คำพิพากษา คำสั่งคำร้องและคำวินิจฉัยศาลฎีกา

ทั้งหมด 133,243 รายการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 7002/2554
#514314
เปิดฉบับเต็ม

เดิมจำเลยให้การปฏิเสธและนำสืบต่อสู้ว่ามารดาโจทก์ทำสัญญาซื้อขายที่ดินกับจำเลยและ ล. ดังนั้น การที่จำเลยฎีกาว่า จำเลยไม่มีส่วนรู้เห็นในการทำสัญญาซื้อขายที่ดินและไม่ทราบว่าเป็นเอกสารปลอม จำเลยสำคัญผิดไปว่าเป็นเอกสารที่มีอยู่จริง ทำให้จำเลยไม่มีความผิดตาม ป.อ. มาตรา 62 วรรคแรก จึงเป็นการยกข้อเท็จจริงที่มิได้ว่ากล่าวมาแล้วโดยชอบในศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ เป็นฎีกาที่ไม่ชอบ ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัยให้

ปัญหาว่าจำเลยกระทำความผิดฐานใช้เอกสารปลอมหรือไม่ เมื่อจำเลยเป็นผู้ครอบครองต้นฉบับหนังสือสัญญาซื้อขายที่ดิน แต่ในการพิจารณาของศาลชั้นต้นจำเลยกลับไม่อ้างสัญญาซื้อขายดังกล่าวเป็นพยานเพื่อให้ศาลเชื่อว่ามีสภาพเก่าและได้มีการทำขึ้นมานานแล้ว จำเลยเพิ่งอ้างส่งมาพร้อมฎีกาหลังจากมีกรณีพิพาทถึง 3 ปีเศษ ถือได้ว่าเป็นการจงใจที่จะไม่อ้างต้นฉบับสัญญาซื้อขายที่ดินเป็นพยานมาแต่ต้นซึ่งทำให้โจทก์เสียโอกาสในการตรวจสอบความถูกต้องแท้จริงของเอกสาร จึงไม่อาจรับฟังต้นฉบับหนังสือสัญญาซื้อขายที่ดินเป็นพยานหลักฐานได้

1/1

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91, 264, 268

ศาลชั้นต้นไต่สวนมูลฟ้องแล้ว เห็นว่า คดีมีมูล ให้ประทับฟ้อง

จำเลยให้การปฏิเสธ

ศาลชั้นต้นพิพากษาจำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 268 วรรคแรก ประกอบมาตรา 264 วรรคแรก จำคุก 6 เดือน ยกฟ้องโจทก์ข้อหาปลอมเอกสาร

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษายืน

จำเลยฎีกา โดยผู้พิพากษาซึ่งพิจารณาและลงชื่อในคำพิพากษาศาลชั้นต้นอนุญาตให้ฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงในเบื้องต้นฟังได้ โจทก์เป็นบุตรของนายสำราญกับนางต่อม จำเลยกับนายโล้น เป็นสามีภรรยากัน เดิมนางต่อมเป็นเจ้าของที่ดินมือเปล่าตั้งอยู่ที่จังหวัดชัยนาท หลังจากนั้นจำเลยกับนายโล้นครอบครองทำประโยชน์ ต่อมานายสำราญกับนางต่อมและนายโล้นถึงแก่ความตาย เมื่อปี 2547 โจทก์ร้องขอความเป็นธรรมต่อที่ว่าการอำเภอหันคาให้ช่วยเหลือ โดยอ้างว่าโจทก์กู้ยืมเงินจากจำเลย นายสำราญกับนางต่อมมอบสิทธิครอบครองที่ดินให้จำเลยกับนายโล้นครอบครองทำกินต่างดอกเบี้ย เมื่อโจทก์ไปขอไถ่ที่ดิน จำเลยไม่คืนที่ดินให้แก่โจทก์ ปลัดอำเภอหันคาเชิญจำเลยมาพบ จำเลยให้ถ้อยคำต่อปลัดอำเภอหันคาว่า นางต่อมขายที่ดินแก่จำเลยกับนายโล้นแล้ว

มีปัญหาวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยประการแรกว่า จำเลยไม่มีส่วนรู้เห็นในการทำหนังสือสัญญาการซื้อขายเอกสารหมาย จ.4 จำเลยไม่ทราบมาก่อนว่าเป็นเอกสารปลอมและเชื่อโดยสนิทใจว่าเอกสารดังกล่าวมีอยู่จริง จำเลยไม่มีเจตนากระทำความผิดตามคำพิพากษาศาลล่างทั้งสอง เห็นว่า จำเลยฎีกาว่าได้นำเอกสารหมาย จ.4 ไปใช้โดยสำคัญผิดว่ามีเอกสารดังกล่าวอยู่จริงทำให้จำเลยไม่มีความผิด ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 62 วรรคแรก แต่คดีนี้จำเลยให้การปฏิเสธและนำสืบว่านางต่อมทำหนังสือสัญญาการซื้อขายเอกสารหมาย จ.4 กับจำเลยและนายโล้น จำเลยมิได้นำสืบข้อเท็จจริงว่าจำเลยสำคัญผิดในข้อเท็จจริงว่ามีเอกสารหมาย จ.4 อยู่จริง ทั้งจำเลยมิได้ยกปัญหาในข้อนี้ขึ้นว่ากล่าวในชั้นอุทธรณ์ แต่เพิ่งยกขึ้นอ้างในชั้นฎีกา จึงเป็นการหยิบยกข้อเท็จจริงที่มิได้ว่ากล่าวมาแล้วโดยชอบในศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ภาค 1 ขึ้นฎีกา จึงเป็นฎีกาที่ไม่ชอบ ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัยให้

มีปัญหาวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยประการต่อไปว่า จำเลยกระทำความผิดฐานใช้เอกสารปลอมตามคำพิพากษาศาลล่างทั้งสองหรือไม่ จำเลยฎีกาว่าลายพิมพ์นิ้วมือของนางต่อมในต้นฉบับหนังสือสัญญาการซื้อขายท้ายฎีกากับลายพิมพ์นิ้วมือในสำเนาสัญญาเช่ากระบือเอกสารหมาย จ.6 และ จ.7 เหมือนกัน ทั้งเนื้อกระดาษของต้นฉบับหนังสือสัญญาการซื้อขายเก่ามีมานานหลายสิบปีแล้ว โจทก์อ้างว่ากู้ยืมเงินจำเลย 500 บาท แต่เบิกความว่าขอยืมเงินนายเสนาะ 2,000 บาท มาไถ่ที่ดิน ซึ่งสอดคล้องกับหนังสือสัญญาการซื้อขายเอกสารหมาย จ.4 ข้อ 3 ว่าโจทก์ขอยืมเงินนายเสนาะมาซื้อที่ดินคืนจากจำเลย และพยานโจทก์มีพิรุธ เห็นว่า โจทก์อ้างตนเองเป็นพยานว่า นางต่อมเคยพิมพ์ลายพิมพ์นิ้วมือในสำเนาสัญญาเช่ากระบือเอกสารหมาย จ.6 และ จ.7 โดยมีนางป้อมเบิกความสนับสนุนว่า นางต่อมได้พิมพ์ลายพิมพ์นิ้วมือในเอกสารดังกล่าวจริง ส่วนจำเลยมิได้ฎีกาคัดค้านว่าลายพิมพ์นิ้วมือในเอกสารหมาย จ.6 และ จ.7 มิใช่ลายพิมพ์นิ้วมือของนางต่อม ทั้งยังกล่าวอ้างมาในฎีกาว่าลายพิมพ์นิ้วมือของนางต่อมในเอกสารหมาย จ.6 และ จ.7 เหมือนกับต้นฉบับสัญญาซื้อขายท้ายฎีกา โดยยืนยันว่านางต่อมได้พิมพ์ลายพิมพ์นิ้วมือลงในเอกสารหมาย จ.6 และ จ.7 จริง เมื่อพิเคราะห์เอกสารหมาย จ.6 และ จ.7 แล้ว เห็นได้ว่าลายพิมพ์นิ้วมือในช่องผู้ขายตามเอกสารหมาย จ.4 ไม่เหมือนกับลายพิมพ์นิ้วมือของนางต่อมในเอกสารหมาย จ.6 และ จ.7 ทั้งโจทก์ยังมีนายละเมียด ซึ่งจำเลยรับว่าได้ลงชื่อเป็นพยานในเอกสารหมาย จ.4 มาเป็นพยานเบิกความว่า ไม่เคยลงชื่อเป็นพยานในเอกสารหมาย จ.4 สนับสนุนคำเบิกความของโจทก์ว่า ลายพิมพ์นิ้วมือในช่องผู้ขายในต้นฉบับหนังสือสัญญาการซื้อขายท้ายฎีกาไม่เหมือนกับลายพิมพ์นิ้วมือของนางต่อมในเอกสารหมาย จ.6 และ จ.7 และพยานโจทก์มิได้เป็นพิรุธตามที่จำเลยฎีกา ส่วนที่จำเลยฎีกาว่าเนื้อกระดาษในต้นฉบับหนังสือสัญญาการซื้อขายท้ายฎีกามีสภาพเก่าแสดงว่ามีมานานหลายสิบปีแล้ว เห็นว่า จำเลยเป็นผู้ครอบครองต้นฉบับหนังสือสัญญาการซื้อขาย ในชั้นพิจารณาของศาลชั้นต้นจำเลยสามารถนำมาอ้างเป็นพยานให้ศาลเชื่อได้ว่ามีมานานแล้ว แต่จำเลยหาได้อ้างเป็นพยานไม่ กลับเพิ่งอ้างส่งมาพร้อมฎีกา หลังจากมีกรณีพิพาทถึง 3 ปีเศษ พฤติการณ์ถือว่าเป็นการจงใจที่จะไม่อ้างต้นฉบับเป็นพยานต่อศาล และเป็นการทำให้โจทก์เสียโอกาสในการตรวจสอบความถูกต้องแท้จริงของเอกสารต้นฉบับหนังสือสัญญาการซื้อขายที่จำเลยแนบมาท้ายฎีกา จึงไม่อาจรับฟังเป็นพยานหลักฐานได้ ส่วนที่โจทก์กับนายเสนาะเบิกความว่า โจทก์ขอกู้ยืมเงินนายเสนาะ 2,000 บาท เพื่อนำเงินมาไถ่ที่ดินจากจำเลย อันเป็นการสอดคล้องกับหนังสือสัญญาการซื้อขายเอกสารหมาย จ.4 ข้อ 3 นั้น เมื่อข้อเท็จจริงได้ความว่าสำเนาหนังสือสัญญาการซื้อขายเอกสารหมาย จ.4 เป็นเอกสารปลอม การที่โจทก์จะไปขอกู้ยืมเงินจากนายเสนาะเป็นจำนวนเท่าใด จึงหาใช่ข้อสาระสำคัญไม่ พยานโจทก์ฟังได้ว่าสำเนาหนังสือสัญญาการซื้อขายเอกสารหมาย จ.4 เป็นเอกสารปลอม และเมื่อโจทก์อ้างว่าที่ดินเป็นทรัพย์มรดกของนางต่อม การที่จำเลยปลอมและใช้หนังสือสัญญาการซื้อขายเอกสารหมาย จ.4 ปลอมย่อมทำให้โจทก์ซึ่งเป็นทายาทนางต่อมได้รับความเสียหาย โจทก์จึงเป็นผู้เสียหาย มีอำนาจฟ้องคดีนี้ ที่ศาลล่างทั้งสองพิพากษาว่าจำเลยมีความผิดและลงโทษฐานใช้หนังสือสัญญาการซื้อขายเอกสารหมาย จ.4 ปลอมมานั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาของจำเลยข้อนี้ฟังไม่ขึ้น

พิพากษาแก้เป็นว่า ให้ปรับจำเลย 4,000 บาท อีกสถานหนึ่ง โทษจำคุกให้รอการลงโทษไว้ 1 ปี ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 56 หากจำเลยไม่ชำระค่าปรับให้บังคับตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 29, 30 นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 1
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.อ. ม. 15 ม. 238 ม. 240
ป.อ. ม. 264 ม. 268
ป.วิ.พ. ม. 249
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นายชลอ เนียมจันทร์
จำเลย — นางห่อ เชียงสิน
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดชัยนาท — นายธีระ ทองมั่นคง
ศาลอุทธรณ์ภาค 1 — นายนิยุต สุภัทรพาหิรผล
ชื่อองค์คณะ
วิชา มั่นสกุล
นพวรรณ อินทรัมพรรย์
ไชยยงค์ คงจันทร์
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 6912/2554
#514200
เปิดฉบับเต็ม

จำเลยยื่นคำร้องขอให้ศาลชั้นต้นรับรองอุทธรณ์ในปัญหาข้อเท็จจริง ผู้พิพากษาที่นั่งพิจารณาคดีในศาลชั้นต้นมีคำสั่งคำร้องดังกล่าวว่า "พิเคราะห์แล้ว มีเหตุอันควรอุทธรณ์ในปัญหาข้อเท็จจริงได้" และมีคำสั่งในอุทธรณ์ในวันเดียวกันว่า "ศาลรับรองให้จำเลยอุทธรณ์ในปัญหาข้อเท็จจริงได้ รับอุทธรณ์ของจำเลย..." ซึ่งการรับรองอุทธรณ์ของผู้อุทธรณ์ว่ามีเหตุอันควรอุทธรณ์ในปัญหาข้อเท็จจริงได้นั้น ต้องเป็นการรับรองโดยชัดแจ้ง แม้คำสั่งของศาลชั้นต้นที่สั่งในคำร้องขอให้รับรองอุทธรณ์จะไม่มีข้อความยืนยันว่าตนรับรองให้อุทธรณ์ในปัญหาข้อเท็จจริงก็ตาม แต่ขณะเดียวกันศาลชั้นต้นโดยผู้พิพากษานายเดียวกันได้มีคำสั่งในอุทธรณ์ของจำเลยมีข้อความยืนยันรับรองให้อุทธรณ์ในปัญหาข้อเท็จจริงได้ เมื่อนำคำสั่งที่ศาลชั้นต้นสั่งในคำร้องและอุทธรณ์มาพิจารณาประกอบกันรับฟังได้ว่า คำรับรองของศาลชั้นต้นมีข้อความที่แสดงให้เห็นว่าเป็นการรับรองให้อุทธรณ์ในปัญหาข้อเท็จจริง จึงถือว่าเป็นการรับรองอุทธรณ์โดยชัดแจ้งแล้ว

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องและแก้ไขคำฟ้อง ขอให้บังคับจำเลยชำระเงิน 110,850 บาท พร้อมด้วยดอกเบี้ยอัตราร้อยละเจ็ดครึ่งต่อปีของ ต้นเงิน 100,000 บาท นับแต่วันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์

จำเลยให้การขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยชำระเงินจำนวน 44,524 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละเจ็ดครึ่งต่อปีนับแต่วันที่ 9 มิถุนายน 2550 ซึ่งเป็นวันถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ ค่าฤชาธรรมเนียมให้เป็นพับ

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษายกคำสั่งของศาลชั้นต้นที่รับอุทธรณ์ของจำเลย คืนค่าขึ้นศาลในชั้นอุทธรณ์ให้แก่จำเลย

จำเลยฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า คดีนี้มีทุนทรัพย์ที่พิพาทกันในชั้นอุทธรณ์ 44,524 บาท และจำเลยอุทธรณ์โต้แย้งดุลพินิจในการกำหนดค่าเสียหายของศาลชั้นต้น อันเป็นปัญหาข้อเท็จจริงมาด้วย จึงต้องห้ามอุทธรณ์ในปัญหาข้อเท็จจริงตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 224 วรรคหนึ่ง หลังจากศาลชั้นต้นมีคำพิพากษาแล้ว ภายในกำหนดระยะเวลาอุทธรณ์ จำเลยยื่นคำร้องฉบับลงวันที่ 5 ตุลาคม 2550 ขอให้ศาลชั้นต้นรับรองอุทธรณ์ในปัญหาข้อเท็จจริง ผู้พิพากษาที่นั่งพิจารณาคดีในศาลชั้นต้นมีคำสั่งคำร้องดังกล่าวเมื่อวันที่ 9 ตุลาคม 2550 ว่า "พิเคราะห์แล้ว มีเหตุอันควรอุทธรณ์ในปัญหาข้อเท็จจริงได้" และมีคำสั่งในอุทธรณ์ในวันเดียวกันว่า "ศาลรับรองให้จำเลยอุทธรณ์ในปัญหาข้อเท็จจริงได้ รับอุทธรณ์ของจำเลย..." ซึ่งการรับรองอุทธรณ์ของผู้อุทธรณ์ว่ามีเหตุอันควรอุทธรณ์ในปัญหาข้อเท็จจริงได้นั้น ต้องเป็นการรับรองโดยชัดแจ้ง แม้คำสั่งของศาลชั้นต้นที่สั่งในคำร้องขอให้รับรองอุทธรณ์จะไม่มีข้อความยืนยันว่าตนรับรองให้อุทธรณ์ในปัญหาข้อเท็จจริงได้ก็ตาม แต่ในขณะเดียวกันศาลชั้นต้นโดยผู้พิพากษานายเดียวกันได้มีคำสั่งในอุทธรณ์ของจำเลยมีข้อความยืนยันรับรองให้อุทธรณ์ในปัญหาข้อเท็จจริงได้ เมื่อนำคำสั่งที่ศาลชั้นต้นสั่งทั้งในคำร้องและอุทธรณ์มาพิจารณาประกอบกันทั้งสองฉบับแล้ว รับฟังได้ว่า คำรับรองอุทธรณ์ของศาลชั้นต้นมีข้อความที่แสดงให้เห็นว่าเป็นการรับรองให้อุทธรณ์ในปัญหาข้อเท็จจริง จึงถือว่าเป็นการรับรองอุทธรณ์โดยชัดแจ้งแล้ว ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 1 มีคำสั่งยกคำสั่งของศาลชั้นต้นที่รับอุทธรณ์ของจำเลย ศาลฎีกาไม่เห็นพ้องด้วย ฎีกาของจำเลยฟังขึ้น ซึ่งศาลอุทธรณ์ภาค 1 ยังมิได้วินิจฉัยอุทธรณ์ของจำเลย เพื่อให้คดีเป็นไปตามลำดับชั้นศาล ทั้งผลแห่งคำวินิจฉัยของศาลอุทธรณ์ภาค 1 อาจนำไปสู่การจำกัดสิทธิการฎีกาของคู่ความ ศาลฎีกาเห็นสมควรให้ย้อนสำนวนไปให้ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิจารณาพิพากษาปัญหาตามอุทธรณ์ของจำเลยเสียก่อนตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 243 (1) ประกอบมาตรา 247

พิพากษายกคำพิพากษาของศาลอุทธรณ์ภาค 1 ให้ศาลอุทธรณ์ภาค 1 วินิจฉัยอุทธรณ์ของจำเลย แล้วพิจารณาพิพากษาใหม่ตามรูปคดี ค่าฤชาธรรมเนียมในชั้นฎีกาให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ. ม. 224 วรรคหนึ่ง
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นายประมง แก้วสุวรรณ์
จำเลย — นายอัมพร สวนหลวง
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดอ่างทอง — นายณภมงคล จันทร์แก้ว
ศาลอุทธรณ์ภาค 1 — นายบัณฑิต รชตะนันทน์
ชื่อองค์คณะ
เกษม วีรวงศ์
อร่าม แย้มสอาด
สิงห์พล ละอองมณี
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 6906/2554
#519987
เปิดฉบับเต็ม

เหตุละเมิดคดีนี้เกิดจากวิธีรักษาพยาบาลที่ผิดพลาดของฝ่ายจำเลย ทำให้ผู้ตายถึงแก่ความตายจากการรักษาพยาบาลไม่ครบถ้วนตามหลักวิชาชีพเวชกรรม อันถือได้ว่าเป็นการตายในทันทีจากการทำละเมิด ไม่เข้ากรณีที่มิได้ตายในทันที จึงไม่มีค่ารักษาพยาบาลผู้ตายภายหลังจากผู้ตายถูกทำละเมิดจนถึงเวลาที่ผู้ตายถึงแก่ความตาย อันจะเรียกเป็นค่าสินไหมทดแทนจากการทำละเมิดได้ตาม ป.พ.พ. มาตรา 443 วรรคสอง ส่วนเงินค่ารักษาพยาบาลที่โจทก์ชำระให้แก่จำเลยที่ 1 นั้น เป็นค่าสินจ้างจากสัญญาจ้างทำของที่โจทก์จ้างให้จำเลยที่ 1 รักษาพยาบาลผู้ตายตามปกติ มิใช่ค่ารักษาพยาบาลที่ได้จ่ายไปภายหลังจากการทำละเมิดจนถึงเวลาที่ผู้ตายถึงแก่ความตาย โจทก์จึงไม่มีสิทธิฟ้องเรียกให้จำเลยที่ 1 ถึงที่ 3 ชดใช้คืนในฐานะเป็นค่าสินไหมทดแทนจากการทำละเมิด

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยทั้งสี่ร่วมกันหรือแทนกันใช้เงิน 2,580,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละเจ็ดครึ่งต่อปี นับแต่วันทำละเมิด (วันที่ 5 มิถุนายน 2543) เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์

จำเลยที่ 1 ถึงที่ 3 ขอให้ยกฟ้อง

จำเลยที่ 4 ขาดนัดยื่นคำให้การ

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยที่ 1 ถึงที่ 3 ร่วมกันชำระเงิน 100,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละเจ็ดครึ่งต่อปี นับแต่วันที่ 5 มิถุนายน 2543 เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ สำหรับค่าฤชาธรรมเนียมที่โจทก์ได้รับอนุญาตให้ดำเนินคดีอย่างคนอนาถา ให้จำเลยที่ 1 ถึงที่ 3 นำมาชำระต่อศาลในนามโจทก์ เฉพาะค่าขึ้นศาลให้ชำระแทนเท่าทุนทรัพย์ที่โจทก์ชนะคดี โดยกำหนดค่าทนายความ 4,000 บาท ยกฟ้องโจทก์สำหรับจำเลยที่ 4 ค่าฤชาธรรมเนียมระหว่างโจทก์กับจำเลยที่ 4 ให้เป็นพับ

โจทก์อุทธรณ์โดยได้รับอนุญาตให้ดำเนินคดีอย่างคนอนาถา

ศาลอุทธรณ์ภาค 7 พิพากษาแก้เป็นว่า ให้จำเลยที่ 1 ถึงที่ 3 ร่วมกันชำระเงิน 498,189 บาท พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละเจ็ดครึ่งต่อปี นับแต่วันที่ 5 มิถุนายน 2543 เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ สำหรับค่าฤชาธรรมเนียมศาลที่โจทก์ได้รับอนุญาตให้ดำเนินคดีอย่างคนอนาถานั้น ให้จำเลยที่ 1 ถึงที่ 3 ร่วมกันนำมาชำระต่อศาลในนามของโจทก์ตามทุนทรัพย์ที่โจทก์ชนะคดี โดยกำหนดค่าทนายความชั้นอุทธรณ์ 5,000 บาท นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น โจทก์และจำเลยที่ 1 ถึงที่ 3 ฎีกา โดยโจทก์ได้รับอนุญาตให้ดำเนินคดีอย่างคนอนาถา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงที่คู่ความทั้งสองฝ่ายมิได้โต้เถียงกันในชั้นฎีการับฟังเป็นยุติว่า โจทก์เป็นสามีโดยชอบด้วยกฎหมายของนางปราณี ผู้ตาย จำเลยที่ 1 เป็นนิติบุคคลประเภทบริษัทจำกัด และเป็นผู้ประกอบกิจการโรงพยาบาล ซาน เปาโลหัวหิน จำเลยที่ 2 และที่ 3 เป็นแพทย์ จำเลยที่ 4 เป็นพยาบาลประจำโรงพยาบาลซาน เปาโล หัวหิน และเป็นลูกจ้างของจำเลยที่ 1 เมื่อวันที่ 3 มิถุนายน 2543 โจทก์พาผู้ตายซึ่งป่วยเป็นไข้ไปรักษาที่โรงพยาบาลของจำเลยที่ 1 หลังจากแพทย์เวรตรวจอาการผู้ตายแล้วจึงรับตัวไว้รักษา โดยวินิจฉัยว่าเป็นไข้ทับระดู จำเลยที่ 3 เป็นผู้วินิจฉัยอาการป่วยของผู้ตาย โดยการฉีดยาและให้รับประทานยาเพื่อบรรเทาอาการปวด จำเลยที่ 3 รักษาผู้ตายจนถึงวันที่ 4 มิถุนายน 2543 เวลาประมาณ 17 นาฬิกา หลังจากนั้นจำเลยที่ 2 จึงเข้ารับช่วงรักษาต่อจากจำเลยที่ 3 วันดังกล่าวเวลาประมาณ 21 นาฬิกา ผู้ตายมีอาการผิดปกติ ปวดที่ขาทั้งสองข้างมาก ใบหน้าบวมแดงและมีผื่นขึ้นตามตัว เมื่อโจทก์ตามจำเลยที่ 2 ให้ไปดูอาการ จำเลยที่ 2 เชื่อว่าอาการปวดของผู้ตายสืบเนื่องมาจากอาการไข้จึงสั่งให้พยาบาลฉีดยาให้แก่ผู้ตายที่สะโพก 1 เข็ม และฉีดเข้าสายน้ำเกลืออีก 1 เข็ม เวลาประมาณ 22 นาฬิกา ระบบการหายใจของผู้ตายผิดปกติ หายใจไม่ออก ใบหน้าคล้ำ เมื่อโจทก์ไปตามพยาบาลมาดูอาการ พยาบาลวัดความดันโลหิตผู้ตาย ปรากฏว่าความดันโลหิตตก จึงตามจำเลยที่ 2 มาดูอาการ จำเลยที่ 2 ให้นำผู้ตายไปรักษาที่ห้อง ไอ ซี ยู ต่อมาผู้ตายถึงแก่ความตาย ในคืนวันเดียวกันนั้นเองโจทก์นำศพผู้ตายไปตรวจหาสาเหตุการตายที่แท้จริงที่สถาบันนิติเวชวิทยา สำนักงานตำรวจแห่งชาติ และร้องเรียนไปยังแพทยสภาให้สอบสวนจำเลยที่ 2 และที่ 3 คณะกรรมการแพทยสภาได้ตั้งคณะอนุกรรมการขึ้นมาสอบสวนเกี่ยวกับมาตรฐานประกอบวิชาชีพของจำเลยที่ 2 และที่ 3 ต่อมาคณะอนุกรรมการดังกล่าวมีความเห็นว่า จำเลยที่ 2 และที่ 3 ยังไม่อาจวินิจฉัยสมมติฐานของโรคที่เป็นสาเหตุของความเจ็บป่วยของผู้ตายได้ การซักประวัติ การตรวจร่างกายขาดความสมบูรณ์ครบถ้วน การสั่งตรวจและการแปลผลการตรวจยังไม่เป็นไปอย่างถูกต้องตามหลักวิชาการ การสั่งการรักษาเป็นไปตามแบบตามอาการ การประกอบอาชีพเวชกรรมของจำเลยที่ 2 และที่ 3 จึงถือได้ว่ายังไม่ได้มาตรฐานในระดับที่ดีที่สุด อันเป็นการฝ่าฝืนข้อบังคับของแพทยสภา คณะกรรมการแพทยสภาโดยเสียงส่วนใหญ่ลงมติให้ลงโทษว่ากล่าวตักเตือนจำเลยที่ 2 และที่ 3 รายละเอียดปรากฏตามสำเนาบันทึกรายงานการประชุมคณะอนุกรรมการแพทยสภา ครั้งที่ 4/2547 ลงวันที่ 8 เมษายน 2547 สาเหตุที่ผู้ตายถึงแก่ความตายเนื่องจากจำเลยที่ 2 และที่ 3 ซึ่งเป็นแพทย์ประจำโรงพยาบาลของจำเลยที่ 1 ใช้วิธีการรักษาไม่ครบถ้วนตามหลักวิชาชีพเวชกรรม อันเป็นการฝ่าฝืนข้อบังคับของแพทยสภา ว่าด้วยการรักษาจริยธรรมแห่งวิชาชีพเวชกรรม พ.ศ.2526 หมวด 3 ข้อ 1 เป็นเหตุให้โจทก์ได้รับความเสียหาย จำเลยที่ 2 และที่ 3 จึงต้องร่วมกันรับผิดชดใช้ค่าสินไหมทดแทนแก่โจทก์ ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 420, 443 วรรคหนึ่งและวรรคสาม ส่วนจำเลยที่ 1 เป็นนายจ้างของจำเลยที่ 2 และที่ 3 จึงต้องร่วมรับผิดกับจำเลยที่ 2 และที่ 3 ในผลแห่งการนั้นด้วย ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 425 คดีสำหรับจำเลยที่ 4 นั้น ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง โจทก์มิได้อุทธรณ์จึงเป็นอันยุติไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

ปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์และจำเลยที่ 1 ถึงที่ 3 ข้อต่อไปมีว่า จำเลยที่ 1 ถึงที่ 3 จะต้องคืนเงินค่ารักษาพยาบาลที่โจทก์เสียให้แก่จำเลยที่ 1 เป็นเงิน 18,609 บาท หรือไม่ เพียงใด เห็นว่า เหตุละเมิดคดีนี้เกิดจากวิธีการรักษาพยาบาลที่ผิดพลาดของฝ่ายจำเลย ทำให้ผู้ตายถึงแก่ความตายจากการรักษาพยาบาลไม่ครบถ้วนตามหลักวิชาชีพเวชกรรม อันถือได้ว่าเป็นการตายในทันทีจากการทำละเมิด ไม่เข้ากรณีที่มิได้ตายในทันที จึงไม่มีค่ารักษาพยาบาลผู้ตายภายหลังจากผู้ตายถูกทำละเมิดจนถึงเวลาที่ผู้ตายถึงแก่ความตาย อันจะเรียกเป็นค่าสินไหมทดแทนจากการทำละเมิดได้ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 443 วรรคสอง ส่วนเงินค่ารักษาพยาบาลที่โจทก์ชำระให้แก่จำเลยที่ 1 เป็นค่าสินจ้างจากสัญญาจ้างทำของที่โจทก์จ้างให้จำเลยที่ 1 รักษาพยาบาลผู้ตายตามปกติ มิใช่ค่ารักษาพยาบาลที่ได้จ่ายไปภายหลังจากการทำละเมิดจนถึงเวลาที่ผู้ตายถึงแก่ความตาย โจทก์จึงไม่มีสิทธิฟ้องเรียกให้จำเลยที่ 1 ถึงที่ 3 ชดใช้คืนในฐานเป็นค่าสินไหมทดแทนจากการทำละเมิดดังฟ้องของโจทก์ ฎีกาของจำเลยที่ 1 ถึงที่ 3 ข้อนี้ฟังขึ้น ส่วนฎีกาของโจทก์ข้อนี้ฟังไม่ขึ้น รวมเป็นเงินค่าสินไหมทดแทนทั้งหมดที่จำเลยที่ 1 ถึงที่ 3 ต้องร่วมกันชำระแก่โจทก์จำนวน 914,000 บาท

ปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยที่ 1 ถึงที่ 3 ข้อสุดท้ายมีว่า จำเลยที่ 1 ถึงที่ 3 จะต้องรับผิดชำระดอกเบี้ยให้แก่โจทก์หรือไม่ โดยจำเลยที่ 1 ถึงที่ 3 ฎีกาว่า ภายหลังจากศาลชั้นต้นมีคำพิพากษาแล้ว จำเลยที่ 1 ถึงที่ 3 ได้นำเงินตามคำพิพากษาศาลชั้นต้นไปวางชำระแก่โจทก์โดยไม่ได้ยื่นอุทธรณ์ จำเลยที่ 1 ถึงที่ 3 จึงไม่ต้องรับผิดในดอกเบี้ยที่เกิดขึ้นระหว่างอุทธรณ์ของโจทก์นั้น เห็นว่า ภายหลังจากศาลชั้นต้นมีคำพิพากษาให้จำเลยที่ 1 ถึงที่ 3 ร่วมกันชำระเงินจำนวน 100,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละเจ็ดครึ่งต่อปี นับแต่วันที่ 5 มิถุนายน 2543 เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์นั้น ไม่ปรากฏว่าจำเลยที่ 1 ถึงที่ 3 ได้มีการวางเงินเพื่อชำระให้แก่โจทก์ตามคำพิพากษาศาลชั้นต้นตามที่ได้อ้างไว้ในฎีกาแต่อย่างใด ประกอบกับอุทธรณ์ของจำเลยที่ 1 และที่ 3 ก็มิได้ยอมรับคำพิพากษาของศาลชั้นต้นทั้งหมดด้วย ฉะนั้นจำเลยที่ 1 ถึงที่ 3 จึงต้องรับผิดชำระดอกเบี้ยในอัตราร้อยละเจ็ดครึ่งต่อปีในต้นเงิน 914,000 บาท นับแต่วันที่ 5 มิถุนายน 2543 เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ ฎีกาของจำเลยที่ 1 ถึงที่ 3 ข้อนี้ฟังไม่ขึ้น

พิพากษาแก้เป็นว่า ให้จำเลยที่ 1 ถึงที่ 3 ร่วมกันชำระเงิน 914,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละเจ็ดครึ่งต่อปี นับแต่วันที่ 5 มิถุนายน 2543 เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ ให้จำเลยที่ 1 ถึงที่ 3 ร่วมกันใช้ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาแทนโจทก์ สำหรับค่าฤชาธรรมเนียมศาลที่โจทก์ได้รับอนุญาตให้ดำเนินคดีอย่างคนอนาถานั้น ให้จำเลยที่ 1 ถึงที่ 3 ร่วมกันนำมาชำระต่อศาลในนามของโจทก์ตามทุนทรัพย์ที่โจทก์ชนะคดี โดยกำหนดค่าทนายความชั้นฎีกา 5,000 บาท นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 7
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 443 วรรคสอง
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นายโชติ รุ่งโรจน์วัฒนกุล
จำเลย — บริษัทเซนต์ปอลหัวหินเมโมเรียล จำกัด กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดกาญจนบุรี — นายดิลก บุลทวีนันท์
ศาลอุทธรณ์ภาค 7 — นายสมยศ ใจสำราญ
ชื่อองค์คณะ
ศุภชัย สมเจริญ
กรองเกียรติ คมสัน
โสภณ โรจน์อนนท์
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 6861 -ที่ 6898/2554
#519999
เปิดฉบับเต็ม

การทำสัญญาจ้างแรงงานแม้ลูกจ้างบางส่วนเป็นคนสัญชาติไทยบางส่วนเป็นคนต่างชาติ แต่ทำสัญญาจ้างแรงงานในราชอาณาจักรไทยและทำงานในเรือประมงที่ถือสัญชาติไทย ย่อมได้รับความคุ้มครองตามกฎหมายไทย จำเลยทั้งห้าจ้างลูกจ้างทำประมงทะเลในน่านน้ำประเทศอินโดนีเซียเกินกว่าหนึ่งปีแม้ไม่อยู่ภายใต้บังคับของกฎกระทรวง ฉบับที่ 10 แต่ยังคงอยู่ภายใต้บังคับของ พ.ร.บ.คุ้มครองแรงงาน พ.ศ.2541 เช่นเดียวกับการจ้างแรงงานอื่นทั่วไป เพราะไม่ได้รับยกเว้นการบังคับใช้ตามมาตรา 22 และนิติสัมพันธ์ยังต้องเป็นไปตาม ป.พ.พ. ว่าด้วยสัญญาจ้างแรงงาน

การทำประมงทะเลในน่านน้ำประเทศอินโดนีเซียจะต้องได้รับสัมปทานที่มีกำหนดเวลาแน่นอนคราวละหนึ่งปี แต่อาจมีการต่ออายุสัมปทานไปได้เรื่อยๆ การทำสัญญาจ้างลูกจ้างแม้จะกำหนดระยะเวลาเป็นเทอม แต่ในการทำงานจริงลูกจ้างทำงานไม่มีระยะเวลาที่แน่นอนขึ้นอยู่กับการได้รับต่อใบอนุญาตจับปลาจากรัฐบาลประเทศอินโดนีเซียหรือไม่ สภาพของเรือ และลูกจ้างก็ทราบว่าใช้ระยะเวลาในการไปทำประมงประมาณ 3 หรือ 4 ปี จึงเป็นการจ้างที่ไม่มีกำหนดระยะเวลาที่แน่นอน เมื่อจำเลยเลิกจ้างจึงต้องบอกกล่าวล่วงหน้าหนึ่งงวดของการชำระค่าจ้าง หรือต้องจ่ายสินจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้า เมื่อไม่ปรากฏว่ามีกำหนดวันจ่ายค่าจ้างไว้แน่นอนจึงให้ถือว่ามีกำหนดจ่ายค่าจ้างเดือนละหนึ่งครั้งตาม พ.ร.บ.คุ้มครองแรงงาน พ.ศ.2541 มาตรา 70 วรรคหนึ่ง (1) และจ่ายทุกวันสิ้นเดือนตาม ป.พ.พ. มาตรา 580

พ.ร.บ.คุ้มครองแรงงาน พ.ศ.2541 ได้บัญญัติไว้ในหมวดที่ 9 ว่าด้วยเรื่องการควบคุม มาตรา 112, 113 ให้นายจ้างซึ่งมีลูกจ้างตั้งแต่สิบคนขึ้นไปจัดทำทะเบียนลูกจ้าง ซึ่งต้องมีรายละเอียดเกี่ยวกับชื่อตัวและชื่อสกุล อัตราค่าจ้าง ประโยชน์ตอบแทนอย่างอื่นที่จ่ายให้แก่ลูกจ้าง เอกสารเกี่ยวกับการจ่ายค่าจ้าง หากนายจ้างไม่สามารถแสดงทะเบียนลูกจ้างและเอกสารการจ่ายค่าจ้างกับค่าตอบแทนอย่างอื่น หรือแสดงได้ไม่สมบูรณ์ครบถ้วน เมื่อมีข้อสงสัยฝ่ายนายจ้างก็ต้องรับผิดต่อลูกจ้างในประเด็นดังกล่าวเพราะมีหน้าที่จัดทำเอกสารนั้นโดยตรง

จำเลยมอบอำนาจให้ไต๋เรือเป็นตัวแทนกำหนดค่าจ้างลูกจ้างตำแหน่งต่างๆ ตามอัตราทั่วไป โดยประมาณให้ลูกจ้างแต่ละคนทราบเมื่อแรกเข้าทำงาน หลังจากออกเรือทำงานไปสองเที่ยวเรือแล้วจึงจะกำหนดค่าจ้างที่แท้จริงให้ลูกจ้างทราบ การที่จำเลยจะมากำหนดอัตราค่าจ้างในภายหลังโดยลดค่าจ้างเมื่อเรือกลับเข้าฝั่งโดยอ้างว่าปรึกษาหารือกับไต๋เรือเท่ากับเป็นการกำหนดค่าจ้างตามอำเภอใจ ย่อมไม่เป็นธรรมต่อลูกจ้างและถือว่าเป็นสัญญาจ้างที่ทำให้นายจ้างได้เปรียบลูกจ้างเกินสมควร ศาลแรงงานกลางย่อมมีอำนาจสั่งให้สัญญาจ้างมีผลบังคับเพียงเท่าที่เป็นธรรมและพอสมควรแก่กรณีตาม พ.ร.บ.คุ้มครองแรงงาน พ.ศ.2541 มาตรา 14/1

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
รายชื่อโจทก์ปรากฏตามคำพิพากษาศาลแรงงานกลาง

คดีทั้งสามสิบแปดสำนวนนี้ศาลแรงงานกลางสั่งให้รวมพิจารณาเป็นคดีเดียวกันกับคดีอื่นอีกยี่สิบสี่สำนวนโดยให้เรียกโจทก์ทั้งสามสิบแปดสำนวนว่า โจทก์ที่ 5, ที่ 14, ที่ 16, ที่ 20, ที่ 21, ที่ 24 ถึงที่ 35, ที่ 37 ถึงที่ 45, ที่ 47, ที่ 49 ถึงที่ 56, ที่ 58, ที่ 60 และที่ 61 ตามลำดับ และให้เรียกจำเลยทั้งสามสิบแปดสำนวนว่า จำเลยที่ 1 ถึงที่ 5 แต่คดีสำหรับโจทก์ที่ 1 ถึงที่ 4, ที่ 6 ถึงที่ 13, ที่ 15, ที่ 17, ที่ 18, ที่ 19, ที่ 22, ที่ 23, ที่ 36, ที่ 46, ที่ 48, ที่ 57, ที่ 59 และที่ 62 ยุติไปแล้วตามคำสั่งและคำพิพากษาศาลแรงงานกลาง คงขึ้นมาสู่ศาลฎีกาเฉพาะคดีสามสิบแปดสำนวนนี้

โจทก์ทั้งสามสิบแปดสำนวนฟ้องจำเลยทั้งห้าเป็นใจความทำนองเดียวกันขอให้บังคับจำเลยทั้งห้าร่วมกันหรือแทนกันจ่ายค่าจ้างค้างจ่าย เงินโบนัสพิเศษหรือเปอร์เซ็นต์จากการขาย ค่าทำงานในวันหยุด สินจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้า ค่าชดเชย และค่าเสียหายแก่โจทก์ทั้งสามสิบแปด และให้จำเลยทั้งห้าออกหนังสือรับรองการทำงานที่ถูกต้องชอบด้วยกฎหมายและส่งคืนหนังสือคนประจำเรือ (seaman book) แก่โจทก์ทั้งสามสิบแปด

จำเลยทั้งห้าให้การและแก้ไขคำให้การขอให้ยกฟ้อง

ศาลแรงงานกลางพิพากษาให้จำเลยทั้งห้าร่วมกันชำระเงินให้แก่โจทก์ที่ 5 จำนวน 202,500 บาท และ 8,000 บาท โจทก์ที่ 14 จำนวน 177,000 บาท และ 8,000 บาท โจทก์ที่ 16 จำนวน 80,000 บาท และ 5,000 บาท โจทก์ที่ 20 จำนวน 98,000 บาท และ 5,000 บาท โจทก์ที่ 21 จำนวน 61,000 บาท และ 4,500 บาท โจทก์ที่ 24 จำนวน 66,000 บาท และ 4,500 บาท โจทก์ที่ 25 จำนวน 127,000 บาท และ 5,000 บาท โจทก์ที่ 26 จำนวน 86,000 บาท และ 6,000 บาท โจทก์ที่ 27 จำนวน 43,000 บาท และ 5,000 บาท โจทก์ที่ 28 จำนวน 63,000 บาท และ 5,000 บาท โจทก์ที่ 29 จำนวน 105,000 บาท และ 6,000 บาท โจทก์ที่ 30 จำนวน 99,000 บาท และ 6,000 บาท โจทก์ที่ 31 จำนวน 162,000 บาท และ 5,500 บาท โจทก์ที่ 32 จำนวน 117,000 บาท และ 6,000 บาท โจทก์ที่ 33 จำนวน 47,000 บาท และ 5,000 บาท โจทก์ที่ 34 จำนวน 110,000 บาท และ 8,000 บาท โจทก์ที่ 35 จำนวน 90,000 บาท และ 5,000 บาท โจทก์ที่ 37 จำนวน 81,000 บาท และ 6,000 บาท โจทก์ที่ 38 จำนวน 92,000 บาท และ 5,500 บาท โจทก์ที่ 39 จำนวน 195,000 บาท และ 9,000 บาท โจทก์ที่ 40 จำนวน 156,000 บาท และ 6,000 บาท โจทก์ที่ 41 จำนวน 113,500 บาท และ 5,500 บาท โจทก์ที่ 42 จำนวน 74,000 บาท และ 5,000 บาท โจทก์ที่ 43 จำนวน 131,000 บาท และ 5,500 บาท โจทก์ที่ 44 จำนวน 89,000 บาท และ 6,000 บาท โจทก์ที่ 45 จำนวน 75,000 บาท และ 5,000 บาท โจทก์ที่ 47 จำนวน 98,000 บาท และ 5,000 บาท โจทก์ที่ 49 จำนวน 41,000 บาท และ 4,500 บาท โจทก์ที่ 50 จำนวน 53,000 บาท และ 5,000 บาท โจทก์ที่ 51 จำนวน 80,000 บาท และ 5,000 บาท โจทก์ที่ 52 จำนวน 74,000 บาท และ 5,500 บาท โจทก์ที่ 53 จำนวน 141,000 บาท และ 5,000 บาท โจทก์ที่ 54 จำนวน 47,000 บาท และ 5,000 บาท โจทก์ที่ 55 จำนวน 120,000 บาท และ 5,000 บาท โจทก์ที่ 56 จำนวน 27,000 บาท และ 8,000 บาท โจทก์ที่ 58 จำนวน 65,000 บาท และ 5,000 บาท โจทก์ที่ 60 จำนวน 84,000 บาท และ 5,000 บาท และโจทก์ที่ 61 จำนวน 87,500 บาท และ 4,500 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 15 ต่อปี และร้อยละ 7.5 ต่อปี ในจำนวนเงินดังกล่าวตามลำดับนับตั้งแต่วันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระหนี้เสร็จสิ้น และให้จำเลยทั้งห้าออกใบสำคัญแสดงการทำงานตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 585 แก่โจทก์ดังกล่าว ในส่วนคำขออื่นให้ยกและยกฟ้องโจทก์ที่ 18 ที่ 22 ที่ 23 ที่ 36 ที่ 46 ที่ 48 และที่ 59

จำเลยทั้งห้าอุทธรณ์ต่อศาลฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีแรงงานวินิจฉัยว่า คดีนี้ศาลแรงงานกลางฟังข้อเท็จจริงว่า จำเลยที่ 1 เป็นเจ้าของเรือประภาสนาวี 6 และเป็นนายจ้างของโจทก์ที่ 21 ถึงที่ 24 ที่ 27 ที่ 29 ที่ 31 ที่ 33 ที่ 37 ที่ 43 ที่ 44 และที่ 61 จำเลยที่ 2 เป็นเจ้าของเรือประภาสนาวี 1 และเรือประภาสนาวี 2 และเป็นนายจ้างของโจทก์ที่ 14 ที่ 16 ที่ 34 ที่ 35 ที่ 41 ที่ 42 ที่ 50 ที่ 58 และที่ 60 จำเลยที่ 3 เป็นเจ้าของเรือประภาสนาวี 3 และเป็นนายจ้างของโจทก์ที่ 20 ที่ 30 ที่ 38 ที่ 45 ที่ 47 และที่ 56 จำเลยที่ 4 เป็นเจ้าของเรือประภาสนาวี 4 และเป็นนายจ้างของโจทก์ที่ 25 ที่ 32 ที่ 40 ที่ 44 ที่ 53 และที่ 55 จำเลยที่ 5 เป็นเจ้าของเรือประภาสนาวี 5 และเป็นนายจ้างของโจทก์ที่ 26 ที่ 28 ที่ 39 ที่ 49 ที่ 51 และที่ 52 จำเลยที่ 5 เป็นผู้บริหารจัดการเรือทั้งหกลำดังกล่าวซึ่งใช้ทำการประมงระหว่างประเทศร่วมกันโดยได้รับมอบหมายจากจำเลยที่ 1 ถึงที่ 4 จำเลยที่ 5 เป็นคนรับสมัครเฉพาะไต๋เรือแต่ละลำ แล้วให้ไต๋เรือไปจัดหาลูกเรือมาทำงานในตำแหน่งอื่นๆ ได้แก่ นายท้ายเรือ ช่างเครื่อง ช่างซ่อมอวน คนทำอาหาร และลูกเรือ โดยอัตราค่าจ้างเป็นรายเดือนตามที่ไต๋เรือกำหนด มีคนทำงานบนเรือทั้งหกลำรวมกันกว่า 100 คน สามารถสับเปลี่ยนหมุนเวียนไปช่วยทำงานกันได้ นอกจากค่าจ้างแล้วลูกจ้างบนเรือจะได้รับเงินโบนัสหรือเปอร์เซ็นต์จากกำไรที่ได้จากการขายปลาที่จับได้ เรือทั้งหกเดินทางออกจากประเทศไทยเมื่อเดือนกรกฎาคม 2546 เพื่อไปทำการประมงในน่านน้ำของประเทศอินโดนีเซีย และเดินทางกลับถึงประเทศไทยเมื่อวันที่ 3 กรกฎาคม 2549 หลังจากนั้นไม่ได้มีการนำเรือดังกล่าวออกทำการประมงอีก ลูกเรือบางคนออกเดินทางไปพร้อมกับเรือ บางคนเดินทางตามไปภายหลังกับเรือแม่ที่ใช้บรรทุกขนถ่ายปลาที่จับได้ ก่อนลงเรือออกเดินทางลูกเรือจะได้รับค่าจ้างล่วงหน้าบางส่วน และระหว่างทำงานบนเรือมีลูกเรือขอเบิกเงินจากไต๋เรือ หรือขอให้ญาติหรือคนที่อยู่ในประเทศไทยเบิกเงินจากนายจ้างได้ ไต๋เรือเป็นผู้จัดเก็บหลักฐานการขอเบิกเงินบนเรือและเก็บหนังสือคนประจำเรือของคนทำงานบนเรือไว้ และศาลแรงงานกลางวินิจฉัยว่า ตามพฤติการณ์ถือได้ว่าจำเลยทั้งห้าเป็นนายจ้างของโจทก์ซึ่งเป็นลูกเรือที่ไต๋เรือจัดหามาทำงานบนเรือประภาสนาวีทั้งหกลำ ยกเว้นโจทก์ที่ 18 ที่ 22 ที่ 23 ที่ 36 ที่ 48 และที่ 59 โดยเป็นการจ้างที่ไม่มีกำหนดเวลาแน่นอน ฟังได้ว่าจำเลยทั้งห้าเลิกจ้างโจทก์ที่ 5 ที่ 14 ที่ 16 ที่ 20 ที่ 21 ที่ 24 ถึงที่ 35 ที่ 37 ถึงที่ 45 ที่ 47 ที่ 49 ถึงที่ 56 ที่ 58 ที่ 60 และที่ 61 ตั้งแต่วันที่ 3 กรกฎาคม 2549 โดยลูกจ้างไม่ได้กระทำความผิดหรือมีเหตุเลิกจ้างได้โดยไม่ต้องจ่ายค่าชดเชย และเป็นการเลิกจ้างที่ไม่มีการบอกกล่าวล่วงหน้า จึงต้องจ่ายค่าชดเชยและสินจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้า แต่การเลิกจ้างมีเหตุอันจำเป็นที่สมควร เป็นการเลิกจ้างที่เป็นธรรม จำเลยทั้งห้าไม่ต้องรับผิดชดใช้ค่าเสียหายจากการเลิกจ้าง ไม่ต้องรับผิดชดใช้ค่าเสียหายจากการที่ลูกเรือเจ็บป่วยเนื่องจากขาดสารอาหารเพราะนายจ้างไม่ส่งอาหารให้ลูกเรือเพียงพอ และไม่ต้องรับผิดชำระเงินโบนัสหรือเปอร์เซ็นต์จากการขายปลาเพราะไม่ปรากฏว่ามีกำไร กับให้จำเลยทั้งห้าจ่ายค่าจ้างที่ค้างชำระ แต่ไม่ต้องจ่ายค่าทำงานในวันหยุด

ศาลฎีกาเห็นสมควรวินิจฉัยเสียก่อนในปัญหาตามที่จำเลยทั้งห้าอุทธรณ์ว่า กิจการทำประมงทะเลในต่างประเทศของจำเลยทั้งห้าอยู่ภายใต้บังคับของพระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน พ.ศ.2541 และประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 583 หรือไม่ เห็นว่า การจ้างแรงงานที่ไม่อยู่ภายใต้บังคับแห่งพระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน พ.ศ.2541 ได้แก่ ราชการส่วนกลาง ส่วนภูมิภาค และส่วนท้องถิ่น กับการจ้างแรงงานประเภทหนึ่งประเภทใดที่รัฐมนตรีว่าการกระทรวงแรงงานและสวัสดิการสังคมออกกฎกระทรวงมิให้ใช้บังคับในเรื่องใดทั้งหมดหรือแต่บางส่วน ตามมาตรา 4 และมาตรา 22 แห่งพระราชบัญญัติดังกล่าว แม้ต่อมารัฐมนตรีว่าการกระทรวงแรงงานและสวัสดิการสังคม ได้ออกกฎกระทรวงฉบับที่ 10 ลงวันที่ 14 กันยายน 2541 กำหนดเรื่องการคุ้มครองแรงงานในงานประมงทะเลไว้ต่างหาก แต่กฎกระทรวงฉบับดังกล่าว ข้อ 2 กำหนดว่า มิให้ใช้กฎกระทรวงบังคับแก่ 1) งานประมงทะเลที่มีจำนวนลูกจ้างน้อยกว่ายี่สิบคน..ฯ 2) เรือประมงที่ไปดำเนินการประจำอยู่นอกราชอาณาจักรติดต่อกันตั้งแต่หนึ่งปีขึ้นไป คดีนี้ศาลแรงงานกลางรับฟังข้อเท็จจริงว่า จำเลยทั้งห้าจ้างลูกจ้างไปทำประมงทะเลในน่านน้ำประเทศอินโดนีเซียเมื่อเดือนกรกฎาคม 2546 และเดินทางกลับถึงประเทศไทยเมื่อวันที่ 3 กรกฎาคม 2549 การจ้างแรงงานโจทก์ของจำเลยทั้งห้าจึงเป็นการทำประมงทะเลนอกราชอาณาจักรไทยติดต่อกันเกินกว่าหนึ่งปีย่อมไม่อยู่ภายใต้บังคับของกฎกระทรวงฉบับที่ 10 ลงวันที่ 14 กันยายน 2541 และยังคงอยู่ภายใต้บังคับของพระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน พ.ศ.2541 เช่นเดียวกับการจ้างแรงงานอื่นทั่วไปเนื่องจากไม่ได้รับยกเว้นการบังคับใช้ตามมาตรา 22 ดังที่กล่าวแล้วข้างต้น และนิติสัมพันธ์ระหว่างโจทก์กับจำเลยทั้งห้ายังต้องเป็นไปตามบทบัญญัติของประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ว่าด้วยสัญญาจ้างแรงงาน เมื่อจำเลยทั้งห้าเลิกจ้างโจทก์โดยไม่มีความผิดหรือมีเหตุอันจะอ้างได้ตามกฎหมาย จึงต้องจ่ายค่าชดเชยให้แก่โจทก์แต่ละคนตามอัตราเงินเดือนและอายุงาน และหากเป็นการจ้างที่ไม่มีกำหนดระยะเวลาที่แน่นอน ก็ต้องบอกกล่าวล่วงหน้าก่อนการเลิกจ้างหรือจ่ายสินจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้าด้วย อุทธรณ์ของจำเลยทั้งห้าข้อนี้ฟังไม่ขึ้น

จำเลยทั้งห้าอุทธรณ์ประการต่อไปทำนองว่า สัญญาจ้างโจทก์ไปทำประมงทะเลในต่างประเทศมีกำหนดระยะเวลาการจ้างที่แน่นอน เพราะจำเลยทั้งห้าต้องได้รับสัมปทานการทำประมงซึ่งมีกำหนดเวลาแน่นอน สัญญาจ้างแรงงานระหว่างโจทก์และจำเลยทั้งห้าจึงมีกำหนดระยะเวลาแน่นอนด้วย ในกรณีนี้โจทก์ได้ตกลงกับจำเลยแล้วว่าเมื่อเรือกลับเข้าถึงฝั่งในประเทศไทยถือว่าสัญญาจ้างสิ้นสุด และนายฉลอง ไต๋เรือเบิกความว่า กรณีมีเหตุขัดข้องทำให้ไม่สามารถอยู่ได้ครบเทอม เรือต้องกลับเข้าฝั่งประเทศไทย ถือว่าสัญญาจ้างแรงงานสิ้นสุดลงเช่นกัน จำเลยจึงไม่ต้องบอกกล่าวล่วงหน้าถึงการเลิกจ้างอีก ดังนี้ เห็นว่า ในเรื่องนี้ข้อเท็จจริงที่ยุติในชั้นพิจารณาของศาลแรงงานกลางปรากฏว่า การทำประมงทะเลในน่านน้ำประเทศอินโดนีเซียจะต้องได้รับสัมปทานที่มีกำหนดเวลาแน่นอนคราวละหนึ่งปี แต่อาจมีการต่ออายุสัมปทานต่อไปได้เรื่อยๆ การทำสัญญาจ้างลูกเรือจะมีการตกลงกันว่าลูกจ้างต้องเดินทางไปทำประมงต่างประเทศเทอมละกี่ปี ลูกเรือต้องอยู่ให้ครบเทอมซึ่งมีระยะเวลาเป็นปี ลูกเรือที่อยู่ครบเทอมมีสิทธิได้รับเปอร์เซ็นต์จากการขายปลาเมื่อเรือเข้าฝั่ง แต่ในความเป็นจริงที่เกิดขึ้นเรือประภาสนาวีทั้งหกลำมิได้ทำประมงติดต่อกันจนครบ 3 หรือ 4 ปี ดังที่ตกลงกับลูกเรือ และในการไปทำประมงที่ประเทศอินโดนีเซียต้องใช้เวลาประมาณ 3 ถึง 4 ปี ไม่แน่นอนขึ้นอยู่กับสภาพเรือ และลูกเรือก็ทราบว่าใช้ระยะเวลาในการไปทำประมงที่ประเทศอินโดนีเซียมีกำหนด 3 ถึง 4 ปี ดังนั้นระยะเวลาเช่นนั้นย่อมไม่มีความแน่นอนในตัวเอง เพราะไม่แน่นอนว่าจะเป็น 3 ปี หรือ 4 ปี ทั้งระยะเวลาซึ่งอาจเป็นอย่างใดอย่างหนึ่งนั้นมีความแตกต่างกันถึง 1 ปี อีกทั้งการขอตั๋วทำประมงในประเทศอินโดนีเซียนั้นได้รับอนุญาตปีต่อปีแต่ก็สามารถต่อไปได้เรื่อยๆ เพราะมีการต่อใบอนุญาตหรือตั๋วไปได้เรื่อยๆ จนกลายเป็นไม่มีกำหนดเวลาที่แน่นอนในการทำงาน นอกจากนั้นในการหาลูกเรือนั้น ไต๋เรือจะเป็นผู้ไปหาลูกเรือเอง ไต๋เรือเป็นคนกำหนดอัตราเงินเดือน โดยไม่ปรากฏว่าลูกเรือได้รับทราบถึงระยะเวลาการทำงานตามที่อ้างจริงหรือไม่ นอกจากนั้นข้อเท็จจริงที่ยุติแล้วก็ปรากฏว่าเรือประภาสนาวีทั้งหกลำต้องหยุดทำประมงและเดินทางกลับประเทศไทยก่อนครบกำหนดเวลาที่อ้างว่าตกลงกับลูกเรือ เนื่องจากไม่ได้รับต่อใบอนุญาตและถูกทางการประเทศอินโดนีเซียจับกุมในน่านน้ำจนต้องหลบหนี พฤติการณ์ในการทำประมงครั้งนี้จึงไม่มีความแน่นอนในเรื่องกำหนดเวลาเพราะขึ้นกับปัจจัยภายนอกหลายประการ เช่น การได้รับต่อใบอนุญาตจับปลาจากรัฐบาลประเทศอินโดนีเซียหรือไม่ สภาพของเรือสามารถจะทำประมงได้เพียงใด เป็นต้น ศาลฎีกาจึงเห็นด้วยในผลที่ศาลแรงงานกลางวินิจฉัยว่า สัญญาจ้างลูกจ้างทำงานในเรือประมงทะเลระหว่างประเทศของจำเลยทั้งห้ากับโจทก์ไม่มีกำหนดระยะเวลาที่แน่นอน เมื่อจำเลยทั้งห้าจะเลิกจ้างลูกจ้างก็ต้องบอกกล่าวล่วงหน้าหนึ่งงวดของการชำระค่าจ้าง หรือต้องจ่ายสินจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้า อุทธรณ์ของจำเลยทั้งห้าข้อนี้ฟังไม่ขึ้น แต่อย่างไรก็ตามเมื่อไม่ปรากฏว่ามีกำหนดวันจ่ายค่าจ้างไว้แน่นอนจึงให้ถือว่ามีกำหนดจ่ายค่าจ้างกันเดือนละหนึ่งครั้งตามพระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน พ.ศ.2541 มาตรา 70 (1) และจ่ายทุกวันสิ้นเดือนตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 580 ซึ่งฟ้องโจทก์มีคำขอให้จ่ายสินจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้าเท่ากับค่าจ้างคนละหนึ่งเดือน จำเลยทั้งห้าจึงต้องชำระสินจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้าแก่โจทก์ที่มีสิทธิเท่ากับค่าจ้างคนละหนึ่งเดือน

ส่วนปัญหาว่าโจทก์แต่ละคนจะได้รับค่าชดเชยและสินจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้าเป็นจำนวนเงินเท่าใดนั้น จะต้องพิจารณาเสียก่อนว่าโจทก์แต่ละคนได้รับค่าจ้างอัตราเดือนละเท่าใด และจำเลยทั้งห้าค้างจ่ายค่าจ้างโจทก์แต่ละคนเพียงใด เห็นว่า การที่ศาลแรงงานกลางวินิจฉัยอัตราค่าจ้างของโจทก์และหักจำนวนเงินค่าจ้างที่ค้างจ่ายโดยมิได้ให้เหตุผลของคำวินิจฉัยและแสดงการพิเคราะห์พยานหลักฐานของคู่ความทั้งสองฝ่ายไว้ด้วย จึงเป็นคำพิพากษาที่ไม่ชอบด้วยพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงาน พ.ศ.2522 มาตรา 51 วรรคหนึ่ง เพราะอัตราค่าจ้างและจำนวนค่าจ้างที่ค้างชำระนั้น โจทก์แต่ละคนได้บรรยายระบุตำแหน่งงานและอัตราเงินเดือน และจำนวนเงินค่าจ้างที่ค้างชำระมาตามที่ปรากฏในฟ้อง จำเลยทั้งห้าให้การปฏิเสธว่าอัตราเงินเดือนตามฟ้องไม่ถูกต้อง จำเลยทั้งห้าไม่เคยค้างจ่ายค่าจ้าง เมื่อมีประเด็นโต้เถียงกันเช่นนี้คู่ความจึงต้องเสนอพยานหลักฐานเพื่อสนับสนุนคำฟ้องและคำให้การของตนในระหว่างการไต่สวนพยานของศาล และพระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน พ.ศ.2541 ได้บัญญัติไว้ในหมวดที่ 9 ว่าด้วยเรื่องการควบคุม โดยกำหนดให้นายจ้างซึ่งมีลูกจ้างรวมกันตั้งแต่สิบคนขึ้นไป จัดให้มีข้อบังคับเกี่ยวกับการทำงานและจัดทำทะเบียนลูกจ้างซึ่งต้องมีรายละเอียดเกี่ยวกับตัวลูกจ้างโดยเฉพาะชื่อสกุล ตำแหน่งหน้าที่ อัตราค่าจ้างและประโยชน์ตอบแทนอย่างอื่นที่จ่ายให้แก่ลูกจ้าง และเก็บไว้ ณ สำนักงานพร้อมที่จะให้พนักงานตรวจแรงงานตรวจได้ในเวลาทำการ และต้องจัดให้มีเอกสารเกี่ยวกับการจ่ายค่าจ้างกับค่าตอบแทนอย่างอื่น โดยอย่างน้อยต้องมีวัน เวลาทำงาน อัตราและจำนวนค่าจ้างที่ลูกจ้างแต่ละคนได้รับ เมื่อมีการจ่ายค่าจ้าง ให้นายจ้างจัดให้ลูกจ้างลงลายมือชื่อในเอกสารดังกล่าวไว้เป็นหลักฐาน ตามมาตรา 108, 112, 113 และ 114 ดังนี้นายจ้างจึงมีหน้าที่ต้องจัดเก็บและแสดงข้อมูลเพื่อแสดงว่า ลูกจ้างแต่ละคนได้รับค่าจ้างในอัตราใด และเมื่อมีการเบิกเงินค่าจ้างแต่ละครั้งนายจ้างก็ต้องทำหลักฐานให้ลูกจ้างหรือตัวแทนลงชื่อไว้ทุกครั้ง หากนายจ้างไม่สามารถแสดงทะเบียนลูกจ้างและเอกสารการจ่ายค่าจ้างกับค่าตอบแทนอย่างอื่นหรือแสดงได้ไม่สมบูรณ์ครบถ้วนเมื่อมีข้อสงสัย ฝ่ายนายจ้างก็ต้องรับผิดต่อลูกจ้างในประเด็นดังกล่าวเพราะมีหน้าที่จัดทำเอกสารดังกล่าวโดยตรง

แม้จำเลยทั้งห้าจะอ้างทำนองว่าระบบการว่าจ้างลูกเรือจะมีประเพณีปฏิบัติที่มอบให้ไต๋เรือเป็นคนกำหนดค่าจ้างของลูกเรือแต่ละคนในเบื้องต้นแล้วให้เจ้าของเรือพิจารณาอีกครั้งหนึ่งเมื่อมีการคิดบัญชี โดยพยานกับไต๋เรือจะคุยกันเกี่ยวกับค่าจ้างของลูกเรือแต่ละคนเมื่อเรือกลับเข้าฝั่ง แต่ไม่มีการทำเป็นเอกสารและไม่มีการแจ้งให้ลูกเรือทราบก่อนว่าแต่ละคนได้รับค่าจ้างเดือนละเท่าใด การที่นายจ้างไม่แจ้งอัตราค่าจ้างที่แท้จริงให้ลูกจ้างทราบภายในเวลาอันสมควรและทำเป็นหลักฐานเพื่อให้ฝ่ายนายจ้างลูกจ้างสามารถตรวจสอบหรือโต้แย้งความถูกต้องได้ นอกจากจะเป็นส่วนหนึ่งที่ก่อให้เกิดปัญหาข้อพิพาทขึ้นในภายหลังแล้ว ยังถือว่านายจ้างไม่ปฏิบัติให้ครบถ้วนซึ่งหน้าที่ของนายจ้างตามสัญญาจ้างแรงงานที่ต้องแจ้งอัตราค่าจ้างให้ลูกจ้างทราบ ซึ่งจำเลยทั้งห้าก็มอบอำนาจให้ไต๋เรือเป็นตัวแทนกำหนดค่าจ้างอยู่แล้วเพราะไม่มีโอกาสได้เห็นและควบคุมการทำงานของลูกเรือด้วยตนเอง โดยไต๋เรือกำหนดค่าจ้างตำแหน่งต่างๆ ตามอัตราทั่วไปโดยประมาณแล้วแจ้งให้ลูกเรือแต่ละคนทราบเมื่อแรกเข้าทำงาน หลังจากออกเรือทำงานไปสองเที่ยวเรือแล้วจึงจะกำหนดค่าจ้างที่แท้จริงให้ลูกเรือทราบ จึงเป็นหน้าที่ของไต๋เรือที่ต้องแจ้งอัตราค่าจ้างให้ลูกเรือทราบแทนนายจ้างเพื่อตัดสินใจว่าจะทำงานให้นายจ้างต่อไปตามเงื่อนไขการจ้างนั้นหรือไม่ การที่จำเลยทั้งห้าจะมากำหนดอัตราค่าจ้างในภายหลังโดยลดค่าจ้างเมื่อเรือกลับเข้าฝั่งโดยอ้างว่าปรึกษาหารือกับไต๋เรือเท่ากับเป็นการกำหนดค่าจ้างตามอำเภอใจ ย่อมไม่เป็นธรรมต่อลูกจ้างและถือว่าเป็นสัญญาจ้างที่ทำให้นายจ้างได้เปรียบลูกจ้างเกินสมควร ศาลแรงงานกลางย่อมมีอำนาจสั่งให้สัญญาจ้างมีผลบังคับเพียงเท่าที่เป็นธรรมและพอสมควรแก่กรณีตามพระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน พ.ศ.2541 มาตรา 14/1

พิพากษาแก้เป็นว่า ให้ยกคำพิพากษาศาลแรงงานกลางเฉพาะส่วนที่กำหนดอัตราค่าจ้าง ค่าชดเชย และสินจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้า และการเบิกเงินล่วงหน้าของโจทก์แต่ละคน เพื่อรับฟังข้อเท็จจริงเพิ่มเติมตามนัยข้างต้น หากข้อเท็จจริงที่ฟังใหม่จะเป็นผลให้คำพิพากษาเปลี่ยนแปลงก็ให้ศาลแรงงานกลางพิพากษาคดีใหม่ตามพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงาน พ.ศ.2522 มาตรา 56 วรรคสองและวรรคสาม นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลแรงงานกลาง
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 580 ม. 583
พ.ร.บ.คุ้มครองแรงงาน พ.ศ.2541 ม. 14/1 ม. 17 ม. 22 ม. 70 วรรคหนึ่ง (1) ม. 112 ม. 113 ม. 114 ม. 119
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นายสมาน คัมภีร์ กับพวก
จำเลย — นายศุภสิทธิ์ พงศ์สถาพร กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลแรงงานกลาง — นายอมร ศิลปวิวัฒน์
ชื่อองค์คณะ
ไสลเกษ วัฒนพันธุ์
ดิเรก อิงคนินันท์
ประเสริฐ โอนพรัตน์วิบูล
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 6844/2554
#511598
เปิดฉบับเต็ม

จำเลยยื่นอุทธรณ์โดยมีคำร้องของผู้เสียหายแนบท้ายมีความว่า จำเลยได้ชดใช้ค่าเสียหายให้ผู้เสียหายเป็นที่พอใจแล้ว จึงไม่ติดใจเอาความแก่จำเลย โจทก์รับสำเนาแล้วมิได้ยื่นคำแก้อุทธรณ์คัดค้านว่าคำร้องของผู้เสียหายไม่เป็นความจริงหรือไม่ถูกต้องประการใด เมื่อคำร้องดังกล่าวมีข้อความสรุปได้ว่า ผู้เสียหายไม่ประสงค์จะดำเนินคดีแก่จำเลยอีกต่อไป จึงมีลักษณะเช่นคำร้องขอถอนคำร้องทุกข์

แม้การกระทำของจำเลยตามฟ้องจะเป็นความผิดฐานพยายามข่มขืนกระทำชำเราผู้เสียหายอันมีลักษณะเป็นการโทรมหญิงซึ่งยอมความไม่ได้ แต่เมื่อศาลชั้นต้นพิพากษาลงโทษจำเลยตาม ป.อ. มาตรา 276 วรรคแรก, 80, 83 โจทก์ไม่อุทธรณ์ ข้อหาที่ว่าจำเลยกระทำในลักษณะเป็นการโทรมหญิงจึงยุติไป ในชั้นนี้หากฟังว่าจำเลยกระทำความผิดก็ลงโทษจำเลยได้ตาม ป.อ. มาตรา 276 วรรคแรก เท่านั้น ซึ่งความผิดดังกล่าวเป็นความผิดอันยอมความได้ตามมาตรา 281 เมื่อผู้เสียหายได้ยื่นคำร้องขอถอนคำร้องทุกข์แล้ว ย่อมมีผลทำให้สิทธินำคดีอาญามาฟ้องของโจทก์ระงับไปตาม ป.วิ.อ. มาตรา 39 (2) คำพิพากษาของศาลล่างทั้งสองยอมระงับไปในตัว ไม่มีผลบังคับอีกต่อไป

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 276, 80, 83

จำเลยให้การปฏิเสธ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 276 วรรคแรก, 80, 83 จำคุก 3 ปี ทางนำสืบของจำเลยเป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้หนึ่งในสามตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คงจำคุก 2 ปี

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 8 พิพากษายืน

จำเลยฎีกา โดยผู้พิพากษาซึ่งพิจารณาและลงชื่อในคำพิพากษาศาลชั้นต้นอนุญาตให้ฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า คดีคงมีประเด็นในชั้นฎีกาว่า จำเลยมีความผิดฐานพยายามข่มขืนกระทำชำเราผู้เสียหายตามมาตรา 276 วรรคแรก หรือไม่ เมื่อวันที่ 11 สิงหาคม 2547 จำเลยยื่นอุทธรณ์โดยมีคำร้องของนางสาวกัลยาณี ผู้เสียหาย ลงวันที่ 10 กรกฎาคม 2547 แนบท้ายอุทธรณ์มีความว่า จำเลยได้ชดใช้ค่าเสียหายให้ผู้เสียหายเป็นที่พอใจแล้วจึงไม่ติดใจเอาความแก่จำเลย ซึ่งคำร้องของผู้เสียหายดังกล่าวเป็นเอกสารท้ายอุทธรณ์ของจำเลยและโจทก์ได้รับสำเนาอุทธรณ์แล้ว มิได้ยื่นคำแก้อุทธรณ์คัดค้านว่าคำร้องของผู้เสียหายไม่เป็นความจริงหรือไม่ถูกต้องประการใด เมื่อคำร้องดังกล่าวมีข้อความสรุปได้ว่า ผู้เสียหายไม่ประสงค์จะดำเนินคดีแก่จำเลยอีกต่อไป จึงมีลักษณะเช่นคำร้องขอถอนคำร้องทุกข์ ซึ่งผู้เสียหายมีสิทธิถอนคำร้องทุกข์ได้ก่อนคดีถึงที่สุดตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 126 วรรคหนึ่ง

คดีนี้ แม้การกระทำของจำเลยตามฟ้องจะเป็นความผิดฐานพยายามข่มขืนกระทำชำเราผู้เสียหายอันมีลักษณะเป็นการโทรมหญิงซึ่งยอมความไม่ได้ แต่เมื่อศาลชั้นต้นพิพากษาลงโทษจำเลยตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 276 วรรคแรก, 80, 83 โจทก์ไม่อุทธรณ์ข้อหาที่ว่าจำเลยกระทำในลักษณะเป็นการโทรมหญิงจึงยุติไปในชั้นนี้ หากฟังว่าจำเลยกระทำความผิดก็ลงโทษจำเลยได้ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 276 วรรคแรก เท่านั้น ซึ่งความผิดดังกล่าวเป็นความผิดอันยอมความได้ตามมาตรา 281 เมื่อผู้เสียหายได้ยื่นคำร้องขอถอนคำร้องทุกข์แล้ว ย่อมมีผลทำให้สิทธินำคดีอาญามาฟ้องของโจทก์ระงับไป ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 39 (2) คำพิพากษาของศาลล่างทั้งสองย่อมระงับไปในตัว ไม่มีผลบังคับต่อไป

จึงให้จำหน่ายคดีจากสารบบความ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.อ. ม. 276 วรรคแรก ม. 281
ป.วิ.อ. ม. 2 (7) ม. 39 (2)
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการจังหวัดสุราษฎร์ธานี
จำเลย — นายวิรัช รักขาว
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดสุราษฎร์ธานี — นายต่อพงษ์ พ่วงมหา
ศาลอุทธรณ์ภาค 8 — นายไพฑูรย์ ณัถฤทธิ์
ชื่อองค์คณะ
ศิริชัย สวัสดิ์มงคล
ชินวิทย์ จินดา แต้มแก้ว
สุทธิโชค เทพไตรรัตน์
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 6816/2554
#513667
เปิดฉบับเต็ม

ความผิดฐานข่มขืนกระทำชำเราหญิงซึ่งมิใช่ภริยาของตน ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 276 วรรคแรก (เดิม) ซึ่งเป็นกฎหมายที่ใช้ในขณะจำเลยกระทำความผิด และต้องใช้บังคับแก่คดี เนื่องจากกฎหมายที่แก้ไขในภายหลังไม่เป็นคุณแก่จำเลยนั้น มิได้ให้คำนิยามของการกระทำชำเราไว้ แต่ตามบทบัญญัติแห่งประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 276 วรรคสอง ที่แก้ไขในภายหลัง ให้คำนิยามของการกระทำชำเราไว้ว่า หมายความว่าการกระทำเพื่อสนองความใคร่ของผู้กระทำโดยการใช้อวัยวะเพศของผู้กระทำ กระทำกับอวัยวะเพศ ทวารหนัก หรือ ช่องปากของผู้อื่น หรือ การใช้สิ่งอื่นใดกระทำกับอวัยวะเพศหรือทวารหนักของผู้อื่น ซึ่งเป็นเพียงการขยายความแต่ก็ยังคงเทียบเคียงการกระทำชำเราหญิงตามกฎหมายเดิมได้

ความผิดฐานพยายามข่มขืนกระทำชำเราหญิงนั้น ผู้กระทำจะต้องใช้อวัยวะเพศของตนกระทำในลักษณะใกล้ชิดพร้อมที่จะใช้อวัยวะเพศสอดใส่กับอวัยวะเพศของหญิงผู้ถูกกระทำ การกระทำของจำเลยที่ใช้แรงกายบังคับฉุดกระชากลากตัวผู้เสียหายเข้าไปในห้องน้ำ ล๊อกประตูห้องน้ำ ถอดกางเกงชั้นนอกและกางเกงในของผู้เสียหายออก แล้วจับนมและอวัยวะเพศของผู้เสียหาย ซึ่งถือเป็นการกระทำการลวนลามผู้เสียหายแล้ว แต่จำเลยยังไม่ได้ถอดกางเกงที่ตนเองสวมใส่ออก การกระทำของจำเลยจึงยังไม่ถึงขั้นที่พยายามใช้อวัยวะเพศของตนเองสอดใส่เข้าไปในอวัยวะเพศของผู้เสียหาย จึงถือว่าลักษณะการกระทำความผิดของจำเลยยังไม่อยู่ในวิสัยที่จะกระทำการข่มขืนกระทำชำเราผู้เสียหายได้ การกระทำของจำเลยจึงเป็นความผิดเพียงฐานกระทำอนาจารผู้เสียหายเป็นเหตุให้ได้รับอันตรายสาหัสเท่านั้น

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 276, 277 ทวิ (1), 278, 280 (1), 297 และ 310

จำเลยให้การรับสารภาพความผิดฐานหน่วงเหนี่ยวหรือกักขังผู้อื่น หรือกระทำด้วยประการใดให้ผู้อื่นปราศจากเสรีภาพในร่างกาย กับฐานกระทำอนาจารและฐานพยายามข่มขืนกระทำชำเรา แต่ปฏิเสธว่าการกระทำความผิดดังกล่าวไม่ถึงกับเป็นเหตุให้ผู้ถูกกระทำรับอันตรายสาหัส

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 276, 277 ทวิ (1) ประกอบมาตรา 80, 278, 280 (1), 297 (ที่ถูกมาตรา 297 (8)) และ 310 วรรคสองการกระทำของจำเลยเป็นการกระทำอันเป็นความผิดหลายกรรมต่างกัน ให้ลงโทษทุกกรรมเป็นกระทงความผิดไป ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 ความผิดฐานพยายามข่มขืนกระทำชำเราเป็นเหตุให้ผู้ถูกกระทำรับอันตรายสาหัสกับความผิดฐานกระทำอนาจารเป็นเหตุให้ผู้ถูกกระทำรับอันตรายสาหัสเป็นการกระทำอันเป็นกรรมเดียวเป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบท ให้ลงโทษความผิดฐานพยายามข่มขืนกระทำชำเราเป็นเหตุให้ผู้ถูกกระทำรับอันตรายสาหัส ซึ่งเป็นบทหนักที่สุดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 จำคุก 12 ปี ฐานหน่วงเหนี่ยวหรือกักขังผู้อื่น หรือกระทำด้วยประการใดให้ผู้อื่นต้องปราศจากเสรีภาพในร่างกายนั้นรับอันตรายสาหัส จำคุก6 ปี รวมจำคุก 18 ปี จำเลยให้การรับสารภาพเป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้กึ่งหนึ่งตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คงจำคุก 9 ปีจำคุก 9 ปี

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษาแก้เป็นว่าการกระทำของจำเลยในความผิดฐานกระทำอนาจารแก่บุคคลอายุกว่าสิบห้าปีเป็นเหตุให้ผู้ถูกกระทำรับอันตรายสาหัส กับความผิดฐานหน่วงเหนี่ยวหรือกักขังผู้อื่น หรือกระทำด้วยประการใดให้ผู้อื่นต้องปราศจากเสรีภาพในร่างกายนั้นรับอันตรายสาหัส เป็นการกระทำอันเป็นกรรมเดียวเป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบท ให้ลงโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 278 และ 280 (1) อันเป็นกฎหมายบทที่มีโทษหนักที่สุดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 ให้จำคุก8 ปี เมื่อลดโทษให้กึ่งหนึ่งตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 แล้ว คงจำคุก 4 ปี ยกฟ้องโจทก์ สำหรับความผิดฐานพยายามข่มขืนกระทำชำเราเป็นเหตุให้ผู้ถูกกระทำรับอันตรายสาหัสตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 276 และ 277 ทวิ (1) ประกอบมาตรา 80 นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

โจทก์ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า พิเคราะห์แล้ว คดีมีปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ประการเดียวว่าการกระทำของจำเลยเป็นความผิดฐานพยายามข่มขืนกระทำชำเราผู้เสียหาย เป็นเหตุให้ได้รับอันตรายสาหัสหรือไม่ เห็นว่า ความผิดฐานข่มขืนกระทำชำเราหญิงซึ่งมิใช่ภริยาของตนตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 276 วรรคแรก (เดิม) ซึ่งเป็นกฎหมายใช้ในขณะจำเลยกระทำความผิดคดีนี้และต้องใช้บังคับแก่คดี เนื่องจากกฎหมายที่แก้ไขในภายหลังไม่เป็นคุณแก่จำเลยนั้น มิได้ให้คำนิยามของการกระทำชำเราไว้ แต่ตามบทบัญญัติแห่งประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 276 วรรคสอง ที่แก้ไขในภายหลังให้คำนิยามของการกระทำชำเราไว้ว่าหมายความว่าการกระทำเพื่อสนองความใคร่ของผู้กระทำโดยการใช้อวัยวะเพศของผู้กระทำกระทำกับอวัยวะเพศ ทวารหนัก หรือช่องปากของผู้อื่น หรือการใช้สิ่งอื่นใดกระทำกับอวัยวะเพศหรือทวารหนักของผู้อื่น ซึ่งเป็นเพียงการขยายความแต่ก็ยังคงเทียบเคียงการกระทำชำเราหญิงตามกฎหมายเดิมได้ ดังนั้นการจะเป็นความผิดฐานพยายามข่มขืนกระทำชำเราหญิงนั้น ผู้กระทำจะต้องใช้อวัยวะเพศของตนเองกระทำในลักษณะใกล้ชิด พร้อมที่จะใช้อวัยวะเพศสอดใส่กับอวัยวะเพศของหญิงผู้ถูกกระทำ การกระทำของจำเลยที่ใช้แรงกายบังคับฉุดกระชากลากตัวผู้เสียหายเข้าไปในห้องน้ำ ล็อกประตูห้องน้ำ ถอดกางเกงชั้นนอกและกางเกงในของผู้เสียหายออก แล้วจับนมและอวัยวะเพศของผู้เสียหาย ซึ่งถือเป็นการกระทำการลวนลามผู้เสียหายแล้ว แต่ข้อเท็จจริงได้ความว่าจำเลยยังไม่ได้ถอดกางเกงที่ตนเองสวมใส่ออก การกระทำของจำเลยจึงยังไม่ถึงขั้นที่พยายามใช้อวัยวะเพศของตนเองสอดใส่เข้าไปในอวัยวะเพศของผู้เสียหาย จึงถือว่าลักษณะการกระทำความผิดของจำเลยยังไม่อยู่ในวิสัยที่จะกระทำการข่มขืนกระทำชำเราผู้เสียหายตามบทบัญญัติของกฎหมายดังกล่าวได้ การกระทำของจำเลยจึงเป็นความผิดเพียงฐานกระทำอนาจารผู้เสียหายเป็นเหตุให้ได้รับอันตรายสาหัสเท่านั้น ยังถือไม่ได้ว่าเป็นความผิดฐานพยายามข่มขืนกระทำชำเราผู้เสียหาย เป็นเหตุให้ผู้ถูกกระทำได้รับอันตรายสาหัสดังที่โจทก์ฎีกาโต้แย้งไม่ ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษายกฟ้องโจทก์ สำหรับความผิดฐานพยายามข่มขืนกระทำชำเราเป็นเหตุให้ผู้ถูกกระทำรับอันตรายสาหัส ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 276 และ 277 ทวิ (1) ประกอบมาตรา 80 ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาโจทก์ฟังไม่ขึ้น

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.อ. ม. 80 ม. 276 ม. 277 ทวิ (1) ม. 278 ม. 280 (1)
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการจังหวัดสมุทรปราการ
จำเลย — นายอภินัย เรืองขำ
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดสมุทรปราการ — นายภิญโญ โมกขมรรคกุล
ศาลอุทธรณ์ภาค 1 — นายสืบพงษ์ ศรีพงษ์กุล
ชื่อองค์คณะ
สมชาย พงษธา
ชูเกียรติ ตันทวีวงศ์
สุริยง ลิ้มสถิรานันท์
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 6806/2554
#511567
เปิดฉบับเต็ม

ที่จำเลยอุทธรณ์ว่าโจทก์ฟ้องคดีเกินกว่า 1 ปี นับแต่วันส่งมอบของจึงขาดอายุความ 1 ปี ตาม พ.ร.บ.การรับขนของทางทะเล พ.ศ.2534 มาตรา 46 ทั้งหากเป็นกรณีละเมิดคดีโจทก์ก็ขาดอายุความ 1 ปี แล้วเช่นเดียวกันนั้น คดีนี้ ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางวินิจฉัยว่า ตามฟ้องของโจทก์เป็นเรื่องผู้ขนส่งส่งมอบสินค้าให้ผู้รับตราส่งโดยผู้รับตราส่งไม่ได้เวนคืนต้นฉบับใบตราส่ง เป็นการที่ผู้ขนส่งปฏิบัติผิดสัญญารับขนของทางทะเล จำเลยในฐานะตัวแทนของผู้ขนส่งซึ่งมีภูมิลำเนาอยู่ต่างประเทศจึงต้องรับผิด ซึ่งในกรณีนี้ไม่มีกฎหมายบัญญัติเรื่องอายุความไว้ใน พ.ร.บ.การรับขนของทางทะเล พ.ศ.2534 และใน ป.พ.พ. ว่าด้วยการรับขน คดีของโจทก์จึงมีอายุความ 10 ปี ตาม ป.พ.พ. มาตรา 193/30 คดีโจทก์จึงไม่ขาดอายุความ ดังนี้ อุทธรณ์ของจำเลยในประเด็นข้อนี้มิได้โต้แย้งว่าคำวินิจฉัยของศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางดังกล่าวนั้นไม่ชอบด้วยกฎหมายอย่างไร ทั้งคำวินิจฉัยของศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางก็ชอบแล้ว อุทธรณ์ของจำเลยฟังไม่ขึ้น

ปัญหาว่าจำเลยเป็นตัวแทนของบริษัท ส. ผู้ขนส่งตัวการซึ่งมีภูมิลำเนาอยู่ที่สิงค์โปร์หรือไม่ข้อเท็จจริงรับฟังได้ตามที่โจทก์นำสืบโดยจำเลยมิได้โต้แย้งเป็นอย่างอื่นว่า ในการขนส่งสินค้าพิพาทโจทก์จะแจ้งชนิด ประเภท ปริมาณสินค้าให้จำเลยทราบเพื่อจองระวางเรือ จำเลยจะแจ้งชื่อเรือ วันและสถานที่รับสินค้าเพื่อให้โจทก์ส่งมอบสินค้าตามกำหนดโดยจำเลยออกใบตราส่งในนามของบริษัท ส. ผู้รับขนและออกหนังสือรับรองระวางหรือตู้สินค้าให้โจทก์ หลังจากส่งสินค้าแต่ละคราวให้จำเลยแล้ว โจทก์จะนำเอกสารที่เกี่ยวข้องกับสินค้าเรียกเก็บเงินระหว่างประเทศจากผู้ซื้อผ่านธนาคาร ก. ตามวิธีสากลทั่วไป ซึ่งจำเลยเองนำสืบรับว่า จำเลยเป็นตัวแทนผู้ขนส่งติดต่อประสานงานกับโจทก์ จำเลยลงชื่อในใบตราส่งแทนผู้ขนส่ง จำเลยประกอบกิจการเป็นตัวแทนและนายหน้าให้ผู้รับจัดการขนส่งสินค้าทางทะเลและเป็นตัวแทนผู้ขนส่งหรือผู้ขนส่งอื่นในการดำเนินธุรกิจเนื่องจากการรับขนของทะเล ดังนี้ ข้อเท็จจริงจึงรับฟังได้ว่า จำเลยทำสัญญารับขนของทางทะเลคดีนี้กับโจทก์แทนผู้ขนส่ง เมื่อปรากฏว่าผู้ขนส่งสินค้าพิพาทมีภูมิลำเนาอยู่ต่างประเทศจำเลยจึงต้องรับผิดตามสัญญารับขนของทางทะเลแต่ลำพังตนเอง ตามนัยแห่ง ป.พ.พ. มาตรา 824 แม้จำเลยจะไม่ใช่ผู้ขนส่งหรือผู้ขนส่งอื่นก็ไม่เป็นเหตุให้จำเลยหลุดพ้นความรับผิด

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยชำระเงินจำนวน 1,858,449.21 บาท พร้อมดอกเบี้ยในต้นเงินจำนวน 1,848,573.28 บาท นับถัดจากวันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์

จำเลยให้การขอให้ยกฟ้อง

ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางพิพากษาให้จำเลยชำระเงินจำนวน 1,452,478.36 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงินดังกล่าวนับแต่วันที่ 27 กรกฎาคม 2550 จนกว่าจะชำระเสร็จโดยให้นำเงินที่โจทก์ได้รับชำระหนี้จากผู้ซื้อจำนวน 37,921.59 บาท เมื่อวันที่ 21 กรกฎาคม 2549 เงินจำนวน 37,300 บาท เมื่อวันที่ 1 กันยายน 2549 เงินจำนวน 37,370 บาท เมื่อวันที่ 5 ตุลาคม 2549 เงินจำนวน 37,294.23 บาท เมื่อวันที่ 30 ตุลาคม 2549 เงินจำนวน 44,778.25 บาท เมื่อวันที่ 6 ธันวาคม 2549 เงินจำนวน 41,567.22 บาท เมื่อวันที่ 22 กุมภาพันธ์ 2550 และเงินจำนวน 36,532.31 บาท เมื่อวันที่ 2 กรกฎาคม 2550 หักชำระหนี้โจทก์โดยนำหักชำระดอกเบี้ยก่อน หากมีเงินเหลือจึงให้นำไปหักชำระหนี้เงินต้นตามวันที่ที่ชำระเงิน ให้จำเลยใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์โดยกำหนดค่าทนายความ 20,000 บาท

จำเลยอุทธรณ์ต่อศาลฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศวินิจฉัยว่า พิเคราะห์แล้ว ข้อเท็จจริงรับฟังได้ในเบื้องต้นว่า ระหว่างเดือนมิถุนายน 2547 ถึงเดือนสิงหาคม 2547 โจทก์ผู้ขายสินค้าซึ่งอยู่ในประเทศไทยส่งสินค้าให้บริษัทกู๊ดลักค์ พร็อพเพอร์ตี้ อิมพอร์ต แอนด์ เอ็กซปอร์ต พีทีวาย จำกัด ผู้ซื้อสินค้าซึ่งอยู่ในประเทศออสเตรเลีย รวม 3 ครั้ง โดยโจทก์ผู้ขายตกลงซื้อขายกับผู้ซื้อในราคา เอฟ โอ บี จำเลยเป็นตัวแทนของบริษัทสคิพเพอร์ คอนเทนเนอร์ ไลน์ จำกัด ผู้ขนส่งสินค้าดังกล่าวซึ่งมีภูมิลำเนาอยู่ที่ประเทศสิงคโปร์ ต่อมาผู้ซื้อรับสินค้าไปโดยไม่มีการเวนคืนต้นฉบับใบตราส่งและยังไม่ได้ชำระค่าสินค้าแก่โจทก์ หลังจากโจทก์ฟ้องคดีนี้แล้วผู้ซื้อผ่อนชำระค่าสินค้าให้โจทก์บางส่วน

ที่จำเลยอุทธรณ์ว่า ข้อเท็จจริงในคดีนี้ฟังได้ว่าขณะฟ้องคดีโจทก์ไม่ใช่เจ้าของกรรมสิทธิ์ในสินค้าพิพาทและโจทก์มีฐานะเป็นเพียงตัวแทนของผู้ซื้อสินค้าในการติดต่อกับจำเลยซึ่งเป็นตัวแทนของผู้ขนส่งทางทะเลเพื่อให้จัดการส่งสินค้าให้แก่ผู้ซื้อเท่านั้น โจทก์จึงไม่ใช่เจ้าของกรรมสิทธิ์ในสินค้าและไม่ใช่คู่สัญญากับผู้ขนส่งในการขนส่งสินค้า โจทก์ย่อมไม่ใช่ผู้เสียหายที่จะเรียกร้องค่าเสียหายอันเป็นค่าสินค้าจากจำเลย จึงไม่มีอำนาจฟ้อง นั้น เห็นว่า ในประเด็นเรื่องโจทก์ไม่ใช่เจ้าของกรรมสิทธิ์ในขณะฟ้องคดีนี้ ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางวินิจฉัยว่าข้ออ้างในเรื่องการโอนกรรมสิทธิ์เป็นข้อต่อสู้ระหว่างผู้ซื้อกับผู้ขายตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 460 วรรคสอง คดีนี้เป็นกรณีที่โจทก์ผู้ส่งสินค้าหรือผู้ขายสินค้าฟ้องให้จำเลยในฐานะตัวแทนผู้ขนส่งรับผิดเพราะจำเลยปฏิบัติผิดสัญญา จำเลยไม่อาจยกเรื่องการโอนกรรมสิทธิ์ของสินค้ามาต่อสู้โจทก์ได้ โจทก์จึงมีอำนาจฟ้อง จำเลยมิได้อุทธรณ์ว่าคำวินิจฉัยของศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางดังกล่าวไม่ชอบด้วยกฎหมายอย่างไร อุทธรณ์ของจำเลยในประเด็นเรื่องกรรมสิทธิ์ในสินค้าโอนไปแล้ว โจทก์จึงไม่มีอำนาจฟ้องนั้น เป็นอุทธรณ์ที่ไม่ชัดแจ้ง ศาลฎีกาแผนกคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศไม่รับวินิจฉัย

ที่จำเลยอุทธรณ์ว่า เมื่อข้อเท็จจริงฟังได้ว่าผู้ขนส่งหรือผู้ขนส่งอื่นได้ส่งมอบสินค้าพิพาทไว้แก่ท่าเรือปลายทางตั้งแต่วันที่ 6 กรกฎาคม 2547 วันที่ 29 กรกฎาคม 2547 และวันที่ 21 สิงหาคม 2547 จึงถือว่าผู้ขนส่งได้มอบของแล้ว ตามพระราชบัญญัติการรับขนของทางทะเล พ.ศ.2534 โจทก์ฟ้องคดีวันที่ 21 กันยายน 2548 เกินกว่า 1 ปี นับแต่วันส่งมอบของจึงขาดอายุความ 1 ปีตามมาตรา 46 ทั้งหากเป็นกรณีละเมิดคดีโจทก์ก็ขาดอายุความ 1 ปี แล้วเช่นเดียวกันนั้น เห็นว่า คดีนี้ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางวินิจฉัยว่าตามฟ้องของโจทก์เป็นเรื่องผู้ขนส่งส่งมอบสินค้าให้ผู้รับตราส่งโดยผู้รับตราส่งไม่ได้เวนคืนต้นฉบับใบตราส่ง เป็นการที่ผู้ขนส่งปฏิบัติผิดสัญญารับขนของทางทะเล จำเลยในฐานะตัวแทนของผู้ขนส่งซึ่งมีภูมิลำเนาอยู่ต่างประเทศจึงต้องรับผิด ซึ่งในกรณีนี้ไม่มีกฎหมายบัญญัติเรื่องอายุความไว้ในพระราชบัญญัติการรับขนของทางทะเล พ.ศ.2534 และในประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ว่าด้วยการรับขน คดีโจทก์จึงมีอายุความ 10 ปี ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 193/30 คดีโจทก์จึงไม่ขาดอายุความ ดังนี้ อุทธรณ์ของจำเลยในประเด็นข้อนี้มิได้โต้แย้งว่าคำวินิจฉัยของศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางดังกล่าวนั้นไม่ชอบด้วยกฎหมายอย่างไร ทั้งคำวินิจฉัยของศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางก็ชอบด้วยกฎหมายแล้ว อุทธรณ์จำเลยข้อนี้ฟังไม่ขึ้น

ที่จำเลยอุทธรณ์ว่า จำเลยไม่ใช่ผู้ขนส่งและไม่ใช่ผู้ทำสัญญารับขนแทนตัวการที่มีภูมิลำเนาอยู่ในต่างประเทศ จึงไม่ต้องรับผิดในความเสียหายอันเกิดจากสัญญารับขนของทางทะเลระหว่างโจทก์กับผู้ขนส่งนั้น พิเคราะห์แล้ว ในปัญหาว่าจำเลยเป็นตัวแทนของบริษัทสคิพเพอร์ คอนเทนเนอร์ ไลน์ จำกัด ผู้ขนส่งตัวการ ซึ่งมีภูมิลำเนาอยู่ที่ประเทศสิงคโปร์หรือไม่ ข้อเท็จจริงรับฟังได้ตามที่โจทก์นำสืบโดยจำเลยมิได้โต้แย้งเป็นอย่างอื่นว่า ในการขนส่งสินค้าพิพาทโจทก์จะแจ้งชนิด ประเภท ปริมาณสินค้าให้จำเลยทราบเพื่อจองระวางเรือ จำเลยจะแจ้งชื่อเรือ วันและสถานที่รับสินค้าเพื่อให้โจทก์ส่งมอบสินค้าตามกำหนดโดยจำเลยจะออกใบตราส่งในนามของบริษัทสคิพเพอร์ คอนเทนเนอร์ ไลน์ จำกัด ผู้รับขนและออกหนังสือรับรองระวางหรือตู้สินค้าให้โจทก์ หลังจากส่งสินค้าแต่ละคราวให้จำเลยแล้ว โจทก์จะนำเอกสารที่เกี่ยวข้องกับสินค้าเรียกเก็บเงินระหว่างประเทศจากผู้ซื้อผ่านธนาคารกรุงศรีอยุธยา จำกัด (มหาชน) ตามวิธีสากลทั่วไป ซึ่งจำเลยเองนำสืบรับว่า จำเลยเป็นตัวแทนผู้ขนส่งติดต่อประสานงานกับโจทก์ จำเลยลงชื่อในใบตราส่งแทนผู้ขนส่ง จำเลยประกอบกิจการเป็นตัวแทนและนายหน้าให้ผู้รับจัดการขนส่งสินค้าทางทะเล และเป็นตัวแทนผู้ขนส่งหรือผู้ขนส่งอื่นในการดำเนินธุรกิจเนื่องจากการรับขนของทางทะเล ดังนี้ ข้อเท็จจริงจึงรับฟังได้ว่า จำเลยทำสัญญารับขนของทางทะเลคดีนี้กับโจทก์แทนผู้ขนส่ง เมื่อปรากฏว่าผู้ขนส่งสินค้าพิพาทมีภูมิลำเนาอยู่ต่างประเทศ จำเลยจึงต้องรับผิดตามสัญญารับขนของทางทะเลแต่ลำพังตนเอง ตามนัยแห่งประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 824 แม้จำเลยจะไม่ใช่ผู้ขนส่งหรือผู้ขนส่งอื่น ก็ไม่เป็นเหตุให้จำเลยหลุดพ้นความรับผิดดังที่จำเลยอุทธรณ์ อุทธรณ์จำเลยข้อนี้ฟังไม่ขึ้น

ที่จำเลยอุทธรณ์ว่า โจทก์ไม่ได้รับความเสียหายเพราะจากการที่ผู้ซื้อได้รับสินค้าไปโดยยังไม่ได้ชำระเงินก่อนนั้น แสดงว่าโจทก์เองยินยอมให้ผู้ซื้อรับสินค้าไปก่อนโดยยอมให้มีการผ่อนชำระกัน จากข้อเท็จจริงในสำนวนน่าเชื่อว่าผู้ซื้อสินค้าจะชำระค่าสินค้าให้แก่โจทก์จนครบถ้วน การฟ้องคดีนี้จึงเป็นการเรียกค่าสินค้าซ้ำซ้อน ฟังไม่ได้ว่าโจทก์ถูกโต้แย้งสิทธิและได้รับความเสียหาย เห็นว่า สาระสำคัญของอุทธรณ์ข้อนี้เป็นเรื่องจำเลยอ้างว่าโจทก์จะได้รับการชดใช้ค่าเสียหายทั้งหมดจากผู้ซื้อสินค้าจนครบถ้วน โจทก์จึงไม่มีสิทธิเรียกค่าเสียหายจากจำเลย ซึ่งเห็นได้ว่าเป็นเรื่องการคาดคะเนของจำเลยเองโดยไม่มีพยานหลักฐานสนับสนุนว่าผู้ซื้อสินค้าจะทำการชดใช้ค่าสินค้าทั้งหมดแก่โจทก์ ทั้ง ๆ ที่มีการชำระค่าสินค้ากันเพียงบางส่วนเท่านั้น เมื่อข้อเท็จจริงยังไม่เป็นที่ยุติกรณีย่อมไม่มีปัญหาข้อกฎหมายในข้อนี้ที่จะต้องวินิจฉัยต่อไป ศาลฎีกาแผนกคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศไม่รับวินิจฉัย ส่วนที่จำเลยอุทธรณ์ว่า หากจำเลยต้องรับผิดก็เป็นจำนวนเพียงไม่เกิน 25,000 ดอลลาร์สหรัฐ ตามจำนวนยอดหนี้ค่าสินค้าที่ค้างชำระเท่านั้น เห็นว่า ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางวินิจฉัยในประเด็นจำนวนค่าเสียหายที่จำเลยต้องรับผิดต่อโจทก์ไว้โดยละเอียด ซึ่งจำเลยมิได้โต้แย้งว่าไม่ถูกต้องอย่างไร จำนวนเงินที่จำเลยอ้างว่าจะต้องรับผิดต่อโจทก์ตามอุทธรณ์ก็ยังไม่แน่นอน อุทธรณ์ข้อนี้ของจำเลยจึงเป็นอุทธรณ์ที่ไม่ชัดแจ้ง ศาลฎีกาแผนกคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศไม่รับวินิจฉัย และคดีไม่จำต้องวินิจฉัยอุทธรณ์ของจำเลยที่ว่าโจทก์มีฐานะเป็นเพียงตัวแทนของผู้ซื้อสินค้าในการติดต่อกับจำเลยซึ่งเป็นตัวแทนของผู้ขนส่งทางทะเล โจทก์จึงไม่ใช่คู่สัญญากับผู้ขนส่งสินค้ารายนี้และไม่มีอำนาจฟ้อง เพราะไม่อาจเปลี่ยนแปลงผลคดี

พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 193/30 ม. 824
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — บริษัทไทยเวอลด์ อิมปอร์ตเอ็กซปอร์ต จำกัด
จำเลย — บริษัทสคิพเพอร์ โลจิสติคส์ จำกัด
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลาง — นางเสาวลักษณ์ จุลมนต์
ชื่อองค์คณะ
ไมตรี ศรีอรุณ
อร่าม เสนามนตรี
ธัชพันธ์ ประพุทธนิติสาร
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 6798/2554
#514214
เปิดฉบับเต็ม

แม้ข้อเท็จจริงจะฟังได้ตามที่โจทก์ร่วมทั้งสองฎีกาว่าจำเลยทั้งสองร่วมกันตระเตรียมอาวุธมาทำร้ายผู้ตาย แต่เมื่อโจทก์ร่วมทั้งสองเข้ามาดำเนินคดีนี้โดยอาศัยสิทธิตามฟ้องของพนักงานอัยการโจทก์ เมื่อคำฟ้องของโจทก์มิได้บรรยายว่าจำเลยทั้งสองร่วมกันทำร้ายผู้อื่นเป็นเหตุให้ผู้นั้นถึงแก่ความตายโดยไตร่ตรองไว้ก่อน อันเป็นองค์ประกอบความผิดตาม ป.อ. มาตรา 290 วรรคสอง จึงไม่อาจลงโทษจำเลยทั้งสองตามมาตรา 290 วรรคสองได้ เพราะเป็นเรื่องที่โจทก์มิได้กล่าวมาในฟ้อง ต้องห้ามตาม ป.วิ.อ. มาตรา 192 วรรคหนึ่ง

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยทั้งสองตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83, 290, 295

จำเลยทั้งสองให้การปฏิเสธ

ระหว่างพิจารณา นางฉลวย มารดานายสมพงษ์ ผู้ตาย และเด็กหญิงพุฒินาท บุตรผู้ตาย ยื่นคำร้องขอเข้าร่วมเป็นโจทก์ ศาลชั้นต้นอนุญาต โดยเรียกนางฉลวยว่าโจทก์ร่วมที่ 1 และเรียกเด็กหญิงพุฒินาทว่าโจทก์ร่วมที่ 2

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยทั้งสองมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 290 วรรคแรก, 295 ประกอบมาตรา 83 การกระทำของจำเลยทั้งสองเป็นการกระทำอันเป็นกรรมเดียวเป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบท ให้ลงโทษฐานร่วมกันทำร้ายผู้อื่นเป็นเหตุให้ผู้นั้นถึงแก่ความตาย ซึ่งเป็นกฎหมายบทที่มีโทษหนักที่สุดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 จำคุกคนละ 6 ปี

โจทก์ร่วมทั้งสองและจำเลยทั้งสองอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 7 พิพากษาแก้เป็นว่า ให้จำคุกจำเลยทั้งสองคนละ 3 ปี คำให้การชั้นสอบสวนและทางนำสืบของจำเลยทั้งสองเป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คนละหนึ่งในสาม คงจำคุกคนละ 2 ปี ให้รอการลงโทษจำเลยทั้งสองไว้มีกำหนดคนละ 2 ปี ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 56 นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

โจทก์ร่วมทั้งสองฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ที่โจทก์ร่วมทั้งสองฎีกาว่า การกระทำของจำเลยทั้งสองเป็นความผิดฐานร่วมกันทำร้ายผู้อื่นเป็นเหตุให้ผู้นั้นถึงแก่ความตายโดยไตร่ตรองไว้ก่อน ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 290 วรรคสอง นั้น เห็นว่า โจทก์ร่วมทั้งสองเข้ามาดำเนินคดีแก่จำเลยทั้งสอง โดยอาศัยสิทธิตามฟ้องของพนักงานอัยการโจทก์ เมื่อคำฟ้องของโจทก์มิได้บรรยายว่าจำเลยทั้งสองร่วมกันทำร้ายผู้อื่นเป็นเหตุให้ผู้นั้นถึงแก่ความตายโดยไตร่ตรองไว้ก่อน อันเป็นองค์ประกอบความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 290 วรรคสอง แม้ข้อเท็จจริงจะได้ความตามที่โจทก์ร่วมทั้งสองฎีกาว่าจำเลยทั้งสองร่วมกันตระเตรียมอาวุธมาทำร้ายผู้ตาย ศาลย่อมไม่อาจลงโทษจำเลยทั้งสองในความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 290 วรรคสอง ซึ่งเป็นเรื่องที่โจทก์มิได้กล่าวมาในฟ้องได้ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 192 วรรคหนึ่ง ฎีกาของโจทก์ร่วมทั้งสองข้อนี้ฟังไม่ขึ้น...

พิพากษาแก้เป็นว่า ไม่รอการลงโทษจำคุกจำเลยทั้งสอง นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 7
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.อ. ม. 192
ป.อ. ม. 290
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการจังหวัดราชบุรี
โจทก์ร่วม — นางฉลวย ปานคำ กับพวก
จำเลย — นายสุวัฒน์หรือเอฟ ถ้ำสุวรรณ กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดราชบุรี — นายปริญญา เชาวลิตถวิล
ศาลอุทธรณ์ภาค 7 — นายปัญญารัตน์ วิระยะวานิช
ชื่อองค์คณะ
มนตรี ศรีเอี่ยมสะอาด
วีระวัฒน์ ปวราจารย์
ธัชพันธ์ ประพุทธนิติสาร
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 6794/2554
#513668
เปิดฉบับเต็ม

ศาลอุทธรณ์ภาค 7 พิพากษายืนตามศาลชั้นต้นลงโทษจำคุกจำเลยที่ 3 ไม่เกินห้าปี กรณีจึงต้องห้ามมิให้ฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง ตาม ป.วิ.อ. มาตรา 218 วรรคหนึ่ง หากจำเลยที่ 3 ประสงค์จะใช้สิทธิฎีกาโดยยื่นคำร้องขอให้ผู้พิพากษาซึ่งพิจารณาหรือลงลายมือชื่อในคำพิพากษารับรองให้ฎีกาตามมาตรา 221 จำเลยที่ 3 ต้องยื่นคำร้องดังกล่าวพร้อมคำฟ้องฎีกาก่อนพ้นระยะเวลาฎีกา ป.วิ.พ. มาตรา 248 วรรคท้าย ประกอบ ป.วิ.อ. มาตรา 15 เมื่อข้อเท็จจริงปรากฏว่าจำเลยที่ 3 ไม่ได้ยื่นคำร้องมาพร้อมกับคำฟ้องฎีกาจนล่วงพ้นระยะเวลาฎีกา ที่ศาลชั้นต้นมีคำสั่งรับฎีกาของจำเลยที่ 3 จึงไม่ชอบด้วยกฎหมาย

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องและแก้ไขฟ้อง ขอให้ลงโทษจำเลยทั้งสามตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 291, 300, 390 พระราชบัญญัติจราจรทางบก พ.ศ.2522 มาตรา 43,157

จำเลยทั้งสามให้การปฏิเสธ

ระหว่างพิจารณานางทองอยู่ มารดาของนางสาวสมบูรณ์ ผู้ตายและนายประพล สามีของนางนวลจันทร์ ผู้ตาย ยื่นคำร้องขอเข้าร่วมเป็นโจทก์ ศาลชั้นต้นอนุญาตเฉพาะในข้อหาความผิดตามประมวลกฎหมายอาญาและให้เรียกว่า โจทก์ร่วมที่ 1 และโจทก์ร่วมที่ 2 ตามลำดับ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยทั้งสามมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 291, 300, 390 พระราชบัญญัติจราจรทางบก พ.ศ.2522 มาตรา 43 (4), 157 การกระทำเป็นกรรมเดียวเป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบทให้ลงโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 291 ซึ่งเป็นบทที่มีโทษหนักที่สุดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 จำคุกจำเลยที่ 1 มีกำหนด 2 ปี จำคุกจำเลยที่ 2 และที่ 3 คนละ 6 เดือน

จำเลยทั้งสามอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 7 พิพากษาแก้ ให้ยกฟ้องจำเลยที่ 2 นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

จำเลยที่ 3 ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า คดีนี้ ศาลอุทธรณ์ภาค 7 พิพากษายืนตามศาลชั้นต้น และให้ลงโทษจำคุกจำเลยที่ 3 ไม่เกินห้าปี จึงต้องห้ามมิให้คู่ความฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 218 วรรคหนึ่ง ที่จำเลยที่ 3 ฎีกาว่า เหตุเกิดจากความประมาทของจำเลยที่ 1 เพียงฝ่ายเดียวและขอให้รอการลงโทษเป็นฎีกาโต้แย้งดุลพินิจในการรับฟังพยานหลักฐานและการลงโทษของศาลอุทธรณ์ภาค 7 อันเป็นฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง ต้องห้ามตามบทบัญญัติดังกล่าว ดังนี้ หากจำเลยที่ 3 ประสงค์จะใช้สิทธิฎีกาโดยยื่นคำร้องขอให้ผู้พิพากษาซึ่งพิจารณาหรือลงชื่อในคำพิพากษาในศาลชั้นต้นหรือศาลอุทธรณ์ภาค 7 รับรองให้ฎีกาตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 221 จำเลยที่ 3 ต้องยื่นคำร้องดังกล่าวพร้อมคำฟ้องฎีกาตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 248 ประกอบประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 15 ก่อนพ้นระยะเวลาฎีกา แต่ข้อเท็จจริงปรากฏว่าศาลชั้นต้นอ่านคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 7 ให้จำเลยที่ 3 ฟังเมื่อวันที่ 24 เมษายน 2552 จำเลยที่ 3 ยื่นฎีกาเมื่อวันที่ 22 พฤษภาคม 2552 โดยไม่ได้ยื่นคำร้องตามมาตรา 221 มาพร้อมด้วย ศาลชั้นต้นมีคำสั่งรับฎีกาของจำเลยที่ 3 ต่อมาวันที่ 27 พฤษภาคม 2552 ซึ่งพ้นกำหนดระยะเวลาฎีกาแล้ว จำเลยที่ 3 ยื่นคำร้องขอให้ผู้พิพากษาซึ่งพิจารณาและลงชื่อในคำพิพากษาศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ภาค 7 อนุญาตให้ฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริงโดยอ้างว่าหลงลืมและผู้พิพากษาซึ่งพิจารณาและลงชื่อในคำพิพากษาในศาลชั้นต้นได้อนุญาตให้จำเลยที่ 3 ฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง ดังนี้ ที่ศาลชั้นต้นมีคำสั่งรับฎีกาของจำเลยที่ 3 โดยไม่มีคำร้องขอให้ผู้พิพากษาซึ่งพิจารณาหรือลงชื่อในคำพิพากษาในศาลชั้นต้นหรือศาลอุทธรณ์ภาค 7 รับรองให้ฎีกาตามมาตรา 221 มาด้วย จึงไม่ชอบด้วยกฎหมาย แม้ภายหลังผู้พิพากษาซึ่งพิจารณาและลงชื่อในคำพิพากษาในศาลชั้นต้นจะอนุญาตให้จำเลยที่ 3 ฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริงได้ ก็เป็นการสั่งตามคำร้องของจำเลยที่ 3 ที่มิได้ยื่นพร้อมคำฟ้องฎีกาและล่วงพ้นกำหนดเวลาฎีกาแล้ว เมื่อจำเลยที่ 3 ไม่ได้ยื่นคำร้องขอใช้สิทธิตามมาตรา 221 มาพร้อมกับคำฟ้องฎีกา จนล่วงพ้นกำหนดเวลาฎีกา การที่ผู้พิพากษาซึ่งพิจารณาและลงชื่อในคำพิพากษาในศาลชั้นต้นอนุญาตให้จำเลยที่ 3 ฎีกาในข้อเท็จจริงตามคำร้องของจำเลยที่ 3 จึงไม่ชอบด้วยกฎหมายเช่นกัน แม้จะไม่มีคู่ความฝ่ายใดฎีกา แต่ปัญหาข้อนี้เป็นข้อกฎหมายที่เกี่ยวกับความสงบเรียบร้อย ศาลฎีกามีอำนาจหยิบยกขึ้นวินิจฉัยได้ ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 195 วรรคสอง ประกอบมาตรา 225 คำสั่งศาลชั้นต้นที่รับฎีกาและคำสั่งของผู้พิพากษาซึ่งพิจารณาและลงชื่อในคำพิพากษาในศาลชั้นต้นที่อนุญาตให้จำเลยที่ 3 ฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริงดังกล่าว จึงไม่ชอบด้วยประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 218 วรรคหนึ่ง และประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 248 วรรคท้าย ประกอบประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 15 ที่ศาลชั้นต้นสั่งรับฎีกาจำเลยที่ 3 มาจึงไม่ชอบ ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัย

พิพากษายกฎีกาจำเลยที่ 3
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.อ. ม. 15 ม. 218 ม. 221
ป.วิ.พ. ม. 248 วรรคท้าย
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการจังหวัดสมุทรสาคร
โจทก์ร่วม — นางทองอยู่ นวมสุวรรณ์ กับพวก
จำเลย — นายวิเชียร ม่วงบุญมี กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดสมุทรสาคร — นายศรัณย์ พรหมสุรินทร์
ศาลอุทธรณ์ภาค 7 — นายธีรยุทธ ศุภะกลิน
ชื่อองค์คณะ
นิยุต สุภัทรพาหิรผล
ประเสริฐ โอนพรัตน์วิบูล
วิรุฬห์ แสงเทียน
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 6788/2554
#513502
เปิดฉบับเต็ม

เหตุบันดาลโทสะอาจเกิดเพราะคำบอกเล่าได้ ไม่จำเป็นต้องประสบเหตุการณ์ด้วยตนเอง วันเกิดเหตุจำเลยที่ 2 บอกจำเลยที่ 1 ว่าผู้ตายซึ่งเป็นภริยาจำเลยที่ 1 มีชู้โดยจำเลยที่ 2 เห็นผู้ตายกับชายชู้เข้าห้องและปิดประตูอยู่ด้วยกัน มีลักษณะว่ามีความสัมพันธ์ฉันชู้สาวถือได้ว่าเป็นการข่มเหงจิตใจจำเลยที่ 1 อย่างร้ายแรงด้วยเหตุอันไม่เป็นธรรม ดังนั้นการที่จำเลยที่ 1 ทำร้ายผู้ตายทันทีที่ได้รับคำบอกเล่าจึงเป็นการกระทำโดยบันดาลโทสะตาม ป.อ. มาตรา 72

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยทั้งสองตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 290, 83

จำเลยทั้งสองให้การปฏิเสธ แต่ก่อนสืบพยานโจทก์ จำเลยที่ 1 ขอถอนคำให้การเดิม และให้การใหม่โดยรับว่าทำร้ายร่างกายผู้ตายจริง แต่ไม่เป็นเหตุให้ถึงแก่ความตาย และกระทำความผิดโดยบันดาลโทสะ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยทั้งสองมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 290 วรรคแรก ประกอบมาตรา 83 จำคุกคนละ 10 ปี คำรับสารภาพของจำเลยที่ 1 เป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้กึ่งหนึ่งตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 87 คงจำคุก 5 ปี

จำเลยที่ 1 อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 7 พิพากษายืน

จำเลยที่ 1 ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงรับฟังเป็นยุติได้ตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 7 โดยคู่ความไม่ฎีกาโต้แย้งว่า จำเลยที่ 1 กับนางวันเพ็ญ ผู้ตาย เป็นสามีภริยาที่มิได้จดทะเบียนสมรส วันเกิดเหตุจำเลยที่ 2 บอกจำเลยที่ 1 ว่า ผู้ตายมีชู้ โดยจำเลยที่ 2 เห็นผู้ตายกับชายชู้เข้าห้องและปิดประตูอยู่ด้วยกัน จำเลยที่ 1 เกิดความโกรธ จึงเดินทางไปพบผู้ตาย ณ ที่เกิดเหตุทันที แล้วทำร้ายผู้ตายเป็นเหตุให้ถึงแก่ความตาย

ปัญหาตามฎีกาของจำเลยที่ 1 ว่า จำเลยที่ 1 ทำร้ายผู้ตายโดยบันดาลโทสะตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 72 หรือไม่ เห็นว่า การที่ผู้ตายซึ่งเป็นภริยาจำเลยที่ 1 มีชู้ และผู้ตายกับชายอื่นเข้าห้องปิดประตูอยู่ด้วยกันมีลักษณะว่ามีความสัมพันธ์ฉันชู้สาวถือได้ว่าเป็นการข่มเหงจิตใจจำเลยที่ 1 อย่างร้ายแรงด้วยเหตุอันไม่เป็นธรรม พิจารณาประกอบกับเหตุบันดาลโทสะอาจเกิดเพราะคำบอกเล่าได้ ไม่จำเป็นต้องประสบเหตุการณ์ด้วยตนเอง ทั้งจำเลยที่ 1 ก็ไปทำร้ายผู้ตายทันทีที่ได้รับคำบอกเล่า อันเป็นการกระทำความผิดในขณะนั้น ดังนั้น การกระทำของจำเลยที่ 1 จึงเป็นการทำร้ายผู้ตายโดยบันดาลโทสะ ฎีกาของจำเลยที่ 1 ฟังขึ้น ส่วนที่ขอให้ลงโทษสถานเบาและรอการลงโทษ ต้องห้ามฎีกาจึงไม่รับวินิจฉัย แต่สมควรกำหนดโทษใหม่ให้สอดคล้องกับลักษณะความผิด

พิพากษาแก้เป็นว่า จำเลยที่ 1 มีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 290 วรรคแรก และมาตรา 72 จำคุก 8 ปี ลดโทษให้กึ่งหนึ่ง คงจำคุก 4 ปี นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 7
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.อ. ม. 72
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการจังหวัดกาญจนบุรี
จำเลย — นายฉันท์ พระแท่น กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดกาญจนบุรี — นายกิตติพงษ์ กลิ่นขจร
ศาลอุทธรณ์ภาค 7 — นายสราวุธ ศิริภาณุรักษ์
ชื่อองค์คณะ
ไชยยงค์ คงจันทร์
นพวรรณ อินทรัมพรรย์
ทัศนีย์ ธรรมเกณฑ์
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 6778/2554
#511968
เปิดฉบับเต็ม

การที่ ฉ. กรรมการผู้มีอำนาจของโจทก์บอกให้ ว. และ ม. ลูกจ้างพิจารณาตัวเอง มีความหมายไปในทำนองให้ ว.และ ม. ตัดสินใจเองว่าจะลาออกหรือไม่เท่านั้น และการที่ ก. ผู้จัดการโรงงานโจทก์พูดกับ ว. และ ม. ว่า "พวกคุณจะเอาอย่างไร ผู้บริหารคงไม่เอาพวกคุณไว้หรอก" ก็เป็นเพียงการคาดการณ์ของ ก. เองว่าโจทก์จะเลิกจ้าง ว. และ ม. การที่ ก. นำหนังสือลาออกมาให้ ว. และ ม. ลงลายมือชื่อนั้น ก็ไม่ปรากฏมีเงื่อนไขว่า หาก ว. และ ม. ไม่ลงลายมือชื่อก็ให้ถือว่าเป็นการเลิกจ้างไปในตัวแต่อย่างใด ซึ่งหาก ว. และ ม. ไม่ยอมลงลายมือชื่อในหนังสือลาออกก็เป็นเรื่องที่โจทก์จะพิจารณาลงโทษหรือมีคำสั่งเป็นกิจจะลักษณะอีกชั้นหนึ่ง พฤติการณ์ดังกล่าวถือไม่ได้ว่ามีการกระทำใดที่จะไม่ให้ ว. และ ม. ทำงานต่อไปและไม่จ่ายค่าจ้างโดยเด็ดขาด จึงถือไม่ได้ว่าโจทก์เลิกจ้าง ว. และ ม. ตาม พ.ร.บ.คุ้มครองแรงงาน พ.ศ.2541 มาตรา 118 วรรคสอง

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องและแก้ไขคำฟ้องขอให้เพิกถอนคำสั่งของจำเลยที่ 41/2548 ลงวันที่ 13 กันยายน 2548

จำเลยให้การขอให้ยกฟ้อง

ศาลแรงงานกลางพิพากษายกฟ้อง

โจทก์อุทธรณ์ต่อศาลฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีแรงงานวินิจฉัยว่า คดีมีปัญหาวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของโจทก์ว่า โจทก์เลิกจ้างนายวัฒนาและนายมานะ หรือไม่ โดยโจทก์อุทธรณ์ว่า การที่นายเฉิ่นฮอลเขิ่น กรรมการผู้มีอำนาจของโจทก์บอกให้นายวัฒนาและนายมานะพิจารณาตัวเอง และนางสาวเกษมณี ผู้จัดการโรงงานของโจทก์พูดกับนายวัฒนาและนายมานะว่า "พวกคุณจะเอาอย่างไร ผู้บริหารคงไม่เอาพวกคุณไว้หรอก" พร้อมกับนำหนังสือลาออกมาให้นายวัฒนาและนายมานะลงลายมือชื่อ แต่นายวัฒนาและนายมานะไม่ยอมลงลายมือชื่อ พฤติการณ์ดังกล่าวไม่ถือเป็นการเลิกจ้าง เห็นว่า พระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน พ.ศ.2541 มาตรา 118 วรรคสอง บัญญัติว่า "การเลิกจ้างตามมาตรานี้หมายความว่า การกระทำใดที่นายจ้างไม่ให้ลูกจ้างทำงานต่อไปและไม่จ่ายค่าจ้างให้ไม่ว่าจะเป็นเพราะเหตุสิ้นสุดสัญญาจ้างหรือเหตุอื่นใด..." การที่นายเฉิ่นฮอลเขิ่นบอกให้นายวัฒนาและนายมานะพิจารณาตัวเองนั้น ก็มีความหมายไปในทำนองให้นายวัฒนาและนายมานะตัดสินใจเองว่าจะลาออกหรือไม่เท่านั้น และที่นางสาวเกษมณีพูดว่า "พวกคุณจะเอาอย่างไร ผู้บริหารคงไม่เอาพวกคุณไว้หรอก" ก็เป็นเพียงการคาดการณ์ของนางสาวเกษมณีเองว่า โจทก์จะเลิกจ้างนายวัฒนาและนายมานะ ส่วนการที่นางสาวเกษมณีนำหนังสือลาออกมาให้นายวัฒนาและนายมานะลงลายมือชื่อนั้น ก็ไม่ปรากฏว่ามีเงื่อนไขว่า หากนายวัฒนาและนายมานะไม่ลงลายมือชื่อในหนังสือลาออก ก็ให้ถือว่าเป็นการเลิกจ้างไปในตัวแต่อย่างใด ซึ่งหากนายวัฒนาและนายมานะไม่ยอมลงลายมือชื่อในหนังสือลาออก ก็เป็นเรื่องที่โจทก์จะพิจารณาลงโทษหรือมีคำสั่งเป็นกิจจะลักษณะอีกชั้นหนึ่ง พฤติการณ์ดังกล่าวถือไม่ได้ว่ามีการกระทำใดที่จะไม่ให้นายวัฒนาและนายมานะทำงานต่อไปและไม่จ่ายค่าจ้างโดยเด็ดขาด จึงถือไม่ได้ว่าโจทก์เลิกจ้างนายวัฒนาและนายมานะ ตามพระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน พ.ศ.2541 มาตรา 118 วรรคสอง ดังกล่าวข้างต้น และเมื่อโจทก์มิได้เลิกจ้างนายวัฒนาและนายมานะโจทก์จึงไม่ต้องจ่ายสินจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้าและค่าชดเชยแก่นายวัฒนาและนายมานะ อุทธรณ์ของโจทก์ฟังขึ้น คดีไม่จำต้องวินิจฉัยประเด็นอื่นต่อไป

พิพากษากลับให้เพิกถอนคำสั่งของพนักงานตรวจแรงงานสำนักงานสวัสดิการและคุ้มครองแรงงานจังหวัดพระนครศรีอยุธยา ที่ 41/2548 ลงวันที่ 13 กันยายน 2548
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.คุ้มครองแรงงาน พ.ศ.2541 ม. 118 วรรคสอง
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — บริษัทเฟิสท์ แอพพาเรล (ไทยแลนด์) จำกัด
จำเลย — นางสาวลมหวล หมั่นมา
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลแรงงานกลาง — นายเอกรินทร์ หนุนภักดี
ชื่อองค์คณะ
ปดารณี ลัดพลี
ดิเรก อิงคนินันท์
อนันต์ ชุมวิสูตร
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 6770/2554
#511651
เปิดฉบับเต็ม

การขอขยายหรือย่นระยะเวลาตาม ป.วิ.พ. มาตรา 23 ประกอบด้วย ป.วิ.อ. มาตรา 15 จะกระทำได้ต่อเมื่อมีพฤติการณ์พิเศษและศาลได้มีคำสั่งหรือคู่ความมีคำขอขึ้นมาก่อนสิ้นระยะเวลานั้น เว้นแต่ในกรณีที่มีเหตุสุดวิสัย เมื่อคดีนี้ต้องห้ามอุทธรณ์ในปัญหาข้อเท็จจริงและโจทก์ร่วมประสงค์จะให้อัยการสูงสุดรับรองให้ใช้สิทธิอุทธรณ์ในปัญหาข้อเท็จจริงตาม ป.วิ.อ. มาตรา 193 ทวิ โจทก์ร่วมชอบที่จะดำเนินการภายในระยะเวลาที่ศาลชั้นต้นอนุญาตให้ขยายระยะเวลาอุทธรณ์ได้ทันที แต่โจทก์ร่วมก็ไม่ได้ดำเนินการแต่อย่างใด เมื่อใกล้วันครบกำหนดระยะเวลาอุทธรณ์โจทก์ร่วมกลับยื่นคำร้องให้ผู้พิพากษาซึ่งพิจารณาและลงชื่อในคำพิพากษาศาลชั้นต้นอนุญาตให้โจทก์ร่วมอุทธรณ์ในปัญหาข้อเท็จจริงเท่านั้น ภายหลังเมื่อผู้พิพากษาซึ่งพิจารณาและลงชื่อในคำพิพากษาศาลชั้นต้นไม่อนุญาตให้โจทก์ร่วมอุทธรณ์ในปัญหาข้อเท็จจริง โจทก์ร่วมจึงยื่นคำร้องขอขยายระยะเวลาอุทธรณ์อ้างว่า เพื่อจะดำเนินการขอให้อัยการสูงสุดรับรองให้โจทก์ร่วมอุทธรณ์ในปัญหาข้อเท็จจริง ซึ่งเป็นความบกพร่องของโจทก์ร่วมเอง ถือไม่ได้ว่ามีพฤติการณ์พิเศษอันจะเป็นเหตุให้โจทก์ร่วมขอขยายระยะเวลาอุทธรณ์ได้ตาม ป.วิ.พ. มาตรา 23 ประกอบ ป.วิ.อ. มาตรา 15

โจทก์ร่วมฎีกาขอให้ศาลฎีกาใช้อำนาจทั่วไปขยายระยะเวลาอุทธรณ์ให้โจทก์ร่วมและให้โอกาสโจทก์ร่วมได้ใช้สิทธิดำเนินกระบวนพิจารณาในศาลได้อย่างเต็มที่นั้น เมื่อตามคำร้องขอขยายระยะเวลาอุทธรณ์ของโจทก์ร่วมอ้างเหตุเพื่อขอให้อัยการสูงสุดรับรองให้โจทก์ร่วมอุทธรณ์ในปัญหาข้อเท็จจริง มิได้ขอให้ศาลใช้อำนาจทั่วไปตามกฎหมาย ฎีกาของโจทก์ร่วมจึงเป็นข้อที่มิได้ว่ากล่าวกันมาแล้วโดยชอบในศาลล่างทั้งสอง ต้องห้ามมิให้ฎีกาตาม ป.วิ.พ. มาตรา 249 วรรคหนึ่ง ประกอบ ป.วิ.อ. มาตรา 15 แม้ศาลชั้นต้นรับฎีกาของโจทก์ร่วมในข้อนี้มาก็เป็นการไม่ชอบ ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัยให้

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
คดีสืบเนื่องมาจากศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้องโดยอ่านคำพิพากษาให้คู่ความฟังเมื่อวันที่ 30 ตุลาคม 2551

วันที่ 26 พฤศจิกายน 2551 และวันที่ 25 ธันวาคม 2551 โจทก์ร่วมยื่นคำร้องขอขยายระยะเวลายื่นอุทธรณ์ ศาลชั้นต้นอนุญาตถึงวันที่ 29 มกราคม 2552 ต่อมาวันที่ 28 มกราคม 2552 โจทก์ร่วมยื่นอุทธรณ์พร้อมคำร้องขอให้ผู้พิพากษาซึ่งนั่งพิจารณาและลงชื่อในคำพิพากษา ศาลชั้นต้นอนุญาตให้โจทก์ร่วมอุทธรณ์ในปัญหาข้อเท็จจริง วันที่ 29 มกราคม 2552 ผู้พิพากษาซึ่งพิจารณาและลงชื่อในคำพิพากษาศาลชั้นต้นไม่อนุญาตให้โจทก์ร่วมอุทธรณ์ในปัญหาข้อเท็จจริง และให้ส่งคำร้องพร้อมสำนวนไปให้ผู้พิพากษาซึ่งพิจารณาในศาลชั้นต้นพิจารณาสั่งต่อไป ในวันเดียวกันโจทก์ร่วมยื่นคำร้องขอขยายระยะเวลาอุทธรณ์มีกำหนด 1 เดือน อ้างว่าเพื่อดำเนินการขอให้อัยการสูงสุดรับรองให้โจทก์ร่วมอุทธรณ์ในปัญหาข้อเท็จจริง

ศาลชั้นต้นพิจารณาแล้วมีคำสั่งว่า เนื่องจากโจทก์ร่วมยื่นอุทธรณ์เข้ามาแล้วเมื่อวันที่ 28 มกราคม 2552 จึงไม่มีพฤติการณ์พิเศษที่จะขอขยายระยะเวลายื่นอุทธรณ์ได้อีก ให้ยกคำร้อง

โจทก์ร่วมอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 4 มีคำสั่งว่า ศาลชั้นต้นมีคำสั่งไม่อนุญาตให้โจทก์ร่วมอุทธรณ์ในปัญหาข้อเท็จจริงแล้ว จึงไม่จำต้องสั่งคำร้องนี้ ให้ยกคำร้อง

โจทก์ร่วมฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า คดีนี้ศาลชั้นต้นอ่านคำพิพากษาศาลชั้นต้นให้โจทก์ร่วมฟังเมื่อวันที่ 30 ตุลาคม 2551 และคดีต้องห้ามมิให้อุทธรณ์ในปัญหาข้อเท็จจริงตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 193 ทวิ หากโจทก์ร่วมประสงค์จะใช้สิทธิอุทธรณ์ตามเงื่อนไขในมาตรา 193 ตรี โดยให้อัยการสูงสุดลงลายมือชื่อรับรองอุทธรณ์ของโจทก์ร่วมแล้ว โจทก์ร่วมก็ชอบที่จะดำเนินการใช้สิทธิดังกล่าวให้ถูกต้องภายในกำหนดระยะเวลาที่ศาลชั้นต้นอนุญาตให้โจทก์ร่วมขยายระยะเวลาอุทธรณ์ แต่ปรากฏว่าโจทก์ร่วมไม่ดำเนินการดังกล่าว และเมื่อใกล้วันครบกำหนดระยะเวลาอุทธรณ์โจทก์ร่วมก็ยื่นคำร้องขอให้ผู้พิพากษาซึ่งพิจารณาและลงชื่อในคำพิพากษาศาลชั้นต้นอนุญาตให้โจทก์ร่วมอุทธรณ์ในปัญหาข้อเท็จจริงเท่านั้น เมื่อผู้พิพากษาซึ่งพิจารณาและลงชื่อในคำพิพากษาศาลชั้นต้นไม่อนุญาตให้โจทก์ร่วมอุทธรณ์ในปัญหาข้อเท็จจริง โจทก์ร่วมจึงขอขยายระยะเวลาอุทธรณ์อ้างว่าเพื่อดำเนินการขอให้อัยการสูงสุดรับรองให้โจทก์ร่วมอุทธรณ์ในปัญหาข้อเท็จจริง อันเป็นความบกพร่องของโจทก์ร่วมเอง กรณีของโจทก์ร่วมยังถือไม่ได้ว่ามีพฤติการณ์พิเศษที่จะขยายระยะเวลาอุทธรณ์ได้ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 23 ประกอบประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 15 ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 4 มีคำสั่งให้ยกคำร้องของโจทก์ร่วมนั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วยในผล ฎีกาของโจทก์ร่วมฟังไม่ขึ้น ส่วนที่โจทก์ร่วมฎีกาขอให้ศาลฎีกาใช้อำนาจทั่วไปขยายระยะเวลาอุทธรณ์ให้โจทก์ร่วมเพื่อประโยชน์แห่งความยุติธรรมและให้โอกาสแก่โจทก์ร่วมได้ใช้สิทธิในการดำเนินกระบวนพิจารณาในศาลได้อย่างเต็มที่นั้น เห็นว่า ฎีกาของโจทก์ร่วมดังกล่าวเป็นฎีกาที่ขอให้ศาลฎีกาใช้อำนาจทั่วไปตามกฎหมาย แต่ตามคำร้องขอขยายระยะเวลาอุทธรณ์ของโจทก์ร่วมอ้างเหตุเพื่อขอให้อัยการสูงสุดรับรองให้โจทก์ร่วมอุทธรณ์ในปัญหาข้อเท็จจริง มิได้ขอให้ศาลใช้อำนาจทั่วไปตามกฎหมาย ฎีกาของโจทก์ร่วมที่ขอให้ศาลฎีกาใช้อำนาจทั่วไปขยายระยะเวลาอุทธรณ์ จึงเป็นข้อที่มิได้ยกขึ้นว่ากันมาแล้วโดยชอบในศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ภาค 4 ต้องห้ามมิให้ฎีกาตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 249 วรรคหนึ่ง ประกอบประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 15 แม้ศาลชั้นต้นรับฎีกาของโจทก์ร่วมข้อนี้ ศาลฎีกาก็ไม่รับวินิจฉัย

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ. ม. 23 ม. 249 วรรคหนึ่ง
ป.วิ.อ. ม. 15
ป.อ. ม. 83 ม. 358
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการจังหวัดนครพนม
โจทก์ร่วม — นางสุดารัตน์ ประเสริฐบุญใหญ่
จำเลย — นางมะลิวรรณ ไชยรัตน์ กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดนครพนม — นายรุ่งสง่า นวลนุกุล
ศาลอุทธรณ์ภาค 4 — อ่านไม่ออก
ชื่อองค์คณะ
โสฬส สุวรรณเนตร์
วีระวัฒน์ ปวราจารย์
ชีพ จุลมนต์
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 6724/2554
#514201
เปิดฉบับเต็ม

กรณีที่โจทก์ในฐานะผู้ซื้ออสังหาริมทรัพย์ร้องขอให้ศาลออกคำบังคับให้ลูกหนี้ตามคำพิพากษาหรือบริวารออกไปจากอสังหาริมทรัพย์ที่ซื้อตาม ป.วิ.พ. มาตรา 309 ตรี เป็นการใช้สิทธิบังคับคดีของผู้ซื้ออสังหาริมทรัพย์จากการขายทอดตลาดทรัพย์สินของลูกหนี้ตามคำพิพากษา อันเป็นขั้นตอนการบังคับคดีภายหลังจากโจทก์ฝ่ายชนะคดีได้ดำเนินการบังคับคดีแก่ทรัพย์สินของจำเลยฝ่ายแพ้คดีภายในระยะเวลา 10 ปี ตาม ป.วิ.พ. มาตรา 271 แล้ว จึงมิใช่กรณีที่เจ้าหนี้ตามคำพิพากษาร้องขอให้บังคับคดีแก่ทรัพย์สินของจำเลยเพื่อบังคับชำระหนี้ตามคำพิพากษาและมิใช่การใช้สิทธิของโจทก์ในฐานะที่เป็นเจ้าหนี้ตามคำพิพากษามาบังคับคดีแก่ทรัพย์สินของจำเลย จึงไม่อาจนำบทบัญญัติเกี่ยวกับระยะเวลาการบังคับคดีที่ให้นับแต่วันมีคำพิพากษาหรือคำสั่งตามมาตรา 271 มาบังคับได้

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
คดีสืบเนื่องมาจากศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยทั้งสองร่วมกันชำระหนี้ 1,521,946.04 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 15 ต่อปี จากต้นเงิน 1,406,355.28 บาท นับถัดจากวันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ ถ้าไม่ชำระให้ยึดที่ดินตามหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส. 3) เลขที่ 463/364 ตำบลงิ้ว อำเภอปักธงชัย จังหวัดนครราชสีมา พร้อมสิ่งปลูกสร้างออกขายทอดตลาดบังคับจำนอง หากได้เงินไม่พอชำระหนี้ให้บังคับจากทรัพย์สินของจำเลยทั้งสองได้จนครบ จำเลยทั้งสองไม่ชำระหนี้ตามคำพิพากษาดังกล่าว โจทก์จึงขอออกหมายบังคับคดีและนำเจ้าพนักงานบังคับคดียึดที่ดินพร้อมสิ่งปลูกสร้างดังกล่าวของจำเลยที่2 ออกขายทอดตลาดเพื่อบังคับชำระหนี้ตามคำพิพากษา

โจทก์ในฐานะผู้ซื้อทรัพย์ยื่นคำร้องว่า โจทก์เป็นผู้ซื้อที่ดินตามหนังสือรับรองการทำประโยชน์(น.ส.3) เลขที่ 463/364 พร้อมสิ่งปลูกสร้างได้จากการขายทอดตลาดของเจ้าพนักงานบังคับคดีและได้จดทะเบียนใส่ชื่อของโจทก์ในฐานะเจ้าของที่ดินแล้ว แต่ปรากฏว่าจำเลยและบริวารยังคงอาศัยอยู่ในอสังหาริมทรัพย์ดังกล่าว ขอให้ศาลออกคำบังคับให้จำเลยและบริวารออกไปจากที่ดินและสิ่งปลูกสร้างดังกล่าว

ศาลชั้นต้นมีคำสั่งให้ออกคำบังคับภายใน 30 วัน นับแต่จำเลยได้รับคำบังคับ

จำเลยที่ 2 อุทธรณ์คำสั่ง

ศาลอุทธรณ์ภาค 3 พิพากษาว่า โจทก์ในฐานะผู้ซื้อทรัพย์ได้ยื่นคำขอต่อศาลชั้นต้นและศาลชั้นต้นได้มีคำสั่งออกคำบังคับส่งให้แก่จำเลยทั้งสองโดยชอบแล้ว การบังคับคดีของโจทก์เป็นการกระทำในฐานะผู้ซื้อทรัพย์ซึ่งถือเป็นเจ้าหนี้ตามคำพิพากษาตามบทบัญญัติแห่งประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 309 ตรี มิใช่เป็นการรับสิทธิของโจทก์ผู้ฟ้องคดีมาบังคับคดีซึ่งจะต้องร้องขอให้บังคับคดีภายในสิบปีนับแต่วันมีคำพิพากษาหรือคำสั่ง สิทธิในการบังคับคดีของโจทก์ในฐานะผู้ซื้อทรัพย์จึงไม่ขาดอายุความ พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ

จำเลยที่ 2 ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า กรณีที่โจทก์ในฐานะผู้ซื้ออสังหาริมทรัพย์มาจากการขายทอดตลาดทรัพย์สินของลูกหนี้ตามคำพิพากษาและเจ้าพนักงานบังคับคดีโอนอสังหาริมทรัพย์ที่ขายให้แก่ผู้ซื้อ ผู้ซื้อได้ร้องขอ ให้ศาลออกคำบังคับให้ลูกหนี้ตามคำพิพากษาและบริวารซึ่งไม่ยอมออกไปจากอสังหาริมทรัพย์ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 309 ตรี เป็นการใช้สิทธิบังคับคดีของผู้ซื้ออสังหาริมทรัพย์มาจากการขายทอดตลาดทรัพย์สินของลูกหนี้ตามคำพิพากษาอันเป็นขั้นตอนการบังคับคดีภายหลังจากโจทก์ฝ่ายชนะคดีซึ่งเป็นเจ้าหนี้ตามคำพิพากษาได้ดำเนินการบังคับคดีแก่ทรัพย์สินของจำเลยที่ 2 ฝ่ายแพ้คดีซึ่งเป็นลูกหนี้ตามคำพิพากษาภายในระยะเวลา 10 ปี ตามบทบัญญัติแห่งประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 271 แล้ว กรณีมิใช่เรื่องเจ้าหนี้ตามคำพิพากษาร้องขอให้บังคับคดีแก่ทรัพย์สินของจำเลยที่ 2 เพื่อบังคับชำระหนี้ตามคำพิพากษาและมิใช่การใช้สิทธิของโจทก์ที่เป็นเจ้าหนี้ตามคำพิพากษามาบังคับคดีแก่ทรัพย์สินของจำเลยที่ 2 จึงไม่อาจนำบทบัญญัติเกี่ยวกับระยะเวลาการบังคับคดีตามมาตรา 271 มาบังคับได้ ที่ศาลล่างทั้งสองมีคำสั่งให้ออกคำสั่งบังคับให้จำเลยที่ 2 และบริวารออกไปจากที่พิพาทนั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาของจำเลยที่ 2 ฟังไม่ขึ้น

พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ. ม. 271 ม. 309 ตรี
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — ธนาคารกรุงเทพ จำกัด (มหาชน)
ผู้ซื้อทรัพย์ — ธนาคารกรุงเทพ จำกัด (มหาชน)
จำเลย — นางไข่ เชยสระน้อย กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดนครราชสีมา — นางสาวศรีวิมล ถิระบัญชาศักดิ์
ศาลอุทธรณ์ภาค 3 — นายสุทธิโชค เทพไตรรัตน์
ชื่อองค์คณะ
นิยุต สุภัทรพาหิรผล
ประเสริฐ โอนพรัตน์วิบูล
วิรุฬห์ แสงเทียน
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 6721/2554
#513400
เปิดฉบับเต็ม

โจทก์เพียงแต่ไม่ได้ไประวังแนวเขต เป็นเหตุให้ถูกผู้นำรังวัดชี้แนวเขตรุกล้ำเข้าไปในที่ดินมีโฉนดส่วนของโจทก์ และเจ้าพนักงานที่ดินรังวัดตามที่ถูกนำชี้และทำรูปแผนที่ในโฉนดรุกล้ำเข้าไปทับรูปแผนที่ในโฉนดของโจทก์เป็นเพียงความเสียหายเกิดขึ้นแก่โจทก์และโจทก์อยู่ในฐานะผู้ถูกโต้แย้งสิทธิที่จะต้องนำคดีขึ้นสู่ศาล ไม่เป็นเหตุถึงขนาดทำให้โจทก์เสียกรรมสิทธิ์ในที่ดินที่ถูกรุกล้ำหรือไม่มีอำนาจฟ้องขอให้เพิกถอนนิติกรรมการจดทะเบียนโอนที่ดินและแก้ไขรูปแผนที่ในที่ดินที่ถูกรุกล้ำ

กรมที่ดินจำเลยที่ 2 ออกรูปแผนที่โฉนดของจำเลยที่ 1 รุกล้ำที่ดินโจทก์ การกระทำของจำเลยที่ 2 ย่อมเป็นการโต้แย้งสิทธิของโจทก์ โจทก์จึงมีอำนาจฟ้องจำเลยที่ 2 เพื่อให้จำเลยที่ 2 ดำเนินการแก้รูปแผนที่ในโฉนดให้ถูกต้องตามความเป็นจริงได้

กำหนดระยะเวลา 90 วัน ตาม ป.ที่ดิน มาตรา 69 ทวิ วรรคห้า เป็นเพียงกำหนดระยะเวลาในกรณีที่คู่กรณีเข้าไปรับการไกล่เกลี่ยจากเจ้าพนักงานที่ดินและหากไม่เห็นพ้องด้วยกับคำวินิจฉัยของเจ้าพนักงานที่ดินก็ให้นำคดีไปฟ้องต่อศาลภายในกำหนดระยะเวลา 90 วัน หากไม่ไปยื่นฟ้องภายในกำหนดระยะเวลาก็ให้ถือว่าผู้ขอรังวัดสอบเขตไม่ประสงค์ที่จะให้มีการรังวัดสอบเขตต่อไป แต่หากไปยื่นฟ้องต่อศาลภายในกำหนดระยะเวลา ก็ให้เจ้าพนักงานที่ดินรอฟังคำวินิจฉัยของศาลเพื่อดำเนินการต่อไปจึงไม่ใช่กำหนดอายุความในการฟ้องคดี

โจทก์ยื่นฟ้องขอให้เพิกถอนการจดทะเบียนโอนที่ดินและให้แก้ไขรูปแผนที่โฉนดที่ดินให้ถูกต้องตามความเป็นจริง ซึ่งไม่มีกฎหมายบัญญัติเกี่ยวกับอายุความไว้โดยเฉพาะ จึงต้องนำบทบัญญัติว่าด้วยอายุความทั่วไปบังคับคือมีกำหนดระยะเวลา 10 ปี ฟ้องของโจทก์จึงไม่ขาดอายุความ

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องว่า โจทก์เป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์ที่ดินโฉนดเลขที่ 28692 เนื้อที่ 2 ไร่ 3 งาน 93 ตารางวา โดยที่ดินของโจทก์ทางด้านทิศตะวันตกติดกับที่ดินโฉนดเลขที่ 28669 และโฉนดเลขที่ 28669 ดังกล่าว อยู่ติดกับที่ดินโฉนดเลขที่ 28659 ที่ดินทั้งสองแปลงดังกล่าวเป็นของจำเลยที่ 1 เมื่อวันที่ 6 ธันวาคม 2536 จำเลยที่ 1 ขอให้พนักงานเจ้าหน้าที่ของจำเลยที่ 2 ซึ่งอยู่ ณ สำนักงานที่ดินจังหวัดลำปาง ทำการแบ่งแยกที่ดินโฉนดเลขที่ 28669 และนำพนักงานเจ้าหน้าที่ของจำเลยที่ 2 ทำการวัดสอบเขตรุกล้ำที่ดินของโจทก์โฉนดเลขที่ 28692 เนื้อที่ 27 ตารางวา พนักงานเจ้าหน้าที่ของจำเลยที่ 2 ได้ทำการแก้รูปแผนที่ตลอดจนจำนวนเนื้อที่ของที่ดินโฉนดเลขที่ 28669 ให้มีเนื้อที่เพิ่มขึ้น โดยทับที่ดินโฉนดเลขที่ 28692 ของโจทก์ เป็นการไม่ชอบด้วยกฎหมาย ไม่ตรงต่อความจริง ทำให้ที่ดินโฉนดเลขที่ 28692 ของโจทก์เนื้อที่ขาดหายไป 27 ตารางวา ต่อมาวันที่ 22 พฤศจิกายน 2538 จำเลยที่ 1 ทำนิติกรรมโอนที่ดินโฉนดเลขที่ 28669 ของจำเลยที่ 1 ซึ่งมีที่ดินของโจทก์จำนวน 27 ตารางวา รวมอยู่ด้วย ซึ่งจำเลยที่ 2 ได้ดำเนินการจดทะเบียนโอนให้เป็นทางสาธารณประโยชน์ให้แก่จำเลยที่ 3 โดยโจทก์ไม่ยินยอม โจทก์คัดค้านต่อจำเลยทั้งสี่แล้ว วันที่ 9 ตุลาคม 2541 โจทก์ขอให้จำเลยที่ 2 ทำการรังวัดสอบเขตที่ดินโฉนดเลขที่ 28692 ของโจทก์ ปรากฏว่าจำเลยที่ 1 บุกรุกที่ดินโฉนดเลขที่ 28692 ของโจทก์ เนื้อที่ 27 ตารางวาจริง โจทก์แจ้งให้จำเลยทั้งสี่ดำเนินการแก้ไขโฉนดที่ดินให้ถูกต้อง แต่จำเลยทั้งสี่เพิกเฉย ทำให้โจทก์เสียหาย ขอให้เพิกถอนนิติกรรมการจดทะเบียนโอนที่ดินโฉนดเลขที่ 28669 ตำบลพิชัย อำเภอเมืองลำปาง จังหวัดลำปาง ในส่วนที่ดินของโจทก์ตามคำขอลงวันที่ 22 พฤศจิกายน 2538 ของจำเลยที่ 1 และให้จำเลยที่ 2 และที่ 4 ร่วมกันแก้ไขรูปแผนที่ในโฉนดที่ดินเลขที่ 28669 ให้เป็นไปตามความเป็นจริง โดยหักเนื้อที่ที่ดินในส่วนของโจทก์ออกจากโฉนดที่ดินดังกล่าวหากจำเลยที่ 2 และที่ 4 ไม่ปฏิบัติตามให้ถือเอาคำพิพากษาของศาลเป็นการแสดงเจตนา ให้จำเลยทั้งสี่ร่วมกันชดใช้ค่าเสียหายจากการที่โจทก์ไม่ได้ใช้ประโยชน์ในที่ดินของโจทก์ เนื้อที่ 27 ตารางวา ในอัตราเดือนละ 3,000 บาท ให้จำเลยที่ 1 และที่ 3 ร่วมกันรื้อถอนสิ่งปลูกสร้างในที่ดินดังกล่าวออกไป และห้ามจำเลยที่ 1 และที่ 3 รวมทั้งบริวารขัดขวางการใช้ที่ดินในส่วนดังกล่าวของโจทก์

จำเลยที่ 1 ให้การว่า เดิมที่ดินโฉนดเลขที่ 28669, 28659 เป็นกรรมสิทธิ์ของจำเลยที่ 1 จริง โดยจำเลยที่ 1 ซื้อมาโดยชอบด้วยกฎหมาย ต่อมาจำเลยที่ 1 จดทะเบียนโอนที่ดินทั้งสองแปลงดังกล่าวให้เป็นทางสาธารณประโยชน์ จำเลยที่ 1 ไม่เคยรุกล้ำที่ดินของโจทก์ แต่โจทก์เองกลับรุกล้ำที่ดินของจำเลยที่ 1 และที่ดินข้างเคียงฟ้องโจทก์เคลือบคลุม โดยโจทก์บรรยายฟ้องว่า ที่ดินของโจทก์อยู่ติดกับที่ดินโฉนดเลขที่ 28869 ของจำเลยที่ 1 แต่ที่ดินโฉนดเลขที่ดังกล่าวไม่ใช่ของจำเลยที่ 1 และโจทก์บรรยายฟ้องว่าจำเลยที่ 1 รุกล้ำที่ดินของโจทก์ด้านทิศตะวันออกของที่ดินโฉนดเลขที่ 29692 ที่ดินโฉนดเลขที่ดังกล่าวไม่ใช่ของโจทก์ จำเลยที่ 1 อ่านฟ้องแล้วไม่ทราบว่าที่ดินแปลงไหนเป็นที่ดินพิพาท ส่วนที่โจทก์เรียกค่าเสียหายเดือนละ 3,000 บาท โดยโจทก์ไม่บรรยายฟ้องว่า โจทก์เสียหายอย่างไร และจำเลยที่ 1 กับพวกต้องรับผิดในฐานความผิดใด หากฟังว่าจำเลยที่ 1 ละเมิดบุกรุกฟ้องโจทก์ขาดอายุความ ขอให้ยกฟ้อง

จำเลยที่ 2 และที่ 4 ให้การทำนองเดียวกันว่า โจทก์ไม่มีอำนาจฟ้องจำเลยที่ 2 และที่ 4 เนื่องจากจำเลยที่ 2 และที่ 4 ไม่มีอำนาจหน้าที่ตามกฎหมายในการสั่งแก้ไขแผนที่หรือเนื้อที่ตามหนังสือแสดงกรรมสิทธิ์ในที่ดิน เพราะประมวลกฎหมายที่ดิน มาตรา 69 ทวิ แก้ไขเพิ่มเติม (ฉบับที่ 4) พ.ศ.2528 บัญญัติให้เป็นอำนาจหน้าที่ของเจ้าพนักงานที่ดินในท้องที่โดยเฉพาะและโจทก์จะต้องปฏิบัติตามบทบัญญัติของกฎหมายดังกล่าว คือ โจทก์ต้องยื่นคำขอสอบเขตที่ดินเสียก่อน หากที่ดินข้างเคียงคัดค้านแนวเขต เจ้าพนักงานที่ดินประจำท้องที่ก็มีอำนาจสอบสวนไกล่เกลี่ย ถ้าตกลงกันไม่ได้ให้คู่กรณีฟ้องต่อศาลภายในกำหนด 90 วัน นับแต่วันได้รับแจ้ง ถ้าไม่ฟ้องต่อศาลภายในกำหนด ให้ถือว่าผู้ขอหรือโจทก์ไม่ประสงค์จะสอบเขตที่ดินต่อไป เมื่อวันที่ 9 ตุลาคม 2541 โจทก์ยื่นคำขอสอบเขต เจ้าหน้าที่สำนักงานที่ดินจังหวัดลำปางออกไปรังวัดสอบเขตในวันที่ 2 พฤศจิกายน 2541 และเสร็จการรังวัดสอบเขตเมื่อวันที่ 11 มกราคม 2542 ขณะรังวัดเจ้าของที่ดินข้างเคียงคัดค้านแนวเขต โดยอ้างว่าโจทก์นำรังวัดรุกล้ำเข้าไปในที่ดินโฉนดเลขที่ 28669 ของจำเลยที่ 1 เนื้อที่ 27 ตารางวา ซึ่งจำเลยที่ 1 ได้โอนให้เป็นทางสาธารณประโยชน์ตั้งแต่วันที่ 22 พฤศจิกายน 2538 ก่อนจำเลยที่ 1 ยกที่ดินโฉนดเลขที่ดังกล่าวให้เป็นทางสาธารณประโยชน์ จำเลยที่ 1 กับพวกขอรังวัดแบ่งแยกที่ดินออกจากกันในวันที่ 9 ถึง 14 มีนาคม 2537 และมีหนังสือแจ้งให้โจทก์ซึ่งเป็นเจ้าของที่ดินข้างเคียงไประวังแนวเขตและรับรองแนวเขตทางไปรษณีย์ แต่โจทก์ก็มิได้คัดค้านแต่ประการใด เจ้าพนักงาที่ดินจังหวัดลำปางจึงได้แบ่งแยกโฉนดให้จำเลยที่ 1 กับพวกไปตามขอ แล้วจำเลยที่ 1 ได้โอนที่ดินโฉนดเลขที่ 28669 ให้เป็นทางสาธารณประโยชน์สำหรับประชาชนใช้ร่วมกันและตกเป็นของแผ่นดินโดยมิต้องโอนและห้ามมิให้ยกอายุความขึ้นต่อสู้กับแผ่นดินวันที่ 8 กุมภาพันธ์ 2542 เจ้าพนักงานที่ดินจังหวัดลำปางได้มีหนังสือให้โจทก์และคู่กรณีทั้งหมดไปทำการสอบสวนไกล่เกลี่ยในวันที่ 25 กุมภาพันธ์ 2542 แต่โจทก์ขอเลื่อนไปเป็นวันที่ 10 มีนาคม 2542 ถึงวันนัดโจทก์ก็ไม่ได้ไปให้เจ้าหน้าที่สอบสวนไกล่เกลี่ยเพื่อตรวจสอบความถูกต้องแท้จริง แต่โจทก์กลับนำคดีมาฟ้องเมื่อวันที่ 3 กันยายน 2542 เป็นระยะเวลาเกินกว่าที่กฎหมายกำหนดให้ฟ้องภายใน 90 วัน โจทก์จึงไม่มีอำนาจฟ้องจำเลยที่ 2 และที่ 4 ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 55 ตลอดจนไม่อาจมีคำขอให้ศาลบังคับให้จำเลยที่ 2 และที่ 4 แก้ไขรูปแผนที่ในโฉนดที่ดินเลขที่ 28669 และให้จำเลยที่ 2 และที่ 4 ชดใช้ค่าเสียหายจากการที่โจทก์มิได้ใช้ประโยชน์ในที่ดินพิพาทในอัตราเดือนละ 3,000 บาท ได้ เพราะจำเลยที่ 2 และที่ 4 ไม่ได้ทำละเมิดต่อโจทก์และฟ้องโจทก์เคลือบคลุม เนื่องจากโจทก์ไม่บรรยายฟ้องให้ชัดแจ้งว่าโจทก์ได้รับความเสียหายอย่างไรทำให้จำเลยที่ 2 และที่ 4 เสียเปรียบไม่อาจต่อสู้คดีได้ ขอให้ยกฟ้อง

จำเลยที่ 3 ให้การว่า โจทก์ไม่มีอำนาจฟ้องจำเลยที่ 3 เนื่องจากจำเลยที่ 3 ไม่ทราบถึงการที่จำเลยที่ 1 ยกที่ดินพิพาทให้จำเลยที่ 3 และจำเลยที่ 3 ไม่ได้รับหรือเข้าไปเกี่ยวข้องดำเนินการอย่างไร การบรรยายฟ้องเกี่ยวกับจำเลยที่ 3 เคลือบคลุม เพราะโจทก์บรรยายฟ้องเพียงว่า จำเลยที่ 1 ยกที่ดินพิพาทให้จำเลยที่ 3 ซึ่งเป็นการดำเนินการของจำเลยที่ 1 เพียงฝ่ายเดียว จำเลยที่ 3 ไม่ได้ร่วมตกลงด้วย ทั้งที่ดินที่โจทก์ฟ้องไม่ทราบว่าอยู่ในเขตเทศบาลของจำเลยที่ 3 หรือไม่ จำเลยที่ 3 ไม่มีอำนาจหน้าที่ดูแลและดำเนินการคุ้มครองป้องกันที่ดินของโจทก์ตามฟ้องแต่อย่างใด และที่ดินดังกล่าวไม่ใช่ที่ดินรกร้างว่างเปล่าหรือที่ดินซึ่งมีผู้เวนคืนหรือทอดทิ้งหรือกลับมาเป็นของแผ่นดินโดยประการใดๆ ตามประมวลกฎหมายที่ดิน หรือเป็นที่ดินอันเป็นสาธารณประโยชน์ของแผ่นดินซึ่งอยู่ในอำนาจหน้าที่ดูแลรักษาของจำเลยที่ 3 ขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้เพิกถอนนิติกรรมการจดทะเบียนโอนที่ดินโฉนดเลขที่ 28669 ตำบลพิชัย อำเภอเมืองลำปาง จังหวัดลำปาง ในส่วนที่ดินพิพาทเนื้อที่ 27 ตารางวา ฉบับลงวันที่ 22 พฤศจิกายน 2538 และให้จำเลยที่ 2 และที่ 4 แก้ไขรูปแผนที่ในโฉนดที่ดินเลขที่ 28669 ตำบลพิชัย อำเภอเมืองลำปาง จังหวัดลำปาง โดยให้หักเนื้อที่ที่ดินพิพาทออกจากโฉนดที่ดินดังกล่าว หากจำเลยที่ 2 และที่ 4 ไม่ปฏิบัติตามให้ถือเอาคำพิพากษาของศาลเป็นการแสดงเจตนาของจำเลยที่ 2 และที่ 4 ให้จำเลยที่ 1 ที่ 2 และที่ 4 ร่วมกันใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์โดยกำหนดค่าทนายความ 1,500 บาท คำขอนอกจากนี้ให้ยก

โจทก์และจำเลยทั้งสี่อุทธรณ์

ศาลอุทธรณืภาค 5 พิพากษาแก้เป็นว่า ให้จำเลยที่ 1 และที่ 3 รื้อถอนสิ่งปลูกสร้างออกไปจากที่ดินพิพาท กับห้ามจำเลยที่ 1 และที่ 3 และบริวารเกี่ยวข้องกับที่ดินพิพาท ให้ยกฟ้องโจทก์สำหรับจำเลยที่ 4 นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ

จำเลยที่ 1 ถึงที่ 3 ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "พิเคราะห์แล้ว ข้อเท็จจริงเบื้องต้นรับฟังได้ว่า โจทก์เป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์ที่ดินโฉนดเลขที่ 28692 ตำบลพิชัย อำเภอเมืองลำปาง จังหวัดลำปาง ตามโฉนดที่ดินเอกสารหมาย จ.1 โดยแต่เดิมที่ดินแปลงดังกล่าวเป็นกรรมสิทธิ์ของนางบัวคำและในปี 2531 นางบัวคำนำเจ้าพนักงานที่ดินจังหวัดลำปางรังวัดสอบเขตที่ดินของตนแล้วเจ้าพนักงานที่ดินได้ทำรูปที่ดินเมื่อวันที่ 11 สิงหาคม 2531 ปรากฏตามใบต่อรูปแผนที่ท้ายโฉนดที่ดินเอกสารหมาย จ.1 แล้วต่อมาวันที่ 13 กันยายน 2531 นางบัวคำจดทะเบียนโอนขายที่ดินแปลงดังกล่าวให้โจทก์ สำหรับที่ดินโฉนดเลขที่ 28669 เป็นที่ดินข้างเคียงของที่ดินโจทก์ทางด้านทิศตะวันออกแต่เดิมที่ดินแปลงดังกล่าวเป็นของนางสม ต่อมาเมื่อปี 2536 นางสมจดทะเบียนโอนขายที่ดินแปลงดังกล่าวให้แก่จำเลยที่ 1 กับพวก จำเลยที่ 1 มีอาชีพทำธุรกิจจัดสรรที่ดินปลูกบ้านขาย จำเลยที่ 1 ซื้อที่ดินโฉนดเลขที่ 28669 กับที่ดินข้างเคียงอีก 1 แปลง คือที่ดินแปลงโฉนดเลขที่ 28659 แล้วเมื่อประมาณเดือนมีนาคม 2537 จำเลยที่ 1 ยื่นคำขอต่อเจ้าพนักงานที่ดินจังหวัดลำปางให้แบ่งแยกที่ดินทั้งสองแปลงดังกล่าวเป็นหลายแปลงเพื่อจัดสรรและปลูกบ้านขายบุคคลภายนอก ในการรังวัดเพื่อแบ่งแยกที่ดินดังกล่าวเจ้าพนักงานที่ดินมีหนังสือแจ้งโจทก์ในฐานะเจ้าของที่ดินข้างเคียงให้มาระวังแนวเขตโดยส่งหนังสือไปที่ภูมิลำเนาตามทะเบียนบ้านของโจทก์แล้ว แต่ถึงวันนัดรังวัดและระวังแนวเขต โจทก์ไม่มาระวังแนวเขตเจ้าพนักงานรังวัดจึงรังวัดแนวเขตไปตามที่จำเลยที่ 1 นำชี้ และเมื่อเดือนพฤษภาคม 2537 เจ้าพนักงานที่ดินจังหวัดลำปางจึงได้แบ่งแยกโฉนดให้จำเลยที่ 1 ไปตามคำขอ ต่อมาเมื่อวันที่ 22 พฤศจิกายน 2538 จำเลยที่ 1 โอนที่ดินบางส่วนของที่ดินในโฉนดเลขที่ 28669 ให้เป็นทางสาธารณประโยชน์ ต่อมาเมื่อวันที่ 9 ตุลาคม 2541 โจทก์ยื่นคำขอสอบเขตที่ดินของโจทก์ ในเดือนพฤศจิกายน 2541 เจ้าพนักงานที่ดินจังหวัดลำปางออกไปรังวัดสอบเขต ปรากฏว่าจำเลยที่ 1 ซึ่งเป็นเจ้าของที่ดินข้างเคียงโฉนดเลขที่ 28669 ที่มาระวังแนวเขตคัดค้านการนำชี้แนวเขตของโจทก์โดยอ้างว่าโจทก์ชี้แนวเขตรุกล้ำเข้าไปในที่ดินโฉนดเลขที่ 28669 ดังกล่าว คิดเป็นเนื้อที่ 27 ตารางวา ซึ่งทั้งหมดจำเลยที่ 1 โอนยกให้เป็นทางสาธารณประโยชน์ไปดังกล่าวแล้ว เมื่อมีข้อขัดแย้งกันดังกล่าวเจ้าพนักงานที่ดินจังหวัดลำปางจึงนัดคู่กรณีคือโจทก์และจำเลยที่ 1 มาไกล่เกลี่ยเพื่อระงับข้อพิพาท โดยนัดในวันที่ 10 มีนาคม 2542 แต่เมื่อถึงวันนัดโจทก์ไม่ได้ไปตามนัดเพื่อให้เจ้าหน้าที่สอบสวนไกล่เกลี่ย ต่อมาวันที่ 3 กันยายน 2542 โจทก์นำคดีนี้มาฟ้อง ปัญหาที่จะต้องวินิจฉัยมีตามที่จำเลยที่ 1 ถึงที่ 3 ฎีกาทั้งปัญหาข้อเท็จจริงและปัญหาข้อกฎหมายหลายประการ ซึ่งเพื่อความสะดวกและชัดเจนเห็นสมควรวินิจฉัยในแต่ละประเด็นปัญหาไปตามลำดับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นดังต่อไปนี้

1. การที่โจทก์ในฐานะเจ้าของที่ดินข้างเคียงไม่ได้ไประวังแนวเขตเมื่อปี 2537 เป็นเหตุให้เจ้าพนักงานที่ดินรังวัดที่ดินไปตามแนวเขตที่จำเลยที่ 1 นำชี้นั้นมีผลผูกพันให้โจทก์ต้องยอมรับแนวเขตตามที่จำเลยที่ 1 นำชี้หรือไม่ ข้อนี้เห็นว่า ที่ดินพิพาทเป็นที่ดินมีโฉนดหากข้อเท็จจริงรับฟังได้ว่าที่ดินพิพาทเป็นกรรมสิทธิ์ของโจทก์ การที่โจทก์จะเสียกรรมสิทธิ์ในที่ดินพิพาทไปย่อมต้องอยู่ในบทบังคับของกฎหมายที่ระบุไว้โดยตรงและชัดแจ้ง การที่โจทก์เพียงแต่ไม่ได้ไประวังแนวเขตของตน จนเป็นเหตุให้ถูกผู้นำรังวัดชี้แนวเขตรุกล้ำเข้าไปในที่ดินส่วนของโจทก์ และเจ้าพนักงานที่ดินรังวัดตามที่ถูกนำชี้รุกล้ำเข้าไปในที่ดินของโจทก์และทำรูปแผนที่ในโฉนดรุกล้ำเข้าไปทับรูปแผนที่ในโฉนดของโจทก์ จึงเป็นเพียงการสร้างความเสียหายให้เกิดขึ้นแก่โจทก์และโจทก์อยู่ในฐานะผู้ถูกโต้แย้งสิทธิที่จะต้องนำคดีขึ้นสู่ศาลเท่านั้นหาใช่เป็นเหตุถึงขนาดทำให้โจทก์เสียกรรมสิทธิ์ในที่ดินที่ถูกรุกล้ำไปหรือไม่มีอำนาจฟ้องแต่อย่างใด ฎีกาจำเลยที่ 1 ข้อนี้ฟังไม่ขึ้น

2. ที่ดินพิพาทเนื้อที่ 27 ตารางวา อยู่ในที่ดินของโจทก์โดยจำเลยที่ 1 นำชี้รุกล้ำเข้าไปหรือไม่ ข้อนี้ปรากฏตามรูปที่ดินในใบต่อโฉนดที่ดินของโจทก์ที่ปรากฎโดยชัดแจ้งว่า ก่อนที่โจทก์จะซื้อที่ดินจากนางบัวคำ รูปที่ดินเห็นได้ชัดเจนว่าที่ดินพิพาทอยู่ในโฉนดที่ดินของโจทก์โฉนดที่ดินเป็นเอกสารมหาชนที่บุคคลทั่วไปต้องรับความมีอยู่จริงและความถูกต้อง จำเลยที่ 1 ซื้อที่ดินข้างเคียงกับที่ดินโจทก์เมื่อปี 2536 จึงต้องยอมรับความมีอยู่และถูกต้องของที่ดินโจทก์ด้วย จำเลยที่ 1 ไม่ได้ให้การต่อสู้หรือนำสืบปฏิเสธความถูกต้องของรูปแผนที่ในโฉนดที่ดินของโจทก์ดังกล่าว ดังนี้ พยานหลักฐานฝ่ายโจทก์จึงมีน้ำหนักรับฟังได้ดีกว่าพยานหลักฐานฝ่ายจำเลย ที่ศาลล่างทั้งสองวินิจฉัยว่าจำเลยที่ 1 นำชี้การรังวัดรุกล้ำเข้าไปในที่ดินโฉนดของโจทก์เนื้อที่ 27 ตารางวา ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาจำเลยที่ 1 ถึงที่ 3 ข้อนี้ฟังไม่ขึ้น

3. การที่จำเลยที่ 2 ออกรูปแผนที่โฉนดของจำเลยที่ 1 รุกล้ำที่ดินโจทก์ทำให้โจทก์มีอำนาจฟ้องจำเลยที่ 2 ให้แก้รูปแผนที่ในโฉนดของจำเลยที่ 1 หรือไม่ ข้อนี้เห็นว่า การกระทำของจำเลยที่ 2 ดังกล่าวย่อมเป็นการโต้แย้งสิทธิของโจทก์ โจทก์จึงย่อมมีอำนาจฟ้องจำเลยที่ 2 เพื่อให้จำเลยที่ 2 ดำเนินการแก้รูปแผนที่ในโฉนดให้ถูกต้องตามความเป็นจริงได้ ฎีกาจำเลยที่ 2 ข้อนี้ฟังไม่ขึ้น

4. การที่จำเลยที่ 1 โอนที่ดินส่วนของโจทก์เป็นทางสาธารณประโยชน์อยู่ในความดูแลของจำเลยที่ 3 ทำให้โจทก์มีอำนาจฟ้องจำเลยที่ 3 หรือไม่ ข้อนี้เห็นว่า เมื่อที่ดินพิพาทเป็นกรรมสิทธิ์ของโจทก์และตกมาอยู่ในความครอบครองของจำเลยที่ 3 โจทก์ย่อมถูกโต้แย้งสิทธิโดยจำเลยที่ 3 โจทก์ย่อมมีอำนาจฟ้องจำเลยที่ 3 ได้ ฎีกาจำเลยที่ 3 ข้อนี้ฟังไม่ขึ้น

5. การที่โจทก์ขอรังวัดสอบเขตโฉนดที่ดินของโจทก์แล้วต่อมาเมื่อมีข้อขัดแย้งกับจำเลยที่ 1 ในที่ดินพิพาท เจ้าพนักงานที่ดินนัดไกล่เกลี่ย โจทก์ไม่ไปเจรจาไกล่เกลี่ยตามนัดเสียก่อน แต่กลับนำคดีนี้มาฟ้องเมื่อพ้นกำหนด 90 วัน ถือว่าโจทก์มีอำนาจฟ้องหรือไม่ และคดีขาดอายุความแล้วหรือไม่ ข้อนี้เห็นว่า การเข้าไกล่เกลี่ยหรือไม่เป็นสิทธิของโจทก์ เมื่อโจทก์เลือกที่จะไม่เข้ารับการไกล่เกลี่ย ย่อมไม่ถึงขนาดที่จะทำให้โจทก์ไม่มีอำนาจฟ้องเป็นคดีนี้ ส่วนที่โจทก์ฟ้องคดีนี้เมื่อพ้นกำหนด 90 วัน นับจากวันนัดไกล่เกลี่ยแล้วนั้น เห็นว่า กำหนดระยะเวลา 90 วัน ที่ประมวลกฎหมายที่ดินมาตรา 69 ทวิ วรรคห้ากำหนดไว้เป็นเพียงกำหนดระยะเวลาในกรณีที่คู่กรณีเข้าไปรับการไกล่เกลี่ยจากเจ้าพนักงานที่ดินและหากไม่เห็นพ้องด้วยกับคำวินิจฉัยของเจ้าพนักงานที่ดินก็ให้นำคดีไปฟ้องต่อศาลภายในกำหนดระยะเวลา 90 วัน หากไม่ไปยื่นฟ้องภายในกำหนดระยะเวลาดังกล่าวก็ให้ถือว่าผู้ขอรังวัดสอบเขตไม่ประสงค์ที่จะให้มีการรังวัดสอบเขตต่อไปแต่หากไปยื่นฟ้องต่อศาลภายในกำหนดระยะเวลา 90 วันดังกล่าว ก็ให้เจ้าพนักงานที่ดินรอฟังคำวินิจฉัยของศาลเพื่อดำเนินการต่อไประยะเวลาตามประมวลกฎหมายที่ดินดังกล่าวจึงไม่ใช่กำหนดอายุความในการฟ้องคดี คดีนี้โจทก์ยื่นฟ้องขอให้เพิกถอนการจดทะเบียนโอนที่ดินและให้แก้ไขรูปแผนที่โฉนดที่ดินให้ถูกต้องตามความเป็นจริงซึ่งไม่มีกฎหมายบัญญัติเกี่ยวกับอายุความไว้โดยเฉพาะ จึงต้องนำบทบัญญัติว่าด้วยอายุความทั่วไปบังคับคือมีกำหนดระยะเวลา 10 ปี ฟ้องของโจทก์จึงไม่ขาดอายุความ"

พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 1336 ม. 193/30
ป.วิ.พ. ม. 55
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นายภาสกรณ์ จันทร์สมบูรณ์
จำเลย — นางสุมาลี จังเกษม กับพวก
ชื่อองค์คณะ
พิศาล อัยยะวรากูล
ประยูร ณ ระนอง
อดิศักดิ์ ปัตรวลี
แหล่งที่มา
เนติบัณฑิตยสภา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 6712/2554
#511935
เปิดฉบับเต็ม

ในการเวนคืนอสังหาริมทรัพย์ เมื่อคณะรัฐมนตรีประกาศให้การเวนคืนเป็นกรณีที่มีความจำเป็นโดยเร่งด่วน หากเจ้าหน้าที่เวนคืนจัดให้มีการจ่ายหรือวางเงินค่าทดแทนในกรณีที่ตกลงกันได้หรือ วางเงินค่าทดแทนในกรณีที่ไม่อาจตกลงกันได้ ให้ถือว่ามีการโอนกรรมสิทธิ์ในอสังหาริมทรัพย์นับแต่วันชำระเงินหรือวางเงินทดแทนตาม พ.ร.บ.ว่าด้วยการเวนคืนอสังหาริมทรัพย์ พ.ศ.2530 มาตรา 13 วรรคท้ายประกอบมาตรา 11 วรรคสอง

ที่ดินโจทก์ทั้งสองแปลงถูกเวนคืนเป็นกรณีที่มีความจำเป็นโดยเร่งด่วน กรรมสิทธิ์ในที่ดินทั้งสองแปลงส่วนที่ถูกเวนคืนย่อมตกเป็นของฝ่ายจำเลยตั้งแต่วันที่ 7 กันยายน 2541 อันเป็นวันที่ฝ่ายจำเลยได้วางเงินค่าทดแทนที่ดินทั้งสองแปลงโดยนำไปฝากไว้กับธนาคารออมสิน สาขาชัยภูมิ ในนามของโจทก์ซึ่งเป็นวันก่อนที่พระราชกฤษฎีกาฯ สิ้นผลใช้บังคับโดยไม่ต้องมีการตราพระราชบัญญัติเวนคืนที่ดินทั้งสองแปลงตามมาตรา 15 ในภายหลังอีก กรณีถือได้ว่าที่ดินทั้งสองแปลงของโจทก์ส่วนที่ถูกเวนคืนรวมเนื้อที่ 111 ตารางวา ตกเป็นสาธารณสมบัติของแผ่นดินสำหรับพลเมืองใช้ประโยชน์ร่วมกันตาม ป.พ.พ. มาตรา 1304 (2) นับแต่วันที่ 7 กันยายน 2541 เป็นต้นไป

เมื่อผู้ร้องรับโอนกรรมสิทธิ์ที่ดินทั้งสองแปลงภายหลังจากพระราชกฤษฎีกาฯ สิ้นผลใช้บังคับ ผู้ร้องย่อมมีกรรมสิทธิ์ในที่ดินทั้งสองแปลงเฉพาะส่วนที่เหลือจากการเวนคืนเท่านั้น แต่ผู้ร้องไม่มีกรรมสิทธิ์ในที่ดินส่วนที่ถูกเวนคืน ดังนั้นผู้ร้องจึงไม่ใช่เจ้าของหรือผู้ครอบครองโดยชอบด้วยกฎหมายซึ่งที่ดินที่ต้องเวนคืนตามมาตรา 18 (1) และไม่มีสิทธิได้รับเงินค่าทดแทนที่ดินที่เพิ่มขึ้นตามคำพิพากษาศาลฎีกา ส่วนโจทก์เป็นเจ้าของหรือผู้ครอบครองโดยชอบด้วยกฎหมายซึ่งที่ดินที่ต้องเวนคืนย่อมมีสิทธิได้รับเงินค่าทดแทนที่ดินที่เพิ่มขึ้นตามคำพิพากษาศาลฎีกา

การที่ผู้ร้องยื่นคำร้องขอเข้าสวมสิทธิเป็นคู่ความแทนโจทก์ภายหลังจากที่ศาลฎีกามีคำพิพากษาเป็นการขอเข้าสวมสิทธิเป็นเจ้าหนี้ตามคำพิพากษาแทนที่โจทก์เดิมเพื่อดำเนินการบังคับคดีแก่จำเลยทั้งสามต่อไป มิได้เรียกร้องเกินไปกว่าสิทธิเรียกร้องที่โจทก์มีอยู่ตามคำพิพากษาศาลฎีกา ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 3 มีคำสั่งให้ผู้ร้องเสียค่าขึ้นศาลชั้นอุทธรณ์อย่างคดีมีทุนทรัพย์จึงไม่ถูกต้อง และเมื่อผู้ร้องชำระค่าขึ้นศาลชั้นอุทธรณ์ตามคำสั่งศาลอุทธรณ์ภาค 3 มาแล้ว จึงต้องคืนค่าขึ้นศาลชั้นอุทธรณ์แก่ผู้ร้อง

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
คดีสืบเนื่องมาจากศาลฎีกาพิพากษาให้จำเลยทั้งสามร่วมกันชำระเงินค่าทดแทนที่ดินเพิ่มอีก 2,775,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยตามอัตราและนับตั้งแต่วันที่ศาลอุทธรณ์ภาค 3 กำหนด และให้จำเลยทั้งสามร่วมกันใช้ค่าขึ้นศาลในศาลชั้นต้นตามจำนวนทุนทรัพย์ที่โจทก์ชนะคดีในชั้นฎีกาแทนโจทก์ นอกจากที่แก้คงให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 3 ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาให้เป็นพับ

ผู้ร้องยื่นคำร้องขอและแก้ไขคำร้องขอให้มีคำสั่งให้ผู้ร้องสวมสิทธิเป็นโจทก์แทนโจทก์เดิม

โจทก์ยื่นคำคัดค้านขอให้ยกคำร้อง

ศาลชั้นต้นสอบคู่ความแล้ว เห็นว่า คดีพอวินิจฉัยได้แล้ว จึงงดไต่สวนและมีคำสั่งให้ยกคำร้อง ค่าคำร้องให้เป็นพับ

ผู้ร้องอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 3 พิพากษากลับ ให้ผู้ร้องมีสิทธิได้รับเงินเฉพาะค่าทดแทนที่ดินและสิ่งปลูกสร้างที่ถูกเวนคืนสำหรับที่ดินตราจองเลขที่ 38 และเลขที่ 40 ตำบลบัวใหญ่ อำเภอบัวใหญ่ จังหวัดนครราชสีมา แทนโจทก์ ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสองศาลให้เป็นพับ

โจทก์ฎีกา

ศาลฎีกาคณะคดีปกครองวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงตามที่ปรากฏในสำนวนและที่คู่ความไม่โต้แย้งกันรับฟังได้เป็นยุติว่า เดิมโจทก์เป็นเจ้าของที่ดินตราจองเลขที่ 38 และเลขที่ 40 ตำบลบัวใหญ่ อำเภอบัวใหญ่ จังหวัดนครราชสีมา เนื้อที่ 1 งาน 69 ตารางวา และ 1 งาน 30 ตารางวา ตามลำดับ เมื่อวันที่ 22 มิถุนายน 2538 ได้มีพระราชกฤษฎีกากำหนดเขตที่ดินในบริเวณที่ที่จะเวนคืน เพื่อขยายทางหลวงแผ่นดินหมายเลข 202 สายชัยภูมิ - เขมราฐ ตอนชัยภูมิ - อำเภอบัวใหญ่ พ.ศ.2538 เพื่อขยายทางหลวงแผ่นดินหมายเลข 202 อำนวยความสะดวกและความรวดเร็วแก่การจราจรและการขนส่งอันเป็นกิจการสาธารณูปโภค พระราชกฤษฎีกาดังกล่าวมีผลใช้บังคับ 4 ปี นับตั้งแต่วันที่ 8 กรกฎาคม 2538 ถึงวันที่ 7 กรกฎาคม 2542 และจำเลยที่ 2 ผู้เป็นเจ้าหน้าที่เวนคืนตามพระราชกฤษฎีกาดังกล่าวได้พิจารณาแล้วเห็นว่า การขยายทางหลวงแผ่นดินตอนดังกล่าวเป็นกรณีที่มีความจำเป็นโดยเร่งด่วน เพื่ออำนวยความสะดวกและความรวดเร็วแก่การคมนาคมและการขนส่งอันเป็นกิจการสาธารณูปโภค ซึ่งหากการเวนคืนเนิ่นช้าไปจะเป็นอุปสรรคอย่างมากแก่การพัฒนาเศรษฐกิจและสังคม ดังนั้น อาศัยอำนาจตามความในมาตรา 68 วรรคหนึ่ง แห่งพระราชบัญญัติทางหลวง พ.ศ.2535 ประกอบกับมาตรา 13 วรรคหนึ่ง แห่งพระราชบัญญัติว่าด้วยการเวนคืนอสังหาริมทรัพย์ พ.ศ.2530 คณะรัฐมนตรีโดยมติเมื่อวันที่ 29 เมษายน 2540 จึงกำหนดให้การเวนคืนอสังหาริมทรัพย์เพื่อขยายทางหลวงแผ่นดินหมายเลข 202 สายชัยภูมิ - เขมราฐ ตอนชัยภูมิ - อำเภอบัวใหญ่ ในท้องที่อำเภอเมืองชัยภูมิ จังหวัดชัยภูมิ และอำเภอแก้งสนามนาง อำเภอบัวใหญ่ จังหวัดนครราชสีมา ตามพระราชกฤษฎีกากำหนดเขตที่ดินในบริเวณที่ที่จะเวนคืน เพื่อขยายทางหลวงแผ่นดินหมายเลข 202 สายชัยภูมิ - เขมราฐ ตอนชัยภูมิ - อำเภอบัวใหญ่ พ.ศ.2538 เป็นกรณีที่มีความจำเป็นเร่งด่วน เพื่อให้เจ้าหน้าที่หรือผู้ซึ่งได้รับมอบหมายจากเจ้าหน้าที่มีอำนาจเข้าครอบครองหรือใช้อสังหาริมทรัพย์นั้นตามพระราชบัญญัติว่าด้วยการเวนคืนอสังหาริมทรัพย์ พ.ศ.2530 ได้ วันที่ 5 พฤษภาคม 2540 จึงได้ออกประกาศสำนักนายกรัฐมนตรี เรื่องกำหนดให้การเวนคืนอสังหาริมทรัพย์เพื่อขยายทางหลวงแผ่นดินหมายเลข 202 สายชัยภูมิ - เขมราฐ ตอนชัยภูมิ - อำเภอบัวใหญ่ เป็นกรณีที่มีความจำเป็นโดยเร่งด่วน ที่ดินทั้งสองแปลงของโจทก์ถูกเวนคืนบางส่วน โดยตราจองเลขที่ 38 ถูกเวนคืนเนื้อที่ 60.20 ตารางวา ตราจองเลขที่ 40 ถูกเวนคืนเนื้อที่ 50.80 ตารางวา รวมเนื้อที่ 111 ตารางวา คณะกรรมการกำหนดราคาเบื้องต้นฯ กำหนดเงินค่าทดแทนที่ดินทั้งสองแปลงให้แก่โจทก์ตารางวาละ 5,000 บาท เป็นเงิน 555,000 บาท เงินค่าทดแทนค่ารื้อถอนสิ่งปลูกสร้างเป็นเงิน 801,060 บาท ต่อมาวันที่ 26 สิงหาคม 2541 ผู้ซึ่งได้รับมอบหมายจากจำเลยที่ 2 ได้มีหนังสือถึงโจทก์ให้ไปรับเงินค่าทดแทนที่ดินดังกล่าว แต่โจทก์ไม่ได้ไปรับเงินค่าทดแทนที่ดินภายในกำหนดเวลา วันที่ 7 กันยายน 2541 ผู้ซึ่งได้รับมอบหมายจากจำเลยที่ 2 จึงวางเงินค่าทดแทนที่ดินทั้งสองแปลง โดยนำไปฝากไว้กับธนาคารออมสิน สาขาชัยภูมิ ในนามของโจทก์เพื่อให้โจทก์ไปขอรับ โจทก์ไม่พอใจจึงยื่นอุทธรณ์ต่อจำเลยที่ 3 ขอเพิ่มเงินค่าทดแทนที่ดินทั้งสองแปลง แต่จำเลยที่ 3 ไม่วินิจฉัยอุทธรณ์ของโจทก์ภายในเวลาที่กฎหมายกำหนด โจทก์จึงฟ้องเป็นคดีนี้เมื่อวันที่ 26 กรกฎาคม 2542 อันเป็นเวลาภายหลังพระราชกฤษฎีกาดังกล่าวสิ้นผลใช้บังคับแล้ว โดยไม่มีการออกพระราชบัญญัติเวนคืนที่ดินทั้งสองแปลงอีก ระหว่างพิจารณาของศาลฎีกา เมื่อวันที่ 29 มิถุนายน 2549 ผู้ร้องรับโอนกรรมสิทธิ์ที่ดินทั้งสองแปลงดังกล่าว ในขณะที่ยังไม่มีการจดทะเบียนแบ่งหักที่ดินทั้งสองแปลงส่วนที่ถูกเวนคืน ต่อมาศาลฎีกามีคำพิพากษาให้เพิ่มเงินค่าทดแทนที่ดินทั้งสองแปลงให้แก่โจทก์

คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ว่า โจทก์หรือผู้ร้องมีสิทธิได้รับเงินค่าทดแทนที่ดินที่เพิ่มขึ้นตามคำพิพากษาศาลฎีกา เห็นว่า การดำเนินการของฝ่ายจำเลยให้ได้มาซึ่งที่ดินทั้งสองแปลงของโจทก์ก็เพื่อประโยชน์สาธารณะในการขยายทางหลวงแผ่นดินหมายเลข 202 ดังกล่าว โดยได้ดำเนินการตามขั้นตอนของพระราชบัญญัติว่าด้วยการเวนคืนอสังหาริมทรัพย์ พ.ศ.2530 คือได้ออกพระราชกฤษฎีกากำหนดเขตที่ดินในบริเวณที่ที่จะเวนคืน เพื่อขยายทางหลวงแผ่นดินหมายเลข 202 สายชัยภูมิ - เขมราฐ ตอนชัยภูมิ - อำเภอบัวใหญ่ พ.ศ.2538 ตามมาตรา 5 วรรคสามและมาตรา 6 และคณะรัฐมนตรีได้กำหนดให้การเวนคืนอสังหาริมทรัพย์ในโครงการนี้เป็นกรณีที่มีความจำเป็นเร่งด่วนตามมาตรา 13 วรรคหนึ่ง และคณะกรรมการกำหนดราคาเบื้องต้นฯ ที่จำเลยที่ 3 แต่งตั้งตามมาตรา 9 วรรคสอง ก็ได้กำหนดเงินค่าทดแทนที่ดินทั้งสองแปลงให้แก่โจทก์แล้ว เมื่อโจทก์ไม่ยอมรับ ฝ่ายจำเลยได้วางเงินค่าทดแทนที่ดินทั้งสองแปลงดังกล่าวโดยนำไปฝากไว้กับธนาคารออมสิน สาขาชัยภูมิ ตามมาตรา 31 หลังจากนั้นฝ่ายจำเลยย่อมมีสิทธิเข้าครอบครองและใช้ประโยชน์ในที่ดินทั้งสองแปลงของโจทก์ส่วนที่ถูกเวนคืนในระหว่างที่พระราชกฤษฎีกาฯยังมีผลใช้บังคับได้ตามมาตรา 13 วรรคสอง และตามมาตรา 13 วรรคท้าย ได้บัญญัติว่า "ในการดำเนินการตามวรรคสองและวรรคสาม ให้นำมาตรา 10 มาตรา 11 .... มาใช้บังคับโดยอนุโลม" เมื่อนำมาตรา 11 วรรคสอง มาใช้บังคับโดยอนุโลมกับกรณีนี้แล้วก็จะเป็นว่า เมื่อผู้ซึ่งได้รับมอบหมายจากจำเลยที่ 2 ซึ่งเป็นเจ้าหน้าที่เวนคืนได้วางเงินค่าทดแทนที่ดินที่กำหนดขึ้นตามมาตรา 9 แล้ว ให้จำเลยที่ 2 หรือผู้ซึ่งได้รับมอบหมายจากจำเลยที่ 2 มีหนังสือแจ้งให้พนักงานเจ้าหน้าที่ตามประมวลกฎหมายที่ดินทราบและให้พนักงานเจ้าหน้าที่ดังกล่าวดำเนินการแก้ไขหลักฐานทางทะเบียนในหนังสือแสดงสิทธิในที่ดินทั้งฉบับที่เก็บรักษาไว้ ณ สำนักงานที่ดิน และฉบับที่ผู้มีสิทธิในที่ดินยึดถือไว้ โดยให้ถือว่าเป็นการจดทะเบียนสิทธิและนิติกรรมตามกฎหมายและถือว่าได้มีการโอนกรรมสิทธิ์ในที่ดินพิพาทนับแต่วันวางเงินค่าทดแทนที่ดินพิพาท ดังนั้น กรรมสิทธิ์ในที่ดินทั้งสองแปลงส่วนที่ถูกเวนคืนย่อมตกเป็นของฝ่ายจำเลยตั้งแต่วันที่ 7 กันยายน 2541 อันเป็นวันที่ฝ่ายจำเลยได้วางเงินค่าทดแทนที่ดินทั้งสองแปลงโดยนำไปฝากไว้กับธนาคารออมสิน สาขาชัยภูมิ ในนามของโจทก์ซึ่งเป็นวันก่อนที่พระราชกฤษฎีกาฯ สิ้นผลใช้บังคับโดยไม่ต้องมีการตราพระราชบัญญัติเวนคืนที่ดินทั้งสองแปลงตามมาตรา 15 ในภายหลังอีก กรณีถือได้ว่าที่ดินทั้งสองแปลงของโจทก์ส่วนที่ถูกเวนคืนรวมเนื้อที่ 111 ตารางวา ตกเป็นสาธารณสมบัติของแผ่นดินสำหรับพลเมืองใช้ประโยชน์ร่วมกัน ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1304 (2) นับแต่วันที่ 7 กันยายน 2541 เป็นต้นไป เมื่อผู้ร้องรับโอนกรรมสิทธิ์ที่ดินทั้งสองแปลงเมื่อวันที่ 29 มิถุนายน 2549 ผู้ร้องย่อมมีกรรมสิทธิ์ในที่ดินทั้งสองแปลงเฉพาะส่วนที่เหลือจากการเวนคืนเท่านั้น แต่ผู้ร้องไม่มีกรรมสิทธิ์ในที่ดินส่วนที่ถูกเวนคืน ดังนั้นผู้ร้องจึงไม่ใช่เจ้าของหรือผู้ครอบครองโดยชอบด้วยกฎหมายซึ่งที่ดินที่ต้องเวนคืนตามมาตรา 18 (1) และไม่มีสิทธิได้รับเงินค่าทดแทนที่ดินที่เพิ่มขึ้นตามคำพิพากษาศาลฎีกา ส่วนโจทก์เป็นเจ้าของหรือผู้ครอบครองโดยชอบด้วยกฎหมายซึ่งที่ดินที่ต้องเวนคืนย่อมมีสิทธิได้รับเงินค่าทดแทนที่ดินที่เพิ่มขึ้นตามคำพิพากษาศาลฎีกา ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 3 พิพากษามานั้น ศาลฎีกาคณะคดีปกครองไม่เห็นพ้องด้วย ฎีกาของโจทก์ฟังขึ้น

อนึ่ง ผู้ร้องยื่นคำร้องขอเข้าสวมสิทธิเป็นคู่ความแทนโจทก์อ้างว่า ผู้ร้องรับโอนกรรมสิทธิ์ที่ดินของโจทก์ที่ถูกเวนคืน ซึ่งโจทก์ได้ฟ้องขอให้บังคับจำเลยทั้งสามร่วมกันชำระเงินค่าทดแทนที่ดินเพิ่มเป็นคดีนี้พร้อมกับเสียค่าขึ้นศาลตามจำนวนทุนทรัพย์ที่เรียกร้องและศาลฎีกาพิพากษาให้จำเลยทั้งสามร่วมกันชำระเงินค่าทดแทนที่ดินเพิ่มให้แก่โจทก์ การที่ผู้ร้องยื่นคำร้องขอเข้าสวมสิทธิเป็นคู่ความแทนโจทก์ภายหลังจากที่ศาลฎีกามีคำพิพากษาจึงเป็นการขอเข้าสวมสิทธิเป็นเจ้าหนี้ตามคำพิพากษาแทนที่โจทก์เดิมเพื่อดำเนินการบังคับคดีแก่จำเลยทั้งสามต่อไป มิได้เรียกร้องเกินไปกว่าสิทธิเรียกร้องที่โจทก์มีอยู่ตามคำพิพากษาศาลฎีกา ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 3 มีคำสั่งให้ผู้ร้องเสียค่าขึ้นศาลชั้นอุทธรณ์อย่างคดีมีทุนทรัพย์จึงไม่ถูกต้อง และเมื่อผู้ร้องชำระค่าขึ้นศาลชั้นอุทธรณ์ตามคำสั่งศาลอุทธรณ์ภาค 3 มาแล้ว จึงต้องคืนค่าขึ้นศาลชั้นอุทธรณ์จำนวน 103,076.50 บาท คืนแก่ผู้ร้อง

พิพากษากลับ ให้ยกคำร้องของผู้ร้อง แต่ให้คืนค่าขึ้นศาลชั้นอุทธรณ์จำนวน 103,076.50 บาท แก่ผู้ร้อง ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.ว่าด้วยการเวนคืนอสังหาริมทรัพย์ พ.ศ.2530 ม. 9 ม. 10 ม. 11 ม. 13 ม. 18 (2) ม. 31
ป.พ.พ. ม. 1304 (2)
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นายธีระศักดิ์ ลักษมีเศรษฐ์
ผู้ร้อง — บรรษัทบริหารสินทรัพย์ไทย
จำเลย — กรมทางหลวง กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดบัวใหญ่ — นายวันชัย ธีราทรง
ศาลอุทธรณ์ภาค 3 — นายบุญชู ทัศนประพันธ์
ชื่อองค์คณะ
ไสว จันทะศรี
ศุภชัย สมเจริญ
ชาลี ทัพภวิมล
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 6710/2554
#514256
เปิดฉบับเต็ม

งานบริการที่โจทก์รับทำให้แก่ผู้ว่าจ้างในต่างประเทศเป็นเพียงงานด้านการตรวจสอบสินค้า ตรวจสอบคุณสมบัติของผู้ผลิตสินค้าในประเทศไทย และการตรวจวิเคราะห์ตัวอย่างสินค้าในห้องปฏิบัติการมิใช่งานบริการด้านการรวบรวมข้อมูล วิเคราะห์ข้อมูลและจัดทำรายงานข้อมูลให้แก่ผู้ว่าจ้างในต่างประเทศเพื่อนำข้อมูลดังกล่าวนั้นไปใช้ในต่างประเทศทั้งหมดแต่อย่างใด การที่โจทก์ทราบผลของการตรวจสอบแล้วจัดส่งรายงานดังกล่าวไปให้แก่ผู้ว่าจ้างในต่างประเทศพร้อมกับใบแจ้งหนี้ ลักษณะของการให้บริการเช่นนี้เห็นได้ว่า เป็นการให้บริการด้านการตรวจสอบหรือวิเคราะห์ตัวอย่างสินค้า หรือการตรวจสอบคุณสมบัติของผู้ผลิตสินค้าของโจทก์ได้ดำเนินการในประเทศไทยถือได้ว่ามีการให้บริการด้านการตรวจสอบในประเทศไทยแล้ว สำหรับการส่งผลการตรวจสอบที่เกิดจากการตรวจวิเคราะห์ของโจทก์ให้แก่ผู้ว่าจ้างในต่างประเทศเป็นเพียงรายงานผลการจากการใช้บริการด้านการตรวจสอบของผู้ว่าจ้างในต่างประเทศเท่านั้น มิใช่เป็นการส่งผลของการให้บริการด้านการตรวจสอบนั้นออกไปใช้นอกราชอาณาจักร ส่วนการที่ผู้ว่าจ้างในต่างประเทศจะนำผลการตรวจสอบไปใช้ในการประกอบการตัดสินใจหรือไม่เป็นเรื่องของการใช้ผลการตรวจสอบซึ่งเป็นขั้นตอนภายหลังจากที่บริการด้านการตรวจสอบของโจทก์ดำเนินการเสร็จแล้ว โดยผลการตรวจสอบนั้นอาจถูกนำมาใช้ในการพิจารณาสั่งซื้อต่อรองราคา ว่าจ้างผลิต ส่งออกสินค้า และวิเคราะห์ตัวอย่างสินค้าในประเทศไทยในภายหลังได้ กรณีเช่นนี้ย่อมไม่อยู่ในความหมายของถ้อยคำที่ว่าได้ส่งผลของการให้บริการนั้นไปใช้ในต่างประเทศทั้งหมด ตามประกาศอธิบดีกรมสรรพากรเกี่ยวกับภาษีมูลค่าเพิ่ม (ฉบับที่ 105) เรื่อง กำหนดประเภทหลักเกณฑ์วิธีการ และเงื่อนไขกรณีการให้บริการที่ทำในราชอาณาจักร และได้มีการใช้บริการนั้นในต่างประเทศตามมาตรา 80/1 (2) แห่งประมวลรัษฎากร กรณีพิพาทตามฟ้องจึงไม่เข้าหลักเกณฑ์ตาม ป.รัษฎากร มาตรา 80/1 (2) โจทก์จึงไม่มีสิทธิใช้อัตราภาษีร้อยละ 0 ในการคำนวณภาษีมูลค่าเพิ่มสำหรับการให้บริการตามฟ้องได้ ฉะนั้น ใบแจ้งหนี้ที่โจทก์ออกให้แก่ผู้ว่าจ้างในต่างประเทศในกรณีนี้จึงไม่ถือเป็นใบกำกับภาษีตามมาตรา 86/5 (1) แห่ง ป.รัษฎากร

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้เพิกถอนหนังสือแจ้งการประเมินภาษีมูลค่าเพิ่ม (ภ.พ. 73.1) ที่ ก.06/03013120/5/000034 ถึง 000037 และคำวินิจฉัยของคณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์ เลขที่ ภญ. (อธ. 7)/20 ถึง 23/2546 และหากศาลเห็นว่าโจทก์ต้องเสียภาษีตามคำวินิจฉัยของคณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์ ก็ขอให้งดหรือลดเบี้ยปรับและเงินเพิ่มให้แก่โจทก์

จำเลยให้การขอให้ยกฟ้อง

ศาลภาษีอากรกลางพิพากษาให้เพิกถอนการประเมินและคำวินิจฉัยของคณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์ ให้จำเลยใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ โดยกำหนดค่าทนายความ 5,000 บาท

จำเลยอุทธรณ์ต่อศาลฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีภาษีอากรวินิจฉัยว่า มีปัญหาตามอุทธรณ์ของจำเลยประการแรก การให้บริการของโจทก์แก่ผู้ว่าจ้างในต่างประเทศตามฟ้องเป็นการให้บริการที่การกระทำในราชอาณาจักรแก่ผู้รับบริการในต่างประเทศ และได้ส่งผลของการให้บริการนั้นไปใช้ในต่างประเทศทั้งหมด อันจะมีสิทธิใช้อัตราภาษีร้อยละ 0 ในการคำนวณภาษีมูลค่าเพิ่มตามประมวลรัษฎากร มาตรา 80/1 (2) ประกอบประกาศอธิบดีกรมสรรพากรเกี่ยวกับภาษีมูลค่าเพิ่ม (ฉบับที่ 105) เรื่อง กำหนดประเภท หลักเกณฑ์ วิธีการ และเงื่อนไขกรณีการให้บริการที่กระทำในราชอาณาจักรและได้มีการใช้บริการนั้นในต่างประเทศ ตามมาตรา 80/1 (2) แห่งประมวลรัษฎากรหรือไม่ โดยจำเลยอุทธรณ์ว่า การให้บริการแก่ผู้ว่าจ้างในต่างประเทศของโจทก์ผู้ว่าจ้างต้องการทราบข้อมูลการตรวจสอบที่โจทก์แจ้งให้ทราบ ผู้ว่าจ้างซึ่งอยู่ในต่างประเทศสามารถนำผลที่โจทก์ทำการตรวจวิเคราะห์หรือตรวจสอบมาใช้ในประเทศไทยได้เลยโดยไม่ต้องวิเคราะห์รายงานของโจทก์อีกครั้งหนึ่ง การให้บริการของโจทก์ถือว่าผู้ว่าจ้างซึ่งอยู่ในต่างประเทศได้มีการใช้บริการในราชอาณาจักร ไม่ใช่กรณีมีการส่งผลของการให้บริการไปใช้ในต่างประเทศทั้งหมด โจทก์จึงไม่ได้รับสิทธิเสียภาษีมูลค่าเพิ่มในอัตราร้อยละ 0 นั้น ข้อเท็จจริงในสำนวนปรากฏว่า โจทก์มีนางสาวผันธนา กรรมการและผู้จัดการฝ่ายบัญชีและการเงิน นางสุรีย์พร ผู้จัดการแผนกธุรการห้องปฏิบัติการ นายรชตนันต์ หรือรณยุทธ์ ผู้จัดการแผนก Agricultural Services นางสาวจุฑาภรณ์ ผู้จัดการแผนก Trade Assurances Services และนางสาวสุนีย์ ผู้จัดการแผนก Consumer Product Services เบิกความในทำนองเดียวกันว่า การบริการตรวจสอบสินค้าเพื่อผู้ซื้อสินค้าจากประเทศไทย ผู้ว่าจ้างที่ติดต่อซื้อสินค้ากับผู้ขายในประเทศไทยประสงค์จะได้ข้อมูลเกี่ยวกับสภาพของสินค้าที่สั่งซื้อไปเพื่อใช้ประกอบการตัดสินใจว่าจะสั่งซื้อสินค้าหรือไม่ การบริการตรวจสอบสินค้าเพื่อรัฐบาลของประเทศที่นำเข้าสินค้าที่ส่งออกไปจากประเทศไทย รัฐบาลต่างประเทศหรือผู้นำเข้าสินค้าอีกประเทศหนึ่งประสงค์จะได้ข้อมูลเกี่ยวกับสภาพของสินค้าเพื่อนำไปใช้ในการพิจารณากำหนดพิกัดอัตราศุลกากรสำหรับการนำเข้าสินค้าดังกล่าวที่ส่งไปจากประเทศไทยไปยังประเทศนั้น จึงได้ติดต่อว่าจ้างบริษัทเอสจีเอสในต่างประเทศให้ดำเนินการเพื่อให้ได้มาซึ่งข้อมูลดังกล่าวบริษัทเอสจีเอสในต่างประเทศจึงมาว่าจ้างโจทก์อีกทอดหนึ่งเพื่อให้ได้มาซึ่งข้อมูลดังกล่าวการบริการตรวจสอบคุณสมบัติของผู้ผลิตสินค้าในประเทศไทยเพื่อประกอบการพิจารณาว่าจ้างให้ผลิตสินค้าเพื่อส่งออกนั้น ผู้ว่าจ้างที่มีสำนักงานอยู่ในต่างประเทศจะว่าจ้างโรงงานผลิตสินค้าในประเทศไทยให้ผลิตสินค้าตามความต้องการของตน ผู้ว่าจ้างประสงค์จะได้ข้อมูลเกี่ยวกับลักษณะของโรงงานผลิตสินค้าเพื่อนำไปใช้ประกอบการพิจารณาว่า โรงงานผลิตสินค้าดังกล่าวมีลักษณะและคุณสมบัติเหมาะสมสำหรับการผลิตสินค้าให้ตรงกับความต้องการของผู้ว่าจ้างหรือไม่ ผู้ว่าจ้างจึงว่าจ้างโจทก์ให้เข้าไปตรวจสอบโรงงานผลิตสินค้าตามที่ผู้ว่าจ้างกำหนดเพื่อให้ได้มาซึ่งข้อมูลดังกล่าว และการบริการตรวจวิเคราะห์และทดสอบตัวอย่างวัตถุในห้องปฏิบัติการนั้น บริษัทเอสจีเอสในต่างประเทศหรือบริษัทที่มีสำนักงานอยู่ในต่างประเทศประสงค์จะได้ข้อมูลเกี่ยวกับตัวอย่างวัตถุใดในด้านคุณสมบัติหรือคุณลักษณะทางเคมีหรือวิทยาศาสตร์ของตัวอย่างวัตถุนั้น จึงว่าจ้างให้โจทก์ตรวจวิเคราะห์ทดสอบตัวอย่างวัตถุดังกล่าว โดยโจทก์ให้บริการในราชอาณาจักร แล้วส่งข้อมูลที่ได้จากการให้บริการหรือผลของการบริการไปให้ผู้ว่าจ้างที่อยู่ในต่างประเทศนำข้อมูลไปใช้ การใช้ข้อมูลที่ได้จากโจทก์ล้วนแต่กระทำในต่างประเทศทั้งสิ้น ข้อมูลที่โจทก์ส่งมอบให้แก่ผู้ว่าจ้างตกเป็นของผู้ว่าจ้าง ผู้ว่าจ้างมีสิทธินำข้อมูลไปใช้โดยโจทก์ไม่มีสิทธิหวงกัน หรือห้ามเผยแพร่หรือทำซ้ำซึ่งข้อมูลดังกล่าว เมื่อพิจารณาคำเบิกความของพยานโจทก์ทั้งหมดประกอบกันแล้ว เห็นว่า งานบริการที่โจทก์รับทำให้แก่ผู้ว่าจ้างในต่างประเทศเป็นเพียงงานด้านการตรวจสอบสินค้า ตรวจสอบคุณสมบัติของผู้ผลิตสินค้าในประเทศไทย และตรวจวิเคราะห์ตัวอย่างสินค้าในห้องปฏิบัติการ มิใช่งานบริการด้านการรวบรวมข้อมูล วิเคราะห์ข้อมูล จัดทำรายงานข้อมูลให้แก่ผู้ว่าจ้างในต่างประเทศเพื่อนำข้อมูลนั้นไปใช้ในต่างประเทศทั้งหมดแต่อย่างใด การที่โจทก์ทราบผลของการตรวจสอบแล้วจัดส่งรายงานดังกล่าวไปให้แก่ผู้ว่าจ้างในต่างประเทศพร้อมกับใบแจ้งหนี้ ลักษณะของการให้บริการของโจทก์ดังเช่นที่กล่าวมานี้ ย่อมเห็นได้ชัดว่า การบริการด้านการตรวจสอบหรือวิเคราะห์ตัวอย่างสินค้า หรือการตรวจสอบคุณสมบัติของผู้ผลิตสินค้าของโจทก์ได้ดำเนินการในประเทศไทย ถือได้ว่ามีการให้บริการด้านการตรวจสอบในประเทศไทยแล้วสำหรับการส่งผลการตรวจสอบที่เกิดจากการตรวจวิเคราะห์ของโจทก์ให้แก่ผู้ว่าจ้างในต่างประเทศเป็นเพียงการรายงานผลจากการใช้บริการด้านการตรวจสอบของผู้ว่าจ้างในต่างประเทศเท่านั้น มิใช่เป็นการส่งผลของการให้บริการด้านการตรวจสอบนั้นออกไปใช้นอกราชอาณาจักรส่วนการที่ผู้ว่าจ้างในต่างประเทศจะนำผลการตรวจสอบไปใช้ในการประกอบการตัดสินใจกระทำการอย่างใดอย่างหนึ่งในต่างประเทศนั้น เป็นเรื่องของการใช้ผลการตรวจสอบซึ่งเป็นขั้นตอนภายหลังจากที่บริการด้านการตรวจสอบของโจทก์ได้ดำเนินการเสร็จแล้วโดยผลการตรวจสอบนั้นอาจถูกนำมาใช้ในการพิจารณาสั่งซื้อ ต่อรองราคา ว่าจ้างผลิต ส่งออกสินค้าและวิเคราะห์ตัวอย่างสินค้าในประเทศไทยในภายหลังได้แล้ว กรณีเช่นนี้ย่อมไม่อยู่ในความหมายของถ้อยคำที่ว่า "ได้ส่งผลของการให้บริการนั้นไปใช้ในต่างประเทศทั้งหมด" ตามประกาศอธิบดีกรมสรรพากรเกี่ยวกับภาษีมูลค่าเพิ่ม (ฉบับที่ 105) เรื่อง กำหนดประเภท หลักเกณฑ์ วิธีการ และเงื่อนไขกรณีการให้บริการที่กระทำในราชอาณาจักร และได้มีการใช้บริการนั้นในต่างประเทศตามมาตรา 80/1 (2) แห่งประมวลรัษฎากร ข้อ 2 (1) กรณีพิพาทตามฟ้องจึงไม่เข้าหลักเกณฑ์ตามประมวลรัษฎากรมาตรา 80/1 (2) ที่โจทก์มีสิทธิใช้อัตราภาษีร้อยละ 0 ในการคำนวณภาษีมูลค่าเพิ่มสำหรับการให้บริการตามฟ้องได้

มีปัญหาวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของจำเลยประการสุดท้าย ใบแจ้งหนี้ที่โจทก์ออกให้แก่ผู้ว่าจ้างในต่างประเทศถือว่าเป็นใบกำกับภาษีตามมาตรา 86/5 (1) แห่งประมวลรัษฎากร หรือไม่ เห็นว่า การให้บริการตามฟ้องของโจทก์ไม่เป็นการให้บริการที่กระทำในราชอาณาจักร และได้มีการใช้บริการนั้นในต่างประเทศตามประเภท หลักเกณฑ์ วิธีการ และเงื่อนไขที่อธิบดีกำหนดตามประมวลรัษฎากร มาตรา 80/1 (2) ฉะนั้นใบแจ้งหนี้ที่โจทก์ออกให้แก่ผู้ว่าจ้างในต่างประเทศคดีนี้จึงไม่ถือเป็นใบกำกับภาษีตามมาตรา 86/5 (1) แห่งประมวลรัษฎากร ที่ศาลภาษีอากรกลางพิพากษามานั้นไม่ต้องด้วยความเห็นของศาลฎีกาแผนกคดีภาษีอากร อุทธรณ์ของจำเลยทุกข้อฟังขึ้น

พิพากษากลับให้ยกฟ้อง ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสองศาลให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.รัษฎากร ม. 80/1 (2) ม. 86/5 (1)
ประกาศอธิบดีกรมสรรพากรเกี่ยวกับภาษีมูลค่าเพิ่ม (ฉบับที่ 105)
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — บริษัทเอสจีเอส (ประเทศไทย) จำกัด
จำเลย — กรมสรรพากร
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลภาษีอากรกลาง — นายประภาส คงเอียด
ชื่อองค์คณะ
วีระพล ตั้งสุวรรณ
องอาจ โรจนสุพจน์
พันวะสา บัวทอง
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 6638/2554
#511641
เปิดฉบับเต็ม

คดีนี้เป็นคดีที่โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยทั้งสามตาม ป.อ. มาตรา 297 มีอัตราโทษจำคุกตั้งแต่หกเดือนถึงสิบปีซึ่งอยู่ในอำนาจของศาลจังหวัด และตามพระธรรมนูญศาลยุติธรรม มาตรา 26 บัญญัติให้การพิจารณาพิพากษาคดีของศาลจังหวัดต้องมีผู้พิพากษาอย่างน้อยสองคนและต้องไม่เป็นผู้พิพากษาประจำศาลเกินหนึ่งคนจึงเป็นองค์คณะที่มีอำนาจพิจารณาพิพากษาคดีได้ แต่ปรากฏว่าการพิจารณาของศาลชั้นต้นตามรายงานกระบวนพิจารณาฉบับลงวันที่ 23 สิงหาคม 2544 วันที่ 4 กันยายน 2544 วันที่ 30 พฤศจิกายน 2544 และวันที่ 13 มีนาคม 2545 มีผู้พิพากษานั่งพิจารณาเพียงผู้เดียว จึงเป็นการพิจารณาที่ไม่ชอบตามบทบัญญัติดังกล่าว ซึ่งมีผลให้การพิจารณาและคำพิพากษาของศาลชั้นต้นภายหลังย่อมไม่ชอบด้วยกฎหมาย และมีผลให้ศาลอุทธรณ์ภาค 4 ไม่มีอำนาจพิจารณาพิพากษาคดีเช่นกัน แม้คู่ความจะมิได้หยิบยกปัญหาดังกล่าวเป็นข้อโต้แย้งในชั้นอุทธรณ์หรือฎีกา แต่ปัญหาดังกล่าวเป็นข้อกฎหมายที่เกี่ยวกับความสงบเรียบร้อย ศาลฎีกาจึงมีอำนาจยกขึ้นวินิจฉัยได้เองตาม ป.วิ.อ. มาตรา 195 วรรคสอง ประกอบมาตรา 225

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยทั้งสามตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 297, 83

จำเลยทั้งสามให้การปฏิเสธ

ระหว่างพิจารณา นายธงชัย ผู้เสียหาย ยื่นคำร้องขอเข้าร่วมเป็นโจทก์ ศาลชั้นต้นอนุญาต

ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง

โจทก์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 4 พิพากษากลับว่า จำเลยทั้งสามมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 297 ประกอบมาตรา 83 ลงโทษจำคุกคนละ 1 ปี

จำเลยทั้งสามฎีกา

ศาลฎีกาพิพากษาว่า คดีนี้เป็นคดีที่โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยทั้งสามตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 297 มีอัตราโทษจำคุกตั้งแต่หกเดือนถึงสิบปีซึ่งอยู่ในอำนาจของศาลจังหวัด และตามพระธรรมนูญศาลยุติธรรม มาตรา 26 บัญญัติให้การพิจารณาพิพากษาคดีของศาลจังหวัดต้องมีผู้พิพากษาอย่างน้อยสองคนและต้องไม่เป็นผู้พิพากษาประจำศาลเกินหนึ่งคนจึงเป็นองค์คณะที่มีอำนาจพิจารณาพิพากษาคดีได้ แต่ปรากฏว่าการพิจารณาของศาลชั้นต้นตามรายงานกระบวนพิจารณาฉบับลงวันที่ 23 สิงหาคม 2544 วันที่ 4 กันยายน 2544 วันที่ 30 พฤศจิกายน 2544 และวันที่ 13 มีนาคม 2545 มีผู้พิพากษานั่งพิจารณาคดีเพียงคนเดียว จึงเป็นการพิจารณาที่ไม่ชอบตามบทบัญญัติดังกล่าว ซึ่งมีผลให้การพิจารณาและคำพิพากษาของศาลชั้นต้นภายหลังย่อมไม่ชอบด้วยกฎหมาย และมีผลให้ศาลอุทธรณ์ภาค 4 ไม่มีอำนาจพิจารณาพิพากษาคดีนี้เช่นกัน แม้คู่ความจะมิได้หยิบยกปัญหาดังกล่าวเป็นข้อโต้แย้งในชั้นอุทธรณ์หรือฎีกา แต่ปัญหาดังกล่าวเป็นข้อกฎหมายที่เกี่ยวกับความสงบเรียบร้อย ศาลฎีกาจึงมีอำนาจยกขึ้นวินิจฉัยได้เองตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 195 วรรคสอง ประกอบมาตรา 225

พิพากษายกคำพิพากษาศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ภาค 4 ให้ศาลชั้นต้นดำเนินกระบวนพิจารณาให้ถูกต้องและพิพากษาใหม่ต่อไป
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พระธรรมนูญศาลยุติธรรม ม. 26
ป.วิ.อ. ม. 195 วรรคสอง ม. 225
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการจังหวัดสกลนคร
โจทก์ร่วม — นายธงชัย นาคนรสิงห์
จำเลย — สิบเอกปรีชาหรือโอ๊ต ประรวมพันธ์ กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดสกลนคร — นายชูชาติ เทพวีระ
ศาลอุทธรณ์ภาค 3 — นายประมวญ รักศีลธรรม
ชื่อองค์คณะ
ศิริชัย สวัสดิ์มงคล
ชินวิทย์ จินดา แต้มแก้ว
สุทธิโชค เทพไตรรัตน์
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 6636/2554
#526778
เปิดฉบับเต็ม

เมื่อความผิดตาม พ.ร.บ.อาวุธปืน เครื่องกระสุนปืน วัตถุระเบิด ดอกไม้เพลิง และสิ่งเทียมอาวุธปืน พ.ศ.2490 มาตรา 7 และมาตรา 8 ทวิ ต่างเป็นความผิดสำเร็จได้ในตัวเองแยกจากกันได้ การพิจารณาว่าจำเลยจะกระทำความผิดตามมาตรา 8 ทวิ หรือไม่ จึงไม่จำต้องพิจารณาว่าจำเลยกระทำความผิดตามมาตรา 7 มาก่อน และมาตรา 8 ทวิ ก็ไม่ได้บัญญัติไว้ว่าใช้บังคับใช้กับอาวุธปืนที่มีหรือไม่มีเครื่องหมายทะเบียนของนายทะเบียนประทับ ดังนั้น ต้องถือว่าใช้บังคับกับอาวุธปืนทั้งที่มีและไม่มีเครื่องหมายประจำอาวุธปืนของนายทะเบียนประทับ ซึ่งกรณีปกติย่อมเป็นความผิดตามบทบัญญัติ มาตรา 8 ทวิ วรรคหนึ่ง แต่เมื่อมาตรา 8 ทวิ วรรคสาม บัญญัติว่า ความในมาตรานี้มิให้บังคับแก่ (1) เจ้าพนักงานผู้มีหน้าที่รักษาความสงบเรียบร้อยของประชาชน ทหาร และตำรวจ ซึ่งอยู่ในระหว่างปฎิบัติหน้าที่ เมื่อจำเลยเป็นผู้ใหญ่บ้านถือเป็นพนักงานส่วนท้องถิ่นพาอาวุธปืนของกลางติดตัวออกไประงับเหตุทะเลาะวิวาทอันเป็นการปฏิบัติหน้าที่รักษาความสงบเรียบร้อย แม้อาวุธปืนของกลางจะไม่มีเครื่องหมายทะเบียนประจำอาวุธปืนและจำเลยไม่ได้รับใบอนุญาตให้มีและใช้อาวุธปืนของกลางก็ตาม ย่อมไม่ใช้บังคับแก่จำเลยในกรณีนี้ด้วย ดังนั้น การกระทำของจำเลยส่วนนี้จึงไม่เป็นความผิดฐานพาอาวุธปืน โดยไม่ได้รับใบอนุญาตให้มีอาวุธปืนติดตัว

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 288, 371,91, 32 พระราชบัญญัติอาวุธปืน เครื่องกระสุนปืน วัตถุระเบิด ดอกไม้เพลิง และสิ่งเทียมอาวุธปืน พ.ศ. 2490 มาตรา 7, 8 ทวิ, 72, 72 ทวิ ริบของกลาง

จำเลยให้การปฏิเสธ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามพระราชบัญญัติอาวุธปืน เครื่องกระสุนปืน วัตถุระเบิด ดอกไม้เพลิง และสิ่งเทียมอาวุธปืน พ.ศ. 2490 มาตรา 7, 8 ทวิ วรรคหนึ่ง, 72 วรรคหนึ่ง, 72 ทวิ วรรคสอง ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 288, 371 เป็นความผิดหลายกรรมต่างกัน ให้ลงโทษทุกกรรมเป็นกระทงความผิดไปตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 ฐานมีอาวุธปืน จำคุก 1 ปี ฐานพาอาวุธปืนจำคุก 6 เดือน ฐานฆ่าผู้อื่น จำคุก 20 ปี ความผิดฐานมีและพาอาวุธปืน กับความผิดฐานฆ่าผู้อื่น ลดโทษให้ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 กึ่งหนึ่งกับหนึ่งในสามฐานมีอาวุธปืน จำคุก 6 เดือน ฐานพาอาวุธปืน จำคุก 3 เดือน และฐานฆ่าผู้อื่น จำคุก13 ปี 4 เดือน รวมจำคุก 13 ปี 13 เดือน ริบของกลาง

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 9 พิพากษาแก้เป็นว่า ให้ยกฟ้องโจทก์สำหรับความผิดฐานพาอาวุธปืนโดยไม่ได้รับใบอนุญาต เมื่อรวมโทษจำคุกในความผิดฐานฆ่าผู้อื่นและฐานมีอาวุธปืนตามคำพิพากษาศาลชั้นต้นแล้ว เป็นจำคุก 13 ปี 10 เดือน นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลต้น

โจทก์และจำเลยฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า เมื่อความผิดตามพระราชบัญญัติอาวุธปืน เครื่องกระสุนปืน วัตถุระเบิด ดอกไม้เพลิง และสิ่งเทียมอาวุธปืน พ.ศ. 2490 มาตรา 7 และ มาตรา 8 ทวิ ต่างเป็นความผิดสำเร็จได้ในตัวเองและแยกจากกันได้ การพิจารณาว่าจำเลยจะกระทำความผิดตามมาตรา 8 ทวิ หรือไม่ จึงไม่จำเป็นต้องพิจารณาว่าจำเลยกระทำความผิดหรือไม่ได้กระทำความผิดตามมาตรา 7 มาก่อน และมาตรา 8 ทวิ ก็ไม่ได้บัญญัติไว้ว่าใช้บังคับกับอาวุธปืนที่มีหรือไม่มีเครื่องหมายประจำอาวุธปืนของนายทะเบียนประทับ ดังนั้น ต้องถือว่าใช้บังคับกับอาวุธปืนทั้งที่มีและไม่มีเครื่องหมายประจำอาวุธปืนของนายทะเบียนประทับ ซึ่งกรณีปกติย่อมเป็นความผิดตามบทบัญญัติ มาตรา 8 ทวิ วรรคหนึ่ง แต่เมื่อมาตรา 8 ทวิ วรรคสาม บัญญัติว่า ความในมาตรานี้มิให้ใช้บังคับแก่ (1) เจ้าพนักงานผู้มีหน้าที่รักษาความสงบเรียบร้อยของประชาชน ทหารและตำรวจ ซึ่งอยู่ในระหว่างปฏิบัติหน้าที่เมื่อจำเลยเป็นผู้ใหญ่บ้านถือเป็นพนักงานปกครองส่วนท้องถิ่นพาอาวุธปืนของกลางติดตัวออกไประงับเหตุทะเลาะวิวาทอันเป็นการปฏิบัติหน้าที่รักษาความสงบเรียบร้อย แม้อาวุธปืนของกลางจะไม่มีเครื่องหมายทะเบียนประจำอาวุธปืนและจำเลยไม่ได้รับใบอนุญาตให้มีและใช้อาวุธปืนของกลางก็ตาม ย่อมไม่ใช้บังคับแก่จำเลยในกรณีนี้ด้วย ดังนั้นการกระทำของจำเลยส่วนนี้จึงไม่เป็นความผิดฐานพาอาวุธปืนโดยไม่ได้รับใบอนุญาตให้มีอาวุธปืนติดตัวตามฟ้อง ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 9 พิพากษานั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาของจำเลยและโจทก์ฟังไม่ขึ้น

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.อาวุธปืน เครื่องกระสุนปืน วัตถุระเบิด ดอกไม้เพลิง และสิ่งเทียมอาวุธปืน พ.ศ.2490 ม. 7 ม. 8 ทวิ ม. 72 ม. 72 ทวิ
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการจังหวัดนราธิวาส
จำเลย — นายวินัย หนูซ่อนทรัพย์
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดนราธิวาส — นายไพโรจน์ สังข์น้อย
ศาลอุทธรณ์ภาค 9 — พิษณุ ดำรงเกียรติวัฒนา
ชื่อองค์คณะ
ถมรัตน์ เลิศไพรวัน
ชัยวุฒิ โลหชิตรานนท์
ทวี ประจวบลาภ
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 6635/2554
#514292
เปิดฉบับเต็ม

ผู้ตายฝ่ายหนึ่งและจำเลยทั้งสามกับพวกอีกฝ่ายหนึ่งสมัครใจวิวาทต่อสู้กัน ดังนั้น แม้ฝ่ายจำเลยจะมีหลายคน แต่เมื่อสามารถรับรู้และแบ่งฝ่ายแบ่งพวกกันได้ การที่ผู้ตายถูกทำร้ายจนถึงแก่ความตายจึงมิใช่เป็นการตายอันเนื่องมาจากการเข้าร่วมในการชุลมุนต่อสู้ แต่พฤติการณ์ของจำเลยทั้งสามถือได้ว่า ต่างมีเจตนาร่วมวิวาททำร้ายผู้ตายมาแต่แรก ดังนั้น แม้ผู้ตายจะถึงแก่ความตายเพราะถูกฝ่ายจำเลยแย่งมีดไปฟันในเหตุการณ์ดังกล่าวโดยไม่รู้ว่าจำเลยคนใดเป็นผู้ฟันผู้ตายแต่จำเลยทั้งสามก็ยังต้องมีความผิดฐานเป็นตัวการร่วมกันทำร้ายผู้อื่นจนเป็นเหตุให้ผู้อื่นถึงแก่ความตายตาม ป.อ. มาตรา 290 วรรคแรก ซึ่งศาล มีอำนาจลงโทษจำเลยทั้งสามในความผิดฐานนี้ได้ เพราะความผิดดังกล่าวเป็นส่วนหนึ่งของความผิดฐานฆ่าผู้อื่นตาม ป.อ. มาตรา 288 ที่โจทก์ขอให้ลงโทษมาด้วย ตาม ป.วิ.อ. มาตรา 192 วรรคท้าย ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 1 ไม่ลงโทษจำเลยทั้งสามในความผิดฐานร่วมกันทำร้ายผู้อื่นจนเป็นเหตุให้ผู้อื่นถึงแก่ความตายจึงไม่ถูกต้อง แต่เมื่อโจทก์ไม่ฎีกาในข้อนี้ขึ้นมา ศาลฎีกาจึงไม่อาจปรับบทลงโทษให้ถูกต้องอันเป็นผลร้ายแก่จำเลยทั้งสามได้

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องจำเลยทั้งสามขอให้ลงโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83, 288, 294 ริบมีดของกลาง

จำเลยทั้งสามให้การปฏิเสธ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยทั้งสามมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 294 วรรคแรก ให้ลงโทษจำคุกคนละ 1 ปี 6 เดือน ริบมีดของกลาง ข้อหาอื่นให้ยก

จำเลยทั้งสามอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษาแก้เป็นว่า ให้ยกฟ้องโจทก์สำหรับจำเลยทั้งสามในความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 294 วรรคแรก ด้วย นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

โจทก์ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่าพิเคราะห์แล้ว มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ว่า จำเลยทั้งสามกระทำความผิดตามคำพิพากษาศาลชั้นต้นหรือไม่ โจทก์มีนายสมโภชน์ เป็นพยานเบิกความว่า ขณะเกิดเหตุพยานนั่งดื่มสุราอยู่บนกระบะรถยนต์ที่จอดอยู่หน้าบ้านห่างจากที่เกิดเหตุประมาณ 10 ถึง 15 เมตร เห็นจำเลยทั้งสามซึ่งทำงานอยู่ที่เดียวกับพยานกับพวกรวม 3 ถึง 4 คน ชุลมุนชกต่อยอยู่ที่ร้านอาหาร นิดหน่อยที่เกิดเหตุ และเห็นจำเลยทั้งสามลากชายคนเดียวเข้าไปในพงหญ้าแต่ไม่เห็นอาวุธ หัวหน้างานซึ่งนั่งดื่มสุราอยู่ด้วยได้ห้ามพยานกับพวกเข้าไปดูและสั่งให้เข้าบ้าน กับมีดาบตำรวจอุดร ผู้จับกุมเบิกความว่า ขณะออกตรวจได้รับแจ้งเหตุ จึงใช้รถยนต์ขับติดตามคนร้ายที่หลบหนีไปในทันทีพบคนร้าย 3 คน คือ จำเลยที่ 2 ที่ 3 และนายทวี ไปที่โรงพยาบาลหนองแค เนื่องจากจำเลยที่ 2 และที่ 3 ได้รับบาดเจ็บต้องเข้ารับการรักษา พยานสอบถามนายทวีได้ความว่า กลุ่มของนายทวีมีเรื่องกับกลุ่มวัยรุ่นที่ร้านอาหาร แล้วกลุ่มวัยรุ่นนำมีดมาฟันกลุ่มนายทวี กลุ่มนายทวีแย่งมีดได้จึงใช้มีดดังกล่าวฟันกลุ่มวัยรุ่นไปเช่นกัน และเมื่อพยานกลับไปที่ร้านเกิดเหตุเห็นผู้ตายนอนตายอยู่ที่ป่าหญ้า ได้สอบถามนางสถิต เจ้าของร้านอาหารแล้วทราบว่า กลุ่มของจำเลยพูดแทะโลมภริยาผู้ตาย ผู้ตายจึงนำมีดมาทำร้ายกลุ่มของจำเลย และกลุ่มของจำเลยแย่งมีดจากผู้ตายได้จึงฟันผู้ตายถึงแก่ความตาย นอกจากนี้ได้ความจากคำให้การของนางสถิต ที่ให้การต่อพนักงานสอบสวนตามบันทึกคำให้การพยานว่า เวลา 21 นาฬิกาเศษ ผู้ตายกับพวกรวม 6 คน เข้าไปในร้านนั่งที่โต๊ะ 1 ต่อมาเวลาประมาณ 23 นาฬิกา มีลูกค้า 4 คน เข้าไปในร้านแล้วนั่งที่โต๊ะ 2 สักพักมีพวกตามมาอีก 4 ถึง 5 คน ต่อมาลูกค้าโต๊ะ 1 เรียกเก็บเงินจากนั้นมีรถยนต์มาจอดที่หน้าร้าน แล้วผู้ตายเดินไปที่รถถือสิ่งของเดินกลับมาตีศีรษะชายที่โต๊ะ 2 แล้วเกิดการชุลมุนกันขึ้น นางสถิตจึงหลบไปหลังร้านไม่เห็นเหตุการณ์อีก นางอีรียา ภริยาผู้ตายก็ให้การตามบันทึกคำให้การพยานว่า ผู้ตายกับนางอีรียาขับรถมาหาเพื่อน 3 ถึง 4 คนที่ร้านเกิดเหตุ และขณะนางอีรียาเล่นเกมอยู่ในรถยนต์ มีชาย 1 คนมาที่ร้าน ชายคนหนึ่งถามนางอีรียาว่าเป็นเด็กใหม่หรือผู้ตายไม่พอใจ และมีชายอีกคนหนึ่งถามผู้ตายว่ามีปัญหาอะไร ผู้ตายจึงถอยรถยนต์ไปจอดห่างจากร้าน และหยิบมีดอีโต้ในรถยนต์เหน็บเอวเดินกลับไปฟันชาย 3 คนนั้น เห็นว่าแม้โจทก์ไม่ได้ตัวนางสถิตและนางอีรียามาเบิกความเป็นพยาน แต่คำให้การของคนทั้งสองในชั้นสอบสวนเมื่อฟังประกอบคำเบิกความของนายสมโภชน์และดาบตำรวจอุดรแล้วข้อเท็จจริงฟังได้ชัดเจนว่า เหตุการณ์ครั้งนี้มีผู้ตายฝ่ายหนึ่งและจำเลยทั้งสามกับพวกอีกฝ่ายหนึ่งสมัครใจวิวาทต่อสู้กัน ดังนั้น แม้ฝ่ายจำเลยจะมีหลายคน แต่เมื่อสามารถรับรู้และแบ่งฝ่ายแบ่งพวกกันได้ การที่ผู้ตายถูกทำร้ายจนถึงแก่ความตายจึงมิใช่เป็นการตายอันเนื่องมาจากการเข้าร่วมในการชุลมุนต่อสู้ดังที่ศาลอุทธรณ์ภาค 1 วินิจฉัยชอบแล้ว แต่พฤติการณ์ของจำเลยทั้งสามถือได้ว่า ต่างมีเจตนาร่วมวิวาท ทำร้ายผู้ตายมาแต่แรก ดังนั้น แม้ผู้ตายจะถึงแก่ความตายเพราะถูกฝ่ายจำเลยแย่งมีดไปฟันในเหตุการณ์ดังกล่าวโดยไม่รู้ว่าจำเลยคนใดเป็นผู้ฟันผู้ตาย แต่จำเลยทั้งสามก็ยังต้องมีความผิดฐานเป็นตัวการร่วมกันทำร้ายผู้อื่นจนเป็นเหตุให้ผู้อื่นถึงแก่ความตายตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 290 วรรคแรก ซึ่งศาลมีอำนาจลงโทษจำเลยทั้งสามในความผิดฐานนี้ได้ เพราะความผิดดังกล่าวเป็นส่วนหนึ่งของความผิดฐานฆ่าผู้อื่นตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 288 ที่โจทก์ขอให้ลงโทษมาด้วยตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 192 วรรคท้าย ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 1 ไม่ลงโทษจำเลยทั้งสามในความผิดฐานร่วมกันทำร้ายผู้อื่นจนเป็นเหตุให้ผู้อื่นถึงแก่ความตายจึงไม่ถูกต้อง แต่เมื่อโจทก์ไม่ฎีกาในข้อนี้ขึ้นมา ศาลฎีกาจึงไม่อาจปรับบทลงโทษให้ถูกต้องอันเป็นผลร้ายแก่จำเลยทั้งสามได้

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.อ. ม. 288 ม. 290
ป.วิ.อ. ม. 192 ม. 212 ม. 225
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการจังหวัดสระบุรี
จำเลย — นายสะอาด กระทู้นันท์ กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดสระบุรี — นายโสภณ เคนวิเศษ
ศาลอุทธรณ์ภาค 1 — นายสุรพันธุ์ ละอองมณี
ชื่อองค์คณะ
เฉลียว พลวิเศษ
ตรีวุฒิ สาขากร
ธีระพงศ์ จิระภาค
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 6601/2554
#518410
เปิดฉบับเต็ม

แม้การรวบรวมหลักฐานจะเป็นหน้าที่ของพนักงานสอบสวนตาม ป.วิ.อ. มาตรา 131 แต่พนักงานสอบสวนจะรวบรวมหลักฐานใดบ้าง อย่างไร เป็นอำนาจของพนักงานสอบสวนที่จะพิจารณาและใช้ดุลพินิจดำเนินการ โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อทำให้คดีแจ่มกระจ่างขึ้น จนสามารถพิสูจน์ความผิดของจำเลยได้เท่านั้น ตาม ป.วิ.อ. มาตรา 132 เมื่อการรวบรวมหลักฐานของพนักงานสอบสวนได้ความชัดว่าตรวจพบเมทแอมเฟตามีนของกลางในห้องนอนของจำเลยแล้ว พนักงานสอบสวนอาจมีความเห็นว่ากรณีไม่จำต้องดำเนินการจัดทำบันทึกภาพถ่ายของกลางที่ตรวจพบ ตลอดจนไม่ทำแผนที่แสดงจุดตรวจพบเมทแอมเฟตามีนของกลางก็ได้ หาทำให้การสอบสวนไม่ชอบไม่ และการที่เจ้าพนักงานตำรวจทำบันทึกการจับกุมโดยมีรายละเอียดแห่งการค้นและสิ่งของที่ค้นได้ กับมีการจัดทำบัญชีทรัพย์สินที่เจ้าพนักงานตำรวจตรวจยึด ถือว่าเป็นการปฏิบัติตาม ป.วิ.อ. มาตรา 103 แล้ว จึงเป็นการตรวจค้นโดยชอบ

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยกับพวกตามพระราชบัญญัติอาวุธปืน เครื่องกระสุนปืน วัตถุระเบิด ดอกไม้เพลิงและสิ่งเทียมอาวุธปืน พ.ศ. 2490 มาตรา 7, 72 พระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 มาตรา 4, 7, 8, 15, 66, 67, 102 ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83, 91

จำเลยให้การปฏิเสธ แต่ระหว่างสืบพยานโจทก์ จำเลยขอถอนคำให้การเดิมและการรับสารภาพในข้อหามีอาวุธปืนไว้ในครอบครองโดยไม่ได้รับใบอนุญาต ส่วนข้อหาอื่นให้การปฏิเสธ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามพระราชบัญญัติอาวุธปืน เครื่องกระสุนปืน วัตถุระเบิด ดอกไม้เพลิงและสิ่งเทียมอาวุธปืน พ.ศ.2490 มาตรา 7, 72 วรรคหนึ่ง พระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 มาตรา 15 วรรคสาม (2), 66 วรรคสอง ประกอบประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 (ที่ถูก มาตรา 83 ด้วย) ฐานร่วมกันมีอาวุธปืนไว้ในครอบครองโดยไม่ได้รับใบอนุญาต จำคุก 1 ปี ฐานร่วมกันมีเมทแอมเฟตามีนไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่ายโดยไม่ได้รับอนุญาต จำคุก 12 ปี และปรับ 400,000 บาท จำเลยให้การรับสารภาพในความผิดฐานร่วมกันมีอาวุธปืน กับคำรับและทางนำสืบของจำเลยฐานร่วมกันมีเมทแอมเฟตามีนไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่ายเป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 หนึ่งในสามและหนึ่งในสี่ ตามลำดับ คงจำคุก 8 เดือน และ 9 ปี และปรับ 300,000 บาท รวมจำคุก 9 ปี 8 เดือน และปรับ 300,000 บาท ไม่ชำระค่าปรับให้จัดการตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 29, 30 โดยกักขังแทนค่าปรับได้ไม่เกิน 2 ปี

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษาแก้เป็นว่า ฐานร่วมกันมีเมทแอมเฟตามีนไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่าย จำคุก 9 ปี และปรับ 400,000 บาท ลดโทษให้ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 หนึ่งในสี่ คงจำคุก 6 ปี 9 เดือน และปรับ 300,000 บาท เมื่อรวมกับโทษของจำเลยในความผิดฐานมีอาวุธปืนแล้ว เป็นจำคุกจำเลยมีกำหนด 6 ปี 17 เดือน และปรับ 300,000 บาท นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

จำเลยฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงจากทางนำสืบของโจทก์และจำเลยไม่โต้แย้งคัดค้านกันฟังได้ว่า ตามวันเวลาและสถานที่เกิดเหตุในฟ้อง เจ้าพนักงานตำรวจจับกุมจำเลยและนางสนธยาหรือสาว ภริยาจำเลย และยึดเมทแอมเฟตามีน 100 เม็ด ของกลาง ได้จากชั้นวางตู้โทรทัศน์ภายในห้องนอน โดยเมทแอมเฟตามีนบรรจุอยู่ในถุงพลาสติกใสวางอย่างเปิดเผย ที่จำเลยฎีกาว่า พนักงานสอบสวนไม่ได้จัดทำบันทึกภาพถ่ายของกลางที่ตรวจพบ ไม่มีแผนที่แสดงจุดตรวจค้นพบเมทแอมเฟตามีนของกลาง และไม่จัดทำบันทึกการตรวจค้น อันเป็นการไม่ปฏิบัติให้เป็นไปตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 103 เป็นการไม่ชอบนั้น ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 131 กำหนดให้พนักงานสอบสวนมีหน้าที่รวบรวมหลักฐานทุกชนิดเท่าที่สามารถจะทำได้เพื่อพิสูจน์ความผิดหรือความบริสุทธิ์ของผู้ต้องหา และมาตรา 132 ให้อำนาจพนักงานสอบสวนที่จะจัดทำภาพถ่าย แผนที่ ภาพวาด หรืออื่นใดที่น่าจะกระทำให้คดีแจ่มกระจ่างขึ้น ดังนั้น แม้การรวบรวมหลักฐานเป็นหน้าที่ของพนักงานสอบสวน แต่พนักงานสอบสวนจะรวบรวมหลักฐานใดบ้าง อย่างไร เป็นอำนาจของพนักงานสอบสวนที่จะพิจารณาและใช้ดุลพินิจดำเนินการ โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อทำให้คดีแจ่มกระจ่างขึ้นจนสามารถพิสูจน์ความผิดของจำเลยได้เท่านั้น เมื่อการรวบรวมหลักฐานของพนักงานสอบสวนได้ความชัดว่า ตรวจพบเมทแอมเฟตามีนของกลางในห้องนอนของจำเลยแล้ว พนักงานสอบสวนอาจมีความเห็นว่ากรณีนี้ไม่จำต้องดำเนินการจัดทำบันทึกภาพถ่ายของกลางที่ตรวจพบ ตลอดจนไม่จัดทำแผนที่แสดงจุดตรวจพบเมทแอมเฟตามีนของกลางก็เป็นได้ อันหาทำให้การสอบสวนไม่ชอบไม่ ส่วนที่จำเลยฎีกาว่า พนักงานสอบสวนไม่จัดทำบันทึกการตรวจค้นนั้น ก็ได้ความว่า ได้มีการจัดทำบันทึกการจับกุมซึ่งในบันทึกดังกล่าวมีรายละเอียดแห่งการค้นและสิ่งของที่ค้นได้ กับมีการจัดทำบัญชีทรัพย์สินที่เจ้าพนักงานตำรวจตรวจยึดอันเป็นการปฏิบัติตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 103 แล้ว จึงถือว่าเป็นการตรวจค้นโดยชอบ ที่จำเลยฎีกาว่าโจทก์มิได้นำสืบให้เห็นว่าจำเลยมีส่วนร่วมในการกระทำความผิดอย่างไร ขณะจับกุมจำเลยให้การปฏิเสธตลอดมาจนถึงชั้นพิจารณาการจับกุมไม่ได้ใช้วิธีการล่อซื้อ จากการสืบสวนไม่พบว่าจำเลยมีพฤติการณ์จำหน่าย ประกอบกับจำเลยมีอาชีพการงานเป็นกิจจะลักษณะไม่สมควรที่จะฟังว่าจำเลยกระทำความผิดนั้น เห็นว่าเมื่อข้อเท็จจริงฟังได้ว่าเจ้าพนักงานตำรวจจับกุมจำเลยและนางสนธยาซึ่งเป็นสามีภริยากันได้พร้อมเมทแอมเฟตามีนของกลางที่ตรวจพบในห้องนอน โดยวางไว้อย่างเปิดเผยบนชั้นวางตู้โทรทัศน์ซึ่งเป็นที่ส่วนตัวจึงเป็นไปได้ยากที่จำเลยจะไม่รู้ถึงการมีอยู่ของเมทแอมเฟตามีนของกลาง จึงเป็นกรณีที่รับฟังได้โดยปราศจากข้อสงสัยว่า จำเลยร่วมกระทำความผิดกับนางสนธยา ข้อนำสืบของจำเลยไม่อาจหักล้างได้ ที่ศาลอุทธรณ์ภาค1 พิพากษามานั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาของจำเลยฟังไม่ขึ้น

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.อ. ม. 103 ม. 131 ม. 132
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการจังหวัดสมุทรปราการ
จำเลย — นายอนันต์ วาสนา
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดสมุทรปราการ — นายณัฐดนัย ศกุนตนาคฐิติส์
ศาลอุทธรณ์ภาค 1 — นางสาวเบญจมาศ ปัญญาดิลก
ชื่อองค์คณะ
อร่าม แย้มสอาด
อร่าม เสนามนตรี
พินิจ สายสอาด
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา