คำพิพากษา คำสั่งคำร้องและคำวินิจฉัยศาลฎีกา

ทั้งหมด 133,243 รายการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 8001/2554
#518442
เปิดฉบับเต็ม

ข้อวินิจฉัยของศาลอุทธรณ์ภาค 2 ที่ว่า โจทก์ฟ้องเรียกค่าเสียหายเป็นเงิน 170,610.55 บาท สูงเกินเกณฑ์กำหนดที่ปรากฏตามทางนำสืบของโจทก์ และการที่ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยชำระค่าเสียหาย 119,000 บาทแก่โจทก์ เป็นการให้จำเลยชดใช้ค่าเสียหายเกินกว่าที่ควรจะต้องรับผิดนั้น มิใช่ปัญหาข้อกฎหมายเกี่ยวกับความสงบเรียบร้อยของประชาชน แต่เป็นปัญหาข้อเท็จจริงในเรื่องดุลพินิจในการกำหนดค่าเสียหายของศาลชั้นต้น เมื่อศาลชั้นต้นพิพากษาโดยกำหนดค่าเสียหายที่จำเลยต้องรับผิดชดใช้ให้แก่โจทก์เป็นเงิน 119,000 บาท และจำเลยมิได้อุทธรณ์คัดค้านจำนวนเงินค่าเสียหายดังกล่าวตามที่ศาลชั้นต้นกำหนด คงมีแต่โจทก์เพียงฝ่ายเดียวที่อุทธรณ์ขอเรียกค่าเสียหายเพิ่มขึ้นอีกตามจำนวนเงินที่เรียกร้องมาในคำฟ้อง คดีจึงมีประเด็นวินิจฉัยในชั้นอุทธรณ์เพียงว่าสมควรที่จะกำหนดค่าเสียหายเพิ่มขึ้นตามที่โจทก์อุทธรณ์เรียกร้องมาหรือไม่เท่านั้น ดังนั้นการที่ศาลอุทธรณ์ภาค 2 พิพากษาแก้คำพิพากษาศาลชั้นต้นในส่วนค่าเสียหายของโจทก์ที่ยุติไปแล้วโดยลดจำนวนเงินค่าเสียหายของโจทก์จาก 119,000 บาท ลงเหลือ 25,000 บาท จึงเป็นการวินิจฉัยนอกประเด็นที่พิพาทกันในชั้นอุทธรณ์

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยชำระเงิน 189,085.56 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงิน 170,610.55 บาท นับแต่วันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์

จำเลยขาดนัดยื่นคำให้การ

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยชำระเงิน 119,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันที่ 16 กุมภาพันธ์ 2543 จนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ และให้จำเลยใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ โดยกำหนดค่าทนายความ 1,000 บาท

โจทก์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 2 พิพากษาแก้เป็นว่า ให้จำเลยชำระเงิน 25,000 บาท และให้ใช้ค่าขึ้นศาลในศาลชั้นต้นตามทุนทรัพย์ที่โจทก์ชนะคดีในชั้นอุทธรณ์ นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ

โจทก์ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงฟังได้ จำเลยได้ทำลาย ทำให้เสียหายแก่ป่า แก่ต้นไม้ ในป่าสงวนแห่งชาติ ซึ่งเป็นของรัฐอันเป็นการทำให้เกิดความเสื่อมเสียแก่สภาพป่าสงวนแห่งชาติโดยผิดกฎหมาย เป็นเหตุให้โจทก์ได้รับความเสียหาย โดยจำเลยได้ก่นสร้าง แผ้วถาง ตัดโค่นต้นไม้แล้วเก็บมารวมสุมเผา และยึดถือครอบครองที่ดินในเขตป่าโครงการสียัด ซึ่งอยู่ในเขตป่าสงวนแห่งชาติป่าแควระบมและป่าสียัด ทั้งนี้เพื่อยึดถือครอบครองที่ดินคิดเป็นเนื้อที่ 2 ไร่ 2 งาน โจทก์ซึ่งมีหน้าที่ดูแลรักษาป่าสงวนแห่งชาติได้กำหนดหลักเกณฑ์การประเมินค่าความเสียหายไว้ จำเลยมีหน้าที่ต้องรับผิดชดใช้ค่าเสียหายให้แก่โจทก์ตามพระราชบัญญัติส่งเสริมและรักษาคุณภาพสิ่งแวดล้อมแห่งชาติ พ.ศ.2535 มาตรา 97

มีปัญหาข้อกฎหมายวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ข้อแรกว่า ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 2 พิพากษาแก้ให้ลดจำนวนค่าเสียหายของโจทก์จาก 119,000 บาท ลงเหลือ 25,000 บาท ชอบหรือไม่ เห็นว่า ข้อวินิจฉัยของศาลอุทธรณ์ภาค 2 ที่ว่า โจทก์ฟ้องเรียกค่าเสียหายเป็นเงิน 170,610.55 บาท สูงเกินเกณฑ์กำหนดที่ปรากฏตามทางนำสืบของโจทก์ และการที่ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยชำระค่าเสียหาย 119,000 บาท แก่โจทก์ เป็นการให้จำเลยชดใช้ค่าเสียหายเกินกว่าที่ควรจะต้องรับผิด มิใช่ปัญหาข้อกฎหมายเกี่ยวกับความสงบเรียบร้อยของประชาชน แต่เป็นปัญหาข้อเท็จจริงในเรื่องดุลยพินิจในการกำหนดค่าเสียหายของศาลชั้นต้น เมื่อศาลชั้นต้นพิพากษาโดยกำหนดค่าเสียหายที่จำเลยต้องรับผิดชดใช้ให้แก่โจทก์เป็นเงิน 119,000 บาท และจำเลยมิได้อุทธรณ์คัดค้านจำนวนเงินค่าเสียหายตามที่ศาลชั้นต้นกำหนด คงมีแต่โจทก์เพียงฝ่ายเดียวที่อุทธรณ์ขอเรียกค่าเสียหายเพิ่มขึ้นอีก ตามจำนวนเงินที่เรียกร้องมาในคำฟ้อง คดีจึงมีประเด็นวินิจฉัยในชั้นอุทธรณ์เพียงว่า สมควรที่จะกำหนดค่าเสียหายเพิ่มขึ้นตามที่โจทก์อุทธรณ์เรียกร้องมาหรือไม่เท่านั้น ดังนั้นการที่ศาลอุทธรณ์ภาค 2 พิพากษาแก้คำพิพากษาศาลชั้นต้นในส่วนค่าเสียหายของโจทก์ที่ยุติไปแล้ว โดยลดจำนวนเงินค่าเสียหายของโจทก์จาก 119,000 บาท ลงเหลือ 25,000 บาท จึงเป็นการวินิจฉัยนอกประเด็นที่พิพาทกันในชั้นอุทธรณ์ คำพิพากษาของศาลอุทธรณ์ภาค 2 จึงไม่ชอบ ฎีกาข้อนี้ของโจทก์ฟังขึ้น ส่วนที่โจทก์ฎีกาข้อสุดท้ายว่า โจทก์สมควรได้รับค่าเสียหายเพิ่มขึ้นตามจำนวนเงินที่เรียกร้องมาในคำฟ้องและศาลอุทธรณ์ภาค 2 กำหนดค่าเสียหายให้โจทก์น้อยกว่าข้อเท็จจริงที่พิจารณาได้ความ เป็นการโต้แย้งดุลยพินิจในการกำหนดค่าเสียหายของศาลอุทธรณ์ภาค 2 ซึ่งเป็นฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง เมื่อทุนทรัพย์ที่พิพาทกันในชั้นฎีกาไม่เกิน 200,000 บาท จึงต้องห้ามมิให้ฎีกาตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 248 วรรคหนึ่ง ศาลฎีกาไม่วินิจฉัยให้

พิพากษาแก้เป็นว่า ให้จำเลยชำระเงินแก่โจทก์ 119,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงินดังกล่าว นับแต่วันที่ 16 กุมภาพันธ์ 2543 จนกว่าจะชำระเสร็จ ให้จำเลยใช้ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสามศาลแทนโจทก์ เฉพาะค่าขึ้นศาลให้รับผิดเพียงเท่าทุนทรัพย์ที่โจทก์ชนะคดีในชั้นฎีกาโดยกำหนดค่าทนายความรวม 3,000 บาท
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 420
พ.ร.บ.ส่งเสริมและรักษาคุณภาพสิ่งแวดล้อมแห่งชาติ พ.ศ.2535 ม. 97
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — กรมป่าไม้
จำเลย — นายสังวาลย์ สุดสิงขรณ์หรือสุดสิงห์ขรณ์
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดฉะเชิงเทรา — นางสาวอัจฉราพร สมบูรณ์พงศ์
ศาลอุทธรณ์ภาค 2 — นายสุรศักดิ์ สุวรรณประกร
ชื่อองค์คณะ
เฉลิมเกียรติ ชาญศิลป์
ศุภชัย สมเจริญ
สนอง เล่าศรีวรกต
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 7945/2554
#518452
เปิดฉบับเต็ม

พ.ร.บ.คุ้มครองแรงงาน พ.ศ.2541 มาตรา 13 ใช้สำหรับกรณีมีการเปลี่ยนแปลงตัวนายจ้าง ซึ่งมีผลให้นายจ้างใหม่ต้องรับสิทธิและหน้าที่อันเกี่ยวกับลูกจ้างที่มีอยู่กับนายจ้างเดิมมาด้วยทุกประการ แต่หากเป็นการโอนสิทธิความเป็นนายจ้างให้แก่นายจ้างใหม่นั้นกรณีต้องด้วย ป.พ.พ. มาตรา 577 วรรคหนึ่ง ซึ่งนายจ้างเดิมและนายจ้างใหม่จะทำได้เมื่อลูกจ้างยินยอมพร้อมใจด้วย และเมื่อลูกจ้างยินยอมพร้อมใจในการโอนสิทธิดังกล่าวแล้วลูกจ้างนั้นต้องปฏิบัติตามข้อบังคับเกี่ยวกับการทำงานหรือระเบียบหรือคำสั่งของนายจ้างใหม่ด้วยเช่นกัน หากนายจ้างโอนลูกจ้างไปยังนายจ้างใหม่ โดยลูกจ้างไม่ยินยอมก็ต้องถือว่าเป็นการเลิกจ้าง

ข้อบังคับเกี่ยวกับการทำงานเป็นข้อตกลงเกี่ยวกับสภาพการจ้างตาม พ.ร.บ.แรงงานสัมพันธ์ พ.ศ.2518 มาตรา 10 วรรคสาม มีผลใช้บังคับระหว่างนายจ้างกับลูกจ้างในแต่ละสถานประกอบกิจการเท่านั้น ข้อบังคับเกี่ยวกับการทำงานของจำเลยที่ 1 จึงมีผลใช้บังคับระหว่างจำเลยที่ 1 กับลูกจ้างของจำเลยที่ 1 การโอนย้ายโจทก์จากการทำงานกับจำเลยที่ 1 ไปทำงานกับจำเลยที่ 2 เป็นการปฏิบัติตาม ป.พ.พ. มาตรา 577 วรรคหนึ่ง โดยโจทก์ไม่ได้โต้แย้งคัดค้านและทำงานกับจำเลยที่ 2 เป็นเวลาถึง 2 ปี 9 เดือน ถือว่าโจทก์ยินยอมพร้อมใจด้วยโดยปริยาย โจทก์ต้องยอมรับและปฏิบัติตามข้อบังคับเกี่ยวกับการทำงานหรือระเบียบหรือคำสั่งของนายจ้างใหม่คือจำเลยที่ 2 ด้วย แต่จำเลยที่ 2 กับโจทก์ก็มิได้มีข้อตกลงเรื่องกำหนดเกษียณอายุไว้เป็นประการอื่น โจทก์จึงตกอยู่ในข้อบังคับเกี่ยวกับการทำงานของจำเลยที่ 2 ที่กำหนดเกษียณอายุเมื่ออายุครบ 60 ปี บริบูรณ์ โดยไม่อาจเรียกร้องให้จำเลยที่ 2 ปฏิบัติตามข้อบังคับเกี่ยวกับการทำงานของจำเลยที่ 1 ที่กำหนดเกษียณอายุเมื่ออายุครบ 65 ปี บริบูรณ์

จำเลยที่ 2 เลิกจ้างโจทก์เมื่อครบกำหนดเกษียณอายุ ตามข้อบังคับเกี่ยวกับการทำงานของจำเลยที่ 2 ที่ปฏิบัติกันทั่วไป มิใช่การเลิกจ้างโดยกลั่นแกล้ง แต่เป็นการเลิกจ้างโดยมีเหตุอันสมควรและเพียงพอ มิใช่การเลิกจ้างที่ไม่เป็นธรรม ตาม พ.ร.บ.จัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงาน พ.ศ.2522 มาตรา 49

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยที่ 2 จ่ายค่าชดเชย 500,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันที่เลิกจ้างไปจนกว่าจะชำระเสร็จ และให้จำเลยทั้งสองจ่ายค่าเสียหาย 10,784,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันเลิกจ้างไปจนกว่าชำระเสร็จแก่โจทก์

จำเลยทั้งสองให้การขอให้ยกฟ้อง

ศาลแรงงานกลางพิพากษาให้จำเลยที่ 2 จ่ายค่าชดเชย 500,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันที่ 1 มกราคม 2545 จนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์คำขออื่นให้ยก

โจทก์และจำเลยที่ 2 อุทธรณ์ต่อศาลฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีแรงงานวินิจฉัยว่า ตามพระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน พ.ศ.2541 มาตรา 13 บัญญัติว่า "ในกรณีที่กิจการใดมีการเปลี่ยนแปลงตัวนายจ้างเนื่องจากการโอน รับมรดกหรือประการอื่นใดหรือในกรณีที่นายจ้างเป็นนิติบุคคล และมีการจดทะเบียนเปลี่ยนแปลงโอน หรือควบกับนิติบุคคลใด สิทธิต่างๆ ที่ลูกจ้างมีอยู่ต่อนายจ้างเดิมเช่นใดให้ลูกจ้างมีสิทธิเช่นว่านั้นต่อไป และให้นายจ้างใหม่รับไปทั้งสิทธิและหน้าที่อันเกี่ยวกับลูกจ้างนั้นทุกประการ" บทบัญญัติดังกล่าวบัญญัติขึ้นเพื่อคุ้มครองลูกจ้างในกิจการที่มีการเปลี่ยนแปลงตัวนายจ้างหรือมีการควบโอนกิจการของนายจ้างไปรวมกับนิติบุคคลอื่น ไม่ให้ลูกจ้างได้รับค่าจ้างสวัสดิการ และสิทธิประโยชน์ต่าง ๆ ลดน้อยลงไม่ว่าจะมีการควบ การโอนหรือการเปลี่ยนแปลงตัวนายจ้าง ลูกจ้างก็ยังคงมีสิทธิเช่นเดิม ซึ่งใช้สำหรับกรณีมีการเปลี่ยนแปลงตัวนายจ้าง ไม่ว่านายจ้างนั้นจะเป็นบุคคลธรรมดาหรือนิติบุคคล จึงจะมีผลให้นายจ้างใหม่ต้องรับสิทธิและหน้าที่อันเกี่ยวกับลูกจ้างที่มีอยู่กับนายจ้างเดิมมาด้วยทุกประการ แต่หากเป็นการโอนสิทธิความเป็นนายจ้างให้แก่นายจ้างใหม่นั้น กรณีต้องด้วยประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 577 ซึ่งนายจ้างเดิมและนายจ้างใหม่จะทำได้เมื่อลูกจ้างยินยอมพร้อมใจด้วย และเมื่อลูกจ้างยินยอมพร้อมใจในการโอนสิทธิดังกล่าวแล้ว ลูกจ้างนั้นจึงต้องปฏิบัติตามข้อบังคับเกี่ยวกับการทำงานหรือระเบียบหรือคำสั่งของนายจ้างใหม่ด้วยเช่นกัน หากไม่มีการตกลงกับลูกจ้างไว้อย่างหนึ่งอย่างใดแล้วนายจ้างโอนลูกจ้างไปยังนายจ้างใหม่ ถ้าลูกจ้างไม่ยินยอมก็ต้องถือว่าเป็นการเลิกจ้างจากนายจ้างเดิม เมื่อศาลแรงงานกลางฟังข้อเท็จจริงว่า ก่อนทำงานเป็นลูกจ้างของจำเลยทั้งสองโจทก์ทำงานเป็นลูกจ้างของหลายบริษัท บริษัทดังกล่าวไม่มีข้อบังคับเกี่ยวกับการทำงานกำหนดเรื่องการเกษียณอายุการทำงาน เมื่อเข้าทำงานกับจำเลยที่ 1 จำเลยที่ 1 มีข้อบังคับเกี่ยวกับการทำงาน ฉบับลงวันที่ 1 มิถุนายน 2537 และฉบับลงวันที่ 19 สิงหาคม 2541 กำหนดเรื่องการเกษียณอายุไว้ว่า "พนักงานชายและหญิงที่อายุครบ 65 ปีบริบูรณ์ ให้เกษียณอายุวันที่ 31 ธันวาคมของปีที่ครบเกษียณอายุถือว่าพ้นสภาพจากการเป็นพนักงาน..." เมื่อโจทก์โอนไปทำงานเป็นลูกจ้างของบริษัทยูไนเต็ดไวน์เนอรี่ จำกัด ข้อบังคับเกี่ยวกับการทำงานของบริษัทนี้กำหนดการเกษียณอายุไว้ว่า พนักงานที่มีอายุครบหกสิบปีบริบูรณ์จะต้องเกษียณอายุโดยพ้นสภาพการเป็นพนักงานของบริษัท (เอกสารจำเลยอ้างส่งลงวันที่ 3 กุมภาพันธ์ 2549) และต่อมาวันที่ 1 เมษายน 2542 โจทก์โอนมาทำงานเป็นลูกจ้างของจำเลยที่ 2 ซึ่งข้อบังคับเกี่ยวกับทำงานกำหนดการเกษียณอายุไว้ว่า "พนักงานที่มีอายุครบ 60 ปีบริบูรณ์ ถือว่าครบเกษียณอายุจะต้องพ้นสภาพจากการเป็นพนักงาน ณ วันสิ้นเดือนที่ครบเกษียณอายุ..." เห็นว่า โจทก์ทำงานใน บริษัทต่าง ๆ ซึ่งเป็นนิติบุคคลจดทะเบียนแยกต่างหากจากกัน

ข้อบังคับเกี่ยวกับการทำงานของแต่ละนิติบุคคล ถือว่าเป็นข้อตกลงเกี่ยวกับสภาพการจ้าง ตามพระราชบัญญัติแรงงานสัมพันธ์ พ.ศ. 2518 มาตรา 10 วรรคสาม แต่ก็มีผลใช้บังคับระหว่างนายจ้างกับลูกจ้างในแต่ละสถานประกอบกิจการเท่านั้น ข้อบังคับเกี่ยวกับการทำงานของจำเลยที่ 1 จึงมีผลบังคับแก่โจทก์ในช่วงเวลาที่โจทก์เป็นลูกจ้างจำเลยที่ 1 เมื่อโจทก์โอนมาเป็นลูกจ้างของจำเลยที่ 2 ตั้งแต่วันที่ 1 เมษายน 2542 เป็นการโอนโดยเป็นการปฏิบัติตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 577 แม้จำเลยที่ 2 นับอายุงานต่อเนื่องจากนายจ้างคนก่อน แต่การโอนดังกล่าวโจทก์ก็ไม่ได้โต้แย้งคัดค้านและทำงานกับจำเลยที่ 2 เป็นเวลาถึง 2 ปี 9 เดือน ถือว่าโจทก์ยินยอมพร้อมใจด้วยโดยปริยาย โจทก์ต้องยอมรับและปฏิบัติตามข้อบังคับเกี่ยวกับการทำงานหรือระเบียบหรือคำสั่งของนายจ้างใหม่คือจำเลยที่ 2 ด้วย แต่จำเลยที่ 2 กับโจทก์ก็มิได้มีข้อตกลงเรื่องกำหนดเกษียณอายุไว้เป็นประการอื่น โจทก์จึงตกอยู่ในข้อบังคับเกี่ยวกับการทำงานของจำเลยที่ 2 โดยไม่อาจเรียกร้องให้จำเลยที่ 2 ปฏิบัติตามข้อบังคับเกี่ยวกับการทำงานของจำเลยที่ 1 แม้การโอนย้ายจะเป็นเหตุให้สิทธิในการเกษียณอายุงานของโจทก์ลดลงก็ตามโจทก์จึงไม่อาจอ้างโอกาสที่จะได้ทำงานจนถึงอายุครบ 65 ปีบริบูรณ์ ตามข้อบังคับเกี่ยวกับการทำงานของจำเลยที่ 1 มาเป็นสิทธิเรียกร้องต่อจำเลยที่ 2 ได้ จำเลยที่ 2 เลิกจ้างโจทก์เมื่ออายุครบ 60 ปี ตามข้อบังคับเกี่ยวกับการทำงานของจำเลยที่ 2 เป็นการเลิกจ้างในกำหนดระยะเวลาเกษียณอายุที่ปฏิบัติกันทั่วไป ย่อมมิใช่การเลิกจ้างโดยกลั่นแกล้ง แต่เป็นการเลิกจ้างโดยมีเหตุอันสมควรและเพียงพอ มิใช่การเลิกจ้างโดยไม่เป็นธรรม ตามพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงาน พ.ศ.2522 มาตรา 49 ที่ศาลแรงงานกลางวินิจฉัยมานั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย อุทธรณ์ของโจทก์ในข้อนี้ฟังไม่ขึ้น

ตามพระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน พ.ศ.2541 มาตรา 5 ให้คำนิยามคำว่า ค่าจ้าง หมายความว่า "เงินที่นายจ้างและลูกจ้างตกลงกันจ่ายเป็นค่าตอบแทนในการทำงานตามสัญญาจ้างสำหรับระยะเวลาทำงานปกติเป็นรายชั่วโมง รายวัน รายสัปดาห์ รายเดือน หรือระยะเวลาอื่น หรือจ่ายให้โดยคำนวณตามผลงานที่ลูกจ้างทำได้ในเวลาทำงานปกติของวันทำงาน และให้หมายรวมถึงเงินที่นายจ้างจ่ายให้แก่ลูกจ้างในวันหยุดและวันลาที่ลูกจ้างมิได้ทำงานแต่ลูกจ้างมีสิทธิได้รับตามพระราชบัญญัตินี้" ค่าจ้างตามบัญญัติดังกล่าว คือ เงินที่นายจ้างตกลงจ่ายให้แก่ลูกจ้างตามสัญญาจ้างโดยมีวัตถุประสงค์เพื่อตอบแทนการทำงาน สำหรับการทำงานหรือผลงานที่ทำได้ในเวลาทำงานปกติของวันทำงาน หากนายจ้างจ่ายเงินให้แก่ลูกจ้างด้วยวัตถุประสงค์อื่นที่มิใช่เพื่อตอบแทนการทำงานก็อาจจะไม่ใช่ค่าจ้าง อาจเป็นสวัสดิการแก่ลูกจ้าง หรือเงินจูงใจในการทำงานก็ได้ ดังนั้น เบี้ยเลี้ยงที่จำเลยที่ 2 จ่ายให้แก่โจทก์ทุกเดือนพร้อมกับเงินเดือนในจำนวนเดือนละ 50,000 บาท และจ่ายให้เมื่อโจทก์ทำงานในตำแหน่งผู้ช่วยอำนวยการฝ่ายการตลาดภาค 1 นั้น เห็นว่า เบี้ยเลี้ยงดังกล่าวมีวัตถุประสงค์ ในการจ่ายเพื่อตอบแทนการเข้าทำงานในตำแหน่งผู้ช่วยอำนวยการฝ่ายการตลาดภาค 1 และเป็นการจ่ายเพื่อทดแทนส่วนแบ่งการขาย ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของค่าจ้างในตำแหน่งเดิมของโจทก์ ดังนั้นเบี้ยเลี้ยงที่จำเลยที่ 2 จ่ายให้แก่โจทก์จึงเป็นการจ่ายเพื่อตอบแทนการทำงานตามสัญญาจ้างและเป็นส่วนหนึ่งของค่าจ้างสำหรับระยะเวลาทำงานปกติของการทำงานโดยแท้ จำเลยที่ 2 ต้องนำเบี้ยเลี้ยงที่โจทก์ได้รับในเดือนสุดท้ายของการทำงานมารวมเป็นค่าจ้างเพื่อเป็นฐานคำนวณค่าชดเชยให้แก่โจทก์ด้วย ที่ศาลแรงงานกลางวินิจฉัยมานั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย อุทธรณ์ของจำเลยที่ 2 ในข้อนี้ฟังไม่ขึ้น

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 577 วรรคหนึ่ง
พ.ร.บ.คุ้มครองแรงงาน พ.ศ.2541 ม. 13
พ.ร.บ.แรงงานสัมพันธ์ พ.ศ.2518 ม. 10 วรรคสาม
พ.ร.บ.จัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงาน พ.ศ.2522 ม. 49
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นายธวัชชัย อนันต์สถิตย์
จำเลย — บริษัทสวรรค์เทพ จำกัด กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลแรงงานกลาง — นายเกษมสันต์ วิลาวรรณ
ชื่อองค์คณะ
ทวีป ตันสวัสดิ์
ดิเรก อิงคนินันท์
ประเสริฐ โอนพรัตน์วิบูล
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 7939/2554
#521489
เปิดฉบับเต็ม

องค์ประกอบสำคัญในความผิดต่อ พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรและสมาชิกวุฒิสภา พ.ศ.2541 มาตรา 47 นั้น ผู้กระทำจะต้องเป็นเจ้าหน้าที่ของรัฐใช้ตำแหน่งหน้าที่โดยมิชอบด้วยกฎหมาย กระทำการเฉพาะที่เกี่ยวกับงานในอำนาจหน้าที่ของตนโดยตรงตามที่กฎหมายบัญญัติไว้ ตามระเบียบราชการหรือตามคำสั่งที่ได้รับมอบหมายจากผู้บังคับบัญชา ให้มีหน้าที่นั้น ๆ เท่านั้น ถ้าเป็นการกระทำที่ไม่เกี่ยวกับหน้าที่ของเจ้าหน้าที่ของรัฐผู้นั้นโดยตรง แต่กระทำไปโดยไม่มีกฎหมายรองรับ ไม่มีอำนาจหน้าที่ตามระเบียบหรือที่ได้รับมอบหมายจากผู้มีอำนาจหน้าที่ให้กระทำย่อมไม่เป็นความผิดตามบัญญัติดังกล่าว แม้จำเลยทั้งสิบจะระบุตำแหน่งกำนัน ผู้ใหญ่บ้านและผู้ช่วยผู้ใหญ่บ้านลงในหนังสือร้องเรียนก็หาเป็นเหตุให้จำเลยทั้งสิบมีอำนาจหน้าที่ใด ๆ ในการจัดการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรโดยตรงไม่ ทั้งการทำหนังสือร้องเรียนนั้น จำเลยทั้งสิบสามารถกระทำได้โดยไม่จำต้องอาศัยการมีตำแหน่งหน้าที่ราชการใด จึงไม่ใช่การกระทำที่ใช้ตำแหน่งหน้าที่ราชการหรือหน้าที่ที่ได้รับมอบหมายโดยตรงของกำนัน ผู้ใหญ่บ้านหรือผู้ช่วยผู้ใหญ่บ้าน การกระทำของจำเลยกับพวกจึงไม่เป็นความผิดตาม พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรและสมาชิกวุฒิสภา พ.ศ.2541 มาตรา 47

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ทั้งสองฟ้องและแก้ไขคำฟ้องขอให้ลงโทษตามพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรและสมาชิกวุฒิสภา พ.ศ.2541 มาตรา 47, 101, 101/1, 114 ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83, 137, 326, 328

ศาลชั้นต้นไต่สวนมูลฟ้องแล้ว เห็นว่า คดีของโจทก์ที่ 1 มีมูลให้ประทับฟ้อง ส่วนคดีของโจทก์ที่ 2 มีมูลเฉพาะข้อหาตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83, 137, 326, 328 ให้ประทับฟ้องในข้อหาดังกล่าว (ที่ถูก ข้อหาอื่นให้ยกฟ้อง)

จำเลยทั้งสิบให้การปฏิเสธ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยทั้งสิบมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 326 ประกอบมาตรา 83 จำคุกคนละ 2 เดือน และปรับคนละ 10,000 บาท โทษจำคุกให้รอการลงโทษไว้มีกำหนด 2 ปี ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 56 ไม่ชำระค่าปรับให้จัดการตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 29, 30 ข้อหาอื่นนอกจากนี้ให้ยกฟ้อง

โจทก์ทั้งสองและจำเลยทั้งสิบอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 2 พิพากษาแก้เป็นว่า ให้ยกฟ้องทั้งหมด

โจทก์ทั้งสองฎีกา โดยผู้พิพากษาซึ่งพิจารณาและลงชื่อในคำพิพากษาศาลชั้นต้นอนุญาตให้ฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง

ระหว่างการพิจารณาของศาลฎีกา ปรากฏสำเนาใบมรณบัตรท้ายรายงานผลการส่งหมายว่าจำเลยที่ 7 ถึงแก่ความตายเมื่อวันที่ 20 กันยายน 2552 สอบทนายจำเลยทั้งสิบ ผู้รับมอบอำนาจโจทก์ที่ 1 และโจทก์ที่ 2 แล้ว รับว่าเป็นความจริง

ศาลฎีกาเห็นว่า เมื่อจำเลยที่ 7 ถึงแก่ความตาย สิทธินำคดีอาญามาฟ้องย่อมระงับไปตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 39 (1) จึงให้จำหน่ายคดีส่วนจำเลยที่ 7 ออกเสียจากสารบบความ

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า องค์ประกอบสำคัญในความผิดต่อพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรและสมาชิกวุฒิสภา พ.ศ. 2541 มาตรา 47 นั้น ผู้กระทำจะต้องเป็นเจ้าหน้าที่ของรัฐใช้ตำแหน่งหน้าที่โดยมิชอบด้วยกฎหมาย กระทำการเฉพาะที่เกี่ยวกับงานในอำนาจหน้าที่ของตนโดยตรงตามที่กฎหมายบัญญัติไว้ ตามระเบียบราชการหรือตามคำสั่งที่ได้รับมอบหมายจากผู้บังคับบัญชาให้มีหน้าที่นั้น ๆ เท่านั้น ถ้าเป็นการกระทำที่ไม่เกี่ยวกับหน้าที่ของเจ้าหน้าที่ของรัฐผู้นั้นโดยตรง แต่กระทำไปโดยไม่มีกฎหมายรองรับ ไม่มีอำนาจหน้าที่ตามระเบียบหรือที่ได้รับมอบหมายจากผู้มีอำนาจหน้าที่ให้กระทำ ย่อมไม่เป็นความผิดตามบทบัญญัติดังกล่าว แม้จำเลยทั้งสิบจะระบุตำแหน่งกำนัน ผู้ใหญ่บ้านและผู้ช่วยผู้ใหญ่บ้าน ลงในหนังสือร้องเรียนดังที่โจทก์ที่ 1 ฎีกา ก็หาเป็นเหตุให้จำเลยทั้งสิบมีอำนาจหน้าที่ใด ๆ ในการจัดการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรโดยตรงไม่ ทั้งการทำหนังสือร้องเรียนนั้น จำเลยทั้งสิบสามารถกระทำได้โดยไม่จำต้องอาศัยการมีตำแหน่งหน้าที่ราชการใด จึงไม่ใช่การกระทำที่ใช้ตำแหน่งหน้าที่ราชการหรือหน้าที่ที่ได้รับมอบหมายโดยตรงของกำนัน ผู้ใหญ่บ้านหรือผู้ช่วยผู้ใหญ่บ้าน การกระทำของจำเลยที่ 1 ถึงที่ 6 และจำเลยที่ 8 ถึงที่ 10 จึงไม่เป็นความผิดตามพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรและสมาชิกวุฒิสภา พ.ศ. 2541 มาตรา 47 ที่ศาลล่างทั้งสองพิพากษายกฟ้องความผิดข้อหานี้มานั้นชอบแล้ว ฎีกาของโจทก์ที่ 1 ในข้อนี้ฟังไม่ขึ้น

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญ ว่าด้วยการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรและสมาชิกวุฒิสภา พ.ศ.2541 ม. 47
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พรรคประชาธิปัตย์ กับพวก
จำเลย — นายบัญญัติ เครือบุญ กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดนครนายก — นายพิทักษ์ พันธุ์วัฒนะสิงห์
ศาลอุทธรณ์ภาค 2 — นายสุเทพ เจตนาการณ์กุล
ชื่อองค์คณะ
อภิรัตน์ ลัดพลี
ศิริชัย วัฒนโยธิน
ทวีป ตันสวัสดิ์
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 7898/2554
#514209
เปิดฉบับเต็ม

ในการไต่สวนคำร้องขอขยายระยะเวลายื่นฎีกาของจำเลย แม้ศาลชั้นต้นมิได้แจ้งวันนัดไต่สวนให้โจทก์ร่วมทั้งสองมีโอกาสคัดค้านก่อน อันเป็นการไม่ปฏิบัติตาม ป.วิ.พ. มาตรา 21 (2) ประกอบ ป.วิ.อ. มาตรา 15 ซึ่งคู่ความฝ่ายที่เสียหายอาจขอให้เพิกถอนการพิจารณาที่ผิดระเบียบนั้นได้ตาม ป.วิ.พ. มาตรา 27 วรรคแรก ก็ตาม แต่การที่จะขอให้เพิกถอนการพิจารณาที่ผิดระเบียบนั้น ตามวรรคสองของมาตราดังกล่าวกำหนดให้คู่ความฝ่ายที่เสียหายต้องยกข้อค้านเรื่องผิดระเบียบขึ้นไม่ช้ากว่าแปดวันนับแต่วันที่คู่ความฝ่ายนั้นได้ทราบข้อความ หรือพฤติการณ์อันเป็นมูลแห่งข้ออ้างนั้น

คดีปรากฏตามสำนวนว่าศาลชั้นต้นเบิกจำเลยซึ่งต้องขังอยู่ในเรือนจำกลางนครศรีธรรมราชมาฟังคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 8 เมื่อวันที่ 23 พฤศจิกายน 2548 ซึ่งจะครบกำหนดที่จำเลยต้องยื่นฎีกาในวันที่ 23 ธันวาคม 2548 และศาลชั้นต้นนัดฝ่ายโจทก์มาฟังคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 8 วันที่ 19 ธันวาคม 2548 โจทก์ร่วมทั้งสองได้รับสำเนาฎีกาของจำเลยเมื่อวันที่ 23 กุมภาพันธ์ 2549 และทนายโจทก์ร่วมทั้งสองทำคำแก้ฎีกามายื่นต่อศาลชั้นต้นเมื่อวันที่ 7 มีนาคม 2549 ดังนี้ ทนายโจทก์ร่วมทั้งสองซึ่งปรากฏว่าได้รับหมายนัดฟังคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 8 ด้วยย่อมเห็นได้จากสำเนาฎีกาของจำเลยว่า จำเลยยื่นฎีกาลงวันที่ 20 กุมภาพันธ์ 2549 ภายหลังวันที่ศาลชั้นต้นอ่านคำพิพากษาให้ฝ่ายโจทก์ฟังเป็นเวลาถึง 2 เดือน ซึ่งเห็นได้ชัดว่าจำเลยจะต้องยื่นฎีกาเมื่อพ้นกำหนด 1 เดือน นับแต่จำเลยได้ฟังคำพิพากษา ย่อมทราบถึงการที่ศาลชั้นต้นอนุญาตให้ขยายระยะเวลายื่นฎีกาให้จำเลยโดยไม่ได้ให้โจทก์ร่วมทั้งสองมีโอกาสคัดค้านคำร้องของจำเลยตั้งแต่ได้รับสำเนาฎีกาจากโจทก์ร่วมทั้งสองก่อนจะยื่นคำแก้ฎีกาในวันที่ 7 มีนาคม 2549 แล้ว ซึ่งถือว่าโจทก์ร่วมทั้งสองได้ทราบพฤติการณ์อันเป็นมูลแห่งข้ออ้างที่ขอให้เพิกถอนการพิจารณาตามคำร้องนับแต่นั้นแล้ว แต่โจทก์ร่วมทั้งสองมิได้ยื่นคำร้องอย่างช้าภายใน 8 วัน นับแต่ทราบพฤติการณ์ดังกล่าวตามที่กฎหมายกำหนดเป็นเงื่อนไขไว้ โดยโจทก์ร่วมทั้งสองเพิ่งมายื่นคำร้องขอให้เพิกถอนคำสั่งศาลชั้นต้นที่อนุญาตให้ขยายระยะเวลายื่นฎีกาให้จำเลยเมื่อวันที่ 21 มีนาคม 2549 คำร้องของโจทก์ร่วมทั้งสองจึงยื่นโดยไม่ชอบด้วยกฎหมาย ให้ยกคำร้อง

จำเลยฎีกาขอให้ยกฟ้องโดยอ้างว่าพยานหลักฐานของโจทก์รับฟังไม่ได้ว่าจำเลยเป็นคนร้ายที่ใช้อาวุธปืนยิงผู้ตาย อันเป็นการฎีกาว่าจำเลยไม่ได้มีอาวุธปืนไว้ในครอบครองและพาอาวุธปืนตามฟ้องอันเป็นข้อเท็จจริงอันเดียวเกี่ยวพันกันไปด้วยในตัว แม้ศาลอุทธรณ์ภาค 8 จะพิพากษายืนตามคำพิพากษาศาลชั้นต้นให้ลงโทษจำเลยในความผิดฐานมีอาวุธปืนไว้ในครอบครองโดยไม่ได้รับใบอนุญาต และฐานพาอาวุธปืนไปโดยไม่ได้รับใบอนุญาต จำคุกกระทงละไม่เกินห้าปี ซึ่งต้องห้ามมิให้คู่ความฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริงตาม ป.วิ.อ. มาตรา 218 วรรคหนึ่ง แต่หากข้อเท็จจริงฟังไม่ได้ว่าจำเลยเป็นคนร้ายที่ใช้อาวุธปืนยิงผู้ตาย ย่อมฟังไม่ได้ว่าจำเลยกระทำความผิดฐานมีอาวุธปืน และพาอาวุธปืนด้วย ศาลก็มีอำนาจพิพากษายกฟ้องความผิดทั้งสองฐานดังกล่าวได้ตาม ป.วิ.อ. มาตรา 185 วรรคหนึ่ง ประกอบมาตรา 215 และมาตรา 225

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 32, 33, 91, 288, 289, 371 พระราชบัญญัติอาวุธปืน เครื่องกระสุนปืน วัตถุระเบิด ดอกไม้เพลิง และสิ่งเทียมอาวุธปืน พ.ศ.2490 มาตรา 7, 8 ทวิ, 72, 72 ทวิ ริบของกลาง

จำเลยให้การปฏิเสธ

ระหว่างพิจารณา เด็กหญิงสิริรัตน์ และเด็กชายณัฐพงศ์ บุตรนายสีหนุ ผู้ตาย โดยนางบุญเชิด ผู้แทนโดยชอบธรรม ยื่นคำร้องขอเข้าร่วมเป็นโจทก์ ศาลชั้นต้นอนุญาตเฉพาะข้อหาฆ่าผู้อื่นโดยไตร่ตรองไว้ก่อน

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 288, 37 พระราชบัญญัติอาวุธปืน เครื่องกระสุนปืน วัตถุระเบิด ดอกไม้เพลิง และสิ่งเทียมอาวุธปืน พ.ศ.2490 มาตรา 7, 8 ทวิ วรรคหนึ่ง, 72 วรรคสาม, 72 ทวิ วรรคสอง การกระทำของจำเลยเป็นความผิดหลายกรรมต่างกัน ให้เรียงกระทงลงโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 ฐานฆ่าผู้อื่น จำคุกตลอดชีวิต ฐานมีอาวุธปืนไว้ในครอบครองโดยไม่ได้รับใบอนุญาต จำคุก 1 ปี ฐานพาอาวุธปืนไปในเมือง หมู่บ้านหรือทางสาธารณะโดยไม่ได้รับใบอนุญาต เป็นกรรมเดียวผิดกฎหมายหลายบทให้ลงโทษตามพระราชบัญญัติอาวุธปืน ฯ ซึ่งเป็นบทกฎหมายที่มีโทษหนักที่สุดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 จำคุก 1 ปี เมื่อศาลลงโทษจำคุกตลอดชีวิตแล้ว จึงไม่อาจเรียงกระทงลงโทษความผิดอื่นได้ คงให้จำคุกตลอดชีวิตสถานเดียว ริบของกลาง

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 8 พิพากษายืน

จำเลยฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า เห็นสมควรวินิจฉัยคำร้องของโจทก์ร่วมทั้งสองที่ยื่นต่อศาลฎีกาเสียก่อน สืบเนื่องจากคดีนี้จำเลยฎีกาโดยศาลชั้นต้นมีคำสั่งอนุญาตให้ขยายระยะเวลายื่นฎีกาให้จำเลย ตามคำร้องของจำเลยฉบับลงวันที่ 9 มกราคม 2549 และฉบับลงวันที่ 20 มกราคม 2549 โจทก์ร่วมทั้งสองยื่นคำร้องลงวันที่ 21 มีนาคม 2549 คัดค้านว่า ศาลชั้นต้นดำเนินการไต่สวนคำร้องขอขยายระยะเวลายื่นฎีกาของจำเลยโดยผิดระเบียบ โดยศาลชั้นต้นมิได้แจ้งวันนัดไต่สวนให้โจทก์ร่วมทั้งสองได้มีโอกาสคัดค้านก่อน และจำเลยยื่นคำร้องภายหลังสิ้นระยะเวลายื่นฎีกาโดยไม่มีเหตุสุดวิสัย ขอให้ศาลฎีกามีคำสั่งไม่รับฎีกาของจำเลยไว้พิจารณา หรือมีคำสั่งอย่างใดอย่างหนึ่งตามที่เห็นสมควร เห็นว่า ตามคำร้องของโจทก์ร่วมทั้งสองเป็นการกล่าวอ้างว่าศาลชั้นต้นดำเนินกระบวนพิจารณาไต่สวนคำร้องขอขยายระยะเวลายื่นฎีกาของจำเลยโดยไม่ชอบด้วยกฎหมาย ซึ่งศาลมีอำนาจสั่งให้เพิกถอนการพิจารณาที่ผิดระเบียบ หรือสั่งแก้ไขหรือมีคำสั่งอย่างใดอย่างหนึ่งตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 27 ประกอบประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 15 แม้จะปรากฏว่าในการไต่สวนคำร้องขอขยายระยะเวลายื่นฎีกาของจำเลยทั้งสองครั้ง ศาลชั้นต้นจะมิได้แจ้งวันนัดไต่สวนให้โจทก์ร่วมทั้งสองมีโอกาสคัดค้านก่อนตามที่โจทก์ร่วมทั้งสองอ้างในคำร้อง อันเป็นการไม่ปฏิบัติตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 21 (2) ประกอบประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 15 ซึ่งเป็นบทบัญญัติแห่งกฎหมายในข้อที่มุ่งหมายจะยังให้การเป็นไปด้วยความยุติธรรม ซึ่งคู่ความฝ่ายที่เสียหายอาจขอให้เพิกถอนการพิจารณาที่ผิดระเบียบได้ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 27 วรรคแรก ก็ตาม แต่การที่จะขอให้เพิกถอนการพิจารณาที่ผิดระเบียบ ตามวรรคสองของมาตรากำหนดให้คู่ความฝ่ายที่เสียหายต้องยกข้อค้านเรื่องผิดระเบียบขึ้นไม่ช้ากว่าแปดวันนับแต่วันที่คู่ความฝ่ายนั้นได้ทราบข้อความหรือพฤติการณ์อันเป็นมูลแห่งข้ออ้างนั้น ปรากฏตามสำนวนว่าศาลชั้นต้นเบิกจำเลยซึ่งต้องขังอยู่ในเรือนจำกลางนครศรีธรรมราชมาอ่านคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 8 ให้จำเลยฟังเมื่อวันที่ 23 พฤศจิกายน 2548 ซึ่งครบกำหนดที่จำเลยจะต้องยื่นฎีกาในวันที่ 23 ธันวาคม 2548 และศาลชั้นต้นนัดฝ่ายโจทก์มาฟังคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 8 วันที่ 19 ธันวาคม 2548 โจทก์ร่วมทั้งสองได้รับสำเนาฎีกาของจำเลยเมื่อวันที่ 23 กุมภาพันธ์ 2549 และทนายโจทก์ร่วมทั้งสองทำคำแก้ฎีกามายื่นต่อศาลชั้นต้นเมื่อวันที่ 7 มีนาคม 2549 ดังนี้ ทนายโจทก์ร่วมทั้งสองซึ่งปรากฏว่าได้รับหมายนัดฟังคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 8 ด้วย ย่อมเห็นได้จากสำเนาฎีกาของจำเลยว่า จำเลยยื่นฎีกาลงวันที่ 20 กุมภาพันธ์ 2549 ภายหลังจากวันที่ศาลชั้นต้นอ่านคำพิพากษาให้ฝ่ายโจทก์ฟังเป็นเวลาถึง 2 เดือน ซึ่งเห็นได้ชัดว่าจำเลยจะต้องยื่นฎีกาเมื่อพ้นกำหนด 1 เดือน นับแต่จำเลยได้ฟังคำพิพากษา ย่อมทราบถึงการที่ศาลชั้นต้นอนุญาตให้ขยายระยะเวลายื่นฎีกาให้จำเลยโดยไม่ได้ให้โจทก์ร่วมทั้งสองมีโอกาสคัดค้านคำร้องของจำเลยตั้งแต่ได้รับสำเนาฎีกาจากโจทก์ร่วมทั้งสองก่อนจะยื่นคำแก้ฎีกาในวันที่ 7 มีนาคม 2549 แล้ว ซึ่งถือได้ว่าโจทก์ร่วมทั้งสองได้ทราบพฤติการณ์อันเป็นมูลแห่งข้ออ้างที่ขอให้เพิกถอนการพิจารณาตามคำร้องนับแต่นั้นแล้ว แต่โจทก์ร่วมทั้งสองมิได้ยื่นคำร้องอย่างช้าภายใน 8 วัน นับแต่ทราบพฤติการณ์ตามที่กฎหมายกำหนดเป็นเงื่อนไขไว้ โดยโจทก์ร่วมทั้งสองเพิ่งมายื่นคำร้องขอให้เพิกถอนคำสั่งศาลชั้นต้นที่อนุญาตให้ขยายระยะเวลายื่นฎีกาให้จำเลยเมื่อวันที่ 21 มีนาคม 2549 คำร้องของโจทก์ร่วมทั้งสองจึงยื่นโดยไม่ชอบด้วยกฎหมาย ให้ยกคำร้อง

ฎีกาของจำเลยที่ฎีกาว่า จำเลยไม่ได้กระทำความผิดตามฟ้อง ข้อเท็จจริงรับฟังยุติ ผู้ตายขับรถจักรยานยนต์กลับจากส่งบุตรคนโตที่โรงเรียนวัดเววนมีบุตรคนเล็กอายุ 1 ปี 6 เดือน นั่งมาด้วย เมื่อไปถึงที่เกิดเหตุผู้ตายถูกคนร้ายใช้อาวุธปืนยิงถึงแก่ความตาย จำเลยฎีกาขอให้ยกฟ้องโดยอ้างว่าพยานหลักฐานของโจทก์รับฟังไม่ได้ว่าจำเลยเป็นคนร้ายที่ใช้อาวุธปืนยิงผู้ตาย อันเป็นการฎีกาว่าจำเลยไม่ได้มีอาวุธปืนไว้ในครอบครองและพาอาวุธปืนตามฟ้องอันเป็นข้อเท็จจริงอันเดียวเกี่ยวพันกันไปด้วยในตัว แม้ศาลอุทธรณ์ภาค 8 จะพิพากษายืนตามคำพิพากษาศาลชั้นต้นให้ลงโทษจำเลยในความผิดฐานมีอาวุธปืนไว้ในครอบครองโดยไม่ได้รับใบอนุญาต และฐานพาอาวุธปืนไปในเมือง หมู่บ้านหรือทางสาธารณะโดยไม่ได้รับใบอนุญาตจำคุกกระทงละไม่เกินห้าปี ซึ่งต้องห้ามมิให้คู่ความฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริงตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 218 วรรคหนึ่ง แต่หากข้อเท็จจริงฟังไม่ได้ว่าจำเลยเป็นคนร้ายที่ใช้อาวุธปืนยิงผู้ตาย ย่อมฟังไม่ได้ว่าจำเลยกระทำความผิดฐานมีอาวุธปืนและพาอาวุธปืนด้วย ศาลก็มีอำนาจพิพากษายกฟ้องความผิดทั้งสองฐานดังกล่าวได้ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 185 วรรคหนึ่ง คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยว่า จำเลยเป็นคนร้ายที่ใช้อาวุธปืนยิงผู้ตายดังที่ศาลอุทธรณ์ภาค 8 วินิจฉัยหรือไม่ โจทก์และโจทก์ร่วมทั้งสองมีเด็กชายเฉลิมชัย และนางอารี เป็นพยานที่เห็นเหตุการณ์ขณะผู้ตายถูกยิงมาเบิกความได้ความว่า ขณะเกิดเหตุ เด็กชายเฉลิมชัยขี่รถจักรยานไปโรงเรียนวัดเววน ส่วนนางอารีขับรถจักรยานยนต์ไปส่งบุตรที่โรงเรียนเดียวกันสวนทางกับผู้ตาย โดยพยานโจทก์และโจทก์ร่วมทั้งสองต่างเบิกความว่าเห็นคนร้ายใช้อาวุธปืนลูกซองยาวจ่อยิงผู้ตายแต่ไม่ยืนยันว่าคนร้ายคือจำเลย แต่โจทก์และโจทก์ร่วมทั้งสองมีพันตำรวจโทเชี่ยวชาญ พนักงานสอบสวนซึ่งร่วมสอบสวนนางอารีเบิกความว่า ชั้นสอบสวนนางอารีให้การระบุว่าจำเลยเป็นคนร้าย โดยนางอารีให้การด้วยความสมัครใจ พยานได้นำภาพถ่ายบุคคลต่าง ๆ รวมทั้งจำเลยมาให้นางอารีชี้เพื่อยืนยันตัวคนร้ายที่นางอารีเห็น ปรากฏว่านางอารีชี้ภาพถ่ายจำเลยยืนยันว่าเป็นคนร้ายที่ใช้อาวุธปืนยิงผู้ตาย ตามบันทึกคำให้การของพยานและบันทึกการชี้รูปผู้ต้องหา เห็นว่า ตามคำให้การนางอารีให้การชั้นสอบสวนเกี่ยวกับเหตุการณ์ที่พยานประสบเหตุผู้ตายถูกคนร้ายใช้อาวุธปืนยิงโดยมีรายละเอียดทำนองเดียวกับที่เบิกความในชั้นพิจารณา ต่างกันแต่ในชั้นสอบสวนพยานให้การยืนยันว่าจำเลยเป็นคนร้าย แต่ในชั้นพิจารณาพยานกลับเบิกความว่าจำคนร้ายไม่ได้ จากคำเบิกความของนางอารีประกอบคำให้การชั้นสอบสวนได้ความว่า หลังจากเกิดเหตุการณ์พยานขับรถจักรยานยนต์ไปส่งบุตรที่โรงเรียนแล้วเลยไปตลาด โดยพยานไม่ได้เล่าเหตุการณ์ที่เห็นผู้ตายถูกยิงให้ผู้ใดฟังเนื่องจากเกรงจะไม่ได้รับความปลอดภัย จนกระทั่งพันตำรวจเอกกำแหง รองผู้บังคับการตำรวจภูธรจังหวัดสุราษฎร์ธานี ไปสอบถามพยานเนื่องจากทราบจากเด็กชายเฉลิมชัยว่าขณะเกิดเหตุพบพยานอยู่ในบริเวณที่เกิดเหตุ พยานจึงยอมรับว่าเห็นเหตุการณ์และบอกลักษณะรูปร่างคนร้ายให้ทราบโดยไม่ได้ระบุว่าเป็นใคร พันตำรวจเอกกำแหงได้ตามนายกุมภา พี่เขยผู้ตายให้มาพูดคุยกับพยานสองต่อสอง พยานจึงบอกนายกุมภาว่าคนร้ายคือจำเลย ต่อมาวันเดียวกันมีเจ้าพนักงานตำรวจไปตามพยานไปพบพลตำรวจตรีสัณฐาน ผู้บังคับการตำรวจภูธรจังหวัดสุราษฎร์ธานี เพื่อซักถามเกี่ยวกับคนร้าย พยานเข้าใจว่านายกุมภาคงแจ้งเรื่องที่พยานรู้ตัวคนร้ายให้เจ้าพนักงานตำรวจทราบแล้ว จึงขอร้องให้พลตำรวจตรีสัณฐานทำการสอบสวนพยานเป็นความลับโดยไม่ระบุชื่อพยานเป็นผู้ให้การ และให้การว่าจำเลยเป็นคนร้ายโดยพิมพ์ลายนิ้วมือของพยานในคำให้การแทนการลงลายมือชื่อเพื่อปกปิดชื่อของตน ต่อมาพนักงานสอบสวนเรียกพยานไปให้การเพิ่มเติมและให้ชี้ภาพถ่ายคนร้ายซึ่งพยานได้ชี้ภาพถ่ายจำเลยว่าเป็นคนร้ายแล้วจึงตัดสินใจให้เปิดเผยชื่อพยานเป็นผู้ให้การโดยเห็นแก่ความยุติธรรม จากคำเบิกความและคำให้การชั้นสอบสวนของนางอารี นางบุญเชิด ภรรยาผู้ตาย นางบุญให้ หรือขุ้ม และเด็กชายเฉลิมชัย จะเห็นได้ว่าเหตุที่มีการสอบสวนนางอารีเป็นพยานสืบเนื่องมาจากพนักงานสอบสวนทราบจากการสอบปากคำนางบุญเชิดและนางบุญให้ว่า หลังเกิดเหตุเด็กชายเฉลิมชัยเป็นคนไปแจ้งนางบุญให้ไปรับบุตรผู้ตายมาจากที่เกิดเหตุ จากนั้นพนักงานสอบสวนทราบจากเด็กชายเฉลิมชัยว่าขณะเกิดเหตุมีนางอารีขับรถจักรยานยนต์แซงเด็กชายเฉลิมชัยขึ้นไปซึ่งนางอารีน่าจะรู้เห็นเหตุการณ์ จึงติดตามนางอารีมาสอบสวนเพื่อรวบรวบพยานหลักฐานตามหน้าที่ โดยไม่ปรากฏว่าพนักงานสอบสวนมีเหตุที่จะโน้มน้าวให้นางอารีให้การปรักปรำจำเลยว่าเป็นคนร้ายแต่อย่างใด เชื่อได้ว่านางอารีให้การต่อพนักงานสอบสวนระบุว่าจำเลยเป็นคนร้ายด้วยความสมัครใจ พฤติการณ์ที่หลังเกิดเหตุนางอารีไม่ยอมบอกเล่าให้คนอื่นฟังว่าพบเห็นเหตุการณ์ที่ผู้ตายถูกยิง จนกระทั่งเมื่อพนักงานสอบสวนทราบจากปากคำพยานอื่นและเรียกนางอารีไปสอบสวน นางอารีก็ยังขอให้สอบสวนโดยไม่เปิดเผยชื่อตนเป็นผู้ให้การโดยอ้างว่ากลัวจะไม่ได้รับความปลอดภัย เมื่อพนักงานสอบสวนยินยอมตามความประสงค์นางอารีจึงยอมให้การว่าจำเลยเป็นคนร้าย แสดงออกถึงความเกรงกลัวของนางอารีที่มีต่ออิทธิพลของจำเลยเป็นอย่างมาก หากนางอารีมิได้เห็นจำเลยใช้อาวุธปืนยิงผู้ตายอย่างแน่ชัดแล้วก็ไม่น่าจะกล้าให้การปรักปรำจำเลยว่าเป็นคนร้าย ตามคำให้การของนางอารีได้ความว่า เมื่อนางอารีขับรถจักรยานยนต์แซงพ้นรถจักรยานของเด็กชายเฉลิมชัย ในทันใดนั้นก็ได้ยินเสียงปืนดังขึ้น 1 นัด แล้วเห็นผู้ตายยืนคร่อมรถจักรยานยนต์อยู่ข้างหน้า ผู้ตายค่อย ๆ ทรุดตัวล้มลง และเห็นจำเลยถืออาวุธปืนลูกซองยาวออกมาจากจุดไหนไม่ทันสังเกตเดินเข้าไปที่ผู้ตายและถืออาวุธปืนด้วยมือทั้งสองข้างจ่อยิงผู้ตายอยู่ห่างจากพยานประมาณ 1 เส้น แล้วจำเลยวิ่งหลบหนีไปทางข้างทางด้านซ้ายในขณะที่รถของพยานยังแล่นไปข้างหน้า เมื่อจำเลยหลบหนีเข้าป่าหญ้าข้างทางแล้ว รถจักรยานยนต์ของพยานก็ผ่านจุดที่ผู้ตายนอนอยู่ คำให้การของนางอารีดังกล่าวสอดคล้องกับคำเบิกความของเด็กชายเฉลิมชัยที่ได้ความว่าหลังจากเสียงปืนดังขึ้นพยานเห็นรถจักรยานยนต์ของผู้ตายล้มลงอยู่ทางหน้าด้านขวาของพยาน และเห็นคนร้ายวิ่งมาจากทางด้านซ้ายเข้าไปใช้อาวุธปืนยาวลูกซองคู่ยิงผู้ตาย และสอดคล้องกับที่นางอารีเบิกความในชั้นพิจารณาว่า ขณะเกิดเหตุนางอารีขับรถจักรยานยนต์ด้วยความเร็วประมาณ 20 กิโลเมตรต่อชั่วโมง หลังจากมีเสียงปืนดังพยานเห็นรถจักรยานยนต์ล้มลงห่างจากพยานประมาณ 50 ถึง 60 เมตร พยานชะลอความเร็วของรถลงและเห็นจำเลยเข้าไปใช้อาวุธปืนยิงผู้ตายจนจำเลยวิ่งหลบหนีเข้าพงหญ้าข้างทางด้านซ้ายจึงขับรถจักรยานยนต์เลยไป มีน้ำหนักรับฟังได้ว่านางอารีให้การถึงเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นตามความเป็นจริงที่ตนประสบ แสดงว่านางอารีได้เห็นจำเลยเข้าไปใช้อาวุธปืนยิงผู้ตายตั้งแต่ระยะห่างประมาณ 1 เส้น และเห็นจำเลยในระยะใกล้ยิ่งขึ้นในขณะที่รถจักรยานยนต์แล่นต่อไปในระหว่างที่จำเลยวิ่งออกจากจุดที่ยิงผู้ตายผ่านหน้าพยานจนหลบหนีเข้าไปในป่าหญ้าข้างทางเป็นเวลานานพอสมควร นางอารีรู้จักจำเลยในฐานะที่เป็นลูกบ้านของจำเลยซึ่งเป็นกำนันเป็นเวลานานกว่า 10 ปี ย่อมคุ้นเคยใบหน้าและลักษณะรูปร่างของจำเลยเป็นอย่างดี ขณะเกิดเหตุเป็นเวลากลางวัน นางอารีย่อมจำจำเลยว่าเป็นคนร้ายได้โดยไม่ผิดคน ที่จำเลยฎีกาว่า คำเบิกความของเด็กชายเฉลิมชัยและนางอารีฟังได้ว่า นางอารีขับรถจักรยานยนต์แซงเด็กชายเฉลิมชัยซึ่งอยู่ห่างจากจุดเกิดเหตุประมาณ 50 เมตร ก่อนมีเสียงปืนนัดแรกดังขึ้นประมาณ 5 นาที โดยนางอารีขับรถจักรยานยนต์ด้วยความเร็วประมาณ 20 กิโลเมตรต่อชั่วโมง ขณะเกิดเหตุนางอารีจึงขับรถจักรยานยนต์เลยที่เกิดเหตุไปไกลมากและมิได้เห็นเหตุการณ์ นางอารีเป็นญาติลูกพี่ลูกน้องกับผู้ตาย นางอารีอ้างว่าเห็นผู้ตายซึ่งเป็นญาติถูกคนร้ายยิงแต่กลับไม่หยุดให้ความช่วยเหลือผู้ตายและบุตรของผู้ตาย ทั้งหลังเกิดเหตุไม่ได้เล่าเหตุการณ์ให้ผู้ใดฟังเป็นการผิดวิสัยคนทั่วไป จึงรับฟังไม่ได้ว่านางอารีเห็นเหตุการณ์จริง เห็นว่า ตามคำเบิกความของเด็กชายเฉลิมชัยหาได้เบิกความถึงระยะที่พยานอยู่ห่างจากจุดเกิดเหตุขณะนางอารีขับรถจักรยานยนต์แซงดังที่จำเลยอ้างในฎีกาแต่อย่างใดไม่ คงปรากฏจากคำเบิกความของนางอารีว่าหลังจากขับรถจักรยานยนต์แซงเด็กชายเฉลิมชัยไปแล้วจึงมีเสียงปืนดังขึ้นและเห็นรถจักรยานยนต์ของผู้ตายล้มอยู่ห่างประมาณ 50 ถึง 60 เมตร นอกจากนั้นเด็กชายเฉลิมชัยเบิกความลำดับเหตุการณ์ขัดแย้งกันในตัวเองรับฟังเอาแน่ไม่ได้ โดยเด็กชายเฉลิมชัยเบิกความตอบคำถามค้านของทนายจำเลยครั้งแรกว่า ขณะพยานหยุดดูเหตุการณ์เห็นนางอารีขับรถจักรยานยนต์ผ่านหน้าพยานไป ทำให้เห็นว่ามีเสียงปืนดังขึ้นก่อนนางอารีจะขับรถจักรยานยนต์มาถึงเด็กชายเฉลิมชัย แต่เด็กชายเฉลิมชัยกลับเบิกความตอบคำถามค้านของทนายจำเลยต่อมาว่า ขณะเสียงปืนดังนางอารีขับรถจักรยานยนต์ผ่านไปแล้วไม่นานน่าจะไม่ถึง 5 นาที และเบิกความตอบศาลว่า นางอารีขับรถจักรยานยนต์แซงไปก่อนได้ยินเสียงปืน การที่เด็กชายเฉลิมชัยซึ่งขณะเบิกความมีอายุเพียง 10 ปี เบิกความกลับไปกลับมาดังกล่าวเป็นที่เห็นได้ชัดว่าเกิดจากความสับสนเพราะความที่ยังเป็นเด็กอายุน้อยทำให้ไม่สามารถเข้าใจคำถามของทนายจำเลยได้อย่างถ่องแท้ ดังนั้น จึงจะนำการลำดับเหตุการณ์ตามคำเบิกความของเด็กชายเฉลิมชัยมาเป็นเหตุรับฟังว่านางอารีให้การขัดแย้งต่อความเป็นจริงมิได้ แม้จะได้ความว่านางอารีมิได้หยุดรถช่วยเหลือผู้ตายและบุตรของผู้ตายซึ่งเป็นหลาน แต่ตามพฤติการณ์มีเหตุผลให้เชื่อว่าเหตุดังกล่าวเป็นเพราะนางอารีเห็นว่าผู้ตายถูกจ่อยิงเชื่อว่าถึงแก่ความตายแล้วและเกิดความเกรงกลัวว่าจะไม่ได้รับความปลอดภัยมากกว่าจะฟังว่านางอารีมิได้เห็นเหตุการณ์จริงดังที่จำเลยฎีกา การที่นางอารีกลับมาเบิกความอ้างว่าเห็นคนร้ายเพียงด้านข้างจำไม่ได้ว่าเป็นใคร หากเป็นเช่นนั้นจริงก็ไม่มีเหตุให้นางอารีต้องกลัวอันตรายถึงกับต้องปกปิดไม่ให้ผู้อื่นรู้ว่าเห็นเหตุการณ์ โดยนางอารีน่าจะไปให้การเป็นพยานเพื่อบอกลักษณะรูปร่างและการแต่งกายของคนร้ายเพื่อประโยชน์ในการสืบหาตัวคนร้ายของเจ้าพนักงานตำรวจมากกว่า การที่นางอารีไม่กล้าเปิดเผยว่าตนเป็นผู้เห็นเหตุการณ์จึงต้องเกิดจากการที่นางอารีรู้จักคนร้ายและรู้ว่าคนร้ายเป็นผู้มีอิทธิพลเป็นที่ยำเกรงของคนในท้องถิ่นและเกิดความเกรงกลัวว่าจะได้รับอันตรายจากการเป็นพยาน แม้คำให้การชั้นสอบสวนของนางอารีจะเป็นพยานบอกเล่าแต่เมื่อประกอบคำเบิกความของเด็กชายเฉลิมชัยที่ยืนยันว่าขณะเกิดเหตุนางอารีขับรถจักรยานยนต์อยู่ใกล้เคียงจุดเกิดเหตุและพฤติการณ์แวดล้อมมีน้ำหนักให้รับฟังว่านางอารีเห็นจำเลยใช้อาวุธปืนยิงผู้ตายและจำจำเลยได้จริงแต่กลับมาเบิกความว่าจำคนร้ายไม่ได้เพราะมีความเกรงกลัวที่จะเบิกความยืนยันว่าจำเลยเป็นคนร้ายต่อหน้าจำเลยในห้องพิจารณา พยานหลักฐานของโจทก์และโจทก์ร่วมทั้งสองที่นำสืบมีน้ำหนักรับฟังได้ว่าจำเลยเป็นคนร้ายที่ใช้อาวุธปืนยิงผู้ตายตามฟ้อง ที่จำเลยนำสืบอ้างฐานที่อยู่ไม่มีน้ำหนักรับฟังหักล้างพยาน หลักฐานของโจทก์และโจทก์ร่วมทั้งสอง ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 8 วินิจฉัยว่าจำเลยเป็นคนร้ายและพิพากษาลงโทษจำเลยตามคำพิพากษาศาลชั้นต้นนั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาของจำเลยฟังไม่ขึ้น

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ. ม. 27
ป.วิ.อ. ม. 15 ม. 185 ม. 215 ม. 218 วรรคหนึ่ง ม. 225
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการประจำศาลจังหวัดไชยา
เด็กหญิงสิริรัตน์ อยู่แสง โดยนางบุญเชิด โพธิ์ย้อย
ผู้แทนโดยชอบธรรม ที่ 1
เด็กชายณัฐพงศ์ อยู่แสง โดยนางบุญเชิด โพธิ์ย้อย
โจทก์ร่วม — ผู้แทนโดยชอบธรรม ที่ 2
จำเลย — นายสมคิด แว่นแก้ว
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดไชยา — นายมนเฑียร ตรีอรุณศิริ
ศาลอุทธรณ์ภาค 8 — นางสิริรัตน์ จันทรา
ชื่อองค์คณะ
ธนัท วิรบุตร์
สมศักดิ์ ตันติภิรมย์
เฉลิมเกียรติ ชาญศิลป์
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 7892/2554
#513642
เปิดฉบับเต็ม

แม้จำเลยจะไม่อุทธรณ์ขอให้ลดโทษและโจทก์อุทธรณ์เพียงข้อกฎหมายว่าการกระทำผิดของจำเลยเป็นความผิดหลายกรรมก็ตาม แต่เมื่อศาลอุทธรณ์เห็นว่าโทษที่ศาลชั้นต้นกำหนดไว้สำหรับความผิดฐานนั้นสูงเกินไป ก็มีอำนาจกำหนดโทษเสียใหม่ให้เหมาะสมแก่รูปคดี อันเป็นการใช้ดุลพินิจกำหนดโทษแก่จำเลยตามความผิดของจำเลยตาม ป.วิ.อ. มาตรา 185 วรรคสอง คำพิพากษาศาลอุทธรณ์จึงไม่เป็นการวินิจฉัยนอกอุทธรณ์ซึ่งจะเป็นการฝ่าฝืนต่อ ป.วิ.อ. มาตรา 192 ประกอบด้วยมาตรา 215 แต่อย่างใด

ในระหว่างการพิจารณาของศาลอุทธรณ์ได้มีพระราชบัญญัติแก้ไขเพิ่มเติม ป.อ. (ฉบับที่ 21) พ.ศ. 2551 มาตรา 7 ให้ยกเลิกความในมาตรา 75 และมาตรา 76 แห่ง ป.อ. และให้ใช้ข้อความใหม่แทน สำหรับคดีนี้ขณะกระทำความผิดจำเลยอายุ 17 ปีเศษ การลดมาตราส่วนโทษตาม ป.อ. มาตรา 76 (เดิม) กำหนดไว้ว่า ถ้าศาลเห็นสมควรจะลดมาตราส่วนโทษที่กำหนดสำหรับความผิดนั้นลงหนึ่งในสามหรือกึ่งหนึ่งก็ได้ แต่ตามกฎหมายที่แก้ไขใหม่จะบังคับตาม ป.อ. มาตรา 75 ซึ่งกำหนดไว้ว่า ถ้าศาลเห็นสมควรพิจารณาลงโทษก็ให้ลดมาตราส่วนโทษที่กำหนดไว้สำหรับความผิดลงกึ่งหนึ่ง กรณีจึงเป็นเรื่องที่กฎหมายบังคับว่าศาลจะต้องลดมาตราส่วนโทษให้แก่จำเลย มิใช่เป็นเรื่องที่ศาลเห็นสมควร การลดมาตราส่วนโทษตามกฎหมายที่แก้ไขใหม่เป็นคุณมากกว่า จึงต้องใช้กฎหมายที่แก้ไขใหม่ในส่วนที่เป็นคุณบังคับแก่จำเลยตาม ป.อ. มาตรา 3 ปัญหาดังกล่าวเป็นข้อกฎหมายที่เกี่ยวกับความสงบเรียบร้อย ศาลฎีกาจึงมีอำนาจยกขึ้นอ้างและปรับบทกฎหมายให้ถูกต้องตาม ป.วิ.อ. มาตรา 195 วรรคสอง ประกอบมาตรา 225

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ. 2522 มาตรา 4, 7, 8, 26, 57, 75, 76, 76/1, 92, 102 ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 32, 33, 83, 91 ริบยาแก้ไอที่ใช้ผสมน้ำพืชกระท่อมเสพ 10 ถุง ขวดยาแก้ไอ 5 ขวด ขวานที่ใช้ตัดฟืนสำหรับใช้ต้มพืชกระท่อม 2 ด้าม เงินสดที่ได้จากการจำหน่ายน้ำต้มพืชกระท่อมในวันเกิดเหตุ 2,359 บาท ของกลาง

จำเลยให้การรับสารภาพ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ. 2522 มาตรา 26 วรรคหนึ่ง, 57, 75 วรรคสอง, 76/1 วรรคสาม, 92 วรรคสอง ประกอบประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83 การกระทำของจำเลยเป็นความผิดหลายกรรมต่างกัน ให้ลงโทษทุกกรรมเป็นกระทงความผิดไปตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 ขณะกระทำผิดจำเลยอายุ 17 ปีเศษ ลดมาตราส่วนโทษ

ให้กระทงละกึ่งหนึ่งตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 76 สำหรับความผิดฐานร่วมกับพวกผลิตยาเสพติดให้โทษในประเภท 5 (พืชกระท่อม) ฐานร่วมกับพวกมียาเสพติดให้โทษในประเภท 5 (พืชกระท่อม) ไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่าย และฐานร่วมกับพวกจำหน่ายยาเสพติดให้โทษในประเภท 5 (พืชกระท่อม) นั้น เมื่อปรากฏว่าพืชกระท่อมที่โจทก์อ้างมาเป็นจำนวนเดียวกันทั้งหมด ประกอบกับลักษณะการกระทำความผิดของจำเลยตั้งแต่ร่วมกับพวกผลิตน้ำต้มพืชกระท่อมจนกระทั่งร่วมกับพวกจำหน่ายน้ำต้มพืชกระท่อมให้แก่ผู้มีชื่อนั้น เป็นการกระทำที่เกิดขึ้นต่อเนื่องเชื่อมโยงในวาระเดียวกัน จึงเป็นการกระทำกรรมเดียวเป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบท ให้ลงโทษฐานร่วมกับพวกจำหน่ายยาเสพติดให้โทษในประเภท 5 (พืชกระท่อม) ซึ่งเป็นกฎหมายบทที่มีโทษหนักที่สุดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 จำคุก 1 ปี และปรับ 10,000 บาท ฐานเสพยาเสพติดให้โทษในประเภท 5 (พืชกระท่อม) จำคุก 1 เดือน รวมจำคุก 1 ปี 1 เดือน และปรับ 10,000 บาท จำเลยให้การรับสารภาพ เป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 ลดโทษให้กึ่งหนึ่ง คงจำคุก 6 เดือน 15 วัน และปรับ 5,000 บาท อาศัยอำนาจตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 56 จึงให้รอการลงโทษจำเลยไว้มีกำหนด 2 ปี และให้คุมความประพฤติของจำเลยไว้ภายในเวลาดังกล่าว โดยกำหนดเงื่อนไขเพื่อคุมความประพฤติของจำเลย ดังนี้

1. ให้จำเลยมารายงานตัวต่อพนักงานคุมประพฤติทุก 4 เดือนต่อครั้ง ทุกครั้งที่มารายงานตัวให้แพทย์ตรวจปัสสาวะจำเลยด้วย หากพบสารเสพติดให้โทษให้รายงานศาล

2. ให้จำเลยประกอบอาชีพเป็นกิจจะลักษณะ

3. ห้ามจำเลยคบหาสมาคมกับบุคคลที่มีความประพฤติไม่ดี ห้ามจำเลยเที่ยวเตร่ในเวลากลางคืนหรือในสถานเริงรมย์ทุกแห่ง และห้ามจำเลยยุ่งเกี่ยวกับยาเสพติดให้โทษทุกชนิด

4. ให้จำเลยทำกิจกรรมบริการสังคมหรือสาธารณประโยชน์ตามที่พนักงานคุมประพฤติและจำเลยเห็นสมควรมีกำหนด 40 ชั่วโมง

หากจำเลยไม่ชำระค่าปรับให้ส่งตัวไปควบคุมเพื่อฝึกและอบรมที่สถานพินิจและคุ้มครองเด็กและเยาวชนจังหวัดนราธิวาส มีกำหนด 40 ชั่วโมง ทั้งนี้ โดยอาศัยอำนาจตามพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลเยาวชนและครอบครัวและวิธีพิจารณาคดีเยาวชนและครอบครัว พ.ศ. 2534 มาตรา 107 ริบของกลาง ข้อหาอื่นนอกจากนี้ให้ยก

โจทก์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 9 แผนกคดีเยาวชนและครอบครัวพิพากษาแก้เป็นว่าจำเลยอายุ 17 ปีเศษ ลดมาตราส่วนโทษให้กระทงละกึ่งหนึ่งตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 76 ฐานร่วมกับพวกผลิตพืชกระท่อม จำคุก 15 วัน และปรับ 5,000 บาท ฐานร่วมกับพวกมีพืชกระท่อมไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่าย จำคุก 15 วัน และปรับ 5,000 บาท ฐานร่วมกับพวกจำหน่ายพืชกระท่อม จำคุก 15 วัน และปรับ 5,000 บาท ฐานเสพพืชกระท่อม จำคุก 15 วัน รวมจำคุก 60 วัน และปรับ 15,000 บาท ลดโทษให้กึ่งหนึ่งตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คงจำคุก 30 วัน และปรับ 7,500 บาท โทษจำคุกให้รอการลงโทษไว้มีกำหนด 2 ปี และให้คุมความประพฤติของจำเลยโดยกำหนดเงื่อนไขเพื่อคุมความประพฤติเช่นเดียวกับคำพิพากษาศาลชั้นต้น ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 56 หากจำเลยไม่ชำระค่าปรับให้ส่งตัวจำเลยไปควบคุมเพื่อฝึกและอบรมมีกำหนด 30 วัน นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

โจทก์ฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีเยาวชนและครอบครัววินิจฉัยว่าตามฎีกาของโจทก์ในปัญหาข้อกฎหมาย โจทก์เพียงแต่อุทธรณ์ขอให้วินิจฉัยว่า ความผิดฐานร่วมกับพวกผลิตพืชกระท่อม ฐานร่วมกับพวกมีพืชกระท่อมไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่าย และฐานร่วมกับพวกจำหน่ายพืชกระท่อม เป็นความผิดหลายกรรม ศาลอุทธรณ์ภาค 9 จึงมีอำนาจวินิจฉัยและพิพากษาว่า การกระทำความผิดของจำเลยดังกล่าวเป็นความผิดหลายกรรมหรือไม่ แล้ววางโทษเฉพาะความผิดฐานที่ศาลชั้นต้นไม่ได้กำหนดโทษไว้เท่านั้น และไม่มีอำนาจแก้ไขโทษในความผิดฐานร่วมกับพวกจำหน่ายพืชกระท่อมที่ศาลชั้นต้นได้กำหนดโทษไว้แล้ว การที่ศาลอุทธรณ์ภาค 9 แก้ไขโทษในความผิดฐานดังกล่าวจึงไม่ชอบนั้น เห็นว่า แม้โจทก์จะอุทธรณ์ขอให้วินิจฉัยว่า การกระทำของจำเลยเป็นความผิดหลายกรรม แต่การที่ศาลอุทธรณ์ภาค 9 วินิจฉัยว่าการกระทำของจำเลยเป็นความผิดหลายกรรม แล้วกำหนดโทษแก่จำเลยในความผิดฐานร่วมกับพวกผลิตพืชกระท่อม จำคุก 15 วัน และปรับ 5,000 บาท ฐานร่วมกับพวกมีพืชกระท่อมไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่าย จำคุก 15 วัน และปรับ 5,000 บาท และแก้ไขโทษในความผิดฐานร่วมกับพวกจำหน่ายพืชกระท่อม เป็นจำคุก 15 วัน และปรับ 5,000 บาท นั้น แสดงว่า ศาลอุทธรณ์ภาค 9 เห็นว่า โทษที่ศาลชั้นต้นกำหนดสำหรับความผิดฐานร่วมกับพวกจำหน่ายพืชกระท่อมนั้นสูงเกินไปไม่เหมาะสม และกำหนดโทษเสียใหม่ให้เหมาะสมแก่รูปคดี อันเป็นการใช้ดุลพินิจกำหนดโทษแก่จำเลยตามความผิดตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 185 วรรคสอง และโทษที่ศาลอุทธรณ์ภาค 9 แก้ไขนั้นก็เป็นโทษที่เบากว่าที่ศาลชั้นต้นกำหนดไว้ ศาลอุทธรณ์ภาค 9 มิได้พิพากษาเพิ่มเติมโทษจำเลย คำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 9 หาได้ฝ่าฝืนต่อประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 192 ประกอบด้วยมาตรา 215 หรือมาตรา 212 ไม่ ฎีกาข้อนี้ของโจทก์ฟังไม่ขึ้น

อนึ่ง ในระหว่างการพิจารณาของศาลอุทธรณ์ภาค 9 ได้มีพระราชบัญญัติแก้ไขเพิ่มเติมประมวลกฎหมายอาญา (ฉบับที่ 21) พ.ศ. 2551 มาตรา 7 ให้ยกเลิกความในมาตรา 75 และมาตรา 76 แห่งประมวลกฎหมายอาญา และให้ใช้ข้อความใหม่แทนสำหรับคดีนี้ขณะกระทำความผิดจำเลยอายุ 17 ปีเศษ การลดมาตราส่วนโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 76 (เดิม) กำหนดไว้ว่า ถ้าศาลเห็นสมควรจะลดมาตราส่วนโทษที่กำหนดสำหรับความผิดนั้นลงหนึ่งในสามหรือกึ่งหนึ่งก็ได้ แต่ตามกฎหมายที่แก้ไขใหม่จะบังคับตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 75 ซึ่งกำหนดไว้ว่า ถ้าศาลเห็นสมควรพิจารณาลงโทษก็ให้ลดมาตราส่วนโทษที่กำหนดไว้สำหรับความผิดลงกึ่งหนึ่ง กรณีจึงเป็นเรื่องที่กฎหมายบังคับว่าศาลจะต้องลดมาตราส่วนโทษให้แก่จำเลย มิใช่เป็นเรื่องที่ศาลเห็นสมควร การลดมาตราส่วนโทษตามกฎหมายที่แก้ไขใหม่เป็นคุณมากกว่า จึงต้องใช้กฎหมายที่แก้ไขใหม่ในส่วนที่เป็นคุณบังคับแก่จำเลยตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 3 ปัญหาดังกล่าวเป็นข้อกฎหมายที่เกี่ยวกับความสงบเรียบร้อย ศาลฎีกาจึงมีอำนาจยกขึ้นอ้างและปรับบทกฎหมายให้ถูกต้องตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 195 วรรคสอง ประกอบมาตรา 225

พิพากษาแก้เป็นว่า ให้ลดมาตราส่วนโทษให้จำเลย ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 75 (ที่แก้ไขใหม่) โทษและนอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 9
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.อ. ม. 185 วรรคสอง ม. 192 ม. 195 วรรคสอง ม. 215 ม. 225
ป.อ. ม. 75 (เดิม) ม. 76 (เดิม) ม. 75 (ใหม่)
ชื่อคู่ความ
พนักงานอัยการคดีเยาวชน
โจทก์ — และครอบครัวจังหวัดนราธิวาส
จำเลย — นายอาดือนัง สาแมหรือสาแมง
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลเยาวชนและครอบครัวจังหวัดนราธิวาส — นางสาวอัมรา เริ่มภักดี
ศาลอุทธรณ์ภาค 9 — นายวิทยา วีระประจักษ์
ชื่อองค์คณะ
สมชาย พันธุมะโอภาส
สิริรัตน์ จันทรา
นวลน้อย ผลทวี
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 7817/2554
#513587
เปิดฉบับเต็ม

ตาม พ.ร.บ.ว่าด้วยการวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างศาล พ.ศ.2542 มาตรา 10 วรรคหนึ่ง บัญญัติว่า ในกรณีที่มีการฟ้องคดีต่อศาลใด ถ้าคู่ความฝ่ายที่ถูกฟ้องเห็นว่าคดีดังกล่าวอยู่ในเขตอำนาจของอีกศาลหนึ่ง ให้ยื่นคำร้องต่อศาลที่รับฟ้องก่อนวันสืบพยานสำหรับศาลยุติธรรม แต่จำเลยที่ 3 ไม่ได้ยื่นคำร้อง เป็นกรณีที่ไม่ได้ปฏิบัติตามบทบัญญัติดังกล่าว จึงไม่อาจฎีกาในปัญหานี้ได้

เมื่อจำเลยที่ 3 รับว่าโจทก์ได้แจ้งการโอนสิทธิเรียกร้องเป็นหนังสือแก่จำเลยที่ 3 แล้ว โจทก์จึงยกการโอนสิทธิเรียกร้องขึ้นเป็นข้อต่อสู้จำเลยที่ 3 ได้ โดยไม่จำต้องให้จำเลยที่ 1 มีหนังสือแจ้งการโอนสิทธิเรียกร้องแก่จำเลยที่ 3 หรือจำเลยที่ 3 ต้องให้ความยินยอมด้วยเป็นลายลักษณ์อักษรและจำเลยที่ 1 ย่อมหมดสิทธิที่จะรับเงินตามสัญญาจ้างทันที จำเลยที่ 3 ซึ่งเป็นลูกหนี้มีหน้าที่ต้องชำระหนี้ให้โจทก์ จำเลยที่ 1 ไม่มีสิทธิจะมาระงับไม่ให้จำเลยที่ 3 จ่ายเงินให้โจทก์ เมื่อจำเลยที่ 3 จ่ายเงินให้แก่จำเลยที่ 1 ไป จึงไม่อาจบอกปัดความรับผิดโดยอ้างว่าจำเลยที่ 1 มีหนังสือแจ้งให้ระงับการจ่ายเงิน

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องและแก้ไขคำฟ้องขอให้บังคับจำเลยทั้งสี่ร่วมกันชำระเงิน 535,710.50 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงิน 525,851.50 บาท นับแต่วันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์

จำเลยที่ 1 และที่ 2 ขาดนัดยื่นคำให้การ

จำเลยที่ 3 และที่ 4 ให้การขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยที่ 1 ชำระเงิน 525,851.50 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันที่ 13 มีนาคม 2546 จนกว่าชำระเสร็จแก่โจทก์ กับให้ใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ โดยกำหนดค่าทนายความ 5,000 บาท ให้ยกฟ้องโจทก์สำหรับจำเลยที่ 2 ที่ 3 และที่ 4 ค่าฤชาธรรมเนียมระหว่างโจทก์กับจำเลยที่ 2 ที่ 3 และที่ 4 ให้เป็นพับ

โจทก์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษาแก้เป็นว่า ให้จำเลยที่ 3 ร่วมกันชำระเงิน 525,851.50 บาท พร้อมดอกเบี้ยแก่โจทก์ กับให้ใช้ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสองศาลแทนโจทก์ โดยกำหนดค่าทนายความรวม 10,000 บาท นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

จำเลยที่ 3 ฎีกา

ศาลฎีกาวินจฉัยว่า ข้อเท็จจริงที่คู่ความไม่ฎีกาโต้เถียงกันฟังได้ว่า จำเลยที่ 1 ทำสัญญารับจ้างปรับปรุงพื้นหินขัดกับจำเลยที่ 3 และทำหนังสือโอนสิทธิเรียกร้องค่าจ้าง 525,851.50 บาท ให้แก่โจทก์ โจทก์แจ้งการโอนสิทธิเรียกร้องแก่จำเลยที่ 3 แล้ว ต่อมาจำเลยที่ 1 มีหนังสือแจ้งไปยังจำเลยที่ 3 ว่าไม่ประสงค์ จะโอนสิทธิเรียกร้องให้แก่โจทก์ จำเลยที่ 3 จึงจ่ายค่าจ้างให้แก่จำเลยที่ 1 ที่จำเลยที่ 3 ฎีกาว่า คดีอยู่ในเขตอำนาจของศาลปกครอง เห็นว่า ตามพระราชบัญญัติว่าด้วยการวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างศาล พ.ศ.2542 มาตรา 10 วรรคหนึ่ง บัญญัติว่า ในกรณีที่มีการฟ้องคดีต่อศาลใด ถ้าคู่ความฝ่ายที่ถูกฟ้องเห็นว่าคดีดังกล่าวอยู่ในเขตอำนาจของอีกศาลหนึ่ง ให้ยื่นคำร้องต่อศาลที่รับฟ้องก่อนวันสืบพยานสำหรับศาลยุติธรรม แต่จำเลยที่ 3 ไม่ได้ยื่นคำร้อง เป็นกรณีที่จำเลยที่ 3 ไม่ได้ปฏิบัติตามบทบัญญัติดังกล่าว แสดงว่าจำเลยที่ 3 ยอมรับอำนาจของศาลยุติธรรมที่จะพิจารณาคดีนี้ และเมื่อศาลยุติธรรมพิจารณาพิพากษาคดีนี้แล้ว จำเลยที่ 3 จึงไม่อาจยกปัญหาดังกล่าวขึ้นฎีกาได้ เนื่องจากเป็นการล่วงเลยเวลาที่จะพิจารณาปัญหานี้แล้ว ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัย

มีปัญหาวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยที่ 3 ว่า จำเลยที่ 3 ต้องชำระค่าจ้างตามหนังสือโอนสิทธิเรียกร้องแก่โจทก์หรือไม่ จำเลยที่ 3 ฎีกาว่า หนังสือโอนสิทธิเรียกร้อง ข้อ 3 ระบุว่า จำเลยที่ 1 ซึ่งเป็นผู้โอนสิทธิเรียกร้อง มีหน้าที่แจ้งให้จำเลยที่ 3 ทราบและยินยอมด้วยเป็นลายลักษณ์อักษร เมื่อจำเลยที่ 1 มิได้แจ้งการโอนสิทธิเรียกร้องแก่จำเลยที่ 3 และจำเลยที่ 3 มิได้ยินยอมด้วยเป็นลายลักษณ์อักษร จำเลยที่ 3 จึงไม่ต้องรับผิดต่อโจทก์ เห็นว่า ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 306 วรรคหนึ่ง บัญญัติว่า การโอนหนี้อันจะพึงต้องชำระแก่เจ้าหนี้คนหนึ่งโดยเฉพาะเจาะจงนั้นไม่สมบูรณ์ ถ้าไม่ทำเป็นหนังสือ และการโอนหนี้นั้นจะยกขึ้นเป็นข้อต่อสู้ลูกหนี้หรือบุคคลภายนอกได้แต่เมื่อได้บอกกล่าวการโอนไปยังลูกหนี้หรือลูกหนี้จะได้ยินยอมด้วยในการโอน คำบอกกล่าวหรือความยินยอมเช่นว่านี้ต้องทำเป็นหนังสือ เมื่อจำเลยที่ 3 รับว่าโจทก์ได้แจ้งการโอนสิทธิเรียกร้องเป็นหนังสือแก่จำเลยที่ 3 แล้ว โจทก์จึงยกการโอนสิทธิเรียกร้องขึ้นเป็นข้อต่อสู้จำเลยที่ 3 ได้ โดยไม่จำต้องให้จำเลยที่ 1 มีหนังสือแจ้งการโอนสิทธิเรียกร้องแก่จำเลยที่ 3 หรือจำเลยที่ 3 ต้องให้ความยินยอมด้วยเป็นลายลักษณ์อักษร และจำเลยที่ 1 ย่อมหมดสิทธิที่จะรับเงินตามสัญญาจ้างทันที จำเลยที่ 3 ซึ่งเป็นลูกหนี้มีหน้าที่ต้องชำระหนี้ให้โจทก์ จำเลยที่ 1 ไม่มีสิทธิจะมาระงับไม่ให้จำเลยที่ 3 จ่ายเงินให้โจทก์ เมื่อจำเลยที่ 3 จ่ายเงินให้แก่จำเลยที่ 1 ไปจึงไม่อาจบอกปัดความรับผิดโดยอ้างว่าจำเลยที่ 1 มีหนังสือแจ้งให้ระงับการจ่ายเงิน อันเป็นเหตุให้โจทก์ไม่อาจรับเงินตามที่โจทก์มีสิทธิที่จะรับได้ จำเลยที่ 3 จึงต้องรับผิดชำระค่าจ้างแก่โจทก์ ส่วนที่จำเลยที่ 3 ฎีกาว่า จำเลยที่ 1 ทำสัญญาโอนสิทธิเรียกร้องค่าจ้างโดยมีความประสงค์โอนหน้าที่รับจ้างให้แก่โจทก์ด้วย จึงหาใช่การโอนสิทธิเรียกร้องแต่เพียงอย่างเดียว แต่เป็นการแปลงหนี้ใหม่ด้วยการเปลี่ยนตัวลูกหนี้ซึ่งต้องทำเป็นสัญญาระหว่างจำเลยที่ 3 กับโจทก์ เป็นข้อที่ไม่ได้ยกขึ้นว่ากันมาแล้วโดยชอบในศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ ต้องห้ามตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 249 วรรคหนึ่ง ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัย ที่ศาลอุทธรณ์พิพากษามา ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาของจำเลยที่ 3 ฟังไม่ขึ้น

พิพากษายืน ให้จำเลยที่ 3 ใช้ค่าทนายความชั้นฎีกา 5,000 บาท แทนโจทก์
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 306 วรรคหนึ่ง
พ.ร.บ.ว่าด้วยการวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างศาล พ.ศ.2542 ม. 10 วรรคหนึ่ง
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — บริษัท เจ.วี.แอล. เกษมแอร์ ซัพพลาย จำกัด
จำเลย — บริษัทชยา แอนด์ แอสโซซิเอท จำกัด กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลแพ่งธนบุรี — นายสันติ ฉ่ำแฉล้ม
ศาลอุทธรณ์ — นายขจรศักดิ์ บุญเกษม
ชื่อองค์คณะ
ชำนาญ รวิวรรณพงษ์
ไมตรี ศรีอรุณ
สุรพันธุ์ ละอองมณี
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 7790/2554
#518432
เปิดฉบับเต็ม

แม้ขณะจำเลยทำหนังสือโอนสิทธิเรียกร้องในการรับเงินค่าจ้างที่จะได้รับจากองค์การบริหารส่วนตำบลเวียงชัยให้แก่ผู้ร้อง จำเลยเพียงแต่เป็นผู้ชนะการประมูลงานรับเหมาก่อสร้างได้ โดยยังมิได้ทำสัญญาจ้างและเริ่มทำงาน ย่อมถือได้ว่าจำเลยได้สิทธิในการดำเนินงานก่อสร้างและรับเงินค่าก่อสร้างเมื่อทำงานเสร็จแล้ว สิทธิดังกล่าวอยู่ในสภาพเปิดช่องให้โอนกันได้แล้วตาม ป.พ.พ. มาตรา 303 และเมื่อ ป. นายกองค์การบริหารส่วนตำบลเวียงชัยเขียนข้อความในหนังสือโอนสิทธิเรียกร้องว่า "ได้รับทราบและยินยอมในการโอนสิทธิดังกล่วแล้ว" พร้อมกับลงลายมือชื่อและประทับตรา ถือว่าองค์การบริหารส่วนตำบลเวียงชัยลูกหนี้ได้ยินยอมด้วยในการโอนนั้นแล้วตาม ป.พ.พ. มาตรา 306 วรรคหนึ่ง สิทธิที่จะได้รับเงินค่าจ้างก่อสร้างจึงตกเป็นของผู้ร้องแล้ว เมื่อไม่ปรากฏว่าขณะโอนสิทธิเรียกร้องดังกล่าว ผู้ร้องได้รู้ข้อเท็จจริงอันเป็นทางให้โจทก์ต้องเสียเปรียบ โจทก์จึงไม่มีสิทธิขออายัดเงินดังกล่าวได้

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
คดีสืบเนื่องมาจากเมื่อวันที่ 17 พฤษภาคม 2548 ศาลชั้นต้นมีคำพิพากษาตามยอมให้จำเลยทั้งสองชำระหนี้แก่โจทก์ แต่จำเลยทั้งสองไม่ปฏิบัติตาม โจทก์จึงบังคับคดีโดยขอให้เจ้าพนักงานบังคับคดีอายัดเงินค่าจ้างซึ่งจำเลยที่ 1 มีสิทธิจะได้รับจากองค์การบริหารส่วนตำบลเวียงชัย ผู้ว่าจ้าง

ผู้ร้องยื่นคำร้อง ขอให้เพิกถอนหมายบังคับคดีหรือคำสั่งอายัดเงินค่าจ้าง

จำเลยทั้งสองยื่นคำร้องขอให้มีคำสั่งงดการบังคับคดีชั่วคราวและเพิกถอนหมายบังคับคดีหรือคำสั่งอายัดเงินค่าจ้างดังกล่าว

โจทก์ยื่นคำคัดค้าน ขอให้ยกคำร้องของผู้ร้องและคำร้องของจำเลยทั้งสอง

ศาลชั้นต้นไต่สวนแล้วมีคำสั่งให้ยกคำร้อง ค่าคำร้องให้เป็นพับ

ผู้ร้องอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 5 พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ

ผู้ร้องฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า แม้ขณะจำเลยที่ 1 ทำหนังสือโอนสิทธิเรียกร้องดังกล่าวให้แก่ผู้ร้องนั้น จำเลยที่ 1 ยังไม่ได้เริ่มงานก่อสร้างลานกีฬาให้แก่องค์การบริหารส่วนตำบลเวียงชัยก็ตาม แต่เมื่อข้อเท็จจริงได้ความว่า จำเลยที่ 1 ชนะการประมูลงานก่อสร้างลานกีฬาดังกล่าวตั้งแต่เดือนกันยายน 2548 จึงย่อมทำให้จำเลยที่ 1 ได้สิทธิในการดำเนินงานก่อสร้างและรับเงินค่าก่อสร้างนั้นด้วยเมื่อทำงานแล้วเสร็จ สิทธิดังกล่าวจึงอยู่ในสภาพเปิดช่องให้โอนกันได้แล้วตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 303 ส่วนองค์การบริหารส่วนตำบลเวียงชัยจะกำหนดให้จำเลยที่ 1 ทำสัญญาจ้างตามแบบของทางราชการและเริ่มงานก่อสร้างกันเมื่อใดหาใช่สาระสำคัญไม่ เมื่อนายประเวช นายกองค์การบริหารส่วนตำบลเวียงชัยเขียนข้อความลงในหนังสือโอนสิทธิเรียกร้องว่า "ได้รับทราบและยินยอมในการโอนสิทธิดังกล่าวข้างต้นแล้ว" พร้อมกับลงลายมือชื่อและประทับตราองค์การบริหารส่วนตำบลเวียงชัย ก็เพียงพอที่จะถือว่าองค์การบริหารส่วนตำบลเวียงชัยลูกหนี้ได้ยินยอมด้วยในการโอนนั้นตามมาตรา 306 วรรคหนึ่ง เมื่อการโอนสิทธิเรียกร้องปฏิบัติครบถ้วนตามบทบัญญัติของกฎหมาย สิทธิที่จะได้รับเงินค่าจ้างก่อสร้างจึงตกเป็นของผู้ร้องแล้ว และเมื่อไม่ปรากฏจากทางนำสืบของโจทก์เลยว่า ขณะโอนสิทธิเรียกร้องดังกล่าวผู้ร้องได้รู้ข้อเท็จจริงอันเป็นทางให้โจทก์ต้องเสียเปรียบ โจทก์จึงไม่มีสิทธิขออายัดเงินดังกล่าวได้ กรณีไม่จำต้องวินิจฉัยฎีกาข้ออื่นของผู้ร้องอีก เพราะไม่ทำให้ผลของคำวินิจฉัยเปลี่ยนแปลงไป

พิพากษากลับ ให้เพิกถอนคำสั่งอายัดของเจ้าพนักงานบังคับคดีตามหนังสือฉบับลงวันที่ 26 ตุลาคม 2549 ที่แจ้งการอายัดเงินค่าจ้างไปยังองค์การบริหารส่วนตำบลเวียงชัย ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสามศาลให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 303 ม. 306
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — บริษัทหาญเจริญคอนกรีต จำกัด
ผู้ร้อง — นายขจร สัจจะวัฒนวิมล
ห้างหุ้นส่วนจำกัด สุพัฒนาซีเมนต์บล็อก
จำเลย — หรือห้างหุ่นส่วนจำกัด สุพัฒนซีเมนต์บล๊อคดี กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดเชียงราย — นายสุวิชา สุขเกษมหทัย
ศาลอุทธรณ์ภาค 5 — นายสุทิน อุ้ยตระกูล
ชื่อองค์คณะ
อาวุธ ปั้นปรีชา
วีระชาติ เอี่ยมประไพ
สมชาย พันธุมะโอภาส
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 7749/2554
#511630
เปิดฉบับเต็ม

ตาม ป.พ.พ. มาตรา 583 บัญญัติให้ลูกจ้างมีหน้าที่ต้องปฏิบัติงานให้ลุล่วงไปโดยถูกต้องและสุจริต ซึ่งหมายความว่า ลูกจ้างมีหน้าที่ที่จะต้องปฏิบัติงานให้ถูกต้องตามกฎหมายและศีลธรรมอันดี เมื่อได้ความว่าโจทก์เป็นผู้จัดการฝ่ายสินค้าและจัดส่ง และได้รับมอบหมายจากนายจ้างให้จัดซื้อรถยกและชั้นวางสินค้าไว้ใช้ในคลังสินค้าของบริษัทนายจ้าง แต่ในการเจรจาซื้อสินค้าดังกล่าวกับจำเลยที่ 1 โจทก์เรียกค่าตอบแทนในการจัดซื้อสินค้าไว้เป็นการส่วนตัว และจำเลยที่ 1 ออกเช็คพิพาทให้แก่โจทก์ ดังนี้ พฤติการณ์ของโจทก์เป็นการประพฤติทุจริตเบียดบังสิทธิและผลประโยชน์อันมิควรได้ โดยอาศัยตำแหน่งหน้าที่การงานและความไว้วางใจของนายจ้างที่ให้อำนาจในการจัดซื้อจัดจ้าง ข้อตกลงเรียกเงินค่าตอบแทนในการเจรจาซื้อขายสินค้าดังกล่าวระหว่างโจทก์กับจำเลยที่ 1 จึงขัดต่อศีลธรรมอันดีของประชาชน ตกเป็นโมฆะตาม ป.พ.พ. มาตรา 150 เช็คพิพาทที่จำเลยที่ 1 ออกให้แก่โจทก์จึงไม่มีมูลหนี้ที่จะบังคับได้ตามกฎหมาย จำเลยทั้งสองจึงไม่ต้องรับผิดตามฟ้อง

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยทั้งสองร่วมกันหรือแทนกันชำระเงินตามเช็ค 1,595,165.25 บาท กับให้ชำระดอกเบี้ยร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงิน 1,537,200 บาท นับถัดจากวันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์

จำเลยทั้งสองให้การ ขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้น พิพากษาให้จำเลยทั้งสองร่วมกันชำระเงิน 1,595,165.25 บาท แก่โจทก์ พร้อมด้วยดอกเบี้ยร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงิน 1,537,200 บาท นับถัดจากวันฟ้อง (ฟ้องวันที่ 11 มีนาคม 2548) จนกว่าจะชำระเสร็จ กับให้ร่วมกันใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ โดยกำหนดค่าทนายความ 5,000 บาท

จำเลยทั้งสองอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 7 พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ

จำเลยทั้งสองฎีกา

ศาลฎีกาพิพากษาว่า หน้าที่ความรับผิดชอบของลูกจ้างตามสัญญาจ้าง และตามกฎหมายนั้นนอกจากจะมีหน้าที่ทำงานให้แก่นายจ้างแล้ว ลูกจ้างจะต้องทำงานให้ดีเช่นเดียวกับลูกจ้างทั่วไปเรียกว่าความรับผิดชอบในหน้าที่ ถ้าฝ่าฝืนก็จะเป็นไปตามที่ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์มาตรา 583 บัญญัติว่า "...ไม่สมควรแก่การปฏิบัติหน้าที่ของตนให้ลุล่วงไปโดยถูกต้องและสุจริต..." ดังนั้น ลูกจ้างจึงมีหน้าที่ที่จะต้องปฏิบัติให้ถูกต้องตามกฎหมายและศีลธรรมอันดีในขณะปฏิบัติหน้าที่ จากคำเบิกความของโจทก์ได้ความว่าเช็คพิพาทเป็นเช็คที่จำเลยที่ 1 สั่งจ่ายชำระเงินค่าตอบแทนส่วนที่เหลือให้แก่โจทก์ ในการที่โจทก์ซึ่งเป็นผู้จัดการฝ่ายสินค้าและจัดส่ง และได้รับมอบหมายจากบริษัทเจวีซี เซลล์ แอนด์ เซอร์วิส (ประเทศไทย) จำกัด ให้จัดซื้อรถยก 3 คัน และชั้นวางสินค้าจำนวน 2,560 ชิ้น ไว้ใช้ในคลังสินค้าของบริษัท โจทก์จึงได้เจรจาซื้อสินค้าดังกล่าวกับจำเลยที่ 1 และเรียกค่าตอบแทนในการจัดซื้อสินค้าดังกล่าวจากจำเลยที่ 1 ไปเพื่อการส่วนตัว แทนที่จะเจรจาหักเป็นค่าส่วนลดให้แก่บริษัทเพื่อรักษาผลประโยชน์ให้แก่บริษัทที่เป็นนายจ้าง ซึ่งเป็นความรับผิดชอบที่ลูกจ้างที่ดีพึงปฏิบัติ พฤติการณ์และการกระทำของโจทก์จึงเป็นการประพฤติทุจริตเบียดบังสิทธิและผลประโยชน์อันมิควรได้ โดยอาศัยตำแหน่งหน้าที่การงานและได้รับความวางไว้ใจจากนายจ้างให้มีอำนาจในการจัดซื้อจัดจ้าง ส่วนที่โจทก์อ้างว่าได้ขอเป็นส่วนลดราคาสินค้าให้แก่บริษัทแล้ว แต่จำเลยที่ 1 ไม่ยอมโดยอ้างว่าทำให้เสียราคาค่าสินค้านั้นไม่สมเหตุผล เพราะแม้นหากจำเลยที่ 1 ไม่ยอม และโจทก์มีเจตนาสุจริตแล้ว โจทก์ก็สามารถบอกให้จำเลยที่ 1 สั่งจ่ายเช็คคืนเงินค่าตอบแทนให้แก่บริษัทได้ ซึ่งจะไม่ทำให้จำเลยที่ 1 ต้องเสียราคาค่าสินค้าและไม่ทำให้บริษัทต้องเสียผลประโยชน์อีกด้วย แต่โจทก์หาดำเนินการเช่นนั้นไม่ กลับแสวงหาผลประโยชน์ดังกล่าวเพื่อลำพังตนเองทั้งสิ้น ข้อตกลงเรียกเงินค่าตอบแทนในการเจรจาซื้อขายสินค้าระหว่างโจทก์กับจำเลยที่ 1 ดังที่กล่าวมาแล้ว จึงขัดต่อศีลธรรมอันดีของประชาชน ตกเป็นโมฆะตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 150 ดังนั้นเช็คพิพาทจึงไม่มีมูลหนี้ที่จะบังคับได้ตามกฎหมาย จำเลยทั้งสองจึงไม่ต้องรับผิดตามฟ้อง และกรณีไม่จำต้องวินิจฉัยพยานจำเลยทั้งสองและประเด็นฎีกาที่เหลืออีกต่อไป เพราะไม่มีผลทำให้คำวินิจฉัยของศาลเปลี่ยนแปลงไป ที่ศาลล่างทั้งสองพิพากษามานั้นไม่ต้องด้วยความเห็นของศาลฎีกา ฎีกาของจำเลยทั้งสองฟังขึ้น

พิพากษากลับให้ยกฟ้องโจทก์ ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสามศาลให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 150 ม. 583 ม. 898 ม. 900
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นายพรชัย สันต์ขจรเกียรติ
ห้างหุ้นส่วนจำกัด พี.พี.เอส.
จำเลย — แมคคานิคอล เวิร์ก กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดสมุทรสาคร — นายอนุภาพ สุวรรณโชติ
ศาลอุทธรณ์ภาค 7 — นายแชน ศิริพงษ์
ชื่อองค์คณะ
ประเสริฐ โอนพรัตน์วิบูล
นิยุต สุภัทรพาหิรผล
วิรุฬห์ แสงเทียน
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 7742/2554
#519993
เปิดฉบับเต็ม

จำเลยให้การว่า จำเลยครอบครองที่ดินพิพาทเพราะผู้ร้องสอดซึ่งเป็นบิดายกให้และจำเลยได้ครอบครองทำประโยชน์ตลอดมา ส่วนผู้ร้องสอดร้องสอดว่า ครอบครองที่ดินพิพาทเพราะบิดายกให้ ผู้ร้องสอดทำประโยชน์ตลอดมาและแบ่งที่ดินพิพาทบางส่วนให้แก่จำเลยปลูกบ้านพักอาศัย เมื่อโจทก์ยื่นคำขอออกโฉนดที่ดิน จำเลยและผู้ร้องสอดคัดค้านจนเจ้าพนักงานที่ดินไม่ออกโฉนดที่ดินให้แก่โจทก์ โจทก์ฟ้องขอปลดเปลื้องการครอบครองเกินเวลา 1 ปี นับแต่วันที่ถูกแย่งการครอบครอง จึงเสียสิทธิในการฟ้องคดี ดังนี้ คดีไม่มีปัญหาเรื่องแย่งการครอบครอง เพราะการแย่งการครอบครองจะเกิดขึ้นได้ก็แต่เฉพาะที่ดินที่เป็นของผู้อื่น เมื่อจำเลยและผู้ร้องสอดอ้างว่าที่ดินพิพาทเป็นของตนเองและได้ครอบครองทำประโยชน์เอง จึงไม่เป็นการแย่งการครอบครองที่ดินจากโจทก์ การที่ศาลล่างทั้งสองวินิจฉัยว่า โจทก์ฟ้องคดีเกิน 1 ปี นับแต่ถูกแย่งการครอบครอง จึงไม่มีสิทธิฟ้องเอาคืนการครอบครองตาม ป.พ.พ. มาตรา 1375 วรรคสอง โดยอ้างว่าเป็นปัญหาข้อกฎหมายเกี่ยวกับความสงบเรียบร้อยของประชาชนนั้น ย่อมไม่ชอบ เพราะเป็นการวินิจฉัยนอกประเด็นและขัดแย้งกับข้อต่อสู้ในคำให้การและคำร้องสอด ศาลฎีกายกคำพิพากษาศาลล่างทั้งสอง ให้ศาลชั้นต้นพิจารณาพิพากษาใหม่ตามรูปคดี

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยและบริวารขนย้ายทรัพย์สินออกไปจากที่ดินดังกล่าว และให้จำเลยชดใช้ค่าเสียหายให้แก่โจทก์เดือนละ 5,000 บาท นับแต่วันฟ้องจนกว่าจำเลยและบริวารจะออกไปจากที่ดิน

จำเลยให้การและแก้ไขคำให้การขอให้ยกฟ้อง

ผู้ร้องสอดยื่นคำร้องขอเข้าเป็นคู่ความและแก้ไขคำร้องสอดเข้ามาเป็นคู่ความฝ่ายที่สามขอให้พิพากษายกฟ้อง และห้ามโจทก์เกี่ยวข้องกับที่ดินพิพาทบางส่วนเนื้อที่ 1 งาน 70 ตารางวา ของผู้ร้องสอดศาลชั้นต้นมีคำสั่งอนุญาตให้ผู้ร้องสอดเข้ามาเป็นคู่ความตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 57 (1) และเรียกผู้ร้องสอดว่า จำเลยที่ 2

โจทก์ยื่นคำให้การแก้คำร้องสอดว่า ผู้ร้องสอดไม่มีสิทธิครอบครองที่ดินพิพาทบางส่วน เนื่องจากผู้ร้องสอดเป็นทายาทครอบครองที่ดินในฐานะผู้อยู่อาศัยมิได้ครอบครองยึดถือเพื่อตน และไม่เคยเปลี่ยนเจตนาจากการครอบครองแทนโจทก์มาเป็นการครอบครองเพื่อตนเอง ขอให้ยกคำร้องสอด

จำเลยยื่นคำให้การแก้คำร้องสอดว่า ผู้ร้องสอดได้แบ่งที่ดินบางส่วนซึ่งผู้ร้องสอดมีสิทธิครอบครองให้แก่จำเลยเพื่อปลูกบ้านอยู่อาศัย ต่อมาจำเลยได้ยึดถือทำประโยชน์ในที่ดินดังกล่าวโดยความสงบและโดยเปิดเผยด้วยมีเจตนาเป็นเจ้าของที่ดินในส่วนที่ปลูกบ้าน โดยมิได้ครอบครองที่ดินแทนผู้ใด ที่ดินพิพาทในส่วนที่ปลูกบ้านจึงเป็นของจำเลย ขอให้ยกคำร้องสอด

ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง ค่าฤชาธรรมเนียมให้เป็นพับ

โจทก์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ

โจทก์ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงฟังเป็นยุติในเบื้องต้นว่า ที่ดินพิพาทเป็นที่ดินมีแบบแจ้งการครอบครองที่ดิน (ส.ค. 1) เลขที่ 21 หมู่ที่ 5 ตำบลแหลมฟ้าผ่า อำเภอพระสมุทรเจดีย์ จังหวัดสมุทรปราการ โจทก์เป็นผู้จัดการมรดกของนายสน และเป็นผู้ครอบครองที่ดินพิพาท เนื้อที่ 1 ไร่ ประมาณปี 2535 จำเลยทำสัญญาเช่าที่ดินพิพาทบางส่วนจากโจทก์ ต่อมาโจทก์ประสงค์ที่จะแบ่งแยกที่ดินพิพาทให้แก่ทายาท จึงบอกกล่าวให้จำเลยขนย้ายทรัพย์สินและบริวารออกจากที่ดินพิพาทที่ให้เช่า แต่จำเลยเพิกเฉย โจทก์จึงขอให้ขับไล่จำเลยออกจากที่ดินพิพาท จำเลยที่ 1 ให้การต่อสู้ว่า ที่ดินพิพาทเป็นของจำเลยที่ 2 บิดาของจำเลยที่ 1 ซึ่งได้รับมอบที่ดินพิพาทมาจากนายสนบิดาของจำเลยที่ 2 และจำเลยที่ 2 ได้ครอบครองทำประโยชน์มา 30 กว่าปี ต่อมาจำเลยที่ 2 มอบการครอบครองที่ดินพิพาทบางส่วนให้แก่จำเลยที่ 1 เพื่อปลูกบ้านอยู่อาศัย จำเลยที่ 1 ได้ยึดถือทำประโยชน์ในที่ดินดังกล่าวโดยความสงบและโดยเปิดเผยด้วยเจตนาเป็นเจ้าของเป็นเวลา 10 ปีแล้ว ที่ดินพิพาทบางส่วนดังกล่าวจึงเป็นของจำเลยที่ 1 โจทก์เคยนำที่ดินพิพาทไปขอออกโฉนด แต่จำเลยที่ 1 คัดค้านจนเจ้าพนักงานที่ดินไม่ออกโฉนดให้แก่โจทก์ การที่โจทก์ฟ้องขอปลดเปลื้องการรบกวนการครอบครองในที่ดินพิพาทเกินเวลา 1 ปี นับแต่วันที่ถูกแย่งการครอบครอง โจทก์จึงเสียสิทธิในการฟ้องคดี และจำเลยที่ 2 ยื่นคำร้องว่า นายสนบิดาของจำเลยที่ 2 มอบการครอบครองที่ดินพิพาทบางส่วนให้แก่จำเลยที่ 2 เนื้อที่ 1 งาน 70 ตารางวา จำเลยที่ 2 ครอบครองทำประโยชน์โดยความสงบและโดยเปิดเผยด้วยเจตนาเป็นเจ้าของที่ดินพิพาทบางส่วนดังกล่าวจึงเป็นของจำเลยที่ 2 เมื่อปี 2544 โจทก์นำที่ดินพิพาทไปขอออกโฉนด แต่จำเลยที่ 2 คัดค้านจนเจ้าพนักงานที่ดินไม่ออกโฉนดให้แก่โจทก์ การที่โจทก์ฟ้องขอปลดเปลื้องการรบกวนการครอบครองในที่ดินพิพาทเกินเวลา 1 ปี นับแต่วันที่ถูกแย่งการครอบครอง โจทก์จึงเสียสิทธิในการฟ้องคดี เมื่อเป็นเช่นนี้ การที่จำเลยที่ 1 ให้การว่า จำเลยที่ 1 ครอบครองที่ดินพิพาทบางส่วนเพราะจำเลยที่ 2 มอบการครอบครองให้ และครอบครองทำประโยชน์ตลอดมา และจำเลยที่ 2 ยื่นคำร้องสอดว่า นายสนบิดาของจำเลยที่ 2 มอบการครอบครองที่ดินพิพาทบางส่วนให้แก่จำเลยที่ 2 และได้ครอบครองทำประโยชน์ตลอดมา คดีจึงไม่มีปัญหาเรื่องแย่งการครอบครอง เพราะการแย่งการครอบครองจะเกิดขึ้นได้ก็แต่เฉพาะที่ดินเป็นของผู้อื่น เมื่อจำเลยทั้งสองอ้างว่าที่ดินพิพาทบางส่วนเป็นของจำเลยทั้งสอง และได้ครอบครองทำประโยชน์เอง จึงไม่เป็นการแย่งการครอบครองที่ดินพิพาทจากโจทก์ ดังนั้น คดีไม่มีประเด็นข้อพิพาทว่า โจทก์ฟ้องเอาคืนซึ่งการครอบครองภายใน 1 ปี นับแต่เวลาที่ถูกแย่งการครอบครองตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1375 วรรคสอง หรือไม่ เพราะเป็นการขัดแย้งกับประเด็นที่จำเลยที่ 1 ให้การ และที่จำเลยที่ 2 ร้องสอดเข้ามาในคดีในทำนองเดียวกันว่าที่ดินพิพาทบางส่วนเป็นของจำเลยทั้งสอง โดยนายสนเจ้าของที่ดินพิพาทเดิมมอบการครอบครองที่ดินพิพาทบางส่วนให้จำเลยที่ 2 และต่อมาจำเลยที่ 2 มอบการครอบครองบางส่วนให้จำเลยที่ 1 การที่ศาลล่างทั้งสองวินิจฉัยว่า โจทก์ฟ้องคดีเกิน 1 ปี นับแต่จำเลยทั้งสองแย่งการครอบครองที่ดินพิพาท โจทก์จึงไม่มีอำนาจฟ้องเพื่อเอาคืนการครอบครองตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1375 วรรคสอง โดยอ้างว่าเป็นปัญหาข้อกฎหมายอันเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชน และยังไม่ได้วินิจฉัยข้อเท็จจริงว่า โจทก์หรือจำเลยทั้งสองเป็นผู้มีสิทธิครอบครองนั้นไม่ต้องด้วยความเห็นของศาลฎีกา เพราะเป็นการวินิจฉัยนอกประเด็น และขัดแย้งกับข้อที่จำเลยที่ 1 ต่อสู้ในคำให้การและขัดแย้งกับคำร้องสอดของจำเลยที่ 2 ดังที่ได้วินิจฉัยมาแล้วข้างต้น ฎีกาของโจทก์ฟังขึ้น

พิพากษายกคำพิพากษาของศาลชั้นต้นและคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 1 ให้ศาลชั้นต้นพิจารณาพิพากษาใหม่ตามรูปคดี คืนค่าขึ้นศาลชั้นอุทธรณ์ให้แก่โจทก์ ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 1375
ป.วิ.พ. ม. 142 วรรคหนึ่ง ม. 142 (5) ม. 183
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นาวาอากาศโทประจักษ์ สุธัญญารักษ์
ผู้ร้องสอด — นายสนั่น กุ้ยประเสริฐ
จำเลย — นางอุบล ศรีวิโรจน์
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลแขวงสมุทรปราการ — นายสหรัฐ สิริวัฒน์
ศาลอุทธรณ์ภาค 1 — นายอาเล็ก จรรยาทรัพย์กิจ
ชื่อองค์คณะ
กษิดิ์เดช จีนสลุต
ชัยรัตน์ เบ็ญจะมโน
ไสลเกษ วัฒนพันธุ์
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 7732/2554
#511593
เปิดฉบับเต็ม

ในวันเกิดเหตุ จำเลยที่ 2 นั่งรถยนต์มากับจำเลยที่ 1 และได้รู้เห็นจำเลยที่ 3 ส่งมอบเมทแอมเฟตามีนจำนวน 3 มัด ให้แก่สายลับภายในรถยนต์ของจำเลยที่ 1 หากจำเลยที่ 2 มิได้มีส่วนเกี่ยวข้องกับการซื้อขายเมทแอมเฟตามีนของกลางจำนวน 4 มัด แล้ว ไม่น่าเชื่อว่าจำเลยที่ 1 ยินยอมให้จำเลยที่ 2 มีโอกาสรู้เห็นการซื้อขายเมทแอมเฟตามีนระหว่างจำเลยที่ 1 กับสายลับ เมื่อเจ้าพนักงานตำรวจจับจำเลยที่ 1 ถึงที่ 3 นอกจากพบเงินจำนวน 50,000 บาท ที่สายลับใช้ล่อซื้อแล้วยังพบเงินอีก 20,000 บาท ที่จำเลยที่ 2 มอบให้จำเลยที่ 1 เป็นค่าเมทแอมเฟตามีนอยู่ในช่องเก็บของข้างที่นั่งคนขับ ฟังได้ว่า จำเลยที่ 2 เป็นผู้มาซื้อเมทแอมเฟตามีนจำนวน 1 มัด รวม 2,000 เม็ด จากจำเลยที่ 1 แต่จำเลยที่ 2 ยังไม่ได้ครอบครองเมทแอมเฟตามีนที่จะซื้อเพราะถูกเจ้าพนักงานตำรวจจับกุมขณะที่จำเลยที่ 1 กำลังจะส่งมอบ ถือได้ว่าจำเลยที่ 2 พยายามมีเมทแอมเฟตามีนจำนวน 2,000 เม็ด ไว้ในครอบครอง เนื่องจากเมทแอมเฟตามีนดังกล่าวคำนวณเป็นสารบริสุทธิ์ได้ตั้งแต่ยี่สิบกรัมขึ้นไป ต้องด้วยข้อสันนิษฐานมีไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่าย จำเลยที่ 2 จึงมีความผิดฐานพยายามมีเมทแอมเฟตามีนของกลางจำนวน 2,000 เม็ด ไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่าย

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องและแก้ฟ้องว่าขอให้ลงโทษจำเลยทั้งสี่ตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 มาตรา 15, 66, 97, 102 ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 58, 91 ริบเมทแอมเฟตามีนของกลาง เพิ่มโทษจำเลยที่ 1 และบวกโทษจำเลยที่ 4 ตามคดีอาญาหมายเลขแดงที่ 1395/2544 ของศาลเยาวชนและครอบครัวกลางเข้ากับโทษของจำเลยที่ 4 ในคดีนี้

โจทก์ยื่นคำร้องขอให้ริบทรัพย์สินว่า จำเลยทั้งสี่ได้ใช้รถยนต์หมายเลขทะเบียน 7 ฉ - 4140 กรุงเทพมหานคร เป็นยานพาหนะในการกระทำความผิดรับและส่งมอบเมทแอมเฟตามีนให้แก่ลูกค้า โทรศัพท์เคลื่อนที่จำนวน 4 เครื่อง และเงินสดจำนวน 20,000 บาท ของกลางเป็นเครื่องมือเครื่องใช้ในการติดต่อสื่อสารและค่าใช้จ่ายในการเดินทางเพื่อติดต่อซื้อขายและส่งมอบเมทแอมเฟตามีนหรือทรัพย์สินที่ใช้ในการกระทำความผิดเกี่ยวกับยาเสพติด และใช้เป็นอุปกรณ์ให้ได้รับผลในการกระทำความผิดเกี่ยวกับยาเสพติดให้ตกเป็นของกองทุนป้องกันและปราบปรามยาเสพติดตามพระราชบัญญัติมาตรการในการปราบปรามผู้กระทำความผิดเกี่ยวกับยาเสพติด พ.ศ.2534 มาตรา 30, 31

ศาลชั้นต้นได้ประกาศคำร้องในหนังสือพิมพ์รายวันที่มีจำหน่ายแพร่หลายในท้องถิ่น 2 วัน ติดต่อกันแล้ว ไม่มีผู้คัดค้าน

โจทก์ขอรวมการสืบพยานและไต่สวนคำร้องขอให้ริบทรัพย์สินตามพระราชบัญญัติมาตรการในการปราบปรามผู้กระทำความผิดเกี่ยวกับยาเสพติด ศาลชั้นต้นอนุญาต

จำเลยที่ 1 ที่ 2 และที่ 4 ให้การปฏิเสธ แต่จำเลยที่ 1 รับว่าเป็นบุคคลคนเดียวกับจำเลยในคดีที่โจทก์ขอให้เพิ่มโทษ และจำเลยที่ 4 รับว่าเป็นบุคคลคนเดียวกับจำเลยในคดีที่โจทก์ขอให้บวกโทษ

จำเลยที่ 3 ให้การรับสารภาพ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยทั้งสี่มีความผิดตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 มาตรา 15 วรรคสอง (เดิม), 66 วรรคสอง (เดิม) ประกอบประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83 การกระทำของจำเลยทั้งสี่เป็นความผิดหลายกรรมต่างกัน เรียงกระทงลงโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 ฐานร่วมกันมีเมทแอมเฟตามีนไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่าย จำคุกคนละตลอดชีวิต ฐานร่วมกันจำหน่ายเมทแอมเฟตามีน จำคุกคนละตลอดชีวิต เมื่อศาลจำคุกจำเลยทั้งสี่ตลอดชีวิตแล้ว จึงไม่อาจรวมโทษทั้งสองฐานเข้าด้วยกันได้ และไม่อาจเพิ่มโทษจำเลยที่ 1 ตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 มาตรา 97 ได้อีก คงจำคุกจำเลยทั้งสี่ตลอดชีวิต จำเลยที่ 3 ให้การรับสารภาพ ลดโทษให้กึ่งหนึ่ง คำให้การรับสารภาพในชั้นจับกุมของจำเลยที่ 1 คำให้การรับสารภาพของจำเลยที่ 4 ในชั้นจับกุมว่าเป็นผู้ดูแลรักษาเมทแอมเฟตามีน และคำให้การในชั้นสอบสวนของจำเลยที่ 1 ที่ 2 และที่ 4 เป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้หนึ่งในสามตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 ประกอบมาตรา 53 ให้เปลี่ยนโทษจำคุกตลอดชีวิตเป็นโทษจำคุกคนละ 50 ปี คงจำคุกจำเลยที่ 3 มีกำหนด 25 ปี จำคุกจำเลยที่ 1 ที่ 2 และที่ 4 มีกำหนดคนละ 33 ปี 4 เดือน บวกโทษจำคุก 6 เดือน ตามคดีอาญาหมายเลขแดงที่ 1395/2544 ของศาลเยาวชนและครอบครัวกลางเข้ากับโทษของจำเลยที่ 4 เป็นจำคุกจำเลยที่ 4 มีกำหนด 33 ปี 10 เดือน ริบเมทแอมเฟตามีนของกลาง ริบรถยนต์หมายเลขทะเบียน 7 ฉ - 4140 กรุงเทพมหานคร โทรศัพท์เคลื่อนที่ หมายเลข 0 9746 3085, 0 9991 5133, 0 1361 0665, 0 1791 3197 และเงินสดจำนวน 20,000 บาท ของกลางให้ตกเป็นของกองทุนป้องกันและปราบปรามยาเสพติด คำขออื่นให้ยก

จำเลยทั้งสี่อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษาแก้เป็นว่า จำเลยที่ 2 มีความผิดตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 มาตรา 15 วรรคสอง (เดิม), 66 วรรคหนึ่ง (เดิม) ประกอบประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 80 จำคุกจำเลยที่ 2 มีกำหนด 33 ปี 4 เดือน ลดโทษให้จำเลยที่ 2 หนึ่งในสามตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คงจำคุกจำเลยที่ 2 มีกำหนด 22 ปี 2 เดือน 20 วัน จำเลยที่ 4 มีความผิดฐานร่วมกันมีเมทแอมเฟตามีนไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่ายตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 มาตรา 15 วรรคสอง (เดิม), 66 วรรคสอง (เดิม) ประกอบประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83 แต่กระทงเดียวจำคุกตลอดชีวิต ลดโทษให้จำเลยที่ 4 หนึ่งในสามตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 ประกอบมาตรา 53 คงจำคุก 33 ปี 4 เดือน บวกโทษจำคุก 6 เดือน ตามคดีอาญาหมายเลขแดงที่ 1395/2544 ของศาลเยาวชนและครอบครัวกลางเข้ากับโทษของจำเลยที่ 4 เป็นจำคุกจำเลยที่ 4 มีกำหนด 33 ปี 10 เดือน คำขอของโจทก์ที่ขอให้ลงโทษจำเลยที่ 2 และที่ 4 ในความผิดฐานอื่นนอกจากนี้ให้ยก นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

โจทก์ จำเลยที่ 1 ที่ 2 และที่ 4 ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า จำเลยที่ 2 นั่งรถยนต์มากับจำเลยที่ 1 และได้รู้เห็นจำเลยที่ 3 ส่งมอบเมทแอมเฟตามีนจำนวน 3 มัด ให้ลูกน้องของสายลับภายในรถยนต์ของจำเลยที่ 1 หากจำเลยที่ 2 มิได้มีส่วนเกี่ยวข้องกับการซื้อขายเมทแอมเฟตามีนของกลางจำนวน 4 มัด แล้ว ไม่น่าเชื่อว่าจำเลยที่ 1 ยินยอมให้จำเลยที่ 2 มีโอกาสรู้เห็นการซื้อขายเมทแอมเฟตามีนระหว่างจำเลยที่ 1 กับสายลับ ส่วนที่จำเลยที่ 1 และที่ 2 นำสืบปฏิเสธว่ามิได้ร่วมกระทำความผิดกับจำเลยที่ 3 นั้น เห็นว่า ไม่มีน้ำหนักหักล้างพยานหลักฐานโจทก์ได้ ข้อเท็จจริงฟังได้ว่า จำเลยที่ 1 ร่วมกับจำเลยที่ 3 กระทำความผิดฐานมีเมทแอมเฟตามีนจำนวน 20,000 เม็ด ไว้ในครอบครอบเพื่อจำหน่ายและจำหน่ายเมทแอมเฟตามีนจำนวน 6,000 เม็ด โดยฝ่าฝืนต่อกฎหมาย สำหรับจำเลยที่ 2 ข้อเท็จจริงจากทางนำสืบของโจทก์ปรากฏว่า จำเลยที่ 2 เป็นเพียงผู้มาติดต่อขอรับเมทแอมเฟตามีนจำนวน 1 มัด เป็นจำนวน 2,000 เม็ด จากจำเลยที่ 1 ซึ่งเพื่อนของจำเลยที่ 2 สั่งซื้อไว้ ในชั้นจับกุมและสอบสวนจำเลยที่ 2 ก็ให้การมีข้อเท็จจริงเจือสมกับทางนำสืบของโจทก์ดังกล่าวข้างต้นตามบันทึกการจับกุมและคำให้การของผู้ต้องหา เมื่อเจ้าพนักงานตำรวจจับกุมจำเลยที่ 1 ถึงที่ 3 นอกจากพบเงินจำนวน 50,000 บาท ที่สายลับใช้ล่อซื้อแล้วยังพบเงินอีก 20,000 บาท ที่จำเลยที่ 2 มอบให้จำเลยที่ 1 เป็นค่าเมทแอมเฟตามีนอยู่ในช่องเก็บของข้างที่นั่งคนขับด้วย จึงฟังได้ว่า จำเลยที่ 2 เป็นผู้มาซื้อเมทแอมเฟตามีนจำนวน 1 มัด รวม 2,000 เม็ด จากจำเลยที่ 1 แต่จำเลยที่ 2 ยังไม่ได้ครอบครองเมทแอมเฟตามีนที่จะซื้อเพราะถูกเจ้าพนักงานตำรวจจับกุมขณะที่จำเลยที่ 1 กำลังจะส่งมอบ ถือได้ว่าจำเลยที่ 2 พยายามมีเมทแอมเฟตามีนจำนวน 2,000 เม็ด ไว้ในครอบครอง เนื่องจากเมทแอมเฟตามีนดังกล่าวคำนวณเป็นสารบริสุทธิ์ได้มากกว่ายี่สิบกรัมขึ้นไป ต้องด้วยข้อสันนิษฐานตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 มาตรา 15 วรรคสอง (เดิม) ซึ่งเป็นกฎหมายที่เป็นคุณแก่จำเลยมากกว่าว่ามีไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่าย จำเลยที่ 2 จึงมีความผิดฐานพยายามมีเมทแอมเฟตามีนของกลางจำนวน 2,000 เม็ด ไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่าย ส่วนจำเลยที่ 4 พันตำรวจโทปรีดาและสิบตำรวจเอกพิชัยต่างเบิกความทำนองเดียวกันว่า พยานทั้งสองกับพวกควบคุมจำเลยที่ 3 ไปที่บ้านเช่าของจำเลยที่ 3 เพื่อตรวจค้นเมทแอมเฟตามีนที่เหลือและเมื่อไปถึงพบจำเลยที่ 4 จำเลยที่ 3 สอบถามจำเลยที่ 4 ว่าของเก็บไว้อยู่ที่ไหน จำเลยที่ 4 ชี้ไปที่กระเป๋าผ้าข้างฝาห้อง เจ้าพนักงานตำรวจตรวจกระเป๋าดังกล่าว พบเมทแอมเฟตามีนบรรจุอยู่ในถุงพลาสติกจำนวน 6 มัด รวม 12,000 เม็ด เห็นว่า เมื่อเจ้าพนักงานตำรวจไปถึงบ้านเช่าของจำเลยที่ 3 พบจำเลยที่ 4 อยู่ภายในห้องนอนจึงใช้บุคคลทั้งสองนำตรวจค้นพบเมทแอมเฟตามีนของกลางจำนวน 6 มัด อยู่ในกระเป๋าหิ้วแขวนไว้บริเวณฝาห้องนอนของจำเลยที่ 3 เห็นได้ว่า ในบันทึกการจับกุมมิได้ระบุถึงคำถามของจำเลยที่ 3 และการตอบคำถามของจำเลยที่ 4 โดยชี้ไปที่ถุงผ้าซึ่งแขวนไว้ที่ผนังห้องดังที่พยานทั้งสองเบิกความ ทั้งที่ข้อเท็จจริงดังกล่าวเป็นหลักฐานสำคัญที่แสดงให้เห็นว่าจำเลยที่ 4 มีส่วนเกี่ยวข้องกับการกระทำความผิดของจำเลยที่ 3 พยานหลักฐานโจทก์จึงขัดแย้งกันเอง บ้านเกิดเหตุเป็นบ้านที่จำเลยที่ 3 เช่าอยู่อาศัย ข้อเท็จจริงที่โจทก์นำสืบยังไม่ได้ความชัดแจ้งว่า จำเลยที่ 3 และที่ 4 พักอาศัยอยู่ด้วยกัน เมทแอมเฟตามีนจำนวน 12,000 เม็ด บรรจุอยู่ในถุงผ้าแขวนไว้ที่ฝาห้องนอนของจำเลยที่ 3 บุคคลอื่นไม่อาจทราบได้ว่าถุงผ้าดังกล่าวมีเมทแอมเฟตามีนอยู่ในนั้น จากทางนำสืบของโจทก์ไม่ปรากฏว่าจำเลยที่ 4 เข้าไปมีส่วนเกี่ยวข้องกับการซื้อขายเมทแอมเฟตามีนระหว่างจำเลยที่ 1 กับจำเลยที่ 2 และสายลับ ส่วนที่ในบันทึกการจับกุมระบุว่า จำเลยที่ 4 ให้การเพิ่มเติมหลังจากให้การปฏิเสธว่า จำเลยที่ 4 พักอาศัยอยู่กับจำเลยที่ 3 ซึ่งเป็นพี่สาว และเห็นจำเลยที่ 3 แบ่งเมทแอมเฟตามีนบนพื้นภายในห้องนอนเพื่อนำไปส่งให้แก่ผู้ซื้อ และจำเลยที่ 3 บอกให้จำเลยที่ 4 ดูแลรักษาเมทแอมเฟตามีนไว้ จำเลยที่ 4 จึงนำเมทแอมเฟตามีนใส่กระเป๋าหิ้วไปแขวนที่ฝาบ้านนั้น เห็นว่า เมื่อจำเลยที่ 4 ให้การปฏิเสธว่า มิได้กระทำความผิดตามที่เจ้าพนักงานตำรวจผู้จับกุมแจ้งข้อกล่าวหาแล้วเช่นนี้ จึงไม่มีเหตุผลอันใดที่จำเลยที่ 4 จะให้การเพิ่มเติมดังกล่าวข้างต้น ซึ่งมีรายละเอียดระบุว่า จำเลยที่ 4 มีส่วนร่วมกระทำความผิดด้วย พยานหลักฐานโจทก์ในส่วนนี้จึงมีเหตุเคลือบแคลงสงสัย ทั้งจำเลยที่ 4 ให้การปฏิเสธต่อสู้คดีตลอดมา พยานหลักฐานโจทก์มีความสงสัยตามสมควรว่า จำเลยที่ 4 ได้ร่วมกระทำความผิดกับจำเลยที่ 3 หรือไม่ จึงให้ยกประโยชน์แห่งความสงสัยให้จำเลยที่ 4 ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 227 วรรคสอง
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ. ม. 249
ป.วิ.อ. ม. 151 ม. 158
พ.ร.บ.ยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 ม. 15 วรรคสอง(เดิม)
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการ สำนักงานอัยการสูงสุด
จำเลย — นายสมชัยหรือตี๋ จิตรานนท์หรือจิตภานนท์ กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลอาญาธนบุรี — นายอนันต์ ธนะโสธร
ศาลอุทธรณ์ — นางสาวปิยกุล บุญเพิ่ม
ชื่อองค์คณะ
พงษ์ศักดิ์ วีระเสถียร
สิริรัตน์ จันทรา
ชาลี ทัพภวิมล
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 7724/2554
#513624
เปิดฉบับเต็ม

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า ที่ดินพิพาทบริเวณที่ระบายด้วยสีเขียวตามแผนที่พิพาทซึ่งเจ้าหน้าที่ศาลได้ทำขึ้นตามคำสั่งศาลชั้นต้น เป็นส่วนหนึ่งของที่ดินตาม น.ส.3 เลขที่ 1/24 ตำบลไม้รูด อำเภอคลองใหญ่ จังหวัดตราด ที่โจทก์เป็นเจ้าของมีสิทธิครอบครอง จำเลยได้เข้าไปยึดถือแย่งการครอบครอง แต่โจทก์ไม่ได้ฟ้องคดีเอาคืนภายในปีหนึ่งนับแต่เวลาถูกแย่งการครอบครอง โจทก์จึงไม่มีสิทธิฟ้องคดีเอาคืนการครอบครอง โจทก์อุทธรณ์ว่า โจทก์ฟ้องคดีภายในกำหนดเวลาปีหนึ่ง จึงมีสิทธิฟ้องคดี จำเลยไม่ได้แก้อุทธรณ์ตั้งเป็นประเด็นข้อพิพาทว่าที่ดินพิพาทไม่ใช่ของโจทก์ ปัญหาว่าที่ดินพิพาทเป็นของโจทก์หรือไม่ จึงเป็นอันยุติไปแล้วตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น ฎีกาของจำเลยว่าโจทก์ไม่มีสิทธิครอบครองเป็นเจ้าของที่ดินพิพาท จึงเป็นข้อเท็จจริงที่มิได้ยกขึ้นว่ากันมาแล้วโดยชอบในศาลอุทธรณ์ภาค 2 ต้องห้ามมิให้ฎีกาตาม ป.วิ.พ. มาตรา 249 วรรคหนึ่ง ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัย

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องและแก้ไขคำฟ้องขอให้บังคับจำเลยรื้อถอนสิ่งปลูกสร้างทั้งหมด และขนย้ายออกไปจากที่ดินโจทก์ตาม น.ส. 3 เลขที่ 1/24 หมู่ที่ 3 ตำบลไม้รูด อำเภอคลองใหญ่ จังหวัดตราด หากจำเลยไม่รื้อถอน ให้โจทก์ทำการรื้อถอนได้ โดยจำเลยเป็นผู้เสียค่าใช้จ่าย ให้จำเลยใช้ค่าเสียหายแก่โจทก์เป็นเงิน 320,000 บาท และค่าเสียหายอีกเดือนละ 30,000 บาท นับแต่วันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจำเลยจะรื้อถอนสิ่งก่อสร้างและขนย้ายออกไปจากที่ดินโจทก์

จำเลยให้การขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง ค่าฤชาธรรมเนียมเป็นพับ

โจทก์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 2 พิพากษากลับ ให้จำเลยรื้อถอนสิ่งปลูกสร้างออกจากที่ดินพิพาทตามแผนที่ที่เจ้าหน้าที่ศาลทำขึ้นเมื่อวันที่ 23 เมษายน 2546 ให้จำเลยใช้ค่าเสียหายแก่โจทก์เป็นเงิน 20,000 บาท และค่าเสียหายเดือนละ 15,000 บาท นับแต่วันฟ้องจนกว่าจะรื้อถอนสิ่งปลูกสร้างออกจากที่ดินพิพาท ส่วนที่โจทก์มีคำขอว่าหากจำเลยไม่รื้อถอนออกไป ให้โจทก์รื้อถอนโดยจำเลยเป็นผู้เสียค่าใช้จ่ายนั้น ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 296 ทวิ ได้บัญญัติถึงขั้นตอนในการบังคับคดีไว้แล้ว คำขอในส่วนนี้ของโจทก์จึงให้ยก ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสองศาลเป็นพับ

จำเลยฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า คดีนี้ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า ที่ดินพิพาทบริเวณที่ระบายด้วยสีเขียวตามแผนที่พิพาทซึ่งเจ้าหน้าที่ศาลได้ทำขึ้นเมื่อวันที่ 23 เมษายน 2546 ตามคำสั่งศาลชั้นต้น เป็นส่วนหนึ่งของที่ดินตาม น.ส. 3 เลขที่ 1/24 ดังกล่าว ที่โจทก์เป็นเจ้าของมีสิทธิครอบครอง จำเลยได้เข้าไปยึดถือแย่งการครอบครอง แต่โจทก์ไม่ได้ฟ้องคดีเอาคืนภายในปีหนึ่งนับแต่เวลาถูกแย่งการครอบครอง โจทก์จึงไม่มีสิทธิฟ้องคดีเอาคืนการครอบครอง โจทก์อุทธรณ์ว่า โจทก์ฟ้องคดีภายในกำหนดเวลาปีหนึ่ง จึงมีสิทธิฟ้องคดี จำเลยไม่ได้แก้อุทธรณ์ตั้งเป็นประเด็นข้อพิพาทว่าที่ดินพิพาทไม่ใช่ของโจทก์ ปัญหาว่าที่ดินพิพาทเป็นของโจทก์หรือไม่ จึงเป็นอันยุติไปแล้วตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น ฎีกาของจำเลยว่า โจทก์ไม่มีสิทธิครอบครองเป็นเจ้าของที่ดินพิพาท จึงเป็นข้อเท็จจริงที่มิได้ยกขึ้นว่ากันมาแล้วโดยชอบในศาลอุทธรณ์ภาค 2 ต้องห้ามมิให้ฎีกาตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 249 วรรคหนึ่ง ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัยให้...

พิพากษาแก้เป็นว่า ให้จำเลยใช้ค่าเสียหายอันเป็นค่าขาดประโยชน์แก่โจทก์ เดือนละ 10,000 บาท นับแต่วันฟ้องจนกว่าจะรื้อถอนสิ่งปลูกสร้างออกจากที่ดินพิพาท นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 2 ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ. ม. 249 วรรคหนึ่ง
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นางสุดา กี่จนา
จำเลย — นายชาญชัย สุขทรัพย์
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดตราด — นายจำเริญศักดิ์ สารธิมา
ศาลอุทธรณ์ภาค 2 — นายสุริยง ลิ้มสถิรานันท์
ชื่อองค์คณะ
สมชาย พงษธา
ชูเกียรติ ตันทวีวงศ์
ประทีป ดุลพินิจธรรมา
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 7713/2554
#513645
เปิดฉบับเต็ม

ป.วิ.อ. มาตรา 158 บัญญัติว่า ฟ้องต้องทำเป็นหนังสือและมีรายการต่าง ๆ ที่จะต้องมีในคำฟ้องอีกรวม 7 อนุมาตรา แต่มิได้มีเงื่อนไขเกี่ยวกับทรัพย์ที่จะขอให้ศาลสั่งริบว่าจะต้องมีรายละเอียดอย่างไรบ้าง เมื่อโจทก์ได้บรรยายมาในคำฟ้องว่าเจ้าพนักงานจับจำเลยที่ 1 และที่ 2 ได้พร้อมกับยึดเครื่องสูบน้ำเป็นของกลางและมีคำขอให้ริบเครื่องสูบน้ำดังกล่าวจึงเป็นการเพียงพอแล้ว ไม่จำต้องบรรยายมาในฟ้องว่าเป็นของผู้ใดและใช้ในการกระทำความผิดอย่างไร

เมื่อโจทก์มีคำขอให้ริบเครื่องสูบน้ำของกลางแล้ว แต่ศาลชั้นต้นมิได้วินิจฉัยว่าจะริบเครื่องสูบน้ำของกลางหรือไม่ คำพิพากษาของศาลชั้นต้นจึงไม่ชอบด้วย ป.วิ.อ. มาตรา 186 (9) แม้โจทก์มิได้อุทธรณ์แต่เป็นปัญหาเกี่ยวกับความสงบเรียบร้อย ศาลอุทธรณ์ภาค 3 มีอำนาจยกขึ้นวินิจฉัยได้เองตาม ป.วิ.อ. มาตรา 195 วรรคสอง และการริบทรัพย์สินแม้ ป.อ. มาตรา 18 จะบัญญัติว่าเป็นโทษสถานหนึ่ง แต่เป็นโทษที่มุ่งถึงตัวทรัพย์เป็นสำคัญต่างกับโทษสถานอื่นซึ่งแม้จำเลยจะไม่ได้กระทำความผิดหรือกระทำความผิดแต่ไม่ต้องรับโทษ ศาลก็มีอำนาจสั่งริบทรัพย์สินของกลางได้ จึงมิใช่เป็นการเพิ่มเติมโทษจำเลยที่ 1 และที่ 2 ศาลอุทธรณ์ภาค 3 ย่อมมีอำนาจสั่งริบของกลางได้

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
คดีนี้เดิมศาลชั้นต้นสั่งให้รวมพิจารณาเป็นคดีเดียวกันกับคดีอาญาหมายเลขดำที่ 1517/2547 และ 1594/2547 แต่คดีทั้งสองสำนวนดังกล่าวยุติไปแล้วตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น คงขึ้นมาสู่ศาลฎีกาเฉพาะคดีนี้และให้เรียกจำเลยที่ 1 ที่ 2 และที่ 3 ในคดีนี้ว่าจำเลยที่ 1 ที่ 2 และที่ 3 ตามลำดับ

โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยทั้งสามตามประมวลกฎหมายที่ดิน มาตรา 9, 108, 108 ทวิ, พระราชบัญญัติป่าไม้ พ.ศ.2484 มาตรา 4, 54, 55, 72 ตรี, พระราชบัญญัติป่าสงวนแห่งชาติ พ.ศ.2507 มาตรา 4, 6, 9, 14, 31, 35 พระราชบัญญัติส่งเสริมและรักษาคุณภาพสิ่งแวดล้อมแห่งชาติ พ.ศ.2535 มาตรา 4, 32, 33, 41, 42, 43, 99, 112, 113, 115 ริบของกลาง ให้จำเลยที่ 1 ถึงที่ 3 และบริวารออกจากเขตป่าสงวนแห่งชาติ

จำเลยที่ 1 ถึงที่ 3 ให้การปฏิเสธ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยที่ 1 และที่ 2 มีความผิดตามประมวลกฎหมายที่ดิน มาตรา 9, 108 ทวิ วรรคหนึ่ง พระราชบัญญัติป่าไม้ พ.ศ.2484 มาตรา 54 วรรคหนึ่ง, 72 ตรี วรรคสอง การกระทำของจำเลยที่ 1 และที่ 2 เป็นกรรมเดียวผิดต่อกฎหมายหลายบท ลงโทษตามพระราชบัญญัติป่าไม้ พ.ศ.2484 ซึ่งเป็นกฎหมายบทที่มีโทษหนักที่สุด ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 จำคุกคนละ 2 ปี และปรับคนละ 50,000 บาท โทษจำคุกให้รอการลงโทษไว้คนละ 2 ปี ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 56 ไม่ชำระค่าปรับให้จัดการตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 29, 30 ให้จำเลยที่ 1 และที่ 2 และบริวารออกไปจากป่า ยกฟ้องจำเลยที่ 3 และให้ยกฟ้องโจทก์สำหรับจำเลยที่ 1 และที่ 2 ในความผิดตามพระราชบัญญัติป่าสงวนแห่งชาติ พ.ศ.2507 และความผิดตามพระราชบัญญัติส่งเสริมและรักษาคุณภาพสิ่งแวดล้อมแห่งชาติ พ.ศ.2535

จำเลยที่ 1 และที่ 2 อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 3 พิพากษายืน และให้ริบเครื่องสูบน้ำของกลาง

จำเลยที่ 1 และที่ 2 ฎีกา โดยผู้พิพากษาซึ่งพิจารณาและลงชื่อในคำพิพากษาศาลชั้นต้นอนุญาตให้ฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง

ศาลฎีกาแผนกคดีสิ่งแวดล้อมวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงเบื้องต้นตามที่คู่ความนำสืบรับกันและที่มิได้อุทธรณ์ ฎีกา รับฟังได้ว่า ที่ดินที่เกิดเหตุเป็นที่ดินที่ยังไม่มีบุคคลได้มาตามกฎหมายที่ดิน จึงเป็นที่ดินของรัฐตามประมวลกฎหมายที่ดิน และเป็นป่าตามความหมายของพระราชบัญญัติป่าไม้ พ.ศ.2484 มาตรา 4 (1) จำเลยที่ 1 และที่ 2 ครอบครองที่ดินที่เกิดเหตุเนื้อที่ 100 ไร่ โดยการปลูกสร้างอาคารที่พักขนาดใหญ่ 2 หลัง พร้อมที่จอดรถ อาคารโรงเก็บเครื่องสูบน้ำ 1 หลัง ขุดสระกักเก็บน้ำ 1 สระ และปลูกพืชไร่ จำพวกส้ม และลำไย สำหรับในปัญหาที่ว่าที่ดินที่เกิดเหตุอยู่ในเขตป่าสงวนแห่งชาติป่าภูแลนคาด้านทิศใต้หรือไม่นั้น ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้องจำเลยที่ 1 และที่ 2 ในความผิดฐานบุกรุกเข้าไปยึดถือครอบครองที่ดินที่เกิดเหตุภายในเขตป่าสงวนแห่งชาติ โดยวินิจฉัยว่า การกระทำของจำเลยที่ 1 และที่ 2 เป็นการกระทำโดยไม่รู้ข้อเท็จจริงอันเป็นองค์ประกอบของความผิด จึงเป็นการขาดเจตนายึดถือครอบครองที่ดินในเขตป่าสงวนแห่งชาติ โจทก์มิได้อุทธรณ์ ความผิดฐานบุกรุกเข้าไปยึดถือครอบครองที่ดินในเขตป่าสงวนแห่งชาติของจำเลยที่ 1 และที่ 2 จึงยุติไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น จึงไม่จำต้องวินิจฉัยว่า ที่ดินที่เกิดเหตุอยู่ในเขตป่าสงวนแห่งชาติหรือไม่ตามที่จำเลยที่ 1 และที่ 2 ฎีกา และที่จำเลยที่ 2 ฎีกาว่า จำเลยที่ 2 เป็นเพียงผู้ถือหุ้นในบริษัทไร่อุไรวรรณ จำกัด จำเลยที่ 2 มิได้ครอบครองที่ดินที่เกิดเหตุนั้น จำเลยที่ 2 อุทธรณ์ยอมรับว่า จำเลยที่ 2 ครอบครองที่ดินที่เกิดเหตุ มิได้อุทธรณ์คัดค้านว่าจำเลยที่ 2 มิได้ครอบครองที่ดินที่เกิดเหตุ ฎีกาของจำเลยที่ 2 ดังกล่าวจึงเป็นข้อที่ไม่ได้ยกขึ้นว่ากันมาแล้วโดยชอบในศาลอุทธรณ์ภาค 3 ต้องห้ามมิให้ฎีกาตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่งมาตรา 249 วรรคหนึ่ง ประกอบประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 15 ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัย

...ปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยที่ 1 และที่ 2 ต่อไปมีว่า ศาลอุทธรณ์ภาค 3 สั่งริบเครื่องสูบน้ำของกลางชอบหรือไม่ เห็นว่า เครื่องสูบน้ำดังกล่าวเป็นทรัพย์รายการที่ 5 ตามบัญชีอุปกรณ์อาคารสิ่งปลูกสร้างและต้นส้มเขียวหวานท้ายบันทึกการตรวจค้น ยึด จับกุม จึงถือได้ว่าเจ้าพนักงานป่าไม้ยึดเครื่องสูบน้ำดังกล่าวไว้เป็นของกลางแล้ว เมื่อเจ้าพนักงานป่าไม้ส่งบันทึกการจับกุมพร้อมผู้ต้องหาให้แก่พนักงานสอบสวน จึงถือได้ว่าเจ้าพนักงานป่าไม้มอบของกลางแก่พนักงานสอบสวนแล้วเช่นเดียวกัน แม้เครื่องสูบน้ำของกลางจะยังคงอยู่ในที่ดินที่เกิดเหตุและเมื่อตามพระราชบัญญัติป่าไม้ พ.ศ.2484 มาตรา 74 ทวิ บัญญัติว่า บรรดาเครื่องมือ เครื่องใช้ สัตว์พาหนะ ยานพาหนะ หรือเครื่องจักรกลใด ๆ ซึ่งบุคคลได้ใช้ในการกระทำความผิดหรือได้ใช้เป็นอุปกรณ์ให้ได้รับผลในการกระทำความผิดตามมาตรา 11 มาตรา 48 มาตรา 54 หรือมาตรา 69 ให้ริบเสียทั้งสิ้นไม่ว่าจะมีผู้ถูกลงโทษตามคำพิพากษาหรือไม่ และตามประมวลกฎหมายที่ดิน มาตรา 108 ทวิ วรรคท้าย บัญญัติว่า บรรดาเครื่องมือ เครื่องใช้ สัตว์พาหนะ ยานพาหนะ หรือเครื่องจักรกลใด ๆ ซึ่งบุคคลได้ใช้ในการกระทำความผิดหรือได้ใช้เป็นอุปกรณ์ให้ได้รับผลในการกระทำความผิดดังกล่าว ให้ริบเสียทั้งสิ้น ไม่ว่าจะมีผู้ถูกลงโทษตามคำพิพากษาหรือไม่ ดังนั้น เมื่อทางพิจารณารับฟังได้ว่า จำเลยที่ 1 และที่ 2 เข้าไปครอบครองทำประโยชน์ในที่ดินที่เกิดเหตุซึ่งเป็นที่ดินของรัฐและเป็นป่า โดยการปลูกส้ม ลำไย ก่อสร้างอาคารที่พักและขุดสระน้ำ เครื่องสูบน้ำดังกล่าวจึงเป็นทรัพย์ที่จำเลยที่ 1 และที่ 2 ใช้ในการกระทำความผิด จึงต้องริบตามบทบัญญัติของกฎหมายดังกล่าว จำเลยที่ 1 และที่ 2 ฎีกาต่อประการต่อไปว่า โจทก์ไม่บรรยายว่าเครื่องสูบน้ำเป็นของผู้ใด และใช้ในการกระทำความผิดอย่างไร เห็นว่า ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 158 บัญญัติว่า ฟ้องต้องทำเป็นหนังสือ และมีรายการต่าง ๆ ที่จะต้องมีในคำฟ้องอีกรวม 7 อนุมาตรา แต่มิได้มีเงื่อนไขเกี่ยวกับทรัพย์ที่จะขอให้ศาลสั่งริบว่าจะต้องมีรายละเอียดอย่างไรบ้าง เมื่อโจทก์ได้บรรยายมาในคำฟ้องว่า เจ้าพนักงานจับจำเลยที่ 1 และที่ 2 ได้พร้อมกับยึดเครื่องสูบน้ำเป็นของกลางและมีคำขอให้ริบเครื่องสูบน้ำดังกล่าว จึงเป็นการเพียงพอแล้ว ไม่จำต้องบรรยายมาในฟ้องว่า เป็นของผู้ใดและใช้ในการกระทำความผิดอย่างไร

ที่จำเลยที่ 1 และที่ 2 ฎีกาว่า โจทก์มิได้อุทธรณ์ขอให้ริบเครื่องสูบน้ำของกลาง แต่ศาลอุทธรณ์ภาค 3 กลับมีคำสั่งให้ริบเครื่องสูบน้ำดังกล่าวจึงเป็นการเกินคำขอและการริบของกลางเป็นโทษสถานหนึ่ง การที่ศาลอุทธรณ์ภาค 3 สั่งริบเครื่องสูบน้ำของกลางจึงเป็นการเพิ่มเติมโทษจำเลยที่ 1 และที่ 2 นั้น เห็นว่า คดีนี้โจทก์มีคำขอให้ริบเครื่องสูบน้ำของกลางที่จำเลยที่ 1 และที่ 2 ใช้ในการกระทำความผิดแต่ศาลชั้นต้นยังมิได้วินิจฉัยว่าจะริบเครื่องสูบน้ำดังกล่าวหรือไม่ ไม่ใช่เป็นกรณีที่ศาลชั้นต้นวินิจฉัยแล้วแต่ไม่เห็นสมควรริบเครื่องสูบน้ำของกลาง คำพิพากษาศาลชั้นต้นจึงไม่ชอบด้วยประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 186 (9) แม้โจทก์ไม่ได้อุทธรณ์แต่เป็นปัญหาข้อกฎหมายที่เกี่ยวกับความสงบเรียบร้อยศาลอุทธรณ์ภาค 3 จึงมีอำนาจหยิบยกขึ้นวินิจฉัยได้เอง ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 195 วรรคสอง และการริบทรัพย์สินแม้ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 18 จะบัญญัติว่าเป็นโทษสถานหนึ่ง แต่เป็นโทษที่มุ่งถึงตัวทรัพย์สินเป็นสำคัญต่างกับโทษสถานอื่นซึ่งแม้จำเลยที่ 1 และที่ 2 จะไม่ได้กระทำความผิดหรือกระทำความผิดแต่ไม่ต้องรับโทษ ศาลก็มีอำนาจสั่งริบทรัพย์สินของกลางได้ จึงไม่เป็นการเพิ่มเติมโทษจำเลยที่ 1 และที่ 2 ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 3 พิพากษามานั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาของจำเลยที่ 1 และที่ 2 ฟังไม่ขึ้น

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.ป่าไม้ พ.ศ.2484 ม. 54 ม. 72 ตรี วรรคสอง ม. 74 ทวิ
ป.ที่ดิน ม. 9 ม. 108 ทวิ วรรคหนึ่ง
ป.วิ.อ. ม. 158 ม. 186 (9) ม. 195 วรรคสอง
ป.อ. ม. 18
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการจังหวัดภูเขียว
จำเลย — นางสาวอัจฉราภัณฑ์ ก้านเหลือง กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดภูเขียว — นายกอบชัย ชูโต
ศาลอุทธรณ์ภาค 3 — นายพิชัยวัฒน์ อุตะเดช
ชื่อองค์คณะ
สุริยง ลิ้มสถิรานันท์
ประทีป เฉลิมภัทรกุล
ตรีวุฒิ สาขากร
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 7703/2554
#521480
เปิดฉบับเต็ม

คดีที่มีอัตราโทษประหารชีวิต ก่อนเริ่มถามคำให้การให้พนักงานสอบสวนถามผู้ต้องหาว่ามีทนายความหรือไม่ ถ้าไม่มีให้รัฐจัดหาทนายความให้ตาม ป.วิ.อ. มาตรา 134/1 เมื่อพนักงานสอบสวนไม่ได้จัดหาทนายความให้จำเลยที่ 2 อันเป็นการไม่ปฏิบัติตาม มาตรา 134/1 ถ้อยคำใดๆ ที่จำเลยที่ 2 ให้ไว้ในชั้นสอบสวน ย่อมจะรับฟังเป็นพยานหลักฐานในการพิสูจน์ความผิดของจำเลยที่ 2 ไม่ได้ ตามมาตรา 134/4 วรรคท้าย ดังนี้ จึงไม่อาจฟังคำให้การในชั้นสอบสวนของจำเลยที่ 2 ที่ให้การว่าขณะจำเลยที่ 1 ตรวจนับเมทแอมเฟตามีนในห้องพัก จำเลยที่ 2 อยู่ด้วย มารับฟังเป็นพยานหลักฐานโจทก์เพื่อลงโทษจำเลยที่ 2 ได้

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 มาตรา 4, 7, 8, 15, 66, 102 ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83 และริบเมทแอมเฟตามีนของกลาง

จำเลยทั้งสองให้การปฏิเสธ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยทั้งสองมีความผิดตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 มาตรา 15 วรรคสาม (2), 66 วรรคสาม, 102 ให้ประหารชีวิต จำเลยที่ 1 ให้การรับสารภาพในชั้นสอบสวนและทางนำสืบของจำเลยทั้งสองเป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้คนละหนึ่งในสามตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 ประกอบมาตรา 52 (1) คงให้จำคุกจำเลยทั้งสองตลอดชีวิต ริบเมทแอมเฟตามีนของกลาง

จำเลยทั้งสองอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษาแก้เป็นว่า ให้ลงโทษจำเลยที่ 1 จำคุกตลอดชีวิต ลดโทษให้หนึ่งในสามตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 ประกอบมาตรา 53 คงจำคุก 33 ปี 4 เดือน ยกฟ้องโจทก์สำหรับจำเลยที่ 2 นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

โจทก์และจำเลยที่ 1 ฎีกา

ระหว่างพิจารณาของศาลฎีกา ศาลชั้นต้นได้รับหนังสือจากเรือนจำคลองไผ่แจ้งว่าจำเลยที่ 1 ถึงแก่ความตาย โจทก์รับว่าเป็นจริง เมื่อจำเลยที่ 1 ถึงแก่ความตายสิทธินำคดีมาฟ้องย่อมระงับไปตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 39 (1) จึงให้จำหน่ายคดีเฉพาะจำเลยที่ 1 ออกเสียจากสารบบความ

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า คดีนี้แม้จำเลยที่ 2 ให้การรับสารภาพในชั้นจับกุมและในชั้นสอบสวนรับว่าขณะจำเลยที่ 1 ตรวจนับเมทแอมเฟตามีนในห้องพักจำเลยที่ 2 อยู่ด้วย โจทก์ได้ฎีกาให้นำคำรับของจำเลยที่ 2 ในชั้นจับกุมและชั้นสอบสวนดังกล่าวมารับฟังเป็นเหตุผลหนึ่งเพื่อลงโทษจำเลยที่ 2 ตามฟ้อง แต่ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 84 วรรคท้าย บัญญัติว่า ถ้อยคำใด ๆ ที่ผู้ถูกจับให้ไว้ต่อเจ้าพนักงานผู้จับ..............ในชั้นจับกุม......ถ้าถ้อยคำนั้นเป็นคำรับสารภาพของผู้ถูกจับว่าตนได้กระทำความผิดห้ามมิให้รับฟังเป็นพยานหลักฐาน ฯลฯ เช่นนี้ย่อมไม่อาจนำคำรับสารภาพของจำเลยที่ 2 ในชั้นจับกุมมารับฟังเป็นพยานหลักฐานโจทก์เพื่อลงโทษจำเลยที่ 2 ได้ ส่วนคำให้การในชั้นสอบสวนนั้น โจทก์อ้างส่งเฉพาะคำให้การในชั้นสอบสวนของจำเลยที่ 1 ตามบันทึกคำให้การเป็นพยาน ซึ่งก่อนเริ่มถามคำให้การพันตำรวจโทเศกสรรค์ พนักงานสอบสวนได้สอบถามจำเลยที่ 1 แล้วว่ามีทนายความหรือไม่และต้องการทนายความหรือไม่ จำเลยที่ 1 ตอบว่าไม่มีทนายความและไม่ต้องการ จากนั้นพนักงานสอบสวนได้ถามคำให้การจำเลยที่ 1 โดยไม่ได้จัดหาทนายความให้ เมื่อคดีนี้เป็นคดีที่มีอัตราโทษประหารชีวิต ฉะนั้น ก่อนเริ่มถามคำให้การถ้าผู้ต้องหาไม่มีทนายความ รัฐต้องจัดหาทนายความให้ ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 134/1 เมื่อพนักงานสอบสวนไม่ได้จัดหาทนายความให้ เช่นนี้ถ้อยคำใด ๆ ที่ผู้ต้องหาให้ไว้ในชั้นสอบสวนย่อมจะรับฟังเป็นพยานหลักฐานในการพิสูจน์ความผิดของผู้นั้นไม่ได้ ตามมาตรา 134/4 วรรคท้าย เมื่อโจทก์มิได้อ้างส่งบันทึกคำให้การในชั้นสอบสวนของจำเลยที่ 2 ต่อศาล ทำให้เชื่อว่าก่อนเริ่มถามคำให้การจำเลยที่ 2 พนักงานสอบสวนมิได้จัดหาทนายความให้ อันเป็นการไม่ปฏิบัติตาม มาตรา 134/1 ถ้อยคำใด ๆ ที่จำเลยที่ 2 ให้ไว้ในชั้นสอบสวนย่อมจะรับฟังเป็นพยานหลักฐานในการพิสูจน์ความผิดของจำเลยที่ 2 ไม่ได้ ตามมาตรา 134/4 วรรคท้าย ดังนี้ จึงไม่อาจนำคำให้การในชั้นสอบสวนจำเลยที่ 2 ที่ให้การว่าขณะจำเลยที่ 1 ตรวจนับเมทแอมเฟตามีนในห้องพักจำเลยที่ 2 อยู่ด้วยมารับฟังเป็นพยานหลักฐานโจทก์เพื่อลงโทษจำเลยที่ 2 ได้ การที่จำเลยที่ 2 ไปด้วยกันกับจำเลยที่ 1 ตั้งแต่กรุงเทพมหานครไปเชียงใหม่และกลับมากรุงเทพมหานครในระหว่างนั้นพักอาศัยอยู่ด้วยกัน โดยมีความสัมพันธ์ฉันชู้สาว แต่ทางนำสืบของโจทก์ไม่ปรากฏพฤติการณ์ใดว่าจำเลยที่ 2 มีส่วนเกี่ยวข้องรู้เห็นกับการที่จำเลยที่ 1 ครอบครองเมทแอมเฟตามีนของกลางอย่างไรบ้าง เมื่อจำเลยที่ 2 มิได้เป็นภริยาของจำเลยที่ 1 และมีที่อยู่คนละแห่งกัน ทั้งขณะสายลับแจ้งเรื่องจำเลยที่ 1 ลักลอบนำเมทแอมเฟตามีนจากภาคเหนือเข้าสู่กรุงเทพมหานคร สายลับก็มิได้กล่าวถึงจำเลยที่ 2 ประกอบกับเมทแอมเฟตามีนของกลางซุกซ่อนอยู่ใต้พวงมาลัยรถยนต์ มิได้วางไว้ในที่จำเลยที่ 2 ซึ่งนั่งรถยนต์มาคู่กับจำเลยที่ 1 จะพบเห็นได้โดยง่าย พยานหลักฐานของโจทก์จึงเกิดความสงสัยตามสมควรว่าจำเลยที่ 2 ได้กระทำความผิดตามฟ้องหรือไม่ จึงต้องยกประโยชน์แห่งความสงสัยนั้นให้แก่จำเลยที่ 2 ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 227 วรรคสอง ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษายกฟ้องของจำเลยที่ 2 นั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาของโจทก์ฟังไม่ขึ้น

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.อ. ม. 134/1 ม. 134/4 วรรคท้าย
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการจังหวัดธัญบุรี
จำเลย — นายศิลา หอมไม่หาย กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดธัญบุรี — นางลัดดาวัลย์ ศรศักดา
ศาลอุทธรณ์ภาค 1 — นายนิพันธ์ ช่วยสกุล
ชื่อองค์คณะ
วิรุฬห์ แสงเทียน
ประเสริฐ โอนพรัตน์วิบูล
นิยุต สุภัทรพาหิรผล
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 7650/2554
#511591
เปิดฉบับเต็ม

ผู้เสียหายซึ่งนั่งซ้อนท้ายรถจักรยานยนต์ถูกกระชากกระเป๋าจนสายสะพายหลุดจากไหล่ผู้เสียหาย เป็นเหตุให้รถจักรยานยนต์ล้มและศีรษะผู้เสียหายกระแทกพื้นถนนสลบไป ส่วนกระเป๋าหลุดติดมือ ว. ไปหล่นบนถนนห่างจากจุดเดิมประมาณ 5 เมตร แสดงว่า ว. กระชากกระเป๋าสะพายของผู้เสียหายหลุดจากตัวผู้เสียหายมาอยู่ในความครอบครองของ ว. แล้ว แต่เนื่องจากรถจักรยานยนต์ของจำเลยซึ่ง ว. นั่งซ้อนท้ายมาเสียหลักล้มลงด้วยจนกระเป๋าของผู้เสียหายหล่นลงไปที่พื้นถนนห่างจากจุดเดิมถึง 5 เมตร จึงต้องถือว่าการวิ่งราวทรัพย์เอากระเป๋าสะพายของผู้เสียหายไปจากความครอบครองของผู้เสียหายเป็นความผิดสำเร็จแล้ว หาใช่เป็นเพียงขั้นพยายามวิ่งราวทรัพย์ไม่

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 336, 336 ทวิ, 83 และ 92 กับเพิ่มโทษและนับโทษจำเลยต่อจากโทษในคดีหมายเลขแดงที่ 3693/2548 ของศาลอาญาธนบุรี และคดีหมายเลขแดงที่ 4188/2549 ของศาลอาญากรุงเทพใต้

จำเลยให้การปฏิเสธ แต่รับว่าเป็นบุคคลคนเดียวกับจำเลยในคดีที่โจทก์ขอให้เพิ่มโทษและนับโทษต่อ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 336 วรรคสาม ประกอบมาตรา 336 ทวิ, 83 ลงโทษจำคุก 6 ปี ให้นับโทษจำเลยต่อจากโทษจำคุกในคดีหมายเลขแดงที่ 4188/2549 ของศาลอาญากรุงเทพใต้และคดีหมายเลขแดงที่ 3693/2548 ของศาลอาญาธนบุรี คำขออื่นให้ยก

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษาแก้เป็นว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 336 วรรคสองและวรรคสาม ประกอบมาตรา 80, 336 ทวิ, 83 การกระทำของจำเลยเป็นกรรมเดียวเป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบท ให้ลงโทษฐานร่วมกันพยายามวิ่งราวทรัพย์เป็นเหตุให้ผู้อื่นรับอันตรายสาหัส โดยใช้รถจักรยานยนต์เป็นยานพาหนะเพื่อสะดวกแก่การกระทำผิด อันเป็นบทที่มีโทษหนักที่สุด ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 จำคุก 4 ปี นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

โจทก์ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงรับฟังได้ในเบื้องต้นว่า ในวันเวลาและสถานที่เกิดเหตุตามฟ้อง ขณะนางสาวนพเกล้า ผู้เสียหายนั่งซ้อนท้ายรถจักรยานยนต์ ซึ่งมีนายธนูเป็นผู้ขับขี่จอดรอสัญญาณไฟจราจรอยู่ที่บริเวณสี่แยกป้อมมหากาฬที่เกิดเหตุ เมื่อได้รับสัญญาณไฟจราจรให้รถไปได้ ขณะนายธนูกำลังจะแล่นออกไป จำเลยขับรถจักรยานยนต์มีพวกจำเลย 1 คน นั่งซ้อนท้ายไปในทิศทางเดียวกันวิ่งเข้ามาใกล้รถจักรยานยนต์คันที่นายธนูขับขี่ แล้วพวกจำเลยได้กระชากกระเป๋าของผู้เสียหายที่สะพายอยู่ที่ไหล่หลุดออกจากไหล่ ผู้เสียหายได้เอี้ยวตัวหลบและยึดลำตัวนายธนูคนขับขี่ไว้ไม่ให้ตกจากรถเป็นเหตุให้รถจักรยานยนต์คันที่ผู้เสียหายนั่งซ้อนท้ายเสียการทรงตัวไปเฉี่ยวชนกับรถจักรยานยนต์ของจำเลย และรถจักรยานยนต์ทั้งสองคันล้มลงจนศีรษะผู้เสียหายกระแทกพื้นถนนหมดสติไปและกระเป๋าผู้เสียหายหล่นลงบริเวณกลางถนนห่างจากจุดเดิมประมาณ 5 เมตร

คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ว่า จำเลยร่วมวิ่งราวทรัพย์กระเป๋าของผู้เสียหายเป็นความผิดสำเร็จแล้วหรือไม่ เห็นว่า นายวิทยากระชากกระเป๋าสะพายของผู้เสียหายไปพร้อมกับลากตัวผู้เสียหายไป และกระเป๋าได้หล่นลงบริเวณกลางถนนห่างจากจุดเฉี่ยวชนเดิม 5 เมตร แม้จะไม่ปรากฏข้อเท็จจริงว่ากระเป๋าผู้เสียหายอยู่ในครอบครองของนายวิทยาแล้วหรือไม่ก็ตาม แต่ตามเหตุผลผู้เสียหายเป็นผู้หญิงนั่งซ้อนท้ายรถจักรยานยนต์ยี่ห้อเวสป้า ลักษณะฝาครอบล้อหลังกว้างใหญ่ ผู้เสียหายคงไม่นั่งคร่อมซ้อนท้ายและสะพายกระเป๋าที่ไหล่ขวา เชื่อว่าผู้เสียหายคงนั่งห้อยขาทั้งสองข้าง ทางด้านซ้ายของที่นั่งโดยคล้องสายสะพายกระเป๋าไว้ที่ไหล่และสอดแขนขวารัดสายกระเป๋าไว้ เมื่อผู้เสียหายถูกกระชากกระเป๋าจนสายสะพายหลุดจากไหล่ผู้เสียหาย แต่สายสะพายกระเป๋าย่อมต้องติดอยู่ที่แขนขวาของผู้เสียหาย เพราะสายสะพายกระเป๋าติดที่แขนผู้เสียหายนั่นเองเป็นเหตุให้รถจักรยานยนต์ล้ม ศีรษะผู้เสียหายกระแทกพื้นถนนสลบไป และกระเป๋าหลุดติดมือนายวิทยาไปจนกระเป๋าหล่นไปบนถนนห่างจากจุดเดิมประมาณ 5 เมตร แสดงว่านายวิทยากระชากกระเป๋าสะพายของผู้เสียหายหลุดจากตัวผู้เสียหายมาอยู่ในความครอบครองนายวิทยาแล้ว แต่เนื่องจากรถจักรยานยนต์ของจำเลยได้เสียหลักล้มลงด้วยจนกระเป๋าของผู้เสียหายหล่นลงไปที่พื้นถนนห่างจากจุดเดิมถึง 5 เมตร จึงต้องถือว่าการวิ่งราวทรัพย์เอากระเป๋าสะพายของผู้เสียหายไปจากความครอบครองผู้เสียหายเป็นความผิดสำเร็จแล้ว ที่ศาลอุทธรณ์วินิจฉัยว่าการกระทำของจำเลยกับพวกเป็นเพียงขั้นพยายามวิ่งราวทรัพย์กระเป๋าสะพายของผู้เสียหายมานั้น ศาลฎีกาไม่เห็นพ้องด้วย ฎีกาของโจทก์ฟังขึ้น

พิพากษาแก้เป็นว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 336 วรรคสองและวรรคสาม ประกอบด้วยมาตรา 336 ทวิ, 83 การกระทำของจำเลยเป็นกรรมเดียว ผิดต่อกฎหมายหลายบท ให้ลงโทษฐานร่วมกันวิ่งราวทรัพย์เป็นเหตุให้ผู้อื่นได้รับอันตรายสาหัสโดยใช้รถจักรยานยนต์เป็นยานพาหนะเพื่อสะดวกแก่การกระทำผิด อันเป็นบทหนักที่สุด ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 จำคุก 6 ปี นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นอุทธรณ์
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.อ. ม. 83 ม. 336 ม. 336 ทวิ
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการ สำนักงานอัยการสูงสุด
จำเลย — นายชิษะณุพงษ์หรือพิเชษฐ สุวรรณลิขิต
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลอาญา — นายศิริชัย พลการ
ศาลอุทธรณ์ — นายเชด กวีบริบูรณ์
ชื่อองค์คณะ
ประจวบ พัชนีรัตนกรณ์
พิษณุ ดำรงเกียรติวัฒนา
ปดารณี ลัดพลี
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 7635/2554
#514286
เปิดฉบับเต็ม

หลักที่จะใช้พิจารณาว่าความผิดทั้งสองคดีเป็นความผิดกรรมเดียวหรือหลายกรรม คือ การกระทำของจำเลยในทั้งสองคดีดังกล่าวเป็นการกระทำโดยมุ่งประสงค์ต่อผลอย่างเดียวกันหรือไม่ ซึ่งย่อมขึ้นอยู่กับข้อเท็จจริงในแต่ละกรณี ๆ ไป

การที่จำเลยกับพวกร่วมกันหลอกลวงสั่งซื้อสินค้าผ้าจากโจทก์ร่วมในคดีนี้เป็นการดำเนินการอย่างเป็นขั้นตอนตามแผนที่วางไว้ตั้งแต่ต้น โดยการหลอกลวงให้โจทก์ร่วมไว้วางใจเพื่อจะได้ฉ้อโกงสินค้าเป็นจำนวนมากด้วยการอาศัยวิธีการออกเช็คชำระค่าสินค้าแทนเงินสดโดยเจตนาที่จะไม่ใช้เงินตามเช็ค พฤติการณ์การกระทำดังกล่าวจึงเป็นเพียงอุบายของจำเลยกับพวกเพื่อให้โจทก์ร่วมหลงเชื่อและส่งมอบสินค้าผ้าในคดีนี้ให้จำเลยกับพวก การออกเช็คชำระหนี้คราวแรกจึงเป็นการกระทำอันเป็นส่วนหนึ่งของการหลอกลวงอันเป็นความผิดฐานฉ้อโกง แม้การที่จำเลยออกเช็คจำนวน 11 ฉบับ ให้แก่โจทก์ร่วมจะกระทำขึ้นภายหลังจากจำเลยกับพวกได้รับสินค้าผ้าจากโจทก์ร่วมและออกเช็คคราวแรกให้โจทก์ร่วมแล้วก็ตาม แต่ก็เป็นการออกเช็คแทนเช็คฉบับเดิมที่ถูกธนาคารปฏิเสธการจ่ายเงิน จึงเป็นการกระทำที่ต่อเนื่องและแทนที่การออกเช็คที่เป็นส่วนหนึ่งของการหลอกลวงดังกล่าว การกระทำของจำเลยที่เป็นความผิดฐานฉ้อโกงและความผิดต่อ พ.ร.บ.ว่าด้วยความผิดอันเกิดจากการใช้เช็ค จึงเป็นการกระทำกรรมเดียวผิดต่อกฎหมายหลายบท เมื่อโจทก์ฟ้องคดีนี้ภายหลังที่พนักงานอัยการฟ้องจำเลยต่อศาลแขวงตลิ่งชันในข้อหาความผิดต่อ พ.ร.บ.ว่าด้วยความผิดอันเกิดจากการใช้เช็ค ซึ่งเป็นเรื่องเดียวกันและอยู่ระหว่างการพิจารณาของศาลแขวงตลิ่งชัน ฟ้องของโจทก์คดีนี้จึงเป็นฟ้องซ้อน ต้องห้ามตาม ป.วิ.พ. มาตรา 173 วรรคสอง (1) ประกอบ ป.วิ.อ. มาตรา 15

ส่วนที่โจทก์ร่วมฎีกาอ้างว่า ภายหลังศาลชั้นต้นพิพากษาลงโทษจำเลยในคดีนี้จำเลยได้อ้างคำพิพากษาของศาลชั้นต้นต่อศาลแขวงตลิ่งชัน ทำให้ศาลแขวงตลิ่งชันพิพากษายกฟ้องคดีที่พนักงานอัยการฟ้องจำเลยในข้อหาความผิดต่อ พ.ร.บ.ว่าด้วยความผิดอันเกิดจากการใช้เช็ค เพราะเป็นฟ้องซ้ำตาม ป.วิ.อ. มาตรา 39 (4) ซึ่งบัญญัติไว้โดยเฉพาะ จึงไม่อาจนำ ป.วิ.พ. มาตรา 173 วรรคสอง (1) ประกอบด้วย ป.วิ.อ. มาตรา 15 มาบังคับแก่กรณีนี้นั้น เห็นว่า ฎีกาข้อนี้ของโจทก์ร่วมยังคลาดเคลื่อนอยู่เพราะบทบัญญัติในมาตรา 39 (4) แห่ง ป.วิ.อ. เป็นเรื่องฟ้องซ้ำ ส่วนบทบัญญัติในมาตรา 173 วรรคสอง (1) แห่ง ป.วิ.พ. เป็นเรื่องฟ้องซ้อน เป็นคนละเรื่องกัน เมื่อ ป.วิ.อ. ไม่ได้บัญญัติเรื่องฟ้องซ้อนไว้โดยเฉพาะ จึงนำบทบัญญัติเรื่องฟ้องซ้อนใน ป.วิ.พ. มาใช้บังคับแก่คดีนี้ได้ตาม ป.วิ.อ. มาตรา 15

(ประชุมใหญ่ครั้งที่ 3/2553)

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 341, 91, 83 ให้จำเลยกับพวกร่วมกันคืนหรือใช้ราคาทรัพย์เป็นเงิน 1,450,531 บาท แก่ผู้เสียหาย

จำเลยให้การปฏิเสธ

ระหว่างพิจารณา ห้างหุ้นส่วนจำกัดเบ๊กิ้มฮง ผู้เสียหาย ยื่นคำร้องขอเข้าร่วมเป็นโจทก์ ศาลชั้นต้นอนุญาตเฉพาะคดีส่วนอาญา

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 341 ประกอบมาตรา 83 เป็นการกระทำความผิดหลายกรรมต่างกันให้เรียงกระทงลงโทษทุกกรรมเป็นกระทงความผิดไป ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 จำคุกกระทงละ 3 เดือน รวม 13 กระทง เป็นจำคุก 39 เดือน ให้จำเลยคืนหรือใช้ราคาทรัพย์ที่ยังไม่ได้คืนเป็นเงิน 1,450,531 บาท แก่โจทก์ร่วม

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษากลับ ให้ยกฟ้อง

โจทก์และโจทก์ร่วมฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงฟังยุติว่า จำเลยร่วมกับนายจิรายุพันธุ์หรือใหญ่เปิดร้านค้าชื่อ ถุงเงินดีไซน์ แล้วสั่งซื้อสินค้าผ้าจากโจทก์ร่วมหลายครั้ง ครั้งแรก ๆ จ่ายค่าสินค้าเป็นเงินสด ต่อมาจ่ายเป็นเช็คซึ่งสามารถเรียกเก็บเงินได้ ครั้งหลังสุดจ่ายเป็นเช็คหลายฉบับ โดยหลอกลวงว่าสามารถเรียกเก็บเงินได้ แต่ความจริงไม่อาจเรียกเก็บเงินได้ เพราะธนาคารปฏิเสธการจ่ายเงินตามเช็ค ต่อมาจำเลยได้ออกเช็คจำนวน 11 ฉบับ รวมเป็นเงิน 1,003,089 บาท แทนเช็คที่ถูกธนาคารปฏิเสธการใช้เงินและธนาคารปฏิเสธการจ่ายเงินอีก

คดีมีปัญหาที่จะต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์และโจทก์ร่วมว่า ฟ้องของโจทก์คดีนี้เป็นฟ้องซ้อนกับคดีที่พนักงานอัยการฟ้องจำเลยต่อศาลแขวงตลิ่งชันในข้อหาความผิดตามพระราชบัญญัติว่าด้วยความผิดอันเกิดจากการใช้เช็คหรือไม่ ศาลฎีกาโดยมติที่ประชุมใหญ่เห็นว่า ที่โจทก์ฎีกาอ้างว่า คดีที่พนักงานอัยการฟ้องจำเลยต่อศาลแขวงตลิ่งชันในข้อหาความผิดต่อพระราชบัญญัติว่าด้วยความผิดอันเกิดจากการใช้เช็ค เป็นเช็คจำนวน 11 ฉบับ รวมเป็นเงิน 1,003,089 บาท ส่วนคดีนี้โจทก์ฟ้องจำเลยในข้อหาร่วมกันฉ้อโกง จำนวน 13 ครั้ง รวมมูลค่า 1,450,531 บาท นอกจากนี้ วันที่ออกเช็คแต่ละฉบับก็ไม่ตรงกับวันที่ฉ้อโกงแต่ละครั้ง จึงเห็นได้ว่าเป็นความผิดต่างกรรมต่างวาระ มิใช่เรื่องเดียวกัน และที่โจทก์ร่วมฎีกาอ้างว่า คดีนี้จำเลยมีเจตนาทุจริต ฉ้อโกงสินค้าผ้าของโจทก์ร่วม ความผิดสำเร็จแล้วตั้งแต่จำเลยได้รับสินค้าผ้าจากโจทก์ร่วม ส่วนคดีที่พนักงานอัยการฟ้องจำเลยต่อศาลแขวงตลิ่งชันในข้อหาความผิดต่อพระราชบัญญัติว่าด้วยความผิดอันเกิดจากการใช้เช็ค ความผิดเกิดขึ้นเมื่อธนาคารปฏิเสธการจ่ายเงินตามเช็ค จึงเป็นความผิดหลายกรรมนั้น ข้ออ้างของโจทก์และโจทก์ร่วมดังกล่าวนั้นไม่ใช่ข้อสาระสำคัญที่จะแสดงให้เห็นว่าความผิดคดีนี้กับความผิดในคดีที่พนักงานอัยการฟ้องจำเลยต่อศาลแขวงตลิ่งชันในข้อหาความผิดต่อพระราชบัญญัติว่าด้วยความผิดอันเกิดจากการใช้เช็คเป็นความผิดกรรมเดียวหรือหลายกรรม หลักที่จะใช้พิจารณาว่าความผิดทั้งสองคดีเป็นความผิดกรรมเดียวหรือหลายกรรมก็คือ การกระทำของจำเลยในทั้งสองคดีดังกล่าวเป็นการกระทำโดยมุ่งประสงค์ต่อผลอย่างเดียวกันหรือไม่ ซึ่งย่อมขึ้นอยู่กับข้อเท็จจริงในแต่ละกรณี ๆ ไป ได้ความจากนายพชร พยานโจทก์ร่วมซึ่งเป็นบุตรของหุ้นส่วนผู้จัดการโจทก์ร่วมและเป็นผู้จัดการฝ่ายขายของโจทก์ร่วมว่า หลังจากนายจิรายุซึ่งเป็นพนักงานขายของโจทก์ร่วมได้แนะนำลูกค้าคือร้านถุงเงินดีไซน์แก่โจทก์ร่วมแล้ว โจทก์ร่วมขายสินค้าประเภทผ้าม้วนให้แก่ร้านถุงเงินดีไซน์โดยในช่วงแรกนั้นจะรับชำระค่าสินค้าเป็นเงินสด หลังจากนั้นนายจิรายุพันธุ์แจ้งว่า ร้านถุงเงินดีไซน์ต้องการสั่งซื้อสินค้าเพิ่มขึ้นโดยจะขอชำระค่าสินค้าเป็นระยะเวลานานขึ้นด้วยเช็คธนาคารกสิกรไทย จำกัด (มหาชน) สาขาย่อยสุขาภิบาล 1 (บางบอน) โดยในการชำระค่าสินค้าด้วยเช็คในช่วงแรก เช็คสามารถเรียกเก็บเงินได้ ต่อมานายจิรายุพันธุ์แจ้งว่าร้านถุงเงินดีไซน์ต้องการสั่งซื้อสินค้าเพิ่มขึ้น และจะขอชำระค่าสินค้านานขึ้นกว่าเดิม นายพชรยินยอมให้นายจิรายุพันธุ์ขายสินค้าโดยให้ระยะเวลาในการชำระค่าสินค้าของร้านถุงเงินดีไซน์เพิ่มขึ้น ร้านถุงเงินดีไซน์สั่งซื้อสินค้าผ้าจากโจทก์ร่วมในระหว่างเกิดเหตุคดีนี้รวม 13 ครั้ง และได้ชำระค่าสินค้าเป็นเช็คจำนวน 11 ฉบับ แต่เช็คดังกล่าวไม่สามารถเรียกเก็บเงินได้ ต่อมานายพชรไปตรวจสอบร้านถุงเงินดีไซน์พบว่าร้านดังกล่าวเป็นทาวน์เฮาส์ 2 ชั้น ไม่ได้มีการตัดเย็บเสื้อผ้าเพื่อผลิตสินค้า และได้ความจากเจ้าของทาวน์เฮาส์ดังกล่าวว่า นายจิรายุพันธุ์เป็นผู้มาเช่าทาวน์เฮาส์ดังกล่าวตั้งแต่ปลายปี 2542 ถึงต้นปี 2543 หลังจากนั้นนายจิรายุพันธุ์ได้ออกจากทาวน์เฮาส์ไป จะเห็นได้ว่า การที่จำเลยกับพวกร่วมกันหลอกลวงสั่งซื้อสินค้าผ้าจากโจทก์ร่วมในคดีนี้ เป็นการดำเนินการอย่างเป็นขั้นตอนตามแผนการที่วางไว้ตั้งแต่ต้น โดยการหลอกลวงให้โจทก์ร่วมไว้วางใจเพื่อจะได้ฉ้อโกงสินค้าเป็นจำนวนมากด้วยการอาศัยวิธีการออกเช็คชำระค่าสินค้าแทนเงินสดโดยเจตนาที่จะไม่ใช้เงินตามเช็ค พฤติการณ์การกระทำดังกล่าวจึงเป็นเพียงอุบายของจำเลยกับพวกเพื่อให้โจทก์ร่วมหลงเชื่อและส่งมอบสินค้าผ้าในคดีนี้ให้จำเลยกับพวก การออกเช็คชำระหนี้คราวแรกจึงเป็นการกระทำอันเป็นส่วนหนึ่งของการหลอกลวงอันเป็นความผิดฐานฉ้อโกง แม้การที่จำเลยออกเช็คจำนวน 11 ฉบับ ให้แก่โจทก์ร่วมจะกระทำขึ้นภายหลังจากจำเลยกับพวกได้รับสินค้าผ้าจากโจทก์ร่วมและออกเช็คคราวแรกให้โจทก์ร่วมแล้วก็ตาม แต่ก็เป็นการออกเช็คแทนเช็คฉบับเดิมที่ถูกธนาคารปฏิเสธการจ่ายเงิน จึงเป็นการกระทำที่ต่อเนื่องและแทนที่การออกเช็คที่เป็นส่วนหนึ่งของการหลอกลวงดังกล่าว การกระทำของจำเลยที่เป็นความผิดฐานฉ้อโกงและความผิดต่อพระราชบัญญัติว่าด้วยความผิดอันเกิดจากการใช้เช็ค จึงเป็นการกระทำกรรมเดียวผิดต่อกฎหมายหลายบท เมื่อโจทก์ฟ้องคดีนี้ภายหลังที่พนักงานอัยการฟ้องจำเลยต่อศาลแขวงตลิ่งชันในข้อหาความผิดต่อพระราชบัญญัติว่าด้วยความผิดอันเกิดจากการใช้เช็คซึ่งเป็นเรื่องเดียวกันและอยู่ระหว่างการพิจารณาของศาลแขวงตลิ่งชัน ฟ้องของโจทก์คดีนี้จึงเป็นฟ้องซ้อนต้องห้ามตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 173 วรรคสอง (1) ประกอบด้วยประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 15

ส่วนที่โจทก์ร่วมฎีกาอ้างว่า ภายหลังศาลชั้นต้นพิพากษาลงโทษจำเลยในคดีนี้ จำเลยได้อ้างคำพิพากษาของศาลชั้นต้นต่อศาลแขวงตลิ่งชัน ทำให้ศาลแขวงตลิ่งชันพิพากษายกฟ้องคดีที่พนักงานอัยการฟ้องจำเลยในข้อหาความผิดต่อพระราชบัญญัติว่าด้วยความผิดอันเกิดจากการใช้เช็ค เพราะเป็นฟ้องซ้ำตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 39 (4) ซึ่งบัญญัติไว้โดยเฉพาะ จึงไม่อาจนำประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 173 วรรคสอง (1) ประกอบด้วยประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 15 มาบังคับแก่กรณีนี้ได้ตามคำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1037/2501 และ 1438/2527 นั้น เห็นว่า ฎีกาข้อนี้ของโจทก์ร่วมยังคลาดเคลื่อนอยู่ เพราะบทบัญญัติในมาตรา 39 (4) แห่งประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญาเป็นเรื่องฟ้องซ้ำ ส่วนบทบัญญัติในมาตรา 173 วรรคสอง (1) แห่งประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง เป็นเรื่องฟ้องซ้อน เป็นคนละเรื่องกัน เมื่อประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญาไม่ได้บัญญัติเรื่องฟ้องซ้อนไว้โดยเฉพาะจึงนำบทบัญญัติเรื่องฟ้องซ้อนในประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่งมาใช้บังคับแก่คดีนี้ได้ ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 15 เมื่อวินิจฉัยเช่นนี้แล้ว กรณีไม่จำต้องวินิจฉัยฎีกาของโจทก์ร่วมในปัญหาข้อเท็จจริงต่อไป ที่ศาลอุทธรณ์พิพากษามานั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาของโจทก์และโจทก์ร่วมฟังไม่ขึ้น

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.อ. ม. 90 ม. 91 ม. 341
ป.วิ.อ. ม. 15
ป.วิ.พ. ม. 173 วรรคสอง (1)
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการ สำนักงานอัยการสูงสุด
โจทก์ร่วม — ห้างหุ้นส่วนจำกัดเบ๊กิ้มฮง
จำเลย — นายธงชัย ถุงเงิน
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลแขวงปทุมวัน — นายอรรถกร สมบัติชัย
ศาลอุทธรณ์ — นายณรงค์พล ทองจีน
ชื่อองค์คณะ
ประเสริฐ วิริยสิทธาวัฒน์
สิทธิชัย รุ่งตระกูล
ธนัท วิรบุตร์
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 7634/2554
#511580
เปิดฉบับเต็ม

มติของแพทยสภาไม่ใช่กฎหมายและไม่มีกฎหมายฉบับใดบัญญัติว่ามติของแพทยสภามีผลผูกพันคู่ความและศาลจะต้องรับฟังมติของแพทยสภา หากศาลเห็นว่ามติของแพทยสภาถูกต้องและเป็นธรรมก็นำมารับฟังประกอบพยานหลักฐานของจำเลยที่ 1 ที่ 3 และที่ 4 ได้ แต่มติของแพทยสภาเกี่ยวกับเรื่องนี้มีข้อสงสัยว่าจะถูกต้องและเป็นธรรมหรือไม่ ศาลเพียงแต่นำมารับฟังประกอบการพิจารณาเท่านั้น โดยไม่จำต้องถือตามมติของแพทยสภา

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ทั้งเจ็ดฟ้อง ขอให้บังคับจำเลยทั้งสี่ร่วมกันชำระเงินแก่โจทก์ทุกคนเป็นเงินทั้งสิ้น 695,621,852 บาท พร้อมด้วยดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปีของต้นเงิน 663,590,000 บาท นับแต่วันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จ

จำเลยที่ 1 ที่ 2 และที่ 4 ขอให้พิพากษายกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิจารณาแล้วพิพากษายกฟ้อง ค่าฤชาธรรมเนียมให้เป็นพับ

โจทก์ทั้งเจ็ดอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษาแก้เป็นว่า ให้จำเลยที่ 1 ที่ 3 และที่ 4 ร่วมกันใช้เงินแก่โจทก์ที่ 1 เป็นเงิน 3,300,000 บาท แก่โจทก์ที่ 2 ถึงที่ 4 เป็นเงินคนละ 2,000,000 บาท แก่โจทก์ที่ 5 และที่ 6 เป็นเงินคนละ 500,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ในต้นเงินดังกล่าวนับแต่วันที่ 8 กันยายน 2538 เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จ กับให้จำเลยที่ 1 ที่ 3 และที่ 4 ร่วมกันใช้ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสองศาลแทนโจทก์ที่ 1 ถึงที่ 6 โดยกำหนดค่าทนายความรวม 300,000 บาท นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น ค่าฤชาธรรมเนียมระหว่างโจทก์ทั้งเจ็ดกับจำเลยที่ 2 และระหว่างโจทก์ที่ 7 กับจำเลยทั้งสี่ในชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ

จำเลยที่ 1 ที่ 3 และที่ 4 ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่ามติของคณะกรรมการแพทยสภาเกี่ยวกับเรื่องการกระทำของจำเลยที่ 3 และที่ 4 ดังกล่าว มิใช่เป็นมติเสียงเอกฉันท์ว่าจำเลยที่ 3 และที่ 4 ไม่มีความผิด ประกอบกับการพิจารณาของแพทยสภามีปัญหาโต้เถียงกันมากว่ามติของแพทยสภาดังกล่าวถูกต้องและเป็นธรรมหรือไม่ ศาลเพียงแต่นำมารับฟังประกอบการพิจารณาเท่านั้น โดยไม่จำต้องถือตามมติของแพทยสภาดังที่ได้วินิจฉัยมาแล้วข้างต้น

พิพากษาแก้เป็นว่า ให้จำเลยที่ 1 ที่ 3 และที่ 4 ร่วมกันใช้เงินแก่โจทก์ที่ 1 จำนวน 2,800,000 บาท แก่โจทก์ที่ 2 จำนวน 1,000,000 บาท แก่โจทก์ที่ 3 จำนวน 1,500,000 บาท แก่โจทก์ที่ 4 จำนวน 2,000,000 บาท แก่โจทก์ที่ 5 และที่ 6 คนละจำนวน 500,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงินดังกล่าวนับแต่วันที่ 8 กันยายน 2538 เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จ กับให้จำเลยที่ 1 ที่ 3 และที่ 4 ใช้ค่าทนายความชั้นฎีกา 150,000 บาท แทนโจทก์ที่ 1 ถึงที่ 6 ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกานอกจากนี้ให้เป็นพับ นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 420 ม. 425
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นายบุรินทร์ เสรีโยธิน กับพวก
จำเลย — บริษัทสมิติเวช จำกัด (มหาชน) กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลแพ่งกรุงเทพใต้ — นายสุเมศร์ พันธุ์โชติ
ศาลอุทธรณ์ — นายสุทธินันท์ เสียมสกุล
ชื่อองค์คณะ
ศุภชัย สมเจริญ
กรองเกียรติ คมสัน
โสภณ โรจน์อนนท์
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 7630/2554
#511590
เปิดฉบับเต็ม

การรับช่วงสิทธิจะเกิดขึ้นได้ก็ด้วยอำนาจของกฎหมาย จึงต้องเป็นกรณีที่มีกฎหมายบัญญัติให้รับช่วงสิทธิได้ การที่โจทก์จ่ายเงินค่ารักษาพยาบาลซึ่งเป็นเงินทดแทนแก่ลูกจ้างตามกฎหมายแรงงานอันเป็นกฎหมายพิเศษซึ่งใช้บังคับระหว่างนายจ้างกับลูกจ้างกรณีที่ลูกจ้างประสบอันตรายถึงแก่ความตายอันเนื่องมาจากการทำงานให้แก่นายจ้างโดยเฉพาะ มิใช่การจ่ายค่าสินไหมทดแทนความเสียหายและกฎหมายก็ไม่ได้บัญญัติให้สิทธิแก่โจทก์ซึ่งเป็นนายจ้างเรียกเอาเงินทดแทนที่จ่ายไปนั้นคืนจากผู้ทำละเมิดต่อลูกจ้างโจทก์ได้แต่อย่างใด ดังนั้น โจทก์จึงไม่อาจอ้างการรับช่วงสิทธิมาฟ้องเรียกร้องค่ารักษาพยาบาลที่โจทก์จ่ายไปคืนจากจำเลยที่ 7 ได้

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้อง ขอให้บังคับจำเลยทั้งเจ็ดร่วมกันชำระเงิน 139,664.89 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงิน 137,046 บาท นับถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์

จำเลยที่ 1 ถึงที่ 5 ให้การขอให้ยกฟ้อง

ระหว่างพิจารณา โจทก์ยื่นคำบอกกล่าวขอถอนฟ้องจำเลยที่ 6 ศาลชั้นต้นอนุญาต

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยที่ 7 ชำระเงิน 124,046 บาท พร้อมดอกเบี้ยร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงินดังกล่าว นับแต่วันที่ 14 กุมภาพันธ์ 2548 เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ คำขอนอกจากนี้ให้ยก ให้ยกฟ้องโจทก์สำหรับจำเลยที่ 1 ถึงที่ 5 ค่าฤชาธรรมเนียมให้เป็นพับ

จำเลยที่ 7 อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 4 พิพากษาแก้เป็นว่า ให้ยกฟ้องโจทก์สำหรับจำเลยที่ 7 ด้วย นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น ให้โจทก์ใช้ค่าทนายความในชั้นอุทธรณ์ 1,000 บาท แทนจำเลยที่ 7

โจทก์ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า การรับช่วงสิทธิจะเกิดขึ้นได้ก็ด้วยอำนาจของกฎหมาย จึงต้องเป็นกรณีที่มีกฎหมายบัญญัติให้รับช่วงสิทธิได้ การที่โจทก์จ่ายเงินค่ารักษาพยาบาลซึ่งเป็นเงินทดแทนแก่ลูกจ้างตามกฎหมายแรงงานอันเป็นกฎหมายพิเศษซึ่งใช้บังคับระหว่างนายจ้างกับลูกจ้างกรณีที่ลูกจ้างประสบอันตรายถึงแก่ความตายอันเนื่องมาจากการทำงานให้แก่นายจ้างโดยเฉพาะมิใช่การจ่ายค่าสินไหมทดแทนความเสียหายและกฎหมายก็ไม่ได้บัญญัติให้สิทธิแก่โจทก์ซึ่งเป็นนายจ้างเรียกเอาเงินทดแทนที่จ่ายไปนั้นคืนจากผู้ทำละเมิดต่อลูกจ้างโจทก์ได้แต่อย่างใด ดังนั้นโจทก์จึงไม่อาจอ้างการรับช่วงสิทธิมาฟ้องเรียกร้องค่ารักษาพยาบาลที่โจทก์จ่ายไปคืนจากจำเลยที่ 7 ได้ ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 4 พิพากษายกฟ้องโจทก์มานั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาของโจทก์ฟังไม่ขึ้น และกรณีไม่จำต้องวินิจฉัยฎีกาข้ออื่นของโจทก์อีกต่อไปเพราะไม่ทำให้ผลของคดีเปลี่ยนแปลง

พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาเห็นควรให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 227
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — ห้างหุ้นส่วนจำกัด ช.เสรี ทรานสปอร์ต
จำเลย — นางสุพรรณ ณ รังศรี กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดพล — นายจรูญ นาคเสน
ศาลอุทธรณ์ภาค 4 — นายทรงพล สงวนพงศ์
ชื่อองค์คณะ
สมศักดิ์ ตันติภิรมย์
พินิจ สุเสารัจ
วีรา ไวยหงษ์ รินทร์ศรี
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 7592/2554
#520005
เปิดฉบับเต็ม

ความผิดฐานนำเมทแอมเฟตามีนเข้ามาในราชอาณาจักรโดยไม่ได้รับอนุญาตตาม พ.ร.บ.ยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 มาตรา 65 วรรคหนึ่ง มีระวางโทษจำคุกตลอดชีวิต ดังนั้น เมื่อลดมาตราส่วนโทษกึ่งหนึ่งจะต้องเปลี่ยนโทษจำคุกตลอดชีวิตเป็นโทษจำคุก 50 ปี ตาม ป.อ. มาตรา 53 เสียก่อน เมื่อคำนวณแล้วจะเหลือโทษจำคุก 25 ปี และเมื่อลดโทษให้อีกหนึ่งในสามตาม ป.อ. มาตรา 78 แล้ว คงเหลือโทษจำคุก 16 ปี 8 เดือน หาใช่ 33 ปี 4 เดือน

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 มาตรา 4, 7, 8, 15, 66, 67, 102 พระราชบัญญัติคนเข้าเมือง พ.ศ.2522 มาตรา 4, 11, 12, 62, 81 ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 32, 91 และริบเมทแอมเฟตามีนของกลาง

จำเลยให้การรับสารภาพในข้อหามีเมทแอมเฟตามีนไว้ในครอบครองโดยไม่ได้รับอนุญาต เป็นคนต่างด้าวเข้ามาและอยู่ในราชอาณาจักรโดยไม่ได้รับอนุญาต แต่ข้อหาอื่นให้การปฏิเสธ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 มาตรา 15 วรรคหนึ่ง, 65 วรรคหนึ่ง, 67 พระราชบัญญัติคนเข้าเมือง พ.ศ.2522 มาตรา 11, 62 วรรคหนึ่ง, 81 การกระทำของจำเลยเป็นความผิดหลายกรรมต่างกัน ให้ลงโทษทุกกรรมเป็นกระทงความผิดไปตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 ฐานนำยาเสพติดให้โทษในประเภท 1 เข้ามาในราชอาณาจักรโดยไม่ได้รับอนุญาต จำคุกตลอดชีวิต และปรับ 3,000,000 บาท ฐานมียาเสพติดให้โทษในประเภท 1 ไว้ในครอบครองโดยไม่ได้รับอนุญาต จำคุก 1 ปี 6 เดือน ฐานเป็นคนต่างด้าวเข้ามาในราชอาณาจักรโดยฝ่าฝืนต่อกฎหมาย จำคุก 2 เดือน ฐานเป็นคนต่างด้าวอยู่ในราชอาณาจักรโดยไม่ได้รับอนุญาต จำคุก 2 เดือน จำเลยให้การรับสารภาพในข้อหามียาเสพติดให้โทษในประเภท 1 ไว้ในครอบครองโดยไม่ได้รับอนุญาต เป็นคนต่างด้าวเข้ามาในราชอาณาจักรโดยฝ่าฝืนต่อกฎหมาย และเป็นคนต่างด้าวอยู่ในราชอาณาจักรโดยไม่ได้รับอนุญาต เป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้ในความผิดทั้งสามกระทงกึ่งหนึ่งตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คงจำคุก 11 เดือน เมื่อรวมโทษทุกกระทงแล้ว คงให้จำคุกตลอดชีวิต และปรับ 3,000,000 บาท หากจำเลยไม่ชำระค่าปรับให้จัดการตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 29, 30 ริบของกลาง

โจทก์และจำเลยไม่อุทธรณ์ ศาลชั้นต้นส่งสำนวนมายังศาลอุทธรณ์ภาค 4 ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 245 วรรคสอง

ศาลอุทธรณ์ภาค 4 พิพากษาแก้เป็นว่า ความผิดฐานนำเมทแอมเฟตามีนเข้ามาในราชอาณาจักรโดยไม่ได้รับอนุญาตและฐานมีเมทแอมเฟตามีนไว้ในครอบครองโดยไม่ได้รับอนุญาต เป็นการกระทำกรรมเดียวเป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบทให้ลงโทษฐานนำเมทแอมเฟตามีนเข้ามาในราชอาณาจักรโดยไม่ได้รับอนุญาต ซึ่งเป็นกฎหมายบทที่มีโทษหนักที่สุดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 ขณะกระทำความผิดจำเลยอายุ 18 ปีเศษ ลดมาตราส่วนโทษให้กึ่งหนึ่งตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 76 ประกอบมาตรา 53 ฐานนำเมทแอมเฟตามีนเข้ามาในราชอาณาจักรโดยไม่ได้รับอนุญาต จำคุก 50 ปี และปรับ 600,000 บาท ฐานเป็นคนต่างด้าวเข้ามาในราชอาณาจักรโดยฝ่าฝืนต่อกฎหมาย จำคุก 1 เดือน ฐานเป็นคนต่างด้าวอยู่ในราชอาณาจักรโดยไม่ได้รับอนุญาต จำคุก 1 เดือน จำเลยให้การรับสารภาพในความผิดฐานเป็นคนต่างด้าวเข้ามาในราชอาณาจักรโดยฝ่าฝืนต่อกฎหมาย และฐานเป็นคนต่างด้าวอยู่ในราชอาณาจักรโดยไม่ได้รับอนุญาต เป็นประโยชน์แก่การพิจารณามีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้กระทงละกึ่งหนึ่ง ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 รวม 2 กระทง จำคุกรวม 1 เดือน และความผิดฐานนำเมทแอมเฟตามีนเข้ามาในราชอาณาจักรโดยไม่ได้รับอนุญาต ทางนำสืบของจำเลยและคำให้การในชั้นสอบสวนของจำเลยเป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้หนึ่งในสามตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คงจำคุก 33 ปี 4 เดือน และปรับ 400,000 บาท เมื่อรวมโทษทุกกระทงความผิดแล้ว คงจำคุก 33 ปี 5 เดือน และปรับ 400,000 บาท หากจำเลยไม่ชำระค่าปรับให้จัดการตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 29, 30 โดยให้กักขังจำเลยแทนค่าปรับเป็นระยะเวลา 1 ปี นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

จำเลยฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงที่คู่ความมิได้โต้เถียงกันในชั้นนี้รับฟังเป็นยุติว่า ในวันเวลาและสถานที่เกิดเหตุตามฟ้อง จำเลยซึ่งเป็นคนต่างด้าวสัญชาติลาวเดินทางเข้ามาในราชอาณาจักรโดยไม่ผ่านช่องทางด่านตรวจคนเข้าเมืองและอยู่ในราชอาณาจักรโดยไม่ได้รับอนุญาต และจำเลยมีเมทแอมเฟตามีนอันเป็นยาเสพติดให้โทษในประเภท 1 จำนวน 7 เม็ด คำนวณเป็นสารบริสุทธิ์ได้ 0.265 กรัม ไว้ในครอบครองโดยมิได้รับอนุญาต เจ้าพนักงานตำรวจจับจำเลยได้พร้อมยึดเมทแอมเฟตามีนดังกล่าวเป็นของกลาง คดีมีปัญหาวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยประการแรกว่า จำเลยกระทำความผิดฐานนำเมทแอมเฟตามีนเข้ามาในราชอาณาจักรหรือไม่ โจทก์มีดาบตำรวจเผด็จชัย เบิกความ เห็นว่า จากคำเบิกความของดาบตำรวจเผด็จชัย ครั้งแรกที่สายลับมารายงานให้ทราบนั้นเป็นเพียงการให้ข้อมูลว่ามีการลักลอบนำเมทแอมเฟตามีนจากสาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนลาวเข้ามาจำหน่ายในจังหวัดมุกดาหาร แต่ยังไม่มีรายละเอียดว่าใครจะเป็นผู้นำเข้ามา และจะนำเข้ามาเมื่อใด ที่ใด เช่นนี้ย่อมไปอาจมีการวางแผนจับกุมคนร้ายได้ ต่อเมื่อมีข้อมูลโดยละเอียด ในวันรุ่งขึ้นดาบตำรวจเผด็จชัยจึงได้รายงานผู้บังคับบัญชาและร่วมกันวางแผนจับกุม จึงไม่เป็นข้อพิรุธแต่อย่างใด ส่วนที่โจทก์มิได้นำสืบให้ปรากฏว่าสายลับเป็นใครก็เห็นว่าเป็นกรณีที่ทางราชการต้องคำนึงถึงความปลอดภัยของผู้ให้ข้อมูลอันเป็นประโยชน์แก่ทางราชการแต่อย่างไรก็ตามเมื่อโจทก์มีดาบตำรวจเผด็จชัยซึ่งซุ่มดูเห็นจำเลยตั้งแต่ขึ้นจากเรือที่ข้ามฟากแม่น้ำโขงมาจากสาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนลาวจนกระทั่งถูกจับกุมมาเบิกความยืนยันพฤติการณ์ของจำเลยแล้ว การที่โจทก์มิได้นำสืบว่าสายลับเป็นใครหรือมิได้นำสายลับมาเบิกความยืนยันความข้อนี้จึงไม่ทำให้พยานหลักฐานของโจทก์มีน้ำหนักลดน้อยลง พยานหลักฐานที่โจทก์นำสืบมามีน้ำหนักรับฟังได้โดยปราศจากข้อสงสัยว่า จำเลยนำเมทแอมเฟตามีนของกลางเข้ามาในราชอาณาจักร ที่ศาลล่างทั้งสองลงโทษจำเลยในความผิดฐานนำเมทแอมเฟตามีนเข้ามาในราชอาณาจักรโดยไม่ได้รับอนุญาตนั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาของจำเลยข้อนี้ฟังไม่ขึ้น และเมื่อความผิดดังกล่าวกับความผิดฐานมีเมทแอมเฟตามีนไว้ในครอบครองโดยไม่ได้รับอนุญาตเป็นการกระทำกรรมเดียวเป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบท ซึ่งต้องลงโทษฐานนำเมทแอมเฟตามีนเข้ามาในราชอาณาจักรโดยไม่ได้รับอนุญาต ซึ่งเป็นกฎหมายบทที่มีโทษหนักที่สุดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 แล้ว จึงไม่จำต้องกำหนดโทษจำเลยในความผิดฐานมีเมทแอมเฟตามีนไว้ในครอบครองตามที่จำเลยฎีกาขอมาอีก

ปัญหาวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยประการต่อมาว่า ศาลอุทธรณ์ภาค 4 กำหนดโทษจำเลยในความผิดฐานนำเมทแอมเฟตามีนเข้ามาในราชอาณาจักร โดยไม่ได้รับอนุญาต ภายหลังลดมาตราส่วนโทษกึ่งหนึ่งตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 76 และลดโทษหนึ่งในสามตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 ถูกต้องหรือไม่ เห็นว่า ความผิดฐานนำเมทแอมเฟตามีนเข้ามาในราชอาณาจักรโดยไม่ได้รับอนุญาตตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 มาตรา 65 วรรคหนึ่ง มีระวางโทษจำคุกตลอดชีวิต ดังนั้น เมื่อลดมาตราส่วนโทษให้กึ่งหนึ่งจะต้องเปลี่ยนโทษจำคุกชีวิตเป็นโทษจำคุก 50 ปี ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 53 เสียก่อน เมื่อคำนวณแล้วจะเหลือโทษจำคุก 25 ปี และเมื่อลดโทษให้อีกหนึ่งในสามตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 แล้ว คงเหลือโทษจำคุก 16 ปี 8 เดือน หาใช่ 33 ปี 4 เดือน ตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 4 ไม่ฎีกาของจำเลยข้อนี้ฟังขึ้น

พิพากษาแก้เป็นว่า ความผิดฐานนำเมทแอมเฟตามีนเข้ามาในราชอาณาจักรโดยไม่ได้รับอนุญาต ลดมาตราส่วนโทษให้กึ่งหนึ่งตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 76 ประกอบมาตรา 53 แล้ว จำคุก 25 ปี ลดโทษให้อีกหนึ่งในสามตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คงจำคุก 16 ปี 8 เดือน เมื่อรวมกับโทษปรับและโทษทุกกระทงตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 4 แล้ว คงจำคุก 16 ปี 9 เดือน และปรับ 400,000 บาท นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 4
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.ยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 ม. 15 วรรคหนึ่ง ม. 65 วรรคหนึ่ง ม. 67
พ.ร.บ.คนเข้าเมือง พ.ศ.2522 ม. 11 ม. 62 วรรคหนึ่ง ม. 81
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการจังหวัดมุกดาหาร
จำเลย — ท้าวทอง ไม่มีนามสกุล
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดมุกดาหาร — นายสมศักดิ์ ศรียาภัย
ศาลอุทธรณ์ภาค 4 — นายสมสันต์ ศุภศาสตรสิน
ชื่อองค์คณะ
เมทินี ชโลธร
วีระวัฒน์ ปวราจารย์
พิทยา ลิ้มสุวัฒน์
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 7568/2554
#554444
เปิดฉบับเต็ม

การสั่งขยายหรือย่นระยะเวลาตาม ป.วิ.พ. มาตรา 23 เป็นอำนาจของศาลที่จะกำหนดเพียงใดก็ได้ตามที่ศาลจะเห็นสมควร ทั้งกฎหมายมิได้บังคับว่า ศาลต้องอนุญาตเท่ากับจำนวนวันที่คู่ความร้องขอเสมอไปและไม่จำต้องให้เหตุผลของการอนุญาตหรือไม่อนุญาตอีกด้วย เมื่อวันที่ 28 ธันวาคม 2545 โจทก์ยื่นคำร้องขออนุญาตขยายระยะเวลาอุทธรณ์ครั้งแรกเป็นเวลา 30 วัน นับแต่วันครบกำหนดยื่นอุทธรณ์ ซึ่งครบวันที่ 29 ธันวาคม 2545 ศาลชั้นต้นมีคำสั่งอนุญาตให้ขยายได้ถึงวันที่ 12 มกราคม 2546 เป็นเวลาเพียง 14 วัน นับแต่วันครบกำหนดยื่นอุทธรณ์ แม้ไม่ครบ 30 วัน ตามที่โจทก์ขอและศาลชั้นต้นไม่ได้ให้เหตุผลที่อนุญาตไม่ครบจำนวนตามที่โจทก์ขอไว้ก็ตามแต่ก็เป็นการสั่งภายในขอบเขตและหลักเกณฑ์ของบทบัญญัติมาตรา 23 ดังกล่าว หาเป็นการขัดหรือฝ่าฝืนต่อบทกฎหมายอย่างใดไม่ แต่เจ้าพนักงานศาลกลับแจ้งแก่โจทก์ว่า ศาลอนุญาตให้ขยายระยะเวลาอุทธรณ์ตามที่โจทก์ขอและนัดโจทก์มารับเอกสารที่ขอคัดถ่ายในวันที่ 14 มกราคม 2546 โจทก์จึงทำอุทธรณ์มายื่นในวันที่ 28 มกราคม 2546 กรณีจึงมีพฤติการณ์พิเศษและมีเหตุผลสมควรที่ศาลจะอนุญาตให้ขยายระยะเวลาอุทธรณ์แก่โจทก์อีก 16 วัน ตามที่โจทก์มีคำร้องขอขยายระยะเวลาอุทธรณ์ในครั้งหลัง

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
คดีสืบเนื่องมาจากโจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยทั้งสองร่วมกันใช้ค่าสินไหมทดแทนเนื่องจากการทำละเมิดต่อโจทก์เป็นเงิน 500,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จ จำเลยทั้งสองให้การต่อสู่คดีขอให้ยกฟ้อง ศาลชั้นต้นพิจารณาแล้วมีคำพิพากษาเมื่อวันที่ 29 พฤศจิกายน 2545 ให้ยกฟ้องโจทก์

วันที่ 24 ธันวาคม 2545 โจทก์ยื่นคำร้องขออนุญาตขยายระยะเวลาอุทธรณ์เป็นเวลา 30 วัน นับแต่วันครบกำหนด อ้างว่าทำอุทธรณ์ยื่นไม่ทันเนื่องจากคำพิพากษาศาลชั้นต้นเพิ่งจะพิมพ์เสร็จและเจ้าพนักงานศาลนัดให้โจทก์มารับสำเนาคำพิพากษาและเอกสารที่ขอคัดถ่ายในวันที่ 3 มกราคม 2546 ศาลชั้นต้นมีคำสั่งเมื่อวันที่ 25 ธันวาคม 2545 ว่า อนุญาตให้ขยายระยะเวลาอุทธรณ์ได้ถึงวันที่ 12 มกราคม 2546

ต่อมาวันที่ 28 มกราคม 2546 โจทก์ยื่นอุทธรณ์ ศาลชั้นต้นมีคำสั่งเมื่อวันที่ 31 มกราคม 2546 ว่า โจทก์ยื่นอุทธรณ์เมื่อพ้นกำหนดระยะเวลาอุทธรณ์ที่ศาลอนุญาตให้ขยายแล้ว จึงไม่รับอุทธรณ์ คืนค่าขึ้นศาลทั้งหมดแก่โจทก์

วันที่ 4 กุมภาพันธ์ 2546 โจทก์ยื่นคำร้องว่า ในวันที่ 27 ธันวาคม 2545 โจทก์มาศาลเพื่อขอทราบคำสั่งศาลเรื่องขออนุญาตขยายระยะเวลาอุทธรณ์ตามนัดแล้ว ได้ตรวจดูในสมุดคำร้องขอขยายระยะเวลาอุทธรณ์ฎีกาของศาล มีข้อความเพียงว่า ศาลอนุญาตให้ขยายระยะเวลาอุทธรณ์ได้เท่านั้น ไม่ได้ระบุวันที่ไว้ เมื่อสอบถามเจ้าพนักงานศาลว่าศาลอนุญาตถึงวันใดก็ได้รับแจ้งจากเจ้าพนักงานศาลว่าศาลอนุญาตให้ขยายระยะเวลาอุทธรณ์ได้ตามที่โจทก์ขอ โจทก์จึงเข้าใจว่าศาลอนุญาตให้ขยายระยะเวลาอุทธรณ์ถึงวันที่ 29 มกราคม 2546 โจทก์ยื่นคำร้องขอคัดถ่ายคำพิพากษาและเอกสารเพื่อประกอบการเขียนอุทธรณ์ตั้งแต่วันที่ 24 ธันวาคม 2546 เจ้าพนักงานศาลนัดให้โจทก์มารับเอกสารในวันที่ 3 มกราคม 2546 ถึงวันนัดเจ้าพนักงานศาลแจ้งว่ายังไม่ได้เสนอเรื่องคัดถ่ายให้โจทก์เพราะมีงานมาก นัดให้โจทก์มารับเอกสารใหม่ในวันที่ 14 มกราคม 2546 เมื่อโจทก์ได้รับเอกสารในวันดังกล่าวก็ได้จัดทำอุทธรณ์มายื่นในวันที่ 28 มกราคม 2546 เจ้าพนักงานศาลนัดให้โจทก์มาทราบคำสั่งศาลในวันที่ 3 กุมภาพันธ์ 2546 โจทก์ทราบในวันดังกล่าวว่าศาลสั่งไม่รับอุทธรณ์ของโจทก์เพราะยื่นเลยระยะเวลาที่ศาลกำหนด โจทก์ตรวจสำนวนพบว่าในคำร้องขออนุญาตขยายระยะเวลาอุทธรณ์ของโจทก์มีผู้แก้ไขวันอ่านคำพิพากษาจากวันที่ 29 พฤศจิกายน 2545 เป็นวันที่ 12 พฤศจิกายน 2545 เป็นเหตุให้ศาลเข้าใจว่าศาลมีคำพิพากษาตามวันที่แก้ไข จึงสั่งอนุญาตให้ขยายระยะเวลาอุทธรณ์ผิดไปเป็นวันที่ 12 มกราคม 2546 ทั้งที่ควรเป็นวันที่ 29 มกราคม 2546 จึงขอให้สั่งเพิกถอนคำสั่งอนุญาตขยายระยะเวลาอุทธรณ์เดิมและคำสั่งไม่รับอุทธรณ์ที่สั่งไปโดยผิดหลง และมีคำสั่งใหม่เป็นอนุญาตให้ขยายระยะเวลาอุทธรณ์ถึงวันที่ 29 มกราคม 2546 กับสั่งรับอุทธรณ์ของโจทก์ ศาลชั้นต้นสั่งรับคำร้องและนัดไต่สวน

จำเลยทั้งสองยื่นคำคัดค้านขอให้ยกคำร้อง

ศาลชั้นต้นไต่สวนแล้วมีคำสั่งให้เพิกถอนคำสั่งที่อนุญาตให้ขยายระยะเวลาอุทธรณ์ถึงวันที่ 12 มกราคม 2546 เป็นอนุญาตให้ขยายระยะเวลาอุทธรณ์ได้ถึงวันที่ 29 มกราคม 2546 และสั่งรับอุทธรณ์ของโจทก์ที่ยื่นต่อศาลชั้นต้นเมื่อวันที่ 28 มกราคม 2546

จำเลยทั้งสองอุทธรณ์คำสั่งศาลชั้นต้นที่เพิกถอนคำสั่งอนุญาตให้ขยายระยะเวลาอุทธรณ์ถึงวันที่ 12 มกราคม 2546 เป็นอนุญาตให้ขยายระยะเวลาอุทธรณ์ได้ถึงวันที่ 29 มกราคม 2546

ศาลอุทธรณ์พิพากษายกคำสั่งของศาลชั้นต้นที่ให้เพิกถอนคำสั่งอนุญาตให้ขยายระยะเวลาอุทธรณ์ถึงวันที่ 12 มกราคม 2546 เป็นอนุญาตให้ขยายระยะเวลาอุทธรณ์ได้ถึงวันที่ 29 มกราคม 2546 เสีย และเพิกถอนคำสั่งศาลชั้นต้นที่ให้รับอุทธรณ์ของโจทก์เป็นไม่รับอุทธรณ์ของโจทก์ เพราะยื่นเกินกำหนดระยะเวลาที่ขยายให้ คืนค่าขึ้นศาลชั้นอุทธรณ์ทั้งหมดแก่โจทก์ ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ

โจทก์ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า มีปัญหาวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ว่าการที่ศาลอุทธรณ์พิพากษายกคำสั่งศาลชั้นต้นที่สั่งเพิกถอนคำสั่งเดิมที่อนุญาตให้ขยายระยะเวลาอุทธรณ์แก่โจทก์ถึงวันที่ 12 มกราคม 2546 และยกคำสั่งของศาลชั้นต้นที่มีคำสั่งใหม่เป็นอนุญาตให้ขยายระยะเวลาอุทธรณ์แก่โจทก์ถึงวันที่ 29 มกราคม 2546 กับคำสั่งของศาลชั้นต้นที่สั่งรับอุทธรณ์ของโจทก์เสีย แล้วศาลอุทธรณ์มีคำสั่งไม่รับอุทธรณ์ของโจทก์ เป็นการไม่ชอบด้วยกฎหมายหรือไม่ เห็นว่า ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 23 บัญญัติว่า "เมื่อศาลเห็นสมควรหรือเมื่อคู่ความฝ่ายที่เกี่ยวข้องได้ยื่นคำขอโดยทำเป็นคำร้อง ให้ศาลมีอำนาจที่จะออกคำสั่งขยายหรือย่นระยะเวลาตามที่กำหนดไว้ในประมวลกฎหมายนี้หรือตามที่ศาลได้กำหนดไว้ หรือระยะเวลาที่เกี่ยวด้วยวิธีพิจารณาความแพ่งอันกำหนดไว้ในกฎหมายอื่น เพื่อให้ดำเนินหรือมิให้ดำเนินกระบวนพิจารณาใด ๆ ก่อนสิ้นระยะเวลานั้น แต่การขยายหรือย่นเวลาเช่นนี้ให้พึงทำได้ต่อเมื่อมีพฤติการณ์พิเศษ และศาลได้มีคำสั่งหรือคู่ความมีคำขอขึ้นมาก่อนสิ้นระยะเวลานั้น เว้นแต่ในกรณีที่มีเหตุสุดวิสัย" การสั่งขยายหรือย่นระยะเวลาจึงเป็นอำนาจของศาลที่จะกำหนดเพียงใดก็ได้ตามที่ศาลจะเห็นสมควร เมื่อมีพฤติการณ์พิเศษ ทั้งกฎหมายมิได้บังคับว่า ศาลต้องอนุญาตเท่ากับจำนวนวันที่คู่ความร้องขอเสมอไปและไม่จำต้องให้เหตุผลของการอนุญาตหรือไม่อนุญาตอีกด้วย คดีนี้โจทก์ยื่นคำร้องขออนุญาตขยายระยะเวลาอุทธรณ์ครั้งแรกเป็นเวลา 30 วัน นับแต่วันครบกำหนดยื่นอุทธรณ์ (ครบวันที่ 29 ธันวาคม 2545) ศาลชั้นต้นมีคำสั่งอนุญาตให้ขยายได้ถึงวันที่ 12 มกราคม 2546 เป็นเวลาเพียง 14 วัน นับแต่วันครบกำหนดยื่นอุทธรณ์ แม้ไม่ครบ 30 วัน ตามที่โจทก์ขอและศาลชั้นต้นไม่ได้ให้เหตุผลที่อนุญาตไม่ครบจำนวนตามที่โจทก์ขอไว้ก็ตาม แต่ก็เป็นการสั่งภายในขอบเขตและหลักเกณฑ์ของบทบัญญัติมาตรา 23 ดังกล่าว หาเป็นการขัดหรือฝ่าฝืนต่อบทกฎหมายอย่างใดไม่ ที่ศาลอุทธรณ์เห็นว่า คำสั่งของศาลชั้นต้นที่อนุญาตให้ขยายระยะเวลาอุทธรณ์แก่โจทก์ 14 วัน ไม่เป็นกระบวนพิจารณาที่ผิดระเบียบ ศาลชั้นต้นไม่อาจสั่งเพิกถอนคำสั่งนี้ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 27 ได้นั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย พฤติการณ์ของโจทก์เชื่อได้ว่า โจทก์เข้าใจโดยสุจริตว่าศาลชั้นต้นอนุญาตให้ขยายระยะเวลาอุทธรณ์แก่โจทก์ 30 วัน ตามที่โจทก์ขอ โจทก์เพิ่งทราบในวันที่ 3 กุมภาพันธ์ 2546 ซึ่งเป็นวันที่เจ้าพนักงานศาลชั้นต้นนัดให้มาฟังคำสั่งศาลชั้นต้นเกี่ยวกับคำสั่งรับอุทธรณ์ว่า ศาลชั้นต้นอนุญาตให้ขยายระยะเวลาอุทธรณ์เพียง 14 วัน ถึงวันที่ 12 มกราคม 2546 เท่านั้น และศาลชั้นต้นสั่งไม่รับอุทธรณ์ของโจทก์ไปแล้ว โจทก์ขอตรวจสำนวนแล้วยื่นคำร้องขอให้ศาลชั้นต้นสั่งเพิกถอนคำสั่งดังกล่าว และขอให้มีคำสั่งใหม่เป็นอนุญาตให้ขยายระยะเวลาอุทธรณ์แก่โจทก์ถึงวันที่ 29 มกราคม 2546 โดยยื่นคำร้องทันทีในวันต่อมา ยิ่งส่อแสดงให้เห็นถึงความเอาใจใส่และความสุจริตของโจทก์ในการดำเนินคดีในชั้นอุทธรณ์ ถือได้ว่าเป็นกรณีที่โจทก์ไม่อาจยื่นคำร้องขออนุญาตขยายระยะเวลาอุทธรณ์ครั้งที่สองได้ก่อนสิ้นระยะเวลาที่ศาลชั้นต้นกำหนดให้ขยายในครั้งแรกได้ทันเพราะมีเหตุสุดวิสัย และข้อเท็จจริงได้ความว่า ศาลชั้นต้นอนุญาตให้ขยายระยะเวลาอุทธรณ์แก่โจทก์ครั้งแรกเพียง 14 วัน ทั้งเจ้าพนักงานของศาลชั้นต้นคัดถ่ายสำเนาคำพิพากษาและเอกสารประกอบการจัดทำอุทธรณ์ให้โจทก์ได้เมื่อล่วงระยะเวลา 14 วัน ตามที่ศาลชั้นต้นอนุญาตให้ขยายครั้งแรกไปแล้ว จึงเป็นกรณีมีพฤติการณ์พิเศษและมีเหตุผลสมควรที่จะอนุญาตให้ขยายระยะเวลาอุทธรณ์แก่โจทก์อีก 16 วัน ถึงวันที่ 28 มกราคม 2546 ตามที่โจทก์ขอ ที่ศาลอุทธรณ์ไม่พิจารณาและวินิจฉัยว่า ตามคำร้องของโจทก์มีเหตุสมควรอนุญาตให้ขยายระยะเวลาอุทธรณ์แก่โจทก์หรือไม่ เพียงใด ศาลฎีกาไม่เห็นพ้องด้วย และที่ศาลชั้นต้นมีคำสั่งอนุญาตให้ขยายระยะเวลาอุทธรณ์แก่โจทก์ถึงวันที่ 29 มกราคม 2546 และสั่งรับอุทธรณ์ของโจทก์นั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วยในผล ฎีกาของโจทก์ฟังขึ้น

พิพากษากลับว่า อนุญาตให้ขยายระยะเวลาอุทธรณ์แก่โจทก์ถึงวันที่ 28 มกราคม 2546 ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 23 ให้ศาลชั้นต้นดำเนินการเกี่ยวกับอุทธรณ์ของโจทก์ต่อไปตามรูปคดี ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ. ม. 23
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นายพงศธร สิริภาณุพงศ์
จำเลย — นายวิวัฒน์ เธียระวิบูลย์ กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลชั้นต้น — นายณรงค์ศักดิ์ เนียมนัด
ศาลอุทธรณ์ — นายชัยเจริญ ดุษฎีพร
ชื่อองค์คณะ
ประยูร ณ ระนอง
พิศาล อัยยะวรากูล
อดิศักดิ์ ปัตรวลี
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 7541/2554
#513656
เปิดฉบับเต็ม

ความผิดตาม ป.อ. มาตรา 276 วรรคแรก เป็นความผิดอันยอมความได้ตาม ป.อ. มาตรา 281 ปรากฏตามฟ้องของโจทก์ระบุว่า เหตุเกิดเมื่อประมาณเดือนพฤษภาคม 2539 และเดือนมิถุนายน 2539 ทั้งตามคำให้การชั้นสอบสวนของผู้เสียหายเอกสารหมาย จ.5 ระบุว่า จำเลยข่มขืนกระทำชำเราครั้งแรกเมื่อกลางเดือนพฤษภาคม 2539 ครั้งที่สองห่างจากครั้งแรกประมาณ 2 ถึง 3 วัน โดยให้การเมื่อวันที่ 1 ตุลาคม 2539 ดังนี้จะเห็นได้ว่านับตั้งแต่จำเลยกระทำความผิดตามฟ้องจนถึงวันที่ผู้เสียหายมาให้การต่อพนักงานสอบสวนเป็นเวลาเกิน 3 เดือนแล้ว และระหว่างระยะเวลาดังกล่าว ผู้เสียหายรวมทั้งผู้แทนโดยชอบธรรมของผู้เสียหายมิได้ร้องทุกข์ต่อพนักงานสอบสวนเลย คดีจึงขาดอายุความตาม ป.อ. มาตรา 96 ปัญหาคดีโจทก์ขาดอายุความหรือไม่เป็นปัญหาข้อกฎหมายที่เกี่ยวกับความสงบเรียบร้อย ศาลฎีกามีอำนาจหยิบยกขึ้นวินิจฉัยตาม ป.วิ.อ. มาตรา 195 วรรคสอง ประกอบมาตรา 225

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91, 276, 285

จำเลยให้การปฏิเสธ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 276 วรรคแรก ประกอบมาตรา 285 เป็นการกระทำความผิดหลายกรรมต่างกัน ให้เรียงกระทงลงโทษทุกกรรมเป็นกระทงความผิดไป ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 ฐานข่มขืนกระทำชำเราหญิงอื่นซึ่งมิใช่ภริยาของตนและเป็นผู้อยู่ในความปกครองของตน จำคุกกระทงละ 8 ปี 2 กระทง รวมจำคุก 16 ปี

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 8 วินิจฉัยว่า จำเลยมิใช่ผู้ปกครองของผู้เสียหายตามกฎหมายจึงไม่ต้องรับโทษให้หนักขึ้นตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 285 แล้ว พิพากษาแก้เป็นว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 276 วรรคแรก ลงโทษจำคุกกระทงละ 6 ปี รวม 2 กระทง รวมจำคุก 12 ปี นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

จำเลยฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงรับฟังได้เป็นยุติว่าจำเลยและนางสมจิตร ได้อุปการะเลี้ยงดูนางสาวสายพิณ ผู้เสียหาย ซึ่งเกิดวันที่ 15 มกราคม 2524 ตั้งแต่อายุ 2 ปีเศษ จนกระทั่งอายุ 15 ปีเศษ เมื่อวันที่ 26 สิงหาคม 2539 แพทย์หญิงเนตรนภาได้ตรวจพบว่าผู้เสียหายตั้งครรภ์เมื่อประมาณปลายเดือนมีนาคม 2539 นับถึงวันตรวจประมาณ 21 สัปดาห์ เนื่องจากมีการกล่าวหาว่าจำเลยข่มขืนกระทำชำเราผู้เสียหาย ปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยว่า จำเลยกระทำความผิดตามที่ศาลอุทธรณ์ภาค 8 พิพากษาหรือไม่

คดีนี้ศาลอุทธรณ์ภาค 8 วินิจฉัยว่า จำเลยมิได้เป็นผู้ปกครองผู้เสียหายตามกฎหมายจึงไม่ต้องรับโทษให้หนักขึ้นตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 285 โจทก์ไม่ฎีกาจึงยุติตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 8 ว่า จำเลยมิใช่ผู้ปกครองของผู้เสียหาย แต่ความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 276 วรรคแรก เป็นความผิดอันยอมความได้ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 281 ปรากฏตามฟ้องของโจทก์ระบุว่า เหตุเกิดเมื่อประมาณเดือนพฤษภาคม 2539 และเดือนมิถุนายน 2539 ทั้งตามคำให้การชั้นสอบสวนของผู้เสียหาย ระบุว่า จำเลยข่มขืนกระทำชำเราครั้งแรกเมื่อกลางเดือนพฤษภาคม 2539 ครั้งที่สองห่างจากครั้งแรกประมาณ 2 ถึง 3 วัน โดยให้การเมื่อวันที่ 1 ตุลาคม 2539 ประกอบกับตามคำเบิกความของพันตำรวจโทเอกลักษณ์ พนักงานสอบสวนว่า เป็นผู้ร้องทุกข์กล่าวโทษจำเลยเพราะเห็นว่าเป็นคดีอาญาแผ่นดิน ดังนี้จะเห็นได้ว่านับตั้งแต่จำเลยกระทำความผิดตามฟ้องจนถึงวันที่ผู้เสียหายมาให้การต่อพนักงานสอบสวนเป็นเวลาเกิน 3 เดือนแล้ว และระหว่างระยะเวลาดังกล่าว ผู้เสียหายรวมทั้งผู้แทนโดยชอบธรรมของผู้เสียหายมิได้ร้องทุกข์ต่อพนักงานสอบสวนเลย คดีจึงขาดอายุความตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 96 ปัญหาคดีโจทก์ขาดอายุความหรือไม่เป็นปัญหาข้อกฎหมายที่เกี่ยวกับความสงบเรียบร้อย ศาลฎีกามีอำนาจหยิบยกขึ้นวินิจฉัยตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 195 วรรคสอง ประกอบมาตรา 225 เมื่อวินิจฉัยดังนี้แล้ว ปัญหาตามฎีกาของจำเลยจึงไม่จำต้องวินิจฉัยเพราะไม่ทำให้ผลคดีเปลี่ยนแปลง

พิพากษาแก้เป็นว่า ให้ยกฟ้องความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 276 วรรคแรก ด้วย นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 8
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.อ. ม. 195 วรรคสอง ม. 225
ป.อ. ม. 96 ม. 276 วรรคแรก ม. 281
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการประจำศาลจังหวัดทุ่งสง
จำเลย — นายสุคนธ์ นัสฐาน
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดทุ่งสง — นายพายัพ สนองไทย
ศาลอุทธรณ์ภาค 8 — นายวิบูลย์ แสงชมภู
ชื่อองค์คณะ
กีรติ กาญจนรินทร์
วีระชาติ เอี่ยมประไพ
สมชาย พันธุมะโอภาส
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา