วันที่ 24 ธันวาคม 2547 เป็นต้นไป และโจทก์ได้ส่งอ้างเป็นพยานหลักฐานโดยชอบแล้ว จึงนำคำรับสารภาพในชั้นจับกุมของจำเลยที่ 1 มารับฟังเป็นพยานหลักฐานประกอบพยานหลักฐานอื่น และเป็นการสนับสนุนคำให้การของเด็กชายนริศในชั้นสอบสวนให้มีน้ำหนักในการรับฟังมากยิ่งขึ้น ยิ่งกว่านั้นดาบตำรวจนิธิศยังยึดมีดจากจำเลยที่ 1 ที่ใช้กระทำความผิดเป็นของกลาง ทั้งจำเลยทั้งสองนำสืบยอมรับว่า ในคืนเกิดเหตุได้ไปดื่มสุรากับเด็กชายนริศและร่วมไปรุมทำร้ายผู้อื่นก่อนเกิดเหตุ เมื่อฟังพยานหลักฐานโจทก์และโจทก์ร่วมประกอบกันดังวินิจฉัยข้างต้นย่อมรับฟังได้ว่า จำเลยทั้งสองเป็นคนร้ายที่กระทำความผิดตามที่ศาลชั้นต้นมีคำพิพากษา ส่วนที่จำเลยทั้งสองนำสืบปฏิเสธว่า มิได้กระทำความผิดเห็นว่า ไม่มีน้ำหนักหักล้างพยานหลักฐานโจทก์และโจทก์ร่วมได้ ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 5 พิพากษายกฟ้องโจทก์มา ไม่ต้องด้วยความเห็นของศาลฎีกา ฎีกาของโจทก์และโจทก์ร่วมฟังขึ้น

อนึ่ง ปรากฏว่าในระหว่างพิจารณาของศาลฎีกาได้มีพระราชบัญญัติแก้ไขเพิ่มเติมประมวลกฎหมายอาญา (ฉบับที่ 21) พ.ศ.2551 มาตรา 6 และมาตรา 7 ให้ยกเลิกความในมาตรา 74 ถึงมาตรา 76 แห่งประมวลกฎหมายอาญา และให้ใช้ความใหม่แทน สำหรับคดีนี้ขณะกระทำความผิด จำเลยที่ 2 มีอายุ 14 ปีเศษ ซึ่งตามมาตรา 75 (เดิม) กำหนดไว้ว่า ถ้าศาลเห็นว่าไม่สมควรลงโทษก็ให้จัดการตามมาตรา 74 หรือถ้าสมควรลงโทษก็ให้ลดมาตราส่วนโทษที่กำหนดไว้สำหรับความผิดนั้นลงกึ่งหนึ่ง แต่ตามกฎหมายที่แก้ไขใหม่จะบังคับตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 74 ซึ่งกำหนดไว้ว่าเด็กอายุกว่า 10 ปี แต่ยังไม่เกิน 15 ปี กระทำการอันกฎหมายบัญญัติเป็นความผิดเด็กไม่ต้องรับโทษ แต่ศาลมีอำนาจใช้วิธีการสำหรับเด็กได้ จึงเป็นกรณีที่ต้องใช้กฎหมายที่แก้ไขใหม่ที่เป็นคุณมากกว่ามาบังคับแก่จำเลยที่ 2 ส่วนจำเลยที่ 1 ขณะกระทำความผิดมีอายุ 17 ปีเศษ การลดมาตราส่วนโทษตามมาตรา 76 (เดิม) กำหนดไว้ว่า ถ้าศาลเห็นสมควรจะลดมาตราส่วนโทษที่กำหนดไว้สำหรับความผิดนั้นลงหนึ่งในสามหรือกึ่งหนึ่งก็ได้ แต่ตามกฎหมายที่แก้ไขใหม่จะบังคับตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 75 ซึ่งกำหนดไว้ว่าถ้าศาลเห็นสมควรพิพากษาลงโทษก็ให้ลดมาตราส่วนโทษที่กำหนดไว้สำหรับความผิดนั้นลงกึ่งหนึ่ง จึงเป็นกรณีที่ต้องใช้กฎหมายที่แก้ไขใหม่ส่วนที่ลดมาตราส่วนโทษที่เป็นคุณมากกว่าบังคับแก่จำเลยที่ 1 ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 3 วรรคหนึ่ง ปัญหาดังกล่าวเป็นปัญหาข้อกฎหมายที่เกี่ยวกับความสงบเรียบร้อย ศาลฎีกามีอำนาจยกขึ้นวินิจฉัยปรับบทกฎหมายให้ถูกต้องได้ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 195 วรรคสอง ประกอบมาตรา 225

พิพากษากลับว่า สำหรับจำเลยที่ 1 ให้บังคับคดีตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น แต่ให้ลดมาตราส่วนโทษให้กึ่งหนึ่งตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 75 (ที่แก้ไขใหม่) ส่วนการเปลี่ยนโทษจำคุกเป็นการส่งตัวจำเลยที่ 1 ไปควบคุมเพื่อฝึกอบรมและเมื่อจำเลยที่ 1 อายุยี่สิบสี่ปีแล้วให้ส่งไปจำคุกต่อในเรือนจำตามระยะเวลาที่ศาลชั้นต้นกำหนดนั้น อาศัยอำนาจตามพระราชบัญญัติศาลเยาวชนและครอบครัวและวิธีพิจารณาคดีเยาวชนและครอบครัว พ.ศ.2553 มาตรา 142 วรรคหนึ่ง (1) และวรรคท้าย ส่วนจำเลยที่ 2 มีความผิดตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น ขณะกระทำความผิดจำเลยที่ 2 อายุ 14 ปีเศษ ไม่ต้องรับโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 74 (ที่แก้ไขใหม่) แต่ให้ศาลชั้นต้นว่ากล่าวตักเตือนจำเลยที่ 2 แล้วปล่อยตัวไป
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.อ. ม. 18 ม. 58
พ.ร.บ.จัดตั้งศาลเยาวชนและครอบครัวและวิธีพิจารณาคดีเยาวชนและครอบครัว พ.ศ.2534 ม. 104
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการคดีเยาวชนและครอบครัวจังหวัดลำปาง
โจทก์ร่วม — นางทองศรี อินต๊ะขัติย์
จำเลย — นายเอกพงศ์หรืออ๊อด เหล็กเทศ กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดลำปางแผนกคดีเยาวชนและครอบครัว — นายพลจักร์ คงน้อย
ศาลอุทธรณ์ภาค 5 — นางวีรา ไวยหงษ์ รินทร์ศรี
ชื่อองค์คณะ
วิกร อังคณาวิศัลย์
สิริรัตน์ จันทรา
ธราธร ศิลปโอสถ
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 8223/2554
#514312
เปิดฉบับเต็ม

คดีก่อน แม้โจทก์จะบรรยายฟ้องว่า เมื่อระหว่างวันที่ 17 มีนาคม 2547 ถึงวันที่ 26 พฤษภาคม 2547 เวลากลางวันและกลางคืนต่อเนื่องกัน จำเลยนำเงิน 29,400,000 บาท ของบริษัทไปรษณีย์ไทย จำกัด ซึ่งจำเลยรู้อยู่แล้วว่าเป็นทรัพย์สินที่ได้มาจากการกระทำความผิดของเจ้าพนักงานในองค์การหรือหน่วยงานของรัฐ หรือความผิดต่อตำแหน่งหน้าที่หรือทุจริตต่อหน้าที่ตาม ป.อ. หรือกฎหมายอื่น โอน รับโอน เปลี่ยนสภาพไปหรือกระทำการใด ๆ ซึ่งทรัพย์สินเกี่ยวกับการกระทำความผิดดังกล่าวของจำเลยเพื่อซุกซ่อน ปกปิด แหล่งที่มาของทรัพย์สินนั้น เพื่อปกปิดอำพรางไม่ให้ผู้ใดพบเห็นและทราบถึงลักษณะที่แท้จริง ตลอดจนทั้งการได้มาซึ่งทรัพย์สินเกี่ยวกับการกระทำความผิด อันเป็นการกระทำความผิดฐานฟอกเงินโดยฝ่าฝืนกฎหมาย แต่คำขอท้ายฟ้องของโจทก์ นอกจากจะขอให้ลงโทษจำเลยตาม พ.ร.บ.ป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน พ.ศ.2542 แล้ว โจทก์ยังขอให้ลงโทษตาม พ.ร.บ.ว่าด้วยความผิดของพนักงานในองค์การหรือหน่วยงานของรัฐ พ.ศ.2502 มาตรา 4 มาด้วย ส่วนคดีนี้ โจทก์บรรยายฟ้องว่า เมื่อระหว่างวันที่ 17 มีนาคม 2547 ถึงวันที่ 13 พฤษภาคม 2547 จำเลยซึ่งเป็นพนักงานบริษัทไปรษณีย์ไทย จำกัด และเป็นเจ้าหน้าที่ของรัฐได้กระทำความผิดหลายกรรมต่างกันกล่าวคือ จำเลยได้เบิกเงินของบริษัทไปรษณีย์ไทย จำกัด จากธนาคารกรุงไทย จำกัด (มหาชน) สาขาสว่างแดนดินไปรวม 22 ครั้ง รวมเป็นเงิน 29,400,000 บาท แล้วไม่นำมาเก็บรักษาไว้ในที่ทำการไปรษณีย์สว่างแดนดิน หรือนำไปใช้จ่ายในกิจการของที่ทำการไปรษณีย์สว่างแดนดิน แต่กลับเบียดบังเอาไปเป็นของตนเองหรือเป็นของผู้อื่นโดยทุจริต เป็นการปฏิบัติหรือละเว้นการปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบหรือโดยทุจริต เพื่อให้เกิดความเสียหายแก่บริษัทไปรษณีย์ไทย จำกัด ขอให้ลงโทษเฉพาะตาม พ.ร.บ.ว่าด้วยความผิดของพนักงานในองค์การหรือหน่วยงานของรัฐ พ.ศ.2502 มาตรา 4, 11 เห็นได้ว่า วันเวลา สถานที่รวมถึงการกระทำที่กล่าวอ้างว่าจำเลยกระทำความผิดในคดีนี้เป็นวันเวลา สถานที่เดียวกัน และเป็นการกระทำในคราวเดียวกันกับคดีก่อนของศาลชั้นต้น เมื่อศาลชั้นต้นได้มีคำพิพากษาและวินิจฉัยถึงการกระทำความผิดของจำเลยต่อ พ.ร.บ.ว่าด้วยความผิดของพนักงานในองค์การหรือหน่วยงานของรัฐ พ.ศ.2502 ในคดีดังกล่าวแล้วว่า แม้ข้อเท็จจริงจะฟังได้ว่ามีการทุจริตยักยอกเงินถึง 22 ครั้ง แต่เมื่อโจทก์มิได้บรรยายมาในฟ้องว่าจำเลยกระทำความผิดหลายกรรมต่างกัน ศาลจะพิพากษาลงโทษจำเลยเป็นความผิดหลายกรรมมิได้เพราะต้องห้ามตาม ป.วิ.อ. มาตรา 192 วรรคหนึ่ง ทั้งศาลชั้นต้นก็มีคำพิพากษาลงโทษจำเลยตาม พ.ร.บ.ว่าด้วยความผิดของพนักงานในองค์การหรือหน่วยงานของรัฐ พ.ศ.2502 ตามคำขอท้ายฟ้องของโจทก์ และโจทก์ก็มิได้อุทธรณ์โต้แย้งคัดค้านคำพิพากษาศาลชั้นต้น เช่นนี้ถือได้ว่าศาลชั้นต้นในคดีก่อนได้วินิจฉัยชี้ขาดในเนื้อหาการกระทำความผิดของจำเลยและมีคำพิพากษาเสร็จเด็ดขาดในความผิดซึ่งได้ฟ้องแล้ว สิทธินำคดีอาญามาฟ้องของโจทก์ในคดีนี้จึงระงับไปตามบทบัญญัติแห่ง ป.วิ.อ. มาตรา 39 (4)

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามพระราชบัญญัติว่าด้วยความผิดของพนักงานในองค์การหรือหน่วยงานของรัฐ พ.ศ.2502 มาตรา 4, 11 ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 กับให้จำเลยคืนหรือใช้เงินจำนวน 29,400,000 บาท แก่ผู้เสียหาย และนับโทษจำเลยต่อจากโทษของจำเลยในคดีอาญาหมายเลขดำที่ 1147/2547 ของศาลชั้นต้น

จำเลยให้การปฏิเสธ แต่รับว่าเป็นบุคคลคนเดียวกับจำเลยในคดีที่โจทก์ขอให้นับโทษต่อ

ระหว่างพิจารณา บริษัทไปรษณีย์ไทย จำกัด ผู้เสียหายยื่นคำร้องขอเข้าร่วมเป็นโจทก์ ศาลชั้นต้นอนุญาต

ศาลชั้นต้นวินิจฉัยว่า เมื่อโจทก์ยื่นฟ้องจำเลยในคดีอาญาหมายเลขดำที่ 1147/2547 ของศาลชั้นต้นแล้ว แต่โจทก์กลับมาฟ้องจำเลยเป็นคดีนี้อีกโดยอาศัยการกระทำของจำเลยในคราวเดียวกัน และคดีดังกล่าวอยู่ในระหว่างการพิจารณา ฟ้องของโจทก์จึงต้องห้ามไม่ให้โจทก์ยื่นคำฟ้องเรื่องเดียวกันนั้นต่อศาลเดียวกันหรือศาลอื่นอีกตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 173 วรรคสอง (1) ประกอบประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 15 พิพากษายกฟ้อง

โจทก์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 4 พิพากษายืน

โจทก์ฎีกา โดยอัยการสูงสุดรับรองให้ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงเบื้องต้นที่โจทก์และจำเลยรับกันและไม่ได้โต้แย้งกันรับฟังได้ว่า โจทก์ฟ้องว่าจำเลยซึ่งเป็นพนักงานในองค์การหรือหน่วยงานของรัฐ เป็นเจ้าหน้าที่ของรัฐและเป็นเจ้าพนักงานตามกฎหมายกระทำความผิดฐานฟอกเงิน อันเป็นความผิดและขอให้ลงโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 147 พระราชบัญญัติป้องกันและปราบปรามการฟอกเงินพ.ศ.2542 มาตรา 3, 5, 9, 10, 60 พระราชบัญญัติว่าด้วยความผิดของพนักงานในองค์การหรือหน่วยงานของรัฐ พ.ศ.2502 มาตรา 4 ศาลชั้นต้นพิจารณาและพิพากษาว่าจำเลยมีความผิดตามพระราชบัญญัติว่าด้วยความผิดของพนักงานในองค์การหรือหน่วยงานของรัฐ พ.ศ.2502 มาตรา 4 ให้ลงโทษจำคุกจำเลย 15 ปี เมื่อรวมโทษจำคุกกับความผิดต่อพระราชบัญญัติป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน พ.ศ.2542 แล้วจำคุกจำเลยมีกำหนด 31 ปี โจทก์และจำเลยมิได้อุทธรณ์คำพิพากษาของศาลชั้นต้น คดีดังกล่าวจึงเป็นอันถึงที่สุด ตามสำเนาคำฟ้อง สำเนาคำพิพากษาของศาลชั้นต้นคดีอาญาหมายเลขดำที่ 1147/2547 หมายเลขแดงที่ 2105/2552 และสำเนาหมายจำคุกเมื่อคดีถึงที่สุด ท้ายคำแก้ฎีกาของจำเลย คดีจึงมีปัญหาที่ศาลฎีกาเห็นสมควรหยิบยกขึ้นวินิจฉัยก่อนว่าการกระทำของจำเลยในคดีนี้เป็นกรรมเดียวกับการกระทำในคดีที่จำเลยถูกฟ้องในคดีอาญาหมายเลขดำที่ 1147/2547 หมายเลขแดงที่ 2105/2552 ของศาลชั้นต้น อันทำให้สิทธินำคดีนี้มาฟ้องของโจทก์ระงับไปตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 39 (4) หรือไม่ เห็นว่า ตามสำเนาคำฟ้องคดีอาญาหมายเลขดำที่ 1147/2547 หมายเลขแดงที่ 2105/2552 ของศาลชั้นต้น แม้โจทก์จะบรรยายฟ้องว่า เมื่อระหว่างวันที่ 17 มีนาคม 2547 ถึงวันที่ 26 พฤษภาคม 2547 เวลากลางวันและกลางคืนต่อเนื่องกันจำเลยนำเงิน 29,400,000 บาท ของบริษัทไปรษณีย์ไทย จำกัด ซึ่งจำเลยรู้อยู่แล้วว่าเป็นทรัพย์สินที่ได้มาจากการกระทำความผิดของเจ้าพนักงานในองค์การหรือหน่วยงานของรัฐหรือความผิดต่อตำแหน่งหน้าที่หรือทุจริตต่อหน้าที่ตามประมวลกฎหมายอาญาหรือกฎหมายอื่น โอน รับโอน เปลี่ยนสภาพไปหรือกระทำการใด ๆ ซึ่งทรัพย์สินเกี่ยวกับการกระทำความผิดดังกล่าวของจำเลยเพื่อซุกซ่อน ปกปิด แหล่งที่มาของทรัพย์สินนั้น เพื่อปกปิด อำพรางไม่ให้ผู้ใดพบเห็นและทราบถึงลักษณะที่แท้จริง ตลอดจนทั้งการได้มาซึ่งทรัพย์สินเกี่ยวกับการกระทำความผิด อันเป็นการกระทำความผิดฐานฟอกเงินโดยฝ่าฝืนกฎหมาย แต่คำขอท้ายฟ้องของโจทก์ นอกจากจะขอให้ลงโทษจำเลยตามพระราชบัญญัติป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน พ.ศ.2542 แล้ว โจทก์ยังขอให้ลงโทษตามพระราชบัญญัติว่าด้วยความผิดของพนักงานในองค์การหรือหน่วยงานของรัฐ พ.ศ.2502 มาตรา 4 มาด้วย ส่วนคดีนี้โจทก์บรรยายฟ้องว่าเมื่อระหว่างวันที่ 17 มีนาคม 2547 ถึงวันที่ 13 พฤษภาคม 2547 จำเลยซึ่งเป็นพนักงานบริษัทไปรษณีย์ไทย จำกัด และเป็นเจ้าหน้าที่ของรัฐได้กระทำความผิดหลายกรรมต่างกัน กล่าวคือ จำเลยได้เบิกเงินของบริษัทไปรษณีย์ไทย จำกัด จากธนาคารกรุงไทย จำกัด (มหาชน) สาขาสว่างแดนดิน ไปรวม 22 ครั้ง รวมเป็นเงิน 29,400,000 บาท แล้วไม่นำเอาเก็บรักษาไว้ในที่ทำการไปรษณีย์สว่างแดนดินหรือนำไปใช้จ่ายในกิจการของที่ทำการไปรษณีย์สว่างแดนดิน แต่กลับเบียดบังเอาไปเป็นของตนเองหรือเป็นของผู้อื่นโดยทุจริต เป็นการปฏิบัติหรือละเว้นการปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบหรือโดยทุจริต เพื่อให้เกิดความเสียหายแก่บริษัทไปรษณีย์ไทย จำกัด ขอให้ลงโทษตามพระราชบัญญัติว่าด้วยความผิดของพนักงานในองค์การหรือหน่วยงานของรัฐ พ.ศ.2502 มาตรา 4, 11 เห็นได้ว่า วันเวลา สถานที่รวมถึงการกระทำที่กล่าวอ้างว่าจำเลยกระทำความผิดในคดีนี้เป็นวันเวลา สถานที่เดียวกัน และเป็นการกระทำในคราวเดียวกันกับคดีอาญาหมายเลขดำที่ 1147/2547 หมายเลขแดงที่ 2105/2552 ของศาลชั้นต้น และศาลชั้นต้นได้วินิจฉัยถึงการกระทำความผิดของจำเลยต่อพระราชบัญญัติว่าด้วยความผิดของพนักงานในองค์การหรือหน่วยงานของรัฐ พ.ศ.2502 ในคดีดังกล่าวแล้วว่า แม้ข้อเท็จจริงจะฟังได้ว่ามีการทุจริตยักยอกเงินถึง 22 ครั้ง แต่เมื่อโจทก์มิได้บรรยายมาในฟ้องว่าจำเลยกระทำความผิดหลายกรรมต่างกัน ศาลจะพิพากษาลงโทษจำเลยเป็นความผิดหลายกรรมมิได้เพราะต้องห้ามตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 192 วรรคหนึ่ง ทั้งศาลชั้นต้นก็มีคำพิพากษาลงโทษจำเลยตามพระราชบัญญัติว่าด้วยความผิดของพนักงานในองค์การหรือหน่วยงานของรัฐ พ.ศ.2502 ตามคำขอท้ายฟ้องของโจทก์และโจทก์ก็มิได้อุทธรณ์โต้แย้งคัดค้านคำพิพากษาศาลชั้นต้น เช่นนี้ถือได้ว่าศาลชั้นต้นในคดีก่อนได้วินิจฉัยชี้ขาดในเนื้อหาการกระทำความผิดของจำเลยและมีคำพิพากษาเสร็จเด็ดขาดในความผิดซึ่งได้ฟ้องแล้ว สิทธินำคดีอาญามาฟ้องของโจทก์ในคดีนี้ จึงระงับไปตามบทบัญญัติแห่งประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 39 (4) ปัญหาดังกล่าวเป็นปัญหาข้อกฎหมายที่เกี่ยวกับความสงบเรียบร้อย ศาลฎีกามีอำนาจหยิบยกขึ้นวินิจฉัยได้ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 195 วรรคสอง ประกอบมาตรา 225 ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 4 พิพากษามานั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วยในผล เมื่อวินิจฉัยดังนี้แล้ว ปัญหาตามฎีกาของโจทก์ว่าฟ้องคดีนี้เป็นฟ้องเรื่องเดียวกันกับฟ้องในคดีอาญาหมายเลขดำที่ 1147/2547 ของศาลชั้นต้น อันต้องห้ามมิให้โจทก์ฟ้องตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 173 วรรคสอง (1) ประกอบประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 15 หรือไม่ จึงไม่จำต้องวินิจฉัย

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.อ. ม. 39 (4) ม. 192 วรรคหนึ่ง
พ.ร.บ.ว่าด้วยความผิดของพนักงานในองค์การหรือหน่วยงานของรัฐ พ.ศ.2502 ม. 4 ม. 11
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการจังหวัดสว่างแดนดิน
โจทก์ร่วม — บริษัทไปรษณีย์ไทย จำกัด
จำเลย — นายวีรชัย ไกรสีทา
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดสว่างแดนดิน — นายอาทิตย์ เกียรติศิริโรจน์
ศาลอุทธรณ์ภาค 4 — นายสุรพล สนธยานนท์
ชื่อองค์คณะ
ชีพ จุลมนต์
วีระวัฒน์ ปวราจารย์
โสฬส สุวรรณเนตร์
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 8222/2554
#514289
เปิดฉบับเต็ม

ตาม ป.อ. มาตรา 2 วรรคสอง บัญญัติว่า ถ้าตามบทบัญญัติของกฎหมายที่บัญญัติในภายหลัง การกระทำเช่นนั้นไม่เป็นความผิดต่อไป ให้ผู้ที่ได้กระทำการนั้นพ้นจากการเป็นผู้กระทำความผิด และถ้าได้มีคำพิพากษาถึงที่สุดให้ลงโทษแล้ว ก็ให้ถือว่าผู้นั้นไม่เคยต้องคำพิพากษาว่าได้กระทำความผิดนั้น ถ้ารับโทษอยู่ก็ให้การลงโทษนั้นสิ้นสุดลง บทบัญญัติดังกล่าวได้แยกผลของการกระทำความผิดและการบังคับโทษตามคำพิพากษาที่ถึงที่สุดแล้วจากกันต่างหาก กล่าวคือ ในส่วนของการบังคับตามคำพิพากษาที่ถึงที่สุดนั้นหากมีส่วนใดที่ยังค้างอยู่ระหว่างการบังคับ ก็ให้การบังคับนั้นสิ้นสุดลง ไม่มีการบังคับในส่วนที่ค้างอยู่อีกต่อไปเท่านั้น หาได้มีผลให้รื้อฟื้นการบังคับโทษที่เสร็จสิ้นไปแล้วขึ้นมาพิจารณาใหม่อีกแต่อย่างใด โทษที่ได้รับมาแล้วต้องถือว่ายุติไปตามผลของคำพิพากษา ดังนั้นค่าปรับที่จำเลยชำระไปตามคำพิพากษาจนครบถ้วนแล้วจึงถือว่าการบังคับโทษปรับเสร็จสิ้นแล้ว จำเลยจึงไม่อาจถอนคืนได้

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
คดีสืบเนื่องจากเมื่อวันที่ 8 สิงหาคม 2550 ศาลชั้นต้นพิพากษาลงโทษจำเลยฐานเป็นกรรมการสาขาพรรคการเมืองไม่ยื่นบัญชีแสดงรายการทรัพย์สินและหนี้สินของตน คู่สมรส และบุตรที่ยังไม่บรรลุนิติภาวะ ภายในเวลาที่กฎหมายกำหนด ตามพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยพรรคการเมือง พ.ศ.2541 มาตรา 31, 42 วรรคหนึ่ง, 84 ปรับ 27,100 บาท จำเลยชำระค่าปรับครบถ้วนและคดีถึงที่สุดแล้ว ต่อมามีพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยพรรคการเมือง พ.ศ.2550 บังคับใช้ ซึ่งพระราชบัญญัติฉบับใหม่มิได้บัญญัติให้กรรมการสาขาพรรคการเมืองมีหน้าที่ต้องยื่นบัญชีแสดงรายการทรัพย์สินและหนี้สินของตน คู่สมรส และบุตรที่ยังไม่บรรลุนิติภาวะ ดังนั้นการกระทำของจำเลยจึงไม่เป็นความผิดต่อไป จำเลยจึงยื่นคำร้องขอคืนเงินค่าปรับ 27,100 บาท

ศาลชั้นต้นมีคำสั่งยกคำร้อง

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 9 พิพากษายืน

จำเลยฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงฟังยุติว่า จำเลยเคยต้องคำพิพากษาลงโทษปรับในความผิดตามพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยพรรคการเมือง ฯ ฐานเป็นกรรมการสาขาพรรคการเมืองไม่ยื่นบัญชีแสดงรายการทรัพย์สินและหนี้สินของตน คู่สมรส และบุตรที่ยังไม่บรรลุนิติภาวะ ภายในเวลาที่กฎหมายกำหนด จำเลยชำระค่าปรับและคดีถึงที่สุดแล้ว ต่อมามีพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยพรรคการเมือง ฯ ฉบับใหม่ใช้บังคับ และบทบัญญัติของพระราชบัญญัติฉบับใหม่นี้มีผลให้การกระทำของจำเลยที่ถูกพิพากษาลงโทษปรับไม่เป็นความผิดอีกต่อไป มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยว่า จำเลยมีสิทธิขอคืนเงินค่าปรับหรือไม่ เห็นว่า กรณีของจำเลยต้องตามบทบัญญัติของประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 2 วรรคสอง ซึ่งบัญญัติว่า ถ้าตามบทบัญญัติของกฎหมายที่บัญญัติในภายหลัง การกระทำเช่นนั้นไม่เป็นความผิดต่อไป ให้ผู้ที่ได้กระทำการนั้นพ้นจากการเป็นผู้กระทำความผิด และถ้าได้มีคำพิพากษาถึงที่สุดให้ลงโทษแล้ว ก็ให้ถือว่าผู้นั้นไม่เคยต้องคำพิพากษาว่าได้กระทำความผิดนั้น ถ้ารับโทษอยู่ก็ให้การลงโทษนั้นสิ้นสุดลง เห็นว่า บทบัญญัติดังกล่าวได้แยกผลของการกระทำความผิดและการบังคับโทษตามคำพิพากษาที่ถึงที่สุดแล้วจากกันต่างหาก กล่าวคือ ในส่วนของการบังคับตามคำพิพากษาที่ถึงที่สุดนั้นหากมีส่วนใดที่ยังค้างอยู่ระหว่างการบังคับ ก็ให้การบังคับนั้นสิ้นสุดลง ไม่มีการบังคับในส่วนที่ค้างอยู่อีกต่อไปเท่านั้น หาได้มีผลให้รื้อฟื้นการบังคับโทษที่เสร็จสิ้นไปแล้วขึ้นมาพิจารณาใหม่อีกแต่อย่างใด โทษที่ได้รับมาแล้วต้องถือว่ายุติไปตามผลของคำพิพากษา ดังนั้นค่าปรับที่จำเลยชำระไปตามคำพิพากษาจนครบถ้วนแล้วจึงถือว่าการบังคับโทษปรับเสร็จสิ้นแล้ว จำเลยจึงไม่อาจถอนคืนได้

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.อ. ม. 2 วรรคสอง
พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญ ว่าด้วยพรรคการเมือง พ.ศ.2541 ม. 31 ม. 42 วรรคหนึ่ง ม. 84
พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญ ว่าด้วยพรรคการเมือง พ.ศ.2550
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการจังหวัดสงขลา
จำเลย — ร้อยตำรวจโทสมพร จิตรนคร
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดสงขลา — นายอำพล บุญประภากร
ศาลอุทธรณ์ภาค 9 — นายไพจิตร สวัสดิสาร
ชื่อองค์คณะ
บุญรอด ตันประเสริฐ
กรองเกียรติ คมสัน
โสภณ โรจน์อนนท์
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 8195/2554
#514184
เปิดฉบับเต็ม

ผู้ส่งเป็นลูกค้าประจำของจำเลยที่ทำธุรกรรมร่วมกันมาโดยตลอดแม้กระทั่งหลังเกิดเหตุคดีนี้จึงมีเหตุให้น่าเชื่อว่าผู้ส่งทราบถึงเงื่อนไขการรับขนสินค้าของจำเลย ทั้งเมื่อพิจารณาใบรับขนทางอากาศด้านหน้า มีผู้ลงลายมือชื่อใต้ตัวพิมพ์ที่มีข้อความชัดเจนว่า ผู้ส่งตกลงตามเงื่อนไขข้อจำกัดความรับผิดที่ระบุไว้ในใบรับขนทางอากาศด้านหลัง ช่องให้สำแดงสินค้าเพื่อการศุลกากร (TOTAL VALUE FOR CUSTOMS) ซึ่งใช้ในการคำนวณภาษีศุลกากรระบุว่า 7,168.17 ดอลลาร์สหรัฐ ส่วนช่องสำแดงมูลค่าสินค้าเพื่อการขนส่ง (TOTAL DECLARED VALUE FOR CARRIAGE) ไม่ระบุจำนวนเงิน ซึ่งหากระบุจำนวนในช่องนี้ก็จะต้องเสียค่าขนส่งเพิ่ม แสดงว่าผู้ส่งเจตนาที่จะไม่แจ้งมูลค่าสินค้าเพื่อการขนส่งเพื่อจะไม่ต้องเสียค่าระวางเพิ่ม จึงฟังได้ว่าผู้ส่งได้แสดงความตกลงด้วยชัดแจ้งในการจำกัดความรับผิดของจำเลยตามที่ระบุไว้ในใบรับขนทางอากาศตาม ป.พ.พ. มาตรา 625

สัญญารับขนระหว่างจำเลยซึ่งเป็นผู้ประกอบการค้าให้บริการรับขนสินค้าทางอากาศกับผู้ส่งซึ่งเป็นผู้ประกอบการค้าขายสินค้าเครื่องประดับให้แก่ผู้ซื้อในต่างประเทศเป็นสัญญาระหว่างผู้ประกอบธุรกิจการค้าด้วยกัน แม้ข้อสัญญาในใบรับขนทางอากาศที่จำเลยทำในลักษณะแบบพิมพ์ข้อตกลงสำเร็จรูปโดยให้จำกัดความรับผิดกรณีสินค้าที่รับขนส่งสูญหายหรือเสียหายไว้เพียง 100 ดอลลาร์สหรัฐ ต่อการขนส่ง หรือ 20 ดอลลาร์สหรัฐ ต่อน้ำหนักสินค้า 1 กิโลกรัม แล้วแต่จำนวนใดจะมากกว่ากัน ซึ่งต่ำกว่าราคาสินค้าของผู้ส่งมากอันทำให้ผู้ส่งต้องรับภาระมากหากสินค้าที่ขนส่งสูญหายหรือเสียหายก็ตาม แต่ตามข้อสัญญานี้ก็ให้โอกาสผู้ส่งตกลงให้จำเลยรับผิดสูงขึ้นได้โดยต้องระบุแจ้งราคาสินค้าเพื่อการขนส่งให้จำเลยทราบและเสียค่าขนส่งเพิ่มขึ้น ไม่ได้บังคับให้ผู้ส่งต้องยอมรับจำนวนจำกัดความรับผิดตามที่ระบุไว้นั้นโดยเด็ดขาด ขณะที่ผู้ส่งสินค้าก็สามารถเอาประกันภัยได้ กรณีย่อมไม่อาจถือได้ว่าเป็นการเอาเปรียบหรือทำให้คู่สัญญาอีกฝ่ายต้องรับภาระเกินกว่าที่คาดหมายตามปกติได้ ข้อสัญญาจำกัดความรับผิดของจำเลยจึงมิใช่ข้อสัญญาที่ทำให้จำเลยได้เปรียบผู้ส่งซึ่งเป็นคู่สัญญาอีกฝ่ายหนึ่งเกินสมควรอันจะถือเป็นข้อสัญญาที่ไม่เป็นธรรม

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยชำระเงินจำนวน 185,085.05 บาท พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของเงินต้นจำนวน 177,359 บาท นับถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจำเลยจะชำระเสร็จแก่โจทก์

จำเลยให้การขอให้ยกฟ้อง

ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางพิพากษาให้จำเลยชำระเงินจำนวน 88,679.50 บาท พร้อมด้วยดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของเงินต้นจำนวนดังกล่าวนับแต่วันที่ 1 มีนาคม 2549 เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ แต่ดอกเบี้ยถึงวันฟ้อง (ฟ้องวันที่ 29 กันยายน 2549) ต้องไม่เกิน 7,726.05 บาท ตามที่โจทก์ขอกับให้จำเลยใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ โดยกำหนดค่าทนายความ 8,000 บาท

โจทก์และจำเลยอุทธรณ์ต่อศาลฎีกา โดยผู้พิพากษาที่ได้นั่งพิจารณาคดีในศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางรับรองว่าอุทธรณ์โจทก์มีเหตุสมควรที่จะอุทธรณ์ในข้อเท็จจริงได้

ศาลฎีกาแผนกคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงที่คู่ความไม่โต้แย้งกันในชั้นนี้รับฟังได้เป็นยุติในเบื้องต้นว่า บริษัทเอฟเวอร์ชายนี่ จิวเวลรี่ ครีเอชั่น จำกัด ขายสินค้าเครื่องประดับทำด้วยเงินให้แก่บริษัทซิดนีย์ อิมปอร์ต ซึ่งอยู่ที่เมืองลอสแอนเจลิส ประเทศสหรัฐอเมริกา และบริษัทอินเตอร์เนชั่นแนล บุลเลียน ซึ่งอยู่ที่กรุงลอนดอน ประเทศอังกฤษ โดยบริษัทเอฟเวอร์ชายนี่ จิวเวลรี่ ครีเอชั่น จำกัด ซึ่งต้องเป็นผู้ส่งสินค้านั้นแก่ผู้ซื้อแต่ละราย ได้ว่าจ้างจำเลยเป็นผู้ขนส่งทางอากาศ ตามใบรับขนทางอากาศเอกสารหมาย จ. 10 และ จ. 11 และเอาประกันภัยสินค้าดังกล่าวในระหว่างการขนส่งไว้กับโจทก์เต็มมูลค่าสินค้า ระหว่างการขนส่งโดยจำเลยสินค้าตามใบรับขนทางอากาศเอกสารหมาย จ. 10 ซึ่งมีอยู่ 4,295 ชิ้น น้ำหนัก 22.20 กิโลกรัม สูญหายไป 1,530 ชิ้น และสินค้าตามใบรับขนทางอากาศเอกสารหมาย จ. 11 ซึ่งมีน้ำหนัก 1.20 กิโลกรัม สูญหายไปทั้งหมด โจทก์จ่ายค่าสินไหมทดแทนแก่บริษัทเอฟเวอร์ชายนี่ จิวเวลรี่ ครีเอชั่น จำกัด ผู้เอาประกันภัยสำหรับการสูญหายทั้งสองกรณี เมื่อวันที่ 1 มีนาคม 2549

มีปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของโจทก์ว่า ข้อจำกัดความรับผิดของผู้ขนส่งที่ระบุไว้ในใบรับขนทางอากาศว่า ผู้ขนส่งจะรับผิดไม่เกิน 100 ดอลลาร์สหรัฐ ต่อการขนส่งหรือ 20 ดอลลาร์สหรัฐ ต่อน้ำหนักสินค้า 1 กิโลกรัม แล้วแต่จำนวนใดจะมากกว่านั้น ผู้ส่งสินค้าได้แสดงเจตนายอมรับในสัญญาดังกล่าวโดยชัดแจ้งหรือไม่ เห็นว่า ผู้ส่งเป็นลูกค้าประจำของจำเลยที่ทำธุรกรรมร่วมกันมาโดยตลอดแม้กระทั่งหลังเกิดเหตุคดีนี้ จึงมีเหตุให้น่าเชื่อว่าผู้ส่งทราบถึงเงื่อนไขการรับขนสินค้าของจำเลย ทั้งเมื่อพิจารณาใบรับขนทางอากาศเอกสารหมาย จ. 10 ด้านหน้า ช่องที่ 9 มีผู้ลงลายมือชื่อใต้ข้อความตัวพิมพ์ที่มีข้อความชัดเจนว่า ผู้ส่งตกลงตามเงื่อนไขข้อจำกัดความรับผิดที่ระบุไว้ในใบรับขนทางอากาศด้านหลัง และช่องที่ 3 มีข้อความว่า สินค้า 1 กล่อง น้ำหนักรวม 22.20 กิโลกรัม ช่องให้สำแดงมูลค่าสินค้าเพื่อการศุลกากร (TOTAL VALUE FOR CUSTOMS) ซึ่งใช้ในการคำนวณภาษีศุลกากรระบุว่า 7,168.17 ดอลลาร์สหรัฐ ส่วนช่องสำแดงมูลค่าสินค้าเพื่อการขนส่ง (TOTAL DECLARED VALUE FOR CARRIAGE) ไม่ระบุจำนวนเงินแต่อย่างใด ซึ่งหากระบุจำนวนในช่องนี้ก็จะต้องเสียค่าขนส่งเพิ่ม ส่วนใบรับขนทางอากาศเอกสารหมาย จ. 11 ด้านหน้า ช่องที่ 9 มีผู้ลงลายมือชื่อใต้ข้อความตัวพิมพ์ที่มีข้อความชัดเจนว่า ผู้ส่งตกลงตามเงื่อนไขข้อจำกัดความรับผิดที่ระบุไว้ในใบรับขนทางอากาศด้านหลัง และช่องที่ 3 มีข้อความว่า สินค้า 1 กล่อง น้ำหนักรวม 1.20 กิโลกรัม ช่องให้สำแดงมูลค่าสินค้าเพื่อการศุลกากร (TOTAL VALUE FOR CUSTOMS) ซึ่งใช้ในการคำนวณภาษีศุลกากรระบุว่า 604.75 ดอลลาร์สหรัฐ ส่วนช่องสำแดงมูลค่าสินค้าเพื่อการขนส่ง(TOTAL DECLARED VALUE FOR CARRIAGE) เว้นว่างไว้ไม่ระบุจำนวนเงินแต่อย่างใด ซึ่งหากระบุจำนวนเงินในช่องนี้ก็จะต้องเสียค่าขนส่งเพิ่ม แสดงว่าผู้ส่งเจตนาที่จะไม่แจ้งมูลค่าสินค้าเพื่อการขนส่งเพื่อที่จะได้เสียค่าระวางต่ำ โดยไม่ต้องเสียค่าระวางเพิ่มแต่อย่างใด จึงฟังได้ว่า ผู้ส่งซึ่งเป็นผู้เอาประกันภัยไว้กับโจทก์ได้แสดงความตกลงด้วยชัดแจ้งในการจำกัดความรับผิดของจำเลยตามที่ระบุไว้ในใบรับขนทางอากาศตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 625 อุทธรณ์ของโจทก์ฟังไม่ขึ้น

มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของจำเลยว่า ข้อจำกัดความรับผิดดังกล่าวไม่ถือเป็นข้อสัญญาที่ไม่เป็นธรรมตามพระราชบัญญัติว่าด้วยข้อสัญญาที่ไม่เป็นธรรม พ.ศ.2540 หรือไม่ เห็นว่า ข้อสัญญาอันจะถือเป็นข้อสัญญาที่ไม่เป็นธรรมตามพระราชบัญญัติว่าด้วยข้อสัญญาที่ไม่เป็นธรรม พ.ศ.2540 มาตรา 4 วรรคหนึ่ง หมายถึง "ข้อตกลงในสัญญาระหว่างผู้บริโภคกับผู้ประกอบธุรกิจการค้าหรือวิชาชีพ หรือในสัญญาสำเร็จรูปหรือในสัญญาขายฝากที่ทำให้ผู้ประกอบธุรกิจการค้าหรือวิชาชีพหรือผู้กำหนดสัญญาสำเร็จรูปหรือผู้ซื้อฝากได้เปรียบคู่สัญญาอีกฝ่ายหนึ่งเกินสมควร" และตามมาตรา 4 วรรคสาม บัญญัติว่า "ข้อตกลงที่มีลักษณะหรือมีผลให้คู่สัญญาอีกฝ่ายหนึ่งปฏิบัติหรือรับภาระเกินกว่าที่วิญญูชนจะพึงคาดหมายได้ตามปกติ เป็นข้อตกลงที่อาจถือได้ว่า ทำให้ได้เปรียบคู่สัญญาอีกฝ่ายหนึ่ง เช่น (1) ข้อตกลงยกเว้นหรือจำกัดความรับผิดที่เกิดจากการผิดสัญญา" ส่วนสัญญารับขนระหว่างจำเลยซึ่งเป็นผู้ประกอบการค้าให้บริการรับขนส่งสินค้าทางอากาศกับบริษัทเอฟเวอร์ชายนี่ จิวเวลรี่ ครีเอชั่น จำกัด ผู้ส่งสินค้าซึ่งเป็นผู้ประกอบการค้าขายสินค้าเครื่องประดับซึ่งขายสินค้าให้แก่ผู้ซื้อในต่างประเทศ จึงเป็นสัญญาระหว่างผู้ประกอบธุรกิจการค้าด้วยกัน และแม้ข้อสัญญาในใบรับขนทางอากาศที่จำเลยทำไว้ในลักษณะแบบพิมพ์ข้อตกลงสำเร็จรูปโดยให้จำกัดความรับผิดของจำเลยในกรณีปฏิบัติผิดสัญญา ทำให้สินค้าที่รับขนส่งสูญหายหรือเสียหายไว้เพียง 100 ดอลลาร์สหรัฐต่อการขนส่ง หรือ 20 ดอลลาร์สหรัฐ ต่อน้ำหนักสินค้า 1 กิโลกรัม แล้วแต่จำนวนใดจะมากกว่ากัน ซึ่งต่ำกว่าราคาสินค้าของผู้ส่งมากอันอาจทำให้ผู้ส่งต้องรับภาระมากหากสินค้าที่ขนส่งสูญหายหรือเสียหายก็ตาม แต่ตามข้อสัญญารับขนในใบรับขนทางอากาศนี้ก็ยังให้โอกาสผู้ส่งที่จะตกลงให้จำเลยรับผิดเป็นจำนวนสูงขึ้นได้โดยต้องระบุแจ้งราคาสินค้าเพื่อการขนส่งให้จำเลยทราบและเสียค่าขนส่งเพิ่มขึ้น ไม่ได้บังคับให้ผู้ส่งต้องยอมรับจำนวนจำกัดความรับผิดตามที่ระบุไว้นั้นโดยเด็ดขาด และเมื่อคำนึงถึงวิถีทางแห่งการประกอบกิจการรับขนสินค้าระหว่างประเทศทางเครื่องบิน ซึ่งย่อมมีความเสี่ยงที่จะเกิดความเสียหายหรือสูญหายของสินค้าในระดับหนึ่ง เมื่อผู้ขนส่งคิดค่าระวางต่ำกว่าราคาสินค้ามากแล้วเกิดความเสียหายหรือสูญหายขึ้น และต้องรับผิดเต็มมูลค่าสินค้าก็ทำให้ผู้ขนส่งต้องรับผิดเป็นจำนวนเงินสูงกว่าค่าระวางมาก จนไม่คุ้มกับการประกอบธุรกิจและจะทำให้คุ้มได้ก็โดยการคิดค่าระวางสูงเผื่อไว้สำหรับความเสี่ยงดังกล่าวซึ่งก็จะเป็นผลเสียต่อผู้ประกอบการค้าขายสินค้าที่ต้องรับภาระต้นทุนจากการขนส่งสูงและในที่สุดก็เป็นผลเสียต่อผู้บริโภค จึงมีเหตุผลที่ผู้ขนส่งจะกำหนดจำนวนจำกัดความรับผิดไว้เพื่อให้สามารถประเมินความเสี่ยงและกำหนดเป็นค่าระวางให้ต่ำลงได้เป็นจำนวนที่เหมาะสมต่อระบบการค้าขาย ขณะที่ผู้ส่งสินค้าหากเห็นว่าตนต้องเสี่ยงต่อความเสียหายก็สามารถเอาประกันภัยต่อผู้ประกอบธุรกิจประกันภัยซึ่งจะเรียกเก็บเบี้ยประกันภัยจากผู้เอาประกันภัยหลายรายไว้หากเกิดความเสียหายก็นำเบี้ยประกันภัยเหล่านั้นมาใช้เป็นค่าสินไหมทดแทนที่ต้องจ่ายให้ผู้เอาประกันภัยและผู้เอาประกันภัยก็ได้ประโยชน์จากการยอมเสียเบี้ยประกันภัยบ้างเพื่อป้องกันความเสี่ยงต่อความเสียหาย โดยผู้ประกอบธุรกิจประกันภัยทำหน้าที่บริหารการป้องกันความเสี่ยงให้แก่ลูกค้า และได้รับค่าตอบแทนเป็นเบี้ยประกันภัยจากลูกค้าเพื่อเป็นรายได้และกำไร โดยไม่ต้องคืนแก่ลูกค้าแม้ไม่เกิดความเสียหายแก่ลูกค้าผู้เอาประกันภัยก็ตาม ก็ไม่ถือว่าเป็นการเอาเปรียบผู้เอาประกันภัยแต่อย่างใด ฉันใดก็ฉันนั้น กรณีที่ผู้ขนส่งตกลงจำกัดความรับผิดเพื่อให้คิดค่าระวางได้พอเหมาะพอสมและป้องกันความเสี่ยงก็ย่อมไม่อาจถือได้ว่าเป็นการเอาเปรียบหรือทำให้คู่สัญญาอีกฝ่ายต้องรับภาระเกินกว่าที่คาดหมายตามปกติได้ และหลักการในเรื่องการจำกัดความรับผิดของผู้ขนส่งนี้ นอกจากจะตกลงกันได้ตามเงื่อนไขที่บัญญัติไว้ในประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 625 แล้ว ในกฎหมายเกี่ยวกับการขนส่งระหว่างประเทศที่ออกมาภายหลังก็ยังมีบทบัญญัติให้มีการจำกัดความรับผิดไว้ตามบทกฎหมายโดยตรงโดยคู่สัญญาไม่ต้องตกลงกันอีก ดังเช่นพระราชบัญญัติการรับขนของทางทะเล พ.ศ.2534 มาตรา 58 เป็นต้น ด้วยเหตุผลดังวินิจฉัยมานี้ย่อมเห็นได้ว่า ข้อสัญญาจำกัดความรับผิดของจำเลยผู้ขนส่งนี้มิใช่ข้อสัญญาที่ทำให้จำเลยได้เปรียบผู้ส่งซึ่งเป็นคู่สัญญาอีกฝ่ายหนึ่งเกินสมควรอันจะถือเป็นข้อสัญญาที่ไม่เป็นธรรมตามบทบัญญัติแห่งพระราชบัญญัติว่าด้วยข้อสัญญาที่ไม่เป็นธรรม พ.ศ.2540 ดังกล่าวไว้ข้างต้น ที่ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางวินิจฉัยว่า ข้อสัญญาดังกล่าวเป็นข้อสัญญาที่ไม่เป็นธรรมและบังคับใช้พระราชบัญญัติว่าด้วยข้อสัญญาที่ไม่เป็นธรรม พ.ศ.2540 แก่กรณีนี้ ศาลฎีกาแผนกคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศไม่เห็นพ้องด้วย อุทธรณ์ของจำเลยฟังขึ้น...

พิพากษาแก้เป็นว่า ให้จำเลยชำระเงินจำนวน 258 ดอลลาร์สหรัฐ พร้อมดอกเบี้ยร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงินดังกล่าว นับแต่วันที่ 1 มีนาคม 2549 จนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ โดยในกรณีที่จะชำระเป็นเงินบาทให้คิดอัตราแลกเปลี่ยนตามอัตราถัวเฉลี่ยของธนาคารพาณิชย์ที่ขายให้แก่ลูกค้าในวันที่ใช้เงินจริง ถ้าไม่มีอัตราแลกเปลี่ยนในวันที่ใช้เงินจริงให้ถือเอาวันสุดท้ายที่มีอัตราเช่นว่านั้นก่อนวันดังกล่าว ในกรณีที่ธนาคารแห่งประเทศไทยแจ้งให้ทราบถึงอัตราแลกเปลี่ยนถัวเฉลี่ยของธนาคารพาณิชย์ (อัตราอ้างอิง) ก็ให้ถือว่าอัตราดังกล่าวเป็นเกณฑ์คำนวณ นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลาง ค่าฤชาธรรมเนียมในชั้นนี้ให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 625
พ.ร.บ.ว่าด้วยข้อสัญญาที่ไม่เป็นธรรม พ.ศ.2540 ม. 4
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — บริษัทนิวแฮมพ์เชอร์ อินชัวรันส์
จำเลย — บริษัทเฟดเดอรัล เอ็กซ์เพรส (ประเทศไทย) จำกัด
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลาง — นายนทดล กิติกัมรา
ชื่อองค์คณะ
ธัชพันธ์ ประพุทธนิติสาร
อร่าม เสนามนตรี
ปริญญา ดีผดุง
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 8194/2554
#520428
เปิดฉบับเต็ม

โจทก์ฟ้องโดยอ้างสิทธิตามสัญญารับขนของทางทะเลซึ่งโจทก์รับช่วงสิทธิมา โดยในใบตราส่งที่โจทก์แนบท้ายฟ้องไม่ได้แนบข้อตกลงด้านหลังใบตราส่งไว้ด้วย จึงไม่ปรากฏว่ามีข้อตกลงกันให้จำกัดความรับผิดดังอ้างไว้ในใบตราส่ง

การที่โจทก์นำสืบใบตราส่งที่มีเนื้อความด้านหลังเป็นพยาน พร้อมกับอ้างว่าจำเลยไม่อาจอ้างข้อจำกัดความรับผิดตามพระราชบัญญัติการรับขนของทางทะเล พ.ศ.2534 ได้เพราะด้านหลังใบตราส่งดังกล่าวระบุในเรื่องความรับผิดของผู้ขนส่งไว้ในหัวข้อความรับผิดในกรณีสินค้าได้รับความเสียหายหรือสูญหายระหว่างการขนส่งไว้ว่าให้เป็นไปตามกฎหมายว่าด้วยการรับขนของทางทะเลแห่งประเทศญี่ปุ่น ค.ศ. 1992 และนำสืบด้วยว่ากฎหมายว่าด้วยการรับขนของทางทะเลแห่งประเทศญี่ปุ่น ค.ศ. 1992 จำกัดความรับผิดไว้สูงกว่าตามพระราชบัญญัติการรับขนของทางทะเล พ.ศ.2534 นั้น ถือเป็นการนำสืบในปัญหาข้อเท็จจริงที่โจทก์ไม่ได้กล่าวอ้างมาในฟ้องเพื่อให้จำเลยได้มีโอกาสยกข้อต่อสู้ปัญหาข้อนี้ว่ามีข้อเท็จจริงอื่นอีกหรือไม่ไว้ในคำให้การเพื่อให้เกิดเป็นปัญหาข้อพิพาทขึ้น ทางนำสืบดังกล่าวจึงเป็นการสืบนอกเหนือไปจากคำฟ้อง อุทธรณ์ของโจทก์ในข้อดังกล่าวจึงถือเป็นข้อที่ไม่ได้ว่ากันมาแล้วโดยชอบในศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลาง ต้องห้ามอุทธรณ์ตาม พ.ร.บ.จัดตั้งศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศและวิธีพิจารณาคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศ พ.ศ.2539 มาตรา 45 ประกอบ ป.วิ.พ. มาตรา 225 วรรคหนึ่ง

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยชำระเงินจำนวน 541,202.67 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงินจำนวน 513,455 บาท นับถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์

จำเลยให้การและแก้ไขคำให้การขอให้ยกฟ้อง

ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางพิพากษาให้จำเลยชำระเงินจำนวน 101,730 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันที่ 2 มิถุนายน 2548 จนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ ดอกเบี้ยคำนวณถึงวันฟ้องต้องไม่เกิน 27,747.67 บาท ให้จำเลยใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์โดยกำหนดค่าทนายความ 20,000 บาท ค่าขึ้นศาลให้คิดตามจำนวนทุนทรัพย์ที่โจทก์ชนะคดีจำเลย

โจทก์อุทธรณ์ต่อศาลฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศวินิจฉัยว่า ที่โจทก์อุทธรณ์ว่า ผู้ส่งคือบริษัทมิตซุย แอนด์โค เมทอลส์ จำกัด และจำเลยผู้ขนส่งตกลงกันกำหนดความรับผิดของผู้ขนส่งไว้มากกว่าที่กำหนดไว้ตามพระราชบัญญัติการรับขนของทางทะเล พ.ศ.2534 มาตรา 58 โดยตกลงให้จำกัดความรับผิดไว้ที่ 666.67 หน่วยทางบัญชี (SDR)ในทุกๆ 1 หน่วยการขนส่งหรือ 2 หน่วยทางบัญชีในทุก ๆ น้ำหนักรวมของสินค้า 1 กิโลกรัม ตามที่กฎหมายว่าด้วยการรับขนของทางทะเลแห่งประเทศญี่ปุ่น ค.ศ.1992 (Japan COGSA) มาตรา 13 (1) กำหนดไว้ กรณีจึงไม่อาจจำกัดความรับผิดไว้ตามคำพิพากษาของศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางได้นั้น เห็นว่า คดีนี้โจทก์ฟ้องโดยอ้างสิทธิตามสัญญารับขนของทางทะเลซึ่งโจทก์รับช่วงสิทธิมา โดยในใบตราส่งที่โจทก์แนบท้ายฟ้องไม่ได้แนบข้อตกลงด้านหลังใบตราส่งไว้ด้วย จึงไม่ปรากฏว่ามีข้อตกลงกันให้จำกัดความรับผิดดังอ้างไว้ในใบตราส่งด้วย เท่ากับว่าโจทก์ไม่เคยกล่าวอ้างเลยว่าในสัญญารับขนของทางทะเลระหว่างผู้ส่งกับจำเลยนั้น มีข้อตกลงกันให้ใช้ข้อจำกัดความรับผิดของผู้ขนส่งในความสูญหายของสินค้าไว้เกินกว่า 10,000 บาท ต่อ 1 หน่วยการขนส่ง หรือเกินกว่า 30 บาท ต่อ 1 กิโลกรัม อันเป็นข้อจำกัดความรับผิดโดยผลของมาตรา 58 แห่งพระราชบัญญัติการรับขนของทางทะเล พ.ศ.2534 มาใช้กับการขนส่งครั้งพิพาทด้วย การที่โจทก์นำสืบใบตราส่งที่มีเนื้อความด้านหลังเป็นพยาน พร้อมกับอ้างว่าจำเลยไม่อาจอ้างข้อจำกัดความรับผิดตามพระราชบัญญัติการรับขนของทางทะเล พ.ศ.2534 ได้เพราะด้านหลังใบตราส่งดังกล่าวระบุในเรื่องความรับผิดของผู้ขนส่งไว้ในหัวข้อความรับผิดในกรณีสินค้าได้รับความเสียหายหรือสูญหายระหว่างการขนส่งไว้ว่าให้เป็นไปตามกฎหมายว่าด้วยการรับขนของทางทะเลแห่งประเทศญี่ปุ่น ค.ศ.1992 และนำสืบด้วยว่ากฎหมายว่าด้วยการรับขนของทางทะเลแห่งประเทศญี่ปุ่น ค.ศ.1992 จำกัดความรับผิดไว้สูงกว่าตามพระราชบัญญัติการรับขนของทางทะเล พ.ศ.2534 นั้น ถือเป็นการนำสืบในปัญหาข้อเท็จจริงที่โจทก์ไม่ได้กล่าวอ้างมาในฟ้องเพื่อให้จำเลยได้มีโอกาสยกข้อต่อสู้ปัญหาข้อนี้ว่ามีข้อเท็จจริงอื่นอีกหรือไม่ไว้ในคำให้การเพื่อให้เกิดเป็นปัญหาข้อพิพาทขึ้น ทางนำสืบดังกล่าวจึงเป็นการสืบนอกเหนือไปจากคำฟ้อง อุทธรณ์ของโจทก์ในข้อดังกล่าวจึงถือเป็นข้อที่ไม่ได้ว่ากันมาแล้วโดยชอบในศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลาง ต้องห้ามอุทธรณ์ตามพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศและวิธีพิจารณาคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศ พ.ศ.2539 มาตรา 45 ประกอบประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 225 วรรคหนึ่ง แม้ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางรับอุทธรณ์ของโจทก์ในส่วนนี้มาด้วย ศาลฎีกาแผนกคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศไม่รับวินิจฉัยให้

พิพากษายกอุทธรณ์ของโจทก์ คืนค่าธรรมเนียมทั้งหมดในชั้นนี้แก่โจทก์
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ. ม. 225 วรรคหนึ่ง
พ.ร.บ.การรับขนของทางทะเล พ.ศ.2534 ม. 58
พ.ร.บ.จัดตั้งศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศและวิธีพิจารณาคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศ พ.ศ.2539 ม. 45
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — บริษัทมิตซุย สุมิโตโม อินชัวรันซ์ จำกัด
จำเลย — บริษัทคาวาซากิ ไคเซน ไคชา จำกัด
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลาง — นางเสาวลักษณ์ จุลมนต์
ชื่อองค์คณะ
สุวัฒน์ วรรธนะหทัย
อร่าม เสนามนตรี
สมศักดิ์ เนตรมัย
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 8168/2554
#518440
เปิดฉบับเต็ม

โจทก์กับบริวารใช้ที่ดินโฉนดเลขที่ 7995 บริเวณที่เป็นทางคอนกรีตเป็นทางเข้าออกสู่ถนนสาธารณะมาตั้งแต่ปี 2516 ถือว่าโจทก์ใช้สิทธิเป็นปรปักษ์ต่อเจ้าของที่ดินโฉนดเลขที่ 7995 มาโดยตลอดจำเลยทั้งสี่กับพวกมาซื้อที่ดินโฉนดเลขที่ 7995 หลังจากโจทก์กับบริวารใช้ที่ดินโฉนดเลขที่ 7995 เป็นทางเข้าออกสู่ถนนสาธารณะเป็นเวลากว่า 20 ปีแล้ว นับแต่วันที่โจทก์ใช้ทางในที่ดินนี้จนกระทั่งจำเลยทั้งสี่รับโอนที่ดินโฉนดดังกล่าว ที่ดินโฉนดเลขที่ 7995 ตกอยู่ในภาระจำยอมของที่ดินโจทก์โดยอายุความแล้ว ส่วนที่จำเลยทั้งสี่กับพวกทุบทำลายทางคอนกรีตที่โจทก์ใช้เป็นทางพัฒนาที่ดินและแบ่งแยกกรรมสิทธิ์รวมแล้ว ทำถนนบริเวณกึ่งกลางที่ดินกว้าง 8 เมตร อันเป็นทางพิพาท โจทก์กับบริวารจึงย้ายมาใช้ทางพิพาท การที่จำเลยทั้งสี่กับพวกซึ่งเป็นเจ้าของภารยทรัพย์ทุบทำลายทางคอนกรีตอันเป็นทางภาระจำยอมเดิมของโจทก์แล้วไปทำถนนบริเวณกึ่งกลางที่ดินโฉนดเลขที่ 7995 จึงเป็นกรณีที่เจ้าของทรัพย์ให้ย้ายภาระจำยอมไปยังส่วนอื่น เพื่อประโยชน์แก่จำเลยทั้งสี่ที่เป็นเจ้าของภารยทรัพย์นั้น จำเลยทั้งสี่ประสงค์ให้ที่ดินโฉนดเลขที่ 7995 ทั้งแปลงตกอยู่ในภาระจำยอมแก่ที่ดินโจทก์เพื่อแลกเปลี่ยนกับภาระะจำยอมเดิมตาม ป.พ.พ. มาตรา 1392 ที่โจทก์มาใช้ทางพิพาทจึงไม่จำต้องนับอายุความกันใหม่

คำขอท้ายฟ้องของโจทก์ โจทก์ขอให้ทางพิพาทตกเป็นภาระจำยอม ในเรื่องทางรถยนต์ด้วยและข้อเท็จจริงฟังได้ว่า เมื่อจำเลยทั้งสี่ย้ายภาระจำยอมเดิมมาเป็นทางพิพาทที่มีสภาพเป็นถนน สำหรับรถยนต์แล่นเข้าออก และโจทก์ก็เบิกความยืนยันว่า เมื่อจำเลยทั้งสี่ย้ายทางภาระจำเลยเดิมมาเป็นทางใหม่ โจทก์และบริวารใช้รถยนต์แล่นผ่านเข้าออกทางพิพาท ฟังได้ว่า ทางดังกล่าวตกอยู่ภาระจำยอมทางรถยนต์ด้วย

โจทก์มีคำขอให้ศาลพิพากษาให้โจทก์ได้ภาระจำยอมที่ดินโฉนดเลขที่ 7995 ทั้งแปลงและข้อเท็จจริงได้ความว่า จำเลยทั้งสี่ย้ายทางภาระจำยอมไปยังทางที่พิพาท อันเป็นการกระทำเพื่อประโยชน์แก่จำเลยทั้งสี่ จนทำให้โจทก์ได้ภาระจำยอมในที่ดินโฉนดเลขที่ 7995 ทั้งแปลงตาม ป.พ.พ. มาตรา 1392 ก็ตาม แต่ที่ศาลชั้นต้นวินิจฉัยว่า โจทก์ได้ทางภาระจำยอมแล้วพิพากษาให้โจทก์ได้ภาระจำยอมในที่ดินโฉนดเลขที่ 7995 ซึ่งไม่เป็นไปตาม ป.พ.พ. มาตรา 1392 ก็ตาม แต่โจทก์ไม่ได้อุทธรณ์คัดค้านคำพิพากษาศาลชั้นต้น ให้ศาลอุทธรณ์พิพากษาแก้ไขให้ถูกต้อง ทั้งทางที่พิพาทคงเป็นเพียงทางภาระจำยอม มีผู้ได้ภาระจำยอมในทางที่พิพาทเพียงไม่กี่รายเท่านั้น การที่โจทก์ใช้ทางพิพาทอาจไม่ได้รับความสะดวกบ้างแต่ไม่ถึงกับทำให้เกิดความไม่สงบในสังคม ปัญหาดังกล่าวฟังไม่ได้ว่าเป็นปัญหาข้อกฎหมายอันเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชน คำพิพากษาศาลอุทธรณ์ที่พิพากษาในปัญหาดังกล่าวมา จึงเป็นการพิพากษาในสิ่งใดๆ นอกเหนือจากคำฟ้องของโจทก์ ไม่ชอบด้วย ป.วิ.พ. มาตรา 142 วรรคแรก ประกอบด้วยมาตรา 246 และ 247

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยทั้งสี่จดทะเบียนที่ดินโฉนดเลขที่ 7995 ตำบลบางค้อ (วัดราชโอรส) อำเภอจอมทอง (บางขุนเทียน) กรุงเทพมหานคร ทั้งแปลงเป็นภาระจำยอมทางเดิน ทางรถยนต์ ระบบไฟฟ้า ประปา โทรศัพท์ ท่อระบายน้ำ ตลอดจนสาธารณูปโภคอื่น ๆ แก่ที่ดินโฉนดเลขที่ 4677 ตำบลบางค้อ (วัดราชโอรส) อำเภอบางขุนเทียน จังหวัดธนบุรี โดยไม่มีค่าตอบแทน หากจำเลยทั้งสี่ไม่ปฏิบัติตามให้ถือเอาคำพิพากษาแทนการแสดงเจตนาของจำเลยทั้งสี่

จำเลยทั้งสี่ให้การขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยทั้งสี่จดทะเบียนที่ดินโฉนดเลขที่ 7995 ตำบลบางค้อ (วัดราชโอรส) อำเภอจอมทอง (บางขุนเทียน) กรุงเทพมหานคร ชิดแนวเขตที่ดินด้านทิศตะวันตกเฉียงใต้ระยะ 2 เมตร ตลอดแนว เป็นภาระจำยอมเรื่องทางเดิน ทางรถยนต์ ระบบไฟฟ้า ระบบประปา และระบบโทรศัพท์แก่ที่ดินโฉนดเลขที่ 4677 ตำบลบางค้อ (วัดราชโอรส) อำเภอบางขุนเทียน จังหวัดธนบุรี ของโจทก์ โดยไม่มีค่าตอบแทน หากจำเลยทั้งสี่ไม่ปฏิบัติตาม ให้ถือเอาคำพิพากษาแทนการแสดงเจตนาของจำเลยทั้งสี่ คำขออื่นนอกจากนี้ยก ค่าฤชาธรรมเนียมเป็นพับ

จำเลยทั้งสี่อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษาแก้เป็นว่า ให้จำเลยทั้งสี่จดทะเบียนที่ดินโฉนดเลขที่ 7995 ตำบลบางค้อ (วัดราชโอรส) อำเภอจอมทอง (บางขุนเทียน) กรุงเทพมหานคร ทั้งแปลงเป็นภาระจำยอม นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ

จำเลยที่ 1 ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงในเบื้องต้นรับฟังได้ว่า เดิมที่ดินโฉนดเลขที่ 4677 ตำบลบางค้อ (วัดราชโอรส) อำเภอบางขุนเทียน จังหวัดธนบุรี เป็นของนางสอาดและนางสาวอุไรรัตน์ นางสาวอุไรรัตน์ขายเฉพาะส่วนของตนแก่โจทก์ นางสอาดขายเฉพาะส่วนของตนแก่นางละมูล โจทก์และนางละมูลแบ่งกรรมสิทธิ์รวม โจทก์ได้ที่ดินแปลงคงเหลือมีเนื้อที่ 3 งาน นางละมูลได้ที่ดินแบ่งแยกออกไปเป็นที่ดินโฉนดเลขที่ 7995 ตำบลบางค้อ (วัดราชโอรส) อำเภอจอมทอง (บางขุนเทียน) กรุงเทพมหานคร นางละมูลให้ที่ดินโฉนดเลขที่ 7995 แก่บริษัท ว. วัจนะ จำกัด แล้วบริษัท ว. วัจนะ จำกัด นำที่ดินไปแบ่งให้ผู้อื่น เช่าปลูกบ้านอยู่อาศัยเต็มพื้นที่ไม่น้อยกว่า 40 หลัง ที่ดินของโจทก์ไม่อาจเข้าออกสู่ทางสาธารณะได้ โจทก์ได้ปรับปรุงและทำเป็นทางคอนกรีตในที่ดินโฉนดเลขที่ 7995 ตามแนวเส้นสีแดงในแผนที่กว้าง 2 เมตร ใช้เป็นทางเข้าออกร่วมกันกับผู้เช่าที่ดินโฉนดเลขที่ 7995 ผ่านที่ดินบุคคลภายนอกเข้าออกสู่ทางสาธารณะ วางระบบไฟฟ้า ระบบประปาและระบบโทรศัพท์มาตั้งแต่ปี 2516 ขณะที่โจทก์ปลูกบ้านอยู่อาศัยในที่ดินโฉนดเลขที่ 4677 เรื่อยมา ต่อมาบริษัท ว. วัจนะ จำกัด ขับไล่ผู้เช่าทั้งหมดออกจากที่ดิน บริษัท ว. วัจนะ จำกัด ขายที่ดินโฉนดเลขที่ 7995 แก่จำเลยทั้งสี่และนายถวิล แล้วจำเลยทั้งสี่กับพวกทุบถนนคอนกรีตที่โจทก์สร้าง แต่โจทก์และบริวารยังคงใช้ถนนดังกล่าว ต่อมาจำเลยทั้งสี่และนายถวิลแบ่งแยกกรรมสิทธิ์รวมที่ดินโฉนดเลขที่ 7995 เป็นที่ดินโฉนดเลขที่ 4963 ถึง 4970 ตำบลบางค้อ (วัดราชโอรส) อำเภอจอมทอง (บางขุนเทียน) กรุงเทพมหานคร ทำให้ที่ดินโฉนดเลขที่ 7995 คงเหลือเนื้อที่ 1 งาน 93 4 / 10 ตารางวา มีจำเลยทั้งสี่และนายถวิลถือกรรมสิทธิ์รวม แล้วทำเป็นถนนกว้างประมาณ 8 เมตร บริเวณกึ่งกลางที่ดินอันเป็นที่ดินพิพาท และรูปที่ดินหลังโฉนดที่ดินเกี่ยวกับที่ดินโฉนดเลขที่ 7995 ขณะบริษัท ว. วัจนะ จำกัด ถือกรรมสิทธิ์ได้จดทะเบียนภาระจำยอมเรื่องทางเดินแก่ที่ดินโฉนดเลขที่ 97764 และ 97765 ตำบลบางค้อ (วัดราชโอรส) อำเภอจอมทอง (บางขุนเทียน) กรุงเทพมหานคร และจำเลยทั้งสี่กับนายถวิลจดทะเบียนภาระจำยอมทั้งแปลงเรื่องทางเดิน ทางรถยนต์ ระบบไฟฟ้า ประปา โทรศัพท์ ท่อระบายน้ำ ตลอดจนสาธารณูปโภคอื่น ๆ แก่ที่ดินโฉนดเลขที่ 87703 4963 4964 4968 ถึง 4970 4888 ถึง 4896 ตำบลบางค้อ (วัดราชโอรส) อำเภอจอมทอง (บางขุนเทียน) กรุงเทพมหานคร ตามสารบัญจดทะเบียนที่ดินโฉนดเลขที่ 7995 และต่อมาที่ดินส่วนของนายถวิลได้ขายแก่จำเลยที่ 1

มีปัญหาวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยที่ 1 ข้อแรกว่า โจทก์ได้ภาระจำยอมในที่ดินโฉนดเลขที่ 7995 พิพาทโดยอายุความหรือไม่ จำเลยที่ 1 ฎีกาว่า จำเลยทั้งสี่ได้แบ่งแยกที่ดินโฉนดเลขที่ 7995 และทุบทำลายทางคอนกรีตโดยโจทก์มิได้โต้แย้งคัดค้าน แล้วโจทก์และบริวารไปใช้ทางพิพาท เมื่อจำเลยทั้งสี่กับพวกจดทะเบียนแบ่งกรรมสิทธิ์รวมกัน ถือว่าโจทก์สละสิทธิที่จะไม่ใช้ทางภาระจำยอมในที่ดินพิพาทที่เป็นถนนคอนกรีตโดยปริยายและสมบูรณ์แล้ว โจทก์ไม่สามารถขอใช้ทางภาระจำยอมที่พิพาทได้ เห็นว่า ข้อเท็จจริงได้ความว่า โจทก์กับบริวารได้ใช้ที่ดินโฉนดเลขที่ 7995 บริเวณที่เป็นทางคอนกรีตตามแนวเส้นสีแดงในแผนที่ เป็นทางเข้าออกสู่ถนนสาธารณะมาตั้งแต่ปี 2516 อันถือว่าโจทก์ใช้สิทธิเป็นปรปักษ์ต่อเจ้าของที่ดินโฉนดเลขที่ 7995 มาโดยตลอด ส่วนจำเลยทั้งสี่กับพวกเพิ่งจะมาซื้อที่ดินโฉนดเลขที่ 7995 หลังจากโจทก์กับบริวารใช้ที่ดินโฉนดเลขที่ 7995 เป็นทางเข้าออกสู่ถนนสาธารณะมาเป็นเวลากว่า 20 ปีแล้ว นับแต่วันที่โจทก์ใช้ทางในที่ดินโฉนดเลขที่ 7995 จนกระทั่งจำเลยทั้งสี่รับโอนที่ดินโฉนดเลขที่ 7995 มาเป็นของจำเลยทั้งสี่กับพวก ที่ดินโฉนดเลขที่ 7995 ได้ตกอยู่ในภาระจำยอมของที่ดินโจทก์โดยอายุความแล้ว ส่วนที่จำเลยทั้งสี่กับพวกทุบทำลายทางคอนกรีตที่โจทก์ใช้เป็นทางพัฒนาที่ดิน และแบ่งแยกกรรมสิทธิ์รวมกันในที่ดินโฉนดเลขที่ 7995 เมื่อปี 2544 จนเหลือเนื้อที่ 1 งาน 93 4 / 10 ตารางวา แล้วทำถนนบริเวณกึ่งกลางที่ดินกว้างประมาณ 8 เมตร อันเป็นทางพิพาท โจทก์กับบริวารจึงย้ายมาใช้ทางพิพาท การที่จำเลยทั้งสี่กับพวกซึ่งเป็นเจ้าของภารยทรัพย์ทุบทำลายทางคอนกรีตอันเป็นทางภาระจำยอมเดิมของโจทก์แล้วไปทำถนนบริเวณกึ่งกลางที่ดินโฉนดเลขที่ 7995 จึงเป็นกรณีที่เจ้าของทรัพย์ให้ย้ายทางภาระจำยอมไปยังส่วนอื่น เพื่อประโยชน์แก่จำเลยทั้งสี่ที่เป็นเจ้าของภารยทรัพย์ เพราะหากไม่ย้ายทางภาระจำยอมมาเป็นทางพิพาท จำเลยทั้งสี่ไม่อาจแบ่งแยกที่ดินให้มีสภาพสวยงาม มีราคา และทำให้ที่ดินที่แบ่งแยกทุกแปลงจดทางภาระจำยอม เจ้าของที่ดินสามารถเข้าออกถนนสาธารณะได้โดยสะดวกตามที่จำเลยทั้งสี่จดทะเบียนภาระจำยอมยินยอมให้ที่ดินโฉนดเลขที่ 7995 ตกเป็นภาระจำยอมแก่ที่ดินแปลงอื่น อันจะส่งผลให้ที่ดินของจำเลยทั้งสี่มีราคาสูงขึ้น แสดงให้เห็นว่าจำเลยทั้งสี่ประสงค์ให้ที่ดินโฉนดเลขที่ 7995 ทั้งแปลงตกอยู่ในภาระจำยอมแก่ที่ดินโจทก์เพื่อแลกเปลี่ยนกับทางภาระจำยอมเดิม ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1392 ที่โจทก์มาใช้ทางพิพาทจึงไม่จำต้องนับอายุความกันใหม่ตามที่จำเลยที่ 1 ฎีกา ที่จำเลยที่ 1 ฎีกาว่า จำเลยทั้งสี่ไม่ได้ตกลงกับโจทก์ในการย้ายทาง หากโจทก์เห็นว่าทางภาระจำยอมเดิมถูกรบกวนอันเป็นการโต้แย้งสิทธิ โจทก์ก็ชอบที่จะฟ้องร้องห้ามจำเลยทั้งสี่กระทำการนั้น เห็นว่า การที่จำเลยทั้งสี่ย้ายทางภาระจำยอมเพื่อประโยชน์ของจำเลยทั้งสี่ ไม่ทำให้ความสะดวกของโจทก์ลดน้อยลง จำเลยทั้งสี่ย่อมจะกระทำได้โดยไม่ต้องได้รับความยินยอมจากโจทก์ เมื่อจำเลยทั้งสี่ย้ายทางภาระจำยอมมายังทางพิพาทและไม่ทำให้ความสะดวกของโจทก์ลดน้อยลง ทั้งทางภาระจำยอมยังมิได้สิ้นผล กรณียังไม่เป็นการโต้แย้งสิทธิ โจทก์จึงไม่จำต้องใช้สิทธิทางศาลตามที่จำเลยที่ 1 ฎีกา ฎีกาข้อนี้ของจำเลยที่ 1 ฟังไม่ขึ้น

มีปัญหาวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยที่ 1 เป็นประการที่สองว่า ที่ศาลล่างทั้งสองพิพากษาให้ที่ดินโฉนดเลขที่ 7995 ตกอยู่ในภาระจำยอม เรื่องทางรถยนต์แก่ที่ดินโฉนดเลขที่ 4677 เกินคำขอหรือไม่ เห็นว่า คำขอท้ายฟ้องของโจทก์ โจทก์ขอให้ทางพิพาทตกเป็นภาระจำยอมในเรื่องทางรถยนต์ด้วยและข้อเท็จจริงฟังได้ว่า เมื่อจำเลยทั้งสี่ย้ายทางภาระจำยอมเดิม มาเป็นทางพิพาทที่มีสภาพเป็นถนน สำหรับรถยนต์แล่นเข้าออก และโจทก์ก็เบิกความยืนยันว่า เมื่อจำเลยทั้งสี่ย้ายทางภาระจำยอมเดิม มาเป็นทางใหม่ โจทก์และบริวารใช้รถยนต์แล่นผ่านเข้าออกทางพิพาท จึงฟังได้ว่า ทางดังกล่าวตกอยู่ในภาระจำยอมทางรถยนต์ด้วย คำพิพากษาของศาลล่างทั้งสองชอบแล้ว ฎีกาของจำเลยที่ 1 ข้อนี้ฟังไม่ขึ้น

มีปัญหาวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยที่ 1 เป็นประการสุดท้ายว่า ที่ศาลอุทธรณ์พิพากษาให้โจทก์ได้ภาระจำยอมที่ดินโฉนดเลขที่ 7995 ทั้งแปลง เป็นการชอบด้วยกฎหมายหรือไม่ ศาลอุทธรณ์วินิจฉัยว่า ศาลชั้นต้นวินิจฉัยและพิพากษามาเป็นการวินิจฉัยข้อเท็จจริงผิดต่อกฎหมาย ศาลอุทธรณ์จึงมีอำนาจฟังข้อเท็จจริงใหม่แล้วพิพากษาให้ถูกต้องได้ ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 243 (3) (ก) เพราะปัญหาดังกล่าวเป็นปัญหาอันเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชน เนื่องจากทางพิพาทตกเป็นภาระจำยอมแก่ที่ดินแปลงอื่นให้รถยนต์แล่นเข้าออก รถยนต์ที่แล่นเข้าออกจะต้องแล่นชิดขอบทางด้านซ้าย หากให้โจทก์ต้องปฏิบัติตามคำพิพากษาของศาลชั้นต้นในตำแหน่งชิดแนวเขตที่ดินด้านทิศตะวันตกเฉียงใต้ในระยะ 2 เมตร ตลอดแนว การขับรถยนต์ขาเข้าโจทก์ย่อมขับได้ แต่หากเป็นการขับรถยนต์ขาออกโจทก์ต้องขับรถยนต์ย้อนแนวเดินรถของบุคคลอื่นที่ขับรถสวนทางมา รถยนต์จะชนกัน การจราจรบนทางที่พิพาทจะเกิดความสับสน เกิดความไม่สงบขึ้น ศาลอุทธรณ์จึงมีอำนาจหยิบยกปัญหาดังกล่าวขึ้นวินิจฉัยแล้วพิพากษาคดีไปได้ แม้โจทก์จะไม่อุทธรณ์ ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 246 ประกอบมาตรา 142 (5) เห็นว่า แม้คดีนี้โจทก์จะมีคำขอให้ศาลพิพากษาให้โจทก์ได้ภาระจำยอมที่ดินโฉนดเลขที่ 7995 ทั้งแปลง และข้อเท็จจริงได้ความว่า จำเลยทั้งสี่ย้ายทางภาระจำยอมไปยังทางที่พิพาท อันเป็นการกระทำเพื่อประโยชน์แก่จำเลยทั้งสี่ จนทำให้โจทก์ได้ภาระจำยอมในที่ดินโฉนดเลขที่ 7995 ทั้งแปลง ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1392 ก็ตาม แต่ที่ศาลชั้นต้นวินิจฉัยว่า โจทก์ได้ทางภาระจำยอมกว้าง 2 เมตร แล้วพิพากษาให้โจทก์ได้ภาระจำยอมในที่ดินโฉนดเลขที่ 7995 บริเวณชิดแนวเขตที่ดินด้านทิศตะวันตกเฉียงใต้กว้าง 2 เมตร ตลอดแนวซึ่งไม่เป็นไปตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1392 ก็ตาม แต่โจทก์ไม่ได้อุทธรณ์คัดค้านคำพิพากษาศาลชั้นต้น ให้ศาลอุทธรณ์พิพากษาแก้ไขให้ถูกต้อง ทั้งทางที่พิพาทคงเป็นเพียงทางภาระจำยอม มีผู้ได้ภาระจำยอมในทางที่พิพาทเพียงไม่กี่รายเท่านั้น การที่โจทก์ใช้ทางพิพาทอาจจะไม่ได้รับความสะดวกบ้าง แต่ไม่ถึงกับทำให้เกิดความไม่สงบขึ้นในสังคม ปัญหาดังกล่าวฟังไม่ได้ว่าเป็นปัญหาข้อกฎหมายอันเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชนตามที่ศาลอุทธรณ์วินิจฉัย คำพิพากษาศาลอุทธรณ์ที่พิพากษาในปัญหาดังกล่าวมา จึงเป็นการพิพากษาให้ในสิ่งใด ๆ นอกเหนือไปจากที่ปรากฏในคำฟ้องของโจทก์ ไม่ชอบด้วยประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 142 วรรคแรก ประกอบด้วยมาตรา 246 และ 247 ฎีกาของจำเลยที่ 1 ข้อนี้ฟังขึ้น

พิพากษาแก้เป็นว่า ให้บังคับคดีตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ. ม. 142 วรรคแรก ม. 246 ม. 247
ป.พ.พ. ม. 1392
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นายสุมนัส หุตินันทน์
จำเลย — นายเกยูร ท้วมสากล กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลแพ่งธนบุรี — นายอำนวย โอภาพันธ์
ศาลอุทธรณ์ — นายสมภพพิสิษฐ์ สุขพิสิษฐ
ชื่อองค์คณะ
วิชา มั่นสกุล
นพวรรณ อินทรัมพรรย์
ไชยยงค์ คงจันทร์
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 8163/2554
#514787
เปิดฉบับเต็ม

โจทก์และจำเลยมีเจตนาก่อนิติสัมพันธ์กันเป็นสัญญาจะซื้อขายโดยการวางมัดจำตาม ป.พ.พ. มาตรา 456 วรรคสอง ซึ่งมิได้กำหนดแบบไว้ว่าต้องมีหลักฐานเป็นหนังสืออย่างหนึ่งอย่างใดลงลายมือชื่อฝ่ายผู้ต้องรับผิดเป็นสำคัญจึงจะฟ้องร้องให้บังคับคดีได้ สัญญาจะซื้อจะขายเกิดขึ้นนับแต่เวลาที่โจทก์วางมัดจำ มิใช่เพิ่งเกิดในภายหลังเมื่อมีการทำสัญญาจะซื้อจะขายเป็นหนังสือ เมื่อ ป.วิ.พ. มาตรา 94 จำกัดเฉพาะกรณีที่กฎหมายกำหนดว่า ข้อเท็จจริงในเรื่องที่ฟ้องร้องกันนั้นจะต้องแสดงให้ปรากฏด้วยการนำสืบพยานเอกสาร จึงต้องห้ามนำพยานบุคคลเข้าสืบเพื่อเพิ่มเติม ตัดทอน หรือเปลี่ยนแปลงแก้ไขข้อความในเอกสารที่ได้นำมาแสดงแล้ว จึงไม่ตกอยู่ในบังคับข้อห้ามดังกล่าว ศาลย่อมมีอำนาจรับฟังพยานบุคคลว่าจำเลยตกลงจะหาสถาบันการเงินให้โจทก์กู้ยืมชำระหนี้คืนจำเลยโดยมีระยะเวลาผ่อนนาน 15 ปี ได้

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องและแก้ไขคำฟ้องขอให้บังคับจำเลยชำระเงิน 1,171,200 บาท พร้อมดอกเบี้ยร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันที่ได้รับชำระเงินแต่ละงวด ค่าตกแต่งบ้าน 500,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยในอัตราเดียวกันนับแต่วันบอกเลิกสัญญา และค่าขาดประโยชน์เดือนละ 30,000 บาท นับแต่เวลาเดียวกันจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์

จำเลยให้การขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยชำระเงิน 500,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ ให้จำเลยใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนตามจำนวนทุนทรัพย์ที่โจทก์ชนะคดี โดยกำหนดค่าทนายความ 30,000 บาท

โจทก์และจำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษาแก้เป็นว่าให้จำเลยชำระเงิน 1,171,200 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันที่ 23 กรกฎาคม 2542 จนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น ให้ค่าฤชาธรรมเนียมในชั้นนี้เป็นพับ

จำเลยฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยมีว่า เมื่อสัญญาจะซื้อจะขาย ได้กำหนดข้อความเช่นนั้นไว้ชัดแจ้งแล้ว ศาลจะยอมรับฟังพยานบุคคลของโจทก์ที่นำสืบประกอบข้ออ้างว่าใบโฆษณา (ใบปลิว) ตารางราคาบ้านแบบลัดดากร (แอลอาร์ 044) ของจำเลย ระบุว่า "สามารถผ่อนชำระธนาคารปีที่ 1 - 15 เดือนละ 29,642 บาท" เพื่อเพิ่มเติม ตัดทอน หรือเปลี่ยนแปลงแก้ไขข้อความในเอกสารที่นำมาแสดงโดยฝ่าฝืนข้อห้ามตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 94 (ข) ได้หรือไม่ เห็นว่า กรณีนี้ โจทก์ตกลงจองซื้อที่ดินและบ้านแบบลัดดากร (แอลอาร์ 044) ตามใบโฆษณา (ใบปลิว) โดยวางเงินมัดจำไว้ 30,000 บาท ตามหนังสือจองที่ดิน และสำเนาใบเสร็จรับเงินตั้งแต่แวะเข้าชมโครงการลัดดารมย์ รัตนาธิเบศร์ของจำเลยเมื่อวันที่ 18 พฤศจิกายน 2538 หลังจากนั้นโจทก์และจำเลยจึงได้ทำสัญญาจะซื้อจะขาย ขึ้นในวันที่ 19 มกราคม 2539 แสดงว่าโจทก์และจำเลยมีเจตนาก่อนิติสัมพันธ์กันเป็นสัญญาจะซื้อจะขายโดยการวางมัดจำตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 456 วรรคสอง ซึ่งมิได้กำหนดแบบไว้ว่าต้องมีหลักฐานเป็นหนังสืออย่างหนึ่งอย่างใดลงลายมือชื่อฝ่ายผู้ต้องรับผิดเป็นสำคัญจึงจะฟ้องร้องให้บังคับคดีได้ สัญญาจะซื้อจะขายระหว่างโจทก์จำเลยจึงเกิดขึ้นนับแต่เวลาที่โจทก์วางมัดจำไว้ มิใช่เพิ่งเกิดในภายหลังเมื่อมีการทำสัญญาจะซื้อจะขายเป็นหนังสือ เช่นนี้ เมื่อประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 94 บัญญัติว่า "เมื่อใดมีกฎหมายบังคับให้ต้องมีพยานเอกสารมาแสดงห้ามมิให้ศาลยอมรับฟังพยานบุคคลฯ" อันหมายความจำกัดเฉพาะกรณีที่กฎหมายกำหนดว่าข้อเท็จจริงในเรื่องที่ฟ้องร้องกันนั้นจะต้องแสดงให้ปรากฏด้วยการนำสืบพยานเอกสารจึงห้ามนำพยานบุคคลเข้าสืบเพื่อเพิ่มเติม ตัดทอน หรือเปลี่ยนแปลงแก้ไขข้อความในเอกสารที่ได้นำมาแสดงแล้ว กรณีตามฟ้องจึงไม่ตกอยู่ในบังคับข้อห้ามดังกล่าว ศาลอุทธรณ์ย่อมมีอำนาจรับฟังพยานบุคคลที่โจทก์นำสืบประกอบข้ออ้าง ว่าจำเลยตกลงจะหาสถาบันการเงินให้โจทก์กู้ยืมชำระหนี้ส่วนที่เหลืออยู่คืนจำเลยโดยมีระยะเวลาผ่อนชำระหนี้นาน 15 ปีได้ เมื่อข้อเท็จจริงได้ความว่าธนาคารที่จำเลยติดต่อให้โจทก์กู้ไม่ยอมให้โจทก์ชำระหนี้ได้นานถึง 15 ปี เป็นเหตุให้โจทก์ไม่สามารถรับโอนกรรมสิทธิ์ในที่ดินและบ้านตามฟ้อง จำเลยจึงไม่อาจกล่าวอ้างว่าโจทก์ผิดสัญญาและริบเงินทั้งหมดที่โจทก์ชำระไว้แล้ว ที่ศาลอุทธรณ์พิพากษามานั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วยในผล ฎีกาของจำเลยฟังไม่ขึ้น

พิพากษายืน ให้ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาเป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ. ม. 94
ป.พ.พ. ม. 456 วรรคสอง
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นายธีรบูร บุญวิทย์
จำเลย — บริษัทควอลิตี้ เฮ้าส์ จำกัด (มหาชน)
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลแพ่งกรุงเทพใต้ — นายกำพล ษมาคุณากร
ศาลอุทธรณ์ — นายกานต์ วงศ์ศิริ
ชื่อองค์คณะ
ธนพจน์ อารยลักษณ์
ตรีวุฒิ สาขากร
ธีระพงศ์ จิระภาค
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 8154/2554
#519983
เปิดฉบับเต็ม

การกระทำความผิดทั้งสองข้อตามที่โจทก์อ้างถึงในฟ้องดังกล่าวเป็นการกระทำในวันเวลาเดียวกันและสถานที่เดียวกัน สินค้าและผลิตภัณฑ์ก็คือสินค้าและผลิตภัณฑ์เดียวกัน เพียงแต่ตามฟ้องข้อ (ก) กล่าวถึงตัวสินค้า ส่วนฟ้องข้อ (ข) กล่าวถึงหีบห่อที่ใช้ห่อหุ้มสินค้าเพื่อบรรจุสินค้า ซึ่งเป็นเรื่องปกติในการขายสินค้าที่จะมีหีบห่อและบรรจุภัณฑ์มาพร้อมกัน คำบรรยายฟ้องลักษณะนี้จึงไม่ชัดเจนพอฟังว่าเป็นการกระทำความผิดหลายกรรมแยกออกต่างหากดังที่โจทก์ฟ้องแยกเป็นอีกข้อหาหนึ่งและขอให้ลงโทษหลายกรรมตาม ป.อ. มาตรา 91 และการที่จำเลยนำเครื่องหมายเดียวกันไปติดไว้ที่สิ่งห่อหุ้มสินค้าและที่สินค้าแล้วขายสินค้าไปในวันเวลาและสถานที่เดียวกัน ต้องถือว่าเป็นการกระทำกรรมเดียวและไม่ถือว่าเป็นความผิดหลายบท

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามพระราชบัญญัติเครื่องหมายการค้า พ.ศ. 2534 มาตรา 4, 108, 110, 115 ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 32, 33, 91 และ 272 และริบของกลางทั้งหมด

จำเลยให้การรับสารภาพ

ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดเฉพาะตามพระราชบัญญัติเครื่องหมายการค้า พ.ศ. 2534 มาตรา 110 (1) ประกอบมาตรา 108 ให้ลงโทษจำคุก 6 เดือน และปรับ 200,000 บาท จำเลยให้การรับสารภาพเป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้กึ่งหนึ่งตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คงจำคุก 3 เดือน และปรับ 100,000 บาท โทษจำคุกให้รอการลงโทษ 2 ปี ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 56 ไม่ชำระค่าปรับให้จัดการตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 29, 30 ริบของกลาง ส่วนความผิดฐานเอาชื่อ รูป รอยประดิษฐ์ของผู้อื่นไปใช้ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 272 นั้น จำเลยไม่มีความผิดฐานนี้อีก เพราะได้มีกฎหมายบัญญัติไว้โดยเฉพาะให้เป็นความผิดฐานมีไว้เพื่อจำหน่ายซึ่งสินค้าที่มีเครื่องหมายการค้าปลอมอยู่แล้ว

โจทก์อุทธรณ์ต่อศาลฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศพิพากษาว่ามีปัญหาต้องวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของโจทก์ว่า ที่ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางพิพากษาว่าจำเลยไม่มีความผิดตามมาตรา 272 (1) อีก นั้น ชอบแล้วหรือไม่ เห็นว่า ตามคำบรรยายฟ้องโจทก์ในข้อ (ข) เกี่ยวกับความผิดฐานนี้นั้น โจทก์บรรยายฟ้องว่าจำเลยเอาชื่อ รูป รอยประดิษฐ์ "SKF" และ "SKF" "NSK" และ "KOYO" มาใช้โดยการจัดทำและนำเอาชื่อ รูป รอยประดิษฐ์ดังกล่าวมาพิมพ์ติดแสดงทำให้ปรากฏที่กล่องกระดาษอันเป็นหีบห่อวัตถุที่ใช้ห่อหุ้มสินค้าเพื่อบรรจุสินค้า สติกเกอร์อันเป็นจดหมายเกี่ยวกับการค้าหรือสิ่งอื่นทำนองเดียวกัน และพลาสติกสำหรับทำบรรจุภัณฑ์ โดยเป็นการกระทำในวันเวลาและสถานที่เกิดเหตุเดียวกันกับความผิดในฟ้องข้อ (ก) เมื่อชื่อ รูป รอยประดิษฐ์ที่โจทก์อ้างถึงในฟ้องข้อ (ข) ก็คือ "SKF" และ "SKF" "NSK" และ "KOYO" อันเป็นเครื่องหมายเดียวกับที่โจทก์อ้างว่าเป็นเครื่องหมายการค้าที่จดทะเบียนแล้วดังกล่าวในฟ้องข้อ (ก) และสินค้าและผลิตภัณฑ์ที่โจทก์อ้างถึงในฟ้องข้อ (ข) ก็คือสินค้าและผลิตภัณฑ์เดียวกับที่อ้างในข้อ (ก) เพียงแต่ในฟ้องข้อ (ก) กล่าวถึงตัวสินค้า ส่วนฟ้องข้อ (ข) กล่าวถึงตัวหีบห่อวัตถุที่ใช้ห่อหุ้มสินค้าเพื่อบรรจุสินค้า สติ๊กเกอร์อันเป็นจดหมายเกี่ยวกับการค้าหรือสิ่งอื่นทำนองเดียวกัน และพลาสติกสำหรับทำบรรจุภัณฑ์ ตามคำฟ้องของโจทก์แสดงว่าชื่อ รูป รอยประดิษฐ์ที่โจทก์อ้างในฟ้องข้อ 2 (ข) ก็คือเครื่องหมายเดียวกับเครื่องหมายการค้าที่อ้างในฟ้องข้อ 2 (ก) เพียงแต่ใช้ให้ปรากฏที่หีบห่อ กับใช้ให้ปรากฏที่ตัวสินค้าเพื่อขายสินค้านี้ไปในคราวเดียวกัน ซึ่งเป็นเรื่องปกติในการขายสินค้าที่จะมีหีบห่อและบรรจุภัณฑ์มาพร้อมกันด้วย ตามคำบรรยายฟ้องดังกล่าวจึงไม่ชัดเจนพอฟังว่าจำเลยกระทำความผิดฐานเอา ชื่อ รูป รอยประดิษฐ์ ที่มีลักษณะเป็นเครื่องหมายที่แตกต่างออกไปจากเครื่องหมายการค้าที่จดทะเบียนไว้แล้วไปใช้แยกเป็นการกระทำความผิดต่างหากออกไปได้ดังที่โจทก์ฟ้องแยกเป็นอีกข้อหนึ่งและขอให้ลงโทษหลายบทหลายกรรมต่างกัน โดยมีคำขอให้ลงโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 มาด้วย ที่ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางพิพากษาว่าจำเลยไม่มีความผิดอีกฐานหนึ่งแยกต่างหากออกไปจึงชอบแล้ว ส่วนการที่จำเลยนำเครื่องหมายเดียวกันไปติดไว้ที่สิ่งห่อหุ้มสินค้าและติดไว้ที่สินค้าแล้วขายสินค้าไปในวันเวลาและสถานที่เกิดเหตุเดียวกัน นั้น ต้องถือเป็นการกระทำกรรมเดียวกันและไม่อาจถือว่าเป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบทได้ด้วย เพราะตั้งแต่เมื่อตามมาตรา 3 วรรคสอง แห่งพระราชบัญญัติเครื่องหมายการค้า พ.ศ.2534 ได้บัญญัติอันมีผลให้การเอาชื่อ รูป รอยประดิษฐ์ อันเป็นเครื่องหมายเดียวกับเครื่องหมายการค้าที่ได้จดทะเบียนภายในราชอาณาจักรไปใช้กับสินค้าย่อมได้รับความคุ้มครองตามมาตรา 110 (1) ประกอบมาตรา 108 แห่งพระราชบัญญัติดังกล่าวไว้โดยเฉพาะแล้ว การเอาชื่อ รูป และรอยประดิษฐ์เดียวกับเครื่องหมายการค้าที่จดทะเบียนแล้วไปใช้กับสินค้าในลักษณะดังกล่าว จึงไม่เป็นความผิดที่ต้องปรับบทความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 272 (1) อีกต่อไป อุทธรณ์ของโจทก์ฟังไม่ขึ้น

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.เครื่องหมายการค้า พ.ศ.2534 ม. 108 ม. 110
ป.อ. ม. 272
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการ สำนักงานอัยการสูงสุด
จำเลย — นายประสิทธิ์ ขันสีลา
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลาง — นายโกเมน อินทรกำแหง
ชื่อองค์คณะ
ธนพจน์ อารยลักษณ์
อร่าม เสนามนตรี
ประจวบ พัชนีรัตนกรณ์
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 8151 -ที่ 8152/2554
#518389
เปิดฉบับเต็ม

เครื่องหมายการค้าคำว่า "HEXAXIM" ของโจทก์ขอจดทะเบียนในสินค้าจำพวกที่ 5 คือ ยา เช่นเดียวกับเครื่องหมายการค้า "EXAZYM" ของ ค. แต่สินค้าของโจทก์เป็นวัคซีน ส่วนสินค้าของ ค. เป็นสารที่เตรียมขึ้นใช้ในการวินิจฉัยโรค ใช้ในทางการแพทย์ที่เกี่ยวกับไวรัส แม้เป็นสินค้าจำพวกยาเหมือนกัน แต่มีลักษณะการใช้แตกต่างกัน โดยวัคซีนของโจทก์ใช้ฉีดสำหรับเด็กเพื่อป้องกันโรคคอตีบ ไอกรน ฯลฯ ไม่ได้จำหน่ายแก่ร้านค้าหรือร้านขายยาทั่วไป แต่ขายให้แก่ตัวแทนจำหน่ายนำสินค้าไปกระจายให้แก่โรงพยาบาลหรือผู้มีใบอนุญาตประกอบโรคศิลป์ วัคซีนนี้ต้องเก็บไว้ในตู้เย็น บนกล่องระบุชัดเจนว่าเป็นยาอันตราย ผู้ใช้คือแพทย์ เภสัชกร หรือพยาบาล ส่วนสินค้าเครื่องหมายการค้า "EXAZYM" ที่จดทะเบียนแล้วซึ่งเป็นสารที่เตรียมขึ้นใช้ในการวินิจฉัยโรคใช้ในทางการแพทย์นั้น กลุ่มผู้ใช้สินค้าคือนักเทคนิคการแพทย์ และนักวิทยาศาสตร์การแพทย์ที่ทำงานในห้องปฏิบัติการทางการแพทย์ โดยใช้สารในการวินิจฉัยโรคจากสิ่งที่ส่งตรวจ เช่น เลือด ปัสสาวะ เป็นต้น ไม่มีจำหน่ายตามร้านขายยาและร้านค้าทั่วไป ต้องซื้อจากตัวแทนจำหน่ายของผู้ผลิต โดยตัวแทนจะติดต่อกับห้องปฏิบัติการทางการแพทย์โดยตรงและมีราคาสูง ส่วนวัคซีนตัวแทนจำหน่ายจะติดต่อกับแพทย์ในโรงพยาบาลซึ่งเป็นคนละส่วนกัน เห็นได้ว่าผู้ใช้สินค้าภายใต้เครื่องหมายการค้า "HEXAXIM" กับผู้ใช้สินค้าภายใต้เครื่องหมายการค้า "EXAZYM" เป็นคนละกลุ่มกัน และผู้ใช้สินค้าแต่ละกลุ่มต่างก็เป็นผู้มีวิชาชีพ มีความรู้ ความเชี่ยวชาญและความชำนาญเฉพาะทาง ย่อมสามารถแยกแยะสินค้าทั้งสองได้โดยไม่สับสนหรือหลงผิด นอกจากนั้น ช่องทางในการจำหน่ายสินค้าก็แตกต่างกัน ทั้งไม่ได้วางจำหน่ายในร้านขายยาหรือร้านค้าทั่วไป แม้เครื่องหมายการค้าทั้งสองจะมีเสียงเรียกขานคล้ายกัน แต่ก็ไม่ถึงขนาดที่จะทำให้สาธารณชนผู้ใช้สินค้าสับสนหรือหลงผิด

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้พิพากษาว่า เครื่องหมายการค้า คำว่า "HEXAXIM" ตามคำขอเลขที่ 636482 ของโจทก์ไม่เหมือนหรือคล้ายกับเครื่องหมายการค้า คำว่า "EXAZYM" ตามทะเบียนเลขที่ ค 234448 จนทำให้สาธารณชนสับสนหลงผิดในความเป็นเจ้าของสินค้าหรือแหล่งกำเนิดของสินค้า และมีคำสั่งเพิกถอนคำสั่งของนายทะเบียนเครื่องหมายการค้าและคำวินิจฉัยของคณะกรรมการเครื่องหมายการค้าที่ 90/2551 และรับจดทะเบียนเครื่องหมายการค้าของโจทก์ดังกล่าวต่อไป

จำเลยให้การขอให้ยกฟ้อง

ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางพิพากษาให้เพิกถอนคำสั่งของนายทะเบียนเครื่องหมายการค้าตามหนังสือของกรมทรัพย์สินทางปัญญาที่ พณ.0704/3977 และคำวินิจฉัยอุทธรณ์ของคณะกรรมการเครื่องหมายการค้าที่ 90/2551 ที่ปฏิเสธไม่รับจดทะเบียนเครื่องหมายการค้าคำว่า "HEXAXIM" ของโจทก์ตามคำขอเลขที่ 636482 ให้นายทะเบียนเครื่องหมายการค้าดำเนินการเกี่ยวกับการจดทะเบียนเครื่องหมายการค้าดังกล่าวต่อไป ค่าฤชาธรรมเนียมให้เป็นพับ

จำเลยอุทธรณ์ต่อศาลฎีกา

จำเลยยื่นคำร้องขอทุเลาการบังคับคดีพร้อมอุทธรณ์ ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางมีคำสั่งไม่รับคำร้องขอทุเลาการบังคับคดี

จำเลยอุทธรณ์คำสั่งไม่รับคำร้องขอทุเลาการบังคับคดี

ศาลฎีกาแผนกคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงฟังได้ว่าเครื่องหมายการค้าของโจทก์ขอจดทะเบียนในสินค้าจำพวกที่ 5 คือ ยา เช่นเดียวกับเครื่องหมายการค้าของคาวิดิ เทค เอบี แต่สินค้าของโจทก์เป็นรายการสินค้า วัคซีน ส่วนสินค้าของคาวิดิ เทค เอบี เป็นรายการสินค้า สารที่เตรียมขึ้นใช้ในการวินิจฉัยโรค ใช้ในทางการแพทย์ที่เกี่ยวกับไวรัสและโรคที่เกิดจากไวรัส แม้จะเป็นสินค้าจำพวกยาเหมือนกัน แต่มีลักษณะการใช้แตกต่างกัน โดยได้ความจากนายจุมพล พยานโจทก์ซึ่งเป็นเภสัชกรและเป็นผู้อำนวยการฝ่ายบริหารและการเงินและกรรมการผู้มีอำนาจของโจทก์สาขาประเทศไทยว่า สินค้าวัคซีนของโจทก์ดังกล่าวเป็นวัคซีนใช้ฉีดสำหรับเด็กเพื่อป้องกันโรคคอตีบ ไอกรน บาดทะยัก สมองอักเสบ โปลิโอ และตับอักเสบบี เป็นสินค้าที่ไม่ได้จำหน่ายแก่ร้านค้าหรือร้านขายยาทั่วไป แต่จะขายให้แก่ตัวแทนจำหน่ายเพียงแห่งเดียว คือ ชิลลิค ฟาร์มา จากนั้นตัวแทนจำหน่ายจะนำสินค้าไปกระจายให้แก่โรงพยาบาลหรือผู้มีใบอนุญาตประกอบโรคศิลป์ วัคซีนนี้ต้องเก็บไว้ในตู้เย็น บนกล่องระบุชัดเจนว่าเป็นยาอันตราย ผู้ใช้คือแพทย์ เภสัชกร หรือพยาบาลส่วนสินค้าเครื่องหมายการค้า "EXAZYM" ที่จดทะเบียนแล้วซึ่งเป็นสารที่เตรียมขึ้นใช้ในการวินิจฉัยโรค ใช้ในทางการแพทย์นั้นได้ความจาก ดร.สุพันธิตรา พยานโจทก์ซึ่งเป็นอาจารย์ประจำภาควิชาจุลทรรศน์ศาสตร์คลินิก คณะสหเวชศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยว่า กลุ่มผู้ใช้สินค้าคือนักเทคนิคการแพทย์ และนักวิทยาศาสตร์การแพทย์ที่ทำงานในห้องปฏิบัติการทางการแพทย์ โดยใช้สารในการวินิจฉัยโรคจากสิ่งที่ส่งตรวจ เช่น เลือด ปัสสาวะ อุจจาระ น้ำไขสันหลัง และไขกระดูก เป็นต้น สินค้าสารที่ใช้ในการวินิจฉัยโรคจะไม่มีวางจำหน่ายตามร้านขายยาและร้านค้าทั่วไป ต้องซื้อจากตัวแทนจำหน่ายของบริษัทผู้ผลิตโดยตัวแทนจะติดต่อกับห้องปฏิบัติการทางการแพทย์โดยตรง และสินค้านี้มีราคาสูงประมาณ 10,000 บาท ถึง 20,000 บาท ส่วนวัคซีนตัวแทนจำหน่ายจะติดต่อกับแพทย์ในโรงพยาบาลซึ่งจะเป็นคนละส่วนกัน จึงเห็นได้ว่า ผู้ใช้สินค้าภายใต้เครื่องหมายการค้า "HEXAXIM" กับผู้ใช้สินค้าภายใต้เครื่องหมายการค้า "EXAZYM" เป็นคนละกลุ่มกัน และผู้ใช้สินค้าแต่ละกลุ่มต่างก็เป็นผู้มีวิชาชีพ มีความรู้ความเชี่ยวชาญและความชำนาญเฉพาะทาง ย่อมสามารถแยกแยะสินค้าทั้งสองดังกล่าวได้โดยไม่สับสนหรือหลงผิด นอกจากนั้น ช่องทางในการจำหน่ายสินค้าก็แตกต่างกัน ทั้งไม่ได้วางจำหน่ายในร้านขายยาหรือร้านค้าทั่วไป ที่จำเลยอ้างในอุทธรณ์ว่านายจุมพลเบิกความว่า ร้านขายยาที่มีใบอนุญาตขายยาอันตรายมีวัคซีนดังกล่าวขายได้ สาธารณชนย่อมมีโอกาสซื้อทำให้อาจสับสนหรือหลงผิดนั้น เห็นว่า นายจุมพลก็เบิกความด้วยว่าร้านขายยาอันตรายดังกล่าวจะขายยาให้ตามใบสั่งแพทย์เท่านั้น ไม่สามารถซื้อเองโดยปราศจากใบสั่งแพทย์ ผู้ป่วยส่วนมากแม้จะซื้อมาแล้วก็จะไม่ฉีดเอง แต่จะให้แพทย์หรือพยาบาลในโรงพยาบาลหรือสถานพยาบาลฉีดให้ ดังนั้น แม้เครื่องหมายการค้าทั้งสองจะมีเสียงเรียกขานคล้ายกัน แต่ก็ไม่ถึงขนาดที่จะทำให้สาธารณชนผู้ใช้สินค้าสับสนหรือหลงผิดว่าสินค้าวัคซีนที่ใช้เครื่องหมายการค้า "HEXAXIM" ของโจทก์เป็นสินค้าที่เตรียมขึ้นใช้ในการวินิจฉัยโรค ใช้ในทางการแพทย์ที่เกี่ยวกับไวรัสและโรคที่เกิดจากไวรัสซึ่งใช้เครื่องหมายการค้า "EXAZYM" ของ คาวิดิ เทค เอบี หรือมีแหล่งกำเนิดจากบริษัทดังกล่าว ฉะนั้นเครื่องหมายการค้าของโจทก์จึงเป็นเครื่องหมายการค้าอันพึงรับจดทะเบียนได้ตามมาตรา 6 (3) และมาตรา 13 แห่งพระราชบัญญัติเครื่องหมายการค้า พ.ศ.2534 ที่จำเลยอ้างมาในอุทธรณ์ด้วยว่าโจทก์ไม่ได้นำเสนอสัญญาระหว่างโจทก์กับคาวิดิ เทค เอบี ต่อคณะกรรมการเครื่องหมายการค้าพิจารณาประกอบอุทธรณ์จึงไม่ทำให้คำวินิจฉัยของคณะกรรมการเครื่องหมายการค้าไม่ชอบด้วยกฎหมายนั้น ก็ไม่ใช่เหตุผลที่จะนำมาอ้างเพื่อให้คำวินิจฉัยของคณะกรรมการเครื่องหมายการค้าดังกล่าวถูกต้อง คำสั่งของนายทะเบียนเครื่องหมายการค้าที่ไม่รับจดทะเบียนเครื่องหมายการค้าของโจทก์ และคำวินิจฉัยอุทธรณ์ของคณะกรรมการเครื่องหมายการค้าที่ยืนตามคำสั่งปฏิเสธของนายทะเบียนเครื่องหมายการค้าจึงไม่ชอบดังที่ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางวินิจฉัย อุทธรณ์ของจำเลยฟังไม่ขึ้น

พิพากษายืน และยกอุทธรณ์คำสั่งที่จำเลยอุทธรณ์คำสั่งไม่รับคำร้องขอทุเลาการบังคับคดี คืนค่าขึ้นศาลชั้นอุทธรณ์ในส่วนอุทธรณ์คำสั่งดังกล่าวทั้งหมดแก่จำเลย ค่าฤชาธรรมเนียมนอกจากที่สั่งคืนให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.เครื่องหมายการค้า พ.ศ.2534 ม. 6 (3) ม. 13
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — ซาโนฟี พลาสเตอร์
จำเลย — กรมทรัพย์สินทางปัญญา
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลาง — นายตุล เมฆยงค์
ชื่อองค์คณะ
รัตน กองแก้ว
อร่าม เสนามนตรี
ไมตรี ศรีอรุณ
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 8149/2554
#513585
เปิดฉบับเต็ม

แม้จำเลยที่ 1 อ้างว่ามีสถานีบริการอื่นมาเปิดใกล้เคียงกับสถานีบริการน้ำมันบางจากของจำเลยที่ 1 ก็เป็นวิสัยของการประกอบการที่จะต้องมีการแข่งขัน ไม่ทำให้การชำระหนี้ของจำเลยที่ 1 กลายเป็นพ้นวิสัยอันทำให้จำเลยที่ 1 หลุดพ้นจากหน้าที่ที่ต้องชำระหนี้ให้แก่โจทก์

การกำหนดประเด็นข้อพิพาทต้องกำหนดตามที่คู่ความยกขึ้นกล่าวอ้างในคำฟ้องและคำให้การเท่านั้น คดีนี้ไม่มีประเด็นข้อพิพาทว่าสิทธิเรียกร้องของโจทก์ขาดอายุความ 5 ปี ในการเรียกค่าเช่าที่ได้ชำระล่วงหน้าจากจำเลยที่ 2 หรือไม่ แม้ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางจะกำหนดประเด็นข้อพิพาทข้อนี้ตามที่คู่ความแถลงรวมทั้งวินิจฉัยประเด็นข้อนี้ไว้ด้วย ก็เป็นประเด็นข้อพิพาทและข้อวินิจฉัยที่นอกเหนือไปจากคำฟ้องและคำให้การ ไม่ชอบด้วย พ.ร.บ.จัดตั้งศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศและวิธีพิจารณาคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศ พ.ศ.2539 มาตรา 26 ประกอบ ป.วิ.พ. มาตรา 183 อุทธรณ์ข้อนี้จึงเป็นอุทธรณ์ในปัญหาข้อเท็จจริงที่ไม่ได้ยกขึ้นว่ากันมาแล้วโดยชอบในศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศ เป็นอุทธรณ์ที่ไม่ชอบด้วย พ.ร.บ.จัดตั้งศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศและวิธีพิจารณาคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศ พ.ศ.2539 มาตรา 38 ประกอบ ป.วิ.พ. มาตรา 225 วรรคหนึ่ง

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยทั้งสองร่วมกันชำระค่าเสียหายจำนวน 3,028,056.80 บาทพร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงินจำนวน 2,607,500 บาท นับถัดจากวันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์

จำเลยทั้งสองให้การและแก้ไขคำให้การ ขอให้ยกฟ้อง

ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางพิพากษาให้จำเลยที่ 2 คืนเงินค่าเช่าที่ดินล่วงหน้าแก่โจทก์จำนวน 741,666.66 บาท พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันที่ 6 สิงหาคม 2544 จนกว่าจะชำระเสร็จ และให้จำเลยที่ 1 ชดใช้ค่าเสียหายแก่โจทก์จำนวน 870,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จ ให้จำเลยทั้งสองชำระค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ โดยกำหนดค่าทนายความ 20,000 บาท คำขออื่นนอกจากนี้ให้ยก

จำเลยทั้งสองอุทธรณ์ต่อศาลฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศวินิจฉัยว่า เมื่อวันที่ 15 มีนาคม 2536 โจทก์และจำเลยที่ 1 ทำสัญญาแต่งตั้งผู้ประกอบการสถานีบริการน้ำมันบางจากมีสาระสำคัญให้จำเลยที่ 1 ก่อสร้างและดำเนินการสถานีบริการน้ำมันบนที่ดินที่โจทก์เป็นผู้เช่ามาจากจำเลยที่ 2 ภายใต้เครื่องหมายการค้าคำว่า "บางจาก" ของโจทก์ และจำเลยที่ 1 จะซื้อน้ำมันเชื้อเพลิงจากโจทก์ไปจำหน่ายเดือนละจำนวนไม่ต่ำกว่า 200,000 ลิตร หากจำเลยที่ 1 ไม่ซื้อน้ำมันเชื้อเพลิงจากโจทก์เป็นเวลา 1 เดือน โดยไม่มีเหตุสมควร หรือซื้อน้ำมันเชื้อเพลิงจากผู้ค้ารายอื่นมาจำหน่าย หรือเก็บน้ำมันเชื้อเพลิงของผู้ค้ารายอื่นในสถานีบริการน้ำมันบางจาก โจทก์มีสิทธิเลิกสัญญากับจำเลยที่ 1 ในวันเดียวกันจำเลยที่ 2 ทำสัญญาให้โจทก์เช่าที่ดินตามโฉนดที่ดินเลขที่ 5245 และ 7854 ตำบลโนนโหนน อำเภอวารินชำราบ จังหวัดอุบลราชธานี มีกำหนด 20 ปี ค่าเช่าจำนวนเดือนละ 3,000 บาท และ 2,000 บาท ตามลำดับ เพื่อก่อสร้างสถานีบริการน้ำมันบางจาก ซึ่งต่อมาได้มีการสร้างสถานีบริการน้ำมันบางจากและดำเนินกิจการสถานีบริการน้ำมันโดยจำเลยที่ 1 แต่ต่อมาโจทก์อ้างว่าจำเลยที่ 1 ผิดสัญญาแต่งตั้งผู้ประกอบการสถานีบริการน้ำมัน จึงบอกเลิกสัญญาแก่จำเลยที่ 1 และโจทก์บอกเลิกสัญญาเช่าที่ดินที่ทำกับจำเลยที่ 2 ด้วยโดยอ้างว่าจำเลยที่ 2 ผิดสัญญาและฟ้องให้จำเลยทั้งสองร่วมกันชดใช้ค่าเสียหายและคืนค่าเช่าที่ดินล่วงหน้าที่โจทก์ชำระแก่จำเลยที่ 2 ที่จำเลยที่ 1 อุทธรณ์ต่อมาว่า ค่าเสียหายที่เป็นค่าการกลั่นน้ำมันเชื้อเพลิงและค่าการตลาดซึ่งศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางพิพากษาให้จำเลยที่ 1 ชำระจำนวน 870,000 บาท นั้น ไม่ถูกต้อง เพราะหลังจากจำเลยที่ 1 ทำสัญญากับโจทก์และสร้างสถานีบริการน้ำมัน ปรากฏว่าในปี 2539 มีสถานีบริการน้ำมันภายใต้เครื่องหมายการค้าอื่นถึง 3 แห่ง มาตั้งอยู่โดยรอบสถานีบริการน้ำมันบางจากของจำเลยที่ 1 ทำให้การชำระหนี้กลายเป็นเหตุพ้นวิสัยนั้น เห็นว่า วิสัยของการประกอบการค้าย่อมต้องมีการแข่งขัน การที่มีสถานีบริการน้ำมันอื่นมาเปิดใกล้เคียงกับสถานีบริการน้ำมันบางจากของจำเลยที่ 1 เป็นเรื่องที่อาจเกิดขึ้นได้ ไม่ทำให้การชำระหนี้ของจำเลยที่ 1 กลายเป็นพ้นวิสัยอันจะทำให้จำเลยที่ 1 หลุดพ้นจากหน้าที่ที่ต้องชำระหนี้ให้แก่โจทก์ ส่วนที่จำเลยที่ 1 อุทธรณ์ว่า จำเลยที่ 1 เคยขอให้โจทก์ลดยอดน้ำมันเชื้อเพลิงที่จะต้องนำมาจำหน่ายและลดราคาขายน้ำมันนั้นให้จำเลยที่ 1 แต่โจทก์ไม่ให้ความช่วยเหลือ ต่อมาได้มีการเจรจาไกล่เกลี่ยระหว่างโจทก์กับจำเลยที่ 1 และข้อพิพาทระหว่างโจทก์กับจำเลยที่ 1 เป็นอันยุติลงตามบันทึกความเข้าใจลงวันที่ 25 พฤศจิกายน 2541 หลังจากนั้นโจทก์และจำเลยที่ 1 ได้ปฏิบัติตามบันทึกข้อตกลงดังกล่าว และโจทก์มารับป้ายเครื่องหมายการค้าคำว่า "บางจาก" ของโจทก์คืนไป จำเลยที่ 1 จึงไม่ต้องรับผิดที่ไม่ซื้อน้ำมันเชื้อเพลิงจากโจทก์ตามที่ตกลงกันไว้จำนวนเดือนละ 200,000 ลิตร นับแต่เดือนกันยายน 2540 ถึงเดือนตุลาคม 2541 นั้น เห็นว่า เป็นบันทึกความเข้าใจระหว่างโจทก์กับจำเลยที่ 1 และผู้ประกอบการค้าน้ำมันเชื้อเพลิงรายอื่นว่า หากทั้งสองฝ่ายประสงค์จะยกเลิกสัญญาแต่งตั้งผู้ประกอบการ แต่ละฝ่ายจะต้องดำเนินการอย่างไรบ้างโดยนอกจากการคืนป้ายเครื่องหมายการค้าคำว่า "บางจาก" แล้ว ผู้ประกอบการดังกล่าวรวมทั้งจำเลยที่ 1 ยังต้องชำระหนี้ทั้งหมดที่ยังค้างชำระแก่โจทก์ด้วย เมื่อจำเลยที่ 1 มิได้นำสืบพยานหลักฐานให้รับฟังได้ว่าจำเลยที่ 1 ได้ปฏิบัติตามบันทึกความเข้าใจดังกล่าวครบถ้วนแล้ว จำเลยที่ 1 จะมาอ้างว่าทำให้หนี้ระหว่างโจทก์กับจำเลยที่ 1 ระงับไม่ได้ จำเลยที่ 1 ยังคงต้องชดใช้ค่าเสียหายแก่โจทก์จำนวน 870,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับถัดจากวันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จดังที่ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางพิพากษา อุทธรณ์ข้อสุดท้ายของจำเลยที่ 2 ว่า โจทก์ฟ้องคดีเรียกคืนค่าเช่าที่ได้ชำระล่วงหน้าเกิน 5 ปี นับจากวันที่จำเลยที่ 2 บอกเลิกสัญญาเช่าที่ดินแก่โจทก์ สิทธิเรียกร้องของโจทก์ดังกล่าวจึงขาดอายุความและโจทก์ไม่มีอำนาจฟ้องจำเลยที่ 2 นั้น เห็นว่า จำเลยทั้งสองให้การว่าสิทธิเรียกร้องของโจทก์ขาดอายุความเนื่องจากข้อกำหนดให้ซื้อน้ำมันเชื้อเพลิงเป็นการค้าปลีก มีอายุความ 2 ปี โดยไม่ปรากฏว่าจำเลยทั้งสองได้ให้การว่าสิทธิเรียกร้องของโจทก์ขาดอายุความ 5 ปี ในการเรียกคืนค่าเช่าล่วงหน้า เมื่อการกำหนดประเด็นข้อพิพาทในคดีต้องกำหนดตามประเด็นที่คู่ความยกขึ้นกล่าวอ้างในคำฟ้องและคำให้การเท่านั้น คดีนี้จึงไม่มีประเด็นข้อพิพาทว่าสิทธิเรียกร้องของโจทก์ขาดอายุความ 5 ปี ในการเรียกคืนค่าเช่าที่ได้ชำระล่วงหน้าจากจำเลยที่ 2 หรือไม่ แม้ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางจะสอบถามคู่ความทั้งสองฝ่ายแล้วกำหนดประเด็นข้อพิพาทข้อนี้ตามที่คู่ความแถลงรวมทั้งได้วินิจฉัยประเด็นข้อนี้ไว้ด้วย ก็เป็นประเด็นข้อพิพาทและข้อวินิจฉัยที่นอกเหนือไปจากคำฟ้องและคำให้การ การที่ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางกำหนดประเด็นข้อพิพาทในเรื่องอายุความดังกล่าวจึงไม่ชอบด้วยพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศและวิธีพิจารณาคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศ พ.ศ. 2539 มาตรา 26 ประกอบประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 183 ดังนี้ ที่จำเลยที่ 2 อุทธรณ์ว่าสิทธิเรียกร้องของโจทก์ขาดอายุความ 5 ปี ดังกล่าวจึงเป็นอุทธรณ์ในข้อเท็จจริงที่ไม่ได้ยกขึ้นว่ากันมาแล้วโดยชอบในศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลาง เป็นอุทธรณ์ที่ไม่ชอบด้วยพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศและวิธีพิจารณาคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศ พ.ศ. 2539 มาตรา 38 ประกอบประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 225 วรรคหนึ่ง ดังนั้น แม้ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางจะรับอุทธรณ์ของจำเลยทั้งสองมาด้วย ศาลฎีกาแผนกคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศก็ไม่รับวินิจฉัยให้ ที่ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางพิพากษาให้จำเลยที่ 2 คืนเงินค่าเช่าที่ดินล่วงหน้าแก่โจทก์จำนวน 741,666.66 บาท พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันที่ 6 สิงหาคม 2544 จนกว่าจะชำระเสร็จ และให้จำเลยที่ 1 ชดใช้ค่าเสียหายแก่โจทก์จำนวน 870,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับถัดจากวันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จนั้น ศาลฎีกาแผนกคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศเห็นพ้องด้วยในผล อุทธรณ์ของจำเลยทั้งสองทุกข้อฟังไม่ขึ้น

พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.เครื่องหมายการค้า พ.ศ.2534 ม. 68 ม. 80
พ.ร.บ.จัดตั้งศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศและวิธีพิจารณาคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศ พ.ศ.2539 ม. 26 ม. 38
ป.วิ.พ. ม. 183 ม. 225
ป.พ.พ. ม. 219
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — บริษัทบางจากปิโตรเลียม จำกัด (มหาชน)
จำเลย — บริษัทแต้ม่งฮะ จำกัด กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลาง — นายวิรุฬห์ แย้มละม้าย
ชื่อองค์คณะ
ปริญญา ดีผดุง
อร่าม เสนามนตรี
ธัชพันธ์ ประพุทธนิติสาร
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 8131/2554
#509596
เปิดฉบับเต็ม

ข้อต่อสู้ในคำให้การ จำเลยที่ 2 ว่า จำเลยที่ 2 ไม่ต้องรับผิดต่อโจทก์ เพราะจำเลยที่ 1 ไม่ได้เป็นลูกจ้างซึ่งปฏิบัติหน้าที่ไปในทางการที่จ้างของจำเลยที่ 2 และโจทก์ไม่มีอำนาจฟ้อง เพราะโจทก์ทำสัญญาประนีประนอมยอมความตกลงรับเงินจากจำเลยที่ 2 เพื่อระงับข้อพิพาทระหว่างโจทก์กับจำเลยที่ 2 แล้ว มูลคดีนี้จึงเป็นอันระงับ เป็นคำให้การที่ไม่ชัดแจ้งว่าจำเลยที่ 2 ยอมรับหรือปฏิเสธว่าจำเลยที่ 1 เป็นลูกจ้างโจทก์จริงหรือไม่ เพราะหากจำเลยที่ 1 ไม่ได้เป็นลูกจ้างจำเลยที่ 2 แล้ว จำเลยที่ 2 ก็ไม่จำต้องทำสัญญาประนีประนอมยอมความกับโจทก์ หากโจทก์ทำสัญญาประนีประนอมยอมความกับจำเลยที่ 2 จริง ก็เท่ากับจำเลยที่ 1 เป็นลูกจ้างจำเลยที่ 2 และกระทำละเมิดในทางการที่จ้างดังฟ้อง จึงเป็นคำให้การที่ไม่อาจให้รวมกันมาได้เพราะขัดแย้งกันเอง ไม่ชอบด้วย ป.วิ.พ. มาตรา 177 วรรคสอง ไม่ก่อให้เกิดประเด็นข้อพิพาทแห่งคดีว่า จำเลยที่ 1 เป็นลูกจ้างของจำเลยที่ 2 และโจทก์ทำสัญญาประนีประนอมยอมความระงับข้อพิพาทกับจำเลยที่ 2 แล้วหรือไม่ การที่ศาลอุทธรณ์ภาค 7 วินิจฉัยประเด็นข้อพิพาททั้งสองดังกล่าวจึงไม่ชอบ ถือว่าเป็นข้อที่มิได้ยกขึ้นว่ากันมาแล้วโดยชอบในศาลล่าง ต้องห้ามตาม ป.วิ.พ. มาตรา 249 วรรคหนึ่ง ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัย

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยทั้งสองร่วมกันชำระเงิน 2,550,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงิน 2,400,000 บาทนับแต่วันถัดจากวันฟ้องจนกว่าชำระเสร็จแก่โจทก์

จำเลยที่ 1 ขาดนัดยื่นคำให้การ

จำเลยที่ 2 ให้การขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยทั้งสองร่วมกันชำระเงิน 530,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันที่ 18 มีนาคม 2547 จนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ กับให้จำเลยทั้งสองร่วมกันใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์โดยกำหนดค่าทนายความ 10,000 บาท เฉพาะค่าขึ้นศาลให้จำเลยทั้งสองร่วมกันรับผิดเพียงเท่าทุนทรัพย์ที่โจทก์ชนะคดี คำขออื่นนอกจากนี้ให้ยก

โจทก์และจำเลยที่ 2 อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 7 พิพากษาแก้เป็นว่า ให้จำเลยทั้งสองร่วมกันชำระเงิน 1,450,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันที่ 18 มีนาคม 2547 เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ ให้จำเลยทั้งสองร่วมกันใช้ค่าฤชาธรรมเนียมในชั้นอุทธรณ์แทนโจทก์ โดยกำหนดค่าทนายความ 10,000 บาท นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

จำเลยที่ 2 ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงตามคำพิพากษาศาลล่างส่วนที่ไม่มีผู้ใดโต้แย้งรับฟังได้ว่า เมื่อวันที่ 18 มีนาคม 2547 เวลาประมาณ 9 นาฬิกา จำเลยที่ 1 ขับรถยนต์บรรทุกหกล้อ (ห้องเย็น) ของจำเลยที่ 2 โดยประมาทเฉี่ยวชนรถจักรยานยนต์ที่โจทก์ขับ ทำให้โจทก์ได้รับอันตรายสาหัส สำหรับปัญหาที่จำเลยที่ 2 ฎีกาว่า จำเลยที่ 1 ไม่ใช่ลูกจ้างของจำเลยที่ 2 และจำเลยที่ 2 ได้ทำสัญญาประนีประนอมยอมความฉบับลงวันที่ 4 สิงหาคม 2547 กับโจทก์อันเป็นการระงับข้อพิพาทระหว่างโจทก์กับจำเลยที่ 2 แล้ว โจทก์จึงไม่มีอำนาจฟ้องนั้น เห็นว่าจำเลยที่ 2 ให้การต่อสู้คดีว่า จำเลยที่ 2 ไม่ต้องรับผิดต่อโจทก์เพราะจำเลยที่ 1 ไม่ได้เป็นลูกจ้างซึ่งปฏิบัติหน้าที่ไปในทางการที่จ้างของจำเลยที่ 2 และในคำให้การว่า โจทก์ไม่มีอำนาจฟ้อง เพราะโจทก์ทำสัญญาประนีประนอมยอมความตกลงยอมรับเงินจำนวน 116,882.80 บาท จากจำเลยที่ 2 เพื่อระงับข้อพิพาทระหว่างโจทก์กับจำเลยที่ 2 แล้ว มูลหนี้คดีนี้จึงเป็นอันระงับ เป็นคำให้การที่ไม่ชัดแจ้งว่าจำเลยที่ 2 ยอมรับหรือปฏิเสธว่าจำเลยที่ 1 เป็นลูกจ้างโจทก์จริงหรือไม่ เพราะหากจำเลยที่ 1 ไม่ได้เป็นลูกจ้างจำเลยที่ 2 แล้ว จำเลยที่ 2 ก็ไม่จำต้องทำสัญญาประนีประนอมยอมความกับโจทก์ หากโจทก์ทำสัญญาประนีประนอมยอมความกับจำเลยที่ 2 จริง ก็เท่ากับจำเลยที่ 1 เป็นลูกจ้างจำเลยที่ 2 และกระทำละเมิดในทางการที่จ้างดังฟ้อง จึงเป็นคำให้การที่ไม่อาจให้การรวมกันมาได้เพราะขัดแย้งกันเอง ไม่ชอบด้วยประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่งมาตรา 177 วรรคสอง ไม่ก่อให้เกิดประเด็นข้อพิพาทแห่งคดีว่า จำเลยที่ 1 เป็นลูกจ้างของจำเลยที่ 2 และโจทก์ทำสัญญาประนีประนอมยอมความระงับข้อพิพาทกับจำเลยที่ 2 แล้วหรือไม่ การที่ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ภาค 7 วินิจฉัยประเด็นข้อพิพาททั้งสองดังกล่าวจึงไม่ชอบ ถือว่าเป็นข้อที่มิได้ยกขึ้นว่ากันมาแล้วโดยชอบในศาลล่าง ต้องห้ามมิให้ฎีกาตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 249 วรรคหนึ่ง ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัย

พิพากษายืน ให้จำเลยทั้งสองร่วมกันใช้ค่าฤชาธรรมเนียมในชั้นฎีกาแทนโจทก์โดยกำหนดค่าทนายความ 10,000 บาท
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 177 วรรคสอง ม. 249 วรรคหนึ่ง
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นายเอกชัย แดงนิ่ม
จำเลย — นายอดุลหรือกิตติชัย ขันธเนตร กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดประจวบคีรีขันธ์ — นายวราวุธ พลอยเจริญวงศ์
ศาลอุทธรณ์ภาค 7 — นายวิชาญ ศิริเศรษฐ์
ชื่อองค์คณะ
ศิริชัย สวัสดิ์มงคล
ชินวิทย์ จินดา แต้มแก้ว
โสฬส สุวรรณเนตร์
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 8117/2554
#521537
เปิดฉบับเต็ม

การที่จำเลยที่ 1 นำเมทแอมเฟตามีนของกลางติดตัวมานั้นเพื่อส่งมอบให้แก่จำเลยที่ 2 ตามที่สั่งซื้อไว้ แม้จำเลยที่ 2 จะถูกจับกุมเสียก่อน แต่ถือได้ว่าจำเลยที่ 2 เป็นผู้ก่อให้จำเลยที่ 1 มีเมทแอมเฟตามีนของกลางไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่ายตาม ป.อ. มาตรา 84 มิใช่ตัวการร่วมกระทำความผิดด้วยกันตามมาตรา 83 ดังที่โจทก์ฟ้อง จึงลงโทษจำเลยที่ 2 ฐานเป็นตัวการไม่ได้เพราะข้อเท็จจริงในทางพิจารณาแตกต่างกับฟ้องในข้อสาระสำคัญตาม ป.วิ.อ. มาตรา 192 วรรคสอง แต่การสั่งซื้อของจำเลยที่ 2 ดังกล่าวถือได้ว่าเป็นความผิดฐานเป็นผู้สนับสนุนการกระทำความผิดตาม ป.อ. มาตรา 86 ซึ่งศาลมีอำนาจลงโทษจำเลยที่ 2 ฐานเป็นผู้สนับสนุนได้

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องและแก้ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยทั้งสองตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 มาตรา 4, 7, 8, 15, 66, 100/1, 102 ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 32, 33, 83, 92 ริบของกลาง และเพิ่มโทษจำเลยที่ 2 ตามกฎหมาย

จำเลยที่ 1 ให้การรับสารภาพ

จำเลยที่ 2 ให้การปฏิเสธ แต่รับว่าเป็นบุคคลคนเดียวกับจำเลยในคดีที่โจทก์ขอให้เพิ่มโทษ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยทั้งสองมีความผิดตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 มาตรา 15 วรรคหนึ่ง วรรคสาม (2) (ที่ถูก มาตรา 15 วรรคสาม (2), 66 วรรคสาม ประกอบประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83 จำคุกจำเลยทั้งสองตลอดชีวิตและปรับคนละ 1,000,000 บาท จำเลยที่ 1 ให้การรับสารภาพ เป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้กึ่งหนึ่งตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 ประกอบมาตรา 53 คงจำคุก 25 ปี และปรับ 500,000 บาท สำหรับจำเลยที่ 2 ที่โจทก์ขอให้เพิ่มโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 92 เมื่อลงโทษจำเลยที่ 2 จำคุกตลอดชีวิตแล้ว จึงไม่อาจเพิ่มโทษได้ให้ยกคำขอส่วนนี้ จำเลยที่ 2 ให้การรับสารภาพในชั้นสอบสวน เป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษลดโทษให้หนึ่งในสี่ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 ประกอบมาตรา 53 คงจำคุก 37 ปี 6 เดือน และปรับ 750,000 บาท ไม่ชำระค่าปรับให้จัดการตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 29, 30 ให้กักขังแทนค่าปรับได้ไม่เกิน 2 ปี ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 30 วรรคหนึ่ง ริบเมทแอมเฟตามีนและโทรศัพท์เคลื่อนที่ของกลาง

จำเลยที่ 2 อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 2 พิพากษาแก้เป็นว่า ให้ยกฟ้องโจทก์สำหรับจำเลยที่ 2 คืนโทรศัพท์เคลื่อนที่ ยี่ห้อซัมซุงของกลางแก่เจ้าของ นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

โจทก์ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงเบื้องต้นฟังเป็นยุติว่า ในวันเวลาเกิดเหตุตามฟ้อง เจ้าพนักงานตำรวจสถานีตำรวจภูธรเมืองฉะเชิงเทราจับกุมจำเลยที่ 1 ได้พร้อมยึดเมทแอมเฟตามีนจำนวน 2,000 เม็ด และโทรศัพท์เคลื่อนที่หมายเลข 0 9008 0104 เป็นของกลาง ต่อมาจับกุมจำเลยที่ 2 ได้พร้อมยึดโทรศัพท์เคลื่อนที่หมายเลข 0 9161 8979 และเงินสดจำนวน 100,640 บาท เป็นของกลาง เมทแอมเฟตามีนของกลาง คำนวณเป็นสารบริสุทธิ์ได้ 44.72 กรัม ตามผลการตรวจพิสูจน์ สำหรับจำเลยที่ 1 ให้การรับสารภาพข้อหามีเมทแอมเฟตามีนของกลางไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่าย ศาลชั้นต้นพิพากษาลงโทษ จำเลยที่ 1 ไม่อุทธรณ์ จึงยุติไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น คดีคงมีปัญหาวินิจฉัยตามฎีกาโจทก์ว่า จำเลยที่ 2 ร่วมกระทำความผิดกับจำเลยที่ 1 ฐานมีเมทแอมเฟตามีนของกลางไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่ายหรือไม่ เห็นว่า ที่ร้อยตำรวจเอกวินัยและดาบตำรวจชัยณรงค์สามารถจับกุมจำเลยที่ 1 ได้พร้อมยึดเมทแอมเฟตามีนของกลางนั้น สืบเนื่องมาจากก่อนเกิดเหตุจ่าสิบตำรวจพินิจ ได้รับแจ้งจากสายลับว่าจำเลยที่ 2 นัดหมายส่งมอบเมทแอมเฟตามีนให้ลูกค้าโดยบอกตำหนิรูปพรรณไว้ด้วย ตามรายงานการสืบสวน ซึ่งบันทึกการจับกุมจำเลยที่ 1 และหมายจับจำเลยที่ 2 ต่างก็ระบุชื่อจำเลยที่ 2 พร้อมพฤติการณ์ไว้ตรงกันกับรายงานการสืบสวนดังกล่าว ทั้งสอดคล้องกับคำเบิกความของดาบตำรวจชัยณรงค์ซึ่งประจำอยู่ที่สถานีขนส่งจังหวัดฉะเชิงเทรา ก่อนจับกุมจำเลยที่ 1 มีการประสานให้พยานซุ่มรอจับกุมผู้ลักลอบขนยาเสพติดให้โทษ พยานซุ่มดูตั้งแต่วันที่ 8 ธันวาคม 2547 เป็นต้นมา ทำให้เชื่อว่ามีการสืบสวนติดตามพฤติการณ์ของจำเลยที่ 2 มาก่อนจับกุม ไม่ใช่เพิ่งทราบจากคำซัดทอดของจำเลยที่ 1 ในวันที่ถูกจับกุม เมื่อจำเลยที่ 1 ให้การซัดทอดจำเลยที่ 2 ว่าเป็นผู้ว่าจ้างให้ขนเมทแอมเฟตามีนของกลาง และเมื่อตรวจสอบโทรศัพท์เคลื่อนที่ของจำเลยที่ 1 พบว่ามีการโทรศัพท์ติดต่อกับจำเลยที่ 2 หลายครั้ง เจ้าพนักงานตำรวจจึงขยายผลวางแผนจับกุมโดยให้จำเลยที่ 1 โทรศัพท์นัดหมายจำเลยที่ 2 มารับเมทแอมเฟตามีนของกลาง จำเลยที่ 2 มาที่เกิดเหตุตามที่จำเลยที่ 1 นัดพร้อมเงินสดจำนวน 100,640 บาทจึงสามารถจับกุมจำเลยที่ 2 ได้ การจับกุมจำเลยที่ 2 จึงไม่ใช่เรื่องบังเอิญ และโจทก์มีพันตำรวจตรีสมัย พนักงานสอบสวนเบิกความว่า ในชั้นสอบสวนจำเลยที่ 1 ให้การรับสารภาพว่า รับจ้างจำเลยที่ 2 ขนยาเสพติดให้โทษโดยได้ค่าจ้าง 2,000 บาท ตามบันทึกคำให้การ จำเลยที่ 1 ให้การรับสารภาพ โดยให้การซัดทอดจำเลยที่ 2 ในชั้นจับกุมและชั้นสอบสวนว่า เมทแอมเฟตามีนของกลางทั้งหมดเป็นของจำเลยที่ 2 ได้ว่าจ้างให้ขนมาส่งมอบให้ เป็นการให้การต่อเจ้าพนักงานตำรวจผู้จับกุมและพนักงานสอบสวนทันทีในวันที่ถูกจับ จึงเป็นการยากที่จำเลยที่ 1 จะปรุงแต่งเรื่องขึ้นเพื่อปรักปรำจำเลยที่ 2 และแม้จะถือได้ว่าเป็นคำซัดทอดของผู้ร่วมกระทำความผิดด้วยกันก็ตามแต่คำซัดทอดดังกล่าวก็มิได้เป็นเรื่องการปัดความผิดของจำเลยที่ 1 ผู้ซัดทอดให้เป็นความผิดของจำเลยที่ 2 แต่ผู้เดียว คงเป็นการแจ้งเรื่องราวถึงเหตุการณ์ที่จำเลยที่ 1 ได้ประสบมาจากการกระทำความผิดของตนยิ่งกว่าเป็นการปรักปรำจำเลยที่ 2 เมื่อนำมาพิจารณาประกอบพยานหลักฐานอื่นของโจทก์แล้ว ถือเป็นคำซัดทอดที่ชอบด้วยเหตุผลพอให้รับฟังได้ว่าจำเลยที่ 2เกี่ยวข้องกับเมทแอมเฟตามีนของกลาง พยานโจทก์ทั้งสี่เบิกความสอดคล้องเชื่อมโยงกันอย่างเป็นลำดับเหตุการณ์โดยไม่เคยมีสาเหตุโกรธเคืองกับจำเลยที่ 2 มาก่อน จึงมีน้ำหนักให้รับฟัง ที่จำเลยที่ 2 นำสืบว่าจะนำเงินไปซื้อถุงจัมโบ้ตามที่นายวิสูตร ว่าจ้างนั้น ก็ปรากฏว่านายวิสูตรโอนเงินให้นางสาวปลื้มจิตต์ ภริยาจำเลยที่ 2 เมื่อวันที่ 27 ตุลาคม 2547 ก่อนเกิดเหตุเดือนกว่าและการซื้อถุงจัมโบ้นั้นไม่ใช่เรื่องจำเป็นเร่งด่วนที่จำเลยที่ 2 ต้องนำเงินสดจำนวนมากติดตัวมาในเวลากลางคืนซึ่งไม่ปลอดภัยจึงถือว่าเป็นเรื่องผิดปกติวิสัย ไม่มีน้ำหนักให้รับฟัง การที่เจ้าพนักงานตำรวจจับกุมจำเลยที่ 2 ในขณะจอดรถรอจำเลยที่ 1 ในเวลากลางคืนพร้อมเงิน 100,640 บาท จึงเชื่อว่าเพื่อซื้อเมทแอมเฟตามีนของกลางจากจำเลยที่ 1 เมื่อจำเลยที่ 1 มีเมทแอมเฟตามีนของกลางไว้ในครอบครอง โดยไม่ปรากฏว่านอกจากจำเลยที่ 2 แล้ว จำเลยที่ 1 ได้โทรศัพท์ติดต่อเพื่อนำเมทแอมเฟตามีนของกลางไปส่งมอบให้แก่บุคคลอื่นอีก ข้อเท็จจริงจึงฟังได้ว่าการที่จำเลยที่ 1นำเมทแอมเฟตามีนของกลางติดตัวมานั้นเพื่อส่งมอบให้แก่จำเลยที่ 2 ตามที่สั่งซื้อไว้ แม้จำเลยที่ 2 จะถูกจับกุมเสียก่อน แต่ถือได้ว่าจำเลยที่ 2 เป็นผู้ก่อให้จำเลยที่ 1มีเมทแอมเฟตามีนของกลางไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่ายตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 84 มิใช่เป็นตัวการร่วมกระทำความผิดด้วยกันตามมาตรา 83 ดังที่โจทก์ฟ้องจึงลงโทษจำเลยที่ 2 ฐานเป็นตัวการไม่ได้เพราะข้อเท็จจริงในทางพิจารณาแตกต่างกับฟ้องในข้อสาระสำคัญตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 192 วรรคสอง แต่การสั่งซื้อของจำเลยที่ 2 ดังกล่าวถือได้ว่าเป็นความผิดฐานเป็นผู้สนับสนุนการกระทำความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 86 ซึ่งศาลมีอำนาจลงโทษจำเลยที่ 2 ฐานเป็นผู้สนับสนุนได้ ประกอบกับระหว่างการพิจารณาของศาลฎีกามีพระราชบัญญัติล้างมลทินในวโรกาสที่พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดชมีพระชนมพรรษา 80 พรรษา พ.ศ.2550 ใช้บังคับ ซึ่งมาตรา 4 บัญญัติให้ล้างมลทินให้แก่บรรดาผู้ต้องโทษในกรณีความผิดต่าง ๆ ซึ่งได้กระทำก่อนหรือในวันที่ 5 ธันวาคม 2550 และได้พ้นโทษไปแล้วก่อนหรือในวันที่พระราชบัญญัตินี้ใช้บังคับ โดยให้ถือว่าผู้นั้นมิได้เคยถูกลงโทษในกรณีความผิดนั้น ๆ เมื่อจำเลยที่ 2 พ้นโทษในความผิดที่โจทก์อาศัยเป็นเหตุขอให้เพิ่มโทษไปแล้วก่อนวันที่พระราชบัญญัติดังกล่าวใช้บังคับ จำเลยที่ 2 ได้รับประโยชน์ตามมาตรา 4 แห่งพระราชบัญญัติดังกล่าว จึงไม่อาจเพิ่มโทษจำเลยที่ 2 ได้ ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 2 พิพากษามานั้น ศาลฎีกาไม่เห็นพ้องด้วย ฎีกาของโจทก์ฟังขึ้นบางส่วน

พิพากษาแก้เป็นว่า จำเลยที่ 2 มีความผิดตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 มาตรา 15 วรรคสาม (2), 66 วรรคสาม ประกอบประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 86 และมาตรา 53 จำคุก 33 ปี 4 เดือน และปรับ 666,666 บาท คำให้การชั้นสอบสวนของจำเลยที่ 2 เป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้หนึ่งในสามตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คงจำคุก 22 ปี 2 เดือน 20 วัน และปรับ 444,444 บาท หากจำเลยที่ 2 ไม่ชำระค่าปรับให้จัดการตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 29, 30 ให้กักขังแทนค่าปรับได้ไม่เกิน 2 ปี ริบโทรศัพท์เคลื่อนที่ยี่ห้อซัมซุงหมายเลข 0 9161 8979 ยกคำขอให้เพิ่มโทษจำเลยที่ 2 นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 2
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.อ. ม. 83 ม. 84 ม. 85 ม. 86
ป.วิ.อ. ม. 192 วรรคสอง
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการจังหวัดฉะเชิงเทรา
จำเลย — นายนันหรือกะละ พอลลา กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดฉะเชิงเทรา — นางสาวอัจฉราพร สมบูรณ์พงศ์
ศาลอุทธรณ์ภาค 2 — นายชัชลิต ละเอียด
ชื่อองค์คณะ
ณรงค์ ธนะปกรณ์
พันวะสา บัวทอง
พิศล พิรุณ
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 8104/2554
#518399
เปิดฉบับเต็ม

แม้ข้อเท็จจริงจะฟังว่าลูกหนี้ที่ 2 กู้ยืมเงินจากผู้ร้องเพื่อนำไปชำระค่าขึ้นศาลตามคดีแพ่งหมายเลขดำที่ 711/2548 ของศาลจังหวัดสีคิ้ว ก็ตาม แต่เมื่อศาลจังหวัดสีคิ้วรับเงินไว้ เงินดังกล่าวย่อมมิใช่เงินของลูกหนี้ที่ 2 แล้ว ต่อมาลูกหนี้ที่ 2 ขอถอนฟ้องและศาลมีคำสั่งให้คืนค่าขึ้นศาลแก่ลูกหนี้ที่ 2 จำนวน 190,000 บาท จึงถือได้ว่าเงินที่ศาลสั่งคืนนี้เป็นทรัพย์สินที่ลูกหนี้ที่ 2 ได้มาภายหลังเวลาเริ่มต้นแห่งการล้มละลายตาม พ.ร.บ.ล้มละลาย พ.ศ.2483 มาตรา 109 (2) จึงเป็นทรัพย์สินอันอาจแบ่งได้ในคดีล้มละลาย ผู้คัดค้านจึงสามารถนำเงินจำนวนดังกล่าวเข้ากองทรัพย์สินของลูกหนี้ที่ 2 ได้

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
คดีสืบเนื่องมาจากศาลล้มละลายกลางมีคำสั่งพิทักษ์ทรัพย์ของลูกหนี้ (จำเลย) ทั้งสองเด็ดขาดเมื่อวันที่ 31 สิงหาคม 2547 และพิพากษาให้ลูกหนี้ทั้งสองล้มละลายเมื่อวันที่ 1 ธันวาคม 2548 ต่อมาวันที่ 9 สิงหาคม 2548 นางสาวชื่นจิตร ผู้ชำระบัญชีของลูกหนี้ที่ 2 ยื่นฟ้องนางวรรณศรี เป็นจำเลยต่อศาลจังหวัดสีคิ้ว คดีแพ่งหมายเลขดำที่ 711/2548 และผู้ชำระบัญชีของลูกหนี้ที่ 2 ได้ชำระค่าขึ้นศาลจำนวน 200,000 บาท ต่อมาความปรากฏว่าลูกหนี้ที่ 2 ถูกพิทักษ์ทรัพย์เด็ดขาดไว้ก่อนแล้ว ผู้ชำระบัญชีจึงยื่นคำร้องขอถอนฟ้องในคดีแพ่งดังกล่าว ศาลจังหวัดสีคิ้วมีคำสั่งเป็นคดีหมายเลขแดงที่ 926/2548 ให้คืนเงินค่าขึ้นศาลจำนวน 190,000 บาท ผู้คัดค้านได้รับเงินดังกล่าวเข้ากองทรัพย์สิน ต่อมาผู้ร้องยื่นคำร้องต่อผู้คัดค้านว่าผู้ชำระบัญชีของลูกหนี้ที่ 2 ได้ยืมเงินของผู้ร้องจำนวน 200,000 บาท ไปชำระค่าขึ้นศาลดังกล่าว ขอให้ผู้คัดค้านคืนเงินค่าขึ้นศาลในส่วนที่ศาลสั่งคืนให้แก่ผู้ร้อง ผู้คัดค้านสอบสวนแล้วมีคำสั่งยกคำร้อง

ผู้ร้องยื่นคำร้องขอให้ศาลมีคำสั่งกลับคำสั่งผู้คัดค้านและให้ผู้คัดค้านคืนเงินค่าขึ้นศาลจำนวน 190,000 บาท แก่ผู้ร้อง

ผู้คัดค้านยื่นคำคัดค้านขอให้ยกคำร้อง

ศาลล้มละลายกลางมีคำสั่งกลับคำสั่งของผู้คัดค้าน ให้ผู้คัดค้านคืนเงินจำนวน 190,000 บาท แก่ผู้ร้อง ค่าฤชาธรรมเนียมให้เป็นพับ

ผู้คัดค้านอุทธรณ์ต่อศาลฎีกา โดยได้รับอนุญาตจากศาลฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีล้มละลายวินิจฉัยว่า แม้ข้อเท็จจริงจะฟังว่าลูกหนี้ที่ 2 กู้ยืมเงินจากผู้ร้องนำไปชำระค่าขึ้นศาลในคดีแพ่งหมายเลขดำที่ 711/2548 ของศาลจังหวัดสีคิ้วก็ตาม แต่เมื่อศาลจังหวัดสีคิ้วรับเงินไว้ เงินดังกล่าวย่อมมิใช่เงินของลูกหนี้ที่ 2 แล้ว ต่อมาลูกหนี้ที่ 2 ขอถอนฟ้องและศาลมีคำสั่งให้คืนค่าขึ้นศาลแก่ลูกหนี้ที่ 2 จำนวน 190,000 บาท จึงถือได้ว่าเงินที่ศาลสั่งคืนนี้เป็นทรัพย์สินที่ลูกหนี้ที่ 2 ได้มาภายหลังเวลาเริ่มต้นแห่งการล้มละลายตามพระราชบัญญัติล้มละลาย พ.ศ.2483 มาตรา 109 (2) จึงเป็นทรัพย์สินอันอาจแบ่งได้ในคดีล้มละลาย ผู้คัดค้านจึงสามารถนำเงินจำนวนดังกล่าวเข้ากองทรัพย์สินของลูกหนี้ที่ 2 ได้ ที่ศาลล้มละลายกลางมีคำสั่งให้ผู้คัดค้านคืนเงินจำนวน 190,000 บาท แก่ผู้ร้องนั้น ศาลฎีกาไม่เห็นพ้องด้วย อุทธรณ์ของผู้คัดค้านฟังขึ้น และไม่จำต้องวินิจฉัยอุทธรณ์ข้ออื่นของผู้คัดค้านต่อไป เพราะไม่ทำให้ผลคดีเปลี่ยนแปลง

พิพากษากลับ ให้ยกคำร้อง ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสองศาลให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.ล้มละลาย พ.ศ.2483 ม. 109 (2)
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — ธนาคารไทยธนาคาร จำกัด (มหาชน)
ผู้ร้อง — นายปพน พิรงค์กุล
ผู้คัดค้าน — เจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์
บริษัทไทยนิงโฮลดิ้ง
จำเลย — อินเตอร์เนชั่นแนล จำกัด กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลล้มละลายกลาง — นายโชค จงสงวน
ชื่อองค์คณะ
วีระพล ตั้งสุวรรณ
สมศักดิ์ จันทรา
พินิจ สุเสารัจ
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา